The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม 24 - 30 ebook วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by mcu pali, 2021-04-25 01:53:01

พระสุตตันตปิฎก เล่ม 25 - 30 ebook

พระสุตตันตปิฎก เล่ม 24 - 30 ebook วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส

Keywords: พระสุตตันตปิฎก เล่ม 24 - 30 ebook

พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ เล่ม ๔

อนั วา่ ดว้ ยพระสตุ ตันตปฎิ ก

พระเทพสวุ รรณเมธี, รศ.ดร. (สุชาติ กิตฺติปญโฺ /หวลจติ ต)์
ป.ธ.๘, พธ.บ., ศศ.ม., พธ.ด.
รวบรวม เรยี บเรยี ง

มลู นธิ สิ ถาบนั บาฬีศกึ ษาพทุ ธโฆส
มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั
วทิ ยาเขตบาฬีศกึ ษาพทุ ธโฆส นครปฐม

ISBN : ............................

พระไตรปิฎกปริทรรศน์ เลม่ ๔
อันวา่ ดว้ ยพระสตุ ตันตปฎิ ก

ISBN :

อปุ ถัมภก์ ารพมิ พ์
วัดอรณุ ราชวราราม ราชวรมหาวิหาร
แขวงวดั อรณุ เขตบางกอกใหญ่ กรงุ เทพมหานคร

คณะท�ำ งานจัดพมิ พ์ พระราชเวที,
พระเทพปริยัตมิ นุ ,ี รศ.ดร., พระราชรัตนมุน,ี รศ.ดร.,
พระราชรัตนโสภณ, ดร., พระศรสี ทุ ธเิ วที, ผศ.ดร., พระปญั ญารัตนากร, ดร.,
พระศรรี ัตนโมล,ี ดร., พระภาวนาพิศาลเมธ,ี พระมงคลสตุ าคม, ดร.,
พระมหาโกมล กมโล, ผศ.ดร., พระครพู ิพิธวรกิจจานกุ าร, ผศ.ดร., พระมหาชิต านชโิ ต, ผศ.ดร.
พระครูวิศษิ ฎ์สรการ, ดร., พระมหาอุดร สุทธิาโณ, ผศ.ดร., พระมหาปราโมทย์ วิรยิ ธมฺโม, ดร.
พระมหาวัฒนา ปญฺาทีโป, ดร., พระปลัดสมชาย ปโยโค, ดร., พระมหาวจิ ติ ร กลยฺ าณจติ โฺ ต, ผศ.,
พระมหาบญุ เกิด ปญฺาปวุฑฺฒ,ี ผศ.ดร., พระมหาสขุ สันต์ สขุ วฑฒฺ โน, ผศ.ดร., พระประเทอื ง ขนฺตโิ ก,
พระครปู ลดั สมั พพิ ัฒนธรรมาจารย์, ดร., รศ.ดร.เวทย์ บรรณกรกุล ผศ.ดร.วิโรจน์ คุ้มครอง,
ดร.ชยั ชาญ ศรหี าน,ู ดร.ธานี สวุ รรณประทีป, ดร.สพุ ชิ ฌาย์ พรพชิ ณรงค,์
ดร.นวลวรรณ พนู วสพุ ลฉัตร, ดร.สภุ ีร์ ทุมทอง, นายสรุ พล หยกฟา้ วจิ ิตร,
นายสังข์วาล เสริมแก้ว, นายสมบรู ณ์ จารุณะ, นายอติสยะ วงษโ์ สภา,
แมช่ จี ริ าภรณ์ ชวะศริ ิ

คอมพวิ เตอร/์ รปู เล่ม
พระมหาเสฏฐวุฒิ วชิราโณ, ดร., พระมหาวรวทิ ย์ อตเิ มโธ, พระวรวฒุ ิ วรธมโฺ ม (กลนิ่ ภู่),
ดร.สุพิชฌาย์ พรพชิ ณรงค์, นายเฉลิมชัย มาลรี อด

ลิขสิทธิ์
มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตบาฬีศกึ ษาพุทธโฆส นครปฐม

สถานทพี่ ิมพ์
นติ ิธรรมการพิมพ์ ๗๖/๒๕๑-๓ หมู่ ๑๕ ต.บางม่วง อ.บางใหญ่ จ.นนทบรุ ี ๑๑๑๔๐
โทร. ๐-๒๔๐๓-๔๕๖๗-๘, ๐๘๑-๓๐๙-๕๒๑๕ แฟกซ์ : ๐-๒๔๐๓-๔๕๖๘
E-mail : [email protected], [email protected]

พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ (3)

ปป..ธธ..๙๙สส,,มมMMเเ..ดดAA็จ็จ..,,พพPPออhhรรงง..ะะDDคคพพ์์สส.. ถถศศุุททาาาาธธปปสสชชตตนนรรนินิาาาาสสววจจถถงงาาาารรศศบบยย์์นันั ์์((((บบสสสสาาาามมฬฬขขศศีศศีาาึกึกกกััภภษษาาดดษษาา์ิ์ิ พพาาออบบทุุทุปปุ าาธธสสลลโโฆฆี)ี)มม,,สสมมออัคคัหหรราามมเเหหถถาารรบบ))ณณัั ฑฑิิตต



พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ (5)

พระธรรมรตั นดิลก (สมเกียรติ โกวโิ ท)

ป.ธ.๙, พธ.ด. (กติ ตมิ ศักดิ)์ , กรรมการมหาเถรสมาคม,
ผรู้ กั ษาการแทนเจ้าคณะภาค ๙

เจา้ อาวาสวดั อรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร



พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ (7)

อารัมภกถา

พระไตรปฎิ ก เปน็ คมั ภรี ท์ ม่ี คี วามส�ำ คญั มาก เรยี กวา่ เปน็ คมั ภรี ห์ ลกั ของพระพทุ ธศาสนา
เช่นเดียวกับคัมภีร์ไบเบิลของศาสนาคริสต์ คัมภีร์อัลกุรอานของศาสนาอิสลาม พระไตรปิฎก
จึงเปรียบเสมือนตัวแทนขององค์พระบรมศาสดา ดังพุทธพจน์ที่ตรัสกับพระอานนทเถระว่า
โย โว อานนทฺ ธมฺโม จ วินโย จ เทสโิ ต ปญญฺ ตโฺ ต โส โว มมจจฺ เยน สตฺถา แปลวา่ อานนท์
ธรรมท่ีเราแสดงแล้วและวินัยที่เราบัญญัติแล้วแก่เธอท้ังหลาย หลังจากเราล่วงลับไปจะเป็น
ศาสดาของเธอทั้งหลาย

ในประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา ต่างส่งเสริมพระภิกษุสามเณรและพุทธบริษัท
ให้ศึกษาพระไตรปิฎกอย่างจริงจัง เพื่อให้มีความรู้ความแตกฉานในพระพุทธพจน์อันเป็นตัว
พระปริยัติศาสนาได้อย่างถูกต้อง เม่ือศึกษาพระปริยัติศาสนาได้อย่างถูกต้องแล้ว ย่อมเป็น
ปัจจัยส่งเสริมให้เกิดสุปฏิบัติ อุชุปฏิบัติ ญายปฏิบัติ สามีจิปฏิบัติ อันเป็นตัวปฏิบัติศาสนา
ซงึ่ เปน็ เหตใุ หไ้ ดร้ บั ผลคอื ปฏเิ วธศาสนาตามมา ตามทกี่ ลา่ วมาน้ี จะเหน็ ไดว้ า่ เมอ่ื พระปรยิ ตั ธิ รรม
ด�ำ รงอยู่ พระปฏบิ ตั ธิ รรมและพระปฏเิ วธธรรมจงึ จะบงั เกดิ ได้ หากพระปรยิ ตั ธิ รรมอนั ตรธานไป
พระปฏิบัติธรรมและพระปฏิเวธรรมก็หาบังเกิดได้ไม่ เปรียบดังเช่นเมื่อรากไม้ยังดำ�รงอยู่
ดอก และผลของต้นไมก้ ย็ อ่ มผลอิ อกมาได้

พระไตรปิฎกปริทรรศน์ชุดน้ี ได้รวบรวมโดยคณาจารย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ
ราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตบาฬศี กึ ษาพทุ ธโฆส ซง่ึ ไดเ้ สนอขอความอปุ ถมั ภจ์ ากวดั อรณุ ราชวราราม
เพอื่ จัดพิมพ์เผยแผ่เป็นธรรมทาน คณะสงฆว์ ัดอรุณราชวราราม พจิ ารณาแล้ววา่ หนงั สือชดุ น้ี
จะมปี ระโยชนอ์ ยา่ งไพศาลตอ่ การศกึ ษาพระไตรปฎิ กของคณะสงฆแ์ ละพทุ ธศาสนกิ ชน จงึ ไดร้ บั
เป็นเจ้าภาพอุปถัมภ์จัดพิมพ์ครั้งนี้ ขอผลานิสงส์แห่งธรรมทานน้ี จงเป็นพลวปัจจัยส่งผลให้
คณะผจู้ ดั ท�ำ ผอู้ ุปถมั ภ์ และผใู้ ชเ้ รียนใชศ้ กึ ษา ไดป้ ระสบผลอันตนปรารถนาทกุ ท่านเทอญ
พระธรรมรัตนดิลก
(สมเกียรติ โกวโิ ท ป.ธ.๙)
กรรมการมหาเถรสมาคม รักษาการเจา้ คณะภาค ๙
เจา้ อาวาสวัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวหิ าร

(8) พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์

บทน�ำ



....... สเทวกสฺส โลกสฺส อตฺถาย หิตาย สุขาย ธมฺโม จ วินโย จ เทสิโต ปญฺตฺโต,
โส ปรยิ ตฺติปฏิปตฺติปฏเิ วธวเสน วิภตเฺ ตสุ ตสี ุ สทฺธมฺเมสุ ปรยิ ตฺตสิ ทฺธมฺโม นาม, ตเทว จ
สาสนฏฺติ ยิ า ปมาณํ, สตเิ ยว หิ ตสมฺ ึ อิตเร อุปฺปชชฺ นตฺ .ิ ๑
พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้แล้ว และพระวินัยที่ทรงบัญญัติไว้
เพ่ือประโยชน์สุขถาวรแก่สัตว์โลกและหมู่ทวยเทพยดาในเทวโลก, ในบรรดาพระสัทธรรมท่ี
จ�ำ แนกออกเป็น ๓ คือ พระปรยิ ตั สิ ทั ธรรม ๑ พระปฏบิ ัติสัทธรรม ๑ พระปฏเิ วธสัทธรรม ๑
พระธรรมวินัยนน้ั ช่ือวา่ พระปรยิ ัติสัทธรรม, กพ็ ระปรยิ ตั สิ ัทธรรมนั้นนัน่ เอง เป็นพระสัทธรรม
ท่สี �ำ คัญ เพ่ือการด�ำ รงม่ันแห่งพระพทุ ธศาสนา, เพราะเมือ่ มพี ระปรยิ ัติสัทธรรม ปฏิบตั ิสัทธรรม
และปฏิเวธสัทธรรม กเ็ กิดมไี ด้ฯ
ดงั ค�ำ ท่ีพระอรรถกถาจารย์กล่าวไว้ในอังคตุ ตรอรรถกถาวา่
“ยาว ติฏฺนฺติ สุตฺตนตฺ า วินโย ยาว ทปิ ปฺ ติ
ตาว ทกฺขนฺติ อาโลกํ สรู เิ ย อพฺภุฏฺ เต ยถา.
ตราบใดที่พระสูตร และพระอภิธรรมพร้อมท้ังพระวินัย ยังต้ังมั่นและรุ่งเรืองอยู่
ตราบนั้น กย็ งั คงปรากฏแสงสว่างอยเู่ หมือนยงั มีพระอาทิตยส์ ่องสวา่ งอยู่ ฉะนนั้
สุตฺตนฺเตสุ อสนเฺ ตสุ, ปมฏุ ฺเ วนิ ยมหฺ ิ จ.
ตโม ภวิสสฺ ติ โลโก, สรู เิ ย อตฺถงคฺ เต ยถา.
เม่ือพระสูตรและพระอภิธรรมไม่มี ท้ังพระวินัยก็เลอะเลือนเสียแล้ว ชาวโลกก็จักมี
ความมืดมน ประดุจดังพระอาทิตยต์ กหมดแสงไปฉะนนั้
สุตฺตนฺเต รกฺขเิ ต สนฺเต, ปฏปิ ตฺติ โหติ รกขฺ ติ า.
ปฏิปตตฺ ยิ ํ ิโต ธีโร, โยคกฺเขมา น ธสํ ต”ี ติ.๒
เมื่อพระสูตรและพระอภิธรรม ท่ีได้รับการรักษายังมีอยู่ การปฏิบัติก็เป็นอันได้รับ
การรักษาไว้ด้วย ผู้เป็นบัณฑิตดำ�รงมั่นในการปฏิบัติแล้ว ย่อมไม่คลาดจากธรรมอันเป็น
แดนเกษมจากโยคะ (พระนิพพาน)

๑๒ นิทานกถา, ฉฏฺ สงฺคตี ิปฏิ ก,ํ ฉบบั สถาบนั บาฬีศึกษาพุทธโฆส, ๒๕๖๓
อง.ฺ เอกก.อฏฺ. ๑๓๐/๘๔

พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ (9)

พระไตรปิฎกเป็นคัมภีร์ท่ีบรรจุคำ�ส่ังสอนทางพระพุทธศาสนาไว้อย่างเป็นระบบ
เป็นหมวดหมู่ เพื่อสะดวกแก่การทรงจำ�และเป็นหลักฐานอ้างอิงสำ�หรับการศึกษาค้นคว้า
พระไตรปฎิ กฉบบั ทจี่ ดั พมิ พเ์ ปน็ ภาษาไทยโดยทวั่ ไปนยิ มจดั พมิ พเ์ ปน็ ชดุ ละ ๔๕ เลม่ ซง่ึ หมายถงึ
ระยะเวลาแห่งการบำ�เพ็ญพุทธกจิ ๔๕ พรรษาของพระพทุ ธองค์ จดั แบ่งออกเปน็ ๓ ปิฎกดว้ ย
กัน คือ๓

๑. พระวินัยปิฎก ว่าด้วยข้อบัญญัติเกี่ยวกับความประพฤติ ความเป็นอยู่
ขนบธรรมเนียม และการดำ�เนินกจิ การตา่ งๆ ของภิกษแุ ละภิกษณุ ี (พระวินยั
ปิฎก ๘ เลม่ : ๑-๘)

๒. พระสุตตันตปิฎก ว่าด้วยพระธรรมเทศนาท่ีทรงแสดงแก่บุคคลต่างๆ โดย
ทั่วไป รวมถึงเทศนาของพระสาวกสำ�คัญบางรูป (พระสุตตนั ตปิฎก ๒๕ เล่ม :
๙-๓๓)

๓. พระอภธิ รรมปฎิ ก วา่ ดว้ ยหลกั ธรรมตา่ งๆ ทอี่ ธบิ ายในแงว่ ชิ าการลว้ นๆ ไมเ่ กย่ี ว
ด้วยบุคคลหรือเหตุการณ์ ไมม่ เี รื่องราวประกอบ (พระอภิธรรมปฎิ ก ๑๒ เล่ม :
๓๔-๔๕)

พระวินัยปฎิ ก แบ่งออกเปน็ ๕ คัมภีร์ คือ
๑. มหาวิภังค์ ว่าด้วยสิกขาบทของภิกษุ ๒๒๗ ข้อที่มาในพระปาติโมกข์ (เล่มที่
๑-๒)
๒. ภิกขุนีวิภังค์ ว่าด้วยสิกขาบทของภิกษุณี ๓๑๑ ข้อที่มาในพระปาติโมกข์
(เล่มท่ี ๓)
๓. มหาวรรค วา่ ดว้ ยสกิ ขาบทนอกพระปาตโิ มกขต์ อนตน้ ๑๐ ขนั ธกะ (เลม่ ที่ ๔-๕)
๔. จุลวรรค ว่าด้วยสิกขาบทนอกพระปาติโมกข์ตอนปลาย ๑๒ ขันธกะ (เล่มท่ี
๖-๗)
๕. ปริวาร ว่าด้วยคำ�ถามคำ�ตอบสำ�หรับซ้อมความรู้เร่ืองพระวินัย ซ่ึงเป็นการ
ทบทวนเนอ้ื หาของ ๔ คัมภรี แ์ รก (เล่มท่ี ๘)

๓ พระไตรปฎิ กฉบบั ธรรมสภา

(10) พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์

พระสตุ ตันตปิฎก แบง่ ออกเปน็ ๕ นิกาย คอื
๑. ทีฆนิกาย รวบรวมพระสูตรท่มี คี วามยาวมากไว้ด้วยกนั (เลม่ ที่ ๙-๑๑)
๒. มชั ฌมิ นกิ าย รวบรวมพระสตู รทม่ี คี วามยาวปานกลางไวด้ ว้ ยกนั (เลม่ ที่ ๑๒-๑๔)
๓. สงั ยตุ ตนกิ าย รวบรวมพระสตู รทมี่ เี นอื้ หาสาระประเภทเดยี วกนั ไวด้ ว้ ยกนั เชน่
รวบรวมเรอื่ งเก่ียวกบั ทา้ วสกั กะไว้ดว้ ยกนั เรยี กว่า สกั กสงั ยุต (เล่มที่ ๑๕-๑๙)
๔. อังคุตตรนิกาย รวบรวมพระสูตรท่ีมีหัวข้อธรรมเท่ากันเอาไว้ด้วยกัน มีชื่อ
เรยี กวา่ นบิ าต นบั จากหมวดพระสตู รทมี่ หี วั ขอ้ ธรรม ๑ ขอ้ เรยี กวา่ เอกกนบิ าต
ไปจนถึงหมวดพระสูตรที่มีหัวข้อธรรม ๑๑ ข้อ เรียกว่า เอกาทสกนิบาต
(เลม่ ท่ี ๒๐-๒๔)
๕. ขทุ ทกนกิ าย จดั แยกพระสตู รทไ่ี มเ่ ขา้ เกณฑท์ งั้ ๔ นกิ ายขา้ งตน้ นนั้ ไวเ้ ปน็ หมวด
เดียวกนั เรียกว่า ขทุ ทกนิกาย มี ๑๕ คัมภีร์ คอื ขุททกปาฐะ ธรรมบท อทุ าน
อิตวิ ตุ ตกะ สุตตนิบาต วิมานวตั ถุ เปตวัตถุ เถรคาถา เถรคี าถา ชาดก นทิ เทส
ปฏสิ ัมภิทามรรค อปทาน พุทธวงศ์ และจริยาปิฎก (เลม่ ที่ ๒๕-๓๓)

พระอภิธรรมปิฎก แบ่งออกเปน็ ๗ คัมภีร์ คือ
๑. สงั คณี หรอื ธมั มสงั คณี รวมขอ้ ธรรมเขา้ เปน็ หมวดหมแู่ ลว้ อธบิ ายทลี ะประเภท
(เลม่ ท่ี ๓๔)
๒. วิภังค์ ยกหมวดธรรมสำ�คัญ ๆ ข้ึนต้ังเป็นหัวเรื่องแล้วแยกแยะออกอธิบาย
ช้แี จงวนิ ิจฉยั โดยละเอยี ด (เลม่ ท่ี ๓๕)
๓. ธาตกุ ถา สงเคราะห์ข้อธรรมตา่ งๆ เขา้ ในขนั ธ์ อายตนะ ธาตุ (เล่มท่ี ๓๖)
๔. ปคุ คลบัญญตั ิ บัญญัติความหมายของบุคคลตามคุณธรรมทม่ี อี ยู่ (เลม่ ที่ ๓๖)
๕. กถาวัตถุ แถลงและวินิจฉัยทัศนะของนิกายต่างๆ สมัยสังคายนาคร้ังท่ี ๓
(เล่มท่ี ๓๗)
๖. ยมก ยกหัวขอ้ ธรรมข้นึ วนิ ิจฉยั ดว้ ยวิธีถามตอบโดยถามย้อนกนั เปน็ ค่ๆู (เลม่ ท่ี
๓๘-๓๙)
๗. ปฏั ฐาน อธบิ ายปจั จยั ๒๔ แสดงความสมั พนั ธเ์ นอื่ งอาศยั กนั แหง่ ธรรมทงั้ หลาย
โดยพสิ ดาร (เลม่ ที่ ๔๐-๔๕)

พระไตรปิฎกปริทรรศน์ ฉบับน้ี รวบรวมเรียบเรียงมาจากบทนำ�ของพระไตรปิฎก
ภาษาไทย มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั เฉลิมพระเกยี รติ สมเด็จพระนางเจ้าสิรกิ ิติ์ พระบรม

พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ (11)

ราชินีนาถ พุทธศักราช ๒๕๓๙ ท้ัง ๔๕ เล่ม วัตถุประสงค์ก็เพื่อจักอำ�นวยประโยชน์แก่นิสิต
ของวทิ ยาเขตบาฬศี กึ ษาพทุ ธโฆส นครปฐม ทม่ี กี ารเรยี นการสอนในรายวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา
ท้ังยังหวังว่าจักเป็นประโยชน์แก่ผู้เพิ่งศึกษาพระไตรปิฎก ท้ังจักเป็นการเพิ่มพูนความรู้แก่
ผ้ทู ี่ได้ศกึ ษามาบา้ งแลว้ ใหม้ ีฉนั ทะยิง่ ข้นึ
ขออนุโมทนาต่อทุกท่านท่ีมีอุตสาหวิริยะ ช่วยจัดทำ�ต้นฉบับจนสำ�เร็จสามารถจัด
พิมพ์ออกเผยแพร่ได้ หวังว่าหนังสือเล่มน้ีคงจักได้อำ�นวยความสะดวกในการสืบค้นสาระของ
พระไตรปิฎกแก่นิสิตหลักสูตรพระไตรปิฎกศึกษาและหลักสูตรอื่น ๆ และอำ�นวยประโยชน์
แก่ผู้ต้องการศึกษาพระไตรปิฎก เพ่ือนำ�ไปต่อยอดในการอ่านและค้นคว้าในฉบับเต็ม คือ
พระไตรปิฎภาษาไทย มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสริ ิกติ ์ิ
พระบรมราชินีนาถ พุทธศักราช ๒๕๓๙ ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ในนามของผู้บริหารกองคัมภีร์
สทั ทาวเิ สส สถาบนั บาฬศี กึ ษาพทุ ธโฆส ในด�ำ รสิ มเดจ็ พระพทุ ธชนิ วงศ์ (สมศกั ด์ิ อปุ สมมหาเถร)
องคส์ ถาปนา จงึ ขออนุโมทนา

๓๐ เมษายน ๒๕๖๔

(12) พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์

คำ�ย่อ คำ�อธบิ ายสัญลักษณ์และคำ�ย่อ
ว.ิ มหา.
วิ.ภกิ ฺขุน.ี พระวนิ ยั ปิฎก
วิ.ม.
วิ.จ.ู ช่อื คมั ภีร์
วิ.ป. = วินยปฏิ ก มหาวิภงคฺ ปาลิ
ค�ำ ย่อ = วนิ ยปฏิ ก ภิกฺขุนีวิภงฺคปาลิ
ที.ส.ี = วนิ ยปิฏก มหาวคฺคปาลิ
ท.ี ม. = วนิ ยปฏิ ก จูฬวคฺคปาลิ
ท.ี ปา. = วนิ ยปฏิ ก ปรวิ ารปาลิ
ม.ม.ู
ม.ม. พระสุตตันตปฎิ ก
ม.อ.ุ
สํ.ส. ชื่อคมั ภรี ์
ส.ํ นิ. = สุตฺตนตฺ ปิฏก ทีฆนกิ าย สลี กขฺ นธฺ วคคฺ ปาลิ
สํ.ข. = สุตฺตนฺตปฏิ ก ทฆี นิกาย มหาวคฺคปาลิ
ส.ํ สฬา. = สตุ ตฺ นฺตปิฏก ทฆี นกิ าย ปาฏิกวคฺคปาลิ
ส.ํ ม. = สุตตฺ นฺตปฏิ ก มชฌฺ ิมนิกาย มูลปณฺณาสกปาลิ
อง.ฺ เอกก. = สตุ ฺตนฺตปิฏก มชฌฺ มิ นิกาย มชฌฺ ิมปณฺณาสกปาลิ
องฺ.ทกุ . = สุตฺตนฺตปฏิ ก มชฌฺ ิมนิกาย อุปรปิ ณณฺ าสกปาลิ
องฺ.ติก. = สตุ ฺตนตฺ ปฏิ ก สํยุตตฺ นกิ าย สคาถวคคฺ ปาลิ
องฺ.จตุกกฺ . = สตุ ฺตนตฺ ปฏิ ก สํยตุ ฺตนกิ าย นิทานวคคฺ ปาลิ
อง.ฺ ปญจฺ ก. = สุตฺตนฺตปิฏก สํยุตตฺ นกิ าย ขนฺธวารวคฺคปาลิ
= สุตตฺ นตฺ ปฏิ ก สยํ ุตฺตนกิ าย สฬายตนวคฺคปาลิ
= สตุ ฺตนฺตปิฏก สํยุตตฺ นกิ าย มหาวารวคฺคปาลิ
= สุตตฺ นฺตปฏิ ก องฺคตุ ฺตรนกิ าย เอกกนบิ าตปาลิ
= สตุ ฺตนฺตปิฏก องคฺ ตุ ตฺ รนิกาย ทกุ นบิ าตปาลิ
= สตุ ฺตนตฺ ปฏิ ก องฺคุตฺตรนกิ าย ติกนิบาตปาลิ
= สตุ ตฺ นฺตปิฏก องคฺ ตุ ตฺ รนิกาย จตกุ กฺ นปิ าตปาลิ
= สุตฺตนฺตปฏิ ก องฺคตุ ฺตรนิกาย ปญฺจกนิปาตปาลิ

พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ (13)

อง.ฺ ฉกกฺ . = สตุ ตฺ นฺตปฏิ ก องคฺ ุตตฺ รนิกาย ฉกกฺ นบิ าตปาลิ
อง.ฺ สตฺตก. = สตุ ตฺ นตฺ ปิฏก องฺคุตฺตรนิกาย สตฺตกนบิ าตปาลิ
องฺ.อฏฺ ก. = สุตฺตนตฺ ปิฏก องคฺ ุตตฺ รนิกาย อฏฺกนิบาตปาลิ
อง.ฺ นวก. = สุตฺตนฺตปิฏก องฺคุตตฺ รนิกาย นวกนปิ าตปาลิ
อง.ฺ ทสก. = สตุ ตฺ นตฺ ปฏิ ก องคฺ ตุ ฺตรนิกาย ทสกนิปาตปาลิ
อง.ฺ เอกาทสก. = สตุ ตฺ นฺตปิฏก องฺคุตฺตรนิกาย เอกาทสกนปิ าตปาล ิ
ขุ.ข.ุ = สตุ ฺตนฺตปิฏก ขทุ ทฺ กนกิ าย ขทุ ทฺ กปาฐปาลิ
ขุ.ธ. = สุตตฺ นตฺ ปิฏก ขุทฺทกนกิ าย ธมฺมปทปาลิ
ขุ.อุ. = สุตฺตนฺตปิฏก ขทุ ทฺ กนกิ าย อุทานปาลิ
ขุ.อิติ. = สุตฺตนฺตปฏิ ก ขุทฺทกนกิ าย อติ วิ ุตตฺ กปาลิ
ข.ุ สุ. = สตุ ตฺ นฺตปฏิ ก ขุทฺทกนิกาย สุตตฺ นิปาตปาลิ
ข.ุ วิ. = สตุ ตฺ นตฺ ปฏิ ก ขทุ ทฺ กนกิ าย วิมานวตถฺ ุปาลิ
ข.ุ เปต. = สตุ ตฺ นตฺ ปฏิ ก ขทุ ทฺ กนิกาย เปตวตถฺ ุปาลิ
ข.ุ เถร. = สตุ ตฺ นตฺ ปฏิ ก ขทุ ฺทกนกิ าย เถรคาถาปาลิ
ข.ุ เถรี. = สุตตฺ นฺตปฏิ ก ขุทฺทกนกิ าย เถรีคาถามปาลิ
ขุ.ชา. = สุตตฺ นฺตปิฏก ขุททฺ กนิกาย ชาตกปาลิ
ขุ.ม. = สตุ ตฺ นตฺ ปิฏก ขุทฺทกนกิ าย มหานทิ ฺเทสปาลิ
ขุ.จู. = สตุ ตฺ นตฺ ปิฏก ขุทฺทกนกิ าย จฬู นทิ เฺ ทสปาลิ
ขุ.ป. = สุตตฺ นฺตปฏิ ก ขทุ ทฺ กนกิ าย ปฏิสมฺภทิ ามคฺคปาลิ
ขุ.อป. = สตุ ตฺ นตฺ ปิฏก ขทุ ทฺ กนกิ าย อปทานปาลิ
ขุ.พุทฺธ. = สตุ ฺตนตฺ ปฏิ ก ขทุ ทฺ กนกิ าย พทุ ธวสํ ปาลิ
ข.ุ จรยิ า. = สตุ ฺตนตฺ ปฏิ ก ขทุ ทฺ กนิกาย จริยาปฏิ กปาลิ

ค�ำ ย่อ พระอภิธรรมปฎิ ก
อภ.ิ สง ฺ
อภิ.วิ. ชือ่ คัมภีร์
อภิ.ธา. = อภิธมมฺ ปฏิ ก ธมมฺ สงฺคณีปาลิ
อภิ.ป.ุ = อภิธมมฺ ปิฏก วิภงฺคปาลิ
= อภิธมมฺ ปฏิ ก ธาตกุ ถาปาลิ
= อภธิ มมฺ ปฏิ ก ปุคฺคลปญฺ ตฺตปิ าลิ

(14) พระไตรปิฎกปริทรรศน ์
อภ.ิ ก.
อภิ.ย. = อภธิ มฺมปฏิ ก กถาวตฺถปุ าลิ
อภ.ิ ป. = อภิธมมฺ ปฏิ ก ยมกปาลิ
= อภิธมมฺ ปฏิ ก ปฏฺ านปาลิ
คำ�ย่อ
เนตฺติ. ปกรณวเิ สส
เปฏฺโก.
มลิ นิ ฺท. ชอ่ื คมั ภรี ์
วสิ ุทธฺ .ิ = เนตฺติปกรณ
= เปฏโฺ กปเทส
ค�ำ ย่อ = มิลนิ ฺทปญหฺ ปกรณ
กงขา.อ. = วสิ ุทธฺ ิมคฺคปกรณ
วิ.สงฺคห.
วิ.นจิ ฺฉย. อรรถกถาพระวนิ ัยปฎิ ก
อตุ ฺตรวิ.
ขุททฺ สิกฺขา ชอ่ื คัมภีร์
มลู สกิ ฺขา = กงฺขาวิตรณีอฏฺ กถา
= วินยสงคฺ หอฏฺกถา
ค�ำ ยอ่ = วนิ ยวนิ จิ ฺฉย
ที.ส.ี อ. = อุตตฺ รวนิ จิ ฉฺ ย
ท.ี ม.อ. = ขุทฺทสิกขฺ า
ที.ปา.อ. = มลู สกิ ขฺ า
ม.มู.อ.
ม.ม.อ. อรรถกถาพระสตุ ตนั ตปิฏก
ม.อ.ุ อ.
ช่อื คัมภรี ์
= ทีฆนิกาย สุมงคฺ ลวลิ าสินี สลี กฺขนธฺ วคคฺ อฏฺกถา
= ทีฆนกิ าย สุมงคฺ ลวิลาสินี มหาวคฺคอฏฺกถา
= ทฆี นกิ าย สุมงคฺ ลวิลาสนิ ี ปาฏกิ วคคฺ อฏฺ กถา
= มชฺฌมิ นกิ าย ปปญฺจสทู นี มลู ปณฺณาสกอฏฺกถา
= มชฺฌมิ นิกาย ปปญฺจสูทนี มชฺฌิมปณณฺ าสกอฏฺ กถา
= มชฺฌิมนกิ าย ปปญจฺ สูทนี อุปริปณณฺ าสกอฏฺ กถา

พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ (15)

ส.ํ ส.อ. = สยํ ตุ ฺตนิกาย สารตถฺ ปฺปกาสินี สคาถวคฺคอฏฺ กถา
ส.ํ น.ิ ,ข.อ. = สํยุตตฺ นกิ าย สารตถฺ ปปฺ กาสินี นทิ าน-ขนฺธวารวคฺคอฏฺ กถา
ส.ํ สฬา.,ม.อ. = สํยตุ ฺตนกิ าย สารตถฺ ปฺปกาสินี สฬายตน-มหาวารวคฺคอฏฺกถา
อง.เอกก.อ. = องฺคตุ ตฺ รนกิ าย มโนรถปูรณี เอกกนปิ าตอฏฺกถา
องฺ.ทกุ .,ตกิ .,จตุกกฺ .,อ. = องคฺ ุตฺตรนกิ าย มโนรถปรู ณี ทกุ าทินปิ าตอฏฺกถา
องฺ.ปญฺจก.- = องคฺ ตุ ตฺ รนกิ าย มโนรถปรู ณี ปญจฺ กาทนิ ปิ าตอฏฺกถา
เอกาทสก.,อ. = ขทุ ฺทกนกิ าย ปรมตฺถโชตกิ า ขทุ ทฺ กปาอฏฺกถา
ข.ุ ขุ.อ. = ขทุ ทฺ กนกิ าย ธมฺมปทอฏฺกถา
ข.ุ ธ.อ. = ขุททฺ กนกิ าย ปรมตถฺ ทีปนี อทุ านอฏฺ กถา
ข.ุ อุ.อ. = ขทุ ฺทกนิกาย ปรมตฺถทปี นี อติ วิ ตุ ตฺ กอฏฺ กถา
ข.ุ อิต.ิ อ. = ขุททฺ กนกิ าย ปรมตฺถโชติกา สุตตฺ นิปาตอฏฺ กถา
ข.ุ ส.ุ อ. = ขทุ ทฺ กนิกาย ปรมตถฺ ทปี นี อุทานอฏฺ กถา
ข.ุ ว.ิ อ. = ขทุ ฺทกนกิ าย ปรมตถฺ โชตกิ า เปตวตฺถอุ ฏฺกถา
ข.ุ เปต.อ. = ขทุ ทฺ กนิกาย ปรมตถฺ ทปี นี เถรอฏฺ กถา
ข.ุ เถร.อ. = ขทุ ทฺ กนิกาย ปรมตถฺ ทีปนี เถรีอฏฺกถา
ขุ.เถรี.อ. = ขทุ ทฺ กนกิ าย ชาตกอฏฺ กถา
ขุ.ชา.อ. = ขทุ ฺทกนิกาย สทธฺ มมฺ ปฺปชฺโชติกา มหานิทฺเทสอฏฺกถา
ขุ.ม.อ. = ขุททฺ กนกิ าย สทฺธมมฺ ปฺปชโฺ ชตกิ า จูฬนิทฺเทสอฏฺกถา
ขุ.จ.ู อ. = ขุททฺ กนกิ าย สทธฺ มฺมปฺปกาสนิ ี ปฏิสมภฺ ทิ ามคคฺ อฏฺ กถา
ขุ.ป.อ. = ขุทฺทกนกิ าย วสิ ทุ ฺธชนวิลาสนิ ี อปทานอฏฺกถา
ขุ.อป.อ. = ขุททฺ กนิกาย มธรุ ตถฺ วิลาสินี พุทฺธวสํ อฏฺ กถา
ข.ุ พุทฺธ.อ. = ขุทฺทกนกิ าย ปรมตถฺ ทปี นี จรยิ าปิฏกอฏฺกถา
ข.ุ จรยิ า.อ.

ค�ำ ยอ่ อรรถกถาพระอภธิ รรมปฏิ ก
อภิ.สงฺ.อ.
อภ.ิ วิ.อ. ชือ่ คัมภีร์
อภ.ิ ปญฺจ.อ. = อภธิ มฺมปิฎก ธมมฺ สงฺคณี อฏฺสาลินอี ฏฺกถา
= อภธิ มมฺ ปฎิ ก วภิ งคฺ สมฺโมหวิโนทนีอฏฺกถา
= อภิธมมฺ ปิฎก ปญจฺ ปกรณอฏฺ กถา

(16) พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์

ค�ำ ย่อ อรรถกถาปกรณวเิ สส
เนตฺต.ิ อ.
สงคฺ ห. ชอื่ คัมภรี ์
อภิ.วตาร. = ขทุ ทฺ กนิกาย เนตฺตอิ ฏฺกถา
= อภิธมฺมตฺถสงคฺ ห
= อภิธมฺมาวตาร

คำ�ยอ่ ฎกี าพระวินยั ปิฎก
วชิร.ฏีกา
สารตฺถ.ฏกี า ช่อื คมั ภรี ์
วิมต.ิ ฏกี า = วชริ พทุ ฺธิฏกี า
กงฺขา.ฏีกา = สารตฺถทปี นีฏีกา
กงขฺ า.ฏีกา (อภินว) = วิมติวโิ นทนีฏีกา
วินย.ฏกี า = กงฺขาวติ รณีบุราณฏกี า
ว.ิ ฏกี า = วนิ ยตถฺ มญชฺ ูสา กงขฺ าวติ รณี อภินวฏีกา
อุตฺตร.ฏกี า = วนิ ยาลงฺการฏีกา
ขุททฺ .ฏกี า = วินยวินิจฺฉยฏีกา
ขุทฺท.ฏีกา (อภนิ ว) = อุตตฺ รวินิจฺฉยฏกี า
มลู .ฏกี า = ขทุ ฺทสกิ ฺขาปรุ าณฏีกา
= ขทุ ทฺ สกิ ขฺ าอภนิ วฏีกา
= มูลสิกขฺ าฏกี า

ค�ำ ยอ่ ฎีกาพระสตุ ตันตปฎิ ก
ที.ส.ี ฏกี า
ท.ี ม.ฏีกา ช่อื คัมภีร์
ที.ปา.ฏีกา (อภินว) = ทีฆนกิ าย ลีนตฺถปปฺ กาสนี สีลกขฺ นฺธวคฺคฏีกา
ม.มู.ฏีกา = ทฆี นิกาย ลีนตถฺ ปฺปกาสนี มหาวคฺคฏกี า
ม.ม.ู = ทฆี นกิ าย สาธุวิลาสนิ ี สีลกขฺ นฺธวคคฺ อภนิ วฏีกา
ม.ม.ฏกี า = มชฺฌมิ นกิ าย ลนี ตฺถปปฺ กาสนี มลู ปณณฺ าสกฏีกา
= มชฌฺ ิมนิกาย ลนี ตถฺ ปปฺ กาสนี มูลปณณฺ าสกฏกี า
= มชฺฌมิ นิกาย ลีนตถฺ ปปฺ กาสนี มชฺฌิม-อุปรปิ ณฺณาสกฏกี า

พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ (17)

สํ.ฏีกา = สยํ ุตตฺ นิกาย ลีนตถฺ ปฺปกาสนี สยํ ุตฺตฏีกา
อง.ฺ ฏกี า = องฺคุตฺตรนกิ าย สารตถฺ มญฺชสู า องฺคุตตฺ รฏกี า
ขุ.ธ.ฏีกา = ธมฺมปทมหาฏีกา

ค�ำ ย่อ ฎีกาพระอภธิ รรมปิฏก
อภิ.มูลฏกี า
อภิ.อนฏุ ีกา ชื่อคมั ภีร์
ม.ฏกี า = อภิธมมฺ ปิฎก ธมมฺ สงคฺ ณี-วภิ งคฺ -ปญฺจปกรณมลู ฏีกา
มธ.ุ ฏีกา = อภธิ มมฺ ปิฎก ธมฺมสงคฺ ณี-วิภงฺค-ปญฺจปกรณอนฏุ กี า
= มณทิ ีปฏีกา
คำ�ยอ่ = มธุสารตถฺ ทปี นีฏีกา
เนต.ฺ ฏกี า
เนตฺ.วิ. ฎีกาปกรณวิเสส
มลิ ินทฺ .ฏกี า
วสิ ุทฺธิ.มหาฏกี า ชื่อคมั ภรี ์
วสิ ทุ ฺธ.ิ จฬู ฏกี า = เนตฺติฏกี า
อภิ.วตารฏีกา = เนตตฺ วิ ิภาวนิ ี
วภิ าวนิ .ี = มธุรตฺถปกาสินี มลิ ินทฺ ปญฺหฏกี า
มณ.ิ ฏกี า = ปรมตฺถมญชฺ ูสา วสิ ุทธฺ มิ คคฺ มหาฏีกา
= วิสุทฺธิมคฺคจฬู ฏีกา
ค�ำ ยอ่ = อภิธมฺมตฺถวิกาสนิ ี อภิธมมฺ าวตารฏกี า
ปฏ.ิ คณฐฺ ิ = อภธิ มมฺ ตถฺ วิภาวินีฏกี า
วิ.โยชนา = มณสารมญฺชสู าฏกี า

คณั ฐี

ช่อื คมั ภรี ์
= ปฏิสมภฺ ิทามคฺคฏฐฺ กถาคณฺฐิ
= อภิธมมฺ ตฺถวภิ าวินีโยชนา

(18) พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ (๗)
(๘)
สารบัญ (๑๒)

อารัมภกถา ๒
บทน�ำ ๒
ค�ำอธบิ ายสญั ลกั ษณ์และค�ำยอ่ ๓

พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๒๕ ๓
พระสตุ ตันตปฎิ ก ขุททกนกิ าย เล่มที่ ๑๗ ๓

การจัดคัมภีร์ขุททกนิกายเปน็ พระไตรปฎิ ก ๓
ความหมายและใจความส�ำคัญของขุททกนกิ าย ๔
แนะน�ำพระไตรปิฎกเล่มท่ี ๒๕ ๔
ขุททกปาฐะ ๕
ความหมายและใจความส�ำคญั ของขทุ ทกปาฐะ ๕
ความหมายและสาระส�ำคญั ของแต่ละบทในขุททกปาฐะ ๕
๑. สรณคมน ์ ๕
๑.๑ ความหมายของสรณคมน์ ๖
๑.๒ ท่ีมาของสรณคมน์ ๖
๑.๓ วิธกี ารแหง่ สรณคมน ์
๑.๔ โทษแหง่ สรณคมน์ท่ผี ิดวิธ ี
๑.๕ อานสิ งส์แหง่ สรณคมน์ทีถ่ กู วิธี
๑.๖ เหตทุ จี่ ดั สรณคมนไ์ ว้เป็นอันดับแรกในขุททกปาฐะ
๒. ทสสกิ ขาบท
๒.๑ ความหมายของทสสกิ ขาบท
๒.๒ ท่ีมาของทสสิกขาบท
๒.๓ เหตุที่จัดทสสกิ ขาบทไวเ้ ป็นล�ำดับตอ่ จากสรณคมน์

พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ (19)
๓. ทวตั ติงสาการ ๖
๓.๑ ความหมายของทวตั ติงสาการ ๖
๓.๒ ทีม่ าของทวัตติงสาการ ๗
๓.๓ วธิ เี จริญทวัตตงิ สาการ ๗
๓.๔ อานสิ งส์การเจรญิ ทวตั ติงสาการ ๙
๓.๕ เหตุทจ่ี ัดทวัตติงสาการตอ่ จากทสสกิ ขาบท ๙
๔. สามเณรปญั หา ๑๐
๔.๑ ท่มี าของเร่ือง ๑๐
๔.๒ สาระส�ำคัญของสามเณรปญั หา ๑๐
๔.๓ เหตุท่ีจดั สามเณรปญั หาไวเ้ ปน็ ล�ำดบั ต่อจากทวตั ตงิ สาการ ๑๐
๕. มงคลสูตร ๑๑
๕.๑ ความหมายของมงคลสูตร ๑๑
๕.๒ ทม่ี าของมงคลสูตร ๑๑
๕.๓ เหตทุ จ่ี ัดมงคลสตู รไว้เปน็ ล�ำดับตอ่ จากสามเณรปญั หา ๑๑
๖. รตนสตู ร ๑๒
๖.๑ ความหมายของรตนสตู ร ๑๒
๖.๒ ทีม่ าของรตนสตู ร ๑๒
๖.๓ สาระส�ำคญั ของรตนสตู ร ๑๓
๗. ติโรกุฑฑสูตร ๑๓
๗.๑ ความหมายของตโิ รกฑุ ฑสูตร ๑๓
๗.๒ ทม่ี าของตโิ รกฑุ ฑสตู ร ๑๓
๗.๓ สาระส�ำคัญของติโรกฑุ ฑสูตร ๑๔
๘. นธิ ิกณั ฑสตู ร ๑๔
๘.๑ ความหมายของนธิ กิ ณั ฑสตู ร ๑๔
๘.๒ ทีม่ าของนิธกิ ณั ฑสตู ร ๑๕
๘.๓ สาระส�ำคญั ของนิธิกณั ฑสตู ร ๑๕
๙. เมตตสูตร ๑๕
๙.๑ ความหมายของเมตตสตู ร ๑๕
๙.๒ ที่มาของเมตตสตู ร ๑๕
๙.๓ สาระส�ำคญั ในเมตตสูตร ๑๖

(20) พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ ๑๖
ธรรมบท ๑๘
๑๘
ความหมายและใจความส�ำคญั ของธรรมบท ๑๘
ความหมายและสาระส�ำคัญของแตล่ ะวรรคในธรรมบท ๑๘
๑. ความหมายและสาระส�ำคญั ของยมกวรรค ๑๙
๒. ความหมายและสาระส�ำคญั ของอปั ปมาทวรรค ๑๙
๓. ความหมายและสาระส�ำคญั ของจิตตวรรค ๒๐
๔. ความหมายและสาระส�ำคญั ของปุปผวรรค ๒๑
๕. ความหมายและสาระส�ำคญั ของพาลวรรค ๒๑
๖. ความหมายและสาระส�ำคัญของปัณฑิตวรรค ๒๑
๗. ความหมายและสาระส�ำคญั ของอรหันตวรรค ๒๒
๘. ความหมายและสาระส�ำคัญของสหสั สวรรค ๒๒
๙. ความหมายและสาระส�ำคญั ของปาปวรรค ๒๓
๑๐. ความหมายและสาระส�ำคัญของทัณฑวรรค ๒๓
๑๑. ความหมายและสาระส�ำคัญของชราวรรค ๒๓
๑๒. ความหมายและสาระส�ำคัญของอตั ตวรรค ๒๔
๑๓. ความหมายและสาระส�ำคัญของโลกวรรค ๒๔
๑๔. ความหมายและสาระส�ำคัญของพทุ ธวรรค ๒๕
๑๕. ความหมายและสาระส�ำคัญของสขุ วรรค ๒๕
๑๖. ความหมายและสาระส�ำคญั ของปยิ วรรค ๒๕
๑๗. ความหมายและสาระส�ำคญั ของโกธวรรค ๒๖
๑๘. ความหมายและสาระส�ำคัญของมลวรรค ๒๖
๑๙. ความหมายและสาระส�ำคัญของธัมมัฏฐวรรค ๒๗
๒๐. ความหมายและสาระส�ำคัญของมัคควรรค ๒๗
๒๑. ความหมายและสาระส�ำคญั ของปกิณณกวรรค ๒๘
๒๒. ความหมายและสาระส�ำคัญของนิรยวรรค ๒๘
๒๓. ความหมายและสาระส�ำคญั ของนาควรรค ๒๙
๒๔. ความหมายและสาระส�ำคัญของตณั หาวรรค
๒๕. ความหมายและสาระส�ำคญั ของภิกขวุ รรค
๒๖. ความหมายและสาระส�ำคัญของพราหมณวรรค

พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ (21)

อุทาน ๒๙
ความหมายและใจความส�ำคญั ของอุทาน ๓๐
ความหมายและสาระส�ำคญั ของแต่ละวรรคในอทุ าน ๓๐
๑. ความหมายและสาระส�ำคญั ของโพธวิ รรค ๓๑
๒. ความหมายและสาระส�ำคัญของมุจจลินทวรรค ๓๓
๓. ความหมายและสาระส�ำคญั ของนนั ทวรรค ๓๔
๔. ความหมายและสาระส�ำคญั ของเมฆิยวรรค ๓๖
๕. ความหมายและสาระส�ำคัญของโสณเถรวรรค ๓๘
๖. ความหมายและสาระส�ำคญั ของชัจจันธวรรค ๔๐
๗. ความหมายและสาระส�ำคญั ของจูฬวรรค ๔๒
๘. ความหมายและสาระส�ำคัญของปาฏลคิ ามยิ วรรค ๔๔
๔๔
อติ วิ ุตตกะ ๔๔
ความหมายและใจความส�ำคัญของอิติวตุ ตกะ ๔๔
ความหมายและสาระส�ำคัญของแตล่ ะนิบาตในอติ วิ ตุ ตกะ ๔๕
๑. ความหมายและสาระส�ำคัญของเอกกนิบาต ๔๕
๑.๑ ปฐมวรรค ๔๖
๑.๒ ทตุ ยิ วรรค ๔๖
๑.๓ ตตยิ วรรค ๔๗
๒. ความหมายและสาระส�ำคญั ของทุกนบิ าต ๔๙
๒.๑ ปฐมวรรค ๔๙
๒.๒ ทตุ ิยวรรค ๕๐
๓. ความหมายและสาระส�ำคัญของตกิ นิบาต ๕๑
๓.๑ ปฐมวรรค ๕๒
๓.๒ ทตุ ยิ วรรค ๕๔
๓.๓ ตติยวรรค ๕๕
๓.๔ จตุตถวรรค
๓.๕ ปัญจมวรรค
๔. ความหมายและสาระส�ำคญั ของจตกุ กนบิ าต

(22) พระไตรปิฎกปริทรรศน์

สตุ ตนิบาต ๕๗
ความหมายและใจความส�ำคัญของสุตตนบิ าต ๕๗
ความหมายและสาระส�ำคญั ของแต่ละวรรคในสุตตนิบาต ๕๗
๑. ความหมายและสาระส�ำคัญของอุรควรรค ๖๑
๒. ความหมายและสาระส�ำคัญของจฬู วรรค ๖๔
๓. ความหมายและสาระส�ำคัญของมหาวรรค ๖๗
๔. ความหมายและสาระส�ำคญั ของอัฏฐกวรรค ๗๐
๕. ความหมายและสาระส�ำคญั ของปารายนวรรค ๗๑
ขอ้ สังเกต
๗๓
พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๒๖ ๗๔
พระสุตตันตปฎิ ก เลม่ ที่ ๑๘ ๗๕
๗๘
(วมิ านวัตถุ เปตวตั ถุ เถรคาถา เถรีคาถา) ๘๑
๘๑
ทีม่ าของช่อื วิมานวตั ถุ ๘๑
ทม่ี าของเรอ่ื ง ๘๑
รูปแบบของเร่ือง ๘๓
ประเภทของวิมาน ๘๓
แนะน�ำวิมานวตั ถุโดยสังเขป ๘๓
๘๕
อิตถวี ิมาน ๘๕
๑. ปีฐวรรค
๑.๑ ความหมายและทมี่ าของชื่อวรรค
๑.๒ ความหมายและใจความส�ำคญั ของแต่ละวิมานในวรรค
๒. จติ ตลตาวรรค
๒.๑ ความหมายและที่มาของชอื่ วรรค
๒.๒ ความหมายและใจความส�ำคัญของแต่ละวิมานในวรรค
๓. ปาริจฉตั ตกวรรค
๓.๑ ความหมายและท่มี าของชอ่ื วรรค

พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ (23)
๘๕
๓.๒ ความหมายและใจความส�ำคัญของแตล่ ะวมิ านในวรรค ๘๙
๔. มญั ชฏิ ฐกวรรค ๘๙
๔.๑ ความหมายและที่มาของช่ือวรรค ๘๙
๔.๒ ความหมายและใจความส�ำคญั แตล่ ะวิมานในวรรค ๙๑
๙๑
ปรุ ิสวมิ าน ๙๑
๑. มหารถวรรค ๙๒
๑.๑ ความหมายและที่มาของชอ่ื วรรค ๙๒
๑.๒ ความหมายและใจความส�ำคัญแต่ละวมิ านในวรรค ๙๓
๒. ปายาสกิ วรรค ๙๔
๒.๑ ความหมายและทมี่ าของช่อื วรรค ๙๔
๒.๒ ความหมายและใจความส�ำคญั ของแต่ละวมิ านในวรรค ๙๔
๓. สนุ ิกขติ ตวรรค ๙๖
๓.๑ ความหมายและทีม่ าของชอ่ื วรรค ๙๗
๓.๒ ความหมายและใจความส�ำคัญของแตล่ ะวิมานในวรรค ๙๘
ขอ้ สงั เกต ๙๙
๙๙
เปตวัตถุ ๑๐๑
ทม่ี าของช่ือ ๑๐๑
ที่มาของเรือ่ ง ๑๐๑
รปู แบบของเร่อื ง ๑๐๑
ประเภทของเปตวตั ถ ุ ๑๐๓
แนะน�ำเปตวัตถโุ ดยสังเขป ๑๐๓
๑. อุรควรรค ๑๐๓
๑.๑ ความหมายและที่มาของชื่อวรรค ๑๐๖
๑.๒ ความหมายและใจความส�ำคัญของแต่ละเร่อื งในวรรค ๑๐๖
๒. อุพพริวรรค
๒.๑ ความหมายและที่มาของชอ่ื วรรค
๒.๒ ความหมายและใจความส�ำคัญของแต่ละเรื่องในวรรค
๓. จูฬวรรค
๓.๑ ความหมายและทม่ี าของชื่อวรรค

(24) พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์

๓.๒ ความหมายและใจความส�ำคญั ของแตล่ ะเรอ่ื งในวรรค ๑๐๖
๔. มหาวรรค ๑๐๘
๔.๑ ความหมายและทม่ี าของช่ือวรรค ๑๐๘
๔.๒ ความหมายและใจความส�ำคัญของแต่ละเร่ืองในวรรค ๑๐๘
ข้อสงั เกต ๑๑๒
๑๑๒
ทีม่ าของช่อื เถรคาถา-เถรคี าถา ๑๑๓
ทีม่ าของคาถา ๑๑๔
รปู แบบของคาถา ๑๑๖
การจัดแบง่ คาถาในเถรคาถา ๑๑๖
การจดั แบ่งเป็นนบิ าต ๑๑๘
แบ่งเป็นวรรคและเรอ่ื ง ๑๓๑
การจัดแบ่งคาถาในเถรคี าถา ๑๓๑
แบ่งเปน็ นิบาต ๑๓๒
แบ่งเป็นเรือ่ ง ๑๓๕
ข้อสังเกต
๑๓๙
พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๗ ๑๔๐
พระสตุ ตันตปฎิ ก เล่มที่ ๑๙ ๑๔๐
(ขทุ ทกนกิ าย ชาดก ภาค ๑) ๑๔๐
๑๔๑
การจดั นบิ าต ๑๔๑
การตั้งชือ่ วรรค ๑๔๓
การต้ังชื่อชาดก ๑๔๓
แนะน�ำการอา่ นชาดก ๑๔๔
๑. อปัณณกชาดก (๑)
๖. ทธวิ าหนชาดก (๑๘๖)
๑. เอกกนิบาต
๑. อปณั ณกวรรค หมวดว่าด้วยการปฏิบัตไิ มผ่ ิด
๒. สีลวรรค หมวดวา่ ดว้ ยศีล

พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ (25)
๓. กุรุงควรรค หมวดวา่ ด้วยกวาง ๑๔๕
๔. กลุ าวกวรรค หมวดวา่ ด้วยลกู นกครุฑ ๑๔๖
๕. อตั ถกามวรรค หมวดวา่ ดว้ ยผ้ใู ครป่ ระโยชน์ ๑๔๗
๖. อาสงิ สวรรค หมวดวา่ ด้วยความหวงั ๑๔๘
๗. อติ ถวี รรค หมวดวา่ ด้วยหญิง ๑๔๙
๘. วรณุ วรรค หมวดวา่ ดว้ ยไมก้ มุ่ ๑๔๙
๙. อปายิมหวรรค หมวดวา่ ดว้ ยการดมื่ สุรา ๑๕๐
๑๐. ลติ ตวรรค หมวดวา่ ด้วยลูกสกาเคลอื บยาพิษ ๑๕๑
๑๑. ปโรสตวรรค หมวดว่าด้วยคนเกินร้อย ๑๕๒
๑๒. หังสิวรรค หมวดวา่ ด้วยการเยาะเย้ย ๑๕๓
๑๓. กสุ นาฬวิ รรค หมวดว่าด้วยกอหญ้าคา ๑๕๔
๑๔. อสัมปทานวรรค หมวดวา่ ดว้ ยการไม่รับส่ิงของ ๑๕๔
๑๕. กกณั ฏกวรรค หมวดว่าด้วยกิง้ ก่า ๑๕๕
๒. ทกุ นิบาต ๑๕๖
๑. ทัฬหวรรค หมวดว่าด้วยความกระด้าง ๑๕๖
๒. สันถววรรรค หมวดว่าดว้ ยความสนทิ สนม ๑๕๗
๓. กลั ยาณวรรค หมวดวา่ ด้วยธรรมอนั งาม ๑๕๘
๔. อสทิสวรรค หมวดว่าด้วยอสทสิ กุมาร ๑๕๘
๕. รหุ กวรรค หมวดว่าด้วยรหุ กปโุ รหิต ๑๕๙
๖. นตังทัฬหวรรค หมวดว่าดว้ ยเครอ่ื งผูกทมี่ น่ั คง ๑๖๐
๗. พีรณถัมภกวรรค หมวดวา่ ด้วยป่าช้าพรี ณถมั ภกะ ๑๖๑
๘. กาสาววรรค หมวดว่าดว้ ยผา้ กาสาวพัสตร ์ ๑๖๑
๙. อุปาหนวรรค หมวดวา่ ดว้ ยอปุ มาดว้ ยรองเท้า ๑๖๒
๑๐. สิงคาลวรรค หมวดวา่ ดว้ ยสนุ ขั จิง้ จอก ๑๖๓
๓. ติกนิบาต ๑๖๔
๑. สงั กปั ปวรรค หมวดว่าดว้ ยความด�ำริ ๑๖๔
๒. ปทุมวรรค หมวดวา่ ด้วยดอกบวั ๑๖๕
๓. อุทปานวรรค หมวดวา่ ด้วยบอ่ นำ�้ ๑๖๖
๔. อพั ภนั ตรวรรค หมวดวา่ ด้วยผลไมท้ ิพย์ชื่ออัพภันดร ๑๖๗
๕. กมุ ภวรรค หมวดวา่ ดว้ ยหมอ้ สมบตั ิ ๑๖๘

(26) พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ ๑๖๙
๔. จตุกกนบิ าต ๑๖๙
๑. กาลงิ ควรรค หมวดวา่ ด้วยพระเจา้ กาลงิ คะ ๑๗๐
๒. ปุจมิ นั ทวรรค หมวดว่าดว้ ยไม้สะเดา ๑๗๑
๓. กฏุ ทิ สู กวรรค หมวดวา่ ด้วยการประทุษร้ายรัง ๑๗๒
๔. โกกลิ วรรค หมวดว่าด้วยลูกนกดเุ หว่า ๑๗๒
๕. จฬู กุณาลวรรค หมวดว่าด้วยนกกุณาละหมวดสั้น ๑๗๓
๕. ปัญจกนบิ าต ๑๗๓
๑. มณกิ ุณฑลวรรค หมวดวา่ ดว้ ยตา่ งหูแกว้ มณ ี ๑๗๕
๒. วัณณาโรหวรรค หมวดวา่ ด้วยการมผี ิวพรรณต่างกนั ๑๗๖
๓. อฑั ฒวรรค หมวดว่าดว้ ยชาดกมีครง่ึ วรรค ๑๗๖
๖. ฉกั กนบิ าต ๑๗๖
๑. อวาริยวรรค หมวดว่าดว้ ยบิดาของนางอวารยิ า ๑๗๗
๒. ขรปตุ ตวรรค หมวดว่าด้วยมา้ เกดิ แตล่ า ๑๗๘
๗. สตั ตกนบิ าต ๑๗๘
๑. กุกกุวรรค หมวดว่าด้วยมาตราวดั ศอก ๑๗๙
๒. คันธารวรรค หมวดวา่ ดว้ ยคันธารดาบส ๑๘๐
๘. อฏั ฐกนบิ าต ๑๘๑
๙. นวกนบิ าต ๑๘๓
๑๐. ทสกนบิ าต ๑๘๔
๑๑. เอกาทสกนิบาต ๑๘๖
๑๒. ทวาทสกนิบาต ๑๘๗
๑๓. เตรสกนิบาต ๑๘๘
๑๔. ปกิณณกนบิ าต ๑๘๙
๑๕. วสี ตนิ ิบาต ๑๙๑
๑๖. ตงิ สตนิ ิบาต ๑๙๒
๑๗. จตั ตาสสี นิบาต ๑๙๓
ขอ้ สังเกต

พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ (27)
๑๙๖
พระไตรปิฎกภาษาไทยที่ เล่มท่ี ๒๘ ๑๙๖
พระสุตตนั ตปฎิ กท่ี เลม่ ท่ี ๒๐ ๑๙๗
(ขุททกนกิ าย ชาดก ภาค ๒) ๑๙๘
๑๙๙
การต้ังชอื่ ชาดก ภาค ๒ ๑๙๙
แนะน�ำการอา่ นชาดก ภาค ๒ ๒๐๐
๑๘. ปญั ญาสนบิ าต ๒๐๕
๑๙. สัฏฐนิ ิบาต ๒๐๘
๒๐. สตั ตตินิบาต ๒๑๑
๒๑. อสตี ินิบาต ๒๑๖
๒๒. มหานบิ าต ๒๒๓
สรปุ ชาดก ๒๒๓
ขอ้ สังเกต ๒๒๓
๒๒๓
พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๒๙ ๒๒๕
พระสตุ ตนั ตปฎิ ก เลม่ ที่ ๒๑ ๒๒๕
(ขุททกนกิ าย มหานิทเทส) ๒๒๕
๒๒๖
ความหมายและทมี่ าของมหานิทเทส ๒๒๖
เหตทุ จ่ี ัดคมั ภีรน์ ิทเทสเข้าในพระไตรปิฎก ๒๒๖
แนะน�ำเน้ือหาของมหานทิ เทส
๑. กามสุตตนทิ เทส
๑.๑ ความหมาย
๑.๒ ใจความส�ำคญั
๒. คหุ ฏั ฐกสตุ ตนิทเทส
๒.๑ ความหมาย
๒.๒ ใจความส�ำคัญ
๓. ทฏุ ฐฏั ฐกสตุ ตนิทเทส
๓.๑ ความหมาย
๓.๒ ใจความส�ำคญั

(28) พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ ๒๒๘
๔. สทุ ธัฏฐกสุตตนทิ เทส ๒๒๘
๔.๑ ความหมาย ๒๒๘
๔.๒ ใจความส�ำคัญ ๒๓๐
๕. ปรมฏั ฐกสตุ ตนิทเทส ๒๓๐
๕.๑ ความหมาย ๒๓๐
๕.๒ ใจความส�ำคัญ ๒๓๓
๖. ชราสุตตนทิ เทส ๒๓๓
๖.๑ ความหมาย ๒๓๓
๖.๒ ใจความส�ำคัญ ๒๓๔
๗. ติสสเมตเตยยสตุ ตนิทเทส ๒๓๔
๗.๑ ความหมาย ๒๓๔
๗.๒ ใจความส�ำคญั ๒๓๗
๘. ปสรู สตุ ตนทิ เทส ๒๓๗
๘.๑ ความหมาย ๒๓๗
๘.๒ ใจความส�ำคญั ๒๓๙
๙. มาคันทยิ สุตตนิทเทส ๒๓๙
๙.๑ ความหมาย ๒๓๙
๙.๒ ใจความส�ำคญั ๒๔๒
๑๐. ปุราเภทสุตตนิทเทส ๒๔๒
๑๐.๑ ความหมาย ๒๔๒
๑๐.๒ ใจความส�ำคญั ๒๔๕
๑๑. กลหวิวาทสุตตนิทเทส ๒๔๕
๑๑.๑ ความหมาย ๒๔๕
๑๑.๒ ใจความส�ำคัญ ๒๔๘
๑๒. จฬู วยิ หู สุตตนิทเทส ๒๔๘
๑๒.๑ ความหมาย ๒๔๘
๑๒.๒ ใจความส�ำคญั ๒๕๒
๑๓. มหาวยิ หู สตุ ตนิทเทส ๒๕๒
๑๓.๑ ความหมาย

พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ (29)
๒๕๒
๑๓.๒ ใจความส�ำคัญ ๒๕๕
๑๔. ตวุ ฏกสตุ ตนทิ เทส ๒๕๕
๑๔.๑ ความหมาย ๒๕๕
๑๔.๒ ใจความส�ำคัญ ๒๕๘
๑๕. อตั ตทัณฑสตุ ตนิทเทส ๒๕๘
๑๕.๑ ความหมาย ๒๕๘
๑๕.๒ ใจความส�ำคญั ๒๖๐
๑๖. สารปี ุตตสุตตนทิ เทส ๒๖๐
๑๖.๑ ความหมาย ๒๖๐
๑๖.๒ ใจความส�ำคญั
๒๖๕
พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๐ ๒๖๙
พระสตุ ตันตปิฎก เลม่ ที่ ๒๒ ๒๖๙
(ขทุ ทกนกิ าย จูฬนิทเทส) ๒๖๙
๒๗๑
วธิ ีการอธบิ ายพระพทุ ธวจนะแนวอรรถกถาในจูฬนทิ เทส ๒๗๑
ใจความส�ำคญั ของจฬู นทิ เทส ๒๗๑
แนะน�ำวัตถคุ าถา ๒๗๑
ประวัตขิ องพราหมณพ์ าวรี ๒๗๕
แนะน�ำมาณวปัญหานิทเทส ๒๗๕
๑. อชติ มาณวปญั หานทิ เทส ๒๗๕
๑.๑ ความหมาย ๒๗๗
๑.๒ ใจความส�ำคญั ๒๗๗
๒. ติสสเมตเตยยมาณวปญั หานทิ เทส ๒๗๗
๒.๑ ความหมาย
๒.๒ ใจความส�ำคัญ
๓. ปุณณกมาณวปัญหานิทเทส
๓.๑ ความหมาย
๓.๒ ใจความส�ำคญั

(30) พระไตรปิฎกปริทรรศน์ ๒๗๙
๔. เมตตคูมาณวปัญหานิทเทส ๒๗๙
๔.๑ ความหมาย ๒๗๙
๔.๒ ใจความส�ำคญั ๒๘๑
๕. โธตกมาณวปญั หานทิ เทส ๒๘๑
๕.๑ ความหมาย ๒๘๑
๕.๒ ใจความส�ำคัญ ๒๘๔
๖. อปุ สวี มาณวปัญหานิทเทส ๒๘๔
๖.๑ ความหมาย ๒๘๔
๖.๒ ใจความส�ำคัญ ๒๘๗
๗. นันทมาณวปญั หานิทเทส ๒๘๗
๗.๑ ความหมาย ๒๘๗
๗.๒ ใจความส�ำคญั ๒๙๐
๘. เหมกมาณวปญั หานทิ เทส ๒๙๐
๘.๑ ความหมาย ๒๙๐
๘.๒ ใจความส�ำคญั ๒๙๒
๙. โตเทยยมาณวปญั หานิทเทส ๒๙๒
๙.๑ ความหมาย ๒๙๒
๙.๒ ใจความส�ำคญั ๒๙๓
๑๐. กปั ปมาณวปัญหานทิ เทส ๒๙๓
๑๐.๑ ความหมาย ๒๙๓
๑๐.๒ ใจความส�ำคญั ๒๙๕
๑๑. ชตกุ ณั ณมิ าณวปัญหานทิ เทส ๒๙๕
๑๑.๑ ความหมาย ๒๙๕
๑๑.๒ ใจความส�ำคัญ ๒๙๗
๑๒. ภัทราวุธมาณวปญั หานิทเทส ๒๙๗
๑๒.๑ ความหมาย ๒๙๗
๑๒.๒ ใจความส�ำคญั ๒๙๙
๑๓. อทุ ยมาณวปญั หานิทเทส ๒๙๙
๑๓.๑ ความหมาย ๒๙๙
๑๓.๒ ใจความส�ำคัญ

พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ (31)
๑๔. โปสาลมาณวปญั หานทิ เทส ๓๐๑
๑๔.๑ ความหมาย ๓๐๑
๑๔.๒ ใจความส�ำคญั ๓๐๑
๑๕. โมฆราชมาณวปัญหานิทเทส ๓๐๓
๑๕.๑ ความหมาย ๓๐๓
๑๕.๒ ใจความส�ำคัญ ๓๐๓
๑๖. ปงิ คิยมาณวปัญหานทิ เทส ๓๐๕
๑๖.๑ ความหมาย ๓๐๕
๑๖.๒ ใจความส�ำคญั ๓๐๕
แนะน�ำปารายนตั ถุติคาถานิทเทส ๓๐๖
ปารายนัตถตุ ิคาถานิทเทส ๓๐๖
๑. ความหมาย ๓๐๖
๒. ใจความส�ำคัญ ๓๐๖
แนะน�ำปารายนานคุ ตี ิคาถานิทเทส ๓๐๘
ปารายนานคุ ตี ิคาถานิทเทส ๓๐๘
๑. ความหมาย ๓๐๘
๒. ใจความส�ำคัญ ๓๐๘
แนะน�ำขคั ควสิ าณสตุ ตนทิ เทส ๓๑๑
ขคั ควิสาณสุตตนทิ เทส ๓๑๑
๑. ความหมาย ๓๑๑
๒. ใจความส�ำคัญของวรรคท่ี ๑ ๓๑๑
๓. ใจความส�ำคัญของวรรคท่ี ๒ ๓๑๓
๔. ใจความส�ำคญั ของวรรคที่ ๓ ๓๑๕
๕. ใจความส�ำคัญของวรรคท่ี ๔ ๓๑๗
ขอ้ สังเกต ๓๑๘

(32) พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ ๓๒๒
๓๒๓
พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๓๑ ๓๒๕
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓ ๓๒๗
๓๒๘
(ขทุ ทกนิกาย ปฏิสมั ภิทามรรค) ๓๒๘
๓๒๘
ความหมายและวตั ถุประสงค์ของปฏสิ ัมภทิ ามรรค ๓๓๓
ความเป็นมาและความส�ำคัญของปฏสิ มั ภทิ ามรรค ๓๓๓
โครงสรา้ งของปฏิสมั ภิทามรรค ๓๕๑
มาติกาหรอื อทุ เทสของญาณกถา มหาวรรค ๓๕๔
แนะน�ำมหาวรรค ๓๕๔
๓๕๖
มหาวรรค ๓๕๗
๑. ญาณกถา ๓๕๘
อุทเทส ๗๓ ๓๕๙
นิเทส ๗๓ ๓๖๐
๑.๑ สุตมยญาณนทิ เทส ๓๖๒
๑.๒ สลี มยญาณนิทเทส ๓๖๓
๑.๓ สมาธภิ าวนามยญาณนทิ เทส ๓๖๔
๑.๔ ธัมมฏั ฐิตญิ าณนิทเทส ๓๖๔
๑.๕ สมั มสนญาณนทิ เทส ๓๖๕
๑.๖ อุทยพั พยานปุ สั สนาญาณนทิ เทส ๓๖๕
๑.๗ ภังคานุปสั สนาญาณนทิ เทส ๓๖๖
๑.๘ อาทนี วญาณนิทเทส ๓๖๗
๑.๙ สงั ขารเุ ปกขาญาณนทิ เทส
๑.๑๐ โคตรภูญาณนิทเทส
๑.๑๑ มัคคญาณนทิ เทส
๑.๑๒ ผลญาณนทิ เทส
๑.๑๓ วิมุตติญาณนิทเทส
๑.๑๔ ปจั จเวกขณญาณนิทเทส
๑.๑๕ วัตถุนานัตตญาณนทิ เทส
๑.๑๖ โคจรนานัตตญาณนิทเทส
๑.๑๗ จรยิ านานตั ตญาณนทิ เทส

พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ (33)
๑.๑๘ ภูมินานตั ตญาณนทิ เทส ๓๖๙
๑.๑๙ ธมั มนานัตตญาณนิทเทส ๓๗๐
๑.๒๐-๒๔ ญาณปญั จกนิทเทส ๓๗๒
๑.๒๕-๒๘ ปฏสิ มั ภิทาญาณนิทเทส ๓๗๓
๑.๒๙-๓๑ ญาณตั ตยนิทเทส ๓๗๔
๑.๓๒ อานันตรกิ สมาธิญาณนทิ เทส ๓๗๖
๑.๓๓ อรณวิหารญาณนทิ เทส ๓๗๘
๑.๓๔ นโิ รธสมาปตั ติญาณนทิ เทส ๓๗๙
๑.๓๕ ปรินพิ พานญาณนิทเทส ๓๘๑
๑.๓๖ สมสีสัฏฐญาณนทิ เทส ๓๘๑
๑.๓๗ สัลเลขฏั ฐญาณนิทเทส ๓๘๒
๑.๓๘ วริ ยิ ารัมภญาณนิทเทส ๓๘๓
๑.๓๙ อตั ถสนั ทัสสนญาณนิทเทส ๓๘๓
๑.๔๐ ทสั สนวสิ ุทธิญาณนทิ เทส ๓๘๔
๑.๔๑ ขันติญาณนทิ เทส ๓๘๔
๑.๔๒ ปรโิ ยคาหนญาณนิทเทส ๓๘๕
๑.๔๓ ปเทสวหิ ารญาณนิทเทส ๓๘๕
๑.๔๔-๔๙ ฉววิ ัฏฏญาณนิทเทส ๓๘๖
๑.๕๐ อิทธวิ ธิ ญาณนิทเทส ๓๘๘
๑.๕๑ โสตธาตุวสิ ทุ ธญิ าณนทิ เทส ๓๘๘
๑.๕๒ เจโตปรยิ ญาณนิทเทส ๓๘๙
๑.๕๓ ปพุ เพนวิ าสานุสสติญาณนิทเทส ๓๘๙
๑.๕๔ ทิพพจักขญุ าณนทิ เทส ๓๘๙
๑.๕๕ อาสวกั ขยญาณนิทเทส ๓๙๐
๑.๕๖-๖๓ สัจจญาณจตุกกทวยนิทเทส ๓๙๑
๑.๖๔-๖๗ สทุ ธกิ ปฏสิ ัมภทิ าญาณนทิ เทส ๓๙๒
๑.๖๘ อินทรยิ ปโรปรยิ ตั ตญาณนิทเทส ๓๙๒
๑.๖๙ อาสยานสุ ยญาณนิทเทส ๓๙๓
๑.๗๐ ยมกปาฏิหีรญาณนิทเทส ๓๙๔

(34) พระไตรปิฎกปริทรรศน์ ๓๙๕
๑.๗๑ มหากรุณาญาณนิทเทส ๓๙๖
๑.๗๒-๗๓ สัพพญั ญตุ ญาณนทิ เทส ๓๙๘
๒. ทฏิ ฐิกถา ๓๙๘
ความน�ำของทฏิ ฐิกถา ๔๐๑
๒.๑ อัสสาททฏิ ฐินทิ เทส ๔๐๒
๒.๒ อตั ตานทุ ิฏฐินทิ เทส ๔๐๔
๒.๓ มจิ ฉาทิฏฐินทิ เทส ๔๐๕
๒.๔ สกั กายทฏิ ฐนิ ิทเทส ๔๐๕
๒.๕ สัสสตทฏิ ฐนิ ิทเทส ๔๐๕
๒.๖ อจุ เฉททฏิ ฐนิ ทิ เทส ๔๐๕
๒.๗ อนั ตคั คาหิกทิฏฐินทิ เทส ๔๐๖
๒.๘ ปพุ พนั ตานทุ ิฏฐินทิ เทส ๔๐๗
๒.๙ อปรนั ตานทุ ิฏฐนิ ทิ เทส ๔๐๗
๒.๑๐-๑๒ สญั โญชนกิ าททิ ิฏฐนิ ทิ เทส ๔๐๘
๒.๑๓ อัตตวาทปฏสิ ังยุตตทิฏฐินิทเทส ๔๐๘
๒.๑๔ โลกวาทปฏิสงั ยุตตทิฏฐนิ ทิ เทส ๔๐๙
๒.๑๕-๑๖ ภววิภวทิฏฐนิ ทิ เทส ๔๑๑
๓. อานาปานัสสติกถา ๔๑๓
๓.๑ โสฬสญาณนทิ เทส ๔๑๓
๓.๒ อุปกิเลสญาณนิทเทส ๔๑๔
๓.๓ โวทานญาณนทิ เทส ๔๑๘
๓.๔ สโตการิญาณนทิ เทส ๔๒๐
๓.๔.๑ ปฐมจตกุ กนทิ เทส ๔๒๕
๓.๔.๒ ทตุ ิยจตกุ กนิทเทส ๔๒๗
๓.๔.๓ ตตยิ จตุกกนิทเทส ๔๒๘
๓.๔.๔ จตุตถจตุกกนิทเทส ๔๓๑
๓.๕ ญาณราสิฉกั กนิทเทส ๔๓๒
๔. อนิ ทรยิ กถา ๔๓๓
๔.๑ ปฐมสุตตันตนทิ เทส

พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ (35)
๔.๒ ทตุ ยิ สตุ ตนั ตนิทเทส
๔.๓ ตติยสุตตนั ตนทิ เทส ๔๓๔
๔.๓.๑ ปเภทคณนนิทเทส ๔๓๗
๔.๓.๒ จรยิ วาร ๔๓๘
๔.๓.๓ จารวหิ ารนทิ เทส ๔๔๐
๔.๔ จตตุ ถสตุ ตันตนทิ เทส ๔๔๐
๔.๔.๑ อาธิปเตยยัฏฐนทิ เทส ๔๔๑
๔.๔.๒ อาทิวโิ สธนัฏฐนทิ เทส ๔๔๑
๔.๔.๓ อธิมตั ตัฏฐนิทเทส ๔๔๒
๔.๔.๔ อธิฏฐานัฏฐนทิ เทส ๔๔๓
๔.๔.๕ ปรยิ านัฏฐนเิ ทส ๔๔๔
๔.๔.๖ ปติฏฐาปกฏั ฐนทิ เทส ๔๔๔
๔.๔.๗ อนิ ทรยิ สโมธาน ๔๔๔
๕. วิโมกขกถา ๔๔๕
๖. คตกิ ถา ๔๔๙
๗. กัมมกถา ๔๖๔
๘. วิปลั ลาสกถา ๔๖๗
๙. มัคคกถา ๔๖๘
๑๐. มัณฑเปยยกถา ๔๖๙
แนะน�ำยคุ นัทธวรรค ๔๖๙
๔๗๑
ยุคนทั ธวรรค ๔๗๑
๑. ยคุ นัทธกถา ๔๗๒
๑.๑ สุตตันตนทิ เทส ๔๗๔
๑.๒ ธัมมทุ ธัจจวารนิทเทส ๔๗๕
๒. สจั จกถา ๔๗๖
๒.๑ ปฐมสตุ ตันตนิทเทส ๔๗๙
๒.๒ ทตุ ยิ สุตตนั ตนทิ เทส ๔๘๐
๓. โพชฌงั คกถา ๔๘๓
๓.๒ สตุ ตนั ตนทิ เทส

(36) พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ ๔๘๕
๔. เมตตากถา ๔๘๖
๔.๑ – ๔.๔ อินทรยิ วาร พลวาร โพชฌงั ควาร และมคั คงั ควาร ๔๘๘
๕. วริ าคกถา ๔๙๐
๖. ปฏสิ มั ภิทากถา ๔๙๐
๖.๑ ธมั มจกั กัปปวัตตนวาร ๔๙๒
๖.๒ สติปฏั ฐานวาร ๔๙๓
๖.๓ อิทธปิ าทวาร ๔๙๔
๖.๔ สัตตโพธิสัตวาร ๔๙๔
๖.๕ อภญิ ญาทิวาร ๔๙๕
๖.๖ ขนั ธาทวิ าร ๔๙๕
๖.๗ สัจจวาร ๔๙๕
๖.๘ ปฏสิ มั ภทิ าวาร ๔๙๕
๖.๙ ฉพุทธธัมมวาร ๔๙๖
๗. ธมั มจักกกถา ๔๙๖
๗.๑ สจั จวาร ๔๙๗
๗.๒ สติปัฏฐานวาร ๔๙๗
๗.๓ อทิ ธิปาทวาร ๔๙๗
๘. โลกุตตรกถา ๔๙๘
๙. พลกถา ๕๐๐
๑๐. สญุ ญกถา ๕๐๕
แนะน�ำปญั ญาวรรค ๕๐๕
๕๐๗
ปญั ญาวรรค ๕๑๑
๑. มหาปญั ญากถา ๕๑๓
๑.๑ โสฬสปญั ญานทิ เทส ๕๑๓
๑.๒ ปุคคลวิเสสนทิ เทส ๕๑๔
๒. อิทธกิ ถา ๕๑๖
๒.๑ ทสอทิ ธินทิ เทส ๕๑๗
๓. อภสิ มยกถา
๔. วิเวกกถา
๔.๑ มคั คังคนิทเทส

พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ (37)

๔.๒ โพชฌงคนิทเทส ๕๑๘
๔.๓ พลนทิ เทส ๕๑๙
๔.๔ อนิ ทรยิ นทิ เทส ๕๒๐
๕. จริยากถา ๕๒๐
๖. ปาฏหิ ารยิ กถา ๕๒๑
๗. สมสสี กถา ๕๒๒
๘. สติปฏั ฐานกถา ๕๒๒
๙. วิปสั สนากถา ๕๒๕
๑๐. มาตกิ ากถา ๕๒๗
ขอ้ สังเกต ๕๒๙

พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๒
พระสุตตนั ตปิฎก เล่มท่ี ๒๔
(ขทุ ทกนิกาย อปทาน ภาค ๑)
ความหมายของอปทาน ๕๓๑
เนื้อหาสาระของอปทาน ๕๓๑
๑. การสง่ั สมบารมเี พ่ือเป็นพระพุทธเจ้า ๕๓๒
๒. การสัง่ สมบารมเี พื่อเปน็ พระปัจเจกพทุ ธเจ้า ๕๓๓
๓. การสั่งสมบารมเี พอ่ื เปน็ พระอรหันตสาวกและพระอรหันตสาวิกา ๕๓๓
ทีม่ าของอปทาน ๕๓๔
อปทานกับเถรคาถาและเถรีคาถา ๕๓๔
การจดั แบง่ วรรคตอนของอปทาน ๕๓๕
แนะน�ำอปทาน ภาค ๑ ๕๓๕
๑. พทุ ธวรรค ๕๓๕
๑. พุทธาปทาน ๕๓๕
๒. ปจั เจกพทุ ธาปทาน ๕๓๖
๓. เถราปทาน (ตอนตน้ ) ๕๓๗
๒. สีหาสนยิ วรรค ๕๔๑
๓. สภุ ตู วิ รรค

(38) พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ ๕๔๗
๕๔๔ ๕๕๐
๔. กุณฑธานวรรค ๕๕๓
๕. อุปาลิวรรค ๕๕๖
๖. วีชนีวรรค ๕๕๙
๗. สกจติ ตนิยวรรค ๕๖๒
๘. นาคสมาลวรรค ๕๖๕
๙. ตมิ ิรปปุ ผิยวรรค ๕๖๘
๑๐. สุธาวรรค ๕๗๑
๑๑. ภิกขทายวิ รรค ๕๗๔
๑๒. มหาปริวารวรรค ๕๗๗
๑๓. เสเรยยวรรค ๕๘๐
๑๔. โสภติ วรรค ๕๘๓
๑๕. ฉัตตวรรค ๕๘๖
๑๖. พันธุชีวกวรรค ๕๘๙
๑๗. สุปาริจรยิ วรรค ๕๙๒
๑๘. กุมทุ วรรค ๕๙๕
๑๙. กฏุ ชปปุ ผยิ วรรค ๕๙๘
๒๐. ตมาลปุปผิยวรรค ๖๐๑
๒๑. กณกิ ารปุปผิยวรรค ๖๐๔
๒๒. หตั ถวิ รรค ๖๐๗
๒๓. อาลมั พนทายกวรรค ๖๑๐
๒๔. อทุ กาสนทายกวรรค ๖๑๓
๒๕. ตุวรทายวิ รรค ๖๑๖
๒๖. โถมกวรรค ๖๑๙
๒๗. ปทุมุกเขปวรรค ๖๒๒
๒๘. สุวณั ณพพิ โพหนวรรค ๖๒๕
๒๙. ปณั ณทายกวรรค ๖๒๘
๓๐. จิตกปูชกวรรค
๓๑. ปทุมเกสริยวรรค

พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ (39)
๖๓๑
๓๒. อารักขทายกวรรค ๖๓๔
๓๓. อุมาปปุ ผิยวรรค ๖๓๗
๓๔. คันโธทกวรรค ๖๔๐
๓๕. เอกปทมุ วรรค ๖๔๓
๓๖. สัททสัญญกิ วรรค ๖๔๖
๓๗. มันทารวปุปผยิ วรรค ๖๔๙
๓๘. โพธวิ นั ทนวรรค ๖๕๒
๓๙. อัมพฏผลวรรค ๖๕๖
๔๐. ปลิ นิ ทวัจฉวรรค ๖๕๙
๔๑. เมตเตยยวรรค ๖๖๒
ข้อสังเกต
๖๖๗
พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๓๓ ๖๖๗
พระสุตตันตปิฎก เลม่ ท่ี ๒๕ ๖๖๗
๖๗๐
(ขทุ ทกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์และจริยา) ๖๗๓
๖๗๖
แนะน�ำอปทาน ภาค ๒ ๖๗๙
เถราปทาน (ตอนปลาย) ๖๘๒
๔๒. ภัททาลิวรรค ๖๘๕
๔๓. สกิงสัมมัชชกวรรค ๖๘๘
๔๔. เอกวิหาริวรรค ๖๙๑
๔๕. วิเภทกวิ รรค ๖๙๔
๔๖. ชคตทิ ายกวรรค ๖๙๗
๔๗. สาลกุสมุ ยิ วรรค ๗๐๐
๔๘. นฬมาลวิ รรค
๔๙. ปังสุกลู วรรค
๕๐. กิงกณิปปุ ผวรรค
๕๑. กณิการวรรค
๕๒. ผลทายกวรรค
๕๓. ตณิ ทายกวรรค

(40) พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์

๕๔. กัจจายนวรรค พุทธวงศ์ ๗๐๓
๕๕. ภทั ทิยวรรค จริยาปฎิ ก ๗๐๖
๕๖. ยสวรรค ๗๑๐
แนะน�ำเถรอี ปทาน ๗๑๓
เถรยิ าปทาน ๗๑๓
๑. สเุ มธาวรรค ๗๑๓
๒. เอกโู ปสถกิ วรรค ๗๑๖
๓. กุณฑลเกสีวรรค ๗๒๐
๔. ขัตติยกญั ญาวรรค ๗๒๕
ขอ้ สังเกต ๗๒๙
แนะน�ำพทุ ธวงศ ์ ๗๓๓
ท่มี าของพทุ ธวงศ์ ๗๓๓
ล�ำดับการแสดงพทุ ธวงศ ์ ๗๓๓
ข้อสงั เกต ๗๔๕
แนะน�ำจริยาปฎิ ก ๗๕๖
๑. อกติ ติวรรค ๗๕๖
๑. ทานบารม ี ๗๕๖
๒. หัตถินาควรรค ๗๕๗
๒. สลี บารม ี ๗๕๗
๓. ยุธญั ชยวรรค ๗๕๙
๓. เนกขมั มบารมเี ปน็ ตน้ ๗๕๙
ขอ้ สังเกต ๗๖๒

เล่มที่ ๑๗ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๒๕ 1

พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๕

พระสุตตันตปิฎก ขทุ ทกนิกาย เล่มที่ ๑๗

การจัดคัมภรี ์ขทุ ทกนิกายเป็นพระไตรปิฎก

ขุททกนิกายซึ่งแบ่งเป็นคัมภีร์ได้ ๑๕ คัมภีร์น้ัน จัดเป็นพระไตรปิฎกได้ ๙ เล่ม คือ
เล่มที่ ๒๕-๓๓ โดยจัดแบง่ ดงั น้ี

อันดับท่ี ชอื่ คมั ภรี ์ พระไตรปฎิ ก
๑ ขุททกปาฐะ เล่มที่ ๒๕

๓ อุทาน เลม่ ท่ี ๒๖
๔ ธรรมบท เลม่ ท่ี ๒๗
๕ อติ วิ ุตตกะ เลม่ ที่ ๒๘
๖ สตุ ตนบิ าต เลม่ ที่ ๒๙
๗ วิมานวัตถุ เลม่ ม่ี ๓๐
๘ เปตวัตถุ
๙ เถรคาถา
๑๐ เถรคี าถา
๑๑ ชาตกะ (ปฐมภาค)
ชาตกะ (ทตุ ยิ ภาค)
นทิ เทส (มหานทิ เทศ)
นิทเทส (จูฬนิทเทส

๑๒ ปฏิสัมภทิ ามคั คะ เลม่ ที่๓๑
เล่มที่๓๒
๑๓ อปทาน
๑๓ อปทาน (ทตุ ิยภาค) เล่มที่ ๓๓
๑๔ พุทธวังสะ
๑๕ จรยิ าปฎิ ก

2 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตนั ตปิฎก

ขุททกนิกาย เป็นชื่อนิกายหนึ่งของพระสุตตันตปิฎก และนับเป็นนิกายที่ ๕
ในจ�ำนวน ๕ นกิ าย คอื (๑) ทฆี นกิ าย (๒) มชั ฌมิ นิกาย (๓) สังยตุ ตนิกาย (๔) อังคตุ ตรนิกาย
(๕) ขทุ ทกนิกาย
ความหมายและใจความส�ำคญั ของขทุ ทกนิกาย

ค�ำว่า “นิกาย” แปลว่า หมวดหรือหมู่ หมายถึงหมวดหรือหมู่ของพระธรรมขันธ์
(กองธรรม) ค�ำว่า “ขุททก” แปลว่า เล็กน้อยหรือย่อย ๆ ดังน้ัน ค�ำว่า “ขุททกนิกาย” จึง
หมายถึงหมวดพระธรรมขันธ์หรือพระสูตรเล็กน้อยหรือย่อย ๆ กล่าวคือหมวดพระธรรมหรือ
พระสูตรใดท่ีมีจ�ำนวนเล็กน้อย ไม่อยู่ในกฎเกณฑ์ท่ีจะจัดเข้าในทีฆนิกาย มัชฌิมนิกาย
สังยุตตนิกาย และอังคุตตรนิกายได้ ท่านก็จัดหมวดพระธรรมหรือ พระสูตรน้ันเข้าไว้เป็น
หมวดหรอื หมหู่ นึง่ ต่างหาก เรียกวา่ ขทุ ทกนกิ าย แบ่งเปน็ คมั ภรี ไ์ ด้ ๑๕ คมั ภีร์ คือ

๑. ขุททกปาฐะ ๒. ธรรมบท (ธัมมปทะ)
๓. อทุ าน ๔. อติ วิ ตุ ตกะ
๕. สุตตนบิ าต ๖. วมิ านวตั ถุ
๗. เปตวัตถ ุ ๘. เถรคาถา
๙. เถรีคาถา ๑๐. ชาตกะ
๑๑. นิทเทส ๑๒. ปฏสิ มั ภทิ ามคั คะ(ปฏสิ มั ภิทามรรค)
๑๓. อปทาน ๑๔. พทุ ธวังสะ
๑๕. จริยาปฎิ ก
นอกจากนี้ยังรวมถึงพระวินัยปิฎก และพระอภิธรรมปิฎกด้วย (วิ.อ. ๑/๑๗-๑๘,๒๖,
ขุ.ขุ.อ. ๒)
แนะน�ำพระไตรปฎิ กเลม่ ที่ ๒๕
เพื่อช่วยให้เข้าใจประเด็นส�ำคัญของพระไตรปิฎกเล่มท่ี ๒๕ คือพระสุตตันตปิฎก
ขทุ ทกนิกาย ขทุ ทกปาฐะ ธรรมบท อทุ าน อิตวิ ุตตกะ และสตุ ตนบิ าตได้ดียิ่งข้ึน จึงขอแนะน�ำ
สาระส�ำคญั โดยสรุปดังตอ่ ไปนี้

เลม่ ที่ ๑๗ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๒๕ 3

ขุททกปาฐะ

ความหมายและใจความส�ำคัญของขุททกปาฐะ
ขุททกปาฐะ หมายถึงบทสวดยอ่ ย ๆ หรือบทสวดสั้น ๆ แต่ละบทลว้ นเป็นธรรมทีเ่ ปน็

เบือ้ งต้นแห่งการเขา้ ถึงธรรมชั้นสูงขึน้ ไป หรือเปน็ ธรรมทีเ่ ป็นไปเพ่ือความ เจรญิ โดยสว่ นเดยี ว
มที ั้งหมด ๙ บท ดังน้ี

(๑) สรณคมน์ (๒) ทสสกิ ขาบท
(๓) ทวตั ติงสาการ (๔) สามเณรปัญหา(กมุ ารปัญหา)
(๕) มงคลสูตร (๖) รตนสตู ร
(๗) ติโรกฑุ ฑสูตร (๘) นธิ กิ ัณฑสูตร
(๙) เมตตสูตร

ความหมายและสาระส�ำคัญของแต่ละบทในขุททกปาฐะ

๑. สรณคมน์

๑.๑ ความหมายของสรณคมน์
สรณคมน์ แปลว่า การถึงสรณะ, การยึดเอาเป็นที่พึ่ง, การยึดเอาเป็นที่ระลึก

ค�ำวา่ สรณะ หมายถึงส่งิ ที่ท�ำลาย ขจัด ปดั เปา่ บรรเทาภยั ทกุ ข์ ความหวาดสะดงุ้ ทุคติ และ
ความเศร้าหมองของสัตว์ทังหลาย เป็นชื่อของพระรัตนตรัย คือพระพุทธเจ้า พระธรรม และ
พระสงฆ์ พระพุทธเจ้าช่ือว่า สรณะ เพราะก�ำจัดภัยของสัตว์ทั้งหลายด้วยการให้ถึงส่ิงที่เป็น
ประโยชน์ และน�ำออกจากสงิ่ ที่ไม่เป็นประโยชน์ พระธรรมช่ือวา่ สรณะ เพราะให้สตั ว์ข้ามพน้
กันดารคือภพ และให้สัตว์โปร่งใจ พระสงฆ์ชื่อว่า สรณะ เพราะท�ำสักการะท่ีหมู่ชนท�ำไว้ให้มี
ผลไพบูลย์

อน่ึง จติ ท่เี กิดความเล่อื มใส และความเคารพอย่างแนว่ แน่ไม่หว่ันไหวในพระรตั นตรัย
สามารถก�ำจดั กเิ ลสได้ เรยี กวา่ สรณคมน์ (ข.ุ ขุ.อ. ๑/๖)

๑.๒ ท่ีมาของสรณคมน์
สรณคมน์นี้ พระผู้มีพระภาคตรัสคร้ังแรกท่ีป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เขตกรุงพาราณสี

ในสมัยต้นพุทธกาล เม่ือคราวที่ทรงส่งพระอรหันต์ ๖๐ รูป ไปประกาศพระพุทธศาสนาเป็น

4 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก

ครั้งแรก โดยตรัสให้ใช้สรณคมน์เป็นวิธีบรรพชาและอุปสมบทของกุลบุตร เรียกว่า ติสรณ-
คมนูปสัมปทา ดังท่ีปรากฏว่า “ภิกษุทั้งหลาย ในเบื้องต้น พึงให้กุลบุตรผู้มุ่งบรรพชาและมุ่ง
อปุ สมบทปลงผมและหนวด ใหค้ รองผา้ กาสายะ ใหห้ ม่ อตุ ตราสงคเ์ ฉวยี งบา่ ขา้ งหนง่ึ ใหก้ ราบเทา้
ภกิ ษทุ ้งั หลาย ใหน้ ง่ั กระโหยง่ ให้ประนมมอื แลว้ สง่ั ว่า “เธอจงวา่ อย่างนี”้ แลว้ ให้วา่ สรณคมน์
ดังน้ี พุทธฺ ํ สรณํ คจฉฺ ามิ, ธมฺมํ สรณํ คจฺฉาม,ิ สงฺฆํ สรณํ คจฉฺ ามิ ...” (ว.ิ ม. (แปล) ๔/๓๔/๔๒)
เหตุท่ีตรัสติสรณคมนูปสัมปทานี้ เพราะมีเหล่ากุลบุตรผู้เลื่อมใสศรัทธาพระพุทธศาสนา
ปรารถนาจะบรรพชาอุปสมบทตามเหล่าพระสาวก การท่ีเหล่าพระสาวกจะพากุลบุตร
เหล่านั้น มาเข้าเฝ้าขอบรรพชาอุปสมบทกับพระผู้มีพระภาคโดยตรงเป็นสิ่งที่ยากล�ำบาก
ดงั นน้ั เพอ่ื ใหส้ ะดวกในการประกาศพระศาสนา และใหพ้ ระศาสนาเจรญิ แพรห่ ลายไดร้ วดเรว็ ขน้ึ
พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสวธิ ีน้ี
๑.๓ วธิ ีการแหง่ สรณคมน์

สรณคมน์คือการถึงสรณะนั้นมีหลายวธิ ี ดงั นี้
๑. การเข้าถึงโดยการยอมรับนับถือ(สัมมานะ) เช่น พ่อค้าสองพ่ีน้อง ช่ือ ตปุสสะ
และภลั ลิกะ เปล่งวาจาถึงพระพุทธเจา้ และพระธรรมเป็นทพี่ ึง่
๒. การเข้าถึงโดยการแสดงตนเป็นศิษย์ เช่น พระมหากัสสปะกล่าว ยกย่องพระผู้มี-
พระภาคเปน็ ศาสดา ตนเองเปน็ สาวก
๓. การเข้าถึงโดยการแสดงความนอบน้อมพระรัตนตรัย เช่น พรหมายุพราหมณ์
เม่ือพระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมจบลง ท่านได้ลุกขึ้นเปล่งอุทานว่า “นโม ตสฺส ภควโต
อรหโต สมฺมาสมพฺ ุทธฺ สสฺ ” ครบ ๓ จบ ท่ามกลางประชุมชน
๔. การเข้าถงึ โดยการมอบตน เช่น โยคีบคุ คลผจู้ ะปฏบิ ตั ิกมั มัฏฐาน นยิ มปฏิบตั กิ ัน
๕. การเขา้ ถงึ โดยวสิ ยั และกจิ คอื การระงบั อปุ กเิ ลสดว้ ยการถงึ สรณะ (เจรญิ พทุ ธานสุ สติ
ธมั มานุสสติ สงั ฆานสุ สติ) เชน่ พระอริยบุคคลทง้ั หลายปฏบิ ัตมิ า (ข.ุ ขุ.อ. ๑/๖-๗)
๑.๔ โทษแห่งสรณคมนท์ ่ีผิดวธิ ี
การถงึ สรณะหรือการยอมรับนับถอื พระรัตนตรยั เป็นทีพ่ ึ่งท่รี ะลึกอย่างผิดวิธี ย่อมเป็น
เหตุก่อโทษ ท�ำให้จิตเศร้าหมอง และอ�ำนวยผลท่ีไม่น่าปรารถนา วิธีนับถือพระรัตนตรัยอย่าง
ผิดวธิ นี ้นั คือ
๑. นับถอื โดยไมร่ คู้ ุณพระรตั นตรัย

เลม่ ท่ี ๑๗ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๕ 5

๒. นับถือทง้ั ทย่ี ังมีความสงสยั ตอ่ คุณพระรัตนตรัย
๓. นับถอื ดว้ ยความรู้ผิด ๆ ในคณุ พระรตั นตรัย
๔. นบั ถอื โดยปราศจากความเออ้ื เฟ้อื ในพระรัตนตรัย (ข.ุ ข.ุ อ. ๑/๗-๘)
๑.๕ อานิสงส์แหง่ สรณคมน์ท่ีถกู วิธี
สรณคมน์ท่ีถูกวิธีย่อมอ�ำนวยผลท่ีน่าปรารถนา กล่าวคือเป็นทางน�ำไปสู่ความหลุดพ้น
จากทุกข์ทั้งปวง พ้นจากอบาย และเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดังท่ีเทวดาองค์หนึ่งได้กราบทูล
พระผมู้ พี ระภาควา่ “บคุ คลทงั้ หลายผถู้ งึ พระพทุ ธเจา้ เปน็ สรณะ จกั ไมไ่ ปสอู่ บายภมู ิ ละรา่ งกาย
มนษุ ยไ์ ปแลว้ จกั บังเกดิ เปน็ เทวดาโดยสมบรู ณ”์ (สํ.ส. (แปล) ๑๕/๓๗/๕๖, ข.ุ ขุ.อ. ๑/๘-๙)
๑.๖ เหตทุ จี่ ดั สรณคมน์ไวเ้ ป็นอนั ดับแรกในขุททกปาฐะ
ด้วยเหตุที่สรณคมน์เป็นข้อปฏิบัติเบื้องต้นท่ีแสดงความม่ันใจ ปราศจากความกลัว
ในการเข้ามาเป็นชาวพุทธ และเป็นเครื่องประดับชาวพุทธในการเข้ามาสู่พระพุทธศาสนา
ดังที่ท่านแสดงอุปมาไว้ว่า “พระพุทธเจ้าเป็นดุจนักประดับ(อลังการการก) พระธรรมเป็น
ดุจเครอ่ื งประดับ (อลงั การ) พระสงฆ์คอื ผู้ได้รบั การประดับด้วยเคร่อื งประดบั คือพระสัทธรรม
(สัทธัมมลังกตะ)” และว่า “พระพุทธเจ้าเป็นดุจนักปราชญ์ ผู้ให้แต่ความไม่มีภัย พระธรรม
เป็นดุจความไม่มีภัย พระสงฆ์เป็นผู้บรรลุความไม่มีภัยอย่างสิ้นเชิง” ดังนั้น สรณคมน์จึงถูก
จัดไว้เปน็ อนั ดบั แรกในขทุ ทกปาฐะ (ดู ข.ุ ข.ุ อ. ๔,๑๑-๑๓)

๒. ทสสกิ ขาบท

๒.๑ ความหมายของทสสิกขาบท
ทสสกิ ขาบท แปลวา่ สกิ ขาบท ๑๐ ประการ ค�ำว่า สกิ ขาบท หมายถงึ อุบายเครือ่ ง

บรรลุส่ิงท่ีจะต้องศึกษา หรือหมายถึงพ้ืนฐาน (มูละ) ที่อาศัย (นิสสยะ) และท่ีตั้ง (ปติฏฐะ)
แหง่ สิ่งที่จะตอ้ งศกึ ษา คือ อธิสลี สิกขา อธิจิตตสิกขา และ อธปิ ัญญาสิกขา

อนง่ึ ค�ำวา่ สกิ ขาบท มคี วามหมายเทา่ กบั ค�ำวา่ เวรมณี (เจตนางดเวน้ ) ดงั รปู วเิ คราะหว์ า่
เวรมณี เอว สิกขาปทํ รูปส�ำเร็จเป็น เวรมณีสิกขาปทํ แปลว่า สิกขาบทคือเจตนางดเว้น
หมายถงึ การงดเว้น (วริ ตั )ิ การไมท่ �ำ (อกริ ยิ า) การไมต่ ้อง อาบตั ิ (อนัชฌาบตั )ิ การไม่ล่วงละเมิด

6 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสุตตันตปิฎก

ขอบเขตกฎเกณฑ์ (เวลาอนตกิ กมะ) การก�ำจดั กเิ ลสด้วยอริยมรรคท่เี รยี กว่า เสตุ (เสตุฆาตะ)
ดังน้ัน ค�ำว่า ทสสิกขาบท จึงหมายถึง การงดเว้น การไม่ท�ำ การไม่ต้องอาบัติ การไม่ล่วง
ละเมดิ กฎเกณฑ์ และการก�ำจดั กิเลส ดว้ ยอริยมรรคอันเป็นอบุ ายเครื่องบรรลหุ รือพ้ืนฐานแหง่
สิ่งทจ่ี ะตอ้ งศึกษา ๑๐ ประการ (ขุ.ข.ุ อ. ๒/๑๕-๑๗)
๒.๒ ท่มี าของทสสกิ ขาบท

ภายหลังจากราหุลกุมารได้รับพุทธานุญาตให้ได้บรรพชาเป็นสามเณรด้วยวิธี
ไตรสรณคมน์เป็นรูปแรก ได้มีกุลบุตรเข้ามาขอบรรพชาเป็นสามเณรจ�ำนวนมาก สามเณร
เหล่าน้นั ตา่ งมขี ้อสงสยั กนั ว่า เม่ือบรรพชาแล้วเชน่ นี้ จะต้องสมาทานศึกษาอะไร ภกิ ษทุ ้ังหลาย
ทที่ ราบความนนั้ จงึ น�ำความกราบทลู พระผมู้ พี ระภาคใหท้ รงทราบ ดว้ ยเหตนุ เ้ี อง พระผมู้ พี ระภาค
ขณะประทบั อยทู่ พ่ี ระเชตวนั วหิ าร เขตกรงุ สาวตั ถี จงึ ทรงอนญุ าตสกิ ขาบท ๑๐ ประการ ใหเ้ ปน็
ข้อปฏิบัติส�ำหรับสมาทานศึกษาแก่สามเณร (วิ.ม. (แปล) ๔/๑๐๕-๑๐๖/๑๖๔-๑๖๙, ขุ.ขุ.อ.
๒/๑๔-๑๕)
๒.๓ เหตุท่ีจดั ทสสกิ ขาบทไว้เป็นล�ำดับต่อจากสรณคมน์

ต่อมากุลบุตรทั้งหลายท่ีเข้ามาสู่พระพุทธศาสนาด้วยไตรสรณคมน์ ไม่ว่าจะเป็น
บรรพชิต อุบาสก หรอื อุบาสิกากต็ าม ล�ำดับตอ่ มา สงิ่ ส�ำคัญทพ่ี ึงประพฤตปิ ฏิบัติ คอื ข้อปฏิบตั ิ
ที่พึงงดเว้น ไม่ควรลว่ งละเมดิ ได้แก่ สกิ ขาบท ดงั นนั้ ทสสกิ ขาบทน้จี ึง ถูกจัดไวเ้ ป็นล�ำดับตอ่
จากสรณคมน์ (ข.ุ ขุ.อ. ๒/๑๔)

๓. ทวตั ติงสาการ

๓.๑ ความหมายของทวตั ติงสาการ
ทวัตตงิ สาการ แปลว่า อาการ ๓๒ หมายถึงอวัยวะทกุ ส่วนในร่างกาย คอื ผม ขน เล็บ

ฟัน หนัง เนอื้ เอน็ กระดูก เยอ่ื ในกระดกู ไต หวั ใจ ตับ พังผดื ม้าม ปอด ไสใ้ หญ่ ไสน้ ้อย อาหาร
ใหม่ อาหารเกา่ ดี เสลด หนอง เลือด เหงอ่ื มันข้น นำ้� ตา เปลวมัน น�้ำลาย น�ำ้ มูก ไขข้อ มูตร
และมนั สมอง ใชเ้ ปน็ อารมณก์ มั มฏั ฐาน เรยี กวา่ ทวตั ตงิ สาการกมั มฏั ฐาน (กมั มฏั ฐานทพ่ี จิ ารณา
อาการ ๓๒ เปน็ อารมณ)์

เล่มที่ ๑๗ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๕ 7

๓.๒ ทม่ี าของทวัตติงสาการ
การเจรญิ กมั มฏั ฐานโดยใชส้ ตพิ จิ ารณาสว่ นตา่ ง ๆ ของร่างกายเปน็ อารมณโ์ ดยสภาวะ

ต่าง ๆ ท่ีเรียกว่าทวัตติงสาการกัมมัฏฐานน้ัน มีจุดประสงค์เพ่ือให้จิตต้ังมั่นในอารมณ์นั้น ๆ
ไมซ่ ดั ซา่ ยไปในอารมณอ์ นื่ ๆ และเพอื่ ใหส้ ะดวกในการก�ำหนด เพราะมพี น้ื ทใี่ นการก�ำหนดอยา่ ง
มีขอบเขต วิธเี จริญกัมมัฏฐานน้ี เป็นสว่ นหน่งึ ของกายคตาสตกิ ัมมัฏฐาน คือกัมมัฏฐานที่มีสติ
พจิ ารณากายเป็นอารมณ์ แยกออกเปน็ หมวด ๆ ดงั นี้

(๑) อานาปานปพั พะ หมวดว่าดว้ ยการก�ำหนดรูล้ มหายใจเขา้ ออก
(๒) อิรยิ าปถปัพพะ หมวดวา่ ดว้ ยการก�ำหนดรอู้ ริ ยิ าบถ
(๓) จตุสัมปชญั ญปัพพะ หมวดวา่ ด้วยการมีสมั ปชัญญะในการเคลอื่ นไหวทกุ อยา่ ง
(๔) ปฏิกูลมนสิการปัพพะ หมวดว่าด้วยการพิจารณาส่วนประกอบในร่างกายให้
เห็นเป็นของปฏกิ ูล
(๕) ธาตุมนสกิ ารปัพพะ หมวดว่าด้วยการพิจารณารา่ งกายใหเ้ ห็นเป็นเพยี งธาตุ
(๖) นวสีวถกิ าปัพพะ หมวดวา่ ดว้ ยการพิจารณาซากศพท่มี สี ภาพต่าง ๆ อนั แปลกกัน
ไปเป็น ๙ ระยะ ให้เห็นคติธรรมดาของร่างกายของผู้อื่น เป็นอย่างไร ของตนก็เป็นอย่างนั้น
(ขุ.ข.ุ อ. ๓/๒๙, วสิ ทุ ธฺ ิ. ๑/๑๗๘/๒๖๑-๒๖๒)
๓.๓ วธิ เี จริญทวัตติงสาการ
กุลบุตรผู้ปรารถนาจะเจริญทวัตติงสาการกัมมัฏฐานพึงตัดปลิโพธ (ความกังวล)
๑๐ อย่าง คอื
(๑) อาวาสปลิโพธ (ความกงั วลเกี่ยวกบั อาวาส)
(๒) กลุ ปลิโพธ (ความกังวลเกี่ยวกับตระกูลญาต)ิ
(๓) ลาภปลโิ พธ (ความกงั วลเกี่ยวกบั ลาภ)
(๔) คณปลโิ พธ (ความกงั วลเก่ียวกับคณะศิษย)์
(๕) กมั มปลโิ พธ (ความกังวลเกย่ี วกับการงาน)
(๖) อัทธานปลโิ พธ (ความกังวลเก่ียวกับการเดนิ ทางไกลเน่อื งด้วยกจิ ธรุ ะ)
(๗) ญาตปิ ลโิ พธ (ความกังวลเกย่ี วกับญาติ)
(๘) อาพาธปลิโพธ (ความกงั วลเกีย่ วกบั ความเจบ็ ไข้ของตน)
(๙) คันถปลิโพธ (ความกงั วลเกี่ยวกับการศกึ ษาเล่าเรยี น)
(๑๐) อทิ ธปิ ลโิ พธ (ความกงั วลเกี่ยวกบั ฤทธ์ิของปุถชุ น)

8 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก

พงึ เว้นเสนาสนะทไ่ี มเ่ หมาะสม ๑๘ แหง่ มอี าวาสใหญ่ อาวาสใหม่ อาวาสทรุดโทรม
เป็นต้น เลอื กเสนาสนะทเ่ี หมาะสม คอื เสนาสนะท่ีไมไ่ กลนกั ไมใ่ กล้นกั ปราศจากเสยี งรบกวน
เป็นต้น พิจารณาเห็นโทษในกามและอานิสงส์ในเนกขัมมะ ท�ำจิตให้เล่ือมใสในพระรัตนตรัย
เข้าไปหาอาจารย์ผู้เป็นกัลยาณมิตร ศึกษาวิธีการก�ำหนดกัมมัฏฐาน และวิธีการมนสิการ
กัมมฏั ฐาน จากนน้ั กเ็ รม่ิ เจริญทวตั ตงิ สาการกัมมัฏฐาน ดังน้ี

ขนั้ ที่ ๑ พงึ เจรญิ ดว้ ยการสาธยายทางวาจาตามล�ำดบั ดงั นี้
(๑) พึงเจริญตจปัญจกกัมมัฏฐาน (กัมมัฏฐานท่ีมีหนังเป็นท่ี ๕) คือ เกสา (ผม)
-ตโจ (หนัง) จนคล่องแคลว่ ประมาณคร่ึงเดอื น
(๒) พึงเจริญวักกปัญจกกัมมัฏฐาน (กัมมัฏฐานที่มีไตเป็นที่ ๕) คือ มํสํ (เน้ือ)
-วกกฺ ํ (ไต) ประมาณครึ่งเดือน
(๓) พึงเจริญตจปญั จกกมั มัฏฐาน และวกั กปญั จกกัมมัฏฐานอกี ครึ่งเดือน
(๔) พึงเจริญปัปผาสปัญจกกัมมัฏฐาน (กัมมัฏฐานที่มีปอดเป็นที่ ๕) คือ หทยํ
(หัวใจ) -ปปผฺ าสํ (ปอด) ครึง่ เดือน
(๕) พงึ เจริญทงั้ ๓ ปัญจกะ (ตจปญั จกะ, วกั กปญั จกะ, ปปั ผาสปัญจกะ) ครึง่ เดือน
(๖) พึงเจริญกรีสจตุกกกัมมัฏฐาน (กัมมัฏฐานท่ีมีอาหารเก่าเป็นท่ี ๔) คือ อนฺตํ
(ไสใ้ หญ่) - กรสี ํ (อาหารเก่า) ครึง่ เดอื น
(๗) พึงเจริญหมวดปัญจกะ (ตจปัญจกะ, วักกปัญจกะ, ปัปผาสปัญจกะ), และ
หมวดจตุกกะ (กรสี จตุกกะ) ครง่ึ เดือน
(๘) พึงเจริญเมทฉกั กกมั มฏั ฐาน (กัมมฏั ฐานทมี่ มี นั ขน้ เปน็ ท่ี ๖) คือ ปิตตฺ ํ (ดี) -เมโท
(มนั ขน้ ) ครึ่งเดอื น
(๙) พึงเจรญิ หมวดปญั จกะและหมวดจตุกกะร่วมกับเมทฉักกะครึ่งเดือน
(๑๐) พึงเจริญมุตตฉักกกัมมัฏฐาน (กัมมัฏฐานที่มีมูตรเป็นท่ี ๖) คือ อสฺสุ (น้�ำตา)
-มุตตฺ ํ (นำ�้ มตู ร) ครงึ่ เดอื น
(๑๑) พึงเจริญทวตั ติงสาการท้งั หมดประมาณครึ่งเดอื น
พึงสาธยายทั้งโดยอนุโลม (ตามล�ำดับ) และปฏิโลม (ย้อนล�ำดับ) จนคล่องปากข้ึนใจ
จติ ต้ังมน่ั ไม่ซดั สา่ ย และอวยั วะส่วนตา่ ง ๆ ในร่างกายปรากฏชัด จากนัน้ พึงเจริญในข้นั ต่อไป
ขน้ั ที่ ๒ พึงเจริญด้วยการสาธยายทางใจโดยก�ำหนดรู้ลักษณะของส่วนต่าง ๆ
แหง่ รา่ งกาย มีวิธเี หมอื นการสาธยายทางวาจา
ขั้นที่ ๓ พึงเจรญิ ดว้ ยการก�ำหนดสแี ตล่ ะส่วนว่ามสี อี ยา่ งไร

เลม่ ที่ ๑๗ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๒๕ 9

ข้นั ที่ ๔ พึงเจรญิ ดว้ ยการก�ำหนดสณั ฐานแตล่ ะส่วนว่ามีสณั ฐานอย่างไร
ข้ันท่ี ๕ พึงเจรญิ ดว้ ยการก�ำหนดทิศทตี่ ง้ั แต่ละส่วนว่ามที ิศท่ตี ้งั อยา่ งไร
ขั้นที่ ๖ พงึ เจริญดว้ ยการก�ำหนดโอกาสจดุ ท่ตี ้ังแตล่ ะสว่ นวา่ มีโอกาสจดุ ท่ตี ั้งอย่างไร
ขน้ั ที่ ๗ พึงเจริญด้วยการก�ำหนดเปรียบเทียบความเหมือนกันและต่างกันระหว่าง
อาการ ๓๒ ด้วยกนั
การเจริญอาการ ๓๒ ทั้งหมดนี้ อาจใช้เวลาประมาณ ๖ เดือน ส�ำหรับผู้มีปัญญา
ระดับปานกลาง แต่ส�ำหรับผู้มีปัญญาน้อยอาจใช้เวลาตลอดชีวิต ส่วนผู้มีปัญญาแก่กล้าเฉียบ
แหลม สามารถภาวนาให้ส�ำเรจ็ ได้โดยใชเ้ วลาไม่นานนกั (ขุ.ขุ.อ. ๓/๓๒-๓๓, วิสุทธฺ .ิ ๑/๑๗๘-
๑๘๐/๒๖๑-๒๖๙)
๓.๔ อานิสงสก์ ารเจริญทวตั ติงสาการ
ทวัตติงสาการกัมมัฏฐานอันเป็นส่วนหนึ่งของกายคตาสติกัมมัฏฐานที่บุคคลเจริญแล้ว
ยอ่ มเป็นเหตใุ ห้เกิดธรรมเหล่านี้ คอื
(๑) สังเวคธรรมอนั ยง่ิ ใหญ่ (สโหตตปั ปญาณญาณเกดิ พร้อมกับความกลวั บาป)
(๒) ประโยชนอ์ นั ย่ิงใหญ่
(๓) ความเกษมจากโยคะอันยิ่งใหญ่
(๔) สตสิ ัมปชญั ญะ
(๕) ญาณทัสสนะ
(๖) ทิฏฐธมั มสขุ วิหาร
(๗) การท�ำให้แจ้งผลแหง่ วชิ ชาและวิมตุ ติ
(ม.อุ. ๑๔/๑๕๔/๑๓๗, ขุ.ขุ.อ. ๓/๒๙)
๓.๕ เหตทุ จี่ ดั ทวัตตงิ สาการต่อจากทสสกิ ขาบท
เนื่องจากไตรสิกขา คอื ศลี สมาธิ และปญั ญา ต่างเปน็ พน้ื ฐานของกัน เมื่อ ทสสิกขาบท
จัดเป็นศลี ทวตั ตงิ สาการกมั มัฏฐานก็จัดเป็นสมาธิ ดังน้ันทวตั ติงสาการ จงึ ถูกจัดไวเ้ ปน็ ล�ำดับ
ตอ่ จากทสสิกขาบท


Click to View FlipBook Version