ิ่
ึ
แหละที่วงก่อนเพื่อนละ โปรดถามเขาดูเถิด” ราชสีห์โพธิสัตว์จงถามกระต่าย
ตัวนั้นว่า “นี่เจ้ากระต่ายน้อย เจ้าเห็นแผ่นดินถล่มมาจริงหรือ?” “จริงซิท่าน
ู
่
่
่
�
์
ราชสีห” กระตายยืนยัน “ข้าพเจ้ากาลังนอนหลับอย มันถลมตรงหัวนอนพอดี”
้
่
“ในขณะที่แผนดินถลม เจานอนอยูที่ไหน?” ราชสีหซักตอ “ข้าพเจ้านอน
่
่
์
่
อยู่ที่ดงตาล ใต้ต้นมะตูม” กระต่ายกล่าวยืนยันอีก “ขณะนั้น ข้าพเจ้าจะเข้า
นอนก็คิดว่า ถ้าแผ่นดินถล่มเราจะหนีไปไหน จึงนอนหลับไป พอรู้สึกตัวก็เกิด
แผ่นดินถล่มจริงๆ จึงได้วิ่งมานี่แหละ” “เจ้าทั้งหลายจงอยู่ที่นี่จนกว่าเราจะมา
เราจะไปสอบสวนให้แน่อีกครั้งหนึ่ง”
์
้
้
้
ี่
่
�
่
้
ั
แลวก็จับกระตายใหขึ้นขหลัง แลววิ่งไปดวยกาลังแหงราชสีห สักพกหนึ่ง
ก็มาถึงดงตาลนั้น วางกระต่ายลงแล้ว จึงถามว่า “ไหนเจ้ากระต่าย เจ้าชี้ให้ดูซิ
�
ว่าตรงไหนเป็นที่แผ่นดินถล่ม” กระต่ายทาหน้าตาตื่น เดินถอยหลังกรูดพร้อม
ั
ู
กล่าวว่า “ข้าแต่นาย ข้าพเจ้าไม่กล้าเข้าไปดอก ประเดี๋ยวแผ่นดินมนจะดด
ข้าพเจ้าเข้า”
“ไม่ต้องกลัวดอกน่า” ราชสีห์ปลอบเชิงขู่ “ชี้มาเถอะว่าตรงไหนที่ได้ยิน
เสียงแผ่นดินถล่ม” กระต่ายไม่กล้าเข้าใกล้ ชี้อยู่ห่างๆ ว่า “ตรงโคนต้นมะตูม
นั่นแหละ ข้าพเจ้าได้ยินแต่เสียงตูมใหญ่ ก็ไม่ได้ดูให้เห็นชัดดอก เข้าใจว่าแผ่น
ดินไหวจึงวิ่งหนีไปก่อน”
้
้
้
ึ
็
์
่
ราชสีหจงเดินเขาไปดูที่โคนตนมะตูม เหนผลมะตูมสุกผลใหญตกคางอย ู ่
บนใบตาลแห้ง เห็นขั้วยังใหม่อยู่ จึงแน่ใจว่าผลมะตูมนี้เองที่ทาให้กระต่ายตื่น
�
จึงจับกระต่ายให้ขึ้นหลังวิ่งตรงไปยังฝูงมฤคชาติทั้งหลาย กล่าวปลอบว่า
้
“เราไดไปเหนจนประจักษแกตาแลว เสียงที่กระตายเขาใจวาแผนดินถลม
่
่
้
่
็
้
่
์
่
แท้จริงเป็นเสียงผลมะตูมตกถูกใบตาลแห้งต่างหาก นี่เจ้าทั้งหลายได้มาพบเรา
จึงยั้บยั้งไว้ได้ มิเช่นนั้นคงวิ่งลงน�้าตายไปหมดแล้ว”
ครั้นราชสีห์โพธสัตว์กล่าวสอนแล้ว ก็ปล่อยบรรดาสัตว์ทั้งหลายไปยังที่
ิ
อยู่ของตน หากินไปตามประสาตน จนถึงกาลอวสานแห่งชีวิต
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนว่า คนที่หูเบา ฟังแต่ข่าวเล่าลือจากคนอื่น แล้ว
้
่
่
่
้
่
พากันแตกตื่นเลาลือตอไปโดยมิไดพินิจโดยถองแทนั้น เรียกวา คนเขลาเบา
ปัญญา มักถูกชักพาไปในทางหายนะ เช่นเดียวกับสัตว์ทั้งหลาย เกือบจะพา
กันตกน้าตายเสียแล้ว ส่วนผู้ประกอบด้วยปัญญา เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นก็
�
์
่
ไมตื่นตอเหตุการณ พินิจพิเคราะหเหตุผลโดยถี่ถวนแลวจึงเชื่อ ยอมท�าความ
่
่
้
้
์
็
ปลอดภัยใหแกตนเองและผูอื่น เชนราชสีหโพธสัตว จึงควรถือเปนคติเตือน
ิ
์
่
้
้
่
์
�
ใจว่า อย่าเป็นคนถือมงคลตื่นข่าว หรืออย่าทาตัวเป็นกระต่ายตื่นตูม ฉะนี้
(ทุททุภายชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก จตุกกนิบาต เล่ม ๓๑ หน้า ๓๘๙)
151
152
ี
โคกับราชสห์
ื
“จงระวังมอที่สาม”
ครั้งหนึ่ง พระโพธิสัตว์เกิดเป็นโอรสพระเจ้าพาราณสี ครั้นเจริญวัย
ได้เรียนศิลปศาสตร์จบแล้วได้ครองราชสมบัติ ณ กรุงพาราณสี ปกครอง
อาณาประชาราษฎร์ด้วยความผาสุกตลอดมา
ครั้งนั้น ยังมีโคบาลผู้หนึ่งรับจ้างเลี้ยงโค ตกเย็นก็ต้อนฝูงโคไปส่ง
่
่
้
ใหเจาของทั้งหลาย ไมทันไดนับจึงลมแมโคทองตัวหนึ่งไวในปา นางโคท้อง
้
้
่
ื
้
้
้
์
แกจึงเดินไปหากินตามล�าพังไดไปพบนางราชสีหทองแกตัวหนึ่งโดยบังเอิญ
่
้
่
ั
นางราชสีห์เห็นนางโคท้องแก่เหมือนตวก็สงสาร แทนที่จะท�าอันตรายก็
เข้าไปทักทายสนทนาด้วย นางโคกับราชสีห์จึงรักใคร่เห็นใจซึ่งกันและกัน
เมื่อนางโคตกลูกเป็นโคผู้ นางราชสีห์ก็ตกลูกเป็นตัวผู้เช่นกัน ทั้ง
์
่
ิ
่
่
่
ั
สองฝายตางรักใครกัน ลูกโคกบราชสีหอยูกันมาแตยังเล็ก ยิ่งโตก็ยงสนิท
่
่
สนมกันยิ่งขึ้น จะไปหากินที่ใดก็ไปดวยกัน เหมือนเงาตามตัว ไมตรที่สัตว ์
้
ี
ทั้งสองมีต่อกันแน่นแฟ้นยิ่งนัก
ต่อมามีพรานป่าผู้หนึ่ง เห็นความสัมพันธ์ระหว่างราชสีห์กับโคเข้า
็
ิ
่
่
�
้
์
ก็แปลกใจวา สัตว ๒ ประเภทนี้ไมนาเปนมตรกันได เมื่อนาของป่าไปถวาย
่
พระราชาก็ได้ทูลเล่ากับพระราชาว่า “ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าได้เห็นของ
ประหลาดอย่างหนึ่งในป่า คือราชสีห์กับโคมีไมตรีรักใคร่ต่อกันเป็นอย่าง
่
์
ดี เดินหากินดวยกันเปนนิตย ของเหลานี้จะหาดูไมไดงายนัก พระเจ้าค่ะ”
้
่
็
่
้
�
พระราชาจึงตรัสว่า “พราน เธอจะสังเกตต่อไปเถิด เราทานายว่า
ื่
ถ้ามีสัตว์ตัวที่สามเกิดขึ้นเมอใด สัตว์ทั้งสองจะฆ่ากันตายเมื่อนั้น ถ้า
ปรากฏมีสัตว์ตัวที่สามมาเดินด้วยเมื่อใด จงกลับมาบอกเราด้วย” พราน
รับสนองพระราชโองการแล้วก็ทูลลาเข้าป่าไป
่
้
่
อยูตอมาไมชา พรานก็เห็นสมดังพระราชาท�านาย คือมีสุนัขจิ้งจอก
่
ั
่
ตัวหนึ่งมาเดินอยูดวย จึงกลับไปกราบทูลพระราชา แลวจึงกลบไปพระนคร
้
้
สุนัขจิ้งจอกมาคิดว่า “เนื้อสัตว์อื่นเราก็ได้ลิ้มรสหมดแล้ว ยังเหลือแต่เนื้อ
153
ราชสีห์ยังไม่เคยชิม มันคงอร่อยไม่น้อยเลย” คิดดังนั้นแล้ว จึงเริ่มยุสัตว์ทั้งสองให้
แหนงใจกันก่อน แล้วใช้นโยบายยุโดยเข้าไปหาราชสีห์ กล่าวว่า “ข้าแต่นาย โคตัวนั้น
เคยคุยอวดข้าพเจ้าว่ามีกาลังเหนือท่าน ที่อยู่กันมานี้เพราะท่านยอมอ่อนน้อมต่อเขาจึง
�
อยู่กันได้ มิฉะนั้นคงแตกกันไปนานแล้ว”
ครั้นแล้วสุนัขจิ้งจอกจึงเข้าไปหาโค แล้วยุว่า “ท่านโค ท่านคงอยู่กับราชสีห์นี้ด้วย
ความซื่อตามวิสัยท่าน ราชสีห์เป็นสัตว์ร้ายแปดเหลี่ยมแปดคม เห็นบอกกับข้าพเจ้าว่า
่
่
็
ที่คบกับทานก็เพื่อเก็บเนื้อทานไวกินยามขัดสน อดมาเมื่อไรก็จะอาศัยเปนอาหารมื้อนั้น
้
ระวังตัวไว้บ้างนะท่าน เมื่อสุนัขจิ้งจอกยุหนักเข้าทุกวัน ความอดกลั้นก็ถึงที่สุด จึงเกิด
การต่อสู้กันอย่างรุนแรงจนถึงบาดเจ็บสาหัสตายไปด้วยกันทั้งคู่
สุนัขจิ้งจอกเห็นดังนั้นก็ดีใจ โดดเข้าขย้าลาคอราชสีหจนสมอยาก ฝ่ายนายพราน
�
�
์
เมื่อไปถึงราชสานัก จึงเข้าเฝ้าพระราชาและกราบทูลว่า “บัดนี้เกิดสัตว์ตัวที่สามแล้ว
�
พะย่ะค่ะ” พระราชาตรัสถามว่า “เป็นสัตว์อะไร พ่อพราน” “เป็นสุนัขจิ้งจอกพระเจ้า
ข้า” นายพรานกราบทูล พระราชาตรัสว่า “ถ้าเช่นนั้นเราคงไปไม่ทันเวลาเสียแล้ว” จึง
รับสั่งให้อามาตย์ราชบริพารเตรียมราชรถพร้อมด้วยขบวนเสนา เสด็จมายังป่าทพราน
ี่
�
ึ
บอกทันที พอมาถงก็เห็นสัตว์ทั้งสองนอนตายอยู่ไม่ห่างกน เมื่อทอดพระเนตรเห็นดง
ั
ั
นั้น จึงประทับยืนบนราชรถ ประกาศสอนหมู่เสนาข้าราชบริพารว่า
์
่
่
“ดูกรทานทั้งหลาย จงดูราชสีหกับโคเปนตัวอยาง คนจะแตกกันมักเกิดประโยชน ์
็
ื
ขัดกัน หรอไม่ก็เพราะเพศตรงข้ามเป็นเหตุ แต่โคกับราชสีห์นี้มิได้ขัดกันด้วยผล
์
็
้
่
้
็
์
่
์
ประโยชนสวนตัว ราชสีหมีเนื้อเปนอาหาร แตโคมีหญาเปนอาหาร ราชสีหตองการสตรี
ที่เป็นนางราชสีห์ โคก็ต้องการนางโค จึงไม่มีทางขัดกันได้ แต่สัตว์ทั้ง ๒ ต้องขัดกัน
ถึงฆ่ากันตายก็เพราะคาส่อเสียดของมือที่ ๓ คือสุนัขจิ้งจอก ผู้เชื่อค�าส่อเสียดทาลาย
�
�
ความไมตรีจิตมิตรภาพแล้ว ย่อมถึงความหายนะเช่นโคกับราชสีห์ แต่ชนใดไม่เชื่อฟัง
�
คาคนส่อเสียด มุ่งประโยชน์ส่วนตัว ผู้นั้นย่อมถึงความสงบสุขตลอดกาลนาน”
�
เมื่อตรัสดังนั้นแล้ว จึงสั่งให้เก็บซากสัตว์พอที่จะนาไปได้กลับพระนคร ตั้งไว้เป็น
อนุสรณ์แห่งความแตกมิตรตลอดมา
่
่
่
ชาดกเรื่องนี้ชี้ใหเห็นวา อันไมตรีจิตมิตรภาพนั้นมีอยู ณ ที่ใด กอความสุขรมเย็น
่
้
ให้ ณ ที่นั้น มิตรจิตที่มีต่อกันเป็นเสมือนสายโซ่ทองค�า ซึ่งร้อยจิตของคนให้แนบ
สนิทอยู่ด้วยกันได้ตลอดไป แม้ต่างวยและเพศชั้นก็ตาม แต่ควรระวังการส่อเสียด
ั
จากคนอื่น ซึ่งมุ่งประโยชน์จากความหายนะของเรา เรียกว่ามือที่ ๓ จึงอย่าหลงเชื่อ
�
คายุยงของคนอื่นโดยเด็ดขาด
(สันธิเภทชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก จตุกกนิบาต เล่ม ๓๑ หน้า ๕๐๑)
154
155
ี
หมท้าราชสห์
ู
ั
้
“อย่าเอาไมส้นไปรันขี้”
็
์
สมยหนึ่ง พระโพธิสัตวเกิดเปนราชสีห อยูในหิมวันตประเทศ หมู
ั
่
์
็
์
่
เปนอันมากหากินอยูไมไกลจากถ�้าของพญาราชสีหนั้น ไดอาศยสระเกิด
่
ั
้
�
�
เองดื่มกินน้าอยู่เป็นประจา
วันหนึ่ง พญาราชสีห์ลงไปดื่มน้าในสระ พบหมูอ้วนตัวหนึ่งอยู่ริม
�
สระคนละฟาก พญาราชสีหคิดวา “วันนี้เราเพิ่งฆาวัวกินมาหยกๆ กาลัง
่
่
�
์
อิ่มอยู่ จะกินหมูตัวนี้อกก็ไม่ไหว เอาไว้กินวันอืนดีกว่า” ว่าแล้วก็ท�าที
่
ี
เป็นมองไม่เห็นเดินหลีกไปเสียข้างหนึ่ง หมูเห็นราชสีห์เดินหนีไปเช่น
�
นั้นก็เข้าใจว่าราชสีห์เกรงอานาจตัว ไม่กล้าเข้ามาใกล้เหมือนเห็นหมูตัว
อื่น จึงแสร้งเดินตามไปยืนบนโขดหินร้องท้าว่า “เหวย ราชสีห์ขี้ขลาด
เราต่างก็เป็นสัตว์สี่เท้าด้วยกัน เขี้ยวก็มีเหมือนกัน ไหนๆ ก็พบกันแล้ว
ลองมาสู้กันสักตั้งเป็นไร จะรีบหนีไปไหนเล่า กลับมาสู้กันก่อนเถิด”
ราชสีห์ได้ฟังคาของหมูแล้วจึงกล่าวว่า “เจ้าหมูอ้วนเอ๋ย วันนี้เรา
�
ยังไม่สู้กับเจ้าหรอก อีก ๗ วันเรามาพบกันที่นี่ใหม่ เพื่อจะได้สู้รบกัน
้
้
้
่
เจาจงไปประกาศใหบรรดาญาติมาชมกันมากๆ เถิด” กลาวแลวก็รีบหลีก
ไป
่
�
หมูนึกกระหยิ่มใจวา ตัวเองคงมีอานาจเหนือหมูทั้งหลาย แม้พญา
้
่
่
่
ราชสีหยังไมอาจตอกรได จึงรีบไปประกาศแกหมูญาติของตัววา “พี่นอง
้
์
่
่
็
์
้
์
่
่
ทั้งหลาย ที่ทานเลาลือกันวาราชสีหเปนเจาสัตว ไมมีใครบังอาจตอกรได ้
่
่
่
้
้
้
้
้
นั้น เห็นจะไมจริงเสียแลว เห็นรีบหลบเปนพลวัน ครั้นขาพเจารองทาเขา
่
้
ั
็
กลับขอผลัดไปเตรียมตัวถึง ๗ วัน นับแต่นี้ไป ๗ วัน ขอให้ท่านไปชม
การสูรบระหว่างข้าพเจ้ากับราชสีห์เป็นขวัญตาเถิด”
่
้
พวกหมูไดฟงดังนั้นก็ตกตะลึงไปตาม ๆ กัน หมูเฒาตัวหนึ่งกลาว
่
ั
้
่
ขึ้นวา “เจ้าหน้าโง่ ชางไมรูประมาณตวเสียเลย รูไหมวาเจากาลังนาความ
ั
�
้
่
่
้
่
�
พินาศมาสู่หมู่ญาติแล้ว พญาราชสีห์เป็นสัตว์ฉลาด ที่ไม่สู้รบกับเจ้าใน
�
คราวนี้ ก็เพราะกินสัตว์อื่นมาอิ่มหนาสาราญแล้ว ที่ประวิงไว้ให้เจ้าสู้กัน
�
156
ในอีก ๗ วัน ก็เพื่อจะเก็บเจ้าไว้เป็นอาหารมื้อนั้น ที่เจ้าท้าราชสีห์มารบกันแถวนี้ก็
�
่
เทากับน�าความตายมาให้พวกเราแท้ๆ การทาอะไรโดยผลุนผลันขาดความรอบคอบ
อย่าให้มีอีกโดยเด็ดขาด”
�
หมูหนุ่มได้ยินดังนั้นก็ตกใจกลัว จึงปรึกษากันว่าควรจะทาอย่างไรดี หมูเฒ่า
จึงแนะน�าต่อไปว่า “เจ้านั่นแหละต้องแก้ไขปัญหานี้ จงไปที่ส้วมของพระฤษี เอาตัว
�
เกลือกอุจจาระพระฤษีให้ทั่ว แล้วมาผึ่งแดดให้แห้ง แล้วกลับไปเกลือกซ�้าอีก ทาอยู่
เช่นนี้ตลอด ๗ วัน พอถึงวันที่ ๗ ให้เอาตัวไปเกลือกน�้าค้างให้ชุ่ม เพื่อให้เกิดกลิ่น
รุนแรงขึ้น เมื่อถึงเวลานัดหมายให้ไปก่อนราชสีห์ แล้วเลือกชัยภูมิอยู่ทางเหนือลม
ตามธรรมดาราชสีห์เป็นสัตว์รักสะอาด เมื่อได้กลิ่นอุจจาระที่ตัวเจ้า ก็จะไม่ยอมสู้
ู
หลีกหนีไปโดยเร็ว เจ้าจะต้องอยู่สู้แต่ผ้เดียว พวกเราต้องอพยพพากันไปหากินใน
ถิ่นอื่นต่อไป”
หมูหนุมไดฟงดังนั้นก็ดีใจ ไปยังสานักพระฤษ ได้ทาตามคาแนะนาหมูเฒาทุก
�
ี
ั
�
�
่
้
่
�
ประการ ครั้นชุบตัวด้วยอุจจาระได้ที่แล้ว ถึงวันที่ ๗ จึงไปยังที่นัดรบ เลือกชัยภูมิ
เหนือลม สะบัดตัวแสดงท่าผึ่งผายอยู่ ราชสีห์มาตามเวลานัด และอยู่ทางใต้ลมก็ได้
กลิ่นตัวหมูแต่ไกล ครั้นเข้าไปใกล้กลิ่นที่ตัวหมูก็ยิ่งรุนแรง เกิดความสะอิดสะเอียน
ไม่สามารถทนต่อไปได้ จึงกล่าวกับหมูว่า
“เจ้าหมูเอ๋ย เจ้าช่างคิดกลศึกได้ดีจริง ถ้าไม่เกลือกอุจจาระอันสะอิดสะเอียน
มา เจ้าคงตายในวันนี้แน่ แต่ในบัดนี้อย่าว่าแต่จะลงเขี้ยวในตัวเจ้าเลย แม้เท้าเราก็
ไม่ปรารถนาให้แตะตัวเจ้า คราวนี้เรายอมให้เจ้าเป็นผู้ชนะ เราเป็นฝ่ายแพ้แล้ว จง
กลับไปเถิด” ว่าแล้วก็เบือนหน้าออก รีบเดินให้พ้นรัศมีกลิ่นตัวหมู หาเหยื่อกินจน
�
�
อิ่มหนาแล้วก็กลับไปยังถ้าที่อยู่ดังเดิม
้
ี
ั
ฝายหมูหนุมดใจที่ไดชัยชนะและรอดตวไปได จึงวิ่งกลับไปแจงใหบรรดาญาติ
้
้
่
้
่
รับรู้ พวกญาติๆ ต่างกล่าวติเตียนความโง่แกมหยิ่งของหมูป่า แล้วพากันอพยพไป
อยู่ถิ่นอื่น จนถึงกาลอวสานแห่งชีวิต
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนใจว่า คนดีย่อมรักษาศักดิ์ศรีของตัวไว้ ไม่ยอมเอา
ตัวไปแปดเปื้อนกับคนชว การทะเลาะเบาะแว้งกันนั้น ถ้าจะพึงมีกับคนพาล
ั่
สันดานทรามแล้วก็พึงหาทางหลีกเลี่ยง การเลี่ยงการสู้รบกับคนประเภทนั้น จะ
้
่
ตองเสียอะไรไปบางก็พึงยอมสละ เพราะเปนการสละสิงนอยๆ เพื่อรักษาสิ่งใหญๆ
้
้
็
่
ไว้ เหมือนราชสีห์ยอมให้ชัยชนะแก่หมู เข้ากับภาษิตโบราณที่ว่า “อย่าเอาไม้
�
สั้นไปรันขี้” หรือคาที่ว่า “รู้ว่าเป็นขี้แล้ว อย่าเอามือเข้าไปแหย่” ซึ่งควรถือเป็น
�
คติประจาใจต่อไป
(สุกรชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก ทุกนิบาต เล่ม ๓๐ หน้า ๑๕)
157
158
ิ
แพะส้นเวร
่
“ผฆาเขา ย่อมได้รับการฆาตอบ”
้
ู
่
ในอดีตกาล สมัยเมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชย์ ณ กรุงพาราณสี
้
์
์
์
มีพราหมณอาจารย ทิศาปาโมกขผูหนึ่ง ส�าเร็จวิชาทางไตรเพท คิดจะท�าบุญ
อุทิศให้ผู้ล่วงลับไปแล้ว จึงให้จับแพะมาตัวหนึ่ง บอกแก่อันเตวาสิกว่า “เธอ
ทั้งหลาย จงน�าแพะตัวนี้ไปยังท่าน้า ช่วยกันชาระเนื้อตัวให้สะอาด ประดับ
�
�
้
ิ
ด้วยดอกไม้และของหอม เจิมหนาแลวน�ามาคนเรา เราจะประกอบพธีกรรม
้
ื
สักอย่างหนึ่ง”
นัยว่าแพะตัวนั้นมองเห็นบุพกรรมของตัวเองทั้งในอดตและอนาคต
ี
ิ
มันคิดว่าวันนี้ถึงวาระที่เราจะต้องตายและจะพ้นทุกข์ จึงเกดความโสมนัส
ส่งเสียงหัวเราะดังออกมา ๓ ครง และเงียบไป สักครู่หนึ่งก็เปล่งเสียง
ั้
ร้องไห้ดังสนั่นออกมาอีก มาณพทั้งหลายเห็นดังนั้นก็สงสัยว่า เหตุใดแพะ
้
่
้
้
นี้จึงหัวเราะแลวรองไหในเวลาเดียวกัน จึงถามแพะขึ้นวา “ดูกรแพะผูสหาย
้
เจ้านึกอย่างไรจึงเกิดอารมณ์ขันหัวเราะออกมาเฉยๆ และในเวลาติดต่อกัน
เจ้าก็หัวเราะออกมาอีก” แพะไม่ตอบว่ากะไร เป็นแต่บอกว่า “พวกท่านจง
�
พาเราไปสานักอาจารย์แล้วถามเรา ณ ที่นั้นเถิด” ศิษย์ทั้งหลายจึงจูงแพะ
ไปยังสานักของอาจารย์ และเล่าถึงเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟัง เมื่อได้ทราบดัง
�
์
้
็
นั้น อาจารยจึงถามวา “ดูกรสหายแพะ เจาเปนบาไปหรือ ประเดี๋ยวหัวเราะ
่
้
ประเดี๋ยวร้องไห้ หรือเจ้ามีเหตุอย่างไร บอกมาให้ฟังหน่อยซิ”
แพะจึงตอบพราหมณ์ว่า “ท่านพราหมณ์ เมื่อชาติก่อนข้าพเจ้าก็เกิด
เป็นพราหมณ์ผู้สาธยายมนต์เช่นเดียวกับท่านนี้แหละ ข้าพเจ้าต้องการ
ั
ทาบุญอุทิศผูตายจึงฆาแพะตัวหนึ่งบูชายญ เพราะเหตุที่ฆาแพะเพียงตัวเดียว
้
่
่
�
เท่านั้น ข้าพเจ้าต้องเสวยผลกรรม ถูกเขาฆ่าตอบมาถึง ๔๙๙ ชาติ ชาตินี้
เป็นชาติที่ ๕๐๐ ซึ่งเป็นชาติสุดท้าย จึงมาดีใจว่าเวรที่ข้าพเจ้าฆ่าแพะซึ่ง
ั
้
้
้
ต้องทรมานมาหลาย รอยชาติจะสิ้นสุดในวันนี้ ขาพเจาจึงหวเราะดวยความ
้
ดีใจที่จะได้พ้นทุกข์”
่
้
่
์
พราหมณจึงถามตอไปวา “แลวเหตุใดทานจึงรองไหอีกเลา” แพะหน้า
่
้
่
้
159
เศร้ากล่าวกับพราหมณ์ว่า “ท่านพราหมณ์ ข้าพเจ้า ไหว้ตอบ ผู้เบียดเบียนเขาย่อมได้รับการเบียดเบียน
้
่
่
้
้
่
ี
่
่
่
รองไหก็เพราะสงสารทาน ถาทานฆาเราวันนี้ทานก็ ตอบเชนกัน จึงไมควรเบียดเบยนซึ่งกันและกัน” เมื่อ
้
จะตองถูกเขาฆาตายถึง ๕๐๐ ชาติ แสนจะทรมาน กล่าวเสร็จก็อันตรธานไป
่
ข้าพเจ้าคิดสงสารจึงร้องไห้” พราหมณ์ทราบเรื่องนั้นเกิดความกลัวต่อผล
้
์
พราหมณนึกหวาดตอความตายซึ่งจะตองถูก กรรมจึงงดเว้นการฆ่าสัตว์บูชายัญตั้งแต่นั้นมา ดารง
่
�
เขาฆ่าถึง ๕๐๐ ชาติ จึงกล่าวกับแพะว่า “เจ้าแพะ อยู่ในศีล ๕ จนตลอดกาลอวสานแห่งชีวิต
ถ้าเช่นนั้นเราจะงดเว้นไม่ฆ่าแล้ว จงเบาใจเถิด เรา ชาดกเรื่องนี้คติสอนว่า การฆ่าบุคคลอื่นด้วย
กลัวผลกรรมจะตามสนอง” “ท่านฆ่าหรือไม่ฆ่า เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวนั้น เป็นความชั่วที่ควรงด
ข้าพเจ้าก็ต้องตายอยู่ดี เพราะวันนี้เป็นวันสิ้นเวร” เว้น คนเรามักเข้าใจผิดว่าการฆ่าหรือเบียดเบียนผู้
“ท่านไม่ต้องวิตกดอก” พราหมณ์รับรอง “เราจะ อื่นนั้น ความทุกข์หรือความชั่วย่อมตกแก่ผู้ถูกฆ่า
ู
เป็นผู้คุ้มกันชีวิตท่านให้พ้นความตายจงได้” “ป่วย หรือถกเบียดเบียน ผู้ฆ่าเป็นฝ่ายได้รับความสุขใน
การท่านพราหมณ์ การอารักขาของท่านคงไม่มี ข้อที่ทาได้สมแค้น แต่ข้อเท็จจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่
�
�
อานาจคุ้มกันเวรกรรมที่ข้าพเจ้าได้ก่อไว้ได้ กรรม ผู้ฆ่ากลับได้รับทุกข์หนักกว่าผู้ถูกฆ่าเสียอีก เพราะ
้
ของขาพเจาที่ฆาเขามามีอานาจแรงกว่าอานาจท่าน ผู้ถูกฆ่าก็ได้รับผลอย่างมากแค่ตาย ซึ่งถึงเราไม่ฆ่า
�
่
้
�
่
้
้
่
์
่
้
ิ
มากมายนัก” “เราจะลองพิสูจนใหเห็นจริง” ว่าแล้ว เขาก็ตองตายไมวันใดก็วันหนึ่ง เทากับไดรับสงที่คน
พราหมณ์ก็ปล่อยแพะไป และสั่งให้อันเตวาสิกทั้ง หลีกไม่พ้นแล้ว เมื่อตายแล้วก็หมดเรื่อง
หลายช่วยกันคุ้มกันแพะให้พ้นความตายในวันนี้จง ส่วนผู้ฆ่าซิเมื่อยังไม่ตายก็ได้รับความทุกข์ใจ
�
ได้ ว่าตัวได้ฆ่าเขา ถ้าเขาจับได้ก็ถูกจองจา ได้รับความ
้
ศิษย์ต่างพากันคุ้มกันดูแลแพะเป็นอย่างดี ทรมานไปจนกวาจะใชกรรมหมด แตแลวตัวก็หาได ้
้
่
่
้
้
อันแรงกรรมนั้นเปนสิ่งยุติธรรม ย่อมให้ผลตามกาล พนความตายที่ตัวไปยัดเยียดใหคนอื่นไม ครั้นตาย
็
่
อันแน่นอน ไม่มีสิ่งใดจะทัดทานพลังกรรมได้ แพะ ไปแล้วก็ยังมิหมดเรื่อง ต้องมีเวรกรรมมาสนองต่อ
่
ี
ี
่
้
่
เมื่อได้รับการปลดปล่อยก็เดินและเล็มหญ้าไปตาม ไปอกหลายชาติ ดูตัวอยางเชน แพะฆาเขาไวเพยง
ชายเขา ขณะนนมีพายุฝนโดยกระทันหัน ฟ้า ครั้งเดียวต้องมารับใช้กรรมนับไม่ถ้วน ผู้ฆ่าคนอื่น
ั้
�
้
้
้
็
คะนองสนนหวั่นไหว บังเอิญเกิดสายฟ้าผ่าลงมา จึงมิไดเปนผูไดเปรียบหรือไดกาไรตามที่คิดกัน มอง
้
ั่
�
บริเวณนั้น ทาให้ก้อนหินกระเทือนหล่นมาทับแพะ ในแง่กรรมแล้วเป็นการสูญเสียอย่างมหันต์ จึงควร
์
์
่
่
้
ถึงแก่ความตายสมกับที่ได้คาดไว้ทุกประการ งดเวนการฆาตงแตสัตวเล็กจนถึงสัตวใหญตลอดไป
ั้
่
พระโพธิสัตว์เกิดเป็นรุกขเทพเห็นดังนั้น จึง
ประกาศว่า “ผู้ฉลาดรู้ว่าผู้ฆ่าคนอื่นย่อมถูกฆ่า (มตกภัตตชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
เป็นการตอบสนองเช่นนี้ สิ่งมีชีวิตจึงไม่ควรฆ่าสิ่ง ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๘ หน้า ๒๙๕)
ั
มีชีวิตด้วยกน เพราะการฆ่าย่อมมีผลเป็นทุกข์ทัง
้
แก่ผู้ฆ่าและผู้ถูกฆ่า กฎธรรมดามีอยู่ว่า ผู้บูชาคน
่
้
้
้
อื่นยอมไดรับการบูชาตอบ ผูไหวผูอนยอมไดรับการ
ื่
้
่
้
160
161
ื
ิ
เม่อจ้งจอกเป็นราชสห์
ี
“อย่าตีตัวเสมอท่าน”
่
์
์
็
ในอดีตกาล เมือพระโพธิสัตวเสวยพระชาติเปนพญาราชสีห อาศัย
�
�
อยู่ในถ้า ณ หิมวันตประเทศ ตามปกติพญาราชสีห์เมื่อจะออกจากถ้าไป
้
้
หาอาหารจะตองมีลีลาแบบพญาราชสีห ๓ ครั้ง แลวจึงออกหาอาหาร หาก
์
ฆ่าโค กระบือ หรือสัตว์อื่น กินเนื้ออิ่มแล้วก็ลงดื่มน้าใสในสระใสสะอาด
�
�
เดินกลับถ้าแล้วนอนแบบราชสีห์
ยังมีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่ง ตระเวนหาเหยื่ออยูบริเวณนั้น เดินล้าเข้าไป
่
�
�
ในถ้าพญาราชสีห์โดยบังเอิญ ด้วยความหิวจึงไม่ทันได้พินิจพิเคราะห์ ก้ม
�
หน้าสูดกลิ่นกระดูกสัตว์ที่ราชสีห์นามากิน สาวเท้าเดินต่อไป มารู้ตัวเอา
ในเมื่อหัวไปชนกับสัตว์ตัวหนึ่งเข้าอย่างจัง เข้าใจว่าเป็นสัตว์ตายที่พญา
็
ราชสีห์ลากมาเกบไว้ นึกดีใจที่จะได้กินอาหารให้อิ่มหนาสาราญ จึงเงย
�
�
็
่
้
็
หนาขึ้นมาดู แตอนิจจา แทนที่จะเปนโคกระบือดังนึก กลับกลายเปนพญา
�
ราชสีห์นอนขวางถ้าอยู่ และถลึงตาอย่างน่ากลัว ครั้นจะหนีก็ไม่ทัน จึงทา
�
็
เปนใจดีสูเสือ กระดิกหางแลบลิ้นเลียจมูก พับหูหมอบคลานเขาไปหาพญา
้
้
ราชสีห์ ท�าทีอ่อนน้อมเสียเหลือเกิน
พญาราชสีห์เห็นดังนั้นจึงถามว่า “เจ้าสุนัขจิ้งจอก เจ้าหมอบคลาน
ิ
เข้ามาหาเราด้วยประสงค์อะไรหรือ?” สุนัขจงจอกกล่าวด้วยน�้าเสียง
้
�
อ่อนน้อมว่า “ข้าแต่นาย ข้าพเจ้าอยู่ว่างๆ ไม่รู้จะทาอย่างไรก็ใคร่จะมารับ
ใช้ท่านผู้สูงศักดิ์ให้เป็นสิริมงคลแก่ตัว หากท่านไม่รังเกียจ ข้าพเจ้าจะขอ
่
้
่
ิ
่
อยูรับใชตลอดไป ทานจะคดประการใดก็สุดแตจะโปรดเถิด” “ดีละ” พญา
ราชสีห์กล่าวด้วยความเมตตา “ถ้าเจ้าตั้งใจเช่นนั้นจริง ก็จงอยู่ปฏิบัติเรา
เถิด เรื่องอาหารการกินไม่ต้องเดือดร้อน เพราะเราจะจัดหาเนื้อดี ๆ มา
ให้กิน”
�
ตั้งแต่นั้นมา สุนัขจิ้งจอกก็ทาการปฏิบัติดูแลพญาราชสีห์เป็นอย่าง
์
้
ดี จนพญาราชสีหเกิดความรักเอ็นดูและไวใจทุกอยาง วันหนึ่งจึงชวนสุนัข
่
จิ้งจอกไปจับสัตว์ด้วยกันและบอกว่า “ไปด้วยกันซิเจ้าจิ้งจอก จงไปยืนอยู่
162
�
บนยอดเขา มองดูฝูงสัตว์นานาชนิด เจ้าอยากกิน ช้างตัวหนึ่งกาลังตกมันในที่ไม่ไกล จึงไปบอกสุนัข
เนื้อสัตว์ประเภทใด จะเป็นเก้ง ละมั่ง โค หรือ จิ้งจอกจับช้างตัวนั้น
้
้
์
้
ั
่
้
ิ
กระบือ ก็บอกเรา เราจะไปจับมากนแลวแบงใหเจา สุนัขจิ้งจอกไดฟงดังนั้น ก็แสดงกิริยาเชนราชสีห
่
�
กิน อย่างอิ่มหนาทีเดียว” ยืนบิดกาย เหลียวดูทิศทั้งสี่แล้วเปล่งเสียงคารามแบบ
�
สุนัขจิ้งจอกจึงเดินตามพญาราชสีห์ เมื่อถึง ราชสีห์ แต่สัญชาติจิ้งจอก คงปล่อยเสียงหอนออกมา
�
เนินเขาใกล้ทุ่งหญ้าที่ฝูงสัตว์หากิน ก็ขึ้นไปบนเนิน ตามเดิม หาได้เป็นเสียงสีหนาทไม่ จึงมิได้ทาให้สัตว์
่
้
้
่
้
เลือกสัตว์ที่ตนชอบแล้วกลับมาบอกพญาราชสีห์ ใดหวาดสะดุงแมแตนอย เปลงเสียงแลววิ่ง ออกจากถ�้า
้
พญาราชสีหก็แผดเสียงวิ่งไปโดยเรว ตะปบสัตวนั้น ไปโดยเร็ว ถึงช้างตกมนก็กระโดดเต็มแรงหวังจะขึ้น
์
็
์
ั
ั
ตายคาที่ ตัวเองกินจนอิ่มแล้วก็แบ่งให้สุนขจิ้งจอก ขย้าต้นคอช้าง แตอนิจจา เจาจิ้งจอกโดดไปปะทะงาซึ่ง
่
้
�
กินจนอิ่มหน�า แล้วเดินกลับเข้าถ�้านอนหลับต่อไป ช้างยกขึ้นรับไว้ ตกลงมาใกล้เท้าช้าง ช้างจึงยกเท้า
ท�าอยู่เช่นนี้เป็นประจา กระทืบซ้าแล้วซ�้าเล่า ร่างก็แหลกลาญ ถึงกาลอวสาน
�
�
�
�
�
ครั้นนานเข้า เจ้าสุนัขชักกาเริบใจ สาคัญว่า แห่งชีวิต ช้างเหยียบแหลกแล้วถ่ายอุจจาระรดซ้าอีก
�
อยู่กับพญาราชสีห์ กินแบบราชสีห์แล้วจะมีอานาจ แล้วร้องโกญจนาทเข้าป่าไป
่
์
้
ี
์
้
์
เหมือนราชสีหไปดวย จึงคิดวา “ราชสหก็สัตวสี่เทา ชาดกเรื่องนี้ชี้ให้เห็นคติธรรมแง่หนึ่งว่า คนที่
ื
�
ั
เราก็สัตว์สี่เท้าเช่นกัน เหตุไรเราจึงต้องมาอาศัยให้ โง่เมื่อได้ไปเกลือกกลั้วกับคนมีอานาจมักลมตว นึก
ั
้
เพื่อนเลี้ยงทุกวันเล่า ต่อไปนี้กูจะเปลี่ยนเวรกับ ว่าคงมีอ�านาจเหมือนผู้นน และท�าการด้วยความโง่
ราชสีห์ ผลัดกันจับเนื้อกินบ้าง จะให้พญาราชสีห์ เขลา ย่อมถึงความหายนะในที่สุด เราจึงควรรู้จัก
ไปเลือกสตว์ที่ชอบแล้วมาบอกเรา เราจะจับมาให้ ประมาณตัวไว้เสมอ เมื่อไปอาศัยอยู่กับผู้ใดก็อย่าไป
ั
ราชสีห์บ้างละ” คิดแล้วจึงเข้าไปหาพญาราชสีห์ ตีตัวเสมอท่าน อย่าเอาอย่างสุนัขจิ้งจอก อาศัยพญา
�
แล้วกล่าวว่า “นายเอ๋ย ข้าพเจ้ากินเนื้อสัตว์ที่ท่าน ราชสีห์แล้วทาตัวเป็นราชสีห์ จึงถึงความหายนะ
จับมาให้ก็นานแล้ว อยากจะฆ่าช้างด้วยตนเองบ้าง ดังคติในโคลงสุภาษิตประจาภาพว่า
�
ข้าพเจ้าขอนอนในถ�้า ใหทานไปเลือกสัตวที่ตองการ
์
่
้
้
่
้
่
้
้
้
แลวกลับมาบอก ขาพเจาจะวิ่งไปฆามาใหทาน ท่าน
จะได้เห็นฤทธิ์บ้างว่าเพียงไร”
พญาราชสีห์เตือนด้วยความหวังดีว่า “เจ้า
จิ้งจอกเอย เจาจะฆาชางอยางเรานั้นไมไดดอก เจ้า
้
่
้
่
้
๋
่
เปนหมาจิ้งจอก ถึงจะอยูกับราชสีห ก็ไมทาให้กลาย
�
่
์
่
็
เป็นราชสีห์ไปได้ อย่าทาตัวให้ลาบากเลย คอยกิน (วิโรจนชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
�
�
เนื้อที่เราจับมาให้ดีกว่า” หมาจิ้งจอกมิได้เชื่อฟังคา ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๙ หน้า ๔๓๙)
�
ิ
์
้
้
้
แต่อย่างใด เซาซี้ใหพญาราชสีหคอยกนชางที่มันจะ
จับให้ พญาราชสีห์ไม่อาจห้ามต่อไปได้ จึงบอกว่า
้
้
่
“ถาเชนนั้น เจาไปนอนบนที่นอนเราเถิด” ใหจิ้งจอก
้
�
ไปนอนในถ้า ตัวเองขึ้นไปยืนดูบนชะง่อนผา เห็น
163
164
ี
้
หมกับไมตะคร้อ
่
“เวรย่อมระงับ ด้วยการไมจองเวร”
ครั้งหนึ่งในป่าหิมพานต์ สมัยพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชย์ ณ กรุง
พาราณสี มีพราหมณ์ช่างไม้คนหนึ่ง ตั้งบ้านเรือนอยู่นอกเมือง มีอาชีพ
�
ทางหาไม้ป่ามาทาเกวียนแล้วขายให้ชาวบ้าน เลี้ยงครอบครัวด้วยความ
ผาสุกมาตลอด ณ ป่าที่พราหมณ์ช่างไม้อาศัยตัดไม้นั้น มีต้นตะคร้อใหญ่
อยู่ต้นหนึ่ง แผ่กิ่งก้านสาขาสูงตระหง่านอยู่กลางป่า สัตว์ทั้งหลายชอบไป
�
อาศัยนอนหลบแดดภายใต้ต้นเป็นประจา
ในบรรดาสัตว์ที่ชอบมาอาศัย มีหมีตัวหนึ่งมานอนพักผ่อนใต้ร่มไม้
ตะคร้อเป็นประจา แดดอ่อน ลมโชยเย็นสบายจึงทาให้เจ้าหมีหลับไป แต่
�
�
แล้วเจ้าหมีก็ต้องสะดุ้งสุดตัว ในเมื่อมีของแข็งๆ ก้อนใหญ่ตกลงมาถูกหัว
็
อย่างแรง อารามตกใจลุกขึ้นได้กวิ่งอย่างไม่เหลียวหน้าแลหลัง คิดว่าคง
เกิดอันตรายจากเสือโคร่งหรือสิงโตอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นแน่ เมื่อวิ่งไป
ได้ครู่ใหญ่จึงได้สติ เหลียวดูข้างหลังก็ไม่มีสัตว์ตัวใดตามมา จึงค่อยชะลอ
ื
ความเร็วลง มันคิดในใจว่า “สิงโตหรอเสือโคร่งที่วิ่งตามเรามาก็ไม่มี
อันตรายที่เกิดแก่เราครั้งนี้มาจากอะไรหนอ?” ด้วยความอยากรู้จึงเดิน
อ้อมกลับไปที่เดิมเห็นกิ่งไม้ตะคร้อผุท่อนหนึ่งตกลงมาที่ตนนอนพอดี จึง
่
่
ู
้
คิดวา “ไมมีใครท�าอันตรายเรา นอกจากเทพยดาผสิงสถิตอยูบนตนตะครอ
่
้
้
ท่านคงไม่ต้องการให้เรามานอนใต้ต้นกระมัง จึงได้โยนกิ่งไม้ใส่หัวเพื่อไล่
เรา ถ้าเป็นเช่นนั้นเราคงได้เห็นดีกันละคราวนี้” แล้วเจ้าหมีก็กระโดดเข้า
กัดต้นตะคร้อ พร้อมขู่คารามใส่เทวดาผู้สิงสถิตอยู่บนต้นไม้นั้นว่า “เจ้า
�
เทวดาใจร้าย ข้าไม่ได้หักกิ่ง เด็ดใบ หรือทาอันตรายใดๆ แม้สักนิด ขอ
�
อาศัยนอนนิดหน่อยก็โกรธ ทีมฤคชาติอื่นๆ ไม่เห็นท่านว่ากระไร ปล่อย
ให้นอนตามสบาย รอสัก ๒-๓ วันเถิด ข้าจะจัดการขุดรากถอนโคน แล้ว
จะกัดให้เป็นท่อนเล็กท่อนน้อยให้จงได้”
ตั้งแต่นั้นมา หมีก็หาโอกาสที่จะโค่นต้นไม้นี้ให้จงได้ ครั้งนั้น นาย
ช่างไม้พร้อมด้วยลูกน้อง ๒-๓ คน ขับเกวียนเข้ามาในป่า พักเกวียนไว้
165
ชายเขา ถือขวานและเลื่อยเข้าไปในป่า เดินมองหาต้นไม้เหมาะๆ ซึ่งจะน�าไปทา
�
เป็นเกวียน หมีเหลียวเห็นช่างไม้ก็ดีใจ นึกในใจว่า “คงได้แก้แค้นต้นตะคร้อแน่
แล้วเรา” จึงเข้าไปยืนคอยช่างไม้อยู่ใต้ต้นไม้ตะคร้อนั้น
ฝ่ายช่างไม้มองทางโน้นทีทางนี้ที ผ่านมาใกล้ต้นตะคร้อนั้น ก็ได้ยินเสียง
หมีร้องทักขึ้นว่า “ท่านบุรุษผู้ถือขวาน! ข้าพเจ้าเห็นท่านด้อมๆ มองๆ ชะรอยว่า
�
ท่านต้องการไม้ไปทาอะไรซักอย่าง ท่านต้องการไม้ชนิดไหนละ บอกข้าพเจ้าซิ
้
่
้
้
่
์
์
้
บางทีขาพเจาอาจชวยทานได” พราหมณชางไมตกใจที่เห็นหมีพูดภาษามนุษยได
้
่
คิดว่า “เจ้าหมีนี่คงรู้จักไม้เป็นอย่างดี เพราะอาศัยอยู่ในป่าเป็นประจา” จึงเอ่ย
�
ถามขึ้น “นี่พ่อหมี เจ้าเป็นสัตว์สัญจรไปมาในป่านี้เป็นประจ�า เจ้าพอจะให้ค�า
�
แนะน�าเราได้ไหมว่า ไม้อะไรที่ควรเอาไปทากงรถได้ดีบ้าง”
ี
�
หมีคิดว่า “คราวนี้ ความอาฆาตของเราสาเร็จแล้ว” จึงรบบอกไปทันที
�
“นาย! กงเกวียนนี้จะทาด้วยไม้รัง ไม้เต็ง ไม้ตะเคียน หรือไม้ตะแบก ก็ไม่ดีทั้ง
�
นั้น ข้าพเจ้าเห็นไม้วิเศษอยู่อย่างเดียวคือไม้ตะคร้อ ท่านจงหาไม้ชนิดนั้นมาทา
กงเกวียนเถิด” พราหมณ์ช่างไม้นึกกระหยิ่มในใจที่จะได้ไม้ที่สัตว์บอกมาท�า
เกวียน จึงถามหมีต่อ “ไม้ประเภทนี้ข้าพเจ้าไม่ค่อยคุ้น เจ้าช่วยบอกลักษณะใบ
เปลือกหรือลาต้นให้หน่อยได้ไหม เราจะเข้าไปหาเอง” หมีจึงตอบว่า “ลักษณะ
�
ไม้ตะคร้อมีใบหนา กิ่งเหนียวเหนี่ยวไม่หัก” แล้วชี้ไปยังต้นตะคร้อ พร้อมกล่าว
ว่า “นี่ไง ต้นนี้แหละคือต้นตะคร้อ ท่านไม่ต้องไปหาไกลหรอก รีบโค่นเสียขณะ
นี้เถิด ไม้ชนิดนี้มิใช่เหมาะที่จะทากงเกวียนอย่างเดียวเท่านั้น ยังสามารถเอาไป
�
�
�
ทาเป็นกา ดุม หรืองอนรถก็ได้ด้วย” ครั้นบอกแล้วก็นึกกระหยิ่มในใจ เดินหลีก
ี
้
ไปทางอื่น ชางไมจึงเตรยมการบวงสรวงสังเวยขอขมาตอรุกขเทวดา เพื่อตัดตนไม ้
่
้
่
ต้นนั้น
เมอเทพยดาผู้สิงสถิตอยู่บนต้นทราบ ก็ตกใจ รู้ตัวว่าวิมานก�าลังจะถูก
ื่
ทาลายเพราะความอาฆาตพยาบาทของหมี จึงผูกอาฆาตว่า “เจ้าหมีตัวนี้ถูกไม้
�
ตะคร้อผุหล่นลงถูกหัวโดยบังเอิญ เข้าใจผิดคิดว่าเราแกล้ง จึงผูกอาฆาตและหา
�
ี้
ทางทาลายเรา ต่อไปนเราจะได้รับความล�าบากแสนสาหัส ไหนๆ เราก็ถูกหมี
ทาลายแล้ว จะต้องหาทางทาลายมันให้จงได้”
�
�
เทวดาจึงจาแลงเพศเป็นชายพเนจรเดินเข้ามาหานายช่างไม้ ซึ่งกาลัง
�
�
เตรียมโค่นต้นไม้อยู่ เอ่ยถาม “นายช่างผู้เจริญ! ท่านเลือกหาไม้มาทั้งวันเพิ่งจะ
ได้หรือ นี่มันต้นตะคร้อ ท่านจะตัดไปทาอะไร?” ช่างไม้ตอบ “เราจะเอาไป
�
166
่
้
็
�
้
็
ประกอบเปนเกวียน เขาวาเปนไมแข็งทนนัก ทาเกวียนไดทุกสวนทีเดียว” “ใคร
่
บอกท่านว่าไม้นี้ใช้ประกอบเป็นเกวียนได้ดีที่สุด” “หมีมันบอกข้าพเจ้า” ช่างไม้
้
ั
้
ู
้
้
้
ตอบดวยเสียงดังฟงชัด “มันพูดถกแลวละ ไมประเภทนี้ใชท�าเกวียนไดดีทีเดียว”
ชายพเนจรเห็นด้วย แล้วพูดเสริมต่อว่า “แต่หมียังปกปิดท่านไว้อีกอย่างหนึ่ง
�
คือเมื่อทาเกวียนเสร็จแล้ว ถ้าได้ใช้หนังหมีมาตัดเป็นเส้นใหญ่ประมาณ ๔ นิ้ว
หุ้มโดยรอบกงเกวียนก็จะงดงามและทนทาน เวลาวิ่งจะเรียบดขึ้นมากทีเดียว
ี
้
ที่เจาหมีไมไดบอกไวก็เพราะมันตองการปดอนตรายใหพนตัว ทานจงรีบไปเอา
่
้
้
ั
้
่
้
้
ั
ตัวมันมา แล้วถลกหนังเอาไปใช้เถิด”
“มันจะยอมมากับข้าพเจ้าหรือ” ช่างไม้ย้อนถาม “ท่านเป็นมนุษย์ จะไป
�
�
โง่กับมันทาไมเล่า” ชายพเนจรแนะนา “ท่านไปถึงแล้วก็บอกมันว่าเรากาลังจะ
�
�
ตัดต้นไม้ เชิญเจ้าไปให้คาแนะนาในการตัดต้นไม้ด้วยและจะมอบเครื่องสังเวย
�
ให้ เมื่อมันหลงกลท่านยอมมาแล้ว ก็ให้มันยืนชี้ตาแหน่งที่จะฟัน หลังจากนั้น
�
่
่
้
ั
ทานก็ฟนลงที่หัวมันก็เปนอันเสร็จ” ชายพเนจรครั้นกลาวจบ ก็เดินเขาไปในปา
่
็
�
กลับเพศเป็นเทวดาตามเดิม ช่างไม้ท�าตามคาแนะนาของชายพเนจร เตรียม
�
ขวานไว้อย่างคมกริบ เมื่อทุกสิ่งเป็นไปตามแผนที่วางไว้ก็จัดการฆ่าหมี ถลก
หนังเอามาผึ่งแดดไว้ แล้วจึงไปตัดต้นตะคร้อมาประกอบเกวียนต่อไป
ั
นัยว่า ตั้งแต่นั้นมา หมีกับไม้ตะคร้อก็ผูกเวรซึ่งกนและกัน จนกระทั่ง
้
�
ปจจบนก็เลากันวา เมื่อหมีพบไมตะครอครั้งใดก็จะตรงเขาไปทารายในทันที จน
้
ั
ั
่
่
ุ
้
้
�
มีคากล่าวว่า ผูกเวรกันเหมือนหมีกับไม้ตะคร้อ ฉะนี้
นิทานชาดกเรื่องนี้ชี้ให้เห็นคติธรรมบทหนึ่งว่า การจองเวรมุ่งอาฆาต
มาดร้ายซึ่งกันและกัน ย่อมถึงความหายนะด้วยกันทั้งสองฝ่าย โบราณท่าน
เปรียบเหมือนการสาดน้ารดซึ่งกันและกัน ย่อมจะเปียกด้วยกันทั้งสองฝ่าย
�
แม้ทางพระพุทธศาสนาก็สอนว่า “เวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร แต่เวร
ย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร” ในภาษิตไทยท่านให้ข้อคิดเป็นคติไว้ว่า “รัก
ยาวให้บั่น รักสั้นให้ต่อ” หมายความว่า ถ้าต้องการมิตรภาพยืดยาวต่อไปก็
้
้
้
้
่
้
ใหบั่นทอนการผูกเวรกันเสีย แตถาตองการใหมิตรภาพสนเขา ก็ใหตอความ
ั้
้
่
ยาวสาวความยืดเรื่องผูกเวรกันต่อไป จึงควรถือเป็นคติเตือนใจอีกข้อหนึ่ง
(ผันทนชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เตรสนิบาต เล่ม ๓๓ หน้า ๑๗๐)
167
168
ู
ก้อนหินพดได้
“ปัญญาพาตัวรอด”
ครั้งหนึ่ง ในป่าหิมพานต์ พระโพธิสัตว์เกิดเป็นลิง มีร่างใหญ่ และ
มีเรี่ยวแรงมาก เที่ยวหากินอยู่ตามฝั่งแม่น�้าในป่าลึก ในที่ไม่ไกลจากฝั่ง
แม่น�้านั้นมีเกาะใหญ่เกาะหนึ่ง มีผลไม้หลายชนิด เช่น มะม่วง ขนุน และ
�
ผลไม้เถา เช่น ลูกตาลึงและเงาะป่าเป็นต้น ระหว่างทางจากฝั่งถึงเกาะมี
หินดาดใหญ่ก้อนหนึ่งโผล่จากน้าพอเป็นที่ยืนได้ เนื่องจากพญาวานร
�
�
่
ั
์
โพธิสัตวมีกาลังแขงแรง จึงกระโดดจากฝงแมน้าไปยืนที่หินดาดนั้น แล้วก
่
็
�
�
ิ่
ระโดดจากหินดาดไปสู่เกาะ เที่ยวหาผลไม้กินจนอมหนาส�าราญแล้วก็
กระโดดจากเกาะมาพักที่หินดาด กระโดดจากหินดาดไปสูฝง แลวไปยังที่
้
่
ั
่
อยู่ของตน ทาอยู่อย่างนี้เป็นประจา
�
�
�
ในแม่น้าสายนั้น มีจระเข้ใหญ่ผัวเมียคู่หนึ่งอาศัยอยู่ ครั้งหนึ่งนาง
�
็
จระเข้เหนลิงใหญ่กระโดดข้ามไปมาอยู่ประจา นางเกิดแพ้ท้องอยากกิน
หัวใจลิง จึงอ้อนวอนจระเข้ตัวผู้ว่า “พ่อจ๋า! แพ้ท้องคราวนี้ อยากกินหัวใจ
ลิงที่กระโดดไปมาระหว่างฝั่งกับเกาะนี้ พ่อช่วยจัดการให้หน่อยได้ไหม?”
�
“ได้ซิจ๊ะ ฉันก็เห็นอยู่เป็นประจา คิดหาทางจะกินมันมานานแล้ว หัวใจลิง
เป็นของเธอแต่เนื้อเป็นของฉัน คงอร่อยไม่น้อยทีเดียว พี่จะจ้องจับมันใน
้
วันนีแหละ” แล้วเจ้าจระเข้ก็ว่ายเข้าไปใกล้หินดาด เอาหัวเกยหินดาดไว้
กะว่าถ้าเจ้าลิงกระโดดเกาะหินก็จะอ้าปากงับลากลงน้าทันที
�
วันนั้น วานรโพธิสัตว์ข้ามไปหากินที่เกาะแต่เช้า ครั้นเวลาเกือบ
�
พลบค่าก็กลับหวังว่าจะกระโดดไปเกาะที่หินดาดเหมือนเดิม เมื่อเพ่ง
สายตาไปที่หินดาด ก็เห็นว่ามีอะไรอย่างหนึ่งผิดปกติ คือหลังหินดาดที่
เคยเตี้ยปริ่มๆ น้า คราวนี้สูงขึ้นผิดปกติ ปริมาณน้าก็มิได้ลดลง แต่ทาไม
�
�
�
พื้นหินจึงสูงมากขึ้น คิดว่าน่าจะมีจระเข้มาเกยหินคอยจับเราบ้างกระมัง”
พระโพธิสัตว์ยืนอยู่ชายฝั่งนั้นเอง แกล้งพูดขึ้นด้วยเสียงอันดัง “นี่
�
เจ้าหิน....เจ้าหิน....เจ้าหิน..” เงียบไม่มีเสียงตอบ พระโพธิสัตว์ก็เรียกซ้า
169
้
่
ั
็
่
อีก “วาไงเจาหิน ทุกวันเคยพูดตอบฉน แตวันนี้เปนอะไรไปหรือจึงเงียบ
ไป?” เงียบไม่มีเสียงตอบจากหิน
จระเข้นึกเอะใจ สงสัยว่าเจ้าหินดาดนี้คงพูดได้ และเคยพูดตอบ
�
�
กับลิงประจา ถ้าเราไม่ตอบอาจทาให้ลิงสงสัย จึงตอบไปด้วยเสียงปกติ
่
“อะไรหรอเจาลิง?” “เจ้าเป็นใคร ท�าไมมีเสียงอยางนั้น” “เราเป็นจระเข้”
้
ื
้
้
เจาจระเขตอบอยางลืมตว “เจามานอนที่นี่เพื่อตองการอะไร?” “ต้องการ
้
ั
่
้
หัวใจของเจ้าเป็นอาหารนะซิ”
้
์
่
่
้
พระโพธิสัตวคิดอุบายไดอยางหนึ่งจึงพูดกับจระเข “ถาอยางนั้นก็
้
ไม่เป็นไร เรายินดีสละร่างกายให้กับเจ้า อ้าปากรอท่าไว้ได้เลย ฉันจะ
กระโดดเข้าปากเจ้าในทันที คอยงับก็แล้วกัน” เจ้าจระเข้ดีใจ หลับตาอ้า
ปากคอยเหยื่อที่จะเข้ามาถึงปาก พระโพธิสัตว์รู้ดีว่าเมื่อจระเข้อ้าปาก
กว้าง ตาของมันก็จะปิดสนิท จึงกระโดดให้สูงพ้นปากที่อ้าอยู่ เหยียบ
หัวใกล้คอ แล้วกระโดดต่อไป ขึ้นฝั่งแม่น้าได้อย่างปลอดภัย
�
่
์
์
้
จระเขเห็นความสามารถของพญาลิงโพธิสัตวก็อัศจรรยใจ จึงกลาว
วาจาสรรเสริญด้วยบทโศลกว่า
่
“ทานพญาวานร (ขาพเจาไดยินมาวา) ธรรมะ ๔ ประการ คือ
่
้
้
้
�
คาสัตย์ ๑ วิจารณปัญญา ๑ ความเพียรไม่ย่อหย่อน ๑ ความเสีย
สละตน ๑ มีแก่บุคคลใด เหมือนมีแก่ท่าน ผู้นั้นย่อมพ้นจากเงื้อม
มือศัตรูไปได้เสมอ”
(วานรินทชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๙ หน้า ๗๔)
170
171
จิ้งจอกกับราชสห์
ี
ี
“อย่าท�าการโดยผลผลาม”
่
์
้
่
ั้
์
ครงหนึ่งในปาหิมพานต มีราชสีหฝูงหนึ่งเปนพี่นองรวมทองเดียวกัน
็
้
�
เมื่อราชสีห์ตัวพ่อตายไปแล้ว ได้พากันอาศัยอยู่ในถ้ากาญจนคูหา ราชสีห์
็
่
ทั้งหลายตางมีความรักใครกันเปนอยางดี ตัวสุดทองเปนตัวเมีย จึงถูกแบง
่
่
้
็
่
�
หน้าที่ให้เป็นผู้เฝ้าถ้า ไม่ต้องออกไปหากิน เมื่อราชสีห์ตัวพี่ๆ หามาได้ก็
คาบเอาเนื้อมาฝากเสมอ ได้อยู่กันด้วยความผาสุกตลอดมา
้
�
�
์
้
่
้
่
�
ณ ถ้าใกลกาญจนคูหาของราชสีหนัน มีถ้าแกวผลึกอยูถ้าหนึ่ง นัยวา
ิ
�
ถ้าแก้วผลึกนี้มีหนใสคล้ายกระจก สัตว์ข้างนอกอาจมองเห็นสัตว์ที่อยู่
้
ภายในไดชัดเจน จึงไดชื่อวาถ้าแกวผลึก ในถ้านี้มีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งอาศัย
่
�
�
้
้
เป็นที่หลับนอนตลอดมา
วันหนึ่ง สุนัขจิ้งจอกนึกครึ้มใจใคร่จะเข้าไปเที่ยวถ�้าราชสีห์ เมื่อ
่
้
้
์
่
สังเกตเห็นวาราชสีหตัวผูออกจากถ�้าไปหากินกันหมดแลว เหลือแตราชสีห ์
สาวน้อยเฝ้าถ้า จึงค่อยๆ ย่องเข้าไปแล้วแสดงอาการล้อเลียน หวังให้เกิด
�
่
ความพอใจแกราชสีหสาว นางราชสีหเห็นวาสนัขจิ้งจอกเปนสัตวชั้นต่า จึง
ุ
์
็
์
์
่
�
มิได้สนใจในอาการกิริยาของมัน เจ้าสุนัขจิ้งจอกจึงได้ใจ เข้าใจว่าราชสีห์
สาวคงพอใจในตัวบ้าง จึงแสดงอาการของสัตว์เป็นเชิงเกี้ยวพาราสี กล่าว
ถ้อยคาด้วยภาษาสัตว์ “แม่สาวน้อย เธอก็เป็นสัตว์สี่เท้า ฉันก็เป็นสัตว์สี่
�
่
์
เท้า ชื่อวาเรามีศักดิ์ศรีเสมอกัน ถาเราจะอยูรวมกันฉันทสามีภรรยาคงไม ่
่
่
้
เป็นไร เชิญมาอยู่ร่วมกับฉันเถิด”
�
ั
นางราชสีห์ได้ฟังดงนั้นก็โกรธมาก จึงแผดเสียงคารามจนสุนัข
จิ้งจอกสะดุ้งกลัวแล้วหลีกหนีไป แต่นางมาน้อยใจว่าตนเกิดมาในตระกูล
ู
ุ
ราชสีห์เป็นสัตว์ประเสริฐ มาถกเจ้าสนัขจิ้งจอกสัตว์ชั้นต�่ากล่าวเหยียด
หยามลวนลามดังนั้นก็เสียใจ ใคร่จะฆ่าตัวตายเสีย แต่หวนราลึกถึงพี่ชาย
�
่
่
้
ทั้งหลายซึ่งยังไมกลับจากปา จึงคิดวา “ควรแจงเรื่องทั้งหมดใหพี่ ๆ ทราบ
่
้
แล้วจึงค่อยตาย” เก็บเรื่องนั้นไว้เพื่อบอกแก่ราชสีห์พี่ชายตน
172
ราชสีห์ตัวน้องมาถึงถ�้าก่อน เห็นราชสห์น้องน้อยมีหน้าไม่เบิกบาน
ี
เหมือนก่อนๆ และไม่ยอมรับชิ้นเนื้อที่คาบมาให้ เข้าใจว่าคงไม่สบายด้วยโรคอย่าง
ใดอย่างหนึ่ง จึงถามขึ้น “น้องเอ๋ย วันนี้ดูน้องไม่มีสุขเลย เกิดเจ็บไข้หรือมีใครมา
รังแกประการใด บอกพี่มาเถดจะช่วยจดการให้” ราชสีห์สาวเล่าความทงน�้าตาว่า
ิ
ั้
ั
้
ู
ั
�
๋
้
“พี่จา เมื่อสักครนี้เจาสุนัขจิ้งจอกชาติชั่วเขามาในถ้าของเรา มันบงอาจใชวาจาหยาบ
้
่
เกี้ยวพาราสี ชวนให้ไปอยู่ร่วมกันกับมัน น้องฟังแล้วทั้งเจ็บทั้งอาย อยากจะตายไป
เสียให้พ้นอาย จึงไม่มีความสบายใจ”
ั
ลูกสีหะตวพี่ได้ฟังดังนั้นก็โกรธ จึงถามว่า “เวลานี้เจ้าสุนัขจิ้งจอกตัวนั้นมัน
อยู่ที่ไหน พี่จะไปจับมันฉีกเนื้อเสียในบัดนี้” เมื่อได้ทราบว่าสุนัขจิ้งจอกนอนอยู่ใน
้
้
�
์
ึ
่
้
�
ถ้าแกวผลกอีกถ้าหนึ่ง ดวยอารมณโกรธไมทันไดพิจารณา เขาใจวาสุนัขจิ้งจอกนอน
่
้
่
้
่
อยูในที่โลง จึงกระโจนอยางสุดแรง พุงตัวเขาหาหวังจะจับฉีกเนื้อเสีย ศีรษะจึงปะทะ
่
่
ึ
เข้ากับกาแพงผลกอย่างถนัด ทาให้ศีรษะแตกมันสมองไหล คอหักตายกลิ้งตกลง
�
�
มาจากเชิงเขา
ฝ่ายลูกสีหะตัวถัดไป มาถึงถ้าเห็นน้องสาวไม่สบายใจจึงถามเช่นคราวก่อน
�
ั
เมื่อทราบว่าสุนัขจิ้งจอกมาลวนลามถึงถ�้าก็โกรธจดเช่นกัน จึงวิ่งไปโดยเร็ว โดด
เข้าหาสุนัขจิ้งจอกหวังจะตะปบ ฉีกเนื้อเสีย แต่ด้วยความหุนหันพลันแล่นมิได้พินิจ
้
้
์
พิเคราะหใหถองแท เอาศีรษะไปกระแทกหินใสคอหักตายไปในที่เดียวกัน แมราชสีห ์
่
้
พี่ชายอีกหนึ่งตัว ก็ตายตามกันไปเพราะโกรธ
พระโพธิสัตว์ซึ่งเป็นราชสีห์ตัวพี่ มาถึงถ้าช้ากว่าตัวอื่น เมื่อถามนางราชสีห์
�
้
ั
น้องสาวได้ความว่ามีสุนัขจิงจอกมาลวนลาม พี่ๆ ต่างพากันไปแก้แค้นยังไม่กลบ
ก็สงสัย จึงตามไปยังที่สุนัขจิ้งจอกนอนพักอยู่ เห็นรอยเลือดเปรอะไปทั่วบริเวณ จึง
ลงไปสารวจดูรอบ ๆ ก็พบสีหะน้องๆ นอนตายทับกันอยู่ทุกตัว จึงนึกปลงสังเวช
�
�
“น้องเรามีแต่กาลัง แต่ไร้ปัญญาความรอบคอบ จึงถึงความพินาศไปตามๆ กัน การ
�
ทาอะไรโดยผลีผลาม มิได้พิจารณาให้รอบคอบ ย่อมถึงความพินาศ ฉะนี้” เมื่อคิด
173
ู
ดังนั้นแล้ว จึงค้นหาสุนัขจงจอก เห็นนอนสงบอย่บนแผ่นหินใสคล้าย
ิ้
�
�
กระจกจึงรู้ว่า เจ้าสุนัขจิ้งจอกนี้นอนบนหินเป็นที่กาบัง จึงหาวิธีการทาให้
สุนัขตายด้วยอุบาย เดินไต่เลียบไปตามทางขึ้นของสุนัขจิ้งจอก แล้วเปล่ง
สีหนาท (เสียงคารามของราชสีห์) ออกเต็มเสียง
�
สุนัขจิ้งจอกก�าลังหลับ ครนถกปลุกให้ตนด้วยเสียงสีหะเช่นนั้นก็
ื่
ู
ั้
ตกใจสุดขีด ทะลึ่งขึ้นเอาศรษะชนแง่หินอย่างแรง นอนสิ้นใจอยู่ ณ ที่
ี
นั่นเอง เมื่อได้ฆ่าสุนัขจิ้งจอกด้วยอุบายแล้วจึงลงมามองศพสีหะน้องชาย
่
้
้
่
ที่ตายทับกันอยู แลวกลับไปบอกแกนองสาวดวยความเศรา ปลอบประโลม
้
้
�
ให้หายโศก อยู่ ณ ถ้านั้นจนถึงกาลอวสานแห่งชีวิต
ื
่
ชาดกเรองนี้มีคติธรรมสอนว่า คนเราแม้จะมีกาลังแข็งแรง มี
�
ี
อานาจเช่นราชสห์ผู้เป็นเจ้าสัตว์ทั้งหลาย แต่ถ้าท�าสิ่งใดโดยผลีผลาม
�
์
้
ไมทันไดพินิจพิเคราะหโดยถี่ถวนเสียกอนแลว ยอมถึงความพลาดพลั้ง
่
่
้
่
้
้
์
้
ั
่
้
ถึงสิ้นชีวิตได ดูตัวอยางเชนราชสีหผูนองๆ เพียงการจับสุนขจิ้งจอกตัว
่
เล็กๆ ซึ่งนับว่าง่ายมาก แต่อาศัยการท�าด้วยผลีผลามไม่รอบคอบ มิได้
ใช้ปัญญา จึงกลายเป็นงานใหญ่ เอาชีวิตสีหะเข้าแลกถึง ๓ ตัว แต่
พระโพธิสัตวทรงมีปรีชาสามารถใครครวญทีหนีทีไลโดยแท แลวทาด้วย
่
้
์
้
�
่
ความไมประมาท เพียงใชเสียงเทานั้นก็ฆาไดส�าเร็จ จึงควรที่เราทั้งหลาย
้
่
่
่
้
ื
จะได้ถอเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติงานด้วยความรอบคอบเสมอไป
สมดังนัยธรรมภาษิตว่า
“นิสมฺม กรณ� เสยฺโย
�
ใคร่ครวญเสียก่อน แล้วจึงทาการนั่นแหละเป็นความดี”
(สิคาลชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก ทุกนิบาต เล่ม ๓๐ หน้า ๙)
174
175
ี
ชเปลอยปลอม
ื
“ปลาหมอตายเพราะปาก”
นานมาแล้ว มีพ่อค้าส�าเภากลุ่มหนึ่งบรรทุกสินค้าเต็มเรอ ออก
ื
แลนใบไปในทะเลเพื่อขายในเมืองอื่น ขณะเรือแลนไปในทะเลในวันที่ ๗
่
่
�
�
เกิดมรสุมใหญ่พัดเรือสาเภาอับปางลง ลูกเรือทั้งหลายต่างก็ว่ายน้าเอา
ตัวรอด แต่ที่จมน�้าตายเป็นภักษาแห่งปลาเต่าไปเป็นอันมาก เหลือรอด
ี
่
�
้
่
มาไดเพียงคนเดยว ถูกคลื่นซัดไปขึ้นฝงยังทาน้าแหงหนึ่ง ไมมีผาติดกาย
่
้
ั
่
แม้แต่ชิ้นเดียว จึงถือกะลาเปลือยกายไปขอทานเขากินตามหมู่บ้าน
ประชาชนเห็นเขาก็เข้าใจว่าเป็นนักบวชพวกชีเปลือยที่มีความมัก
�
น้อย สันโดษมาก จึงไม่นุ่งผ้า พากันมากราบไหว้บูชา เอาของมาทาบุญ
กันเป็นอันมาก มนุษย์ชีเปลือยเห็นดังนั้นจึงคิดว่า “เราจะต้องถือการ
้
็
้
้
้
เปลือยกายเปนอาชีพ เพื่อใหคนเลื่อมใสจะไดไมเดือดรอนดวยความเปน
่
็
อยู่” เมื่อมีคนน�าผ้ามาให้ก็ปฏิเสธว่า “ได้ถือบวชเป็นชเปลือยอย่าง
ี
้
ู
้
เครงครัดเสียแลว” ประชาชนจึงนับถือในฐานะผทรงศีล ลาภสักการะจึง
่
เกิดขึ้นแก่เขาอย่างมากมาย
ยังมีพญาสัตว ๒ ตัว คือ พญาครุฑและพญานาค ทั้งสองไมถกกัน
์
่
ู
พยายามหาหนทางทาลายซึ่งกันและกันเสมอ เผอิญมานับถือชีเปลือย
�
ด้วยกันทั้งคู่ พญาครฑทราบว่าพญานาคมาคลุกคลีกราบไหว้ชีเปลือย
ุ
เป็นประจา ใคร่จะลวงถามเอาความลับจากพญานาคให้จงได้ จึงเข้าไป
�
้
หาชีเปลือย ไหวแลวนั่งที่ควร เอยขึ้นวา “ทานสมณะผูทรงศีล พวกญาติ
้
่
่
้
่
ของข้าพเจ้าเสียทีพวกพญานาค จมน้าตายเสียมากต่อมากแล้ว เพราะ
�
ไม่รู้วิธจับ ไม่ทราบว่าเคล็ดลับในการจับพญานาคนั้นมีอยู่ ขอท่านได้
ี
โปรดกรุณาลวงถามความลับนั้น แล้วบอกกับข้าพเจ้าด้วยเถิด ข้าพเจ้า
จะไม่ลืมพระคุณของท่านเลย” ชีเปลือยมีสันดานต่ามาก่อน จึงมิทันคิด
�
�
หน้าคิดหลัง รับคาว่า “ได้ซิ ข้าพเจ้าจะหลอกถามแล้วนามาบอกเจ้า”
�
ตั้งแต่นั้นมาก็กระเซ้ากระซี้ถามพญานาคอยู่ถึง ๒ ครั้ง ก็ไม่ได้
176
รับคาตอบ ครั้งที่ ๓ ก็ถามอีก พญานาคทนความรบเร้าไม่ได้ จึงตอบว่า “ท่านขอรับ
�
�
ที่ไม่ยอมบอกก็เพราะเกรงว่าท่านจะนาความลับนี้ไปบอกศัตรู ถ้าท่านปฏิญญาได้ว่าจะ
ไม่ไปบอกกับใครเป็นอันขาดก็จะบอกความลับให้” ชีเปลือยจึงตอบว่า “วางใจเถอะพ่อ
นาค เราเป็นสมณะ ย่อมรักษาสัตย์ยิ่งกว่าชีวิตเสียอีก”
พญานาคได้ฟังดังนั้นก็ตายใจ จึงเล่าความลับให้ฟังว่า “ท่านสมณะ พวกครุฑไม่
ฉลาดในการจับพวกข้าพเจ้า จึงไม่สามารถจับได้ ก่อนที่จะมีการสู้รบกับครุฑแต่ละครั้ง
พวกญาติของข้าพเจ้ากลืนก้อนหินเข้าไปในท้อง เพื่อถ่วงตัวให้หนักไว้ เมื่อพญาครุฑจะ
จับก็ชูคอขึ้นรับ เมื่อพวกพญาครุฑจับคอแล้ว ก็ฉุดไม่ขึ้นเพราะหินหนัก ข้าพเจ้าก็ดิ้น
�
ให้ครุฑเสียหลัก ประกอบกับความหนักจงตกลงไปในน้า พอขนเปียกขึ้นไม่ได้ก็จม
ึ
่
้
้
�
่
้
้
้
น้าตาย ณ ที่นั้นเอง แตถาครุฑฉลาดจับที่ขนดหางแลวปลอยหัวขาพเจาใหหอยต่า หิน
�
้
้
ที่กลืนเขาไวก็จะหลุดลงมา ตัวก็เบาขึ้น ครุฑก็จะน�าไปได้โดยง่าย พวกครุฑโง่ หารูเคล็ด
้
้
ลับอันนี้ไม่ จึงไม่สามารถจับพวกข้าพเจ้าได้ ขอท่านได้โปรดปิดไว้เป็นความลับด้วย”
ครั้นพญานาคหลีกไปแล้ว พวกครุฑก็มาถึง ถามชีเปลือยว่า “ความลับจากพวก
พญานาคท่านได้มาหรือยัง” ชีเปลือยทุศีลจึงเล่าให้ฟังตามที่พวกพญานาคบอกทุก
ประการ ครุฑได้ฟังดังนั้น ก็ดีใจ บินไปยังสานักนาคราช โฉบลงจับที่ขนดหางของ
�
�
�
พญานาค ปล่อยศีรษะห้อยลง ทาให้สิ่งที่อยู่ในท้องสารอกออกมาหมด แล้วบินไปบน
อากาศทันที
่
้
พวกนาคราชถูกน�าหัวหอยลงมาบนอากาศ ก็ทราบไดทันทวาความลับของเราถูก
ี
้
�
เปิดเผยแล้ว จึงราพันด้วยความเสียใจว่า “คนไร้ปัญญา ขาดความพินิจพิเคราะห์โดย
่
่
้
่
ั
ิ
่
รอบคอบ ไมระวังวาจา เปดเผยความลบแกผูอื่น ยอมประสบอันตรายเชนที่เราประสบ
อยู่นี้”
“มิตรที่ไม่ควรรู้ความลับมี ๓ ประเภท คือ มิตรโง่ ไร้ความรู้ดีรู้ชอบ กับมิตร
ฉลาดแต่ไม่เห็นประโยชน์ของเพื่อน คนนอกจากมิตรไม่ควรให้ความลับมี ๔ ประเภท
คือ หญิง ศัตรู ผู้มุ่งสินบน และคนมุ่งร้าย” “คนปากชั่ว ปากเหม็น ปากบอน ปากของ
เขาย่อมมีพิษ ไม่ผิดกับปากงูเห่า เพราะฆ่าคนได้ด้วยปากเช่นเดียวกัน”
พญาครุฑได้ฟังดังนั้น จึงเอ่ยขึ้นว่า “ท่านพญานาคราช ในระหว่างคนทั้งสามนี้
�
�
คือ ข้าพเจ้า ท่าน และชีเปลือย ผู้ที่เป็นฝ่ายผิด ควรได้รับคาตาหนิมากที่สุดก็คือตัว
�
ท่านเองมิใช่ข้าพเจ้า และชีเปลือย ความลับนั้นอยู่ถึงส่วนลึกของหัวใจ มีกาแพงกั้นตั้ง
่
หลายชั้น ไมมีใครลวงออกมาได ทานนั่นแหละคายออกมาใหเขาเอง แล้วจะไปโทษใคร
้
่
้
้
เล่า อันความลับเกี่ยวกับความเป็นความตายของหมู่ญาติต้องปกปิดอย่างที่สุด อย่าว่า
แต่บอกกับชีเปลือยเลย แม้แต่มารดาบิดา บุตรภรรยา ก็ไม่ควรบอก เมื่อเป็นเช่นนี้จึง
ไม่ควรติเตียนข้าพเจ้า หรือชีเปลือย แต่ควรติเตียนตนเองให้จงมาก”
177
ั้
ุ
ั
พญานาคราชได้ฟังดงนนก็ได้ความคิด เพื่อจะร้องขอชีวิตกับพญาครฑจึง
กล่าวว่า “มารดาบิดาเห็นบุตรแล้วเอ็นดูอย่างไร ก็ขอให้ท่านเอ็นดูแก่ข้าพเจ้าฉัน
นั้นด้วยเถิด” พญาครุฑจึงกล่าวว่า “พญานาคราช เมื่อท่านหมดพยศและมานะ
่
์
่
็
ยอมตัวมาเปนลูกเชนนี้ จงอยูในฐานะลูกศิษย ลูกบุญธรรมหรือลูกตวก็สุดแตทาน
่
่
ั
้
่
้
่
่
้
เถิด เราจะใหความคุมครองแกทานตลอดไป” วาแลวก็บินลงมายังพื้น วางนาคราช
�
ลงกับดิน เมื่อปรับความเข้าใจกันดีแล้ว จึงพากันไปยังสานักชีเปลือย พญาครุฑ
้
ู
้
้
่
่
่
้
่
คิดวา “พญานาคคงไมใหชีวิตแกชีเปลือย แมเราก็จะไมไหวมันผปราศจากศีล” จึง
รออยู่ข้างนอก ปล่อยให้พญานาคเข้าไปหาชีเปลือยแต่ผู้เดียว เมื่อพญานาคพบชี
เปลือย จึงกล่าวบริภาษว่า “เฮ้ย เจ้าชีเปลือยผู้ไร้ศีล เจ้ามันชอบพูดเท็จ ลาเอียง
�
็
้
ิ
็
็
ดวยอคติ เปนคนชาตชั่วท�าตัวเปนผูประเสริฐ เปนสมณะไมมีความละอายเสียเลย
่
้
เจ้าจะต้องรับผลกรรมทันตาเห็น เราจะขอสาปแช่งเจ้าตลอดไป”
้
่
่
ครนบริภาษจนพอใจแลวจึงกลาวอธิษฐานวา “เฮ้ย เจ้าคนใจทราม หากเจ้า
ั้
้
้
้
็
มันเลวจริงดังขาพเจากลาวนี้ ก็ขอใหศีรษะของเจาแตกแยกเปน ๗ เสี่ยง ณ บัดนี้
้
่
เถิด” พอพญานาคกล่าวจบ ด้วยเดชะความชั่วของชีเปลือยจอมปลอม บันดาลให้
ศีรษะแตกแยกเป็น ๗ เสี่ยง สมดังค�าสาปแช่งของพญานาค ไปเกิดในอบายภูมิ
ตามคติของตน แต่นั้น พญานาคและครุฑ ได้มีความสามัคคีปรองดองกันจนถึง
กาลอวสานแห่งชีวิต
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนใจวา อันความลับ โดยเฉพาะอันเกี่ยวกับความเปน
็
่
ความตายแห่งชีวิตนั้นควรเก็บไว้ให้มิดชิด ไม่ควรเปิดเผยออกแม้กับบุคคล
้
ั
ั
่
่
ใดๆ สวนมากคนเรามกเก็บความลับไมอยู ชอบระบายใหคนอื่นฟง ครั้นคนอื่น
่
นาไปเปิดเผย ก็ประณามเขาว่าเป็นคนไม่ดี แท้ที่จริงแล้วเราเองเป็นผู้ไม่ดียิ่ง
�
้
ิ
้
่
กวาเขาเสียอีก เพราะความลับที่จะใหเขาเอาไปเปดไดนั้นไปจากเรา เปดใหเขา
้
ิ
ก่อน
ฉะนั้น จงควรระมัดระวังปากของเราไว้ให้มาก แต่ส่วนใหญ่คนเรามัก
ึ
ระวังปากไม่ได้ ต้องถึงความหายนะเพราะปากตัวเองก็มาก โบราณจึงสอนว่า
“ปลาหมอตายเพราะปาก” หรือ “ใช้ลิ้นไม่เป็นมักเชือดคอตัวเอง” ฉะนั้น จึง
เป็นสิ่งที่ควรระวัง
ดังมีภาษิตใช้ลิ้นสอนไว้ว่า
แม้ไต้ฝุ่นหมุนพัดปานกวาดโลก สลาตันกรรโชกให้ขุกเข็ญ
ก็ไม่เท่าลมปากจากคนเป็น แม้นคิดเห็นควรตั้งระวังระไว
(ปัณฑรกชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก ติงสนิบาต เล่ม ๓๔ หน้า ๒๘๘)
178
179
พญานิโครธ
ู
้
ี
“ผเสยสละ ย่อมเป็นที่รัก”
ในรชสมัยพระเจ้าพรหมทัตผู้ครองเมืองพาราณสี พระโพธิสัตว์
ั
เกิดเปนเนื้อทราย ชื่อนิโครธ เปนเนื้อมีลักษณะสวยงามมาก มีขนเหลือง
็
็
เสมือนทอง ตา ปาก เท้า และเขางดงามหาเนื้ออื่นเปรียบมิได มีรางกาย
่
้
่
็
สูงใหญขนาดลูกมา มีเนื้อปาเปนบริวาร ๕๐๐ ตัว อาศัยหากินอยูบริเวณ
้
่
่
ชายป่านั้น ณ ที่ไม่ไกลจากที่พานักของพญาเนื้อนิโครธ มีพญาเนื้ออีก
�
ตัวหนึ่ง ชื่อสาขะ มีบริวารประมาณ ๕๐๐ ตัว แวดล้อม เที่ยวหากิน
บริเวณเดียวกัน อาศัยที่นั้นเป็นแหล่งหากินมีความสงบสุขตลอดมา ตก
มาถึงสมัยโอรสของพรานเนื้อผูหนึ่งไดครองราชย เนื่องจากเคยเสวยเนื้อ
์
้
้
�
สัตว์อยู่เป็นประจา จึงไม่สามารถงดเว้นการเสวยเนื้อสัตว์ป่าได้
์
้
เมื่อครองราชยแลวจึงนิยมเขาปาลาเนื้อมาเปนพระกระยาหารเปน
่
็
้
็
่
ประจา วันใดไมมีเนื้อสัตวก็จะไมยอมเสวย สนพระทัยในการลาเนื้อ จน
่
์
่
�
่
�
�
กระทั่งไม่เป็นอันปฏิบัติพระราชกรณียกิจ บาบัดทุกข์บารุงสุขพสกนิกร
ิ้
ทอดทงการบ้านเมืองให้เป็นไปตามยถากรรม สนพระทัยแต่การเข้าป่า
ล่าเนื้อตลอดวัน
์
่
ประชาชนจึงปรึกษากันวา “พระมหากษัตริยของเราสนพระทัยแต ่
่
้
การลาเนื้อ ละทิ้งกรณียกิจของบานเมือง ท�าใหเกิดความเดือดรอน พวก
้
้
เราควรหาวิธีการให้พระมหากษัตริย์มีพระกระยาหารเนื้อบริโภคโดยไม่
ต้องเสด็จไปล่าเสีย พระราชาก็จะทรงหันมาประกอบภารกิจแก่พวกเรา
ได้”
เมื่อได้ปรึกษากันตกลงแล้ว จึงร่วมมือกันหาหญ้าอันเป็นอาหาร
ของฝูงเนื้อมาเตรียมไว้ในพระราชอุทยาน ขุดสระน�้าไว้เพื่อให้ฝูงเนื้อได้
�
ดื่มกิน ทาพระราชอุทยานให้เป็นสวนสัตว์ เมื่อเตรียมการล้อมรั้วอย่าง
แน่นหนาแล้ว จึงไปไล่ต้อนฝูงเนื้อมาจากป่า วิธีการในการต้อนเนื้อก็คือ
�
ใช้คนเป็นจานวนหมื่นล้อมป่ามีบริเวณประมาณ ๑ โยชน์ แล้วโอบล้อม
ให้แคบเข้ามา จนกวาดตอนเนื้อทั้งหมดซึ่งเปนบริวารของพญาเนื้อนิโครธ
็
้
180
และเนื้อสาขะ ซึ่งนับประมาณหนึ่งพันตัว เมื่อเข้า การไปไล่ยิงเช่นคราวก่อน ๆ
้
้
ั
้
่
้
้
วงลอมแลวก็ขบตอนเขามาอยูในพระราชอุทยาน ปิด วันหนึ่ง วาระการไปตายไดตกมาถึงนางเนื้อมี
ประตูไว้แน่น กราบทูลแด่พระราชาว่า “ขอเดชะใต้ ครรภ์ซึ่งเป็นบริวารของสาขะ นางเนื้อสงสารลูกใน
ฝาละอองธุลีพระบาท พระองคไดโปรดการลาเนื้อ จน ครรภ์จะตายไปเสียเปล่า จึงเข้าไปหาพญาเนื้อสาขะ
่
่
้
์
ทรงทอดทิ้งการบ้านเมืองของพวกข้าพระองค์จนเสีย ผู้เป็นหัวหน้า แล้วขอผลัดวาระว่า “ท่านพญาเนื้อผู้
สิ้น พวกข้าพระองค์จงชวนกันขับต้อนเนื้อมาไว้ใน มีเมตตา ฉันก�าลังตั้งครรภใกลจะคลอด วาระการไป
์
ึ
้
ี
พระราชอุทยานอย่างเพยงพอ ตั้งแต่นี้ต่อไปขอ ตายก็มาถึงในวันนี้ ขอผลัดวันตายไว้จนกว่าจะ
พระองค์ได้โปรดล่าเนื้อในอุทยานตามพระประสงค์ คลอดลูกเสียก่อน ขอได้โปรดเลื่อนวาระไปอีกสัก
เถิด จะได้มีเวลาบ�าเพ็ญกรณียกิจของข้าพระองค์ ระยะหนึ่งเถิด”
่
่
่
่
บ้าง” กราบทูลแล้วก็พากันหลีกไป พญาเนื้อสาขะจึงกลาววา “เรืองความตายไมมี
พระราชาเสด็จไปในพระราชอุทยาน เห็นพญา ใครปรารถนา ถึงแมจะรูตัววาจะตาย แตถามีวิธีทาให้
�
่
้
้
่
้
้
่
่
ั
้
เนื้อนายฝูงทั้งสองตัวมีลกษณะงดงามนารัก จึงรับสั่ง ตายชาไปเทาไรก็ยิ่งดี ฉะนั้น ผูที่จะมายอมตายแทน
ุ
ราชบุรษห้ามทาอันตรายแก่พญาเนื้อทงสองโดยเด็ด กันให้เร็วกว่าเวลาของตนเองคงไม่มี จงก้มหน้ารับ
ั้
�
่
ขาด ตั้งแตนั้นมาพระราชาก็เสด็จไปยิงเนื้อทรายดวย กรรมไปตามวาระเถิด” นางเนื้อเมื่อไม่ได้ความ
้
�
พระองค์เอง บางครั้งก็ทรงให้คนครัวและราชบุรษ อนุเคราะห์จากสานักของสาขะจึงเข้าไปหาพระ
ุ
้
็
�
หองเครื่องจัดการยงมาประกอบอาหารเปนประจาทุก โพธิสัตว์ เล่าความให้ทราบทุกประการ
ิ
�
วัน เนื้อทั้งหลายเมื่อได้เห็นธนูก็สะดุ้งตกใจกลัว ต่าง พระโพธิสัตว์ได้ฟังคานางนั้นแล้วก็สงสาร จึง
วิ่งลนลานหาที่ซ่อนกันไม่เป็นอันกินอันนอน ดาริว่า “วิสัยผู้เสียสละเยี่ยงโพธิสัตว์ ย่อมเห็นทุกข์
�
เหตุการณ์ได้เกิดขึ้นเช่นนี้ทุกวัน บางครั้งผู้มายิงก็ยิง ผู้อื่นยิ่งกว่าทุกข์ของตน เห็นประโยชน์ของคนอื่น
ู
้
่
ผิดยิงถกท�าใหบางตัวบาดเจ็บไป ซ�้าเกิดโรคภัยไขเจ็บ เหนือประโยชนของตน และมุงท�าประโยชน์แก่คนไม่
์
้
์
�
อยู่เป็นประจา ทาให้หมู่เนื้อตายไปเป็นจานวนมาก เลือกชั้นวรรณะ ทรัพย อวัยวะ และชีวิตเปนของเนา
�
่
็
�
�
เนื้อทั้งหลายจึงนาความไปแจ้งแก่พระโพธิสัตว์ เปื่อยสูญสิ้นไปในที่สุด ผู้ฉลาดหาได้ปล่อยให้สูญไป
พระโพธิสัตว์จึงปรึกษากับเนื้อสาขะว่า “สาขะ เปล่าไม่ ย่อมใช้แลกกับความดีอันเป็นของยั่งยืนไม่
เพื่อนรัก ฝูงเนื้อของพวกเราพากันพินาศเสียมากต่อ สูญสนได้ ลาภอันใดที่เราให้แก่ผู้อื่น ลาภนั้นย่อม
ิ
้
่
มากเพราะการยิงของพวกมนุษย อยางไรเสียพวกเรา กลับสนองแก่ผู้ให้ในที่สุด”
์
ก็จะตายไม่วันใดก็วันหนึ่ง ไหนๆ จะตาย ก็อย่าตาย ครั้นคิดดังนั้นแล้ว จึงกล่าวกับนางเนื้อว่า
ด้วยลูกธนูเลย ผลัดเวรกันไปให้เขาฆ่าเสียวันละตัว “ดูกรแม่เนื้อ เธอไม่ต้องไปตายตามวาระดอก ผ่าน
่
้
โดยให้บริวารข้าพเจ้าไปเสียวันหนึ่ง อีกวันหนึ่งเป็น วาระไปได้ เราจะไปแทนเจ้าเอง” วาแลวก็ไปนอนอยู ่
�
บริวารของท่าน สลับกันไป เมื่อทาเช่นนี้เนื้อที่ยังไม่ ในที่ๆ พนักงานห้องเครื่องจะจับไปฆ่า เมื่อถึงเวลา
ู
ิ
ถึงวาระก็จะได้ไม่ตกใจกลัว และก็ยินดีสละชีวิตเมื่อ เจ้าพนักงานมาพบเนื้อโพธิสัตว์นอนรออย่ จึงคด
้
ถึงวาระของตนเอง” สงสัยว่า “เนือโพธิสัตว์ได้รับพระราชทานอภัยแล้ว
ิ่
พญาเนื้อสาขะก็รบคา แล้วเรมส่งเนื้อไปตาม เหตุใดจึงมานอนรอตายอยู่” จึงเข้าไปกราบทูลพระ
ั
�
วาระ แต่นั้นมาพนักงานห้องเครื่องก็ไม่ล�าบากด้วย ราชา
181
พระราชาเสด็จมาพรอมดวยบริวาร จึงตรัสถามพญาเนื้อวา “ดูกรสหาย
้
้
่
มิคราช เราให้อภัยแก่ท่านแล้ว เหตุใดจึงมานอนให้เขาฆ่าอย่างนี้เล่า” พญา
เนื้อทูลว่า “ขอเดชะมหาราช นางเนื้อมีครรภ์ถึงวาระจะมาตาย นางขอผลัด
่
่
้
้
ใหออกลูกเสียกอน ขอใหเปลี่ยนวาระนางกับวาระคนอื่น อันธรรมดาวาความ
ตายเป็นสิ่งน่าหวาดสะดุ้งเป็นที่สุด ข้าพเจ้าจะยื่นโยนเวรตายไปให้คนอื่นคง
้
็
่
์
ไมมีใครยอมรับ เพราะชีวิตเปนสุดที่รักสุดพิสมัยของสัตวทั่วหนา ข้าพระบาท
้
้
จึงเสียสละมาตายแทนนางไว ขออยาไดโปรดรังเกียจดวยประการใดเลย โปรด
่
้
ฆ่าเสียเถิดพระเจ้าข้า”
่
พระราชาทรงละอายพระทัยวา “ตัวเราเห็นแกตัวอยางรายกาจ แมสัตว ์
่
่
้
้
หัวหน้าฝูงยังเสียสละชีวิตเพื่อผู้ใต้ปกครอง เราเป็นราชา ชื่อว่าเป็นที่พึ่งของ
�
สัตว์ทั้งแผ่นดิน กลับมาเห็นแก่ตัว เบียดเบียนเนื้อผู้อื่นเป็นอาหารบารุงตัว
�
เป็นการทาที่น่าละอายที่สุด” จึงตรัสกับพญาเนื้อว่า “ท่านสหายมิคราช เรา
�
ยังไม่เคยเห็นน้าใจใครที่เปี่ยมด้วยขันติและเมตตาสูงเช่นท่านเลย เราพอใจ
ท่านมาก จงลุกขึ้นเถิด ท่านและแม่เนื้อนั้นได้รับอภัยตลอดไป”
พญาเนื้อทูลว่า “ข้าแต่มหาราช การที่พระองค์อภัยให้ข้าพระพุทธเจ้า
นั้น เป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าแล้ว แต่ฝูงเนื้อที่เป็นบริวารหาได้พ้นไป
จากความตายไม่ คงไดรับทุกขเวทนาแสนสาหัสตอไป พระองคจะมิทรงโปรด
้
่
์
อภัยแก่เขาด้วยหรือ พระเจ้าข้า” พระราชาทรงเห็นทุกข์ของสัตว์ทั้งหลาย จึง
์
ประทานอภัยใหเนื้อทั้งหมด ตลอดจนสัตวนอยใหญทุกประเภท เนื้อโพธิสัตว ์
้
้
่
จึงสอนธรรมแก่พระราชา พร้อมทั้งแนะให้ตั้งอยู่ในศีลตามสมควรแก่ฐานะ
ั
่
เมือสัตว์ทั้งหลายได้รบการปลดปล่อยแล้ว ต่างก็ชื่นชมยินดี พระ
์
ิ่
่
ั
โพธิสัตวจึงพาฝูงเนื้อกลับไปหากินยงถนเดิมตอไป ตั้งแตนั้นก็มิไดพบภัยจาก
่
้
้
้
�
่
การตามฆาอีก นางเนื้อเมื่อคลอดลูกแลว ลูกนั้นไดเจริญเติบโตโดยลาดับ จน
่
้
ุ
กระทั่งรนหนุม จึงไปเลนอยูในสานักเนื้อสาขะผูเปนหัวหนาฝูง นางเห็นดังนั้น
�
่
่
้
็
่
ู
จึงห้ามลกว่า “ลูกรักของแม่ ตั้งแต่นี้ต่อไป อย่าเข้าใกล้พญาเนื้อสาขะเลย
ี
่
่
ั
ี
เพราะการคลุกคลกบคนเห็นแกตัว ไมเห็นใจคนอื่น ยอมมีแตทางเสียไมมทาง
่
่
่
�
ได้ ซ้าเป็นอันตรายแก่ตัวเอง เจ้าจงพยายามใกล้ชิดกับพญานิโครธให้จงมาก
การตายในสานักพญาเนื้อนิโครธ ยังประเสริฐกว่าการมีชีวิตอยู่ในสานักเนื้อ
�
�
182
สาขะ เพราะการมีชีวิตอยู่กับสาขะไม่มีประโยชน์เลย”
้
�
่
้
ต่อมา เมื่อเนื้อไดรับพระราชทานอภัย ไมมีใครกลาทาอันตรายจึงหากินได ้
ตามชอบ บางครั้งก็ไปกินข้าวกล้าของชาวบ้าน ทาความเดือดร้อนให้ชาวนาเป็น
�
�
อันมาก แม้กระนั้นชาวนาก็ไม่อาจทาอันตรายได้ เกรงพระราชอาญา จึงพากัน
้
ไปประชุมยังพระลานหลวงกราบทูลความใหทรงทราบ และขอพระราชานุญาตขับ
ไล่ฝูงเนื้อตามสมควร
พระราชาจึงตรัสว่า “ท่านทั้งหลาย เราได้ลั่นวาจาให้อภัยแก่ฝูงสัตว์ไปแล้ว
แม้จะให้สละบัลลังก์ก็ไม่สามารถสละทงคาปฏิญญาที่ให้ไปแล้วได้ พวกท่านทั้ง
้
�
ิ
หลายจงกลับไปเถิด แล้วเหตุการณ์ก็จะกลับเป็นดีเอง” ประชาชนจึงพากันกลับ
ไป
ฝ่ายพญาเนื้อนิโครธ ได้ทราบพฤติการณ์นั้นแล้ว จึงเรียกประชุมพวกเนื้อ
้
ี้
้
ั
่
ทั้งหมด แลวตกเตือนวา “ตั้งแตนไป พวกเราอยาไปเบียดเบียนขาวกลาของมนุษย ์
่
่
้
้
์
้
่
้
้
ที่เขาไมไดให เราจะใหพวกมนุษยขมวดใบไมกนเขตไวโดยไมตองลอมรั้ว เมื่อเห็น
้
้
้
ั
้
่
้
่
่
เขตใบไม้ขมวดไว้ อยาไดเขาไปภายในเขตโดยเด็ดขาด” ตั้งแตนั้นมา เนื้อก็ตั้งอยู ่
้
์
ิ
็
่
ในโอวาทพระโพธสัตว ทั้งฝงเนื้อและมนุษยตางกใหอภยซึ่งกันและกัน และรูสิทธ ิ
้
้
ู
์
ั
ไม่ละเมิดต่อกันและกัน จึงอยู่ด้วยความผาสุกตลอดกาลอวสานแห่งชีวิต
ชาดกเรื่องนีมีคติสอนให้รู้ว่า ผู้จะเป็นใหญ่เป็นผู้ปกครองเขานั้น
้
คุณธรรมอันสาคัญข้อหนึ่งคือ การรู้จักเสียสละเพื่อมุ่งรักษาธรรมะไว้ในใจ จึง
�
จะปกครองคนไดโดยสันติสุข และจะไดความเคารพย�าเกรงจากผนอยมากขึ้น
้
้
้
ู
้
้
ั
้
้
เปนทวี ดูตัวอยางเชนพญาเนื้อชื่อนิโครธ สละแมชีวิตเพื่อผูนอย จึงไดรบความ
็
่
่
้
ไว้วางใจ ผูกมัดจตไว้ได้ แม้การตายในส�านักของนิโครธก็ยงถือว่าประเสริฐ
ั
ิ
ตรงกันข้ามผู้เห็นแก่ตัว ไม่เหลียวแลความทุกข์ของผู้อื่น ย่อมไม่ได้รบความ
ั
เคารพยาเกรงจากผู้น้อย เช่นพญาเนื้อสาขะ ไม่เหลียวแลความทุกข์สุขของผู้
�
น้อย จึงไม่มีใครให้ความไว้วางใจ ผู้เสียสละในการอันควร ย่อมเป็นที่รักของ
คนทั่วไป จึงควรถือเป็นคติเตือนใจตลอดไป
(นิโครธมิคชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๘ หน้า ๒๖๗)
183
184
ุ
สนัขรับบาป
“ของหายสะพายบาป”
์
้
ในอดีตกาล เมื่อพระเจาพรหมทัตเสวยราชย ณ กรุงพาราณสี พระ
่
่
้
็
โพธิสัตวเกิดเปนลูกสุนัข อาศัยอยูในปาชาแหงหนึ่ง พรอมดวยลูกสุนัขเปน
้
์
็
่
้
อันมาก อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาประทับราชรถประดบด้วยอาภรณ์ครบ
ั
ถ้วน เทียมด้วยม้าสินธพขาว เสด็จประพาสและทรงกรีฑาอยู่ในพระราช
้
์
อุทยานตลอดวัน เมื่อพระอาทิตยอัสดงคต จึงเสด็จกลับเขาสูพระนคร ทิ้ง
่
้
้
ราชรถไวในพระลานหลวงพรอมดวยเครื่องประดับรถ โดยนึกวาจะถอดใน
้
่
วันรุ่งขึ้น คืนนั้นบังเอิญฝนตกทั้งคืน น�้าฝนจึงชะหนังสายรัดและเบาะหุ้ม
ทาให้เกิดกลิ่นความชื้น
�
้
้
่
สุนัขเลี้ยงในพระราชวังไดกลิ่นหนังแหงชุมน�้า ก็เกิดความอยาก จึง
ิ
ลงมาจากปราสาท แอบแทะกนหนังเบาะและเชือกหนังตลอดคืน ท�าให้
เกิดความเสียหายเป็นอันมาก วันรุ่งขึ้น ราชบุรุษจึงกราบทูลพระราชาว่า
“ขอเดชะ พระอาญาไม่พ้นเกล้า สายรัดและหนังหุมเบาะถูกสุนัขกดกระจุย
้
ั
กระจาย ใช้การไม่ได้ เห็นจะเป็นสุนัขนอกเมืองเล็ดลอดเข้ามาทางท่อ
ระบายน�้าแล้วกัดกินเป็นแน่ เห็นควรลงโทษพวกมันให้สาสมพระเจ้าข้า”
พระราชาทรงกริ้วมาก รับสั่งว่า “ต่อนี้ไป พวกเจ้าเห็นสุนัข ณ ที่
ใด จงฆ่าเสียให้หมด อย่าให้ได้เห็นเพ่นพ่านแถวนี้โดยเด็ดขาด” ตั้งแต่นั้น
มา ราชบุรุษทั้งหลายเที่ยวไล่ฆ่าสุนัขทุกตัวที่เห็น สุนัขถูกฆ่าตายเป็นอัน
ิ
มาก ที่หนีไปได้ก็เที่ยววิ่งซุกซ่อนไม่เป็นอันกินอันนอน ได้เกดมหันตภัย
�
ใหญ่หลวง ฝูงสุนัขจึงพากันไปชุมนุมอยู่ในสานักพระโพธิสัตว์
่
่
์
พระโพธิสัตวไมทราบตนสายปลายเหตุมากอน จึงสอบถามพวกสุนัข
้
นั้นว่า “เกิดเรื่องอะไรขึ้นแก่พวกท่านหรือ จึงพากันตื่นตระหนกตกใจเข้า
่
มาในที่นี้” พวกสุนัขจึงเลาวา “ข้าแต่นาย ไดยินวาในพระราชวัง สุนัขแอบ
่
่
้
ไปกัดหนังหุ้มเบาะและสายรัดราชรถเสียหาย พระราชาทรงกริ้ว จึงรับสั่ง
185
ให้ฆ่าสุนัขทุกตัวที่เห็น ข้าพเจ้าต่างหนีซมซานมาพึ่ง “มันแอบเข้ามาทางท่อน�้าแล้วกัดหนังหุ้มราชรถและ
่
้
้
่
้
้
่
ทานอยู บัดนี้ โปรดชวยรักษาชีวิตพวกขาพเจาไวดวย เชือกรัดของเรา เราจึงสั่งให้ฆ่าให้หมด” “ขอเดชะ
เถิด” พระอาญาไม่พ้นเกล้า พระองค์ทรงรู้เห็นสุนัขตัว
็
้
้
่
พระโพธิสัตว์ทรงด�าริว่า “ธรรมดาสุนัข กระท�าผิดแนหรือพระเจาขา” “เราไมแนใจวาเปนตัว
่
่
่
ภายนอกคงไม่อาจเข้าไปกัดเครื่องประดับราชรถใน ไหน แต่แน่ใจว่าพวกมนมากัดของเราแน่นอน มิ
ั
พระราชวังได้ เพราะมีการอารักขากันอย่างแข็งแรง ฉะนั้น ของเราคงไม่เสีย”
เรื่องนี้ต้องมาจากพวกสุนัขเลี้ยงในวังเป็นแน่ สุนัข “เมื่อพระองค์ไม่ทรงแน่พระทัยว่าตัวใด ก็ไม่
่
้
้
เหล่านั้นทั้งๆ ที่เป็นผู้ก่อเรื่อง ก็ยังมีความเป็นอยู่ ควรใหฆาหมดทุกตัว และที่ทรงรับสั่งใหฆาทุกตัวนั้น
่
�
อย่างสาราญ พวกเราไม่มีความผิดกลับต้องซมซาน ไม่ยกเว้นตัวใดเลยหรือ พระเจ้าข้า”
่
หลบซอนกันทั่วไป เราจะต้องหาทางให้พระราชาทรง “ยกเว้นแต่สุนัขในพระราชวัง เพราะสุนัขของ
้
ทราบ และปลดเปลื้องญาติออกจากทุกขใหจงได” คิด เราคงไม่มีตัวใดลงไปกัดได้ เราจึงมิได้สั่งให้ฆ่า” “ถ้า
้
์
�
ดังนั้นแล้ว จึงปลอบใจสุนัขว่า “ท่านทั้งหลายอย่า เช่นนั้น พระองค์ก็ทรงลาเอียงด้วยอคติ เพราะสุนัข
่
์
่
ตกใจไปเลย เราจะไปเฝ้าพระราชา แล้วกลับมาด้วย นอกวังกัดหรือไม พระองคก็ไมเห็น แต่แล้วพระองค์
ความปลอดภัยของพวกท่านทุกตัว” กลับรับสั่งให้ฆ่าเฉพาะสุนัขนอกวัง ยกเว้นสุนัขในวัง
พระโพธิสัตวจึงออกเดินทางไปสูพระราชส�านัก เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ต้องถือว่า พระองค์ทรงมีอคติ พระ
์
่
�
ราลึกถงบารมที่ไดสังสมมาตลอดทาง อธิษฐานจิตวา ราชาผู้ตั้งอยู่ในอคติธรรมไม่สมควรเลย ผิดต่อ
่
ี
ึ
่
้
�
่
้
“ข้าพเจ้าตั้งอยู่ในความสัตย์ตลอดมา ด้วยอานาจ ทศพิธราชธรรม ผูเปนใหญปกครองผูอื่น ชอบแต่จะ
้
็
สัจจวาจานี้ ขอข้าพเจ้าได้แคล้วคลาดจากก้อนดิน พิจารณาโดยถี่ถ้วนแล้วจึงค่อยสั่งการลงไป ควร
้
�
�
ท่อนไม้ของผู้มุ่งทาร้ายเถิด” แล้วจึงมุ่งตรงไปยังพระ ประพฤติตนใหเที่ยงตรงดุจตราชู พระองค์ทรงทาการ
์
้
็
�
ราชสานัก ด้วยเดชะบารมีและอ�านาจการอธิษฐาน โดยเห็นแกหนา เพราะสุนัขที่รับเคราะหเปนสุนัขไมมี
่
่
�
จิต ปรากฏว่าไม่มีใครท�าอันตรายใดๆ แก่พระ เจ้าของ ส่วนสุนัขมีเจ้าของไม่ถูกฆ่า พระองค์กาลัง
�
โพธิสัตว์เลย เดินไปโดยปลอดภัยจนถึงส�านักพระ ได้ชอว่าคุ้มครองผู้ร้ายแต่ทาลายผู้ไม่มีความผิด จะ
ื่
�
ราชา ซึ่งขณะนั้นพระราชากาลังทรงวินิจฉัยราชกิจ ว่าไม่ผิดราชธรรมอย่างไรพระเจ้าข้า”
�
อยู่ วิ่งตรงเข้าไปภายใต้ราชอาสน์ ราชบุรุษเห็นจึงวิ่ง พระราชาแทนที่จะกริ้ว ทรงพอใจในคาของ
เข้าไปจับ แต่พระราชาทรงห้ามเสีย สุนัข จึงตรัสถามว่า “เจ้าพูดเหมือนกับจะรู้ว่าใครกัด
ั
ู
ั
พระโพธิสตว์พักอย่ภายใต้ราชอาสน์พักหนึ่ง ใครไม่ได้กัด เจ้าอาจยืนยันได้ไหมเล่าว่า สุนขพวก
ี่
แล้วออกมาหมอบต่อพระพักตร์พระราชา แล้วทูล ไหนเข้าไปกัด?” “ได้พระเจ้าข้า ผู้ทกัดไม่ใช่สุนัข
ถามว่า “ขอเดชะใต้ฝ่าพระบาท ได้ยินว่าพระองค์ ภายนอก แต่เป็นสุนัขในพระราชวังนี้เอง” “เจ้ารู้ได้
รับสั่งให้ฆ่าสุนัขทั้งหมด จรงหรือพระเจ้าข้า” “จริง อย่างไร จงหาทางพิสูจน์ซิ”
ิ
เราสั่งให้ฆ่าเอง เพราะสุนัขมีความผิดสมควรจะถูก พระโพธิสัตว์ทูลว่า “ถ้าเช่นนั้นขอได้โปรดน�า
ุ
ฆ่า” “สุนัขเหล่านั้นมีความผิดอะไรหรือพระเจ้าข้า” สุนัขในพระราชวังทกตัว น�าเปรียงและหญ้าคามา
186
้
้
่
ิ
�
้
อยางละเล็กนอย แล้วต�าขยาใหกินเพื่อใหส�ารอกออกมา ตัวใดกนหนัง
เข้าไปก็จะได้เห็นกันวันนี้พระเจ้าข้า” พระราชาทรงรับสั่งให้ราชบุรุษ
้
้
ทาตามสุนัขบอก แลวใหสุนัขในราชวังดื่ม ในไมชาสุนัขในวังก็ส�ารอก
้
�
่
ออกมาเป็นหนังแห้งหมดทุกตัว
พระราชาเห็นดังนั้นจึงสรรเสริญว่า “คาพยากรณ์ของพระ
�
ู
โพธิสัตว์แม่นย�า เสมือนค�าพยากรณ์ของพระสัพพัญญพุทธะ” ทรง
์
ึ
์
็
พระราชทานรางวัลแกพระโพธสัตวเปนอันมาก พระโพธิสัตวจงแสดง
่
ิ
ข้อธรรมให้พระราชาดารงมั่นอยู่ในทศพิธราชธรรมจรรยา และตั้งอยู่
�
ในความไม่ประมาท พระราชาทรงเลื่อมใส จึงให้อภัยทานแก่สุนัขทั้ง
�
มวล บาเพ็ญพระองค์อยู่ในทาน ศีล ตลอดกาลอวสานแห่งชีวิต ฝ่าย
พระโพธิสัตว์กลับไปแจ้งข่าวดีแก่ญาติ ต่างพากันชื่นชมยินดี อยู่ด้วย
ความผาสุกตลอดกาลอวสานแห่งชีวิต
ชาดกเรื่องนี้แสดงคติธรรมข้อหนึ่งว่า คนที่เป็นผู้บังคับบัญชา
คนมีอ�านาจอยู่ในมือนั้น ก่อนจะใช้อ�านาจลงโทษใครจะต้อง
�
ใคร่ครวญโดยรอบคอบเสียก่อน ถ้าใช้อานาจโดยผลีผลาม เข้าใน
ลักษณะคนหูเบา ใครพูดอย่างไรก็เชื่อโดยมิได้พิจารณาแล้ว อาจ
่
้
กอทุกขใหแกคนอน หลงลงโทษผูมิไดกระทาผิด โบราณทานถือวา
้
่
์
่
้
่
�
ื
่
้
�
่
�
้
็
เปนบาปหนัก และทาใหบุคคลที่ทาผิดโดยแทจริงไดใจเพราะไมได ้
้
รับการลงโทษให้สาสมกับความผิดหาทางซัดบาปให้คนอื่นต่อไป
เข้าภาษิตที่ว่า ของหายสะพายบาป หมายความว่า ของหายแล้ว
�
ั
ยังมิหนาซ้ายงประกอบบาปในข้อที่หลงลงโทษคนที่ไม่มีความผิด
�
เชนเดียวกับพระราชาหลงลงโทษพวกสุนัขปาที่ไมมีความผิดถึงชีวิต
่
่
่
เป็นอันมาก จึงควรถือเป็นคติธรรมเตือนใจในโอกาสที่เยาวชนจะ
ได้เป็นผู้ใหญ่ในโอกาสต่อไป
(กุกกุรชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๘ หน้า ๓๑๐)
187
188
ั
สมนทอง
้
ู
“ธรรมะย่อมรักษาผประพฤติธรรม”
สมัยหนึ่ง พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพญาสมันชื่อโรหนะ มีลักษณะ
งดงามมาก มีขนกายสีเหลือง เสมือนทองค�า มีน้องร่วมท้องเดียวกัน
๒ ตัว น้องถัดไปเป็นสมันตัวผู้ชื่อจิตตะ และน้องสุดท้องเป็นนางสมัน
ชื่อ สุตตนา ทั้ง ๓ ได้ช่วยกันหากินเลี้ยงบิดามารดา ซึ่งแก่ชราหากิน
ไม่ไหว และตาบอดทั้ง ๒ ด้วย พญาสมันโรหนะได้รับยกย่องเป็นนาย
�
ฝูง ปกครองบริวารเนื้อเป็นจานวนมาก หากินอยู่ในบริเวณสระชื่อโร
หนะด้วยความผาสุกตลอดมา
ครั้งนั้น พระนางเทวีมเหสีพระเจ้ากรุงพาราณสีสุบินไปว่า “ได้มี
้
่
่
พญาสมันทองเขามาทางพระแกลหองบรรทม ยืนอยูบนพระแทนแสดง
้
้
้
้
ธรรมดวยเสียงไพเราะจับใจ พระนางเสด็จเขาไปใกลเพื่อสวมกอด พญา
้
สมันก็หายไป พระนางจึงรองใหสนมชวยกันจับ” เสียงรองของพระนาง
่
้
้
ได้ดังไปถึงห้องสนม จึงพากันมาห้องพระบรรทม พระนางตกพระทัย
้
่
ตื่นขึ้น จึงเลาสุบินใหสนมฟง แลวทูลแกพระเจาพาราณสีเพือขอใหรับสั่ง
่
้
้
้
่
ั
หาสมันทองมาให้จงได้
พระเจ้าพาราณสีเรียกประชุมมุขอามาตย์ราชมนตรี แล้วรับสั่ง
�
ั
ถามว่า “มุขมนตรีทงหลาย มเหสีของเราฝนเห็นสมันทองมาแสดงธรรม
ั้
ถึงห้องบรรทม ขณะนี้พระนางมีจิตผูกพันใคร่ได้สมันนั้นมาเลี้ยงไว้
ธรรมดาความฝันอาจเกิดได้เพราะเหตุ ๔ อย่าง คือ ปุพพนิมิต จิตต
นิวรณ์ เทพสังหรณ์ หรืออาหารให้โทษ ความฝันของพระนางอาจเป็น
ด้วยเทพสังหรณ์ เพื่อให้แสวงหาสมันทองก็ได้ มีใครเคยได้ยินหรือ
พบเห็นสมันทองมาบ้างหรือไม่?” ราชมนตรีต่างกราบทูลพร้อมกัน ให้
ี
เรียกประชุมพรานป่าทั่วราชอาณาจักรแล้วถามดู พระราชาจึงเรยก
ประชุมพรานป่าทุกคน และตรัสถามว่า “มีใครเคยได้เห็นหรือได้ยิน
สมันทองที่ใดบ้างหรือ”
189
บุตรพรานป่าคนหนึ่งกราบทูลว่า “ขอเดชะใต้ เหลียวหลังมาดเลย พากันแตกหนีไปเป็น ๓ พวก
ู
ฝ่าพระบาท ข้าพระองค์เป็นบุตรเนสาทพราน บิดา จิตตมฤคผู้น้องไม่เห็นพระโพธิสัตว์อยู่ในฝูงเนื้อที่วิ่ง
ิ
เคยท่องเที่ยวไปในป่าหมพานต์ และเล่าให้ฟังว่า ไป จึงคิดว่า “สมันตัวติดบ่วงนั้น อาจเป็นพี่ชายเรา
้
บริเวณสระชื่อโรหนะมีสมันทองตัวหนึ่ง มีลักษณะ ก็ได้” จึงวิ่งย้อนกลับไปเห็นพี่ชายติดบ่วงอยู่จึงเขาหา
ตรงกับที่พระนางตรัสทุกประการพระเจ้าข้า” ทางช่วย สมันโพธิสัตว์เห็น น้องชายกลับมา กลัวว่า
พระราชารับสั่งว่า “ถ้าเช่นนั้น เจ้าจงไปจับมา อันตรายอาจเกิดแก่น้องอีกจึงกล่าวว่า “น้องเอ๋ย ที่นี่
ิ
�
่
่
ให้เราจงได้ แล้วจะปูนบาเหน็จรางวัลให้คุ้มเหนื่อยที ไมใชที่ปลอดภัย อยาหวงพี่เลย หนีเอาตัวรอดไปเถด
่
่
เดียว” บุตรเนสาทพรานรับพระบรมราชโองการว่า หากเจ้ายังมีชีวิตอยู่จะได้ปกครองหมู่สมันและเลี้ยง
“ขอเดชะพระอาญาไม่พ้นเกล้า ถ้าข้าพระองค์จะน�า พ่อแม่ต่อไป”
่
�
้
่
ตัวพญาสมันทองมาไมได ก็จักนาหนังหรือไมก็ขนมา “พี่โรหนะ” จิตตสมันกล่าวทั้งน�้าตา “แม้จะมี
ถวายให้จงได้พระเจ้าข้า” ว่าแล้วถวายบังคมลากลับ ใครมาฉุดคร่าหรือแหวะเอาดวงใจไปจากน้อง ถ้ายัง
้
ึ
่
้
ไปเตรียมเสบยงอาหารที่บานของตน มุงหนาไปยังหิม รู้สกตัวอยู่ก็จะไม่ยอมไปจากพี่เด็ดขาด” โรหนะจึง
ี
่
วันตประเทศ ตรงไปยังสระโรหนะทีอยู่ของพระ เตือนว่า “น้องเอ๋ย ถึงเจ้าจะยืนอยู่ต่อไป ก็ช่วยให้พี่
โพธิสัตว์ พิจารณาหาที่ที่เหมาะสมแล้ววางบ่วงเชือก พ้นมือพรานไม่ได้ และจะต้องพลอยตายไปด้วย
่
่
ิ่
ดักไว้แล้วกลับไปยังที่พักของตน เทากับชวยเพมมังสาหารใหแกพราน มารดาบิดาเลา
่
้
่
วันรุ่งขึ้น พระมหาสัตว์พร้อมบริวารหมู่ใหญ่ ก็ตาบอดทั้งสองท่าน ถ้าขาดผู้ดูแลก็คงอดตาย อย่า
เที่ยวหาอาหารกินจนอิ่มแล้ว ก็ลงสระเพื่อดมน้า อยู่เลยน้อง รีบหนีไปเสียโดยเร็วเถิด”
ื่
�
เหยียบบวงนายพรานเขา บวงรัดขาไวแนน พญาสมัน “ฉันไม่ยอมไป” จิตตะยืนกราน “ถึงใครจะมา
้
่
้
่
่
�
ทองพยายามใช้กาลังกระตุกอย่างแรงถึง ๓ ครั้ง ก็ ฉุดคร่าไปก็ไม่ยอม ฉันทิ้งพี่ไปไม่ได้ดอก ขอทิ้งชีวิต
ไม่หลุด เชือกยิ่งรัดฝังจมในเนื้อจดกระดูก ไม่ ไว้กับพี่ที่นี่แหละ” ครั้นกล่าวดังนั้นแล้ว ได้ยืนเคียง
้
้
่
่
่
่
ี
ั
์
สามารถดิ้นต่อไปอก ได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัส ขางพระโพธิสตวอยูไมยอมหาง สวนนางสุตตนานอง
ครนจะร้องก็เกรงว่าพวกญาติจะพากันตกใจและวิ่ง สาวพญาสมันอีกตัวหนึ่ง วิ่งหนีรวมไปกับหมู่เนื้อได้
ั้
่
้
หนีไปกอนจะไดดื่มน�้า รอจนกวาพวกญาติดมน�้าเสร็จ พักหนึ่ง จึงนึกถึงพี่ชายทั้งสอง ไม่เห็นอยู่ในหมู่เนื้อ
่
ื
่
่
แล้ว จึงร้องขึ้นว่า “เราได้ติดบ่วงเสียแล้ว” โบราณ ก็สงสัยวาเนื้อตัวที่ติดบวงอาจเปนพี่ชายตัวใดตัวหนึ่ง
่
็
ิ
ว่า จึงวิ่งกลับไปที่เดม เห็นพี่ทั้งสองยืนอยู่ที่บ่วงจึงวิ่ง
เพื่อนกินสิ้นทรัพย์แล้ว แหน่งหนี เข้าไปใช้ศีรษะสีพระโพธิสัตว์ แสดงความรักและ
หาง่ายหลายหมื่นมี มากได้ ห่วงใย พญาสมันจึงปลอบใจและสอนว่า “น้องเอ๋ย
เพื่อนตายถ่ายแทนชี วาอาตม์ เจ้าเป็นเพศมีขวัญอ่อน ไม่ควรย้อนมาเลย หนีไปเร็ว
�
่
้
้
่
่
หายากฝากฝีไข้ ยากแท้จักหา เถิดนอง อยาหวงพี่เลย เจาจงรวมสุขสาราญต่อไปกับ
ฝูงเนื้อเถิด มารดาบิดารู้ว่าเราตายกันหมดคงเศร้า
ิ
ก็สมจรงดังค�าโบราณว่า เนื้อสมันบริวารเมื่อ โศกผ่ายผอมตายไปในที่สุด จงเห็นแก่พ่อแม่เถิด”
่
่
๋
ได้ยินเสียงร้อง และรู้ว่าพญาสมันติดบ่วง อันตราย นางสุตตนากลาววา “พี่จา แม้ว่าน้องจะตายไป
็
้
�
กาลังอยู่ใกล้ตัว จึงพากันวิงหนีเอาตัวรอด ไม่มีใคร ในที่นี้ก็มิเสียดายชีวิต ถาปลอยใหพี่จากไปทั้งเปนนั้น
่
่
้
190
น้องทนไม่ได้ ขอยอมตายไปกับพี่ด้วย” ว่าแล้วก็ยืน พญาเนื้อก็เท่ากับได้ฆ่าครอบครัวเราทั้ง ๕ แต่ถ้า
เคียงข้างโดยไม่ยอมห่าง ฝ่ายนายพรานเห็นฝูงเนื้อ ท่านให้ชีวิตก็เท่ากับให้ชีวิตเป็นทานถึง ๕ ชีวิต ได้
่
้
้
หนีกระเจิงไป และไดยินเสียงรองก็เขาใจวาพญาสมัน โปรดปล่อยพวกข้าพเจ้าไปเถิด”
้
คงติดบ่วงแล้ว จึงโจงกระเบนให้ทะมัดทะแมง คว้า พรานยิ่งสงสารและเลื่อมใสในคุณธรรม จึง
้
์
ั
หอกแลวรีบไปยังที่ดกบวงทันที พญาเนื้อโพธิสัตวเห็น ปลอบโยนว่า “ข้าพเจ้าเองก็รักพี่น้องและพ่อแม่เช่น
่
พรานเดินมา จึงเตือนนองทั้งสองวา “น้องเอ๋ย รีบหนี กัน จึงไม่สามารถทาอันตรายแก่ท่านและพ่อแม่ได้
�
้
่
้
่
�
่
้
�
ไปโดยเร็วก่อนพรานจะมาถึง โน่น พรานกาลังถือ ถ้าข้าพเจ้าทาอันตรายแกทานผูมีคุณธรรมปานนี้ดวย
่
้
หอกมุ่งตรงมาแล้ว” เห็นแกตัว ฟาดินคงไมยกโทษให ขอทานจงเบาใจเถิด
่
่
้
จิตตมฤคมิได้หวาดหวั่นแต่อย่างใด นอนแนบ ข้าพเจ้าจะปล่อยท่านไป ณ บัดนี้ ครั้นกล่าวดังนั้น
กายชิดกับพี่ชายไม่ยอมห่าง ส่วนนางสุตตนามีภาวะ แล้ว ก็ค่อยๆ ประจงแก้บ่วงออกจากขาพระโพธิสัตว์
้
้
เป็นเพศขวัญอ่อน ไม่สามารถทนต่อเหตุการณ์ได้จึง แลวอุมไปชาระเลือด ณ สระน�้า หาสมุนไพรมาใสให ้
�
่
วิ่งหนีไปหน่อยหนึ่งแล้วหวนคิดว่า “เราจะปล่อยให้พี่ แผลสมานติดกันสนิทเหมือนดังเดิม
่
ชายตายอยางนี้ไมควรเลย” จึงเดินกลับมายืนรวมกับ จิตตมฤคเห็นดังนั้นก็เกิดปีติโสมนัสใจ กล่าว
่
พี่ชาย รอความตายอยู่ด้วยความอกสั่นขวัญแขวน กับนายพรานว่า “ข้าแต่ท่านพราน ข้าพเจ้าเห็นพญา
์
ั
่
ื
่
้
บุตรเนสาทพรานเห็นสามสัตวรวมกนอยู ก็นึก มฤคราชปลอดภัยแลว เกิดความชนชมโสมนัสยิ่ง ขอ
สงสัยว่า “พญาสมันทองติดบ่วงเพียงตัวเดียว สมัน ความโสมนัสนี้จงมีแก่ท่านและวงศ์ญาติด้วยเถิด”
สองตัวมิได้ติดบ่วงแต่ก็มิยอมจาก คงเป็นพี่น้องร่วม พญาสมันนึกในใจว่า “พรานนี้ดักเราด้วยบ่วงกว่าจะ
ี
ท้องเดยวกันไม่ยอมทิ้งกันเมื่อยามยาก นับว่ามี ได้ก็ทั้งยาก ครั้นได้ทั้ง ๓ เนื้อ ยังปล่อยเราไป คงมี
คุณธรรมนาบชายิ่งนัก ถ้าเราทาอันตรายแกพญาเนื้อ อะไรแฝงอยู่” จึงถามว่า “ท่านพราน ท่านมาจับ
ู
่
�
่
ผู้ทรงธรรม เพราะความเห็นแก่ตัว คงถูกธรรมชาติ ข้าพเจ้าคราวนี้เพื่อประโยชน์แก่ตัวเองหรือผู้อื่น”
้
่
ลงโทษในภายหลัง” ครั้นคิดดังนั้นแลวก็มีใจออน เอ่ย พรานตอบว่า “ทานพญาเนื้อ ที่ขาพเจาจับทาน
้
่
้
่
ถามพญาสมันด้วยน�้าเสียง อ่อนโยนว่า “ดูกรพญา นี้ ก็เพราะเป็นพระราชประสงค์ของพระเจ้าอยู่หัว
สมันทอง สมันสองตัวไม่ได้ติดบ่วง แต่ไม่ยอมหนีไป พระเทวีได้สุบินว่าได้ฟังธรรมจากท่าน ครั้นตื่นขึ้นไม่
ยอมสละชีวิตร่วมกับท่าน สองตัวนี้เป็นอะไรกับท่าน เห็นก็เกิดระทมพระทัยถึงประชวร จึงมีพระ
หรือ ?” ราชโองการให้จับท่านไปเพอแสดงธรรมแก่พระเทวี
ื่
ั้
พญาเนื้อจึงตอบว่า “ท่านพราน สมันทั้งสองนี้ ข้าพเจ้าจึงต้องดนด้นป่ามาถึงนี่” “ถ้าเช่นนน ท่าน
ั้
ื
เป็นน้องร่วมท้องเดียวกับข้าพเจ้า ไม่ยอมทิ้งข้าพเจ้า ปล่อยข้าพเจ้าไปจะมิเป็นการท�าลายตัวเองหรอ
�
ก็เพราะความรักจากสายเลือด ท่านจงจับข้าพเจ้าไป ข้าพเจ้าจะไปกับท่านจนถึงพระราชสานัก เพื่อแสดง
่
ทั้ง ๓ เถิด” พรานได้ฟังก็ยิ่งใจอ่อนลง จิตตมฤคเห็น ธรรมแกพระเทวีเอง” “อย่าเลย ท่านพญามฤค” นาย
ดังนั้นจึงกล่าวต่อว่า “ท่านพราน พี่ชายข้าพเจ้ามิใช่ พรานปฏิเสธ
้
ั
์
เนื้อธรรมดา เป็นราชาแห่งเนื้อหมู่ใหญ่ มีอัธยาศย “ธรรมดาถิ่นมนุษยมีอันตรายรอบดาน ข้าพเจ้า
่
�
้
็
งามดวยศีลและมรรยาท ใจเปี่ยมด้วยคุณธรรม กาลัง เองพอใจในความเปนพรานมากกวายศถาบรรดาศักดิ์
เลี้ยงบิดามารดาซึ่งตาบอดทั้ง ๒ ท่าน ถ้าท่านฆ่า มีความสุขมาก เชิญท่านไปตามสบายเถิด” พระ
191
้
์
่
โพธิสัตวคิดวา “เราควรใหพรานปลอดภัยจากพระราชา และไดยศถาบรรดาศักดิ์
้
ตามสมควร” จึงกล่าวว่า “ท่านพราน เอามือลูบหลังข้าพเจ้าเถิด” พรานจึงเอา
ั
์
ุ
มือลูบหลงพระโพธิสัตว ทันใดนั้นขนซึ่งมีสีเสมือนทองค�าก็หลดติดมือมาก�าหนึ่ง
พรานจึงถามพญาสมันว่า “ข้าพเจ้าทาอย่างไรกับขนนี้?”
�
์
่
พระโพธิสัตวจึงกลาววา “สหายเอ๋ย ท่านจงน�าขนนี้ไปถวายพระราชาและ
่
็
่
้
พระเทวี แลวทูลวา นี่เปนขนพญาสมันทอง แลวกลาวธรรมกถาแกพระเทวีแทน
่
้
่
เราเถิด พระองค์จะทรงพอพระทัย” กล่าวแล้วก็สอนธรรมในหัวข้อว่า “ควร
ประพฤติธรรมให้สุจริต” แก่นายพรานจนสิ้นความแล้วให้รับเบญจศีลตลอดไป
นายพรานได้ความปลื้มปีติใจที่ได้ให้ชีวิตเป็นทาน จึงตั้งพระโพธิสัตว์ใน
ฐานะอาจารย์ แล้วน�าใบบัวมาหอขนทองกลับไปยังราชส�านัก ฝายพญาเนื้อและ
่
่
พี่น้องทั้งสองตามไปส่งถึงชายป่า กลับมายังส�านักบิดามารดาของตน มารดา
ทราบดังนั้นจึงถามด้วยความดีใจว่า “พ่อโรหนะ ได้ข่าวว่าเจ้าติดบ่วงพรานป่า
น่าจะถึงอันตราย เจ้ารอดพ้นมาได้อย่างไรเล่า” พญาสมันจึงตอบว่า “แม่จ๋า ที่
ลูกรอดตายมาคราวนี้ก็ด้วยความดีที่จิตตะและสุตตนากล่าววาจาไพเราะหู ดูด
ดื่มใจ วาจาภาษิตนั้นได้ช่วยแก้ไขลูกจากบ่วงนายพรานได้ นับว่าน้องทั้งสองได้
ช่วยชีวิตลูกไว้” “สาธุ พรานได้ปล่อยลูกเราให้ปลอดภัย ได้ชื่นชมกันระหว่าง
่
่
พอลูก ฉันใด ขอพรานจงไปพบครอบครัวและรื่นเริงบนเทิง กับลูกๆ เชนเดียวกัน
ั
เถิด”
่
้
่
้
่
ฝายพรานออกจากปาแลวมุงตรงไปสูราชส�านัก ถวายบังคมแลวนั่ง ณ ที่
่
ควรข้างหนึ่ง พระราชาตรัสถามว่า “ว่าไงพ่อพราน เจ้าบอกว่าถ้าไม่ได้ตัวก็จะ
ึ
เอาเนื้อหนัง ถ้าไม่ได้เนื้อหนังจะเอาขนมา แต่เหตุไรจงไม่ได้อะไรมาสักอย่าง
เจ้าจะว่าอย่างไรเล่า”
พรานกราบทูลว่า “ขอเดชะมหาราช เนื้อนั้นได้มาติดบ่วงถึงมือข้า
พระพุทธเจ้าแล้ว แต่มีเนื้ออีกสองตัวเป็นพี่น้องร่วมท้องกันมิได้ติดบ่วง มายืน
เคียงขนาบข้างพญาเนื้ออยู่ ข้าพระพุทธเจ้าเกิดความสังเวชขนพองสยองเกล้า
�
ว่า ถ้าจะฆ่าพญาเนื้อเสียแล้ว ฟ้าดินคงไม่ยกโทษให้ ข้าพระพุทธเจ้าจึงทาอะไร
ไม่ได้ ปล่อยกลับไปดังเดิมพระเจ้าข้า”
พระราชาจึงตรัสถามว่า “ดูกรพราน เธอลองเล่ารูปร่างลักษณะและ
คุณธรรมของพญาเนื้อนั้นซิ เรามีความกระหายใคร่รู้ยิ่งนัก” “เนื้อนั้นมีขนสี
192
้
์
เหลืองเรียบสะอาดเหมือนสีทองค�า มีเขาขาว ยาว เทาสีแดง นัยนตาใสหมดจด
สวยงามนัก เลี้ยงบิดามารดาตาบอดอยู่ ช่างมีคุณธรรมสูงส่งกว่ามนุษย์บางคน
�
เสียอีก ถ้าข้าพระพุทธเจ้าฆ่าเสีย ก็เท่ากับฆ่าเนื้อถึง ๕ เนื้อ จึงทาไม่ลง สุดแต่
ิ
้
้
่
้
่
จะทรงโปรดเถิดพระเจาขา” เปดหอใบบัวแลวกราบทูลเพิ่มเติมวา “พญาเนื้อยัง
มอบขนมาถวายพระองค์ พร้อมกับข้อธรรมที่จะน�ามาถวายพระเทวีด้วยพระ
คาถาธรรมจรรยา ๑๐ คาถา จะรับสั่งประการใดก็สุดแต่จะโปรดพระเจ้าข้า”
้
พระราชารับสั่งใหจัดหาธรรมาสนวิจิตร เชิญพรานใหขึ้นไปบนธรรมาสน ์
์
้
้
แลวแสดงธรรมถวายพระเทวี นายพรานจึงแสดงธรรมตามเคาความที่พญาสมัน
้
ทองแสดงไว้โดยใจความว่า
“ขอเดชะ พญามิคราช แสดงคุณธรรมที่พระองค์ควรปฏิบัติ ๑๐ คาถา
�
ว่าพระราชาผู้ทรงธรรมควรอนุเคราะห์หมู่ชน ๘ จาพวก คือ มารดาบิดา โอรส
ื
และชายา มิตรอ�ามาตย์ราชมนตรี เสนาและพาหนะ พสกนิกรไม่เลอกชั้น
วรรณะ แวนแควนทั่วอาณาเขต สมณพราหมณผูทรงศีล หมูสัตวทั่วไป เทพยดา
์
์
่
้
้
่
ั
้
่
ทั้งหลาย ปฏิบัติในราชธรรมจรรยา เมื่อปฏิบติอยูในชนเหลานี้แลว ย่อมประสบ
่
ความสุขชั่วกาลนาน”
เมื่อแสดงธรรมจบลง พระราชาทรงเลื่อมใส ให้เครื่องบรรณาการแก่เน
สาทพรานเป็นอันมาก ประกาศให้อภัยแก่เนื้อสมันทั่วราชอาณาจักร ทรงตั้ง
พระองค์อยู่ในราชธรรมจนถึงกาลอวสานแห่งชีวิต
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนว่า อันการปฏิบัติตามธรรมะนั้น ย่อมดลบันดาล
ให้เกิดความปลอดภัยได้อย่างอัศจรรย์ ดังคาภาษิตที่ทางศาสนาสอนว่า
�
“ธรรมะย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม” อันแสดงว่าผู้ปฏิบัติเคร่งอยู่ในหลักศีล
้
้
้
ั
่
ธรรมนั้น ธรรมะยอมคุมกันรักษาใหคลาดแคลวภัยพิบัติอุปทวันตรายตลอด
ไป ดูตัวอย่างเช่นสมัน ๓ พี่น้อง มั่นอยู่ในคุณธรรมคือความกตัญญููต่อบิดา
์
้
ิ
่
้
้
มารดา รักพี่นองดวยใจจรง ไมละทิ้งเมื่อยามทุกขยาก แมชีวิตก็ยอมเสียสละ
ได้ ด้วยเดชแห่งการประพฤติธรรมะ จึงรอดจากอันตรายจากนายพราน จึง
่
่
็
�
ี
ู
้
่
ควรถือเปนคติธรรมประจาใจวา ผูมั่นอยในกตัญญูกตเวทในบิดามารดา ยอม
ประสบความสวัสดีตลอดไป
(โรหนมิคชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก วีสตินิบาต เล่ม ๓๔ หน้า ๕๔)
193
194
กวางทอง
ิ
ู
้
“อย่าท�าลายผเป็นมตร”
ณ กรุงพาราณสี สมัยอดีต มีมหาเศรษฐีผู้หนึ่งมีทรัพย์ถึง ๘๐
โกฏิ มีบุตรชายคนหนึ่งชื่อ มหาธนกะ เมื่อบุตรเจริญอยู่ในวัยศึกษาก็มิได้
้
�
่
่
่
สงบุตรเขาเรียน โดยคิดวามีลูกคนเดียวจะใหศึกษาเลาเรียนไปทาไม เงิน
้
ี
ทองที่มไว้ก็เหลือใช้แล้ว จึงมอบทรัพย์ทั้งหมดให้ลูกบริหาร หาภรรยาผู้
เหมาะสมให้คนหนึ่ง เวลาล่วงไปไม่นาน มารดาบิดาก็ล่วงลับไป พอสิ้น
มารดาบิดาแล้ว ก็หมดหลักยึดเหนี่ยวในการบริหารทรัพย์ จึงใช้จ่ายไป
ตามความพอใจของตนเอง
โบราณท่านสอนว่า “ยามมีเงินเขาก็นับว่าน้อง ยามมีทองเขาก็นับ
่
ี
วาพี่ เมื่อยากจนเงินทอง ญาติพนองก็ไมม” มหาธนกะจึงถูกแวดลอมดวย
้
้
้
ี่
่
ญาติพี่น้องและมิตรสหาย ซึ่งล้วนแต่หวังอาศัยกินด้วยทั้งนั้น อีกทั้งพวก
นักเลงหญิง นักเลงสุรา และนักเลงการพนัน ตางก็มารุมลอมผูกมิตรไมตรี
่
้
กันมากมาย มหาธนกะก็หลงมัวเมาไปกับการสรรเสริญเยินยอของเพื่อน
กิน จึงใช้เงินทองอย่างไม่อั้น
เวลาล่วงไปไม่นานนัก เงินทองก็ร่อยหรอลง จนกระทั่งหมดไปใน
ิ้
ที่สุด บุตรเศรษฐีก็ยังมิสานึกตัว เก็บของมีค่าขายกินไปทีละชนสองชิ้น
�
ั
่
ขายจนกระทั่งที่ดินและทรัพยอื่นๆ และก็หมดไปในที่สุดเชนเดียวกน เมื่อ
์
่
ไม่มีสมบัติขายกินแล้ว ก็เที่ยวกู้หนี้ยืมสินเพอนบ้านใกล้เคียง มีหนี้สิน
ื
ล้นพ้นตัว ไม่มีเงินส่งดอกและต้น เจ้าหนี้ก็รุมกันทวงเช้าทวงเย็น เพื่อน
ฝูงตางก็หนีหนากนไปหมด หันไปพึ่งพาอาศยใครก็มิได จึงคิดวา “ชั่วชีวิต
่
้
่
้
ั
ั
นี้คงไม่มีทางใช้หนี้สินเขาได้ ตายเสียแล้วคงหมดเรื่องเสียที” ครั้นคิดดังนี้
แล้วจึงแกล้งออกอุบายลวงเจ้าทรัพย์ว่า “ท่านที่เป็นเจ้าทรัพย์ขอให้มา
ประชุมกัน ณ ที่นี้ ข้าพเจ้าจะพาท่านไปขุดทรัพย์ที่บิดาฝังไว้เพื่อใช้หนี้
ให้ทั่วทุกราย จงมาช่วยกันขุดเอาตามความพอใจเถิด”
195
้
้
ั
้
์
เมื่อเจาทรัพยมาประชุมพรอมแลว จึงพาไปยง กล่าวธรรมสอนพระนาง ตื่นบรรทมขึ้นมาแล้ว เกิด
ี่
ริมฝั่งแม่น�้า ชี้สถานทให้ขุดแล้วตัวเองหลบไปด้วย ความอิ่มเอิบพระทัยใคร่จะเห็นกวางทองตัวจริง ดาริ
�
่
�
ตั้งใจจะกระโดดน้าตายเสีย ณ สถานที่แหงหนึ่ง เมื่อ ว่า “ถ้ากวางไม่มีจริง เราก็คงไม่ฝันเห็น แต่นี่คงมี
ไปถึงริมฝั่งแม่น�้าที่ปลอดคน กระโดดลงไปด้วยหวัง กวางทองตัวจริงแน่เราจึงฝันเห็น” คิดดังนั้นแล้วจึง
้
จะฆ่าตัวตาย แต่พอจะจมน�้าเข้าจริง ๆ ก็ยังไม่อยาก กราบทูลพระสวามี ขอใหหากวางทองดังที่เห็นในสุบิน
้
่
่
้
ตาย จึงวายกระเสือกกระสนรองขอใหคนชวยไปตาม ให้จงได้ ถ้าไม่ได้ก็จะยอมสิ้นพระชนม์เสีย
�
สายน้า จนกระทั่งถึงกระแสน�้าวนแห่งหนึ่ง ในเวลา พระราชาทรงปลอบพระนางว่า “พระนางอย่า
พลบค�่า หวาดวิตกไปเลย ของสิ่งใดที่มีในมนุษยโลกแลว พี่จะ
้
์
่
�
่
ณ ดงมะมวงใกลวังน้าวนนั้น มีกวางปาตัวหนึ่ง หามาให้ครบทุกประการ” ตรัสดังนั้นแล้วจึงรับสั่งให้
้
้
่
อาศัยอยู่ กวางนี้เป็นกวางพระโพธิสัตว์ มีขนกายสี พวกพราหมณ์เข้าเฝ้า แลวตรัสถามวา “กวางทองเช่น
้
้
ื
ั่
เหลืองเรียบ เสมือนบุไวดวยทองคา เทาเสมอนสีครง ที่พระนางฝันนั้นมีจริงในโลกหรือ?” เมื่อได้รับค�า
�
้
หางเสมือนจามรี เขาเสมือนชอเงินยวง เป็นกวางงาม ยืนยันวามีจริง จึงรับสั่งใหบรรจุถุงเงิน ๑๐๐ กษาปณ์
่
้
่
มาก จึงได้นามว่าพญากวางทอง เมื่อนายมหาธนกะ ลงในผอบทอง ตั้งไว้บนคอช้าง แล้วให้ป่าวประกาศ
็
ลอยมาติดที่วังน�้าวน เปนเวลาที่พญากวางทองมาดื่ม ให้ทราบทั่วกันว่า “ถ้าใครรู้ที่อยู่ของกวางทอง ขอให้
�
้
กินน้าพอดี เมื่อไดยินเสียงรองของมนุษย ก็เกิดความ ไปกราบทูลพระเจาแผนดิน จะพระราชทานทรัพย์ใน
์
้
่
้
สงสาร จึงวายตัดกระแสน�้าไป และให้นายมหาธนกะ ผอบทั้งหมดให้ พร้อมด้วยช้าง ๑ เชือก บ้านส่วยสา
่
ึ
เกาะที่หลง แล้วว่ายเข้าฝั่งด้วยความปลอดภัยทุก อากรอีกจ�านวนมาก” อ�ามาตย์จงถือแผ่นทองเที่ยว
ั
ประการ ป่าวประกาศไปทั่วเมือง
เวลาล่วงไป ๒-๓ วัน กวางจึงกลาวกับนายมหา ชาวพาราณสีต่างก็กระตือรื้อร้นอยากจะได้
่
ธนกะว่า “ท่านบุรุษผู้เจริญ ข้าพเจ้าจะพาท่านไปส่ง รางวัล จึงเล่าลือกันไปทั่วทุกหนทุกแห่ง นายมหาธน
ี
ให้พ้นป่า ถึงทางไปกรุงพาราณสี ข้าพเจ้ามิได้หวัง กะเดินทางมาถึงเมืองพอดี เมื่อไดทราบขาวนั้นก็ดใจ
้
่
อะไรตอบแทนจากท่าน ขออย่างเดียวว่า ท่านอย่า อยากไดของรางวัล ลืมคาปฏิญาณที่ใหไวแกกวางทอง
้
�
้
่
้
บอกที่อยูของขาพเจาใหพวกมนุษยทราบโดยเด็ดขาด จึงเข้าไปหาอามาตย์ผู้หนึ่ง ให้พาตนเข้าไปเฝ้าเพื่อ
�
์
้
่
้
้
้
้
่
้
ู
่
ท่านจะให้ค�าปฏิญาณแกขาพเจาไดหรือไม?” บุรุษนั้น กราบทลแหล่งที่อยู่ของกวางทองนั้น อ�ามาตย์ได้
้
�
่
้
ตอบว่า “ไดซิทานพญากวางทอง ข้าพเจ้าขอปฏิญาณ สอบสวนทวนคาดแลวเห็นวาบุรุษนี้รจริง จึงพาขึ้นชาง
ู
่
้
ู
้
�
�
ว่าจะปกปิดไว้เป็นความลับ ท่านจงเบาใจเถิด” “ถ้า ไปสู่ราชสานัก นาเข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน แล้วกราบ
เช่นนั้น ข้าพเจ้าจะพาท่านไปส่งเดี๋ยวนี้” กล่าวแล้วก็ ทูลว่า “ขอเดชะมหาราช ชายผู้นี้อ้างว่ารู้แหล่งอาศัย
ให้นายมหาธนกะขี่หลัง แล้วเดินลัดป่ามุ่งไปยัง ของกวางทอง ใคร่จะขอกราบทูล ขอได้ประทานแก่
หนทางไปกรุงพาราณสี แล้วกลับมาอยู่ในป่านั้นตาม เขาเถิด”
ี
เดิม พระราชาทรงดพระทัย จึงตรัสถามว่า “พ่อ
นายมหาธนกะจึงมุ่งตรงไปยังกรุงพาราณสี หนุ่ม เจ้ารู้จักที่อยู่ของกวางทองจริงหรือ” “ขอเดชะ
เผชิญชีวิตเสี่ยงโชคต่อไป ครั้งนั้น เป็นการบังเอิญที่ ข้าพระพุทธเจ้ารู้ดีพะย่ะค่ะ ได้ยินว่า เมื่อข้า
ุ
มเหสีพระเจ้ากรงพาราณสีสุบินไปว่า ได้เห็นกวาง พระพุทธเจ้ากราบทูลแล้ว พระองค์จะพระราชทาน
ทองตัวหนึ่ง รูปร่างสวยสดงดงามมาก กวางทองได้ ทรัพย์ บ้านส่วย และหญิง จริงหรือพะย่ะค่ะ” “จริง
196
สิพ่อหนุ่ม” พระราชาทรงยืนยัน “จงบอกมาเถิดว่าอยู่ที่ไหน? เราจะให้รางวัล
แก่เจ้าทันที”
็
์
้
้
้
เมื่อนายมหาธนกะบอกสถานที่ใหแลว ทรงใหนายมหาธนกะเปนมัคคุเทศก
พระองค์พร้อมด้วยข้าราชบริพารขบวนใหญ่ มุ่งตรงไปยังป่าที่อาศัยของพระ
�
โพธิสัตว์ เมื่อถึงจึงรับสั่งให้ทหารทุกคนมีอาวุธประจาตัว โอบล้อมป่านั้นไว้โดย
รอบ มิใหกวางหนีไปได เมื่อลอมไวเรียบรอยแลวใหเปลงเสียงโหรองเพื่อใหกวาง
้
้
้
้
่
้
่
้
้
้
้
ตกใจ จะได้วิ่งออกจากละเมาะไม้ไป ณ ด้านใดด้านหนึ่ง ให้พยายามจับเป็นให้
จงได้
กวางโพธิสัตว์ได้ยินเสียงโห่ร้องก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นเสียงกองทหารหลวงมา
้
ลอมจับ และเดาไดถูกวาอนตรายครั้งนี้ตองมาจากบุรุษที่เราชวยไวอยางแนนอน
้
่
ั
่
้
้
่
่
จึงได้ใคร่ครวญดูว่าหนทางใดจะปลอดภัยที่สุด มองไปด้านหนึ่งซึ่งมีพระเจ้าแผ่น
ดินประทับอยู่ จึงคิดว่าด้านพระเจ้าแผ่นดินนี้เป็นหนทางที่ปลอดภัยที่สุด จึงเดิน
ออกจากพุ่มไม้ มุ่งตรงไปยังพระราชาด้วยอาการปกติ พระราชาทรงคิดว่าเนื้อนี้
�
ั
ตรงมายังเรา อาจวิ่งชนเราด้วยกาลังแรงแล้วหนีไปก็ได้ จึงรบสั่งทหารใกล้
้
�
้
่
้
่
์
่
พระองคโกงธนูไว หากพลาดพลั้งอยางไรใหยิงพอบอบช้าแลวคอยจับเอาภายหลัง
้
่
้
กวางทองจึงเดินเขาไปใกลพระราชา หมอบลงตรงพระพักตรแลวกลาวดวย
้
้
์
วาจาอ่อนหวานว่า “ข้าแต่มหาราชเจ้า โปรดอย่าได้ยิงข้าพเจ้าเลย ข้าพเจ้าใคร่
จะขอทราบว่า พระองค์มีพระประสงค์ประการใด และใครเป็นผู้แจ้งแหล่งอาศัย
ู
้
้
้
์
อันลี้ลับนี้ใหพระองคทราบพระเจาขา” พระราชาทรงพอพระทัยในรปลักษณะและ
มธุรพจน์ของกวางทอง จึงสั่งให้ลดธนูลงหมดทุกคน
�
ฝ่ายบุรุษผู้เป็นมัคคุเทศก์ เห็นพระโพธิสัตว์เดินรี่เข้ามาก็ถอยออกไป ทา
หันรีหันขวางอยู่ พระราชาจึงตรัสตอบว่า “สหายเอ๋ย บุรุษผู้วางท่ากะเร่อกะร่า
ยืนอยู่ห่างๆ นั่นแหละบอกแก่ฉัน ท่านต้องการทราบทาไมรึ” พระโพธิสัตว์จึง
�
ตรัสว่า “ข้าแต่มหาราช โบราณท่านกล่าวว่า ไม้ลอยน�้ามา เกบเอาไว้ยังมี
็
ประโยชน์ ใช้เป็นเชื้อไฟหุงต้มได้ แต่มนุษย์ผู้ใจบาปหยาบช้าเห็นแก่ตัว ถึงเก็บ
�
เอาไว้ก็มิได้ประโยชน์ มีแต่โทษโดยส่วนเดียว คาโบราณนี้ช่างเป็นอมตะจริง ๆ”
พระราชาทรงสะดุ้งพระทัย ย้อนถามไปว่า “ท่านพญามฤค ท่านกล่าวค�า
้
่
ั
่
ั
้
นี้มุงติเตียนพวกเนื้อนก หรือมนุษยพวกเรากนแน เราฟงทานพูดแลวอดสะดุงใจ
์
่
197
่
้
้
้
้
มิไดเลย” “ข้าแต่มหาราช ภัยที่ขาพเจาไดรับอยูนี้เกิดจากบุคคลผูหนึ่ง ซึ่งขาพเจา
้
้
้
�
�
ช่วยชีวิตไว้ เขาลอยน้ามาในสายน้าเชี่ยวเกือบจะจมที่วังน้าวน ข้าพเจ้าสงสาร
�
เสี่ยงชีวิตช่วยขึ้นมาได้ ได้ปฏิญาณว่าจะไม่บอกแหล่งที่อยู่แก่ใคร แล้วข้าพเจ้าก็
ต้องตายเพราะคนทข้าพเจ้าช่วย การสมาคมกับคนใจหยาบช้าให้ทุกข์ดงนี้เอง
ี่
ั
พระเจ้าข้า”
้
ั
พระราชาไดฟงดังนั้น ทั้งสงสารทังเลื่อมใสในพระโพธิสัตว ทรงกรวในบุรุษ
์
ิ้
้
�
ใจบาปนั้น จึงรับสั่งให้ราชบุรุษนาไปประหารเสีย แต่พระโพธิสัตว์ทรงขอชีวิตไว้
และให้ประทานรางวัลตามที่ทรงประทานไว้ ปล่อยให้บุรุษนั้นไป และเพื่อหยั่ง
พระทัยพระราชา จึงกลาววา “ข้าแต่มหาราช ส�าเนียงสุนัข นก หรือสัตวอื่น เป็น
่
่
์
้
์
้
สาเนียงสอภาษาซอ ตรงกับใจ รูไดงาย แต่สาหรับมนษยไวใจมิไดเลย ใจคิดอยาง
ื่
้
่
่
�
ุ
้
่
�
หนึ่ง แต่ปากพูดไปอีกอย่างหนึ่ง ดูแต่บุรุษนั้นเถิด ปฏิญาณไว้แต่ก่อนอย่างหนึ่ง
แต่กลับปฏิบัติอีกอย่างหนึ่ง ไม่คงเส้นคงวาเลย”
�
พระราชาสดับคานั้นแล้ว จึงตรัสว่า “ท่านพญามฤค ท่านไม่ควรวัดมนุษย์
�
ทั้งหมดด้วยการกระทาของมนุษย์เพียงคนเดียว ฉันน่ะแม้จะทิ้งราชสมบัติ ก็ไม่
่
้
้
์
ั
่
้
ยอมทิ้งวาจาที่ไดกลาวไปแลว ทานจงขอพรเถิดเราจะมอบให” พระโพธิสตวขอรับ
พรการใหอภัยทานแกสรรพสัตว ทรงโปรดประทานพรแลวพาพระโพธิสัตวไปยัง
้
์
์
้
่
พระราชสานัก ให้แสดงธรรมแก่พระมเหสี ยังความเลื่อมใสอิ่มเอิบพระทัยเป็น
�
ั
อย่างยิ่ง ครั้นเสร็จภารกจแล้วก็กลบไปยังป่าเดิม พากวางอื่นเที่ยวหากินอยู่
ิ
บริเวณนั้นจนถึงกาลอวสานแห่งชีวิต
นิทานชาดกเรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า บุคคลแม้จะมิใช่ญาติสายโลหิต แต่ถ้ามี
ความเอื้อเฟื้อขนาดเสี่ยงชีวิตเข้าช่วยเหลือได้ ควรได้รับการยกย่องบูชาเสมอ
ู
มารดาบิดา การทรยศต่อบุคคลเช่นนี้ ได้ชื่อว่าเป็นผ้ประทุษร้ายต่อบุคคลผ้ ู
้
่
็
เปนมิตร ยอมไดรับการติเตียนวาเปนคนเลว เชนเดยวกับนายมหาธนกะ เปน
็
่
่
็
ี
คนพาลสันดานหยาบ ได้รับการช่วยชีวิตจากความตายแล้ว ยังเห็นแก่อามิส
รับสินบนนาไปจับพระโพธิสัตว์ จึงถกพระราชาสงประหาร และอาศัยความ
�
ู
ั่
้
้
่
์
็
้
เมตตาจากพระโพธิสัตวจึงรอดพนไปได จึงควรไดถือเปนตัวอยาง อยาถือการ
่
ประพฤติของนายมหาธนกะเป็นแบบอย่างต่อไป
(รุรุชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เตรสนิบาต เล่ม ๓๓ หน้า ๒๔๑)
198
199
เหยี่ยวกับพรานป่า
“ผกไมตรีดีกว่าพาล”
ู
ในอดีตกาล สมัยพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชย์ ณ กรุงพาราณสี
ื้
มีพรานป่าพวกหนึ่งล่าเนออย่ตามป่า หาเลี้ยงลูกเมียด้วยเงินที่ขายเนื้อ
ู
นั้น ป่าใดมีเนื้อมากก็พากันไปตั้งค่ายพักแรม ณ ป่านั้น แล้วตระเวนล่า
จนหมดเป็นป่าไป สร้างความหวาดกลัวแก่สัตว์ป่าเป็นอันมาก ณ ที่ไม่
ไกลจากค่ายพักแรมของพวกพราน มีสระเกิดเองอยู่สระหนึ่งกว้างใหญ่
�
มีน�้าใสสะอาด สัตว์ทั้งหลายได้อาศัยสระนั้นดื่มกินน้าตลอดมา
ณ บริเวณสระนั้นมีสัตว์ ๕ ตัวอาศัยอยู่ คือ เหยี่ยวตัวผู้ เหยี่ยว
ตัวเมีย นกออก ราชสีห์ และเต่าใหญ่ เหยี่ยวตัวผู้เกิดรักใคร่ในเหยี่ยว
ตัวเมีย จึงเข้าไปหาแล้วพูดเล้าโลมตามภาษาสัตว์ว่า “นางผู้เจริญ การ
อยู่ป่าอย่างเดียวดายย่อมเกิดความว้าเหว่ เมื่อมีภัยมาถึงตัวก็หมดที่พึ่ง
ที่ปรึกษา ข้ามีความสิเนหาในตัวนางมานานแล้ว เรามาอยู่ร่วมกันฉันท์
สามีภรรยาเถิด”
นางเหยี่ยวจึงพูดวา “นี่นาย การอยูรวมกันเพียงเราสองเทานั้นยัง
่
่
่
่
ไม่เพียงพอที่จะต่อสู้อันตรายได้ เมื่อทุกข์ภัยบังเกิดขึ้น ต้องอาศัยมิตร
สหายใกล้เคียงช่วยเหลือแบ่งเบาจึงจะปลอดภัย ท่านได้ผูกมิตรกบใคร
ั
ในบริเวณนี้ไว้บ้างเล่า”
“ก็ในบริเวณนี้มีนกตระกูลเหยี่ยวอยู่เพียงเราสองเท่านั้น จะให้ข้า
ไปผูกมิตรกับใครเล่า” “การผูกมิตรนั้นไม่ควรไปจ�ากัดชาติชั้นวรรณะ
ื
้
้
็
้
้
ถามีความรักความเอื้อเฟอซึ่งกันและกันแลว ก็เปนมิตรกันไดทั้งนั้น คน
็
ื้
ั
ิ
ี
ชั้นเดียวกนอยู่ใกล้ชดกันเสียอก ถ้าไม่มีความเออเฟื้อกสู้ผู้อยู่ห่างกัน
�
ต่างชั้นแต่ช่วยเหลือกันมิได้ ดังคาโบราณว่า “ถึงเป็นญาติเป็นเชื้อ ไม่มี
ความเอื้อเฟื้อก็เหมือนเนื้อในป่า ไม่ใช่ญาติไม่ใช่เชื้อ ถ้ามีความเอื้อเฟื้อ
์
่
้
ก็เหมือนเนื้ออาตมา” แกตองผูกมิตรกับสัตวบริเวณนี้ไวกอน ข้าจะยอม
้
อยู่ด้วย”
เหยี่ยวตัวผู้จึงถามว่า “นางผู้เจริญ ก็นางจะให้ข้าผูกมิตรกับใคร
200