110 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
๔.๒.๙ คูถขาทกเปติวัตถุ เร่ืองนางเปรตกินคูถ เป็นเรื่องแสดงผลแห่งกรรมช่ัว
ของอุบาสิกาและภกิ ษผุ ู้คุ้นเคยของตระกลู ท�ำนองเดียวกับเร่ืองท่ี ๘
๔.๒.๑๐ คณเปตวัตถุ เรื่องเปรตคณะหนึ่ง เป็นเรื่องแสดงผลแห่งกรรมช่ัวของ
ชาวบ้านคณะหน่ึงในกรุงสาวัตถี ตายแล้วไปเกิดเป็นเปรต ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ
ไปพบจงึ ไดซ้ ักถามความเปน็ มา
๔.๒.๑๑ ปาฏลิปุตตเปตวัตถุ เรื่องหญิงชาวเมืองปาฏลีบุตรสนทนากับเปรต เป็น
เร่ืองแสดงผลแห่งกรรมดีและกรรมช่ัวของพ่อค้าคนหน่ึงในกลุ่มพ่อค้าชาวเมืองสาวัตถีและ
ปาฏลีบตุ รผู้เดินทางเรือไปค้าขายยงั สุวรรณภูมิ พอ่ คา้ คนนนั้ เป็นอุบาสก ได้ท�ำบุญกศุ ลไวม้ าก
ขณะเดนิ ทาง เขาไดล้ ้มปว่ ยแลว้ ตายไป แต่ดว้ ยจติ ผูกพันอยู่กบั หญงิ คนหนึง่ ในคณะ จงึ ไดเ้ กิด
เป็นเวมานกิ เปรตอยใู่ นมหาสมุทร และท�ำใหเ้ รือหยุด พวกคนเรอื เชื่อวา่ เพราะมตี ัวกาฬกิณีอยู่
ในเรอื จึงจบั ฉลากกัน เวมานกิ เปรตบันดาลให้หญิงคนนน้ั จบั ได้ฉลากกาฬกิณี นางจึงถกู ท้ิงน�้ำ
เวมานิกเปรตช่วยนางไว้และน�ำไปอยู่ในวิมานของตนเป็นเวลา ๑ ปี ในท่ีสุดนางขอให้ส่งกลับ
เมืองปาฏลีบุตร
๔.๒.๑๒ อัมพวนเปตวัตถุ เร่ืองเปรตเฝ้าสวนมะม่วง เป็นเร่ืองแสดงผลแห่งกรรมชั่ว
และกรรมดีของคหบดีชาวกรุงสาวัตถี คือคหบดีนั้นได้ประสบชะตากรรม ส้ินเน้ือประดาตัว
ภรรยาเสียชีวิต น�ำธิดาคนเดียวไปยกให้เพื่อน ขอเงินเป็นทุนท�ำการค้าเพียง ๑๐๐ กหาปณะ
เขาไปค้าขายกับกองเกวียนได้ก�ำไรถึง ๕๐๐ กหาปณะ แต่ขณะเดินทางกลับถูกโจรปล้นและ
ท�ำร้ายตนเสียชีวิต เขาตายไปพร้อมจิตผูกพันในทรัพย์ท่ีซ่อนไว้ก่อนตาย ด้วยความโลภนั้น
เขาไปเกิดเป็นเปรตเฝ้าทรัพย์ ต่อมาธิดาของเขาทราบข่าวจากพวกพ่อค้าท่ีหนีรอดไปได้
นางได้ท�ำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้โดยน�ำผลมะม่วง ข้าวยาคูและน�้ำไปถวายแด่พระผู้มีพระภาค
คหบดีจึงได้เป็นเวมานิกเปรตปรากฏตัวแก่พวกพ่อค้าคณะนน้ั ทีเ่ ดนิ ทางไปถงึ ท่ีนน้ั และได้ฝาก
ทรพั ย์ทซี่ ่อนไวไ้ ปใหธ้ ิดาด้วย
๔.๒.๑๓ อักขรุกขเปตวัตถุ เรื่องอักขรุกขเปรต เป็นเร่ืองแสดงผลแห่งกรรมดีของ
คนตัดไม้ชาวกรุงสาวัตถี ผู้มีจิตเอื้อเฟื้อช่วยเหลืออุบาสกคนหน่ึงท่ีไปค้าขายต่างถ่ินและ
เพลาเกวียนหักขณะอยู่ในป่าทึบ โดยตัดไม้มาท�ำเพลา (อักขรุกขะ) ให้จนอุบาสกขับเกวียน
ต่อไปได้
๔.๒.๑๔ โภคสังหรเปตวตั ถุ เรื่องเปรตรวบรวมโภคะ เป็นเรอื่ งแสดงผลแหง่ กรรมช่วั
ของหญงิ ชาวกรุงราชคฤห์ ๔ คน ผู้ท�ำการคา้ ขายเนย น�ำ้ ผ้ึง งา ธญั ญาหาร เปน็ ต้น ดว้ ยการโกง
ตาช่งั ตายแล้วไปเกิดเปน็ เปรตไมไ่ ดใ้ ช้โภคทรัพยเ์ หลา่ นนั้ จงึ ร้องไหร้ �ำพงึ ร�ำพันอยา่ งน่ากลัว
เลม่ ที่ ๑๘ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๒๖ 111
๔.๒.๑๕ เสฏฐิปุตตเปตวัตถุ เรื่องเปรตเศรษฐีบุตร เป็นเร่ืองแสดงผลแห่งกรรมชั่ว
ของบุตรเศรษฐี ๔ คนในกรุงสาวัตถี คือ ได้ประพฤติล่วงละเมิดภรรยาของผู้อ่ืนและท�ำชั่ว
อยา่ งอนื่ อกี มาก ตายแลว้ ไปเกดิ ในนรกชอ่ื โลหกมุ ภี ไดร้ บั ทกุ ขเวทนาแสนสาหสั อยากจะระบาย
ความทกุ ข์ จงึ ผดุ จากกน้ นรกกลา่ วไดต้ นละ ๑ อกั ษรตวั แรกกจ็ มดง่ิ ลงสกู่ น้ นรกตอ่ ไป เสยี งอกั ษร
ตวั แรกทแี่ ตล่ ะตนเปลง่ ออกมาคอื ส น ทุ โส กลบั ดงั กกึ กอ้ งถงึ พระโสตของพระเจา้ ปเสนทโิ กศล
ผู้ก�ำลังบรรทม รอคอยให้ถึงเวลารุ่งอรุณเร็ว ๆ จะได้ทรงเชยชมสตรีรูปงามที่ทอดพระเนตร
ในวันน้ัน และรบั สง่ั ใหส้ ามีของนางไปหาดนิ สอี รุณมาจากสระแหง่ หนง่ึ ณ ที่ไกล แล้วกลบั มา
ให้ทันเวลาทรงสนานของพระองค์ ซึ่งเป็นอุบายจะประหารชีวิตสามีของนาง ด้วยความกลัว
เสยี งนน้ั พอรงุ่ อรณุ พระองคเ์ สดจ็ ไปเฝา้ พระผมู้ พี ระภาคตามค�ำแนะน�ำของพระนางมลั ลกิ าเทวี
พระผู้มีพระภาคจึงตรัสเล่าเร่ืองเปรตเศรษฐีบุตรถวาย และขณะน้ัน สามีของสตรีน้ันได้มาน่ัง
อยู่ด้วย เพราะกลับมาทันเวลาแต่ประตูพระนครปิดก่อนก�ำหนด จึงเอาดินสีอรุณแขวนไว้ที่
ประตแู ลว้ มารอจะเข้าเฝา้ พระผ้มู ีพระภาค ณ พระเชตวัน
อกั ษร ส มาจากค�ำวา่ สฏฺฐิวสฺสสหสฺสานิ (๖ หมื่นปี) คือ เขาตอ้ งการ จะบอกว่า
สฏฐฺ วิ สสฺ สหสฺสาน ิ ปริปณุ ณฺ านิ สพพฺ โส
นริ เย ปจจฺ มานาน ํ กทา อนฺโต ภวสิ ฺสติ.
อกั ษร น มาจากค�ำว่า นตถฺ ิ (ไมม่ ี) คอื เขาตอ้ งการจะบอกวา่
นตถฺ ิ อนโฺ ต กโุ ต อนโฺ ต น อนฺโต ปฏทิ สิ สฺ ติ
ตถา หิ ปกตํ ปาปํ มม ตุยฺหญจฺ มาริส.
อักษร ทุ มาจากค�ำว่า ทุชฺชีวิตํ ชีวมฺห (มีชีวิตอยู่อย่างล�ำบาก) คือ เขาต้องการจะ
บอกว่า
ทชุ ฺชีวิตํ ชีวมฺห เย สนเฺ ต น ททมหฺ เส
สนฺเตสุ เทยฺยธมฺเมสุ ทีปํ นากมฺหมตตฺ โน.
อักษร โส มาจากค�ำว่า โสหํ (เราน้ัน) คือ เขาต้องการจะบอกวา่
โสหํ นูน อิโต คนฺตวา โยนึ ลทธฺ าน มานสุ ึ
วทญญฺ ู สีลสมฺปนฺโน กาหามิ กสุ ลํ พหุ.ํ
(ดคู �ำแปลในเรือ่ งน้ี)
๔.๒.๑๖ สัฏฐิกูฏเปตวัตถุ เรื่องเปรตถูกค้อนต่อยศีรษะ เป็นเร่ืองแสดงผลแห่ง
กรรมช่ัวของชายคนหนึ่งชาวกรุงพาราณสีผู้เรียนศิลปะดีดกรวดจากบุรุษเปล้ียดีดกรวด
แล้วไปหัดดีดกรวดไปถูกพระเศียรของพระปัจเจกพุทธเจ้าพระนามว่าสุเนตร ท�ำให้พระเศียร
112 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
แตกและปรินิพพาน ณ ฝั่งแม่น้�ำคงคา เขาจึงถูกประชาชนชาวเมืองลงประชาทัณฑ์จน
ถึงแก่ความตาย และไปเกิดในอเวจีมหานรก ถูกไฟนรก หมกไหม้เป็นเวลานาน แล้วมาเกิด
เปน็ เปรตเสวยทุกขเวทนาถูกค้อนเหล็ก ๖๐,๐๐๐ ลูกกระหนำ่� ตศี รี ษะตลอดเวลา
ข้อสงั เกต
ค�ำว่า เปรต ท่ีใช้ในเปตวัตถุ หมายถึงผู้จากโลกน้ีไปซึ่งอาจไปเกิดเป็นยักษ์เป็นมาร
เป็นเทพ เป็นพรหม หรือเป็นสัตว์นรกก็ได้ แต่ส่วนใหญ่หมายถึงสัตว์ในเปรตวิสัยท่ีได้รับ
ทุกขเวทนา ฉะน้ันต้องดูท่ีการเสวยผลแห่งกรรมนั้น ๆ ประกอบ ถ้าเป็นผลแห่งกรรมช่ัวมัก
เปน็ เปรตที่เข้าใจกันทว่ั ไป
บรรดาเปรตท่ีท�ำกรรมช่ัวอย่างร้ายแรงโดยส่วนมากหลังจากตายแล้วจะไปเกิดในนรก
เช่น อุสสทนรก อเวจีมหานรก โลหกุมภีนรก และเสวยทุกขเวทนาอยู่เป็นเวลานานเป็นกัป
เปน็ กลั ป์ คร้ันพ้นจากนรกแลว้ ก็ตอ้ งมาเป็นเปรตเสวยผลกรรมท่ีเหลอื ตอ่ ไปอีกนาน บางราย
ระหว่างที่เป็นเปรตน้ัน ถ้าได้มีโอกาสท�ำความดีหรือได้รับ ส่วนกุศลจากญาติมิตรก็ได้เล่ือน
ฐานะข้ึนเป็นเวมานิกเปรต คือ เปรตมีวิมานเหมือนเทวดา ต่างแต่เป็นเทวดาในเวลาหน่ึง
แล้วกลับเป็นเปรตในอีกเวลาหน่ึง แต่ถ้าได้รับส่วนกุศลยิ่ง ๆ ข้ึน หรือได้มีโอกาสท�ำความดี
มากก็ไดเ้ ล่ือนฐานะเปน็ เทพเป็นพรหมได้ พระผู้มีพระภาคจึงทรงแสดงหลกั การท�ำบุญอทุ ิสว่ น
กุศลให้เปรต ดังปรากฏในเร่ืองเขตตูปมเปตวัตถุ และมีตัวอย่างการท�ำบุญอุทิศส่วนกุศล
ให้ญาติของท่านพระสารบี ตุ รเถระและท่านพระสานุวาสีเถระ
ขอ้ สรปุ ในทีน่ ี้ คือ ไมท่ �ำกรรมชว่ั เสยี เลยดีกวา่ ไม่ว่าทางกาย วาจา ใจ ควรให้ทาน
รกั ษาศลี และเจรญิ กมั มฏั ฐาน เพอ่ื ตวั เองและแผส่ ว่ นกศุ ลใหแ้ กส่ รรพสตั วผ์ ตู้ กทกุ ขท์ ง้ั หลาย
ทงั้ ทีเ่ ปน็ ญาติและมิใช่ญาติ
เถรคาถา-เถรีคาถา
ทมี่ าของชอื่
เถรคาถา แปลว่า คาถาของพระเถระ คือ คาถาท่ีพระเถระทั้งหลายกล่าวไว้ ค�ำว่า
เถระ แปลวา่ พระผใู้ หญท่ ีเ่ ป็นเพศชาย ตามพระวนิ ัยก�ำหนดว่ามพี รรษาต้ังแต่ ๑๐ ข้นึ ไป ในทน่ี ้ี
หมายถึงพระเถระผู้เปน็ พระอรหนั ต์ ซ่งึ มชี ่ือปรากฏจ�ำนวน ๒๖๔ รูป มีพระสุภตู ิเถระ เปน็ ตน้
เถรคี าถา แปลวา่ คาถาของพระเถรี คือ คาถาทีพ่ ระเถรีทง้ั หลายกล่าวไว้ ค�ำว่า เถรี
แปลว่า พระผู้ใหญ่ที่เป็นเพศหญิง ตามพระวินัยก�ำหนดว่ามีพรรษาต้ังแต่ ๑๐ ขึ้นไป ในที่น้ี
เล่มที่ ๑๘ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๒๖ 113
หมายถึงพระเถรีผเู้ ปน็ พระอรหนั ตท์ ั้งหลาย ซึ่งมีชื่อปรากฏจ�ำนวน ๗๓ รปู มพี ระอญั ญตราเถรี
เปน็ ตน้
ค�ำวา่ คาถา ในท่ีนี้มีความหมาย ๓ นัย คือ
๑. เป็นช่ือค�ำประพันธ์ประเภทร้อยกรองในภาษาบาลี ที่เรียกกันว่า ฉันท์ เช่น
ปฐั ยาวตั ร อนิ ทรวเิ ชยี ร วสนั ตดลิ ก และเปน็ รปู แบบหนง่ึ ในจ�ำนวน ๙ รปู แบบของพระพทุ ธพจน์
ท่เี รียกวา่ นวงั คสตั ถศุ าสน์ คอื (๑) สุตตะ (๒) เคยยะ (๓) เวยยากรณะ (๔) คาถา (๕) อุทาน
(๖) อิติวุตตกะ (๗) ชาดก (๘) อัพภูตธรรม (๙) เวทัลละ รูปแบบของค�ำในเถรคาถาและ
เถรคี าถา เปน็ ค�ำร้อยกรองล้วน จงึ ไดช้ อ่ื วา่ คาถา
๒. เป็นค�ำกล่าวที่มีสาระเป็นคติ และผู้กล่าวกล่าวด้วยอารมณ์พิเศษหรือด้วย
เจตจ�ำนงพิเศษ ที่เรียกว่า ค�ำภาษิตค�ำกล่าวของพระเถระและพระเถรีแต่ละรูปมีลักษณะ
อย่างนั้น จึงได้ช่ือว่า คาถา และแปลว่า ภาษิต เช่น สุภูติเถรคาถา แปลว่า ภาษิตของ
พระสุภตู เิ ถระ มุตตาเถรีคาถา แปลว่า ภาษิตของพระมุตตาเถรี
๓. เป็นช่ือคัมภีร์ประมวลค�ำสอนที่เป็นค�ำร้อยกรองล้วน เช่น เถรคาถา เถรีคาถา
คาถาธรรมบท คาถาชาดก
ตามนัยนี้ เถรคาถาจงึ เป็นชือ่ คัมภีรท์ ่ปี ระมวลคาถาของพระเถระทง้ั หลายมารวมไว้ใน
ท่เี ดยี วกัน เถรคี าถากเ็ ปน็ ชื่อคัมภีร์ท่ปี ระมวลคาถาของพระเถรีทง้ั หลายมารวมไว้ในทเี่ ดยี วกัน
นอกจากนี้ ยงั หมายถงึ ชอ่ื เรอื่ ง คอื ภาษติ ของพระเถระและพระเถรรี ปู หนง่ึ ๆ กเ็ รยี กวา่ เถรคาถา
เถรคี าถา เชน่ สุภตู ิเถรคาถา = (เรื่อง) ภาษติ ของพระสภุ ตู ิเถระ อัญญตราเถรคี าถา = (เรื่อง)
ภาษติ ของพระอญั ญตราเถรี
ทมี่ าของคาถา
พระเถระและพระเถรีผู้มีชื่อปรากฏเหล่านั้นล้วนเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตาม
พระพุทโธวาท จึงได้บรรลุคุณธรรมข้ันสูงสุดคืออรหัตตผล และด�ำรงตนอยู่ในธรรมโดยตลอด
เช่น เป็นผ้มู กั นอ้ ยสนั โดษ รักสงบ ชอบหลีกเรน้ อยใู่ นปา่ จะเขา้ หมู่คณะก็เพอื่ กิจส่วนรวม หรอื
จะเข้าหมู่บ้านก็เพ่ือท�ำประโยชน์แก่ชาวบ้าน แต่ละท่านจึงมีความสุขอันเกิดจากอริยมรรค
และอรยิ ผลที่ตนบรรลุ และเม่ือพจิ ารณาถึงความสขุ นน้ั ๆ ท่านกไ็ ด้กล่าวข้อความเปน็ ค�ำภาษติ
หรือคาถา ไว้ต่างกรรมต่างวาระกัน ตามเหตุบันดาลใจในขณะน้ัน เช่น มีสภาพแวดล้อมตาม
ธรรมชาติท่ีเก่ียวขอ้ งกบั การปฏบิ ตั ิธรรมของทา่ น หรอื การด�ำรงตนของประชาชนมีสภาวธรรม
อย่างใดอย่างหน่ึง ปรากฏขึ้นในจิต หรือเกิดความซาบซ้ึงในพระพุทธคุณ พระธรรมคุณหรือ
114 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตนั ตปิฎก
พระสงั ฆคณุ ท่ีท�ำใหท้ ่านไดร้ บั ความสุขเชน่ น้ันได้ หรอื มผี ถู้ ามท่าน หรือขอใหท้ า่ นแสดงธรรม
ค�ำภาษติ ของพระเถระและพระเถรที งั้ หลายเหลา่ นนั้ ทา่ นพระอานนทน์ �ำเสนอทป่ี ระชมุ
คณะธรรมสงั คาหกาจารยใ์ นการท�ำสงั คายนาครง้ั ท่ี ๑ ดังปรากฏในนิทานคาถาว่า
ขอเชิญท่านท้งั หลายสดบั คาถาซึง่ น�ำเข้าหาประโยชน์
ของทา่ นผู้ได้อบรมตนแลว้ ท้งั หลาย
ผเู้ ปน็ เชน่ ราชสหี แ์ ยกเข้ียวร้องค�ำรามอย่ทู ่ีซอกเขา
ท่านผมู้ ีช่อื มีตระกลู มธี รรมเปน็ เครอื่ งอยู่
และมจี ิตน้อมไปในธรรมตามที่ปรากฏ
มปี ัญญาอยู่อย่างไม่เกยี จครา้ น
พิจารณาเห็นแจ่มแจ้ง บรรลุนพิ พานในทส่ี งดั น้ัน ๆ
เมอ่ื เล็งเห็นผลอนั เลิศแห่งหน้าทีท่ ี่ท�ำเสร็จแล้วจงึ กล่าวข้อความน้ีไว้
ด้วยเหตุนี้ ในแต่ละเร่ืองจึงมีค�ำน�ำที่ขึ้นต้นด้วยค�ำว่า “ทราบว่า” หมายถึงท่าน
พระอานนท์ทราบมา อาจทราบมาจากพระเถระและพระเถรีผู้กล่าวภาษิตนั้น ๆ โดยตรง
หรือจากท่านผู้อื่นท่ีท่านเคารพนับถือ เพราะเคยบอกแก่โคปกโมคคัลลานพราหมณ์หลัง
พุทธปรินิพพานแล้วว่า พระธรรมท่ีท่านจ�ำได้คล่องปากนั้น ท่านได้ฟังจากพระผู้มีพระภาค
๘๒,๐๐๐ พระธรรมขนั ธ์ ได้ฟงั จากพระเถระอ่ืน ๆ มีท่าน พระสารบี ตุ รเถระเป็นตน้ อกี ๒,๐๐๐
พระธรรมขนั ธ์ รวมเป็น ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขนั ธ์ เถรคาถาและเถรคี าถาจึงเป็นพระธรรมขนั ธ์
สว่ นหน่งึ ในจ�ำนวน ๒,๐๐๐ ท่ที ่านฟังจากพระเถระ (ข.ุ เถร. อ. ๒/๑๐๒๗/๔๖๕ , วิ. อ. ๑/๒๗)
เม่ือพระธรรมสังคาหกาจารย์ฟังภาษิตของพระเถระและพระเถรีจบแล้ว จึงร้อยกรอง
เปน็ ค�ำฉนั ทแ์ ละรวบรวมเขา้ ไวเ้ ปน็ ๒ หมวด คอื คาถาของพระเถระทง้ั หลาย รวมไวเ้ ปน็ หมวดหนง่ึ
เรยี กวา่ เถรคาถา คาถาของพระเถรที ัง้ หลายรวมไว้อีกหมวดหนึง่ เรียกวา่ เถรคี าถา
รปู แบบของคาถา
รูปแบบทางวรรณกรรมของเถรคาถาและเถรีคาถาเป็นค�ำร้อยกรองล้วนที่เรียกว่า
คาถา ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ส่วนรูปแบบทางการแสดงออกมาโดยส่วนใหญ่เป็นแบบ
ค�ำอุทาน คือเปล่งออกมาจากความรู้สึกภายในจิต อาจเป็นความรู้สึกซาบซ้ึง ถึงความสุขที่
ไดร้ ับในขณะนนั้ หรอื ความรู้สกึ ต่อบุคคลใด ๆ หรือเหตุการณใ์ ด ๆ ก็ได้ เช่น คาถาแรกของ
เถรคาถา คอื สภุ ูติเถรคาถา มีความเปน็ มาดงั น้ี
พระสุภูติผู้ได้รับยกย่องจากพระผู้มีพระภาคว่าเป็นเอตทัคคะทางอรณวิหาร (เป็นเลิศ
กว่าภิกษุท้งั หลายผูอ้ ยโู่ ดยปราศจากโทษ) โดยปกตทิ ่านชอบอยใู่ นทสี่ งบสงดั เมอื่ แสดงธรรมก็
เล่มท่ี ๑๘ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๒๖ 115
แสดงตามสภาวะ (อยา่ งอภธิ รรมนยั ) อนึ่ง ทา่ นมีเมตตาสงู มาก เม่ือเขา้ ไปบณิ ฑบาตที่เรือนใด
ท่านเข้าเมตตาฌานก่อน ออกจากฌานแล้วจึงรับบิณฑบาต ฉะน้ัน ผู้ที่มีโอกาสได้ใส่บาตร
ท่านจึงถือว่าเป็นผู้มีโชคดี เพราะได้รับอานิสงส์มาก ท่านจึงได้รับยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะทาง
ทักขิไณยบคุ คล (เป็นเลิศกว่า ภกิ ษทุ ัง้ หลายผูค้ วรรับของท�ำบุญ)
วนั หนงึ่ ทา่ นจารกิ มาถงึ กรงุ ราชคฤห์ พระเจา้ พมิ พสิ ารเสดจ็ ไปพบทา่ นตรสั อาราธนาให้
หยดุ พัก จะทรงสรา้ งทพี่ กั ถวาย แล้วเสด็จจากไปด้วยราชกจิ อ่นื ๆ จนทรงลืมไป พระสภุ ตู เิ ถระ
เมื่อไม่มีท่ีพักจึงพักที่กลางแจ้ง เกิดเหตุฝนไม่ตกตลอดเวลาน้ัน ชาวเมืองเดือดร้อนพากันไป
ร้องฎีกาหน้าพระราชวัง พระเจ้าพิมพิสารจึงทรงนึก ถึงพระสุภูติเถระข้ึนมาได้ รับสั่งให้
พนกั งานไปสรา้ งบรรณกฎุ ี (กระทอ่ มมงุ ดว้ ยใบไม)้ ถวายพระเถระ เมอื่ ทา่ นไดเ้ ขา้ บรรณกฎุ แี ลว้
ก็นึกถึงความเดอื ดร้อนของชาวเมือง จงึ เปล่งวาจาเปน็ ค�ำขอฝน ดังน้ี
ฉนนฺ า เม กฏุ ิกา สขุ า นิวาตา
วสฺส เทว ยถาสุขํ
จิตตฺ ํ เม สุสมาหติ ํ วิมตุ ตฺ ํ
อาตาปี วิหรามิ วสฺส เทว.
ฝนเอย๋ กุฎขี องเราสบาย มงุ บังมดิ ชดิ ดี
จงตกตามสบายเถิด
จิตเราหลดุ พน้ ตง้ั มั่นดแี ล้ว
เราปรารภความเพียรอยู่ จงตกลงมาเถิดฝน
บางทา่ นเปลง่ วาจาร�ำพนั ถงึ พระพทุ ธคณุ เชน่ พระอชุ ชยเถระ บตุ รของพราหมณโ์ สตถยิ ะ
กรงุ ราชคฤห์ กอ่ นบวชไดเ้ รยี นจบไตรเพท แตเ่ หน็ วา่ ไมม่ สี าระ จงึ ไปฟงั ธรรมจากพระผมู้ พี ระภาค
เกิดความเลื่อมใสออกบวชและได้เรียนกัมมัฏฐาน แล้วเข้าไปปฏิบัติในป่าไม่นานก็ส�ำเร็จเป็น
พระอรหนั ต์ทา่ นจึงเปลง่ วาจาสรรเสรญิ พระ พทุ ธคุณ ดงั นี้
นโม เต พทุ ฺธวรี ตฺถ ุ วิปฺปมตุ โฺ ตสิ สพพฺ ธิ
ตุยหฺ าปทาเน วิหร ํ วิหรามิ อนาสโว.
ข้าแตพ่ ระพทุ ธองคผ์ ู้ทรงแกล้วกลา้
ข้าพระองคข์ อนอบนอ้ มแดพ่ ระองค์
พระองค์ทรงหลุดพ้นจากกิเลสทง้ั มวล
ข้าพระองค์ด�ำรงอย่ใู นพระโอวาทของพระองค์
จงึ อยู่อย่างผู้ปราศจากอาสวะไดอ้ ย่างสขุ สบาย
116 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสุตตันตปฎิ ก
บางทา่ นเปลง่ วาจาสดดุ พี ระพทุ โธวาททท่ี �ำใหท้ า่ นบรรลเุ ปน็ พระอรหนั ต์ เชน่ พระนนั ทาเถรี
คอื เจา้ หญงิ นันทา พระธิดาของพระเจ้าเขมกศากยราช แหง่ กรุงกบลิ พัสดุ์ ผู้มรี ปู งาม จึงไดร้ ับ
สมญานามว่า อภิรูปนันทา พระผู้มีพระภาคทรงสอนให้บรรลุอรหัตตผลได้ และท่านก็ได้
เปลง่ วาจาทบทวนพระพทุ โธวาทน้นั ดงั น้ี
อาตุรํ อสุจึ ปตู ึ ปสฺส นนเฺ ท สมสุ ฺสยํ
อสภุ าย จิตตฺ ํ ภาเวห ิ เอกคคฺ ํ สุสมาหิตํ.
อนมิ ติ ฺตญฺจ ภาเวหิ มานานสุ ยมุชชฺ ห
ตโต มานาภสิ มยา อปุ สนตฺ า จรสิ สฺ ส.ิ
นันทา เธอจงพิจารณาดูรา่ งกายซึง่ กระสบั กระสา่ ย
ไม่สะอาด เปน็ ของเปอ่ื ยเนา่
จงอบรมจติ ใหต้ ง้ั มนั่ ดี มีอารมณ์เดยี ว
ดว้ ยอสภุ ภาวนาเถดิ
และจงอบรมอนิมติ ตวิโมกข์
ละเสียซึ่งอนุสัยคือมานะ
เพราะละมานะได้ แตน่ นั้ เธอจะอยู่อย่างสงบ
การจัดแบง่ คาถาในเถรคาถา
ในเถรคาถามกี ารแบ่งหมวดหม่ขู องคาถาเป็น ๒ แบบ คือ
(๑) แบ่งเป็นนิบาต จากนิบาตแบ่งเป็นวรรค จากวรรค แบ่งเป็นเรื่อง (คาถาของ
พระเถระรูปหน่งึ นบั เปน็ เรื่องหนง่ึ )
(๒) แบง่ เป็นนบิ าต จากนิบาต แบ่งเปน็ เรื่อง การจัดแบ่งแบบท่ี ๑ ไดแ้ ก่การจดั แบง่
ในนบิ าตท่ี ๑ - ๒
การจัดแบง่ แบบที่ ๒ ได้แกก่ ารจดั แบง่ ในนิบาตท่ี ๓ เป็นตน้ ไป
การจดั แบ่งเป็นนิบาต
การจัดแบ่งเปน็ นบิ าต (หมวด) ถอื เอาจ�ำนวนคาถาเปน็ เกณฑ์ คือเรือ่ งทม่ี ีคาถาจ�ำนวน
เท่ากันจัดไว้ในหมวดเดียวกัน เช่นเรื่องท่ีมี ๑ คาถา (๑ คาถา = ๑ ค�ำฉันท์) จัดไว้ในหมวด
เดียวกัน เรียกว่า เอกกนิบาต ๒ คาถา เรียกว่า ทุกนิบาต เป็นต้น โดยการจัดแบ่งอย่างนี้
เถรคาถามี ๒๒ นิบาต แตล่ ะนบิ าตมีชื่อและจ�ำนวนเร่อื ง จ�ำนวนคาถา ดังน้ี
เล่มที่ ๑๘ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๒๖ 117
๑. เอกกนิบาต (หมวด ๑ คาถา) มี ๑๒๐ เรื่อง (พระเถระ ๑๒๐ รปู
คือ รปู ละ ๑ เรอื่ ง) รวม ๑๒๐ คาถา
๒. ทุกนิบาต (หมวด ๒ คาถา) มี ๔๙ เรอ่ื ง รวม ๙๘ คาถา
๓. ติกนบิ าต (หมวด ๓ คาถา) มี ๑๖ เรือ่ ง รวม ๔๘ คาถา
๔. จตกุ กนบิ าต (หมวด ๔ คาถา) มี ๑๓ เรอื่ ง รวม ๕๒ คาถา
๕. ปัญจกนบิ าต (หมวด ๕ คาถา) มี ๑๒ เร่อื ง รวม ๖๐ คาถา
๖. ฉกั กนบิ าต (หมวด ๖ คาถา) มี ๑๔ เรือ่ ง รวม ๘๔ คาถา
๗. สตั ตกนิบาต (หมวด ๗ คาถา) มี ๕ เรื่อง รวม ๓๕ คาถา
๘. อฏั ฐกนิบาต (หมวด ๘ คาถา) มี ๓ เร่อื ง รวม ๒๔ คาถา
๙. นวกนิบาต (หมวด ๙ คาถา) มี ๑ เร่อื ง รวม ๙ คาถา
๑๐. ทสกนิบาต (หมวด ๑๐ คาถา) มี ๗ เร่อื ง รวม ๗๐ คาถา
๑๑. เอกาทสกนบิ าต (หมวด ๑๑ คาถา) มี ๑๐ เรือ่ ง รวม ๑๑๐ คาถา
๑๒. ทวาทสกนิบาต (หมวด ๑๒ คาถา) มี ๒ เรื่อง รวม ๒๔ คาถา
๑๓. เตรสกนบิ าต (หมวด ๑๓ คาถา) มี ๑ เร่ือง รวม ๑๓ คาถา
๑๔. จุททสกนิบาต (หมวด ๑๔ คาถา) มี ๒ เรื่อง รวม ๒๘ คาถา
(อันดับต่อไปท่านจัดเรียงตามท่ีมี เช่น หมวด ๑๕ คาถาไม่มี ท่านข้ามไปจัดหมวด
๑๖ คาถาแล้วข้ามไปหมวด ๒๐ คาถา ๓๐ คาถา เป็นต้น แต่มีจ�ำนวนคาถาโดยประมาณ
จึงมีไม่ตรงกับช่ือนิบาต คือ ตั้งแต่วีสตินิบาตเป็นต้นไป จ�ำนวนคาถามากกว่าช่ือหมวด เช่น
หมวด ๒๐ คาถา มี ๑๐ เรื่อง รวมคาถาได้ถึง ๒๔๕ คาถา)
๑๕. โสฬสกนบิ าต (หมวด ๑๖ คาถา) มี ๒ เรือ่ ง รวม ๓๒ คาถา
๑๖. วีสตินิบาต (หมวด ๒๐ คาถา) มี ๑๐ เรอื่ ง รวม ๒๔๕ คาถา
๑๗. ติงสนิบาต (หมวด ๓๐ คาถา) มี ๓ เรื่อง รวม ๑๐๕ คาถา
๑๘. จัตตาฬีสนบิ าต (หมวด ๔๐ คาถา) มี ๑ เรอ่ื ง รวม ๔๒ คาถา
๑๙. ปัญญาสนิบาต (หมวด ๕๐ คาถา) มี ๑ เรื่อง รวม ๕๕ คาถา
๒๐. สัฏฐินบิ าต (หมวด ๖๐ คาถา) มี ๑ เร่ือง รวม ๖๘ คาถา
๒๑. มหานิบาต (หมวดใหญ่) มี ๑ เร่อื ง รวม ๗๑ คาถา
รวมทงั้ หมด ๒๖๔ เร่อื ง คือมพี ระเถระ ๒๖๔ รปู รวม ๑,๓๖๐ คาถา
118 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก
แบง่ เปน็ วรรคและเรือ่ ง
แบง่ นบิ าตเปน็ วรรคและเรื่อง
๑. เอกกนิบาต (นบิ าตท่มี เี รือ่ งละ ๑ คาถา) แบง่ เป็น ๑๒ วรรค วรรคละ ๑๐ เร่อื ง คือ
๑.๑ ปฐมวรรค หมวดที่ ๑
๑.๑.๑ สุภตู เิ ถรคาถา ภาษิตของพระสุภูตเิ ถระ
๑.๑.๒ มหาโกฏฐิตเถรคาถา ภาษิตของพระมหาโกฏฐติ เถระ
๑.๑.๓ กังขาเรวตเถรคาถา ภาษติ ของพระกงั ขาเรวตเถระ
๑.๑.๔ ปุณณเถรคาถา ภาษิตของพระปุณณเถระ
๑.๑.๕ ทัพพเถรคาถา ภาษิตของพระทัพพเถระ
๑.๑.๖ สตี วนิยเถรคาถา ภาษติ ของพระสีตวนยิ เถระ
๑.๑.๗ ภัลลิยเถรคาถา ภาษิตของพระภลั ลยิ เถระ
๑.๑.๘ วีรเถรคาถา ภาษติ ของพระวีรเถระ
๑.๑.๙ ปลิ นิ ทวจั ฉเถรคาถา ภาษติ ของพระปลิ นิ ทวัจฉเถระ
๑.๑.๑๐ ปณุ ณมาสเถรคาถา ภาษติ ของพระปณุ ณมาสเถระ
๑.๒ ทตุ ยิ วรรค หมวดท่ี ๒
๑.๒.๑ จฬู วจั ฉเถรคาถา ภาษติ ของพระจูฬวจั ฉเถระ
๑.๒.๒ มหาวจั ฉเถรคาถา ภาษติ ของพระมหาวจั ฉเถระ
๑.๒.๓ วนวัจฉเถรคาถา ภาษติ ของพระวนวจั ฉเถระ
๑.๒.๔ วนวัจฉเถรสามเณรคาถา ภาษติ ของสามเณรของพระวนวัจฉเถระ
๑.๒.๕ กณุ ฑธานเถรคาถา ภาษิตของพระกุณฑธานเถระ
๑.๒.๖ เพลัฏฐสสี เถรคาถา ภาษติ ของพระเพลัฏฐสีสเถระ
๑.๒.๗ ทาสกเถรคาถา ภาษติ ของพระทาสกเถระ
๑.๒.๘ สิงคาลเถรคาถา ภาษติ ของพระสงิ คาลเถระ
(แตอ่ รรถกถาเถรคาถาบอกวา่ สิงคาละเปน็ ชือ่ บตุ ร
ของทา่ น จงึ เรยี กทา่ นวา่ สงิ คาลปติ า = บดิ าของสงิ คาละ)
๑.๒.๙ กุฬเถรคาถา ภาษติ ของพระกฬุ เถระ
๑.๒.๑๐ อชิตเถรคาถา ภาษิตของพระอชิตเถระ
เลม่ ท่ี ๑๘ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๒๖ 119
๑.๓ ตตยิ วรรค หมวดท่ี ๓
๑.๓.๑ นโิ ครธเถรคาถา ภาษิตของพระนิโครธเถระ
๑.๓.๒ จิตตกเถรคาถา ภาษิตของพระจิตตกเถระ
๑.๓.๓ โคสาลเถรคาถา ภาษิตของพระโคสาลเถระ
๑.๓.๔ สุคนั ธเถรคาถา ภาษิตของพระสคุ นั ธเถระ
๑.๓.๕ นันทิยเถรคาถา ภาษิตของพระนันทยิ เถระ
๑.๓.๖ อภยเถรคาถา ภาษติ ของพระอภยเถระ
๑.๓.๗ โลมสกงั คยิ เถรคาถา ภาษติ ของพระโลมสกงั คยิ เถระ
๑.๓.๘ ชมั พคุ ามกิ ปตุ ตเถรคาถา ภาษิตของพระชมั พุคามิกบตุ รเถระ
๑.๓.๙ หารติ เถรคาถา ภาษติ ของพระหารติ เถระ
๑.๓.๑๐ อตุ ติยเถรคาถา ภาษติ ของพระอุตตยิ เถระ
๑.๔ จตุตถวรรค หมวดที่ ๔
๑.๔.๑ คหรุ ตีริยเถรคาถา ภาษติ ของพระคหุรตีริยเถระ
๑.๔.๒ สุปปิยเถรคาถา ภาษิตของพระสุปปิยเถระ
๑.๔.๓ โสปากเถรคาถา ภาษติ ของพระโสปากเถระ
๑.๔.๔ โปสยิ เถรคาถา ภาษิตของพระโปสิยเถระ
๑.๔.๕ สามญั ญกานิเถรคาถา ภาษติ ของพระสามญั ญกานิเถระ
๑.๔.๖ กุมาปุตตเถรคาถา ภาษิตของพระกมุ าบุตรเถระ
๑.๔.๗ กมุ าปตุ ตเถรสหายกเถรคาถา ภาษิตของพระกมุ าบุตรสหายกเถระ
(ค�ำนแ้ี ปลว่า พระเถระผูเ้ ปน็ สหายของ
พระกุมาบุตรเถระ ไม่ใช่ช่ือจริง อรรถกถาเถรคาถา
บอกว่าชือ่ จรงิ ของท่านคอื สุทันตะ)
๑.๔.๘ ควัมปติเถรคาถา ภาษิตของพระควัมปตเิ ถระ
๑.๔.๙ ตสิ สเถรคาถา ภาษติ ของพระติสสเถระ
๑.๔.๑๐ วัฑฒมานเถรคาถา ภาษิตของพระวัฑฒมานเถระ
120 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปิฎก
๑.๕ ปญั จมวรรค หมวดท่ี ๕ ภาษิตของพระสริ ิวฑั ฒเถระ
๑.๕.๑ สิริวัฑฒเถรคาถา ภาษิตของพระขทริ วนยิ เถระ (ช่ือจริง คอื
๑.๕.๒ ขทริ วนยิ เถรคาถา พระเรวตเถระ เปน็ นอ้ งของพระสารบี ุตรเถระ
๑.๕.๓ สุมังคลเถรคาถา ท่านไปปฏิบัติกัมมัฏฐานจนส�ำเร็จเป็นพระอรหันต์ท่ี
๑.๕.๔ สานเุ ถรคาถา ป่าขทริ ะ (ไมต้ ะเคยี น) จึงมีสมญานามว่า ขทิรวนยี ะ
๑.๕.๕ รมณยี วหิ ารเี ถรคาถา น�ำหนา้ ชื่อจรงิ )
๑.๕.๖ สมิทธเิ ถรคาถา ภาษติ ของพระสุมังคลเถระ
๑.๕.๗ อุชชยเถรคาถา ภาษติ ของพระสานเุ ถระ
๑.๕.๘ สัญชยเถรคาถา ภาษิตของพระรมณยี วหิ ารเี ถระ
๑.๕.๙ รามเณยยกเถรคาถา ภาษิตของพระสมิทธเิ ถระ
๑.๕.๑๐ วมิ ลเถรคาถา ภาษติ ของพระอชุ ชยเถระ
ภาษิตของพระสัญชยเถระ
ภาษิตของพระรามเณยยกเถระ
ภาษิตของพระวิมลเถระ
๑.๖ ฉฏั ฐวรรค หมวดที่ ๖
๑.๖.๑ โคธกิ เถรคาถา ภาษิตของพระโคธกิ เถระ
๑.๖.๒ สพุ าหเุ ถรคาถา ภาษิตของพระสพุ าหเุ ถระ
๑.๖.๓ วลั ลยิ เถรคาถา ภาษติ ของพระวลั ลิยเถระ
๑.๖.๔ อตุ ติยเถรคาถา ภาษิตของพระอตุ ตยิ เถระ
๑.๖.๕ อัญชนวนยิ เถรคาถา ภาษติ ของพระอญั ชนวนยิ เถระ
(เป็นสมญานาม แปลว่า พระเถระผู้อยใู่ นป่าอัญชัน
เปน็ เจ้าลจิ ฉวีองค์หน่งึ )
๑.๖.๖ กุฏิวหิ ารีเถรคาถา ภาษิตของพระกุฏวิ ิหารเี ถระ
๑.๖.๗ ทตุ ิยกุฏวิ ิหารีเถรคาถา ภาษิตของพระทตุ ิยกุฏิวิหารีเถระ
(เปน็ สมญานาม แปลวา่ พระเถระผอู้ ยทู่ กี่ ระทอ่ มหญา้
รูปท่ี ๒)
เลม่ ท่ี ๑๘ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๖ 121
๑.๖.๘ รมณยี กฏุ กิ เถรคาถา ภาษติ ของพระรมณยี กฏุ กิ เถระ
(เปน็ สมญานาม แปลวา่ พระเถระผถู้ อื วา่ กระทอ่ มเปน็
ท่ีร่ืนรมย)์
๑.๖.๙ โกสลวิหารเี ถรคาถา ภาษิตของพระโกสลวหิ ารีเถระ
(เป็นสมญานาม แปลวา่ ผูอ้ ยใู่ นแคว้นโกศล)
๑.๖.๑๐ สวี ลีเถรคาถา ภาษิตของพระสวี ลเี ถระ
๑.๗ สตั ตมวรรค หมวดท่ี ๗
๑.๗.๑ วัปปเถรคาถา ภาษติ ของพระวัปปเถระ
๑.๗.๒ วชั ชีปตุ ตกเถรคาถา ภาษิตของพระวชั ชปี ุตตกเถระ
๑.๗.๓ ปักขเถรคาถา ภาษติ ของพระปักขเถระ
๑.๗.๔ วิมลโกณฑญั ญเถรคาถา ภาษติ ของพระวมิ ลโกณฑญั ญเถระ
๑.๗.๕ อกุ เขปกตวจั ฉเถรคาถา ภาษติ ของพระอกุ เขปกตวัจฉเถระ
๑.๗.๖ เมฆิยเถรคาถา ภาษิตของพระเมฆยิ เถระ
๑.๗.๗ เอกธัมมสวนิยเถรคาถา ภาษติ ของพระเอกธรรมสวนิยเถระ
(เปน็ สมญานาม แปลวา่ พระเถระผฟู้ ังธรรมครงั้ เดียว
เพราะทา่ นบรรลอุ รหตั ตผลดว้ ยการฟงั ธรรมครงั้ เดยี ว)
๑.๗.๘ เอกทุ านิยเถรคาถา ภาษิตของพระเอกุทานยิ เถระ
(เป็นสมญานาม แปลวา่ ผ้อู ุทานอยูค่ �ำเดียว
คือ อธิเจตโส ๆ)
๑.๗.๙ ฉันนเถรคาถา ภาษิตของพระฉนั นเถระ
๑.๗.๑๐ ปุณณเถรคาถา ภาษติ ของพระปุณณเถระ
๑.๘ อัฏฐมวรรค หมวดท่ี ๘ ภาษติ ของพระวจั ฉปาลเถระ
๑.๘.๑ วัจฉปาลเถรคาถา ภาษิตของพระอาตุมเถระ
๑.๘.๒ อาตุมเถรคาถา ภาษิตของพระมาณวเถระ
๑.๘.๓ มาณวเถรคาถา ภาษติ ของพระสุยามนเถระ
๑.๘.๔ สยุ ามนเถรคาถา ภาษติ ของพระสุสารทเถระ
๑.๘.๕ สุสารทเถรคาถา
122 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตันตปฎิ ก
๑.๘.๖ ปยิ ัญชหเถรคาถา ภาษิตของพระปิยญั ชหเถระ
๑.๘.๗ หัตถาโรหปุตตเถรคาถา ภาษิตของพระหัตถาโรหบุตรเถระ
๑.๘.๘ เมณฑสริ เถรคาถา ภาษติ ของพระเมณฑสริ เถระ
๑.๘.๙ รักขิตเถรคาถา ภาษติ ของพระรกั ขิตเถระ
๑.๘.๑๐ อุคคเถรคาถา ภาษติ ของพระอคุ คเถระ
๑.๙ นวมวรรค หมวดที่ ๙ ภาษิตของพระสมติ คิ ตุ ตเถระ
๑.๙.๑ สมติ ิคตุ ตเถรคาถา ภาษติ ของมารดากลา่ วกบั พระกัสสปเถระ
๑.๙.๒ กสั สปเถรคาถา ภาษิตของพระศาสดาทต่ี รัสสอนพระสีหเถระ
๑.๙.๓ สหี เถรคาถา ภาษิตของพระศาสดาท่ตี รัสสอนพระนีตเถระ
๑.๙.๔ นีตเถรคาถา ภาษติ ของพระสนุ าคเถระ
๑.๙.๕ สุนาคเถรคาถา ภาษิตของพระนาคิตเถระ
๑.๙.๖ นาคติ เถรคาถา ภาษิตของพระปวิฏฐเถระ
๑.๙.๗ ปวฏิ ฐเถรคาถา ภาษติ ของพระอชั ชนุ เถระ
๑.๙.๘ อัชชนุ เถรคาถา ภาษิตของพระ (ปฐม) เทวสภเถระ
๑.๙.๙ (ปฐม) เทวสภเถรคาถา ภาษติ ของพระสามิทัตตเถระ
๑.๙.๑๐ สามทิ ัตตเถรคาถา
๑.๑๐ ทสมวรรค หมวดท่ี ๑๐
๑.๑๐.๑ ปริปณุ ณกเถรคาถา ภาษติ ของพระปรปิ ณุ ณกเถระ
๑.๑๐.๒ วชิ ยเถรคาถา ภาษิตของพระวชิ ยเถระ
๑.๑๐.๓ เอรกเถรคาถา ภาษิตของพระเอรกเถระ
๑.๑๐.๔ เมตตชเิ ถรคาถา ภาษติ ของพระเมตตชิเถระ
๑.๑๐.๕ จักขุปาลเถรคาถา ภาษติ ของพระจกั ขุบาลเถระ
๑.๑๐.๖ ขัณฑสมุ นเถรคาถา ภาษติ ของพระขณั ฑสุมนเถระ
๑.๑๐.๗ ติสสเถรคาถา ภาษติ ของพระติสสเถระ
๑.๑๐.๘ อภยเถรคาถา ภาษิตของพระอภยเถระ
๑.๑๐.๙ อุตตยิ เถรคาถา ภาษิตของพระอตุ ติยเถระ
๑.๑๐.๑๐ (ทุติย) เทวสภเถรคาถา ภาษิตของพระ(ทุติย)เทวสภเถระ
เลม่ ท่ี ๑๘ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๒๖ 123
๑.๑๑ เอกาทสมวรรค หมวดท่ี ๑๑
๑.๑๑.๑ เพลฏั ฐกานิเถรคาถา ภาษิตของพระเพลัฏฐกานเิ ถระ
๑.๑๑.๒ เสตจุ ฉเถรคาถา ภาษติ ของพระเสตุจฉเถระ
๑.๑๑.๓ พนั ธรุ เถรคาถา ภาษติ ของพระพนั ธุรเถระ
๑.๑๑.๔ ขิตกเถรคาถา ภาษิตของพระขิตกเถระ
๑.๑๑.๕ มลิตวัมภเถรคาถา ภาษิตของพระมลติ วมั ภเถระ
๑.๑๑.๖ สุเหมันตเถรคาถา ภาษติ ของพระสเุ หมันตเถระ
๑.๑๑.๗ ธัมมสงั วรเถรคาถา ภาษิตของพระธรรมสงั วรเถระ
๑.๑๑.๘ ธมั มสฏปิตเุ ถรคาถา ภาษิตของพระธรรมสฏปติ เุ ถระ
๑.๑๑.๙ สังฆรกั ขิตเถรคาถา ภาษิตของพระสงั ฆรกั ขิตเถระ
๑.๑๑.๑๐ อุสภเถรคาถา ภาษติ ของพระอุสภเถระ
๑.๑๒ ทวาทสมวรรค หมวดท่ี ๑๒ ภาษติ ของพระเชนตเถระ
๑.๑๒.๑ เชนตเถรคาถา
๑.๑๒.๒ วจั ฉโคตตเถรคาถา ภาษิตของพระวจั ฉโคตตเถระ
๑.๑๒.๓ วนวจั ฉเถรคาถา ภาษิตของพระวนวจั ฉเถระ
๑.๑๒.๔ อธมิ ตุ ตเถรคาถา ภาษิตของพระอธมิ ุตตเถระ
๑.๑๒.๕ มหานามเถรคาถา ภาษติ ของพระมหานามเถระ
๑.๑๒.๖ ปาราปรยิ เถรคาถา ภาษติ ของพระปาราปริยเถระ
๑.๑๒.๗ ยสเถรคาถา ภาษิตของพระยสเถระ
๑.๑๒.๘ กมิ พลิ เถรคาถา ภาษิตของพระกิมพลิ เถระ
๑.๑๒.๙ วชั ชีปุตตเถรคาถา ภาษติ ของพระวัชชบี ตุ รเถระ
๑.๑๒.๑๐ อสิ ิทัตตเถรคาถา ภาษติ ของพระอสิ ทิ ตั ตเถระ
๒. ทุกนบิ าต (นบิ าตท่ีมเี รือ่ งละ ๒ คาถา) แบ่งเป็น ๕ วรรค วรรคละ ๙ เร่ืองก็มี
๑๐ เร่อื งก็มี คอื
๒.๑ ปฐมวรรค หมวดท่ี ๑
๒.๑.๑ อตุ ตรเถรคาถา ภาษิตของพระอุตตรเถระ
๒.๑.๒ ปณิ โฑลภารทวาชเถรคาถา ภาษิตของพระปณิ โฑลภารทวาชเถระ
124 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสุตตนั ตปิฎก
๒.๑.๓ วัลลยิ เถรคาถา ภาษติ ของพระวัลลิยเถระ
๒.๑.๔ คงั คาตรี ิยเถรคาถา ภาษติ ของพระคงั คาตรี ิยเถระ
๒.๑.๕ อชินเถรคาถา ภาษติ ของพระอชินเถระ
๒.๑.๖ เมฬชินเถรคาถา ภาษิตของพระเมฬชินเถระ
๒.๑.๗ ราธเถรคาถา ภาษิตของพระราธเถระ
๒.๑.๘ สรุ าธเถรคาถา ภาษิตของพระสุราธเถระ
๒.๑.๙ โคตมเถรคาถา ภาษติ ของพระโคตมเถระ
(เกดิ ในตระกลู พราหมณ์)
๒.๑.๑๐ วสภเถรคาถา ภาษิตของพระวสภเถระ
๒.๒ ทุติยวรรค หมวดท่ี ๒ ภาษติ ของพระมหาจุนทเถระ
๒.๒.๑ มหาจุนทเถรคาถา ภาษิตของพระโชติทาสเถระ
๒.๒.๒ โชตทิ าสเถรคาถา ภาษิตของพระเหรญั ญกานิเถระ
๒.๒.๓ เหรญั ญกานเิ ถรคาถา ภาษติ ของพระโสมมิตตเถระ
๒.๒.๔ โสมมิตตเถรคาถา ภาษิตของพระสัพพมิตตเถระ
๒.๒.๕ สัพพมิตตเถรคาถา ภาษติ ของพระมหากาลเถระ
๒.๒.๖ มหากาลเถรคาถา ภาษติ ของพระติสสเถระ
๒.๒.๗ ตสิ สเถรคาถา ภาษิตของพระกิมพลิ เถระ
๒.๒.๘ กมิ พิลเถรคาถา (รปู เดยี วกบั รปู ท่ี๘ในทวาสมวรรคแหง่ เอกกนบิ าต)
ภาษติ ของพระนันทเถระ
๒.๒.๙ นันทเถรคาถา ภาษติ ของพระสริ ิมเถระ
๒.๒.๑๐ สริ ิมเถรคาถา ภาษิตของพระอุตตรเถระ
๒.๓ ตตยิ วรรค หมวดที่ ๓ ภาษติ ของพระภทั ทชิเถระ
๒.๓.๑ อตุ ตรเถรคาถา ภาษติ ของพระโสภิตเถระ
๒.๓.๒ ภัททชิเถรคาถา ภาษติ ของพระวัลลิยเถระ
๒.๓.๓ โสภติ เถรคาถา ภาษติ ของพระวตี โสกเถระ
๒.๓.๔ วลั ลิยเถรคาถา
๒.๓.๕ วตี โสกเถรคาถา
เลม่ ท่ี ๑๘ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๒๖ 125
๒.๓.๖ ปุณณมาสเถรคาถา ภาษติ ของพระปณุ ณมาสเถระ
๒.๓.๗ นนั ทกเถรคาถา ภาษติ ของพระนนั ทกเถระ
๒.๓.๘ ภารตเถรคาถา ภาษิตของพระภารตเถระ
๒.๓.๙ ภารทวาชเถรคาถา ภาษติ ของพระภารทวาชเถระ
๒.๓.๑๐ กัณหทินนเถรคาถา ภาษติ ของพระกณั หทินนเถระ
๒.๔ จตตุ ถวรรค หมวดที่ ๔ ภาษติ ของพระมิคสิรเถระ
๒.๔.๑ มคิ สริ เถรคาถา ภาษิตของพระสิวกเถระ
๒.๔.๒ สิวกเถรคาถา ภาษติ ของพระอุปวาณเถระ
๒.๔.๓ อปุ วาณเถรคาถา ภาษิตของเทวดาเตอื นพระอสิ ทิ ินนเถระ
๒.๔.๔ อสิ ทิ นิ นเถรคาถา ภาษิตของพระสัมพุลกัจจานเถระ
๒.๔.๕ สัมพุลกจั จานเถรคาถา ภาษติ ของพระขิตกเถระ
๒.๔.๖ ขติ กเถรคาถา ภาษิตของพระโสณโปฏิริยบุตรเถระ
๒.๔.๗ โสณโปฏริ ยิ ปตุ ตเถรคาถา ภาษติ ของพระนิสภเถระ
๒.๔.๘ นิสภเถรคาถา ภาษิตของพระอุสภเถระ
๒.๔.๙ อุสภเถรคาถา ภาษติ ของพระกัปปฏกรุ เถระ
๒.๔.๑๐ กัปปฏกุรเถรคาถา
๒.๕ ปัญจมวรรค หมวดที่ ๕
๒.๕.๑ กุมารกัสสปเถรคาถา ภาษิตของพระกมุ ารกสั สปเถระ
๒.๕.๒ ธัมมปาลเถรคาถา ภาษติ ของพระธรรมปาลเถระ
๒.๕.๓ พรหมาลเิ ถรคาถา ภาษิตของพระพรหมาลิเถระ
๒.๕.๔ โมฆราชเถรคาถา ภาษติ ของพระศาสดาตรัสถามพระโมฆราชเถระ
๒.๕.๕ วสิ าขปัญจาลีปุตตเถรคาถา ภาษิตของพระวิสาขปัญจาลีบตุ รเถระ
๒.๕.๖ จฬู กเถรคาถา ภาษติ ของพระจฬู กเถระ
๒.๕.๗ อนปู มเถรคาถา ภาษติ ของพระอนปู มเถระ
๒.๕.๘ วชั ชิตเถรคาถา ภาษติ ของพระวัชชติ เถระ
๒.๕.๙ สันธติ เถรคาถา ภาษติ ของพระสนั ธติ เถระ
126 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
๓. ติกนบิ าต (นิบาตท่ีมีเรือ่ งละ ๓ คาถา) มี ๑๖ เรอื่ ง คือ
๓.๑ องั คณิกภารทวาชเถรคาถา ภาษิตของพระอังคณิกภารทวาชเถระ
๓.๒ ปจั จยเถรคาถา ภาษติ ของพระปัจจยเถระ
๓.๓ พากุลเถรคาถา ภาษิตของพระพากลุ เถระ
(บางแห่งว่า พกั กุลเถระ)
๓.๔ ธนยิ เถรคาถา ภาษิตของพระธนยิ เถระ
๓.๕ มาตังคปตุ ตเถรคาถา ภาษติ ของพระมาตงั คบตุ รเถระ
๓.๖ ขชุ ชโสภิตเถรคาถา ภาษิตของพระขุชชโสภติ เถระ
๓.๗ วารณเถรคาถา ภาษติ ของพระวารณเถระ
๓.๘ ปสั สกิ เถรคาถา ภาษิตของพระปัสสิกเถระ
๓.๙ ยโสชเถรคาถา ภาษิตของพระยโสชเถระ
๓.๑๐ สาฏิมัตติยเถรคาถา ภาษติ ของพระสาฏมิ ัตตยิ เถระ
๓.๑๑ อปุ าลีเถรคาถา ภาษติ ของพระอบุ าลเี ถระ
๓.๑๒ อตุ ตรปาลเถรคาถา ภาษิตของพระอุตตรปาลเถระ
๓.๑๓ อภิภูตเถรคาถา ภาษิตของพระอภิภตู เถระ
๓.๑๔ โคตมเถรคาถา ภาษติ ของพระโคตมเถระ
(โคตรมะเปน็ ชื่อโคตร ชือ่ ตวั คือ อภลิ ักขิตะ
เปน็ พระญาติของพระพทุ ธเจ้า)
๓.๑๕ หารติ เถรคาถา ภาษติ ของพระหารติ เถระ
๓.๑๖ วมิ ลเถรคาถา ภาษิตของพระวิมลเถระ
๔. จตกุ กนบิ าต (นิบาตทมี่ ีเรือ่ งละ ๔ คาถา) มี ๑๒ เรอื่ ง คือ
๔.๑ นาคสมาลเถรคาถา ภาษิตของพระนาคสมาลเถระ
๔.๒ ภคเุ ถรคาถา ภาษิตของพระภคเุ ถระ
๔.๓ สภยิ เถรคาถา ภาษิตของพระสภยิ เถระ
๔.๔ นนั ทกเถรคาถา ภาษิตของพระนนั ทกเถระ
๔.๕ ชมั พกุ เถรคาถา ภาษิตของพระชมั พุกเถระ
๔.๖ เสนกเถรคาถา ภาษติ ของพระเสนกเถระ
๔.๗ สัมภูตเถรคาถา ภาษติ ของพระสมั ภตู เถระ
เลม่ ท่ี ๑๘ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๒๖ 127
๔.๘ ราหุลเถรคาถา ภาษติ ของพระราหุลเถระ
๔.๙ จนั ทนเถรคาถา ภาษติ ของพระจนั ทนเถระ
๔.๑๐ ธมั มกิ เถรคาถา ภาษติ ของพระธรรมกิ เถระ
๔.๑๑ สปั ปกเถรคาถา ภาษติ ของพระสัปปกเถระ
๔.๑๒ มุทิตเถรคาถา ภาษติ ของพระมุทติ เถระ
๕. ปญั จกนบิ าต (นิบาตทม่ี เี รือ่ งละ ๕ คาถา) มี ๑๒ เร่ือง คอื
๕.๑ ราชทัตตเถรคาถา ภาษิตของพระราชทตั ตเถระ
๕.๒ สภุ ูตเถรคาถา ภาษิตของพระสุภูตเถระ
๕.๓ คริ ิมานนั ทเถรคาถา ภาษิตของพระคิริมานนั ทเถระ
๕.๔ สุมนเถรคาถา ภาษิตของพระสมุ นเถระ
๕.๕ วัฑฒเถรคาถา ภาษิตของพระวฑั ฒเถระ
๕.๖ นทีกัสสปเถรคาถา ภาษิตของพระนทกี ัสสปเถระ
๕.๗ คยากสั สปเถรคาถา ภาษิตของพระคยากสั สปเถระ
๕.๘ วกั กลิเถรคาถา ภาษิตของพระวักกลเิ ถระ
๕.๙ วิชติ เสนเถรคาถา ภาษติ ของพระวิชิตเสนเถระ
๕.๑๐ ยสทตั ตเถรคาถา ภาษิตของพระยสทัตตเถระ
๕.๑๑ โสณกุฏิกณั ณเถรคาถา ภาษติ ของพระโสณกฏุ กิ ณั ณเถระ
๕.๑๒ โกสิยเถรคาถา ภาษติ ของพระโกสิยเถระ
๖. ฉักกนบิ าต (นิบาตทม่ี ีเร่อื งละ ๖ คาถา) มี ๑๔ เร่อื ง คือ
๖.๑ อุรุเวลกัสสปเถรคาถา ภาษติ ของพระอรุ เุ วลกัสสปเถระ
๖.๒ เตกจิ ฉกานเิ ถรคาถา ภาษิตของพระเตกิจฉกานเิ ถระ
๖.๓ มหานาคเถรคาถา ภาษิตของพระมหานาคเถระ
๖.๔ กลุ ลเถรคาถา ภาษิตของพระกุลลเถระ
๖.๕ มาลุงกยปตุ ตเถรคาถา ภาษิตของพระมาลงุ กยบตุ รเถระ
๖.๖ สปั ปทาสเถรคาถา ภาษิตของพระสัปปทาสเถระ
๖.๗ กาตยิ านเถรคาถา ภาษิตของพระกาติยานเถระ
๖.๘ มิคชาลเถรคาถา ภาษติ ของพระมิคชาลเถระ
128 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
๖.๙ เชนตปโุ รหิตปตุ ตเถรคาถา ภาษิตของพระเชนตปุโรหติ บตุ รเถระ
๖.๑๐ สมุ นเถรคาถา ภาษิตของพระสมุ นเถระ
๖.๑๑ นหาตกมุนีเถรคาถา ภาษิตของพระนหาตกมุนีเถระ
๖.๑๒ พรหมทตั ตเถรคาถา ภาษติ ของพระพรหมทัตตเถระ
๖.๑๓ สริ มิ ัณฑเถรคาถา ภาษติ ของพระสริ ิมณั ฑเถระ
๖.๑๔ สพั พกามเี ถรคาถา ภาษติ ของพระสัพพกามเี ถระ
๗. สัตตกนิบาต (นบิ าตทม่ี เี รอื่ งละ ๗ คาถา) มี ๕ เร่ือง คือ
๗.๑ สนุ ทรสมทุ ทเถรคาถา ภาษิตของพระสุนทรสมทุ รเถระ
๗.๒ ลกณุ ฏกภทั ทิยเถรคาถา ภาษิตของพระลกณุ ฏกภทั ทิยเถระ
๗.๓ ภทั ทเถรคาถา ภาษติ ของพระภทั ทเถระ
๗.๔ โสปากเถรคาถา ภาษิตของพระโสปากเถระ
๗.๕ สรภังคเถรคาถา ภาษิตของพระสรภงั คเถระ
๘. อฏั ฐกนบิ าต (นิบาตทม่ี เี รือ่ งละ ๘ คาถา) มี ๓ เรื่อง คือ
๘.๑ มหากจั จายนเถรคาถา ภาษติ ของพระมหากัจจายนเถระ
๘.๒ สริ ิมติ ตเถรคาถา ภาษิตของพระสริ มิ ิตตเถระ
๘.๓ มหาปันถกเถรคาถา ภาษติ ของพระมหาปนั ถกเถระ
๙. นวกนิบาต (นิบาตทีม่ ีเร่อื งละ ๙ คาถา) มี ๑ เร่ือง คือ
๙.๑ ภูตเถรคาถา ภาษิตของพระภตู เถระ
๑๐. ทสกนบิ าต (นบิ าตท่ีมเี ร่อื งละ ๑๐ คาถา) มี ๗ เรือ่ ง คือ
๑๐.๑ กาฬทุ ายีเถรคาถา ภาษติ ของพระกาฬทุ ายีเถระ
๑๐.๒ เอกวหิ ารยิ เถรคาถา ภาษิตของพระเอกวิหารยิ เถระ
๑๐.๓ มหากัปปินเถรคาถา ภาษติ ของพระมหากัปปินเถระ
๑๐.๔ จูฬปนั ถกเถรคาถา ภาษิตของพระจูฬปนั ถกเถระ
๑๐.๕ กัปปเถรคาถา ภาษิตของพระกัปปเถระ
๑๐.๖ วงั คนั ตปุตตอปุ เสนเถรคาถา ภาษติ ของพระวังคนั ตบตุ ตอปุ เสนเถระ
๑๐.๗ โคตมเถรคาถา ภาษติ ของพระโคดมเถระ
เลม่ ท่ี ๑๘ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๒๖ 129
๑๑. เอกาทสกนบิ าต (นิบาตที่มีเรอ่ื งละ ๑๑ คาถา) มี ๑ เรือ่ ง คอื
๑๑.๑ สงั กจิ จเถรคาถา ภาษติ ของพระสังกิจจเถระ
๑๒. ทวาทสกนิบาต (นบิ าตทม่ี ีเรอื่ งละ ๑๒ คาถา) มี ๒ เรือ่ ง คือ
๑๒.๑ สลี วเถรคาถา ภาษิตของพระสีลวเถระ
๑๒.๒ สุนตี เถรคาถา ภาษิตของพระสุนตี เถระ
๑๓. เตรสกนบิ าต (นบิ าตท่มี เี ร่อื งละ ๑๓ คาถา) มี ๑ เร่อื ง คอื
๑๓.๑ โสณโกฬวิ สิ เถรคาถา ภาษิตของพระโสณโกฬวิ สิ เถระ
๑๔. จทุ ทสกนบิ าต (นิบาตที่มีเรอื่ งละ ๑๔ คาถา) มี ๒ เร่ือง คือ
๑๔.๑ ขทิรวนยิ เรวตเถรคาถา ภาษิตของพระขทิรวนยิ เรวตเถระ
(เปน็ รปู เดยี วกบั พระขทริ วนยิ เถระในปญั จมวรรค
แหง่ เอกกนบิ าต)
๑๔.๒ โคทตั ตเถรคาถา ภาษติ ของพระโคทตั ตเถระ
๑๕. โสฬสกนบิ าต (นบิ าตที่มเี รื่องละ ๑๖ คาถา) มี ๒ เร่ือง คอื
๑๕.๑ อญั ญาสโิ กณฑญั ญเถรคาถา ภาษติ ของพระอญั ญาสโิ กณฑญั ญเถระ
๑๕.๒ อุทายเี ถรคาถา ภาษติ ของพระอุทายีเถระ
๑๖. วสี ตนิ บิ าต (นิบาตทมี่ เี รื่องละ ๒๐ คาถา) มี ๑๐ เร่ือง คอื
๑๖.๑ อธมิ ุตตเถรคาถา ภาษิตของพระอธมิ ตุ ตเถระ
๑๖.๒ ปาราปรยิ เถรคาถา ภาษติ ของพระปาราปรยิ เถระ
๑๖.๓ เตลกานิเถรคาถา ภาษิตของพระเตลกานิเถระ
๑๖.๔ รัฏฐปาลเถรคาถา ภาษติ ของพระรัฏฐบาลเถระ
๑๖.๕ มาลงุ กยปตุ ตเถรคาถา ภาษิตของพระมาลุงกยบตุ รเถระ
(เป็นรูปเดียวกบั พระมาลุงกยบตุ รเถระ
ในฉกั กนบิ าต)
๑๖.๖ เสลเถรคาถา ภาษิตของพระเสลเถระ
130 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก
๑๖.๗ ภัททยิ กาฬิโคธาปตุ ตเถรคาถา ภาษิตของพระภทั ทิยกาฬิโคธาบุตรเถระ
(คอื ภทั ทยิ ราช ศากยวงศ)์
๑๖.๘ อังคุลิมาลเถรคาถา ภาษิตของพระองคุลิมาลเถระ
๑๖.๙ อนรุ ุทธเถรคาถา ภาษติ ของพระอนุรุทธเถระ
๑๖.๑๐ ปาราปรยิ เถรคาถา ภาษติ ของพระปาราปรยิ เถระ
(รปู เดียว กับรูปที่ ๒ ในนบิ าตน้ี)
๑๗. ตงิ สนบิ าต (นบิ าตทมี่ ีเร่อื งละ ๓๐ คาถา) มี ๓ เรอื่ ง คอื
๑๗.๑ ปุสสเถรคาถา ภาษิตของพระปสุ สเถระ
๑๗.๒ สารปี ุตตเถรคาถา ภาษิตของพระสารบี ตุ รเถระ
๑๗.๓ อานนั ทเถรคาถา ภาษิตของพระอานนทเถระ
๑๘. จตั ตาฬสี นบิ าต (นิบาตที่มเี ร่อื งละ ๔๐ คาถา) มี ๑ เรอื่ ง คอื
๑๘.๑ มหากสั สปเถรคาถา ภาษติ ของพระมหากัสสปเถระ
๑๙. ปัญญาสนบิ าต (นบิ าตทีม่ ีเร่ืองละ ๕๐ คาถา) มี ๑ เรื่อง คือ
๑๙.๑ ตาลปุฏเถรคาถา ภาษติ ของพระตาลปุฏเถระ
๒๐. สัฏฐนิ บิ าต (นิบาตทม่ี ีเร่อื งละ ๖๐ คาถา) มี ๑ เรอ่ื ง คือ
๒๐.๑ มหาโมคคัลลานเถรคาถา ภาษติ ของพระมหาโมคคัลลานเถระ
๒๑. มหานบิ าต หรอื สัตตนิ ิบาต (นิบาตทม่ี เี ร่ืองละ ๗๐ คาถา) มี ๑ เรอ่ื ง คือ
๒๑.๑ วงั คีสเถรคาถา ภาษติ ของพระวงั สเถระ
หมายเหตุ ในเอกกนิบาตโสฬสนิบาตจ�ำนวนคาถาต่อเร่ืองถูกต้องความหมาย ของ
นบิ าต คอื ในเอกกนบิ าตเรอ่ื งละ ๑ คาถา จนถงึ โสฬสนบิ าต เรอื่ งละ ๑๖ คาถา แตน่ บิ าตตอ่ จาก
โสฬสนิบาตเป็นต้นไป จ�ำนวนคาถาต่อเร่ืองไม่ตรงกับความหมาย เช่น วีสตินิบาต ซึ่งแปล
ว่านิบาตที่มีคาถาเร่ืองละ ๒๐ คาถา ในนิบาตมี ๑๐ เร่ือง ถ้า เรื่องละ ๒๐ คาถา ต้องเป็น
๒๐๐ คาถา แต่ใท่ีนี้มีถึง ๒๔๕ คาถา และในนิบาตอ่ืน ๆ ก็เป็นเช่นนี้ คือตัวเลขมากกว่า
เลม่ ท่ี ๑๘ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๖ 131
ค�ำแปลของชื่อนิบาต จึงสรุปได้ว่า ท่านก�ำหนด โดยประมาณ คือในวีสตินิบาต ประมาณ
เรื่องละ ๒๐ คาถา ในติงสนิบาตประมาณ เร่ืองละ ๓๐ คาถา ในจัตตาฬีสนิบาตประมาณ
เรื่องละ ๔๐ คาถา ในปัญญาสนิบาตประมาณเรื่องละ ๕๐ คาถา ในสัฏฐินิบาตประมาณ
เรือ่ งละ ๖๐ คาถา และในมหานิบาตหรอื สัตตินบิ าตประมาณเรื่องละ ๗๐ คาถา
การจดั แบง่ คาถาในเถรีคาถา
แบง่ เปน็ นิบาต
การจดั แบง่ คาถาในเถรีคาถามแี บบเดียวตลอด คือ แบง่ เป็นนิบาตจากนิบาต แบง่ เป็น
เร่ือง การจัดสรรเร่ืองเข้าเป็นนิบาตใช้เกณฑ์เดียวกับเถรคาถาคือรวมเรื่องต่าง ๆ ท่ีมีจ�ำนวน
คาถาเทา่ กนั เขา้ อยูใ่ นนิบาตเดยี วกนั และเรยี กชือ่ นบิ าตตามจ�ำนวนคาถาของนิบาตนน้ั ๆ
เถรคี าถาแบง่ เป็นนบิ าตได้ ๑๖ นิบาต คอื
๑ เอกกนบิ าต มี ๑๘ เรอ่ื ง รวม ๑๘ คาถา
๒. ทกุ นบิ าต มี ๑๐ เร่อื ง รวม ๒๐ คาถา
๓. ตกิ นิบาต มี ๘ เรือ่ ง รวม ๒๔ คาถา
๔. จตกุ กนบิ าต มี ๑ เรือ่ ง รวม ๔ คาถา
๕. ปญั จกนบิ าต มี ๑๒ เร่อื ง รวม ๖๐ คาถา
๖. ฉกั กนบิ าต มี ๘ เรื่อง รวม ๔๘ คาถา
๗. สัตตกนบิ าต มี ๓ เรื่อง รวม ๒๑ คาถา
๘. อัฏฐกนบิ าต มี ๑ เรอ่ื ง รวม ๘ คาถา
๙. นวกนบิ าต มี ๑ เรอ่ื ง รวม ๙ คาถา
(ทสกนบิ าตไม่ม)ี
๑๐. เอกาทสกนบิ าต มี ๑ เรื่อง รวม ๑๑ คาถา
๑๑. ทวาทสกนบิ าต มี ๑ เรอ่ื ง รวม ๑๒ คาถา
(เตรสกนบิ าตปัณณรสกนิบาตไม่มี)
๑๒. โสฬสกนิบาต มี ๑ เรือ่ ง รวม ๑๖ คาถา
(จากนข้ี า้ มไปวสี ตนิ บิ าตและก�ำหนดจ�ำนวนคาถาโดยประมาณเชน่ เดยี วกบั ในเถรคาถา)
๑๓. วีสตนิ ิบาต มี ๕ เรอ่ื ง รวม ๑๑๘ คาถา
๑๔. ติงสนิบาต มี ๑ เรอ่ื ง รวม ๓๔ คาถา
๑๕. จตั ตาฬสี นบิ าต มี ๑ เรอ่ื ง รวม ๔๘ คาถา
๑๖. มหานิบาต (สัตตินิบาต) มี ๑ เรอ่ื ง รวม ๗๕ คาถา
132 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
แบง่ เป็นเร่ือง
๑. เอกกนิบาต มี ๑๘ เรอื่ ง คือ
๑.๑ อัญญตราเถรคี าถา ภาษิตของพระอญั ญตราเถรี
๑.๒ มุตตาเถรคี าถา ภาษิตของพระมตุ ตาเถรี
๑.๓ ปณุ ณาเถรคี าถา ภาษิตของพระปุณณาเถรี
๑.๔ ตสิ สาเถรคี าถา ภาษิตของพระติสสาเถรี
๑.๕ อัญญตราตสิ สาเถรีคาถา ภาษติ ของพระตสิ สาเถรอี กี รปู หนงึ่
๑.๖ ธรี าเถรีคาถา ภาษติ ของพระธรี าเถรี
๑.๗ วรี าเถรคี าถา ภาษิตของพระวรี าเถรี
๑.๘ มติ ตาเถรีคาถา ภาษิตของพระมิตตาเถรี
๑.๙ ภัทราเถรคี าถา ภาษิตของพระภัทราเถรี
๑.๑๐ อปุ สมาเถรคี าถา ภาษิตของพระอปุ สมาเถรี
๑.๑๑ มตุ ตาเถรคี าถา ภาษิตของพระมุตตาเถรี
๑.๑๒ ธัมมทนิ นาเถรคี าถา ภาษติ ของพระธรรมทินนาเถรี
๑.๑๓ วิสาขาเถรคี าถา ภาษิตของพระวิสาขาเถรี
๑.๑๔ สุมนาเถรีคาถา ภาษติ ของพระสมุ นาเถรี
๑.๑๕ อตุ ตราเถรีคาถา ภาษติ ของพระอตุ ตราเถรี
๑.๑๖ วฑุ ฒปพั พชติ สมุ นาเถรีคาถา ภาษติ ของพระสมุ นาเถรผี ู้บวชเมอ่ื แก่
๑.๑๗ ธมั มาเถรีคาถา ภาษติ ของพระธรรมาเถรี
๑.๑๘ สังฆาเถรีคาถา ภาษิตของพระสงั ฆาเถรี
๒. ทุกนบิ าต มี ๑๐ เร่ือง คือ ภาษติ ของพระอภิรปู นนั ทาเถรี
๒.๑ อภิรูปนนั ทาเถรคี าถา ภาษติ ของพระเชนตาเถรี
๒.๒ เชนตาเถรคี าถา ภาษติ ของพระสุมงั คลมาตาเถรี
๒.๓ สุมังคลมาตาเถรีคาถา ภาษิตของพระอัฑฒกาสีเถรี
๒.๔ อัฑฒกาสเี ถรีคาถา ภาษติ ของพระจิตตาเถรี
๒.๕ จิตตาเถรีคาถา ภาษิตของพระเมตตกิ าเถรี
๒.๖ เมตตกิ าเถรีคาถา ภาษติ ของพระมิตตาเถรี
๒.๗ มิตตาเถรีคาถา ภาษิตของพระอภยมาตุเถรี
๒.๘ อภยมาตเุ ถรคี าถา
เลม่ ท่ี ๑๘ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๖ 133
๒.๙ อภยาเถรคี าถา ภาษติ ของพระอภยาเถรี
๒.๑๐ สามาเถรีคาถา ภาษติ ของพระสามาเถรี
๓. ติกนบิ าต มี ๘ เรอื่ ง คือ ภาษิตของพระอปราสามาเถรี
๓.๑ อปราสามาเถรีคาถา ภาษิตของพระอุตตมาเถรี
๓.๒ อตุ ตมาเถรคี าถา ภาษติ ของพระอปราอุตตมาเถรี
๓.๓ อปราอุตตมาเถรีคาถา ภาษติ ของพระทันตกิ าเถรี
๓.๔ ทนั ตกิ าเถรีคาถา ภาษิตของพระอพุ พริ เี ถรี
๓.๕ อุพพิรีเถรีคาถา ภาษิตของพระสกุ กาเถรี
๓.๖ สุกกาเถรีคาถา ภาษติ ของพระเสลาเถรี
๓.๗ เสลาเถรีคาถา ภาษิตของพระโสมาเถรี
๓.๘ โสมาเถรีคาถา
๔. จตุกกนิบาต มี ๑ เรื่อง คอื
๔.๑ ภัททกาปิลานีเถรีคาถา ภาษิตของพระภัททกาปลิ านีเถรี
๕. ปัญจกนิบาต มี ๑๒ เรอื่ ง คอื
๕.๑ อญั ญตราเถรคี าถา ภาษติ ของพระอัญญตราเถรี
๕.๒ วิมลาเถรคี าถา ภาษิตของพระวมิ ลาเถรี
๕.๓ สหี าเถรคี าถา ภาษิตของพระสหี าเถรี
๕.๔ สุนทรีนันทาเถรีคาถา ภาษติ ของพระสุนทรีนันทาเถรี
๕.๕ นันทุตตราเถรคี าถา ภาษติ ของพระนนั ทตุ ตราเถรี
๕.๖ มติ ตากาฬีเถรคี าถา ภาษิตของพระมิตตากาฬีเถรี
๕.๗ สกลุ าเถรคี าถา ภาษติ ของพระสกุลาเถรี
๕.๘ โสณาเถรคี าถา ภาษติ ของพระโสณาเถรี
๕.๙ ภัททากณุ ฑลเกสาเถรีคาถา ภาษิตของพระภัททากุณฑลเกสาเถรี
๕.๑๐ ปฏาจาราเถรคี าถา ภาษิตของพระปฏาจาราเถรี
๕.๑๑ ติงสมัตตาเถรคี าถา ภาษิตของพระติงสมตั ตาเถรี
๕.๑๒ จนั ทาเถรีคาถา ภาษิตของพระจันทาเถรี
134 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสุตตันตปฎิ ก
๖. ฉกั กนบิ าต มี ๘ เรอื่ ง คือ ภาษิตของพระปญั จสตมตั ตาเถรี
๖.๑ ปญั จสตมัตตาเถรีคาถา ภาษิตของพระวาสิฏฐีเถรี
๖.๒ วาสิฏฐีเถรีคาถา ภาษติ ของพระเขมาเถรี
๖.๓ เขมาเถรีคาถา ภาษิตของพระสุชาดาเถรี
๖.๔ สชุ าตาเถรคี าถา ภาษิตของพระอโนปมาเถรี
๖.๕ อโนปมาเถรีคาถา ภาษติ ของพระมหาปชาบดโี คตมเี ถรี
๖.๖ มหาปชาปตโิ คตมเี ถรีคาถา ภาษิตของพระคุตตาเถรี
๖.๗ คตุ ตาเถรีคาถา ภาษิตของพระวชิ ยาเถรี
๖.๘ วชิ ยาเถรคี าถา
๗. สตั ตกนิบาต มี ๓ เร่ือง คือ ภาษิตของพระอตุ ตราเถรี
๗.๑ อุตตราเถรีคาถา ภาษิตของพระจาลาเถรี
๗.๒ จาลาเถรีคาถา ภาษติ ของพระอปุ จาลาเถรี
๗.๓ อปุ จาลาเถรีคาถา
๘. อฏั ฐกนบิ าต มี ๑ เรื่อง คอื
๘.๑ สีสปุ จาลาเถรคี าถา ภาษติ ของพระสสี ุปจาลาเถรี
๙. นวกนิบาต มี ๑ เร่ือง คอื ภาษติ ของพระวัฑฒมาตาเถรี
๙.๑ วัฑฒมาตเุ ถรีคาถา
๑๐. เอกาทสกนิบาต มี ๑ เรอ่ื ง คือ ภาษติ ของพระกสี าโคตรมเี ถรี
๑๐.๑ กสี าโคตมีเถรีคาถา
๑๑. ทวาทสกนิบาต มี ๑ เร่อื ง คอื
๑๑.๑ อปุ ลวัณณาเถรีคาถา ภาษิตของพระอุบลวรรณาเถรี
๑๒. โสฬสกนิบาต มี ๑ เรือ่ ง คือ ภาษติ ของพระปณุ ณาเถรี
๑๒.๑ ปณุ ณาเถรีคาถา
เลม่ ที่ ๑๘ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๒๖ 135
๑๓. วีสตนิ ิบาต มี ๕ เรอ่ื ง คอื ภาษติ ของพระอมั พปาลีเถรี
๑๓.๑ อมั พปาลีเถรคี าถา ภาษติ ของพระโรหณิ ีเถรี
๑๓.๒ โรหณิ เี ถรคี าถา ภาษิตของพระจาปาเถรี
๑๓.๓ จาปาเถรคี าถา ภาษติ ของพระสนุ ทรเี ถรี
๑๓.๔ สนุ ทรีเถรีคาถา ภาษติ พระสภุ ากัมมารธดิ าเถรี
๑๓.๕ สภุ ากัมมารธตี ุเถรีคาถา
๑๔. ตงิ สนบิ าต มี ๑ เร่ือง คอื
๑๔.๑ สุภาชวี กัมพวนิกาเถรคี าถา ภาษิตของพระสุภาชีวกัมพวนกิ าเถรี
๑๕. จตั ตาฬสี นิบาต มี ๑ เรือ่ ง คอื
๑๕.๑ อสิ ทิ าสเี ถรคี าถา ภาษิตของพระอิสิทาสเี ถรี
๑๖. มหานบิ าต มี ๑ เรื่อง คอื
๑๖.๑ สุเมธาเถรคี าถา ภาษิตของพระสเุ มธาเถรี
ขอ้ สังเกต
ถ้าศึกษาเปรียบเทียบระหว่างวิมานวัตถุ เปตวัตถุ เถรคาถา และเถรีคาถา ซ่ึงเป็น
เนอ้ื หาท้งั หมดของพระสตุ ตนั ตปฎิ กเล่มน้ี จะไดข้ ้อสรุปท่ีเปน็ ภาพรวมดงั น้ี
๑. สว่ นที่เหมอื นกัน
๑.๑ ทั้ง ๔ คัมภีร์ต่างก็เป็นเรื่องเล่าหรือค�ำกล่าวจากความรู้สึกลึก ๆ ของผู้เล่า
หรือผกู้ ลา่ วเอง ทีเ่ ล่าหรือกลา่ วเพ่ือแสดงความรสู้ ึกของตนให้ ผูอ้ ่ืนทราบ
๑.๒ วิมานวัตถุ กับเปตวัตถุ เปน็ เรอื่ งเลา่ ถึงผลแห่งกรรมทกี่ �ำลังเสวยอยู่ เพอ่ื ตอบ
ค�ำถามของผทู้ ่ไี ดพ้ บเหน็ ผลแหง่ กรรมของผเู้ ลา่
๑.๓ เถรคาถา กบั เถรคี าถา เปน็ เรอ่ื งเล่าหรอื เป็นค�ำกล่าวถึงผลแห่งกรรมท่ีก�ำลัง
เสวยอยู่ เพ่อื แสดงออกให้ปรากฏแก่ผ้อู ืน่ หรือเพื่อแสดงความรสู้ ึกลกึ ๆ ออกมา
๑.๔ ผู้อ่านต้องอ่านคัมภีร์อรรถกถาของคัมภีร์นั้น ๆ ประกอบด้วยจึงจะเข้าใจ
ไดด้ ี
136 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
๒. ส่วนที่ต่างกนั
๒.๑ วมิ านวตั ถเุ ปน็ เรอื่ งเลา่ ถงึ ผลแหง่ กรรมดคี อื การไดเ้ สวยความสขุ ในวมิ านสวรรค์
ส่วนเปตวตั ถุเปน็ เรอ่ื งเลา่ ถึงผลแหง่ กรรมชัว่ คอื การไดเ้ สวยทกุ ขเวทนาในเปรตวสิ ัย
๒.๒ ในวิมานวัตถุ ผเู้ ล่าเล่าด้วยอารมณส์ ดช่ืนเบกิ บาน สว่ นในเปตวตั ถุ ผู้เลา่ ดว้ ย
อารมณ์ขมขืน่ เจ็บปวด เศร้าหมอง
๒.๓ เถรคาถาและเถรีคาถาเป็นเรื่องเล่าถึงผลแห่งกรรมดี คล้ายกับวิมานวัตถุ
แต่เป็นกรรมดีคนละระดับ คือ กรรมดีของวิมานวัตถุเป็นกรรมดีระดับโลกียะที่ไม่ย่ังยืน
เปลี่ยนแปลงได้ แต่กรรมดีของเถรคาถาและเถรีคาถาเป็นกรรมดีระดับโลกุตตระ เพราะเกิด
จากการบ�ำเพญ็ ธรรมจนไดบ้ รรลุอรหัตตผล ผเู้ ลา่ จึงเป็นพระอรหันต์ เล่า หรือกลา่ วเพอื่ แสดง
สัจธรรมท่ีท่านประสบอยู่ให้ปรากฏเป็นประโยชน์ แก่ผู้อ่ืน ผลแห่งกรรมดีของท่านเหล่าน้ัน
ก็คือผลแห่งการปฏิบัติธรรมของท่านน่ันเอง จึงมองย้อนกลับได้ว่า ผลแห่งกรรมดีของท่าน
เหล่านั้นเป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่า หลักธรรมในพระพุทธศาสนาเป็นสัจธรรม คือ เป็น
ความจริง เพราะให้ผลแก่ผู้ปฏิบัติได้จริง และเป็นนิยยานิกธรรม คือ ท�ำให้ผู้ปฏิบัติหลุดพ้น
จากทุกขไ์ ดจ้ ริง
เลม่ ท่ี ๑๙ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๒๗ 137
พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๒๗
พระสุตตนั ตปิฎก เลม่ ท่ี ๑๙
(ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑)
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ เป็นพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ ซึ่งเป็น
ส่วนหนึ่งในค�ำสอนของพระศาสดามอี งค์ ๙ คือ
๑. สุตตะ พระสตู รทง้ั หลายรวมท้งั พระวนิ ยั ปิฎกและนิทเทส
๒. เคยยะ ความทมี่ รี อ้ ยแก้วและรอ้ ยกรองผสมกนั ไดแ้ ก่พระสตู รทมี่ ีคาถาทง้ั หมด
๓. เวยยากรณะ ไวยากรณ์ คือ ความร้อยแก้วล้วน ได้แก่ พระอภธิ รรมปิฎกทงั้ หมด
และพระสตู รท่ไี มม่ ีคาถาเป็นตน้
๔. คาถา ความรอ้ ยกรองลว้ น เช่น ธรรมบท เถรคาถา เถรคี าถาเป็นต้น
๕. อทุ าน พระคาถาพุทธอุทาน ๘๒ สตู ร
๖. อติ วิ ตุ ตกะ พระสูตรท่เี รียกวา่ อิตวิ ตุ ตกะ ๑๑๐ สูตร
๗. ชาตกะ ชาดก ๕๔๗ เร่อื ง
๘. อพั ภตู ธรรม เรื่องอศั จรรย์ คอื พระสูุตรทก่ี ลา่ วถงึ ข้ออัศจรรย์ตา่ งๆ
๙. เวทัลละ พระสูตรแบบถามตอบที่ให้เกิดความรู้และความพอใจแล้วซักถามยิ่ง ๆ
ขนึ้ ไป เชน่ จูฬเวทัลลสตู ร มหาเวทลั ลสตู ร เป็นตน้
ชาดก เป็นคัมภีร์หนึ่งใน ๑๕ คัมภีร์ของขุททกนิกาย (ขุททกปาฐะ ธรรมบท อุทาน
อติ ิวุตตกะ สุตตนิบาต วมิ านวัตถุ เปตวตั ถุ เถรคาถา เถรีคาถา ชาตกะ นทิ เทส ปฏิสมั ภทิ ามรรค
อปทาน พทุ ธวงศ์ และจริยปิฎก)
คัมภีรช์ าดกแบ่งออกเปน็ ๒ ภาค คือ พระไตรปิฎกเลม่ ท่ี ๒๗ นเ้ี รยี กปฐมภาค (ภาค ๑)
เลม่ ที่ ๒๘ เรยี กทุตยิ ภาค (ภาค ๒) ในชาดกภาค ๑ น้ี แบง่ ออกเปน็ ๑๗ นบิ าต คือ ตง้ั แต่
เอกกนิบาตถึงเตรสกนิบาต เรียงตามล�ำดับ ๑-๑๓ ต่อจากน้ันเป็นปกิณณกนิบาต วีสตินิบาต
ตงิ สตนิ บิ าต และจัตตาลีสนบิ าต ในแต่ ละนิบาตจดั เป็นวรรคดงั น้ี
138 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
๑. เอกกนบิ าตมี ๑๕ วรรค ๆ ละ ๑๐ ชาดก รวม ๑๕๐ ชาดก ดังน้ี
๑. อปณั ณกวรรค ๑๐ ชาดก ๒. สีลวรรค ๑๐ ชาดก
๓. กรุ ุงควรรค ๑๐ ชาดก ๔. กลุ าวกวรรค ๑๐ ชาดก
๕. อัตถกามวรรค ๑๐ ชาดก ๖. อาสงิ สวรรค ๑๐ ชาดก
๗. อิตถีวรรค ๑๐ ชาดก ๘. วรุณวรรค ๑๐ ชาดก
๙. อปายมิ หวรรค ๑๐ ชาดก ๑๐. ลติ ตวรรค ๑๐ ชาดก
๑๑. ปโรสตวรรค ๑๐ ชาดก ๑๒. หงั สิวรรค ๑๐ ชาดก
๑๓. กสุ นาฬิวรรค ๑๐ ชาดก ๑๔. อสัมปทานวรรค ๑๐ ชาดก
๑๕. กกณั ฏกวรรค ๑๐ ชาดก
๒. ทกุ นบิ าต มี ๑๐ วรรค ๆ ละ ๑๐ ชาดก รวม ๑๐๐ ชาดก ดงั นี้
๑. ทฬั หวรรค ๑๐ ชาดก ๒. สันถววรรค ๑๐ ชาดก
๓. กลั ปย์ าณวรรค ๑๐ ชาดก ๔. อสทิสวรรค ๑๐ ชาดก
๕. รหุ กวรรค ๑๐ ชาดก ๖. นตงั ทัฬหวรรค ๑๐ ชาดก
๗. พีรณถมั ภกวรรค ๑๐ ชาดก ๘. กาสาววรรค ๑๐ ชาดก
๙. อุปาหนวรรค ๑๐ ชาดก ๑๐. สงิ คาลวรรค ๑๐ ชาดก
๓. ตกิ นบิ าต มี ๕ วรรค ๆ ละ ๑๐ ชาดก รวม ๕๐ ชาดก ดังน้ี ๑๐ ชาดก
๑. สงั กปั ปวรรค ๑๐ ชาดก ๒. ปทุมวรรค
๓. อทุ ปานวรรค ๑๐ ชาดก ๔. อัพภนั ตรวรรค ๑๐ ชาดก
๕. กุมภวรรค ๑๐ ชาดก
๔. จตุกกนิบาต มี ๕ วรรค ๆ ละ ๑๐ ชาดก รวม ๕๐ ชาดก ดังนี้
๑. กาลิงควรรค ๑๐ ชาดก ๒. ปุจมิ ันทวรรค ๑๐ ชาดก
๓. กุฏทิ สู กวรรค ๑๐ ชาดก ๔. โกกลิ วรรค ๑๐ ชาดก
๕. จฬู กณุ าลวรรค ๑๐ ชาดก
เลม่ ท่ี ๑๙ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๒๗ 139
๕. ปัญจกนบิ าตมี ๓ วรรค วรรคที่ ๑ และ ๒ มวี รรคละ ๑๐ ชาดก สว่ นวรรคที่ ๓
มี ๕ ชาดก รวม ๒๕ ชาดก ดังน้ี
๑. มณิกุณฑลวรรค ๑๐ ชาดก ๒. วณั ณาโรหวรรค ๑๐ ชาดก
๓. อฑั ฒวรรค ๕ ชาดก
๖. ฉกั กนิบาต มี ๒ วรรค ๆ ละ ๑๐ ชาดก รวม ๒๐ ชาดก ดงั นี้
๑. อวารยิ วรรค ๑๐ ชาดก ๒. ขรปตุ ตวรรค ๑๐ ชาดก
๗. สัตตกนิบาต มี ๒ วรรค วรรคท่ี ๑ มี ๑๐ ชาดก วรรคที่ ๒ มี ๑๑ ชาดก
รวม ๒๑ ชาดก ดงั นี้
๑. กกุ กุวรรค ๑๐ ชาดก ๒. คนั ธารวรรค ๑๑ ชาดก
๘. อัฏฐกนบิ าต มี ๑๐ ชาดก (นบิ าตที่ ๘ เปน็ ต้นไปไมม่ วี รรค)
๙. นวกนิบาต ม ี ๑๒ ชาดก (รวมทง้ั หมด ๕๒๕ ชาดก)
๑๐. ทสกนิบาต มี ๑๖ ชาดก
๑๑. เอกาทสกนิบาต มี ๙ ชาดก
๑๒. ทวาทสกนบิ าต มี ๑๐ ชาดก
๑๓. เตรสกนบิ าต มี ๑๐ ชาดก
๑๔. ปกิณณกนบิ าต มี ๑๓ ชาดก
๑๕. วสี ตนิ ิบาต มี ๑๔ ชาดก
๑๖. ตงิ สตนิ บิ าต มี ๑๐ ชาดก
๑๗. จตั ตาลีสนบิ าต มี ๕ ชาดก
การจัดนิบาต
ลักษณะการจัดนิบาต ท่านน�ำชาดกที่มีคาถาเท่ากันมารวมไว้เป็นกลุ่มเดียวกัน
ชาดกทีม่ ี ๑ คาถาเรียกเอกกนิบาตทม่ี ี ๒ คาถาเรยี กทุกนบิ าตทม่ี ี ๑๓ คาถา เรยี กเตรสกนบิ าต
ที่มี ๑๓ คาถาข้ึนไปเรียกปกิณณกนิบาตท่ีมี ๒๐ คาถาข้ึนไปเรียกวีสตินิบาตท่ีมี ๓๐ คาถา
ขน้ึ ไปเรียกติงสนบิ าตท่มี ี ๔๐ คาถาข้ึนไปเรียก จตั ตาลีสนบิ าต
140 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสุตตันตปิฎก
การต้ังช่อื วรรค
ลักษณะการตั้งช่ือวรรค ท่านจะน�ำชาดกแรกของแต่ละวรรคมาต้ังเป็นชื่อวรรคเป็น
ส่วนมาก เช่น อปัณณกวรรคท่ี ๑ ของเอกกนิบาต (นิบาตที่มี ๑ คาถา) ต้ังช่ือวรรคตามช่ือ
ของอปัณณกชาดก ซ่ึงเป็นชาดกที่ ๑ ของวรรคน้ี ซึ่งการตั้งช่ือวรรคในลักษณะน้ีมีทั้งหมด
๒๘ วรรค
บางวรรคตั้งช่ือตามเน้ือหาธรรมของชาดกในวรรคนั้น ๆ เช่น สีลวรรคที่ ๒ ของ
เอกกนิบาต ตั้งชื่อตามเน้ือหาธรรมของพญาเนื้อช่ือลักขณะในลักขณชาดก การตั้งช่ือวรรค
ในลกั ษณะน้ีมีทั้งหมด ๑๔ วรรค
การตงั้ ชอ่ื ชาดก
ลักษณะการต้ังช่ือชาดก โดยส่วนมากน�ำช่ือพระโพธิสัตว์ท่ีปรากฏในชาดกนั้น ๆ
มาต้ังช่ือชาดก เช่น เสริววาณิชชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพ่อค้าช่ือเสรีวะ หรือ
จูฬเสฏฐิชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นจูฬเศรษฐี บางชาดก ใช้หัวข้อธรรมท่ีปรากฏ
ในคาถานั้น ๆ มาต้ังชื่อชาดก เช่น อปัณณกชาดกกล่าวถึงธรรมคือการปฏิบัติไม่ผิดและ
การปฏิบตั ผิ ดิ บางชาดกใช้สถานที่ท่ีกลา่ วถงึ ในคาถาน้นั ๆ มาตงั้ ชื่อชาดก เช่น วณั ณุปถชาดก
กลา่ วถึงความเพยี รพยายามในการขดุ หา น�้ำกลางทะเลทรายจนได้น�้ำมาใช้บริโภค เป็นตน้
แนะน�ำการอ่านชาดก
ชาดกท้ังหมดเป็นอดีตนิทานท่ีพระผู้มีพระภาคทรงยกขึ้นมาแสดงเพ่ือเป็นข้อเปรียบ
เทียบเรื่องที่เป็นปัจจุบันซึ่งเกิดข้ึนในขณะน้ัน บางชาดกพระพุทธองค์ตรัสพระ คาถาสรุปไว้
ในท่ีสุดของเรื่อง เช่น อปัณณกชาดก วัณณุปถชาดก เสริววาณิชชาดก เป็นต้น บางชาดก
พระพทุ ธองค์ทรงยกคาถาของพระโพธสิ ัตว์ในชาดกนนั้ ๆ มาตรัส ไว้ซ้ำ� อีก เชน่ จฬู เสฏฐิชาดก
ตัณฑุลนาฬิชาดก เทวธัมมชาดก เป็นต้น ในบาลีพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ น้ีเป็นคาถาล้วน
หากผู้อ่านไม่ได้ศึกษาอรรถกถาชาดกน้ัน ๆ เป็นส่วนประกอบก็จะยากต่อการเข้าใจ จึง
จ�ำเป็นอยู่เองท่ีจะต้องน�ำอรรถกถาเสริมเข้ามาเพื่อประโยชน์แก่การเข้าใจในการอ่านชาดก
โดยย่อเร่ืองในอรรถกถามาไว้ในบทน�ำน้ีก่อน เพื่อให้เข้าใจว่า ก่อนจะถึงคาถาชาดกน้ัน ๆ
ท่านได้แสดงเรื่องประกอบไว้อย่างไร ดังน้ัน ก่อนจะถึงคาถาจึงมีค�ำเปิดเร่ืองไว้ในวงเล็บเพื่อ
เป็นท่ีเข้าใจว่าใครกล่าวคาถาน้ี แล้วจึงเข้าคาถาที่มีอยู่ต่อไป หรือในกรณีท่ีมี ๒ คาถาขึ้นไป
มักมีการกล่าวโต้ตอบกัน ซ่ึงการกล่าวโต้ตอบน้ี ได้ใส่ค�ำพูดของผู้กล่าวไว้ในวงเล็บซ่ึงเป็นตัว
เล่มที่ ๑๙ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๒๗ 141
เปิดเรื่องไว้ด้วย พึงทราบว่า ค�ำในวงเล็บน้ันเป็นค�ำท่ีมีมาในอรรถกถา ไม่ใช่มีมาในบาลี
พระไตรปิฎกหรือผูแ้ ปลใส่เข้ามาเอง เชน่
๑. อปัณณกชาดก (๑)
วา่ ด้วยการปฏบิ ตั ิไม่ผิด
(พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงปรารภพ่อค้าเกวียนสองคน คนหน่ึงปฏิบัติผิด คนหน่ึง
ปฏิบัตถิ กู ตรัสพระคาถาวา่ )
[๑] คนฉลาดพวกหนึ่งกล่าวฐานะที่ไม่ผิด
นักคาดคะเนท้งั หลายกลา่ วฐานะที่ ๒ (ท่ีผดิ )
ผมู้ ปี ญั ญารจู้ กั ฐานะท่ไี ม่ผดิ และฐานะที่ผิดน้นั แล้ว
ควรถือฐานะทไ่ี ม่ผดิ ไว้เถดิ
ในการกลา่ วโต้ตอบกนั ไดใ้ สช่ ือ่ ผู้กล่าวโต้ตอบกันไว้ในวงเล็บด้วย เชน่
๖. ทธิวาหนชาดก (๑๘๖)
วา่ ดว้ ยพระเจา้ ทธิวาหนะ
(พระเจ้าทธิวาหนะตรัสถามพระโพธสิ ตั วว์ า่ )
[๗๑] ในกาลกอ่ น มะมว่ งนี้มีผวิ สวย กลน่ิ หอม
รสอร่อย ได้รับการบ�ำรงุ เหมือนเดิม
เพราะเหตุไร จึงกลบั กลายเป็นมะม่วงทีม่ ีรสขมไป
(อ�ำมาตย์โพธสิ ตั ว์กราบทลู แจง้ เหตขุ องมะมว่ งนน้ั วา่ )
[๗๒] ข้าแต่พระเจา้ ทธิวาหนะ
มะม่วงของพระองคม์ ตี น้ สะเดาล้อมรอบ
รากกับรากเกย่ี วพันกัน กิง่ กบั กง่ิ ประสานกนั
เพราะการเกีย่ วข้องกบั ตน้ ไมท้ ี่มรี สขมไมน่ ่าพอใจนั้น
มะมว่ งตน้ นจ้ี งึ กลายเป็นมะม่วงทีม่ รี สขมไป
ข้อสังเกตในการอา่ นชาดกอีกประการหน่ึง คอื ชาดกเป็นเรอ่ื งเก่า มมี าก่อนพทุ ธกาล
ประมาณ ๓,๐๐๐ ปี ลงมาถึง ๑๐๐ ปี ท่ีมาในชาดกมักขน้ึ ตน้ วา่ อตเี ต ซึง่ แสดงว่าเป็นเร่อื ง
142 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
เก่า ในพระสตุ ตนั ตปฎิ กเล่มอ่นื ๆ และพระวนิ ัยปฎิ กนยิ มข้ึนต้นว่า ภูตปพุ ฺพํ เร่อื งเคยมมี าแลว้
ก็แสดงว่าเป็นเร่ืองเก่าเช่นกัน ในบาลีพระไตรปิฎกเล่มน้ีค�ำท้ัง ๒ น้ีไม่ปรากฏ เพราะปรากฏ
ชัดอยู่ในอรรถกถา แตท่ ีย่ กมากล่าวก็เพ่อื ใหเ้ ขา้ ใจว่าคาถาในชาดกนี้อาจแยกเปน็ ๓ ประเภท
คือ
ประเภทท่ี ๑ เป็นเร่ืองท่ีเกี่ยวกับประวัติศาสตร์หรือพงศาวดารของบ้านเมืองสมัย
โบราณก่อนสมัยพทุ ธกาล เช่น เรอ่ื งทฆี าวกุ ุมาร ในทีฆตี โิ กสลชาดก ข้อ ๓๗๑ ในอฑั ฒวรรค
ปัญจกนิบาต ซ่ึงเป็นผู้รวบรวมแคว้นกาสีและโกศลเข้าอยู่ในปกครอง เดียวกันมาจนถึง
สมัยพุทธกาล ชาดกเร่ืองนี้มิได้มุ่งแสดงเนื้อหาทางประวัติศาสตร์ แต่มุ่งแสดงหลักธรรมคือ
การไม่ล่วงละเมิดค�ำสอนของมารดาบิดา การรู้จักให้อภัยแก่ศัตรูเป็นส�ำคัญ โดยความก็คือ
การมีเมตตากรณุ าไม่ผกู เวรก่อศตั รูตอ่ กันน่นั เอง
ประเภทท่ี ๒ เป็นนิทานพ้ืนบ้าน ซึ่งมีอยู่ในถ่ินต่าง ๆ ของชมพูทวีปตลอดไปถึง
แถบอาหรับเปอร์เซีย ข้อนี้เห็นได้ชัดในนิทานชาดกหลายเร่ืองที่ตรงกับนิทานในอีสปปกรณ์
หรือนทิ านอสี ป เช่น สุวณั ณหังสชาดก ขอ้ ๑๓๖ ในอสัมปทานวรรค เอกกนบิ าต พระโพธสิ ตั ว์
เสวยพระชาติเป็นหงส์มีขนเป็นทอง ถูกภรรยาและธิดาจับถอนขนจนหมด ขนที่ข้ึนมาใหม่
กลบั ขาวปกติ ตรงกบั เรอ่ื งหา่ นทองในนทิ านอสี ป เรอื่ งทงั้ ๒ หากถอดใจความคงไดใ้ นคตโิ บราณ
ทว่ี า่ “โลภมาก ลาภหาย” ซึ่งเป็นคติชาวบ้าน
ประเภทท่ี ๓ เปน็ นิทานเทียบสุภาษติ เชน่ เรื่องคนพูดกับสตั ว์ สัตว์พดู กบั สัตว์ หรอื
เทวดาแสดงธรรม เป็นต้น เช่น เรื่องกัณฑิชาดก ข้อ ๑๓ ใน สีลวรรค เอกกนิบาต เทวดา
โพธสิ ตั วต์ �ำหนิเรอ่ื งที่ควรต�ำหนิ ๓ อย่าง จึงกลา่ วว่า
[๑๓] น่าต�ำหนิ คนทม่ี ลี ูกศรเป็นอาวธุ ยงิ ไปเต็มก�ำลัง
น่าต�ำหนชิ นบททมี่ สี ตรีเปน็ ผนู้ �ำ
อนงึ่ แม้ชายผ้ตู กอยใู่ นอ�ำนาจของสตรกี น็ ่าต�ำหนิ
การแสดงชาดกในท�ำนองนี้เป็นการหลีกเล่ียงการแสดงธรรมกระทบตนเอง และผู้อ่ืน
หรือแสดงธรรมเสียดสีผู้อื่น เพราะเป็นการสอนธรรมโดยให้ตัวละครในนิทานเป็นผู้สอนและ
รับฟังค�ำสอน ท�ำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าไม่มีส่วนใดกระทบตน มีความเพลิดเพลินและสามารถ
นอ้ มน�ำธรรมนน้ั ๆ มาประพฤตปิ ฏิบตั ิให้เหมาะสมได้
การศึกษาเน้ือหาของชาดกในพระไตรปิฎกเล่มน้ี ได้ย่อเร่ืองท่ีมีปรากฏในอรรถกถา
มาไว้ในบทน�ำ ซ่ึงจะชว่ ยใหผ้ ู้ศกึ ษาเข้าใจเนื้อหาของชาดกเรือ่ งน้นั ๆ ได้ง่ายดังตอ่ ไปนี้
เลม่ ท่ี ๑๙ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๒๗ 143
๑. เอกกนิบาต
๑. อปัณณกวรรค หมวดวา่ ดว้ ยการปฏบิ ตั ิไม่ผิด
๑. อปัณณกชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นหัวหน้าพ่อค้าเกวียนผู้ฉลาด
เดินทางไปค้าขายทางเดียวกันกับหัวหน้าพ่อค้าเกวียนผู้โง่เขลา ซ่ึงออกเดินทางไปก่อน
และถูกยักษ์หลอกจับกินจนหมดส้ิน พระโพธิสัตว์ไปทีหลังรู้ทันอุบายของยักษ์จึงพาบริวาร
รอดพ้นอันตรายไปค้าขายแล้วกลับมาถึงบ้านด้วยความสวัสดี พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถา
สรปุ ชาดกเรือ่ งนวี้ า่
[๑] พวกคนฉลาดกลา่ วฐานะท่ีไม่ผิด
นักคาดคะเนทั้งหลายกล่าวฐานะที่ ๒ (ท่ผี ิด)
ผมู้ ปี ญั ญารูจ้ ักฐานะทไ่ี มผ่ ดิ และฐานะทผ่ี ดิ นน้ั แลว้
ควรถือฐานะที่ไม่ผิดไวเ้ ถดิ
๒. วณั ณปุ ถชาดก พระโพธสิ ตั วเ์ สวยพระชาตเิ ปน็ หวั หนา้ พอ่ คา้ เกวยี นเดนิ ทางไปคา้ ขาย
ผ่านทางกันดารในทะเลทรายขาดน้�ำกลางทะเลทราย จึงค้นหาสถานที่ ท่ีมีน้�ำแล้วให้บริวาร
ขุดลงไป บริวารเกิดความท้อถอยจึงพูดให้ก�ำลังใจ จนสามารถขุดได้น�้ำข้ึนมาเลี้ยงทั้งคน
และโค ท�ำให้รอดพ้นความตายได้
๓. เสริววาณิชชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพ่อค้าเครื่องประดับ ไปเท่ียว
เร่ขายสินค้าตามหมู่บ้าน พ่อค้าผู้สหายได้ไปพบถาดทองค�ำมีราคามาก แต่โลภมากอยากได้
เปลา่ ๆ จึงพดู ลวงเจ้าของวา่ เปน็ ของไมม่ คี า่ อะไร กดราคาลงเสยี มาก เจา้ ของไม่ยอมขาย จงึ
วางไวแ้ ลว้ แกลง้ เดนิ ผา่ นไปหวงั จะยอ้ นกลบั มาซอื้ ใหม่ พอดขี ณะนน้ั พระโพธสิ ตั วผ์ า่ นมาพบเหน็
เข้าแล้วบอกเจ้าของให้ทราบว่าเป็นถาดทองค�ำ จึงซื้อไว้ด้วยทรัพย์ทั้งหมดท่ีตนมีแล้วได้ถาด
ทองค�ำไป พ่อค้าคนเดิมกลับมารู้ว่าพระโพธิสัตว์ซ้ือไปแล้ว ก็โกรธผูกอาฆาตในพระโพธิสัตว์
นบั แตน่ ้ันมา เรอ่ื งนเี้ ป็นเรือ่ งในอดีตชาตเิ รอ่ื งแรกทพ่ี ระเทวทัตผกู เวรกับพระพทุ ธเจ้า
๔. จูฬเสฏฐิชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นจูฬเศรษฐีเข้าไปเฝ้าพระราชา
พบหนูตายจึงกล่าวค�ำท�ำนายว่า ถ้าใครได้หนูนี้ไปจักได้เป็นเศรษฐี คนรับใช้ได้ฟัง จึงเอาหนู
ไปขายแกค่ นเลยี้ งแมว ตอ่ มาก็ตั้งตวั ดว้ ยทรพั ย์อันเป็นตน้ ทนุ น้นั ไดเ้ ป็นเศรษฐใี นล�ำดบั ต่อมา
๕. ตัณฑุลนาฬิชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นเจ้าหน้าท่ีซื้อของหลวง
แตพ่ ระราชาไมท่ รงวางพระทยั เพราะทรงเชอ่ื ค�ำยยุ งจงึ เปลยี่ นเอาบรุ ษุ ผโู้ งเ่ ขลามาท�ำหนา้ ทแี่ ทน
ท�ำให้เสียพระราชทรัพย์และพระเกียรติยศเป็นอันมาก อ�ำมาตย์จึงถามถึงราคาม้า ข้าวสาร
และราคาเมอื งกบั พระองค์
144 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสุตตันตปิฎก
๖. เทวธัมมชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระโอรสของพระเจ้าพรหมทัต
พาน้องชาย ๒ คนไปอยู่ป่า น้องชายทั้ง ๒ ถูกผีเส้ือน�้ำจับไป พระโพธิสัตว์แสดงเทวธรรม
ใหฟ้ ังว่า “คนมหี ิริโอตตปั ปะ เปน็ คนมีเทวธรรมในโลก” ท�ำให้ได้น้องชายทง้ั ๒ คนื มา
๗. กัฏฐหาริชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระโอรสของพระเจ้าพรหมทัต
กับหญิงหาฟืน แต่พระบิดาไม่ยอมรับ ท�ำให้มารดาต้องตั้งสัจอธิษฐานโยนกุมารขึ้นบนอากาศ
พระกุมารไม่ตกลงมาด้วยแรงอธิษฐาน และกราบทูลพระราชาว่า “ขอให้รับว่าเป็นลูกเถิด
คนอ่นื ยงั ทรงเล้ยี งดไู ด้ กบั พระองคซ์ ึง่ เปน็ โอรสท�ำไมจะเลยี้ งดไู มไ่ ด้”
๘. คามณิชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นอ�ำมาตย์ผู้ถวายอรรถและธรรมแก่
พระราชา คามณกิ ุมารเป็นกมุ ารองคเ์ ลก็ ทีส่ ดุ ในจ�ำนวนกุมาร ๑๐๑ พระองค์ ตัง้ อยู่ในค�ำสอน
ของท่าน ต่อมาได้เสวยราชสมบัติแทนพระราชบิดาได้เปล่งอุทานว่า “ผลที่หวังย่อมส�ำเร็จ
แก่คนไมใ่ จเร็วดว่ นได้ เปน็ คนดี”
๙. มฆเทวชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเจ้ามฆเทพ ทอดพระเนตรเห็น
พระเกษาหงอกเพยี งเส้นเดียว ทรงสลดพระทัยตรัสวา่ “เม่ือวยั ล่วงเลยไป ผมบนศีรษะกห็ งอก
เทวทูตก็ปรากฏชดั เป็นเวลาท่ีเราจะบวช” จงึ สละราชสมบตั อิ อกผนวช
๑๐. สุขวิหาริชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์มีทรัพย์มาก ออกบวช
เป็นฤษี แสดงธรรมแกพ่ ระเจ้าพรหมทัตว่า “คนทีไ่ ม่ต้องคุ้มครองผูอ้ น่ื ไมต่ อ้ งให้ผอู้ ่นื คุ้มครอง
และไมห่ วงั กามคณุ นัน้ แหละอย่เู ป็นสขุ ”
๒. สลี วรรค หมวดว่าดว้ ยศีล
๑. ลักขณชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญาเนื้อ ให้ลูกท้ัง ๒ รักษาฝูงเนื้อ
ลกู ตวั หนง่ึ น�ำฝงู เนอ้ื ใหร้ อดพน้ อนั ตราย สว่ นลกู อกี ตวั หนงึ่ ท�ำฝงู เนอ้ื ใหถ้ งึ ความวบิ ตั เิ พราะนำ�้ มอื
มนุษย์ จงึ ไดก้ ลา่ วให้หมูญ่ าติดลู กู ทงั้ ๒ ทแ่ี ตกต่างกนั
๒. นิโครธมิคชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญาเนื้อชื่อนิโครธ สละชีวิต
ช่วยนางเน้ือที่มีครรภ์แก่ ไม่ให้พระราชายิง พระราชาทรงเล่ือมใสจึงพระราชทานอภัยแก่สัตว์
ทุกจ�ำพวก นางเน้อื คลอดบุตรแล้ว พยายามสอนลกู ให้ยดึ เอาพญาเน้อื เป็นท่พี ึง่
๓. กัณฑิชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นรุกขเทวดา ได้ต�ำหนิเน้ือป่าตัวหน่ึง
ท่ีหลงรกั นางเนื้อทงุ่ จนถกู มนษุ ย์ยิงตาย
๔. วาตมิคชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเจ้าพรหมทัตทรงติเตียน
เนื้อสมนั ตวั ติดในรสหญา้ ทาน้�ำผึง้ ยอมติดตามคนเฝา้ สวนไปจนถงึ พระลานหลวง
เล่มท่ี ๑๙ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๗ 145
๕. ขราทิยชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญาเน้ือ ได้กล่าวต�ำหนิ
เนอ้ื หลานชาย ผไู้ ม่สนใจศกึ ษามายาเน้อื เอาแตเ่ ทยี่ วเลน่ จนไปตดิ บว่ งตาย
๖. ติปัลลัตถมิคชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญาเนื้อ สอนหลานชาย
ให้เรียนมายาเนื้อเมอื่ ไปตดิ บ่วงท�ำอบุ ายลวงนายพรานเอาตวั รอดมาได้
๗. มาลุตชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นฤาษี ได้ตอบปัญหาเรื่องความหนาว
เกดิ แต่ลมแก่เสอื และราชสีหท์ มี่ าถาม
๘. มตกภัตตชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นรุกขเทวดา ได้แสดงธรรมแก่
มหาชนวา่ “ไม่ควรฆ่าสัตว์ท�ำบญุ ใหผ้ ู้ตาย เพราะเปน็ ทางแหง่ ความเดือดร้อน”
๙. อายาจติ ภตั ตชาดก พระโพธสิ ตั วเ์ สวยพระชาตเิ ปน็ รกุ ขเทวดา ไดก้ ลา่ วต�ำหนกิ ฎุ มุ พี
ผูฆ้ า่ สตั ว์แก้บนว่า “ไมใ่ ช่ทางของนักปราชญ”์
๑๐. นฬปานชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญาวานร หาอุบายแก้กลของ
รากษสให้ฝูงลิงได้ด่ืมน�้ำด้วยไม้อ้อแล้วพน้ อันตราย
๓. กุรงุ ควรรค หมวดวา่ ดว้ ยกวาง
๑. กุรุงคมิคชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นกวาง เท่ียวหากินด้วยความ
ระมัดระวัง เห็นต้นไม้โยนผลไม้มาให้ ก็เข้าใจว่าเป็นกลลวงของนายพราน จึงกล่าวต�ำหนิ
ต้นไม้ แลว้ รีบหนไี ป
๒. กุกกุรชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นสุนัขแสดงธรรมแด่พระราชาผู้รับสั่ง
ใหฆ้ า่ สนุ ขั ทงั้ หมด เพราะเหตสุ นุ ขั ในพระราชฐานลอบเขา้ ไปกดั หนงั หมุ้ ราชรถ แตเ่ ขา้ พระทยั วา่
เปน็ สุนัขภายนอก ตอ่ เมือ่ พระโพธสิ ัตว์พิสูจนไ์ ดแ้ ล้วจงึ ท�ำใหฝ้ งู สนุ ัขรอดพน้ ความตาย
๓. โภชาชานยี ชาดก พระโพธิสตั วเ์ สวยพระชาติเป็นม้าสนิ ธพชาติอาชาไนย ออกรบ
กับขา้ ศกึ จนตนเองตอ้ งอาวุธสาหัส แต่กย็ ังแขง็ ใจออกรบตอ่ จนนายสารถสี ามารถจับขา้ ศึกได้
๔. อาชัญญชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นม้าอาชาไนยออกสู้รบกับข้าศึก
จนตนเองตอ้ งอาวุธสาหสั แต่กย็ ังแข็งใจออกรบเอาชนะขา้ ศึกได้
๕. ติตถชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาตเิ ป็นอ�ำมาตยข์ องพระเจา้ พรหมทตั แนะน�ำ
คนเลี้ยงม้าพระราชาให้น�ำม้าซ่ึงไม่ยอมลงอาบน้�ำ เพราะรังเกียจม้าสินธพ ไปอาบที่ท่าอ่ืนบ้าง
เพราะแมอ้ าหารทค่ี นกนิ บ่อย ๆ ก็ยงั เบื่อได้
๖. มหิฬามุขชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นอ�ำมาตย์ของพระเจ้าพรหมทัตหา
อบุ ายแกไ้ ขชา้ งมหฬิ ามขุ ซงึ่ กลายเปน็ สตั วด์ รุ า้ ยเพราะฟงั เสยี งโจร ใหก้ ลบั มาเปน็ สตั วม์ คี ณุ ธรรม
146 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
โดยให้ฟงั ค�ำของนักบวช
๗. อภิณหชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นอ�ำมาตย์ของพระเจ้าพรหมทัต
หาอบุ ายแกไ้ ขไมใ่ หช้ ้างทรงของพระราชาเหงาหงอย เพราะคิดถึงลูกสนุ ขั ได้
๘. นันทิวิสาลชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นโคชื่อนันทิวิสาล สอนพราหมณ์
ผู้พูดค�ำหยาบให้พ่ายแพ้พนัน ต่อภายหลังเม่ือพราหมณ์พูดจาไพเราะจึงกลับให้ได้ทรัพย์มาก
ย่งิ ขึ้น
๙. กัณหชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นโคด�ำ ตอบแทนคุณยายแก่ที่เลี้ยงดู
ตนมา โดยการไปเทยี่ วรับจา้ งลากเกวยี นน�ำทรพั ยม์ าใหเ้ ป็นอนั มาก
๑๐. มุนิกชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นโค สอนโคชื่อจุฬโลหิตน้องชาย
ไม่ให้อิจฉาสุกรชื่อมุนิกะท่ีกินอาหารดี ๆ เพราะสุกรมุนิกะน้ันเขาเลี้ยงไว้เพื่อฆ่าเป็นอาหาร
อยา่ งเดยี ว
๔. กลุ าวกวรรค หมวดว่าด้วยลูกนกครุฑ
๑. กุลาวกชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นท้าวสักกะ ท�ำสงครามแพ้พวกอสูร
จงึ โปรดใหข้ บั ราชรถหนไี ปในดงไมง้ วิ้ ไดย้ นิ เสยี งลกู นกครฑุ ตกใจรอ้ งเซง็ แซ่ จงึ ใหม้ าตลเี ทพสารถี
หันราชรถกลับ แต่กลับได้ชยั ชนะ เพราะพวกอสรู คดิ ว่า ท้าวสักกะมผี ู้มาช่วย จึงพากันหนีไป
๒. นัจจชาดก พระโพธสิ ัตว์เสวยพระชาติเปน็ พญาหงสท์ อง ใหธ้ ดิ าเลือกคู่ ธดิ าเลอื ก
นกยูงผู้ขาดหิริโอตตัปปะ พญาหงส์ทองจึงไม่ยอมยกลูกสาวให้ เพราะนกยูงตัวน้ันไม่ละอาย
ชอบแต่ล�ำแพนหางอย่างเดยี ว
๓. สมั โมทมานชาดก พระโพธสิ ตั วเ์ สวยพระชาตเิ ปน็ พญานกกระจาบ สอนนกทงั้ หลาย
ใหส้ ามคั คกี นั ยกตาขา่ ยหนี ตอ่ มานกเหลา่ นนั้ ทะเลาะกนั ทา่ นหา้ มไมฟ่ งั จงึ พาบรวิ ารของตนหนี
ไปอยู่ท่อี ่นื ท่ีพน้ อันตราย
๔. มัจฉชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นปุโรหิตของพระเจ้าพรหมทัตเป็น
ผู้รู้เสียงสัตว์ วันหน่ึงไปอาบน�้ำกับบริวารได้ยินเสียงปลาที่ถูกนายพรานจับโยนไว้บนทราย
คร�ำ่ ครวญถงึ นางปลา จงึ ขอร้องใหเ้ ขาปล่อยปลานั้นไปเพราะกลัวแต่อบายภูมิ
๕. วฏั ฏกชาดก พระโพธสิ ตั วเ์ สวยพระชาตเิ ปน็ นกคมุ่ เมอื่ ไฟไหมป้ า่ มาใกลร้ งั ไดร้ ะลกึ
ถึงพระคุณของพระพทุ ธเจ้าในอดีต ตงั้ สจั อธิษฐานใหไ้ ฟดบั ไป
๖. สกณุ ชาดก พระโพธสิ ตั ว์เสวยพระชาติเปน็ พญานก เห็นก่งิ ไม้เสียดสีกันเกดิ ไฟขน้ึ
จงึ แนะน�ำใหน้ กทง้ั หลายหนไี ปอยทู่ อ่ี น่ื พวกนกทเี่ ชอื่ กพ็ ากนั หนไี ป พวกทไี่ มห่ นกี ถ็ กู ไฟคลอกตาย
เล่มที่ ๑๙ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๗ 147
๗. ติตติรชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นนกกระทา ได้ชักชวนให้ช้างและลิง
ประพฤตอิ ปจายนธรรม คือความเคารพกันและกนั
๘. พกชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นรุกขเทวดาสถิตอยู่ที่ต้นกุ่ม ได้เห็นเหตุ
อัศจรรยท์ นี่ กยางเจา้ เลห่ ์หลอกกินปลาหมดทง้ั สระ แต่มาถกู ปูหนบี ตาย จึงไดใ้ ห้สาธุการแกป่ ู
๙. นันทชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นกุฎุมพี ได้บอกอุบายขุดขุมทรัพย์แก่
ลูกชายเพือ่ น
๑๐. ขทิรังคารชาดก พระโพธิสตั ว์เสวยพระชาตเิ ปน็ เศรษฐี ตอ้ งการจะถวายทานแก่
พระปัจเจกพุทธเจ้า แต่พญามารมาเนรมิตหลุมถ่านเพลิงขวางทางไว้ ท่านต้องการจะแสดง
อานภุ าพของตน จึงเดนิ ลุยถ่านเพลงิ ไปใส่บาตร มดี อกบัวผดุ ข้นึ มารองรบั หาเปน็ อนั ตรายไม่
๕. อัตถกามวรรค หมวดว่าด้วยผ้ใู คร่ประโยชน์
๑. โลสกชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์สอนธรรม
แก่ศิษย์จ�ำนวนมาก นายมิตตวินทุกะผู้เป็นศิษย์ ไม่สนใจการศึกษาเล่าเรียน ชอบหนีไปเท่ียว
จนถูกจับดว้ ยขอ้ หาว่าขโมยแพะ อาจารย์จงึ ติเตียนโทษฐานไม่ร้จู กั ส่งิ ทีเ่ ป็นประโยชน์ท่ีควรท�ำ
และไมค่ วรท�ำ
๒. กโปตกชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นนกพิราบ ได้ช่วยเหลือสงเคราะห์
กาผู้ตกยาก แต่กามีนิสัยไม่ดีชอบไปลักขโมยของคนกิน จึงถูกพ่อครัวจับได้แล้วถอนขน
ทาดว้ ยเมด็ ย่ีหรา่ ผสมนำ�้ ขิงสดและเกลือ โชลมดว้ ยนมเปรย้ี วแลว้ โยนใส่กระบงุ ไว้
๓. เวฬุกชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นฤาษี สอนฤาษีตนหนึ่งไม่ให้น�ำงู
มาเลย้ี ง แต่ฤาษตี นน้ันไมฟ่ งั จงึ ถูกงกู ัดตาย
๔. มกสชาดก พระโพธิสตั ว์เสวยพระชาติเปน็ พอ่ คา้ ได้ติเตยี นลูกชายชา่ งไม้ผโู้ งเ่ ขลา
ทคี่ ดิ จะฆ่ายุงแต่ใชข้ วานฟนั ศีรษะบิดาจนตาย แลว้ มาน่งั ร้องไหอ้ ยู่
๕. โรหิณีชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นมหาเศรษฐี ได้ต�ำหนิสาวใช้ผู้โง่เขลา
ที่คดิ จะไล่แมลงวนั ทม่ี าตอมมารดา แตเ่ อาสากตถี ูกมารดาจนตาย แล้วมานั่งร้องไห้อยู่
๖. อารามทูสกชาดก พระโพธสิ ตั ว์เสวยพระชาตเิ ป็นบัณฑิต ไดต้ เิ ตียนฝูงวานรผู้ฉลาด
เกินไป รดน�้ำต้นไมใ้ นสวนแบบวธิ ขี องวานร จนต้นไมต้ ายหมด เหมอื นคนโง่คิดจะท�ำประโยชน์
แตก่ ็ท�ำประโยชนใ์ ห้เสยี ไป
๗. วารณุ ทิ สู กชาดก พระโพธสิ ตั วเ์ สวยพระชาตเิ ปน็ เศรษฐชี าวกรงุ พาราณสี ไดต้ เิ ตยี น
ลูกศิษย์ของตนผู้เอาเกลือไปใส่สุรา จนสุราเสียหาย เหมือนคนโง่คิดจะท�ำประโยชน์แต่ก็ท�ำ
ประโยชนใ์ หเ้ สียไป
148 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
๘. เวทัพพชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นศิษย์ของพราหมณ์ผู้รู้มนตร์เรียก
ฝนแก้ว ๗ ประการได้ ขอร้องอาจารย์ไม่ให้ร่ายมนต์พร�่ำเพรื่อ แต่อาจารย์ไม่ฟังเป็นเหตุ
ให้ถกู โจรฆ่าตาย และเพราะทรัพยน์ ั้นพวกโจรกฆ็ า่ กันตายหมด
๙. นักขัตตชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นบัณฑิตกรุงพาราณสีติเตียน
ชาวเมอื งทจี่ ะไปขอลกู สาวเขา มวั แต่รอฤกษ์ยามจนเขายกลกู สาวให้คนอน่ื ไป
๑๐. ทุมเมธชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพรหมทัตตกุมาร ได้แสดงอุบาย
บวงสรวงเทวดาด้วยคนโง่ เพ่ือใหช้ าวเมอื งเกรงกลวั จะไดไ้ ม่กลา้ ท�ำบาป
๖. อาสงิ สวรรค หมวดวา่ ดว้ ยความหวงั
๑. มหาสีลวชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเจ้าสีลวมหาราช ทรงด�ำริถึง
ผลแห่งความเพียรและความอดทน ทที่ �ำให้พระองค์ประสบผลส�ำเรจ็ ไดร้ าชสมบตั คิ นื
๒. จูฬชนกชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระมหาชนก ด�ำริถึงผลแห่ง
ความเพียรท่ีท�ำให้พระองค์ขา้ มน้�ำได้วา่ คนไม่ควรท้อแท้
๓. ปณุ ณปาตชิ าดก พระโพธสิ ตั วเ์ สวยพระชาตเิ ปน็ เศรษฐชี าวกรงุ พาราณสี ไดท้ �ำลาย
ความหวังของพวกนักเลงสุราที่พยายามจะหลอกให้ท่านดื่มสุรา แต่ท่านรู้ทันกลับพูดข่มขู่ให้
นกั เลงเหลา่ นน้ั เลกิ พยศ
๔. ผลชาดก พระโพธสิ ัตวเ์ สวยพระชาติเป็นพ่อค้าเกวยี น ร้วู ่าตน้ ไม้ท่ีคลา้ ยกบั มะมว่ ง
แต่ไม่ใชม่ ะมว่ ง เป็นต้นไม้มีพิษเพราะอาศัยการสงั เกต
๕. ปัญจาวุธชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระราชโอรสพระเจ้าพรหมทัต
ถกู ยกั ษจ์ ับได้ แตท่ รมานยักษใ์ ห้ละพยศร้ายดว้ ยอาวุธ ๕ ประการ และให้ตง้ั อยู่ในศีล
๖. กญั จนกั ขันธชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นชาวนา ไถนาได้แท่งทอง
ยกไมไ่ หวจงึ แบง่ ทองเปน็ ทอ่ น ๆ แลว้ แบง่ ท�ำบญุ ตามชอบใจ
๗. วานรนิ ทชาดก พระโพธสิ ัตว์เสวยพระชาติเป็นพญาวานร เอาตวั รอดดว้ ยการลวง
เหยยี บหวั จระเข้ไดด้ ว้ ยปญั ญาจนจระเขต้ ้องกลา่ วชม
๘. ตโยธัมมชาดก พระโพธสิ ัตว์เสวยพระชาติเป็นลูกวานร ถูกบดิ าคิดจะฆา่ แตเ่ อาตวั
รอดมาได้ดว้ ยธรรม ๓ ประการ คอื ความขยนั ความกลา้ หาญ และความรอบรจู้ นรากษสตอ้ ง
ชมเชย
๙. เภริวาทกชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นคนตีกลอง สอนบุตรไม่ให้ตีกลอง
มากเกนิ ไป แตบ่ ตุ รไม่เชอื่ จึงถกู โจรปลน้ เสียทรพั ย์
เลม่ ที่ ๑๙ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๒๗ 149
๑๐. สังขธมชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นบุตรคนเป่าสังข์ ได้ห้ามบิดาไม่ให้
เป่าสังขม์ ากเกนิ ไป แตบ่ ดิ าไมเ่ ชอ่ื จงึ ถูกโจรปล้นเสยี ทรัพย์
๗. อติ ถวี รรค หมวดว่าดว้ ยหญิง
๑. อสาตมนั ตชาดก พระโพธสิ ตั วเ์ สวยพระชาตเิ ปน็ อาจารยท์ ศิ าปาโมกข์ ไดห้ าวธิ สี อน
ศษิ ย์เร่ืองมายาหญิง จนท�ำให้ศษิ ยอ์ อกบวช
๒. อัณฑภูตชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเจ้าพรหมทัต ได้ตรัสกับ
ปโุ รหิตถงึ หญงิ ผ้ตู ้องการชายคนเดียวไมม่ ี
๓. ตักกปัณฑิตชาดก พระโพธิสตั วเ์ สวยพระชาตเิ ป็นดาบส ต้องสกึ เพราะมายาหญงิ
ภายหลังถกู ภรรยาหลอกไปให้โจรฆ่า แตเ่ อาตวั รอดมาได้
๔. ทรุ าชานชาดก พระโพธสิ ตั วเ์ สวยพระชาตเิ ปน็ อาจารยท์ ศิ าปาโมกขส์ อนศษิ ยห์ นมุ่
ใหร้ จู้ ักธรรมชาติของหญงิ ที่รไู้ ด้ยาก
๕. อนภิรติชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์สอนศิษย์
ให้วางเฉยตอ่ ภรรยาผ้ชู อบประพฤติทศุ ลี เพราะธรรมชาตหิ ญงิ อุปมาดังแมน่ �้ำเปน็ ตน้
๖. มุทุลักขณชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นดาบสต้องเส่ือมจากฌาน
เพราะปรารถนาพระนางมทุ ุลกั ขณา
๗. อุจฉังคชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเจ้าพรหมทัต หญิงคนหน่ึง
มาทูลขอโทษให้พ่ีชาย ทรงสอบถามพอพระทัยเหตุผล จึงทรงยกโทษให้ท้ังสามีและลูกชาย
ของนางด้วย
๘. สาเกตชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นบุตรพราหมณ์เมืองสาเกต แม้ชาติ
ปัจจบุ นั เป็นพระพทุ ธเจา้ แล้วกย็ ังมคี วามคุ้นเคยกบั พราหมณ์ ๒ สามีภรรยานน้ั
๙. วสิ วนั ตชาดก พระโพธสิ ตั วเ์ สวยพระชาตเิ ปน็ หมองู บงั คบั ใหง้ ดู ดู พษิ ทก่ี ดั คนไปแลว้
แตง่ ูไม่ยอม จึงช่วยชีวิตของบุรุษน้นั ด้วยการพอกยาและรา่ ยมนตร์
๑๐. กุททาลชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นฤาษีช่ือกุททาลบัณฑิต ได้แสดง
ธรรมโปรดพระเจ้าพรหมทัตถึงเรื่องการชนะตนเองดีกว่าชนะข้าศึกถึงร้อยครั้ง พระราชาทรง
เล่ือมใส จึงได้เสด็จออกผนวช
๘. วรุณวรรค หมวดวา่ ด้วยไม้ก่มุ
๑. วรณุ ชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาตเิ ป็นอาจารย์ทศิ าปาโมกข์ ได้ต�ำหนลิ กู ศิษย์
ผู้เกียจครา้ น ท�ำงานไมถ่ กู เวลาย่อมเดือดร้อน
150 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
๒. สลี วนาคชาดก พระโพธสิ ตั วเ์ สวยพระชาตเิ ปน็ พญาชา้ งผมู้ ศี ลี ไดต้ �ำหนคิ นอกตญั ญู
ผู้ไมร่ ู้คณุ คนจึงถูกแผน่ ดินสูบ
๓. สัจจังกิรชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ ออกบวชเป็นฤาษี
ไมส่ ะทกสะทา้ นในการทต่ี นถกู พระกมุ ารประทษุ รา้ ย แตไ่ ดก้ ลา่ ววา่ “ขอนไมล้ อยนำ�้ ยงั ประเสรฐิ
กว่าคนประทษุ รา้ ยมิตร”
๔. รุกขธัมมชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นรุกขเทวดา ได้แสดงธรรมแก่
รกุ ขเทวดาใหร้ จู้ ักเลอื กจบั จองวิมานทป่ี ลอดภัย
๕. มัจฉชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญาปลา ได้ร้องขอฝนให้ตกลงมา
ชว่ ยหมญู่ าติใหร้ อดพน้ จากอนั ตราย
๖. อสังกิยชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ ออกบวชเป็นฤาษี
ไดแ้ สดงธรรมแกพ่ วกพอ่ คา้ เกวยี นวา่ “ทา่ นไมก่ ลวั ทง้ั ในบา้ นและปา่ เพราะทา่ นมแี ตเ่ มตตากรณุ า”
๗. มหาสุปินชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ ออกบวชเป็นฤาษี
ได้ท�ำนายพระสุบินของพระเจา้ กรงุ พาราณสี ๑๖ ข้อ
๘. อลิ ลสิ ชาดก พระโพธสิ ตั วเ์ สวยพระชาตเิ ปน็ ชา่ งกลั บก ตอ้ งเทย่ี วตามหาอลิ ลสี เศรษฐี
ผ้มู คี วามตระหนจี่ งึ ถูกท้าวสกั กะทรมาน แต่ทา่ นหาไม่พบ
๙. ขรัสสรชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพ่อค้าเกวียน ได้ต�ำหนิก�ำนัน
ซ่ึงร่วมมือกับพวกโจรปล้นชาวบ้าน ท�ำใหช้ าวบา้ นเดอื ดร้อน
๑๐. ภีมเสนชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นจูฬธนุคคหบัณฑิต ได้ต�ำหนิ
นายภีมเสนผูช้ อบคุยโวโออ้ วด แต่ไมเ่ ก่งจริงดงั ทค่ี ยุ
๙. อปายมิ หวรรค หมวดว่าดว้ ยการดม่ื สุรา
๑. สุราปานชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ ออกบวชเป็นฤาษี
ติเตียนลูกศิษย์ของตนผู้อยู่ห่างจากอาจารย์แล้วพากันดื่มสุราแสดงอาการวิปลาสไม่น่าดูว่า
“เปน็ สิง่ ไมค่ วรท�ำ”
๒. มิตตวินทชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นเทพบุตร ไปเที่ยวเมืองนรก
เหน็ นายมิตตวินทกะทนู จกั รไว้ จงึ กล่าวตเิ ตยี นเพราะโทษทเ่ี คยประทุษร้ายมารดา
๓. กาฬกัณณิชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นมหาเศรษฐีชาวกรุงพาราณสี
ได้กล่าวติเตียนคนท่ีให้ขับไล่เพื่อนออกจากเรือนว่าเป็นสิ่งไม่ควรท�ำ ท่านได้ช่วยสงเคราะห์
เพ่ือนไว้ ต่อมาเพ่ือนก็ไดช้ ่วยรกั ษาทรัพยข์ องทา่ นไว้เช่นกนั
เล่มที่ ๑๙ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๗ 151
๔. อัตถัสสทวารชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นมหาเศรษฐีชาวกรุงพาราณสี
โต้ตอบปัญหาของบุตรชายถงึ ช่องทางใหเ้ กิดประโยชน์ ๖ ประการ
๕. กิมปักกชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพ่อค้าเกวียน ได้ช่วยบริวาร
ให้พน้ จากความตายทกี่ นิ ผลไมม้ ีพษิ ซง่ึ อปุ มาด้วยบคุ คลผ้บู ริโภคกามยอ่ มถูกกามขจัดเสีย
๖. สีลวีมังสกชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นปุโรหิตของพระเจ้าพรหมทัต
ตอ้ งการจะทดลองพระราชาวา่ นบั ถอื ตนด้วยชาติตระกูลหรือดว้ ยศีล
๗. มังคลชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ ออกบวชเป็นฤาษีได้แสดง
ธรรมแก่พราหมณ์สองพอ่ ลกู ไม่ใหถ้ ือมงคลในทางที่ผดิ
๘. สารัมภชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นโคช่ือสารัมภะ สอนพราหมณ์
ผพู้ ดู ค�ำหยาบใหพ้ า่ ยแพพ้ นนั ตอ่ ภายหลงั เมอื่ พราหมณพ์ ดู ไพเราะจงึ กลบั ใหไ้ ดท้ รพั ยม์ ากยงิ่ ขนึ้
๙. กุหกชาดก พระโพธิสัตวเ์ สวยพระชาติเป็นบณั ฑติ ได้ติเตียนดาบสโกง ทีห่ ลอกลวง
เอาทรพั ย์ของทา่ นเศรษฐีไป แตท่ �ำทีเหมือนเปน็ คนส�ำรวมไมเ่ กยี่ วข้องแมเ้ พยี งเสน้ หญา้
๑๐. อกตัญญุชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นมหาเศรษฐีชาวกรุงพาราณสี
ได้กลา่ วต�ำหนิคนของตนที่ท�ำการแก้แค้นแก่คนของเศรษฐีชาวชนบทวา่ เป็นเรือ่ งไม่เหมาะสม
๑๐. ลิตตวรรค หมวดว่าดว้ ยลูกสกาเคลือบยาพิษ
๑. ลิตตชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นนักเลงสกา ท�ำอุบายวางยาพิษแก่
นักเลงสกาโกงแล้วกลบั ชว่ ยชีวติ ไว้
๒. มหาสารชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นอ�ำมาตย์ของพระเจ้าพรหมทัต
หาอุบายใหไ้ ด้เคร่อื งประดับของพระเทวี ท่ถี กู วานรลักไป
๓. วิสสาสโภชนชาดก พระโพธิสตั ว์เสวยพระชาตเิ ปน็ เศรษฐี ไดแ้ สดงธรรมแกบ่ ริษัท
ไม่ให้ไวว้ างใจในคนท่ีไม่ค้นุ เคย แมค้ นคนุ้ เคยก็ไมพ่ ึงไว้วางใจเพราะอาจมีภยั ได้
๔. โลมหงั สชาดก พระโพธิสัตวเ์ สวยพระชาติเปน็ นกั บวชชีเปลือย เมอ่ื ทดลองดตู บะ
ของลัทธิภายนอกแล้วเหน็ ว่าไมใ่ ช่ทางจงึ กลับมาประพฤติตามทางทีถ่ ูกต้อง
๕. มหาสทุ สั สนชาดก พระโพธสิ ตั วเ์ สวยพระชาตเิ ปน็ พระราชาพระนามวา่ มหาสทุ ศั น์
ได้สอนพระนางสุภัททาเทวีและบริษัททั้งหลายให้เห็นว่าสังขารท้ังหลายไม่เที่ยงเกิดขึ้นแล้ว
เส่ือมไปเปน็ ธรรมดา
๖. เตลปัตตชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระโอรสองค์สุดท้องในพระโอรส
๑๐๐ องค์ของพระเจ้าพรหมทัต ยึดมั่นในค�ำสอนของพระปัจเจกพุทธเจ้า ไม่หลงอุบาย
นางยักษ์จึงได้ไปครองเมอื งตกั กสลิ าโดยปลอดภัย
152 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
๗. นามสิทธิชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ได้แสดง
ให้ศิษย์เห็นว่าชื่อนั้นไม่ใช่ส่ิงเป็นมงคลหรืออัปปมงคลแต่อย่างใด เพราะเป็นแต่เรื่องสมมติ
เท่าน้นั
๘. กูฏวาณิชชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพ่อค้าช่ือบัณฑิต แต่รู้เท่าทัน
เพื่อนพ่อคา้ โกงชอื่ อติบณั ฑิตจึงเอาไฟเผาตน้ ไม้ใหเ้ ทวดาปลอมออกมาปรากฏตวั
๙. ปโรสหัสสชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ ออกบวชเป็นฤาษี
ก่อนตายได้บอกให้ศิษย์นับถือศิษย์ผู้เป็นหัวหน้า แต่พวกศิษย์โง่ ๆ ไม่ฟังจึงแสดงคุณพิเศษ
ของตนให้ดู
๑๐. อสาตรปู ชาดก พระโพธสิ ตั วเ์ สวยพระชาตเิ ปน็ พระเจา้ พรหมทตั เมอื่ พระเจา้ โกศล
ทรงยกทพั มาล้อมเมืองและปลงพระชนม์ พระโอรสเสด็จได้หนไี ปทางท่อระบายน้�ำตอ่ มาไดไ้ ป
ลอ้ มเมอื งและยึดราชสมบตั คิ นื ได้
๑๑. ปโรสตวรรค หมวดวา่ ดว้ ยคนเกนิ ร้อย
๑. ปโรสตชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ ออกบวชเป็นฤาษีกล่าว
ยกยอ่ งศษิ ยผ์ ู้รเู้ หตผุ ลของภาษิต
๒. ปัณณิกชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นรุกขเทวดา เห็นอุบาสกชาว
กรุงพาราณสจี ับมอื ธดิ าเพอ่ื ลองใจว่ารู้เดยี งสาหรือยงั
๓. เวริชาดก พระโพธิสตั ว์เสวยพระชาติเปน็ มหาเศรษฐีชาวกรงุ พาราณสี หนพี วกโจร
มาได้ในระหว่างทางกล่าวว่าบัณฑติ ไม่ควรอยู่ในทท่ี ่มี คี นค่เู วรกันอยู่
๔. มิตตวนิ ทชาดก พระโพธสิ ตั วเ์ สวยพระชาตเิ ป็นเทวดา เหน็ นายมติ ตวนิ ทะตกนรก
จึงได้กล่าวถึงเหตุที่นายมิตตวินทะถูกจักรบดศรี ษะเพราะเหตแุ ห่งความโลภ
๕. ทุพพลกัฏฐชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นรุกขเทวดา สอนช้างไม่ให้กลัว
ไมแ้ หง้
๖. อุทญั จนีชาดก พระโพธสิ ัตวเ์ สวยพระชาตเิ ป็นดาบส สอนลูกชายผูถ้ ูกนางอุทญั จนี
หลอกลวงเอาส่ิงของไป ให้เจรญิ เมตตาพรหมวหิ ารจนไดฌ้ าน
๗. สาลิตตกชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นอ�ำมาตย์ของพระเจ้ากรุงพาราณสี
ได้กราบทูลลาไปเรยี นศิลปวิทยา โดยยกเรอื่ งบุรุษดีดมลู แพะแล้วไดห้ มบู่ า้ นเปน็ รางวัล
๘. พาหิยชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นอ�ำมาตย์ของพระเจ้าพรหมทัต
ยกเหตุผลเรื่องการเรียนศิลปะว่าควรเรียนทุกอย่าง เพราะแม้หญิงสาวบ้านนอกเรียนกิริยา
เลม่ ท่ี ๑๙ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๒๗ 153
เอยี งอายยังท�ำให้พระราชาพอพระทัยได้
๙. กุณฑปูวชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นรุกขเทวดา ได้บอกให้คนยากจน
ท�ำพลีกรรมด้วยสิง่ ทีต่ นมอี ยู่แลว้ บอกขุมทรัพยใ์ ห้
๑๐. สัพพสังหารกปัญหชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นมโหสธบัณฑิต
ช�ำระความเรื่องโจรลักเครื่องประดับโดยการขัดสีเครื่องประดับก็รู้ว่าหญิงผู้เป็นขโมยพูดเท็จ
หญงิ ผูเ้ ปน็ เจา้ ของพดู จริง
๑๒. หงั สวิ รรค หมวดวา่ ด้วยการเยาะเยย้
๑. คทั รภปญั หชาดก พระโพธสิ ตั วเ์ สวยพระชาตเิ ปน็ มโหสธบณั ฑติ ไดก้ ราบทลู พระเจา้
วิเทหราชเปรยี บเทียบบตุ รประเสริฐกวา่ บิดาใหส้ ดับ
๒. อมราเทวีปัญหชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นมโหสธบัณฑิต ได้กล่าว
ปริศนาตา่ ง ๆ กับนางอมราเทวี
๓. สิงคาลชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นรุกขเทวดา ได้กล่าวปลอบใจ
พราหมณผ์ เู้ สยี รูส้ ุนัขจิ้งจอก
๔. มิตจินตีชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นปลาชื่อมิตจินตี ได้หาอุบายช่วย
เพ่ือนปลาทง้ั ๒ ให้หลุดพน้ จากตาขา่ ย
๕. อนุสาสิกชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญานก ได้กล่าวต�ำหนินางนกป่า
ซง่ึ ดีแตส่ อนคนอ่นื แตต่ นเองโลภจัดจนตัวตาย
๖. ทุพพจชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นนักเต้นระบ�ำ ได้เตือนสติอาจารย์
ไม่ให้ประมาทในการกระโดดข้ามหอก
๗. ติตติรชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ ออกบวชเป็นดาบสสอน
ลูกศิษย์ผู้เปน็ คนปากรา้ ยเปรียบเทยี บกับนกกระทาตายเพราะปาก
๘. วฏั ฏกชาดก พระโพธสิ ตั วเ์ สวยพระชาตเิ ปน็ นกกระจาบ บอกอบุ ายท�ำเปน็ อดอาหาร
จึงรอดชีวิตมาได้
๙. อกาลราวิชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นปุโรหิตของพระเจ้าพรหมทัต
ต�ำหนิไก่ตัวทไ่ี ม่เคยอยใู่ นส�ำนักครอู าจารยจ์ งึ ขนั ไมถ่ ูกเวลา จนถกู ฆา่ ตาย
๑๐. พันธนโมกขชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นปุโรหิตของพระเจ้าพรหมทัต
ถกู พระมเหสีใสค่ วาม แตก่ ็เอาตัวรอดมาได้ดว้ ยปญั ญาของตน
154 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
๑๓. กสุ นาฬิวรรค หมวดว่าดว้ ยกอหญา้ คา
๑. กุสนาฬิชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นเทวดาอยู่ที่กอหญ้าคา ได้หาอุบาย
ให้รกุ ขเทวดาได้รกุ ขวมิ านคนื
๒. ทุมเมธชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญาช้างเผือก ถูกพระราชาผู้ไม่มี
บญุ รษิ ยาจะฆ่าใหต้ าย จึงพานายควาญชา้ งเหาะหนีไปอยู่กรุงพาราณสี
๓. นงั คลีสชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นอาจารยท์ ศิ าปาโมกข์ พยายามท่จี ะ
สอนศษิ ย์ผู้โง่เขลาใหเ้ ป็นคนฉลาด แต่ไมอ่ าจท�ำได้ จึงต้องปลอ่ ยไป
๔. อมั พชาดก พระโพธสิ ตั วเ์ สวยพระชาตเิ ปน็ พราหมณ์ ออกบวชเปน็ ฤาษไี ดส้ รรเสรญิ
ฤาษีผมู้ ีวตั รดีที่ไดช้ ว่ ยเหลือสตั วไ์ มใ่ ห้อดน�้ำตายในฤดูแล้ง
๕. กฏาหกชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นมหาเศรษฐีชาวกรุงพาราณสี
ถกู ลกู ทาสปลอมตวั อา้ งวา่ เปน็ บตุ รของทา่ นไปแตง่ งานกบั ลกู สาวเศรษฐตี า่ งเมอื ง แตเ่ มอ่ื ทา่ นไป
พบกลบั ไม่เอาเรือ่ ง เพยี งแต่บอกใหภ้ รรยาของเขาไดร้ บั รู้ก�ำเนิดเดมิ ของเขาเท่านน้ั
๖. อสิลักขณชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระราชนัดดา ท�ำอุบายจาม
ได้พระราชธดิ าพระเจ้ากรงุ พาราณสีมาเปน็ พระชายาและไดค้ รองราชสมบัติสบื มา
๗. กลัณฑุกชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นเศรษฐีชาวกรุงพาราณสี ใช้ลูกนก
แขกเตา้ ตามหาทาสคนหนึ่งท่หี นีไปแตง่ งานกับธดิ าเศรษฐชี าวชนบท
๘. พิฬารวตชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญาหนู ได้ต่อสู้กับสุนัขจิ้งจอก
ท่หี ลอกกินบริวารของตน
๙. อัคคิกชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญาหนู ได้กล่าวต�ำหนิสุนัขจิ้งจอก
ที่หลอกกนิ บรวิ ารของตน
๑๐. โกสยิ ชาดก พระโพธสิ ตั วเ์ สวยพระชาตเิ ป็นอาจารยท์ ิศาปาโมกข์ สอนศิษย์ให้ท�ำ
ยาแกโ้ รคมารยาของภรรยา จนนางยอมลุกข้นึ ท�ำงานบ้าน
๑๔. อสัมปทานวรรค หมวดวา่ ดว้ ยการไมร่ บั สิง่ ของ
๑. อสมั ปทานชาดก พระโพธสิ ตั วเ์ สวยพระชาตเิ ปน็ สงั ขเศรษฐี ใหก้ ารสงเคราะหเ์ พอื่ น
ผู้อกตัญญจู นภรรยาไมพ่ อใจ
๒. ปัญจภรี กุ ชาดก พระโพธิสตั วเ์ สวยพระชาติเป็นพระโอรสองค์สดุ ทา้ ย ตง้ั ม่ันอยใู่ น
โอวาทของพระปัจเจกพุทธเจา้ ท�ำใหไ้ ด้ครองเมืองตักกสลิ า
๓. ฆตาสนชาดก พระโพธิสตั ว์เสวยพระชาตเิ ปน็ พญานก เมือ่ เห็นทอ่ี ยมู่ ีภัย จงึ พาฝงู
เลม่ ท่ี ๑๙ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๗ 155
นกไปอาศัยอยู่ท่ีอ่ืน
๔. ฌานโสธนชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นดาบส สิ้นชีพแล้วไปเกิดใน
อาภสั สรพรหม กลับลงมาสอนศิษย์ผู้ไม่เช่ือฟังค�ำของศิษย์ผู้ใหญ่
๕. จนั ทาภชาดก พระโพธสิ ตั วเ์ สวยพระชาตเิ ปน็ ดาบส สนิ้ ชพี แลว้ ไปเกดิ ในพรหมโลก
กลบั มาสอนวธิ ีปฏบิ ัตกิ สิณให้แกศ่ ษิ ย์
๖. สุวัณณหังสชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญาหงส์ทอง มาสลัดขนทอง
ให้แก่ภรรยาและธิดา แตถ่ ูกจับถอนขนจนหมด ขนที่ขนึ้ มาใหมก่ ลบั เป็นสีขาวปกติ
๗. พัพพุชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นช่างสลักหิน ได้ช่วยนางหนูให้พ้นจาก
อ�ำนาจแมว และไดท้ รัพย์เป็นทนุ จ�ำนวนมาก
๘. โคธชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญาเห้ีย ได้กล่าวติเตียนดาบสอย่าง
รนุ แรงท่ีใชอ้ บุ ายลวงจะกินตน
๙. อุภโตภัฏฐชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นรุกขเทวดา กล่าวติเตียน
นายพรานเบ็ดผูห้ วังจะคิดหวงลาภก่อนได้ลาภ
๑๐. กากชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญากา ได้เสี่ยงชีวิตช่วยเหลือ
ฝงู กาใหพ้ ้นจากอนั ตราย เพราะความผูกอาฆาตของปุโรหิต
๑๕. กกัณฏกวรรค หมวดว่าดว้ ยก้ิงก่า
๑. โคธชาดก พระโพธสิ ตั วเ์ สวยพระชาตเิ ปน็ พญาเหยี้ สอนลกู ไมใ่ หท้ �ำความสนทิ สนม
กับก้งิ ก่า แตบ่ ุตรไมย่ อมฟงั จึงน�ำความพนิ าศมาสตู่ ระกูลเหยี้
๒. สิงคาลชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญาสุนัขจิ้งจอก กล่าวต�ำหนิ
นกั เลงสุราผู้ใชอ้ บุ ายลวงจะฆ่าตน
๓. วโิ รจนชาดก พระโพธสิ ตั วเ์ สวยพระชาตเิ ปน็ พญาไกรสรราชสหี ์ กลา่ วถงึ สนุ ขั จงิ้ จอก
ท่พี ยายามเลยี นแบบตนแตก่ ถ็ ูกช้างเหยียบถึงแกค่ วามตาย
๔. นังคุฏฐชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์บูชาไฟ รู้ว่าการบูชาไฟ
ไมม่ ปี ระโยชนจ์ งึ หมดศรทั ธาหนั กลบั มาบ�ำเพญ็ เพยี รทางจิต
๕. ราธชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญานกแขกเต้า สอนนกแขกเต้า
น้องชายไมใ่ หพ้ ูดถึงความไมด่ ีของผู้อืน่ เมอื่ เหน็ วา่ ตนไม่ปลอดภยั ตอ่ เมอ่ื ไดโ้ อกาสแลว้ คอ่ ยพดู
๖. กากชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นเทวดาประจ�ำมหาสมุทร ได้ห้ามฝูงกา
ไมใ่ หว้ ิดนำ้� ในมหาสมุทร เพราะจักเป็นการเหนอื่ ยเปล่า
156 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
๗. ปุปผรัตตชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นเทวดาประจ�ำอากาศ ห้ามบุรุษ
คนหนึง่ ผหู้ ลงภรรยาไม่ใหล้ ักของหลวง แตเ่ ขาไมฟ่ ังจงึ ถกู ลงโทษถึงตาย
๘. สิงคาลชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นสุนัขจ้ิงจอก เพราะความติดในรส
จงึ เข้าไปติดอยใู่ นท้องช้างที่ตาย และประสบทกุ ขแ์ ทบปางตาย
๙. เอกปัณณชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ ออกบวชเป็นฤาษีได้
สอนพระราชกมุ ารผู้โหดรา้ ยดว้ ยการอุปมาด้วยหน่อสะเดา
๑๐. สัญชีวชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ต�ำหนิศิษย์
ผ้ชู ุบชีวิตเสอื โคร่งท่ตี ายไปแล้วให้กลบั คืนชพี จนมาท�ำใหต้ นเองถงึ ต้องสน้ิ ชีวิต
๒. ทกุ นบิ าต
๑. ทัฬหวรรค หมวดวา่ ดว้ ยความกระดา้ ง
๑. ราโชวาทชาดก พระโพธสิ ตั วเ์ สวยพระชาตเิ ปน็ พระเจา้ พรหมทตั ไดป้ ระทานโอวาท
แก่พระเจ้ากรุงสาวัตถีให้ต้ังอยู่ในธรรมคือพึงชนะความโกรธด้วยความไม่โกรธ พึงชนะความ
ไม่ดดี ว้ ยความดี เปน็ ต้น
๒. สิงคาลชาดก พระโพธิสตั ว์เสวยพระชาติเป็นพญาราชสหี ์ เห็นนอ้ งชายท้งั ๖ ตาย
เพราะความโง่เขลา จึงบนั ลอื สีหนาทใหส้ นุ ขั จ้ิงจอกหวั ใจแตกตาย
๓. สกู รชาดก พระโพธสิ ตั วเ์ สวยพระชาตเิ ปน็ ราชสหี ์ ยอมยกชยั ชนะใหส้ กุ ร โดยไมย่ อม
ต่อสู้ เพราะเกลียดคูถทต่ี ดิ อยู่ทต่ี ัวสกุ ร
๔. อุรคชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นดาบส สอนให้นาคและครุฑมีเมตตา
กรณุ าต่อกัน เปน็ มติ รกัน
๕. ภัคคชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นบุตรพราหมณ์ ช่วยบิดาให้พ้นจาก
ถูกยกั ษจ์ บั กิน และทรมานยกั ษ์ใหต้ ง้ั อยู่ในศีล ๕
๖. อลนี จติ ตชาดก พระโพธสิ ตั วเ์ สวยพระชาตเิ ปน็ อลนี จติ ตกมุ าร อาศยั พญาชา้ งเผอื ก
จับพระเจา้ โกศลได้ ไดร้ บั ชัยชนะในสงคราม
๗. คณุ ชาดก พระโพธสิ ตั วเ์ สวยพระชาตเิ ปน็ พญาราชสหี ์ ระลกึ ถงึ คณุ ของ สนุ ขั จงิ้ จอก
ที่ชว่ ยใหพ้ ้นจากหลม่ ได้ จงึ ให้พาครอบครัวไปอยู่รวมกันในถ้�ำ
๘. สุหนุชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นอ�ำมาตย์ของพระเจ้าพรหมทัต หาวิธี
แกไ้ ขอ�ำมาตย์โกงแก่พวกพอ่ คา้ ม้า โดยใหป้ ลอ่ ยม้าโกงไปอยู่กับมา้ โกง ท�ำใหก้ ันความชวั่ ได้
เลม่ ที่ ๑๙ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๒๗ 157
๙. โมรชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญานกยูงทองตั้งมั่นอยู่ในพระปริตร
นอบน้อมพระพุทธเจ้าและพระธรรมท้ังหลายท้ังเวลาเช้าและเวลาเย็น และท�ำให้นายพราน
จับตวั ไม่ไดต้ ลอด ๗ ชัว่ กษตั ริย์ ต่อเมือ่ ลมื สาธยายพระปริตรจึงถกู จับตัวได้
๑๐. วินีลกชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเจ้าวิเทหราช ทอดพระเนตร
ลกู หงส์ ๒ ตวั น�ำลกู กาวนิ ลี กะไปทางอากาศดว้ ยการคาบปลายไมต้ วั ละขา้ งใหล้ กู กาจบั ตรงกลาง
๒. สันถววรรรค หมวดว่าดว้ ยความสนิทสนม
๑. อนิ ทสมานโคตตชาดก พระโพธสิ ตั วเ์ สวยพระชาตเิ ปน็ พราหมณ์ ออกบวชเปน็ ฤาษี
ได้ตเิ ตยี นสหายฤาษีผไู้ ม่เชื่อฟังน�ำลกู ช้างมาเลีย้ งจนถกู ชา้ งเหยยี บตาย
๒. สันถวชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ ออกบวชเป็นดาบสได้
ต�ำหนกิ ารบูชาไฟวา่ ไมม่ ปี ระโยชนอ์ ะไร จงึ ดบั ไฟเสียแลว้ เขา้ ปา่ บ�ำเพ็ญเพียร ทางจิต
๓. สุสีมชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ปุโรหิตของพระเจ้าสุสีมะ
เรียนจบไตรเพทและหัตถีสตู รจนได้รับแต่งตง้ั ให้ท�ำหนา้ ท่สี มโภชชา้ งแทนบิดา
๔. คชิ ฌชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญานกแร้ง เลี้ยงดูมารดาบิดาได้
ตอบแทนคุณเศรษฐีท่ีช่วยให้พวกตนหายหนาว จึงพาบริวารไปคาบเอาเส้ือผ้าไปท้ิงลงท่ีบ้าน
เศรษฐี
๕. นกุลชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นฤาษี เห็นกิริยาการนอนแบบระวังตัว
ของพังพอนแลว้ สอนให้พังพอนกับงูเหา่ เป็นมิตรกัน
๖. อุปสาฬหกชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นฤาษี สอนพราหมณ์กับบุตรให้รู้
ว่าทีท่ ส่ี ตั ว์ไม่เคยตายไมม่ ีในโลก
๗. สมิทธิชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ ออกบวชเป็นฤาษีถูก
นางเทพธิดาประเล้าประโลมด้วยกามคุณแต่ท่านไม่ยินดีด้วย กลับแสดงธรรมให้นางฟังท�ำให้
นางจนปัญญายอมหลกี ไป
๘. สกุณัคฆิชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นนกมูลไถ ออกหากินไปต่างแดน
ถูกเหยี่ยวนกเขาจบั ได้ แตก่ ็แกไ้ ขเอาตวั รอดไดด้ ้วยปญั ญาของตน
๙. อรกชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ ออกบวชเป็นฤาษีได้
พรหมวหิ าร ๔ จนไดเ้ ป็นศาสดาชือ่ อรกะ สอนการแผเ่ มตตา มบี รวิ ารมาก
๑๐. กกัณฏกชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นมโหสธบัณฑิต กราบทูล
พระเจา้ วิเทหะถึงกิ้งกา่ ได้ทรพั ยแ์ ลว้ ท�ำหยิง่ ไม่แสดงความเคารพเหมอื นกอ่ น
158 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
๓. กัลยาณวรรค หมวดว่าด้วยธรรมอันงาม
๑. กลั ยาณธมั มชาดก พระโพธสิ ตั วเ์ สวยพระชาตเิ ปน็ เศรษฐชี าวกรงุ พาราณสอี อกบวช
เป็นฤาษไี ดแ้ สดงกลั ยาณธรรมแกพ่ ระราชา
๒. ทัททรชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญาราชสีห์ ติเตียนสุนัขจ้ิงจอกที่
พยายามบันลือเสียงแข่งกับราชสีห์
๓. มกั กฎชาดก พระโพธิสตั ว์เสวยพระชาตเิ ปน็ พราหมณ์ ออกบวชเป็นดาบสสอนลกู
ใหร้ ู้จกั วานรทีป่ ลอมตวั เปน็ ฤาษี มาขอผิงไฟดว้ ยในคราวฝนตกหนกั
๔. ทุพภยิ มักกฏชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ ติเตียนวานร
ท่ีไมร่ จู้ ักบญุ คณุ ให้น้ำ� ดม่ื แลว้ ยงั มาถ่ายคูถรดศีรษะอีก
๕. อาทิจจุปัฏฐานชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ ออกบวชเป็น
ฤาษี สอนชาวเมืองไม่ให้เลอื่ มใสตอ่ วานรตวั หน่งึ ซง่ึ เป็นสตั วไ์ มม่ ีศลี
๖. กฬายมฏุ ฐชิ าดก พระโพธสิ ตั วเ์ สวยพระชาตเิ ปน็ อ�ำมาตยข์ องพระเจา้ กรงุ พาราณสี
กราบทลู พระราชาถงึ ความโงข่ องวานรทแ่ี สวงหาประโยชนส์ ว่ นนอ้ ย ยอมทง้ิ ประโยชนส์ ว่ นใหญ่
ท�ำให้พระราชาไดค้ ิดยอมยกกองทพั กลับ
๗. ตนิ ทุกชาดก พระโพธิสตั ว์เสวยพระชาติเป็นพญาวานร ปลอบใจบรวิ ารให้เบาใจ
วา่ จะตอ้ งพน้ ภัยเพราะวานรหลานชายทฉี่ ลาด
๘. กจั ฉปชาดก พระโพธิสตั วเ์ สวยพระชาติเปน็ ช่างปน้ั หมอ้ ไดย้ กเรื่องเต่าซ่ึงตดิ ทอ่ี ยู่
จนท�ำให้ตนถึงตายมาเปน็ เคร่อื งสอนธรรมแก่ประชาชน
๙. สตธัมมชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นบุรุษจัณฑาลแบ่งอาหารให้แก่
สตธรรมมาณพ เขาบรโิ ภคแลว้ อาเจยี รออกมาหมด เพราะรงั เกยี จในความเป็นคนจณั ฑาล
๑๐. ททุ ททชาดก พระโพธิสตั วเ์ สวยพระชาติเป็นพราหมณ์ ออกบวชเปน็ ฤาษไี ดส้ อน
ชาวบา้ นให้รู้วา่ การใหส้ ่ิงของทีใ่ หโ้ ดยยากนน้ั เปน็ การดี
๔. อสทสิ วรรค หมวดว่าดว้ ยอสทิสกมุ าร
๑. อสทิสชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นอสทิสราชกุมาร เรียนจบวิชา
๑๘ ศาสตร์ เกง่ ในการยงิ ธนู ทรงขับไล่พระราชาข้าศกึ ๗ พระองค์ใหห้ นีไป
๒. สังคามาวจรชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นนายหัตถาจารย์ ได้พูดปลุกใจ
ชา้ งใหฮ้ ึกเหิมจนสามารถท�ำลายประตูเมอื งเข้าไปได้
๓. วาโลทกชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นอ�ำมาตย์ของพระเจ้าพรหมทัต
แสดงสภาพธรรมดาของผตู้ ่�ำและผสู้ ูงถวายพระราชา
เลม่ ที่ ๑๙ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๗ 159
๔. คิริทัตตชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นอ�ำมาตย์ของพระเจ้าพรหมทัต
หาอุบายใหม้ า้ ขากะเผลกเดินตรงโดยการใหเ้ ปล่ียนคนเลยี้ งทเ่ี ดินตรง
๕. อนภริ ตชิ าดก พระโพธสิ ตั วเ์ สวยพระชาตเิ ปน็ อาจารยท์ ศิ าปาโมกข์ สอนศษิ ยผ์ หู้ นง่ึ
ใหต้ ัดความกงั วลในเร่อื งครอบครัวเสยี จะเกดิ ปญั ญาในการสาธยายมนตร์
๖. ทธิวาหนชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นอ�ำมาตย์ของพระเจ้าพรหมทัต
ไดก้ ราบทลู เหตุท่ีมะม่วงมีรสขมเพราะการระคนกับตน้ สะเดา
๗. จตุมัฏฐชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นรุกขเทวดา ได้ติเตียนสุนัขจิ้งจอกท่ี
ไมร่ จู้ กั ฐานะของตน
๘. สหี โกตถชุ าดก พระโพธสิ ตั วเ์ สวยพระชาตเิ ปน็ พญาราชสหี ์ ไดส้ อนลกู ของตนทเ่ี กดิ
แต่นางจ้ิงจอก ไม่ใหบ้ ันลอื ในท่ามกลางราชสหี ์
๙. สหี จมั มชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นชาวนา รู้เท่าทนั ลาท่เี อาหนงั ราชสหี ์
มาสวมแล้วไปลงกินขา้ วกล้าในนา เพราะเม่ือมันรอ้ งออกมาก็รู้วา่ ไม่ใช่ราชสีห์
๑๐. สีลานิสังสชาดก พระโพธิสัตวเ์ สวยพระชาติเป็นเทวดาประจ�ำสมุทร ไดช้ ่วยเหลอื
อบุ าสกผู้มีศรทั ธา ศลี และจาคะใหพ้ น้ ภยั
๕. รุหกวรรค หมวดวา่ ด้วยรุหกปุโรหติ
๑. รุหกชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเจ้าพรหมทัตทรงเกลี้ยกล่อมให้
ปุโรหิตคืนดีกับภรรยา แต่ไมส่ �ำเร็จ
๒. สิริกาฬกณั ณชิ าดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นมโหสธบัณฑิต ได้แสดงเรื่อง
สริ ิกับกาฬกณั ณีถวายแด่พระเจ้าวเิ ทหะ
๓. จฬู ปทมุ ชาดก พระโพธสิ ตั วเ์ สวยพระชาตเิ ปน็ พระเจา้ ปทมุ ทรงใหอ้ ภยั แกพ่ ระชายา
ผู้คิดปลงพระชนมพ์ ระองค์
๔. มณิโจรชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นคหบดีผู้มีภรรยาสวย ถูกพระเจ้า
พรหมทัตออกอบุ ายหาว่าลักแกว้ มณหี วังจะประหารชีวติ แล้วยึดภรรยา แต่ท�ำไมส่ �ำเรจ็
๕. ปัพพตปู ัตถรชาดก พระโพธสิ ตั วเ์ สวยพระชาตเิ ปน็ อ�ำมาตยข์ องพระเจา้ พรหมทตั
ทูลขอใหพ้ ระราชาอภัยโทษแกป่ โุ รหติ และนางสนมที่ลกั ลอบเปน็ ชู้กัน
๖. วลาหกสั สชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเปน็ พญามา้ วลาหก ได้ชว่ ยพวกพอ่ ค้า
ส�ำเภาแตกใหพ้ น้ อันตราย
๗. มติ ตามติ ตชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาตเิ ปน็ พราหมณ์ ออกบวชเปน็ ฤาษีสอน
ศิษย์ให้ร้จู ักลักษณะของมติ รและศัตรู