60 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสุตตันตปฎิ ก
เพราะอะไรสัตว์โลกจึงเดือดร้อน ทรงตอบว่า เม่ืออายตนะ ๖ เกิดสัตว์โลกจึงเกิด สัตว์โลก
ยินดอี ายตนะ ๖ ยึดถอื อายตนะ ๖ เพราะอายตนะ ๖ สัตวโ์ ลกจึงเดือดรอ้ น แลว้ ตรสั สรปุ ว่า
ถ้าสัตวโ์ ลกคลายความพอใจในอายตนะ ๖ ยอ่ มพ้นจากทุกข์ได้
๑๐. อาฬวกสูตร ว่าด้วยอาฬวกยักษ์ทูลถามปัญหา คืออาฬวกยักษ์ทูลถาม
พระผมู้ พี ระภาควา่ อะไรเปน็ ทรพั ยเ์ ครอื่ งปลม้ื ใจของคนในโลกน้ี ตรสั ตอบวา่ ศรทั ธา ทลู ถามวา่
อะไรเมอ่ื ประพฤตแิ ลว้ น�ำความสขุ มาให้ ตรสั ตอบวา่ ธรรม (หมายถงึ กศุ ลกรรมบถ ๑๐ ประการ
ดู ขุ.ส.ุ อ. ๑/๑๘๔/๒๖๒) ทลู ถามวา่ อะไร มรี สดกี วา่ รสทัง้ หลาย ตรัสตอบวา่ สจั จะ ทลู ถามวา่
ผดู้ �ำรงชวี ติ อยอู่ ยา่ งไร ปราชญจ์ งึ กลา่ ววา่ มชี วี ติ ประเสรฐิ สดุ ตรสั ตอบวา่ ผดู้ �ำรงชวี ติ ดว้ ยปญั ญา
นักปราชญ์จึงกล่าว ว่ามีชีวิตประเสริฐสุด (ส�ำหรับฆราวาส ด�ำรงชีวิตด้วยปัญญา หมายถึง
การนับถอื พระรัตนตรยั รกั ษาศีล ๕ ศีล ๘, ส�ำหรบั บรรพชิต ด�ำรงชีวติ ด้วยปญั ญา หมายถงึ
ไมท่ ุศีล เจรญิ ภาวนา (ดู ขุ.ส.ุ อ. ๑/๑๘๔/๒๖๔) ทลู ถามวา่ คนจะขา้ มโอฆกิเลสได้อยา่ งไร ตรัส
ตอบวา่ ขา้ มด้วยศรทั ธา ทูลถามว่า คนจะขา้ มหว้ งมหรรณพได้อยา่ งไร ตรสั ตอบว่า ลว่ งพน้ ได้
ด้วยความเพียร ทูลถามว่า คนจะบริสุทธิ์ได้อย่างไร ตรัสตอบว่า บริสุทธ์ิได้ด้วยปัญญา
ทูลถามว่า คนจะได้ปัญญาอย่างไร ตรัสตอบว่า ได้ด้วยการฟังธรรม ทูลถามว่า คนจะได้
ทรัพย์อย่างไร ตรัสตอบว่าได้ด้วยการ ท�ำตนให้เหมาะสมกาลเทศะ มีความขยันหมั่นเพียร
ทูลถามว่า คนจะได้ช่ือเสียงเกียรติยศอย่างไร ตรัสตอบว่า ได้ด้วยความสัตย์จริง ทูลถามว่า
จะผกู ใจหมูม่ ิตร อยา่ งไร ตรัสตอบว่า ดว้ ยการแบ่งปันเสยี สละ ทูลถามวา่ คนเม่ือตายแลว้ จะ
ไม่ เศรา้ โศกได้อยา่ งไร ตรัสตอบว่า คนผ้คู รองเรอื นควรมศี รัทธา ควรประพฤตธิ รรม ๔ ประการ
คือ สัจจะ ทมะ ขนั ติ และจาคะ เม่อื ตายแล้วยอ่ มไม่เศร้าโศก
ในทีส่ ุดแหง่ การสนทนาอาฬวกยักษไ์ ด้ดวงตาเห็นธรรม เลือ่ มใสในพระพทุ ธศาสนา
๑๑. วิชยสูตร ว่าด้วยการพิจารณาเอาชนะความสวยงามของร่างกาย คือ ตรัสว่า
ร่างกายท่ีประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ มีแต่สิ่งปฏิกูลไหลออกทางทวารท้ัง ๙ ไม่น่าดู ไม่น่าชม
คนมปี ญั ญาพิจารณาแลว้ ย่อมคลายความก�ำหนดั ในร่างกายน้ันได้
๑๒. มนุ ิสูตร ว่าด้วยลักษณะของมุนี คือทรงแสดงคณุ ลักษณะทท่ี �ำใหบ้ คุ คล ได้ช่อื วา่
“มุนี” ได้แก่ ความปราศจากตัณหาและทิฏฐิ ความปราศจากราคะ โทสะ โมหะ ความเป็น
ผไู้ ดเ้ หน็ พระนพิ พาน ความเป็นผู้ได้เห็นขนั ธ์ อายตนะ ธาตุ ความมปี ัญญา ความถงึ พรอ้ มดว้ ย
ปารสิ ุทธิศลี ๔ และธุดงควัตร ๑๓ เป็นตน้ (ดู ขุ.ส.ุ อ. ๑/๒๐๙-๒๒๑/๒๘๗-๓๐๗)
เลม่ ที่ ๑๗ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๕ 61
๒. ความหมายและสาระส�ำคัญของจฬู วรรค
จูฬวรรค หมวดว่าด้วยเร่ืองเล็กน้อย ช่ือวรรคนี้ตั้งตามระเบียบการจัดหมวดหมู่
กล่าวคือหมวดพระสูตรใดมีเน้ือหาสาระยาวก็ต้ังช่ือหมวดพระสูตรนั้นว่ามหาวรรค
หมวดพระสูตรใดมีเนื้อหาสาระส้ัน ก็ต้ังช่ือหมวดพระสูตรนั้นว่าจูฬวรรค วรรคน้ีมีจ�ำนวน
พระคาถา ๑๘๔ คาถา นับว่ามีเน้ือหาสาระท่ีจัดว่าส้ันเมื่อเทียบกับอุรควรรค ซ่ึงมีพระคาถา
๒๒๓ คาถา และมหาวรรค ซ่ึงมีพระคาถา ๓๖๕ คาถา ดังน้ัน วรรคนี้จึงมีชื่อว่า จูฬวรรค
มีพระสตู ร ๑๔ สตู ร มสี าระส�ำคญั ดงั น้ี
๑. รตนสตู ร ว่าด้วยรัตนะ หมายถงึ พระรตั นตรยั คอื พระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์
(ดูรายละเอียดในขุททกปาฐะ)
๒. อามคนั ธสตู ร วา่ ดว้ ยสง่ิ ทมี่ กี ลน่ิ ดบิ คอื ตสิ สดาบสทลู ถามพระกสั สปสมั มาสมั พทุ ธเจา้
ว่า ไฉนจึงเสวยส่ิงที่มีกลิ่นดิบ เช่น ปลา เน้ือท่ีชาวบ้านถวาย พระองค์ตรัสไว้เองมิใช่หรือว่า
“กลน่ิ ดบิ ไมค่ วร” ทรงตอบวา่ กลนิ่ ดิบที่พระองค์ตรัสนัน้ หมายถงึ ความประพฤตชิ วั่ ทางกาย
วาจา และใจ
๓. หิริสูตร วา่ ดว้ ยความละอาย พระสูตรน้ีมีท่ีมาวา่ บตุ รพราหมณค์ นหนงึ่ เมือ่ มารดา
บดิ าตายไป ไดร้ บั มรดกจ�ำนวนมากถึง ๘๐ โกฏิ ภายหลงั เกิดเบือ่ หนา่ ยสมบัตทิ ี่ครอบครองอยู่
เห็นวา่ สมบัติเหล่านน้ั ไมอ่ าจตามตนไปปรโลกได้ จงึ บริจาคทานจนหมด จากนน้ั ก็ออกบวชเป็น
ดาบสสรา้ งอาศรมอยบู่ นภเู ขา ตอ่ มาไดท้ ราบ วา่ พระพทุ ธเจา้ อบุ ตั ขิ นึ้ ในโลก จงึ ลงจากภเู ขาเขา้ ไป
เฝ้าพระผู้มีพระภาคท่ีพระเชตวันวิหาร แล้วต้ังปัญหาถามเพ่ือจะทดสอบว่าเป็นพระพุทธเจ้า
จริงหรือไม่ ถ้าเป็นพระพุทธเจ้าจริงต้องตอบปัญหานี้ได้ ปัญหาท่ีทูลถามนั้นดังน้ี “มิตรเช่นไร
ไม่ควรคบ มิตรเช่นไรควรคบ ความเพียรเช่นไรควรบ�ำเพ็ญ และรสอะไรเลิศกว่ารสท้ังหลาย”
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า มิตรผู้ไม่มีความละอาย อ้างตนว่าเป็นมิตรแต่ไม่เคยช่วยเหลือ
การงาน พูดจาไพเราะ แต่ไม่เคยสร้างประโยชน์ให้ ชอบยุแหย่ คอยแส่หาแต่ความผิดของ
เพื่อน มิตรเช่นน้ีไม่ควรคบ ส่วนมิตรที่วางใจกันได้ แม้ถูกยุแหย่ให้แตกแยกกันก็มีจิตใจมั่นคง
ต่อกัน มิตรเช่นนี้ควรคบ ความเพียรท่ีเป็นเหตุให้เกิดปราโมทย์ น�ำนิพพานสุขมาให้ความ
เพียรเช่นนั้นควรบ�ำเพ็ญปวิเวกรส กล่าวคือ รสแห่งนิพพาน เป็นท่ีสงบระงับกิเลส เลิศกว่า
รสทง้ั หลาย (ดู ข.ุ สุ.อ. ๒/๒๕๖-๒๖๐/๖๔-๖๖)
๔. มงคลสูตร วา่ ด้วยมงคล ๓๘ ประการ (ดูรายละเอยี ดในขุททกปาฐะ)
๕. สูจิโลมสูตร ว่าด้วยสูจิโลมยักษ์ทูลถามปัญหา คือสูจิโลมยักษ์ทูลถาม พระผู้มี-
พระภาคว่า ราคะ โทสะ ความไม่ยินดี ความยินดี ความกลัว และอกุศลวิตกเกิดจากอะไร
62 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
ตรัสตอบว่า เกิดจากอัตภาพคือร่างกายและจิตใจน้ีทั้งส้ิน หมู่สัตว์รู้และบรรเทากิเลสเหล่าน้ี
เสียได้ ช่ือวา่ ข้ามพ้นโอฆะได้
๖. ธัมมจริยสูตร ว่าด้วยการประพฤติธรรม คือตรัสว่า การประพฤติธรรม ได้แก่
การประพฤตกิ ายสจุ รติ เปน็ ตน้ และการประพฤตพิ รหมจรรย์ ไดแ้ ก่ การประพฤตติ ามอรยิ มรรค
เปน็ รตั นะอนั สูงสดุ เมือ่ กลุ บุตรผู้บวชแล้วไม่ประพฤติธรรม เปน็ ผู้ทุศีล ย่อมไปเกิดในอบาย
๗. พราหมณธัมมิกสูตร ว่าด้วยธรรมของพรามหณ์ที่แท้จริง คือพราหมณ์มหาศาล
จ�ำนวนมากเข้าไปเฝ้าทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า พราหมณ์สมัยก่อนมีธรรมเนียมปฏิบัติกัน
อย่างไร ปัจจุบันยังถือปฏิบัติอย่างน้ันอยู่หรือไม่ ทรงตอบว่า พราหมณ์สมัยก่อนมีธรรมเนียม
ปฏิบตั ดิ ังน้ี คอื ไมส่ ะสมสตั ว์เลยี้ ง หรอื ทรพั ยส์ นิ เงินทอง พวกเขาได้อาหารจากการสาธยาย
มนตร์ หรือประกอบพิธีกรรม มีตบะ ละกามคุณ งดเว้นการร่วมประเวณีกับภรรยาท่ีอยู่ใน
วัยหมดประจ�ำเดือน ประพฤติพรหมจรรย์ มุ่งแสวงหาแต่วิชชาและจรณะ แต่พราหมณ์ใน
ปัจจุบันน้ี มีการส่ังสมทรัพย์สินเงินทองมากมาย มีการฆ่าสัตว์บูชายัญซึ่งเป็นความประพฤติ
ไม่เหมาะสม
นอกจากนี้ ได้ทรงแสดงข้อปฏิบัติของพราหมณ์หลายประการ เป็นเหตุให้พราหมณ์
เหลา่ นั้นเลือ่ มใส และประกาศตนนบั ถือพระรัตนตรัยเปน็ สรณะตลอดชวี ิต (ดู ข.ุ สุ.อ. ๒/๑๘๗-
๒๙๔/๑๒๖-๑๓๐ ประกอบ)
๘. นาวาสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้เป็นดุจเรือข้ามฟาก คือตรัสสอนภิกษุทั้งหลายว่า
เม่ืออาศัยเรียนรู้ธรรมจากผู้ใดก็ไม่ควรท�ำลายผู้น้ัน เหมือนคนอาศัยเรือข้ามฟากถึงฝั่งแล้ว
ก็ไมค่ วรท�ำลายเรือ อนงึ่ คนทส่ี อนธรรมแกผ่ ้อู ืน่ ตนเองก็ควรรูแ้ จ้ง ธรรมนัน้ ๆ ด้วย เพราะถา้
ไม่รู้จริงสอนผิดทางไป จะน�ำหมู่ชนไปสู่ความวิบัติ เหมือน นายเรือผู้ไม่ช�ำนาญการขับเรือ
ยอ่ มน�ำผ้โู ดยสารไปพบความวิบัติกลางแม่น้�ำ ฉะน้นั
๙. กิงสีลสูตร ว่าด้วยการจะบรรลุประโยชน์สูงสุดต้องประพฤติเช่นไร คือ ท่าน
พระสารีบุตรทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า บุคคลจะบรรลุประโยชน์สูงสุด ต้องประพฤติเช่นไร
ทรงตอบว่า ต้องประพฤติธรรม คือ ความอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ ไม่ริษยา เข้าไปหาผู้รู้ แล้ว
ฟังค�ำสอนโดยเคารพ พร้อมทั้งน้อมน�ำมาประพฤติปฏิบัติ ผู้ประพฤติ เช่นน้ีได้ก็จะบรรลุ
ประโยชน์สูงสุดได้
๑๐. อุฏฐานสูตร ว่าด้วยการลุกขึ้นนั่งสมาธิ คือทรงสอนปลุกใจให้ลุกขึ้นบ�ำเพ็ญ
เพียร เจริญกัมมัฏฐานเพ่ือบรรลุสันติธรรม อย่าปล่อยให้โอกาสหรือเวลาผ่านไปโดยเปล่า
ประโยชน์ ค�ำวา่ “สนั ติธรรม” หมายถงึ ธรรมคือความสงบ มี ๓ ประการ คอื (๑) อจั จนั ตสันติ
เล่มท่ี ๑๗ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๕ 63
(ความสงบอย่างส้ินเชิง) (๒) ตทังคสันติ (ความสงบด้วยองค์นั้น ๆ) (๓) สัมมุติสันติ (ความ
สงบโดยสมมุติ) แตใ่ นสตู รนหี้ มายถึงอจั จันตสนั ติ กล่าวคอื นพิ พาน (ขุ.ส.ุ อ. ๒/๓๓๕/๑๕๔)
๑๑. ราหุลสตู ร วา่ ดว้ ยพระพุทโธวาทท่ตี รสั โปรดพระราหุล คอื ทรงสอนพระราหลุ วา่
ใหล้ ะกามคณุ ๕ ให้คบกัลยาณมิตร ใหอ้ ยู่ในท่ีสงัด รู้จักประมาณในการรบั และการฉนั โภชนะ
อย่าทะยานอยากในปัจจัย ๔ ส�ำรวมในพระปาติโมกข์ และในอินทรีย์ ให้เจริญกายคตาสติ
ให้เบื่อหน่ายวัฏฏะ ให้เว้นจากนิมิตว่าสวยงาม และเจริญความไม่มีนิมิต เมื่อปฏิบัติได้ดังนี้
ก็ละมานะได้
๑๒. วังคีสสูตร ว่าด้วยพระพุทธพจน์ตรัสแก้ความสงสัยของพระวังคีสะ คือ ท่าน
พระวังคีสเถระผู้เคยมีชื่อเสียงด้านการท�ำนายคติของมนุษย์ผู้ตายไป สามารถท�ำนายได้ว่า
ใครไปเกิดในภพใดภูมิใด แต่เม่ือได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถูกพระองค์ถามถึงคติหรือภูมิ
ของพระขีณาสพ ก็ตอบไม่ได้ จึงยอมเข้ามาบวชในพระธรรมวินัยน้ี เพื่อจะเรียนวิธีท�ำนายคติ
พระขีณาสพ โดยมีพระนิโครธกัปปเถระเป็นพระอุปัชฌาย์ ต่อมาพระอุปัชฌาย์ปรินิพพาน
จึงเข้าไปทูลถามพระผู้มีพระภาคถึงการปรินิพพานของพระอุปัชฌาย์ พระองค์ตรัสแก้ความ
สงสัยของทา่ นวา่ นิโครธกปั ปะปรนิ พิ พานแล้วดับตัณหาได้แล้ว (ข.ุ สุ.อ. ๒/๓๔๖-๓๖๑/๑๖๒-
๑๗๐)
๑๓.สมั มาปรพิ พาชนยี สตู รวา่ ดว้ ยภกิ ษคุ วรละเวน้ อยใู่ นโลกโดยชอบคอื พระพทุ ธเนรมติ
ทูลถามพระผู้มีพระภาคถึงข้อปฏิบัติของภิกษุว่า จะพึงละเว้นอยู่ ในโลกโดยชอบได้อย่างไร
ทรงปรารภค�ำถามน้ันตรัส ๑๕ พระคาถามุ่งแสดงข้อ ปฏิบัติของพระขีณาสพวา่ ภิกษคุ วรละ
ขาดรปู เสียง กล่ิน รส โผฏฐพั พะ และ ธรรมารมณ์ เป็นต้น ว่าเป็นมงคล ก�ำจัดความก�ำหนดั
ก�ำจดั ความสอ่ เสยี ดเป็นต้น ภิกษผุ ปู้ ฏบิ ัติไดอ้ ย่างน้ี ชอ่ื ว่า ละเวน้ อย่ใู นโลกโดยชอบ
๑๔. ธัมมิกสูตร ว่าด้วยพุทธพจน์ตรัสโปรดธัมมิกอุบาสก คือทรงตอบค�ำถามของ
ธมั มกิ อบุ าสกทถี่ ามถงึ คณุ สมบตั ขิ องพระสาวกทดี่ เี ปน็ อยา่ งไร โดยตอบวา่ สาวกทด่ี ตี อ้ งไมล่ ะเมดิ
พระวนิ ยั เชน่ ไม่ควรออกเทีย่ วในเวลาวกิ าล ควรก�ำจดั ความยินดใี นกามคณุ ๕ เม่อื ฉนั อาหาร
แล้วควรเจริญกัมมัฏฐาน ควรสนทนาธรรม เช่น กถาวัตถุ ๑๐ เว้นการโต้เถียง ดังน้ีเป็นต้น
ตอ่ จากนนั้ ทรงแสดงสมบตั ขิ องอบุ าสกวา่ ควร รกั ษาศลี ในวนั อโุ บสถ เวน้ จากทจุ รติ เลยี้ งดมู ารดา
บิดา ประกอบการค้าขายที่ชอบธรรม และไม่ประมาทประพฤติวัตรของอุบาสก หลังจากตาย
แลว้ ย่อมไปเกิดในหมเู่ ทพผมู้ รี ศั มีในตนชอ่ื สยมั ปภา
64 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสุตตันตปิฎก
๓. ความหมายและสาระส�ำคญั ของมหาวรรค
มหาวรรค หมวดว่าดว้ ยเรื่องใหญ่ ช่ือวรรคน้ตี ัง้ ตามระเบยี บการจัดหมวดหมู่พระสตู ร
ดงั ทีก่ ลา่ วไวใ้ นจฬู วรรค มพี ระสูตร ๑๒ สตู ร มพี ระคาถา ๓๖๕ คาถา มสี าระส�ำคัญดังนี้
๑. ปพั พชั ชาสตู ร วา่ ดว้ ยการสรรเสรญิ การบรรพชา คอื ทา่ นพระอานนท์ ทลู สรรเสรญิ
การเสด็จบรรพชาของพระผู้มีพระภาคว่า การเสด็จออกบรรพชา ของพระองค์เป็นผลสืบ
เนื่องจากการที่พระองค์ทรงเห็นว่า การบรรพชาปลอดโปร่ง แต่การอยู่ครองเรือนคับแคบ
คอื ถกู บุตร ภรรยา และกิเลสรบกวน หมดโอกาสบ�ำเพ็ญเพยี รเพือ่ แสวงหาทางพ้นทกุ ข์
๒. ปธานสูตร ว่าดว้ ยความเพียรอย่างเดด็ เดยี ว คือทรงเลา่ ถงึ เหตุการณท์ ท่ี รงบ�ำเพ็ญ
เพียรที่ฝั่งแม่น้�ำเนรัญชราแก่ภิกษุท้ังหลายว่า ไม่มีพญามารมากราบทูลพระองค์เป็นเชิงห่วงใย
ว่า ร่างกายของพระองค์ก็ผ่ายผอม ผวิ พรรณซบู ซดี ใกล้จะตายอยูแ่ ลว้ หมดโอกาสทีจ่ ะตรสั รู้
โปรดกลับใจหันกลับไปบ�ำเพ็ญบุญอย่างอื่นเถิด ทรงช้ีให้มารเห็นถึงความเพียรเด็ดเด่ียวของ
พระองค์ว่า กระแสแม่น�้ำทุกสายอาจจะแห้งไปเพราะสายลมได้ แต่เลือดแห่งความมีจิตมุ่งม่ัน
ของพระองค์ ไม่มวี นั เหือดแหง้ ไปได้ แม้เลอื ด ดี เสลด จะเหอื ดแหง้ ไป แต่จติ สติ และปัญญา
ของพระองคย์ งิ่ ผอ่ งใส สมาธยิ ง่ิ ตง้ั มนั่ จากนน้ั ทรงแสดงความมน่ั พระทยั วา่ จะทรงใชพ้ ระปญั ญา
วุธก�ำจดั มารพร้อมทัง้ เสนามารได้
๓. สุภาสิตสูตร ว่าด้วยวาจาสุภาษิต ๔ ประการ คือทรงแสดงองค์ประกอบของ
วาจาที่เป็นสุภาษิต ไม่มีโทษ และผู้รู้ไม่ติเตียน องค์ประกอบของวาจานั้นมี ๔ ประการ คือ
(๑) เปน็ ค�ำสภุ าษิต (๒) เป็นธรรม (๓) เปน็ ค�ำทน่ี ่ารัก (๔) เปน็ ค�ำสัตย์
๔. สุนทริกภารทวาชสูตร ว่าด้วยสุนทริกภารทวาชพราหมณ์ คือพราหมณ์ชื่อว่า
สุนทริกภารทวาชะได้ประกอบพิธีบูชาไฟด้วยเครื่องเซ่น คร้ันเสร็จพิธีแล้วได้มองหาคนรับ
เครื่องเซ่นท่ีเหลือ พลันเหลือบไปเห็นพระผู้มีพระภาคที่ประทับน่ังคลุมพระวรกายจนถึง
พระเศียรท่ีโคนไม้ต้นหนึ่ง จึงน�ำเครื่องเซ่นไปด้วยต้ังใจจะถวาย แต่คร้ันพระองค์เปิดผ้าคลุม
พระเศียรออก จึงกล่าวว่า “คนหัวโล้น” ต้ังใจจะหัน หลังกลับ พลันฉุกคิดข้ึนว่า อันที่จริง
พราหมณบ์ างพวกทหี่ วั โลน้ กม็ ี จงึ เขา้ ไปทลู ถามถงึ ชาตติ ระกลู ตรสั วา่ อยา่ ถามถงึ ชาตติ ระกลู เลย
ควรถามถึงความประพฤติ จะก่อให้เกิดประโยชน์มากกว่า จากน้ันทรงแสดงคุณสมบัติของ
พราหมณม์ นุ วี า่ บคุ คล แมเ้ กดิ ในตระกลู ตำ่� แตป่ ระพฤตดิ กี ส็ ามารถท�ำลายกเิ ลสได้ ผทู้ �ำลายกเิ ลส
ไดย้ อ่ ม ควรแกเ่ ครอื่ งบชู า เมอ่ื พระองคท์ รงแสดงจบลงพราหมณเ์ ลอื่ มใสประกาศตนเปน็ อบุ าสก
๕. มาฆสตู ร วา่ ดว้ ยมาฆมาณพทลู ถามปญั หา คอื มาฆมาณพทลู ถามพระผมู้ พี ระภาควา่
ผตู้ อ้ งการบญุ จะบชู ายญั อยา่ งไร ทรงตอบวา่ ควรบชู าพระทกั ขไิ ณยบคุ คล ผลู้ ะกเิ ลสทงั้ หลายได้
เลม่ ท่ี ๑๗ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๒๕ 65
๖. สภยิ สตู ร วา่ ดว้ ยสภิยปรพิ าชกทลู ถามปัญหา คือสภยิ ปริพาชกได้เท่ียวไปในส�ำนกั
ของเจา้ ลัทธทิ งั้ หลาย เช่น ปรู ณะ กัสสปะ มกั ขลิ โคศาล เปน็ ต้น เพอื่ ถามปญั หาท่ตี นเรียนมา
จากเทวดา แต่ไมม่ เี จา้ ลทั ธิใดตอบได้ ภายหลงั ไดเ้ ข้าไปเฝ้าพระผูม้ ีพระภาค ทูลถามปัญหาเปน็
ชุด ๆ รวม ๕ ชดุ ชดุ ละ ๔ ค�ำถาม คอื ชุดที่ ๑ ทลู ถามมใี จความดงั นี้
บคุ คลบรรลอุ ะไรจงึ เรยี กวา่ ภกิ ษุ ปฏบิ ตั อิ ยา่ งไรจงึ เรยี กวา่ ผสู้ งบ ปฏบิ ตั อิ ยา่ งไรจงึ เรยี ก
วา่ ผฝู้ ึกตน รอู้ ย่างไรจงึ เรียกว่า พุทธะ
พระผู้มีพระภาคทรงตอบว่า ผู้ข้ามพ้นความสงสัย ละความเสื่อมและความเจริญ
อยู่จบพรหมจรรย์ สิ้นภพใหม่ เรียกว่า ภิกษุ ผู้วางเฉยในอารมณ์ทั้งปวง ข้ามพ้น โอฆะได้
มจี ิตไม่ฟงุ้ ซา่ น เรยี กวา่ ผสู้ งบ ผูอ้ บรมอนิ ทรยี ์ได้ เรยี กว่า ผู้ฝกึ ตนได้ ผู้รชู้ ัดสังสารวฏั ปราศจาก
กเิ ลส บรรลภุ าวะท่ีสิ้นสุดการเกดิ เรยี กว่า พทุ ธะ
ปญั หาชดุ ท่ี ๒-๕ พร้อมท้งั พระด�ำรัสตอบนนั้ มีแนวการถาม และการตอบเช่นเดยี วกัน
น้ี ดูรายละเอียดในหนา้ ๖๒๑-๖๒๗
๗. เสลสูตร ว่าด้วยเสลพราหมณ์ คือเสลพราหมณ์พร้อมด้วยพราหมณ์ผู้ช�ำนาญ
เวท ๓๐๐ คน เข้าไปเฝา้ พระผมู้ พี ระภาค ตรวจสอบมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ เมือ่ เหน็
ไม่บกพร่อง จงึ ทูลชมเชยความเปน็ มหาบุรุษน้ัน มคี วามประสงค์จะ ทดลองวา่ เปน็ พระพทุ ธเจ้า
จริงหรือไม่ จึงทูลเชิญข้ึนครองราชย์เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ตรัสตอบว่า ทรงเป็นราชาอยู่
แล้วมีพระนามว่าธรรมราชา มีสารีบุตรเป็นธรรมเสนาบดี พร้อมท้ังทรงยืนยันว่าพระองค์
คือพระพทุ ธเจา้ ผ้ยู ำ่� ยีอมติ รได้ (ค�ำวา่ อมิตร หมายถึง มาร ๕ คือ (๑) กิเลสมาร (๒) ขนั ธมาร
(๓) อภิสังขารมาร (๔) เทวปุตตมาร (๕) มัจจมุ าร ดู ข.ุ ส.ุ อ. ๒/๕๖๗/๒๘๑)
เม่ือพระผู้มีพระภาคทรงแสดงยืนยันจบลง เสลพราหมณ์พร้อมทั้งบริวารได้เกิด
ความเลื่อมใสขอบรรพชา อุปสมบท ณ เบ้ืองพระพักตร์พระผู้มีพระภาค จากนั้น ได้หลีกไป
บ�ำเพญ็ เพียรพรอ้ มทั้งบรวิ าร ไม่นานนักกไ็ ด้บรรลุอรหัตตผล
๘. สัลลสูตร ว่าด้วยลูกศรคือกิเลส คือทรงแสดงพระสูตรนี้แก่อุบาสกคนหนึ่ง
ผู้เศร้าโศกเพราะบุตรตาย มีใจความว่า ชีวิตของสรรพสัตว์ด�ำเนินไปสู่ความตายทุกขณะ ไม่มี
กิริยาอาการบง่ บอกใหใ้ ครรู้ได้วา่ จะตาย มกี าลเวลาทเ่ี ปน็ อยสู่ ้ันและประกอบดว้ ยทุกข์ ไม่มวี ิธี
ที่จะหยดุ ยั้งความตายได้ แต่มวี ธิ หี ยดุ ย้ังความเศร้าโศกได้ คือถอนลกู ศรคอื กเิ ลสน้ันเสยี
๙. วาเสฏฐสตู ร วา่ ดว้ ยวาเสฏฐมาณพทลู ถามปญั หา คอื วาเสฏฐมาณพ และภารทวาช-
มาณพได้สนทนากันว่า “คนจะช่ือว่า พราหมณ์ ต้องปฏิบัติอย่างไร” ภารทวาชมาณพ
กล่าววา่ ต้องมชี าติตระกลู บริสุทธิ์ท้งั ฝ่ายบิดาและมารดา ส่วนวาเสฏฐมาณพกลา่ ววา่ ตอ้ งมศี ีล
66 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสุตตันตปฎิ ก
มวี ตั รสมบรู ณ์ เมอื่ ตา่ งฝา่ ยตา่ งยนื ยนั ในเหตผุ ล ของตน ตกลงกนั ไมไ่ ด้ จงึ เขา้ ไปทลู ถามปญั หากบั
พระผมู้ พี ระภาค พระองคท์ รงตอบดว้ ยอปุ มามากมายแตส่ รปุ ใจความวา่ คนจะเปน็ พราหมณห์ รอื
ไม่ มใิ ชเ่ พราะชาตกิ �ำเนดิ แตเ่ พราะกรรมตา่ งหาก เมอื่ จบเทศนา มาณพพรอ้ มทง้ั สหายไดป้ ระกาศ
ตน เปน็ อุบาสกถึงพระรัตนตรยั เป็นทพ่ี ึ่งที่ระลกึ ตลอดชีวติ (ดูรายละเอยี ดหน้า ๖๔๔-๖๕๕)
๑๐. โกกาลิกสูตร ว่าด้วยพระโกกาลิกะ (พระโกกาลิกะน้ีมีประวัติว่าเป็นบุตรของ
โกกาลิกเศรษฐี ในเมืองโกกาลิกนคร มีช่ือเดิมว่า จูฬโกกาลิกะ เป็นคนละรูปกันกับ
พระโกกาลกิ ะศษิ ยข์ องพระเทวทตั พระโกกาลกิ ะศษิ ยข์ องพระเทวทตั นน้ั เปน็ บตุ รของพราหมณ์
มีชื่อเต็มวา่ มหาโกกาลกิ ะ ดู ขุ.สุ.อ. ๒/๖๖๓/๓๐๓) คือพระสตู รน้ีวา่ ด้วยพระโกกาลกิ ะเข้าไป
เฝา้ พระมพี ระภาคแลว้ กราบทลู วา่ พระสารบี ตุ รเถระกบั พระมหาโมคคลั ลานเถระเปน็ ผมู้ คี วาม
ปรารถนาช่ัว ทรงห้ามว่า อย่ากล่าวเช่นนั้นสารีบุตรและโมคคัลลานะมีศีลเป็นที่รัก แต่ท่าน
กลับกราบทูลอย่างน้ันถึง ๓ ครั้งแล้วถวายอภิวาทจากไป ภายหลังเกิดอาพาธมีตุ่มขึ้นเต็มตัว
มรณภาพแล้วไปเกิดในปทุมนรก พระผู้มีพระภาคตรัสว่า คนท่ีพูดจาหยาบคาย ต�ำหนิคนที่
ควรสรรเสรญิ มจี ิตคิดรา้ ย ชอบติเตียนพระอรยิ ะ ตายไปแลว้ ยอ่ มตกรนก
๑๑. นาลกสตู ร วา่ ดว้ ยนาลกดาบสทลู ถามปญั หา คอื นาลกดาบสทลู ถามพระผมู้ พี ระภาค
ถึงข้อปฏิบัติเพื่อบรรลุปฏิปทาของมุนี ทรงตอบว่ามุนีต้องเว้นค�ำด่า ต้องรักษาจิต ไม่คิดร้าย
เป็นผู้สงบ ไมฟ่ งุ้ ซ่าน งดเวน้ เมถนุ ธรรม ละกามคณุ ๕ ละความโลภในปัจจยั ๔ ควรมที อ้ งพร่อง
ฉันพอประมาณ ควรขวยขวายในการ เข้าฌาน ไม่ยินดีการพูดคุยเป็นต้น เม่ือท�ำได้อย่างนี้ก็
จะสามารถตัดกระแสกเิ ลส ดับความเรา่ รอ้ น บรรลุปฏิปทาของมนุ ีได้ ปฏิปทาของมนุ นี นั้ คือ
อรหัตตมัคคญาณ (ข.ุ สุ.อ. ๒/๗๒๗-๗๒๙/๓๓๒)
๑๒. ทวยตานุปัสสนาสูตร ว่าด้วยการพิจารณาเห็นธรรมเป็นคู่ คือทรงสอนให้ภิกษุ
พจิ ารณาธรรม ๑๖ ประการ แบ่งเปน็ คู่ ๆ ประการละ ๒ คู่ รวมเป็น ๓๒ คู่ กลา่ วคือ จ�ำแนก
ฝ่ายทุกข์พร้อมทั้งเหตุเกิดทุกข์เป็น ๑ คู่ และจ�ำแนกฝ่ายความดับทุกข์ พร้อมท้ังวิธีดับทุกข์
เปน็ ๑ คู่ เม่ือพจิ ารณาเห็นธรรมเป็นคู่ไดอ้ ยา่ งน้ี ยอ่ ม บรรลผุ ลคอื อรหตั ตผลหรืออนาคามผิ ล
ธรรม ๑๖ ประการน้นั ได้แก่ (๑) อริยสจั (๒) อุปธิ (๓) อวชิ ชา (๔) สงั ขาร (๕) วญิ ญาณ
(๖) ผัสสะ (๗) เวทนา (๘) ตณั หา (๙) อุปาทาน (๑๐) อารัมภะ (๑๑) อาหาร (๑๒) อิญชติ ะ
(ความหวั่นไหว) (๑๓) ผันทติ ะ(ความดิ้นรน) (๑๔) รปู (๑๕) นพิ พานสจั จะ (๑๖) ทุกข์
การพิจารณาธรรมเป็นคู่ ๆ น้ัน มีตารางแสดงการพิจารณาอริยสัจและอุปธิ เป็น
ตวั อยา่ งดังนี้
เลม่ ท่ี ๑๗ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๒๕ 67
กระบวนการพิจารณา ผลการพิจารณา
คทู่ ่ี ๑ ทกุ ขสมทุ ัย(เหตุ) + ทุกข์(ผล) อรหัตตผล
พิจารณาเหน็ อรยิ สัจ หรอื
อนาคามิผล
คูท่ ี่ ๒ ทกุ ขนโิ รธคามินีปฏิปทา(เหต)ุ + ทุกขนิโรธ (ผล)
คู่ที่ ๑ อุปธเิ กดิ (เหตุ) + ทุกข์เกิด (ผล) อรหัตตผล
พจิ ารณาเห็นอุปธิ หรือ
คู่ที่ ๒ อปุ ธดิ ับ(เหต)ุ + ทกุ ข์ดบั (ผล) อนาคามผิ ล
๔. ความหมายและสาระส�ำคญั ของอัฏฐกวรรค
อัฏฐกวรรค หมวดว่าด้วยการไม่ติดอยู่ในกาม ช่ือวรรคนี้ต้ังตามเนื้อหาสาระของ
พระสตู รทง้ั หมดในวรรคนี้ ซึ่งมีพระสตู ร ๑๖ สตู ร มพี ระคาถา ๒๑๐ คาถา มีสาระส�ำคัญดงั นี้
๑. กามสูตร ว่าด้วยเร่ืองกาม คือพระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมแก่พราหมณ์
ชาวนาเขตกรุงสาวตั ถมี ใี จความโดยสังเขปวา่ สัตว์ทั้งหลายพงึ มสี ตลิ ะกามเสยี เพราะกามเปน็
เหตุแห่งอันตราย กล่าวคือ กายทุจริต วจีทุจริต และมโนทุจริต เม่ือละกามได้ย่อมข้ามโอฆะ
คอื กเิ ลส เข้าถึงฝ่งั คือนพิ พานได้ ค�ำวา่ กาม ในท่ีนี้หมายถึงวัตถกุ าม
๒. คุหัฏฐกสูตร ว่าด้วยผู้ข้องอยู่ในถ�้ำ คือตรัสสอนท่านพระปิณโฑลภารทวาชเถระ
ให้เห็นว่าความยึดติดอยู่ในถ้�ำคือร่างกาย จมอยู่ในเหตุให้ลุ่มหลงคือกามคุณ ๕ เป็นเหตุให้
เกิดโทษคืออยู่ห่างไกลจากวิเวก มุนีผู้ก�ำหนดรู้โทษแห่งความยึดถือ พึงข้ามโอฆะได้ (ขุ.สุ.อ.
๒/๗๗๙/๓๕๐)
๓. ทุฏฐัฏฐกสูตร ว่าด้วยเรื่องเดียรถีย์ใจช่ัวกับมุนี คือทรงแสดงเปรียบเทียบให้เห็น
พฤติกรรมที่แตกต่างกันระหว่างเดียรถีย์บางพวกกับมุนี คือเดียรถีย์บางพวกชอบกล่าวร้าย
ผู้อ่ืน ชอบโอ้อวดศีลและวัตร มีความถือมั่นในทิฏฐิของตน เช่น ยึดถือทิฏฐิว่ามีอัตตา
(สสั สตทิฏฐิ) และยดึ ถอื ทฏิ ฐวิ า่ ไม่มอี ตั ตา (อจุ เฉททิฏฐ)ิ ส่วนมนุ ผี มู้ ีปญั ญา สงบ ดบั กเิ ลสแลว้
ย่อมไม่ใส่ใจค�ำกลา่ วร้าย ไมโ่ อ้อวดศลี และวตั ร ไมย่ ดึ ถือทฏิ ฐิทั้งหลาย (ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๒๒/
๙๘-๑๐๐)
๔. สุทธัฏฐกสูตร ว่าด้วยผู้พิจารณาเห็นความหมดจด ในที่น้ีหมายถึงความบริสุทธ์ิ
จากความยึดมั่นถือม่ันในอัตตาด้วยอ�ำนาจตัณหาและมิจฉาทิฏฐิ คือทรงแสดงว่าบุคคลชื่อ
ว่าเป็นพราหมณ์ เพราะเป็นผู้พิจารณาเห็นความหมดจดด้วยมัคคญาณ เพราะลอยบาป ๗
68 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตันตปฎิ ก
ประการ คอื (๑) สักกายทิฏฐิ (๒) วจิ กิ จิ ฉา (๓) สีลัพพตปรามาส (๔) ราคะ (๕) โทสะ (๖) โมหะ
(๗) มานะ (ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๒๕/๑๐๔) เพราะ ร้ธู รรมด้วยเวททงั้ หลาย(หมายถึงรู้อรยิ สจั ๔
ด้วยมัคคญาณ ๔) และเพราะเป็นผู้ข้ามพ้นกิเลส ไม่มีความก�ำหนัดในกามคุณ (ดู ขุ.สุ.อ.
๒/๗๙๙-๘๐๒/๓๖๓-๓๖๔)
๕. ปรมัฏฐกสูตร ว่าด้วยผู้ยึดถือทิฏฐิของตนว่ายอดเย่ียม คือทรงแสดงสูตรน้ีปรารภ
เรอ่ื งทเี่ ดยี รถยี ผ์ ยู้ ดึ มน่ั ทฏิ ฐหิ รอื ลทั ธขิ องตน ตา่ งโตเ้ ถยี งกนั วา่ ลทั ธขิ องตนยอดเยยี่ มทส่ี ดุ ถกู ตอ้ ง
ทส่ี ุด ทฏิ ฐิหรือลัทธอิ ืน่ เลวหรอื ไม่ถูกตอ้ ง ทรงเปรยี บเทยี บวา่ เหมือนคนตาบอดคล�ำชา้ ง ตา่ งโต้
เถยี งกนั วา่ ชา้ งเหมอื นสง่ิ โนน้ สงิ่ นต้ี ามทต่ี นลบู คล�ำจบั ตอ้ งดู สว่ นภกิ ษผุ ไู้ มย่ ดึ มนั่ ทฏิ ฐิ ปราศจาก
มานะ ละอัตตาได้ ย่อมเป็นผู้ถึงฝั่งคือนิพพานได้ ไม่ต้องหวนกลับมามีกิเลสอีก (ขุ.ม. (แปล)
๒๙/๓๘/๑๓๘)
๖. ชราสูตร วา่ ด้วยชรา คอื ตรสั แก่ชาวเมอื งสาเกตว่า ชวี ิตของสตั ว์ท้ังหลายนอ้ ยนัก
ภายใน ๑๐๐ ปกี ต็ ายแลว้ หากจะเกนิ ไปบา้ งก็ต้องตายเพราะชรา ดงั น้นั จงึ ไมค่ วรยดึ ถอื วา่ เปน็
ของเรา เพราะความเที่ยงแท้ ไม่มีอยู่จริง ผู้ยึดถือหารอดพ้นจากความเศร้าโศกได้ไม่ ส่วนมุนี
ผู้ไมย่ ึดถือส่งิ ทง้ั ปวง ย่อมไม่เศรา้ โศกคร่�ำครวญ
๗. ตสิ สเมตเตยยสตู ร วา่ ดว้ ยปญั หาของตสิ สเมตเตยยะ คอื ทา่ นพระตสิ สเมตเตยยเถระ
ได้กราบทูลให้พระผู้มีพระภาคตรัสโทษของเมถุนธรรม พระองค์จึงตรัสว่าการเสพเมถุนธรรม
เป็นเหตุให้ตกต�่ำมัวหมอง ต้องออกนอกทางแห่งการบรรลุมรรคผล และเกียรติยศย่อม
เสื่อมไป แต่ความยนิ ดีในวเิ วก ยอ่ มเปน็ เหตใุ ห้ อย่ใู กล้นพิ พาน
๘. ปสูรสูตร ว่าด้วยปริพาชกช่ือว่าปสูระ คือทรงแสดงธรรมแก่ปริพาชกชื่อว่า
ปสูระว่า ผู้ยึดติดอยู่ในทิฏฐิหรือลัทธิของตน ท่ีเรียกว่าปัจเจกสัจจะ (หมายถึงความยึดถือ
ลัทธิของตนว่า “โลกเท่ียง น้ีเท่าน้ันจริง อย่างอ่ืนไม่จริง” ดู ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๕๙/๑๙๖)
ย่อมเป็นเหตุแห่งการโต้เถียงกัน ความยึดติดในทิฏฐิของตน เป็นเหตุให้เกิดความล�ำพองตน
ปิดกั้นความรอู้ ันเป็นทางพน้ ทกุ ข์
๙. มาคันทยิ สูตร ว่าด้วยมาคนั ทยิ พราหมณ์ คือตรสั ถึงความนา่ เกลียดของรา่ งกายว่า
เต็มไปดว้ ยปัสสาวะและอจุ จาระ ผมู้ ปี ญั ญาไม่ควรยินดีในรา่ งกาย ควรละมานะและกามสญั ญา
ตดั ความยดึ มน่ั ทฏิ ฐขิ องตนเสยี ถา้ บคุ คลใดยงั ยดึ มนั่ ใน กามสญั ญาและทฏิ ฐขิ องตนอยบู่ คุ คลนนั้
กย็ งั กระทบกระทัง่ กันอยู่ในโลก ไมพ่ ้นจากทกุ ข์ได้
๑๐. ปุราเภทสูตร ว่าด้วยก่อนการดับขันธปรินิพพาน คือทรงตอบพระพุทธเนรมิต
ถึงคุณสมบัติของผู้สงบที่ชื่อว่าต้องมีอธิศีล อธิจิต และอธิปัญญาว่า ต้องละตัณหา เป็นมุนี
เล่มที่ ๑๗ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๒๕ 69
ผไู้ มโ่ กรธ ไม่สะดุ้ง ไมโ่ ออ้ วด พดู ดว้ ยปญั ญา ไม่ตระหน่ี ปราศจากตณั หาในภพ (สสั สตทิฏฐิ)
และวภิ พ (อุจเฉททิฏฐ)ิ ละกิเลสทงั้ หลายได้ (ดู ขุ.ส.ุ อ. ๒/๘๖๓/๓๙๐)
๑๑. กลหวิวาทสูตร ว่าด้วยการทะเลาะวิวาทกัน คือตรัสว่าการทะเลาะวิวาทและ
ความคร่�ำครวญเกิดจากส่ิงเป็นท่ีรัก (หมายถึงสัตว์และสังขาร กล่าวคือ รูป เสียง กลิ่น รส
โผฏฐพั พะ ดู ข.ุ ม. (แปล) ๒๙/๙๘/๓๐๑-๓๐๒) และเกดิ จากทฏิ ฐทิ ง้ั หลาย ตรสั สอนใหใ้ ชป้ ญั ญา
พจิ ารณา ไม่ยึดติดในสิง่ เปน็ ท่ีรักและทิฏฐิเหลา่ น้นั ไมท่ ะเลาะววิ าทกบั ใคร ๆ เม่อื ท�ำไดอ้ ย่างน้ี
จะไม่กลบั มาเกิดอกี
๑๒-๑๓. จูฬวยิ หู สูตร และมหาวิยหู สตู ร ตา่ งว่าดว้ ยการทะเลาะวิวาทเพราะ ทิฏฐิ คอื
ทรงตอบปัญหาของพระพุทธเนรมิตถึงเร่ืองสัจจะหลายอย่าง กล่าวคือลัทธิ ต่าง ๆ ท่ีเรียกว่า
ทิฏฐิ ๖๒ ประการ เป็นเหตุใหเ้ จ้าลัทธทิ ั้งหลายตอ้ งววิ าทกัน ตา่ งฝ่าย ตา่ งก็กล่าวอ้างว่าตนเป็น
คนฉลาด ดา่ ว่าผูม้ ีลัทธิขัดแย้งกับตนว่าเปน็ คนโง่ ทรงตรัส ว่า พวกท่โี ตแ้ ย้งกนั ทงั้ ๒ ฝ่ายนน้ั
ต่างก็เป็นคนโง่ด้วยกัน แต่พระอริยสาวกผู้รู้ชัดสัจจะ (หมายถึงนิโรธสัจจะหรือมัคคสัจจะ
ดู ขุ.สุ.อ. ๒/๘๙๑/๓๙๗) เท่านน้ั เป็นผ้ฉู ลาด ละศลี และวตั ร ละกรรมที่มีโทษ (อกุศลกรรมบถ
๑๐ ประการ) และกรรมที่ไม่มโี ทษ (กุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ) ปลงภาระได้ ไม่ยดึ มนั่ ทฏิ ฐิ
ทั้งหลาย (ค�ำวา่ ภาระ หมายถึง (๑) ขันธภาระ ได้แก่ ขนั ธ์ ๕ (๒) กิเลสภาระ ได้แก่ ราคะ โทสะ
และโมหะ (๓) อภสิ งั ขารภาระ ไดแ้ ก่ ปญุ ญาภสิ งั ขาร อปญุ ญาภิสังขาร และอาเนญชาภิสงั ขาร
ดู ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๔๙/๓๙๘)
๑๔. ตวุ ฏกสตู ร วา่ ด้วยภิกษผุ ้กู �ำจดั บาปธรรมอยา่ งเร็วพลนั คือตรัสสอนใหก้ �ำจดั บาป
ธรรมที่เป็นรากเหง้าแห่งกิเลสเครื่องเน่ินช้าด้วยปัญญา รากเหง้านั้น คือ อวิชชา (ความไม่รู้)
อโยนิโสมนสิการ (การมนสิการโดยไม่แยบคาย) อัสมิมานะ (ความถือตัว) อหิริกะ (ความ
ไม่ละอาย) อโนตตปั ปะ (ความไม่เกรงกลวั ) อุทธัจจะ (ความ ฟ้งุ ซา่ น)
๑๕. อัตตทัณฑสูตร ว่าด้วยความกลัวเกิดจากโทษของตน คือตรัสสอนทหารของ
พระญาติทั้ง ๒ ฝ่าย ท่ีเตรียมท�ำสงครามกัน ให้เห็นโทษของการทะเลาะวิวาท ให้หยุดการ
เอาชนะกันด้วยก�ำลัง แต่ให้มุ่งท�ำสงครามกับข้าศึกภายในที่เผาไหม้สัตว์ท้ังหลาย คือ ราคะ
โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ โสกะ และความสงสยั (ข.ุ ส.ุ อ. ๒/๙๔๕/๔๑๑) เพราะเมอื่ สตั ว์เอาชนะ
กิเลสภายในได้ ย่อมไมเ่ ศร้าโศก
๑๖. สารีมมารบุตร ว่าด้วยพระสาลีบุตรเถระกล่าวสรรเสริญพระพุทธคุณคือ
พระสารีบุตรเถระเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ทูลสรรเสริญพุทธคุณ แล้วทูลถามปัญหาเร่ือง
คุณธรรมของภิกษุ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงคุณธรรมของภิกษุว่า ภิกษุควรเป็นผู้มีสติ
70 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสุตตันตปิฎก
ไม่หวาดกลัว มีความเพียร ไม่ลักขโมย ไม่ลุอ�ำนาจโทสะ มีปีติ รู้จักประมาณในการบริโภค
และส�ำรวมอินทรีย์ เป็นต้น ถ้าภิกษุมีคุณธรรมเหล่าน้ี ก็จะสามารถท�ำสมาธิให้เกิดข้ึน และ
ก�ำจัดความมืดคอื โมหะได้
๕. ความหมายและสาระส�ำคัญของปารายนวรรค
ปารายนวรรค หมวดว่าด้วยธรรมเป็นเหตุให้ถึงฝั่ง ค�ำว่า “ฝั่ง” ในท่ีนี้หมายถึง
อมตนิพพาน ซ่ึงเป็นที่ส้ินสุดแห่งชราและมรณะ ตรงกันข้ามกับค�ำว่า “ที่มิใช่ฝั่ง” หมายถึง
กิเลสขันธ์และอภิสังขาร (ดู ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๑๐๐/๓๔๓) วรรคน้ีมีเนื้อหาสาระว่าด้วย
พราหมณ์พาวรีแต่งปัญหาให้มาณพ ๑๖ คนผู้ศิษย์ของตนไปทูลถามพระผู้มีพระภาค
เพอ่ื พสิ ูจนว์ ่าเป็นพระพุทธเจ้าจริงหรือไม่ มาณพทงั้ ๑๖ คนน้นั คือ
๑. อชติ มาณพ ๒. ติสสเมตเตยยมาณพ
๓. ปุณณกมาณพ ๔. เมตตคมู าณพ
๕. โชตกมาณพ ๖. อุปสีวมาณพ
๗. นนั ทมาณพ ๘. เหมกมาณพ
๙. โตเตยยมาณพ ๑๐. กปั ปมาณพ
๑๑. ชตุกัณณิมมาณพ ๑๒. ภทั ราวธุ มาณพ
๑๓. อุทยมารพ ๑๔. โปสาลมาณพ
๑๕. โมฆราชมาณพ ๑๖. ปงิ คยิ มาณพ
ชอื่ มาณพท้ัง ๑๖ คนนัน้ เอง เปน็ ชื่อของพระสตู ร ดังนัน้ วรรคนีจ้ งึ มีพระสูตรรวมทง้ั สน้ิ
๑๖ สูตร หรอื เรียกอกี อยา่ งว่า ๑๖ ปญั หา ทง้ั ปัญหาและพระด�ำรัสตอบมีลกั ษณะการถาม และ
การตอบอยา่ งเดยี วกนั ตา่ งกนั เพยี งรายละเอยี ดของเนอื้ หาสาระเทา่ นนั้ ในทน่ี ม้ี เี นอ้ื หาสาระใน
อชติ มาณวกปญั หา ติสสเมตเตยยมาณวกปัญหาและปณุ ณกมาณวกปัญหา เป็นตวั อย่างดงั นี้
อชติ ณวกปัญหา ว่าด้วยปญั หาของอชติ มาณพ คอื อชิตมาณพทลู ถามพระผมู้ พี ระภาค
ว่า โลกถูกอะไรห่อหุ้มไว้ ทรงตอบว่า อวิชชา ทูลถามว่า โลกไม่สดใสเพราะอะไร ทรงตอบ
ว่า เพราะความตระหน่แี ละความประมาท ทลู ถามว่า อะไรเปน็ เครื่องฉาบทาโลก ทรงตอบวา่
ความอยาก ทูลถามว่า อะไรเป็นภัยใหญ่ของโลก ทรงตอบว่า ทุกข์ ทูลถามว่า อะไรเป็น
เคร่อื งก้นั กระแส(หมายถึงตณั หา ทฏิ ฐิ กิเลส ทจุ รติ และอวชิ ชา ดู ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๓/๕๓)
ท่ีไหลไปในอายตนะ ทรงตอบว่า สติ ทูลถามว่าปัญญา สติ นามและรูป ดับท่ีไหน ทรงตอบ
ว่า ดับที่วิญญาณดับ ทูลถามว่า พระขีณาสพและพระเสขะด�ำเนินชีวิตอย่างไร ทรงตอบว่า
ด�ำเนินชีวิตโดยความไมย่ นิ ดยี ง่ิ ในกาม มใี จไมข่ นุ่ มวั มีสติด�ำรงอยู่
เลม่ ท่ี ๑๗ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๕ 71
ติสสเมตเตยยมาณวกปัญหา ว่าด้วยปัญหาของติสสเมตเตยยมาณพ คือ ติสส-
เมตเตยยมาณพทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ใครชื่อว่าเป็นผู้สันโดษ ทรงตอบว่า ผู้ประพฤติ
พรหมจรรย์เพราะเห็นโทษในกามทั้งหลาย ทูลถามว่า ความหว่ันไหวไม่มีแก่ใคร ทรงตอบว่า
ไม่มีแก่ผู้คลายตัณหาได้ มีสติทุกเมื่อ รู้ธรรมท้ังหลายแล้วดับกิเลสได้ ทูลถามว่า ใครมีชื่อว่า
บุรษ ทรงตอบวา่ ผ้รู ู้สว่ นสดุ ทั้ง ๒ ด้าน ไม่ยดึ ติดในท่ามกลางดว้ ยปญั หาชอื่ ว่ามนั ตา ลว่ งพน้
เครื่องร้อยรดั ในโลกได้ ค�ำว่า สว่ นสุดทง้ั ๒ ดา้ น และทา่ มกลาง (ดรู ายละเอยี ดในหนา้ ๗๔๘)
ปุณณกมานวกปัญฆา ว่าด้วยปัญหาของปุณณกมาณพ คือปุณณกมาณพทูลถาม
พระผู้มีพระภาคว่า ฤาษี มนุชะ กษัตริย์ และพราหมณ์ บูชายัญเพราะต้องการอะไรและ
หนอี ะไร ทรงตอบวา่ เพราะตอ้ งการเกดิ เปน็ มนษุ ย์ เปน็ เทพ และหนชี รา ทลู ถามวา่ ชนเหลา่ นน้ั
ข้ามพ้นชาติชราได้ไหม ทรงตอบว่า ข้ามไม่ได้เพราะม่ัวติดอยู่ในกาม ยินดีในภพ ทูลถามว่า
ใครขา้ มพ้นชาติชราได้ ทรงตอบว่า ผู้ไมม่ คี วามหวั่นไหวในกเิ ลส ไม่มที ุกข์ เปน็ ผูส้ งบ ปราศจาก
ความหวงั
ข้อสังเกต
พระสุตตันตปฎิ ก ขทุ ทกนิกาย ขุททกปาฐะ ธมั มปทะ อุทาน อิติวุตตกะ สุตตนบิ าต
เล่มนี้ แม้มีเนื้อหาที่เป็นข้อความย่อหรือเล็กน้อยเป็นส่วนมากก็จริงถึงกระนั้นก็มีวิธีการ
จัดสรรทกุ ประการ โดยจัดสรรตามล�ำดับความยาวของเนอ้ื หาสาระบา้ ง จดั ตามเน้อื หาสาระที่
มีความส�ำพันธ์กันโดยเหมือนกัน คล้ายกันหรือตรงกันข้ามไว้ในหมวดเดียวกันบ้าง ด้วยเหตุนี้
จงึ ปรากฏใหเ้ หน็ ความเหมาะสมกลมกลนื กนั แหง่ หวั ขอ้ ธรรม หมวดธรรม และพระสตู รทง้ั หลาย
ทที่ า่ นจดั สรรไวอ้ ยา่ งเปน็ ระเบยี บ ดจุ ความเหมาะสมกลมกลนื กนั แหง่ พวงมาลาทนี่ ายมาลาการ
จัดดอกไม้ที่หลากสตี า่ งพันธุม์ าร้อยรวมกันไว้ ฉะน้ัน
วธิ ีการจดั สรรหัวข้อธรรม หมวดธรรม และพระสูตรท่ีปรากฏเหน็ ไดช้ ัดในพระสุตตันต-
ปฎิ กเล่มน้ีนั้น ดงั นี้
๑. จัดสรรตามล�ำดับความยาวของเนื้อหาสาระ กล่าวคือ จัดสรรจากเน้ือหาสาระ
ที่มีความยาวน้อยไปหาเนอ้ื หาสาระท่มี คี วามยาวมากเปน็ ล�ำดับกนั ไป ดงั น้ีคือ จดั ขุททกปาฐะ
เป็นล�ำดับที่ ๑ จัดธรรมบทเป็นล�ำดับที่ ๒ จัดอุทานเป็นล�ำดับที่ ๓ จัดอิติวุตตกะเป็น
ล�ำดบั ที่ ๔ และจดั สุตตนิบาตเปน็ ล�ำดับที่ ๕
๒. จัดสรรหัวข้อธรรม หมวดธรรม และหมวดพระสูตรท่ีมีความสัมพันธ์กัน โดยเป็น
พื้นฐานของกันตามหลักการทางพระพุทธศาสนา คือ “ละชั่ว ท�ำดี และท�ำจิตใจให้ผ่องใส”
72 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
ที่เรียกว่าไตรสิกขา ได้แก่ ศีล สมาธิ และปํญญา เช่น จัดสรณคมน์เป็นล�ำดับที่ ๑ เพราะ
สรณคมน์คือประตูน�ำสู่พระพุทธศาสนา คืออาภรณ์และเครื่องประดับท่ีเสริมจิตใจชาวพุทธ
ให้มีความหนักแน่น มั่นคง องอาจ มีท่ีพ่ึงยึดเหน่ียวพร้อมท่ีจะละช่ัว ท�ำดี ท�ำจิตใจให้ผ่องใส
ด้วยปัญญาบารมี จัดทสสกิ ขาบทเปน็ ล�ำดับท่ี ๒ เพราะเปน็ ข้อปฏิบตั ขิ น้ั ละชวั่ ท่เี รียกว่า ศีล
ส�ำหรับผู้เข้ามาสู่พระพุทธศาสนา จัทวัตติงสาการไว้เป็นล�ำดับที่ ๓ เพราะเป็นข้อปฏิบัติ
ข้ันท�ำดี ท่ีเรียกว่า สมาธิ เป็นวิธีเจริญกัมมัฏฐานเพ่ือท�ำจิตใจให้ผ่องใสด้วยปัญญา และ
จดั สามเณรปญั หาไวเ้ ป็นล�ำดบั ท่ี ๔ เพราะเป็นหวั ข้อท่วี ่าดว้ ยปญั ญาอนั เปน็ ผลแห่งการปฏิบัติ
ท่ีมกี ารละชวั่ (ศีล) และการท�ำความด(ี สมาธิ)เปน็ พืน้ ฐาน เป็นตน้
๓. จัดสรรตามเน้ือหาสาระท่ีมีความสัมพันธ์กันโดยเหมือนกัน คล้ายกัน หรือตรงกัน
ขา้ มไว้ในหมวดเดยี วกนั เช่น ยมกวรรค อัปปมาทวรรค ในธรรมบท และอุรควรรค อัฏฐกวรรค
ในสุตตนบิ าต เป็นต้น
๔. จัดสรรตามจ�ำนวนหัวข้อธรรม กล่าวคือจัดพระสูตรที่มีหัวข้อธรมจ�ำนวนเท่ากัน
ไว้ในหมวดเดียวกัน คือ พระสูตรท่ีมีหัวข้อธรรมจ�ำนวน ๑ ประการ ก็จัดไว้เป็นหมวดหนึ่ง
ใหช้ ื่อว่า เอกกนบิ าต พระสูตรที่มหี วั ข้อธรรมจ�ำนวน ๒ ประการ กจ็ ดั ไวเ้ ป็นหมวดหนึง่ ให้ช่ือ
ว่า ทกุ นิบาต เปน็ ต้น วธิ นี ม้ี ปี รากฏในอติ ิวุตตกะ
นอกจากนี้ยังมีการต้ังช่ือหัวข้อธรรม หมวดธรรม และหมวดพระสูตรตามนิทาน-
วจนะสว่ นทป่ี รารภเหตกุ ารณ์ กาล สถานที่ และบุคคลของเนื้อหาสาระน้นั ๆ เชน่ “โพธวิ รรค
มจุ จลินทวรรค และเมฆยิ วรรค ในอทุ าน
อนง่ึ ยงั มเี นอื้ หาสาระบางตอนในพระไตรปฎิ กเลม่ นเี้ ปน็ เพยี งความยอ่ แตม่ อี รรถาธบิ าย
ในพระไตรปิฎกเล่มอ่ืน ผู้ใคร่ศึกษาก็ควรจะได้ศึกษาค้นคว้าเน้ือหาสาระนั้นเพ่ิมเติมด้วย
เช่น ขัคควิสาณสตู ร แห่งอุรควรรค ในพระไตรปิฎกเลม่ น้ี หน้า ๕๐๗-๕๑๗ เปน็ เนอื้ หาสาระ
ทก่ี ล่าวไวโ้ ดยยอ่ แต่มอี รรถาธิบายโดยละเอียดปรากฏในพระไตรปิฎกเล่มท่ี ๓๐ (ขุ.จู. (แปล)
๓๐/๑๒๑-๑๖๑/๓๙๓-๔๙๙) ถ้าศึกษาควบคู่กันไป จะได้ความรสู้ มบูรณ์
เลม่ ที่ ๑๘ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๒๖ 73
พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๒๖
พระสตุ ตนั ตปิฎก เล่มท่ี ๑๘
(วมิ านวัตถุ เปตวัตถุ เถรคาถา เถรคี าถา)
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เล่มน้ีเป็นพระไตรปิฎกเล่มท่ี ๒๖ และนับเป็นคัมภีร์
ขุททกนิกายเล่มที่ ๒ ในจ�ำนวน ๙ เล่ม คัมภีร์ขุททกนิกายเล่มที่ ๑ ได้แก่ พระไตรปิฎก
เลม่ ท่ี ๒๕ ซงึ่ ว่าด้วยขุททกปาฐะ (ประมวลบทสวดสั้น ๆ) ธัมมปทะ (ประมวลคาถาธรรมบท)
อุทาน (ประมวลพุทธอุทานท่ีเป็นธรรมภาษิต) อิติวุตตกะ (ประมวลพระสูตรที่ไม่ขึ้นต้นด้วย
“เอวมฺเม สตุ ”ํ แต่เชอ่ื มเข้าสคู่ าถาด้วยค�ำว่า “อิติ วจุ ฺจติ”) และสุตตนบิ าต (ประมวลพระสตู ร
ชดุ พิเศษเปน็ บทรอ้ ยกรอง ทีเ่ รยี กว่า “คาถา” ลว้ นก็มี ทม่ี บี ทรอ้ ยแกว้ เป็นบทน�ำก็ม)ี
สว่ นคมั ภีร์ขทุ ทกนกิ ายเลม่ ที่ ๒ น้วี ่าดว้ ยประมวลเรือ่ งตา่ ง ๆ ๔ เรือ่ ง คือ
๑. วมิ านวัตถุ (ประมวลเรือ่ งผไู้ ด้วมิ าน จ�ำนวน ๘๕ เรอื่ ง)
๒. เปตวตั ถุ (ประมวลเรื่องเปรต จ�ำนวน ๕๑ เร่ือง)
๓. เถรคาถา (ประมวลเรื่องธรรมภาษติ ของพระเถระตา่ งๆ จ�ำนวน ๒๔๖ เร่อื ง)
๔. เถรคี าถา (ประมวลเร่ืองธรรมภาษิตของพระเถรตี า่ งๆ จ�ำนวน ๗๓ เรอ่ื ง)
วมิ านวตั ถุ
ท่ีมาของชื่อ
วิมานวัตถุ แปลว่า เร่ืองวิมาน, ที่ตั้งของวิมาน หรือ เรื่องของผู้เกิดในวิมาน ในที่น้ี
หมายถงึ ประมวลเรอื่ งตา่ ง ๆ ของพวกเทพบุตรและเทพธิดาผู้เกิดในวมิ านหรือ ผ้ไู ด้วมิ าน และ
เล่าประวตั ิของตนเองวา่ ได้ท�ำกุศลกรรมอะไรไวจ้ งึ ได้วมิ านเชน่ น้ัน
ค�ำว่า วิมาน หมายถึง ท่ีเล่นที่อยู่ของเหล่าเทวดาหรือเทพ ซึ่งถือว่าเป็นสถานท่ี
อันประเสริฐเพราะเกิดขึ้นด้วยอานุภาพแห่งกุศลกรรมของเทวดาผู้เป็นเจ้าของวิมานน้ัน ๆ
วิมานเหล่านีจ้ ึงร่งุ เรืองสว่างไสวแพรวพราวหลากสดี ว้ ยอ�ำนาจแห่งรัตนชาติต่าง ๆ มีรปู ทรงอัน
74 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก
วจิ ิตรบรรจง มขี นาดตา่ ง ๆ คอื ๑ โยชนบ์ า้ ง ๒ โยชนบ์ ้าง ๑๒ โยชน์บ้าง กว่า ๑๒ โยชนบ์ า้ ง
ภายในวมิ านเหลา่ นน้ั มเี ครอ่ื งประดบั ตกแตง่ สวยงาม และเพยี บพรอ้ มดว้ ยเครอ่ื งอปุ โภคบรโิ ภค
อันเป็นทิพย์มากมาย ความแตกต่างของวิมานเหล่าน้ันขึ้นอยู่กับบุญบารมีท่ีเจ้าของวิมานได้
สงั่ สมไว้เมื่อครั้งเป็นมนษุ ย์ เช่น เปน็ วมิ านทองค�ำบ้าง วมิ านเงนิ บ้าง วิมานแก้วมณีบา้ ง วิมาน
แกว้ ไพฑูรยบ์ า้ ง วมิ าน แกว้ ผลกึ บ้าง หรอื ตา่ งกนั ที่ขนาดเชน่ วัดโดยรอบ ๑ โยชนบ์ า้ ง ๒ โยชน์
บา้ ง ๑๒ โยชน์บา้ ง
ช่ือวิมานวัตถุ ตงั้ ขนึ้ เพ่อื แสดงความเปน็ มาของวิมานและเจ้าของวมิ านตา่ ง ๆ จ�ำนวน
๘๕ วิมาน หรอื ๘๕ เรอ่ื ง
ที่มาของเรอ่ื ง
วิมานวัตถุ คือประมวลเรื่องของผู้เกิดในวิมานจ�ำนวน ๘๕ เรื่องดังกล่าวข้างต้น
แต่ละเร่ืองเป็นเร่ืองเล่าซึ่งส่วนใหญ่เจ้าของเร่ืองเป็นผู้เล่า เหตุที่เล่าเพราะมีผู้ถาม เหตุท่ีถาม
เพราะเมื่อได้เห็นวิมานและทิพยสมบัติน้ัน ๆ แล้วรู้สึกแปลกใจ รู้สึกชื่นชมยินดี จึงถามเพื่อ
ขอทราบความเป็นมา ผู้ถามได้แก่พระผู้มีพระภาคบ้าง (ในกรณีท่ีเทวดาน้ัน ๆ ลงมาเฝ้า)
ท้าวสักกะจอมเทพบ้าง (เม่ือทรงทราบประวัติของวิมานใดแล้ว ก็ ตรัสบอกแก่ท่านพระมหา-
โมคคัลลานเถระในกาลต่อมา) เทวดากันเองบ้าง พระเถระ ท้ังหลายบ้าง แต่ส่วนมากได้แก่
ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระผเู้ ปน็ เลิศทางฤทธ์ิ
พระอรรถกถาจารย์ผู้รจนาคัมภีร์ปรมัตถทีปนี (อรรถกถาวิมานวัตถุ) กล่าวถึง ความ
เปน็ มาของวมิ านต่าง ๆ ไว้ตอนหน่งึ ความวา่
วนั หนึง่ ขณะอยใู่ นท่หี ลีกเรน้ ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระเกดิ ความคิดข้ึนวา่ มคี นผู้มี
จิตศรัทธาจ�ำนวนไม่น้อยได้รักษาศีล ท�ำบุญ ให้ทานแก่พระทักขิไณยบุคคลตามก�ำลัง
ศรัทธาบ้าง ตามก�ำลังทรัพย์บ้าง ท่านเหล่านั้นเม่ือส้ินชีวิตแล้วได้ไปเกิดในวิมานของตน ๆ
ในเทวโลก ควรจะไปสอบถามถึงบุพกรรมท่ีเป็นเหตุให้ท่านเหล่าน้ัน ได้วิมานน้ัน ๆ แล้วกลับ
มากราบทูลพระผู้มีพระภาคเพื่อทรงแนะน�ำให้ชาวโลกได้ด�ำเนิน ตามท่านเหล่าน้ันบ้าง
คิดแล้วจึงออกจากท่ีหลีกเร้นไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ทูลขอพระบรมพุทธานุญาตไปจาริก
ในเทวโลก เมื่อได้รับแล้วจึงส�ำแดงฤทธ์ิข้ึนไปยังเทวโลก เที่ยวสอบถามเทพบุตรและเทพธิดา
ทง้ั หลายวา่ เมอ่ื ครงั้ เปน็ มนษุ ยไ์ ดท้ �ำบญุ อะไรไวจ้ งึ มาเสวยทพิ ยสมบตั อิ นั รงุ่ เรอื ง มอี านภุ าพมาก
อย่ใู นวมิ านอันสวยงามวจิ ิตร
เล่มที่ ๑๘ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๒๖ 75
ตระการตาเช่นน้ี คร้ันกลับลงมาจากเทวโลกแล้วก็ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคให้
ทรงทราบทุกประการ ซึ่งเป็นเหตุให้พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่พุทธบริษัทในโอกาสต่าง ๆ
(ข.ุ วิ.อ. ๒-๔)
ต่อมาเมื่อครั้งท�ำปฐมสังคายนา พระธรรมสังคาหกาจารย์ได้รวบรวมเรื่องราวของ
เทพบุตร เทพธิดาทั้งหลาย ผู้เกิดในวิมานน้ัน ๆ มาร้อยกรอง และจัดรวมไว้หมวดเดียวกัน
เรียกชอื่ วา่ วิมานวัตถุ
รูปแบบของเรอื่ ง
วิมานวัตถุแต่ละเรื่อง เป็นแบบการถาม-ตอบ ในรูปของค�ำฉันท์ท่ีเรียกกันว่า คาถา
ซ่ึงเป็นรูปแบบหนึ่งของพระพุทธพจน์ ๙ รูปแบบที่เรียกว่า นวังคสัตถุศาสน์ (ขุ.วิ.อ. ๔)
ลักษณะการถาม ตอบในวิมานวัตถุ มิใช่การถามตอบแบบโต้วาทะประคารมเพ่ือหักล้าง
วาทะหรือทิฏฐิของกันและกัน แต่เป็นแบบถามด้วยมุทิตาจิต เพื่อขอทราบสาเหตุที่ได้
ทิพยสมบัติน้ัน ๆ ผู้ตอบก็ตอบด้วยความเคารพ ด้วยไมตรีจิต และด้วยอารมณ์เบิกบาน
แจม่ ใสในผลกรรมของตน
เพื่อให้เห็นรูปแบบการถาม-ตอบ ในลักษณะดังกล่าวชัดเจนขึ้น ขอให้พิจารณา
ตวั อย่างตอ่ ไปน้ี
ตัวอย่างที่ ๑
พระผ้มู ีพระภาคตรสั ถามเทพธดิ าเจา้ ของนาวาวมิ าน (วมิ านทีม่ เี รอื เปน็ พาหนะ) วา่
“เทพนารี เธอขน้ึ อยู่บนเรือประทุนทอง
ลอยล่องเขา้ สสู่ ระโบกขรณี เดด็ ดอกประทมุ อยู่
วมิ านเรือนยอดของเธอ
แบ่งไวแ้ ตล่ ะสว่ นอยา่ งเหมาะสม
สอ่ งสว่างรงุ่ เรืองรอบทัง้ ๔ ทศิ
เพราะบุญอะไร ผิวพรรณเธอจงึ งามเช่นนี้
ผลอันพึงปรารถนา จงึ ส�ำเรจ็ แกเ่ ธอในวมิ านน้ี
และโภคะทงั้ มวลล้วนนา่ พอใจจงึ เกิดขนึ้ แกเ่ ธอ
เทพธดิ าผู้มีอานภุ าพมาก ตถาคตขอถามวา่
สมัยเม่อื เธอเกดิ เปน็ มนุษย์ ไดท้ �ำบญุ อะไรไว้
เพราะบุญอะไรเธอจึงมีอานุภาพร่งุ เรือง
และมรี ศั มีกายสว่างไสวไปทั่วทุกทศิ อย่างน้”ี
76 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
เทพธดิ าองค์น้นั ดีใจมากที่พระผู้มพี ระภาคตรสั ถาม จงึ ทูลตอบวา่
“ชาติก่อนหมอ่ มฉนั เกิดเปน็ มนุษย์
อยู่ในหมมู่ นุษยใ์ นมนุษยโลก
ไดเ้ หน็ ภกิ ษหุ ลายรูปผเู้ หน็ดเหนอื่ ยกระหายนำ�้
จงึ ขมขี มันถวายน้ำ� ใหท้ า่ นด่มื
ฯลฯ
ข้าแตพ่ ระองค์ผทู้ รงอานภุ าพมาก หม่อนฉนั ขอกราบทลู วา่
เพราะบุญทไ่ี ด้ท�ำไวส้ มยั เมอ่ื เกิดเป็นมนษุ ย์
หม่อนฉันจงึ มอี านุภาพรุง่ เรือง
และมรี ัศมกี ายสวา่ งไสวไปท่วั ทุกทศิ อยา่ งน้ี
น้ีเปน็ ผลของกรรมทพี่ ระพุทธองคเ์ สวยนำ้�
ที่หม่อมฉันขมีขมนั ถวายน้ัน”
(ตติยนาวาวมิ าน ในอติ ถวี ิมาน)
ตวั อยา่ งที่ ๒
ทา่ นพระมหาโมคคลั ลานเถระถามเทพธดิ าเจ้าของวมิ านต่งั ทองค�ำวา่
“เทพธิดาผู้ประดบั องค์ทรงมาลยั ทรงภษู าสวยงาม
วิมานตง่ั ทองค�ำของเธอชา่ งโออ่า
ล่องลอยไปในที่ตา่ ง ๆ ได้รวดเร็วสมใจปรารถนา
เธอเปล่งรศั มีสวา่ งไสวดง่ั สายฟา้ แลบออกจากกลบี เมฆ
เพราะบุญอะไร ผวิ พรรณเธอจึงงามเช่นน้ี
ผลอันพงึ ปรารถนาจงึ ส�ำเร็จแกเ่ ธอในวมิ านน้ี
และโภคะทั้งมวลลว้ นน่าพอใจจึงเกดิ ขน้ึ แกเ่ ธอ
เทพธิดาผมู้ อี านภุ าพมาก อาตมาขอถามวา่
สมยั เมือ่ เธอเกิดเปน็ มนุษย์ได้ท�ำบญุ อะไรไว้
เพราะบุญอะไร เธอจึงมอี านภุ าพรุง่ เรือง
และมรี ศั มกี ายสวา่ งไสวไปทวั่ ทกุ ทศิ อยา่ งน้”ี
เทพธิดาเจา้ ของวมิ านดใี จมากท่ีพระเถระถาม จึงตอบว่า
เลม่ ท่ี ๑๘ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๒๖ 77
“เมือ่ ดิฉนั เกดิ เป็นมนษุ ยอ์ ย่ใู นหม่มู นษุ ย์
ได้ถวายตง่ั แดบ่ รรดาภิกษุผเู้ พิง่ มาถงึ
ไดก้ ราบไหว้ ประคองอัญชลี
และถวายทานตามก�ำลังทรพั ย์
เพราะบุญนน้ั ผิวพรรณดิฉันจงึ งามเช่นน้ี
ผลอันพึงปรารถนาจึงส�ำเรจ็ แก่ดิฉนั ในวิมานนี้
และโภคะทง้ั มวลลว้ นน่าพอใจจงึ เกดิ ขนึ้ แก่ดิฉัน
ขา้ แต่ภิกษุผู้มอี านุภาพ ดิฉันขอกราบเรียนว่า
เพราะบญุ ทไี่ ดท้ �ำไว้สมัยเมือ่ เกดิ เปน็ มนษุ ย์
ดฉิ ันจงึ มีอานุภาพรงุ่ เรอื ง
และมรี ศั มกี ายสว่างไสวไปท่ัวทกุ ทศิ อย่างนี้”
(ปฐมปฐี วมิ าน ในอติ ถวี ิมาน)
ตวั อยา่ งท่ี ๓
ท่านพระมหาโมคคลั ลานเถระถามเทพบุตรองคห์ นงึ่ เจา้ ของวมิ าน ๑๒ โยชนว์ ่า
“วมิ านมีเสาท�ำดว้ ยแกว้ มณีนีส้ ูงมากวัดโดยรอบได้ ๑๒ โยชน์
เป็นปราสาท ๗๐๐ ยอด ดโู อฬารน้ี
มเี สาประดษิ ฐด์ ้วยแก้วไพฑรู ย์
มพี ื้นปูลาดด้วยแผ่นทองค�ำสวยงาม
ท่านสถติ ดืม่ กนิ อยู่ในวมิ านน้ัน
มีทวยเทพพากนั บรรเลงพิณทิพยด์ ังไพเราะ
ในวิมานของท่านนีม้ เี บญจกามคุณอนั เปน็ ทพิ รส
และเหล่าเทพนารีประดับด้วยอาภรณ์ทองค�ำฟ้อนร�ำอยู่
เพราะบุญอะไร ท่านจึงมผี ิวพรรณงามเช่นนี้
ผลอันพงึ ปรารถนาจงึ ส�ำเร็จแกท่ า่ นในวมิ านนี้
และโภคะทงั้ มวลลว้ นน่าพอใจจึงเกิดข้ึนแก่ทา่ น
เทวดาผมู้ ีอานภุ าพมาก อาตมาขอถามว่า
สมัยเมือ่ ท่านเกดิ เป็นมนุษย์ไดท้ �ำบญุ อะไรไว้
เพราะบญุ อะไร ท่านจงึ มีอานุภาพรงุ่ เรือง
และมีรัศมกี ายสวา่ งไสวไปทว่ั ทุกทิศอยา่ งนี้”
78 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
เทพบตุ รเจ้าของวิมานดีใจมากทพ่ี ระเถระถาม จงึ ตอบวา่
“...ขา้ พเจ้าท�ำจิตให้เล่อื มใสในพระพทุ ธองค์ว่า
พระสัมมาสมั พุทธเจา้ เสดจ็ จากปา่
มายงั หมู่บ้าน เพอ่ื ประโยชน์แกเ่ ราหนอ
ดงั นแี้ ลว้ จงึ ไดม้ าอบุ ตั ใิ นหมู่เทพช้ันดาวดึงส์
เพราะบญุ น้ัน ข้าพเจ้าจงึ มีผวิ พรรณงามเช่นนี้
ผลอันพงึ ปรารถนาจงึ ส�ำเร็จแกข่ า้ พเจ้าในวิมานนี้
และโภคะทั้งมวลล้วนน่าพอใจจงึ เกิดขึ้นแก่ข้าพเจา้
ขา้ แต่ภกิ ษุผมู้ อี านุภาพมาก ขา้ พเจา้ ขอกราบเรียนว่า
เพราะบุญทีไ่ ดท้ �ำไวส้ มัยเมือ่ เกิดเปน็ มนุษย์
ข้าพเจา้ จงึ มีอานุภาพรงุ่ เรือง
และมีรัศมกี ายสวา่ งไสวไปทว่ั ทุกทิศอย่างน”ี้
(ปฐมกรณียวมิ าน ในปุริสวิมาน)
ประเภทของวิมาน
วมิ านวัตถแุ บ่งเปน็ ๒ ประเภท คือ
๑. อิตถวี มิ าน (วิมานของเทพธดิ า)
๒. ปรุ ิสวิมาน (วมิ านของเทพบตุ ร)
อติ ถวี มิ านแบ่งเปน็ วรรคได้ ๔ วรรค คือ
๑. ปีฐวรรค ๒. จิตตลตาวรรค
๓. ปาริจฉตั ตกวรรค ๔. มญั ชฏิ ฐกวรรค
อิตถีวมิ านแต่ละวรรคว่าดว้ ยวิมานต่าง ๆ ดังนี้ ๒. ทตุ ิยปีฐวมิ าน
๑. ปีฐวรรคมี ๑๗ วิมาน คือ ๔. จตุตถปฐี วิมาน
๑. ปฐมปฐี วิมาน ๖. ปฐมนาวาวมิ าน
๓. ตติยปฐี วิมาน ๘. ตติยนาวาวิมาน
๕. กญุ ชรวิมาน
๗. ทตุ ิยนาวาวมิ าน
เลม่ ที่ ๑๘ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๖ 79
๙. ปทปี วมิ าน ๑๐. ตลิ ทกั ขิณวมิ าน
๑๑. ปฐมปตพิ พตาวมิ าน ๑๒. ทตุ ยิ ปติพพตาวมิ าน
๑๓. ปฐมสณุ ิสาวมิ าน ๑๔. ทตุ ิยสณุ ิสาวิมาน
๑๕. อุตตราวมิ าน ๑๖. สริ ิมาวมิ าน
๑๗. เปสการิยวิมาน
๒. จิตตลตาวรรคมี ๑๑ วมิ าน คือ ๒. ลขมุ าวิมาน
๑. ทาสีวิมาน ๔. จณั ฑาลีวิมาน
๓. อาจามทายกิ าวมิ าน ๖. โสณทนิ นาวิมาน
๕. ภทั ทติ ถิกาวมิ าน ๘. สนุ ิททาวิมาน
๗. อุโปสถาวิมาน ๑๐. ปฐมภิกขาทายกิ าวิมาน
๙. สุทินนาวมิ าน
๑๑. ทุติยภกิ ขาทายิกาวิมาน
๓. ปาริจฉัตตกวรรคมี ๑๐ วิมาน คือ
๑. อุฬารวิมาน ๒. อุจฉุทายกิ าวิมาน
๓. ปลั ลังกวิมาน ๔. ลตาวมิ าน
๕. คุตติลวิมาน ๖. ททั ทัลลวิมาน
๗. เปสวตีวิมาน ๘. มลั ลกิ าวมิ าน
๙. วสิ าลกั ขิวมิ าน ๑๐. ปาริจฉตั ตกวมิ าน
๔. มญั ชฏิ ฐกวรรคมี ๑๒ วมิ าน คือ ๒. ปภัสสรวิมาน
๑. มัญชิฎฐกวิมาน ๔. อโลมวิมาน
๓. นาควมิ าน ๖. วหิ ารวมิ าน
๕. กญั ชกิ ทายิกาวมิ าน ๘. อัมพวมิ าน
๗. จตุริตถวี ิมาน ๑๐. อุจฉวุ ิมาน
๙. ปีตวิมาน ๑๒. รัชชมุ าลาวมิ าน
๑๑. วันทนวมิ าน
80 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
ปรุ สิ วิมานแบ่งเป็นวรรคได้ ๓ วรรค คอื ๒. ปายาสิกวรรค
๑. มหารถวรรค
๓. สุนกิ ขติ ตวรรค
ปรุ ิสวมิ านแต่ละวรรควา่ ดว้ ยวมิ านตา่ ง ๆ ดังน้ี ๒. เรวตีวิมาน
๑. มหารถวรรค มี ๑๔ วิมาน คือ ๔. กักกฏกรสทายกวมิ าน
๑. มัณฑูกเทวปตุ ตวมิ าน ๖. ปฐมกรณยี วมิ าน
๓. ฉัตตมาณวกวิมาน ๘. ปฐมสูจิวมิ าน
๕. ทวารปาลวมิ าน ๑๐. ปฐมนาควมิ าน
๗. ทุตยิ กรณยี วิมาน ๑๒. ตติยนาควมิ าน
๙. ทตุ ยิ สจู ิวิมาน ๑๔. มหารถวมิ าน
๑๑. ทตุ ยิ นาควมิ าน
๑๓. จูฬรถวมิ าน
๒. ปายาสกิ วรรค มี ๑๐ วิมาน คอื ๒. ทตุ ิยอคารยิ วมิ าน
๑. ปฐมอคารยิ วมิ าน ๔. ปฐมอุปสั สยทายกวิมาน
๓. ผลทายกวมิ าน ๖. ภกิ ขาทายกวมิ าน
๕. ทตุ ยิ อปุ ัสสยทายกวมิ าน ๘. ปฐมกุณฑลีวมิ าน
๗. ยวปาลกวมิ าน ๑๐. ปายาสิวิมาน
๙. ทุตยิ กณุ ฑลวี มิ าน
๓. สุนกิ ขติ ตวรรคมี ๑๑ วิมาน คือ ๒. นันทนวิมาน
๑. จิตตลตาวิมาน ๔. สุวัณณวิมาน
๓. มณิถูณวมิ าน ๖. โคปาลวิมาน
๕. อมั พวมิ าน ๘. อเนกวณั ณวิมาน
๗. กัณฐกวมิ าน ๑๐. เสริสสกวิมาน
๙. มฏั ฐกณุ ฑลีวมิ าน
๑๑. สนุ ิกขติ ตวิมาน
เลม่ ท่ี ๑๘ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๒๖ 81
แนะน�ำวมิ านวัตถโุ ดยสังเขป
ขอแนะน�ำสาระส�ำคัญของวิมานวัตถุแต่ละวรรคแต่ละวิมาน ตามนัยแห่งคัมภีร์
ปรมตั ถทีปนี อรรถกถาวิมานวัตถุ เพือ่ ชว่ ยให้ผอู้ ่านสามารถเขา้ ใจแต่ละวมิ านได้เร็วขน้ึ
อติ ถวี ิมาน
๑. ปีฐวรรค
๑.๑ ความหมายและทม่ี าของช่อื วรรค
ปีฐวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยตั่ง ช่ือนี้ตั้งตามสาระส�ำคัญของปฐมปีฐวิมาน -
จตุตถปฐี วมิ าน ซ่ึงเปน็ ๔ เรื่องแรกของวรรคนี้ ทั้ง ๔ เรือ่ งกลา่ วถึงอานสิ งส์ของการถวายตง่ั ให้
ภิกษนุ ง่ั ฉันอาหาร
๑.๒ ความหมายและใจความส�ำคญั ของแต่ละวมิ านในวรรค
๑.๒.๑ ปฐมปีฐวมิ าน วา่ ดว้ ยวิมานตัง่ เรื่องท่ี ๑ เปน็ วมิ านต่ังทองค�ำ ขนาด ๑๒ โยชน์
ในสวรรคช์ น้ั ดาวดงึ ส์ทเี่ กิดขนึ้ แกห่ ญงิ คนหนึง่ ชาวกรุงสาวัตถี เพราะ ได้จัดตง่ั ถวายให้พระเถระ
รูปหนึ่งซ่ึงเที่ยวบิณฑบาตมาถึงเรือนตนได้น่ังฉันภัตตาหาร และในโอกาสนั้น นางได้กราบ
ไดถ้ วายข้าวและน้�ำตามก�ำลังทรัพยแ์ ละปฏบิ ตั ิรับใช้พระเถระจนฉนั เสรจ็
๑.๒.๒ ทุติยปีฐวิมาน ว่าด้วยวิมานตั่งเรื่องท่ี ๒ เป็นวิมานแก้วไพฑูรย์ ในสวรรค์
ช้ันดาวดึงส์ท่ีเกิดข้ึนแก่หญิงคนหนึ่งชาวกรุงสาวัตถี เพราะได้จัดต่ังถวายให้ พระเถระรูปหนึ่ง
ซ่ึงเทยี่ วบิณฑบาตมาถึงเรอื นตนไดน้ ง่ั ฉันภตั ตาหาร และในโอกาสนัน้ นางได้กราบ ไดถ้ วายขา้ ว
และน�ำ้ ตามก�ำลังทรัพย์และไดป้ ฏิบตั ิรับใช้พระเถระจน ฉันเสรจ็
๑.๒.๓ ตติยปีฐวิมาน ว่าด้วยวิมานตั่งเรื่องที่ ๓ เป็นวิมานตั่งทองค�ำในสวรรค์
ชนั้ ดาวดึงสท์ ีเ่ กดิ ขึน้ แกห่ ญงิ คนหน่ึงชาวกรุงราชคฤห์ เพราะได้จดั ตัง่ ชัน้ ดี (ภัททปีฐะ) ถวายให้
พระเถระรูปหน่ึงผู้เป็นพระอรหันต์ได้นั่งฉันภัตตาหารท่ีเรือนของนาง เมื่อพระเถระฉันเสร็จ
นางไดถ้ วายตัง่ น้นั แดพ่ ระเถระดว้ ยและพระเถระให้คนน�ำไปถวายเปน็ ของสงฆ์
๑.๒.๔ จตตุ ถปฐี วมิ าน วา่ ด้วยวิมานตง่ั เรื่องท่ี ๔ เป็นวมิ านต่งั แกว้ ไพฑรู ย์ ในสวรรค์
ชั้นดาวดึงส์ที่เกิดขึ้นแก่หญิงคนหน่ึงชาวกรุงราชคฤห์ เพราะได้จัดตั่งถวายให้พระเถระรูปหน่ึง
ผู้เปน็ พระอรหนั ต์ไดน้ ่งั ฉันภัตตาหารที่เรอื นของนาง
82 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
๑.๒.๕ กุญชรวิมาน ว่าด้วยวิมานที่มีช้างเป็นพาหนะ เป็นวิมานทองค�ำ สูง ๑๐๐
โยชน์ในสวรรค์ช้ันดาวดึงส์ที่เกิดขึ้นแก่หญิงคนหนึ่งชาวกรุงราชคฤห์ เพราะได้เห็นพระเถระ
ผู้สมบูรณ์ด้วยศีลาจารวัตรรูปหนึ่งเกิดความเลื่อมใสนิมนต์ไปท่ีบ้าน ได้ถวายอาสนะผ้าให้นั่ง
และถวายภตั ตาหารด้วยมือตนเอง
๑.๒.๖ ปฐมนาวาวิมาน ว่าด้วยวิมานท่ีมีเรือเป็นพาหนะเรื่องท่ี ๑ เป็นวิมาน
เรือประทุนทองในสวรรค์ช้ันดาวดึงส์ที่เกิดข้ึนแก่หญิงคนหน่ึงชาวกรุงสาวัตถี เพราะได้เห็น
ภกิ ษุหลายรปู ก�ำลังเหนด็ เหนือ่ ยและกระหายน้�ำ จึงขมขี มนั จดั หานำ้� ดมื่ ไปถวายด้วยมือตนเอง
๑.๒.๗ ทุติยนาวาวิมาน ว่าด้วยวิมานที่มีเรือเป็นพาหนะเรื่องที่ ๒ เป็นวิมาน
เรือประทุนทองในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ท่ีเกิดขึ้นแก่หญิงคนหน่ึงชาวกรุงสาวัตถี เพราะได้เห็น
พระเถระผู้ก�ำลังเหน็ดเหน่ือยและกระหายน�้ำมา จึงนิมนต์ให้น่ังบนอาสนะท่ีจัดถวาย แล้ว
หาน�ำ้ มาล้างเท้าและถวายน�้ำดม่ื ดว้ ยมอื ตนเอง
๑.๒.๘ ตติยนาวาวิมาน ว่าด้วยวิมานที่มีเรือเป็นพาหนะเร่ืองท่ี ๓ เป็นวิมานเรือ
ประทุนทองในสวรรค์ช้ันดาวดึงส์ที่เกิดขึ้นแก่หญิงคนหน่ึงชาวหมู่บ้านพราหมณ์ ชื่อถูณะ
เพราะไดถ้ วายน�้ำดม่ื แดพ่ ระผู้มีพระภาคด้วยมือตนเอง
๑.๒.๙ ปทีปวิมาน ว่าด้วยวิมานท่ีเกิดข้ึนแก่หญิงผู้ถวายประทีป เป็นวิมานท่ีมี
แสงสว่างโชติช่วงในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ผู้ถวายประทีปคือหญิงชาวกรุงสาวัตถี ได้ตามประทีป
ไว้หนา้ ธรรมาสน์แล้วนัง่ ฟงั พระธรรมเทศนา
๑.๒.๑๐ ติลทักขิณวิมาน ว่าด้วยวิมานท่ีเกิดข้ึนแก่หญิงผู้ถวายเมล็ดงา เป็นวิมาน
ทองค�ำขนาด ๑๒ โยชนใ์ นสวรรคช์ น้ั ดาวดงึ ส์ ผู้ถวายเมล็ดงาคือหญงิ คนหน่งึ ชาวกรงุ ราชคฤห์
ไดถ้ วายเมลด็ งาแด่พระผมู้ ีพระภาค
๑.๒.๑๑ ปฐมปติพพตาวิมาน ว่าด้วยวิมานที่เกิดข้ึนแก่หญิงผู้ซื่อสัตย์ต่อสามี
เรื่องท่ี ๑ เป็นวิมานที่ดาดด้วยบุปผชาติน่ารื่นรมย์ มีนกนานาพันธุ์ส่งเสียงไพเราะน่าฟังใน
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ผู้ซื่อสัตย์ต่อสามีในที่นี้คือหญิงชาวกรุงสาวัตถี เป็นผู้รักษาศีล ให้ทาน
ชอบช่วยเหลือผอู้ ืน่ และไดถ้ วายข้าวและนำ�้ เป็นอนั มากดว้ ย ความเคารพ
๑.๒.๑๒ ทุติยปติพพตาวิมาน ว่าด้วยวิมานท่ีเกิดข้ึนแก่หญิงผู้ซ่ือสัตย์ต่อสามี
เร่ืองท่ี ๒ เป็นวิมานท่ีมีเสาท�ำด้วยแก้ไพฑูรย์เปล่งแสงเรืองรองในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ผู้ซ่ือสัตย์ต่อสามีในท่ีนี้คือหญิงชาวกรุงสาวัตถี เป็นอุบาสิกา ได้ถวายข้าวและน้�ำเป็นอันมาก
แด่พระเถระผู้เปน็ พระอรหันตด์ ว้ ยความเคารพ
๑.๒.๑๔ ปฐมสุณิสาวิมาน ว่าด้วยวิมานที่เกิดข้ึนแก่หญิงสะใภ้เรื่องที่ ๑ เป็นวิมาน
อันรุ่งเรืองในสวรรคชั้นดาวดึงส์ หญิงสะใภ้ในที่น้ีคือหญิงชาวกรุงสาวัตถีได้ เห็นภิกษุผู้เป็น
เล่มท่ี ๑๘ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๖ 83
พระอรหันต์รปู หนงึ่ เกิดความเลอื่ มใสไดแ้ บง่ ขนมถวายด้วยมอื ตนเอง
๑.๒.๑๓ ทุติยสุณิสาวิมาน ว่าด้วยวิมานที่เกิดขึ้นแก่หญิงสะใภ้เรื่องที่ ๒ เป็นวิมาน
อันรุ่งเรืองในสวรรค์ช้ันดาวดึงส์ หญิงสะใภ้ในท่ีนี้เป็นชาวกรุงสาวัตถีได้เห็นภิกษุผู้เป็น
พระอรหนั ต์ เกดิ ความเลือ่ มใส ได้ถวายขนมกมุ มาสดว้ ยมอื ตนเอง
๑.๒.๑๕ อตุ ตราวมิ าน ว่าด้วยวิมานที่เกิดขึ้นแก่นางอุตตรา(ธิดาของปุณณเศรษฐี
ชาวกรุงราชคฤห์) เป็นวิมานอันรุ่งเรืองย่ิงในสวรรค์ช้ันดาวดึงส์ เพราะได้รักษาอุโบสถศีล
ฟังธรรม และปฏิบตั ิธรรม จนบรรลสุ กทาคามผิ ล
๑.๒.๑๖ สริ มิ าวมิ าน วา่ ดว้ ยวมิ านทเี่ กดิ ขน้ึ แกน่ างสริ มิ า (หญงิ นครโสเภณี กรงุ ราชคฤห์
น้องสาวของหมอชีวก โกมารภัจ และเป็นเพ่ือนของนางอุตตรา ดังกล่าวข้างต้น) เป็นวิมาน
ท่ีรุ่งเรืองยิ่งในสวรรค์ชั้นนิมมานรดี เพราะได้ฟังธรรมจากพระผู้มีพระภาคและได้บรรลุ
โสดาปัตติผลในคราวเดียวกับที่นางอุตตราบรรลุสกทาคามิผล หลังจากน้ันนางได้ถวาย
สลากภัตแดส่ งฆว์ ันละ ๘ ทเี่ ป็นประจ�ำ
๑.๒.๑๗ เปสการิยวิมาน ว่าด้วยวิมานที่เกิดข้ึนแก่ธิดาช่างหูก (ชาวกรุงพาราณสี)
เป็นวิมานท่ีมีเสาท�ำด้วยแก้วไพฑูรย์เปล่งแสงเรืองรองอยู่เป็นนิตย์ มีต้นไม้ทองขึ้นอยู่
โดยรอบ อย่ใู นสวรรค์ชน้ั ดาวดึงส์ เพราะได้ปฏบิ ัตวิ ิปัสสนากัมมฏั ฐานจนบรรลุโสดาปตั ตผิ ล
๒. จิตตลตาวรรค
๒.๑ ความหมายและท่ีมาของช่ือวรรค
จิตตลตาวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยสวนจิตรลดาของเหล่าเทวดา หมายถึงสวน
จิตรลดาในสวรรค์ช้ันดาวดึงส์ ช่ือนี้ตั้งตามสาระส�ำคัญของทาสีวิมาน ซ่ึงเป็นเรื่องที่ ๑
ของวรรค
๒.๒ ความหมายและใจความส�ำคัญของแตล่ ะวิมานในวรรค
๒.๒.๑ ทาสีวิมาน ว่าด้วยวิมานที่เกิดขึ้นแก่หญิงคนใช้ เพราะได้เจริญกัมมัฏฐาน
จนบรรลโุ สดาปัตตผิ ล นางจงึ ไปเกดิ เปน็ เทพธดิ ามรี ศั มสี วา่ งไสวดจุ ดาวประกายพรกึ มบี รวิ าร
ห้อมลอ้ ม เทย่ี วชมสวนจติ รลดาในสวรรคช์ ั้นดาวดงึ ส์
๒.๒.๒ ลขุมาวิมาน ว่าด้วยวิมานท่ีเกิดขึ้นแก่นางลขุมา เพราะได้รักษาศีล ให้ทาน
และปฏิบตั ธิ รรมจนบรรลุโสดาปัตตผิ ล จงึ ไปเกิดในวมิ านใหญใ่ นสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์
84 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
๒.๒.๓ อาจามทายิกาวิมาน ว่าด้วยวิมานที่เกิดขึ้นแก่หญิงก�ำพร้า ผู้ถวายข้าวตัง
แด่ท่านพระมหากัสสปเถระ จึงไปเกิดในสวรรค์ชั้นนิมมานรดี เรื่องน้ีท้าวสักกะเป็นผู้ถาม
ทา่ นพระมหากัสสปเถระเป็นผ้ตู อบ
๒.๒.๔ จัณฑาลวี ิมาน ว่าด้วยวิมานทเี่ กดิ ขนึ้ แก่หญิงจณั ฑาล ผูเ้ ลอื่ มใสในพระพุทธเจา้
และได้มีโอกาสถวายอภิวาทตามค�ำแนะน�ำของท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ ก่อนท่ีนางจะ
ถกู แมโ่ คขวดิ จนเสียชวี ิต นางจงึ ไปเกดิ ในสวรรค์ชนั้ ดาวดงึ ส์
๒.๒.๕ ภัททิตถกิ าวิมาน ว่าด้วยวิมานที่เกดิ ข้ึนแก่นางภัททิตถิกา อุบาสกิ า เพราะได้
ปฏบิ ตั ธิ รรม รกั ษาอุโบสถศีลเปน็ ประจ�ำ และได้ถวายภัตตาหารแด่ท่านพระสารีบตุ รเถระและ
ทา่ นพระมหาโมคคลั ลานเถระ นางจงึ ไปเกดิ ในสวรรคช์ นั้ ดาวดงึ ส์ เทย่ี วชมสวนนนั ทวนั อนั รนื่ รมย์
๒.๒.๖ โสณทินนาวิมาน ว่าด้วยวิมานท่ีเกิดขึ้นแก่นางโสณทินนา อุบาสิกา เพราะ
ได้ปฏิบัติธรรม รักษาอุโบสถศีลเป็นประจ�ำ จนได้บรรลุโสดาปัตติผล และได้ถวายทานแด่
พระอริยสงฆด์ ว้ ยความเคารพ นางจงึ ไปเกิดในสวรรคช์ ัน้ ดาวดงึ ส์
๒.๒.๗ อุโปสถาวิมาน ว่าด้วยวิมานที่เกิดข้ึนแก่นางอุโปสถาอุบาสิกา เพราะได้
ปฏิบัติธรรม รักษาอุโบสถศีลเป็นประจ�ำ และได้ถวายทานแด่พระอริยสงฆ์ด้วยความเคารพ
แต่นางมีใจผูกพันกับทิพยสมมัติในสวนนันทวัน ของเหล่าเทพช้ันดาวดึงส์จนเกินไป มิได้
ปฏิบัติธรรมให้สูงขึ้นตามพระพุทธด�ำรัส นางจึงไปเกิดในสวรรค์ช้ันดาวดึงส์ และอยู่ที่นั้นถึง
๖๐,๐๐๐ ปีทิพย์ แล้วกลับไปเกดิ ในโลกมนุษย์อีก ทา่ นพระมหาโมคคัลลานเถระปลอบใจนาง
ว่า พระผูม้ ีพระภาคทรงพยากรณ์ไว้วา่ นางจะบรรลโุ สดาปตั ตผิ ลเมอื่ กลับไปเกิดเป็นมนุษย์อีก
๒.๒.๘ สุนิททาวิมาน ว่าด้วยวิมานท่ีเกิดขึ้นแก่นางสุนิททาอุบาสิกา เพราะได้
ปฏิบัติธรรม รักษาอุโบสถศีลเป็นประจ�ำ และได้ถวายทานแด่พระอริยสงฆ์ด้วยความเคารพ
นางจึงไปเกิดในสวรรคช์ ัน้ ดาวดึงส์
๒.๒.๙ สุทินนาวิมาน ว่าด้วยวิมานที่เกิดขึ้นแก่นางสุทินนาอุบาสิกา เพราะได้
ปฏิบัติธรรม รักษาอุโบสถศีลเป็นประจ�ำ และได้ถวายทานแด่พระอริยสงฆ์ด้วยความเคารพ
นางจงึ ไปเกดิ ในสวรรคช์ ัน้ ดาวดงึ ส์
๒.๒.๑๐ ปฐมภิกขาทายิกาวิมาน ว่าด้วยวิมานท่ีเกิดขึ้นแก่หญิง ผู้ถวายภิกษา
เร่ืองท่ี ๑ เป็นวิมานอันรุ่งเรืองย่ิงในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพราะได้ถวาย อาหารบิณฑบาต
แด่พระผู้มพี ระภาค
๒.๒.๑๑ ทุติยภิกขาทายิกาวิมาน ว่าด้วยวิมานที่เกิดขึ้นแก่หญิง ผู้ถวายภิกษา
เรื่องท่ี ๒ เป็นวิมานอันรุ่งเรืองในสวรรค์ช้ันดาวดึงส์ เพราะได้เห็นพระขีณาสพรูปหนึ่ง
ก�ำลงั เทยี่ วบิณฑบาตอยู่ เกิดความเลือ่ มใสนิมนต์ไปบณิ ฑบาตที่เรือนของตน
เล่มท่ี ๑๘ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๒๖ 85
๓. ปาริจฉตั ตกวรรค
๓.๑ ความหมายและทมี่ าของชือ่ วรรค
ปาริจฉัตตกวรรค แปลว่า หมวดวา่ ดว้ ยดอกปารชิ าต ช่ือน้ีตง้ั ตามชอื่ เรือ่ งท่ี ๑๐ ของ
วรรคน้ี คอื ปารจิ ฉตั ตกวมิ าน
๓.๒ ความหมายและใจความส�ำคัญของแต่ละวิมานในวรรค
๓.๒.๑ อฬุ ารวมิ าน วา่ ดว้ ยวิมานอันโอฬาร เปน็ วิมานทองค�ำที่เกิดข้ึน แกห่ ญงิ สะใภ้
ผู้มีศรัทธาชาวกรุงราชคฤห์ เพราะได้ถวายขนมเบื้องแด่ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระขณะ
เท่ียวบิณฑบาตมาถึงเรือนตน ก่อนถูกแม่ผัวผู้ไม่มีศรัทธาตีด้วยสากจนเสียชีวิตและไปเกิด
ในสวรรคช์ ั้นดาวดงึ ส์
๓.๒.๒ อุจฉุทายิกาวิมาน ว่าด้วยวิมานท่ีเกิดแก่หญิงผู้ถวายท่อนอ้อย คือหญิงสะใภ้
ผู้มีศรัทธาชาวกรุงราชคฤห์ ได้ถวายท่อนอ้อยแด่ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระก่อนถูกแม่ผัว
ผู้ไมม่ ีศัทราตีดว้ ยตงั่ จนเสยี ชีวติ และไปเกดิ ในสวรรค์ช้นั ดาวดงึ ส์
๓.๒.๓ ปัลลังกวิมาน ว่าด้วยวิมานที่มีบัลลังก์สวยงามเกิดแก่หญิงผู้ประพฤติธรรม
เช่น มรรคมอี งค์ ๘ และรกั ษาอโุ บสถศีลเป็นประจ�ำ
๓.๒.๔ ลตาวิมาน ว่าด้วยวิมานท่ีเกิดขึ้นแก่เทพธิดาช่ือลดา นางเกิดเป็นเทพธิดา
ของท้าวเวสวัณมหาราชในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราช และได้เป็นบาทบริจาริกาของท้าวสักกะ
เรอ่ื งนีเ้ ทพธิดาผเู้ ปน็ น้อง ๔ องคช์ อื่ สัชชา ปวรา อัจจมิ ดี และสุดา เป็นผ้ถู าม เทพธดิ าลดา
จงึ เล่าประวตั ขิ องนางใหน้ อ้ งฟงั พรอ้ มท้ังสอนเร่ืองการปฏบิ ตั ิตอ่ สามีดว้ ย
๓.๒.๕ คุตติลวิมาน ว่าด้วยวิมานท่ีคุตติลาจารย์เคยไปเยี่ยม คุตติลาจารย์ คือ
พระโพธิสตั ว์ เป็นอาจารย์สอนพิณ ๗ สาย ท้าวสักกะเชิญไปดดี พณิ ถวาย ท่านจึงขออนุญาต
ไปเยี่ยมวมิ านตา่ ง ๆ ในชั้นดาวดงึ ส์ รวม ๓๖ วมิ าน ได้สอบถามบพุ กรรมของเทพธดิ าเจ้าของ
วิมานเหล่านั้นมาก่อนและถามอย่างเดียวกับที่ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระไปสอบถามมา
ทา่ นทราบเรื่องคุตติลาจารยจ์ ากพระผูม้ พี ระภาค เมอื่ ทา่ นกราบทลู รายงานผลการไปสอบถาม
เทพธดิ า ๓๖ องค์นีจ้ บลง
ค�ำว่า คุตติลวิมาน จึงเป็นช่ือรวมของกลุ่มวิมาน ๓๖ นี้ และแต่ละวิมานก็มี
ช่ือเฉพาะ เทพธิดาเจ้าของวิมานท้ัง ๓๖ องค์ได้สร้างกุศลไว้ในสมัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระนามว่ากสั สปะ ดงั จะขอแนะน�ำโดยยอ่ ต่อไปน้ี
86 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
เรอ่ื งท่ี ๑ วตั ถตุ ตมทายกิ าวมิ าน วา่ ด้วยวมิ านท่เี กดิ แกห่ ญิงผู้ถวายผ้า
เนื้อดเี ยย่ี ม
เรื่องที่ ๒ ปุปผุตตมทายกิ าวมิ าน วา่ ด้วยวมิ านทเ่ี กดิ แก่หญิงผู้ถวาย
ดอกไมท้ ีด่ ีเย่ียม
เรอ่ื งที่ ๓ คันธตุ ตมทายิกาวมิ าน ว่าด้วยวมิ านทเ่ี กดิ ขึ้นแกห่ ญงิ ผู้ถวาย
ของหอมชัน้ เยยี่ ม
เรื่องที่ ๔ ผลตุ ตมทายกิ าวิมาน ว่าด้วยวมิ านทีเ่ กดิ ขึน้ แก่หญงิ ผ้ถู วายผลไม้
อยา่ งดเี ยย่ี ม
เรื่องที่ ๕ รสตุ ตมทายกิ าวมิ าน วา่ ดว้ ยวิมานที่เกิดขน้ึ แก่หญิงผถู้ วาย
อาหารทม่ี ีรสเลศิ
เรื่องท่ี ๖ คันธปญั จังคุลิกทายกิ าวมิ าน วา่ ด้วยวิมานท่เี กิดขึ้นแก่หญงิ
ผู้ใชแ้ ป้งเจมิ สถปู
เรื่องท่ี ๗ เอกูโปสถวมิ าน วา่ ดว้ ยวิมานท่เี กิดขน้ึ แกห่ ญงิ ผู้รักษา
อโุ บสถ ๑ วนั
เรื่องที่ ๘ อุทกทายิกาวิมาน วา่ ด้วยวมิ านทีเ่ กดิ ข้ึนแก่หญิงผู้ถวาย
น้�ำบ้วนปากและนำ้� ดืม่
เรื่องท่ี ๙ อุปฏั ฐานวิมาน ว่าดว้ ยวิมานทเ่ี กิดขึ้นแกห่ ญงิ ผูต้ งั้ ใจ
ปฏิบตั มิ ารดาบิดาของสามี
เรอ่ื งที่ ๑๐ อปรกมั มการินีวิมาน วา่ ดว้ ยวิมานทเ่ี กดิ ขน้ึ แก่หญิงผู้ขวนขวาย
ช่วยเหลอื ผู้อน่ื
เรอ่ื งที่ ๑๑ ขโี รทนทายกิ าวิมาน วา่ ดว้ ยวิมานที่เกิดขน้ึ แก่หญงิ ผถู้ วาย
ขา้ วผสมนมสดแดภ่ กิ ษผุ กู้ �ำลงั เทยี่ วบณิ ฑบาต
เรอ่ื งท่ี ๑๒ ผาณิตทายกิ าวมิ าน วา่ ดว้ ยวิมานทเ่ี กดิ ขน้ึ แก่หญงิ ผู้ถวาย
น�้ำออ้ ยงบแดภ่ ิกษุผ้กู �ำลงั เท่ียวบณิ ฑบาต
เรื่องที่ ๑๓ อุจฉุขัณฑิกทายิกาวมิ าน วา่ ดว้ ยวิมานที่เกดิ ขึ้นแก่หญงิ ผู้ถวาย
ท่อนออ้ ยแด่ภิกษุผกู้ �ำลงั เท่ยี วบิณฑบาต
เรื่องที่ ๑๔ ติมพรสุ กทายกิ าวิมาน วา่ ดว้ ยวิมานทีเ่ กิดขึ้นแก่หญงิ ผู้ถวาย
ผลมะพลับสุกแด่ภกิ ษผุ ู้ก�ำลังเท่ยี วบิณฑบาต
เรอ่ื งท่ี ๑๕ กักการกิ ทายิกาวิมาน ว่าดว้ ยวิมานทีเ่ กิดขึ้นแก่หญิงผถู้ วาย
ผลแตงกวาแด่ภกิ ษุผ้กู �ำลังเท่ยี วบณิ ฑบาต
เลม่ ท่ี ๑๘ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๖ 87
เรื่องที่ ๑๖ เอฬาลุกทายกิ าวมิ าน วา่ ดว้ ยวมิ านท่เี กดิ ขน้ึ แก่หญิงผู้ถวาย
ฟักทองแด่ภิกษผุ ู้ก�ำลงั เทยี่ วบิณฑบาต
เรื่องที่ ๑๗ วัลลิผลทายกิ าวิมาน วา่ ดว้ ยวิมานท่ีเกิดขึ้นแก่หญิงผู้ถวาย
ผลแตงโมแดภ่ กิ ษผุ ้กู �ำลงั เทย่ี วบิณฑบาต
เร่ืองท่ี ๑๘ ผารสุ กทายิกาวมิ าน ว่าด้วยวิมานที่เกิดขึน้ แก่หญงิ ผู้ถวาย
ผลลน้ิ จแ่ี ดภ่ ิกษผุ ูก้ �ำลงั เที่ยวบณิ ฑบาต
เรื่องที่ ๑๙ หัตถัปปตาปกทายิกาวิมาน ว่าดว้ ยวมิ านที่เกดิ ขึ้นแก่หญงิ ผถู้ วาย
เตาผงิ แดภ่ กิ ษผุ กู้ �ำลงั เทย่ี วบิณฑบาต
เรอื่ งท่ี ๒๐ สากมุฏฐิทายิกาวิมาน วา่ ด้วยวิมานที่เกดิ ขน้ึ แก่หญิงผู้ถวาย
ผักดอง ๑ ก�ำแด่ภกิ ษุผูก้ �ำลังเที่ยวบิณฑบาต
เรอ่ื งท่ี ๒๑ ปปุ ผกมฏุ ฐทิ ายกิ าวิมาน วา่ ดว้ ยวมิ านท่เี กดิ ขึ้นแกห่ ญงิ ผูถ้ วาย
ดอกไม้ ๑ ก�ำแด่ภกิ ษผุ ู้ก�ำลงั เท่ียวบิณฑบาต
เร่ืองที่ ๒๒ มลู กทายกิ าวิมาน วา่ ด้วยวมิ านทีเ่ กิดขึน้ แก่หญงิ ผู้ถวาย
หัวมนั แด่ภกิ ษุผูก้ �ำลงั เทีย่ วบณิ ฑบาต
เรื่องที่ ๒๓ นิมพมุฏฐิทายิกาวิมาน ว่าดว้ ยวมิ านท่ีเกดิ ขึ้นแกห่ ญิงผ้ถู วาย
ผลสะเดา ๑ ก�ำแดภ่ กิ ษผุ กู้ �ำลงั เทย่ี วบณิ ฑบาต
เรอ่ื งที่ ๒๔ อมั พกัญชกิ ทายกิ าวิมาน วา่ ด้วยวมิ านที่เกดิ ขึ้นแก่หญิงผู้ถวาย
นำ�้ ผกั ดองแดภ่ ิกษุผูก้ �ำลังเทยี่ วบิณฑบาต
เรื่องท่ี ๒๕ โทณินิมมชั ชนิทายกิ าวมิ าน วา่ ด้วยวมิ านที่เกิดขึ้นแก่หญิงผู้ถวาย
แปง้ คลกุ งาทอดแดภ่ กิ ษผุ กู้ �ำลงั เทย่ี วบณิ ฑบาต
เรื่องที่ ๒๖ กายพันธนทายกิ าวิมาน ว่าด้วยวมิ านทเ่ี กดิ ขน้ึ แก่หญิงผู้ถวาย
ประคดเอวแดภ่ ิกษุผู้ก�ำลงั เท่ยี วบณิ ฑบาต
เรื่องที่ ๒๗ องั สพทั ธกทายกิ าวิมาน วา่ ด้วยวมิ านทเ่ี กิดขึน้ แก่หญงิ ผถู้ วาย
ผ้าอังสะแด่ภิกษุผูก้ �ำลังเทยี่ วบิณฑบาต
เรอ่ื งท่ี ๒๘ อาโยคปฏั ฏทายิกาวิมาน ว่าดว้ ยวมิ านทเ่ี กดิ ขึน้ แก่หญิงผู้ถวาย
สายโยคบาตรแด่ภิกษุผู้ก�ำลงั เทย่ี วบิณฑบาต
เรื่องท่ี ๒๙ วธิ ูปนทายกิ าวมิ าน ว่าดว้ ยวมิ านทเ่ี กิดขึน้ แก่หญิงผถู้ วาย
พดั ส่ีเหล่ยี มแดภ่ ิกษผุ ู้ก�ำลังเทยี่ วบณิ ฑบาต
เรอ่ื งท่ี ๓๐ ตาลปัณณทายิกาวมิ าน ว่าด้วยวมิ านทเ่ี กิดขน้ึ แก่หญงิ ผ้ถู วาย
พัดใบตาลแดภ่ กิ ษผุ ูก้ �ำลังเที่ยวบิณฑบาต
88 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
เรื่องที่ ๓๑ โมรหัตถทายิกาวิมาน วา่ ด้วยวมิ านทเ่ี กิดขนึ้ แกห่ ญิงผู้ถวาย
พดั ปดั ยุง แดภ่ กิ ษุผ้กู �ำลงั เทีย่ วบิณฑบาต
เรอ่ื งที่ ๓๒ ฉตั ตทายกิ าวิมาน ว่าด้วยวิมานที่เกิดขน้ึ แก่หญิงผู้ถวาย
รม่ แด่ภิกษุผเู้ ทยี่ วบณิ ฑบาต
เรือ่ งท่ี ๓๓ อุปาหนทายิกาวมิ าน ว่าดว้ ยวิมานทเ่ี กิดขน้ึ แกห่ ญงิ ผู้ถวาย
รองเทา้ แดภ่ กิ ษผุ กู้ �ำลงั เทีย่ วบณิ ฑบาต
เรอื่ งที่ ๓๔ ปูวทายิกาวิมาน วา่ ดว้ ยวมิ านท่เี กิดขึ้นแกห่ ญิงผู้ถวาย
ขนมแดภ่ กิ ษผุ ู้ก�ำลังเที่ยวบณิ ฑบาต
เรอ่ื งท่ี ๓๕ โมทกทายิกาวิมาน วา่ ด้วยวิมานที่เกดิ ขึน้ แก่หญงิ ผู้ถวาย
ขนมตม้ แดภ่ ิกษผุ ูก้ �ำลังเทยี่ วบณิ ฑบาต
เรื่องที่ ๓๖ สกั ขลิกาทายิกาวิมาน วา่ ด้วยวิมานทเ่ี กดิ ข้นึ แกห่ ญงิ ผู้ถวาย
น�ำ้ ตาลกรวดแดภ่ ิกษผุ กู้ �ำลงั เท่ยี วบณิ ฑบาต
๓.๒.๖ ทัททัลลวิมาน ว่าด้วยวิมานอันรุ่งเรืองที่เกิดข้ึนแก่หญิงผู้ถวายสังฆทาน
ผู้ถามเป็นพ่ีสาวและรว่ มสามีกันชื่อภทั รา ผถู้ วายทานมากกว่า แต่ไปเกิดในสวรรคช์ ัน้ ดาวดึงส์
ส่วนน้องสาวถวายทานน้อยกว่า แต่ถวายเป็นสังฆทานจึงไปเกิดในสวรรค์ชั้นสูงกว่า คือ
ชน้ั นิมมานรดี เรอ่ื งนี้แสดงให้เห็นผลทตี่ า่ งกันระหว่างปาฏิปุคคลิกทานกับสงั ฆทาน
๓.๒.๗ เปสวตีวิมาน ว่าด้วยวิมานที่เกิดข้ึนแก่หญิงชื่อเปสวดี เป็นวิมานท่ีมุงด้วย
แก้วผลึกมีข่ายเงินข่ายทอง มีพื้นวิจิตรหลากสี มีแสงสว่างไสวไปทั่วทิศในสวรรค์ช้ันดาวดึงส์
เกดิ ขนึ้ เพราะได้เกล่ียดอกค�ำบูชาสรรี ะของทา่ นพระสารบี ุตรเถระเมือ่ ท่านดับขันธปรินิพพาน
๓.๒.๘ มลั ลกิ าวมิ าน วา่ ดว้ ยวมิ านทเี่ กดิ ขน้ึ แกห่ ญงิ ชอื่ มลั ลกิ า (พระธดิ าของเจา้ มลั ละ
กรงุ กสุ นิ ารา เปน็ ชายาของเจา้ พนั ธุลมลั ลบตุ ร เสนาบดีแหง่ กรุงสาวตั ถ)ี เป็นวมิ านอันสวยงาม
วิจิตรย่ิงในสวรรค์ช้ันดาวดึงส์ เพราะได้ปฏิบัติธรรม รักษาศีล ให้ทาน และได้น�ำข่ายทอง
ท่ีถักด้วยทองค�ำ แก้วมณี และแก้วมุกดาไปคลุมพระพุทธสรีระเม่ือเสด็จดับขันธปรินิพพาน
ณ สาลวโนทยาน เขตกรงุ กุสินารา
๓.๒.๙ วิสาลักขิวิมาน ว่าด้วยวิมานท่ีเกิดขึ้นแก่นางสุนันทาอุบาสิกา (ธิดาของช่าง
ดอกไมใ้ นกรุงราชคฤห)์ เป็นวมิ านอนั สวยงามวิจติ รในสวรรค์ชนั้ ดาวดงึ ส์ เพราะได้ปฏิบัตธิ รรม
จนบรรลโุ สดาปัตติผล รกั ษาอุโบสถศลี เป็นประจ�ำ ไดถ้ วายผ้า อาหาร เสนาสนะ และประทีป
แด่สงฆ์ และได้น�ำพวงมาลาไปบูชาพระสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระผู้มีพระภาค
เปน็ นติ ย์ เรอื่ งนที้ า้ วสกั กะเปน็ ผถู้ าม แลว้ ตรสั บอกแกท่ า่ นพระวงั คสี เถระ ตอ่ มาพระเถระไดแ้ จง้
แก่พระธรรมสังคาหกาจารย์ ในที่ประชุมปฐมสงั คายนา
เลม่ ท่ี ๑๘ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๒๖ 89
๓.๒.๑๐ ปาริจฉัตตกวิมาน ว่าด้วยวิมานท่ีเกิดข้ึนแก่หญิงผู้ใช้มาลัยดอกอโศกบูชา
พระพุทธเจ้า นางไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพราะได้น�ำดอกอโศกอันสมบูรณ์ด้วยสีและ
กล่ินจากป่าอนั ธวนั เขา้ ไปโปรยลงบนพทุ ธอาสน์ขณะทพี่ ระผู้มีพระภาคประทบั อยู่
๔. มัญชฏิ ฐกวรรค
๔.๑ ความหมายและทม่ี าของชอ่ื วรรค
มัญชิฏฐกวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยวิมานแก้วผลึกสีแดง ช่ือน้ีตั้งตามชื่อของ
มญั ชิฏฐกวิมานซ่ึงเปน็ เรอ่ื งท่ี ๑ ของวรรคนี้
๔.๒ ความหมายและใจความส�ำคญั แตล่ ะวิมานในวรรค
๔.๒.๑ มัญชิฏฐกวิมาน ว่าด้วยวิมานแก้วผลึกสีแดงท่ีเกิดข้ึนแก่หญิงผู้ถวาย
ดอกสาละ นางเกิดในสวรรค์ช้ันดาวดึงส์ เพราะได้น�ำดอกสาละอันสมบูรณ์ด้วยสีและกลิ่น
จากป่าอนั ธวันเข้าไปโปรยลงบนพทุ ธอาสนข์ ณะทีพ่ ระผูม้ พี ระภาคประทับอยู่
๔.๒.๒ ปภสั สรวิมาน วา่ ด้วยวมิ านท่เี กิดข้นึ แกเ่ ทพธิดาผงู้ ามผุดผอ่ ง ผ้เู กิดในสวรรค์
ชั้นดาวดึงส์ เพราะถวายพวงมาลัยดอกมะลิและน้�ำอ้อยงบแด่ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ
ขณะเท่ียวบณิ ฑบาต แต่ไม่มเี วลาจะน่ังฟงั อนโุ มทนกถาจากพระเถระ
๔.๒.๓ นาควิมาน ว่าด้วยวิมานท่ีเกิดขึ้นแก่หญิงผู้ถวายผ้าคู่หน่ึงแด่พระพุทธเจ้า
นางเกดิ ในสวรรคช์ นั้ ดาวดงึ ส์ เพราะไดถ้ วายผา้ คหู่ นงึ่ แดพ่ ระผมู้ พี ระภาคและไดฟ้ งั พระธรรมเทศนา
บรรลุโสดาปัตตผิ ล
๔.๒.๔ อโลมวิมาน ว่าด้วยวิมานท่ีเกิดขึ้นแก่นางอโลมาผู้ถวายขนมกุมมาสแห้ง
นางไดว้ มิ านอนั รงุ่ เรอื งในสวรรคช์ นั้ ดาวดงึ ส์ เพราะไดถ้ วายขนมกมุ มาส แหง้ แดพ่ ระผมู้ พี ระภาค
๔.๒.๕ กัญชิกทายิกาวิมาน ว่าด้วยวิมานท่ีเกิดขึ้นแก่หญิงผู้ถวายน้�ำข้าวปรุงผสม
ผลพุทราอบ เป็นวิมานอันรุ่งเรืองย่ิงในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ หญิงผู้น้ีเป็นภรรยาของหมอ
คนหน่ึงในหมู่บ้านอันธกวินทะ แคว้นมคธ (ห่างจากกรุงราชคฤห์ ๓ คาวุต) วันหน่ึงนางเห็น
ท่านพระอานนท์มายนื บิณฑบาตท่ีหนา้ บ้าน จงึ ออกไปถาม วา่ ท่านต้องการยาอะไร เม่อื ได้รับ
ค�ำตอบว่า พระผู้มีพระภาคทรงอาพาธด้วยโรคลมในพระอุทร มีพระประสงค์จะเสวยน�้ำข้าว
จงึ จัดน�้ำขา้ วใส่บาตรดว้ ยความดใี จย่ิง
90 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสุตตันตปิฎก
๔.๒.๖ วหิ ารวมิ าน ว่าดว้ ยวิมานท่เี กดิ ขึ้นแก่หญิงผู้อนุโมทนาการถวายวิหาร (สหาย
ของนางวสิ าขามหาอบุ าสกิ า) ชาวกรงุ สาวตั ถี เพราะได้อนโุ มทนาการสร้างวหิ ารถวายสงฆ์ เปน็
วิมานอันรุง่ เรืองยิ่งในสวรรคช์ น้ั ดาวดึงส์
๔.๒.๗ จตุริตถีวิมาน ว่าด้วยวิมานที่เกิดขึ้นแก่หญิง ๔ นาง ผู้ถวายดอกไม้ต่าง
ชนิดกัน พวกนางเป็นชาวนครปัณณกตะ แคว้นเอสิกา ครั้งศาสนาของพระกัสสปพุทธเจ้า
เพราะต่างถวายดอกไม้ต่างสีต่างพันธุ์แด่ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต ท้ัง ๔ นางจึงไปเกิดในสวรรค์
ชั้นดาวดงึ ส์
๔.๒.๘ อัมพวิมาน ว่าด้วยวิมานท่ีเกิดขึ้นแก่หญิง ผู้ถวายวัดสวนมะม่วง เป็นวิมาน
อนั รุง่ เรืองในสวรรค์ช้นั ดาวดงึ ส์
๔.๒.๙ ปตี วิมาน ว่าด้วยวิมานสีเหลืองที่เกดิ ข้ึนแกห่ ญงิ ผู้ถวายดอกบวบขม นางเปน็
แก่อุบาสิกาชาวกรุงราชคฤห์ เช้าตรู่วันหนึ่งได้รีบน�ำดอกบวบขม ๔ ดอกจะไปบูชาพระสถูป
บรรจพุ ระบรมสารรี กิ ธาตขุ องพระผมู้ พี ระภาค แตไ่ ปยงั ไมท่ นั ถงึ ถกู แมโ่ คขวดิ จนเสยี ชวี ติ ไปเกดิ
ในวิมานน้ี
๔.๒.๑๐ อุจฉุวิมาน ว่าด้วยวิมานท่ีเกิดข้ึนแก่หญิงผู้ถวายท่อนอ้อยแด่ท่านพระมหา-
โมคคัลลานเถระ ถูกแม่ผัวผู้ไม่มีศรัทธาทุ่มด้วยก้อนดินจนเสียชีวิต ไปเกิดในวิมานนี้ในสวรรค์
ชน้ั ดาวดึงส์
๔.๒.๑๑ วันทนวิมาน ว่าด้วยวิมานท่ีเกิดขึ้นแก่หญิงผู้กราบไหว้สมณะนางเห็น
ภิกษุท้ังหลายเดินทางผ่านหมู่บ้านของนางเพ่ือไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ณ กรุงสาวัตถี จึง
เกิดศรัทธาเลื่อมใสได้กราบลงด้วยเบญจางคประดิษฐ์แล้วยืนประคองอัญชลีไว้เหนือศรีษะ
จนภกิ ษเุ หลา่ น้นั เดินลับตาไป วิมานน้ีอยูใ่ นสวรรค์ช้นั ดาวดึงส์
๔.๒.๑๒ สัชชุมาลาวิมาน ว่าด้วยวิมานที่เกิดขึ้นหญิงผู้สักการะเคารพพระพุทธเจ้า
เป็นวิมานอันรุ่งเรืองย่ิงในสวรรค์ช้ันดาวดึงส์ เพราะได้พบพระผู้มีพระภาคขณะที่นางก�ำลัง
ผูกคอตายเพ่ือหนีสภาพคนใช้ที่ถูกนายผู้หญิงด่าว่าทุบตีอยู่เป็นประจ�ำ เม่ือได้ฟังอนุปุพพิกถา
และอริยสัจ ๔ ก็ได้บรรลุโสดาปัตติผล ยอมกลับไปรับใช้ตามเดิม และท�ำให้นายหญิง และ
ชายได้ฟังธรรมจากพระผู้มีพระภาคด้วย
เลม่ ที่ ๑๘ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๒๖ 91
ปรุ ิสวิมาน
๑. มหารถวรรค
๑.๑ ความหมายและท่ีมาของช่ือวรรค
มหารถวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยรถใหญ่ ช่ือน้ีต้ังตามชื่อและสาระส�ำคัญของ
มหารถวิมานซึ่งเป็นเร่ืองสุดท้ายของวรรคน้ี ว่าด้วยวิมานที่มีรถใหญ่เทียมม้า ๑,๐๐๐ ตัว
เป็นพาหนะ ที่ชื่อว่ารถใหญ่เพราะเทียบกับรถของเทพบุตรอีกองค์หน่ึง ในวรรคนี้ซึ่งเล็กกว่า
คือเป็นรถเทียมม้า ๑๐๐ ตัว จงึ เรียกวิมานน้นั ว่า จูฬรถวิมาน
๑.๒ ความหมายและใจความส�ำคัญแต่ละวิมานในวรรค
๑.๒.๑ มัณฑูกเทวปุตตวิมาน ว่าด้วยวิมานท่ีเกิดขึ้นแก่มัณฑูกเทพบุตร เป็นวิมาน
ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพราะในชาติก่อนเป็นกบมีความเล่ือมใสในพระสุรเสียงของพระผู้มี-
พระภาคขณะทรงแสดงธรรมแก่พุทธบริษทั ท่รี ิมสระคคั ครา เขตกรุงจ�ำปา แควน้ องั คะ
๑.๒.๒ เรวตีวิมาน ว่าด้วยวิมานท่ีเกิดข้ึนแก่นันทิยอุบาสกผู้เป็นสามีของนางเรวดี
เป็นวิมานอันรุ่งเรืองย่ิงในสวรรค์ช้ันดาวดึงส์ เพราะได้ให้ทานตามประสงค์ของผู้รับทาน
ต่างกับนางเรวดผี ตู้ ระหน่ีไม่เคยให้ทานจงึ ไปทนทุกข์ทรมานในอุสสทนรก
๑.๒.๓ ฉัตตมาณวกวิมาน ว่าด้วยวิมานท่ีเกิดขึ้นแก่ฉัตตมาณพผู้ถึงพระรัตนตรัย
เป็นสรณะ เป็นวิมานอันรุ่งเรืองในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพราะได้พบพระผู้มีพระภาคและ
ประกาศตนขอถงึ พระรัตนตรัยเป็นที่พง่ึ
๑.๒.๔ กักกฏกรสทายกวิมาน ว่าด้วยวิมานที่เกิดขึ้นแก่คนเฝ้านาผู้ถวายแกงปูแด่
พระเถระรูปหนึ่งผู้อาพาธเป็นโรคหูท่ีหมอรักษาไม่หาย พระผู้มีพระภาคทรงแนะน�ำให้ฉัน
อาหารรสปู (กกฺกฏกรสโภชนํ) เป็นวิมานทองค�ำอันรงุ่ เรืองยง่ิ ในสวรรค์ชัน้ ดาวดึงส์
๑.๒.๕ ทวารปาลกวิมาน ว่าด้วยวิมานที่เกิดขึ้นแก่คนเฝ้าประตูผู้ชักชวนคนท�ำบุญ
เพราะคอยเปิดประตูนิมนต์ภิกษุให้เข้ามารับบิณฑบาตที่เรือนน้ัน เป็นวิมานอันรุ่งเรืองใน
สวรรค์ชั้นดาวดงึ ส์
๑.๒.๖ ปฐมกรณียวิมาน ว่าด้วยวิมานที่เกิดขึ้นแก่อุบาสกผู้รู้กิจท่ีควรท�ำเรื่องท่ี ๑
เปน็ วิมานอนั รุง่ เรืองยงิ่ ในสวรรค์ชน้ั ดาวดงึ ส์ เพราะไดถ้ วายอาหารแดพ่ ระผ้มู ีพระภาค
๑.๒.๗ ทุติยกรณียวิมาน ว่าด้วยวิมานที่เกิดข้ึนแก่อุบาสกผู้รู้กิจท่ีควรท�ำเรื่องท่ี ๒
เป็นวมิ านอันรุง่ เรืองในสวรรค์ช้นั ดาวดึงส์ เพราะได้ถวายอาหารแด่พระเถระรปู หน่ึง
92 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสุตตันตปฎิ ก
๑.๒.๘ ปฐมสจู วิ มิ าน ว่าด้วยวิมานท่ีเกิดขึ้นแกบ่ ุรษุ ผู้ถวายเขม็ (แด่ทา่ นพระสารบี ุตร
เถระ) เร่ืองท่ี ๑ เปน็ วิมานอันรุ่งเรอื งย่ิงในสวรรค์ชนั้ ดาวดึงส์
๑.๒.๙ ทตุ ยิ สจู วิ มิ าน ว่าด้วยวิมานท่ีเกิดขึ้นแก่บุรุษผู้ถวายเข็ม (แด่ภิกษุผู้ก�ำลัง
เย็บจวี ร) เร่ืองที่ ๒ เป็นวิมานอันรุง่ เรอื งย่งิ ในสวรรค์ชนั้ ดาวดึงส์
๑.๒.๑๐ ปฐมนาควิมาน ว่าด้วยวิมานที่มีช้างทิพย์เป็นพาหนะเรื่องที่ ๑ เป็นวิมาน
ในสวรรค์ช้นั ดาวดึงสท์ ่เี กิดขึน้ แก่อบุ าสกคนหนง่ึ เพราะบชู าพระสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
ของพระสัมมาสมั พุทธเจา้ พระนามว่ากัสสปะ
๑.๒.๑๑ ทุติยนาควิมาน ว่าด้วยวิมานที่มีช้างทิพย์เป็นพาหนะเร่ืองที่ ๒ เป็นวิมาน
ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ที่เกดิ ขน้ึ แกอ่ ุบาสกชาวกรงุ ราชคฤห์ เพราะรกั ษาศลี ๕ เปน็ ประจ�ำรกั ษา
อุโบสถศีลทกุ วนั พระ ได้ถวายทานและฟังธรรมจากพระผู้มพี ระภาค
๑.๒.๑๒ ตติยนาควิมาน ว่าด้วยวิมานท่ีมีช้างทิพย์เป็นพาหนะเรื่องที่ ๓ เป็นวิมาน
ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ท่ีเกิดขึ้นแก่คนเฝ้าไร่อ้อยของพราหมณ์ผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ เพราะได้เห็น
พระขีณาสพรูปหน่ึงก�ำลังเดินทางไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคในกรุงราชคฤห์เนื่องจากเป็นเวลาเย็น
และตอ้ งเดินไปอกี ครง่ึ โยชน์จงึ จะถึง จึงสร้างท่ีพกั แรมมงุ ดว้ ยผ้าถวาย
๑.๒.๑๓ จูฬรถวิมาน ว่าด้วยวิมานที่มีรถทิพย์คันเล็กเป็นพาหนะเกิดขึ้นแก่สุชาต
กุมาร เป็นวิมานในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ที่เกิดขึ้นแก่พระราชกุมารสุชาตะแห่งโปตลินคร แคว้น
อสั สกะ เพราะไดบ้ ชู าพระบรมสารรี กิ ธาตขุ องพระผมู้ พี ระภาคตามค�ำแนะน�ำของทา่ นพระมหา-
กจั จายนเถระ
๑.๒.๑๔ มหารถวิมาน ว่าด้วยวิมานท่ีมีรถทิพย์คันใหญ่เป็นพาหนะเกิดขึ้นแก่
คนเลย้ี งโค เปน็ วมิ านในสวรรคช์ น้ั ดาวดงึ สท์ เี่ กดิ ขน้ึ แดโ่ คปาลพราหมณ์ เพราะไดถ้ วายมหาทาน
แกพ่ ระสงฆ์มพี ระสมั มาสมั พทุ ธเจ้าพระนามว่ากัสสปะเป็นประธาน
๒. ปายาสิกวรรค
๒.๑ ความหมายและที่มาของชื่อวรรค
ปายาสิกวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยเทพบุตรผู้เคยเป็นคนรับใช้เจ้าปายาสิ ช่ือน้ีต้ัง
ตามชอื่ ปายาสวิ ิมานซึง่ เปน็ เร่ืองที่ ๒ ของวรรคน้ี ความจริง ปายาสิวมิ าน ว่าด้วยวิมานที่เกิดขนึ้
แก่ขุนคลังของเจ้าปายาสิท่ีชื่ออุตตระ ไม่ใช่วิมานที่เกิดขึ้นแก่เจ้าปายาสิ วิมานท่ีเกิดข้ึน
แก่เจ้าปายาสิกม็ ี คอื เสริสสกวิมาน ในสนุ กิ ขติ ตวรรคข้างหนา้ เจ้าปายาสิ (ปายาสิราชญโฺ )
เลม่ ท่ี ๑๘ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๖ 93
เป็นพราหมณ์โดยก�ำเนดิ พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงแตง่ ตงั้ ให้ครองเสตพั ยนครในฐานะเจา้ เมือง
หรอื เจา้ ผคู้ รองนคร (เรอ่ื งของเจา้ ปายาสมิ ปี รากฏอยใู่ นปายาสสิ ตู ร (ท.ี ม. ๑๐/๔๐๖-๔๔๑/๒๗๐-
๓๐๒)
๒.๒ ความหมายและใจความส�ำคัญของแต่ละวิมานในวรรค
๒.๒.๑ ปฐมอคาริยวิมาน ว่าด้วยวิมานท่ีเกิดข้ึนแก่สองสามีภรรยาผู้เป็นอู่ข้าวอู่น�้ำ
ของพระสงฆ์เร่อื งที่ ๑ เป็นวมิ านทองค�ำอันรุง่ เรืองในสวรรคช์ น้ั ดาวดึงส์
๒.๒.๒ ทุติยอคาริยวิมาน ว่าด้วยวิมานท่ีเกิดขึ้นแก่สองสามีภรรยาผู้เป็นอู่ข้าวอู่น�้ำ
ของพระสงฆเ์ รอ่ื งท่ี ๒ เปน็ วิมานทองค�ำอนั รุ่งเรืองในสวรรค์ช้นั ดาวดึงส์
๒.๒.๓ ผลทายกวิมาน ว่าด้วยวิมานที่เกิดขึ้นแก่บุรุษผู้ถวายมะม่วง ๔ ผล เป็น
วิมานอันรุ่งเรืองในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ผู้ถวายผลมะม่วงคือเจ้าพนักงานเฝ้าสวนมะม่วง
ของพระเจ้าพิมพิสาร ผู้ก�ำลังน�ำผลมะม่วงอย่างดีเย่ียมไปถวายพระเจ้าพิมพิสาร แต่เม่ือเห็น
ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระเที่ยวบิณฑบาตอยู่จึงได้ถวายผลมะม่วงน้ันแด่พระเถระ
โดยยอมใหล้ งพระราชอาญาใด ๆ ก็ได้
๒.๒.๔ ปฐมอุปัสสยทายกวิมาน ว่าด้วยวิมานท่ีเกิดข้ึนแก่สองสามีภรรยาผู้บ�ำรุง
พระอรหันต์เร่ืองท่ี ๑ เป็นวิมานอันรุ่งเรืองในสวรรค์ช้ันดาวดึงส์ เพราะผู้รับเป็นภิกษุผู้มี
ศีลาจารวัตรก�ำลงั เดินทางไปเฝา้ พระผมู้ พี ระภาค ณ กรงุ ราชคฤห์
๒.๒.๕ ทุติยอุปัสสยทายกวิมาน ว่าด้วยวิมานท่ีเกิดขึ้นแกสองสามีภรรยาผู้บ�ำรุง
พระอรหันต์เร่ืองท่ี ๒ เป็นวิมานอันรุ่งเรืองย่ิงในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพราะผู้รับเป็นภิกษุ
ผู้มีศีลาจารวตั รหลายรูปก�ำลงั เดนิ ทางไปเฝ้าพระผูม้ พี ระภาค ณ กรุงราชคฤห์
๒.๒.๖ ภิกขาทายกวิมาน ว่าด้วยวิมานที่เกิดข้ึนแก่บุรุษผู้ถวายอาหารแด่ภิกษุ
ผเู้ ดนิ ทางไกลทมี่ ายนื บณิ ฑบาตอยหู่ นา้ บา้ น เปน็ วมิ านทองค�ำกวา้ ง ๒ โยชนใ์ นสวรรคช์ น้ั ดาวดงึ ส์
๒.๒.๗ ยวปาลกวิมาน ว่าด้วยวิมานท่ีเกิดขึ้นแก่ผู้เฝ้านาข้าวเหนียว ผู้ถวายขนมสด
แด่ภิกษุ เป็นวิมานแก้วมณีกว้าง ๑๒ โยชน์ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพราะได้ถวายขนมที่ตน
ก�ำลังจะบริโภคแด่พระขีณาสพรูปหน่ึงท่ีเท่ียวบิณฑบาตจนจวนจะหมดเวลาฉันภัตตาหารแล้ว
แตย่ งั ไมไ่ ดร้ ับอาหารอะไรเลย
๒.๒.๘ ปฐมกุณฑลีวิมาน ว่าด้วยวิมานท่ีเกิดข้ึนแก่บุรุษผู้บ�ำรุงสงฆ์ เร่ืองที่ ๑ เป็น
วิมานอันรุ่งเรืองย่ิงในสวรรค์ช้ันดาวดึงส์ เพราะได้ถวายมหาทานแด่ท่านพระสารีบุตรเถระ
และท่านพระมหาโมคคลั ลานเถระขณะจาริกอยใู่ นแคว้นกาสี
94 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
๒.๒.๙ ทุติยกุณฑลีวิมาน ว่าด้วยวิมานที่เกิดข้ึนแก่บุรุษผู้บ�ำรุงสงฆ์ เรื่องท่ี ๒ เป็น
วิมานอันรุ่งเรืองยิง่ ในสวรรคช์ ้ันดาวดึงส์ เพราะไดถ้ วายมหาทานแด่ทา่ นพระสารีบุตรเถระและ
ทา่ นพระมหาโมคคลั ลานเถระขณะจารกิ อย่ใู นแคว้นกาสี
๒.๒.๑๐ ปายาสิวิมาน ว่าด้วยวิมานที่เกิดขึ้นแก่บุรุษผู้เป็นคนรับใช้เจ้าปายาสิแห่ง
เสตัพยนคร ช่ืออุตตระ (ในอรรถกถาจึงเรียกชื่อวิมานน้ีว่า อุตตรวิมาน) เป็นวิมานอันรุ่งเรือง
ย่ิงดุจสุธรรมสภาของท้าวสักกเทวราช เพราะตั้งอยู่ในสัมมาทิฏฐิ ได้ถวายอาหารแด่พระสงฆ์
ด้วยความเคารพเป็นประจ�ำ ต่างกับเจ้าปายาสิท่ีแม้จะกลับใจเป็นสัมมาทิฏฐิแล้ว แต่มิได้ให้
ทานดว้ ยความเคารพจึงไปเกดิ ในสวรรคช์ ้ันจาตุมหาราช
๓. สนุ กิ ขติ ตวรรค
๓.๑ ความหมายและทม่ี าของชอื่ วรรค
สนุ กิ ขิตตวรรค แปลว่า หมวดวา่ ด้วยเทพบุตรผู้จดั ดอกไมใ้ หเ้ ป็นระเบยี บ ช่อื นี้ ตงั้ ตาม
ชื่อและสาระส�ำคัญของสนุ ิกขติ ตวมิ าน ซ่งึ เปน็ เรื่องที่ ๑๑ ของวรรคนี้
๓.๒ ความหมายและใจความส�ำคัญของแต่ละวิมานในวรรค
๓.๒.๑ จติ ตลตาวมิ าน ว่าด้วยวิมานอันรุ่งเรืองเหมือนสวนจิตรลดาในสวรรค์ช้ัน
ดาวดึงส์ท่ีเกิดขึ้นแก่อุบาสกชาวกรุงสาวัตถี เพราะได้เลี้ยงดูบิดามารดา ไม่ยอมแต่งงานและ
รกั ษาอุโบสถศีลเป็นประจ�ำ
๓.๒.๒ นนั ทนวมิ าน วา่ ดว้ ยวมิ านอนั รงุ่ เรอื งเหมอื นสวนนนั ทวนั ในสวรรคช์ น้ั ดาวดงึ ส์
ท่ีเกิดขึ้นแก่อุบาสกชาวกรุงสาวัตถี เพราะได้เล้ียงดูบิดามารดาไม่ยอมแต่งงานและรักษา
อุโบสถศลี เปน็ ประจ�ำ
๓.๒.๓ มณิถูณวิมาน ว่าด้วยวิมานแก้วมณีท่ีเกิดข้ึนแก่บุรุษผู้ปลูกต้นไม้ ให้ร่มเงา
เป็นวิมานที่เกิดข้ึนแก่อุบาสกคนหนึ่งเพราะรักษาศีลให้ทานตามก�ำลังทรัพย์ และได้ปรับปรุง
ทางเดินเข้าบ้านเพื่อบิณฑบาตของพระภิกษุทั้งหลายให้ราบเรียบเดินสะดวก ปลูกต้นไม้
๒ ขา้ งทางใหร้ ่มรื่น
๓.๒.๔ สุวณั ณวิมาน ว่าด้วยวิมานทองค�ำท่ีเกิดขึ้นแก่อุบาสกผู้สร้างวิหารถวาย
พระพทุ ธเจา้ เพราะได้สร้างพระคันธกุฎบี นภูเขาโล้นใกล้หมู่บ้านน้นั ถวายพระผ้มู พี ระภาค
เล่มท่ี ๑๘ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๒๖ 95
๓.๒.๕ อัมพวมิ าน วา่ ด้วยวมิ านที่เกิดข้ึนแก่บรุ ุษผูร้ บั จา้ งรดน�ำ้ ตน้ มะม่วง ได้ถวายนำ้�
สรงแด่พระสารบี ตุ ร เพราะไดถ้ วายนำ้� สรงแด่ท่านพระสารบี ุตรเถระขณะเดนิ ฝา่ แดดในฤดูร้อน
เหงอ่ื โทรมกาย ผา่ นมาใกลส้ วนนัน้ เปน็ วมิ านอนั รุง่ เรืองยิง่ ในสวรรค์ชัน้ ดาวดงึ ส์
๓.๒.๖ โคปาลวิมาน ว่าด้วยวิมานท่ีเกิดข้ึนแก่คนเลี้ยงโคผู้ถวายขนมแด่ภิกษุ เป็น
วมิ านอันรุ่งเรืองในสวรรคช์ ัน้ ดาวดึงส์ เพราะได้ถวายขนมแดท่ ่านพระมหาโมคคัลลานเถระ
๓.๒.๗ กัณฐกวิมาน ว่าด้วยวิมานท่ีเกิดข้ึนแก่ม้ากัณฐกะ เป็นวิมานอันรุ่งเรืองย่ิง
ในสวรรค์ชนั้ ดาวดึงส์ เพราะได้น�ำเสดจ็ เจา้ ชายสทิ ธัตถะออกผนวช
๓.๒.๘ อเนกวัณณวิมาน ว่าด้วยวิมานท่ีเกิดข้ึนแก่เทพบุตรผู้มีรัศมีหลากสีผู้เคย
บวชเป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธะ ได้ชักชวนคนทั้งหลายให้บูชา
พระสถูปบรรจุพระบรมสารรี ิกธาตขุ องพระพุทธเจ้าพระองค์นน้ั
๓.๒.๙ มัฏฐกุณฑลีวิมาน ว่าด้วยวิมานที่เกิดขึ้นแก่มัฏฐกุณฑลีมาณพผู้ท�ำใจ
ให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า เป็นวิมานอันรุ่งเรืองย่ิงในสวรรค์ช้ันดาวดึงส์ เพราะได้เห็น
พระผู้มีพระภาคเสด็จมาปรากฏขณะที่นอนป่วยหนักใกล้จะตาย เกิดความเลื่อมใส ประคอง
อัญชลีแล้วตายไปในขณะมีปีติโสมนัสที่มีโอกาสได้ถวายอัญชลีกรรมแด่พระผู้มีพระภาค
เป็นครัง้ แรกในชวี ิต
๓.๒.๑๐ เสริสสกวิมาน ว่าด้วยวิมานไม้ซึกท่ีเกิดข้ึนแก่เจ้าปายาสิในสวรรค์ช้ัน
จาตุมหาราชท่ีเกิดข้ึนแก่เจ้าปายาสิผู้ครองเสตัพยนคร ในแคว้นโกศล เพราะได้สนทนา
ธรรมกับท่านพระกุมารกัสสปเถระ จนกลับใจจากมิจฉาทิฏฐิ (ที่ถือว่าโลกหน้าไม่มี สัตว์ที่
ผุดเกิดไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมดีกรรมชั่วไม่มี) มานับถือพระพุทธศาสนา ปฏิบัติธรรมตาม
สมควรแก่ธรรมจนตลอดพระชนมายุ
๓.๒.๑๑ สุนิกขติ ตวิมาน วา่ ด้วยวมิ านทีเ่ กิดข้ึนแกอ่ ุบาสกผู้จัดดอกไม้ใหเ้ ป็นระเบยี บ
อยู่หน้าสถูป เป็นวิมานอันรุ่งเรืองในสวรรค์ช้ันดาวดึงส์ เจ้าของวิมานนี้เป็นอุบาสกในศาสนา
ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ไปบูชาพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของ
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นเป็นประจ�ำเหมือนคนอื่น ๆ และเม่ือเห็นดอกไม้ที่คนท้ังหลายวางไว้
เกะกะไมเ่ ปน็ ระเบยี บ กไ็ ดจ้ ดั วางใหมใ่ หเ้ ปน็ ระเบยี บสวยงาม เพราะเขาปฏบิ ตั อิ ยา่ งนเี้ ปน็ ประจ�ำ
จงึ ไดไ้ ปเกิดในวมิ านน้ี
96 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
ข้อสังเกต
วิมานวัตถุที่กล่าวมา ถ้ามองโดยภาพรวมจะได้ข้อสรุปอย่างหน่ึง คือเทพบุตร และ
เทพธิดาเจ้าของวิมานเหล่าน้ันต่างก็ได้ท�ำบุญกุศลไว้เม่ือครั้งอยู่ในโลกนี้ เช่น ท�ำอัญชลีกรรม
ตอ่ ท่านผู้มีศีลบ้าง ถวายทานบา้ ง รักษาศีลบา้ ง ตามประทีปโคมไฟบ้าง ฟังธรรมบา้ ง ตัง้ อยใู่ น
ธรรมเชน่ มีความสัตย์ ความไมโ่ กรธ ความซอื่ สตั ย์ต่อสามี บ�ำรงุ เลย้ี งดูบดิ ามารดา หรือแม้แต่
กบท่ีมีความเล่ือมใสในพระสุรเสียงของพระผู้มีพระภาคขณะทรงแสดงธรรมอยู่ก็ได้ไปเกิด
ในสวรรค์
ภาพรวมนถ้ี า้ มองเผนิ ๆ อาจเหน็ วา่ การไปเกดิ ในสวรรคน์ นั้ งา่ ยเหลอื เกนิ เพราะท�ำความ
ดีเพียงเล็กน้อยเท่าน้ันก็ไปได้แล้ว ความจริงหาเป็นเช่นน้ันไม่ ผู้ที่ได้ไปเกิดในสวรรค์ล้วนเคย
ท�ำบุญกุศลถูกต้องครบถ้วนตามหลกั การของพระพุทธศาสนา ซึง่ มิใชจ่ ะท�ำได้โดยง่าย หลกั การ
ท�ำบญุ กุศลของพระพุทธศาสนามดี ังนี้
๑. หลักทาน การให้ทานท่ีสมบูรณ์ครบถ้วน จะมีผลมากมีอานิสงส์มาก องค์แห่ง
การใหท้ านมี ๔ อยา่ ง คือ
๑.๑ วตั ถุสมั ปทา ถึงพร้อมด้วยวัตถุ คือบุคคลผู้เป็นท่ีตั้งท่ีรองรับทาน หรือ
เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เขตตสัมปทา ถึงพร้อมด้วยเขตคือนา หมายถึงนาบุญ ในท่ีน้ีทั้งวัตถุ
และเขต ท่านหมายถงึ ทกั ขไิ ณยบุคคล ผูเ้ ป็นพระอรหนั ต์หรือพระอนาคามผี ู้เขา้ นโิ รธสมาบตั ไิ ด้
๑.๒ ปจั จยสมั ปทา ถึงพร้อมด้วยปัจจัย คือส่ิงที่จะให้ทานต้องบริสุทธิ์ ได้มา
โดยชอบธรรม มากน้อยไม่ส�ำคัญ
๑.๓ เจตนาสัมปทา ถึงพร้อมด้วยเจตนา คือต้องมีเจตนาดีทั้ง ๓ กาล ได้แก่
ก่อนให้ ก�ำลังให้ และหลังให้ เจตนาดี ก่อนให้ เรียกว่า ปุพพเจตนา เจตนาดีก�ำลังให้
เรียกว่า มุญจนเจตนา เจตนาดีหลังให้ เรียกว่า อปราปรเจตนา ดังที่พระผู้มีพระภาคตรัส
ไว้ในอังกุรเปตวตั ถุ ตอนหน่งึ วา่
ปพุ เฺ พว ทานา สุมโน ททํ จิตตฺ ํ ปสาทเย
ทตวฺ า อตฺตมโน โหต ิ เอสา ยญญฺ สฺส สมฺปทา.
ก่อนให้ กม็ ใี จดี เมือ่ ก�ำลงั ให้ กม็ ใี จผ่องใส
ครน้ั ให้แลว้ กม็ ใี จเบกิ บาน นี้คอื ปญุ ญสมั ปทา
๑.๔ คุณาติเรกสัมปทา ถึงพร้อมด้วยคุณพิเศษ คือผู้รับทานมีคุณสมบัติพิเศษ
เชน่ เพิง่ ออกจากนโิ รธสมาบตั ิใหม่ ๆ
เลม่ ท่ี ๑๘ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๖ 97
๒. หลักศีล การรกั ษาศีล ๕ กด็ ี ศีล ๘ หรอื อโุ บสถศลี ก็ดี คือความต้ังใจงดเวน้ จาก
บาปอกุศลทั้งหลาย ย่อมส่งผลให้อยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ตายแล้วให้ เกิดในสุคติโลกสวรรค์
และเป็นบาทให้เจริญสมถกัมมัฏฐานและวิปัสสนากัมมัฏฐานจนบรรลุธรรมชั้นสูงสุดคือ
พระนิพพาน ท�ำใหห้ ยดุ การเวียนวา่ ยตายเกิดได้ในท่สี ดุ
๓. หลักภาวนา คือการเจริญสมถกัมมัฏฐาน เพื่อให้ได้สมาธิเกิดฌาน แล้วใช้สมาธิ
และฌานเปน็ ฐานเจรญิ วปิ สั สนากกมั มฏั ฐาน คอื ใชป้ ญั ญาขณะจติ วา่ งพจิ ารณาสภาวธรรมตา่ ง ๆ
ให้เหน็ แจง้ ตามความเปน็ จรงิ จนบรรลธุ รรมชน้ั สงู สุดคอื พระนิพพาน
เม่ือน�ำหลักการท้ัง ๓ หลักนี้ไปเปรียบเทียบกับหลักปฏิบัติของเทพบุตรของเทพธิดา
เจา้ ของวิมานเหลา่ นนั้ จะเหน็ วา่ สว่ นใหญไ่ ด้ท�ำทาน เช่น ถวายอ้อยทอ่ น เดยี วก็มี ถวายผลไม้
ผลเดียวก็มี ถวายน�้ำข้าวก็มี ถวายเข็มเย็บผ้าเล่มเดียวก็มี แต่ ได้ถวายแด่พระอริยบุคคล
มที า่ นพระสารบี ตุ รเถระ ทา่ นพระมหาโมคคลั ลานเถระ ทา่ นพระมหากสั สปเถระ พระผมู้ พี ระภาค
และบางรายได้ถวายแด่ท่านผู้เพ่ิงออกจากนิโรธสมาบัติใหม่ ๆ ซ่ึงเป็นทักขิไณยบุคคลผู้มี
คณุ สมบตั พิ ิเศษ สว่ นทา่ นท่ีรักษา ศลี ๕ รักษาอุโบสถศีลเปน็ ประจ�ำ และยงั มีโอกาสไดถ้ วาย
ทานด้วยจิตเลื่อมใสศรัทธา ก็มีมาก นอกจากน้ี ผู้ได้ฟังธรรมและเจริญภาวนาจนบรรลุธรรม
ข้ันโสดาปตั ติผล สกทาคามีผลกม็ ีมาก
เปตวัตถุ
ที่มาของช่อื
เปตวัตถุ แปลว่า เร่ืองของเปรต ค�ำว่า เปตะ เป็นค�ำในภาษาบาลี ส่วนค�ำว่า เปรต
เป็นค�ำในภาษาสันสกฤต ทงั้ ๒ ค�ำนี้มีความหมายตรงกนั คอื
๑. ผูจ้ ากไป หมายถงึ ผูจ้ ากโลกนไี้ ป คอื ผู้ตายไปแล้ว ผู้ล่วงลบั ไปแล้ว เป็นความหมาย
ทั่วไป พวกท่ีตายไปเกดิ เปน็ เทวดา ก็เรยี กวา่ เปตะหรอื เปรตในความหมายนก้ี ม็ ี เชน่ พธิ ีท�ำบญุ
อทุ ิศส่วนกุศลให้ผู้ทีต่ ายไปแล้ว เรยี กวา่ เปตพลี
๒. สัตว์พวกหนึ่งท่ีเกิดในอบายภูมิท่ีเรียกว่าเปตวิสัย หรือเปรตวิสัย สัตว์พวกนี้
ไดร้ ับทกุ ขเวทนาต่าง ๆ ตามผลแหง่ กรรมชั่วท่ีไดท้ �ำไว้ เชน่ อดอยาก ผอมโซ เพราะไมม่ ีอาหาร
หรือมีแต่กินไม่ได้ หรือกินได้แต่กินยาก เพราะปากเท่ารูเข็ม หรือกินเข้าไปได้แต่กลายเป็น
เลือดเป็นหนอง เปน็ มูตร เป็นคูถ
98 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก
อน่ึง ยังมีเปรตอีกพวกหน่ึงท่ีเสวยผลแห่งกรรมดีและกรรมชั่วสลับกันในชาติเดียวกัน
เรียกว่า เวมานิกเปรต คือเปรตที่มีวิมานอยู่เป็นของตัวเอง มีความสุขเหมือน พวกเทวดา
ในเวลาหนึ่ง แต่ในอีกเวลาหนึ่งได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัสเหมือนเปรตพวกอ่ืนและสัตว์นรก
ทงั้ หลาย
ค�ำว่า เปตะ ในค�ำเปตวัตถุ ท่กี ล่าวถึงน้ี หมายถงึ เปรตทัง้ ๒ ความหมาย แต่ส่วนใหญ่
เปน็ ความหมายท่ี ๒ สว่ นค�ำวา่ วตั ถุ แปลวา่ เร่อื ง ส่งิ ข้อความ ท่ดี ิน ท่ตี ง้ั ของเรอื่ ง (เชน่ บคุ คล
ผูเ้ ป็นท่ตี ้งั แหง่ การให้ทานในค�ำว่า วตั ถสุ ัมปทา = ถงึ พรอ้ มดว้ ยวัตถ)ุ ในทน่ี ี้หมายถึง เร่อื ง ค�ำว่า
เปตวัตถุ จงึ แปลว่า เร่ืองของเปรต หรือเรือ่ งเปรต เปน็ ชื่อที่ตั้งขนึ้ เพ่อื ใช้เรยี กพระธรรมเทศนา
หมวดหน่ึงว่าด้วยการเสวย ผลกรรมของเปรตแต่ละตน ๆ ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ใน
โอกาสต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ฟังเกิดความสังเวชสลดใจและเห็นประจักษ์ถึงผลแห่งกรรมช่ัวน้ัน ๆ
ของเปรตตามความหมายที่ ๒ ก็มี หรือเพื่อให้ผฟู้ งั เกิดศรัทธาเล่ือมใสในผลแห่งกรรมดีตา่ ง ๆ
ของเปรตตามความหมายที่ ๑ ก็มี พระธรรมเทศนาเร่ืองการเสวยผลกรรมของเปรตท่ี
พระธรรมสงั คาหกาจารยร์ วบรวมไวใ้ นทน่ี มี้ ี ๕๑ เร่อื ง เรียกชือ่ รวมวา่ เปตวตั ถุ
ทม่ี าของเรอื่ ง
เปตวัตถุ ๕๑ เรอื่ งมีทีม่ าจาก ๒ แหลง่ คอื
๑. มาจากเหตุเกิดแหง่ เรอื่ ง (อัฏฐุปปัตติ)
๒. มาจากการถาม - ตอบ (ปุจฉาวิสชั ชนา)
เปตวัตถุท่ีมาจากเหตุเกิดแห่งเรื่อง ได้แก่ เปตวัตถุที่พระผู้มีพระภาคทรงยกข้ึน
แสดงเองเมอ่ื มีเหตกุ ารณ์ทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั เปรตน้ัน ๆ เกดิ ขนึ้ เชน่ เขตตปู มเปตวัตถุ ปฏิ ฐธีตลิก-
เปตวตั ถุ ติโรกฑุ ฑเปตวัตถุ เปน็ ต้น
ส่วนเปตวัตถุท่มี าจากการถาม - ตอบ ไดแ้ ก่ เปตวตั ถทุ พี่ ระสาวกมที า่ นพระนารทเถระ
ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ ท่านพระสารีบุตรเถระ เป็นต้น เป็นผู้ถามเปรตที่ท่านพบเห็น
และเปรตนน้ั ๆ เปน็ ผตู้ อบ เมอื่ ทา่ นทราบความเปน็ มาแลว้ กน็ �ำขนึ้ กราบทลู ใหพ้ ระผมู้ พี ระภาค
ทรงทราบ พระผู้มีพระภาคทรงปรารภเรื่องนั้น ๆ ให้เป็นเหตุแล้วตรัสเทศนาแก่พุทธบริษัท
ในโอกาสต่าง ๆ จึงถือกันว่า เปตวัตถุทุกเรื่องพระผู้มีพระภาคทรงแสดง ยกเว้นบางเรื่อง
ท่ีเกิดหลงั พทุ ธปรนิ ิพพาน เช่น ธาตวุ วิ ัณณเปตวัตถุ นนั ทกเปตวตั ถุ เป็นตน้
เลม่ ท่ี ๑๘ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๒๖ 99
รปู แบบของเร่อื ง
เปตวัตถุท่ีมาจากเหตุเกิดแห่งเรื่องเป็นแบบการบรรยายธรรม คือ พระผู้มีพระภาค
ทรงแสดงเองโดยตลอด แตเ่ ปตวัตถุท่มี าจากการถาม-ตอบ เป็นแบบการ ถาม - ตอบคลา้ ยกบั
วิมานวัตถุ แต่ต่างกันที่อารมณ์ทั้งของผู้ถามและผู้ตอบ กล่าวคือ ในกรณีของเปรตในเปตวิสัย
ทไ่ี ดร้ บั ทกุ ขท์ รมาน ผถู้ ามถามดว้ ยความสงสารและเหน็ ใจในวบิ ากกรรมทเ่ี ปรตนนั้ ก�ำลงั ไดร้ บั อยู่
ผู้ตอบตอบด้วยความรู้สึกเศร้าโศกเสียใจในผลกรรมน้ัน และมีความส�ำนึกผิด ถ้ามีโอกาสก็คิด
จะท�ำความดีทดแทนต่อไป บางรายหลังจากเล่าเรอ่ื งบุพกรรมและสารภาพผิดแล้ว ได้ขอความ
ช่วยเหลอื จากผู้ถามก็มี สว่ นกรณขี องเปรตตามความหมายท่ี ๑ คือผูจ้ ากโลกน้ีไป ถา้ ไปเกิด
เป็นเทวดา ท้ังผู้ถามและผู้ตอบก็มีอารมณ์อย่างเดียวกับผู้ถาม ผู้ตอบในวิมานวัตถุ ถ้าไปเกิด
เป็นเวมานิกเปรต ทั้งผู้ถามและผู้ตอบมีอารมณ์ต่างออกไปจาก ๒ กรณีข้างต้น คือ อาจมี
อารมณ์ทัง้ เศร้าใจและดใี จผสมกันก็ได้
อยา่ งไรก็ดี เปตวตั ถทุ ้งั ที่มาจากเหตุเกดิ แห่งเร่อื งและจากการถาม - ตอบ มีรูปลักษณ์
ทางวรรณกรรมอย่างเดียวกัน คือ เป็นค�ำร้อยกรองที่เรียกว่า คาถาล้วน เช่นเดียวกับ
วมิ านวัตถุ
ประเภทของเปตวตั ถุ
เปตวัตถมุ ี ๒ ประเภท คือ (๑) เรอ่ื งของเปรตผูช้ าย เรยี กวา่ เปตวัตถุ (๒) เรอื่ งของ
เปรตผู้หญิง เรียกว่า เปติวัตถุ แต่ในท่ีนี้ ท่านไม่ได้จัดแยกประเภทไว้เป็น ๒ พวกอย่างใน
วิมานวัตถุ คงเรียงไว้รวม ๆ กันไป ให้ผู้อ่านรู้เองด้วยค�ำต่อท้ายของแต่ละเร่ือง คือถ้ามีค�ำว่า
เปตวัตถุ ต่อท้าย หมายถึงเร่ืองของเปรตผู้ชาย ถ้ามีค�ำว่า เปติวัตถุ ต่อท้าย หมายถึงเร่ือง
ของเปรตผู้หญงิ เชน่ ในอรุ ควรรคซ่งึ เปน็ วรรคแรกมี ๑๒ เร่อื ง เป็นเร่ืองของเปรตผ้ชู าย ๘ เรือ่ ง
มีเขตตปู มเปตวตั ถุ สูกรมุขเปตวัตถุ ปตู มิ ุขเปตวัตถุ เปน็ ต้น เปน็ เร่อื งของเปรตผู้หญงิ ๔ เรือ่ ง
คือ ปัญจปตุ ตขาทิกเปตวิ ัตถุ สตั ตปุตตขาทกิ เปตวิ ัตถุ มหาเปสการเปติวัตถุ ขลั ลาฏิยเปตวิ ัตถุ
เปตวตั ถแุ บ่งเปน็ วรรคได้ ๔ วรรค คือ
๑. อรุ ควรรค ๒. อพุ พริวรรค
๓. จูฬวรรค ๔. มหาวรรค
100 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก
๑. อรุ ควรรคมี ๑๒ เรื่อง คอื ๒. สกู รมขุ เปตวัตถุ
๑. เขตตูปมเปตวัตถ ุ ๔. ปิฏฐธีตลกิ เปตวัตถุ
๓. ปตู มิ ุขเปตวตั ถ ุ ๖. ปัญจปุตตขาทกิ เปติวตั ถุ
๕. ติโรกฑุ ฑเปตวัตถุ ๘. โคณเปตวตั ถุ
๗. สตั ตปตุ ตขาทกิ เปติวัตถ ุ ๑๐. ขัลลาฏิยเปตวิ ตั ถุ
๙. มหาเปสการเปตวิ ัตถ ุ ๑๒. อุรคเปตวตั ถุ
๑๑. นาคเปตวตั ถ ุ
๒. อพุ พริวรรคมี ๑๓ เรอ่ื ง คือ ๒. สารีปุตตเถรมาตเุ ปติวตั ถุ
๑. สังสารโมจกเปติวัตถุ ๔. นันทาเปตวิ ตั ถุ
๓. มัตตาเปติวัตถ ุ ๖. กัณหเปตวัตถุ
๕. มัฏฐกุณฑลีเปตวตั ถ ุ ๘. จูฬเสฏฐิเปตวัตถุ
๗. ธนปาลเสฏฐเิ ปตวัตถุ ๑๐. อุตตรมาตุเปตวิ ัตถุ
๙. อังกุรเปตวตั ถ ุ ๑๒. กัณณมณุ ฑเปติวัตถุ
๑๑. สุตตเปตวัตถุ
๑๓. อุพพรเี ปตวตั ถุ
๓. จูฬวรรคมี ๑๐ เรอ่ื ง คอื ๒. สานวุ าสเี ถรเปตวตั ถุ
๑. อภิชชมานเปตวัตถ ุ ๔. ภุสเปตวตั ถุ
๓. รถการเปติวัตถ ุ ๖. เสริณเี ปตวิ ัตถุ
๕. กุมารเปตวัตถ ุ ๘. ทตุ ิยมคิ ลุททกเปตวัตถุ
๗. มิคลุททกเปตวตั ถ ุ ๑๐. ธาตุวิวัณณเปตวตั ถุ
๙. กฏู วินิจฉยิกเปตวตั ถุ
๔. มหาวรรคมี ๑๖ เร่ือง คือ ๒. เสรีสกเปตวัตถุ
๑. อัมพสกั ขรเปตวตั ถุ ๔. เรวตเี ปตวตั ถุ
๓. นันทกเปตวตั ถุ ๖. กมุ ารเปตวตั ถุ
๕. อุจฉุเปตวัตถ ุ ๘. คูถขาทกเปตวตั ถุ
๗. ราชปตุ ตเปตวัตถ ุ ๑๐. คณเปตวตั ถุ
๙. คถู ขาทกเปตวิ ตั ถุ
เลม่ ท่ี ๑๘ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๒๖ 101
๑๑. ปาฏลปิ ตุ ตเปตวตั ถ ุ ๑๒. อมั พวนเปตวัตถุ
๑๓. อักขรกุ ขเปตวตั ถุ ๑๔. โภคสงั หรเปตวตั ถุ
๑๕. เสฏฐปิ ตุ ตเปตวตั ถุ ๑๖. สฏั ฐกิ ฏู เปตวตั ถุ
แนะน�ำเปตวัตถุโดยสงั เขป
ขอแนะน�ำสาระส�ำคัญของเปตวัตถุแต่ละวรรค แต่ละเรื่องตามนัยแห่งคัมภีร์ปรมัตถ-
โชตกิ า อรรถกถาเปตวัตถุ เพอ่ื ช่วยให้ผอู้ า่ นสามารถเขา้ ใจแตล่ ะเร่ืองไดเ้ ร็วขน้ึ
๑. อรุ ควรรค
๑.๑ ความหมายและท่มี าของช่อื วรรค
อุรควรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยการอุปมาด้วยงูลอกคราบ หมายถึงผู้จากโลกน้ีไป
ที่เรียกว่าเปรตน้ันต่างก็ได้ละท้ิงร่างกายมนุษย์ของตนไปเหมือนงูลอกคราบท่ีละท้ิงคราบไป
ชอ่ื นี้ต้ังตามชอื่ และสาระส�ำคญั ของอรุ คเปตวัตถุ ซ่งึ เป็นเรอ่ื งที่ ๑๒ ของวรรคนี้
๑.๒ ความหมายและใจความส�ำคญั ของแต่ละเรอื่ งในวรรค
๑.๒.๑ เขตตูปมเปตวัตถุ เร่ืองพระอรหันต์เปรียบเหมือนนาย่อมมีอุปการะแก่เปรต
และทายก เป็นเร่ืองหลักการท่วั ไป วา่ ดว้ ยการท�ำบญุ อทุ ศิ ส่วนกุศลใหผ้ ้จู ากโลกนไ้ี ป หลกั การ
ทวี่ า่ นีป้ ระกอบดว้ ยองค์ ๓ คอื
๑. ปฏคิ าหก (ผรู้ บั ทด่ี ี) ๒. ทายก (ผู้ใหท้ มี่ ีเจตนาดี)
๓. ไทยธรรม (ของท�ำบญุ ที่บรสิ ุทธิ์)
เปรยี บกบั องค์ ๓ แห่งการท�ำนา คอื
๑. นา (ทด่ี ี) ๒. ชาวนา
๓. พืชทจี่ ะปลกู
พระผู้มีพระภาคทรงอุปมาไวว้ ่า พระอรหันตเ์ หมือนนา ทายกเหมอื นชาวนา ไทยธรรม
เหมือนเมล็ดพืช เหตุท่ีทรงแสดงหลักการน้ีเพราะทรงปรารภเปรตผู้เป็นบุตรของเศรษฐี
ชาวกรุงราชคฤหท์ ีไ่ ม่เคยท�ำบญุ ใหท้ านอะไรเลย ได้ใช้ทรพั ยม์ หาศาล ท่ีบดิ ามารดามอบให้กอ่ น
ตายจนหมดส้ินด้วยการบ�ำรุงบ�ำเรอความสุขในกามคุณ ในท่ีสุดต้องขอทานและขโมยเขากิน
ต่อมาบุตรของเศรษฐีคนนี้ถูกเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมืองจับได้และพิพากษาลงโทษประหาร
ชวี ติ ขณะท่เี จ้าหน้าท่ีก�ำลงั น�ำเขาไปสูห่ ลกั ประหารนนั้ หญงิ นครโสเภณีคนหนึ่งชอ่ื สลุ สาได้น�ำ
102 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
ขนมต้ม ๔ ลูกมามอบให้ด้วยความสงสารและเห็นใจในฐานะที่เคยรู้จักคุ้นเคยกันมาก่อน เขา
จึงตัดสินใจขออนุญาตเจ้าหน้าท่ีน�ำขนมต้ม ๔ ลูกดังกล่าวและน้�ำไปถวายแด่ท่านพระมหา-
โมคคัลลานเถระซึ่งก�ำลังเดินบิณฑบาตผ่านมาพอดี ดังน้ัน เมื่อเขาตายแล้วจึงได้ไปเกิดเป็น
เวมานิกเปรต
๑.๒.๒ สูกรมุขเปตวัตถุ เรื่องเปรตปากหมู เป็นเรื่องแสดงผลแห่งกรรมชั่วของภิกษุ
รูปหนึ่งในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ คือไม่ส�ำรวมวาจา ชอบด่าว่า
ภกิ ษอุ ื่น ๆ
๑.๒.๓ ปูติมุขเปตวัตถุ เร่ืองเปรตปากเน่า เป็นเร่ืองแสดงผลแห่งกรรมช่ัวของ
ภิกษุรูปหน่ึงในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ คือ ไม่ส�ำรวมปาก
ชอบพูดเทจ็ พูดสอ่ เสยี ด พดู ยยุ งให้ภกิ ษอุ ่นื ๆ แตกสามคั คกี ัน
๑.๒.๔ ปิฏฐธีตลิกเปตวัตถุ เรื่องเปรตตุ๊กตาแป้ง เป็นเร่ืองหลานสาวของอนาถ-
บิณฑิกเศรษฐีที่ท�ำตุ๊กตาแป้งแตกและร้องไห้ไปหาผู้เป็นตา ตาจึงมีพิธีท�ำบุญอุทิศส่วน
กศุ ลใหต้ กุ๊ ตานนั้ ขนึ้ โดยมพี ระผมู้ พี ระภาคทรงเปน็ ประธานสงฆแ์ ละทรงแสดงพระธรรมเทศนา
เร่ืองน้ี
๑.๒.๕ ติโรกุฑฑเปตวัตถุ เร่ืองเปรตอยู่นอกฝาเรือน เป็นเรื่องของเปรตที่เคยเป็น
พระญาตขิ องพระเจา้ พมิ พสิ ารผคู้ รองแควน้ มคธ ทพ่ี ากนั มาอาศยั อยตู่ ามฝาเรอื นเพอื่ รบั สว่ นกศุ ล
จากพระเจ้าพิมพิสาร เม่ือไม่ได้รับ จึงส�ำแดงอาการหลอกหลอนให้ทรงกลัวพระผู้มีพระภาค
ทรงเล่าเร่ืองเปรตเหล่าน้ันให้พระเจ้าพิมพิสารทรง ทราบแล้วทรงแนะน�ำให้ท�ำบุญอุทิศส่วน
กศุ ลไปให้
๑.๒.๖ ปัญจปุตตขาทิกเปติวัตถุ เรื่องนางเปรตกินลูกคราวละ ๕ ตน เป็นเรื่อง
แสดงผลแห่งกรรมชั่วของหญิงคนหน่ึงท่ีริษยาหญิงผู้ร่วมสามีท่ีมีลูก จึงท�ำร้ายลูกของเธอแล้ว
สาบานวา่ ไม่ไดท้ �ำ ถา้ ท�ำจริงขอให้กนิ ลูกของตัวเอง
๑.๒.๗ สัตตปุตตขาทิกเปติวัตถุ เรื่องนางเปรตกินลูกคราวละ ๗ ตน เป็นเร่ือง
แสดงผลแหง่ การกล่าวเทจ็ ท�ำนองเดยี วกบั เรอื่ งที่ ๖
๑.๒.๘ โคณเปตวัตถุ เรื่องลูกสอนพ่อด้วยโคท่ตี ายแล้ว เป็นเร่อื งบุตรสอนบิดาที่ก�ำลัง
เศรา้ โศกถงึ บดิ าทตี่ ายไป คอื เทย่ี วตามหา ถามหา และบน่ เพอ้ เหมอื นคนบา้ บตุ รชอื่ สชุ าตกมุ าร
(ผู้เปน็ พระโพธิสตั ว)์ จงึ ใช้อบุ ายใหส้ ติแก่บดิ าโดยน�ำหญา้ และน�ำ้ ไปให้โคทีต่ ายแลว้ กิน
๑.๒.๙ มหาเปสการเปตวิ ตั ถุ เรอ่ื งนางเปรตอดตี ภรรยาหวั หนา้ ชา่ งหกู เปน็ เรอื่ งแสดง
ผลแห่งกรรมดีและกรรมชั่วของสามีภรรยาคู่หนึ่ง สามีเป็นหัวหน้าช่างหูกผู้มีศรัทธาท�ำบุญ
เลม่ ที่ ๑๘ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๒๖ 103
ให้ทานเป็นประจ�ำ ส่วนภรรยาไม่มีศรัทธาและด่าว่าสามีที่ชอบท�ำบุญให้ทาน ผู้เป็นสามีตาย
แล้วไปเกิดเป็นรุกขเทวดา ภรรยาตายแล้วไปเกิดเป็นเปรตกินมูตรและคูก เพราะบาปกรรมท่ี
ด่าสามี
๑.๒.๑๐ ขัลลาฏิยเปติวัตถุ เร่ืองนางเปรตศีรษะล้าน เป็นเรื่องแสดงผลแห่งกรรมดี
และกรรมช่ัวของหญิงชาวกรุงพาราณสีคนหน่ึง ผู้มีผมสวยงามมากจนเพ่ือน ๆ ริษยา และว่า
จ้างหญิงคนใช้ของนางน้ันเองให้ท�ำยาสระผมมีพิษแล้วสระ ผมให้นาง ท�ำให้ผมร่วงหลุดกลาย
เปน็ คนหวั ลา้ น นางไดร้ บั ความอบั อายมาก ใชผ้ า้ คลมุ ศรี ษะหนอี อกจากบา้ นไปอยทู่ อี่ น่ื ประกอบ
อาชีพขายสุรา เม่ือเห็นคนเมาสุรานอนหลับก็ขโมยผ้าเน้ือดีไป ในขณะนั้น นางได้มีโอกาส
ถวายอาหารบิณฑบาตแด่พระอรหันต์รูปหน่ึง และต้ังจิตอธิษฐานขอให้ผมงาม คร้ันนางตาย
แล้วได้เกิดเป็นนางเวมานิกเปรต (เปรตมีวิมาน) อยู่ในวิมานทองค�ำ มีผมสวยและยาวด้วยผล
แหง่ การท�ำบญุ แต่เปน็ เปรตเปลอื ยด้วยผลแหง่ การขโมยผ้าของผู้อ่ืน
๑.๒.๑๑ นาคเปตวัตถุ เรื่องเปรตผู้เดินร้องไห้ตามพาหนะช้างของลูกชาย เป็นเรื่อง
แสดงผลแห่งกรรมดีและกรรมชั่วของคนครอบครัวหน่ึง จ�ำนวน ๕ คน คือ บิดา มารดา
บุตร ๒ คน ธิดา ๑ คน บิดามารดาไม่มีศรัทธาและด่าว่าสมณพราหมณ์ เม่ือตายแล้วไปเกิด
เปน็ เปรตกนิ เลอื ดกนิ หนองของกนั และกัน ส่วนบตุ รธิดามีศรทั ธาได้ท�ำบุญใหท้ านเมือ่ ตายแล้ว
ไปเกดิ เป็นเทพบุตรเทพธิดา มีทพิ ยสมบัตติ า่ ง ๆ
๑.๒.๑๒ อุรคเปตวัตถุ เร่ืองเปรตผู้จากไปเหมือนงูลอกคราบ เป็นเรื่องแสดงถึง
เหตุผลที่ไม่ร้องไห้เม่ือผู้เป็นท่ีรักตายไป เหตุผลน้ันคือคนท่ีตายไป (เปตะหรือเปรต) ได้ละท้ิง
รา่ งกายมนุษยไ์ ปเหมอื นงลู อกคราบท่ลี ะทิ้งคราบไป
๒. อุพพริวรรค
๒.๑ ความหมายและทม่ี าของช่ือวรรค
อพุ พรวิ รรค แปลวา่ หมวดว่าด้วยพระนางอพุ พรีกบั เปรต ชอ่ื นีต้ ั้งตามชื่ออุพพรเิ ปต-
วัตถุ ซงึ่ เป็นเร่อื งท่ี ๑๓ ของวรรคนี้
๒.๒ ความหมายและใจความส�ำคญั ของแต่ละเร่ืองในวรรค
๒.๒.๑ สังสารโมจกเปติวัตถุ เร่ืองนางเปรตสังสารโมจิกา เป็นเรื่องแสดงผลแห่ง
การไม่ท�ำบุญให้ทานของหญงิ คนหนึง่ ในตระกูลสังสารโมจกะ ในแคว้นมคธ
104 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
๒.๒.๒ สารีปุตตเถรมาตุเปติวัตถุ เร่ืองนางเปรตอดีตมารดาของพระสารีบุตร เป็น
เร่ืองแสดงผลแห่งการไม่ท�ำบุญให้ทานของหญิงคนหนึ่งผู้เคยเป็นมารดาของท่านพระสารีบุตร
เถระเมือ่ ชาตทิ ี่ ๕ นับจากชาติน้ไี ป
๒.๒.๓ มัตตาเปติวัตถุ เร่ืองนางมัตตาเปรต เป็นเรื่องแสดงผลแห่งความประพฤติชั่ว
ของนางมัตตาภรรยาคนหน่ึงของกุฎุมพีในกรุงสาวัตถี และแสดงผลแห่งความประพฤติดีของ
นางติสสาภรรยาอีกคนหนึ่งของกฎุ ุมพีน้นั
๒.๒.๔ นันทาเปติวัตถุ เรื่องนางนันทาเปรต เป็นเรื่องแสดงผลแห่งกรรมชั่วของ
นางนันทาภรรยาของนันทิเสนอุบาสกชาวบา้ นใกล้กรุงสาวตั ถี
๒.๒.๕ มัฏฐกุณฑลีเปตวัตถุ เร่ืองมัฏฐกุณฑลีเปรตผู้ท�ำใจให้เล่ือมใสในพระพุทธเจ้า
กอ่ นส้นิ ใจ เป็นเร่ืองเดยี วกับมัฏฐกุณฑลีวิมาน ในสนุ กิ ขติ ตวรรคแหง่ วิมานวัตถุ คือ มัฏฐกณุ ฑลี
บุตรของพราหมณ์ตระหนี่ ไม่มีศรัทธา ได้ตายไปพร้อมกับจิตท่ีเกิดศรัทธาเลื่อมใสในพระผู้มี-
พระภาคที่ได้เห็นคร้ังแรกและคร้ังสุดท้ายก่อนตาย ได้ไปเกิดเป็นเทพบุตร กลับลงมาเตือนสติ
ผู้เปน็ บิดาที่ก�ำลังเศรา้ โศกพไิ รร�ำพันถึงตนอยเู่ หมือนคนบ้า
๒.๒.๖ กัณหเปตวัตถุ เร่ืองเปรตกัณหโคตร คือ โอรสองค์หนึ่งในราชสกุลกัณหะได้
สิ้นชีวิตลง เป็นเร่ืองน้องสอนพ่ีที่ก�ำลังเศร้าโศกเพราะบุตรตายไป พ่ีเป็นกษัตริย์พระนามว่า
วาสเุ ทวะ นอ้ งคอื เจา้ ชายฆฏบณั ฑติ แหง่ กณั หโคตรในทวาราวดนี ครในอดตี กาล พระผมู้ พี ระภาค
ทรงยกขึ้นแสดงแก่อุบาสกชาวกรุงสาวัตถีท่ีก�ำลังเศร้าโศกถึงบุตรที่ตายไป ท�ำให้เขาบรรลุ
โสดาปตั ตผิ ล
๒.๒.๗ ธนปาลเสฏฐเิ ปตวตั ถุ เรอ่ื งธนบาลเศรษฐเี ปรต เปน็ เรอ่ื งแสดงผลแหง่ กรรมชวั่
ของมหาเศรษฐีช่อื ธนปาละแห่งเมืองเอรกจั ฉะ ปณั ณรัฐในอดีตก่อนพทุ ธกาล คอื เป็นผูต้ ระหนี่
ไม่เคยท�ำบุญให้ทานและเป็นผู้มีมิจฉาทิฏฐิ ตายแล้วไปเกิดเป็นเปรตทนทุกข์ทรมานอยู่ท่ี
ทะเลทรายแหง่ หนึ่ง พวกพ่อค้าไปพบเขา้ จึงไดถ้ าม-ตอบกัน
๒.๒.๘ จูฬเสฏฐิเปตวัตถุ เรื่องจูฬเศรษฐีเปรต เป็นเรื่องแสดงผลแห่งกรรมช่ัว คือ
ความตระหน่ี ไมม่ ศี รทั ธา ไมเ่ คยท�ำบญุ ใหท้ าน และมมี จิ ฉาทฏิ ฐขิ องจฬู เศรษฐี ชาวกรงุ พาราณสี
ตายแล้วไปเกิดเป็นเปรตทนทุกข์ทรมาน ไปปรากฏ ตัวต่อพระเจ้าอชาตศัตรู กษัตริย์หนุ่ม
ผู้ปลงพระชนม์พระเจา้ พมิ พิสารแหง่ แควน้ มคธผูเ้ ป็นพระชนก จงึ ได้ถาม-ตอบกัน
๒.๒.๙ อังกุรเปตวัตถุ เรื่องอังกุระกับเปรต อังกุระเป็นพระอนุชาองค์สุดท้องของ
พระเจา้ วาสเุ ทวะ กณั หโคตร แหง่ ทวาราวดนี คร แควน้ อตุ ตรปถะ (ดงั กลา่ วแลว้ ในกณั หเปตวตั ถ)ุ
ในราชสกลุ นม้ี พี น่ี อ้ ง ๑๑ องค์ คอื อญั ชนเทวี วาสเุ ทวะ พลเทวะ จนั ทเทวะ สรุ ยิ เทวะ อคั คเิ ทวะ
วรุณเทวะ อัชชุนะ ปัชชุนะ ฆฏปัณฑิตะ และอังกุระ เมื่อพระบิดาสวรรคตลง ได้มีการแบ่ง
เล่มที่ ๑๘ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๖ 105
ราชสมบัติกัน ปรากฏว่าไม่ได้แบ่งให้เจ้าหญิงอัญชนเทวี เจ้าชายอังกุระจึงยกราชสมบัติของ
พระองค์ให้พี่สาว แล้วไปประกอบอาชีพเป็นพ่อค้า วันหนึ่งไปค้าต่างเมืองกับพวกได้พบ
รุกขเทวดาซึ่งเป็นเวมานิกเปรตผู้มีทิพยสมบัติออกจากมือ เพื่อนพ่อค้าคิดจะพารุกขเทวดาไป
อย่กู บั ตนเพื่อขอส่งิ ทตี่ ้องการ องั กุระไม่เหน็ ด้วย จึงไดถ้ าม-ตอบกันขึน้
๒.๒.๑๐ อตุ ตรมาตเุ ปตวิ ตั ถุ เรอ่ื งนางเปรตมารดาของอตุ ตรมาณพ เปน็ เรอ่ื งแสดงผล
แหง่ กรรมชั่วของหญิงชาวกรงุ โกสมั พี มารดาของอตุ ตรอบุ าสก คอื ไดด้ า่ วา่ บุตรสาปแชง่ บุตรที่
ท�ำบุญใหท้ าน จึงตายไปเกดิ เปน็ เปรต เร่อื งนเี้ กดิ ขน้ึ หลัง พทุ ธปรนิ ิพพานไม่นานนัก
๒.๒.๑๑ สุตตเปตวัตถุ เรื่องหญิงผู้ถวายด้ายได้ไปอยู่กับเปรต เป็นเรื่องแสดงผล
แห่งการถวายผ้าแดพ่ ระปัจเจกพุทธเจา้ คือ เมอ่ื ก่อนพุทธกาล ชายหนุ่มคนหน่งึ ชาวบา้ นใกล้
กรุงสาวัตถีได้อุปัฏฐากพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ต่อมามารดาได้สู่ขอหญิงสาวในตระกูล
ท่ีเสมอกันให้แต่งงาน แต่ชายหนุ่มถูกงูกัดเสียชีวิตเสียก่อน และได้ไปเกิดเป็นเวมานิกเปรต
คิดถึงหญิงสาวท่ีมารดาสู่ขอให้แต่งงาน จึงท�ำอุบายให้นางได้ถวายผ้าแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า
พระองค์น้ัน ดว้ ยผลแห่งบญุ น้ันเขาจงึ พานางไปอยู่ในวมิ านของตนถงึ ๗๐๐ ปี
๒.๒.๑๒ กัณณมุณฑเปติวัตถุ เรื่องนางเปรตผู้ถูกสุนัขกัณณมุณฑะกัดกินเน้ือ เป็น
เรื่องแสดงผลแห่งกรรมดีและกรรมช่ัวของหญิงคนหน่ึง ครั้งศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระนามว่ากัสสปะ ผู้หญิงคนน้ีเป็นภรรยาของอุบาสกผู้มีศรัทธาและได้สร้างบุญกุศลไว้มาก
เช่น สร้างวัด สร้างวิหาร ร่วมกับเพื่อนอุบาสกอ่ืน ๆ ภรรยาของเขากับภรรยาของเพื่อนสามี
ก็มีศรัทธาและได้ร่วมท�ำบุญกุศลกับสามี ตลอดมา ต่อมานางถูกนักเลงพนันคนหน่ึงล่อลวง
จนเสียตัวกับเขา ท�ำใหน้ กั เลงคนนั้นชนะการพนนั กบั เพอื่ นนักเลงดว้ ยกัน ผ้แู พพ้ นนั จึงไปบอก
เร่ืองน้ันแก่สามีของนาง เม่ือถูกสามีซักถาม นางไม่รับและสาบานว่าถ้านางนอกใจสามีจริง
ก็ขอให้สุนัขด�ำหูขาดตัวนี้กัดกินเธอ คร้ันนางตายแล้วได้เกิดเป็นเวมานิกเปรตอยู่ที่ริมสระ
กัณณมุณฑะ กลางวันเสวยทิพยสมบัติด้วยอ�ำนาจผลแห่งกรรมดี คร้ันตกกลางคืนนางถูก
สุนัขกัณณมุณฑะกัดกินเนื้อตามร่างกายจนเหลือแต่โครงกระดูก แล้วกลับเป็น ขึ้นมาอีกด้วย
อ�ำนาจผลแห่งกรรมชั่ว เป็นอยู่อย่างนี้เป็นเวลา ๕๐๐ ปี ต่อมาได้พบพระเจ้ากรุงพาราณสี
จึงทลู เชิญไปอย่ดู ้วย จงึ ไดถ้ าม-ตอบกนั ขึ้น
๒.๒.๑๓ อพุ พรเี ปตวตั ถุ เรอ่ื งพระนางอพุ พรกี บั เปรต เปน็ เรอื่ งอดตี ทพี่ ระผมู้ พี ระภาค
ทรงยกขึ้นแสดงแก่อุบาสิกาชาวกรุงสาวัตถีคนหน่ึงที่ก�ำลังเศร้าโศกถึงสามี ผู้ตายจากโลกนี้ไป
ท�ำให้นางได้บรรลุโสดาปัตติผล เร่ืองอดีตนั้นคือพระนางอุพพรีอัครมเหสีของพระเจ้าจูฬนี-
พรหมทัตผู้ครองกบิลนครแคว้นปัญจาละ พระนางทรงเศร้าโศกถึงพระสวามีท่ีสวรรคตไป
106 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสุตตันตปฎิ ก
เหมือนคนบ้า พระดาบส (พระโพธิสัตว์) มาเฝ้าพระนางและได้ถวายโอวาทแก่พระนางท�ำให้
ทรงไดส้ ติและทรงออกผนวชเจรญิ เมตตาจิตปรารถนาจะไปเกดิ ในพรหมโลก
๓. จูฬวรรค
๓.๑ ความหมายและท่ีมาของชื่อวรรค
จูฬวรรค แปลว่า หมวดเล็ก คือว่าด้วยเปตวัตถุส้ัน ๆ ๑๐ เรื่อง ช่ือน้ีตั้งขึ้นเพื่อให้
ตา่ งกบั มหาวรรค แปลวา่ หมวดใหญ่ คอื วรรคถดั ไป ซึ่งวา่ ดว้ ย เปตวัตถยุ าว ๆ หลายเร่ืองใน
จ�ำนวน ๑๖ เรือ่ ง
๓.๒ ความหมายและใจความส�ำคัญของแต่ละเรอื่ งในวรรค
๓.๒.๑ อภิชชมานเปตวัตถุ เร่ืองเปรตผู้เดินทวนกระแสน้�ำอันไหลไม่ขาดสาย เป็น
เรื่องแสดงผลแห่งกรรมชั่วของพรานเน้ือคนหนึ่งชาวบ้านจันทัฏฐิละอยู่ท่ีริมฝั่งแม่น�้ำคงคา
ตรงกันข้ามกับบ้านวาสภะ เขตกรุงพาราณสี เพราะความตระหนี่ให้ทานเพียงเล็กน้อย
ตายแล้วไปเกิดเป็นเปรตเปลือยกายคร่ึงท่อน อดอยาก ไม่มีอาหาร โกลิยอ�ำมาตย์ของ
พระเจ้าพิมพิสารไปพบขณะเดินลุยน�้ำทวนกระแสอยู่ในแม่น�้ำคงคา เพ่ือไปขอส่วนบุญจาก
ญาติท่ีบ้านจันทฏั ฐลิ ะจึงได้ถาม-ตอบกัน และไดช้ ่วยเหลอื โดยได้ท�ำบญุ ด้วยเสอื้ ผ้าและอาหาร
แกอ่ บุ าสกในคณะของอ�ำมาตย์นั่นเอง แลว้ อทุ ศิ สว่ นกุศลให้ ท�ำใหเ้ ปรตนนั้ ไดร้ บั ผลทนั ตา
๓.๒.๒ สานุวาสีเถรเปตวัตถุ เร่ืองเปรตญาติของพระสานุวาสีเถระ เป็นเร่ืองการ
ท�ำบุญให้ญาติของพระเถระรูปนี้ ผู้เป็นญาติคือโยมบิดามารดาและพ่ีน้องที่ไปเกิดเป็นเปรตได้
เสวยทุกขเวทนาแสนสาหัสเพราะได้ท�ำกรรมช่ัวไว้ ผู้เป็นพี่ชายของท่านได้พยายามไปปรากฏ
ตัวให้ท่านเห็นและเล่าเร่ืองความทุกข์ยากของคนอื่น ๆ ให้ท่านฟังเพ่ือขอให้ท่านช่วย ซึ่งท่าน
ก็ได้ท�ำบญุ อุทศิ ส่วนกศุ ลไปให้ เปรตเหล่าน้ันได้รบั ผลทนั ตา
๓.๒.๓ รถการเปติวัตถุ เร่ืองนางเวมานิกเปรตผู้อาศัยอยู่ท่ีสระรถการ เป็นเร่ืองของ
หญงิ คนหนึ่งครั้งศาสนาของพระสมั มาสัมพุทธเจ้า พระนามวา่ กัสสปะ นางได้รักษาศลี ให้ทาน
แดพ่ ระสงฆผ์ มู้ ศี ลี าจารวตั รเปน็ ประจ�ำ ครนั้ ตายแลว้ ไดไ้ ปเกดิ เปน็ นางเวมานกิ เปรตทส่ี ระรถการ
บนภเู ขาหมิ พานต์ เพราะยงั มกี รรมเกา่ อยู่ มาณพชาวกรงุ พาราณสไี ปพบนาง จงึ ไดถ้ าม-ตอบกนั
๓.๒.๔ ภสุ เปตวตั ถุ เร่ืองเปรตกอบแกลบ เป็นเร่อื งแสดงผลแหง่ กรรม ชัว่ ของคน ๔
คน คนหนึง่ เป็นพอ่ ค้าโกง คือ เอาดินแดงคลุกข้าวสาลีแดงเพ่ือให้มีน�ำ้ หนักแลว้ น�ำไปขาย ตาย
เล่มที่ ๑๘ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๖ 107
แลว้ ไปเกิดเปน็ เปรตกอบแกลบรอ้ น ๆ โปรยใส่ศรษี ะตวั เอง คนหน่งึ เปน็ บตุ รโกรธมารดาท่ีห้าม
มิให้พาเพ่ือนมาท่ีบ้าน จึงเอาเชือกผูกแอก ตีศรีษะมารดา ตายแล้วไปเกิดเป็นเปรตเอา
ค้อนเหล็กทุบศีรษะตัวเอง คนหน่ึงเป็นสะใภ้ขโมยกินเนื้อซ่ึงเป็นของส่วนรวม เม่ือถูกถาม
ก็พูดเท็จว่าไม่ได้กินและสาบานว่าถ้ากินจริงขอให้กินหนังส่วนหลังของตนเอง ตายแล้วไป
เกิดเป็นเปรตกินหนังส่วนหลังของตน และอีกคนหนึ่งเป็นภรรยาของพ่อค้าโกง คือ เปรต
กนิ คถู ผู้ตอบค�ำถามของท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ
๓.๒.๕ กมุ ารเปตวตั ถุ เรอื่ งกมุ ารเปรต เปน็ เรอ่ื งแสดงผลแหง่ กรรมดแี ละกรรมชว่ั ของ
เดก็ ทารกคนหนง่ึ เปน็ บตุ รของหญงิ คณกิ า พอคลอดออกมานางไดน้ �ำไปทงิ้ ไวท้ ป่ี า่ ชา้ แตไ่ มต่ าย
เพราะบุญเก่าและกรรมเก่าผสมกัน พระผู้มีพระภาคทรงยกบุพกรรมของเขาขึ้นแสดงให้
พุทธบรษิ ทั ฟัง
๓.๒.๖ เสริณีเปติวัตถุ เร่ืองนางเสริณีเปรต เป็นเรื่องแสดงผลแห่งกรรมช่ัวของ
หญงิ คณิกาผหู้ ากินด้วยรูปสมบตั คิ นหน่งึ ชื่อเสริณชี าวเมืองหัตถินปิ รุ ะ แคว้นกุรุ นางไมม่ ศี รัทธา
มคี วามตระหน่ี ไมเ่ คยใหท้ านและดา่ วา่ สมณพราหมณ์ ตายแลว้ ไปเกดิ เปน็ เปรตทนทกุ ขท์ รมาน
อาศยั อยทู่ ห่ี ลงั ก�ำแพงเมอื งแหง่ หนง่ึ ในปจั จนั ตชนบท เมอื่ พบอบุ าสกชาวเมอื งเดยี วกนั จงึ ไดถ้ าม
ตอบกนั
๓.๒.๗ มิคลุททกเปตวัตถุ เร่ืองเปรตพรานเน้ือ เป็นเรื่องแสดงผลแห่งกรรมดีและ
กรรมช่ัวของพรานเน้ือคนหน่ึงชาวกรุงราชคฤห์ คือเขาเป็นคนใจด�ำอ�ำมหิต ฆ่าสัตว์ท้ังกลาง
คืนและกลางวัน เพื่อนคนหนึ่งของเขาเป็นอุบาสกพยายามตักเตือนห้ามปรามจนเขายอม
ไม่ฆ่าสัตว์ในเวลากลางคืน แต่ยังฆ่าสัตว์ในเวลากลางวันตลอด มาจนวันตาย และได้เกิดเป็น
เวมานิกเปรตอาศัยอยู่ใกล้กรุงราชคฤห์น้ันเอง กลางวัน ได้เสวยทุกข์ทรมานแสนสาหัส
พอกลางคืนได้เสวยสุขด้วยทิพยสมบัติ เม่ือท่านพระนารทเถระไปพบจึงได้เล่าเร่ืองบุพกรรม
ของตนให้ฟัง
๓.๒.๘ ทุติยมิคลุททกเปตวัตถุ เร่ืองเปรตพรานเน้ือเรื่องที่ ๒ เป็นเรื่อง แสดงผล
แหง่ กรรมดแี ละกรรมชัว่ เช่นเดยี วกบั เรอื่ งแรก และเปน็ คนในกรงุ ราชคฤห์ เหมอื นกัน ต่างกัน
แต่ในเรื่องนี้ เพ่ือนของพรานเนื้อคนนี้พยายามตักเตือนแล้ว แต่เพ่ือนไม่เชื่อฟัง จึงไปขอให้
พระอรหันต์รูปหนึ่งมาแสดงธรรมให้เพ่ือนฟัง หลังฟังธรรมเทศนาแล้ว เขายอมงดเว้นฆ่าสัตว์
เฉพาะในเวลากลางคนื แต่กลางวนั เขายงั ฆา่ สัตวต์ อ่ ไป ทงั้ ๆ ทีพ่ รานเนอ้ื คนนีม้ ฐี านะดีอยแู่ ล้ว
ถึงไม่ฆ่าสัตว์ก็เป็นอยู่อย่างสบาย คร้ันตายแล้วจึงไปเกิดเป็นเวมานิกเปรตเหมือนพรานเนื้อ
คนแรก
108 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
๓.๒.๙ กูฏวินิจฉยิกเปตวัตถุ เรื่องเปรตอดีตผู้พิพากษาโกง เป็นเร่ืองแสดงผลแห่ง
กรรมดีและกรรมช่ัวของผู้พิพากษาคนหนึ่งของพระเจ้าพิมพิสาร กรรมช่ัวของเขาคือเป็น
คนคดโกง พดู เทจ็ พดู สอ่ เสยี ด และหลอกลวงผอู้ น่ื ไมเ่ คยรกั ษาอโุ บสถศลี แตเ่ มอื่ พระเจา้ พมิ พสิ าร
ตรัสถาม กลับกราบทูลว่ารักษาอุโบสถศีล เหมือนข้าราชการอื่น ๆ เพราะพระเจ้าพิมพิสาร
โปรดคนรักษาอุโบสถศีล เม่ือออกจากที่เฝ้า เพ่ือนข้าราชการซ่ึงรู้ว่าเขาพูดเท็จได้แนะน�ำให้
รกั ษาอโุ บสถศลี เสยี เขาเกรงวา่ เพอื่ น ๆ จะกราบทลู ใหท้ รงทราบ จงึ ยอมรกั ษาศลี โดยอดอาหาร
และไดต้ ายเพราะอดอาหารแลว้ ไปเกิดเปน็ เวมานิกเปรตดงั ได้เล่าถวายท่านพระนารทเถระ
๓.๒.๑๐ ธาตุวิวัณณเปตวัตถุ เร่ืองเปรตผู้ต�ำหนิการบูชาพระธาตุ เป็นเรื่องแสดง
ผลแห่งกรรมช่ัวของกุฎุมพีชาวกรุงราชคฤห์คนหน่ึง คือขณะที่ชาวกรุงราชคฤห์ก�ำลัง
จัดงานบูชาพระบรมสารีริกธาตุของพระผู้มีพระภาคที่พระเจ้าชาตศัตรูทรงขอแบ่งมา
จากกรุงกุสินาราน้ัน กุฎุมพีคนน้ีเท่ียวต�ำหนิและบริภาษภรรยาและสะใภ้ท่ีไปร่วมงานน้ี
คร้นั ตายแลว้ จงึ ไปเกดิ เปน็ เปรตปากเนา่ ดังทเี่ ขาไดเ้ ล่าใหท้ ่านพระมหากัสสปเถระฟงั
๔. มหาวรรค
๔.๑ ความหมายและทม่ี าของชอื่ วรรค
มหาวรรค แปลว่า หมวดใหญ่ คอื วา่ ดว้ ยเรอ่ื งยาว ๆ หลายเร่อื งในจ�ำนวน ๑๖ เรอื่ ง
ช่อื นต้ี ั้งข้ึนเพื่อให้ตา่ งกบั จูฬวรรคที่กลา่ วมาแล้วขา้ งต้น
๔.๒ ความหมายและใจความส�ำคัญของแตล่ ะเร่อื งในวรรค
๔.๒.๑ อัมพสักขรเปตวัตถุ เร่ืองเจ้าอัมพสักขรลิจฉวีกับเปรตเปลือย เป็นเร่ือง
การสนทนาระหว่างเจ้าลิจฉวีพระนามว่าอัมพสักขระผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ ถือลัทธินัตถิกทิฏฐิ
(เห็นว่าท�ำดีท�ำช่ัวไม่มีผล บุญบาปไม่มี) กับภุมเทวดาผู้เป็นสัมมาทิฏฐิ ท่ีมาช่วยญาติ คือ
หลานชายในชาติก่อนซ่ึงถูกจับในข้อหากระท�ำโจรกรรมและถูกตัดสินประหารชีวิตโดย
เสยี บหลาวไว้
๔.๒.๒ เสรีสกเปตวัตถุ เร่ืองเสรีสกเปรต เป็นเรื่องเดียวกับเสริสสกวิมาน
ในวมิ านวัตถุ สนุ กิ ขิตตวรรคเรื่องท่ี ๑๐ เปรตในทีน่ ้คี อื เทพบตุ รอดตี เจา้ ปายาสิ
๔.๒.๓ นนั ทกเปตวัตถุ เร่ืองนนั ทกเปรต เปน็ เร่อื งการสนทนาระหวา่ งพระเจ้าปิงคละ
กษัตริย์แห่งสุรัฏฐวิสัยกับนันทกเปรตผู้เคยเป็นเสนาบดีของพระเจ้าปิงคละนั่นเอง แต่เพราะ
เล่มท่ี ๑๘ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๖ 109
ไดท้ �ำกรรมชัว่ ตายแลว้ จงึ ไปเกิดเป็นเปรต ได้รบั ทุกขเวทนา และได้ส�ำนกึ ผิดดังไดก้ ราบทลู ให้
พระเจ้าปิงคละทรงทราบ เร่อื งนเ้ี กิดขึน้ หลงั พทุ ธปรนิ ิพพานแล้วประมาณ ๒๐๐ ปี ตามเรอ่ื งท่ี
ว่า “พระเจา้ ปงิ คละเสด็จไปเฝ้าพระเจ้า โมริยะ” น้ัน อรรถกถาอธบิ ายวา่ พระเจ้าโมริยะ ได้แก่
ธมั มาโสกะ (ธรรมาโศกราช) คอื พระเจา้ อโศกมหาราชแหง่ แควน้ มคธนน่ั เอง
๔.๒.๔ เรวตีเปตวัตถุ เรื่องนางเรวดีเปรต เป็นเร่ืองเดียวกับเรวตีวิมานในวิมานวัตถุ
มหารถวรรคเรื่องท่ี ๒ ซ่ึงว่าด้วยวิมานของนันทิยอุบาสกสามีของ นางเรวดี เป็นเรื่องแสดง
ผลแห่งกรรมดขี องนันทยิ อบุ าสกและกรรมช่วั ของนางเรวดี
๔.๒.๕ อุจฉุเปตวัตถุ เรื่องเปรตเจ้าของไร่อ้อย เป็นเร่ืองแสดงผลแห่งกรรมช่ัวของ
บรุ ษุ เดนิ กนิ ออ้ ย ตระหนี่ ไมใ่ หท้ านดว้ ยเคารพ ตายแลว้ ไปเกดิ เปน็ เปรตมไี รอ่ อ้ ยเกดิ ขนึ้ มากมาย
อยากจะกินก็กินไม่ได้ และไม่รู้ว่าท�ำไมจึงเป็นเช่นน้ัน เมื่อพบท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ
จึงไดถ้ ามความเปน็ มาของตนเอง
๔.๒.๖ กุมารเปตวัตถุ เร่ืองกุมารเปรต เป็นเรื่องแสดงผลแห่งกรรมชั่วของพระราช-
กุมาร ๒ องค์ ผู้เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าโกศล เป็นผู้มัวเมาในกาม ได้ประพฤติล่วงเกิน
ภรรยาของผู้อ่ืน คร้ันส้ินชีพิตักษัยแล้ว ได้ไปเกิดเป็นเปรต เสวยทุกขเวทนาส่งเสียงร้องจน
ชาวเมืองหวาดกลัว ต้องนิมนต์พระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ไปในพิธีท�ำบุญถวาย
มหาทาน พระผ้มู พี ระภาคจงึ ตรสั เทศนาเร่อื งน้ีใหฟ้ งั
๔.๒.๗ ราชปตุ ตเปตวตั ถุ เรอื่ งเปรตราชบตุ ร เปน็ เรอื่ งอดตี ชาตขิ องพระสานวุ าสเี ถระ
ผู้ช่วยญาติดังกลา่ วไว้ในสานุวาสเี ถรเปตวตั ถุ จฬู วรรคเร่ืองที่ ๒ พระผู้มีพระภาคตรัสเลา่ เรอื่ งน้ี
เพ่ือแสดงผลแห่งกรรมชั่วของพระเถระครั้งเป็นราชบุตร ของพระเจ้ากิตวะแห่งนครพาราณสี
คร้ังอดีตราชบุตรได้ประพฤติผิดในพระปัจเจกพุทธเจ้าพระนามว่าสุเนตร เพราะเมาในอ�ำนาจ
เมอื่ สนิ้ ชพี ติ กั ษยั แลว้ ไปเสวยผลกรรมอยใู่ นอเวจมี หานรกนานถงึ ๘๔๐,๐๐๐ ปี (๖ ครง้ั ) แลว้ ไป
เกดิ เปน็ เปรตที่เรียกวา่ เปรตราชบตุ รนีน้ าน หมดกรรมแลว้ มาเกิดในหมู่บา้ นชาวประมง ระลกึ
ชาติได้ จึงไมย่ อมท�ำประมงและไดอ้ อกบวชในพระศาสนาน้คี ือพระสานุวาสีเถระ
๔.๒.๘ คูถขาทกเปตวัตถุ เรื่องเปรตกินคูถ เป็นเรื่องแสดงผลแห่งกรรมช่ัวของภิกษุ
รูปหน่ึงและของกุฎุมพีผู้เป็นโยมอุปัฏฐากของภิกษุนั้น กล่าวคือกุฎุมพีได้สร้างวัดถวายภิกษุ
ผู้คุ้นเคยของตระกูล ต่อมามีภิกษุจากท่ีต่าง ๆ มาพักอาศัย ประชาชนเห็นอาจาระของภิกษุ
เหล่าน้ันแล้วเลื่อมใสได้ถวายอาหารและเครื่องใช้เป็นอันมาก ภิกษุเจ้าถิ่นริษยาจึงหาเร่ือง
ใสค่ วามให้กุฎมุ พีด่าวา่ ภกิ ษุเหล่านนั้ ด้วยกรรมช่ัวนัน้ ท้งั ภิกษุเจา้ ถนิ่ และโยมอุปฏั ฐากตายแล้ว
ไปเกดิ เปน็ เปรตอยูใ่ นหลุมคถู เสวยทุกขเวทนาดงั ทีเ่ ล่าให้ท่านพระมหาโมคคลั ลานเถระฟัง