“นาย! ข้าพเจ้ายังจาคาโบราณได้ว่า งานหนัก ทิ้งจนแตกกระจาย กาทั้งหลายที่คุมเชิงอยู่ก็ลงมือ
�
�
มักพ่ายแก่คนพยายาม เสมือนยอดเขาสูงเพียงไร ปฏิบัติการตามแผน บินลงคาบอาหาร ไวจนเต็มปาก
้
ั
้
่
ุ
ก็ตาม ย่อมอยู่ใต้ฝ่าเท้าของผู้พยายามปีนจนส�าเร็จ ทุกตว ฝายกาสุมุขะก็จิกตีบรุษนั้นเพื่อมิใหมาขัดขวาง
้
้
่
ได้ งานของทานแมจะยากเพียงใดก็คงไมพนวิสัยถา การขนอาหารของพวกตนเองได้ จนกาทั้งหลายขน
่
้
เราพยายาม ขอได้โปรดบอกข้าพเจ้าเถิด” อาหารไปได้พอความต้องการแล้ว บุรุษนั้นจึงจับกาสุ
กาสุปัตตะจึงเล่าให้ฟังว่า “สุขุมะ! ภรรยาของ มุขะไว้ได้ ตั้งใจจะจับฉีกเนื้อเสียให้สมแค้น ก็พอดี
้
ิ่
่
ข้าพเจ้าเกิดอาการแพ้ท้อง อยากกินอาหารเครื่อง ไดยินเสียงจากพระต�าหนัก “อยาเพงฆา น�ามาให้เรา
่
เสวยของพระราชา ถ้าไม่ได้กินในวันนี้ นางจะสละ ก่อน”
่
ชีวิตตนเองเสีย เรามองไมเห็นทางเลยวาจะไดมาโดย เสียงนั้นคือพระด�ารัสของพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่ง
่
้
วิธีใด มันเป็นสิ่งที่เหลือวิสัย” ทอดพระเนตรเห็นเหตุการณ์ทางช่องพระแกลโดย
็
้
้
ึ
�
�
้
้
้
“เรื่องนี้ขอใหเปนภาระของขาพเจาเอง ขอท่าน ตลอด บุรุษนั้นไดนาตัวกาสุมุขะขนพระตาหนักถวาย
ได้โปรดวางใจ ข้าพเจ้ามั่นใจว่าจะได้อาหารมาในวัน แด่พระราชา
นี้ ขอท่านได้ปลอบใจภรรยาของท่านไว้ก่อนเถิด” ฝายกาทั้ง ๘ ตัวไดนาอาหารไปให้เจ้านายของ
่
�
้
กาสุมุขะกลับไป ไดเรียกกาทั้งหลายมาประชุม ตนสมความตั้งใจ กาที่เหลือนอกนั้นตางก็บินมาคาบ
้
่
้
่
ั
้
้
กัน แลวปรารภเรื่องใหกาทั้งหมดไดฟง จัดแบงหนาที่ อาหารที่ยังเหลืออยู่จนหมด
้
เป็นชุดๆ แนะแผนการให้ฟังโดยตลอด เสร็จ พระราชาจับกาไว้ด้วยพระหัตถ์ แล้วตรัสถาม
ี
�
เรยบร้อยแล้วพากันบินไปยงพระราชวง สั่งให้กาทั้ง “นี่เจากา! เจาไมรหรือวาการกระทาของเจานั้น
ั
่
้
้
ู
้
้
ั
่
่
หลายแยกย้ายไปประจาตามหนาที่ที่ไดรับมอบหมาย มีโทษหนักเพียงใด การทารายรางกายคนของเราถึง
�
้
�
้
้
แล้วรอเวลาลงมือปฏิบัติการอย่างระทึกใจ ขั้นเสียโฉม ทาลายของหลวงให้เสียหาย โทษครั้งนี้
�
�
เมื่อไดเวลาเชิญเครื่องพระกระยาหารไปถวาย ถึงชีวิต เจามีเหตุผลอะไรถึงกับสละชีวิตมาทากรรม
้
้
�
พระราชา เจ้าพนักงานเชิญสารับออกจากโรงครัว ถึงปานนี้”
เพื่อขึ้นไปยังพระตาหนัก กาสุมุขะเห็นดังนั้นจึง “มหาราช” กาสุมุขะกราบทูลด้วยกิริยาที่เป็น
�
่
กระซิบเตือนสหายกาวา “ในขณะที่เราเกาะ จิกตีบุรุษ ปกติ “ข้าพระพุทธเจ้ามีเจ้านายผู้หนึ่ง เปรียบได้กับ
�
ผู้นาเครื่องนี้ สารับจะตกจากบ่า อาหารจะกระเด็น ราชาเช่นพระองค์ ข้าฯ เป็นบริวารผู้รับใช้ นางสุปัส
�
ออกจากภาชนะ พวกเจ้าจงรีบคาบอาหารไว้ให้เต็ม สาภรรยาของเจ้านายเกิดแพ้ท้อง อยากกินอาหารที่
�
�
ปาก แล้วรีบบินกลับไปยังสานักเจ้านายเรา ให้ท่าน พ่อครัวจัดถวายพระองค์ ข้าฯ จึงอาสานาอาหารไป
้
์
ทั้งสองไดบรโภคตามความประสงค ไม่ต้องห่วงเรา” ให้ ทั้งที่ข้าฯ รู้ดีว่าโทษครั้งนี้ถึงตาย แต่ก็ยินดีสละ
ิ
ิ
ิ
เมื่อกาสุมุขะสั่งการเสร็จก็พอดีพนักงานเชิญ ชีวตเพื่อสนองพระคณเจ้านาย บัดนี้ได้ปฏบัติการ
ุ
�
เครื่องมาถึงหนาพระลาน กาสุมุขะโฉบลงเกาะบนบา สาเร็จสมตั้งใจแล้วทุกประการ โทษทัณฑ์มีประการ
่
้
ของบุรุษนั้นอย่างรวดเร็ว จิกทปลายจมูก กระชาก ใดก็ขอได้โปรดให้เป็นไปตามโทษานุโทษเถิด”
ี
่
้
พร้อมตด้วยปีกและเท้าจนจมกของบุรุษนั้นขาด พระเจาพาราณสีสดับคาของกาสุมุขะแลว ทรง
ู
�
้
ี
�
กระเด็นเลือดไหลโชก บุรุษนั้นถูกจู่โจมโดยไม่รู้ตัวก็ ดาริว่า “เราเป็นมนุษย์ผู้ยิ่งใหญ่ในกรุงพาราณสี แม้
้
็
่
ั
้
้
ตกใจสุดขีด ประกอบกับความเจบปวดจึงปลอยส�ารับ จะสละราชสมบติทั้งปวงใหแกผูใด ก็ไมอาจหาผูภักดี
่
่
51
�
ต่อเราจนถึงขั้นสละชีวิตแทนเราได้ ผู้มีน้าใจภักดีต่อเจ้านายเช่นนี้
่
่
ี
้
์
หาไมงายนัก สัตวนเกิดมาเปนกา เปนเดรัจฉานยังมีจิตใจสูง มีความ
็
็
ภักดีต่อเจ้านายขนาดยอมสละชีวิตอุทิศได้ นับว่ามีคุณธรรมสูง ถ้า
เราทาอันตรายจะบาปหนัก เราจะขอบูชาคุณธรรมในตัวกาด้วยราช
�
ั
สมบัติของเรา” จึงทรงประกาศมอบราชสมบติให้กาปกครองตาม
ประเพณี
้
กาสุมุขะจึงถวายคืนราชสมบัติ แลวกลาวสรรเสริญคุณแหงเจา
่
่
้
นาย เป็นการสอนพระราชาไปในตัว พระเจ้าพาราณสีทรงเลื่อมใส
หนักขึ้น จึงประกาศให้อภัยทานต่อกาทั้งฝูง ห้ามใครๆ ทาอันตราย
�
้
้
และใหราชบุรุษหุงขาวเลี้ยงกาวันละ ๑ ทะนานทุกวัน กานั้นไดอาศัย
้
กรุงพาราณสีอยู่ด้วยความสุข จนถึงกาลอวสานแห่งชีวิต
คติจากเรื่องนี้ มุ่งชี้ไปยังการปฏิบัติตัวต่อสังคมอย่างหนึ่ง คือ
การอยู่ภายใต้บังคับบัญชาผู้อื่น ผู้ใหญ่มีหน้าที่แสดงความเมตตา
ปรานีต่อผู้น้อย ตั้งอยู่ในฐานะร่มโพธิ์ร่มไทร ส่วนผู้น้อยก็แสดง
ความจงรักภักดีด้วยใจจริง สังคมจึงจะเป็นอยู่ได้ ถ้าต่างคนต่างมี
่
่
่
่
น้าใจตอกัน ปฏิบัติตอกันไมเพียงแตสักวาท�า ยอมบังเกิด ผลดีทั้ง ๒
่
่
�
ฝ่าย
ชาดกเรื่องนี้จึงสอนว่า ผู้น้อยควรแสดงความจงรักภักดีต่อ
ผู้ใหญ่ ในฐานะผู้เหนือตน ซึ่งบางคราวแม้จะเสียสละสิ่งใดเพื่อ
ความผาสุกของกันและกัน ก็ควรทาความเสียสละ เป็นสายเชื่อม
�
้
้
่
กระชับไมตรจิตมิตรภาพใหแนนแฟนยิ่งขึ้น อยางนอยที่สุด แมจะ
้
่
ี
้
ไม่ถึงขั้นสละชีวิตเช่นกาสุมุขะ เพียงแต่ยอมเสียสละความเห็นแก่
ตัวบ้าง ก็จะก่อประโยชน์อย่างใหญ่หลวง จึงควรถือชาดกเรื่องนี้
�
เป็นแบบอย่างแห่งการดาเนินชีวิต ดังโคลงในโลกนิติ กล่าวว่า
ดูข้าดูเมื่อใช้ งานหนัก
ดูมิตรพงศารัก เมื่อไร้
ดูเมียเมื่อไข้จัก จวนชีพ
อาจจะรู้จิตได้ ว่าร้ายฤาดี
(สุปัตตชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก ติกนิบาต เล่ม ๓๑ หน้า ๒๔๕)
52
53
ุ
สนัขทะนง
ู
“อย่าใฝ่สง ให้เกินศักดิ์”
ิ
ั้
ครงหนึงในป่าหมพานต์ สมัยพระเจ้าพรหมทตเสวยราชย์ในกรุง
ั
่
ุ
พาราณสี พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นปโรหิต เป็นผู้ปราดเปรื่องใน
์
้
เรื่องวิชาความรู สามารถศึกษาจบไตรเพทและศิลปศาสตร ๑๘ ประการ
และความรู้ “ปฐวีวิชัยมนต์” คือคาถากลับใจคนให้หลงใหลได้ เรียกอีก
อย่างหนึ่งว่า “มนต์มหาเสน่ห์”
วันหนึ่ง พระโพธิสัตว์คดว่า “อันมนต์ทั้งหลาย มีการไม่ท่องบ่น
ิ
เป็นมลทิน” จึงคิดจะท่องปฐวีวิชัยมนต์ให้ขึ้นใจ ครั้นจะท่องในที่มีคน
้
�
้
้
้
้
ไดยิน ก็เกรงจะเกิดโทษในขอที่ทาใหผูที่ไดยินเกิดหลงใหลในตัว จึงไปหา
์
่
ที่สงัดเงียบ นั่งบนหินดาดทองมนตนั้นกลับไปกลับมาหลายเที่ยว จนขึ้นใจ
แล้ว จึงพูดกับตัวเองว่า “มนต์นี้เราท่องขึ้นใจแล้วคงไม่ลืมไปอีกนาน”
ณ โพรงไม้ใกล้หินดาดนั้น มีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งนอนอยู่ นัยว่า
สุนัขจิ้งจอกตัวนี้เมื่อชาติก่อนเกิดเป็นคน ได้เรียนปฐวีวิชัยมนต์จน
คล่องแคล่ว เมื่อตายแล้วเกิดมาเป็นสุนัขจิ้งจอก อาศัยที่เคยเรียนมาแต่
่
์
์
่
้
ชาติก่อน เมื่อไดยินพระโพธิสัตวทองมนตอยูหลายเที่ยวจึงสามารถระลึก
�
ความจาแต่ชาติก่อนได้ จึงจามนต์บทนั้นจนคล่องแคล่ว เมื่อได้ยินพระ
�
โพธิสัตว์กล่าวว่า ตัวเองคล่องมนต์เช่นนั้น ก็ต้องการอวดความเก่งกาจ
ของตัวเองบ้าง จึงวิ่งออกจากโพรงไม้ กล่าวอวดตัวว่า
่
่
้
่
์
่
่
่
“ท่านพราหมณ์! อยานึกวามีทานคนเดียวทีทองมนตบทนี้ไดคลอง
ข้าฯ จาได้คล่องยิ่งกว่าท่านเสียอีก” กล่าวแล้วก็วิ่งหนีเข้าป่าไป
�
พระโพธิสัตว์ได้ยินสุนัขจิ้งจอกกล่าวดังนั้นก็ตกใจ คิดว่า “มนตรา
อันวิเศษถ้าอยู่ในมือของคนเลวย่อมก่อทุกข์ให้อย่างมากมาย” จึงวิ่งตาม
ไปหวังจะทาลายสุนัขเสียแตตามไมทัน จึงกลับไปยังสานักของตน นึกอยู ่
�
่
่
�
เสมอว่า “เจ้าสุนัขจิ้งจอกตัวนี้จะต้องก่อภัยอย่างใหญ่หลวงให้แก่ฝูงสัตว์
เป็นแน่”
สุนัขจิ้งจอกนึกภูมิใจที่ตนได้มนต์วิเศษ คิดสร้างความยิ่งใหญ่ให้
่
้
้
แกตัวเอง เมื่อพบนางสุนัขตวหนึ่งจึงเดินเขาไปใกล แลวงับหางเชิงลอ เมื่อ
้
ั
้
่
ั
ิ้
ิ้
์
นางสุนัขจงจอกหันมาทาตาเขียวให จึงเปาปฐวีวิชัยมนต นางสุนขจงจอก
้
�
54
้
้
�
้
เกิดหลงใหลยอมเป็นภรรยา ตั้งแต่นั้นมา ก็มีใจกาเริบ เมื่อกราบทูลพระราชาใหเบาพระทัยไดแลวจึง
็
เที่ยวร่ายมนต์เอาสุนัขจิ้งจอกมาเป็นบริวาร นับด้วย ขึ้นไปบนเชิง เทินมองหาสุนัขจิ้งจอกตัวการ เมื่อเหน
็
�
่
่
่
จานวนร้อย ตั้งตัวเปนราชาแหงจิ้งจอก เทานั้นยังไมพอ ตัวแล้วจึงตะโกนถามว่า
คิดว่าสัตว์ในป่าทั้งหมดควรอยู่ใต้อานาจของเรา จึง “สหายสัพพทาฐ! เจ้าเป็นสัตว์ชั้นต่าได้มนต์
�
�
เที่ยวร่ายมนต์เกณฑ์สัตว์น้อยใหญ่ทั้งหลาย เช่น ช้าง ไปจากเรา แล้วไปเที่ยวบังคับสัตว์ใหญ่ให้อยู่ใน
�
�
ราชสีห์ กระบือป่า และโค มาเป็นบริวาร ตั้งตัวเป็น อานาจยังไม่พอ กาเริบใจใคร่จะข่มเหงพวกมนุษย์
ราชาสัตว์ป่าตั้งชื่อตนเองว่า “สัพพทาฐ” แปลว่า “จอม เรายังมองไม่เห็นทางเลยว่าเจ้าจะมีวิธีการใดจึงจะ
เขี้ยวงา” จะเยื้องกรายไปในที่ใดก็เยื้องกรายแบบพญา เอาชนะมนุษย์ได้ ลองแย้มมาสักหน่อยสิ”
สัตว์ มีราชสีห์เป็นพาหนะ แวดล้อมด้วยสัตว์เป็น สุนัขจิ้งจอกสัพพทาฐได้ฟังดังนั้นก็โกรธ จึง
�
จานวนมาก ร้องตอบ “พราหมณ์! การเอาชนะพวกมนุษย์ไม่ใช่
วันหนึ่ง สุนัขสัพพทาฐหลงตัวเอง ราพึงในใจว่า เป็นเรื่องยาก เพียงเราบังคับราชสีห์เปล่งเสียง
�
�
“ความเป็นใหญ่ในหมู่สัตว์เราก็ได้แล้ว เพราะสัตว์ทั้ง คารามพร้อมกันเป็นร้อยๆ ตัว ชาวเมืองก็จะหวาด
หลายยอมเป็นทาสเราสิ้น ยังเหลือแต่พวกมนุษย์ที่ยัง สะดุ้ง หูแแตกตายไปตามๆ กัน ท่านจะยอมให้
แข็งข้ออยู่ ถ้าเรายกทัพสัตว์เข้าประชิดกรุงพาราณสี สมบัตหรอจะยอมเสี่ยงตายด้วยเสียงพญาสัตว์ทง
ิ
ื
ั้
้
ี่
่
์
์
์
์
มนุษยก็จะยอมแพแตโดยดี” จึงเกณฑสัตวทพวกมนุษย หลายเล่า”
�
์
หวาดกลัว เชน เสือ ช้าง ราชสีห และอื่น ๆ เป็นจานวน เมื่อพระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้นก็มิได้ตอบ
่
ิ
้
้
้
่
มาก ตัวเองและนางสุนัขคู่ใจใช้ราชสีห์เป็นพาหนะไล่ ประการใด จึงตีกลองรองปาวใหประชาชนปดหูดวย
ต้อนฝูงสัตว์ล้อมกรุงพาราณสีทันที แป้งและถั่วราชมาสทั่วทุกคน แล้วให้เตรียมมีดไว้
ชาวเมืองเห็นสตว์ร้ายแห่กันมามืดฟ้ามัวดินเช่น เถือเนื้อสัตว์เป็นอาหาร เมื่อพระโพธิสัตว์สั่งการ
ั
นั้นก็ตกใจ พากันวงเข้าประตูเมืองแล้วปิดประตูเมือง เสร็จ จึงขึ้นไปยืนบนเชิงเทินอีกครั้งหนึ่งแลวตะโกน
ิ่
้
ทุกด้าน ต่างคว้าอาวุธประจ�าตัวขนรักษาก�าแพงเมือง เย้ยสุนัขจิ้งจอก
ึ้
ไว้อย่างมั่นคง ปรึกษากันว่าจะต่อสู้กับสัตว์ร้ายเหล่า “เจ้าสัพพทาฐผู้โง่เขลา! ตัวเจ้าเล็กนิดเดียว
่
่
นี้ได้อย่างไร วาโดยศกดิ์ศรีก็ตาตอยกวาราชสีหมากนัก เจ้ายังไม่
�
่
้
์
ั
พระโพธิสัตว์ทราบความนั้น ก็รู้ทันทีว่าการ เจียมตัว บังอาจพูดออกมาว่าจะบังคับราชสีห์ให้
กระทาคราวนี้เป็นเรื่องของสุนัขจิงจอกสัพพทาฐ จึง เปลงเสียงค�ารามได้ ถาเกงจริงลองบงคบราชสีหตัว
่
�
้
์
ั
้
่
ั
เข้าไปกราบทูลพระราชา ที่เจ้ายืนอยู่นั่นให้เปล่งเสียงดูก่อนซิ ว่าจะยอมท�า
�
“ขอเดชะ การที่ฝูงสัตว์แห่มาล้อมกรุงครั้งนี้เป็น ตามหรือไม่ ถ้าราชสีห์ตัวนั้นยอมทาตามเจ้า ข้า
เรื่องของสุนัขจงจอกโง่ได้มนต์จากข้าพระพุทธเจ้าไป ก็จะยอมยกราชสมบัติให้เจ้า”
ิ้
้
้
์
้
็
แลวเที่ยวบังคับสัตวใหเปนทาสและพามาลอมกรุง ด้วย สุนัขจิ้งจอกสัพพทาฐได้รับคาหมิ่นเช่นนั้นก็
�
ความกาเริบใจ การแก้ไขเหตุการณ์นี้ ขอให้เป็นภาระ โกรธ จึงกล่าวว่า “ดีละ เราจะบังคับราชสีห์ให้ท่าน
�
้
่
้
ของขาพระพุทธเจา ขอพระองคจงเบาพระทัยได ชื่อวา ดู ณ บัดนี้” แล้วกระทืบเท้าบังคับให้ราชสีห์ที่ตนขี่
์
้
สัตว์จะเอาชนะมนุษย์ได้นั้นไม่เคยมี” คารามโดยสุดเสียง
�
55
ราชสีห์เมื่อถูกบังคับก็เน้นปากเปล่งเสียงค�ารามโดยสุดแรง อย่าง
ไม่เคยเปล่งมาก่อน เสียงนั้นท�าให้แก้วหูสุนัขจิ้งจอกสัพพทาฐ ซึ่งอยู่ใกล้
้
์
์
ที่สุดแตกทันที สัตวทั้งหลาย ทั้งเสือทั้งชางและทั้งราชสีห เมื่อไดยินเสียง
้
ราชสีห์คารามเช่นนั้นก็ตกใจกลัว ต่างวิ่งกันเอาตัวรอดจนสับสนอลหม่าน
�
�
ฟัดแทงและเหยียบกันตายเป็นจานวนมาก
สวนสุนัขจิ้งจอกสัพพทาฐถูกสลัดจนตกจากหลังราชสีห และถูกสัตว ์
่
์
อื่นเหยียบตาย ณ ทีี่นั้นเอง สัตว์ที่รอดตายไปได้ก็หนีเข้าป่า ไปตามเดิม
ชาวเมืองเมื่อเห็นดังนั้นต่างก็ดีใจ เปิดประตูเมืองออกมา แล่เอาเนื้อสัตว์
�
ิ
ทั้งหมดไปประกอบอาหารกินกนอยางอิ่มหน�าสาราญ พากันสรรเสรญพระ
ั
่
โพธิสัตว์เป็นอันมาก
�
นิทานชาดกเรื่องนี้ มีคติควรคิดบทหนึ่งว่า อานาจอาจทาให้คน
�
เป็นใหญ่ได้ แต่ก็ควรใหญ่ในขอบเขตแห่งศักดิ์ศรีของตน ถ้าเกิดเมา
�
ในความเป็นใหญ่ จนกระทั่งสาคัญตัวผิด คิดใฝ่สูงจนเกินศักดิ์ของตัว
เองแล้ว ย่อมประสบความหายนะในที่สุด เปรียบเสมือนรถที่มีความ
สามารถวิ่งได้เพียง ๑๒๐ ไมล์ต่อชั่วโมง แต่ถ้าจะวิ่งในระดับนั้นไม่
่
่
พอใจ ตองการจะวิ่งใหไดมากกวานั้นก็ยอมประสบความพินาศเชนเดียว
้
่
้
้
กับสุนัขจิ้งจอกประสบความพินาศ เพราะใฝ่สูงเกินไป ดังสุภาษิตไทย
ว่า “อย่าใฝ่สูงจนเกินศักดิ์” จึงควรสังวรไว้เป็นคติเตือนใจ ดังภาษิต
ไทยโบราณสอนให้รู้จักความพอดีของตัวเองว่า
แคบนักมักขยับขยายยาก
กว้างนักมักไม่มีอะไรจะใส่สม
สูงนักมักลอยไปตามลม
�
ต่านักมักจะจมลงบาดาล
(สัพพทาฐชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก ทุกนิบาต เล่ม ๓๐ หน้า ๓๗๘)
56
57
สมนติดรส
ั
�
ี
“ตามใจตัวจะลาบาก ตามใจปากจะเสยที”
ครั้งหนึ่ง ในป่าหิมพานต์ เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชย์ ณ กรุง
ุ
พาราณสี มีคนเฝ้าพระราชอทยานของพระเจ้าพาราณสีคนหนึ่ง ชื่อว่า
้
้
้
สัญชัย ตามปกติพอถึงหนาผลไมชนิดใดๆ สัญชัยจะไปทูลเกลาถวายผลไม ้
แด่พระราชาแต่เช้าเป็นประจ�าทุกวัน พระราชาก็ทรงไต่ถามความเป็นไป
เสมอ
วันหนึ่ง ขณะที่สัญชัยน�าผลไม้ไปถวายพระราชาตามปกติ พระองค์
ตรัสถาม “พ่อสัญชัย เธอเฝ้าสวนมาก็เป็นเวลานาน มีอะไรผิดปกติในสวน
ของเราบ้างไหม เล่าให้ข้าฟังหน่อยซิ”
“ขอเดชะ ข้าพระบาทไม่เห็นอะไรผิดปกติอย่างอื่น นอกจากมีเนื้อ
สมันป่าตัวหนึ่งเข้ามาอาศัยหากินในราชอุทยาน พระเจ้าข้า”
“ดีแล้ว ถ้าเป็นเช่นนั้นเธอจับสมันตัวนั้นมาให้เราได้ไหม?”
“ได้พระเจ้าข้า” นายสัญชัยกราบทูล “แต่ข้าพระองค์ขอพระราชทาน
เครื่องมืออย่างหนึ่ง คือน�้าผึ้ง ข้าพระองค์ก็จะสามารถจับสมันตัวนั้น และ
�
นามาถึงพระราชวังได้พระเจ้าข้า”
พระราชาทรงรับสั่งให้ราชบุรษเบิกน�้าผึ้งมอบให้สัญชยตามต้องการ
ั
ุ
�
�
สัญชัยแอบนาน้าผึ้งไปทาใบหญ้าแถวบริเวณที่สมันหากิน โดยที่ไม่ให้สมัน
รู้ เมื่อสมันเล็มหญ้าที่เคลือบน�้าผึ้งเข้าไปก็เกิดติดใจในรสชาด หลังจาก
�
นั้นก็มาเล็มหญ้าบริเวณนั้นเป็นประจา สัญชยนาน้าผึ้งไปทาหญ้าทุกวัน
�
ั
�
้
่
้
ิ
บางครั้งก็พบตัวสมันแตก็ไมไดแสดงอาการตกใจใหเห็น จนกระทั่งสมันเกด
่
ความคุ้นเคย กล้ากินหญ้าในมือของสัญชัยที่ยื่นให้
ู
นายสัญชัยพอร้ว่าสมันมีความคุ้นเคยกับตัวเองแล้ว ครั้นจะจับโดย
วิธีจู่โจมโดยใช้กาลังหักหาญ ก็เกรงว่าจะเกิดการพลาดพลั้ง สมันอาจจะ
�
หลุดไปได้และไม่กล้าเข้าใกล้ตัวเองอีก จึงให้ทารั้วขนาบเป็นทาง ตั้งแต่ราช
�
อุทยานถึงประตูวัง บรรจุน�้าผึ้งใส่กระบอกให้เต็ม น�าหญ้าแห้งมามัดหนึ่ง
โดยหนีบไว้ที่รักแร้ น�าหญ้าจุ่มน�้าผึ้งแล้วล่อให้สมันกิน ขณะที่สมันกาลัง
�
กินนั้นก็เดินตามไปตามแนวขนาบ ๒ ข้างจนล้าเข้าประตูวัง นายสัญชัย
�
�
สั่งให้คนปิดประตูทันที เมื่อสมันรู้ตัวก็ตกใจวิ่งเผ่นไปรอบๆ กาแพง แต่ก็
ไม่สามารถลอดออกมาได้
ขณะนั้น พระราชาเสด็จลงจากปราสาทเห็นสมันตกใจกลวเช่นนั้น
ั
58
จึงรับสั่งกับข้าราชบริพาร
้
่
“ท่านทั้งหลายจงดูสมันนีเป็นตัวอย่าง สมันเกิดในป่าห่างไกลจากถินอันตราย
่
์
้
่
์
้
จากมนุษย ธรรมดาสมันจะอยูในที่ตนพบมนุษยไดไมเกิน ๗ วัน และถายิ่งถูกมนุษย ์
คุกคามด้วยแล้วก็เผ่นหนีไป ไม่ยอมให้มนุษย์เห็นตลอดชีวิต แต่ที่สมันตัวนี้ด้นป่ามา
หาอันตรายของตัวก็เพราะ “การติดในรส” อย่างเดียว
เมื่อพูดถึงความติดต่างๆ แล้วคงไม่มีอะไรชั่วร้ายเท่าความติดในรส นายสัญชัย
คนนี้เฝ้าสวนของเราสามารถล่อสมันตัวนี้ออกจากป่ามาได้ ก็ด้วยรสน้าผึ้งเพียงอย่าง
�
เดียวเท่านั้น”
เมื่อพระราชาทรงชี้ให้ข้าราชบริพารเห็นโทษในการติดรสแล้ว เตือนให้ทุกคน
สังวรระวัง แล้วรับสั่งให้ปล่อยสมันตัวนั้นไป สมันนั้นจึงเข้าป่า ไม่ได้ย่างกรายเข้ามา
ในถิ่นมนุษย์ จนกระทั่งถึงกาลอวสานแห่งชีวิต
้
่
�
่
้
่
้
ชาดกเรื่องนี้มุงชี้ใหเห็นวา สิ่งลอใจที่จะทาใหคนเราหลงติด แลวก็เกิดอันตราย
นั้น ท่านว่ามีที่เห็นง่ายๆ อยู่ ๕ ชนิด คือ
รูปสวย ล่อให้ติดในทางตา
เสียงเพราะ ล่อให้ติดทางหู
กลิ่นหอม ล่อให้ติดทางดมกลิ่น
รสอร่อย ล่อให้ติดทางชิมรส
สัมผัสอ่อนนุ่ม ล่อให้ติดทางถูกเนื้อต้องตัว
แตละสิ่งเหลานี้ ถาใครไมมีสติคือการยับยั้งชั่งใจใหดีแลว มักติดจนหลงใหล
้
่
้
้
่
่
ได้ทุกอย่าง และมักเสียคนได้ เช่นที่ชอบใฝ่ฝันถึงคนรูปสวยจนไม่เป็นอันเล่าเรียน
นั่นก็คือการติดรป หรือชอบดูละครหามรุ่งหามค่า ก็คือตดในรปนั่นเอง คนที่
ู
ู
ิ
�
หลงใหลไปกับพวกนักร้อง ยอมอุทิศกายถวายตัวให้ ก็เพราะติดในเสียง
�
่
้
้
็
่
คนที่ชอบกลิ่นหอมจนตองเปลืองคาใชจายในการนี้โดยไมจาเปน ก็เพราะติด
่
ในกลิ่น คนเห็นแก่กิน ไม่รู้จักประมาณ โดยที่สุดแม้กินเหล้าเมายาจนเสียคน ก็
้
่
่
่
�
้
เพราะติดในรส คนที่งาน“หนักไมเอา เบาไมสู” เกียจครานไมยอมทางานให้ลาบาก
�
�
กาย กลายเป็นคนเจ้าสาราญ ก็เข้าลักษณะคนติดสุข ซึ่งแต่ละสิ่งเป็นของนาไปสู่
�
ความหายนะได้ ถ้าไร้สติ
่
ึ
์
็
่
พระพุทธองคจงตรัสสอนโดยยกชาดกมาใหเห็นเปนตัวอยาง คนเห็นแกกิน
้
ึ่
โดยไม่รู้จักขอบเขตย่อมถึงความพินาศได้ เช่น สมันที่อาศัยอยู่ในป่า ซงเป็นที่
ปลอดภัยจากมนุษย์แล้ว ก็เพราะเห็นแก่ความอยาก จึงเสียทีมนุษย์ในที่สุด
สมดังภาษิตไทยโบราณว่า “ตามใจตัวจะล�าบาก ตามใจปากจะเสียที” ควร
ถือเป็นคติเตือนใจต่อไป
(วาตมิคชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๘ หน้า ๒๘๐)
59
60
่
้
นกน้อยฆาชาง
ิ
ี
ู
“อย่าหม่นศัตร ว่ามก�าลงน้อย”
ั
ครั้งหนึ่ง ในป่าหิมพานต์ สมัยพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติ
�
ณ กรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในกาเนิดช้าง มีรูปร่างใหญ่เป็นนาย
�
โขลง มีช้างเป็นบริวารจานวนมาก เที่ยวหากินอยู่ ณ หิมวันตประเทศ
้
ชางทั้งหลายตางแสดงความเคารพ เชื่อฟงตอหัวหนาโขลงพระโพธิสัตว ์
่
ั
้
่
็
่
้
่
เปนอยางดีตลอดมา ครั้งนั้น มีนางนกไสตัวหนึ่งอาศัยอยูบริเวณเดียวกัน
ิ
เผอญตกฟองกกไข่อยู่ในทางสัญจรไปมาของช้าง เวลาล่วงไปลูกนกก็
เจาะฟองออกมาแต่ปีกยังงอกไม่เต็มที่ จึงไม่สามารถบินไปไหนได้ นาง
นกไส้จึงเฝ้ารอจนกว่าลูกจะปีกกล้าแข็งบินไปหากินเองได้
วันหนึ่ง โขลงช้างหากินอยู่ในหิมวันตประเทศ เดินผ่านมาทางรัง
นางนกไส้ นางนกเห็นอันตรายจะตกมาถึงลูกก็ตกใจ ครั้นจะบินหนี
่
้
์
้
็
ก็เปนหวงลูก จึงบินเขาไปหาชางโพธิสัตว ประคองปีกแสดงความเคารพ
้
้
่
กลาวออนวอนขอความอารักขาจากพญาชางวา “ทานผูเปนจาโขลง! ลูก
็
้
่
่
่
ของข้าพเจ้ากาลังอยู่ระหว่างทางเดินของพวกท่าน ปีกยังอ่อน ไม่
�
สามารถบินหลีกทางท่านได้ ขอได้โปรดช่วยป้องกันชีวิตลูกของข้าพเจ้า
ให้ปลอดภัยจากโขลงช้างด้วยเถิด”
ิ
พญาช้างได้ยินดังนั้นเกดความสงสาร จึงปลอบให้นางนกไส้
เบาใจว่า “อย่าวิตกไปเลยแม่นกน้อย! เราจะช่วยป้องกันอันตรายจาก
ช้างของเราไว้ให้”
้
่
้
่
้
ึ้
้
พญาชางจึงเดินรุดขนหนาโขลงชางยืนครอมรังนกไว ปลอยใหฝูง
้
่
้
้
่
่
้
ชางเดินผานไปหมดแลว จึงกลาวกับนางนกวา “ลูกของเธอ พนอันตราย
แล้ว แต่จะต้องระวังช้างโทนอีกตัวหนึ่งดุร้าย ไม่ยอมเชื่อฟังใคร ขณะ
นี้มันกาลังตามหลังมา เมื่อมันมาถึงจงออนวอนขอความปลอดภัยใหแก ่
้
�
้
ลูกน้อยของเจ้าเถิด” ครั้นสั่งดังนั้น พญาช้างก็เดินเลยไป
ุ
ช้างโทนตัวดร้ายก็เดินตามมาถึง นางนกเห็นดังนั้นจึงบินเข้าไป
ใกล้ ประคองปีกเพื่อแสดงความเคารพ กล่าวด้วยน�้าเสียงแสดงความ
หวาดกลัวว่า “ข้าแต่พญาช้างผู้เป็นใหญ่ ผู้มีความกล้าหาญเดินหากิน
61
้
้
่
ึ
้
่
้
้
่
แตผูเดียว ข้าพเจ้าขอนอบน้อม ขอไดโปรดไวชีวิตแก ่ นางนกไสไดโอกาสจงกลาวกับกาวา “ถ้าท่าน
้
่
�
้
ลูกนอยของขาพเจาดวยเถิด อยาไดเหยียบย�่าทาลาย ไม่รังเกียจ ข้าพเจ้าจะขอร้องท่านสักอย่างหนึ่ง คือ
้
้
้
็
เลย” ช้างโทนได้ฟังดังนั้น แทนที่จะเกิดความสงสาร มีชางโทนเชือกหนึ่งเปนชางอันธพาล แกลงเหยียบ
้
้
้
้
้
้
้
้
้
้
กลับขู่สาทับว่า ลูกของขาพเจาตายทั้งๆ ที่ขาพเจาขอรองแลวขอรอง
�
้
�
้
่
“เจ้านางนกไส้! เจามาวางไขในทางเดินของชาง อีก ข้าพเจ้ากาลังแค้นอยากจะแก้เผ็ดช้างเชือกนั้น
นั้นมันเป็นความผิดอยู่แล้ว ยังมีหน้ามาห้ามช้างผู้ยิ่ง ให้ได้ จึงใคร่ขอร้องให้ท่านใช้จงอยปากอันคมจิก
ใหญ่อย่างข้าให้หลีกทางให้ลูกเจ้าอีก ดูจะเป็นการ ตาช้างเชือกนั้นให้บอดทั้งสองข้าง เมื่อท่านจิกตา
โอหังเกินไปแล้ว คิดว่าตัวเองเป็นใหญ่คิดจะทาอะไร จนบอดแล้ว ต่อไปเป็นหน้าที่ของข้าพเจ้าจะจัดการ
�
ก็ท�าไดกระนั้นหรือ เจาเปนนกมีก�าลังนอยก็ควรเจียม กับช้างเชือกนั้นต่อไปเอง”
้
็
้
้
ตัว ข้าเป็นช้างมีพลังมาก จะให้หลีกทางเจ้านั้นเป็น กาตกลงรับค�า เมื่อได้โอกาสเหมาะจึงได้ใช้
ี
้
ไปไม่ได้” เมื่อกลาวจบ ชางโทนก็ยกเทาเหยยบรังนก จงอยปากจิกตาของชางทั้งสองขางจนบอด เสร็จแลว
้
้
่
้
้
้
ขยี้ลูกนอยของนางนกไสจนรางแบนติดดน เทานั้นยัง ก็บินหนีไป นางนกไสเห็นชางตาบอดเดินชนตนไม ้
้
่
่
้
้
ิ
้
�
�
มิหนาใจ ยังถ่ายอุจจาระรดอีก แล้วก็เดินหลีกไป อยู่ ก็ดีใจบินไปหาแมลงวันตัวหนึ่ง ครั้นทาความ
ฝ่ายนางนกร้องขอชีวิตอย่างไร ก็มิได้รับความ สนิทสนมกันดีแลว จึงขอรองแมลงวันใหชวยหยอด
้
้
่
้
เห็นใจจากช้างโทน พอช้างโทนเดินไปแล้วก็เห็นกอง ไข่ ขังที่แผลในตาของช้างทั้งสองข้าง เพื่อให้เกิดตัว
เลือด เนื้อ กระดูก ของลูกเรี่ยราดกระจัดกระจาย ก็ หนอนไชตา จะสร้างความทรมานให้แก่ช้างมากยิ่ง
ึ
้
ร้องไห้คร�่าครวญ ใจหนึ่งนกแคน ผูกใจเจ็บในชางโทน ขึ้น แมลงวันก็ได้ทาตามความประสงค์ของนางนก
้
�
้
ตัวนนจึงบนไปดักทางชาง เกาะอยูบนตนไม กล่าวกับ ไส้
่
้
ั้
ิ
้
้
้
ชางโทนดวยความเคียดแคนวา “เจ้าช้างเอ๋ย! คราวนี้ เมื่อตาทั้งสองข้างของช้างบอด แถมมีหนอน
่
้
็
้
้
เปนทีของเจา จงหัวเราะไปกอนเถิด ถาถึงโอกาสของ มาชอนไชอีก ก็เกิดอาการทุกข์ทรมานยิ่งขึ้น เดิน
่
ข้า ข้าจะต้องแก้แค้นให้สาสม” ทุรนทุรายไปตามป่า แล้วแต่เท้าจะพาไป หญ้าและ
ช้างโทนตอบว่า “เจ้านกทะนง! ตัวเจาเล็กเพียง อาหารกไม่เป็นอันกิน เกิดความกระหายน้าเป็น
้
�
็
ู
�
นิดเดียว หาญมาส้กับเราผู้ยิ่งใหญ่เท้าข้างเดียวของ กาลัง
ข้าอาจเหยียบพวกเจ้าให้ตายเป็นร้อยก็ได้ ยังจะมา นางนกไส้จึงเข้าไปตีสนิทกับกบตัวหนึ่ง เมื่อ
กล่าวโอหังอีก” แล้วก็เดินผ่านไป เกิดความรักใคร่สนิทสนมกันดีแล้ว จึงขอร้องกบ
้
้
นางนกไสผูกใจเจ็บในชางโทนนั้นตลอดมา วัน ว่า
�
์
หนึ่ง นางไดไปพบกาปาตัวหนึ่ง จึงทาความสนิทสนม “สหายเอ๋ย! ขาพเจามีเรื่องทุกขอยูในใจอยาง
้
่
้
้
่
่
เอาอกเอาใจเป็นอย่างดี จนกาป่าเกิดความรักใคร่ใน หนง คือเกิดความแค้นช้างเชือกหนึ่ง มันแกล้ง
ึ่
ฐานมิตร ใคร่จะหาโอกาสทาคุณแกนางนกไสบาง จึง เหยียบลูกนอยของขาพเจาตายทั้งรัง ความแคนนั้น
่
้
�
้
้
้
้
้
ู
่
้
่
้
กล่าวว่า “สหายเอ๋ย! ท่านปฏิบัติดีต่อข้าพเจ้าตลอด ยังคุกรุนอยในใจของขาพเจามาตลอด ถ้าตราบใด
้
้
้
่
มา ถ้ามีธุระอันใดให้ข้าพเจ้าช่วยเหลือ ก็จงบอกมา ยังทาลายชางเชือกนั้นไมได ก็คงหาความสุขมิไดไป
�
เถิด ถ้าไม่เหลือวิสัยแล้วจะช่วยทาให้ทุกอย่าง” ตลอดทั้งชาติ ข้าพเจ้าแก้แค้นได้บ้างแล้ว โดยขอ
�
62
ให้กาจิกตาช้างจนบอด ให้แมลงวันหยอดไข่ขังไว้ บัดนี้ ช้างได้รับความ
�
�
ทุรนทุรายแสนสาหัสมากอยู่แล้ว กาลังเดินเซซังบ่ายหน้ามาทางนี้เพื่อหาน้า
�
ดื่ม ขอให้สหายไปอยู่ฟากโน้น แล้วส่งเสียงร้อง เพื่อให้ช้างหลงผิดว่ามีบ่อน้า
อยู่ เดินไปไม่เห็นก็จะตกเหวตายทันที”
�
กบได้ฟังดังนั้นก็รับคา ไต่ไปยังขอบปากเหวฟากโน้น เมื่อเห็นช้างเดิน
เข้าใกล้จึงร้องขึ้นเพื่อให้ช้างได้ยิน ด้วยความกระหายน้าจนลืมตัว ช้างเข้าใจ
�
ว่ามีบ่อน้าอยู่ไม่ไกล จึงเดินไปตามเสียงกบ เมื่อถึงขอบปากเหวก็พลัดตกลง
�
ไปถึงความตาย ณ ก้นเหวนั้นเอง
นางนกไส้เห็นเหตุการณ์ ก็มีความชื่นชมยินดีว่าตัวเองมีความสามารถ
แก้แค้นได้ จึงบินไปเกาะบนตัวช้าง กระโดดโลดเต้นแสดงความยินดีอยู่เป็น
ิ
เวลานาน แต่ด้วยการทรมานสังขารคดแก้แค้นโดยไม่เป็นอันกินอันนอน
ประกอบกับความเศร้าโศกถึงลูกน้อย ก็สิ้นใจในเวลาอันใกล้กันนั้นเอง
�
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนว่า คนเราเมื่อถึงคราวมีอานาจบาตรใหญ่ ควร
้
�
่
้
ใช้อานาจนั้นในทางสรางความดี ใหความปลอดภัยแกคนอื่นไวจงมาก เชน
้
่
์
็
่
็
้
ชางพระโพธิสัตว มียศศักดิ์เปนจาโขลงก็มิไดดถูก เห็นสัตวเล็กเปนผักหญา
์
้
ู
้
�
กลับเห็นความสาคัญ นึกถึงอกเขาอกเรา ช่วยป้องกันอันตรายไว้ให้ ส่วน
�
�
บางคนเมื่อมีอานาจบาตรใหญ่แล้วก็ลืมตัว เห็นสัตว์เล็กๆ เป็นสิ่งไม่สาคัญ
่
่
่
ยิ่งกวานั้น ยังหาทางขมขูรังแกดวยก�าลัง โดยถือวาตัวใหญกวาจะท�าอะไร
่
้
่
่
้
้
่
ก็ได ผูคิดเชนนั้นมักถึงความหายนะในที่สุด ตัวอยางเชนชางอันธพาล ซึ่ง
่
้
่
ไม่อยู่ในโอวาทของใคร เห็นนางนกไส้เป็นสัตว์เล็ก จึงแกล้งเหยียบย่าเสีย
�
ด้วยความทะนง นางนกไส้จึงไปคบกับกา แมลงวัน และกบ ซึ่งล้วนแล้ว
เป็นสัตว์เล็ก แต่อาศัยความร่วมมือกันก็สามารถฆ่าช้างตัวใหญ่ได้ จึงควร
ที่เยาวชนจะถือเป็นคติเตือนใจไว้ข้อหนึ่ง ดังคาโคลงภาษิตใต้ถุนกุฏิของ
�
พระพรหมมุนี (ผิน สุวโจ) วัดบวรนิเวศวิหาร เขียนไว้ว่า
ฮะเฮ้ยใครอย่าเย้ย หยามเด็ก
พริกเม็ดเล็กเล็ก เผ็ดล้า
�
ใครฤาจักกินเหล็ก แต่เกิด นะพ่อ
�
โคแก่จนคอง้า เด็กขึ้นขี่คอ
(ลฏุกิกชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก ปัญจกนิบาต เล่ม ๓๑ หน้า ๕๓๗)
63
64
้
มาอาชาไนย
ั
ี
้
“แมปลแข้งหัก ก็จกคลาน”
เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชย์ ณ กรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์
้
้
เกิดเปนมาสินธพ มีลักษณะงดงามครบตามต�ารามาสินธพทุกประการ
็
พระเจ้ากรุงพาราณสจงขึ้นระวางให้เป็นอัศวมงคล (ม้ามงคล)
ึ
ี
คู่บ้านคู่เมือง ให้การประคบประหงมตามแบบฉบบของอัศวมงคลทุก
ั
ประการ
�
มาสินธพโพธิสัตวไดรับการปฏิบัติอยางดีตลอดมา ด้วยอานาจม้า
่
์
้
้
้
�
่
็
มงคลและความสามารถของพระเจาแผนดิน จึงทาใหเมืองพาราณสีเปน
้
เมืองมั่งคั่ง สมบูรณ์ เป็นที่ปรารถนาของพระราชาทั้งหลาย ผู้ใคร่จะได้
กรุงพาราณสีไว้เป็นเมืองขึ้น ครั้งหนึ่ง กษัตริย์ ๗ นครโดยรอบเมือง
พาราณสียกกองทัพมาล้อมกรุงเพื่อจะแย่งชิงตีไว้เป็นเมืองขึ้นของตนๆ
ครั้นล้อมเมืองไว้แล้ว ต่างมีสาสน์ยื่นค�าขาดไปยังพระเจ้ากรุงพาราณสี
ว่า จะยอมให้ราชสมบัติแต่โดยดีหรือจะรบ ศึกครั้งนี้ยังความหนักใจ
ให้แก่พระเจ้าพาราณสีเป็นอย่างยิ่ง จึงโปรดให้ประชุมบรรดามุข
อ�ามาตย์ราชมนตรีโดยด่วน ทรงปรึกษาว่า
“ศึกกรุงพาราณสีครั้งนี้หนักนัก เพียงศึก ๒ - ๓ นครเราก็พอจะ
�
รับมือไว้ได้ แต่ศึกครั้งนี้มีถึง ๗ ทัพ ๗ นคร เห็นจะสุดกาลังที่จะต่อ
�
ต้านได้ หรือใครจะมีอุบายคิดเห็นประการใด จงช่วยกันใช้กาลังสติ
ปัญญาแก้ไขให้สุดความสามารถเถิด”
อ�ามาตย์ทั้งหลายต่างปรึกษาหารือกัน แล้วพร้อมใจกราบทูลว่า
“ขอเดชะ! ศึกแม้หนักเพียงไรต้องสู้รบจนสุดความสามารถ กรุง
่
ี
พาราณสมีมาสินธพอาชาไนย มาสินธพยอมมีความฉลาดช�านิช�านาญ
้
้
ในการศึกหาม้าอื่นเปรียบมิได้ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายเห็นว่า ในการ
�
รับศึกครั้งนี้ควรให้อัสสาจารย์ (ครูฝึกม้า) เป็นแม่ทัพนาม้าสินธพออก
สู้ศึกก่อน หากเพลี่ยงพล้าประการใด จึงค่อยคิดแก้ไข” พระราชาทรง
�
้
์
้
�
เห็นดวยกับคากราบทูล จึงรับสั่งใหเรียกตัวนายอัสสาจารยมา แลวตรัส
้
ถามว่า
65
“ท่านอัสสาจารย์! คณะมุขมนตรีมีความเห็น ไม่สามารถทาการรบต่อไปได้
�
ต้องกันว่า การสู้ศึกครั้งนี้ให้ได้ชัยชนะนั้นจะต้องใช้ นายอัสสาจารย์สงสารม้าอาชาไนย ขืนรบต่อ
�
่
่
ู้
กาลังความสามารถจากทาน ทานจะคุมทัพออกสรบ ไปก็จะถึงอันตรายแก่ชีวิต จึงถอยทัพกลับเข้าเมือง
�
้
่
ั
้
กับเจ้าทั้ง ๗ นครได้หรือไม่?” บารุงรี้พลใหมีก�าลังหวังจะตีทพคายที่ ๗ ใหเสร็จสิ้น
“ขอเดชะ หากข้าพระพุทธเจ้าได้สินธพ ไปทีเดียว
อาชาไนยเป็นพาหนะคู่ใจแล้ว อย่าว่าแต่เจ้าทั้ง ๗ ม้าสินธพปวดร้าวทั่วสรรพางค์กาย นอนให้
นครเลย ถึงจะสู้รบกับเจ้าทุกเมืองในชมพูทวีปทั้ง แพทย์หลวงท�าบาดแผลใส่ยาให้ ฝ่ายแม่ทัพนึก
้
สิ้นก็ไม่หนักใจเลย พระเจ้าข้า” เสียดายวา “เราตีทัพขาศึกแตกพายไป ไม่เป็นขบวน
่
่
“ดีละ ท่านอัสสาจารย์ อย่าว่าแต่ม้าสินธพ ถึง ๖ ค่าย ยังเหลืออยู่อีกค่ายเดียว หากปล่อยไว้
่
่
้
่
อาชาไนยเลย แม้จะต้องการสิ่งมีค่าทั้งพระนคร เรา ทหารที่แตกพายไปอาจคุมกันติดหรือไมก็จะเขารวม
�
จะจัดหาให้ หากท่านสู้รบศึกครั้งนี้มีชัยแล้ว เราจะ กับทัพนครที่ ๗ จะทาให้การรบลาบากขึ้น จะต้อง
�
ปูนความดีความชอบให้ถึงขนาด” ชิงโจมตเสียแตบัดนี้” จึงประกาศใหแมทัพนายกอง
่
่
ี
้
ู้
้
้
์
นายอัสสาจารยรับพระราชโองการแลวลงจาก รตัว และเตรียมจัดทัพตามเดิม ตนเองเตรียมตัวเขา
พระต�าหนัก สั่งเตรียมขบวนทัพตามต�ารับสงคราม รบ และเลือกหาม้าคู่ใจใหม่ หวังเผด็จศึกนี้ให้เสร็จ
ทุกประการ สวมเกราะ สอดดาบครบครัน ขึ้นม้า สิ้น
สินธพนาขบวนทัพออกจากประตูเมือง ปะทะทัพเจา ม้าสินธพอาชาไนยนอนอยู่ข้างประตูวัง เมื่อ
�
้
เมืองแรก ก็ขับรี้พลเข้าโจมตีฆ่าฟันฝ่ายศัตรูล้มตาย หมอหลวงเยียวยาให้ก็พอจะทุเลาความเจ็บปวดลง
ึ
่
็
เปนอันมาก นาทัพบุกทะลวงจนถงตัวแมทัพฝายศัตรู ได้ยินนายอัสสาจารย์ประกาศรบ และก�าลังเตรียม
่
�
้
้
่
ู่
ู้
ตอสกันชั่วคร ดวยความฉลาดกลาหาญของมาสินธพ ม้าอื่นเป็นพาหนะ จึงนึกในใจว่า “การศึกซึ่งเราได้
้
จึงทาให้ชนะศึก จับแม่ทัพคนแรกได้ สั่งให้ทหารมัด ฝ่าฟันมาใกล้จะสาเร็จแล้ว ก็มาบาดเจ็บเสียก่อน
�
�
เข้าไปส่งให้พระราชาในเมือง นายอัสสาจารย์ยอดนักรบนี้กาลังจะหาม้าอื่นไป
�
�
่
�
ี
่
้
เมื่อจัดขบวนทัพใหม่เรยบร้อยแล้ว ก็โจมตี ทาการรบ ไหนจะเอาชนะแกขาศึกได เรารดวากาลัง
้
ี
ู้
ั
�
ค่ายที่ ๒ ต่อไปอีก ด้วยกาลังและขวญของทหาร ม้าอื่นนั้นมีเพียงใด หากพลาดพลั้งเสียทีแตกหนีมา
้
�
ที่ทาการชนะศึกเป็นปฐมฤกษ์ ประกอบกับความ ขาศึกจะเขาถึงพระนคร อันตรายจะเกิดแกพระราชา
่
้
่
้
้
้
้
สามารถและความฉลาดของมาและจอมทัพ จึงตีคาย และบานเมืองอยางแนนอน งานที่ทาคางไวก็จะไรผล
่
้
�
่
ศึกทั้ง ๕ ค่ายแตกยับเยิน และจับแม่ทัพไปขังไว้ใน ยอดนักรบของเราผู้นี้ก็จะถึงอันตราย” จึงให้นาย
เมืองทุกคน เมื่อถึง ค่ายที่ ๖ รี้พลชักอ่อนกาลังลง อัสสาจารย์มาใกล้ แล้วกล่าว
�
มาสินธพกชักออนก�าลัง หลบหนศาสตราวุธไดเชื่อง “ท่านอัสสาจารย์ ใช่ข้าพเจ้าจะหมิ่นก�าลังม้า
้
ี
่
้
็
ช้าลงโดยลาดับ อื่น ส�าคัญตัวว่าวิเศษก็หาไม่ การศึกครั้งนี้มิใช่ใช้
�
้
�
็
ม้าอาชาไนยเสียทีต่อข้าศึก ถูกอาวุธศัตรูเป็น กาลังทุมเท จะตองใชความเฉลี่ยวฉลาดในกลศึกเปน
้
่
แผลฉกรรจ์ บาดเจ็บสาหัส แม้กระนั้นก็หาหมด สาคัญ ข้าพเจ้าไม่เห็นม้าตัวใดจะสามารถในกลศึก
�
ึ้
ก�าลังใจไม่ พยายามสู้สุดกาลังจนสามารถ ตีค่ายที่ ขอท่านได้โปรดช่วยพยุงข้าพเจ้าให้ลุกขนแล้วสวม
�
๖ แตกและจับแม่ทัพค่ายที่ ๖ ได้ โลหิตไหลมาก เกราะออกรบอีกครงเถิด ชัยชนะก�าลังรออยู่เบื้อง
ั้
66
หน้าแล้ว”
นายอัสสาจารย์จึงทัดทานว่า “ม้าสินธพชาติอาชาไนย ข้าพเจ้าเห็น
ั
ท่านได้รับบาดเจ็บสาหัสอยู่แล้ว ควรจะได้พกผ่อนรักษาให้หายเสียก่อน
้
่
้
็
้
่
�
้
ศึกครั้งนี้ไวเปนงานขาพเจาเอง เหลืออยูเพียงดานเดียวคงไมเหนือกาลัง ขอ
ท่านพักผ่อนตามสบายเถิด”
้
“ทานอสสาจารยผสหาย” มาสินธพกลาว “ความบาดเจ็บของขาพเจา
่
ั
้
่
ู้
้
์
เพียงแค่นี้ จะเทียบกันมิได้กับบาดแผลทางใจที่ชาวเมืองจะพึงได้รับในเมื่อ
แพ้สงคราม แม้ข้าพเจ้าจะทรมานถึงตายก็เปรียบมิได้ อนึ่ง การได้รับบาด
เจ็บจากการสู้รบก็เป็นเหตการณ์ธรรมดาของการสงคราม การบาดเจ็บไม่
ุ
อาจยับยงเลอดสของนักรบผกลาหาญได ความตายเทานั้นที่จะยบยั้ง ฉะนั้น
ั้
ื
่
ู้
้
ู้
้
ั
ขอได้โปรดให้ข้าพเจ้าเข้าสงครามเถิด เพื่อท�างานที่ยังค้างของข้าพเจ้าให้
เสร็จสิ้นไป”
นายอัสสาจารย์เมื่อไม่สามารถทัดทานม้าสินธพได้ จึงประคองให้ลุก
ขึ้น พันบาดแผลให้แน่นกระชับ แล้วสวมเกราะให้แก่ม้า ขึ้นหลังแล้วนาทัพ
�
ออกจากพระนครไป
้
มาสินธพโพธิสัตวแมจะมีบาดแผล แตเมื่อเผชิญกับขาศึกก็ลืมความ
้
้
่
์
ั
เจ็บปวดทั้งมวล พานายอสสาจารย์แม่ทพทะลวงไล่ฟันข้าศึกแตกกระจาย
ั
�
้
้
้
ุ
่
้
่
เป็นด้านๆ ไป ทาใหกองทัพฝายตนไดเปรียบขาศึกตีตอนแตกพายไปในที่สด
้
บุกทะลวงถึงทัพหลวง จับพระราชาฝายศัตรูได มัดเขาสูพระนคร ทหารฝ่าย
่
้
่
�
ข้าศึกแตกพ่ายไม่เป็นขบวน ที่ถูกฆ่าตายก็มีเป็นจานวนมาก
้
ครั้นเสร็จทัพแลว ประชาชนตางชื่นชมยินดี พากันหอมลอมทั้งแมทัพ
้
่
่
้
�
และม้าสินธพ พาไปยังสานักพระราชา กล่าวสรรเสริญโดยประการ ต่าง ๆ
พระราชาแสดงความชื่นชมโสมนัสเป็นล้นพ้น พระมหาสัตว์จึงกราบทูลว่า
“ขอเดชะ เจ้าเมืองทั้ง ๗ ที่ท่านแม่ทัพจับมาได้นั้น ข้าพระพุทธเจ้า
ขอพระราชทานอภัยโทษ อย่าประหารเสียเลย จะเป็นเวรกรรมสืบไป ขอ
ี่
ได้โปรดให้ถวายสัตยานุสัตย์แล้วปล่อยไปเถิด บาเหน็จความชอบใดทจะ
�
โปรดพระราชทานแก่ข้าพระพุทธเจ้า ขอได้โปรดประทานให้แก่นายอัสสา
จารย์ และแม่ทัพนายกองเถิด นายอัสสาจารย์ผู้นี้มีความสามารถในการ
สงครามหาตัวจับมิได้ พระเจ้าข้า”
เมื่อได้กราบทูลดังนั้นแล้ว รู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวบาดแผล ที่ถูกอาวุธ
แทบจะทรงตัวมิได้ แข็งใจกราบทูลพระราชา
67
“ขอพระองค์จงบ�าเพ็ญทาน ปฏิบัติอยู่ในศีล ครองราชสมบัติโดยชอบ
ั้
ี
ธรรมเถิด” กล่าวได้เพยงนนก็ซวนเซล้มลง ราชบุรุษช่วยกันแก้เกราะออก
จากกาย ในไม่ช้าม้าสินธพก็สิ้นชีวิต ณ ที่นั้นเอง พระราชาและประชาชน
้
่
่
้
้
ู้
ิ
ู้
ตางเศราเสียใจที่เสียมาสนธพกบานกเมืองไป ตางพากันไปเคารพศพ จัดการ
ให้สมเกียรติ พระราชทานยศใหญ่ให้นายอัสสาจารย์ ให้พระราชาทั้งหลาย
ั
ที่จับได้ดื่มน�้าพระพิพัฒน์สตยาแล้วปล่อยกลับไป พระองค์เองตั้งอยู่ในศีล
และทศพิธราชธรรม ปกครองอาณาประชาราษฎร์ด้วยความร่มเย็น จนถึง
กาลอวสานแห่งชีวิต
ชาดกเรื่องนี้ ชี้ให้เห็นคติธรรมข้อหนึ่งว่า ชาติอาชาไนย หมายถึง
ม้าชั้นยอดนั้น ย่อมมีน้าใจเข้มแข็งเหนือกว่าม้าธรรมดา มีเชาวน์เฉลียว
�
็
้
้
้
ู่
้
็
้
ู่
ฉลาด มีความสามารถเปนเยี่ยม หากมีไวเปนมาคบานคเมืองแลวก็สราง
�
สุขสาราญให้แก่เมืองนั้น ท่านนามาเปรียบบุรุษบางคนว่า มีลักษณะเป็น
�
�
ชายชาติอาชาไนย มีความชาญฉลาด มีน้าใจเข้มแข็งกว่ามนุษย์ธรรมดา
�
�
เมื่อตกลงจะทาการสิ่งใดแล้ว หากยังไม่สาเร็จลุล่วงไปด้วยเรี่ยวแรงและ
ความพยายามของตนแล้ว ก็มุ่งมั่นฟันฝ่าจนลุถึงความสาเร็จจนได้ ม้า
�
่
่
้
สินธพอาชาไนยแมถูกศาสตราวุธจนบาดเจ็บสาหัสแทบไมรอดก็หายอทอ
้
ไม่ เห็นงานใหญ่ยิ่งกว่าชีวิต ขอออกรบทั้งๆ ที่กาลังบาดเจ็บเพื่อทางาน
�
�
ให้สาเร็จ และก็ได้ใช้ความพยายามจนตัวตาย ยังความชื่นชมโสมนัส
�
มาสู่พี่น้องเป็นอย่างยิ่ง
มนุษย์เราถือกันว่ามีมันสมองและความสามารถเหนือสัตว์ทุก
้
้
็
ี
ประเภท มสิทธิและโอกาสไดเปนบุรุษชาติอาชาไนยดวยกันทุกคน ถาเรา
้
�
สวมวิญญาณแห่งชาติอาชาไนย คือมีเชาวน์ไวไหวพริบมีน้าใจเข้มแข็งไม่
ยอมย่อท้อต่ออุปสรรค ถือว่าอุปสรรคเป็นเสมือนทูตสวรรค์มาเตือนให้รู้
ู
้
่
วา เราใกลประตชัยแหงความส�าเร็จแลว ก็สามารถท�างานใหญไดสัมฤทธิ์
้
่
้
่
้
่
้
ผลกวามาอาชาไนย ตัวอยางเชนพระสัมมาสัมพุทธเจา ไดชื่อวาบุรุษชาติ
่
่
่
้
อาชาไนย ก็เพราะมีพระทัยเข้มแข็ง ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคใดๆ เช่นสมัย
ที่พระองค์เริ่มความเพียรทางจิต ทรงตั้งปณิธานว่า “แม้เนื้อ หนัง เอ็น
้
กระดูก ของเราจะเหือดแห้งกองอยู่ ณ ที่นีก็ตาม ถ้าไม่บรรลุพระ
็
้
โพธิญาณแลวจะไมยอมลุกจากบัลลังกโดยเด็ดขาด” เราจึงควรถือเปนคติ
์
่
�
ประจาใจว่า “แม้ปลีแข้งหัก ก็จักคลาน”
(โภชาชานียชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๘ หน้า ๓๑๕)
68
69
่
้
จิ้งจอกเจาเลห์
้
“อย่าไวใจทาง อย่าวางใจคน จะจนใจเอง”
้
ครั้งหนึ่ง ในปาหิมพานต พระโพธิสัตวเกดในก�าเนิดหนู มีรางกายอวนพี
่
์
ิ
่
์
มีกาลังมาก เที่ยวหากินอยู่ตามชายป่าพร้อมด้วยหนูบริวารหลายพันตัว พระ
�
โพธิสัตว์มีใจโอบเอื้ออารีต่อหนูทั่วไป อยู่กันด้วยความผาสุกตลอดมา
มีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งไปหากินบริเวณนั้น มันคิดว่า “เราจะไปหากินในที่
�
�
ไกลให้ลาบากทาไม จับหนูในที่นี้กินทีละตัวสองตัว ก็พอแล้ว เราต้องวางแผน
้
้
่
็
หลอกจับกินเปนอาหารใหได” ตั้งแตนั้นมามันก็ไปดักอยูใกลๆ หนทางที่หนูเดิน
่
้
�
�
ผ่าน ยืนด้วยเท้าข้างเดียว สูดลมยาวๆ ทาประหนึ่งกาลังบาเพ็ญตบะอันแรง
�
กล้าอยู่ พระโพธิสัตว์เห็นก็เข้าใจว่า “หมาตวนคงถือศีลบ�าเพ็ญตบะอยู่เป็น
ี้
ั
ประจา ถ้าคบไว้เป็นที่สักการะของพวกเรา คงก่อให้เกิดสิริมงคลเป็นแน่” จึง
�
เข้าไปใกล้แล้วถามว่า “ท่านจิ้งจอกผู้เจริญ ถ้าพวกข้าพเจ้าจะเอ่ยนามของท่าน
ควรจะเอ่ยว่าอย่างไรดี”
่
้
้
ิ้
สุนัขจงจอกแกลงดัดเสียงใหออนโยน แล้วกล่าวตอบว่า “เราชื่อธรรมิกะ
พวกท่านจงเรียกข้าพเจ้าว่า ธรรมิกะ ผู้ประกอบด้วยธรรมเถิด” ว่าแล้วก็เพ่ง
พระอาทิตย์ต่อไป
หนูจึงถามต่อไปว่า “แล้วเหตุใด ท่านจึงยืนบนแผ่นดินด้วยเท้าข้างเดียว
อีกสามเท้าที่เหลือไม่ยอมเหยียบเล่า”
“ถ้าเราเหยียบแผ่นดินทั้งสี่เท้าละก็ แผ่นดินจะไหว ไฟจะลุกขึ้นผลาญ
้
ชีวิตสัตวนอยใหญใหตาย เราเกรงบาปจึงพยายามยกเทาทั้งสามขนไวเสีย เพื่อ
้
ึ้
์
้
้
่
อันตรายจะได้ไม่มาถึงสรรพสัตว์ รวมถึงพวกท่านด้วย” พูดแล้วก็เพ่ง
พระอาทิตย์ต่อไปอีก
ื่
้
“แลวเหตุใด ท่านต้องอ้าปากด้วยเล่า” หนูซักตอไป “เราอาปากก็เพอสูด
้
่
กินอาหารทิพย์ เรางดเว้นอาหารอื่นอันจะก่อให้เกิดบาป จึงกินลมเป็นอาหาร
มาหลายปีแล้ว” สุนัขจิ้งจอกตอบ แล้วสูดลมกลืนกินต่อไป
“แล้วเหตุใดจึงต้องยืนจ้องมองพระอาทิตย์ด้วยเล่า”
“ก็เราเป็นผู้ถือเคร่งในการเคารพต่อพระเจ้า จึงเพ่งดวงอาทิตย์เพื่อ
70
เป็นการนอบน้อมซิ” ว่าด้วยก็เพ่งดวงอาทิตย์ต่อไป “เหวยเจ้าหมาจิ้งจอกชาติชั่ว! เจ้าประพฤติตัวใช้
้
�
ื่
้
ี
้
อีก ธรรมะบังหนา หากินกับชวิตผูหวังดีทาใหผูอนตายใจ
้
หนูโพธิสัตวไดยินคาอธิบายดังนั้น ก็เกิดความ ซ่อนตัวไว้ทาความชั่วอย่างเดียว การปฏิบัติศีลพรต
�
�
์
้
ิ้
เลื่อมใส เข้าใจว่าสุนัขจงจอกเป็นผู้ตั้งมั่นอยู่ในศีล ของท่านเป็นไปเพื่อหลอกลวงเขา เจ้าจะต้องพบกับ
ธรรม จึงพาฝูงหนูไปนมัสการและปฏิบัติดูแลทุกเช้า ความหายนะในที่สุด”
ั้
์
เย็น หลังจากบารุงดูแลสุนัขจิ้งจอกแล้ว จึงเดินทาง ครนพระโพธสัตวกลาวดงนั้นแลวก็กระโดดขึ้น
ิ
่
้
�
ั
กลับ สุนัขจิ้งจอกก็จะตะครุบหนูตัวสุดท้ายไว้ แล้ว เกาะคอสุนัขจิ้งจอก ใช้ฟันอนคมกัดคอสุนัขจิ้งจอก
ั
กินเป็นอาหารทุกเย็น เมื่อกินเสร็จแล้วก็รีบเช็ดปาก เป็นแผลใหญ่ แลวกัดซ้าแล้วซ้าอีกไมยอมหยุด สุนัข
่
�
�
้
เพื่อมิให้เกิดข้อสงสัย แล้วยืนอยู่ตามเดิม ทาอยู่เช่น จิ้งจอกวิ่งร้องและสะบัดเท่าไรก็ไม่หลุด จึงล้มลง
�
นี้เป็นเวลาหลายเดือน ขาดใจตาย ณ ที่ไม่ไกลนั้นเอง ฝูงหนูทั้งหลายจึงพา
่
ุ
่
ิ้
ฝูงหนูเมื่อถูกจับกินไปทีละตัวสองตัวก็รอยหรอ กันมารมกินเนื้อสุนัขจงจอกอย่างอิมหน�าส�าราญ
ั้
บางตาลงไปทุกทีจนผิดสังเกต หนูทงหลายจึงมา อาศัยอยู่ในป่านั้น จนถึงกาลอวสานแห่งชีวิต
ปรึกษากันว่า “เมื่อก่อนที่อาศัยของพวกเราไม่พออยู่ ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนใจบทหนึ่งว่า ในการ
ต้องยัดเยียดเบียดกัน แต่มาเวลานี้รู้สึกโหรงเหรงไป คบค้าสมาคมกับคนนั้น อย่าดูกันเพียงผิวเผินแค่
�
มาก คงมีภัยจากอะไรสักอย่างหนึ่งเป็นแน่” จึงนา เครื่องแต่งกายหรือกิริยาท่าทาง ควรดูกันให้ลึกถึง
�
ความแจ้งพระโพธิสัตว์ น้าใจและความประพฤติอันแท้จริง การดูน้าใจกัน
�
พระโพธิสัตว์ระแวงในพฤติกรรมของสุนัข นั้นก็เป็นของยาก ต้องดูกันนานๆ จึงจะรู้ และถ้า
จิ้งจอก เพราะเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นหลังจากที่พวก จะดูกันให้ลึกซึ้ง ต้องดูกันให้ถึงเทือกเถาเหล่ากอ
หนูไปคลุกคลีกับสุนัขจิ้งจอก จึงคิดจะสอบสวน ดวย ดังค�าภาษิตไทยสอนวา “จะดูชางใหดูหาง จะ
่
้
้
้
หาความจริง จึงประกาศให้หนูทั้งหลายคอย ดูนางให้ดูแม่ จะดูให้แน่ต้องดูถึงปู ย่า ตา ยาย”
ระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ ให้ไปบารุงสุนัขจิ้งจอก ฉะนั้น ถาจะดูมิตรสหายตองดูกันนานๆ มิ
้
้
�
เหมือนอย่างเคย แต่ขากลับแทนที่พระโพธิสัตว์จะ เช่นนั้นอาจถูกลวงแบบหนูในชาดกนี้ จึงมีภาษิต
�
ออกเดินนาหน้า แต่กลับเดินท้ายแถว เพื่อหวังจะ ไทยสอนว่า
จับตาดูพฤติกรรมของสุนัขจิ้งจอก
พอแถวหนูเดินคล้อยไปนิดหนึ่ง สุนัขจิ้งจอก “อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน จะจนใจเอง”
ี
จึงย่องมาข้างหลังแถว เตรยมตะครุบพระโพธิสัตว์
่
้
พระโพธิสัตวซึ่งระวังตัวอยู แลวจึงเบยงตัวโดดแลววิ่ง (มุสิกชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
์
ี่
้
หนีไป สุนัขจิ้งจอกวิ่งกวดตามแตไมทัน มันจึงนั่งหอบ ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๙ หน้า ๓๔๖)
่
่
อยู่ ณ ที่แห่งหนึ่ง
พระโพธิสัตว์หันกลับมาตวาดสุนัขจิ้งจอกว่า
71
72
่
ื
หมป่าฆาเสอ
ู
ู่
“รวมกันอยู่ แยกหมตาย”
ครั้งหนึ่ง ในป่าหิมพานต์ มีช่างไม้ผู้หนึ่งตั้งร้านประกอบหัตถกรรม
เลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้ประตูเมืองพาราณสี เมื่อหมดไม้ใช้ ประกอบเครื่องเรือน
จึงเข้าป่าเพื่อหาไม้แก่นมาเก็บไว้
คราวนั้น ช่างไม้ได้พบลูกหมูป่าอ่อนตัวหนึ่ง ตกอยู่ในหลุมขึ้นไม่ได้
จึงจับเอาไปเลี้ยงไว้ที่บ้านของตน บารุงด้วยราข้าว น้าข้าว อย่างอิ่มหน�า
�
�
�
�
สาราญ ลูกหมูป่านั้นได้เจริญเติบโตโดยลาดับ มีกาลังวังชามาก เมื่อโต
�
�
ขึ้น ช่างไม้ฝึกให้ช่วยทางานบางอย่าง เช่น หัดให้ใช้ปากคาบสิ่วขวานบ้าง
�
ใช้จมูก และเขี้ยวผลักท่อนไม้ใหญ่บ้าง บางครั้งเอาเชือกคล้องคอ แล้วผูก
่
่
้
่
้
้
้
่
้
่
ติดทอนไมใหชักลากบาง นับวาไดชวยแบงเบางานของชางไมไดพอสมควร
้
ั
ช่างไม้จึงมีความรกในตัวหมูนั้นเสมือนลูกของตัวเอง คราวหนึ่ง
ช่างไม้คิดว่า “ขืนปล่อยให้หมูอยู่ในหมู่บ้านนี้ต่อไป คงมีใครนึกอยากกิน
้
�
้
้
่
้
่
เนื้อหมู และทาอันตรายมันสักวันหนึ่ง ถาเลี้ยงไวจนแกมากแลวปลอยเขา
�
ป่าหากินไม่ได้ เพราะไม่ชานาญป่า กาลังวังชาก็น้อย หลีกอันตรายไม่พ้น
�
ทางที่ดีควรเอาไปปล่อยป่าเสียตั้งแต่วันนี้” เมื่อคิดแล้วจึงนาไปปล่อยให้
�
ไปหากินตามวิสัยของหมูป่า
ตัจฉกสุกรเมื่อถูกปล่อยให้อยู่ผู้เดียว ก็เกิดความว้าเหว่คิดว่า “การ
้
้
่
่
้
้
อยูโดดเดี่ยวไมปลอดภัย เราตองคนหาฝูงหมูปาใหพบจงได” จึงตระเวน
่
่
้
่
็
ไปเสาะหาฝงญาติในปาเปนเวลาหลายวัน เมื่อไดพบหมูฝูงใหญก็ดีใจ จึง
ู
ิ
เข้าไปขอสมัครเป็นญาตด้วย และได้กล่าวกับหมูทั้งหลายว่า “สหาย!
ข้าพเจ้าค้นหาพวกท่านตามป่าเขาเป็นเวลานาน ก็ได้มาพบจนได้ สถานที่
ู
่
่
้
แหงนี้ชางรื่นรมยสมบูรณดวยพืชพันธุธัญญาหาร ขาพเจาขอสมัครอยกับ
้
่
์
์
์
้
พวกท่านด้วยจะได้หมดความระแวง ไม่ว้าเหว่ ไม่มีภัย โปรดรับข้าพเจ้า
ไว้ด้วยเถิด”
พวกหมูป่าฟังแล้ว เห็นตัจฉกะอ้วนพี มีผิวพรรณผ่องใส และยัง
หนุมแนนก็สงสาร จึงกลาวดวยความหวังดีวา “สหายเอ๋ย! จงไปหาที่ซอน
่
้
่
่
่
่
ตัวซึ่งปลอดภัยกว่าที่อื่นเถิด ที่นี่มีศัตรูร้ายคอยเบียดเบียนอยู่เป็นนิตย์
มันแอบมาเลือกจับหมูตัวอ้วนๆ ไปเป็นอาหารทุกวัน ร่างกายอ้วนอย่าง
ท่านในไม่ช้าดอก”
็
“ศัตรูของพวกทานเปนใคร ช่างอาจหาญกล้ามาทาลายพวกญาติเรา
�
่
ซึ่งอยู่กันเป็นกลุ่มก้อนถึงเพียงนี้ บอกข้าพเจ้าหน่อยได้ไหม?”
73
ั
ั
่
่
้
“ก็เจาเสือโครงลายพาดกลอนตัวมหึมานะซิ มี หมูทั้งหลายให้จดท�าค่ายและรกษาหน้าทีโดย
่
่
กาลังดั่งชางสาร เขี้ยวเล็บยาวนากลัว มันมาจับพวก เคร่งครัด
้
�
เราไปกินวันละตัวทุกวัน” พอรุ่งสาง เสือโคร่งตัวนั้น นัยว่าเป็นเสือที่ฤษี
้
“มันคงมากันหลายตัวซิ” ตัจฉกะถามด้วย เลี้ยงไวลาสัตวใหตวเองกิน ออกจากกระทอมของฤษี
้
ั
่
์
่
ู
ความสงสัย “อะไรได้ท่านเอ๋ย” พวกหมรีบตอบ “มัน มุ่งตรงไปยังที่อยู่ของพวกหมู ยืนอยู่บนชะง่อนหิน
็
ั้
่
้
้
ั
้
้
ู
ั
่
่
้
มาแคตัวเดียวมนก็จับพวกเราไดทังฝูงอยูแลว ถ้ามา มองดเหยื่อตัวอวนอยู พวกหมูเมื่อเหนดงนนจึงเขาไป
หลายๆ ตัวก็คงหมดฝูงไปนานแล้ว” บอกตัจฉกะว่า “ศัตรูของเรามาแล้ว”
“ถามันมาแคตัวเดียว ท�าไมพวกเราจงไมสูมัน ตัจฉกะจึงออกค�าสั่งพวกหมูวา “พวกท่านอย่า
้
่
้
่
ึ
่
เขยวของพวกทานก็มี กาลังวังชาก็มีมาก เรามาร่วม ทาตกใจกลัวไป มันแสดงอาการอย่างไรให้ทาอาการ
�
่
�
�
ี้
่
้
้
�
่
ั
กาลงกันเปนกลุมกอนรุมจับเสือแคตัวเดียวไมไดเชียว ล้อเลียนมันทุกอย่าง”
็
่
่
้
�
็
้
หรือ พวกเราจะไมใชเขี้ยวและกาลังใหเปนประโยชน ์ เสือโคร่งย่อตัวลงหน่อยหนึ่ง แสดงอาการยืด
แก่ตัวเองกันบ้างเลยหรือ?” หลังแล้วหันซ้ายขวา ถ่ายปัสสาวะลง พวกหมูทั้ง
ั
้
้
้
พวกหมูปาไดฟงดังนั้นก็คิดได จึงพรอมใจกัน หลายก็ทาทาลอเลียนทุกอยาง เสือโครงเห็นหมูแสดง
่
�
่
่
้
่
่
่
้
กล่าวว่า “ทานตัจฉกะผูเจริญ! วาจาของทานชางจับใจ อาการเชนนันก็ค�ารามขึ้น พวกหมูก็ค�ารามขึ้นพรอม
่
้
่
้
ยิ่งนัก ต่อไปนี้ถ้าพวกเราตวใดตัวหนึ่งหนีจาก กันบ้าง เสือโคร่งเห็นดงนั้นจึงคิดแปลกใจว่า “เมื่อ
ั
ั
สนามรบ เราจะรุมฆ่าเสียทุกตัว ถึงเวลาแล้วที่พวก ก่อนหมู พวกนี้เห็นเราก็มิพักรอช้าวิ่งหนีเอาตัวรอด
เราจะพร้อมใจกันฆ่าเสือบ้างละ” วันนี้ทาท่าล้อเลียนเรา และตั้งกันเป็นพวก ๆ คงมี
�
ี
ี้
�
ตัจฉกะเกลยกล่อมพวกหมูให้ร่วมเป็นน้าหนึ่ง หมูดมาบงการแล้วเป็นแน่” พอเสือโคร่งจะเข้าไปก ็
้
ื่
ใจเดยวกัน เมอไดรับการเห็นชอบทั่วกันแลว จึงถาม เกรงจะมีอันตราย จึงกลับไปบอกฤษี
ี
้
ี
ว่า “เสือโคร่งมันมาเวลาใด?” ฤษโกงแกล้งพูดถากถางเสือโคร่งขึ้นว่า “พ่อ
“มันมาเวลาเช้า วันนี้พวกเราถูกจับไปตัวหนึ่ง เสือโคร่งผู้เก่งกล้ากว่ามฤคชาติทั้งมวล วันนี้เจ้า
แล้ว พรุ่งนี้มันคงมาเช้าตรู่อีก” ถือศีลไม่ฆ่าสัตว์ หรือให้อภัยแก่สัตว์ไม่ยอมฆ่า หรือ
่
้
้
ตัจฉกสุกรเป็นสัตว์ฉลาด รู้ชัยภูมิในการสู้รบ เขี้ยวเล็บหักกุดสิ้นแลว จึงไมไดอะไรเปนเหยื่อมาเลย
็
ตรวจภูมิประเทศแลวเห็นวาไมเหมาะที่จะตั้งคายสูรบ มิหนาซ้ายังแสดงอาการหวาดกลัวหมูเสียอีก”
�
้
�
่
้
่
่
�
่
่
กับเสือโครง จึงไปตรวจภูมิประเทศในที่ไมไกลกันนัก “มิได้ท่านฤษี เขี้ยวเล็บและกาลังของข้าพเจ้า
ิ่
เห็นเป็นที่เหมาะ จึงสั่งให้หมูทั้งหลายกินให้อมแต่ ยังมีพร้อม แต่ข้าพเจ้าสังเกตเห็นอาการผิดปกติใน
่
่
่
็
่
้
่
ยามดึก พอรุงอรุณใกลสวาง จึงใหตั้งชัยภูมิ “ปทุม- ฝูงหมู มันไมเหมือนแตกอน จับกันเปนกลุมเปนกอน
่
้
็
้
้
่
ู
�
้
ี่
้
้
้
พยุหะ” วางลูกหมทกาลังดื่มนมไว้ตรงกลาง ให้แม่ คลายจะรุมเลนงาน ขาพเจาจึงมิกลาผลีผลามเขาไป”
หมูลูกอ่อนล้อมไว้ชั้นหนึ่ง คัดหมูตัวเมียร่นๆ วาง ชฎิลโกงฟังดังนั้น จึงกล่าวเพื่อปลุกใจว่า “ผู้
ุ
กาลังหมูวัยรุ่น เขี้ยวยังไม่ยาวไว้แทรกระหว่างกลาง เอาชนะหมู่อสูรได้กมีแต่พระอินทร์องค์เดียว ผู้
็
�
่
้
้
้
้
เป็นระยะ ใหหมูเขี้ยวยาวซึ่งพรอมที่จะรบลอมไวอีก เอาชนะนกได้ก็มีแต่เหยียว แต่ผู้เอาชนะสัตว์ป่าได้
�
ชั้นหนึ่ง ตั้งกองกาลังโจมตีเป็นพวกๆ ๑๐ ตัวบ้าง นั้นก็คือเสือโคร่ง ท�าไมเจ้าจึงกลัวหมูซึ่งเป็นอาหาร
๒๐ ตัวบ้างไว้หลายแห่ง ให้ขุดหลุมไว้หลุมหนึ่ง โดยตรงของเจ้าเล่า”
�
สาหรับตน และขุดหลุมพรางให้ลึกไว้ดักเสืออีกหลุม “ไม่ว่าพระอินทร์หรือเหยี่ยว หรือเสือโคร่งตัว
้
�
หนึ่ง ทาใหเปนแองเหมือนขอบกะดง ในระหวางหลุม ใด ถ้าหมู่ญาติเขาพร้อมเพรียงกันอย่างแน่นแฟ้น
่
้
่
็
�
ุ
็
ทั้งสองพูนเปนขอบดินไวเพื่อตน ตัจฉกะเดินควบคม แล้ว ก็ทาอะไรเขามิได้ทั้งนั้นแหละ”
้
74
“เจ้าเสือโคร่งเอ๋ย!” ชฎิลโกงปลุกใจเสือต่อไป ตัจฉกะบงการให้หมูหนุ่มที่มก�าลังมากและมี
ี
�
“เจ้าช่างไม่รู้กาลังของตัวเองเสียบ้างเลย อย่าไปกลัว เขี้ยวคมช่วยกันขุดโคน กัดรากต้นไม้ให้ขาดให้หมด
�
เลยน่ะ เมื่อไปถึงก็ส่งเสียงคารามให้ลั่นป่า วิ่งปรี่เข้า แล้วให้หมูอีกพวกหนึ่งใช้กาลังดันต้นไม้ ไม่ช้าต้น
�
่
ใส่ กลุมหมูมันก็จะตกใจแตกฮือออกจากกัน แล้วเจ้า มะเดื่อก็โค่นลง ฤษีโกงจึงตกลงมาที่พื้นดิน
ก็เลือกจับมันได้ตามสบาย ไปเถิด อย่ากลัวลมๆ พวกหมูทั้งหลายจึงพากันขวดขยี้และกัดกิน
ิ
ั
้
่
แล้งๆ ไปหน่อยเลย” เนื้อจนหมด แลวตางแสดงความรื่นเริงบนเทิงใจอยาง
่
เสือโคร่งได้ฟังดังนันก็ชักใจกล้าขึ้น ไปเดิน เกรียวกราว เป็นอันสิ้นศัตรู ทั้งฤษีและเสือโคร่ง จึง
้
กรดกรายอยูบนหินดาดอีกครั้งหนึ่ง พวกหมูเห็นดัง พากันยกย่องอภิเษกตัจฉกะให้เป็นเจ้าฝูง อยู่ในป่า
่
ี
นั้นจึงบอกใหตัจฉกะทราบ ตัจฉกสุกรจึงปลอบใจพวก นั้นด้วยความสามัคคี จนถึงกาลอวสานแห่งชีวิต
้
หมูมิให้หวาดกลัว พากันขึ้นไปเดินล่ออยู่บนมูลดิน เทพารักษ์ซึ่งสิง ณ ป่านั้น เห็นเหตุการณ์โดย
�
สูงบ้าง เสือเห็นดังนั้นจึงรวบรวมกาลังใจกระโจนใส่ ตลอด จึงกล่าวสรรเสริญของความสามัคคีว่า
ั
ตัจฉกสุกรทนที ตัจฉกะหลบลงใต้ขอบมูลดิน เสือ “หมู่ญาติที่ร่วมใจกันด้วยแรงสามัคคี ย่อม
็
โคร่งวิ่งเลยไปจึงตกหลุมพรางทันที หัวชนขอบดิน ทาทุกสิ่งได้ส�าเรจ เปรียบเหมือนต้นไม้เกิดในป่า
�
อยางแรงถึงขั้นสลบ ตัจฉกะจึงกระโดดขนจากที่หลบ ต่างอาศัยซึ่งกันและกันจง เป็นป่าอยู่ได้ พวกหมู
ึ
ึ้
่
ื
้
้
่
่
้
่
ั
้
็
้
วิ่งเขาขวิดดวยเขี้ยวอันคม ถูกทองอยางแรง ไสเสือ พรอมใจกนเปนอันหนึ่งอันเดียวกัน จึงฆาเสอโครง
�
โคร่งทะลักออกมาทันที พวกหมูเห็นดังนั้น จึงพากัน ได้สาเร็จ ฉะนี้”
ุ
วิ่งกรูกันเข้ามารมล้อมกัดกินเนื้อเสือโคร่งตัวละค�า จากชาดกเรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า ความสามัคคีใน
�
ั
็
สองคา ครู่เดียวก็เหลือแต่กระดูก ต่างกพูดกนว่า หมู่ญาติ ถ้ากระชับไว้ให้แน่นแฟ้นมันคงไม่
่
่
้
็
ึ
“เนื้อเสือนี่อร่อยไม่น้อยเลย” แต่ก็ยังไม่มีหมูตัวไหน แตกแยกกันแลว ยอมสรางความเปนปกแผน และ
้
้
�
่
์
แสดงความยินดีออกมา สรางความสุขสาราญแกวงศตระกูล ความสามัคค ี
็
ิ
็
่
่
ตัจฉกะจึงถามว่า “บัดนี้ศัตรูของเราก็สิ้นแล้ว ในหมูญาตเปนของงาย เพราะเปนไปโดยธรรมชาติ
เหตุใดพวก ท่านจึงไม่แสดงความยินดีฉลองกันให้ อยู่แล้ว ข้อส�าคัญว่าอย่าไปท�าลายเสียเพราะ
สมใจกันเล่า ?” เหตุการณแกงแยงกันเพียงเล็กนอย ความสามัคคี
์
่
้
่
�
พวกหมูตอบว่า “ท่านตัจฉกะ! เสือโคร่งนะ สร้างของเล็กให้เป็นของใหญ่ สร้างสิ่งมีกาลังน้อย
ตายแล้ว แต่คนที่เลี้ยงเสือโคร่งซิยังมีชีวิตอยู่ ไม่ช้า ใหมีก�าลังมาก เหมือนเชือกเสนเดียวจะผูกสัตวแม ้
้
์
้
้
้
้
่
คงนาอันตรายมาสู่เราอีก พวกข้าพเจ้าจึงยังไม่ดีใจ” เล็กๆ ก็ยอมขาดงาย แตถาดายหลายๆ เสนทบกัน
่
่
�
็
่
้
้
่
ู
“ผูนั้นเปนใคร อยที่ไหน บอกมาเถิดจะไดชวย อาจผูกพญาช้างสารได้ ดังตัวอย่างหมูซึ่งเป็นสัตว์
�
กันก�าจัดให้สิ้นซาก” เล็ก แต่อาศัยกาลังใจที่รวบรวมเป็นน้าหนงใจ
�
ึ่
“เป็นฤษี อยู่ในอาศรมใกล้เขาลูกโน้น” พวก เดียวกัน จึงฆ่าศัตรูทั้งเสือโคร่งและฤษลามกได้
ี
้
่
หมูชี้ใหดูอาศรมแลวกลาววา “ฤษีผูนี้คอยกินเนื้อของ ดังนัยภาษิตว่า
่
้
้
�
ี
พวกเราที่เสือนาไปให้” “อันความกลมเกลยวเป็นใจเดียวแหละ
“ถาเชนนั้น พวกเราพากันไปเดี๋ยวนี้เลย จะได้ ประเสริฐ” ดังนี้
่
้
้
้
สิ้นศัตรูเสียที” แลวตัจฉกะก็น�าหนาพวกหมูวิ่งตรงไป
ยังอาศรมของฤษ เมื่อฤษีโกงเห็น พวกหมูกรูกันเขา (ตัจฉกสุกรชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
้
ี
้
้
มา ก็เดาออกวาเสือโครงตายเสียแลว จึงวิ่งหนีขึ้นตน ชาดก ปกิณณกนิบาต เล่ม ๓๓ หน้า ๓๗๑)
่
่
มะเดื่อเพื่อเอาตัวรอด
75
76
นกกระจาบ
ู่
ุ
“ความพร้อมเพรียงหม ให้เกิดสข”
ครั้งหนึ่ง ในป่าหิมพานต์ เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองเมือง
่
้
พาราณสี มีพรานนกผูหนงหากินทางจับนกขายตามตลาด เที่ยวลานก
ึ่
ี่
่
็
่
ไปจนถึงราวปาอันเปนทอาศัยแหงนกกระจาบฝูงหนึ่ง ซึ่งมีพระโพธิสัตว ์
เป็นหัวหน้าฝูง มีนกกระจาบหลายพันตัวเป็นบริวาร
่
นายพรานเมื่อไปถึงที่อยูของนกกระจาบ จึงทาเสียงและออยเหยื่อ
�
่
้
้
ล่อ เมื่อนกมารวมกันมากพอสมควรก็เหวยงแหคลุม แลวรวบตีนแหเขา
ี่
้
ดวยกัน หอเอานกเขากรงขังแลวกลับบาน น�าไปขายตามร้านตลาด นาย
่
้
้
้
�
พรานนกจับนกกระจาบฝูงนั้นได้เป็นจานวนมาก
วันหนึ่งพระโพธิสัตว์เรียกประชุมบริวารแล้วสอนว่า “พรานนกผู้
�
นี้ทาให้เราพินาศไปมากต่อมากแล้ว เรามีอุบายแก้การจับของพรานผู้นี้
ได้ แตตองอาศัยความสามัคคีของพวกเรา พอพรานเหวี่ยงแหลงมาคลุม
้
่
้
พวกเราจงพรอมใจกันบินพาเอาแหขึ้นคลุมตนไม แลวคอยบินหนีลงทาง
่
้
้
้
ใต้ต้น พรานนกก็ไม่สามารถจับเราใส่กรงได้”
นกกระจาบเหล่านั้นรับค�าพระโพธิสัตว์ วันรุ่งขึ้น ถูกนายพราน
เหวี่ยงแหติดอีก นกทุกตัวออกกาลังบินพร้อมกัน นาแหไปคลุมไว้บน
�
�
ยอดไม้ แล้วบินหนีลงมาทางใต้ต้นไม้ กว่านายพราน จะปีนขึ้นไปบน
ต้นไม้ และแกะแหออกมาไดก็เสียเวลาไปจนถึงค่า วันนั้น นายพรานไม่
�
้
ได้นกกลับไปเลย เดินคอตกกลับบ้าน
้
่
่
วันรุงขึ้น นายพรานกลับมาแตเชา ดักรออยูที่พวกนกกระจาบมา
่
หากิน ครั้นไดจังหวะจึงเหวี่ยงแหคลุมนกกระจาบอีก นกกระจาบนึกถึง
้
่
ิ
�
คาของพระโพธสัตว จึงพรอมใจกันบินพาเอาแหไปติดบนยอดไผ คราว
์
้
�
นี้ยิ่งสร้างความลาบากให้แก่นายพราน กว่าจะรื้อแหลงมาได้ก็พลบค่า
�
เสียแล้ว ไม่มีเวลาไปหานกที่อื่น เดินคอตกกลับบ้านตามเคย
�
ฝ่ายภรรยาเฝ้ารอคอยสามี หวังว่าจะได้นกมาแกง รอจนค่าจึง
ั
ื
เห็นพรานเดินมามอเปล่ากลบมา นางจึงโกรธและตะคอกสามี ว่า
“พ่อเจ้าประคุณ ออกล่านกแต่เช้ายันค�่า ไม่ได้นกมาสักตัว เห็นจะมัว
77
ไปหลงเมียน้อยที่ไหนละกระมัง เอานกไปบาเรอมันหมดแล้วซิ ถ้าแม่รู้
�
เข้าเมื่อไรเป็นตายกันไปข้างหนึ่งเป็นแน่”
�
สามีชักหัวเสียตอบภรรยาไปว่า “แม่มหาจาเริญ ช่างพูดพล่อยไม่
�
ยั้งคิด ในป่าดงอย่างนี้จะเอาสตรีที่ไหนมาบาเรอเล่า นกกระจาบพวกนี้
มันมความสามัคคีผิดธรรมดา เวลาติดแหมันพรอมใจกันบินพาแหไปติด
ี
้
�
บนยอดไม้ กว่าจะแก้มาได้ก็ยันค่า ดูซิ แหมีรอยขาดพรุนไปหมด เถอะ
้
็
้
น่า! รอใหมันวิวาทแตกสามัคคีกันเมื่อไร จะจับมาใหเธอเปนรอยทีเดียว”
้
ต่อมาอีกไม่นาน นกกระจาบตัวหนึ่งบินลงมาหากินในกลุ่ม
เดียวกัน เผอิญไปเหยียบหัวอีกตัวหนึ่งเข้า นกตัวถูกเหยียบโกรธจัด จึง
ึ
กล่าวว่า “เฮ้ย เจ้านกถ่อย! อวดดีอย่างไรจงมาเหยยบหัวเรา จะต้อง
ี
จัดการกับเจ้าให้สาสมทีเดียว”
่
่
ั
“ขอโทษเถอะพ่อคุณ” นกอีกตวหนึ่งกลาวขอโทษ “ขาพเจาซุมซาม
้
้
่
ไปหน่อยจึงเหยียบถูกศีรษะท่าน โปรดอภัยให้ด้วยเถิด ข้าพเจ้าจะระวัง
ไม่ให้แตะต้องตัวท่านอีกต่อไป”
ู
“ขอโทษแล้วหายเจ็บรึ” นกตัวถกเหยียบไม่ลดละ “ต่อไปเที่ยว
เหยียบหัวเขาแล้ว ขอโทษเสียก็หมดเรื่องซิ เราอภัยให้เจ้าไม่ได้แน่”
้
่
เมื่อฝายหนึ่งไมยอมใหอภัย อีกฝายหนึ่งชักอวดดีขึ้นมา ต่างอวด
่
่
่
ฤทธิ์กันวาใครจะเกงกวาใคร การวิวาทกอจุดขนเพียงอาศัยนก ๒ ตัวกอน
่
ึ้
่
่
่
เมื่อไม่ระงับก็ลามไปยังเพื่อนฝูงใกล้เคียง เกิดแบ่งพวกกันขึ้น ผลที่สุดก็
เลยแตกแยกกันทั้งฝูง
พระโพธิสัตว์เมื่อไม่สามารถห้ามปรามได้ จึงคิดว่า “การทะเลาะ
วิวาทเป็นบ่อเกิดแห่งความหายนะ หาความเจริญมิได้ ถ้าติดตาข่ายขึ้น
มาอีก คงไม่มีใครยอมยกตาข่ายไปคลุมบนต้นไม้ การอยู่ในกลุ่มที่ไม่
สามัคคีกัน เป็นภัยอย่างมหาศาล” จึงพาผู้เป็นบริวารที่เชื่อฟังบินไปจาก
ที่นั้นเสีย
ุ
่
พรานนกสังเกตเห็นฝูงนกไมเกาะกันเปนกลมเหมือนเดิม ซ้าจิกตี
็
่
�
�
กันเป็นประจา แสดงว่านกแตกสามัคคีกันแล้ว จึงแอบไปดักดังเดิม เมื่อ
ไดจังหวะจึงเหวี่ยงแหคลุมนกกระจาบฝูงนั้นอีก นกแตละตัวตางถือดีกัน
้
่
่
78
่
่
ิ
่
�
่
่
วาตัวมีก�าลัง ตางก็ไมยอมบิน เพราะต้องการ จะดูกาลังตัวที่อวดเกงวาจะบน
�
�
ไปได้ไหม ตัวอื่นๆ ก็คิดทานองเดียวกัน ผลที่สุดไม่มีนกตัวใดออกกาลังบิน
ก็พอดนายพรานวิ่งมาถงตัวแลวรวบตีนแหได จับเอานกกระจาบไปทั้งฝูง มอบ
้
้
ี
ึ
ให้ภรรยาจัดการต้มแกง และแบ่งขายตามความต้องการต่อไป นกฝูงนั้นจึง
สูญไปในที่สุด
ชาดกเรื่องนี้สอนคติธรรมข้อหนึ่งว่า สามัคคีย่อมเป็นพลังมหาศาล
สามารถบันดาลให้ปลอดจากภัยทั้งปวงได้ ท่านให้ดูตัวอย่าง เช่นกอไผ่
ว่าเหตุใดมันจึงไม่สูญพันธ์ุไปง่ายๆ ก็เพราะ กอไผ่เกิด ณ ที่ใด มันมิได้
�
เกิดแต่ลาเดียวเดี่ยวโดด มันเกิดเป็นกอ ๆ แต่ละกอมีกิ่งก้านสาขา และ
่
ุ
หนามแนนกอไปหมด แตละกิ่งสาขามันยังสงหนามอันเปนอาวธประจ�าตัว
่
่
็
ึ
�
้
่
้
ไปปองกันภัยดวยกันทั้งนั้น และพรอมเพรียงกัน กอไผจงดารงอยู่ได้ ยาก
้
ที่ใครจะเข้าไปทาอันตรายได้ ไม่เหมือนต้นไม้บางต้น ต้นเต็งรังขึ้นโดด
�
เดี่ยว คนจึงเข้าถึงตัวทาอันตรายได้ง่าย คนเราก็เช่นกัน ตราบใดที่ยังไม่
�
ทาลายความสามัคคี ยังเกาะกลุ่มกันเป็นปึกแผ่นแน่นหนา ก็ยากที่ศัตรู
�
จะทาลายได แตเมื่อใดแตกสามัคคีแกงแยงกัน ยอมประสบความหายนะ
่
่
่
่
้
�
เมื่อนั้น ตัวอย่าง เช่น นกกระจาบ เมื่อสามัคคีกันก็ยังเป็นอยู่ได้ เมื่อแตก
สามัคคีก็ถูกท�าลายจนหมดฝูง จึงควรถือเป็นคติประจ�าใจว่า “ความ
สามัคคีของหมู่ให้เกิดสุข” ฉะนี้
(สัมโมทมานชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๘ หน้า ๓๖๕)
79
80
ั
สตว์สามสหาย
ู
้
้
ู
่
“ออนน้อมต่อผใหญ่ เป็นผเจริญ”
ครั้งหนึ่งในป่าหิมพานต์มีสัตว์สามสหาย คือ ลิง ช้าง และนก
ั
่
่
่
้
่
กระทา อาศัยรมไทรเปนที่อยูรวมกน ตางก็ไมยอมออนนอมตอกัน และ
็
่
่
่
กัน เพราะต่างเผ่าพันธุ์ต่างวรรณะ วันหนึ่งจึงปรึกษากันว่า
“เราอยู่รวมกันแบบต่างคนต่างดีเช่นนี้จะสนิทสนมกันยาก และ
ไม่สามารถปฏิบัติธรรม คือความอ่อนน้อมต่อกันและกันได้ ถ้ากระไร
้
�
่
่
เรามาสืบสาวกันวาใครเกิดกอนเกิดหลัง จะไดเคารพกันโดยลาดับ เพื่อ
้
่
้
่
ความเปนสิริมงคลแกพวกเรา โบราณท่านสอนไว้ว่า “ผูมีปกติออนนอม
็
ต่อผู้ใหญ่ ย่อมถึงความเจริญอยู่เป็นนิตย์”
วันหนึ่ง สัตว์สามสหายคิดอบายขึ้นมาได้ จึงประชุมกันที่โคน
ุ
ต้นไทร นกกระทาและลิงถามช้างว่า “ท่านช้างสหายรัก ท่านมีร่างกาย
ใหญ่โต อาศัยอยู่แถวนี้มานาน ท่านรู้ไหมว่าไทรต้นนี้มีอายุประมาณ
เท่าไร?”
ช้างตอบด้วยความมั่นใจว่า “สหายเอ๋ย ข้าพเจ้าค�านวณไม่ได้ว่า
้
ี
ต้นไทรนอายุเท่าไร แต่จ�าได้แน่นอนว่า เมื่อข้าพเจ้ายังหนุ่ม เดินมา
หากินบริเวณนี้ ต้นไทรนี้มียอดเรี่ยท้องพอดี ข้าพเจ้าเดินข้ามได้อย่าง
สบาย ท่านคานวณกันเองเถิดว่าข้าพเจ้ามีอายุนานเพียงไร”
�
นกกระทากับช้างหันไปถามลิงบ้างว่า “สหาย ท่านเล่าเคยเห็น
ต้นไทรต้นนี้ตั้งแต่เมื่อไร ก่อนหรือหลังท่านช้าง”
�
“สหายรัก ข้าพเจ้าจาได้แม่นว่า สมัยเมื่อข้าพเจ้าเป็นลูกลิงน้อย
นั่งอยูบนแผนดินไมตองชะเงอคอก็สามารถกินยอดไทรตนนี้ได จะนาน
่
้
้
่
้
่
้
สักเท่าใดก็สุดแต่คิดเอาเถิด” แล้วหันไปถามนกกระทาบ้างว่า
“ท่านนกกระทาเล่า ท่านเห็นต้นไทรต้นนี้มาตั้งแต่เมื่อไร ?” นก
้
้
่
้
กระทาหัวเราะแลวตอบวา “ถาเปนเชนนั้น ทานทั้งสองเกิดทีหลังขาพเจา
้
่
่
็
แน่นอน เพราะเมื่อข้าพเจ้าเล็กๆ บินมาหากินแถบนี้ไม่มีต้นไทรต้นนี้
81
เลย มีต้นไทรต้นใหญ่ในที่ไม่ไกลจากนี้ต้นหนึ่ง ข้าพเจ้าเองผู้บินไปจิก
กินเมล็ดไทรแล้วมาถ่ายไว้ที่ตรงนี้ เมล็ดไทรจึงงอกเจริญเติบโตมาถึง
เพียงนี้ ข้าพเจ้าเห็นจะเกิดก่อนพวกเจ้าทั้งสองเป็นแน่”
�
เมื่อนกกระทากล่าวจบ ช้างและลิงก็ยอมจานน กล่าวว่า “ท่าน
นกกระทาผู้บัณฑิต ท่านมีอายุแก่กว่าข้าพเจ้าทั้งสอง ตั้งแต่นี้ไป ท่าน
ู
้
่
ู
่
้
ิ
�
้
้
จงตั้งอยในฐานะผใหญ ขาพเจาทั้งสองจะทาการสักการะบูชา ใหเกียรต
ั
่
่
และปฏิบัติทานตลอดไป จะเชื่อฟงโอวาทของทานทุกประการ ขอท่าน
ได้โปรดตักเตือนในเมื่อข้าพเจ้ามีความผิดพลาดด้วยเถิด”
ตั้งแต่นั้นมา นกกระทาก็ให้โอวาทแก่สตว์ทั้งสองให้ตังอยู่ในศีล
้
ั
๕ ส่วนตัวเองก็สมาทานศีลตามสมควร ด้วยเดชะบารมี ศีล ๕ และ
�
ความเคารพยาเกรงผู้มีอาวุโส จึงบันดาลให้ประสบความร่มเย็นตลอด
ไป ไม่มีใครบาดหมางกัน จนถึงกาลอวสานแห่งชีวิต ครั้นตายแล้วก็ไป
บังเกิดในสุคติ
ชาดกเรื่องนี้มีคติธรรมสอนว่า ในกล่มที่อย่ร่วมกัน ถ้ามีแต่
ู
ุ
คอยชิงดีชิงเด่น แก่งแย่งกันเป็นใหญ่ ย่อมจะหาความสงบสุขมิได้
่
้
แตถาทุกคนตางมีความเคารพนอบนอมกันตามฐานะ เคารพผูที่ควร
้
่
้
เคารพ นอบน้อมผู้ที่ควรนอบน้อม หมู่คณะย่อมประสบแต่ความ
สุขความร่มเย็นตลอดไป ดังที่พระพุทธองค์ตรัสสอนว่า “ผู้มีปกติ
อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ ย่อมมีความเจริญไม่หยุดยั้ง” คนที่มีความ
อ่อนน้อม ย่อมส่อถึงความเป็นคนมีความดีภายใน ตรงกันข้าม ถ้า
่
เป็นคนแข็งกระด้าง ไม่อ่อนน้อมต่อผู้ทีควรอ่อนน้อม ย่อมประสบ
ความหายนะ ท่านให้ดูตัวอย่าง เช่น รวงข้าวในนา ตามธรรมดา
ข้าวรวงใดมีเมล็ดเต็มภายใน มักอ่อนรวงลงเสมอ ส่วนรวงใดเมล็ด
ลีบไม่มีเนื้อภายใน มักชูรวงแขงกระด้าง ไม่อ่อนเหมือนคน
็
อ่อนน้อม ซึ่งแสดงว่ามีความดีภายใน ส่วนคนแข็งกระด้าง แสดง
้
่
้
วาภายในลีบไมมีอะไรดีเลย แมแตสัตวสามประเภทยังตองพยายาม
่
์
่
หาทางอ่อนน้อมต่อกันจนได้ มนษย์จึงควรสานึกในข้อนี้ และ
ุ
�
ประพฤติตนอ่อนน้อมเสมอ จะถึงความเจริญในกาลทุกเมื่อ
(ติตติรชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๘ หน้า ๓๘๓)
82
83
เพ่อนแท้
ื
ื
ื
“เพ่อนกินหาง่าย เพ่อนตายหายาก”
่
์
์
็
ครั้งหนึ่งในปาหิมพานต พระโพธิสัตวเกิดเปนกวางอาศัยอยูในปา
่
่
�
ลึกใกล้สระน้า ในสระนั้น มีเต่าใหญ่ตัวหนึ่งอาศัยอยู่ เมื่อกวางโพธิสัตว์
�
กลับมาจากหากินในยามเย็น มักลงไปดื่มน้าในสระเป็นประจา และพบ
�
กับเต่าบ่อยครั้ง จึงเกิดความรักใคร่กัน คบกันเป็นเพื่อนสนิทตลอดมา
�
ณ ต้นไม้ใหญ่ใกล้สระน�้า ซึ่งกวางอาศัยพักผ่อนประจา มีนกตัว
ั
่
้
้
่
�
่
หนึ่งชื่อสตปตตะทารังอยูบนตนไมกับนางนก และมีลูกออนอยูในรัง นก
สตปัตตะเห็นกวางโพธิสัตว์มีลักษณะน่าคบค้าสมาคม จึงเข้าไปสนทนา
ด้วยจนเกิดเป็นเพื่อนสนิทกัน สัตว์ทั้ง ๓ คือ กวาง เต่า และนก แม้
จะอยู่ในฐานะต่างกัน คือเต่าอยู่ในน�้า กวางอยู่บนบก นกอยู่บนอากาศ
็
์
ั
แตอาศัยไมตรีจิตมิตรภาพ เปนสื่อกลาง จึงเกิดความรกฉันทเพื่อนอยาง
่
่
แน่นแฟ้น
ู
ี่
มีพรานผู้หนึ่งท่องเทยวล่าสัตว์อย่ในป่า วันหนึ่ง หลังจากที่นาย
พรานเที่ยวล่าสัตว์ตั้งแต่เช้าจนพลบค�่าไม่พบสัตว์แม้แต่ตัวเดียว จึงเดิน
�
�
�
พลัดมาทางปานัน เห็นสระมีน้าใสสะอาดก็ดีใจ ลงไปดื่มน้าและใช้น้าลูบ
้
่
เนื้อลูบตัวเพื่อให้เกิดความสบาย เผอิญมองไปที่ขอบสระ เห็นรอยเท้า
กวางที่เพิ่งขนลงใหมๆ ดวยวิสัยของพรานจึงรูทันทีวาสระนีมีกวางมาดื่ม
้
้
ึ้
่
้
่
�
น้าเป็นประจา จึงวางบ่วงควั่นด้วยเชือกเหนียว หลายเส้นดักไว้ที่ทางขึ้น
�
ลง แล้วกลับไปพักยังกระท่อมกลางป่า นึกว่ารุ่งเช้าคงจะได้กวางสักตัว
หนึ่งเป็นแน่
ตกเวลาพลบค่า กวางโพธิสัตวกลับมาจากหากิน ตั้งใจจะลงไปดื่ม
�
์
�
ี
่
ิ
น้าในสระตามปกติ มิทันไดพินจพิเคราะห และมิไดระแวงวาจะมอันตราย
้
้
์
มาถึง โบราณว่า “เมื่อถึงคราวเคราะห์แล้วเหมือนมีอะไรมาบังตาให้
มืดมน นกแร้งแม้มีสายตายาว บินอยู่บนอากาศแม้ตั้งโยชน์ ก็ยังมอง
่
้
์
์
เห็นซากสัตวตายบนพื้นดินได แตเมื่อถึงคราวเคราะห แร้วของนายพราน
อันใหญ่แม้อยู่ใกล้ติดตัวก็มองไม่เห็น ยังติดแร้วนายพรานจนได้”
84
คราวนี้เห็นจะเป็นคราวเคราะห์ของกวางโพธิสัตว์ จึงเดินไปเหยียบบ่วงของ
นายพราน บ่วงรัดตัวไว้แน่น กวางโพธิสัตว์พยายาม ดิ้นจนสุดความสามารถก็ไม่
อาจหลุดจากบ่วงได้ ยิ่งดิ้นก็ยิ่งแน่นจนหมดแรง จึงร้องเรียกสหายเต่าและนก เพื่อ
ิ
ขอความช่วยเหลือ เต่ารีบคลานขึ้นมาจากสระ นกบนลงจากต้นไม้รีบมาหากวาง
เห็นกวางติดบ่วงก็ตกใจ จึงปรึกษากันว่าจะทาอย่างไรดีจึงจะช่วยสหายของเราให้
�
เป็นอิสระได้ นกสตปัตตะได้ความคิด จึงบอกเต่าว่า
“สหายรัก ท่านมีปากคมและแข็งพอที่จะกัดเชือกให้ขาดได้ จงใช้ปากของ
ท่านแทะเชือกทีละน้อยจนกว่าจะขาด ส่วนข้าพเจ้าจะไปยับยั้งนายพรานไว้ไม่ให้
มาเร็วไป จงลงมือแทะเถิด ข้าพเจ้าจะไปยับยั้งนายพราน ณ บัดนี้” นกรีบบินมุ่ง
ู
่
ี
ิ่
้
หน้าไปยังกระท่อมของนายพราน เกาะอยบนกงไมใหญเพื่อคอยทนายพรานจะออก
่
จากกระท่อม
เต่าพยายามรวบรวมกาลังทั้งหมด กัดแทะเชือกอย่างไม่คิดชีวิต แทะเท่าไร
�
ก็ไม่ขาด เพราะบ่วงของนายพรานควั่นด้วยเชือกเหนียวและทบกันหลายเส้น แม้
กระนั้นเต่าก็มิได้ท้อถอย พยายามกัดแทะจนสุดแรง ตั้งแต่หัวค�่าจนเกือบรุ่งอรุณก็
ยังไม่ขาด คงเหลือเส้นเชือกเพียงเกลียวเดียว เลือดออกมากลบปาก ไม่สามารถ
แทะต่อไปได้ หมดแรงนอนสลบอยู่กับบ่วงนั้นเอง
เกือบได้เวลารุ่งอรุณ พรานตื่นจากที่นอนนึกถึงบ่วงที่ดักไว้ ก็รีบลุกขึ้น คว้า
�
ั
หอกและกระสอบใส่เนื้อเดินออกจากกระท่อม มุ่งหน้าไปยงสระน้าที่ตนดักบ่วงไว้
นกสตปัตตะซึ่งเฝ้าคอยทีอยู่แล้ว เห็นนายพรานเดินออกจากประตูกระท่อม จึง
เตรียมคอยทีอยู่ก็ ทิ้งตัวโฉบจิกตีที่ศีรษะนายพรานอย่างแรง แล้วบินขึ้นไปเกาะกิ่ง
ไม้ตามเดิม
่
้
่
ู
นายพรานมิทันไดรูตัว เมื่อถกซุมโจมตีแบบกองโจรเชนนั้นก็ตกใจ แหงนหน้า
้
ขึ้นดู เห็นนกตัวดาๆ บินหายไปในความมืด เกิดความหวาดกลัว เข้าใจว่าเป็นนก
�
ปีศาจ บ่นพึมพากับตัวเอง
�
“วันนี้เป็นวันซวยของเรา เจ้านกกาลกรรณีตัวนี้มาจิกเรา ชะรอยจะเป็นลาง
ร้าย ถ้าขืนเดินทางไปในเวลานี้คงประสบอันตรายเป็นแน่ ต้องกลับไปนอนแล้วตื่น
เอาฤกษ์ใหม่ถึงจะดี” จึงเดินกลับเข้ากระท่อม เอนตัวลงนอนต่อไป
�
เวลาล่วงไปสักครู่ใหญ่ พรานทาทีลุกขึ้นมาใหม่ได้คว้าเครื่องมือ แล้วคิดว่า
“คราวก่อนเราเดินออกทางหน้าบ้าน ถูกนกอัปรีย์จิกเอาจนเสียฤกษ์ คราวนี้
ตองเปลี่ยนทิศทางเปนออกทางหลังบานบาง” คิดแลวคอย ๆ ออกทางหลังบาน และ
้
่
้
้
็
้
้
มุ่งไปยังที่ดักเนื้อ
85
นกสตปัตตะรู้ดว่า ตามธรรมดานายพรานมักถือโชคลาง เมื่อคราวก่อนออก
ี
ทางหน้าบ้านถูกเราจิก คราวนี้คงไม่กล้าออกทางหน้าบ้าน คงออกทางหลังบ้านเป็น
แน่ จึงไปเกาะอยู่บนต้นไม้คอยเวลานายพรานออกมา พอนายพรานเดินมาถึงต้นไม้
นั้น นกสตปัตตะจึงโฉบลงและจิกตีนายพรานอีกโดยแรง แล้วบินไปซ่อนตัว คอยที
อยู่บนต้นไม้อีกต้นหนึ่ง
เมื่อนายพรานถูกจิกอีกครั้งก็เสียฤกษ์อีก คิดว่า “นกนี้อาจเป็นนกเจ้าป่า ไม่
ต้องการให้เราออกไปจึงคอยห้ามไว้ ถ้าขืนออกไปคงเกิดอันตรายเป็นแน่” จึงกลับ
เข้าไปในกระท่อม นอนรอเวลาจนกระทั่งสว่าง จึงเดินออกจากกระท่อม มุ่งตรงไปยัง
ที่ดักบ่วงทันที
นกสตปัตตะเห็นนายพรานเดินออกมาในเวลาสว่างแล้ว ในมือถือหอกและ
กระสอบเดินมาด้วยความระมัดระวัง เห็นว่าไม่สามารถยับยั้งนายพรานได้ต่อไป จึง
็
์
่
่
่
รีบบินไปที่ๆ พระโพธิสัตวติดบวงอยูอยางรวดเรว เห็นเตาเลือดออกเต็มปากนอนสลบ
่
อยู่ และ สหายกวางก็นอนหมดอาลัยในชีวิต ก็ตกใจรีบบินไปกระตุ้นกวาง “สหาย
่
่
�
รัก นายพรานกาลังถือหอกเดินมุงหนามาแลว อีกไมชาคงมาถง สหายเตาไดกัดเชือก
้
ึ
่
้
้
้
จวนจะขาด แต่เหลือเส้นเดียว สหายจงรวบรวมกาลังทั้งหมดกระชากบ่วงโดยแรงอีก
�
ครั้งเถิด”
ั
ั
่
้
้
กวางไดยินดังนน ประกอบกับเห็นนายพรานก�าลงออกมาจากริมปา จึงรวบรวม
็
่
�
กาลังกระชากบวงโดยแรงจนบวงขาดสะบน กวางโพธิสัตวหลุดออกจากบวงเปนอสระ
ิ
ั้
์
่
่
ได้ จึงวิ่งหนีไปโดยเร็วเข้าไปแอบที่ละเมาะไม้แห่งหนึ่ง
่
่
็
นายพรานเห็นกวางกระตุกเชือกจนขาดเชนนั้น ก็นึกเสียดายเปนอยางยิ่ง นึก
สงสัยว่าบ่วงของเราควั่นด้วยเชือกเหนียวถึงปานนี้ เหตุใดจึงขาดไปได้ จึงเดินเข้าไป
ที่ใกล้บ่วง เห็นเต่านอนสลบเลือดกลบปากอยู่ก็เดาออกว่า
�
“เต่าตัวนี้เองที่กัดบ่วงขาดปล่อยให้กวางหนีไปได้ จะปล่อยมันไว้ทาไม ถึงไม่ได้
กวางได้เต่าก็ยังดี” จึงจับเต่าใส่กระสอบหวังจะเอาไปประกอบอาหารมื้อเช้า
ั
นกสตปตตะคอยสังเกตการณอยูบนตนไม เห็นพรานจับเตาใสกระสอบก็ตกใจ
้
่
่
์
่
้
รีบบินไปแจ้งให้กวางทราบ กวางคิดอุบายได้อย่างหนึ่ง จึงแสร้งเดินกะปลกกะเปลี้ย
ออกมาจากพุ่มไม้ ปรากฏตัวให้นายพรานเห็น ท�าทีว่าหมดแรงไปไม่ไหวแล้ว นาย
่
่
พรานเห็นดังนั้น ก็ดีใจคิดวากวางตัวนี้ออนเพลียมาก หากเราวิ่งไลคงจะทัน จึงเหวี่ยง
่
�
กระสอบที่ใส่เต่าไว้ใกล้สระ คว้าหอกได้ก็วิ่งไล่ล่ากวางสุดกาลัง
่
�
กวางเห็นนายพรานวิ่งไลมา ก็ทาทีเปนวิ่งหนีอยางลมลุกคลุกคลาน คอยกาหนด
่
้
�
็
ระยะไม่ให้ใกล้และไกลจนเกินไป เพื่อล่อให้พรานมกาลังไล่ตาม สังเกตเห็นว่านาย
�
ี
�
พรานวิ่งไล่มาห่างสระน้ามากแล้ว จึงวิ่งหลบเข้าละเมาะแห่งหนึ่ง ท�ารอยลวงไว้แล้ว
86
้
้
ั้
้
แอบวิ่งออมไปอีกดานหนึ่ง วิ่งวกกลับมาทางสระน�้าดวยความรวดเร็วราวลมพัด ครน
ถึงสระก็เห็นเต่าคลานดุบดิบอยู่ในกระสอบ จึงใช้เขาสอดเข้าที่เชือกรัดปากกระสอบ
เฝือกับดินจนขาด แล้วเอาเต่าออกจากกระสอบได้ เขี่ยเต่าให้ลงสระไป ส่วนนาย
�
พรานมัวแต่ค้นหากวางตามละเมาะไม้ เมื่อไม่พบก็เดินคอตกกลับ หวังจะนาเต่าไป
ปรุงเป็นอาหาร ครั้นมาเห็นกระสอบขาดเต่าก็หายไป จึงเข้าใจว่าเป็น ลูกไม้ของกวาง
้
่
ั
็
จึงเกิดความเคียดแคนเปนอนมาก แต่ไม่ทราบจะท�าอย่างไร จึงเดินทางกลับกระทอม
ด้วยความเศร้า
�
ฝ่ายสัตว์ทั้ง ๓ เมื่อนายพรานกลับไปแล้ว มาประชุมพร้อมกัน แล้วกล่าวคา
่
่
ี
่
สรรเสริญความดของกันและกัน จึงปรึกษากันวา “การอยู ณ ที่นี้ไมปลอดภยเสียแลว
้
ั
นายพรานอาจหวนกลับมาทาอันตรายอีก จึงขอให้ต่างอพยพเปลี่ยนที่อยู่ใหม่”
�
ี้
สัตว์ทั้ง ๓ ต่างก็ร�่าลาแยกย้ายกันไปเลยงชีวิตไปตามยถากรรม จนถึงกาล
อวสานแห่งชีวิต
�
ชาดกเรื่องนี้ชี้ให้เห็นคติธรรมข้อหนึ่งว่า ความสามัคคีของหมู่คณะทาให้เกิด
ความสุข ความรักกันด้วยใจจริงในหมู่มิตรสหายเป็นพลังมหาศาล สามารถช่วย
กันและกันให้รอดพ้นจากอันตรายใหญ่ๆ ได้ และผู้ที่จะคบกันเป็นมิตรสหายนั้น
่
็
้
้
้
็
�
�
ไม่จาเปนตองมีขอบเขตจากัดวา ตองเปนญาติมิตรสายโลหิตหรือพวกพองเดียวกัน
แม้จะต่างชาติ ต่างวรรณะ หรือเพศวัยอย่างไรก็ตาม ถ้าได้มีความรักและคุ้นเคย
คบกันด้วยใจจริงแล้ว ก็ถือว่าเป็นญาติมิตรสนิทและมิตรรักใคร่กันได้ ดูตัวอย่าง
จากสัตว์ทั้ง ๓ ประเภท แม้จะเป็นสัตว์เล็กและอยู่กันคนละฐานะ คือ กวางอยู่
ั
ี
ู
บนบก นกอยู่บนอากาศ และเต่าอย่ในน้า แต่มีความรกสามัคคกันอย่างมั่นคง
�
สามารถช่วยกันและกันให้รอดพ้นอันตรายจากมนษย์ได้ จะป่วยกล่าวไปใย ถึง
ุ
มนุษย์ซึ่งมีสติปัญญาความสามารถสูงกว่าสัตว์ จะไม่สามารถทางานใหญ่ให้ลุล่วง
�
ไปด้วยสามัคคีธรรม แต่การจะคบหาเพื่อนแท้ ชนดถ่ายแทนชวิตกันได้ในสังคม
ี
ิ
มนุษย์นี้ เป็นของยาก ดังโคลงโลกนิติบทหนึ่งกล่าวว่า
เพื่อนกินสิ้นทรัพย์แล้ว แหนงหนี
หาง่ายหลายหมื่นมี มากได้
เพื่อนตายถ่ายแทนชี วาวาตม์
ยากนักฝากผีไข้ ยากแท้จักหา
(กุรุงคมิคชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก ทุกนิบาต เล่ม ๓๐ หน้า ๒๓๘)
87
88
์
พญาหงสกับเทพารักษ์
ี
“จงตัดไฟเสยแต่ต้นลม”
ั้
ครงหนึ่งในปาหิมพานต สมัยพระเจาพรหมทัตเสวยราชย ณ กรุง
่
้
์
์
พาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดเป็นหงส์ อาศัยอยู่ ณ สุวรรณคูหา ที่เขา
จิตตกูฏ ในหิมวันตประเทศ
่
หงสโพธิสัตวหากินขาวสาลีเกิดเอง ณ ชายทะเลสาบแหงหนึ่ง ซึ่ง
้
์
์
อยู่ไกลจากเขาจิตตกูฏ ระหว่างทางที่พญาหงส์บินไปสู่เขาจิตตกูฏนน
ั้
มีต้นทองกวาวใหญ่ต้นหนึ่ง หงส์ได้อาศยต้นไม้นี้พักเหนื่อยในเวลาบิน
ั
ไปและกลับเสมอ จึงรู้จักมักคุ้นกับเทพารักษ์ซึ่งสถิตอยู่ ณ ต้นไม้นั้น
เป็นอย่างดี ได้สนทนาปราศรัยกันฉันท์มิตรเป็นประจาตลอดมา
�
มีนางนกตัวหนึ่งกินเมล็ดไทรแล้วถ่ายมูลไว้บนต้นทองกวาว ต่อ
�
มาเมล็ดไทรงอกรากและลาตนโตขึ้นทีละนอยๆ จนตนยาวขึ้นประมาณ
้
้
้
๔ นิ้ว หงส์เห็นเหตุการณ์ไกล จึงเรียกเทพารักษ์มาแล้วชี้แจงให้ฟัง
“สหายรัก! ธรรมดาต้นไทรแทงหน่อแทรกต้นไม้ใด ถ้าไม่รีบตัด
�
ี่
เสียแต่ต้นแล้วจะปกคลุมทาอันตรายแก่ต้นไม้นั้นในทสุด ท่านจงถอน
หน่อไทรนี้ออกเสียแต่แรกเถิด”
้
เทพารักษ์ได้ฟังดงนันก็หัวเราะแล้ว “ขอบใจสหายรักที่เตือนเรา
ั
้
�
่
่
่
้
้
่
ตนไทรที่เกิดใหมนี้เสมือนลูกนอยก็วาได เราจะทะนุบารุงใหใหญไวกอน
้
้
เมื่อกิ่งก้านสาขามากแล้ว ก็จะกลับเป็นที่พึ่งของเราอก เสมือนบิดา
ี
�
็
้
้
�
มารดาทะนุบารุงบุตรผูยังเยาวไว เมื่อเติบใหญก็จะไดเปนที่พึ่งพานักของ
่
้
์
บิดามารดา ฉะนั้น ท่านไม่ต้องเป็นห่วงดอก ข้าพเจ้าจะจัดการเอง”
พญาหงส์กล่าวชี้แจงด้วยความหวังดี “ธรรมดาต้นไทรเมื่อเกิด
แทรกในต้นไม้ใด ไม่เคยให้คุณ มีแต่ให้โทษอย่างเดียว ที่เราบอกสหาย
ครั้งนี้ก็ด้วยเจตนาดี เมื่อสหายมีความเห็นเช่นนั้นก็ตามใจเถิด” กล่าว
ู
แล้วก็บินไปยังเขาจิตตกฏ นับแต่นั้นมากไม่ได้ไปมาหาสู่กันอกเลย
ี
็
89
กาลล่วงไป ต้นไทรก็เจริญงอกงามใหญ่โตขึ้นตามลาดับ เกิด
�
�
มีเทพารักษ์อีกองค์หนึ่งสิงสถิตประจาต้นไทรนั้น ครั้นต้นไทรเจริญ
ขึ้นก็ปกคลุมแย่งอาหารจากต้นทองกวาวจนหมดหนทางเจริญ
งอกงาม ยืนต้นแห้ง กิ่งผุ ร่วงลงมาทีละกิ่งสองกิ่งจนหมดต้น
่
้
์
่
เทพารักษไมมีที่อยูอาศัย เพราะวิมานของตนไดทลายลงหมดสิ้น จึง
�
ระลึกถึงคาของพญาหงส์ได้ เกิดความเสียใจที่ไม่ได้ทาลายต้นไทร
�
�
นั้นเสียตั้งแต่แรกตามที่หงส์บอก คร่าครวญว่า
์
�
“โธ่เอ๋ย เราอุตสาหทะนุบารุงไทรตนนี้ไวแตยังเล็ก ครั้นเติบโต
้
่
่
้
�
ขึ้นแทนที่จะเป็นที่อาศัยของเรา กลับทาลายวิมานของเราเสียสิ้น
�
เป็นเพราะเราไม่เชื่อฟังคาของพญาหงส์ จึงถึงความพินาศเช่นนี้”
ื่
้
้
่
ชาดกเรองนี้ชี้ใหเห็นคตธรรมขอหนึ่งวา อันความชั่วนั้นเกิด
ิ
ขึ้นแล้วมีแต่ทาลายอย่างเดียว ยิ่งปล่อยไว้ให้ใหญ่มาก ยิ่งมี
�
อานาจ ทาลายตัวเองสูงมากเพียงนั้น เปรียบเหมือนหน่อต้นไทร
�
�
เกดที่คาคบของต้นไม้ใด ก็จะท�าลายต้นไม้นั้นทีละน้อยๆ ยิ่ง
ิ
เติบโตมากก็ยิ่งปกคลุมทาลายได้รุนแรง ผู้ฉลาดจึงไม่ยอมปล่อย
�
ี
ให้ความชั่วแม้แต่น้อยเกิดขึนภายในตัว เร่งท�าลายเสยก่อนที่จะ
้
เติบใหญ่ เปรียบเหมือนกองไฟที่ลุกลามไหม้เป็นเมืองๆ ได้ ก็มา
จากกองไฟกองเล็กๆ ที่ไม่พยายามดับเสียก่อน ดังมีภาษิตไทย
�
่
สอนวา “จงตัดไฟเสียแตตนลม” หมายความวา สิ่งใดที่มีอานาจ
้
่
่
ทาลายตัวเอง พึงเริ่มทาลายสิ่งนั้นเสียแตตนมือ อยาปลอยใหเติบ
่
�
้
่
�
้
่
�
ใหญ่ จะทาให้เสียใจในภายหลัง
(ปลาสชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก ปัญจกนิบาต เล่ม ๓๑ หน้า ๕๘๙)
90
91
กาลามก
“จงฟังหู ไวหู”
้
ครั้งหนึ่งในป่าหิมพานต์ พระโพธิสัตว์เกิดในกาเนิดกา หากินร่วม
�
กับฝูงกาทั้งหลายในเมืองพาราณสี วันหนึ่ง ปุโรหิตของพระเจ้าพาราณสี
�
ี
มีความประสงค์จะออกไปในงานพระราชพิธในพระนคร จึงอาบน้าชาระ
�
กาย แต่งตัวด้วยเครื่องประดับเต็มยศ เดินออกจากบ้านเพื่อไปยังพระราช
สานักด้วยความภาคภูมิใจ
�
�
ที่เสาประตูเมือง มีกาสองตัวกาลังจับคู่สนทนากันอยู่ กาตัวหนึ่ง
เห็นปุโรหิตเดินแต่งตัวเต็มยศมา ก็นึกสนุกจึงปรึกษากับเพื่อน “เพื่อนเอ๋ย
่
วันนี้เรามาเลนสนุกกันสักวันเถอะ ทานปุโรหิตก�าลังเดินมาดวยความภาค
่
้
้
่
ี้
้
ภูมิ ขาจะขรดหัวทานปุโรหตเอง ปุโรหิตคงจะโกรธแคนโวยวายไมนอยเลย”
่
ิ
้
“อย่านะเพื่อน” กาอีกตัวหนึ่งคัดค้าน “อย่าไปเล่นสนุกอย่างนั้น
พราหมณ์ผู้เป็นปุโรหิตเป็นคนใหญ่คนโต ขึ้นชื่อว่าการก่อเวรกับผู้ใหญ่
อันตรายร้ายแรงนัก อาจมีอันไปถึงหมู่ญาติของเราด้วย”
“แกมันขี้ขลาด คิดมากไปเอง” กาเกเรพูดค้านอีกว่า “ถ้าแกไม่มี
ฝีมือในการหยอดขี้ลงหัวคน ก็ขอให้เป็นหน้าที่ของข้าเอง” ว่าแล้วก็บินไป
เกาะที่ตรงกับที่พราหมณ์ปุโรหิตผ่าน แล้วหยอดขี้ลงบนหัวของปุโรหิตพอ
ดิบพอดี ขี้ราดตั้งแต่หัวไหล่ลงจรดเท้า พราหมณ์ปุโรหิตแหงนหน้าขึ้นดู
เห็นกาบินไปก็โกรธ จึงคิดผูกอาฆาตว่า เราต้องหาวิธีกาจัดกาให้หมดไป
�
จากพระนครให้จงได้
ครั้งนั้น มีหญิงนางทาสีคนหนึ่ง รับจ้างซ้อมข้าวของชาวบ้าน เมื่อ
ซ้อมข้าวเสร็จแล้วก็นามาผึ่งแดด เฝ้าดูที่ประตูบ้านด้วยความเหนื่อยอ่อน
�
้
้
จึงเผลอหลับไป แพะซึ่งหากินอยูบริเวณนั้นแอบเขามากินขาวที่นางผึ่งเสีย
่
เกือบครึ่ง นางทาสีโกรธมากจึงนาไฟ มาจุดไต้แล้วคอยทีให้แพะเข้ามากิน
�
ั้
ิ
้
อีก พอแพะเข้ามากนอีกครง นางจึงเอาไต้ทจุดไฟลกโพลงจีเข้าที่บริเวณ
ี่
ุ
้
ขนแพะ ไฟลุกไหมขนแพะไปทั้งตัว ด้วยความร้อนและตกใจ แพะจึงวิ่งเอา
ตัวไปเฝือกับกองหญ้าแห้งซึ่งเป็นอาหารของช้าง ไฟลุกกองหญ้าอย่าง
92
รวดเร็ว ลามไปติดโรงช้าง ไฟลุกท่วมไปหมด กว่าจะน�าช้างออกจากโรงได้
เศษไฟตกลงถูกตัวช้างพองไปแทบทั้งตัว พระราชาสั่งให้สัตวแพทย์ท�าการ
ั
ั
รักษาอย่างดีก็ไม่สามารถรกษาให้หายได้ทันท่วงที จึงรบสั่งถามพราหมณ์
ปุโรหิต
“ท่านพราหมณ์ ท่านรู้จักยารักษาแผลไฟไหม้ช้างบ้างไหม?” ปุโรหิต
้
้
้
้
้
้
้
่
เห็นไดโอกาสที่จะแกแคนกาได จึงกราบทูล “ขาพระพุทธเจารูพระเจาคะ แต่
้
ยานั้นเข้าสมุนไพรที่หาได้ยากอย่างหนึ่ง คือมันเหลวจากสมองของกา ตาม
ธรรมดากาเป็นสัตว์ที่มีความหวาดระแวง มันเหลวจึงได้เป็นบางตัว หาก
�
พระองค์จะสงให้ฆ่ากาจนพบมันเหลวที่ตัวใดตัวหนึ่งได้นั่นแหละจึงจะนามา
ั่
รักษาช้างเหล่านี้ได้”
ุ
พระราชาสั่งให้เกณฑ์ราชบรุษผู้แม่นธนูทั้งหลายออกเที่ยวล่ากาทั่ว
พระนคร ฆ่าแล้วให้ผ่าดูมันเหลวให้จงได้ นักแม่นธนูทั้งหลายจึงออกล่ากากัน
�
ทั่วเมือง ก็ไม่อาจพบมันเหลวได้ กาจึงถูกฆ่าทิ้งเสียเป็นจานวนมากด้วย
ประการฉะนี้
�
ิ
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เกดเป็นกาหัวหน้าฝูง มีกาเป็นจานวนมากเป็น
บริวาร อาศัยอยู่ในป่าช้าใหญ่แห่งหนึ่ง เมื่อได้ทราบข่าวอันตรายแก่ฝูงกาเช่น
นั้นก็คิดว่า คนอื่นนอกจากเราคงไม่มีใครช่วยยับยั้งอันตรายจากมนุษย์ครั้งนี้
ได้ จึงราลึกเอาบารมีเป็นที่พึ่ง บินมุ่งตรงไปยังพระนคร ครั้นถึงตัวเมืองจึงบิน
�
เข้าไปทางช่องพระแกล (หน้าต่าง) ซ่อนอยู่ภายใต้พระราชอาสน์ เมื่อพระ
ราชาออกประทับว่าราชการเหนือพระแท่น จึงแสดงตัวให้พระราชาเห็น พวก
ราชบุรุษต่างจะจับกานั้นฆ่าทิ้งเสีย แต่พระราชาทรงห้ามไว้
็
กาโพธิสัตวจงร�าลึกเอาบารมีเปนที่พึ่ง แล้วเข้าไปใกล้พระราชา กราบทูล
์
ึ
ว่า“ข้าแต่มหาราช ธรรมดาพระราชาต้องไม่ลุแก่อานาจความรัก โกรธ และ
�
่
�
็
ความหลง จึงจะชอบ จะกระทาการสิ่งใดควรพินิจโดยรอบคอบวาสิ่งนั้นจะเปน
ื
้
่
่
�
ผลสาเร็จหรอไมเพียงใด ถ้าทาไปด้วยความหลงใหล มัวเมาแลว ยอมเกิดโทษ
�
แก่คนอื่นโดยไร้เหตุผล”
“พระราชาทรงสงสัยว่า เหตุใดกาจึงกล่าวเช่นนั้น จึงตรัสถาม “เจ้ากา
เอ๋ย เราทาผิดอะไรหรือ เจ้าจึงมาตัดพ้อต่อว่าเราถึงที่นี่ จงบอกมาเถิด เราจะ
�
รับฟังโดยดี”
กาจึงกราบทูล “ขอเดชะมหาราช ปุโรหิตของพระองค์ ตกอยู่ในอานาจ
�
93
เวร เคียดแค้นฝูงกาเพราะเหตุที่กาเกเรตัวหนึ่ง ถ่ายอุจจาระลงรดศีรษะ จึง
้
์
้
ื่
่
้
กลาวมุสาวาทใหพระองคเอามันเหลวจากกาเพอแกแคน มันเหลวของกานั้น
จะหาที่ไหนได้ เพราะโดยธรรมชาติกาไม่มีมันเหลว
พระราชาจึงตรัสถามว่า “เหตุใดกาจึงไม่มีมันเหลว” “ก็กาทั้งหลายมี
ความหวาดระแวงภัยอยู่เป็นนิตย์ จึงไม่มีมันเหลวในตัว พระเจ้าค่ะ” แล้ว
กาก็ทูลเตือนพระราชาต่อไป “ข้าแต่มหาราช ธรรมดาพระราชามิได้
ใคร่ครวญโดยรอบคอบแล้ว ไม่ควรประกอบราชกิจใดๆ เพราะจะก่อความ
�
เดือดร้อนให้แก่ผู้อื่นอย่างใหญ่หลวง เช่นที่พระองค์ให้กระทาแก่พวกกาอยู่
ในขณะนี้” พระราชาทรงเลื่อมใสในคาสอนของกาโพธิสัตว์ จึงให้ราชสมบัติ
�
่
็
์
้
ั้
่
เปนการบูชา แตพระโพธิสัตวก็ถวายคืน และขอใหพระราชาตงอยูในศีลและ
ให้อภัยแก่สัตว์ทั้งปวง ตั้งแต่นั้นมา พระราชาทรงตั้งอยู่ในศีล และรับสั่งให้
หุงข้าวให้ทานแก่ฝูงกาวันละถังทุกวัน จนถึงกาลอวสานแห่งชีวิต
้
่
่
็
่
ชาดกเรื่องนี้มุงชี้ใหเห็นวา คนที่เปนใหญมีอ�านาจนั้น ใชอ�านาจที่ตัว
้
่
้
็
้
้
มีบังคับใหผูอื่นเปนเครื่องมือของตัวไดก็ตอเมื่อตัวเองมีความฉลาด พินิจ
พิเคราะหแลวจึงสั่งการ ถาท�าดวยความเขลา เบาปญญา บางทีกลับท�าตัว
ั
้
้
้
์
เป็นเครื่องมือของคนอื่นโดยไม่รู้สึกตัว เช่น พระราชามีอานาจ เหนือ
�
�
ปุโรหิต แต่ถูกปุโรหิตลวงใช้เป็นเครื่องมือทาการแก้แค้นฝูงกาทั้งหลาย
จึงควรใช้ความระมัดระวังโดยรอบคอบ เมื่อมีผู้เสนอสิ่งใด อย่าเป็นคน
หูเบา คือเชื่อโดยส่วนเดียว การรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นเป็นความดี
ั
ี
แตฟงแลวอยาหลงเชื่อ ตองพิจารณาดวยปญญาของตัวเองอกชั้นหนึ่ง ดัง
่
้
้
ั
้
่
ที่โบราณสอนว่า “ฟังหูไว้หู” มิฉะนั้นก็จะต้องเสียใจ เช่น พระราชาได้
ทรงทาแก่กามาแล้ว ดังคาโคลงภาษิต ประจาภาพกล่าวไว้ว่า
�
�
�
ความสิ่งใดเล่าล้น เหลือครู
ควรตริตรองชั่งชู เที่ยงแท้
ฟังหูหนึ่งไว้หู หนึ่งชอบ
หูไม่เบาความแม้ แม่นแล้วเลิศคุณ
(กากชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๙ หน้า ๔๒๗)
94
95
จิ้งจอกหลอกกินปลา
ี
ี
ี
ี
“เสยน้อยเสยยาก เสยมากเสยง่าย”
ครั้งหนึ่งในป่าหิมพานต์ สมัยพระเจ้าพรหมทัตครองเมืองพาราณสี
่
พระโพธิสัตวเกิดเปนเทวดา สิงบนตนไมใกลฝงแมน�้า ครั้งนั้นมีสุนัขจิ้งจอก
็
์
่
้
้
ั
้
้
ตัวหนึ่งพานางสุนัขเที่ยวหากินอยบริเวณนั้น วันหนึ่ง นางจิ้งจอกเกิดแพทอง
่
ู
้
อยากกินปลาตะเพียนสด มีอาการทุรนทุรายมาก จึงอ้อนวอนจิ้งจอก
้
้
้
๋
้
“พี่จา! แพทองคราวนี้นองรูสึกอยากจะกินปลาตะเพียนเปนก�าลัง ถ้า
็
ไม่ได้กินให้สมอยาก คงตายแน่ ถ้าพี่ไม่อยากให้น้องตาย โปรดช่วยหาปลา
ตะเพียนมาให้กินด้วยเถิด”
สุนัขจิ้งจอกปลอบว่า “น้องเอ๋ย สงบใจไว้ก่อนเถิด พี่จะพยายามหา
ปลาตะเพยนมาให้น้องกินจนได้” ว่าแล้วก็ออกจากโพรงไม้เที่ยวเดินเลียบ
ี
ตามฝั่งแม่น้าเพื่อหาปลาตะเพียนมาให้ ขณะนั้น มีนากสองตัวมาหากิน
�
รวมกันอยู ตัวหนึ่งมีปกติชอบหากินในน�้าลึก อีกตัวหนึ่งหากินในน�้าตื้น ผล
่
่
ประโยชน์ไม่ขัดกัน จึงหากินด้วยกันมาด้วยความปกติสุข
�
วันนั้น นากตัวที่หากินในน้าลึกจับปลาตะเพียนใหญ่ได้ ตัวหนึ่งจึง
ลากขึ้นมาสู่ฝั่ง แต่ไม่สามารถยกขึ้นฝั่งได้ เพราะปลาตะเพียนตัวใหญ่ อ้วน
มาก มีกาลังแรง พอจะยกขึ้นฝั่งก็ดิ้นหลุดไปทุกที นากตัวที่หากินในน้าลึก
�
�
จึงเรียกให้เพื่อนที่หากินในน้าตื้นมาช่วย และตกลงกันว่าจะแบ่งกันกิน ทั้ง
�
สองจึงลงไปช่วยกันลากปลาตะเพียนขึ้นฝั่งได้อย่างง่ายดาย ครั้งถึงคราวจะ
แบ่งกันเข้าจริงๆ ก็เกิดปัญหาว่า ใครควรจะได้ท่อนใด
ฝ่ายนากตัวที่พบก่อนก็บอกว่า “สหาย! เราเป็นผู้พบปลาใหญ่ และ
่
้
่
้
้
ั
้
ลากมาจนถึงริมฝง แลวบอกใหทานชวยใหเราไดทอนหัวซึ่งติดเนื้อมากก็แลว
่
้
่
กัน ส่วนท่านเอาท่อนหางและติดเนื้อน้อยหน่อย เพราะเป็นผู้มาทีหลัง”
�
“ไม่ถูกสหายเอ๋ย” นากน้าตื้นแย้ง “ถึงท่านลากมาได้ แต่ถ้าไม่อาศัย
�
เราช่วยยกขึ้นฝั่ง ป่านนี้คงลงน้าลึกไปแล้ว ข้าพเจ้าออกกาลังมากกว่าท่าน
�
จึงควรได้ท่อนหัวติดเนื้อมากๆ ท่านควรได้ท่อนหางมากกว่า”
้
่
นากทั้งสองเมื่อไมอาจตกลงกันได จึงนั่งเฝาปลาตะเพียนอยู ขณะนั้น
้
่
96
สุนัขจิ้งจอกเดินมาถึงพอดี เมื่อเห็นนากทั้งสองนั่งเฝ้าปลาตะเพียนใหญ่อยู่
ก็ดีใจ จึงเดินเกร่เข้าไปหวังจะออกอุบายลวงเอาปลาตะเพียนให้จงได้ พอ
เข้าไปใกล้ นากทั้งสองจึงลุกขึ้นต้อนรับ แล้วกล่าวว่า
“ท่านจิ้งจอกผู้สหาย ท่านมาเวลานี้ก็เหมาะแล้ว ข้าพเจ้าทั้งสองจับ
ปลาตะเพียนมาได้ตัวหนึ่ง แต่ไม่อาจตกลงแบ่งกันได้ เกิดเกี่ยงกัน ข้าพเจ้า
ี้
จึงขออาศัยบารมีท่านช่วยระงับความบาดหมางครั้งนด้วยเถิด ข้าพเจ้าทั้ง
่
่
็
ิ
สองจะถือวา การตัดสนของทานเปนประกาศิตและจะยอมท�าตามทุกอยาง”
่
ิ
�
�
ั้
จิ้งจอกได้ฟังดังนั้นก็ทาเป็นอดเอื้อน อ้างว่ามีธุระต้องทามาก ครน
�
�
นากอ้อนวอนก็ทาเป็นยอมตัดสินให้ด้วยความจาใจ แต่เพื่อให้นากทั้งสอง
เลื่อมใสมากเข้า จึงคุยอวดตัวว่า
่
่
่
“นับวาเปนบุญตัวที่ทานทั้งสองมาพบผูพิพากษาเกาเชนเรา มิฉะนั้น
้
่
็
ท่านทั้งสองคงต้องทะเลาะกันเป็นแน่ เอาเถอะ ไหนๆ ข้าพเจ้าก็เคยตัดสิน
ความมามากแล้ว จะขอตัดสินอย่างไม่เข้าใครออกใคร” แล้วถามต่อไปว่า
“ใครเป็นผู้พบปลาตะเพียนตัวนี้ก่อน” “ข้าพเจ้าเป็นผู้พบก่อน” นาก
�
ตัวที่เที่ยวหากินในน้าลึกตอบโดยเร็ว
“ถ้าเช่นนั้นท่านควรได้ท่อนหัว ส่วนสหายผู้พบทีหลังควรได้ท่อนหาง
้
้
่
่
่
่
็
สวนกลางเปนของเราผูตัดสิน” วาแลวก็จัดการแบงทอนหัวและทอนหางวาง
่
ไว้ ตัวเองคาบท่อนกลางได้ก็รีบเดินไปจากที่นั้นทันที นากทั้งสองต่างก็
มองสุนัขจิ้งจอกไปจนลับสายตา ครั้นมอง ไม่เห็นแล้วจึงหันมามองหน้าซึ่ง
่
่
้
้
้
กันและกัน นั่งหนามอยคอตก เหมือนแพพนันมาตั้งพันครั้ง จึงไดแตปรับ
ทุกขตอกันและกันวา “ทอนกลางที่สุนขจิ้งจอกคาบไปตอหนาตอตานั้น ควร
่
่
้
่
์
่
่
ั
เป็นอาหารของเราได้ตั้งสองสามวัน ถ้าเราไม่มัวเกี่ยงกันก็คงได้กินทั้งสาม
ท่อน แต่ที่ท่านต้องกินหาง เราได้กินหัว ก็เพราะมัวทะเลาะกันเอง เรื่องนี้
จะเตือนสติเราไปได้ชั่วกาลนาน” ว่าแล้วต่างก็แทะกระดูกท่อนหัว และหาง
ไปตามแกน
ฝ่ายสุนัขจิ้งจอกดีใจว่า ได้ปลาตะเพียนมาให้เมียอย่างง่ายดาย จึงรีบ
คาบปลาไปวางไว้เบื้องหน้านางสุนัขจิ้งจอกเห็นดังนั้นก็ดีใจ กล่าวว่า “พี่จ๋า!
�
ความยินดีของฉันในครั้งนี้ แม้ได้ตาแหน่งอัครมเหสีก็มิปาน พี่เป็นสัตว์บก
เหตุใดจึงสามารถจับปลาตะเพียนตัวใหญ่ถึงเพียงนี้มาได้เล่า”
สุนัขจิ้งจอกจึงเล่าอุบายให้ฟังว่า “สัตว์ทั้งหลายมักมีร่างกายซูบผอม
97
ก็เพราะการทะเลาะวิวาทแก่งแย่งกันและกัน ฉันไปพบนากสองตัว
จับปลาตะเพียนใหญ่มาได้ แล้วมัวทะเลาะกัน ฉันจึงเป็นผู้ตัดสินให้
่
้
่
และได้ส่วนกลางมา อยาถามเรื่องปลาตอไปอีกเลย กินเสียก็แลวกัน”
นางสุนัขจิ้งจอกได้ฟังดังนั้น ก็ชื่นชมยินดี ตรงเข้ากัดกินปลา
้
้
อย่างเอร็ดอร่อย อาการแพทองก็หายไป เที่ยวหากินบริเวณนั้น จนถึง
ั
กาลอวสานแห่งชีวิต ส่วนนากสองตวก็ซบเซาไปเพราะความ
บาดหมางกัน
่
่
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนวา อันการทะเลาะวิวาทเพราะแกงแยง
่
กันนั้น ความจรงไม่ได้อยู่ที่วัตถุมากหรือน้อย แต่อยู่ที่ความ
ิ
่
่
้
่
้
้
้
ตองการของเราวามากหรือนอยตางหาก ถาเราไมตองทะเลาะกัน
ก็ควรมาลดความต้องการของเราเอง การทะเลาะกันก็จะหมดไป
สิ่งใดที่พอจะตกลงกันได้ในระหว่างพวกเราเอง ถึงจะเสียเปรียบ
ได้เปรียบกันบ้างก็ยังดี เพราะเป็นการเสียเปรียบกันระหว่างหมู่
ญาติ ดีกว่าจะไปยอมเสียแก่คนอื่นซึ่งมิใช่ญาติ เช่นเดียวกันกับ
นากสองตวที่ตองเสียสวนกลางของปลาตะเพยนใหแกสุนัขจิ้งจอก
่
ี
้
ั
่
้
ทั้งนี้ก็เพราะไม่ยอมเสียน้อย จึงต้องเสียส่วนใหญ่ให้สุนัข เข้า
ภาษิตที่ว่า “เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย” หมายความว่า
็
การเสียเปรียบกันนั้น แม้จะมีเสียให้กันบ้างกเป็นการเสียที่น้อย
้
่
้
่
้
็
้
ถาพูดในแงธรรมะกลับเปนการได คือไดเสียสละใหเพื่อนฝูง ถือวา
่
่
เปนความดี แตคนเราไมคอยยอมเสีย แตพอถึงคราวเสียเงินทอง
็
่
่
ทรัพย์สิน ซึ่งเป็นการเสียจริงๆ มากเท่าไร เราก็ยอมเพื่อแลกกับ
ความเสียเปรียบ จึงควรถือคติเรื่องนากสองตัวเป็นข้อเตือนใจต่อ
ไป
(ทัพพปุปผชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก สัตตกนิบาต เล่ม ๓๒ หน้า ๑๕๔)
98
99
�
กระต่ายจาศีล
ุ
ี
“คนจะมสข ก็เพราะศีล”
ครั้งหนึ่งในป่าหิมพานต์ เมื่อพระเจ้าพรหมทัต ครองเมืองพาราณสี
่
็
่
้
์
ี่
พระโพธิสัตวเกิดเปนกระตายอาศัยอยูในละเมาะแหงหนึ่งทเชิงเขาใกลแมน้า
่
�
่
ปัจจันตคาม อรัญประเทศ ณ บริเวณนั้นมีสัตว์ ๓ ตัว คือ สุนัขจิ้งจอก ลิง
และนาก อาศัยอยู่ด้วย สัตว์ทั้ง ๔ หากินอยู่ในที่เดียวกัน จึงรู้จักมักคุ้นกัน
์
้
้
่
ฉันทมิตร เมื่อคราวหากินก็ไปดวยกัน พอตกเย็น ตางก็เขาไปยังละเมาะของ
ตนๆ มีความรักใคร่กันตลอดมา
เนื่องจากกระต่ายโพธิสัตว์มีใจฝักใฝ่ในเรื่องทาน ศีล เมื่อถึงคราว
ประชุมสนทนากันก็พยายามสอนสัตว์ทั้ง ๓ ให้รู้จักมีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ด้วย
การให้ทาน รักษาศีล สัตว์ทั้ง ๔ จึงตั้งอยู่ในทาน การบริจาคและรักษาศีล
อุโบสถทุกวันมิได้ขาด
็
วันหนึ่ง กระต่ายแหงนหน้าขึ้นไปมองท้องฟ้า เห็นพระจันทร์จะเตม
ดวงก็รู้ว่าจะเป็นวันอุโบสถ จึงเรียกเพื่อนทั้ง ๓ มา ประชุมกันแล้วให้โอวาท
“สหายเอ๋ย พรุ่งนี้จะเป็นวันอุโบสถ ๑ ตามที่เคยปฏิบัติกันมา ทานคือการ
ใหของผูรักษาศีลยอมมีผลมาก ฉะนั้น หากมียาจกมาขอถึงที่อยู ก็จงบาเพ็ญ
่
�
้
่
้
ทานด้วยอาหารตามสมควรก่อนแล้วจึงค่อยบริโภคด้วยตนเองเถิด”
�
สัตว์ทั้ง ๓ รับโอวาทแล้วต่างก็แยกย้ายกันไปอยู่ที่พานักของตนคิดว่า
จะออกหาอาหารแต่เช้าตรู่ เพื่อเตรียมไว้กินกันก่อนเที่ยงวัน
รุ่งเช้า นากซึ่งเป็นสัตว์กินปลาออกหาอาหารก่อนเพื่อน เพราะต้อง
่
ั
่
พยายามหาปลาตายมาบริโภค เดินเลียบไปตามริมฝงแมน�้า เผอิญไดกลิ่น
้
้
่
ิ่
คาวปลา จึงสูดสาวตามกลนนั้นไป พบเสนเชือกโผลออกมาจากทราย จึงเอา
้
่
ึ
ปากคาบเชือกดงออกมา ปรากฏวาที่เชือกนั้นมีปลาตายอยูพวงหนึ่ง หันซาย
่
็
่
้
่
แลขวาไมเห็นใครเปนเจาของ จึงประกาศขึ้น ๓ ครั้งวา “ใครเป็นเจ้าของปลา
่
นี้” เมื่อไมมีใครแสดงความเปนเจาของ จึงคาบปลาไปเก็บไว ณ ที่พุมไมของ
้
่
็
้
้
�
ตน รอเวลาที่จะกิน นอนราพึงถึงศีลของตนอยู่
ฝ่ายสุนัขจิ้งจอกก็ออกแสวงหาอาหารแต่เช้าเหมือนกัน เผอิญเดิน
เข้าไปในกระท่อมชาวนาผู้หนึ่ง เห็นเนื้อย่าง ๒ ไม้ สัตว์ย่าง ๑ ตัว และหม้อ
100