The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by singnarin, 2023-02-21 04:17:58

คติชีวิตจากชาดก

ิ่

แหละที่วงก่อนเพื่อนละ โปรดถามเขาดูเถิด” ราชสีห์โพธิสัตว์จงถามกระต่าย
ตัวนั้นว่า “นี่เจ้ากระต่ายน้อย เจ้าเห็นแผ่นดินถล่มมาจริงหรือ?” “จริงซิท่าน






ราชสีห” กระตายยืนยัน “ข้าพเจ้ากาลังนอนหลับอย มันถลมตรงหัวนอนพอดี”


“ในขณะที่แผนดินถลม เจานอนอยูที่ไหน?” ราชสีหซักตอ “ข้าพเจ้านอน




อยู่ที่ดงตาล ใต้ต้นมะตูม” กระต่ายกล่าวยืนยันอีก “ขณะนั้น ข้าพเจ้าจะเข้า
นอนก็คิดว่า ถ้าแผ่นดินถล่มเราจะหนีไปไหน จึงนอนหลับไป พอรู้สึกตัวก็เกิด
แผ่นดินถล่มจริงๆ จึงได้วิ่งมานี่แหละ” “เจ้าทั้งหลายจงอยู่ที่นี่จนกว่าเราจะมา
เราจะไปสอบสวนให้แน่อีกครั้งหนึ่ง”




ี่





แลวก็จับกระตายใหขึ้นขหลัง แลววิ่งไปดวยกาลังแหงราชสีห สักพกหนึ่ง
ก็มาถึงดงตาลนั้น วางกระต่ายลงแล้ว จึงถามว่า “ไหนเจ้ากระต่าย เจ้าชี้ให้ดูซิ

ว่าตรงไหนเป็นที่แผ่นดินถล่ม” กระต่ายทาหน้าตาตื่น เดินถอยหลังกรูดพร้อม


กล่าวว่า “ข้าแต่นาย ข้าพเจ้าไม่กล้าเข้าไปดอก ประเดี๋ยวแผ่นดินมนจะดด
ข้าพเจ้าเข้า”
“ไม่ต้องกลัวดอกน่า” ราชสีห์ปลอบเชิงขู่ “ชี้มาเถอะว่าตรงไหนที่ได้ยิน
เสียงแผ่นดินถล่ม” กระต่ายไม่กล้าเข้าใกล้ ชี้อยู่ห่างๆ ว่า “ตรงโคนต้นมะตูม
นั่นแหละ ข้าพเจ้าได้ยินแต่เสียงตูมใหญ่ ก็ไม่ได้ดูให้เห็นชัดดอก เข้าใจว่าแผ่น
ดินไหวจึงวิ่งหนีไปก่อน”







ราชสีหจงเดินเขาไปดูที่โคนตนมะตูม เหนผลมะตูมสุกผลใหญตกคางอย ู ่
บนใบตาลแห้ง เห็นขั้วยังใหม่อยู่ จึงแน่ใจว่าผลมะตูมนี้เองที่ทาให้กระต่ายตื่น

จึงจับกระต่ายให้ขึ้นหลังวิ่งตรงไปยังฝูงมฤคชาติทั้งหลาย กล่าวปลอบว่า

“เราไดไปเหนจนประจักษแกตาแลว เสียงที่กระตายเขาใจวาแผนดินถลม









แท้จริงเป็นเสียงผลมะตูมตกถูกใบตาลแห้งต่างหาก นี่เจ้าทั้งหลายได้มาพบเรา
จึงยั้บยั้งไว้ได้ มิเช่นนั้นคงวิ่งลงน�้าตายไปหมดแล้ว”
ครั้นราชสีห์โพธสัตว์กล่าวสอนแล้ว ก็ปล่อยบรรดาสัตว์ทั้งหลายไปยังที่

อยู่ของตน หากินไปตามประสาตน จนถึงกาลอวสานแห่งชีวิต
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนว่า คนที่หูเบา ฟังแต่ข่าวเล่าลือจากคนอื่น แล้ว






พากันแตกตื่นเลาลือตอไปโดยมิไดพินิจโดยถองแทนั้น เรียกวา คนเขลาเบา
ปัญญา มักถูกชักพาไปในทางหายนะ เช่นเดียวกับสัตว์ทั้งหลาย เกือบจะพา
กันตกน้าตายเสียแล้ว ส่วนผู้ประกอบด้วยปัญญา เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นก็



ไมตื่นตอเหตุการณ พินิจพิเคราะหเหตุผลโดยถี่ถวนแลวจึงเชื่อ ยอมท�าความ






ปลอดภัยใหแกตนเองและผูอื่น เชนราชสีหโพธสัตว จึงควรถือเปนคติเตือน








ใจว่า อย่าเป็นคนถือมงคลตื่นข่าว หรืออย่าทาตัวเป็นกระต่ายตื่นตูม ฉะนี้
(ทุททุภายชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก จตุกกนิบาต เล่ม ๓๑ หน้า ๓๘๙)
151


152



โคกับราชสห์



“จงระวังมอที่สาม”









ครั้งหนึ่ง พระโพธิสัตว์เกิดเป็นโอรสพระเจ้าพาราณสี ครั้นเจริญวัย

ได้เรียนศิลปศาสตร์จบแล้วได้ครองราชสมบัติ ณ กรุงพาราณสี ปกครอง
อาณาประชาราษฎร์ด้วยความผาสุกตลอดมา
ครั้งนั้น ยังมีโคบาลผู้หนึ่งรับจ้างเลี้ยงโค ตกเย็นก็ต้อนฝูงโคไปส่ง



ใหเจาของทั้งหลาย ไมทันไดนับจึงลมแมโคทองตัวหนึ่งไวในปา นางโคท้อง








แกจึงเดินไปหากินตามล�าพังไดไปพบนางราชสีหทองแกตัวหนึ่งโดยบังเอิญ




นางราชสีห์เห็นนางโคท้องแก่เหมือนตวก็สงสาร แทนที่จะท�าอันตรายก็
เข้าไปทักทายสนทนาด้วย นางโคกับราชสีห์จึงรักใคร่เห็นใจซึ่งกันและกัน
เมื่อนางโคตกลูกเป็นโคผู้ นางราชสีห์ก็ตกลูกเป็นตัวผู้เช่นกัน ทั้ง







สองฝายตางรักใครกัน ลูกโคกบราชสีหอยูกันมาแตยังเล็ก ยิ่งโตก็ยงสนิท


สนมกันยิ่งขึ้น จะไปหากินที่ใดก็ไปดวยกัน เหมือนเงาตามตัว ไมตรที่สัตว ์


ทั้งสองมีต่อกันแน่นแฟ้นยิ่งนัก
ต่อมามีพรานป่าผู้หนึ่ง เห็นความสัมพันธ์ระหว่างราชสีห์กับโคเข้า







ก็แปลกใจวา สัตว ๒ ประเภทนี้ไมนาเปนมตรกันได เมื่อนาของป่าไปถวาย

พระราชาก็ได้ทูลเล่ากับพระราชาว่า “ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าได้เห็นของ
ประหลาดอย่างหนึ่งในป่า คือราชสีห์กับโคมีไมตรีรักใคร่ต่อกันเป็นอย่าง


ดี เดินหากินดวยกันเปนนิตย ของเหลานี้จะหาดูไมไดงายนัก พระเจ้าค่ะ”






พระราชาจึงตรัสว่า “พราน เธอจะสังเกตต่อไปเถิด เราทานายว่า
ื่
ถ้ามีสัตว์ตัวที่สามเกิดขึ้นเมอใด สัตว์ทั้งสองจะฆ่ากันตายเมื่อนั้น ถ้า
ปรากฏมีสัตว์ตัวที่สามมาเดินด้วยเมื่อใด จงกลับมาบอกเราด้วย” พราน
รับสนองพระราชโองการแล้วก็ทูลลาเข้าป่าไป



อยูตอมาไมชา พรานก็เห็นสมดังพระราชาท�านาย คือมีสุนัขจิ้งจอก



ตัวหนึ่งมาเดินอยูดวย จึงกลับไปกราบทูลพระราชา แลวจึงกลบไปพระนคร


สุนัขจิ้งจอกมาคิดว่า “เนื้อสัตว์อื่นเราก็ได้ลิ้มรสหมดแล้ว ยังเหลือแต่เนื้อ
153


ราชสีห์ยังไม่เคยชิม มันคงอร่อยไม่น้อยเลย” คิดดังนั้นแล้ว จึงเริ่มยุสัตว์ทั้งสองให้
แหนงใจกันก่อน แล้วใช้นโยบายยุโดยเข้าไปหาราชสีห์ กล่าวว่า “ข้าแต่นาย โคตัวนั้น

เคยคุยอวดข้าพเจ้าว่ามีกาลังเหนือท่าน ที่อยู่กันมานี้เพราะท่านยอมอ่อนน้อมต่อเขาจึง

อยู่กันได้ มิฉะนั้นคงแตกกันไปนานแล้ว”
ครั้นแล้วสุนัขจิ้งจอกจึงเข้าไปหาโค แล้วยุว่า “ท่านโค ท่านคงอยู่กับราชสีห์นี้ด้วย
ความซื่อตามวิสัยท่าน ราชสีห์เป็นสัตว์ร้ายแปดเหลี่ยมแปดคม เห็นบอกกับข้าพเจ้าว่า




ที่คบกับทานก็เพื่อเก็บเนื้อทานไวกินยามขัดสน อดมาเมื่อไรก็จะอาศัยเปนอาหารมื้อนั้น

ระวังตัวไว้บ้างนะท่าน เมื่อสุนัขจิ้งจอกยุหนักเข้าทุกวัน ความอดกลั้นก็ถึงที่สุด จึงเกิด
การต่อสู้กันอย่างรุนแรงจนถึงบาดเจ็บสาหัสตายไปด้วยกันทั้งคู่
สุนัขจิ้งจอกเห็นดังนั้นก็ดีใจ โดดเข้าขย้าลาคอราชสีหจนสมอยาก ฝ่ายนายพราน



เมื่อไปถึงราชสานัก จึงเข้าเฝ้าพระราชาและกราบทูลว่า “บัดนี้เกิดสัตว์ตัวที่สามแล้ว

พะย่ะค่ะ” พระราชาตรัสถามว่า “เป็นสัตว์อะไร พ่อพราน” “เป็นสุนัขจิ้งจอกพระเจ้า
ข้า” นายพรานกราบทูล พระราชาตรัสว่า “ถ้าเช่นนั้นเราคงไปไม่ทันเวลาเสียแล้ว” จึง
รับสั่งให้อามาตย์ราชบริพารเตรียมราชรถพร้อมด้วยขบวนเสนา เสด็จมายังป่าทพราน
ี่


บอกทันที พอมาถงก็เห็นสัตว์ทั้งสองนอนตายอยู่ไม่ห่างกน เมื่อทอดพระเนตรเห็นดง


นั้น จึงประทับยืนบนราชรถ ประกาศสอนหมู่เสนาข้าราชบริพารว่า



“ดูกรทานทั้งหลาย จงดูราชสีหกับโคเปนตัวอยาง คนจะแตกกันมักเกิดประโยชน ์


ขัดกัน หรอไม่ก็เพราะเพศตรงข้ามเป็นเหตุ แต่โคกับราชสีห์นี้มิได้ขัดกันด้วยผล









ประโยชนสวนตัว ราชสีหมีเนื้อเปนอาหาร แตโคมีหญาเปนอาหาร ราชสีหตองการสตรี
ที่เป็นนางราชสีห์ โคก็ต้องการนางโค จึงไม่มีทางขัดกันได้ แต่สัตว์ทั้ง ๒ ต้องขัดกัน
ถึงฆ่ากันตายก็เพราะคาส่อเสียดของมือที่ ๓ คือสุนัขจิ้งจอก ผู้เชื่อค�าส่อเสียดทาลาย


ความไมตรีจิตมิตรภาพแล้ว ย่อมถึงความหายนะเช่นโคกับราชสีห์ แต่ชนใดไม่เชื่อฟัง

คาคนส่อเสียด มุ่งประโยชน์ส่วนตัว ผู้นั้นย่อมถึงความสงบสุขตลอดกาลนาน”

เมื่อตรัสดังนั้นแล้ว จึงสั่งให้เก็บซากสัตว์พอที่จะนาไปได้กลับพระนคร ตั้งไว้เป็น
อนุสรณ์แห่งความแตกมิตรตลอดมา



ชาดกเรื่องนี้ชี้ใหเห็นวา อันไมตรีจิตมิตรภาพนั้นมีอยู ณ ที่ใด กอความสุขรมเย็น


ให้ ณ ที่นั้น มิตรจิตที่มีต่อกันเป็นเสมือนสายโซ่ทองค�า ซึ่งร้อยจิตของคนให้แนบ
สนิทอยู่ด้วยกันได้ตลอดไป แม้ต่างวยและเพศชั้นก็ตาม แต่ควรระวังการส่อเสียด

จากคนอื่น ซึ่งมุ่งประโยชน์จากความหายนะของเรา เรียกว่ามือที่ ๓ จึงอย่าหลงเชื่อ

คายุยงของคนอื่นโดยเด็ดขาด
(สันธิเภทชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก จตุกกนิบาต เล่ม ๓๑ หน้า ๕๐๑)
154


155



หมท้าราชสห์




“อย่าเอาไมส้นไปรันขี้”








สมยหนึ่ง พระโพธิสัตวเกิดเปนราชสีห อยูในหิมวันตประเทศ หมู






เปนอันมากหากินอยูไมไกลจากถ�้าของพญาราชสีหนั้น ไดอาศยสระเกิด





เองดื่มกินน้าอยู่เป็นประจา
วันหนึ่ง พญาราชสีห์ลงไปดื่มน้าในสระ พบหมูอ้วนตัวหนึ่งอยู่ริม

สระคนละฟาก พญาราชสีหคิดวา “วันนี้เราเพิ่งฆาวัวกินมาหยกๆ กาลัง




อิ่มอยู่ จะกินหมูตัวนี้อกก็ไม่ไหว เอาไว้กินวันอืนดีกว่า” ว่าแล้วก็ท�าที


เป็นมองไม่เห็นเดินหลีกไปเสียข้างหนึ่ง หมูเห็นราชสีห์เดินหนีไปเช่น

นั้นก็เข้าใจว่าราชสีห์เกรงอานาจตัว ไม่กล้าเข้ามาใกล้เหมือนเห็นหมูตัว
อื่น จึงแสร้งเดินตามไปยืนบนโขดหินร้องท้าว่า “เหวย ราชสีห์ขี้ขลาด
เราต่างก็เป็นสัตว์สี่เท้าด้วยกัน เขี้ยวก็มีเหมือนกัน ไหนๆ ก็พบกันแล้ว
ลองมาสู้กันสักตั้งเป็นไร จะรีบหนีไปไหนเล่า กลับมาสู้กันก่อนเถิด”
ราชสีห์ได้ฟังคาของหมูแล้วจึงกล่าวว่า “เจ้าหมูอ้วนเอ๋ย วันนี้เรา

ยังไม่สู้กับเจ้าหรอก อีก ๗ วันเรามาพบกันที่นี่ใหม่ เพื่อจะได้สู้รบกัน




เจาจงไปประกาศใหบรรดาญาติมาชมกันมากๆ เถิด” กลาวแลวก็รีบหลีก
ไป


หมูนึกกระหยิ่มใจวา ตัวเองคงมีอานาจเหนือหมูทั้งหลาย แม้พญา




ราชสีหยังไมอาจตอกรได จึงรีบไปประกาศแกหมูญาติของตัววา “พี่นอง










ทั้งหลาย ที่ทานเลาลือกันวาราชสีหเปนเจาสัตว ไมมีใครบังอาจตอกรได ้








นั้น เห็นจะไมจริงเสียแลว เห็นรีบหลบเปนพลวัน ครั้นขาพเจารองทาเขา




กลับขอผลัดไปเตรียมตัวถึง ๗ วัน นับแต่นี้ไป ๗ วัน ขอให้ท่านไปชม
การสูรบระหว่างข้าพเจ้ากับราชสีห์เป็นขวัญตาเถิด”


พวกหมูไดฟงดังนั้นก็ตกตะลึงไปตาม ๆ กัน หมูเฒาตัวหนึ่งกลาว




ขึ้นวา “เจ้าหน้าโง่ ชางไมรูประมาณตวเสียเลย รูไหมวาเจากาลังนาความ








พินาศมาสู่หมู่ญาติแล้ว พญาราชสีห์เป็นสัตว์ฉลาด ที่ไม่สู้รบกับเจ้าใน

คราวนี้ ก็เพราะกินสัตว์อื่นมาอิ่มหนาสาราญแล้ว ที่ประวิงไว้ให้เจ้าสู้กัน

156


ในอีก ๗ วัน ก็เพื่อจะเก็บเจ้าไว้เป็นอาหารมื้อนั้น ที่เจ้าท้าราชสีห์มารบกันแถวนี้ก็


เทากับน�าความตายมาให้พวกเราแท้ๆ การทาอะไรโดยผลุนผลันขาดความรอบคอบ
อย่าให้มีอีกโดยเด็ดขาด”

หมูหนุ่มได้ยินดังนั้นก็ตกใจกลัว จึงปรึกษากันว่าควรจะทาอย่างไรดี หมูเฒ่า
จึงแนะน�าต่อไปว่า “เจ้านั่นแหละต้องแก้ไขปัญหานี้ จงไปที่ส้วมของพระฤษี เอาตัว

เกลือกอุจจาระพระฤษีให้ทั่ว แล้วมาผึ่งแดดให้แห้ง แล้วกลับไปเกลือกซ�้าอีก ทาอยู่
เช่นนี้ตลอด ๗ วัน พอถึงวันที่ ๗ ให้เอาตัวไปเกลือกน�้าค้างให้ชุ่ม เพื่อให้เกิดกลิ่น
รุนแรงขึ้น เมื่อถึงเวลานัดหมายให้ไปก่อนราชสีห์ แล้วเลือกชัยภูมิอยู่ทางเหนือลม
ตามธรรมดาราชสีห์เป็นสัตว์รักสะอาด เมื่อได้กลิ่นอุจจาระที่ตัวเจ้า ก็จะไม่ยอมสู้

หลีกหนีไปโดยเร็ว เจ้าจะต้องอยู่สู้แต่ผ้เดียว พวกเราต้องอพยพพากันไปหากินใน
ถิ่นอื่นต่อไป”
หมูหนุมไดฟงดังนั้นก็ดีใจ ไปยังสานักพระฤษ ได้ทาตามคาแนะนาหมูเฒาทุก









ประการ ครั้นชุบตัวด้วยอุจจาระได้ที่แล้ว ถึงวันที่ ๗ จึงไปยังที่นัดรบ เลือกชัยภูมิ
เหนือลม สะบัดตัวแสดงท่าผึ่งผายอยู่ ราชสีห์มาตามเวลานัด และอยู่ทางใต้ลมก็ได้
กลิ่นตัวหมูแต่ไกล ครั้นเข้าไปใกล้กลิ่นที่ตัวหมูก็ยิ่งรุนแรง เกิดความสะอิดสะเอียน
ไม่สามารถทนต่อไปได้ จึงกล่าวกับหมูว่า
“เจ้าหมูเอ๋ย เจ้าช่างคิดกลศึกได้ดีจริง ถ้าไม่เกลือกอุจจาระอันสะอิดสะเอียน
มา เจ้าคงตายในวันนี้แน่ แต่ในบัดนี้อย่าว่าแต่จะลงเขี้ยวในตัวเจ้าเลย แม้เท้าเราก็
ไม่ปรารถนาให้แตะตัวเจ้า คราวนี้เรายอมให้เจ้าเป็นผู้ชนะ เราเป็นฝ่ายแพ้แล้ว จง
กลับไปเถิด” ว่าแล้วก็เบือนหน้าออก รีบเดินให้พ้นรัศมีกลิ่นตัวหมู หาเหยื่อกินจน


อิ่มหนาแล้วก็กลับไปยังถ้าที่อยู่ดังเดิม



ฝายหมูหนุมดใจที่ไดชัยชนะและรอดตวไปได จึงวิ่งกลับไปแจงใหบรรดาญาติ





รับรู้ พวกญาติๆ ต่างกล่าวติเตียนความโง่แกมหยิ่งของหมูป่า แล้วพากันอพยพไป
อยู่ถิ่นอื่น จนถึงกาลอวสานแห่งชีวิต
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนใจว่า คนดีย่อมรักษาศักดิ์ศรีของตัวไว้ ไม่ยอมเอา
ตัวไปแปดเปื้อนกับคนชว การทะเลาะเบาะแว้งกันนั้น ถ้าจะพึงมีกับคนพาล
ั่
สันดานทรามแล้วก็พึงหาทางหลีกเลี่ยง การเลี่ยงการสู้รบกับคนประเภทนั้น จะ


ตองเสียอะไรไปบางก็พึงยอมสละ เพราะเปนการสละสิงนอยๆ เพื่อรักษาสิ่งใหญๆ




ไว้ เหมือนราชสีห์ยอมให้ชัยชนะแก่หมู เข้ากับภาษิตโบราณที่ว่า “อย่าเอาไม้

สั้นไปรันขี้” หรือคาที่ว่า “รู้ว่าเป็นขี้แล้ว อย่าเอามือเข้าไปแหย่” ซึ่งควรถือเป็น

คติประจาใจต่อไป
(สุกรชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก ทุกนิบาต เล่ม ๓๐ หน้า ๑๕)

157


158



แพะส้นเวร



“ผฆาเขา ย่อมได้รับการฆาตอบ”








ในอดีตกาล สมัยเมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชย์ ณ กรุงพาราณสี





มีพราหมณอาจารย ทิศาปาโมกขผูหนึ่ง ส�าเร็จวิชาทางไตรเพท คิดจะท�าบุญ
อุทิศให้ผู้ล่วงลับไปแล้ว จึงให้จับแพะมาตัวหนึ่ง บอกแก่อันเตวาสิกว่า “เธอ
ทั้งหลาย จงน�าแพะตัวนี้ไปยังท่าน้า ช่วยกันชาระเนื้อตัวให้สะอาด ประดับ




ด้วยดอกไม้และของหอม เจิมหนาแลวน�ามาคนเรา เราจะประกอบพธีกรรม


สักอย่างหนึ่ง”
นัยว่าแพะตัวนั้นมองเห็นบุพกรรมของตัวเองทั้งในอดตและอนาคต


มันคิดว่าวันนี้ถึงวาระที่เราจะต้องตายและจะพ้นทุกข์ จึงเกดความโสมนัส
ส่งเสียงหัวเราะดังออกมา ๓ ครง และเงียบไป สักครู่หนึ่งก็เปล่งเสียง
ั้
ร้องไห้ดังสนั่นออกมาอีก มาณพทั้งหลายเห็นดังนั้นก็สงสัยว่า เหตุใดแพะ




นี้จึงหัวเราะแลวรองไหในเวลาเดียวกัน จึงถามแพะขึ้นวา “ดูกรแพะผูสหาย

เจ้านึกอย่างไรจึงเกิดอารมณ์ขันหัวเราะออกมาเฉยๆ และในเวลาติดต่อกัน
เจ้าก็หัวเราะออกมาอีก” แพะไม่ตอบว่ากะไร เป็นแต่บอกว่า “พวกท่านจง

พาเราไปสานักอาจารย์แล้วถามเรา ณ ที่นั้นเถิด” ศิษย์ทั้งหลายจึงจูงแพะ
ไปยังสานักของอาจารย์ และเล่าถึงเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟัง เมื่อได้ทราบดัง




นั้น อาจารยจึงถามวา “ดูกรสหายแพะ เจาเปนบาไปหรือ ประเดี๋ยวหัวเราะ


ประเดี๋ยวร้องไห้ หรือเจ้ามีเหตุอย่างไร บอกมาให้ฟังหน่อยซิ”
แพะจึงตอบพราหมณ์ว่า “ท่านพราหมณ์ เมื่อชาติก่อนข้าพเจ้าก็เกิด
เป็นพราหมณ์ผู้สาธยายมนต์เช่นเดียวกับท่านนี้แหละ ข้าพเจ้าต้องการ

ทาบุญอุทิศผูตายจึงฆาแพะตัวหนึ่งบูชายญ เพราะเหตุที่ฆาแพะเพียงตัวเดียว




เท่านั้น ข้าพเจ้าต้องเสวยผลกรรม ถูกเขาฆ่าตอบมาถึง ๔๙๙ ชาติ ชาตินี้
เป็นชาติที่ ๕๐๐ ซึ่งเป็นชาติสุดท้าย จึงมาดีใจว่าเวรที่ข้าพเจ้าฆ่าแพะซึ่ง




ต้องทรมานมาหลาย รอยชาติจะสิ้นสุดในวันนี้ ขาพเจาจึงหวเราะดวยความ

ดีใจที่จะได้พ้นทุกข์”




พราหมณจึงถามตอไปวา “แลวเหตุใดทานจึงรองไหอีกเลา” แพะหน้า




159


เศร้ากล่าวกับพราหมณ์ว่า “ท่านพราหมณ์ ข้าพเจ้า ไหว้ตอบ ผู้เบียดเบียนเขาย่อมได้รับการเบียดเบียน










รองไหก็เพราะสงสารทาน ถาทานฆาเราวันนี้ทานก็ ตอบเชนกัน จึงไมควรเบียดเบยนซึ่งกันและกัน” เมื่อ

จะตองถูกเขาฆาตายถึง ๕๐๐ ชาติ แสนจะทรมาน กล่าวเสร็จก็อันตรธานไป

ข้าพเจ้าคิดสงสารจึงร้องไห้” พราหมณ์ทราบเรื่องนั้นเกิดความกลัวต่อผล


พราหมณนึกหวาดตอความตายซึ่งจะตองถูก กรรมจึงงดเว้นการฆ่าสัตว์บูชายัญตั้งแต่นั้นมา ดารง


เขาฆ่าถึง ๕๐๐ ชาติ จึงกล่าวกับแพะว่า “เจ้าแพะ อยู่ในศีล ๕ จนตลอดกาลอวสานแห่งชีวิต
ถ้าเช่นนั้นเราจะงดเว้นไม่ฆ่าแล้ว จงเบาใจเถิด เรา ชาดกเรื่องนี้คติสอนว่า การฆ่าบุคคลอื่นด้วย
กลัวผลกรรมจะตามสนอง” “ท่านฆ่าหรือไม่ฆ่า เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวนั้น เป็นความชั่วที่ควรงด
ข้าพเจ้าก็ต้องตายอยู่ดี เพราะวันนี้เป็นวันสิ้นเวร” เว้น คนเรามักเข้าใจผิดว่าการฆ่าหรือเบียดเบียนผู้
“ท่านไม่ต้องวิตกดอก” พราหมณ์รับรอง “เราจะ อื่นนั้น ความทุกข์หรือความชั่วย่อมตกแก่ผู้ถูกฆ่า

เป็นผู้คุ้มกันชีวิตท่านให้พ้นความตายจงได้” “ป่วย หรือถกเบียดเบียน ผู้ฆ่าเป็นฝ่ายได้รับความสุขใน
การท่านพราหมณ์ การอารักขาของท่านคงไม่มี ข้อที่ทาได้สมแค้น แต่ข้อเท็จจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่


อานาจคุ้มกันเวรกรรมที่ข้าพเจ้าได้ก่อไว้ได้ กรรม ผู้ฆ่ากลับได้รับทุกข์หนักกว่าผู้ถูกฆ่าเสียอีก เพราะ

ของขาพเจาที่ฆาเขามามีอานาจแรงกว่าอานาจท่าน ผู้ถูกฆ่าก็ได้รับผลอย่างมากแค่ตาย ซึ่งถึงเราไม่ฆ่า












มากมายนัก” “เราจะลองพิสูจนใหเห็นจริง” ว่าแล้ว เขาก็ตองตายไมวันใดก็วันหนึ่ง เทากับไดรับสงที่คน
พราหมณ์ก็ปล่อยแพะไป และสั่งให้อันเตวาสิกทั้ง หลีกไม่พ้นแล้ว เมื่อตายแล้วก็หมดเรื่อง
หลายช่วยกันคุ้มกันแพะให้พ้นความตายในวันนี้จง ส่วนผู้ฆ่าซิเมื่อยังไม่ตายก็ได้รับความทุกข์ใจ

ได้ ว่าตัวได้ฆ่าเขา ถ้าเขาจับได้ก็ถูกจองจา ได้รับความ

ศิษย์ต่างพากันคุ้มกันดูแลแพะเป็นอย่างดี ทรมานไปจนกวาจะใชกรรมหมด แตแลวตัวก็หาได ้





อันแรงกรรมนั้นเปนสิ่งยุติธรรม ย่อมให้ผลตามกาล พนความตายที่ตัวไปยัดเยียดใหคนอื่นไม ครั้นตาย


อันแน่นอน ไม่มีสิ่งใดจะทัดทานพลังกรรมได้ แพะ ไปแล้วก็ยังมิหมดเรื่อง ต้องมีเวรกรรมมาสนองต่อ






เมื่อได้รับการปลดปล่อยก็เดินและเล็มหญ้าไปตาม ไปอกหลายชาติ ดูตัวอยางเชน แพะฆาเขาไวเพยง
ชายเขา ขณะนนมีพายุฝนโดยกระทันหัน ฟ้า ครั้งเดียวต้องมารับใช้กรรมนับไม่ถ้วน ผู้ฆ่าคนอื่น
ั้





คะนองสนนหวั่นไหว บังเอิญเกิดสายฟ้าผ่าลงมา จึงมิไดเปนผูไดเปรียบหรือไดกาไรตามที่คิดกัน มอง

ั่

บริเวณนั้น ทาให้ก้อนหินกระเทือนหล่นมาทับแพะ ในแง่กรรมแล้วเป็นการสูญเสียอย่างมหันต์ จึงควร





ถึงแก่ความตายสมกับที่ได้คาดไว้ทุกประการ งดเวนการฆาตงแตสัตวเล็กจนถึงสัตวใหญตลอดไป
ั้

พระโพธิสัตว์เกิดเป็นรุกขเทพเห็นดังนั้น จึง
ประกาศว่า “ผู้ฉลาดรู้ว่าผู้ฆ่าคนอื่นย่อมถูกฆ่า (มตกภัตตชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
เป็นการตอบสนองเช่นนี้ สิ่งมีชีวิตจึงไม่ควรฆ่าสิ่ง ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๘ หน้า ๒๙๕)

มีชีวิตด้วยกน เพราะการฆ่าย่อมมีผลเป็นทุกข์ทัง

แก่ผู้ฆ่าและผู้ถูกฆ่า กฎธรรมดามีอยู่ว่า ผู้บูชาคน




อื่นยอมไดรับการบูชาตอบ ผูไหวผูอนยอมไดรับการ
ื่



160


161




เม่อจ้งจอกเป็นราชสห์

“อย่าตีตัวเสมอท่าน”













ในอดีตกาล เมือพระโพธิสัตวเสวยพระชาติเปนพญาราชสีห อาศัย


อยู่ในถ้า ณ หิมวันตประเทศ ตามปกติพญาราชสีห์เมื่อจะออกจากถ้าไป


หาอาหารจะตองมีลีลาแบบพญาราชสีห ๓ ครั้ง แลวจึงออกหาอาหาร หาก

ฆ่าโค กระบือ หรือสัตว์อื่น กินเนื้ออิ่มแล้วก็ลงดื่มน้าใสในสระใสสะอาด


เดินกลับถ้าแล้วนอนแบบราชสีห์
ยังมีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่ง ตระเวนหาเหยื่ออยูบริเวณนั้น เดินล้าเข้าไป



ในถ้าพญาราชสีห์โดยบังเอิญ ด้วยความหิวจึงไม่ทันได้พินิจพิเคราะห์ ก้ม

หน้าสูดกลิ่นกระดูกสัตว์ที่ราชสีห์นามากิน สาวเท้าเดินต่อไป มารู้ตัวเอา
ในเมื่อหัวไปชนกับสัตว์ตัวหนึ่งเข้าอย่างจัง เข้าใจว่าเป็นสัตว์ตายที่พญา

ราชสีห์ลากมาเกบไว้ นึกดีใจที่จะได้กินอาหารให้อิ่มหนาสาราญ จึงเงย






หนาขึ้นมาดู แตอนิจจา แทนที่จะเปนโคกระบือดังนึก กลับกลายเปนพญา

ราชสีห์นอนขวางถ้าอยู่ และถลึงตาอย่างน่ากลัว ครั้นจะหนีก็ไม่ทัน จึงทา


เปนใจดีสูเสือ กระดิกหางแลบลิ้นเลียจมูก พับหูหมอบคลานเขาไปหาพญา


ราชสีห์ ท�าทีอ่อนน้อมเสียเหลือเกิน
พญาราชสีห์เห็นดังนั้นจึงถามว่า “เจ้าสุนัขจิ้งจอก เจ้าหมอบคลาน

เข้ามาหาเราด้วยประสงค์อะไรหรือ?” สุนัขจงจอกกล่าวด้วยน�้าเสียง


อ่อนน้อมว่า “ข้าแต่นาย ข้าพเจ้าอยู่ว่างๆ ไม่รู้จะทาอย่างไรก็ใคร่จะมารับ
ใช้ท่านผู้สูงศักดิ์ให้เป็นสิริมงคลแก่ตัว หากท่านไม่รังเกียจ ข้าพเจ้าจะขอ





อยูรับใชตลอดไป ทานจะคดประการใดก็สุดแตจะโปรดเถิด” “ดีละ” พญา
ราชสีห์กล่าวด้วยความเมตตา “ถ้าเจ้าตั้งใจเช่นนั้นจริง ก็จงอยู่ปฏิบัติเรา
เถิด เรื่องอาหารการกินไม่ต้องเดือดร้อน เพราะเราจะจัดหาเนื้อดี ๆ มา
ให้กิน”

ตั้งแต่นั้นมา สุนัขจิ้งจอกก็ทาการปฏิบัติดูแลพญาราชสีห์เป็นอย่าง


ดี จนพญาราชสีหเกิดความรักเอ็นดูและไวใจทุกอยาง วันหนึ่งจึงชวนสุนัข

จิ้งจอกไปจับสัตว์ด้วยกันและบอกว่า “ไปด้วยกันซิเจ้าจิ้งจอก จงไปยืนอยู่
162



บนยอดเขา มองดูฝูงสัตว์นานาชนิด เจ้าอยากกิน ช้างตัวหนึ่งกาลังตกมันในที่ไม่ไกล จึงไปบอกสุนัข
เนื้อสัตว์ประเภทใด จะเป็นเก้ง ละมั่ง โค หรือ จิ้งจอกจับช้างตัวนั้น









กระบือ ก็บอกเรา เราจะไปจับมากนแลวแบงใหเจา สุนัขจิ้งจอกไดฟงดังนั้น ก็แสดงกิริยาเชนราชสีห


กิน อย่างอิ่มหนาทีเดียว” ยืนบิดกาย เหลียวดูทิศทั้งสี่แล้วเปล่งเสียงคารามแบบ

สุนัขจิ้งจอกจึงเดินตามพญาราชสีห์ เมื่อถึง ราชสีห์ แต่สัญชาติจิ้งจอก คงปล่อยเสียงหอนออกมา

เนินเขาใกล้ทุ่งหญ้าที่ฝูงสัตว์หากิน ก็ขึ้นไปบนเนิน ตามเดิม หาได้เป็นเสียงสีหนาทไม่ จึงมิได้ทาให้สัตว์





เลือกสัตว์ที่ตนชอบแล้วกลับมาบอกพญาราชสีห์ ใดหวาดสะดุงแมแตนอย เปลงเสียงแลววิ่ง ออกจากถ�้า

พญาราชสีหก็แผดเสียงวิ่งไปโดยเรว ตะปบสัตวนั้น ไปโดยเร็ว ถึงช้างตกมนก็กระโดดเต็มแรงหวังจะขึ้น





ตายคาที่ ตัวเองกินจนอิ่มแล้วก็แบ่งให้สุนขจิ้งจอก ขย้าต้นคอช้าง แตอนิจจา เจาจิ้งจอกโดดไปปะทะงาซึ่ง



กินจนอิ่มหน�า แล้วเดินกลับเข้าถ�้านอนหลับต่อไป ช้างยกขึ้นรับไว้ ตกลงมาใกล้เท้าช้าง ช้างจึงยกเท้า
ท�าอยู่เช่นนี้เป็นประจา กระทืบซ้าแล้วซ�้าเล่า ร่างก็แหลกลาญ ถึงกาลอวสาน





ครั้นนานเข้า เจ้าสุนัขชักกาเริบใจ สาคัญว่า แห่งชีวิต ช้างเหยียบแหลกแล้วถ่ายอุจจาระรดซ้าอีก

อยู่กับพญาราชสีห์ กินแบบราชสีห์แล้วจะมีอานาจ แล้วร้องโกญจนาทเข้าป่าไป







เหมือนราชสีหไปดวย จึงคิดวา “ราชสหก็สัตวสี่เทา ชาดกเรื่องนี้ชี้ให้เห็นคติธรรมแง่หนึ่งว่า คนที่



เราก็สัตว์สี่เท้าเช่นกัน เหตุไรเราจึงต้องมาอาศัยให้ โง่เมื่อได้ไปเกลือกกลั้วกับคนมีอานาจมักลมตว นึก


เพื่อนเลี้ยงทุกวันเล่า ต่อไปนี้กูจะเปลี่ยนเวรกับ ว่าคงมีอ�านาจเหมือนผู้นน และท�าการด้วยความโง่
ราชสีห์ ผลัดกันจับเนื้อกินบ้าง จะให้พญาราชสีห์ เขลา ย่อมถึงความหายนะในที่สุด เราจึงควรรู้จัก
ไปเลือกสตว์ที่ชอบแล้วมาบอกเรา เราจะจับมาให้ ประมาณตัวไว้เสมอ เมื่อไปอาศัยอยู่กับผู้ใดก็อย่าไป

ราชสีห์บ้างละ” คิดแล้วจึงเข้าไปหาพญาราชสีห์ ตีตัวเสมอท่าน อย่าเอาอย่างสุนัขจิ้งจอก อาศัยพญา

แล้วกล่าวว่า “นายเอ๋ย ข้าพเจ้ากินเนื้อสัตว์ที่ท่าน ราชสีห์แล้วทาตัวเป็นราชสีห์ จึงถึงความหายนะ
จับมาให้ก็นานแล้ว อยากจะฆ่าช้างด้วยตนเองบ้าง ดังคติในโคลงสุภาษิตประจาภาพว่า

ข้าพเจ้าขอนอนในถ�้า ใหทานไปเลือกสัตวที่ตองการ










แลวกลับมาบอก ขาพเจาจะวิ่งไปฆามาใหทาน ท่าน
จะได้เห็นฤทธิ์บ้างว่าเพียงไร”
พญาราชสีห์เตือนด้วยความหวังดีว่า “เจ้า
จิ้งจอกเอย เจาจะฆาชางอยางเรานั้นไมไดดอก เจ้า







เปนหมาจิ้งจอก ถึงจะอยูกับราชสีห ก็ไมทาให้กลาย





เป็นราชสีห์ไปได้ อย่าทาตัวให้ลาบากเลย คอยกิน (วิโรจนชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย


เนื้อที่เราจับมาให้ดีกว่า” หมาจิ้งจอกมิได้เชื่อฟังคา ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๙ หน้า ๔๓๙)






แต่อย่างใด เซาซี้ใหพญาราชสีหคอยกนชางที่มันจะ
จับให้ พญาราชสีห์ไม่อาจห้ามต่อไปได้ จึงบอกว่า



“ถาเชนนั้น เจาไปนอนบนที่นอนเราเถิด” ใหจิ้งจอก


ไปนอนในถ้า ตัวเองขึ้นไปยืนดูบนชะง่อนผา เห็น
163


164




หมกับไมตะคร้อ

“เวรย่อมระงับ ด้วยการไมจองเวร”









ครั้งหนึ่งในป่าหิมพานต์ สมัยพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชย์ ณ กรุง
พาราณสี มีพราหมณ์ช่างไม้คนหนึ่ง ตั้งบ้านเรือนอยู่นอกเมือง มีอาชีพ


ทางหาไม้ป่ามาทาเกวียนแล้วขายให้ชาวบ้าน เลี้ยงครอบครัวด้วยความ
ผาสุกมาตลอด ณ ป่าที่พราหมณ์ช่างไม้อาศัยตัดไม้นั้น มีต้นตะคร้อใหญ่
อยู่ต้นหนึ่ง แผ่กิ่งก้านสาขาสูงตระหง่านอยู่กลางป่า สัตว์ทั้งหลายชอบไป

อาศัยนอนหลบแดดภายใต้ต้นเป็นประจา
ในบรรดาสัตว์ที่ชอบมาอาศัย มีหมีตัวหนึ่งมานอนพักผ่อนใต้ร่มไม้
ตะคร้อเป็นประจา แดดอ่อน ลมโชยเย็นสบายจึงทาให้เจ้าหมีหลับไป แต่


แล้วเจ้าหมีก็ต้องสะดุ้งสุดตัว ในเมื่อมีของแข็งๆ ก้อนใหญ่ตกลงมาถูกหัว

อย่างแรง อารามตกใจลุกขึ้นได้กวิ่งอย่างไม่เหลียวหน้าแลหลัง คิดว่าคง
เกิดอันตรายจากเสือโคร่งหรือสิงโตอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นแน่ เมื่อวิ่งไป
ได้ครู่ใหญ่จึงได้สติ เหลียวดูข้างหลังก็ไม่มีสัตว์ตัวใดตามมา จึงค่อยชะลอ

ความเร็วลง มันคิดในใจว่า “สิงโตหรอเสือโคร่งที่วิ่งตามเรามาก็ไม่มี
อันตรายที่เกิดแก่เราครั้งนี้มาจากอะไรหนอ?” ด้วยความอยากรู้จึงเดิน

อ้อมกลับไปที่เดิมเห็นกิ่งไม้ตะคร้อผุท่อนหนึ่งตกลงมาที่ตนนอนพอดี จึง




คิดวา “ไมมีใครท�าอันตรายเรา นอกจากเทพยดาผสิงสถิตอยูบนตนตะครอ



ท่านคงไม่ต้องการให้เรามานอนใต้ต้นกระมัง จึงได้โยนกิ่งไม้ใส่หัวเพื่อไล่
เรา ถ้าเป็นเช่นนั้นเราคงได้เห็นดีกันละคราวนี้” แล้วเจ้าหมีก็กระโดดเข้า
กัดต้นตะคร้อ พร้อมขู่คารามใส่เทวดาผู้สิงสถิตอยู่บนต้นไม้นั้นว่า “เจ้า

เทวดาใจร้าย ข้าไม่ได้หักกิ่ง เด็ดใบ หรือทาอันตรายใดๆ แม้สักนิด ขอ

อาศัยนอนนิดหน่อยก็โกรธ ทีมฤคชาติอื่นๆ ไม่เห็นท่านว่ากระไร ปล่อย
ให้นอนตามสบาย รอสัก ๒-๓ วันเถิด ข้าจะจัดการขุดรากถอนโคน แล้ว
จะกัดให้เป็นท่อนเล็กท่อนน้อยให้จงได้”
ตั้งแต่นั้นมา หมีก็หาโอกาสที่จะโค่นต้นไม้นี้ให้จงได้ ครั้งนั้น นาย
ช่างไม้พร้อมด้วยลูกน้อง ๒-๓ คน ขับเกวียนเข้ามาในป่า พักเกวียนไว้






165


ชายเขา ถือขวานและเลื่อยเข้าไปในป่า เดินมองหาต้นไม้เหมาะๆ ซึ่งจะน�าไปทา

เป็นเกวียน หมีเหลียวเห็นช่างไม้ก็ดีใจ นึกในใจว่า “คงได้แก้แค้นต้นตะคร้อแน่
แล้วเรา” จึงเข้าไปยืนคอยช่างไม้อยู่ใต้ต้นไม้ตะคร้อนั้น
ฝ่ายช่างไม้มองทางโน้นทีทางนี้ที ผ่านมาใกล้ต้นตะคร้อนั้น ก็ได้ยินเสียง
หมีร้องทักขึ้นว่า “ท่านบุรุษผู้ถือขวาน! ข้าพเจ้าเห็นท่านด้อมๆ มองๆ ชะรอยว่า


ท่านต้องการไม้ไปทาอะไรซักอย่าง ท่านต้องการไม้ชนิดไหนละ บอกข้าพเจ้าซิ








บางทีขาพเจาอาจชวยทานได” พราหมณชางไมตกใจที่เห็นหมีพูดภาษามนุษยได


คิดว่า “เจ้าหมีนี่คงรู้จักไม้เป็นอย่างดี เพราะอาศัยอยู่ในป่าเป็นประจา” จึงเอ่ย

ถามขึ้น “นี่พ่อหมี เจ้าเป็นสัตว์สัญจรไปมาในป่านี้เป็นประจ�า เจ้าพอจะให้ค�า

แนะน�าเราได้ไหมว่า ไม้อะไรที่ควรเอาไปทากงรถได้ดีบ้าง”


หมีคิดว่า “คราวนี้ ความอาฆาตของเราสาเร็จแล้ว” จึงรบบอกไปทันที

“นาย! กงเกวียนนี้จะทาด้วยไม้รัง ไม้เต็ง ไม้ตะเคียน หรือไม้ตะแบก ก็ไม่ดีทั้ง

นั้น ข้าพเจ้าเห็นไม้วิเศษอยู่อย่างเดียวคือไม้ตะคร้อ ท่านจงหาไม้ชนิดนั้นมาทา
กงเกวียนเถิด” พราหมณ์ช่างไม้นึกกระหยิ่มในใจที่จะได้ไม้ที่สัตว์บอกมาท�า
เกวียน จึงถามหมีต่อ “ไม้ประเภทนี้ข้าพเจ้าไม่ค่อยคุ้น เจ้าช่วยบอกลักษณะใบ
เปลือกหรือลาต้นให้หน่อยได้ไหม เราจะเข้าไปหาเอง” หมีจึงตอบว่า “ลักษณะ

ไม้ตะคร้อมีใบหนา กิ่งเหนียวเหนี่ยวไม่หัก” แล้วชี้ไปยังต้นตะคร้อ พร้อมกล่าว
ว่า “นี่ไง ต้นนี้แหละคือต้นตะคร้อ ท่านไม่ต้องไปหาไกลหรอก รีบโค่นเสียขณะ
นี้เถิด ไม้ชนิดนี้มิใช่เหมาะที่จะทากงเกวียนอย่างเดียวเท่านั้น ยังสามารถเอาไป



ทาเป็นกา ดุม หรืองอนรถก็ได้ด้วย” ครั้นบอกแล้วก็นึกกระหยิ่มในใจ เดินหลีก


ไปทางอื่น ชางไมจึงเตรยมการบวงสรวงสังเวยขอขมาตอรุกขเทวดา เพื่อตัดตนไม ้



ต้นนั้น
เมอเทพยดาผู้สิงสถิตอยู่บนต้นทราบ ก็ตกใจ รู้ตัวว่าวิมานก�าลังจะถูก
ื่
ทาลายเพราะความอาฆาตพยาบาทของหมี จึงผูกอาฆาตว่า “เจ้าหมีตัวนี้ถูกไม้

ตะคร้อผุหล่นลงถูกหัวโดยบังเอิญ เข้าใจผิดคิดว่าเราแกล้ง จึงผูกอาฆาตและหา

ี้
ทางทาลายเรา ต่อไปนเราจะได้รับความล�าบากแสนสาหัส ไหนๆ เราก็ถูกหมี
ทาลายแล้ว จะต้องหาทางทาลายมันให้จงได้”


เทวดาจึงจาแลงเพศเป็นชายพเนจรเดินเข้ามาหานายช่างไม้ ซึ่งกาลัง


เตรียมโค่นต้นไม้อยู่ เอ่ยถาม “นายช่างผู้เจริญ! ท่านเลือกหาไม้มาทั้งวันเพิ่งจะ
ได้หรือ นี่มันต้นตะคร้อ ท่านจะตัดไปทาอะไร?” ช่างไม้ตอบ “เราจะเอาไป




166








ประกอบเปนเกวียน เขาวาเปนไมแข็งทนนัก ทาเกวียนไดทุกสวนทีเดียว” “ใคร

บอกท่านว่าไม้นี้ใช้ประกอบเป็นเกวียนได้ดีที่สุด” “หมีมันบอกข้าพเจ้า” ช่างไม้







ตอบดวยเสียงดังฟงชัด “มันพูดถกแลวละ ไมประเภทนี้ใชท�าเกวียนไดดีทีเดียว”
ชายพเนจรเห็นด้วย แล้วพูดเสริมต่อว่า “แต่หมียังปกปิดท่านไว้อีกอย่างหนึ่ง

คือเมื่อทาเกวียนเสร็จแล้ว ถ้าได้ใช้หนังหมีมาตัดเป็นเส้นใหญ่ประมาณ ๔ นิ้ว
หุ้มโดยรอบกงเกวียนก็จะงดงามและทนทาน เวลาวิ่งจะเรียบดขึ้นมากทีเดียว


ที่เจาหมีไมไดบอกไวก็เพราะมันตองการปดอนตรายใหพนตัว ทานจงรีบไปเอา









ตัวมันมา แล้วถลกหนังเอาไปใช้เถิด”
“มันจะยอมมากับข้าพเจ้าหรือ” ช่างไม้ย้อนถาม “ท่านเป็นมนุษย์ จะไป


โง่กับมันทาไมเล่า” ชายพเนจรแนะนา “ท่านไปถึงแล้วก็บอกมันว่าเรากาลังจะ


ตัดต้นไม้ เชิญเจ้าไปให้คาแนะนาในการตัดต้นไม้ด้วยและจะมอบเครื่องสังเวย

ให้ เมื่อมันหลงกลท่านยอมมาแล้ว ก็ให้มันยืนชี้ตาแหน่งที่จะฟัน หลังจากนั้น





ทานก็ฟนลงที่หัวมันก็เปนอันเสร็จ” ชายพเนจรครั้นกลาวจบ ก็เดินเขาไปในปา



กลับเพศเป็นเทวดาตามเดิม ช่างไม้ท�าตามคาแนะนาของชายพเนจร เตรียม

ขวานไว้อย่างคมกริบ เมื่อทุกสิ่งเป็นไปตามแผนที่วางไว้ก็จัดการฆ่าหมี ถลก
หนังเอามาผึ่งแดดไว้ แล้วจึงไปตัดต้นตะคร้อมาประกอบเกวียนต่อไป

นัยว่า ตั้งแต่นั้นมา หมีกับไม้ตะคร้อก็ผูกเวรซึ่งกนและกัน จนกระทั่ง


ปจจบนก็เลากันวา เมื่อหมีพบไมตะครอครั้งใดก็จะตรงเขาไปทารายในทันที จน









มีคากล่าวว่า ผูกเวรกันเหมือนหมีกับไม้ตะคร้อ ฉะนี้
นิทานชาดกเรื่องนี้ชี้ให้เห็นคติธรรมบทหนึ่งว่า การจองเวรมุ่งอาฆาต
มาดร้ายซึ่งกันและกัน ย่อมถึงความหายนะด้วยกันทั้งสองฝ่าย โบราณท่าน
เปรียบเหมือนการสาดน้ารดซึ่งกันและกัน ย่อมจะเปียกด้วยกันทั้งสองฝ่าย

แม้ทางพระพุทธศาสนาก็สอนว่า “เวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร แต่เวร
ย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร” ในภาษิตไทยท่านให้ข้อคิดเป็นคติไว้ว่า “รัก
ยาวให้บั่น รักสั้นให้ต่อ” หมายความว่า ถ้าต้องการมิตรภาพยืดยาวต่อไปก็






ใหบั่นทอนการผูกเวรกันเสีย แตถาตองการใหมิตรภาพสนเขา ก็ใหตอความ
ั้


ยาวสาวความยืดเรื่องผูกเวรกันต่อไป จึงควรถือเป็นคติเตือนใจอีกข้อหนึ่ง
(ผันทนชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เตรสนิบาต เล่ม ๓๓ หน้า ๑๗๐)
167


168



ก้อนหินพดได้


“ปัญญาพาตัวรอด”









ครั้งหนึ่ง ในป่าหิมพานต์ พระโพธิสัตว์เกิดเป็นลิง มีร่างใหญ่ และ

มีเรี่ยวแรงมาก เที่ยวหากินอยู่ตามฝั่งแม่น�้าในป่าลึก ในที่ไม่ไกลจากฝั่ง
แม่น�้านั้นมีเกาะใหญ่เกาะหนึ่ง มีผลไม้หลายชนิด เช่น มะม่วง ขนุน และ

ผลไม้เถา เช่น ลูกตาลึงและเงาะป่าเป็นต้น ระหว่างทางจากฝั่งถึงเกาะมี
หินดาดใหญ่ก้อนหนึ่งโผล่จากน้าพอเป็นที่ยืนได้ เนื่องจากพญาวานร





โพธิสัตวมีกาลังแขงแรง จึงกระโดดจากฝงแมน้าไปยืนที่หินดาดนั้น แล้วก




ิ่
ระโดดจากหินดาดไปสู่เกาะ เที่ยวหาผลไม้กินจนอมหนาส�าราญแล้วก็
กระโดดจากเกาะมาพักที่หินดาด กระโดดจากหินดาดไปสูฝง แลวไปยังที่




อยู่ของตน ทาอยู่อย่างนี้เป็นประจา



ในแม่น้าสายนั้น มีจระเข้ใหญ่ผัวเมียคู่หนึ่งอาศัยอยู่ ครั้งหนึ่งนาง


จระเข้เหนลิงใหญ่กระโดดข้ามไปมาอยู่ประจา นางเกิดแพ้ท้องอยากกิน
หัวใจลิง จึงอ้อนวอนจระเข้ตัวผู้ว่า “พ่อจ๋า! แพ้ท้องคราวนี้ อยากกินหัวใจ
ลิงที่กระโดดไปมาระหว่างฝั่งกับเกาะนี้ พ่อช่วยจัดการให้หน่อยได้ไหม?”

“ได้ซิจ๊ะ ฉันก็เห็นอยู่เป็นประจา คิดหาทางจะกินมันมานานแล้ว หัวใจลิง
เป็นของเธอแต่เนื้อเป็นของฉัน คงอร่อยไม่น้อยทีเดียว พี่จะจ้องจับมันใน

วันนีแหละ” แล้วเจ้าจระเข้ก็ว่ายเข้าไปใกล้หินดาด เอาหัวเกยหินดาดไว้
กะว่าถ้าเจ้าลิงกระโดดเกาะหินก็จะอ้าปากงับลากลงน้าทันที

วันนั้น วานรโพธิสัตว์ข้ามไปหากินที่เกาะแต่เช้า ครั้นเวลาเกือบ

พลบค่าก็กลับหวังว่าจะกระโดดไปเกาะที่หินดาดเหมือนเดิม เมื่อเพ่ง
สายตาไปที่หินดาด ก็เห็นว่ามีอะไรอย่างหนึ่งผิดปกติ คือหลังหินดาดที่
เคยเตี้ยปริ่มๆ น้า คราวนี้สูงขึ้นผิดปกติ ปริมาณน้าก็มิได้ลดลง แต่ทาไม



พื้นหินจึงสูงมากขึ้น คิดว่าน่าจะมีจระเข้มาเกยหินคอยจับเราบ้างกระมัง”
พระโพธิสัตว์ยืนอยู่ชายฝั่งนั้นเอง แกล้งพูดขึ้นด้วยเสียงอันดัง “นี่

เจ้าหิน....เจ้าหิน....เจ้าหิน..” เงียบไม่มีเสียงตอบ พระโพธิสัตว์ก็เรียกซ้า


169







อีก “วาไงเจาหิน ทุกวันเคยพูดตอบฉน แตวันนี้เปนอะไรไปหรือจึงเงียบ
ไป?” เงียบไม่มีเสียงตอบจากหิน
จระเข้นึกเอะใจ สงสัยว่าเจ้าหินดาดนี้คงพูดได้ และเคยพูดตอบ


กับลิงประจา ถ้าเราไม่ตอบอาจทาให้ลิงสงสัย จึงตอบไปด้วยเสียงปกติ

“อะไรหรอเจาลิง?” “เจ้าเป็นใคร ท�าไมมีเสียงอยางนั้น” “เราเป็นจระเข้”




เจาจระเขตอบอยางลืมตว “เจามานอนที่นี่เพื่อตองการอะไร?” “ต้องการ




หัวใจของเจ้าเป็นอาหารนะซิ”





พระโพธิสัตวคิดอุบายไดอยางหนึ่งจึงพูดกับจระเข “ถาอยางนั้นก็

ไม่เป็นไร เรายินดีสละร่างกายให้กับเจ้า อ้าปากรอท่าไว้ได้เลย ฉันจะ
กระโดดเข้าปากเจ้าในทันที คอยงับก็แล้วกัน” เจ้าจระเข้ดีใจ หลับตาอ้า
ปากคอยเหยื่อที่จะเข้ามาถึงปาก พระโพธิสัตว์รู้ดีว่าเมื่อจระเข้อ้าปาก
กว้าง ตาของมันก็จะปิดสนิท จึงกระโดดให้สูงพ้นปากที่อ้าอยู่ เหยียบ
หัวใกล้คอ แล้วกระโดดต่อไป ขึ้นฝั่งแม่น้าได้อย่างปลอดภัย





จระเขเห็นความสามารถของพญาลิงโพธิสัตวก็อัศจรรยใจ จึงกลาว
วาจาสรรเสริญด้วยบทโศลกว่า

“ทานพญาวานร (ขาพเจาไดยินมาวา) ธรรมะ ๔ ประการ คือ





คาสัตย์ ๑ วิจารณปัญญา ๑ ความเพียรไม่ย่อหย่อน ๑ ความเสีย
สละตน ๑ มีแก่บุคคลใด เหมือนมีแก่ท่าน ผู้นั้นย่อมพ้นจากเงื้อม
มือศัตรูไปได้เสมอ”
(วานรินทชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๙ หน้า ๗๔)
















170


171


จิ้งจอกกับราชสห์




“อย่าท�าการโดยผลผลาม”













ั้

ครงหนึ่งในปาหิมพานต มีราชสีหฝูงหนึ่งเปนพี่นองรวมทองเดียวกัน



เมื่อราชสีห์ตัวพ่อตายไปแล้ว ได้พากันอาศัยอยู่ในถ้ากาญจนคูหา ราชสีห์


ทั้งหลายตางมีความรักใครกันเปนอยางดี ตัวสุดทองเปนตัวเมีย จึงถูกแบง






หน้าที่ให้เป็นผู้เฝ้าถ้า ไม่ต้องออกไปหากิน เมื่อราชสีห์ตัวพี่ๆ หามาได้ก็
คาบเอาเนื้อมาฝากเสมอ ได้อยู่กันด้วยความผาสุกตลอดมา









ณ ถ้าใกลกาญจนคูหาของราชสีหนัน มีถ้าแกวผลึกอยูถ้าหนึ่ง นัยวา


ถ้าแก้วผลึกนี้มีหนใสคล้ายกระจก สัตว์ข้างนอกอาจมองเห็นสัตว์ที่อยู่

ภายในไดชัดเจน จึงไดชื่อวาถ้าแกวผลึก ในถ้านี้มีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งอาศัย





เป็นที่หลับนอนตลอดมา
วันหนึ่ง สุนัขจิ้งจอกนึกครึ้มใจใคร่จะเข้าไปเที่ยวถ�้าราชสีห์ เมื่อ





สังเกตเห็นวาราชสีหตัวผูออกจากถ�้าไปหากินกันหมดแลว เหลือแตราชสีห ์
สาวน้อยเฝ้าถ้า จึงค่อยๆ ย่องเข้าไปแล้วแสดงอาการล้อเลียน หวังให้เกิด


ความพอใจแกราชสีหสาว นางราชสีหเห็นวาสนัขจิ้งจอกเปนสัตวชั้นต่า จึง







มิได้สนใจในอาการกิริยาของมัน เจ้าสุนัขจิ้งจอกจึงได้ใจ เข้าใจว่าราชสีห์
สาวคงพอใจในตัวบ้าง จึงแสดงอาการของสัตว์เป็นเชิงเกี้ยวพาราสี กล่าว
ถ้อยคาด้วยภาษาสัตว์ “แม่สาวน้อย เธอก็เป็นสัตว์สี่เท้า ฉันก็เป็นสัตว์สี่



เท้า ชื่อวาเรามีศักดิ์ศรีเสมอกัน ถาเราจะอยูรวมกันฉันทสามีภรรยาคงไม ่



เป็นไร เชิญมาอยู่ร่วมกับฉันเถิด”


นางราชสีห์ได้ฟังดงนั้นก็โกรธมาก จึงแผดเสียงคารามจนสุนัข
จิ้งจอกสะดุ้งกลัวแล้วหลีกหนีไป แต่นางมาน้อยใจว่าตนเกิดมาในตระกูล


ราชสีห์เป็นสัตว์ประเสริฐ มาถกเจ้าสนัขจิ้งจอกสัตว์ชั้นต�่ากล่าวเหยียด
หยามลวนลามดังนั้นก็เสียใจ ใคร่จะฆ่าตัวตายเสีย แต่หวนราลึกถึงพี่ชาย




ทั้งหลายซึ่งยังไมกลับจากปา จึงคิดวา “ควรแจงเรื่องทั้งหมดใหพี่ ๆ ทราบ


แล้วจึงค่อยตาย” เก็บเรื่องนั้นไว้เพื่อบอกแก่ราชสีห์พี่ชายตน
172


ราชสีห์ตัวน้องมาถึงถ�้าก่อน เห็นราชสห์น้องน้อยมีหน้าไม่เบิกบาน

เหมือนก่อนๆ และไม่ยอมรับชิ้นเนื้อที่คาบมาให้ เข้าใจว่าคงไม่สบายด้วยโรคอย่าง
ใดอย่างหนึ่ง จึงถามขึ้น “น้องเอ๋ย วันนี้ดูน้องไม่มีสุขเลย เกิดเจ็บไข้หรือมีใครมา

รังแกประการใด บอกพี่มาเถดจะช่วยจดการให้” ราชสีห์สาวเล่าความทงน�้าตาว่า

ั้







“พี่จา เมื่อสักครนี้เจาสุนัขจิ้งจอกชาติชั่วเขามาในถ้าของเรา มันบงอาจใชวาจาหยาบ


เกี้ยวพาราสี ชวนให้ไปอยู่ร่วมกันกับมัน น้องฟังแล้วทั้งเจ็บทั้งอาย อยากจะตายไป
เสียให้พ้นอาย จึงไม่มีความสบายใจ”

ลูกสีหะตวพี่ได้ฟังดังนั้นก็โกรธ จึงถามว่า “เวลานี้เจ้าสุนัขจิ้งจอกตัวนั้นมัน
อยู่ที่ไหน พี่จะไปจับมันฉีกเนื้อเสียในบัดนี้” เมื่อได้ทราบว่าสุนัขจิ้งจอกนอนอยู่ใน








ถ้าแกวผลกอีกถ้าหนึ่ง ดวยอารมณโกรธไมทันไดพิจารณา เขาใจวาสุนัขจิ้งจอกนอน





อยูในที่โลง จึงกระโจนอยางสุดแรง พุงตัวเขาหาหวังจะจับฉีกเนื้อเสีย ศีรษะจึงปะทะ



เข้ากับกาแพงผลกอย่างถนัด ทาให้ศีรษะแตกมันสมองไหล คอหักตายกลิ้งตกลง


มาจากเชิงเขา
ฝ่ายลูกสีหะตัวถัดไป มาถึงถ้าเห็นน้องสาวไม่สบายใจจึงถามเช่นคราวก่อน


เมื่อทราบว่าสุนัขจิ้งจอกมาลวนลามถึงถ�้าก็โกรธจดเช่นกัน จึงวิ่งไปโดยเร็ว โดด
เข้าหาสุนัขจิ้งจอกหวังจะตะปบ ฉีกเนื้อเสีย แต่ด้วยความหุนหันพลันแล่นมิได้พินิจ



พิเคราะหใหถองแท เอาศีรษะไปกระแทกหินใสคอหักตายไปในที่เดียวกัน แมราชสีห ์


พี่ชายอีกหนึ่งตัว ก็ตายตามกันไปเพราะโกรธ
พระโพธิสัตว์ซึ่งเป็นราชสีห์ตัวพี่ มาถึงถ้าช้ากว่าตัวอื่น เมื่อถามนางราชสีห์



น้องสาวได้ความว่ามีสุนัขจิงจอกมาลวนลาม พี่ๆ ต่างพากันไปแก้แค้นยังไม่กลบ
ก็สงสัย จึงตามไปยังที่สุนัขจิ้งจอกนอนพักอยู่ เห็นรอยเลือดเปรอะไปทั่วบริเวณ จึง
ลงไปสารวจดูรอบ ๆ ก็พบสีหะน้องๆ นอนตายทับกันอยู่ทุกตัว จึงนึกปลงสังเวช


“น้องเรามีแต่กาลัง แต่ไร้ปัญญาความรอบคอบ จึงถึงความพินาศไปตามๆ กัน การ

ทาอะไรโดยผลีผลาม มิได้พิจารณาให้รอบคอบ ย่อมถึงความพินาศ ฉะนี้” เมื่อคิด
173



ดังนั้นแล้ว จึงค้นหาสุนัขจงจอก เห็นนอนสงบอย่บนแผ่นหินใสคล้าย
ิ้


กระจกจึงรู้ว่า เจ้าสุนัขจิ้งจอกนี้นอนบนหินเป็นที่กาบัง จึงหาวิธีการทาให้
สุนัขตายด้วยอุบาย เดินไต่เลียบไปตามทางขึ้นของสุนัขจิ้งจอก แล้วเปล่ง
สีหนาท (เสียงคารามของราชสีห์) ออกเต็มเสียง

สุนัขจิ้งจอกก�าลังหลับ ครนถกปลุกให้ตนด้วยเสียงสีหะเช่นนั้นก็
ื่

ั้
ตกใจสุดขีด ทะลึ่งขึ้นเอาศรษะชนแง่หินอย่างแรง นอนสิ้นใจอยู่ ณ ที่

นั่นเอง เมื่อได้ฆ่าสุนัขจิ้งจอกด้วยอุบายแล้วจึงลงมามองศพสีหะน้องชาย




ที่ตายทับกันอยู แลวกลับไปบอกแกนองสาวดวยความเศรา ปลอบประโลม



ให้หายโศก อยู่ ณ ถ้านั้นจนถึงกาลอวสานแห่งชีวิต


ชาดกเรองนี้มีคติธรรมสอนว่า คนเราแม้จะมีกาลังแข็งแรง มี


อานาจเช่นราชสห์ผู้เป็นเจ้าสัตว์ทั้งหลาย แต่ถ้าท�าสิ่งใดโดยผลีผลาม



ไมทันไดพินิจพิเคราะหโดยถี่ถวนเสียกอนแลว ยอมถึงความพลาดพลั้ง











ถึงสิ้นชีวิตได ดูตัวอยางเชนราชสีหผูนองๆ เพียงการจับสุนขจิ้งจอกตัว

เล็กๆ ซึ่งนับว่าง่ายมาก แต่อาศัยการท�าด้วยผลีผลามไม่รอบคอบ มิได้
ใช้ปัญญา จึงกลายเป็นงานใหญ่ เอาชีวิตสีหะเข้าแลกถึง ๓ ตัว แต่
พระโพธิสัตวทรงมีปรีชาสามารถใครครวญทีหนีทีไลโดยแท แลวทาด้วย






ความไมประมาท เพียงใชเสียงเทานั้นก็ฆาไดส�าเร็จ จึงควรที่เราทั้งหลาย






จะได้ถอเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติงานด้วยความรอบคอบเสมอไป

สมดังนัยธรรมภาษิตว่า
“นิสมฺม กรณ� เสยฺโย

ใคร่ครวญเสียก่อน แล้วจึงทาการนั่นแหละเป็นความดี”
(สิคาลชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก ทุกนิบาต เล่ม ๓๐ หน้า ๙)
174


175



ชเปลอยปลอม


“ปลาหมอตายเพราะปาก”









นานมาแล้ว มีพ่อค้าส�าเภากลุ่มหนึ่งบรรทุกสินค้าเต็มเรอ ออก

แลนใบไปในทะเลเพื่อขายในเมืองอื่น ขณะเรือแลนไปในทะเลในวันที่ ๗




เกิดมรสุมใหญ่พัดเรือสาเภาอับปางลง ลูกเรือทั้งหลายต่างก็ว่ายน้าเอา
ตัวรอด แต่ที่จมน�้าตายเป็นภักษาแห่งปลาเต่าไปเป็นอันมาก เหลือรอด





มาไดเพียงคนเดยว ถูกคลื่นซัดไปขึ้นฝงยังทาน้าแหงหนึ่ง ไมมีผาติดกาย




แม้แต่ชิ้นเดียว จึงถือกะลาเปลือยกายไปขอทานเขากินตามหมู่บ้าน
ประชาชนเห็นเขาก็เข้าใจว่าเป็นนักบวชพวกชีเปลือยที่มีความมัก

น้อย สันโดษมาก จึงไม่นุ่งผ้า พากันมากราบไหว้บูชา เอาของมาทาบุญ
กันเป็นอันมาก มนุษย์ชีเปลือยเห็นดังนั้นจึงคิดว่า “เราจะต้องถือการ





เปลือยกายเปนอาชีพ เพื่อใหคนเลื่อมใสจะไดไมเดือดรอนดวยความเปน


อยู่” เมื่อมีคนน�าผ้ามาให้ก็ปฏิเสธว่า “ได้ถือบวชเป็นชเปลือยอย่าง




เครงครัดเสียแลว” ประชาชนจึงนับถือในฐานะผทรงศีล ลาภสักการะจึง

เกิดขึ้นแก่เขาอย่างมากมาย
ยังมีพญาสัตว ๒ ตัว คือ พญาครุฑและพญานาค ทั้งสองไมถกกัน



พยายามหาหนทางทาลายซึ่งกันและกันเสมอ เผอิญมานับถือชีเปลือย

ด้วยกันทั้งคู่ พญาครฑทราบว่าพญานาคมาคลุกคลีกราบไหว้ชีเปลือย

เป็นประจา ใคร่จะลวงถามเอาความลับจากพญานาคให้จงได้ จึงเข้าไป


หาชีเปลือย ไหวแลวนั่งที่ควร เอยขึ้นวา “ทานสมณะผูทรงศีล พวกญาติ





ของข้าพเจ้าเสียทีพวกพญานาค จมน้าตายเสียมากต่อมากแล้ว เพราะ

ไม่รู้วิธจับ ไม่ทราบว่าเคล็ดลับในการจับพญานาคนั้นมีอยู่ ขอท่านได้

โปรดกรุณาลวงถามความลับนั้น แล้วบอกกับข้าพเจ้าด้วยเถิด ข้าพเจ้า
จะไม่ลืมพระคุณของท่านเลย” ชีเปลือยมีสันดานต่ามาก่อน จึงมิทันคิด


หน้าคิดหลัง รับคาว่า “ได้ซิ ข้าพเจ้าจะหลอกถามแล้วนามาบอกเจ้า”

ตั้งแต่นั้นมาก็กระเซ้ากระซี้ถามพญานาคอยู่ถึง ๒ ครั้ง ก็ไม่ได้
176


รับคาตอบ ครั้งที่ ๓ ก็ถามอีก พญานาคทนความรบเร้าไม่ได้ จึงตอบว่า “ท่านขอรับ


ที่ไม่ยอมบอกก็เพราะเกรงว่าท่านจะนาความลับนี้ไปบอกศัตรู ถ้าท่านปฏิญญาได้ว่าจะ
ไม่ไปบอกกับใครเป็นอันขาดก็จะบอกความลับให้” ชีเปลือยจึงตอบว่า “วางใจเถอะพ่อ
นาค เราเป็นสมณะ ย่อมรักษาสัตย์ยิ่งกว่าชีวิตเสียอีก”
พญานาคได้ฟังดังนั้นก็ตายใจ จึงเล่าความลับให้ฟังว่า “ท่านสมณะ พวกครุฑไม่
ฉลาดในการจับพวกข้าพเจ้า จึงไม่สามารถจับได้ ก่อนที่จะมีการสู้รบกับครุฑแต่ละครั้ง

พวกญาติของข้าพเจ้ากลืนก้อนหินเข้าไปในท้อง เพื่อถ่วงตัวให้หนักไว้ เมื่อพญาครุฑจะ
จับก็ชูคอขึ้นรับ เมื่อพวกพญาครุฑจับคอแล้ว ก็ฉุดไม่ขึ้นเพราะหินหนัก ข้าพเจ้าก็ดิ้น

ให้ครุฑเสียหลัก ประกอบกับความหนักจงตกลงไปในน้า พอขนเปียกขึ้นไม่ได้ก็จม









น้าตาย ณ ที่นั้นเอง แตถาครุฑฉลาดจับที่ขนดหางแลวปลอยหัวขาพเจาใหหอยต่า หิน



ที่กลืนเขาไวก็จะหลุดลงมา ตัวก็เบาขึ้น ครุฑก็จะน�าไปได้โดยง่าย พวกครุฑโง่ หารูเคล็ด


ลับอันนี้ไม่ จึงไม่สามารถจับพวกข้าพเจ้าได้ ขอท่านได้โปรดปิดไว้เป็นความลับด้วย”
ครั้นพญานาคหลีกไปแล้ว พวกครุฑก็มาถึง ถามชีเปลือยว่า “ความลับจากพวก
พญานาคท่านได้มาหรือยัง” ชีเปลือยทุศีลจึงเล่าให้ฟังตามที่พวกพญานาคบอกทุก
ประการ ครุฑได้ฟังดังนั้น ก็ดีใจ บินไปยังสานักนาคราช โฉบลงจับที่ขนดหางของ



พญานาค ปล่อยศีรษะห้อยลง ทาให้สิ่งที่อยู่ในท้องสารอกออกมาหมด แล้วบินไปบน
อากาศทันที


พวกนาคราชถูกน�าหัวหอยลงมาบนอากาศ ก็ทราบไดทันทวาความลับของเราถูก



เปิดเผยแล้ว จึงราพันด้วยความเสียใจว่า “คนไร้ปัญญา ขาดความพินิจพิเคราะห์โดย







รอบคอบ ไมระวังวาจา เปดเผยความลบแกผูอื่น ยอมประสบอันตรายเชนที่เราประสบ
อยู่นี้”
“มิตรที่ไม่ควรรู้ความลับมี ๓ ประเภท คือ มิตรโง่ ไร้ความรู้ดีรู้ชอบ กับมิตร
ฉลาดแต่ไม่เห็นประโยชน์ของเพื่อน คนนอกจากมิตรไม่ควรให้ความลับมี ๔ ประเภท
คือ หญิง ศัตรู ผู้มุ่งสินบน และคนมุ่งร้าย” “คนปากชั่ว ปากเหม็น ปากบอน ปากของ
เขาย่อมมีพิษ ไม่ผิดกับปากงูเห่า เพราะฆ่าคนได้ด้วยปากเช่นเดียวกัน”
พญาครุฑได้ฟังดังนั้น จึงเอ่ยขึ้นว่า “ท่านพญานาคราช ในระหว่างคนทั้งสามนี้


คือ ข้าพเจ้า ท่าน และชีเปลือย ผู้ที่เป็นฝ่ายผิด ควรได้รับคาตาหนิมากที่สุดก็คือตัว

ท่านเองมิใช่ข้าพเจ้า และชีเปลือย ความลับนั้นอยู่ถึงส่วนลึกของหัวใจ มีกาแพงกั้นตั้ง

หลายชั้น ไมมีใครลวงออกมาได ทานนั่นแหละคายออกมาใหเขาเอง แล้วจะไปโทษใคร




เล่า อันความลับเกี่ยวกับความเป็นความตายของหมู่ญาติต้องปกปิดอย่างที่สุด อย่าว่า
แต่บอกกับชีเปลือยเลย แม้แต่มารดาบิดา บุตรภรรยา ก็ไม่ควรบอก เมื่อเป็นเช่นนี้จึง
ไม่ควรติเตียนข้าพเจ้า หรือชีเปลือย แต่ควรติเตียนตนเองให้จงมาก”
177


ั้


พญานาคราชได้ฟังดงนนก็ได้ความคิด เพื่อจะร้องขอชีวิตกับพญาครฑจึง
กล่าวว่า “มารดาบิดาเห็นบุตรแล้วเอ็นดูอย่างไร ก็ขอให้ท่านเอ็นดูแก่ข้าพเจ้าฉัน
นั้นด้วยเถิด” พญาครุฑจึงกล่าวว่า “พญานาคราช เมื่อท่านหมดพยศและมานะ




ยอมตัวมาเปนลูกเชนนี้ จงอยูในฐานะลูกศิษย ลูกบุญธรรมหรือลูกตวก็สุดแตทาน









เถิด เราจะใหความคุมครองแกทานตลอดไป” วาแลวก็บินลงมายังพื้น วางนาคราช

ลงกับดิน เมื่อปรับความเข้าใจกันดีแล้ว จึงพากันไปยังสานักชีเปลือย พญาครุฑ









คิดวา “พญานาคคงไมใหชีวิตแกชีเปลือย แมเราก็จะไมไหวมันผปราศจากศีล” จึง
รออยู่ข้างนอก ปล่อยให้พญานาคเข้าไปหาชีเปลือยแต่ผู้เดียว เมื่อพญานาคพบชี
เปลือย จึงกล่าวบริภาษว่า “เฮ้ย เจ้าชีเปลือยผู้ไร้ศีล เจ้ามันชอบพูดเท็จ ลาเอียง






ดวยอคติ เปนคนชาตชั่วท�าตัวเปนผูประเสริฐ เปนสมณะไมมีความละอายเสียเลย


เจ้าจะต้องรับผลกรรมทันตาเห็น เราจะขอสาปแช่งเจ้าตลอดไป”



ครนบริภาษจนพอใจแลวจึงกลาวอธิษฐานวา “เฮ้ย เจ้าคนใจทราม หากเจ้า
ั้




มันเลวจริงดังขาพเจากลาวนี้ ก็ขอใหศีรษะของเจาแตกแยกเปน ๗ เสี่ยง ณ บัดนี้


เถิด” พอพญานาคกล่าวจบ ด้วยเดชะความชั่วของชีเปลือยจอมปลอม บันดาลให้
ศีรษะแตกแยกเป็น ๗ เสี่ยง สมดังค�าสาปแช่งของพญานาค ไปเกิดในอบายภูมิ
ตามคติของตน แต่นั้น พญานาคและครุฑ ได้มีความสามัคคีปรองดองกันจนถึง
กาลอวสานแห่งชีวิต
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนใจวา อันความลับ โดยเฉพาะอันเกี่ยวกับความเปน


ความตายแห่งชีวิตนั้นควรเก็บไว้ให้มิดชิด ไม่ควรเปิดเผยออกแม้กับบุคคล





ใดๆ สวนมากคนเรามกเก็บความลับไมอยู ชอบระบายใหคนอื่นฟง ครั้นคนอื่น

นาไปเปิดเผย ก็ประณามเขาว่าเป็นคนไม่ดี แท้ที่จริงแล้วเราเองเป็นผู้ไม่ดียิ่ง





กวาเขาเสียอีก เพราะความลับที่จะใหเขาเอาไปเปดไดนั้นไปจากเรา เปดใหเขา


ก่อน
ฉะนั้น จงควรระมัดระวังปากของเราไว้ให้มาก แต่ส่วนใหญ่คนเรามัก

ระวังปากไม่ได้ ต้องถึงความหายนะเพราะปากตัวเองก็มาก โบราณจึงสอนว่า
“ปลาหมอตายเพราะปาก” หรือ “ใช้ลิ้นไม่เป็นมักเชือดคอตัวเอง” ฉะนั้น จึง
เป็นสิ่งที่ควรระวัง
ดังมีภาษิตใช้ลิ้นสอนไว้ว่า
แม้ไต้ฝุ่นหมุนพัดปานกวาดโลก สลาตันกรรโชกให้ขุกเข็ญ
ก็ไม่เท่าลมปากจากคนเป็น แม้นคิดเห็นควรตั้งระวังระไว
(ปัณฑรกชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก ติงสนิบาต เล่ม ๓๔ หน้า ๒๘๘)
178


179


พญานิโครธ






“ผเสยสละ ย่อมเป็นที่รัก”





ในรชสมัยพระเจ้าพรหมทัตผู้ครองเมืองพาราณสี พระโพธิสัตว์

เกิดเปนเนื้อทราย ชื่อนิโครธ เปนเนื้อมีลักษณะสวยงามมาก มีขนเหลือง


เสมือนทอง ตา ปาก เท้า และเขางดงามหาเนื้ออื่นเปรียบมิได มีรางกาย




สูงใหญขนาดลูกมา มีเนื้อปาเปนบริวาร ๕๐๐ ตัว อาศัยหากินอยูบริเวณ



ชายป่านั้น ณ ที่ไม่ไกลจากที่พานักของพญาเนื้อนิโครธ มีพญาเนื้ออีก

ตัวหนึ่ง ชื่อสาขะ มีบริวารประมาณ ๕๐๐ ตัว แวดล้อม เที่ยวหากิน
บริเวณเดียวกัน อาศัยที่นั้นเป็นแหล่งหากินมีความสงบสุขตลอดมา ตก
มาถึงสมัยโอรสของพรานเนื้อผูหนึ่งไดครองราชย เนื่องจากเคยเสวยเนื้อ




สัตว์อยู่เป็นประจา จึงไม่สามารถงดเว้นการเสวยเนื้อสัตว์ป่าได้


เมื่อครองราชยแลวจึงนิยมเขาปาลาเนื้อมาเปนพระกระยาหารเปน





ประจา วันใดไมมีเนื้อสัตวก็จะไมยอมเสวย สนพระทัยในการลาเนื้อ จน







กระทั่งไม่เป็นอันปฏิบัติพระราชกรณียกิจ บาบัดทุกข์บารุงสุขพสกนิกร
ิ้
ทอดทงการบ้านเมืองให้เป็นไปตามยถากรรม สนพระทัยแต่การเข้าป่า
ล่าเนื้อตลอดวัน


ประชาชนจึงปรึกษากันวา “พระมหากษัตริยของเราสนพระทัยแต ่


การลาเนื้อ ละทิ้งกรณียกิจของบานเมือง ท�าใหเกิดความเดือดรอน พวก


เราควรหาวิธีการให้พระมหากษัตริย์มีพระกระยาหารเนื้อบริโภคโดยไม่
ต้องเสด็จไปล่าเสีย พระราชาก็จะทรงหันมาประกอบภารกิจแก่พวกเรา
ได้”
เมื่อได้ปรึกษากันตกลงแล้ว จึงร่วมมือกันหาหญ้าอันเป็นอาหาร
ของฝูงเนื้อมาเตรียมไว้ในพระราชอุทยาน ขุดสระน�้าไว้เพื่อให้ฝูงเนื้อได้

ดื่มกิน ทาพระราชอุทยานให้เป็นสวนสัตว์ เมื่อเตรียมการล้อมรั้วอย่าง
แน่นหนาแล้ว จึงไปไล่ต้อนฝูงเนื้อมาจากป่า วิธีการในการต้อนเนื้อก็คือ

ใช้คนเป็นจานวนหมื่นล้อมป่ามีบริเวณประมาณ ๑ โยชน์ แล้วโอบล้อม
ให้แคบเข้ามา จนกวาดตอนเนื้อทั้งหมดซึ่งเปนบริวารของพญาเนื้อนิโครธ


180


และเนื้อสาขะ ซึ่งนับประมาณหนึ่งพันตัว เมื่อเข้า การไปไล่ยิงเช่นคราวก่อน ๆ







วงลอมแลวก็ขบตอนเขามาอยูในพระราชอุทยาน ปิด วันหนึ่ง วาระการไปตายไดตกมาถึงนางเนื้อมี
ประตูไว้แน่น กราบทูลแด่พระราชาว่า “ขอเดชะใต้ ครรภ์ซึ่งเป็นบริวารของสาขะ นางเนื้อสงสารลูกใน
ฝาละอองธุลีพระบาท พระองคไดโปรดการลาเนื้อ จน ครรภ์จะตายไปเสียเปล่า จึงเข้าไปหาพญาเนื้อสาขะ




ทรงทอดทิ้งการบ้านเมืองของพวกข้าพระองค์จนเสีย ผู้เป็นหัวหน้า แล้วขอผลัดวาระว่า “ท่านพญาเนื้อผู้
สิ้น พวกข้าพระองค์จงชวนกันขับต้อนเนื้อมาไว้ใน มีเมตตา ฉันก�าลังตั้งครรภใกลจะคลอด วาระการไป




พระราชอุทยานอย่างเพยงพอ ตั้งแต่นี้ต่อไปขอ ตายก็มาถึงในวันนี้ ขอผลัดวันตายไว้จนกว่าจะ
พระองค์ได้โปรดล่าเนื้อในอุทยานตามพระประสงค์ คลอดลูกเสียก่อน ขอได้โปรดเลื่อนวาระไปอีกสัก
เถิด จะได้มีเวลาบ�าเพ็ญกรณียกิจของข้าพระองค์ ระยะหนึ่งเถิด”




บ้าง” กราบทูลแล้วก็พากันหลีกไป พญาเนื้อสาขะจึงกลาววา “เรืองความตายไมมี
พระราชาเสด็จไปในพระราชอุทยาน เห็นพญา ใครปรารถนา ถึงแมจะรูตัววาจะตาย แตถามีวิธีทาให้











เนื้อนายฝูงทั้งสองตัวมีลกษณะงดงามนารัก จึงรับสั่ง ตายชาไปเทาไรก็ยิ่งดี ฉะนั้น ผูที่จะมายอมตายแทน

ราชบุรษห้ามทาอันตรายแก่พญาเนื้อทงสองโดยเด็ด กันให้เร็วกว่าเวลาของตนเองคงไม่มี จงก้มหน้ารับ
ั้


ขาด ตั้งแตนั้นมาพระราชาก็เสด็จไปยิงเนื้อทรายดวย กรรมไปตามวาระเถิด” นางเนื้อเมื่อไม่ได้ความ


พระองค์เอง บางครั้งก็ทรงให้คนครัวและราชบุรษ อนุเคราะห์จากสานักของสาขะจึงเข้าไปหาพระ




หองเครื่องจัดการยงมาประกอบอาหารเปนประจาทุก โพธิสัตว์ เล่าความให้ทราบทุกประการ


วัน เนื้อทั้งหลายเมื่อได้เห็นธนูก็สะดุ้งตกใจกลัว ต่าง พระโพธิสัตว์ได้ฟังคานางนั้นแล้วก็สงสาร จึง
วิ่งลนลานหาที่ซ่อนกันไม่เป็นอันกินอันนอน ดาริว่า “วิสัยผู้เสียสละเยี่ยงโพธิสัตว์ ย่อมเห็นทุกข์

เหตุการณ์ได้เกิดขึ้นเช่นนี้ทุกวัน บางครั้งผู้มายิงก็ยิง ผู้อื่นยิ่งกว่าทุกข์ของตน เห็นประโยชน์ของคนอื่น



ผิดยิงถกท�าใหบางตัวบาดเจ็บไป ซ�้าเกิดโรคภัยไขเจ็บ เหนือประโยชนของตน และมุงท�าประโยชน์แก่คนไม่




อยู่เป็นประจา ทาให้หมู่เนื้อตายไปเป็นจานวนมาก เลือกชั้นวรรณะ ทรัพย อวัยวะ และชีวิตเปนของเนา





เนื้อทั้งหลายจึงนาความไปแจ้งแก่พระโพธิสัตว์ เปื่อยสูญสิ้นไปในที่สุด ผู้ฉลาดหาได้ปล่อยให้สูญไป
พระโพธิสัตว์จึงปรึกษากับเนื้อสาขะว่า “สาขะ เปล่าไม่ ย่อมใช้แลกกับความดีอันเป็นของยั่งยืนไม่
เพื่อนรัก ฝูงเนื้อของพวกเราพากันพินาศเสียมากต่อ สูญสนได้ ลาภอันใดที่เราให้แก่ผู้อื่น ลาภนั้นย่อม



มากเพราะการยิงของพวกมนุษย อยางไรเสียพวกเรา กลับสนองแก่ผู้ให้ในที่สุด”

ก็จะตายไม่วันใดก็วันหนึ่ง ไหนๆ จะตาย ก็อย่าตาย ครั้นคิดดังนั้นแล้ว จึงกล่าวกับนางเนื้อว่า
ด้วยลูกธนูเลย ผลัดเวรกันไปให้เขาฆ่าเสียวันละตัว “ดูกรแม่เนื้อ เธอไม่ต้องไปตายตามวาระดอก ผ่าน


โดยให้บริวารข้าพเจ้าไปเสียวันหนึ่ง อีกวันหนึ่งเป็น วาระไปได้ เราจะไปแทนเจ้าเอง” วาแลวก็ไปนอนอยู ่

บริวารของท่าน สลับกันไป เมื่อทาเช่นนี้เนื้อที่ยังไม่ ในที่ๆ พนักงานห้องเครื่องจะจับไปฆ่า เมื่อถึงเวลา


ถึงวาระก็จะได้ไม่ตกใจกลัว และก็ยินดีสละชีวิตเมื่อ เจ้าพนักงานมาพบเนื้อโพธิสัตว์นอนรออย่ จึงคด

ถึงวาระของตนเอง” สงสัยว่า “เนือโพธิสัตว์ได้รับพระราชทานอภัยแล้ว
ิ่
พญาเนื้อสาขะก็รบคา แล้วเรมส่งเนื้อไปตาม เหตุใดจึงมานอนรอตายอยู่” จึงเข้าไปกราบทูลพระ


วาระ แต่นั้นมาพนักงานห้องเครื่องก็ไม่ล�าบากด้วย ราชา
181


พระราชาเสด็จมาพรอมดวยบริวาร จึงตรัสถามพญาเนื้อวา “ดูกรสหาย



มิคราช เราให้อภัยแก่ท่านแล้ว เหตุใดจึงมานอนให้เขาฆ่าอย่างนี้เล่า” พญา
เนื้อทูลว่า “ขอเดชะมหาราช นางเนื้อมีครรภ์ถึงวาระจะมาตาย นางขอผลัด




ใหออกลูกเสียกอน ขอใหเปลี่ยนวาระนางกับวาระคนอื่น อันธรรมดาวาความ
ตายเป็นสิ่งน่าหวาดสะดุ้งเป็นที่สุด ข้าพเจ้าจะยื่นโยนเวรตายไปให้คนอื่นคง




ไมมีใครยอมรับ เพราะชีวิตเปนสุดที่รักสุดพิสมัยของสัตวทั่วหนา ข้าพระบาท


จึงเสียสละมาตายแทนนางไว ขออยาไดโปรดรังเกียจดวยประการใดเลย โปรด


ฆ่าเสียเถิดพระเจ้าข้า”

พระราชาทรงละอายพระทัยวา “ตัวเราเห็นแกตัวอยางรายกาจ แมสัตว ์




หัวหน้าฝูงยังเสียสละชีวิตเพื่อผู้ใต้ปกครอง เราเป็นราชา ชื่อว่าเป็นที่พึ่งของ

สัตว์ทั้งแผ่นดิน กลับมาเห็นแก่ตัว เบียดเบียนเนื้อผู้อื่นเป็นอาหารบารุงตัว

เป็นการทาที่น่าละอายที่สุด” จึงตรัสกับพญาเนื้อว่า “ท่านสหายมิคราช เรา

ยังไม่เคยเห็นน้าใจใครที่เปี่ยมด้วยขันติและเมตตาสูงเช่นท่านเลย เราพอใจ
ท่านมาก จงลุกขึ้นเถิด ท่านและแม่เนื้อนั้นได้รับอภัยตลอดไป”
พญาเนื้อทูลว่า “ข้าแต่มหาราช การที่พระองค์อภัยให้ข้าพระพุทธเจ้า
นั้น เป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าแล้ว แต่ฝูงเนื้อที่เป็นบริวารหาได้พ้นไป
จากความตายไม่ คงไดรับทุกขเวทนาแสนสาหัสตอไป พระองคจะมิทรงโปรด



อภัยแก่เขาด้วยหรือ พระเจ้าข้า” พระราชาทรงเห็นทุกข์ของสัตว์ทั้งหลาย จึง

ประทานอภัยใหเนื้อทั้งหมด ตลอดจนสัตวนอยใหญทุกประเภท เนื้อโพธิสัตว ์



จึงสอนธรรมแก่พระราชา พร้อมทั้งแนะให้ตั้งอยู่ในศีลตามสมควรแก่ฐานะ


เมือสัตว์ทั้งหลายได้รบการปลดปล่อยแล้ว ต่างก็ชื่นชมยินดี พระ

ิ่


โพธิสัตวจึงพาฝูงเนื้อกลับไปหากินยงถนเดิมตอไป ตั้งแตนั้นก็มิไดพบภัยจาก






การตามฆาอีก นางเนื้อเมื่อคลอดลูกแลว ลูกนั้นไดเจริญเติบโตโดยลาดับ จน



กระทั่งรนหนุม จึงไปเลนอยูในสานักเนื้อสาขะผูเปนหัวหนาฝูง นางเห็นดังนั้น







จึงห้ามลกว่า “ลูกรักของแม่ ตั้งแต่นี้ต่อไป อย่าเข้าใกล้พญาเนื้อสาขะเลย





เพราะการคลุกคลกบคนเห็นแกตัว ไมเห็นใจคนอื่น ยอมมีแตทางเสียไมมทาง




ได้ ซ้าเป็นอันตรายแก่ตัวเอง เจ้าจงพยายามใกล้ชิดกับพญานิโครธให้จงมาก
การตายในสานักพญาเนื้อนิโครธ ยังประเสริฐกว่าการมีชีวิตอยู่ในสานักเนื้อ


182


สาขะ เพราะการมีชีวิตอยู่กับสาขะไม่มีประโยชน์เลย”




ต่อมา เมื่อเนื้อไดรับพระราชทานอภัย ไมมีใครกลาทาอันตรายจึงหากินได ้
ตามชอบ บางครั้งก็ไปกินข้าวกล้าของชาวบ้าน ทาความเดือดร้อนให้ชาวนาเป็น


อันมาก แม้กระนั้นชาวนาก็ไม่อาจทาอันตรายได้ เกรงพระราชอาญา จึงพากัน

ไปประชุมยังพระลานหลวงกราบทูลความใหทรงทราบ และขอพระราชานุญาตขับ
ไล่ฝูงเนื้อตามสมควร
พระราชาจึงตรัสว่า “ท่านทั้งหลาย เราได้ลั่นวาจาให้อภัยแก่ฝูงสัตว์ไปแล้ว
แม้จะให้สละบัลลังก์ก็ไม่สามารถสละทงคาปฏิญญาที่ให้ไปแล้วได้ พวกท่านทั้ง



หลายจงกลับไปเถิด แล้วเหตุการณ์ก็จะกลับเป็นดีเอง” ประชาชนจึงพากันกลับ
ไป
ฝ่ายพญาเนื้อนิโครธ ได้ทราบพฤติการณ์นั้นแล้ว จึงเรียกประชุมพวกเนื้อ


ี้



ทั้งหมด แลวตกเตือนวา “ตั้งแตนไป พวกเราอยาไปเบียดเบียนขาวกลาของมนุษย ์









ที่เขาไมไดให เราจะใหพวกมนุษยขมวดใบไมกนเขตไวโดยไมตองลอมรั้ว เมื่อเห็น









เขตใบไม้ขมวดไว้ อยาไดเขาไปภายในเขตโดยเด็ดขาด” ตั้งแตนั้นมา เนื้อก็ตั้งอยู ่





ในโอวาทพระโพธสัตว ทั้งฝงเนื้อและมนุษยตางกใหอภยซึ่งกันและกัน และรูสิทธ ิ





ไม่ละเมิดต่อกันและกัน จึงอยู่ด้วยความผาสุกตลอดกาลอวสานแห่งชีวิต
ชาดกเรื่องนีมีคติสอนให้รู้ว่า ผู้จะเป็นใหญ่เป็นผู้ปกครองเขานั้น

คุณธรรมอันสาคัญข้อหนึ่งคือ การรู้จักเสียสละเพื่อมุ่งรักษาธรรมะไว้ในใจ จึง

จะปกครองคนไดโดยสันติสุข และจะไดความเคารพย�าเกรงจากผนอยมากขึ้น









เปนทวี ดูตัวอยางเชนพญาเนื้อชื่อนิโครธ สละแมชีวิตเพื่อผูนอย จึงไดรบความ




ไว้วางใจ ผูกมัดจตไว้ได้ แม้การตายในส�านักของนิโครธก็ยงถือว่าประเสริฐ


ตรงกันข้ามผู้เห็นแก่ตัว ไม่เหลียวแลความทุกข์ของผู้อื่น ย่อมไม่ได้รบความ

เคารพยาเกรงจากผู้น้อย เช่นพญาเนื้อสาขะ ไม่เหลียวแลความทุกข์สุขของผู้

น้อย จึงไม่มีใครให้ความไว้วางใจ ผู้เสียสละในการอันควร ย่อมเป็นที่รักของ
คนทั่วไป จึงควรถือเป็นคติเตือนใจตลอดไป
(นิโครธมิคชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๘ หน้า ๒๖๗)
183


184



สนัขรับบาป


“ของหายสะพายบาป”











ในอดีตกาล เมื่อพระเจาพรหมทัตเสวยราชย ณ กรุงพาราณสี พระ




โพธิสัตวเกิดเปนลูกสุนัข อาศัยอยูในปาชาแหงหนึ่ง พรอมดวยลูกสุนัขเปน





อันมาก อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาประทับราชรถประดบด้วยอาภรณ์ครบ

ถ้วน เทียมด้วยม้าสินธพขาว เสด็จประพาสและทรงกรีฑาอยู่ในพระราช


อุทยานตลอดวัน เมื่อพระอาทิตยอัสดงคต จึงเสด็จกลับเขาสูพระนคร ทิ้ง



ราชรถไวในพระลานหลวงพรอมดวยเครื่องประดับรถ โดยนึกวาจะถอดใน


วันรุ่งขึ้น คืนนั้นบังเอิญฝนตกทั้งคืน น�้าฝนจึงชะหนังสายรัดและเบาะหุ้ม
ทาให้เกิดกลิ่นความชื้น




สุนัขเลี้ยงในพระราชวังไดกลิ่นหนังแหงชุมน�้า ก็เกิดความอยาก จึง

ลงมาจากปราสาท แอบแทะกนหนังเบาะและเชือกหนังตลอดคืน ท�าให้
เกิดความเสียหายเป็นอันมาก วันรุ่งขึ้น ราชบุรุษจึงกราบทูลพระราชาว่า
“ขอเดชะ พระอาญาไม่พ้นเกล้า สายรัดและหนังหุมเบาะถูกสุนัขกดกระจุย


กระจาย ใช้การไม่ได้ เห็นจะเป็นสุนัขนอกเมืองเล็ดลอดเข้ามาทางท่อ
ระบายน�้าแล้วกัดกินเป็นแน่ เห็นควรลงโทษพวกมันให้สาสมพระเจ้าข้า”
พระราชาทรงกริ้วมาก รับสั่งว่า “ต่อนี้ไป พวกเจ้าเห็นสุนัข ณ ที่
ใด จงฆ่าเสียให้หมด อย่าให้ได้เห็นเพ่นพ่านแถวนี้โดยเด็ดขาด” ตั้งแต่นั้น
มา ราชบุรุษทั้งหลายเที่ยวไล่ฆ่าสุนัขทุกตัวที่เห็น สุนัขถูกฆ่าตายเป็นอัน

มาก ที่หนีไปได้ก็เที่ยววิ่งซุกซ่อนไม่เป็นอันกินอันนอน ได้เกดมหันตภัย

ใหญ่หลวง ฝูงสุนัขจึงพากันไปชุมนุมอยู่ในสานักพระโพธิสัตว์



พระโพธิสัตวไมทราบตนสายปลายเหตุมากอน จึงสอบถามพวกสุนัข

นั้นว่า “เกิดเรื่องอะไรขึ้นแก่พวกท่านหรือ จึงพากันตื่นตระหนกตกใจเข้า

มาในที่นี้” พวกสุนัขจึงเลาวา “ข้าแต่นาย ไดยินวาในพระราชวัง สุนัขแอบ



ไปกัดหนังหุ้มเบาะและสายรัดราชรถเสียหาย พระราชาทรงกริ้ว จึงรับสั่ง
185


ให้ฆ่าสุนัขทุกตัวที่เห็น ข้าพเจ้าต่างหนีซมซานมาพึ่ง “มันแอบเข้ามาทางท่อน�้าแล้วกัดหนังหุ้มราชรถและ







ทานอยู บัดนี้ โปรดชวยรักษาชีวิตพวกขาพเจาไวดวย เชือกรัดของเรา เราจึงสั่งให้ฆ่าให้หมด” “ขอเดชะ
เถิด” พระอาญาไม่พ้นเกล้า พระองค์ทรงรู้เห็นสุนัขตัว




พระโพธิสัตว์ทรงด�าริว่า “ธรรมดาสุนัข กระท�าผิดแนหรือพระเจาขา” “เราไมแนใจวาเปนตัว



ภายนอกคงไม่อาจเข้าไปกัดเครื่องประดับราชรถใน ไหน แต่แน่ใจว่าพวกมนมากัดของเราแน่นอน มิ

พระราชวังได้ เพราะมีการอารักขากันอย่างแข็งแรง ฉะนั้น ของเราคงไม่เสีย”
เรื่องนี้ต้องมาจากพวกสุนัขเลี้ยงในวังเป็นแน่ สุนัข “เมื่อพระองค์ไม่ทรงแน่พระทัยว่าตัวใด ก็ไม่



เหล่านั้นทั้งๆ ที่เป็นผู้ก่อเรื่อง ก็ยังมีความเป็นอยู่ ควรใหฆาหมดทุกตัว และที่ทรงรับสั่งใหฆาทุกตัวนั้น


อย่างสาราญ พวกเราไม่มีความผิดกลับต้องซมซาน ไม่ยกเว้นตัวใดเลยหรือ พระเจ้าข้า”

หลบซอนกันทั่วไป เราจะต้องหาทางให้พระราชาทรง “ยกเว้นแต่สุนัขในพระราชวัง เพราะสุนัขของ

ทราบ และปลดเปลื้องญาติออกจากทุกขใหจงได” คิด เราคงไม่มีตัวใดลงไปกัดได้ เราจึงมิได้สั่งให้ฆ่า” “ถ้า



ดังนั้นแล้ว จึงปลอบใจสุนัขว่า “ท่านทั้งหลายอย่า เช่นนั้น พระองค์ก็ทรงลาเอียงด้วยอคติ เพราะสุนัข



ตกใจไปเลย เราจะไปเฝ้าพระราชา แล้วกลับมาด้วย นอกวังกัดหรือไม พระองคก็ไมเห็น แต่แล้วพระองค์
ความปลอดภัยของพวกท่านทุกตัว” กลับรับสั่งให้ฆ่าเฉพาะสุนัขนอกวัง ยกเว้นสุนัขในวัง
พระโพธิสัตวจึงออกเดินทางไปสูพระราชส�านัก เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ต้องถือว่า พระองค์ทรงมีอคติ พระ



ราลึกถงบารมที่ไดสังสมมาตลอดทาง อธิษฐานจิตวา ราชาผู้ตั้งอยู่ในอคติธรรมไม่สมควรเลย ผิดต่อ








“ข้าพเจ้าตั้งอยู่ในความสัตย์ตลอดมา ด้วยอานาจ ทศพิธราชธรรม ผูเปนใหญปกครองผูอื่น ชอบแต่จะ


สัจจวาจานี้ ขอข้าพเจ้าได้แคล้วคลาดจากก้อนดิน พิจารณาโดยถี่ถ้วนแล้วจึงค่อยสั่งการลงไป ควร



ท่อนไม้ของผู้มุ่งทาร้ายเถิด” แล้วจึงมุ่งตรงไปยังพระ ประพฤติตนใหเที่ยงตรงดุจตราชู พระองค์ทรงทาการ




ราชสานัก ด้วยเดชะบารมีและอ�านาจการอธิษฐาน โดยเห็นแกหนา เพราะสุนัขที่รับเคราะหเปนสุนัขไมมี



จิต ปรากฏว่าไม่มีใครท�าอันตรายใดๆ แก่พระ เจ้าของ ส่วนสุนัขมีเจ้าของไม่ถูกฆ่า พระองค์กาลัง

โพธิสัตว์เลย เดินไปโดยปลอดภัยจนถึงส�านักพระ ได้ชอว่าคุ้มครองผู้ร้ายแต่ทาลายผู้ไม่มีความผิด จะ
ื่

ราชา ซึ่งขณะนั้นพระราชากาลังทรงวินิจฉัยราชกิจ ว่าไม่ผิดราชธรรมอย่างไรพระเจ้าข้า”

อยู่ วิ่งตรงเข้าไปภายใต้ราชอาสน์ ราชบุรุษเห็นจึงวิ่ง พระราชาแทนที่จะกริ้ว ทรงพอใจในคาของ
เข้าไปจับ แต่พระราชาทรงห้ามเสีย สุนัข จึงตรัสถามว่า “เจ้าพูดเหมือนกับจะรู้ว่าใครกัด



พระโพธิสตว์พักอย่ภายใต้ราชอาสน์พักหนึ่ง ใครไม่ได้กัด เจ้าอาจยืนยันได้ไหมเล่าว่า สุนขพวก
ี่
แล้วออกมาหมอบต่อพระพักตร์พระราชา แล้วทูล ไหนเข้าไปกัด?” “ได้พระเจ้าข้า ผู้ทกัดไม่ใช่สุนัข
ถามว่า “ขอเดชะใต้ฝ่าพระบาท ได้ยินว่าพระองค์ ภายนอก แต่เป็นสุนัขในพระราชวังนี้เอง” “เจ้ารู้ได้
รับสั่งให้ฆ่าสุนัขทั้งหมด จรงหรือพระเจ้าข้า” “จริง อย่างไร จงหาทางพิสูจน์ซิ”

เราสั่งให้ฆ่าเอง เพราะสุนัขมีความผิดสมควรจะถูก พระโพธิสัตว์ทูลว่า “ถ้าเช่นนั้นขอได้โปรดน�า

ฆ่า” “สุนัขเหล่านั้นมีความผิดอะไรหรือพระเจ้าข้า” สุนัขในพระราชวังทกตัว น�าเปรียงและหญ้าคามา
186








อยางละเล็กนอย แล้วต�าขยาใหกินเพื่อใหส�ารอกออกมา ตัวใดกนหนัง
เข้าไปก็จะได้เห็นกันวันนี้พระเจ้าข้า” พระราชาทรงรับสั่งให้ราชบุรุษ


ทาตามสุนัขบอก แลวใหสุนัขในราชวังดื่ม ในไมชาสุนัขในวังก็ส�ารอก



ออกมาเป็นหนังแห้งหมดทุกตัว
พระราชาเห็นดังนั้นจึงสรรเสริญว่า “คาพยากรณ์ของพระ


โพธิสัตว์แม่นย�า เสมือนค�าพยากรณ์ของพระสัพพัญญพุทธะ” ทรง




พระราชทานรางวัลแกพระโพธสัตวเปนอันมาก พระโพธิสัตวจงแสดง


ข้อธรรมให้พระราชาดารงมั่นอยู่ในทศพิธราชธรรมจรรยา และตั้งอยู่

ในความไม่ประมาท พระราชาทรงเลื่อมใส จึงให้อภัยทานแก่สุนัขทั้ง

มวล บาเพ็ญพระองค์อยู่ในทาน ศีล ตลอดกาลอวสานแห่งชีวิต ฝ่าย
พระโพธิสัตว์กลับไปแจ้งข่าวดีแก่ญาติ ต่างพากันชื่นชมยินดี อยู่ด้วย
ความผาสุกตลอดกาลอวสานแห่งชีวิต
ชาดกเรื่องนี้แสดงคติธรรมข้อหนึ่งว่า คนที่เป็นผู้บังคับบัญชา
คนมีอ�านาจอยู่ในมือนั้น ก่อนจะใช้อ�านาจลงโทษใครจะต้อง

ใคร่ครวญโดยรอบคอบเสียก่อน ถ้าใช้อานาจโดยผลีผลาม เข้าใน
ลักษณะคนหูเบา ใครพูดอย่างไรก็เชื่อโดยมิได้พิจารณาแล้ว อาจ


กอทุกขใหแกคนอน หลงลงโทษผูมิไดกระทาผิด โบราณทานถือวา















เปนบาปหนัก และทาใหบุคคลที่ทาผิดโดยแทจริงไดใจเพราะไมได ้

รับการลงโทษให้สาสมกับความผิดหาทางซัดบาปให้คนอื่นต่อไป
เข้าภาษิตที่ว่า ของหายสะพายบาป หมายความว่า ของหายแล้ว


ยังมิหนาซ้ายงประกอบบาปในข้อที่หลงลงโทษคนที่ไม่มีความผิด

เชนเดียวกับพระราชาหลงลงโทษพวกสุนัขปาที่ไมมีความผิดถึงชีวิต



เป็นอันมาก จึงควรถือเป็นคติธรรมเตือนใจในโอกาสที่เยาวชนจะ
ได้เป็นผู้ใหญ่ในโอกาสต่อไป
(กุกกุรชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๘ หน้า ๓๑๐)


187


188



สมนทอง




“ธรรมะย่อมรักษาผประพฤติธรรม”







สมัยหนึ่ง พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพญาสมันชื่อโรหนะ มีลักษณะ

งดงามมาก มีขนกายสีเหลือง เสมือนทองค�า มีน้องร่วมท้องเดียวกัน
๒ ตัว น้องถัดไปเป็นสมันตัวผู้ชื่อจิตตะ และน้องสุดท้องเป็นนางสมัน
ชื่อ สุตตนา ทั้ง ๓ ได้ช่วยกันหากินเลี้ยงบิดามารดา ซึ่งแก่ชราหากิน

ไม่ไหว และตาบอดทั้ง ๒ ด้วย พญาสมันโรหนะได้รับยกย่องเป็นนาย

ฝูง ปกครองบริวารเนื้อเป็นจานวนมาก หากินอยู่ในบริเวณสระชื่อโร
หนะด้วยความผาสุกตลอดมา
ครั้งนั้น พระนางเทวีมเหสีพระเจ้ากรุงพาราณสีสุบินไปว่า “ได้มี



พญาสมันทองเขามาทางพระแกลหองบรรทม ยืนอยูบนพระแทนแสดง




ธรรมดวยเสียงไพเราะจับใจ พระนางเสด็จเขาไปใกลเพื่อสวมกอด พญา

สมันก็หายไป พระนางจึงรองใหสนมชวยกันจับ” เสียงรองของพระนาง



ได้ดังไปถึงห้องสนม จึงพากันมาห้องพระบรรทม พระนางตกพระทัย


ตื่นขึ้น จึงเลาสุบินใหสนมฟง แลวทูลแกพระเจาพาราณสีเพือขอใหรับสั่ง






หาสมันทองมาให้จงได้
พระเจ้าพาราณสีเรียกประชุมมุขอามาตย์ราชมนตรี แล้วรับสั่ง


ถามว่า “มุขมนตรีทงหลาย มเหสีของเราฝนเห็นสมันทองมาแสดงธรรม
ั้
ถึงห้องบรรทม ขณะนี้พระนางมีจิตผูกพันใคร่ได้สมันนั้นมาเลี้ยงไว้
ธรรมดาความฝันอาจเกิดได้เพราะเหตุ ๔ อย่าง คือ ปุพพนิมิต จิตต
นิวรณ์ เทพสังหรณ์ หรืออาหารให้โทษ ความฝันของพระนางอาจเป็น
ด้วยเทพสังหรณ์ เพื่อให้แสวงหาสมันทองก็ได้ มีใครเคยได้ยินหรือ
พบเห็นสมันทองมาบ้างหรือไม่?” ราชมนตรีต่างกราบทูลพร้อมกัน ให้

เรียกประชุมพรานป่าทั่วราชอาณาจักรแล้วถามดู พระราชาจึงเรยก
ประชุมพรานป่าทุกคน และตรัสถามว่า “มีใครเคยได้เห็นหรือได้ยิน
สมันทองที่ใดบ้างหรือ”


189


บุตรพรานป่าคนหนึ่งกราบทูลว่า “ขอเดชะใต้ เหลียวหลังมาดเลย พากันแตกหนีไปเป็น ๓ พวก

ฝ่าพระบาท ข้าพระองค์เป็นบุตรเนสาทพราน บิดา จิตตมฤคผู้น้องไม่เห็นพระโพธิสัตว์อยู่ในฝูงเนื้อที่วิ่ง

เคยท่องเที่ยวไปในป่าหมพานต์ และเล่าให้ฟังว่า ไป จึงคิดว่า “สมันตัวติดบ่วงนั้น อาจเป็นพี่ชายเรา

บริเวณสระชื่อโรหนะมีสมันทองตัวหนึ่ง มีลักษณะ ก็ได้” จึงวิ่งย้อนกลับไปเห็นพี่ชายติดบ่วงอยู่จึงเขาหา
ตรงกับที่พระนางตรัสทุกประการพระเจ้าข้า” ทางช่วย สมันโพธิสัตว์เห็น น้องชายกลับมา กลัวว่า
พระราชารับสั่งว่า “ถ้าเช่นนั้น เจ้าจงไปจับมา อันตรายอาจเกิดแก่น้องอีกจึงกล่าวว่า “น้องเอ๋ย ที่นี่





ให้เราจงได้ แล้วจะปูนบาเหน็จรางวัลให้คุ้มเหนื่อยที ไมใชที่ปลอดภัย อยาหวงพี่เลย หนีเอาตัวรอดไปเถด


เดียว” บุตรเนสาทพรานรับพระบรมราชโองการว่า หากเจ้ายังมีชีวิตอยู่จะได้ปกครองหมู่สมันและเลี้ยง
“ขอเดชะพระอาญาไม่พ้นเกล้า ถ้าข้าพระองค์จะน�า พ่อแม่ต่อไป”




ตัวพญาสมันทองมาไมได ก็จักนาหนังหรือไมก็ขนมา “พี่โรหนะ” จิตตสมันกล่าวทั้งน�้าตา “แม้จะมี
ถวายให้จงได้พระเจ้าข้า” ว่าแล้วถวายบังคมลากลับ ใครมาฉุดคร่าหรือแหวะเอาดวงใจไปจากน้อง ถ้ายัง




ไปเตรียมเสบยงอาหารที่บานของตน มุงหนาไปยังหิม รู้สกตัวอยู่ก็จะไม่ยอมไปจากพี่เด็ดขาด” โรหนะจึง


วันตประเทศ ตรงไปยังสระโรหนะทีอยู่ของพระ เตือนว่า “น้องเอ๋ย ถึงเจ้าจะยืนอยู่ต่อไป ก็ช่วยให้พี่
โพธิสัตว์ พิจารณาหาที่ที่เหมาะสมแล้ววางบ่วงเชือก พ้นมือพรานไม่ได้ และจะต้องพลอยตายไปด้วย


ิ่
ดักไว้แล้วกลับไปยังที่พักของตน เทากับชวยเพมมังสาหารใหแกพราน มารดาบิดาเลา



วันรุ่งขึ้น พระมหาสัตว์พร้อมบริวารหมู่ใหญ่ ก็ตาบอดทั้งสองท่าน ถ้าขาดผู้ดูแลก็คงอดตาย อย่า
เที่ยวหาอาหารกินจนอิ่มแล้ว ก็ลงสระเพื่อดมน้า อยู่เลยน้อง รีบหนีไปเสียโดยเร็วเถิด”
ื่

เหยียบบวงนายพรานเขา บวงรัดขาไวแนน พญาสมัน “ฉันไม่ยอมไป” จิตตะยืนกราน “ถึงใครจะมา






ทองพยายามใช้กาลังกระตุกอย่างแรงถึง ๓ ครั้ง ก็ ฉุดคร่าไปก็ไม่ยอม ฉันทิ้งพี่ไปไม่ได้ดอก ขอทิ้งชีวิต
ไม่หลุด เชือกยิ่งรัดฝังจมในเนื้อจดกระดูก ไม่ ไว้กับพี่ที่นี่แหละ” ครั้นกล่าวดังนั้นแล้ว ได้ยืนเคียง









สามารถดิ้นต่อไปอก ได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัส ขางพระโพธิสตวอยูไมยอมหาง สวนนางสุตตนานอง
ครนจะร้องก็เกรงว่าพวกญาติจะพากันตกใจและวิ่ง สาวพญาสมันอีกตัวหนึ่ง วิ่งหนีรวมไปกับหมู่เนื้อได้
ั้


หนีไปกอนจะไดดื่มน�้า รอจนกวาพวกญาติดมน�้าเสร็จ พักหนึ่ง จึงนึกถึงพี่ชายทั้งสอง ไม่เห็นอยู่ในหมู่เนื้อ




แล้ว จึงร้องขึ้นว่า “เราได้ติดบ่วงเสียแล้ว” โบราณ ก็สงสัยวาเนื้อตัวที่ติดบวงอาจเปนพี่ชายตัวใดตัวหนึ่ง



ว่า จึงวิ่งกลับไปที่เดม เห็นพี่ทั้งสองยืนอยู่ที่บ่วงจึงวิ่ง
เพื่อนกินสิ้นทรัพย์แล้ว แหน่งหนี เข้าไปใช้ศีรษะสีพระโพธิสัตว์ แสดงความรักและ
หาง่ายหลายหมื่นมี มากได้ ห่วงใย พญาสมันจึงปลอบใจและสอนว่า “น้องเอ๋ย
เพื่อนตายถ่ายแทนชี วาอาตม์ เจ้าเป็นเพศมีขวัญอ่อน ไม่ควรย้อนมาเลย หนีไปเร็ว






หายากฝากฝีไข้ ยากแท้จักหา เถิดนอง อยาหวงพี่เลย เจาจงรวมสุขสาราญต่อไปกับ
ฝูงเนื้อเถิด มารดาบิดารู้ว่าเราตายกันหมดคงเศร้า

ก็สมจรงดังค�าโบราณว่า เนื้อสมันบริวารเมื่อ โศกผ่ายผอมตายไปในที่สุด จงเห็นแก่พ่อแม่เถิด”



ได้ยินเสียงร้อง และรู้ว่าพญาสมันติดบ่วง อันตราย นางสุตตนากลาววา “พี่จา แม้ว่าน้องจะตายไป



กาลังอยู่ใกล้ตัว จึงพากันวิงหนีเอาตัวรอด ไม่มีใคร ในที่นี้ก็มิเสียดายชีวิต ถาปลอยใหพี่จากไปทั้งเปนนั้น



190


น้องทนไม่ได้ ขอยอมตายไปกับพี่ด้วย” ว่าแล้วก็ยืน พญาเนื้อก็เท่ากับได้ฆ่าครอบครัวเราทั้ง ๕ แต่ถ้า
เคียงข้างโดยไม่ยอมห่าง ฝ่ายนายพรานเห็นฝูงเนื้อ ท่านให้ชีวิตก็เท่ากับให้ชีวิตเป็นทานถึง ๕ ชีวิต ได้



หนีกระเจิงไป และไดยินเสียงรองก็เขาใจวาพญาสมัน โปรดปล่อยพวกข้าพเจ้าไปเถิด”

คงติดบ่วงแล้ว จึงโจงกระเบนให้ทะมัดทะแมง คว้า พรานยิ่งสงสารและเลื่อมใสในคุณธรรม จึง



หอกแลวรีบไปยังที่ดกบวงทันที พญาเนื้อโพธิสัตวเห็น ปลอบโยนว่า “ข้าพเจ้าเองก็รักพี่น้องและพ่อแม่เช่น

พรานเดินมา จึงเตือนนองทั้งสองวา “น้องเอ๋ย รีบหนี กัน จึงไม่สามารถทาอันตรายแก่ท่านและพ่อแม่ได้









ไปโดยเร็วก่อนพรานจะมาถึง โน่น พรานกาลังถือ ถ้าข้าพเจ้าทาอันตรายแกทานผูมีคุณธรรมปานนี้ดวย


หอกมุ่งตรงมาแล้ว” เห็นแกตัว ฟาดินคงไมยกโทษให ขอทานจงเบาใจเถิด



จิตตมฤคมิได้หวาดหวั่นแต่อย่างใด นอนแนบ ข้าพเจ้าจะปล่อยท่านไป ณ บัดนี้ ครั้นกล่าวดังนั้น
กายชิดกับพี่ชายไม่ยอมห่าง ส่วนนางสุตตนามีภาวะ แล้ว ก็ค่อยๆ ประจงแก้บ่วงออกจากขาพระโพธิสัตว์


เป็นเพศขวัญอ่อน ไม่สามารถทนต่อเหตุการณ์ได้จึง แลวอุมไปชาระเลือด ณ สระน�้า หาสมุนไพรมาใสให ้


วิ่งหนีไปหน่อยหนึ่งแล้วหวนคิดว่า “เราจะปล่อยให้พี่ แผลสมานติดกันสนิทเหมือนดังเดิม

ชายตายอยางนี้ไมควรเลย” จึงเดินกลับมายืนรวมกับ จิตตมฤคเห็นดังนั้นก็เกิดปีติโสมนัสใจ กล่าว

พี่ชาย รอความตายอยู่ด้วยความอกสั่นขวัญแขวน กับนายพรานว่า “ข้าแต่ท่านพราน ข้าพเจ้าเห็นพญา






บุตรเนสาทพรานเห็นสามสัตวรวมกนอยู ก็นึก มฤคราชปลอดภัยแลว เกิดความชนชมโสมนัสยิ่ง ขอ
สงสัยว่า “พญาสมันทองติดบ่วงเพียงตัวเดียว สมัน ความโสมนัสนี้จงมีแก่ท่านและวงศ์ญาติด้วยเถิด”
สองตัวมิได้ติดบ่วงแต่ก็มิยอมจาก คงเป็นพี่น้องร่วม พญาสมันนึกในใจว่า “พรานนี้ดักเราด้วยบ่วงกว่าจะ

ท้องเดยวกันไม่ยอมทิ้งกันเมื่อยามยาก นับว่ามี ได้ก็ทั้งยาก ครั้นได้ทั้ง ๓ เนื้อ ยังปล่อยเราไป คงมี
คุณธรรมนาบชายิ่งนัก ถ้าเราทาอันตรายแกพญาเนื้อ อะไรแฝงอยู่” จึงถามว่า “ท่านพราน ท่านมาจับ




ผู้ทรงธรรม เพราะความเห็นแก่ตัว คงถูกธรรมชาติ ข้าพเจ้าคราวนี้เพื่อประโยชน์แก่ตัวเองหรือผู้อื่น”


ลงโทษในภายหลัง” ครั้นคิดดังนั้นแลวก็มีใจออน เอ่ย พรานตอบว่า “ทานพญาเนื้อ ที่ขาพเจาจับทาน




ถามพญาสมันด้วยน�้าเสียง อ่อนโยนว่า “ดูกรพญา นี้ ก็เพราะเป็นพระราชประสงค์ของพระเจ้าอยู่หัว
สมันทอง สมันสองตัวไม่ได้ติดบ่วง แต่ไม่ยอมหนีไป พระเทวีได้สุบินว่าได้ฟังธรรมจากท่าน ครั้นตื่นขึ้นไม่
ยอมสละชีวิตร่วมกับท่าน สองตัวนี้เป็นอะไรกับท่าน เห็นก็เกิดระทมพระทัยถึงประชวร จึงมีพระ
หรือ ?” ราชโองการให้จับท่านไปเพอแสดงธรรมแก่พระเทวี
ื่
ั้
พญาเนื้อจึงตอบว่า “ท่านพราน สมันทั้งสองนี้ ข้าพเจ้าจึงต้องดนด้นป่ามาถึงนี่” “ถ้าเช่นนน ท่าน
ั้

เป็นน้องร่วมท้องเดียวกับข้าพเจ้า ไม่ยอมทิ้งข้าพเจ้า ปล่อยข้าพเจ้าไปจะมิเป็นการท�าลายตัวเองหรอ

ก็เพราะความรักจากสายเลือด ท่านจงจับข้าพเจ้าไป ข้าพเจ้าจะไปกับท่านจนถึงพระราชสานัก เพื่อแสดง

ทั้ง ๓ เถิด” พรานได้ฟังก็ยิ่งใจอ่อนลง จิตตมฤคเห็น ธรรมแกพระเทวีเอง” “อย่าเลย ท่านพญามฤค” นาย
ดังนั้นจึงกล่าวต่อว่า “ท่านพราน พี่ชายข้าพเจ้ามิใช่ พรานปฏิเสธ



เนื้อธรรมดา เป็นราชาแห่งเนื้อหมู่ใหญ่ มีอัธยาศย “ธรรมดาถิ่นมนุษยมีอันตรายรอบดาน ข้าพเจ้า




งามดวยศีลและมรรยาท ใจเปี่ยมด้วยคุณธรรม กาลัง เองพอใจในความเปนพรานมากกวายศถาบรรดาศักดิ์
เลี้ยงบิดามารดาซึ่งตาบอดทั้ง ๒ ท่าน ถ้าท่านฆ่า มีความสุขมาก เชิญท่านไปตามสบายเถิด” พระ
191





โพธิสัตวคิดวา “เราควรใหพรานปลอดภัยจากพระราชา และไดยศถาบรรดาศักดิ์

ตามสมควร” จึงกล่าวว่า “ท่านพราน เอามือลูบหลังข้าพเจ้าเถิด” พรานจึงเอา



มือลูบหลงพระโพธิสัตว ทันใดนั้นขนซึ่งมีสีเสมือนทองค�าก็หลดติดมือมาก�าหนึ่ง
พรานจึงถามพญาสมันว่า “ข้าพเจ้าทาอย่างไรกับขนนี้?”



พระโพธิสัตวจึงกลาววา “สหายเอ๋ย ท่านจงน�าขนนี้ไปถวายพระราชาและ




พระเทวี แลวทูลวา นี่เปนขนพญาสมันทอง แลวกลาวธรรมกถาแกพระเทวีแทน



เราเถิด พระองค์จะทรงพอพระทัย” กล่าวแล้วก็สอนธรรมในหัวข้อว่า “ควร
ประพฤติธรรมให้สุจริต” แก่นายพรานจนสิ้นความแล้วให้รับเบญจศีลตลอดไป
นายพรานได้ความปลื้มปีติใจที่ได้ให้ชีวิตเป็นทาน จึงตั้งพระโพธิสัตว์ใน
ฐานะอาจารย์ แล้วน�าใบบัวมาหอขนทองกลับไปยังราชส�านัก ฝายพญาเนื้อและ


พี่น้องทั้งสองตามไปส่งถึงชายป่า กลับมายังส�านักบิดามารดาของตน มารดา
ทราบดังนั้นจึงถามด้วยความดีใจว่า “พ่อโรหนะ ได้ข่าวว่าเจ้าติดบ่วงพรานป่า
น่าจะถึงอันตราย เจ้ารอดพ้นมาได้อย่างไรเล่า” พญาสมันจึงตอบว่า “แม่จ๋า ที่
ลูกรอดตายมาคราวนี้ก็ด้วยความดีที่จิตตะและสุตตนากล่าววาจาไพเราะหู ดูด
ดื่มใจ วาจาภาษิตนั้นได้ช่วยแก้ไขลูกจากบ่วงนายพรานได้ นับว่าน้องทั้งสองได้
ช่วยชีวิตลูกไว้” “สาธุ พรานได้ปล่อยลูกเราให้ปลอดภัย ได้ชื่นชมกันระหว่าง


พอลูก ฉันใด ขอพรานจงไปพบครอบครัวและรื่นเริงบนเทิง กับลูกๆ เชนเดียวกัน

เถิด”





ฝายพรานออกจากปาแลวมุงตรงไปสูราชส�านัก ถวายบังคมแลวนั่ง ณ ที่

ควรข้างหนึ่ง พระราชาตรัสถามว่า “ว่าไงพ่อพราน เจ้าบอกว่าถ้าไม่ได้ตัวก็จะ

เอาเนื้อหนัง ถ้าไม่ได้เนื้อหนังจะเอาขนมา แต่เหตุไรจงไม่ได้อะไรมาสักอย่าง
เจ้าจะว่าอย่างไรเล่า”
พรานกราบทูลว่า “ขอเดชะมหาราช เนื้อนั้นได้มาติดบ่วงถึงมือข้า
พระพุทธเจ้าแล้ว แต่มีเนื้ออีกสองตัวเป็นพี่น้องร่วมท้องกันมิได้ติดบ่วง มายืน
เคียงขนาบข้างพญาเนื้ออยู่ ข้าพระพุทธเจ้าเกิดความสังเวชขนพองสยองเกล้า

ว่า ถ้าจะฆ่าพญาเนื้อเสียแล้ว ฟ้าดินคงไม่ยกโทษให้ ข้าพระพุทธเจ้าจึงทาอะไร
ไม่ได้ ปล่อยกลับไปดังเดิมพระเจ้าข้า”
พระราชาจึงตรัสถามว่า “ดูกรพราน เธอลองเล่ารูปร่างลักษณะและ
คุณธรรมของพญาเนื้อนั้นซิ เรามีความกระหายใคร่รู้ยิ่งนัก” “เนื้อนั้นมีขนสี









192




เหลืองเรียบสะอาดเหมือนสีทองค�า มีเขาขาว ยาว เทาสีแดง นัยนตาใสหมดจด
สวยงามนัก เลี้ยงบิดามารดาตาบอดอยู่ ช่างมีคุณธรรมสูงส่งกว่ามนุษย์บางคน

เสียอีก ถ้าข้าพระพุทธเจ้าฆ่าเสีย ก็เท่ากับฆ่าเนื้อถึง ๕ เนื้อ จึงทาไม่ลง สุดแต่






จะทรงโปรดเถิดพระเจาขา” เปดหอใบบัวแลวกราบทูลเพิ่มเติมวา “พญาเนื้อยัง
มอบขนมาถวายพระองค์ พร้อมกับข้อธรรมที่จะน�ามาถวายพระเทวีด้วยพระ
คาถาธรรมจรรยา ๑๐ คาถา จะรับสั่งประการใดก็สุดแต่จะโปรดพระเจ้าข้า”

พระราชารับสั่งใหจัดหาธรรมาสนวิจิตร เชิญพรานใหขึ้นไปบนธรรมาสน ์



แลวแสดงธรรมถวายพระเทวี นายพรานจึงแสดงธรรมตามเคาความที่พญาสมัน

ทองแสดงไว้โดยใจความว่า
“ขอเดชะ พญามิคราช แสดงคุณธรรมที่พระองค์ควรปฏิบัติ ๑๐ คาถา

ว่าพระราชาผู้ทรงธรรมควรอนุเคราะห์หมู่ชน ๘ จาพวก คือ มารดาบิดา โอรส

และชายา มิตรอ�ามาตย์ราชมนตรี เสนาและพาหนะ พสกนิกรไม่เลอกชั้น
วรรณะ แวนแควนทั่วอาณาเขต สมณพราหมณผูทรงศีล หมูสัตวทั่วไป เทพยดา









ทั้งหลาย ปฏิบัติในราชธรรมจรรยา เมื่อปฏิบติอยูในชนเหลานี้แลว ย่อมประสบ

ความสุขชั่วกาลนาน”
เมื่อแสดงธรรมจบลง พระราชาทรงเลื่อมใส ให้เครื่องบรรณาการแก่เน
สาทพรานเป็นอันมาก ประกาศให้อภัยแก่เนื้อสมันทั่วราชอาณาจักร ทรงตั้ง
พระองค์อยู่ในราชธรรมจนถึงกาลอวสานแห่งชีวิต
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนว่า อันการปฏิบัติตามธรรมะนั้น ย่อมดลบันดาล
ให้เกิดความปลอดภัยได้อย่างอัศจรรย์ ดังคาภาษิตที่ทางศาสนาสอนว่า

“ธรรมะย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม” อันแสดงว่าผู้ปฏิบัติเคร่งอยู่ในหลักศีล





ธรรมนั้น ธรรมะยอมคุมกันรักษาใหคลาดแคลวภัยพิบัติอุปทวันตรายตลอด
ไป ดูตัวอย่างเช่นสมัน ๓ พี่น้อง มั่นอยู่ในคุณธรรมคือความกตัญญููต่อบิดา






มารดา รักพี่นองดวยใจจรง ไมละทิ้งเมื่อยามทุกขยาก แมชีวิตก็ยอมเสียสละ
ได้ ด้วยเดชแห่งการประพฤติธรรมะ จึงรอดจากอันตรายจากนายพราน จึง








ควรถือเปนคติธรรมประจาใจวา ผูมั่นอยในกตัญญูกตเวทในบิดามารดา ยอม
ประสบความสวัสดีตลอดไป
(โรหนมิคชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก วีสตินิบาต เล่ม ๓๔ หน้า ๕๔)
193


194


กวางทอง






“อย่าท�าลายผเป็นมตร”






ณ กรุงพาราณสี สมัยอดีต มีมหาเศรษฐีผู้หนึ่งมีทรัพย์ถึง ๘๐

โกฏิ มีบุตรชายคนหนึ่งชื่อ มหาธนกะ เมื่อบุตรเจริญอยู่ในวัยศึกษาก็มิได้





สงบุตรเขาเรียน โดยคิดวามีลูกคนเดียวจะใหศึกษาเลาเรียนไปทาไม เงิน


ทองที่มไว้ก็เหลือใช้แล้ว จึงมอบทรัพย์ทั้งหมดให้ลูกบริหาร หาภรรยาผู้
เหมาะสมให้คนหนึ่ง เวลาล่วงไปไม่นาน มารดาบิดาก็ล่วงลับไป พอสิ้น
มารดาบิดาแล้ว ก็หมดหลักยึดเหนี่ยวในการบริหารทรัพย์ จึงใช้จ่ายไป
ตามความพอใจของตนเอง
โบราณท่านสอนว่า “ยามมีเงินเขาก็นับว่าน้อง ยามมีทองเขาก็นับ


วาพี่ เมื่อยากจนเงินทอง ญาติพนองก็ไมม” มหาธนกะจึงถูกแวดลอมดวย



ี่

ญาติพี่น้องและมิตรสหาย ซึ่งล้วนแต่หวังอาศัยกินด้วยทั้งนั้น อีกทั้งพวก
นักเลงหญิง นักเลงสุรา และนักเลงการพนัน ตางก็มารุมลอมผูกมิตรไมตรี


กันมากมาย มหาธนกะก็หลงมัวเมาไปกับการสรรเสริญเยินยอของเพื่อน
กิน จึงใช้เงินทองอย่างไม่อั้น
เวลาล่วงไปไม่นานนัก เงินทองก็ร่อยหรอลง จนกระทั่งหมดไปใน
ิ้
ที่สุด บุตรเศรษฐีก็ยังมิสานึกตัว เก็บของมีค่าขายกินไปทีละชนสองชิ้น



ขายจนกระทั่งที่ดินและทรัพยอื่นๆ และก็หมดไปในที่สุดเชนเดียวกน เมื่อ


ไม่มีสมบัติขายกินแล้ว ก็เที่ยวกู้หนี้ยืมสินเพอนบ้านใกล้เคียง มีหนี้สิน

ล้นพ้นตัว ไม่มีเงินส่งดอกและต้น เจ้าหนี้ก็รุมกันทวงเช้าทวงเย็น เพื่อน
ฝูงตางก็หนีหนากนไปหมด หันไปพึ่งพาอาศยใครก็มิได จึงคิดวา “ชั่วชีวิต






นี้คงไม่มีทางใช้หนี้สินเขาได้ ตายเสียแล้วคงหมดเรื่องเสียที” ครั้นคิดดังนี้
แล้วจึงแกล้งออกอุบายลวงเจ้าทรัพย์ว่า “ท่านที่เป็นเจ้าทรัพย์ขอให้มา
ประชุมกัน ณ ที่นี้ ข้าพเจ้าจะพาท่านไปขุดทรัพย์ที่บิดาฝังไว้เพื่อใช้หนี้
ให้ทั่วทุกราย จงมาช่วยกันขุดเอาตามความพอใจเถิด”




195







เมื่อเจาทรัพยมาประชุมพรอมแลว จึงพาไปยง กล่าวธรรมสอนพระนาง ตื่นบรรทมขึ้นมาแล้ว เกิด
ี่
ริมฝั่งแม่น�้า ชี้สถานทให้ขุดแล้วตัวเองหลบไปด้วย ความอิ่มเอิบพระทัยใคร่จะเห็นกวางทองตัวจริง ดาริ



ตั้งใจจะกระโดดน้าตายเสีย ณ สถานที่แหงหนึ่ง เมื่อ ว่า “ถ้ากวางไม่มีจริง เราก็คงไม่ฝันเห็น แต่นี่คงมี
ไปถึงริมฝั่งแม่น�้าที่ปลอดคน กระโดดลงไปด้วยหวัง กวางทองตัวจริงแน่เราจึงฝันเห็น” คิดดังนั้นแล้วจึง

จะฆ่าตัวตาย แต่พอจะจมน�้าเข้าจริง ๆ ก็ยังไม่อยาก กราบทูลพระสวามี ขอใหหากวางทองดังที่เห็นในสุบิน




ตาย จึงวายกระเสือกกระสนรองขอใหคนชวยไปตาม ให้จงได้ ถ้าไม่ได้ก็จะยอมสิ้นพระชนม์เสีย

สายน้า จนกระทั่งถึงกระแสน�้าวนแห่งหนึ่ง ในเวลา พระราชาทรงปลอบพระนางว่า “พระนางอย่า
พลบค�่า หวาดวิตกไปเลย ของสิ่งใดที่มีในมนุษยโลกแลว พี่จะ





ณ ดงมะมวงใกลวังน้าวนนั้น มีกวางปาตัวหนึ่ง หามาให้ครบทุกประการ” ตรัสดังนั้นแล้วจึงรับสั่งให้



อาศัยอยู่ กวางนี้เป็นกวางพระโพธิสัตว์ มีขนกายสี พวกพราหมณ์เข้าเฝ้า แลวตรัสถามวา “กวางทองเช่น



ั่
เหลืองเรียบ เสมือนบุไวดวยทองคา เทาเสมอนสีครง ที่พระนางฝันนั้นมีจริงในโลกหรือ?” เมื่อได้รับค�า


หางเสมือนจามรี เขาเสมือนชอเงินยวง เป็นกวางงาม ยืนยันวามีจริง จึงรับสั่งใหบรรจุถุงเงิน ๑๐๐ กษาปณ์



มาก จึงได้นามว่าพญากวางทอง เมื่อนายมหาธนกะ ลงในผอบทอง ตั้งไว้บนคอช้าง แล้วให้ป่าวประกาศ

ลอยมาติดที่วังน�้าวน เปนเวลาที่พญากวางทองมาดื่ม ให้ทราบทั่วกันว่า “ถ้าใครรู้ที่อยู่ของกวางทอง ขอให้


กินน้าพอดี เมื่อไดยินเสียงรองของมนุษย ก็เกิดความ ไปกราบทูลพระเจาแผนดิน จะพระราชทานทรัพย์ใน




สงสาร จึงวายตัดกระแสน�้าไป และให้นายมหาธนกะ ผอบทั้งหมดให้ พร้อมด้วยช้าง ๑ เชือก บ้านส่วยสา


เกาะที่หลง แล้วว่ายเข้าฝั่งด้วยความปลอดภัยทุก อากรอีกจ�านวนมาก” อ�ามาตย์จงถือแผ่นทองเที่ยว

ประการ ป่าวประกาศไปทั่วเมือง
เวลาล่วงไป ๒-๓ วัน กวางจึงกลาวกับนายมหา ชาวพาราณสีต่างก็กระตือรื้อร้นอยากจะได้

ธนกะว่า “ท่านบุรุษผู้เจริญ ข้าพเจ้าจะพาท่านไปส่ง รางวัล จึงเล่าลือกันไปทั่วทุกหนทุกแห่ง นายมหาธน

ให้พ้นป่า ถึงทางไปกรุงพาราณสี ข้าพเจ้ามิได้หวัง กะเดินทางมาถึงเมืองพอดี เมื่อไดทราบขาวนั้นก็ดใจ


อะไรตอบแทนจากท่าน ขออย่างเดียวว่า ท่านอย่า อยากไดของรางวัล ลืมคาปฏิญาณที่ใหไวแกกวางทอง





บอกที่อยูของขาพเจาใหพวกมนุษยทราบโดยเด็ดขาด จึงเข้าไปหาอามาตย์ผู้หนึ่ง ให้พาตนเข้าไปเฝ้าเพื่อ












ท่านจะให้ค�าปฏิญาณแกขาพเจาไดหรือไม?” บุรุษนั้น กราบทลแหล่งที่อยู่ของกวางทองนั้น อ�ามาตย์ได้




ตอบว่า “ไดซิทานพญากวางทอง ข้าพเจ้าขอปฏิญาณ สอบสวนทวนคาดแลวเห็นวาบุรุษนี้รจริง จึงพาขึ้นชาง







ว่าจะปกปิดไว้เป็นความลับ ท่านจงเบาใจเถิด” “ถ้า ไปสู่ราชสานัก นาเข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน แล้วกราบ
เช่นนั้น ข้าพเจ้าจะพาท่านไปส่งเดี๋ยวนี้” กล่าวแล้วก็ ทูลว่า “ขอเดชะมหาราช ชายผู้นี้อ้างว่ารู้แหล่งอาศัย
ให้นายมหาธนกะขี่หลัง แล้วเดินลัดป่ามุ่งไปยัง ของกวางทอง ใคร่จะขอกราบทูล ขอได้ประทานแก่
หนทางไปกรุงพาราณสี แล้วกลับมาอยู่ในป่านั้นตาม เขาเถิด”

เดิม พระราชาทรงดพระทัย จึงตรัสถามว่า “พ่อ
นายมหาธนกะจึงมุ่งตรงไปยังกรุงพาราณสี หนุ่ม เจ้ารู้จักที่อยู่ของกวางทองจริงหรือ” “ขอเดชะ
เผชิญชีวิตเสี่ยงโชคต่อไป ครั้งนั้น เป็นการบังเอิญที่ ข้าพระพุทธเจ้ารู้ดีพะย่ะค่ะ ได้ยินว่า เมื่อข้า

มเหสีพระเจ้ากรงพาราณสีสุบินไปว่า ได้เห็นกวาง พระพุทธเจ้ากราบทูลแล้ว พระองค์จะพระราชทาน
ทองตัวหนึ่ง รูปร่างสวยสดงดงามมาก กวางทองได้ ทรัพย์ บ้านส่วย และหญิง จริงหรือพะย่ะค่ะ” “จริง
196


สิพ่อหนุ่ม” พระราชาทรงยืนยัน “จงบอกมาเถิดว่าอยู่ที่ไหน? เราจะให้รางวัล

แก่เจ้าทันที”





เมื่อนายมหาธนกะบอกสถานที่ใหแลว ทรงใหนายมหาธนกะเปนมัคคุเทศก
พระองค์พร้อมด้วยข้าราชบริพารขบวนใหญ่ มุ่งตรงไปยังป่าที่อาศัยของพระ

โพธิสัตว์ เมื่อถึงจึงรับสั่งให้ทหารทุกคนมีอาวุธประจาตัว โอบล้อมป่านั้นไว้โดย
รอบ มิใหกวางหนีไปได เมื่อลอมไวเรียบรอยแลวใหเปลงเสียงโหรองเพื่อใหกวาง











ตกใจ จะได้วิ่งออกจากละเมาะไม้ไป ณ ด้านใดด้านหนึ่ง ให้พยายามจับเป็นให้
จงได้
กวางโพธิสัตว์ได้ยินเสียงโห่ร้องก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นเสียงกองทหารหลวงมา

ลอมจับ และเดาไดถูกวาอนตรายครั้งนี้ตองมาจากบุรุษที่เราชวยไวอยางแนนอน








จึงได้ใคร่ครวญดูว่าหนทางใดจะปลอดภัยที่สุด มองไปด้านหนึ่งซึ่งมีพระเจ้าแผ่น
ดินประทับอยู่ จึงคิดว่าด้านพระเจ้าแผ่นดินนี้เป็นหนทางที่ปลอดภัยที่สุด จึงเดิน
ออกจากพุ่มไม้ มุ่งตรงไปยังพระราชาด้วยอาการปกติ พระราชาทรงคิดว่าเนื้อนี้


ตรงมายังเรา อาจวิ่งชนเราด้วยกาลังแรงแล้วหนีไปก็ได้ จึงรบสั่งทหารใกล้








พระองคโกงธนูไว หากพลาดพลั้งอยางไรใหยิงพอบอบช้าแลวคอยจับเอาภายหลัง



กวางทองจึงเดินเขาไปใกลพระราชา หมอบลงตรงพระพักตรแลวกลาวดวย



วาจาอ่อนหวานว่า “ข้าแต่มหาราชเจ้า โปรดอย่าได้ยิงข้าพเจ้าเลย ข้าพเจ้าใคร่
จะขอทราบว่า พระองค์มีพระประสงค์ประการใด และใครเป็นผู้แจ้งแหล่งอาศัย





อันลี้ลับนี้ใหพระองคทราบพระเจาขา” พระราชาทรงพอพระทัยในรปลักษณะและ
มธุรพจน์ของกวางทอง จึงสั่งให้ลดธนูลงหมดทุกคน

ฝ่ายบุรุษผู้เป็นมัคคุเทศก์ เห็นพระโพธิสัตว์เดินรี่เข้ามาก็ถอยออกไป ทา
หันรีหันขวางอยู่ พระราชาจึงตรัสตอบว่า “สหายเอ๋ย บุรุษผู้วางท่ากะเร่อกะร่า
ยืนอยู่ห่างๆ นั่นแหละบอกแก่ฉัน ท่านต้องการทราบทาไมรึ” พระโพธิสัตว์จึง

ตรัสว่า “ข้าแต่มหาราช โบราณท่านกล่าวว่า ไม้ลอยน�้ามา เกบเอาไว้ยังมี

ประโยชน์ ใช้เป็นเชื้อไฟหุงต้มได้ แต่มนุษย์ผู้ใจบาปหยาบช้าเห็นแก่ตัว ถึงเก็บ

เอาไว้ก็มิได้ประโยชน์ มีแต่โทษโดยส่วนเดียว คาโบราณนี้ช่างเป็นอมตะจริง ๆ”
พระราชาทรงสะดุ้งพระทัย ย้อนถามไปว่า “ท่านพญามฤค ท่านกล่าวค�า






นี้มุงติเตียนพวกเนื้อนก หรือมนุษยพวกเรากนแน เราฟงทานพูดแลวอดสะดุงใจ


197







มิไดเลย” “ข้าแต่มหาราช ภัยที่ขาพเจาไดรับอยูนี้เกิดจากบุคคลผูหนึ่ง ซึ่งขาพเจา





ช่วยชีวิตไว้ เขาลอยน้ามาในสายน้าเชี่ยวเกือบจะจมที่วังน้าวน ข้าพเจ้าสงสาร

เสี่ยงชีวิตช่วยขึ้นมาได้ ได้ปฏิญาณว่าจะไม่บอกแหล่งที่อยู่แก่ใคร แล้วข้าพเจ้าก็
ต้องตายเพราะคนทข้าพเจ้าช่วย การสมาคมกับคนใจหยาบช้าให้ทุกข์ดงนี้เอง
ี่

พระเจ้าข้า”


พระราชาไดฟงดังนั้น ทั้งสงสารทังเลื่อมใสในพระโพธิสัตว ทรงกรวในบุรุษ

ิ้


ใจบาปนั้น จึงรับสั่งให้ราชบุรุษนาไปประหารเสีย แต่พระโพธิสัตว์ทรงขอชีวิตไว้
และให้ประทานรางวัลตามที่ทรงประทานไว้ ปล่อยให้บุรุษนั้นไป และเพื่อหยั่ง
พระทัยพระราชา จึงกลาววา “ข้าแต่มหาราช ส�าเนียงสุนัข นก หรือสัตวอื่น เป็น






สาเนียงสอภาษาซอ ตรงกับใจ รูไดงาย แต่สาหรับมนษยไวใจมิไดเลย ใจคิดอยาง
ื่








หนึ่ง แต่ปากพูดไปอีกอย่างหนึ่ง ดูแต่บุรุษนั้นเถิด ปฏิญาณไว้แต่ก่อนอย่างหนึ่ง
แต่กลับปฏิบัติอีกอย่างหนึ่ง ไม่คงเส้นคงวาเลย”

พระราชาสดับคานั้นแล้ว จึงตรัสว่า “ท่านพญามฤค ท่านไม่ควรวัดมนุษย์

ทั้งหมดด้วยการกระทาของมนุษย์เพียงคนเดียว ฉันน่ะแม้จะทิ้งราชสมบัติ ก็ไม่







ยอมทิ้งวาจาที่ไดกลาวไปแลว ทานจงขอพรเถิดเราจะมอบให” พระโพธิสตวขอรับ
พรการใหอภัยทานแกสรรพสัตว ทรงโปรดประทานพรแลวพาพระโพธิสัตวไปยัง





พระราชสานัก ให้แสดงธรรมแก่พระมเหสี ยังความเลื่อมใสอิ่มเอิบพระทัยเป็น


อย่างยิ่ง ครั้นเสร็จภารกจแล้วก็กลบไปยังป่าเดิม พากวางอื่นเที่ยวหากินอยู่

บริเวณนั้นจนถึงกาลอวสานแห่งชีวิต
นิทานชาดกเรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า บุคคลแม้จะมิใช่ญาติสายโลหิต แต่ถ้ามี
ความเอื้อเฟื้อขนาดเสี่ยงชีวิตเข้าช่วยเหลือได้ ควรได้รับการยกย่องบูชาเสมอ

มารดาบิดา การทรยศต่อบุคคลเช่นนี้ ได้ชื่อว่าเป็นผ้ประทุษร้ายต่อบุคคลผ้ ู



เปนมิตร ยอมไดรับการติเตียนวาเปนคนเลว เชนเดยวกับนายมหาธนกะ เปน





คนพาลสันดานหยาบ ได้รับการช่วยชีวิตจากความตายแล้ว ยังเห็นแก่อามิส
รับสินบนนาไปจับพระโพธิสัตว์ จึงถกพระราชาสงประหาร และอาศัยความ


ั่






เมตตาจากพระโพธิสัตวจึงรอดพนไปได จึงควรไดถือเปนตัวอยาง อยาถือการ

ประพฤติของนายมหาธนกะเป็นแบบอย่างต่อไป
(รุรุชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เตรสนิบาต เล่ม ๓๓ หน้า ๒๔๑)
198


199


เหยี่ยวกับพรานป่า



“ผกไมตรีดีกว่าพาล”








ในอดีตกาล สมัยพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชย์ ณ กรุงพาราณสี
ื้
มีพรานป่าพวกหนึ่งล่าเนออย่ตามป่า หาเลี้ยงลูกเมียด้วยเงินที่ขายเนื้อ

นั้น ป่าใดมีเนื้อมากก็พากันไปตั้งค่ายพักแรม ณ ป่านั้น แล้วตระเวนล่า
จนหมดเป็นป่าไป สร้างความหวาดกลัวแก่สัตว์ป่าเป็นอันมาก ณ ที่ไม่
ไกลจากค่ายพักแรมของพวกพราน มีสระเกิดเองอยู่สระหนึ่งกว้างใหญ่

มีน�้าใสสะอาด สัตว์ทั้งหลายได้อาศัยสระนั้นดื่มกินน้าตลอดมา
ณ บริเวณสระนั้นมีสัตว์ ๕ ตัวอาศัยอยู่ คือ เหยี่ยวตัวผู้ เหยี่ยว
ตัวเมีย นกออก ราชสีห์ และเต่าใหญ่ เหยี่ยวตัวผู้เกิดรักใคร่ในเหยี่ยว
ตัวเมีย จึงเข้าไปหาแล้วพูดเล้าโลมตามภาษาสัตว์ว่า “นางผู้เจริญ การ
อยู่ป่าอย่างเดียวดายย่อมเกิดความว้าเหว่ เมื่อมีภัยมาถึงตัวก็หมดที่พึ่ง

ที่ปรึกษา ข้ามีความสิเนหาในตัวนางมานานแล้ว เรามาอยู่ร่วมกันฉันท์
สามีภรรยาเถิด”
นางเหยี่ยวจึงพูดวา “นี่นาย การอยูรวมกันเพียงเราสองเทานั้นยัง




ไม่เพียงพอที่จะต่อสู้อันตรายได้ เมื่อทุกข์ภัยบังเกิดขึ้น ต้องอาศัยมิตร
สหายใกล้เคียงช่วยเหลือแบ่งเบาจึงจะปลอดภัย ท่านได้ผูกมิตรกบใคร

ในบริเวณนี้ไว้บ้างเล่า”
“ก็ในบริเวณนี้มีนกตระกูลเหยี่ยวอยู่เพียงเราสองเท่านั้น จะให้ข้า
ไปผูกมิตรกับใครเล่า” “การผูกมิตรนั้นไม่ควรไปจ�ากัดชาติชั้นวรรณะ







ถามีความรักความเอื้อเฟอซึ่งกันและกันแลว ก็เปนมิตรกันไดทั้งนั้น คน

ื้



ชั้นเดียวกนอยู่ใกล้ชดกันเสียอก ถ้าไม่มีความเออเฟื้อกสู้ผู้อยู่ห่างกัน

ต่างชั้นแต่ช่วยเหลือกันมิได้ ดังคาโบราณว่า “ถึงเป็นญาติเป็นเชื้อ ไม่มี
ความเอื้อเฟื้อก็เหมือนเนื้อในป่า ไม่ใช่ญาติไม่ใช่เชื้อ ถ้ามีความเอื้อเฟื้อ



ก็เหมือนเนื้ออาตมา” แกตองผูกมิตรกับสัตวบริเวณนี้ไวกอน ข้าจะยอม

อยู่ด้วย”
เหยี่ยวตัวผู้จึงถามว่า “นางผู้เจริญ ก็นางจะให้ข้าผูกมิตรกับใคร
200


Click to View FlipBook Version