210 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
ขอ้ สงั เกตเกย่ี วกบั การน�ำชาดกบางเรอ่ื งไปกลา่ วยอ่ เปน็ เชงิ เปรยี บเทยี บไวใ้ นพระสตุ ตนั ต-
ปิฎก ขทุ ทกนิกาย จริยาปิฎก เล่มที่ ๓๓ ดงั กล่าวน้ี สะทอ้ นใหเ้ ห็น ถึงความเชือ่ มโยงเนอื้ หา
อย่างเป็นระบบระหว่างพระไตรปิฎกแต่ละเล่มได้เป็นอย่างดี แม้ในคัมภีร์ช้ันอรรถกถาก็มี
การโยงเนอ้ื หาระหวา่ งอรรถกถาแต่ละเลม่ เช่นเดียวกัน ลกั ษณะการเชื่อมโยงเนอื้ หาดังกลา่ วน้ี
นับเป็นการอ�ำนวยความสะดวกให้แก่ผู้สนใจศึกษาเนื้อหาของชาดกที่เช่ือมโยงอยู่ใน
พระไตรปฎิ กเล่มต่าง ๆ ไดเ้ ป็นอยา่ งดอี ีกด้วย
เลม่ ที่ ๒๑ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๒๙ 211
พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๙
พระสุตตนั ตปิฎก เลม่ ที่ ๒๑
(ขุททกนกิ าย มหานทิ เทส)
มหานิทเทส เป็นชื่อคัมภีร์นิทเทสคัมภีร์หนึ่งในจ�ำนวน ๒ คัมภีร์ อีกคัมภีร์ ชื่อว่า
จูฬนิทเทส ทั้ง ๒ คัมภีร์น้ีจัดอยู่ในขุททกนิกายแห่งพระสุตตันตปิฎก คัมภีร์มหานิทเทสเป็น
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๙ จูฬนิทเทสเปน็ พระไตรปฎิ กเล่มที่ ๓๐
คัมภีร์นิทเทสทั้งสองนี้ถือกันว่า เป็นคัมภีร์แนวอรรถกถา เพราะยกพระพุทธวจนะ
มาตงั้ แลว้ อธบิ ายขยายความแตล่ ะศพั ท์ แตล่ ะบท และแตล่ ะบาท ดว้ ยวธิ กี ารอธบิ ายถงึ ๙ แบบ
จึงให้ความหมายอย่างละเอียดลึกซึ้ง กว้างขวาง พิสดารย่ิง สมบูรณ์ทั้งในด้านอรรถและ
พยัญชนะ ช่วยผู้ศึกษาให้เข้าใจหลักธรรมที่เป็นโลกุตตระ และสุญญตา ช่วยผู้ปฏิบัติให้บรรลุ
คุณวิเศษคือมรรค ผล นิพาน ช่วยขจัดอุปสรรคแห่งการปฏิบัติธรรมให้หมดไป เป็นบ่อเกิด
ความรู้อันประเสริฐแก่พระโยคาวจร เป็นเหตุให้พระธรรมกถึกแสดงธรรมได้ไพเราะเป็นพิเศษ
ช่วยผู้กลัวทุกข์ในสังสารวัฏให้หลุดพ้นจากทุกข์นั้นได้ ช่วยผู้ต้องการรู้อรรถแห่งคัมภีร์ให้เข้าใจ
ความหมายนัยต่าง ๆ แห่งสตุ ตบททัง้ หลายอยา่ งถกู ต้องตามพระพุทธประสงค์
ความหมายและที่มาของมหานิทเทส
ค�ำว่า นิทเทส แปลว่า แสดง ช้แี จง จ�ำแนก แจกแจง ในท่ีนีห้ มายถงึ คมั ภีร์ ทวี่ า่ ด้วยการ
อธิบายขยายความพระพทุ ธวจนะโดยยอ่ ใหม้ ีความหมายกวา้ งขวาง พิสดารดุจมหาสมทุ รและ
มหาปฐพี จงึ เรยี กชอื่ วา่ มหานทิ เทส แปลวา่ นทิ เทสใหญ่ สว่ นนทิ เทสทวี่ า่ ดว้ ยการอธบิ ายขยาย
ความพระพทุ ธวจนะโดยยอ่ ใหม้ คี วามหมายกวา้ งขวางเหมอื นกนั แตอ่ าจถอื วา่ มเี นอื้ หาทส่ี �ำคญั
นอ้ ยกว่า จึงเรยี กชื่อว่า จูฬนทิ เทส แปลว่า นิทเทสน้อย คมั ภีร์นทิ เทสทั้งสองนเ้ี ปน็ ผลงานของ
ทา่ นพระ สารบี ตุ รผเู้ ปน็ อคั รสาวกฝา่ ยขวาของพระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ผไู้ ดร้ บั ยกยอ่ งจากพระพทุ ธ
องค์ว่าเป็นเอตทัคคะทางปัญญา คือ เป็นผู้เลิศทางปัญญา และได้รับสมญานามว่า เป็นพระ
ธรรมเสนาบดี คือ เสนาบดีผู้บญั ชาการกองทัพธรรมของพระผ้มู พี ระภาค ผู้เปน็ พระธรรมราชา
212 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตันตปิฎก
ตามทป่ี รากฏในปจั จบุ นั คมั ภรี ม์ หานทิ เทสวา่ ดว้ ยการอธบิ ายขยายความ พระพทุ ธวจนะ
ในพระสูตร ๑๖ สูตรแหง่ อฏั ฐกวรรค ในสตุ ตนบิ าต ขทุ ทกนกิ าย (ในพระไตรปิฎกเล่มท่ี ๒๕)
สว่ นคัมภรี ์จฬู นทิ เทสว่าดว้ ยการอธบิ ายขยายความ พระพทุ ธวจนะในพระสตู ร ๑๖ สูตรที่เปน็
โสฬสปัญหาแหง่ ปารายนวรรค ในสตุ ตนบิ าตเหมือนกนั และขคั ควสิ าณสตู ร รวมเปน็ ๑๗ สตู ร
แตค่ งมคี วามส�ำคญั นอ้ ยกวา่ พระสตู ร ๑๖ สตู รในอฏั ฐกวรรค ดงั ความปรากฏในคมั ภรี ม์ หาวรรค
แห่งพระวินัยปิฎกว่า ครั้งหน่ึง ท่านพระโสณกุฏิกัณณะ (ศิษย์ของท่านพระมหากัจจายนะ
แห่งทักขิณาปถชนบท) มาเฝ้าพระผู้มีพระภาค และได้รับพุทธานุญาตให้พักในที่เดียวกับ
พระองค์ เมื่อพระผู้มีพระภาครับส่ังให้ท่านสาธยายพระสูตรถวาย ท่านได้สาธยายพระสูตร
ต่าง ๆ ในอัฏฐกวรรค สุตตนิบาต ด้วยท�ำนองสรภัญญะ พระผู้มีพระภาคตรัสชมเชยว่า
สาธยายได้ถูกต้องตรงตามที่พระองค์ตรัสไว้ทุกประการ และสาธยายได้ไพเราะย่ิง การที่ท่าน
เลือกสาธยายพระสูตรต่าง ๆ ในอัฏฐกวรรค สุตตนิบาต ได้ถูกต้องแม่นย�ำเช่นนี้ แสดงว่าใน
ส�ำนกั ของทา่ นพระมหากจั จายนะไดม้ กี ารศกึ ษาและสาธยายพระสตู รเหลา่ นน้ั เปน็ ประจ�ำอยแู่ ลว้
มีข้อที่ควรพิจารณาต่อไปวา่ คมั ภีร์นทิ เทสน้มี ี ๒ เล่มมาต้งั แต่ตน้ หรือไม่ จากการศึกษา
คน้ คว้าเรื่องนใี้ นคมั ภรี ต์ า่ ง ๆ พบวา่ เดมิ มีเลม่ เดยี ว อาจเรียกชือ่ วา่ นทิ เทส (ว.ิ อ. ๑/๑๗-๑๘)
ตอ่ มา คงเพราะนยิ มศกึ ษากนั มากและเหน็ ความส�ำคญั จงึ เรยี กชอื่ วา่ มหานทิ เทส แตย่ งั คงเปน็
เล่มเดียว (ข.ุ ม.อ.๙-๑๐, ว.ิ สงฺคห. ๘๑) และในชั้นหลังสุดได้แบ่งเปน็ ๒ เล่ม คือ มหานทิ เทส
และจฬู นิทเทส (สารตฺถ. ฏีกา ๑/๑๑๖-๑๑๗) ดงั ปรากฏในปัจจุบนั ขอน�ำหลกั ฐานดงั กล่าวมา
เสนอเพอื่ พิจารณาดังต่อไปนี้
๑. คมั ภรี ส์ มนั ตปาสาทกิ า (อรรถกถาพระวนิ ยั ผลงานของพระพทุ ธโฆสะ พทุ ธศตวรรษ
ท่ี ๑๐) ภาคท่ี ๑ ตอนที่กล่าวถึงการจัดหมวดหมู่พระสูตรในขุททกนิกาย เรียกคัมภีร์นี้ว่า
นิทเทส ดังข้อความตอนหนง่ึ ว่า
... ขทุ ทกปา ธมมฺ ปท อุทาน อิติวตุ ตฺ ก สตุ ตนปิ าต วิมานวตถฺ ุ เปตวตถฺ เุ ถรคาถา
เถรีคาถา ชาตก นทิ ฺเทส ปฏสิ มภฺ ิทา อปทาน พทุ ธฺ วํส จริยาปฏิ กวเสน ปณฺณรสเภโท
ขุททฺ กนกิ าโย ...
ขุททกนิกาย ๑๕ ประเภท คือ
๑. ขทุ ทกปาฐะ ๒. ธมั มปทะ (ธรรมบท)
๓. อทุ าน ๔. อิติวตุ ตกะ
๕. สุตตนิบาต ๖. วมิ านวัตถุ
๗. เปตวตั ถ ุ ๘. เถรคาถา
๙. เถรคี าถา ๑๐. ชาดก
เลม่ ที่ ๒๑ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๒๙ 213
๑๑. นิทเทส ๑๒. ปฏสิ ัมภทิ ามรรค
๑๓. อปทาน ๑๔. พทุ ธวงศ์
๑๕. จรยิ าปฎิ ก
๒. คัมภีรส์ ัทธมั มปั ปัชโชตกิ า (อรรถกถามหานทิ เทส ผลงานของพระอปุ เสนมหาเถระ
ชาวลงั กา รจนาในรัชสมัยพระเจา้ กติ ติเสนะ พ.ศ.๑๐๖๕) เรยี กคัมภรี ์นิทเทสน้ีวา่ มหานทิ เทส
ดังปรากฏใน คนถฺ ารมภฺ กถา (ค�ำปรารภคมั ภรี )์ ตอนหน่งึ ว่า
... อิทานิ โย อติอคฺคํ กตฺวา กถิตตฺตา มหาสมุทฺทมหาปฐวี วิย มหา จ โส
นทิ เฺ ทโส จาติ มหานทิ เฺ ทโส, ตํ มหานทิ เฺ ทสํ วณณฺ ยิสสฺ าม.ิ
... บัดนข้ี า้ พเจา้ (พระอปุ เสนะ) จกั พรรณนามหานิทเทส ซ่งึ เปน็ คัมภีรน์ ิทเท
สและเป็นคัมภีร์ใหญ่ดุจมหาสมุทรและมหาปฐพี เพราะท่าน (พระสารีบุตร)
กล่าวไว้ยอดเยยี่ ม
ในค�ำปรารภของคัมภีร์นี้ พระอุปเสนมหาเถระกล่าวไว้ชัดเจนว่า คัมภีร์มหานิทเทส
ว่าด้วยพระสูตรในวรรค ๒ วรรค คือ อัฏฐกวรรคและปารายนวรรค วรรคละ ๑๖ สูตร
ขัคควิสาณสูตรอกี ๑ สตู รรวมเป็น ๓๓ สูตร หมายความว่า มหานิทเทสวา่ ดว้ ยเนอ้ื หาทเ่ี ปน็ ของ
จูฬนิทเทสดว้ ย จงึ เหน็ ได้ว่าในสมยั นั้นยงั ไม่แบง่ เปน็ มหานทิ เทส และจฬู นิทเทส
ข้อสรุปข้างต้น อาจมีผู้เห็นได้ว่า ไม่ถูกต้อง เพราะคัมภีร์สัทธัมมัปปัชโชติกา ของ
พระอุปเสนมหาเถระ มี ๒ เลม่ เลม่ แรกเปน็ มหานิทเฺ ทสวณณฺ นา (พรรณนา มหานทิ เทส) และ
ถอื เปน็ มหานทิ เฺ ทสฏฐฺ กถา (อรรถกถามหานทิ เทส) เลม่ ท่ี ๒ เปน็ จฬู นทิ เฺ ทสวณณฺ นา (พรรณนา
จฬู นิทเทส)และถอื เป็น จูฬนิทฺเทสฏฺฐกถา (อรรถกถาจูฬนทิ เทส) แสดงว่า ขณะนนั้ มีจูฬนทิ เทส
แล้วดว้ ย
ถา้ อา่ นคมั ภรี ส์ ทั ธมั มปั ปชั โชตกิ าใหด้ ี จะเหน็ วา่ เดมิ เปน็ เลม่ เดยี ว คอื มหานทิ เฺ ทสวณณฺ นา
ค�ำทย่ี นื ยนั วา่ ขอ้ สรปุ นเี้ ปน็ จรงิ คอื นคิ มคาถา(ค�ำลงทา้ ย) ของจฬู นทิ เฺ ทสวณณฺ นา (น. ๑๔๙) ทว่ี า่
โย โส สคุ ตปุตฺตานํ อธปิ ตภิ เู ตน หิตรตินา
เถเรน ถริ คณุ วตา สวุ ิภตฺโต มหานทิ เฺ ทโส
มหานทิ เทสนน้ั ใด พระเถระผเู้ ปน็ ใหญแ่ หง่ บตุ รพระสุคต
ผยู้ นิ ดใี นประโยชนเ์ ก้อื กลู ผู้มีคุณอันมัน่ คง จ�ำแนกไวด้ แี ล้ว
เนื่องจากในมหานิทฺเทสวณฺณนา มีแต่ คนฺถารมฺภกถา ไม่มีนิคมคาถา ส่วนใน
จูฬนิทฺเทสวณฺณนา ไม่มี คนฺถารมฺภกถา มีแต่นิคมคาถา และในนิคมคาถานั้นไม่มีค�ำว่า
จูฬนทิ เฺ ทส อยู่เลย จงึ ลงความเหน็ ได้วา่ เดิมคมั ภีรส์ ัทธมั มปั ปัชโชตกิ า มเี ล่มเดียว มาแยกเป็น
๒ เลม่ ในช้นั หลัง
214 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสุตตันตปฎิ ก
๓. คัมภีร์วินยสังคหัฏฐกถา (ผลงานของพระสารีบุตรมหาเถระ ชาวลังการจนาใน
รัชสมัยพระเจ้าปรักกมพาหุที่ ๑ พ.ศ.๑๑๘๖-๑๒๐๙) เรียกคัมภีร์นิทเทสน้ีว่า มหานิทเทส
เชน่ เลา่ เรอ่ื งการสบื ตอ่ คมั ภรี ม์ หานทิ เทสของภกิ ษชุ าวลงั กา โดยมขุ ปาฐะกอ่ นการท�ำสงั คายนา
ครงั้ ท่ี ๕ (พ.ศ.๔๓๓ รชั สมยั พระเจา้ วฏั คามนิ )ี ทมี่ กี ารจารกึ พระไตรปฎิ กลงใบลานเปน็ ครงั้ แรก วา่
เมื่อคราวเกิดภัยพิบัติ มีภิกษุรูปหน่ึง ทรงจ�ำคัมภีร์ มหานิทเทส ได้อย่าง
คล่องแคล่วแม่นย�ำช�ำนาญ(แต่ท่านเป็นอลัชชี) ในคร้ังน้ัน พระมหาติปิฏกเถระ
ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ของพระติสสเถระผู้ทรงจ�ำนิกาย ทั้ง ๔ ได้นิมนต์ให้
ท่านพระมหารักขิตเถระไปเรียนคัมภีร์มหานิทเทสในส�ำนักภิกษุอลัชชีนั้น
ท่านพระมหารักขิตเถระไม่ยอมไปเรียนด้วยอ้างว่า ภิกษุรูปที่ทรงจ�ำคัมภีร์
มหานิทเทสน้ันเป็นอลัชชี พระมหาติปิฏกเถระกล่าวว่า ท่านจะไปนั่งเป็นเพื่อน
อยู่ด้วย ท่านพระมหารักขิตเถระจึงกล่าวว่า “ถ้าท่านอาจารย์ไปน่ังเป็นเพ่ือนอยู่
ด้วย ผมก็จะไปเรียน” แลว้ ก็ได้ไปเรยี นมหานิทเทสอยู่ทั้งวันทั้งคนื ในวันสุดทา้ ยท่ี
เรียนจนทรงจ�ำไดห้ มด
ท่านพระมหารักขิตเถระได้เห็นผู้หญิงอยู่ใต้เตียงของพระภิกษุอลัชชีนั้น
จึงกล่าวว่า “ผมได้ฟังมาก่อนแล้วทีเดียว ถ้ารู้อย่างน้ีผมจะไม่เรียนในส�ำนักอลัชชี
เช่นน้ี”
แต่จะอยา่ งไรก็ตาม พระเถระเป็นจ�ำนวนมาก กไ็ ด้เรียนมหานิทเทส ในส�ำนกั ภกิ ษุน้ัน
แล้วรกั ษามหานทิ เทสสืบตอ่ กนั มาได้
๔. คัมภีร์สารัตถทีปนีฎีกา ปฐมภาค (ผลงานของพระสารีบุตรมหาเถระ ชาวลังกา
รูปเดียวกับผู้รจนาวินยสังคหัฏฐกถา) ระบุไว้ชัดเจนว่าคัมภีร์นิทเทสท่ีท่านพระธรรมเสนาบดี
สารีบุตรรจนานั้น เรียกว่า มหานิทเทส และจูฬนิทเทส (... อายสฺมตา ธมฺมเสนาปติ-
สารปี ุตตฺ ตเฺ ถเรน กโต นทิ เฺ ทโส มหานทิ เฺ ทโส จูฬนทิ ฺเทโสติ จ วจุ จฺ ติ)
ข้ออา้ งนีเ้ ปน็ พยานยนื ยันวา่ มาแบง่ เป็น ๒ เล่ม ในชั้นหลัง คอื ชัน้ ฎีกา น่นั เอง
เหตุทจ่ี ัดคมั ภีรน์ ทิ เทสเขา้ ในพระไตรปฎิ ก
อาจมผี สู้ งสยั วา่ เมอื่ คมั ภรี น์ ทิ เทสเปน็ เพยี งผลงานแนวอรรถกถาของทา่ นพระสารบี ตุ ร
ท�ำไมจึงจดั เข้าไว้ในพระไตรปิฎกดว้ ย จึงขอเสนอเหตผุ ลเพอื่ พิจารณา ดังตอ่ ไปนี้
โดยปกติ ท่านพระสารีบุตรท�ำหน้าที่อธิบายขยายความพระพุทธวจนะที่มีผู้สงสัย
และมาขอให้ท่านอธิบายอยู่เป็นประจ�ำ และมีหลายคร้ังที่ท่านได้ฟังพระพุทธวจนะโดยย่อ
แล้วกราบทูลพระผู้มีพระภาคทันทีว่า ท่านเข้าใจเนื้อหาพระพุทธวจนะนั้นโดยละเอียด และ
เลม่ ที่ ๒๑ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๙ 215
ได้อธิบายถวาย พระผู้มีพระภาคตรัสชมเชยว่า ท่านอธิบายขยายความได้ถูกต้องตรงตาม
พระพุทธประสงค์ ผลงานในลักษณะนี้มีปรากฏอยู่ในพระสูตรหลายสูตร เช่น สัมมาทิฏฐิสูตร
(ม.มู. ๑๒/๘๙-๑๐๔/๖๓-๗๕) ทตุ ยิ โสวจสั สตาสตู ร (องฺ.สตฺตก. ๒๓/๓๕/๒๗-๒๘) สักกัจจสตู ร
(องฺ.สตตฺ ก. ๒๓/๗๐/๙๗-๑๐๒)
ผลงานอกี ลกั ษณะหนง่ึ เปน็ การอธบิ ายขยายความพระพทุ ธวจนะในแนว พระอภธิ รรม
ใหม้ นี ัยและความหมายวจิ ิตรพสิ ดารย่ิง และจดั อยู่ในพระไตรปฎิ กดว้ ย ผลงานนีค้ ือปฏิสมั ภทิ า
มรรค พระไตรปิฎกเลม่ ที่ ๓๑
นอกจากน้ียังมีผลงานท่ีท่านริเร่ิมข้ึนเพื่อเป็นการสืบต่อพระพุทธศาสนาให้เจริญ
ม่นั คงมี ๒ ลกั ษณะ คอื (๑) สังคีตสิ ูตร (ที.ปา. ๑๑/๒๙๖-๓๔๘/๑๘๘-๒๔๐) และทสุตตรสูตร
(ที.ปา. ๑๑/๓๕๐-๓๖๐/๒๔๑-๒๘๒) (๒) คมั ภรี น์ ทิ เทสทก่ี �ำลงั กลา่ วถงึ
๑. สงั คตี สิ ตู ร ทา่ นพระสารบี ตุ รแสดงในทปี่ ระชมุ สงฆ์ ซง่ึ มพี ระพทุ ธองคป์ ระทบั อยดู่ ว้ ย
ณ ท้องพระโรงหลงั ใหมช่ ่ืออพุ ภตกะของพวกมัลลกษัตรยิ ์ กรงุ ปาวา แควน้ มลั ละ โดยปรารภ
ความแตกสามคั คขี องสาวกนคิ รนถ์ หลงั จากนคิ รนถน์ าฏบตุ รดบั ขนั ธไ์ มน่ าน แลว้ เสนอแนะใหม้ ี
การจดั หมวดหมพู่ ระธรรมวนิ ยั เพอ่ื ความเปน็ ระเบยี บเรยี บรอ้ ย สะดวกแกก่ ารศกึ ษา ซงึ่ จะท�ำให้
พระธรรมวินัยนีเ้ จริญมั่นคงสบื ไปในอนาคต จากน้นั ทา่ นไดแ้ สดงตัวอยา่ งการจดั หมวดธรรมไว้
๑๐ หมวด คือหมวดธรรมที่มหี วั ข้อเดียว จนถงึ หมวดธรรมมี ๑๐ หวั ข้อ เมอื่ ทา่ นแสดงธรรม
จบลง พระผู้มพี ระภาคตรสั ชมเชยวา่ เปน็ ความคดิ ท่ีดี ต่อมา ท่านไดเ้ สนอวธิ ีการจดั หมวดหมู่
พระธรรมใหพ้ ิสดารข้ึนไปอกี ดังปรากฏในทสุตตรสูตร แนวความคิดน้เี ปน็ ตัวอยา่ งของการท�ำ
สงั คายนา คอื การร้อยกรองพระธรรมวนิ ัยสบื มา นับแตป่ ฐมสงั คายนาเป็นตน้ มา
๒. คมั ภีรน์ ิทเทส เปน็ ผลงานแนวอรรถกถา คงเนอ่ื งมาจากการมองเห็นการณ์ไกลวา่
แม้ได้มีการสังคายนาจัดหมวดหมู่พระธรรมวินัยให้เป็นระเบียบเรียบร้อย สะดวกแก่ผู้ศึกษา
แลว้ ก็ตาม แตเ่ มอื่ เวลาผา่ นไป คนรุ่นใหม่ ผู้ไมเ่ ขา้ ใจภาษาใน พระไตรปฎิ กดีพอ ก็จะตคี วามไป
ตา่ ง ๆ กนั อนั ท�ำใหแ้ ตกสามคั คไี ด้ ทา่ นจงึ เสนอวธิ อี ธบิ ายความหมายของพระพทุ ธวจนะในแนว
อรรถกถาไว้ให้เป็นตัวอย่างการแต่งคัมภีร์อรรถกถาแก่พระเถระรุ่นหลัง โดยท่านได้แสดง
แนวความคดิ น้แี ก่พระเถระหลายรปู มีท่านพระอานนท์ เปน็ ตน้
ตอ่ มาเมื่อมีการท�ำสังคายนาครั้งที่ ๑ หลังพทุ ธปรินิพพาน ๓ เดอื น (ทา่ นพระสารีบุตร
นิพพานก่อนพระผู้มีพระภาค) ท่านพระอานนท์ได้สาธยายนิทเทสให้ท่ีประชุมพระธรรม-
สงั คาหกาจารยฟ์ งั ตามทท่ี า่ นไดฟ้ งั มาโดยตรงจากทา่ นพระสารบี ตุ ร ทป่ี ระชมุ จงึ มมี ตใิ หจ้ ดั เขา้ ไว้
ในขทุ ทกนกิ าย ดงั ทปี่ รากฏอยใู่ นปจั จบุ นั และถอื เปน็ แมแ่ บบของการรจนาคมั ภรี อ์ รรถกถาสบื มา
216 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตันตปิฎก
วธิ กี ารอธบิ ายพระพุทธวจนะแนวอรรถกถาในมหานทิ เทส
วิธีการอธิบายพระพุทธวจนะในพระสูตรต่าง ๆ ที่ท่านพระสารีบุตรใช้ในคัมภีร์
มหานิทเทสนม้ี ถี งึ ๙ แบบดงั นี้
๑. แบบทย่ี กพระพทุ ธวจนะท้ังบาทพระคาถามาตงั้ แลว้ อธิบายทีละบท เชน่
กามํ กามยมานสฺส ตสสฺ เจ ตํ สมชิ ฌฺ ติ
อทธฺ า ปตี มิ โน โหต ิ ลทฺธา มจโฺ จ ยทจิ ฉฺ ติ.
ถ้ากามน้นั ส�ำเรจ็ ดว้ ยดีแก่สัตวน์ ัน้ ผอู้ ยากไดก้ ามอยู่
สัตว์นัน้ ได้กามตามท่ีตอ้ งการแล้ว ย่อมเปน็ ผอู้ ิ่มใจแน่แท้
อทธฺ า ปีติมโน โหตีติ อทธฺ าติ : เอกํสวจนํ นสิ ฺสํสยวจนํ นกิ กฺ งฺขาวจนํ อเทฺวชฺฌวจนํ
อเทฺวฬหฺ กวจนํ นโิ ยควจนํ อปณฺณกวจนํ อวตถฺ าปนวจนเมตํ อทฺธาติ. ปีตตี ิ : ยา ปญฺจกามคณุ
ปฏสิ ญญฺ ตุ ตฺ า ปตี ิ ปามชุ ชฺ ํ อาโมทนา ปโมทนา หาโส ปหาโส วติ ฺติ ตฏุ ฺ ิ โอทคฺยํ อตฺตมนตา
อภิปูรณตา จิตฺตสฺส. มโนติ : ยํ จิตฺตํ มโน มานสํ หทยํ ปณฺฑรํ มโน มนายตนํ มนินฺทฺริยํ
วิฺ าณํ วิญฺาณกฺขนฺโธ ตชฺชา มโนวิฺ าณธาตุ, อยํ วุจฺจติ มโน. อยํ มโน อิมาย ปีติยา
สหคโต โหติ สหชาโต สํสฏฺโ สมฺปยุตฺโต เอกุปฺปาโท เอกนิโรโธ เอกวตฺถุโก เอการมฺมโณ.
ปตี มิ โน โหตตี ิ : ปตี มิ โน โหติ ตุฏฺมโน หฏฺมโน ปหฏฺ มโน อตฺตมโน อทุ คคฺ มโน มทุ ิตมโน
ปโมทติ มโน โหตีติ อทธฺ า ปีตมิ โน โหต.ิ (๑/๒)
ค�ำวา่ แน่แท้ ในค�ำว่า ยอ่ มเป็นผอู้ ิม่ ใจแนแ่ ท้ เป็นค�ำกลา่ วโดยนัยเดยี ว เป็นค�ำกลา่ ว
โดยไม่สงสัย เป็นค�ำกล่าวโดยไม่เคลือบแคลง เป็นค�ำกล่าวโดยไม่ เป็น ๒ นัย เป็นค�ำกล่าว
โดยไมเ่ ปน็ ๒ อยา่ ง เปน็ ค�ำกลา่ วโดยรดั กุม เปน็ ค�ำกล่าวโดยไม่ผดิ ค�ำว่า แน่แท้นี้ เปน็ ค�ำกล่าว
ท่กี �ำหนดไวแ้ น่แลว้
ค�ำวา่ อม่ิ ได้แก่ ความอิม่ เอบิ ความปราโมทย์ ความบนั เทงิ ความเบิกบาน ความร่าเริง
ความร่ืนเริง ความปลม้ื ใจ ความยนิ ดี ความมใี จสงู ความมีใจแชม่ ช่ืน ความเตม็ ใจ ทปี่ ระกอบ
ด้วยกามคุณ ๕
ค�ำว่า ใจ ไดแ้ ก่ จิต มโน มานัส หทยั ปณั ฑระ มนะ มนายตนะ มนินทรีย์ วญิ ญาณ
วญิ ญาณขนั ธ์ มโนวญิ ญาณธาตุ ทีเ่ กิดจากผสั สะเปน็ ตน้ นนั้ น้เี รียกว่า ใจ ใจน้ี ไปพรอ้ มกัน คือ
เกิดร่วมกนั ระคนกนั เกย่ี วเนือ่ งกนั เกิดพร้อมกนั ดับพร้อมกัน มวี ตั ถอุ ยา่ งเดียวกัน มีอารมณ์
อย่างเดยี วกันกับความอ่ิมเอบิ น้ี
ค�ำว่า ย่อมเป็นผอู้ มิ่ ใจ ได้แก่ เปน็ ผูอ้ มิ่ ใจ คอื เปน็ ผู้มใี จยินดี มใี จรา่ เริง มีใจเบกิ บาน
มใี จแชม่ ช่นื มีใจสงู บนั เทงิ ใจ ปลาบปลื้มใจ รวมความว่า ยอ่ มเปน็ ผอู้ ม่ิ ใจ แนแ่ ท้
เลม่ ท่ี ๒๑ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๙ 217
๒. แบบทย่ี กพระพทุ ธวจนะทง้ั บาทพระคาถามาตง้ั แลว้ อธบิ ายภาพรวม ทงั้ หมด เชน่
ตสฺส เจ กามยานสฺส ฉนฺทชาตสสฺ ชนฺตโุ น
เต กามา ปริหายนฺต ิ สลฺลวทิ โฺ ธว รปุ ปฺ ต.ิ
ถ้าเมื่อสตั ว์นั้นอยากได้กามอยู่ เกดิ ความพอใจแล้ว
กามเหล่าน้นั เสือ่ มไป สัตว์นนั้ ยอ่ มเจบ็ ปวดเหมอื นถกู ลกู ศรแทง
สลฺลวิทฺโธว รุปฺปตีติ : ยถา อโยมเยน วา สลฺเลน วิทฺโธ, อฏฺมิ เยน วา สลฺเลน
ทนฺตมเยน วา สลฺเลน วิสาณมเยน วา สลฺเลน กฏฺมเยน วา สลฺเลน วิทฺโธ รุปฺปติ กุปฺปติ
ฆฏฺฏียติ ปีฬียติ, พฺยถิโต โทมนสฺสิโต โหติ. เอวเมวํ วตฺถุกามานํ วิปริณามญฺถาภาวา
อุปฺปชฺชนฺติ โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา. โส กามสลฺเลน จ โสกสลฺเลน จ วิทฺโธ รุปฺปติ
กุปปฺ ติ ฆฏฺฏยี ติ ปีฬียต,ิ พฺยถโิ ต โทมนสฺสโิ ต โหตตี ิ สลลฺ วิทฺโธว รุปฺปต.ิ (๒/๔)
ค�ำวา่ สัตว์น้ันยอ่ มเจ็บปวดเหมอื นถูกลูกศรแทง อธิบายว่า สตั ว์ผูถ้ ูกลูกศรเหล็กแทง
กต็ าม ถูกลูกศรกระดกู ลกู ศรงา ลกู ศรเขา หรอื ลูกศรไมแ้ ทงกต็ าม ยอ่ มเจ็บปวด ดิน้ รน กระสบั
กระส่าย เดือดร้อน เจบ็ กาย เจบ็ ใจ ฉนั ใด เพราะวตั ถุกามแปรเปน็ อ่ืนไป ความเศร้าโศก ความ
คร�่ำครวญ ความทกุ ขก์ าย ความทกุ ข์ใจ ความคบั แค้นใจยอ่ มเกดิ ขึน้ ฉันนนั้ เหมือนกนั สัตวน์ ้นั
ถูกลูกศรคือกาม และลูกศรคือความเศร้าโศกแทงแล้ว ย่อมเจ็บปวด ด้ินรน กระสับกระส่าย
เดอื ดรอ้ น เจบ็ กาย เจ็บใจ รวมความวา่ สัตวน์ น้ั ย่อมเจ็บปวดเหมือนถกู ลกู ศรแทง
๓. แบบทีย่ กพระพทุ ธวจนะทง้ั บาทพระคาถามาต้ัง แลว้ อธิบายทีละบท และบทท่ี
น�ำมาอธบิ ายนนั้ มวี ภิ ัตตติ รงกันกับบทตง้ั เช่น
เขตฺตํ วตถฺ ํุ หริ ฺ ํ วา ควาสฺสํ ทาสโปริสํ
ถโิ ย พนธฺ ู ปถุ ู กาเม โย นโร อนุคิชฌฺ ติ.
นรชนใด ปรารถนาเนือง ๆ ซ่ึงไร่นา ท่ดี ิน เงนิ
โค มา้ ทาส บุรุษ สตรี พวกพ้อง หรือกามเป็นอันมาก
เขตฺตํ วตฺถุํ หริ ญฺ ํ วาติ เขตตฺ นตฺ ิ : สาลิกฺเขตตฺ ํ วีหกิ เฺ ขตตฺ ํ มุคคฺ กเฺ ขตตฺ ํ มาสกเฺ ขตฺตํ
ยวกฺเขตฺตํ โคธูมกฺเขตฺตํ ติลกฺเขตฺตํ. วตฺถุนฺติ : ฆรวตฺถุ โกฏฺกวตฺถุ ปุเรวตฺถุ ปจฺฉาวตฺถุ
อารามวตถฺ ุ วหิ ารวตฺถ.ุ หิรญฺนตฺ ิ : หริ วุจฺจติ กหาปโณติ เขตฺตํ วตฺถํุ หิรญฺํ วา. (๔/๘)
ค�ำว่า ไร่นา ในค�ำว่า ไร่นา ท่ีดิน เงิน ได้แก่ นาข้าวสาลี นาข้าว ไร่ถั่วเขียว
ไร่ถ่ัวราชมาส นาขา้ วเหนยี ว นาข้าวละมาน ไรง่ า
ค�ำวา่ ที่ดนิ ได้แก่ ท่ีปลกู เรือน ท่ีสรา้ งยุ้งฉาง ที่หน้าเรอื น ทีห่ ลังเรอื น ทส่ี วน ที่อยู่
ค�ำว่า เงนิ ได้แก่ เหรียญกษาปณ์ ตรสั เรยี กว่า เงิน รวมความว่า ไร่นา ทด่ี นิ เงิน
218 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
๔. แบบทีย่ กพระพุทธวจนะท้งั บาทพระคาถามาตัง้ แต่บททน่ี �ำมาอธบิ าย มีวิภตั ติ
ต่างกบั บทท่ีมีอยใู่ นบาทพระคาถานน้ั เชน่
ฉนฺทชาตสฺส ชนฺตุโนติ ฉนฺโทติ : โย กาเมสุ กามจฺฉนฺโท กามราโค กามนนฺที
กามตณหฺ า กามเสฺนโห กามปรฬิ าโห กามมจุ ฉฺ า กามชฺโฌสานํ กาโมโฆ กามโยโค กามปุ าทานํ
กามจฺฉนฺทนีวรณํ, ตสฺส โส กามจฺฉนฺโท ชาโต โหติ สญฺชาโต นิพฺพตฺโต อภินิพฺพตฺโต
ปาตภุ โู ต. (๒/๓)
ค�ำว่า เมอื่ สัตว.์ ..เกดิ ความพอใจแล้ว อธบิ ายว่า
ค�ำว่า ความพอใจ ได้แก่ ความพอใจด้วยอ�ำนาจความใคร่ ความก�ำหนัดด้วยอ�ำนาจ
ความใคร่ ความเพลิดเพลินด้วยอ�ำนาจความใคร่ ความทะยานอยากด้วยอ�ำนาจความใคร่
ความเย่ือใยด้วยอ�ำนาจความใคร่ ความเร่าร้อนด้วยอ�ำนาจ ความใคร่ ความสยบด้วยอ�ำนาจ
ความใคร่ ความติดใจด้วยอ�ำนาจความใคร่ ห้วงน้�ำคือความใคร่ กิเลสเครื่องประกอบคือ
ความใคร่ กิเลสเครื่องยึดม่ันคือความใคร่ กิเลสเคร่ืองก้ันจิตคือความพอใจด้วยอ�ำนาจ
ความใคร่ในกามท้ังหลาย ความพอใจด้วยอ�ำนาจความใคร่เกิดแล้ว เกิดข้ึนแล้ว บังเกิดแล้ว
บังเกิดข้ึนแลว้ ปรากฏแล้ว แก่สตั ว์นั้น
๕. แบบวิเคราะห์ศัพท์ เช่น
วิสตฺติกาติ : เกนฏฺเฐน วิสตฺติกา ? วิสตาติ วิสตฺติกา, วิสาลาติ วิสตฺติกา, วิสฏาติ
วสิ ตฺติกา, วสิ กกฺ ตตี ิ วสิ ตฺติกา, วิสหํ รตีติ วิสตฺติกา, วสิ วํ าทิกาติ วิสตฺติกา, วิสมลู าติ วิสตฺติกา,
วสิ ผลาติ วสิ ตฺตกิ า, วสิ ปรโิ ภโคติ วิสตฺตกิ า. (๓/๗)
ค�ำวา่ วสิ ตั ตกิ า อธิบายวา่ ตณั หาชื่อวา่ วสิ ตั ตกิ า เพราะมคี วามหมายอย่างไร ตณั หา
ชื่อว่าวิสตั ตกิ า เพราะแผไ่ ป ชอื่ ว่าวิสัตติกา เพราะซ่านไป ช่อื ว่าวสิ ตั ตกิ า เพราะขยายไป ช่อื วา่
วิสัตตกิ า เพราะครอบง�ำ ช่อื ว่าวิสัตตกิ า เพราะสะท้อนไป ช่อื วา่ วิสตั ตกิ า เพราะเป็นตัวการให้
พูดผดิ ชอ่ื ว่าวิสัตติกา เพราะมีรากเป็นพษิ ช่ือวา่ วิสตั ตกิ า เพราะมีผลเป็นพิษ ชอื่ วา่ วสิ ตั ติกา
เพราะเป็นตวั การใหบ้ ริโภคส่ิงมพี ิษ
๖. แบบที่ยกพระพุทธวจนะท่ีปรากฏอยู่ในพระสูตรอ่ืนมายืนยันหรือสนับสนุน
ค�ำอธบิ ายนนั้ เช่น
ปริสฺสยาติ : เกนฏฺเน ปริสฺสยา ? ปริสหนฺตีติ ปริสฺสยา, ปริหานาย สํวตฺตนฺตีติ
ปรสิ ฺสยา, ตตฺราสยาติ ปรสิ สฺ ยา. ฯ เป ฯ
กถํ ตตฺราสยาติ ปริสฺสยา ? ตตฺเถเต ปาปกา อกุสลา ธมฺมา อุปฺปชฺชนฺติ อตฺตภาว-
เลม่ ท่ี ๒๑ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๒๙ 219
สนนฺ ิสสฺ ยา, ยถา พิเล พลิ าสยา ปาณา สยนฺติ, ทเก ทกาสยา ปาณา สยนฺต,ิ วเน วนาสยา ปาณา
สยนตฺ ิ, รกุ เฺ ข รุกฺขาสยา ปาณา สยนตฺ .ิ เอวเมวํ ตตเฺ ถเต ปาปกา อกุสลา ธมมฺ า อปุ ปฺ ชฺชนฺติ
อตฺตภาวสนนฺ สิ สฺ ยา. เอวมฺปิ ตตฺราสยาติ ปรสิ สฺ ยา.
วุตตฺ ํ เหตํ ภควตา : สานเฺ ตวาสิโก ภิกฺขเว ภกิ ฺขุ สาจริยโก ทกุ ฺขํ น ผาสุ วิหรติ. กถญจฺ
ภกิ ฺขเว ภิกขฺ ุ สานเฺ ตวาสโิ ก สาจรยิ โก ทุกฺขํ น ผาสุ วหิ รติ ? อิธ ภิกขฺ เว ภิกขฺ โุ น จกขฺ ุนา รปู ํ
ทสิ ฺวา อุปฺปชชฺ นตฺ ิ เย ปาปกา อกสุ ลา ธมมฺ า สรสงกฺ ปปฺ า สญฺโชนยี า, ตฺยสฺส อนฺโต วสนตฺ ิ
อนวฺ าสฺสวนตฺ ิ ปาปกา อกสุ ลา ธมฺมาต,ิ ตสฺมา “สานเฺ ตวาสโิ ก”ติ วจุ ฺจต.ิ เต นํ สมุทาจรนตฺ ิ,
สมทุ าจรนตฺ ิ นํ ปาปกา อกสุ ลา ธมมฺ าติ ตสมฺ า “สาจริยโก”ติ วจุ จฺ ต.ิ (๕/๑๐-๑๑)
ค�ำว่า อนั ตรายทง้ั หลาย อธิบายว่า ช่ือว่าอันตราย เพราะมีความหมาย อย่างไร ชือ่ วา่
อนั ตราย เพราะครอบง�ำ ชอื่ วา่ อนั ตราย เพราะเปน็ ไปเพอื่ ความเสอื่ ม ชอื่ วา่ อนั ตราย เพราะเปน็
อกศุ ลธรรมทีอ่ าศัยอยู่ในอัตภาพ ฯลฯ
ทีช่ ือ่ วา่ อนั ตราย เพราะเป็นอกุศลธรรมท่อี าศัยอยใู่ นอัตภาพ เปน็ อยา่ งไร
คือ บาปอกุศลธรรมเหล่าน้ี ย่อมเกิดขึ้นในอัตภาพน้ัน มีอัตภาพเป็นท่ีอาศัย
เปรียบเหมือนสัตว์ท่ีอาศัยรูย่อมอยู่ในรู สัตว์ที่อาศัยน้�ำย่อมอยู่ในน้�ำ สัตว์ท่ีอาศัยป่าย่อมอยู่
ในป่า สตั ว์ทอี่ าศัยตน้ ไมย้ ่อมอยู่บนตน้ ไม้ ฉันใด บาปอกุศลธรรมเหล่าน้ีย่อมเกิดในอัตภาพน้ัน
มีอัตภาพเป็นที่อาศัย ฉันนั้นเหมือนกัน ที่ชื่อว่าอันตราย เพราะเป็นอกุศลธรรมท่ีอาศัยอยู่ใน
อัตภาพ เปน็ อย่างน้บี า้ ง
สมจรงิ ดังทพี่ ระผู้มีพระภาคตรสั ไว้ว่า ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ภกิ ษผุ ู้อยกู่ บั กิเลสที่นอนเน่อื งอยู่
ภายใน ผู้อยู่กบั กิเลสทฟ่ี งุ้ ขน้ึ ยอ่ มอยู่เปน็ ทุกข์ ไมส่ บาย ภิกษุทงั้ หลาย ภิกษผุ ู้อยกู่ บั กิเลสที่นอน
เน่ืองอยู่ภายใน ผู้อยู่กับกิเลสท่ีฟุ้งขึ้น ย่อมอยู่เป็นทุกข์ ไม่สบาย เป็นอย่างไร ภิกษุทั้งหลาย
บาปอกุศลธรรมท้ังหลาย มีความด�ำริซ่านไป เก้ือกูลแก่สังโยชน์ ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุใน
ธรรมวนิ ัยนี้ เพราะตาเห็นรูป บาปอกุศลธรรมท้ังหลาย ยอ่ มอยู่ ย่อมซา่ นไปภายในของภิกษุนน้ั
เพราะฉะนั้น จึงตรัสเรียกภิกษุนั้นว่า “ผู้อยู่กับกิเลสท่ีนอนเนื่องอยู่ภายใน” บาปอกุศลธรรม
เหล่านนั้ ยอ่ มฟงุ้ ขึ้นทว่ มภกิ ษนุ ัน้ เพราะฉะน้นั พระองคจ์ งึ ตรัสเรยี กภิกษุนัน้ วา่ “ผ้อู ยู่กบั กิเลส
ทฟ่ี งุ้ ขึ้น”
๗. แบบทย่ี กคาถาภาษติ มายืนยนั หรอื อ้างองิ เช่น
ควาสฺสํ ทาสโปรสิ นตฺ ิ ควนตฺ ิ : คาโว วจุ ฺจนตฺ .ิ อสสฺ าติ ปสุกาทโย วุจฺจนฺต.ิ ทาสาติ :
จตฺตาโร ทาสา : อนฺโตชาตโก ทาโส ธนกฺกีตโก ทาโส สามํ วา ทาสพฺยํ อุเปติ อกามโก วา
ทาสวิสยํ อุเปติ.
220 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
อามายทาสาปิ ภวนตฺ ิ เหเก
ธเนน กตี าปิ ภวนฺติ ทาสา
สามญฺจ เอเก อุปยนตฺ ิ ทาสพยฺ ํ
ภยาปนุณณฺ าปิ ภวนตฺ ิ ทาสาต.ิ (๔/๘-๙)
ค�ำวา่ ทาส ไดแ้ ก่ ทาส ๔ จ�ำพวก คอื
๑. ทาสทเี่ กิดภายใน (ทาสในเรือนเบีย้ )
๒. ทาสทซี่ ้อื มาดว้ ยทรัพย์ (ทาสสนิ ไถ)่
๓. ผูส้ มัครเป็นทาสเอง
๔. เชลยทตี่ กเป็นทาส
(สมจริงดังท่ีวธิ ูรบัณฑติ โพธสิ ัตว์กลา่ วไว้ว่า)
คนบางพวกเป็นทาสโดยก�ำเนิด
บางพวกเปน็ ทาสทีเ่ ขาซอ้ื มาดว้ ยทรพั ย์
บางพวกสมัครเขา้ เปน็ ทาสเอง
บางพวกตกเปน็ เชลยจงึ ยอมเป็นทาส
๘. แบบที่น�ำศัพท์ทเ่ี ปน็ ไวพจน์ หรือค�ำพ้อง ซ่งึ ใช้แทนกนั ได้ มาไขความ ใหพ้ ิสดาร
ขน้ึ เชน่
โสมํ วิสตตฺ ิกํ โลเก, สโต สมตวิ ตฺตตีติ โสติ : โย กาเม ปริวชฺเชต.ิ วิสตฺตกิ า วุจจฺ ติ
ตณฺหา. โย ราโค สาราโค อนุนโย อนุโรโธ นนฺที นนฺทิราโค จิตฺตสฺส สาราโค อิจฺฉา มุจฺฉา
อชฺโฌสานํ เคโธ ปลิเคโธ สงฺโค ปงฺโก เอชา มายา ชนิกา สญฺชนนี สิพฺพินี ชาลินี
สริตา วิสตฺติกา สุตฺตํ วิสฏา อายูหนี ทุติยา ปณิธิ ภวเนตฺติ วนํ วนโถ สนฺถโว เสนฺโห
อเปกฺขา ปฏิพนฺธุ อาสา อาสึสนา อาสึสิตตฺตํ รูปาสา สทฺทาสา คนฺธาสา รสาสา โผฏฺพฺพา
สา ลาภาสา ธนาสา ปตุ ตาสา ชีวติ าสา ชปปฺ า ปชปปฺ า อภชิ ปปฺ า ชปฺปนา ชปฺปติ ตตฺ ํ โลลุปปฺ ํ
โลลุปฺปายนา โลลุปฺปายิตตฺตํ ปุจฺฉญฺชิกตา สาธุกมฺยตา อธมฺมราโค วิสมโลโภ นิกนฺติ
นิกามนา ปตฺถนา ปหี นา สมฺปตฺถนา, กามตณฺหา ภวตณหฺ า วิภวตณฺหา, รูปตณฺหา อรูปตณหฺ า
นโิ รธตณหฺ า, รปู ตณหฺ า สททฺ ตณหฺ า คนธฺ ตณหฺ า. รสตณหฺ า โผฏฺ พพฺ ตณหฺ า ธมมฺ ตณหฺ า... (๓/๖-๗)
ค�ำวา่ ผ้นู นั้ ในค�ำว่า ผนู้ น้ั มสี ตลิ ว่ งพน้ ตณั หาทช่ี ่ือวา่ วิสตั ตกิ านใ้ี นโลก ไดแ้ ก่ ผ้ลู ะกาม
ได้ ตัณหา ตรัสเรยี กวา่ วสิ ัตตกิ า คือ ความก�ำหนดั ความก�ำหนดั นัก ความคล้อยตามอารมณ์
ความยินดี ความเพลิดเพลิน ความก�ำหนัดด้วยอ�ำนาจความเพลิดเพลิน ความก�ำหนัดนัก
แห่งจิต ความอยาก ความสยบ ความหมกมุ่น ความห่ืน ความห่ืนกระหาย ความข้องอยู่
เลม่ ที่ ๒๑ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๒๙ 221
ความจมอยู่ ธรรมชาติท่ีท�ำให้พลุกพล่าน ธรรมชาติที่หลอกลวง ธรรมชาติท่ียังสัตว์ให้เกิด
ธรรมชาติท่ียังสัตว์ให้เกิดพร้อม ธรรมชาติที่ร้อยรัด ธรรมชาติท่ีมีข่าย ธรรมชาติที่ก�ำซาบใจ
ธรรมชาตทิ ่ีซา่ นไป ธรรมชาติดุจเสน้ ดา้ ย ธรรมชาติท่ีแผไ่ ป ธรรมชาตทิ ี่ประมวลมา ธรรมชาติ
ที่เป็นเพื่อน ความคนึงหา ตัณหาที่น�ำพาไปสู่ภพ ตัณหาดุจป่า ตัณหาดุจป่าทึบ ความเชยชิด
ความเยอื่ ใย ความหว่ งใย ความผกู พัน ความหวัง กริ ยิ าทห่ี วงั ภาวะท่หี วงั
ความหวังในรูป ความหวังในเสียง ความหวังในกล่ิน ความหวังในรส ความหวังใน
โผฏฐพั พะ ความหวงั ในลาภ ความหวงั ในทรพั ย์ ความหวงั ในบุตร ความหวังในชีวติ ธรรมชาติ
ทกี่ ระซิบ ธรรมชาติท่กี ระซิบบอ่ ย ๆ ธรรมชาตทิ กี่ ระซบิ ยงิ่ ความกระซบิ กริ ิยาทก่ี ระซบิ ภาวะ
ท่ีกระซิบ ความละโมบ กิริยาท่ีละโมบ ภาวะที่ละโมบ ธรรมชาติที่ท�ำให้หว่ันไหว ภาวะท่ีใคร่
แตอ่ ารมณ์ดี ๆ ความก�ำหนดั ในฐานะอันไม่ควร ความโลภเกินพอดี ความตดิ ใจ กิริยาทตี่ ดิ ใจ
ความปรารถนา ความใฝ่หา ความหมายปอง กามตัณหา ภวตณั หา วิภวตณั หา ตณั หาในรปู ภพ
ตัณหาในอรปู ภพ ตัณหาในนิโรธ รูปตัณหา สทั ทตัณหา คันธตัณหา รสตณั หา โผฏฐพั พตณั หา
ธมั มตณั หา ...
๙. แบบที่มงุ่ อธิบายเน้อื หาสาระเป็นส�ำคัญ เชน่
มุนีติ : โมนํ วุจฺจติ าณํ. ยา ปญฺา ปชานนา ... อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺ,ิ
เตน าเณน สมนฺนาคโต มุนิ โมนปฺปตฺโตติ. ตีณิ โมเนยฺยานิ : กายโมเนยฺยํ วจีโมเนยฺยํ
มโนโมเนยฺย.ํ
กตมํ กายโมเนยฺยํ ? ติวิธานํ กายทุจฺจริตานํ ปหานํ กายโมเนยฺยํ, ติวิธํ กายสุจริตํ
กายโมเนยยฺ ,ํ กายารมมฺ เณ าณํ กายโมเนยยฺ ,ํ กายปรญิ ฺ า กายโมเนยยฺ ,ํ ปรญิ ญฺ าสหคโต มคโฺ ค
กายโมเนยฺย,ํ กาเย ฉนฺทราคสสฺ ปหานํ กายโมเนยฺยํ, กายสงฺขารนโิ รโธ จตุตฺถชฌฺ านสมาปตฺติ
กายโมเนยยฺ ํ, อทิ ํ กายโมเนยฺยํ.
กตมํ วจีโมเนยฺยํ ? จตุพฺพิธานํ วจีทุจฺจริตานํ ปหานํ วจีโมเนยฺยํ, จตุพฺพิธํ วจีสุจริตํ
วจีโมเนยฺยํ, วาจารมฺมเณ าณํ วจีโมเนยฺยํ, วาจาปริญฺา วจีโมเนยฺยํ, ปริญฺาสหคโต
มคฺโค วจโี มเนยฺยํ, วาจาย ฉนฺทราคสฺส ปหานํ วจีโมเนยฺยํ, วจีสงขฺ ารนโิ รโธ ทตุ ิยชฌฺ านสมาปตฺติ
วจีโมเนยฺย,ํ อทิ ํ วจโี มเนยยฺ ํ.
กตมํ มโนโมเนยฺยํ ? ติวิธานํ มโนทุจฺจริตานํ ปหานํ มโนโมเนยฺยํ, ติวิธํ มโนสุจริตํ
มโนโมเนยฺยํ, จิตฺตารมฺมเณ าณํ มโนโมเนยฺยํ, จิตฺตปริญฺา มโนโมเนยฺยํ, ปริญฺาสหคโต
มคฺโค มโนโมเนยฺยํ, จติ ฺเต ฉนทฺ ราคสฺส ปหานํ มโนโมเนยฺย,ํ จิตฺตสงฺขารนโิ รโธ สญฺ าเวทยติ -
นิโรธํ มโนโมเนยฺยํ, อทิ ํ มโนโมเนยฺยํ. (๑๔/๔๗)
222 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
ค�ำวา่ มนุ ี อธิบายว่า ญาณ ทา่ นเรยี กว่า โมนะ คือ ความรู้ทวั่ กรยิ าทรี่ ู้ชดั ... ความไม่
หลงงมงาย ความเลอื กเฟน้ ธรรม สมั มาทฏิ ฐิ ผู้ทีป่ ระกอบด้วยญาณนัน้ ช่ือวา่ มุนี คือ ผบู้ รรลุ
โมนญาณแลว้ โมเนยยธรรม (ธรรมที่ท�ำใหเ้ ปน็ มนุ )ี มี ๓ ประการ คอื (๑) โมเนยยธรรมทางกาย
(๒) โมเนยยธรรมทางวาจา (๓) โมเนยยธรรมทางใจ
โมเนยยธรรมทางกาย เปน็ อยา่ งไร
คือ การละกายทุจริต ๓ อย่าง ชื่อว่าโมเนยยธรรมทางกาย กายสุจริต ๓ อย่าง ชื่อ
ว่าโมเนยยธรรมทางกาย ญาณมีกายเป็นอารมณ์ ชื่อว่าโมเนยยธรรมทางกาย กายปริญญา
(การก�ำหนดรกู้ าย) ชอื่ วา่ โมเนยยธรรมทางกาย มรรคทส่ี หรคตดว้ ยปรญิ ญา ชอ่ื วา่ โมเนยยธรรม
ทางกาย การละความก�ำหนัดด้วยอ�ำนาจความพอใจในกาย ชื่อวา่ โมเนยยธรรมทางกาย ความ
ดับแห่งกายสังขาร การบรรลุจตุตถฌาน ช่ือว่าโมเนยยธรรมทางกาย น้ีชื่อว่าโมเนยยธรรม
ทางกาย
โมเนยยธรรมทางวาจา เปน็ อยา่ งไร
คอื การละวจีทจุ รติ ๔ อย่าง ชื่อว่าโมเนยยธรรมทางวาจา วจีสจุ รติ ๔ อย่าง ชอื่ วา่
โมเนยยธรรมทางวาจา ญาณมีวาจาเป็นอารมณ์ ช่ือว่าโมเนยยธรรมทางวาจา วาจาปริญญา
(การก�ำหนดรู้วาจา) ชื่อว่าโมเนยยธรรมทางวาจา มรรคที่สหรคตด้วยปริญญา ช่ือว่า
โมเนยยธรรมทางวาจา การละความก�ำหนดั ดว้ ยอ�ำนาจความพอใจ ในวาจา ชอ่ื วา่ โมเนยยธรรม
ทางวาจา ความดับแห่งวจีสังขาร การบรรลุทุติยฌาน ช่ือว่าโมเนยยธรรมทางวาจา นี้ชื่อว่า
โมเนยยธรรมทางวาจา
โมเนยยธรรมทางใจ เป็นอย่างไร
คือ การละมโนทุจริต ๓ อย่าง ชือ่ วา่ โมเนยยธรรมทางใจ มโนสุจรติ ๓ อยา่ ง ชื่อวา่
โมเนยยธรรมทางใจ ญาณมใี จเปน็ อารมณ์ ชอ่ื วา่ โมเนยยธรรมทางใจ จติ ตปรญิ ญา (การก�ำหนด
ร้จู ติ ) ชือ่ วา่ โมเนยยธรรมทางใจ มรรคท่ีสหรคตดว้ ยปริญญา ชื่อวา่ โมเนยยธรรมทางใจ การละ
ความก�ำหนดั ดว้ ยอ�ำนาจความพอใจในจิต ช่ือวา่ โมเนยยธรรมทางใจ ความดับแห่งจติ ตสังขาร
การบรรลสุ ญั ญาเวทยติ นโิ รธ ชื่อว่าโมเนยยธรรมทางใจ นช้ี อ่ื ว่าโมเนยยธรรมทางใจ
เล่มที่ ๒๑ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๙ 223
แนะน�ำเนือ้ หาของมหานิทเทส
มหานิทเทสว่าด้วยการอธิบายความหมายของพระพุทธวจนะในพระสูตร ๑๖ สูตร
แหง่ อฏั ฐกวรรค สตุ ตนบิ าต ขทุ ทกนิกาย พระสูตรเหลา่ นจ้ี ึงมคี �ำวา่ นิทเทส ต่อท้าย ดังนี้
๑. กามสตุ ตนทิ เทส ๒. คหุ ัฏฐกสุตตนทิ เทส
๓. ทฏุ ฐัฏฐกสตุ ตนทิ เทส ๔. สุทธฏั ฐกสุตตนทิ เทส
๕. ปรมฏั ฐกสตุ ตนิทเทส ๖. ชราสตุ ตนิทเทส
๗. ติสสเมตเตยยสตุ ตนิทเทส ๘. ปสูรสุตตนทิ เทส
๙. มาคนั ทยิ สุตตนทิ เทส ๑๐. ปรุ าเภทสุตตนทิ เทส
๑๑. กลหววิ าทสุตตนิทเทส ๑๒. จฬู วิยูหสุตตนิทเทส
๑๓. มหาวิยูหสตุ ตนทิ เทส ๑๔. ตุวฏกสุตตนิทเทส
๑๕. อตั ตทณั ฑสุตตนทิ เทส ๑๖. สารปี ตุ ตสุตตนทิ เทส
๑. กามสุตตนิทเทส
๑.๑ ความหมาย
กามสตุ ตนทิ เทส แปลวา่ การอธิบายกามสตู ร ซง่ึ ว่าด้วยกาม
๑.๒ ใจความส�ำคัญ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
ถ้ากามนั้นส�ำเรจ็ ด้วยดแี กส่ ตั วน์ นั้ ผ้อู ยากได้กามอยู่
สตั ว์นน้ั ไดก้ ามตามทต่ี อ้ งการแล้ว ยอ่ มเป็นผ้อู ่มิ ใจแนแ่ ท้
ทา่ นพระสารีบตุ รอธิบายมใี จความวา่
ค�ำวา่ กาม หมายถงึ กาม ๒ อยา่ ง คือ วตั ถุกาม และกเิ ลสกาม
๑. วัตถกุ าม ไดแ้ ก่ (๑) ความอยากไดส้ ่วนทดี่ หี รือสว่ นทอ่ี ร่อย ทเ่ี รียกวา่ กามคณุ ๕ คือ
รูป เสียง กล่นิ รส และโผฏฐัพพะ (๒) ความอยากไดท้ รัพย์ท้งั สว่ น ทีเ่ รยี กว่า สวิญญาณกทรัพย์
(ทรพั ย์ท่ีมชี วี ิต) และอวญิ ญาณกทรพั ย์ (ทรพั ย์ทีไ่ ม่มีชีวิต) ที่น่าใครน่ า่ ปรารถนา
๒.กเิ ลสกามไดแ้ ก่ความอยากไดท้ เ่ี ปน็ ตวั กเิ ลสคอื ตวั ความอยากความปรารถนากามคณุ
วัตถุกามและกิเลสกามให้ความเอร็ดอร่อยสนุกสนานหวานช่ืนแก่ผู้ปรารถนาได้เพียงชั่วครู่
ชวั่ ยามทเ่ี สพเทา่ นนั้ แตใ่ หค้ วามเจบ็ ปวดชอกชำ�้ แกผ่ เู้ สพอยา่ งตอ่ เนอ่ื งยาวนาน พระผมู้ พี ระภาค
224 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก
จงึ ทรงเปรียบเทียบกามไวด้ งั น้ี
- เปรยี บเหมอื นรา่ งโครงกระดกู เพราะใหค้ วามยนิ ดีนอ้ ย
- เปรยี บเหมือนช้นิ เนื้อ เพราะเปน็ ของท่วั ไปแกช่ นส่วนมาก
- เปรียบเหมือนหลมุ ถ่านเพลงิ เพราะมคี วามรอ้ นมาก
- เปรียบเหมอื นคบเพลงิ หญ้า เพราะไหม้ลุกลาม
- เปรียบเหมอื นความฝัน เพราะปรากฏชว่ั เวลาอนั ส้ัน
- เปรียบเหมอื นของยืม เพราะเป็นของครอบครองชว่ั คราวตามก�ำหนด
- เปรยี บเหมอื นผลไม้คาต้น เพราะเป็นเหตใุ ห้กิ่งหกั ต้นล้ม
- เปรียบเหมือนเขยี งหน่ั เนอ้ื เพราะเปน็ เครอื่ งรองรบั การตดั ฟนั
- เปรยี บเหมอื นหอกหลาว เพราะเปน็ เครอ่ื งทิ่มแทง
- เปรยี บเหมอื นหัวงู เพราะเป็นสิง่ มีภยั เฉพาะหน้า
- เปรยี บเหมือนกองไฟ เพราะเผาผลาญ
เม่ือบุคคลพิจารณาเห็นว่า กามท้ังหลายมีความหวานชื่นน้อย มีทุกข์มาก มีความ
คับแค้นมากและมีโทษมากอย่างนี้ พึงเว้นขาดด้วยการข่มไว้และด้วยการ ตัดขาด อุปมา
เหมอื นบุรษุ ผู้รักสุข เกลียดทุกข์ ไมอ่ ยากตาย พงึ หลกี งพู ิษ ฉันใด บคุ คลผ้รู ักสขุ เกลียดทกุ ข์
พึงเวน้ กามทัง้ หลาย ฉันน้ัน
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า นรชนใดปรารถนาเนือง ๆ ซ่ึงสวิญญาณกทรัพย์ เช่น ทาส
ชา้ ง มา้ ววั ควาย เป็นต้น และอวิญญาณกทรัพย์ เชน่ ท่ดี นิ ไรน่ า นรชนนั้น ยอ่ มถกู อนั ตราย
๒ อย่าง ครอบง�ำ อนง่ึ เมือ่ ใด สัทธาพละ วริ ิยพละ สติพละ ปัญญาพละ หิรพิ ละ โอตตัปปพละ
ไม่มแี กบ่ ุคคลใด กิเลสคอื โลภะ โทสะ และโมหะ ยอ่ มย่�ำยบี ุคคลนัน้ กเิ ลสและอนั ตรายนน้ั ๆ
ก็เข้าย�่ำยี ทุกข์ต่าง ๆ คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นต้น จึงเกิดข้ึนตาม อุปมาเหมือนน�้ำไหล
เข้าเรือร่ัว แต่ถ้าเมื่อใดบุคคลมีสติอยู่ทุกเมื่อ ก็จะละกามทั้งหลายได้ เม่ือนั้นก็พึงข้ามห้วงน้�ำ
ทงั้ ๔ คอื กาม ภพ ทฏิ ฐแิ ละอวชิ ชาได้ อปุ มาเหมอื นคนวดิ นำ้� ออกจากเรอื ไดแ้ ลว้ ขา้ มไปถงึ ฝง่ั ได้
เลม่ ท่ี ๒๑ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๒๙ 225
๒. คหุ ฏั ฐกสุตตนิทเทส
๒.๑ ความหมาย
คุหัฏฐกสุตตนทิ เทส แปลวา่ การอธิบายคุหัฏฐกสูตร ซึง่ ว่าดว้ ยนรชนผขู้ อ้ งอยู่ ในถำ�้
คือกาย
๒.๒ ใจความส�ำคญั
พระผ้มู ีพระภาคตรัสวา่
นรชนผู้ข้องอยู่ในถำ้� ถกู กเิ ลสมากหลายปดิ บงั ไว้
เมื่อด�ำรงตนอยู่ (อย่างน)้ี ก็จมลงในเหตุให้ลมุ่ หลง
ผู้เป็นเช่นน้ันแล ย่อมอยู่ไกลจากวเิ วก
เพราะกามทง้ั หลายในโลกไม่เปน็ ของทน่ี รชนละได้ง่ายเลย
ท่านพระสารีบตุ รอธิบายมใี จความวา่
ค�ำวา่ นรชนผขู้ อ้ งอยใู่ นถำ้� หมายถงึ ผขู้ อ้ งอยใู่ นถำ�้ คอื กาย ขอ้ งอยใู่ นรปู เวทนา สญั ญา
สงั ขาร และวญิ ญาณ ถูกกเิ ลสทัง้ หลายมรี าคะ โทสะ โมหะ เป็นต้น ห้มุ ห่อ ครอบคลุม ปิดบังไว้
จึงจมอยู่ในกามคุณ ๕ ย่อมอยู่ห่างไกลจากกายวิเวก จิตตวิเวก และอุปธิวิเวก เพราะกาม
ท้ังหลายในโลกเป็นสิ่งทลี่ ะไดย้ าก
สัตว์ท้ังหลายมีความปรารถนา มีตัณหาเป็นต้นเหตุ ติดอยู่กับความพอใจในสุขเวทนา
ในวัตถทุ ี่น่าปรารถนา ในความเปน็ หนุ่มสาว ในความไม่มีโรค ในชวี ิต ลาภ ยศ สรรเสรญิ สขุ
กามคุณ ๕ และในความสมบูรณ์แห่งร่างกาย มุ่งหวังกาม ปรารถนากามท้ังในอดีต ปัจจุบัน
และอนาคต จึงหลุดพน้ ไดย้ ากและช่วยคนอน่ื ใหห้ ลดุ พ้นไม่ได้
สัตว์ท้ังหลายรวมทั้งเทวดาและมนุษย์ต่างก็แสวงหาวัตถกุ ามและกิเลสกาม ลุ่มหลงอยู่
ในกามคุณ ๕ ถูกอวิชชาหมุ้ ห่อไว้ เป็นผตู้ กไปสนู่ รก ก�ำเนิดเดรจั ฉาน เปตวิสยั ไมฟ่ ังค�ำส่งั สอน
ของสัตบุรษุ ต้งั อยใู่ นกรรมท่ผี ิด จงึ ประสบทุกข์ รอ้ ง คร่�ำครวญอยู่
พระผมู้ พี ระภาคทอดพระเนตรเหน็ หมสู่ ตั วผ์ กู้ �ำลงั ดนิ้ รน กระสบั กระสา่ ย เพราะตณั หา
ทฏิ ฐิ กเิ ลส วบิ าก ทจุ ริต ราคะ โทสะ โมหะ มานะ อทุ ธจั จะ วิจกิ ิจฉา อนสุ ยั โลกธรรม ๘ ชาติ
ชรา พยาธิ มรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสอุปายาส เพราะทุกข์อันเนื่องจากการเกิดในนรก
ก�ำเนิดเดรัจฉาน เปตวสิ ัย โลกมนษุ ย์ ก�ำเนดิ ในครรภ์ คลอดจากครรภ์ โรคทางตา หู จมูก ลน้ิ
กาย โรคภยั ตา่ ง ๆ เพราะญาติพนี่ ้องตาย สลี วิบัติ ทิฏฐิวิบัติ
226 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก
หมชู่ นทงั้ หลายผปู้ ระกอบดว้ ยกายกรรม วจกี รรม และมโนกรรมทผ่ี ดิ ผยู้ งั ไมป่ ราศจาก
ตณั หาในกามภพ รูปภพ อรูปภพ คติ อุปบัติ และปฏสิ นธิ รอ้ งไหร้ �ำ่ ไรอยใู่ กล้ปากมจั จรุ าช
พระผู้มีพระภาคตรัสให้พระสาวกดูหมู่สัตว์ผู้ก�ำลังด้ินรนอยู่เพราะวัตถุที่ยึดมั่นว่า
เป็นของเรา เหมือนฝูงปลาในน้�ำน้อยสิ้นกระแสแล้ว นรชนเห็นโทษน้ีแล้วอย่าก่อตัณหาใน
ภพทง้ั หลาย พงึ ประพฤติไม่ยึดถือว่าเปน็ ของเรา
นักปราชญ์พึงก�ำจัดความพอใจในส่วนสุดท้ังสอง ก�ำหนดรู้ผัสสะด้วยปริญญา
๓ ประการ คือ (๑) ญาตปริญญา (๒) ตีรณปริญญา (๓) ปหานปริญญา ไม่พึงยินดี ในรูป
เสียง กลิน่ รส โผฏฐัพพะ เปน็ ตน้ ติเตยี นกรรมใดด้วยตนเองก็ไมพ่ งึ ท�ำ กรรมน้นั
มนุ กี �ำหนดกามสญั ญา พยาบาทสญั ญา วหิ งิ สาสญั ญา เนกขมั มสญั ญา อพั ยาบาทสญั ญา
อวิหิงสาสัญญา รูปสัญญา สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา มโนสัญญา
ความจ�ำได้ กิริยาท่ีจ�ำได้ ภาวะทีจ่ �ำได้ ดว้ ยปรญิ ญา ๓ ประการ คือ ญาตปริญญา ตรี ณปริญญา
และปหานปริญญา พึงขา้ มกาโมฆะ ทฏิ โฐฆะ อวชิ โชฆะได้ จึงไมข่ อ้ งอยใู่ นถ้�ำ
๓. ทุฏฐฏั ฐกสตุ ตนทิ เทส
๓.๑ ความหมาย
ทฏุ ฐฏั ฐกสตุ ตนทิ เทส แปลวา่ การอธบิ ายทฏุ ฐฏั ฐกสตู ร ซง่ึ วา่ ดว้ ยเดยี รถยี ์ ประทษุ รา้ ยมนุ ี
๓.๒ ใจความส�ำคัญ
พระผู้มพี ระภาคตรัสวา่
เดยี รถยี บ์ างพวกมใี จชวั่ กล่าวร้าย
บคุ คลเหล่าอื่นเข้าใจว่าจรงิ กก็ ลา่ วร้ายดว้ ย
แตม่ ุนีไม่ใส่ใจค�ำกล่าวร้ายทีเ่ กิดขน้ึ
เพราะฉะนน้ั มุนีจงึ ไมม่ ีกเิ ลสเคร่ืองตรงึ จิตในท่ไี หน ๆ
ท่านพระสารีบตุ รอธิบายมใี จความว่า
ค�ำว่า เดียรถีย์บางพวกมีใจชั่วกล่าวร้าย หมายถึง พวกเดียรถีย์มีใจช่ัวร้าย
เห็นผิด หลงผิด ขุ่นเคือง อาฆาตแค้น กล่าวร้ายติเตียนพระผู้มีพระภาคและภิกษุสงฆ์ด้วย
เรอ่ื งไมจ่ รงิ พวกคนทเ่ี ชอื่ ถอื เดยี รถยี เ์ หลา่ นนั้ เขา้ ใจวา่ เปน็ จรงิ เชน่ กนั จงึ พากนั กลา่ วรา้ ยตเิ ตยี น
พระผูม้ ีพระภาคและภกิ ษสุ งฆด์ ้วยเรื่องไมจ่ รงิ
เล่มที่ ๒๑ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๒๙ 227
ส่วนมุนผี ู้บรรลุโมนญาณ ไมห่ ลงงมงาย เลอื กเฟน้ ธรรม เปน็ สัมมาทิฏฐิ ก้าวลว่ งกเิ ลส
เครื่องขอ้ งและตณั หาดจุ ตาข่ายได้ จึงไม่ใสใ่ จค�ำกล่าวร้ายต่าง ๆ
ผใู้ ดใสใ่ จค�ำกล่าวร้าย ผูน้ น้ั ก็ใส่ใจค�ำกล่าวรา้ ย ด้วยเหตุ ๒ อยา่ ง คือ
(๑) ผกู้ ลา่ วร้ายย่อมใสใ่ จค�ำว่าร้ายเพราะตนเองเปน็ ผู้กล่าวรา้ ย (๒) ผู้ถูกเขา กล่าวรา้ ย
ถกู เขา ติเตยี น ก็โกรธ พยาบาท ตอบโต้ ท�ำความโกรธเคอื งชิงชงั ให้ ปรากฏว่า เราไม่ใชผ่ ผู้ ิด
มุนีไมใ่ ส่ใจค�ำกล่าวรา้ ย ด้วยเหตุ ๒ อยา่ ง คือ (๑) มนุ ผี ู้ไม่กลา่ วร้าย ไมใ่ สใ่ จค�ำกล่าวร้าย
เพราะตนเองมใิ ชเ่ ป็นผกู้ ล่าวร้าย (๒) มนุ ผี ถู้ ูกเขากลา่ วร้าย ถูกเขา ติเตียน ไมโ่ กรธ ไม่พยาบาท
ไม่ตอบโต้ ไมท่ �ำความโกรธเคอื งชงิ ชังใหป้ รากฏว่า เราไมใ่ ช่ผู้พดู
มุนไี ม่มกี ิเลสเครือ่ งตรึงจติ ๓ อย่าง คือ (๑) ราคะ (๒) โทสะ (๓) โมหะ เพราะทา่ นละ
ไดแ้ ล้ว ตดั ขาดได้แล้ว ท�ำใหส้ งบระงับไดแ้ ล้ว
ผู้มีปัญญาพงึ ละความถือตัวนัยตา่ ง ๆ เชน่
ความถือตัวนยั เดยี ว คอื ความมีจิตใฝ่สงู
ความถือตวั ๒ นัย คือ
๑. การยกตน
๒. การข่มผู้อ่ืน
ความถือตัว ๓ นยั คือ
๑. ความถือตวั วา่ เลศิ กว่าเขา
๒. ความถอื ตัววา่ เสมอเขา
๓. ความถอื ตัวว่าดอ้ ยกว่าเขา
ความถอื ตวั ๔ นยั คือ
๑. ความถือตวั เพราะลาภ
๒. ความถอื ตวั เพราะยศ
๓. ความถอื ตวั เพราะความสรรเสริญ
๔. ความถือตัวเพราะความสุข
ความถือตัว ๕ นัย คือ
๑. ความถอื ตวั ว่าเราไดร้ ปู ท่ีถกู ใจ
๒. ความถือตวั วา่ เราได้เสยี งทถี่ ูกใจ
๓. ความถือตัววา่ เราได้กลิ่นท่ีถกู ใจ
๔. ความถือตวั วา่ เราไดร้ สทถี่ ูกใจ
๕. ความถือตัววา่ ได้เราโผฏฐพั พะที่ถูกใจ
228 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตันตปฎิ ก
ความถือตวั ๖ นยั คอื
๑. ความถอื ตัวเพราะมตี าสมบูรณ์
๒. ความถือตัวเพราะมหี ูสมบรู ณ์
๓. ความถอื ตัวเพราะมีจมูกสมบูรณ์
๔. ความถือตัวเพราะมลี ้ินสมบรู ณ์
๕. ความถอื ตัวเพราะมีกายสมบรู ณ์
๖. ความถอื ตวั เพราะมีใจสมบรู ณ์
๔. สุทธัฏฐกสตุ ตนทิ เทส
๔.๑ ความหมาย
สุทธัฏฐกสุตตนิทเทส แปลว่า การอธิบายสุทธัฏฐกสูตร ซ่ึงว่าด้วยผู้พิจารณาเห็น
ความหมดจด
๔.๒ ใจความส�ำคัญ
พระผมู้ พี ระภาคตรัสวา่
เราเห็นนรชนผ้หู มดจดวา่ เปน็ ผ้ไู ม่มีโรคอย่างย่ิง
ความหมดจดย่อมมีแก่นรชนเพราะความเหน็
บคุ คลเมอื่ ร้จู ริงอยา่ งนี้ ก็รู้แล้วว่าความเหน็ นยี้ อดเยย่ี ม
จึงเปน็ ผตู้ ามพิจารณาเหน็ ความหมดจด
เพราะฉะนนั้ ย่อมเช่อื วา่ ความเหน็ น้ันเป็นญาณ
ท่านพระสารีบตุ รอธบิ ายมใี จความว่า
พระผู้มีพระภาคทรงเห็นนรชนผู้ถึงความปลอดโรค ถึงความเกษม ถึงธรรมเครื่อง
ป้องกัน ถงึ ธรรมเครือ่ งปกป้อง ถึงธรรมเปน็ ที่พ่ึง เปน็ ท่เี ป็นไปในเบอ้ื งหน้า ถึงความปลอดภัย
ถึงความท่ไี มเ่ กิดไม่ตาย เปน็ ท่ีดับเยน็ อันยอดเยี่ยม คือนิพพาน
ค�ำว่า ความหมดจดย่อมมีแก่นรชน เพราะความเห็น หมายความว่า ความสะอาด
บริสทุ ธ์ิ ความหลดุ พน้ ยอ่ มมีไดเ้ พราะการเหน็ รปู ดว้ ยจักขุวญิ ญาณ
ค�ำว่า ย่อมเช่ือว่าความเห็นนั้นเป็นญาณ หมายถึง เชื่อว่า ความเห็นน้ันเป็นญาณ
เปน็ มรรค เปน็ ทางน�ำออกจากทกุ ข์ได้
เลม่ ที่ ๒๑ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๙ 229
พระผ้มู ีพระภาคตรสั ตอ่ ไปวา่
ถา้ ความหมดจดย่อมมแี กน่ รชนเพราะความเห็น
หรือถา้ นรชนนัน้ ละทุกข์ได้เพราะญาณ
นรชนผยู้ งั มอี ปุ ธินน้ั ย่อมหมดจดเพราะมรรคอืน่ (ก็ได้)
เพราะว่าทิฏฐิย่อมบง่ บอกถึงนรชนน้นั ผู้พูดอย่างนั้น
ทา่ นพระสารีบตุ รอธิบายมีใจความว่า
ถ้านรชนถึงความบริสุทธ์ิ หลุดพ้นจากทุกข์ได้ เพราะความเห็นหรือญาณ นรชนที่
ยังมีอปุ ธคิ ือกเิ ลส แต่อวดอ้างว่าถึงความบริสทุ ธ์ิหลดุ พ้นจากทุกข์ได้ กต็ อ้ งถงึ ไดเ้ พราะมรรคอืน่
นอกจากมรรคในธรรมวินัยน้ี คือ ไม่ใช่สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ
โพชฌงค์ อริยมรรคมีองค์ ๘ มรรคอ่ืนน้ัน คือทิฏฐิอย่างใดอย่างหนึ่งในทิฏฐิ ๖๒ ซึ่งเป็น
มรรคท่ผี ดิ ปฏปิ ทาท่ีผิด ไม่หมดจด น�ำออกจากทุกขไ์ ม่ได้
พระผ้มู ีพระภาคตรัสตอ่ ไปวา่
พราหมณไ์ มก่ ล่าวความหมดจดในรูปท่ีเหน็
เสียงทไี่ ด้ยิน ศลี วตั ร หรืออารมณ์ท่ีรบั รู้โดยมรรคอืน่
พราหมณ์นัน้ ผูไ้ มเ่ ข้าไปตดิ ในบุญและบาป ละตนได้
เรียกว่า ผู้ไมท่ �ำเพม่ิ เติมในโลกน้ี
ท่านพระสารบี ตุ รอธิบายมใี จความว่า
ค�ำวา่ พราหมณ์ ในทนี่ ้ี หมายถงึ พระอรหนั ตผ์ ลู้ อยธรรม ๗ ประการ คอื (๑) สกั กายทฏิ ฐิ
(๒) วจิ ิกิจฉา (๓) สีลพั พตปรามาส (๔) ราคะ (๕) โทสะ (๖) โมหะ (๗) มานะ
พราหมณ์เช่นน้ไี มถ่ ือว่า การเหน็ รูป ได้ยินเสยี ง เปน็ มงคล ไมถ่ อื วา่ คนจะบริสุทธไิ์ ด้
ดว้ ยการประพฤติศลี วตั ร
ค�ำว่า พราหมณผ์ ูไ้ มเ่ ข้าไปติดในบุญและบาป ละตนได้ เปน็ ผู้ไม่ท�ำเพิ่มเติมในโลกนี้
หมายความวา่ ทา่ นไมก่ ลบั มาเกดิ ในโลกนอ้ี กี เพราะทา่ นละบญุ และบาปทเ่ี ปน็ เหตใุ หเ้ กดิ ในภพ
ไดแ้ ล้ว ละการยดึ มั่นถือมนั่ วา่ มตี ัวตนหรอื อัตตาถาวร ไดแ้ ล้ว ท่านจงึ ขา้ มพ้นเขตแดน ๔ อย่าง
เขตแดน ๔ อย่าง คือ
๑. สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และกิเลส
ทีเ่ ป็นพวกเดยี วกัน
๒. กามราคสงั โยชน์ ปฏิฆสังโยชนอ์ ยา่ งหยาบ กามราคานสุ ัย ปฏิฆานุสยั อย่างหยาบ
และกเิ ลสที่เป็นพวกเดียวกนั
230 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก
๓. กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์อย่างละเอียด กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย อย่าง
ละเอียด และกิเลสท่เี ป็นพวกเดียวกนั
๔. รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวชิ ชา มานานสุ ยั ภวราคานสุ ัย อวิชชานสุ ยั
และกิเลสท่ีเป็นพวกเดียวกัน
พระอรหันตล์ ่วงพ้นเขตแดนทั้ง ๔ นี้ ด้วยมรรค ๔ มโี สดาปัตติมรรค เปน็ ต้น
๕. ปรมฏั ฐกสตุ ตนทิ เทส
๕.๑ ความหมาย
ปรมัฏฐกสุตตนิทเทส แปลว่า การอธิบายปรมัฏฐกสูตร ซึ่งว่าด้วยสัตว์ผู้ ยึดถือทิฏฐิ
ท้งั หลายว่า ยอดเย่ยี ม
๕.๒ ใจความส�ำคัญ
พระผมู้ ีพระภาคตรสั วา่
สัตว์เกิดผยู้ ดึ ถอื ในทฏิ ฐิท้งั หลายว่ายอดเยี่ยม
ยอ่ มท�ำทฏิ ฐิใดให้ย่งิ ใหญ่ในโลก
กล่าวทิฏฐิอ่นื ทกุ อย่างนอกจากทฏิ ฐนิ ้ันวา่ เลว
เพราะฉะนั้น สตั ว์เกดิ น้ันจงึ ไมล่ ่วงพ้นการวิวาทไปได้
ท่านพระสารีบุตรอธิบายมีใจความว่า
สัตว์เกิดคือบุคคลท่ัวไปผู้ยึดถือทิฏฐิอย่างใดอย่างหนึ่ง ในทิฏฐิ ๖๒ ผู้ถือทิฏฐิใด
ก็ย่อมเห็นว่าทิฏฐินั้นยอดเยี่ยม ว่าประเสริฐ ว่าวิเศษ น�ำหน้าทิฏฐิอ่ืน แล้วเท่ียวพูดทับถม
ทฏิ ฐอิ ่ืน ๆ วา่ เลว วา่ ทราม ต่�ำทราม นา่ รงั เกียจ น้แี หละเป็นประตูไปสกู่ ารทะเลาะวิวาทโต้เถียง
กนั ไม่ล่วงพน้ ไปได้
พระผมู้ พี ระภาคตรสั ตอ่ ไปวา่
เจ้าลัทธเิ หน็ อานิสงสใ์ ดในตน ในรปู ที่เห็น
ในเสยี งท่ีไดย้ นิ ในศีลวตั ร หรือในอารมณท์ ี่รบั รู้
เจ้าลัทธนิ นั้ ยึดมัน่ ทฏิ ฐนิ ้นั ในลัทธิของตนนน้ั
เหน็ ทฏิ ฐิอนื่ ทัง้ ปวงโดยความเป็นของเลว
เล่มท่ี ๒๑ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๒๙ 231
ท่านพระสารีบตุ รอธิบายมใี จความว่า
ค�ำว่า ตน ในค�ำว่า เจ้าลัทธิเห็นอานิสงส์ใดในตน หมายถึง ทิฏฐิ หรือลัทธิ
ของตน กล่าวคือ เจ้าลัทธิเห็นอานิสงส์ ๒ อย่างในลัทธิของตน คือ (๑) อานิสงส์ ในชาติน้ี
(๒) อานิสงสใ์ นชาติหนา้
อานิสงสใ์ นชาติน้ี คอื ได้รบั สักการะ เคารพ นบั ถอื บชู า ย�ำเกรง จากสาวก ไดจ้ ีวร
บิณฑบาต เสนาสนะ คลิ านปัจจยั เภสชั บรขิ าร
อานิสงสใ์ นชาติหน้า คือ เชอ่ื ว่า ทิฏฐนิ จ้ี กั อ�ำนวยผลใหไ้ ดไ้ ปเกิดในชาตทิ ต่ี อ้ งการอยาก
ได้สมประสงค์ ทิฏฐินจ้ี ะเป็นเหตใุ หถ้ ึงความบริสุทธหิ์ มดจด เปน็ ต้น
อานสิ งส์ ๒ อยา่ งน้เี อง ท�ำใหเ้ จ้าลทั ธยิ ึดม่นั ทฏิ ฐิของตน เห็นทฏิ ฐอิ น่ื ๆ เลวหมด
พระผมู้ ีพระภาคตรสั ตอ่ ไปว่า
บคุ คลอาศยั ศาสดาใด เห็นศาสดาอน่ื ว่าเลว
ผูฉ้ ลาดท้งั หลายเรียกศาสดานน้ั ว่า เป็นเครือ่ งร้อยรัด
เพราะฉะน้ันแล ภิกษุจึงไม่ควรอาศยั รูปทเี่ ห็น
เสียงทไี่ ดย้ ิน อารมณท์ ร่ี บั รู้ หรอื ศลี วัตร
ท่านพระสารีบุตรอธบิ ายมีใจความว่า
ผู้ฉลาดในธรรมท้ังหลาย เห็นว่าศาสดาท่ีท�ำให้สาวกดูหม่ินศาสดาอ่ืน เป็นศาสดา
เคร่อื งร้อยรัด เครื่องข้อง เครอื่ งผูกพัน เครื่องกังวลของสาวก จึงไม่ควรอาศยั ศาสดาเชน่ น้ี
พระผ้มู พี ระภาคตรัสต่อไปวา่
ภิกษไุ ม่พึงก�ำหนดทฏิ ฐิในโลกด้วยญาณ หรือแม้ด้วยศลี วัตร
ไมพ่ งึ เอาตนเข้าไปเทยี บว่าเสมอเขา
ไมพ่ งึ ส�ำคัญตนว่า ด้อยกว่าเขา หรอื แมเ้ ลศิ กวา่ เขา
ท่านพระสารีบุตรอธบิ ายมใี จความว่า
ค�ำวา่ ไม่พึงก�ำหนดทฏิ ฐใิ นโลกดว้ ยญาณ หมายความวา่ ไมพ่ งึ ใหท้ ิฏฐเิ กิดขึน้ ในโลก
ด้วยญาณในสมาบตั ิ ในอภิญญา ๕ หรอื ดว้ ยมจิ ฉาญาณ
พระผมู้ ีพระภาคตรัสต่อไปว่า
พระอรหันตขีณาสพทัง้ หลาย
ย่อมไม่ก�ำหนด ไมเ่ ชิดชู
แม้ธรรมทง้ั หลาย พระอรหันต์เหลา่ นนั้ กไ็ มป่ รารถนาแล้ว
พระอรหันต์ผ้เู ป็นพราหมณ์นนั้ ใคร ๆ ก็น�ำไปด้วยศลี วตั รไม่ได้
เป็นผถู้ งึ ฝง่ั ไมก่ ลบั มา เป็นผูม้ ่นั คง
232 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
ทา่ นพระสารีบตุ รอธิบายมีใจความว่า
ค�ำวา่ ไม่ก�ำหนด หมายถงึ ไม่ก�ำหนด ๒ อย่าง คอื ไม่ก�ำหนดดว้ ยอ�ำนาจตณั หาและ
ไม่ก�ำหนดด้วยอ�ำนาจทฏิ ฐิ
ค�ำว่า ธรรมท้งั หลาย ในค�ำว่า แมธ้ รรมทงั้ หลาย พระอรหนั ต์เหลา่ นัน้ ก็ไม่ปรารถนา
แลว้ หมายถึง ทิฏฐิทงั้ หลาย คอื ไม่ปรารถนาว่า “โลกเทีย่ ง นี้เทา่ น้ันจริง อย่างอน่ื เปน็ โมฆะ”
เป็นต้น
ค�ำวา่ พราหมณ์ ในค�ำว่า พระอรหันตผ์ เู้ ปน็ พราหมณน์ ้ัน หมายถงึ ผู้ลอย ธรรม ๗
ประการ มสี กั กายทฏิ ฐิ เป็นต้น
ค�ำว่า เป็นผู้ถึงฝั่งแล้ว คือ ถึงอมตนิพพาน
ค�ำวา่ ไม่กลับมา คอื ไม่กลบั มาหากเิ ลสท้งั หลายท่ีละไดแ้ ลว้
ค�ำวา่ เปน็ ผมู้ น่ั คง คอื เปน็ ผมู้ นั่ คงในอฏิ ฐารมณแ์ ละอนฏิ ฐารมณ์ เปน็ ผมู้ นั่ คงเพราะเปน็
ผสู้ ละแลว้ เพราะเป็นผขู้ ้ามไดแ้ ลว้ เพราะเปน็ ผพู้ ้นแลว้ เพราะแสดงออกซง่ึ ธรรมนั้น ๆ
ธรรมทพี่ ระอรหันต์แสดงออก คอื
เมอ่ื ศีลมี พระอรหนั ต์ชือ่ ว่าเปน็ ผมู้ ่ันคง เพราะแสดงออกวา่ เป็นผมู้ ศี ลี
เมื่อความเพียรมี พระอรหันตช์ อ่ื วา่ เป็นผมู้ น่ั คง เพราะแสดงออกวา่ เป็นผมู้ คี วามเพยี ร
เมอ่ื สติมี พระอรหนั ตช์ อื่ วา่ เป็นผู้มัน่ คง เพราะแสดงออกว่า เปน็ ผ้มู ีสติ
เมื่อสมาธิมี พระอรหันตช์ อ่ื ว่าเป็นผู้มนั่ คง เพราะแสดงออกวา่ เป็นผมู้ ีสมาธิ
เมอ่ื ปญั ญามี พระอรหนั ตช์ ื่อว่าเปน็ ผมู้ ่ันคง เพราะแสดงออกว่า เป็นผู้มปี ัญญา
เมอื่ วิชชามี พระอรหนั ต์ชอื่ ว่าเปน็ ผมู้ ั่นคง เพราะแสดงออกว่า เป็นผ้มู วี ิชชา ๓
เมอ่ื อภิญญามี พระอรหันต์ช่อื วา่ เป็นผมู้ น่ั คง เพราะแสดงออกวา่ เป็นผมู้ ี อภิญญา ๖
ช่อื วา่ เป็นผถู้ งึ ฝ่ังแล้ว ไมก่ ลบั มาหากเิ ลส เป็นผูม้ ัน่ คง
เลม่ ที่ ๒๑ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๙ 233
๖. ชราสตุ ตนิทเทส
๖.๑ ความหมาย
ชราสุตตนิทเทส แปลว่า การอธบิ ายชราสูตร ซึง่ วา่ ด้วยชรา
๖.๒ ใจความส�ำคญั
พระผ้มู พี ระภาคตรัสว่า
ชวี ิตน้นี อ้ ยนัก มนษุ ยย์ อ่ มตายภายใน ๑๐๐ ปี
แม้หากผู้ใดจะมชี ีวิตอยเู่ กนิ ไปกว่านั้น
ผนู้ ั้นกจ็ ะตายเพราะชราแนแ่ ท้
ทา่ นพระสารีบุตรอธบิ ายมใี จความว่า
ชีวติ เปน็ ของน้อยด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ
(๑) ชีวติ เปน็ ของน้อยเพราะด�ำรงอยู่ช่วั เวลาเพยี งเลก็ น้อย คือเพยี งชว่ั ขณะจติ เท่านัน้
(๒) ชีวติ เปน็ ของนอ้ ยเพราะมีคณุ ค่าเพยี งเลก็ น้อย
ชวี ติ นเ้ี กยี่ วเนอ่ื งกบั ลมหายใจเขา้ ออก เกยี่ วเนอ่ื งกบั มหาภตู รปู เปน็ ตน้ และเพราะเทยี บ
กับชีวิตของเทวดาชน้ั จาตุมหาราช เทวดาชัน้ ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนมิ มติ วสวัตดี
และเทวดาชน้ั พรหมกายกิ า หากจะมีผมู้ ชี ีวิตเกินกว่านั้น กไ็ ม่เกนิ ๑๔๐ ปี
สัตว์เกิดมาแลว้ มีภยั จากความตายเป็นนิจ เหมือนผลไม้สกุ เหมือนภาชนะดนิ ทง้ั เดก็
ผู้ใหญ่ คนโง่ และคนฉลาดต่างก็ไม่พ้นความตาย บิดามารดาหรือญาติก็ไม่สามารถปกป้องได้
เหมอื นโคถูกน�ำไปฆา่ ฉะน้ัน
พระผู้มีพระภาคตรัสตอ่ ไปว่า
ชนท้งั หลายยอ่ มเศร้าโศกเพราะวตั ถทุ ่ียึดถือว่า เป็นของเรา
เพราะความยึดถือทเ่ี ทย่ี งแทไ้ ม่มอี ยู่
ความพลดั พรากจากกนั นี้เป็นสิง่ ท่ีมอี ย่จู รงิ
กลุ บตุ รเห็นดงั น้แี ลว้ ก็ไม่พึงครองเรือน
ทา่ นพระสารบี ุตรอธบิ ายมใี จความวา่
ค�ำว่า ชนทั้งหลาย หมายรวมถึงกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร บรรพชิต เทวดา
และมนุษย์ย่อมเศร้าโศก เพราะวัตถุที่ยึดถือว่าเป็นของเราด้วยอ�ำนาจตัณหา ด้วยอ�ำนาจทิฏฐิ
ความยดึ ถอื เหลา่ นเี้ ปน็ ภาวะไมเ่ ทย่ี ง อนั ปจั จยั ปรงุ แตง่ ขนึ้ อาศยั กนั และกนั เกดิ ขนึ้ มคี วามสนิ้ ไป
มคี วามเสอ่ื มไปเป็นธรรมดา ความพลัดพรากจากกนั นีเ้ ปน็ ส่ิงท่มี ีอยู่
234 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก
พระผู้มีพระภาคจงึ ตรสั ต่อไปว่า
บรุ ษุ ยอ่ มส�ำคญั เบญจขนั ธใ์ ดวา่ นข้ี องเรา เบญจขนั ธน์ น้ั บรุ ษุ ยอ่ มละไปเพราะความตาย
บัณฑิตผเู้ ปน็ พทุ ธมามกะรโู้ ทษน้ีแล้ว ไมพ่ งึ น้อมไปเพื่อความยดึ ถือว่าเป็นของเรา
บุรุษผู้ตื่นขึ้นแล้ว ย่อมไม่เห็นสิ่งที่เกี่ยวข้องด้วยความฝัน ฉันใด ใคร ๆ ย่อมไม่เห็น
ชนผเู้ ป็นที่รักซ่ึงตายจากไปแล้ว ฉันนน้ั
ชอื่ ของชนทงั้ หลายทกี่ ลา่ วขานกนั อยนู่ ้ี เมอื่ สตั วต์ ายจากไปแลว้ กเ็ หลอื ไวแ้ ตช่ อ่ื เทา่ นน้ั
ชนท้ังหลายผู้ติดใจในวัตถุท่ียึดถือว่าเป็นของเรา ย่อมละท้ิงความเศร้าโศก ความ
คร่�ำครวญ และความตระหน่ีไม่ได้ เพราะฉะนั้น มุนีผู้เห็นแดนเกษม คือ อมตนิพพานแล้ว
ละความยดึ ถอื ไดแ้ ล้วเท่ยี วไป
๗. ตสิ สเมตเตยยสตุ ตนิทเทส
๗.๑ ความหมาย
ติสสเมตเตยยสุตตนิทเทส แปลวา่ การอธิบายติสสเมตเตยยสตู ร ซึง่ ว่าดว้ ยพระติสส-
เมตเตยยะ ทูลถามปญั หาเร่ืองเมถนุ ธรรม
๗.๒ ใจความส�ำคัญ
พระติสสเมตเตยยะกราบทูลขอให้ตรัสบอกความคับแค้นของบุคคลผู้ประกอบ
เมถุนธรรมเนือง ๆ เมอ่ื ได้ฟงั แลว้ จกั ศกึ ษาวิเวกต่อไป
พระผู้มีพระภาคตรสั วา่
ค�ำสั่งสอนของบคุ คลผ้ปู ระกอบเมถุนธรรมเนือง ๆ
ยอ่ มเลอะเลอื น และบุคคลน้นั ยอ่ มปฏิบตั ผิ ดิ
การปฏบิ ตั นิ ้ีเปน็ ธรรมไมป่ ระเสรฐิ ในบุคคลนั้น
ทา่ นพระสารบี ตุ รอธิบายมใี จความวา่
ค�ำว่า เมถุนธรรม หมายถึงธรรมเนียมของอสัตบุรุษ ท่ีปฏิบัติกันในที่ลับ ปฏิบัติกัน
เป็นคู่ ๆ ดว้ ยความก�ำหนดั กลัดกลมุ้ ด้วยราคะ ถกู ราคะครอบง�ำ จึงโอนไป โนม้ ไปในเรือ่ งน้นั
เหตนุ ้ัน พระผ้มู ีพระภาคจงึ ตรสั บอกแนวทางท่จี ะออกไปให้พ้นจากภาวะดงั กลา่ ว แนวทางน้นั
ไดแ้ ก่วเิ วก ๓ อย่าง คอื
เล่มท่ี ๒๑ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๒๙ 235
๑. กายวิเวก (ความสงดั กาย)
๒. จติ ตวเิ วก (ความสงัดจิต)
๓. อปุ ธวิ เิ วก (ความสงดั อปุ ธ)ิ
กายวิเวก คือ สงัดกาย เดิน ยืน น่ัง นอน บิณฑบาต อธิษฐานจงกรม เท่ียวไป
เคล่อื นไหว เป็นไป เลยี้ งชวี ติ ด�ำเนนิ ไปรูปเดียว
จิตตวิเวก คือ ผู้บรรลุปฐมฌานย่อมมีจิตสงัดจากนิวรณ์ ผู้บรรลุทุติยฌานย่อมมีจิต
สงัดจากวิตกวิจาร ผู้บรรลุตติยฌานย่อมมีจิตสงัดจากปีติ ผู้บรรลุจตุตถฌานย่อมมีจิตสงัด
จากสุขและทุกข์ ผู้บรรลุอากาสานัญจายตนสมาบัติ ย่อมมีจิตสงัดจากรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา
นานัตตสัญญา ผู้บรรลุวิญญาณัญจายตนสมาบัติ ย่อมมีจิตสงัดจากอากาสานัญจายตนสัญญา
ผบู้ รรลอุ ากญิ จญั ญายตนสมาบตั ิ ยอ่ มมจี ติ สงดั จากวญิ ญาณญั จายตนสญั ญา ผบู้ รรลเุ นวสญั ญา-
นาสญั ญายตนสมาบตั ิ ยอ่ มมีจิตสงดั จากอากญิ จัญญายตนสญั ญา
พระโสดาบัน ย่อมมีจิตสงัดจากสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ทิฏฐานุสัย
วจิ กิ ิจฉานสุ ัย และเหล่ากเิ ลสที่อยู่ในพวกเดียวกัน
พระสกทาคามี ย่อมมีจิตสงัดจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ อย่างหยาบ
กามราคานสุ ยั ปฏิฆานสุ ัย อย่างหยาบ และเหลา่ กิเลสทอ่ี ยใู่ นพวกเดยี วกนั
พระอนาคามี ย่อมมีจิตสงัดจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์อย่างละเอียด
กามราคานสุ ัย ปฏฆิ านุสยั อยา่ งละเอียด และเหลา่ กิเลสทอี่ ยู่ในพวกเดียวกนั
พระอรหันต์ ยอ่ มมีจติ สงดั จากรปู ราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวชิ ชา มานานุสยั
ภวราคานุสัย อวชิ ชานุสัย เหลา่ กเิ ลสที่อยูใ่ นพวกเดียวกนั และ
สงั ขารนมิ ติ ทง้ั ปวงในภายนอก
อปุ ธวิ ิเวก กิเลส ขันธ์ อภิสังขาร เรยี กวา่ อุปธิ อมตนิพพาน เรียกว่า อุปธวิ ิเวก คือ
ธรรมเป็นที่ระงับสังขารท้ังปวง เป็นท่ีสลัดท้ิงอุปธิท้ังหมด เป็นที่ส้ินตัณหา คลายก�ำหนัด
ดับกิเลส เย็นสนทิ
ผปู้ ระกอบเมถนุ ธรรมเนือง ๆ ยอ่ มเลอะเลอื นทงั้ ๒ สว่ น คอื (๑) ค�ำสั่งสอน สว่ นปรยิ ตั ิ
(๒) ค�ำสงั่ สอนสว่ นปฏิบตั ิ
ผู้รู้ท้ังหลายจึงเรียกผู้เสพเมถุนธรรมน้ันว่า เป็นปุถุชนเลว ท่ีชื่อว่าปุถุชนเลวเพราะให้
กิเลสหยาบเกิดขึน้ มสี ักกายทฏิ ฐหิ นาแน่นละไม่ได้ ปฏิญญาต่อหน้าศาสดาหลายองค์ ถูกทคุ ติ
ทกุ อยา่ งรอ้ ยรัดปรงุ แต่ง
236 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสุตตันตปฎิ ก
พระผ้มู ีพระภาคตรัสตอ่ ไปว่า
ผู้ใดในเบ้อื งต้นเทยี่ วไปผู้เดียวแลว้
(ต่อมา) เข้าไปเสพเมถุนธรรม ผ้รู ทู้ ้ังหลายเรยี กผู้น้นั วา่
เป็นปถุ ชุ นเลวในโลก เหมอื นยานที่แล่นไปฉะน้นั
ทา่ นพระสารีบตุ รอธิบายมใี จความว่า
ค�ำว่า ในเบ้ืองต้นเท่ียวไปผู้เดียว หมายถึง ตัดความกังวลในการครองเรือนออกบวช
แลว้ หลีกจากหม่คู ณะ เท่ยี วไปในปา่ ไปอยูใ่ นเสนาสนะอันสงบสงดั
ค�ำวา่ เข้าไปเสพเมถนุ ธรรม หมายถึง ลาสิกขากลับไปเปน็ ผ้คู รองเรือนอกี จึงตอ้ งแลน่
ไปสู่อบายภูมเิ หมือนยานที่แล่นไปสทู่ างผิด
พระผู้มพี ระภาคตรัสต่อไปว่า
ภกิ ษุ (ในเบ้อื งตน้ ) ได้สมญานามวา่ เปน็ บัณฑิต
อธษิ ฐานการเทยี่ วไปผ้เู ดยี ว
ต่อมา เธอประกอบในเมถุนธรรม
ก็จกั เศร้าหมองเหมือนกบั คนโง่ ฉะน้ัน
ท่านพระสารีบุตรอธบิ ายมใี จความวา่
ค�ำว่า ก็จักเศร้าหมองเหมือนคนโง่ หมายถึงจักล�ำบาก มัวหมองเหมือนคนก�ำพร้า
คนโง่ คนลมุ่ หลง คือ ฆ่าสตั ว์บ้าง ลกั ทรัพยบ์ า้ ง ตัดช่องย่องเบา ขโมยบ้าง ปลน้ ดักจ้ีในทาง
เปลีย่ วบ้าง ถกู พระราชาจบั ได้ ส่งั ลงโทษดว้ ยประการตา่ ง ๆ ซง่ึ เปน็ โทษทางกาย นอกจากน้ี
ยงั ได้รับโทษทางใจ คอื ถูกกามตัณหาครอบง�ำ ตรงึ ใจไว้ ตอ้ งแสวงหาโภคทรัพยด์ ว้ ยวธิ ตี ่าง ๆ
เช่น ต้องแล่นเรือไปในมหาสมุทร ฝ่าหนาว ฝ่าร้อน ถูกสัตว์กัดต่อย ถูกความหิวกระหาย
กดดนั เปน็ ต้น ยอ่ มได้รับทุกขโทมนัสต่าง ๆ
พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า มุนีรู้โทษน้ีแล้วในคราวเป็นคฤหัสถ์ก่อนบวชในธรรมวินัยน้ี
พงึ ท�ำการเที่ยวไปผูเ้ ดยี วใหม้ ั่นคง ไม่พงึ เขา้ ไปเสพเมถนุ ธรรม (อีก)
เล่มที่ ๒๑ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๙ 237
๘. ปสูรสตุ ตนิทเทส
๘.๑ ความหมาย
ปสูรสุตตนทิ เทส แปลว่า การอธบิ ายปสูรสูตร ซึ่งว่าดว้ ยปริพาชกช่อื ปสรู ะ
คือพระผู้มีพระภาคทรงแสดงพระสูตรน้ีแก่ปสูรปริพาชก ผู้เป็นนักโต้วาทะท่ามกลาง
ภกิ ษสุ งฆ์ ณ พระเชตวัน เขตกรงุ สาวตั ถี
๘.๒ ใจความส�ำคัญ
พระผ้มู ีพระภาคตรสั วา่
สมณพราหมณเ์ ปน็ อันมาก
ย่อมกล่าวความหมดจดในธรรมน้ีเท่านัน้
ไมก่ ลา่ วความหมดจดในธรรมเหล่าอน่ื
บคุ คลอาศัยศาสดาใด กก็ ล่าวว่าศาสดานั้นดีงาม
ในเพราะทิฏฐขิ องตนนนั้ เป็นผู้ตั้งอยู่ในปจั เจกสัจจะ
ท่านพระสารีบตุ รอธบิ ายมใี จความวา่
ค�ำว่า กล่าวความหมดจดในธรรมน้ีเท่าน้ัน หมายถึงกล่าว ชี้แจง แสดงว่ามี
ความหมดจด ความบริสุทธ์ิเฉพาะในลัทธขิ องตนเทา่ นั้น เช่นกลา่ ววา่ “โลกเท่ียง นีเ้ ท่านน้ั จริง
อย่างอ่ืนเป็นโมฆะ”
ค�ำวา่ ไมก่ ล่าวความหมดจดในธรรมเหลา่ อืน่ หมายถึง ไมก่ ล่าว ไม่ชีแ้ จง ไม่แสดงว่า
ในลัทธิอืน่ ๆ ก็มีความหมดจด มคี วามบริสุทธ์ิ
บุคคลที่อาศัยศาสดาใด กล่าวสรรเสริญศาสดานั้นถือว่าเป็นผู้ต้ังอยู่ในปัจเจกสัจจะ
คอื ความจรงิ เฉพาะของตน ไมใ่ ชค่ วามจรงิ สากล
พระผ้มู พี ระภาคตรสั ตอ่ ไปว่า
สมณพราหมณ์เหล่านัน้ เปน็ คนอยากพูด
เข้าไปสู่บริษัทแลว้ จบั คกู่ ลา่ วหากันและกนั วา่ เป็นคนพาล
สมณพราหมณ์เหล่านนั้ อาศยั สิ่งอน่ื แล้ว ยอ่ มกลา่ วถอ้ ยค�ำขัดแย้งกัน
อยากไดค้ วามสรรเสรญิ กก็ ลา่ วยกตนว่าเปน็ ผ้ฉู ลาด
ท่านพระสารบี ุตรอธบิ ายมีใจความว่า
สมณพราหมณ์เหล่าน้ันอยากได้ชื่อเสียงจึงเข้าสู่ประชุมชนจับคู่สนทนากล่าวร้าย
ป้ายสีศาสดาอื่น บริษัทอื่น ยกย่องศาสดา และบริษัทของตน และกล่าวยกตนอวดตนว่าเป็น
238 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก
คนฉลาดเปน็ ปราชญ์ เป็นผมู้ ญี าณ
พระผมู้ ีพระภาคตรัสต่อไปวา่
คนผู้ประกอบถ้อยค�ำ (เพอื่ กล่าว) ในทา่ มกลางบรษิ ทั
เม่ืออยากได้ความสรรเสรญิ ย่อมเป็นผลู้ งั เลใจ
เปน็ ผ้เู ก้อเขิน ในเมือ่ ถูกคา้ นตกไป ย่อมโกรธเคือง
เพราะค�ำนินทา แสวงหาข้อแก้ตัว
ท่านพระสารบี ตุ รอธิบายมใี จความว่า
ผตู้ ระเตรยี มถอ้ ยค�ำเพอ่ื ไปพดู ในทปี่ ระชมุ ชน โดยหวงั ใหไ้ ดช้ อื่ เสยี งนน้ั ยอ่ มมคี วามลงั เล
สงสัยเกิดขึ้นว่า เราจะชนะเขาได้อย่างไร จะพูดอะไร พูดอย่างไรให้พิเศษ ให้พิเศษยิ่ง ๆ ข้ึน
เพื่อท�ำใหล้ ทั ธิศาสนาของเราเลิศลอย ท�ำใหฝ้ า่ ยอืน่ พา่ ยแพ้
แตเ่ มอื่ เขาถกู ฝา่ ยตรงกนั ขา้ มคดั คา้ นดว้ ยเหตผุ ลทเ่ี หนอื กวา่ ท�ำใหถ้ อ้ ยค�ำของตนตกไป
เขาย่อมเก้อเขิน เม่ือถูกค�ำครหาว่าร้าย ก็โกรธเคือง คือ แค้นเคือง ขุ่นเคือง จึงแสวงหา
ข้อแก้ตัว คือแสวงหาข้อผดิ ขอ้ พล้ังผดิ ขอ้ ผดิ พลาด หรือแสวงหาช่องทางแก้ตวั ต่อไป
พระผมู้ พี ระภาคตรสั ตอ่ ไปวา่
บริษทั ผูพ้ จิ ารณาปญั หา กล่าวว่าวาทะของเขาเลว
ถูกคดั คา้ นตกไปแลว้ เขาเส่อื มวาทะไปแล้ว
ย่อมครำ�่ ครวญ เศรา้ โศกทอดถอนใจว่า เขาน�ำ (หนา้ ) เราไปแล้ว
ท่านพระสารบี ุตรอธบิ ายมีใจความวา่
เมื่อชุมชนตัดสินว่าวาทะของเขาเลวไม่มีความหมาย ไม่ถูกต้องทั้งโดยอรรถและ
พยญั ชนะ วาทะของเขากต็ กไป เขาจงึ คร่ำ� ครวญเศร้าโศก ทอดถอนใจคือ พร่�ำเพอ้ ว่า เขาน�ำ
หนา้ เราไปแล้ว เขากา้ วหนา้ ไปกว่าเราแลว้
ดว้ ยเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคจงึ ตรัสวา่
การววิ าทเหล่านเี้ กดิ แลว้ ในหมู่สมณะ
ความยนิ ดแี ละความยินรา้ ย มอี ยใู่ นการวิวาทเหลา่ น้ี
บุคคลเห็นโทษนี้แล้ว พงึ งดเว้นถอ้ ยค�ำขัดแย้งกัน
เพราะว่าไมม่ ปี ระโยชน์อน่ื นอกจากการไดค้ วามสรรเสรญิ
เล่มท่ี ๒๑ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๒๙ 239
๙. มาคนั ทยิ สุตตนทิ เทส
๙.๑ ความหมาย
มาคันทิยสุตตนิทเทส แปลว่า การอธิบายมาคันทิยสูตร ซึ่งว่าด้วยพราหมณ์ชื่อ
มาคันทยิ ะ ผู้ยกธิดาชื่อมาคันทยิ า ถวายพระผู้มพี ระภาค (ขุ.ธ.อ. ๒/๓๘-๔๑)
๙.๒ ใจความส�ำคัญ
พระผู้มีพระภาคตรสั ว่า
เพราะเหน็ นางตัณหา นางอรดี และนางราคา
ก็ไม่ได้มีความพอใจในเมถุนธรรม
จักมคี วามพอใจ เพราะเหน็ เรือนร่าง
ทีเ่ ต็มไปด้วยปสั สาวะและอุจจาระนอ้ี ยา่ งไรได้เล่า
เราไม่ปรารถนาจะถูกต้องเรอื นร่างนางแม้ดว้ ยเท้า
ทา่ นพระสารีบุตรอธิบายมใี จความว่า
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบพราหมณ์มาคันทิยะ โดยทรงเล่าเรื่องธิดามาร ๓ ตน คือ
นางตัณหา นางอรดี และนางราคา (ผู้มาประเล้าประโลมพระองค์ขณะประทับอยู่ใต้
ตน้ อชปาลนโิ ครธหลงั ตรสั รใู้ หม่ ๆ) วา่ พระองคไ์ มท่ รงปรารถนา ไฉนจะทรงปรารถนานางมาคนั ทยิ า
ผู้มีเรือนร่างเต็มไปด้วยอุจจาระ ปัสสาวะ เสมหะ และเลือด มีกระดูกเป็นโครง มีเอ็น
เป็นเครื่องผูกพัน มีเลือดและเนื้อเป็นเครื่องฉาบทา หุ้มห่อด้วยหนัง ปิดบังด้วยผิวหนัง
มีช่องเล็กช่องใหญ่ให้สิ่งปฏิกูลเหล่าน้ันไหลเข้าออกอยู่เสมอ มีหมู่หนอนแฝงตัวอยู่ เต็มไป
ด้วยมลทินโทษต่าง ๆ น้ีเล่า พระองค์ไม่ทรงปรารถนาจะถูกต้องเรือนร่างน้ันแม้ด้วยพระบาท
เรื่องทจ่ี ะทรงปรารถนาทางสงั วาสกันหรือสมาคมกันไมต่ ้องพดู ถงึ
พราหมณ์มาคันทิยะทูลถามว่า หากพระองค์ไม่ทรงปรารถนานารี (นางมาคันทิยา)
ผู้เป็นอิตถีรัตนะ (นางแก้ว) เช่นน้ี ท่ีพระราชาเมืองต่าง ๆ พากันปรารถนา พระองค์จะ
ทรงกล่าวถึงทฏิ ฐิ ศีล วตั ร ชีวิต และการอุบตั ิขน้ึ ในภพว่าอยา่ งไร
พระผมู้ พี ระภาคตรสั ตอบว่า
การตกลงใจในธรรมทงั้ หลายแลว้ ถอื ม่นั ว่า
เรากลา่ วสงิ่ น้ดี ังน้ี ยอ่ มไม่มแี ก่เราน้ัน
เราเหน็ โทษในทฏิ ฐิท้ังหลาย จงึ ไมย่ ดึ มนั่
เม่อื เลือกเฟ้น จงึ เหน็ ความสงบภายใน
240 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก
ท่านพระสารีบตุ รอธิบายมใี จความว่า
พระองค์ไม่ทรงยึดมั่นถือมั่นว่าทิฏฐินี้เท่าน้ันจริง อย่างอ่ืนไม่จริง เพราะทรงเห็นว่า
ทิฏฐิทั้งหลายเป็นโมฆะ (ไร้สาระ) ไม่ควรเชื่อถือ ท�ำให้หลง ท�ำให้ผู้ยึดถือมีทุกข์ เดือดร้อน
ไม่น�ำผู้ยึดถือให้พ้นทุกข์ได้ จึงควรพิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริงว่า สังขารท้ังปวงไม่เท่ียง
เปน็ ทกุ ข์ ธรรมทัง้ ปวงเป็นอนัตตา เม่อื พิจารณาดงั น้ี จึงจะเหน็ ความสงบภายใน
พราหมณ์มาคันทิยะทูลถามว่า มุนีผู้ไม่ยึดม่ันในทิฏฐิท้ังหลาย กล่าวเน้ือความใดว่า
ความสงบภายใน เนอื้ ความนั้น นักปราชญ์ทั้งหลายประกาศไว้อย่างไร
พระผ้มู ีพระภาคตรัสตอบวา่
นักปราชญไ์ ม่กล่าวความหมดจดเพราะทิฏฐิ
ไมก่ ลา่ วความหมดจดเพราะสตุ ะ
ไมก่ ล่าวความหมดจดเพราะญาณ
ไมก่ ล่าวความหมดจดเพราะศีลและวัตร
บุคคลยอ่ มถงึ ความสงบภายใน
เพราะความไม่มที ฏิ ฐิ เพราะความไมม่ สี ตุ ะ
เพราะความไม่มีญาณ เพราะความไม่มศี ีล
เพราะความไม่มวี ตั รนั้น ก็หามิได้
นกั ปราชญส์ ลัดทง้ิ ธรรมเหลา่ น้ีไดแ้ ล้ว
ไม่ยดึ มัน่ เปน็ ผ้สู งบไมอ่ าศยั แลว้ ไมพ่ ึงหวังภพ
ทา่ นพระสารบี ุตรอธบิ ายมีใจความวา่
นกั ปราชญ์ไม่ประกาศว่า มีความหมดจด เพราะทิฏฐิ สตุ ะ ญาณ ศีลและวตั ร (ท่ยี ึดถอื
แยก ๆ กัน) แต่บุคคลย่อมถึงความสงบภายในไม่ได้ ถ้าไม่มีทิฏฐิ สุตะ ญาณ ศีล และวัตร
(ที่ถือเป็นองค์ประกอบร่วมกัน) นักปราชญ์สลัดท้ิงธรรมเหล่าน้ี (คือธรรมฝ่ายด�ำ) ได้แล้ว
ไมย่ ึดมน่ั เปน็ ผสู้ งบ ไมป่ รารถนาจะไปเกิดในภพใหม่ตอ่ ไปแลว้
ค�ำว่า ทฏิ ฐิ ในทนี่ ห้ี มายถงึ สัมมาทิฏฐิ ๑๐ คอื
๑. ทานท่ใี ห้แลว้ มีผล
๒. ยัญทีบ่ ชู าแลว้ มีผล
๓. การเซน่ สรวงมผี ล
๔. ผลวิบากของกรรมท่ีท�ำดีท�ำชว่ั มีอยู่
๕. โลกนีม้ ี
๖. โลกหนา้ มี
เล่มท่ี ๒๑ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๒๙ 241
๗. มารดามคี ณุ
๘. บิดามคี ณุ
๙. สัตว์ท่ีเป็นโอปปาติกะมีอยู่
๑๐. สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบรู้แจ้งโลกนี้และโลกหน้าด้วยตนเองแล้ว
สอนใหผ้ อู้ นื่ รูแ้ จ้งมอี ยู่ในโลก
ค�ำว่า สตุ ะ หมายถึง การศึกษานวงั คสัตถุศาสน์ คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา
อทุ าน อติ วิ ุตตกะ ชาตกะ อัพภตู ธรรม และเวทลั ละ
ค�ำว่า ญาณ หมายถึง ญาณ ๔ คือ
๑. กัมมัสสกตาญาณ (ญาณท่เี ชื่อวา่ สตั วม์ กี รรมเป็นของตน)
๒. สจั จานุโลมิกญาณ (ญาณเกดิ ตามอรยิ สจั ๔)
๓. อภิญญาญาณ (ญาณคอื อภญิ ญา ๖)
๔. สมาปตั ติญาณ (ญาณในสมาบัติ ๘)
ค�ำวา่ ศลี หมายถงึ ปาติโมกขสังวร คือการส�ำรวมในพระปาติโมกข์
ค�ำวา่ วตั ร หมายถึง ธุดงค์ ๘ คอื ถือการอยู่ป่า การบณิ ฑบาต ใช้ผา้ บงั สุกุล ใชจ้ ีวร
๓ ผืน เท่ียวบิณบาตไปตามล�ำดับตรอก งดฉันอาหารมื้อหลัง ถือการนั่ง และการอยู่ใน
เสนาสนะทีเ่ ขาจัดใหเ้ ท่าน้ัน
พราหมณม์ าคนั ทยิ ะทลู ถามวา่ ถา้ ถอื ตามทต่ี รสั ขา้ งตน้ เหน็ วา่ ค�ำสอนของพระผมู้ พี ระภาค
เปน็ เรอ่ื งงมงายแนน่ อน เพราะตนเชอื่ วา่ สมณพราหมณบ์ างพวกถงึ ความหมดจดได้ เพราะทฏิ ฐิ
พระผ้มู ีพระภาคตรัสตอบว่า
เพราะอาศัยทิฏฐิทัง้ หลาย ทา่ นจึงถามเนือ่ ง ๆ
ได้มาถึงความลมุ่ หลงในทฏิ ฐทิ ้งั หลายท่ที ่านถอื มนั่ ไวแ้ ล้ว
และทา่ นก็มไิ ดเ้ หน็ สญั ญาแมน้ อ้ ยหนง่ึ จากธรรมน้ี
เพราะฉะน้นั ทา่ นจึงประสบแตค่ วามงมงาย
ทา่ นพระสารีบตุ รอธิบายมีใจความวา่
พราหมณ์มาคันทิยะอาศัยทิฏฐิจึงถามถึงทิฏฐิ อาศัยความเก่ียวข้องจึงถามถึง
ความเกย่ี วขอ้ ง อาศยั ความผกู พนั จงึ ถามถงึ ความผกู พนั อาศยั ความกงั วลจงึ ถามถงึ ความกงั วล
บอ่ ย ๆ เพราะเป็นผู้หลงงมงายในทิฏฐิท่ีตนยดึ ถือ
ค�ำว่า ท่านก็มิได้เห็นสัญญาแม้น้อยหน่ึงจากธรรมนี้ หมายถึง พราหมณ์มาคันทิยะ
ไมพ่ บสัญลักษณใ์ ด ๆ แหง่ ความสงบภายในน้ันเลย
242 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ในตอนท้ายของพระสูตรนี้ ความว่า มุนีผู้จบเวทผู้ได้ญาณ
ในมรรค ๔ (มีโสดาปตั ติมรรค เปน็ ต้น) จะไม่ตกอย่ใู นอ�ำนาจแหง่ ทิฏฐิ (๖๒) ไมม่ ีความถือตัว
ดว้ ยอารมณท์ ร่ี บั รู้ ไม่มีตัณหาและทิฏฐิ ไม่ถกู ตณั หาและทิฏฐิน�ำไป ไมถ่ ูกกรรมและสุตะน�ำไป
สภู่ พต่าง ๆ
มุนีผู้เว้นจากสัญญา ไม่มีกิเลสเคร่ืองร้อยรัด หลุดพ้นจากกิเลสด้วยปัญญาแล้ว
จะไมล่ มุ่ หลง ไม่เท่ียวไปกระทบกระท่ังกนั อยูใ่ นโลก
๑๐. ปรุ าเภทสตุ ตนทิ เทส
๑๐.๑ ความหมาย
ปรุ าเภทสตุ ตนทิ เทส แปลวา่ การอธบิ ายปรุ าเภทสตู ร ซง่ึ วา่ ดว้ ยกอ่ นดบั ขนั ธปรนิ พิ พาน
(ของพระอรหนั ต)์ เนอ้ื ความในพระสตู รนเ้ี ปน็ ค�ำถาม-ตอบระหวา่ ง พระพทุ ธเนรมติ (พระพทุ ธเจา้
ทพี่ ระผมู้ พี ระภาคทรงเนรมิตข้ึน) กับพระผ้มู ีพระภาค
๑๐.๒ ใจความส�ำคัญ
พระพทุ ธเนรมติ ทลู ถามว่า บคุ คลมที สั สนะอย่างไร มศี ลี อยา่ งไร จึงจะช่อื วา่ ผสู้ งบ
พระผูม้ ีพระภาคตรัสตอบวา่
กอ่ นดบั ขนั ธปรนิ พิ พาน พระอรหนั ต์เป็นผคู้ ลายตัณหา
ไม่ตดิ อยู่กับความเพลดิ เพลนิ ท่ีมอี ยู่ในสว่ นเบือ้ งต้น
ใคร ๆ ก�ำหนดไม่ได้ในสว่ นทา่ มกลาง
พระอรหนั ต์นัน้ มิได้มุ่งหวงั ถงึ ตัณหาและทิฏฐิ (ในสว่ นเบอื้ งปลาย)
ทา่ นพระสารีบตุ รอธิบายมใี จความวา่
ค�ำว่า คลายตัณหา หมายถึง ปราศจากตัณหา สละตัณหาได้แล้ว คายตัณหาได้แล้ว
ปลอ่ ยตัณหาได้แลว้ คอื เปน็ ผคู้ ลายความก�ำหนดั เปน็ ผหู้ มดความอยากแลว้ เป็นผู้ดับเย็นแลว้
ค�ำว่า ในส่วนเบ้ืองต้น ในค�ำวา่ ไมต่ ิดอยู่กับความเพลดิ เพลนิ ท่ีมีอยู่ในสว่ นเบอื้ งต้น
หมายถงึ อดีตกาล กล่าวคอื พระอรหันตไ์ ม่ติดอยกู่ ับความเพลดิ เพลนิ ที่เคยมีในอดตี
ค�ำว่า ในส่วนท่ามกลาง ในค�ำว่า ใคร ๆ ก�ำหนดไม่ได้ในส่วนท่ามกลาง หมายถึง
ปัจจบุ นั กาล กลา่ วคอื ใคร ๆ ก�ำหนดไม่ได้ว่า พระอรหนั ต์เป็นผูก้ �ำหนดั ขดั เคือง ลุ่มหลง ยึดติด
ยดึ ม่นั ฟุ้งซา่ น ลังเล ตกอยใู่ นพลงั กเิ ลสในปัจจุบัน
เลม่ ท่ี ๒๑ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๙ 243
ค�ำว่า มิได้มุ่งหวังตัณหาและทิฏฐิ(ในส่วนเบื้องปลาย) หมายถึง มิได้มุ่งหวัง
ในสว่ นเบอ้ื งปลาย ๒ อย่าง คอื มไิ ดม้ งุ่ หวงั ดว้ ยอ�ำนาจตัณหาในสว่ นเบื้องปลายและมิไดม้ งุ่ หวัง
ดว้ ยอ�ำนาจทิฏฐิในสว่ นเบอื้ งปลาย
พระผมู้ พี ระภาคตรัสตอ่ ไปว่า
บุคคลผ้ไู ม่โกรธ ไม่สะดุ้ง ไมโ่ ออ้ วด
ไม่คะนอง พูดดว้ ยปญั ญา ไมฟ่ ้งุ ซา่ น
เป็นผสู้ �ำรวมวาจา น้นั แล ชอ่ื วา่ เปน็ มนุ ี
ท่านพระสารีบตุ รอธบิ ายมใี จความว่า
ค�ำว่า ผไู้ ม่โกรธ หมายถงึ ผไู้ มโ่ กรธ เพราะเหตุ ๑๐ อยา่ ง อยา่ งใดอย่างหนง่ึ คือ
(๑) เพราะส�ำคัญวา่ เขาได้ท�ำความเสียหายแกเ่ รา
(๒) เพราะส�ำคัญวา่ เขาก�ำลงั ท�ำความเสียหายแกเ่ รา
(๓) เพราะส�ำคัญว่า เขาจักท�ำความเสียหายแกเ่ รา
(๔) เพราะส�ำคญั วา่ เขาได้ท�ำความเสียหายแก่คนที่เรารักใคร่พอใจ
(๕) เพราะส�ำคัญว่า เขาก�ำลังท�ำความเสียหายแกค่ นท่เี รารักใครพ่ อใจ
(๖) เพราะส�ำคญั ว่า เขาจักท�ำความเสียหายแกค่ นทเ่ี รารกั ใครพ่ อใจ
(๗) เพราะส�ำคญั วา่ เขาได้ท�ำประโยชน์แกค่ นท่ีเราไมร่ ักใคร่ไม่พอใจ
(๘) เพราะส�ำคญั ว่า เขาก�ำลงั ท�ำประโยชน์แกค่ นท่ีเราไมร่ กั ใครไ่ ม่พอใจ
(๙) เพราะส�ำคญั วา่ เขาจักท�ำประโยชน์แก่คนทเ่ี ราไมร่ กั ใคร่ไมพ่ อใจ
(๑๐) เพราะส�ำคัญว่า ความโกรธเกดิ ในเรอื่ งไม่สมควร
ค�ำวา่ ไมส่ ะดุ้ง หมายถึง ไมส่ ะด้งุ ไมห่ วาดเสียว ไม่หว่ันหวาด ไมห่ วาดกลวั วา่ เราไมไ่ ด้
ตระกูล ไม่ไดห้ มู่คณะ ไม่ไดอ้ าวาส ไมไ่ ดล้ าภ ยศ สรรเสรญิ สุข ไม่ได้ปจั จยั ๔
ค�ำว่า ไม่โอ้อวด หมายถึง ไม่อวดตัวว่า สมบูรณ์ด้วยศีล ด้วยวัตร ด้วยศีลวัตร
ด้วยชาติ ดว้ ยโคตร ดว้ ยตระกลู ดว้ ยรปู สมบัติ ด้วยคณุ สมบตั ิ เปน็ ต้น
ค�ำว่า ไม่คะนอง หมายถึง ไม่คะนองมือ คะนองเท้า ไม่ส�ำคัญหมาย ส่ิงท่ีไม่ควรว่า
ควร ไมส่ �ำคัญหมายสิง่ ที่ควรวา่ ไม่ควร ไม่ส�ำคัญหมายวกิ าลว่ากาล ไมส่ �ำคัญหมายกาลวา่ วกิ าล
ไม่ส�ำคญั หมายสงิ่ ทมี่ โี ทษวา่ ไม่มโี ทษ ไมส่ �ำคญั หมาย สิง่ ท่ีไม่มโี ทษวา่ มีโทษ
ค�ำว่า ผู้มากด้วยปัญญา หมายถึง ผู้ก�ำหนดวาจาด้วยปัญญา แม้พูดมาก กล่าวมาก
แสดงมาก ชี้แจงมาก กไ็ ม่กลา่ วค�ำทเ่ี ป็นเรอื่ งพดู ช่ัว กล่าวช่ัว แสดงช่วั ชแี้ จงช่วั
ค�ำว่า มุนี หมายถงึ ผมู้ ีญาณทีช่ ื่อวา่ โมนะ คือความรทู้ วั่ ความไม่หลงงมงาย ความเลือก
เฟน้ ธรรม สัมมาทิฏฐิ เป็นต้น (ดคู วามพิสดารจากตวั อยา่ งการอธบิ าย แบบท่ี ๘ ของบทน�ำนี้)
244 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสุตตันตปฎิ ก
พระผมู้ ีพระภาคตรสั ตอ่ ไปว่า
บุคคลผู้ไมม่ ตี ณั หาเครื่องเหน่ยี วรง้ั ในอนาคต
ไม่เศร้าโศกถึงส่ิงทลี่ ่วงไปแลว้ ผู้เหน็ วเิ วกในผสั สะทง้ั หลาย
ยอ่ มไมถ่ กู น�ำไปในทฏิ ฐทิ ้ังหลาย
ทา่ นพระสารีบตุ รอธบิ ายมีใจความวา่
ค�ำว่า ผู้เห็นวิเวกในผัสสะท้ังหลาย หมายถึง ผู้เห็นจักขุสัมผัส โสตสัมผัส
ฆานสมั ผสั ชวิ หาสัมผสั กายสมั ผัส มโนสัมผัส เปน็ ตน้ วา่ ว่างจากตน จากธรรม ทเี่ น่อื งในตน
จากความเท่ียง ความยัง่ ยนื ความสบื ต่อ หรือจากธรรมท่ไี ม่แปรผัน
ค�ำว่า ไม่ถูกน�ำไปในทิฏฐิทั้งหลาย หมายความว่า ทิฏฐิ ๖๒ ท่ีบุคคลน้ันละได้แล้ว
ตดั ขาดได้แล้ว ท�ำให้สงบระงับไดแ้ ล้ว จะไม่น�ำบคุ คลนัน้ ให้หวนกลบั ไปสูท่ ิฏฐเิ หล่านัน้ อีก
พระผมู้ พี ระภาคตรัสตอ่ ไปว่า
บุคคลเปน็ ผู้หลีกเร้น ไมห่ ลอกลวง ไม่ทะเยอทะยาน
ไมต่ ระหน่ี ไมค่ ะนอง ไม่เป็นทน่ี ่ารังเกยี จ
และไมป่ ระกอบในความเป็นผูม้ วี าจาส่อเสยี ด
ทา่ นพระสารีบตุ รอธบิ ายมใี จความวา่
ค�ำว่า ผู้หลีกเร้น หมายถึง ผู้ละราคะ โทสะ โมหะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปฬาสะ
อสิ สา มัจฉริยะไดแ้ ลว้ ละอกศุ ลาภิสังขารทุกประเภทไดแ้ ล้ว
ค�ำวา่ ไมห่ ลอกลวง หมายถงึ ไม่มคี วามหลอกลวง ๓ อยา่ ง คือ
๑. ความหลอกลวงเกี่ยวกบั การใช้สอยปัจจัย
๒. ความหลอกลวงเกย่ี วกับอิรยิ าบถ
๓. ความหลอกลวงเกีย่ วกับการพดู เลยี บเคยี ง
ค�ำว่า ไม่ทะเยอทะยาน หมายถึง ไม่มุ่งหมาย ไม่ต้องการได้ ไม่ยินดี ไม่ปรารถนา
ไม่มุง่ หวงั ในรปู เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ตระกลู หมคู่ ณะ อาวาส ลาภ ยศ สรรเสรญิ สุข
ปจั จัย ๔ เปน็ ตน้
ค�ำว่า ไม่ตระหนี่ หมายถึง ไม่ตระหนี่ ๕ อย่าง คือ ไม่ตระหน่ีอาวาส ตระกูล ลาภ
วรรณะ และธรรม
ค�ำวา่ ไมค่ ะนอง หมายถงึ ไมม่ ีความคะนอง ๓ อยา่ ง คือ ความคะนอง ทางกาย ทาง
วาจา และทางใจ
ค�ำว่า ไม่เป็นท่ีน่ารังเกียจ หมายถึง (๑) เป็นผู้มีศีล มีความส�ำรวมในพระปาติโมกข์
เลม่ ที่ ๒๑ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๙ 245
สมบูรณ์ด้วยอาจาระและโคจร เห็นภัยในโทษแม้เพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาสิกขาบท
ทั้งหลาย (๒) เป็นคนไม่มักโกรธ ไม่มากด้วยความแค้นเคือง ไม่ผูกโกรธ ไม่พยาบาทมุ่งร้าย
(๓) เปน็ คนไม่ลบหลู่ ไมต่ เี สมอ ไม่ริษยา ไม่โออ้ วด ไม่แขง็ กระด้าง ไมห่ ลอกลวงตน ไมถ่ ือตวั
เป็นต้น
ค�ำว่า ไม่ประกอบในความเป็นผู้มีวาจาส่อเสียด หมายถึง ผู้ละวาจาส่อเสียดได้แล้ว
ตัดขาดได้แล้ว ท�ำใหส้ งบระงับไดแ้ ล้ว ท�ำใหเ้ กิดขนึ้ ไมไ่ ดอ้ ีก
ในตอนทา้ ยของพระสูตรนี้ พระผ้มู ีพระภาคตรสั ว่า
บุคคลใดไมม่ คี วามถือว่าเป็นของตนในโลก
เม่อื ไม่มีความถือว่าเป็นของตน ย่อมไมเ่ ศรา้ โศก
ไม่ถงึ ความล�ำเอียงในธรรมทั้งหลาย
บคุ คลนั้นแล เรยี กว่า ผสู้ งบ
๑๑. กลหววิ าทสตุ ตนทิ เทส
๑๑.๑ ความหมาย
กลหวิวาทสุตตนทิ เทส แปลว่า การอธบิ ายกลหววิ าทสตู ร ซง่ึ ว่าด้วยการทะเลาะววิ าท
เน้ือความในพระสูตรนี้ก็เป็นค�ำถาม-ตอบ ระหว่างพระพุทธเนรมิตกับพระผู้มีพระภาคเหมือน
พระสตู รท่ี ๑๐
๑๑.๒ ใจความส�ำคญั
พระพุทธเนรมิตทูลถามว่า
การทะเลาะ การววิ าท ความคร่�ำครวญ
ความเศร้าโศก ความตระหนี่ ความถือตวั
ความดหู ม่นิ และวาจาส่อเสียด มมี าจากไหน
กเิ ลสเหลา่ นนั้ มมี าจากไหน
ขอเชิญพระองคโ์ ปรดตรัสบอกเหตุนน้ั
พระผมู้ พี ระภาคตรสั ตอบว่า
การทะเลาะ การวิวาท ความคร�ำ่ ครวญ
ความเศร้าโศก ความตระหน่ี ความถือตัว
246 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสุตตันตปิฎก
ความดูหม่นิ และวาจาสอ่ เสยี ด มมี าจากส่ิงเปน็ ที่รกั
การทะเลาะ การวิวาท ประกอบในความตระหนี่
มมี าจากสง่ิ เป็นท่รี ัก เมื่อการววิ าทเกดิ ข้ึนแล้ว
ก็มีวาจาส่อเสียดเกดิ ข้ึน
ท่านพระสารบี ุตรอธิบายมใี จความว่า
ค�ำวา่ สิ่งเปน็ ท่รี กั หมายถึง สิ่งเป็นท่ีรกั ๒ จ�ำพวก คือ สัตว์ และ สงั ขาร สัตว์เปน็ ที่รัก
ได้แก่ มารดา บิดา พี่น้อง บุตร ธิดา มิตร อ�ำมาตย์ (คือสหาย) ญาติ หรือผู้ร่วมสายโลหิต
ของผนู้ นั้ ส่วนสงั ขารเปน็ ท่รี ัก ได้แก่ รูป เสียง กลน่ิ รส โผฏฐัพพะท่นี า่ พอใจ
พระพุทธเนรมติ รทลู ถามวา่
สง่ิ เป็นที่รักในโลกมีอะไรเป็นต้นเหตุ
และชนเหลา่ ใดทอ่ งเท่ยี วไปในโลกเพราะความโลภ
ความโลภของชนเหล่าน้นั มอี ะไรเปน็ ตน้ เหตุ
ความหวงั และความส�ำเร็จหวังใดจะมีแก่นรชนในภพหน้า
ความหวังและความส�ำเรจ็ หวังนนั้ มอี ะไรเป็นตน้ เหตุ
พระผูม้ ีพระภาคตรัสตอบวา่
ส่งิ เปน็ ที่รักมคี วามพอใจเปน็ ตน้ เหตุ
และชนเหล่าใดทอ่ งเทยี่ วไปในโลกเพราะความโลภ
ความโลภของชนเหล่าน้ันมีความพอใจเป็นต้นเหตุ
ความหวงั และความส�ำเรจ็ หวังใดจะมีแก่นรชนในภพหน้า
ความหวงั และความส�ำเร็จหวังของนรชนน้ัน มีความพอใจเป็น
ตน้ เหตุ
ทา่ นพระสารบี ตุ รอธิบายมีใจความวา่
ค�ำว่า ความพอใจ ในค�ำว่า ส่ิงเป็นท่ีรักในโลกมีความพอใจเป็นต้นเหตุ หมายถึง
ความพอใจด้วยอ�ำนาจความใคร่ ความก�ำหนัด... ความเพลิดเพลิน... ความทะยานอยาก...
ความเยื่อใย... ความร่าเรงิ ... ความสยบ... ความตดิ ใจดว้ ยอ�ำนาจความใคร่
อีกนัยหน่ึง ความพอใจ หมายถึงความพอใจ ๕ อย่าง คือ
๑. ความพอใจในการแสวงหา
๒. ความพอใจในการได้
๓. ความพอใจในการบริโภค
เล่มที่ ๒๑ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๙ 247
๔. ความพอใจในการสะสม
๕. ความพอใจในการสละ
ค�ำวา่ ความส�ำเรจ็ หวัง หมายถึง ความสมหวงั เชน่ คนบางคนเม่ือแสวงหารูป กไ็ ดร้ ปู
ช่ือว่าเป็นผู้ส�ำเร็จหวังในรูป เมื่อแสวงหาเสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เป็นต้น ก็ได้สิ่งเหล่านี้
ชอื่ วา่ เปน็ ผูส้ �ำเรจ็ หวงั ในส่งิ เหล่าน้ี
พระพุทธเนรมิตรทลู ถามต่อไปว่า
ฉันทะในโลกมตี ้นเหตมุ าจากไหน
และการตดั สินใจมมี าจากไหน
อนงึ่ ความโกรธ ความเปน็ คนพูดเท็จ
และความสงสยั มีมาจากอะไร
และธรรมเหล่าใด พระสมณะตรัสไว้แล้ว
ธรรมเหล่านัน้ มมี าจากอะไร
พระผ้มู ีพระภาคตรสั ตอบวา่
ชนทั้งหลายในโลกพดู ถึงสงิ่ ใดวา่ นา่ ดีใจ น่าเสียใจ
ฉันทะกจ็ ะมีข้ึนเพราะอาศัยสิ่งนั้น
ชนในโลกมองเห็นความเสือ่ มและความเจรญิ ในรปู ทงั้ หลายแลว้
ย่อมท�ำการตดั สินใจ
ท่านพระสารบี ุตรอธบิ ายมใี จความวา่
ค�ำวา่ การตัดสินใจ ในค�ำวา่ ย่อมท�ำการตดั สินใจ หมายถงึ การตดั สนิ ใจ ๒ อย่าง คอื
(๑) การตดั สนิ ใจดว้ ยอ�ำนาจตณั หา (๒) การตดั สนิ ใจด้วยอ�ำนาจทิฏฐิ
การตัดสินใจด้วยอ�ำนาจตัณหา เช่น บุคคลบางคน เม่ือโภคทรัพย์ที่ยังไม่เกิด
ก็ไม่เกิดข้ึน ที่เกิดแล้วได้เส่ือมส้ินไป เขาคิดว่า เพราะเรามัวแต่ด่ืมน�้ำเมา โภคทรัพย์จึงไม่เกิด
ทีเ่ กิดแล้วได้เสอ่ื มส้นิ ไป เขาจึงตดั สนิ ใจว่า ตอ่ ไปนเ้ี ราจะไม่ด่มื นำ้� เมาอีก
การตัดสินใจด้วยอ�ำนาจทิฏฐิ เช่น บุคคลบางคน เข้าใจว่า เม่ือตาเกิดขึ้น ก็เข้าใจว่า
ตวั ของเราเกิดข้นึ แล้ว เมอื่ ตาหายไป กเ็ ขา้ ใจว่า ตัวของเราหายไปแล้ว ตวั ของเราไม่มแี ลว้
พระผมู้ ีพระภาคตรัสตอ่ ไปว่า
ธรรมเหลา่ นี้ คือ ความโกรธ ความเปน็ คนพูดเทจ็
และความสงสยั เมื่อความดใี จและความเสียใจท้ังสองมีอยู่ กม็ ี
บุคคลผ้มู ีความสงสยั พงึ ศึกษาเพ่ือทางแห่งญาณ
248 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
และธรรมเหลา่ ใด พระสมณะทรงทราบแลว้ ตรัสไว้
ธรรมเหล่านัน้ เมอื่ ความดีใจและความเสียใจทั้งหลายมีอยู่ กม็ ี
ท่านพระสารบี ุตรอธิบายมใี จความวา่
ธรรม ๓ อยา่ ง คอื ความโกรธ ความเปน็ คนพดู เทจ็ และความสงสยั เกดิ ขนึ้ เพราะอาศยั
ส่ิงท่ีน่าปรารถนาก็มี เพราะอาศัยส่ิงที่ไม่น่าปรารถนาก็มี เช่น ความโกรธที่เกิดเพราะอาศัย
ส่งิ ที่ไมน่ า่ ปรารถนา คอื ความโกรธท่ีเกดิ เพราะเข้าใจว่า คนนน้ั คนนี้ จะท�ำสิ่งไม่เปน็ ประโยชน์
แก่ตน ส่วนความโกรธที่เกิดเพราะอาศัยส่ิงน่าปรารถนา คือ ความโกรธท่ีเกิดเพราะความ
หวาดระแวงวา่ คนนนั้ คนนี้จะแยง่ สงิ่ ท่ีตนรกั ไป
ค�ำว่า บุคคลผู้มีความสงสัย พึงศึกษาเพื่อทางแห่งญาณ หมายความว่า บุคคล
เมื่อมีความสงสัย ความลังเลใจ เข้าใจเป็น ๒ ทาง ให้ดับความสงสัยด้วยการศึกษาสิกขา ๓
คือ อธิสลี สิกขา อธิจิตตสกิ ขา และอธปิ ัญญาสกิ ขา เพือ่ ให้บรรลุญาณ เพ่ือใหร้ ้ถู ูกต้อง เพอื่ ให้
รู้แจง้
การถามตอบยังด�ำเนินต่อไปตามกฎปฏิจจสมุปบาท คือทูลถามว่า ความดีใจ และ
ความเสียใจ เกิดจากอะไร ตรัสตอบว่า เกิดจากผัสสะ ทูลถามว่า ผัสสะเกิดจากอะไร
ตรัสตอบวา่ เกิดจากนามรปู เป็นตน้
๑๒. จฬู วิยหู สุตตนทิ เทส
๑๒.๑ ความหมาย
จูฬวิยูหสุตตนิทเทส แปลว่า การอธิบายจูฬวิยูหสูตร ซึ่งว่าด้วยการวิวาทกัน
เพราะทฏิ ฐสิ ตู รเล็ก เนื้อความในพระสูตรนี้เป็นค�ำถาม - ตอบ ระหว่างพระพุทธเนรมิต กับ
พระผมู้ พี ระภาค เหมือน ๒ สูตรกอ่ น
๑๒.๒ ใจความส�ำคญั
พระพทุ ธเนรมิตทูลถามวา่
สมณพราหมณ์เจา้ ลัทธบิ างพวก
ยึดถอื อยู่เฉพาะทฏิ ฐิของตน ๆ
ถือแล้วกอ็ า้ งตัวว่า เปน็ ผฉู้ ลาด พูดกนั ไปต่าง ๆ ว่า
บุคคลใดรูอ้ ย่างนี้ บุคคลนั้นชอ่ื ว่าร้ธู รรมแลว้
เลม่ ท่ี ๒๑ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๒๙ 249
บคุ คลใดคดั ค้านธรรมนี้ บคุ คลน้นั ช่อื วา่ ยงั ไมส่ �ำเร็จกจิ
ค�ำวา่ ธรรม ในค�ำว่า บุคคลนั้นชอ่ื ว่าร้ธู รรมแลว้ ทา่ นพระสารบี ุตรอธบิ ายวา่ หมายถึง
ทิฏฐิ ปฏปิ ทา และมรรค
พระพทุ ธเนรมติ ทลู ถามต่อไปว่า
สมณพราหมณเ์ หล่าน้นั ถืออย่างน้ีแล้วก็พากันวิวาท
และกลา่ ววา่ คนอน่ื เปน็ คนพาล ไมฉ่ ลาด
วาทะของสมณพราหมณเ์ หลา่ น้ี
วาทะไหนเปน็ เรอ่ื งจริงกันหนอ
เพราะสมณพราหมณเ์ หลา่ น้ีทง้ั หมด
ต่างก็อ้างตวั ว่า เปน็ คนฉลาด
พระผ้มู พี ระภาคตรสั ว่า
คนพาลไม่ยอมรบั ธรรมของผู้อื่นเลย
เปน็ คนตำ�่ ทราม มีปญั ญาทราม
สมณพราหมณ์ทง้ั หมดนัน่ แหละเป็นคนพาล มปี ญั ญาทราม
สมณพราหมณ์เหล่านที้ ้งั หมดนน่ั แหละยดึ ถอื ทฏิ ฐอิ ยู่
ค�ำว่า ยดึ ถอื ทิฏฐอิ ยู่ ในค�ำว่า สมณพราหมณเ์ หล่าน้ันทั้งหมดนน่ั แหละ ยึดถือทิฏฐิ
อยู่ ท่านพระสารีบุตร อธิบายว่า หมายถึง ยึดมั่นถือม่ันทิฏฐิอย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดา
ทิฏฐิ ๖๒ แล้วอยู่ คือ อยู่ร่วม อยู่อาศัย อยู่ครองตามทิฏฐิของตน ๆ เหมือนพวกคฤหัสถ์
ผู้ครองเรือนก็อยู่ในเรือน หมู่ภิกษุผู้มีอาบัติก็อยู่ในอาบัติ หรือพวกปุถุชนผู้มีกิเลสก็อยู่ใน
กิเลส
พระผู้มีพระภาคตรัสต่อไปวา่
ถา้ หากสมณพราหมณไ์ มผ่ ่องแผว้ เพราะทิฏฐิของตน
เปน็ ผมู้ ีปัญญาหมดจดดี ฉลาด มีความรูแ้ ลว้ ไซร้
บรรดาสมณพราหมณเ์ หลา่ นั้นกไ็ มม่ ีใครเส่ือมปญั ญา
เพราะทิฏฐิของสมณพราหมณแ์ มเ้ หล่านน้ั ถือกนั มาอย่างนน้ั
คน ๒ พวกกล่าวทิฏฐใิ ดกะกนั และกันว่า เปน็ คนพาล
เราไม่กลา่ วทิฏฐนิ ้ันว่าจริง
พวกสมณพราหมณ์พากนั ประกาศทิฏฐิของตน ๆ วา่ จรงิ
เพราะฉะนัน้ จึงพากันใสไ่ ฟผ้อู น่ื ว่า เปน็ คนพาล
250 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
ท่านพระสารบี ตุ รอธิบายมใี จความว่า
ค�ำวา่ พวกสมณพราหมณ์พากันประกาศทิฏฐิของตน ๆ ว่าจรงิ อธบิ ายว่า ประกาศ
ทิฏฐขิ องตน ๆ ว่า “โลกเทีย่ ง น้เี ท่าน้นั จริง อย่างอืน่ เปน็ โมฆะ” วา่ “โลกไมเ่ ท่ยี ง นี้เทา่ นัน้ จริง
อย่างอ่ืนเป็นโมฆะ” เป็นต้น
พระพุทธเนรมิตทูลถามว่า
สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวธรรมใดวา่ จรงิ วา่ แท้
สมณพราหมณ์พวกอ่ืนก็พากันกล่าวธรรมน้ันว่าเปล่าว่าเท็จ
สมณพราหมณ์เหล่านั้นต่างพากันถือมั่นอย่างนี้แลว้ วิวาทกัน
เพราะเหตไุ ร พวกสมณพราหมณ์จงึ ไม่พดู อย่างเดียวกัน
พระผู้มพี ระภาคตรสั ตอบว่า
หม่ชู นรู้ชัดสจั จะใด ไม่พึงววิ าทกนั
สัจจะน้นั มีอยา่ งเดยี วเทา่ น้ัน ไมม่ อี ยา่ งท่ี ๒
สมณพราหมณเ์ หล่านั้นพากนั อวดสัจจะตา่ ง ๆ กันไปเอง
เพราะฉะนน้ั พวกสมณพราหมณ์จงึ ไมพ่ ดู อยา่ งเดียวกัน
ทา่ นพระสารีบุตรอธบิ ายมีใจความว่า
ค�ำวา่ สจั จะนน้ั มอี ยา่ งเดยี วเทา่ นน้ั ไมม่ อี ยา่ งที่ ๒ หมายถงึ นพิ พาน คอื ความดบั ทกุ ข์
ได้แก่ ความระงับสงั ขารทง้ั ปวง ความสลัดทง้ิ อปุ ธิทงั้ หมด ความส้นิ ตัณหา ความคลายก�ำหนัด
ความดับกิเลส ความเย็นสนทิ
พระพุทธเนรมิตทลู ถามวา่
เพราะเหตไุ รหนอ พวกสมณพราหมณ์จงึ พดู สจั จะไปตา่ ง ๆ
อา้ งตนว่า เปน็ คนฉลาด พดู พร�่ำกนั ไป
สัจจะทส่ี มณพราหมณเ์ หล่าน้ันเลา่ เรยี นมา
มหี ลายอย่างตา่ ง ๆ กันหรือ
หรือวา่ สมณพราหมณเ์ หล่านั้นพากันนึกตรกึ เอาเอง
พระผู้มพี ระภาคตรสั ตอบว่า
มไิ ดม้ ีสจั จะหลายอย่างต่าง ๆ กันเลย
เว้นแตส่ จั จะท่ีแนน่ อนด้วยสญั ญาในโลก
แต่สมณพราหมณ์ทั้งหลาย พากนั ก�ำหนดความตรึก
ในทิฏฐิทั้งหลายไปเองแลว้ กลา่ วธรรมเป็น ๒ อย่างว่า
ค�ำของเราจรงิ ค�ำของทา่ นเทจ็
เล่มท่ี ๒๑ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๒๙ 251
ทา่ นพระสารีบุตรอธบิ ายมีใจความวา่
ค�ำว่า เว้นแต่สัจจะที่แน่นอนด้วยสัญญาในโลก อธิบายว่า เว้นแต่สัจจะท่ีถือว่า
แน่นอนด้วยสัญญา สัจจะอย่างเดียวเท่านั้นที่บัณฑิตกล่าว บอก แสดง ชี้แจงไว้ในโลก ได้แก่
นพิ พาน...
พระผู้มีพระภาคตรัสตอ่ ไปว่า
เจา้ ลทั ธอิ าศยั ธรรมเหลา่ นีค้ ือ
รูปท่ีเห็น เสยี งทไี่ ด้ยนิ ศลี วตั รหรอื อารมณท์ ีร่ บั รูแ้ ล้ว
แสดงอาการดูหมนิ่ และด�ำรงอยู่ในทิฏฐิท่ีตกลงใจ
แล้วก็ร่าเริงกลา่ วว่า คนอนื่ เปน็ คนพาล ไม่ฉลาด
เจา้ ลทั ธิใสไ่ ฟบุคคลอ่ืนว่า เปน็ คนพาล เพราะเหตใุ ด
กก็ ลา่ วถงึ ตนเองว่า เปน็ คนฉลาด เพราะเหตุนน้ั
เจา้ ลทั ธนิ ้ันอวดอ้างตนเองวา่ เป็นคนฉลาด
ยอ่ มดูหม่ินบุคคลอ่ืนและกล่าวเชน่ น้ันเหมอื นกัน
เจ้าลัทธินั้นเปน็ ผ้เู พยี บพร้อมด้วยอติสารทิฏฐิ
เมาด้วยความถือตัว มีความถือตัวจัด อภเิ ษกตนเองดว้ ยใจ
เพราะทิฏฐินน้ั เจ้าลทั ธิถือกนั มาอย่างนัน้
ทา่ นพระสารบี ุตรอธบิ ายมใี จความว่า
ค�ำว่า อติสารทิฏฐิ หมายถึง ทิฏฐิ ๖๒ เพราะทิฏฐิเหล่านั้นทั้งหมดก้าวล่วงเหตุ
ก้าวล่วงลักษณะ ก้าวล่วงทิฏฐิ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสเรียกทิฏฐิ ๖๒ ว่า
อติสารทฏิ ฐิ เดยี รถียท์ ุกคน เปน็ ผ้มู อี ติสารทิฏฐิ
พระผมู้ พี ระภาคตรสั ไว้ในตอนทา้ ยของพระสูตรนี้วา่
เจ้าลทั ธนิ นั้ ต้ังอยใู่ นทฏิ ฐทิ ตี่ กลงใจและนับถอื เองแล้ว
กถ็ งึ การวิวาทในกาลข้างหน้าในโลก
คนท่ีเกิดมาละทฏิ ฐิทต่ี กลงใจทั้งมวลได้
ยอ่ มไมก่ อ่ การม่งุ รา้ ยในโลก
252 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
๑๓. มหาวยิ หู สุตตนทิ เทส
๑๓.๑ ความหมาย
มหาวิยูหสุตตนิทเทส แปลว่า การอธิบายมหาวิยูหสูตร ซ่ึงว่าด้วยการวิวาทกัน
เพราะทิฏฐิสูตรใหญ่ เน้ือความในพระสูตรนี้ เป็นค�ำถาม-ตอบระหว่าง พระพุทธเนรมิตกับ
พระผมู้ พี ระภาค เชน่ เดยี วกบั จูฬวยิ ูหสุตตนทิ เทส
๑๓.๒ ใจความส�ำคัญ
พระพุทธเนรมิตทูลถามว่า
สมณพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่งเหล่าน้ี
ยึดถอื ทฏิ ฐอิ ยู่ พากันกล่าวอา้ งวา่ “นี้เทา่ น้ันจรงิ ”
สมณพราหมณ์เหล่านนั้ ทกุ พวกนัน่ แหละจะถกู นนิ ทา
หรอื ว่า จะไดค้ วามสรรเสริญในเพราะทิฏฐนิ ้นั
พระผูม้ พี ระภาคตรสั ตอบว่า
ผลแห่งวาทะน้ีน้อยนัก ไม่พอเพื่อความสงบ
เรากลา่ วผลแห่งการววิ าทเปน็ ๒ อยา่ ง
บุคคลเห็นโทษแม้นี้แลว้
มองเหน็ ภมู ิ (เหตุ) แห่งการไมว่ ิวาทว่า เกษม
ไม่พึงวิวาทกนั
ทา่ นพระสารีบุตรอธิบายมใี จความว่า
ผลแหง่ วาทะมนี อ้ ยไมเ่ พยี งพอเพอ่ื ท�ำใหร้ าคะ โทสะ โมหะ เปน็ ตน้ สงบระงบั ดบั เยน็ ได้
ผลแหง่ การววิ าท มี ๒ อยา่ ง คือ
ชนะกบั แพ้ มีลาภกับเสอื่ มลาภ
มียศกับเสอ่ื มยศ นินทากบั สรรเสรญิ
สุขกับทุกข์ โสมนัสกับโทมนัส
อารมณ์ท่ีน่าปรารถนากับอารมณท์ ไี่ ม่นา่ ปรารถนา
ความชอบกับความชัง ความเฟ่ืองฟกู บั ความแฟบฟบุ
ความยินดีกับความยินรา้ ย
ฉะน้ัน ผมู้ องเห็นโทษแหง่ การวิวาทน้แี ล้ว พงึ พจิ ารณาผลแห่งการไมว่ วิ าทกนั ว่าเปน็
เกษม คอื อมตนิพพาน
เลม่ ท่ี ๒๑ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๙ 253
พระผู้มีพระภาคตรสั ต่อไปว่า
ทฏิ ฐิสมมติเหลา่ นอ้ี ยา่ งใดอย่างหนึ่งเกดิ จากปุถชุ น
บุคคลผมู้ ีความรยู้ อ่ มไมเ่ ข้าถึงทฏิ ฐสิ มมติเหลา่ น้ที กุ อยา่ ง
บุคคลผ้ไู มม่ กี ิเลสเปน็ เหตเุ ข้าถงึ นัน้
ไมท่ �ำความพอใจในรปู ที่เหน็ เสียงท่ีไดย้ ิน
พงึ ถึงสงิ่ ทีค่ วรเขา้ ถงึ อะไรเล่า
ท่านพระสารบี ุตรอธบิ ายมใี จความว่า
ค�ำวา่ ทฏิ ฐิสมมติ หมายถึง ทฏิ ฐิ ๖๒
ค�ำว่า ผู้มีความรู้ หมายถึง ผู้มีวิชชา มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญา เคร่ือง
ท�ำลายกิเลส
ค�ำว่า กิเลสเป็นเหตุเข้าถึง หมายถึง กิเลสที่เป็นเหตุเข้าถึงทิฏฐิสมมติ ๒ อย่าง คือ
(๑) กิเลสเปน็ เหตเุ ขา้ ถึงด้วยอ�ำนาจตณั หา (๒) กเิ ลสเป็นเหตุเข้าถงึ ด้วย อ�ำนาจทฏิ ฐิ
รวมความว่า ทิฏฐิสมมติ เป็นของปุถุชนเท่าน้ัน ผู้มีความรู้ ไม่มีกิเลส จะไม่ท�ำความ
พอใจในรูปท่ีเห็น ในเสียงท่ีได้ยิน ในอารมณ์ท่ีรับรู้ เม่ือไม่มีความพอใจเช่นนี้ ก็จะไม่เข้าถึง
อะไรอกี แลว้
พระผมู้ ีพระภาคตรสั ตอ่ ไปว่า
สมณพราหมณผ์ ู้กล่าวอ้างศลี วา่ สูงสดุ
สมาทานวตั รแลว้ ด�ำรงอยู่
ได้กลา่ วความหมดจดดว้ ยความส�ำรวมวา่
พวกเราศึกษาในทฏิ ฐินแ้ี หละและศกึ ษาความหมดจดแหง่ วัตรน้นั
สมณพราหมณ์เหล่านัน้ กลา่ วอา้ งตนว่าเปน็ คนฉลาด
ยอ่ มเป็นผูถ้ ูกน�ำเข้าสภู่ พ
ท่านพระสารีบุตรอธบิ ายมีใจความวา่
สมณพราหมณ์ผู้ประพฤติศีลวัตร กล่าวว่าความหมดจด หรือความบริสุทธ์ิ หลุดพ้น
จากทกุ ข์ ย่อมมีได้ดว้ ยการรกั ษาศลี ดว้ ยความส�ำรวมระวงั ไม่ล่วงละเมดิ ศีล และกลา่ วอวดตน
วา่ เปน็ ผฉู้ ลาด พระผ้มู พี ระภาคตรสั ว่า สมณพราหมณเ์ หล่านั้น จะถกู น�ำไปสู่ภพ คอื ถูกน�ำให้
ติดใจในภพ ให้นอ้ มใจเชื่อในภพ
254 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
พระผูม้ พี ระภาคตรัสต่อไปวา่
ถ้าบคุ คลเคล่ือนจากศลี วตั ร
พลาดกรรมแล้ว ก็หว่นั ไหว
เขายอ่ มเฝ้าแตพ่ ร่�ำเพ้อและปรารถนาความหมดจด
เหมือนคนออกจากเรอื นอยู่รว่ มกบั คนเดนิ ทาง
พลัดจากพวก ฉะนั้น
ท่านพระสารีบตุ รอธิบายมีใจความว่า
ถ้าบุคคลเคล่ือนจากศีลวัตร จะเคล่ือนเพราะมีผู้ชี้น�ำให้เคลื่อนก็ตาม หรือเคล่ือน
เพราะไม่บรรลุผลแห่งศีลวัตรน้ันก็ตาม เขาจะรู้สึกหว่ันไหว หวาดหวั่นว่า เราผิดพลาด
คลาดไปจากกรรม คือ อรหัตตผลเสียแล้ว จึงเฝ้าแต่พร�่ำเพ้อปรารถนา ใฝ่ฝันจะให้ได้
ความหมดจดดว้ ยศลี วตั รตอ่ ไป เหมอื นคนออกจากเรอื นไปอยกู่ บั พวกเดนิ ทางซงึ่ มแี ตจ่ ะพลดั กบั
พลดั คือถา้ เดนิ ตามพวกเดินทางไป กช็ ื่อวา่ เป็นผพู้ ลัดบ้าน แตถ่ ้าจะแยกจากพวกเดนิ ทางแล้ว
กลับสบู่ า้ นเดมิ กช็ อื่ ว่าเป็นผพู้ ลัดพวก
พระผมู้ พี ระภาคตรสั ตอ่ ไปวา่
อริยสาวกละศลี วัตรได้หมด
ละกรรมทีม่ โี ทษและกรรมที่ไม่มโี ทษนนั้ เสียได้
ไมป่ รารถนาความหมดจด และความไม่หมดจด
งดเว้นแลว้ ไม่ยดึ ม่นั ทิฏฐทิ ่มี อี ยู่ เทย่ี วไป
พระพทุ ธภาษติ นแ้ี สดงให้เหน็ ว่า พระอรหันตสาวกของพระองคถ์ อนทฏิ ฐิ
ทั้งหลายได้แล้ว และในตอนทา้ ยของพระสตู รพระผูม้ พี ระภาคตรสั ว่า
มุนีนนั้ เป็นผกู้ �ำจัดเสนาในธรรมท้งั ปวง คือรูปทเี่ หน็
เสยี งที่ได้ยิน หรอื อารมณท์ รี่ ับรู้อยา่ งใดอย่างหน่งึ
มนุ นี ั้นเป็นผูป้ ลงภาระลงแล้ว พ้นขาดแล้ว
ไมม่ คี วามก�ำหนด ไม่เขา้ ไปยนิ ดี ไม่มีความปรารถนา
พระพทุ ธภาษติ นีแ้ สดงให้เห็นวา่ มนุ ีนน้ั คอื พระขณี าสพ เช่น พระองคเ์ อง ไดถ้ อนทิฏฐิ
ทงั้ หลายได้หมดแล้ว
เลม่ ที่ ๒๑ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๙ 255
๑๔. ตุวฏกสตุ ตนทิ เทส
๑๔.๑ ความหมาย
ตวุ ฏกสตุ ตนทิ เทส แปลวา่ การอธบิ ายตวุ ฏกสตู ร ซงึ่ วา่ ดว้ ยภกิ ษผุ กู้ �ำจดั บาปธรรมอยา่ ง
เรว็ พลัน เนอ้ื ความในพระสตู รนเี้ ป็นค�ำถาม-ตอบระหว่างพระพุทธเนรมติ กบั พระผมู้ พี ระภาค
เช่นเดียวกนั
๑๔.๒ ใจความส�ำคัญ
พระพุทธเนรมิตทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ภิกษุเห็นอย่างไร จึงไม่ถือม่ันอะไร ๆ
ในโลกดับไป
พระผูม้ พี ระภาคตรัสตอบว่า
ภิกษพุ งึ ขจัดบาปธรรมทงั้ ปวง ท่ีเปน็ รากเหง้า
ของสว่ นแหง่ ธรรมเปน็ เคร่อื งเนน่ิ ช้า และอสั มมิ านะด้วยมนั ตา
ตณั หาอยา่ งใดอยา่ งหนงึ่ ทเี่ กิดในภายใน
ภิกษมุ สี ติทุกเมอ่ื พงึ ศึกษาเพอ่ื ก�ำจดั ตัณหาเหล่านั้น
ทา่ นพระสารีบุตรอธิบายมใี จความว่า
ค�ำวา่ ส่วนแหง่ ธรรมเป็นเครื่องเนิน่ ชา้ หมายถงึ ธรรมเปน็ เครอ่ื งเนิ่นชา้ ๒ อย่าง คอื
ตัณหาและทฏิ ฐิ
ค�ำวา่ รากเหงา้ ของส่วนแห่งธรรมเปน็ เคร่อื งเนิ่นชา้ หมายถงึ กเิ ลส ๖ อย่าง คอื
๑. อวิชชา ๒. อโยนิโสมนสกิ าร
๓. อัสมิมานะ ๔. อหริ ิกะ
๕. อโนตตปั ปะ ๖. อุทธัจจะ
ค�ำว่า มันตา หมายถงึ ความรู้ท่ัว กริ ิยาท่รี ชู้ ัด ความไมห่ ลงงมงาย ... ความเลอื กเฟ้น
ธรรม และสัมมาทิฏฐิ
ค�ำวา่ ตัณหา...ที่เกิดในภายใน หมายถึง ตัณหาทีเ่ กิดขึน้ ในจติ
ค�ำว่า มีสติทุกเม่ือ หมายถึง มีความรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลาอันเน่ืองมาจากเจริญ
สติปฏั ฐาน ๔ เป็นต้น
รวมความว่า ภกิ ษพุ งึ ขจดั บาปธรรมคอื กเิ ลส ๖ อยา่ ง อันเป็นรากเหงา้ ของส่วนแห่ง
ธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้า คือ ตัณหาและทิฏฐิ ฝึกอบรมจิตให้มีสติพิจารณาก�ำหนดละตัณหา
ทุกอย่าง ทจ่ี ะพึงเกิดขน้ึ ในจิตตลอดเวลา
256 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก
พระผมู้ พี ระภาคตรสั ตอ่ ไปวา่
ภิกษพุ งึ รคู้ ณุ ธรรมอย่างใดอย่างหน่ึงภายในหรอื ในภายนอก
แตไ่ มค่ วรท�ำความดื้อรน้ั เพราะคณุ ธรรมน้ัน
เพราะการท�ำความด้อื รัน้ นั้น ผู้สงบทงั้ หลายไม่กล่าววา่
เปน็ ความดับกิเลส
ทา่ นพระสารบี ตุ รอธิบายมใี จความว่า
ค�ำว่า คุณธรรมอยา่ งใดอย่างหนึ่งภายในหรอื ในภายนอก หมายถึง คณุ ธรรมภายใน
หรอื ท่เี ปน็ ของตน และคุณธรรมภายนอกหรือท่เี น่ืองด้วยคนอ่ืน
คุณธรรมภายใน เช่น ความมีชาติตระกูลสูง ตระกูลใหญ่ มีโภคทรัพย์มาก มียศ
มีช่ือเสยี ง เป็นบัณฑติ เป็นผู้ทรงวนิ ัย เป็นธรรมกถึก เปน็ ผ้ไู ดฌ้ านสมาบัติ เป็นตน้
คุณธรรมภายนอก เชน่ อปุ ัชฌาย์ หรอื อาจารย์ของตนมีคุณธรรมภายใน ดังกล่าว
ภิกษุพึงรู้จักคุณธรรมของตนท้ังคุณธรรมภายในและในภายนอก แต่ไม่ควรท�ำ
ความด้ือรั้น เพราะถือว่ามีคุณธรรมดังกล่าว ท่านผู้สงบมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นไม่ กล่าวว่า
การดื้อรั้นเป็นความดับกิเลส
พระผูม้ ีพระภาคตรสั ตอ่ ไปวา่
ภกิ ษไุ ม่พึงส�ำคญั ตนวา่ เราเลิศกวา่ เขา
เราดอ้ ยกวา่ เขา หรอื วา่ เราเสมอเขา เพราะคณุ ธรรมนั้น
เป็นผู้เพยี บพร้อมด้วยคุณธรรมเปน็ อเนกแลว้
ไม่พึงก�ำหนดตน ด�ำรงอยู่
ทา่ นพระสารบี ตุ รอธบิ ายมใี จความวา่
ภกิ ษไุ ม่ควรถือตวั ว่า ดกี วา่ เขาดอ้ ยกว่าเขาหรือเสมอเขาโดยชาตกิ �ำเนิด รูปทรง ทรัพย์
สมบัติหน้าท่ีการงาน การศึกษา หลักแห่งศิลปศาสตร์ วิทยฐานะเป็นต้น ผู้มีคุณธรรมเหล่าน้ี
พรอ้ มบริบรู ณ์แล้ว กค็ วรอยู่โดยไมถ่ ือตัว
พระผู้มพี ระภาคตรัสต่อไปวา่
ภิกษุพงึ สงบกิเลสภายในนน่ั เอง
ไม่พงึ แสวงหาความสงบโดยทางอืน่
เมอ่ื ภกิ ษสุ งบกิเลสภายในไดแ้ ล้ว
ความเหน็ วา่ มตี น หรอื ความเหน็ วา่ ไมม่ ตี น
ก็ไมม่ แี ตท่ ่ีไหน ๆ
เลม่ ที่ ๒๑ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๒๙ 257
ทา่ นพระสารบี ุตรอธิบายมีใจความว่า
ภิกษุควรท�ำให้กิเลสภายในตนสงบระงับไปด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นต้น เท่าน้ัน
ไม่ควรไปแสวงหาความสงบด้วยวิธีอื่นหรือมรรคอื่นนอกธรรมวินัยนี้ เมื่อท�ำให้กิเลสสงบ
ระงบั ได้แล้วก็จะไมม่ ีทิฏฐิวา่ มตี น หรอื ไมม่ ตี น อีกตอ่ ไป
พระผู้มพี ระภาคตรสั ต่อไปวา่
คล่ืนไมเ่ กดิ ในสว่ นกลางทะเล ทะเลเรียบอยู่ ฉันใด
ภิกษุพงึ เปน็ ผมู้ ั่นคง ไม่หว่ันไหว ฉันน้นั
ภกิ ษไุ ม่พึงกอ่ กเิ ลสเครือ่ งฟใู จในที่ไหน ๆ
ทา่ นพระสารีบตุ รอธบิ ายมีใจความวา่
โดยปกติ น้ำ� ในทะเลใหญห่ รือมหาสมุทรมี ๓ สว่ น คอื สว่ นบน ส่วนลา่ ง และสว่ นกลาง
น�้ำส่วนบนยอ่ มหวนั่ ไหว เคล่อื นไหว กระเพอื่ ม สน่ั สะเทอื นหรือ ป่นั ปว่ นเพราะลม นำ้� สว่ นล่าง
หรือก้นมหาสมุทรย่อมหว่ันไหวเพราะปลาและเต่า แต่น้�ำส่วนกลางสงบนิ่งไม่หวั่นไหว ฉันใด
ขอให้ภกิ ษมุ คี วามมั่นคง ฉนั น้นั โดยไม่ก่อกิเลสเครอ่ื งฟใู จข้ึนไมว่ ่าในทีใ่ ด ๆ
กิเลสเครอ่ื งฟใู จมี ๗ อย่าง คือ (๑) ราคะ (๒) โทสะ (๓) โมหะ (๔) มานะ (๕) ทิฏฐิ
(๖) กิเลส (๗) กรรม
พระพุทธเนรมิตทูลขอให้พระผู้มีพระภาคตรัสบอกปฏิปทา คือปาติโมกข์หรือ
สมาธิ พระผู้มีพระภาคจึงทรงแสดงปฏิปทาต่าง ๆ ที่ท�ำให้ก�ำจัดบาปธรรมได้เร็วพลัน เช่น
ภิกษไุ ม่พึงเป็นผู้มีตาลอกแลก พงึ ปอ้ งกนั หูมิให้ได้ยินค�ำสนทนาของชาวบ้านเร่อื งเดรัจฉานกถา
ไม่พึงติดใจในรสต่าง ๆ ไม่พึงยึดถืออะไร ๆ ในโลกว่า เป็นของเรา ภิกษุไม่ควรสะสมอาหาร
เมื่อไมไ่ ด้กไ็ มส่ ะด้งุ กลวั ควรเพง่ ฌาน ไมค่ วรคะนองมอื คะนองเท้า เปน็ ต้น
258 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
๑๕. อัตตทัณฑสุตตนิทเทส
๑๕.๑ ความหมาย
อตั ตทณั ฑสุตตนิทเทส แปลวา่ การอธิบายอตั ตทณั ฑสูตร ซง่ึ ว่าดว้ ยความกลวั เกิดจาก
โทษของตน
๑๕.๒ ใจความส�ำคัญ
พระผู้มีพระภาคตรสั ว่า
ความกลัวเกิดจากโทษของตน
เธอทั้งหลายจงมองดคู นทม่ี ุ่งรา้ ยกัน
เราจักกลา่ วความสังเวชตามทเี่ ราเคยสงั เวชมาแล้ว
ทา่ นพระสารบี ุตรอธบิ ายมใี จความว่า
ค�ำวา่ โทษ หมายถงึ โทษทางกาย โทษทางวาจา และโทษทางใจ โทษทางกายได้แก่
กายทุจรติ ๓ โทษทางวาจา ได้แก่ วจีทุจรติ ๔ และโทษทางใจ ไดแ้ ก่ มโนทจุ รติ ๓
ค�ำว่า ความกลวั หมายถงึ กลวั จะได้รบั โทษในปัจจบุ นั เชน่ ถกู จ�ำคุก ถูกประหารชีวิต
และจะได้รบั โทษในสมั ปรายภพ เชน่ ไปตกนรก ไปเกิดเป็นเปรต
ค�ำว่า ความสังเวช หมายถึง ความสะดุ้ง ความหวาดเสียว ความกลัว ความบีบค้ัน
ความกระทบ ความเบียดเบียน ความขัดขอ้ ง
พระผู้มพี ระภาคตรัสตอ่ ไปว่า
เพราะเห็นหมู่สตั ว์ผูด้ น้ิ รนอยู่
เหมือนฝงู ปลาในบอ่ ทีม่ นี ้�ำน้อย
เพราะเหน็ สตั วท์ ท่ี �ำรา้ ยกันและกนั
ภัยจึงปรากฏแก่เรา
โลกทั้งหมดไม่มแี ก่นสาร
สังขารทัง้ หลายทกุ ทศิ กห็ ว่นั ไหว
เราเมอื่ ต้องการภพส�ำหรับตน
ก็มองไมเ่ หน็ ฐานะอะไรทไี่ ม่ถูกครอบง�ำ
ค�ำว่า โลกทัง้ หมด ทา่ นพระสารบี ตุ ร อธิบายว่า ทรงหมายถึง นรก ก�ำเนดิ เดรจั ฉาน
เปตวสิ ยั มนุษยโลก เทวโลก พรหมโลก ขันธโลก ธาตโุ ลก อายตนโลก โลกน้ี โลกหน้า ท้งั หมด
ไมม่ สี าระ ไม่มีสว่ นท่ีเทีย่ งแท้
เลม่ ที่ ๒๑ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๙ 259
พระผมู้ พี ระภาคตรสั ตอ่ ไปว่า
เพราะเห็นสัตวม์ ีที่ส้ินสดุ และถูกสกดั กน้ั
ความไมย่ ินดีจึงมีแก่เรา
อน่ึง เราได้เห็นลูกศรทเ่ี ห็นได้ยาก
อันอาศัยหทยั ในสัตวเ์ หลา่ นี้
ทา่ นพระสารีบตุ รอธิบายมีใจความวา่
ค�ำวา่ ลูกศรที่เหน็ ได้ยาก ได้แก่ ลกู ศร ๗ อย่าง คือ ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทฏิ ฐิ
โสกะ และความสงสัย
พระผ้มู ีพระภาคตรัสต่อไปว่า
สตั ว์ถูกลกู ศรใดปักติดแล้ววง่ิ พล่านไปทุกทิศทาง
เพราะถอนลกู ศรนัน้ ได้แล้ว จงึ ไม่ต้องวิ่งพลา่ น ไม่ต้องล่มจม
ท่านพระสารีบุตรอธิบายมใี จความวา่
ค�ำว่า ไม่ต้องล่มจม อธบิ ายวา่ ไมต่ อ้ งล่มจมในโอฆะ ๓ คอื กาม ภพ และอวิชชา
พระผู้มีพระภาคตรัสสอนให้ถอนลูกศรและให้ปฏิบัติตนตามหัวข้อธรรมอีกหลาย
ประการ จบลงดว้ ยพระพุทธภาษติ วา่
มุนยี อ่ มไม่กลา่ วถงึ ตนในหม่คู นท่ีเสมอกัน
ดอ้ ยกว่า (หรือ) เลิศกวา่ เลย
มุนนี ั้นเปน็ ผู้สงบ คลายความตระหนี่
ไมย่ ดึ ถอื ไมส่ ลัดท้ิง
ทา่ นพระสารีบุตรอธบิ ายมีใจความว่า
ค�ำว่า ไมย่ ดึ ถือ ไม่สลดั ท้งิ อธบิ ายว่า ไมย่ ึดถอื รูป เวทนา สญั ญา สงั ขาร วิญญาณ คติ
การถอื ก�ำเนดิ ปฏสิ นธิ ภพ สงั สารวฏั อกี ไมส่ ลดั ทงิ้ สงิ่ ดงั กลา่ วอกี เพราะทา่ นสลดั ทง้ิ หมดไปแลว้