The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by singnarin, 2023-02-21 04:17:58

คติชีวิตจากชาดก

บุญที่ให้ทานแก่ปลา






“เงินรับใชคนมปัญญา แต่บังคับบัญชาคนโง่
การเนรคุณคน อบจนตลอดชวิต”









ครั้นสมัยที่พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นกุฎุมพี ตระกูลพ่อค้า

ตระกูลหนึ่ง ในเมืองพาราณสี พระโพธิสัตว์มีน้องชายร่วมบิดามารดาอยู่


คนหนึ่ง ครั้นบิดามารดาเสียชีวิตลงดวยโรคชรา บิดาสั่งความไวกอนสิ้นลม

ว่า ให้ไปทวงถามหนี้สินกับเพื่อนที่ยืมไปนานแล้วกลับคืนมา
พ่อค้าสองพี่น้องจึงเดินทางด้วยเรือไปทวงหนี้ เมื่อไปถึงบ้าน ลูกหนี้








ไดใหการตอนรับอยางดียิ่ง พรอมสงหนี้คืนแตโดยดี ท�าใหสองพี่นองไมตอง



เหนื่อยใจในการทวงถาม ครั้นเมื่อเสร็จธุระแล้ว จึงนั่งเรือพายกลับมายังที่
อยู่ ระหว่างทางได้แวะจอดพักเพื่อบริโภคอาหาร

ี่



พอคาผูพจึงไปหุงหาอาหาร โดยมีนองชายคอยชวย เมื่ออาหารเสรจ



แล้วจึงได้บริโภคกันอย่างอิ่มหน�าสาราญ เมื่ออิ่มท้องเป็นที่เรยบร้อยแล้ว


พอคาพี่จึงน�าเศษอาหารไปโปรยใหแกฝูงปลาในแมน�้า พรอมสวดคาถาอุทิศ





ส่วนบุญกุศลให้สรรพสัตว์ พร้อมทั้งเทวดาที่แม่น้านั้นด้วย









ระหวางที่พอคาผูพี่กาลังโปรยอาหารใหแกฝูงปลาอยูนั้น พอคาผูนอง






ซึ่งมีสันดานโจรมาตั้งแตเด็ก จึงคิดคดโกง เพราะไมอยากใหเงินในถุงนีตอง



ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน อยากได้ไว้เสียแต่ผู้เดียว พ่อค้าน้องจึงนาห่อผ้า

มาใส่ก้อนดินให้หนักเหมือนถุงเงิน แล้วซ่อนไว้กับตัวในที่ลับตา
จากนั้น สองพี่น้องจึงพายเรือกลับ ระหว่างทางที่ยังต้องพายเรืออีก
ยาวไกลนั้น พ่อค้าน้องจึงเสแสร้งกล่าวว่า
“ท่านพี่นอนพักเสียก่อน ฉันจะพายเรือเองไปเรื่อยๆ เหนื่อยเมื่อไร
จะปลุกให้พี่มาเป็นคนพายดีไหม?” พ่อค้าน้องวางแผนการในทันใด “อืม!

ก็ดเหมือนกัน พี่ว่าให้น้องพักก่อนจะดีกว่า พี่จะพายให้เอง” พ่อค้าพี่
เสียสละ เพราะฐานะตัวเองเป็นพี่ต้องเสียสละเพื่อน้องเสมอ
301




“ไม่เป็นไรหรอก ฉันยังอยากพายอยู พี่พักกอน ไปหาครอบครัว ฝ่ายพ่อค้าน้องนั้นต้องรีบเข้าห้อง
เถอะ” พ่อค้าน้องแกล้งกะตือรือร้น เปิดถุงเงินในทันที หลังจากเปิดถุงเงินออกมาดูแล้ว

ี่


เมื่อตกลงกันว่าพ่อค้าพี่ได้พักก่อน พ่อค้าน้อง ถึงกับตกใจแทบเปนบา เพราะถุงเงินทเขาหวังไวนั้น
ี่
จึงรอจนพี่หลับสนิทแล้ว รีบไปหยิบถงเงินมาเปลยน กลายเป็นก้อนดินทั้งถุง แสดงว่าเขาทิ้งถุงเงินทั้งถุง


กับถุงดิน จากนั้นก็ซ่อนไว้ใกล้ตัวทั้งสองถุง แผนการ ลงแม่น้า พ่อค้าน้องถึงกับเข่าอ่อน จึงทรุดตัวลงกับ

ึ่
ที่เตรียมไว้ขั้นต่อไปคอเมื่อพายเรอมาได้ครงทางแล้ว พื้นบ้านอย่างหมดอาลัยตายอยาก

จึงแกล้งท�าให้เรือโคลงเคลงเหมือนจะล่ม พ่อค้าพี่ ตั้งแต่นั้นมา พ่อค้าน้องจึงเหมือนเป็นคนบ้า



ตกใจตื่นโดยทันที เปนจังหวะใหพอคานองไดแสรงทา ไม่ยอมออกจากห้องเก็บตัวอยู่ในห้อง ไม่ยอมออก







เปนวุนวายตื่นกลัวประคองถุงเงิน แล้วแกล้งทาถุงเงิน ไปไหน เพราะความตรอมใจในการกระทาของตน



ื่
ี่




หล่นลงไปในน้า เพอให้พชายได้เห็นอย่างชัดเจนว่า ฝายพีี่ชายอยูอยางเปนสุขตลอดมา จนถึงกาล

เงินได้ตกน้าไปแล้ว จะได้เงินคืน เทวาสมุทรจึงดลให้คนต่างถิ่นจับปลา

“ท่านพ ฉันขอโทษที่ท�าถุงเงินหล่นไปแล้ว” ตัวใหญ่ที่มีถุงเงินอยู่ในท้องได้ และเมื่อชาวประมง

พ่อค้าน้องแกล้งท�าหน้าเศร้าส�านึกผิด ทั้งที่ถุงเงินซอน น�าปลาไปขายที่ตลาด จึงตงราคาขายในราคาแพง
ั้

อยู่อีกหนึ่งถุงอย่างระมัดระวัง มาก ไม่มีชาวบ้านคนไหนซื้อเลย เทวาสมุทรจึงให้
“ไม่เป็นไร เจาอยาเสียใจไปเลย เงินทองหาใหม ่ ชาวประมงน�าปลาไปขายตามหมู่บ้านอื่นแทน




ั้


ได้เสมอ แตชีวิตหาใหมไมไดเอาชีวิตใหรอดกอนเถอะ ด้วยอานุภาพของท่านเทวาสมุทรนนจึงทาให้



น้องพี่” พ่อค้าพี่เสียดายเงินจานวนมากก็จริงอยู่ แต่ ชาวประมงร้องเร่ขายปลามาถึงหมู่บ้านพ่อค้าพี่




แม่น้าที่กว้างใหญ่ขนาดนัน ถ้าลงไปงมคงหาไม่เจอ เทวาสมุทรดลใจใหพอคา พี่ไปซื้อปลาในหมูบาน แม้





อยู่ดี จึงคิดปลง ชาวประมงจะตั้งราคาแพงมาก แต่พ่อค้าพี่กอยาก


ครั้นแผนการเสร็จได้สมประสงค์ ทาให้พ่อค้า ได้ปลาไปปรุงอาหารให้ภรรยาที่กาลังตั้งครรภ์ได้รับ

นองยินดนักที่จะไดเงินจ�านวนมากแตเพียงผูเดียว จึง ประทาน




รีบพายเรือกลับอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ถึงที่พักในเร็วไว “ท่านช่วยลดราคาให้หน่อยมิได้หรือ” พ่อค้า


กรรมหนอ พอคานองไมรูเลยวา ไดหยิบถุงผิด พี่ต่อรองราคาปลา





ี่
โยนลงน้า ถุงเงินทพ่อค้าน้องหยบนั้นเป็นถุงดินต่าง “เราตั้งราคาขาย ๑,๐๐๐ บาท แต่ไม่มีใคร




หาก เมื่อถุงเงนได้ตกน้าไปแล้ว ท่านเทวาสมุทรได้ ซื้อเลย เอาอย่างนี้ ท่านไม่ต้องต่อรองราคาหรอก

เห็นถงความเป็นผู้มีใจบุญ ใจกุศลของพ่อค้าพี่ จึง เราจะขายให้ท่านเพียงหนึ่งบาทเท่านั้น ท่านเอาไป


บันดาลใหปลาตัวใหญตัวหนึ่งมากลืนกินถุงเงินนั้นไป เถอะ เราจะกลับบ้านเมืองของเราแล้ว” ชาวประมง





ถุงเงินจานวนมากอยูในทองปลาใหญอยางครบ พูดก่อนจากไป




ถ้วน ท่านเทวาสมุทรจึงสั่งให้ปลาตัวใหญ่ รักษาไว้ให้ ฝายพอคาพี่เมื่อไดปลามาแลว จึงเขาครัวเพื่อ



ดี และให้ระลึกถึงผลบุญที่พ่อค้าพี่ได้ทาให้แก่ฝูงปลา ประกอบอาหาร พอผาทองปลาออกเทานั้น เขาก็พบ



จึงจะนาเงินนี้ไปคืนในภายหลัง ถุงเงินถุงใหญ่อยู่ในท้องปลา เขาประหลาดใจมาก



สองพี่นองเมื่อพายเรือถงที่พักแลว ตางแยกกัน เมอเปิดถุงเงินออกมาด ได้เห็นตราสัญลักษณ์ของ
ื่



302


ึ่

เพื่อนพ่อที่เขียนไว้จึงจาได้ และดีใจมากที่ได้เงินหนี ้ อีกอย่างหนงที่เห็นกันบ่อยก็คือ ทรัพย์

คืนมา พร้อมคิดทบทวนไปมา ก็ไม่รู้ว่าเงินมาอยู่ใน สมบติที่บุคคลได้มาเป็นของตนจะได้โดยวิธีใด

ท้องปลาได้อย่างไร ก็ตาม หากบุคคลนั้นเปนคนไมมีบุญ ทรัพยสมบัติ


ขณะนั้น เทวาสมุทรได้ปรากฏร่างให้เขาเห็น นั้นก็อยู่กับเขาได้ไม่นาน ย่อมจะมีเหตุให้สมบัติ
พรอมกับกลาวใหหายสงสัยวา “เราเป็นเทวดาประจา เหล่านั้น ไปตกอยู่ในมือของผู้มีบุญ ท่านเปรียบ





แม่น้านี้ ท่านได้ให้อาหารปลาวันนั้น แล้วได้อุทิศส่วน คนมีบุญเหมือนกับแอ่งน้าใหญ่ น้าฝนซึ่งตกบนที่




กุศลแก่เรา เราจึงขอมอบคืนแก่ท่าน ที่เป็นเช่นนี้ ดอนย่อมไหลลงมาสู่แอ่งน้านั้นทั้งหมด ฉันใด

เพราะแผนการช่วของน้องชายของท่านเอง ชื่อว่า ทรัพย์สมบัติของผู้ไม่มีบุญก็ย่อมไหลมาสู่แอ่ง คือ
ความเจริญ ย่อมไม่เกิดแก่คนผู้มีจิตคิดร้ายผู้อื่น” ผู้มีบุญทั้งหมด ฉันนั้น
เสร็จแล้ว เทวาสมุทรไดกลาวคาถาวา “ผูใดท�ากรรม ๒. การโกหกหลอกลวงคนอื่น จัดว่าเป็น





ชั่ว ลอลวงเอาทรัพยสมบัติพี่นองและของพอแม ผู ้ ความชั่วร้ายอยู่แล้ว โกหกหลอกลวงพี่น้องร่วม











นั้นจัดวาเปนผูมจิตชั่วราย ยอมไมมีความเจรญ แม ้ มารดาบิดากัน ยิ่งจัดว่าเป็นความชั่วร้ายหนักขึ้น

เทวดาก็ไม่นับถือ” ยิ่งโกหกหลอกลวงพ่อแม่ด้วยแล้ว ถือได้ว่าเป็น
เมื่อเทวาสมุทรกล่าวจบ ก็หายร่างไปทันที ยอดแห่งความชั่วร้ายที่สุด คนเช่นนี้แม้เทวดาก็


พ่อค้าพี่ได้ฟังดงนั้น รู้ว่าน้องชายเป็นคนทุจรต จึง รังเกียจ ไม่ยกย่องนบถือ คือเป็นคนที่เทวดาไม่

เสียใจมาก และไม่ยุ่งเกี่ยวสงสารอีกต่อไป คุ้มครองนั้นเอง คนเช่นนี้ย่อมไม่มีความปลอดภัย

ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนว่า ในชีวิตและทรัพย์สิน มเหตุต้องให้เสียทรพย์อยู่


๑. เรื่องผลของบุญเป็นเรื่องอัศจรรย์ ยากที่ เสมอ เดินทางไกลก็ประสบเหตุร้ายเป็นประจา





จะหยั่งรูและหยั่งถงดวยสติปญญาธรรมดาได พอๆ คนที่ไม่ส�านึกในบุญคุณของคน มีเหตให้

กับเรื่องผลของบาป ที่เรียกกันว่า เวรกรรม เพราะ ต้องไม่ประสบความสาเร็จสมหวังและความเจริญ







ึ้

เปนเรื่องที่เกิดและเปนขนไดโดยไมคาดคิด เมื่อถง กาวหนาในชีวิต บางรายอาจโกงพอแมหรือญาติพ ี่







คราวที่บุญซึ่งท�าไวใหผล ก็จะท�าใหผูนั้นไดรบความ น้อง ได้รบสมบัติมาแล้วสามารถเชิดหน้าชูตาอยู่


ื่






สุขความเจริญ หรือได้รับความสาเร็จในชีวิตทันที ในสังคมได แตเมอใดทรัพยสมบัติทไดมาหมดแลว
ี่
บุญบางอย่างท�าให้ชีวิตของผู้นั้นเปลี่ยนแปลงไปใน หน้ากากแห่งความเนรคณก็เผยออกมา เมื่อนั้น

ทางที่ดีขึ้นอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ ซึ่งเรามักจะ แหละ ผ้นั้นอาจกลายเป็นคนที่ตกต�่าและอับจน


เรียกคนเชนนี้วา “บุญหลนทับ” หรือ “บุญบันดาล” ถึงที่สุด



แม้บาปก็เช่นเดียวกัน เมื่อถึงคราวให้ผล ก็ทาให้ผู้
ทาบาปไว้ได้รับความเสื่อมความหายนะทันตาเห็น (มัจฉาทานชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย




ทาใหชวิตตกอับคับแคนลงเรื่อยๆ เชน ทาให้ประสบ ชาดก ติกนิบาต เล่ม ๓๑ หน้า ๒๓๑)






ความวิบตทางอาชีพการงาน ถูกถอดยศ ถก ลด


ตาแหน่ง ถกพิพากษาโทษ บางรายถึงกับติดคุก
ติดตารางก็มีเป็นจ�านวนมาก
303


304




ไมควรพดให้เกินความจริง


“การพดวาจางาม ยังประโยชน์ให้สาเร็จ”








ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี

พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นบุตรเศรษฐี ครั้งนั้น พระเจ้าพรหมทัตรับสั่ง
ให้ขุดสระขนาดใหญ่แห่งหนึ่งภายนอกพระนคร เสร็จแล้วทรงรับสั่งให้ปลูก
ั้
บัวขาว บัวแดง จนเต็มสระ พรอมทงทรงตั้งชายจมูกแหวงคนหนึ่งเปนคนเฝา




ดูแลสระแห่งนั้น

ครั้นต่อมา ถึงวันงานนักขัตฤกษ์ประจาปี ลูกชายเศรษฐี ๓ คน มี




ความประสงคจะประดับดอกไมเลนมหรสพ จึงคิดกันวา พวกเราจักพรรณนา


คุณของชายจมูกแหวงโดยไมเปนความจริง แลวจักไดดอกไมจากเขา ครั้นคิด




กันแล้ว ในเวลาทชายจมูกแหว่งนั้นเก็บดอกบัวจึงเข้าไปหา พอไปถึงสระ
ี่
ดอกบัวแล้ว ลูกชายเศรษฐีคนที่ ๑ ได้พูดขอดอกบัวกับชายจมูกแหว่งว่า
“พี่ชาย! ผมและหนวดที่ตัดแล้วโกนแล้ว ยังงอกขึ้นใหม่ได้ ฉันใด ขอ
จมูกของท่านจงงอกขึ้นใหม่ ฉันนั้น ผมขอดอกบัวด้วยครับ”


พอไดยินเชนนั้น คนเฝาสระจมูกแหวงก็ตะเพิดขึ้นทันที “ไป..ไปให้พ้น


เราไม่ให้เจ้าหรอก”
ลูกชายเศรษฐีคนที่ ๑ กล่าวอ้อนวอนต่อไป “ท่านครับ นึกว่ากรุณา
พวกเราเถอะ”
“ไปให้พ้น อย่ามาอ้อนวอนเราเลย” ชายจมูกแหว่งพูดตัดบท แล้วหัน
หลังให้ ไม่ยอมพูดด้วย
ิ้
ลูกชายเศรษฐีคนที่ ๑ จ�าต้องกลับออกไปด้วยความสนหวังที่จะได้
ดอกบัวเพียงเท่านี้
ต่อจากนั้น ลูกชายเศรษฐีคนที่ ๒ ได้พูดขอดอกบัวว่า “พี่ชาย พืชผล

ที่เก็บในหน้าแล้ง แล้วนาไปหว่านในนาย่อมงอกงามขึ้น ฉันใด ขอจมูกของ









305


ท่านจงงอกงาม ฉันนั้น”
“อ๋อ เจ้านี่ คงอยากได้ดอกบัวอีกละซิ” ชายจมูกแหว่ง หันขวับมา
ตวาดว่า “ไป...ไปให้พ้น ข้าไม่ให้หรอก”
ลูกชายเศรษฐีคนที่ ๒ ต้องเดินคอตกกลับออกไป คราวนี้ถึงวาระ





ของพระโพธิสัตว ลูกชายเศรษฐีคนที่ ๓ เดินเขาไปหาพลางกลาวขึ้นอยาง
เรียบๆ ว่า
“พี่ชายคนทั้งสองพูดกับท่านเกินความเป็นจริง แต่เอาเถอะ ถึง
อย่างไรจมูกของท่านก็ไม่มีวันงอกขึ้นมาได้อีก ผมขอดอกบัวด้วยครับ”

ชายจมูกแหวงพอใจจึงพูดวา “สองคนนั้นพูดมุสา แตทานพูดความ



จริง ดอกบัวทั้งหลายสมควรแก่ท่าน”



ครั้นแลว จัดแจงเก็บดอกบัวใหพระโพธิสัตวไปกาใหญ่ พร้อมกล่าว

สรรเสริญพระโพธิสัตวอยางมากมาย ในฐานะทพูดตรงตามความเปนจริง



ี่
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนว่า การพดเป็นการสื่อสารที่ส�าคัญที่จะ

ื่




ทาใหมนุษยเรารูเรองที่ประสงคได แตการพูดมากไปก็ไมดี ไมพูดก็ไมรู ้






เรื่อง การพูดเกินความจริงไปก็ไม่ดี เพราะจะสร้างความรู้สึกที่ไม่ดีแก่



ผู้ฟัง เรื่องการพูดท่านจึงว่าต้องพูดให้ถูกกาล พูดคาสัตย์ คาจริง คา
อิงประโยชน์ พูดคาอ่อนหวานและมีเมตตา

ทางพระพุทธศาสนาสอนว่า “การเปล่งวาจางามยังประโยชน์ให้

สาเร็จ” การเปล่งวาจางามนั้นคือพูดความจริง พูดสมัครสมานสามัคคี
พูดไพเราะอ่อนหวาน และพูดประกอบด้วยประโยชน์ พูดถูกกาลเวลา



ถูกสถานที่ เหมาะกับบุคคลหรือชุมนุมชน และถูกกับเรื่องราวทพูด ถา
จะให้งามจริงๆ ก็ต้องประกอบด้วยถ้อยคา สานวน และสาเนียงที่ใช้



นั้นด้วย แม้พูดความจริงก็ต้องเลือกพูดเหมือนกัน เช่น งดเว้นไม่นา

คาด่าของฝ่ายนี้ไปบอกแก่ฝ่ายโน้น เป็นต้น การเปล่งวาจางามย่อมยัง


ประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้สาเร็จ ถือเป็นผลดีทั้งแก่ตนเองทั้ง





แกผูอื่น และยังประโยชนปจจุบันและประโยชนภายภาคหนาใหส�าเร็จ


ด้วย
(ปทุมชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก ติกนิบาต เล่ม ๓๑ หน้า ๗๗)
306


307



ธรรมพพากษา





“จงใชธรรมเป็นอานาจ


อย่าใชอานาจเป็นธรรม”








ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบตในพระนคร


พาราณสี ก็ในครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นอามาตย์คนสนิทผู้

ทาหน้าที่ในการวินิจฉัยอรรถคดีต่างๆ แทนองค์พระราชา

วันหนึ่ง มีปุโรหิตคนหนึ่งของพระราชานั่งรถไปบ้านส่วยเพื่อเก็บ

ี่




ภาษีอันเปนรายไดประจ�าของตน ขณะทีรถของเขาวิ่งไปสทางทคับแคบ ได้
พบหมู่เกวียนสวนทางมาจึงสั่งว่า “พวกเจ้าจงหลีกทางให้เราเดี๋ยวนี้”
เมื่อคนพวกนั้นยังชักช้าไม่ทันจะหลกทางให้ก็โกรธ เพราะความที่


ตนเองเป็นคนใจร้อน จึงลงจากรถของตนเดนตรงไปยังหัวหนาเกวียน เอา


ด้ามปฏักตีไปที่แอกรถของนายเกวียนเล่มแรก แต่ด้ามปฏกนั้นกระทบ
แอกรถแล้วกระดอนกลับมาฟาดหน้าผากของปุโรหิตจนหน้าผากมี
บาดแผล ปุโรหิตนั้นโกรธมาก รีบไปกราบทูลแด่พระราชาทันทีว่า


“ขอเดชะพระอาญามิพนเกลา ข้าพระองค์ถูกพ่อค้าท�าร้ายร่างกาย
พระเจ้าข้า”


พระราชาจึงมีรับสั่งใหต�ารวจวังไปจับตัวหัวหนาเกวียนมาทันที และ

ทรงกริ้วมากที่พวกพ่อค้าได้ทาร้ายข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ จึงออกประทับนั่ง





ทาการวินิจฉัยคดีดวยพระองคเอง มิไดพิจารณาคดีใหรอบคอบ แต่ได้ทรง

ตัดสินคดดังนี้ว่า “พวกเจ้าตีปุโรหิตของเราท�าให้บาดเจ็บ จนเป็นแผลที่
หน้าผาก ดังนั้น เราจึงขอปรับพวกเจ้าคนละพัน”
ลาดับนั้น อามาตย์คนสนิทคู่พระทยจึงได้กราบทูลเตือนสติพระ



ราชาพระองค์นั้นว่า
“ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์ยังมิทันได้ช�าระคดีความให้ชัดแจ้งเลย
แต่ทรงให้ปรับคู่คดีความคนละพันเสียแล้ว ทั้งนี้ก็เพราะว่าในโลกนมคน
ี้




บางจาพวก แม้ทาร้ายตนเองก็กล่าวหาว่าถูกคนอื่นทาร้าย เพราะฉะนั้น

308


การไม่วินิจฉัยคดีความแล้วสั่งการให้ลงโทษไม่สมควรยิ่ง ธรรมดาว่าพระ


ราชาผู้ครองราชสมบัติ ต้องใคร่ครวญก่อนแล้วจึงสั่งการจึงจะถกต้อง
พระเจ้าข้า”

จากนั้นพระโพธิสัตว์ผู้เป็นอามาตย์คนสนิทได้กราบทูลด้วยคาถา
เหล่านี้ว่า




“ข้าแต่พระราชา บุคคลทารายตนเองกลับกลาวหาคนอื่นวาทาร้าย

ตนเองก็มี ไปโกงเขาแล้วกลับหาว่าเขาโกงตนเองก็มี จึงไม่สมควรอย่าง
ยิ่งที่จะเชื่อคาของโจทย์แต่เพียงฝ่ายเดียว เพราะฉะนั้น บุคคลผู้เป็นเชื้อ

ชาติบัณฑิตควรฟังค�าให้การแม้ของฝ่ายจ�าเลยด้วย เมื่อฟังค�าของโจทย์
และจาเลยทั้งสองฝ่ายแล้ว พึงปฏิบัติตามธรรม”

“คฤหัสถ์ผู้ครองเรอนเกียจคร้านไม่ดี บรรพชิตผ้ไม่ส�ารวมไม่งาม


พระเจ้าแผ่นดินไม่ทรงใคร่ครวญก่อนแล้วตัดสินคดีความ ก็ไม่เหมาะสม
บัณฑิตมีความโกรธเป็นลักษณะประจาตัว ก็ไม่งาม”










“ขาแตพระองคผูเปนเจาแหงทิศ พระมหากษัตริยทรงใครครวญเสีย
ก่อนแล้วจึงควรตัดสิน ไม่ทรงใคร่ครวญ อย่าพึงตัดสินคดีเลย อิสริยยศ



บริวารยศ และเกียรติคุณของพระราชาผูทรง ใครครวญแลวจึงทรงปฏิบัติ
ย่อมมีแต่ความเจริญ”
พระราชาได้สดับคาของพระโพธิสัตว์แล้ว ทรงวินิจฉัยคดีความเสีย

ใหม่ได้ตัดสินโดยความเป็นธรรม เมื่อทรงวินิจฉัยคดีโดยปราศจากอคติ
จึงทรงพบว่าปุโรหิตของพระองค์นั้นเองที่เป็นฝ่ายผิด เพราะขาดหลักการ
พิจารณาโดยความเป็นธรรม มีทิฏฐิมานะถือตนว่าเป็นใหญ่ จึงพิพากษา
ลงโทษปุโรหิตฐานใช้อานาจกับประชาชนโดยไม่เป็นธรรม

ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนว่า

๑. สงคมมนุษย์ทุกระดับชั้น จะด�าเนินไปด้วยความสงบสุขขึ้น
อยู่กับผู้นาในสังคมใช้อานาจถูกต้องชอบธรรม ถ้าผู้นาทุกระดับชั้นใช้









อานาจใหถูกตองชอบธรรมแลว ทกคนในสังคมจะไดรับความเปนธรรม


ความยุติธรรม และความเสมอภาคโดยทั่วกัน ผู้นาหรือผู้บริหาร หาก
บริหารตามอ�าเภอใจ อาจก่อให้เกิดความหายนะแก่ประเทศชาติและ




ประชาชนไดอยางกวางขวาง ดังนั้น แทนที่ผูนาจะบริหารตามอาเภอใจ


309



ก็เปลี่ยนมา บริหารตามธรรม โดยการถือธรรมเป็นอานาจ ไม่ใช่ถืออานาจ

เป็นธรรม

๒. หน้าที่สาคัญของผู้พิพากษา คอการประสิทธิประสาทความ

ยุติธรรมแก่ผู้มีอรรถคดี ซึ่งจักต้องปฏิบัติด้วยความซื่อสัตย์ สจริต เที่ยง

ธรรม ถูกต้องตามกฎหมาย และนิติประเพณี ต้องอยู่ในฐานะคนกลาง ไม่
ลาเอียงเข้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งด้วยอานาจ “อคติ” อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ


- ลาเอียงเพราะรักใคร่กัน (ฉันทาคติ)


- ลาเอียงเพราะไม่ชอบกัน (โทสาคติ)
- ลาเอียงเพราะกลัวหรือเกรงใจ (ภยาคติ)


- ลาเอียงเพราะไม่รู้ (โมหาคติ)



อคตทั้ง ๔ ประการนี้เปนอาการของความโลภ ความโกรธ ความหลง
นั้นเอง จะแสดงออกมาในรูปของการวินิจฉัยตัดสิน การกระทาของผู้อื่น




แทนที่จะมองไปที่การกระท�า เนื่องจากใจประกอบดวยอคติขอใดขอหนึ่งอยู่


ก็จะมองไปที่ผูกระท�า ซึ่งธรรมดาบุคคลผูกระท�านั้น ตนจะตองมีความรูสึก


รัก รู้สึกกลัว หรือไม่รู้ไม่เข้าใจในเหตุผลก็ได้
หลักในการวินิจฉัยตัดสินคน พระพุทธศาสนาจึงวางเป็นหลักไว้ว่า

“ใช้ปัญญาพิจารณาเทียบเคียงโดยรอบคอบ แล้วให้ความเคารพนับถือแก่
บุคคลที่ควรเคารพนับถือ เมื่อเขามีการกระท�าที่ควรแกการเคารพนับถือ ใช ้

ปัญญาพิจารณาเทียบเคียงโดยรอบคอบ แล้วยกย่องคนที่ควรยกย่อง เมื่อ
เขามีการกระทาที่ควรยกย่อง ใช้ปัญญาพิจารณาโดยรอบคอบแล้ว ตาหนิ



คนที่ควรตาหนิ เมื่อเขามีการกระทาที่น่าตาหนิ” ดังคาที่พระโพธิสัตว์ ได้



กล่าวสอนไว้ว่า



“ผูนาหรือผูปกครองเพียงสงสัยวา ผูนอยกระทาความผิดจะมากหรือ




น้อยก็ตาม ถ้ายังไม่ได้สอบสวนเทียบเคียงให้รู้ชัดแน่แล้ว ไม่ควรลงโทษ”
(รถลัฏฐิชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก จตุกกนิบาต เล่ม ๓๑ หน้า ๔๓๓)









310


311


หญิงเก็บฟืน




“ควรท�าบุญอนน�าสขมาให้



คนได้รับเกียรติเพราะความซ่อสตย์”







วันหนึ่งพระเจ้าพรหมทัต กษัตริย์แห่งกรุงพาราณสี ได้เสด็จประพาส




พระราชอุทยาน พรอมดวยหมูขาราชบริพาร ขณะที่พระองคทรงเพลิดเพลิน



ชมความงามของมวลไม้ ดอกไมผลนานาพันธุอยูนั้น พลันไดยินเสียงสตรีขับ


ร้องเพลงไพเราะจับใจดังมาจากป่าใกล้ๆ เขตพระราชอุทยาน แม้ทรงได้ยิน
แต่เสียง ก็ทรงมีจิตปฏิพัทธ์รักใคร่ และได้เสด็จไปอยู่ร่วมด้วย

ในขณะนั้น พระโพธิสัตว์ได้ถือปฏสนธิในครรภ์ของนาง ด้วยอ�านาจ
บุญญาบารมีแห่งทารก และบุญกุศลที่นางสร้างสมมาหลายภพหลายชาติ

ทาให้นางรู้สกว่าภายในท้องสว่างไสว ราวกับมีเพชรนับร้อยนับพันส่องแสง

เรืองรองกันอยู่ นางก็ทราบว่าตั้งครรภ์แล้ว จึงกราบทูลให้พระเจ้าพรหมทัต
ทรงทราบ พระองค์จึงได้พระราชทานพระธามรงค์วงหนึ่งแก่นาง แล้วตรัสว่า


หากบุตรในครรภ์เป็นหญิง ให้นาพระธามรงค์ไปขายเลี้ยงชีวิต แต่หากบุตร

เป็นชายให้พาไปหาพระองค์
หลังจากพระเจ้าพรหมทัตเสด็จไปแล้ว หญิงเก็บฟืนเฝ้าถนอมครรภ์ที่






เติบโตขน จนครบกาหนดเวลา ก็คลอดบตรเปนชาย นางไดเลี้ยงดูกุมารนอย

ด้วยความรัก จนกระทั่งวันหนึ่ง ขณะที่กุมารน้อยกาลังเล่นอยู่กับบุตรชาว

บ้านด้วยกัน เกิดทะเลาะเบาะแว้งกันขึ้น เด็กโตคนหนึ่งได้ตะโกนขึ้นว่า “ไอ้
ลูกไม่มีพ่อ มันมารังแกเรา”
กุมารน้อยได้ฟ้งดังนั้น เสียใจและอับอายยิ่งนัก รีบวิ่งมาหามารดาเล่า
เรื่องให้ฟ้ง แล้วซักไซ้มารดาถึงพ่อของตน ในที่สุดนางจึงกล่าวว่า “พระเจ้า
กรุงพาราณสีนี่แหละ คือพ่อของลูก”
กุมารน้อยซักไซ้ไต่ถามเรื่องราวแต่หนหลัง พร้อมทั้งถามหาหลักฐาน
ที่จะใช้ยืนยันว่าตน เป็นโอรสของพระราชาจริง เมื่อมารดาเล่าเรื่องทั้งหมด
ให้ฟัง กุมารจึงอ้อนวอนให้พาเข้าวัง นางทนคารบเร้าอ้อนวอนของกุมารไม่








312



ไหว ทั้งรู้อัธยาศยของบุตรว่าเป็นผู้มีจิตมั่นคงแน่วแน่ยิ่งนัก จึงพากันเข้าไปเจรจา






กับนายประตูขอเขาเฝาพระเจาพาราณสี นายประตูเห็นกุมารนอยมีรปรางลักษณะ
สง่างาม ก็มีจิตเมตตายอมให้ทั้งสองแม่ลูกเข้าเฝ้า
นางได้กราบทูลพระเจ้าพรหมทัตว่า กุมารน้อยคือโอรสของพระองค์พระเจ้า
พรหมทัตแม้จะทรงจานางได้ แต่รู้สึกละอายหมู่อามาตย์ข้าราชบริพารทั้งหลาย ที่


พระองค์ได้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับหญิงชาวบ้านธรรมดาๆ คนหนึ่ง จึงตรัส



ปฏิเสธ แมกระทั่งนางน�าพระธามรงค์มาถวายให้ทอดพระเนตร พระองคก็ยังไมทรง

ยอมรับ นางรู้สึกเสียใจยิ่งนัก จึงตั้งจิตมั่นยกมอประนมเหนือศีรษะ กล่าว

สัตยาธิษฐานต่อหน้าพระเจ้าพรหมทัตว่า






“หมอมฉนไมมีพยานอื่นใดอีกแลวที่จะมากลาวอางแกพระองควา กุมารนี้คือ





พระราชโอรส จึงขอตั้งสัจจวาจาและบญกุศลที่หมอมฉันไดบ�าเพ็ญมาทุกภพทุกชาติ

เป็นที่พึ่ง หากกุมารนี้เป็นโอรสของพระองค์ ก็จงลอยอยู่ในอากาศ แต่หากว่ามิใช่
ก็ขอให้ตกลงมาตายเสียเถิด”



กลาวจบนางจับกุมารนอยโยนขึ้นไปบนอากาศทันท ทามกลางความตกตะลึง

ของพระเจ้าพรหมทัตและหมู่อามาตย์ ข้าราชบริพารทั้งหลาย



ด้วยอ�านาจแหงสัตยาธิษฐาน รางของกุมารนอยเมื่อถูกโยนขึ้นไป ก็มิไดตกลง




มา กลับนั่งสมาธิลอยอย่เป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนัก พระกุมารกล่าวธรรมะแก่บดาด้วย
เสียงอันไพเราะว่า

“ขาแตพระราชาผูเปนใหญ ข้าพระองค์เป็นโอรสของพระองค์ ข้าแต่พระองค์










ผูเปนจอมแหงหมูชน ขอพระองคไดโปรดทรงชุบเลี้ยงขาพระองคไว แมคนเหลาอน



ื่






พระองคยังทรงชุบเลี้ยงได ไฉนจะไมทรงชบเลี้ยงโอรสของพระองคเองเลา พระเจ้า


ข้า”




พระกุมารตรัสเรียกพระชนกวา เปนจอมแหงหมูชน โดยหมายยกย่องว่าพระ
ราชานั้นทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อผู้อื่นอย่างยิ่งใหญ่ ทรงเลี้ยงประชาชนทั้ง
ประเทศโดยสงเคราะห์ด้วย สังคหวัตถุ ๔ ประการ คือ
๑. ทาน การให้ปัน
๒. ปิยวาจา การเจรจาที่ไพเราะอ่อนหวาน
๓. อัตถจริยา ประพฤติตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น

๔. สมานัตตตา ความเป็นผู้มีตนสม่าเสมอ

เมื่อเป็นดังนี้แล้ว ทาไมพระองค์ไม่ทรงชุบเลี้ยงลูกของตนเอง
313


พระเจ้าพรหมทัตทอดพระเนตรปาฏิหาริย์ พร้อมด้วยสดับคาของ

ื้
กุมารน้อย ทรงตนตันพระทัย ยื่นพระกรรับกุมารน้อยพร้อมกับตรัสว่า
“ลงมาเถิดลูกเอ๋ย พ่อจะเลี้ยงเจ้าเอง ลงมาเถอะ”
เหล่าอ�ามาตย์ข้าราชบริพารทั้งหลาย เมื่อเห็นพระเจ้าพรหมทัตยื่น


พระกรรับกุมารนอย จึงตางยื่นมือรับกันสลอนเตมทองพระโรงนับรอยนับ




พันมือ แล้วประทับบนพระเพลา
พระเจ้าพรหมทัตได้พระราชทานต�าแหน่งมหาอุปราชแก่พระ
ราชโอรส และทรงแต่งตั้งหญิงเก็บฟืนมารดาของพระราชโอรส เป็น
อัครมเหสี
ต่อมา พระเจาพรหมทัตไดเสด็จสวรรคต พระราชโอรสได้ครองราช


สมบัติสืบแทน ทรงพระนามว่า “พระเจ้ากัฏฐวาหนะ”
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนว่า


๑. ทุกคนควรหมั่นทาบุญให้ทาน ประพฤติปฏิบัติธรรมโดย


สม่าเสมอ เมื่อถึงคราวบุญใหผล จะไดรุงเรืองตอเนื่องกันตลอดไป ชีวิต



จะได้ไม่ขึ้นๆ ลงๆ เหมือนหญิงเก็บฟืน
๒. เกิดเป็นคนต้องรักษาความสัตย์ไว้ให้ได้ ความสัตย์นั้น
หมายความรวมหมด ทั้งพูดจริง ทาจริง และไม่โกหกหลอกลวงตนเอง

คนที่มีความจริงใจครบทั้ง ๓ ประการนี้ เมื่อปรารถนาสิ่งใด เพียง



กาหนดจิตอธิษฐาน ก็ยอมไดสิ่งนั้นสมความตองการโดยงาย เพราะทุก





สิ่งสาเร็จด้วยอานาจใจ แต่จะสาเร็จช้าหรือเร็วเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับใจ
ว่ามีความซื่อสัตย์มั่นคงจริงใจเพียงใด




๓. เมื่อตองผจญกับความตระบดสัตย ตองปฏิบัติดังนี้ แผเมตตา

พูดจาไพเราะ รอกาลเทศะ รักษาความสัตย์
๔. ข้อปฏิบัติเพื่อให้ได้บังเกิดในชาติตระกูลสูง ต้องประพฤติตน

เป็นผู้มากด้วยความเคารพ มความอ่อนน้อมถ่อมตน เช่นเมื่อพบผู้มี
คุณธรรมสูง ก็ให้แสดงความเคารพกราบไหว้ ยกย่องบูชาอย่างดี






อานิสงสนี้จะทาใหเกิดในชาติตระกูลสูง เพราะผูไหวยอมไดรับการไหว ้

ตอบ
(กัฏฐหาริชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๘ หน้า ๒๔๑)

314


315





ศีลธรรมดี ชวีมสข

“เมองใดไร้ศีลโสภณ





เมองนั้นไมพนเส่อมทราม”





ในอดีตกาล พระเจ้ามคธราชพระองค์หนึ่ง ครองราชสมบัติอยู่ที่เมือง


ราชคฤห์ แคว้นมคธ ในกาลนั้น พระโพธิสัตวเสวยพระชาติเปนบตรพราหมณ ์

คนหนึ่ง อยู่ในตระกูลใหญ่ ญาติทั้งหลายตั้งชื่อว่า “มฆะ” ครั้นเจริญเติบโต
มีวัยอันสมควรแล้ว มารดาบิดาจึงให้แต่งงานกับหญิงนางหนึ่ง ซึ่งมีชาติ
ตระกูลเสมอกัน พวกเขาอยู่กันอย่างมีความสุข และมีบุตรด้วยกันหลายคน

มฆมาณพได้เป็นผู้นาครอบครัว สอนให้ทาบุญทาทาน และรักษาศีล ๕ ให้


บริสุทธิ์บริบูรณ์ เพื่อความผาสุกของครอบครัว
ในหมู่บ้านนั้นเอง มีคนอาศัยอยู่ถึง ๓๐ ตระกูล มีอยู่คราวหนึ่ง
มฆมาณพเดินชมหมู่บ้าน เห็นสถานที่แห่งหนึ่งแล้วเกิดความพอใจมาก จึง

จัดการเก็บกวาดทาความสะอาด จนกระทั่งเป็น สถานที่น่ารื่นรมย์ น่าพัก
ผ่อนหย่อนใจ แต่พอรุ่งขึ้น ก็ปรากฏว่ามีตระกูลอื่นมาใช้เป็นที่พักอาศัยเสีย






แล้ว มฆมาณพจึงจัดหาสถานที่ใหม กระท�าใหเปนที่พักอันนารื่นรมยเชนเดิม



ื่





แตพอรุงขึ้น ก็มีตระกูลอนอีกมาใชประโยชนจากสถานที่นั้นเปนอยูในทานอง
นี้ทุกวัน กระทั่งมฆมาณพ ได้สร้างสถานที่อันน่ารื่นรมย์ได้ถึง ๓๐ แห่งให้
แก่ตระกูลต่างๆ ในหมู่บ้านนั้นทั้งหมด





ดวยเหตุที่ทุกตระกูลไดใชประโยชนในสถานที่เหลานั้น ทาให้มฆมาณพ



ยิ่งปีติยินดี ต่อมา จึงได้สร้างศาลาไว้ในที่เหล่านั้น ตั้งตุ่มน้าดื่มน้าใช้ให้อีก
ด้วย สร้างศรัทธาให้เกิดขึ้นแก่ ๓๐ ตระกูล ในที่สุด ทุกตระกูลในหมู่บ้านก็

พากันมีใจใฝ่ในการทาบุญ ทาทาน รักษาศีล ๕ ตามมฆมาณพทั้งหมด

ตั้งแต่นั้นมา ตระกูลของมฆมาณพได้ทาบุญกุศลทงหลายพร้อมกบ


ั้

ตระกูลอื่นๆ เสมอมา เมื่อทุกคนในหมูบานตั้งอยูในศีล ๕ มีใจใฝในการท�าบุญ




สุนทาน จึงมักตื่นกันแต่เช้ามืด ถือขวาน ถือจอบ และเครื่องใช้ที่จาเป็น พา


กันปรับพื้นที่ทาเป็นถนนหนทางส�าหรบการสัญจรไปมา สร้างสะพาน ขุดสระ
น�้า ช่วยกันพัฒนาหมู่บ้านให้น่าอยู่น่าอาศัยยิ่งขึ้น ชาวบ้านทั้งหมดตั้งอยู่ใน
316



คากล่าวสอนของมฆมาณพอย่างศรัทธายิ่ง เป็นน�้าหนึ่งใจเดียวกัน พร้อมใจกันลด

ละเลิก อบายมุขทุกอย่าง เมื่อชาวบ้านพร้อมใจกันเป็นคนดีมีศีลธรรมเช่นนี้ ทาให้
ผู้ใหญ่บ้านไม่พอใจ เนื่องจากไปขัดผลประโยชน์เข้า ผู้ใหญ่บ้านนั้นเกิดความโลภ
โมโหโทสันในจิตว่า

“เมื่อก่อน คนในหมู่บ้านนี้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตและดื่มสุรามึนเมา ทาให้เราได้เงิน

จากการขายสุราและค่าปรับต่างๆ เป็นอันมาก แต่บัดนี้ มฆมาณพนาชาวบ้านรักษา
ศีล ๕ งดเว้นจากบาปเสียแล้ว เราจึงขาดรายได้เป็นจ�านวนมาก” จึงคิดแผนที่จะ

กาจัดชายทั้ง ๓๐ ตระกูลที่เป็นต้นเหตุ
ต่อมา เมื่อมีโจรปล้นชาวบ้านอื่นที่ห่างไกลออกไป ผู้ใหญ่บ้านเดินทางเข้าเฝ้า
พระราชา และกราบทูลเท็จกับพระราชาว่า

“ข้าแต่สมมติเทพ บัดนี้ได้มีโจรผู้ร้ายประมาณ ๓๐ คน เที่ยวปล้นชาวบ้านจน
ได้รับความเดือดร้อนกันทั่ว ขอพระองค์ได้โปรดช่วยพวกหม่อมฉันด้วย พระเจ้าข้า”
พระราชาตรัสว่า “เจ้าจงไปจับพวกโจรผู้สร้างความเดือดร้อนมาให้เราลงโทษ
เดี๋ยวนี้”



ผู้ใหญ่บ้านได้โอกาสที่จะกาจัดชายทั้ง ๓๐ ตระกูล จึงนาเจ้าหน้าที่ไปจับกุม

มฆมาณพ และคนในหมู่บ้านจานวน ๓๐ คน แล้วทูลเท็จกับพระราชาอีกว่า “ข้าแต่
สมมติเทพ คนพวกนี้ล้วนแต่เป็นโจรผู้ร้าย พระเจ้าข้า”
พระราชาทรงหลงเชื่อในคาพูดของผูใหญบาน ไม่ได้สอบสวนก่อน ก็ทรงตัดสิน




โทษ รับสั่งว่า “เจ้าจงประหารชีวิตชายทั้ง ๓๐ คน โดยวิธีให้ช้างเหยียบเดี๋ยวนี้”
ชายทั้ง ๓๐ คนถูกบังคับให้นอนกลางพระลานหลวงเพื่อรอการประหาร ขณะ



นั้นเองชางก็ถูกน�าเขามาเพื่อเตรียมพรอม ชายทั้ง ๓๐ คนทราบโดยสัญชาติญาณวา

จะต้องตาย หัวใจก็สั่นระริก ดวยความกลัว มฆมาณพผูเปนหัวหนาจึงกลาวกับพรรค





พวกว่า “สหายทั้งหลาย จงระลึกถึงศีล ถึงความดีที่พวกเราได้สั่งสมมา จงแผ่เมตตา
แกคนที่ปองรายเรา แก่พระราชา แกชางและแกตัวเองดวย” ทุกคนพรอมใจกันปฏิบัติ







ตามโอวาทของมฆมาณพ
เมื่อนาทีอันน่าสะพรึงกลัวคืบคลานเข้ามาถึง พวกทหารได้ไสช้างดาหน้าไปยัง

คนที่นอนอยูเหลานั้น ก็แทบไมเชื่อสายตาตัวเอง เมื่อชางไมกลาเขาไปหาคนเหลานั้น







แม้ควาญช้างจะพยายาม อย่างไรก็ไร้ผล ในที่สุดช้างได้ร้องเสียงแปร๋นๆ แล้ววิ่งหนี
ไป
พระราชาทอดพระเนตรเห็นดังนั้น จึงตรัสว่า “คนเหล่านั้นคงมียาอะไรซ่อน
อยู่ในมือ จึงทาให้ช้างตกใจวิ่งหนีไป จงช่วยกันตรวจค้นดูซิ”

พวกทหารเข้าตรวจค้น แต่ก็ไม่พบอะไร จึงกราบทูลพระราชาว่า “ได้ตรวจดู
317


แล้ว ไม่มีสิ่งใด พระเจ้าข้า” ขณะนั้น ที่ปรึกษาของพระราชากล่าวว่า “คนพวกนี้น่า

จะเป็นนักมายากล สามารถร่ายมนต์สะกดช้างได้”
พวกทหารจึงถามมฆมาณพว่า “ท่านมีมนต์อะไรหรือเปล่า ?”
มฆมาณพตอบว่า “เรามีมนต์ร่าย”



พระราชาทรงสงสัย จึงตรัสถามมฆมาณพดวยพระองคเองวา “มนตอะไรหรือ

และมีวิธีใช้อย่างไร?”
มฆมาณพกราบทูลว่า “ขอเดชะ พวกข้าพระองค์ไม่ร่ายมนต์เหมือนอย่างที่
คนอื่นเขาทากัน แตพวกขาพระองครายมนตคือความเมตตากรุณา ดวยใจอันบริสุทธิ์







โดยปฏิบัติตามเบญจศีล ๕ อย่าง พระเจ้าข้า” พระราชาตรัสถามว่า “เบญจศีล คือ
อะไร ?”




มฆมาณพจึงกราบทลวา “ขอเดชะ พวกขาพระองคทั้งหมดเลิกท�าความชั่ว ๕
อย่าง คือ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่กล่าวคาเท็จ ไม่เสพ


ของมึนเมาให้โทษ แล้วตั้งจิตเจริญเมตตา ทาบุญทาทานสม่าเสมอ นี้เป็นมนต์สร้าง


ความเจริญ และเป็นเครื่องป้องกันภัยของพวกข้าพระองค์ทั้งหมด พระเจ้าข้า”
พระราชาทรงสดับถ้อยค�าของมฆมาณพ ทรงมีปีตโสมนัส ตรัสว่า “พ่อทั้ง

หลาย สัตว์ดิรัจฉานทั้งหลายยังรู้จักคุณของพวกเจ้า เราเป็นมนุษย์แท้ๆ ยังไม่รู้จัก
คุณ จงยกโทษให้เราเถิด”






ครั้นตรัสอยางนี้แลว จึงทรงตัดสินใหยกสมบัติของผูใหญบาน หมูบานทั้งหมด


แก่ชาวบ้านเหล่านั้น และปลดผู้ใหญ่บ้านให้เป็นทาสคอยรับใช้ชาวบ้าน พร้อมทั้ง
พระราชทานช้างกับสร้างบ้านเรือนแก่ชาวบ้านอจลคามทั้งหมดอีกด้วย


ิ่
เมื่อชายเหลานั้นไดรบอสรภาพ ก็พากันทางานหนกยงขน ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน ์
ึ้




ของชาวบ้านนั้นเอง ในไม่ช้าพวกเขาก็ได้สร้างศาลาเป็นที่พักของมหาชนให้ถาวรใน
หนทางใหญ่ ๔ แยก เพื่อบริการแก่ชนที่สัญจรไปมา
นับแต่นั้นมา หมู่บ้านอจลคามจึงสงบสุข ร่มเย็น ทุกคนอยู่กันอย่างสามัคคี

ปรองดอง ร่วมกันทากุศลทั้งหลายอย่างเบิกบานในธรรม รักษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์
บริบูรณ์กันตลอดชีวิต
ส่วนมฆมาณพนั้น นอกจากดารงตนอยู่ในศีล ๕ อย่าง มั่นคงแล้ว ยังบาเพ็ญ


วัตรบทอีก ๗ ข้อ คือ

๑. บารุงมารดาบิดา
๒. ประพฤติอ่อนน้อมต่อคนผู้เจริญในตระกูล
๓. พูดคาสัตย์


๔. ไม่พูดคาหยาบ
318


๕. ไม่พูดส่อเสียด

๖. กาจัดความตระหนี่

๗. มีวาจาสัตย์ ข่มความโกรธได้

ิ้
มฆมาณพเมื่อสนอายขัยแล้ว ได้ไปเกิดเป็นท้าวสักกเทวราช ในภพดาวดึงส์
แม้พวกสหายของมฆมาณพเหล่านั้น ก็ได้ไปเกิดเป็นเทวดาชั้นดาวดึงส์เช่นกัน
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนว่า
๑.ชาดกเรื่องนี้ต้องการเล่าประวัติของท้าวสักกะให้ฟังว่า ได้ท�าบุญอะไรไว้




บางในโลกมนุษย จึงไดไปเกิดเปนเทพผูยิ่งใหญในภพดาวดึงส คุณสมบัติที่สาคัญ





คือการมีจิตอาสากระทาสาธารณะ สงเคราะห์แก่ผู้คนยากไร้ในโลกนี้ รวม




คุณสมบัติพิเศษประจ�าตัวคอวัตรบท ๗ ความเปนทาวสักกะมิใชตาแหนงทผูกขาด


ี่

ถ้าองค์เก่าหมดบุญ องค์ใหม่ก็ขึ้นมาแทน ทาให้เห็นความไม่เที่ยงแท้แห่งอานาจ

เราไม่ควรยึดติดแต่ประการใด แต่ควรอาศัยบุญกศลไปสู่ความหมดทุกข์จะ

ประเสริฐกว่า





๒. แสดงใหเหนวา ศีลธรรรมเปนรากฐานส�าคัญที่จะท�าใหเกิดสันติสุขและ
สันติภาพในโลก เพราะถ้ามนุษย์ต่างก็ประพฤตตามหลักธรรม ก็ประกันได้ว่า


มนุษย์จะไม่เดือดร้อน จะไม่เบยดเบียนเอารัดเอาเปรียบกัน จะต้องไม่ทุกข์ยาก
ลาเค็ญ และจะไม่อยู่กันอย่างหวาดระแวง


แต่โลกมนุษย์ไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะเหตุว่ามนุษย์ยังขาดศีลธรรมกันอย่


ยังปลอยปละละเลยศีลธรรมกันอยู ที่ส�าคัญคือยังไมเห็นความส�าคัญของศีลธรรม


จึงปล่อยให้ความไร้ศีลธรรม เข้ามามีอทธิพลเหนือตน ประพฤติล่วงละเมิดคีล
ธรรมกันอย่างไม่ละอาย เช่น ไร้เมตตาธรรม ชอบแต่ข่มเหงรังแกกัน ไร้ความ


พยายามในการท�ามาหากินโดยสุจริต คิดแตจะฉอโกง ลักขโมย เอารัดเอาเปรียบ








กันเปนตน ผูมีพฤติกรรมเชนนี้ชื่อวาเปนผูไรคีลธรรม ผูไรศีลธรรมอยูในหมูคณะ





ใด สังคมใด ก็จะทาให้หมู่คณะนั้น สังคมนั้นปั่นป่วนวุ่นวาย หาความสงบมิได้
โลกมนุษย์จะสงบร่มเย็นได้ก็เพราะอาศัยศีลธรรม ขาดศีลธรรมแล้วก็ร้อน
ระอุ การแก้ปัญหาความเดือดร้อนต่างๆ ในโลก ต้องเริ่มที่การทาให้คนเรามีศีล




ธรรมประพฤติตามหลัก ศีลธรรมกันใหมากๆ เมื่อศลธรรมถูกนามาเปนหลักปฏบัติ



ในการดาเนินชีวิต ในการครองตน ครองคน ครองงานแล้ว ประกันได้ว่าความ
สงบสุขในหมู่คณะและสังคมย่อมจะมีได้อย่างแน่นอน
(กุลาวกชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๘ หน้า ๓๕๐)
319


320


วิชาหลอกคน






“ความงมงายท�าให้เสยร้คนและเสยประโยชน์
ใชปัญญาไตร่ตรองให้รอบคอบก่อนเช่อ”








ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ วัดพระเชตวัน เมืองสาวัตถี

ทรงปรารภภิกษุลูกศิษยของพระสารีบุตร ผูถามถงวิธีการไดลาภสักการะดวย





การหลอกลวง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชย์สมบัตอยู่ในกรุงสาวัตถี
พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ครั้นเจริญวัยได้ ๑๖ ปี
ได้ศึกษาจนจบไตรเพท และศิลปศาสตร์ อีก ๑๘ วิชา ด้วยความสามารถนี้
จึงได้เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ สั่งสอนศิลปวิทยาแก่มาณพ ๕๐๐ คน







ในจานวนศิษยเหลานั้น มีมาณพคนหนึ่งเปนผูเพยบพรอมดวยศีลและ




ความประพฤติดีงาม วันหนึ่งเขาไดเขาพบอาจารย แล้วถามว่า “ข้าแต่อาจารย์




ขอไดโปรดชวยบอกขอปฏิบัติอันจะเปนเหตุทาใหเกิดลาภแกผูประพฤติธรรม




ด้วยเถิด”
อาจารย์มองดูเขาด้วยความเมตตา แล้วกล่าวตอบว่า “พ่อมหาจาเริญ

ลาภมากมายจะเกิดกับนักปฏิบัติธรรมด้วยเหตุ ๔ อย่าง คือ
๑. ไม่เป็นคนบ้า ก็ทาเป็นเหมือนคนบ้า คือให้ประพฤติละทิ้งหิริและ


โอตตัปปะ ไมเอื้อเฟอตอกุศลธรรม ไมกลัวภัยในนรก ย่ายสิกขาบททบญญัติ

ี่





ไว้ดีแล้ว ปล่อยให้ความโลภ ครอบงา มัวเมาในกามทั้งหลาย ประมาทละทิ้ง

ความเป็นสมณะของตนไปเสีย ทาเช่นนี้ย่อมได้ลาภจากหมู่ชนผู้หลงงมงาย


ได้โดยง่าย เพราะฉะนั้น ผู้ต้องการได้ลาภพึงทาเป็นเหมือนคนบ้า

๒. ไม่เป็นคนส่อเสียด ก็ทาเป็นเหมือนคนส่อเสียด คือนาความส่อ

เสียดเขาไปในราชสกุล โดยยุยงกลาวรายวาคนโนน กระทากรรมอยางนี้ คน







นี้แย่งชิงยศและตาแหน่งของคนอื่นอย่างโน้น ทาให้ฝ่ายพระราชาคิดว่า ผู้



บอกนั้นมีความภักดีต่อเรา จึงแต่งตั้งคนนั้นไว้ในตาแหน่งสูง ลาภย่อมเกิด
แก่ผู้ส่อเสียดในทันที ส่วนคนผู้ไม่ส่อเสียดย่อมไม่ได้ลาภในหมู่ชนผู้งมงาย
321



๓. ไม่เป็นนักฟ้อนรา ก็ทาเป็นเหมือนนักฟ้อนร�า คือกระทาการละเล่น






ขับรอง ประโคมดนตรีตางๆ เพื่อใหไดทรัพยมา เหมือนนักแสดงทั้งหลายเที่ยว

แสดงการเล่นหาทรัพย์อยู่ ลาภเป็นอันมากจึงเกิดขึ้นจากหมู่ชนผู้งมงาย
๔. ไมเปนคนตื่นขาว ก็ทาเปนเหมือนคนตื่นขาว คือมักตื่นขาวพูดพลอย








แจ้งกับพระราชาว่า ได้ฟังมาว่าในที่โน้น คนถูกฆ่า ถูกปล้นเรือน ลูกเมียถูก
ข่มขืน นี้คงเป็นการกระทาของคนนั้น คนนี้ ทาให้พระราชาต้องส่งราชบุรุษไป






สืบสวนตามคาของอามาตยผูนั้น แลวพระราชาก็พระราชทานยศใหญโตใหแก ่












อามาตยผูนั้น ด้วยทรงด�าริวา อ�ามาตยผูนี้มีความขวนขวายแจงขาวแกเรา บ้าน
เมืองคงปราศจากโจรผู้ร้าย ส่วนอ�ามาตย์อื่นๆ และประชาชนก็ยกทรัพย์ให้แก่


อามาตย์ผู้นั้น ด้วยเกรงกลัวว่า ผู้นี้จะพูดพล่อยถึงเรา จะทาให้เราต้องถูก
ราชบุรุษสอบสวน ด้วยการทาอย่างนี้เอง ลาภจึงเกิดขึ้นมากมายแก่คนตื่นข่าว




สวนผูไมประพฤตตนเปนผูพูดพลอยตื่นขาว ยอมจะไมไดลาภในหมูชนที่งมงาย









เลย
ทั้ง ๔ อย่างนี้ หากประพฤติแล้ว ย่อมจะได้ลาภจากคนผู้หลงงมงายทั้ง
หลาย นี้เป็นการปฏิบัติของผู้ประพฤติธรรมที่ต้องการแสวงหาลาภ







มาณพผูเปนศิษยไดฟงค�าสอนของอาจารยทั้งหมดนั้นแลว อดไมไดที่จะ


กล่าวติเตียนขึ้นว่า




“ขาแตอาจารย นาติเตียนความประพฤตอันเปนเสมือนการฆาตวตาย








ที่เปนการประพฤติอธรรมแลวไดมาซึ่งลาภ ยศ และทรัพย ดังนั้น ผออกบวช


แล้วมีความเป็นอยู่โดยธรรม ย่อมประเสริฐกว่าการแสวงหาโดยอธรรม”


มาณพตาหนิลาภที่ไดมาโดยอธรรม แลวสรรเสริญคุณของการบรรพชา


โดยธรรมแล้ว จึงออกบวชเป็นฤๅษี บ�าเพ็ญเพียรภาวนา ทาสมาบัติทั้งหลาย
ให้เกิดขึ้น ได้ไปบังเกิดพรหมโลก

ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนวา วิธีการหลอกคนใหมานับถือหรือน�าทรัพยสิน





มาบ�ารุง บาเรอตวนั้น คนที่ท�านันไมตองคิดกลอุบายอะไรมาก เพียงใชความ






กล้าทาเพียงอยางเดียวก็สาเร็จ เพราะรูอยูวาคนโลภกับคนหลงสองประเภท



นี้หลอกง่าย โดยแสร้งทาตัวให้ประหลาดๆ ผิดคนผิดพระทั่วไปนิดหน่อย

เท่านั้น คนก็แห่มาหาแล้ว คือทาเป็นเหมือนคนบ้า พูดจาเลอะๆ เทอะๆ

บ้าง คนเขาก็เอาไปตีเป็นหวยกันเอง ทาเป็นคนเคร่งบ้าง ทาเป็นคนไม่สน


322



ใครบ้าง ทาเป็นคนใหญ่คนโต จะไปไหนมาไหนต้องมีบริวารแวดล้อมมาก
บ้าง คนงมงายก็เหมือนกับคนตาบอดนั้นแหละ เห็นก็เหมือนไม่เห็น จึงถูก
เขาหลอกเอาอย่างง่ายดาย

โรคตื่นผูวิเศษยอมหมดไปไมไดถาคนงมงายยังมีอยู ความงมงายทาให้







คนเสียรู้และเสียประโยชน์ ถ้ายอมเสียเวลามาใช้สติปัญญาไตร่ตรองให้
รอบคอบ นึกถึงหลักความจริงต่าง ๆ ย่อมจะรู้ได้ในไม่ช้าว่า อะไรของจริง
อะไรของปลอม เพียงอย่าใจเร็วด่วนตัดสินใจเชื่อเท่านั้น


ในทางพระพุทธศาสนา เมื่อพระพุทธองคตรัสถึงศรัทธาไวในหมวดใด
พระองค์ก็มักจะตรัสเรื่องปัญญาให้เข้าคู่กับศรัทธาด้วยเสมอไป การที่ทรง





กากับศรัทธาดวยปญญาเปนการแสดงใหเห็นวา ศรัทธาความเชื่อที่ปราศจาก

ปัญญานั้นเป็นอันตราย และปัญญาที่ขาดศรัทธาก็น่ากลัว จะนาไปสู่ความ

แข็งกร้าวจนไม่ยอมลงให้กับใครหรืออะไรทั้งสิ้น



ดังนั้น ศรัทธาและปญญาจึงตองอิงอาศัยกัน เชน ในเบื้องแรก ศรัทธา
อาจนาไปสู่ปัญญา ในท่ามกลางปัญญาทาหน้าที่ตรวจสอบศรัทธา และใน




ที่สุด ปญญานาไปสูภาวะเปนอิสระจากศรัทธา ศรัทธามีความสาคัญตอการ





ดาเนินชีวิตของปจเจกบคคลแตละคนเปนอันมาก เพราะคนเรามศรัทธาเชื่อ





อย่างไร ชีวิตก็จะด�าเนินไปในทิศทางนั้น จนเราอาจกล่าวได้ว่า “เราเป็น
อย่างที่เราเชื่อ”
เมื่อศรัทธามีความสาคัญตอชีวิตถึงเพียงนี้ เราแตละคนจึงควรทบทวน




ตนเองวา ระบบความเชื่อที่ตัวเราปกใจอยูนั้น เปนระบบความเชื่อที่มีเหตุผล








รองรับหรือไม หากเราเอาแตเชื่อโดยที่ไมเคยตั้งค�าถามตัวเองวา มีเหตุมผล

พอจะปลงใจเชื่อหรือไม วันหนึ่งเราอาจสังเวยชีวิตใหกับความเชื่อที่ผิดๆ ก็ได ้

(ลาภครหิกชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก ติกนิบาต เล่ม ๓๑ หน้า ๒๒๗)
323


324


ู่


หมบานที่ความตายไปไมถึง
“ความตายเป็นของเที่ยง




ชวิตความเป็นอยู่เป็นของไมเที่ยง”






มีเรื่องประหลาดเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นในเมืองสาวัตถี คือเงินทองประมาณ
๘๐ โกฏิ ในเรือนของเศรษฐีคนหนึ่ง ได้กลายเป็นถ่านไปหมด เศรษฐีเสียใจ

ี่
มากถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ วันหนึ่งเพื่อนคนหนึ่งมาเยยม และออก

อุบายให้ว่า ให้เอาเสื่อลาแพนไปปูเข้าที่ตลาด เอาเงินทองที่กลายเป็นถ่าน
นั้นไปกองไว้แล้วนั่งขาย ใครทักว่าคนอื่นเขาขายผ้า น�้ามัน น�้าผึ้ง น�้าอ้อย



สวนทานนั่งขายถาน ดังนี้ จงตอบคนทั้งหลายเหลานั้นวา “เราไม่ขายของๆ



ตนแล้วจะทาอะไร?”
หากมีคนใดทักว่า “ท่านนั่งขายเงินและทอง ผิดกว่าคนทั้งหลายอื่น”
ท่านจงตอบว่า “เงินทองที่ไหนกัน ถ่านต่างหาก ถ้าเขายังยืนยันว่า





เปนเงินทองอยู ก็จงบอกใหเขาหยิบใหดู เมื่อเขาหยิบสงใหทาน ถาถานนั้น




กลายเป็นเงินและทองไซร้ ผู้นั้นเป็นคนมีบุญ สมควรมอบทรัพย์มรดกทั้ง

ปวงให้ ถาเปนหญิงสาวพึงใหแตงงานกับบุตรชายของทาน ถาเปนชายหนุม







พึงให้แต่งงานกับบุตรีของท่าน ท่านด�ารงชีวิตอยู่ด้วยเงินทองที่เขาให้เลี้ยง
ชีพ
เศรษฐีได้ทาตามคาแนะน�าของเพื่อน ขณะนั้นมีหญิงรุ่นสาวคนหนึ่ง


ชื่อ โคตมี แต่เนื่องจากเป็นคนผอม คนทั้งหลายจึงเรียกเธอว่า กีสาโคตมี
เป็นธิดาของผู้เก่าแก่ในเมืองสาวัตถี นางไปตลาดเห็นเศรษฐีนั่งขายของอยู่
จึงทักว่า “คนอื่นๆ เขาขายเสื้อผ้า น้ามัน น้าผึ้งและน้าอ้อยเป็นต้น เหตุ



ไฉนท่านจึงขายเงินทอง”
เศรษฐีว่า “เงินทองที่ไหนกัน แม่คุณ ถ่านทั้งนั้น”
“นี่แหละ เงินทองทั้งนั้น” นางยืนยัน
“แม่นางลองหยิบให้ดูซิ” เศรษฐีพูดด้วยอาการลิงโลด
กีสาโคตมีกอบจนเต็มมือแล้วส่งให้เศรษฐี ถ่านนั้นได้กลายเป็นเงิน

325







ทองไปหมด เศรษฐจึงสูขอนางมาเปนสะใภของตน มอบทรพยทั้งหมดให เงินทอง


ที่กลายเป็นถ่านนั้นได้กลายเป็นเงินและทองดังเดิมอีก
เมื่อนางได้แต่งงานอยู่กินกับสามีลูกเศรษฐี นางมีบุตรคนหนึ่ง แต่ตายเสีย

ในขณะที่พอเดินได้ นางเสียใจมากเพราะเป็นบุตรคนแรก คนทั้งหลายจะนาไป
เผาแต่นางไม่ยอม อุ้มบุตรเที่ยวไปในที่ต่างๆ เพื่อหาหมอหายารักษาบุตรที่ตาย
แล้ว คนทั้งหลายเห็นนางแล้ว เข้าใจว่าเป็นบ้า เพราะไม่เคยมีใครทาอย่างนั้น

ทีนั้น มีชายผูเปนบัณฑิตคนหนึ่งแนะนาใหนางไปเขาเฝาพระพุทธเจาเพราะ








พระองค์ทรงร้จักยาที่นางต้องการ นางรีบไปเฝ้าพระศาสดาทันที ทูลถามว่า
“พระองค์ทรงรู้จักยาเพื่อรักษา คนที่ตายแล้วหรือ?”
พระศาสดาตรัสว่า “เราพอรู้โคตมี”

“จะให้ทาอย่างไร พระเจ้าข้า” นางทูลถาม


พระศาสดาตรัสวา “เธอจงลองไปเทยวถามหาเมลดผักกาดสักหยิบมือหนึ่ง


แต่ต้องได้จากหมู่บ้านที่คนไม่เคยตาย”
นางอุ้มบุตรรีบเข้าไปสู่หมู่บ้าน เที่ยวถามหาเมล็ดผักกาด บ้านที่มีก็เต็มใจ






ให้ แตพอนางถามวาในหมูบานนี้มีคนเคยตายหรือไม ทุกหมูบานที่นางถามก็บอก

ว่ามีคนตายแล้วคน ๑ บ้าง ๒-๓ คนบ้าง
นางจึงคืนเมล็ดผักกาดเสีย บอกว่าท�ายาไม่ได้ นางเที่ยวไปโดยท�านองนี้
ตลอดหัวบ้านท้ายบ้าน หาเมล็ดผักกาดในหมู่บ้านที่ไม่มีใครเคยตายไม่ได้เลย ถึง
ความสังเวชสลดใจว่า
“โอหนอ เป็นกรรมหนักเสียแล้ว เราเข้าใจว่าบุตรของเราเท่านั้นตาย แต่
ความจริงแล้วคนตายกันมาก บุตรของใครๆ ก็ตาย ทุกเรือนเคยมีคนตายแล้วทั้ง
นั้น” นางไดทิ้งบุตรไวในปา แลวรีบเขาไปเฝาพระพุทธองค ทูลความทั้งปวงใหทรง








ทราบ
พระพุทธองค์ตรัสว่า “ดูก่อนโคตมี ความตายเป็นสิ่งยั่งยืน ตั้งอยู่ชั่วกาล
นาน ทุกคนเกิดมาแล้วต้องตาย และความตายนั้นย่อมคร่าเอาบุคคลผู้มัวเมาอยู่



ี้



ในบุตรและสัตวเลยงผูมีใจฟุงซานในอารมณตางๆ ไป ประดุจหวงน�้าใหญไหลเชี่ยว


พัดพาเอาชาวบ้านไป ฉะนั้น”
พระศาสดาทรงแสดงธรรมเป็นอเนกปริยายให้นางกีสาโคตมีฟัง นางดารง

อยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว เทศนาเป็นประโยชน์แก่ชนเหล่าอื่นอีกเป็นอันมาก
กีสาโคตมีขอบวชในพุทธศาสนา วันหนึ่ง เข้าเวรอยู่ในโรงอุโบสถ นางตาม
326


ประทีป นั่งมองดวงประทีปอยู่ เห็นเปลวประทีปลุกโพลงขึ้นแล้วหรี่ลง นางได้
ถือเอาเปลวประทีปนั้นเป็น อารมณ์ แล้วคิดต่อไปว่า “สัตว์ทั้งหลายก็เหมือน
กัน เกิดขึ้นและดับไปดังเปลวประทีป ผู้ถึงพระนิพพานแล้ว อาการอย่างนี้ย่อม
ไม่มี ไม่ปรากฏ”


ี่
พระศาสดาประทับนั่งทพระคันธกุฎี ทรงแผพระรัศมีไป ประหนึ่งประทับ
อยู่เบื้องหน้านาง พลางตรัสว่า “ถูกแล้วโคตมี สัตว์ทั้งหลายย่อมเกดและดับ



เหมือนดวงประทีป ผู้ถงพระนพพานแล้ว ย่อมไม่เป็นอย่างนั้น ความเป็นอยู่
ขณะเดียวของผู้เห็นอมตบทคือพระนิพพาน ประเสริฐกว่าความเป็นอยู่ ๑๐๐
ปี ของผู้ไม่เห็นอมตบท คือพระนิพพาน”

ในที่สุดพระธรรมเทศนา กีสาโคตรมีภิกษุณีไดบรรลุพระอรหัต ไดรับการ

ยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะในทางทรงจีวรเศร้าหมอง




ั้

ธรรมบทเรื่องนี้มีคตสอนวา การเกิดมาเปนมนุษยนนเปนของยาก เมื่อ

เกิดมาแล้วยังมีอายน้อย ไม่ถึงร้อยปีก็ต้องตาย ส่วนมากตายเสียแต่ยังไม่




หนุมไมสาวก็มี ไมมีใครรูวันตายของตน บางคนเกิดมาวันเดียวตายก็มี เดือน

เดียวตายก็มี ปีเดียวตายก็มี สิบปีตายก็มี นางกีสาโคตมีไม่เข้าใจในเรื่องนี้

คิดว่าคนเกิดมาแล้วไม่มีวันตาย จึงร้องไห้คร่าครวญเพราะการตายของลูก
พระพุทธเจ้าจึงตรัสสอนว่า “จะอยู่ในอากาศ อยู่กลางสมุทร เข้าไปสู่


หลืบเขาก็หนีไมพนความตายไปได ประเทศหรือหมูบานทความตายไปไมถึง


ี่





ไมมี” ซึ่งหมายความวา สถานที่ก�าหนดหมายวา สัตวจะตองตายที่ไหน เมื่อไร


ย่อมไม่มี เพราะอาจจะประสบความตายที่ไหน เมื่อไรก็ได้ ทั้งนั้น เช่น นก
บินไปในอากาศอาจจะถูกคนยิงตาย คนโดยสารเครื่องบินอาจจะตายเพราะ


เครื่องบินนั้นระเบด หรือถูกฟาผาตายในอากาศ อาจตายในทะเล เพราะเรือ




โดยสารผานมหาสมุทรลมก็ได สถานที่ความตายจะไปไมถึงนั้นเปนอนไมมี




เหตุนี้จึงไม่ควรประมาทในที่ทั้งปวง
(กีสาโคตมีวัตถุ อรรถกถา ขุททกนิกาย
ธรรมบท สหัสสวรรค เล่ม ๑๗ หน้า ๗๒๗)
327


328


ปากเป็นเอก





“พดดีเป็นศรีแก่ตัว พดดีเป็นเงินเป็นทอง”











ในอดีตกาลนานมาแลว มีชายศีรษะลานคนหนึ่ง เปนคนที่ถือวาตน

มีปมด้อยใครพูดพาดพิงถึงศีรษะเป็นไม่ได้เลย เขาจะโกรธแบบไม่ต้องมา
พูดกันอีกต่อไป แต่เขาเป็นคนมีปกติอยู่อย่างหนึ่ง คือเป็นคนบ้ายอ และ
ชอบคนปากหวาน ใครมาพูดถึงเรื่องศีรษะในทางดีแม้จะรู้ว่าเขาพูดไม่จริง
แต่ก็ชอบ ชายศีรษะล้านคนนี้มีของดีอยู่ ๒ อย่าง คือ มีวัวงาม ๑ คู่ และ
ลูกสาวสวยอีก ๑ คน

จะเป็นเพราะชายคนนี้มีของดีอย่ในบ้านนี่เอง จึงมีคนมากหน้า
หลายตา ทั้งหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่แวะเวียนมาที่บ้านเขาเสมอ เพื่อขอซื้อวัว


บ้าง ขอลูกสาวไปแตงงานบาง แตก็โดนตะเพดไปทุกราย เพราะไปพูดสะกิด


ปมด้อยของเขาเข้า คือพูดคาว่า เลี่ยน เตียน โล่ง ใส แสน ล้าน เป็นต้น

อยู่ด้วย


ในขณะนัน มีชายหนุ่มต่างถิ่นคนหนึ่ง พอได้ยินกิตตศัพท์เรื่องนี้



เขาก็อยากจะลองดู จึงเดินทางมุงหนามาทหมูบานนี้ ถามหาชายศีรษะล้าน
ี่


ื้

เมื่อทราบแน่ชัดแล้วกตรงไปที่บ้าน พร้อมกับเจรจาขอซอวัวทันทีว่า “พ่อ
ผมดกปกเกษี วัวคู่นี้ราคาเท่าไรจ้า”
เจ้าของวัวได้ยินดังนั้นก็แสนยินดีนัก ไม่ได้ยินคนพูดไพเราะอย่าง
นี้มานานแล้ว แถมเป็นหนุ่มหน้าตาดีและเจ้าบทเจ้ากลอนเสียด้วย จึงตอบ
ไปด้วยความเสน่หาว่า “หลานเอย พ่อหลานยา ไม่ต้องซื้อต้องหา พ่อลุง
ยกให้”

เปนอันวาชายหนุมไดวัวฟรีๆ มาคูหนึ่ง เพราะพูดจาดี ถูกใจเจาของ





เมื่อได้แล้วเขาก็เดิน จูงวัวผ่านไปกลางหมู่บ้าน หนุ่มคนหนึ่งเข้าไปถามว่า








ซื้อมาเทาไร “คนอยางขาจะซื้อหาท�าไม ไอหัวลานจัญไรมนใหมา” ชายหนุม
ตอบแสดงธาตุแท้ของตนออกมา เพราะรู้ว่าเจ้าของวัวไม่ได้ยินแน่ แล้วก็
เดินจูงวัวผ่านไป
329


หนุ่มคนนั้นรีบไปที่บ้านเจ้าของวัว พบลูกสาวเจ้าของวัวจึงเล่าเรื่องที่
ได้ยินให้ฟัง ลูกสาวเสียดายวัวและไม่พอใจชายคนนั้นมาก จึงรีบไปเล่าให้พ่อ

ฟัง พ่อได้ยินเข้าก็วิ่งตามไปหวังจะฉะกบาลให้แตกไปเลย หนอยแน่ มันด่าลับ
หลังได้
ชายหนุ่มเห็นเจ้าของววเงื้อปฏักมาแต่ไกล รู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึน จึง









หยุดรอ พอแกเขามาใกลจึงยกมือไหวแลวถามวา “พอลงใจดีวิ่งมาท�าไม หนทาง
หรือก็ไกล ดูเหน็ดเหนื่อยนัก” เขาหยอดค�าชมเข้าให้อีกอย่างหน้าตาเฉย

เจ้าของวัวได้ยินคาชมเช่นนั้น ก็หายโกรธเป็นปลิดทิ้งลดปฏักที่เงื้อง่า
ลง แล้วบอกว่า “หลานเอย พ่อหลานรัก เจ้าลืมปฏักเลยเอามาให้”
ชายหนุ่มเลยได้ปฏักแถมอีกด้ามหนึ่ง เพราะเข้าใจพูด
ฝ่ายลูกสาวรออยู่ที่บ้านเห็นพ่อเดินกลับมามือเปล่า จึงต่อว่าพ่อ พ่อก็
ยอมรับว่าเผลอใจยกให้เขาไปแล้ว ลูกสาวจึงบอกพ่อให้ไปตามเอาวัวและปฏัก
กลับคืนมา คราวนี้ลูกสาวขอตามไปด้วย เพื่อจะได้เตือนสติพ่อมิให้เผลออีก
พ่อก็เห็นด้วย จึงรีบตามไปจนถึงบ้านของชายหนุ่มคนนั้น ชายหนุ่มเมื่อเห็น

เจ้าของวัวกับลูกสาวก็ให้สงสัย จึงออกมาต้อนรับแล้วถามว่า
“พ่อผมดกปกเกล้า พ่อจูงมือลูกสาว พ่อจะพาไปไหน”
โดนคาถาคารมหวานของชายหนุ่มเข้าอีกรอบ แกถึงกับเคลิ้มลืมเรื่อง
ที่จะมาทวงวัวและปฏักคืนไปสนิท แล้วก็ตอบชายหนุ่มไปว่า

“ลูกเอยพ่อลูกแก้ว พ่อหรือก็แก่แล้ว
ไม่ได้เรื่องไม่ได้ราว เลยพาลูกสาวของพ่อมาให้”
เป็นอันว่าชายหนุ่มได้ลาภลอยเพิ่มขึ้น ได้ทั้งวัว ๑ คู่ กับลูกสาวอีก ๑


คน ด้วยคารมค�าพูดเพียงสองสามประโยคเทานั้น นี่แหละทานจึงเรียกวา ปาก

เป็นเอก





นิทานเรื่องนี้มีคติสอนวา แสดงใหเห็นวาความเปนเอกของปากอยูท ่ ี
ั่


การพูด การพดเป็นเรื่องสาคัญททาให้คนเป็นคนดีก็ได้ เป็นคนชวก็ได้







ลมปากที่พัดเพียงแผวเบานี้เองท�าใหคนรักกันก็ได เกลียดกันก็ได พัดคนที่

หมดหวังใหกลับสดชนและมีหวังก็ได ดงมีสุภาษิตอยูบทหนึ่งวา “พูดดีเปน





ื่




เงินเป็นทอง” คาพูดจะมีค่าเป็นเงินเป็นทองได้ จะเป็นค�าพูดทีไพเราะ












นิ่มนวล ชวนฟัง พูดไปแล้วทาให้คนฟังราลึกถึงตัวคนพูดอยู่เสมอ


จะโฆษณาค้าขายก็ได้ก�าไร ดังสุภาษิตสอนหญิงของสุนทรภู่ว่า
330


แม้จะเรียนวิชาทางค้าขาย อย่าปากร้ายพูดจาอัชฌาสัย
จะซื้อง่ายขายดีมีกาไร ด้วยเขาไม่เคืองจิตระอิดระอา

เป็นมนุษย์สุดนิยมเพียงลมปาก จะได้ยากหิวโหยเพราะชิวหา

แม้พูดดีมีคนเขาเมตตา จะพูดจาจงพิเคราะหใหเหมาะความ


พูดถึงสวนที่รายของค�าพูดก็มีโทษมากเหมือนกัน เพราะลมปากนี้เปน




ที่รับรองกันวามีความรุนแรงยิ่งกวาลมพายุทพัดอยูในโลกเปนไหนๆ ดงสุภาษต
ี่





คากลอนว่า


แม้ใต้ฝุ่นหมุนพัดปานกวาดโลก สลาดันกรรโซกให้คุกเข็ญ
ก็ไม่เท่าลมปากจากคนเป็น แม้นคิดเห็นควรตั้งระวังระไว

การพูดจาไพเราะอ่อนหวานนั้น ย่อมเป็นที่ชอบใจของผู้ฟังเสมอ แม้
จะไม่ได้พูดจากใจจริง ก็ยังมีคนชอบอยู่ดี โบราณท่านว่า “ปากเป็นเอกเสก
มนต์ให้คนเชอ” ความจริงเป็นดังนี้ จึงมีคนประเภทหนึ่งชอบใช้คารมหวาน
ื่
หว่านไปทั่วเพื่อหาผลประโยชน์จากคนที่ชอบและหลงไหลกับคาหวานอย่าง




นั้น ถึงกับเชื่อและตายใจงายดาย จนยอมเสียทรัพยสิน ยอมเสียคนแมกระทั่ง

ยอมเสียตัวให้เขาไป กว่าจะรู้สึกตัวก็สายไปแล้ว คาหวานจึงเป็นสิ่งที่พึงระวัง
อย่าเพิ่งเทใจเชื่อสนิท เพียงแค่ได้ฟังเท่านั้น แต่ควรตรองให้ดี ฟังหูไว้หู คน
บ้ายอหูเบาชอบฟังแต่เรื่องไม่จริง ซึ่งปกปิด ปมด้อยของตัว มักตกเป็นเหยื่อ
ของคนปากหวาน แต่ก้นเปรี้ยวได้โดยง่าย ดังชายในเรื่องนี้



(นิทานธรรมสาธก)
























331


332


สภานกอลเวง




“เวรไมระงับด้วยเวร


หน้าตาไมดี ไมควรเป็นใหญ่”











สมัยหนึ่ง พระพทธเจาประทับอยูที่พระเชตวัน กรุงสาวตถี เมืองหลวง
ของแคว้นโกศล ทรงปรารภเรื่องพระภิกษุสงฆน�ามาสนทนากันในธรรมสภา

เรื่องนั้นคือ ที่ลานวัดพระเชตวันนั้น พอเช้าขึ้นมาจะเห็นซากนกเค้าและกา


ตกเกลื่อนอยู่เตมลานวัด ทั้งนี้ด้วยเวลากลางวัน ฝูงกาได้ไล่จกตีนกเค้าจน
บาดเจ็บล้มตายเป็นจ�านวนมาก แตครั้นเวลาพระอาทิตยอัสดง ซึ่งเปนเวลา









ที่นกเคาออกหากินและตาแจมใส ฝูงนกเคาก็ยกพวกออกแกแคนไลจิกหัวกา
จนบาดเจ็บล้มตายลงเกลื่อนลานวัดพอๆ กัน เมื่อพระสงฆ์ทั้งปวงทาความ


สะอาดกวาดลานวัด ไดกวาดซากสัตวทั้งสองจาพวกไปใส่เข่ง เปนที่นาเวทนา




ยิ่ง

ครั้นตกเย็นจงสนทนากนวา สัตวปกทั้งสองจ�าพวกนี้จองกรรม จองเวร




มาแต่ครั้งใด เมื่อพบกันจึงชอบราวีจิกตีกันเป็นพัลวัน
พระพุทธเจ้าได้เสด็จมาในที่ประชุม ได้ทรงทราบเรองที่พระสงฆ์



สนทนากัน แลวตรัสตอบปญหาขางตนวา นกทั้งสองฝายนี้ไดกอกรรมท�าเวร







กันมาตั้งแต่ปฐมกัปแล้ว พระพุทธเจ้าจึงตรัสอุลูกชาดก มีเรื่องดังต่อไปนี้

ในอดีตกาล เมื่อครั้งพระโพธิสัตวเสวยพระชาติเปนพญาหงสทอง ครั้ง



ึ้
ื่

นั้น มีมนุษย์และสัตว์เกดขนในโลก หมู่มนุษย์ได้ประชุมกันเพอเลอกตั้งผู้
หนึ่งผู้ใด ซึ่งมีความรู้ความสามารถขึ้นเป็นหัวหน้า





ฝายสัตวสี่เทาก็เลือกตั้งใหพญาราชสีหเปนพญาแหงฝูง พวกมัจฉาชาติ


คือปลาในน�้าก็เลือกให้ปลาอานนท์ขึ้นเป็นหัวหน้า

นกทั้งหลายทั้งปวงก็อยากมีหัวหน้าคือผู้นาแห่งนกบ้าง จึงจัดประชุม

สมาชิกนกทุกชนิด ให้มาออกเสียงเลือกตั้งผู้นานก
เมื่อนกมาพร้อมกันในสภาที่ประชุมนกแล้ว นกซึ่งได้รับเลือกให้เป็น

ประธานสภานกก็ถามความเห็นสมาชิกนกในที่ประชุมวา ผูใดเห็นวานกสกุล


333


ใดสมควรได้รับเลือกตั้งเป็นผู้น�าของนก จึงขอให้เสนอความเห็นขึ้นมา นกตัวหนึ่งก็
ส่งสัญญาณขอพูดเสนอ เมื่อได้รับอนุญาตก็เสนอว่า

“ข้าพเจ้าเห็นว่านกเค้าเหมาะสมที่สุดที่จะเป็นผู้นาหรือ หัวหน้าของพวกเรา”






ประธานที่ประชุมนกประกาศขึ้นถึง ๒ ครั้งวา มีผูใดเหนดวยหรอคัดคานหรือ

ไม่?
นกหลายตัวออกเสียงเห็นดวย แตกอนที่ประธานจะประกาศเปนครั้งที่ ๓ กา




ตัวหนึ่งก็ขออนุญาตประธานสภานก กล่าวว่า
“ท่านประธานที่เคารพ พวกเราที่มาประชุมกันอยู่นี้ ส่วนมากออกเสียงเลือก

นกเคาตัวนี้ใหเปนหัวหนาของพวกเรา ถาประธานจะอนุญาตใหฉันไดแสดงความเห็น






ในสภานี้จะได้ไหม?”



ประธานสภานกกล่าวว่า “ดูกอนสหาย ประธานอนุญาตใหทานพูดได แต่ท่าน

จงกล่าวแต่ถ้อยคาที่เป็นประโยชน์ เป็นธรรม และถูกต้องเท่านั้น เพราะว่าพวกนก

หนุ่มๆ ผู้มีปัญญาและฉลาดหลักแหลมอยู่ที่นี่ ยังมีอยู่”
กาจึงกล่าวขึ้นว่า







“ขาแตนกทั้งหลาย ขาพเจาไมเห็นดวยเลยที่จะใหนกเคาเปนหัวหนาของพวก




เรา ทั้งนี้เพราะข้าพเจ้าเห็นว่า นกเค้านั้นรูปร่างไม่สง่า หนาซ้ายังมีหน้าตาถมึงทึง

น่ากลัว เหมือนกับโกรธแค้นอยู่เป็นนิตย์ ถ้าได้เป็นนายของพวกเราแล้ว เวลาโกรธ
ขึ้นมาก็จะดุพวกเราด้วยหน้าตาอันน่ากลัว” กาเว้นระยะการพูดนิดหนึ่ง แล้วกล่าว
ต่อไปว่า
“ท่านทั้งหลาย ขอท่านได้โปรดดูหน้าอันน่ากลัวของนกเค้าที่พวกท่านจะแต่ง



ตั้งใหเปนผน�าเสียใหเต็มตาเถด เวลาไมโกรธมีหนาอยางนี้ ถาโกรธขึ้นมาจะมีหนา








ตาอย่างไร?”
ฝ่ายนกทั้งหลายเมื่อได้ยินเสียงคัดค้านอย่างชาญฉลาดของกาเช่นนั้น ก็มี
ความเชื่อและเห็นด้วยเป็นอย่างมาก จึงลงความเห็นกันว่า กามีสติปัญญา มีความ
สามารถเป็นผู้นาได้ พวกเราควรจะแต่งตั้งกาให้เป็นหัวหน้าจะดีกว่า






“ขาพเจาขอคัดคาน” นกเคาซึ่งจะไดเปนผูน�าอยูแลวแตถูกกาคัดคานซึ่งๆ หน้า






ต่อที่ประชุมเช่นนั้น จึงกล่าวโจมตีด้วยอารมณ์โกรธเคืองว่า




“เจากาเปนสัตวฉลาดแกมโกง มิหน�าซ�ายังเปนจอมขโมยอีกดวย ทานทั้งหลาย



ลองคิดดูซิ เมื่อตอนมันยังไม่ได้เป็นนายของพวกเรา ยังเที่ยวขโมยไข่นกและลูกนก
กิน เมื่อได้เป็นนายแล้ว พวกเรามิต้องไปหาไข่นกและลูกนกส่งส่วยมันหรือ เราขอ
บอกด้วยว่าหากท่านขืนจะแต่งตั้งกาเป็นนายอย่แล้ว พวกท่านจะต้องเสียใจในภาย

หลังแน่ๆ”
334




ฝูงนกสงเลียงอื้ออึงเพราะเห็นดวยกับนกเคา ฝายกาเลาก็ประทวงดวยการ





บินถลาออกจากที่ประชุม พลางส่งเลียงร้องคัดค้านว่า “ข้าพเจ้าขอค้าน ข้าพเจ้า
ไม่เห็นด้วย”
ฝ่ายนกเค้าก็ทนไม่ไหวเช่นกัน ได้บินไล่จิกตีกา สัตว์ทั้งสองได้บินไล่จิกตี
กันเป็นพัลวัน ในที่สุดสงครามย่อยๆ ระหว่างกากับนกเค้าก็เกิดขึ้น


ฝายพวกนกนอกนั้น เมื่อเหนกากับนกเคาห�้าหั่นกันอยางไมยอมเลิกราเชน




นั้น ก็ลงมติให้ตัดสิทธิสัตว์ทั้งสอง และเลือกหงส์ทองขึ้นเป็นพญาของพวกนก

เรียกว่า “พญาหงส์” ทั้งนี้โดย เห็นว่าหงส์ไม่เบียดเบียนทาร้ายนกด้วยกัน กินแต่
ปลาเป็นอาหาร ทั้งรูปร่างก็งดงาม กิริยาท่าทางก็สง่าน่าดูยิ่งนัก
จึงเป็นอันว่าหงส์ทองได้เป็นพญาของพวกนกหรือสัตว์ปีกทั้งหลาย ส่วนกา
กับนกเค้าก็ได้จองเวรเป็นศัตรูกันจนทุกวันนี้ พวกมันเห็นกันที่ไหนเป็นต้องตรง
เข้าจิกตีกันทันที ไม่มีวันเลิกรา
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนว่า
๑. เวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร คนเราถ้ามัวเคียดแค้น ชิงชังกัน

อยู่ อย่างไม่มีการเลกรา ย่อมพลาดจากต�าแหน่งหน้าที่ การงาน และย่อม
พลาดจากลาภยศทั้งหมด เหมือนกับกาและนกเค้า ฉะนั้น
๒. การจะแต่งตั้งบุคคลใดหรือใครๆ ก็ตามให้ดารงตาแหน่งหรือหน้าที่


ที่สาคัญ ควรคานึงถึงวุฒิภาวะ ความรู้ความสามารถ ภาพลักษณ์ และความ





เหมาะสมกับต�าแหนงนั้นๆ เปนส�าคัญ เพราะวาหากตั้งคนที่ไมมีความรูความ



สามารถ หรือไม่เหมาะสมกับตาแหน่งแล้ว ก็จะทาให้เกิดความเสียหายให้กับ

องค์กรหรือประเทศชาติได้

ในทางพระพุทธศาสนากล่าวว่า การทางานให้สาเร็จประโยชน์ได้ด้วยดี


นั้น ไม่ได้คานึงถึงลักษณะรูปร่างภายนอก แต่คานึงถึงคุณธรรม ๔ ประการ

คือ
๑. เป็นผู้มีความสามารถในการงานดี
๒. เป็นผู้มีความรู้ดี
๓. เป็นผู้มีคุณธรรมเป็นเครื่องดาเนินดี

๔. เป็นผู้มีความประพฤติดี มีความซื่อสัตย์สุจริต
บุคคลเมื่อพรอมดวยคุณธรรม ๔ ประการนี้ เปนผูสามารถน�าพาพลเมือง




และประเทศชาติ ไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้อย่างยั่งยืน
(อุลูกชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก ติกนิบาต เล่ม ๓๑ หน้า ๑๒๑)





335


336


ชาวนาขอโค



“คนโง่ย่อมคิดว่าตนเองเป็นคนฉลาด


คนฉลาดย่อมคิดว่าตนเองโง่”








ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมหัตเสวยราชสมบัติอยู่ใน กรุงพาราณสี
พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ ชื่อโสมทัต เมื่อเจริญวัยได้ไปเรียน
วิชาความรู้ที่เมืองตักกสิลา ครั้นเรียนจบ กลับมาคิดจะเชิดชูวงศ์ตระกูลของ

ตน จึงกราบลาบิดามารดาไปรับราชการอยู่ในเมืองพาราณสี และเป็นที่
โปรดปรานของพระราชาอย่างยิ่ง ครั้งนั้น วัวของบิดาซึ่งมีอยู่ ๒ ตัว ได้ตาย
ลงตัวหนึ่ง บิดาจึงได้ไปหาบุตรชายแล้วกล่าวว่า
“ลูกเอ๋ย วัวของพวกเรามันตายไปตัวหนึ่ง ลูกจงไปทูลขอวัวกับพระ

ราชาให้พ่อตัวหนึ่งเถิด”
บุตรชายได้บอกบิดาว่า “คุณพ่อครับ ลูกเพิ่งจะเข้ารับราชการไม่นาน
นัก ครั้นจะกราบบังคมทูลเพื่อให้พระราชทานวัวตัวหนึ่ง ดูจะไม่ค่อยเหมาะ
สม ขอให้คุณพ่อกราบทูลขอเอาเอง เถอะครับ”

พราหมณ์ผู้เป็นบิดาได้ฟังเช่นนั้น จึงพูดกับลูกด้วยความหนักใจว่า










“ลูกเอย ลูกก็รูวาพอเปนคนบานนอกบานนา ขนาดอยูตอหนาคนแกสองสาม

คน พอยังเสียงสั่นพูดผิดพูดถูก หากลูกใหพอขอเอง พอเกรงวามันจะกลาย





เป็นไปทูลเกล้าถวายวัวที่เหลือเสียกระมังลูก”
บุตรชายจึงปลอบใจบิดาวา “ไมวาจะอยางไรก็ตาม ลูกก็คงไมสามารถ






ที่จะขอวัวให้คุณพ่อได้ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน คุณพ่อ ลูกจะซักซ้อมคากราบ
บังคมทูลให้คุณพ่อเอง”
พรามหณ์ได้ฟังก็ดีใจ รีบบอกบุตรชายทันทีว่า “ถ้าอย่างนั้น ขอให้เจ้า
จงรีบซักซ้อมให้พ่อ แล้วพาพ่อเข้าเฝ้าพระราชาเถิด ลูกรัก”
บุตรชายจึงพาบิดาไปยังป่านอกเมือง มัดฟ่อนหญ้าไว้แล้วอธิบายให้
บิดาพิงว่า “คุณพ่อครับ ผู้ที่นั่งอยู่ตรงนี้คือพระราชา ผู้นี้คืออุปราช ผู้นี้คือ
เสนาบดี เป็นต้น”


จากนั้นไดกลาวตอไปวา “คุณพอครับ เมื่อคุณพอเขาเฝาพระราชาแลว







337





ขอใหคุณพอจงกราบถวายพระพรวา ขอให้พระองค์จงทรงพระเจริญ แล้วจงกล่าว
คาถาคาทูลขอวัวเถิด”

จากนั้นจึงให้บิดาเรียนคาถา พราหมณ์ได้เรียนคาถานี้ ใช้เวลายาวนานถึง

๑ ปี จึงจะสามารถจดจาเรื่องราวทุกอย่างได้อย่างคล่องแคล่ว เขาจึงได้บอกบุตร
ชายว่า

“โสมทัตลูกรัก บัดนี้พ่อสามารถจาคาถาที่ลูกสอนพ่อได้แล้ว นับจากนี้ไป
ไม่ว่าลูกจะพาพ่อไปเข้าเฝ้าพระราชาที่วังไหน พ่อก็สามารถทูลได้อย่างไม่ต้อง
กลัวผิดพลาดอีกแล้ว จงพาพ่อไปเข้าเฝ้าเถิด”
บุตรชายได้ฟังพ่อพูดก็ดีใจ จึงเตรียมเครื่องบรรณาการน�าบิดาไปเข้าเฝ้า
พระราชา เมื่ออยู่เบื้องพระพักตร์ของพระราชาในท้องพระโรง พราหมณ์จึง
กราบทูลทันทีว่า “ขอพระมหาราชเจ้า จงทรงพระเจริญเถิดพระเจ้าข้า” จากนั้น

ได้นาเครื่องบรรณาการเข้าถวายทันที

พระราชาจึงหันพระพักตร์ไปตรัสถามโสมทัตว่า
“โสมทัต พราหมณ์ผู้นี้เป็นอะไรกับเจ้าหรือ ?”

โสมทัตจึงกราบทลว่า “ข้าแต่พระมหาราชเจ้า บุรุษคนนคือบิดาของข้า

ี้
พระพุทธเจ้า พระเจ้าข้า”



พระราชาทรงแยมพระโอษฐตรัสถามวา “พราหมณ์เอ๋ย ท่านมาเข้าเฝ้าเรา
มีธุระอะไรหรือ”






ขณะนั้นดวยความประหมาที่อยูตอหนาบุคคลมากมาย เขาจึงกราบทูลเปน
คาถาถวายวัวว่า
“ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ข้าพระพุทธเจ้ามีโคสาหรับไถนาอยู่ ๒ ตัว ใน

บรรดาโค ๒ ตัวนั้น ตัวหนึ่งได้เกิดตายลงไปเสียแล้ว ขอพระองค์ได้โปรดทรง
รับโคตัวที่ ๒ ไปเถิด พระเจ้าข้า”
พระราชาทรงทราบว่าพราหมณ์กราบทูลผิด จึงทรงพระสรวล หันไปตรัส
หยอกเยามหาดเล็กคนสนิทวา “โสมทัตเอย ในบานเจาคงจะมีโคหลายตัวซินะ”





โสมหัตจึงกราบทูลว่า “ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ถ้าพระองค์พระราชทาน
คงจะมีมากแน่ๆ พระเจ้าข้า”
พระราชาทรงโปรดปรานเป็นอย่างมาก ทรงพระราชทานโคให้ถึง ๑๖ ตัว
พร้อมเครื่องประดับและบ้านเป็นรางวัล
ในขณะที่นั่งรถเทียมด้วยม้ากลับบ้าน บุตรชายจึงได้ กล่าวหยอกเย้ากับ









338


บิดาว่า

“คุณพ่อครับ ลูกทาการซักซ้อมให้คณพ่อมาเป็นเวลาแรมปี แต่พอเอาเข้า

จริงๆ คุณพ่อกลับทูลถวายโคแด่พระราชาเสียนี่” จากนั้นจึงได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า

“ท่านเป็นผู้ไม่ประมาทเป็นนิจ ได้กระทาความเพียร ฝึกซ้อมอยู่ในป่าหนึ่งปี

ครั้นเข้าประชมบริษัทกลับกล่าวให้ผิดพลาดไป ความเพียรไม่สามารถที่จะทาการ

ป้องกันคนไม่มีปัญญาได้เลย”
พราหมณ์ได้ฟังลูกชายกล่าวเช่นนั้น จึงได้กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า “ดูก่อนลูก
โสมทัต บุคคลผู้ขอย่อมได้รับสิ่ง ๒ อย่าง คือ ได้ทรัพย์ และไม่ได้ทรัพย์ นี้เป็น
เรื่องธรรมดาสาหรับการขอ”


บุตรชายกลาวคาถาเพื่อจะอธิบายใหเห็นวา ขยันแคไหนก็ไมมีประโยชน หาก





ไม่มีปัญญา นี้คือความหมายของคาถาที่ ๑ ฝ่ายพราหมณ์ได้โต้ตอบลูกว่า อย่าไป
คิดอะไรมาก ถึงอย่างไรเราก็ได้ทรัพย์สมบัติมากมาย จึงได้กล่าวคาถาที่ ๒
ื่
ื่
ชาดกเรองนี้มีคติสอนว่า ชาดกเรองนี้ต้องการอธิบายให้เห็นถึงความโง่
ของพ่อและความฉลาดของลูก บางครั้งแม้จะใช้ความเพียรแค่ไหน ความขยัน
ก็ไม่มีคุณค่าอะไร ความดีของคนฉลาดอยู่ที่รู้ว่าตนเองโง่ จะต้องศึกษาหาความ
รู้ให้มาก ส่วนคนโง่มักจะคิดว่าตนเองฉลาดแล้ว





คนมปญญายอมรูจักเหตุและรูจักผล เมือจะแนะน�าสิ่งใดแกผูใด ก็คิดเสีย




ก่อนว่าเมื่อแนะนาแล้วจะเกิดผลดีร้ายอย่างไร มีบางอย่างที่ไม่ควรแนะนาแก่

บุคคลบางคน เพราะผู้ฟังบางคน ไม่มีปัญญาพอจะวินิจฉัย หรือปฏิบัติตามค�า
แนะนานั้น เมื่อได้ฟังคาแนะนาแล้วอาจละเว้นสิ่งที่ควรปฏิบัติ หรือปฏิบัติสิ่งที่



ควรเว้น อาจเกิดความเสียหายแก่ผู้ปฏิบัติได้


เพราะฉะนั้น ผูมีปญญาจึงพิจารณาโดยรอบคอบกอน จึงแนะนาสิ่งที่ควร



แนะนาเท่านั้น ไม่แนะนาสิ่งที่ไม่ควรแนะนาแก่ผู้ที่ไม่ควรแนะนา เพื่อป้องกัน





ไม่ให้ผู้ฟังนาไปปฏิบัติผิด และความผิดนั้นอาจจะย้อนกลับมาถึงผู้แนะนาด้วย
(โสมทัตตชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก ทุกนิบาต เล่ม ๓๐ หน้า ๒๕๖)






339


340


ทิดคง





“ชวิตเหมอนความฝัน ใครโง่กว่าใคร”







ทิดคงเป็นคนคงแก่เรียน บวชเรียนมานาน มีความรู้แตกฉาน สึก
ออกมาประกอบอาชีพเหมือนคนทั่วๆ ไป อยู่ต่อมา ได้แต่งงานมีภรรยา

มีลูกสาว ๑ คน ทุกวันทิดคงออกไปทานา ซึ่งอยู่ห่างออกไป ๒๐ เส้น ถึง

เวลาเที่ยงภรรยาจะให้ลูกสาวหิ้วสารับกับข้าวออกไปส่งพ่อ



เที่ยงวันนั้นแดดรอนจัดมาก ลูกสาวทิดคงพักริมตนไมกลางทาง วาง


สารบกับข้าวไว้ข้างตัว ลมเย็นพัดมาก็เผลอหลับฝันไปไกลว่า ได้แต่งงาน




กับลูกชายเศรษฐี จนไดลูกชายอวนนารัก แตเกิดปวยไขตาย เสียใจรองไห ้



เหมือนคนบ้า ขณะตีอกชกตัวอยู่นั้น มือก็ปัดหม้อแกงหกคว่า ตื่นตกใจ


เดนร้องไห้ไปบอกแม่ที่บ้าน เล่าความฝันให้แม่ฟัง แม่ฟังดังนั้นก็พลอย


ร้องไห้ไปกับลูกสาวด้วย พร้อมกับพิไรราพันว่า “โธ่ หลานเอ๋ย! ทาไมมา

ด่วนตายจากยาย ยายยังไม่ได้ทาขวัญอะไรให้หลานเลย”
ขณะแม่ลูกกอดกันร้องไห้คร่าครวญอยู่นั้น ทิดคงทนหิวไม่ไหวเดิน

กลับบ้านมาพบเหตุการณ์พอดี พอรู้เรื่องเข้าถึงกับสลดสังเวชใจ ความผิด
หวังเกิดขึ้นมาท่วมทับใจ เอือมระอาที่ต้องมาทนอยู่กับเมียและลูกสาวผู้โง่
เขลาอย่างนี้ ทิดคงตัดสินใจในทันที คว้าเงินยัดใส่พก ผลุนผลันออกจาก

บ้านไป ซื้อเรือลาหนึ่งออกเดินทางไปหัวเมือง จากเมืองนั้นไปเมืองโน้น
รอนแรมค้างคืนไปเรื่อยๆ

วันหนึ่ง เห็นชายคนหนึ่งร้องไห้อย่ริมฝั่ง วาดหัวเรือเข้าไปถามได้



ความว่า เกิดปญหาเอามือซุกไหแลวเอาออกไมได ทิดคงคนฉลาดมองปราด


เดียวก็รู้ มือชายคนนั้นกาเกลือในไหไว้ จึงบอกให้แบมือ เขาก็เอามือออก


จากไหได้โดยง่าย ทิดคงได้เป็ดตัวหนึ่งเป็นสินน้าใจ
พายเรือต่อไปอีกเมือง เห็นคนหลายคนแบ่งเป็นสองพวก เอาเชือก
ผูกหัวเสาช่วยกันฉุดไปคนละทาง ถามได้ความว่า ต้องการดึงเสาให้ยาว
“เสาน่ะ จะดึงให้ยืดให้ยาวไม่ได้หรอก” ทิดคงบอก “ถ้าต้องการให้เสายาว



341






ก็ไปหาเสาอีกตนมาตอ” คนกลุมนั้นไดท�าตามค�า ทั้งที่นับว่าดีและนับว่าไม่ดีทั้งหลายทั้งปวง ก็เท่ากับ




แนะนา ก็ได้เสายาวสมใจ ทิดคงได้รบไก่เป็น ความฝนทั้งหมด เพราะวาสิ่งที่ผานมาทั้งหมดในชีวิต

รางวัล นั้น ภายหลังเมื่อตายไปแล้วก็ไม่มีอะไรเป็นของตน
ทิดคงพายเรือผ่านไปอีกหลายเมือง ใช้ มียศ มีอานาจ มีตาแหนงสูง มีทรัพยสมบัติมาก เมื่อ








ปัญญาช่วยแก้ปัญหาเล็กใหญ่ให้ชาวบ้านเรื่อยไป ตายไปแลวไมมีอะไรเปนความจริง ลวนแตเปนความ


จนกระทั่งถึงเมืองๆ หนึ่ง สร้างตึกประหลาด ก่อ ฝันทั้งสิ้น เหมือนลูกเมียของทิดคงพากันเศร้าโศก



อิฐถือปูนแต่ไม่มีหน้าต่าง ภายในตึกจึงมืดมาก เสียใจเพราะหลงผิดคิดวา ความฝนนั้นเปนความจริง









พอเวลาสาย พระอาทิตยขึ้นแดดสองจา คนในตึก ๒. ถาเรายังวิ่งไลเงา จะไมมวันทนเงา ถาอยาก
ก็ขนตะกร้า กระบุง หีบ และถัง ออกมาผึ่งแดด ให้ทันเงาต้องหยุดวิ่ง ทิดคงวิ่งไล่ตามความสุข
ไว้ ครู่หนึ่งก็ช่วยกันขนกลับเข้าไปในตึก วนเวียน เหมือนบุรุษวิ่งไล่จับเงา ตามความเป็นจริงนั้น ความ
อยู่อย่างนี้ไม่รู้จบ สุขมิได้อยู่ที่คนรัก ที่เพื่อนฝูง ที่บ้าน ที่เงิน ที่เกียรติ

“พวกท่านทาอะไร” ทิดคงถาม “พวกเรา แตความสุขอยูที่ความพอใจในสิ่งที่ตนมี และในสิ่งที่


ขนเอาแดดไปเทไว้ในห้อง เพื่อให้มันสว่าง” ชาว ตนเป็นอยู่ในปัจจุบัน คนเราส่วนมากวิ่งไล่หาความ

บ้านคนหนึ่งตอบ ทิดคงส่ายหน้าแล้วก็แนะนาว่า สุขแบบบุรุษวิ่งไลจับเงา คือพากันคิดวาถามีเงินหมื่น



ถ้าต้องการให้ตึกมีแสงสว่างก็ต้องช่วยกันเจาะ คงจะมีความสุข แต่พอมีเงินหมื่น ความสุขจะวิ่งไป
หน้าต่าง แสงแดดจะส่องเข้าไปในตึกได้เอง เมื่อ อยู่ทเงินแสน พอมีเงินแสนความสุขก็จะวิ่งไปอยู่ที่




ชาวบ้านทาตาม ภายในหองก็สวางขึ้นมาทันที ส่ง เงินล้าน เงิน ๑๐ ล้าน เงิน ๑๐๐ ล้าน เงิน ๑,๐๐๐

เสียงไชโยโห่ร้อง เสียงนี้ทั้งดีใจและชื่นชมปัญญา ล้าน ตามลาดับ ไม่มีที่สิ้นสุด ผลสุดท้ายก็จะวิ่งไล่

ของทิดคงที่ช่วยแก้ปัญหาให้ ตามความสุขเรื่อยไปโดยไม่พบความสุข

ถึงเวลานั้น ทิดคงคิดว่า ได้ออกจากบ้าน “อย่านาตนไปเปรียบกับใคร จงพอใจในสิ่งที่
ทิ้งเมียทิ้งลูกมานานหลายปี เพราะเห็นเมียและ ตนมีตนเป็นในปัจจุบัน แล้วจะพบความสุข”
ลูกสาวร้องไห้ฟูมฟายกับเรื่องในฝัน ไม่ใช่เรื่องโง่
จนเกินไป ทิดคงเนรเทศตนเองท่องเที่ยวไปในที่ (นิทานธรรมสาธก)

ต่างๆ ก็เจอแตคนโงๆ ทั้งนั้น โงกวาลูกเมียตัวเอง



ก็มีไม่น้อย คิดได้ดังนั้น ทิดคงจึงบ่ายหัวเรือมุ่ง
หน้ากลับบ้านไปอยู่กับลูกเมียเหมือนเดิม
นิทานเรื่องนี้มีคติสอนว่า
๑. ชีวิตของคนเราตั้งแต่เกดจนตาย

เปรียบเหมือนกบความฝัน เรายังมีชีวิตอยู่


เหมือนเรากาลังฝน เมื่อเราตายก็เหมอนเราตื่น





ขึ้น เราตื่นขึ้นก็เลิกฝน ฉนใด เราตายก็เลิกฝน
ฉันนั้น เหมือนกัน ชีวิตที่เราผ่านมาทั้งหมดนี้
342


343


ทิดดี ทิดร้าย



“ใฝ่ร้อนจะนอนเย็น ใฝ่เย็นจะเข็ญใจ”











ความเพียรเป็นของดี สามารถฟันฝ่าอปสรรคที่ร้ายให้กลายเป็นดีได้


คนทขาดความเพียรเสียอีกแม้จะได้รับทายว่า จะร�่ารวยเป็นเศรษฐีและได้


สมหวัง ไม่ตั้งตนให้ดีมัวทะนงตนในคาทานายโชคชะตาอยู่ มัวเมาใส่ใจใน
อบายมุข ก็ต้องเข้าเกณฑ์ยากจนได้ ดังทิดสองคนนี้เป็นตัวอย่าง

ดังได้สดับมาว่า มีอาจารย์ผู้หนึ่งชานาญในการทานายโชคชะตาอย่าง


แม่นยา จนมีคนเล่าลือกันทั่วไป มีทิดสองคนเป็นศิษย์อาจารย์นี้เหมือนกัน
คนหนึ่งเป็นคนมีฐานะดีสักหน่อย ก่อนจะสึกได้รับค�าทานายจากอาจารย์มา


ว่า “ต่อไปจะเป็นคนร่ารวยขั้นเศรษฐี” อีกคนหนึ่งเป็นคนที่ยากจนสักหน่อย
ไดรับค�าท�านายจากอาจารยมาเหมือนกัน แต่ท�านายผิดกันตรงกันขามทีเดียว



ว่า “จะกลายเป็นคนยากจน ทาอะไรมักจะตกชะตาร้าย”






ทั้งสองทิดนี กอนสึกไดเคยปรึกษากนวา เราจะบวชไปคงไม่ตลอด อยู ่

ไปหากจะสึกลาเพศเอาตอนแก่ก็จะทาความลาบาก ทามาหากินไม่ทันเพื่อน


จะทนบวชไปก็จะกลายเป็นคนไม่แน่นอน จะกลายเป็นอาศัยศาสนา โบราณ
ท่านย่อมว่า “ตื่นแต่ดึก สึกแต่หนุ่ม”
ทั้งสองคนเมื่อลาสิกขามาแล้ว ผิดกันไกลทีเดียว ทิดดีนั่น ต่อมาพ่อ
แม่ก็ไปขอภรรยาที่มีฐานะดีคนหนึ่ง ตั้งแต่ได้ภรรยาแล้วก็ไม่ได้ทาอะไร ได้





ี่

ื่


แตคบเพอนมากมาย ไม่ทามาหากนที่จะใหทรัพยทมีอยูออกผล นึกอยูแตค�า


ทานายของอาจารย์และทะนงว่าตนมีทรัพย์ พูดจาโวหารจดจ้าน คบคนไม่


เลือกหน้า ต่อมาก็ประพฤติอบายมุข คบเพื่อนเสเพลไม่ทามาหากิน พ่อแม่
หรือใครจะตักเตือนก็ไม่ยอมเชื่อ พูดอยู่แต่ว่า “เอาเถอะน่า ไม่ช้าจะได้เป็น
เศรษฐี” ภรรยาก็เป็นคนตามใจผัว ในที่สุดก็ยากจนลงเพราะมีแต่ใช้ออกไป
หาเข้าไม่มี ก็เลยยากจนลงทุกทีๆ ใครทักท้วงก็พูดว่า “ต่อไปคอยดูข้าจะได้
เป็นเศรษฐี เพราะอาจารย์ของข้าทายไว้” และก็เกียจคร้านประพฤติผิดทาง
344



อยู่ตลอดมา จนถึงกบต้องขายของที่มีอยู่ ยากจน “เจ้าเป็นอยู่อย่างไร” เขาเล่าให้อาจารย์ฟัง
ขนาดไม่มีจะกิน เพื่อนก็หลีกทาง ตั้งแต่ต้นจนที่สุดตามความเป็นจริง อาจารย์ถึงกับ
ฝ่ายทิดที่อาจารย์ทายว่าร้ายจะยากจนนั้น สะดุ้งพร้อมกับนึกว่าเราทายแม่นไม่เคยผิด แต่ต้อง
ั้
เมื่อรู้อย่างนั้น พอสึกแล้วก็ไปเป็นลูกจ้างอยู่ในบ้าน มาผิดเพราะศิษย์ที่มีทงความขยัน เสงี่ยมเจียมตน
ผู้มีอันจะกินครอบครัวหนึ่ง ซึ่งมีลูกสาวคนเดียว มี กตัญญูรู้คุณ


ทรัพยสมบัติมากมาย พอเริ่มท�างานก็ท�าโดยไมเห็น ส่วนอีกคนหนึ่ง ที่ทายว่าดีกลับล่มจมกลาย
แก่ความเหนื่อยยาก ขยันหมั่นเพียร ไม่เคยปริปาก เป็นคนสิ้นเนื้อประดาตัว จึงพูดขึ้นลอยๆ ว่า “คนที่





ไม่คานึงวานายจะใชอะไร โดยนึกอยูวา “เราเป็นคน ทะนงตน ดูหมิ่นทรัพย์สมบัติ รอคอยแต่โชค



ฐานะยากจน อาจารย์ทายไว้” ได้เงินก็ไม่ค่อยได้ใช้ วาสนา แต่ไม่ทา จะมีทางกาวหนาไมได ซ�้ารายยัง



เพราะกลัวยากจน และฝากเงินไว้กับเจ้านายเสมอ พาสมบัติเก่าให้ล่มจมอีก ผู้ที่กลัวยากจน เพียร
จะใช้สอยบ้างก็พอประมาณ เพราะความขยันหมั่น มานะอดทนเจียมตัว ย่อมเอาชนะโชคร้าย ชะตา
เพียรทั้งกลางวันกลางคืน งานหนักเอางานเบาสู รับ อับได้ กลายเป็นคนที่ผู้อื่นจะลืมเสียมิได้”


ี่
ใช้ทุกเวลาที่นายใช้ จึงทาให้พ่อแม่ของหญิงสาวเกิด ความขยันมุ่งมานะเท่านั้นทสามารถฟันฝ่า
ความเมตตา มองเห็นว่า นายคนนี้สมควรปกครอง อุปสรรคได้ เหนือสิ่งต่างๆ ทั้งหลายซึ่งไม่เหลือวิสัย
ทรัพย์สมบัติได้ เพราะเป็นคนเจียมตัว ขยัน จึง คนที่โชควาสนาดีแตท�าสิ่งทีมาท�าลายตัวเองและของ


ปรกษากันแล้วยกลูกสาวให้แต่งงานกับทิดร้ายคน ที่มีอยู่ให้พินาศ จักได้สมหวังอย่างไร

นั้น นิทานเรื่องนี้มีคติสอนว่า การงานอย่างใด
ทิดร้ายหาได้เป็นคนทะนงตนไม่ ถึงแม้ว่าจะ อย่างหนึ่งหรือหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่งของตน ถ้า
วางตนเป็นสามี แต่ก็ยงเรยกภรรยาว่า “เจ้านาย” ต้องการผลส�าเร็จที่ดีงาม ต้องท�าอย่างเข็มงวด









อยูนั่นเอง แมจะถูกภรรยาหามก็ไมฟง จึงท�าใหเพิ่ม กวดขัน ทาอย่างขยันหมั่นเพียร จึงจะมีผลมาก




ความเคารพเกิดแกภรรยาอกมิใชนอย ถึงขนาดนาง ถ้าทาย่อหย่อน ผลก็หย่อน

คิดว่า “ไม่นึกว่าวาสนาอะไรที่นางทาไว้จึงมาพบคน จึงมีสุภาษิตว่า “ถ้าหวังสาเร็จ จงทางานให้






เช่นนี้ รู้สึกเป็นบุญใจอยู่” นายทิดร้ายแม้จะอยู่ใน หนัก” เมื่อสาเร็จผลที่มุงหมายแลวเราก็จะมีความ


บานนั้นในฐานะลูกเขยก็ตาม ตนเคยท�าอะไรอยูเชน สุขกายสบายใจ “ใฝ่ร้อนจะนอนเย็น ใฝ่เย็นจะ

ไรก็ไมเวนทั้งนั้น หมั่นตรวจตรารักษาเปนอันดี เจียม เข็ญใจ” สุภาษิตไทยอันคมคายนี้ก็พูดสั่งสอนกัน



ตัวอยู่เสมอ หาได้ทิ้งความขยันหมั่นเพียรเสียไม่ มานานแล้ว
ดูแลทรัพย์สมบติเป็นอย่างดี กลายเป็นที่รักของ เพราะฉะนั้น ถ้าต้องการผลมากก็ต้อง

พ่อตาแม่ยายไปอีก อยู่ด้วยความเป็นสุขตลอดมา ทางานใหหนัก ผลดีที่เกิดจากการท�างานหนักเปน



ต่อมาวันหนึ่ง นึกถึงอาจารย์ จึงพร้อมด้วย ผลที่น่าทึ่งเป็นอย่างยิ่ง ไม่มีโทษ ไม่ต้องระแวงว่า






ภรรยานาสิ่งของตางๆ เปนอันมากไปใหอาจารยและ อะไรแอบแฝงอยูในความสาเร็จนั้น ดังนทานธรรม



พูดว่า “ผมมีของเลกน้อยมาฝากอาจารย์ครับ” สาธกเรื่องนี้เป็นตัวอย่าง
อาจารย์เห็นสีสันของเขาพร้อมกับดูหญิงที่มาด้วย
ท่าทางเป็นผู้ดีมีสกุลอยู่ก็สงสัย จึงพูดว่า (นิทานธรรมสาธก)
345


346



นกเจาปัญญา

“โง่แลวยังอวดฉลาด


พนาศเพราะการหัวดื้อถือรั้น”










ในอดีตกาลนานมาแล้ว พระโพธิสัตวเสวยพระชาติเปนนกนายฝูง มี

บริวารเป็นอันมาก อาศัยอยู่ที่ต้นไม้ใหญ่ในราวป่าแห่งหนึ่ง ซึ่งมีกิ่งก้าน







สาขาสมบูรณดวยความสุขสบายเสมอมา ตอมาตนไมใหญตนนั้นถูกลมพัด




กระหน�่าอยางแรงจนคาคบเสียดสีกัน สงเสยงสนั่นหวันไหวเกิดเปนควันไฟ

ขึ้นตลบไปทั่วบริเวณนั้น นกนายฝูงคาดการณ์เห็นเหตุอนตรายอันจะเกิด

แต่อัคคีภัยในไม่ช้า จึงคิดว่า “กิ่งไม้ทั้งสองเสียดสีกันอยู่อย่างนี้ จักเกิดไฟ
ลุกลามขึ้น ไฟนั้นจะติดลุกลามไปติดขุยไม้แห้ง ต่อแต่นั้นก็จักติดไฟไหม้
ต้นไม้นี้ อันเป็นที่อยู่ของเราและบริวาร พวกเราเห็นจะอยู่อย่างนี้ไม่ได้ต่อ
ไป ควรย้ายไปอยู่เสียที่ต้นไม้อื่น อันเป็นที่ปลอดภัย”
ครั้นคิดเช่นนี้แล้ว จึงบอกกล่าวกับฝูงนกทั้งหลายว่า “บัดนี้ภัย
อันตรายจักเกิดแก่พวกเราแล้ว โน่นแน่ ไฟกาลังจะติดลุกลามไหม้ต้นไม้

อันเป็นที่อยู่ของเราแล้ว ให้พวกเราทั้งหลายจงพากันอพยพหนีไปอยู่ในท ี่
ต่างๆ กันเถิด” ฝูงนกบริวารก็มีความคิดเป็น ๒ ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งมีปัญญาก็

เชื่อตามคาเตือนของนกนายฝูง

ฝายหนึ่งไมมีปญญามัวหวงอาลัยในที่เดิม ไมแนใจก็ยังไมไป นกใหญ่






นายฝูงจึงกล่าวเป็นคาถาว่า “ฝูงนกทั้งหลาย ผู้สัญจรไปในอากาศ อาศัย
ต้นไม้งอกงาม อยู่บนแผ่นดินฉันใด บัดนี้ ต้นไม้นั้นจะเกิดเป็นไฟขึ้นแล้ว



ดูกอนนกทั้งหลาย ทานทั้งหลายจงพากันไปเสียเถด ภัยเกิดแกที่พึ่งที่อาศัย

ของพวกเราแล้ว” ฝูงนกที่มีปัญญากระทาตามค�าชักชวนของนกนายฝูง ก็

บินไปจับในต้นไม้อื่นพร้อมกับนกนายฝูง

ส่วนฝูงนกที่ไม่มีปัญญาพากันกล่าวว่า “นกนายฝูงตัวนี้ พอเห็นน้า
เพยงหยดเดียวก็เพ้อไปว่าจะมีจระเข้เสียแล้ว” ต่างก็ไม่เชื่อฟังคาแนะนา





ของนกนายฝูง ยังพากนอาศัยอยูในตนไมนั้นดังเดิม ตั้งอยูในความประมาท



ว่า “นี่แน่ะพวกเรา เวลาไฟติดลุกไหม้มาถึง พวกเราจึงบินหนี พวกเราเอา
347


อย่างนี้นะ” จึงตกลงอยู่ที่เดิม

ต่อมาไม่ช้าไม่นาน ไฟก็ลุกขึ้นไหม้ทันทีพายุโหมกระหน่า ดังคาแนะนา




ของนกนายฝูงทกประการ ควนและเปลวไฟก็พวยพุ่งลุกโพลงโชติช่วงอย่าง
รุนแรง บรรดาฝูงนกผู้ประมาทต่อถ้อยคาของนกนายฝูงนั้นมิอาจหนีไฟไปได้

ถูกไฟคลอกร่วงหล่นลงสู่เปลวไฟ ถึงซึ่งความตายเป็นจานวนมาก

เหตุแห่งชาดกนี้ คือพระภิกษุบวชแล้วออกไปปฏิบัติธรรมในป่า บรรณ
ศาลาของภิกษุนั้นถูกไฟไหม้ ขอชาวบ้านสร้างให้ใหม่ ต่างก็อ้างว่ามีภาระต้อง

ทานา ระบายน�้าเข้านาแล้วหว่านพืช ต่อไปต้องทารั้วแล้วเก็บเกี่ยวนวด เวลา

ล่วงเลยไป ภิกษุนั้นต้องอยู่กลางแจ้งตลอด ๓ เดือน จึงไม่อาจเจริญกรรมฐาน
ื่
ได้ เมื่อไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงทราบเรองแล้วตรัสว่า “แม้สัตว์
ดิรัจฉาน ยังรู้ที่อันสมควรอยู่สบายหรืออยู่ไม่สบาย ไฉนเธอจึงไม่รู้ ”
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนว่า คนที่ไม่มีปัญญา หัวดื้อ ถือรั้น อวดดี ไม่รู้



แมแตภัยอันตรายอันปรากฏชด แมกาลังมาถึงตัวก็ไมยอมหน เพราะมีความ





ถือดี ตั้งอยู่ในความประมาทอันเป็นทางแห่งความตาย ความดื้อรั้นก็คือ







ความเปนผูวายากสอนยาก ซึ่งเปนความไมเชื่อถือถอยคาของบุคคลที่เตือน

การเป็นผู้ว่ายาก จะทาให้เป็นผู้ห่างไกลจากคุณธรรมต่างๆ เพราะไม่




เชอถือคาที่เป็นประโยชน์ทีเตือน เมื่อไม่เชื่อก็ไม่ใส่ใจนามาปฏิบัติเพราะ


ื้
ความดอรัน เมื่อไม่ปฏิบัติก็ห่างไกลจากประโยชน์ที่จะได้รับ และห่างไกล
จากคุณความดียิ่งขึ้น ดังนั้น เราไม่สามารถจะเห็นภัยพิบัติที่อาจมาถึงตัว

ไดทั้งหมด เมื่อคนอื่นเห็นก็ยอมเตือน ดวยการรับโอวาทและประพฤติปฏิบัติ



ตาม เหมือนคนชี้ขุมทรัพยให ถึงแมคนชี้ขุมทรัพยจะดาวาอยางไร ก็เพื่อให ้






คนนั้นได้ทรัพย์ ฉันใด





แมการเตือนจะเปนถอยค�ารุนแรงไมนาพอใจหรืออยางไรก็ตาม ก็เพื่อ

ความเจริญของคนที่ถูกเตือนนั้นเอง “คนเป็นอัมพาต แม้จะมีของวางอย่ ู




รอบตัวก็ไมอาจหยิบฉวยน�ามาใชใหเปนประโยชนได ฉันใด คนหัวดื้อวายาก






แมจะมีครูอาจารยดวิเศษแคไหนก็ไมสามารถถายทอดวิชาความรู คุณความ




ดี มาใส่ตัวได้ ฉันนั้น” ดังนกหัวดื้อถือรั้น ในนิทานชาดกเรื่องนี้
(สกุณชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๘ หน้า ๓๗๙)
348


349


พทธานุภาพ




“พญาปลาชอนขอฝน



พระพทธรปปางขอฝน”








สมัยหนึ่ง พระพทธเจาประทับอยูในวัดพระเชตวัน ในกรุงสาวัตถี เมือง




หลวงของแคว้นโกศล ทรงปรารภฝนที่พระองคทรงบันดาลใหตกลงมาทั่วเมือง
ความของเรื่องมีดังต่อไปนี้
ในสมัยดังกล่าว แคว้นโกศลฝนไม่ตกเลยตลอดทั้งแคว้น เป็นเหตุให้
ข้าวกล้าพืชผล ทั้งในไร่และในนาของชาวบ้านแห้งเหี่ยวตายได้รับความเสีย
หาย สระเล็กสระน้อย สระใหญ่ๆ เช่น สระโบกขรณีที่อยู่ใกล้ซุ้มประตูวัด


พระเชตวัน ซึ่งพระพุทธเจาและพระสงฆไดอาศัยเปนที่ลงสรงก็แหงขอดขาด



น้า ฝูงกาและนกกินปลาก็รุมกันลงสระน�้า ใช้จะงอยปากที่แข็งเหมือนคีม

เหล็กจิกทึ้งฝูงปลาที่หลบมุดหัวลงไปในเปือกตม ปลาก็ดิ้นเร่า ๆ แม้แต่เต่า
ที่อาศัยอยู่ในสระก็ยังถูกฝูงกาและนกรุมจิก จนไม่กล้าโผล่หัวออกมา




พระพุทธเจาไดทอดพระเนตรเห็นความวิบัติอนเกิดจากฝนแลง จึงทรง

พระดาริว่า วันนี้ควรจะบันดาลให้ฝนตก เมื่อราตรีสว่างได้อรุณวันใหม่ ทรง
ปฏิบัติกิจส่วนพระองค์แล้ว ทรงครองจีวร แล้วเสด็จเข้าไปบิณฑบาตในกรุง






สาวตถี พรอมดวยพระสงฆสาวกหมูใหญตามปกติ เสดจกลับจากบิณฑบาต

แล้วประทับยืนที่บันไดสระโบกขรณีในวัดพระเชตวัน ตรัสเรียกพระอานนท์
ให้น�าผ้าอุทกสาฎก (ผ้าอาบน้า) มาถวายพระองค์ ด้วยมีพระประสงค์จะ

ลงสรงน้าในสระ


พระอานนท์กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น้าในสระไม่มี มีแต่

เปือกตม พระพุทธเจ้าข้า” พระพุทธองค์ตรัสว่า “อานนท์ ธรรมดากาลังของ
พระพุทธเจ้าใหญ่หลวงนัก เธอจงนาผ้าอาบน้ามาเถิด เราจะสรงน้า” พระ










อานนทจึงจัดผาอาบน�้ามาถวายพระพุทธเจา แลวพระพุทธองคทรงนงผาดวย


ชายข้างหนึง ทรงคลุมพระสรีระด้วยชายอีกข้างหนึ่ง ประทบยนทีบันไดตั้ง





พระทัยว่า เราจะสรงน้าในสระโบกขรณี
350


Click to View FlipBook Version