The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการจัดการเรียนรู้ ม.5 ภาคเรียนที่ 2.2565

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by soracxx44, 2022-11-14 03:14:54

แผนการจัดการเรียนรู้ ม.5 ภาคเรียนที่ 2.2565

แผนการจัดการเรียนรู้ ม.5 ภาคเรียนที่ 2.2565

เกณฑ์การประเมนิ พฤติกรรมการทางานกลมุ่

ประเด็นการ ระดบั คะแนน
ประเมนิ
4 (ดีมาก) 3 (ดี) 2 (พอใช)้ 1 (ปรับปรงุ )
1. สืบคน้ ข้อมูลได้ ข้อมูล เน้ือหา
อย่างมีระบบ ขอ้ มลู เนอ้ื หาสาระ ขอ้ มลู เนื้อหา ข้อมลู เนอ้ื หาสาระ สาระที่สืบคน้
ถูกตอ้ ง แตย่ งั ขาด
2. การวางแผน ทส่ี บื คน้ ถูกตอ้ ง มี สาระท่ีสบื ค้น ที่สืบคน้ ถูกตอ้ ง แต่ ความสมั พนั ธ์และ
ทางาน การเชอ่ื มโยงกนั
ความสมั พันธ์และ ถูกตอ้ ง มีความ ไม่ค่อยสัมพันธ์และ มกี ารวางแผนการ
ทางานที่ไมเ่ ป็น
เชอื่ มโยงกันได้ สมั พันธแ์ ละ เช่ือมโยงกนั ระบบ และไม่มี
ขน้ั ตอนในการ
อย่างชดั เจน ดมี าก เช่อื มโยงกนั ดี ทางาน

มีการวางแผนการ มีการวาง มีการวางแผนการ

ทางานอย่างมี แผนการทางาน ทางานทไี่ ม่เป็น

ระบบ มขี ้นั ตอน อยา่ งมีระบบ มี ระบบ และข้นั ตอน

ครบถ้วนดมี าก ขั้นตอน ในการทางานยังไม่

ครบถ้วน เป็นระบบ

แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 9

กล่มุ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รายวชิ าชีววทิ ยา 4 ชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 5
หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 1 ระบบยอ่ ยอาหาร เวลาเรยี น 15 ชว่ั โมง
ช่ือแผนการจดั การเรียนรู้ การดูดซึมสารอาหาร จานวนเวลา 1 ชว่ั โมง
วัน..........เดอื น................พ.ศ. ................. ผูส้ อน นางสาวสรชา รชตธนวนั ต์

1. มาตรฐานการเรยี นรู้ /สาระชีววทิ ยา
สาระชีววิทยา 4 เข้าใจการย่อยอาหารของสัตว์และมนุษย์ รวมทั้งการหายใจและการ

แลกเปลี่ยนแก๊สการลาเลยี งสารและการหมุนเวียนเลอื ด ภูมิคุ้มกันของรา่ งกาย การขับถ่าย การรับรู้
และการตอบสนองการเคลื่อนที่ การสบื พนั ธุ์และการเจริญเตบิ โต ฮอรโ์ มนกบั การรกั ษาดุลยภาพ และ
พฤติกรรมของสัตว์ รวมท้ังนาความร้ไู ปใช้ประโยชน์

2. สาระสาคัญ
มนุษย์มที างเดนิ อาหารประกอบดว้ ย ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลาไส้เล็ก ลาไส้

ใหญ่และทวารหนัก กระบวนการเปลี่ยนแปลงอาหารประกอบด้วย การกิน การย่อยซึ่งมีการย่อย
เชิงกลและการยอ่ ยทางเคมี การย่อยเกดิ ขึ้นท่ีปาก กระเพาะอาหาร และลาไส้เล็ก การดูดซึมซึ่งสว่ น
ใหญ่เกดิ ขึ้นทลี่ าไส้เลก็ และการถ่ายอุจจาระ

3. ผลการเรยี นรู้
อธิบายเกี่ยวกับโครงสร้าง หน้าที่ และกระบวนการย่อยอาหาร และการดูดซึมสารอาหาร

ภายในระบบยอ่ ยอาหารของมนุษย์

4. สาระการเรยี นรู้
โครงสรา้ งและหนา้ ที่ของอวัยวะในการดดู ซมึ สารอาหารและการถ่ายอุจจาระของมนุษย์

5. จุดประสงค์การเรียน
ด้านความรู้ (K)
1. นักเรยี นสามารถอธบิ ายโครงสร้างการดูดซมึ สารอาหารได้
2. นักเรยี นสามารถบอกหน้าทข่ี องอวัยวะในการดดู ซึมสารอาหารได้
3. นกั เรียนสามารถอธบิ ายการถา่ ยอุจจาระของมนษุ ย์ได้

ดา้ นทกั ษะกระบวนการ (P)
1. การสังเกต การจาแนกประเภท และการลงความเห็นจากข้อมูล
2. ความรว่ มมือ การทางานเป็นทีม และภาวะผูน้ าจากการทากจิ กรรมหรอื การศึกษาวดี ิทศั น์
3. การสือ่ สารสารสนเทศและการรเู้ ทา่ ทันส่ือ

ดา้ นเจตคติ (A)
1. มวี ินัย
2. ใฝเ่ รยี นรู้
3. อยู่อย่างพอเพียง
4. ม่งุ มัน่ ในการทางาน
5. มีจติ สาธารณะ

6. สมรรถนะสาคัญของผู้เรยี น
1. ความสามารถในการส่อื สาร
2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการแกป้ ญั หา
4. ความสามารถในการใช้ทกั ษะชวี ติ
5. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี

7. คุณลักษณะของผูเ้ รียนใรศตวรรษที่ 21 (3R 8C)

3R คอื ทักษะพ้นื ฐานที่จาเปน็ ปรากฏในแผนการจดั การเรยี นรู้ (กาเครื่องหมาย / )

Reading คอื สามารถอ่านออก /

(W)Riteing คอื สามารถเขยี นได้ /

(A)Rithmatic คือ มีทกั ษะในการคานวณ

8C ทกั ษะต่างๆท่ีจาเป็น

Critical thinking and problem solving (มที กั ษะในการคดิ /

วิเคราะห์ การคดิ อยา่ งมีวิจารณญาณ และแก้ไขปญั หาได้)

Creativity and innovation (คิดอย่างสร้างสรรค์ คิดเชิง

นวัตกรรม)

Cross-cultural understanding (ความเข้าใจความแตกตา่ ง

ทางวฒั นธรรม กระบวนการคิดขา้ มวัฒนธรรม)

Collaboration teamwork and leadership (ความร่วมมือ /

การทางานเป็นทมี และภาวะผนู้ า)

Communication information and media literacy /
(ทักษะในการส่ือสาร และการรเู้ ท่าทันสื่อ) /
Computing and IT literacy (ทักษะการใชค้ อมพิวเตอร์)
Career and learning skills (ทักษะทางอาชีพ และการ /
เรียนร)ู้
Compassion (มคี ุณธรรม มเี มตตา กรณุ า มรี ะเบียบวินัย)

8. ชน้ิ งานหรือภาระงาน
8.1 ชิน้ งาน
- แบบบนั ทึกกจิ กรรม เร่ือง การดดู ซมึ สารอาหาร
8.2 ภาระงาน
- สมดุ บนั ทึกประสบการณ์การเรยี นรู้ สรุปสาระสาคัญของเรอื่ งทเี่ รียน
- แบบทดสอบเร่อื ง การดดู ซึมสารอาหาร

5. กระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 7Es
ขั้นที่ 1 ขั้นตรวจสอบความรู้เดิม(Elicitation Phase)

1. ทดสอบกอ่ นเรยี น เร่อื งโครงสรา้ งและหน้าทข่ี องลาไส้ใหญ่ ไสต้ รง และทวารหนัก
จานวน 10 ข้อ

2. นกั เรยี นตอบคาถาม อวยั วะในทางเดนิ อาหารทต่ี ่อจากลาไว้เลก็ คืออะไร
3. อวยั วะนี้ทาหนา้ ที่สาคัญอย่างไร
ข้นั ที่ 2 ขัน้ เร้าความสนใจ(engagement Phase)
1. นกั เรียนดูภาพคนนงั่ รบั ประทานอาหารท่มี ีส่วนประกอยของพชื ผกั ครูใช้คาถาม
ต่อไปนี้ เพื่อกระต้นุ ให้นกั เรยี นได้แนวคิดเกยี่ วกบั โครงสรา้ งและหนา้ ทขี่ องลาไส้ใหญ่

1) ในภาพบุคคลน้ีกาลังทาอะไร
2) กจิ กรรมในภาพเกี่ยวข้องกบั อวัยวะใดในทางเดนิ อาหารของคน
3) นักเรียนมพี ฤติกรรมการขบั ถา่ ยในแต่ละวันอยา่ งไร นักเรยี นรว่ มตอบคาถาม
2. นักเรียนดูโรงสร้างของลาไส้ใหญ่ ในหุ่นจาลองของมนษุ ย์ และใช้หนุ่ จาลองมนษุ ย์
ประกอบการอภิปราย
3. นกั เรียนแบ่งกล่มุ กลุ่มละ 4 คน มอบหมายและแบง่ หนา้ ที่ กันดงั น้ี เป็น คณุ อานวย คณุ
รวบรวม คุณนาเสนอ และคณุ บันทกึ และรวบรวม

4. ครแู จ้งสัญญาณยกมือ หมายถึง ทกุ คนตอ้ งเงียบและหนั มาฟงั ครชู ้แี จง
5. ครแู จ้งการรว่ มกิจกรรม Gallery walk
6. ครูแจ้งการทาแบบประเมนิ Exit ticket ท้ายชั่วโมงเรยี น
ขนั้ ที่ 3 ข้นั สารวจและคน้ หา( exploration )
1. นักเรยี นแตล่ ะกลุ่มศกึ ษาจากชุดกิจกรรมแบบปฏิบตั กิ าร ชุดที่ 8 เร่อื งโครงสร้างและ
หนา้ ท่ใี นการยอ่ ยอาหารในลาไส้ใหญ่ ไส้ตรง และทวารหนัก
2. นักเรียนโดยศกึ ษาและสรปุ องค์ความรู้เป็นคู่ โดยรว่ มกนั ศึกษาเน้อื หา และชว่ ยกันตอบ
คาถามในแบบฝึกกจิ กรรมให้ครบทุกกิจกรรม
3. นักเรียนแต่ละคู่มานั่งร่วมกันท้ังกลุ่ม อภิปรายและ ร่วมกันสรุปองค์ความรู้จากชุด

กิจกรรม
ในรูปแผนผังความคิด
ข้นั ที่ 4 ขน้ั อธบิ าย(Explanation Phase)

1. กาหนดใหน้ ักเรียนกลมุ่ ที่ 2 อภปิ รายและสรุปองค์ความรู้ในรปู แผนผงั ความคิด
2. นักเรยี นแตล่ ะกลมุ่ นาข้อมูลแผนผงั ความคดิ มานาเสนอท่ีหน้าช้นั เรียน
3. นักเรยี นร่วมกนั อภปิ รายซกั ถามแลกเปล่ยี นความคิดเห็นเก่ยี วกบั ผลงานแผนผงั ความคดิ
แต่ละกลุ่ม
ขน้ั ท่ี 5 ข้นั ขยายความรู้(Elaboration Phase)
1. นกั เรยี นทาการทดลองในชุดกจิ กรรมแบบปฏิบตั กิ าร ชุดท่ี 8 เรอื่ งศกึ ษาโครงสรา้ ง
ของลาไส้ใหญ่ ไสต้ รง และทวารหนกั ของหมู ใช้เวลาในการทาการทดลอง 1 ชั่วโมง โดยปฏบิ ตั ิ
กจิ กรรมการทดลอง ตามขัน้ ตอนของการใชท้ ักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
2. นักเรียนแตล่ ะกลมุ่ เมอื่ ปฏิบัติการทดลองเรยี บรอ้ ยแลว้ ให้ดาเนินการเกบ็ และล้าง
อปุ กรณใ์ หส้ ะอาดและไปเกบ็ ใหเ้ รียบรอ้ ย ทาความสะอาดโตะ๊ ปฏบิ ัตกิ าร ทง้ิ ขยะโดยแยกขยะท้งิ ให้
ตรงตามประเภทของขยะ และสง่ รายงานการทดลอง
3. นักเรียนล้างทาความสะอาดลาไส้ใหญ่ของหมู นาไปแชต่ เู้ ยน็ กอ่ นนากลบั ไปปรุงอาหาร
ทบี่ า้ นได้
4. นักเรียนแต่ละกลุ่มแลกเปลี่ยนกันนาเสนอผลการทดลอง แบบ Gallery walk โดยแต่ละ
กลุ่มเวียนกนั ดแู ตล่ ะกลุม่ ในเวลา 3 นาที เวยี นจนครบทกุ กลุม่
ขั้นท่ี 6 ขั้นประเมนิ ผล (Evaluation Phase)
1. นักเรียนกลุ่มท่ี 2 ออกมานาเสนอผลการทดลอง
2. นักเรยี นและครรู ่วมกันอภิปรายผลการทดลอง และให้ขอ้ เสนอแนะตา่ งๆ จากการทา
ปฏิบตั กิ ารเร่อื งนี้

3. นกั เรยี นร่วมกนั อภิปรายสรุป จากคาถามตอ่ ไปน้ี
1) จงบอกลักษณะและส่วนประกอบของลาไสใ้ หญ่
2) ส่วนประกอบต่างๆ ชือ่ อะไร ทาหนา้ ท่ีอยา่ งไร
3) หนา้ ทีส่ าคญั ของลาไส้ใหญค่ อื อะไร
5) บอกวธิ ปี ฏิบัติตนทีถ่ กู ตอ้ งเก่ยี วกบั ระบบขบั ถา่ ย
6) จงบอกโรคท่พี บในบริเวณลาไส้ใหญ่

4. ครใู หข้ ้อสรุปเพ่ิมเตมิ จาก วีดโี อแสดงระบบ สว่ นประกอบของลาไสใ้ หญ่
http://education-portal.com/academy/lesson/rectum-functions-of-the-large-
intestine-water-absorption.html#lesson
https://www.youtube.com/watch?v=18M96_p7jSQ
5. นักเรียน ทากิจกรรม Exit Ticket โดยเขียนตอบในกระดาษที่ครูแจก โดยมีคาถาม
ต่อไปน้ี

1) หนา้ ท่สี าคัญของลาไสใ้ หญ่คอื อะไร
2) บอกวิธีปฏบิ ัติตนที่ถกู ตอ้ งเกยี่ วกบั ระบบขบั ถา่ ย
3) จงบอกโรคทพี่ บในบริเวณลาไส้ใหญ่
ข้ันท่ี 7 ข้ันนาความรูไ้ ปใช้(Extention Phase)
1. นกั เรยี นทาแผนพับ ประชาสัมพนั ธ์ แสดงความสาคญั ของลาไส้ใหญ่
2. นักเรียนจัดปา้ ยนิเทศ เก่ียวกับความสาคญั ของการรบั ประทานอาหารประเภทผัก
3. นักเรียนปรับเปล่ยี นพฤติกรรมการรบั ประทานอาหารโดยให้มผี กั เพ่ิมมากขึน้ ในแตล่ ะ
มอื้ ในแต่ละวนั
10. สื่อการเรยี นการสอน
10.1 ทดสอบกอ่ นเรยี น เรอ่ื งโครงสร้างและหนา้ ที่ของลาไส้ใหญ่ ไส้ตรง และทวารหนกั
จานวน 10 ขอ้
10.2 รปู ภาพการรบั ประทานอาหารทมี่ สี ว่ นประเภท พชื ผกั
10.3 ดกิจกรรมแบบปฏิบตั กิ าร ชดุ ท่ี 8 เรื่องโครงสรา้ งและหน้าท่ีของลาไส้ใหญ่
10.4 หนุ่ จาลองอวยั วะของมนษุ ย์
10.5 คลิปวดี โี อ แสดงโครงสรา้ งของลาไสใ้ หญ่
10.6 วัสดุ อปุ กรณก์ ารทดลอง ถาดผ่าตัด ใบมีดโกน กรรไกร ลาไส้ใหญ่หมู ไส้ตรงหมู
ถงุ มือ
10.7 http://education-portal.com/academy/lesson/rectum-functions-of-the-
large-intestine-

https://www.youtube.com/watch?v=18M96_p7jSQ
10.8 แบบทดสอบหลังเรียน เรื่องโครงสร้างและหน้าที่ของลาไส้ใหญ่ ไส้ตรง และทวาร
หนกั
จานวน 10 ขอ้
10.9 แหล่งเรียนรู้

- หอ้ งปฏิบัติการชวี วทิ ยา
- ห้องสมุด

11. การวัดและประเมนิ ผล

สิ่งทีต่ อ้ งการวัด วธิ ีการวัด เคร่ืองมอื ท่ใี ช้ในการวดั เกณฑก์ ารประเมิน

1. ด้านความรู้ (K) - ตรวจบนั ทกึ ประสบ - แบบบันทกึ กจิ กรรม - ทาแบบบันทึก

1.1 โครงสร้าง หน้าที่ของ การณเ์ รอ่ื ง การดดู ซึม - แบบทดสอบคาถาม ใน กิจกรรมได้ถูกตอ้ ง

อวัยวะในการดูดซึมสารอาหาร สารอาหาร หนังสือเรียน ระดับคุณภาพดีขึน้

และการถา่ ยอจุ จาระของมนษุ ย์ - ตรวจคาตอบ ในแบบ ไปถือวา่ ผ่านเกณฑ์

บันทกึ กจิ กรรม เรอ่ื ง

การดดู ซึมสารอาหาร

2. ด้านทักษะกระบวนการ (P) พิจารณาจากประเด็น - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม - มพี ฤตกิ รรมการ
ทางานกลุ่มใน
2.1 การสงั เกต การจาแนก การประเมิน ดังนี้ การทางาน ระดบั คณุ ภาพดขี ึน้
ไปผา่ นเกณฑ์
ประเภท และการลงความเหน็ 1) เน้ือหาสอดคลอ้ งกบั - แบบประเมนิ ชิน้ งาน/

จากขอ้ มูล หัวข้อ ผลงาน

2.2 ความร่วมมือ การทางาน 2) การสรปุ ความรู้

เปน็ ทีม และภาวะผู้นาจากการ 3) การเขียนส่ือความ

ทากจิ กรรมหรือการศึกษาวดี ิ 4) ประโยชน์ของการ

ทัศน์ นาขอ้ มูลไปใช้

3. ด้านเจตคติ (A) - สังเกตพฤตกิ รรมการ - แบบสังเกตพฤตกิ รรม - มพี ฤตกิ รรมด้าน
3.1 ความอยากร้อู ยากเห็น ทางานกล่มุ ดา้ นเจตคติ เจตคติ ในระดบั
3.2 ความเชอ่ื มนั่ ต่อหลกั ฐาน - สังเกตพฤติกรรมการ คุณภาพดขี น้ึ ไป
นาเสนอ ผ่านเกณฑ์
เชิงประจักษ์ - สังเกตคุณลักษณะ
ความมีวนิ ยั ใฝ่เรียนรู้
และมงุ่ มั่นการทางาน

12. บันทึกผลหลงั กระบวนการจัดการเรียนรู้

1. ผลการจัดการเรียนรูท้ ่เี กิดข้นึ กับผเู้ รียน
ด้านความรู้ (K)

................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ด้านทักษะกระบวนการ (P)
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ด้านเจตคติ (A)
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
2. ปัญหาและอุปสรรค
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
3. แนวทางการแกไ้ ข
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ลงช่ือ......................................................
(นางสาวสรชา รชตธนวนั ต์)

นักศกึ ษาฝกึ ประสบการณ์วิชาชีพครู
วันท่ี ..... เดือน .................. พ.ศ. ……..

ใบความรู้
เรื่อง การดดู ซมึ สารอาหาร

การดูดซึมอาหารในลาไส้เล็ก
การดูดซึมอาหาร หมายถึง ขบวนการที่นาอาหารที่ผ่านการย่อยจนได้เป็นสารโมเลกุลเดี่ยว

เช่น กลูโคส กรดอะมิโน กรดไขมัน กลีเซอรอล ผ่านผนังทางเดินอาหารเข้าสูก่ ระแสเลือดเพื่อไปสู่
ส่วนต่าง ๆ ของรา่ งกาย ลาไส้เล็ก เป็นบริเวณที่ดูดซึมอาหารเกอื บทั้งหมดเพราะเป็นบริเวณท่ีมีการ
ย่อยอาหารเกิดขึน้ อย่างสมบูรณ์ และโครงสร้างภายในลาไสเ้ ล็กก็เหมาะแกก่ ารดูดซึม คือ ผนังลาไส้
เล็กจะยาวพับไปมา และมีส่วนยื่นของกลุ่มของเซลล์ที่เรียงตัวเป็นแถวเดียวมีลักษณะคล้ายนิ้วมือ
เรียกวา่ วิลลัส (Villus) เปน็ จานวนมาก ในแต่ละเซลลข์ องวลิ ลัสยังมีสว่ นยนื่ ของเยอ่ื หมุ้ เซลล์ออกไป
อีกมากมาย เรยี กว่า ไมโครวลิ ลสั (Microvillus) ในคน มวี ลิ ลัสประมาณ 20-40 อนั ตอ่ พื้นที่ 1 ตาราง
มิลลเิ มตรหรือประมาณ 5 ล้านอนั ตลอดผนังลาไสท้ ้ังหมด

ภาพท่ี 1 การดูดซึมสารอาหาร
ทมี่ า (การดูดซึมสารอาหาร. 2563)

การดดู ซมึ ในลาไสใ้ หญ่

การดูดซมึ อาหารที่ย่อยแล้วส่วนใหญ่เกิดข้ึนที่ผนังลาไส้เล็ก ส่วนอาหารท่ีไม่ถูกย่อยหรือย่อย
ไม่ได้ เช่น เซลลูโลส ก็จะถูกส่งไปยังลาไสใ้ หญ่ ส่วนต้นของลาไส้ใหญ่มีไส้เล็ก ๆ ปลายตัน เรียกวา่
ไส้ตงิ่ ไส้ติ่งของคนไมไ่ ดท้ าหน้าท่ีอะไรแต่กอ็ าจเกดิ การอกั เสบถงึ กับต้องผ่าตัดไสต้ งิ่ ออกไป ซ่ึงอาจ
เกดิ จากการอาหารผ่านชอ่ งเปิดลงไป หรอื เส้นเลือดท่ไี ปเล้ยี งไส้ตงิ่ เกิดการอุดตนั อาหารที่เหลือจาก
การย่อยและดดู ซมึ แลว้ จะผ่านเขา้ ส่ลู าไส้ใหญ่ ลาไสใ้ หญ่มแี บคทเี รยี อยู่จานวนมาก ซง่ึ จะใช้ประโยชน์
จากกากอาหารนี้ นอกจากนั้นแบคทีเรียบางชนิดยังสังเคราะห์ วิตามินบางชนิด เช่น วิตามินเค
วิตามินบี 12 เซลล์ที่บุผนังลาไส้ใหญ่ สามารถดูดน้า แร่ธาตุ วิตามิน และกลูโคสจากกากอาหารเข้า

กระแสเลือด ซึ่งส่วนใหญจ่ ะเป็นนา้ จึงทาให้กากอาหารข้นข้ึน จนเป็นก้อนกากอาหารจะผ่านไปถึง
ไส้ตรง ท้ายสุดของไส้ตรงเป็นกล้ามเนื้อหูรูดแข็งแรงมาก มีลักษณะเป็นวงรอบปากทวารหนักทา
หนา้ ทบ่ี บี ตัวในการขับถา่ ย และผนังภายในลาไสใ้ หญ่จะขบั เมือกออกมาหลอ่ ล่นื ก้อนอาหาร

น้าดี (Bile) สร้างจากตับ (Liver) แล้วถูกนาไปเกบ็ ไว้ที่ ถุงน้าดี (Gall Bladder) ไม่ถือวา่
เป็นเอนไซม์ เพราะจะเปลี่ยนสภาพไปจากเดิม เมื่อปฏิกิริยาสิ้นสุดลงแล้ว (น้าดีไม่มีน้าย่อย) มี
ส่วนประกอบ 3 ส่วน คอื

1. เกลือน้าดี (Bile Salt) มีหน้าที่ตีให้ไขมัน (Fat) แตกตัวเป็นหยดเล็ก ๆ ไขมันที่ถูกตีให้
แตกตัวเป็นหยดเล็กๆ เรียกว่า อีมัลชั่น (Emulsion) จากนั้นถูก Lipase ย่อยต่อให้เป็นกรดไขมัน
และกลีเซอรอล

2. รงควัตถนุ ้าดี (Bile Pigment) เกดิ จากการสลายตวั ของฮีโมโกลบนิ (Hemoglobin) โดย
ตับเป็นแหล่งทาลายและกาจัด Hemoglobin ออกจากเซลล์ เม็ดเลือดแดงที่หมดอายุ โดยเก็บ
รวบรวมเข้าไว้เป็นรงควัตถุในน้าดี (Bile Pigment) คือ บิริรูบิน (Bilirubin) จึงทาให้นา้ ดีมีสีเหลอื ง
หรือเขียวอ่อน และจะถูกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแกมน้าตาลโดยแบคทีเรียในลาไส้ใหญ่เกิดเป็นใสใน
อจุ จาระ

3. โคเรสเตอรอล (Cholesterol) ถ้ามีมาก ๆ จะทาให้เกิดนิ่วในถุงน้าดี เกิดการอุดตันท่ที อ่
นา้ ดี เกดิ โรคดีซา่ น (Janudice) มีผลทาใหก้ ารย่อยอาหารประเภทไขมนั บกพร่อง

ภาพท่ี 2 การดดู ซึมสารอาหาร
ทม่ี า (การดูดซมึ สารอาหาร. 2563)

รายวิชา ชีววิทยาเพิ่มเติม 4 ใบงาน หน่วยท่ี 13
รหสั วชิ า ว32245 เรอ่ื ง การยอ่ ยอาหารของมนษุ ย์ เรื่อง ระบบย่อยอาหาร
ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5 ชอ่ื -สกุล…………………………………………

คาชแ้ี จง : ใหน้ กั เรยี นเตมิ คาในชอ่ งว่างให้ถกู ตอ้ ง พรอ้ มอธิบายและระบหุ นา้ ทีข่ องคาที่
เตมิ ลงไปใหถ้ กู ต้อง

บันทึกความคิดเห็น/ขอ้ เสนอแนะของครูพ่เี ลี้ยง
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ลงช่ือ………………………………………………
(นางสิริกานต์ วายโศรก)
ครพู ่เี ลย้ี ง

วนั ที่ .......เดือน .....................พ.ศ. .......

บนั ทึกความคดิ เหน็ /ขอ้ เสนอแนะของหัวหนา้ กลมุ่ สาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ลงชื่อ………………………………………………
(นางสาววราพร จิตรเ์ ดียว)

หัวหน้ากลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์
วันท่ี ......เดอื น ....................พ.ศ. .........

บนั ทกึ ความคดิ เห็น/ขอ้ เสนอแนะของฝ่ายวชิ าการ
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ลงชื่อ………………………………………………
(นางสริ ิกานต์ วายโศรก)

หัวหนา้ กลมุ่ บริหารวิชาการ
วันท่ี .......เดอื น ....................พ.ศ. ........

บันทกึ ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะของรองผอู้ านวยการโรงเรยี น
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ลงชอื่ ………………………………………………
(นายประหยดั เขยี วหวาน)

รองผู้อานวยการโรงเรยี นสวายวทิ ยาคาร
วันท่ี ......เดอื น ....................พ.ศ. ........

บนั ทึกความคดิ เหน็ /ขอ้ เสนอแนะของผู้อานวยการโรงเรียน
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ลงช่อื ………………………………………………
(นางสาวทองใบ ตลับทอง)

ผูอ้ านวยการโรงเรยี นสวายวิทยาคาร
วนั ท่ี .......เดอื น .....................พ.ศ. ........

แบบบันทกึ คะแนนใบงาน

เรื่อง นกั เรยี นชั้น มัธยมศกึ ษาปีที่ 5

คาช้ีแจง ใหผ้ สู้ อนตรวจใหค้ ะแนนใบงานของนักเรยี นแล้วขดี / ลงในชอ่ งท่ตี รงกบั ระดบั คะแนน

เลข รหสั ชอื่ –สกุล ประเดน็ การประเมิน/ระดับคะแนน รวม
ท่ี นัก ความถกู ตอ้ ง ความสะอาด ตรงต่อเวลา 12
เรียน 432143214321 คะแนน

1
2
3
4
5
6
7
8
9

คะแนนเฉล่ีย..............คะแนน

ลงชอ่ื ............................................ ผู้สอน
(นางสาวสรชา รชตธนวันต์)
นักศกึ ษาฝกึ ประสบการณ์

วนั ท่ี ....... เดือน ................. พ.ศ. ……...

เกณฑ์การให้คะแนนการประเมินระดับคุณภาพ มีรายละเอยี ดดงั น้ี
ชว่ งคะแนน 10-12 หมายถงึ ระดบั คุณภาพดีมาก
ชว่ งคะแนน 7-9 หมายถึง ระดบั คณุ ภาพดี
ชว่ งคะแนน 4-6 หมายถงึ ระดบั คณุ ภาพพอใช้
ชว่ งคะแนน ตา่ กว่า 3 หมายถึง ระดับคุณภาพปรับปรุง

เกณฑ์การผ่าน ได้ระดับคณุ ภาพดขี ึ้นไปถือว่าผา่ นเกณฑ์

เกณฑ์การประเมินการตรวจชน้ิ งาน

รายการประเมิน ระดับคณุ ภาพ
1. ความถกู ต้อง
4 (ดมี าก) 3 (ด)ี 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรงุ )
2. ความสะอาด ขอ้ มลู มีความ
สวยงาม ข้อมูลถูกตอ้ ง ขอ้ มูลสว่ นใหญ่ ข้อมูลมีความ ถกู ตอ้ งเปน็ ส่วน
3. ตรงต่อเวลา น้อย
ชัดเจนสมบรู ณ์ ถกู ต้องครบถว้ น ถกู ต้องเปน็ ชนิ้ งานสว่ นใหญ่
ไมส่ ะอาด
ครบถว้ น บางสว่ น ไมเ่ รียบรอ้ ย
สง่ งานชา้ กว่า
ชนิ้ งานสะอาด ชิ้นงานสะอาด ชนิ้ งานบางสว่ น กาหนดเกนิ 2 วัน

เรียบรอ้ ย สวยงาม เรียบร้อย มีรอย ไม่สะอาด

ไม่มีรอยขดี ลบ ขดี ลบนอ้ ย เรยี บร้อย

สง่ งานตรงเวลาที่ ส่งงานชา้ กว่า สง่ งานชา้ กวา่

กาหนด กาหนด 1 วนั กาหนด 2 วัน

แบบสงั เกตพฤติกรรมดา้ นเจตคติ

คาชแ้ี จง ให้ผ้สู อนประเมินจากการสงั เกตพฤตกิ รรมดา้ นเจตคตใิ นระหว่างเรียนในขณะปฏบิ ัตกิ ิจกรรม

โดยให้
ระดบั คะแนนลงในตาราง โดยขีด / ลงในช่องทตี่ รงกบั ระดบั คะแนน
เกณฑ์การใหค้ ะแนน 4 = ดมี าก 3 = ดี 2 = พอใช้ 1 = ปรบั ปรุง

เลข รหสั ชอื่ –สกุล ประเด็นการประเมิน/ระดับคะแนน รวม
ท่ี นกั ความถกู ตอ้ ง ความสะอาด ตรงต่อเวลา 12
เรยี น 432143214321 คะแนน

1
2
3
4
5
6
7
8
9

คะแนนเฉลี่ย..............คะแนน

ลงช่อื ............................................ ผู้สอน
(นางสาวสรชา รชตธนวันต์)
นกั ศกึ ษาฝกึ ประสบการณ์

วนั ท่ี ....... เดือน .................... พ.ศ. ……....

เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนการประเมินระดบั คณุ ภาพ มีรายละเอยี ดดงั นี้
ช่วงคะแนน 10-12 หมายถึง ระดับคณุ ภาพดมี าก
ชว่ งคะแนน 7-9 หมายถึง ระดบั คณุ ภาพดี
ชว่ งคะแนน 4-6 หมายถงึ ระดบั คุณภาพพอใช้
ชว่ งคะแนน ต่ากวา่ 3 หมายถงึ ระดบั คุณภาพปรับปรุง

เกณฑก์ ารผ่าน ไดร้ ะดบั คุณภาพดีขึ้นไปถือวา่ ผา่ นเกณฑ์

เกณฑ์การประเมินพฤติกรรมด้านเจตคติ

ประเด็นการ ระดับคะแนน

ประเมิน 4 (ดีมาก) 3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรงุ )

1. มีวนิ ัย จดั ระเบยี บวนิ ยั จดั ระเบียบวนิ ัย จดั ระเบียบวนิ ัย ไม่มรี ะเบยี บวินยั ใน

การทางาน ปฏบิ ตั ิ การทางาน ปฏิบตั ิ การทางาน ปฏบิ ตั ิ การทางาน และไม่

ตามกฎระเบยี บ ตามกฎระเบยี บ ตามกฎระเบียบ ปฏิบัตติ าม

ตามข้อตกลงใน ตามข้อตกลงใน ตามข้อตกลงใน กฎระเบยี บตาม

การทางาน และ การทางาน และ การทางาน แต่ ขอ้ ตกลงในการ

ทากิจกรรมได้ ทากจิ กรรมได้ ขาดความละเอยี ด ทางาน

อย่างละเอยี ดดี อยา่ งละเอียดดี ในการทางาน

มาก

2. มคี วามใฝร่ ู้ ปฏิบตั ิกจิ กรรม ปฏิบัติกิจกรรม ปฏิบัติกจิ กรรม ปฏิบตั กิ ิจกรรม

ใฝเ่ รยี น ศึกษาข้อมลู ได้ ศกึ ษาขอ้ มูลได้ ศึกษาขอ้ มูลได้ ศกึ ษาข้อมลู ไดไ้ ม่

ถูกตอ้ งครบถว้ น ถูกต้องครบถว้ น ถูกต้องครบถว้ น ถูกตอ้ งครบถว้ น

เสรจ็ ทนั เวลา และ เสรจ็ เกินเวลา 1-5 เสร็จเกินเวลา 5- ทางานไม่เสร็จ

ส่งผลงานทันตาม นาที แตส่ ง่ ผลงาน 10 นาที แต่ส่งผล ทนั เวลา และสง่ ผล

เวลาทกี่ าหนด ทันตามเวลาท่ี งานล้าช้าไม่เปน็ ไป งานไม่ทนั ตามเวลา

กาหนด ตามเวลาท่ีกาหนด ที่กาหนด

3. มุง่ ม่ันใน มีกระบวนการ มกี ระบวนการ มีกระบวนการ มกี ระบวนการ

การทางาน แสวงหาความรู้ แสวงหาความรู้ แสวงหาความรู้ แสวงหาความรจู้ าก

จากการสบื ค้น จากการสบื คน้ จากการสืบคน้ การสืบคน้ ข้อมลู

ข้อมลู หรือทดลอง ขอ้ มลู หรือทดลอง ขอ้ มลู หรือทดลอง หรอื ทดลอง แต่

รวบรวมขอ้ มลู รวบรวมข้อมลู รวบรวมข้อมูล รวบรวมขอ้ มลู ไม่

อยา่ งเพียงพอกอ่ น อยา่ งเพยี งพอกอ่ น อย่างเพียงพอตอ่ เพยี งพอตอ่ การ

จะลงขอ้ สรุป จะลงข้อสรุป การอธิบายหรอื ลง อธิบายหรือลง

อธิบายหรอื แสดง อธิบายหรอื แสดง ขอ้ สรปุ ข้อสรุป

ความคิดเหน็ ได้ ความคิดเห็นได้

อย่างมีเหตุผล อย่างมเี หตุผล

และเป็นระบบ

แบบสงั เกตพฤติกรรมการทางานกลมุ่

คาชี้แจง ให้ผู้สอนประเมินจากการสังเกตทักษะกระบวนการกลุ่มในระหว่างเรียนในขณะปฏิบัติ
กิจกรรมโดยให้

ระดบั คะแนนลงในตาราง โดยขดี / ลงในช่องทีต่ รงกับระดบั คะแนน
เกณฑ์การใหค้ ะแนน 4 = ดีมาก 3 = ดี 2 = พอใช้ 1 = ปรบั ปรุง

ประเด็นการประเมนิ /ระดับคะแนน รวม
8
เลข รหสั ชอื่ –สกลุ สบื คน้ ข้อมูลไดอ้ ยา่ งมี การวางแผนการทางาน คะแนน
ที่ นัก ระบบ
เรียน 8

4 3 2 1 4 3 21

1
2
3
4
5
6
7
8
9

คะแนนเฉลยี่ ..............คะแนน

ลงชื่อ............................................ ผสู้ อน
(นางสาวสรชา รชตธนวนั ต์)
นกั ศกึ ษาฝึกประสบการณ์

วันท่ี ........ เดอื น ................... พ.ศ. …….

เกณฑก์ ารให้คะแนนประเมนิ ระดบั คุณภาพ มีรายละเอียดดังน้ี
ช่วงคะแนน 7-8 หมายถึง ระดบั คณุ ภาพดีมาก
ชว่ งคะแนน 5-6 หมายถงึ ระดบั คุณภาพดี
ชว่ งคะแนน 3-4 หมายถงึ ระดบั คุณภาพพอใช้
ช่วงคะแนน ตา่ กว่า 2 หมายถงึ ระดบั คณุ ภาพปรบั ปรุง

เกณฑก์ ารผา่ น ไดร้ ะดับคณุ ภาพดีขน้ึ ไปถอื วา่ ผา่ นเกณฑ์

เกณฑ์การประเมนิ พฤติกรรมการทางานกลมุ่

ประเด็นการ ระดบั คะแนน
ประเมนิ
4 (ดีมาก) 3 (ดี) 2 (พอใช)้ 1 (ปรับปรงุ )
1. สืบคน้ ข้อมูลได้ ข้อมูล เน้ือหา
อย่างมีระบบ ขอ้ มลู เนอ้ื หาสาระ ขอ้ มลู เนื้อหา ข้อมลู เนอ้ื หาสาระ สาระที่สืบคน้
ถูกตอ้ ง แตย่ งั ขาด
2. การวางแผน ทส่ี บื คน้ ถูกตอ้ ง มี สาระท่ีสบื ค้น ที่สืบคน้ ถูกตอ้ ง แต่ ความสมั พนั ธ์และ
ทางาน การเชอ่ื มโยงกนั
ความสมั พันธ์และ ถูกตอ้ ง มีความ ไม่ค่อยสัมพันธ์และ มกี ารวางแผนการ
ทางานที่ไมเ่ ป็น
เชอื่ มโยงกันได้ สมั พันธแ์ ละ เช่ือมโยงกนั ระบบ และไม่มี
ขน้ั ตอนในการ
อย่างชดั เจน ดมี าก เช่อื มโยงกนั ดี ทางาน

มีการวางแผนการ มีการวาง มีการวางแผนการ

ทางานอย่างมี แผนการทางาน ทางานทไี่ ม่เป็น

ระบบ มขี ้นั ตอน อยา่ งมีระบบ มี ระบบ และข้นั ตอน

ครบถ้วนดมี าก ขั้นตอน ในการทางานยังไม่

ครบถ้วน เป็นระบบ

แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 10

กล่มุ สาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์ รายวิชาชีววทิ ยา 4 ช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 5
หนว่ ยการเรียนร้ทู ่ี 2 ระบบหายใจ เวลาเรียน 12 ชว่ั โมง
ชื่อแผนการจดั การเรยี นรู้ การแลกเปลี่ยนแก๊สของสัตว์ จานวนเวลา 2 ช่ัวโมง
วนั ..........เดอื น................พ.ศ. ................. ผู้สอน นางสาวสรชา รชตธนวนั ต์

1. มาตรฐานการเรยี นรู้ /สาระชีววทิ ยา
สาระชีววิทยา 4 เข้าใจการย่อยอาหารของสัตว์และมนุษย์ รวมทั้งการหายใจและการ

แลกเปลี่ยนแก๊สการลาเลียงสารและการหมุนเวียนเลอื ด ภูมิคุ้มกันของรา่ งกาย การขับถ่าย การรับรู้
และการตอบสนองการเคลื่อนท่ี การสืบพนั ธแ์ุ ละการเจรญิ เตบิ โต ฮอร์โมนกับการรักษาดลุ ยภาพ และ
พฤตกิ รรมของสัตว์ รวมท้ังนาความรู้ไปใช้ประโยชน์

2. สาระสาคญั
สัตว์แต่ละชนิดมีโครงสร้างที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนแก๊สแตกต่างกันขึ้นอยู่กับความซับซอ้ น

ของโครงสร้างของร่างกาย สภาพแวดล้อมที่สัตว์อาศัยอยู่ และปริมาณแก๊สออกซิเจน (O2) ที่สัตว์
ต้องการเพ่อื นา้ ไปใชใ้ นกระบวนการเมแทบอลิซมึ และเกิดแกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ทีต่ ้องกาจัด
ออกจากร่างกาย

การแลกเปล่ยี นแก๊สผ่านเย่อื หมุ้ เซลล์โดยตรงพบในสงิ่ มชี ีวิตเซลล์เดยี ว เชน่ อะมบี า พารามี
เซียม และสัตว์ที่ไม่มีระบบหมุนเวียนเลือดเช่นฟองน้า ไฮดรา พลานาเรีย ส่วนไส้เดือนดินมีการ
แลกเปลยี่ นแก๊สผ่านเซลล์บริเวณผวิ หนงั ท่ีเปยี กชื่น แมลงมที อ่ ลมซงึ่ แตกแขนงเป็นท่อลมฝอยน้าแก๊ส
ไปยังเซลล์ ปลาแลกเปล่ียนแก๊สที่ละลายอยู่ในน้าผ่านเหงือก สัตว์สะเทินน้าสะเทินบกใช้เหงือก
แลกเปลี่ยนแก๊สในระยะตัวอ่อน ใช้ผิวหนังและปอดในระยะตัวเต็มวัย ส่วนสัตว์เลื้อยคลาน สัตว์ปีก
และสัตวเ์ ลียงลูกด้วยนา้ นมใช้ปอดในการแลกเปล่ียนแก๊ส

3. ผลการเรียนรู้
1. สืบค้นข้อมูล อธิบาย และเปรียบเทียบโครงสร้างที่ทาหน้าที่แลกเปลี่ยนแก๊สของฟองน้า

ไฮดรา พลานาเรีย ไส้เดือนดิน แมลง ปลา กบ และนก
2. สงั เกต และอธิบายโครงสรา้ งของปอดในสตั ว์เล้ียงลกู ด้วยน้านม

4. สาระการเรยี นรู้
โครงสร้างที่ทาหน้าที่แลกเปลี่ยนแก๊สของฟองน้า ไฮดรา พลานาเรีย ไส้เดือนดิน แมลง

ปลา กบ และนก

5. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
ดา้ นความรู้ (K)
1. นักเรียนสามารถบอกโครงสรา้ งท่ีทาหน้าทีแ่ ลกเปลี่ยนแก๊สของฟองนา้ ไฮดรา พลา

นาเรยี ไสเ้ ดอื นดิน แมลง ปลา กบ และนกได้
2. นกั เรียนสามารถอธบิ ายโครงสร้างของปอดในสตั ว์เลี้ยงลกู ด้วยนา้ นมได้

ดา้ นทกั ษะกระบวนการ (P)
1. การสังเกต การจาแนกประเภท และการลงความเห็นจากข้อมูล
2. การทากิจกรรมเกี่ยวกับโครงสรา้ งทีใ่ ช้ในการแลกเปลย่ี นแก๊ส

ด้านเจตคติ (A)
1. มีวนิ ยั
2. ใฝเ่ รยี นรู้
3. อยู่อย่างพอเพียง
4. มุ่งมนั่ ในการทางาน
5. มีจิตสาธารณะ

6. สมรรถนะสาคัญของผ้เู รยี น
1. ความสามารถในการสื่อสาร
2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการแกป้ ัญหา
4. ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวติ
5. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี

7. คณุ ลกั ษณะของผู้เรียนใรศตวรรษท่ี 21 (3R 8C)

3R คอื ทกั ษะพืน้ ฐานทีจ่ าเป็น ปรากฏในแผนการจัดการเรยี นรู้ (กาเคร่อื งหมาย / )
Reading คอื สามารถอ่านออก /
(W)Riteing คอื สามารถเขียนได้ /
(A)Rithmatic คือ มที กั ษะในการคานวณ
8C ทกั ษะตา่ งๆท่จี าเปน็

Critical thinking and problem solving (มที กั ษะในการคิด /
วเิ คราะห์ การคดิ อยา่ งมีวจิ ารณญาณ และแกไ้ ขปัญหาได)้
Creativity and innovation (คิดอย่างสร้างสรรค์ คิดเชิง /
นวตั กรรม) /
Cross-cultural understanding (ความเข้าใจความแตกต่าง /
ทางวฒั นธรรม กระบวนการคิดขา้ มวัฒนธรรม) /
Collaboration teamwork and leadership (ความร่วมมือ
การทางานเป็นทมี และภาวะผนู้ า)
Communication information and media literacy
(ทกั ษะในการสือ่ สาร และการร้เู ท่าทนั ส่ือ)
Computing and IT literacy (ทักษะการใช้คอมพวิ เตอร)์
Career and learning skills (ทักษะทางอาชีพ และการ
เรยี นรู)้
Compassion (มคี ุณธรรม มีเมตตา กรณุ า มีระเบยี บวนิ ัย)

8. ช้ินงานหรอื ภาระงาน
8.1 ช้ินงาน
- แบบบนั ทึกกจิ กรรม เรือ่ ง การแลกเปลย่ี นแก๊สของสัตว์
8.2 ภาระงาน
- สมุดบนั ทกึ ประสบการณก์ ารเรยี นรู้ สรุปสาระสาคัญของเรอ่ื งทเี่ รียน
- แบบทดสอบเรอื่ ง การแลกเปลี่ยนแกส๊ ของสัตว์

9. กิจกรรมการจดั การเรียนรู้ (รูปแบบการสอนแบบ 5E)
ครูจดั กิจกรรมการเรียนรูโ้ ดยมขี ้นั ตอนดังต่อไปนี้
ขัน้ ท่ี 1 สร้างความสนใจ (Engagement) 10 นาที
1.1 ครนู าเข้าส่บู ทเรียนโดยใหน้ กั เรยี นร่วมกันอภปิ รายเกยี่ วกับสถานการณ์ในรูปนาบท

ที่แสดงถึงการเดินทางไปยังพื้นที่ที่อยู่สูงเหนือระดับน้าทะเลมาก ๆ ทาให้อาจมีอาการวิง เวียน
ออ่ นเพลีย และหายใจลาบาก

โดยครูอาจใช้รูปหรือวีดิทัศน์อื่น ๆ ในการนาเข้าสู่บทเรียน เช่น มนุษย์อวกาศปฏิบัติ
ภารกจิ นอกยานอวกาศ หรอื การใช้หนา้ กากออกซิเจนบนเครอื่ งบิน โดยอาจใช้แนวคาถามดงั นี้

- เมื่อสภาพแวดล้อมภายนอกเปล่ยี นแปลง เชน่ มีความดันอากาศลดลง จะส่งผลต่อ
รา่ งกายมนษุ ย์อย่างไร

- เพราะเหตุใดมนษุ ย์จึงต้องหายใจตลอดเวลา
จากการอภิปราย นักเรียนควรได้ข้อสรุปว่ามนุษย์จาเป็นต้องได้รบั O2 อย่างเพียงพอ
ตลอดเวลาเพื่อใช้สร้างพลังงานในการทากิจกรรมต่างๆ ภายในเซลล์ ซึ่งร่างกายต้องมีกระบวนการ
แลกเปล่ียนแกส๊ กบั สงิ่ แวดลอ้ ม เพอ่ื นา O2 ไปยงั เซลล์และกาจัด CO2 ออกจากรา่ งกาย
1.2 จากนั้นครูตั้งคาถามเพื่อนาไปสู่การสืบค้นข้อมูลว่ากระบวนการแลกเปลี่ยนแก๊ส
เกิดขน้ึ ได้อยา่ งไร ซึ่งนักเรยี นอาจมีคาตอบไดห้ ลากหลายและจะได้ศึกษาจากบทเรียนต่อไปน้ี
ขั้นท่ี 2 สารวจและคน้ หา (Exploration) 40 นาที

2.1 ครูทบทวนความรู้และให้นักเรียนอภิปรายร่วมกันเกี่ยวกับกระบวนการหายใจ
ระดบั เซลลท์ มี่ ีการใช้ O2 ในการสรา้ งพลงั งานและเกิด CO2 ที่ต้องมกี ารกาจัดออก โดยมีแนวคาถาม
ดังนี้

- การหายใจระดับเซลล์เกดิ ขึน้ ในส่ิงมีชีวติ ใดบา้ ง และเกดิ ท่โี ครงสรา้ งใดของเซลล์
- สารตั้งต้นที่จาเป็นในการหายใจระดับเซลล์ได้แก่อะไรบ้าง และได้ผลิตภัณฑ์
อะไรบา้ ง
- เซลลไ์ ด้รบั O2 มาจากกระบวนการใด
- เพราะเหตุใดสงิ่ มีชวี ติ ตอ้ งกาจดั CO2 ออกจากร่างกาย
- แกส๊ O2 และ CO2 ลาเลียงเข้าหรือออกจากเซลล์ด้วยวิธีใด
2.2 นักเรียนควรได้ข้อสรุปว่าการหายใจระดับเซลล์เกิดบริเวณไมโทคอนเดรยี ในเซลล์
ของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด โดยมีสารตั้งต้นคือกลูโคสและ O2 ได้ผลิตภัณฑ์คือ ATP และ CO2 โดยสัตว์
หายใจเข้าเพ่ือนา O2 จากสิ่งแวดล้อมเขา้ สู่ร่างกาย ซึ่ง O2 ในสิ่งแวดลอ้ มมาจากการสังเคราะห์ดว้ ย
แสงของพืชและสาหร่าย และสตั วก์ าจดั CO2 ออกจากรา่ งกายส่สู ่ิงแวดล้อมและเข้าสูว่ ัฏจกั รคาร์บอน
ต่อไป
2.3 ครูใชร้ ูป 14.1 ในหนงั สือเรยี นเพอ่ื เชอ่ื มโยงใหน้ ักเรยี นเห็นถงึ ความสาคญั ของระบบ
หายใจท่ีทาหน้าทแี่ ลกเปลี่ยนแก๊สในสตั ว์และมีความสาคญั ในการรักษาดุลยภาพของรา่ งกาย
2.4 ครูทบทวนเกี่ยวกับการลาเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์ด้วยการแพร่ เพื่อให้
นักเรียนเข้าใจว่าการแลกเปลี่ยนแก๊สเกิดขึ้นโดยการแพร่ การแพร่ของสารในสารละลายเป็นการ
เคลื่อนที่สุทธิของสารจากบริเวณที่มีความเข้มข้นของสารสูงไปยังบรเิ วณที่มีความเข้มข้นของสารตา่
การแพร่ของแก๊สก็เช่นกัน โดยการแพร่ของแก๊สพิจารณาจากความดันย่อยของแก๊สนั้น ๆ ครูอาจ
เชื่อมโยงกับวิชาเคมีและทบทวนความหมายของความดันและความดันย่อยของแก๊ส จากนั้นให้
นักเรียนตอบคาถามเชือ่ มโยงความรู้ ดงั น้ี

2.5 ครูตั้งคาถามเพื่อนาไปสู่การสืบค้นและอภิปรายเกี่ยวกับโครงสร้างที่ทาหน้าท่ี
แลกเปลี่ยนแก๊สของสัตวช์ นิดต่าง ๆ ซึ่งมีความซับซ้อนของโครงสร้างรา่ งกาย สภาพแวดล้อมทีอ่ าศยั
และปรมิ าณ O2 ทต่ี ้องการแตกตา่ งกัน โดยอาจใชค้ ้าถามดังน้ี

- สัตว์ต่างๆ มีโครงสร้างในการแลกเปลี่ยนแก๊สและกระบวนการแลกเปลี่ยนแก๊ส
อยา่ งไร

2.6 ครูให้นักเรียนสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนแก๊สของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว
ฟองน้า ไฮดรา และพลานาเรยี ซึ่งควรสรุปไดว้ า่ ส่ิงมชี ีวติ เหล่านี้ นา O2 จากสง่ิ แวดลอ้ มภายนอกเข้าสู่
ร่างกายเพื่อไปใช้สรา้ งพลังงาน และกาจัด CO2 ที่ไม่ต้องการสู่สิ่งแวดล้อม โดยสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ ไม่มี
โครงสรา้ งเฉพาะสาหรับการแลกเปลยี่ นแกส๊ แต่มกี ารแลกเปลีย่ นแกส๊ ผ่านเยื่อหุ้มเซลลโ์ ดยตรง

2.7 ครูตั้งคาถามเพม่ิ เติมเพื่อนาไปสู่การสืบคน้ ข้อมลู ของสตั ว์กลุ่มอื่นๆ ดงั นี้
- สัตว์ทีม่ ีร่างกายขนาดใหญ่ต้องการ O2 ในปริมาณมากข้ึน การแลกเปลยี่ นแกส๊ ผา่ น

เย่อื ห้มุ เซลลโ์ ดยตรงเพียงพอหรือไม่ เพราะเหตใุ ด
- สัตว์ที่มีรา่ งกายขนาดใหญ่จะมีโครงสรา้ งใดทีใ่ ช้ในการแลกเปล่ียนแก๊ส และมีการ

ลาเลียงแกส๊ ไปยงั ส่วนตา่ ง ๆ ของร่างกายได้อยา่ งไร
ขั้นที่ 3 ข้นั อธบิ ายและลงขอ้ สรปุ (Explanation) 25 นาที
3.1 นักเรียนสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกบั โครงสร้างท่ีใช้ในการแลกเปลย่ี นแกส๊ ของไส้เดือน

ดิน แมลง ปลา สัตว์สะเทินน้าสะเทินบก สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์ปีก และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้านม แล้ว
รว่ มกนั อภิปรายโดยใช้รปู 14.3-14.9 เพื่อเปรียบเทยี บโครงสรา้ งและกลไกที่ใช้ในการแลกเปล่ียนแก๊ส
ของสัตว์ตา่ ง ๆ และตอบคาถามในหนังสอื เรียน ซ่งึ มแี นวการตอบดังนี้

- การแลกเปลยี่ นแกส๊ ของฟองน้า ไฮดรา พลานาเรยี และไสเ้ ดือนดินเหมอื นหรอื
แตกต่างกันอย่างไร

(เหมอื นกัน คือ โครงสรา้ งทใี่ ชใ้ นการแลกเปลีย่ นแกส๊ มีลักษณะบางและชน้ื ทาให้
แลกเปลี่ยนแก๊สได้ดีแตกต่างกัน คือ ฟองน้า ไฮดรา พลานาเรียเป็นสัตว์ขนาดเล็ก มีเยื่อหุ้มเซลล์ท่ี
สัมผสั กับสิ่งแวดลอ้ มและสามารถแลกเปลย่ี นแก๊สกับส่ิงแวดล้อมได้โดยตรง สว่ นไส้เดือนดินมีเนื้อเย่ือ
หลายชนั้ มีการแลกเปลยี่ นแกส๊ ผา่ นทางผิวหนัง และมีระบบหมุนเวียนเลอื ดชว่ ยในการลาเลียงแก๊สไป
ยงั สว่ นตา่ ง ๆ ของรา่ งกาย ซ่งึ บางสว่ นไม่สัมผสั กับสิ่งแวดลอ้ ม)

- โครงสร้างทใ่ี ชใ้ นการแลกเปลย่ี นแก๊สของแมลงสัมพันธก์ บั โครงสร้างของร่างกาย
อยา่ งไร

(แมลงใชร้ ะบบทอ่ ลมซง่ึ แตกแขนงไปทั่วร่างกายในการแลกเปล่ียนแก๊ส เนอ่ื งจาก
แมลงมีร่างกายขนาดเล็ก ดังนั้นการแตกแขนงของท่อลมจึงสามารถลาเลียงแก๊สไปแลกเปลี่ยนกับ
เซลล์ได้โดยตรงอย่างทั่วถึง โดยไมต่ ้องใช้ระบบหมุนเวยี นเลอื ด)

- โครงสร้างทใ่ี ช้ในการแลกเปลี่ยนแกส๊ ของปลามีความเหมาะสมตอ่ การดารงชีวิต
อยา่ งไร

(ในนา้ มี O2 ละลายอยใู่ นปรมิ าณน้อยและมีการแพรข่ อง O2 ชา้ เมอื่ เทยี บกบั การ
แพรข่ อง O2 ในอากาศสตั ว์ทอี่ าศัยในนา้ เชน่ ปลาและกุง้ ใช้เหงือกซ่งึ มีลกั ษณะเป็นซ่ี ๆ เรียงกันเป็น
แผง เพือ่ เพม่ิ พนื้ ท่ผี ิวสมั ผสั กับ O2 ในนา้ ในการแลกเปล่ียนแก๊สและมีการไหลเวยี นของน้าผ่านเหงือก
ตลอดเวลา)

- ถา้ การไหลของนา้ และการไหลของเลอื ดในเหงือกมีทิศทางเดยี วกัน การแลก
เปลีย่ นแกส๊ O2 จะแตกตา่ งจากการไหลทมี่ ที ศิ ทางสวนทางกนั อยา่ งไร

(การไหลทีม่ ที ิศทางเดยี วกนั (concurrent) จะมีประสทิ ธิภาพในการแลกเปลย่ี น
แก๊สตา่ กว่าการไหลทมี่ ที ิศทางสวนทางกนั (countercurrent) เนอื่ งจากในการไหลทม่ี ีทศิ ทางเดียวกัน
เมื่อ O2 ในนา้ ท่ไี หลผ่านเหงือกแพร่เขา้ สหู่ ลอดเลอื ดฝอยจะมีปริมาณท่ีลดลงตามลาดับ ในขณะท่ี O2
ในหลอดเลอื ดฝอยจะค่อย ๆ เพม่ิ ข้ึน ส่งผลให้ความแตกตา่ งของความดันยอ่ ยของ O2 ระหวา่ งน้าและ
เลือดลดลงตามลาดบั ส่วนการไหลทม่ี ีทิศทางสวนทางกันจะมีความแตกต่างของความดันย่อยของ O2
ในน้าสูงกว่าในหลอดเลือดฝอยตลอดพื้นที่ที่มีการแลกเปลี่ยนแก๊ส จึงทาให้มีประสิทธิภาพในการ
แลกเปลย่ี นแกส๊ สูงกวา่ )

- โครงสร้างท่ีใช้ในการแลกเปล่ยี นแก๊สของกบมคี วามเหมาะสมตอ่ การดารงชวี ิต

อย่างไร
(กบเปน็ สตั ว์สะเทินน้าสะเทินบก ซง่ึ ในแต่ละช่วงวัยใช้อวัยวะในการแลกเปลีย่ นแก๊ส

แตกต่างกันในระยะที่เป็นลูกอ๊อดอาศัยในน้าและใช้เหงือก เมื่อเป็นตัวเต็มวัยจะอาศัยใกล้แหล่งน้า
และใชผ้ ิวหนังท่ชี ้นื ในการแลกเปลีย่ นแกส๊ รว่ มกับการหายใจและแลกเปล่ียนแกส๊ ในปอด)

- โครงสรา้ งทใ่ี ช้ในการแลกเปลี่ยนแกส๊ ของนกมคี วามเหมาะสมต่อการดารงชวี ติ
อยา่ งไร

(นกตอ้ งการพลังงานมากในการบนิ จึงต้องใช้ O2 ปริมาณมาก ปอดของนกเช่อื มต่อ
กับถุงลมเพื่อสารองอากาศไว้ใช้ การหายใจของนกแตกต่างจากสตั ว์บกอื่น ๆ โดยอากาศจะเคล่อื นที่
ผา่ นปอดที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนแก๊สในทิศทางเดยี ว ไม่มอี ากาศทีผ่ า่ นการแลกเปลย่ี นแก๊สแล้วมาผสม
อกี ทัง้ นกไม่มกี ล้ามเนื้อกะบงั ลมทีเ่ ก่ยี วขอ้ งกับการขยายและหดตัวของปอด แตใ่ ช้การขยายและหดตัว
ของถุงลมในการนาอากาศเข้าและออก)

ขั้นที่ 4 ขนั้ ขยายความรู้ (Elaboration) 20 นาที
4.1 จากการสืบค้นขอ้ มูลและการอภปิ รายเก่ียวกับโครงสร้างทใ่ี ชใ้ นการแลกเปลี่ยนแก๊ส

ของสัตว์ชนิดต่าง ๆ นักเรียนควรเปรียบเทียบและสรุปได้ว่าสัตว์ต่าง ๆ มีโครงสร้างที่ใช้ในการ
แลกเปลยี่ นแก๊สแตกต่างกันขนึ้ กับโครงสร้างของร่างกายและสภาพแวดลอ้ มที่อาศยั โดยนักเรียนอาจ
สรุปได้ดงั ตาราง

4.2 ครชู ้ีใหน้ กั เรียนเห็นถึงววิ ฒั นาการของโครงสร้างทีใ่ ชใ้ นการแลกเปลย่ี นแก๊สจากสัตว์
ทีม่ ีโครงสรา้ งร่างกายไมซ่ ับซ้อนจนมโี ครงสรา้ งร่างกายซบั ซ้อนมากข้นึ

ขั้นที่ 5 ข้นั ประเมินผล (Evaluation) 5 นาที
5.1 นักเรียนรว่ มกนั สรุปเน้ือหาสาระ โดยการตั้งคาถามตอ่ ไปน้ี
5.1.1 การแลกเปลยี่ นแก๊สของฟองนา้ ไฮดรา พลานาเรยี และไสเ้ ดอื นดนิ เหมอื น

หรือแตกต่างกันอย่างไร
5.1.2 โครงสร้างที่ใชใ้ นการแลกเปล่ียนแกส๊ ของแมลงสัมพันธ์กบั โครงสรา้ งของ

ร่างกายอย่างไร
5.1.3 โครงสรา้ งทใ่ี ชใ้ นการแลกเปล่ียนแก๊สของปลามีความเหมาะสมตอ่ การ

ดารงชวี ติ อย่างไร

5.1.4 ถ้าการไหลของนา้ และการไหลของเลอื ดในเหงอื กมที ศิ ทางเดียวกนั การ
แลกเปลีย่ นแก๊ส O2 จะแตกต่างจากการไหลท่มี ีทศิ ทางสวนทางกนั อย่างไร

5.1.5 โครงสรา้ งทใ่ี ช้ในการแลกเปล่ียนแก๊สของกบมีความเหมาะสมตอ่ การดารงชีวิต
อยา่ งไร

5.1.6 โครงสรา้ งที่ใชใ้ นการแลกเปลี่ยนแก๊สของนกมีความเหมาะสมตอ่ การดารงชวี ติ
อย่างไร

5.2 ครใู หข้ ้อสรปุ เพม่ิ เตมิ
5.3 นักเรียนร่วมกันวิเคราะห์กระบวนการทางานกลุ่มร่วมกัน บอกข้อดี ข้อเสีย หรือ
ข้อเสนอแนะเกีย่ วกับกิจกรรมเรียนรู้ ครูแนะนาให้ทุกคนควรเปดิ ใจยอมรับฟังความคดิ เห็นเหล่านี้วา่
เปน็ สง่ิ ท่ดี ี และควรนาไปปรับปรุงแก้ไขเพอื่ พฒั นางานและพัฒนาตนเองตอ่ ไป
5.4 นกั เรียนรว่ มประเมินการจัดกิจกรรม โดยอภิปรายสะทอ้ นความคดิ เห็น
5.5 ครูชื่นชมในความร่วมมือของนักเรียนทุกคน และให้กาลังใจนักเรียนในการร่วม
กจิ กรรมการเรยี นรู้ในวนั น้ี
10. สื่อการเรียนรู้/แหล่งเรยี นรู้
10.1 สอ่ื การเรียนรู้

1. หนงั สอื เรยี นรายวิชาเพิ่มเติม ชีววทิ ยา เล่ม 4
2. สือ่ นาเสนอ Power Point เรอื่ ง การแลกเปลยี่ นแกส๊ ของสัตว์
3. ปอดหมู หรือปอดววั (ทมี่ ีท่อลมและกล่องเสยี งตดิ อยู)่
4. นา้
5. เครอ่ื งมอื ผา่ ตัด
6. ถาดผ่าตัด
7. ถงุ มอื ยาง
8. สายยางขนาดเสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลาง 1.5 cm. และ 1 cm.
9. ทสี่ บู ลมหรือสูบลูกโป่ง
10. บกี เกอร์ ขนาด 250 mL.
10.2 แหล่งเรียนรู้
1. อนิ เทอร์เนต็ จากเว็บไซต์ต่างๆ
2. ห้องสมดุ โรงเรียนสวายวทิ ยาคาร
3. หอ้ งปฏบิ ตั กิ ารทางชีววิทยา

11. การวัดและประเมินผล

สิ่งทต่ี ้องการวดั วิธกี ารวดั เครื่องมือท่ีใช้ในการวัด เกณฑ์การประเมนิ

1. ดา้ นความรู้ (K) - ตรวจบันทึกประสบ 1.1 แบบบันทึกกจิ กรรม - ทาแบบบนั ทกึ

1.1 โครงสร้างที่ทาหน้าที่ การณเ์ รอื่ ง การแลก 1.2 แบบทดสอบคาถาม กจิ กรรมไดถ้ ูกต้อง
แลกเปลี่ยนแก๊สของฟองน้า เปล่ยี นแก๊สของสัตว์ ในหนงั สือเรียน
ระดบั คณุ ภาพดขี ้ึน
ไฮดรา พลานาเรีย ไส้เดือนดิน - ตรวจคาตอบ ในแบบ
ไปถือวา่ ผ่านเกณฑ์
แมลง ปลา กบ และนก บันทกึ กิจกรรม เรอื่ ง

1.2 โครงสร้างของปอดใน การแลกเปล่ยี นแก๊ส

สตั ว์เลี้ยงลกู ด้วยน้านม ของสัตว์

2. ดา้ นทกั ษะกระบวนการ (P) พจิ ารณาจากประเดน็ - แบบประเมนิ ทักษะ - มีพฤตกิ รรมการ

2.1 การสงั เกต การจาแนก การประเมิน ดงั นี้ ปฏบิ ตั กิ ารทดลอง ทางานกลมุ่ ใน

ประเภท และการลงความเหน็ 1) เนื้อหาสอดคล้องกับ - แบบประเมินชิน้ งาน/ ระดบั คณุ ภาพดขี ึ้น

จากขอ้ มูล หัวข้อ ผลงาน ไปผ่านเกณฑ์

2.2 ความร่วมมือ การทางาน 2) การสรปุ ความรู้

เปน็ ทมี และภาวะผู้นาจากการ 3) การเขียนสอื่ ความ

ทากจิ กรรมหรือการศึกษาวีดิ 4) ประโยชนข์ องการ

ทัศน์ นาขอ้ มูลไปใช้

3. ดา้ นเจตคติ (A) - สงั เกตพฤตกิ รรมการ - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม - มีพฤติกรรมด้าน
3.1 ความอยากรู้อยากเห็น ทางานกลมุ่ ด้านเจตคติ เจตคติ ในระดบั
3.2 ความเชอื่ มัน่ ต่อหลักฐาน - สงั เกตพฤตกิ รรมการ คณุ ภาพดีขึ้นไป
นาเสนอ ผ่านเกณฑ์
เชงิ ประจกั ษ์ - สังเกตคุณลักษณะ
ความมวี นิ ัย ใฝ่เรียนรู้
และมงุ่ ม่ันการทางาน

12. บันทึกผลหลังกระบวนการจัดการเรียนรู้

1. ผลการจัดการเรียนรู้ที่เกิดขนึ้ กบั ผเู้ รียน
ด้านความรู้ (K)

................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ดา้ นทักษะกระบวนการ (P)
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ด้านเจตคติ (A)
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
2. ปัญหาและอปุ สรรค
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
3. แนวทางการแกไ้ ข
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ลงชื่อ......................................................
(นางสาวสรชา รชตธนวันต์)

นักศึกษาฝกึ ประสบการณ์วชิ าชีพครู
วนั ท่ี ..... เดือน .................. พ.ศ. ……..

ใบความรู้
เรื่อง การแลกเปลยี่ นแก๊สของสตั ว์

โครงสร้างทใ่ี ช้ในการแลกเปล่ยี นแก๊สของส่งิ มีชีวติ เซลลเ์ ดียวและสตั ว์อะมบี า พารามี

เซยี ม
- เป็นสตั วเ์ ซลลเ์ ดยี วซงึ่ เซลล์จะสมั ผัสกับสิง่ แวดล้อม

ท่เี ป็นน้าอยู่ตลอดเวลา
- เซลล์จะมกี ารแลกเปลี่ยนแกส๊ กับส่ิงแวดลอ้ มผ่าน

เยือ่ หมุ้ เซลล์โดยตรง

ภาพท่ี 1 การแลกเปล่ยี นแก๊สของพารามีเซียม

ฟองน้า ไฮดรา พลานาเรยี
- เปน็ สตั วห์ ลายเซลลแ์ ละมีขนาดเล็กท่ีอาศัยอยู่

ในนา้ และยังไมม่ ีระบบหมนุ เวยี นเลือด
- จะมกี ารเเลกเปล่ียนแก๊สผา่ นเยื่อหุ้มเซลลโ์ ดยตรง

ภาพท่ี 2 การแลกเปล่ียนแก๊สของไฮดรา และพลานาเรยี
ไสเ้ ดอื นดิน

- มรี ะบบหมนุ เวียนเลือดที่ช่วยในการแลกเปลีย่ นแกส๊
โดยเซลล์ทอ่ี ยู่บริเวณผวิ หนังของลาตวั ทเ่ี ปยี กชืน้

- เป็นสัตว์ชนิดแรกที่มีระบบหมนุ เวยี นเลอื ด

ภาพที่ 3 การแลกเปล่ียนแก๊สของไสเ้ ดอื นดิน

แมลง
แลกเปลี่ยนแก๊สโดยผ่านท่อลม (trachea) ซึ่งแตกแขนงเป็นท่อลมฝอย (tracheole) ทาให้

เซลล์ไดร้ บั ก๊าซได้โดยตรงไม่ต้องอาศัยเลอื ดในการลาเลียงแก๊ส เช่น เม่อื เมอื่ แมลงอยใู่ นขณะพักแมลง
ตอ้ งนาแกส๊ ออกซิเจนเขา้ สูร่ า่ งกายและนาแกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ออกจากรา่ งกายแตอ่ ยุ่ในอัตราท่ีต่า
และตอ้ งเปดิ ช่องหายใจเกือบท้งั หมดแต่มเี พียง 1-2 คทู่ ี่ปิดไว้เพ่อื รกั ษาความชนื้ ของร่างกายในขณะที่
แมลงทากิจกรรมชอ่ งหายใจทั้งหมดจะเปิด ในแมลงขนาดเล็กช่องหายใจเหล่านี้จะทางานโดยข้นึ อยู่
กบั แรงดนั อากาศเพอ่ื ดนั อากาศเข้าไปในท่อลมแต่ในแมลงขนาดใหญจ่ ะสามารถป๊มั อากาศเข้า-ออกใน
ท่อลมและชอ่ งหายใจไดโ้ ดยอาศัยการทางานของกลา้ มเนื้อตา่ งๆทป่ี ระสานกัน

ภาพที่ 4 โครงสร้างที่ใช้แลกเปล่ยี นแก๊สของแมลง
(ถุงลมของแมลงทาหน้าท่ีสารองอากาศไวใ้ ช้ขณะบนิ )
แมงมุม
อาศยั แผงปอด (book lung) ซง่ึ มีลมซ้อนซงึ่ เป็นชน้ั พับไปมามีลกั ษณะคล้ายแผงและมีหลอด
เลอื ดนาแก๊สคาร์บอนไดออกไซดม์ าแลกเปลย่ี นท่ีแผงท่อลมน้แี ลว้ รับแก๊สออกซิเจน

ภาพที่ 5 โครงสรา้ งทีใ่ ช้แลกเปลีย่ นแก๊สของแมงมมุ

รายวชิ า ชีววิทยาเพ่มิ เติม 4 ใบงาน หนว่ ยที่ 14
รหัสวิชา ว32245 เรอ่ื ง การแลกเปลยี่ นแกส๊ ของสตั ว์ เรื่อง ระบบหายใจ
ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 5 ชือ่ -สกลุ ………………………………………

1. จงใส่เครื่องหมายถูก (√) หน้าข้อความที่ถูกต้อง ใส่เครื่องหมายผิด (×) หน้าข้อความที่ไม่
ถูกต้อง และขดี เสน้ ใตเ้ ฉพาะคา หรอื ส่วนของขอ้ ความท่ีไมถ่ ูกตอ้ ง และแก้ไขข้อความโดยตัดออก
หรือเติมคา หรอื ขอ้ ความทีถ่ กู ต้องลงในช่องว่าง

.......1.1 ผิวหนัง เหงือก และปอดเป็นโครงสร้างที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนแก๊ส มีลักษณะบางและชื้นอยู่
ตลอดเวลา เพื่อให้เกิดการแพรแ่ ละแอกทีฟทรานสปอร์ตของแก๊สได้

.......1.2 ไส้เดือนดินเป็นสัตว์ที่มีระบบหมนุ เวียนเลือดและสามารถแลกเปลี่ยนแกส๊ ผา่ นผวิ หนงั ลาตวั
.......1.3 แมลงมีการแลกเปลี่ยนแก๊สระหว่างท่อลมฝอยกับเซลล์ในส่วนต่างๆของร่างกาย
.......1.4 ในปลา น้าที่มี O2 จากปากจะผ่านออกทางเหงอื ก โดย O2 จากนา้ จะแพร่เข้าสู่หลอดเลือด

ฝอยท่เี หงอื กได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมือ่ เลือดและน้าไหลไปในทิศทางเดียวกนั
.......1.5 สัตว์สะเทินน้า สะเทินบกใช้เหงือก ผิวหนัง และปอดในการแลกเปลี่ยนแก๊ส
.......1.6 โครงสร้างที่ใช้แลกเปลี่ยนแก๊สของนกอยทู่ ปี่ อดและถุงลม (air sac)
.......1.7 อากาศที่ไหลผ่านปอดของนกจะไหลในทิศทางเดียวเสมอ โดยทุกรอบของการหายใจ อากาศ

ในปอดจะถูกแทนทด่ี ้วยอากาศจากถงุ ลมเข้าไปใหม่ตลอดเวลา

บนั ทกึ ความคิดเหน็ /ข้อเสนอแนะของครูพเี่ ลย้ี ง
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ลงชือ่ ………………………………………………
(นางสิริกานต์ วายโศรก)
ครพู ่เี ล้ยี ง

วนั ที่ .......เดอื น .....................พ.ศ. .......

บันทกึ ความคดิ เหน็ /ขอ้ เสนอแนะของหัวหน้ากลุม่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ลงชอื่ ………………………………………………
(นางสาววราพร จติ ร์เดียว)

หัวหน้ากลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์
วันท่ี ......เดอื น ....................พ.ศ. .........

บนั ทกึ ความคดิ เห็น/ข้อเสนอแนะของฝ่ายวชิ าการ
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ลงชื่อ………………………………………………
(นางสริ กิ านต์ วายโศรก)

หัวหนา้ กลมุ่ บริหารวชิ าการ
วันที่ .......เดือน ....................พ.ศ. ........

บนั ทกึ ความคดิ เห็น/ขอ้ เสนอแนะของรองผู้อานวยการโรงเรยี น
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ลงชื่อ………………………………………………
(นายประหยัด เขยี วหวาน)

รองผ้อู านวยการโรงเรียนสวายวิทยาคาร
วนั ที่ ......เดอื น ....................พ.ศ. ........

บนั ทึกความคดิ เห็น/ขอ้ เสนอแนะของผู้อานวยการโรงเรียน
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ลงช่ือ………………………………………………
(นางสาวทองใบ ตลบั ทอง)

ผู้อานวยการโรงเรยี นสวายวทิ ยาคาร
วันท่ี .......เดือน .....................พ.ศ. ........

แบบบันทกึ คะแนนใบงาน

เรื่อง นกั เรยี นชั้น มัธยมศกึ ษาปีท่ี 5

คาช้ีแจง ใหผ้ สู้ อนตรวจใหค้ ะแนนใบงานของนักเรยี นแล้วขดี / ลงในชอ่ งท่ตี รงกบั ระดับคะแนน

เลข รหสั ชอื่ –สกุล ประเดน็ การประเมิน/ระดับคะแนน รวม
ท่ี นัก ความถกู ตอ้ ง ความสะอาด ตรงตอ่ เวลา 12
เรียน 432143214321 คะแนน

1
2
3
4
5
6
7
8
9

คะแนนเฉล่ีย..............คะแนน

ลงชอ่ื ............................................ ผสู้ อน
(นางสาวสรชา รชตธนวันต์)
นักศกึ ษาฝกึ ประสบการณ์

วนั ท่ี ....... เดือน ................. พ.ศ. ……...

เกณฑ์การให้คะแนนการประเมินระดับคุณภาพ มีรายละเอยี ดดงั น้ี
ชว่ งคะแนน 10-12 หมายถงึ ระดบั คุณภาพดีมาก
ชว่ งคะแนน 7-9 หมายถึง ระดบั คณุ ภาพดี
ชว่ งคะแนน 4-6 หมายถงึ ระดบั คณุ ภาพพอใช้
ชว่ งคะแนน ตา่ กว่า 3 หมายถึง ระดับคุณภาพปรับปรุง

เกณฑ์การผ่าน ได้ระดับคณุ ภาพดขี ึ้นไปถือว่าผา่ นเกณฑ์

เกณฑ์การประเมินการตรวจชน้ิ งาน

รายการประเมิน ระดับคณุ ภาพ
1. ความถกู ต้อง
4 (ดมี าก) 3 (ด)ี 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรงุ )
2. ความสะอาด ขอ้ มลู มีความ
สวยงาม ข้อมูลถูกตอ้ ง ขอ้ มูลสว่ นใหญ่ ข้อมูลมีความ ถกู ตอ้ งเปน็ ส่วน
3. ตรงต่อเวลา น้อย
ชัดเจนสมบรู ณ์ ถกู ต้องครบถว้ น ถกู ต้องเปน็ ชนิ้ งานสว่ นใหญ่
ไมส่ ะอาด
ครบถว้ น บางสว่ น ไมเ่ รียบรอ้ ย
สง่ งานชา้ กว่า
ชนิ้ งานสะอาด ชิ้นงานสะอาด ชนิ้ งานบางสว่ น กาหนดเกนิ 2 วัน

เรียบรอ้ ย สวยงาม เรียบร้อย มีรอย ไม่สะอาด

ไม่มีรอยขดี ลบ ขดี ลบนอ้ ย เรยี บร้อย

สง่ งานตรงเวลาที่ ส่งงานชา้ กว่า สง่ งานชา้ กวา่

กาหนด กาหนด 1 วนั กาหนด 2 วัน

แบบสงั เกตพฤติกรรมด้านเจตคติ

คาชแ้ี จง ให้ผ้สู อนประเมินจากการสงั เกตพฤตกิ รรมดา้ นเจตคติในระหว่างเรยี นในขณะปฏบิ ตั กิ ิจกรรม

โดยให้
ระดับคะแนนลงในตาราง โดยขีด / ลงในช่องที่ตรงกบั ระดับคะแนน
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน 4 = ดมี าก 3 = ดี 2 = พอใช้ 1 = ปรบั ปรงุ

เลข รหสั ชอื่ –สกุล ประเด็นการประเมิน/ระดับคะแนน รวม
ท่ี นกั ความถกู ตอ้ ง ความสะอาด ตรงต่อเวลา 12
เรยี น 432143214321 คะแนน

1
2
3
4
5
6
7
8
9

คะแนนเฉลี่ย..............คะแนน

ลงชือ่ ............................................ ผู้สอน
(นางสาวสรชา รชตธนวนั ต์)
นักศกึ ษาฝกึ ประสบการณ์

วันท่ี ....... เดือน .................... พ.ศ. ……....

เกณฑก์ ารให้คะแนนการประเมินระดบั คณุ ภาพ มีรายละเอยี ดดงั นี้
ช่วงคะแนน 10-12 หมายถึง ระดับคณุ ภาพดมี าก
ชว่ งคะแนน 7-9 หมายถึง ระดบั คณุ ภาพดี
ชว่ งคะแนน 4-6 หมายถงึ ระดบั คุณภาพพอใช้
ชว่ งคะแนน ต่ากวา่ 3 หมายถงึ ระดบั คุณภาพปรับปรุง

เกณฑก์ ารผ่าน ได้ระดบั คุณภาพดีขึ้นไปถือวา่ ผา่ นเกณฑ์

เกณฑก์ ารประเมินพฤติกรรมดา้ นเจตคติ

ประเดน็ การ ระดบั คะแนน

ประเมนิ 4 (ดีมาก) 3 (ด)ี 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรงุ )

1. มีวนิ ัย จัดระเบยี บวินัย จดั ระเบยี บวนิ ัย จดั ระเบยี บวนิ ยั ไม่มีระเบียบวินยั ใน

การทางาน ปฏิบตั ิ การทางาน ปฏิบัติ การทางาน ปฏบิ ตั ิ การทางาน และไม่

ตามกฎระเบียบ ตามกฎระเบยี บ ตามกฎระเบยี บ ปฏิบัตติ าม

ตามขอ้ ตกลงใน ตามข้อตกลงใน ตามขอ้ ตกลงใน กฎระเบียบตาม

การทางาน และ การทางาน และ การทางาน แต่ ข้อตกลงในการ

ทากจิ กรรมได้ ทากจิ กรรมได้ ขาดความละเอยี ด ทางาน

อยา่ งละเอยี ดดี อยา่ งละเอียดดี ในการทางาน

มาก

2. มคี วามใฝ่รู้ ปฏบิ ัติกจิ กรรม ปฏิบตั กิ จิ กรรม ปฏบิ ตั ิกิจกรรม ปฏบิ ตั ิกิจกรรม

ใฝเ่ รยี น ศกึ ษาข้อมูลได้ ศกึ ษาข้อมลู ได้ ศกึ ษาขอ้ มูลได้ ศึกษาขอ้ มลู ได้ไม่

ถูกตอ้ งครบถ้วน ถูกต้องครบถว้ น ถูกต้องครบถ้วน ถูกต้องครบถ้วน

เสรจ็ ทันเวลา และ เสร็จเกินเวลา 1-5 เสร็จเกนิ เวลา 5- ทางานไมเ่ สร็จ

ส่งผลงานทนั ตาม นาที แต่สง่ ผลงาน 10 นาที แต่สง่ ผล ทันเวลา และสง่ ผล

เวลาทก่ี าหนด ทนั ตามเวลาท่ี งานลา้ ช้าไม่เป็นไป งานไม่ทันตามเวลา

กาหนด ตามเวลาทกี่ าหนด ทก่ี าหนด

3. มงุ่ มน่ั ใน มกี ระบวนการ มีกระบวนการ มีกระบวนการ มกี ระบวนการ

การทางาน แสวงหาความรู้ แสวงหาความรู้ แสวงหาความรู้ แสวงหาความรู้จาก

จากการสบื ค้น จากการสบื ค้น จากการสืบคน้ การสบื ค้นขอ้ มูล

ข้อมูลหรอื ทดลอง ขอ้ มูลหรอื ทดลอง ข้อมลู หรอื ทดลอง หรอื ทดลอง แต่

รวบรวมข้อมูล รวบรวมข้อมลู รวบรวมข้อมูล รวบรวมขอ้ มูลไม่

อย่างเพียงพอก่อน อยา่ งเพยี งพอกอ่ น อยา่ งเพียงพอตอ่ เพยี งพอตอ่ การ

จะลงข้อสรปุ จะลงขอ้ สรุป การอธิบายหรอื ลง อธิบายหรือลง

อธิบายหรือแสดง อธิบายหรือแสดง ขอ้ สรปุ ขอ้ สรุป

ความคิดเหน็ ได้ ความคดิ เหน็ ได้

อยา่ งมีเหตุผล อย่างมเี หตุผล

และเปน็ ระบบ

แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทางานกล่มุ

คาชี้แจง ให้ผู้สอนประเมินจากการสังเกตทักษะกระบวนการกลุ่มในระหว่างเรียนในขณะปฏิบัติ
กจิ กรรมโดยให้

ระดับคะแนนลงในตาราง โดยขดี / ลงในช่องท่ีตรงกับระดบั คะแนน
เกณฑ์การใหค้ ะแนน 4 = ดมี าก 3 = ดี 2 = พอใช้ 1 = ปรับปรุง

ประเด็นการประเมิน/ระดับคะแนน รวม
8
เลข รหสั ช่อื –สกลุ สืบค้นขอ้ มูลได้อย่างมี การวางแผนการทางาน คะแนน
ท่ี นกั ระบบ
เรียน 8

4 3 2 1 4 3 21

1
2
3
4
5
6
7
8
9

คะแนนเฉลีย่ ..............คะแนน

ลงช่ือ............................................ ผสู้ อน
(นางสาวสรชา รชตธนวันต์)
นกั ศึกษาฝึกประสบการณ์

วันที่ ........ เดือน ................... พ.ศ. …….

เกณฑก์ ารให้คะแนนประเมินระดับคณุ ภาพ มีรายละเอียดดังน้ี
ชว่ งคะแนน 7-8 หมายถึง ระดบั คุณภาพดีมาก
ช่วงคะแนน 5-6 หมายถงึ ระดับคณุ ภาพดี
ชว่ งคะแนน 3-4 หมายถงึ ระดบั คณุ ภาพพอใช้
ช่วงคะแนน ตา่ กว่า 2 หมายถึง ระดับคุณภาพปรบั ปรงุ

เกณฑก์ ารผา่ น ได้ระดบั คุณภาพดีขึ้นไปถือว่าผ่านเกณฑ์

เกณฑ์การประเมนิ พฤติกรรมการทางานกลมุ่

ประเด็นการ ระดบั คะแนน
ประเมนิ
4 (ดีมาก) 3 (ดี) 2 (พอใช)้ 1 (ปรับปรงุ )
1. สืบคน้ ข้อมูลได้ ข้อมูล เน้ือหา
อย่างมีระบบ ขอ้ มลู เนอ้ื หาสาระ ขอ้ มลู เนื้อหา ข้อมลู เนอ้ื หาสาระ สาระที่สืบคน้
ถูกตอ้ ง แตย่ งั ขาด
2. การวางแผน ทส่ี บื คน้ ถูกตอ้ ง มี สาระท่ีสบื ค้น ที่สืบคน้ ถูกตอ้ ง แต่ ความสมั พนั ธ์และ
ทางาน การเชอ่ื มโยงกนั
ความสมั พันธ์และ ถูกตอ้ ง มีความ ไม่ค่อยสัมพันธ์และ มกี ารวางแผนการ
ทางานที่ไมเ่ ป็น
เชอื่ มโยงกันได้ สมั พันธแ์ ละ เช่ือมโยงกนั ระบบ และไม่มี
ขน้ั ตอนในการ
อย่างชดั เจน ดมี าก เช่อื มโยงกนั ดี ทางาน

มีการวางแผนการ มีการวาง มีการวางแผนการ

ทางานอย่างมี แผนการทางาน ทางานทไี่ ม่เป็น

ระบบ มขี ้นั ตอน อยา่ งมีระบบ มี ระบบ และข้นั ตอน

ครบถ้วนดมี าก ขั้นตอน ในการทางานยังไม่

ครบถ้วน เป็นระบบ

แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 11

กล่มุ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ รายวิชาชวี วิทยา 4 ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 5
หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 2 ระบบหายใจ เวลาเรียน 12 ชัว่ โมง
ชื่อแผนการจัดการเรยี นรู้ การแลกเปล่ียนแก๊สของสัตว์ จานวนเวลา 1 ช่ัวโมง
วนั ..........เดอื น................พ.ศ. ................. ผู้สอน นางสาวสรชา รชตธนวนั ต์

1. มาตรฐานการเรียนรู้ /สาระชีววิทยา
สาระชีววิทยา 4 เข้าใจการย่อยอาหารของสัตว์และมนุษย์ รวมทั้งการหายใจและการ

แลกเปลี่ยนแก๊สการลาเลียงสารและการหมุนเวียนเลอื ด ภูมิคุ้มกันของรา่ งกาย การขับถ่าย การรับรู้
และการตอบสนองการเคล่ือนท่ี การสืบพนั ธ์ุและการเจริญเตบิ โต ฮอรโ์ มนกบั การรักษาดลุ ยภาพ และ
พฤติกรรมของสตั ว์ รวมท้ังนาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์

2. สาระสาคัญ
สัตว์แต่ละชนิดมีโครงสร้างที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนแก๊สแตกต่างกนั ข้ึนอยูก่ ับความซับซอ้ น

ของโครงสร้างของร่างกาย สภาพแวดล้อมที่สัตว์อาศัยอยู่ และปริมาณแก๊สออกซิเจน (O2) ที่สัตว์
ต้องการเพอ่ื นา้ ไปใชใ้ นกระบวนการเมแทบอลิซึมและเกิดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ท่ตี ้องกาจัด
ออกจากรา่ งกาย

การแลกเปลย่ี นแก๊สผ่านเยือ่ หมุ้ เซลลโ์ ดยตรงพบในสิ่งมีชวี ิตเซลล์เดียว เชน่ อะมีบา พารามี
เซียม และสัตว์ที่ไม่มีระบบหมุนเวียนเลือดเช่นฟองน้า ไฮดรา พลานาเรีย ส่วนไส้เดือนดินมีการ
แลกเปล่ียนแก๊สผ่านเซลล์บริเวณผิวหนังที่เปียกชืน่ แมลงมีท่อลมซง่ึ แตกแขนงเป็นท่อลมฝอยน้าแก๊ส
ไปยังเซลล์ ปลาแลกเปลี่ยนแก๊สที่ละลายอยู่ในน้าผ่านเหงือก สัตว์สะเทินน้าสะเทินบกใช้เหงือก
แลกเปลี่ยนแก๊สในระยะตัวอ่อน ใช้ผิวหนังและปอดในระยะตัวเต็มวัย ส่วนสัตว์เลื้อยคลาน สัตว์ปีก
และสัตว์เลยี งลกู ดว้ ยน้านมใช้ปอดในการแลกเปลย่ี นแกส๊

3. ผลการเรียนรู้
1. สืบค้นข้อมูล อธิบาย และเปรียบเทียบโครงสร้างที่ทาหน้าที่แลกเปลี่ยนแก๊สของฟองน้า

ไฮดรา พลานาเรีย ไส้เดอื นดิน แมลง ปลา กบ และนก
2. สังเกต และอธิบายโครงสร้างของปอดในสัตวเ์ ลย้ี งลกู ดว้ ยน้านม

4. สาระการเรยี นรู้
โครงสร้างที่ทาหน้าที่แลกเปลี่ยนแก๊สของฟองน้า ไฮดรา พลานาเรีย ไส้เดือนดิน แมลง

ปลา กบ และนก

5. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
ดา้ นความรู้ (K)
1. นักเรียนสามารถบอกโครงสรา้ งที่ทาหน้าทีแ่ ลกเปลี่ยนแก๊สของฟองนา้ ไฮดรา พลา

นาเรยี ไสเ้ ดอื นดิน แมลง ปลา กบ และนกได้
2. นกั เรียนสามารถอธบิ ายโครงสร้างของปอดในสตั ว์เลี้ยงลกู ด้วยนา้ นมได้

ด้านทกั ษะกระบวนการ (P)
1. การสังเกต การจาแนกประเภท และการลงความเห็นจากข้อมูล
2. การทากิจกรรมเกี่ยวกับโครงสรา้ งทใี่ ช้ในการแลกเปลย่ี นแก๊ส

ด้านเจตคติ (A)
1. มีวนิ ยั
2. ใฝเ่ รยี นรู้
3. อยู่อย่างพอเพียง
4. มุ่งมนั่ ในการทางาน
5. มีจิตสาธารณะ

6. สมรรถนะสาคัญของผ้เู รยี น
1. ความสามารถในการสื่อสาร
2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการแกป้ ัญหา
4. ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ิต
5. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี

7. คณุ ลกั ษณะของผู้เรียนใรศตวรรษท่ี 21 (3R 8C)

3R คอื ทกั ษะพืน้ ฐานทีจ่ าเป็น ปรากฏในแผนการจัดการเรยี นรู้ (กาเคร่อื งหมาย / )
Reading คอื สามารถอ่านออก /
(W)Riteing คอื สามารถเขียนได้ /
(A)Rithmatic คือ มที กั ษะในการคานวณ
8C ทกั ษะตา่ งๆท่จี าเปน็

Critical thinking and problem solving (มที ักษะในการคดิ /
วิเคราะห์ การคิดอยา่ งมวี ิจารณญาณ และแกไ้ ขปัญหาได้)
Creativity and innovation (คิดอย่างสร้างสรรค์ คิดเชิง /
นวตั กรรม) /
Cross-cultural understanding (ความเข้าใจความแตกต่าง /
ทางวัฒนธรรม กระบวนการคิดขา้ มวัฒนธรรม) /
Collaboration teamwork and leadership (ความร่วมมือ
การทางานเปน็ ทีม และภาวะผู้นา)
Communication information and media literacy
(ทักษะในการสอ่ื สาร และการรเู้ ท่าทันส่ือ)
Computing and IT literacy (ทกั ษะการใชค้ อมพิวเตอร์)
Career and learning skills (ทักษะทางอาชีพ และการ
เรียนร)ู้
Compassion (มีคณุ ธรรม มีเมตตา กรุณา มีระเบยี บวนิ ยั )

8. ชิ้นงานหรือภาระงาน
8.1 ชน้ิ งาน
- แบบบันทึกกจิ กรรม เรอ่ื ง การแลกเปลย่ี นแก๊สของสัตว์
8.2 ภาระงาน
- สมุดบนั ทกึ ประสบการณ์การเรียนรู้ สรุปสาระสาคญั ของเรือ่ งที่เรยี น
- แบบทดสอบเรื่อง การแลกเปล่ียนแก๊สของสตั ว์

9. กจิ กรรมการจดั การเรยี นรู้ (รปู แบบการสอนแบบ 5E)
ครูจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้โดยมีข้ันตอนดงั ตอ่ ไปนี้
ข้ันท่ี 1 สรา้ งความสนใจ (Engagement) 5 นาที
1.1 ครูใชค้ าถามเพื่อนาเข้าสู่กิจกรรม ศึกษาโครงสร้างปอดของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้านม

โดยใชค้ าถาม ดงั น้ี
- โครงสรา้ งที่ใชใ้ นการแลกเปลีย่ นแก๊สของสัตวเ์ ล้ยี งลกู ด้วยน้านมมลี กั ษณะอยา่ งไร
- นกั เรยี นคิดวา่ โครงสรา้ งทีใ่ ชใ้ นการแลกเปลี่ยนแกส๊ ของสตั วเ์ ลย้ี งลกู ด้วยนา้ นมอ่ืนๆ

กับมนษุ ยเ์ หมอื นหรอื แตกตา่ งกนั หรอื ไม่ อยา่ งไร
ขนั้ ท่ี 2 สารวจและคน้ หา (Exploration) 15 นาที

2.1 ครูแจ้งวตั ถุประสงค์การทากิจกรรม โครงสร้างปอดของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนา้ นม
แก่นักเรียน ดงั นี้

1. สังเกตลกั ษณะภายนอกและภายในของปอดหมู
2. สังเกตการเปลย่ี นแปลงของปอดเมอื่ มกี ารสูบลมเขา้
3. สงั เกตและอธบิ ายลกั ษณะโครงสร้างของท่อลม หลอดลม และเน้ือเย่อื ปอด
2.2 การเตรียมตัวล่วงหน้าสาหรับครู ครูเตรียมปอดหมูหรือปอดวัวซึ่งต้องสั่งผู้ขาย
ล่วงหน้า เพราะปอดที่นามาขายในตลาดนัน้ มักถกู หนั่ เปน็ ช้นิ จึงไม่เหมาะที่จะนามาศึกษา ควรให้ปอด
ท่อลม และกล่องเสียงมีความสมบูรณ์ไม่ฉีกขาด โดยอาจนาส่วนของฝาปิดกล่องเสียงที่ติดอยู่กับลิน้
รวมทง้ั หลอดอาหารมาดว้ ย ท้งั น้ี การเลอื กตัวอยา่ งสัตว์ควรคานึงวา่ ไม่ขดั ต่อศาสนาของนักเรยี น
2.3 ให้นักเรียนศึกษาขั้นตอนการทากิจกรรมให้ละเอียด โดยครูอาจอธิบายขั้นตอน
พร้อมกับสาธิตให้นักเรียนดูก่อน จากนั้นครูแบ่งกลุ่มนักเรียนกลุ่มละ 3 - 4 คน ให้นักเรียนศึกษา
ตัวอย่างจริงพร้อมเปรียบเทียบโครงสร้างของปอดกับรูป 14.10 ในหนังสือเรียน โดยให้นักเรียน
ร่วมกันอภิปรายคาถามภายในกล่มุ และบนั ทึกผลดว้ ยการวาดรูปหรอื ถ่ายรูป
2.4 ในการศึกษาการขยายตัวของปอด ควรใช้สายยางและที่สูบลม ไม่ควรเป่าลมจาก
ปากโดยตรง เพราะอาจทาใหต้ ิดเชื้อโรคจากสัตวไ์ ด้ และในการศึกษาหลอดลม อาจใช้สายยางขนาด
ตา่ ง ๆ ท่ีมีขนาดใกล้เคียงกับหลอดลมท่ีสงั เกตเพ่ือสูบลมเข้าไปครูช้แี จงว่าการทาเช่นน้ี เพื่อให้เห็นว่า
หลอดลมมีขนาดต่างๆ โดยหลอดลมที่ต่อกับท่อลมมขี นาดใหญแ่ ละจะมีขนาดเล็กลงตามลาดบั จนมี
ขนาดเล็กที่สุดเรียกว่าหลอดลมฝอย ซึ่งหลอดลมฝอยมองด้วยตาเปล่าไม่เห็นแต่นักเรียนอาจเห็น
จุดสิน้ สุดเท่าที่สังเกตด้วยตาเปล่าได้
ขน้ั ท่ี 3 ขน้ั อธิบายและลงขอ้ สรุป (Explanation) 15 นาที
3.1 จากการสังเกตโครงสร้างภายนอกของปอดหมู พบว่าปอดมีสีแดงเรื่อ ปอดซ้ายมี 3 พู
ปอดขวามี 4 พู มีกล่องเสียงต่อกับท่อลม ท่อลมมีกระดูกอ่อนทาให้ไม่แฟบ และรูปร่างกระดูกอ่อน
คล้ายตัวอักษรภาษาอังกฤษ C เรียงตัวต่อกันท้าให้มีความยืดหยุ่น เมื่อสูบลมเข้าท่อลมทั้งปอดซ้าย
และปอดขวาจะพองตวั จากน้นั จะแฟบลง

3.2 เม่ือใชก้ รรไกรตัดท่อลมตามแนวยาวจนถึงหลอดลม ให้นกั เรยี นสงั เกตว่าท่อลมแยก
ออกเปน็ หลอดลมเข้าสู่ปอดทงั้ 2 ขา้ ง เมอื่ ใช้สายยางสอดเขา้ ไปทห่ี ลอดลมด้านใดด้านหน่ึงแล้วสูบลม
ปอดด้านน้ันจะพองตวั และเม่ือผา่ เนอ้ื ปอดจะเห็นหลอดลมแตกแขนงเปน็ หลอดลมขนาดเล็กลงไปทั่ว
ปอด

3.3 เมือ่ ตัดชน้ิ เนือ้ ปอดใส่ในบีกเกอรท์ ่ีมนี า้ หรือภาชนะอืน่ ชิ้นเนือ้ ปอดจะลอยน้าเพราะมี
อากาศค้างอยู่ภายในถุงลม โดยครูอาจให้นักเรียนเปรียบเทียบกับชิ้นกล้ามเนื้อ ซึ่งจะพบว่าช้ิน
กล้ามเนื้อจะจม นอกจากนี้ ครูอาจใช้กิจกรรมนี้ ชี้แนะนกั เรียนทีม่ ีความเข้าใจคลาดเคลือ่ นว่าปอดมี
ลักษณะคล้ายลูกโป่งที่มีอากาศภายใน โดยอธิบายว่าปอดมีเนื้อเยื่อที่ภายในมีถุงลมจานวนมากและ
หลอดเลือด ถ้าสังเกตแลว้ พบว่าชิ้นเนื้อปอดไม่ลอยอาจเปน็ เพราะเป็นบริเวณที่มีเลือดค้างอยู่ภายใน
จากการทากจิ กรรม นักเรียนอาจวาดรูปทางเดินหายใจและปอดไดห้ ลากหลาย ข้ึนกบั ส่วนประกอบท่ี
สังเกตได้จากการทากิจกรรม โดยควรมสี ่วนประกอบท่ีสาคญั คือ กลอ่ งเสยี ง ท่อลม หลอดลมและปอด

3.4 ครใู ห้นักเรยี นรว่ มกันอภปิ ราย และตอบคาถามทา้ ยกจิ กรรม โดยมแี นวคาตอบดังน้ี
- ปอดมีสอี ะไร เพราะเหตุใดจึงมีสเี ชน่ นั้น
(ปอดมสี ีแดง เพราะบริเวณถงุ ลมมีหลอดเลือดฝอยลอ้ มรอบ)
- เนื้อปอดมลี กั ษณะอย่างไร
(เนอื้ ปอดมีลกั ษณะหยนุ่ คล้ายฟองนา้ )
- ลกั ษณะรูปร่างและขนาดของปอดซ้ายและปอดขวามีความแตกต่างกนั อย่างไร
(ปอดซ้ายเล็กกวา่ ปอดขวาเลก็ น้อย เนื่องจากด้านซ้ายเป็นบริเวณที่มีหวั ใจ โดยในปอด

ของหมู ปอดซ้ายมี 3 พู ปอดขวามี 4 พู ซึง่ แตกต่างจากปอดของมนุษย์ทป่ี อดซ้ายมี 2 พู ปอดขวามี 3
พู)

- เมอื่ ใช้นว้ิ มือบีบท่อลมแลว้ ปล่อย ทอ่ ลมมกี ารเปล่ียนแปลงอยา่ งไร
(เมื่อบบี ทอ่ ลมจะแฟบ เมื่อปล่อยท่อลมจะกลับคืนรูปเดิม ลกั ษณะของท่อลม)

- การจัดเรียงตัวของกระดูกอ่อน รูปร่างของกระดูกอ่อนมีความเหมาะสมต่อการทา
หนา้ ทีอ่ ย่างไร

(ท่อลมมกี ระดกู อ่อนเป็นวงเรียงตวั ตอ่ กนั ทาให้ท่อลมไม่ตีบแบน และปลายกระดูกอ่อน
แต่ละชิ้นไมช่ นกันมกี ล้ามเนอ้ื เชอ่ื มระหว่างปลาย จึงมีลักษณะเหมอื นตวั อกั ษรภาษาองั กฤษ C มคี วาม
ยดื หยนุ่ และสามารถขยายตัวไดเ้ ล็กน้อย จึงมีประโยชน์ทาให้อากาศเขา้ และออกจากปอดไดส้ ะดวก)

- เมื่อสอดสายยางแล้วสูบลมเข้าที่หลอดลมด้านหนึ่งของปอด ปอดอีกข้างมีการ
เปล่ียนแปลงอย่างไร

(ปอดอีกข้างไมม่ ีการเปล่ียนแปลง)
- เม่ือตัดเนื้อปอดเปน็ ชน้ิ ขนาดเล็กใส่ในบีกเกอร์ทม่ี ีนา้ จะเกดิ อะไรข้ึน เพราะเหตใุ ด
(ช้ินเนือ้ ปอดจะลอยน้า เพราะมอี ากาศค้างอยู่ภายในถงุ ลมในปอด)
ขัน้ ท่ี 4 ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) 10 นาที
4.1 จากการศึกษาโครงสร้างที่ใช้ในการแลกเปลีย่ นแกส๊ ของสัตว์ชนิดต่าง ๆ ครูอาจใช้
คาถามเพ่อื ใหน้ ักเรียนอภิปรายและสรปุ เก่ยี วกบั ลักษณะสาคัญดังน้ี

- โครงสร้างที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนแก๊สของสัตว์ต่าง ๆ มีลักษณะสาคัญร่วมกัน
อย่างไรที่เหมาะสมต่อการแพรแ่ ละการลาเลียงแกส๊

4.2 จากการอภิปรายนักเรียนควรสรุปได้ว่า ลักษณะของโครงสร้างที่ใช้ในการ
แลกเปลี่ยนแก๊สต้องมผี นงั บางและมีความชื้น นอกจากนี้ ประสิทธิภาพในการแลกเปล่ียนแกส๊ ขึน้ อยู่
กับปริมาณพืน้ ทผ่ี วิ ทใ่ี ช้ในการแลกเปลยี่ นแกส๊ และมีระบบหมนุ เวียนเลือดชว่ ยลาเลียงแกส๊

4.3 ครูตง้ั คาถามชวนคดิ ว่า โลมาและวาฬใช้โครงสร้างอะไรในการแลกเปลย่ี นแกส๊
(โลมาและวาฬเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้านมที่อาศัยในน้า ใช้ปอดในการแลกเปลี่ยน

แก๊สเช่นเดียวกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้านมชนิดอื่น โดยมีช่องหายใจ (blowhole) ที่อยู่ด้านบนของหวั
เปน็ ทางเขา้ ออกของแก๊ส ซ่งึ ทาให้วาฬและโลมาตอ้ งขึ้นมาหายใจทีผ่ วิ น้า)

ขัน้ ที่ 5 ขน้ั ประเมินผล (Evaluation) 5 นาที
5.1 นักเรยี นรว่ มกนั สรุปเนอ้ื หาสาระ โดยการต้งั คาถามต่อไปนี้
5.1.1 ลกั ษณะรูปรา่ งและขนาดของปอดซ้ายและปอดขวามคี วามแตกตา่ งกันอย่างไร
5.1.2 เม่ือใช้น้ิวมอื บบี ท่อลมแลว้ ปลอ่ ย ท่อลมมีการเปลย่ี นแปลงอยา่ งไร
5.1.3 การจดั เรยี งตัวของกระดูกออ่ น รูปรา่ งของกระดกู ออ่ นมีความเหมาะสมตอ่

การทาหนา้ ที่อยา่ งไร
5.2 ครูใหข้ ้อสรปุ เพมิ่ เตมิ

5.3 นักเรียนร่วมกันวิเคราะห์กระบวนการทางานกลุ่มร่วมกัน บอกข้อดี ข้อเสีย หรือ
ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับกิจกรรมเรียนรู้ ครูแนะนาให้ทกุ คนควรเปิดใจยอมรับฟังความคิดเห็นเหล่านี้วา่
เป็นสิ่งทด่ี ี และควรนาไปปรบั ปรุงแกไ้ ขเพอื่ พัฒนางานและพฒั นาตนเองต่อไป

5.4 นกั เรียนรว่ มประเมนิ การจดั กิจกรรม โดยอภปิ รายสะท้อนความคดิ เหน็
5.5 ครูชื่นชมในความร่วมมือของนักเรียนทุกคน และให้กาลังใจนักเรียนในการร่วม
กิจกรรมการเรียนร้ใู นวนั น้ี
10. สื่อการเรียนรู้/แหลง่ เรยี นรู้
10.1 ส่ือการเรยี นรู้

1. หนงั สือเรียนรายวชิ าเพม่ิ เตมิ ชีววทิ ยา เลม่ 4
2. ส่ือนาเสนอ Power Point เรื่อง การแลกเปลี่ยนแกส๊ ของสตั ว์
3. ปอดหมู หรอื ปอดววั (ท่มี ที ่อลมและกล่องเสยี งตดิ อยู)่
4. นา้
5. เคร่ืองมอื ผา่ ตดั
6. ถาดผ่าตัด
7. ถงุ มอื ยาง
8. สายยางขนาดเสน้ ผา่ นศูนย์กลาง 1.5 cm. และ 1 cm.
9. ที่สูบลมหรือสูบลูกโปง่
10. บีกเกอร์ ขนาด 250 mL.

10.2 แหล่งเรยี นรู้
1. อินเทอรเ์ น็ต จากเวบ็ ไซตต์ ่างๆ
2. หอ้ งสมุดโรงเรียนสวายวทิ ยาคาร
3. ห้องปฏิบตั ิการทางชีววิทยา

11. การวัดและประเมินผล

สิ่งทีต่ ้องการวัด วธิ ีการวดั เคร่ืองมอื ท่ใี ชใ้ นการวดั เกณฑก์ ารประเมนิ

1. ดา้ นความรู้ (K) - ตรวจบนั ทึกประสบ 1.1 แบบบนั ทกึ กจิ กรรม - ทาแบบบันทึก

1.1 โครงสร้างที่ทาหน้าท่ี การณเ์ รอื่ ง การแลก 1.2 แบบทดสอบคาถาม กิจกรรมไดถ้ กู ต้อง
แลกเปลี่ยนแก๊สของฟองน้า เปลย่ี นแกส๊ ของสัตว์ ในหนังสือเรยี น
ระดับคุณภาพดขี ึ้น
ไฮดรา พลานาเรีย ไส้เดือนดิน - ตรวจคาตอบ ในแบบ
ไปถือว่าผา่ นเกณฑ์
แมลง ปลา กบ และนก บันทกึ กิจกรรม เรอ่ื ง

1.2 โครงสร้างของปอดใน การแลกเปล่ยี นแก๊ส

สัตว์เลย้ี งลูกดว้ ยน้านม ของสตั ว์

2. ดา้ นทักษะกระบวนการ (P) พจิ ารณาจากประเดน็ - แบบประเมนิ ทักษะ - มีพฤติกรรมการ

2.1 การสงั เกต การจาแนก การประเมิน ดงั น้ี ปฏิบตั กิ ารทดลอง ทางานกลมุ่ ใน

ประเภท และการลงความเหน็ 1) เนื้อหาสอดคล้องกับ - แบบประเมนิ ชิ้นงาน/ ระดับคณุ ภาพดขี น้ึ

จากข้อมูล หวั ข้อ ผลงาน ไปผา่ นเกณฑ์

2.2 ความรว่ มมอื การทางาน 2) การสรปุ ความรู้

เปน็ ทีม และภาวะผู้นาจากการ 3) การเขยี นสื่อความ

ทากิจกรรมหรือการศกึ ษาวีดิ 4) ประโยชนข์ องการ

ทัศน์ นาข้อมูลไปใช้

3. ดา้ นเจตคติ (A) - สงั เกตพฤติกรรมการ - แบบสังเกตพฤติกรรม - มีพฤตกิ รรมด้าน
3.1 ความอยากรอู้ ยากเหน็ ทางานกลุ่ม ด้านเจตคติ เจตคติ ในระดับ
3.2 ความเชอื่ มนั่ ตอ่ หลกั ฐาน - สงั เกตพฤติกรรมการ คณุ ภาพดขี ึน้ ไป
นาเสนอ ผ่านเกณฑ์
เชงิ ประจักษ์ - สังเกตคุณลักษณะ
ความมีวินัย ใฝ่เรยี นรู้
และมงุ่ มัน่ การทางาน

12. บนั ทกึ ผลหลงั กระบวนการจัดการเรียนรู้


Click to View FlipBook Version