่
ึ
ก็เกิดความเสียหาย ตนเองก็คลาดจากประโยชน์ได้ ทางพระพุทธศาสนาจงกลาววา “ประโยชน ์
่
์
็
์
้
ั
เมื่อคิดได้อย่างนี ฝ่ายครอบครวชาวเมืองจึง เปนตัวฤกษของประโยชนเอง ดวงดาวทั้งหลายจัก
�
พากันกลับไป ส่วนครอบครัวชาวชนบทได้กล่าวกับ ทาอะไรได้” ดังนั้น เมื่อเห็นว่าจะได้ประโยชน์ใน
บุรุษผู้เป็นบณฑิตว่า “ข้าแต่บัณฑิต อันฤกษ์ยามที่ เวลาไหน ก็ขอให้ทาดีในเวลานั้นทันที ไม่ต้องรอ
ั
�
�
ถือกันอยู่นี้ ถ้าไม่ปฏิบัติตาม จะมีผลอย่างไร ทาตามฤกษ์หรือรอให้ถึงฤกษ์ก่อนค่อยทา เพราะ
�
หรือไม่ ?” นั่นไม่ใช่หลกพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนา
ั
์
็
้
บุรุษผูเปนบัณฑิตกลาววา “อันฤกษงามยามดี หากจะถอฤกษ์บ้าง ก็คือฤกษ์สะดวกนั่นเอง คือ
่
ื
่
้
่
้
่
์
ที่กาหนดไวนั้นพิสูจนไมไดวา ถ้าไม่ท�าตามจะเกิดผล ฤกษ์ที่ผู้ปฏิบัติและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายพร้อม การ
�
ดีหรือร้ายประการใด แต่เท่าที่ผ่านมา การไม่เชื่อ ถือฤกษ์สะดวกนั้น เป็นการถือที่ประกอบด้วย
และไม่ปฏิบัติตามฤกษ์ยาม ก็ไม่ก่อให้เกิดอันตราย ปัญญา ทาแล้วเกิดประโยชน์ได้จริง ส่วนการถือ
�
ี่
ใดๆ ส่วนทพิสูจน์ได้ว่าเป็นอันตรายแน่นอนถ้าไม่ ฤกษ์ตามดวงดาว เป็นต้น เป็นการถือตาม ๆ กัน
�
ั
ิ
ปฏิบัติตามก็คือความด ผู้ใดไม่ปฏบติตามความดี ไม่ประกอบด้วยปัญญา นาพาให้คลาดจาก
ี
เช่น ความมีสติสัมปชัญญะ ความขยันหมั่นเพียร ประโยชน์ได้
ความอดทน เป็นต้น ผู้นั้นจะประสบความเสื่อม แต่ ดังบทประพันธ์เตือนใจที่ว่า
ถาปฏิบัติตาม ก็จะพบกับความเจริญกาวหนา ความ
้
้
้
�
�
�
ดีเป็นสิ่งที่ควรทาตลอดเวลาและทาทันที ความดีนั้น ฤกษ์จะงามยามจะเหมาะเพราะทาชอบ
้
ี
ท�าในเวลาไหน ฤกษ์กงามยามก็ดในเวลานันนั่นเอง หมั่นประกอบสุจริตประสิทธิ์ศรี
็
�
�
ส่วนความชั่วก็เป็นฤกษ์เสียยามเสียในตัวเช่นกัน น้าจะขลังใช่พระนั่งทาพิธี
�
ฉะนั้น จึงไม่ควรเชื่อฤกษ์ยามว่าดีกว่าการกระท�าดี หมั่นทาดีดอกจึงพ้นจากมลทิน
่
ของตนเอง เพราะถาเชื่อเชนนั้น ก็จะท�าให้ประโยชน์
้
ที่พึงได้ต้องเสียไป เหมือนอย่างชาวเมืองที่พากันมา (นักขัตตชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ในวันนี้” บุรุษผู้เป็นบัณฑิตนั้น ครนกล่าวกับคน ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๙ หน้า ๓๙)
ั้
้
่
ชาวชนบทเชนนี้แลว ก็เดินทางไปธุระของตนในที่อื่น
ต่อไป
ี่
ี
่
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนวา วันเดือนปทผานเขา
้
่
มานั้น ผ่านตามวิถีธรรมชาต มิได้มีใครบังคับให้
ิ
เป็นไป วันเดือนปีดังกล่าว ไม่มีหน้าที่มาก�าหนด
ฤกษ์งามยามดีใดๆ ให้แก่มนุษย์ แม้ดวงดาวก็
ื
ฉันนั้นเหมอนกัน ไม่รับรู้ว่าอะไรดีอะไรเสียกับ
ชาวโลก เรื่องที่เปนความดีความชั่วหรือความเจริญ
็
ุ
และความเสื่อมนั้น เป็นสิ่งที่มนษย์พากันกาหนด
�
กันขึ้นมา
501
502
ฤษีกินเหี้ย
ื
�
“อานาจของความอยากท�าให้คนลมตัว”
ครั้งพระศาสดาประทับอยู่ ณ วัดพระเชตวันวิหาร เมืองสาวัตถี
พระองค์ได้ปรารภถึงภิกษุผู้หลอกลวงรูปหนึ่ง จึงตรัสชาดกเรื่องนี้ว่า
ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติ อยู่ในพระนคร
พาราณสี พระโพธิสัตว์ได้ถือกาเนิดเกิดเป็นเหี้ย ครั้งนั้น มีดาบสตนหนึ่ง
�
บาเพ็ญเพียรจนสาเร็จอภิญญา ๕ คือ อิทธิวิธิ แสดงฤทธิ์ได้ ทิพโสต
�
�
้
้
มีหูทิพย เจโตปริยญาณ ก�าหนดรูใจผูอื่นได ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ระลึก
์
้
ชาติได้ และทิพจักขุ มีตาทิพย์ ดาบสนั้นอาศัยอยู่ ณ บรรณศาลาชาย
�
ป่า ใกล้ๆ กับหมู่บ้านในชนบทแห่งหนึ่ง มีประชาชนชาวบ้านช่วยกันบารุง
ดาบสนั้นด้วยความเลื่อมใสศรัทธา
ในเวลาเดียวกัน มีเหี้ยโพธิสัตว์ตัวหนง อาศัยอยู่ในจอมปลวกแห่ง
ึ่
หนึ่ง ณ ที่ปลายทางเดินจงกรมของดาบส และไดไปหาดาบสนั้นวันละ ๒-๓
้
�
ครั้งทุกวัน ฟังคาสอนแล้วก็กลับจอมปลวก เมื่อปฏิบัติอยู่บ่อย ๆ ก็ซึมซับ
ในคุณงามความดี มีจิตที่อิ่มด้วยบุญตลอดเวลา
ื่
�
ต่อมา ดาบสก็อาลาประชาชนชาวบ้านในชนบทนั้นไปที่อื่น เพอ
ี
บ�าเพ็ญตบะต่อไป เมื่อดาบสผู้สมบรณ์ด้วยศลและวัตรนั้นไปแล้ว ก็ได้มี
ู
�
ดาบสนิสัยไม่ดีตนอื่นเข้ามาพานักอยู่ในบรรณศาลาชายป่านั้นแทน
้
เหี้ยโพธิสัตวคิดวา ดาบสผูนี้ก็คงจะมีศีลและวัตรที่ดีงามเหมือนดาบส
์
่
ที่แล้ว จึงได้ไปสู่ที่อยู่ของดาบสนั้น เพื่อหวังจะได้ฟังคาสั่งสอน แต่ดาบสผู้
�
มาใหม่ก็ไม่ได้แสดงธรรมอะไรๆ ให้ฟัง
ั
้
ู
อยูมาวันหนึ่ง เกิดฝนตกลงมาอยางหนกนอกฤดกาล หลังฝนตกแลว
่
่
ทาให้บรรดาฝูงแมลงเม่าจ�านวนมากบินออกจากจอมปลวกเพื่อเล่นละออง
�
น�้า ฝูงเหี้ยทั้งหลายที่อยู่ในบริเวณนั้นก็พากันออกมากินแมลงเม่าเหล่านั้น
�
พวกชาวบ้านจึงพากันออกมาจับเหี้ยที่กินแมลงเม่าได้เป็นอันมาก แล้วนา
�
ไปทาเป็นเนื้อส้ม ปรุงด้วยเครื่องปรุงอันอร่อย จากนั้นนาไปถวายดาบสผู้
�
มาใหม่นั้น
503
ดาบสนั้นฉันเนื้อส้มแล้วก็ติดใจในรสจึงถามว่า ไม่กลับมาที่นั้นอีกเลย
่
็
“เนื้อนี้อรอยยิ่งนัก เปนเนื้อของสัตวประเภทใดหรือ?” พระศาสดาตรัสว่า “ดาบสโกงในครั้งนั้น ได้
์
็
ึ
“เนื้อเหี้ย ครับ” ชายคนหน่งตอบ แทนที่ดาบส มาเปนภิกษุหลอกลวงนี้ในบัดน ดาบสผูมีศีลในกาล
้
้
ี
ี
่
จะรังเกียจที่เป็นเนื้อเหี้ย กลับคิดว่า “ที่นี่มีเหี้ยใหญ่ นั้น ไดมาเปนสารบุตรในบัดนี้ สวนโคธบัณฑิตหรือ
็
้
ั
�
ตัวหนึ่ง มาหาเราเป็นประจา เราจกฆ่าแล้วกินเนื้อ เหี้ยโพธิสัตว์ในกาลนั้น ได้มาเป็นเราตถาคต”
มัน” จากนั้นก็ให้คนใกล้ชิดนาภาชนะสาหรับต้มแกง ชาดกเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คนเราถ้าถูกตัณหา
�
�
และเครื่องปรุงมีเนยใสและเกลือเป็นต้น มาซุกซ่อน คือความอยากครอบงาแลว หากรูเทาทันก็หักหาม
้
�
่
้
้
ู
ไว้ที่บรรณศาลา ส่วนตนเองก็ถือไม้ค้อนซ่อนไว้ใต้ ใจได้ แต่หากไม่ร้เท่าทัน ก็จะถูกความอยากนั้น
ผ้าห่ม รอคอยการมาของเหี้ยโพธิสตว์ อยู่ที่ประตู ครอบง�าจนลมภาวะของตวเองไปได เมื่อลืมแลวก็
ั
้
้
ื
ั
�
บรรณศาลานั้น ด้วยท่าทางของผู้ทรงศีลสงบเสงี่ยม ก่อกรรมทาชั่วได้ต่างๆ นานา ดุจดาบสผู้ทุศีลใน
ี
�
้
ื
่
น่าเลื่อมใส เรื่องนี้ ที่วางแผนฆ่าเหยเพอนามากินเป็นอาหาร
ในเวลาเย็น เหี้ยโพธิสัตว์มาหาดาบสเพื่อหวัง ก็มาจากความอยาก คือติดใจในรสนั้นเอง แม้ว่า
จะได้ฟังค�าสอน แต่พอเข้าไปใกล้ก็สังเกตเห็นว่า จะฆ่าไม่ส�าเร็จเพราะเหี้ยหนีรอดไปได้ แต่ดาบส
่
ดาบสไมไดนั่งดวยทาทางที่เคยนั่งเหมือนในวันกอนๆ นั้นก็ผิดศีลของตนแล้ว ศีลแปลว่าปกติ ปกติ
่
่
้
้
ในเวลามองก็ช�าเลืองมองเหมือนคิดอะไรไม่ซื่อ เหี้ย ดั้งเดิมของดาบสนั้น คือความส�ารวม ระวังกาย
ึ
โพธิสัตว์จงคลานไปยืนใต้ทางลมของดาบส และได้ วาจาและใจตนให้สงบระงับ ไม่ประพฤติ
ี
�
่
ิ
กลินเนื้อเหี้ยโชยมา จึงคิดว่า “วันนี้ดาบสโกงคงกน เบยดเบียนสัตว์อื่น ดารงตนอยู่ในความมักน้อย
ิ
เนื้อเหี้ยเป็นแน่ คงติดใจในรสเหี้ย แล้วมุ่งจะตีเราผู้ สันโดษ ยนดีในที่สงัด ไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ
�
เข้าไปใกล้ด้วยไม้ค้อน แล้วเอาเนื้อไปต้มกินเป็นแน่” บาเพ็ญตบะ ไม่ลักขโมย ไม่เสพเมถุน ไม่พูดเท็จ
ดังนั้นจึงไม่ยอมเข้าไปใกล้ดาบส ไม่ดื่มของเมา เป็นต้น แต่ดาบสผู้ติดใจในรสเหี้ย
�
่
่
ฝายดาบสคิดวา “เหี้ยตัวนี้คงจะรูวาเรากาลังจะ นั้น กลับละเลยและทอดทิ้งปกติพื้นฐานดั้งเดิมดัง
่
้
้
่
่
ฆามัน เหตุนั้นจึงไมยอมเขามาใกล แตถึงกระนั้นก็ไม ่ กล่าวนั้น ไปทาในสิ่งที่ตรงข้ามกับปกติของตน จึง
้
่
�
พนมือเราไปได” แลวเอาไมคอนออกจากที่ซอน ขว้าง ถูกตาหนิว่า “ปัญญาทราม ข้างในรกรุงรัง เอาแต่
้
้
้
่
�
้
้
หมายหัวเหี้ยโพธิสัตว์ แต่เหี้ยโพธิสัตว์ได้ระวังตัวอยู่ ขัดสีภายนอก” ดังนั้น ทุกๆ คนที่เกิดมาแล้วจึง
้
แล้ว จึงหลบเข้าไปที่รูจอมปลวกได้ทัน ไม้ค้อนจึง ควรระมัดระวังจิตมิใหถกความอยากครอบง�า หาก
ู
็
กระทบเพียงปลายหางเท่านั้น เหี้ยโพธิสัตว์ครั้นเข้า ระมัดระวังจิตไดอยางนี้ จิตใจก็เปนอิสระจากความ
่
้
จอมปลวกได้แล้ว ก็โผล่หัวออกมาทางช่องแล้วกล่าว อยาก
ิ
ว่า “เหวย ชฎิลเจ้าเล่ห์ เมื่อเราเข้าไปหาเจ้า ก็เข้าไป ดังพุทธศาสนสุภาษตที่ว่า “โลกถกความ
ู
ด้วยคิดว่า เป็นผู้มีศีล แต่เดี๋ยวนี้เรารู้แล้ว เจ้าเป็น อยากผูกมัดไว้ จะหลุดได้เพราะกาจัดความอยาก
�
มหาโจร ปัญญาทราม เจ้ามัวขัดสีแต่ภายนอก แต่ เพราะละความอยากเสียได้ จึงชื่อว่าตัดเครื่องผูก
ข้างในของเจ้ารุงรง” เหยโพธิสัตว์ครั้นกล่าวต�าหนิ ทั้งปวงได้”
ี้
ั
่
้
ดาบสเจ้าเล่ห์แล้ว ก็หลบภัยเขาสูจอมปลวกโดยไมให ้
่
ดาบสเจ้าเล่ห์มองเห็น (โคธชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ฝ่ายดาบสเจ้าเล่ห์นั้นรู้สึกอับอายขายหน้ายิ่ง ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๙ หน้า ๔๒๑)
ิ
นักที่ถูกเหี้ยโพธสัตว์ต�าหนิ ในที่สุดก็หลบหนีไปโดย
504
505
ศรัทธากับปัญญา
“ศรัทธากับปัญญาต้องใชคู่กัน
้
ึ
�
จงจะสาเร็จประโยชน์ได้”
ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นโอรสของพระเจ้ากรุงพาราณสี
ทรงได้รับการตั้งพระนามว่า “พรหมทัตกุมาร” พรหมทัตกุมารนั้นเป็นคน
ฉลาด เมื่อเติบโตมีพระชนมายุ ๑๖ พรรษา ก็เสด็จไปศึกษาศิลปะในเมือง
ตักศิลา ทรงเรียนจบไตรเพทและศิลปศาสตร์ ๑๘ ประการ ต่อมาได้รับการ
�
้
็
ี
สถาปนาใหเปนอุปราช เพราะความดความชอบจากที่ทรงสาเร็จการศึกษานั้น
ี่
ในห้วงเวลาททรงเป็นอุปราชนี้เอง พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นชาวกรุง
พาราณสีพากันบวงสรวงสังเวย และบนบานศาลกล่าวต่อเทวดาตามต้นไม้
ต่างๆ เพื่อให้ช่วยบ�าบัดทุกข์ บ�าบัดภัย บ�าบัดโรค และให้สมหวังในสิ่งที่
ปรารถนา บางรายถึงกับฆ่าสัตว์ เช่น แพะ แกะ ไก่ และหมู เป็นต้น เพื่อ
พลีกรรม
ครันเห็นดังนั้น จึงทรงดาริว่า “ขณะนี ประชาชนจานวนมากพากัน
�
้
้
�
ู
้
์
นับถือเทวดา สัตวทั้งหลายตองถกฆาเพอเอาเลือดเนื้อสังเวยตอเทวดาเหลา
่
ื่
่
่
นั้นวันแลววันเลา ความเชื่อถอนี้เปนศรัทธาที่งมงาย สรางความเดือดรอนแก ่
้
้
้
็
ื
่
สัตว์อื่น ไม่สามารถทาผู้ปฏิบัติให้พ้นจากทุกข์ได้ อีกทั้งสัตว์จานวนมากก็รอ
�
�
�
ถูกนาไปฆ่า เพื่อพลีกรรมไม่รู้จักจบจักสิ้น วันใดที่เราขึ้นครองราชย์ เราจัก
จัดการเรื่องนี้เป็นอันดับแรก” พระองค์ทรงพยายามหากุศโลบายเพื่อแก้
ปัญหาดังกล่าวอยู่ตลอดเวลา ในที่สุดก็ทรงคิดวิธีได้
�
วันหนึ่ง จึงเสด็จเข้าไปหาประชุมชนที่กาลังอ้อนวอนขอสิ่งต่าง ๆ จาก
เทวดาที่ต้นไทรใหญ่ ซึ่งในจานวนนั้น บางคนขอลูกชาย บางคนขอลูกสาว
�
บางคนขอยศ บางคนขอทรัพย์ พระองค์จึงทรงบูชาต้นไทรใหญ่นั้นบ้าง จาก
นั้นก็เสด็จกลับพระนคร ทรงทาอย่างนี้อยู่บ่อย ๆ ให้ปรากฏแก่ประชาชน
�
เสมือนหนึ่งเป็นผู้นับถือเทวดาด้วยคนหนึ่ง จนกระทั่งกลายเป็นภาพที่คุ้นตา
ของประชาชนที่เลื่อมใสศรัทธาในเทวดาเหล่านั้น
506
�
ในเวลาต่อมา พระราชบิดาเสด็จสวรรคต จากพระราชบิดา จักกระทาพลีกรรมใหญ่แก่เทวดา
ั้
พรหมทัตกุมารจึงได้เสด็จขึ้นครองราชย์ต่อจากพระ บัดนี้ ราชสมบตินนเราได้แล้วด้วยอานุภาพของ
ั
�
ราชบิดานั้น ทรงประพฤติทศพิธราชธรรม ๑๐ เทวดา ฉะนั้น เราจงจักกระทาพลีกรรมแกเทวดานั้น
ึ
่
้
่
่
ประการ คือ ทาน (การให้) ศีล (การรักษา กาย ขอพวกทานอยาชักชาเลย พากันเตรียมพลีกรรมแก ่
วาจาให้เรียบร้อย) ปริจาคะ (ความเสียสละ) อาช เทวดาเป็นการด่วนเถิด”
�
ชวะ (ความซื่อตรง) มัททวะ (ความอ่อนโยน) ตบะ พวกอามาตย์ทูลถามว่า “ขอเดชะ พวกข้า
(การข่มกิเลส) อักโกธะ (ความไม่โกรธ) อวิหิงสา พระองค์จักจัดสิ่งใดเป็นพลีกรรมเล่า พระเจ้าข้า?”
(ความไม่เบียดเบียน) ขันติ(ความอดทน) และอ พระเจ้าพรหมทัตรับสั่งว่า “ท่านทั้งหลาย เรา
้
้
้
่
์
้
วิโรธนะ (ความไม่คลาดจากธรรม) อย่างเคร่งครัด ไดบนบานกับเทวดาไววา ถาไดขึ้นครองราชยตอจาก
่
ทรงเว้นจากอคติ ๔ คือ ฉันทาคติ (ล�าเอียงเพราะ พระราชบิดา จักฆ่าคนที่ละเมิดศีล ๕ อยู่เนือง ๆ
รัก) โทสาคติ (ลาเอียงเพราะชัง) โมหาคติ รวมทั้งคนที่กระทาอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ แลว
�
�
้
(ลาเอียงเพราะเขลา) และ ภยาคติ (ลาเอียงเพราะ ทาพลีกรรมด้วยล�าไส้และเลือดเนื้อของคนเหล่านั้น
�
�
�
้
็
่
้
้
กลัว) ทรงเปนพระราชาที่พรังพรอมดวยความรูความ เพราะฉะนั้น พวกท่านจงไปประกาศให้ทั่วเมืองว่า
สามารถ และความประพฤติที่ดีงาม พระราชาของพวกเรา ครั้งดารงพระยศเป็นอุปราช
�
้
่
้
วันหนึ่ง ทรงพระด�าริวา “บัดนี้ เราไดขึ้นครอง ได้ทรงบนบานต่อเทวดาว่า ถาไดขึ้นครองราชยจักให ้
้
์
ราชย์แล้ว และสิ่งที่เราตั้งใจไว้จะทาเป็นอันดับแรก ฆ่าคนที่ทุศีลให้หมดแล้วกระทาพลีกรรม บัดนี้
�
�
�
ี่
์
้
์
หลังขึ้นครองราชย์ ก็คือกาจดความเชื่อทงมงายให้ พระองคไดขึ้นครองราชยแลว ทรงมีพระราชประสงค ์
ั
้
หมดไปจากจิตใจประชาชน และให้ประชาชนหันมา จะให้ฆ่าคนเหล่านั้นจานวน ๑,๐๐๐ คน แล้วควัก
�
บาเพ็ญทาน ศีล ภาวนาแทน เวลานี้เปนเวลาที่เหมาะ เอาเครื่องในไปทรงกระทาพลีกรรมแกเทวดา ขอชาว
็
�
่
�
ี
สมในการด�าเนินการนั้น” จากนั้นจึงตรัสเรยกบรรดา เมืองทั้งหลายจงรับทราบตามนี้โดยทั่วกัน”
�
�
�
อามาตย์และประชาชน มีพราหมณ์คฤหบดี เป็นต้น อามาตย์ทั้งหลายฟังพระดารัสของพระเจ้า
้
่
่
มาเขาเฝาที่พระราชวังแลวตรัสถามวา “ทานทั้งหลาย พรหมทัต แล้วกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
้
้
่
่
่
พวกทานทราบหรือไมวา เหตุใดเราจึงไดราชสมบัติ?” ศีล ๕ ข้าพระพุทธเจ้าพอทราบ แต่อกุศลกรรมบถ
้
ประชาชนพากันกราบทลว่า “ขอเดชะ ข้า ๑๐ นั้น เป็นอย่างไร พระเจ้าข้า”
ู
พระองค์ทั้งหลายไม่ทราบด้วยเกล้าฯ พระเจ้าข้า” พระเจ้าพรหมทัตจึงตรัสว่า “อกุศลกรรมบถ
รับสั่งถามว่า “พวกท่านเคยเห็นหรือไม่ว่า เรา ๑๐ ประการนั้น ได้แก่การกระท�าที่เป็นบาป ๑๐
ไปบูชากราบไหว้ต้นไทรใหญ่ต้นโน้นด้วยของหอม อย่าง คือ
์
์
�
่
และดอกไม้มีประการต่างๆ ซึ่งเราทามาเป็นเวลา ๑. ฆาสัตว ๒. ลักทรัพย ๓.ประพฤติในกาม
หลายครั้ง พวกท่านไม่เคยเห็นบ้างหรืออย่างไร ?” ๔. พูดเท็จ ๕. พูดส่อเสียด ๖. พูดหยาบคาย ๗.
ประชาชนกราบทูลว่า “ขอเดชะ เคยเห็น พูดเพ้อเจ้อ ๘. โลภอยากได้ของเขา ๙. พยาบาท
�
พระเจ้าข้า” ปองร้ายเขา ๑๐. มีความเห็นผิดจากทานองคลอง
จึงทรงมีด�ารัสตอวา “ในการบูชาแตละครั้ง เรา ธรรม”
่
่
่
์
ั
ได้ขอต่อเทวดาที่ต้นไทรใหญ่ว่า ถ้าได้ราชสมบติต่อ อามาตยทั้งหลายจึงทูลรับพระบรมราชโองการ
�
507
้
้
่
ว่า “รับทราบด้วยเกล้าฯ พระเจ้าข้า” จากนั้นก็เที่ยว การเชื่อวาประทานใหไดนั้น เปนความเชื่อที่
็
ป่าวประกาศไปทั่วเมืองพาราณสี ชาวเมืองพาราณสี ปราศจากปัญญา ไม่มีเหตุผล ยิ่งบางรายที่ต้องฆ่า
ได้ฟังประกาศนั้นแล้ว คนที่ประพฤติผิดศีล ๕ และ สัตว์เพอสนองความเชื่อเช่นนั้นด้วยแล้ว ก็ถือ
ื่
�
�
กระทาอกุศลกรรมบถ ๑๐ เป็นประจา ต่างก็พากัน เป็นการท�าบาปซ้าเข้าไปอีก
�
�
กลัวถูกจับไปกระทาพลีกรรม จึงไม่มีใครเลยแม้แต่ ตามหลักพุทธศาสนานั้น เทวดาเป็นเพียง
่
คนเดียวที่ออกมายอมรับความจริง ทุกคนตางพากัน เพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย ในวัฏสงสาร ยังมี
์
่
ทิ้งภาชนะที่เคยใช้ในการบูชาต้นไทรใหญ่จนหมด กิเลสคือโลภโกรธหลงไมตางจากมนุษย และในภูมิ
่
ี
และไม่ยอมแม้แต่จะเดินเฉียดไปใกล้บริเวณต้นไทร ภพของเทวดานั้นก็มีความมัวเมาในชวิตมากกว่า
ใหญ่ ๆ เพราะกลัวต่อราชภัย พากันเก็บตัวเงียบอยู่ มนุษย์ด้วยซ�้า อย่างไรก็ตาม ภูมิภพเทวดาก็เป็น
ในบ้านของตน สุคติภูมิอย่างหนึ่ง เป็นที่เกิดของผู้มีบุญอันกระทา
�
่
เมื่อวันเวลาผานไป ความเชื่อที่งมงายและการ ไว้แล้ว เมื่อความจริงเป็นอย่างนี้ ทั้งมนุษย์และ
ทาพลีกรรมดวยการฆาสัตวกคอย ๆ หมดไป ส�าหรับ เทวดานั้นจึงควรจะละชั่ว ทาดี และท�าจิตของตน
้
่
่
�
์
็
�
พระเจาพรหมทัตนั้น นอกจากทรงก�าจัดความงมงาย ให้ผ่องใส อันจะเป็นปัจจัยนาตนเข้าสู่พระนิพพาน
�
้
ด้วยพระราชกุศโลบายนี้แล้ว พระองค์เองยังได้ทรง ซึ่งเป็นที่ปราศจากกิเลสทั้งหลาย จึงจะเป็นการดี
ู
�
ประทานพระบรมราโชวาทอย่เนือง ๆ ให้ชาวเมือง ที่สุดตามที่พระพุทธเจ้าทรงพร่าสอนไว้
หันมาบ�าเพ็ญทาน รักษาศีล และเจริญจิตภาวนา
แทนความเชื่อที่งมงายนั้นด้วย แม้พระองค์เองก็ทรง (ทุมเมธชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
้
์
ปฏิบัติเชนเดียวกัน ในเวลาสิ้นพระชนมจึงทรงเขาถึง ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๙ หน้า ๔๑)
่
สุคติโลกสวรรค์ ด้วยประการฉะนี้
ชาดกเรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า ศรัทธาคือความเชื่อ
ของคนนั้นต้องใช้คู่กับปัญญา คือรู้เท่าทันสิ่ง
ิ
ทั้งหลายตามเป็นจรง จึงจะก่อให้เกิดประโยชน์
กรณีชาวเมืองพาราณสีมีศรัทธา คือเชื่อต่อเทวดา
ว่าสามารถช่วยเหลือได้ จึงพากันอ้อนวอนด้วย
ประการต่าง ๆ นั้น เป็นความเชื่อที่งมงาย ทาให้
�
เสียเวลาในการไปสักการะ เสียการเสียงานที่เคย
�
ปฏิบัติ เสียทรัพย์ในการจัดทาพลีกรรม และทาให้
�
สัตว์อื่น ๆ ล้มตายในการทาพลีกรรมนั้นด้วย แม้
�
�
จะได้ความสบายใจจากการกระทานั้นบาง แตก็สูญ
่
้
่
่
่
เปลา เพราะเทวดาเหลานั้นไมอาจประทานอะไรได ้
เลย
508
509
เหยี่ยวนกเขา
้
ี
่
ู
“ปราชญ์กลาวชวิตของผเป็นอยู่ด้วย
ุ
ปัญญาว่า ประเสริฐสด”
ครั้งหนึ่ง พระศาสดาประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี
ั้
์
้
่
ิ
วันหนึ่ง พระองคตรัสเรียกภกษุทั้งหลายมาแลวตรัสวา “ภิกษุทงหลาย พวกเธอ
่
์
้
จงเที่ยวไปในที่ควรเที่ยวไปเถิด แลวตรัสวา เมื่อกอนนี้ มีสัตวเดียรัจฉานตัวหนึ่ง
่
ี่
่
้
ื้
่
ู
ู
ละทิ้งวิสัยของตนแลวไปเทยวหากินในที่ที่ไมควรไป จึงตกไปสเงอมมือของศัตร
แต่รอดชีวิตมาได้ เพราะมีอุบายวิธีที่ฉลาด”
จากนั้นทรงน�าเรื่องในอดีตมาตรสว่า ภิกษุทั้งหลาย ในอดีตกาล ครั้ง
ั
พระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้มาเกิดใน
ั
กาเนิดนกมูลไถ อาศยอยู่ในมูลดินที่เขาไถนา วันหนึ่ง นกมลไถนั้นอยากจะ
ู
�
�
ออกไปหากินที่อื่นบ้าง จึงบินไปหากินที่ท้ายดงแห่งหนึ่งตามลาพัง ครั้งนั้น มี
�
�
ิ
เหยี่ยวนกเขาตัวหนึ่ง ซึ่งหากินประจาบรเวณนั้น มองเห็นนกมูลไถกาลังหา
อาหารจึงบินโฉบลงมาจับนกมูลไถนั้นไป เพื่อกินเป็นอาหาร
�
ู
ั้
นกมูลไถเมื่อถกเหยี่ยวนกเขาบินโฉบพาไปเช่นนน จึงร้องไห้คร่าครวญ
ั
ว่า “ตัวเรานี้เคราะห์ร้ายเหลือเกิน อาภัพบุญอาภพวาสนา วันนี้ตั้งใจจะออก
จากที่หากินเดิมซึ่งจาเจ เพื่อมาหากิน ณ ที่ใหม่ ซึ่งเป็นที่ไม่ควรมา เพราะไม่
�
คุ้นเคยมาก่อน จึงถูกเหยี่ยวนกเขาจับตัวไว้ ถ้าวันนี้เราออกไปหากินในที่ควร
ไปไซร้ เหยี่ยวนกเขาตัวนี้ก็คงไม่มีปัญญาจับเราเป็นแน่”
็
้
้
เหยี่ยวนกเขาไดฟงดังนั้น จึงถามวา “ดูกอนเจานกมูลไถ ที่หากินอันเปน
ั
่
่
ถิ่นพ่อแม่เจ้าเป็นเช่นไร ?”
นกมูลไถตอบว่า “ที่หากินซึ่งเป็นถิ่นของพ่อแม่เรานั้น ได้แก่ที่ก้อนดินที่
เกิดจากการไถ ซึ่งอยู่ตรงโน้น”
เหยี่ยวนกเขาได้ฟังแล้ว ก็อยากจะทดสอบความสามารถของตน และ
ทดสอบความว่องไวของนกมูลไถ จึงได้ปล่อยนกมูลไถนั้นให้เป็นอิสระ เพื่อให้
่
ึ้
้
้
่
กลับไปที่ของมัน แลวจะไปจับใหมอีกครั้งหนึ่ง จึงพูดขนวา “ไปเถิดเจานกมูลไถ
510
เราจะทดสอบกันว่า แม้เจ้าไปในที่เดิมของเจ้า ก็ ชาดกเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าคิดท�าในสิ่งที ่
�
�
ั
ยังสู้ความเร็วของเราไม่ได้” ตนเองไม่ถนดและไม่มีความชานาญ เพราะจะนา
่
ี
่
่
้
นกมูลไถเมื่อถูกปลอย ก็บินกลับไปสูที่เดิม ความวบัติมาให สิ่งทไมถนัดไมช�านาญนั้น ยอมมีอยู ่
่
่
ิ
่
ี่
ึ
โดยมีเหยยวนกเขาบินตามห่างๆ เมื่อบินไปถง ด้วยกันทุกคน เช่น บางคนถนัดด้านการเขียน แต่
ที่ของตนแล้ว ก็บินลงไปจับที่ดินก้อนใหญ่ ยืน ไม่ถนัดด้านการพูด บางคนถนัดด้านการพูด แต่ไม่
้
้
่
ทาทายเหยี่ยวนกเขาวา “เจาเหยี่ยวนกเขาเอย ถ้า ถนัดด้านการเขียน บางคนไม่ถนัดทั้งสองอย่าง แต่
๋
็
่
่
่
ท่านแน่จริง ก็บินโฉบมาจับเราเลยซิ” บางคนก็ถนัดทั้งสองอยาง ทีเปนเชนนี้ เพราะคนเรา
เหยี่ยวนกเขา เมื่อถูกท้าทายเช่นนั้นก็เกิด รับการฝึกฝนอบรมมาไม่เหมือนกัน จึงได้สติปัญญา
อารมณ์โกรธ จึงลู่ปีกทั้งสองโฉบไปที่นกมูลไถ มาไมเทากัน จะเห็นวาเหยี่ยวนกเขาถนัดในดานการ
่
้
่
่
�
ทันทีทันใด เพื่อหวังจะจับขยี้ให้หายแค้น ฝ่ายนก ใช้กาลัง แต่ไม่ถนัดหรือเชี่ยวชาญด้านการใช้สมอง
้
ู
้
่
้
่
่
มูลไถไดระวังตัวอยูกอนแลว เมื่อรวาเหยี่ยวนนจะ หรือสติปัญญา
ั้
้
�
่
โฉบมาถึงตัว ก็กระโดดหลบเขาไปในระหวางกอน ฉะนั้น เมื่อประสบเหตุจึงใช้กาลังตัดสิน การ
้
�
ดินนั้นเอง เหยี่ยวนกเขาที่โฉบลงมาดวยความเร็ว ใช้กาลังตัดสินยอมมีทั้งแพและชนะ ผิดจากนกมลไถ
ู
้
้
่
ั
ั
สูง จึงไม่สามารถจะหยุดความเร็วได้ทัน ในที่สุด ซึ่งแม้จะตวเล็ก ไม่มีทางสู้พละก�าลงของเหยี่ยว
ก็กระแทกเข้ากับก้อนดินเบื้องล่าง และอกแตก นกเขาได้เลย แต่เป็นนกที่ฉลาด มีสติปัญญา มี
ตายคาที่ตรงนั้นนั่นเอง อุบายวิธีเอาตัวรอด ฉะนั้น เมื่อประสบปัญหาจึงใช้
ื
่
พระศาสดาครั้นน�าเรองในอดีตมาแสดง อุบายวิธีเอาตัวรอดได้ การชนะด้วยสติปัญญานี้
อย่างนี้แล้ว จึงตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย แม้สัตว์ ประเสริฐนัก เพราะชนะไดแมกระทั่งขาศึกที่ใหญกวา
่
้
้
่
้
เดรัจฉานยังตกไปในเงื้อมมือศัตรู เพราะเที่ยว และวิธีเอาชนะด้วยสติปัญญานั้น ก็ทาได้หลายรูป
�
�
หากินในที่ไม่ควรเที่ยวไป แต่เมื่อเที่ยวหากินในที่ แบบ เช่น ชนะโดยการทาศัตรูให้เป็นมิตรก็ได้ ชนะ
ควรเที่ยวไป จึงปลอดภัยจากศัตรูได เพราะฉะนั้น โดยการท�าศัตรูให้เป็นศัตรูต่อกันก็ได้ ชนะโดยที่ผู้
้
ื่
�
พวกเธอก็อย่าเที่ยวไปในที่อนซึ่งไม่ควรเที่ยวไป แพ้ไม่รู้สึกเสียเกียรติก็ได้ สติปัญญาจึงสาคัญในการ
ุ
�
ภิกษทั้งหลาย เมื่อพวกเธอเที่ยวไปในที่อื่นที่ไม่ ดาเนินชีวิต ดังพุทธศาสนสุภาษิตว่า
ควรเที่ยวไป มารย่อมจะได้ช่องได้อารมณ์ ภิกษุ
ทั้งหลาย ที่อื่นที่ไม่ควรเที่ยวไปของพวกเธอนั้น สติมา สุขเมธติ
ได้แก่ รูปที่รู้ได้ด้วยตา ๑ เสียงที่รู้ได้ด้วยหู ๑ แปลว่า คนมีสติย่อมได้รับความสุข
กลิ่นที่รู้ได้ด้วยจมูก ๑ รสที่รู้ได้ด้วยลิ้น ๑ ปญฺญา โลกสฺมิ ปชฺโชโต
โผฏฐัพพะที่รู้ได้ด้วยกาย ๑ ภิกษุทั้งหลาย นี้แล แปลว่า ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก
เป็นที่อื่นซึ่งภิกษุไม่ควรเที่ยวไป
หลังจบพระธรรมเทศนา พระศาสดาทรง (สกุณัคฆิชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ประชุมชาดกว่า เหยี่ยวนกเขาในครั้งนั้น ได้เป็น ชาดก ทุกนิบาต เล่ม ๓๐ หน้า ๘๙)
เทวทัตในบัดนี้ ส่วนนกมูลไถ ก็คือเราตถาคตนี้
แล
511
512
ความสวัสดี
้
“ใชปัญญา ตั้งใจจริง ทิ้งความใคร่
ท�าใจให้สงบ พบทางสวัสดี”
ี
ั
ในอดตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบติอยู่ในพระนคร
พาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นโอรสองค์สุดท้อง ในจานวนพระพี่ยาเธอ
�
์
ั
้
์
ทั้งหมด ๑๐๐ องค ในครั้งนั้น พระปจเจกพุทธเจาหลายพระองครับนิมนต ์
�
มาฉันในพระราชวัง พระโพธิสัตว์นั้นทรงกระทาหน้าที่ไวยาวัจกรแก่พระ
ปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น
วันหนึ่ง ทรงดาริว่า “พี่ชายของเรามีหลายคน เราจักได้ครองราช
�
สมบัติในพระนครนี้หรือไม่หนอ?”
ในวันต่อมา จงนมัสการถามความนั้นกับพระปัจเจกพุทธเจ้า ท่าน
ึ
่
่
้
ั
์
่
ึ
เหลานันจงกลาววา “ขอเจริญพรพระกุมาร พระองคจักไมไดครองราชสมบติ
่
้
ในพระนครนี้ แต่จะได้ครองราชสมบัติที่นครตักศิลา ซึ่งอยู่ห่างจากที่นี่
๑๒๐ โยชน์ พระองค์เสด็จไปสู่นครนั้นแล้วจักได้ขึ้นครองราชย์ในวันที่ ๗
นับจากวันนี้ แต่ในระหว่างทางต้องผ่านดงใหญ่มีอันตรายรอบด้าน ถ้าจะ
้
่
เสด็จออมดงนั้น ตองออมไกลถึง ๑๒๐ โยชน แตถาเสด็จไปทางตรง ระยะ
์
้
้
้
่
ทางก็เพียง ๕๐ โยชนเทานั้น ขอส�าคัญทางไปนั้นมีชื่อวา “อมนุสสกันดาร”
่
์
้
ในอมนุสสกันดารนั้น นางยักษิณีทั้งหลายจะพากันเนรมิตบ้านและ
ศาลาไว้ริมทาง ตระเตรียมที่หลับที่นอนไว้ พากันแต่งตัวอย่างสวยงาม นั่ง
ในศาลาริมทาง เพื่อเหนี่ยวรั้งชายที่เดินทางด้วยคาอ่อนหวาน เชื้อเชิญให้
�
หลงใหลด้วยประการต่าง ๆ เป็นต้นว่า “ท่านทั้งหลายคงเหน็ดเหนื่อยจาก
�
การเดินทาง เชิญนั่งพักที่ศาลาหลังนี้ดื่มน้าเย็น ๆ ก่อน แล้วค่อยเดินทาง
ต่อ” จากนั้นก็พากันเย้ายวนด้วยมารยาหญิง พอเผลอก็จับชายผู้นั้นกิน
โดยพวกเธอจะคอยจับกินชายที่หลงใหลในรูปด้วยอาการอย่างนี้ จับผู้ท ี่
หลงใหลในเสียงดวยการขับรองบรรเลงเพลงหวาน เจื้อยแจว จับผูที่หลงใหล
้
้
้
้
ในกลิ่นด้วยกลิ่นทิพย์อันหอมกรุ่น จับผู้หลงใหลในรสด้วยโภชนะอันมีรส
513
้
้
่
่
เลิศตางๆ จับผูที่หลงใหลในสัมผัสดวยที่นอนอันออน สวยงาม เข้าไปหานางยักษิณีเหล่านั้น ก็ถูกพวกมัน
�
นุ่มดุจที่นอนทิพย์ ถ้าพระกุมารจักสารวมระวังตาหู จับกินในที่นั้นเอง จากนั้นพากันไปดักข้างหน้า
จมูกลิ้นกายของตน ตั้งสตใหมั่นคงในการเดินทางไป เนรมิตศาลาหลังหนึ่งไว้ นั่งถือดนตรีต่าง ๆ ขับร้อง
้
ิ
ก็จักปลอดภัย และได้ขึ้นครองราชย์ที่พระนครนั้น อยู่
ในวันที่ ๗ อย่างแน่นอน” บรรดาชาย ๔ คนนั้น คนที่ชอบเสียงเพลงก็
้
้
พระกุมารโพธิสัตว์ตรัสว่า “ข้าแต่พระคุณเจ้า เดินลาหลัง พวกมันก็พากันกินคนนั้นเสีย แลวพากัน
�
ั
ข้าพเจ้ารับโอวาทของท่านทั้งหลายแล้ว จกส�ารวม ไปดักข้างหน้า จัดน้าหอมนานาชนิดใส่ขวด นั่งเปิด
�
ระวังตา หู จมูก ลิ้น และกาย ของตนให้ดี” จากนั้น ร้านขายน้าหอม ถึงตรงนั้น คนที่ชอบกลิ่นก็เดินล้า
จึงกราบลาพระปัจเจกพุทธเจ้า และพระราชมารดา หลัง พวกมันก็พากันกินคนนั้นเสีย แล้วพากันไปดัก
�
พระราชบิดา เสด็จไปสู่พระตาหนัก ตรัสกะคนของ ข้างหน้า จัดโภชนะที่มีรสเลิศต่าง ๆ นั่งเปิดร้านขาย
ั
พระองค์ว่า “เราจักไปครองราชสมบติในพระนคร ข้าวแกง ถึงตรงนั้น คนที่ชอบรสก็เดินล้าหลัง พวก
ตักศิลา พวกเจ้าจงอยู่กันที่นี่เถิด” มันก็พากันกินคนนั้นเสีย แล้วไปดักข้างหน้าอีก
ชายทั้ง ๕ คน ทูลว่า “ข้าแต่พระกุมาร แม้ข้า ตกแต่งที่นอนดุจที่นอนทิพย์ นั่งคอยอยู่ ถึงตรงนั้น
พระองค์ทั้งหลายก็จักตามเสด็จด้วย” “พวกเจ้าอย่า คนที่ชอบโผฏฐัพพะคือสัมผัส ก็เดินล้าหลัง พวกมัน
ตามเราไปเลย เพราะระหว่างทางมีพวกยักษิณีคอย ก็พากันกินคนนั้นเสียอีกคน เมื่อทั้ง ๕ คนถูกนาง
ยั่วยวนให้ลุ่มหลงในรูป รส กลิ่น เสียงและสัมผัส ยักษิณีกนไปแล้ว กเหลือแต่พระกุมารโพธิสัตว์
็
ิ
แล้วจับกินเป็นอาหาร เราเตรียมตัวไว้แล้วจึงไปได้” พระองค์เดียวเท่านั้นที่เดินทางต่อ
่
่
่
้
่
์
ชายเหลานั้นทูลวา “พวกขาพระองคจักไมใสใจ ครั้งนั้น นางยักษิณีตนหนึ่งคิดว่า “ชายคนนี้มี
็
ั
รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส ที่พวกยักษิณีเนรมิต มนต์ขลงยิ่งนัก ถ้าเราจบกินไม่ได้กจักไม่กลับ” จึง
ั
์
ั
ไว้ ขอได้โปรดอนุญาตให้ข้าพระองค์ตามเสด็จด้วย เดินตามหลังพระกุมารโพธิสตวไปเรื่อย ๆ พอจะออก
เถดพระเจ้าข้า” “ถ้าเช่นนั้นพวกเจ้าจงเป็นผู้ไม่ จากดง คนทั้งหลายที่ท�างานชายปาจงถามนางยักษิณี
ิ
่
ึ
�
่
็
ั้
ประมาทเถิด” แล้วพาชายทง ๕ เหล่านั้นเสดจไป ว่า “ชายทีเดินนาหน้านั้นเป็นใคร?” “เป็นสามีของ
นางยักษิณทั้งหลายพากันเนรมิตศาลาเป็นต้น นั่ง ข้าเอง”
ี
คอยอยู่ที่ริมทาง คนเหล่านั้นจึงกล่าวว่า “พ่อหนุ่ม แม่นางคนนี้
บรรดาชายทั้ง ๕ คนนั้น คนที่ชอบรูปสวยๆ บอบบางยิ่งนัก น่าทะนุถนอมเหมือนพวงดอกไม้ ผิว
่
่
้
่
ไดเห็นรูปหญิงสวยเหลานั้นแลว ก็มีจิตกาหนัดรักใคร ก็งามเหมือนดงทอง นางหนีออกจากพอแมมาเพราะ
ั่
่
�
้
จึงเดินล้าหลังคนอื่น พระกุมารโพธิสัตว์เห็นเช่นนั้น รักเจา เหตุใดเจาจงปลอยใหนางลาบาก ไมจูงมือนาง
้
้
�
้
ึ
่
่
จึงตรสว่า “เหตุใด เจ้าจึงเดินล้าหลังคนอื่นเล่า?” ไปเล่า?”
ั
่
“ข้าแต่พระกุมาร ข้าพระองค์เจ็บเท้า ขอนั่งพักที่ พระกุมารโพธิสัตวตรัสวา “ทานทั้งหลาย นาง
่
์
ศาลาสักครู แลวจกรีบตามไป” “นั่นมันคือนางยักษิณี ไม่ใช่เมียของเราดอก นางเป็นยักษ์ คนของเรา ๕
้
ั
่
เจ้าอย่าไปสนใจมันเลย” “ข้าแต่พระกุมาร จะเป็น คน ถูกพวกมันกินไปหมดแล้ว”
่
้
้
์
ั
็
่
อยางไรกชางเถอะ ขาพระองคขอพกสักครู” “ถาเชน ยักษณีได้ยินเช่นนั้นจึงกล่าวว่า “พ่อเจ้า
ิ
่
่
่
้
นั้น เจ้าอย่าประมาท” ประคุณทั้งหลาย ธรรมดาผูชาย ในเวลาโกรธก็กลาว
จากนั้นพาอก ๔ คนเดินทางตอ ชายที่ชอบรป หาว่าเมียของตนเป็นนางยักษ์ก็ได้ เป็นเปรตก็ได้”
ี
ู
่
514
จากนั้นก็เดินตามมาไปเรื่อยๆ จนถึงนครตักศิลา เมื่อถึงนครตักศิลา
ั
์
้
่
็
แลว พระกุมารโพธิสตวกเสด็จไปประทับนั่งที่ศาลาหลังหนึ่ง สวนนางยักษิณี
นั้นไมสามารถเขาไปพักดวยได เพราะเดชานุภาพของพระกุมารโพธิสัตวนั้น
่
์
้
้
้
จึงเนรมิตตัวเป็นสาวสวยยืนเฝ้าที่ประตูศาลา
�
ขณะนั้น พระราชาแห่งนครตักศิลา กาลังเสด็จออกจากพระนครเพื่อ
ไปสู่พระราชอุทยาน ทรงมีจิตปฏิพัทธ์ในนางนั้น จึงทรงส่งราชบุรุษไปสืบดู
เมื่อทราบว่านางไม่มีสามี จึงทรงสถาปนาไว้ในตาแหน่งอัครมเหสี
�
ฝ่ายนางยักษิณีนั้น วันหนึ่ง ครั้นร่วมหลับนอนกับพระราชาเสร็จแล้ว
็
�
้
้
ก็ทาทีเปนรองไห เมื่อพระราชาตรัสถาม จึงกราบทูลวา “หมอมฉันเปนบุคคล
็
่
่
์
ที่พระองคทรงพบที่หนทางแลวน�ามา อนึ่ง ในพระราชวังแหงนี้ก็มีหญิงบ�าเรอ
่
้
�
พระองค์อยู่เป็นจานวนมาก วันหนึ่ง คนใดคนหนึ่งอาจพูดขึ้นว่า “ใครๆ รู้จัก
มารดาบิดา โคตร หรือชาติของแม่หญิงคนนั้นบ้าง” หม่อมฉันเมื่อได้ฟังแล้ว
คงต้องเก้อเขินเป็นแน่ ถ้าพระองค์มีพระทัยเมตตาพระราชทานความเป็น
ใหญ่และการบังคับบัญชาในแว่นแคว้นทั้งหมดแก่หม่อมฉัน ใครๆ ก็จะไม่
่
่
้
้
้
กล้าก�าเริบกลาวแกหมอมฉันไดเลย” ทรงรับสั่งวา “นองหญิง ชาวแวนแควน
่
่
่
มิไดเปนสมบัติของฉัน แตชนเหลาใดในแวนแควนนี้ละเมิดกฎหมาย กระทา
้
่
่
็
้
�
่
้
สิ่งที่ไมควรทา ฉันบังคับใชกฎหมายกับคนเหลานนเทานั้น เพราะเหตุนั้น ฉัน
ั
่
้
่
�
่
่
้
่
่
่
้
้
จึงไมสามารถใหความเปนใหญ และการบังคับบัญชาในแวนแควนแกเธอได”
็
“ถ้าพระองค์ไม่สามารถจะพระราชทานการบังคับบัญชาในแว่นแคว้นหรือใน
พระนครได้ ก็ขอได้โปรดพระราชทานให้หม่อมฉันมีอานาจเหนือคนทั้งปวง
�
ที่รับใช้ภายในพระราชวังเถิด พระเจ้าข้า”
เพราะติดอกติดใจในสัมผัสประดุจทิพย์ของนาง พระราชาแห่งนคร
ตักศิลาจึงได้พระราชทานอานาจให้ตามคาขอ คืนนั้น หลังจากพระราชา
�
�
ั
บรรทมหลับสนิท นางยักษิณีนั้นก็กลบไปเมืองของตน ชวนพวกยกษมานคร
ั
์
้
์
ตักศิลา ปลงพระชนมพระราชา แลวกินเนื้อหนังมังสาและเลือดจนหมด เหลือ
ไว้แต่เพยงกระดูก ส่วนพวกยักษ์ที่เหลอก็ฆ่าคนทั้งหลายรวมถึงสัตว์เลี้ยง
ี
ื
ต่างๆ แล้วกินจนหมดเกลี้ยงเช่นกัน จากนั้นก็พากันกลับเมืองยักษ์ไป
่
็
้
้
ิ
่
รุงเชา ชาวเมืองเห็นประตูพระราชวังปดอยูก็พากันพังประตูเขาไป เหน
็
้
พระราชวังเกลื่อนกลนไปดวยกองกระดูก จึงกลาววา “ชายคนนั้นพูดไวเปน
่
้
่
่
ุ
ความจริงทกอย่าง นางเป็นยักษ์มิใช่เมียของเขา แต่พระราชาไม่ทรงทราบ
ข้อนี้ จงทรงนามันมาแต่งตั้งให้เป็นมเหสีของพระองค์ แล้วจึงถูกมนปลง
ั
�
ึ
515
พระชนม์ น่าเวทนาจริงหนอ” จากนั้นช่วยกันท�าความสะอาดพระราชวัง
แล้วปรึกษากันว่า “เมื่อวานนี้ ชายคนนั้นไม่ได้ลุ่มหลงไปตามรูปที่เห็น ซึ่งนาง
�
ยักษ์จาแลงไว้สวยงามประดุจรูปทิพย์ แล้วเดินติดตามไปข้างหลังเลย เขาเป็น
คนที่ประเสริฐยิ่งนัก ถ้าชายเช่นนั้นปกครองแว่นแคว้นรัฐสีมามณฑล จักมี
ิ
แต่ความสุขความเจรญ พวกเราช่วยกันอัญเชิญเขาขึ้นเป็นพระราชาในนครนี้
เถิด”
ชาวเมืองเหล่านั้น ได้มีความเห็นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จึงเข้าไปหา
ั
พระกุมารโพธิสัตว์ แล้วกล่าวอญเชิญให้ขึ้นครองราชย์แทนพระราชาองค์เก่า
ที่สวรรคตไปแล้ว ฝ่ายพระกุมารโพธิสัตว์ เมื่อขึ้นครองราชย์แล้วก็ด�ารงตนอยู่
ในทศพิธราชธรรม ทรงงดเว้นจากอคติ ๔ ครองราชสมบัติโดยธรรม หลัง
�
จากสิ้นพระชนม์แล้ว ก็เสด็จไปสู่สุคติตามยถากรรมที่ทรงบาเพ็ญมา
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนใจว่า การด �าเนินชีวิต ถ้าขาด พระธรรมนาทาง
�
็
แลว โอกาสที่จะประสบกับความหายนะก็เปนไปได ้ตลอด เวลา ความสารวม
้
�
็
่
้
�
่
ระวังจึงเปนธรรมที่สาคัญในการด �าเนินชีวิต เพราะนอกจากจะชวยไมใหเกิด
ความหายนะแล้ว ยังส่งเสริมให้ประสบกับความโชคด ีมีสุขอีกด ้วย
ด ังจะเห็นว่าพระกุมารโพธิสัตว์ไม่ตกเป็นเหยื่อของนางยักษ์ เพราะ
�
อาศัยความสารวมระวังนั่นเอง โด ยสารวมระวังตา ไม่มองด ูหญิงสาวที่นาง
�
�
ยักษ์จ�าแลงมายั่วยวน สารวมระวังห ขณะได ้ยินเสียงขับร้องที่หญิงสาว
ู
�
�
้
บรรเลง สารวมระวังจมูก ขณะได กลิ่นหอมที่หญิงสาวชโลมตัว สารวมระวัง
ั้
ลิ้น ขณะเห็นอาหารที่มีรสเลิศ ซึ่งหญิงสาวเหล่านนเชื้อเชิญให้ทาน และ
�
สารวมระวังกาย ที่หญิงสาวเชื้อเชิญให้สัมผัสถูกต้อง ด ้วยการไม่ด ู ไม่ฟัง
ไม่ด มกลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่ถูกต้องสัมผัส และถ้าจาเป็นก็ด ู ฟัง ด ม ลิ้ม และ
�
สัมผัสอย่างมีสติ ไม่ปล่อยให้ความรักและความชังเกิด ขึ้น
เหตุนั้น จึงท�าให้พระกมารโพธิสัตว์พ้นจากหายนะกลางป่า และ
ุ
ประสบความโชคด ีมีสุข และได ้ขึ้นครองราชย์โด ยธรรมในเวลาต่อมา นัย
ตรงกันข้าม ชายที่ติด ตามพระกุมารโพธิสัตว์ ๕ คน ต้องประสบกับความ
่
์
่
หายนะถึงกับสิ้นชีวิตนั้น เพราะปลอยกายปลอยใจไปตามอารมณ ไมสารวม
่
�
่
้
ระวังตน ปลอยใหเกิด ความชอบความชัง เวลาเห็นรูป ฟงเสียง ด มกลิ่น ลิ้ม
ั
็
รส และถูกตองสัมผัสทางกายนั่นเอง เพราะฉะนั้น ความสารวมระวังจึงเปน
้
�
�
ธรรมปฏิบัติ เพื่อให้พ้นเสื่อมและประสบความเจริญที่ควรน้อมนามาปฏิบัติ
โด ยแท้
(เตลปัตตชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๙ หน้า ๒๗๗)
516
517
ิ
แรงอธษฐาน
ุ
ั
“สตบุรษทั้งหลายย่อมตั้งม่น
ั
ั
ในค�าสตย์ที่เป็นอรรถเป็นธรรม”
ิ
ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าโกสัมพกะครองราชย์สมบัติอยู่ในกรุงโกสัมพี
็
ครั้งนั้น มีพราหมณสองคนเปนสหายรักกันมานาน คนหนึ่งชื่อทีปายนะ อีกคน
์
์
่
ชื่อมัณฑัพยะ ทั้งสองมีทรัพยสินจานวนมาก วันหนึ่ง รูสึกเบื่อหนายในการครอง
�
้
�
้
็
์
็
ื
เรอน จึงพากันนาทรัพยสินนั้นบริจาคเปนทาน หลังจากนั้นไดออกบวชเปนดาบส
อยู่ในป่าหิมพานต์ ๕ ปี แต่ยังไม่สามารถบาเพ็ญฌานใด ๆ ให้เกิดขึ้นได้
�
ครั้นล่วงไป ๕๐ ปี จึงพากันเที่ยวไปตามชนบทต่าง ๆ จนมาถึงแคว้น
้
ี
้
่
ี
กาส ดาบสทังสองจึงไดไปเยี่ยมสหายของทปายนะดาบส ที่นิคมแหงหนึ่ง สหาย
�
นั้นมีความยินดี จึงสร้างบรรณศาลาถวาย แล้วบารุงด้วยปัจจัย ๔ สองดาบส
อาศัยอยู่ที่บรรณศาลานั้น ๓–๔ ปี แล้วลาสหายผู้ใจดีนั้น เที่ยวจาริกไปจนถึง
เมืองพาราณสี เมื่อไปถึงจึงอาศัยอยู่ในป่าช้า (อธิมุตติกสุสาน) หลังจากอาศัย
อย่พอควรแล้ว ทีปายนะดาบสกลามัณฑัพยะดาบสกลับไปหาสหายของตน
็
ู
ส่วนมัณฑัพยะดาบสยังอยู่ที่เดิม
่
ุ
่
อยูมาวันหนึ่ง มีพวกโจรกลมหนึ่งเขาไปขโมยของในเมือง เมื่อถูกเจาของ
้
้
และเจ้าหน้าที่ไล่ติดตาม จึงหนีมาจนถึงป่าช้า เมื่อเห็นจวนเจียนจะถูกจับ จึงทิ้ง
ของนั้นที่ประตูบรรณศาลาของมัณฑัพยะดาบสแล้วพากันหนีไป พวกมนุษย์ที่
่
้
็
่
ึ
ตามมาเห็นของนั้น จงกลาววา “หนอยแน ไอนักบวชชั่ว ตอนกลางวันเปนนักบวช
่
พอตกดึกกลายเป็นโจร” “นั่นสิ พวกเราปล่อยเอาไว้ไม่ได้” จากนั้น จึงช่วยกัน
ทุบตีแล้วจับตัวน�าส่งพระราชา พระราชาไม่ทรงพิจารณาให้ถี่ถ้วน กรับสั่งให้
็
ราชบุรุษนาตัวไปเสียบหลาว
�
�
ั
พวกราชบุรุษนาตวไปเสียบหลาวไม้ตะเคียนที่ป่าช้าแห่งนน แต่เสียบไม่
ั้
เข้า แม้จะเปลี่ยนเป็นหลาวไม้สะเดาและหลาวเหล็ก ก็ยังเสียบไม่เข้าอยู่ดี
มัณฑัพยะดาบสจึงพิจารณาดูบุพกรรมของตน ก็รู้ว่าในภพก่อนตนเคยเกิดเป็น
บุตรนายช่างไม้ วันหนึ่งไปถากไม้กับพ่อ ระหว่างนั้นได้จับแมลงวันมาตัวหนึ่ง
518
ี
แล้วเอาหนามไม้ทองหลางเสยบเข้าที่ก้น หนามไม้ จริงหรือไม่ ถึงได้ลงพระราชอาญา” พระราชาจึง
่
้
้
้
ั
่
่
ทองหลางนั้นติดอยูที่ตัว แตไมท�าใหแมลงวันนั้นตาย ตรัสวา “ความจริง เราก็ยงไมไดไตรตรองใหดี เพราะ
่
่
่
คงตายไปตามปกติเมื่อสิ้นอายุขัย บัดนี้ บาปกรรม เห็นชาวบ้านบอกว่าดาบสผู้นี้เป็นโจร” หลังจากนั้น
�
ุ
ั่
นั้นกาลังตามให้ผล เมื่อรู้อย่างนี้จึงได้กล่าวกะ จึงรับสงให้ถอนหลาวออก พวกราชบรุษไม่สามารถ
ราชบุรุษว่า “ถ้าท่านต้องการจะเสียบเราให้เข้า ก็จง จะถอนออกได้
เอาหลาวไม้ทองหลางมาเสียบเถอะ” มัณฑัพยะดาบสจึงทูลพระราชาว่า
ุ
พวกราชบรุษจึงเอาไม้ทองหลางมาเสียบ ก็ “มหาบพิตร อาตมภาพประสบความทุกข์ทรมาน
�
เสียบเข้าได้ จากนั้นก็จัดยามเฝ้าอารักขาไว้เพื่อคอย อย่างนี้ก็เพราะกรรมที่ได้ทาไว้แต่ปางก่อน หลาวนี้
้
ดูผู้ที่จะมาหามัณฑัพยะดาบส ฝ่ายทีปายนะดาบส ไมมีใครถอนจากตัวอาตมภาพไดดอก ถาพระองคจะ
์
้
่
่
้
้
คิดวา ตัวเองไมไดไปพบมัณฑัพยะดาบสนานแลว จึง ทรงพระราชทานชีวิตแก่อาตมภาพ ก็ขอได้โปรดสั่ง
่
่
ุ
ั
ั
้
่
่
เดินทางไปเยยม ระหวางทางก็ไดฟงขาววามัณฑัพยะ ให้ราชบรุษเอาเลื่อยมาตดหลาวทั้งสองข้าง
ี่
ดาบสถูกเสียบด้วยหลาว จึงรีบไป ณ ที่นั้น เมื่อไป ให้เสมอกับหนังของอาตมภาพเถิด”
ถึงจึงถามว่า “ท่านท�าผิดอะไร ถึงได้ถกเสียบด้วย พระราชาจึงรับสั่งให้ราชบุรุษท�าตามประสงค์
ู
หลาวแบบนี้” ของมัณฑัพยะดาบส จากนั้นก็ก้มลงกราบขอให้
์
้
้
้
มัณฑัพยะดาบสตอบว่า “นี่เป็นเรื่องเข้าใจผิด ดาบสทั้งสองอดโทษให แลวนิมนตใหอาศัยอยูในพระ
่
�
�
ความจริงแล้วข้าไม่ได้ทาอะไรเลย” “แล้วท่านโกรธ ราชอุทยาน ทรงบารุงอย่างดี สาหรับทีปายนะดาบส
�
ั
เคืองคนที่ทาร้ายท่านหรือเปล่า?” มัณฑัพยะดาบส หลังจากรกษาแผลมัณฑัพยะดาบสจนหายดีแล้ว ก็
�
้
่
ั
ตอบว่า “ข้าไม่โกรธดอก นี่เป็นเพราะกรรมของข้า เดินทางกลับไปหาสหายของตน สหายนั้นไดฟงขาว
เอง” ก็มีความยินดี จึงพาบุตรและภรรยาไปไหว้ทีปายนะ
ทีปายนะดาบสจึงกล่าวว่า “ร่มเงาของผู้มีศีล ดาบส จากนั้นนั่งฟงเรื่องราวของมัณฑัพยะดาบสที่ที
ั
เช่นท่าน เป็นความสุขสาหรับข้า” จากนั้นได้เข้าไป ปายนะดาบสเล่าให้ฟัง
�
่
่
่
ู
ั้
นั่งพิงหลาวไว้ หยาดโลหิตที่ไหลออกจากตัว ครงนั้น บุตรของสหายนั้นเลนลูกขางอย ณ ที่
มัณฑัพยะดาบสได้หยดลงถกตัวของทีปายนะดาบส ปลายทางจงกรม ลูกข่างที่เล่นได้กระเด็นตกไปถูก
ู
่
้
แล้วก็แห้งด�าไปทั้งตัว ตั้งแต่นั้นท่านจึงได้นามว่า อสรพิษที่อยในโพรงจอมปลวก เด็กนั้นไมรู จึงเอามือ
ู
่
“กัณหทีปายนะ” ทีปายนะดาบสนั้นนั่งพงหลาวอยู่ ล้วงเข้าไปในโพรง ถูกอสรพิษนั้นกัดที่มือ พิษร้ายได้
ิ
�
อย่างนั้นตลอดคืนยันรุ่ง ทาให้เด็กสลบและล้มลง
ิ
วันรุ่งขึ้น พวกยามที่เฝ้าอารักขา จึงเข้าไป มารดาบิดารู้ว่าลูกถูกอสรพษกัด จึงอุ้มไปหา
กราบทูลเหตุการณ์นั้นแด่พระราชา พระราชาจึงรีบ ทีปายนะดาบสแล้วกล่าวว่า “ท่านดาบส ช่วยลูกของ
เสดจไปดู แลวตรัสถามทีปายนะดาบสวา “ทานดาบส ข้าด้วยเถิด ท่านต้องมยาหรือมีคาถาช่วยลูกของข้า
็
้
่
ี
่
ทาไมท่านมานั่งพิงหลาวแบบนี้” ได้แน่ๆ”
�
ทีปายนะดาบสทูลว่า “ข้ามานั่งเฝ้าสหาย ทีปายนะดาบสกลาววา “เราไมมียารักษา แลว
่
่
่
้
มหาบพิตร ทรงทราบแล้วหรือว่าสหายของข้าทาผิด ก็ทาอย่างที่ท่านว่าไม่ได้ดอก”
�
�
519
้
้
้
่
่
สองสามีภรรยานั้นจึงไดขอรองวา “ถาเชนนั้น เสียละ”
ขอท่านได้ตั้งเมตตาในเด็ก แล้วทาสัจจะอธิษฐาน ทีปายนะดาบสตอบวา “เพราะเราไมอยากให ้
�
่
่
่
้
่
่
เพื่อช่วยลูกของข้าด้วยเถิด” ใครวาเราวา เปนคนเหลวไหล กลับกลอก แลวทาน
็
็
�
ทีปายนะดาบสจึงวางมือบนศีรษะของเดก ละ ถ้าไม่อยากต้อนรับแขกแล้วฝืนใจทาทาไม ?”
�
�
จากนั้นได้ทาสัจจะอธิษฐานว่า สหายของทีปายนะนั้นตอบว่า “ข้าท�าตาม
�
“เมื่อตอนแรกที่เราบวช เรายินดีประพฤติ บรรพบุรุษ เพราะไม่อยากให้ใครมาว่าได้ว่า ไม่ทา
พรหมจรรย์ได้เพียง ๗ วันเท่านั้น จากนั้น แม้เรา ตามธรรมเนียมของตระกูล” พูดจบก็หันไปถาม
ี
้
้
ี
์
ไมยินดก็ทนประพฤติพรหมจรรยถึง ๕๐ กวาป ดวย ภรรยา ที่ฝนใจครองเรือนมาดวยกันโดยมิไดมีความ
้
่
ื
่
่
่
้
้
ี
ความสัตย์อันนี้ ขอให้ลูกของท่านจงรอดชวิตเถิด” รักตอตนเลยวา “นองหญิง ขาไมรูมากอนเลยวาเจา
่
้
้
่
่
�
พร้อมๆ กับสัจจกิริยานั้น พิษในกายตอนบนก็หาย ไม่ได้รักข้า ทาไมเจ้ายังฝืนใช้ชีวิตอยู่กับข้าด้วยละ”
้
ไป เด็กนั้นลืมตาขนไดรองเรียกมารดาบิดาแลวพลิก ภรรยานั้นตอบว่า “เพราะตระกูลของข้าไม่มี
ึ้
้
้
ี
ตัวนอน ทีปายนะดาบสเห็นเช่นนั้น จึงกล่าวกับ ผู้หญิงคนไหนแต่งงานมีสามใหม่เลยนะสิ ข้าไม่
สหายซึ่งเป็นบิดาของเด็กว่า “สัจจกิริยาของเราช่วย อยากให้ใครว่าข้าได้ว่า ไม่ทาตามธรรมเนียมของ
�
�
ลูกท่านได้เท่านี้ ท่านจงทาสัจจกิริยาบ้างเถิด” ตระกูล”
้
สหายผู้เป็นบิดาของเด็กนัน จึงวางมือลงที่ ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว นางจึงกล่าวต่อว่า “ข้า
่
่
หน้าอกของลูก จากนั้นจึงกระทาสัจจะอธิษฐานว่า แตสามี วันนี้ขาไดพูดถอยค�าที่ไมควรจะพูด ขอทาน
่
้
้
�
้
“เมื่อแขกจะมาพักที่บ้าน บางครั้งข้าก็ไม่ จงอดโทษถ้อยค�านั้นให้แก่ข้า เพราะเหตุแห่งบุตร
้
่
้
อยากใหพัก แตก็ยอมใหพัก เรื่องนี้ไมเคยมีใครรูมา เถิด สิ่งอื่นอะไรๆ ในโลกนี้ทจะรักยิ่งไปกวาบุตรมิได ้
่
้
่
ี
่
้
้
้
์
่
กอน ดวยความสัตยอันนี้ ขอใหลูกของขาจงรอดชีวิต มี บุตรของเรานี้รอดชีวิตแล้ว”
ด้วยเถิด” เมื่อบิดาทาสัจจกิริยาอย่างนี้แล้ว พิษใน สามีกล่าวตอบว่า “ลุกขึ้นเถิดน้องหญิง เรา
�
่
่
้
้
ื
้
้
กายตอนเหนอสะเอวของเด็กก็หายไป เด็กนั้นลุกขึ้น อดโทษใหเจา ตั้งแตนี้ไป เจาอยาไดมีจิตกระดาง แม ้
้
นั่งได้ แต่ยังยืนไม่ได้ สามีจึงบอกให้ภรรยาท�า เราก็จะไม่เกลียดเจ้า”
สัจจกิริยาบ้าง แต่ภรรยากลับกล่าวว่า “ข้ามีคาสัตย์ ตอแตนั้น ทีปายนะดาบสก็กลาวกะสหายของ
�
่
่
่
้
ที่ไม่อาจบอกต่อหน้าท่านได้” สามีจึงกล่าวว่า “น้อง ตนว่า “ต่อไป ท่านจงท�าทานดวยศรัทธาเถิด” สหาย
้
หญิง เจาจงท�าเพื่อชวยลูกของเราเถิด” นางจึงกระท�า ของทีปานยะดาบสรับว่าจะทาตามที่ท่านบอก จาก
่
�
สัจจะอธิษฐานว่า นั้นกล่าวกับทีปานยะดาบสว่า “ตั้งแต่นี้ต่อไป ขอให้
ิ
ิ
“ลูกรัก อสรพิษที่กัดเจ้ากับพ่อเจ้านั้น ก็เป็น ท่านมีจิตเลื่อมใสยนดีในการประพฤตพรหมจรรย์
สิ่งที่แม่ไม่รัก ไม่ชอบทั้งคู่ ด้วยความสัตย์อันนี้ ขอ เถิด” หลังจากสนทนาปราศรัยเสร็จแล้ว สองสามี
้
้
ิ
ใหลูกจงรอดชีวิตเถิด” พรอมๆ กับสัจจกิรยานั้น พิษ ภรรยาก็นมัสการลาทีปายนะดาบสกลับบานของตน
้
ทั้งหมดก็หายไป เด็กนั้นเมื่อร่างกายหมดพิษแล้วก็ ตั้งแต่นั้นมา ภรรยาก็มีความเสน่หาในสามี
ลุกขึ้นเล่นต่อไปได้ เมื่อบุตรลุกขึ้นได้แล้ว สหาย อย่างจริงใจ ส่วนสามีเองก็มีจิตเลื่อมใสถวายทาน
ของทีปายนะดาบสจึงกล่าวว่า “ถ้าท่านไม่ยนด ี ด้วยศรัทธา ขณะที่ทีปายนะดาบสก็บรรเทาความ
ิ
ื
�
ประพฤติพรหมจรรย เหตุใดจึงไมออกมาครองเรอน เบื่อหน่ายเสียได้ ทาฌานและอภิญญาให้เกิดแล้ว
่
์
520
หลังจากสิ้นชีวิต ก็ไปบังเกิดในพรหมโลก
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนใจว่า การท�าสัจจกิริยา เป็นเรื่องที่นับถือ
ั้
ปฏิบัติกันมาตงแต่ก่อนพุทธศาสนาบังเกิด เมื่อพระพุทธศาสนาบังเกิด
่
็
้
แลวกรับนับถือกันตอมา เปนเรื่องที่มีผล หากปฏิบัติด วยความตั้งใจและ
็
้
�
ถูกต้อง การทาสัจจกิริยานั้น นิยมกล่าวอ้างพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ
้
พระสังฆคุณ ซึ่งพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ที่อางนั้น ลวน
้
เป็นสัจจะคือความจริง ทั้งเป็นความจริงที่บริสุทธิ์ ไม่ใช่เป็นสิ่งที่หลอก
ลวง
่
ุ
เมื่อกลาวพระพุทธคุณ พระธรรมคณ พระสงฆคณแลว ก็สรุปตอน
ั
ุ
้
ท้ายว่า “ด ้วยกล่าวคาสัตย์นี้ ขอความสวัสด ีเป็นต้น จงมี” แต่การที่จะ
�
ทาเช่นนั้น ก็ต้องมีเหตุผลหรือความจาเป็นรองรับ เช่น ไม่มีมนต์คาถา
�
�
หรือยาใด ๆ มารักษาพิษงูให้หาย ถ้าหากว่ามีมนต์คาถาหรือยารักษา ก็
จะได ้ใช้มนต์คาถาหรือยานั้นๆ รักษา แต่เพราะไม่มี จึงจาต้องทา
�
�
�
สัจจกิริยา สัจจกิริยานั้นแม้เป็นเรื่องที่ตัวเองทาไม่ด ี แต่ถ้าเป็นเรื่องจริง
ก็กล่าวอ้างได ้ ด ังเช่นที่บุคคลทั้ง ๓ ได ้อ้างแล้วในกัณหทีปายนชาด กนี้
ด ังนั้น ในการด �าเนินชีวิต หากประสบความคับขัน ต้องการความ
ปลอด ภัยอย่างใด อย่างหนึ่ง ก็พึงระลึกถึงคุณศีลคุณธรรม คุณพระพุทธ
คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ ว่าเป็นสิ่งที่มอยู่จริง คุณศีลคุณธรรมนั้น
ี
ตนเองก็ได ้ปฏิบัติมาแล้วน้อยหรือมาก มาในบัด นี้ ตนเองนั้นมีข้อจากัด
�
อย่างไรที่เป็นความจริง และก�าลังประสบความขัด ข้องหรืออันตรายที่ไม่
ั้
สามารถจะช่วยตัวเอง เพราะอะไรที่เป็นความจริง ให้ตงใจอธิษฐานถึง
�
ความจริงด ังนี้ อ้างความจริงด ังนี้ สุด ท้าย ขอให้อานาจแห่งสัจจวาจา
่
้
้
่
ั
ใหบังเกิด ความสวัสด ี ปฏิบติอยางนี้จิตใจยอมไมเด ือด ร้อน เพราะได ท�า
่
่
สิ่งทีควรท�าแล้ว ส่วนผลจะเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องของผลนั้น ไม่ต้อง
ค�านึงถึงให้ทรมานใจอีกต่อไป
(กัณหทีปายนชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก ทสกนิบาต เล่ม ๓๒ หน้า ๕๑๖)
521
522
ทุกข์เพราะรัก
ี
ี
ี
ี
“ที่ใดมรักที่นั่นมโศก ที่ใดมรักที่นั่นมภัย
่
ื
ี
ี
ี
่
้
เม่อไมมความรักเสยแลว โศกภัยก็ไมม”
่
ในอดีตกาล ครั้งพระเจาพรหมทัตเสวยราชสมบัตอยูในนครพาราณสี
ิ
้
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นอากาสัฏฐเทวดา อยู่มาวันหนึ่ง ชาวเมืองพา
กันจัดแสดงมหรสพในค่าคืนแห่งวันเพ็ญเดือน ๑๒ ผู้คนต่างพากันตกแต่ง
�
บ้านเรือนด้วยแสงไฟและดอกไม้ สวยสดงดงามราวกับเทพนคร ส่วนผู้คนก็
พากันแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าหลากสี สวยงามราวกับเทพบุตรเทพธิดา
ขณะนั้น มีสามีภรรยาคู่หนึ่ง เป็นคนยากจน กาลังถกเถียงกันถึงผ้า
�
ที่จะแต่งไปเที่ยวชมมหรสพในคืนดังกล่าว โดยภรรยาสาวอยากนุ่งผ้าย้อม
ด้วยดอกคา แต่มีราคาแพง ผู้เป็นสามีจึงไม่สามารถหามาให้ได้ เขาจึงบอก
�
กับนางว่า “น้องหญิง เจ้าห่มผ้าสีขาวที่มีอยู่เถอะ ข้าเอาไปซักให้สะอาดแล้ว
้
้
่
็
่
่
้
ถึงมันจะเกาไปบาง แตเจาเปนคนรูปงามอยูแลว ใสอะไรก็สวยทั้งนั้นแหละ”
่
ภรรยากล่าวว่า “ผ้าเก่าๆ อย่างนี้ ข้าไม่ใส่ให้อายชาวบ้านดอก วันนี้ถ้า
�
่
ไม่ได้ผ้าย้อมด้วยดอกคา ขาก็จะไมไปเที่ยวงาน เชิญทานไปกับหญิงอื่นเถอะ”
้
่
สามีกล่าวว่า “น้องหญิง ข้าจะไปกับหญิงอื่นได้อย่างไร เจ้าก็รู้ว่าฐานะ
�
อย่างเราจะไปหาผ้าย้อมด้วยดอกค�าที่ไหนได้ ทาไมเจ้าถึงต้องการใส่แต่ผ้า
ย้อมด้วยดอกคา ชุดไหนๆ ก็เหมือนกันนั่นแหละ”
�
้
้
่
้
้
่
่
ภรรยากลาววา “ไมเหมือน ผายอมดวยดอกค�าสวยกวาผาชนิดอื่นเปน
็
่
ไหนๆ หากข้าได้นุ่งผ้าย้อมด้วยดอกคาออกไปเที่ยวงานกับท่าน ข้าจึงจะมี
�
ความสุข ท่านลองคิดดู หากได้ผ้าย้อมด้วยดอกค�ามา ข้าก็จะนุ่งผืนหนึ่งและ
ห่มผืนหนึ่ง แล้วเราทั้งสองก็จะออกไปเที่ยวงานด้วยกัน ชาวบ้านชาวเมืองที่
เห็นก็จะตะลึงในความงาม ส่วนพวกผู้ชายก็คงจะอิจฉาท่านที่มีภรรยาสาว
่
สวยอยางขา” ภรรยาสาวเพอฝนถึงการนุงหมผายอมดวยดอกค�า แตสามีแม ้
้
่
่
ั
้
้
่
้
้
จะอยากได้ผ้าย้อมด้วยดอกค�าให้ภรรยาสาวใจแทบขาด แต่ก็ไม่สามารถไป
หาจากที่ไหนมาได้ จงได้แต่ปลอบภรรยาและขอร้องให้ใส่ผ้าสีขาวที่มีอยู่ไป
ึ
เที่ยวงานด้วยกัน
523
่
ั
้
่
ฝายภรรยาเมื่อสามีไมสามารถหามาได ก็ได ้ เช้าวนรุ่งขน ขณะที่สามีก�าลังวางแผนไป
ึ้
แต่ร้องไห้ต่อว่าสามี “ทาไมชีวิตข้าถึงลาบากอย่างนี้ ขโมยดอกค�าจากสวนหลวงอยูนั้นเอง ก็มีอากาสัฏฐ
�
�
่
�
้
็
ึ่
ตั้งแต่ออกเรือนมาอยู่กับท่าน ก็ทาแต่งานงก ๆ ทั้ง เทวดาตนหนง ที่มองเห็นภัยในอนาคตของชายผูเปน
�
ั
วัน เสื้อผ้าสวย ๆ ก็ไม่เคยได้ใส่เหมือนคนอื่น พอ สามีนั้น จึงเข้ามาห้ามไว้ว่า “เจ้ากาลงคิดที่จะไป
อยากจะได้ผ้าสักผืนหนึ่ง ท่านก็ไม่ยอมหาให้ ข้าก็ ขโมยดอกค�าที่ไร่ของพระราชาหรือ ? อย่าทาเช่น
�
�
แค่อยากได้ผ้าสวย ๆ ไปเที่ยวกับท่านบ้างเท่านั้น นั้นเลย เพราะถ้าขืนทาเข้า เจ้าจะได้รับทุกขเวทนา
่
่
้
้
้
้
ิ
เอง” สามีกลาววา “นองหญง ขาก็อยากหามาใหเจา อย่างแสนสาหัส” เมื่อได้ยินดังนั้น ชายผู้นั้นก็กล่าว
์
้
้
้
่
เหมือนกน แตเจาก็รูอยูวาฐานะอยางเรายากจนแค ่ วา “ขาแตทานเทวดา อันตัวเรานไมมีทุกขอันใดที่จะ
่
่
่
ี
ั
่
่
้
่
่
�
ไหน แล้วอย่างนี้ข้าจะไปหาผ้าย้อมด้วยดอกคาให้ ยิ่งใหญ่ไปกว่าการเห็นหญิงอันเป็นที่รักทุกข์ใจอีก
เจ้าได้อย่างไรกัน” แล้ว อันตรายใด ๆ หากจะเกิดขึ้น ข้าก็พร้อมที่จะ
ภรรยาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงกล่าวว่า เผชิญกับอันตรายนั้น ๆ ขอแตเพียงใหนางผูเปนที่รัก
็
้
่
้
่
้
็
็
่
“ข้าแต่ท่านพี่ เรายังพอมีหนทางได้ผ้าย้อมด้วยดอก มีความสุขก็เพียงพอแลว” เมื่อเหนวาตักเตือนไมเปน
คาอยู เพราะดอกคาในไรของพระราชามีอยูมาก ขอ ผล อากาสัฏฐเทวดาก็จากไป ทิงใหชายคนนนผูหลง
่
้
่
่
�
้
�
้
ั้
�
ท่านไปขโมยมาให้ข้าเถอะ ข้าจะย้อมด้วยตนเอง” เชื่อคาพูดของภรรยา ต้องเผชิญกับชะตากรรมที่จะ
สามีได้ยินอย่างนั้นก็กล่าวว่า “น้องหญิง ทา ได้รับต่อไป
�
เช่นนั้นไม่ได้ดอก เพราะที่นั่นมีการป้องกันแข็งแรง เมื่อถึงเวลาดึกสงดทคนทังหลายนอนหลับกัน
ี่
ั
้
ี
่
่
็
้
มาก ประตูรั้วก็แน่นหนา อกทั้งมีทหารเฝ้ายาม หมด ผูเปนสามีก็เสี่ยงชีวิตไปสูไรดอกค�าของพระเจ้า
้
้
้
ตลอดเวลา ขาไมสามารถเฉียดเขาไปใกลไดเลย ขอ พรหมทัต เมื่อไปถึงไร่หลวง ชายผู้เป็นสามีก็ปีนรั้ว
่
้
ั
ึ
้
เจ้าจงเลิกคิดถึงผ้าย้อมด้วยดอกค�านั้น นุ่งผ้าสีขาว เขาไป เสียงเทากระทบพื้นในเวลาดกสงด ทาให้คน
�
้
นี้ไปเที่ยวกับข้าเถิด” เฝ้าไร่ดอกค�าได้ยินเข้า พวกเขาจึงวิ่งมาดูแล้วล้อม
เมื่อฝ่ายสามีไม่อาจตามใจภรรยาสาวได้ เธอ จับชายคนนั้นไว้ได้ ลงมือตบตีพอสมควร ครั้นรุ่ง
จึงแสดงอาการน้อยใจ ร้องไห้ฟูมฟาย เก็บตัวอยู่ใน สางแล้ว จึงพาตัวไปมอบให้พระเจ้าพรหมทัต
ี
ห้องนอนเพื่อเรยกร้องความสงสาร สามีเมื่อเห็น พิจารณาโทษ
่
ภรรยาโศกเศร้าเช่นนนก็เสียใจ รู้สึกผิดที่ไม่อาจ พระเจาพรหมทตทรงพิโรธอยางยิ่ง จึงตรัสวา
่
ั
้
ั้
�
ตามใจภรรยาได เขาจงตัดสินใจท�าตามที่ภรรยาบอก “เจ้าบังอาจมาก ที่เข้ามาขโมยดอกคาในไร่ของข้า
้
ึ
“น้องหญิง เจ้าอย่าได้โศกเศร้าไปเลย หากเจ้า ทหาร จงเอามันไปเสียบหลาวเดี๋ยวนี้” สิ้นค�าสั่ง
่
้
้
ต้องการผ้าย้อมด้วยดอกคา ข้าก็จะไปเอามาให้เจ้า ทหารก็มัดชายผูนั้นไพลหลังแลวพาออกจากเมืองไป
�
แม้จะต้องฝ่าอันตรายถึงชีวิตก็ตาม” เมื่อสามีบอก โดยมีคนตีกลองประกาศโทษประหารตามไปด้วย
�
อย่างนั้น ภรรยาจึงกล่าวว่า “ข้าแต่ท่านพี่ ข้าดีใจที่ เมื่อพาไปถึงแดนประหาร ก็นาเขาไปเสียบที่หลาว
ท่านมีความกล้า ข้าเชื่อว่าท่านจะต้องทาได้ เพราะ ทันที เขาได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัส ฝูงกาพากัน
�
เมื่อความมืดในยามรัตติกาลมาถึง ขึ้นชื่อว่าสถานที่ บินไปเกาะที่ศีรษะจิกนัยน์ตาด้วยจะงอยปากอน
ั
ที่ลูกผู้ชายจะไปไม่ได้ เป็นอันไม่มี” แหลมคม ชายคนนั้นทั้ง ๆ ที่ได้รับทุกขเวทนาเห็น
524
่
่
์
่
�
่
้
่
่
ปานนั้น ก็ไมไดใสใจในทุกขของตนแมแตนอย เฝาแตคิดถึงหญิงนั้นอยูถายเดียว ราพึง
้
้
้
็
่
์
่
์
่
่
่
์
ร�าพันวา “ที่เราถูกหลาวเสียบนี้ก็ไมทุกข ที่ถูกกาจิกเลาก็ไมทุกข เราเปนทุกขอยู แต ่
ว่านางผิวทองจักไม่ได้นุ่งห่มผ้าย้อมดอกค�า เที่ยวงานประจ�าราตรีแห่งวันเพ็ญเดือน
�
๑๒” เขาพร่าเพ้อด้วยทุกขเวทนาอยู่อย่างนั้น จนสิ้นลมหายใจ
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนใจว่า
เรื่องของความรักนั้น เป็นไปได ้ทั้งทางด ีและทางเสีย โด ยเฉพาะรักระหว่าง
เพศ ส่วนมากจะเริ่มต้นด ้วยความด ีใจ แต่ครั้นนานเข้าก็จืด จางและเปลี่ยนเป็น
ขมขื่น สุด ท้ายจบลงด ้วยทุกข์ใจ ความรักของคนทั่วไปมักเป็นเช่นนี้
ถามว่าเพราะอะไร ตอบว่าเพราะรักนั้นไม่บริสุทธิ์ เจือปนด ้วยกิเลสตัณหา
เหมือนน้าผึ้งเจือด ้วยยาพิษ เริ่มตนด ้วยรสหวาน จบลงด ้วยความตาย
้
�
ในทางพระพุทธศาสนา กล่าวถึงความรักไว ๒ ลักษณะ คือ
้
๑. รักแท้ ได ้แก่ความรักที่บริสุทธิ์ใจ รักที่มีแต่่ให้ เสียสละ ไม่หวังผล
์
่
ตอบแทน ยอมทุกขแทนคนรักได ้ เชน ความรักของพอแมที่มีตอลูก รักนี้คือ
่
่
่
เมตตาและกรุณา ปรารถนาให้เป็นสุข และคิด ชวยเหลือใหพ้นทุกข
้
์
่
่
่
่
๒. รักไมแท ได ้แกความรักที่ไมบริสุทธิ์ใจ รักประเภทนี้เจือปนด ้วยกิเลส
้
่
็
็
ตัณหา มีกามคุณ ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส เปนที่เกิด มีเสนหาเปน
์
่
้
เยื่อใย ครั้นสิ่งที่นารักเปลี่ยนแปลงไป เสนหก็หมด ความรักก็จืด จาง สิ่งราย ๆ ที่
่
้
่
็
้
ปะปนแฝงอยูก็แสด งออก จากรักจึงกลับเปนชัง สุด ทายก็ตองเลิกรางหมางเมินกัน
้
่
์
้
ไป เหลือไวแตความทุกขโศกเสียใจ
้
รักไมแท คือต้นตอแหงปญหาชีวิต ถึงขั้นบานแตกสาแหรกขาด ได ้ แต่ครั้น
่
้
่
ั
้
์
จะหารักแทในทางโลกียก็ยากนัก มีทางเด ียวที่จะประคับประคองชีวิตคูใหคงเสน
่
้
้
คงวาไปได ้ตลอด รอด ฝง คือตองผสมผสานรักแทเขาไว้ด ้วย อยางนอยสักครึ่งหนึ่ง
้
่
้
้
ั
้
่
ของรักไมแทที่เปนอยู ก็พอจะทุกข ๆ สุข ๆ อยู่ต่อไปได ้ เมตตาและกรุณาเปน
้
็
็
์
่
�
ี
ตัวประสานรักไว เหมือนกอบัวในสระน้า ลาพังโคลนตมเพียงอยางเด ยวยังไมพอ
่
้
�
่
ตองอาศัยน้าด ้วย บัวจึงจะงอกงามออกด อกอยูได ้ ฉันใด ความรักของมนุษยแมจะ
์
้
้
่
�
่
์
เจือด ้วยทุกข แต่ถามีรักแท้คือเมตตาและกรุณาผสมผสานอยู่ด ้วยแลว ก็จะงอก
้
้
่
งามอยูได ้ ฉันนั้น
(บุปผรัตตชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๙ หน้า ๔๕๒)
525
526
ข้อคิดจากการขอ
ู
้
ั
ู
้
“ผให้ย่อมเป็นที่รัก ผขอย่อมเป็นที่ชง”
ู
ั
ในอดตกาล ครั้งพระเจาปญจาลราชครองราชสมบัติอยในอุตตรปญจาลนคร
ี
่
้
ั
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ณ หมู่บ้านพราหมณ์แห่งหนึ่ง
เมอเจริญวยพอสมควรแล้ว มารดาบิดาส่งไปศึกษาศิลปวิทยากับอาจารย์ทิศา
ื่
ั
ปาโมกข์ที่เมืองตักศิลา สาเร็จการศึกษาแล้วเดินทางกลับบ้าน ช่วยมารดาบิดา
�
ประกอบอาชีพด้วยความขยันหมั่นเพียร ในเวลาต่อมา พระโพธิสัตว์นั้นรู้สึกเบื่อ
หน่ายในชีวิตฆราวาส จึงได้ลามารดาบิดาออกบวชเป็นดาบส เลี้ยงชีพด้วยเผือก
มันและผลไม้ในป่าหิมพานต์เป็นเวลาช้านาน
วันหนึ่ง ออกจากป่าไปยังอุตตรปัญจาลนคร เพื่อเสพของที่มีรสเค็มและรส
เปรี้ยว เมื่อไปถึงจึงพักอยู่ในพระราชอุทยานของพระเจ้าปัญจาลราช วันรุ่งขึ้น ได้
ออกแสวงหาอาหารไปถึงประตูพระราชวัง พระเจ้าปัญจาลราชทอดพระเนตรเห็น
์
์
้
้
ทรงเลื่อมใสในอิริยาบถของดาบสโพธิสัตวนั้น จึงนิมนตใหเขาไปนั่งในทองพระโรง
้
ทรงถวายโภชนะอันมีรสเลศให้ฉัน แล้วนิมนต์ให้พักอยู่ในพระราชอุทยานนั้นต่อ
ิ
ไป
�
์
้
นับตั้งแตนั้น ดาบสโพธิสัตวนั้นจึงไดเขาไปฉันในทองพระโรงเปนประจา ครั้น
้
็
่
้
้
้
่
้
ฤดูฝนผานพนไปแลว มีความตองการจะกลับไปยังหิมวันตประเทศ จึงคิดจะทูลขอ
รองเท้าชั้นเดียวหนึ่งคู่ และร่มใบไม้หนึ่งคัน เพื่อใช้ในการเดินทาง
วันหนึ่ง พระเจ้าปัญจาลราชเสด็จมายังพระราชอุทยานด้วยพระราชกิจบาง
์
อยาง ทรงไหวดาบสแลวประทับนั่งอยู ณ ที่ขางหนึ่ง ดาบสโพธิสัตวนั้นตั้งใจจะทูล
่
้
่
้
้
้
ขอรองเทาและรม แตไมกลาปริปากขอ เพราะคิดวา “คนเรา ชื่อวายอมรองไหเมื่อ
่
่
้
้
่
้
่
่
่
ขอของผู้อื่น ฝ่ายผู้ถูกขอ ถ้าตอบว่าไม่มีหรือไม่ให้ ก็ชื่อว่าย่อมร้องไห้ตอบ ขอชน
ทั้งหลายอย่าได้เห็นเราทั้งสองร้องไห้เพราะเหตุแห่งการขอเลย เราทั้งสองควรจัก
ร้องไห้ในที่ลับหูลับตาคนอื่นจะดีกว่า” จึงทูลว่า “ขอถวายพระพรมหาบพิตร
อาตมภาพขอเฝ้าในที่ลับเพียงสองต่อสอง”
527
ิ
ึ
พระเจ้าปัญจาลราชได้ยนดังนั้น จงรับสั่งให้ ดาบสโพธิสัตว์ทูลว่า “ขอถวายพระพร
ราชบุรุษทั้งหลายถอยออกไป เมื่อราชบุรุษถอยออก มหาบพิตร พระองค์สามารถจะประทานสิ่งที่
้
์
้
่
ไปแลว ดาบสโพธิสัตวก็คิดวา “เมื่อเราทูลขอ ถาพระ อาตมภาพทูลขอได้จริงหรือ?
ราชาไม่ทรงประทานให้ ก็จะแตกไมตรีกัน เพราะ พระเจ้าปัญจาลราชตรัสว่า “พระคุณเจ้าผู้
ฉะนั้น เพื่อรักษาไมตรีไว้ เราจักยังไม่ทูลขอในเวลา เจริญ ข้าพเจ้าสามารถให้ได้”
นี้” จึงทูลว่า “ขอถวายพระพร มหาบพตร ขอ ดาบสโพธิสัตว์ทูลว่า “ขอถวายพระพร
ิ
ิ
พระองค์เสด็จกลบไปก่อนเถด อาตมภาพจักทูล มหาบพิตร ในการเดินทางกลับหิมวันตประเทศนั้น
ั
้
พระองค์ในวันพรุ่งนี้” อาตมภาพขอบิณฑบาตรองเทาชั้นเดียวคูหนึ่งกับรม
่
่
ในวันต่อมา พระเจ้าปัญจาลราชก็เสด็จมายัง ใบไม้หนึ่งคัน เพื่อสะดวกในการเดินทาง”
พระราชอุทยานอีก ดาบสโพธิสัตวนั้นก็ทูลพระราชา พระเจ้าปัญจาลราชตรัสว่า “พระคุณเจ้าผู้
์
้
่
่
เหมือนเช่นวันก่อน และในวันต่อ ๆ ไป ก็ทูลเช่นนั้น เจริญ ของเพียงสองอยางเทานี้เองหรอ ที่ทานไมกลา
ื
่
่
อยู่เรื่อย รวมความว่าดาบสโพธิสัตว์นั้นไม่สามารถ ขอตลอดระยะเวลาถึง ๑๒ ปี”
ทูลขอรองเท้าและร่มจากพระราชาได้เลยแม้แต่ครั้ง ดาบสโพธิสัตว์ทูลว่า “ขอถวายพระพร ของ
เดียว จนกระทั่งล่วงเลยไปถึง ๑๒ ปี ก็ยังไม่กล้าขอ สองอย่างเท่านี้แหละ มหาบพิตร”
วันหนึ่ง พระเจ้าปัญจาลราชทรงดาริว่า “พระ พระเจ้าปัญจาลราชตรัสถามว่า “พระคุณเจ้า
�
้
่
ผูเปนเจาของเรากลาววา ตองการจะเฝาในที่ลับเพียง ผู้เจริญ เพราะเหตุไร ท่านจึงไม่กล้าขอ”
้
้
่
้
็
่
้
้
่
สองตอสอง แตครั้นใหราชบุรุษถอยออกไปแลว ก็ไม ่ ดาบสโพธิสัตว์ทูลว่า “ขอถวายพระพร
้
เห็นพูดอะไรๆ เลย จนบัดนี้ล่วงเลยไปถึง ๑๒ ปีแล้ว มหาบพิตร ถาอาตมภาพทูลขอสิ่งใดแลวพระองคไม ่
้
์
อนึ่ง พระผู้เป็นเจ้านั้นประพฤติพรหมจรรย์มานาน พระราชทานให้ อาตมภาพผู้ขอชอว่าย่อมร้องไห้
ื่
สงสัยทานจะตองการราชสมบัตกระมัง? เมื่อไมกลา สวนพระองคที่ไมพระราชทานให ก็ชื่อวายอมรองไห ้
้
ิ
่
่
่
้
่
้
้
์
่
่
ขอจึงได้แต่นิ่งเงียบ วันนี้เราจักต้องรู้ความจริงให้ได้ ตอบ มหาบพิตร ธรรมดาผู้ขอย่อมประสบเหตุ ๒
ถาทานปรารถนาสิ่งใดที่ไมเหลือวสัย เราก็จักมอบสิ่ง อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ คือได้ทรัพย์กับไม่ได้
ิ
่
่
้
นั้นให้” ทรัพย์ เหตุนั้น ชาวปัญจาละผู้มาประชุมกันแล้ว
พระเจาปญจาลราชครั้นทรงด�าริเชนนี้แลว จึง อย่าได้เห็นอาตมภาพร้องไห้ หรืออย่าได้เห็น
ั
้
่
้
เสด็จไปยังพระราชอุทยาน ทรงนมัสการดาบส พระองค์ทรงร้องไห้ตอบเลย อาตมภาพเห็นเหตุนี้
โพธิสตว์แล้วประทับนั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง เมื่อ จึงต้องการเฝ้าในที่ลับเพียงสองต่อสอง”
ั
์
ราชบุรุษถอยออกไปแลว จึงตรัสกะดาบสโพธิสัตวนั้น พระเจ้าปัญจาลราช ทรงเลื่อมใสในคุณธรรม
้
้
่
้
่
้
่
วา “พระคุณเจาเคยกลาววา ตองการเฝาในที่ลับเพียง ของดาบสโพธิสัตว์ ผู้สมบูรณ์ด้วยมารยาท จึงทรง
สองตอสอง แตครั้นอยูกันตามล�าพังสองคนแลวก็ไม ่ ประทานพรว่า “ข้าแต่ท่านดาบส ข้าพเจ้าขอถวาย
่
้
่
่
่
็
้
ี
เหนพูดอะไร เวลานี้ลวงเลยไปถึง ๑๒ ปแลว ขาพเจา วัวแดงหนึ่งพันตัว พร้อมด้วยโคจ่าฝูงแก่ท่าน”
้
้
ขอปวารณากับพระคุณเจ้า หากพระคุณเจ้าต้องการ ดาบสโพธิสัตว์ทูลว่า “มหาบพิตร อาตมภาพ
ุ
ราชสมบัติแล้ว ก็จงบอกแก่ข้าพเจ้าเถิด อย่าได้เกรง ไม่ต้องการวัตถกาม ขอพระองค์จงประทานสิ่งที่
้
กลัวต่อราชภัยเลย” อาตมภาพทูลขอเถิด” จากนั้นจงรับแตเพยงรองเทา
ึ
ี
่
528
ี
ชั้นเดยวกับร่มใบไม้ไว้ และโอวาทพระเจ้าปัญจาลราชว่า “ขอถวายพระพร
�
มหาบพิตร ขอพระองค์อย่าทรงประมาท จงรักษาศีล กระทาอุโบสถกรรมเถิด”
จากนั้นได้กลับไปยังหิมวันตประเทศ บาเพ็ญเพียรจนได้อภิญญาและสมาบัติ
�
แล้วเมื่อสิ้นชีพจึงไปบังเกิดในพรหมโลกด้วยบุญนั้น
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนใจว่า ธรรมชาติของคนเรามคล้ายกันอยู่อย่าง
ี
่
้
่
หนึ่ง คือไมชอบใหใครมาขอและไมชอบขอของใคร โด ยปกติ หากไม่เหลือ
�
บ่ากว่าแรงหรือจาเป็นจริงๆ แล้ว ก็จะไม่ขอใครเลย นนเป็นเพราะความ
ั่
้
่
�
ละอาย กลัวผูถูกขอจะนึกตาหนิตางๆ นานา จึงมีคาสอนเตือนใจเกี่ยวกับ
�
การขอไววา
่
้
“จะยากจนเพียงใด ก็ไม่ขอใครกิน อด อย่างเสือด ีกว่าอิ่มอย่างสุนัข
้
่
่
็
่
็
้
ผูขอยอมไมเปนที่พอใจของผูถูกขอ และบัณฑิตยอมไมขอใครเลย” เปนตน
้
่
่
่
่
อยางไรก็ตาม มีการขอชนิด หนึ่งที่ควรขอกัน เพราะไมนาละอาย และ
ไมเปนเครื่ิองหมายของความยากจน นั่นคือการขออภัย การขออภัยเป็น
็
่
�
การสานึกในความผิด พลาด ของตนที่ได ้พลาด พลั้งไปแล้ว ส่วนการให้อภัย
เป็นการรับรู้ความผด ของผู้อื่นแล้วไม่ถือโทษ ผู้ที่อยู่ร่วมกันก็ต้องมีความ
ิ
พลาด พลั้ง ล่วงเกินกันบ้างเปนธรรมด า แต่เมื่อพลาด พลั้งไปแล้ว ก็ไม่ควร
็
จะละเลยหรือถือเป็นเรื่องเล็กน้อย ควรรีบขออภัยหรือขอโทษทันที
้
่
้
่
สวนผูถูกลวงเกินก็เชนเด ยวกัน เมื่อรับการขออภัยหรือขอโทษแลว ก็ไมควร
่
่
ี
จะผูกโกรธ การให้อภัยในความผิด พลาด ของกันและกัน แสด งถึงความ
็
เปนผูมีจิตใจสูง ประกอบด ้วยเมตตา เปนสุภาพชน ฉะนั้น การขออภัยและ
็
้
็
ใหอภัยนี้ จึงเปนคุณธรรมที่ควรปฏิบัติต่อกันโด ยแท้
(พรหมทัตตชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก จตุกกนิบาต เล่ม ๓๑ หน้า ๓๙๕)
529
530
ื
ี
ผเส้อน�า
้
ุ
ั
ู
“ท่านเรียกสตบุรษผสงบระงับ
สมบูรณ์ด้วยหิริและโอตตัปปะ
ั
ี
้
ั
ู
ตั้งม่นอยู่ในธรรมอนขาวว่า เป็นผมเทวธรรม”
ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี
ั้
็
์
ั
้
ครงนั้น พระโพธิสัตวบงเกิดเปนโอรสของพระเจาพรหมทัตนั้น ทรงพระนาม
ว่า มหิสสาสกุมาร พระองค์มีพระอนุชาคนหนึ่ง ทรงพระนามว่า จันทกุมาร
ต่อมา พระมารดาสวรรคต พระเจ้าพรหมทัตจึงทรงยกพระสนมนาง
ึ้
หนึ่งขนเป็นพระอัครมเหสี พระอัครมเหสีนั้นเป็นที่รักที่โปรดปรานของพระ
ราชาอย่างยิ่ง พระนางมีโอรสกับพระเจ้าพรหมทัตคนหนึ่ง ทรงพระนามว่า
สุริยกุมาร พระองค์ทรงพอพระหฤทัยกับสุริยกุมารนั้นอย่างยิ่ง จึงตรัสให้พร
แก่พระอัครมเหสี เมื่อสุริยกุมารเจริญวัยแล้ว
พระนางจึงกราบทูลขอพรว่า “ข้าแต่สมมติเทพ ในตอนที่สุริยกุมาร
ประสูติ พระองค์ได้ทรงประทานพรแก่หม่อมฉัน บัดนี้ หม่อมฉันขอพรนั้น
ขอพระองค์จงประทานราชสมบัติแก่พระโอรสของหม่อมฉันเถิด”
พระเจ้าพรหมทัตทรงปฏิเสธหลายครั้ง แต่พระมเหสีนั้นก็ยังอ้อนวอน
อยู่เนือง ๆ ทรงพระปริวิตกว่า พระมเหสีอาจคิดร้ายแก่พระโอรสทั้งสองได้
จึงรับสั่งให้พระโอรสทั้งสองเข้าเฝ้าแล้วตรัสว่า
“พ่อทั้งสอง เมื่อตอนที่สุริยกุมารประสูติ พ่อได้ให้พรแก่มารดาเขาไว้
บัดนี้ มารดานั้นกาลังทูลขอราชสมบัติ พอไมตองการใหราชสมบัตินั้นแกสุริย
้
้
่
�
่
่
้
่
่
กุมาร เพราะฉะนั้น เพื่อความปลอดภัย เจาทั้งสองจึงตองเขาไปอยูในปาระยะ
้
้
หนึ่ง เมื่อพ่อสวรรคตแล้ว จงกลับมาครองราชสมบัติในนครนี้”
�
จากนั้นทรงส่งเข้าไปอยู่ในป่า ขณะนั้น สุริยกุมารกาลังเล่นอยู่ที่พระ
�
ลานหลวง เห็นพระเชษฐาทั้งสองกาลังเดินทางไปป่า จึงขอตามเสด็จไปด้วย
่
้
้
้
พระโอรสทั้งสามเดินทางในปาจนกระทั่งเหนื่อย จึงพากันนั่งพักใตตนไมใหญ ่
�
ต้นหนึ่ง ใกล้สระน้า จากนั้นมหิสสาสกุมารจึงสั่งให้สุริยกุมารไปดื่มน้าและ
�
อาบน้าในสระใหญ่นั้น แล้วให้ใช้ใบบัวตักน�้ามาให้พระเชษฐาทั้งสองเพื่อดื่ม
�
ด้วย
531
�
�
่
สาหรับสระน้าแหงนั้น เปนสระที่ผีเสื้อน�้าตน เหง้าบัว และประดับดอกไม้ให้สบายตัวเสียเล่า”
็
ึ
�
ู
หนึ่งอาศัยอยู่ ผีเสื้อน้าตนนั้นอยู่ในความปกครอง มหิสสาสกุมารร้ว่าชายที่กล่าวนั้นเป็นผีเสื้อน�้า จง
ของท้าวเวสสุวรรณ และได้รับเทวบัญชาว่า ให้จับ กล่าวว่า “ท่านจับน้องชายของเราไปหรือ?”
กินคนที่ลงมาใช้สระน�้าได้ ยกเว้นคนที่ร้เทวธรรม ผีเสื้อน้าตอบว่า “ใช่ เราจับไป”
�
ู
ั้
�
ั
และคนที่ไม่ได้ลงสระน้าเท่านน ตั้งแต่ได้รบเทว “เพราะเหตุไร จึงทาเช่นนั้น”
�
บัญชานั้นมา ผีเสื้อน้านั้นก็ถามเทวธรรมกะคนที่ลง “เรามีสิทธิ์จับคนที่ลงสระน้าแห่งนี้กิน ยกเว้น
�
�
�
สระน้าทุกคน ใครตอบได้ก็ปล่อยไป ใครตอบไม่ได้ คนที่รู้จักเทวธรรม”
ก็จับกินเป็นอาหาร “ท่านต้องการรู้เทวธรรมหรือ ?”
ั
สุริยกุมารไมทราบความนี้ จึงเสดจไปยงสระ “ใช่ เราต้องการรู้”
็
่
�
่
ั
่
้
�
ู
่
น้านั้น ถูกผีเสื้อน้าจับไว้แล้วถามว่า “ท่านร้จัก มหิสสาสกุมารกลาววา “ถาเชนนั้น เราจกบอก
เทวธรรมหรือไม่?” เทวธรรมกับทาน” จากนั้นนั่งบนทสูงกวาผีเสือน้าแล้ว
�
้
ี่
่
่
่
์
สุริยกุมารตอบวา “พระจันทรและพระอาทิตย์ กล่าวว่า “สัตบุรุษผู้สงบระงับ ประกอบด้วยหิริและ
ชื่อว่า เทวธรรม” โอตตปปะ ตั้งมันอยู่ในธรรมอันขาว ท่านเรียกว่า
่
ั
ผีเสื้อน�้าจึงกล่าวว่า “ท่านไม่รู้จักเทวธรรม” เป็นผู้มีธรรมของเทวดา”
�
จากนั้นจึงจับสุริยกุมารไปขังไว้ในที่อยู่ของตน ผีเสื้อน้าได้ฟังแล้วมีความเลื่อมใส จึงกล่าวว่า
ู
ิ
่
ฝายมหิสสาสกุมารเห็นสุรยกุมารนั้นหายตัว “ดก่อนบัณฑต เราเลื่อมใสท่าน จะคืนน้องชายแก่
ิ
่
่
ไป จึงสงจันทกุมารไปตามหาที่สระน�้าแหงนั้น ผีเสื้อ ท่านคนหนึ่ง จะเอาคนไหน?”
�
ุ
้
่
่
�
น้าก็จับจันทกมารนั้นไว้แล้วถามค�าถามเดิม จันท มหิสสาสกุมารตรัสวา “ทานจงนา นองชายคน
กุมารตอบว่า “ทิศทั้ง ๔ ชื่อว่าเทวธรรม” เล็กมาเถิด”
ู
ู
�
ผีเสื้อน�้าจึงกล่าวว่า “ท่านไม่รู้จักเทวธรรม” ผีเสื้อน้ากล่าวว่า “ดก่อนบัณฑิต ท่านร้แต่
จากนั้นก็จับจันทกุมารไปขงรวมกับสุริยกุมารอีกคน เทวธรรมอย่างเดียวเท่านั้น แต่หาได้ประพฤติปฏิบัติ
ั
หนึ่ง เมื่อจันทกุมารไม่กลับมา มหิสสาสกุมารก็ ในเทวธรรมเหล่านั้นไม่”
่
ุ
่
์
สังหรณใจวาจะเกิดอันตรายแกพระอนชาทั้งสอง จึง มหิสสาสกุมารถามว่า “เพราะเหตุไร จึงกล่าว
้
เสด็จไปที่สระน้านั้น ทอดพระเนตรเห็นรอยเทาของ เช่นนั้น”
�
�
�
�
พระอนุชาทั้งสองเดินลงสระน้า ก็คิดว่า ผีเสื้อน้ากล่าวว่า “เพราะการทท่านให้นาน้อง
ี่
็
�
�
“สระน้านี้คงมีผีเสื้อน้าสิงสถิตอยู่” จึงทรง ชายคนเลกมาแทนน้องชายคนกลางนั้น ชื่อว่า
กระชับพระขรรค์และถือธนูเตรียมไว้ เดินสารวจดู ไม่ทาความอ่อนน้อมต่อผู้เจริญที่สุด”
�
�
่
รอบๆ สระอย่างระมัดระวัง โดยไม่ก้าวเท้าลงไปใน มหิสสาสกุมารตรัสวา “ดูกอนผีเสื้อน�้า เรานั้น
่
็
�
สระน้า ผีเสื้อน�้าคอยสังเกตอยู่ในสระ เมื่อเหน รู้จักเทวธรรมดี และก็ประพฤติในเทวธรรมเหล่านั้น
่
็
มหิสสาสกุมารไมยอมลงไปในสระ จึงแปลงกายเปน ด้วย การที่เราต้องเอาน้องคนเล็กกลับไป ก็เพราะ
้
่
้
่
มนุษย์ เดินเข้าไปหาแล้วแสร้งถามว่า นองคนเล็กไมไดเกิดรวมมารดาเดียวกับเรา และการ
“ผู้เจริญ ท่านเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง ที่เราต้องมาอยู่ในป่านี้ ก็เพราะมารดาของน้องคนนี้
ุ
เหตไรจึงไม่ลงสระน�้า เพื่ออาบน�้า ดื่มน�้า กิน ทูลขอราชสมบัติให้แก่เขา ถ้าเราไม่ได้ตัวเขากลับไป
532
่
้
้
้
็
ถึงเราจะพูดความจริงว่าน้องชายคนเล็กถูกยักษ์ใน ถาละเลยการปฏิบัติเสียแลว โลกกจะเด ือด รอน เชน
ป่าจับกินเสียแล้ว ก็คงไม่มีใครเชื่อ เขาย่อมครหา พอแมก็จะทอด ทิ้งไมเลี้ยงด ูลูก ผูใหญก็จะรงแกและ
ั
้
่
่
่
่
่
้
้
�
่
ี
้
้
่
่
วาเราสองคนพี่นองรวมมือกันฆานองคนเล็ก เพราะ เบียด เบยนผูนอย คนที่มีอานาจกวาก็จะขมเหงรังแก
่
�
เห็นแก่ราชสมบัติ เราพิจารณาดีแล้วจึงขอให้คืน คนที่ไม่มีอานาจ เป็นต้น
น้องคนเล็ก” การที่ผู้คนมีความรักความเมตตาต่อกัน
ผีเสื้อน้าได้ฟังดังนั้น ก็มีจิตเลื่อมใส ให้ เอื้อเฟื้อช่วยเหลือกัน ทาให้โลกมีความสงบร่มเย็น
�
�
ุ
ี
สาธุการแก่มหิสสาสกุมารว่า “สาธุ สาธุ ท่าน เป็นสขก็ด หรือแม้แต่ในยามที่ตัวเราเองเกิด ความ
บัณฑต ท่านเป็นผู้ร้จักเทวธรรม และประพฤต โลภ อยากได ้ทรัพย์ของผู้อื่น เกิด ความโกรธ อยาก
ิ
ิ
ู
ปฏิบติตามเทวธรรมเหลานั้นดวย เราจกคืนนองของ ทาร้ายผู้อื่น หรือเกิด ความหลงไม่รู้อะไรแจ่มแจ้งก็ด ี
่
ั
ั
�
้
้
้
ท่านให้ทั้งสองคน” ก็ยังคงมีสติขมใจ อด ทนอด กลั้นไวได ้ ไม่ยอมท�าตาม
่
เมื่อได้น้องชายคืนแล้ว มหิสสาสกุมารก็สั่ง อานาจของความโลภ โกรธ หลง นั้น ก็เพราะมีหิริ
�
่
่
�
้
ิ
สอนผีเสื้อน้าดวยความกรุณาวา “ตัวทานเกดมากิน และโอตตัปปะนั่นเอง
เลือดกินเนื้อของผูอน ก็เพราะบาปที่สรางไวแตชาติ หิริและโอตตัปปะ จึงเรียกว่า “เทวธรรม” คือ
่
ื่
้
้
้
�
่
่
ปางกอน เดี๋ยวนี้ทานก็ยังทาบาปอีก จงเลิกเสียเถิด ธรรมของเทวด า เพราะช่วยให้ผู้ประพฤติปฏิบัติเกิด
ี
มิฉะนั้นท่านจะไม่พ้นจากนรกเป็นแน่” มหิสสาส เป็นเทวด า และเพราะจิตที่ด งามทั้งหลายล้วนมีหิริ
�
้
กุมาร ครั้นแนะนาผีเสื้อน�้าให้เลื่อมใสแล้ว ก็อาศัย และโอตตัปปะเกิด ร่วมด ้วยทังสิ้น นอกจากจะเรียก
้
้
�
่
่
้
อยู่ในป่าแห่งนันอย่างสะดวกสบาย โดยมีผีเสือน้า วา เทวธรรมแลว ยังเรียกวา โลกปาลธรรม คือธรรม
่
้
ให้การคุ้มครองรักษาอย่างดี คุมครองโลกอีกด วย เพราะชวยเกื้อกูลใหสัตวโลกอยู ่
์
้
้
่
ในกาลตอมา เมื่อพระราชบิดาเสด็จสวรรคต ร่วมกันอย่างมีความสุข สงบร่มเย็น ปราศจากการ
แล้ว จึงพาน้องทั้งสองกลับเข้าเมือง และพาผีเสือ เบียด เบียนซึ่งกันและกัน ไม่กระทาในสิ่งที่ไม่ด ี ทั้ง
้
�
้
�
น้าไปดวย จัดแจงที่อยูและใหอาหารรับประทานเชน ในที่แจ้งและในที่ลับ
่
่
้
เดียวกับมนุษย์ ให้ประพฤติธรรมไปจนตลอดชีวิต
ส่วนมหิสสาสกุมารก็เสด็จขึ้นครองราชย์ (เทวธรรมชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ทรงประทานตาแหนงอปราชแกพระจันทกุมาร และ ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๘ หน้า ๒๒๘)
ุ
่
่
�
ประทานต�าแหน่งเสนาบดแก่สริยกมาร ทั้งสาม
ี
ุ
ุ
พระองค์ตงใจสร้างบารมี ปกครองบ้านเมืองโดย
ั้
ธรรม ตั้งอยูในทศพิธราชธรรมไปจนสิ้นอายุขย เมื่อ
ั
่
สวรรคตแล้วก็ไปบังเกิดในสุคติโลกสวรรค์
ชาดกเรื่องนี้มีคตสอนใจว่า หิริ คือความ
ิ
ละอายแก่ใจ และโอตตัปปะ คือความเกรงกลัว
�
ต่อบาป เป็นคุณธรรมส�าคัญสาหรับชาวโลก นัก
�
ปราชญ์จึงแนะนาพร่าสอนมาแต่โบราณ เพื่อ
�
เตือนสติชาวโลกอย่าได ้ละเลยการปฏิบัติ เพราะ
533
534
ด้วงขี้ควาย
ี
ี
“ที่ใดมรัก ที่นั่นมทุกข์”
ณ แคว้นกาสี พระเจ้าอัสสกะผู้ครองนครปาฏลิ มีพระอัครมเหสีรูป
งามกว่ามเหสีใด ๆ พระองค์หนึ่ง นามว่า อุพพรี พระนางเป็นที่รักใคร่
เป็นที่โปรดปรานของพระราชาอย่างยิ่ง พระนางอุพพรีนั้น พยายามบารุง
�
รูปโฉมและรักษาพระฉวีวรรณให้สดใสเปล่งปลั่งอยู่เสมอ ยิ่งกว่ามเหสีคน
้
้
่
้
อื่น ๆ เพื่อผูกพระทัยพระราชาใหหลงใหลพระนางแตเพียงผูเดียว ดวยการ
ขัดผิวให้เนียน ลูบไล้ด้วยของหอมชนิดต่างๆ พระนางทูลขอเครื่องบ�ารุง
บาเรอความงามอย่างไร พระเจ้าอัสสกะก็ทรงประทานให้ทุกครั้งตาม
�
ปรารถนา
วันหนึ่ง พระนางอุพพรีได้สิ้นพระชนม์ลงอย่างกะทันหัน พระราชา
ทรงเศร้าโศกเสียพระทัย เสวยทุกข์โทมนัสอย่างใหญ่หลวง มิอาจตัดอาลัย
รักในพระนางได้ จงรับสั่งให้สร้างโลงแก้วใส่พระศพของพระนาง ซึ่งหล่อ
ึ
�
น้ามันไว้ แล้วยกไปตั้งข้างแท่นบรรทม ทรงเสวยพระกระยาหารไม่ได้ คร�่า
้
่
็
ครวญกรรแสงถึงพระนางดวยปริเวทนาการ ไมเปนอันท�าสิ่งใด แมพระราช
้
บิดา พระราชมารดา พระญาติ พร้อมด้วยอามาตย์และข้าราชบริพารทั้ง
�
หลายจะปลอบอย่างไร ก็ไม่สามารถให้พระองค์ทรงสร่างจากทุกข์โศกได้
“เจ้าอย่าโศกเศร้าเสียใจไปเลย ยังไงๆ นางก็จากไปแล้ว หักห้ามใจไว้บ้าง
เถอะ เจ้าควรจะห่วงงานบ้าน งานเมืองบ้างนะ” พระราชมารดาและพระ
ราชบิดาตรัสด้วยความเป็นห่วง
พระเจ้าอัสสกะกราบทูลว่า “ข้าแต่พระราชมารดาและพระราชบิดา
หม่อมฉันยังท�าใจไม่ได้ หม่อมฉนจึงไม่มีจตใจที่จะท�าอะไรได้ในตอนนี้”
ั
ิ
พระเจ้าอัสสกะทรงเศร้าโศกถึงพระนางอุพพรีอยู่เช่นนั้น ล่วงไปถึง ๗ วัน
ในกาลครั้งนั้น มดาบสโพธิสัตว์ตนหนึ่ง สาเร็จอภิญญา ๕ และ
ี
�
สมาบัติ ๘ อย่ในหิมวันตประเทศ เจริญอาโลกสิณตรวจดูชมพูทวีปด้วย
ู
535
์
ั
่
่
ู
ทิพยจกษุ เห็นพระราชาทรงทุกขโศกอยอยางนั้น จึง อัสสกะได้ปฏิบัติต่อเจ้าเช่นไรบ้าง”
่
้
คิดจะชวยเหลือ จึงเดินทางไปหาพระเจาอัสสกะ เมื่อ “พระเจ้าอัสสกะทรงดูแลข้าพเจ้าเป็นอย่างดี
�
ไปถงจึงเข้าพักที่พระราชอุทยาน จากนั้นขอร้องให้ ทุกครั้งที่ข้าพเจ้าต้องการสิ่งใด เพื่อบารุงความงาม
ึ
มาณพคนหนงไปทูลพระเจาอสสกะใหทรงทราบ ดวย ไม่ว่าจะต้องไปหาที่ไหน ด้วยวิธีใด พระองค์ก็จะหา
ึ่
้
้
ั
้
ความเคารพและเกรงใจดาบส พระเจ้าอัสสกะจึง มาให้จนได้”
เสด็จมาพบดาบสที่พระราชอุทยาน เมื่อมาถึงดาบส พระเจ้าอัสสกะ เมื่อได้ยินคาพูดของด้วงขี้
�
จึงทูลว่า “ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์จะมัวเศร้าโศก ควายเช่นนั้น ก็ปักใจเชื่อว่าเป็นพระมเหสีอุพพรีของ
�
ถึงพระนางทาไม บัดนี้ พระนางได้ไปเกิดใหม่แล้ว” พระองค์ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่รู้กันเพียงสองพระ
พระเจ้าอัสสกะทรงดีพระทัย ตรัสถามดาบส องค์เท่านั้น คนอื่นไม่มีใครทราบ ดาบสกล่าวกับด้วง
ด้วยความตื่นเต้นว่า “พระนางอุพพรีมเหสีของ ขี้ควายต่อไปว่า “บัดนี้ พระเจ้าอัสสกะได้มาอยู่ตรง
์
้
ข้าพเจ้าไปเกิดใหม่แล้วหรือ ที่ไหนพระคุณเจ้า” หนาเจาแลว เจาจะกลับไปเปนมเหสีของพระองคอก
็
้
้
้
ี
ดาบสทูลว่า “เนื่องจากสมัยที่เป็นมนุษย์ หรือไม่?”
่
็
ั
้
่
พระนางทรงมวเมาในรูปโฉม ไมสนพระทัยสรางคณ “ไมเจาคะ ในครั้งนั้น พระราชาเปนพระสวามี
่
ุ
้
้
้
่
้
้
ั
่
็
งามความดี มีให้ทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา ของขาพเจาจริง แตบดนี้ ขาพเจามีสามีใหมเปนที่รัก
้
์
เปนตน เหตุนน เมื่อสิ้นพระชนมชีพจึงไปบังเกิดเปน ยิ่งแล้ว แม้จะให้สังหารพระเจ้าอัสสกะเอาโลหิตจาก
็
็
ั้
�
ด้วงขี้ควาย” พระศอมาล้างเท้าสามีใหม่ ข้าพเจ้าก็ทาได้”
พระเจ้าอัสสกะทรงฉงนพระทัยอย่างยิ่ง และ พระเจ้าอัสสกะทรงได้ยินเช่นนั้นจึงตรัสว่า
ไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง ดาบสเห็นเช่นนั้นจึงทูลว่า “เจ้าพูดเช่นนี้ได้อย่างไร เจ้าลืมไปแล้วหรือ ครั้งยัง
“เมื่อพระองค์ไม่ทรงเชื่อ อาตมภาพจะให้เห็นความ เป็นสามีภรรยากัน ข้าดีต่อเจ้าเพียงใด ที่ผ่านมาข้า
จริง” จากนั้นพาพระเจ้าอัสสกะไป ณ ที่ตั้งมูลควาย อุตส่าห์เฝ้าคิดถึงเจ้า หวังให้เจ้ากลับมาอยู่กบข้าดัง
ั
ิ
แห่งหนึ่ง แล้วบันดาลด้วยฤทธิ์ให้ด้วงขี้ควายโผล่ขึ้น เดม แต่เจ้ากลับเหนด้วงขี้ควายคู่ชีวตใหม่ของเจ้า
็
ิ
่
มาจากมูลควาย จากนั้นจึงเรมสนทนากับพระนาง ดีกว่าข้า”
ิ
่
อุพพรีที่เกิดเป็นด้วงขี้ควายว่า “ดูก่อนแม่นาง ชาติที่ เมื่อทรงทราบวาดวงขี้ควายไมไดรักและเยอใย
้
่
ื่
้
แล้วเจ้าเกิดเป็นอะไร?” ในพระองค์อีกแล้ว พระเจ้าอัสสกะทั้งๆ ที่ยังประทับ
้
้
้
“ขาพเจาเกิดเปนมเหสีของพระเจาอสสกะ ชื่อ อยู่กับดาบสนั่นเอง ก็รับสั่งให้ย้ายศพพระมเหสีออก
็
ั
อุพพรี เจ้าค่ะ” จากห้องบรรทมทนที ทรงสรงสนานพระเศียรแล้ว
ั
้
่
่
้
“เมื่อครั้งเจ้าเป็นมเหสีนั้น ทรงเป็นที่ ไหวดาบส เสด็จเขาสูพระนคร ตอจากนั้นทรงอภิเษก
โปรดปรานอย่างยิ่งของพระราชาใช่ไหม ?” หญิงอื่นเป็นอัครมเหสี ทรงครองราชสมบัติโดย
“ใช่ เจ้าค่ะ” ทศพิธราชธรรม มหาชนมีแต่ความสุขจนตลอด
ั
่
้
พระเจาอัสสกะไดฟงเชนนั้น กยังไมทรงเชื่อวา พระชนม์ชีพของพระองค์ สาหรับดาบส ครั้นถวาย
้
็
่
�
่
พระนางอุพพรีเกิดเป็นด้วงขี้ควาย ดาบสจึงถาม โอวาทพระราชาให้ทรงหายโศกแล้ว ก็ได้กลับไปยัง
�
คาถามที่มีแต่พระองค์กับพระมเหสีเพียงสององค์ ป่าหิมพานต์ตามเดิม
่
เทานั้นที่รู “ดูกอนแมนาง เมื่อสมัยเปนมเหสี พระเจา ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนใจว่า ขึ้นชื่อว่าความรัก
่
็
่
้
้
536
�
นั้น สาหรับปุถุชนแล้วมีโอกาสเปลี่ยนเป็นอื่นได ้ตลอด เวลา เพราะความรัก
็
์
์
่
เปนเพียงอารมณอยางหนึ่งของมนุษย ด ุจเด ียวกับความโกรธเกลียด ที่เกิด ขึ้น
�
ตั้งอยู่ และด ับไป ตามกาลเวลาได ้ ด ้วยเหตุนั้น จึงทาให้สัตว์ที่เคยรักกัน
และเป็นสามีภรรยากันในชาติหนึ่ง กลับกลายเป็นไม่รัก และเปลี่ยนไปเป็น
สามีภรรยาของคนอื่นได ้ในชาติต่อไป เว้นแต่จะปรารถนาเป็นคู่ชีวิตกันอีก
และปฏิบัติต่อกันตามที่พระบรมศาสด าตรัสไว้ ธรรมสาหรับปฏิบัติต่อกันที่
�
พระบรมศาสด าตรัสไว้มี ๔ ประการ คือ
๑. สมสัทธา มีความเชื่อ ความศรัทธาหรือทัศนคติที่ลงกัน ไม่ขัด แย้ง
กันจนอยู่ร่วมกันไม่ได ้
�
๒. สมสีลา มีความประพฤติหรือการปฏิบัติตนที่สม่าเสมอกัน ไม่ด ีชั่ว
เกินกว่ากันจนเกินไป
๓. สมจาคา มีความเกื้อกูล อนุเคราะห์ สงเคราะห์ที่สมกัน ไม่ตระหนี่
ถี่เหนียวทั้งสองฝ่าย
ี่
ั
้
ี
๔. สมปญญา มความรู ความฉลาด และมีเหตุมีผลทเขากันได ้ ไม่แตก
้
ต่างกันจนพูด กันไม่รู้เรื่อง
่
่
�
่
่
่
เมื่อตางฝายตางปฏิบัติธรรม ๔ ประการนี้ ความรักยอมด ารงอยูยั่งยืน
บุคคลในครอบครัวย่อมสมัครสมานสามัคคีกัน ปราศจากการทะเลาะเบาะ
แว้ง แต่ถ้าละเลยไม่ปฏิบัติตามธรรมทั้ง ๔ นี้เมื่อใด ปัญหาต่าง ๆ ก็จะเกิด
ขึ้นในครอบครัวนั้น จะอยู่ด ้วยกันไม่ได ้ มีเหตุให้ทะเลาะกันบ่อย ๆ สุด ท้าย
ก็บ้านแตกสาแหรกขาด ความรักโด ยเฉพาะรักระหว่างเพศ เป็นความรักที่
เจือด ้วยตัณหาราคะ จึงก่อให้เกิด ความทุกข์ความโศกตามมา ด ังพุทธศาสน
สุภาษิตที่ว่า
เปมโต ชายเต โสโก
แปลว่า ความโศกย่อมเกิด จากสิ่งอันเป็นที่รัก
เพราะฉะนั้น คูสามีภรรยาที่ปรารถนาจะครองรกใหยืนนาน ปราศจาก
้
่
ั
�
ความทกข์โศกในการใช้ชีวิตคู่ และประสบความสุขที่ยั่งยืน จึงควรน้อมนา
ุ
สมสัทธา สมสีลา สมจาคา และสมปญญา มาเปนแนวทางในการปฏิบัติด ีต่อ
็
ั
กันเถิด
(อัสสกชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก ทุกนิบาต เล่ม ๓๐ หน้า ๒๔๒)
537
538
ิ
สติเตลดเกิดปัญหา
ิ
“สติมาปัญญาเกิด สติเตลดเกิดปัญหา”
ในอดีตกาล สมัยพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนคร
ั
์
็
้
็
พาราณสี พระโพธิสตวเกิดเปนบุตรของนางพราหมณี ผูเปนภรรยาปุโรหิต
ของพระเจ้าพรหมทัตนั้น
่
์
ในวันที่พระโพธิสัตวเกิด บรรดาสรรพาวุธที่มีอยูในพระนคร ไดแสดง
้
อาการลุกโพลงขึ้น ญาติทั้งหลายจึงตั้งชื่อพระโพธิสัตว์ว่า “โชติปาละ”
้
้
้
่
ื
โชติปาลกุมารนั้นเติบโตแลว ไดเขาศึกษาศิลปะทุกอยางในเมองตักศิลา จบ
แล้วกลับมาแสดงศิลปะนั้นแด่พระราชา ได้รับลาภสักการะใหญ่
ิ
้
่
้
ตอมารูสึกเบื่อหนายในเพศฆราวาส จึงไดสละอิสรยยศ แลวบวชเปน
่
้
็
ฤษี อาศัยอยู่ในอาศรม ณ ป่าแห่งไม้มะขวิด ปฏิบัติสมาธิไม่นานนัก ก็ได้
�
สาเร็จฌานและอภิญญา มีฤษีหลายร้อยตนเป็นบริวาร อาศัยอยู่ที่อาศรม
แห่งนั้นด้วยความผาสุก
ั
ื
้
โชติปาลฤษีนัน มีลูกศิษยที่ส�าคญ ๗ ตน คอ สาลิสสรฤษี เมณฑิสสร
์
ฤษี บรรพตฤษี กาฬเทวิลฤษี กิสวัจฉฤษี อนุสิสสะฤษี และนารทฤษี
�
�
นารทฤษีนั้นเป็นน้องชายของกาฬเทวิลฤษี อาศัยอยู่ตามลาพังในถ้าแห่ง
หนึ่งของภูเขาอัญชนคิรี และ ณ ที่เชิงเขาอัญชนคิรีแห่งนั้น มีหมู่บ้านใหญ่
�
ที่มนุษย์อาศัยอยู่หลายครอบครัว มีแม่น้ากว้างใหญ่ไหลผ่านระหว่างภูเขา
ู
อัญชนคีรีกับหม่บ้านนั้น พวกมนุษย์ชอบพากันไปประชุมที่ริมแม่น�้านั้น
บรรดานางวรรณทาสีผู้มรูปงามทั้งหลาย ก็พากันไปนั่งที่รมฝั่งแม่น้าด้วย
�
ิ
ี
เพื่ออวดโฉมแก่ชายหนุ่มทั้งหลาย
นารทฤษีเห็นนางวรรณทาสีคนหนึ่ง ก็หลงใหลในความงามของนาง
็
�
พอหลงใหลกเสื่อมจากฌาน นอนอดอาหารอยู่ในถ้า ๗ วัน ด้วยพิษรัก
ร่างกายซูบผอม ไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะพยุงตัวลุกขึ้น กาฬเทวิลฤษีผู้เป็นพี่
ชายทราบเรื่อง จึงไปเยี่ยมและกล่าวว่า “เจ้าไม่สบาย เราจักรักษาเจ้า”
539
่
้
นารทฤษีกลาววา “ทานพูดเพอเจอ ไรสาระ ภายในป่าหิมพานต์ เขาฆ่าสัตว์เลี้ยงชีพอยู่ ณ ที่นั้น
้
่
้
่
ิ
ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นอะไร?” ต่อมาได้เกิดความคดว่า “เราจักมีเรี่ยวแรงอยู่เช่นนี้
กาฬเทวิลฤษีจึงไปชวนฤษีอีก ๓ ตน คือ ตลอดไปหาไม่ ในเวลาเรียวแรงถดถอยหรอ
ื
่
สาลิสสรฤษี เมณฑิสสรฤษี และบรรพตฤษี มา ทุพพลภาพ เราจักไม่สามารถเที่ยวป่าล่าสัตว์ได้ เรา
เยี่ยมเยียนเพื่อเตือนสติ แต่นารทฤษีก็ไม่เชื่อฟัง จักต้อนสัตว์นานาชนิดเข้ามาที่เวิ้งภูเขาแล้วท�าประตู
จึงไปชวนสรภังคฤษีมาให้ตักเตือนบ้าง ท่าน ปิดไว้ เวลาใดที่เข้าป่าไม่ได้ เราจักได้ฆ่าสัตว์เหล่านั้น
่
่
�
สรภังคฤษี พอเห็นนารทฤษีเทานั้นก็รูวา กาลังตก กินตามชอบใจ”
้
่
อยู่ในอานาจของความรัก จึงถามว่า “ดูก่อนนาร จากนั้นเขาก็เริ่มท�าอยางที่คิด ครั้นเวลาผานไป
่
�
�
ทะ เธอกาลังตกอยู่ในอานาจของความรัก ใช่หรือ วิบากกรรมที่เขาฆ่าสัตว์มาโดยตลอด ได้ส่งผลทาให้
�
�
่
่
้
่
เปลา?” นารทฤษีไดคุกเขาประนมมือตอบวา “ถูก มือและเท้าของเขาไม่มีเรี่ยวแรง ใช้การไม่ได้เหมือน
ต้องขอรับ ท่านอาจารย์” ดังแต่ก่อน เขาไม่อาจเดินและพลิกไปไหนมาไหนได้
สรภังคฤษีจึงกล่าวว่า “ดูก่อนนารทะ กินอาหารก็ไม่ได้ ดื่มน้าใดๆ ก็ไม่ได้ ร่างกายจึง
�
์
็
้
ธรรมดาผู้ที่ตกอยู่ในอ�านาจของความรัก ย่อมจะ เหี่ยวแหง กลายเปนมนุษยเปรต รางกายแตกปริเปน
่
็
ซูบซีด เสวยทุกข์ในปัจจุบัน และย่อมจะไปเกิดใน ร่องริ้ว เหมือนแผ่นดินแตกระแหงในหน้าร้อน เขามี
นรกในอนาคตต่อไป” รูปร่างทรวดทรงน่าเกลียดน่ากลัว เสวยทุกข์ใหญ่
่
่
์
้
่
นารทฤษีถามวา “ขาแตทานอาจารย ขึ้นชื่อ หลวงยิ่งนัก
ว่าการเสพกาม ย่อมเป็นสุข แต่ท่านมากล่าวว่า วันหนึ่ง พระเจ้าแผ่นดินพระองค์หนึ่งนามว่า
�
่
่
่
เป็นทุกข์ดังนี้ หมายความว่าอย่างไร?” สีวิราช ทรงพระดาริวา จักเสวยเนื้อยางในปา จึงมอบ
้
�
สรภังคฤษีกล่าวว่า “ทุกข์เกิดในลาดับแห่ง ราชสมบัติใหอามาตยที่ไววางพระทัยไดดูแล พระองค ์
้
�
์
้
่
�
้
้
่
่
สุข สุขเกิดในลาดับแห่งทุกข์ ส่วนเธอนั้นประสบ เหน็บอาวุธหาอยางเสด็จเขาปา ฆาเนื้อ เสวยเนื้อเรื่อย
์
้
ทุกขมากกวาสุข ขอใหเธอจงปรารถนาความสุขอัน มา จนลุถึงสถานที่แห่งนั้น ทอดพระเนตรเห็นบุรุษ
่
ประเสริฐเถิด” นั้นก็ตกพระทัย ครั้นดารงพระสติได้ จึงตรัสถามว่า
�
หลังจากที่สรภังคฤษีกล่าวจบแล้ว กาฬเท- “พ่อมหาจาเริญ ท่านเป็นใครหรือ?”
�
้
้
้
็
วิลฤษีผู้พี่ชาย จึงเล่าให้นารทฤษีฟังว่า เขาตอบวา “ขาแตนาย ขาพเจาเปนมนุษยเปรต
่
่
์
�
�
ในอดีตกาล มีมาณพคนหนึ่งเปนคนรูปงาม กาลังเสวยวิบากที่ทาไว้ ก็ท่านเล่าเป็นใครกัน?”
็
่
้
มีพละกาลังประดุจชางสาร อยูมาวันหนึ่งเขาคิดวา “เราคือพระเจ้าสีวิราช”
�
่
�
“ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะทางานเพื่อเลี้ยงมารดา “พระองค์เสด็จมาที่นี้ด้วยเหตุใดหรือ?”
บิดา เพื่อเลี้ยงบุตรภรรยา เพื่อท�าบุญสุนทาน “เรามาเพื่อเสวยเนื้อมฤค”
ตั้งแต่นี้ไป เราจักไม่เลี้ยงดใครๆ จักไม่ทาบุญ บุรุษนั้นจึงกราบทูลว่า “ข้าแต่มหาราชเจ้า แม้
�
ู
อะไรๆ เราจักเข้าป่าล่าสัตว์เพื่อเลี้ยงชีวิตเท่านั้น” ข้าพระองค์มาเพราะเหตนี้แหละ ฆ่าเนื้อกินเป็น
ุ
็
จากนั้นจึงผูกสอดอาวุธ บ่ายหน้าเข้าป่าหิมพานต์ จานวนมาก สุดทายจึงประสบวิบาก กลายเปนมนุษย ์
�
้
ฆาสัตวตางๆ เลี้ยงชีวิต วันหนึ่ง เขาไปถึงเวิ้งภูเขา เปรตอย่างที่เห็น”
์
่
่
้
่
�
ุ
้
ใหญ่ มีภูเขาห้อมล้อมโดยรอบ ใกล้ฝั่งแม่น้าวิธินี จากนั้นทูลเลาเรื่องทั้งหมดใหทรงทราบ สดทาย
540
กราบทูลว่า “ข้าแต่พระเจ้าสีวิราช พระองค์เกือบจะถึงความพินาศอยู่ในเงื้อมมือ
์
่
�
่
้
�
ของศัตรทั้งหลาย เหมือนขาพระองคที่ไมกระทาสงที่ควรกระทา ไมศึกษาศิลปวิทยา
ิ่
ู
ไม่ทาความขวนขวาย เพื่อให้เกิดโภคทรัพย์ ไม่ทาอาวาหวิวาหมงคล ไม่รักษาศีล
�
�
�
ไม่กล่าววาจาอ่อนหวาน ทายศเหล่านี้ให้เสื่อมไป จงมาบังเกดเป็นเปรต เพราะ
ิ
ึ
กรรมของตน”
“ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ข้าพระองค์ประสงค์ความสุข แต่ทาผู้อนให้ได้รับ
่
�
ื
์
็
์
ั
์
่
ความทุกข จึงเปนมนุษยเปรตในปจจุบันทันตาเห็น เพราะฉะนั้น ขอพระองคอยา
�
�
ทรงทากรรมชั่วเลย จงเสด็จไปพระนครของพระองค์ ทรงบาเพ็ญบุญ มีให้ทาน
เป็นต้นเถิด”
พระเจาสีวิราชไดทรงกระท�าตามค�าบอกนั้น เพราะกลัววิบากกรรม หลังจาก
้
้
ได้ฟังอุทาหรณ์เรื่องนี้แล้ว นารทฤษีนั้นรู้สึกสลดใจ จึงไหว้ขอขมาโทษต่อสรภังค
�
ฤษี จากนั้นเริ่มทากสิณบริกรรม ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ จนทาให้ฌานที่เสื่อมไป
�
แล้วกลับเกิดขึ้นมาอีกครั้ง จากนั้น สรภังคฤษีได้น�านารทฤษีออกจากถ้า แล้วพา
�
ไปอาศัยอยู่ในอาศรมของตนที่ปราศจากอารมณ์เช่นนั้น ให้ดารงอยู่ในวัตรปฏิบัติ
�
ที่ดีของฤษีจนตลอดชีวิต
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนใจว่า สติ คือความระลึกรู้ เป็นสิ่งที่จาเป็นในการ
�
�
ด �าเนินชีวิต สตินี้เมื่อมีอยู่ในบุคคลใด แล้ว ก็จะทาให้บุคคลนั้นสามารถควบคุม
�
การกระทา การพูด และการคิด ของตนให้ด �าเนินไปในทางที่ถูกต้อง ทาให้ชีวิต
�
พ้นความเสื่อม และประสบความเจริญก้าวหน้าตามที่ปรารถนาได ้ สติจึงมี
อุปการะมาก
ด งพุทธศาสนสุภาษิตว่า “สติเป็นธรรมเครื่องตื่นอยู่ในโลก สติจ�า
ั
ปรารถนาในที่ทั้งปวง คนมีสติ มีความเจริญทุกเมื่อ” เป็นต้น
�
สตินั้นมีคุณค่าและความสาคัญเท่า ๆ กับความไม่ประมาท เพราะความ
ไม่ประมาทก็คือการไม่อยู่ปราศจากสตินั่นเอง ฉะนั้น สติจึงจัด เป็นธรรมใหญ่
กว่าธรรมอื่น ๆ เพราะธรรมอื่น ๆ ล้วนรวมลงที่ความไม่ประมาท คือการไม่อยู่
ปราศจากสติทั้งสิ้น และเมื่อมีสติหรือความไม่ประมาทแล้ว ชีวิตย่อมปลอด ภัย
้
ด งพุทธศาสนสุภาษิตวา “ความไมประมาท เปนทางไมตาย ผูไมประมาท
่
่
่
็
ั
่
ย่อมไม่ตาย ผู้ไม่ประมาทพินิจอยู่ ย่อมถึงสุขอันไพบูลย์” ด ังนี้
(อินทริยชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก อัฏฐกนิบาต เล่ม ๓๒ หน้า ๓๔๙)
541
542
ิ
ู
ลกสกาอาบยาพษ
ั
ื
“คนได้เกียรติ เพราะความซ่อสตย์”
ั้
ในอดีตกาล ครงพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี
้
พระโพธิสัตวไดถือกาเนิดในตระกูลผูมีอันจะกินตระกูลหนง มารดาบดาบารุง
้
์
�
่
ึ
�
ิ
เลี้ยงดูด้วยความรักจนเจริญวัย แล้วได้รับการศึกษาศิลปวิทยาพอสมควรแก่
ฐานะ จากนั้นช่วยมารดาบิดารักษาวงศ์สกุลให้เจริญก้าวหน้า ประกอบ
สัมมาชีพสร้างตน เพื่อมิให้ทรัพย์ที่มอยู่ลดน้อยถอยลง และให้ทรัพย์ใหม่
ี
เพิ่มพูนขึ้น เป็นครอบครัวทีสงบสุข คนทั้งหลายให้ความนับถือ ไม่มีความ
่
ลาบากในการเป็นอยู่
�
ู
ิ
พระโพธสัตว์นั้น นอกจากมีความร้ความสามารถและความประพฤติ
ดีแลว ยังมีความสามารถพิเศษอีกประการหนึ่ง คือ เลนสกาเกง จัดไดวาเปน
็
่
่
่
้
้
ี
ระดับนักเลงสกาเลยทเดียว แต่เล่นเพื่อความผ่อนคลาย หลังจากทางาน
�
ต่างๆ เสร็จแล้ว มิได้เล่นเป็นอาชีพ หรือเล่นเพื่อการพนันขันต่อแต่อย่างใด
ครั้นเวลาต่อมา ได้มีนักเลงสกาคนหนึ่ง ที่มีฝีมือการเล่นเทียบเท่ากับ
์
่
พระโพธิสัตวนั้น แตนักเลงสกาคนนั้นมีนิสัยขี้โกง คือเวลาชนะ ก็อยากจะให ้
่
คนอื่นเลนตอ เพราะตัวเองไดประโยชน แตเวลาแพ ก็หาเรื่องเลิกเลน เพราะ
้
่
้
่
์
่
ตนเองเสียประโยชน์ วิธีการเลิกเล่นของเขาก็คือเอาลูกสกาไปซ่อนไว้ในปาก
�
โดยแอบทา เวลาคู่แข่งเผลอไม่ให้ใครสังเกตเห็น หลังจากนั้นก็บอกว่า ลูก
สกาหาย แล้วก็เลิกเล่น พระโพธิสัตว์ถูกนักเลงสกานั้นโกงอยู่บ่อย ๆ เมื่อ
้
้
้
ั
เฝาสังเกตดู ก็จบวิธีโกงได จึงคิดที่จะแกเผ็ดนักเลงสกาขี้โกงนั้น เมื่อไดโอกาส
้
จึงแอบเอาลูกสกาไปอาบยาพิษ แล้วตากให้แห้ง มิให้ใครสังเกตเห็น จากนั้น
คอยหาโอกาสที่จะเล่นสกากับนักเลงสกาโกงนั้น
�
วันหนึ่ง จึงนาเอาลูกสกาที่อาบยาพิษนั้นไปหานักเลงสกาขี้โกง เมื่อไป
�
ถึงจึงกล่าวว่า “สหาย เรามาเล่นสกากันเถิด” “ได้สิ” นักเลงสกาขี้โกงรับคา
ทันที จากนั้นช่วยกันจัดแจงสนามเล่น แล้วลงมือเล่นกันไปเรื่อยๆ เมื่อเวลา
543
่
ที่ตนชนะ นักเลงสกาขี้โกงก็ดีใจจนออกหน้าออก และความสุขแกตนเอง และบุคคลในครอบครัวตอไป”
่
ี้
ตา แต่เวลาที่ตนแพ้ ก็แสดงความเสียใจออกทาง นักเลงสกาขโกงนั้นส�านึกผิดในสิ่งที่ตัวกระท�า
สีหน้า และเมื่อเล่นนานเข้า นักเลงสกาขี้โกงก็แพ้ จึงขอโทษพระโพธิสัตว์และขอบคุณที่ช่วยเหลือชีวิต
ี
ิ
ตลอด เขาจึงลงมือโกงด้วยวิธีเดม ๆ คือเอาลูก ตนให้พ้นมรณภัย และรับปากว่าจะละชวท�าดตามที่
ั่
�
้
่
์
สกาอมในปาก และบอกว่าลูกสกาหาย แนะนา ดวยความตั้งใจตลอดไป ฝายพระโพธิสัตวนั้น
พระโพธิสัตว์เห็นดังนั้น จึงกล่าวว่า “สหาย ดารงตนอยู่ในความดีมีให้ทาน รักษาศีล และเจรญ
�
ิ
�
ลูกสกาหายไปได้อย่างไร เมื่อตะกี้ยังเห็นอยู่เลย” ภาวนา เป็นต้น ตามกาลังความสามารถ เมื่อสิ้น
็
�
้
�
้
นักเลงสกาขี้โกงนั้น ทาทีเปนกมหาที่ตัวบาง ที่พื้น อายุขัยก็ไปเกิดในสุคติภพตามบุญกรรมที่ทาไว้
บ้าง เมื่อไม่เห็นก็ถามคนอื่นว่า “ใครเห็นสกาของ ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนใจว่า ความซื่อสัตย์
้
็
เราบ้าง” คนทั้งหลายตอบพร้อมกันว่า “พวกเรา สุจริตเปนสิ่งที่ขาด ไม่ได ในทุกๆ เรื่อง เพราะชวยให ้
่
่
่
้
ึ
ั
์
่
ไมเห็น” เขาจงหนมาทางพระโพธิสัตวแลวกลาววา ผู้ปฏิบัติเป็นคนน่าเชอถือไว้ใจได ้ ไม่เป็นทรังเกยจ
ี่
ื่
ี
่
ี้
้
“สกาหายไปแลว ไมสามารถจะเลนตอได วันนเรา หรือหวาด ระแวงแก่ใครๆ แต่หากเป็นคนที่มีนิสัย
้
่
่
เลิกเลนกันเถิด” พูดเสร็จเขาก็เดิน ออกจากสนาม คด โกง ไม่ซื่อสัตย์สุจริต ไม่ว่าจะต่อตนเอง ต่อ
่
พอลุกเทานนก็มีอาการโซเซเพราะฤทธิ์ของยาพิษ ครอบครัว ตอหนาที่ ตอมิตรสหาย และตอประเทศ
ั
่
่
้
่
้
่
�
พระโพธิสัตว์เห็นดังนั้น จึงกล่าวว่า “ท่าน ชาติ เป็นต้นแล้ว แม้การกระทาด ังกล่าว ตนเองจะ
กลืนลูกสกาที่เคลือบด้วยยาพิษอย่างแรง ยังไม่รู้ ได ้ประโยชน์ตอบแทนบ้าง แต่เมื่อเขาจับได ้ ก็จะ
ตัวอีกหรอเจ้าคนชั่ว เจ้านักเลงขี้โกง จงกลืนกิน เกิด ความทุกข์ยากทันที ตั้งแต่ไม่มีใครคิด จะคบค้า
ื
ู
เข้าไปเถิด ผลร้ายจักเกดขึ้นแก่เจ้า” ขณะที่พระ สมาคมด ้วย จนที่สุด ก็จะถกจับกุมคุมขัง หรือถูก
ิ
่
�
์
โพธิสัตวกาลังกลาวอยูนั่นเอง นักเลงสกาขี้โกงนั้น ประหารชีวิตได ้
่
ก็ลมลงหมดสตินัยนตากลอกกลิ้ง น�้าลายฟูมปาก ความซื่อสัตยนี้สาคัญ แมในการทาทุจริตของ
์
�
์
้
้
�
ั
่
่
้
ชักดิ้นชักงออยูกับพื้น กลิ้งเกลือกไปมาดวยความ คนไม่ด ีบางพวก พวกเขาก็ยังจ�าเปนตองซื่อสตยตอ
้
์
็
้
้
ึ
�
ทุกข์ทรมาน พวกเด ยวกัน จงจะทางานด วยกันได ความซื่อสัตย์
ี
พระโพธสัตว จึงคิดวา “บัดนี้ เราไดสั่งสอน นอกจากจะมีผลด ังกล่าวแล้ว ยังเป็นเหมือนเกราะ
่
ิ
์
้
ื่
คนขี้โกงพอสมควรแล้ว เขาได้รบกรรมที่สมควร ป้องกันตนให้พ้นจากความเสอมด ้วย เช่น ถ้าถูก
ั
กับกรรมที่ท�าแล้ว เราควรจะให้ชีวิตเป็นทานแก่ กล่าวหาว่าเป็นคนทุจริตคด โกงต่าง ๆ ผู้นั้นก็
็
เขา จึงจะเปนการดี” จากนั้นจึงปรุงยาแกพิษกรอก สามารถแก้ข้อกล่าวหานั้นได ้ด ้วยความซื่อสัตย์
้
่
ใสปากนักเลงสกาขโกงนั้น จนกระทั่งพิษรายออก สุจริตของตน ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า “สุจริตคือ
้
้
ี
�
มาหมด แล้วให้เขากินเนยใส น้าอ้อย น้าผึ้งและ เกราะบัง ศาสตรพอง” หมายความวา ความซื่อสัตย ์
้
่
์
�
�
น้าตาลกรวด เป็นต้น ช่วยให้เขารอดตายจากยา จะเป็นเหมือนเกราะกาบังอันตรายจากผู้อื่นนั่นเอง
�
้
พิษนน เมื่อทุกอย่างเป็นปกตแล้ว จงสั่งสอนว่า
ั
ิ
ึ
“เจ้าอย่าได้กระทากรรมเห็นปานนี้กับคนอื่นอีก (ลิตตชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
�
้
้
้
เพราะกรรมชั่วท�าใหผูกระท�าและคนอื่นเดือดรอน ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๙ หน้า ๒๕๐)
เจ้าควรหันมาประกอบแต่กรรมดี เพื่อประโยชน์
544
545
นางโจร
“ชนะตนนั่นแหละ เป็นดี”
ั
ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทตเสวยราชสมบัตในกรุงพาราณสี
ิ
ั
พระโพธิสัตวบังเกิดในสกุลพราหมณ มีทรัพยสมบติมาก เมื่อศึกษาศิลปวิทยา
์
์
์
�
จนสาเร็จแล้ว จึงสร้างครอบครัวที่กรุงพาราณสีนั้น
ต่อมา ภรรยาของพระโพธิสัตว์ได้ถึงแก่กรรม พระโพธิสัตว์เกิดความ
๋
่
เบื่อหนายการใชชีวิตฆราวาส จึงปรึกษาบุตรชายวา “ลูกเอย ชีวิตของคนเรา
้
่
นี้ไม่เที่ยงแท้แน่นอน เราออกบวช แล้วไปอยู่ป่ากันเถอะ” “ข้าแต่บิดา ท่าน
ไปไหน ข้าก็ขอตามไปด้วย” จากนั้น สองพ่อลูกจึงพากันออกบวชเป็นดาบส
ดารงชีพด้วยเผือกมันและผลไม้ในป่าหิมพานต์
�
ครั้งนั้น มีพวกโจรชาวปัจจันตคาม เที่ยวปล้นทรัพย์สินของชาวบ้าน
โจรเหล่านั้นจับเจ้าทรัพย์เป็นตัวประกัน แล้วประกาศว่า “พวกเราจงขนของ
ที่มีค่าไปให้หมด และจับเจ้าของทรัพย์ไปด้วย”
“อย่าน�าตัวข้าไปเลย เอาแต่ทรัพย์สินไปอย่างเดียวเถอะ”
“พวกเราจะเอาทั้งสอง ทั้งทรัพย์และคน ฉะนั้น อย่าขัดขืน”
จากนั้น ก็ขนข้าวของพร้อมเจ้าทรัพย์เดินทางไปยังชายแดน ในกลุ่ม
เจาทรัพยที่พวกโจรกวาดตอนไปนั้น มีหญงคนหนึ่ง ซึ่งชานาญในการหลอก
ิ
้
�
้
์
�
ลวงคนอื่น นางแกล้งทาทีคล้อยตามโจรโดยไม่ขัดขืน เพื่อหาโอกาสหลบหนี
จึงแกล้งเดินช้า ๆ อยู่ท้ายขบวน โจรคนหนึ่งเห็น จึงกล่าวว่า “แนะนางหญิง
เจ้าเดินชักช้าแบบนี้เมื่อไรจะถึง”
“ข้าแต่โจร ข้ามีอะไรจะแสดงแก่ท่าน”
“เชิญเจ้าแสดงมาเถอะ”
“ขาแตโจร ขาไมอาจแสดงตรงนี้ได ไปในที่ลับตาคนอื่นแลวจึงจะแสดง
้
้
้
่
้
่
ให้ท่านดู” นางล่อลวงโจรจนหลงกลเข้าป่าไปกับนางเพยง ๒ คน เมื่อสบ
ี
้
โอกาสตอนที่โจรเผลอ นางก็ตีโจรนั้นจนสลบแลวก็รีบหนีไปทันที เมื่อหนีจาก
546
ื
่
่
�
้
้
ื
่
่
่
พวกโจรมาได นางก็เดินหลงทางอยูในปาคนเดียว จน ทาไมวันนี้เจาไมหักฟน ตักน�้า กอไฟเหมอนเชนวัน
มาถึงอาศรมของโพธิสัตว์ดาบส ในเวลาเช้าวันหนึ่ง อื่น ๆ และเหตุใดจึงมานั่งทาหน้าเศร้าอยู่ตรงนี้”
�
เมื่อเห็นอาศรม นางก็คิดว่า “นั่น อาศรมของดาบส “ข้าแต่ท่านพ่อ วันนี้ตอนที่ท่านไปหาผลไม้
่
้
ู
้
้
่
้
คงจะมีใครชวยเหลือเราไดบาง” จากนั้นก็รองเรียกให ้ ในปา มีหญิงคนหนึ่งมาชวนขาไปอยดวยกันที่เมือง
้
่
คนช่วยเหลือ ขารับปากแมนางแลว จึงอยรอเพื่อบอกทานในเรื่อง
่
ู
้
้
่
่
ขณะนั้น โพธิสัตว์ดาบสออกไปหาผลไม้ในป่า นี้ ส่วนนางไปรอข้าอยู่ข้างหน้าแล้ว”
มีเพียงดาบสลูกชายเท่านั้นเฝ้าอาศรมอยู่ตามลาพัง โพธิสัตว์ดาบสรู้ดีว่า ไม่อาจเหนี่ยวรั้งลูกที่
�
่
�
้
้
เมื่อได้ยินคนร้องขอความช่วยเหลือ จึงรีบออกมาดู กาลังลุมหลงในหญิงนั้นได จึงอนุญาตและใหโอวาท
้
่
้
และถามว่า วา “เอาเถอะลูก หากเจาตองการไปอยูกับนาง เจา
่
้
“เจ้ามาจากไหน มีอะไรให้ข้าช่วยหรือ?” ก็ไปเถิด แต่เมื่อไปอยู่กับนางแล้ว หากวันใดนาง
ั
ี่
“ข้าถูกโจรป่าจับตัวมา เพิ่งหนีมาได้ ตอนนี้ข้า เคยวเข็ญเจ้าให้ท�างานรบใช้อย่างกับทาสและ
�
เหนื่อย ขอพักที่นี่สักครู่หนึ่ง” ระหว่างพักเหนื่อยนั้น กรรมกร เมื่อนั้น จงนึกถึงคาของพ่อ และรีบกลับ
็
นางกคิดว่า “ดาบสหนุ่มคนนี้หน้าตาดี เราจะใช้ มาหาพ่อตามเดิม”
มารยาและความสวยที่มีอยูทาใหเขาหลงใหได” หญิง ดาบสหนุ่มมาอยู่กับนางผู้ล่อลวงนั้นไม่นาน
้
้
้
�
่
นั้นล่อลวงดาบสหนุ่มให้หลงในอ�านาจของตน ด้วย นางก็ท�าให้เขาตกอยู่ในอ�านาจ และใช้งานเขา
การพูดว่า “ข้าแต่ดาบส ท่านยังอยู่ในวัยหนุ่ม เหตุใด สารพัด เป็นต้นว่า “วันนี้ข้าอยากกินเนื้อ เจ้าจงไป
จึงทิ้งบ้านมาอยู่ในป่าเช่นนเล่า ถ้าไม่รังเกยจขอเชิญ หามาให้ข้ากินนะ แล้วพรุ่งนี้ ข้าอยากกินปลา เจ้า
ี้
ี
ไปอยู่ด้วยกันในเมืองเถิด” ก็จงไปหามาให้ข้าด้วย” ดาบสหน่มได้แต่รบค�าว่า
ุ
ั
“ถ้าเราไปแล้ว ท่านพ่อจะอยู่กับใครละ” ดาบส “ได้จ้ะๆ”
้
้
�
่
�
หน่มถาม หญิงนั้นพยายามออดอ้อนด้วยคาพูด เมื่อถูกใชงานหนักเขา ก็ทนไมไหว นึกถึงคา
ุ
ต่างๆ จนกระทั่งดาบสหนุ่มใจอ่อน “เราไปอยู่กับเจ้า ของบิดาที่โอวาทไว เขาจึงหนีกลับมายังอาศรม ใน
้
้
่
ก็ได้ แต่ขอรอบอกกับท่านพ่อเสียก่อน” หลังจากนั้น ปาหิมพานต เมื่อกลับมาถึงอาศรมแลว ดาบสหนุม
์
่
ก็รอพบบิดาเพื่อบอกลา แตหญิงผูมากดวยมารยานั้น ก็กล่าวกับโพธิสัตว์ดาบสผู้เป็นบิดาว่า “หญงโฉด
ิ
่
้
้
เกรงดาบสผู้พ่อจะรู้ทันและขับไล่ตน นางจึงขอเดิน ผูนาของไปด้วยหม้อน้า เบียดเบียนขาพเจาผูมีชีวิต
�
้
้
้
้
�
�
ทางล่วงหน้าไปก่อน และให้ดาบสหนุ่มตามไปทีหลัง อยู่อย่างสุขสบาย จะขอน้ามันหรือเกลือ ก็ต้องขอ
โดยกล่าวว่า “ข้าแต่ดาบส ข้าล่วงหน้าไปก่อนดกว่า ด้วยการกล่าวค�าอ่อนหวาน ในฐานะภรรยา”
ี
ิ
ึ
จักได้เตรียมการต้อนรับท่านด้วย” จากนั้นจงขอโทษโพธิสัตว์ดาบสผู้บดาว่า
่
�
้
้
่
“เชิญเถอะ ถ้าได้บอกท่านพ่อแล้ว เราจะรีบ “ขาแตบิดา ขาขอโทษที่ไมเชื่อฟงคาของท่าน” แล้ว
ั
ตามเจ้าไปนะ” ตั้งแต่หญิงผู้นั้นจากไป ดาบสหนุ่มก็ จึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ผู้เป็นบิดาฟัง โพธิสัตว์
เฝาแตคิดถงนาง ไมเปนอันทางานของตนเหมือนเชน ดาบสจึงปลอบใจดาบสผู้เป็นลกว่า “ลูกเอ๋ย ช่าง
ึ
่
�
็
่
้
่
ู
ทุกวัน เถิด ต่อแต่นี้ เจ้าจงเจริญเมตตากรุณาไว้ให้มาก”
์
้
์
้
จนกระทั่งโพธิสัตวดาบสกลับมาถึงอาศรม เห็น หลังจากปลอบใจดาบสผูเปนลูกแลว โพธิสัตวดาบส
็
ดาบสหนุ่มนั่งทาหน้าเศร้าอยู่ จึงถามว่า “ลูกเอ๋ย จึงบอกกสิณบริกรรมให้ดาบสผู้เป็นลูกนั้นฝึก
�
547
ปฏิบัติ ไม่นานนัก ดาบสหนุ่มก็ได้อภิญญาและสมาบัติ เจริญพรหมวิหาร ๔
จนสิ้นอายุขัย แล้วไปบังเกิดในพรหมโลกพร้อมกับโพธิสัตว์ดาบสผู้เป็นบิดานั้น
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนใจว่า ศัตรูในชีวิตของคนนั้นมี ๒ อย่าง คือ ศัตรู
ภายนอก ๑ ศัตรูภายใน ๑ ศัตรูภายนอก หมายถึงคนหรือสัตว์ที่ประสงค์
�
ร้ายต่อเรา ทาให้เราเด ือด ร้อนและเสียชีวิต ซึ่งเราสามารถมองเห็นด ้วยตา
และได ้ยินเสียงด ้วยหู ศัตรูชนิด นี้ มักจะเข้าหาเราด ้วยวิธีการ ๒ อย่าง คือ
็
้
ั
้
ี้
ู
้
เขามาในฐานะเปนศตร ทังตอนตนและตอนปลาย นประการหนึ่ง อีกประการ
หนึ่ง เข้ามาในลักษณะเป็นมิตรในตอนต้น แต่เป็นศัตรูในตอนปลาย ที่เป็น
ศัตรูทั้งในตอนต้นและตอนปลายนั้น แม้จะน่ากลัว แต่เราก็สามารถหาวิธี
ป้องกันตัวเองได ้ ที่น่ากลัวกว่านี้ คือศัตรูที่เข้ามาในลักษณะเป็นมิตรในตอน
ต้น แต่เป็นศัตรูในตอนปลาย ด ังเช่น หญิงผู้ล่อลวงด าบสหนุ่มจนกระทั่งตก
�
ไปอยู่ในอานาจ จากนั้นก็เคี่ยวเข็ญให้ทางานรับใช้ด ุจทาสและกรรมกร ศัตรู
�
่
่
่
้
่
้
่
ชนิด นี้นากลัวกวาศัตรูชนิด แรก เพราะเราไมรูตัวมากอน กวาจะรูตัวก็ตอเมื่อ
่
ตกเป็นเหยื่อของมันเสียแล้ว
ส่วนศัตรูภายใน หมายถึงศัตรูที่อยู่ในตัวเราเอง ได ้แก่จิตใจที่อ่อนแอ
ไม่มีความอด ทนอด กลั้น ตลอด จนความโลภ ความโกรธ และความหลง
็
่
้
�
�
่
เพราะสิ่งเหลานี้เปนตนเหตุของการกอกรรมทาชั่วทุกชนิด นาไปสูความเสื่อม
่
ต่าง ๆ ด ังจะเห็นว่า ถ้าถูกหญิงนั้นชักชวนให้ไปอยู่ด ้วยแล้ว ด าบสหนุ่มข่ม
ความอยากได ้ ไม่ทาตามความอยากของตนเอง เอาชนะใจตนเอง ไม่ยอมไป
�
้
ตามหญิงนั้น ตนเองก็ไมตองประสบกับความเด ือด รอน แตเพราะแพใจตนเอง
้
่
่
้
�
�
ู
จึงทาให้มองเห็นกงจักรเป็นด อกบัว ทาให้ต้องทิ้งด าบสผู้เป็นบิด าไปอย่กับ
หญิงผู้มากด ้วยมารยานั้น
ฉะนั้น ความอ่อนแอ ตลอด จนความโลภ ความโกรธ และความหลง
ู
้
�
้
็
้
จึงเปนศัตรูภายในที่รายกาจ ยิ่งเมอถกศตรภายนอกชักนาด วยแลว ก็ยิ่งทาให ้
�
ื่
ั
ู
บุคคลประสบกับหายนะเร็วขึ้น ด งนั้น ผูหวังความสุขความเจริญ จึงควรรูจัก
้
ั
้
่
่
ึ
ขมใจตนเอง ฝกใจตนเอง ไมยอมพายแพตอศัตรูคือกิเลสที่เกิด ขึ้น ปฏิบัติได ้
่
่
้
อย่างนี้ ชีวิตจึงจะพ้นจากความเสื่อม และเข้าถึงความสุขที่แท้จริงได ้
(อุทัญจนีชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๙ หน้า ๓๑๑)
548
549
กรรมเป็นเหตุ
่
ู
้
ี
ื
“เม่อไมท�าตามผหวังดี ก็ต้องเสยคน”
ครั้งหนึ่ง พระบรมศาสดาประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี
่
ิ
ึ
้
้
ทรงปรารภพระโลสกตสสเถระ ซงเปนผูมีบญนอย มีลาภนอย อนาถาไรที่พึ่งตั้งแต ่
้
ุ
้
็
�
�
�
เด็ก แต่เดชะบุญที่เคยทากรรมดีไว้ทาให้ได้บวชในพระพุทธศาสนา บาเพ็ญเพียร
จนส�าเร็จเป็นพระอรหันต์ แต่ถึงกระนั้น ก็ยังเป็นผู้มีบุญน้อย มีลาภน้อย ไม่มี
ใครถวายบิณฑบาตให้ฉัน เนื่องจากความชั่วที่ทาไว้ในครั้งอดีต
�
ภิกษุทั้งหลายนั่งสนทนาดวยเรื่องพระโลสกติสสเถระวา “นาอัศจรรยหนอ
้
่
์
่
พระโลสกติสสเถระมีบุญน้อย มีลาภน้อย อันผู้มีบุญน้อย มีลาภน้อย เห็น
ปานนี้ บรรลุอริยธรรมได ้อย่างไร”
พระบรมศาสดาเสด็จผ่านมาได้ยิน จึงตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย โลสกติสสะ
ผู้นี้ได้ประกอบกรรม คือความเป็นผู้มีลาภน้อย และความเป็นผู้ได้อริยธรรมของ
ตน ด้วยตนเอง เนื่องด้วยครั้งก่อน เธอกระทาอันตรายลาภของผู้อื่น จึงเป็นผู้มี
�
ื
ลาภน้อย แต่เป็นผู้บรรลุอริยธรรมได้ด้วยผลที่บ�าเพ็ญวิปัสสนา คอ อนิจจัง
ทุกขัง อนัตตา” ดังนี้ แล้วทรงนาเรื่องในอดีตมาสาธกว่า
�
ในอดีตกาล สมัยพระพุทธเจาพระนามวากัสสปะ มีภิกษุรูปหนึ่ง เปนผูทรง
้
้
็
่
�
ศีล เจริญสมาธิ และบาเพ็ญวิปัสสนาเป็นกิจวัตร ภิกษุรูปนั้นเป็นเจ้าอาวาสในวัด
แห่งหนึ่ง เวลาต่อมา ได้มีพระอรหันต์รูปหนึ่ง ธุดงค์ผ่านไปที่บริเวณหมู่บ้านใกล้
วัดแห่งนั้น ได้พบอุบาสกคนหนึ่งที่อุปัฏฐากเจ้าอาวาสรูปนั้น อุบาสกนั้นจึงนิมนต์
ให้ฉันที่บ้าน ได้ฟังเทศน์แล้วก็เลื่อมใส จึงอาราธนาว่า
“ขอนิมนต์พระคุณเจ้าไปพักในวัดก่อน ตอนเย็นกระผมจะเข้าไปเยี่ยม”
พระอรหันต์จึงเข้าไปพักที่วัดแห่งนั้น หลังจากนมัสการเจ้าอาวาสแล้ว ก็นั่ง
สารวมอยู่
�
เจ้าอาวาสถามว่า “ผู้มีอายุ คุณได้ฉันอาหารแล้วหรือ?”
“ได้แล้วครับ”
“คุณได้ฉันที่ไหนหรือ?”
“ได้จากบ้านของโยมที่อุปัฏฐากท่าน”
550