4. สาระการเรียนรู้
1. กลไกการตอ่ ตา้ นหรือทาลายสิง่ แปลกปลอมแบบไม่จาเพาะและแบบจาเพาะ
2. อวยั วะและเนอื้ เยอื่ ท่เี กี่ยวขอ้ งกบั การสรา้ งลิมโฟไซต์
5. จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
ดา้ นความรู้ (K)
1. นักเรียนสามารถสืบค้นขอ้ มูลและอธิบายกลไกการต่อตา้ นหรอื ทาลายสิง่ แปลกปลอม
แบบไม่จาเพาะและแบบจาเพาะได้
2. นักเรียนสามารถเปรียบเทียบกลไกการต่อต้านหรือทาลายสิ่งแปลกปลอมแบบไม่
จาเพาะและแบบจาเพาะได้
3. นกั เรียนสามารถสืบค้นข้อมลู และอธบิ ายเก่ียวกบั อวยั วะท่ีเกยี่ วขอ้ งกับการสร้างหรือ
ตอบสนองของภมู คิ ้มุ กันแบบจาเพาะได้
ด้านทกั ษะกระบวนการ (P)
1. การสงั เกต
2. การจาแนกประเภท
3. การลงความเห็นจากข้อมูล
4. การส่อื สารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ
5. การคดิ อย่างมวี จิ ารณญาณและการแกป้ ัญหา
ดา้ นเจคติ (A)
1. มวี นิ ยั
2. ใฝ่เรยี นรู้
3. อยู่อย่างพอเพียง
4. มุง่ ม่ันในการทางาน
5. มีจิตสาธารณะ
6. สมรรถนะสาคญั ของผ้เู รยี น
1. ความสามารถในการสื่อสาร
2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการแก้ปญั หา
4. ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวติ
5. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
7. คณุ ลักษณะของผเู้ รียนใรศตวรรษที่ 21 (3R 8C)
3R คอื ทักษะพ้ืนฐานทจ่ี าเป็น ปรากฏในแผนการจดั การเรียนรู้ (กาเครือ่ งหมาย / )
Reading คือ สามารถอ่านออก /
(W)Riteing คือ สามารถเขยี นได้ /
(A)Rithmatic คือ มีทกั ษะในการคานวณ
8C ทกั ษะตา่ งๆทีจ่ าเปน็
Critical thinking and problem solving (มที ักษะในการคิด /
วเิ คราะห์ การคดิ อยา่ งมีวิจารณญาณ และแก้ไขปัญหาได้)
Creativity and innovation (คิดอย่างสร้างสรรค์ คิดเชิง
นวัตกรรม)
Cross-cultural understanding (ความเข้าใจความแตกต่าง
ทางวัฒนธรรม กระบวนการคดิ ขา้ มวฒั นธรรม)
Collaboration teamwork and leadership (ความร่วมมือ /
การทางานเปน็ ทมี และภาวะผ้นู า)
Communication information and media literacy /
(ทักษะในการสื่อสาร และการรูเ้ ท่าทันสอ่ื )
Computing and IT literacy (ทกั ษะการใช้คอมพิวเตอร)์ /
Career and learning skills (ทักษะทางอาชีพ และการ
เรียนร้)ู
Compassion (มคี ณุ ธรรม มีเมตตา กรุณา มีระเบยี บวนิ ัย) /
8. ช้นิ งานหรอื ภาระงาน
8.1 ชน้ิ งาน
- แบบบนั ทกึ กจิ กรรม เรอื่ ง กลไกการต่อตา้ นหรือทาลายสิ่งแปลกปลอม
8.2 ภาระงาน
- สมดุ บันทกึ ประสบการณ์การเรยี นรู้ สรุปสาระสาคญั ของเร่อื งทีเ่ รยี น
9. กิจกรรมการจัดการเรยี นรู้ (รปู แบบการสอนแบบ 5E) จานวน 100 นาที
ครูจดั กจิ กรรมการเรียนรูโ้ ดยมขี ั้นตอนดังตอ่ ไปน้ี
ข้นั ที่ 1 สรา้ งความสนใจ (Engagement) 10 นาที
1.1 ครนู าเข้าส่บู ทเรียนโดยทบทวนความรแู้ ก่นักเรยี น เกย่ี วกับเซลลน์ าเสนอแอนติเจน
ว่าเป็นเซลล์ที่ทาหน้าที่ในการจับและย่อยแอนติเจนให้มีขนาดเล็กลงแล้วนาเสนอชิ้น ส่วนของ
แอนติเจนใหก้ บั ลมิ โฟไซต์ ทาใหเ้ กดิ การกาจัดสิ่งแปลกปลอมได้อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ
1.2 ครนู าเขา้ สู่บทเรยี นดายใชค้ าถาม และมแี นวคาตอบดังนี้
- กลไกการต่อต้านหรือทาลายสิ่งแปลกปลอมแบบจาเพาะเก่ียวขอ้ งกับการทางาน
ของเซลลช์ นดิ ใด
(เซลลน์ าเสนอแอนติเจน antigen presenting cell และลิมโฟไซต)์
- ลิมโฟไซต์ หมายถงึ อะไร
(คาตอบของนักเรียนอาจมีหลากหลาย หรือนักเรียนอาจจะยังไม่ทราบ ครูอาจให้
ความรู้นักเรียนว่า ลิมโฟไซตค์ ือ เซลล์เม็ดเลือดขาวท่ีมีขนาดเล็ก นิวเคลียสเกอื บเต็มเซลล์ ทาหน้าท่ี
ตอบสนองและทาลายสิ่งแปลกปลอม โดยสามารถจดจาลักษณะเฉพาะของสิ่งแปลกปลอมได้
เน่ืองจากผวิ เซลลม์ โี ปรตนี ที่เปน็ ตัวรับที่จาเพาะตอ่ แอนติเจนตา่ งๆ มากมาย โดยปกติลิมโฟไซต์พบใน
ระบบหมุนเวียนเลือด ระบบน้าเหลอื ง อวัยวะและเนือ้ เยือ่ ในระบบภมู ิคุ้มกนั )
- ลิมโฟไซต์ทีส่ าคัญได้แก่อะไรบ้าง
(ทีลิมโฟไซต์ T lymphocyte หรอื T cell และ บีลมิ โฟไซต์ B lymphocyte หรอื B cell)
ข้นั ที่ 2 สารวจและคน้ หา (Exploration) 50 นาที
2.1 ครูให้นกั เรียนศกึ ษาเกี่ยวกับกลไกการตอ่ ต้านหรอื ทาลายส่งิ แปลกปลอมแบบ
จาเพาะจากแหล่งการเรยี นรูอ้ ื่น ๆ เชน่ เวบ็ ไซต์ แพทย์ หรือบุคลากรทางด้านสาธารณสุขอ่นื ๆ โดย
ครอู ธบิ ายเกีย่ วกับกลไกการตอ่ ตา้ นหรอื ทาลายสงิ่ แปลกปลอมแบบจาเพาะ เพอื่ ให้นกั เรียนเกิดความ
เข้าใจ
2.2 มอบหมายให้สมาชิกจับคู่ศึกษาในประเด็น กลไกการต่อต้านหรือทาลายส่ิง
แปลกปลอมโดยเซลล์ที และกลไกการต่อต้านหรือทาลายสิง่ แปลกปลอมโดยเซลลบ์ ี
2.3 สมาชิกแต่ละคู่ร่วมกันสรุปขอ้ มลู ตามที่ศึกษา แล้วนาข้อมูลท่ีศึกษามาได้ ร่วมกัน
แลกเปลี่ยนกันในกลุ่มร่วมกันกับสมาชิกทั้ง 4 คน ร่วมกันอภิปรายและหาข้อสรุปเป็นองค์ความรู้
รว่ มกัน
2.4 นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันนาข้อสรุปองค์ความรู้ที่ได้มาเขียนลงในกระดาษ
โปสเตอร์
2.5 นักเรยี นแตล่ ะกลุ่มนาเสนอกันเองภายในกลุ่ม สมาชิกรับฟังและชว่ ยกนั ประเมิน
แสดงความคดิ เห็น แลกเปลี่ยนภายในกลมุ่ เพอ่ื ให้งานของกลมุ่ สมบูรณ์มากย่ิงข้ึน
2.2 ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลการสืบค้นเพื่อให้นักเรียนเข้าใจถึงหลักการทางาน
ของเซลลท์ แี ละเซลล์บี โดยอธิบายถึงบรเิ วณตัวรับแอนติเจนบนผวิ เซลล์ของเซลล์ที (TCR) และตัวรับ
แอนติเจนบนผิวเซลล์ของเซลล์บี (BCR) ที่มีโครงสร้างที่แตกต่างกัน ทาให้มีบริเวณจับแอนติเจน
แตกต่างกนั ไปด้วย โดย TCR มบี รเิ วณจบั แอนติเจน 1 ตาแหนง่ ดงั รูป 16.5 ขณะท่ี BCR มีบริเวณจับ
แอนตเิ จน 2 ตาแหน่ง ดังรูป 16.7
นอกจากนี้ TCR ยังไม่สามารถจับกับแอนติเจนได้โดยตรง แต่จะจับกับชิ้นส่วน
แอนตเิ จนท่ีถูกนาเสนอโดยเซลลน์ าเสนอแอนตเิ จนเทา่ น้ัน
2.3 ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้ที่ได้จากการสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับกลไกการ
ต่อตา้ นหรือทาลายสง่ิ แปลกแปลอมแบบจาเพาะโดยใช้รปู 16.9 ในหนังสือเรยี น ซึง่ สรุปไดด้ งั นี้
1. เซลล์เมด็ เลือดขาวที่เก่ียวขอ้ งกับกลไกการต่อต้านหรอื ทาลายส่ิงแปลกปลอมแบบ
จาเพาะ คอื ลมิ โฟไซต์ ซึ่งแบ่งไดเ้ ป็น เซลล์ทแี ละเซลล์บี
2. บริเวณผิวเซลล์ทีมีตวั รับแอนตเิ จน เรียกว่า TCR เพื่อจับกับชิ้นส่วนแอนติเจนท่ี
ถูกนาเสนอโดยเซลล์นาเสนอแอนติเจน ส่วนเซลล์บีมีตัวรับแอนติเจน ที่เรียกว่า BCR ที่สามารถจับ
จาเพาะกับแอนตเิ จนได้อยา่ งจาเพาะเชน่ เดยี วกัน
3. เมื่อแอนติเจนถูกย่อยด้วยแมโครฟาจซึ่งทาาหน้าที่เป็นเซลล์นาเสนอแอนติเจน
เซลล์ที ชนิด CD4 จะตอบสนองต่อชนิ้ ส่วนแอนติเจนบนผวิ ของแมโครฟาจและส่งสญั ญาณไปยังเซลล์
อืน่ ๆ ในระบบภูมคิ ุม้ กัน โดยการหลงั่ ไซโทไคน์
4. ไซโทไคน์ที่ปล่อยจากเซลล์ทีชนิด CD4 จะกระตุ้นการทางานของเซลล์อื่นๆ ใน
ระบบภมู ิคมุ้ กัน ดังนี้
- กระตุ้นเซลลท์ ีชนิด CD8 ใหแ้ บง่ เซลล์แล้วไปทาลายเซลล์แปลกปลอมหรือเซลล์ที่
ตดิ เช้อื ไวรสั และบางสว่ นเปล่ียนไปเปน็ เซลลค์ วามจา
- กระตุ้นเซลล์ทีชนิด CD4 ให้หลั่งไซโทไคน์และแบ่งเซลล์เพิ่มขึ้นและบางส่วน
เปลย่ี นไปเปน็ เซลล์ความจา
- กระตนุ้ ใหเ้ ซลล์บีเกิดการแบง่ เซลลแ์ ละพฒั นาเป็นเซลล์พลาสมาซง่ึ จะเกิดการหลั่ง
แอนติบอดีจานวนมาก มาจับกับสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย ดังรูป 16.8 และบางส่วนเปลี่ยนไป
เปน็ เซลล์ความจา
- บางคร้ังเซลล์บียังสามารถจับจาเพาะกับแอนตเิ จนไดโ้ ดยตรงทาให้เซลล์บีเกิดการ
แบ่งเซลล์และพัฒนาเป็นเซลล์พลาสมาซึ่งจะเกิดการหลั่งแอนติบอดีจานวนมาก มาจับกับสิ่ง
แปลกปลอมทีเ่ ขา้ สรู่ ่างกาย และเซลลบ์ ีบางสว่ นเปล่ยี นไปเป็นเซลล์ความจาเชน่ เดยี วกนั
ขั้นที่ 3 ขน้ั อธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) 20 นาที
3.1 นกั เรียนแต่ละกลุม่ นาผลงานที่เขยี นในกระดาษโปสเตอร์ มาติดผลงาน
ทก่ี ระดานไวทบ์ อร์ดหน้าช้นั เรียน ผนังหอ้ งดา้ นขา้ งและดา้ นหลงั หอ้ ง
3.2 นักเรียนนาเสนอผลงานในรูปแบบ Gallery Walk โดยให้นักเรียนแต่ละกลุ่ม
นาเสนอผลงาน และเข้าชมแลกเปลีย่ นเรยี นรูผ้ ลงานของกลมุ่ อน่ื แสดงความคดิ เหน็ อภิปรายภายใน
กลุ่มโดยเขียน สามารถวิจารณ์ความถูกต้องตามเนื้อหา กิจกรรม อย่างสร้างสรรค์ สามารถตั้ง
คาถาม และช่วยกันประเมินผลงานของกลุม่ อน่ื ๆไปด้วย แลว้ ใหค้ ะแนนเวยี นไปจนครบทกุ กลุม่
3.3 ครูและหัวหน้าห้องรว่ มกนั สรุปผลการประเมนิ แจ้งผลของการประเมิน ร่วมช่ืน
ชมกลุ่มมีผลการประเมินดีเยี่ยม และรองลงมา ชมเชยกลุ่มอื่นๆ และให้กาลังใจกลุ่มที่ยังขาดตก
บกพรอ่ ง
3.4 ครแู ละนกั เรยี นรว่ มกนั ชน่ื ชมผลงาน ใหก้ าลังใจ
ขัน้ ท่ี 4 ขนั้ ขยายความรู้ (Elaboration) 15 นาที
4.1 ครูให้ความรู้เพิม่ เติมแก่นักเรียนเกี่ยวกบั แอนติบอดีหรืออมิ มูโนโกลบูลินเป็นสาร
ประเภทโปรตนี ทหี่ ลง่ั ออกมาจากเซลลพ์ ลาสมา ซึ่งในสัตวเ์ ลี้ยงลูกดว้ ยนา้ นม จาแนกได้ 5 กลุ่ม ดงั น้ี
4.2 ครูให้ความรู้นักเรียนเกี่ยวกับไส้ติ่ง (appendix) ว่ามีลักษณะเป็นท่อปลายตันอยู่
ตรงลาไส้ใหญ่ส่วนต้น ยาวประมาณ 2-7 เซนติเมตร ภายในมีลิมโฟไซต์อยู่หนาแน่น ไส้ติ่งเป็น
โครงสร้างที่เกี่ยวกับระบบภูมิค้มุ กัน รวมท้ังอาจเป็นที่อยู่ของแบคทีเรียทเ่ี ป็นประโยชน์ต่อระบบย่อย
อาหารด้วย
ข้นั ท่ี 5 ขนั้ ประเมนิ ผล (Evaluation) 5 นาที
ครปู ระเมินการเรียนรขู้ องนักเรยี นโดยประเมนิ การทางาน คอื ใหน้ กั เรยี นทาใบงาน เรื่อง
ระบบภมู ิคมุ้ กนั
10. สื่อการเรยี นร้/ู แหลง่ เรียนรู้
10.1 สื่อการเรียนรู้
1. สอื่ นาเสนอ Power Point เรอ่ื ง กลไกการต่อตา้ นหรอื ทาลายสง่ิ แปลกปลอม
2. หนงั สอื เรียนรายวชิ าเพ่ิมเติมชีววิทยา เลม่ 4
3. สมุดบนั ทึกประสบการณ์การเรยี นรู้ สรปุ สาระสาคัญของเร่อื งที่เรียน
4. ไตหมูหรอื ไตววั
5. ชุดเครอื่ งมือผา่ ตดั พร้อมถาดผ่าตัด
6. แว่นขยาย
7. ถุงมือยาง
8. หน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้าปดิ ปาก
10.2 แหล่งเรยี นรู้
1. อนิ เทอรเ์ น็ต จากเว็บไซต์ต่างๆ
2. หอ้ งสมุดโรงเรยี นสวายวิทยาคาร
11. การวัดและประเมินผล
ส่งิ ท่ีตอ้ งการวดั วิธกี ารวดั เคร่อื งมอื ท่ใี ช้ในการวดั เกณฑก์ ารประเมิน
1. ดา้ นความรู้ (K) - ตรวจให้คะแนนแบบ 1.1 แบบบนั ทึกกจิ กรรม 1.1 ทาแบบบันทึก
1.1 กลไกการตอ่ ตา้ นหรือ บนั ทกึ กจิ กรรม เรอ่ื ง เร่อื ง กลไกการต่อตา้ น กจิ กรรมไดถ้ กู ต้อง
ทาลายสิ่งแปลกปลอมแบบไม่ กลไกการตอ่ ต้านหรือ หรอื ทาลายส่งิ แปลก ระดับคุณภาพดีขน้ึ
จาเพาะและแบบจาเพาะ ทาลายสิง่ แปลกปลอม ปลอม ไปถือวา่ ผ่านเกณฑ์
1.2 อวยั วะและเนือ้ เยอื่ ที่
เกย่ี วขอ้ งกบั การสรา้ งลิมโฟไซต์
2. ดา้ นทกั ษะกระบวนการ (P) พจิ ารณาจากประเดน็ - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม - มีพฤติกรรมการ
2.1 การจาแนกประเภท การประเมิน ดงั นี้ การทางาน ทางาน กลุ่ม ใน
2.2 การคดิ อย่างมี 1) เน้ือหาสอดคล้องกับ - แบบประเมินชน้ิ งาน/ ระดบั คุณภาพดี ขน้ึ
วิจารณญาณและการแกป้ ญั หา หัวข้อ ผลงาน ไป ผ่านเกณฑ์
2) การสรปุ ความรู้
3) การเขียนส่อื ความ
4) ประโยชน์ของการ
นาข้อมลู ไปใช้
3. ด้านเจตคติ (A) - สงั เกตพฤตกิ รรมการ - แบบสังเกตพฤติกรรม - มีพฤตกิ รรมดา้ น
3.1 ความมงุ่ ม่นั อดทน ทางานกลุ่ม ด้านเจตคติ เจตคติ ในระดบั
- สังเกตพฤติกรรมการ คณุ ภาพดขี ้ึนไป
นาเสนอ ผ่านเกณฑ์
- สงั เกตคุณลกั ษณะ
ความมวี นิ ยั ใฝ่เรียนรู้
และมงุ่ มัน่ การทางาน
12. บันทึกผลหลงั กระบวนการจัดการเรียนรู้
1. ผลการจัดการเรียนรูท้ ่เี กิดข้นึ กับผเู้ รียน
ด้านความรู้ (K)
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ด้านทักษะกระบวนการ (P)
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ด้านเจตคติ (A)
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
2. ปัญหาและอุปสรรค
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
3. แนวทางการแกไ้ ข
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ลงช่ือ......................................................
(นางสาวสรชา รชตธนวนั ต์)
นักศกึ ษาฝกึ ประสบการณ์วิชาชีพครู
วนั ท่ี ..... เดือน .................. พ.ศ. ……..
บันทกึ ความคิดเห็น/ขอ้ เสนอแนะของครูพีเ่ ล้ียง
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ลงชือ่ ………………………………………………
(นางสิริกานต์ วายโศรก)
ครพู เ่ี ลย้ี ง
วันที่ .......เดือน .....................พ.ศ. .......
บันทกึ ความคิดเหน็ /ข้อเสนอแนะของหวั หน้ากลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ลงชอื่ ………………………………………………
(นางสาววราพร จติ รเ์ ดียว)
หัวหน้ากลุม่ สาระการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์
วนั ที่ ......เดอื น ....................พ.ศ. .........
บันทึกความคดิ เหน็ /ขอ้ เสนอแนะของฝ่ายวชิ าการ
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ลงชอ่ื ………………………………………………
(นางสิริกานต์ วายโศรก)
หัวหน้ากล่มุ บริหารวิชาการ
วนั ที่ .......เดอื น ....................พ.ศ. ........
บันทกึ ความคิดเหน็ /ขอ้ เสนอแนะของรองผู้อานวยการโรงเรยี น
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ลงชอื่ ………………………………………………
(นายประหยัด เขียวหวาน)
รองผ้อู านวยการโรงเรยี นสวายวทิ ยาคาร
วันที่ ......เดอื น ....................พ.ศ. ........
บนั ทึกความคดิ เหน็ /ข้อเสนอแนะของผอู้ านวยการโรงเรียน
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ลงชอ่ื ………………………………………………
(นางสาวทองใบ ตลบั ทอง)
ผูอ้ านวยการโรงเรยี นสวายวทิ ยาคาร
วนั ที่ .......เดือน .....................พ.ศ. ........
แบบบนั ทกึ คะแนนใบงาน
เรือ่ ง นักเรียนชั้น มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 5
คาช้ีแจง ใหผ้ ู้สอนตรวจใหค้ ะแนนใบงานของนกั เรียนแลว้ ขดี / ลงในชอ่ งทีต่ รงกบั ระดับคะแนน
เลข รหสั ชือ่ –สกลุ ประเดน็ การประเมิน/ระดบั คะแนน รวม
ท่ี นัก ความถูกต้อง ความสะอาด ตรงต่อเวลา 12
เรียน 432143214321 คะแนน
1
2
3
4
5
6
7
8
9
คะแนนเฉลี่ย..............คะแนน
ลงช่ือ............................................ ผู้สอน
(นางสาวสรชา รชตธนวนั ต)์
นกั ศึกษาฝกึ ประสบการณว์ ิชาชีพครู
วนั ท่ี ....... เดอื น ................. พ.ศ. ……...
เกณฑ์การใหค้ ะแนนการประเมินระดับคุณภาพ มีรายละเอยี ดดงั น้ี
ช่วงคะแนน 10-12 หมายถงึ ระดบั คณุ ภาพดมี าก
ช่วงคะแนน 7-9 หมายถงึ ระดับคุณภาพดี
ชว่ งคะแนน 4-6 หมายถึง ระดับคุณภาพพอใช้
ชว่ งคะแนน ต่ากวา่ 3 หมายถึง ระดบั คุณภาพปรับปรุง
เกณฑ์การผา่ น ไดร้ ะดับคณุ ภาพดขี นึ้ ไปถอื ว่าผา่ นเกณฑ์
เกณฑก์ ารประเมนิ การตรวจชนิ้ งาน
รายการประเมิน ระดับคณุ ภาพ
1. ความถูกต้อง
4 (ดีมาก) 3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรุง)
2. ความสะอาด ขอ้ มลู มีความ
สวยงาม ข้อมูลถูกตอ้ ง ข้อมูลสว่ นใหญ่ ข้อมูลมคี วาม ถกู ตอ้ งเป็นสว่ น
3. ตรงตอ่ เวลา นอ้ ย
ชัดเจนสมบรู ณ์ ถกู ตอ้ งครบถว้ น ถกู ต้องเป็น ชิ้นงานสว่ นใหญ่
ไมส่ ะอาด
ครบถ้วน บางส่วน ไมเ่ รยี บร้อย
สง่ งานชา้ กวา่
ชน้ิ งานสะอาด ชน้ิ งานสะอาด ชนิ้ งานบางส่วน กาหนดเกิน 2 วัน
เรยี บรอ้ ย สวยงาม เรียบรอ้ ย มรี อย ไมส่ ะอาด
ไม่มรี อยขีดลบ ขดี ลบน้อย เรยี บร้อย
สง่ งานตรงเวลาท่ี สง่ งานช้ากว่า ส่งงานชา้ กว่า
กาหนด กาหนด 1 วนั กาหนด 2 วนั
แบบสังเกตพฤติกรรมดา้ นเจตคติ
คาชแ้ี จง ให้ผ้สู อนประเมินจากการสงั เกตพฤตกิ รรมดา้ นเจตคตใิ นระหวา่ งเรยี นในขณะปฏบิ ตั ิกิจกรรม
โดยให้
ระดบั คะแนนลงในตาราง โดยขีด / ลงในชอ่ งที่ตรงกับระดับคะแนน
เกณฑ์การใหค้ ะแนน 4 = ดมี าก 3 = ดี 2 = พอใช้ 1 = ปรบั ปรุง
เลข รหสั ชอื่ –สกุล ประเดน็ การประเมิน/ระดับคะแนน รวม
ท่ี นกั ความถูกต้อง ความสะอาด ตรงตอ่ เวลา 12
เรยี น 432143214321 คะแนน
1
2
3
4
5
6
7
8
9
คะแนนเฉลี่ย..............คะแนน
ลงชอ่ื ............................................ ผสู้ อน
(นางสาวสรชา รชตธนวนั ต์)
นกั ศึกษาฝกึ ประสบการณ์วิชาชพี ครู
วันที่ ....... เดือน .................... พ.ศ. ……....
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนการประเมินระดับคณุ ภาพ มรี ายละเอยี ดดงั นี้
ช่วงคะแนน 10-12 หมายถึง ระดบั คุณภาพดมี าก
ชว่ งคะแนน 7-9 หมายถึง ระดับคณุ ภาพดี
ชว่ งคะแนน 4-6 หมายถงึ ระดับคณุ ภาพพอใช้
ชว่ งคะแนน ต่ากวา่ 3 หมายถึง ระดับคุณภาพปรับปรุง
เกณฑก์ ารผ่าน ไดร้ ะดบั คุณภาพดีข้ึนไปถอื ว่าผา่ นเกณฑ์
เกณฑ์การประเมนิ พฤติกรรมดา้ นเจตคติ
ประเดน็ การ ระดับคะแนน
ประเมนิ 4 (ดีมาก) 3 (ด)ี 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรงุ )
1. มีวนิ ัย จดั ระเบียบวนิ ัยการ จดั ระเบียบวนิ ัย จัดระเบียบวนิ ยั ไม่มรี ะเบยี บวินยั ใน
ทางาน ปฏิบัตติ าม การทางาน ปฏบิ ัติ การทางาน ปฏบิ ตั ิ การทางาน และไม่
กฎระเบยี บตาม ตามกฎระเบียบ ตามกฎระเบียบ ปฏิบัตติ าม
ขอ้ ตกลงในการ ตามขอ้ ตกลงใน ตามขอ้ ตกลงใน กฎระเบยี บตาม
ทางาน และทา การทางาน และ การทางาน แต่ ขอ้ ตกลงในการ
กจิ กรรมไดอ้ ย่าง ทากจิ กรรมได้ ขาดความละเอียด ทางาน
ละเอยี ดดมี าก อย่างละเอยี ดดี ในการทางาน
2. มคี วามใฝ่ ปฏบิ ัตกิ จิ กรรม ปฏบิ ตั กิ ิจกรรม ปฏิบตั กิ จิ กรรม ปฏิบตั กิ ิจกรรม
รู้ใฝ่เรียน ศกึ ษาข้อมลู ได้ ศกึ ษาข้อมูลได้ ศึกษาข้อมูลได้ ศกึ ษาข้อมลู ไดไ้ ม่
ถกู ตอ้ งครบถ้วน ถูกต้องครบถ้วน ถกู ต้องครบถว้ น ถูกตอ้ งครบถว้ น
เสร็จทนั เวลา และ เสร็จเกินเวลา 1-5 เสรจ็ เกินเวลา 5- ทางานไม่เสร็จ
ส่งผลงานทนั ตาม นาที แตส่ ่งผลงาน 10 นาที แต่สง่ ผล ทนั เวลา และสง่ ผล
เวลาทีก่ าหนด ทนั ตามเวลาที่ งานล้าชา้ ไมเ่ ปน็ ไป งานไม่ทนั ตามเวลา
กาหนด ตามเวลาทก่ี าหนด ที่กาหนด
3. มงุ่ มัน่ ใน มีกระบวนการ มกี ระบวนการ มีกระบวนการ มกี ระบวนการ
การทางาน แสวงหาความรู้จาก แสวงหาความรู้ แสวงหาความรู้ แสวงหาความรจู้ าก
การสืบคน้ ขอ้ มลู จากการสืบค้น จากการสบื คน้ การสืบคน้ ข้อมลู
หรือทดลอง ขอ้ มูลหรือทดลอง ขอ้ มูลหรือทดลอง หรอื ทดลอง แต่
รวบรวมข้อมลู อย่าง รวบรวมข้อมลู รวบรวมข้อมูล รวบรวมขอ้ มลู ไม่
เพยี งพอก่อนจะลง อยา่ งเพียงพอกอ่ น อยา่ งเพยี งพอตอ่ เพยี งพอตอ่ การ
ขอ้ สรุป อธบิ ายหรอื จะลงข้อสรุป การอธิบายหรือลง อธิบายหรือลง
แสดงความคิดเห็น อธบิ ายหรอื แสดง ข้อสรุป ข้อสรุป
ได้อยา่ งมีเหตุผล ความคดิ เห็นได้
และเป็นระบบ อยา่ งมีเหตุผล
แบบสงั เกตพฤติกรรมการทางานกลุ่ม
คาชี้แจง ให้ผู้สอนประเมินจากการสังเกตทักษะกระบวนการกลุ่มในระหว่างเรียนในขณะปฏิบัติ
กิจกรรมโดยให้
ระดบั คะแนนลงในตาราง โดยขีด / ลงในชอ่ งที่ตรงกับระดับคะแนน
เกณฑ์การใหค้ ะแนน 4 = ดีมาก 3 = ดี 2 = พอใช้ 1 = ปรบั ปรงุ
ประเด็นการประเมนิ /ระดับคะแนน รวม
8
เลข รหสั ชอื่ –สกลุ สบื คน้ ขอ้ มลู ไดอ้ ย่างมี การวางแผนการทางาน คะแนน
ที่ นัก ระบบ
เรียน 8
4 3 2 1 4 3 21
1
2
3
4
5
6
7
8
9
คะแนนเฉลยี่ ..............คะแนน
ลงชื่อ............................................ ผูส้ อน
(นางสาวสรชา รชตธนวนั ต์)
นกั ศึกษาฝกึ ประสบการณ์วิชาชีพครู
วนั ท่ี ........ เดือน ................... พ.ศ. …….
เกณฑก์ ารให้คะแนนประเมินระดบั คณุ ภาพ มีรายละเอยี ดดังนี้
ช่วงคะแนน 7-8 หมายถึง ระดับคณุ ภาพดีมาก
ชว่ งคะแนน 5-6 หมายถึง ระดบั คุณภาพดี
ชว่ งคะแนน 3-4 หมายถึง ระดับคณุ ภาพพอใช้
ช่วงคะแนน ตา่ กว่า 2 หมายถงึ ระดับคณุ ภาพปรบั ปรุง
เกณฑก์ ารผา่ น ไดร้ ะดับคณุ ภาพดีขึน้ ไปถอื วา่ ผ่านเกณฑ์
เกณฑ์การประเมนิ พฤติกรรมการทางานกลมุ่
ประเด็นการ ระดบั คะแนน
ประเมนิ
4 (ดีมาก) 3 (ดี) 2 (พอใช)้ 1 (ปรับปรงุ )
1. สืบคน้ ข้อมูลได้ ข้อมูล เน้ือหา
อย่างมีระบบ ขอ้ มลู เนอ้ื หาสาระ ขอ้ มลู เนื้อหา ข้อมลู เนอ้ื หาสาระ สาระที่สืบคน้
ถูกตอ้ ง แตย่ งั ขาด
2. การวางแผน ทส่ี บื คน้ ถูกตอ้ ง มี สาระท่ีสบื ค้น ที่สืบคน้ ถูกตอ้ ง แต่ ความสมั พนั ธ์และ
ทางาน การเชอ่ื มโยงกนั
ความสมั พันธ์และ ถูกตอ้ ง มีความ ไม่ค่อยสัมพันธ์และ มกี ารวางแผนการ
ทางานที่ไมเ่ ป็น
เชอื่ มโยงกันได้ สมั พันธแ์ ละ เช่ือมโยงกนั ระบบ และไม่มี
ขน้ั ตอนในการ
อย่างชดั เจน ดมี าก เช่อื มโยงกนั ดี ทางาน
มีการวางแผนการ มีการวาง มีการวางแผนการ
ทางานอย่างมี แผนการทางาน ทางานทไี่ ม่เป็น
ระบบ มขี ้นั ตอน อยา่ งมีระบบ มี ระบบ และข้นั ตอน
ครบถ้วนดมี าก ขั้นตอน ในการทางานยังไม่
ครบถ้วน เป็นระบบ
แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 29
กลมุ่ สาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์ รายวิชาชวี วทิ ยา 4 ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 5
หน่วยการเรยี นรู้ที่ 4 ระบบภูมิคมุ้ กนั เวลาเรยี น 8 ช่วั โมง
ช่อื แผนการจัดการเรียนรู้ การสร้างเสรมิ ภูมคิ ุ้มกัน จานวนเวลา 1 ชั่วโมง
วัน..........เดอื น................พ.ศ. ................. ผูส้ อน นางสาวสรชา รชตธนวันต์
1. มาตรฐานการเรียนรู้ /สาระชีววิทยา
สาระชีววิทยา 4 เข้าใจการย่อยอาหารของสัตว์และมนุษย์ รวมทั้งการหายใจและการ
แลกเปลี่ยนแก๊สการลาเลียงสารและการหมุนเวียนเลอื ด ภูมิคุ้มกันของรา่ งกาย การขับถ่าย การรับรู้
และการตอบสนองการเคลือ่ นที่ การสบื พันธ์ุและการเจรญิ เตบิ โต ฮอรโ์ มนกบั การรักษาดุลยภาพ และ
พฤตกิ รรมของสัตว์ รวมทัง้ นาความร้ไู ปใชป้ ระโยชน์
2. สาระสาคัญ
การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายมี 2 แบบคือ ภูมิคุ้มกันรับมาและภูมิคุ้มกันก่อเอง
โดยภมู ิคมุ้ กันรบั มาเป็นวิธที ี่ร่างกายได้รับแอนติบอดีที่มีความจาเพาะตอ่ แอนติเจนซ่ึงสามารถทางาน
ได้ทนั ทีแต่อยู่ในร่างกายไมน่ าน สว่ นภูมิคมุ้ กนั กอ่ เองเปน็ วิธีที่ร่างกายไดร้ ับแอนติเจนซ่ึงจะกระตุ้นให้
ร่างกายสร้างแอนติบอดีหรือกระตุ้นเซลล์ทีที่มีความจาเพาะต่อแอนติเจนนั้น ซึ่งใช้เวลานานกว่า
ภูมิคมุ้ กนั รับมาแตภ่ มู คิ ุม้ กนั ก่อเองจะอยใู่ นร่างกายไดน้ านเนอ่ื งจากมีการสรา้ งเซลล์ความจาด้วย
3. ผลการเรยี นรู้
สืบคน้ ขอ้ มลู อธบิ ายและเปรียบเทียบการสร้างภูมคิ ุ้มกันก่อเองและภมู คิ มุ้ กนั แบบรบั มา
4. สาระการเรียนรู้
การสร้างภมู ิคมุ้ กันก่อเองและภูมิคมุ้ กนั รบั มา
5. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
ด้านความรู้ (K)
1. นกั เรยี นสามารถสืบค้นขอ้ มูลสืบค้นข้อมูล การสร้างภมู คิ มุ้ กนั ก่อเองและภมู คิ ุ้มกันแบบรบั มาได้
2. นกั เรยี นสามารถอธิบาย และเปรยี บเทยี บการสร้างภูมิคุ้มกันกอ่ เองและภูมคิ ุ้มกนั แบบรบั มาได้
ด้านทักษะกระบวนการ (P)
1. การสังเกต
2. การจาแนกประเภท
3. การลงความเห็นจากขอ้ มูล
4. การส่ือสารสารสนเทศและการรเู้ ทา่ ทันส่ือ
5. การคดิ อยา่ งมวี จิ ารณญาณและการแกป้ ัญหา
ด้านเจตคติ (A)
1. มวี นิ ัย
2. ใฝ่เรยี นรู้
3. อยู่อย่างพอเพียง
4. มุง่ มนั่ ในการทางาน
5. มีจติ สาธารณะ
6. สมรรถนะสาคัญของผูเ้ รียน
1. ความสามารถในการสือ่ สาร
2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการแกป้ ัญหา
4. ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ิต
5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
7. คุณลกั ษณะของผูเ้ รียนใรศตวรรษที่ 21 (3R 8C)
3R คือทกั ษะพ้ืนฐานท่จี าเป็น ปรากฏในแผนการจัดการเรียนรู้ (กาเครอ่ื งหมาย / )
Reading คือ สามารถอ่านออก /
(W)Riteing คือ สามารถเขียนได้ /
(A)Rithmatic คือ มีทกั ษะในการคานวณ
8C ทักษะตา่ งๆทจี่ าเปน็
Critical thinking and problem solving (มที ักษะในการคดิ /
วเิ คราะห์ การคดิ อย่างมีวจิ ารณญาณ และแกไ้ ขปญั หาได)้
Creativity and innovation (คิดอย่างสร้างสรรค์ คิดเชิง
นวัตกรรม)
Cross-cultural understanding (ความเข้าใจความแตกต่าง
ทางวฒั นธรรม กระบวนการคิดข้ามวัฒนธรรม)
Collaboration teamwork and leadership (ความร่วมมือ /
การทางานเป็นทีม และภาวะผู้นา) /
Communication information and media literacy /
(ทักษะในการส่อื สาร และการรู้เทา่ ทันสอ่ื )
Computing and IT literacy (ทักษะการใช้คอมพวิ เตอร์) /
Career and learning skills (ทักษะทางอาชีพ และการ
เรยี นรู้)
Compassion (มีคุณธรรม มีเมตตา กรุณา มรี ะเบียบวนิ ัย)
8. ชนิ้ งานหรือภาระงาน
8.1 ชน้ิ งาน
- แบบบันทึกกิจกรรม เร่ือง การสรา้ งเสรมิ ภมู คิ มุ้ กนั
8.2 ภาระงาน
- สมุดบันทกึ ประสบการณก์ ารเรียนรู้ สรปุ สาระสาคญั ของเรอื่ งที่เรยี น
9. กจิ กรรมการจดั การเรยี นรู้ (รปู แบบการสอนแบบ 5E)
ครูจดั กจิ กรรมการเรียนรโู้ ดยมขี ั้นตอนดงั ตอ่ ไปน้ี
ขนั้ ท่ี 1 สร้างความสนใจ (Engagement) 5 นาที
1.1 ครูทบทวนความรู้เดิมเกี่ยวกับกลไกการต่อต้านหรือทาลายสิ่งแปลกปลอมแบบ
จาเพาะ โดยใชค้ าถามกระตุน้ ความสนใจของนักเรยี น ครอู าจถามถึงประสบการณ์การไดร้ ับวคั ซนี หรือ
เซรมุ่ แลว้ ใหน้ กั เรยี นรว่ มกนั อภปิ รายโดยใชค้ าถามดังน้ี
- การได้รับวคั ซีน เซรุม่ มีประโยชน์อยา่ งไร
- วัคซนี และเซร่มุ เหมอื นหรือแตกต่างกันอย่างไร
1.2 จากการอภิปรายนักเรียนควรสรุปได้ว่า วัคซีนเป็นการให้แอนติเจนที่เป็น
สว่ นประกอบของเชื้อโรคเพ่ือให้ร่างกายสร้างภูมคิ มุ้ กันสามารถตอบสนองต่อเช้ือโรคซง่ึ จะช่วยป้องกัน
โรคบางชนดิ ไว้ล่วงหน้าทาใหเ้ มอ่ื ได้รับเชอื้ โรคหลังจากได้รบั วัคซนี แล้วก็จะมีอาการป่วยเพียงเล็กน้อย
หรือไม่มีอาการเลย ส่วนการได้รบั เซรุ่ม จะชว่ ยรา่ งกายกาจัดเชือ้ โรคไดท้ ันที เช่น เซร่มุ ป้องกนั โรคพิษ
สุนขั บ้า เซรมุ่ แก้พิษงู
ขัน้ ท่ี 2 สารวจและคน้ หา (Exploration) 20 นาที
2.1 ครูให้นกั เรยี นศึกษาการสรา้ งเสริมภมู ิคุม้ กัน จากใบความรแู้ ละหนงั สือเรียน
โดยครูอธบิ ายเก่ยี วกับการสรา้ งเสริมภมู ิคมุ้ กนั เพอ่ื ให้นกั เรยี นเกิดความเขา้ ใจ
2.2 มอบหมายใหส้ มาชกิ จับคู่ศึกษา ในประเด็น การสรา้ งเสรมิ ภูมคิ มุ้ กัน
2.3 สมาชิกแต่ละคู่ร่วมกันสรปุ ขอ้ มูลตามที่ศึกษา แล้วนาข้อมูลที่ศกึ ษามาได้ ร่วมกัน
แลกเปลี่ยนกันในกลุ่มร่วมกันกับสมาชิกทั้ง 4 คน ร่วมกันอภิปรายและหาข้อสรุปเป็นองค์ความรู้
รว่ มกัน
2.4 นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันนาข้อสรุปองค์ความรู้ที่ได้มาเขียนลงในกระดาษ
โปสเตอร์
2.5 นักเรยี นแตล่ ะกลุ่มนาเสนอกนั เองภายในกลุ่ม สมาชิกรับฟังและชว่ ยกนั ประเมิน
แสดงความคิดเหน็ แลกเปล่ียนภายในกลุ่มเพื่อใหง้ านของกลมุ่ สมบูรณ์มากยิ่งขนึ้
ขั้นท่ี 3 ขนั้ อธิบายและลงขอ้ สรุป (Explanation) 10 นาที
3.1 นกั เรยี นแต่ละกลมุ่ นาผลงานท่เี ขยี นในกระดาษโปสเตอร์ มาติดผลงาน
ท่ีกระดานไวทบ์ อรด์ หนา้ ชั้นเรียน ผนงั หอ้ งดา้ นขา้ งและด้านหลงั ห้อง
3.2 นักเรียนนาเสนอผลงานในรูปแบบ Gallery Walk โดยให้นักเรียนแต่ละกลุ่ม
นาเสนอผลงาน และเขา้ ชมแลกเปลย่ี นเรียนรผู้ ลงานของกลุ่มอนื่ แสดงความคดิ เหน็ อภปิ รายภายใน
กลุ่มโดยเขียน สามารถวิจารณ์ความถูกต้องตามเนื้อหา กิจกรรม อย่างสร้างสรรค์ สามารถตั้ง
คาถาม และชว่ ยกนั ประเมนิ ผลงานของกล่มุ อน่ื ๆไปดว้ ย แลว้ ใหค้ ะแนนเวยี นไปจนครบทกุ กลมุ่
3.3 ครูและหัวหนา้ หอ้ งรว่ มกนั สรุปผลการประเมนิ แจ้งผลของการประเมนิ ร่วมชื่น
ชมกลุ่มมีผลการประเมินดีเยี่ยม และรองลงมา ชมเชยกลุ่มอื่นๆ และให้กาลังใจกลุ่มที่ยังขาดตก
บกพร่อง
3.4 ครแู ละนกั เรยี นร่วมกันชื่นชมผลงาน ใหก้ าลังใจ
3.1 ครแู ละนกั เรียนรว่ มกันอภิปรายและตอบคาถามท้ายกจิ กรรมโดยมีแนวคาตอบ ดังนี้
- วคั ซนี ปอ้ งกันโรคใดที่นกั เรียนส่วนใหญ่จะได้รับเหมือนกนั
(วณั โรค ไวรัสตบั อกั เสบบี หัดเยอรมัน คางทมู (ให้อ้างองิ จากตาราง 16.1 ในหนังสอื
เรียน)
3.5 กิจกรรมนี้นักเรียนจะเห็นความสาคัญของการฉีดวัคซนี ซึ่งช่วยป้องกันโรคบาง
โรคได้ โดยประชากรไทยทุกคนสามารถขอรับบริการฉีดวัคซีนที่มีความจาเป็นพื้นฐานที่หน่วยงาน
ภาครัฐจดั ใหโ้ ดยไม่เสยี ค่าใช้จ่าย ตั้งแตแ่ รกเกิดจนถึงอายปุ ระมาณ 11-12 ปี
3.6 ครูใหน้ ักเรียนศึกษารูป 16.11 แลว้ ใชค้ าถามในหนงั สือเรียน ให้นักเรยี นร่วมกัน
แสดงความคิดเห็น ดงั นี้
- การสร้างเสรมิ ภูมคิ ้มุ กนั ในรูป 16.11 ก. และ ข. เหมอื นหรือแตกตา่ งกนั อย่างไร
3.7 ครูและนักเรียนร่วมกนั สรุปผลการแสดงความคิดเห็นว่าการสร้างภูมิคุ้มกันในรูป
16.11 แตกต่างกัน โดยรูป ก. ลูกจะได้รับแอนติบอดีโดยตรงจากน้านมแม่ ส่วนรูป ข. เป็นการฉีด
วัคซีน ซึ่งเป็นการกระตุ้นร่างกายให้สรา้ งแอนติบอดที ีจ่ าเพาะต่อแอนติเจนนัน้ นาไปสู่ข้อสรุปว่าการ
สร้างภูมิคมุ้ กนั ของรา่ งกายแบ่งไดเ้ ปน็ 2 แบบ คือ ภมู คิ ุ้มกันรับมาและภมู คิ มุ้ กันกอ่ เอง
ขนั้ ที่ 4 ข้นั ขยายความรู้ (Elaboration) 10 นาที
4.1 นักเรียนสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันรับมาและภูมิคุ้มกันก่อเอง จาก
แหล่งการเรียนรู้ต่างๆ หรืออาจพานักเรียนไปยังสถานที่แสดงการผลิตเซรุ่ม เช่น สถานเสาวภา
สภากาชาดไทย เพื่อให้นกั เรียนศึกษาข้ันตอนการผลิตเซรุ่ม ความสาคัญของเซรุม่ สาเหตุที่ต้องผลติ
เซรุ่ม หรือศึกษาวีดิทศั น์จาก QR code เรื่องการผลิตวัคซีนหรือเซรุ่มซึง่ เป็นสื่อการเรียนรู้ในหนงั สือ
เรียน
4.2 นักเรียนสรุปความรู้ที่ได้จากการศึกษา และเปรียบเทียบความเหมือนหรือความ
แตกต่างระหว่างภูมิคุ้มกันรบั มาและภูมิคุ้มกันก่อเอง จากนั้นให้นักเรียนตอบคาถามตรวจสอบความ
เขา้ ใจ
- การใหว้ คั ซนี และการใหเ้ ซรมุ่ มีผลตอ่ ร่างกายเหมือนหรือแตกต่างกนั อย่างไร
(การให้วัคซีนและการใหเ้ ซรมุ่ มผี ลตอ่ รา่ งกายเหมือนกนั คือ การสรา้ งเสริมภมู คิ ้มุ กัน
ใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพยิง่ ขึ้น แตแ่ ตกต่างกันที่การให้วัคซนี เปน็ การใหแ้ อนติเจนท่หี มดสภาพความเป็นพิษ
ต่อร่างกายไปกระตุ้นให้ร่างกายสรา้ งแอนตบิ อดี ซึ่งจะใช้เวลาในการสรา้ งเซลลค์ วามจาและแอนติบอดี
ขึ้นมาระยะหนึง่ ทั้งนี้เซลล์ความจาที่สร้างขึ้นนี้จะอยู่ในร่างกายได้คอ่ นข้างนานอาจเป็นปหี รือตลอด
ชีวิต ขณะที่เซรุ่มเป็นการให้แอนตบิ อดีทส่ี ร้างจากสัตวห์ รือมนุษย์โดยตรง เช่น เซรุ่มแก้พิษงู ท่ีสกัดได้
จากเลือดม้า นาไปให้กับผู้ที่ถูกงูมีพิษกัดซึ่งสามารถทาลายพิษงูได้ทันที แต่แอนติบอดีนี้จะอยู่ใน
รา่ งกายได้ในระยะเวลาสน้ั ๆ เท่านั้น)
4.3 ครูให้ความรเู้ พิ่มเตมิ กับนกั เรยี นว่า การสร้างภูมคิ มุ้ กนั โดยการให้วัคซีนป้องกันโรค
เช่น วัคซีนป้องกันคอตีบ-บาดทะยัก- ไอกรนหรือการฉีดวัคซีนบาดทะยกั จาเป็นต้องมีการฉีดวัคซีน
กระต้นุ (vaccine booster) ในช่วงอายุต่าง ๆ โดยในวคั ซนี น้จี ะมีเช้ือโรคอย่ใู นปริมาณที่นอ้ ยกว่าครั้ง
แรกท่ีได้รับเพือ่ เปน็ การกระตุ้นใหร้ ่างกายสร้างแอนติบอดีและรักษาระดับภูมิคุ้มกันของโรค โดยอาจ
เปน็ การรักษาปริมาณของแอนตบิ อดีหรอื เซลลค์ วามจาตอ่ เช้ือโรคน้ันให้อย่ใู นรา่ งกายนานท่ีสดุ
4.4 ครใู หน้ กั เรยี นร่วมกันตอบคาถามชวนคิด โดยมแี นวคาตอบดังน้ี
- เพราะเหตใุ ดจึงตอ้ งไดร้ บั วคั ซนี ชนดิ เดยี วกนั ซา้ กนั เปน็ ระยะ ๆ
(เพราะภูมคิ ุ้มกันตอ่ โรคบางโรคจะค่อยๆ ลดลงเม่ือเวลาผา่ นไป และการไม่ได้สัมผัส
กับเชื้อโรคที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมเป็นประจา ดังนั้นการฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายในแต่ละ
ช่วงอายุ จะทาให้รา่ งกายสรา้ งแอนติบอดีเพมิ่ ขน้ึ หรือคงปรมิ าณของแอนตบิ อดีในร่างกายให้อยไู่ ดน้ าน
ข้นึ )
- โรคบางชนิด เช่น คอตีบ ไม่จาเป็นต้องได้รับการฉีดวัคซีนกระตุ้นในวัยผู้ใหญ่
เพราะเหตุใด
(เพราะร่างกายได้รับการกระตุ้นจากเช้ือโรคคอตีบในธรรมชาติ ทาให้เกิดการสร้าง
แอนติบอดอี ยู่ตลอดเวลา)
ขน้ั ท่ี 5 ข้นั ประเมนิ ผล (Evaluation) 5 นาที
ครปู ระเมินการเรียนร้ขู องนกั เรียนโดยประเมนิ การทางาน คอื ให้นักเรยี นทาใบงาน เรือ่ ง
ระบบภมู คิ ุ้มกัน
10. ส่ือการเรียนร/ู้ แหล่งเรยี นรู้
10.1 สื่อการเรยี นรู้
1. สอ่ื นาเสนอ Power Point เรื่อง การสรา้ งเสริมภมู ิคมุ้ กัน
2. หนงั สือเรียนรายวชิ าเพมิ่ เตมิ ชวี วทิ ยา เลม่ 4
3. สมดุ บันทกึ ประสบการณก์ ารเรียนรู้ สรุปสาระสาคัญของเร่ืองที่เรียน
10.2 แหลง่ เรยี นรู้
1. อินเทอรเ์ นต็ จากเวบ็ ไซต์ตา่ งๆ
2. ห้องสมดุ โรงเรียนสวายวิทยาคาร
11. การวัดและประเมินผล
ส่ิงที่ตอ้ งการวดั วธิ กี ารวดั เครอ่ื งมือท่ีใช้ในการวดั เกณฑก์ ารประเมิน
1. ดา้ นความรู้ (K) - แบบบันทกึ กิจกรรม - ทาแบบบนั ทึก
1.1 การสร้างภมู ิคุม้ กนั ก่อเอง - ตรวจให้คะแนนแบบ เรอื่ ง การสรา้ งเสริม กิจกรรมได้ถูกต้อง
บันทกึ กจิ กรรม เรอื่ ง ภูมิค้มุ กนั ระดบั คณุ ภาพดีข้นึ
และภมู ิค้มุ กันรบั มา ไปถอื วา่ ผ่านเกณฑ์
การสรา้ งเสรมิ
ภมู คิ ุ้มกนั
2. ด้านทกั ษะกระบวนการ (P) พจิ ารณาจากประเดน็ - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม - มพี ฤตกิ รรมการ
ทางาน กลุม่ ใน
2.1 การจาแนกประเภท การประเมนิ ดังน้ี การทางาน ระดบั คุณภาพดี ขนึ้
ไป ผ่านเกณฑ์
2.2 การคดิ อย่างมี 1) เน้ือหาสอดคล้องกบั - แบบประเมินชิน้ งาน/
- มีพฤตกิ รรมด้าน
วจิ ารณญาณและการแกป้ ัญหา หัวขอ้ ผลงาน เจตคติ ในระดบั
คณุ ภาพดขี ้ึนไป
2) การสรุปความรู้ ผา่ นเกณฑ์
3) การเขียนส่ือความ
4) ประโยชนข์ องการ
นาขอ้ มลู ไปใช้
5) ความตรงต่อเวลา
3. ดา้ นเจตคติ (A) - สังเกตพฤตกิ รรมการ - แบบสงั เกตพฤติกรรม
3.1 ความมงุ่ มั่นอดทน ทางานกลุม่ ด้านเจตคติ
- สงั เกตพฤติกรรมการ
นาเสนอ
- สังเกตคุณลกั ษณะ
ความมวี ินยั ใฝเ่ รยี นรู้
และมุ่งมั่นการทางาน
12. บนั ทกึ ผลหลงั กระบวนการจัดการเรยี นรู้
1. ผลการจัดการเรียนรู้ท่เี กิดข้ึนกบั ผ้เู รียน
ด้านความรู้ (K)
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ดา้ นทักษะกระบวนการ (P)
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ด้านเจตคติ (A)
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
2. ปัญหาและอุปสรรค
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
3. แนวทางการแก้ไข
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ลงช่อื ......................................................
(นางสาวสรชา รชตธนวนั ต์)
นักศึกษาฝกึ ประสบการณ์วชิ าชีพครู
วันที่ ..... เดือน .................. พ.ศ. ……..
บันทกึ ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะของครพู เ่ี ล้ยี ง
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ลงช่ือ………………………………………………
(นางสิริกานต์ วายโศรก)
ครพู เี่ ลย้ี ง
วนั ที่ .......เดือน .....................พ.ศ. .......
บันทกึ ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะของหวั หนา้ กล่มุ สาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ลงชื่อ………………………………………………
(นางสาววราพร จติ รเ์ ดยี ว)
หวั หน้ากลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์
วันท่ี ......เดอื น ....................พ.ศ. .........
บันทึกความคดิ เหน็ /ข้อเสนอแนะของฝ่ายวชิ าการ
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ลงชื่อ………………………………………………
(นางสริ ิกานต์ วายโศรก)
หัวหนา้ กลมุ่ บริหารวิชาการ
วนั ท่ี .......เดอื น ....................พ.ศ. ........
บนั ทกึ ความคิดเห็น/ขอ้ เสนอแนะของรองผอู้ านวยการโรงเรียน
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ลงชอื่ ………………………………………………
(นายประหยัด เขียวหวาน)
รองผอู้ านวยการโรงเรยี นสวายวิทยาคาร
วันที่ ......เดือน ....................พ.ศ. ........
บนั ทกึ ความคิดเหน็ /ขอ้ เสนอแนะของผอู้ านวยการโรงเรยี น
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ลงชอ่ื ………………………………………………
(นางสาวทองใบ ตลับทอง)
ผอู้ านวยการโรงเรียนสวายวิทยาคาร
วันท่ี .......เดือน ....................พ.ศ. ........
แบบบนั ทึกคะแนนใบงาน
เรือ่ ง นักเรียนช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี 5
คาช้แี จง ให้ผูส้ อนตรวจให้คะแนนใบงานของนกั เรียนแล้วขดี / ลงในช่องทต่ี รงกับระดับคะแนน
เลข รหสั ชื่อ –สกุล ประเด็นการประเมิน/ระดบั คะแนน รวม
ท่ี นกั ความถูกต้อง ความสะอาด ตรงต่อเวลา 12
เรยี น 432143214321 คะแนน
1
2
3
4
5
6
7
8
9
คะแนนเฉล่ยี ..............คะแนน
ลงชื่อ............................................ ผสู้ อน
(นางสาวสรชา รชตธนวนั ต์)
นักศกึ ษาฝึกประสบการณ์วิชาชพี ครู
วันท่ี ....... เดือน ................. พ.ศ. ……...
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนการประเมินระดับคุณภาพ มีรายละเอียดดงั นี้
ช่วงคะแนน 10-12 หมายถงึ ระดับคณุ ภาพดีมาก
ช่วงคะแนน 7-9 หมายถึง ระดบั คณุ ภาพดี
ช่วงคะแนน 4-6 หมายถึง ระดับคณุ ภาพพอใช้
ชว่ งคะแนน ต่ากว่า 3 หมายถึง ระดับคุณภาพปรับปรุง
เกณฑก์ ารผ่าน ได้ระดับคณุ ภาพดขี ้นึ ไปถอื ว่าผา่ นเกณฑ์
เกณฑ์การประเมินการตรวจชน้ิ งาน
รายการประเมิน ระดับคณุ ภาพ
1. ความถกู ต้อง
4 (ดมี าก) 3 (ด)ี 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรงุ )
2. ความสะอาด ขอ้ มลู มีความ
สวยงาม ข้อมูลถูกตอ้ ง ขอ้ มูลสว่ นใหญ่ ข้อมูลมีความ ถกู ตอ้ งเปน็ ส่วน
3. ตรงต่อเวลา น้อย
ชัดเจนสมบรู ณ์ ถกู ต้องครบถว้ น ถกู ต้องเปน็ ชนิ้ งานสว่ นใหญ่
ไมส่ ะอาด
ครบถว้ น บางสว่ น ไมเ่ รียบรอ้ ย
สง่ งานชา้ กว่า
ชนิ้ งานสะอาด ชิ้นงานสะอาด ชนิ้ งานบางสว่ น กาหนดเกนิ 2 วัน
เรียบรอ้ ย สวยงาม เรียบร้อย มีรอย ไม่สะอาด
ไม่มีรอยขดี ลบ ขดี ลบนอ้ ย เรยี บร้อย
สง่ งานตรงเวลาที่ ส่งงานชา้ กว่า สง่ งานชา้ กวา่
กาหนด กาหนด 1 วนั กาหนด 2 วัน
แบบสังเกตพฤติกรรมดา้ นเจตคติ
คาชแ้ี จง ให้ผ้สู อนประเมินจากการสงั เกตพฤตกิ รรมดา้ นเจตคตใิ นระหวา่ งเรยี นในขณะปฏบิ ตั ิกิจกรรม
โดยให้
ระดบั คะแนนลงในตาราง โดยขีด / ลงในชอ่ งที่ตรงกับระดับคะแนน
เกณฑ์การใหค้ ะแนน 4 = ดมี าก 3 = ดี 2 = พอใช้ 1 = ปรบั ปรุง
เลข รหสั ชอื่ –สกุล ประเดน็ การประเมิน/ระดับคะแนน รวม
ท่ี นกั ความถูกต้อง ความสะอาด ตรงตอ่ เวลา 12
เรยี น 432143214321 คะแนน
1
2
3
4
5
6
7
8
9
คะแนนเฉลี่ย..............คะแนน
ลงชอ่ื ............................................ ผสู้ อน
(นางสาวสรชา รชตธนวนั ต์)
นกั ศึกษาฝกึ ประสบการณ์วิชาชพี ครู
วันที่ ....... เดือน .................... พ.ศ. ……....
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนการประเมินระดับคณุ ภาพ มรี ายละเอยี ดดงั นี้
ช่วงคะแนน 10-12 หมายถึง ระดบั คุณภาพดมี าก
ชว่ งคะแนน 7-9 หมายถึง ระดับคณุ ภาพดี
ชว่ งคะแนน 4-6 หมายถงึ ระดับคณุ ภาพพอใช้
ชว่ งคะแนน ต่ากวา่ 3 หมายถึง ระดับคุณภาพปรับปรุง
เกณฑก์ ารผ่าน ไดร้ ะดบั คุณภาพดีข้ึนไปถอื ว่าผา่ นเกณฑ์
เกณฑ์การประเมนิ พฤติกรรมดา้ นเจตคติ
ประเดน็ การ ระดับคะแนน
ประเมนิ 4 (ดีมาก) 3 (ด)ี 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรงุ )
1. มีวนิ ัย จดั ระเบียบวนิ ัยการ จดั ระเบียบวนิ ัย จัดระเบียบวนิ ัย ไม่มรี ะเบยี บวินยั ใน
ทางาน ปฏิบัตติ าม การทางาน ปฏบิ ัติ การทางาน ปฏบิ ตั ิ การทางาน และไม่
กฎระเบยี บตาม ตามกฎระเบียบ ตามกฎระเบียบ ปฏิบัตติ าม
ขอ้ ตกลงในการ ตามขอ้ ตกลงใน ตามขอ้ ตกลงใน กฎระเบยี บตาม
ทางาน และทา การทางาน และ การทางาน แต่ ขอ้ ตกลงในการ
กจิ กรรมไดอ้ ย่าง ทากจิ กรรมได้ ขาดความละเอยี ด ทางาน
ละเอยี ดดมี าก อย่างละเอยี ดดี ในการทางาน
2. มคี วามใฝ่ ปฏบิ ัตกิ จิ กรรม ปฏบิ ตั กิ ิจกรรม ปฏิบตั กิ จิ กรรม ปฏิบตั กิ ิจกรรม
รู้ใฝ่เรียน ศกึ ษาข้อมลู ได้ ศกึ ษาข้อมูลได้ ศึกษาข้อมูลได้ ศกึ ษาข้อมลู ไดไ้ ม่
ถกู ตอ้ งครบถ้วน ถูกต้องครบถ้วน ถกู ต้องครบถว้ น ถูกตอ้ งครบถว้ น
เสร็จทนั เวลา และ เสร็จเกินเวลา 1-5 เสรจ็ เกินเวลา 5- ทางานไม่เสร็จ
ส่งผลงานทนั ตาม นาที แตส่ ่งผลงาน 10 นาที แต่ส่งผล ทนั เวลา และสง่ ผล
เวลาทีก่ าหนด ทนั ตามเวลาที่ งานล้าชา้ ไม่เปน็ ไป งานไม่ทนั ตามเวลา
กาหนด ตามเวลาทก่ี าหนด ที่กาหนด
3. มงุ่ มัน่ ใน มีกระบวนการ มกี ระบวนการ มีกระบวนการ มกี ระบวนการ
การทางาน แสวงหาความรู้จาก แสวงหาความรู้ แสวงหาความรู้ แสวงหาความรจู้ าก
การสืบคน้ ขอ้ มลู จากการสืบค้น จากการสบื คน้ การสืบคน้ ข้อมลู
หรือทดลอง ขอ้ มูลหรือทดลอง ขอ้ มูลหรือทดลอง หรอื ทดลอง แต่
รวบรวมข้อมลู อย่าง รวบรวมข้อมลู รวบรวมข้อมูล รวบรวมขอ้ มลู ไม่
เพยี งพอก่อนจะลง อยา่ งเพียงพอกอ่ น อยา่ งเพยี งพอตอ่ เพยี งพอตอ่ การ
ขอ้ สรุป อธบิ ายหรอื จะลงข้อสรุป การอธิบายหรอื ลง อธิบายหรือลง
แสดงความคิดเห็น อธบิ ายหรอื แสดง ข้อสรุป ข้อสรุป
ได้อยา่ งมีเหตุผล ความคิดเห็นได้
และเป็นระบบ อยา่ งมีเหตุผล
แบบสงั เกตพฤติกรรมการทางานกลุ่ม
คาชี้แจง ให้ผู้สอนประเมินจากการสังเกตทักษะกระบวนการกลุ่มในระหว่างเรียนในขณะปฏิบัติ
กิจกรรมโดยให้
ระดบั คะแนนลงในตาราง โดยขีด / ลงในชอ่ งที่ตรงกับระดับคะแนน
เกณฑ์การใหค้ ะแนน 4 = ดีมาก 3 = ดี 2 = พอใช้ 1 = ปรบั ปรงุ
ประเด็นการประเมนิ /ระดับคะแนน รวม
8
เลข รหสั ชอื่ –สกลุ สบื คน้ ขอ้ มลู ไดอ้ ย่างมี การวางแผนการทางาน คะแนน
ที่ นัก ระบบ
เรียน 8
4 3 2 1 4 3 21
1
2
3
4
5
6
7
8
9
คะแนนเฉลยี่ ..............คะแนน
ลงชื่อ............................................ ผูส้ อน
(นางสาวสรชา รชตธนวนั ต์)
นกั ศึกษาฝกึ ประสบการณ์วิชาชีพครู
วนั ท่ี ........ เดือน ................... พ.ศ. …….
เกณฑก์ ารให้คะแนนประเมินระดบั คณุ ภาพ มีรายละเอยี ดดังนี้
ช่วงคะแนน 7-8 หมายถึง ระดับคณุ ภาพดีมาก
ชว่ งคะแนน 5-6 หมายถึง ระดบั คุณภาพดี
ชว่ งคะแนน 3-4 หมายถึง ระดับคณุ ภาพพอใช้
ช่วงคะแนน ตา่ กว่า 2 หมายถงึ ระดับคณุ ภาพปรบั ปรุง
เกณฑ์การผา่ น ไดร้ ะดับคณุ ภาพดีขึน้ ไปถอื วา่ ผ่านเกณฑ์
เกณฑ์การประเมนิ พฤติกรรมการทางานกลมุ่
ประเด็นการ ระดบั คะแนน
ประเมนิ
4 (ดีมาก) 3 (ดี) 2 (พอใช)้ 1 (ปรับปรงุ )
1. สืบคน้ ข้อมูลได้ ข้อมูล เน้ือหา
อย่างมีระบบ ขอ้ มลู เนอ้ื หาสาระ ขอ้ มลู เนื้อหา ข้อมลู เนอ้ื หาสาระ สาระที่สืบคน้
ถูกตอ้ ง แตย่ งั ขาด
2. การวางแผน ทส่ี บื คน้ ถูกตอ้ ง มี สาระท่ีสบื ค้น ที่สืบคน้ ถูกตอ้ ง แต่ ความสมั พนั ธ์และ
ทางาน การเชอ่ื มโยงกนั
ความสมั พันธ์และ ถูกตอ้ ง มีความ ไม่ค่อยสัมพันธ์และ มกี ารวางแผนการ
ทางานที่ไมเ่ ป็น
เชอื่ มโยงกันได้ สมั พันธแ์ ละ เช่ือมโยงกนั ระบบ และไม่มี
ขน้ั ตอนในการ
อย่างชดั เจน ดมี าก เช่อื มโยงกนั ดี ทางาน
มีการวางแผนการ มีการวาง มีการวางแผนการ
ทางานอย่างมี แผนการทางาน ทางานทไี่ ม่เป็น
ระบบ มขี ้นั ตอน อยา่ งมีระบบ มี ระบบ และข้นั ตอน
ครบถ้วนดมี าก ขั้นตอน ในการทางานยังไม่
ครบถ้วน เป็นระบบ
แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 30
กลุ่มสาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์ รายวิชาชีววิทยา 4 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5
หน่วยการเรียนร้ทู ี่ 4 ระบบภมู คิ ้มุ กัน เวลาเรยี น 8 ชว่ั โมง
ช่ือแผนการจดั การเรียนรู้ ความผดิ ปกติของระบบภมู คิ มุ้ กัน จำนวนเวลา 2 ชั่วโมง
วัน..........เดือน................พ.ศ. ................. ผู้สอน นางสาวสรชา รชตธนวั นต์
1. มาตรฐานการเรียนรู้ /สาระชีววทิ ยา
สาระชีววิทยา 4 เข้าใจการย่อยอาหารของสัตว์และมนุษย์ รวมทั้งการหายใจและการ
แลกเปลี่ยนแก๊สการลำเลียงสารและการหมุนเวียนเลือด ภูมิคุ้มกันของรา่ งกาย การขับถ่าย การรับรู้
และการตอบสนองการเคลื่อนท่ี การสบื พนั ธ์แุ ละการเจรญิ เตบิ โต ฮอร์โมนกบั การรักษาดุลยภาพ และ
พฤติกรรมของสตั ว์ รวมทง้ั นำความรไู้ ปใช้ประโยชน์
2. สาระสำคัญ
เมื่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติไป อาจทำให้เกิดโรคหรืออาการผิดปกติ เช่น
กรณีระบบภมู คิ มุ้ กันมีการตอบสนองรนุ แรงเกินไป หรอื ระบบภูมิคมุ้ กนั ทำงานลดลงหรือไม่ทำงาน
โรคเอดส์เกดิ จากเชื้อ HIV เข้าไปทำลายเซลล์ทีชนิด CD4 ทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอสามารถ
ตดิ ตอ่ ไดจ้ ากการได้รบั เลือดหรอื องคป์ ระกอบอ่นื ๆ ของเลอื ดทม่ี เี ชื้อ HIV การใชเ้ ขม็ ฉดี ยาร่วมกับผู้ติด
เชื้อ HIV การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อ HIV โดยไม่ป้องกัน การได้รับเชื้อ HIV จากแม่สู่ลูกขณะ
ตงั้ ครรภ์และระหวา่ งคลอด การทล่ี ูกได้รบั น้ำนมจากแมท่ มี่ ีเช้อื HIV
3. ผลการเรยี นรู้
สืบค้นขอ้ มูล และอธิบายเกีย่ วกบั ความผิดปกติของระบบภูมคิ ุ้มกนั ทีท่ ำให้เกิดเอดส์ ภูมิแพ้
การสรา้ งภมู ิตา้ นทานตอ่ เนอ้ื เยอื่ ตนเอง
4. สาระการเรยี นรู้
การความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ การสร้างภูมิต้านทานต่อเนื้อเยื่อ
ตนเอง และภาวะภูมิคมุ้ กนั บกพร่องจากเชอื้ HIV
5. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
ด้านความรู้ (K)
1. นกั เรยี นสามารถอธิบายเกี่ยวกับความผิดปกติของระบบภูมคิ ุ้มกนั ทีท่ ำให้เกิดโรคภูมิแพ้
การสรา้ ง ภูมติ า้ นทานต่อเน้อื เย่ือตนเอง และเอดส์ได้
2. นักเรียนสามารถอธิบายกลไกการติดเชื้อ HIV ที่เป็นสาเหตุการเกิดภาวะภูมิคุ้มกัน
บกพร่องได้
ด้านทกั ษะกระบวนการ (P)
1. การสังเกต
2. การจำแนกประเภท
3. การลงความเห็นจากข้อมูล
4. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เทา่ ทันสื่อ
5. การคิดอย่างมวี ิจารณญาณและการแกป้ ัญหา
ด้านเจตคติ (A)
1. มวี นิ ยั
2. ใฝเ่ รียนรู้
3. อยู่อย่างพอเพียง
4. มุ่งมั่นในการทางาน
5. มีจิตสาธารณะ
6. สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รยี น
1. ความสามารถในการสื่อสาร
2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการแก้ปัญหา
4. ความสามารถในการใช้ทกั ษะชวี ิต
5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
7. คณุ ลักษณะของผเู้ รยี นใรศตวรรษท่ี 21 (3R 8C)
3R คือทักษะพนื้ ฐานทจี่ าเปน็ ปรากฏในแผนการจดั การเรยี นรู้ (กาเครอ่ื งหมาย / )
Reading คอื สามารถอ่านออก /
(W)Riteing คอื สามารถเขยี นได้ /
(A)Rithmatic คือ มที กั ษะในการคานวณ
8C ทกั ษะตา่ งๆท่ีจาเป็น
Critical thinking and problem solving (มที กั ษะในการคิด /
วิเคราะห์ การคดิ อย่างมีวจิ ารณญาณ และแก้ไขปญั หาได)้
Creativity and innovation (คิดอย่างสร้างสรรค์ คิดเชิง
นวัตกรรม)
Cross-cultural understanding (ความเข้าใจความแตกตา่ ง /
ทางวัฒนธรรม กระบวนการคดิ ขา้ มวฒั นธรรม) /
Collaboration teamwork and leadership (ความร่วมมือ /
การทางานเป็นทีม และภาวะผนู้ า)
Communication information and media literacy /
(ทักษะในการส่ือสาร และการรเู้ ท่าทันสื่อ)
Computing and IT literacy (ทักษะการใชค้ อมพวิ เตอร์)
Career and learning skills (ทักษะทางอาชีพ และการ
เรยี นร้)ู
Compassion (มคี ุณธรรม มีเมตตา กรุณา มีระเบยี บวินัย)
9. กิจกรรมการจัดการเรยี นรู้ (รปู แบบการสอนแบบ 5E)
ครจู ดั กจิ กรรมการเรยี นร้โู ดยมีขั้นตอนดังต่อไปน้ี
ขัน้ ท่ี 1 สร้างความสนใจ (Engagement) 5 นาที
1.1 ครูทบทวนเก่ียวกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทง้ั กลไกการต่อตา้ นหรือทำลายส่ิง
แปลกปลอมแบบไม่จำเพาะและแบบจำเพาะ จากนั้นใช้คำถามให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายเพ่ือ
เช่ือมโยงเร่อื งความผดิ ปกตขิ องระบบภูมิคมุ้ กนั ของร่างกายดังน้ี
- ถ้าระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายไม่สามารถทำหนา้ ที่ได้เป็นปกติจะมีสาเหตุมาจาก
อะไรบา้ ง
1.2 จากการอภปิ รายอาจสรุปได้ว่า การที่ภูมคิ ้มุ กันของร่างกายไม่สามารถทำหน้าท่ีได้
เปน็ ปกตินัน้ เกดิ จากหลายสาเหตุ เช่น
- การทรี่ ่างกายตอบสนองตอ่ ส่งิ แปลกปลอมหรือเช้อื โรคอยา่ งรนุ แรง เช่น โรคภมู ิแพ้
- การที่ภมู คิ ุ้มกนั ไม่สามารถแยกระหว่างสิง่ แปลกปลอมกับเซลล์ของเน้ือเยื่อตนเอง
ได้ ทำให้เซลล์หรอื เนื้อเย่ือของร่างกายเสยี หาย เช่น ภมู ิตา้ นทานตอ่ เนือ้ เยือ่ ตนเองหรือ SLE
- การได้รับเชื้อไวรัสบางอย่างที่มีผลต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน เช่น การ
ได้รับเช้อื HIV
1.3 ครยู กตัวอยา่ งโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคมุ้ กนั ท่ีพบได้บ่อย เชน่ โรค
ภมู แิ พ้ โดยอาจให้นกั เรยี นเลา่ ประสบการณ์ แลกเปลี่ยนความรูใ้ นห้องเรียน
ข้ันที่ 2 สำรวจและคน้ หา (Exploration) 40 นาที
2.1 ครูใหน้ ักเรยี นสบื คน้ เกีย่ วกับ สาเหตุ อาการ กลไกการเกิดโรคภูมิแพ้ และแนวทาง
การปอ้ งกนั หรอื รักษา แลว้ ร่วมกนั สรปุ เป็นความรู้ หรืออาจให้นักเรียนทำกิจกรรมเสนอแนะเร่อื ง การ
สำรวจโรคภมู ิแพ้โดยมจี ดุ ประสงค์เพอื่ อธิบายสาเหตุ อาการ และวิธปี อ้ งกันโรคภูมแิ พ้
2.2 ครใู ห้นกั เรียนสำรวจเพอ่ื นในหอ้ งเรยี นหรอื ในระดบั ชั้นเรยี นทีเ่ ปน็ โรคภูมแิ พ้ โดยให้
สอบถามถึงสารก่อภูมิแพ้ อาการแพ้ และวิธีการป้องกันหรอื หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ แล้วนำเสนอใน
รูปแบบตา่ ง ๆ เชน่ ป้ายนิเทศ แผน่ พบั หรอื infographic
ขนั้ ท่ี 3 ข้นั อธิบายและลงข้อสรปุ (Explanation) 30 นาที
3.1 จากการสรปุ ความรู้ทไี่ ดจ้ ากการสืบค้นหรือการทำกิจกรรมเสนอแนะ นักเรยี นจะได้
ความรูเ้ ก่ยี วกับสาเหตุ อาการ และวิธีการปอ้ งกนั หรือรักษาโรคภูมแิ พ้ และยงั ทำให้นักเรียนเข้าใจถึง
บางคนท่มี อี าการแพ้อากาศเมื่อสภาพอากาศเปล่ียน ซงึ่ มักจะมอี าการคัดจมกู น้ำมูกไหล ไอหรือจาม
บอ่ ยคร้ัง หรอื บางคนทมี่ กี ารแพ้อาหารบางอย่าง เชน่ การแพ้อาหารทะเล การแพ้ถัว่ ซง่ึ การแพอ้ าหาร
นบ้ี างคนทภ่ี มู คิ ุ้มกันมกี ารตอบสนองตอ่ สารกอ่ ภมู ิแพท้ ีร่ ุนแรง อาจทาใหเ้ ปน็ อนั ตรายถึงชวี ติ ได้
3.2 ครูเพิ่มเติมความรู้ให้นักเรียนว่านอกจากจะมีโรคภูมิแพแ้ ล้ว ยังมีโรคอื่น ๆ ที่เกิด
จากความผดิ ปกติของภูมิคุ้มกันที่นกั เรียนควรศึกษา เช่น เอดส์ทเ่ี กิดจากภาวะภูมคิ ุ้มกันบกพร่องจาก
การติดเชอ้ื HIV
3.3 ครใู หน้ ักเรียนสืบคน้ เกี่ยวกับสาเหตุ กลไกท่ที ำใหเ้ กิดภาวะภูมิคุ้มกนั บกพร่องที่เกิด
จากการติดเช้ือ HIV รวมไปถงึ ความเสีย่ งในการติดเช้ือ HIV และใช้รปู 16.15 ประกอบคำอธิบายเพ่ือ
สรุปผลการสืบคน้
3.4 ครูให้ความรู้เพิม่ เติมเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการไดร้ ับเชื้อ HIV
โดยใช้ส่อื ท่ีเข้าถงึ ได้จาก QR code ประจำบท หรอื สืบค้นจากแหลง่ การเรยี นรู้อืน่ ๆ
3.5 ครแู ละนกั เรยี นรว่ มกนั อภปิ รายเพื่อตอบคำถามในหนงั สือเรยี นซึง่ มแี นวคำตอบดังนี้
- การสัมผัสเหงือ่ น้ำลายหรือน้ำตาซึ่งเป็นสารคัดหลั่งจากผู้ตดิ เชื้อ HIV จะทำให้ติด
เชือ้ น้ีไดห้ รือไมเ่ พราะเหตุใด
(ไม่สามารถตดิ เชือ้ ได้ เพราะปริมาณเชื้อ HIV ที่ปะปนออกมากับเหงือ่ น้ำลาย หรือ
น้ำตาของผูต้ ดิ เช้ือ HIV มีปริมาณนอ้ ยมากจนไม่สามารถตดิ ต่อไปยังผูอ้ ่ืนได)้
- เพราะเหตุใดการบรจิ าคเลือดจึงมคี วามจำเป็นตอ้ งตรวจการตดิ เช้ือ HIV ก่อนทุกคร้งั
(เพื่อให้แน่ใจว่าเลือดที่ได้รบั บริจาคมาไม่มีเชื้อ HIV เพราะถ้ามีเชื้อ HIV ก็จะทำให้
ผูป้ ่วยที่รับบริจาคมคี วามเส่ียงที่จะเป็นโรคเอดส)์
- การรับประทานอาหาร หรือการดืม่ น้ำท่ีใช้ภาชนะร่วมกับผทู้ ่ีติดเชื้อ HIV สามารถ
ทำให้ติดเชอื้ HIV ได้หรอื ไม่ เพราะเหตุใด
(ไม่สามารถติดเช้ือ HIV ได้ เพราะปริมาณเช้ือ HIV ที่ปะปนออกมากับน้ำลายของผู้
ติดเช้อื มีปรมิ าณนอ้ ยมากจนไม่สามารถตดิ ตอ่ ไปยงั ผู้อ่นื ได)้
ขน้ั ท่ี 4 ขนั้ ขยายความรู้ (Elaboration) 20 นาที
4.1 ครใู หน้ กั เรียนสืบค้นข้อมูลเพ่ิมเติมโดยให้นกั เรยี นทำกิจกรรม 16.3 เพอื่ ให้นักเรียน
ได้รู้จักกับโรคที่เกิดจากภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องอื่นๆ นอกเหนือจากในหนังสือเรียน และความรู้
เก่ยี วกบั การปว่ ยเปน็ โรคเอดส์ทีเ่ กิดจากภาวะภูมิค้มุ กนั บกพรอ่ งเพ่มิ ข้ึนเกยี่ วกับ อาการ ผลกระทบต่อ
สขุ ภาพ การป้องกนั หรอื รักษา และความชุกของโรค
4.2 กจิ กรรมน้อี าจให้นกั เรยี นแบ่งกลมุ่ กลุ่มละ 3-4 คน โดยให้สืบค้นขอ้ มูลมาล่วงหน้า
จากแหล่งความรู้ที่มีความน่าเชื่อถือ เช่น สถาบันหรือหน่วยงานของรัฐ สถานพยาบาลต่าง ๆ หรือ
สอบถามโดยตรงจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง แล้วนำมาเสนอในชั้นเรียนในรูปแบบ
ตา่ งๆ เชน่ ปา้ ยนเิ ทศ แผน่ พบั วดี ทิ ัศน์ หรอื infographic
4.3 จากกิจกรรม 16.3 นักเรียนควรจะเข้าใจถึงสาเหตุ อาการ และแนวทางในการ
ป้องกันรักษาโรคที่เกิดจากความผิดปกติของภูมิคุ้มกันหรือโรคที่ทำให้ภูมิคุ้มกันเกิดความผิดปกติดี
ยง่ิ ข้ึน และสามารถนำความรูท้ ไี่ ด้ศกึ ษาไปใชด้ แู ลสุขภาพของตนเองและครอบครัวได้
4.4 ครูควรเนน้ ย้ำโดยให้ขอ้ มลู เพิม่ เติมวา่ โรคเอดส์ทเี่ กิดจากภาวะภูมิคมุ้ กนั บกพร่องซึ่ง
เป็นผลมาจากการได้รับเชื้อ HIV เป็นปัญหาระดับชาติและระดับโลก ซึ่งกรมควบคุมโรค กระทรวง
สาธารณสุขรายงานว่า ปีพ.ศ. 2560 มีผู้ติดเชื้อ HIV ประมาณ 440,000 คน และมีผู้ติดเชื้อรายใหม่
มากกว่า5,000 คน หรือเฉลี่ยวนั ละ 16 คน ซงึ่ อยใู่ นเกณฑ์คอ่ นข้างสงู สาหรับผู้ท่มี ีความเส่ียงต่อการ
ตดิ เชอื้ ควรรับการวินิจฉัยจากแพทย์โดยทันที หากตรวจพบเช้อื ผตู้ ดิ เช้ือตอ้ งไดร้ ับยาต้านเช้อื HIV ตาม
คำสั่งของแพทย์อย่างสม่ำเสมอเพราะยาต้านเชื้อไม่สามารถกำจัดเชื้อ HIV ให้หมดไปหรือรักษาให้
หายขาด
ขนั้ ที่ 5 ขัน้ ประเมินผล (Evaluation) 5 นาที
ครูประเมินการเรียนรขู้ องนกั เรยี นโดยประเมนิ การทำงาน คือให้นกั เรียนทำใบงาน เรอื่ ง
ระบบภมู ิค้มุ กนั
10. สื่อการเรยี นรู้/แหลง่ เรียนรู้
10.1 ส่ือการเรียนรู้
1. สอื่ นำเสนอ Power Point เรือ่ ง ความผดิ ปกตขิ องระบบภมู คิ ุม้ กนั
2. หนงั สือเรยี นรายวิชาเพ่มิ เติมชวี วิทยา เลม่ 4
10.2 แหล่งเรียนรู้
1. อนิ เทอร์เน็ต จากเวบ็ ไซตต์ า่ งๆ
2. หอ้ งสมดุ โรงเรียนสวายวิทยาคาร
11. การวัดและประเมินผล
สง่ิ ที่ต้องการวดั วิธีการวดั เครือ่ งมือทีใ่ ช้ในการวัด เกณฑก์ ารประเมนิ
1. ด้านความรู้ (K) - ตรวจให้คะแนนแบบ - แบบบนั ทกึ กิจกรรม - ทำแบบบนั ทกึ
1.1 ความผิดปกติของระบบ บันทึกกจิ กรรม เรอ่ื ง
ความผดิ ปกติของ เรื่อง ความผดิ ปกติของ กจิ กรรมไดถ้ กู ต้อง
ภมู ิค้มุ กนั ทท่ี าใหเ้ กิดภูมแิ พ้ การ ระบบภมู คิ ุ้มกนั ระบบภูมิคมุ้ กัน ระดับคณุ ภาพดขี ึ้น
สร้างภมู ติ ้านทานตอ่ เน้อื เย่ือ ไปถือวา่ ผา่ นเกณฑ์
ตนเอง และภาวะภมู ิคมุ้ กนั
บกพร่องจากเช้อื HIV
2. ด้านทักษะกระบวนการ (P) พิจารณาจากประเด็น - แบบสังเกตพฤติกรรม - มีพฤตกิ รรมการ
2.1 การจำแนกประเภท การประเมนิ ดงั นี้ การทำงาน ทำงาน กลมุ่ ใน
2.2 การคิดอย่างมี 1) เนือ้ หาสอดคลอ้ งกับ - แบบประเมินชนิ้ งาน/ ระดับคณุ ภาพดี ข้นึ
วิจารณญาณและการแกป้ ัญหา หัวขอ้ ผลงาน ไป ผา่ นเกณฑ์
2) การสรุปความรู้
3) การเขียนส่อื ความ
4) ประโยชน์ของการ
นำขอ้ มูลไปใช้
3. ดา้ นเจตคติ (A) - สังเกตพฤตกิ รรมการ - แบบสงั เกตพฤติกรรม - มีพฤติกรรมด้าน
3.1 ความมุ่งมั่นอดทน ทำงานกลมุ่ ด้านเจตคติ เจตคติ ในระดบั
- สงั เกตพฤตกิ รรมการ คณุ ภาพดขี นึ้ ไป
นำเสนอ ผา่ นเกณฑ์
- สงั เกตคุณลักษณะ
ความมวี นิ ยั ใฝ่เรียนรู้
และมุ่งมัน่ การทำงาน
12. บันทกึ ผลหลงั กระบวนการจัดการเรยี นรู้
1. ผลการจัดการเรยี นรู้ทเ่ี กดิ ข้นึ กบั ผู้เรยี น
ดา้ นความรู้ (K)
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ด้านทกั ษะกระบวนการ (P)
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ดา้ นเจตคติ (A)
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
2. ปญั หาและอุปสรรค
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
3. แนวทางการแกไ้ ข
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ลงชื่อ......................................................
(นางสาวสรชา รชตธนัวนต์)
นักศกึ ษาฝึกประสบการณว์ ิชาชีพครู
วันที่ ..... เดอื น .................. พ.ศ. ……..
รายวิชา ชีววทิ ยาเพิ่มเติม 4 ใบงาน หน่วยที่ 16
รหัสวิชา ว32245 เร่ือง ความผิดปกติของระบบ เรอื่ ง ระบบภมู คิ ุ้มกนั
ชัน้ มัธยมศึกษาปที ่ี 5 ภูมิคมุ้ กนั ชอ่ื -สกลุ ………………………………………
คำชี้แจง : จงใส่เครื่องหมายถูก(√)หน้าข้อความที่ถูกต้อง ใส่เครื่องหมายผิด(×)
หน้าข้อความที่ไม่ถูกต้อง และขีดเส้นใต้เฉพาะคำ หรือส่วนของข้อความที่ไม่ถูกต้อง
และแกไ้ ขข้อความโดยตัดออกหรอื เตมิ คำ หรือข้อความทถ่ี ูกต้องลงในชอ่ งวา่ ง
...........1. กลไกการตอ่ ต้านหรือทำลายส่งิ แปลกปลอมแบบจำเพาะมีประสทิ ธิภาพสงู กว่ากลไกการ
ต่อต้านหรือทำลายส่ิงแปลกปลอมแบบไม่จำเพาะเน่ืองจากมคี วามจำเพาะตอ่ แอนติเจน
และการมีเซลลค์ วามจำต่อแอนตเิ จนน้ัน
……………………………………………………………………………………………………………………………
...........2. แมโครฟาจพฒั นามาจากโมโนไซตม์ หี น้าทีท่ ำลายแอนติเจนและนำเสนอช้ินส่วนของ
แอนติเจนบนผิวเซลล์ตอ่ เซลล์ทีชนิด CD4
…………………………………………………………………………………………………………………………..
............3. เซลล์พลาสมาพัฒนามาจากเซลลท์ ีชนิด CD4 ทถ่ี กู กระตนุ้ เพื่อสร้างแอนติบอดี
…………………………………………………………………………………………………………………………..
............4. เดก็ ทเ่ี คยได้รับวัคซนี บาดทะยัก เมื่อเขา้ สู่วัยหนมุ่ สาวจำเปน็ ต้องไดร้ ับวัคซนี น้ซี ้ำอกี
……………………………………………………………………………………………………………………………
............5. การฉดี วัคซีนไข้หวดั ใหญ่จะชว่ ยปอ้ งกันโรคไขห้ วดั ใหญไ่ ด้ทุกชนดิ
……………………………………………………………………………………………………………………………
............6. เซลล์ทีต่ ิดเชอ้ื ไวรสั จะถูกเซลลบ์ เี ขา้ ทำลายไดโ้ ดยตรง
……………………………………………………………………………………………………………………………
............7. เซลลค์ วามจำเกิดจากการแบ่งเซลลข์ องเซลล์บเี ท่าน้นั
……………………………………………………………………………………………………………………………
............8. ทอกซอยดผ์ ลติ จากสารพิษของแบคทเี รีย
……………………………………………………………………………………………………………………………
บนั ทกึ ความคดิ เห็น/ขอ้ เสนอแนะของครพู เี่ ล้ยี ง
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ลงช่อื ………………………………………………
(นางสิริกานต์ วายโศรก)
ครพู ่เี ลย้ี ง
วนั ท่ี .......เดือน .....................พ.ศ. .......
บนั ทึกความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะของหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ลงช่ือ………………………………………………
(นางสาววราพร จติ ร์เดียว)
หัวหนา้ กลุ่มสาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์
วันที่ ......เดอื น ....................พ.ศ. .........
บันทึกความคิดเหน็ /ขอ้ เสนอแนะของฝ่ายวิชาการ
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ลงช่อื ………………………………………………
(นางสริ ิกานต์ วายโศรก)
หวั หน้ากลุม่ บริหารวิชาการ
วันท่ี .......เดือน ....................พ.ศ. ........
บันทกึ ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะของรองผู้อำนวยการโรงเรียน
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ลงชอ่ื ………………………………………………
(นายประหยัด เขียวหวาน)
รองผู้อำนวยการโรงเรียนสวายวทิ ยาคาร
วันที่ ......เดอื น ....................พ.ศ. ........
บนั ทกึ ความคิดเหน็ /ขอ้ เสนอแนะของผ้อู ำนวยการโรงเรียน
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ลงชื่อ………………………………………………
(นางสาวทองใบ ตลับทอง)
ผู้อำนวยการโรงเรยี นสวายวิทยาคาร
วันท่ี .......เดือน .....................พ.ศ. ........
แบบบนั ทกึ คะแนนใบงาน
เรื่อง นักเรียนชั้น มธั ยมศกึ ษาปีที่ 5
คำช้ีแจง ใหผ้ ู้สอนตรวจใหค้ ะแนนใบงานของนกั เรียนแลว้ ขดี / ลงในชอ่ งทีต่ รงกบั ระดับคะแนน
เลข รหสั ชือ่ –สกลุ ประเดน็ การประเมิน/ระดบั คะแนน รวม
ท่ี นัก ความถูกต้อง ความสะอาด ตรงตอ่ เวลา 12
เรียน 432143214321 คะแนน
1
2
3
4
5
6
7
8
9
คะแนนเฉลี่ย..............คะแนน
ลงช่ือ............................................ ผสู้ อน
(นางสาวสรชา รชตธนวั นต์)
นกั ศึกษาฝกึ ประสบการณว์ ิชาชีพครู
วนั ท่ี ....... เดอื น ................. พ.ศ. ……...
เกณฑ์การใหค้ ะแนนการประเมินระดับคุณภาพ มีรายละเอยี ดดงั น้ี
ช่วงคะแนน 10-12 หมายถงึ ระดบั คณุ ภาพดมี าก
ช่วงคะแนน 7-9 หมายถงึ ระดับคุณภาพดี
ชว่ งคะแนน 4-6 หมายถึง ระดับคุณภาพพอใช้
ชว่ งคะแนน ต่ำกวา่ 3 หมายถึง ระดบั คุณภาพปรับปรุง
เกณฑ์การผา่ น ไดร้ ะดับคณุ ภาพดขี นึ้ ไปถอื ว่าผา่ นเกณฑ์
เกณฑก์ ารประเมนิ การตรวจชนิ้ งาน
รายการประเมิน ระดับคณุ ภาพ
1. ความถูกต้อง
4 (ดีมาก) 3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรุง)
2. ความสะอาด ขอ้ มลู มีความ
สวยงาม ข้อมูลถูกตอ้ ง ข้อมูลสว่ นใหญ่ ข้อมูลมคี วาม ถกู ตอ้ งเป็นสว่ น
3. ตรงตอ่ เวลา นอ้ ย
ชัดเจนสมบรู ณ์ ถกู ตอ้ งครบถว้ น ถกู ต้องเป็น ชิ้นงานสว่ นใหญ่
ไมส่ ะอาด
ครบถ้วน บางส่วน ไมเ่ รียบร้อย
สง่ งานชา้ กวา่
ชน้ิ งานสะอาด ชน้ิ งานสะอาด ชนิ้ งานบางส่วน กำหนดเกิน 2 วัน
เรยี บรอ้ ย สวยงาม เรียบรอ้ ย มรี อย ไมส่ ะอาด
ไม่มรี อยขีดลบ ขดี ลบน้อย เรยี บร้อย
สง่ งานตรงเวลาท่ี สง่ งานช้ากว่า ส่งงานชา้ กว่า
กำหนด กำหนด 1 วนั กำหนด 2 วนั
แบบสงั เกตพฤตกิ รรมด้านเจตคติ
คำชแ้ี จง ให้ผ้สู อนประเมินจากการสังเกตพฤตกิ รรมด้านเจตคตใิ นระหว่างเรยี นในขณะปฏบิ ตั ิกิจกรรม
โดยให้
ระดบั คะแนนลงในตาราง โดยขีด / ลงในชอ่ งทต่ี รงกบั ระดับคะแนน
เกณฑ์การใหค้ ะแนน 4 = ดีมาก 3 = ดี 2 = พอใช้ 1 = ปรบั ปรงุ
เลข รหสั ชอื่ –สกุล ประเด็นการประเมนิ /ระดับคะแนน รวม
ท่ี นกั ความถูกตอ้ ง ความสะอาด ตรงตอ่ เวลา 12
เรยี น 432143214321 คะแนน
1
2
3
4
5
6
7
8
9
คะแนนเฉลี่ย..............คะแนน
ลงชือ่ ............................................ ผู้สอน
(นางสาวสรชา รชตธนวั นต์)
นักศึกษาฝกึ ประสบการณ์วิชาชีพครู
วนั ท่ี ....... เดือน .................... พ.ศ. ……....
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนการประเมินระดบั คณุ ภาพ มรี ายละเอยี ดดังน้ี
ช่วงคะแนน 10-12 หมายถึง ระดบั คณุ ภาพดีมาก
ชว่ งคะแนน 7-9 หมายถึง ระดบั คณุ ภาพดี
ชว่ งคะแนน 4-6 หมายถงึ ระดับคณุ ภาพพอใช้
ชว่ งคะแนน ต่ำกวา่ 3 หมายถงึ ระดับคุณภาพปรับปรงุ
เกณฑก์ ารผ่าน ไดร้ ะดบั คุณภาพดีข้นึ ไปถือว่าผ่านเกณฑ์
เกณฑ์การประเมนิ พฤติกรรมดา้ นเจตคติ
ประเดน็ การ ระดับคะแนน
ประเมนิ 4 (ดีมาก) 3 (ด)ี 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรงุ )
1. มีวนิ ัย จดั ระเบียบวนิ ัยการ จดั ระเบียบวนิ ัย จัดระเบียบวนิ ยั ไม่มรี ะเบยี บวินยั ใน
ทางาน ปฏิบัตติ าม การทางาน ปฏบิ ัติ การทางาน ปฏบิ ตั ิ การทางาน และไม่
กฎระเบยี บตาม ตามกฎระเบียบ ตามกฎระเบียบ ปฏิบัตติ าม
ขอ้ ตกลงในการ ตามขอ้ ตกลงใน ตามขอ้ ตกลงใน กฎระเบยี บตาม
ทางาน และทา การทางาน และ การทางาน แต่ ขอ้ ตกลงในการ
กจิ กรรมไดอ้ ย่าง ทากจิ กรรมได้ ขาดความละเอียด ทางาน
ละเอยี ดดมี าก อย่างละเอยี ดดี ในการทางาน
2. มคี วามใฝ่ ปฏบิ ัตกิ จิ กรรม ปฏบิ ตั กิ ิจกรรม ปฏิบตั กิ จิ กรรม ปฏิบตั กิ ิจกรรม
รู้ใฝ่เรียน ศกึ ษาข้อมลู ได้ ศกึ ษาข้อมูลได้ ศึกษาข้อมูลได้ ศกึ ษาข้อมลู ไดไ้ ม่
ถกู ตอ้ งครบถ้วน ถูกต้องครบถ้วน ถกู ต้องครบถว้ น ถูกตอ้ งครบถว้ น
เสร็จทนั เวลา และ เสร็จเกินเวลา 1-5 เสรจ็ เกินเวลา 5- ทางานไม่เสร็จ
ส่งผลงานทนั ตาม นาที แตส่ ่งผลงาน 10 นาที แต่สง่ ผล ทนั เวลา และสง่ ผล
เวลาทีก่ าหนด ทนั ตามเวลาที่ งานล้าชา้ ไมเ่ ปน็ ไป งานไม่ทนั ตามเวลา
กาหนด ตามเวลาทก่ี าหนด ที่กาหนด
3. มงุ่ มัน่ ใน มีกระบวนการ มกี ระบวนการ มีกระบวนการ มกี ระบวนการ
การทางาน แสวงหาความรู้จาก แสวงหาความรู้ แสวงหาความรู้ แสวงหาความรจู้ าก
การสืบคน้ ขอ้ มลู จากการสืบค้น จากการสบื คน้ การสืบคน้ ขอ้ มลู
หรือทดลอง ขอ้ มูลหรือทดลอง ขอ้ มูลหรือทดลอง หรอื ทดลอง แต่
รวบรวมข้อมลู อย่าง รวบรวมข้อมลู รวบรวมข้อมูล รวบรวมขอ้ มลู ไม่
เพยี งพอก่อนจะลง อยา่ งเพียงพอกอ่ น อยา่ งเพยี งพอตอ่ เพยี งพอตอ่ การ
ขอ้ สรุป อธบิ ายหรอื จะลงข้อสรุป การอธิบายหรือลง อธิบายหรอื ลง
แสดงความคิดเห็น อธบิ ายหรอื แสดง ข้อสรุป ข้อสรุป
ได้อยา่ งมีเหตุผล ความคดิ เห็นได้
และเป็นระบบ อยา่ งมีเหตุผล
แบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม
คำชี้แจง ให้ผู้สอนประเมินจากการสังเกตทักษะกระบวนการกลุ่มในระหว่างเรียนในขณะปฏิบัติ
กิจกรรมโดยให้
ระดบั คะแนนลงในตาราง โดยขีด / ลงในชอ่ งที่ตรงกับระดับคะแนน
เกณฑ์การใหค้ ะแนน 4 = ดีมาก 3 = ดี 2 = พอใช้ 1 = ปรบั ปรงุ
ประเด็นการประเมิน/ระดบั คะแนน รวม
8
เลข รหสั ชอื่ –สกลุ สบื คน้ ขอ้ มลู ไดอ้ ย่างมี การวางแผนการทำงาน คะแนน
ที่ นัก ระบบ
เรียน 8
4 3 2 1 4 3 21
1
2
3
4
5
6
7
8
9
คะแนนเฉลยี่ ..............คะแนน
ลงชื่อ............................................ ผสู้ อน
(นางสาวสรชา รชตธนัวนต์)
นกั ศกึ ษาฝกึ ประสบการณ์วิชาชีพครู
วนั ท่ี ........ เดือน ................... พ.ศ. …….
เกณฑก์ ารให้คะแนนประเมินระดบั คณุ ภาพ มีรายละเอยี ดดังนี้
ช่วงคะแนน 7-8 หมายถึง ระดับคณุ ภาพดีมาก
ชว่ งคะแนน 5-6 หมายถึง ระดบั คุณภาพดี
ชว่ งคะแนน 3-4 หมายถึง ระดับคณุ ภาพพอใช้
ช่วงคะแนน ตำ่ กว่า 2 หมายถงึ ระดับคณุ ภาพปรบั ปรุง
เกณฑก์ ารผ่าน ไดร้ ะดับคณุ ภาพดีขึน้ ไปถอื วา่ ผ่านเกณฑ์
เกณฑ์การประเมนิ พฤติกรรมการทำงานกลมุ่
ประเด็นการ ระดบั คะแนน
ประเมนิ
4 (ดีมาก) 3 (ดี) 2 (พอใช)้ 1 (ปรับปรงุ )
1. สืบคน้ ข้อมูลได้ ข้อมูล เน้ือหา
อย่างมีระบบ ขอ้ มลู เนอ้ื หาสาระ ขอ้ มลู เนื้อหา ข้อมลู เนอ้ื หาสาระ สาระที่สืบคน้
ถูกตอ้ ง แตย่ งั ขาด
2. การวางแผน ทส่ี บื คน้ ถูกตอ้ ง มี สาระท่ีสบื ค้น ที่สืบคน้ ถูกตอ้ ง แต่ ความสมั พนั ธ์และ
ทำงาน การเชอ่ื มโยงกนั
ความสมั พันธ์และ ถูกตอ้ ง มีความ ไม่ค่อยสัมพันธ์และ มกี ารวางแผนการ
ทำงานที่ไมเ่ ป็น
เชอื่ มโยงกันได้ สมั พันธแ์ ละ เช่ือมโยงกนั ระบบ และไม่มี
ขน้ั ตอนในการ
อย่างชดั เจน ดมี าก เช่อื มโยงกนั ดี ทำงาน
มีการวางแผนการ มีการวาง มีการวางแผนการ
ทำงานอย่างมี แผนการทำงาน ทำงานทไี่ ม่เป็น
ระบบ มขี ้นั ตอน อยา่ งมีระบบ มี ระบบ และข้นั ตอน
ครบถ้วนดมี าก ขั้นตอน ในการทำงานยังไม่
ครบถ้วน เป็นระบบ