The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม 24 - 30 ebook วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by mcu pali, 2021-04-25 01:53:01

พระสุตตันตปิฎก เล่ม 25 - 30 ebook

พระสุตตันตปิฎก เล่ม 24 - 30 ebook วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส

Keywords: พระสุตตันตปิฎก เล่ม 24 - 30 ebook

460 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก

ข้ันท่ี ๖
๑. เมอ่ื มนสกิ ารโดยความไมเ่ ทยี่ ง อนมิ ติ ตวโิ มกขม์ ปี ระมาณยง่ิ เพราะอนมิ ติ ตวโิ มกข์
มปี ระมารยงิ่ บคุ คลจึงเป็นสทั ธาธิมุต
๒. เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์มีประมาณยิ่ง เพราะอัปป-
ณหิ ติ วิโมกขม์ ีประมาณยงิ่ บคุ คลจึงเป็นกายสักขี
๓. เม่ือมนสิการโดยความเปน็ อนตั ตา สุญญตวิโมกขม์ ีประมาณย่ิง เพราะสญุ ญต-
วิโมกข์มีประมารย่ิง บุคคลจึงเป็นทิฏฐิปัตตะ บุคคลน้อมใจเชื่อ เพราะเหตุน้ัน จึงชื่อว่า
สทั ธาธมิ ุต
บุคคลชอื่ วา่ ท�ำใหแ้ จง้ เพราะเปน็ ผถู้ กู ตอ้ งธรรม เพราะเหตุนนั้ จึงชอื่ วา่ กายสักขี
บคุ คลชอ่ื ว่าบรรลแุ ล้ว เพราะเปน็ ผู้เหน็ ธรรม เพราะเหตนุ ั้น จึงช่ือว่าทฏิ ฐปิ ัตตะ
บคุ คลผูน้ อ้ มใจเช่อื เพราะเหตุนนั้ จึงช่ือวา่ สทั ธาธิมุต
บคุ คลถกู ตอ้ งฌาณกอ่ น ภายหลงั จงึ ท�ำใหแ้ จง้ พระนพิ พานซงึ่ เปน็ ความดบั เพราะเหตนุ น้ั
จึงช่ือว่ากายสกั ขี
ญาณวา่ “สังขารเปน็ ทุกข์ นโิ รธเป็นสุข” เปน็ ญาณทบ่ี ุคคลเห็นแล้ว ทราบแลว้ ท�ำให้
แจง้ แลว้ ถูกตอ้ งด้วยปญั ญาแล้ว เพราะเหตุน้ัน จงึ ชอื่ ว่าทฏิ ฐปิ ตั ตะ ฯลฯ (เหมอื นตอนท่ี ๑)
ตอนท่ี ๓
ท่านจ�ำแนกผลแหง่ การมนสกิ ารโดยอาการ ๓ อยา่ ง คือ ความไมเ่ ที่ยง ความเป็นทุกข์
และความเป็นอนตั ตา เปน็ ขน้ั ๆ รวม ๕ ข้นั โดยวิธีปจุ ฉาและวิสชั นา มีใจความดังนี้
ขน้ั ที่ ๖
บคุ คลผมู้ นสกิ ารโดยความไมเ่ ทยี่ ง จะรเู้ หน็ นมิ ติ ตามความเปน็ จรงิ เพราะรเู้ หน็ นมิ ติ ตาม
ความเป็นจรงิ นนั้ ท่านจงึ กล่าวว่า สัมมาทัสสนะ สงั ขารทั้งปวงชอ่ื ว่าบคุ คลเห็นดแี ล้วโดยความ
ไม่เทยี่ ง ดว้ ยการอนุมานตามสัมมาทัสสนะน้นั อย่างน้ี บุคคลละความสงสัยได้ที่สัมมาทสั สนะนี้
เมื่อมนสิการโดยความเปน็ ทุกข์ ...
เมื่อมนสกิ ารโดยความเปน็ อนตั ตา ...
ข้นั ท่ี ๒
เมื่อมนสิการโดยความไม่เท่ยี ง นิมติ ปรากฏโดยความเปน็ ภัย
เมอื่ มนสกิ ารโดยความเปน็ ทุกข์ ความเปน็ ไปปรากฏโดยความเป็นภยั
เม่อื มนสิการโดยความเปน็ อนัตตา นมิ ติ และความเปน็ ไปปรากฏโดยความเป็นภัย
ขนั้ ท่ี ๓
เมื่อมนสกิ ารโดยความไมเ่ ทย่ี ง ญาณคือการพจิ ารณานิมิตยอ่ มเกดิ ขนึ้

เลม่ ที่ ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๑ 461

เมื่อมนสิการโดยความเป็นทกุ ข์ ญาณคอื การพิจารณาความเป็นไปยอ่ มเกดิ ขนึ้
เม่ือมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ญาณคือการพิจารณานิมิตและความเป็นไปย่อม
เกิดข้ึน
ขัน้ ที่ ๔
เมอ่ื มนสกิ ารโดยความไมเ่ ท่ียง จติ ออกจากนมิ ิต แลน่ ไปในนพิ พานซง่ึ ไมม่ ีนิมิต
เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ จิตออกจากความเป็นไป แล่นไปในนิพพานซึ่งไม่มี
ความเปน็ ไป
เม่ือมนสิการโดยความเป็นอนัตตา จิตออกจากนิมิตและความเป็นไป แล่นไปใน
นพิ พานธาตทุ ีเ่ ป็นความดับ ไม่มีนมิ ติ และความเป็นไป
ขนั้ ท่ี ๕
เม่อื มนสกิ ารโดยความไมเ่ ที่ยง ย่อมหลดุ พ้นดว้ ยอนิมิตตวิโมกข์
เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ย่อมหลุดพ้นด้วยอัปปณิหติ วโิ มกข์
เม่ือมนสิการโดยความเป็นอนตั ตา ย่อมหลดุ พ้นดว้ ยสุญญตวิโมกข์
ตอนที่ ๕
ท่านต้ังค�ำปุจฉาว่า “วิโมกข์ ๓ ประการมีในขณะต่างกันด้วยอาการเท่าไร มีใน
ขณะเดียวกนั ดว้ ยอาการเท่าไร” แล้ววสิ ชั นามใี จความวา่ วโิ มกข์ ๓ ประการ มใี นขณะตา่ งกนั
ด้วยอาการ ๔ ประการ คอื (๑) ด้วยสภาวะเป็นใหญ่ (๒) ดว้ ยสภาวะตั้งมั่น (๓) ด้วยสภาวะ
น้อมจติ ไป (๔) ดว้ ยสภาวะน�ำออกไป
วโิ มกข์ ๓ ประเภทมใี นขณะเดยี วกนั ดว้ ยอาการ ๗ ประการ คอื (๑) ดว้ ยสภาวะประชมุ ลง
(๒) ด้วยสภาวะบรรลุ (๓) ด้วยสภาวะได้ (๔) ด้วยสภาวะรู้แจ้ง (๕) ด้วยสภาวะท�ำให้แจ้ง
(๖) ดว้ ยสภาวะถูกต้อง (๗) ดว้ ยสภาวะตรสั รู้
จากนั้น ท่านน�ำอาการท้ัง ๔ ประการและ ๗ ประการมาตั้งเป็นค�ำปุจฉาและ
วิสัชนาตามล�ำดับ เช่น ค�ำปุจฉา “วิโมกข์ ๓ ประการมีในขณะต่างกันด้วยสภาวะเป็นใหญ่
เป็นอยา่ งไร” ทา่ นวิสชั นาว่า
เมอ่ื บคุ คลมนสิการโดยความไมเ่ ทย่ี ง อนิมิตตวิโมกขเ์ ปน็ ใหญ่
เมือ่ บุคคลมนสกิ ารโดยความเปน็ ทุกข์ อัปปณิหิตวโิ มกข์เป็นใหญ่
เมื่อบุคคลมนสกิ ารโดยความปน็ อนัตา สญุ ญตวิโมกขเ์ ปน็ ใหญ่
ค�ำปุจฉาวา่ “วโิ มกข์ ๓ ประการมใี นขณะเดยี วกันด้วยสภาวะประชุมลง ... ดว้ ยสภาวะ
ตรัสรู้ เปน็ อย่างไร” ทา่ นวสิ ชั นาโดยแบง่ เปน็ ๓ นัย ดงั น้ี
นยั ที่ ๑ ผลแหง่ มนสิการโดยความไม่เท่ียง

462 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก

บุคคลผู้มนสิการโดยความไม่เท่ียง ย่อมพ้นจากนิมิต เพราะเหตุน้ัน วิโมกข์นั้นจึงเป็น
อนมิ ิตวโิ มกข์

บุคคลพ้นจากอารมณ์ใด ย่อมไม่ต้ังอยู่ในอารมณ์น้ัน เพราะเหตุน้ัน วิโมกข์น้ันจึงเป็น
อปั ปณิหติ วิโมกข์

บุคคลไมต่ งั้ อยใู่ นอารมณใ์ ด เป็นผูว้ า่ งจากอารมณ์น้นั เพราะเหตุนัน้ วโิ มกขน์ ัน้ จงึ เป็น
สุญญตวโิ มกข์

บุคคลว่างจากนิมิตใด เป็นผู้ไม่มีนิมิตเพราะนิมิตนั้น เพราะเหตุนั้น วิโมกข์น้ันจึงเป็น
อนิมิตตวิโมกข์

นยั ท่ี ๒ ผลแหง่ การมนสิการโดยความเปน็ ทุกข์
บุคคลผู้มนสกิ ารโดยความเปน็ ทุกข์ ย่อมพน้ จากปณิธิ เพราเหตุนั้น วโิ มกข์น้นั จึงเปน็
อปั ปณิหิตวโิ มกข์
บุคคลไม่ตั้งอยุ่ในทุกข์ใด เป็นผู้ว่างจากทุกข์น้ัน เพราะเหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็น
สญุ ญตวโิ มกข์
บุคคลใดว่างจากนิมิตใด เป็นผ้ไู ม่มีนิมติ เพราะนิมติ น้ัน เพราะเหตนุ ้ัน วโิ มกข์นั้นจึงเป็น
อนมิ ิตตวโิ มกข์
บุคคลไม่มีนิมิตเพราะนิมิตใด ไม่ตั้งอยู่ในนิมิตนั้น เพราะเหตุน้ัน วิโมกข์นั้นจึงเป็น
อัปปณหิ ิตวโิ มกข์
นัยท่ี ๓ ผลแหง่ การมนสกิ ารโดยความเป็นอนตั ตา
บุคคลผู้มนสิการโดยความเป็นอนัตตา ย่อมพ้นจากอภินิเวส เพราะเหตุนั้นวิโมกข์น้ัน
จึงเปน็ สุญญตวโิ มกข์
บุคคลสวา่ งจากนิมติ ใด เป็นผูไ้ มม่ นี มิ ิตเพราะนมิ ิตนัน้ เพราะเหตนุ นั้ วิโมกข์นั้น จงึ เป็น
อนมิ ิตตวโิ มกข์
บุคคลไม่มีนิมิตเพราะนิมิตใด ไม่ตั้งอยู่ในนิมิตน้ัน เพราะเหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็น
อัปปณหิ ติ วิโมกข์
บุคคลไม่ต้ังอยู่ในนิมิตใด เป็นผู้ว่างจากนิมิตนั้น เพราะเหตุนั้น วิโมกข์น้ันจึงเป็น
สญุ ญตวิโมกข์
ตอนที่ ๕
ท่านตั้งบทมาติกา ดงั น้ี
วโิ มกขม์ ีอยู่ ธรรมท่เี ป็นประธานมีอยู่ ธรรมทีเ่ ปน็ ประธานแห่งวโิ มกขม์ อี ยู่ ธรรมทเี่ ป็น
ข้าศึกแห่งวิโมกข์มีอยู่ ธรรมท่ีอนุโลมจามวิโมกข์มีอยู่ วิโมกข์วิวัฏมีอยู่ การเจริญวิโมกข์มีอยู่

เล่มที่ ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๑ 463

ความสงบรังบั แห่งวโิ มกขม์ ีอยู่
จากน้ัน ท่านน�ำค�ำในบทมาติกามาอธิบายทีละค�ำ โดยวิธีปุจฉาและวิสัชนาตามล�ำดับ

ในท่ีน้ีขอน�ำเฉพาะค�ำอธิบายวโิ มกข์ มาแสดงเป็นตวั อย่าง ดงั นี้
ค�ำปุจฉาวา่ “วโิ มกข์ อะไรบา้ ง” ทา่ นวสิ ชั นาวา่ ไดแ้ ก่ วิโมกข์ ๓ ประการ คอื
๑. สุญญตวโิ มกข์ ๒. อนมิ ิตตวิโมกข์
๓. อัปปณหิ ิตวโิ มกข์
จากนั้น ท่านน�ำวโิ มกข์แต่ละประการมาต้งั เปน็ ค�ำปุจฉาและวสิ ัชนา ดังน้ี
สุญญตวิโมกข์ แบ่งเป็น ๒ สว่ น คอื
ส่วนท่ี ๑
ค�ำปจุ ฉาวา่ “สญุ ญตวิโมกข์ เป็นอย่างไร” ทา่ นวิสชั นาว่า
๑. อนิจจานุปัสสนาญาณ พ้นจากอภิเวสว่าเที่ยง เพราะเหตุน้ันจึงชื่อว่าสุญญต-

วโิ มกข์
๒-๑๐. มีองค์ธรรมเหมือนในสัญญาวิโมกข์ ต่างกันแต่เปลี่ยนค�ำว่าสัญญาวิโมกข์

เป็นค�ำวา่ อภิเวส
ส่วนที่ ๒ (เหมอื นในสัญญาวโิ มกข์ ต่างกนั แต่องคธ์ รรมเท่านนั้ )
อนิมติ ตวโิ มกข์ แบ่งเป็น ๒ สว่ น คอื
ส่วนท่ี ๑
ค�ำปุจฉาว่า “อนิมิตตวิโมกข์ เป็นอย่างไร” ท่านวิสัชนาไว้เหมือนในสัญญาวิโมกข์

ตา่ งกันแตเ่ ปลี่ยนค�ำว่า สัญญา เป็นค�ำวา่ นมิ ติ เชน่
๑. อนิจจานุปัสสนาญาณ พ้นจากนิมิตว่าเที่ยง เพราะเหตุน้ัน จึงช่ือว่าอนิมิตต-

วิโมกข์
ส่วนที่ ๒ (เหมอื นในสัญญาวิโมกข์ ต่างกันแตอ่ งคธ์ รรมเทา่ น้ัน)
อัปปณิหิตวโิ มกข์ แบ่งเป็น ๒ ส่วน คอื
สว่ นที่ ๑
ค�ำปุจฉาว่า “อัปปณิหิตวิโมกข์ เป็นอย่างไร” ท่านวิสัชนาไว้เหมือนในสัญญาวิโมกข์

ตา่ งกันแตเ่ ปลย่ี นค�ำวา่ สัญญา เป็นค�ำว่า ปณธิ ิ เช่น
๑. อนจิ จานปุ ัสสนาญาณ พน้ จากปณิธวิ ่าเทยี่ ง เพราะเหตุนัน้ จึงช่อื ว่าอปั ปณิหิต-

วิโมกข์
ส่วนที่ ๒ (เหมือนในสญั ญาวิโมกข์ ตา่ งกันแตอ่ งคธ์ รรมเทา่ นั้น)

464 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก

๖. คตกิ ถา

ค�ำวา่ คติกถา แปลว่า กถาวา่ ดว้ ยคติ แบง่ เปน็ ๒ ตอน คอื ตอนท่ี ๑ ว่าดว้ ยปฏิสนธิ
ขณะทเี่ ปน็ ญาณสมั ปยตุ ตอนท่ี ๒ วา่ ดว้ ยปฏสิ นธขิ ณะทเี่ ปน็ ญาณวปิ ปยตุ ดงั ราลละเอยี ดตอ่ ไปนี้

ตอนท่ี ๑
ค�ำปุจฉาว่า “ในปฏสิ นธขิ ณะท่เี ปน็ ญาณสมั ปยุต ความเกดิ ข้นึ แหง่ คตสิ มบตั มิ ไี ดเ้ พราะ
ปัจจัยแห่งเหตุเท่าไร ในปฏิสนธิขณะท่ีเป็นญาณสัมปยุต ความเกิดขึ้นแห่งขัตติยมหาศาล
พราหมณมหาศาล คหบดมี หาศาล เทพช้ันกามาวจร มีไดเ้ พราะปัจจยั แห่งเหตุเท่าไร ความเกดิ
ขึน้ แหง่ เทพชนั้ รปู าวจร มไี ด้เพราะเหตปุ จั จัยแหง่ เหตุเท่าไร ความเกิดขึ้นแห่งเทพช้นั อรูปาวจร
มไี ด้เพราะปัจจยั แหง่ เหตุเท่าไร”
ทา่ นวสิ ชั นาวา่ ในปฏสิ นธขิ ณะทเี่ ปน็ ญาณสมั ปยตุ ความเกดิ ขน้ึ แหง่ คตสิ มบตั มิ ไี ดเ้ พราะ
ปัจจยั แหง่ เหตุ ๘ ประการ
ในปฏสิ นธขิ ณะทเ่ี ปน็ ญาณสมั ปยตุ ความเกดิ ขน้ึ แหง่ ขตั ตยิ ามหาศาล พราหมณมหาศาล
คหบดีมหาศาล เทพขั้นกามาวจร มีได้เพราะเหตุปัจจัยแห่งเหตุ ๘ ประการ ความเกิดแห่ง
เทพชน้ั อรูปาวจร มไี ดเ้ พราะปัจจยั เหตุ ๘ ประการ
จากนั้น ทา่ นน�ำค�ำวสิ ชั นามาอธิบายโดยวธิ ีปุจฉาและวิสัชนาตามล�ำดับ ดังนี้
ค�ำปุจฉาว่า “ในปฏิสนธิขณะที่เป็นญาณสัมปยุต ความเกิดข้ึนแห่งคติสมบัติมีได้
เพราะปัจจยั เหตุ ๘ ประการ อะไรบ้าง” ทา่ นวิสชั นาโดยแบ่งเปน็ ๒ ส่วนดังนี้
ส่วนท่ี ๑
ในชวนขณะแหง่ กศุ ลกรรม เหตุ ๓ ประการฝา่ นกศุ ลเปน็ สหชาตปจั จยั แหง่ เจตนาทเ่ี กดิ
ในขณะนน้ั เพราะเหตนุ ้ัน ท่านจงึ กลา่ วว่า เพราะกุศลมูลเปน็ ปัจจยั สังขารจึงมี ในนิกนั ตขิ ณะ
(ขณะตดิ ใจ) เหตุ ๒ ประการฝ่ายอกุศล เปน็ สหชาตปัจจัยแหง่ เจตนาทเ่ี กดิ ในขณะน้ัน เพราะ
เหตนุ นั้ ท่านจึงกล่าวว่า เพราอกุศลมลู เปน็ ปัจจัยสังขารจึงมี ในปฏิสนธขิ ณะ เหตุ ๓ ประการ
ฝ่ายอัพยากฤต เป็นสหชาตปัจจัยแห่งเจตนาท่ีเกิดในขณะน้ัน เพราะเหตุน้ัน ท่านจึงกล่าวว่า
เพราะนามรปู เปน็ ปจั จัยวิญญาณจึงมี เพราะวญิ ญาณเป็นปัจจยั นามรูปจงึ มี
สว่ นท่ี ๒
ในปฏิสนธิขณะ
เบญจขนั ธ์ เป็นสหชาตปจั จยั อัญญมญั ญปจั จัย นสิ สยปัจจัย วปิ ปยุตตปัจจัย
มหาภตู รปู ๔ เปน็ สหชาตปจั จยั อัญญมัญญปัจจัย นสิ สยปัจจยั
ชวี ติ สงั ขาร ๓ เป็นสหชาตปัจจยั อัญญมัญญปัจจยั นิสสยปจั จัย วปิ ปยตุ ตปัจจัย

เลม่ ท่ี ๒๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๓๑ 465

นามและรปู เป็นสหชาตปัจจยั ... วปิ ปยุตตปจั จัย
นามธรรม ๑๔ ประการนี้ เปน็ สหชาตปัจจัย ... วปิ ปยุตตปจั จัย
นามขันธ์ ๔ เปน็ สหชาตปัจจยั อญั ญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สมั ปยตุ ตปจั จยั
อนิ ทรยี ์ ๕ เปน็ สหปัจจัย ... สัมปยตุ ตปัจจยั
เหตุ ๓ ประการ เปน็ สหชาตปจั จยั ... สัมปยุตตปัจจัย
นามและวญิ ญาณ เป็นสหชาตปจั จยั ... สมปั ยตุ ตปจั จยั
ธรรม ๑๔ ประการน้ี เปน็ สหชาตปจั จยั ... สมั ปยตุ ตปัจจยั
ธรรม ๒๘ ประการนี้ (๑๔+๑๔) เปน็ สหชาตปจั จยั ... วปิ ปยตุ ตปัจจัย
สรุป ในปฏิสนธิขณะที่เป็นญาณสัมปยุต ความเกิดข้ึนแห่งคติสมบัติมีได้เพราะปัจจัย
แหง่ เหตุ ๘ ประการน้ี
ค�ำปุจฉาว่า “ในปฏิสนธิขณะที่เป็นญาณสัมปยุต ความเกิดข้ึนแห่งขัตติยมหาศาล
พราหมณมหาศาล คหบดีมหาศาล เทพชั้นกามาวจร มีได้เพราะปัจจัยแห่ง ๘ ประการอะไร
บ้าง” ท่านวสิ ัชนาโดยแบง่ เปน็ ๒ สว่ น ดังน้ี
ส่วนที่ ๑ (เหมือนในคตสิ มบัต)ิ
สว่ นท่ี ๒
ในปฏิสนธิขณะ
เบญจขันธ์ เป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย วิปปยุตตปัจจัย
มหาภูตรูป ๔ ... (เหมอื นในคตสิ มบตั ิ)
สรุป ในปฏิสนธิขณธท่ีเป็นญาณสัมปยุต ความเกิดขึ้นแห่งขัตติยมหาศาล พราหมณ-
มหาศาล คหบดีมหาศาล เทพชั้นกามาวจร มไี ดเ้ พราปัจจัยแห่งเหตุ ๘ ประการน้ี
ค�ำปุจฉาว่า “ความเกิดขึ้นแห่งเทพช้ันรูปาวจรมีได้เพราะปัจจัยแห่งเหตุ ๘ ประการ
อะไรบา้ ง” ท่านวิสัชนาไว้เหมอื นในคติสมบัติ
ค�ำปุจฉาวา่ “ความเกดิ ข้นึ แห่งเทพชน้ั อรปู าวจรมไี ด้เพราะปจั จยั แหง่ เหตุ ๘ ประการ
อะไรบา้ ง” ทา่ นวสิ ชั นาโดยแบง่ เป็น ๒ สว่ น ดังน้ี
ส่วนท่ี ๑ (เหมือนในคตสิ มบตั ิ)
สว่ นท่ี ๒
ในปฏสนธิขณะ
นามขันธ์ ๔ เป็นสหชาตปัจจยั อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยตุ ตปจั จยั
อนิ ทรยี ์ ๕ เปน็ สหชาตปจั จยั ... สมั ปยตุ ตปจั จัย

466 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก

เหตุ ๓ ประการ(ฝ่ายกศุ ล) เปน็ สหชาตปัจจยั ... สัมปยุตตปจั จัย
นามและวญิ ญาณ เปน็ สหชาตปัจจัย ... สัมปยตุ ตปจั จยั
ธรรม ๑๔ ประการข้างตน้ น้ี เป็นสหชาตปัจจัย ... สมั ปยตุ ตปจั จัย
สรุป ความเกิดขึ้นแห่งเทพช้นั อรปู าวจรมีได้เพราะปจั จัยเหตุแห่ง ๘ ประการนี้
ตอนท่ี ๒
ค�ำปุจฉาว่า “ในปฏิสนธิขณะท่ีเป็นญาณวิปปยุต ความเกิดแห่งคติสมบัติ มีได้
เพราะปัจจัยเหตุเท่าไร ในปฏิสนธิขณะที่เป็นญาณวิปปยุต ความเกิดขึ้นแห่งขัตติยมหาศาล
พราหมณมหาศาล คหบดีมหาศาล เทพชั้นกามาวจร มไี ดเ้ พราะเหตปุ ัจจัยเทา่ ไร”
ทา่ นวสิ ชั นาวา่ ในปฏสิ นธขิ ณะทเี่ ปน็ ญาณวปิ ปยตุ ความเกดิ ขนึ้ แหง่ คตสิ มบตั มิ ไี ดเ้ พราะ
ปัจจัยแหง่ เหตุ ๖ ประการ ในปฏิสนธขิ ณะทเี่ ปน็ ญาณวิปปยุต ความเกิดขึน้ แห่งขัตติยมหาศาล
พราหมณมหาศาล คหบดีมหาศาล เทะช้นั กามาวจร มีไดเ้ พราะปจั จยั แหง่ เหตุ ๖ ประการ
จากนั้น ท่านน�ำค�ำวสิ ชั นามาอธบิ ายโดยวธิ ีปจุ ฉาและวสิ ชั นาตามล�ำดับ ดงั น้ี
ค�ำปุจฉาว่า “ในปฏิสนธิขณะที่เป็นญาณวิปปยุต ความเกิดขึ้นแห่งคติสมบัติมีได้
เพราะปจั จัยแหง่ เหตุ ๖ ประการ อะไรบา้ ง” ท่านวิสัชนาโดยแบ่งเป็น ๒ สว่ น ดงั นี้
ส่วนท่ี ๑
ในชวนขณะแห่งกุศลกรรม เหตุ ๒ ประการฝ่ายกุศล (อโลภะและอโทสะ) เป็น
สหชาตปัจจัยแห่งเจตนาท่ีเกิดขึ้นในขณะนั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เพราะกุศล
มูลเป็นปัจจัย สังขารจึงมี ในนิกันติขณะ เหตุ ๒ ประการฝ่ายอกุศล (โลภะและโทสะ) เป็น
สหชาตปัจจัยแห่งเจตนาที่เกิดขึ้นในขณะนั้น เพราะเหตุน้ัน ท่านจึงกล่าวว่า เพราะอกุศลมูล
เป็นปัจจัย สังขารจึงมี ในปฏิสนธิขณะ เหตุ ๒ ประการฝ่ายอัพยากฤต (อโลภะและอโทสะ)
เป็นสหชาตปจั จยั แหง่ เจตนาทีเ่ กิดข้ึนในขณะนนั้ เพราะเหตนุ น้ั ท่านจึงกลา่ ววา่ เพราะนามรปู
เปน็ ปจั จยั วิญญาณจงึ มี เพราะวญิ ญาณเป็นปัจจยั นามรปู จึงมี
ส่วนที่ ๒
ในปฏิสนธิขณะ
เบญจขนั ธ์ เป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจยั นิสสยปจั จยั วิปปยตุ ตปจั จัย
มหาภตู รปู ๔ เป็นสหชาตปัจจยั อญั ญมัญญปจั จัย นสิ สยปจั จัย
ชีวิตสงั ขาร ๓ เป็นสหชาตปัจจยั อญั ญมัญญปจั จยั นสิ สยปจั จยั วปปยุตตปัจจัย
นามและรูป เปน็ สหชาตปัจจยั ... วปิ ปยตุ ตปจั จัย
นามขันธ์ ๔ เปน็ สหชาตปจั จัย อญั ญมญั ญปัจจยั นิสสยปจั จยั สมั ปยตุ ปจั จยั

เลม่ ท่ี ๒๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๑ 467

อนิ ทรยี ์ ๔ เป็นสหชาตปัจจัย ... สมั ปยุตตปจั จัย
เหตุ ๒ ประการ เปน็ สหชาตปจั จยั ... สมั ปยตุ ตปจั จยั
นามและวญิ ญาณ เปน็ สหชาตปจั จัย ... สมั ปยุตตปจั จยั
ธรรม ๑๒ ประการข้างต้นน้ี เปน็ สหชาตปัจจยั ... สมั ปยุตตปจั จัย
ธรรม ๒๖ ประการนี้ (๑๔+๑๒) เปน็ สหชาตปจั จัย ... วปิ ยตุ ตปัจจยั
สรุป ในปฏิสนธิขระที่เป็นญาณวิปปยุต ความเกิดข้ึนแห่งคติสมบัติมีได้เพราะปัจจัย
แหง่ เหตุ ๖ ประการน้ี
ค�ำปุจฉาว่า “ในปฏิสนธิขณะท่ีเป็นญาณวิปปยุต ความเกิดขึ้นแห่งขัตติยมหาศาล
พราหมณมหาศาล คหบดีมหาศาล เทพช้ันกามาวจร มีได้เพราะปัจจัยเหตุ ๖ ประการ
อะไรบา้ ง” ทา่ นวิสัชนาโดยแบง่ เปน็ ๒ ส่วน เหมือนในคติสมบัติ ฝา่ ยญาณวิปปยตุ

๗. กมั มกถา

ค�ำว่า กมั มกถา แปลว่า กถาวา่ ด้วยกรรม คอื ท่านจ�ำแนกกรรมทเี่ ป็นหลัก ๑๒ ประการ
แล้วน�ำกรรมอ่ืนมาจ�ำแนกตามกรรมที่เป็นหลัก ๑๒ ประการน้ัน โดยไม่มีค�ำปุจฉาและ
วิสชั นา ดงั รายละเอียดตอ่ ไปนี้

กรรมที่เปน็ หลกั ๑๒ ประการ แบ่งเปน็ อดตี กรรม ๖ ประการ ปัจจบุ ันกรรม ๔ ประการ
และอนาคตกรรม ๒ ประการ ดังนี้

อดีตกรรม ๖ ประการ คอื
๑. กรรมได้มีแล้ว วบิ ากแห่งกรรมก็ได้มีแลว้
๒. กรรมไดม้ ีแล้ว แต่วบิ ากแหง่ กรรมไมไ่ ดม้ ีแลว้ (ยงั ไม่มีผล)
๓. กรรมได้มีแล้ว วิบากแห่งกรรมก็มอี ยู่ (ก�ำลังให้ผล)
๔. กรรมได้มแี ลว้ แตว่ ิบากกรรมยังไมม่ ี
๕. กรรมไดม้ ีแลว้ วิบากแห่งกรรมกจ็ ักมี
๖. กรรมไดม้ แี ล้ว แตว่ บิ ากแห่งกรรมจักไมม่ ี
ปจั จบุ นั กรรม ๔ ประการ คือ
๑. กรรมมีอยู่ วบิ ากแหง่ กรรมกม็ อี ยู่
๒. กรรมมอี ยู่ แต่วิบากแห่งกรรมยังไม่มี
๓. กรรมมอี ยู่ วบิ ากแหง่ กรรมก็จักมี

468 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก

๔. กรรมมอี ยู่ แต่วบิ ากแหง่ กรรมจกั ไมม่ ี
อนาคตกรรม ๒ ประการ คอื
๑. กรรมจกั มี วบิ ากแหง่ กรรมก็จักมี
๒. กรรมจกั มี แต่วบิ ากแหง่ กรรมจกั ไม่มี
ล�ำดบั ตอ่ ไป ทา่ นน�ำกรรมอน่ื มาจ�ำแนกตามหลกั กรรม ๑๒ ประการนี้ คือ กศุ ลกรรม
อกุศลกรรม กรรมมโี ทษ กรรมไม่มโี ทษ กรรมมีสุขเป็นก�ำไร กรรมมที ุกข์เปน็ ก�ำไร กรรมมสี ขุ
เป็นวบิ าก กรรมมที กุ ขเ์ ป็นวบิ าก

๘. วิปลั ลาสกถา

ค�ำว่า วิปัลลาสกถา แปลว่า กถาว่าด้วยวิปัลลาส หมายถึงความคลาดเคลื่อนจาก
ความเป็นจรงิ เชน่ สัญญาวปิ ลั ลาส แปลว่า ความหมายร้คู ลาดเคลอ่ื น ดังรายละเอียดตอ่ ไปน้ี

ท่านพระสารีบุตรน�ำพระพุทธพจน์ที่มีเนื้อหาเก่ียวกับวิปัลลาส และนวิปัลลาส
(ตรงกันข้ามกับวิปลั ลาส) ท้ังสว่ นทเ่ี ปน็ อทุ เทสและส่วนท่เี ป็นนทิ เทส มาแสดงไว้ ดังน้ี

ภิกษุทง้ั หลาย สัญญาวปิ ลั ลาส จติ ตวปิ ลั ลาส ทิฏฐวิ ปิ ัลลาส ๔ ประการนี้
สัญญาวปิ ลั ลาส จติ ตวิปลั ลาส ทฏิ ฐิวปิ ลั ลาส ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. สญั ญาวิปลั ลาส จติ ตวปิ ัลลาส ทิฏฐวิ ิปัลลาสในสง่ิ ท่ีไมเ่ ที่ยงว่าเที่ยง
๒. สัญญาวิปัลลาส จิตตวิปลั ลาส ทฏิ ฐิวปิ ลั ลาสในสงิ่ ทีเ่ ป็นทกุ ขว์ ่าเปน็ สุข
๓. สัญญาวิปัลลาส จติ ตวปิ ลั ลาส ทิฏฐิวปิ ัลลาสในสิ่งทไี่ ม่ใช่อัตตาว่าอตั ตา
๔. สัญญาวปิ ลั ลาส จิตตวิปลั ลาส ทฏิ ฐวิ ปิ ัลลาสในสิ่งทีไ่ ม่งามว่างาม
วปิ ัลลาสทง้ั ๔ ประการน้จี ดั เป็นอกุศลธรรม ส่วนนวิปัลลาส ๔ ประการ จัดเปน็ กศุ ล
ธรรม มีนยั ตรงกนั ขา้ ม (อง.ฺ จตุกกฺ . ๒๑/๔๙/๕๘)
ต่อจากน้นั ท่านสรปุ จ�ำแนกอริยบคุ คลผ้ลู ะวิปลั ลาสแต่ละประการได้ไว้ ดังน้ี
ท่านผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ(โสดาบันบุคคล) ละวิปัลลาสประการท่ี ๑ และที่ ๓
ได้ สว่ นวปิ ลั ลาสท่ี ๒ และท่ี ๔ ละได้เฉพราะทิฏฐวิ ปิ ัลลาส

เลม่ ที่ ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๑ 469

๙. มคั คกถา

ค�ำว่า มัคคกถา แปลว่า กถาว่าด้วยมรรค คือ ท่านจ�ำแนกกิจขององค์แห่งมรรค
ทั้ง ๘ ประการ โดยแบง่ เปน็ ๔ ขณะ คือ ขณะแห่งโสดาปัตตมิ รรค ขณะแหง่ สกทาคามมิ รรค
ขณะแหง่ อนาคามมิ รรค และขณะแหง่ อรหตั ตมรรค ดงั รายละเอียดต่อไปนี้

ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค มรรคช่อื วา่ สมั มาทฏิ ฐิเพราะมสี ภาวะเหน็ เปน็ มรรคและ
เป็นเหตุ เพ่ือละมิจฉาทิฏฐิ เพื่ออุปถัมภ์สหชาตธรรม เพื่อครอบง�ำกิเลสทั้งหลาย เพ่ือความ
หมดจดในเบอื้ งตน้ แหง่ ปฏเิ วธ เพอื่ ความตงั้ มนั่ แหง่ จติ เพอ่ื ความผอ่ งแผว้ แหง่ จติ เพอ่ื บรรลธุ รรม
วเิ ศษ เพ่อื ร้แู จ้งธรรมอนั ยิ่ง เพ่ือตรัสรสู้ ัจจะ เพอื่ ใหจ้ ติ ตั้งมัน่ อย่ใู นนโิ รธ

มรรคช่ือว่าสมั มาสงั กปั ปะเพราะมสภาวะตรกึ ตรอง ... เพอื่ ละมิจฉาสังกัปปะ ...
มรรคชื่อวา่ สัมมาวาจาเพราะมสี ภาวะก�ำหนด ... เพือ่ ละมจิ ฉาวาจา ...
มรรคชอื่ วา่ สัมมากัมมนั ตะเพราะมีสภาวะเป็นสมุฏฐาน ... เพ่อื ละมิจฉากัมมนั ตะ ...
มรรคช่ือวา่ สมั มาอาชีวะเพราะมสี ภาวะผ่องแผว้ ... เพ่อื ละมิจฉาอาชวี ะ ...
มรรคชอ่ื วา่ สัมมาสมาธิเพราะมสี ภาวะไม่ฟุ้งซ่าน ... เพื่อละมิจฉาสมาธิ ...
ในขณะแห่งมรรคอน่ื ๆ ก็มนี ยั เดยี วกันน้ี ต่างกันแตก่ ิเลสทอี่ งคแ์ ห่งมรรคแตล่ ะองคล์ ะ
ได้เท่าน้นั
ล�ำดับตอ่ ไป ทา่ นน�ำสภาวธรรม ๕๔ ประการ (หมวดธรรมท่ีควรรู้ยง่ิ ในสตุ มยญาณที่ ๑
ตอนท่ี ๒ ชดุ ที่ ๖) มาจ�ำแนกมรรคเปน็ ๕๔ ประการ เช่น มรรคคือความเหน็ ช่อื วา่ สมั มาทฏิ ฐิ
มรรคคอื ความตรึกตรอง ชอื่ วา่ สมั มาสังกัปปะ

๑๐. มณั ฑเปยยกถา

ค�ำว่า มณั ฑเปยยกถา แปลว่า กถาว่าดว้ ยพรหมจรรยท์ ่ใี สและนา่ ด่มื แบ่งเปน็ อุทเทส
และนทิ เทส ดังรายละเอยี ดตอ่ ไปน้ี

อุทเทส
ทา่ นพระสารบี ุตรน�ำพระพทุ ธพจน์มาต้ังเปน็ อทุ เทส ดังนี้
ภิกษุท้ังหลาย พรหมจรรย์นี้ใสและน่าดื่ม เม่ือพระศาสดายังปรากฏอยู่ ความใส
มี ๓ ประการ คือ (๑) ความใสคอื เทศนา (๒) ความใสคือผรู้ ับ (๓) ความใสคือ พรหมจรรย์

470 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก

นิทเทส
ท่านน�ำค�ำในอทุ เทสมาอธบิ ายโดยปุจฉาและวสิ ชั นาตามล�ำดบั ดังน้ี
๑. ค�ำปุจฉาว่า “ความใสคือเทศนา เป็นอย่างไร” ท่านวิสัชนาว่าการบอก
การแสดง การบัญญัติ การแตง่ ตัง้ การเปดิ เผย การจ�ำแนกการท�ำให้ง่ายซึง่ อริยสจั ๔ การบอก
... การท�ำให้งา่ ยซ่ึงสติปฏั ฐาน ๔ ... สัมมปั ปธาน ๔ ... อทิ ธิบาท ๔ ... อนิ ทรยี ์ ๕ ... พละ ๕ ...
โพชฌงค์ ๗ ... อรยิ มรรคมีองค์ ๘ นช้ี ่อื วา่ ความเลอื่ มใสคือเทศนา
๒. ค�ำปุจฉาว่า “ความใสคอื ผู้รับ เปน็ อย่างไร” ท่านวสิ ัชนาว่า ภิกษุ ภกิ ษุณี
อุบาสก อบุ าสกิ า เทวดา มนุษย์ หรอื ท่านผูร้ แู้ จง้ พวกใด พวกหนงึ่ นี้ข่อื วา่ ความใสคืผรู้ บั
๓. ค�ำปจุ ฉาวา่ “ความใสคอื พรหมจรรย์ เปน็ อยา่ งไร” ทา่ นวสิ ชั นาวา่ อรยิ มรรค
มีองค์ ๘ นี้ คือ (๑) สัมมาทิฏฐิ (๒) สัมมาสังกัปปะ (๓) สัมมาวาจา (๔) สัมมากัมมันตะ
(๕) สัมมาอาชวี ะ (๖) สมั มาวายามะ (๗) สัมมาสติ (๘) สัมมาสมาธิ นี้ช่ือว่าความใส คือ
พรหมจรรย์
ล�ำดับต่อไป ท่านน�ำองค์ธรรมในธรรม ๔ หมวด คอื อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗
อริยมรรคมอี งค์ ๘ มาจ�ำแนกเป็นธรรมทม่ี ีความใส ทีเ่ ป็นกาก และท่ีนา่ ด่ืม มี ๒ นยั ดงั นี้
นัยที่ ๑ เช่น ความใสคือการน้อมใจเชื่อ ช่ือว่าสัทธินทรีย์ ความไม่มีศรัทธาเป็นกาก
บุคคลท้ิงความไม่มีศรัทธาอันเป็นกากแล้วดื่มความใสคือความน้อมใจเชื่อแห่งสัทธินทรีย์
เพราะเหตนุ นั้ สัทธนิ ทรยจ์ ึงชอื่ ว่ามีความใสและนา่ ดื่ม
นัยที่ ๒ เช่น ความใสคือการน้อมใจเช่ือ ช่ือว่าสัทธินทรีย์ ความไม่มีศรัทธาเป็น
กาก อรรถรส ธรรมรส วมิ ตุ ติรสในสทั ธินทรยี ์น้ัน เปน็ ความนา่ ดืม่
ล�ำดับต่อไป ท่านน�ำสภาวธรรม ๕๔ ประการ (เหมือนในมรรคคกถา) มาจ�ำแนก
ความใสเป็น ๕๔ ประการ เชน่ ความใสคือการเหน็ ชอ่ื วา่ สัมมาทฏิ ฐิ ความใสคอื ความตรึกตรอง
ชื่อวา่ สมั มาสังกปั ปะ

เลม่ ท่ี ๒๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๑ 471

แนะน�ำยุคนัทธวรรค

ยคุ นทั ธวรรค

ยุคนัทธวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยการเจริญธรรมที่เป็นคู่ ชื่อวรรคนี้ต้ังตามช่ือเรื่อง
หรอื กถาท่ี ๑ ในวรรคน้ี ซึ่งมีท้งั หมด ๑๐ กถา คอื

๑. ยคุ นัทธกถา ๒. สจั จกถา
๓. โพชฌงคกถา ๔. เมตตากถา
๕. วิราคกถา ๖. ปฏิสัมภทิ ากถา
๗. ธัมมจกั กกถา ๘. โลกตุ ตรกถา
๙. พลกถา ๑๐. สญุ ญกถา

๑. ยคุ นัทธกถา

ค�ำวา่ ยคุ นทั ธกถา แปลวา่ กถาวา่ ดว้ ยการเจรญิ ธรรมทเ่ี ปน็ คู่ แบง่ เปน็ นทิ เทสได้ ๒ นทิ เทส
คือ (๑) สุตตันตนิทเทส (๒) ธัมมทุ ธัจจวารนิทเทส เพ่อื อธิบายพระสูตรทท่ี า่ นน�ำมาแสดงเปน็
อทุ เทส ๔ อุทเทส ดังตอ่ ไปนี้

อุทเทส
ท่านพระสารบี ตุ รน�ำพระสูตรมาแสดงเป็นอุทเทส มีใจความแบง่ เป็น ๔ อุทเทส ดงั นี้
๑. ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เจริญวิปัสสนามีสมถะน�ำหน้า เมื่อเธอเจริญวิปัสสนามีสมถะ
น�ำหนา้ มรรคยอ่ มเกิด เธอปฏบิ ัติ เจรญิ ท�ำให้มากซึง่ มรรคน้นั เมอื่ เธอปฏบิ ัติ เจรญิ ท�ำให้มาก
ซ่ึงมรรคนั้น ย่อมละสงั โยชนไ์ ด้ อนุสัยยอ่ มสิน้ ไป
๒. ภิกษุเจริญสมถะมีวิปัสสนาน�ำหน้า เมื่อเธอเจริญสมถะมีวิปัสสนาน�ำหน้า มรรค
ย่อมเกดิ เธอปฏบิ ตั ิ เจริญ ท�ำใหม้ ากซง่ึ มรรคนั้น เม่ือเธอปฏิบตั ิ เจรญิ ท�ำใหม้ ากซึ่งมรรคนน้ั
ย่อมละสงั โยชนไ์ ด้ อนุสัยยอ่ มส้ินไป
๓. ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไป เม่ือเธอเจริญสมถะและวิปัสสนาควบคู่กัน
ไป มรรคย่อมเกิด เธอปฏิบัติ เจริญ ท�ำให้มากซ่ึงมรรคน้ัน เม่ือเธอปฏิบัติ เจริญ ท�ำให้มาก
ซึ่งมรรคนั้น ย่อมละสงั โยชน์ได้ อนสุ ยั ย่อมส้นิ ไป
๔. ภกิ ษมุ ใี จถกู อทุ ธจั จะในธรรมกนั้ ไว้ ในเวลาทจี่ ติ ตงั้ มนั่ สงบอยภู่ ายใน มภี าวะจติ เปน็
หนง่ึ ผุดขึน้ ตง้ั ม่นั อยู่ มรรคก็เกดิ แกเ่ ธอ เธอปฏบิ ัติ เจรญิ ท�ำให้มากซ่ึงมรรคน้นั เมื่อเธอปฏบิ ตั ิ

472 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก

เจรญิ ท�ำให้มาก ซ่งึ มรรคน้ัน ย่อมละสังโยชนไ์ ด้ อนสุ ยั ย่อมสิน้ ไป (องฺ. จตกุ ฺก. ๒๑/๑๗๐/๑๗๙)
นทิ เทส

๑.๑ สุตตันตนิทเทส
สุตตันตนิทเทสอธิบายอุทเทสที่ ๑-๓ ของยุคนัทธกถา โดยวิธีปุจฉาและวิปัสสนา

ดังรายละเอียดต่อไปน้ี
อทุ เทสท่ี ๑
ค�ำปุจฉาว่าภิกษุเจริญวิปัสสนามีสมถะน�ำหน้า เป็นอย่างไร” ท่านวิสัชนาไว้ถึง ๗๗

ประการ โดยน�ำองคธ์ รรม ๗๗ ประการ (เหมอื นในอานนั ตริกสมาธิญาณนทิ เทสแห่งญาณกถา)
มาจ�ำแนกความหมายของค�ำปุจฉาน้ี เช่น

ประการที่ ๑ มีองคธ์ รรมคอื เนกขมั มะ แบ่งเปน็ ๒ ส่วนดงั นี้
ส่วนท่ี ๑
ความทจี่ ติ เปน็ เอกคั คตารมณ์ ไมฟ่ งุ้ ซา่ นดว้ ยอ�ำนาจเนกขมั มะ เปน็ สมาธชิ อ่ื วา่ วปิ สั สนา
เพราะมีสภาวะพิจารณาเห็นธรรมที่เกิดในสมาธินั้น โดยความไม่เท่ียง โดยความเป็นทุกข์
โดยคามเป็นอนัตตา ด้วยประการดังนี้ สมถะจึงมีก่อน วิปัสสนามีภายหลัง เพราะเหตุนั้น
ทา่ นจงึ กลา่ ว “เจริญวิปัสสนามสี มถะน�ำหนา้ ”
ส่วนท่ี ๒
ท่านน�ำค�ำต่าง ๆ ในอุทเทสท่ี ๑ มาอธบิ ายโดยวิธีปจุ ฉาและวิสชั นามีใจความ ดงั นี้
ค�ำว่า “เจริญ” ท่านอธิบายว่า หมายถึงภาวนา ๔ ประการ (มีความหมายเหมือน
ในภาวนาหมวดที่ ๕ แหง่ สุตมยญาณท่ี ๔)
ค�ำว่า “มรรคย่อมเกิด” ท่านอธิบายว่า มรรคท่ีช่ือว่าสัมมาทิฏฐิเพราะมีสภาวะเห็น
ย่อมเกดิ ... มรรคท่ชี ือ่ ว่าสมั มาสมาธเิ พราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซา่ น ยอ่ มเกิด
ค�ำว่า “เธอปฏบิ ัติ เจรญิ ท�ำใหม้ ากซง่ึ มรรคน้นั ” ทา่ นอธิบายโดยใชค้ �ำกริยา ๑๕ ค�ำ
แสดงเปน็ อาการของกาปฏบิ ตั ิ การเจริญ และการท�ำใหม้ ากตามล�ำดับ (ค�ำกรยิ า ๑๕ ค�ำน้เี ปน็
ชุดเดียวกันกับที่ใช้แสดงเป็นอาการของการศึกษาตามล�ำดับ ในสีลมยญาณนิทเทสแห่ง
ญาณกถา) เช่น
ภิกษุนั้นเมื่อนึกถึง ช่อื วา่ ปฏิบตั ิ เม่ือรู้ ชอื่ วา่ ปฏบิ ตั ิ
ภิกษนุ นั้ เมอ่ื ถึกถึง ชอ่ื ว่าเจรญิ เมอื่ รู้ ช่ือวา่ เจริญ
ภกิ ษุนนั้ เมื่อนกึ ถงึ ชื่อว่าท�ำให้มาก เมอ่ื รู้ ชอ่ื วา่ ท�ำใหม้ าก

เลม่ ที่ ๒๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๑ 473

ค�ำว่า “เมอ่ื เธอปฏบิ ัตมิ รรคนน้ั ฯลฯ อนสุ ยั ยอ่ มสิ้นไป” ท่านอธิบายว่า
๑. ภิกษุละสังโยชน์ ๓ ประการ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส
อนุสัย ๒ ประการ คือ ทฏิ ฐานุสัย และวจิ กิ ิจฉานุสยั สน้ิ ไปด้วยโสดาปตั ติมรรค
๒. ภิกษลุ ะสงั โยชน์ ๒ ประการ คือกามราคสังโยชน์และปฏิฆสังโยชน์ส่วนหยาบ ๆ ได้
อนุสัย ๒ ประการ คือ กามราคานุสัยและปฏฆิ านุสยั ส่วนหยาบ ๆ ส้นิ ไปด้วยสกทาคามิมรรค
๓. ภกิ ษลุ ะสงั โยชน์ ๒ ประการ คอื กามราคสงั โยชน์ และปฏฆิ สงั โยชนส์ ว่ นละเอยี ด ๆ ได้
อนุสยั ๒ ประการ คอื กามราคานสุ ัย และปฏิฆานสุ ยั สว่ นละเอดี ย ๆ ส้นิ ไปดว้ ยอนาคามิมรรค
๔. ภกิ ษุละสังโยชน์ ๕ ประการ คือ รูปราคะ อรปู ราคะ มานะ อุทธัจจะ และอวิชชา
ได้ อนุสยั ๓ ประการ คือ มานานสุ ัย ภวราคานุสยั และอวชิ ชานุสัยส้ินไปด้วยอรหตั ตมรรค
อทุ เทสที่ ๒
ค�ำปุจฉาว่า “ภิกษุเจริญสมถะมีวิปัสสนาน�ำหน้า เป็นอย่างไร” ท่านวิสัชนาโดยแบ่ง
เปน็ ๓ สว่ น ดังนี้
ส่วนที่ ๑
ชื่อวา่ วิปัสสนา เพราะมีสภาวะพิจารณาเห็นโดยความไม่เทยี่ ง ชอ่ื ว่าวปิ สั สนา เพราะมี
สภาวะพจิ ารณาเห็นโดยความเปน็ ทุกข์ ชื่อวา่ วปิ ัสสนา เพราะมีสภาวะพจิ ารณาเห็นโดยความ
เป็นอนัตตา สภาวะที่จิตปล่อยธรรมท้ังหลายที่เกิดในวิปัสสนาน้ันเป็นอารมณ์ และสภาวะ
เอกัคคตารมรณ์ ไม่ฟุ่งซ่าน เป็นสมาธิ วิปัสสนาจึงมีก่อน สมถะมีภายหลัง ด้วยประการ
ดงั น้ี เพราะเหตนุ นั้ ท่านจงึ กลา่ วว่า “เจรญิ สมถะมีวิปัสสนาน�ำหน้า”
สว่ นท่ี ๒ (เหมือนในอุทเทสท่ี ๑)
ส่วนท่ี ๓
ท่านน�ำธรรม ๒๐๑ ประการ (หมวดธรรมท่ีควรรู้ยิ่งในสุตมยญาณท่ี ๑ ตอนท่ี ๒
ชุดที่ ๑ หมวด ๒-๑๒) มาจ�ำแนกการเจริญสมถวิปัสสนาน�ำหน้าตามวิธีการข้างต้น เป็น
๒๐๑ ประการ เชน่ ประการที่ ๑ มีองค์ธรรมคอื รูป ดังนี้
ชื่อว่าวิปัสสนา เพราะมีสภาวะพิจารณาเห็นรูปโดยความไม่เที่ยง ช่ิอว่าวิปัสสนา
เพราะมีสภาวะพิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นทุกข์ ชื่อว่าวิปัสสนา เพราะมีสภาวะพิจารณา
เห็นรูปโดยความเปน็ อนตั ตา สภาวะทีจ่ ติ ปล่อยธรรมทั้งหลายท่เี กดิ ในวิปสั สนานั้นเปน็ อารมณ์
และสภาวะท่ีจิตเป็นเอกัคคตารมณ์ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิ วิปัสสนาจึงมีก่อน สมถะมีภายหลัง
ด้วยประการดงั น้ี เพราะเหตุนน้ั ท่านจงึ กลา่ ววา่ “เจริญสมถะวิปสั สนาน�ำหนา้ ”

474 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก

อทุ เทสท่ี ๓
ค�ำปุจฉาวา่ “ภิกษุเจรญิ สมถะและวปิ สั สนาคกู่ นั ไป เป็นอย่างไร” ทา่ นวสิ ชั นาโดยแบ่ง

เป็น ๓ สว่ น ดงั น้ี
ส่วนท่ี ๑
ภิกษุเจริญสมถะและวปิ ัสสนาคกู่ ันไปดว้ ยอาการ ๑๖ ประการ คือ (๑) ดว้ ยมีสภาวะ

เป็นอารมณ์ (๒) ดว้ ยมีสภาวะเปน็ โคจร (๓) ด้วยมสี ภาวะละ (๔) ด้วยมสี ภาวะสละ (๕) ด้วย
มสี ภาวะออกไป (๖) ด้วยมีสภาวะหลีกออกไป (๗) ด้วยมีสภาวะเป็นธรรมละเอยี ด (๘) ด้วยมี
สภาวะเปน็ ธรรมประณีต (๙) ดว้ยมีสภาวะหลดุ พ้น (๑๐) ด้วยมีสภาวะไม่มอี าสวะ (๑๑) ดว้ ยมี
สภาวะเป็นเคร่ืองขา้ ม (๑๒) ดว้ ยมสี ภาวะไมม่ ีนมิ ิต (๑๓) ด้วยมีสภาวะไม่มปี ณิหิตะ (๑๔) ด้วย
มีสภาวะเป็นสญุ ญตะ (๑๕) ดว้ ยมสี ภาวะมีรสเปน็ อย่างเดียวกนั (๑๖) ดว้ ยมสี ภาวะเป็นธรรมคู่
กนั เพราะมีสภาวะไม่ล่วงเลยกัน

ส่วนที่ ๒
ท่านอธบิ ายการเจริญสมถะและวปิ สั สนาคู่กันไปดว้ ยอาการ ๑๖ ประการโดยวิธีปจุ ฉา
และวิสัชนาตามล�ำดับ เช่น เมื่อภิกษุละอุทธัจจะ จึงมีสมาธิคือความท่ีจิตเป็นเอกัคคตารมณ์
ไม่ฟุง้ ซา่ น มนี โิ รธเป็นอารมณ์ เม่ือภิกษุละอวิชชา จึงมวี ิปสั สนา เพราะมีสภาวะพจิ ารณาเหน็ มี
นิโรธเปน็ อารมณ์ ด้วยประการดังนี้ สมถะ
และวิปัสสนาจึงมีรสเป็นอย่างเดียวกัน เป็นคู่กัน ไม่ล่วงเลยกัน ด้วยมีสภาวะเป็น
อารมณ์ ดงั น้เี พราะเหตนุ ั้น ท่านจึงกล่าววา่ “ภกิ ษเุ จรญิ สมถะและวิบัสสนาคกู่ นั ไป”
สว่ นที่ ๓ (เหมือนสว่ นท่ี ๒ ในอทุ เทสท่ี ๑)
๑.๒ ธมั มทุ ธจั จวารนทิ เทส
ธัมมุทธัจจวารนิทเทสอธิบายอุทเทสที่ ๔ ของยุคนัทธกถา โดยวิธีปุจฉาและวิสัชนา
ดงั รายละเอียดต่อไปน้ี
ค�ำปจุ ฉาว่า “ภกิ ษุมใี จถูกอุทธจั จะในธรรมกน้ั ไว้ เปน็ อย่างไร” ทา่ นวิสัชนาโดยน�ำองค์
ธรรมแตล่ ะประการในจ�ำนวน ๑๐ ประการ คือ (๑) โอภาส (๒) ญาณ (๓) ปตี ิ (๔) ปัสสทั ธิ
(๕) สุข (๖) อธิโมกข์ (๗) ปัคคหะ (๘) อุปัฏฐาน (๙) อุเบกขา (๑๐) นิกันติ มาหมุนด้วย
ไตรลักษณ์ คือ (๑) ความไมเ่ ท่ียง (๒) ความเปน็ ทุกข์ (๓) ความเปน็ อนัตตา ประการละ ๓ รอบ
รวม ๓๐ รอบ แตล่ ะรอบมีรูปแบบเหมอื นในอทุ เทสท่ี ๑ ตา่ งกันแตล่ ะสว่ นที่ ๑ เช่น

เล่มที่ ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๑ 475

รอบท่ี ๑
สว่ นท่ี ๑
เม่ือภิกษุมนสิการโยความไม่เที่ยง โอกาสย่อมเกิดขึ้น ภิกษุนึกถึงโอภาสว่า “โอภาส
ธรรม” เพราะนกึ ถงึ โอภาสน้นั ความฟุ้งซา่ นเป็นอทุ ธัจจะ ภิกษมุ ีใจถูกอุทธัจจะนน้ั กน้ั ไว้ ย่อม
ไมร่ ชู้ ดั ความปรากฏโดยความไมเ่ ทยี่ งตามความเปน็ จรงิ ไมร่ ชู้ ดั ความปรากฏโดยความเปน็ ทกุ ข์
ตามความเป็นจริง ไมรู้ชัดความปรากฏโดยความเป็นอนัตตาตามความเป็นจริง เพราะเหตุน้ัน
ทา่ นจึงกลา่ วว่า “ภกิ ษมุ ใี จถูกอทุ ธจั จะในธรรมกั้นไว้ ในเวลาที่จิตต้งั ม่นั สงบอยภู่ ายใน มีภาวะ
ที่จิตเปน็ หน่งึ ผดุ ข้ึน ตงั้ ม่นั อยู่มรรคกเ็ กิดแกเ่ ธอ”
สว่ นท่ี ๒ (เหมือนในอุทเทสที่ ๑)
ส่วนท่ี ๓
ทา่ นน�ำธรรม ๒๐๑ ประการ (หมวดธรรมทคี่ วรร้ยู ่งิ ในสตุ มยญาณท่ี ๑ ตอนที่ ๒ ชุดที่ ๑
หมวด ๒-๑๒) มาจ�ำแนกตามรูปแบบข้างตน้ รวมเป็น ๖,๐๓๐ ประการ (๒๐๑ x ๓๐ = ๖,๐๓๐)

๒. สจั จกถา

ค�ำว่า สัจจกถา แปลว่า กถาว่าด้วยสัจจะ แบ่งเป็นนิทเทสได้ ๒ นิทเทส คือ
(๑) ปฐมสุตตันตนิทเทส (๒) ทุติยสุตตันตนิทเทส เพื่ออธิบายพระสูตรท่ีท่านน�ำมาแสดงเป็น
อทุ เทส ดงั ตอ่ ไปนี้

อุทเทสท่ี ๑
ท่านพระสารีบุตรน�ำพระสูตรที่ว่าด้วยสัจจะ ๔ ประการมาแสดงเป็นอุทเทส ดังนี้
ภิกษุท้ังหลาย สจั จะ ๔ ประการนี้ เป็นของแท้ ไม่ผดิ ไม่เป็นอยา่ งอน่ื สัจจะ ๔ ประการท่เี ปน็
ของแท้ ไม่ผิด ไมเ่ ป็นอย่างอื่น อะไรบ้าง คือ
๑. สัจจะวา่ “นที้ ุกข์” เปน็ ของแท้ ไม่ผิด ไมเ่ ป็อย่างอืน่
๒. สจั จะวา่ “นส้ี มุทยั ” เป็นของแท้ ไม่ผิด ไม่เป็นอยา่ งอืน่
๓. สัจจะวา่ “นี้ทกุ ขนิโรธ” เป็นของแท้ ไม่ผดิ ไมเ่ ปน็ อย่างอื่น
๔. สจั จะว่า “นที้ กุ ขนิโรธคามนิ ีปฏิปทา” เปน็ ของแท้ ไม่ผิด ไม่เปน็ อยา่ งอน่ื
(ส.ํ ม. ๑๙/๑๐๙๐/๓๗๕)
นิทเทสท่ี ๑

476 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก

๒.๑ ปฐมสตุ ตนั ตนิทเทส
ปฐมสุตตันตนิทเทสอธิบายอุทเทสที่ ๑ ของสัจจกถา โดยวิธีปุจฉาและวิสัชนา แบ่ง

เปน็ ๔ ตอน ดงั รายละเอยี ดต่อไปนี้
ตอนที่ ๑
ค�ำปจุ ฉาว่า “ทกุ ข์ ชือ่ ว่าสัจจะ เพราะมีสภาวะเป็นของแท้ เป็นอย่างไร” ท่านวสิ ัชนา

ไว้มีใจความว่า สภาวะท่ีทนได้ยากแห่งทุกข์ ๔ ประการ เป็นของแท้ ไม่ผิด ไม่เป็นอย่างอื่น
คอื สภาวะบบี คัน้ ที่ปจั จัยปรงุ แต่ง ที่ท�ำใหเ้ ดือดร้อน และแปรผนั

ค�ำปุจฉาว่า “สมทุ ยั ชื่อว่าสัจจะ เพราะมีสภาวะเป็นของแท้ เปน็ อยา่ งไร” ทา่ นวิสัชนา
ไว้มใี จความว่า สภาวะแห่งสมุทยั ท่ีเปน็ เหตุเกิด ๔ ประการ เปน็ ของแท้ ไมผ่ ิด ไม่เป็นอย่างอ่นื
คอื สภาวะทปี่ ระมวลมา ท่เี ป็นเหตุเกดิ ทเี่ กี่ยวข้อง และทพ่ี ัวพัน

ค�ำปุจฉาวา่ “นโิ รธช่อื ว่าสัจจะ เพราะมีสภาวะเป็นของแท้ เปน็ อย่างไร” ท่านวสิ ชั นา
ไว้มใี จความว่า สภาวะท่ีเป็นความดับแห่งนโิ รธ ๔ ประการ เปน็ ของแท้ ไมผ่ ิด ไมเ่ ป็นอยา่ งอื่น
คือ สภาวะทีเ่ ปน็ เครอ่ื งสลัดออก ที่เปน็ วิเวก ท่เี ปน็ อสงั ขตะ และทเี่ ป็นอมตะ

ค�ำปุจฉาวา่ “มรรคช่อื ว่าสัจจะ เพราะมสี ภาวะเปน็ ของแท้ เป็นอยา่ งไร” ทา่ นวสิ ัชนา
ไว้มีใจความว่า สภาวะที่เป็นทางแห่งมรรค ๔ ประการ เป็นของแท้ ไม่ผิด ไม่เป็นอย่างอื่น
คอื สภาวะทนี่ �ำออก ท่เี ปน็ เหตุ ที่เห็น และท่เี ปน็ ใหญ่

รวมเป็นอาการ ๑๖ ประการ
ตอนที่ ๒
ค�ำปุจฉาและวิสัชนาในหัวข้อว่า “สัจจะ ๔ ประการมีการรู้แจ้งด้วยญาณเดียว”
แบ่งเปน็ ๔ นยั คือ
นัยท่ี ๑ ล�ำดับท่ี ๑ ค�ำปจุ ฉาวา่ “สจั จะ ๔ ประการมกี ารรู้แจง้ ด้วยญาณเดยี วพร้อม
ดว้ ยอาการเทา่ ไร” ท่านวิสชั นามใี จความวา่ พร้อมด้วยอาการ ๔ ประการ คือ (๑) สภาวะที่เป็น
ของแท้ (๒) สภาวะทเี่ ป็นอนตั ตา (๓) สภาวะท่เี ป็นของจรงิ (๔) สภาวะท่ีรแู้ จง้
สจั จะ ๔ ประการ ทา่ นสงเคราะหเ์ ขา้ กบั อาการ ๔ ประกรน้ี สจั จะใดทา่ นสงเคราะหเ์ ขา้
ดว้ ยกัน สจั จะนัน้ เปน็ สภาวะเดียว พระโยคาวจรรแู้ จง้ สจั จะทีเ่ ป็นสภาวะเดียว ด้วยญาณเดยี ว
เพราะเหตนุ ั้น สจั จะ ๔ ประการ จึงมีการรแู้ จง้ ดว้ ยญาณเดียว
ล�ำดับที่ ๒ ท่านน�ำค�ำวิสัชนาข้างต้นมาต้ังเป็นค�ำปุจฉาและวิสัชนาตามล�ำดับ
รวม ๔ ประเดน็ ดงั น้ี
๑. ค�ำปุจฉา “สัจจะ ๔ ประการ มีการรู้แจ้งด้วยญาณเดียว พร้อมด้วยสภาวะที่เป็น
ของแท้ เป็นอยา่ งไร” ท่านวสิ ชั นามีใจความวา่ พร้อมดว้ ยสภาวะที่เป็นของแท้ ๔ ประการ คือ

เลม่ ที่ ๒๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๑ 477

(๑) สภาวะทที่ นได้ยากแห่งทุกขเ์ ป็นของแท้ (๒) สภาวะท่ีเปน็ เหตุเกิดแหง่ สมทุ ัย... (๓) สภาวะ
ทเี่ ปน็ ความดบั แห่งนิโรธ... (๔) สภาวะทีเ่ ปน็ ทางแหง่ มรรค...

สัจจะ ๔ ประการ ท่านสงเคราะห์เขา้ กบั อาการ ๔ ประการนี้ สัจจะใดท่านสงเคราะห์
เขา้ ดว้ ยกนั สจั จะนน้ั เปน็ สภาวะเดยี ว พระโยคาวจรรแู้ จง้ สจั จะทเี่ ปน็ สภาวะเดยี ว ดว้ ยญาณเดยี ว
เพราะเหตนุ นั้ สจั จะ ๔ ประการ จงึ มกี ารรแู้ จง้ ดว้ ยญาณเดยี วค�ำปจุ ฉาและวสิ ชั นาอกี ๓ ประเดน็
ก็มีนัยเดียวกันน้ี ต่างกันแต่เปล่ียนค�ำขยายความของสภาวะแห่งอริยสัจแต่ละประการจาก
ค�ำว่า “เป็นของแท้” มาเป็นค�ำว่า “เป็นอนัตตา” “เป็นของจริง” “เป็นสภาวะท่ีรู้แจ้ง”
ตามล�ำดับ

นัยท่ี ๒ ค�ำปุจฉาว่า “สัจจะ ๔ ประการมีการรู้แจ้งด้วยญาณเดียว เป็นอย่างไร”
ท่านวสิ ัชนาวา่

สัจจะใดไม่เที่ยง สัจจะนั้นเป็นทุกข์ สัจจะใดเป็นทุกข์ สัจจะนั้นไม่เที่ยง สัจจะใด
ไมเ่ ทย่ี งและเปน็ ทุกข์ สจั จะนัน้ เปน็ อนตั ตา

สจั จะใดไม่เทย่ี ง เป็นทกุ ข์ และเป็นอนตั ตา สจั จะนน้ั เปน็ ของแท้
สจั จะใดไมเ่ ที่ยง เปน็ ทุกข์ เปน็ อนตั ตา และเป็นของแท้ สจั จะน้ันเป็นของจรงิ
สัจจะใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นของแท้ และเป็นของจริง สัจจะน้ัน
ทา่ นสงเคราะหเ์ ข้าด้วยกัน สัจจะทา่ นสงเคราะหเ์ ขา้ ด้วยกัน สจั จะนั้นเป็นสภาวะเดยี ว
นัยที่ ๓ ค�ำปุจฉาว่า “สัจจะ ๔ ประการมีการรู้แจ้งด้วยญาณเดียว พร้อมด้วย
อาการเท่าไร” ท่านวิสัชนาว่า มีใจความว่า พร้อมด้วยอาการ ๙ ประการ คือ (๑) สภาวะ
ท่เี ป็นของแท้ (๒) ...ที่เปน็ อนตั ตา (๓) ...ทเ่ี ปน็ ของจริง (๔) ...ที่รแู้ จ้ง (๕) ท่คี วรรยู้ ิ่ง (๖) ...ทค่ี วร
ก�ำหนดรู้ (๗) ...ทค่ี วรละ (๘) ...ทีค่ วรเจรญิ (๙) ...ทคี่ วรท�ำใหแ้ จง้
ล�ำดบั ตอ่ ไป ทา่ นน�ำค�ำวสิ ชั นาท่ี ๑-๔ มาอธบิ ายโดยวธิ ปี จุ ฉาและวสิ ชั นาตามล�ำดบั ดงั น้ี
๑. ค�ำปจุ ฉาว่า “สัจจะ ๔ ประการมกี ารร้แู จง้ ด้วยญาณเดยี ว พรอ้ มด้วยสภาวะทเ่ี ปน็
ของแท้ เป็นอย่างไร” ท่านวิสัชนามีใจความว่า พร้อมด้วยสภาวะที่เป็นของแท้ ๙ ประการ
คอื (๑) สภาวะท่ที นไดย้ ากแห่งทกุ ขเ์ ปน็ ของแท้ ... (๑-๔ เหมือนในนัยที่ ๑ ล�ำดบั ที่ ๒ ขอ้ ท่ี ๑ )
(๕) สภาวะที่ควรรยู้ ่งิ แหง่ อภิญญา... (๖) ...ท่คี วรก�ำหนดรแู้ ห่งปริญญา... (๗) ...ที่ควรละแห่ง
ปหานะ... (๘) ...ทค่ี วรเจรญิ แห่งภาวนา... (๙) สภาวะท่คี วรท�ำให้แจ้งแห่งสจั ฉกิ ิรยิ าเป็นของแท้
สัจจะ ๔ ประการ ท่านสงเคราะห์เข้ากับสภาวะที่เป็นของแท้พร้อมด้วยอาการ
๙ ประการน้ี สจั จะใดทา่ นสงเคราะหเ์ ขา้ ดว้ ยกนั สจั จะนนั้ เปน็ สภาวะเดยี ว พระโยคาวจรรแู้ จง้ สจั จะ
ทเี่ ปน็ สภาวะเดยี ว ดว้ ยญาณเดยี ว เพราะเหตนุ นั้ สจั จะ ๔ ประการ จงึ มกี ารรแู้ จง้ ดว้ ยญาณเดยี ว

478 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสุตตันตปฎิ ก

ค�ำปุจฉาและวิสชั นาอีก ๓ ประเด็น ก็มีนัยเดียวกันนี้ ตา่ งกนั แต่เปลี่ยนค�ำขยายความ
ของสภาวธรรมแตล่ ะประการจากค�ำวา่ “เปน็ ของแท”้ มาเปน็ ค�ำวา่ “เปน็ อนตั ตา” “เปน็ ของ
จรงิ ” “เป็นสภาวะทร่ี ู้แจ้ง” ตามล�ำดบั

นัยที่ ๔ ค�ำปจุ ฉาว่า “สัจจะ ๔ ประการมีการรแู้ จง้ ดว้ ยญาณเดยี ว พรอ้ มด้วย(สภาวะ)
อาการเท่าไร” ท่านวิสัชนามีใจความว่า พร้อมด้วยสภาวะ ๑๒ ประการ คือ (๑) สภาวะท่ี
เป็นของแท้ (๒) ...ท่ีเป็นอนัตตา (๓) ...ท่ีเป็นของจริง (๔) ...ท่ีรู้แจ้ง (๕) ...ที่เป็นเครื่องรู้ย่ิง
(๖) ...ท่ีเปน็ เคร่อื งก�ำหนดรู้ (๗) ...ทีเ่ ปน็ ธรรม (๘) ...เป็นของแท้ (๙) ...ท่รี ู้แล้ว (๑๐) ...ท่ีควร
ท�ำใหแ้ จง้ (๑๑) ...ทีถ่ กู ตอ้ ง (๑๒) สภาวะที่ตรัสรู้

ล�ำดับตอ่ ไป ทา่ น น�ำค�ำวิสัชนาข้างตน้ มาต้งั เป็นค�ำปจุ ฉาและวิสัชนาตามล�ำดับ ดังน้ี
ค�ำปจุ ฉาวา่ “สจั จะ ๔ ประการมกี ารรแู้ จง้ ดว้ ยญาณเดยี ว พรอ้ มดว้ ยสภาวะทเ่ี ปน็ ของแท้
เปน็ อยา่ งไร” ทา่ นวสิ ชั นามใี จความเหมอื นในตอนที่ ๑ คอื สภาวะแหง่ อรยิ สจั ๔ รวม ๑๖ อาการ
ตอนท่ี ๓
ท่านตั้งค�ำปจุฉาและวสิ ชั นาถึงลกั ษณะแห่งสัจจะไว้ ๓ นัย มใี จความ ดงั น้ี
๑. สจั จะมลี กั ษณะ ๒ ประการ คอื สังขตลกั ษณะ และอสังขตลกั ษณะ
๒. สัจจะมีลักษณะ ๖ ประการ เช่น สจั จะทปี่ จั จัยปรงุ แต่งมคี วามเกดิ ขนึ้ ปรากฏ
๓. สัจจะมลี ักษณะ ๑๒ประการ เชน่ ทกุ ขสัจจะเกดิ ข้นึ ปรากฏ
ตอนท่ี ๔
ค�ำปจุ ฉาว่า “สัจจะ ๔ ประการ เป็นกศุ ลเทา่ ไร เป็นอกศุ ลเท่าไร เป็นอัพยากฤตเท่าไร”
ท่านวิสัชนาว่า สมุทยสัขเป็นอกุศล มัคคสัจเป็นกุศล นิโรธสัจ เป็นอัพยากฤต ทุกขสัจเป็น
กุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี เป็นอัพยากฤตก็มี สัจจะ ๓ ประการน้ี ท่านสงเคราะห์เข้ากับสัจจะ
๓ ประการ ดว้ ยวัตถุ และด้วยปรยิ าย
จากนน้ั ทา่ นน�ำค�ำวสิ ชั นามาตง้ั เปน็ ค�ำปจุ ฉา “เปน็ ไดอ้ ยา่ งไร” แลว้ วสิ ชั นามใี จความวา่
ทกุ ขสจั เป็นอกุศล มสทุ ยั เป็นอกศุ ล สจั จะ ๒ ประการนี้ ท่านสงเคราะห์เขา้ กบั สัจจะ ๑ ประการ
ด้วยสภาวะเปน็ อกศุ ล สัจจะ ๑ ประการ (ทเี่ ปน็ อกศุ ล) ท่านสงเคราะหเ์ ข้ากับสจั จะ ๒ ประการ
เป็นได้อยา่ งนี้
ทุกขสัจเป็นกุศล มัคคสัจเป็นกุศล สัจจะ ๒ ประการน้ี ท่านสงเคราะห์เข้ากับสัจจะ
๑ ประการ ด้วยสภาวะเป็นกศุ ล สัจจะ ๑ ประการ (ท่เี ป็นกุศล) ทา่ นสงเคราะห์เขา้ กับสจั จะ
๒ ประการ เปน็ ไดอ้ ยา่ งนี้
ทุกขสัจเป็นอัพยากฤต นิโรธสัจเป็นอัพยากฤต สัจจะ ๒ ประการน้ี ท่านสงเคราะห์

เล่มที่ ๒๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๑ 479

เข้ากับสัจจะ ๑ ประการ ด้วยสภาวะเป็นอัพยากฤต สัจจะ ๑ ประการ (ที่เป็นอัพยากฤต)
ทา่ นสงเคราะห์เขา้ กบั สจั จะ ๒ ประการ เปน็ ไดอ้ ย่างน้ี

อุทเทสท่ี ๒
ท่านน�ำพระพทุ ธพจน์ส่วนที่ ๒ คอื ทุติยสตุ ตนั ตบาลี มาแสดงเป็นอทุ เทส ดงั น้ี
ภิกษุทัง้ หลาย กอ่ นตรสั รู้ เมอ่ื เราเป็นโพธสิ ัตว์ยงั มิไดต้ รสั รู้ ได้มคี วามคิดดงั น้วี ่า “อะไร
หนอแล เปน็ คณุ แหง่ รปู อะไรเปน็ โทษแหง่ รปู อะไรเปน็ เครอ่ื งสลดั ออกจากรปู อะไรเปน็ คณุ แหง่
เวทนา ... อะไรเป็นคณุ แห่งสัญญา ... อะไรเปน็ คณุ แหง่ สงั ขาร ... อะไรเปน็ คณุ แห่งวิญญาณ ...
อะไรเป็นเคร่ืองสลัดออกจากวิญญาณ” เรานั้นได้มีความคิดอย่างน้ีอีกว่า “สุขโสมนัสที่อาศัย
รูปเกิดขึ้นเปน็ คุณแห่งรปู รปู ทีไ่ ม่เท่ยี ง ทเ่ี ป็นทุกข์ ทมี่ ีความแปรผนั เปน็ ธรรมดา เปน็ โทษแห่ง
รูป ธรรมเป็นท่ีก�ำจัดฉันทราคะ ธรรมเป็นท่ีละฉันทราคะในรูป เป็นเครื่องสลัดออกจากรูป
สุขโสมนัสที่อาศัยเวทนาเกิดข้ึน... สุขโสมนัสท่ีอาศัยสัญญาเกิดข้ึน ... สุขโสมนัสที่อาศัย
สังขารเกิดขึ้น ... สุขโสมนัสที่อาศัยวิญญาณเกิดข้ึน เป็นคุณแห่งวิญญาณ วิญญาณที่ไม่เท่ียง
ที่เป็นทุกข์ ท่ีมีความแปรผันเป็นธรรมดา เป็นโทษแห่งวิญญาณ ธรรมเป็นท่ีก�ำจัดฉันทราคะ
ธรรมเป็นทลี่ ะฉนั ทราคะในวญิ ญาณ เปน็ เครือ่ งสลดั ออกจากวญิ ญาณ ฯลฯ
นทิ เทสที่ ๒
๒.๒ ทตุ ยิ สตุ ตันตนทิ เทส
ทตุ ยิ สตุ ตนั ตนทิ เทสอธบิ ายพระสตู รในอทุ เทสที่ ๒ ของสจั จกถา โดยวธิ ปี จุ ฉาและวสิ ชั นา
ดงั รายละเอยี ดต่อไปนี้
ท่านพระสารีบุตรน�ำข้อความในอุทเทสท่ี ๒ มาจ�ำแนกด้วยอริยสัจ ๔ ประการ
โดยมอี งคธ์ รรมทเี่ ปน็ สว่ นประกอบคอื สขุ โสมนสั ทอ่ี าศยั ขนั ธ์ ๕ แตล่ ะขนั ธเ์ กดิ ขน้ึ ตามล�ำดบั เชน่
๑. การรู้แจ้งด้วยการละสุขโสมนัสที่อาศัยรูปเกิดขึ้นว่า “นี้คือคุณของรูป” จัดเป็น
สมุทยสจั
๒. การรู้แจ้งด้วยการก�ำหนดรู้รูปไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดา
“นเี้ ป็นโทษของรูป” จดั เป็นทุกขสจั
๓. การรู้แจ้งด้วยการท�ำให้แจ้งธรรมเป็นที่ก�ำจัดฉันทราคะ เป็นท่ีละฉันทราคะ
ในรูปวา่ “นเ้ี ป็นเครอ่ื งสลัดออกจากรปู ” จดั เป็นนโิ รธสัจ
๔. การรู้แจง้ ดว้ ยการเจริญทฏิ ฐิ สงั กัปปะ วาจา กมั มันตะ อาชวี ะ วายามะ สติ สมาธิ
ในฐานะทง้ั ๓ น้ี จัดเปน็ มรรคสจั

480 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก

ล�ำดบั ต่อไป ท่านอธบิ ายค�ำวา่ “สจั จะ” โดยวิธปี ุจฉาและวิสัชนา มใี จความว่า ช่อื ว่า
สจั จะด้วยอาการ ๓ ประการ คอื (๑) ด้วยมีสภาวะแสวงหา (๒) ด้วยมสี ภาวะก�ำหนด (๓) ด้วย
มสี ภาวะรแู้ จ้ง

จากนั้น ทา่ นน�ำปฏจิ จสมุปบาท ๑๒ ประการมาจ�ำแนกด้วยสัจจะ ๓ ประการขา้ งตน้
โดยเริ่มจากชรามรระไปหาอวิชชา เช่น

๑. ชอ่ื วา่ สจั จะดว้ ยมสี ภาวะแสวงหาอยา่ งนวี้ า่ “ชรามรณะมอี ะไร เปน็ เหตุ มอี ะไรเปน็
เหตุเกิด มีอะไรเปน็ ก�ำเนิด มอี ะไรเป็นแดนเกิด”

๒. ช่ือว่าสัจจะด้วยมีสภาวะก�ำหนดอย่างน้ีว่า “ชรามรณะมีชาติเป็นเหตุ มีชาติเป็น
ก�ำเนดิ มีชาตเิ ปน็ แดนเกดิ ”

๓. ชื่อว่าสัจจะด้วยมีสภาวะรู้แจ้งอย่างน้ีว่า “ญาณรู้ชัดชรามรณะ เหตุเกิดแห่ง
ชรามรณะ ความดับแห่งชรามรณะ ข้อปฏิบัตทิ ใี่ หถ้ ึงความดับแห่งชรามรณะ

ล�ำดับต่อไป ท่านน�ำปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ประการมาจ�ำแนกด้วยอริยสัจ ๔ ประการ
แบง่ เป็น ๒ นัย คือ

นัยท่ี ๑ ท่านจ�ำแนกด้วยอริยสัจ ๔ ประการตามล�ำดับ เช่นชรามรณะเป็นทุกขสัจ
ชาติเป็นสมุทยสัจ การสลัดออกจากชรามรณะและชาติเป็นนิโรธสัจ การรู้ชัดความดับแห่ง
ชรามรณะและชาติเปน็ มัคคสัจ

นยั ที่ ๒ ทา่ นจ�ำแนกใหเ้ ห็นวา่ เป็นเหตุและผลของกันและกัน เชน่ ชาติ เมือ่ ท�ำหน้าที่
เป็นเหตุของชรามรณะก็เป็นสมุทยสัจ เม่ือท�ำหน้าที่เป็นผลของชรามรณะก็เป็นทุกขสัจ เช่น
ชรามรณะเป็นทุกขสัจ ชาติเป็นทุกขสัจก็มี เป็นสมุทยสัจก็มี การสลัดออกจากชรามรณะและ
ชาตทิ ัง้ สองเป็นนิโรธสจั การรชู้ ดั ความดับแห่งชรามรณะและชาติทงั้ สองเปน็ มัคคสจั

๓. โพชฌังคกถา

ค�ำว่า โพชฌังคกถา แปลว่า กถาว่าด้วยโพชฌงค์ แบ่งเป็นอุทเทสได้อย่างละ ๒
ดังตอ่ ไปนี้

อุทเทสที่ ๑
ทา่ นพระสารบี ตุ รน�ำพระสูตรทว่ี า่ ดว้ ยโพชฌงค์ ๗ ประการ มาแสดงเป็นอทุ เทส ดงั น้ี
ภกิ ษุทั้งหลาย โพชฌงค์ ๗ ประการน้ี โพชฌงค์ ๗ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. สติสัมโพชฌงค์ (ธรรมเป็นองค์แห่งการตรสั รู้คือความระลกึ ได้)

เล่มที่ ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๑ 481

๒. ธมั มวจิ ยสมั โพชฌงค์ (ธรรมเปน็ องค์แหง่ การตรัสรู้คอื การเลอื กเฟน้ ธรรม)
๓. วิริยสมั โพฌงค์ (ธรรมเปน็ องคแ์ หง่ การตรสั รูค้ อื ความเพียร)
๔. ปตี สิ มั โพชฌงค์ (ธรรมเป็นองค์แห่งการตรสั รู้คือความอ่ิมใจ)
๕. ปัสสัทธสมั โพชฌงค์ (ธรรมเป็นองคแ์ ห่งการตรสั รู้คอื ความสงบกายสงบใจ)
๖. สมาธสิ ัมโพชฌงค์ (ธรรมเปน็ องคแ์ หง่ การตรัสรูค้ ือความตัง้ ใจม่ัน)
๗. อุเบกขาสมั โพชฌงค์ (ธรรมเปน็ องค์แหง่ การตรสั ร้คู ือความมีใจเป็นกลาง)
(ส.ํ ม. ๑๙/๒๐๓/๗๖)
นิทเทสที่ ๑
ท่านน�ำค�ำว่า “โพชฌงค์” มาอธบิ ายตามล�ำดบั คอื
ล�ำดับท่ี ๑ อธิบายเชงิ วิเคราะห์ศัพท์ ดังนี้
ช่ือว่าโพชฌงค์ เพราะเป็นไปในความตรัสรู้ ... เพราะตรัสรู้ ...เพราะตรัสรู้ตาม ...
เพราะตรัสรูเ้ ฉพาะ ... เพราะตรัสรูพ้ รอ้ ม
ชือ่ วา่ โพชฌงค์ เพราะมสี ภาวะตรัสรู้ ... เพราะมีสภาวะตรสั รู้ตาม ... เพราะมสี ภาวะ
ตรสั รูเ้ ฉพาะ ... เพราะมสภาวะตรสั ร้พู รอ้ ม
ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะให้ตรัสรู้ ... เพราะให้ตรัสรู้ตาม ... เพราะให้ตรัสรู้เฉพาะ ...
เพราะใหต้ รสั ร้พู รอ้ ม
ชอื่ วา่ โพชฌงค์ เพราะมสี ภาวะใหต้ รสั รู้ ... เพราะมสี ภาวะใหต้ รสั รตู้ าม ... เพราะมสี ภาวะ
ใหต้ รัสรู้เฉพาะ ... เพราะมสี ภาวะใหต้ รัสรูพ้ รอ้ ม
ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะเป็นไปในธรรมฝ่ายตรัสรู้ ... เพราะมีสภาวะเป็นไปใน
ธรรมฝ่ายตรสั รู้ ... เพราะมีสภาวะเปน็ ไปในธรรมฝา่ ยตรัสรู้เฉพาะ ...เพราะมสี ภาวะเปน็ ไปใน
ธรรมฝา่ ยตรัสรู้พร้อม
ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะเปน็ เหตใุ หไ้ ดค้ วามตรสั รู้ ... เพราะมสี ภาวะปลกู ความ
ตรสั รู้ ... เพราะมสี ภาวะบ�ำรุงความตรสั รู้ ... เพราะมสี ภาวะใหถ้ งึ ความตรสั รู้ ... เพราะมสี ภาวะ
ให้ถึงพรอ้ มความตรัสรู้
ล�ำดบั ท่ี ๒ อธบิ ายด้วยสภาวธรรม ๑๐ ประการทเ่ี รยี กวา่ มลู มูลกาททิ สกะ ดงั น้ี
ค�ำวา่ มลู มูลกาททิ สกะ แปลว่า หมวดธรรมท่ีใช้เป็นค�ำต้ัง ๑๐ ค�ำ มีค�ำว่า มูล เปน็ ต้น
ค�ำทีเ่ หลอื คอื เหตุ ปัจจยั ความหมดจด ความไมม่ ีโทษ เนกขัมมะ ความหลดุ พน้ ความไม่มี
อาสวะ วิเวกและความสละ ท่านน�ำค�ำเหล่าน้ีแต่ละค�ำมาอธิบายความหมายของค�ำว่า
โพชฌงค์ ค�ำละ ๑๐ ประการ จัดเปน็ ธรรม ๑๐ หมวด เชน่

482 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสุตตนั ตปิฎก

หมวดท่ี ๑ อธิบายโดยใช้ค�ำว่า “มูล” เปน็ ค�ำต้ัง ดังน้ี
๑. ชื่อวา่ โพชฌงค์ เพราะมีสภาวะเป็นมลู
๒. ชอ่ื วา่ โพชฌงค์ เพราะมสี ภาวะด�ำเนนิ ไปในธรรมที่เปน็ มูล
๓. ชอ่ื ว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะก�ำหนดรูธ้ รรมที่เป็นมูล
๔. ช่ือวา่ โพชฌงค์ เพราะมสี ภาวะเปน็ บริวารแห่งธรรมท่ีเปน็ มลู
๕. ชื่อวา่ โพชฌงค์ เพราะมีสภาวะมีธรรมทีเ่ ป็นมลู เตม็ รอบ
๖. ช่ือว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะมีธรรมท่ีเปน็ มลู แก่กลา้
๗. ชือ่ วา่ โพชฌงค์ เพราะมสี ภาวะแตกฉานในธรรมท่ีเป็นมลู
๘. ชอ่ื ว่าโพชฌงค์ เพราะมสี ภาวะให้ถงึ ความแตกฉานในธรรมท่เี ปน็ มลู
๙. ช่ือว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะเจริญความช�ำนาญในความแตกฉานในธรรม
ทีเ่ ปน็ มูล
๑๐. ช่ือว่าโพชฌงค์แม้ของบุคคลผู้ถึงความช�ำนาญในความแตกฉานในธรรมท่ี
เปน็ มูล
หมวดท่ี ๒-๑๐ ก็มีนยั เดียวกนั นี้ ตา่ งกันแตอ่ งคธ์ รรมเท่านั้น
ล�ำดับต่อไป ท่านน�ำองค์ธรรมท่ีเป็นเหตุให้ชื่อว่าโพชฌงค์แต่ละองค์ธรรมในธรรม
๑๐ หมวดนั้นมาจ�ำแนกเป็นเหตุให้ได้ช่ือว่าโพชฌงค์อีก ๑๐ หมวด หมวดละ ๑๐ ประการ
โดยเรมิ่ ตงั้ แตอ่ งคธ์ รรมที่ ๑ ของธรรมแต่ละหมวดตามล�ำดบั จนถงึ องคธ์ รรมท่ี ๑๐ เช่น
หมวดที่ ๑ องค์ธรรมที่ ๑ ของหมวดธรรมแต่ละหมวด
๑. ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรสั รู้สภาวะเปน็ มูล
๒. ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรสู้ ภาวะเปน็ เหตุ
๓. ชอื่ วา่ โพชฌงค์ เพราะตรัสรสู้ ภาวะเป็นปัจจยั
๔. ชอ่ื ว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรสู้ ภาวะหมดจด
๕. ชื่อวา่ โพชฌงค์ เพราะตรสั รสู้ ภาวะท่ีไมม่ ีโทษ
๖. ชือ่ วา่ โพชฌงค์ เพราะตรสั รู้สภาวะเป็นเนกขมั มะ
๗. ช่ือวา่ โพชฌงค์ เพราะตรัสรสู้ ภาวะทห่ี ลุดพ้น
๘. ชอ่ื วา่ โพชฌงค์ เพราะตรัสรสู้ ภาวะไม่มีอาสวะ
๙. ชอ่ื ว่าโพชฌงค์ เพราะตรสั รสู้ ภาวะเปน็ วเิ วก
๑๐. ชื่อวา่ โพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่สละ
หมวดที่ ๒-๑๐ กม็ ีนยั เดยี วกนั น้ี ตา่ งกันแตอ่ งค์ธรรมเท่าน้ัน

เล่มที่ ๒๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๑ 483

ล�ำดับต่อไป ท่านน�ำสภาวธรรมต่าง ๆ (หมวดธรรมท่ีควรรู้ย่ิงในสุตมยญาณท่ี ๑
ตอนที่ ๒ ชุดท่ี ๔-๖) รวม ๓๔๒ ประการ มาจ�ำแนกเป็นเหตุให้ได้ช่ือว่าโพชฌงค์ ๓๔๒ ประการ
เช่น

ช่ือว่าโพชฌงค์ เพราะตรสั รสู้ ภาวะทค่ี วรก�ำหนด
ชอ่ื วา่ โพชฌงค์ เพราะตรสั รสู้ ภาวะท่เี ปน็ บรวิ าร
ช่ือวา่ โพชฌงค์ เพราะตรสั ร้สู ภาวะทเ่ี ต็มรอบ
ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้สภาวะที่เป็นเอกัคคตารมณ์
ชื่อวา่ โพชฌงค์ เพราะตรัสร้สู ภาวะทไ่ี มฟ่ ุ้งซา่ น
อทุ เทสที่ ๒
ท่านพระสารีบุตรน�ำพระสูตรท่ีว่าด้วยโพชฌงค์ซึ่งท่านแสดงเองมาต้ังเป็นอุทเทสท่ี ๒
โดยแบ่งย่อยออกเป็น ๗ อุทเทส ในท่ีนี้ขอรวบรัดตัดตอนเฉพาะเนื้อความส�ำคัญของแต่ละ
อทุ เทสมาแสดง ดังน้ี
๑. ถ้าสติสัมโพชฌงค์ของเรามีอยู่อย่างน้ี สติสัมโพชฌงค์ของเราก็ช่ือว่าหาประมาณ
มิได้ ช่ือว่าเราปรารภเสมอดีแล้ว เมื่อเราก�ำลังเที่ยวไป ก็รู้ชัดสติสัมโพชฌงค์ที่ด�ำรงอยู่ว่า
“ด�ำรงอยู่” ถ้าสติสัมโพชฌงค์ของเราเคล่ือนไป ก็รู้ชัดว่า “สติสัมโพชฌงค์ของเราเคล่ือนไป
เพราะปัจจัยน้”ี
๒. ถา้ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ของเรามีอยอู่ ยา่ งน้ี ...
๓. ถ้าวิริยสมั โพชฌงค์ของเรามีอยอู่ ย่างนี้ ...
๔. ถ้าปีติสมั โพชฌงค์ของเรามอี ยู่อยา่ งน้ี ...
๕. ถ้าปสั สัทธิสมั โพชฌงคข์ องเรามอี ยู่อย่างนี้ ...
๖. ถ้าสมาธิสัมโพชฌงค์ของเรามอี ยอู่ ย่างน้ี ...
๗. ถ้าอุเบขาสมั โพชฌงค์ของเรามีอย่อู ย่างน้ี ...
(สํ.ม. ๑๙/๑๘๕/๖๔)
นทิ เทสที่ ๒
๓.๒ สุตตนั ตนิทเทส
สตุ ตนั ตนทิ เทสอธบิ ายพระสตู รในอทุ เทสที่ ๒ ของโพชฌงั คกถา โดยวธิ ปี จุ ฉาและวสิ ชั นา
ดงั รายละเอยี ดต่อไปนี้
ค�ำปจุ ฉาว่า “โพชฌงคใ์ นข้อว่า ‘ถ้าสตสิ มั โพชฌงคข์ องเรามีอยู่อยา่ งน’้ี มีอยอู่ ย่างไร”
ทา่ นวสิ ชั นาวา่ นโิ รธปรากฏอยเู่ พยี งใด โพชฌงคใ์ นค�ำวา่ “ถา้ สตสิ มั โพชฌงคข์ องเรามอี ยอู่ ยา่ งน”ี้

484 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสตุ ตันตปฎิ ก

ก็มีอยู่เพียงนั้น เหมือนประทีปน้�ำมันก�ำลังสว่างอยู่ เปลวไฟมีเพียงใด แสงก็มีอยู่เพียงนั้น
แสงมีอยู่เพียงใด เปลวไฟกม็ ีอย่เู พยี งนั้น

ค�ำปุจฉาวา่ “โพชฌงคใ์ นข้อว่า ‘สตสิ มั โพชฌงค์ของเรา ชอ่ื ว่าหาประมาณมไิ ด้อยา่ งน’้ี
มีอยู่อยา่ งไร” ท่านวิสชั นาวา่ กิเลสทงั้ หลาย ได้แก่ กเิ ลสท่ีกลุ้มรมุ จิตทั้งปวง สังขารทีใ่ ห้เกิดใน
ภพใหมม่ ีประมาณ นโิ รธชื่อว่าหาประมาณมิได้ เพราะมีสภาวะไม่หว่นั ไหว เพราะมีสภาวะเป็น
อสงั ขตธรรม นิโรธปรากฏเพียงใด โพงฌงค์ในข้อว่า “สตสิ ัมโพชฌงค์ของเรา ชื่อวา่ หาประมาณ
มไิ ด้อยา่ งน้”ี ก็มีอยู่เพยี งนน้ั

ค�ำปจุ ฉาวา่ “โพชฌงค์ในข้อว่า ‘สตสิ ัมโพชฌงคข์ องเรา ชอื่ ว่าเราปรารถเสมอ ดแี ล้ว
อย่างนี้’ มีอยู่อยา่ งไร” ทา่ นวิสชั นาวา่ กิเลสทั้งหลาย ได้แก่ กิเลสที่กลุ้มรมุ

จิตทงั้ ปวง สงั ขารทีใ่ ห้เกดิ ในภพใหมไ่ ม่มคี วามเสมอ นิโรธมคี วามเสมอเป็นธรรมดา
เพราะมีสภาวะเป็นธรรมละเอียด เพราะมีสภาวะเป็นธรรมประณีต นิโรธปรากฏเพียงใด
โพชฌงค์ในข้อวา่ “สตสิ มั โพชฌงค์ของเรา ชื่อว่าเราปรารภเสมอดแี ล้วอย่างน”้ี ก็มี อยเู่ พยี งน้นั

ค�ำปุจฉาว่า “เมื่อเราก�ำลังเที่ยวไป ก็รู้ชัดสติสัมโพชฌงค์ที่ด�ำรงอยู่ว่า ‘ด�ำรงอยู่’
ถ้าสตสิ ัมโพชฌงคข์ องเราเคลอ่ื นไป ก็รชู้ ดั วา่ ‘สติสัมโพชฌงคข์ องเราเคลื่อนไปเพราะปัจจัยน้ี’
เป็นอย่างไร สติสัมโพชฌงค์ด�ำรงอยู่ด้วยอาการเท่าไร สติสัมโพชฌงค์เคล่ือนไปด้วยอาการ
เท่าไร” ท่านวิสัชนาว่า สติสัมโพชฌงค์ด�ำรงอยู่ด้วยอาการ ๘ ประการ สติสัมโพชฌงค์
เคล่ือนไปด้วยอาการ ๘ ประการ

ล�ำดับต่อไป ทา่ นน�ำค�ำวสิ ชั นาสดุ ท้ายมาตั้งเปน็ ค�ำปจุ ฉาและวสิ ชั นาตามล�ำดบั ดงั นี้
ค�ำปุจฉาวา่ “สติสมั โพชฌงค์ด�ำรงอยดู่ ้วยอาการ ๘ ประการ อะไรบ้าง” ท่านวิสชั นา
ว่า (๑) สติสัมโพชฌงค์ด�ำรงอยู่ด้วยอาการนึกถึงนิพพานท่ีไม่มีความเกิด (๒) ...ด้วยการไม่นึ
ถึงความเกิด (๓) ...ด้วยการนึกถึงนิพพานท่ีไม่มีความเป็นไป (๔) ...ด้วยอาการไม่นึกถึงความ
เป็นไป (๕) ...ดว้ ยอาการนกึ ถึงนพิ พานทไ่ี ม่มีนมิ ติ (๖) ...ด้วยอาการไมน่ ึกถึงนมิ ติ (๗) ...ด้วย
อาการนกึ ถงึ นโิ รธ (๘) ...ดว้ ยอาการไม่นกึ ถงึ สงั ขาร
ปุจฉาวา่ “สตสิ ัมโพชฌงคเ์ คล่ือนไปดว้ ยอาการ ๘ ประการ อะไรบ้าง” ค�ำวสิ ัชนามีนยั
ตรงกนั ขา้ มกับขา้ งต้น
ค�ำอธิบายโพชฌงค์ข้อท่ี ๒-๗ กม็ ีนยั เดียวกนั น้ี ตา่ งกันแตอ่ งคธ์ รรมเท่าน้นั

เล่มท่ี ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๑ 485

๔. เมตตากถา

ค�ำว่า เมตตากถา แปลว่า กถาว่าด้วยเมตตา แบ่งเป็น ๔ วาร คือ (๑) อินทริยวาร
(๒) พลวาร (๓) โพชฌงั ควาร (๔) มคั คงั ควาร เพอ่ื อธิบายพระสตู รท่วี า่ ด้วยเมตตา ซง่ึ ทา่ นน�ำ
มาแสดงเปน็ อุทเทสดังตอ่ ไปนี้

อุทเทส
ทา่ นพระสารีบตุ รน�ำพระสตู รทวี่ า่ ดว้ ยเมตตามาแสดงเปน็ อุทเทส ดังน้ี
ภิกษุท้ังหลาย เมื่อเมตตาเจโตวิมุติอันบุคคลปฏิบัติแล้ว เจริญแล้ว ท�ำให้มากแล้ว
ท�ำให้เป็นดุจยาน ท�ำให้เป็นท่ีต้ัง ต้ังไว้เนือง ๆ สั่งสมแล้ว ปรารภเสมอ ดีแล้ว อานิสงส์
๑๑ ประการเปน็ อันหวังได้ ฯลฯ (อง.ฺ เอกาทสก. ๒๔/๑๕/๒๘๔)

นทิ เทส
ท่านน�ำค�ำว่า ‘เมตตาเจโตวมิ ตุ ’ิ มาอธบิ ายโดยวิธปี จุ ฉาและวิสชั นาตามล�ำดับ ดังนี้
เมตตาเจโตวิมุติแผ่ไปโดยไม่เจาะจงก็มี เมตตาเจโตวิมุติแผ่ไปโดยเจาะจงก็มี
เมตตาเจโตวิมุตแิ ผ่ไปสทู่ ิศท้งั หลายก็มี
ค�ำปุจฉาว่า “เมตตาเจโตวิมุติแผ่ไปโดยไม่เจาะจงด้วยอาการเท่าไร เมตตาเจโตวิมุต
แผ่ไปโดยเจาะจงดว้ ยอาการเทา่ ไร เมตตาเจโตวมิ ตุ แผไ่ ปสทู่ ิศท้งั หลายดว้ ยอาการเท่าไร” ทา่ น
วิสัชนาว่า เมตตาเจโตวิมุติแผ่ไปโดยไม่เจาะจงด้วยอาการ ๕ ประการ เมตตาเจโตวิมุตแผ่ไป
โดยเจาะจงด้วยอาการ ๗ ประการ เมตตาเจโตวิมตุ แผไ่ ปสทู่ ศิ ทัง้ หลายดว้ ยอาการ ๑๐ ประการ
ล�ำดับต่อไป ท่านน�ำค�ำวิสัชนาเมตตาเจโตวิมุติ ๓ ประการ มาอธิบายโดยวิธีปุจฉา
และวิสชั นาตามล�ำดบั ดงั น้ี
๑. วิธีการแผ่เมตตาเจโตวิมุตโิ ดยไมเ่ จาะจง
ค�ำปุจฉาว่า “เมตตาเจโตวมิ ุติแผ่ไปโดยไมเ่ จาะจงด้วยอารการ ๕ ประการ อะไรบ้าง”
ท่านวิสัชนาว่า (๑) ขอสัตว์ท้ังหลายจงเป็นผู้ไม่มีเวร ไม่เบียดเบียนกัน ไม่มีทุกข์ มีสุขรักษา
ตนเถิด (๒) ขอปาณชาตทง้ั ปวง ... (๓) ขอภตู ทง้ั ปวง ... (๔) ขอบุคคลทัง้ ปวง ... (๕) ขอผ้ทู ่ี
นับเน่อื งด้วยอัตภาพทัง้ ปวง ...
๒. วธิ ีการแผเ่ มตตาเจโตวมิ ุติโดยเจาะจง
ค�ำปจุ ฉาวา่ “เมตตาเจโตวิมุติแผ่ไปโดยเจาะจงดว้ ยอาการ ๗ ประการ อะไรบา้ ง” ทา่ น
วิสัชนาว่า (๑) ขอสตรีท้ังปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร ไม่เบียดเบียนกัน ไม่มีทุกข์ มีสุข รักษาตนเถิด

486 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสุตตันตปิฎก

(๒) ขอบุรษุ ทง้ั ปวง ... (๓) ขออารยชนท้ังปวง ... (๔) ขออนารยชนทัง้ ปวง ... (๕) ขอเทวดา
ท้ังปวง ... (๖) ขอมนษุ ยท์ ัง้ ปวง ... (๗) ขอวนิ ิปาติกสัตว์ทง้ั ปวง ...

๓. วิธกี ารแผเ่ มตตาเจโตวมิ ุติไปสู่ทิศท้ังหลาย
ค�ำปุจฉาว่า “เมตตาเจโตวิมุติแผ่ไปสู่ทิศทั้งหลายด้วยอาการ ๑๐ประการ อะไรบ้าง”
ท่านวิสัชนาว่า (๑) ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศบูรพาจงเป็นผู้ไม่มีเวร ไม่เบียดเบียนกัน ไม่มีทุกข์
มสี ขุ รกั ษาตนเถดิ (๒) ขอสตั วท์ งั้ ปวงในทศิ ปจั ฉมิ ... (๓) ขอสตั วท์ งั้ ปวงในทศิ อดุ ร ... (๔) ขอสตั ว์
ท้งั ปวงในทศิ ทักษณิ ... (๕) ขอสตั วท์ ั้งปวงในทศิ อาคเนย์ ... (๖) ขอสัตวท์ ง้ั ปวงในทศิ พายัพ ...
(๗) ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศอีสาน ... (๘) ขอสัตว์ท้ังปวงในทิศหรดี ...(๙) ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศ
เบ้ืองล่าง...(๑๐) ขอสตั วท์ ง้ั ปวงในทศิ เบอ้ื งบน ...
เมตตาเจโตวิมุติท่ีแผ่ไปสู่ทิศท้ังหลายด้วยอาการ ๑๐ ประการนี้ มี ๑๒ รอบ โดยมี
องค์ธรรม ๑๒ องค์ธรรม (สัตว์และบุคคลในวิธีการแผ่เมตตาเจโตวิมุติที่ ๑-๒) เป็นตัว
ก�ำหนดรอบ
๔.๑ – ๔.๔ อินทริยวาร พลวาร โพชฌงั ควาร และมัคคังควาร
อินทริยวาร พลวาร โพชฌังควาร และมัคคังควาร อธิบายการแผ่เมตตาเจโตวิมุติ
โดยน�ำองค์ธรรมแต่ละองค์ในจ�ำนวน ๑๒ องค์ธรรม (คือ สัตว์และบุคคล ๑๒ จ�ำพวกใน
วิธีการแผ่เมตตาเจโตวิมุติท่ี ๑-๒) มาหมุนด้วยธรรม ๔ หมวดน้ี คือ อินทรีย์ ๕ พละ ๕
โพชฌงค์ ๗ และอริยมรรคมีองค์ ๘ รวม ๑๒ รอบ แต่ละรอบมีรูปแบบเหมือนกัน ต่างกัน
แตอ่ งค์ธรรมเท่านน้ั แบ่งเปน็ ๒ ชุด คอื
ชุดท่ี ๑ แบ่งเป็น ๑๒ รอบ ตามจ�ำนวนองค์ธรรม ๑๒ องค์ธรรม ๑๒ องค์ธรรม
(คอื สตั ว์และบุคคล ๑๒ จ�ำพวก) ดงั ตอ่ ไปน้ี
รอบที่ ๑ มีองค์ธรรมคือ ‘สัตวท์ ้งั ปวง’ แบง่ เปน็ ๔ วาร ดงั นี้
๑. อินทริยวาร ทา่ นจ�ำแนกว่า “เมตตาเจโตวิมตุ ”ิ เป็น ๔ สว่ น ดังน้ี
ส่วนที่ ๑ จ�ำแนกการแผเ่ มตตาไปสสู่ ัตว์ทัง้ ปวงด้วยอาการ ๘ ประการ ดังน้ี
ผู้เจรญิ เมตตาแผ่ความรักไปสูส่ ตั วท์ ้ังปวงด้วยอาการ ๘ ประการ ดงั น้ี
๑. ด้วยความบีบคนั้ ไม่บบี คั้นสตั ว์ท้งั ปวง
๒. ด้วยเว้นการฆ่า ไม่ฆา่ สตั วท์ งั้ ปวง
๓. ดว้ ยเว้นการท�ำให้เดอื นรอ้ น ไม่ท�ำสตั ว์ทง้ั ปวงใหเ้ ดือดร้อน
๔. ด้วยเวน้ ความยำ�่ ยี ไม่ย�ำ่ ยสี ตั ว์ท้งั ปวง

เลม่ ท่ี ๒๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๑ 487

๕. ดว้ ยเว้นความเบียดเบยี นไมเ่ บียดเบียนสตั วท์ ั้งปวง
๖. ขอสัตวท์ ัง้ ปวงจงเป็นผู้ไมม่ ีเวร อย่าไดม้ เี วรกนั
๗. จงเป็นผมู้ ีความสขุ อย่ามีความทุกข์
๘. จงมีตนเป็นสขุ อยา่ มตี นเปน็ ทุกข์
เพราะเหตุน้ัน จึงช่ือว่าเมตตา จิตคิดถึงธรรมน้ัน เพราะเหตุน้ัน จึงชื่อว่าเจโต จิต
พ้นจากพยาบาทและกิเลสที่กลุ้มรุมจิตทั้งปวง เพราะเหตุน้ัน จึงชื่อว่าวิมุติ เมตตาด้วย เป็น
เจโตวิมตุ ดิ ว้ ย เพราะเหตนุ ั้น จึงช่อื ว่าเมตตาเจโตวมิ ุตติ
ส่วนท่ี ๒ จ�ำแนกเมตตาเจโตวมิ ุตติด้วยอินทรยี ์ ๕ ประการ ดังนี้
ผู้เจริญเมตตาน้อมใจเช่ือด้วยศรัทธาว่า “ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร มีความ
ปลอดโปร่ง มสี ุขเถิด” เมตตาเจโตวมิ ตุ ติชือ่ ว่าอบรมแล้วดว้ ยสทั ธินทรีย์
ผเู้ จรญิ เมตตาประคองความเพยี รวา่ “ขอสตั วท์ งั้ ปวงจงเปน็ ผไู้ มม่ เี วร มคี วามปลอดโปรง่
มสี ุขเถดิ ” เมตตาเจโตวิมตุ ติชอื่ ว่าอบรมแลว้ ด้วยสทั ธนิ ทรยี ์
ผเู้ จรญิ เมตตาตง้ั สติม่นั ว่า ... เมตตาเจโตวมิ ตุ ติชอ่ื วา่ อบรมแลว้ ด้วยสตนิ ทรยี ์
ผู้เจรญิ เมตตาตัง้ จิตม่นั วา่ ... เมตตาเจโตวมิ ุตตชิ ่ือว่าอบรมแลว้ ด้วยสมาธินทรยี ์
ผเู้ จริญเมตตารชู้ ดั ด้วยปญั ญาวา่ ... เมตตาเจโตวิมตุ ติชือ่ ว่าอบรมแลว้ ด้วยปัญญินทรยี ์
สว่ นท่ี ๓ จ�ำแนกอินทรีย์ ๕ ประการเป็นธรรมแตล่ ะอย่างของเมตตาเจโตวิมุตติ ดังนี้
อินทรีย์ ๕ ประการน้ี เป็นอาเสวนะ (การปฏิบัติ) ของเมตตาเจโตวิมุตติ บุคคลย่อม
ปฏบิ ัตเิ มตตาเจโตวิมตุ ติด้วยอนิ ทรยี ์ ๕ ประการนี้
อินทรีย์ ๕ ประการนี้ เปน็ ภาวนา (การเจรญิ ) ของเมตตาเจโตวมิ ตุ ติ บุคคลย่อมเจริญ
เมตตาเจโตวิมุตตดิ ว้ ยอินทรีย์ ๕ ประการนี้
อนิ ทรีย์ ๕ ประการนี้ เป็นพหุลีกรรม (การท�ำใหม้ าก) ของเมตตาเจโตวิมุตติ บุคคลย่อม
ท�ำให้มากซ่ึงเมตตาเจโตวมิ ุตตดิ ้วยอินทรยี ์ ๕ ประการน้ี
อนิ ทรีย์ ๕ ประการน้ี เปน็ อลงั การ (เครือ่ งประดบั ) ของเมตตาเจโตวิมุต บุคคลย่อม
ประดบั เมตตาเจโตวมิ ตุ ติดว้ ยอินทรยี ์ ๕ ประการนี้
อนิ ทรยี ์ ๕ ประการน้ี เปน็ บรขิ าร (เครื่องปรงุ ) ของเมตตาเจโตวิมตุ ติ บคุ คลย่อมปรุง
เมตตาเจโตวมิ ตุ ติดว้ ยอินทรยี ์ ๕ ประการน้ี
อินทรีย์ ๕ ประการน้ี เปน็ บริวาร (เครือ่ งห้อมลอ้ ม) ของเมตตาเจโตวิมตุ ติ บุคคลย่อม
หอ้ มล้อมเมตตาเจโตวมิ ุตตดิ ้วยอนิ ทรยี ์ ๕ ประการนี้
อินทรยี ์ ๕ ประการน้ี เปน็ อาเวนะ เปน็ ภาวนา เป็นพหลุ กี รรม เป็นอลังการ เปน็ บริขาร

488 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก

เป็นบริวาร เป็นความเต็มรอบ เป็นสหรคต เป็นสหชาติ เป็นความเกี่ยวข้อง เป็นสัมปยุตตะ
เป็นความแล่นไป เป็นความผ่องใส เปน็ ความต้งั อยู่ดี เป็นความพน้ วเิ ศษ เป็นความเห็นวา่ “นี้
ละเอียด” ของเมตตาเจโตวิมตุ ติ

สว่ นที่ ๔ แสดงอานิสงสแ์ หง่ เมตตาเจโตวมิ ุตตไิ ว้ ดงั นี้
เมตตาเจโตวิมุตติที่บุคคลท�ำให้เป็นดุจยาน ท�ำให้เป็นที่ต้ัง ต้ังไวเนือง ๆ สั่งสมแล้ว
ปรารภเสมอดีแล้ว เจรญิ ดแี ล้ว อธษิ ฐานดีแลว้ ด�ำเนินไปดีแล้ว พ้อนวเิ ศษดแี ลว้ ย่อมท�ำเมตตา
นนั้ ใหเ้ กดิ ให้โชติช่วง ให้สว่างไสว
ในพลวาร โพชฌงั ควาร และมคั คงั ควาร มีวิธีการจ�ำแนกเหมือนในส่วนท่ี ๒-๔ แห่งอนิ
ทริยวาร ตา่ งกันแตอ่ งคธ์ รรมเทา่ นั้น
ชดุ ที่ ๒ ทา่ นน�ำสตั ว์และบุคคลแต่ละจ�ำพวกในจ�ำนวน ๑๒ จ�ำพวกในชุดที่ ๑ มาหมุน
ดว้ ยทศิ แตล่ ะทศิ ในจะนวน ๑๐ ทศิ รวมเปน็ ๑๐ รอบตอ่ สตั ว์ ๑ จ�ำพวก เมอื่ น�ำสตั ว์ ๑๒ จ�ำพวก
ไปหมุนด้วยทิศ ๑๐ ทิศ (๑๒ x ๑๐ = ๑๒๐) จึงได้สัตว์ ๑๒๐ จ�ำพวก จัด ๑๒ ชุดย่อย
ชุดละ ๑๐ รอบ รวมเปน็ ๑๒๐ รอบ เชน่
ชดุ ย่อยที่ ๑
รอบที่ ๑ ผู้เจรญิ เมตตาแผ่ความรกั ไปสสู่ ตั วท์ ั้งปวงในทิศบูรพาดว้ ยอาการ ๘ ประการ
คอื ฯลฯ
รอบที่ ๒-๑๐ ก็มีนัยเดียวกนั นี้ ตา่ งกนั แต่องคธ์ รรมคอื ทิศแต่ละทิศเท่านั้น
ชุดย่อยท่ี ๒
รอบท่ี ๑ ผู้เจริญเมตตาแผ่ความรักไปสู่ปาณชาตท้ังปวงในทิศบูรพาด้วยอาการ
๘ ประการ คอื ฯลฯ
รอบท่ี ๒-๑๐ กม็ นี ยั เดียวกนั นี้ ต่างกนั แต่องคธ์ รรมคือทศิ แตล่ ะทิศเทา่ นั้น

๕. วิราคกถา

ค�ำว่า วิราคกถา แปลวา่ กถาว่าดว้ ยวิราคะ แบ่งเป็นอุทเทสได้ ๒ อุทเทส คอื

อทุ เทส
อุทเทสที่ ๑ วิราคะชือ่ วา่ มรรค
อุทเทสท่ี ๒ วมิ ตุ ติชอื่ วา่ ผล

เล่มท่ี ๒๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๓๑ 489

นิทเทส
ท่าน�ำอุทเทสท้งั สองมาอธบิ ายโดยวิธีปุจฉาและวิสัชนาตามล�ำดบั ดังตอ่ ไปน้ี
อุทเทสที่ ๑
ค�ำปุจฉาวา่ “วิราคะชอื่ ว่ามรรค เป็นอย่างไร” ทา่ นวิสชั นาโดยแบง่ เป็น ๒ ส่วนดังน้ี
สว่ นท่ี ๑ แบ่งเป็น ๔ ขณะ คือ ขณะแห่งโสดาปตั ติมรรค ขณะแหง่ สกทาคามิมรรค
ขณะแหง่ อนาคามมิ รรค และขณะแหง่ อรหัตตมรรค มรี ูปแบบหลัก ดงั นี้
ในขณะแหง่ โสดาปตั ตมิ รรค
วิราคะที่ชอ่ื วา่ สมั มาทฏิ ฐเิ พราะมสี ภาวะเห็น ย่อมคลายจากมิจฉาทิฏฐิ คลายจากกิเลส
ทเ่ี ปน็ ไปตามมจิ ฉาทฏิ ฐิ คลายจากขนั ธแ์ ละจากสรรพนมิ ติ ภายนนอก วอริ าคะมวี ริ าคะ(นพิ พาน)
เป็นอารมณ์ มีวิราคะเป็นโคจร รวมลงในวิราคะ ตง้ั อยใู่ นวิราคะ ด�ำรงอยู่ในวริ าคะ
ค�ำว่า “วริ าคะ” ท่านอธิบายว่า วิราคะมี ๒ อย่าง คือ (๑) นิพพานเปน็ วริ าคะ (๒) ธรรม
ทัง้ ปวงที่เกดิ เพราะมนี ิพพานเปน็ อารมณ์ เป็นวริ าคะ
เพราะเหตุนั้น มรรคจึงเป็นวิราคะ องค์มรรค ๗ ที่เป็นสหชาติ ย่อมถึงความเป็น
วิราคะ เพราะเหตนุ ้ัน วิราคะจึงเป็นมรรค พระพุทธเจา้ และสาวก ยอ่ มถงึ นิพพานซง่ึ เป็นทศิ
ที่ไม่เคยไปด้วยมรรคนี้ เพราะเหตุน้ัน จึงช่ือว่ามรรคมีองค์ ๘ อริยมรรคมีองค์ ๘ น้ีเท่านั้น
ล�้ำเลิศ เป็นประธาน สูงสุด และประเสริฐกว่ามรรคของสมณพราหมณ์จ�ำนวนมากผู้ถือ
ลัทธิอื่น เพราะเหตุนั้น มรรคมอี งค์ ๘ จึงประเสริฐกวา่ มรรคท้ังหลาย
วิราคะ ช่ือว่าสัมมาสังกัปปะเพราะมีสภาวะตรึกตรอง ฯลฯ วิราคะช่ือว่าสัมมาสมาธิ
ฯลฯ (มีรูปแบบเหมือนขา้ งต้น ต่างกนั แต่องค์ธรรมเท่าน้ัน)
ในขณะแหง่ มรรคอ่นื อกี ๓ ขณะ ก็มีนัยเดียวกนั นี้ ตา่ งกันแต่องคธ์ รรมเทา่ น้ัน
ส่วนท่ี ๒ ทา่ นน�ำธรรม ๕๔ ประการ (หมวดธรรมทคี่ วรร้ยู ิ่งในสตุ มยญาณที่ ๑ ตอนท่ี
๒ ชุดที่ ๖) มาจ�ำแนกความหมายของวิราคะ เช่น
วริ าคะคือความเหน็ ชอื่ ว่าสมั มาทิฏฐิ วริ าคะคือความตรึก ชอ่ื วา่ สมั มสงั กปั ปะ ฯลฯ
วิราคะคอื ความต้งั มัน่ ช่ือวา่ สติสมั โพชฌงค์ ฯลฯ
อทุ เทสที่ ๒
ค�ำปุจฉาวา่ “วมิ ุตตชิ อ่ื ว่าผล เป็นอย่างไร” ท่านวิสัชนาโดยแบง่ เป็น ๒ สว่ น ดังน้ี
สว่ นที่ ๑ แบง่ เปน็ ๔ ขณะ คอื ขณะแหง่ โสดาปตั ตผิ ล ขณะแหง่ สกทาคามผิ ล ขณะแหง่
อนาคามิผล และขณะแห่งอรหัตตผล มรี ปู แบบเหมือนในอุทเทสท่ี ๑ ต่างกนั แตอ่ งค์ธรรมคอื
เปลยี่ นจากวริ าคะเป็นวมิ ุตเิ ท่านนั้
ส่วนท่ี ๒ เหมอื นในอทุ เทสที่ ๑ ต่างกนั แต่องคธ์ รรมเทา่ นน้ั

490 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก

๖. ปฏิสัมภทิ ากถา

ค�ำว่า ปฏสิ มั ภิทากถา แปลว่า กถาว่าด้วยปฏิสัมภิทา แบง่ เป็น ๙ วาร คือ (๑) ธัมม-
จกั กปั ปวตั ตนวาร (๒) สตปิ ฏั ฐานวาร (๓) อทิ ธปิ าทวาร (๔) สตั ตโพธสิ ตั ตวาร (๕) อภญิ ญาทวิ าร
(๖) ขันธาทิวาร (๗) สัจจวาร (๘) ปฏิสัมภิทาวาร (๙) ฉพุทธธัมมวาร เพ่ือจ�ำแนกธรรม
ในแตล่ ะวารเปน็ ปฏสิ มั ภิทา ๔ ตามล�ำดบั ดังตอ่ ไปน้ี

๖.๑ ธมั มจกั กปั ปวตั ตนวาร
ธัมมจักกัปปวัตตนวาร แปลว่า วาระว่าด้วยการให้ธรรมจักรหมุนไป คือ ท่านน�ำ

ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรมาแสดงเป็นอุทเทสแล้วน�ำค�ำในอุเทสไปอธิบาย ดังรายละเอียด
ตอ่ ไปน้ี

อทุ เทส
ท่านพรสารีบุตรน�ำธัมมจักกัปปวัตตนสูตรมาแสดงเป็นอุทเทส โดยแบ่งย่อยออกเป็น
๑๒ อุทเทส ในท่ีน้ีขอยกเอาเฉพาะเน้ือความส�ำคัญของแต่ละอุทเทสที่ท่านน�ำไปอธิบาย
มาแสดง ดงั น้ี
๑. จักษเุ กิดขึน้ แล้ว ญาณเกดิ ข้ึนแล้ว ปญั ญาเกดิ ข้ึนแล้ว วชิ ชาเกดิ ขน้ึ แล้ว แสงสวา่ ง
เกิดข้นึ แลว้ ในธรรมทัง้ หลายท่ีเราไม่เคยไดฟ้ งั มาก่อนวา่ “นที้ กุ ขอริยสัจ”
๒. จกั ษุเกดิ ขน้ึ แล้ว ... “ทุกขอริยสัจนค้ี วรก�ำหนดรู้”
๓. จกั ษุเกดิ ขน้ึ แล้ว ... “ทุกขอริยสจั นี้ เราก�ำหนดรแู้ ล้ว”
๔. จักษเุ กดิ ข้ึนแล้ว ... “นี้ทกุ ขสมทุ ยอรยิ สจั ”
๕. จักษุเกิดขนึ้ แล้ว ... “ทกุ ขสมุทยอริยสจั น้คี วรก�ำหนดรู้”
๖. จกั ษุเกดิ ขึน้ แล้ว ... “ทุกขสมุทยอรยิ สจั นี้ เราควรก�ำหนดรู้แล้ว”
๗. จักษเุ กิดขึ้นแล้ว ... “นี้ทุกขนิโรธอริยสจั ”
๘. จกั ษุเกิดขน้ึ แล้ว ... “ทุกขนโิ รธอรยิ สัจนีค้ วรก�ำหนดรู้”
๙. จักษเุ กิดข้ึนแลว้ ... “ทกุ ขนิโรธอริยสัจน้ี เราก�ำหนดร้แู ลว้ ”
๑๐. จกั ษุเกดิ ขึ้นแล้ว ... “นท้ี ุกขนโิ รธคามินีปฏปิ ทาอริยสจั ”
๑๑. จกั ษุเกิดขึ้นแล้ว ... “ทุกขนโิ รธคามนิ ีปฏปิ ทาอริยสัจนี้ควร ก�ำหนดร”ู้
๑๒. จักษเุ กิดขน้ึ แล้ว ... “ทุกขนิโรธคามินปี ฏปิ ทาอรยิ สจั น้ี เราก�ำหนดรู้แลว้ ”
(วิ.ม. ๔/๑๓/๑๓ ; ส.ํ ม. ๑๙/๑,๐๘๑/๓๖๗)

เลม่ ท่ี ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๑ 491

นิทเทส
ทา่ นน�ำอทุ เทสแตล่ ะอทุ เทสมาอธบิ ายโดยวธิ ปี จุ ฉาและวสิ ชั นาตามล�ำดบั รวม ๑๒ อทุ เทส
แต่ละอทุ เทสมีรปู แบบเหมอื นกัน ตา่ งกนั แตอ่ งค์ธรรมเทา่ น้ัน เชน่
อุทเทสที่ ๑ อธบิ ายสัจจญาณในทกุ ขอริยสจั แบ่งเปน็ ๒ ส่วน ดงั น้ี
ส่วนที่ ๑ เป็นส่วนของอุทเทส คือ
จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดข้ึนแล้ว ปัญญาเกิดข้ึนแล้ว วิชชาเกิดข้ึนแล้ว แสงสว่าง
เกิดขึน้ แลว้ แก่เราในธรรมทัง้ หลายทไ่ี มเ่ คยไดฟ้ งั มาก่อนวา่ “นีท้ ุกขอริยสัจ”
ส่วนที่ ๒ เป็นสว่ นของนสิ เทส คอื
ค�ำปจุ ฉาวา่ “ค�ำวา่ ‘จกั ษเุ กดิ ขนึ้ แลว้ ’ เพราะมสี ภาวะอยา่ งไร ค�ำวา่ ‘ญาณเกดิ ขนึ้ แลว้ ’
เพราะมสี ภาวะอย่างไร ค�ำวา่ ‘ปญั ญาเกดิ ขึน้ แล้ว’ เพราะมสี ภาวะอย่างไร ค�ำวา่ ‘วชิ ชาเกิดขน้ึ
แล้ว’ เพราะมีสภาวะอยา่ งไร ค�ำว่า ‘แสงสว่างเกดิ ข้ึนแล้ว’ เพราะมสี ภาวะอยา่ งไร”
ทา่ นวสิ ชั นาวา่ ค�ำวา่ “จกั ษเุ กดิ ขนึ้ แลว้ ” เพราะมสี ภาวะเหน็ ค�ำวา่ “ญาณเกดิ ขน้ึ แลว้ ”
เพราะมีสภาวะรู้ ค�ำวา่ “ปญั ญาเกิดข้นึ แลว้ ” เพราะมสี ภาวะรชู้ ัด ค�ำวา่ “วชิ ชาเกดิ ข้ึนแลว้ ”
เพราะมสี ภาวะรู้แจง้ ค�ำวา่ “แสงสว่างเกิดขึ้นแลว้ ” เพราะมีสภาวะสว่างไสว
สว่ นท่ี ๓ ท่านน�ำค�ำวสิ ชั นามาจดั เขา้ ในปฏสิ ัมภทิ า ๔ ประการ มใี จความดงั นี้
๑. จักษุ ญาณ ปญั ญา วชิ ชา และแสงสว่าง แตล่ ะอยา่ งจดั เปน็ ธรรม ธรรม ๕ ประการ
น้ี เป็นอารมณ์และโคจรของธมั มปฏสิ มั ภทิ า ญาณในธรรมทัง้ หลาย ชอ่ื วา่ ธัมมปฏิสัมภิทา
๒. สภาวะท่ีเห็น สภาวะท่ีรู้ สภาวะทร่ี ู้ชดั สภาวะทรี่ ูแ้ จ้ง สภาวะที่สว่งไสว แตล่ ะอยา่ ง
จัดเป็นอรรถ อรรถ ๕ ประการน้ี เป็นอารมณ์และโคจรของอัตถปฏิสัมภิทา ญาณในอรรถ
ทงั้ หลาย ชื่อว่าอัตถปฏิสัมภิทา
๓. นิรุต ๑๐ ประการนี้ คือ การระบุพยญั ชนะและนิรุตตเิ พ่อื แสดงธรรม ๕ ประการ
การระบุพยัญชนะและนิรุตเพื่อแสดงอรรถ ๕ ประการ เป็นอารมณ์และโคจรของนิรุตติ-
ปฏสิ มั ภิทา ญาณในนริ ุตติท้ังหลาย ช่อื วา่ นิรุตติปฏสิ ัมภิทา
๔. ญาณ ๒๐ ประการน้ี คือ ญาณในธรรม ๕ ประการ ญาณในอรรถ ๕ ประการ
ญาณในนิรุตติ ๑๐ ประการ เป็นอารมณ์และโคจรของปฏิภาณปฏิสัมภิทา ญาณในปฏิภาณ
ท้งั หลาย ชือ่ ว่าปฏิภาณปฎิสมั ภทิ า
อุทเทสท่ี ๒-๓ คือกิจจญาณ และกตญาณ ในทุกขอริยสัจ ก็มีนัยเดียวกันน้ี เมื่อจบ
รอบท่ี ๓ ท่านสรุปว่า ในทุกขอริยสัจ มีธรรม ๑๕ ประการ มีอรรถ ๑๕ ประการ มีนิรุตติ
๓๐ ประการ มีญาณ ๖๐ ประการ

492 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตนั ตปิฎก

อุทเทสที่ ๔-๑๒ คือ สัจจญาณ กิจจญาณ และกตญาณ ในทุกขสมุทยอริยสัจ
ในทุกขนิโรธอริยสัจ และในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ รวม ๙ รอบ ก็มีนัยเดียวกันน้ี
เมอ่ื จบอทุ เทสท่ี ๑๒ ทา่ นสรปุ วา่ ในอรยิ สจั ๔ ประการ มธี รรม ๖๐ ประการ มอี รรถ ๖๐ ประการ
มนี ริ ุตติ ๑๒๐ ประการ มญี าณ ๒๔๐ ประการ
๖.๒ สตปิ ัฏฐานวาร

สติปัฏฐานวาร แปลว่า วาระว่าด้วยสติปัฏฐาน หมายถึงญาณ ๓ ประการ ได้แก่
สัจจญาณ กจิ จญาณ และกตญาณ ท่หี มนุ ไปในสติปัฏฐาน ๔ ประการ รวม ๑๒ รอบ เหมือน
ญาณในอริยสัจ ๔ ประการในธัมมจักกัปปวัตตนวาร ต่างกันแต่องค์ธรรมเท่าน้ัน โดยแบ่ง
เป็นอทุ เทสและนทิ เทสดังน้ี

อุทเทส
๑. จกั ษุเกดิ ขึ้นแล้ว ... “นี้การพิจารณาเหน็ กายในกาย”
๒. จักษุเกดิ ขน้ึ แลว้ ... “การพจิ ารณาเหน็ กายในกายน้ี ควรเจริญ”
๓. จกั ษเุ กิดขน้ึ แล้ว ... “การพจิ ารณาเหน็ กายในกายน้ี เราเจริญแลว้ ”
๔. จกั ษุเกดิ ขนึ้ แลว้ ... “นี้การพจิ ารณาเหน็ เวทนาในเวทนาท้งั หลาย”
๕. จกั ษุเกดิ ขน้ึ แล้ว ... “การพจิ ารณาเห็นเวทนาในเวทนาทง้ั หลายน้ี ควรเจริญ”
๖. จกั ษเุ กดิ ขึน้ แล้ว ... “การพจิ ารณาเหน็ เวทนาทั้งหลายนนี้ เราเจริญแล้ว”
๗. จักษเุ กดิ ขึ้นแลว้ ... “นี้การพจิ ารณาเหน็ จิตในใจ”
๘. จักษุเกดิ ขน้ึ แลว้ ... “การพิจารณาเห็นจิตในจติ น้ี ควาเจริญ”
๙. จักษุเกิดขึ้นแล้ว ... “การพิจารณาเห็นจิตในจิตนี้ เราเจริญแล้ว”
๑๐. จกั ษเุ กดิ ขน้ึ แลว้ ... “น้ีการพิจารณาเห็นธรรมในธรรมท้งั หลาย”
๑๑. จักษเุ กิดขน้ึ แล้ว ... “การพิจารณาเห็นธรรมในธรรมท้งั หลายน้ี ควรเจรญิ ”
๑๒. จักษเุ กดิ ขน้ึ แลว้ ... “การพจิ ารณาเหน็ ธรรมในธรรมทง้ั หลายนี้ เราเจริญแล้ว”

นทิ เทส
ท่านน�ำอทุ เทสทง้ั ๑๒ อทุ เทสมาอธิบายโดยวธิ ปี ุจฉาและวสิ ชั นาตามล�ำดบั เหมอื นใน
ธมั มจกั กปั ปวัตตนวาร ตา่ งกันแตอ่ งค์ธรรมเทา่ น้ัน จึงไม่น�ำค�ำอธิบายมาแสดงไวใ้ นทีน่ ้ี

เลม่ ท่ี ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๑ 493

๖.๓ อทิ ธิปาทวาร
อิทธิปาทวาร แปลว่า วาระว่าด้วยอิทธิบาท หมายถึงญาณ ๓ ประการท่ีหมุนไปใน

อิทธิบาท ๔ ประการ รวม ๑๒ รอบ เหมือนในสติปัฏฐาน ๔ ประการ ต่างกันแต่องค์ธรรม
เทา่ นั้น โดยแบง่ เปน็ อุทเทสและนทิ เทส ดังนี้

อุทเทส
๑. จกั ษเุ กดิ ขน้ึ แล้ว ... “นอี้ ิทธบิ าทอันประกอบดว้ ยฉันทสมาธิปธานสังขาร”
๒. จกั ษุเกิดขน้ึ แลว้ ... “อิทธบิ าทอันประกอบดว้ ยฉนั ทสมาธปิ ธาน สงั ขารนี้ควรเจรญิ ”
๓. จักษุเกดิ ขน้ึ แลว้ ... “อทิ ธิบาทอนั ประกอบดว้ ยฉันทสมาธิปธาน สังขารนี้ เราเจริญ
แลว้ ”
๔. จกั ษุเกดิ ขึ้นแล้ว ... “นอี้ ิทธิบาทอันประกอบด้วยวิริยสมาธปิ ธานสังขาร”
๕. จักษุเกิดขึ้นแล้ว ... “อิทธิบาทอันประกอบด้วยวิริยสมาธิปธาน สังขารน้ีควร
เจริญ”
๖. จักษเุ กิดขึ้นแล้ว ... “อิทธบิ าทอันประกอบด้วยวริ ยิ สมาธิปธาน สังขารนี้ เราเจริญ
แล้ว”
๗. จักษเุ กิดขึ้นแลว้ ... “นี้อทิ ธบิ าทอนั ประกอบด้วยจติ ตสมาธปิ ธา นสงั ขาร”
๘. จักษุเกิดข้ึนแล้ว ... “อิทธิบาทอันประกอบด้วยจิตตสมาธิปธาน สังขารนี้ควร
เจริญ”
๙. จกั ษุเกิดขน้ึ แลว้ ... “อทิ ธิบาทอนั ประกอบดว้ ยจติ ตสมาธปิ ธาน สังขารนี้ เราเจริญ
แลว้ ”
๑๐. จักษเุ กิดข้ึนแล้ว ... “น้อี ทิ ธบิ าทอนั ประกอบด้วยวิมังสาสมาธิปธานสังขาร”
๑๑. จักษุเกิดขึ้นแล้ว ... “อิทธิบาทอันประกอบด้วยวิมังสาสมาธิปธานสังขารนี้
ควรเจรญิ ”
๑๒. จักษุเกิดขึ้นแล้ว ... “อิทธบาทอันประกอบด้วยวิมังสาสมาธิปธานสังขารน้ี
เราเจรญิ แลว้ ”

นิทเทส
ท่านน�ำนทิ เทสทงั้ ๑๒ อุทเทสมาอธิบายโดยวิธปี จุ ฉาและวสิ ัชนาตามล�ำดบั เหมือนใน
ธมั มจักกปั ปวตั ตนวาร ต่างกันแต่องค์ธรรมเทา่ นนั้ จึงไมน่ �ำค�ำอธิบายมาแสดงไว้ในท่นี ี้

494 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตนั ตปิฎก

๖.๔ สตั ตโพธสิ ตั วาร
ค�ำวา่ สัตตโพธิสตั ตวาร แปลว่า วาระว่าด้วยพระโพธสิ ตั ว์ ๗ องค์ หมายถงึ ญาณที่

หมนุ ไปในธรรม ๒ ประการ คอื (๑) สมทุ ยั (๒) นโิ รธ รวม ๑๔ รอบ เป็น ๑๔ ญาณ แบ่งเป็น
ญาณของพระโพธสิ ัตว์แต่ละองคใ์ นจ�ำนวน ๗ องค์ องค์ละ ๒ ญาณ

พระโพธิสัตว์ ๗ องค์ในที่นี้ พระวิปัสสีโพธิสัตว์ พระสิขีโพธิสัตว์ พระเวสสภูโพธิสัตว์
พระกกุสันธโพธิสัตว์ พระโกนาคมนโพธิสัตว์ พระกัสสปโพธิสัตว์ และพระโคดมโพธิสัตว์
รูปแบบการจ�ำแนกในวาระน้ีต่างกับวาระกอ่ น ๆ คือ ไม่มอี ุทเทสและนิทเทส เชน่ ญาณทีเ่ กดิ
แกพ่ ระวปิ ัสสีโพธิสตั ว์

รอบที่ ๑
จักษุเกิดข้ึนแล้ว ... แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์ในธรรมทั้งหลาย
ทีไ่ ม่เคยได้ฟังมากอ่ นวา่ “สมทุ ัย สมทุ ัย”
รอบท่ี ๒
จักษุเกิดขึ้นแล้ว ... แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์ในธรรมทั้งหลาย
ทไี่ มเ่ คยไดฟ้ งั มาก่อนวา่ “นโิ รธ นโิ รธ”
ในเวยยากรณภาษติ ของพระวปิ สั สโี พธิสัตว์ มธี รรม ๑๐ ประการ มอี รรถ ๑๐ ประการ
มนี ริ ุตติ ๒๐ ประการ มญี าณ ๔๐ ประการ
๖.๕ อภญิ ญาทวิ าร
อภญิ ญาทิวาร แปลวา่ วาระวา่ ดว้ ยอภญิ ญาเปน็ ต้น หมายถึงญาณที่หมุนไปในสภาวะ
แห่งธรรมมอี ภญิ ญาเป็นต้น นอกจากนีย้ งั มญี าณที่หมุนไปในนสภาวะแห่งธรรมอกี ๔ ประการ
ได้แก่ ปริญญา ปหานะ ภาวนา และสัจฉิกิรยิ า รวมเปน็ ๕ รอบ มีรูปแบบดังนี้
รอบท่ี ๑
จกั ษเุ กดิ ขึ้นแลว้ ... แสงสว่างเกิดขนึ้ แล้ววา่ “สภาวะที่ควรรู้ยิ่งแหง่ อภญิ ญา เรารแู้ ลว้
เห็นแลว้ ทราบแล้ว ท�ำใหแ้ จง้ แล้ว ถกู ตอ้ งแลว้ ดว้ ยปญั ญา สภาวะท่ีควรรูย้ งิ่ แหง่ อภญิ ญาที่เรา
ไม่ถกู ตอ้ งดว้ ยปญั ญาไมม่ ี”
ในสภาวะที่ควรรู้ยิ่งแห่งอภิญญา มีธรรม ๒๕ ประการ มีอรรถ ๒๕ ประการ
มีนริ ตุ ติ ๕๐ ประการ มีญาณ ๑๐๐ ประการ

เล่มท่ี ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๑ 495

๖.๖ ขนั ธาทวิ าร
ขันธาธิวาร แปลว่า วาระว่าด้วยขันธ์เป็นต้น หมายถึงญาณท่ีหมุนไปในสภาวะแห่ง

ธรรมมีขันธ์เป็นต้น นอกจากน้ียังมีญาณที่หมุนไปในสภาวะแห่งธรรมอีก ๔ ประการ คือ
ธาตุ อายตนะ สังขตธรรม และอสังขตธรรม รวมเป็น ๖ รอบ มีรูปแบบการจ�ำแนกเหมือน
ในอภญิ ญาทิวาร ต่างกันแต่องคธ์ รรมเทา่ นั้น
๖.๗ สัจจวาร

สัจจวาร แปลว่า วาระว่าด้วยสัจจะ หมายถึงญาณที่หมุนไปในสภาวะแห่ง
อริยสัจ ๔ ประการ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค รวม ๔ รอบ มีรูปแบบการจ�ำแนก
เหมอื นในอภญิ ญาทวิ าร ตา่ งกนั แต่องคธ์ รรมเทา่ นั้น
๖.๘ ปฏิสัมภทิ าวาร

ปฏิสัมภิทาวาร แปลว่า วาระว่าด้วยปฏิสัมภิทา หมายถึงญาณที่หมุนไปในสภาวะ
แห่งปฏิสัมภิทา ๔ ประการ คอื อตั ถปฏสิ ัมภทิ า ธมั มปฏสิ มั ภทิ า นิรุตติปฏิสมั ภทิ า ปฏิภาณ-
ปฏิสัมภิทา รวม ๔ รอบ มีรูปแบบการจ�ำแนกเหมือนในอภิญญาทิวาร ต่างกันแต่องค์ธรรม
เทา่ นนั้
๖.๙ ฉพุทธธมั มวาร

ฉพุทธธัมมวาร แปลว่า วาระว่าด้วยพุทธธรรม ๖ ประการ หมายถึงญาณที่หมุนไป
ในพุทธธรรม ๖ ประการ ไดแ้ ก่ อนิ ทรยิ ปโรปริยตั ตญาณ อาสยานญุ าณ ยมกปาฏหิ าริยญาณ
มหากรุณาสมาปัตติญาณ สัพพัญญุตญาณ และอนาวรณญาณ รวม ๖ รอบ มีรูปแบบการ
จ�ำแนกเหมือนในอภญิ ญาทวิ าร ตา่ งกันแต่องคธ์ รรมเทา่ นั้น

เม่ือจบวาระท้ัง ๙ วาระแล้วท่านสรุปว่าในปฏิสัมภิทากถานี้ มีธรรม ๘๕๐ ประการ
มอี รรถ ๘๕๐ ประการ มีนริ ตุ ติ ๑,๗๐๐ ประการ มีญาณ ๓,๔๐๐ ประการ

496 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก

๗. ธัมมจกั กกถา

ค�ำว่า ธมั มจกั กกถา แปลว่า กถาว่าด้วยธรรมจักร แบ่งเปน็ ๓ วาร คอื (๑) สจั จวาร
(๒) สติปฏั ฐานวาร (๓) อทิ ธิปาทวาร เพื่อจ�ำแนกธรรมจกั รในแต่ละวารดงั ต่อไปน้ี

๗.๑ สจั จวาร
สัจจวาร แปลว่า วารว่าด้วยสัจจะ ในท่ีนี้หมายถึงอริยสัจ ๔ คือ ท่านน�ำธัมม-

จักกัปปวัตตนสูตรมาแสดงเป็นอุทเทสโดยแบ่งย่อยเป็น ๑๒ อทุเทส (ดูอุทเทสในธัมม-
จักกัปปวัตตนวารแห่งปฏิสัมภิทากถา) แล้วน�ำอุทเทสเหล่าน้ันมาอธิบายเหมือนในธัมม-
จกั กปั ปวัตตนวารแห่งปฏสิ มั ภมิ ากถา แตม่ รี ายละเอยี ดต่างกัน ดงั น้ี

อุทเทสที่ ๑ แบ่งเป็น ๔ ส่วน ดังน้ี คือ
สว่ นท่ี ๑-๒ เหมือนในธัมมจักกปั ปวัตตนวารแหง่ ปฏสิ ัมภทิ ากถา
ส่วนท่ี ๓ ทา่ นน�ำค�ำวิสชั นามาจ�ำแนกเปน็ ธรรม เปน็ อรรถ และเป็นสจั จะดังนี้
จักษุเป็นธรรม สภาวะท่ีเห็นเป็นอรรถ ญาณเป็นธรรม สภาวะท่ีรู้เป็นอรรถ ปัญญา
เป็นธรรม สภาวะทร่ี ชู้ ดั เป็นอรรถ วชิ ชาเปน็ ธรรม สภาวะที่รูแ้ จง้ เป็นอรรถ แสงสวา่ งเปน็ ธรรม
สภาวะทีส่ ว่างไสวเปน็ อรรถ
ธรรม ๕ ประการ อรรถ ๕ ประการน้ี เปน็ ทีต่ ั้งแหง่ ทุกข์ เป็นท่ีตั้งแห่งสัจจะ มสี ัจจะ
เป็นอารมณ์ มีสัจจะเป็นโคจร สงเคราะห์เข้าในสัจจะ นับเน่อื งในสัจจะ รวมลงในสัจจะ ตั้งอยู่
ในสัจจะ ด�ำรงอยใู่ นสจั จะ
สว่ นที่ ๔ ทา่ นน�ำค�ำวา่ “ธรรมจกั ร” มาจ�ำแนกดว้ ยธรรมทเี่ ปน็ เหตใุ หไ้ ดช้ อื่ วา่ ธรรมจกั ร
แต่ละประการ รวม ๗๖ ประการ โดยแบ่งเปน็ ๒ นัย คือ
นยั ที่ ๑ มี ๒๒ ประการ เช่น
๑. ชื่อวา่ ธรรมจกั ร เพราะพระผู้มพี ระภาคทรงให้ธรรมและจกั รเป็นไป
๒. ชื่อวา่ ธรรมจักร เพราะพระผมู้ พี ระภาคทรงใหจ้ กั รและธรรมเปน็ ไป
นยั ท่ี ๒ มี ๕๔ ประการ (ดูหมวดธรรมที่ควรร้ยู ง่ิ ในสุตมยญาณที่ ๑ ตอนที่ ๒ ชุดที่ ๖
แหง่ ญาณกถา มหาวรรค) เชน่
๑. ชอ่ื วา่ ธรรมจกั ร เพราะทรงใหธ้ รรมคอื สทั ธินทรียเ์ ป็นไป
๒. ชื่อว่าธรรมจักร เพราะทรงให้ธรรมคือวริ ิยินทรยี ์เป็นไป
อุทเทสที่ ๒-๑๒ กม็ ีนยั เดยี วกนั น้ี ตา่ งกันแตอ่ งค์ธรรมเท่านน้ั

เล่มท่ี ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๑ 497

๗.๒ สติปฏั ฐานวาร
สตปิ ฏั ฐานวาร แปลวา่ วาระว่าดว้ ยสติปฏั ฐาน หมายถงึ ญาณท่ีหมุนไปในสติปฏั ฐาน ๔

ประการ รวม ๑๒ รอบ โดยแบง่ อุทเทสและนสิ เทสเหมือนในสจั จวาร (ดอู ุทเทสในสตปิ ฏั ฐาน
วารแห่งปฏิสมั ภิทากถา) ตา่ งกนั แตอ่ งคธ์ รรมเทา่ นน้ั
๗.๓ อทิ ธปิ าทวาร

อิทธิปาทวาร แปลว่า วาระว่าด้วยอิทธิบาท หมายถึงญาณที่หมุนไปในอิทธิบาท ๔
ประการ รวม ๑๒ รอบ โดยแบง่ อุทเทสและนสิ เทสเหมือนในสัจจวาร (ดูอุทเทสในอิทธิปาทวาร
แหง่ ปฏิสมั ภิทากถา) ตา่ งกันแตอ่ งค์ธรรมเท่านนั้

๘. โลกุตตรกถา

ค�ำวา่ โลกกตุ ตรกถา แปลวา่ กถาวา่ ดว้ ยโลกตุ ตรธรรม แบง่ เปน็ ๒ ตอน ดงั รายละเอยี ด
ต่อไปนี้

ตอนที่ ๑
ค�ำปจุ ฉาวา่ “ธรรมเหลา่ ไหนเปน็ โลกตุ ตร” ทา่ นวสิ ชั นาวา่ สตปิ ฏั ฐาน ๔ สมั มปั ปธาน ๔
อิทธบิ าท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อรยิ มรรคมีองค์ ๘ อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔
และนพิ พาน ธรรมเหลา่ นเี้ ปน็ โลกุตตระ
ตอนท่ี ๒
ท่านน�ำค�ำว่า “โลกุตตระ” มาจ�ำแนกด้วยธรรมท่ีเป็นเหตุให้ชื่อว่าโลกุตตระแต่ละ
ประการ รวม ๖๕ ประการ เช่น
ช่ือว่าโลกุตตระ เพราะข้ามพ้นโลก ช่ือว่าโลกุตตระ เพราะข้ามพ้นแต่โลก ช่ือว่า
โลกตุ ตระ เพราะข้ามพน้ จากโลก ชอ่ื ว่าโลกตุ ตระ เพราะขา้ มไปจากโลก ฯลฯ

498 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปฎิ ก

๙. พลกถา

ค�ำว่า พลกถา แปลว่า กถาว่าด้วย แบ่งเป็นอุทเทสและนิทเทสอย่างละ ๖๘
ดังรายละเอยี ดตอ่ ไปนี้

อุทเทส
ท่านพระสารบี ุตรน�ำพระสตู รท่ีว่าด้วยพละมาแสดงเปน็ อทุ เทส ดังนี้
ภกิ ษทุ งั้ หลาย พละ ๕ ประการนี้ พละ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. สทั ธาพละ ๒. วิริยพละ
๓. สิตพละ ๔. สมาธิพละ
๕. ปญั ญาพละ
อีกนยั หนึง่ พละ ๖๘ ประการ คอื
๑. สัทธาพละ ๒. วิริยพละ
๓. สตพิ ละ ๔. สมาธิพละ
๕. ปัญญาพละ ๖. หิรพิ ละ
๗. โอตัปปพละ ๘. ปฏิสังขานพละ
๙. ภาวนาพละ ๑๐. อนวัชชพละ
๑๑. สังคหพละ ๑๒. ขันติพละ
๑๓. ปัญญัตตพิ ละ ๑๔. นิชฌตั ติพละ
๑๕. อิสสริยพละ ๑๖. อธิษฐานพละ
๑๗. สมถะพละ ๑๘. วปิ ัสสนาพละ
๑๙-๒๘. เสกขพละ ๒๙-๓๘. อเสกขพละ
๓๙-๔๘. ขีณาสวพละ ๔๙-๕๘. อิทธิพละ
๕๙-๖๘. ตถาคตพละ

นิทเทส
ท่านน�ำพละแต่ละประการในอุทเทสมาอธิบายโดยวิธีปุจฉาและวิสัชนาตามล�ำดับ
แบง่ เปน็ ๓ หมวด ดงั นี้
หมวดท่ี ๑ พละ ๕ ประการ
ค�ำปจุ ฉาวา่ “สัทธาพละ เปน็ อย่างไร” ท่านวิสชั นาว่า
๑. ช่อื ว่าสทั ธาพละ เพราะไม่หว่นั ไหวเพราะความไม่มศี รทั ธา

เลม่ ที่ ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๑ 499

๒. ช่ือวา่ สัทธาพละ เพราะอปุ ถมั ภ์สหชาตธรรม
๓. ชื่อวา่ สัทธาพละ เพราะมีสภาวะครอบง�ำกิเลสท้ังหลาย
๔. ชื่อวา่ สทั ธาพละ เพราะมสี ภาวะเป็นความหมดจดในเบอ้ื งตน้ แห่งปฏิเวธ
๕. ชื่อว่าสทั ธาพละ เพราะมสี ภาวะเป็นท่ตี ัง้ แหง่ จิต
๖. ชอ่ื วา่ สัทธาพละ เพราะมสี ภาวะเปน็ ความผอ่ งแผว้ แหง่ จิต
๗. ชื่อว่าสัทธาพละ เพราะมสี ภาวะเป็นเครื่องบรรลธุ รรมวิเศษ
๘. ชอ่ื ว่าสัทธาพละ เพราะมีสภาวะรูแ้ จ้งธรรมที่ย่ิง
๙. ชอ่ื วา่ สัทธาพละ เพราะมีสภาวะตรัสรูส้ ัจจะ
๑๐. ช่อื วา่ สัทธาพละ เพราะมีสภาวะให้การกบคุ คลตั้งอยูเ่ ฉพาะในนิโรธ
พละอีก ๔ ประการ คอื วริ ยิ พละ สติพละ สมาธพิ ละ และปัญญาพละ แต่ละประการ
กม็ ีเหตุ ๑๐ ประการเหมอื นกนั ต่างกันแต่เหตปุ ระการท่ี ๑ เท่านั้นท่ีเปลีย่ นไปตามสภาวะของ
พละแต่ละประการ เช่น (๑) ชื่อวา่ วิริยพละ เพราะไม่หว่นั ไหว เพราะความเกยี จคร้าน
หมวดที่ ๒ แบง่ เปน็ หมวดย่อย ๖ หมวด ดังน้ี
หมวดยอ่ ยที่ ๑ มพี ละ ๑๖ ประการ คอื ตง้ั แตห่ ริ พิ ละจนถงึ อธษิ ฐานพละ แตล่ ะประการ
ทา่ นจ�ำแนกดว้ ยธรรมทเ่ี ป็นคูต่ รงกนั ขา้ ม ๓๗ คู่ (ดูภาวนาหมวดท่ี ๕ ในสตุ มยญาณที่ ๔ แหง่
ญาณกถา) แต่ปรับเปลยี่ นส�ำนวนไปตามความหมายขององคธ์ รรมในพละแตล่ ะประการ เช่น
ชื่อวา่ หริ ิพละ เพราะละอายกามฉนั ทะด้วยเนกขมั มะ
ชื่อวา่ หิริพละ เพราะละอายพยาบาทดว้ ยอพยาบาท
ชื่อว่าโอตตปั ปพละ เพราะเกรงกลัวกามฉนั ทะดว้ ยเนกขัมมะ
ช่อื ว่าโอตตปั ปพละ เพราะเกรงกลัวพยาบาทด้วยอพยาบาท
หมวดย่อยท่ี ๒ มีพละ ๒ ประการ คอื สมถพละและวปิ ัสสนาพละ มีใจความเหมอื น
ในนิโรธสมาปตั ตญิ าณนิทเทสแห่งญาณกถา มหาวรรค
หมวดยอ่ ยท่ี ๓ มพี ละ ๒๐ ประการ คอื เสกขพละ และอเสกขพละ อยา่ งละ ๑๐ ประการ
ทา่ นจ�ำแนกค่กู นั ด้วยสมั มตั ตธรรม ๑๐ ประการ เช่น
ช่ือวา่ เสกขพละ เพราะพระเสขยังต้องศึกษาในสมั มาทฏิ ฐิ
ช่ือว่าอเสกขพละ เพราะพระอเสขะศึกษาในสัมมาทฏิ ฐิน้นั เสรจ็ แล้ว
หมวดย่อยท่ี ๔ มพี ละ ๑๐ ประการ คือ ขณี าสวพละ ๑๐ ประการ ซึง่ หมายถงึ พละท่ี
เปน็ เหตุใหภ้ ิกษขุ ีณาสพยืนยันความสิ้นอาสวะของตน มเี น้อื ความปรากฏชัดแลว้ (ดู อง.ฺ ทสก.
(แปล) ๒๔/๙๐/๒๐๔-๒๐๖ ประกอบดว้ ย)

500 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปฎิ ก

หมวดย่อยที่ ๕ มีพละ ๑๐ ประการ คือ อิทธิพละ ๑๐ ประการ ซึ่งหมายถึง
ฤทธ์ิ ๑๐ ประการ คือ
๑. ฤทธท์ิ อ่ี ธษิ ฐาน ๒. ฤทธิ์ทแ่ี สดงต่าง ๆ
๓. ฤทธท์ิ ี่ส�ำเร็จดว้ ยใจ ๔. ฤทธท์ิ แี่ ผไ่ ปด้วยญาณ
๕. ฤทธิ์ทแ่ี ผไ่ ปด้วยสมาธิ ๖. ฤทธท์ิ เ่ี ป็นของพระอรยิ ะ
๗. ฤทธท์ิ ี่เกิดจากผลกรรม ๘. ฤทธ์ทิ ่เี ป็นของทา่ นผู้มีบุญ
๙. ฤทธิ์ทส่ี �ำเรจ็ มาจกวชิ ชา ๑๐. ฤทธ์ิเพราะมีสภาวะส�ำเร็จด้วยการประกอบ
โดยชอบในส่วนน้นั ๆ เปน็ ปจั จยั
หมวดย่อยที่ ๖ มพี ละ ๑๐ ประการ คือ ตถาคตพละ ๑๐ ประการ ซ่งึ หมายถึงพละ
ท่ีเป็นเหตุให้พระตถาคตยืนยันฐานะท่ีองอาจ บันลือสีหนาท ประกาศพรหมจักรในบริษัท
มเี นอ้ื ความปรากฏชดั แล้ว (ดู องฺ. ทสก. (แปล) ๒๔/๒๑/๔๓-๔๗ ประกอบดว้ ย)
หมวดท่ี ๓ ท่านน�ำพละแต่ละประการในจ�ำนวน ๖๘ ประการมาต้ังเป็นค�ำปุจฉา
แล้ววสิ ชั นา เช่นค�ำปุจฉาว่า “ชือ่ วา่ สัทธาพละ เพราะมีสภาวะอย่างไร”
ท่านวิสัชนาว่า ช่ือว่าสัทธาพละ เพราะมีสภาวะไม่หวั่นไหวเพราะความไม่มีศรัทธา
ชือ่ วา่ วิริยพละ เพราะมสี ภาวะไม่หวน่ั ไหวเพราะความเกียจครา้ น

๑๐. สุญญกถา

ค�ำว่า สุญญกถา แปลว่า กถาว่าด้วยสุญญะ (ความว่าง) แบ่งเป็นอุทเทส (มาติกา)
และนทิ เทสได้อย่างละ ๒๕ ดงั รายละเอยี ดต่อไปน้ี

อทุ เทส
ทา่ นพระสารบี ตุ รน�ำพระสูตรมาแสดงไวเ้ ป็นอุทเทส มีสาระส�ำคัญ ดงั นี้
ท่านพระอานนท์ทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่กล่าวกันว่า ‘โลกว่าง โลกว่าง’
ดว้ ยเหตุเทา่ ไรหนอ” พระผ้มู ีพระภาคตรสั วา่ “อานนท์ เพราะว่างจากอตั ตา หรอื จากสงิ่ ทเี่ น่ือง
ด้วยอตั ตา ฉะน้นั เราจึงกล่าววา่ ‘โลกวา่ ง’ อานนท์ อะไรเลา่ ว่างจากอตั ตา หรอื จากสิ่งเนื่อง
ด้วยอัตตา คอื จักษเุ ปน็ ธรรมว่างจากอัตตา หรอื จากส่ิงเน่อื งดว้ ยอตั ตา รปู ... จกั ขุวิญญาณ...
จักขุสัมผัส... สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออุเบกขาเวทนาที่เกิดเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย
วา่ งจากอตั ตา หรือสิง่ ทเ่ี นือ่ งด้วยอตั ตา ฯลฯ

เล่มที่ ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๑ 501

(องค์ธรรมท่ีว่างจากอัตตา หรือส่ิงท่ีเนื่องด้วยอัตตา มี ๓๐ ประการ ดูหมวดธรรม
ที่ควรรูย้ ่งิ ในสุตมยญาณที่ ๑ ตอนที่ ๒ ชุดที่ ๑ หมวดท่ี ๑)
มาตกิ า ๒๕
๑. สุญญสุญญะ (ความวา่ งดว้ ยธรรมทว่ี ่าง)
๒. สงั ขารสญุ ญะ (ความว่างดว้ ยธรรมทเ่ี ปน็ สังขาร)
๓. วปิ รณิ ามสุญญะ (ความวา่ งดว้ ยธรรมทีแ่ ปรผัน)
๔. อคั คสุญญะ (ความว่างด้วยธรรมทเ่ี ปน็ เลิศ)
๕. ลักขณสุญญะ (ความวา่ งดว้ ยธรรมทีเ่ ปน็ ลกั ษณะ)
๖. วิกขมั ภนสญุ ญะ (ความวา่ งด้วยธรรมทเ่ี ป็นเหตุขม่ )
๗. ตทงั คสุญญะ (ความวา่ งดว้ ยธรรมที่เป็นคปู่ รบั )
๘. สมจุ เฉทสุญญะ (ความว่างด้วยธรรมทเ่ี ปน็ เหตตุ ดั ให้ขาด)
๙. ปฏิปสั สัทธิสุญญะ (ความวา่ งดว้ ยธรรมทเ่ี ปน็ เหตุท�ำใหส้ งบระงบั )
๑๐. นิสสรณสญุ ญะ (ความว่างดว้ ยธรรมทีเ่ ป็นเหตุสลดั ออก)
๑๑. อชั ฌัตตสญุ ญะ (ความว่างด้วยธรรมท่เี ปน็ ภายใน)
๑๒. พหทิ ธาสุญญะ (ความวา่ งดว้ ยธรรมทเ่ี ป็นภายนอก)
๑๓. ทภุ โตสุญญะ (ความว่างดว้ ยธรรมที่เป็นเหตภุ ายในและภายนอก)
๑๔. สภาคสุญญะ (ความว่างด้วยธรรมทเี่ ป็นกลุ่มเดยี วกนั )
๑๕. วสิ ภาคสุญญะ (ความวา่ งด้วยธรรมทต่ี ่างกลมุ่ กนั )
๑๖. เอสนาสุญญะ (ความว่างด้วยธรรมทแ่ี สวงหา)
๑๗. ปรคิ คหสญุ ญะ (ความวา่ งดว้ ยธรรมที่ก�ำหนด)
๑๘. ปฏลิ าภสุญญะ (ความว่างดว้ ยธรรมที่ได)้
๑๙. ปฏเิ วธสญุ ญะ (ความว่างดว้ ยธรรมที่รแู้ จง้ )
๒๐. เอกตั ตสุญญะ (ความวา่ งด้วยธรรมที่เปน็ สภาวะเดียว)
๒๑. นานัตตสุญญะ (ความว่างดว้ ยธรรมทเี่ ปน็ สภาวะตา่ ง ๆ)
๒๒. ขนั ติสุญญะ (ความว่างดว้ ยธรรมที่พอใจ)
๒๓. อธิฐานสุญญะ (ความว่างดว้ ยธรรมท่ีอธิษฐาน)
๒๔. ปรโิ ยคาหนสุญญะ (ความว่างด้วยธรรมทห่ี ย่ังลง)
๒๕. ความวา่ งขน้ั สงู สดุ ของความวา่ งทง้ั ปวง ทบี่ คุ คลผมู้ สี มั ปชญั ญะท�ำความเปน็ ไป
แหง่ กิเลสให้ส้ินไป

502 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสุตตันตปิฎก

นิทเทส
ท่านน�ำอุทเทส(มาติกา)ข้างต้นมาอธบิ ายโดยวธิ ีปจุ ฉาและวิสัชนาตามล�ำดับ ดงั นี้
๑. ค�ำปุจฉาว่า “สุญญะสูญญะ เป็นอย่างไร” ท่านวิสัชนาว่า จักขุเป็นธรมว่างจาก
อัตตา จากสิง่ เนื่องดว้ ยอตั ตา จากความเท่ยี ง จากความย่ังยืน จากความม่นั คง หรอื จากความ
ไม่แปรผนั เป็นธรรมดา โสตะ... ฆานะ... ชวิ หา... กาย... มโน...
๒. ค�ำปุจฉาว่า “สังขารสุญญะ เป็นอย่างไร” ท่านวิสัชนาว่า สังขาร ๓ ได้แก่
(๑) ปญุ ญาภิสงั ขาร (๒) อปุญญาภิสงั ขาร (๓) อาเนญชาภิสังขาร
๑. ปุญญาภสิ ังขารเป็นธรรมว่างจากปญุ ญาภสิ งั ขารและอาเนญชาภิสังขาร
๒. อปญุ ญาภสิ งั ขารเปน็ ธรรมวา่ งจากปุญญาภสิ ังขารและอาเนญชาภสิ งั ขาร
๓. อาเนญชาภิสงั ขารเปน็ ธรรมว่างจากปญุ ญาภิสงั ขารและอปญุ ญาภิสงั ขาร
อีกนยั หนึ่ง สังขาร ๓ ได้แก่
๑. กายสังขาร ๒. วจสี ังขาร ๓. จิตตสงั ขาร
อกี นัยหนง่ึ สงั ขาร ๓ ไดแ้ ก่
๑. สังขารสว่ นอดตี ๒. สงั ขารส่วนอนาคต ๓. สงั ขารส่วนปัจจปุ ัน
สงั ขารทง้ั ๒ หมวดนีม้ วี ิธกี ารจ�ำแนกเชน่ เดียวกบั สงั ขาร ๓ ประการแรก
๓. ค�ำปจุ ฉาว่า “วิปรณิ ามสุญญะ เป็นอย่างไร” ท่านวสิ ชั นาวา่ รปู ท่ีเกิดแล้วเป็นธรรม
วา่ งตามสภาวะ รปู ทีด่ บั ไปเป็นธรรมแปรผนั และวา่ ง เวทนา... สญั ญา... สงั ขาร... วญิ ญาณ...
๔. ค�ำปุจฉาว่า “อัคคสุญญะ เป็นอยา่ งไร” ท่านวสิ ชั นาวา่ ทางทเ่ี ลศิ ทางทปี่ ระเสริฐ
ทางท่ีวิเศษ คือ ความสงบแห่งสังขารท้ังปวง ความเสียสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นไป
แห่งตัณหา ความคลายก�ำหนดั ความดบั นิพพาน ชอื่ วา่ อคั คสญุ ญะ
๕. ค�ำปุจฉาว่า “ลักขณะสุญญะ เป็นอย่างไร” ท่านวิสัชนาว่า ลักษณะ ๒ ประการ
ไดแ้ ก่ (๑) พาลลกั ษณะ (๒) บัณฑติ ลักษณะ
พาลลักษณะเป็นธรรมว่างจากบัณฑติ ลกั ษณะ
บณั ฑติ ลกั ษณะเปน็ ธรรมว่างจากพาลลักษณะ
ลักษณะ ๓ ประการ ไดแ้ ก่
๑. อุปปาทลักษณะ (ลกั ษณะความเกิดขึ้น)
๒. วยลักษณะ (ลกั ษณะความเสื่อม)
๓. ฐิตัญญถตั ตลักษณะ (ลกั ษณะความแปรผันเมื่อยงั ตัง้ อยู่)

เล่มท่ี ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๑ 503

ลกั ษณะอกี ๓ ประการ ไดแ้ ก่
๑. อุปปาทลักษณะเป็นธรรมวา่ งจากวยลกั ษณะและฐติ ญั ญถัตตลกั ษณะ
๒. วยลกั ษณะเปน็ ธรรมว่างจากอุปปาทลกั ษณะและฐิตญั ญถัตตลักษณะ
๓. ฐิตญั ญถตั ตลกั ษณะเป็นธรรมวา่ งจากอปุ ปาทลกั ษณะและวยลักษณะ
ล�ำดับต่อไป ท่านน�ำธรรม ๒๐๑ ประการ (หมวดธรรมที่ควรรู้ย่ิงในสุตมยญาณที่ ๑
ตอนท่ี ๒ ชุดท่ี ๑ หมวดท่ี ๒-๑๒)มาจ�ำแนกดว้ ยลักษณะ ๓ ประการขา้ งต้น เช่น
๑. อทุ ปาทลักษณะแห่งรูปเป็นธรรมว่างจากวยลกั ษณะและฐิตัญญถัตตลักษณะ
๒. วยลกั ษณะแหง่ รปู เปน็ ธรรมวา่ งจากอปุ ปาทลกั ษณะและฐิตญั ญถัตตลกั ษณะ
๓. ฐิตญั ญถัตตลักษณะแหง่ รปู เปน็ ธรรมวา่ งจากอุปปาทลักษณะและวยลกั ษณะ
๖. ค�ำปจุ ฉาวา่ “วกิ ขมั ถนสญุ ญะ เปน็ อยา่ งไร” ทา่ นวสิ ชั นาโดยน�ำธรรมทเ่ี ปน็ คตู่ รงกนั
ขา้ ม ๓๗ คู่ (หมวดธรรมทีค่ วรเจรญิ ในสุตมยญาณที่ ๔) มาจ�ำแนกค�ำปจุ ฉาน้ี เชน่ กามฉันทะ
เป็นธรรมท่บี คุ คลขม่ ไวด้ ้วยเนกขัมมะ และเปน็ ธรรมวา่ งจากเนกขมั มะ
๗. ค�ำปุจฉาว่า “ตทังคสุญญะ” เป็นอย่างไร ท่านวิสัชนาโดยน�ำธรรมที่เป็นคู่ตรงกัน
ข้าม ๓๗ คู่ มาจ�ำแนกค�ำปุจฉานี้ เชน่ กามฉนั ทะเป็นธรรมท่ีบุคคลลได้ดว้ ยเนกขัมมะ และเปน็
ธรรมวา่ งจากเนกขัมมะ
๘. ค�ำปุจฉาว่า “สมุจเฉทสุญญะ เป็นอย่างไร” ท่านวิสัชนาโดยน�ำธรรมที่เป็น
คตู่ รงกนั ขา้ ม ๓๗ คู่ มาจ�ำแนกค�ำปจุ ฉานี้ เชน่ กามฉันทะเปน็ ธรรมที่บุคลตัดขาดด้วยเนกขัมมะ
และเปน็ ธรรมวา่ งจากเนกขัมมะ
๙. ค�ำปุจฉาว่า “ปฏิปัสสัทธิสุญญะ เป็นอย่างไร” ท่านวิสัชนาโดยน�ำธรรมท่ีเป็น
คู่ตรงกนั ข้าม ๓๗ คู่ มาจ�ำแนกค�ำปุจฉาน้ี เชน่ กามฉนั ทะท่เี ป็นธรรมท่บี ุคคลท�ำใหส้ งบระงับ
ดว้ ยเนกขมั มะ และเป็นธรรมว่างจากเนกขมั มะ
๑๐. ค�ำปุจฉาว่า “นิสสรณะสุญญะ เป็นอย่างไร” ท่านวิสัชนาโดยน�ำธรรมที่เป็น
คู่ตรงกันข้าม ๓๗ คู่ มาจ�ำแนกค�ำปุจฉานี้ เช่น กามฉันทะเป็นธรรมท่ีบุคคลสลัดออก
ด้วยเนกขมั มะ และเปน็ ธรรมวา่ งจากเนกขมั มะ
๑๑. ค�ำปุจฉาว่า “อัชฌัตตสุญญะ เป็นอย่างไร” ท่านวิสัชนาว่า จักขุที่เป็นอายตนะ
ภายในเปน็ ธรรมจากอัตตา จากส่ิงทีเ่ นื่องดว้ ยอตั ตา จากความเทย่ี ง จากความยง่ั ยืน จากความ
มั่นคง หรอื จากความไม่แปรผนั เปน็ ธรรมดา โสตะ... ฆานะ... ชิวหา... กาย... วญิ ญาณ...
๑๒. ค�ำปุจฉาว่า “พหิทธาสุญญะ เป็นอย่างไร” ท่านวิสัชนามีใจความตรงกันข้าม
กบั อัชฌัตตสญุ ญะ

504 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตันตปฎิ ก

๑๓. ค�ำปจุ ฉาวา่ “ทภุ โตสญุ ญะ เป็นอยา่ งไร” ท่านวสิ ชั นาวา่ ไดแ้ ก่ อชั ฌตั ตสุญญะกับ
พหิทธาสญุ ญะ

๑๔. ค�ำปจุ ฉาวา่ “สภาคสญุ ญะ เปน็ อยา่ งไร” ทา่ นวสิ ชั นาอายตนะภายใน ๖ เปน็ ธรรม
กล่มุ เดยี วกนั และเปน็ ธรรมว่าง อายตนะภายนอก ๖ เป็นธรรมกลมุ่ เดียวกนั และเปน็ ธรรมวา่ ง
ฯลฯ (องคธ์ รรมท่วี า่ ง ต่อจากน้ี ได้แก่ วญิ ญาณ ๖ ผสั สะ ๖ สญั ญา ๖ และเจตนา ๖)

๑๕. ค�ำปจุ ฉาว่า “วิสภาคสุญญะ เป็นอย่างไร” ทา่ นวสิ ชั นาวา่ อายตนะภายใน ๖ เป็น
ธรรมกลมุ่ เดยี วกนั และเปน็ ธรรมวา่ ง อายตนะภายนอก ๖ และเปน็ ธรรมวา่ ง อายตนะภายนอก ๖
เป็นธรรมตา่ งกลุ่มกับหมวดวญิ ญาณ ๖ และเปน็ ธรรมวา่ ง ฯลฯ (องคธ์ รรมทวี่ ่างต่อจากนี้ ได้แก่
(๑) อายตนะภายนอกกับวิญญาณ ๖ (๒) วญิ ญาณ ๖ กับผัสสะ ๖ (๓) ผัสสะ ๖ กบั เวทนา ๖
(๔) เวทนา ๖ กับสญั ญา ๖ (๕) สญั ญา ๖ กับเจตนา ๖)

๑๖. ค�ำปจุ ฉาวา่ “เอสนาสญุ ญะ เปน็ อยา่ งไร” ท่านวสิ ชั นาโดยน�ำธรรมทเ่ี ป็นคู่ตรงกัน
ขา้ ม ๓๗ คู่ มาจ�ำแนกค�ำปุจฉาน้ี เชน่ เนกขัมมะที่บุคคลแสวงหา เป็นธรรมว่างจากกามฉนั ทะ

๑๗-๑๙. ปรคิ คหสญุ ญะ ปฏลิ าภสญุ ญะ และปฏเิ วธสญุ ญะ มนี ยั เดยี วกบั ค�ำวา่ “เอสนา
สญุ ญะ” เปลี่ยนแตค่ วามหมายของค�ำเท่านั้น เช่น

เนกขมั มะที่บุคคลก�ำหนด เปน็ ธรรมว่างจากกามฉันทะ
เนกขมั มะที่บคุ คลรูแ้ จ้ง เปน็ ธรรมว่างจากกามฉนั ทะ
๒๐-๒๑. ค�ำปุจฉาว่า “เอกัตตสุญญะ นานัตตสุญญะ เป็นอย่างไร” ท่านวิสัชนา
โดยน�ำธรรมทเี่ ปน็ คตู่ รงกนั ขา้ ม ๓๗ คมู่ าจ�ำแนกเปน็ สภาวะตา่ ง ๆ และสภาวะเดยี ว คอื ฝา่ ยอกศุ ล
เป็นสภาวะตา่ ง ๆ ฝ่ายกุศลเปน็ สภาวะเดยี ว และฝา่ ยกุศลวา่ งจากฝา่ ยอกุศล เชน่
กามฉันทะเป็นสภาวะต่าง ๆ เนกขมั มะเปน็ สภาวะเดียว เนกขัมมะท่เี ป็นสภาวะเดยี ว
ของบคุ คลผ้ตู ดิ อยู่ เปน็ ธรรมว่างจากกามฉนั ทะ
๒๒-๒๔.ขนั ตสิ ญั ญะอธฐิ านสญุ ญะปรโิ ยคาหนสญุ ญะมนี ยั เดยี วกบั ค�ำวา่ “เอสนาสญุ ญะ”
เปล่ยี นแต่ถ้อยค�ำเท่านัน้ เชน่
เนกขมั มะท่ีบคุ คลพอใจเปน็ ธรรมว่างจากกามฉันทะ
เนกขมั มะท่ีบุคคลอธษิ ฐานเป็นธรรมว่างจากามฉันทะ
เนกขมั มะที่บคุ คลหย่งั ลงเป็นธรรมว่างจากกามฉันทะ
๒๕. ค�ำปจุ ฉาวา่ “ความวา่ งขน้ั สงู สดุ ของความวา่ งทงั้ ปวง คอื การทบ่ี คุ คลผมู้ สี มั ปชญั ญะ
ท�ำความเปน็ ไปแหง่ กเิ ลสใหส้ น้ิ ไป เปน็ อยา่ งไร” ทา่ นวสิ ชั นาวา่ ไดแ้ ก่ การทบี่ คุ คลผมู้ สี มั ปชญั ญะ
ท�ำอกุศลใหส้ ้ินไปดว้ ยกศุ ล มีสาระส�ำคัญแบง่ เปน็ ๒ ตอน คือ

เลม่ ที่ ๒๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๓๑ 505

ตอนท่ี ๑ ท่านน�ำหมวดธรรมท่เี ปน็ คูต่ รงกันขา้ ม ๓๗ คูม่ าจ�ำแนก เชน่
บคุ คลผมู้ สี มั ปชญั ญะในโลกน้ี ยอ่ มท�ำความเปน็ ไปแหง่ กามฉนั ทะใหส้ น้ิ ไปดว้ ยเนกขมั มะ
ตอนที่ ๒ ท่านน�ำอายตนะภายใน ๖ มาจ�ำแนก เชน่
เมื่อบุคคลผู้มีสัมปชัญญะปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ความเป็นไป
แหง่ จกั ขุน้ียอ่ มสน้ิ ไป และความเปน็ ไปแหง่ จักขุอื่นก็ไมเ่ กดิ ขนึ้

แนะน�ำปัญญาวรรค

ปัญญาวรรค

ปัญญาวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยปัญญา ชื่อวรรคน้ีต้ังตามเรื่องหรือกถาที่ ๑
ในวรรคนีซ้ ึง่ มที ั้งหมด ๑๐ กถา คือ

๑. มหาปญั ญากถา ๒. อทิ ธกิ ถา
๓. อภิสมยกถา ๔. วิเวกกถา
๕. จริยะกถา ๖. ปาฏหิ ารยิ กถา
๗. สมสีสกถา ๘. สตปิ ฏั ฐานกถา
๙. วปิ ัสสนากถา ๑๐. มาตกิ ากถา

๑. มหาปัญญากถา

ค�ำว่า มหาปัญญากถา แปลว่า กถาว่าด้วยมหาปัญญา แบ่งเป็น ๒ นิทเทส คือ
(๑) โสฬสปัญญานิทเทส (๒) ปุคคลวิเสสนิทเทส เพ่ืออธิบายปัญญา ๑๖ และบุคคลวิเศษ
ในสว่ นที่เปน็ อุทเทส ดังรายละเอียดตอ่ ไปน้ี

อทุ เทส
สาระส�ำคัญของอุทเทสนี้ แบ่งเป็น ๒ ตอน ตอนแรกเป็นความน�ำ ตอนที่ ๒ เป็น
บทมาติกาทเี่ ปน็ พระพทุ ธพจน์ ดงั รายละเอียดตอ่ ไปน้ี
ตอนที่ ๑ แบง่ เปน็ ๓ สว่ น คอื
สว่ นที่ ๑ ท่านตัง้ ค�ำปุจฉาและวสิ ชั นา รวม ๗ ประเด็น ดังนี้
ค�ำปุจฉาว่า “(๑) อนิจจานุปัสสนาที่บุคคลเจริญ ท�ำให้มากแล้วย่อมท�ำปัญญาอะไร

506 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก

ใหเ้ ตม็ รอบ(๒)ทกุ ขานปุ สั นา...(๓)อนตั ตานปุ สั สนา...(๔)นพิ พทิ านปุ สั สนา...(๕)วริ าคานปุ สั สนา...
(๖) นิโรธานปุ สั สนา... (๗) ปฏนิ ิสสัคคานปุ ัสสนาทีบ่ คุ คลเจรญิ ท�ำใหม้ ากแล้ว ยอ่ มท�ำปญั ญา
อะไรใหเ้ ต็มรอบ”

ท่านวสิ ัชนามใี จความว่า (๑) ท�ำปญั ญาที่แลน่ ไปให้เต็มรอบ (๒) ท�ำปญั ญาช�ำแรกกิเลส
ใหเ้ ตม็ รอบ (๓) ท�ำปญั ญามากใหเ้ ตม็ รอบ (๔) ท�ำปัญญาเฉยี บแหลมใหเ้ ต็มรอบ (๕) ท�ำปญั ญา
ไพบูลย์ให้เตม็ รอบ (๖) ท�ำปญั ญาลึกซึ้งใหเ้ ตม็ รอบ (๗) ท�ำปัญญาไมไ่ กลใ้ ห้เตม็ รอบ

สรปุ ปญั ญา ๗ ประการ (ปัญญา ๗ + ความเปน็ บัณฑิต)น้ที บ่ี ุคคลเจริญ ท�ำให้มากแลว้
ย่อมท�ำความเปน็ บัณฑติ ใหเ้ ตม็ รอบ

ปัญญา ๘ ประการ (ปญั ญา ๘ + ปัญญากว้างขวาง)นี้ ... ยอ่ มท�ำปัญญากวา้ งขวางให้
เต็มรอบ

ปญั ญา ๙ ประการนี้ ... ยอ่ มท�ำปัญญาร่าเริงใหเ้ ตม็ รอบ
ปัญญารา่ เริงเป็นปฏภิ าณปฏิสัมภทิ า
อตั ถปฏสิ มั ภทิ าเปน็ อนั บคุ คลบรรลแุ ลว้ ท�ำใหแ้ จง้ แลว้ ถกู ตอ้ งแลว้ ดว้ ยปญั ญา โดยการ
ก�ำหนดอรรถแหง่ ปัญญาร่าเรงิ นน้ั
ธมั มปฏิสัมภิทาเป็น ... โดยการก�ำหนดธรรมแห่งปญั ญาร่าเรงิ นน้ั
นริ ุตติปฏสิ มั ภทิ าเปน็ ... โดยการก�ำหนดนริ ตุ ตแิ ห่งปญั ญาร่าเรงิ นน้ั
ปฏิภาณปฏสิ ัมภทิ าเปน็ ... โดยการก�ำหนดปฏภิ าณแหง่ ปญั ญารา่ เริงน้ัน
ปฏสิ มั ภทิ า ๔ ประการนเ้ี ปน็ อนั บคุ คลบรรลแุ ลว้ ท�ำใหแ้ จง้ แลว้ ถกู ตอ้ งแลว้ ดว้ ยปญั ญา
แหง่ ปญั ญาร่าเริงนน้ั
วิธกี ารจ�ำแนกนจี้ ัดเปน็ รปู แบบหลัก
ส่วนท่ี ๒ ท่านน�ำธรรม ๒๐๑ ประการ (หมวดธรรมท่ีควรรู้ย่ิงในสุตมยญาณท่ี ๑
ตอนที่ ๒ ชุดท่ี ๑ หมวดท่ี ๒-๑๒)มาหมนุ ดว้ ยอนุปสั สนา ๗ ประการข้างตน้ รวม ๑,๔๐๗ รอบ
(๒๐๑ x ๗ = ๑,๔๐๗) แตล่ ะรอบมีรูปแบบเชน่ เดยี วกบั ส่วนที่ ๑ ตา่ งกนั แตอ่ งค์ธรรมเท่านัน้
สว่ นที่ ๓ ท่านจ�ำแนกธรรม ๒๐๑ ประการมาหมนุ ดว้ ยอนปุ สั สนา ๗ ประการ เหมือน
ในส่วนที่ ๒ แตข่ ยายองค์ธรรมแตล่ ะประการเพม่ิ ขึน้ อีก ๑ ประการ คือ เพ่มิ ค�ำขยายความของ
องค์ธรรมแต่ละประการวา่ “ท่ีเป็นอดตี อนาคต และปัจบุ ัน” รวมเป็น ๒,๘๑๔ รอบ เช่น
ค�ำปุจฉาว่า “อนิจจานุปัสสนาในรูปที่บุคคลเจริญ ท�ำให้มากแล้ว ย่อมท�ำปัญญา
อะไรให้เต็มรอบ อนิจจานุปัสสนาในรูปที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ท่ีบุคคลเจริญ
ท�ำให้มากแลว้ ย่อมท�ำปญั ญาอะไรให้เตม็ รอบ” ฯลฯ

เล่มท่ี ๒๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๑ 507

ตอนท่ี ๒
ทา่ นน�ำพระพทุ ธพจนม์ าตง้ั เปน็ บทมาตกิ า ดังน้ี
ภกิ ษทุ ้ังหลาย ธรรม ๔ ประการ ท่ีบคุ คลเจริญ ท�ำให้มากแลว้ ยอ่ มเป็นไปเพ่ือท�ำให้
แจ้งโสดาปตั ตผิ ล
ธรรม ๔ ประการ คือ
๑. สัปปรุ สิ สงั เวสวะ (คบสตั บุรุษ)
๒. สทั ธมั มัสสวนะ (ฟงั พระสทั ธรรม)
๓. โยนโิ สมนสิการ (การมนสกิ ารโดยแยบคาย)
๔. ธัมมานุธัมมปฏปิ ัตติ (ปฏบิ ัตธิ รรมสมควรแก่ธรรม)
ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ ท่ีบุคคลเจริญ ท�ำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพ่ือท�ำให้แจ้ง
โสดาปัตติผล ฯลฯ องค์ธรรมท่ีเป็นเป้าหมายมีท้ังหมด ๒๐ ประการ (๒๐ เพื่อ) แบ่งเป็น
๒ หมวด คอื
หมวดที่ ๑ มี ๔ประการ ไดแ้ ก่ ผล ๔ ประการ คือ
๑. โสดาปตั ติผล ๒. สกทาคามิผล
๓. อนาคามิผล ๔. อรหตั ตผล
หมวดที่ ๒ มี ๑๖ ประการ ได้แก่ ปัญญา ๑๖ ประการ คอื
อทุ เทส
๑. ความได้ปญั ญา ๒. ความเจรญิ แหง่ ปัญญา
๓. ความไพบลู ย์แหง่ ปญั ญา ๔. ความเปน็ ผู้มีปัญญามาก
๕. ความเปน็ ผู้มีปัญญากว้างขวาง ๖. ความเป็นผู้มปี ญั ญาไพบูลย์
๗. ความเป็นผู้มปี ัญญาลกึ ซ้งึ ๘. ความเป็นผู้มีปัญญาไม่ใกล้
๙. ความเปน็ ผู้มีปญั ญาดุจแผน่ ดนิ ๑๐. ความเปน็ ผู้มากดว้ ยปญั ญา
๑๑. ความเป็นผมู้ ีปญั ญาเร็ว ๑๒. ความเป็นผู้มปี ัญญาพลนั
๑๓. ความเป็นผ้มู ปี ญั ญาร่าเรงิ ๑๔. ความเปน็ ผมู้ ีปัญญแลน่ ไป
๑๕. ความเป็นผมู้ ปี ญั ญาฉยี บแหลม ๑๖. ความเปน็ ผู้มปี ัญญาช�ำแรกกเิ ลส
๑.๑ โสฬสปญั ญานิทเทส
โสฬสปญญานิทเทสอธิบายปัญญา ๑๖ ประการโดยน�ำพระบาลีท่ียกเป็นอุทเทสขึ้น
มาต้ังเปน็ วิธีปุจฉาและวสิ ชั นา ดังรายละเอียดต่อไปนี้

508 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสุตตนั ตปิฎก

๑. ค�ำปจุ ฉาวา่ “การได้ปญั ญา (ในค�ำว่า ยอ่ มเปน็ ไปเพ่ือการไดป้ ญั ญา) เปน็ อย่างไร”
ท่านวิสัชนาว่า การได้ การได้เฉพาะ การถึง การถึงเฉพาะ การถูกต้อง การท�ำให้แจ้ง การ
เข้าถึงพร้อมซึ่งมรรคญาณ ๔ ประการ ผลญาณ ๔ ประการ ปฏิสัมภิทาญาณ ๔ ประการ
อภญิ ญาญาณ ๖ ประการ ญาณ ๗๓ ประการ (ดูในญาณกถา มหาวรรค) ญาณ ๗๗ ประการ
(ญาณในปฏิจจสมุปบาท ๑๑ องค์ องคล์ ะ ๗ ประการ) น้ีชอื่ ว่าการไดป้ ญั ญา ในค�ำว่า ย่อม
เปน็ ไปเพื่อการได้ปัญญา

๒. ค�ำปุจฉาว่า “ความเจริญแห่งปัญญา (ในค�ำว่า ย่อมเป็นไปเพ่ือความเจริญ
แห่งปัญญา) เป็นอย่างไร” ท่านวิสัชนามีใจความว่า ปัญญาของพระเสขะ ๗ จ�ำพวก ของ
กลั ยาปถุ ชุ น และของพระอรหันต์ ช่อิ ว่าความเจริญแหง่ ปัญญา

๓. ค�ำปจุ ฉาวา่ “ความไพบลู ยแ์ หง่ ปญั ญา (ในค�ำวา่ ยอ่ มเปน็ ไปเพอื่ ความไพบลู ยแ์ หง่
ปัญญา) เป็นอย่างไร” ท่านวิสัชนามีใจความเหมอื นในค�ำวสิ ชั นาที่ ๒

๔. ค�ำปุจฉาว่า “ปญั ญามาก (ในค�ำวา่ ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปญั ญามาก) เปน็
อยา่ งไร” ทา่ นวสิ ชั นามใี จความวา่ ชอ่ื วา่ ปญั ญามากเพราะก�ำหนดอรรถไดม้ าก ชอ่ื วา่ ปญั ญามาก
เพราะก�ำหนดธรรมไดม้ าก ... เพราะก�ำหนดนิรตุ ตไิ ดม้ าก ... ปฏภิ าณ ... สัลขนั ธ์ ... สมาธขิ นั ธ์
... ปญั ญาขันธ์ ... วมิ ุตตขิ นั ธ์ ... วิมุตติญาณทสั สนขนั ธ์ ... ฐานะและอฐานะ ... วิหารสมาบัติ ...
อริยสัจ ... สติปัฏฐาน ... สมั มัปปธาน ... อิทธบิ าท ... อินทรยี ์ ... พละ ... โพชฌงค์ ... อริยมรรค
... สามญั ญผล ... อภญิ ญา ... เพราะก�ำหนดนิพพานท่ีเปน็ ประโยชน์อยา่ งยิ่งได้มาก

๕. ค�ำปจุ ฉาวา่ “ปญั ญากวา้ ง (ในค�ำวา่ ยอ่ มเปน็ ไปเพอื่ ความเปน็ ผมู้ ปี ญั ญากวา้ งขวาง)
เปน็ อยา่ งไร” ทา่ นวสิ ชั นามใี จความวา่ ชอ่ื ปญั ญากวา้ งขวางเพราะญาณไปในขนั ธต์ า่ ง ๆ กวา้ งขวาง
ชอื่ วา่ ปัญญากวา้ งขวางเพราะญาณเปน็ ไปในธาตตุ า่ ง ๆ กวา้ งขวาง ...ปฏจิ จสมุปบาท ...ความ
ได้เนือง ๆซึ่งความว่าง ...อรรถ ...ธรรม ...(มอี งค์ธรรมเหมือนในค�ำวิสัชนาที่ ๔)

๖. ค�ำปุจฉาว่า “ปัญญาไพบูลย์ (ในค�ำว่า ย่อมไปเพ่ือความเป็นผู้มีปัญญาไพบูลย)์
เปน็ อยา่ งไร” ทา่ นวสิ ชั นามใี จความวา่ ชอ่ื วา่ ปญั ญาไพบลู ยเ์ พราะก�ำหนดอรรถไพบลู ย์ ...ธรรม...
(มอี งคธ์ รรมเหมอื นในค�ำวสิ ัชนาที่ ๔)

๗. ค�ำปุจฉาวา่ “ปัญญาลึกซ้งึ (ในค�ำวา่ ยอ่ มเป็นไปเพ่อื ความเปน็ ผมู้ ปี ญั ญาลกึ ซง้ึ )
เป็นอย่างไร” ทา่ นวิสัชนามีใจความวา่ ชอื่ ปัญญาลกึ ซ้ึงเพราะญาณเป็นไปในขันธ์ลกึ ซ้ึง...ธาต.ุ ..
(มีองคธ์ รรมเหมือนในค�ำวิสชั นาท่ี ๕)

๘. ค�ำปจุ ฉาว่า “ปญั ญาไมใ่ กล้ (ในค�ำวา่ ยอ่ มเปน็ ไปเพ่ือความเปน็ ผู้มีปญั ญาไมใ่ กล)้
เป็นอย่างไร” ท่านวิสัชนามีใจความว่า บุคคลผู้ได้ปฏิสัมภิทา ๔ ประการ เป็นผู้ไร้เทียมทาน
ปถุ ุชนไมอ่ าจเทยี บกบั บคุ คลนน้ั ได้ เพราะเหตนุ ั้นปญั ญาของบุคคลนน้ั จึงเป็นปญั ญาไม่ใกล้

เลม่ ที่ ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๑ 509

ท่านจ�ำแนกบุคคลผู้มีปัญญาห่างกันเป็นคู่ตรงกันข้าม คือ ผู้มีปัญญาน้อยกว่ากับ
ผ้มู ปี ญั ญามากกวา่ เปรียบเทียบกนั เป็นคู่ ๆ รวม ๗ คู่ ได้แก่

ค่ทู ี่ ๑ กัลปย์ าณปุถุชน กบั ท่านผู้ด�ำรงอยู่ในโสดาปตั ตมิ รรค
คูท่ ี่ ๒ ทา่ นผู้ด�ำรงอยู่ในโสดาปตั ติมรรค กับพระโสดาบัน
คทู่ ี่ ๓ พระโสดาบนั กับพระสกทาคามี
คู่ท่ี ๔ พระสกทาคามี กบั พระอนาคามี
คู่ท่ี ๕ พระอนาคามี กับพระอรหนั ต์
ค่ทู ี่ ๖ พระอรหันต์ กบั พระปัจเจกพทุ ธเจา้
คทู่ ่ี ๗ พระปัจเจกพุทธเจา้ กับพระพทุ ธเจา้
ล�ำดับต่อไป ท่านพรรณนาพระปัญญาคุณของพระพุทธเจ้าโดยพิศดารแล้วสรุปว่า
พระพุทธเจ้าทรงเปน็ ผู้เลิศ มีพระปญั ญาไม่ใกล้
๙. ค�ำปุจฉาว่า “ปัญญาดุจแผ่นดิน (ในค�ำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญา
ดุจแผน่ ดิน) เป็นอยา่ งไร” ท่านวิสชั นาโดยแบ่งเปน็ ๒ นยั คือ
นัยท่ี ๑ ช่ือว่าปัญญาดุจแผ่นดินเพราะครอบง�ำราคะ ช่ือว่าปัญญาดุจแผ่นดิน
เพราะครอบง�ำราคะแล้ว ... โทสะ ... โมหะ ... โกธะ ... อุปนาหะ ... มักขะ ... ปฬาสะ ... อิสสา
... มัจฉริยะ ... มายา ... สาเถยยะ ... ถมั ภะ ... สารมั ภะ ... มานะ ...
อตมิ านะ ... มทะ ... ปมาทะ ... กเิ ลสทัง้ ปวง ... ทุจริตทงั้ ปวง ... อภิสังขารทั้งปวง ...
กรรมอนั เป็นเหตใุ หเ้ ป็นไปในภพ...
นัยท่ี ๒ ชื่อว่าปัญญาดุจแผ่นดินเพราะเป็นปัญญาย่�ำยีราคะท่ีเป็นข้าศึก ช่ือว่าปัญญา
ดจุ แผ่นดนิ เพราะเป็นปญั ญาย�่ำยโี ทสะทเ่ี ป็นข้าศกึ ... โมหะ ... โกธะ ... อปุ นาหะ ... มานะ ...
อตมิ านะ ... มทะ ... ปมาทะ ... กเิ ลสทงั้ ปวง ... ทุจริตท้ังปวง ... อภสิ งั ขาร ... กรรมอนั เปน็ เหตุ
ใหเ้ ป็นไปในภพ...
๑๐. ค�ำปุจฉาว่า “ความเป็นผู้มากด้วยปัญญา (ในค�ำว่า ย่อมเป็นไปเพ่ือความเป็น
ผู้มากด้วยปัญญา) เป็นอย่างไร” ท่านวิสัชนามีใจความว่า บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้หนัก
ด้วยปัญญา ถือปัญญาเป็นใหญ่ ใช้ปัญญาในการท�ำงานทุกอย่าง เหมือนภิกษุผู้หนักในคณะ
ทา่ นเรียกว่า “ผ้มู ากดว้ ยคณะ” เป็นตน้
๑๑. ค�ำปุจฉาว่า “ปัญญาเร็ว (ในค�ำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาเร็ว)
เปน็ อยา่ งไร” ทา่ นวา่ สชั นามใี จความวา่ ชอ่ื วา่ ปญั ญาเรว็ เพราะบ�ำเพญ็ ศลี ไดเ้ รว็ ไว ชอื่ วา่ ปญั ญา
เรว็ เพราะบ�ำเพญ็ อนิ ทรยี สงั วรไดเ้ รว็ ... โภชเน มตั ตญั ญตุ า ... ชาครยิ านโุ ยค ... ศลี ... (มอี งคธ์ รรม
เหมือนในค�ำวิสัชนาที่ ๔)


Click to View FlipBook Version