The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by singnarin, 2023-02-21 04:17:58

คติชีวิตจากชาดก



ก็เกิดความเสียหาย ตนเองก็คลาดจากประโยชน์ได้ ทางพระพุทธศาสนาจงกลาววา “ประโยชน ์






เมื่อคิดได้อย่างนี ฝ่ายครอบครวชาวเมืองจึง เปนตัวฤกษของประโยชนเอง ดวงดาวทั้งหลายจัก

พากันกลับไป ส่วนครอบครัวชาวชนบทได้กล่าวกับ ทาอะไรได้” ดังนั้น เมื่อเห็นว่าจะได้ประโยชน์ใน
บุรุษผู้เป็นบณฑิตว่า “ข้าแต่บัณฑิต อันฤกษ์ยามที่ เวลาไหน ก็ขอให้ทาดีในเวลานั้นทันที ไม่ต้องรอ



ถือกันอยู่นี้ ถ้าไม่ปฏิบัติตาม จะมีผลอย่างไร ทาตามฤกษ์หรือรอให้ถึงฤกษ์ก่อนค่อยทา เพราะ

หรือไม่ ?” นั่นไม่ใช่หลกพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนา




บุรุษผูเปนบัณฑิตกลาววา “อันฤกษงามยามดี หากจะถอฤกษ์บ้าง ก็คือฤกษ์สะดวกนั่นเอง คือ








ที่กาหนดไวนั้นพิสูจนไมไดวา ถ้าไม่ท�าตามจะเกิดผล ฤกษ์ที่ผู้ปฏิบัติและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายพร้อม การ

ดีหรือร้ายประการใด แต่เท่าที่ผ่านมา การไม่เชื่อ ถือฤกษ์สะดวกนั้น เป็นการถือที่ประกอบด้วย
และไม่ปฏิบัติตามฤกษ์ยาม ก็ไม่ก่อให้เกิดอันตราย ปัญญา ทาแล้วเกิดประโยชน์ได้จริง ส่วนการถือ

ี่
ใดๆ ส่วนทพิสูจน์ได้ว่าเป็นอันตรายแน่นอนถ้าไม่ ฤกษ์ตามดวงดาว เป็นต้น เป็นการถือตาม ๆ กัน



ปฏิบัติตามก็คือความด ผู้ใดไม่ปฏบติตามความดี ไม่ประกอบด้วยปัญญา นาพาให้คลาดจาก

เช่น ความมีสติสัมปชัญญะ ความขยันหมั่นเพียร ประโยชน์ได้
ความอดทน เป็นต้น ผู้นั้นจะประสบความเสื่อม แต่ ดังบทประพันธ์เตือนใจที่ว่า
ถาปฏิบัติตาม ก็จะพบกับความเจริญกาวหนา ความ






ดีเป็นสิ่งที่ควรทาตลอดเวลาและทาทันที ความดีนั้น ฤกษ์จะงามยามจะเหมาะเพราะทาชอบ


ท�าในเวลาไหน ฤกษ์กงามยามก็ดในเวลานันนั่นเอง หมั่นประกอบสุจริตประสิทธิ์ศรี



ส่วนความชั่วก็เป็นฤกษ์เสียยามเสียในตัวเช่นกัน น้าจะขลังใช่พระนั่งทาพิธี

ฉะนั้น จึงไม่ควรเชื่อฤกษ์ยามว่าดีกว่าการกระท�าดี หมั่นทาดีดอกจึงพ้นจากมลทิน

ของตนเอง เพราะถาเชื่อเชนนั้น ก็จะท�าให้ประโยชน์

ที่พึงได้ต้องเสียไป เหมือนอย่างชาวเมืองที่พากันมา (นักขัตตชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ในวันนี้” บุรุษผู้เป็นบัณฑิตนั้น ครนกล่าวกับคน ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๙ หน้า ๓๙)
ั้


ชาวชนบทเชนนี้แลว ก็เดินทางไปธุระของตนในที่อื่น
ต่อไป
ี่


ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนวา วันเดือนปทผานเขา


มานั้น ผ่านตามวิถีธรรมชาต มิได้มีใครบังคับให้

เป็นไป วันเดือนปีดังกล่าว ไม่มีหน้าที่มาก�าหนด

ฤกษ์งามยามดีใดๆ ให้แก่มนุษย์ แม้ดวงดาวก็


ฉันนั้นเหมอนกัน ไม่รับรู้ว่าอะไรดีอะไรเสียกับ
ชาวโลก เรื่องที่เปนความดีความชั่วหรือความเจริญ


และความเสื่อมนั้น เป็นสิ่งที่มนษย์พากันกาหนด

กันขึ้นมา
501


502


ฤษีกินเหี้ย





“อานาจของความอยากท�าให้คนลมตัว”







ครั้งพระศาสดาประทับอยู่ ณ วัดพระเชตวันวิหาร เมืองสาวัตถี
พระองค์ได้ปรารภถึงภิกษุผู้หลอกลวงรูปหนึ่ง จึงตรัสชาดกเรื่องนี้ว่า

ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติ อยู่ในพระนคร
พาราณสี พระโพธิสัตว์ได้ถือกาเนิดเกิดเป็นเหี้ย ครั้งนั้น มีดาบสตนหนึ่ง

บาเพ็ญเพียรจนสาเร็จอภิญญา ๕ คือ อิทธิวิธิ แสดงฤทธิ์ได้ ทิพโสต




มีหูทิพย เจโตปริยญาณ ก�าหนดรูใจผูอื่นได ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ระลึก


ชาติได้ และทิพจักขุ มีตาทิพย์ ดาบสนั้นอาศัยอยู่ ณ บรรณศาลาชาย

ป่า ใกล้ๆ กับหมู่บ้านในชนบทแห่งหนึ่ง มีประชาชนชาวบ้านช่วยกันบารุง
ดาบสนั้นด้วยความเลื่อมใสศรัทธา
ในเวลาเดียวกัน มีเหี้ยโพธิสัตว์ตัวหนง อาศัยอยู่ในจอมปลวกแห่ง
ึ่
หนึ่ง ณ ที่ปลายทางเดินจงกรมของดาบส และไดไปหาดาบสนั้นวันละ ๒-๓


ครั้งทุกวัน ฟังคาสอนแล้วก็กลับจอมปลวก เมื่อปฏิบัติอยู่บ่อย ๆ ก็ซึมซับ
ในคุณงามความดี มีจิตที่อิ่มด้วยบุญตลอดเวลา
ื่

ต่อมา ดาบสก็อาลาประชาชนชาวบ้านในชนบทนั้นไปที่อื่น เพอ

บ�าเพ็ญตบะต่อไป เมื่อดาบสผู้สมบรณ์ด้วยศลและวัตรนั้นไปแล้ว ก็ได้มี


ดาบสนิสัยไม่ดีตนอื่นเข้ามาพานักอยู่ในบรรณศาลาชายป่านั้นแทน

เหี้ยโพธิสัตวคิดวา ดาบสผูนี้ก็คงจะมีศีลและวัตรที่ดีงามเหมือนดาบส


ที่แล้ว จึงได้ไปสู่ที่อยู่ของดาบสนั้น เพื่อหวังจะได้ฟังคาสั่งสอน แต่ดาบสผู้

มาใหม่ก็ไม่ได้แสดงธรรมอะไรๆ ให้ฟัง



อยูมาวันหนึ่ง เกิดฝนตกลงมาอยางหนกนอกฤดกาล หลังฝนตกแลว


ทาให้บรรดาฝูงแมลงเม่าจ�านวนมากบินออกจากจอมปลวกเพื่อเล่นละออง

น�้า ฝูงเหี้ยทั้งหลายที่อยู่ในบริเวณนั้นก็พากันออกมากินแมลงเม่าเหล่านั้น

พวกชาวบ้านจึงพากันออกมาจับเหี้ยที่กินแมลงเม่าได้เป็นอันมาก แล้วนา

ไปทาเป็นเนื้อส้ม ปรุงด้วยเครื่องปรุงอันอร่อย จากนั้นนาไปถวายดาบสผู้

มาใหม่นั้น

503


ดาบสนั้นฉันเนื้อส้มแล้วก็ติดใจในรสจึงถามว่า ไม่กลับมาที่นั้นอีกเลย


“เนื้อนี้อรอยยิ่งนัก เปนเนื้อของสัตวประเภทใดหรือ?” พระศาสดาตรัสว่า “ดาบสโกงในครั้งนั้น ได้



“เนื้อเหี้ย ครับ” ชายคนหน่งตอบ แทนที่ดาบส มาเปนภิกษุหลอกลวงนี้ในบัดน ดาบสผูมีศีลในกาล





จะรังเกียจที่เป็นเนื้อเหี้ย กลับคิดว่า “ที่นี่มีเหี้ยใหญ่ นั้น ไดมาเปนสารบุตรในบัดนี้ สวนโคธบัณฑิตหรือ




ตัวหนึ่ง มาหาเราเป็นประจา เราจกฆ่าแล้วกินเนื้อ เหี้ยโพธิสัตว์ในกาลนั้น ได้มาเป็นเราตถาคต”
มัน” จากนั้นก็ให้คนใกล้ชิดนาภาชนะสาหรับต้มแกง ชาดกเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คนเราถ้าถูกตัณหา


และเครื่องปรุงมีเนยใสและเกลือเป็นต้น มาซุกซ่อน คือความอยากครอบงาแลว หากรูเทาทันก็หักหาม






ไว้ที่บรรณศาลา ส่วนตนเองก็ถือไม้ค้อนซ่อนไว้ใต้ ใจได้ แต่หากไม่ร้เท่าทัน ก็จะถูกความอยากนั้น
ผ้าห่ม รอคอยการมาของเหี้ยโพธิสตว์ อยู่ที่ประตู ครอบง�าจนลมภาวะของตวเองไปได เมื่อลืมแลวก็






บรรณศาลานั้น ด้วยท่าทางของผู้ทรงศีลสงบเสงี่ยม ก่อกรรมทาชั่วได้ต่างๆ นานา ดุจดาบสผู้ทุศีลใน





น่าเลื่อมใส เรื่องนี้ ที่วางแผนฆ่าเหยเพอนามากินเป็นอาหาร
ในเวลาเย็น เหี้ยโพธิสัตว์มาหาดาบสเพื่อหวัง ก็มาจากความอยาก คือติดใจในรสนั้นเอง แม้ว่า
จะได้ฟังค�าสอน แต่พอเข้าไปใกล้ก็สังเกตเห็นว่า จะฆ่าไม่ส�าเร็จเพราะเหี้ยหนีรอดไปได้ แต่ดาบส

ดาบสไมไดนั่งดวยทาทางที่เคยนั่งเหมือนในวันกอนๆ นั้นก็ผิดศีลของตนแล้ว ศีลแปลว่าปกติ ปกติ




ในเวลามองก็ช�าเลืองมองเหมือนคิดอะไรไม่ซื่อ เหี้ย ดั้งเดิมของดาบสนั้น คือความส�ารวม ระวังกาย

โพธิสัตว์จงคลานไปยืนใต้ทางลมของดาบส และได้ วาจาและใจตนให้สงบระงับ ไม่ประพฤติ




กลินเนื้อเหี้ยโชยมา จึงคิดว่า “วันนี้ดาบสโกงคงกน เบยดเบียนสัตว์อื่น ดารงตนอยู่ในความมักน้อย

เนื้อเหี้ยเป็นแน่ คงติดใจในรสเหี้ย แล้วมุ่งจะตีเราผู้ สันโดษ ยนดีในที่สงัด ไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ

เข้าไปใกล้ด้วยไม้ค้อน แล้วเอาเนื้อไปต้มกินเป็นแน่” บาเพ็ญตบะ ไม่ลักขโมย ไม่เสพเมถุน ไม่พูดเท็จ
ดังนั้นจึงไม่ยอมเข้าไปใกล้ดาบส ไม่ดื่มของเมา เป็นต้น แต่ดาบสผู้ติดใจในรสเหี้ย



ฝายดาบสคิดวา “เหี้ยตัวนี้คงจะรูวาเรากาลังจะ นั้น กลับละเลยและทอดทิ้งปกติพื้นฐานดั้งเดิมดัง





ฆามัน เหตุนั้นจึงไมยอมเขามาใกล แตถึงกระนั้นก็ไม ่ กล่าวนั้น ไปทาในสิ่งที่ตรงข้ามกับปกติของตน จึง



พนมือเราไปได” แลวเอาไมคอนออกจากที่ซอน ขว้าง ถูกตาหนิว่า “ปัญญาทราม ข้างในรกรุงรัง เอาแต่







หมายหัวเหี้ยโพธิสัตว์ แต่เหี้ยโพธิสัตว์ได้ระวังตัวอยู่ ขัดสีภายนอก” ดังนั้น ทุกๆ คนที่เกิดมาแล้วจึง

แล้ว จึงหลบเข้าไปที่รูจอมปลวกได้ทัน ไม้ค้อนจึง ควรระมัดระวังจิตมิใหถกความอยากครอบง�า หาก


กระทบเพียงปลายหางเท่านั้น เหี้ยโพธิสัตว์ครั้นเข้า ระมัดระวังจิตไดอยางนี้ จิตใจก็เปนอิสระจากความ


จอมปลวกได้แล้ว ก็โผล่หัวออกมาทางช่องแล้วกล่าว อยาก

ว่า “เหวย ชฎิลเจ้าเล่ห์ เมื่อเราเข้าไปหาเจ้า ก็เข้าไป ดังพุทธศาสนสุภาษตที่ว่า “โลกถกความ

ด้วยคิดว่า เป็นผู้มีศีล แต่เดี๋ยวนี้เรารู้แล้ว เจ้าเป็น อยากผูกมัดไว้ จะหลุดได้เพราะกาจัดความอยาก

มหาโจร ปัญญาทราม เจ้ามัวขัดสีแต่ภายนอก แต่ เพราะละความอยากเสียได้ จึงชื่อว่าตัดเครื่องผูก
ข้างในของเจ้ารุงรง” เหยโพธิสัตว์ครั้นกล่าวต�าหนิ ทั้งปวงได้”
ี้



ดาบสเจ้าเล่ห์แล้ว ก็หลบภัยเขาสูจอมปลวกโดยไมให ้

ดาบสเจ้าเล่ห์มองเห็น (โคธชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ฝ่ายดาบสเจ้าเล่ห์นั้นรู้สึกอับอายขายหน้ายิ่ง ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๙ หน้า ๔๒๑)

นักที่ถูกเหี้ยโพธสัตว์ต�าหนิ ในที่สุดก็หลบหนีไปโดย
504


505


ศรัทธากับปัญญา



“ศรัทธากับปัญญาต้องใชคู่กัน




จงจะสาเร็จประโยชน์ได้”







ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นโอรสของพระเจ้ากรุงพาราณสี

ทรงได้รับการตั้งพระนามว่า “พรหมทัตกุมาร” พรหมทัตกุมารนั้นเป็นคน
ฉลาด เมื่อเติบโตมีพระชนมายุ ๑๖ พรรษา ก็เสด็จไปศึกษาศิลปะในเมือง
ตักศิลา ทรงเรียนจบไตรเพทและศิลปศาสตร์ ๑๘ ประการ ต่อมาได้รับการ




สถาปนาใหเปนอุปราช เพราะความดความชอบจากที่ทรงสาเร็จการศึกษานั้น
ี่
ในห้วงเวลาททรงเป็นอุปราชนี้เอง พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นชาวกรุง
พาราณสีพากันบวงสรวงสังเวย และบนบานศาลกล่าวต่อเทวดาตามต้นไม้
ต่างๆ เพื่อให้ช่วยบ�าบัดทุกข์ บ�าบัดภัย บ�าบัดโรค และให้สมหวังในสิ่งที่
ปรารถนา บางรายถึงกับฆ่าสัตว์ เช่น แพะ แกะ ไก่ และหมู เป็นต้น เพื่อ

พลีกรรม
ครันเห็นดังนั้น จึงทรงดาริว่า “ขณะนี ประชาชนจานวนมากพากัน







นับถือเทวดา สัตวทั้งหลายตองถกฆาเพอเอาเลือดเนื้อสังเวยตอเทวดาเหลา

ื่


นั้นวันแลววันเลา ความเชื่อถอนี้เปนศรัทธาที่งมงาย สรางความเดือดรอนแก ่






สัตว์อื่น ไม่สามารถทาผู้ปฏิบัติให้พ้นจากทุกข์ได้ อีกทั้งสัตว์จานวนมากก็รอ



ถูกนาไปฆ่า เพื่อพลีกรรมไม่รู้จักจบจักสิ้น วันใดที่เราขึ้นครองราชย์ เราจัก
จัดการเรื่องนี้เป็นอันดับแรก” พระองค์ทรงพยายามหากุศโลบายเพื่อแก้
ปัญหาดังกล่าวอยู่ตลอดเวลา ในที่สุดก็ทรงคิดวิธีได้

วันหนึ่ง จึงเสด็จเข้าไปหาประชุมชนที่กาลังอ้อนวอนขอสิ่งต่าง ๆ จาก
เทวดาที่ต้นไทรใหญ่ ซึ่งในจานวนนั้น บางคนขอลูกชาย บางคนขอลูกสาว

บางคนขอยศ บางคนขอทรัพย์ พระองค์จึงทรงบูชาต้นไทรใหญ่นั้นบ้าง จาก
นั้นก็เสด็จกลับพระนคร ทรงทาอย่างนี้อยู่บ่อย ๆ ให้ปรากฏแก่ประชาชน

เสมือนหนึ่งเป็นผู้นับถือเทวดาด้วยคนหนึ่ง จนกระทั่งกลายเป็นภาพที่คุ้นตา
ของประชาชนที่เลื่อมใสศรัทธาในเทวดาเหล่านั้น
506



ในเวลาต่อมา พระราชบิดาเสด็จสวรรคต จากพระราชบิดา จักกระทาพลีกรรมใหญ่แก่เทวดา
ั้
พรหมทัตกุมารจึงได้เสด็จขึ้นครองราชย์ต่อจากพระ บัดนี้ ราชสมบตินนเราได้แล้วด้วยอานุภาพของ


ราชบิดานั้น ทรงประพฤติทศพิธราชธรรม ๑๐ เทวดา ฉะนั้น เราจงจักกระทาพลีกรรมแกเทวดานั้น





ประการ คือ ทาน (การให้) ศีล (การรักษา กาย ขอพวกทานอยาชักชาเลย พากันเตรียมพลีกรรมแก ่
วาจาให้เรียบร้อย) ปริจาคะ (ความเสียสละ) อาช เทวดาเป็นการด่วนเถิด”

ชวะ (ความซื่อตรง) มัททวะ (ความอ่อนโยน) ตบะ พวกอามาตย์ทูลถามว่า “ขอเดชะ พวกข้า
(การข่มกิเลส) อักโกธะ (ความไม่โกรธ) อวิหิงสา พระองค์จักจัดสิ่งใดเป็นพลีกรรมเล่า พระเจ้าข้า?”
(ความไม่เบียดเบียน) ขันติ(ความอดทน) และอ พระเจ้าพรหมทัตรับสั่งว่า “ท่านทั้งหลาย เรา






วิโรธนะ (ความไม่คลาดจากธรรม) อย่างเคร่งครัด ไดบนบานกับเทวดาไววา ถาไดขึ้นครองราชยตอจาก

ทรงเว้นจากอคติ ๔ คือ ฉันทาคติ (ล�าเอียงเพราะ พระราชบิดา จักฆ่าคนที่ละเมิดศีล ๕ อยู่เนือง ๆ
รัก) โทสาคติ (ลาเอียงเพราะชัง) โมหาคติ รวมทั้งคนที่กระทาอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ แลว



(ลาเอียงเพราะเขลา) และ ภยาคติ (ลาเอียงเพราะ ทาพลีกรรมด้วยล�าไส้และเลือดเนื้อของคนเหล่านั้น








กลัว) ทรงเปนพระราชาที่พรังพรอมดวยความรูความ เพราะฉะนั้น พวกท่านจงไปประกาศให้ทั่วเมืองว่า
สามารถ และความประพฤติที่ดีงาม พระราชาของพวกเรา ครั้งดารงพระยศเป็นอุปราช




วันหนึ่ง ทรงพระด�าริวา “บัดนี้ เราไดขึ้นครอง ได้ทรงบนบานต่อเทวดาว่า ถาไดขึ้นครองราชยจักให ้


ราชย์แล้ว และสิ่งที่เราตั้งใจไว้จะทาเป็นอันดับแรก ฆ่าคนที่ทุศีลให้หมดแล้วกระทาพลีกรรม บัดนี้



ี่



หลังขึ้นครองราชย์ ก็คือกาจดความเชื่อทงมงายให้ พระองคไดขึ้นครองราชยแลว ทรงมีพระราชประสงค ์


หมดไปจากจิตใจประชาชน และให้ประชาชนหันมา จะให้ฆ่าคนเหล่านั้นจานวน ๑,๐๐๐ คน แล้วควัก

บาเพ็ญทาน ศีล ภาวนาแทน เวลานี้เปนเวลาที่เหมาะ เอาเครื่องในไปทรงกระทาพลีกรรมแกเทวดา ขอชาว





สมในการด�าเนินการนั้น” จากนั้นจึงตรัสเรยกบรรดา เมืองทั้งหลายจงรับทราบตามนี้โดยทั่วกัน”



อามาตย์และประชาชน มีพราหมณ์คฤหบดี เป็นต้น อามาตย์ทั้งหลายฟังพระดารัสของพระเจ้า



มาเขาเฝาที่พระราชวังแลวตรัสถามวา “ทานทั้งหลาย พรหมทัต แล้วกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ





พวกทานทราบหรือไมวา เหตุใดเราจึงไดราชสมบัติ?” ศีล ๕ ข้าพระพุทธเจ้าพอทราบ แต่อกุศลกรรมบถ

ประชาชนพากันกราบทลว่า “ขอเดชะ ข้า ๑๐ นั้น เป็นอย่างไร พระเจ้าข้า”

พระองค์ทั้งหลายไม่ทราบด้วยเกล้าฯ พระเจ้าข้า” พระเจ้าพรหมทัตจึงตรัสว่า “อกุศลกรรมบถ
รับสั่งถามว่า “พวกท่านเคยเห็นหรือไม่ว่า เรา ๑๐ ประการนั้น ได้แก่การกระท�าที่เป็นบาป ๑๐
ไปบูชากราบไหว้ต้นไทรใหญ่ต้นโน้นด้วยของหอม อย่าง คือ




และดอกไม้มีประการต่างๆ ซึ่งเราทามาเป็นเวลา ๑. ฆาสัตว ๒. ลักทรัพย ๓.ประพฤติในกาม
หลายครั้ง พวกท่านไม่เคยเห็นบ้างหรืออย่างไร ?” ๔. พูดเท็จ ๕. พูดส่อเสียด ๖. พูดหยาบคาย ๗.
ประชาชนกราบทูลว่า “ขอเดชะ เคยเห็น พูดเพ้อเจ้อ ๘. โลภอยากได้ของเขา ๙. พยาบาท

พระเจ้าข้า” ปองร้ายเขา ๑๐. มีความเห็นผิดจากทานองคลอง
จึงทรงมีด�ารัสตอวา “ในการบูชาแตละครั้ง เรา ธรรม”





ได้ขอต่อเทวดาที่ต้นไทรใหญ่ว่า ถ้าได้ราชสมบติต่อ อามาตยทั้งหลายจึงทูลรับพระบรมราชโองการ

507





ว่า “รับทราบด้วยเกล้าฯ พระเจ้าข้า” จากนั้นก็เที่ยว การเชื่อวาประทานใหไดนั้น เปนความเชื่อที่

ป่าวประกาศไปทั่วเมืองพาราณสี ชาวเมืองพาราณสี ปราศจากปัญญา ไม่มีเหตุผล ยิ่งบางรายที่ต้องฆ่า
ได้ฟังประกาศนั้นแล้ว คนที่ประพฤติผิดศีล ๕ และ สัตว์เพอสนองความเชื่อเช่นนั้นด้วยแล้ว ก็ถือ
ื่


กระทาอกุศลกรรมบถ ๑๐ เป็นประจา ต่างก็พากัน เป็นการท�าบาปซ้าเข้าไปอีก


กลัวถูกจับไปกระทาพลีกรรม จึงไม่มีใครเลยแม้แต่ ตามหลักพุทธศาสนานั้น เทวดาเป็นเพียง

คนเดียวที่ออกมายอมรับความจริง ทุกคนตางพากัน เพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย ในวัฏสงสาร ยังมี


ทิ้งภาชนะที่เคยใช้ในการบูชาต้นไทรใหญ่จนหมด กิเลสคือโลภโกรธหลงไมตางจากมนุษย และในภูมิ


และไม่ยอมแม้แต่จะเดินเฉียดไปใกล้บริเวณต้นไทร ภพของเทวดานั้นก็มีความมัวเมาในชวิตมากกว่า
ใหญ่ ๆ เพราะกลัวต่อราชภัย พากันเก็บตัวเงียบอยู่ มนุษย์ด้วยซ�้า อย่างไรก็ตาม ภูมิภพเทวดาก็เป็น
ในบ้านของตน สุคติภูมิอย่างหนึ่ง เป็นที่เกิดของผู้มีบุญอันกระทา


เมื่อวันเวลาผานไป ความเชื่อที่งมงายและการ ไว้แล้ว เมื่อความจริงเป็นอย่างนี้ ทั้งมนุษย์และ
ทาพลีกรรมดวยการฆาสัตวกคอย ๆ หมดไป ส�าหรับ เทวดานั้นจึงควรจะละชั่ว ทาดี และท�าจิตของตน







พระเจาพรหมทัตนั้น นอกจากทรงก�าจัดความงมงาย ให้ผ่องใส อันจะเป็นปัจจัยนาตนเข้าสู่พระนิพพาน


ด้วยพระราชกุศโลบายนี้แล้ว พระองค์เองยังได้ทรง ซึ่งเป็นที่ปราศจากกิเลสทั้งหลาย จึงจะเป็นการดี


ประทานพระบรมราโชวาทอย่เนือง ๆ ให้ชาวเมือง ที่สุดตามที่พระพุทธเจ้าทรงพร่าสอนไว้
หันมาบ�าเพ็ญทาน รักษาศีล และเจริญจิตภาวนา
แทนความเชื่อที่งมงายนั้นด้วย แม้พระองค์เองก็ทรง (ทุมเมธชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย


ปฏิบัติเชนเดียวกัน ในเวลาสิ้นพระชนมจึงทรงเขาถึง ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๙ หน้า ๔๑)

สุคติโลกสวรรค์ ด้วยประการฉะนี้
ชาดกเรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า ศรัทธาคือความเชื่อ

ของคนนั้นต้องใช้คู่กับปัญญา คือรู้เท่าทันสิ่ง





ทั้งหลายตามเป็นจรง จึงจะก่อให้เกิดประโยชน์
กรณีชาวเมืองพาราณสีมีศรัทธา คือเชื่อต่อเทวดา
ว่าสามารถช่วยเหลือได้ จึงพากันอ้อนวอนด้วย
ประการต่าง ๆ นั้น เป็นความเชื่อที่งมงาย ทาให้

เสียเวลาในการไปสักการะ เสียการเสียงานที่เคย

ปฏิบัติ เสียทรัพย์ในการจัดทาพลีกรรม และทาให้

สัตว์อื่น ๆ ล้มตายในการทาพลีกรรมนั้นด้วย แม้


จะได้ความสบายใจจากการกระทานั้นบาง แตก็สูญ





เปลา เพราะเทวดาเหลานั้นไมอาจประทานอะไรได ้
เลย
508


509


เหยี่ยวนกเขา







“ปราชญ์กลาวชวิตของผเป็นอยู่ด้วย

ปัญญาว่า ประเสริฐสด”








ครั้งหนึ่ง พระศาสดาประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี

ั้




วันหนึ่ง พระองคตรัสเรียกภกษุทั้งหลายมาแลวตรัสวา “ภิกษุทงหลาย พวกเธอ



จงเที่ยวไปในที่ควรเที่ยวไปเถิด แลวตรัสวา เมื่อกอนนี้ มีสัตวเดียรัจฉานตัวหนึ่ง

ี่


ื้



ละทิ้งวิสัยของตนแลวไปเทยวหากินในที่ที่ไมควรไป จึงตกไปสเงอมมือของศัตร
แต่รอดชีวิตมาได้ เพราะมีอุบายวิธีที่ฉลาด”
จากนั้นทรงน�าเรื่องในอดีตมาตรสว่า ภิกษุทั้งหลาย ในอดีตกาล ครั้ง

พระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้มาเกิดใน

กาเนิดนกมูลไถ อาศยอยู่ในมูลดินที่เขาไถนา วันหนึ่ง นกมลไถนั้นอยากจะ



ออกไปหากินที่อื่นบ้าง จึงบินไปหากินที่ท้ายดงแห่งหนึ่งตามลาพัง ครั้งนั้น มี



เหยี่ยวนกเขาตัวหนึ่ง ซึ่งหากินประจาบรเวณนั้น มองเห็นนกมูลไถกาลังหา
อาหารจึงบินโฉบลงมาจับนกมูลไถนั้นไป เพื่อกินเป็นอาหาร


ั้
นกมูลไถเมื่อถกเหยี่ยวนกเขาบินโฉบพาไปเช่นนน จึงร้องไห้คร่าครวญ

ว่า “ตัวเรานี้เคราะห์ร้ายเหลือเกิน อาภัพบุญอาภพวาสนา วันนี้ตั้งใจจะออก
จากที่หากินเดิมซึ่งจาเจ เพื่อมาหากิน ณ ที่ใหม่ ซึ่งเป็นที่ไม่ควรมา เพราะไม่

คุ้นเคยมาก่อน จึงถูกเหยี่ยวนกเขาจับตัวไว้ ถ้าวันนี้เราออกไปหากินในที่ควร
ไปไซร้ เหยี่ยวนกเขาตัวนี้ก็คงไม่มีปัญญาจับเราเป็นแน่”



เหยี่ยวนกเขาไดฟงดังนั้น จึงถามวา “ดูกอนเจานกมูลไถ ที่หากินอันเปน



ถิ่นพ่อแม่เจ้าเป็นเช่นไร ?”
นกมูลไถตอบว่า “ที่หากินซึ่งเป็นถิ่นของพ่อแม่เรานั้น ได้แก่ที่ก้อนดินที่
เกิดจากการไถ ซึ่งอยู่ตรงโน้น”
เหยี่ยวนกเขาได้ฟังแล้ว ก็อยากจะทดสอบความสามารถของตน และ
ทดสอบความว่องไวของนกมูลไถ จึงได้ปล่อยนกมูลไถนั้นให้เป็นอิสระ เพื่อให้

ึ้



กลับไปที่ของมัน แลวจะไปจับใหมอีกครั้งหนึ่ง จึงพูดขนวา “ไปเถิดเจานกมูลไถ
510


เราจะทดสอบกันว่า แม้เจ้าไปในที่เดิมของเจ้า ก็ ชาดกเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าคิดท�าในสิ่งที ่



ยังสู้ความเร็วของเราไม่ได้” ตนเองไม่ถนดและไม่มีความชานาญ เพราะจะนา





นกมูลไถเมื่อถูกปลอย ก็บินกลับไปสูที่เดิม ความวบัติมาให สิ่งทไมถนัดไมช�านาญนั้น ยอมมีอยู ่




ี่

โดยมีเหยยวนกเขาบินตามห่างๆ เมื่อบินไปถง ด้วยกันทุกคน เช่น บางคนถนัดด้านการเขียน แต่
ที่ของตนแล้ว ก็บินลงไปจับที่ดินก้อนใหญ่ ยืน ไม่ถนัดด้านการพูด บางคนถนัดด้านการพูด แต่ไม่



ทาทายเหยี่ยวนกเขาวา “เจาเหยี่ยวนกเขาเอย ถ้า ถนัดด้านการเขียน บางคนไม่ถนัดทั้งสองอย่าง แต่





ท่านแน่จริง ก็บินโฉบมาจับเราเลยซิ” บางคนก็ถนัดทั้งสองอยาง ทีเปนเชนนี้ เพราะคนเรา
เหยี่ยวนกเขา เมื่อถูกท้าทายเช่นนั้นก็เกิด รับการฝึกฝนอบรมมาไม่เหมือนกัน จึงได้สติปัญญา
อารมณ์โกรธ จึงลู่ปีกทั้งสองโฉบไปที่นกมูลไถ มาไมเทากัน จะเห็นวาเหยี่ยวนกเขาถนัดในดานการ





ทันทีทันใด เพื่อหวังจะจับขยี้ให้หายแค้น ฝ่ายนก ใช้กาลัง แต่ไม่ถนัดหรือเชี่ยวชาญด้านการใช้สมอง







มูลไถไดระวังตัวอยูกอนแลว เมื่อรวาเหยี่ยวนนจะ หรือสติปัญญา
ั้



โฉบมาถึงตัว ก็กระโดดหลบเขาไปในระหวางกอน ฉะนั้น เมื่อประสบเหตุจึงใช้กาลังตัดสิน การ


ดินนั้นเอง เหยี่ยวนกเขาที่โฉบลงมาดวยความเร็ว ใช้กาลังตัดสินยอมมีทั้งแพและชนะ ผิดจากนกมลไถ






สูง จึงไม่สามารถจะหยุดความเร็วได้ทัน ในที่สุด ซึ่งแม้จะตวเล็ก ไม่มีทางสู้พละก�าลงของเหยี่ยว
ก็กระแทกเข้ากับก้อนดินเบื้องล่าง และอกแตก นกเขาได้เลย แต่เป็นนกที่ฉลาด มีสติปัญญา มี
ตายคาที่ตรงนั้นนั่นเอง อุบายวิธีเอาตัวรอด ฉะนั้น เมื่อประสบปัญหาจึงใช้


พระศาสดาครั้นน�าเรองในอดีตมาแสดง อุบายวิธีเอาตัวรอดได้ การชนะด้วยสติปัญญานี้
อย่างนี้แล้ว จึงตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย แม้สัตว์ ประเสริฐนัก เพราะชนะไดแมกระทั่งขาศึกที่ใหญกวา





เดรัจฉานยังตกไปในเงื้อมมือศัตรู เพราะเที่ยว และวิธีเอาชนะด้วยสติปัญญานั้น ก็ทาได้หลายรูป


หากินในที่ไม่ควรเที่ยวไป แต่เมื่อเที่ยวหากินในที่ แบบ เช่น ชนะโดยการทาศัตรูให้เป็นมิตรก็ได้ ชนะ
ควรเที่ยวไป จึงปลอดภัยจากศัตรูได เพราะฉะนั้น โดยการท�าศัตรูให้เป็นศัตรูต่อกันก็ได้ ชนะโดยที่ผู้

ื่

พวกเธอก็อย่าเที่ยวไปในที่อนซึ่งไม่ควรเที่ยวไป แพ้ไม่รู้สึกเสียเกียรติก็ได้ สติปัญญาจึงสาคัญในการ


ภิกษทั้งหลาย เมื่อพวกเธอเที่ยวไปในที่อื่นที่ไม่ ดาเนินชีวิต ดังพุทธศาสนสุภาษิตว่า
ควรเที่ยวไป มารย่อมจะได้ช่องได้อารมณ์ ภิกษุ
ทั้งหลาย ที่อื่นที่ไม่ควรเที่ยวไปของพวกเธอนั้น สติมา สุขเมธติ
ได้แก่ รูปที่รู้ได้ด้วยตา ๑ เสียงที่รู้ได้ด้วยหู ๑ แปลว่า คนมีสติย่อมได้รับความสุข
กลิ่นที่รู้ได้ด้วยจมูก ๑ รสที่รู้ได้ด้วยลิ้น ๑ ปญฺญา โลกสฺมิ ปชฺโชโต
โผฏฐัพพะที่รู้ได้ด้วยกาย ๑ ภิกษุทั้งหลาย นี้แล แปลว่า ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก
เป็นที่อื่นซึ่งภิกษุไม่ควรเที่ยวไป
หลังจบพระธรรมเทศนา พระศาสดาทรง (สกุณัคฆิชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ประชุมชาดกว่า เหยี่ยวนกเขาในครั้งนั้น ได้เป็น ชาดก ทุกนิบาต เล่ม ๓๐ หน้า ๘๙)
เทวทัตในบัดนี้ ส่วนนกมูลไถ ก็คือเราตถาคตนี้
แล
511


512


ความสวัสดี




“ใชปัญญา ตั้งใจจริง ทิ้งความใคร่
ท�าใจให้สงบ พบทางสวัสดี”













ในอดตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบติอยู่ในพระนคร
พาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นโอรสองค์สุดท้อง ในจานวนพระพี่ยาเธอ





ทั้งหมด ๑๐๐ องค ในครั้งนั้น พระปจเจกพุทธเจาหลายพระองครับนิมนต ์

มาฉันในพระราชวัง พระโพธิสัตว์นั้นทรงกระทาหน้าที่ไวยาวัจกรแก่พระ
ปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น
วันหนึ่ง ทรงดาริว่า “พี่ชายของเรามีหลายคน เราจักได้ครองราช

สมบัติในพระนครนี้หรือไม่หนอ?”
ในวันต่อมา จงนมัสการถามความนั้นกับพระปัจเจกพุทธเจ้า ท่าน








เหลานันจงกลาววา “ขอเจริญพรพระกุมาร พระองคจักไมไดครองราชสมบติ


ในพระนครนี้ แต่จะได้ครองราชสมบัติที่นครตักศิลา ซึ่งอยู่ห่างจากที่นี่
๑๒๐ โยชน์ พระองค์เสด็จไปสู่นครนั้นแล้วจักได้ขึ้นครองราชย์ในวันที่ ๗
นับจากวันนี้ แต่ในระหว่างทางต้องผ่านดงใหญ่มีอันตรายรอบด้าน ถ้าจะ


เสด็จออมดงนั้น ตองออมไกลถึง ๑๒๐ โยชน แตถาเสด็จไปทางตรง ระยะ





ทางก็เพียง ๕๐ โยชนเทานั้น ขอส�าคัญทางไปนั้นมีชื่อวา “อมนุสสกันดาร”



ในอมนุสสกันดารนั้น นางยักษิณีทั้งหลายจะพากันเนรมิตบ้านและ
ศาลาไว้ริมทาง ตระเตรียมที่หลับที่นอนไว้ พากันแต่งตัวอย่างสวยงาม นั่ง
ในศาลาริมทาง เพื่อเหนี่ยวรั้งชายที่เดินทางด้วยคาอ่อนหวาน เชื้อเชิญให้

หลงใหลด้วยประการต่าง ๆ เป็นต้นว่า “ท่านทั้งหลายคงเหน็ดเหนื่อยจาก

การเดินทาง เชิญนั่งพักที่ศาลาหลังนี้ดื่มน้าเย็น ๆ ก่อน แล้วค่อยเดินทาง

ต่อ” จากนั้นก็พากันเย้ายวนด้วยมารยาหญิง พอเผลอก็จับชายผู้นั้นกิน
โดยพวกเธอจะคอยจับกินชายที่หลงใหลในรูปด้วยอาการอย่างนี้ จับผู้ท ี่
หลงใหลในเสียงดวยการขับรองบรรเลงเพลงหวาน เจื้อยแจว จับผูที่หลงใหล




ในกลิ่นด้วยกลิ่นทิพย์อันหอมกรุ่น จับผู้หลงใหลในรสด้วยโภชนะอันมีรส
513






เลิศตางๆ จับผูที่หลงใหลในสัมผัสดวยที่นอนอันออน สวยงาม เข้าไปหานางยักษิณีเหล่านั้น ก็ถูกพวกมัน

นุ่มดุจที่นอนทิพย์ ถ้าพระกุมารจักสารวมระวังตาหู จับกินในที่นั้นเอง จากนั้นพากันไปดักข้างหน้า
จมูกลิ้นกายของตน ตั้งสตใหมั่นคงในการเดินทางไป เนรมิตศาลาหลังหนึ่งไว้ นั่งถือดนตรีต่าง ๆ ขับร้อง



ก็จักปลอดภัย และได้ขึ้นครองราชย์ที่พระนครนั้น อยู่
ในวันที่ ๗ อย่างแน่นอน” บรรดาชาย ๔ คนนั้น คนที่ชอบเสียงเพลงก็


พระกุมารโพธิสัตว์ตรัสว่า “ข้าแต่พระคุณเจ้า เดินลาหลัง พวกมันก็พากันกินคนนั้นเสีย แลวพากัน


ข้าพเจ้ารับโอวาทของท่านทั้งหลายแล้ว จกส�ารวม ไปดักข้างหน้า จัดน้าหอมนานาชนิดใส่ขวด นั่งเปิด

ระวังตา หู จมูก ลิ้น และกาย ของตนให้ดี” จากนั้น ร้านขายน้าหอม ถึงตรงนั้น คนที่ชอบกลิ่นก็เดินล้า
จึงกราบลาพระปัจเจกพุทธเจ้า และพระราชมารดา หลัง พวกมันก็พากันกินคนนั้นเสีย แล้วพากันไปดัก

พระราชบิดา เสด็จไปสู่พระตาหนัก ตรัสกะคนของ ข้างหน้า จัดโภชนะที่มีรสเลิศต่าง ๆ นั่งเปิดร้านขาย


พระองค์ว่า “เราจักไปครองราชสมบติในพระนคร ข้าวแกง ถึงตรงนั้น คนที่ชอบรสก็เดินล้าหลัง พวก
ตักศิลา พวกเจ้าจงอยู่กันที่นี่เถิด” มันก็พากันกินคนนั้นเสีย แล้วไปดักข้างหน้าอีก
ชายทั้ง ๕ คน ทูลว่า “ข้าแต่พระกุมาร แม้ข้า ตกแต่งที่นอนดุจที่นอนทิพย์ นั่งคอยอยู่ ถึงตรงนั้น
พระองค์ทั้งหลายก็จักตามเสด็จด้วย” “พวกเจ้าอย่า คนที่ชอบโผฏฐัพพะคือสัมผัส ก็เดินล้าหลัง พวกมัน
ตามเราไปเลย เพราะระหว่างทางมีพวกยักษิณีคอย ก็พากันกินคนนั้นเสียอีกคน เมื่อทั้ง ๕ คนถูกนาง

ยั่วยวนให้ลุ่มหลงในรูป รส กลิ่น เสียงและสัมผัส ยักษิณีกนไปแล้ว กเหลือแต่พระกุมารโพธิสัตว์


แล้วจับกินเป็นอาหาร เราเตรียมตัวไว้แล้วจึงไปได้” พระองค์เดียวเท่านั้นที่เดินทางต่อ






ชายเหลานั้นทูลวา “พวกขาพระองคจักไมใสใจ ครั้งนั้น นางยักษิณีตนหนึ่งคิดว่า “ชายคนนี้มี


รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส ที่พวกยักษิณีเนรมิต มนต์ขลงยิ่งนัก ถ้าเราจบกินไม่ได้กจักไม่กลับ” จึง



ไว้ ขอได้โปรดอนุญาตให้ข้าพระองค์ตามเสด็จด้วย เดินตามหลังพระกุมารโพธิสตวไปเรื่อย ๆ พอจะออก
เถดพระเจ้าข้า” “ถ้าเช่นนั้นพวกเจ้าจงเป็นผู้ไม่ จากดง คนทั้งหลายที่ท�างานชายปาจงถามนางยักษิณี






ั้
ประมาทเถิด” แล้วพาชายทง ๕ เหล่านั้นเสดจไป ว่า “ชายทีเดินนาหน้านั้นเป็นใคร?” “เป็นสามีของ
นางยักษิณทั้งหลายพากันเนรมิตศาลาเป็นต้น นั่ง ข้าเอง”

คอยอยู่ที่ริมทาง คนเหล่านั้นจึงกล่าวว่า “พ่อหนุ่ม แม่นางคนนี้
บรรดาชายทั้ง ๕ คนนั้น คนที่ชอบรูปสวยๆ บอบบางยิ่งนัก น่าทะนุถนอมเหมือนพวงดอกไม้ ผิว




ไดเห็นรูปหญิงสวยเหลานั้นแลว ก็มีจิตกาหนัดรักใคร ก็งามเหมือนดงทอง นางหนีออกจากพอแมมาเพราะ
ั่



จึงเดินล้าหลังคนอื่น พระกุมารโพธิสัตว์เห็นเช่นนั้น รักเจา เหตุใดเจาจงปลอยใหนางลาบาก ไมจูงมือนาง







จึงตรสว่า “เหตุใด เจ้าจึงเดินล้าหลังคนอื่นเล่า?” ไปเล่า?”



“ข้าแต่พระกุมาร ข้าพระองค์เจ็บเท้า ขอนั่งพักที่ พระกุมารโพธิสัตวตรัสวา “ทานทั้งหลาย นาง


ศาลาสักครู แลวจกรีบตามไป” “นั่นมันคือนางยักษิณี ไม่ใช่เมียของเราดอก นางเป็นยักษ์ คนของเรา ๕



เจ้าอย่าไปสนใจมันเลย” “ข้าแต่พระกุมาร จะเป็น คน ถูกพวกมันกินไปหมดแล้ว”







อยางไรกชางเถอะ ขาพระองคขอพกสักครู” “ถาเชน ยักษณีได้ยินเช่นนั้นจึงกล่าวว่า “พ่อเจ้า





นั้น เจ้าอย่าประมาท” ประคุณทั้งหลาย ธรรมดาผูชาย ในเวลาโกรธก็กลาว
จากนั้นพาอก ๔ คนเดินทางตอ ชายที่ชอบรป หาว่าเมียของตนเป็นนางยักษ์ก็ได้ เป็นเปรตก็ได้”



514


จากนั้นก็เดินตามมาไปเรื่อยๆ จนถึงนครตักศิลา เมื่อถึงนครตักศิลา





แลว พระกุมารโพธิสตวกเสด็จไปประทับนั่งที่ศาลาหลังหนึ่ง สวนนางยักษิณี
นั้นไมสามารถเขาไปพักดวยได เพราะเดชานุภาพของพระกุมารโพธิสัตวนั้น





จึงเนรมิตตัวเป็นสาวสวยยืนเฝ้าที่ประตูศาลา

ขณะนั้น พระราชาแห่งนครตักศิลา กาลังเสด็จออกจากพระนครเพื่อ
ไปสู่พระราชอุทยาน ทรงมีจิตปฏิพัทธ์ในนางนั้น จึงทรงส่งราชบุรุษไปสืบดู
เมื่อทราบว่านางไม่มีสามี จึงทรงสถาปนาไว้ในตาแหน่งอัครมเหสี

ฝ่ายนางยักษิณีนั้น วันหนึ่ง ครั้นร่วมหลับนอนกับพระราชาเสร็จแล้ว




ก็ทาทีเปนรองไห เมื่อพระราชาตรัสถาม จึงกราบทูลวา “หมอมฉันเปนบุคคล




ที่พระองคทรงพบที่หนทางแลวน�ามา อนึ่ง ในพระราชวังแหงนี้ก็มีหญิงบ�าเรอ



พระองค์อยู่เป็นจานวนมาก วันหนึ่ง คนใดคนหนึ่งอาจพูดขึ้นว่า “ใครๆ รู้จัก
มารดาบิดา โคตร หรือชาติของแม่หญิงคนนั้นบ้าง” หม่อมฉันเมื่อได้ฟังแล้ว
คงต้องเก้อเขินเป็นแน่ ถ้าพระองค์มีพระทัยเมตตาพระราชทานความเป็น
ใหญ่และการบังคับบัญชาในแว่นแคว้นทั้งหมดแก่หม่อมฉัน ใครๆ ก็จะไม่





กล้าก�าเริบกลาวแกหมอมฉันไดเลย” ทรงรับสั่งวา “นองหญิง ชาวแวนแควน



มิไดเปนสมบัติของฉัน แตชนเหลาใดในแวนแควนนี้ละเมิดกฎหมาย กระทา








สิ่งที่ไมควรทา ฉันบังคับใชกฎหมายกับคนเหลานนเทานั้น เพราะเหตุนั้น ฉัน













จึงไมสามารถใหความเปนใหญ และการบังคับบัญชาในแวนแควนแกเธอได”

“ถ้าพระองค์ไม่สามารถจะพระราชทานการบังคับบัญชาในแว่นแคว้นหรือใน
พระนครได้ ก็ขอได้โปรดพระราชทานให้หม่อมฉันมีอานาจเหนือคนทั้งปวง

ที่รับใช้ภายในพระราชวังเถิด พระเจ้าข้า”
เพราะติดอกติดใจในสัมผัสประดุจทิพย์ของนาง พระราชาแห่งนคร
ตักศิลาจึงได้พระราชทานอานาจให้ตามคาขอ คืนนั้น หลังจากพระราชา



บรรทมหลับสนิท นางยักษิณีนั้นก็กลบไปเมืองของตน ชวนพวกยกษมานคร




ตักศิลา ปลงพระชนมพระราชา แลวกินเนื้อหนังมังสาและเลือดจนหมด เหลือ
ไว้แต่เพยงกระดูก ส่วนพวกยักษ์ที่เหลอก็ฆ่าคนทั้งหลายรวมถึงสัตว์เลี้ยง


ต่างๆ แล้วกินจนหมดเกลี้ยงเช่นกัน จากนั้นก็พากันกลับเมืองยักษ์ไป






รุงเชา ชาวเมืองเห็นประตูพระราชวังปดอยูก็พากันพังประตูเขาไป เหน


พระราชวังเกลื่อนกลนไปดวยกองกระดูก จึงกลาววา “ชายคนนั้นพูดไวเปน





ความจริงทกอย่าง นางเป็นยักษ์มิใช่เมียของเขา แต่พระราชาไม่ทรงทราบ
ข้อนี้ จงทรงนามันมาแต่งตั้งให้เป็นมเหสีของพระองค์ แล้วจึงถูกมนปลง



515


พระชนม์ น่าเวทนาจริงหนอ” จากนั้นช่วยกันท�าความสะอาดพระราชวัง

แล้วปรึกษากันว่า “เมื่อวานนี้ ชายคนนั้นไม่ได้ลุ่มหลงไปตามรูปที่เห็น ซึ่งนาง

ยักษ์จาแลงไว้สวยงามประดุจรูปทิพย์ แล้วเดินติดตามไปข้างหลังเลย เขาเป็น
คนที่ประเสริฐยิ่งนัก ถ้าชายเช่นนั้นปกครองแว่นแคว้นรัฐสีมามณฑล จักมี

แต่ความสุขความเจรญ พวกเราช่วยกันอัญเชิญเขาขึ้นเป็นพระราชาในนครนี้
เถิด”
ชาวเมืองเหล่านั้น ได้มีความเห็นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จึงเข้าไปหา


พระกุมารโพธิสัตว์ แล้วกล่าวอญเชิญให้ขึ้นครองราชย์แทนพระราชาองค์เก่า
ที่สวรรคตไปแล้ว ฝ่ายพระกุมารโพธิสัตว์ เมื่อขึ้นครองราชย์แล้วก็ด�ารงตนอยู่
ในทศพิธราชธรรม ทรงงดเว้นจากอคติ ๔ ครองราชสมบัติโดยธรรม หลัง


จากสิ้นพระชนม์แล้ว ก็เสด็จไปสู่สุคติตามยถากรรมที่ทรงบาเพ็ญมา
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนใจว่า การด �าเนินชีวิต ถ้าขาด พระธรรมนาทาง


แลว โอกาสที่จะประสบกับความหายนะก็เปนไปได ้ตลอด เวลา ความสารวม







ระวังจึงเปนธรรมที่สาคัญในการด �าเนินชีวิต เพราะนอกจากจะชวยไมใหเกิด
ความหายนะแล้ว ยังส่งเสริมให้ประสบกับความโชคด ีมีสุขอีกด ้วย
ด ังจะเห็นว่าพระกุมารโพธิสัตว์ไม่ตกเป็นเหยื่อของนางยักษ์ เพราะ

อาศัยความสารวมระวังนั่นเอง โด ยสารวมระวังตา ไม่มองด ูหญิงสาวที่นาง


ยักษ์จ�าแลงมายั่วยวน สารวมระวังห ขณะได ้ยินเสียงขับร้องที่หญิงสาว




บรรเลง สารวมระวังจมูก ขณะได กลิ่นหอมที่หญิงสาวชโลมตัว สารวมระวัง
ั้
ลิ้น ขณะเห็นอาหารที่มีรสเลิศ ซึ่งหญิงสาวเหล่านนเชื้อเชิญให้ทาน และ

สารวมระวังกาย ที่หญิงสาวเชื้อเชิญให้สัมผัสถูกต้อง ด ้วยการไม่ด ู ไม่ฟัง
ไม่ด มกลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่ถูกต้องสัมผัส และถ้าจาเป็นก็ด ู ฟัง ด ม ลิ้ม และ

สัมผัสอย่างมีสติ ไม่ปล่อยให้ความรักและความชังเกิด ขึ้น
เหตุนั้น จึงท�าให้พระกมารโพธิสัตว์พ้นจากหายนะกลางป่า และ

ประสบความโชคด ีมีสุข และได ้ขึ้นครองราชย์โด ยธรรมในเวลาต่อมา นัย
ตรงกันข้าม ชายที่ติด ตามพระกุมารโพธิสัตว์ ๕ คน ต้องประสบกับความ



หายนะถึงกับสิ้นชีวิตนั้น เพราะปลอยกายปลอยใจไปตามอารมณ ไมสารวม




ระวังตน ปลอยใหเกิด ความชอบความชัง เวลาเห็นรูป ฟงเสียง ด มกลิ่น ลิ้ม


รส และถูกตองสัมผัสทางกายนั่นเอง เพราะฉะนั้น ความสารวมระวังจึงเปน



ธรรมปฏิบัติ เพื่อให้พ้นเสื่อมและประสบความเจริญที่ควรน้อมนามาปฏิบัติ
โด ยแท้
(เตลปัตตชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๙ หน้า ๒๗๗)
516


517



แรงอธษฐาน




“สตบุรษทั้งหลายย่อมตั้งม่น


ในค�าสตย์ที่เป็นอรรถเป็นธรรม”









ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าโกสัมพกะครองราชย์สมบัติอยู่ในกรุงโกสัมพี

ครั้งนั้น มีพราหมณสองคนเปนสหายรักกันมานาน คนหนึ่งชื่อทีปายนะ อีกคน



ชื่อมัณฑัพยะ ทั้งสองมีทรัพยสินจานวนมาก วันหนึ่ง รูสึกเบื่อหนายในการครอง








เรอน จึงพากันนาทรัพยสินนั้นบริจาคเปนทาน หลังจากนั้นไดออกบวชเปนดาบส
อยู่ในป่าหิมพานต์ ๕ ปี แต่ยังไม่สามารถบาเพ็ญฌานใด ๆ ให้เกิดขึ้นได้

ครั้นล่วงไป ๕๐ ปี จึงพากันเที่ยวไปตามชนบทต่าง ๆ จนมาถึงแคว้น





กาส ดาบสทังสองจึงไดไปเยี่ยมสหายของทปายนะดาบส ที่นิคมแหงหนึ่ง สหาย

นั้นมีความยินดี จึงสร้างบรรณศาลาถวาย แล้วบารุงด้วยปัจจัย ๔ สองดาบส
อาศัยอยู่ที่บรรณศาลานั้น ๓–๔ ปี แล้วลาสหายผู้ใจดีนั้น เที่ยวจาริกไปจนถึง
เมืองพาราณสี เมื่อไปถึงจึงอาศัยอยู่ในป่าช้า (อธิมุตติกสุสาน) หลังจากอาศัย

อย่พอควรแล้ว ทีปายนะดาบสกลามัณฑัพยะดาบสกลับไปหาสหายของตน


ส่วนมัณฑัพยะดาบสยังอยู่ที่เดิม



อยูมาวันหนึ่ง มีพวกโจรกลมหนึ่งเขาไปขโมยของในเมือง เมื่อถูกเจาของ


และเจ้าหน้าที่ไล่ติดตาม จึงหนีมาจนถึงป่าช้า เมื่อเห็นจวนเจียนจะถูกจับ จึงทิ้ง
ของนั้นที่ประตูบรรณศาลาของมัณฑัพยะดาบสแล้วพากันหนีไป พวกมนุษย์ที่





ตามมาเห็นของนั้น จงกลาววา “หนอยแน ไอนักบวชชั่ว ตอนกลางวันเปนนักบวช

พอตกดึกกลายเป็นโจร” “นั่นสิ พวกเราปล่อยเอาไว้ไม่ได้” จากนั้น จึงช่วยกัน
ทุบตีแล้วจับตัวน�าส่งพระราชา พระราชาไม่ทรงพิจารณาให้ถี่ถ้วน กรับสั่งให้

ราชบุรุษนาตัวไปเสียบหลาว



พวกราชบุรุษนาตวไปเสียบหลาวไม้ตะเคียนที่ป่าช้าแห่งนน แต่เสียบไม่
ั้


เข้า แม้จะเปลี่ยนเป็นหลาวไม้สะเดาและหลาวเหล็ก ก็ยังเสียบไม่เข้าอยู่ดี
มัณฑัพยะดาบสจึงพิจารณาดูบุพกรรมของตน ก็รู้ว่าในภพก่อนตนเคยเกิดเป็น
บุตรนายช่างไม้ วันหนึ่งไปถากไม้กับพ่อ ระหว่างนั้นได้จับแมลงวันมาตัวหนึ่ง
518



แล้วเอาหนามไม้ทองหลางเสยบเข้าที่ก้น หนามไม้ จริงหรือไม่ ถึงได้ลงพระราชอาญา” พระราชาจึง







ทองหลางนั้นติดอยูที่ตัว แตไมท�าใหแมลงวันนั้นตาย ตรัสวา “ความจริง เราก็ยงไมไดไตรตรองใหดี เพราะ



คงตายไปตามปกติเมื่อสิ้นอายุขัย บัดนี้ บาปกรรม เห็นชาวบ้านบอกว่าดาบสผู้นี้เป็นโจร” หลังจากนั้น


ั่
นั้นกาลังตามให้ผล เมื่อรู้อย่างนี้จึงได้กล่าวกะ จึงรับสงให้ถอนหลาวออก พวกราชบรุษไม่สามารถ
ราชบุรุษว่า “ถ้าท่านต้องการจะเสียบเราให้เข้า ก็จง จะถอนออกได้

เอาหลาวไม้ทองหลางมาเสียบเถอะ” มัณฑัพยะดาบสจึงทูลพระราชาว่า

พวกราชบรุษจึงเอาไม้ทองหลางมาเสียบ ก็ “มหาบพิตร อาตมภาพประสบความทุกข์ทรมาน

เสียบเข้าได้ จากนั้นก็จัดยามเฝ้าอารักขาไว้เพื่อคอย อย่างนี้ก็เพราะกรรมที่ได้ทาไว้แต่ปางก่อน หลาวนี้

ดูผู้ที่จะมาหามัณฑัพยะดาบส ฝ่ายทีปายนะดาบส ไมมีใครถอนจากตัวอาตมภาพไดดอก ถาพระองคจะ






คิดวา ตัวเองไมไดไปพบมัณฑัพยะดาบสนานแลว จึง ทรงพระราชทานชีวิตแก่อาตมภาพ ก็ขอได้โปรดสั่ง














เดินทางไปเยยม ระหวางทางก็ไดฟงขาววามัณฑัพยะ ให้ราชบรุษเอาเลื่อยมาตดหลาวทั้งสองข้าง





ี่


ดาบสถูกเสียบด้วยหลาว จึงรีบไป ณ ที่นั้น เมื่อไป ให้เสมอกับหนังของอาตมภาพเถิด”
ถึงจึงถามว่า “ท่านท�าผิดอะไร ถึงได้ถกเสียบด้วย พระราชาจึงรับสั่งให้ราชบุรุษท�าตามประสงค์

หลาวแบบนี้” ของมัณฑัพยะดาบส จากนั้นก็ก้มลงกราบขอให้





มัณฑัพยะดาบสตอบว่า “นี่เป็นเรื่องเข้าใจผิด ดาบสทั้งสองอดโทษให แลวนิมนตใหอาศัยอยูในพระ



ความจริงแล้วข้าไม่ได้ทาอะไรเลย” “แล้วท่านโกรธ ราชอุทยาน ทรงบารุงอย่างดี สาหรับทีปายนะดาบส


เคืองคนที่ทาร้ายท่านหรือเปล่า?” มัณฑัพยะดาบส หลังจากรกษาแผลมัณฑัพยะดาบสจนหายดีแล้ว ก็




ตอบว่า “ข้าไม่โกรธดอก นี่เป็นเพราะกรรมของข้า เดินทางกลับไปหาสหายของตน สหายนั้นไดฟงขาว
เอง” ก็มีความยินดี จึงพาบุตรและภรรยาไปไหว้ทีปายนะ
ทีปายนะดาบสจึงกล่าวว่า “ร่มเงาของผู้มีศีล ดาบส จากนั้นนั่งฟงเรื่องราวของมัณฑัพยะดาบสที่ที

เช่นท่าน เป็นความสุขสาหรับข้า” จากนั้นได้เข้าไป ปายนะดาบสเล่าให้ฟัง











ั้
นั่งพิงหลาวไว้ หยาดโลหิตที่ไหลออกจากตัว ครงนั้น บุตรของสหายนั้นเลนลูกขางอย ณ ที่
มัณฑัพยะดาบสได้หยดลงถกตัวของทีปายนะดาบส ปลายทางจงกรม ลูกข่างที่เล่นได้กระเด็นตกไปถูก



แล้วก็แห้งด�าไปทั้งตัว ตั้งแต่นั้นท่านจึงได้นามว่า อสรพิษที่อยในโพรงจอมปลวก เด็กนั้นไมรู จึงเอามือ


“กัณหทีปายนะ” ทีปายนะดาบสนั้นนั่งพงหลาวอยู่ ล้วงเข้าไปในโพรง ถูกอสรพิษนั้นกัดที่มือ พิษร้ายได้


อย่างนั้นตลอดคืนยันรุ่ง ทาให้เด็กสลบและล้มลง

วันรุ่งขึ้น พวกยามที่เฝ้าอารักขา จึงเข้าไป มารดาบิดารู้ว่าลูกถูกอสรพษกัด จึงอุ้มไปหา
กราบทูลเหตุการณ์นั้นแด่พระราชา พระราชาจึงรีบ ทีปายนะดาบสแล้วกล่าวว่า “ท่านดาบส ช่วยลูกของ
เสดจไปดู แลวตรัสถามทีปายนะดาบสวา “ทานดาบส ข้าด้วยเถิด ท่านต้องมยาหรือมีคาถาช่วยลูกของข้า





ทาไมท่านมานั่งพิงหลาวแบบนี้” ได้แน่ๆ”

ทีปายนะดาบสทูลว่า “ข้ามานั่งเฝ้าสหาย ทีปายนะดาบสกลาววา “เราไมมียารักษา แลว




มหาบพิตร ทรงทราบแล้วหรือว่าสหายของข้าทาผิด ก็ทาอย่างที่ท่านว่าไม่ได้ดอก”


519







สองสามีภรรยานั้นจึงไดขอรองวา “ถาเชนนั้น เสียละ”
ขอท่านได้ตั้งเมตตาในเด็ก แล้วทาสัจจะอธิษฐาน ทีปายนะดาบสตอบวา “เพราะเราไมอยากให ้







เพื่อช่วยลูกของข้าด้วยเถิด” ใครวาเราวา เปนคนเหลวไหล กลับกลอก แลวทาน



ทีปายนะดาบสจึงวางมือบนศีรษะของเดก ละ ถ้าไม่อยากต้อนรับแขกแล้วฝืนใจทาทาไม ?”


จากนั้นได้ทาสัจจะอธิษฐานว่า สหายของทีปายนะนั้นตอบว่า “ข้าท�าตาม

“เมื่อตอนแรกที่เราบวช เรายินดีประพฤติ บรรพบุรุษ เพราะไม่อยากให้ใครมาว่าได้ว่า ไม่ทา
พรหมจรรย์ได้เพียง ๗ วันเท่านั้น จากนั้น แม้เรา ตามธรรมเนียมของตระกูล” พูดจบก็หันไปถาม





ไมยินดก็ทนประพฤติพรหมจรรยถึง ๕๐ กวาป ดวย ภรรยา ที่ฝนใจครองเรือนมาดวยกันโดยมิไดมีความ









ความสัตย์อันนี้ ขอให้ลูกของท่านจงรอดชวิตเถิด” รักตอตนเลยวา “นองหญิง ขาไมรูมากอนเลยวาเจา






พร้อมๆ กับสัจจกิริยานั้น พิษในกายตอนบนก็หาย ไม่ได้รักข้า ทาไมเจ้ายังฝืนใช้ชีวิตอยู่กับข้าด้วยละ”

ไป เด็กนั้นลืมตาขนไดรองเรียกมารดาบิดาแลวพลิก ภรรยานั้นตอบว่า “เพราะตระกูลของข้าไม่มี
ึ้



ตัวนอน ทีปายนะดาบสเห็นเช่นนั้น จึงกล่าวกับ ผู้หญิงคนไหนแต่งงานมีสามใหม่เลยนะสิ ข้าไม่
สหายซึ่งเป็นบิดาของเด็กว่า “สัจจกิริยาของเราช่วย อยากให้ใครว่าข้าได้ว่า ไม่ทาตามธรรมเนียมของ


ลูกท่านได้เท่านี้ ท่านจงทาสัจจกิริยาบ้างเถิด” ตระกูล”

สหายผู้เป็นบิดาของเด็กนัน จึงวางมือลงที่ ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว นางจึงกล่าวต่อว่า “ข้า


หน้าอกของลูก จากนั้นจึงกระทาสัจจะอธิษฐานว่า แตสามี วันนี้ขาไดพูดถอยค�าที่ไมควรจะพูด ขอทาน





“เมื่อแขกจะมาพักที่บ้าน บางครั้งข้าก็ไม่ จงอดโทษถ้อยค�านั้นให้แก่ข้า เพราะเหตุแห่งบุตร



อยากใหพัก แตก็ยอมใหพัก เรื่องนี้ไมเคยมีใครรูมา เถิด สิ่งอื่นอะไรๆ ในโลกนี้ทจะรักยิ่งไปกวาบุตรมิได ้










กอน ดวยความสัตยอันนี้ ขอใหลูกของขาจงรอดชีวิต มี บุตรของเรานี้รอดชีวิตแล้ว”
ด้วยเถิด” เมื่อบิดาทาสัจจกิริยาอย่างนี้แล้ว พิษใน สามีกล่าวตอบว่า “ลุกขึ้นเถิดน้องหญิง เรา








กายตอนเหนอสะเอวของเด็กก็หายไป เด็กนั้นลุกขึ้น อดโทษใหเจา ตั้งแตนี้ไป เจาอยาไดมีจิตกระดาง แม ้

นั่งได้ แต่ยังยืนไม่ได้ สามีจึงบอกให้ภรรยาท�า เราก็จะไม่เกลียดเจ้า”
สัจจกิริยาบ้าง แต่ภรรยากลับกล่าวว่า “ข้ามีคาสัตย์ ตอแตนั้น ทีปายนะดาบสก็กลาวกะสหายของ





ที่ไม่อาจบอกต่อหน้าท่านได้” สามีจึงกล่าวว่า “น้อง ตนว่า “ต่อไป ท่านจงท�าทานดวยศรัทธาเถิด” สหาย

หญิง เจาจงท�าเพื่อชวยลูกของเราเถิด” นางจึงกระท�า ของทีปานยะดาบสรับว่าจะทาตามที่ท่านบอก จาก


สัจจะอธิษฐานว่า นั้นกล่าวกับทีปานยะดาบสว่า “ตั้งแต่นี้ต่อไป ขอให้


“ลูกรัก อสรพิษที่กัดเจ้ากับพ่อเจ้านั้น ก็เป็น ท่านมีจิตเลื่อมใสยนดีในการประพฤตพรหมจรรย์
สิ่งที่แม่ไม่รัก ไม่ชอบทั้งคู่ ด้วยความสัตย์อันนี้ ขอ เถิด” หลังจากสนทนาปราศรัยเสร็จแล้ว สองสามี




ใหลูกจงรอดชีวิตเถิด” พรอมๆ กับสัจจกิรยานั้น พิษ ภรรยาก็นมัสการลาทีปายนะดาบสกลับบานของตน

ทั้งหมดก็หายไป เด็กนั้นเมื่อร่างกายหมดพิษแล้วก็ ตั้งแต่นั้นมา ภรรยาก็มีความเสน่หาในสามี
ลุกขึ้นเล่นต่อไปได้ เมื่อบุตรลุกขึ้นได้แล้ว สหาย อย่างจริงใจ ส่วนสามีเองก็มีจิตเลื่อมใสถวายทาน
ของทีปายนะดาบสจึงกล่าวว่า “ถ้าท่านไม่ยนด ี ด้วยศรัทธา ขณะที่ทีปายนะดาบสก็บรรเทาความ



ประพฤติพรหมจรรย เหตุใดจึงไมออกมาครองเรอน เบื่อหน่ายเสียได้ ทาฌานและอภิญญาให้เกิดแล้ว


520


หลังจากสิ้นชีวิต ก็ไปบังเกิดในพรหมโลก
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนใจว่า การท�าสัจจกิริยา เป็นเรื่องที่นับถือ
ั้
ปฏิบัติกันมาตงแต่ก่อนพุทธศาสนาบังเกิด เมื่อพระพุทธศาสนาบังเกิด



แลวกรับนับถือกันตอมา เปนเรื่องที่มีผล หากปฏิบัติด วยความตั้งใจและ



ถูกต้อง การทาสัจจกิริยานั้น นิยมกล่าวอ้างพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ

พระสังฆคุณ ซึ่งพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ที่อางนั้น ลวน

เป็นสัจจะคือความจริง ทั้งเป็นความจริงที่บริสุทธิ์ ไม่ใช่เป็นสิ่งที่หลอก
ลวง


เมื่อกลาวพระพุทธคุณ พระธรรมคณ พระสงฆคณแลว ก็สรุปตอน



ท้ายว่า “ด ้วยกล่าวคาสัตย์นี้ ขอความสวัสด ีเป็นต้น จงมี” แต่การที่จะ

ทาเช่นนั้น ก็ต้องมีเหตุผลหรือความจาเป็นรองรับ เช่น ไม่มีมนต์คาถา


หรือยาใด ๆ มารักษาพิษงูให้หาย ถ้าหากว่ามีมนต์คาถาหรือยารักษา ก็
จะได ้ใช้มนต์คาถาหรือยานั้นๆ รักษา แต่เพราะไม่มี จึงจาต้องทา



สัจจกิริยา สัจจกิริยานั้นแม้เป็นเรื่องที่ตัวเองทาไม่ด ี แต่ถ้าเป็นเรื่องจริง
ก็กล่าวอ้างได ้ ด ังเช่นที่บุคคลทั้ง ๓ ได ้อ้างแล้วในกัณหทีปายนชาด กนี้
ด ังนั้น ในการด �าเนินชีวิต หากประสบความคับขัน ต้องการความ
ปลอด ภัยอย่างใด อย่างหนึ่ง ก็พึงระลึกถึงคุณศีลคุณธรรม คุณพระพุทธ
คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ ว่าเป็นสิ่งที่มอยู่จริง คุณศีลคุณธรรมนั้น

ตนเองก็ได ้ปฏิบัติมาแล้วน้อยหรือมาก มาในบัด นี้ ตนเองนั้นมีข้อจากัด

อย่างไรที่เป็นความจริง และก�าลังประสบความขัด ข้องหรืออันตรายที่ไม่
ั้
สามารถจะช่วยตัวเอง เพราะอะไรที่เป็นความจริง ให้ตงใจอธิษฐานถึง

ความจริงด ังนี้ อ้างความจริงด ังนี้ สุด ท้าย ขอให้อานาจแห่งสัจจวาจา






ใหบังเกิด ความสวัสด ี ปฏิบติอยางนี้จิตใจยอมไมเด ือด ร้อน เพราะได ท�า


สิ่งทีควรท�าแล้ว ส่วนผลจะเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องของผลนั้น ไม่ต้อง
ค�านึงถึงให้ทรมานใจอีกต่อไป
(กัณหทีปายนชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก ทสกนิบาต เล่ม ๓๒ หน้า ๕๑๖)











521


522


ทุกข์เพราะรัก







“ที่ใดมรักที่นั่นมโศก ที่ใดมรักที่นั่นมภัย







เม่อไมมความรักเสยแลว โศกภัยก็ไมม”

ในอดีตกาล ครั้งพระเจาพรหมทัตเสวยราชสมบัตอยูในนครพาราณสี


ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นอากาสัฏฐเทวดา อยู่มาวันหนึ่ง ชาวเมืองพา
กันจัดแสดงมหรสพในค่าคืนแห่งวันเพ็ญเดือน ๑๒ ผู้คนต่างพากันตกแต่ง

บ้านเรือนด้วยแสงไฟและดอกไม้ สวยสดงดงามราวกับเทพนคร ส่วนผู้คนก็
พากันแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าหลากสี สวยงามราวกับเทพบุตรเทพธิดา
ขณะนั้น มีสามีภรรยาคู่หนึ่ง เป็นคนยากจน กาลังถกเถียงกันถึงผ้า

ที่จะแต่งไปเที่ยวชมมหรสพในคืนดังกล่าว โดยภรรยาสาวอยากนุ่งผ้าย้อม
ด้วยดอกคา แต่มีราคาแพง ผู้เป็นสามีจึงไม่สามารถหามาให้ได้ เขาจึงบอก

กับนางว่า “น้องหญิง เจ้าห่มผ้าสีขาวที่มีอยู่เถอะ ข้าเอาไปซักให้สะอาดแล้ว







ถึงมันจะเกาไปบาง แตเจาเปนคนรูปงามอยูแลว ใสอะไรก็สวยทั้งนั้นแหละ”

ภรรยากล่าวว่า “ผ้าเก่าๆ อย่างนี้ ข้าไม่ใส่ให้อายชาวบ้านดอก วันนี้ถ้า


ไม่ได้ผ้าย้อมด้วยดอกคา ขาก็จะไมไปเที่ยวงาน เชิญทานไปกับหญิงอื่นเถอะ”


สามีกล่าวว่า “น้องหญิง ข้าจะไปกับหญิงอื่นได้อย่างไร เจ้าก็รู้ว่าฐานะ

อย่างเราจะไปหาผ้าย้อมด้วยดอกค�าที่ไหนได้ ทาไมเจ้าถึงต้องการใส่แต่ผ้า
ย้อมด้วยดอกคา ชุดไหนๆ ก็เหมือนกันนั่นแหละ”








ภรรยากลาววา “ไมเหมือน ผายอมดวยดอกค�าสวยกวาผาชนิดอื่นเปน


ไหนๆ หากข้าได้นุ่งผ้าย้อมด้วยดอกคาออกไปเที่ยวงานกับท่าน ข้าจึงจะมี

ความสุข ท่านลองคิดดู หากได้ผ้าย้อมด้วยดอกค�ามา ข้าก็จะนุ่งผืนหนึ่งและ
ห่มผืนหนึ่ง แล้วเราทั้งสองก็จะออกไปเที่ยวงานด้วยกัน ชาวบ้านชาวเมืองที่
เห็นก็จะตะลึงในความงาม ส่วนพวกผู้ชายก็คงจะอิจฉาท่านที่มีภรรยาสาว

สวยอยางขา” ภรรยาสาวเพอฝนถึงการนุงหมผายอมดวยดอกค�า แตสามีแม ้









จะอยากได้ผ้าย้อมด้วยดอกค�าให้ภรรยาสาวใจแทบขาด แต่ก็ไม่สามารถไป
หาจากที่ไหนมาได้ จงได้แต่ปลอบภรรยาและขอร้องให้ใส่ผ้าสีขาวที่มีอยู่ไป

เที่ยวงานด้วยกัน
523






ฝายภรรยาเมื่อสามีไมสามารถหามาได ก็ได ้ เช้าวนรุ่งขน ขณะที่สามีก�าลังวางแผนไป
ึ้
แต่ร้องไห้ต่อว่าสามี “ทาไมชีวิตข้าถึงลาบากอย่างนี้ ขโมยดอกค�าจากสวนหลวงอยูนั้นเอง ก็มีอากาสัฏฐ







ึ่
ตั้งแต่ออกเรือนมาอยู่กับท่าน ก็ทาแต่งานงก ๆ ทั้ง เทวดาตนหนง ที่มองเห็นภัยในอนาคตของชายผูเปน


วัน เสื้อผ้าสวย ๆ ก็ไม่เคยได้ใส่เหมือนคนอื่น พอ สามีนั้น จึงเข้ามาห้ามไว้ว่า “เจ้ากาลงคิดที่จะไป
อยากจะได้ผ้าสักผืนหนึ่ง ท่านก็ไม่ยอมหาให้ ข้าก็ ขโมยดอกค�าที่ไร่ของพระราชาหรือ ? อย่าทาเช่น


แค่อยากได้ผ้าสวย ๆ ไปเที่ยวกับท่านบ้างเท่านั้น นั้นเลย เพราะถ้าขืนทาเข้า เจ้าจะได้รับทุกขเวทนา







เอง” สามีกลาววา “นองหญง ขาก็อยากหามาใหเจา อย่างแสนสาหัส” เมื่อได้ยินดังนั้น ชายผู้นั้นก็กล่าว





เหมือนกน แตเจาก็รูอยูวาฐานะอยางเรายากจนแค ่ วา “ขาแตทานเทวดา อันตัวเรานไมมีทุกขอันใดที่จะ











ไหน แล้วอย่างนี้ข้าจะไปหาผ้าย้อมด้วยดอกคาให้ ยิ่งใหญ่ไปกว่าการเห็นหญิงอันเป็นที่รักทุกข์ใจอีก
เจ้าได้อย่างไรกัน” แล้ว อันตรายใด ๆ หากจะเกิดขึ้น ข้าก็พร้อมที่จะ
ภรรยาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงกล่าวว่า เผชิญกับอันตรายนั้น ๆ ขอแตเพียงใหนางผูเปนที่รัก









“ข้าแต่ท่านพี่ เรายังพอมีหนทางได้ผ้าย้อมด้วยดอก มีความสุขก็เพียงพอแลว” เมื่อเหนวาตักเตือนไมเปน
คาอยู เพราะดอกคาในไรของพระราชามีอยูมาก ขอ ผล อากาสัฏฐเทวดาก็จากไป ทิงใหชายคนนนผูหลง








ั้

ท่านไปขโมยมาให้ข้าเถอะ ข้าจะย้อมด้วยตนเอง” เชื่อคาพูดของภรรยา ต้องเผชิญกับชะตากรรมที่จะ
สามีได้ยินอย่างนั้นก็กล่าวว่า “น้องหญิง ทา ได้รับต่อไป

เช่นนั้นไม่ได้ดอก เพราะที่นั่นมีการป้องกันแข็งแรง เมื่อถึงเวลาดึกสงดทคนทังหลายนอนหลับกัน
ี่







มาก ประตูรั้วก็แน่นหนา อกทั้งมีทหารเฝ้ายาม หมด ผูเปนสามีก็เสี่ยงชีวิตไปสูไรดอกค�าของพระเจ้า



ตลอดเวลา ขาไมสามารถเฉียดเขาไปใกลไดเลย ขอ พรหมทัต เมื่อไปถึงไร่หลวง ชายผู้เป็นสามีก็ปีนรั้ว





เจ้าจงเลิกคิดถึงผ้าย้อมด้วยดอกค�านั้น นุ่งผ้าสีขาว เขาไป เสียงเทากระทบพื้นในเวลาดกสงด ทาให้คน


นี้ไปเที่ยวกับข้าเถิด” เฝ้าไร่ดอกค�าได้ยินเข้า พวกเขาจึงวิ่งมาดูแล้วล้อม
เมื่อฝ่ายสามีไม่อาจตามใจภรรยาสาวได้ เธอ จับชายคนนั้นไว้ได้ ลงมือตบตีพอสมควร ครั้นรุ่ง
จึงแสดงอาการน้อยใจ ร้องไห้ฟูมฟาย เก็บตัวอยู่ใน สางแล้ว จึงพาตัวไปมอบให้พระเจ้าพรหมทัต

ห้องนอนเพื่อเรยกร้องความสงสาร สามีเมื่อเห็น พิจารณาโทษ

ภรรยาโศกเศร้าเช่นนนก็เสียใจ รู้สึกผิดที่ไม่อาจ พระเจาพรหมทตทรงพิโรธอยางยิ่ง จึงตรัสวา



ั้

ตามใจภรรยาได เขาจงตัดสินใจท�าตามที่ภรรยาบอก “เจ้าบังอาจมาก ที่เข้ามาขโมยดอกคาในไร่ของข้า



“น้องหญิง เจ้าอย่าได้โศกเศร้าไปเลย หากเจ้า ทหาร จงเอามันไปเสียบหลาวเดี๋ยวนี้” สิ้นค�าสั่ง



ต้องการผ้าย้อมด้วยดอกคา ข้าก็จะไปเอามาให้เจ้า ทหารก็มัดชายผูนั้นไพลหลังแลวพาออกจากเมืองไป

แม้จะต้องฝ่าอันตรายถึงชีวิตก็ตาม” เมื่อสามีบอก โดยมีคนตีกลองประกาศโทษประหารตามไปด้วย


อย่างนั้น ภรรยาจึงกล่าวว่า “ข้าแต่ท่านพี่ ข้าดีใจที่ เมื่อพาไปถึงแดนประหาร ก็นาเขาไปเสียบที่หลาว
ท่านมีความกล้า ข้าเชื่อว่าท่านจะต้องทาได้ เพราะ ทันที เขาได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัส ฝูงกาพากัน

เมื่อความมืดในยามรัตติกาลมาถึง ขึ้นชื่อว่าสถานที่ บินไปเกาะที่ศีรษะจิกนัยน์ตาด้วยจะงอยปากอน

ที่ลูกผู้ชายจะไปไม่ได้ เป็นอันไม่มี” แหลมคม ชายคนนั้นทั้ง ๆ ที่ได้รับทุกขเวทนาเห็น
524











ปานนั้น ก็ไมไดใสใจในทุกขของตนแมแตนอย เฝาแตคิดถึงหญิงนั้นอยูถายเดียว ราพึง












ร�าพันวา “ที่เราถูกหลาวเสียบนี้ก็ไมทุกข ที่ถูกกาจิกเลาก็ไมทุกข เราเปนทุกขอยู แต ่
ว่านางผิวทองจักไม่ได้นุ่งห่มผ้าย้อมดอกค�า เที่ยวงานประจ�าราตรีแห่งวันเพ็ญเดือน

๑๒” เขาพร่าเพ้อด้วยทุกขเวทนาอยู่อย่างนั้น จนสิ้นลมหายใจ
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนใจว่า
เรื่องของความรักนั้น เป็นไปได ้ทั้งทางด ีและทางเสีย โด ยเฉพาะรักระหว่าง
เพศ ส่วนมากจะเริ่มต้นด ้วยความด ีใจ แต่ครั้นนานเข้าก็จืด จางและเปลี่ยนเป็น
ขมขื่น สุด ท้ายจบลงด ้วยทุกข์ใจ ความรักของคนทั่วไปมักเป็นเช่นนี้
ถามว่าเพราะอะไร ตอบว่าเพราะรักนั้นไม่บริสุทธิ์ เจือปนด ้วยกิเลสตัณหา
เหมือนน้าผึ้งเจือด ้วยยาพิษ เริ่มตนด ้วยรสหวาน จบลงด ้วยความตาย


ในทางพระพุทธศาสนา กล่าวถึงความรักไว ๒ ลักษณะ คือ

๑. รักแท้ ได ้แก่ความรักที่บริสุทธิ์ใจ รักที่มีแต่่ให้ เสียสละ ไม่หวังผล


ตอบแทน ยอมทุกขแทนคนรักได ้ เชน ความรักของพอแมที่มีตอลูก รักนี้คือ



เมตตาและกรุณา ปรารถนาให้เป็นสุข และคิด ชวยเหลือใหพ้นทุกข






๒. รักไมแท ได ้แกความรักที่ไมบริสุทธิ์ใจ รักประเภทนี้เจือปนด ้วยกิเลส




ตัณหา มีกามคุณ ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส เปนที่เกิด มีเสนหาเปน



เยื่อใย ครั้นสิ่งที่นารักเปลี่ยนแปลงไป เสนหก็หมด ความรักก็จืด จาง สิ่งราย ๆ ที่





ปะปนแฝงอยูก็แสด งออก จากรักจึงกลับเปนชัง สุด ทายก็ตองเลิกรางหมางเมินกัน




ไป เหลือไวแตความทุกขโศกเสียใจ

รักไมแท คือต้นตอแหงปญหาชีวิต ถึงขั้นบานแตกสาแหรกขาด ได ้ แต่ครั้น






จะหารักแทในทางโลกียก็ยากนัก มีทางเด ียวที่จะประคับประคองชีวิตคูใหคงเสน



คงวาไปได ้ตลอด รอด ฝง คือตองผสมผสานรักแทเขาไว้ด ้วย อยางนอยสักครึ่งหนึ่ง








ของรักไมแทที่เปนอยู ก็พอจะทุกข ๆ สุข ๆ อยู่ต่อไปได ้ เมตตาและกรุณาเปน







ตัวประสานรักไว เหมือนกอบัวในสระน้า ลาพังโคลนตมเพียงอยางเด ยวยังไมพอ




ตองอาศัยน้าด ้วย บัวจึงจะงอกงามออกด อกอยูได ้ ฉันใด ความรักของมนุษยแมจะ







เจือด ้วยทุกข แต่ถามีรักแท้คือเมตตาและกรุณาผสมผสานอยู่ด ้วยแลว ก็จะงอก



งามอยูได ้ ฉันนั้น
(บุปผรัตตชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๙ หน้า ๔๕๒)
525


526


ข้อคิดจากการขอ








“ผให้ย่อมเป็นที่รัก ผขอย่อมเป็นที่ชง”







ในอดตกาล ครั้งพระเจาปญจาลราชครองราชสมบัติอยในอุตตรปญจาลนคร




ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ณ หมู่บ้านพราหมณ์แห่งหนึ่ง
เมอเจริญวยพอสมควรแล้ว มารดาบิดาส่งไปศึกษาศิลปวิทยากับอาจารย์ทิศา
ื่

ปาโมกข์ที่เมืองตักศิลา สาเร็จการศึกษาแล้วเดินทางกลับบ้าน ช่วยมารดาบิดา

ประกอบอาชีพด้วยความขยันหมั่นเพียร ในเวลาต่อมา พระโพธิสัตว์นั้นรู้สึกเบื่อ
หน่ายในชีวิตฆราวาส จึงได้ลามารดาบิดาออกบวชเป็นดาบส เลี้ยงชีพด้วยเผือก
มันและผลไม้ในป่าหิมพานต์เป็นเวลาช้านาน
วันหนึ่ง ออกจากป่าไปยังอุตตรปัญจาลนคร เพื่อเสพของที่มีรสเค็มและรส
เปรี้ยว เมื่อไปถึงจึงพักอยู่ในพระราชอุทยานของพระเจ้าปัญจาลราช วันรุ่งขึ้น ได้
ออกแสวงหาอาหารไปถึงประตูพระราชวัง พระเจ้าปัญจาลราชทอดพระเนตรเห็น





ทรงเลื่อมใสในอิริยาบถของดาบสโพธิสัตวนั้น จึงนิมนตใหเขาไปนั่งในทองพระโรง

ทรงถวายโภชนะอันมีรสเลศให้ฉัน แล้วนิมนต์ให้พักอยู่ในพระราชอุทยานนั้นต่อ

ไป



นับตั้งแตนั้น ดาบสโพธิสัตวนั้นจึงไดเขาไปฉันในทองพระโรงเปนประจา ครั้น








ฤดูฝนผานพนไปแลว มีความตองการจะกลับไปยังหิมวันตประเทศ จึงคิดจะทูลขอ
รองเท้าชั้นเดียวหนึ่งคู่ และร่มใบไม้หนึ่งคัน เพื่อใช้ในการเดินทาง
วันหนึ่ง พระเจ้าปัญจาลราชเสด็จมายังพระราชอุทยานด้วยพระราชกิจบาง

อยาง ทรงไหวดาบสแลวประทับนั่งอยู ณ ที่ขางหนึ่ง ดาบสโพธิสัตวนั้นตั้งใจจะทูล






ขอรองเทาและรม แตไมกลาปริปากขอ เพราะคิดวา “คนเรา ชื่อวายอมรองไหเมื่อ









ขอของผู้อื่น ฝ่ายผู้ถูกขอ ถ้าตอบว่าไม่มีหรือไม่ให้ ก็ชื่อว่าย่อมร้องไห้ตอบ ขอชน
ทั้งหลายอย่าได้เห็นเราทั้งสองร้องไห้เพราะเหตุแห่งการขอเลย เราทั้งสองควรจัก

ร้องไห้ในที่ลับหูลับตาคนอื่นจะดีกว่า” จึงทูลว่า “ขอถวายพระพรมหาบพิตร

อาตมภาพขอเฝ้าในที่ลับเพียงสองต่อสอง”
527




พระเจ้าปัญจาลราชได้ยนดังนั้น จงรับสั่งให้ ดาบสโพธิสัตว์ทูลว่า “ขอถวายพระพร
ราชบุรุษทั้งหลายถอยออกไป เมื่อราชบุรุษถอยออก มหาบพิตร พระองค์สามารถจะประทานสิ่งที่




ไปแลว ดาบสโพธิสัตวก็คิดวา “เมื่อเราทูลขอ ถาพระ อาตมภาพทูลขอได้จริงหรือ?
ราชาไม่ทรงประทานให้ ก็จะแตกไมตรีกัน เพราะ พระเจ้าปัญจาลราชตรัสว่า “พระคุณเจ้าผู้
ฉะนั้น เพื่อรักษาไมตรีไว้ เราจักยังไม่ทูลขอในเวลา เจริญ ข้าพเจ้าสามารถให้ได้”
นี้” จึงทูลว่า “ขอถวายพระพร มหาบพตร ขอ ดาบสโพธิสัตว์ทูลว่า “ขอถวายพระพร


พระองค์เสด็จกลบไปก่อนเถด อาตมภาพจักทูล มหาบพิตร ในการเดินทางกลับหิมวันตประเทศนั้น


พระองค์ในวันพรุ่งนี้” อาตมภาพขอบิณฑบาตรองเทาชั้นเดียวคูหนึ่งกับรม


ในวันต่อมา พระเจ้าปัญจาลราชก็เสด็จมายัง ใบไม้หนึ่งคัน เพื่อสะดวกในการเดินทาง”
พระราชอุทยานอีก ดาบสโพธิสัตวนั้นก็ทูลพระราชา พระเจ้าปัญจาลราชตรัสว่า “พระคุณเจ้าผู้




เหมือนเช่นวันก่อน และในวันต่อ ๆ ไป ก็ทูลเช่นนั้น เจริญ ของเพียงสองอยางเทานี้เองหรอ ที่ทานไมกลา



อยู่เรื่อย รวมความว่าดาบสโพธิสัตว์นั้นไม่สามารถ ขอตลอดระยะเวลาถึง ๑๒ ปี”
ทูลขอรองเท้าและร่มจากพระราชาได้เลยแม้แต่ครั้ง ดาบสโพธิสัตว์ทูลว่า “ขอถวายพระพร ของ
เดียว จนกระทั่งล่วงเลยไปถึง ๑๒ ปี ก็ยังไม่กล้าขอ สองอย่างเท่านี้แหละ มหาบพิตร”
วันหนึ่ง พระเจ้าปัญจาลราชทรงดาริว่า “พระ พระเจ้าปัญจาลราชตรัสถามว่า “พระคุณเจ้า



ผูเปนเจาของเรากลาววา ตองการจะเฝาในที่ลับเพียง ผู้เจริญ เพราะเหตุไร ท่านจึงไม่กล้าขอ”









สองตอสอง แตครั้นใหราชบุรุษถอยออกไปแลว ก็ไม ่ ดาบสโพธิสัตว์ทูลว่า “ขอถวายพระพร

เห็นพูดอะไรๆ เลย จนบัดนี้ล่วงเลยไปถึง ๑๒ ปีแล้ว มหาบพิตร ถาอาตมภาพทูลขอสิ่งใดแลวพระองคไม ่


อนึ่ง พระผู้เป็นเจ้านั้นประพฤติพรหมจรรย์มานาน พระราชทานให้ อาตมภาพผู้ขอชอว่าย่อมร้องไห้
ื่
สงสัยทานจะตองการราชสมบัตกระมัง? เมื่อไมกลา สวนพระองคที่ไมพระราชทานให ก็ชื่อวายอมรองไห ้












ขอจึงได้แต่นิ่งเงียบ วันนี้เราจักต้องรู้ความจริงให้ได้ ตอบ มหาบพิตร ธรรมดาผู้ขอย่อมประสบเหตุ ๒
ถาทานปรารถนาสิ่งใดที่ไมเหลือวสัย เราก็จักมอบสิ่ง อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ คือได้ทรัพย์กับไม่ได้




นั้นให้” ทรัพย์ เหตุนั้น ชาวปัญจาละผู้มาประชุมกันแล้ว
พระเจาปญจาลราชครั้นทรงด�าริเชนนี้แลว จึง อย่าได้เห็นอาตมภาพร้องไห้ หรืออย่าได้เห็น




เสด็จไปยังพระราชอุทยาน ทรงนมัสการดาบส พระองค์ทรงร้องไห้ตอบเลย อาตมภาพเห็นเหตุนี้
โพธิสตว์แล้วประทับนั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง เมื่อ จึงต้องการเฝ้าในที่ลับเพียงสองต่อสอง”


ราชบุรุษถอยออกไปแลว จึงตรัสกะดาบสโพธิสัตวนั้น พระเจ้าปัญจาลราช ทรงเลื่อมใสในคุณธรรม







วา “พระคุณเจาเคยกลาววา ตองการเฝาในที่ลับเพียง ของดาบสโพธิสัตว์ ผู้สมบูรณ์ด้วยมารยาท จึงทรง
สองตอสอง แตครั้นอยูกันตามล�าพังสองคนแลวก็ไม ่ ประทานพรว่า “ข้าแต่ท่านดาบส ข้าพเจ้าขอถวาย








เหนพูดอะไร เวลานี้ลวงเลยไปถึง ๑๒ ปแลว ขาพเจา วัวแดงหนึ่งพันตัว พร้อมด้วยโคจ่าฝูงแก่ท่าน”


ขอปวารณากับพระคุณเจ้า หากพระคุณเจ้าต้องการ ดาบสโพธิสัตว์ทูลว่า “มหาบพิตร อาตมภาพ

ราชสมบัติแล้ว ก็จงบอกแก่ข้าพเจ้าเถิด อย่าได้เกรง ไม่ต้องการวัตถกาม ขอพระองค์จงประทานสิ่งที่

กลัวต่อราชภัยเลย” อาตมภาพทูลขอเถิด” จากนั้นจงรับแตเพยงรองเทา



528



ชั้นเดยวกับร่มใบไม้ไว้ และโอวาทพระเจ้าปัญจาลราชว่า “ขอถวายพระพร

มหาบพิตร ขอพระองค์อย่าทรงประมาท จงรักษาศีล กระทาอุโบสถกรรมเถิด”
จากนั้นได้กลับไปยังหิมวันตประเทศ บาเพ็ญเพียรจนได้อภิญญาและสมาบัติ

แล้วเมื่อสิ้นชีพจึงไปบังเกิดในพรหมโลกด้วยบุญนั้น
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนใจว่า ธรรมชาติของคนเรามคล้ายกันอยู่อย่าง




หนึ่ง คือไมชอบใหใครมาขอและไมชอบขอของใคร โด ยปกติ หากไม่เหลือ

บ่ากว่าแรงหรือจาเป็นจริงๆ แล้ว ก็จะไม่ขอใครเลย นนเป็นเพราะความ
ั่



ละอาย กลัวผูถูกขอจะนึกตาหนิตางๆ นานา จึงมีคาสอนเตือนใจเกี่ยวกับ

การขอไววา


“จะยากจนเพียงใด ก็ไม่ขอใครกิน อด อย่างเสือด ีกว่าอิ่มอย่างสุนัข








ผูขอยอมไมเปนที่พอใจของผูถูกขอ และบัณฑิตยอมไมขอใครเลย” เปนตน





อยางไรก็ตาม มีการขอชนิด หนึ่งที่ควรขอกัน เพราะไมนาละอาย และ
ไมเปนเครื่ิองหมายของความยากจน นั่นคือการขออภัย การขออภัยเป็น




การสานึกในความผิด พลาด ของตนที่ได ้พลาด พลั้งไปแล้ว ส่วนการให้อภัย
เป็นการรับรู้ความผด ของผู้อื่นแล้วไม่ถือโทษ ผู้ที่อยู่ร่วมกันก็ต้องมีความ

พลาด พลั้ง ล่วงเกินกันบ้างเปนธรรมด า แต่เมื่อพลาด พลั้งไปแล้ว ก็ไม่ควร

จะละเลยหรือถือเป็นเรื่องเล็กน้อย ควรรีบขออภัยหรือขอโทษทันที




สวนผูถูกลวงเกินก็เชนเด ยวกัน เมื่อรับการขออภัยหรือขอโทษแลว ก็ไมควร



จะผูกโกรธ การให้อภัยในความผิด พลาด ของกันและกัน แสด งถึงความ

เปนผูมีจิตใจสูง ประกอบด ้วยเมตตา เปนสุภาพชน ฉะนั้น การขออภัยและ



ใหอภัยนี้ จึงเปนคุณธรรมที่ควรปฏิบัติต่อกันโด ยแท้
(พรหมทัตตชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก จตุกกนิบาต เล่ม ๓๑ หน้า ๓๙๕)


529


530




ผเส้อน�า




“ท่านเรียกสตบุรษผสงบระงับ
สมบูรณ์ด้วยหิริและโอตตัปปะ






ตั้งม่นอยู่ในธรรมอนขาวว่า เป็นผมเทวธรรม”



ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี
ั้




ครงนั้น พระโพธิสัตวบงเกิดเปนโอรสของพระเจาพรหมทัตนั้น ทรงพระนาม
ว่า มหิสสาสกุมาร พระองค์มีพระอนุชาคนหนึ่ง ทรงพระนามว่า จันทกุมาร
ต่อมา พระมารดาสวรรคต พระเจ้าพรหมทัตจึงทรงยกพระสนมนาง
ึ้
หนึ่งขนเป็นพระอัครมเหสี พระอัครมเหสีนั้นเป็นที่รักที่โปรดปรานของพระ
ราชาอย่างยิ่ง พระนางมีโอรสกับพระเจ้าพรหมทัตคนหนึ่ง ทรงพระนามว่า
สุริยกุมาร พระองค์ทรงพอพระหฤทัยกับสุริยกุมารนั้นอย่างยิ่ง จึงตรัสให้พร
แก่พระอัครมเหสี เมื่อสุริยกุมารเจริญวัยแล้ว
พระนางจึงกราบทูลขอพรว่า “ข้าแต่สมมติเทพ ในตอนที่สุริยกุมาร
ประสูติ พระองค์ได้ทรงประทานพรแก่หม่อมฉัน บัดนี้ หม่อมฉันขอพรนั้น

ขอพระองค์จงประทานราชสมบัติแก่พระโอรสของหม่อมฉันเถิด”
พระเจ้าพรหมทัตทรงปฏิเสธหลายครั้ง แต่พระมเหสีนั้นก็ยังอ้อนวอน
อยู่เนือง ๆ ทรงพระปริวิตกว่า พระมเหสีอาจคิดร้ายแก่พระโอรสทั้งสองได้
จึงรับสั่งให้พระโอรสทั้งสองเข้าเฝ้าแล้วตรัสว่า

“พ่อทั้งสอง เมื่อตอนที่สุริยกุมารประสูติ พ่อได้ให้พรแก่มารดาเขาไว้
บัดนี้ มารดานั้นกาลังทูลขอราชสมบัติ พอไมตองการใหราชสมบัตินั้นแกสุริย









กุมาร เพราะฉะนั้น เพื่อความปลอดภัย เจาทั้งสองจึงตองเขาไปอยูในปาระยะ


หนึ่ง เมื่อพ่อสวรรคตแล้ว จงกลับมาครองราชสมบัติในนครนี้”

จากนั้นทรงส่งเข้าไปอยู่ในป่า ขณะนั้น สุริยกุมารกาลังเล่นอยู่ที่พระ

ลานหลวง เห็นพระเชษฐาทั้งสองกาลังเดินทางไปป่า จึงขอตามเสด็จไปด้วย




พระโอรสทั้งสามเดินทางในปาจนกระทั่งเหนื่อย จึงพากันนั่งพักใตตนไมใหญ ่

ต้นหนึ่ง ใกล้สระน้า จากนั้นมหิสสาสกุมารจึงสั่งให้สุริยกุมารไปดื่มน้าและ

อาบน้าในสระใหญ่นั้น แล้วให้ใช้ใบบัวตักน�้ามาให้พระเชษฐาทั้งสองเพื่อดื่ม

ด้วย
531







สาหรับสระน้าแหงนั้น เปนสระที่ผีเสื้อน�้าตน เหง้าบัว และประดับดอกไม้ให้สบายตัวเสียเล่า”





หนึ่งอาศัยอยู่ ผีเสื้อน้าตนนั้นอยู่ในความปกครอง มหิสสาสกุมารร้ว่าชายที่กล่าวนั้นเป็นผีเสื้อน�้า จง
ของท้าวเวสสุวรรณ และได้รับเทวบัญชาว่า ให้จับ กล่าวว่า “ท่านจับน้องชายของเราไปหรือ?”
กินคนที่ลงมาใช้สระน�้าได้ ยกเว้นคนที่ร้เทวธรรม ผีเสื้อน้าตอบว่า “ใช่ เราจับไป”


ั้


และคนที่ไม่ได้ลงสระน้าเท่านน ตั้งแต่ได้รบเทว “เพราะเหตุไร จึงทาเช่นนั้น”

บัญชานั้นมา ผีเสื้อน้านั้นก็ถามเทวธรรมกะคนที่ลง “เรามีสิทธิ์จับคนที่ลงสระน้าแห่งนี้กิน ยกเว้น



สระน้าทุกคน ใครตอบได้ก็ปล่อยไป ใครตอบไม่ได้ คนที่รู้จักเทวธรรม”
ก็จับกินเป็นอาหาร “ท่านต้องการรู้เทวธรรมหรือ ?”

สุริยกุมารไมทราบความนี้ จึงเสดจไปยงสระ “ใช่ เราต้องการรู้”










น้านั้น ถูกผีเสื้อน้าจับไว้แล้วถามว่า “ท่านร้จัก มหิสสาสกุมารกลาววา “ถาเชนนั้น เราจกบอก
เทวธรรมหรือไม่?” เทวธรรมกับทาน” จากนั้นนั่งบนทสูงกวาผีเสือน้าแล้ว


ี่




สุริยกุมารตอบวา “พระจันทรและพระอาทิตย์ กล่าวว่า “สัตบุรุษผู้สงบระงับ ประกอบด้วยหิริและ
ชื่อว่า เทวธรรม” โอตตปปะ ตั้งมันอยู่ในธรรมอันขาว ท่านเรียกว่า


ผีเสื้อน�้าจึงกล่าวว่า “ท่านไม่รู้จักเทวธรรม” เป็นผู้มีธรรมของเทวดา”

จากนั้นจึงจับสุริยกุมารไปขังไว้ในที่อยู่ของตน ผีเสื้อน้าได้ฟังแล้วมีความเลื่อมใส จึงกล่าวว่า



ฝายมหิสสาสกุมารเห็นสุรยกุมารนั้นหายตัว “ดก่อนบัณฑต เราเลื่อมใสท่าน จะคืนน้องชายแก่



ไป จึงสงจันทกุมารไปตามหาที่สระน�้าแหงนั้น ผีเสื้อ ท่านคนหนึ่ง จะเอาคนไหน?”






น้าก็จับจันทกมารนั้นไว้แล้วถามค�าถามเดิม จันท มหิสสาสกุมารตรัสวา “ทานจงนา นองชายคน
กุมารตอบว่า “ทิศทั้ง ๔ ชื่อว่าเทวธรรม” เล็กมาเถิด”



ผีเสื้อน�้าจึงกล่าวว่า “ท่านไม่รู้จักเทวธรรม” ผีเสื้อน้ากล่าวว่า “ดก่อนบัณฑิต ท่านร้แต่
จากนั้นก็จับจันทกุมารไปขงรวมกับสุริยกุมารอีกคน เทวธรรมอย่างเดียวเท่านั้น แต่หาได้ประพฤติปฏิบัติ

หนึ่ง เมื่อจันทกุมารไม่กลับมา มหิสสาสกุมารก็ ในเทวธรรมเหล่านั้นไม่”




สังหรณใจวาจะเกิดอันตรายแกพระอนชาทั้งสอง จึง มหิสสาสกุมารถามว่า “เพราะเหตุไร จึงกล่าว

เสด็จไปที่สระน้านั้น ทอดพระเนตรเห็นรอยเทาของ เช่นนั้น”




พระอนุชาทั้งสองเดินลงสระน้า ก็คิดว่า ผีเสื้อน้ากล่าวว่า “เพราะการทท่านให้นาน้อง
ี่








“สระน้านี้คงมีผีเสื้อน้าสิงสถิตอยู่” จึงทรง ชายคนเลกมาแทนน้องชายคนกลางนั้น ชื่อว่า

กระชับพระขรรค์และถือธนูเตรียมไว้ เดินสารวจดู ไม่ทาความอ่อนน้อมต่อผู้เจริญที่สุด”



รอบๆ สระอย่างระมัดระวัง โดยไม่ก้าวเท้าลงไปใน มหิสสาสกุมารตรัสวา “ดูกอนผีเสื้อน�้า เรานั้น




สระน้า ผีเสื้อน�้าคอยสังเกตอยู่ในสระ เมื่อเหน รู้จักเทวธรรมดี และก็ประพฤติในเทวธรรมเหล่านั้น



มหิสสาสกุมารไมยอมลงไปในสระ จึงแปลงกายเปน ด้วย การที่เราต้องเอาน้องคนเล็กกลับไป ก็เพราะ




มนุษย์ เดินเข้าไปหาแล้วแสร้งถามว่า นองคนเล็กไมไดเกิดรวมมารดาเดียวกับเรา และการ
“ผู้เจริญ ท่านเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง ที่เราต้องมาอยู่ในป่านี้ ก็เพราะมารดาของน้องคนนี้



เหตไรจึงไม่ลงสระน�้า เพื่ออาบน�้า ดื่มน�้า กิน ทูลขอราชสมบัติให้แก่เขา ถ้าเราไม่ได้ตัวเขากลับไป

532







ถึงเราจะพูดความจริงว่าน้องชายคนเล็กถูกยักษ์ใน ถาละเลยการปฏิบัติเสียแลว โลกกจะเด ือด รอน เชน
ป่าจับกินเสียแล้ว ก็คงไม่มีใครเชื่อ เขาย่อมครหา พอแมก็จะทอด ทิ้งไมเลี้ยงด ูลูก ผูใหญก็จะรงแกและ
















วาเราสองคนพี่นองรวมมือกันฆานองคนเล็ก เพราะ เบียด เบยนผูนอย คนที่มีอานาจกวาก็จะขมเหงรังแก


เห็นแก่ราชสมบัติ เราพิจารณาดีแล้วจึงขอให้คืน คนที่ไม่มีอานาจ เป็นต้น
น้องคนเล็ก” การที่ผู้คนมีความรักความเมตตาต่อกัน
ผีเสื้อน้าได้ฟังดังนั้น ก็มีจิตเลื่อมใส ให้ เอื้อเฟื้อช่วยเหลือกัน ทาให้โลกมีความสงบร่มเย็น




สาธุการแก่มหิสสาสกุมารว่า “สาธุ สาธุ ท่าน เป็นสขก็ด หรือแม้แต่ในยามที่ตัวเราเองเกิด ความ
บัณฑต ท่านเป็นผู้ร้จักเทวธรรม และประพฤต โลภ อยากได ้ทรัพย์ของผู้อื่น เกิด ความโกรธ อยาก



ปฏิบติตามเทวธรรมเหลานั้นดวย เราจกคืนนองของ ทาร้ายผู้อื่น หรือเกิด ความหลงไม่รู้อะไรแจ่มแจ้งก็ด ี








ท่านให้ทั้งสองคน” ก็ยังคงมีสติขมใจ อด ทนอด กลั้นไวได ้ ไม่ยอมท�าตาม

เมื่อได้น้องชายคืนแล้ว มหิสสาสกุมารก็สั่ง อานาจของความโลภ โกรธ หลง นั้น ก็เพราะมีหิริ






สอนผีเสื้อน้าดวยความกรุณาวา “ตัวทานเกดมากิน และโอตตัปปะนั่นเอง
เลือดกินเนื้อของผูอน ก็เพราะบาปที่สรางไวแตชาติ หิริและโอตตัปปะ จึงเรียกว่า “เทวธรรม” คือ

ื่






ปางกอน เดี๋ยวนี้ทานก็ยังทาบาปอีก จงเลิกเสียเถิด ธรรมของเทวด า เพราะช่วยให้ผู้ประพฤติปฏิบัติเกิด

มิฉะนั้นท่านจะไม่พ้นจากนรกเป็นแน่” มหิสสาส เป็นเทวด า และเพราะจิตที่ด งามทั้งหลายล้วนมีหิริ


กุมาร ครั้นแนะนาผีเสื้อน�้าให้เลื่อมใสแล้ว ก็อาศัย และโอตตัปปะเกิด ร่วมด ้วยทังสิ้น นอกจากจะเรียก






อยู่ในป่าแห่งนันอย่างสะดวกสบาย โดยมีผีเสือน้า วา เทวธรรมแลว ยังเรียกวา โลกปาลธรรม คือธรรม


ให้การคุ้มครองรักษาอย่างดี คุมครองโลกอีกด วย เพราะชวยเกื้อกูลใหสัตวโลกอยู ่




ในกาลตอมา เมื่อพระราชบิดาเสด็จสวรรคต ร่วมกันอย่างมีความสุข สงบร่มเย็น ปราศจากการ
แล้ว จึงพาน้องทั้งสองกลับเข้าเมือง และพาผีเสือ เบียด เบียนซึ่งกันและกัน ไม่กระทาในสิ่งที่ไม่ด ี ทั้ง




น้าไปดวย จัดแจงที่อยูและใหอาหารรับประทานเชน ในที่แจ้งและในที่ลับ



เดียวกับมนุษย์ ให้ประพฤติธรรมไปจนตลอดชีวิต
ส่วนมหิสสาสกุมารก็เสด็จขึ้นครองราชย์ (เทวธรรมชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ทรงประทานตาแหนงอปราชแกพระจันทกุมาร และ ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๘ หน้า ๒๒๘)




ประทานต�าแหน่งเสนาบดแก่สริยกมาร ทั้งสาม



พระองค์ตงใจสร้างบารมี ปกครองบ้านเมืองโดย
ั้
ธรรม ตั้งอยูในทศพิธราชธรรมไปจนสิ้นอายุขย เมื่อ


สวรรคตแล้วก็ไปบังเกิดในสุคติโลกสวรรค์
ชาดกเรื่องนี้มีคตสอนใจว่า หิริ คือความ

ละอายแก่ใจ และโอตตัปปะ คือความเกรงกลัว


ต่อบาป เป็นคุณธรรมส�าคัญสาหรับชาวโลก นัก

ปราชญ์จึงแนะนาพร่าสอนมาแต่โบราณ เพื่อ

เตือนสติชาวโลกอย่าได ้ละเลยการปฏิบัติ เพราะ
533


534


ด้วงขี้ควาย





“ที่ใดมรัก ที่นั่นมทุกข์”








ณ แคว้นกาสี พระเจ้าอัสสกะผู้ครองนครปาฏลิ มีพระอัครมเหสีรูป
งามกว่ามเหสีใด ๆ พระองค์หนึ่ง นามว่า อุพพรี พระนางเป็นที่รักใคร่

เป็นที่โปรดปรานของพระราชาอย่างยิ่ง พระนางอุพพรีนั้น พยายามบารุง

รูปโฉมและรักษาพระฉวีวรรณให้สดใสเปล่งปลั่งอยู่เสมอ ยิ่งกว่ามเหสีคน




อื่น ๆ เพื่อผูกพระทัยพระราชาใหหลงใหลพระนางแตเพียงผูเดียว ดวยการ
ขัดผิวให้เนียน ลูบไล้ด้วยของหอมชนิดต่างๆ พระนางทูลขอเครื่องบ�ารุง
บาเรอความงามอย่างไร พระเจ้าอัสสกะก็ทรงประทานให้ทุกครั้งตาม

ปรารถนา
วันหนึ่ง พระนางอุพพรีได้สิ้นพระชนม์ลงอย่างกะทันหัน พระราชา
ทรงเศร้าโศกเสียพระทัย เสวยทุกข์โทมนัสอย่างใหญ่หลวง มิอาจตัดอาลัย

รักในพระนางได้ จงรับสั่งให้สร้างโลงแก้วใส่พระศพของพระนาง ซึ่งหล่อ


น้ามันไว้ แล้วยกไปตั้งข้างแท่นบรรทม ทรงเสวยพระกระยาหารไม่ได้ คร�่า



ครวญกรรแสงถึงพระนางดวยปริเวทนาการ ไมเปนอันท�าสิ่งใด แมพระราช

บิดา พระราชมารดา พระญาติ พร้อมด้วยอามาตย์และข้าราชบริพารทั้ง

หลายจะปลอบอย่างไร ก็ไม่สามารถให้พระองค์ทรงสร่างจากทุกข์โศกได้
“เจ้าอย่าโศกเศร้าเสียใจไปเลย ยังไงๆ นางก็จากไปแล้ว หักห้ามใจไว้บ้าง
เถอะ เจ้าควรจะห่วงงานบ้าน งานเมืองบ้างนะ” พระราชมารดาและพระ
ราชบิดาตรัสด้วยความเป็นห่วง

พระเจ้าอัสสกะกราบทูลว่า “ข้าแต่พระราชมารดาและพระราชบิดา
หม่อมฉันยังท�าใจไม่ได้ หม่อมฉนจึงไม่มีจตใจที่จะท�าอะไรได้ในตอนนี้”


พระเจ้าอัสสกะทรงเศร้าโศกถึงพระนางอุพพรีอยู่เช่นนั้น ล่วงไปถึง ๗ วัน
ในกาลครั้งนั้น มดาบสโพธิสัตว์ตนหนึ่ง สาเร็จอภิญญา ๕ และ


สมาบัติ ๘ อย่ในหิมวันตประเทศ เจริญอาโลกสิณตรวจดูชมพูทวีปด้วย







535







ทิพยจกษุ เห็นพระราชาทรงทุกขโศกอยอยางนั้น จึง อัสสกะได้ปฏิบัติต่อเจ้าเช่นไรบ้าง”


คิดจะชวยเหลือ จึงเดินทางไปหาพระเจาอัสสกะ เมื่อ “พระเจ้าอัสสกะทรงดูแลข้าพเจ้าเป็นอย่างดี

ไปถงจึงเข้าพักที่พระราชอุทยาน จากนั้นขอร้องให้ ทุกครั้งที่ข้าพเจ้าต้องการสิ่งใด เพื่อบารุงความงาม

มาณพคนหนงไปทูลพระเจาอสสกะใหทรงทราบ ดวย ไม่ว่าจะต้องไปหาที่ไหน ด้วยวิธีใด พระองค์ก็จะหา
ึ่




ความเคารพและเกรงใจดาบส พระเจ้าอัสสกะจึง มาให้จนได้”
เสด็จมาพบดาบสที่พระราชอุทยาน เมื่อมาถึงดาบส พระเจ้าอัสสกะ เมื่อได้ยินคาพูดของด้วงขี้

จึงทูลว่า “ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์จะมัวเศร้าโศก ควายเช่นนั้น ก็ปักใจเชื่อว่าเป็นพระมเหสีอุพพรีของ

ถึงพระนางทาไม บัดนี้ พระนางได้ไปเกิดใหม่แล้ว” พระองค์ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่รู้กันเพียงสองพระ
พระเจ้าอัสสกะทรงดีพระทัย ตรัสถามดาบส องค์เท่านั้น คนอื่นไม่มีใครทราบ ดาบสกล่าวกับด้วง
ด้วยความตื่นเต้นว่า “พระนางอุพพรีมเหสีของ ขี้ควายต่อไปว่า “บัดนี้ พระเจ้าอัสสกะได้มาอยู่ตรง


ข้าพเจ้าไปเกิดใหม่แล้วหรือ ที่ไหนพระคุณเจ้า” หนาเจาแลว เจาจะกลับไปเปนมเหสีของพระองคอก





ดาบสทูลว่า “เนื่องจากสมัยที่เป็นมนุษย์ หรือไม่?”





พระนางทรงมวเมาในรูปโฉม ไมสนพระทัยสรางคณ “ไมเจาคะ ในครั้งนั้น พระราชาเปนพระสวามี











งามความดี มีให้ทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา ของขาพเจาจริง แตบดนี้ ขาพเจามีสามีใหมเปนที่รัก


เปนตน เหตุนน เมื่อสิ้นพระชนมชีพจึงไปบังเกิดเปน ยิ่งแล้ว แม้จะให้สังหารพระเจ้าอัสสกะเอาโลหิตจาก


ั้

ด้วงขี้ควาย” พระศอมาล้างเท้าสามีใหม่ ข้าพเจ้าก็ทาได้”
พระเจ้าอัสสกะทรงฉงนพระทัยอย่างยิ่ง และ พระเจ้าอัสสกะทรงได้ยินเช่นนั้นจึงตรัสว่า
ไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง ดาบสเห็นเช่นนั้นจึงทูลว่า “เจ้าพูดเช่นนี้ได้อย่างไร เจ้าลืมไปแล้วหรือ ครั้งยัง
“เมื่อพระองค์ไม่ทรงเชื่อ อาตมภาพจะให้เห็นความ เป็นสามีภรรยากัน ข้าดีต่อเจ้าเพียงใด ที่ผ่านมาข้า
จริง” จากนั้นพาพระเจ้าอัสสกะไป ณ ที่ตั้งมูลควาย อุตส่าห์เฝ้าคิดถึงเจ้า หวังให้เจ้ากลับมาอยู่กบข้าดัง




แห่งหนึ่ง แล้วบันดาลด้วยฤทธิ์ให้ด้วงขี้ควายโผล่ขึ้น เดม แต่เจ้ากลับเหนด้วงขี้ควายคู่ชีวตใหม่ของเจ้า





มาจากมูลควาย จากนั้นจึงเรมสนทนากับพระนาง ดีกว่าข้า”


อุพพรีที่เกิดเป็นด้วงขี้ควายว่า “ดูก่อนแม่นาง ชาติที่ เมื่อทรงทราบวาดวงขี้ควายไมไดรักและเยอใย


ื่

แล้วเจ้าเกิดเป็นอะไร?” ในพระองค์อีกแล้ว พระเจ้าอัสสกะทั้งๆ ที่ยังประทับ



“ขาพเจาเกิดเปนมเหสีของพระเจาอสสกะ ชื่อ อยู่กับดาบสนั่นเอง ก็รับสั่งให้ย้ายศพพระมเหสีออก


อุพพรี เจ้าค่ะ” จากห้องบรรทมทนที ทรงสรงสนานพระเศียรแล้ว





“เมื่อครั้งเจ้าเป็นมเหสีนั้น ทรงเป็นที่ ไหวดาบส เสด็จเขาสูพระนคร ตอจากนั้นทรงอภิเษก


โปรดปรานอย่างยิ่งของพระราชาใช่ไหม ?” หญิงอื่นเป็นอัครมเหสี ทรงครองราชสมบัติโดย

“ใช่ เจ้าค่ะ” ทศพิธราชธรรม มหาชนมีแต่ความสุขจนตลอด



พระเจาอัสสกะไดฟงเชนนั้น กยังไมทรงเชื่อวา พระชนม์ชีพของพระองค์ สาหรับดาบส ครั้นถวาย





พระนางอุพพรีเกิดเป็นด้วงขี้ควาย ดาบสจึงถาม โอวาทพระราชาให้ทรงหายโศกแล้ว ก็ได้กลับไปยัง

คาถามที่มีแต่พระองค์กับพระมเหสีเพียงสององค์ ป่าหิมพานต์ตามเดิม

เทานั้นที่รู “ดูกอนแมนาง เมื่อสมัยเปนมเหสี พระเจา ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนใจว่า ขึ้นชื่อว่าความรัก





536



นั้น สาหรับปุถุชนแล้วมีโอกาสเปลี่ยนเป็นอื่นได ้ตลอด เวลา เพราะความรัก




เปนเพียงอารมณอยางหนึ่งของมนุษย ด ุจเด ียวกับความโกรธเกลียด ที่เกิด ขึ้น

ตั้งอยู่ และด ับไป ตามกาลเวลาได ้ ด ้วยเหตุนั้น จึงทาให้สัตว์ที่เคยรักกัน
และเป็นสามีภรรยากันในชาติหนึ่ง กลับกลายเป็นไม่รัก และเปลี่ยนไปเป็น
สามีภรรยาของคนอื่นได ้ในชาติต่อไป เว้นแต่จะปรารถนาเป็นคู่ชีวิตกันอีก
และปฏิบัติต่อกันตามที่พระบรมศาสด าตรัสไว้ ธรรมสาหรับปฏิบัติต่อกันที่

พระบรมศาสด าตรัสไว้มี ๔ ประการ คือ
๑. สมสัทธา มีความเชื่อ ความศรัทธาหรือทัศนคติที่ลงกัน ไม่ขัด แย้ง
กันจนอยู่ร่วมกันไม่ได ้


๒. สมสีลา มีความประพฤติหรือการปฏิบัติตนที่สม่าเสมอกัน ไม่ด ีชั่ว
เกินกว่ากันจนเกินไป
๓. สมจาคา มีความเกื้อกูล อนุเคราะห์ สงเคราะห์ที่สมกัน ไม่ตระหนี่
ถี่เหนียวทั้งสองฝ่าย

ี่



๔. สมปญญา มความรู ความฉลาด และมีเหตุมีผลทเขากันได ้ ไม่แตก

ต่างกันจนพูด กันไม่รู้เรื่อง






เมื่อตางฝายตางปฏิบัติธรรม ๔ ประการนี้ ความรักยอมด ารงอยูยั่งยืน
บุคคลในครอบครัวย่อมสมัครสมานสามัคคีกัน ปราศจากการทะเลาะเบาะ
แว้ง แต่ถ้าละเลยไม่ปฏิบัติตามธรรมทั้ง ๔ นี้เมื่อใด ปัญหาต่าง ๆ ก็จะเกิด
ขึ้นในครอบครัวนั้น จะอยู่ด ้วยกันไม่ได ้ มีเหตุให้ทะเลาะกันบ่อย ๆ สุด ท้าย
ก็บ้านแตกสาแหรกขาด ความรักโด ยเฉพาะรักระหว่างเพศ เป็นความรักที่
เจือด ้วยตัณหาราคะ จึงก่อให้เกิด ความทุกข์ความโศกตามมา ด ังพุทธศาสน
สุภาษิตที่ว่า
เปมโต ชายเต โสโก
แปลว่า ความโศกย่อมเกิด จากสิ่งอันเป็นที่รัก


เพราะฉะนั้น คูสามีภรรยาที่ปรารถนาจะครองรกใหยืนนาน ปราศจาก




ความทกข์โศกในการใช้ชีวิตคู่ และประสบความสุขที่ยั่งยืน จึงควรน้อมนา

สมสัทธา สมสีลา สมจาคา และสมปญญา มาเปนแนวทางในการปฏิบัติด ีต่อ


กันเถิด
(อัสสกชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก ทุกนิบาต เล่ม ๓๐ หน้า ๒๔๒)







537


538



สติเตลดเกิดปัญหา



“สติมาปัญญาเกิด สติเตลดเกิดปัญหา”










ในอดีตกาล สมัยพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนคร





พาราณสี พระโพธิสตวเกิดเปนบุตรของนางพราหมณี ผูเปนภรรยาปุโรหิต
ของพระเจ้าพรหมทัตนั้น


ในวันที่พระโพธิสัตวเกิด บรรดาสรรพาวุธที่มีอยูในพระนคร ไดแสดง




อาการลุกโพลงขึ้น ญาติทั้งหลายจึงตั้งชื่อพระโพธิสัตว์ว่า “โชติปาละ”





โชติปาลกุมารนั้นเติบโตแลว ไดเขาศึกษาศิลปะทุกอยางในเมองตักศิลา จบ
แล้วกลับมาแสดงศิลปะนั้นแด่พระราชา ได้รับลาภสักการะใหญ่




ตอมารูสึกเบื่อหนายในเพศฆราวาส จึงไดสละอิสรยยศ แลวบวชเปน



ฤษี อาศัยอยู่ในอาศรม ณ ป่าแห่งไม้มะขวิด ปฏิบัติสมาธิไม่นานนัก ก็ได้

สาเร็จฌานและอภิญญา มีฤษีหลายร้อยตนเป็นบริวาร อาศัยอยู่ที่อาศรม
แห่งนั้นด้วยความผาสุก



โชติปาลฤษีนัน มีลูกศิษยที่ส�าคญ ๗ ตน คอ สาลิสสรฤษี เมณฑิสสร


ฤษี บรรพตฤษี กาฬเทวิลฤษี กิสวัจฉฤษี อนุสิสสะฤษี และนารทฤษี


นารทฤษีนั้นเป็นน้องชายของกาฬเทวิลฤษี อาศัยอยู่ตามลาพังในถ้าแห่ง
หนึ่งของภูเขาอัญชนคิรี และ ณ ที่เชิงเขาอัญชนคิรีแห่งนั้น มีหมู่บ้านใหญ่

ที่มนุษย์อาศัยอยู่หลายครอบครัว มีแม่น้ากว้างใหญ่ไหลผ่านระหว่างภูเขา

อัญชนคีรีกับหม่บ้านนั้น พวกมนุษย์ชอบพากันไปประชุมที่ริมแม่น�้านั้น
บรรดานางวรรณทาสีผู้มรูปงามทั้งหลาย ก็พากันไปนั่งที่รมฝั่งแม่น้าด้วย



เพื่ออวดโฉมแก่ชายหนุ่มทั้งหลาย
นารทฤษีเห็นนางวรรณทาสีคนหนึ่ง ก็หลงใหลในความงามของนาง


พอหลงใหลกเสื่อมจากฌาน นอนอดอาหารอยู่ในถ้า ๗ วัน ด้วยพิษรัก
ร่างกายซูบผอม ไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะพยุงตัวลุกขึ้น กาฬเทวิลฤษีผู้เป็นพี่
ชายทราบเรื่อง จึงไปเยี่ยมและกล่าวว่า “เจ้าไม่สบาย เราจักรักษาเจ้า”
539




นารทฤษีกลาววา “ทานพูดเพอเจอ ไรสาระ ภายในป่าหิมพานต์ เขาฆ่าสัตว์เลี้ยงชีพอยู่ ณ ที่นั้น





ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นอะไร?” ต่อมาได้เกิดความคดว่า “เราจักมีเรี่ยวแรงอยู่เช่นนี้

กาฬเทวิลฤษีจึงไปชวนฤษีอีก ๓ ตน คือ ตลอดไปหาไม่ ในเวลาเรียวแรงถดถอยหรอ


สาลิสสรฤษี เมณฑิสสรฤษี และบรรพตฤษี มา ทุพพลภาพ เราจักไม่สามารถเที่ยวป่าล่าสัตว์ได้ เรา
เยี่ยมเยียนเพื่อเตือนสติ แต่นารทฤษีก็ไม่เชื่อฟัง จักต้อนสัตว์นานาชนิดเข้ามาที่เวิ้งภูเขาแล้วท�าประตู

จึงไปชวนสรภังคฤษีมาให้ตักเตือนบ้าง ท่าน ปิดไว้ เวลาใดที่เข้าป่าไม่ได้ เราจักได้ฆ่าสัตว์เหล่านั้น






สรภังคฤษี พอเห็นนารทฤษีเทานั้นก็รูวา กาลังตก กินตามชอบใจ”


อยู่ในอานาจของความรัก จึงถามว่า “ดูก่อนนาร จากนั้นเขาก็เริ่มท�าอยางที่คิด ครั้นเวลาผานไป



ทะ เธอกาลังตกอยู่ในอานาจของความรัก ใช่หรือ วิบากกรรมที่เขาฆ่าสัตว์มาโดยตลอด ได้ส่งผลทาให้






เปลา?” นารทฤษีไดคุกเขาประนมมือตอบวา “ถูก มือและเท้าของเขาไม่มีเรี่ยวแรง ใช้การไม่ได้เหมือน
ต้องขอรับ ท่านอาจารย์” ดังแต่ก่อน เขาไม่อาจเดินและพลิกไปไหนมาไหนได้
สรภังคฤษีจึงกล่าวว่า “ดูก่อนนารทะ กินอาหารก็ไม่ได้ ดื่มน้าใดๆ ก็ไม่ได้ ร่างกายจึง




ธรรมดาผู้ที่ตกอยู่ในอ�านาจของความรัก ย่อมจะ เหี่ยวแหง กลายเปนมนุษยเปรต รางกายแตกปริเปน


ซูบซีด เสวยทุกข์ในปัจจุบัน และย่อมจะไปเกิดใน ร่องริ้ว เหมือนแผ่นดินแตกระแหงในหน้าร้อน เขามี
นรกในอนาคตต่อไป” รูปร่างทรวดทรงน่าเกลียดน่ากลัว เสวยทุกข์ใหญ่





นารทฤษีถามวา “ขาแตทานอาจารย ขึ้นชื่อ หลวงยิ่งนัก

ว่าการเสพกาม ย่อมเป็นสุข แต่ท่านมากล่าวว่า วันหนึ่ง พระเจ้าแผ่นดินพระองค์หนึ่งนามว่า




เป็นทุกข์ดังนี้ หมายความว่าอย่างไร?” สีวิราช ทรงพระดาริวา จักเสวยเนื้อยางในปา จึงมอบ


สรภังคฤษีกล่าวว่า “ทุกข์เกิดในลาดับแห่ง ราชสมบัติใหอามาตยที่ไววางพระทัยไดดูแล พระองค ์










สุข สุขเกิดในลาดับแห่งทุกข์ ส่วนเธอนั้นประสบ เหน็บอาวุธหาอยางเสด็จเขาปา ฆาเนื้อ เสวยเนื้อเรื่อย


ทุกขมากกวาสุข ขอใหเธอจงปรารถนาความสุขอัน มา จนลุถึงสถานที่แห่งนั้น ทอดพระเนตรเห็นบุรุษ

ประเสริฐเถิด” นั้นก็ตกพระทัย ครั้นดารงพระสติได้ จึงตรัสถามว่า

หลังจากที่สรภังคฤษีกล่าวจบแล้ว กาฬเท- “พ่อมหาจาเริญ ท่านเป็นใครหรือ?”





วิลฤษีผู้พี่ชาย จึงเล่าให้นารทฤษีฟังว่า เขาตอบวา “ขาแตนาย ขาพเจาเปนมนุษยเปรต





ในอดีตกาล มีมาณพคนหนึ่งเปนคนรูปงาม กาลังเสวยวิบากที่ทาไว้ ก็ท่านเล่าเป็นใครกัน?”



มีพละกาลังประดุจชางสาร อยูมาวันหนึ่งเขาคิดวา “เราคือพระเจ้าสีวิราช”



“ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะทางานเพื่อเลี้ยงมารดา “พระองค์เสด็จมาที่นี้ด้วยเหตุใดหรือ?”
บิดา เพื่อเลี้ยงบุตรภรรยา เพื่อท�าบุญสุนทาน “เรามาเพื่อเสวยเนื้อมฤค”
ตั้งแต่นี้ไป เราจักไม่เลี้ยงดใครๆ จักไม่ทาบุญ บุรุษนั้นจึงกราบทูลว่า “ข้าแต่มหาราชเจ้า แม้



อะไรๆ เราจักเข้าป่าล่าสัตว์เพื่อเลี้ยงชีวิตเท่านั้น” ข้าพระองค์มาเพราะเหตนี้แหละ ฆ่าเนื้อกินเป็น


จากนั้นจึงผูกสอดอาวุธ บ่ายหน้าเข้าป่าหิมพานต์ จานวนมาก สุดทายจึงประสบวิบาก กลายเปนมนุษย ์


ฆาสัตวตางๆ เลี้ยงชีวิต วันหนึ่ง เขาไปถึงเวิ้งภูเขา เปรตอย่างที่เห็น”








ใหญ่ มีภูเขาห้อมล้อมโดยรอบ ใกล้ฝั่งแม่น้าวิธินี จากนั้นทูลเลาเรื่องทั้งหมดใหทรงทราบ สดทาย
540


กราบทูลว่า “ข้าแต่พระเจ้าสีวิราช พระองค์เกือบจะถึงความพินาศอยู่ในเงื้อมมือ






ของศัตรทั้งหลาย เหมือนขาพระองคที่ไมกระทาสงที่ควรกระทา ไมศึกษาศิลปวิทยา
ิ่

ไม่ทาความขวนขวาย เพื่อให้เกิดโภคทรัพย์ ไม่ทาอาวาหวิวาหมงคล ไม่รักษาศีล



ไม่กล่าววาจาอ่อนหวาน ทายศเหล่านี้ให้เสื่อมไป จงมาบังเกดเป็นเปรต เพราะ


กรรมของตน”
“ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ข้าพระองค์ประสงค์ความสุข แต่ทาผู้อนให้ได้รับ









ความทุกข จึงเปนมนุษยเปรตในปจจุบันทันตาเห็น เพราะฉะนั้น ขอพระองคอยา


ทรงทากรรมชั่วเลย จงเสด็จไปพระนครของพระองค์ ทรงบาเพ็ญบุญ มีให้ทาน
เป็นต้นเถิด”
พระเจาสีวิราชไดทรงกระท�าตามค�าบอกนั้น เพราะกลัววิบากกรรม หลังจาก


ได้ฟังอุทาหรณ์เรื่องนี้แล้ว นารทฤษีนั้นรู้สึกสลดใจ จึงไหว้ขอขมาโทษต่อสรภังค

ฤษี จากนั้นเริ่มทากสิณบริกรรม ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ จนทาให้ฌานที่เสื่อมไป

แล้วกลับเกิดขึ้นมาอีกครั้ง จากนั้น สรภังคฤษีได้น�านารทฤษีออกจากถ้า แล้วพา

ไปอาศัยอยู่ในอาศรมของตนที่ปราศจากอารมณ์เช่นนั้น ให้ดารงอยู่ในวัตรปฏิบัติ

ที่ดีของฤษีจนตลอดชีวิต
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนใจว่า สติ คือความระลึกรู้ เป็นสิ่งที่จาเป็นในการ


ด �าเนินชีวิต สตินี้เมื่อมีอยู่ในบุคคลใด แล้ว ก็จะทาให้บุคคลนั้นสามารถควบคุม

การกระทา การพูด และการคิด ของตนให้ด �าเนินไปในทางที่ถูกต้อง ทาให้ชีวิต

พ้นความเสื่อม และประสบความเจริญก้าวหน้าตามที่ปรารถนาได ้ สติจึงมี
อุปการะมาก
ด งพุทธศาสนสุภาษิตว่า “สติเป็นธรรมเครื่องตื่นอยู่ในโลก สติจ�า

ปรารถนาในที่ทั้งปวง คนมีสติ มีความเจริญทุกเมื่อ” เป็นต้น

สตินั้นมีคุณค่าและความสาคัญเท่า ๆ กับความไม่ประมาท เพราะความ
ไม่ประมาทก็คือการไม่อยู่ปราศจากสตินั่นเอง ฉะนั้น สติจึงจัด เป็นธรรมใหญ่
กว่าธรรมอื่น ๆ เพราะธรรมอื่น ๆ ล้วนรวมลงที่ความไม่ประมาท คือการไม่อยู่
ปราศจากสติทั้งสิ้น และเมื่อมีสติหรือความไม่ประมาทแล้ว ชีวิตย่อมปลอด ภัย


ด งพุทธศาสนสุภาษิตวา “ความไมประมาท เปนทางไมตาย ผูไมประมาท






ย่อมไม่ตาย ผู้ไม่ประมาทพินิจอยู่ ย่อมถึงสุขอันไพบูลย์” ด ังนี้

(อินทริยชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก อัฏฐกนิบาต เล่ม ๓๒ หน้า ๓๔๙)
541


542




ลกสกาอาบยาพษ



“คนได้เกียรติ เพราะความซ่อสตย์”








ั้
ในอดีตกาล ครงพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี

พระโพธิสัตวไดถือกาเนิดในตระกูลผูมีอันจะกินตระกูลหนง มารดาบดาบารุง







เลี้ยงดูด้วยความรักจนเจริญวัย แล้วได้รับการศึกษาศิลปวิทยาพอสมควรแก่
ฐานะ จากนั้นช่วยมารดาบิดารักษาวงศ์สกุลให้เจริญก้าวหน้า ประกอบ
สัมมาชีพสร้างตน เพื่อมิให้ทรัพย์ที่มอยู่ลดน้อยถอยลง และให้ทรัพย์ใหม่

เพิ่มพูนขึ้น เป็นครอบครัวทีสงบสุข คนทั้งหลายให้ความนับถือ ไม่มีความ

ลาบากในการเป็นอยู่



พระโพธสัตว์นั้น นอกจากมีความร้ความสามารถและความประพฤติ
ดีแลว ยังมีความสามารถพิเศษอีกประการหนึ่ง คือ เลนสกาเกง จัดไดวาเปน







ระดับนักเลงสกาเลยทเดียว แต่เล่นเพื่อความผ่อนคลาย หลังจากทางาน



ต่างๆ เสร็จแล้ว มิได้เล่นเป็นอาชีพ หรือเล่นเพื่อการพนันขันต่อแต่อย่างใด
ครั้นเวลาต่อมา ได้มีนักเลงสกาคนหนึ่ง ที่มีฝีมือการเล่นเทียบเท่ากับ


พระโพธิสัตวนั้น แตนักเลงสกาคนนั้นมีนิสัยขี้โกง คือเวลาชนะ ก็อยากจะให ้

คนอื่นเลนตอ เพราะตัวเองไดประโยชน แตเวลาแพ ก็หาเรื่องเลิกเลน เพราะ






ตนเองเสียประโยชน์ วิธีการเลิกเล่นของเขาก็คือเอาลูกสกาไปซ่อนไว้ในปาก

โดยแอบทา เวลาคู่แข่งเผลอไม่ให้ใครสังเกตเห็น หลังจากนั้นก็บอกว่า ลูก
สกาหาย แล้วก็เลิกเล่น พระโพธิสัตว์ถูกนักเลงสกานั้นโกงอยู่บ่อย ๆ เมื่อ




เฝาสังเกตดู ก็จบวิธีโกงได จึงคิดที่จะแกเผ็ดนักเลงสกาขี้โกงนั้น เมื่อไดโอกาส

จึงแอบเอาลูกสกาไปอาบยาพิษ แล้วตากให้แห้ง มิให้ใครสังเกตเห็น จากนั้น
คอยหาโอกาสที่จะเล่นสกากับนักเลงสกาโกงนั้น

วันหนึ่ง จึงนาเอาลูกสกาที่อาบยาพิษนั้นไปหานักเลงสกาขี้โกง เมื่อไป

ถึงจึงกล่าวว่า “สหาย เรามาเล่นสกากันเถิด” “ได้สิ” นักเลงสกาขี้โกงรับคา
ทันที จากนั้นช่วยกันจัดแจงสนามเล่น แล้วลงมือเล่นกันไปเรื่อยๆ เมื่อเวลา
543



ที่ตนชนะ นักเลงสกาขี้โกงก็ดีใจจนออกหน้าออก และความสุขแกตนเอง และบุคคลในครอบครัวตอไป”

ี้
ตา แต่เวลาที่ตนแพ้ ก็แสดงความเสียใจออกทาง นักเลงสกาขโกงนั้นส�านึกผิดในสิ่งที่ตัวกระท�า
สีหน้า และเมื่อเล่นนานเข้า นักเลงสกาขี้โกงก็แพ้ จึงขอโทษพระโพธิสัตว์และขอบคุณที่ช่วยเหลือชีวิต


ตลอด เขาจึงลงมือโกงด้วยวิธีเดม ๆ คือเอาลูก ตนให้พ้นมรณภัย และรับปากว่าจะละชวท�าดตามที่
ั่




สกาอมในปาก และบอกว่าลูกสกาหาย แนะนา ดวยความตั้งใจตลอดไป ฝายพระโพธิสัตวนั้น
พระโพธิสัตว์เห็นดังนั้น จึงกล่าวว่า “สหาย ดารงตนอยู่ในความดีมีให้ทาน รักษาศีล และเจรญ



ลูกสกาหายไปได้อย่างไร เมื่อตะกี้ยังเห็นอยู่เลย” ภาวนา เป็นต้น ตามกาลังความสามารถ เมื่อสิ้น





นักเลงสกาขี้โกงนั้น ทาทีเปนกมหาที่ตัวบาง ที่พื้น อายุขัยก็ไปเกิดในสุคติภพตามบุญกรรมที่ทาไว้
บ้าง เมื่อไม่เห็นก็ถามคนอื่นว่า “ใครเห็นสกาของ ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนใจว่า ความซื่อสัตย์


เราบ้าง” คนทั้งหลายตอบพร้อมกันว่า “พวกเรา สุจริตเปนสิ่งที่ขาด ไม่ได ในทุกๆ เรื่อง เพราะชวยให ้








ไมเห็น” เขาจงหนมาทางพระโพธิสัตวแลวกลาววา ผู้ปฏิบัติเป็นคนน่าเชอถือไว้ใจได ้ ไม่เป็นทรังเกยจ
ี่
ื่


ี้

“สกาหายไปแลว ไมสามารถจะเลนตอได วันนเรา หรือหวาด ระแวงแก่ใครๆ แต่หากเป็นคนที่มีนิสัย



เลิกเลนกันเถิด” พูดเสร็จเขาก็เดิน ออกจากสนาม คด โกง ไม่ซื่อสัตย์สุจริต ไม่ว่าจะต่อตนเอง ต่อ

พอลุกเทานนก็มีอาการโซเซเพราะฤทธิ์ของยาพิษ ครอบครัว ตอหนาที่ ตอมิตรสหาย และตอประเทศ








พระโพธิสัตว์เห็นดังนั้น จึงกล่าวว่า “ท่าน ชาติ เป็นต้นแล้ว แม้การกระทาด ังกล่าว ตนเองจะ
กลืนลูกสกาที่เคลือบด้วยยาพิษอย่างแรง ยังไม่รู้ ได ้ประโยชน์ตอบแทนบ้าง แต่เมื่อเขาจับได ้ ก็จะ
ตัวอีกหรอเจ้าคนชั่ว เจ้านักเลงขี้โกง จงกลืนกิน เกิด ความทุกข์ยากทันที ตั้งแต่ไม่มีใครคิด จะคบค้า


เข้าไปเถิด ผลร้ายจักเกดขึ้นแก่เจ้า” ขณะที่พระ สมาคมด ้วย จนที่สุด ก็จะถกจับกุมคุมขัง หรือถูก




โพธิสัตวกาลังกลาวอยูนั่นเอง นักเลงสกาขี้โกงนั้น ประหารชีวิตได ้

ก็ลมลงหมดสตินัยนตากลอกกลิ้ง น�้าลายฟูมปาก ความซื่อสัตยนี้สาคัญ แมในการทาทุจริตของ










ชักดิ้นชักงออยูกับพื้น กลิ้งเกลือกไปมาดวยความ คนไม่ด ีบางพวก พวกเขาก็ยังจ�าเปนตองซื่อสตยตอ







ทุกข์ทรมาน พวกเด ยวกัน จงจะทางานด วยกันได ความซื่อสัตย์

พระโพธสัตว จึงคิดวา “บัดนี้ เราไดสั่งสอน นอกจากจะมีผลด ังกล่าวแล้ว ยังเป็นเหมือนเกราะ




ื่
คนขี้โกงพอสมควรแล้ว เขาได้รบกรรมที่สมควร ป้องกันตนให้พ้นจากความเสอมด ้วย เช่น ถ้าถูก

กับกรรมที่ท�าแล้ว เราควรจะให้ชีวิตเป็นทานแก่ กล่าวหาว่าเป็นคนทุจริตคด โกงต่าง ๆ ผู้นั้นก็

เขา จึงจะเปนการดี” จากนั้นจึงปรุงยาแกพิษกรอก สามารถแก้ข้อกล่าวหานั้นได ้ด ้วยความซื่อสัตย์


ใสปากนักเลงสกาขโกงนั้น จนกระทั่งพิษรายออก สุจริตของตน ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า “สุจริตคือ




มาหมด แล้วให้เขากินเนยใส น้าอ้อย น้าผึ้งและ เกราะบัง ศาสตรพอง” หมายความวา ความซื่อสัตย ์





น้าตาลกรวด เป็นต้น ช่วยให้เขารอดตายจากยา จะเป็นเหมือนเกราะกาบังอันตรายจากผู้อื่นนั่นเอง


พิษนน เมื่อทุกอย่างเป็นปกตแล้ว จงสั่งสอนว่า



“เจ้าอย่าได้กระทากรรมเห็นปานนี้กับคนอื่นอีก (ลิตตชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย




เพราะกรรมชั่วท�าใหผูกระท�าและคนอื่นเดือดรอน ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๙ หน้า ๒๕๐)
เจ้าควรหันมาประกอบแต่กรรมดี เพื่อประโยชน์
544


545


นางโจร




“ชนะตนนั่นแหละ เป็นดี”










ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทตเสวยราชสมบัตในกรุงพาราณสี



พระโพธิสัตวบังเกิดในสกุลพราหมณ มีทรัพยสมบติมาก เมื่อศึกษาศิลปวิทยา




จนสาเร็จแล้ว จึงสร้างครอบครัวที่กรุงพาราณสีนั้น
ต่อมา ภรรยาของพระโพธิสัตว์ได้ถึงแก่กรรม พระโพธิสัตว์เกิดความ


เบื่อหนายการใชชีวิตฆราวาส จึงปรึกษาบุตรชายวา “ลูกเอย ชีวิตของคนเรา


นี้ไม่เที่ยงแท้แน่นอน เราออกบวช แล้วไปอยู่ป่ากันเถอะ” “ข้าแต่บิดา ท่าน
ไปไหน ข้าก็ขอตามไปด้วย” จากนั้น สองพ่อลูกจึงพากันออกบวชเป็นดาบส
ดารงชีพด้วยเผือกมันและผลไม้ในป่าหิมพานต์

ครั้งนั้น มีพวกโจรชาวปัจจันตคาม เที่ยวปล้นทรัพย์สินของชาวบ้าน
โจรเหล่านั้นจับเจ้าทรัพย์เป็นตัวประกัน แล้วประกาศว่า “พวกเราจงขนของ
ที่มีค่าไปให้หมด และจับเจ้าของทรัพย์ไปด้วย”
“อย่าน�าตัวข้าไปเลย เอาแต่ทรัพย์สินไปอย่างเดียวเถอะ”
“พวกเราจะเอาทั้งสอง ทั้งทรัพย์และคน ฉะนั้น อย่าขัดขืน”
จากนั้น ก็ขนข้าวของพร้อมเจ้าทรัพย์เดินทางไปยังชายแดน ในกลุ่ม
เจาทรัพยที่พวกโจรกวาดตอนไปนั้น มีหญงคนหนึ่ง ซึ่งชานาญในการหลอก






ลวงคนอื่น นางแกล้งทาทีคล้อยตามโจรโดยไม่ขัดขืน เพื่อหาโอกาสหลบหนี
จึงแกล้งเดินช้า ๆ อยู่ท้ายขบวน โจรคนหนึ่งเห็น จึงกล่าวว่า “แนะนางหญิง
เจ้าเดินชักช้าแบบนี้เมื่อไรจะถึง”
“ข้าแต่โจร ข้ามีอะไรจะแสดงแก่ท่าน”
“เชิญเจ้าแสดงมาเถอะ”
“ขาแตโจร ขาไมอาจแสดงตรงนี้ได ไปในที่ลับตาคนอื่นแลวจึงจะแสดง






ให้ท่านดู” นางล่อลวงโจรจนหลงกลเข้าป่าไปกับนางเพยง ๒ คน เมื่อสบ


โอกาสตอนที่โจรเผลอ นางก็ตีโจรนั้นจนสลบแลวก็รีบหนีไปทันที เมื่อหนีจาก


546












พวกโจรมาได นางก็เดินหลงทางอยูในปาคนเดียว จน ทาไมวันนี้เจาไมหักฟน ตักน�้า กอไฟเหมอนเชนวัน
มาถึงอาศรมของโพธิสัตว์ดาบส ในเวลาเช้าวันหนึ่ง อื่น ๆ และเหตุใดจึงมานั่งทาหน้าเศร้าอยู่ตรงนี้”

เมื่อเห็นอาศรม นางก็คิดว่า “นั่น อาศรมของดาบส “ข้าแต่ท่านพ่อ วันนี้ตอนที่ท่านไปหาผลไม้







คงจะมีใครชวยเหลือเราไดบาง” จากนั้นก็รองเรียกให ้ ในปา มีหญิงคนหนึ่งมาชวนขาไปอยดวยกันที่เมือง


คนช่วยเหลือ ขารับปากแมนางแลว จึงอยรอเพื่อบอกทานในเรื่อง






ขณะนั้น โพธิสัตว์ดาบสออกไปหาผลไม้ในป่า นี้ ส่วนนางไปรอข้าอยู่ข้างหน้าแล้ว”
มีเพียงดาบสลูกชายเท่านั้นเฝ้าอาศรมอยู่ตามลาพัง โพธิสัตว์ดาบสรู้ดีว่า ไม่อาจเหนี่ยวรั้งลูกที่





เมื่อได้ยินคนร้องขอความช่วยเหลือ จึงรีบออกมาดู กาลังลุมหลงในหญิงนั้นได จึงอนุญาตและใหโอวาท



และถามว่า วา “เอาเถอะลูก หากเจาตองการไปอยูกับนาง เจา


“เจ้ามาจากไหน มีอะไรให้ข้าช่วยหรือ?” ก็ไปเถิด แต่เมื่อไปอยู่กับนางแล้ว หากวันใดนาง

ี่
“ข้าถูกโจรป่าจับตัวมา เพิ่งหนีมาได้ ตอนนี้ข้า เคยวเข็ญเจ้าให้ท�างานรบใช้อย่างกับทาสและ

เหนื่อย ขอพักที่นี่สักครู่หนึ่ง” ระหว่างพักเหนื่อยนั้น กรรมกร เมื่อนั้น จงนึกถึงคาของพ่อ และรีบกลับ

นางกคิดว่า “ดาบสหนุ่มคนนี้หน้าตาดี เราจะใช้ มาหาพ่อตามเดิม”
มารยาและความสวยที่มีอยูทาใหเขาหลงใหได” หญิง ดาบสหนุ่มมาอยู่กับนางผู้ล่อลวงนั้นไม่นาน





นั้นล่อลวงดาบสหนุ่มให้หลงในอ�านาจของตน ด้วย นางก็ท�าให้เขาตกอยู่ในอ�านาจ และใช้งานเขา
การพูดว่า “ข้าแต่ดาบส ท่านยังอยู่ในวัยหนุ่ม เหตุใด สารพัด เป็นต้นว่า “วันนี้ข้าอยากกินเนื้อ เจ้าจงไป
จึงทิ้งบ้านมาอยู่ในป่าเช่นนเล่า ถ้าไม่รังเกยจขอเชิญ หามาให้ข้ากินนะ แล้วพรุ่งนี้ ข้าอยากกินปลา เจ้า
ี้

ไปอยู่ด้วยกันในเมืองเถิด” ก็จงไปหามาให้ข้าด้วย” ดาบสหน่มได้แต่รบค�าว่า


“ถ้าเราไปแล้ว ท่านพ่อจะอยู่กับใครละ” ดาบส “ได้จ้ะๆ”







หน่มถาม หญิงนั้นพยายามออดอ้อนด้วยคาพูด เมื่อถูกใชงานหนักเขา ก็ทนไมไหว นึกถึงคา


ต่างๆ จนกระทั่งดาบสหนุ่มใจอ่อน “เราไปอยู่กับเจ้า ของบิดาที่โอวาทไว เขาจึงหนีกลับมายังอาศรม ใน



ก็ได้ แต่ขอรอบอกกับท่านพ่อเสียก่อน” หลังจากนั้น ปาหิมพานต เมื่อกลับมาถึงอาศรมแลว ดาบสหนุม


ก็รอพบบิดาเพื่อบอกลา แตหญิงผูมากดวยมารยานั้น ก็กล่าวกับโพธิสัตว์ดาบสผู้เป็นบิดาว่า “หญงโฉด




เกรงดาบสผู้พ่อจะรู้ทันและขับไล่ตน นางจึงขอเดิน ผูนาของไปด้วยหม้อน้า เบียดเบียนขาพเจาผูมีชีวิต







ทางล่วงหน้าไปก่อน และให้ดาบสหนุ่มตามไปทีหลัง อยู่อย่างสุขสบาย จะขอน้ามันหรือเกลือ ก็ต้องขอ
โดยกล่าวว่า “ข้าแต่ดาบส ข้าล่วงหน้าไปก่อนดกว่า ด้วยการกล่าวค�าอ่อนหวาน ในฐานะภรรยา”



จักได้เตรียมการต้อนรับท่านด้วย” จากนั้นจงขอโทษโพธิสัตว์ดาบสผู้บดาว่า





“เชิญเถอะ ถ้าได้บอกท่านพ่อแล้ว เราจะรีบ “ขาแตบิดา ขาขอโทษที่ไมเชื่อฟงคาของท่าน” แล้ว

ตามเจ้าไปนะ” ตั้งแต่หญิงผู้นั้นจากไป ดาบสหนุ่มก็ จึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ผู้เป็นบิดาฟัง โพธิสัตว์
เฝาแตคิดถงนาง ไมเปนอันทางานของตนเหมือนเชน ดาบสจึงปลอบใจดาบสผู้เป็นลกว่า “ลูกเอ๋ย ช่าง








ทุกวัน เถิด ต่อแต่นี้ เจ้าจงเจริญเมตตากรุณาไว้ให้มาก”




จนกระทั่งโพธิสัตวดาบสกลับมาถึงอาศรม เห็น หลังจากปลอบใจดาบสผูเปนลูกแลว โพธิสัตวดาบส

ดาบสหนุ่มนั่งทาหน้าเศร้าอยู่ จึงถามว่า “ลูกเอ๋ย จึงบอกกสิณบริกรรมให้ดาบสผู้เป็นลูกนั้นฝึก

547


ปฏิบัติ ไม่นานนัก ดาบสหนุ่มก็ได้อภิญญาและสมาบัติ เจริญพรหมวิหาร ๔
จนสิ้นอายุขัย แล้วไปบังเกิดในพรหมโลกพร้อมกับโพธิสัตว์ดาบสผู้เป็นบิดานั้น

ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนใจว่า ศัตรูในชีวิตของคนนั้นมี ๒ อย่าง คือ ศัตรู
ภายนอก ๑ ศัตรูภายใน ๑ ศัตรูภายนอก หมายถึงคนหรือสัตว์ที่ประสงค์

ร้ายต่อเรา ทาให้เราเด ือด ร้อนและเสียชีวิต ซึ่งเราสามารถมองเห็นด ้วยตา
และได ้ยินเสียงด ้วยหู ศัตรูชนิด นี้ มักจะเข้าหาเราด ้วยวิธีการ ๒ อย่าง คือ





ี้


เขามาในฐานะเปนศตร ทังตอนตนและตอนปลาย นประการหนึ่ง อีกประการ
หนึ่ง เข้ามาในลักษณะเป็นมิตรในตอนต้น แต่เป็นศัตรูในตอนปลาย ที่เป็น
ศัตรูทั้งในตอนต้นและตอนปลายนั้น แม้จะน่ากลัว แต่เราก็สามารถหาวิธี
ป้องกันตัวเองได ้ ที่น่ากลัวกว่านี้ คือศัตรูที่เข้ามาในลักษณะเป็นมิตรในตอน
ต้น แต่เป็นศัตรูในตอนปลาย ด ังเช่น หญิงผู้ล่อลวงด าบสหนุ่มจนกระทั่งตก

ไปอยู่ในอานาจ จากนั้นก็เคี่ยวเข็ญให้ทางานรับใช้ด ุจทาสและกรรมกร ศัตรู








ชนิด นี้นากลัวกวาศัตรูชนิด แรก เพราะเราไมรูตัวมากอน กวาจะรูตัวก็ตอเมื่อ

ตกเป็นเหยื่อของมันเสียแล้ว
ส่วนศัตรูภายใน หมายถึงศัตรูที่อยู่ในตัวเราเอง ได ้แก่จิตใจที่อ่อนแอ
ไม่มีความอด ทนอด กลั้น ตลอด จนความโลภ ความโกรธ และความหลง






เพราะสิ่งเหลานี้เปนตนเหตุของการกอกรรมทาชั่วทุกชนิด นาไปสูความเสื่อม

ต่าง ๆ ด ังจะเห็นว่า ถ้าถูกหญิงนั้นชักชวนให้ไปอยู่ด ้วยแล้ว ด าบสหนุ่มข่ม
ความอยากได ้ ไม่ทาตามความอยากของตนเอง เอาชนะใจตนเอง ไม่ยอมไป


ตามหญิงนั้น ตนเองก็ไมตองประสบกับความเด ือด รอน แตเพราะแพใจตนเอง







จึงทาให้มองเห็นกงจักรเป็นด อกบัว ทาให้ต้องทิ้งด าบสผู้เป็นบิด าไปอย่กับ
หญิงผู้มากด ้วยมารยานั้น
ฉะนั้น ความอ่อนแอ ตลอด จนความโลภ ความโกรธ และความหลง






จึงเปนศัตรูภายในที่รายกาจ ยิ่งเมอถกศตรภายนอกชักนาด วยแลว ก็ยิ่งทาให ้

ื่


บุคคลประสบกับหายนะเร็วขึ้น ด งนั้น ผูหวังความสุขความเจริญ จึงควรรูจัก






ขมใจตนเอง ฝกใจตนเอง ไมยอมพายแพตอศัตรูคือกิเลสที่เกิด ขึ้น ปฏิบัติได ้



อย่างนี้ ชีวิตจึงจะพ้นจากความเสื่อม และเข้าถึงความสุขที่แท้จริงได ้
(อุทัญจนีชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๙ หน้า ๓๑๑)
548


549


กรรมเป็นเหตุ








“เม่อไมท�าตามผหวังดี ก็ต้องเสยคน”



ครั้งหนึ่ง พระบรมศาสดาประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี






ทรงปรารภพระโลสกตสสเถระ ซงเปนผูมีบญนอย มีลาภนอย อนาถาไรที่พึ่งตั้งแต ่







เด็ก แต่เดชะบุญที่เคยทากรรมดีไว้ทาให้ได้บวชในพระพุทธศาสนา บาเพ็ญเพียร
จนส�าเร็จเป็นพระอรหันต์ แต่ถึงกระนั้น ก็ยังเป็นผู้มีบุญน้อย มีลาภน้อย ไม่มี
ใครถวายบิณฑบาตให้ฉัน เนื่องจากความชั่วที่ทาไว้ในครั้งอดีต

ภิกษุทั้งหลายนั่งสนทนาดวยเรื่องพระโลสกติสสเถระวา “นาอัศจรรยหนอ





พระโลสกติสสเถระมีบุญน้อย มีลาภน้อย อันผู้มีบุญน้อย มีลาภน้อย เห็น
ปานนี้ บรรลุอริยธรรมได ้อย่างไร”
พระบรมศาสดาเสด็จผ่านมาได้ยิน จึงตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย โลสกติสสะ
ผู้นี้ได้ประกอบกรรม คือความเป็นผู้มีลาภน้อย และความเป็นผู้ได้อริยธรรมของ
ตน ด้วยตนเอง เนื่องด้วยครั้งก่อน เธอกระทาอันตรายลาภของผู้อื่น จึงเป็นผู้มี








ลาภน้อย แต่เป็นผู้บรรลุอริยธรรมได้ด้วยผลที่บ�าเพ็ญวิปัสสนา คอ อนิจจัง
ทุกขัง อนัตตา” ดังนี้ แล้วทรงนาเรื่องในอดีตมาสาธกว่า

ในอดีตกาล สมัยพระพุทธเจาพระนามวากัสสปะ มีภิกษุรูปหนึ่ง เปนผูทรง





ศีล เจริญสมาธิ และบาเพ็ญวิปัสสนาเป็นกิจวัตร ภิกษุรูปนั้นเป็นเจ้าอาวาสในวัด
แห่งหนึ่ง เวลาต่อมา ได้มีพระอรหันต์รูปหนึ่ง ธุดงค์ผ่านไปที่บริเวณหมู่บ้านใกล้
วัดแห่งนั้น ได้พบอุบาสกคนหนึ่งที่อุปัฏฐากเจ้าอาวาสรูปนั้น อุบาสกนั้นจึงนิมนต์
ให้ฉันที่บ้าน ได้ฟังเทศน์แล้วก็เลื่อมใส จึงอาราธนาว่า
“ขอนิมนต์พระคุณเจ้าไปพักในวัดก่อน ตอนเย็นกระผมจะเข้าไปเยี่ยม”
พระอรหันต์จึงเข้าไปพักที่วัดแห่งนั้น หลังจากนมัสการเจ้าอาวาสแล้ว ก็นั่ง
สารวมอยู่

เจ้าอาวาสถามว่า “ผู้มีอายุ คุณได้ฉันอาหารแล้วหรือ?”
“ได้แล้วครับ”
“คุณได้ฉันที่ไหนหรือ?”
“ได้จากบ้านของโยมที่อุปัฏฐากท่าน”

550


Click to View FlipBook Version