410 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสุตตันตปฎิ ก
“ภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์ผูถ้ ูกทิฏฐิ ๒ ประการนีก้ ลมุ้ รุมแลว้ พวกหนงึ่ ตดิ อยู่
พวกหนึง่ แลน่ เลยไป สว่ นผ้มู ีจกั ษุ(ปัญญาจกั ขุ) ย่อมเหน็ ”
จากน้ัน ทา่ นน�ำค�ำในมาติกามาอธิบายโดยวิธีปุจฉาและวิสัชนา มีใจความว่า
๑. พวกเทวดาและมนุษย์ท่ีติดอยู่ ได้แก่ เทวดาและมนุษย์ผู้ชอบภพ ยินดีในภพ
บันเทงิ ในภพ เปน็ ผู้มีจติ แล่นเลยไป ไม่เลอ่ื มใส ไม่ตงั้ อยู่ ไมน่ ้อมไปในธรรมทพ่ี ระองค์ทรงแสดง
เพอื่ ความดบั ภพ
๒. พวกเทวดาและมนุษย์ท่ีแล่นเลยไป ได้แก่ เทวดาและมนุษย์พวกหน่ึง อึดอัด
ระอา รังเกยี จภพ อยากให้ภพขาดสญู ไมต่ อ้ งการเกดิ อีก
๓. พวกท่ีมีปัญญาจักขุ ได้แก่ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เห็นทุกข์โดยความเป็นทุกข์
แลว้ ปฏบิ ตั เิ พอ่ื ความเบอ่ื หน่าย คลายก�ำหนดั ดบั ทุกข์
ล�ำดับต่อไป ท่านตั้งบทมาติกาว่า บุคคล ๓ จ�ำพวก มีทิฏฐิวิบัติ บุคคล ๓ จ�ำพวก
มีทิฏฐิสมบัติ แล้วน�ำค�ำในบทมาติกามาอธบิ ายโดยวิธปี ุจฉาและวิสชั นาตามล�ำดบั มใี จความวา่
๑. บคุ คลผู้มีทฏิ ฐวิ ิบตั ิ ๓ จ�ำพวก คือ (๑) เดยี รถยี ์ (๒) สาวกของเดยี รถีย์ (๓) บคุ คล
ผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ
๒. บุคคลผมู้ ีทฏิ ฐิสมบัติ ๓ จ�ำพวก คอื (๑) พระตถาคต (๒) สาวกของพระตะถาคต
(๓) บคุ คลผู้เป็นสมั มาทฏิ ฐิ
ล�ำดับต่อไป ทา่ นตง้ั บทมาตกิ าว่า ทฏิ ฐิวิบัติ ๓ ประการ ทิฏฐสิ มบัติ ๓ ประการ แล้วน�ำ
ค�ำในบทมาติกามาอธิบายโดยวิธปี ุจฉาและวสิ ชั นาตามล�ำดับ มีใจความว่า
๑. ทิฏฐวิ ิบัติ ๓ ประการ คือ (๑) ทิฏฐิวบิ ตั ิว่า นั่นของเรา (๒) ทิฏฐิวิบตั ิวา่ เราเป็นนนั่
(๓) ทิฏฐิวิบัติวา่ น่นั เป็นอตั ตาของเรา
๒. ทฏิ ฐสิ มบตั ิ ๓ ประการ มนี ัยตรงกนั ข้ามกับทฏิ ฐิวิบตั ิ
ล�ำดับต่อไป ท่านน�ำทิฏฐิวิบัติ ๓ ประการข้างต้นมาตั้งเป็นค�ำปุจฉาว่าแต่ละประการ
เป็นทิฏฐิอะไร เป็นทิฏฐิเท่าไร และทิฏฐิเหล่าน้ันยึดถือส่วนสุดอันไหนแล้ววิสัชนาแต่ละ
ประการ มใี จความวา่
๑. การถือว่า นั่นของเรา จัดเป็นปุพพันตานุทิฏฐิ เป็นทิฏฐิ ๑๘ ประการ และทิฏฐิ
เหล่านั้นตามถือขนั ธส์ ่วนอดตี
๒. การถือว่า เราเป็นน่ัน จัดเป็นอปรันตานุทิฏฐิ เป็นทิฏฐิ ๔๔ ประการ และทิฏฐิ
เหลา่ นนั้ ตามถอื ขันธส์ ่วนอนาคต
๓. อัตตานุทิฏฐิมีวัตถุ ๒๐ ว่า น่ันเป็นอัตตาของเรา จัดเป็นสักกายทิฏฐิมีวัตถุ ๒๐
เปน็ ทฏิ ฐิ ๖๒ ประการ มสี กั กายทิฏฐิเปน็ ประธาน และทิฏฐิเหลา่ น้ัน ตามถือขนั ธ์สว่ นอดีตและ
เล่มที่ ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๑ 411
ส่วนอนาคต
ล�ำดับต่อไป ท่านน�ำพระพุทธพจน์ที่เป็นส่วนประกอบของบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐิ
มาตั้งเปน็ บทมาตกิ า ดังน้ี
ภิกษุท้ังหลาย บุคคลเหล่าใดเหล่าหน่ึงเป็นผู้มีความเช่ือม่ันในเรา บุคคลเหล่าน้ัน
ท้ังหมดเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิเหล่าน้ัน ๕ จ�ำพวกส�ำเร็จในโลกน้ี
๕ จ�ำพวกละโลกนไ้ี ปแล้วจงึ ส�ำเร็จ
จากน้นั ทา่ นน�ำค�ำในบทมาตกิ ามาอธิบายโดยวธิ ปี ุจฉาและวสิ ัชนา มใี จความวา่
ค�ำว่า บุคคล ๕ จ�ำพวกผู้ส�ำเร็จในโลกน้ี ได้แก่ (๑) สัตตักขัตตุปรมโสดาบัน
(๒) โกลังโกลโสดาบัน (๓) เอกพีชีโสดาบัน (๔) พระสกทาคามี (๕) พระอรหันต์ในปัจจุบัน
(ในอตั ภาพนี้)
ค�ำว่า บุคคล ๕ จ�ำพวกผู้ละโลกนี้แล้วจึงส�ำเร็จ ได้แก่ (๑) อันตราปรินิพพายี
อนาคามบี ุคคล (๒) อปุ หจั จปรินิพพายอี นาคามีบคุ คล (๓) อสังขารปรินพิ พายีอนาคามบี ุคคล
(๔) สสงั ขารปรินิพพายีอนาคามบี คุ คล (๕) อทุ ธงั โสโตอกนิฏฐคามอี นาคามบี คุ คล
ล�ำดับต่อไป ท่านน�ำพระพุทธพจน์ท่ีมีลักษณะเดียวกัน แต่ปรับเปล่ียนส�ำนวน
เลก็ นอ้ ยมาตัง้ เปน็ บทมาติกาวา่
ภิกษุท้ังหลาย บุคคลเหล่าใดเหล่าหน่ึง เป็นผู้มีความเลื่อมใสไม่คลอนแคลนในเรา
บุคคลเหล่าน้ันทั้งหมดเป็นพระโสดาบัน ในจ�ำนวนนั้น พระโสดาบัน ๕ จ�ำพวกส�ำเร็จ
ในโลกนี้ อีก ๕ จ�ำพวกละโลกนี้ไปแล้วจงึ ส�ำเรจ็
จากนั้นท่านน�ำค�ำในบทมาติกามาอธิบายโดยวิธีปุจฉาและวิสัชนา มีใจความเหมือนที่
แสดงไวข้ า้ งตน้ นนั้
๓. อานาปานัสสติกถา
ค�ำว่า อานาปานสั สตกิ ถา แปลวา่ กถาว่าดว้ ยอานาปานสติ (สตกิ �ำหนดลมหายใจ
เขา้ ลมหายใจออก) แบง่ เปน็ นทิ เทสได้ ๕ นทิ เทส ดังน้ี
๑. โสฬสญาณนทิ เทส ๒. อปุ กเิ ลสญาณนิทเทส
๓. โวทานญาณนทิ เทส ๔. สโตการิญาณนิทเทส
๕. ญาณราสิฉักกนิทเทส
412 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตันตปฎิ ก
คณนวาระ
ค�ำว่า คณนวาระ แปลว่า วาระว่าด้วยการนับ หมายถึงการนับจ�ำนวนของญาณ
ที่เกิดขึ้นจากการเจริญอานาปานสติ ซ่ึงท่านแสดงไว้ว่ามี ๒๒๐ ประการ จัดเป็นประเภทได้
๑๑ ประเภท คือ
๑. ญาณในธรรมท่เี ปน็ อนั ตราย ๘ ประการ
๒. ญาณในธรรมท่เี ป็นอปุ การะ ๘ ประการ
๓. ญาณในอปุ กเิ ลส ๑๘ ประการ
๔. ญาณในโวทาน ๑๓ ประการ
๕. ญาณในการท�ำสติ ๓๒ ประการ
๖. ญาณด้วยอ�ำนาจสมาธิ ๒๔ ประการ
๗. ญาณด้วยอ�ำนาจวิปัสสนา ๗๒ ประการ
๘. นิพพิทาญาณ ๘ ประการ
๙. นิพพิทานโุ ลมญาณ ๘ ประการ
๑๐. นพิ พทิ าปฏิปัสสทั ธิญาณ ๘ ประการ
๑๑. ญาณในวิมุตติสขุ ๒๑ ประการ
ล�ำดับต่อไป ทา่ นน�ำญาณ ๒ ประการแรกมาตงั้ เป็นค�ำปจุ ฉาว่า เปน็ อนั ตรายอย่างไร
เปน็ อปุ การะอย่างไร แลว้ วสิ ชั นา มีใจความว่า
ธรรมทเ่ี ปน็ อนั ตราย หมายถงึ อกศุ ลธรรมที่เป็นอนั ตรายตอ่ สมาธิ ธรรมทเี่ ปน็ อปุ การะ
หมายถึงธรรมทเี่ ป็นอปุ การะแกส่ มาธิ มีฝ่ายละ ๘ ประการ จัดเป็นคู่ตรงกันข้าม ดงั นี้
ฝา่ ยอกุศล ฝา่ ยกุศล
๑. กามฉันทะ ๑. เนกขัมมะ
๒. พยาบาท ๒. อพยาบาท
๓. ถนี มิทธะ ๓. อาโลกสัญญา
๔. อุทธจั จะ ๔. อวิกเขปะ
๕. วิจกิ จิ ฉา ๕. ธมั มววัตถาน
๖. อวชิ ชา ๖. ญาณ
๗. อรติ ๗. ปามุชชะ
๘. อกศุ ลธรรมท้งั ปวง ๘. กศุ ลธรรมทัง้ ปวง
คณนวาระน้ีถือว่าเป็นความน�ำของอานาปานัสสติกถา คล้ายกับภาคอุทเทส ต่อไป
เป็นนทิ เทสต่าง ๆ จ�ำนวน ๕ นทิ เทส
เลม่ ท่ี ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๑ 413
นทิ เทส
๓.๑ โสฬสญาณนทิ เทส
โสฬสญาณนทิ เทสอธิบายญาณ ๑๖ ประการโดยวธิ ปี ุจฉาและวิสัชนา ดังรายละเอยี ด
ตอ่ ไปนี้
ค�ำปุจฉาวา่ จิตท่ฟี ุ้งซา่ นและจิตที่สงบ ย่อมด�ำรงอยใู่ นธรรมที่มีสภาวะเดียว และย่อม
หมดจดจากนวิ รณด์ ว้ ยอาการ ๑๖ ประการนี้ ธรรมทมี่ สี ภาวะเดยี ว คอื อะไรบา้ ง ทา่ นพระสารบี ตุ ร
วสิ ัชนาไว้ ดังนี้
ค�ำวา่ ธรรมทีม่ สี ภาวะเดียว ได้แก่ กศุ ลธรรม ๘ ประการท่แี สดงไว้ในคณนวาระ
ค�ำวา่ นวิ รณ์ ไดแ้ ก่ อกศุ ลธรรม ๘ ประการทแี่ สดงไวใ้ นคณนวาระ
ล�ำดบั ตอ่ ไป ทา่ นน�ำค�ำวา่ นวิ รณ์ มาตงั้ เปน็ ค�ำปจุ ฉาวา่ ชอื่ วา่ นวิ รณ์ เพราะมคี วามหมาย
ว่าอย่างไร แลว้ วสิ ัชนาว่า เพราะมีความหมายวา่ เป็นเครื่องกั้นธรรมเคร่อื งน�ำออก
ล�ำดบั ต่อไป ทา่ นน�ำค�ำว่า ธรรมเคร่อื งน�ำออก มาตัง้ เปน็ ค�ำปจุ ฉาและวิสชั นา โดยน�ำ
กุศลธรรม ๘ ประการ และอกศุ ลธรรม ๘ ประการทแ่ี สดงไวใ้ นคณนวาระนั้น มาวิสัชนาเปน็ คู่ ๆ
มีใจความว่า กุศลธรรมแต่ละประการเป็นเครื่องน�ำออกของพระอริยะและท�ำให้พระอริยะ
ออกไปจากอกุศลธรรมแต่ละประการ ส่วนอกุศลธรรมแต่ละประการเป็นเคร่ืองกั้นธรรม
เครื่องน�ำออก และท�ำให้บุคคลไม่รู้จักกุศลธรรมแต่ละประการ เพราะถูกอกุศลธรรมแต่ละ
ประการกนั้ ไว้
๓.๒ อุปกเิ ลสญาณนิทเทส
อุปกิเลสญาณนิทเทสอธิบายญาณในอุปกิเลสโดยวิธีปุจฉาและวิสัชนา ดังรายละเอียด
ต่อไปน้ี
ค�ำปจุ ฉาวา่ อปุ กเิ ลส ๑๘ ประการเหลา่ ไหนยอ่ มเกดิ ขนึ้ ทา่ นพระสารบี ตุ รวสิ ชั นาไวด้ งั น้ี
ทา่ นจ�ำแนกภาวะทเี่ ป็นอนั ตรายต่อสมาธิ ๓ หมวด หมวดละ ๖ ประการ หรอื เรียกว่า
ฉกั กะ คอื (๑) ปฐมฉกั กะ (๒) ทุติยฉกั กะ (๓) ตตยิ ฉักกะ
๑. ปฐมฉักกะ ภาวะทีเ่ ป็นอันตรายตอ่ สมาธิ ได้แก่
๑. จิตท่ีถึงความฟุ้งซ่านในภายใน เมื่อพระโยคาวจรใช้สติไป ตามลมหายใจ
เข้าทฐ่ี านเบ้ืองต้น ท่ามกลาง และท่สี ุด
๒. จิตทถี่ งึ ความฟงุ้ ซา่ นในภายนอก เม่อื พระโยคาวจรใช้สติไปตามลมหายใจออก
ทีฐ่ านเบ้ืองตน้ ท่ามกลาง และทส่ี ดุ
414 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
๓. ความเปน็ ไปแหง่ ตณั หาคอื ความติดใจหวงั ลมหายใจออก
๔. ความเปน็ ไปแห่งตัณหาคอื ความติดใจหวงั ลมหายใจออก
๕. ความหลงในการไดล้ มหายใจออกของพระโยคาวจรผถู้ กู ลมหายใจเขา้ ครอบง�ำ
๖. ความหลงในการไดล้ มหายใจเขา้ ของพระโยคาวจรผถู้ กู ลมหายใจออกครอบง�ำ
๒. ทตุ ิยฉักกะ ภาวะทีเ่ ป็นอนั ตรายตอ่ สมาธิ ไดแ้ ก่
๑. จิตกวัดแกวง่ อยู่ทลี่ มหายใจเขา้ เมือ่ พระโยคาวจรค�ำนงึ ถงึ นมิ ิต
๒. จิตกวัดแกวง่ อยู่ทน่ี ิมติ เม่อื พระโยคาวจรค�ำนึงถึงลมหายใจเขา้
๓. จติ กวัดแกวง่ อยู่ท่ีลมหายใจออก เมอื่ พระโยคาวจรค�ำนึงถึงนิมิต
๔. จิตกวดั แกวง่ อย่ทู ี่นมิ ิต เมือ่ พระโยคาวจรค�ำนงึ ถงึ ลมหายใจออก
๕. จิตกวดั แกวง่ อยู่ทล่ี มหายใจออก เมือ่ พระโยคาวจรค�ำนงึ ถงึ ลมหายใจเขา้
๖. จติ กวดั แกวง่ อยู่ทล่ี มหายใจเขา้ เม่ือพระโยคาวจรค�ำนงึ ถึงลมหายใจออก
๓. ตติยฉักกะ ภาวะท่เี ปน็ อันตรายตอ่ สมาธิ ไดแ้ ก่
๑. จิตท่แี ล่นไปในอตีตารมณ์ ตกไปขา้ งฝ่ายฟ้งุ ซา่ น
๒. จิตที่หวงั อนาคตารมณ์ ถึงความกวดั แกวง่
๓. จติ ทห่ี ดหู่ ตกไปขา้ งฝา่ ยเกยี จคร้าน
๔. จิตที่มีความเพียรกลา้ ตกไปขา้ งฝา่ ยอุทธจั จะ
๕. จติ ทีน่ อ้ มรับ ตกไปขา้ งฝ่ายก�ำหนัด
๖. จติ ทผ่ี ละออก ตกไปขา้ งฝ่ายพยาบาท
ท่านแสดงว่า ภาวะท่ีเป็นอันตรายต่อสมาธิ ๑๘ ประการนี้เป็นเหตุให้กายและจิต
กระสับกระส่าย หว่ันไหว และด้ินรน เม่ือพระโยคาวจรใช้สติไปตามลมหายใจเข้า-ออกท่ีฐาน
เบ้ืองต้น ท่ามกลางและท่ีสดุ
๓.๓ โวทานญาณนทิ เทส
โวทานญาณนทิ เทสอธบิ ายโวทานญาณโดยวธิ ปี จุ ฉาและวสิ ชั นา ดงั รายละเอยี ดตอ่ ไปนี้
ค�ำปจุ ฉาวา่ ญาณในโวทาน (ความผอ่ งแผว้ ) ๑๓ ประการ อะไรบา้ ง ท่านพระสารบี ุตร
วิสชั นาไวม้ ีสาระส�ำคัญแบ่งเป็น ๔ ตอนดงั น้ี
ตอนที่ ๑
ท่านจ�ำแนกภาวะที่เป็นเหตุให้จิตผ่องแผ้ว(ไม่ฟุ้งซ่าน) ๖ ประการ ควบคู่ไปกับผล
ของเหตุ ๖ ประการ รวมเป็น ๖ คู่ ๑๒ ประการ และนับผลรวมของเหตุ และผล ๖ คู่น้ัน
อกี ๑ ประการ รวมเป็น ๑๓ ประการ เหตุแต่ละประการน้ัน ต่างกัน ส่วนผลแตล่ ะประการ
เลม่ ท่ี ๒๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๑ 415
เหมือนกนั ได้แก่ จิตไม่ฟุ้งซา่ น ดังตอ่ ไปนี้
เหตุและผลคู่ที่ ๑ จิตที่แล่นไปตามอตีตารมณ์ ตกไปข้างฝ่ายฟุ้งซ่าน พระโยคาวจร
ละจิตนั้นแล้วตั้งจิตไว้ในฐานหน่ึง (ค�ำว่า ฐาน ในที่น้ี หมายถึงท่ีท่ีลมหายใจกระทบ เช่น
ปลายจมกู ) จติ จึงไมฟ่ ุ้งซ่าน
เหตแุ ละผลค่ทู ี่ ๒ จิตหวังอนาคตารมณ์ถึงความกวดั แกวง่ พระโยคาวจรเว้นจติ นน้ั แล้ว
น้อมจติ ไปในฐานเดยี วกันนั้น จติ จึงไม่ฟุ้งซ่าน
เหตุและผลคู่ที่ ๓ จิตหดหู่ ตกไปข้างฝ่ายเกียจคร้าน พระโยคาวจรยกจิตนั้นไว้แล้ว
ละความเกยี จครา้ น จิตจงึ ไม่ฟุ้งซา่ น
เหตแุ ละผลคทู่ ี่ ๔ จติ ทมี่ คี วามเพยี รกลา้ ตกไปขา้ งฝา่ ยอทุ ธจั จะ พระโยคาวจรขม่ จติ นนั้
แลว้ ละอุทธจั จะ จิตจึงไม่ฟุ้งซา่ น
เหตุและผลคู่ที่ ๕ จิตน้อมรับ ตกไปข้างฝ่ายก�ำหนัด พระโยคาวจรรู้ทันจิตนั้นแล้ว
ก�ำหนด จติ จงึ ไมฟ่ งุ้ ซา่ น
เหตุและผลคู่ท่ี ๖ จิตผละออก ตกไปข้างฝ่ายพยาบาท พระโยคาวจรรู้ทันจิตน้ัน
แล้วพยาบาท จิตจงึ ไม่ฟุ้งซ่าน
ในท่ีสุดท่านสรุปเป็นประการที่ ๑๓ ว่า จิตบริสุทธิ์ผุดผ่องถึงสภาวะเดียว ด้วยเหตุ
และผล ๖ ค่นู ้ี
ล�ำดับตอ่ ไป ทา่ นยกค�ำวา่ สภาวะเดยี ว ในประการท่ี ๑๓ มาตง้ั เป็นค�ำปจุ ฉาว่า
สภาวะเดยี ว เปน็ อยา่ งไร แลว้ วสิ ชั นาวา่ ธรรมทม่ี สี ภาวะเดยี ว มี ๘ ประการ คอื (๑) ความปรากฏ
แหง่ การบรจิ าคทาน (๒) ...แห่งสมถนิมติ (๓) ...แหง่ ลักษณะความเสือ่ ม (๔) ...แหง่ ความดับ
(๕) ... แหง่ การบรจิ าคทานของบุคคลผู้น้อมไปในจาคะทง้ั หลาย (๖) ...แห่งสมถนมิ ิตของบคุ คล
ผู้ประกอบในอธิจิตทั้งหลาย (๗) ...แห่งลักษณะความเสื่อมของบุคคลผู้เจริญวิปัสสนา
ทงั้ หลาย (๘) ...แหง่ ความดบั ของพระอรยิ บคุ คลท้งั หลาย
ท่านสรุปว่า จิตท่ีถึงสภาวะเดียวด้วยธรรม ๔ ประการแรก เป็นจิตท่ีมีปฏิปทา
หมดจดผ่องใส เจริญงอกงามด้วยอเุ บกขา และถงึ ความรา่ เริงด้วยญาณ
ค�ำสรุปของท่านท�ำให้เห็นว่าธรรมที่มีสภาวะเดียว ๘ ประการนั้น แท้จริงแล้วย่อลง
ได้เป็น ๔ ประการ คือ ตั้งแต่ประการท่ี ๕-๘ ย่อรวมเข้ากับประการที่ ๑-๔ ตามล�ำดับ
เพราะเป็นสว่ นขยายของประการนั้น ๆ
ตอนท่ี ๒
มธี รรม ๒๙ ประการ คอื สมาบตั ิ ๘ ประการ มหาวปิ ัสสนา ๑๗ (เว้นปฏนิ ิสสคั คา-
นุปัสสนา) และมรรค ๔
416 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตันตปฎิ ก
(ดูรายละเอยี ดในหมวดธรรมทค่ี วรรู้ยงิ่ ในสุตมยญาณท่ี ๑ ตอนที่ ๒ ชดุ ที่ ๕ หมวดท่ี
๒-๔)
ทา่ นน�ำธรรมแตล่ ะประการใน ๒๙ ประการนน้ั มาจ�ำแนกโดยตง้ั เปน็ ค�ำปจุ ฉาวา่ มอี ะไร
เปน็ เบอ้ื งตน้ มอี ะไรเปน็ ทา่ มกลาง มอี ะไรเปน็ ทส่ี ดุ แลว้ วสิ ชั นาตามล�ำดบั โดยเรมิ่ จากปฐมฌาน
เป็นต้นไป เชน่ การจ�ำแนกปฐมฌาน โดยแบง่ เปน็ ๒ สว่ น คือ
ส่วนท่ี ๑
ทา่ นต้งั ค�ำปจุ ฉาว่า อะไรเปน็ เบือ้ งตน้ แหง่ ปฐมฌาน อะไรเป็นทา่ มกลางแหง่ ปฐมฌาน
อะไรเปน็ ทสี่ ดุ แหง่ ปฐมฌาน แลว้ วสิ ชั นาวา่ ความหมดจดแหง่ ปฏปิ ทาเปน็ เบอื้ งตน้ แหง่ ปฐมฌาน
ความเพม่ิ พนู อุเบกขาเป็นทา่ มกลางแหง่ ปฐมฌาน ความรา่ เริงเป็นทสี่ ดุ แห่งปฐมฌาน
สว่ นท่ี ๒
ทา่ นน�ำค�ำวสิ ชั นาแตล่ ะประการในส่วนท่ี ๑ มาต้งั เป็นค�ำปุจฉาอกี ว่า มลี กั ษณะเทา่ ไร
แล้ววสิ ชั นาตามล�ำดับ มีใจความว่า
ความหมดจดแหง่ ปฏิปทาเปน็ เบือ้ งตน้ แห่งปฐมฌาน มีลกั ษณะ ๓ ประการ คอื
๑. จติ หมดจดจากอันตรายแหง่ ฌานน้ัน
๒. จิตด�ำเนนิ ไปส่สู มถนมิ ติ อนั เป็นทา่ มกลาง เพราะเป็นจติ หมดจด
๓. จติ แล่นไปในสมถนมิ ติ นั้น เพราะเปน็ จิตด�ำเนินไปแล้ว
ท่านสรุปวา่ ปฐมฌานมคี วามงามในเบือ้ งต้นและถึงพรอ้ มด้วยลักษณะอย่างนี้
ความเพิม่ พนู อเุ บกขาเปน็ ทา่ มกลางแหง่ ปฐมฌาน มลี ักษณะ ๓ ประการ คือ
๑. เพง่ เฉยจติ ทีห่ มดจดอยู่
๒. เพ่งเฉยจติ ทดี่ �ำเนินไปในสมถะ
๓. เพ่งเฉยความปรากฏในสภาวะเดียว
ทา่ นสรปุ วา่ ปฐมฌานมคี วามงามในท่ามกลางและถึงพร้อมด้วยลักษณะอยา่ งน้ี
ความรา่ เรงิ เปน็ ทส่ี ดุ แหง่ ปฐมฌาน มลี กั ษณะ ๔ ประการ (มคี วามหมายเหมอื น ภาวนา
หมวดที่ ๕ ในสตุ มยญาณที่ ๔)
ท่านสรุปว่า ปฐมฌานมีความงามในที่สุดและถึงพร้อมด้วยลักษณะอย่างน้ี แล้ว
สรุปรวมประเด็นว่า จิตท่ีถึงความเป็นไป ๓ ประการ มีความงาม ๓ ประการ ถึงพร้อมด้วย
ลักษณะ ๑๐ ประการอย่างนี้ เป็นจิตที่ถึงพร้อมดว้ ยวิตก วิจาร ปตี ิ สุข การอธษิ ฐานจิต
สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และถงึ พร้อมดว้ ยปัญญา
การจ�ำแนกธรรมอีก ๒๘ ประการกม็ นี ัยเดียวกนั นี้ ตา่ งกนั แตอ่ งค์ธรรมเท่านัน้
เล่มท่ี ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๑ 417
ตอนที่ ๓
ท่านน�ำคาถาบทหนง่ึ มาต้ังเปน็ มาติกา ดังน้ี
นมิ ิต ลมหายใจเขา้ หายใจออก
ไมเ่ ปน็ อารมณ์แหง่ จิตดวงเดยี ว
เพราะไม่รูธ้ รรม ๓ ประการ จงึ ไม่ไดภ้ าวนา
นิมิต ลมหายใจเขา้ หายใจออก
ไม่เปน็ อารมณแ์ หง่ จิตดวงเดยี ว
เพราะรูธ้ รรม ๓ ประการ จึงได้ภาวนา
จากน้นั ท่านน�ำค�ำในคาถามาตง้ั เป็นค�ำปจุ ฉาแบบปริศนาธรรมวา่ ธรรม ๓ ประการน้ี
(คอื นมิ ติ ลมหายใจเขา้ และลมหายใจออก) ไมเ่ ปน็ อารมณแ์ หง่ จติ ดวงเดยี ว เปน็ ธรรมไมป่ รากฏ
จติ ไม่ฟุ้งซ่าน ประธานปรากฏ ให้ประโยคส�ำเรจ็ และบรรลผุ ลวิเศษ เปน็ อยา่ งไร แลว้ วิสชั นา
โดยอุปมาและอุปไมย มใี จความว่า
ต้นไม้ท่ีวางไว้บนพ้ืนดินท่ีราบเรียบ คนใช้เลื่อยตัดต้นไม้น้ัน ต้ังสติไว้ท่ีฟันเล่ือย
ท่ถี ูกต้นไม้ ไม่ใสใ่ จถงึ ฟันเลอ่ื ยทม่ี าหรอื ไป ฟนั เล่อื ยนนั้ จะไม่ปรากฏกห็ ามิได้ ประธานปรากฏ
ใหป้ ระโยคส�ำเร็จและบรรลุผลวเิ ศษ
ในท�ำนองเดียวกัน นิมิตท่ีผูกจิตไว้ เปรียบเหมือนต้นไม้ที่วางไว้บนพื้นดินท่ีราบรียบ
ลมหายใจเข้าหายใจออก เปรียบเหมือนฟันเลื่อย ภิกษุน่ังตั้งสติไว้ม่ันท่ีปลายจมูกหรือ
ทร่ี มิ ฝปี าก ไมใ่ สใ่ จถงึ ลมหายใจเขา้ หายใจออกนน้ั ลมหายใจเขา้ หายใจ ออกจะไมป่ รากฏกห็ ามไิ ด้
ประธานปรากฏ ใหป้ ระโยคส�ำเรจ็ และบรรลผุ ลวเิ ศษ
ล�ำดับต่อไป ทา่ นน�ำค�ำในอปุ มาและอปุ ไมยมาอธิบาย รวม ๓ ค�ำ คอื
๑. ค�ำวา่ ประธาน ได้แก่ กายและจิตทคี่ วรแกก่ ารงานของภิกษผุ ู้มีความเพียร
๒. ค�ำวา่ ประโยค ไดแ้ ก่ การที่ภิกษผุ มู้ คี วามเพียร ละอปุ กิเลสได้ ท�ำใหว้ ติ กสงบไป
๓. ค�ำว่า ผลวิเศษ ได้แก่ ความสิน้ ไปแหง่ สังโยชน์และอนุสยั ของภิกษุ ผมู้ ีความเพยี ร
ตอนที่ ๔
ท่านน�ำคาถามาตงั้ เป็นบทมาติกาอกี ว่า
บุคคลใดภาวนาอานาปานสติดแี ล้ว บริบูรณแ์ ล้ว
อบรมแล้วตามล�ำดับ ตามสภาวะที่พระพทุ ธเจา้ ทรงแสดงไว้
บคุ คลนั้นยอ่ มท�ำโลกน้ใี หส้ วา่ งไสว
เหมือนดวงจนั ทรพ์ ้นจากหมอก ฉะนนั้
418 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
จากนัน้ ท่านน�ำค�ำในคาถามาอธบิ ายทีละค�ำ รวม ๑๒ ค�ำ คอื
๑. อานะ ๒. อปานะ
๓. บริบูรณ ์ ๔. ภาวนา...ดีแลว้
๕. อบรมแล้วตามล�ำดับ ๖. ตามสภาวะ
๗. พระพทุ ธเจ้า ๘. ทรงแสดงไว้
๙. บุคคลนั้น ๑๐. โลก
๑๑. ใหส้ ว่างไสว ๑๒. เหมือนดวงจนั ทรพ์ ้นจากหมอก
ในท่ีน้ขี อน�ำค�ำอธิบายค�ำวา่ อบรมแลว้ ตามล�ำดบั มาแสดงเป็นตวั อย่าง ดงั น้ี
ค�ำว่า อบรมแล้วตามล�ำดับ ท่านอธิบายว่า ภิกษุอบรมอานาปานสติข้อต้นๆ ด้วย
อ�ำนาจลมหายใจเข้ายาว ก็ช่อื ว่าอบรมอานาปานสติขอ้ หลัง ๆ ตามล�ำดบั อบรมอานาปานสติ
ข้อต้น ๆ ด้วยอ�ำนาจลมหายใจออกยาว ก็ชื่อว่าอบรมอานาปานสติ ข้อหลัง ๆ ตามล�ำดับ
ฯลฯ (มี ๓๒ ประการ ตามหลักอานาปานสติ ๑๖ คู่ ๓๒ ประการ ดูอานาปานสตใิ นอทุ เทสท่ี
๓๒ แหง่ ญาณกถา)
๓.๔ สโตการิญาณนิทเทส
สโตการิญาณนิทเทสอธิบายสโตการิญาณโดยวิธีปุจฉาและวิสัชนา ดังรายละเอียด
ต่อไปนี้
ทา่ นพระสารบี ตุ รจ�ำแนกสโตการญิ าณดว้ ยอานาปานสติ (สตกิ �ำหนดลมหายใจเขา้ -ออก)
มี ๓๒ ประการ จัดเป็นคไู่ ด้ ๑๖ คู่ ซง่ึ ถือว่าเปน็ บทมาติกา ดงั น้ี
ภิกษุในที่น้ี ไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนไม้ก็ดี ไปสู่เรือนว่างก็ดี น่ังคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง
ด�ำรงสติไวเ้ ฉพาะหนา้ ภิกษนุ ั้นมสี ติหายใจเข้า มีสตหิ ายใจออก คือ
๑. เมอ่ื หายใจเข้ายาว ก็รชู้ ดั ว่าหายใจเขา้ ยาว
เม่อื หายใจออกยาว ก็รู้ชดั วา่ หายใจออกยาว
๒. เมอ่ื หายใจเขา้ ส้ัน ก็รู้ชัดวา่ หายใจเขา้ สัน้
เมือ่ หายใจออกส้ัน ก็รชู้ ัดว่าหายใจออกสนั้
๓. ส�ำเหนียกว่า เราก�ำหนดรู้กองลมทั้งปวงหายใจเข้า
ส�ำเหนียกวา่ เราก�ำหนดรกู้ องลมทั้งปวงหายใจออก
๔. ส�ำเหนียกว่า เราระงบั กายสังขารหายใจเข้า
ส�ำเหนียกว่า เราระงับกายสงั ขารหายใจออก
เลม่ ที่ ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๑ 419
๕. ส�ำเหนียกว่า เราก�ำหนดร้ปู ตี ิหายใจเข้า
ส�ำเหนยี กวา่ เราก�ำหนดรู้ปีตหิ ายใจออก
๖. ส�ำเหนยี กวา่ เราก�ำหนดรู้สขุ หายใจเข้า
ส�ำเหนยี กว่า เราก�ำหนดรสู้ ุขหายใจออก
๗. ส�ำเหนียกวา่ เราก�ำหนดรจู้ ติ ตสังขารหายใจเขา้
ส�ำเหนยี กวา่ เราก�ำหนดรู้จติ ตสงั ขารหายใจออก
๘. ส�ำเหนียกว่า เราระงับจติ ตสงั ขารหายใจเขา้
ส�ำเหนียกว่า เราระงบั จิตตสงั ขารหายใจออก
๙. ส�ำเหนยี กว่า เราก�ำหนดรูจ้ ติ หายใจเขา้
ส�ำเหนียกว่า เราก�ำหนดรูจ้ ิตหายใจออก
๑๐. ส�ำเหนียกว่า เราท�ำจติ ใหบ้ นั เทงิ หายใจเขา้
ส�ำเหนยี กวา่ เราท�ำจิตให้บันเทงิ หายใจออก
๑๑. ส�ำเหนยี กวา่ เราต้ังจิตไว้หายใจเขา้
ส�ำเหนยี กว่า เราต้ังจติ ไว้หายใจออก
๑๒. ส�ำเหนียกว่า เราเปลือ้ งจิตหายใจเข้า
ส�ำเหนียกว่า เราเปลือ้ งจติ หายใจออก
๑๓. ส�ำเหนยี กวา่ เราพจิ ารณาเหน็ ความไม่เทย่ี งหายใจเขา้
ส�ำเหนยี กว่า เราพิจารณาเห็นความไมเ่ ทีย่ งหายใจออก
๑๔. ส�ำเหนียกวา่ เราพิจารณาเห็นความคลายออกได้หายใจเขา้
ส�ำเหนียกวา่ เราพจิ ารณาเหน็ ความคลายออกได้หายใจออก
๑๕. ส�ำเหนียกว่า เราพจิ ารณาเห็นความดบั ไปหายใจเข้า
ส�ำเหนียกว่า เราพจิ ารณาเหน็ ความดบั ไปหายใจออก
๑๖. ส�ำเหนยี กวา่ เราพจิ ารณาเห็นความสละคนื หายใจเขา้
ส�ำเหนยี กว่า เราพจิ ารณาเห็นความสละคืนหายใจออก
ล�ำดบั ต่อไป ทา่ นน�ำค�ำในบทมาติกามาอธบิ ายทีละค�ำ แบง่ เปน็ ๒ ตอน คอื
ตอนที่ ๑
ตั้งแต่ค�ำว่า ภิกษุในที่น้ี จนถึงค�ำ มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก ในท่ีน้ีขอแสดง
แต่ค�ำท่สี �ำคัญ คอื ค�ำวา่ มสี ติหายใจเข้า มีสตหิ ายใจออก เป็น ตัวอย่าง ดังน้ี
ค�ำวา่ มสี ตหิ ายใจเขา้ มสี ตหิ ายใจออก ทา่ นอธบิ ายวา่ ภกิ ษทุ �ำสตโิ ดยอาการ ๓๒ ประการ
คือ เมื่อภิกษุรู้ความที่จิตเป็นเอกัคคตารมณ์ ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอ�ำนาจลมหายใจเข้ายาว สติย่อม
420 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตันตปฎิ ก
ต้ังม่ัน ชื่อว่าเป็นผู้ท�ำสติด้วยสติน้ัน ด้วยญาณนั้น เมื่อภิกษุรู้ความท่ีจิตเป็นเอกัคคตารมณ์
ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอ�ำนาจลมหายใจออกยาว สติย่อมตั้งมั่น ช่ือว่าเป็นผู้ท�ำสติด้วยสติน้ัน
ด้วยญาณน้นั ฯลฯ (มี ๓๒ ประการ ตามหลกั อานาปานสติ ๑๖ คู่ ๓๒ ประการ)
ตอนท่ี ๒
ตงั้ แต่บทมาติกาค่ทู ี่ ๑-๑๖ แบ่งเป็น ๔ จตุกกนิทเทส นิทเทสละ ๔ คู่ ดังต่อไปนี้
๓.๔.๑ ปฐมจตกุ กนทิ เทส
ปฐมจตกุ กนทิ เทสอธบิ ายอานาปานสตคิ ทู่ ี่ ๑-๔ โดยวธิ ปี จุ ฉาและวสิ ชั นา ดงั รายละเอยี ด
ตอ่ ไปน้ี
คทู่ ่ี ๑ ค�ำปจุ ฉาวา่ ภกิ ษเุ มอื่ หายใจเขา้ ยาวกร็ ชู้ ดั วา่ หายใจเขา้ ยาว เมอื่ หายใจออกยาว
กร็ ู้ชัดวา่ หายใจออกยาว เปน็ อย่างไร ทา่ นวสิ ัชนาโดยแบง่ เป็น ๔ สว่ นดังน้ี
สว่ นท่ี ๑ แบ่งเป็น ๓ ตอน คือ
ตอนท่ี ๑ ได้แก่ (๑) ภิกษุหายใจเข้ายาว ในกาลที่นับว่ายาว (๒) หายใจออกยาว
ในกาลท่ีนับว่ายาว (๓) หายใจเข้าหายใจออกยาว ในกาลท่ีนับว่ายาว ฉันทะเกิดข้ึนแก่เธอ
ผหู้ ายใจเขา้ หายใจออกยาว ในกาลทน่ี บั วา่ ยาว
ตอนท่ี ๒ ไดแ้ ก่ (๑) หายใจเขา้ ยาวท่ีละเอยี ดกวา่ นั้นดว้ ยอ�ำนาจแหง่ ฉนั ทะในกาลทนี่ ับ
ว่ายาว (๒) หายใจออกยาวทลี่ ะเอียดกวา่ นัน้ ด้วย... (๓) หายใจเขา้ หายใจออกทล่ี ะเอียดกวา่ น้ัน
ด้วย... ปราโมทย์เกดิ ขึ้นแกเ่ ธอผูห้ ายใจเข้าหายใจออกทล่ี ะเอียดกวา่ นนั้ ดว้ ย...
ตอนที่ ๓ ไดแ้ ก่ (๑) หายใจเขา้ ยาวทล่ี ะเอยี ดกวา่ นน้ั ดว้ ยอ�ำนาจแหง่ ปราโมทย์ ในกาลที่
นบั วา่ ยาว (๒) หายใจออกยาวที่ละเอียดกวา่ น้ันด้วย... (๓) หายใจเข้าหายใจออกยาวทีล่ ะเอียด
กว่าน้ันด้วย... จิตของเธอผู้หายใจเขา้ หายใจออกยาวท่ีละเอียดกวา่ นน้ั ดว้ ย...ยอ่ มหลกี ออกจาก
การหายใจเข้าหายใจออกยาว อุเบกขาย่อมตัง้ อยู่
สรุป กายคือลมหายใจเข้าลมหายใจออกยาวด้วยอาการ ๙ ประการน้ี ย่อมปรากฏ
ความปรากฏเปน็ สติ กายยอ่ มปรากฏ ไมใ่ ชส่ ติ สตปิ รากฏดว้ ย เปน็ ตวั ระลกึ ดว้ ย ภกิ ษพุ จิ ารณา
เห็นกายนั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณน้ัน เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สติปัฏฐานภาวนา คือ
การพจิ ารณาเหน็ กายในกาย
สว่ นที่ ๒ ท่านอธิบายค�ำว่า พิจารณาเห็น และค�ำว่า ภาวนา ในค�ำสรุปของส่วนท่ี ๑
โดยวิธปี จุ ฉาและวสิ ชั นา ดงั นี้
ค�ำว่า พจิ ารณาเหน็ มเี น้ือความเหมือนในภงั คานปุ ัสสนาญาณแหง่ ญาณกถา
ค�ำว่า ภาวนา มเี นื้อความเหมอื นในภาวนาหมวดท่ี ๕ ในสตุ มยญาณท่ี ๔
เล่มท่ี ๒๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๓๑ 421
สว่ นท่ี ๓ เวทนา สญั ญา วติ ก เกิดขนึ้ ต้งั อยู่ ดับไป แบ่งเป็น ๒ ตอน คอื
ตอนท่ี ๑ ท่านตงั้ บทมาตกิ าดงั นี้
เม่ือภิกษุรู้ความที่จิตเป็นเอกัคคตารมณ์ ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอ�ำนาจแห่งลมหายใจเข้าลม
หายใจออกยาว เวทนาจึงปรากฏเกดิ ขน้ึ ปรากฏเข้าไปต้ังอยู่ ปรากฏถงึ ความดับไป สญั ญาจึง
ปรากฏเกิดข้ึน ปรากฏเขา้ ไปตงั้ อยู่ ปรากฏถงึ ความดบั ไป วิตกจึงปรากฏเกดิ ข้นึ ปรากฏเขา้ ไป
ตง้ั อยู่ ปรากฏถึงความดับไป
ตอนท่ี ๒ อธิบายข้อความในบทมาตกิ าว่า เวทนาจงึ ปรากฏเกดิ ขน้ึ ปรากฏเขา้ ไปตัง้ อยู่
ปรากฏถงึ ความดบั ไป สญั ญา... วิตก... เช่น
ค�ำว่า เวทนาปรากฏเกดิ ขึน้ ไดแ้ ก่
๑. ความเกดิ ขนึ้ แหง่ เวทนายอ่ มปรากฏโดยความเกดิ ขนึ้ แหง่ “ปจั จยั วา่ เพราะอวชิ ชา
เกิด เวทนาจงึ เกิด”
๒. ... “เพราะตณั หาเกิด เวทนาจึงเกดิ ”
๓. ... “เพราะกรรมเกิด เวทนาจงึ เกิด”
๔. ... “เพราะผสั สะเกิด เวทนาจงึ เกดิ ”
๕. เมื่อเหน็ ลักษณะแหง่ ความเกดิ ขึน้ ความเกดิ ข้นึ แห่งเวทนายอ่ มปรากฏ
ค�ำว่า เวทนาปรากฏเข้าไปตั้งอยู่ ได้แก่
๑. เมอ่ื ภกิ ษมุ นสกิ ารโดยความไมเ่ ทยี่ ง ความเขา้ ไปตงั้ อยโู่ ดยความสน้ิ ไปยอ่ มปรากฏ
๒. ...โดยความเปน็ ทกุ ข์ ความเข้าไปตงั้ อยู่โดยความเป็นภัยย่อมปรากฏ
๓. ...โดยความเปน็ อนตั ตา ความเขา้ ไปต้ังอยูโ่ ดยความวา่ งยอ่ มปรากฏ
ค�ำวา่ เวทนาปรากฏถงึ ความดบั ไป มนี ยั ตรงกนั ขา้ มกบั ค�ำวา่ เวทนาปรากฏเกดิ ขนึ้ เชน่
๑. ความดบั ไปแห่งเวทนาย่อมปรากฏโดยความดับไปแหง่ ปจั จยั วา่ เพราะอวชิ ชา
ดบั เวทนาจึงดับ
ค�ำอธบิ ายสัญญา และวติ ก กม็ นี ยั เดยี วกนั นี้ ต่างกันแต่องคธ์ รรมเทา่ นน้ั
ส่วนท่ี ๔ ให้ธรรม ๕ หมวดประชุมลง แบ่งเป็น ๒ ตอน คอื
ตอนท่ี ๑ ทา่ นตง้ั บทมาตกิ า ดังนี้
ภิกษุเม่ือรู้ความท่ีจิตเป็นเอกัคคตารมณ์ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอ�ำนาจลมหายใจเข้า ลมหายใจ
ออกยาว (๑) ให้อินทรีย์ทั้งหลายประชุมลง รู้ชัดโคจร และรู้แจ้งธรรมอันมีความสงบเป็น
ประโยชน์ (๒) ให้พละทั้งหลายประชมุ ลง... (๓) ให้โพชฌงคท์ ้งั หลายประชมุ ลง... (๔) ให้มรรค
ประชุมลง... (๕) ให้ธรรมทั้งหลายประชุมลง รู้ชัดโคจร และรู้แจ้งธรรมอันมีความสงบเป็น
ประโยชน์
422 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก
ตอนท่ี ๒ อธบิ ายขอ้ ความ ๕ ประโยคในบทมาตกิ าขา้ งต้น ทีละประโยค เชน่
ค�ำว่า ภกิ ษุให้อินทรีย์ท้งั หลายประชมุ ลง รชู้ ัดโคจร และรแู้ จ้งธรรมอันมคี วามสงบ
เป็นประโยชน์ แบง่ เปน็ ๒ ขั้น คอื
ข้นั ที่ ๑ อธิบายค�ำว่า ภิกษใุ หอ้ นิ ทรยี ์ทง้ั หลายประชุมลง ดงั นี้
ภิกษุให้สัทธินทรีย์ประชุมลง เพราะมีสภาวะน้อมใจเช่ือ ให้วิริยินทรีย์ประชุมลง
เพราะมีสภาวะประคองไว้ ให้สตินทรีย์ประชุมลง เพราะมีสภาวะตั้งมั่น ให้สมาธินทรีย์
ประชุมลง เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน ให้ปัญญินทรีย์ประชุมลง เพราะมีสภาวะเห็น ภิกษุให้
อนิ ทรยี เ์ หลา่ นปี้ ระชมุ ลงในอารมณน์ ี้ เพราะเหตนุ นั้ ทา่ นจงึ กลา่ ววา่ ใหอ้ นิ ทรยี ท์ งั้ หลายประชมุ ลง
ข้ันที่ ๒ อธิบายค�ำว่า “รู้ชัดโคจร และรู้แจ้งธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์”
ดังน้ี
ค�ำวา่ รชู้ ดั โคจร อธบิ ายวา่ รชู้ ดั สง่ิ ทเ่ี ปน็ อารมณข์ องบคุ คลนนั้ วา่ เปน็ โคจรแหง่ ธรรมนน้ั
รูช้ ดั สิ่งทเ่ี ป็นโคจรของบุคคลนนั้ วา่ เป็นอารมณแ์ หง่ ธรรมนนั้
ค�ำวา่ รชู้ ัด อธบิ ายวา่ บุคคลผรู้ ู้ชดั คือ ผมู้ ปี ัญญา
ค�ำว่า สงบ อธิบายว่า อารมณป์ รากฏเปน็ ความสงบ จติ ไม่ฟ้งุ ซา่ นเป็นความสงบ จิตตงั้
มนั่ เปน็ ความสงบ จติ ผ่องแผ้วเปน็ ความสงบ
ค�ำว่า ประโยชน์ อธิบายว่า สภาวะท่ีไม่มีโทษเป็นประโยชน์ สภาวะที่ไม่มีกิเลสเป็น
ประโยชน์ สภาวะที่มคี วามผอ่ งแผว้ เปน็ ประโยชน์ สภาวะทปี่ ระเสรฐิ เป็นประโยชน์
ค�ำว่า รู้แจ้ง อธิบายว่า รู้แจ้งสภาวะที่อารมณ์ปรากฏ รู้แจ้งสภาวะท่ีจิตไม่ฟุ้งซ่าน
ร้แู จง้ สภาวะที่จติ ตัง้ มนั่ รูแ้ จ้งสภาวะท่จี ติ ผ่องแผ้ว เพราะเหตนุ ้ัน ทา่ นจงึ กล่าวว่า “และรู้แจ้ง
ธรรมอนั มคี วามสงบเป็นประโยชน”์
ขอ้ ความอกี ๔ ประโยค ก็มรี ปู แบบเดยี วกนั นี้ ตา่ งกันแตอ่ งคธ์ รรมเท่านั้น
คู่ที่ ๒ ค�ำปุจฉาว่า ภิกษุเมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้ชัดว่าหายใจเข้าสั้น เมื่อหายใจ
ออกสัน้ กร็ ูช้ ัดว่าหายใจออกสั้น เปน็ อย่างไร ท่านวสิ ชั นาโดยแบ่งเปน็ ๔ ส่วน เหมอื นในค่ทู ่ี ๑
ต่างกนั แต่ส่วนท่ี ๑ ซึ่งมนี ยั ตรงกนั ขา้ ม
คทู่ ่ี ๓ ค�ำปจุ ฉาวา่ ภกิ ษสุ �ำเหนยี กวา่ เราก�ำหนดรกู้ องลมทง้ั ปวงหายใจเขา้ ส�ำเหนยี กวา่
เราก�ำหนดร้กู องลมท้ังปวงหายใจออก อยา่ งไร ทา่ นวสิ ชั นาโดยแบง่ เป็น ๕ ส่วน ดังนี้
สว่ นที่ ๑ แบง่ เปน็ ๒ ตอน คอื
ตอนที่ ๑ อธบิ ายกาย (นามกาย คอื กองลม) ดงั นี้
กายมี ๒ ประการ คือ (๑) นามกาย (๒) รูปกาย
เล่มท่ี ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๑ 423
นามกาย ไดแ้ ก่ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ นาม นามกาย และสิ่งทเี่ รียกวา่
จิตตสงั ขาร
รูปกาย ได้แก่ มหาภูตรูป ๔ รูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ ลมหายใจเข้าลมหายใจออก
นิมติ และสิง่ ทีเ่ นอ่ื งกันซง่ึ เรียกว่ากายสงั ขาร
ตอนท่ี ๒ อธิบายค�ำวา่ กายเหล่านั้นปรากฏ แบ่งเปน็ ๒ ประเดน็ คือ
ประเด็นที่ ๑ ทา่ นอธบิ ายดว้ ยหลกั อานาปานสติ ๔ ประการ เช่น
๑. เมื่อภิกษุรู้ความที่จิตเป็นเอกัคคตารมณ์ ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอ�ำนาจลมหายใจเข้ายาว
สติยอ่ มตัง้ ม่ัน กายเหล่าน้ันย่อมปรากฏด้วยสตนิ ั้น ดว้ ยญาณนั้น
๒. ...ดว้ ยอ�ำนาจลมหายใจออกยาว...
ประเด็นท่ี ๒ ท่านใช้ค�ำกริยา ๑๕ ค�ำ แสดงเป็นอาการของความปรากฏแห่งกาย
ตามล�ำดับ ค�ำกริยา ๑๕ ค�ำน้ันเป็นชุดเดียวกันกับที่ใช้แสดงเป็นอาการของการศึกษา
ตามล�ำดับ (ดูข้อ ๔๑ ในสีลมยญาณนิทเทส) เช่น ภิกษุ เม่ือนึกถึงกายเหล่าน้ันชื่อว่าปรากฏ
เมอื่ รกู้ ายเหลา่ นนั้ ช่อื วา่ ปรากฏ
สรุป กายคือการก�ำหนดรู้กองลมท้ังปวงหายใจเข้าหายใจออก ย่อมปรากฏ ความ
ปรากฏเป็นสติ การพิจารณาเห็นเป็นญาณ กายย่อมปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏ เป็นตัว
ระลึกด้วย ภิกษุพิจารณาเห็นกายนั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณน้ัน เพราะเหตุน้ัน ท่านจึงกล่าวว่า
สตปิ ฏั ฐานภาวนา คือ การพิจารณา เห็นกายในกาย
ส่วนที่ ๒ เหมือนในคทู่ ่ี ๑
ส่วนท่ี ๓ จัดเข้าในสกิ ขา ๓ แบง่ เปน็ ๒ ตอน คอื
ตอนที่ ๑ อธิบายเหตใุ หช้ ื่อว่าสลี วิสทุ ธิ จติ ตวิสุทธิ และทฏิ ฐวิ ิสุทธิ
ช่ือว่าสีลวิสุทธิ เพราะมีสภาวะก�ำหนดรู้กองลมท้ังปวง ระวังลมหายใจเข้าลมหายใจ
ออก ช่อื ว่าจิตตวิสทุ ธิ เพราะมสี ภาวะไม่ฟุ้งซ่าน ชอ่ื วา่ ทฏิ ฐิวสิ ุทธิ เพราะมสี ภาวะเห็น บรรดา
ความส�ำรวม ความไมฟ่ ุ้งซ่านและความเห็นน้ัน ความส�ำรวมชื่อวา่ อธิสลี สิกขา ความไมฟ่ ุง้ ซา่ น
ชื่อว่าอธิจิตตสิกขา ความเห็นช่อื วา่ อธปิ ญั ญาสกิ ขา
ตอนที่ ๒ ใช้ค�ำกริยา ๑๕ ค�ำแสดงเป็นอาการของการศึกษาตามล�ำดับ (ดูข้อท่ี ๔๑
ในสลี มยญาณนิทเทส) เช่น
ภกิ ษุ เมอื่ นกึ ถงึ สิกขา ๓ ประการน้ี ชอื่ ว่าศกึ ษา เม่อื รู้ ชอ่ื วา่ ศึกษา
ส่วนท่ี ๔ เวทนา สญั ญา วติ ก เกิดข้นึ ต้งั อยู่ ดบั ไป(เหมอื นในสว่ นที่ ๓ ของค่ทู ่ี ๑)
สว่ นที่ ๕ ใหธ้ รรม ๕ หมวดประชุมลง (เหมือนในสว่ นท่ี ๔ ของคู่ที่ ๑)
424 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก
คู่ท่ี ๔ ค�ำปุจฉาว่า ภิกษุส�ำเหนียกว่า เราระงับกายสังขารหายใจเข้า ส�ำเหนียกว่า
เราระงับกายสังขารหายใจออก อย่างไร ท่านวิสัชนาโดยแบ่งเป็น ๕ ส่วน เหมือนในคู่ท่ี ๓
ต่างกันแตส่ ว่ นท่ี ๑ ดังนี้
สว่ นท่ี ๑ อธบิ ายการระงับกายสังขารด้วยหลกั อานาปานสติ ๖ ประการ เช่น
๑. ลมหายใจเข้ายาว เปน็ ไปในกาย ธรรมเหล่านี้เนื่องด้วยกาย เป็นกายสังขาร บคุ คล
เมอื่ ระงับ ดบั ท�ำกายสงั ขารเหลา่ นัน้ ใหส้ งบ ชื่อว่าส�ำเหนียกอยู่
๒. ลมหายใจออกยาว...
ทา่ นอธิบายการระงบั กายสังขารต่อไป มีใจความวา่
เพราะกายสังขารเช่นใดอ่อนไป น้อมไป เอนไป โอนไป หว่ันไหว ด้ินรน โยกโคลง
ภิกษุส�ำเหนียกว่า เราระงับกายสังขารเช่นน้ันหายใจเข้า ส�ำเหนียกว่า เราระงับกายสังขาร
เชน่ น้นั หายใจออก
ตามนยั ทวี่ ่ามานี้ ภิกษุชอื่ ว่าส�ำเหนียกว่า เราระงับกายสงั ขารหายใจเขา้ ส�ำเหนยี กวา่
เราระงบั กายสังขารหายใจออก
เมื่อเป็นอย่างนี้ ความได้ลมก็ไม่ปรากฏ ลมหายใจเข้า ลมหายใจออกก็ไม่ปรากฏ
อานาปานสติก็ไม่ปรากฏ สมาธิท่ีประกอบด้วยอานาปานสติก็ไม่ปรากฏ และภิกษุผู้ฉลาดจะ
เข้าสมาบัติ หรือออกจากสมาบตั กิ ไ็ ม่ได้
เพราะกายสังขารเช่นใดไม่อ่อนไป...ไม่โคลง ภิกษุส�ำเหนียกว่า เราระงับกายสังขาร
ที่ละเอียดสุขุมเช่นนั้นหายใจเข้า ส�ำเหนียกว่า เราระงับกายสังขารท่ีละเอียด สุขุมเช่นน้ัน
หายใจออก
ตามนยั ท่ีวา่ มาน้ี ภกิ ษุชือ่ วา่ ส�ำเหนียกวา่ เราระงบั กายสงั ขารหายใจเข้า ส�ำเหนยี กวา่
เราระงบั กายสังขารหายใจออก
เมอ่ื เปน็ อยา่ งน้ี ความไดล้ มกป็ รากฏ ลมหายใจเขา้ ลมหายใจออกกป็ รากฏ อานาปานสติ
ก็ปรากฏ สมาธิท่ีประกอบด้วยอานาปานสติก็ปรากฏ และภิกษุผู้ฉลาดจะเข้าสมาบัติ หรือ
ออกจากสมาบตั กิ ็ได้
นอกจากนี้ ทา่ นยงั แสดงการก�ำหนดลมหายใจเขา้ ลมหายใจออก ทห่ี ยาบ และละเอยี ด
เปรียบเทียบกบั เสียงระฆังทีห่ ยาบและละเอียดไวด้ ้วย
สรุป กายคือการระงับกายสังขารหายใจเข้า หายใจออกย่อมปรากฏ ความปรากฏ
เป็นสติ การพิจารณาเห็นเป็นญาณ กายย่อมปรากฏ ไม่ใช่สติ สตปิ รากฏด้วย เป็นตัวระลกึ ด้วย
ภกิ ษุพิจารณาเห็นกายน้นั ดว้ ยสตนิ ้ัน ดว้ ยญาณนนั้ เพราะเหตนุ ั้น ทา่ นจงึ กลา่ ววา่ สตปิ ัฏฐาน-
ภาวนา คือ การพิจารณาเหน็ กายในกาย
เลม่ ที่ ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๑ 425
๓.๔.๒ ทตุ ยิ จตุกกนิทเทส
ทตุ ยิ จตกุ กนทิ เทสอธบิ ายอานาปานสตคิ ทู่ ่ี ๕-๘ โดยวธิ ปี จุ ฉาและวสิ ชั นา ดงั รายละเอยี ด
ต่อไปนี้
คทู่ ่ี ๕ ค�ำปจุ ฉาวา่ ภกิ ษสุ �ำเหนยี กวา่ เราก�ำหนดรปู้ ตี หิ ายใจเขา้ ส�ำเหนยี กวา่ เราก�ำหนด
รูป้ ีตหิ ายใจออก อยา่ งไร ท่านวสิ ชั นาโดยแบ่งเปน็ ๕ สว่ น เหมอื น ในคูท่ ี่ ๓ ตา่ งกันแต่สว่ นที่ ๑
ดังน้ี
สว่ นที่ ๑ แบ่งเปน็ ๒ ตอน คอื
ตอนที่ ๑ อธิบายค�ำว่า ปตี ิ ด้วยหลักอานาปานสติ ๘ ประการ เชน่
๑. เม่ือภิกษุรู้ความท่ีจิตเป็นเอกัคคตารมณ์ ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอ�ำนาจลมหายใจเข้ายาว
ปีตแิ ละปราโมทย์ย่อมเกิดข้ึน
๒. ...ด้วยอ�ำนาจลมหายใจออกยาว...
ปีติและปราโมทย์ คือ ความเบิกบานใจ ความบันเทิง ความหรรษา ความร่ืนเริง
ความปล้มื จิต ความดีใจ ความพอใจ
ตอนที่ ๒ อธิบายค�ำวา่ ปตี ปิ รากฏ แบง่ เปน็ ๒ ประเด็น คอื
ประเดน็ ที่ ๑ เหมอื นในคู่ที่ ๓ แต่มี ๘ ประการตามองคธ์ รรมในตอนที่ ๑
ประเดน็ ที่ ๒ เหมือนในค่ทู ี่ ๓
สรุป เวทนาด้วยอ�ำนาจการก�ำหนดรู้ปีติหายใจเข้า หายใจออก ย่อมปรากฏความ
ปรากฏเป็นสติ การพิจารณาเห็นเป็นญาณ เวทนาย่อมปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย
เปน็ ตัวระลึกด้วย ภิกษพุ จิ ารณาเหน็ เวทนาน้ันดว้ ยสตนิ นั้ ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจงึ
กล่าวว่า สตปิ ฏั ฐานภาวนา คอื การพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา
คู่ที่ ๖ ค�ำปุจฉาว่า ภิกษุส�ำเหนียกว่า เราก�ำหนดรู้สุขหายใจเข้า ส�ำเหนียกว่า
เราก�ำหนดรสู้ ขุ หายใจออก อยา่ งไร ทา่ นวิสชั นาโดยแบ่งเป็น ๕ ส่วน เหมอื น ในคู่ท่ี ๓ ตา่ งกนั
แตส่ ่วนที่ ๑ ดงั นี้
สว่ นท่ี ๑ แบ่งเปน็ ๒ ตอน คอื
ตอนที่ ๑ อธิบายค�ำวา่ สขุ ดังนี้
สุข ๒ อยา่ ง คอื (๑) กายกิ สขุ (๒) เจตสิกสุข
กายิกสุข ได้แก่ ความส�ำราญทางกาย ความสุขทางกาย ความเสวยสุขที่เป็น
ความส�ำราญซง่ึ เกดิ จากกายสมั ผัส สุขเวทนาทเ่ี ปน็ ความส�ำราญซ่งึ เกิดจากกายสมั ผสั
เจตสิกสุข ได้แก่ ความส�ำราญทางใจ ความสุขทางใจ ความเสวยสุขท่ีเป็น
ความส�ำราญซึ่งเกดิ จากเจโตสมั ผสั สขุ เวทนาท่เี ปน็ ความส�ำราญซึ่งเกิดจากเจโตสัมผัส
426 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสุตตนั ตปิฎก
ตอนที่ ๒ อธิบายค�ำว่า สุขเหล่าน้ันปรากฏ แบ่งเป็น ๒ ประเด็น เหมือนในค�ำว่า
กายเหล่านั้นปรากฏ ในคู่ท่ี ๓ แต่ในประเด็นที่ ๑ มี ๑๐ ประการตามหลักอานาปาปานสติ
คู่ที่ ๑-๕
ค่ทู ่ี ๗ ค�ำปุจฉาวา่ ภิกษสุ �ำเหนยี กว่า เราก�ำหนดรู้จติ ตสงั ขารหายใจเข้า ส�ำเหนียกวา่
เราก�ำหนดรจู้ ิตตสังขารหายใจออก อยา่ งไร ท่านวิสชั นาโดยแบง่ เปน็ ๕ สว่ นเหมอื นในคู่ท่ี ๓
ต่างกันแตส่ ่วนที่ ๑ ดงั นี้
ส่วนที่ ๑ แบ่งเปน็ ๒ ตอน คอื
ตอนท่ี ๑ อธบิ ายค�ำวา่ จติ ตสงั ขาร ดว้ ยหลักอานาปานสติ ๑๒ ประการ เชน่
๑. สัญญาและเวทนาด้วยอ�ำนาจลมหายใจเข้ายาว เป็นเจตสิกธรรมเหล่านี้เนื่องด้วย
จิต เปน็ จติ ตสงั ขาร
๒. ...ดว้ ยอ�ำนาจลมหายใจออกยาว...
ตอนที่ ๒ อธิบายค�ำว่า จิตตสังขารปรากฏ แบ่งเป็น ๒ ประเด็น คือ ประเด็นที่ ๑
มี ๑๒ ประการ (องคธ์ รรมเหมอื นตอนที่ ๑) เช่น
๑. เมื่อภิกษุรู้ความท่ีจิตเป็นเอกัคคตารมณ์ ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอ�ำนาจลมหายใจเข้ายาว
สติย่อมต้งั ม่ัน จติ ตสงั ขารเหล่านน้ั ยอ่ มปรากฏด้วยสตนิ ัน้ ด้วยญาณน้นั
๒. ...ดว้ ยอ�ำนาจลมหายใจออกยาว...
ประเด็นท่ี ๒ เหมือนในคูท่ ่ี ๓
สรุป เวทนาด้วยอ�ำนาจการก�ำหนดรสู้ ขุ หายใจเข้า หายใจออก ยอ่ มปรากฏ ...(เหมอื น
ในคู่ท่ี ๕)
คู่ที่ ๘ ค�ำปุจฉาว่า ภิกษุส�ำเหนียกว่า เราระงับจิตตสังขารหายใจเข้า ส�ำเหนียกว่า
เราระงบั จติ ตสงั ขารหายใจออก อยา่ งไร ทา่ นวสิ ชั นาโดยแบง่ เปน็ ๕ สว่ น เหมอื นในคทู่ ่ี ๓ ตา่ งกนั
แต่ส่วนท่ี ๑ ดงั นี้
สว่ นที่ ๑ อธิบายค�ำว่า ระงบั จติ ตสังขาร ด้วยหลักอานาปานสติ ๑๔ ประการ เช่น
๑. สัญญาและเวทนาด้วยอ�ำนาจลมหายใจเข้ายาว เป็นเจตสิกธรรมเหล่าน้ีเนื่องด้วย
จิต เป็นจติ ตสังขาร บุคคลเมื่อระงบั ดับ ท�ำให้จติ ตสังขารสงบ ชอ่ื ว่าส�ำเหนียกอยู่
๒. ...ดว้ ยอ�ำนาจลมหายใจออกยาว...
สรุป เวทนาด้วยอ�ำนาจการระงับจิตตสังขารหายใจเข้า หายใจออกย่อมปรากฏ.....
(เหมอื นในคูท่ ี่ ๕)
เลม่ ที่ ๒๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๑ 427
๓.๔.๓ ตติยจตุกกนทิ เทส
ตติยจตุกกนิทเทสอธิบายอานาปานสติคู่ท่ี ๙-๑๒ โดยวิธีปุจฉาและวิสัชนา
ดงั รายละเอยี ดต่อไปน้ี
คู่ท่ี ๙ ค�ำปุจฉาว่า ภิกษุส�ำเหนียกว่า เราก�ำหนดรู้จิตหายใจเข้า ส�ำเหนียกว่า
เราควรก�ำหนดรู้จิตหายใจออก อย่างไร ท่านวิสัชนาโดยแบ่งเป็น ๕ ส่วน เหมือนในคู่ท่ี ๓
ตา่ งกนั แต่ส่วนที่ ๑ ดังนี้
สว่ นท่ี ๑ แบ่งเป็น ๒ ตอน คอื
ตอนที่ ๑ อธิบายค�ำวา่ จติ ด้วยหลกั อานาปานสติ ๑๖ ประการ เชน่
๑. วิญญาณด้วยอ�ำนาจลมหายใจเข้ายาวเป็นจิต จิต คือ มโน มานัสหทัย ปัณฑระ
มโน มนายตนะ มนนิ ทรยี ์ วิญญาณวญิ ญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตอุ นั ควรแกจ่ ติ ชื่อว่าจติ
๒. ...ด้วยอ�ำนาจลมหายใจออกยาวเปน็ จิต จิต คอื มโน...
ตอนที่ ๒ อธบิ ายค�ำวา่ จิตปรากฏ แบง่ เป็น ๒ ประเดน็ เหมอื นในคู่ที่ ๓ คือ
ประเดน็ ที่ ๑ มี ๑๖ ประการ (องค์ธรรมเหมอื นในตอนท่ี ๑) เชน่
๑. เม่ือภิกษุรู้ความท่ีจิตเป็นเอกัคคตารมณ์ ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอ�ำนาจลมหายใจเข้ายาว
สติย่อมตั้งม่นั จิตน้ันย่อมปรากฏดว้ ยสตนิ ้นั ด้วยญาณนน้ั
ประเดน็ ท่ี ๒ เหมือนประเดน็ ที่ ๒ ในค่ทู ี่ ๓ ตา่ งแต่องค์ธรรมเท่านั้น
คู่ท่ี ๑๐ ค�ำปุจฉาว่า ภิกษุส�ำเหนียกว่า เราท�ำจิตให้บันเทิงหายใจเข้า ส�ำเหนียกว่า
เราท�ำจิตให้บันเทิงหายใจออก อย่างไร ท่านวิสัชนาโดยแบ่งเป็น ๕ ส่วน เหมือนในคู่ที่ ๓
ตา่ งกันแตส่ ่วนที่ ๑ ดงั น้ี
ส่วนท่ี ๑ อธิบายค�ำวา่ ความบนั เทิงแหง่ จิต ดว้ ยหลกั อานาปานสติ ๑๘ ประการ เช่น
๑. เมื่อภิกษุรู้ความท่ีจติ เปน็ เอกัคคตารมณ์ ไมฟ่ ุ้งซา่ นดว้ ย อ�ำนาจลมหายใจเข้ายาว
ความบันเทิงแห่งจิตย่อมเกิดขึ้น ความรื่นเริง ความบันเทิง ความหรรษา ความร่าเริงจิต
ความปล้ืมจิต ความปตี ิยินดี ความดีใจ ช่อื ว่าความบนั เทงิ แห่งจิต
๒. ...ดว้ ยอ�ำนาจลมหายใจออกยาว...
สรุป วิญญาณด้วยอ�ำนาจการท�ำจิตให้บันเทิงหายใจเข้าหายใจออก ย่อมปรากฏ...
เพราะเหตนุ นั้ ท่านจึงกล่าวว่า สตปิ ัฏฐานภาวนา คอื การพิจารณา เหน็ จติ ในจิต
คู่ท่ี ๑๑ ค�ำปจุ ฉาว่า ภกิ ษุส�ำเหนยี กวา่ เราตง้ั จติ ไวห้ ายใจเข้า ส�ำเหนยี กวา่ เราตัง้ จติ ไว้
หายใจออก อย่างไร ท่านวสิ ชั นาโดยแบ่งเปน็ ๕ สว่ น เหมอื นในคทู่ ี่ ๓ ตา่ งกันแต่สว่ นที่ ๑ ดังน้ี
ส่วนที่ ๑ อธิบายสมาธินทรยี ์ดว้ ยหลกั อานาปานสติ เชน่
๑. ความทีจ่ ิตเป็นเอกัคคตารมณ์ ไมฟ่ ุ้งซ่านด้วยอ�ำนาจลมหายใจเขา้ ยาวเป็นสมาธิ
428 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
๒. ...ด้วยอ�ำนาจลมหายใจออกยาว...
ความตงั้ อยู่ ความตงั้ อยดู่ ี ความตงั้ อยเู่ ฉพาะ ความไมก่ วดั แกวง่ ความไมฟ่ งุ้ ซา่ นแหง่ จติ
ความมจี ติ ไมก่ วัดแกว่ง ความสงบ สมาธนิ ทรยี ์ สมาธิพละ สมั มาสมาธิ ชอื่ วา่ สมาธินทรยี ์
สรุป วิญญาณด้วยอ�ำนาจการต้ังจิตไว้หายใจเข้าเป็นจิต ความปรากฏเป็นสติ การ
พจิ ารณาเหน็ เปน็ ญาณ จติ ยอ่ มปรากฏ ไมใ่ ชส่ ติ สตปิ รากฏดว้ ย เปน็ ตวั ระลกึ ดว้ ย ภกิ ษพุ จิ ารณา
เห็นจิตน้ันด้วยสติน้ัน ด้วยญาณน้ัน เพราะเหตุน้ัน ท่านจึงกล่าวว่า สติปัฏฐานภาวนา คือ
การพจิ ารณาเห็นจติ ในจติ
คทู่ ่ี ๑๒ ค�ำปุจฉาว่า ภกิ ษุส�ำเหนียกวา่ เราเปล้ืองจติ หายใจเข้า ส�ำเหนียกว่า เราเปลอื้ ง
จิตหายใจออก อย่างไร ทา่ นวสิ ชั นาโดยแบง่ เปน็ ๕ ส่วน เหมือนในคทู่ ่ี ๓ ตา่ งกนั แต่ส่วนท่ี ๑
ดงั นี้
สว่ นที่ ๑ อธบิ ายค�ำว่า เปลอ้ื งจติ หายใจเขา้ และเปลื้องจติ หายใจออก ดงั น้ี
๑. ภิกษุส�ำเหนยี กว่า เราเปลื้องจติ จากราคะหายใจเข้า ส�ำเหนยี กว่า เราเปลอ้ื งจติ จาก
ราคะหายใจออก
๒. ... จากโทสะ ...
๓. ... จากโมหะ ...
๔. ... จากมานะ ...
๕. ... จากทฏิ ฐิ ...
๖. ... จากวิจิกจิ ฉา ...
๗. ... จากถีนมทิ ธะ ...
๘. ... จากจากอทุ ธัจจะ ...
๙. ... จากอหริ ิกะ ...
๑๐. ภกิ ษสุ �ำเหนยี กวา่ เราเปลอ้ื งจติ จากอโนตตปั ปะหายใจเขา้ ส�ำเหนยี กวา่ เราเปลอื้ ง
จิตจากอโนตตปั ปะหายใจออก
สรปุ วิญญาณด้วยอ�ำนาจการเปลือ้ งจิตหายใจเข้าหายใจออก ยอ่ มปรากฏ...
๓.๔.๔ จตุตถจตกุ กนทิ เทส
จตุตถจตุกกนิทเทสอธิบายอานาปานสติคู่ที่ ๑๓-๑๖ โดยวิธีปุจฉาและวิสัชนา
ดงั รายละเอยี ดต่อไปนี้
คู่ท่ี ๑๓ ค�ำปุจฉาว่า ภิกษุส�ำเหนียกว่า เราพิจารณาเห็นความไม่เท่ียง หายใจเข้า
ส�ำเหนยี กวา่ เราพจิ ารณาเหน็ ความไมเ่ ทยี่ งหายใจออก อยา่ งไร ทา่ นวสิ ชั นาโดยแบง่ เปน็ ๕ สว่ น
เลม่ ที่ ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๑ 429
เหมอื นในค่ทู ่ี ๓ ตา่ งกันแต่ส่วนที่ ๑ ดังนี้
ส่วนที่ ๑ อธบิ ายค�ำวา่ ความไม่เทย่ี ง โดยวิธีปจุ ฉาและวิสชั นา ดงั นี้
ค�ำปจุ ฉาว่า ค�ำวา่ ไม่เทยี่ ง อะไรไม่เท่ียง ทา่ นวิสัชนาว่า เบญจขนั ธ์ไม่เทีย่ ง
ค�ำปุจฉาว่า ชื่อว่าไม่เท่ียงเพราะมีสภาวะอย่างไร ท่านวิสัชนาว่า ชื่อว่าไม่เที่ยง
เพราะมภี าวะเกดิ ข้ึนและดบั ไป
ค�ำปุจฉาว่า พระโยคาวจรเมื่อเห็นความเกิดขึ้นแห่งเบญจขันธ์ ย่อมเห็นลักษณะ
เท่าไร เม่อื เหน็ ความเสอ่ื มไปแหง่ เบญจขนั ธ์ ยอ่ มเห็นลกั ษณะเทา่ ไร เม่อื เห็นความเกิดขน้ึ และ
ความเส่ือมไปแห่งเบญจขันธ์ ย่อมเห็นลักษณะเท่าไร ท่านวิสัชนาว่า พระโยคาวจรเม่ือเห็น
ความเกิดขึ้นแห่งเบญจขันธ์ ย่อมเห็นลักษณะ ๒๕ ประการ เมื่อเห็นความเสื่อมไปแห่ง
เบญจขนั ธ์ ยอ่ มเหน็ ลกั ษณะ ๒๕ ประการ เมอ่ื เหน็ ความเกดิ ขนึ้ และความเสอ่ื มไปแหง่ เบญจขนั ธ์
ยอ่ มเหน็ ลกั ษณะ ๕๐ ประการ
ล�ำดับต่อไป ท่านน�ำธรรม ๒๐๑ ประการ (หมวดธรรมท่ีควรรู้ย่ิงในสุตมยญาณท่ี ๑
ตอนที่ ๒ ชุดท่ี ๑ หมวดท่ี ๒-๑๒) มาจ�ำแนกด้วยธรรม ๒ ประการ คือ พจิ ารณาเห็นความไม่
เที่ยงหายใจเขา้ และพจิ ารณาเหน็ ความไมเ่ ที่ยงหายใจออก เปน็ คู่ ๆ เชน่
ภิกษุส�ำเหนียกว่า เราพิจารณาเห็นความไม่เท่ียงในรูปหายใจเข้า ส�ำเหนียกว่า
เราพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรปู หายใจเขา้ ออก
สรุป ธรรมทั้งหลายด้วยอ�ำนาจการพิจารณาเห็นความไม่เท่ียงหายใจเข้าหายใจออก
ยอ่ มปรากฏ ... เพราะเหตุนนั้ ทา่ นจงึ กล่าววา่ สติปฏั ฐานภาวนา คือ การพิจารณาเห็นธรรม
ในธรรมท้ังหลาย
คทู่ ่ี ๑๔ ค�ำปุจฉาวา่ ภกิ ษุส�ำเหนยี กวา่ เราพิจารณาเห็นความคลายก�ำหนัด หายใจเขา้
ส�ำเหนียกวา่ เราพจิ ารณาเหน็ ความคลายก�ำหนดั หายใจออก อยา่ งไร ทา่ นวิสัชนาโดยแบง่ เป็น
๕ ส่วน เหมือนในคู่ท่ี ๓ ต่างกันแต่สว่ นที่ ๑ ดงั นี้
ส่วนที่ ๑ อธิบายค�ำว่า ความคลายก�ำหนัด โดยน�ำธรรม ๒๐๑ ประการ (เหมือน
ในคู่ที่ ๑๓) มาจ�ำแนกด้วยธรรม ๒ ประการ คือ พิจารณาเห็นความคลายก�ำหนัดหายใจเข้า
และพิจารณาเห็นความคลายก�ำหนัดหายใจออกเป็นคู่ ๆ เช่น ภิกษุเห็นโทษในรูปแล้วเกิด
ฉันทะในความคลายก�ำหนดั ในรูป นอ้ มใจเช่อื ดว้ ยศรัทธา และมีจติ ใจตง้ั มั่นด้วยดี ส�ำเหนยี กวา่
เราพจิ ารณาเหน็ ความคลายก�ำหนัดในรูป หายใจเขา้ ส�ำเหนียกว่า เราพจิ ารณาเห็นความคลาย
ก�ำหนดั ในรปู หายใจออก
สรุป ธรรมทั้งหลายด้วยอ�ำนาจการพิจารณาเห็นความคลายก�ำหนัดหายใจเข้าหายใจ
ออกยอ่ มปรากฏ ... เพราะเหตนุ น้ั ทา่ นจงึ กลา่ ววา่ สตปิ ฏั ฐานภาวนา คอื การพจิ ารณาเหน็ ธรรม
430 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
ในธรรมทั้งหลาย
คทู่ ่ี ๑๕ ค�ำปจุ ฉาวา่ ภกิ ษสุ �ำเหนยี กวา่ เราพจิ ารณาเหน็ ความดบั หายใจเขา้ ส�ำเหนยี กวา่
เราพิจารณาเหน็ ความดับหายใจออก อย่างไร ทา่ นวสิ ัชนาโดยแบง่ เป็น ๕ สว่ นเหมือนในคู่ท่ี ๓
ต่างกันแต่ส่วนที่ ๑ ดังน้ี
ส่วนท่ี ๑ อธบิ ายค�ำวา่ ความดับ แบ่งเป็น ๒ ตอน คือ
ตอนที่ ๑ มอี งค์ธรรม ๒๐๑ ประการ เหมอื นในส่วนที่ ๑ ของคู่ที่ ๑๔ ตา่ งกนั แตเ่ ปลย่ี น
ค�ำว่า ความคลายก�ำหนัด เป็นค�ำวา่ ความดับ
ตอนที่ ๒ มอี งคธ์ รรม ๑๒ ประการ คือ ปฏิจจสมปุ บาท แบง่ เปน็ ๒ ประเดน็ ดังนี้
ประเดน็ ที่ ๑ จ�ำแนกเหตุใหเ้ กดิ โทษในอวชิ ชา และเหตุให้อวชิ ชาดับ คอื
เหตุให้เกดิ โทษในอวิชชา มี ๕ ประการ ไดแ้ ก่ โทษในอวชิ ชามเี พราะอาการ ๕ ประการ
คอื เพราะมีสภาวะไม่เท่ียง ...เป็นทกุ ข์ ...เปน็ อนตั ตา ...เปน็ เหตใุ หเ้ ดอื ดรอ้ น ...แปรผนั
เหตุให้อวชิ ชาดับ มี ๘ ประการ ได้แก่ อวชิ ชาดับเพราะอาการ ๘ ประการ คอื เพราะ
ตน้ เหตุดบั ...สมุทยั ดับ...ชาติดับ...อาหารดบั ...เหตุดับ...ปจั จัยดับ... ญาณเกิดขนึ้ ...นิโรธปรากฏ
ประเดน็ ที่ ๒ เหมอื นในตอนท่ี ๑ เชน่ ภกิ ษเุ หน็ โทษในอวชิ ชาเพราะอาการ ๕ ประการนี้
แลว้ เกิดฉนั ทะในความดับแหง่ อวชิ ชาเพราะอาการ ๘ ประการนี้ น้อมใจเชอ่ื ด้วยศรัทธา และ
มีจิตต้ังมั่นด้วยดี ส�ำเหนียกว่า เราพิจารณาเห็นความดับแห่งอวิชชาหายใจเข้า ส�ำเหนียกว่า
เราพจิ ารณาเห็นความดบั แหง่ อวชิ ชา หายใจออก
ปฏิจจสมปุ บาทอกี ๑๑ ประการก็มีรปู แบบการจ�ำแนกเช่นเดยี วกันน้ี
สรุป ธรรมทั้งหลายด้วยอ�ำนาจการพิจารณาเห็นความคลายก�ำหนัดหายใจเข้าหายใจ
ออกยอ่ มปรากฏ ... เพราะเหตนุ น้ั ทา่ นจงึ กลา่ ววา่ สตปิ ฏั ฐานภาวนา คอื การพจิ ารณาเหน็ ธรรม
ในธรรมท้งั หลาย
คู่ท่ี ๑๖ ค�ำปุจฉาว่า ภิกษุส�ำเหนียกว่า เราพิจารณาเห็นความสละคืนหายใจเข้า
ส�ำเหนียกว่า เราพิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออก อย่างไร ท่านวิสัชนาโดยแบ่งเป็น
๕ ส่วน เหมือนในคทู่ ่ี ๓ ตา่ งกนั แต่สว่ นท่ี ๑ ดังนี้
สว่ นที่ ๑ แบ่งเป็น ๒ ตอน คือ
ตอนท่ี ๑ อธิบายค�ำว่า ความสละคืน ซึ่งมี ๒ ประการ ได้แก่ (๑) ความสละคืน
ดว้ ยการบริจาค (๒) ความสละคนื ดว้ ยความแลน่ ไป
ตอนที่ ๒ ท่านน�ำธรรม ๒๐๑ ประการมาจ�ำแนกดว้ ยความสละคนื ๒ ประการข้างต้น
เปน็ คู่ ๆ เชน่ จติ สละรปู เพราะฉะนน้ั จงึ เปน็ ความสละคนื ดว้ ยการบรจิ าค จติ แลน่ ไปในนพิ พาน
เล่มที่ ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๑ 431
ซงึ่ เป็นความดบั แหง่ รปู เพราะฉะน้นั จงึ เป็นความสละคืนดว้ ยความแลน่ ไป ภิกษุส�ำเหนียกวา่
เราพิจารณาเห็นความสละคืนในรปู หายใจเข้า ส�ำเหนยี กว่า เราพจิ ารณาเห็นความสละคืนใน
รูปหายใจออก
สรปุ ธรรมทงั้ หลายดว้ ยอ�ำนาจความเปน็ ผพู้ จิ ารณาเหน็ ความสละคนื หายใจเขา้ หายใจ
ออก ย่อมปรากฏ ... เพราะเหตนุ ั้น ท่านจึงกล่าวว่า สติปัฏฐานภาวนา คอื การพจิ ารณาเห็น
ธรรมในธรรมทง้ั หลาย
๓.๕ ญาณราสิฉักกนิทเทส
ญาณราสิฉักกนิทเทสอธิบายญาณที่ท่านแสดงไว้ในคณนวาระ ต้ังแต่หมวดที่ ๖-๑๑
รวม ๖หมวด โดยวธิ ปี ุจฉาและวิสชั นา ดังรายละเอียดตอ่ ไปน้ี
ญาณหมวดท่ี ๑
ค�ำปจุ ฉาวา่ ญาณดว้ ยอ�ำนาจแหง่ สมาธิ ๒๔ ประการ เป็นอยา่ งไร ทา่ นวสิ ัชนาโดยน�ำ
อานาปานสติคทู่ ่ี ๑-๑๒ มาจ�ำแนกสมาธิ ๒๔ ประการ เช่น
คทู่ ี่ ๑
๑. ความที่จติ เป็นเอกคั คตารมณ์ ไมฟ่ งุ้ ซ่านด้วยอ�ำนาจลม หายใจเขา้ ยาวเป็นสมาธิ
๒. ความที่จติ เป็นเอกัคคตารมณ์ ไมฟ่ ุ้งซ่านดว้ ยอ�ำนาจลมหายใจออกยาวเป็นสมาธิ
ญาณหมวดที่ ๒
ค�ำปุจฉาว่า ญาณด้วยอ�ำนาจแห่งวิปัสสนา ๗๒ ประการ เป็นอย่างไร ท่านวิสัชนา
โดยน�ำอานาปานสติคู่ท่ี ๑-๑๒ รวม ๒๔ ประการมาหมุนด้วยสามัญญ ลักษณะ ๓ ประการ
คอื (๑) ความไมเ่ ทย่ี ง (๒) ความเป็นทุกข์ (๓) ความเป็นอนตั ตา ประการละ ๓ รอบ รวมเปน็
๗๒ รอบ (๓ x ๒๔ = ๗๒) เพอื่ จ�ำแนกสภาวะธรรมท่ีเปน็ เหตุใหไ้ ดช้ ่อื ว่าวิปัสสนา ๗๒ ประการ
เช่น
๑. ช่ือว่าวปิ ัสสนา เพราะมสี ภาวะพิจารณาเหน็ ลมหายใจเขา้ ยาว โดยความไมเ่ ทีย่ ง
๒. ... เพราะมสี ภาวะพจิ ารณาเหน็ ลมหายใจเขา้ ยาว โดยความเป็นทุกข์
๓. ... เพราะมีสภาวะพิจารณาเหน็ ลมหายใจเข้ายาว โดยความเปน็ อนัตตา
ญาณหมวดที่ ๓
ค�ำปจุ ฉาวา่ นพิ พทิ าญาณ ๘ ประการ อะไรบ้าง ท่านวสิ ัชนาโดยน�ำอานาปานสติคูท่ ี่
๑๓-๑๖ มาจ�ำแนกสภาวธรรมทเี่ ปน็ เหตใุ ห้ได้ชื่อวา่ นิพพิทาญาณ ๘ ประการ เช่น
๑. ชื่อว่านิพพิทาญาณ เพราะพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงหายใจเข้า รู้เห็นตามความ
เปน็ จรงิ
432 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปิฎก
ญาณหมวดท่ี ๔
ค�ำปุจฉาว่า นพิ พทิ านโุ ลมญาณ ๘ ประการ อะไรบา้ ง ท่านวสิ ัชนาโดยน�ำอานาปานสติ
คูท่ ่ี ๑๓-๑๖ มาจ�ำแนกนพิ พิทานโุ ลมญาณ ๘ ประการ เช่น
๑. ปญั ญาในการเห็นสังขารปรากฏโดยความเป็นภัย ของ บคุ คลผพู้ จิ ารณา เหน็ ความ
ไม่เที่ยงหายใจเขา้ ชือ่ ว่านิพพทิ า นโุ ลมญาณ
๒. ...ของบุคคลผู้พิจารณาเห็นความไม่เทยี่ งหายใจออก ...
ญาณหมวดท่ี ๕
ค�ำปุจฉาว่า นิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณ ๘ ประการ อะไรบ้าง ท่านวิสัชนา โดยน�ำ
อานาปานสติคูท่ ี่ ๑๓-๑๖ มาจ�ำแนกนิพพิทานโุ ลมญาณ ๘ ประการ เช่น
๑. ปัญญาที่พิจารณาแล้วด�ำรงมั่นอย่ขู องบคุ คลผู้พจิ ารณาเห็นความไมเ่ ที่ยงหายใจเข้า
ช่อื วา่ นพิ พทิ าปฏิปัสสทั ธญิ าณ
๒. ...ของบุคคลผู้พจิ ารณาเหน็ ความไมเ่ ท่ยี งหายใจออก ...
ญาณหมวดท่ี ๖
ค�ำปจุ ฉาวา่ ญาณในวมิ ตุ ติ ๒๑ ประการ เปน็ อยา่ งไร ทา่ นวสิ ชั นาโดยน�ำสงั โยชนท์ ม่ี รรค
แต่ละมรรคละได้ มาจ�ำแนกญาณในวมิ ุตติ ๒๑ ประการ เชน่ ด้วยโสดาปตั ตมิ รรค
๑. ญาณในวมิ ตุ ตสิ ุขเกดิ ขน้ึ เพราะละ ตัดขาดสกั กายทฏิ ฐิ
๒. ญาณในวมิ ุตติสุขเกดิ ข้นึ เพราะละ ตัดขาดวจิ ิกิจฉา
๓. ญาณในวมิ ตุ ติสขุ เกิดขน้ึ เพราะละ ตดั ขาดสลี พั พตปรามาส
๔. ญาณในวิมุตติสขุ เกดิ ขน้ึ เพราะละ ตดั ขาดทฏิ ฐานสุ ยั
๕. ญาณในวมิ ุตตสิ ุขเกดิ ขนึ้ เพราะละ ตัดขาดวจิ กิ จิ ฉานุสัย
๔. อินทรยิ กถา
ค�ำวา่ อนิ ทริยกถา แปลว่า กถาวา่ ดว้ ยอนิ ทรยี ์ แบง่ เป็นนิทเทสได้ ๕ นทิ เทส ดังน้ี
๑. ปฐมสุตตนั ตนทิ เทส ๒. ทุตยิ สุตตนั ตนทิ เทส
๓. ตตยิ สุตตันตนทิ เทส ๔. จตุตถสตุ ตันตนิทเทส
๕. อินทรยิ สโมธาน
เล่มท่ี ๒๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๑ 433
๔.๑ ปฐมสุตตันตนิทเทส
ปฐมสตุ ตนั ตนทิ เทสอธบิ ายพระสตู รที่ ๑ ทที่ า่ นน�ำมาแสดงไวเ้ ปน็ อทุ เทส ดงั รายละเอยี ด
ต่อไปนี้
อุทเทส
ภกิ ษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ ประการน้ี อนิ ทรยี ์ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. สทั ธนิ ทรยี ์ (อินทรยี ์คือศรัทธา) ๒. วิรยิ นิ ทรยี ์ (อินทรียค์ ือวิรยิ ะ)
๓. สตินทรีย์ (อนิ ทรีย์คือสติ ๔. สมาธินทรีย์ (อนิ ทรยี ค์ อื สมาธ)ิ
๕. ปัญญินทรีย์ (อินทรียค์ ือปญั ญา)
(สํ.ม. ๑๙/๔๗๑/๑๖๙)
นทิ เทส
ท่านน�ำอินทรีย์ ๕ ประการในอุทเทสมาอธิบายโดยวิธีปุจฉาและวิสัชนาตามล�ำดับ
แบง่ เปน็ ๓ ตอน ดงั น้ี
ตอนที่ ๑ ท่านแสดงความหมดจดแห่งอนิ ทรียแ์ ตล่ ะประการไว้ดวั น้ี
ค�ำปุจฉาว่า “อนิ ทรีย์ ๕ ประการนี้ หมดจดดว้ ยอาการเทา่ ไร” ทา่ นวสิ ัชนาวา่
อินทรีย์ ๕ ประการนี้ หมดจดด้วยอาการ ๑๕ ประการ คือ เมื่อบุคคลเว้น บุคคล
ผู้ไม่มีศรัทธา ๑ คบหาสมาคมกับบุคคลผู้ไม่มีศรัทธา ๑ พิจารณาพระสูตรท่ีเป็นเหตุน�ำมา
ซงึ่ ความเลอ่ื มใส ๑ สทั ธินทรียย์ อ่ มหมดจดด้วยอาการ ๓ ประการนี้
เม่อื บคุ คลเวน้ บคุ คลผเู้ กยี จครา้ น ๑ คบหาสมาคมกับบคุ คลผ้มู ีความเพียร ๑ พิจารณา
สมั มปั ปทาน ๑ วริ ิยนิ ทรยี ์ย่อมหมดจดด้วยอาการ ๓ ประการนี้
อินทรีย์อีก ๓ ประการก็มีนัยเดียวกันน้ี ต่างกันแต่องค์ธรรมเท่าน้ัน จึงรวมเป็น
อาการ ๑๕ ประการ
ตอนที่ ๒ ทา่ นแสดงการเจริญอนิ ทรีย์ แบง่ เป็น ๓ นยั ดังนี้
นยั ท่ี ๑ ค�ำปฉุ าวา่ “อนิ ทรยี ์ ๕ ประการ บคุ คลเจรญิ ดว้ ยอาการเทา่ ไร การเจรญิ อนิ ทรยี ์
๕ ประการ มีไดด้ ้วยอาการเทา่ ไร” ทา่ นวสิ ชั นาว่า ดว้ ยอาการ ๑๐ ประการ คอื บคุ คลเม่อื ละ
ไม่มคี วามศรทั ธา ชอื่ ว่าเจรญิ สทั ธินทรีย์ ๑ เม่อื เจริญสทั ธินทรีย์ ช่ือว่าละความไมม่ ศี รทั ธา ๑
เมื่อละความเกียจคร้าน ช่ือว่าเจริญวิริยินทรีย์ ๑ เม่ือเจริญวิริยินทรีย์ ชื่อว่าละความ
เกียจคร้าน ๑ ฯลฯ อินทรีย์อีก ๓ ประการก็มีนัยเดียวกันน้ี ต่างกันแต่องค์ธรรมเท่านั้น
จึงรวมอาการเป็น ๑๐ ประการ
นัยท่ี ๒ ค�ำวา่ ปุจฉา “อินทรยี ์ ๕ ประการ เป็นอินทรียท์ บี่ คุ คลเจรญิ แล้ว เจรญิ ดีดว้ ย
อาการเท่าไร” ทา่ นวิสัชนาวา่ ดว้ ยอาการ ๑๐ ประการ คือ
434 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสุตตันตปฎิ ก
๑. สทั ธินทรีย์ชอ่ื วา่ เปน็ อินทรีย์ทีบ่ ุคลเจรญิ แล้ว เจรญิ ดีแล้ว เพราะละความไมม่ ี
ศรทั ธาไดเ้ ด็ดขาด
๒. ความไม่มีศรัทธาช่ือว่าเป็นธรรมท่ีบุคคลละได้เด็ดขาดแล้ว เพราะสัทธินทรีย์
ท่บี ุคคลเจริญแลว้ เจริญดีแลว้
อินทรีย์ ๔ ประการก็มีนัยเดียวกันน้ี ต่างกันแต่องค์ธรรมเท่านั้น จึงรวมเป็นอาการ
๑๐ ประการ
นัยท่ี ๓ ค�ำปุจฉา “อินทรีย์ ๕ ประการ บุคคลเจริญด้วยอาการเท่าไร และอินทรีย์
๕ ประการ เป็นอินทรีย์ที่บุคคลเจริญแล้ว เจริญดีแล้ว ระงับแล้ว ระงับดีแล้ว ด้วยอาการ
เทา่ ไร” ท่านวสิ ัชนาว่า ดว้ ยอาการ ๔ ประการ คอื
๑. ในขณะแห่งโสดาปัตติมัค อินทรีย์ ๕ ประการ เป็นอินทรีย์ท่ีบุคคลเจริญแล้ว
เจรญิ ดแี ลว้ ระงบั แลว้ ระงบั ดีแลว้
๒-๔. ในขณะแห่งสกทาคามิมรรค...ในขณะแห่งอนาคามิมรรค...ในขณะแห่ง
อรหัตตมรรค...(เหมือนในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค จึงรวมเป็นอาการ ๔ ประการ อาการ
๔ ประการดงั กล่าวนี้ จัดเป็นมคั ควสิ ุทธิ ๔ ผลวสิ ทุ ธิ ๔ สมจุ เฉทวสิ ุทธิ ๔ และปฏปิ ัสสัทธิ
ตอนที่ ๓
ค�ำปุจฉาว่า “การเจริญอินทรีย์มีแก่บุคลก่ีจ�ำพวก บุคคลก่ีจ�ำพวกที่ชื่อว่า เจริญ
อนิ ทรียแ์ ลว้ ” ทา่ นวสิ ัชนาวา่ “การเจรญิ อนิ ทรีย์มแี ก่บุคคล ๘ จ�ำพวก บคุ คล ๓ จ�ำพวกชือ่ วา่
เจรญิ อินทรยี ์แล้ว”
ค�ำปุจฉาว่า “การเจริญอินทรีย์มีแก่บุคคล ๘ จ�ำพวกไหน” ท่านวิสัชนาว่า มีแก่
พระเสขะ ๗ จ�ำพวก และปถุ ชุ น ๑จ�ำพวก
ค�ำปุจฉาว่า “บุคคล ๓ จ�ำพวกไหน ช่ือว่าเจริญอินทรีย์แล้ว” ท่านวิสัชนาว่า บุคคล
ผชู้ อื่ วา่ เจรญิ อนิ ทรยี แ์ ลว้ มี ๓ จ�ำพวก ไดแ้ ก่ (๑) พระขณี าสพของพระตะถาคต (๒) พระปจั เจก-
พทุ ธเจ้า (๓) พระตะถาคตอรหนั ตสมั มาสมั พทุ ธเจา้
๔.๒ ทตุ ยิ สตุ ตันตนิทเทส
ทตุ ยิ สตุ ตนั ตนทิ เทสอธบิ ายพระสตู รที่ ๒ ทที่ า่ นน�ำมาแสดงไวเ้ ปน็ อทุ เทส ดงั รายละเอยี ด
ตอ่ ไปนี้
อทุ เทส
ภกิ ษุทัง้ หลาย อนิ ทรีย์ ๕ ประการน้ี อินทรีย์ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. สัทธินทรยี ์ ๒. วริ ยิ นิ ทรีย์
เล่มท่ี ๒๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๓๑ 435
๓. สตนิ ทรยี ์ ๔. สมาธนิ ทรยี ์
๕. ปญั ญินทรีย์
ภิกษุท้ังหลาย สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ไม่รู้ชัดเหตุเกิด ความดับ
คุณ โทษ แห่งอนิ ทรีย์ ๕ ประการนี้ และเคร่ืองสลดั ออกจากอนิ ทรีย์ ๕ ประการนี้ ตามความ
เป็นจรงิ สมณะหรือพราหมณ์ และมไิ ดท้ �ำให้แจง้ สามญั ผลและพรหมญั ญผล ดว้ ยปญั ญาอันย่งิ
เข้าถงึ อย่ใู นปัจจุบนั
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย สมณะหรือพราหมณ์เหลา่ ใดเหล่าหนง่ึ รู้ชดั เหตุเกิด ความดับ คุณ โทษ
แห่งอินทรีย์ ๕ ประการน้ี และเครื่องสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ประการนี้ ตามความเป็นจริง
สมณะหรอื พราหมณเ์ หลา่ น้นั ไดร้ ับการยกยอ่ งวา่ เป็นสมณะในหมู่สมณะ หรือเป็นพราหมณ์
ในหมู่พราหมณ์ และท�ำให้แจ้งสามัญญผลและพรหมัญญผล ด้วยปัญญาอันย่ิง เข้าถึงอยู่ใน
ปัจจุบนั (สํ.ม. ๑๙/๔๗๖/๑๗๐/๑๗๑)
นิทเทส
ทา่ นน�ำข้อความในอุทเทสมาอธบิ ายโดยวิธปี จุ ฉาและวสิ ัชนาตามล�ำดบั ดังน้ี
ค�ำปจุ ฉาวา่
๑. อินทรยี ์ ๕ ประการมีเหตุเกิด้วยอาการเท่าไร บคุ คลรชู้ ดั เหตุเกดิ แห่งอินทรีย์ ๕ ดว้ ย
อาการเท่าไร
๒. อนิ ทรยี ์ ๕ ประการมคี วามดับดว้ ยอาการเท่าไร บคุ คลร้ชู ัดความดบั แห่งอินทรีย์ ๕
ดว้ ยอาการเทา่ ไร
๓. อินทรยี ์ ๕ ประการมคี ณุ ดว้ ยอาการเทา่ ไร บคุ คลรู้ชดั คณุ แห่งอนิ ทรยี ์ ๕ ประการ
ดว้ ยอาการเทา่ ไร
๔. อนิ ทรยี ์ ๕ ประการมโี ทษด้วยอาการเทา่ ไร บุคคลรู้ชัดโทษแหง่ อินทรีย์ ๕ ประการ
ดว้ ยอาการเทา่ ไร
๕. อนิ ทรยี ์ ๕ ประการมีเครื่องสลดั ออกดว้ ยอาการเท่าไร บุคคลรู้ชดั เคร่ืองสลดั ออก
จากอนิ ทรยี ์ ๕ ประการดว้ ยอาการเท่าไร
ทา่ นวิสชั นามใี จความวา่
๑. ดว้ ยอาการ ๔๐ ประการ ๒. ดว้ ยอาการ ๔๐ ประการ
๓. ดว้ ยอาการ ๒๕ ประการ ๔. ดว้ ยอาการ ๒๕ ประการ
๕. ด้วยอาการ ๑๘๐ อาการ
436 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสุตตันตปฎิ ก
ล�ำดับต่อไป ท่านน�ำค�ำวสิ ชั นาแตล่ ะประการมาอธบิ ายโดยปจุ ฉาและวิสชั นา ดังน้ี
๑. ค�ำปุจฉาว่า “อินทรีย์ ๕ ประการมีเหตุเกิดด้วยอาการ ๔๐ ประการ อะไรบ้าง
บุคคลรชู้ ดั เหตเุ กิดแหง่ อินทรยี ์ ๕ ประการด้วยอาการ ๔๐ ประการ อะไรบา้ ง” ทา่ นวสิ ชั นาไว้
โดยแบง่ เปน็ ๒ ตอนดงั นี้
ตอนที่ ๑ มีอนิ ทรยี ล์ ะ ๔ อาการ รวมเปน็ ๒๐ อาการ เชน่
๑. เหตุเกิดแห่งความค�ำนึงถึงประโยชน์แก่ความน้อมใจเช่ือ เป็นเหตุเกิดแห่ง
สทั ธินทรีย์
๒. เหตเุ กดิ แหง่ แนทะดว้ ยอ�ำนาจความนอ้ มใจเชอ่ื เปน็ เหตเุ กิดแห่งสัทธินทรีย์
๓. เหตเุ กิดแหง่ มนสกิ ารดว้ ยอ�ำนาจความน้อมใจเชือ่ เปน็ เหตเุ กดิ แห่งสทั ธินทรยี ์
๔. ความปรากฏเปน็ สภาวะเดยี วดว้ ยอ�ำนาจสทั ธนิ ทรยี ์ เปน็ เหตเุ กดิ แหง่ สทั ธนิ ทรยี ์
ตอนที่ ๒ ท่านน�ำอาการของอินทรีย์แตล่ ะประการในตอนที่ ๑ มาจ�ำแนกอกี ๔ รอบ
รอบละ ๕ อาการ รวมเป็น ๒๐ อาการ โดยเร่ิมตง้ั แต่อาการท่ี ๑ เปน็ ต้นไป เช่น
รอบที่ ๑
๑. เหตุเกิดแห่งความค�ำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความน้อมใจเช่ือ เป็นเหตุเกิด
แหง่ สทั ธนิ ทรยี ์
๒. เหตุเกิดแห่งความค�ำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่การประคองไว้ เป็นเหตุเกิดแห่ง
วริ ยิ นิ ทรยี ์
๓. เหตุเกิดแห่งความค�ำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความต้ังมั่น เป็นเหตุเกิดแห่ง
สตนิ ทรยี ์
๔. เหตุเกิดแห่งความค�ำนึงถึงเพ่ือประโยชน์แก่ความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นเหตุเกิดแห่ง
สมาธนิ ทรยี ์
๕. เหตุเกิดแหง่ ความค�ำนึงเพื่อประโยชนแ์ กก่ ารเหน็ เปน็ เหตุเกดิ แห่งปัญญินทรีย์
๒. ค�ำปจุ ฉาวา่ “อนิ ทรีย์ ๕ ประการมคี วามประดบั ด้วยอาการ ๔๐ ประการ อะไรบา้ ง
บคุ คลรชู้ ดั ความดับแหง่ อินทรยี ์ ๕ ประการด้วยอาหชการ ๔๐ ปรพการอะไรบา้ ง” ค�ำวิสชั นา
มีนยั ตรงกนั ข้ามกบั ค�ำวิสัชนาในเหตุเกดิ แหง่ อินทรีย์
๓. ค�ำปุจฉาวา่ “อินทรยี ์ ๕ ประการ มคี ณุ ด้วยอาการ ๒๕ ประการอะไรบ้าง บคุ คลรู้
ชดั คุณแห่งอินทรยี ์ ๕ ประการดว้ ยอาการ ๒๕ ประการอะไรบา้ ง” ทา่ นวิสชั นาว่า
๑. ความไมป่ รากฏแหง่ ความไมม่ ศี รัทธา เปน็ คณุ แหง่ สทั ธินทรยี ์
๒. ความไมป่ รากฏแหง่ ความเร่ารอ้ นเพราะความไม่มศี รทั ธา …
๓. ความแกล้วกลา้ แห่งความประพฤติดว้ ยความนอ้ มใจ ...
เล่มท่ี ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๑ 437
๔. ความสงบและการบรรลสุ ุขวหิ ารธรรม ...
๕. ความสุขโสมนัสท่อี าศยั อินทรียเ์ กดิ ขึ้น ...
อนิ ทรียอ์ กี ๔ ประการ กม็ ีนัยเดียวกนั จงึ รวมเปน็ ๒๕ อาการ
๔. ค�ำปจุ ฉาวา่ “อนิ ทรีย์ ๕ ประการมีโทษดว้ ยอาการ ๒๕ ประการอะไรบ้าง บุคคลรู้
ชดั โทษแห่งอนิ ทรีย์ ๕ ประการดว้ ยอาการ ๒๕ ประการอะไรบ้าง” ค�ำวิสัชนามนี ัยตรงกันข้าม
กบั ค�ำวิสชั นาในคณุ แหง่ อนิ ทรยี ์
๕. ค�ำปุจฉาว่า “อินทรีย์ ๕ ประการมีเครื่องสลัดออกด้วยอาการ ๑๘๐ ประการ
อะไรบ้าง บุคคลรู้ชัดเคร่ืองสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ประการด้วยอาการ ๑๘๐ ประการ
อะไรบ้าง” ท่านวิสัชนาเครื่องสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ประการไว้เพียง ๙๖ ประการเท่านั้น
อรรถกถาอธิบายว่า อาการ ๑๘๐ ประการน้ัน แบ่งเป็น ๒ วาระ คือ หมวดท่ี ๑ แบ่ง
ตามมรรคผล มี ๒๕ อาการ หมวดท่ี ๒ แบ่งตามการบรรลุ มี ๓๔ อาการ
หมวดท่ี ๓ แบง่ ตามธรรมทเี่ ปน็ คตู่ รงกนั ขา้ ม มี ๓๗ อาการ รวมเปน็ อาการ ๙๖ ประการ
วาระท่ี ๒ ส�ำหรับพระขณี าสพ มี ๘๔ อาการ โดยน�ำอาการ ๙๖ ประการ ในวาระ
ท่ี ๑ นัน้ มาลบออก ๑๒ อาการ คือ ในหมวดที่ ๒ ลบออก ๘ อารการ ได้แก่ มรรค ๔ ผล ๔
ในหมวดท่ี ๓ ลบออก ๔ อาการ ได้แก่ มรรค ๔
เมอื่ รวมอาการในวาระทงั้ ๒ วาระเขา้ ด้วยกนั จงึ เปน็ อาการ ๑๘๐ ประการ
๔.๓ ตติยสุตตนั ตนทิ เทส
ตตยิ สตุ ตนั นนทิ เทสอธบิ ายพระสตู รท่ี ๓ ทท่ี า่ นน�ำมาแสดงไวเ้ ปน็ อทุ เทส ดงั รายละเอยี ด
ตอ่ ไปน้ี
อทุ เทส
ภิกษทุ ้งั หลาย อินทรยี ์ ๕ ประการน้ี อนิ ทรีย์ ๕ ประการ อะไรบา้ ง คอื
๑. สัทธินทรยี ์ ๒. วริ ยิ ินทรยี ์
๓. สตินทรยี ์ ๔. สมาธนิ ทรยี ์
๕. ปญั ญินทรีย์
ภิกษุทั้งหลาย สัทธินทรีย์พึ่งเห็นได้ที่ไหน สัทธินทรีย์พึงเห็นได้ในโสตาปัตติยังคะ
๔ ประการ
ภิกษุท้ังหลาย วิริยินทรีย์ พึงเห็นได้ในที่ไหน วิริยินทรีย์พึงเห็นได้ในสัมมัปปธาน
๔ ประการ
ภิกษุทัง้ หลาย สตินทรียพ์ ึงเหน็ ไดท้ ไ่ี หน สตนิ ทรียพ์ งึ เห็นได้ในสตปิ ฏั ฐาน ๔ ประการ
438 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก
ภิกษุท้งั หลาย สมาธินทรีย์พึงเห็นไดใ้ นทไี่ หน สมาธนิ ทรยี พ์ งึ เหน็ ได้ในฌาน ๔ ประการ
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ปญั ญนิ ทรยี พ์ งึ เหน็ ไดใ้ นทไี่ หน ปญั ญนิ ทรยี พ์ งึ เหน็ ไดใ้ นอรยิ สจั ๔ ประการ
(สํ.ม. ๑๙/๔๗๘/๑๗๒)
นิทเทส
ท่าน�ำข้อความในอุทเทสมาอธบิ ายโดยวธิ ีปจุ ฉาและวสิ ชั นาตามล�ำดบั ดังน้ี
ค�ำปจุ ฉาว่า
๑. ด้วยอ�ำนาจแหง่ สทั ธินทรยี ใ์ นโสตาปัตตยิ ังคะ ๔ ประการ พงึ เห็นอนิ ทรยี ์ ๕ ประการ
ด้วยอาการเท่าไร
๒. ดว้ ยอ�ำนาจแหง่ วริ ิยินทรยี ์ในสัมมัปปธาน ๔ ประการ พึงเห็นอนิ ทรีย์ ๕ ประการ
ด้วยอาการเทา่ ไร
๓. ด้วยอ�ำนาจแห่งสตินทรยี ์ในสตปิ ัฏฐาน ๔ ประการ พงึ เหน็ อนิ ทรยี ์ ๕ ประการ ดว้ ย
อาการเทา่ ไร
๔. ดว้ ยอ�ำนาจแห่งสมาธนิ ทรีย์ในฌาณ ๔ ประการ พึงเห็นอนิ ทรีย์ ๕ ประการ ด้วย
อาการเทา่ ไร
๕. ด้วยอ�ำนาจแห่งปัญญินทรีย์ในอรยิ สจั ๔ ประการ พงึ เห็นอนิ ทรยี ์ ๕ ประการ ดว้ ย
อาการเท่าไร
ทา่ นวสิ ชั นามีใจความว่า แต่ละขอ้ มอี าการ ๒๐ ประการ
๔.๓.๑ ปเภทคณนนทิ เทส
ปเภทคณนนิทเทสอธิบายอินทรีย์ ๕ ประการท่ีท่านแสดงไว้ในนิเทส โดยวิธีปุจฉา
และวสิ ัชนา ดังต่อไปน้ี
๑. ค�ำปุจฉาว่า “ด้วยอ�ำนาจแห่งสัทธินทรีย์ในโสตาปัตติยังคะ ๔ ประการ พึงเห็น
อนิ ทรยี ์ ๕ ประการ ด้วยอาการ ๒๐ ประการอะไรบ้าง” ท่านวิสชั นาว่า
ในการน้อมใจเชื่อในโสตาปัตติยังคะคือการคบสัตตบุรุษ พึงเห็นสัทธินทรีย์เพราะ
มีสภาวะเป็นใหญ่ ด้วยอ�ำนาจแห่งสัทธินทรีย์ พึงเห็นวิริยินทรีย์เพราะมีสภาวะประคองไว้
พึงเห็นสตินทรีย์เพราะมีสภาวะตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็น
ปญั ญนิ ทรยี ์เพราะมสี ภาวะเหน็
ในการน้อมใจเชื่อในโสตาปัตติยงั คะ อกี ๓ ประการ คอื การฟังสัทธรรมของสัตบุรษุ
การมนสิการโดยอุบายอันแยบคาย และการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมก็มีนัยเดียวกันน้ี
เลม่ ท่ี ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๑ 439
จงึ รวมเปน็ อาการ ๒๐ ประการ
๒. ค�ำปุจฉาว่า “ด้วยอ�ำนาจแห่งวิริยินทรีย์ในสัมมัปปธาน ๔ ประการ พึงเห็น
อินทรีย์ ๕ ประการ ดว้ ยอาการ ๒๐ ประการอะไรบ้าง” ทา่ นวิสชั นาว่า
ในสัมมัปปธานเพื่อไม่ท�ำบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิดข้ึน พึงเห็นวิริยินทรีย์
เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ในการประคองไว้ ด้วยอ�ำนาจวิริยินทรีย์ พึงเห็นสตินทรีย์เพราะ
มีสภาวะต้ังมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์เพราะ
มีสภาวะเหน็ พึงเห็นสทั ธินททรยี เ์ พราะมสี ภาวะน้อมใจเชอื่
ในสัมมัปปธานอีก ๓ ประการ คือ เพ่ือละบปาอกุศลกรรมที่เกิดข้นแล้ว เพื่อท�ำ
กศุ ลกรรมที่ยังไมเ่ กิดข้ึน และเพือ่ ความด�ำรงอยู่ ไม่เลือนหาย ภญิ โญภาพไพบลู ย์ เจริญเต็มท่ี
แห่งกศุ ลกรรมทเี่ กิดขึ้นแลว้ ก็มนี ยั เดยี วกันนี้ จึงรวมเป็นอาการ ๒๐ ประการ
๓. ค�ำปุจฉาว่า “ด้วยอ�ำนาจแห่งสตินทรีย์ในสติปัฏฐาน ๔ ประการ พึงเห็นอินทรีย์
๕ ประการ ด้วยอาการ ๒๐ ประการอะไรบา้ ง” ทา่ นวสิ ชั นาวา่
ในสติปัฏฐานคือการพิจารณาเห็นกายในกาย พึงเห็นสตินทรีย์เพราะมีสภาวะ
เป็นใหญ่ในความต้ังม่ัน ด้วยอ�ำนาจสตินทรีย์ พึงเห็นสมาธินทรีย์เพราะมีสภาวะไม่ฟุ่งซ่าน
พึงเห็นปัญญินทรีย์เพราะมีสภาวะเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์เพราะมีสภาวะน้อมใจเชื่อ พึงเห็น
วิริยนิ ทรีย์เพราะมสี ภาวะประคองไว้
ในสติปัฏฐานอีก ๓ ประการ คือการพจิ ารณาเห็นเวทนาทั้งหลาย การพจิ ารณาเหน็ จติ
ในจิต การพจิ ารณาเหน็ ธรรมในธรรมทั้งหลาย กม็ ีนัยเดียวกนั นี้ จงึ รวมเปน็ อาการ ๒๐ ประการ
๔. ค�ำปุจฉาว่า “ด้วยอ�ำนาจแห่งสมาธินทรีย์ในฌาณ ๔ ประการ พึงเห็นอินทรีย์ ๕
ประการ ดว้ ยอาการ ๒๐ ประการอะไรบ้าง” ท่านวสิ ชั นาว่า
ในปฐมฌาน พงึ เหน็ สมาธนิ ทรยี เ์ พราะมสี ภาวะเปน็ ใหญใ่ นความไมฟ่ งุ้ ซา่ น ดว้ ยอ�ำนาจ
แห่งสมาธนิ ทรีย์ พงึ เหน็ ปญั ญนิ ทรียเ์ พราะมภี าวะเหน็ พงึ เหน็ สัทธินทรยี เ์ พราะมสี ภาวะน้อมใจ
เช่อื พึงเห็นวิริยนิ ทรยี ์เพราะมสี ภาวะประคองไว้ พงึ เห็นสตินทรยี ์เพราะมีสภาวะตั้งม่ัน
ในทตุ ยิ ฌาณ ตตยิ ฌาณ และจตตุ ถฌาณ กม็ นี ยั เดยี วกนั น้ี จงึ รวมเปน็ อาการ ๒๐ ประการ
๕. ค�ำปุจฉาวา่ “ด้วยอ�ำนาจแห่งปญั ญินทรยี ์ ๔ ประการ พึงเห็นอนิ ทรีย์ ๕ ประการ
ด้วยอาการ ๒๐ ประการอะไรบา้ ง” ทา่ นวสิ ัชนาว่า
ในทุกขอริยสัจ พึงเห็นปัญญินทรีย์เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ ด้วยอ�ำนาจปัญญินทรีย์
พงึ เหน็ สทั ธนิ ทรยี เ์ พราะมสี ภาวะนอ้ มใจเชอ่ื พงึ เหน็ วริ ยิ นิ ทรยี เ์ พราะมสี ภาวะประคองไว้ พงึ เหน็
สตนิ ทรยี ์เพราะมสี ภาวะตัง้ มั่น พึงเหน็ สมาธินทรียเ์ พราะมสี ภาวะเปน็ ใหญ่ในความไมฟ่ งุ้ ซ่าน
440 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก
ในทุกขสมุทัย ทุกขนิโรธ และทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ก็มีนัยเดียวกันน้ี จึงรวมเป็น
อาการ ๒๐ ประการ
๔.๓.๒ จรยิ วาร
ค�ำวา่ จรยิ วาร แปลวา่ วาระดว้ ยจรยิ า (ความประพฤต)ิ แหง่ อนิ ทรยี ์ คอื ทา่ นพระสารบี ตุ ร
น�ำธรรม ๕ หมวด มาจ�ำแนกความประพฤติแห่งอินทรีย์ หมวดละ ๒๐ อารการ เหมือนใน
ปเภทคณนนทิ เทส แตเ่ พมิ่ ความว่า “จรยิ า” แห่งอินทรยี ์แตล่ ะประการ เช่น
๑. ค�ำปุจฉาว่า “ด้วยอ�ำนาจแห่งสัทธินทรีย์ในโสตาปัตติยังคะ ๔ ประการ พึงเห็น
จริยาแหง่ อินทรีย์ ๕ ประการอะไรบา้ ง” ทา่ นวสิ ชั นาว่า
ในการน้อมใจเช่ือในโสตาปตัติยังคะคือการคบสัตบุรุษ พึงเห็นจริยาแห่งสัทธินทรีย์
เพราะมสี ภาวะเป็นใหญ่ ฯลฯ (องค์ธรรมเหมอื นใบปเภทคณนนิทเทส)
๔.๓.๓ จารวหิ ารนทิ เทส
จารวหิ ารนิทเทส อธิบายความประพฤตแิ ละความเปน็ อยู่ คอื ท่านพระสารบี ตุ รวางบท
มาตกิ าท่มี ีค�ำวา่ “ความประพฤติ และความเป็นอยู่” รวมอยู่ด้วยดงั นี้
“ความประพฤติ และความเปน็ อยู่ เปน็ อนั ตรสั รแ็ ลว้ รแู้ จง้ แลว้ เหมอื นอยา่ งสพรหมจารี
ผ้รู แู้ จ้ง มนั่ ใจบคุ คล ตามท่ปี ระพฤติ ตามที่เป็นอยู่ ในฐานะทลี่ กึ ซ้งึ วา่ ทา่ นผ้บู รรลุแล้วหรอื ว่า
จักบรรลแุ น่”
จากนนั้ ทา่ นน�ำค�ำในบทมาติกามาอธบิ ายทีละค�ำ รวม ๑๔ ค�ำ เชน่
ค�ำว่า “ความประพฤต”ิ ได้แก่ ความประพฤติ ๘ ประการ คือ (๑) ความประพฤตใิ น
อริ ยิ าบถ (๒) ...ในอายตนะ (๓) ...ในสติ (๔) ...ในสมาธิ (๕) ...ในญาณ (๖) ...ในมรรค (๗) ...ในผล
(๘) ความประพฤติเพอ่ื ประโยชน์แก่โลก
ความประพฤติแต่ละประการมีความหมายตามล�ำดับดังนี้ (๑) ความประพฤติใน
อิริยาบถ ๔ (๒) ความประพฤติในอายตนะภายใน และอายตนะภายนอกอยา่ งละ ๖ ประการ
(๓) ความประพฤตใิ นสตปิ ฏั ฐาน ๔ (๔) ความประพฤตใิ นฌาน ๔ (๕) ความประพฤตใิ นอรยิ สจั ๔
(๖) ความประพฤติในอริยมรรค ๔ (๗) ความประพฤติในสามัญญผล ๔ (๘) ความประพฤติ
ในพระตถาคตอรหันตสมั มาสมั พุทธเจ้า ในพระปจั เจกพุทธเจ้าบางสว่ น ในพระสาวกบางส่วน
ความประพฤติ ๘ ประการ อีกนยั หน่ึง เชน่
๑. เมือ่ น้อมใจเชื่อ ช่อื ว่าประพฤติด้วยศรัทธา
๒. เมือ่ ประคองไว้ ชือ่ ว่าประพฤติด้วยวิริยะ
เล่มท่ี ๒๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๓๑ 441
ความประพฤติ ๘ ประการ อีกนัยหนึ่ง เชน่
๑. ความประพฤตสิ มั มาทิฏฐิ ชอื่ ว่าทัสสนจริยา
๒. ความประพฤตสิ ัมมาสังกัปปะ ชื่อว่าอภินิโรปนจริยา
ค�ำว่า “ความเป็นอยู่” ได้แก่ (อาการที่) บุคคลน้อมใจเช่ือ อยู่ด้วยศรัทธา บุคคล
ผปู้ ระคองไว้ อยดู่ ้วยความเพียร บุคคลผ้ตู ัง้ มน่ั อยู่ด้วยสติ บคุ คลผ้ทู �ำความไมฟ่ ุ้งซา่ น อยดู่ ว้ ย
สมาธิ บคุ ลผรู้ ชู้ ดั อยูด่ ้วยปญั ญา
๔.๔ จตุตถสตุ ตันตนทิ เทส
จตุตถสุตตันตนิเทสอธิบายพระสูตรท่ี ๔ ที่ท่านก�ำหนดมาอสดงไว้เป็นอุทเทส
ดังรายละเอียดต่อไปน้ี
อทุ เทส
ภิกษุทั้งหลาย อนิ ทรยี ์ ๕ ประการนี้ อินทรยี ์ ๕ ประการ อะไรบา้ ง คือ
๑. สทั ธนิ ทรีย ์ ๒. วิริยินทรยี ์
๓. สตินทรยี ์ ๔. สมาธินทรีย์
๕. ปญั ญนิ ทรยี ์
(ส.ํ ม. ๑๙/๔๗๑/๑๖๙)
นิสเทส
ท่ายต้ังค�ำปุจฉาว่า “อินทรีย์ ๕ ประการนี้ พึงเห็นด้วยอาการเท่าไร เพราะมีสภาวะ
อย่างไร” แล้ววสิ ชั นาวา่ พงึ เหน็ ดว้ ยอาการ ๖ ประการ เพราะมสี ภาวะอย่างนี้ คือ (๑) เพราะ
มีสภาวะเป็นใหญ่ (๒) เพราะมีสภาวะเป็นเคร่ืองช�ำระศีลที่เปน็ เบอ้ื งต้นใหห้ มดจด (๓) เพราะ
มีสภาวะประมาณยิ่ง (๔) เพราะมีสภาวะต้ังมั่น (๕) เพราะมีสภาวะท�ำให้ส้ินไป (๖) เพราะ
มีสภาวะใหต้ ง้ั อยู่
ล�ำดบั ต่อไป ทา่ นน�ำค�ำวสิ ชั นา ๖ ประการมาตง้ั เป็นนิทเทส รวม ๖ นิทเทส ดังนี้
๔.๔.๑ อาธปิ เตยยฏั ฐนิทเทส
อาธิปเตยยัฏฐนิเทสอธิบายสภาวะท่ีเป็นเคร่ืองใหญ่แห่งอินทรีย์ โดยวิธีปุจฉาและ
วสิ ัชนา ดงั รายละเอยี ดตอ่ ไปนี้
ค�ำปุจฉาว่า “พึงเห็นอินทรีย์ทั้งหลายเพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ อย่างไร” ท่านวิสัชนา
ความเป็นใหญ่แหง่ อินทรยี โ์ ดยแบง่ เป็น ๒ ตอน ดงั นี้
442 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
ตอนท่ี ๑
ทา่ นน�ำอินทรีย์ ๕ ประการมาหนนุ สลับกนั เป็นใหญ่ รวม ๕ รอบ รอบละ ๕ ประการ
เพอื่ จ�ำแนกความเป็นใหญ่ของอินทรยี ์แต่ละประการ รวม ๒๕ ประการ เชน่ พงึ เห็นสัทธินทรยี ์
เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ ในการน้อมใจเชื่อของบุคคลผู้ละความไม่ศรัทธา ด้วยอ�ำนาจแห่ง
สัทธินทรีย์ พึงเห็นวิริยินทรีย์เพราะมีสภาวะประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์เพราะมีสภาวะต้ังมั่น
พึงเหน็ สมาธนิ ทรีย์เพราะมสี ภาวะไม่ฟงุ้ ซ่าน พงึ เหน็ ปญั ญนิ ทรยี ์เพราะมสี ภาวะเหน็
ตอนท่ี ๒
ท่านน�ำอินทรีย์ ๕ มาหมุนด้วยธรรมแต่ละคู่ในธรรมท่ีเป็นคู่ตรงกันข้าม ๓๗ คู่
(หมวดภาวนาที่ ๕ ในสุตมยญาณท่ี ๔ แห่งญาณกถา) คู่ละ ๕ รอบ รอบละ ๕ ประการ
รวม ๒๕ ประการ โดยให้อินทรีย์แต่ละอินทรีย์สลับกันเป็นใหญ่ในแต่ละรอบ เมื่อหมุนไป
ครบ ๓๗ คู่ จงึ ได้ ๑๘๕ รอบ เมอื่ น�ำ ๑๘๕ รอบไปคณู ด้วย ๕ จงึ ได้ ๙๒๗ ประการ (๓๗ x ๕
= ๑๘๕ x ๕ = ๙๒๕) เชน่
รอบท่ี ๑
พึงเหน็ สทั ธินทรีย์เพราะมสี ภาวะเปน็ ใหญ่ในการน้อมใจเชื่อ ด้วยอ�ำนาจแห่งเนกขัมมะ
ของบคุ คลผลู้ ะกามฉนั ทะ ดว้ ยอ�ำนาจแหง่ สทั ธนิ ทรยี ์ พงึ เหน็ วริ ยิ นิ ทรยี เ์ พราะมสี ภาวะประคองไว้
พึงเห็นสตินทรีย์เพราะมีสภาวะต้ังมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็น
ปัญญินทรยี เ์ พราะมสี ภาวะเห็น
๔.๔.๒ อาทิวิโสธนัฏฐนิทเทส
อาทิวิโสธนัฏฐนิทเทสอธิบายสภาวะเป็นเครื่องช�ำระศีลท่ีเป็นเบ้ืองต้นแห่งอินทรีย์
โดยปจุ ฉาและวสิ ัชนา ดังรายละเดยี ดต่อไปนี้
ค�ำปจุ ฉาวา่ “พงึ เหน็ อนิ ทรยี ท์ ง้ั หลายเพราะมสี ภาวะช�ำระศลี ทเี่ ปน็ สว่ นเบอื้ งตน้ อยา่ งไร”
ทา่ นวสิ ชั นาโดยแบ่งเปน็ ๒ ตอน คือ
ตอนที่ ๑ มี ๕ ประการตามจ�ำนวนอนิ ทรยี ์ เช่น ชือ่ ว่าสทั ธินทรีย์เพราะมสี ภาวะนอ้ ม
ใจเช่ือ ชื่อว่าสีลวิสุทธิเพราะมีสภาวะระวังความไม่มีศรัทธา เป็นเคร่ืองช�ำระศีลที่เป็นเบ้ืองต้น
แห่งสทั ธินทรีย์
ตอนที่ ๒ มี ๓๗ ประการ (ดธู รรมทีเ่ ปน็ คตู่ รงขา้ ม ๓๗ คู่ ในหมวดภาวนาที่ ๕ แห่ง
สุตมยญาณที่ ๔ ญาณกถา) เช่น อินทรีย์ ๕ ในเนกขัมมะ ช่ือว่าศีลวิสุทธิเพราะมีสภาวะ
ระวังกามฉันทะ เป็นเคร่ืองช�ำระศลี ท่ีเปน็ เบอ้ื งต้นแหง่ อินทรีย์ ๕
เลม่ ที่ ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๑ 443
๔.๔.๓ อธมิ ตั ตฏั ฐนทิ เทส
อธิมัตตัฏฐนิทเทสอธิบายสภาวะมีประมาณย่ิงแห่งอินทรีย์ โดยปุจฉาและวิสัชนา
ดงั รายละเอียดต่อไปนี้
ค�ำปจุ ฉาวา่ “พงึ เหน็ อนิ ทรยี ท์ ง้ั หลายเพราะมสี ภาวะมปี ระมาณยง่ิ อยา่ งไร” ทา่ นวสิ ชั นา
ว่า
๑. เพราะเจริญสัทธินทรีย์ ฉันทะจึงเกิดขึ้น ด้วยอ�ำนาจฉันทะ ปามุชชะ
จงึ เกิดขนึ้ ดว้ ยอ�ำนาจปามุชชะ ดว้ ยอ�ำนาจศรัทธา สัทธินทรีย์จงึ มีประมาณยิง่
๒. ด้วยอ�ำนาจปามุชชะ ปตี จิ งึ เกดิ ด้วยอ�ำนาจปีติ ดว้ ยอ�ำนาจศรัทธา...
๓. ดว้ ยอ�ำนาจแหง่ ปตี ิ ปสั สทั ธจิ งึ เกดิ ดว้ ยอ�ำนาจปสั สทั ธิ ดว้ ยอ�ำนาจศรทั ธา...
๔. ดว้ ยอ�ำนาจปสั สัทธิ สขุ จงึ เกิด ด้วยอ�ำนาจสุข ด้วยอ�ำนาจศรัทธา...
๕. ด้วยอ�ำนาจสุข โอภาสจงึ เกดิ ข้ึน ดว้ ยอ�ำนาจโอภาส ด้วยอ�ำนาจ ศรทั ธา...
๖. ดว้ ยอ�ำนาจโอภาส สงั เวชจึงเกดิ ขน้ึ ด้วยอ�ำนาจสังเวช ดว้ ยอ�ำนาจศรัทธา...
๗. จติ สงั เวชแลว้ ย่อมตั้งม่นั ด้วยอ�ำนาจแห่งความต้งั มนั่ ด้วยอ�ำนาจศรัทธา...
๘. จิตต้ังม่ันแล้วย่อมประคองไว้ด้วยดี ด้วยประการประคองไว้ ด้วยอ�ำนาจ
ศรทั ธา...
๙. จิตที่ประคองไว้ย่อมเพ่งเฉย(อุเบกขา) ด้วยดี ด้วยอุเบกขา ด้วยอ�ำนาจ
ศรทั ธา...
๑๐. ด้วยอ�ำนาจอุเบกขา จิตจงึ หลดุ พ้นจากกิเลสทม่ี ีสภาวะตา่ ง ๆ ดว้ ยความ
หลดุ พ้น ด้วยอ�ำนาจศรัทธา...
๑๑. เพราะจติ หลดุ พน้ ธรรมเหลา่ นนั้ จงึ มรี สอยา่ งเดยี วกนั เพราะมคี วามหมาย
วา่ ธรรมท้ังหลายมีรสเปน็ อย่างเดียวกนั ด้วยอ�ำนาจภาวนา ดว้ ยอ�ำนาจศรัทธา...
๑๒. เพราะเปน็ ธรมทเ่ี จริญแล้ว ธรมเหลา่ น้นั จงึ หลกี ออกจากธรรม เหลา่ นนั้ ไป
สู่ธรรมทป่ี ระณตี กวา่ ด้วยอ�ำนาจความหลีกออกไป ดว้ ยอ�ำนาจศรทั ธา...
๑๓. เพราะหลีกออกไปแลว้ ฉะนน้ั บุคคลจงึ สละ ด้วยอ�ำนาจความสละด้วย
อ�ำนาจศรัทธา...
๑๔. เพราะสละแลว้ ฉะนนั้ กเิ ลสและขนั ธจ์ งึ ดบั ดว้ ยอ�ำนาจความดบั ดว้ ยอ�ำนาจ
ศรทั ธา…
สรุป ความสละด้วยอ�ำนาจความดับ ๒ ประการ คือ (๑) ความสละด้วยการบริจาค
(๒) ความสละดว้ ยความแล่นไป
444 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสุตตันตปิฎก
ชื่อว่าความสละด้วยการบริจาค เพราะสละกิเลสและขันธ์ ช่ือว่าความสละด้วยความ
แล่นไป เพราะจิตแลน่ ไปในนพิ พานธาตุทเี่ ป็นความดบั ไป
อินทรีย์ ๔ ประการกม็ ีนัยเดียวกนั น้ี ตา่ งกันแตอ่ งคธ์ รรมเท่าน้ัน
๔.๔.๔ อธฏิ ฐานฏั ฐนิทเทส
อธิฏฐานัฏฐนิทเทสอธิบายสภาวะต้ังมั่นแห่งอินทรีย์ โดยวิธีปุจฉาและวิสัชนา
ดังรายละเอียดต่อไปน้ี
ค�ำปจุ ฉาว่า “พึงเห็นอินทรยี ท์ งั้ หลายเพราะมสี ภาวะตงั้ มั่น อย่างไร” ท่านวิสัชนาว่า
เพราะเจริญสัทธินทรีย์ ฉันทะจึงเกิด ด้วยอ�ำนาจแห่งฉันทะ ด้วยอ�ำนาจแห่งศรัทธา
สทั ธนิ ทรียจ์ ึงต้ังมน่ั
ด้วยอ�ำนาจแห่งฉันทะ ปามุชชะจึงเกิดขึ้น ด้วยอ�ำนาจแห่งปามุชชะ ด้วยอ�ำนาจแห่ง
ศรัทธา สทั ธินทรีย์จงึ ตง้ั มัน่ ฯลฯ (มอี งคธ์ รรมเหมอื นในอธิมตั ฏั ฐนทิ เทส)
๔.๔.๕ ปรยิ านัฏฐนเิ ทส
ปรยิ านฏั ฐนทิ เทสอธบิ ายสภาวะทอ่ี นิ ทรยี ท์ �ำใหธ้ รรมฝา่ ยตรงกนั ขา้ มสน้ิ ไปโดยวธิ ปี จุ ฉา
และวิสัชนา ดงั รายละเอยี ดตอ่ ไปน้ี
ค�ำปุจฉาว่า “พึงเห็นอินทรีย์ท้ังหลายเพราะมีสภาวะท�ำใธรรมฝ่านตรงกันข้ามส้ินไป
อยา่ งไร” ท่านวิสชั นาโดยแบ่งเปน็ ๒ ตอน คือ
ตอนท่ี ๑ มี ๕ ประการตามจ�ำนวนอินทรีย์ เช่น เพราะมีสภาวะนอ้ มใจเชอ่ื สทั ธนิ ทรยี ์
จงึ ท�ำความไม่มศี รทั ธาให้สิน้ ไป ท�ำความเรา่ ร้อนเพราะความไมม่ ศี รทั ธาใหส้ นิ้ ไป
ตอนท่ี ๒ มี ๓๗ ประการ (ดธู รรมทเ่ี ปน็ คูต่ รงกันขา้ ม ๓๗ ค่ใู นภาวนาหมวดที่ ๕ แห่ง
สตุ มยญาณที่ ๔) เชน่ อนิ ทรยี ์ ๕ ประการในเนกขมั มะ ท�ำกามฉนั ทะใหส้ นิ้ ไป อนิ ทรยี ์ ๕ ประการ
ในพยาบาท ท�ำอพยาบาทใหส้ ิ้นไป
๔.๔.๖ ปติฏฐาปกฏั ฐนทิ เทส
ปติฏฐาปกัฏฐนิทเทสอธิบายสภาวะท่ีอินทรีย์ให้ต้ังอยู่ โดยวิธีปุจฉาและวิสัชนา
ดังรายละเอยี ดต่ิไปนี้
ค�ำปุจฉาว่า “พึงเห็นอินทรีย์ท้ังหลายเพราะมีสภาวะให้ตั้งอยู่ อย่างไร” ท่านวิสัชนา
โดยแบ่งเปน็ ๒ ตอน คือ
เล่มท่ี ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๑ 445
ตอนท่ี ๑ ม๕ี ประการตามจ�ำนวนอนิ ทรีย์ เช่น ผูม้ ศี รทั ธาใหส้ ทั ธนิ ทรยี ต์ ้ังอยใู่ นความ
นอ้ มใจเชอ่ื สทั ธินทรีย์ของผมู้ ีศรทั ธาให้ผู้มศี รัทธาตง้ั อยใู่ นความน้อมใจเชื่อ
ตอนท่ี ๒ มี ๓๗ ประการ (องค์ธรรมเหมือนในปริยาทานัฏฐนิเทส) เช่น พระโยคาวจร
ให้อินทรีย์ ๕ ประการตั้งอยู่ในเนกขัมมะ อินทรีย์ ๕ ประการของพระโยคาวจรตั้งอยู่
ในเนกขมั มะ
๔.๔.๗ อินทรยิ สโมธาน
อินทรยิ สโมธาน แปลว่า การให้อนิ ทรยี ป์ ระชมุ ลง หรือการประมวลอนิ ทรยี ์ นอกจาก
การให้อินทรีย์ประชุมลงแล้ว ยังมีการให้ธรรมอีก ๔ หมวดประชุมลง คือ พละโพชฌงค์
มรรค และธรรมท้ังหลาย ซึ่งเป็นเนื้อหาตอนที่ ๓ ในจ�ำนวน ๗ ตอน ที่ท่านน�ำมาอธิบาย
โดยวิธปี จุ ฉาและวสิ ชั นา ดงั รายละเอยี ดตอ่ ไปนี้
ตอนท่ี ๑ อธิบายการเจริญสมาธิของบุคคล ๓ จ�ำพวก ดงั นี้
ค�ำปุจฉาว่า
๑. ปุถุชนเมอื่ เจรญิ สมาธิ ชื่อว่าเปน็ ผฉู้ ลาดในการต้ังไว้ด้วยอาการเท่าไร
๒. พระเสขะเมอ่ื เจริญสมาธิ ชื่อวา่ เปน็ ผู้ฉลาดในการต้งั ไวด้ ว้ ยอาการเทา่ ไร
๓. ท่านผู้ปราศจากราคะเม่ือเจริญสมาธิ ช่ือว่าเป็นผู้ฉลาดในการต้ังไว้ด้วยอาการ
เท่าไร
ทา่ นวสิ ัชนาว่า
๑. ดว้ ยอาการ ๗ ประการ ๒. ด้วยอาการ ๘ ประการ
๓. ดว้ ยอาการ ๑๐ ประการ
ล�ำดับต่อไป ท่านน�ำค�ำวิสัชนาแต่ละประการมาอธิบายโดยมีวิธีปุจฉาและวิสัชนา
ตามล�ำดับดงั น้ี
๑. ค�ำปุจฉาว่า “ปุถุชน เมื่อเจริญสมาธิ ช่ือว่าเป็นผู้ฉลาดในการต้ังไว้ด้วยอาการ
๗ ประการ อะไรบ้าง” ท่านวิสชั นามีใจความวา่ เพราะนอ้ มนกึ ถงึ แล้ว ปถุ ชุ น ช่ือว่าเป็นผู้ฉลาด
ในการต้ังไว้ซ่ึงสภาวธรรมแต่ละประการ รวม ๗ ประการ ได้แก่ (๑) อารมณ์ (๒) สมถนิมิต
(๓) ปคั คหนมิ ติ (๔) อวิกเขปะนมิ ิต (๕) โอภาส (๖) ความร่าเริง (๗) อเุ บกขา
๒. ค�ำปุจฉาว่า “พระเสขะเมื่อเจริญสมาธิ ชื่อว่าเป็นผู้ฉลาดในการตั้งไว้ด้วยอาการ
๘ ประการ อะไรบ้าง” ท่านวิสัชนามีใจความว่า เพราะน้อมนึกถึงแล้วพระเสขะช่ือว่าเป็น
ผฉู้ ลาดในการตัง้ ไว้ซึ่งสภาวธรรมแต่ละประการรวม ๘ ประการ ประการที่ ๑-๗ ไดแ้ ก่ เหมอื น
ในขอ้ ที่ ๑ ประการที่ ๘ ได้แกเ่ ปน็ ผ้ฉู ลาดในการตงั้ ไวซ้ ึง่ สภาวะเดยี ว
446 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสุตตนั ตปิฎก
๓. ค�ำปจุ ฉาวา่ “ทา่ นผปู้ ราศจากราคะเมอ่ื เจรญิ สมาธิ ชอ่ื วา่ เปน็ ผฉู้ ลาดในการตง้ั ไวด้ ว้ ย
อาการ ๑๐ ประการ อะไรบา้ ง” ทา่ นวสิ ชั นามใี จความว่า เพราะน้อมนกึ ถงึ แลว้ ทา่ นผปู้ ราศจาก
ราคะ ชื่อว่าเป็นผู้ฉลาดในการตั้งไว้ซึ่งสภาวธรรมแต่ละประการรวม ๑๐ ประการ ประการที่
๙-๑๐ ได้แก่ เปน็ ผู้ฉลาดในการต้งั ไว้ซง่ึ ญาณ และเป็นผู้ฉลาดในความตงั้ ไวซ้ ึ่งจิต
ตอนที่ ๒ อธิบายการเจรญิ วปิ สั สนาของบคุ คล ๓ จ�ำพวก ดังนี้
ค�ำปจุ ฉาวา่
๑. ปุถุชนเม่ือเจริญวิปัสสนา เป็นผู้ฉลาดในการต้ังไว้ด้วยอาการเท่าไรเป็นผู้ฉลาด
ในการไมต่ ง้ั ไวด้ ้วยอาการเท่าไร
๒. พระเสขะเม่ือเจริญวิปัสสนา เป็นผู้ฉลาดในการตั้งไว้เท่าไร เป็นผู้ฉลาดในการ
ไม่ต้ังไว้ดว้ ยอาการเทา่ ไร
๓. ทา่ นผปู้ ราศจากราคะเมอ่ื เจรญิ วปิ สั สนา เปน็ ผฉู้ ลาดในการตงั้ ไวด้ ว้ ยอาการเทา่ ไร
เปน็ ผฉู้ ลาดในการไมต่ ง้ั ไวเ้ ท่าไร
ทา่ นวิสัชนามใี จความวา่
๑. ดว้ ยอาการ ๙ ประการ ทัง้ ๒ ประเด็น
๒. ด้วยอาการ ๑๐ ประการ ทัง้ ๒ ประเดน็
๓. ด้วยอาการ ๑๒ ประการ ทงั้ ๒ ประเดน็
ถา้ ล�ำดับตอ่ ไป ท่านน�ำค�ำวิสัชนาแตล่ ะประการมาอธบิ ายโดยวธิ ีปจุ ฉาและวิสัชนาตาม
ล�ำดับดังน้ี
๑. ค�ำปุจฉาว่า “ปุถุชนเม่ือเจริญวิปัสสนา ชื่อว่าเป็นผู้ฉลาดในการต้ังไว้ด้วยอาการ
๙ ประการ อะไรบา้ ง เป็นผ้ฉู ลาดในการไม่ต้ังไวด้ ้วยอาการ ๙ ประการอะไรบ้าง” ท่านวสิ ัชนา
มีใจความว่า ปุถุเมื่อเจริญวิปัสสนา ชื่อว่าเป็นผู้ฉลาดในการการตั้งไว้ด้วยอาการ ๙ ประการ
เปน็ ผูฉ้ ลาดในการไมต่ ้งั ไวด้ ว้ ยอาการ ๙ ประการ จดั เปน็ ๙ คู่ ดังนี้
เปน็ ผู้ฉลาดในการตั้งไว้ เปน็ ผูฉ้ ลาดในการไมต่ งั้ ไว้
๑. โดยความไม่เทยี่ ง โดยความเท่ยี ง
๒. โดยความเป็นทกุ ข ์ โดยความเป็นสุข
๓. โดยความเป็นอนตั ตา โดยความเป็นอตั ตา
๔. โดยความสิ้นไป โดยความเป็นกอ้ น
๕. โดยความเสอ่ื มไป โดยความประมวลมา
๖. โดยความแปรผัน โดยความยง่ั ยืน
เลม่ ท่ี ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๑ 447
๗. โดยอนมิ ิต โดยนิมติ
๘. โดยอปณิหิตะ โดยปนหิ ติ ะ
๙. โดยสุญญตะ(ความวา่ ง) โดยอภินเิ วส(ความยึดมนั่ )
๒. ค�ำปุจฉาว่า “พระเสขะเมื่อเจริญวิปัสสนา เป็นผู้ฉลาดในการตั้งด้วยอาการ
๑๐ ประการ อะไรบ้าง เป็นผู้ฉลาดในการไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐ ประการ อะไรบ้าง”
ท่านวิสัชนามีใจความว่า พระเสขะเม่ือเจริญวิปัสสนา เป็นผู้ฉลาดในการั้งไว้ด้วยอาการ
๑๐ ประการ เป็นผู้ฉลาดในการไม่ต้ังไว้ด้วยอาการ ๑๐ ประการ จัดเป็น ๑๐ คู่ คู่ท่ี ๑-๙
เหมอื นในข้อท่ี ๑ ค่ทู ี่ ๑๐ ไดแ้ ก่ ญาณกับส่ิงมใิ ช่ญาณ
๓. ค�ำปุจฉาว่า “ทา่ นผปู้ ราศจากราคะเมื่อเจริญวปิ ัสสนา เปน็ ผฉู้ ลาดในการตัง้ ไวด้ ้วย
อาการ ๑๒ ประการ อะไรบ้าง เป็นผูฉ้ ลาดในการไมต่ งั้ ไวด้ ้วยอาการ ๑๒ ประการ ปะไรบา้ ง”
ทา่ นวสิ ชั นามใี จความวา่ ทา่ นผปู้ ราศราคะเมอ่ื เจรญิ วปิ สั สนาเปน็ ผฉู้ ลาดในการตง้ั ไวด้ ว้ ยอาการ
๑๒ ประการ เปน็ ผฉู้ ลาดในการไมต่ งั้ ไวด้ ว้ ยอาการ ๑๒ ประการ จดั เปน็ ๑๒ คู่ คทู่ ี่ ๑-๑๐ เหมอื น
ในขอ้ ที่ ๒ คทู่ ่ี ๑๑-๑๒ ไดแ้ ก่ ความไมเ่ กย่ี วขอ้ งกบั ความเกยี่ วข้อง และความดับกบั สงั ขาร
ตอนท่ี ๓
ท่านสรุปเหมือนค�ำสรุปในสโตการิญาณนิทเทสว่า เพราะน้อมนึกถึงแล้ว บุคคลให้
อินทรีย์ทั้งหลายประชุมลง ด้วยอ�ำนาจความเป็นผู้ฉลาดในการตั้งไว้ซึ่งอารมณ์รู้ชัดโคจร และ
รู้แจ้งธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์ ให้พละท้ังหลายประชุมลง ... ให้โพชฌงค์ท้ังหลาย
ประชุมลง ... ให้มรรคท้ังหลายประชุมลง ... ให้ธรมทั้งหลายประชุมลง รู้ชัดโคจร และ
รู้แจ้งธรรมอันมคี วามสงบเปน็ ประโยชน์
ล�ำดับต่อไป ทา่ นน�ำค�ำสรุปน้ันมาอธบิ าย มใี จความแบ่งเป็น ๓ ล�ำดบั ดงั นี้
ล�ำดบั ท่ี ๑
ให้สัทธินทรีย์ประชุมลงเพราะมีสภาวะน้อมใจเช่ือ ให้วิริยินทรีย์ประชุมลงเพราะ
มีสภาวะประคองไว้ ให้สตินทรีย์ประชุมลง เพราะมีสภาวะตั้งมั่น ให้สมาธินทรีย์ประชุมลง
เพราะมีสภาวะไมฟ่ ุง้ ซ่าน ใหป้ ัญญนิ ทรยี ์ประชมุ ลงเพราะมีสภาวะเห็น
ล�ำดบั ท่ี ๒ มี ๓ ประการ คือ
๑. ให้อินทรีย์ท้ังหลายประชุมลง ด้วยอ�ำนาจความเป็นผู้ฉลาดในการตั้งไว้
ซง่ึ สภาวะธรรมตา่ ง ๆ รวม ๗ ประการ (เหมอื นในตอนท่ี ๑ ล�ำดบั ท่ี ๒ ขอ้ ท่ี ๑)
๒. ให้อินทรีย์ท้ังหลายประชุมลง ด้วยอ�ำนาจความเป็นผู้ฉลาดในการต้ังไว้
ซง่ึ สภาวะธรรมตา่ ง ๆ รวม ๘ ประการ (เหมือนในตอนท่ี ๑ ล�ำดบั ที่ ๒ ขอ้ ท่ี ๒)
448 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก
๓. ให้อินทรีย์ท้ังหลายประชุมลง ด้วยอ�ำนาจความเป็นผู้ฉลาดในการตั้งไว้
ซ่งึ สภาวะธรรมต่าง ๆ รวม ๑๐ ประการ (เหมือนในตอนท่ี ๑ ล�ำดับท่ี ๒ ขอ้ ท่ี ๓)
ล�ำดับท่ี ๓ มี ๓ ประการ คือ
๑. ให้อินทรีย์ท้ังหลายประชุมลง ด้วยอ�ำนาจความเป็นผู้ฉลาดในการตั้งไว้และ
การไมต่ ง้ั ไว้โดยสภาวธรรมต่าง ๆ รวม ๑๘ ประการ (เหมือนในตอนท่ี ๒ ล�ำดบั ท่ี ๒ ขอ้ ที่ ๑)
๒. ให้อินทรีย์ท้ังหลายประชุมลง ด้วยอ�ำนาจความเป็นผู้ฉลาดในการต้ังไว้และ
การไมต่ ้งั ไว้โดยสภาวะธรรมตา่ ง ๆ รวม ๒๐ ประการ (เหมอื นในตอนที่ ๒ ล�ำดับที่ ๒ ข้อท่ี ๒)
๓. ให้อินทรีย์ทั้งหลายประชุมลง ด้วยอ�ำนาจความเป็นผู้ฉลาดในการตั้งไว้และ
การไม่ตัง้ ไว้โดยสภาวะธรรมตา่ ง ๆ รวม ๒๐ ประการ (เหมือนในตอนท่ี ๒ ล�ำดบั ท่ี ๒ ข้อท่ี ๓)
ตอนท่ี ๔
ทา่ นตงั้ บทมาตกิ าใหม่วา่ “ปัญญาที่มคี วามช�ำนาญในอนิ ทรยี ์ ๓ ประการ โดยอาการ
๖๔ ประการ ช่อื วา่ อาสวักขยญาณ” (ดูรายละเอยี ดในอาสวักขยญาณนทิ เทสแหง่ ญาณกถา)
ตอนท่ี ๕
ท่านน�ำพระพทุ ธพจน์เปน็ คาถามาต้ังเปน็ บทมาตกิ า แลว้ ยกค�ำว่า สมันตจกั ขุมาขยาย
ความเป็นพุทธญาณ ๑๔ ประการ เหมือนในสัพพญั ญุตญาณนิทเทสแหง่ ญาณกถา
ตอนท่ี ๖
ท่านน�ำค�ำกริยา ๕ ค�ำ คอื เชื่อ ประคองไว้ ตัง้ สตมิ นั่ ตัง้ ใจมั่น ร้ชู ดั มาหมุนเปน็ คู่ ๆ
สลับกันจนครบ ๕ ค�ำ เปน็ ๑ รอบ รอบละ ๘ คู่ โดยใหค้ �ำกริยาแต่ละค�ำหมนุ กนั เป็นใหญใ่ น
แต่ละรอบตามล�ำดับรวม ๕ รอบ เช่น
รอบที่ ๑ ใชค้ �ำว่า “เชือ่ ” เป็นหลัก คือ
บคุ คลเม่อื เชื่อ ชื่อว่าประคองไว้ เม่อื ประคอง ชอื่ ว่าเช่อื
บุคคลเมื่อเชอื่ ชอ่ื ว่าสติต่ังมน่ั เม่อื สติต้งั มัน่ ช่อื วา่ เชอ่ื
บคุ คลเมื่อเชอ่ื ช่อื ว่าสตติ ัง้ มัน่ เม่อื ตง่ั ใจมั่น ชอ่ื วา่ เช่ือ
บคุ คลเมอ่ื เชอื่ ชอ่ื ว่ารู้ชดั เม่ือรู้ชดั ช่อื วา่ เชือ่
รอบที่ ๒ ใชค�ำว่า “ประคองไว้” เป็นหลกั คอื
บุคคลเมอ่ื ประคองไว้ ชื่อวา่ สตติ ัง้ มน่ั เมอื่ สตติ ง้ั ม่ัน ช่อื วา่ ประคองไว้
บคุ คลเม่ือประคองไว้ ชอื่ ว่าต้ังใจม่ัน เม่ือต้ังใจมน่ั ช่ือว่าประคองไว้
บคุ คลเมอ่ื ประคองไว้ ชื่อวา่ ร้ชู ัด เม่ือรูช้ ัด ชอ่ื วา่ ประคองไว้
บุคคลเมือ่ ประคองไว้ ชื่อวา่ เชอ่ื เมือ่ เชอื่ ช่อื ว่าประคองไว้
เล่มที่ ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๑ 449
ล�ำดบั ตอ่ ไป ท่านน�ำค�ำกริยาทั้ง ๕ ค�ำนัน้ มาขยายความเป็นเหตเุ ป็นผลของกนั และกนั
เปน็ คู่ ๆ หมนุ สลับกันไปจนครบ ๕ ค�ำ รวม ๕ รอบ เหมือนข้างต้น เชน่
รอบท่ี ๑ ใช้ค�ำว่า “เช่อื ” เปน็ หลกั คอื
เพราะความเป็นผ้เู ชอื่ จงึ ประคองไว้ เพราะความเปน็ ผ้ปู ระคองไว้ จงึ เชอ่ื
เพราะความเปน็ ผู้เช่ือ จงึ ตง้ั สติมน่ั เพราะความเปน็ ผตู้ ้งั สติมน่ั จงึ เชอื่
เพราะความเปน็ ผูเ้ ชอ่ื จงึ ตงั้ มั่น เพราะความเป็นผตู้ ง้ั ใจมน่ั จึงเช่อื
เพราะความเป็นผเู้ ชื่อ จึง รู้ชัด เพราะความรู้ชัด จงึ เชือ่
ตอนท่ี ๗
ท่านวางบทมาติกาว่า พุทธจักขุช่ือว่าพุทธญาณ พุทธญาณชื่อว่าพุทธจักขุ เป็น
เครื่องให้พระตถาคตทรงเห็นหมู่สัตว์ผู้มีกิเลสดุจธุลีในปัญญาจักขุน้อย ฯลฯ (เหมือนใน
อินทรยิ ปโรปรยิ ตั ตญาณนิทเทส)
จากน้ัน ท่านน�ำค�ำในบทมาติกานั้นมาขยายความเป็นคู่ตรงกันข้าม คือ ฝ่ายดีกับ
ฝา่ ยไมด่ ี รวม ๕ คู่ (เหมอื นในอินทรยิ ปโรปรยิ ตั ตญาณนทิ เทสแหง่ ญาณกถา)
๕. วิโมกขกถา
ค�ำว่า วิโกขกถา แปลว่า กถาวา่ ด้วยวโิ มกข์ แบง่ เป็นอทุ เทสและนิทเทสได้ ดังน้ี
อทุ เทส
ท่านพระสารีบุตรน�ำพระพุทธพจน์ท่วี ่าดว้ ยวโิ มกข์มาแสดงเป็นอุทเทสวา่
ภกิ ษทุ ั้งหลาย วโิ มกข์ ๓ ประการน้ี วโิ มกข์ ๓ ประการ อะไรบา้ ง คอื
๑. สญุ ญตวิโมกข์ ๒. อนิมติ ตวโิ มกข์
๓. อัปปณิหิตวิโมกข์
วิโมกข์ ๖๘ ประการ คอื
๑. สุญญตวโิ มกข์ ๒. อนมิ ิตตวโิ มกข์
๓. อัปปณิหติ วิโมกข ์ ๔. อัชฌัตตวฏุ ฐานวิโมกข์
๕. พหิทธาวฏุ ฐานวิโมกข์ ๖. ทุภโตวุฏฐานวโิ มกข์
๗-๑๐. วโิ มกข์ ๔ ประการจากอัชฌตั ตวฏุ ฐานวิโมกข์
๑๑-๑๔. วโิ มกข์ ๔ ประการจากพหทิ ธาวฏุ ฐานวิโมกข์
450 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสุตตนั ตปิฎก
๑๕-๑๘. วโิ มกข์ ๔ ประการจากทุภโตวฏุ ฐานวิโมกข์
๑๙-๒๒. วิโมกข์ ๔ ประการอนุโลมตามอัชฌตั ตวฏุ ฐานวิโมกข์
๒๓-๒๖. วโิ มกข์ ๔ ประการอนโุ ลมตามพหทิ ธาวุฏฐานวิโมกข์
๒๗-๓๐. วโิ มกข์ ๔ ประการอนุโลมตามทุภโตวฏุ ฐานวโิ มกข์
๓๑-๓๔. วโิ มกข์ ๔ ประการระงับจากอัชฌัตตวุฏฐานวโิ มกข์
๓๕-๓๘. วโิ มกข์ ๔ ประการระงับจากพหิทธาวุฏฐานวิโมกข์
๓๙-๔๒. วิโมกข์ ๔ ประการระงับจากทภุ โตวฏุ ฐานวโิ มกข์
๔๓. ชอื่ วา่ วิโมกข์ เพราะภิกษุไดร้ ปู ฌาน ย่อมเหน็ รปู ท้ังหลาย
๔๔. ชื่อวา่ วโิ มกข์ เพราะภิกษุไม่มคี วามหมายรวู้ ่ารปู ภายในเหน็ รูปภายนอก
๔๕. ชื่อวา่ วโิ มกข์ เพราะภกิ ษเุ ป็นผู้น้อมไปในอารมณว์ า่ งามเท่านั้น
๔๖. อากาสานัญจายตนสมาบตั ิวิโมกข์
๔๗. วญิ ญาณญั จายตนสมาบตั ิวโิ มกข์
๔๘. อากิญจญั ญายตนสมาบัตวิ ิโมกข์
๔๙. เนวสญั ญานาสัญญายตนสมาบัตวิ ิโมกข์
๕๐. สญั ญาเวทยิตนิโรธสมาบตั วิ โิ มกข์
๕๑. สมยวิโมกข ์ ๕๒. อสมยวโิ มกข์
๕๓. สามยกิ วิโมกข ์ ๕๔. อสามยกิ วโิ มกข์
๕๕. กุปปวโิ มกข ์ ๕๖.อกปุ ปวโิ มกข์
๕๗. โลกิยวโิ มกข์ ๕๘. โลกุตตรวิโมกข์
๕๙. สาสววิโมกข์ ๖๐. อนาสววิโมกข์
๖๑. สามิสวโิ มกข ์ ๖๒. นิรามิสวิโมกข์
๖๓. นริ ามสิ านริ ามสิ ตรวิโมกข ์ ๖๔. ปณหิ ิตวิโมกข์
๖๕. อปั ปณหิ ิตวิโมกข์ ๖๖.ปณหิ ิตปฏิปัสสทั ธวิ ิโมกข์
๖๗. สัญญตุ ตวโิ มกข ์ ๖๘. วสิ ัญญุตตวิโมกข์
๖๙. เอกตั ตวโิ มกข ์ ๗๐. นานตั ตวโิ มกข์
๗๑. สญั ญาวโิ มกข ์ ๗๒. ญาณวิโมกข์
๗๓. สีติยาวโิ มกข์ ๗๔. ฌานวิโมกข์
๗๕. อนปุ าทาจติ ตวิโมกข์
เล่มที่ ๒๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๓๑ 451
ข้อสงั เกต ตัวเลขบอกจ�ำนวนวโิ มกขน์ ขี้ ัดแยง้ กัน กล่าวคอื หวั ข้อระบไุ ว้ ๖๘ ประการ
แต่จ�ำนวนจรงิ มีถึง ๗๕ ประการ อรรถกถาอธบิ ายว่า มจี �ำนวน ๗๕ ประการจรงิ แตม่ ีวโิ มกข์ที่
มชี ่ือซำ�้ กนั ๗ ประการ คอื วโิ มกขท์ ่ี ๑-๓ เหมือนท่ีพระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ขา้ งตน้ วโิ มกข์
ที่ ๔-๖ รวมอยู่ในวิโมกข์ที่ ๗-๑๘ วิโมกข์ท่ี ๖๕ ซ้�ำกับวิโมกข์ข้างต้น รวมเป็นวิโมกข์ที่มีช่ือ
ซำ้� กนั ๗ ประการ ทา่ นใหล้ บออกไป ใหน้ บั เพยี งชอ่ื เดยี ว จงึ เหลอื วโิ มกข์ ๖๘ ประการตามหวั ขอ้
นทิ เทส
ท่านพระสารีบุตรน�ำวิโมกข์ต่าง ๆในอุทเทสมาอธิบายโดยวิธีปุจฉาและวิสัชนา
ตามล�ำดับ ในที่น้ีอธิบาย วิโมกข์ ๕ ประการสุดท้าย ได้แก่ สัญญาวิโมกข์ ญาณวิโมกข์
สีตสิ ิยาวโิ มกข์ ญาณวิโมกข์ และอนปุ าทาจติ ตวโิ มกข์ มาแสดงเปน็ ตวั อย่าง ดังต่อไปน้ี
สญั ญาวิโมกข์ แบ่งเปน็ ๒ สว่ น คอื
สว่ นที่ ๑
ค�ำปุจฉาว่า “สัญญาวิโมกข์ เป็นอย่างไร” ท่านวิสัชนาว่า สัญญาวิโมกข์ ๑ เป็น
สญั ญาวิโมกข์ ๑๐ สัญญาวิโมกข์ ๑๐ เปน็ สญั ญาวิโมกข์ ๑ ด้วยอ�ำนาจวัตถแุ ละด้วยปรยิ าย
จากนนั้ ทา่ นต้ังค�ำปจุ ฉาวา่ “เป็นอยา่ งไร” แลว้ วิสชั นาวา่
๑. อนจิ จานปุ สั สนาญาณ พน้ จากนจิ จสญั ญา เพราะเหตนุ นั้ จงึ ชอื่ วา่ สญั ญาวโิ มกข์
๒. ทุกขานุปัสสนาญาณ พน้ จากสุขสญั ญา ...
๓. อนตั ตนุปัสสนาญาณ พ้นจากอนตั ตสัญญา ...
๔. นิพพทิ านุปัสสนาญาณ พน้ จากนนั ทสิ ญั ญา ...
๕. วริ าคานปุ ัสสนาญาณ พน้ จากราคสญั ญา ...
๖. นิโรธานุปสั สนาญาณ พน้ จากสมทุ ัยสญั ญา ...
๗. ปฏินิสสัคคานปุ สั นาญาณ พ้นจากอาทานสญั ญา ...
๘. อนิมติ ตานปุ สั สนาญาณ พ้นจากนิมิตตสญั ญา ...
๙. อปั ปณหิ ติ านุปสั สนาญาณ พน้ จากปณธิ ิสญั ญา ...
๑๐. สญุ ญตานุปัสสนาญาณ พ้นจากอภนิ ิเวสสัญญา ...
ส่วนที่ ๒
ท่านน�ำธรรม ๒๐๑ ประการ (หมวดธรรมทคี่ วรรูย้ งิ่ ในสตุ มยญาณที่ ๑ ตอนที่ ๒ ชดุ ท่ี
๑ หมวดท่ี ๒-๑๒) มาหมุนดว้ ยญาณ ๑๐ ประการขา้ งตน้ เป็นสัญญาวโิ มกข์ ๒,๐๑๐ ประการ
(๒๐๑ x ๑๐ = ๒,๐๑๐) เช่น อนจิ จานปุ ัสสนาญาณในรูป พน้ จากนิจจสญั ญา เพราะเหตนุ ้นั
452 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตนั ตปิฎก
จึงช่ือว่าสัญญาวิโมกข์ ฯลฯ สุญญตานุปัสสนาญาณในชรามรณะ พ้นจากอภินิเวสสัญญา
เพราะเหตนุ ั้น จึงชอื่ วา่ สญั ญาวโิ มกข์
ญาณวโิ มกข์ แบง่ เป็น ๒ สว่ น คือ
สว่ นท่ี ๑
ค�ำปุจฉาว่า “ญาณวิโมกข์ เป็นอย่างไร” ท่านวิสัชนาว่า ญาณวิโมกข์ ๑ เป็น
ญาณวโิ มกข์ ๑๐ ญาณวโิ มกข์ ๑๐ เปน็ ญาณวิโมกข์ ๑ ดว้ ยอ�ำนาจวตั ถุ และด้วยปริยาย
จากนั้น ทา่ นตง้ั ค�ำปจุ ฉาว่า “เปน็ ไดอ้ ย่างไร” แล้ววิสัชนาวา่
๑. อนจิ จานปุ สั สนายถาภตู ญาณ พน้ จากความไมร่ คู้ อื ความหลงวา่ เทย่ี ง เพราะเหตนุ นั้
จงึ ชือ่ ว่าญาณวโิ มกข์
๒. ทกุ ขานุปสั สนายถาภตู ญาณ พ้นจากความไม่ร้คู ือความหลงว่าสขุ ...
๓. อนัตตานุปสั สนายถาภูตญาณ พ้นจากความไมร่ ูค้ อื ความหลงวา่ อัตตา ...
๔. นิพทิ านปุ สั สนายถาภตู ญาณ พ้นจากความไมร่ ้คู ือความหลงว่านนั ทิ ...
๕. วิราคานุปัสสนายถาภูตญาณ พ้นจากความไมร่ ูค้ อื ความหลงวา่ ราคะ...
๖. นิโรธานปุ ัสสนายถาภูตญาณ พน้ จากความไม่รูค้ ือความหลงว่า สมทุ ัย ...
๗. ปฏนิ สิ สคั คานปุ สั สนายถาภตู ญาณ พน้ จากความไมร่ คู้ อื ความหลงวา่ อภนิ เิ วส ...
๘. อนิมิตตานุปสั สนายถาภูตญาณ พอ้ นจากความไม่รคู้ ือความหลงวา่ อาทานะ ...
๙. อัปปณหิ ิตานปุ สั สนายถาภูตญาณ พน้ จากความไม่รู้คอื ความหลงวา่ ปณิธิ ...
๑๐. สุญญตานปุ สั สนายถาภตู ญาณ พน้ อจากความไม่รู้คือความหลงวา่ อาทานะ ...
สว่ นที่ ๒
ท่านน�ำธรรม ๒๐๑ ประการมาหมุนด้วยญาณ ๑๐ ประการข้างต้น เหมือนใน
สัญญาวิโมกข์ เปน็ ญาณวิโมกข์ ๒,๐๑๐ ประการ
สีตสิ ยิ าวโิ มกข์ แบ่งเป็น ๒ สว่ น คือ
ส่วนที่ ๑
ค�ำปุจฉาว่า “สีติสิยาวิโมกข์ เป็นอย่างไร ท่านวิสัชนาว่า สีติสิยาวิโมกข์ ๑ เป็น
สีตสิ ยิ าวโิ มกข์ ๑๐ สีติสิยาวิโมกข์ ๑๐ เปน็ สีติสยิ าวโิ มกข์ ๑ ด้วยอ�ำนาจวตั ถแุ ละด้วยปริยาย
จากนัน ท่านตั้งค�ำปจุ ฉาว่า “เปน็ ไดอ้ ยา่ งไร” แลว้ วิสัชนาว่า
๑. อนจิ จานปุ สั สนาญาณ เปน็ ญาณมคี วามเยน็ ใจอยา่ งยอดเยยี่ ม พน้ จากความเดอื ดรอ้ น
ความเรา่ ร้อนและความกระวนกระวาย เพราะเทีย่ ง เพราะเหตนุ ้ัน จึงชอ่ื วา่ สตี สิ ยิ าวิโมกข์
๒. ทุกขานุปัสสนาญาณ เปน็ ญาณ ... เพราะเป็นสุข ...
๓. อนัตตานุปสั สนาญาณ เปน็ ญาณ ... เพราะอตั ตา ...
เลม่ ท่ี ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๑ 453
๔. นิพพทิ านุปสั สนาญาณ เปน็ ญาณ ... เพราะนนั ทิ ...
๕. วริ าคานุปัสสนาญาณ เป็นญาณ ... เพราะราคะ ...
๖. นโิ รธานปุ สั สนาญาณ เป็นญาณ ... เพราะสมทุ ยั ...
๗. ปฏนิ ิสสคั คานปุ สั สนาญาณ เปน็ ญาณ ... เพราะอาทานะ ...
๘. อนมิ ิตตานปุ ัสสนาญาณ เปน็ ญาณ ... เพราะนมิ ติ ...
๙. อปั ปณิหิตานุปสั สนาญาณ ... เพราะปณธิ ิ ...
๑๐. สญุ ญตานุปสั สนาญาณ เปน็ ญาณ ... เพราะอภนิ ิเวส ...
ส่วนท่ี ๒
ท่านน�ำธรรม ๒๐๑ ประการมาหมุนด้วยญาณ ๑๐ ประการข้างต้น เหมือนใน
สญั ญาวิโมกข์ เปน็ สตี ิสยิ าวโิ มกข์ ๒,๐๑๐ ประการ
ฌานวิโมกข์ มีวิธีจ�ำแนกต่างกับวิโมกข์ ๓ ประการข้างต้น คือ ท่านจ�ำแนกด้วย
ธรรม ๔๑ ประการ (หมวดธรรมทค่ี วรรู้ยง่ิ ในสุตมยญาณที่ ๑ ชดุ ที่ ๖) ดังน้ี
ค�ำว่า “ฌานวโิ มกข์ เป็นอยา่ งไร” ท่านวิสชั นาวา่
เนกขัมมะ ย่อมเผา เพราะเหตุนน้ั จึงชื่อว่าฌาน
เนกขัมมะ ย่อมเผากามฉันทะให้ไหม้ เพราะเหตุนั้น จงึ ชอื่ วา่ ฌาน
บคุ คลเม่อื เผา ยอ่ มหลุดพน้ เพราะเหตุนน้ั จงึ ชอ่ื ว่าวิโมกข์
เมื่อเผาไหม้ ย่อมหลดุ พน้ เพราะเหตุนนั้ จงึ ชือ่ วา่ ฌานวโิ มกข์
กิเลสท้ังหลาย ย่อมเผาไหมไ้ ป เพราะเหตนุ ้นั จงึ ชื่อวา่ ธรรม
เขาย่อมเผากิเลสให้ไหม คือ รู้ว่ากิเลสถูกเผาแล้วและกิเลสก�ำลังถูกเผาให้ไหม้
เพราะเหตุน้นั จงึ ช่อื วา่ ฌานวโิ มกข์
อพยาบาทยอ่ มเผา ฯลฯ
อนุปาทาจิตตวิโมกข์ แบ่งเปน็ ๒ สว่ น คือ
ส่วนท่ี ๑
เหมอื นกบั สญั ญาวโิ มกข์ แตเ่ ปลย่ี นค�ำว่า “สญั ญา” เป็นค�ำว่า “อปุ าทาน” เช่น
อนิจจานุปัสสนาญาณ พ้นจากอุปาทานว่าเที่ยง เพราะเหตุนั้น จึงช่ือว่าอนุปาทาน-
จติ ตวโิ มกข์
ส่วนท่ี ๒
ทา่ นตง้ั ค�ำปจุ ฉาวา่ “ญาณแตล่ ะญาณพ้นจากอุปาทานเทา่ ไร” แล้ววสิ ัชนาวา่
๑. อนิจจานุปสั สนาญาณพ้นจากอปุ าทาน ๓ ประการ
๒. ทุกขานปุ สั สนาญาณพ้นจากอุปาทาน ๑ ประการ
454 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
๓. อนัตตานปุ สั สนาญาณพ้นจากอุปาทาน ๓ ประการ
๔. นพิ พิทานุปสั นาญาณพ้นจากอปุ าทาน ๑ ประการ
๕. วิราคานุปัสสนาญาณพ้นจากอปุ าทาน ๑ ประการ
๖. นโิ รธานปุ ัสสนาญาณพน้ จากอุปาทาน ๔ ประการ
๗. ปฏนิ ิสสัคคานปุ ัสสนาญาณพน้ จากอปุ าทาน ๔ ประการ
๘. อนมิ ติ ตานุปสั สนาญาณพ้นจากอปุ าทาน ๓ ประการ
๙. อัปปณิหิตานปุ สั สนาญาณพ้อนจากอุปาทาน ๑ ประการ
๑๐. สญุ ญตานปุ ัสสนาญาณพน้ จากอปุ าทน ๓ ประการ
จากนั้น ท่านน�ำค�ำวิสัชนาแต่ละปรการมาต้ังเป็นค�ำปุจฉาตามล�ำดับว่า ญาณแต่ละ
ญาณพน้ จากอปุ าทานอะไรบา้ ง แล้ววสิ ัชนาตามล�ำดบั ญาณ พน้ จากอปุ าทาน ๓ ประการ คอื
ทฏิ ฐุปาทาน สีลพั พตุปาทาน และอัตตวาทุปาทาน
ญาณ ๔ ประการ คอื อนจิ จานปุ ัสสนาญาณ อนตั ตานปุ ัสสนาญาณ อนิมติ ตานุปัสสนา-
ญาณ และสญุ ญตานปุ สั สนาญาณ พน้ จากอปุ าทาน ๓ ประการ คอื ทฏิ ฐปุ าทาน สลี พั พตปุ าทาน
และอตั ตวาทปุ าทาน
ญาณ ๔ ประการ คอื ทกุ ขานปุ สั สนาญาณ นพิ พทิ านปุ สั สนาญาณ วริ าคานปุ สั สนาญาณ
และอปั ปณิหิตานปุ สั สนาญาณ พ้นจากอปุ าทาน ๑ ประการ คอื กามุปาทาน
ญาณ ๒ ประการ คอื นโิ รธานปุ สั สนาญาณ ปฏนิ สิ สคั คานปุ สั สนาญาณ พน้ จากอปุ าทาน
๔ ประการ คือ กามปุ าทาน ทฏิ ฐปุ าทาน สลี พั พตปุ าทาน และอตั ตวาทุปาทาน
ท่านแสดงว่า ประตสู ่วู โิ มกข์ ๓ ประการ ย่อมเปน็ ไปเพื่อการน�ำออกจากโลก คอื
๑. การออกจากโลกมีได้ เพราะพิจารณาเห็นสังขารทั้งปวง ทั้งโดยส่วนเบ้ืองต้นและ
ส่วนเบือ้ งปลาย และเพราะจิตด�ำเนินไปในอนิมิตตธาตุ
๒. การออกจากโลกมีได้ เพราะท�ำใจให้อาจหาญในสังขารท้ังปวง และเพราะท�ำจิต
ด�ำเนินไปในอปั ปณิหติ ธาตุ
๓. การออกจากโลกมีได้ เพราะพิจารณาเห็นธรรมทั้งปวงโดยความเป็นฝ่ายอ่ืน และ
เพราะจิตด�ำเนินไปในสุญญตธาตุ
ล�ำดบั ตอ่ ไปน้ี ทา่ นจ�ำแนกผลแหง่ การมนสกิ ารเป็น ๓ ตอน ดังน้ี
ตอนท่ี ๑
ท่านจ�ำแนกผลแห่งมนสิการโดยอาการ ๓ อย่าง คือ (๑) ความไม่เท่ียง (๒) ความเป็น
ทกุ ข์ (๓) ความเป็นอนตั ตา เป็นขน้ั ๆ รวม ๙ ข้นั โดยวิธปี จุ ฉาและวิสชั นา มีใจความ ดงั นี้
เล่มที่ ๒๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๓๑ 455
ขั้นที่ ๑
๑. เม่ือมนสิการโดยความไมเ่ ท่ียง สังขารปรากฏโดยความส้ินไป
๒. เมอ่ื มนสิการโดยความเปน็ ทกุ ข์ สงั ขารปรากฏโดยความเป็นภัย
๓. เมื่อมนสิการโดยความเปน็ อนตั ตา สังขารปรากฏโดยความเป็นของวา่ ง
ขั้นท่ี ๒
๑. เมอื่ มนสิการโดยความไมเ่ ที่ยง จติ มากดว้ ยความนอ้ มใจเชื่อ
๒. เมอ่ื มนสกิ ารโดยความเป็นทกุ ข์ จติ มากดวย้ ความสงบ
๓. เมอ่ื มนสกิ ารโดยความเป็นอนตั ตา จิตมากดว้ ยความรู้
ข้นั ที่ ๓
๑. บคุ คลผ้มู นสกิ ารโดยความไม่เท่ยี ง มากดว้ ยความนอ้ มใจเชือ่ ยอ่ มได้สทั ธนิ ทรีย์
๒. บุคคลผมู้ นสิการโดยความเป็นทกุ ข์ มากด้วยความสงบ ย่อมได้สมาธนิ ทรยี ์
๓. บุคลผูม้ นสิการโดยความเปน็ อนัตตา มากด้วยความรู้ ย่อมได้ปญั ญินทรยี ์
ขนั้ ท่ี ๔
๑. เมอื่ มนสกิ ารโดยความไม่เท่ยี ง มากดว้ ยความน้อมใจเชอ่ื สัทธินทรยี ์ เปน็ ใหญ่
อนิ ทรยี แ์ หง่ ภาวนาทเี่ ปน็ ไปตามสทั ธนิ ทรยี น์ นั้ มี ๔ ประการ เปน็ สหชาตปิ จั จยั อญั ญมญั ญปจั จยั
นสิ สยปจั จยั สมั ปยตุ ตปจั จยั เปน็ ธรมมรี สนยิ มอยา่ งเดยี วกนั ชอื่ วา่ ภาวนา เพราะมคี วามหมายวา่
มีรสเป็นอย่างเดียวกัน ผู้ใดปฏิบัติชอบ ผู้นั้นย่อมเจริญอิทรีย์การเจริญอินทรีย์ย่อมไม่มีแก่
ผ้ปู ฏิบัติผดิ
๒. เมอ่ื มนสิการโดยความเป็นทกุ ข์ มากด้วยความสงบ สมาธินทรียเ์ ป็นใหญ่ ...
๓. เมอ่ื มนสิการโดยความเปน็ อนัตตา มากดว้ ยความรู้ ปญั ญนิ ทรยี เ์ ป็นใหญ่ ...
ขนั้ ที่ ๕
๑. เมื่อมนสิการโดยความไม่เท่ียง มากด้วยความน้อมใจเช่ือ สัทธินทรีย์เป็นใหญ่
อทิ รยี ์แห่งภาวนาท่เี ปน็ ไปตามสัทธนิ ทรียน์ น้ั มี ๔ ประการ เปน็ สหชาตปัจจยั อญั ญมญั ปจั จัย
นิสสยปจั จัย สัมปยุตตปจั จยั ในเวลารูแ้ จง้ ปัญญินทรียเ์ ปน็ ใหญ่ อินทรีย์แห่งการร้แู จ้งที่เป็นไป
ตามปัญญินทรีย์ ๔ ประการ เปน็ สหชาตปัจจยั อญั ญมญั ญปัจจยั นสิ สยปจั จยั สมั ปยตุ ตปจั จยั
เป็นธรรมมีรสเป็นอย่างเดียวกัน ชื่อว่าภาวนา เพราะมีความหมายว่ามีรสเป็นอย่างเดียวกัน
ช่ือว่าการรู้แจ้ง เพราะมีความหมายว่าเห็น ด้วยอาการอย่างน้ี แม้บุคคลผู้รู้แจ้ง ก็ช่ือว่า
ย่อมเจรญิ อินทรยี ์ แมผ้ เู้ จรญิ อนิ ทรียก์ ช็ ่ือว่าผูร้ แู้ จง้
๒. เมอื่ มนสกิ ารโดยความเป็นทกุ ข์ มากดว้ ยความสงบ สมาธิทรียเ์ ปน็ ใหญ่ ...
๓. เม่อื มนสิการโดยความเปน็ อนัตตา มากด้วยความรู้ ปัญญนิ ทรยี ์เป็น ใหญ่ ...
456 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสุตตันตปิฎก
ข้ันท่ี ๖
๑. เม่ือมนสิการโดยความไม่เที่ยง สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสัทธินทรีย์
มีประมาณย่งิ บุคลจึงเป็นสัทธาธิมุต
๒. เม่ือมนสิการโดยความเป็นทุกข์ สมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสมาธินทรีย์
มปี ระมาณยง่ิ บุคคลจึงเปน็ กายสกั ขี
๓. เมอ่ื มนสกิ ารโดยความเปน็ อนตั ตา ปญั ญนิ ทรยี ม์ ปี ระมาณยง่ิ เพราะปญั ญนิ ทรยี ์
มีประมาณยิ่ง บุคคลจงึ เป็นทฏิ ฐิปัตตะ บุคคลนอ้ มใจเช่ือเพราะเหตนุ นั้ จึงชอ่ื วา่ สทั ธาวมิ ุต
บคุ คลชอื่ วา่ ท�ำใหแ้ จง้ เพราะเปน็ ผถู้ กู ตอ้ งธรรม เพราะเหตนุ นั้ จงึ ชอื่ วา่ กายสกั ขี
บคุ คลชอ่ื วา่ บรรลแุ ลว้ เพราะเปน็ ผเู้ หน็ ธรรม เพราะเหตนุ น้ั จงึ ชอื่ วา่ ทฏิ ฐปิ ตั ตะ
บคุ คลผนู้ ้อมใจเชอ่ื เพราะเหตนุ น้ั จึงชื่อว่าสทั ธาวมิ ุต
บุคคลถูกต้อง(บรรลุ)ฌานก่อน ภายหลังจึงท�ำให้แจ้งนิพพานซึ่งเป็นความดับ
เพราะเหตุนัน้ จึงช่ือวา่ กายสักขี
ญาณว่า “สังขารเปน็ ทุกข์ นโิ รธเปน็ สุข” เปน็ ญาณท่บี ุคคลเหน็ แลว้ ทราบแลว้ ท�ำให้
แจ้งแลว้ ถูกต้องแลว้ ด้วยปญั ญา เพราะเหตนุ น้ั จึงช่อื ว่าทฏิ ฐปิ ัตตะ
ทา่ นสรุปว่า บคุ คล ๓ จ�ำพวกน้ี คือ สทั ธาธิมุต กายสักขี และทิฏฐปิ ตั ตะ เปน็ สัทธาธิมตุ
กไ็ ด้ เป็นกายสกั ขกี ไ็ ด้ เปน็ ทิฏฐปิ ัตตะก็ได้ ดว้ ยอ�ำนาจวัตถุ และดว้ ยปริยาย
ล�ำดับต่อไป ท่านน�ำข้อความในบทสรุปมาตั้งเป็นค�ำปุจฉาว่า “เป็นได้อย่างไร” แล้ว
วสิ ชั นามใี จความวา่ เม่อื มนสกิ ารโดยความไมเ่ ทีย่ ง สทั ธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสทั ธนิ ทรยี ์
มีประมาณย่ิง บุคคลจึงเป็นสัทธาธิมุต เม่ือมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ... เมื่อมนสิการ
โดยความเปน็ อนัตตา ...
เมอ่ื มนสกิ ารโดยความเปน็ ทกุ ข์ สมาธนิ ทรยี ม์ ปี ระมาณยงิ่ เพราะสมาธทิ รยี ม์ ปี ระมาณยง่ิ
บุคคลจงึ เป็นกายสกั ขี เม่ือมนสกิ ารโดยความเปน็ อนตั ตา ... เม่ือมนสกิ าร โดยความไม่เทยี่ ง ...
เม่ือมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ปัญญินทรีย์มีประมาณย่ิง เพราะปัญญินทรีย์
มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นทิฏฐิปัตตะ เม่ือมนสิการโดยความไม่เที่ยง ... เมื่อมนสิการ
โดยความเปน็ ทกุ ข์ ...
ทา่ นสรปุ วา่ บคุ คล ๓ จ�ำพวกนี้ คอื สทั ธาธมิ ตุ กายสกั ขี และทฏิ ฐปิ ัตตะ เปน็ สทั ธาธิมุต
อย่างหนง่ึ เปน็ กายสักขอี ย่างหน่งึ เปน็ ทฏิ ฐปิ ตั ตะอย่างหน่ึง ด้วยประการฉะนี้
ล�ำดับต่อไป ท่านน�ำข้อความในบทสรุปมาตั้งเป็นค�ำปุจฉาว่า “เป็นได้อย่างไร” แล้ว
วิสชั นาโดยแบง่ เปน็ ๔ ขนั้ ดังน้ี
เล่มท่ี ๒๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๑ 457
ข้นั ที่ ๑ ผลแหง่ การมนสกิ ารโดยอาการ ๓ ประการ
๑. เม่ือมนสิการโดยความไม่เที่ยง สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสัทธินทรีย์
มีประมาณยิ่ง บคุ ลจึงเป็นสัทธาธมิ ุต
๒. เม่ือมนสิการโดยความเป็นทุกข์ สมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสมาธินทรีย์
มปี ระมาณยิ่ง บุคคลจึงเปน็ กายสักขี
๓. เมอื่ มนสกิ ารโดยความเปน็ อนตั ตา ปญั ญนิ ทรยี ม์ ปี ระมาณยงิ่ เพราะปญั ญนิ ทรยี ์
มีประมาณยงิ่ บุคคลจึงเป็นทฏิ ฐปิ ัตตะ
ขั้นท่ี ๒ ผลแหง่ มนสิการโดยความไม่เท่ยี ง ๘ ประการ
๑. เมื่อมนสิการโดยความไม่เที่ยง สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสัทธินทรีย์
มปี ระมาณยิ่ง บุคคลจงึ ไดโ้ สดาปตั ตมิ รรค เพราะเหตนุ ้นั ท่านจงึ เรยี กวา่ สทั ธานาสารี อินทรี ีย์
ที่เป็นไปตามสัทธินทรีย์น้ันมี ๔ ประการ เป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย
สัมปยุตตปัจจัย การเจรญิ อนิ ทรีย์ ๔ ย่อมมดี ้วยอ�ำนาจสทั ธินทรยี ์ บุคคลเหลา่ ใดเหลา่ หนึ่งได้
โสดาปตั ตมิ รรคดว้ ยอ�ำนาจสทั ธนิ ทรยี ์ บุคลเหลา่ นัน้ ท้งั หมดเปน็ สทั ธานุสารี
๒. เม่ือมนสิการโดยความไม่เท่ียง สัทธินทรีย์มีประมาณย่ิง เพราะสัทธินทรีย์มี
ประมาณยงิ่ บคุ คลจงึ ท�ำใหแ้ จง้ โสดาปตั ตผิ ล เพราะเหตนุ น้ั ทา่ ยจงึ เรยี กวา่ สทั ธาธมิ ตุ ... อนิ ทรยี ์ ๔
เป็นอันบคุ คลเจรญิ แลว้ เจริญดีแลว้ ด้วยอ�ำนาจสทั ธนิ ทรีย์ บคุ คลเหลา่ ใดเหลา่ หนึ่งท�ำให้แจง้
โสดาปัตตผิ ลดว้ ยอ�ำนาจสัทธนิ ทรยี ์ บคุ คลเหลา่ น้นั ทัง้ หมดเปน็ สัทธาธิมุต
๓-๘....บคุ คลจงึ ไดส้ กทาคามิมรรค ... บคุ คลจึ งท�ำให้แจง้ สกทาคามิผล ... บุคคลจึง
ไดอ้ นาคามมิ รรค ... บคุ คลจงึ ท�ำใหแ้ จง้ อนาคามผิ ล ... บคุ คลจงึ ไดอ้ รหตั ตมรร ... บคุ คลจงึ ท�ำให้
แจง้ อรหตั ตผล ...
ข้นั ที่ ๓ ผลแห่งการมนสกิ ารโดยความเปน็ ทุกข์ ๘ ประการ
๑-๘. เมือ่ มนสิการโดยความเปน็ ทุกข์ สมาธนิ ทรยี ม์ ปี ระมาณยงิ่ เพราะสมาธทิ รีย์
มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงได้โสดาปัตตมิ รรค ...
ขนั้ ท่ี ๔ ผลแห่งการมนสกิ ารโดยความเป็นอนตั ตา ๘ ประการ
๑-๘. เมอ่ื มนสกิ ารโดยความเปน็ อนตั ตา ปญั ญนิ ทรยี ม์ ปี ระมาณยง่ิ เพราะปญั ญนิ ทรยี ์
มปี ระมาณยงิ่ บคุ คลจงึ ไดโ้ สดาปตั ตมิ รรค เพราะเหตนุ นั้ ทา่ นจงึ เรยี กวา่ ธรรมานสุ ารี ... การเจรญิ
อนิ ทรยี ์ ๔ ย่อมมีด้วยอ�ำนาจปญั นิ ทรยี ์ บุคคลเหล่าใดเหลา่ หน่งึ ได้โสดาปัตติมรรคด้วยอ�ำนาจ
ปญั ญนิ ทรีย์ บคุ คลเหล่านน้ั ทั้งหมดเป็นธรรมานสุ ารี ...
ล�ำดับตอ่ ไป ทา่ นจ�ำแนกบคุ คล ๓ จ�ำพวก คือ สทั ธาธิมตุ กายสกั ขี และทิฏฐิปัตตะด้วย
ธรรมแตล่ ะประการในธรรม ๔๘ ประการ ได้แก่ เนกขมั มะ อพยาบาท อาโลกสญั ญา อวกิ เขปะ
458 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
ธัมมาววัตถาน ญาณ ปามุชชะ สมาบตั ิ ๘ อนุปัสสนา ๑๘ มรรค ๔ สตปิ ฏั ฐาน สัมมปั ปธาน
อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ อรยิ มรรคมีองค์ ๘ วิโมกข์ ปฏสิ ัมภทิ า วิชชา สกิ ขา โดยใช้
ค�ำกริยา ๑๐ ค�ำท่ีมีความหมายเดียวกันขยายความ คือ เจริญ บรรลุ ถึง ได้ รู้แจ้ง ถูกต้อง
ถงึ ความช�ำนาญ ถึงความส�ำเร็จ ถงึ ความแกล้วกล้า แต่กรยิ าแบ่งเปน็ ๓ กาล เช่น
บคุ คลเหล่าใดเหลา่ หน่งึ เจรญิ แลว้ ก�ำลังเจรญิ หรือจกั เจรญิ ซึ่งเนกขมั มะ ฯลฯ บคุ คล
เหล่าน้ันท้ังหมดเป็นสัทธาธิมัตด้วยอ�ำนาจสัทธินทรีย์ เป็นกายสักขีด้วยอ�ำนาจสมาธินทรีย์
เป็นทฏิ ฐปิ ัตตะดว้ ยอ�ำนาจปญั ญินทรยี ์
ล�ำดับตอ่ ไป ทา่ นจ�ำแนกบุคลถงึ ๓ จ�ำพวก คือ สทั ธาธิมตุ กายสักขี และทฏิ ฐิปัตตะ
ด้วยอริยสจั ๔ ดังน้ี
บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ก�ำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัย ท�ำให้แจ้งนิโรธ เจริญมรรค บุคคล
เหล่านั้นทั้งหมดเป็นสัทธาธิมุติด้วยอ�ำนาจสัทธินทรีย์ เป็นกายสักขีด้วยอ�ำนาจสมาธิทรีย์
เปน็ ทิฏฐปิ ัตตะดว้ ยอ�ำนาจปัญญนิ ทรยี ์
ล�ำดับต่อไป ท่านตั้งค�ำปุจฉาว่า “การ รู้แจ้งสัจจะมีได้ด้วยอาการเท่าไร บุคคลรู้แจ้ง
สจั จะด้วยอาการเทา่ ไร” แลว้ วิสัชนาโดยแบ่งเปน็ ๒ นยั คือ
นยั ท่ี ๑
การรแู้ จง้ สจั จะมไี ดด้ ว้ ยอาการ ๔ ประการ บคุ คลรแู้ จง้ สจั จะดว้ ยอาการ ๔ ประการ คอื
๑. รแู้ จ้งทกุ ขสัจว่า เป็นธรรมที่ควรร้แู จง้ ดว้ ยการก�ำหนดรู้
๒. รแ็ จง้ สมุทยั สจั ว่า เปน็ ธรรมท่คี วรรแู้ จง้ ด้วยการละ
๓. รู้แจง้ นโิ รธสัจว่า เปน็ ธรรมทค่ี วรรู้แจ้งดว้ ยการท�ำให้แจ้ง
๔. รแู้ จ้งมรรคคสัจว่า เปน็ ธรรมที่ควรรู้แจ้งดว้ ยการเจรญิ
สรุป การร็แจ้งสจั จะมีไดดว้ ยอาการ ๔ ประการนี้ บคุ คลเมอื่ ร้แู จง้ สจั จะดว้ ยอาการ ๔
ประการน้ี ชอ่ื วา่ เปน็ สทั ธาธมิ ตุ ดว้ ยอ�ำนาจสทั ธนิ ทรยี ์ ชอ่ื วา่ เปน็ กายสกั ขดี ว้ ยอ�ำนาจสมาธนิ ทรยี ์
ชอื่ วา่ เป็นทิฏฐปิ ตั ตะดว้ ยอ�ำนาจปญั ญินทรีย์
นัยที่ ๒
การรูแ้ จง้ สัจจะมดี ว้ ยอาการ ๙ ประการ บคุ คลรู้แจ้งสจั จะด้วยอาการ ๙ ประการ คือ
(๑-๔) เหมือนในท่ี ๑ (๕) รู้แจ้งธรรมท้ังปวงด้วยความรู้ยิ่ง (๖) รู้แจ้งสังขารท้ังปวงด้วยการ
ก�ำหนดรู้ (๗) รู้แจง้ อกุศลธรรมทั้งปวงดว้ ยการละ (๘) ร้แู จ้งมรรค ๔ ด้วยการเจรญิ (๙) รู้แจ้ง
นโิ รธด้วยการท�ำใหแ้ จง้
สรุป การรู้แจ้งสัจจะมีได้ด้วยอาการ ๙ ประการน้ี เม่ือบุคคลรู้แจ้งสัจจะด้วยอาการ
๙ ประการนี้ ชื่อว่าเป็นสัทธาธิมุตด้วยอ�ำนาจสัทธินทรีย์ ช่ือว่าเป็นกายสักขีด้วยอ�ำนาจ
เลม่ ท่ี ๒๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๓๑ 459
สมาธนิ ทรีย์ ชือ่ ว่าเป็นทิฏฐปิ ัตตะดว้ ยอ�ำนาจปัญญนิ ทรีย์
ตอนท่ี ๒
ทา่ นจ�ำแนกผลแหง่ การมนสกิ ารโดยอาการ ๓ อยา่ ง คอื (๑) ความไมเ่ ทยี่ ง (๒) ความเปน็
ทกุ ข์ (๓) ความเป็นอนัตตา เป็นข้ัน ๆ รวม ๖ ข้นั โดยวธิ ีปุจฉาและวสิ ชั นา มีใจความเหมอื น
ในตอนที่ ๑ แตม่ รี าละเอียดต่างกัน ดังน้ี
ขั้นท่ี ๑-๒ (เหมือนในตอนที่ ๑)
ขั้นท่ี ๓ (เหมอื นในตอนท่ี ๑ แตเ่ ปลย่ี นค�ำว่า อินทรีย์ เปน็ ค�ำวา่ วิโมกข)์
๑. บคุ คลผู้มนสิการโดยความไมเ่ ทีย่ ง มากดว้ ยความน้อมใจเชือ่ ยอ่ มไดอ้ นมิ ติ ต-
วิโมกข์
๒. บคุ คลผมู้ นสกิ ารโดยความเปน็ ทกุ ข์ มากดว้ ยความสงบ ยอ่ มไดอ้ ปั ปณหิ ติ วโิ มกข์
๓. บุคคลผมู้ นสกิ ารโดยความเป็นอนัตตา มากดว้ ยความรู้ ย่อมได้สุญญตวิโมกข์
ข้นั ที่ ๔
๑. เมอ่ื มนสกิ ารโดยความไมเ่ ทยี่ งมากดว้ ยความนอ้ มใจเชอ่ื อนมิ ติ ตวโิ มกขเ์ ปน็ ใหญ่
วิโมกข์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามวิโมกข์น้ันมี ๒ ประการ เป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย
นิสสยปัจจัย สัมประยุตตปัจจัย เป็นธรรมมีรสอย่างเดียวกัน ชอ่ื ว่าภาวนา เพราะมีความหมาย
ว่ามีรสเป็นอย่างเดียวกัน ผู้ใดปฏิบัติชอบ ผู้นั้นย่อเจริญอินทรีย์ การเจริญอินทรีย์ย่อมไม่มีแก่
ผปู้ ฏบิ ตั ิผดิ
๒. เม่ือมนสิการโดยความเปน็ ทกุ ข์ มากดว้ ยความสงบ อปั ปณิหติ วโิ มกข์เปน็ ใหญ่ ...
๓. เม่อื มนสกิ ารโดยความเปน็ อนตั ตา มากด้วยความรู้ สุญญตวโิ มกขเ์ ป็นใหญ่ ...
ขนั้ ท่ี ๕
๑. เมอ่ื มนสกิ ารโดยความไมเ่ ทยี่ ง มากดว้ ยความนอ้ มใจเชอ่ื อนมิ ติ ตวโิ มกขเ์ ปน็ ใหญ่
วิโมกข์แห่งภาวนาทีเ่ ปน็ ไปตามอนมิ ตตวิโมกข์นน้ั มี ๒ ประการ เป็นสหชาตปัจจยั อัญญมญั ญ-
ปัจจยั นิสยปจั จัย สัมปยุตตปัจจยั ในเวลารูแ้ จง้ อนิมติ ตวิโมกข์เป็นใหญ่ วิโมกขแ์ หง่ การรแู้ จง้
ทเี่ ปน็ ไปตามอนิมิตตวโิ มกขน์ ้มั ี ๒ ประการ เปน็ สหชาตปัจจยั ฯลฯ สัมปยุตตปัจจยั เป็นธรรม
มีรสเป็นอย่างเดียวกันช่ือภาวนา เพราะมีวามหมายว่ามีรสนิยมเป็นอย่างเดียวกัน ช่ือว่าการ
รแู้ จ้ง เพราะมีความหมายว่าเหน็ ด้วยอาการอยา่ งน้ี บคุ คลผูร้ ้แู จง้ ชื่อวา่ เจรญิ อินทรีย์ ผเู้ จรญิ
อนิ ทรยี ช์ ่อื ว่าร้แู จ้ง
๒. เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ มากด้วยความสงบ อัปปณิหิตวิโมกข์เป็น
ใหญ่ ...
๓. เมือ่ มนสิการโดยความเปน็ อนตั ตา มากด้วยความรู้ สุญญตวโิ มกข์เปน็ ใหญ่ ...