The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการจัดการเรียนรู้ ม.5 ภาคเรียนที่ 2.2565

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by soracxx44, 2022-11-14 03:14:54

แผนการจัดการเรียนรู้ ม.5 ภาคเรียนที่ 2.2565

แผนการจัดการเรียนรู้ ม.5 ภาคเรียนที่ 2.2565

Creativity and innovation (คิดอย่างสร้างสรรค์ คิดเชิง /
นวัตกรรม) /
Cross-cultural understanding (ความเข้าใจความแตกต่าง /
ทางวฒั นธรรม กระบวนการคิดข้ามวฒั นธรรม)
Collaboration teamwork and leadership (ความร่วมมือ /
การทางานเปน็ ทีม และภาวะผนู้ า)
Communication information and media literacy
(ทกั ษะในการสอื่ สาร และการร้เู ทา่ ทันสอื่ )
Computing and IT literacy (ทักษะการใชค้ อมพวิ เตอร)์
Career and learning skills (ทักษะทางอาชีพ และการ
เรยี นร)ู้
Compassion (มีคณุ ธรรม มเี มตตา กรุณา มีระเบียบวินยั )

8. ช้นิ งานหรือภาระงาน
8.1 ชิ้นงาน
- แบบบนั ทกึ กจิ กรรม เร่ือง การหายใจ
8.2 ภาระงาน
- สมุดบันทึกประสบการณก์ ารเรียนรู้ สรุปสาระสาคัญของเรอ่ื งท่เี รียน
- แบบทดสอบเรอ่ื ง การหายใจ

9. กิจกรรมการจัดการเรียนรู้ (รปู แบบการสอนแบบ 5E)
ครูจัดกิจกรรมการเรยี นร้โู ดยมีข้นั ตอนดังตอ่ ไปน้ี
ขน้ั ที่ 1 สร้างความสนใจ (Engagement) 10 นาที
1.1 ครนู าเขา้ สู่บทเรยี นเกีย่ วกบั กลไกการหายใจ โดยให้นกั เรยี นสังเกตการเปลี่ยนแปลง

ของปรมิ าตรกับการเคลือ่ นทข่ี องอากาศจากกิจกรรมง่าย ๆ ดงั นี้

1.2 ใช้มืออังเหนือปากขวด แล้วใช้มืออีกข้างบีบขวดพลาสตกิ สังเกตการเปล่ียนแปลง
ของอากาศเหนอื ปากขวด จากนั้นปล่อยมือทบ่ี บี ขวดออกสังเกตการเปล่ียนแปลง

1.3 จากน้ันให้นกั เรียนร่วมกันอภิปรายว่าอากาศเคลอื่ นออกจากขวดและเคล่ือนเข้าไป
ในขวดได้อย่างไร นักเรียนควรสรุปได้ว่าการเคลื่อนที่ของอากาศเกิดจากความแตกตา่ งของความดัน
ของอากาศภายในขวดและภายนอกขวด เมือ่ บบี ขวดเปรยี บเทียบได้กบั ขณะท่หี ายใจออก ซ่งึ ปริมาตร
ลดลง อากาศภายในมีความดันเพ่ิมขน้ึ อากาศจะไหลออกมาสู่ภายนอก เมอ่ื ปลอ่ ยมอื เปรียบเทียบได้
กับการหายใจเขา้ ซ่งึ ปรมิ าตรเพ่ิมข้ึน ความดันลดลง อากาศภายนอกจะไหลเขา้ สู่ปอด

1.4 ครูอาจใหน้ กั เรยี นทาตามกลอ่ งลองทาดใู นหนงั สอื เรียน เพอ่ื ให้นักเรยี นเปรียบเทยี บ
การเปลี่ยนแปลงของกระดูกซี่โครงขณะที่หายใจเข้าและหายใจออก ซึ่งนักเรียนจะสังเกตว่าขณะที่
หายใจเขา้ กระดกู ซ่โี ครงยกสูงข้นึ และขณะหายใจออกกระดกู ซ่ีโครงจะลดตา่ ลง

1.5 ครูอธิบายเพิ่มเติมว่าการหายใจเกิดจากการทางานร่วมกันของกล้ามเนื้อกะบงั ลม
และกล้ามเนื้อระหวา่ งกระดกู ซโี่ ครงที่ส่งผลให้เกิดการเปล่ยี นแปลงความดนั อากาศในช่องอก

ขั้นที่ 2 สารวจและค้นหา (Exploration) 35 นาที
2.1 ครูต้ังคาถามเพื่อนาเข้าสู่กจิ กรรม 14.2 วา่ ความดันอากาศภายในปอดเปล่ยี นแปลง

ไดอ้ ย่างไร
2.2 ให้นักเรียนทากจิ กรรม 14.2 เพื่อศึกษาการจาลองการทางานของกล้ามเนื้อกะบัง

ลมในขณะหายใจเข้าและหายใจออก โดยมีจุดประสงค์ เพื่อทดลองและอธิบายการทางานของ
กลา้ มเนอื้ กะบงั ลมในขณะหายใจเข้าและหายใจออก

2.3 ครูควรเตรียมตัดปลายหลอดฉีดยาสาหรับทากิจกรรมล่วงหน้า โดยใช้เข็มเขีย่ หรอื
ลวดเหล็กลนไฟให้ร้อนแล้วตัดบริเวณปลายหลอด จากนั้นใช้เข็มเขี่ยหรือลวดเหลก็ ลนไฟให้ร้อนแล้ว
เจาะรขู นาดเล็ก ๆ ขา้ งหลอด ท้ังนีค้ รูควรเลือกขนาดของลกู โป่งให้เหมาะสมกบั ขนาดของหลอดฉดี ยา

2.4 ผลการทากิจกรรมขณะที่ปิดรูข้างหลอด เมื่อดันลูกสูบไปด้านหน้า จะสังเกตเห็น
ลูกโปง่ หดตวั และแฟบ และเมือ่ ดงึ ลกู สูบกลบั ไปด้านท้าย ลกู โป่งขยายขนาดเพม่ิ ข้นึ ดงั รปู

2.5 เมื่อไม่ใช้นิ้วหัวแม่มือปิดรูข้างหลอด จะสังเกตเห็นว่าลูกโป่งไม่แฟบลงหรือขยายขนาดขึ้นใน
ขณะทีด่ นั ลกู สบู ไปด้านหน้าหรือดึงลูกสบู ไปด้านท้ายตามลาดับ ดงั รูป

2.6 ครูให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายผลการทดลอง ซึ่งนักเรียนควรอธิบายโดยกล่าวถึง
ปริมาตรความดันอากาศ และทิศทางการเคลื่อนท่ีของอากาศ โดยครูอาจแนะนาใหน้ กั เรียนวาดภาพ
แบบจาลองแสดงการเปลี่ยนแปลงความดันอากาศ จากนั้นอภิปรายว่าสามารถนาผลการทากิจกรรม
ไปอธิบายกลไกการหายใจเข้าและการหายใจออกของมนุษยไ์ ดอ้ ยา่ งไร ซึง่ ควรไดข้ อ้ สรุปวา่

- ถ้ากล้ามเน้อื กะบังลมคลายตวั กะบงั ลมจะโค้งมากข้ึน ทาให้ปรมิ าตรช่องอกลดลง
ความดันอากาศในปอดเพิ่มขึ้น เกิดการหายใจออก เช่นเดียวกับการดันลูกสูบไปด้านหน้า ทาให้
ปริมาตรอากาศภายในหลอดลดลง ความดันอากาศในลูกโป่งเพ่ิมขน้ึ อากาศเคล่ือนที่ออกจากลูกโป่ง
ทาให้ลูกโป่งหดตวั

- ถ้ากล้ามเนื้อกะบังลมหดตัวกะบังลมเคล่ือนตา่ ลงและแบนราบทาให้ปริมาตรชอ่ ง
อกเพิ่มขึ้นความดนั อากาศในปอดลดลง เกิดการหายใจเข้า เช่นเดียวกบั การดงึ ลูกสูบไปด้านหลัง ทา
ใหป้ รมิ าตรอากาศภายในหลอดเพม่ิ ขึ้น ความดันอากาศในลกู โปง่ ลดลง อากาศภายนอกมีความดันสูง
กวา่ จะเคลื่อนท่เี ขา้ สูล่ กู โปง่ ทาให้ลูกโปง่ ขยายขนาด

2.7 ครูให้นักเรียนศึกษารูป 14.15 ในหนังสือเรียน และสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับการ
เปลี่ยนแปลงปริมาตรของช่องอกขณะหายใจเข้าและหายใจออก โดยครูอาจใช้สื่อแอนิเมชันอธิบาย
เสริมความรู้ให้นกั เรียนเข้าใจว่าการหายใจเข้าและหายใจออกปกตจิ ะอาศยั การทางานของกล้ามเนื้อ
ระหวา่ งกระดกู ซี่โครงแถบนอกกบั กล้ามเน้อื กะบังลม และให้นกั เรียนรว่ มกนั อภิปรายและสรุป โดยใช้
คาถามจากหนังสอื เรยี นในการอภิปรายดังน้ี

- การที่กระดูกซี่โครงยกสูงขึ้นหรือลดต่าลงสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงความดัน
อากาศในปอดอยา่ งไร

(กระดูกซี่โครงยกสูงขึ้นทาให้ความดันอากาศในปอดลดลง เมื่อกระดูกซี่โครงลด
ต่าลงทาใหค้ วามดนั อากาศในปอดเพ่ิมข้ึน)

2.8 ครูให้นักเรียนวัดอัตราการหายใจเข้าและหายใจออกของตนเองเป็นเวลา 1 นาที
ในขณะนั่งพักและเปรียบเทียบกับข้อมูลอัตราการสูดลมหายใจของผู้ใหญ่ในขณะพัก จากนั้นครูต้ัง
คาถามเพื่อนาเข้าสู่กิจกรรมว่าการหายใจเข้าและหายใจออกแต่ละครั้งมีปริมาตรของอากาศเท่าใด
และมีความแตกต่างระหว่างบุคคลหรือไม่ อย่างไร แล้วให้นักเรียนศึกษาปริมาตรของอากาศในการ
หายใจออกของมนุษย์จากกิจกรรม 14.3 จดุ ประสงค์เพอื่ วัดปรมิ าตรของอากาศในการหายใจออกของ
มนุษย์ และออกแบบการทดลองและทดลองเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อปริมาตรของอากาศที่หายใจ
ออก

2.9 ครูอาจนาเข้าสู่กิจกรรมโดยใช้สถานการณ์ดังนี้ ถ้าโรงเรียนกาลังคัดเลือกตัวแทน
เพือ่ เข้ารว่ มแข่งขันว่ายนา้ ให้นักเรยี นหาตวั แทนในช้นั เรียนโดยส่วนหน่ึงพจิ ารณาจากนกั เรยี นทม่ี ีความ
จปุ อดมากทสี่ ุดจากการวัดปรมิ าตรของอากาศในการหายใจออก

2.10 ครใู ห้นักเรียนร่วมกันอภปิ รายกอ่ นการทดลอง โดยใชต้ ัวอย่างคาถามดังน้ี
- จากกิจกรรม นักเรยี นจะวัดปริมาตรของอากาศในการหายใจออกไดอ้ ย่างไร
(วดั จากปริมาตรของอากาศท่ไี ปแทนที่น้า)
- นักเรียนจะมีวิธีอย่างไร เพื่อควบคุมให้ได้ค่าปริมาตรของอากาศที่ถูกต้องและ

แม่นยา
(1. ขวดบรรจุน้าควรมีสเกลที่ถูกต้องและชัดเจน 2. การหายใจต้องสูดอากาศเข้า

ปอดให้เตม็ ทีแ่ ลว้ เป่าลมหายใจออกใหม้ ากทส่ี ุดในทกุ คร้งั ของการทดลอง 3. ทดลองซ้าอกี 2 ครงั้ และ
หาค่าเฉลย่ี )

2.11 เมื่อเปลี่ยนผู้ทดลองตอ้ งทาความสะอาดสายยางทกุ คร้งั
2.12 เมื่อทาการทดลองเสรจ็ ให้นักเรยี นแต่ละกลุ่มนาเสนอข้อมูลเพือ่ เปรยี บเทียบกับ
กลมุ่ อน่ื

2.13 ในการทดลองหาปัจจยั ที่มีผลต่อปริมาตรของอากาศที่หายใจออกในแต่ละบุคคล
อาจเปรียบเทียบปัจจัยในด้านต่าง ๆ ดังนี้ เพศ ขนาดของร่างกาย อาชีพ การออกกาลังซึ่งสามารถ
ตรวจสอบไดโ้ ดยทาการทดลองเช่นเดยี วกับกจิ กรรม 14.3 โดยกาหนดตัวแปรตน้ แตกตา่ งกันในแต่ละ
คร้ัง เช่น ถ้าตอ้ งการทราบว่าปริมาตรของอากาศท่ีหายใจออกของบุคคลทีม่ ีอายุต่างกนั จะแตกต่างกัน
หรือไม่ กาหนดตวั แปรดังน้ี

ตวั แปรต้น คือ กล่มุ คนท่มี ชี ว่ งอายุแตกตา่ งกนั กลุ่มละ 4-5 คน เพ่ือหาคา่ เฉล่ีย
ตวั แปรตาม คอื ปริมาตรของอากาศในการหายใจออก
ตัวแปรควบคุม คือ สภาพของร่างกาย เช่น ขณะพัก ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์เพศ
เดียวกัน น้าหนกั และสว่ นสงู ใกลเ้ คียงกัน
ขั้นท่ี 3 ขั้นอธบิ ายและลงข้อสรุป (Explanation) 25 นาที
3.1 ครแู ละนกั เรยี นรว่ มกันอภปิ รายคาถามทา้ ยกจิ กรรมโดยมีแนวคาตอบ ดังนี้
- ส่วนใดของชุดทดลองทเ่ี ปรยี บไดก้ ับปอดและกะบังลม
(ลกู โป่งเปรยี บเทียบได้กบั ปอด และลกู สบู เปรยี บเทียบได้กับกะบังลม)
- การดนั ลูกสูบไปดา้ นหนา้ เปรียบเทียบได้กบั กระบวนการใดในการหายใจ
(การยกตัวของกะบงั ลมในการหายใจออก)
- ในการทดลองทีใ่ ชน้ ิ้วหวั แมม่ อื ปดิ รู ความดนั อากาศในหลอดฉดี ยาและในลูกโปง่
ระหว่างดนั ลกู สบู มกี ารเปลีย่ นแปลงอยา่ งไร และระหว่างดึงลกู สบู มกี ารเปล่ียนแปลงอย่างไร
(ในขณะทดี่ นั ลูกสูบ ความดนั อากาศในกระบอกหลอดฉีดยาและในลูกโป่งเพมิ่ ขน้ึ
ทาให้อากาศในลูกโป่งเคลื่อนที่ออก ส่วนในขณะที่ดึงลูกสูบ ความดันอากาศในกระบอกหลอดฉดี ยา
และในลูกโป่งลดลง ทาให้อากาศจากภายนอกเคล่ือนท่เี ข้ามา)
- ผลการทดลองท่ีใช้น้ิวหวั แม่มอื ปดิ รูและที่ไมป่ ิดรูแตกตา่ งกันหรอื ไม่ เพราะเหตุใด
(แตกตา่ งกัน เพราะผลการทดลองครงั้ ทไ่ี ม่ปดิ รู อากาศภายในหลอดไมม่ ีการ
เปลย่ี นแปลงความดัน เนือ่ งจากอากาศเคลือ่ นออกมาทางรูเล็กข้างหลอด ทาใหข้ นาดของลูกโป่งไม่มี
การเปล่ียนแปลง)
- แบบจาลองการทางานของกลา้ มเน้อื กะบังลมนี้แตกต่างจากโครงสร้างในระบบ
หายใจของมนษุ ย์อยา่ งไร
(แบบจาลองนแ้ี ตกตา่ งจากโครงสร้างในระบบหายใจของมนุษย์ โดยในการหายใจ
ของมนุษยม์ ีการทางานรว่ มกนั ของกล้ามเนอ้ื กะบังลมและกล้ามเนอื้ กระดูกซ่ีโครง)
- ถ้ามีผไู้ ด้รับบาดเจ็บและเยือ่ ห้มุ บริเวณปอดเป็นรขู นาดเลก็ จะสง่ ผลต่อการหายใจ
หรอื ไมอ่ ย่างไร

(หากเยื่อหุ้มบริเวณปอดเป็นรูจะส่งผลให้ความดันบริเวณเยื่อหุ้มปอดและปอด
เปลีย่ นแปลงปอดข้างท่เี ยอื่ หุม้ ปอดมีรูจะแฟบ ไม่สามารถทางานไดต้ ามปกติ ดังรปู

3.2 ครแู ละนกั เรียนรว่ มกนั อภิปรายคาถามท้ายกจิ กรรมโดยมีแนวคาตอบ ดังนี้
- ปริมาตรของอากาศทห่ี ายใจออกเตม็ ทแี่ ตล่ ะคร้ังเท่ากนั หรือไม่ อย่างไร
(คาตอบอาจมีได้หลากหลาย ขนึ้ อยกู่ บั ผลการทากิจกรรมของนกั เรยี น เชน่ นักเรียน

อาจตอบวาปริมาตรของอากาศมีค่าประมาณ 4,500 mL ซึ่งมคี า่ ใกลเ้ คยี งกันในทกุ ครั้ง หรือนักเรียน
อาจตอบว่ามคี า่ ไม่เทา่ กัน เน่ืองจากการเป่าลมหายใจแต่ละคร้งั อาจเปา่ ลมไม่เตม็ ที่แตกต่างจากครงั้ อน่ื ๆ)

- นอกจากปัจจยั ทน่ี กั เรียนได้ออกแบบการทดลอง ยงั มีปัจจัยอื่นที่ส่งผลต่อปริมาตร
ของอากาศทห่ี ายใจออกอกี หรือไม่ อย่างไร

(คาตอบอาจมีไดห้ ลากหลาย ขน้ึ อยกู่ ับการออกแบบการทดลองของนกั เรียน ปัจจัยที่
สง่ ผลตอ่ ปริมาตรของอากาศที่หายใจออกอาจมีดังน้ี เพศ ขนาดของร่างกาย อาชพี และการออกกาลงั กาย)

ข้ันท่ี 4 ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration) 20 นาที
4.1 ครูให้นักเรยี นศึกษาปริมาตรของอากาศภายในปอดขณะหายใจเข้าและหายใจออก

ท่ีวดั ดว้ ยเคร่ืองสไปโรมิเตอร์จากรปู 14.16 ในหนังสอื เรยี น และรว่ มกนั อภปิ รายเพือ่ ตอบคาถาม
- ถ้าในการหายใจปกติแต่ละครั้ง ปริมาตรของอากาศในการหายใจเข้าเป็นเท่าไร

และปริมาตรของอากาศในการหายใจออกเป็นเท่าไร
(ปริมาตรของอากาศในการหายใจเข้าเป็น 500 mL และปริมาตรของอากาศในการ

หายใจออกเปน็ 500 mL)
- ปริมาตรของอากาศจากการหายใจเข้าเต็มที่และการหายใจออกเต็มที่ต่างกัน

หรอื ไม่ อยา่ งไร
(แตกต่างกัน ปริมาตรของอากาศจากการหายใจเข้าเต็มที่จะมีปริมาตรอากาศใน

ปอดสูงสุดที่ประมาณ 5,800 mL ขณะที่หายใจออกเต็มที่จะมีปริมาตรของอากาศประมาณ 4,600
mL และ ยังคงมอี ากาศตกค้างในปอดประมาณ 1,200 mL)

- เมอื่ หายใจออกปกติจะมีปริมาตรของอากาศท่ีตกคา้ งในปอดเป็นเท่าไร (2,400 mL)
- มนษุ ยส์ ามารถหายใจเอาอากาศออกจากปอดจนหมดไดห้ รอื ไม่ เพราะเหตใุ ด
(ไม่ได้ จะมีอากาศที่ตกค้างอยู่ภายในปอดเนื่องจากการทางานของกล้ามเน้ือกะบัง
ลมและกล้ามเนือ้ ระหว่างกระดกู ซโี่ ครงแถบนอกทางานได้จากดั และภายในถงุ ลมยังคงมอี ากาศค้างอย่)ู
4.2 ครูให้นักเรยี นอภิปรายรว่ มกัน เพื่อให้นักเรยี นสรุปเกี่ยวกับปริมาตรของอากาศใน
การหายใจของมนุษยไ์ ด้ว่าในการหายใจเข้าและออกปกติ 1 ครง้ั มปี ริมาตรประมาณ 500 mL เม่ือมี
การหายใจเข้าเต็มที่และเป่าลมหายใจออกเต็มที่จะมีปริมาตรของอากาศที่ออกมาประมาณ 4,600
mL ซึ่งจะเห็นว่าเมื่อหายใจออกเต็มที่แล้วยังคงมีอากาศตกค้างในปอดประมาณ 1,200 mL
นอกจากนี้ปริมาตรของอากาศในปอดของแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกัน เช่น เพศชายส่วนใหญ่มี
ความจุปอดมากกว่าเพศหญิง ผู้ใหญ่มีความจุปอดมากกว่าเด็ก นักกีฬาที่ออกกาลังกายเปน็ ประจามี
ความจุปอดมากกว่าผู้ที่ไม่ออกกาลังกาย)
ขั้นที่ 5 ขั้นประเมินผล (Evaluation) 10 นาที
5.1 นักเรยี นร่วมกันสรปุ เนอ้ื หาสาระ โดยการต้งั คาถามตอ่ ไปนี้
5.1.1 แบบจาลองการทางานของกล้ามเน้ือกะบังลมนี้แตกตา่ งจากโครงสรา้ งใน
ระบบหายใจของมนุษยอ์ ย่างไร
5.1.2 ถ้าในการหายใจปกติแต่ละครั้ง ปริมาตรของอากาศในการหายใจเข้าเป็น
เท่าไร และปรมิ าตรของอากาศในการหายใจออกเปน็ เทา่ ไร
5.2 ครใู ห้ขอ้ สรปุ เพิม่ เติม
5.3 นักเรียนร่วมกันวิเคราะห์กระบวนการทางานกลุ่มร่วมกัน บอกข้อดี ข้อเสีย หรือ
ข้อเสนอแนะเกีย่ วกับกิจกรรมเรียนรู้ ครูแนะนาให้ทุกคนควรเปิดใจยอมรับฟังความคิดเห็นเหล่านี้วา่
เปน็ สิง่ ทีด่ ี และควรนาไปปรับปรงุ แกไ้ ขเพ่ือพฒั นางานและพัฒนาตนเองต่อไป
5.4 นกั เรยี นร่วมประเมนิ การจัดกิจกรรม โดยอภปิ รายสะทอ้ นความคดิ เห็น
5.5 ครูชื่นชมในความร่วมมือของนักเรียนทุกคน และให้กาลังใจนักเรียนในการร่วม
กิจกรรมการเรยี นรู้ในวันน้ี
10. สือ่ การเรยี นรู/้ แหลง่ เรยี นรู้
10.1 สอื่ การเรียนรู้
1. หนงั สอื เรยี นรายวชิ าเพิ่มเตมิ ชวี วิทยา เลม่ 4
2. สื่อนาเสนอ Power Point เร่ือง การหายใจ
3. หลอดฉีดยาพลาสตกิ ใส ขนาด 50 mL
4. ลูกโปง่
5. จุกยางเบอร์ 13 ท่มี รี ูตรงกลาง 1 รู

6. ขวดพลาสติกใสขนาดความจุ 5 L
7. ถว้ ยตวงขนาด 500 mL
8. ปากกาสาหรบั ทาเคร่ืองหมาย
9. สายยางขนาดเสน้ ผ่านศนู ยก์ ลาง 1 cm ยาว 60 cm
10. กะละมงั พลาสตกิ ขนาดความสงู 15-20 cm
10.2 แหล่งเรยี นรู้
1. อินเทอรเ์ น็ต จากเวบ็ ไซตต์ า่ งๆ
2. ห้องสมุดโรงเรยี นสวายวิทยาคาร
3. ห้องปฏบิ ตั กิ ารทางชวี วิทยา

11. การวัดและประเมนิ ผล

ส่ิงท่ตี อ้ งการวัด วิธีการวัด เคร่อื งมือทใี่ ช้ในการวดั เกณฑก์ ารประเมิน

1. ด้านความรู้ (K) - ตรวจบันทึกประสบ 1.1 แบบบนั ทกึ กจิ กรรม - ทาแบบบนั ทกึ

1.1 โครงสรา้ งการทางาน การณ์เร่อื ง การหายใจ 1.2 แบบทดสอบคาถาม กจิ กรรมไดถ้ ูกตอ้ ง
ของอวัยวะทเี่ กย่ี วขอ้ งกับการ ในหนังสือเรยี น ระดบั คุณภาพดีขน้ึ
หายใจเข้าและการหายใจ ไปถอื วา่ ผา่ นเกณฑ์

ออก

1.2 การควบคุมการหายใจ

ของมนุษยแ์ ละการรักษาดลุ ย

ภาพกรด-เบสในเลอื ด

1.3 สาเหตุ อาการ แนว

ทางการปอ้ งกนั โรคท่เี กิดจาก

ความผดิ ปกติของระบบ

หายใจ

2. ด้านทักษะกระบวนการ (P) พิจารณาจากประเด็น - แบบประเมนิ ทกั ษะ - มพี ฤติกรรมการ

2.1 การสงั เกต การจาแนก การประเมนิ ดังนี้ ปฏบิ ตั กิ ารทดลอง ทางานกลุ่มใน
ประเภท และการลงความเหน็ ระดับคุณภาพดีข้ึน
จากข้อมูล 1) เน้ือหาสอดคลอ้ งกับ - แบบประเมนิ ชิ้นงาน/ ไปผ่านเกณฑ์
หวั ขอ้ ผลงาน

2.2 ความรว่ มมอื การทางาน 2) การสรุปความรู้

เป็นทมี และภาวะผนู้ าจากการ 3) การเขียนสอ่ื ความ
ทากิจกรรมหรอื การศึกษาวดี ิ
ทศั น์ 4) ประโยชนข์ องการ
นาข้อมูลไปใช้

3. ดา้ นเจตคติ (A) - สังเกตพฤตกิ รรมการ - แบบสังเกตพฤติกรรม - มีพฤตกิ รรมด้าน
ทางานกลุม่ ด้านเจตคติ เจตคติ ในระดบั
3.1 ความอยากรู้อยากเหน็ - สงั เกตพฤติกรรมการ คุณภาพดีขึน้ ไป
นาเสนอ ผ่านเกณฑ์
3.2 ความเช่อื มั่นตอ่ หลักฐาน
เชิงประจักษ์

12. บันทึกผลหลังกระบวนการจัดการเรียนรู้

1. ผลการจัดการเรียนรู้ทเ่ี กดิ ข้ึนกบั ผู้เรยี น
ดา้ นความรู้ (K)

................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ด้านทักษะกระบวนการ (P)
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ดา้ นเจตคติ (A)
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
2. ปญั หาและอปุ สรรค
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
3. แนวทางการแกไ้ ข
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ลงชื่อ......................................................
(นางสาวสรชา รชตธนวนั ต์)

นักศกึ ษาฝึกประสบการณว์ ชิ าชพี ครู
วนั ที่ ..... เดือน .................. พ.ศ. ……..

ใบงาน
เร่ือง ระบบหายใจของมนุษย์

ชื่อ-สกลุ ………………………………………………………………………..ชัน้ ……………….เลขท…ี่ ………………….

1. จงใส่เครื่องหมายถูก (√) หน้าข้อความที่ถูกต้อง ใส่เครื่องหมายผิด (×) หน้าข้อความที่ไม่
ถูกต้อง และขีดเส้นใต้เฉพาะคา หรอื สว่ นของข้อความที่ไมถ่ ูกต้อง และแกไ้ ขขอ้ ความโดยตัดออก
หรือเติมคา หรอื ขอ้ ความท่ีถูกต้องลงในช่องว่าง

.......1.1 บริเวณที่มีการแลกเปลี่ยนแก๊สที่ปอดของมนุษย์คือถุงลม
.......1.2 ท่อลม หลอดลม และหลอดลมฝอยส่วนต้นของระบบหายใจมีกระดูกอ่อนค้าจุนเพอื่ ป้องกนั

การแฟบของท่อ
.......1.3 ถ้ากะบังลมทะลุจะทาใหก้ ารหายใจเข้าและหายใจออกลึก
.......1.4 ขณะหายใจปกตคิ วามดันและปริมาตรของอากาศภายในปอดมีการเปลี่ยนแปลงซ่ึงเกดิ จาก

การทางานของกล้ามเน้อื กะบงั ลมและกล้ามเน้ือหน้าทอ้ ง
.......1.5 ในการหายใจเข้า กะบังลมเคลื่อนที่ตา่ ลงจากการหดตวั ของกลา้ มเนอ้ื กะบังลมและกระดกู

ซโี่ ครงยกสงู ขึ้นจากการหดตวั ของกล้ามเนอื้ ระหว่างกระดกู ซี่โครงแถบนอก ทาใหป้ ริมาตรใน
ชอ่ งอกเพม่ิ ขึ้น ความดนั ภายในปอดลดลง
.......1.6 ในการหายใจออกอย่างแรง (forced breathing) จะมกี ารหดตวั ของกลา้ มเนอื้ หน้าท้องและ
กลา้ มเนอ้ื ระหว่างกระดกู ซี่โครงแถบในมาทางานร่วมกัน
.......1.7 การหายใจเข้าและการหายใจออกเกิดขึ้นได้อย่างเป็นจังหวะสม่าเสมอทั้งในยามหลับและต่ืน
เนอ่ื งจากการควบคมุ ของสมองสว่ นไฮโพทาลามัส
.......1.8 การกล้นั หายใจขณะดานา้ ส่วนของสมองท่ีทาหน้าทเี่ พม่ิ ข้นึ คอื เซรีบรลั คอร์เทกซ์และไฮโพทา
ลามสั
.......1.9 การหายใจชว่ ยรักษาดุลยภาพของกรด-เบสในรา่ งกายโดยการขับ CO2 ออก
.......1.10 ภายในปอดของผปู้ ว่ ยท่เี ป็นโรคปอดบวมซง่ึ มขี องเหลวในถุงลมเพมิ่ ขน้ึ จะมีพนื้ ท่ี ผวิ สาหรบั
การแลกเปล่ียนแก๊สลดลง

บันทึกความคดิ เหน็ /ขอ้ เสนอแนะของครพู เ่ี ลีย้ ง

................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ลงช่อื ………………………………………………
(นางสริ กิ านต์ วายโศรก)
ครพู เ่ี ล้ียง

วนั ที่ .......เดือน .....................พ.ศ. .......

บันทึกความคิดเห็น/ขอ้ เสนอแนะของหวั หน้ากลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ลงช่ือ………………………………………………
(นางสาววราพร จิตร์เดียว)

หวั หน้ากลุม่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์
วันท่ี ......เดือน ....................พ.ศ. .........

บันทกึ ความคดิ เห็น/ข้อเสนอแนะของฝา่ ยวชิ าการ
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ลงชอื่ ………………………………………………
(นางสิรกิ านต์ วายโศรก)

หวั หน้ากลุ่มบรหิ ารวิชาการ
วนั ท่ี .......เดอื น ....................พ.ศ. ........

บนั ทึกความคิดเหน็ /ขอ้ เสนอแนะของรองผ้อู านวยการโรงเรียน
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ลงช่ือ………………………………………………
(นายประหยัด เขยี วหวาน)

รองผูอ้ านวยการโรงเรียนสวายวทิ ยาคาร
วันที่ ......เดือน ....................พ.ศ. ........

บันทกึ ความคิดเห็น/ขอ้ เสนอแนะของผอู้ านวยการโรงเรยี น
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ลงช่ือ………………………………………………
(นางสาวทองใบ ตลบั ทอง)

ผอู้ านวยการโรงเรยี นสวายวิทยาคาร
วันท่ี .......เดอื น .....................พ.ศ. ........

แบบบันทกึ คะแนนใบงาน

เรื่อง นกั เรยี นชั้น มัธยมศกึ ษาปที ่ี 5

คาช้ีแจง ใหผ้ สู้ อนตรวจใหค้ ะแนนใบงานของนักเรยี นแล้วขดี / ลงในชอ่ งท่ตี รงกบั ระดับคะแนน

เลข รหสั ชอื่ –สกุล ประเดน็ การประเมิน/ระดับคะแนน รวม
ท่ี นัก ความถกู ตอ้ ง ความสะอาด ตรงตอ่ เวลา 12
เรียน 432143214321 คะแนน

1

2

3

4

5

6

7

8

9

คะแนนเฉล่ีย..............คะแนน

ลงชอ่ื ............................................ ผสู้ อน
(นางสาวสรชา รชตธนวันต์)
นักศกึ ษาฝกึ ประสบการณ์

วนั ท่ี ....... เดือน ................. พ.ศ. ……...

เกณฑ์การให้คะแนนการประเมินระดับคุณภาพ มีรายละเอยี ดดงั น้ี
ชว่ งคะแนน 10-12 หมายถงึ ระดบั คุณภาพดีมาก
ชว่ งคะแนน 7-9 หมายถึง ระดบั คณุ ภาพดี
ชว่ งคะแนน 4-6 หมายถงึ ระดบั คณุ ภาพพอใช้
ชว่ งคะแนน ตา่ กว่า 3 หมายถึง ระดับคุณภาพปรับปรุง

เกณฑ์การผ่าน ได้ระดับคณุ ภาพดขี ึ้นไปถือว่าผา่ นเกณฑ์

เกณฑ์การประเมินการตรวจชน้ิ งาน

รายการประเมิน ระดับคณุ ภาพ
1. ความถกู ต้อง
4 (ดมี าก) 3 (ด)ี 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรงุ )
2. ความสะอาด ขอ้ มลู มีความ
สวยงาม ข้อมูลถูกตอ้ ง ข้อมูลสว่ นใหญ่ ข้อมูลมีความ ถกู ตอ้ งเปน็ ส่วน
3. ตรงต่อเวลา น้อย
ชัดเจนสมบรู ณ์ ถกู ต้องครบถว้ น ถกู ต้องเปน็ ชนิ้ งานสว่ นใหญ่
ไมส่ ะอาด
ครบถว้ น บางสว่ น ไมเ่ รียบรอ้ ย
สง่ งานชา้ กว่า
ชนิ้ งานสะอาด ชิน้ งานสะอาด ชนิ้ งานบางสว่ น กาหนดเกนิ 2 วัน

เรียบรอ้ ย สวยงาม เรียบร้อย มีรอย ไม่สะอาด

ไม่มีรอยขดี ลบ ขดี ลบนอ้ ย เรยี บร้อย

สง่ งานตรงเวลาที่ ส่งงานชา้ กว่า สง่ งานชา้ กวา่

กาหนด กาหนด 1 วนั กาหนด 2 วัน

แบบสงั เกตพฤติกรรมดา้ นเจตคติ

คาชแ้ี จง ให้ผ้สู อนประเมินจากการสงั เกตพฤตกิ รรมดา้ นเจตคตใิ นระหว่างเรยี นในขณะปฏบิ ตั กิ ิจกรรม

โดยให้
ระดับคะแนนลงในตาราง โดยขีด / ลงในช่องทตี่ รงกบั ระดบั คะแนน
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน 4 = ดมี าก 3 = ดี 2 = พอใช้ 1 = ปรบั ปรงุ

เลข รหสั ชอื่ –สกุล ประเด็นการประเมิน/ระดับคะแนน รวม
ท่ี นกั ความถกู ตอ้ ง ความสะอาด ตรงต่อเวลา 12
เรยี น 432143214321 คะแนน

1

2

3

4

5

6

7

8

9

คะแนนเฉลี่ย..............คะแนน

ลงช่อื ............................................ ผู้สอน
(นางสาวสรชา รชตธนวนั ต์)
นักศกึ ษาฝกึ ประสบการณ์

วนั ท่ี ....... เดือน .................... พ.ศ. ……....

เกณฑก์ ารให้คะแนนการประเมินระดบั คณุ ภาพ มีรายละเอยี ดดงั นี้
ช่วงคะแนน 10-12 หมายถึง ระดับคณุ ภาพดมี าก
ชว่ งคะแนน 7-9 หมายถึง ระดบั คณุ ภาพดี
ชว่ งคะแนน 4-6 หมายถงึ ระดบั คุณภาพพอใช้
ชว่ งคะแนน ต่ากวา่ 3 หมายถงึ ระดบั คุณภาพปรับปรุง

เกณฑก์ ารผ่าน ได้ระดบั คุณภาพดีขึ้นไปถือวา่ ผา่ นเกณฑ์

เกณฑ์การประเมนิ พฤติกรรมดา้ นเจตคติ

ประเดน็ การ ระดับคะแนน

ประเมนิ 4 (ดีมาก) 3 (ด)ี 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรุง)

1. มีวนิ ัย จดั ระเบียบวนิ ยั การ จดั ระเบียบวนิ ัย จัดระเบียบวินยั ไม่มรี ะเบยี บวินัยใน

ทางาน ปฏิบัติตาม การทางาน ปฏบิ ัติ การทางาน ปฏบิ ตั ิ การทางาน และไม่

กฎระเบยี บตาม ตามกฎระเบียบ ตามกฎระเบียบ ปฏิบัตติ าม

ขอ้ ตกลงในการ ตามข้อตกลงใน ตามขอ้ ตกลงใน กฎระเบยี บตาม

ทางาน และทา การทางาน และ การทางาน แต่ ขอ้ ตกลงในการ

กจิ กรรมไดอ้ ย่าง ทากจิ กรรมได้ ขาดความละเอียด ทางาน

ละเอยี ดดมี าก อยา่ งละเอยี ดดี ในการทางาน

2. มคี วามใฝ่ ปฏบิ ัตกิ จิ กรรม ปฏบิ ตั กิ ิจกรรม ปฏิบตั กิ จิ กรรม ปฏิบตั กิ ิจกรรม

รู้ใฝ่เรียน ศกึ ษาข้อมลู ได้ ศกึ ษาข้อมูลได้ ศึกษาข้อมูลได้ ศกึ ษาข้อมลู ไดไ้ ม่

ถกู ตอ้ งครบถ้วน ถกู ต้องครบถ้วน ถกู ต้องครบถว้ น ถูกตอ้ งครบถว้ น

เสร็จทนั เวลา และ เสร็จเกินเวลา 1-5 เสรจ็ เกินเวลา 5- ทางานไม่เสร็จ

ส่งผลงานทนั ตาม นาที แตส่ ่งผลงาน 10 นาที แต่สง่ ผล ทนั เวลา และส่งผล

เวลาทีก่ าหนด ทนั ตามเวลาที่ งานล้าชา้ ไมเ่ ปน็ ไป งานไม่ทนั ตามเวลา

กาหนด ตามเวลาทก่ี าหนด ที่กาหนด

3. มงุ่ มัน่ ใน มีกระบวนการ มกี ระบวนการ มีกระบวนการ มกี ระบวนการ

การทางาน แสวงหาความรู้จาก แสวงหาความรู้ แสวงหาความรู้ แสวงหาความรจู้ าก

การสืบคน้ ขอ้ มลู จากการสืบค้น จากการสบื คน้ การสืบคน้ ข้อมลู

หรือทดลอง ขอ้ มูลหรือทดลอง ขอ้ มูลหรือทดลอง หรือทดลอง แต่

รวบรวมข้อมลู อย่าง รวบรวมข้อมลู รวบรวมข้อมูล รวบรวมขอ้ มลู ไม่

เพยี งพอก่อนจะลง อยา่ งเพียงพอกอ่ น อยา่ งเพยี งพอตอ่ เพยี งพอตอ่ การ

ขอ้ สรุป อธบิ ายหรือ จะลงข้อสรุป การอธิบายหรือลง อธิบายหรือลง

แสดงความคิดเห็น อธบิ ายหรอื แสดง ข้อสรุป ข้อสรุป

ได้อยา่ งมีเหตุผล ความคดิ เห็นได้

และเป็นระบบ อย่างมีเหตุผล

แบบสงั เกตพฤติกรรมการทางานกลมุ่

คาชี้แจง ให้ผู้สอนประเมินจากการสังเกตทักษะกระบวนการกลุ่มในระหว่างเรียนในขณะปฏิบัติ
กิจกรรมโดยให้

ระดบั คะแนนลงในตาราง โดยขดี / ลงในช่องทีต่ รงกับระดบั คะแนน
เกณฑ์การใหค้ ะแนน 4 = ดีมาก 3 = ดี 2 = พอใช้ 1 = ปรบั ปรุง

รหสั ประเด็นการประเมนิ /ระดับคะแนน รวม
นกั 8
เลข เรียน ชอื่ –สกลุ สบื ค้นข้อมูลไดอ้ ยา่ งมี การวางแผนการทางาน คะแนน
ที่ ระบบ
8
4 3 2 1 4 3 21

1
2
3
4
5
6
7
8

9

คะแนนเฉลยี่ ..............คะแนน

ลงชอ่ื ............................................ ผสู้ อน
(นางสาวสรชา รชตธนวนั ต์)
นกั ศกึ ษาฝึกประสบการณ์

วันท่ี ........ เดอื น ................... พ.ศ. …….

เกณฑก์ ารให้คะแนนประเมินระดบั คุณภาพ มีรายละเอียดดงั น้ี
ช่วงคะแนน 7-8 หมายถึง ระดบั คณุ ภาพดมี าก
ชว่ งคะแนน 5-6 หมายถงึ ระดบั คุณภาพดี
ชว่ งคะแนน 3-4 หมายถงึ ระดบั คุณภาพพอใช้
ช่วงคะแนน ตา่ กว่า 2 หมายถงึ ระดบั คุณภาพปรบั ปรงุ

เกณฑ์การผ่าน ได้ระดับคณุ ภาพดีขน้ึ ไปถอื วา่ ผา่ นเกณฑ์

เกณฑ์การประเมนิ พฤติกรรมการทางานกลมุ่

ประเด็นการ ระดบั คะแนน
ประเมนิ
4 (ดีมาก) 3 (ดี) 2 (พอใช)้ 1 (ปรับปรงุ )
1. สืบคน้ ข้อมูลได้ ข้อมูล เน้ือหา
อย่างมีระบบ ขอ้ มลู เนอ้ื หาสาระ ขอ้ มลู เนื้อหา ข้อมลู เนอ้ื หาสาระ สาระที่สืบคน้
ถูกตอ้ ง แตย่ งั ขาด
2. การวางแผน ทส่ี บื คน้ ถูกตอ้ ง มี สาระท่ีสบื ค้น ที่สืบคน้ ถูกตอ้ ง แต่ ความสมั พนั ธ์และ
ทางาน การเชอ่ื มโยงกนั
ความสมั พันธแ์ ละ ถูกตอ้ ง มีความ ไม่ค่อยสัมพันธ์และ มกี ารวางแผนการ
ทางานที่ไมเ่ ป็น
เชอื่ มโยงกันได้ สมั พันธแ์ ละ เช่ือมโยงกนั ระบบ และไม่มี
ขน้ั ตอนในการ
อย่างชดั เจน ดมี าก เช่อื มโยงกนั ดี ทางาน

มีการวางแผนการ มีการวาง มีการวางแผนการ

ทางานอย่างมี แผนการทางาน ทางานทไี่ ม่เป็น

ระบบ มีข้นั ตอน อยา่ งมีระบบ มี ระบบ และข้นั ตอน

ครบถ้วนดมี าก ขั้นตอน ในการทางานยังไม่

ครบถ้วน เป็นระบบ

แผนการจัดการเรียนร้ทู ่ี 15

กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ รายวิชาชีววิทยา 4 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5
หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 ระบบหายใจ เวลาเรียน 12 ชวั่ โมง
ชอ่ื แผนการจดั การเรยี นรู้ การหายใจ จำนวนเวลา 2 ชว่ั โมง
วัน..........เดือน................พ.ศ. ................. ผู้สอน นางสาวสรชา รชตธนวันต์

1. มาตรฐานการเรียนรู้ /สาระชีววิทยา
สาระชีววิทยา 4 เข้าใจการย่อยอาหารของสัตว์และมนุษย์ รวมทั้งการหายใจและการ

แลกเปลี่ยนแก๊สการลำเลียงสารและการหมุนเวียนเลือด ภูมิคุ้มกันของร่างกาย การขับถ่าย การรับรู้
และการตอบสนองการเคลือ่ นที่ การสบื พันธ์ุและการเจรญิ เตบิ โต ฮอรโ์ มนกบั การรกั ษาดุลยภาพ และ
พฤติกรรมของสตั ว์ รวมทง้ั นำความรไู้ ปใช้ประโยชน์

2. สาระสำคัญ
การหายใจปกติของมนุษย์เกิดจากการเปลี่ยนแปลงความดันอากาศภายในปอดโดยการ

ทำงานรว่ มกนั ของกล้ามเนื้อกะบังลมและกล้ามเน้ือระหว่างกระดูกซี่โครง และควบคุมโดยสมองส่วน
พอนส์ และเมดัลลาออบลองกาตา ระบบหายใจมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต เพื่อไม่ให้เกิดความ
ผดิ ปกติทเี่ กี่ยวขอ้ งกับระบบหายใจ ดงั นนั้ จึงควรมกี ารดแู ลรักษาระบบหายใจให้ทำงานเปน็ ปกติ

3. ผลการเรยี นรู้
อธบิ ายการทำงานของปอดและทดลองวดั ปรมิ าตรของอากาศในการหายใจออกของมนุษย์

4. สาระการเรียนรู้
1. โครงสรา้ งการทำงานของอวัยวะทเ่ี กี่ยวข้องกบั การหายใจเขา้ และการหายใจออก
2. การควบคมุ การหายใจของมนุษย์และการรักษาดุลยภาพกรด-เบสในเลือด
3. สาเหตุ อาการ แนวทางการป้องกันโรคทีเ่ กิดจากความผิดปกติของระบบหายใจ

5. จุดประสงค์การเรียนรู้
ด้านความรู้ (K)
1. นักเรยี นสามารถสังเกต และอธบิ ายการทำงานของอวัยวะท่ีเกีย่ วข้องกับการหายใจเข้า

และหายใจออก และทดลองวัดปริมาตรของอากาศในการหายใจออกของมนุษย์ได้
2. นักเรียนสามารถสืบค้นข้อมูล และอธิบายการควบคุมการหายใจของมนุษย์และการ

รักษาดุลยภาพกรด-เบสในเลือดได้

3. นกั เรยี นสามารถสบื คน้ ขอ้ มลู และนำเสนอสาเหตุ อาการ แนวทางการปอ้ งกันโรคท่ีเกิด
จากความผิดปกตขิ องระบบหายใจได้

ด้านทักษะกระบวนการ (P)
1. การสังเกต การวัด
2. การลงความเหน็ จากขอ้ มูล
3. การจัดกระทำและสื่อความหมายขอ้ มูล
4. การทดลอง

ด้านเจตคติ (A)
1. มวี ินัย
2. ใฝเ่ รยี นรู้
3. อยู่อย่างพอเพียง
4. มุ่งมน่ั ในการทางาน
5. มีจิตสาธารณะ

6. สมรรถนะสาคัญของผเู้ รียน
1. ความสามารถในการสอื่ สาร
2. ความสามารถในการคดิ
3. ความสามารถในการแกป้ ญั หา
4. ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวิต
5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี

7. คณุ ลักษณะของผู้เรยี นใรศตวรรษท่ี 21 (3R 8C)

3R คือทกั ษะพ้นื ฐานทีจ่ าเป็น ปรากฏในแผนการจัดการเรยี นรู้ (กาเคร่อื งหมาย / )

Reading คอื สามารถอ่านออก /

(W)Riteing คือ สามารถเขยี นได้ /

(A)Rithmatic คอื มที ักษะในการคานวณ

8C ทกั ษะตา่ งๆทจี่ าเป็น

Critical thinking and problem solving (มที กั ษะในการคิด /

วเิ คราะห์ การคิดอยา่ งมีวจิ ารณญาณ และแก้ไขปญั หาได)้

Creativity and innovation (คิดอย่างสร้างสรรค์ คิดเชิง

นวตั กรรม)

Cross-cultural understanding (ความเข้าใจความแตกตา่ ง /
ทางวฒั นธรรม กระบวนการคิดขา้ มวฒั นธรรม) /
Collaboration teamwork and leadership (ความร่วมมือ /
การทางานเปน็ ทีม และภาวะผ้นู า)
Communication information and media literacy /
(ทักษะในการสือ่ สาร และการร้เู ท่าทนั ส่อื )
Computing and IT literacy (ทกั ษะการใช้คอมพิวเตอร)์
Career and learning skills (ทักษะทางอาชีพ และการ
เรยี นร้)ู
Compassion (มีคุณธรรม มีเมตตา กรุณา มรี ะเบียบวนิ ยั )

8. ชิ้นงานหรือภาระงาน
8.1 ชนิ้ งาน
- แบบบันทึกกจิ กรรม เรือ่ ง การหายใจ
8.2 ภาระงาน
- สมุดบนั ทกึ ประสบการณ์การเรยี นรู้ สรปุ สาระสำคัญของเร่อื งทเ่ี รียน
- แบบทดสอบเรื่อง การหายใจ

9. กจิ กรรมการจัดการเรยี นรู้ (รปู แบบการสอนแบบ 5E)
ครูจัดกจิ กรรมการเรยี นร้โู ดยมขี ัน้ ตอนดังต่อไปนี้
ขั้นที่ 1 สรา้ งความสนใจ (Engagement) 5 นาที
1.1 ครูทบทวนความรู้โดยใหน้ กั เรียนเล่นเกม ร่วมกันตอบคาถามเพื่อสรุปขั้นตอนการ

ทางานของอวัยวะต่าง ๆ ที่เกี่ยวขอ้ งกับการหายใจเข้าและหายใจออก ดังตัวอย่างตารางหรอื แผนผัง
ตอ่ ไปน้ี

1.2 ครูและนักเรียนร่วมอภิปรายการเปลี่ยนแปลงปรมิ าตรช่องอกและความดันอากาศ
ในปอด

ข้นั ที่ 2 สารวจและคน้ หา (Exploration) 15 นาที
2.1 ในบทเรียนหวั ข้อน้ีควรให้นกั เรียนเข้าใจว่าระบบประสาทเกีย่ วข้องกับการควบคมุ

การหายใจอย่างไร โดยไม่ควรเน้นเรอ่ื งโครงสร้างของสมองซ่ึงนกั เรียนจะได้ศึกษาในลาดับถัดไป โดย
ในหัวข้อนี้ ครูนาเขา้ สูบ่ ทเรียนโดยให้นักเรียนลองกลัน้ หายใจ ซึ่งนักเรียนจะกล้ันหายใจได้ระยะหนง่ึ
แลว้ ตั้งคาถามเพื่อนาไปส่กู ารอภิปรายวา่ กลไกควบคุมการหายใจเกดิ ข้นึ ได้อย่างไร และมนุษย์สามารถ
ควบคุมการหายใจของตนเองไดห้ รือไม่ อย่างไร

2.2 ครูให้นักเรียนสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับการควบคุมการหายใจ ซึ่งควรสรุปได้ว่า การ
หายใจปกติถูกควบคุมโดยระบบประสาทอัตโนวตั ิ โดยศูนย์ควบคุมการหายใจอยู่ที่สมองส่วนพอนส์
และเมดัลลาออบลองกาตา

2.3 สาหรับหวั ข้อการรกั ษาดลุ ยภาพของกรด–เบสของเลือดโดยระบบหายใจครูทบทวน
สมการการเกดิ ปฏิกริ ิยาของ CO2 และนา้ ในเลอื ดทีท่ าให้เกิดไฮโดรเจนไอออน (H+)โดย H+ ทเี่ กิดข้ึน
นที้ าใหค้ า่ ความเป็นกรด-เบสในเลอื ดเปลย่ี นแปลงไป

2.4 ครใู หน้ ักเรียนสบื ค้นข้อมูลเกีย่ วกับกลไกการรักษาดุลยภาพของกรด-เบสของเลือด
โดยการทางานของระบบหายใจจากหนังสือเรยี นหรือแหลง่ การเรียนรู้อนื่ ๆ แล้วให้นักเรียนอภิปราย
รว่ มกนั โดยใช้คาถามดงั นี้

- ถ้าเลอื ดมีปริมาณ H+ มากกวา่ หรือน้อยกว่าปกติจะส่งผลตอ่ การเปลย่ี นแปลงของ
pH อย่างไร

- การหายใจช่วยในการรักษาดุลยภาพของกรด-เบสในเลอื ดไดอ้ ย่างไร

ขน้ั ที่ 3 ขนั้ อธิบายและลงขอ้ สรุป (Explanation) 15 นาที
3.1 จากการสืบค้นและอภิปรายนกั เรียนควรได้ข้อสรุปวา่ โดยปกตเิ ลือดมีคา่ pH ประมาณ

7.35-7.45 ถ้าเลือดมีปริมาณ H+ มากกว่าปกตจิ ะทาให้ pH ของเลือดลดลง แต่ถา้ เลอื ดมปี รมิ าณ H+
น้อยกว่าปกตจิ ะทาให้ pH ของเลือดเพิ่มข้ึน โดยการหายใจเป็นการช่วยรักษาดุลยภาพของกรด-เบส
ในเลือดได้ ดังรูป 14.18 ดังนี้ ถ้าปริมาณ CO2 หรือไฮโดรเจนไอออนสะสมอยู่ในเลือดมากส่งผลให้
เลือดมคี วามเป็นกรดเพ่ิมขน้ึ

3.2 การเปลี่ยนแปลงน้ีจะส่งสญั ญาณไปกระตุ้นศูนย์ควบคุมการหายใจทีส่ มองส่วนพอนส์
และเมดัลลาออบ ลองกาตา ซึ่งจะไปควบคุมการทางานของกล้ามเนื้อระหว่างกระดูกซโี่ ครงแถบนอก
และกล้ามเนื้อกะบังลม ทาให้เพิ่มอัตราการหายใจเพื่อขับ CO2 ออกจากปอดเร็วขึ้น แต่ถ้าเลือดมี
ความเป็นเบสมากขึ้น อัตราการหายใจจะลดลงเพื่อเพิ่มปริมาณไฮโดรเจนไอออนให้สูงขึ้นโดยการ
สะสม CO2 ในเลือด ทาให้ความเป็นกรด-เบสของเลือดเขา้ ส่ภู าวะสมดลุ

3.3 ครูใหน้ กั เรยี นร่วมกันอภิปรายคาถามในหนงั สือเรยี น
- ในขณะที่นอนหลบั มกี ารควบคุมการหายใจแบบใด
(มีการควบคุมการหายใจโดยระบบประสาทอตั โนวัติซึง่ อยนู่ อกอานาจจติ ใจ)
- เพราะเหตุใดมนษุ ยไ์ ม่สามารถกลนั้ หายใจจนเสียชวี ติ ได้
(มนุษย์สามารถกลั้นหายใจได้เพียงชั่วระยะหนึ่งเท่านั้นและจะหายใจเป็นปกติ เพราะ

ขณะท่ีกลั้นหายใจปริมาณ CO2 ในร่างกายจะสงู ขน้ึ จนถึงจุดหนึง่ ที่ร่างกายทนไมไ่ ด้ ทาให้ต้องหายใจ
ออกเพื่อนาCO2 ออกจากรา่ งกายและหายใจเอา O2 เข้าไป โดยการตอบสนองนี้เป็นกลไกทีค่ วบคุม
โดยระบบประสาทอตั โนวัตทิ อี่ ยนู่ อกอานาจจิตใจ)

ข้ันที่ 4 ขัน้ ขยายความรู้ (Elaboration) 10 นาที
4.1 ครูใหค้ วามรเู้ พ่มิ เติมโดยนาเสนอกรณีศึกษา ดงั นี้
- จากข้อมูลให้อธิบายว่าอัตราการหายใจ ความดันย่อยของ O2 ความดันย่อยของ

CO2 ความเข้มข้นของ H+ ในเลือด ขณะพักและหลังออกกาลังกายอย่างหนักมีการเปลี่ยนแปลง
อย่างไร เพราะเหตุใด โดยอาศัยความรู้เก่ียวกับการควบคุมดุลยภาพของกรด-เบสของเลือดโดยระบบ
หายใจ

ตารางแสดงผลการศกึ ษาอัตราการหายใจ ความดันยอ่ ยของ O2 ความดันย่อยของ CO2
ความเขม้ ข้นของ H+ ในขณะพกั และหลงั ออกกาลังกายอย่างหนัก

4.2 ครแู ละนกั เรยี นรว่ มกนั อภปิ รายจนไดข้ ้อสรปุ วา่ เม่ือมกี ารออกกาลงั กายอย่างหนัก
รา่ งกายมีการเปลยี่ นแปลงเพื่อรกั ษาดลุ ยภาพของรา่ งกายดังน้ี

1. อตั ราการหายใจจะเพ่มิ ขน้ึ สูงมาก ท้งั หายใจถแ่ี ละแรงหรอื ลกึ
2. ในกรณีของ O2 ระหว่างการออกกาลังกายร่างกายจะมีการสลายสารอาหาร
ระดบั เซลลเ์ พมิ่ ขน้ึ เพือ่ ใหไ้ ดพ้ ลังงานในการทากจิ กรรม เนือ้ เย่ือจึงตอ้ งการ O2 มากขน้ึ ทาให้ PO2 ใน
หลอดเลือดเวนลดลง แต่การหายใจทีเ่ พ่ิมข้นึ ทาให้ PO2 ในหลอดเลือดอารเ์ ทอรไี มเ่ ปลีย่ นแปลงไปจากขณะพกั
3. ในกรณีของ CO2 ระหว่างการออกกาลังกายเซลล์กล้ามเนื้อสร้าง CO2 เพิ่มขึ้น
ทาให้ PCO2 ในหลอดเลือดเวนเพิ่มขึ้น แต่ PCO2 ในหลอดเลือดอาร์เทอรีไม่เพิ่มแต่กลับลดลง
เนื่องจากการหายใจถี่และแรงหรือลึกทาให้ CO2 ถูกขับออกไปเร็วและมาก ดังนั้น CO2 ในถุงลม
ลดลง และ PCO2 ในหลอดเลอื ดอาร์เทอรลี ดลงกว่ากอ่ นออกกาลงั กาย
4. ในกรณีของ H+ ในหลอดเลือดอาร์เทอรีระหว่างออกกาลังกายอย่างหนักพบว่า
เซลล์กล้ามเนื้อจะสร้างกรดแลกติก และหลั่งออกมาในเลือด ดังนั้นความเข้มข้นของ H+ ในหลอด
เลือดอาร์เทอรีเพิม่ ขน้ึ ซ่ึงกระตุ้นศนู ย์ควบคมุ การหายใจให้เพิม่ อตั ราการหายใจ
ขั้นท่ี 5 ขั้นประเมนิ ผล (Evaluation) 5 นาที
5.1 นกั เรยี นรว่ มกนั สรปุ เนอื้ หาสาระ โดยการตง้ั คาถามตอ่ ไปน้ี
5.1.1 ถา้ เลอื ดมปี รมิ าณ H+ มากกว่าหรอื นอ้ ยกวา่ ปกตจิ ะสง่ ผลต่อการเปลี่ยนแปลง
ของ pH อยา่ งไร
5.1.2 การหายใจชว่ ยในการรักษาดลุ ยภาพของกรด-เบสในเลอื ดไดอ้ ย่างไร
5.2 ครใู หข้ อ้ สรุปเพิ่มเติม
5.3 นักเรียนร่วมกันวิเคราะห์กระบวนการทางานกลุ่มร่วมกัน บอกข้อดี ข้อเสีย หรือ
ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับกิจกรรมเรียนรู้ ครูแนะนาใหท้ ุกคนควรเปิดใจยอมรับฟงั ความคดิ เห็นเหล่านี้วา่
เปน็ สิง่ ทด่ี ี และควรนาไปปรบั ปรงุ แก้ไขเพอื่ พฒั นางานและพัฒนาตนเองตอ่ ไป

5.4 นกั เรยี นรว่ มประเมนิ การจดั กจิ กรรม โดยอภิปรายสะทอ้ นความคิดเห็น
5.5 ครูชื่นชมในความร่วมมือของนักเรียนทุกคน และให้กาลังใจนักเรียนในการร่วม
กิจกรรมการเรียนร้ใู นวันน้ี

10. ส่อื การเรียนร้/ู แหล่งเรยี นรู้
10.1 สื่อการเรยี นรู้
1. หนังสือเรียนรายวชิ าเพ่มิ เตมิ ชวี วิทยา เลม่ 4
2. ส่อื นาเสนอ Power Point เรอ่ื ง การหายใจ
3. หลอดฉีดยาพลาสติกใส ขนาด 50 mL
4. ลูกโปง่
5. จกุ ยางเบอร์ 13 ทม่ี รี ูตรงกลาง 1 รู
6. ขวดพลาสตกิ ใสขนาดความจุ 5 L
7. ถ้วยตวงขนาด 500 mL
8. ปากกาสาหรับทาเครอ่ื งหมาย
9. สายยางขนาดเสน้ ผ่านศูนยก์ ลาง 1 cm ยาว 60 cm
10. กะละมังพลาสตกิ ขนาดความสูง 15-20 cm
10.2 แหล่งเรยี นรู้
1. อินเทอร์เนต็ จากเวบ็ ไซตต์ ่างๆ
2. ห้องสมุดโรงเรยี นสวายวทิ ยาคาร
3. ห้องปฏบิ ัตกิ ารทางชีววิทยา

11. การวัดและประเมินผล

สิ่งท่ีต้องการวดั วธิ ีการวดั เครื่องมือทีใ่ ชใ้ นการวัด เกณฑ์การประเมนิ

1. ด้านความรู้ (K) - ตรวจบนั ทึกประสบ 1.1 แบบบันทกึ กิจกรรม - ทำแบบบนั ทึก
การณเ์ รอ่ื ง การหายใจ
1.1 โครงสรา้ งการทำงาน 1.2 แบบทดสอบคำถาม กจิ กรรมได้ถูกตอ้ ง
ของอวัยวะทีเ่ ก่ียวขอ้ งกับการ ระดับคุณภาพดขี ึ้น
หายใจเขา้ และการหายใจ ในหนังสอื เรยี น
ออก ไปถือวา่ ผ่านเกณฑ์

1.2 การควบคมุ การหายใจ

ของมนษุ ย์และการรกั ษาดุลย

ภาพกรด-เบสในเลือด

1.3 สาเหตุ อาการ แนว

ทางการป้องกันโรคทเ่ี กดิ จาก

ความผิดปกติของระบบ

หายใจ

2. ดา้ นทักษะกระบวนการ (P) พิจารณาจากประเด็น - แบบประเมินทักษะ - มพี ฤตกิ รรมการ
ทำงานกลมุ่ ใน
2.1 การสังเกต การจำแนก การประเมนิ ดงั นี้ ปฏิบัติการทดลอง ระดบั คุณภาพดขี นึ้
ไปผ่านเกณฑ์
ประเภท และการลงความเห็น 1) เนื้อหาสอดคล้องกบั - แบบประเมินชิ้นงาน/
- มพี ฤติกรรมดา้ น
จากขอ้ มูล หัวข้อ ผลงาน เจตคติ ในระดับ
คณุ ภาพดขี น้ึ ไป
2.2 ความร่วมมอื การทำงาน 2) การสรปุ ความรู้ ผา่ นเกณฑ์

เป็นทีม และภาวะผ้นู ำจากการ 3) การเขียนสอื่ ความ
ทำกิจกรรมหรอื การศกึ ษาวดี ิ
ทัศน์ 4) ประโยชน์ของการ
นำขอ้ มลู ไปใช้

3. ดา้ นเจตคติ (A) - สังเกตพฤตกิ รรมการ - แบบสงั เกตพฤติกรรม
ทำงานกล่มุ ดา้ นเจตคติ
3.1 ความอยากรู้อยากเห็น - สังเกตพฤตกิ รรมการ
นำเสนอ
3.2 ความเชือ่ มัน่ ต่อหลักฐาน
เชิงประจักษ์

12. บันทึกผลหลังกระบวนการจัดการเรียนรู้

1. ผลการจัดการเรียนรทู้ ีเ่ กดิ ขน้ึ กับผูเ้ รยี น
ด้านความรู้ (K)

................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ดา้ นทักษะกระบวนการ (P)

................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ดา้ นเจตคติ (A)
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
2. ปัญหาและอุปสรรค
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
3. แนวทางการแกไ้ ข
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ลงช่อื ......................................................
(นางสาวสรชา รชตธนวันต์)

นักศกึ ษาฝึกประสบการณว์ ชิ าชพี ครู
วันที่ ..... เดือน .................. พ.ศ. ……..

ใบงาน
เรื่อง ระบบหายใจของมนษุ ย์

ชือ่ -สกลุ ……………………………………………………………………………………..ชั้น……………..เลขท…่ี ………

1. จงใส่เครื่องหมายถูก (√) หน้าข้อความที่ถูกต้อง ใส่เครื่องหมายผิด (×) หน้าข้อความที่ไม่
ถูกต้อง และขีดเส้นใต้เฉพาะคำ หรือส่วนของข้อความทีไ่ ม่ถกู ต้อง และแก้ไขขอ้ ความโดยตัดออก
หรือเติมคำ หรือขอ้ ความทถ่ี ูกต้องลงในช่องว่าง

.......1.1 บริเวณที่มีการแลกเปลี่ยนแก๊สที่ปอดของมนุษย์คือถุงลม
.......1.2 ท่อลม หลอดลม และหลอดลมฝอยสว่ นต้นของระบบหายใจมีกระดกู ออ่ นค้ำจนุ

เพ่อื ปอ้ งกนั การแฟบของทอ่
.......1.3 ถ้ากะบังลมทะลุจะทำใหก้ ารหายใจเข้าและหายใจออกลึก
.......1.4 ขณะหายใจปกตคิ วามดันและปริมาตรของอากาศภายในปอดมีการเปลี่ยนแปลง

ซ่งึ เกดิ จากการทำงานของกลา้ มเนื้อกะบังลมและกล้ามเนื้อหนา้ ท้อง
.......1.5 ในการหายใจเข้า กะบังลมเคลื่อนที่ต่ำลงจากการหดตัวของกล้ามเนื้อกะบังลม

และกระดูกซ่โี ครงยกสงู ขึ้นจากการหดตัวของกล้ามเนอ้ื ระหว่างกระดูกซีโ่ ครง
แถบนอก ทำให้ปริมาตรในชอ่ งอกเพม่ิ ขนึ้ ความดนั ภายในปอดลดลง
.......1.6 ในการหายใจออกอยา่ งแรง (forced breathing) จะมีการหดตัวของกล้ามเนอื้
หน้าทอ้ งและกล้ามเนื้อระหว่างกระดูกซี่โครงแถบในมาทำงานรว่ มกัน
.......1.7 การหายใจเข้าและการหายใจออกเกิดขึ้นได้อย่างเป็นจังหวะสม่ำเสมอทั้งในยาม
หลับและตนื่ เน่อื งจากการควบคุมของสมองสว่ นไฮโพทาลามสั
.......1.8 การกล้นั หายใจขณะดำนำ้ ส่วนของสมองทที่ ำหนา้ ทเี่ พมิ่ ขนึ้ คอื เซรีบรัลคอร์เทกซ์
และไฮโพทาลามสั
.......1.9 การหายใจช่วยรกั ษาดลุ ยภาพของกรด-เบสในรา่ งกายโดยการขับ CO2 ออก
.......1.10 ภายในปอดของผู้ป่วยทีเ่ ปน็ โรคปอดบวมซ่ึงมขี องเหลวในถุงลมเพิม่ ขน้ึ จะมพี ้นื ท่ี

ผวิ สำหรบั การแลกเปลีย่ นแกส๊ ลดลง

บนั ทกึ ความคิดเห็น/ขอ้ เสนอแนะของครูพเ่ี ลยี้ ง
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ลงชื่อ………………………………………………
(นางสิริกานต์ วายโศรก)
ครูพีเ่ ลีย้ ง

วันที่ .......เดือน .....................พ.ศ. .......

บันทกึ ความคดิ เหน็ /ข้อเสนอแนะของหวั หน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ลงชือ่ ………………………………………………
(นางสาววราพร จิตร์เดียว)

หัวหนา้ กลุม่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์
วนั ท่ี ......เดือน ....................พ.ศ. .........

บนั ทกึ ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะของฝ่ายวิชาการ
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ลงชอ่ื ………………………………………………
(นางสิรกิ านต์ วายโศรก)

หัวหน้ากลมุ่ บรหิ ารวิชาการ
วนั ที่ .......เดือน ....................พ.ศ. ........

บันทกึ ความคิดเหน็ /ขอ้ เสนอแนะของรองผู้อำนวยการโรงเรียน
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ลงชอื่ ………………………………………………
(นายประหยัด เขียวหวาน)

รองผ้อู ำนวยการโรงเรยี นสวายวทิ ยาคาร
วันที่ ......เดอื น ....................พ.ศ. ........

บนั ทึกความคดิ เหน็ /ขอ้ เสนอแนะของผู้อำนวยการโรงเรียน
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ลงชอ่ื ………………………………………………
(นางสาวทองใบ ตลบั ทอง)

ผู้อำนวยการโรงเรยี นสวายวิทยาคาร
วันที่ .......เดอื น .....................พ.ศ. ........

แบบบนั ทกึ คะแนนใบงาน

เรื่อง นักเรียนชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 5
คำช้ีแจง ใหผ้ ู้สอนตรวจใหค้ ะแนนใบงานของนกั เรยี นแลว้ ขีด / ลงในช่องทต่ี รงกบั ระดบั คะแนน

เลข รหสั ชือ่ –สกลุ ประเด็นการประเมนิ /ระดับคะแนน รวม
ท่ี นัก ความถกู ต้อง ความสะอาด ตรงต่อเวลา 12
เรียน 432143214321 คะแนน

1
2
3
4
5
6
7
8
9

คะแนนเฉลี่ย..............คะแนน

ลงช่ือ............................................ ผู้สอน
(นางสาวสรชา รชตธนวนั ต์)
นกั ศึกษาฝึกประสบการณ์

วันที่ ....... เดือน ................. พ.ศ. ……...

เกณฑ์การใหค้ ะแนนการประเมินระดบั คุณภาพ มีรายละเอียดดังนี้
ช่วงคะแนน 10-12 หมายถงึ ระดบั คุณภาพดมี าก
ช่วงคะแนน 7-9 หมายถงึ ระดบั คุณภาพดี
ชว่ งคะแนน 4-6 หมายถึง ระดับคณุ ภาพพอใช้
ชว่ งคะแนน ต่ำกวา่ 3 หมายถึง ระดับคุณภาพปรับปรุง

เกณฑ์การผา่ น ไดร้ ะดับคณุ ภาพดขี นึ้ ไปถอื วา่ ผ่านเกณฑ์
เกณฑ์การประเมนิ การตรวจชิน้ งาน

รายการประเมิน ระดับคณุ ภาพ
1. ความถูกต้อง
4 (ดีมาก) 3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรุง)
2. ความสะอาด ขอ้ มลู มีความ
สวยงาม ข้อมูลถูกตอ้ ง ข้อมูลสว่ นใหญ่ ข้อมูลมคี วาม ถกู ตอ้ งเป็นสว่ น
3. ตรงตอ่ เวลา นอ้ ย
ชัดเจนสมบรู ณ์ ถกู ตอ้ งครบถว้ น ถกู ต้องเป็น ชิ้นงานสว่ นใหญ่
ไมส่ ะอาด
ครบถ้วน บางส่วน ไมเ่ รยี บร้อย
สง่ งานชา้ กวา่
ชน้ิ งานสะอาด ชน้ิ งานสะอาด ชนิ้ งานบางส่วน กำหนดเกิน 2 วัน

เรยี บรอ้ ย สวยงาม เรียบรอ้ ย มรี อย ไมส่ ะอาด

ไม่มรี อยขีดลบ ขดี ลบน้อย เรยี บร้อย

สง่ งานตรงเวลาท่ี สง่ งานช้ากว่า ส่งงานชา้ กว่า

กำหนด กำหนด 1 วนั กำหนด 2 วนั

แบบสงั เกตพฤตกิ รรมดา้ นเจตคติ

คำชแ้ี จง ให้ผ้สู อนประเมินจากการสงั เกตพฤติกรรมดา้ นเจตคตใิ นระหว่างเรียนในขณะปฏบิ ตั กิ ิจกรรม
โดยให้

ระดบั คะแนนลงในตาราง โดยขดี / ลงในชอ่ งที่ตรงกบั ระดบั คะแนน
เกณฑ์การใหค้ ะแนน 4 = ดีมาก 3 = ดี 2 = พอใช้ 1 = ปรบั ปรุง

เลข รหสั ชอื่ –สกุล ประเดน็ การประเมิน/ระดับคะแนน รวม
ท่ี นกั ความถูกต้อง ความสะอาด ตรงต่อเวลา 12
เรยี น 432143214321 คะแนน

1
2
3
4
5
6
7
8
9

คะแนนเฉลี่ย..............คะแนน

ลงชอ่ื ............................................ ผู้สอน
(นางสาวสรชา รชตธนวนั ต์)
นกั ศกึ ษาฝกึ ประสบการณ์

วนั ท่ี ....... เดือน .................... พ.ศ. ……....

เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนการประเมินระดับคณุ ภาพ มรี ายละเอยี ดดังน้ี
ช่วงคะแนน 10-12 หมายถึง ระดับคุณภาพดีมาก
ชว่ งคะแนน 7-9 หมายถงึ ระดบั คณุ ภาพดี
ชว่ งคะแนน 4-6 หมายถงึ ระดับคุณภาพพอใช้
ชว่ งคะแนน ต่ำกวา่ 3 หมายถึง ระดับคุณภาพปรับปรุง

เกณฑก์ ารผ่าน ไดร้ ะดบั คุณภาพดีข้นึ ไปถอื วา่ ผ่านเกณฑ์

เกณฑ์การประเมนิ พฤติกรรมดา้ นเจตคติ

ประเดน็ การ ระดับคะแนน

ประเมนิ 4 (ดีมาก) 3 (ด)ี 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรงุ )

1. มีวนิ ัย จดั ระเบียบวนิ ัยการ จดั ระเบียบวนิ ัย จัดระเบียบวนิ ยั ไม่มรี ะเบยี บวินยั ใน

ทางาน ปฏิบัตติ าม การทางาน ปฏบิ ัติ การทางาน ปฏบิ ตั ิ การทางาน และไม่

กฎระเบยี บตาม ตามกฎระเบียบ ตามกฎระเบียบ ปฏิบัตติ าม

ขอ้ ตกลงในการ ตามขอ้ ตกลงใน ตามขอ้ ตกลงใน กฎระเบยี บตาม

ทางาน และทา การทางาน และ การทางาน แต่ ขอ้ ตกลงในการ

กจิ กรรมไดอ้ ย่าง ทากจิ กรรมได้ ขาดความละเอียด ทางาน

ละเอยี ดดมี าก อย่างละเอยี ดดี ในการทางาน

2. มคี วามใฝ่ ปฏบิ ัตกิ จิ กรรม ปฏบิ ตั กิ ิจกรรม ปฏิบตั กิ จิ กรรม ปฏิบตั กิ ิจกรรม

รู้ใฝ่เรียน ศกึ ษาข้อมลู ได้ ศกึ ษาข้อมูลได้ ศึกษาข้อมูลได้ ศกึ ษาข้อมลู ไดไ้ ม่

ถกู ตอ้ งครบถ้วน ถูกต้องครบถ้วน ถกู ต้องครบถว้ น ถูกตอ้ งครบถว้ น

เสร็จทนั เวลา และ เสร็จเกินเวลา 1-5 เสรจ็ เกินเวลา 5- ทางานไม่เสร็จ

ส่งผลงานทนั ตาม นาที แตส่ ่งผลงาน 10 นาที แต่สง่ ผล ทนั เวลา และสง่ ผล

เวลาทีก่ าหนด ทนั ตามเวลาที่ งานล้าชา้ ไมเ่ ปน็ ไป งานไม่ทนั ตามเวลา

กาหนด ตามเวลาทก่ี าหนด ที่กาหนด

3. มงุ่ มัน่ ใน มีกระบวนการ มกี ระบวนการ มีกระบวนการ มกี ระบวนการ

การทางาน แสวงหาความรู้จาก แสวงหาความรู้ แสวงหาความรู้ แสวงหาความรจู้ าก

การสืบคน้ ขอ้ มลู จากการสืบค้น จากการสบื คน้ การสืบคน้ ขอ้ มลู

หรือทดลอง ขอ้ มูลหรือทดลอง ขอ้ มูลหรือทดลอง หรอื ทดลอง แต่

รวบรวมข้อมลู อย่าง รวบรวมข้อมลู รวบรวมข้อมูล รวบรวมขอ้ มลู ไม่

เพยี งพอก่อนจะลง อยา่ งเพียงพอกอ่ น อยา่ งเพยี งพอตอ่ เพยี งพอตอ่ การ

ขอ้ สรุป อธบิ ายหรอื จะลงข้อสรุป การอธิบายหรือลง อธิบายหรอื ลง

แสดงความคิดเห็น อธบิ ายหรอื แสดง ข้อสรุป ข้อสรุป

ได้อยา่ งมีเหตุผล ความคดิ เห็นได้

และเป็นระบบ อยา่ งมีเหตุผล

แบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลมุ่

คำชี้แจง ให้ผู้สอนประเมินจากการสังเกตทักษะกระบวนการกลุ่มในระหว่างเรียนในขณะปฏิบัติ
กิจกรรมโดยให้

ระดบั คะแนนลงในตาราง โดยขดี / ลงในช่องทีต่ รงกับระดบั คะแนน
เกณฑ์การใหค้ ะแนน 4 = ดีมาก 3 = ดี 2 = พอใช้ 1 = ปรบั ปรุง

ประเด็นการประเมนิ /ระดับคะแนน รวม
8
เลข รหสั ชอื่ –สกลุ สบื คน้ ข้อมูลไดอ้ ยา่ งมี การวางแผนการทำงาน คะแนน
ที่ นัก ระบบ
เรียน 8

4 3 2 1 4 3 21

1
2
3
4
5
6
7
8
9

คะแนนเฉลยี่ ..............คะแนน

ลงชอ่ื ............................................ ผสู้ อน
(นางสาวสรชา รชตธนวนั ต์)
นกั ศกึ ษาฝึกประสบการณ์

วันท่ี ........ เดอื น ................... พ.ศ. …….

เกณฑก์ ารให้คะแนนประเมินระดบั คุณภาพ มีรายละเอียดดงั น้ี
ช่วงคะแนน 7-8 หมายถึง ระดบั คณุ ภาพดีมาก
ชว่ งคะแนน 5-6 หมายถงึ ระดบั คุณภาพดี
ชว่ งคะแนน 3-4 หมายถงึ ระดบั คุณภาพพอใช้
ช่วงคะแนน ตำ่ กว่า 2 หมายถงึ ระดบั คณุ ภาพปรบั ปรงุ

เกณฑก์ ารผ่าน ไดร้ ะดับคณุ ภาพดีขน้ึ ไปถอื วา่ ผา่ นเกณฑ์

เกณฑ์การประเมนิ พฤติกรรมการทำงานกลมุ่

ประเด็นการ ระดบั คะแนน
ประเมนิ
4 (ดีมาก) 3 (ดี) 2 (พอใช)้ 1 (ปรับปรงุ )
1. สืบคน้ ข้อมูลได้ ข้อมูล เน้ือหา
อย่างมีระบบ ขอ้ มลู เนอ้ื หาสาระ ขอ้ มลู เนื้อหา ข้อมลู เนอ้ื หาสาระ สาระที่สืบคน้
ถูกตอ้ ง แตย่ งั ขาด
2. การวางแผน ทส่ี บื คน้ ถูกตอ้ ง มี สาระท่ีสบื ค้น ที่สืบคน้ ถูกตอ้ ง แต่ ความสมั พนั ธ์และ
ทำงาน การเชอ่ื มโยงกนั
ความสมั พันธ์และ ถูกตอ้ ง มีความ ไม่ค่อยสัมพันธ์และ มกี ารวางแผนการ
ทำงานที่ไมเ่ ป็น
เชอื่ มโยงกันได้ สมั พันธแ์ ละ เช่ือมโยงกนั ระบบ และไม่มี
ขน้ั ตอนในการ
อย่างชดั เจน ดมี าก เช่อื มโยงกนั ดี ทำงาน

มีการวางแผนการ มีการวาง มีการวางแผนการ

ทำงานอย่างมี แผนการทำงาน ทำงานทไี่ ม่เป็น

ระบบ มขี ้นั ตอน อยา่ งมีระบบ มี ระบบ และข้นั ตอน

ครบถ้วนดมี าก ขั้นตอน ในการทำงานยังไม่

ครบถ้วน เป็นระบบ

แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 16

กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ รายวิชาชวี วิทยา 4 ช้ันมัธยมศกึ ษาปที ่ี 5
หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 ระบบหายใจ เวลาเรยี น 12 ชัว่ โมง
ชอ่ื แผนการจดั การเรยี นรู้ การหายใจ จานวนเวลา 1 ช่ัวโมง
วัน..........เดือน................พ.ศ. ................. ผสู้ อน นางสาวสรชา รชตธนวันต์

1. มาตรฐานการเรียนรู้ /สาระชีววิทยา
สาระชีววิทยา 4 เข้าใจการย่อยอาหารของสัตว์และมนุษย์ รวมทั้งการหายใจและการ

แลกเปลี่ยนแก๊สการลาเลยี งสารและการหมุนเวียนเลือด ภูมิคุ้มกันของร่างกาย การขับถ่าย การรับรู้
และการตอบสนองการเคลือ่ นท่ี การสบื พนั ธุแ์ ละการเจรญิ เตบิ โต ฮอร์โมนกบั การรกั ษาดุลยภาพ และ
พฤติกรรมของสตั ว์ รวมทั้งนาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์

2. สาระสาคัญ
การหายใจปกติของมนุษย์เกิดจากการเปลี่ยนแปลงความดันอากาศภายในปอดโดยการ

ทางานรว่ มกนั ของกล้ามเนื้อกะบังลมและกล้ามเน้ือระหว่างกระดูกซ่ีโครง และควบคุมโดยสมองส่วน
พอนส์ และเมดัลลาออบลองกาตา ระบบหายใจมีความสาคัญต่อการดารงชีวิต เพื่อไม่ให้เกิดความ
ผดิ ปกติทเี่ กี่ยวขอ้ งกับระบบหายใจ ดงั นนั้ จึงควรมีการดูแลรกั ษาระบบหายใจให้ทางานเป็นปกติ

3. ผลการเรยี นรู้
อธบิ ายการทางานของปอดและทดลองวัดปรมิ าตรของอากาศในการหายใจออกของมนษุ ย์

4. สาระการเรียนรู้
1. โครงสรา้ งการทางานของอวัยวะท่ีเกี่ยวข้องกบั การหายใจเข้าและการหายใจออก
2. การควบคมุ การหายใจของมนุษย์และการรกั ษาดุลยภาพกรด-เบสในเลือด
3. สาเหตุ อาการ แนวทางการป้องกนั โรคทเี่ กดิ จากความผิดปกติของระบบหายใจ

5. จุดประสงค์การเรียนรู้
ด้านความรู้ (K)
1. นักเรยี นสามารถสงั เกต และอธบิ ายการทางานของอวัยวะท่เี กี่ยวขอ้ งกบั การหายใจเข้า

และหายใจออก และทดลองวดั ปรมิ าตรของอากาศในการหายใจออกของมนุษยไ์ ด้
2. นักเรียนสามารถสืบค้นข้อมูล และอธิบายการควบคุมการหายใจของมนุษย์และการ

รักษาดุลยภาพกรด-เบสในเลอื ดได้

3. นกั เรยี นสามารถสืบค้นข้อมลู และนาเสนอสาเหตุ อาการ แนวทางการปอ้ งกนั โรคท่ีเกิด
จากความผิดปกตขิ องระบบหายใจได้

ด้านทักษะกระบวนการ (P)
1. การสังเกต การวัด
2. การลงความเหน็ จากข้อมูล
3. การจัดกระทาและสอ่ื ความหมายขอ้ มูล
4. การทดลอง

ด้านเจตคติ (A)
1. มวี ินัย
2. ใฝเ่ รยี นรู้
3. อยู่อย่างพอเพียง
4. มุ่งมน่ั ในการทางาน
5. มีจิตสาธารณะ

6. สมรรถนะสาคัญของผเู้ รยี น
1. ความสามารถในการสอื่ สาร
2. ความสามารถในการคดิ
3. ความสามารถในการแกป้ ัญหา
4. ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวติ
5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี

7. คณุ ลักษณะของผู้เรยี นใรศตวรรษท่ี 21 (3R 8C)

3R คือทกั ษะพ้นื ฐานทีจ่ าเป็น ปรากฏในแผนการจัดการเรยี นรู้ (กาเคร่ืองหมาย / )

Reading คอื สามารถอ่านออก /

(W)Riteing คือ สามารถเขยี นได้ /

(A)Rithmatic คอื มที ักษะในการคานวณ

8C ทกั ษะตา่ งๆทจี่ าเป็น

Critical thinking and problem solving (มที ักษะในการคดิ /

วเิ คราะห์ การคิดอยา่ งมีวจิ ารณญาณ และแก้ไขปัญหาได)้

Creativity and innovation (คิดอย่างสร้างสรรค์ คิดเชิง

นวตั กรรม)

Cross-cultural understanding (ความเข้าใจความแตกตา่ ง /
ทางวัฒนธรรม กระบวนการคิดขา้ มวฒั นธรรม) /
Collaboration teamwork and leadership (ความร่วมมือ /
การทางานเปน็ ทมี และภาวะผู้นา)
Communication information and media literacy /
(ทักษะในการสือ่ สาร และการรูเ้ ทา่ ทันส่อื )
Computing and IT literacy (ทกั ษะการใชค้ อมพวิ เตอร์)
Career and learning skills (ทักษะทางอาชีพ และการ
เรยี นรู้)
Compassion (มีคณุ ธรรม มีเมตตา กรณุ า มีระเบยี บวินัย)

8. ชนิ้ งานหรอื ภาระงาน
8.1 ช้นิ งาน
- แบบบันทึกกิจกรรม เร่อื ง การหายใจ
8.2 ภาระงาน
- สมดุ บนั ทึกประสบการณ์การเรยี นรู้ สรุปสาระสาคัญของเร่อื งที่เรียน
- แบบทดสอบเรอ่ื ง การหายใจ

9. กิจกรรมการจัดการเรียนรู้ (รูปแบบการสอนแบบ 5E)
ครจู ดั กิจกรรมการเรียนรู้โดยมขี ้ันตอนดังตอ่ ไปน้ี

ข้ันท่ี 1 สรา้ งความสนใจ (Engagement) 10 นาที
1.1 ครูนาเขา้ สู่บทเรียนโดยนาเหตุการณป์ ัจจุบันเกย่ี วกบั โรคท่เี ก่ียวขอ้ งกับระบบหายใจ

หรือสถิติของผู้ป่วยโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบหายใจจากกระทรวงสาธารณสุข โดยใช้คาถามนาว่าโรค
เกี่ยวกบั ระบบหายใจมีโรคอะไรบา้ ง และมีสาเหตมุ าจากอะไร

ขัน้ ที่ 2 สารวจและค้นหา (Exploration) 35 นาที
2.1 ครูให้นักเรียนสืบค้นข้อมูลความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับระบบหายใจดังรูป 14.19

จากหนังสือเรียนและแหล่งเรยี นรูต้ ่าง ๆ โดยให้นักเรียนศึกษาและอภิปรายถึงสาเหตุ อาการของโรค
วิธีการแพร่กระจาย และวธิ ีป้องกันตนเองไม่ใหเ้ ปน็ โรค แล้วให้นกั เรียนตอบคาถามในหนงั สอื เรยี น

- เพราะเหตุใด ในขณะที่ผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพองออกกาลังกายอย่างหนัก ร่างกาย
อาจได้รับ O2 ไมเ่ พยี งพอ

(ในผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพอง ผนังของถุงลมจะถูกทาลายทาให้ผนังถุงลมทะลุถึงกัน
และมีพื้นท่ผี วิ ส่าหรบั แลกเปลยี่ นแก๊สลดลง ในขณะออกกาลังกายอยา่ งหนักร่างกายจะมีเมแทบอลิซึม
สงู ข้ึนต้องการ O2 เพม่ิ สูงขนึ้ รา่ งกายจึงอาจไดร้ ับ O2 ไมเ่ พียงพอ)

- การสูบบุหรี่มีผลเสียต่อร่างกายอย่างไร ประเทศไทยมีนโยบายในการลดการสูบ
บหุ ร่ีอย่างไรบ้าง

(ผู้ที่สูบบุหรีจ่ ะได้รับสารเสพติดและสารพิษท่ีมีผลต่อระบบหายใจ ระบบหมุนเวยี น
เลือด และระบบประสาท ควันบุหรี่ทาให้เกิดการระคายเคืองต่อตา จมูก คอ และปอด อีกทั้งยังเพม่ิ
ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคถุงลมโป่งพอง โรคภูมิแพ้ รวมถึงโรคมะเร็งปอด ซึ่งอาจสง่ ผลต่อร่างกายถึง
ขั้นเสียชวี ิต นอกจากจะส่งผลต่อคนที่สูบบุหรี่โดยตรงแลว้ ยังมีผลต่อบุคคลข้างเคียงที่สดู ดมเอาควนั
บุหรี่หรือสูดกลิ่นควันที่ตกค้างจากสิ่งแวดล้อม เช่น เสื้อผ้า ม่าน และเฟอร์นิเจอร์ เข้าไปโดยเฉพาะ
ทารกหรือเด็กจะมคี วามเสย่ี งเพิ่มข้นึ )

สาหรับคาตอบของนกั เรียนเกีย่ วกับนโยบายในการลดการสูบบุหร่ีอาจมไี ด้หลากหลาย
ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่นักเรียนสืบค้นได้ เช่น กาหนดคาเตือนบนซองบุหรี่ ควบคุมภาษี ห้ามขายหรือให้
ผลิตภัณฑ์ยาสูบแก่บุคคลที่มีอายุต่ากวา่ 20 ปีกาหนดพ้ืนท่ีห้ามสูบบุหร่ี ผู้ฝ่าฝืนสูบบุหรี่ในเขตปลอด
บุหร่ีจะถกู ปรบั ข้ันต่า 5,000 บาท หา้ มโฆษณาสอ่ื สารการตลาดผลติ ภัณฑ์ยาสบู ในทุกรูปแบบ)

- การออกกาลังกายอยา่ งสมา่ เสมอส่งผลดตี อ่ ระบบหายใจอยา่ งไร
(การออกกาลังกายอย่างสม่าเสมอมีประโยชน์ตอ่ ระบบหายใจ โดยช่วยให้ปอดและ
กล้ามเนื้อต่าง ๆ มีความแข็งแรงมากขึ้น ส่งผลให้ปริมาตรของอากาศในปอดเพิ่มขึ้นสามารถ
แลกเปลี่ยนแก๊สได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้การออกกาลังกายยังช่วยป้องกันโรคหลอดเลือด
หวั ใจตบี ตนั ทาให้สมรรถภาพการทางานของหัวใจดีขึน้ )
ขัน้ ท่ี 3 ข้ันอธบิ ายและลงข้อสรุป (Explanation) 30 นาที
3.1 ครูให้นักเรียนทากิจกรรมเสนอแนะความผิดปกติที่เก่ียวข้องกับระบบหายใจ โดย
แจ้งจุดประสงค์กับนักเรียน 1. สืบค้นข้อมูล อภิปราย และนาเสนอข้อมูลเกี่ยวกับความผิดปกติท่ี
เกยี่ วขอ้ งกับระบบหายใจ 2. นาความรทู้ ไ่ี ดไ้ ปใชใ้ นการดแู ลรกั ษาสุขภาพของตนเองและผูอ้ ่นื
3.2 ครูควรให้นักเรียนทางานเป็นกลุ่มในการสืบค้นข้อมูลความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกบั
ระบบหายใจจากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ที่หลากหลาย โดยให้นักเรียนเลือกหัวข้อตามที่สนใจ ทั้งนี้
สถานการณ์ที่กาหนดให้ครูอาจปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในทอ้ งถิน่ หรือสถานการณ์ใน
ขณะนั้นเพ่ือให้นักเรียนได้ตระหนักถึงความสาคัญของการดูแลสุขภาพต่อระบบหายใจ ตลอดจน
ผลกระทบจากปัจจยั ตา่ ง ๆ ต่อตนเองและผอู้ ื่น เชน่ การสบู บหุ รี่ ในการประเมนิ ผล
ขน้ั ท่ี 4 ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) 15 นาที

4.1 ครูให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Hyperventilation syndrome คือ ภาวะที่ผู้ป่วย
หายใจเร็วและลึกทาใหม้ ีปริมาณ CO2 ในเลอื ดลดลง เลอื ดจึงมคี วามเป็นเบส สง่ ผลให้เกิดการหดตัว
ของหลอดเลือดทไ่ี ปเล้ียงสว่ นต่าง ๆ ของรา่ งกาย ทาให้เกิดอาการเวยี นศรี ษะ หนา้ มืด ตาพร่ามัว หัว
ใจเต้นเรว็ ใจสั่น มือเทา้ เยน็ ชาตามแขนตามขา หรอื มอี าการกล้ามเนื้อเกรง็ น้วิ มอื จีบเข้าหากัน บาง
รายเปน็ ลมหมดสติได้

4.2 ครูยงั เพิม่ เติมเกีย่ วกับการปฐมพยาบาลเบอ้ื งต้นทาโดยการปรับให้หายใจช้าลงหรือ
การใช้ถุงกระดาษครอบทั้งปากและจมูก เนื่องจากภาวะ hyperventilation syndrome นี้ทาให้มี
การหายใจหอบเร็วและลกึ ส่งผลให้ CO2 ในเลือดลดต่าลง ปริมาณ H+ ในเลือดลดลง เลือดมีสภาพ
เปน็ เบส สมดลุ ของกรด-เบสในเลือดเปลย่ี นไป การปฐมพยาบาลเบื้องตน้ โดยการปรับให้หายใจช้าลง
หรือการใช้ถุงกระดาษครอบทั้งปากและจมกู จะทาให้ร่างกายได้รับ CO2 จากการหายใจเข้ามากข้ึน
ปรมิ าณ H+ ในเลือดเพิ่มมากขึน้ ความเปน็ กรด-เบสในเลือดจึงเข้าสูภ่ าวะสมดลุ

ขั้นท่ี 5 ขั้นประเมนิ ผล (Evaluation) 10 นาที
5.1 นักเรยี นร่วมกันสรปุ เน้ือหาสาระ โดยการต้งั คาถามตอ่ ไปน้ี
5.1.1 เพราะเหตุใด ในขณะที่ผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพองออกกาลังกายอย่างหนัก

ร่างกายอาจไดร้ ับ O2 ไม่เพียงพอ
5.1.2 การออกกาลงั กายอยา่ งสม่าเสมอสง่ ผลดีต่อระบบหายใจอย่างไร

5.2 ครใู หข้ ้อสรุปเพิ่มเติม
5.3 นักเรียนร่วมกันวิเคราะห์กระบวนการทางานกลุ่มร่วมกัน บอกข้อดี ข้อเสีย หรือ
ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับกิจกรรมเรียนรู้ ครูแนะนาให้ทุกคนควรเปิดใจยอมรับฟงั ความคิดเห็นเหล่าน้ีวา่
เป็นสิง่ ทีด่ ี และควรนาไปปรับปรุงแก้ไขเพอื่ พัฒนางานและพัฒนาตนเองตอ่ ไป
5.4 นักเรยี นรว่ มประเมนิ การจัดกิจกรรม โดยอภิปรายสะทอ้ นความคิดเหน็
5.5 ครูชื่นชมในความร่วมมือของนักเรียนทุกคน และให้กาลังใจนักเรียนในการร่วม
กิจกรรมการเรียนรใู้ นวนั นี้

10. สอื่ การเรยี นรู/้ แหล่งเรยี นรู้
10.1 สื่อการเรียนรู้
1. หนังสอื เรียนรายวิชาเพม่ิ เติม ชีววิทยา เลม่ 4
2. ส่ือนาเสนอ Power Point เร่ือง การหายใจ
3. หลอดฉดี ยาพลาสตกิ ใส ขนาด 50 mL
4. ลกู โป่ง
5. จกุ ยางเบอร์ 13 ที่มรี ตู รงกลาง 1 รู

6. ขวดพลาสติกใสขนาดความจุ 5 L
7. ถว้ ยตวงขนาด 500 mL
8. ปากกาสาหรบั ทาเครอื่ งหมาย
9. สายยางขนาดเสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลาง 1 cm ยาว 60 cm
10. กะละมังพลาสตกิ ขนาดความสูง 15-20 cm
10.2 แหล่งเรียนรู้
1. อินเทอรเ์ น็ต จากเว็บไซต์ต่างๆ
2. ห้องสมดุ โรงเรยี นสวายวิทยาคาร
3. ห้องปฏิบตั กิ ารทางชวี วิทยา

11. การวัดและประเมนิ ผล วธิ กี ารวดั เคร่อื งมือทใี่ ช้ในการวดั เกณฑก์ ารประเมิน
ส่ิงท่ตี อ้ งการวัด

1. ด้านความรู้ (K) - ตรวจบันทกึ ประสบ 1.1 แบบบนั ทกึ กจิ กรรม - ทาแบบบนั ทกึ

1.1 โครงสรา้ งการทางาน การณเ์ รือ่ ง การหายใจ 1.2 แบบทดสอบคาถาม กจิ กรรมไดถ้ ูกตอ้ ง
ของอวัยวะทเี่ กี่ยวขอ้ งกับการ ในหนังสือเรยี น ระดบั คุณภาพดีขน้ึ
หายใจเข้าและการหายใจ ไปถอื วา่ ผา่ นเกณฑ์

ออก

1.2 การควบคมุ การหายใจ

ของมนุษยแ์ ละการรักษาดลุ ย

ภาพกรด-เบสในเลอื ด

1.3 สาเหตุ อาการ แนว

ทางการปอ้ งกันโรคท่เี กิดจาก

ความผดิ ปกติของระบบ

หายใจ

2. ด้านทักษะกระบวนการ (P) พิจารณาจากประเด็น - แบบประเมนิ ทกั ษะ - มพี ฤตกิ รรมการ

2.1 การสงั เกต การจาแนก การประเมิน ดังนี้ ปฏบิ ตั กิ ารทดลอง ทางานกลุ่มใน
ประเภท และการลงความเหน็ ระดับคุณภาพดีข้ึน
จากข้อมูล 1) เนอื้ หาสอดคลอ้ งกับ - แบบประเมนิ ชิ้นงาน/ ไปผ่านเกณฑ์
หัวข้อ ผลงาน

2.2 ความรว่ มมือ การทางาน 2) การสรปุ ความรู้

เป็นทมี และภาวะผนู้ าจากการ 3) การเขยี นสอ่ื ความ
ทากิจกรรมหรอื การศึกษาวีดิ
ทศั น์ 4) ประโยชนข์ องการ
นาข้อมลู ไปใช้

3. ดา้ นเจตคติ (A) - สังเกตพฤตกิ รรมการ - แบบสังเกตพฤติกรรม - มีพฤตกิ รรมด้าน
ทางานกล่มุ ด้านเจตคติ เจตคติ ในระดบั
3.1 ความอยากรู้อยากเหน็ - สงั เกตพฤตกิ รรมการ คุณภาพดีขึน้ ไป
นาเสนอ ผ่านเกณฑ์
3.2 ความเช่อื มน่ั ตอ่ หลักฐาน
เชิงประจักษ์

12. บันทึกผลหลงั กระบวนการจัดการเรียนรู้

1. ผลการจัดการเรียนร้ทู ี่เกิดขน้ึ กับผเู้ รยี น
ด้านความรู้ (K)

................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ด้านทักษะกระบวนการ (P)
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ด้านเจตคติ (A)
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
2. ปัญหาและอุปสรรค
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
3. แนวทางการแกไ้ ข
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ลงชื่อ......................................................
(นางสาวสรชา รชตธนวนั ต์)

นักศึกษาฝึกประสบการณว์ ิชาชพี ครู
วันท่ี ..... เดือน .................. พ.ศ. ……..

ใบงาน
เรื่อง ระบบหายใจของมนษุ ย์

ชอ่ื -สกุล……………………………………………………………………………………ชัน้ ……………เลขท…่ี ……...

1. จงใส่เครื่องหมายถูก (√) หน้าข้อความที่ถูกต้อง ใส่เครื่องหมายผิด (×) หน้าข้อความที่ไม่
ถูกต้อง และขีดเสน้ ใตเ้ ฉพาะคา หรือสว่ นของข้อความที่ไมถ่ ูกต้อง และแกไ้ ขข้อความโดยตัดออก
หรือเตมิ คา หรอื ข้อความทีถ่ กู ตอ้ งลงในชอ่ งวา่ ง

.......1.1 บริเวณที่มีการแลกเปลี่ยนแก๊สที่ปอดของมนุษย์คือถุงลม
.......1.2 ท่อลม หลอดลม และหลอดลมฝอยส่วนต้นของระบบหายใจมีกระดูกอ่อนค้าจุน

เพอ่ื ปอ้ งกันการแฟบของท่อ
.......1.3 ถ้ากะบังลมทะลุจะทาใหก้ ารหายใจเข้าและหายใจออกลึก
.......1.4 ขณะหายใจปกตคิ วามดันและปริมาตรของอากาศภายในปอดมีการเปลี่ยนแปลง

ซง่ึ เกิดจากการทางานของกล้ามเนือ้ กะบงั ลมและกลา้ มเนอื้ หน้าทอ้ ง
.......1.5 ในการหายใจเข้า กะบังลมเคลื่อนที่ต่าลงจากการหดตัวของกล้ามเนื้อกะบังลม

และกระดกู ซ่โี ครงยกสงู ข้นึ จากการหดตวั ของกล้ามเนือ้ ระหว่างกระดกู ซโ่ี ครง
แถบนอก ทาให้ปรมิ าตรในชอ่ งอกเพิม่ ขึน้ ความดนั ภายในปอดลดลง
.......1.6 ในการหายใจออกอย่างแรง (forced breathing) จะมีการหดตวั ของกล้ามเน้อื
หน้าท้องและกล้ามเนอื้ ระหวา่ งกระดกู ซี่โครงแถบในมาทางานร่วมกัน
.......1.7 การหายใจเข้าและการหายใจออกเกิดขึ้นได้อย่างเป็นจังหวะสมา่ เสมอท้ังในยาม
หลบั และต่นื เนือ่ งจากการควบคมุ ของสมองส่วนไฮโพทาลามัส
.......1.8 การกล้นั หายใจขณะดานา้ สว่ นของสมองทท่ี าหน้าที่เพิม่ ขนึ้ คือเซรีบรัลคอรเ์ ทกซ์
และไฮโพทาลามัส
.......1.9 การหายใจชว่ ยรักษาดุลยภาพของกรด-เบสในรา่ งกายโดยการขับ CO2 ออก
.......1.10 ภายในปอดของผปู้ ว่ ยที่เป็นโรคปอดบวมซง่ึ มีของเหลวในถงุ ลมเพม่ิ ขนึ้ จะมีพน้ื ท่ี

ผิวสาหรับการแลกเปลยี่ นแกส๊ ลดลง

บันทึกความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะของครูพ่ีเลี้ยง

................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ลงชือ่ ………………………………………………
(นางสริ ิกานต์ วายโศรก)
ครูพเ่ี ล้ียง

วันที่ .......เดือน .....................พ.ศ. .......

บนั ทกึ ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะของหัวหนา้ กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ลงช่ือ………………………………………………
(นางสาววราพร จติ ร์เดียว)

หัวหน้ากลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์
วนั ที่ ......เดอื น ....................พ.ศ. .........

บนั ทกึ ความคดิ เหน็ /ข้อเสนอแนะของฝ่ายวชิ าการ
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ลงชอ่ื ………………………………………………
(นางสิรกิ านต์ วายโศรก)

หัวหน้ากลมุ่ บริหารวิชาการ
วนั ท่ี .......เดือน ....................พ.ศ. ........

บันทึกความคิดเหน็ /ขอ้ เสนอแนะของรองผ้อู านวยการโรงเรยี น
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ลงชอ่ื ………………………………………………
(นายประหยัด เขียวหวาน)

รองผู้อานวยการโรงเรยี นสวายวทิ ยาคาร
วนั ท่ี ......เดือน ....................พ.ศ. ........

บนั ทึกความคิดเหน็ /ข้อเสนอแนะของผู้อานวยการโรงเรยี น
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ลงช่อื ………………………………………………
(นางสาวทองใบ ตลับทอง)

ผูอ้ านวยการโรงเรยี นสวายวทิ ยาคาร
วนั ที่ .......เดอื น .....................พ.ศ. ........

แบบบันทกึ คะแนนใบงาน

เรื่อง นกั เรยี นชั้น มัธยมศกึ ษาปีที่ 5

คาช้ีแจง ใหผ้ สู้ อนตรวจใหค้ ะแนนใบงานของนักเรยี นแล้วขดี / ลงในชอ่ งท่ตี รงกบั ระดบั คะแนน

เลข รหสั ชอื่ –สกุล ประเดน็ การประเมิน/ระดับคะแนน รวม
ท่ี นัก ความถกู ตอ้ ง ความสะอาด ตรงต่อเวลา 12
เรียน 432143214321 คะแนน

1
2
3
4
5
6
7
8
9

คะแนนเฉล่ีย..............คะแนน

ลงชอ่ื ............................................ ผู้สอน
(นางสาวสรชา รชตธนวันต์)
นักศกึ ษาฝกึ ประสบการณ์

วนั ท่ี ....... เดือน ................. พ.ศ. ……...

เกณฑ์การให้คะแนนการประเมินระดับคุณภาพ มีรายละเอยี ดดงั น้ี
ชว่ งคะแนน 10-12 หมายถงึ ระดบั คุณภาพดีมาก
ชว่ งคะแนน 7-9 หมายถึง ระดบั คณุ ภาพดี
ชว่ งคะแนน 4-6 หมายถงึ ระดบั คณุ ภาพพอใช้
ชว่ งคะแนน ตา่ กว่า 3 หมายถึง ระดับคุณภาพปรับปรุง

เกณฑ์การผ่าน ได้ระดับคณุ ภาพดขี ึ้นไปถือว่าผา่ นเกณฑ์

เกณฑ์การประเมินการตรวจชน้ิ งาน

รายการประเมิน ระดับคณุ ภาพ
1. ความถกู ต้อง
4 (ดมี าก) 3 (ด)ี 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรงุ )
2. ความสะอาด ขอ้ มลู มีความ
สวยงาม ข้อมูลถูกตอ้ ง ขอ้ มูลสว่ นใหญ่ ข้อมูลมีความ ถกู ตอ้ งเปน็ ส่วน
3. ตรงต่อเวลา น้อย
ชัดเจนสมบรู ณ์ ถกู ต้องครบถว้ น ถกู ต้องเปน็ ชนิ้ งานสว่ นใหญ่
ไมส่ ะอาด
ครบถว้ น บางสว่ น ไมเ่ รียบรอ้ ย
สง่ งานชา้ กว่า
ชนิ้ งานสะอาด ชิ้นงานสะอาด ชนิ้ งานบางสว่ น กาหนดเกนิ 2 วัน

เรียบรอ้ ย สวยงาม เรียบร้อย มีรอย ไม่สะอาด

ไม่มีรอยขดี ลบ ขดี ลบนอ้ ย เรยี บร้อย

สง่ งานตรงเวลาที่ ส่งงานชา้ กว่า สง่ งานชา้ กวา่

กาหนด กาหนด 1 วนั กาหนด 2 วัน


Click to View FlipBook Version