The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม 24 - 30 ebook วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by mcu pali, 2021-04-25 01:53:01

พระสุตตันตปิฎก เล่ม 25 - 30 ebook

พระสุตตันตปิฎก เล่ม 24 - 30 ebook วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส

Keywords: พระสุตตันตปิฎก เล่ม 24 - 30 ebook

360 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตันตปฎิ ก

นัยที่ ๓
๑. ฝ่ายลบ ใช้ค�ำขยายความว่า “เป็นอามิส” เช่น ปัญญาในการเห็นสังขารปรากฏ
โดยความเปน็ ภยั ว่า ความเกิดขน้ึ เป็นอามสิ ช่อื ว่าอาทีนวญาณ ฯลฯ
๒. ฝ่ายบวก ใช้ค�ำขยายความตรงกันข้ามกับฝ่ายลบ เช่น ญาณในสันติบทว่า ความ
ไมเ่ กิดขึ้นไมเ่ ปน็ อามสิ ฯลฯ
๓. ฝา่ ยผสม น�ำฝา่ ยลบกบั ฝา่ ยบวกมาขยายความผสมกนั เปน็ คู่ ๆ เชน่ ญาณในสนั ตบิ ท
วา่ ความเกดิ ขึ้นเป็นอามสิ ... ความไมเ่ กดิ ข้ึนไมเ่ ปน็ อามิส ฯลฯ
นยั ที่ ๔
๑. ฝ่ายลบ ใช้ค�ำขยายความว่า เป็นสังขาร เช่น ปัญญาในการเห็นสังขารปรากฏ
โดยความเปน็ ภยั ว่า ความเกิดขึน้ เปน็ สังขาร ชอื่ ว่าอาทีนวญาณ ฯลฯ
๒. ฝา่ ยบวก ใช้ค�ำขยายความตรงกนั ขา้ มกบั ฝา่ ยลบ เช่น ญาณในสันติบทว่า ความ
ไมเ่ กดิ ขึ้นเปน็ นิพพาน ฯลฯ
๓. ฝา่ ยผสม น�ำฝา่ ยลบกบั ฝา่ ยบวกมาขยายความผสมกนั เปน็ คู่ ๆ เชน่ ญาณในสนั ตบิ ท
วา่ ความเกิดขน้ึ เป็นสงั ขาร... ความไม่เกิดขึน้ เปน็ นิพพาน ฯลฯ
๑.๙ สังขารุเปกขาญาณนิทเทส
สังขารุเปกขาญาณนิทเทสอธิบายอุทเทสท่ี ๙ ของญาณกถาท่ียกมาต้ังเป็นค�ำปุจฉา
ดังรายละเอยี ดต่อไปน้ี
สาระส�ำคญั ของสงั ขารุเปกขาญาณนทิ เทสนีแ้ บง่ เปน็ ๔ ตอน ดังน้ี
ตอนท่ี ๑
ท่านพระสารีบุตรน�ำสภาวธรรม ๑๕ ประการ (ที่เป็นฝ่ายลบในอาทีนวญาณนิทเทส)
มาจ�ำแนกสงั ขารุเปกขาญาณ แบง่ เป็น ๖ นัย ดังนี้
นัยที่ ๑ ประการท่ี ๑ ปัญญาที่ปรารถนาจะพ้นไปจากความเกิดข้ึน พิจารณาและ
ด�ำรงมนั่ อยู่ ช่อื ว่าสังขารุเปกขาญาณ ...
นัยที่ ๒ ใช้ค�ำขยายความว่า เป็นทุกข์ เช่น ปัญญาท่ีปรารถนาจะพ้นไป พิจารณา
และด�ำรงม่นั อย่วู ่า ความเกดิ ข้ึนเปน็ ทุกข์ ชื่อวา่ สงั ขารุเปกขาญาณ
นยั ที่ ๓-๕ มีรปู แบบเหมอื นกบั นัยท่ี ๒ ตา่ งกันแต่ค�ำขยายความ คอื เป็นทุกข์ เป็นภัย
เป็นอามิส และเป็นสังขาร ตามล�ำดับ
นัยที่ ๖ ประการท่ี ๑ ความเกิดข้ึนเป็นสังขาร ญาณเพ่งเฉยสังขารเหล่าน้ัน
เพราะเหตุนัน้ จึงชื่อวา่ สังขารเุ ปกขาญาณ แม้ธรรม ๒ ประการนี้ คอื สงั ขารและอเุ บกขากเ็ ป็น

เลม่ ท่ี ๒๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๓๑ 361

สังขาร ญาณเพ่งเฉยสังขารเหลา่ นน้ั เพราะเหตุนัน้ จงึ ชอ่ื ว่าสังขารเุ ปกขาญาณ ...
ตอนท่ี ๒
ทา่ นตั้งค�ำปจุ ฉาถงึ การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาแบง่ เปน็ ๔ ล�ำดับ ดังน้ี
ล�ำดับที่ ๑ การน้อมจิตไปในสงั ขารเุ ปกขา มีไดด้ ว้ ยอาการ ๘ ประการ
ล�ำดับท่ี ๒ การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชนมีได้ด้วยอาการ ๒ ประการ

การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของพระเสขะมีได้ด้วยอาการ ๓ ประการ การน้อมจิตไปใน
สงั ขารเุ ปกขาของทา่ นผู้ปราศจากราคะ มไี ดด้ ว้ ยอาการ ๓ ประการ

ล�ำดับที่ ๓ การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชนมีได้ด้วยอาการ ๒ ประการ คือ
ปุถุชนยนิ ดสี ังขารุเปกขา และเห็นแจ้งสังขารเุ ปกขา

การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของพระเสขะมีได้ด้วยอาการ ๓ ประการ คือ
พระเสขะยนิ ดสี ังขารเุ ปกขา เห็นแจง้ สงั ขารเุ ปกขา และพิจารณาแลว้ เข้าผลสมาบตั ิ

การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของท่านผู้ปราศจากราคะมีได้ด้วยอาการ ๓ ประการ
คือ ท่านผู้ปราศจากราคะเห็นแจ้งสังขารุเปกขา พิจารณาแล้วเข้าผลสมาบัติ และเพ่งเฉยใน
สงั ขารเุ ปกขาแลว้ อยดู่ ว้ ยสญุ ญตวหิ ารสมาบตั ิ อนมิ ติ ตวหิ ารสมาบตั ิ หรอื อปั ปณหิ ติ วหิ ารสมาบตั ิ

ล�ำดบั ท่ี ๔ เปรยี บเทยี บความเหมอื นกบั ความตา่ ง เชน่ การนอ้ มจติ ไปในสงั ขารเุ ปกขา
ของปุถุชน ของพระเสขะ และของท่านผู้ปราศจากราคะ มีความเหมือนกัน คือ เห็นแจ้ง
สังขารุเปกขาโดยความไม่เทย่ี ง เป็นทุกข์ และเปน็ อนตั ตา มีความตา่ งกัน คอื การน้อมจิตไปใน
สงั ขารเุ ปกขาของปถุ ชุ นและของพระเสขะ เปน็ กศุ ล แตข่ องทา่ นผปู้ ราศจากราคะ เปน็ อพั ยากฤต

ตอนท่ี ๓
สังขารุเปกขาญาณที่เกิดขึ้นด้วยอ�ำนาจสมถะมี ๘ ประการ แต่ละประการมีองค์ธรรม
ที่ส�ำคัญ คือ พิจารณาองค์ธรรมที่เป็นข้าศึกต่อฌานสมาบัติแต่ละชั้นแล้วด�ำรงมั่นอยู่ เพ่ือผล
แต่ละอย่างตามล�ำดับ คือ รปู ฌาน ๔ และอรูปฌาน ๔ (๘ เปา้ หมาย หรือ ๘ เพ่อื ) เชน่
๑. ปัญญาที่พิจารณานิวรณ์แล้วด�ำรงมั่นอยู่ เพ่ือต้องการได้ปฐมฌาณ ชื่อว่า
สงั ขารเุ ปกขาญาณ
สังขารุเปกขาญาณท่ีเกิดข้ึนด้วยอ�ำนาจวิปัสสนามี ๑๐ ประการ แต่ละประการ
มีองค์ธรรมท่ีส�ำคัญ คือ พิจารณาสภาวธรรม ๑๕ ประการแล้วด�ำรงมั่นอยู่ เพื่อผลแต่ละ
อยา่ งตามล�ำดบั คือ มรรค ๔ ผล ๔ สญุ ญตวิหารสมาบตั ิ และอนมิ ติ ตวิหารสมาบัติ (เป้าหมาย
๑๐ ประการ หรอื ๑๐ เพอื่ ) เชน่
๑. ปญั ญาทพ่ี จิ ารณาความเกดิ ขน้ึ ฯลฯ ความคบั แคน้ ใจ แลว้ ด�ำรงมนั่ อยู่ เพอื่ ตอ้ งการ
ได้โสดาปัตตมิ รรค ช่ือวา่ สงั ขารเุ ปกขาญาณ

362 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก

ตอนท่ี ๔
ท่านแบ่งสังขารุเปกขาญาณเป็น ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายกุศล ๑๕ ประการ ฝ่ายอัพยากฤต
๓ ประการ
๑.๑๐ โคตรภญู าณนิทเทส
โคตรภูญาณนิทเทสอธิบายอุทเทสท่ี ๑๐ ของญาณกถาท่ียกมาตั้งเป็นค�ำปุจฉา
ดงั รายละเอยี ดตอ่ ไปนี้
สาระส�ำคัญของโคตรภูญาณนทิ เทสนแ้ี บง่ เป็น ๓ ตอน ดังนี้
ตอนท่ี ๑
ท่านพระสารีบุตรน�ำสภาวธรรม ๑๖ ประการ (๑๕ ประการแรกเหมือนท่ีแสดงไว้ใน
หมวดธรรมที่ควรรยู้ ง่ิ ตอนท่ี ๒ ชดุ ท่ี ๔ ต่างกันแต่ประการท่ี ๑๖ คอื สังขารนิมิตภายนอก)
มาจ�ำแนกเป็นเหตทุ ่ีให้ไดช้ ือ่ ว่าโคตรภูญาณไว้ถึง ๓ นยั นัยละ ๓ ฝา่ ย ฝ่ายละ ๑๖ เหตดุ งั น้ี
นยั ที่ ๑
ฝ่ายท่ี ๑ ใชค้ �ำขยายความวา่ ครอบง�ำ คือ ครอบง�ำธรรมแตล่ ะอย่าง เช่น (๑) ช่อื วา่
โคตรภูญาณ เพราะครอบง�ำความเกิดขนึ้ ฯลฯ
ฝ่ายที่ ๒ ใช้ค�ำขยายความว่า แล่นไป และเปลี่ยนสภาวธรรมเป็นฝ่ายบวก เช่น
(๑) ชอ่ื ว่าโคตรภญู าณ เพราะแลน่ ไปสคู่ วามไม่เกดิ ขึน้ ฯลฯ
ฝ่ายท่ี ๓ น�ำฝ่ายที่ ๑ กับท่ี ๒ มาผสมกันเป็นคู่ ๆ เช่น (๑) ชื่อว่าโคตรภูญาณ
เพราะครอบง�ำความเกิดขน้ึ แล้วแล่นไปสูค่ วามไมเ่ กดิ ข้นึ ฯลฯ
นัยท่ี ๒
ฝ่ายที่ ๑ ใชค้ �ำขยายความวา่ ออกจาก คือ ออกจากธรรมแต่ละอย่าง เชน่ (๑) ช่ือวา่
โคตรภูญาณ เพราะออกจากความเกดิ ขึ้น ฯลฯ
ฝ่ายที่ ๒ ใชค้ �ำขยายความเหมอื นในฝา่ ยที่ ๒ ของนยั ที่ ๑ เชน่ (๑) ช่ือวา่ โคตรภญู าณ
เพราะแล่นไปสูค่ วามไมเ่ กดิ ข้ึน ฯลฯ
ฝ่ายท่ี ๓ น�ำฝ่ายที่ ๑ กับท่ี ๒ มาผสมกันเป็นคู่ ๆ เช่น (๑) ช่ือว่าโคตรภูญาณ
เพราะออกจากความเกิดขนึ้ แลว้ แลน่ ไปสูค่ วามไมเ่ กดิ ขึ้น ฯลฯ
นยั ท่ี ๓
ฝ่ายท่ี ๑ ใช้ค�ำขยายความว่า หลีกออก คือ หลีกออกจากธรรมแต่ละอย่าง เช่น
(๑) ชือ่ วา่ โคตรภญู าณ เพราะหลีกออกจากความเกดิ ข้นึ ฯลฯ

เลม่ ที่ ๒๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๑ 363

ฝา่ ยที่ ๒ ใชค้ �ำขยายความเหมอื นในฝ่ายท่ี ๒ ของนยั ท่ี ๑ เชน่ (๑) ชื่อวา่ โคตรภูญาณ
เพราะแล่นไปสู่ความไมเ่ กดิ ขน้ึ ฯลฯ

ฝ่ายท่ี ๓ น�ำฝ่ายท่ี ๑ กับที่ ๒ มาผสมกันเป็นคู่ ๆ เช่น (๑) ช่ือว่าโคตรภูญาณ
เพราะหลกี ออกจากความเกดิ ขนึ้ แลว้ แลน่ ไปส่คู วามไมเ่ กดิ ขน้ึ ฯลฯ

ตอนท่ี ๒
มีลักษณะคลา้ ยกับสังขารุเปกขาญาณนิทเทส ตอนท่ี ๓ ดงั น้ี
โคตรภูธรรมที่เกิดขึ้นดว้ ยอ�ำนาจสมถะมี ๘ ประการ แต่ละประการมอี งค์ธรรมท่ีส�ำคญั
คอื ครอบง�ำธรรมแตล่ ะอยา่ งทเ่ี ปน็ ขา้ ศกึ ตอ่ ฌานสมาบตั แิ ตล่ ะขนั้ เพอื่ ผลแตล่ ะอยา่ งตามล�ำดบั
คอื รปู ฌาน ๔ และอรปู ฌาน ๔ (๘ เปา้ หมาย หรอื ๘ เพอ่ื ) เชน่ (๑) ญาณทคี่ รอบง�ำนวิ รณ์ เพอ่ื ได้
ปฐมฌาน เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าโคตรภู (๒) ญาณท่คี รอบง�ำวิตกวจิ าร เพื่อได้ทตุ ยิ ฌาน ฯลฯ
โคตรภูธรรมที่เกิดข้ึนด้วยอ�ำนาจวิปัสสนามี ๑๐ ประการ แต่ละประการมีองค์ธรรม
ท่ีส�ำคัญ คือ ครอบง�ำสภาวธรรม ๑๖ ประการ (ท่ีแสดงไว้ในตอนท่ี ๑) เพื่อผลแต่ละอย่าง
ตามล�ำดบั คอื มรรค ๔ ผล ๔ สุญญตวหิ ารสมาบัติ และอนมิ ิตตวหิ ารสมาบตั ิ (๑๐ เป้าหมาย
หรือ ๑๐ เพือ่ ) เช่น
๑. ญาณที่ครอบง�ำความเกิดข้ึน ความเป็นไป ฯลฯ สังขารนิมิตภายนอก เพื่อได้
โสดาปตั ติมรรค เพราะเหตนุ ั้น จึงชือ่ ว่าโคตรภู
ตอนท่ี ๓
ท่านแบ่งโคตรภูธรรมเป็น ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายกุศล ๑๕ ประการ ฝ่ายอัพยากฤต
๓ ประการ
๑.๑๑ มัคคญาณนิทเทส
มคั คญาณนทิ เทสอธบิ ายอทุ เทสที่ ๑๑ ของญาณกถาทยี่ กมาตงั้ เปน็ ค�ำปจุ ฉา ดงั รายเอยี ด
ตอ่ ไปนี้
ท่านพระสารีบุตรน�ำองค์แห่งมรรค ๘ ประการมาจ�ำแนกด้วยมัคคญาณ แบ่งเป็น
๔ ขณะ คือ ขณะแห่งโสดาปัตติมรรค ขณะแห่งสกทาคามิมรรค ขณะแห่งอนาคามิมรรค
และขณะแหง่ อรหตั ตมรรค แตล่ ะขณะมมี คั คญาณ ๘ ประการ (ตามจ�ำนวนองคแ์ หง่ มรรค) เชน่
๑. ในขณะแห่งโสดาปตั ตมิ รรค ญาณที่ชื่อว่าสมั มาทฏิ ฐิเพราะมสี ภาวะเหน็ ย่อมออก
จากมิจฉาทิฏฐิ ออกจากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาทิฏฐิน้ัน ออกจากขันธ์ท้ังหลาย และ
ออกจากสรรพนิมิตภายนอก เพราะเหตุน้ัน ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการออกและหลีกไป
ท้ังจากกิเลสขนั ธแ์ ละจากนิมิตภายนอก ชื่อว่ามคั คญาณ

364 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก

องค์แห่งมรรคที่ ๒-๘ ก็ด�ำเนินความไปตามแบบนี้ ต่างกันแต่องค์ธรรมเท่านั้น
ในขณะแห่งมรรคอ่ืนก็มีวิธีการจ�ำแนกเช่นเดียวกันนี้ ต่างกันแต่กิเลสท่ีองค์แห่งมรรคน้ัน ๆ
ออกไปได้เทา่ นนั้ ดงั นี้

๒. ในขณะแหง่ สกทาคามิมรรค ญาณที่ช่ือวา่ สมั มาทฏิ ฐิเพราะมีสภาวะเหน็ ย่อมออก
จากกามราคสังโยชน์ จากปฏฆิ สังโยชน์ จากกามราคานสุ ัย จากปฏฆิ านุสยั ทเี่ ปน็ ส่วนหยาบ ๆ
ออกจากเหลา่ กเิ ลสทีเ่ ปน็ ไปตามมิจฉาทิฏฐินน้ั ฯลฯ (เหมือนใน ขณะแหง่ โสดาปตั ติมรรค)

๓. ในขณะแห่งอนาคามมิ รรค ญาณทช่ี อ่ื ว่าสมั มาทฏิ ฐิเพราะมสี ภาวะเหน็ ย่อมออก
จากกามราคสงั โยชน์ จากปฏฆิ สงั โยชน์ จากกามราคานสุ ยั จากปฏฆิ านสุ ยั ทเี่ ปน็ สว่ นละเอยี ด ๆ
ออกจากเหลา่ กิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาทิฏฐนิ ้นั ฯลฯ (เหมือนในขณะแห่งโสดาปตั ติมรรค)

๔. ในขณะแห่งอรหัตตมรรค ญาณที่ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิเพราะมีสภาวะเห็น ย่อม
ออกจากรูปราคะ จากอรูปราคะ จากมานะ จากอุทธัจจะ จากอวิชชา จากมานานุสัย
จากภวราคานสุ ยั จากอวชิ ชานสุ ยั ออกจากเหลา่ กเิ ลสทเ่ี ปน็ ไปตามมจิ ฉาทฏิ ฐนิ น้ั ฯลฯ (เหมอื น
ในขณะแหง่ โสดาปตั ติมรรค)
๑.๑๒ ผลญาณนิทเทส

ผลญาณนทิ เทสอธบิ ายอทุ เทสท่ี ๑๒ ของญาณกถาทย่ี กมาตงั้ เปน็ ค�ำปจุ ฉา ดงั รายเอยี ด
ตอ่ ไปน้ี

ผลญาณมีวิธีการจ�ำแนกเหมือนในมัคคญาณนิทเทส ต่างกันตอนสรุปผลเท่านั้น เช่น
ในขณะแห่งโสดาปฏิมรรค ส่วนประกอบท่ีเหมือนในมัคคญาณนิทเทส ได้แก่ ญาณที่ชื่อว่า
สัมมาทิฏฐิเพราะมีสภาวะเห็น ย่อมออกจากมิจฉาทิฏฐิ ออกจากเหล่ากิเลส ที่เป็นไปตาม
มิจฉาทฏิ ฐนิ ัน้ ออกจากขนั ธ์ท้งั หลาย และออกจากสรรพนมิ ิตภายนอก

ส่วนประกอบท่ีต่างกับมัคคญาณนิทเทส ได้แก่ สัมมาทิฏฐิย่อมเกิดขึ้นเพราะหยุด
ความพยายามน้นั การหยุดความพยายามนน้ั เปน็ ผลของมรรค
๑.๑๓ วิมุตติญาณนทิ เทส

วมิ ตุ ตญิ าณนทิ เทสอธบิ ายอทุ เทสท่ี ๑๓ ของญาณกถาทยี่ กมาตงั้ เปน็ ค�ำปจุ ฉา ดงั รายเอยี ด
ต่อไปน้ี

ท่านพระสารีบุตรอธิบายวิมุตติญาณด้วยอุปกิเลสที่มรรค ๔ แต่ละมรรคตัดได้
โดยเดด็ ขาด ซง่ึ แบง่ เปน็ ๔ กลมุ่ ดังนี้

๑. อปุ กเิ ลสที่โสดาปัตติมรรคตดั ไดโ้ ดยเดด็ ขาด ไดแ้ ก่ สกั กายทิฏฐิ วจิ กิ ิจฉา สีลัพพต-

เลม่ ท่ี ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๑ 365

ปรามาส ทิฏฐานสุ ยั วจิ ิกจิ ฉานุสยั
๒. อปุ กิเลสทส่ี กทาคามมิ รรคตัดไดโ้ ดยเด็ดขาด ไดแ้ ก่ กามราคสงั โยชน์ ปฏิฆสังโยชน์

กามราคานสุ ยั ปฏฆิ านุสยั ทเ่ี ป็นส่วนหยาบๆ
๓. อุปกิเลสทีอ่ นาคามิมรรคตดั ได้โดยเด็ดขาด ได้แก่ กามราคสงั โยชน์ ปฏิฆสังโยชน์

กามราคานุสัย ปฏิฆานสุ ยั ที่เป็นสว่ นละเอยี ด ๆ
๔. อุปกิเลสที่อรหัตตมรรคตัดได้โดยเด็ดขาด ได้แก่ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ

อุทธัจจะ อวิชชา มานานสุ ัย ภวราคานุสยั อวชิ ชานสุ ยั
ในท่นี ีข้ อแสดงความเต็มแหง่ วิมตุ ตญิ าณประการที่ ๑ เปน็ ตัวอย่าง ดังนี้
อปุ กเิ ลสของตน คอื สกั กายทฏิ ฐิ วจิ กิ จิ ฉา สลี พั พตปรามาส ทฏิ ฐานสุ ยั วจิ กิ จิ ฉานสุ ยั

เป็นกิเลสที่โสดาปฏิมรรคตัดได้โดยเด็ดขาดแล้ว จิตจึงชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว หลุดพ้นดีแล้วจาก
อุปกิเลส ๕ ประการนี้ พร้อมด้วยกิเลสท่ีกลุ้มรุมจิต ชื่อว่าญาณ เพราะมีสภาวะรู้วิมุตตินั้น
ช่ือว่าปัญญา เพราะมีสภาวะรู้ชัด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการพิจารณาเห็น
อุปกิเลสที่อริยมรรคตัดขาดแลว้ ชอ่ื วา่ วิมุตตญิ าณ
๑.๑๔ ปจั จเวกขณญาณนิทเทส

ปัจจเวกขณญาณนิทเทสอธิบายอุทเทสที่ ๑๔ ของญาณกถาท่ียกมาต้ังเป็นค�ำปุจฉา
ดงั รายละเอียดตอ่ ไปน้ี

ท่านพระสารีบุตรน�ำธรรม ๕๔ ประการ (หมวดธรรมท่ีควรรู้ยิ่งในสุตมยญาณที่ ๑
ตอนท่ี ๒ ชุดท่ี ๖) มาจ�ำแนกเป็นธรรมท่มี าร่วมกันในขณะ ๘ ขณะ คอื ในขณะแหง่ มรรค ๔
ขณะ และในขณะแหง่ ผล ๔ ขณะ ในแตล่ ะขณะมธี รรมทมี่ ารว่ มกนั ๕๔ ประการ รวมองคธ์ รรม
ในขณะทัง้ ๘ ขณะได้ ๔๓๒ ประการ เช่น

๑. ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค ญาณท่ีช่ือว่าสัมมาทิฏฐิเพราะมีสภาวะเห็นมาร่วมกัน
ในขณะน้ัน ญาณที่ชื่อว่าสัมมาสังกัปปะเพราะมีสภาวะตรึกตรอง มาร่วมกันในขณะนั้น ฯลฯ
ญาณที่ชือ่ วา่ ธรรมทห่ี ย่ังลงสู่อมตะคอื นิพพานเพราะมสี ภาวะเปน็ ท่สี ุด มาร่วมกันในขณะนน้ั

สรปุ พระโยคาวจรออกจากสมาบตั แิ ลว้ พิจารณาวา่ ธรรมเหลา่ นม้ี ารว่ มกันในขณะนัน้
๑.๑๕ วัตถุนานตั ตญาณนิทเทส

วัตถุนานัตตญาณนิทเทสอธิบายอุทเทสท่ี ๑๕ ของญาณกถาท่ียกมาต้ังเป็นค�ำปุจฉา
ดงั รายละเอียดต่อไปน้ี

ค�ำปจุ ฉาวา่ พระโยคาวจรก�ำหนดธรรมทงั้ หลายทเี่ ปน็ ภายในอยา่ งไร ทา่ นพระสารบี ตุ ร

366 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก

วิสชั นาไวเ้ ปน็ บทมาติกา ๖ บท ดังนี้
พระโยคาวจร
๑. ก�ำหนดจักขุทเี่ ป็นภายใน ๒. ก�ำหนดโสตะที่เป็นภายใน
๓. ก�ำหนดฆานะท่เี ป็นภายใน ๔. ก�ำหนดชิวหาที่เปน็ ภายใน
๕. ก�ำหนดกายทเี่ ปน็ ภายใน ๖. ก�ำหนดมโนที่เป็นภายใน
จากนน้ั ทา่ นยกบทมาตกิ ามาอธบิ ายทลี ะบท เช่น (๑) พระโยคาวจรก�ำหนด จกั ขทุ ีเ่ ปน็

ภายใน ได้แก่ ก�ำหนดว่า จกั ขเุ กิดเพราะอวิชชา ก�ำหนดว่า จักขุเกิดเพราะตณั หา ก�ำหนดวา่
จักขุเกิดเพราะกรรม ก�ำหนดว่า จักขุเกิดเพราะอาหารก�ำหนดว่า จักขุเกิดเพราะอาศัย
มหาภตู รูป ๔ ก�ำหนดวา่ จักขเุ กิดแล้ว ก�ำหนดวา่ จักขุมารว่ มกนั แล้ว ก�ำหนดว่า จักขุไม่มีแลว้
เกิดมี มีแลว้ จักไม่มี

ก�ำหนดจักขุโดยความเป็นของมีที่สุด คือ ก�ำหนดว่า จักขุไม่ยั่งยืน ไม่เท่ียง มีความ
แปรผันไปเปน็ ธรรมดา ก�ำหนดวา่ จักขุไมเ่ ทย่ี ง ถูกปจั จัยปรงุ แตง่ อาศัยปจั จยั เกดิ ข้ึน มคี วาม
สิ้นไปเปน็ ธรรมดา มีความเสือ่ มไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มคี วามดับไปเป็น
ธรรมดา

ก�ำหนดจักขุโดยความไม่เท่ียง ... (เหมือนกับค�ำว่า พิจารณาเห็น ในอุทเทสที่ ๗
ตอนที่ ๒ ต่างกันแต่เปลีย่ นค�ำว่า พจิ ารณาเห็น เปน็ ค�ำวา่ ก�ำหนด เท่านน้ั ) เมอื่ สละคืนยอ่ มละ
อาทานะได้ พระโยคาวจรก�ำหนดจักขุท่ีเป็นภายในอย่างนี้ บทมาติกาอีก ๕ บท ก็มีรูปแบบ
เชน่ เดยี วกันนี้ ตา่ งกันแต่องคธ์ รรมเท่านนั้
๑.๑๖ โคจรนานตั ตญาณนิทเทส

โคจรนานัตตญาณนิทเทสอธิบายอุทเทสท่ี ๑๖ ของญาณกถาท่ียกมาตั้งเป็น
ค�ำปุจฉา ดงั รายละเอียดตอ่ ไปนี้

ค�ำปจุ ฉาวา่ พระโยคาวจรก�ำหนดธรรมทง้ั หลายทเ่ี ปน็ ภายนอก อยา่ งไร ทา่ นพระสารบี ตุ ร
วสิ ัชนาไวเ้ ป็นบทมาติกา ๖ บท ดงั น้ี
พระโยคาวจร

๑. ก�ำหนดรปู ทเ่ี ปน็ ภายนอก ๒. ก�ำหนดสทั ทะที่เปน็ ภายนอก
๓. ก�ำหนดคนั ธะที่เปน็ ภายนอก ๔. ก�ำหนดรสทีเ่ ปน็ ภายนอก
๕. ก�ำหนดโผฏฐัพพะทีเ่ ปน็ ภายนอก ๖.ก�ำหนดธรรมารมณท์ เ่ี ปน็ ภายนอก
บทมาตกิ าแตล่ ะบทมคี �ำอธบิ ายเหมอื นในวตั ถนุ านตั ตญาณนทิ เทส ตา่ งกนั แตอ่ งคธ์ รรม
เทา่ น้ัน

เล่มท่ี ๒๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๓๑ 367

๑.๑๗ จรยิ านานัตตญาณนทิ เทส
จริยานานัตตญาณนิทเทสอธิบายอุทเทสที่ ๑๗ ของญาณกถาท่ียกมาต้ังเป็นค�ำปุจฉา

ดังรายละเอยี ดตอ่ ไปนี้
ทา่ นพระสารีบุตรวสิ ัชนาค�ำว่า จรยิ า ไว้ ๓ ประการ ดงั นี้
จรยิ า ๓ ประการ คอื

๑. วิญญาณจรยิ า ๒. อญั ญาณจริยา
๓. ญาณจรยิ า

ล�ำดบั ต่อไป ทา่ นน�ำจรยิ าแตล่ ะประการมาอธบิ าย มใี จความวา่
๑. วิญญาณจริยา
ทา่ นน�ำวญิ ญาณ ๖ ประการ คอื จกั ขวุ ญิ ญาณ โสตวญิ ญาณ ฆานวญิ ญาณ ชวิ หาวญิ ญาณ
กายวญิ ญาณ และมโนวิญญาณมาจ�ำแนกวญิ ญาณจริยา เช่น
ความคิดเพ่ือดูรูปท้ังหลายอันเป็นเพียงกิริยาอัพยากฤต ช่ือว่าวิญญาณจริยา
จักขุวิญญาณท่ีเป็นแต่เพียงเห็นรูป ช่ือว่าวิญญาณจริยา มโนธาตุอันเป็นวิบาก ที่ข้ึนสู่อารมณ์
ชื่อวา่ วญิ ญาณจรยิ า เพราะได้เห็นรูปแลว้ มโนวิญญาณธาตุอนั เปน็ วิบาก ช่ือว่าวญิ ญาณจรยิ า
เพราะข้นึ ส่รู ปู แลว้
ความคดิ เพือ่ ฟังเสียงอันเปน็ เพียงกิรยิ าอพั ยากฤต ช่ือว่าวิญญาณจริยา โสตวญิ ญาณท่ี
เป็นแต่เพยี งฟังเสยี ง ชอ่ื ว่าวิญญาณจริยา ฯลฯ
ล�ำดับต่อไป ท่านน�ำกิเลสธรรม ๘ ประการ คือ ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ
อุทธัจจะ วิจิกิจฉา และอนุสัยมาจ�ำแนกวิญญาณจริยา แบ่งเป็น ๒ ชุด และ น�ำกุศลกรรม
มาจ�ำแนกวญิ ญาณจรยิ าอีก ๑ ชดุ รวมเปน็ ๓ ชดุ ดังน้ี
ชุดท่ี ๑
ช่ือว่าวิญญาณจริยา เพราะประพฤติอย่างไม่มีราคะ ... อย่างไม่มีโทสะ ... อย่างไม่มี
โมหะ ... อยา่ งไม่มมี านะ ... อย่างไมม่ ีทฏิ ฐิ ... อย่างไมม่ อี ทุ ธจั จะ ... อย่างไม่มี วจิ กิ จิ ฉา ชอ่ื ว่า
วญิ ญาณจริยา เพราะประพฤติอยา่ งไม่มอี นุสยั
ชุดท่ี ๒
ชอ่ื วา่ วิญญาณจริยา เพราะประพฤติอยา่ งไม่ประกอบด้วยราคะ ฯลฯ
ชดุ ท่ี ๓
ชื่อวา่ วญิ ญาณจรยิ า เพราะประพฤตอิ ยา่ งประกอบด้วยกุศลกรรม ... อยา่ งไมป่ ระกอบ
ดว้ ยอกศุ ลกรรม ... อย่างไมป่ ระกอบดว้ ยกรรมมโี ทษ ... อย่างประกอบดว้ ยกรรมไม่มโี ทษ ...

368 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสุตตันตปฎิ ก

อย่างไม่ประกอบด้วยกรรมด�ำ ... อย่างประกอบด้วยกรรมขาว ... อย่างประกอบด้วยกรรมมี
สขุ เปน็ ก�ำไร ... อยา่ งไมป่ ระกอบดว้ ยกรรมมีทุกขเ์ ปน็ ก�ำไร ... อย่างประกอบดว้ ยกรรมมีสขุ เปน็
วิบาก ... อยา่ งไมป่ ระกอบดว้ ยกรรมมีทกุ ข์ เปน็ วิบาก

ชอื่ ว่าวิญญาณจรยิ า เพราะประพฤติในอารมณท์ ร่ี แู้ จง้ แล้ว
วิญญาณมีจริยาเช่นนี้ เพราะเหตุน้ัน จึงช่ือว่าวิญญาณจริยา จิตน้ีบริสุทธิ์โดยปกติ
เพราะไม่มกี ิเลส เพราะเหตุนน้ั จงึ ชอื่ วา่ วิญญาณจริยา
๒. อญั ญาณจริยา
ท่านน�ำกิเลสธรรม ๘ ประการพร้อมด้วยค�ำขยายความของกิเลสธรรมแต่ละ
ประการมาหมุนด้วยอารมณ์ ๖ คือ รูป เสียง กลน่ิ รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ เพ่อื จ�ำแนก
วญิ ญาณจริยากบั อญั ญาณจรยิ าเปน็ คู่ ๆ รวม ๖ รอบ รอบละ ๘ ประการ ดังนี้
รอบท่ี ๑
๑. ความคิดเพ่ือความแล่นไปแห่งราคะในรูปท่ีน่าพอใจ อันเป็นเพียงกิริยา ช่ือว่า
วิญญาณจริยา ความแลน่ ไปแหง่ ราคะ ชอ่ื วา่ อัญญาณจรยิ า
๒. ความคิดเพื่อความแล่นไปแห่งโทสะในรปู ทไี่ มน่ ่าพอใจ ฯลฯ
๓. ความคิดเพื่อความแล่นไปแห่งโมหะในวัตถุท่ีมิได้เพ่งเล็งด้วยราคะและโทสะ
ท้ังสองน้ัน ฯลฯ
๔. ความคดิ เพ่อื ความแล่นไปแห่งมานะทผี่ ูกพัน ฯลฯ
๕. ความคิดเพ่ือความแล่นไปแหง่ ทิฏฐิที่ยึดถือ ฯลฯ
๖. ความคิดเพื่อความแลน่ ไปแหง่ อทุ ธัจจะทถี่ ึงความฟุ้งซา่ น ฯลฯ
๗. ความคดิ เพื่อความแล่นไปแห่งวจิ กิ ิจฉาท่ีไม่ถึงความตกลง ฯลฯ
๘. ความคิดเพื่อความแล่นไปแห่งอนุสัยท่ีถึงความเป็นธรรมมีก�ำลัง อันเป็นเพียง
กิริยาอพั ยากฤต ช่อื วา่ วิญญาณจริยา ความแลน่ ไปแหง่ อนสุ ยั ช่อื วา่ อญั ญาณจริยา
รอบท่ี ๒ ประการท่ี ๑
ความคิดเพื่อความแล่นไปแห่งราคะในเสียงท่ีน่าพอใจ อันเป็นเพียงกิริยาอัพยากฤต
ชือ่ ว่าวญิ ญาณจริยา ความแล่นไปแหง่ ราคะ ชื่อว่าอัญญาณจริยา
รอบท่ี ๓ ประการท่ี ๑
ความคิดเพื่อความแล่นไปแห่งราคะในกลิ่นท่ีน่าพอใจ อันเป็นเพียงกิริยาอัพยากฤต
ช่อื ว่าวญิ ญาณจรยิ า ความแล่นไปแหง่ ราคะ ช่อื ว่าอัญญาณจริยา
รอบที่ ๔ ประการที่ ๑
ความคดิ เพือ่ ความแลน่ ไปแห่งราคะในรสทน่ี า่ พอใจ ฯลฯ (เหมือนรอบที่ ๑)

เลม่ ท่ี ๒๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๓๑ 369

รอบที่ ๕ ประการที่ ๑
ความคดิ เพ่อื ความแล่นไปแหง่ ราคะในโผฏฐพั พะท่ีน่าพอใจ ฯลฯ (เหมือนรอบ ๑)
รอบท่ี ๖
ความคดิ เพอ่ื ความแลน่ ไปแห่งราคะในธรรมารมณท์ นี่ า่ พอใจ ฯลฯ (เหมือนรอบท่ี ๑)
ล�ำดบั ตอ่ ไป ทา่ นน�ำกเิ ลสธรรม ๘ ประการมาจ�ำแนกอญั ญาณจรยิ า แบง่ เปน็ ๒ ชดุ แลว้
น�ำกศุ ลกรรมมาจ�ำแนกอัญญาญาณ ๑ ชุด รวมเป็น ๓ ชดุ เหมอื นในวิญญาณจริยา
๓. ญาณจริยา
ท่านน�ำธรรม ๑๗ ประการมาจ�ำแนกญาณจริยากับวิญญาณจริยา และน�ำธรรม
อกี ๙ ประการมาจ�ำแนกญาณจรยิ าล้วน ๆ ตามล�ำดบั ดงั น้ี
ธรรม ๑๗ ประการ เช่น (๑) อนจิ จานปุ ัสสนา ... (๑๗) ววิ ฏั ฏนานุปัสนา
(ดูหมวดธรรมท่ีควรรู้ยง่ิ ในสตุ มยญาณที่ ๑ ตอนที่ ๒ ชดุ ท่ี ๕ หมวดท่ี ๓)
ตัวอย่าง การจ�ำแนกด้วยอนิจจานุปัสสนา ความคิดเพ่ืออนิจจานุปัสสนา อันเป็น
เพยี งกริ ยิ าอัพยากฤต ช่อื วา่ วญิ ญาณจรยิ า อนจิ จานปุ ัสสนา ชอื่ วา่ ญาณจริยา
ธรรม ๙ ประการ เช่น (๑) วิวัฏฏนานุปัสสนา ... (๙) อรหัตตผลสมาบัติ (ดูหมวด
ธรรมท่คี วรรู้ย่งิ ในสุตมยญาณ ๑ ตอนที่ ๒ ชุดท่ี ๕ หมวดท่ี ๓-๔)
ตัวอย่าง การจ�ำแนกดว้ ยวิวฏั ฏนานุปัสสนา
วิวัฏฏนานุปสั สนา ชื่อวา่ ญาณจรยิ า โสดาปตั ติมรรค ช่อื ว่าญาณจริยา
ล�ำดับต่อไป ท่านน�ำกิเลสธรรม ๘ ประการมาจ�ำแนกญาณจริยา แบ่งเป็น ๒ ชุด
และน�ำกุศลธรรมมาจ�ำแนกญาณจริยาอีก ๑ ชุด รวมเปน็ ๓ ชดุ เหมือนในวิญญาณจริยา
๑.๑๘ ภมู นิ านัตตญาณนิทเทส
ภูมินานัตตญาณนิทเทสอธิบายอุทเทสที่ ๑๘ ของญาณกถาท่ียกมาตั้งเป็นค�ำปุจฉา
ดังรายเอียดต่อไปนี้
ท่านพระสารบี ุตรจ�ำแนกภูมิไว้ ๔ ประการ ดงั นี้
ภมู ิ ๔ ประการ คอื
๑. กามาวจรภูมิ (ช้ันที่ท่องเท่ยี วอยใู่ นกาม)
๒. รูปาวจรภมู ิ (ชนั้ ทีท่ อ่ งเท่ียวอยใู่ นรูป)
๓. อรปู าวจรภูมิ (ชน้ั ท่ที อ่ งเทยี่ วอยู่ในอรปู )
๔. อปริยาปันนภมู ิ (ชัน้ ที่ไม่นบั เนือ่ งในภูมิ ๓ ไดแ้ ก่ ชัน้ โลกุตตระ)

370 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก

จากนั้น ท่านน�ำภูมิแต่ละภูมิมาอธิบายโดยวิธีปุจฉาและวิสัชนาตามล�ำดับ ซ่ึงมีใจ
ความปรากฏชดั แลว้ จึงไมแ่ สดงไวใ้ นทนี่ ี้

นอกจากนี้ท่านยังแสดงภูมิ ๔ อีกนัยหน่ึง ได้แก่ ภูมิธรรมหมวดต่าง ๆ ที่มีหัวข้อ
ธรรม ๔ ประการ เช่น สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธบิ าท ๔ ฌาน ๔ อัปปมญั ญา ๔
๑.๑๙ ธมั มนานตั ตญาณนิทเทส

ธัมมนานัตตญาณนิทเทสอธิบายอุทเทสที่ ๑๙ ของญาณกถาที่ยกมาต้ังเป็นค�ำปุจฉา
ดังรายละเอยี ดต่อไปนี้

สาระส�ำคัญของธมั มนานัตตญาณนทิ เทสแบ่งเป็น ๔ ตอน ดังนี้
ตอนท่ี ๑
ค�ำปุจฉาว่า พระโยคาวจรก�ำหนดธรรมท้ังหลาย อย่างไร ท่านพระสารีบุตรวิสัชนาไว้
เป็นบทมาติกา ๔ บท ดงั นี้
พระโยคาวจร
๑. ก�ำหนดกามาวจรธรรมเปน็ ฝ่ายกุศล เป็นฝา่ ยอกศุ ล เป็นฝา่ ยอัพยากฤต
๒. ก�ำหนดรปู าวจรธรรมเปน็ ฝา่ ยกศุ ล เปน็ ฝา่ ยอัพยากฤต
๓. ก�ำหนดอรปู าวจรธรรมเป็นฝา่ ยกศุ ล เปน็ ฝา่ ยอัพยากฤต
๔. ก�ำหนดอปรยิ าปันนธรรมเปน็ ฝ่ายกศุ ล เป็นฝา่ ยอัพยากฤต
จากนัน้ ทา่ นน�ำบทมาตกิ ามาอธิบายโดยวธิ ปี จุ ฉาและวิสัชนาตามล�ำดับ มใี จความวา่
๑. ก�ำหนดกุศลกรรมบถ ๑๐ เป็นฝ่ายกุศล ก�ำหนดอกุศลกรรมบถ ๑๐ เป็นฝ่ายอกศุ ล
ก�ำหนดรปู วบิ าก และกริ ยิ าเปน็ ฝา่ ยอพั ยากฤต
๒. ก�ำหนดฌาน ๔ ของผู้ยังอยู่ในโลกน้ี เป็นฝ่ายกุศล ก�ำหนดฌาน ๔ ของผู้เกิด
ในพรหมโลกเปน็ ฝา่ ยอพั ยากฤต
๓. ก�ำหนดอรูปาวจรสมาบัติ ๔ ของผ้ยู งั อยู่ในโลกน้ี เปน็ ฝ่ายกศุ ล ก�ำหนดอรปู าวจร-
สมาบตั ิ ๔ ของผู้เกิดในพรหมโลกเป็นฝา่ ยอพั ยากฤต
๔. ก�ำหนดอริยมรรค ๔ และอปริยาปันนธรรมเป็นฝ่ายกุศล ก�ำหนดสามัญญผล
และนิพพานเปน็ ฝา่ ยอัพยากฤต
ตอนที่ ๒
ท่านน�ำธรรม ๙ ประการท่ีมีปราโมทย์เป็นมูลเหตุและส่งผลให้เกิดธรรมอ่ืน ๆ
เป็นเหตุเป็นผลต่อเน่ืองกันไป คือ (๑) ปราโมทย์ (๒) ปีติ (๓) ปัสสัทธิ (๔) สุข (๕) สมาธิ
(๖) ยถาภูตาญาณทัสสนะ (๗) นิพพิทา (๘) วิราคะ (๙) วิมุตติ มาหมุนด้วยไตรลักษณ์ คือ

เลม่ ท่ี ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๑ 371

ความไมเ่ ทีย่ ง ความเปน็ ทกุ ข์ และความเป็นอนตั ตา รวมเปน็ ๓ รอบ เปน็ รูปแบบหลัก ดังนี้
๑. เมื่อพระโยคาวจรมนสิการโดยความไม่เที่ยง ปราโมทย์ย่อมเกิด เมื่อมีปราโมทย์

ปีติย่อมเกิด เมื่อใจมีปีติ กายย่อมสงบ ผู้มีกายสงบย่อมเสวยสุข เมื่อมีสุข จิตย่อมเป็น
สมาธิ ผมู้ จี ติ เปน็ สมาธยิ อ่ มรเู้ หน็ ตามความเปน็ จรงิ เมอ่ื รเู้ หน็ ตามความเปน็ จรงิ ยอ่ มเบอื่ หนา่ ย
เมือ่ เบ่ือหนา่ ย ยอ่ มคลายก�ำหนดั เพราะคลายก�ำหนัด จติ จงึ หลุดพน้

๒. เมอ่ื พระโยคาวจรมนสิการโดยความเป็นทกุ ข์ ปราโมทยย์ อ่ มเกดิ ฯลฯ
๓. เมอ่ื พระโยคาวจรมนสิการโดยความเป็นอนตั ตา ปราโมทย์ย่อมเกดิ ฯลฯ
จากน้ัน ท่านน�ำธรรม ๒๐๑ ประการ (หมวดธรรมท่คี วรรยู้ ่งิ ในสุตมยญาณ ตอนท่ี
๒ ชุดท่ี ๑ หมวดท่ี ๒-๑๒) มาหมุนตามรูปแบบหลัก ประการละ ๓ รอบ รวม ๖๐๓ รอบ
(๒๐๑ x ๓ = ๖๐๓) เชน่
รอบที่ ๑-๓ มนสิการรปู ดงั นี้
๑.เม่อื พระโยคาวจรมนสกิ ารรูปโดยความไม่เที่ยง ปราโมทย์ยอ่ มเกิด ฯลฯ
๒. เม่อื พระโยคาวจรมนสกิ ารรปู โดยความเปน็ ทุกข์ ปราโมทย์ย่อมเกดิ ฯลฯ
๓. เมือ่ พระโยคาวจรมนสิการรูปโดยความเป็นอนัตตา ปราโมทย์ยอ่ มเกิด

ฯลฯ
ตอนท่ี ๓
ท่านน�ำธรรม ๙ ประการท่ีมีโยนิโสมนสิการเป็นมูลเหตุและส่งผลให้เกิดธรรมอื่นๆ
เป็นเหตุเป็นผลต่อเน่ืองกันไป ธรรม ๙ ประการน้ัน ๖ ประการแรกเหมือนในตอนท่ี ๒
ประการที่ ๗-๙ แยกออกมาจากประการท่ี ๖ ตามอรยิ สัจ ๔ เช่น
๑. เม่ือพระโยคาวจรมนสิการโดยอุบายอันแยบคายโดยความไม่เท่ียง ปราโมทย์
ย่อมเกิด เมื่อมีปราโมทย์ ปีติย่อมเกิด เมื่อใจมีปีติ กายย่อมสงบ ผู้มีกายสงบย่อมเสวยสุข
เมื่อมีสุข จิตย่อมเป็นสมาธิ ผู้มีจิตเป็นสมาธิ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า น้ีทุกข์ รู้ชัดตาม
ความเป็นจรงิ ว่า น้ีทุกขสมทุ ยั รูช้ ดั ตามความเปน็ จรงิ วา่ นที้ กุ ขนิโรธ รชู้ ดั ตามความเป็นจรงิ วา่
นท้ี ุกขนิโรธคามนิ ีปฏปิ ทา
๒. เมื่อพระโยคาวจรมนสิการโดยอุบายอันแยบคายโดยความเป็นทุกข์ ปราโมทย์
ย่อมเกิด ฯลฯ
๓. เม่ือพระโยคาวจรมนสิการโดยอุบายอันแยบคายโดยความเป็นอนัตตา ปราโมทย์
ยอ่ มเกดิ ฯลฯ
จากนนั้ ท่านน�ำธรรม ๒๐๑ ประการมาหมนุ ประการละ ๓ รอบเหมอื นในตอนที่ ๒

372 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตนั ตปิฎก

ตอนท่ี ๔
ทา่ นแสดงธรรมตา่ ง ๆ ทอี่ าศยั กนั และกนั เกดิ ขน้ึ แบบปฏจิ จสมปุ บาท จ�ำนวน ๙ ประการ
เช่น ผสั สะตา่ ง ๆ อาศยั ธาตุตา่ ง ๆ เกดิ ข้นึ เวทนาตา่ ง ๆ อาศยั ผสั สะ ตา่ ง ๆ เกดิ ขนึ้
๑.๒๐-๒๔ ญาณปญั จกนิทเทส
ญาณปัญจกนิทเทสอธิบายอุทเทสที่ ๒๐-๒๔ ของญาณกถา ที่ยกมาตั้งเป็นค�ำปุจฉา
ดงั รายละเอยี ดตอ่ ไปน้ี
ในอุทเทสท่ีว่า ปัญญาเคร่ืองรู้ย่ิง ช่ือว่าญาตัฏฐญาณ ปัญญาเคร่ืองก�ำหนดรู้ ช่ือว่า
ตีรณัฏฐญาณ ปัญญาเคร่ืองละ ชื่อว่าปริจจาคัฏฐญาณ ปัญญาเครื่องเจริญ ช่ือว่าเอกรสัฏฐา-
ญาณ ปญั ญาเคร่อื งท�ำให้แจง้ ชอื่ ว่าผัสสนัฏฐญาณ ท่านพระสารบี ตุ ร อธิบายไวเ้ พียงสั้น ๆ วา่
ธรรมใด ๆ ที่พระโยคาวจรร้ยู งิ่ แล้ว ธรรมน้นั ๆ กเ็ ป็นอันรู้แล้ว
ธรรมใด ๆ ทพ่ี ระโยคาวจรก�ำหนดรู้แลว้ ธรรมนนั้ ๆ กเ็ ปน็ อันพจิ ารณาแลว้
ธรรมใด ๆ ทีพ่ ระโยคาวจรละไดแ้ ล้ว ธรรมนัน้ ๆ กเ็ ป็นอนั ละได้แล้ว
ธรรมใด ๆ ทพ่ี ระโยคาวจรเจริญแลว้ ธรรมน้นั ๆ ก็เป็นธรรมมรี สอนั เดยี ว
ธรรมใด ๆ ทพ่ี ระโยคาวจรท�ำให้แจง้ แลว้ ธรรมนน้ั ๆ กเ็ ป็นอันถกู ต้องแลว้
ค�ำอธิบายของท่านเข้าใจยาก จึงต้องน�ำค�ำอธิบายของอรรถกถามาเสนอต่อท้าย
ค�ำอธบิ ายของท่านในแต่ละญาณ ดังน้ี
๑. ธรรมใด ๆ ทพี่ ระโยคาวจรรยู้ ่ิงแลว้ ธรรมนนั้ ๆ ก็เป็นอันร้แู ลว้
อรรถกถาอธิบายมีใจความว่า ค�ำว่า รู้ย่ิงแล้ว หมายถึง รู้ด้วยดีตามสภาวะและ
สามัญญลักษณะของธรรมน้ัน ๆ และที่ช่ือว่า เป็นอันรู้แล้ว เพราะรู้โดยสภาวะด้วยอ�ำนาจ
ญาตปรญิ ญา (การก�ำหนดรขู้ ั้นรู้จัก)
สรุป พระโยคาวจรรู้ธรรมเหล่านั้นด้วยญาณใด ญาณนั้น ชื่อว่าญาณ เพราะช่ือว่า
ปญั ญา เพราะมสี ภาวะรชู้ ดั เพราะเหตนุ น้ั ทา่ นจงึ กลา่ ววา่ ปญั ญาเครอื่ งรยู้ งิ่ ชอื่ วา่ ญาตฏั ฐญาณ
๒. ธรรมใด ๆ ทพี่ ระโยคาวจรก�ำหนดร้แู ลว้ ธรรมน้นั ๆ ก็เป็นอนั พิจารณาแล้ว
อรรถกถาอธบิ ายมใี จความวา่ ค�ำวา่ ก�ำหนดรแู้ ลว้ หมายถงึ รรู้ อบตามสามญั ญลกั ษณะ
และที่ช่ือว่า เป็นอันพิจารณาแล้ว เพราะพิจารณาโดยสามัญญลักษณะ มีความไม่เที่ยง
เปน็ ตน้ ด้วยอ�ำนาจตีรณปรญิ ญา (การก�ำหนดรูข้ นั้ พจิ ารณา)
สรปุ พระโยคาวจรพิจารณาธรรมเหล่าน้ันดว้ ยญาณใด ญาณน้ัน ช่อื วา่ ญาณ เพราะมี
สภาวะรธู้ รรมนน้ั ชอ่ื วา่ ปญั ญา เพราะมสี ภาวะรชู้ ดั เพราะเหตนุ น้ั ทา่ นจงึ กลา่ ววา่ ปญั ญาเครอ่ื ง
ก�ำหนดรู้ ชอ่ื วา่ ตีรณัฏฐญาณ

เลม่ ที่ ๒๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๓๑ 373

๓. ธรรมใด ๆ ทพ่ี ระโยคาวจรละได้แลว้ ธรรมนั้น ๆ กเ็ ป็นอันละไดแ้ ลว้
อรรถกถาอธบิ ายมใี จความวา่ ค�ำวา่ ละไดแ้ ลว้ หมายถงึ ละไดด้ ว้ ยอนจิ จานปุ สั สนาญาณ
เป็นตน้ เพื่อท�ำลายนิจจสัญญาเปน็ ต้น และท่ชี ื่อวา่ เป็นอนั ละไดแ้ ล้ว เพราะละได้ดว้ ยอ�ำนาจ
ปหานปรญิ ญา (การก�ำหนดรู้ขัน้ ละ)
สรุป พระโยคาวจรละธรรมเหล่านั้นได้ด้วยญาณใด ญาณนั้น ช่ือว่าญาณ เพราะมี
สภาวะรู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะมีสภาวะรู้ชัด เพราะเหตุน้ัน ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญา
เครือ่ งละ ชอ่ื ว่าปรจิ จาคัฏฐญาณ
๔. ธรรมใด ๆ ท่ีพระโยคาวจรเจริญแลว้ ธรรมนนั้ ๆ ก็เป็นธรรมมีรสอันเดยี ว
อรรถกถาอธิบายมีใจความว่า ค�ำว่า เจริญแล้ว หมายถึง พัฒนาแล้วและอบรมแล้ว
และท่ีชื่อว่า เป็นธรรมมีรสอันเดียว เพราะมีกิจเดียว คือ ท�ำหน้าท่ีของตนให้ส�ำเร็จและ
ละธรรมท่ีเป็นข้าศึก หรือเพราะมีรสเดียว คือ วิมุตติรส เพราะหลุดพ้นจากธรรมท่ีเป็น
ข้าศึก
สรปุ พระโยคาวจรเจรญิ ธรรมเหล่านน้ั ไดด้ ว้ ยญาณใด ญาณนน้ั ช่ือว่าญาณ เพราะมี
สภาวะรธู้ รรมนนั้ ชอื่ วา่ ปญั ญา เพราะมสี ภาวะรชู้ ดั เพราะเหตนุ น้ั ทา่ นจงึ กลา่ ววา่ ปญั ญาเครอื่ ง
เจรญิ ชื่อวา่ เอกรสัฏฐญาณ
๕. ธรรมใด ๆ ท่ีพระโยคาวจรท�ำใหแ้ จ้งแลว้ ธรรมนน้ั ๆ ก็เป็นอนั ถูกต้องแล้ว
อรรถกถาอธบิ ายมใี จความว่า ค�ำว่า ท�ำให้แจ้งแลว้ หมายถึงเหน็ ประจกั ษว์ ่า ธรรมนี้
คือผลท่ีได้รับ ธรรมนี้คือนิพพานที่รู้แจ้งแทงตลอด และที่ช่ือว่าเป็นอันถูกต้องแล้ว เพราะ
ถกู ต้อง คือเสวยด้วยการไดร้ ับและด้วยการรแู้ จง้ แทงตลอด
สรุป พระโยคาวจรท�ำให้แจ้งธรรมเหล่านั้นได้ด้วยญาณใด ญาณนั้น ช่ือว่า ญาณ
เพราะมสี วาวะรธู้ รรมนนั้ ชอื่ วา่ ปญั ญา เพราะมสี ภาวะรชู้ ดั เพราะเหตนุ น้ั ทา่ นจงึ กลา่ ววา่ ปญั ญา
เครือ่ งท�ำใหแ้ จง้ ชอื่ ว่าผัสสนัฏฐญาณ
๑.๒๕-๒๘ ปฏสิ ัมภิทาญาณนิทเทส
ปฏสิ มั ภทิ าญาณนทิ เทสอธบิ ายอทุ เทสที่ ๒๕-๒๘ ของญาณกถาทย่ี กมา ตง้ั เปน็ ค�ำปจุ ฉา
ดังรายละเอยี ดตอ่ ไปนี้
ท่านพระสารีบุตรน�ำธรรม ๔ หมวด ได้แก่ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ และ
อริยมรรคมีองค์ ๘ มาจ�ำแนกด้วยปฏิสัมภิทา ๔ คือ ธัมมปฏิสัมภิทา อัตถปฏิสัมภิทา
นริ ุตตปิ ฏิสมั ภิทา และปฏภิ าณปฏิสมั ภิทา

374 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก

ในทีน่ ี้ขอแสดงการจ�ำแนกอินทรยี ์ ๕ เปน็ ตัวอย่างดงั นี้
๑. จ�ำแนกอินทรีย์ ๕ ด้วยธัมมปฏิสัมภิทา สัทธินทรีย์ช่ือว่าธรรม ฯลฯ ปัญญินทรีย์
ชอ่ื วา่ ธรรม สทั ธนิ ทรยี เ์ ปน็ ธรรมอยา่ งหนง่ึ ฯลฯ ปญั ญนิ ทรยี เ์ ปน็ ธรรม อยา่ งหนงึ่ พระโยคาวจร
รธู้ รรมตา่ งๆเหลา่ นด้ี ว้ ยญาณใดชอื่ วา่ รเู้ ฉพาะธรรมตา่ งๆเหลา่ นดี้ ว้ ยญาณนนั้ นนั่ แลเพราะเหตนุ นั้
ท่านจงึ กลา่ วว่า ปัญญาในธรรมต่าง ๆ ช่ือว่าธมั มปฏิสัมภทิ าญาณ
๒. จ�ำแนกอนิ ทรีย์ ๕ ด้วยอัตถปฏสิ มั ภิทา สภาวะที่น้อมใจเช่อื ชอื่ ว่าอรรถ สภาวะที่
ประคองไวช้ อื่ วา่ อรรถ สภาวะทเี่ ขา้ ไปตงั้ ไวช้ อื่ วา่ อรรถ สภาวะทไี่ มฟ่ งุ้ ซา่ นชอื่ วา่ อรรถ สภาวะที่
เหน็ ชอื่ วา่ อรรถ สภาวะทน่ี อ้ มใจเชอื่ เปน็ อรรถอยา่ งหนงึ่ ฯลฯ สภาวะทเี่ หน็ เปน็ อรรถอยา่ งหนง่ึ
พระโยคาวจรร้อู รรถตา่ ง ๆ เหล่านด้ี ว้ ยญาณใด ชื่อว่ารเู้ ฉพาะอรรถตา่ ง ๆ เหล่านีด้ ้วยญาณน้นั
น่นั แหละ เพราะเหตนุ น้ั ทา่ นจงึ กล่าววา่ ปัญญาในอรรถตา่ ง ๆ ช่อื ว่าอตั ถปฏิสัมภทิ าญาณ
๓. จ�ำแนกอนิ ทรีย์ ๕ ด้วยนิรตุ ติปฏิสัมภทิ า การระบพุ ยญั ชนะและนิรุตติ เพ่ือแสดง
ธรรม ๕ ประการ การระบุพยัญชนะและนิรุตติเพื่อแสดงอรรถ ๕ ประการ ธรรมนิรุตติเป็น
อยา่ งหน่ึง อรรถนริ ุตติเป็นอยา่ งหนง่ึ พระโยคาวจรรู้นริ ุตตติ ่าง ๆ เหล่าน้ีด้วยญาณใด ชอ่ื ว่า
รู้เฉพาะนิรตุ ตติ ่าง ๆ เหล่านด้ี ว้ ยญาณน้ันนั่นแหละ เพราะเหตุนัน้ ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาใน
นริ ตุ ตติ า่ ง ๆ ชอ่ื วา่ นริ ตุ ตปิ ฏสิ ัมภิทาญาณ
๔. จ�ำแนกอนิ ทรยี ์ ๕ ด้วยปฏภิ าณปฏสิ ัมภทิ า ญาณในธรรม ๕ ประการ ญาณใน
อรรถ ๕ ประการ ญาณในนิรตุ ติ ๑๐ ประการ ญาณในธรรมเปน็ อยา่ งหน่งึ ญาณในอรรถเปน็
อยา่ งหน่งึ ญาณในนิรุตติเป็นอย่างหนึง่ พระโยคาวจรรญู้ าณต่าง ๆ เหลา่ น้ีด้วยญาณใด ชือ่ ว่า
ร้เู ฉพาะญาณตา่ ง ๆ เหล่านี้ด้วยญาณนัน้ น่นั แหละ เพราะเหตนุ ั้น ทา่ นจงึ กลา่ ววา่ ปัญญาใน
ปฏภิ าณตา่ ง ๆ ชอื่ วา่ ปฏภิ าณปฏสิ ัมภิทาญาณ
๑.๒๙-๓๑ ญาณตั ตยนิทเทส
ญาณัตตยนิทเทสอธิบายอุทเทสท่ี ๒๙-๓๑ ของญาณกถาที่ยกมาตั้งเป็นค�ำปุจฉา
ดังรายละเอียดตอ่ ไปน้ี
ในอุทเทสท่ีว่า ปัญญาในวิหารธรรมต่าง ๆ ชื่อว่าวิหารัฏฐญาณ ปัญญาในสมาบัติ
ต่าง ๆ ชื่อวา่ สมาปตั ตฏั ฐญาณ ปญั ญาในวิหารสมาบตั ติ า่ ง ๆ ชอื่ ว่าวิหารสมาปตั ตัฏฐญาณ
ทา่ นพระสารีบตุ รอธิบายไวด้ ังนี้
๑. วิหารัฏฐญาณ
ท่านจ�ำแนกวิหารธรรม ๓ ประการ คือ (๑) อนิมิตตวิหาร (๒) อัปปณิหิตวิหาร
(๓) สุญญตวหิ าร ด้วยธรรม ๓ ประการ ไดแ้ ก่ (๑) นิมิต (๒) ปณธิ ิ (๓) อภินเิ วส ดังนี้

เล่มที่ ๒๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๑ 375

๑. พระโยคาวจรเมื่อพิจารณานิมิตโดยความเป็นภัย สัมผัสนิมิตน้ันด้วยญาณ
บอ่ ย ๆ ยอ่ มเห็นความเสื่อม เพราะจติ น้อมไปในนพิ พานท่ีไม่มนี มิ ิต นีช้ อื่ ว่าอนิมิตตวิหาร

๒. เมื่อพจิ ารณาปณธิ โิ ดยความเป็นภัย สมั ผัสปณิธินั้นด้วยญาณบ่อย ๆ ยอ่ มเห็น
ความเส่ือม เพราะจิตนอ้ มไปในนพิ พานที่ไมม่ ปี ณิหติ ะ น้ีชอื่ ว่าอปั ปณิหิตวิหาร

๓. เม่ือพิจารณาอภินิเวสโดยความเป็นภัย สัมผัสอภินิเวสนั้นด้วยญาณบ่อย ๆ
ย่อมเหน็ ความเส่ือม เพราะจิตนอ้ มไปในนพิ พานทเ่ี ป็นสุญญตะ นี้ช่อื วา่ สุญญตวิหาร

๒. สมาปตั ตัฏฐญาณ
ท่านจ�ำแนกสมาบัติ ๓ ประการ คือ (๑) อนิมิตตสมาบัติ (๒) อัปปณิหิตสมาบัติ
(๓) สุญญตสมาบัติ ด้วยธรรม ๓ ประการเหมอื นในวิหารธรรม ดังน้ี
๑. พระโยคาวจรเมอ่ื พจิ ารณานมิ ติ โดยความเปน็ ภยั เพง่ เฉยความเปน็ ไปแหง่ วบิ าก
แลว้ นกึ ถึงนพิ พานอนั เป็นความดับไม่มีนมิ ิต จะเข้าสมาบตั ิ(สมาธิ) เพราะจิตน้อมไปในนิพพาน
ทไี่ มม่ ีนมิ ิต น้ีช่ือว่าอนมิ ติ ตสมาบัติ
๒. เมอ่ื พจิ ารณาปณธิ ิโดยความเป็นภยั เพง่ เฉยความเป็นไปแห่งวบิ ากแลว้ นกึ ถงึ
พระนิพพานอันเป็นความดับ ไม่มีปณิหิตะ จะเข้าสมาบัติ เพราะจิตน้อมไปในนิพพานท่ีไม่มี
ปณหิ ิตะ นชี้ ือ่ ว่าอปั ปณหิ ติ สมาบตั ิ
๓. เม่ือพิจารณาอภินิเวสโดยความเป็นภัย เพ่งเฉยความเป็นไปแห่งวิบากแล้ว
นึกถึงนิพพานอันเป็นความดับไม่มีอภินิเวส จะเข้าสมาบัติ เพราะจิตน้อมไปในนิพพานท่ีเป็น
สญุ ญตะ น้ีช่อื ว่าสญุ ญตสมาบัติ
๓. วิหารสมาปัตตฏั ฐญาณ
ทา่ นจ�ำแนกวิหารสมาบัติ ๓ ประการ คอื (๑) อนิมติ ตวหิ ารสมาบตั ิ (๒) อปั ปณิหติ -
วหิ ารสมาบัติ (๓) สุญญตวหิ ารสมาบัติ ด้วยธรรม ๓ ประการเหมอื นในวหิ ารธรรม ดงั น้ี
๑. พระโยคาวจรเมื่อพิจารณานิมิตโดยความเป็นภัย สัมผัสนิมิตนั้นด้วยญาณ
บ่อย ๆ ย่อมเห็นความเสื่อม เพราะจิตน้อมไปในนิพพานที่ไม่มีนิมิต เพ่งเฉยความเป็นไปแห่ง
วิบากแล้ว นึกถึงนิพพานอันเป็นความดับไม่มีนิมิตแล้วจะเข้าสมาบัติ น้ีชื่อว่าอนิมิตต-
วหิ ารสมาบัติ
๒. เม่ือพิจารณาปณิธิโดยความเป็นภัย สัมผัสปณิธิน้ันด้วยญาณบ่อย ๆ ย่อม
เห็นความเส่อื ม เพราะจิตนอ้ มไปในนิพพานทไี่ ม่มีปณิหติ ะ เพง่ เฉยความเป็นไปแห่งวบิ ากแล้ว
นึกถงึ นิพพานอนั เป็นความดับ ไมม่ ปี ณิหิตะแลว้ จะเขา้ สมาบัติ นี้ชื่อวา่ อัปปณหิ ติ วิหารสมาบัติ
๓. เม่ือพิจารณาอภินิเวสโดยความเป็นภัย สัมผัสอภินิเวสน้ันด้วยญาณบ่อย ๆ
ย่อมเห็นความเส่ือม เพราะจิตน้อมไปในนิพพานท่ีเป็นสุญญตะ เพ่งเฉยความเป็นไปแห่ง

376 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก

วบิ ากแลว้ นึกถึงนิพพานอันเปน็ ความดบั เปน็ สุญญตะแล้วจะเข้าสมาบตั ิ นีช้ ื่อวา่ สญุ ญตวิหาร-
สมาบัติ

จากนัน้ ทา่ นน�ำธรรม ๒๐๑ ประการ (หมวดธรรมทค่ี วรรูย้ ง่ิ ในสตุ มยญาณท่ี ๑ ตอนที่
๒ ชุดท่ี ๑ หมวดท่ี ๒-๑๒) มาหมุนดว้ ยธรรม ๓ หมวด (รวม ๙ ประการ) ขา้ งต้น รวม ๒๐๑
รอบ รอบละ ๙ ประการ รวมเป็น ๑,๘๐๙ ประการ (๒๐๑ x ๙ = ๑,๘๐๙) เช่น

๑. วหิ ารธรรมประการท่ี ๑ คือ อนิมิตตวิหาร
๑. พระโยคาวจรเมอื่ พจิ ารณารปู นมิ ติ โดยความเปน็ ภยั สมั ผสั รปู นมิ ติ นน้ั ดว้ ยญาณ
บอ่ ย ๆ ยอ่ มเหน็ ความเสื่อม เพราะจติ นอ้ มไปในนิพพานที่ไม่มีนิมติ นช้ี ่ือวา่ อนิมติ ตวหิ าร
๒. สมาบตั ปิ ระการท่ี ๑ คอื อนมิ ิตตสมาบตั ิ
๑. พระโยคาวจรเมื่อพิจารณารูปนิมิตโดยความเป็นภัย เพ่งเฉยความเป็นไป
แห่งวิบากแล้วนึกถึงนิพพานอันเป็นความดับไม่มีนิมิต จะเข้าสมาบัติ (สมาธิ) เพราะจิตน้อม
ไปในนพิ พานที่ไม่มนี มิ ิต นีช้ ่อื วา่ อนิมิตตสมาบัติ
๓. วหิ ารสมาบัตปิ ระการท่ี ๑ คือ อนิมิตตวหิ ารสมาบตั ิ
๑. พระโยคาวจรเมอื่ พจิ ารณารปู นมิ ติ โดยความเปน็ ภยั สมั ผสั รปู นมิ ติ นน้ั ดว้ ยญาณ
บ่อย ๆ ย่อมเห็นความเส่ือม เพราะจิตน้อมไปในนิพพานที่ไม่มีนิมิต เพ่งเฉยความเป็นไปแห่ง
วิบากแล้ว นึกถึงนิพพานอันเป็นความดับ ไม่มีนิมิตแล้วจะเข้าสมาบัติ น้ีช่ือว่าอนิมิตต-
วิหารสมาบัติ
ท่านสรุปว่า ธรรม ๙ ประการใน ๓ หมวดนั้น แต่ละอย่างกเ็ ปน็ ธรรมอยา่ งหนึง่
๑.๓๒ อานนั ตริกสมาธญิ าณนทิ เทส
อานันตริกสมาธิญาณนิทเทสอธิบายอุทเทสท่ี ๓๒ ของญาณกถาที่ยกมาต้ังเป็น
ค�ำปุจฉา ดงั รายละเอียดต่อไปน้ี
ท่านพระสารีบุตรน�ำธรรม ๗๗ ประการมาจ�ำแนกด้วยอานันตริกสมาธิญาณ
รวม ๗๗ รอบ ธรรม ๗๗ ประการนัน้ จัดเปน็ หมวดได้ ๖ หมวด ดงั น้ี
๑. ธรรม ๗ ประการ ได้แก่ (๑) เนกขัมมะ (๒) อพยาบาท (๓) อาโลกสัญญา
(๔) อวกิ เขปะ (๕) ธมั มววตั ถาน (๖) ญาณ (๗) ปามชุ ชะ
๒. สมาบัติ ๘ ไดแ้ ก่ รปู ฌาน ๔ และอรปู ฌาน ๔
๓. กสิณ ๑๐ ได้แก่ (๑) ปฐวีกสิณ (๒) อาโปกสิณ (๓) เตโชกสิณ (๔) วาโยกสิณ
(๕) นีลกสิณ (๖) ปีตกสิณ (๗) โลหติ กสิณ (๘) โอทาตกสิณ (๙) อากาสกสณิ (๑๐) วิญญาณกสิณ

เล่มท่ี ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๑ 377

๔. อนุสสติ ๑๐ ได้แก่ (๑) พุทธานุสสติ (๒) ธัมมานุสสติ (๓) สังฆานุสสติ
(๔) สีลานุสสติ (๕) จาคานุสสติ (๖) เทวตานุสสติ (๗) อานาปานัสสติ (๘) มรณัสสติ
(๙) กายคตาสติ (๑๐) อุปสมานสุ สติ

๕. สัญญา ๑๐ ได้แก่ (๑) อุทธุมาตกสัญญา (๒) วินีลกสัญญา (๓) วิปุพพกสัญญา
(๔) วิจฉิททกสัญญา (๕) วิกขายิตกสัญญา (๖) วิกขิตตกสัญญา (๗) หตวิกขิตตกสัญญา
(๘) โลหิตกสัญญา (๙) ปฬุ วกสัญญา (๑๐) อัฏฐิกสญั ญา

๖. อานาปานสติ (การมสี ติก�ำหนดลมหายใจเขา้ -ออก) ๓๒ ประการ จัดเปน็ ๑๖ คู่
ไดแ้ ก่

๑. การหายใจเขา้ -ออกยาว
๒. การหายใจเข้า-ออกส้ัน
๓. ความก�ำหนดรู้กองลมท้ังปวงหายใจเข้า-ออก
๔. ความระงับกายสังขารหายใจเข้า-ออก
๕. ความก�ำหนดรู้ปีติหายใจเข้า- ออก
๖. ความก�ำหนดรสู้ ุขหายใจเขา้ -ออก
๗. ความก�ำหนดรูจ้ ติ ตสงั ขารหายใจเขา้ -ออก
๘. ความระงบั จิตตสังขารหายใจเข้า-ออก
๙. ความก�ำหนดรจู้ ิตหายใจเข้า-ออก
๑๐. ความท�ำจติ ใหบ้ นั เทิงหายใจเขา้ -ออก
๑๑. ความตง้ั จติ ไวห้ ายใจเขา้ -ออก
๑๒. ความเปลื้องจติ หายใจเข้า-ออก
๑๓. ความพิจารณาเหน็ ความไม่เทยี่ งหายใจเข้า-ออก
๑๔. ความพจิ ารณาเหน็ ความคลายก�ำหนัดหายใจเขา้ -ออก
๑๕. ความพิจารณาเหน็ ความดบั หายใจเขา้ -ออก
๑๖. ความพจิ ารณาเห็นความสละคืนหายใจเขา้ -ออก
ตัวอย่าง รอบท่ี ๑ การจ�ำแนกดว้ ยเนกขมั มะ
ความท่ีจิตเป็นเอกัคคตารมณ์ ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอ�ำนาจเนกขัมมะ ช่ือว่าสมาธิ ญาณ
ย่อมเกิดขึ้นด้วยอ�ำนาจแห่งสมาธินั้น อาสวะทั้งหลายย่อมสิ้นไปด้วยญาณนั้น สมถะมีก่อน
ญาณมีภายหลัง ด้วยประการฉะน้ี ความส้ินไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ย่อมมีได้ด้วยญาณน้ัน
เพราะเหตุน้ัน ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการตัดขาดอาสวะ เพราะความบริสุทธิ์แห่งจิตที่
ไม่ฟ้งุ ซา่ น ชื่อวา่ อานนั ตรกิ สมาธิญาณ

378 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก

ค�ำว่า อาสวะ อธบิ ายวา่ อาสวะเหลา่ นั้น อะไรบา้ ง
คือ กามาสวะ ภวาสวะ ทฏิ ฐาสวะ และอวชิ ชาสวะ
อาสวะเหลา่ นยี้ อ่ มสน้ิ ไป ณ ท่ไี หน
คือ ด้วยโสดาปัตติมรร ทิฏฐาสวะทั้งสิ้นย่อมสิ้นไป กามาสวะท่ีเป็นเหตุให้ไปสู่อบาย
ย่อมสิ้นไป ภวาสวะท่ีเป็นเหตุให้ไปสู่อบายย่อมสิ้นไป อวิชชาสวะท่ีเป็นเหตุให้ไปสู่อบาย
ยอ่ มสนิ้ ไป อาสวะเหลา่ นีย้ ่อมส้นิ ไปในขณะแหง่ โสดาปัตติมรรคน้ี
ด้วยสกทาคามิมรรค กามาสวะที่เป็นส่วนหยาบย่อมสิ้นไป ภวาสวะที่ตั้งอยู่ร่วมกับ
กามาสวะน้ันย่อมสิ้นไป อวิชชาสวะที่ต้ังอยู่ร่วมกับกามาสวะน้ันย่อมส้ินไป อาสวะเหล่าน้ี
ย่อมส้ินไปในขณะแหง่ สกทาคามิมรรคนี้
ด้วยอนาคามิมรรค กามาสวะท้ังสิ้นย่อมส้ินไป ภวาสวะท่ีต้ังอยู่ร่วมกับกามาสวะน้ัน
ย่อมส้ินไป อวิชชาสวะที่ต้ังอยู่ร่วมกับกามาสวะนั้นย่อมส้ินไป อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปใน
ขณะแหง่ อนาคามมิ รรคน้ี
ดว้ ยอรหตั ตมรรค ภวาสวะทงั้ สนิ้ ยอ่ มสนิ้ ไป อวชิ ชาสวะทงั้ สน้ิ ยอ่ มสนิ้ ไป อาสวะเหลา่ น้ี
ย่อมสนิ้ ไปในขณะแหง่ อรหัตตมรรคนี้
อีก ๗๖ รอบกม็ รี ปู แบบเดยี วกันน้ี ตา่ งกนั แต่องคธ์ รรมเทา่ นั้น
๑.๓๓ อรณวหิ ารญาณนทิ เทส
อรณวิหารญาณนิทเทสอธิบายอุทเทสที่ ๓๓ ของญาณกถาท่ียกมาต้ังเป็นค�ำปุจฉา
ดงั รายละเอยี ดต่อไปนี้
ท่านพระสารีบุตรแสดงธรรมท่ีเป็นชื่อของทัสสนาธิปไตยไว้เป็นหลัก ๓ ประการ คือ
(๑) อนิจจานปุ ัสสนา (๒) ทกุ ขานุปสั สนา (๓) อนตั ตานปุ ัสสนา แล้วน�ำธรรม ๒๐๑ ประการ
(หมวดธรรมท่ีควรรู้ย่ิงในสุตมยญาณท่ี ๑ ตอนที่ ๒ ชุดท่ี ๑ หมวดท่ี ๒-๑๒) มาหนุนด้วย
อนปุ สั สนา ๓ ประการ รวม ๓ รอบ แตล่ ะรอบประกอบดว้ ย อนปุ สั สนา ๑ ประการ รวมเป็น
๖๐๓ ประการ (๒๐๑ x ๓ = ๖๐๓) เชน่
อนจิ จานปุ สั สนาในรปู ชอ่ื วา่ ทสั สนาธปิ ไตย ทกุ ขานปุ สั สนาในรปู ชอื่ วา่ ทสั สนาธปิ ไตย
อนตั ตานปุ สั สนาในรปู ชอื่ ว่าทสั สนาธิปไตย ฯลฯ อนัตตานุปัสสนาในชรามรณะ ชอ่ื ว่าทสั สนา-
ธปิ ไตย
ล�ำดับต่อไป ท่านจ�ำแนกธรรมท่ีเป็นชื่อของค�ำว่า วิหาราธิคมที่สงบ ปณีตาธิมุตตตา
และ อรณวหิ าร ตามล�ำดบั มีใจความว่า
สญุ ญตวิหาร อนมิ ิตตวิหาร อปั ปณิหติ วิหาร แตล่ ะอย่างชื่อวา่ วิหาราธิคมท่สี งบ

เลม่ ที่ ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๑ 379

ความท่ีจิตน้อมไปในธรรมที่ว่าง ... ในธรรมที่ไม่มีนิมิต ... ในธรรมท่ีไม่มีปณิหิตะ
แตล่ ะอยา่ งช่อื วา่ ปณตี าธมิ ตุ ตตา

สมาบัติ ๘ คอื รูปฌาน ๔ และอรปู ฌาน ๔ แตล่ ะอยา่ งชื่อวา่ อรณวิหาร
ล�ำดับต่อไป ท่านจ�ำแนกธรรมท่ีเป็นเหตุให้ได้ช่ือว่าอรณวิหาร ๘ ประการ คือ
การก�ำจัดธรรมทีเ่ ป็นขา้ ศกึ ต่อฌานแต่ละขน้ั ดว้ ยฌานแต่ละขน้ั เช่น
๑. ชือ่ วา่ อรณวิหาร เพราะก�ำจัดนวิ รณไ์ ด้ด้วยปฐมฌาน
๒. ชอื่ ว่าอรณวิหาร เพราะก�ำจัดวิตกวิจารได้ดว้ ยทุตยิ ฌาน
๑.๓๔ นิโรธสมาปัตตญิ าณนิทเทส
นิโรธสมาปัตติญาณนิทเทสอธิบายอุทเทสท่ี ๓๔ ของญาณกถาท่ียกมาตั้งเป็น
ค�ำปจุ ฉา ดังรายละเอียดตอ่ ไปนี้
ในอุทเทสที่วา่ ปญั ญาที่มคี วามช�ำนาญในการระงบั สงั ขาร ๓ ประการด้วยญาณจริยา
๑๖ ประการ และดว้ ยสมาธจิ รยิ า ๙ ประการ เพราะเปน็ ผปู้ ระกอบดว้ ยพละ ๒ ประการ ชอ่ื วา่
นิโรธสมาปตั ตญิ าณ ทา่ นพระสารบี ตุ รอธิบายไว้ดังน้ี
พละ ๒ ประการ ได้แก่ (๑) สมถพละ (๒) วิปสั สนาพละ
ล�ำดับต่อไป ท่านอธิบายพละแต่ละประการโดยน�ำธรรม ๗๗ ประการมาจ�ำแนก
สมถพละ เป็น ๗๗ ประการ (ธรรม ๗๗ ประการนั้นเหมอื นในอานันตรกิ สมาธิญาณ) เช่น
ประการท่ี ๑ ความที่จิตเป็นเอกัคคตารมณ์ ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอ�ำนาจเนกขัมมะ ช่ือว่า
สมถพละ

ฯลฯ
ประการที่ ๗๗ ความทีจ่ ิตเป็นเอกคั คตารมณ์ ไมฟ่ ุ้งซ่านดว้ ยอ�ำนาจการพิจารณาเห็น
ความสละคืนหายใจออก ชอ่ื วา่ สมถพละ
ล�ำดบั ตอ่ ไป ท่านจ�ำแนกธรรมท่เี ปน็ เหตุให้ได้ชื่อว่าสมถพละ ๙ ประการ คอื ความ
ไม่หว่ันไหวเพราะธรรมท่ีเป็นข้าศึกต่อฌานแต่ละข้ัน รวม ๘ ประการ และความไม่หว่ันไหว
ดว้ ยธรรมอ่ืนอีก ๑ ประการ รวมเปน็ ๙ ประการ เช่น
๑. ช่ือวา่ สมถพละ เพราะไม่หวนั่ ไหวเพราะนวิ รณ์ดว้ ยปฐมฌาน

ฯลฯ
๙. ช่ือว่าสมถพละ เพราะไม่หว่ันไหว ไม่กวัดแกว่ง ไม่เอนเอียง เพราะอุทธัจจะ
เพราะกิเลสที่ประกอบดว้ ยอุทธจั จะ และเพราะขนั ธ์

380 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสตุ ตนั ตปิฎก

ล�ำดับต่อไป ท่านแสดงธรรมท่ีเป็นชื่อของวิปัสสนาพละไว้เป็นหลัก ๗ ประการ คือ
อนิจจานุปัสสนา ทุกขานุปัสสนา อนัตตานุปัสสนา นิพพิทานุปัสสนา วิราคานุปัสสนา
นิโรธานปุ สั สนา ปฏนิ สิ สัคคานุปัสสนา แล้วน�ำธรรม ๒๐๑ ประการ (หมวดธรรมทค่ี วรรยู้ งิ่ ใน
สุตมยญาณที่ ๑ ตอนท่ี ๒ ชุดที่ ๑ หมวดท่ี ๒-๑๒) มาหมุนด้วยอนุปัสสนา ๗ ประการนี้
รวม ๒๐๑ รอบ แต่ละรอบประกอบดว้ ย อนุปัสสนา ๑ ประการ รวมเป็น ๑,๔๐๗ ประการ เช่น

อนิจจานปุ สั สนาในรูป ช่ือวา่ วิปสั สนาพละ ฯลฯ
ปฏนิ สิ สคั คานุปสั สนาในชรามรณะ ชอื่ ว่าวปิ สั สนาพละ
ล�ำดบั ตอ่ ไป ทา่ นจ�ำแนกเหตทุ ใี่ หไ้ ดช้ อ่ื วา่ วปิ สั สนาพละ ๘ ประการ คอื ความไมห่ วน่ั ไหว
เพราะธรรมทเี่ ปน็ ฝา่ ยตรงกนั ขา้ มกบั อนปุ สั สนาแตล่ ะอยา่ ง รวม ๗ ประการ และความไมห่ วน่ั ไหว
เพราะธรรมอ่ืนอีก ๑ ประการ รวมเป็น ๘ ประการ เชน่
ชื่อว่าวปิ ัสสนาพละ เพราะไม่หว่ันไหวเพราะนิจจสญั ญาดว้ ยอนิจจานุปสั สนา ฯลฯ
ช่ือว่าวิปัสสนาพละ เพราะไม่หว่ันไหว ไม่กวัดแกว่ง ไม่คลอนแคลน เพราะอวิชชา
เพราะกเิ ลสที่ประกอบด้วยอวชิ ชา และเพราะขนั ธ์
ล�ำดับตอ่ ไป ทา่ นยกค�ำในอทุ เทสขึ้นมาจ�ำแนกอีก คอื ค�ำวา่ ด้วยการระงบั สังขาร ๓
ดว้ ยญาณจรยิ า ๑๖ ด้วยสมาธจิ ริยา ๙ และวสี (ความช�ำนาญ) ตามล�ำดบั กลา่ วโดยยอ่ คอื
การระงับสังขาร ๓ ได้แก่
วิตก วิจารทเี่ ปน็ วจสี ังขารของท่านผูเ้ ข้าทตุ ิยฌานย่อมระงบั ไป
ลมหายใจเข้า-ออกท่เี ป็นกายสงั ขารของท่านผู้เข้าจตตุ ถฌานยอ่ มระงบั ไป
สัญญาและเวทนาท่ีเป็นจิตตสังขารของท่านผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธย่อมระงับไป
ญาณจริยา ๑๖ ไดแ้ ก่ อนปุ สั สนา ๗ ขา้ งตน้ และเพม่ิ ววิ ฏั ฏนานุปสั สนาเขา้ มาอกี ๑ ประการ กับ
มรรค ๔ และผล ๔ แตล่ ะอย่างช่อื ว่าญาณจริยา
สมาธิจริยา ๙ ได้แก่ สมาบตั ิ ๘ และองค์ฌาน คอื วติ ก วิจาร ปตี ิ สขุ เอกัคคตาจิต
เพ่อื ให้ได้สมาบตั แิ ตล่ ะอยา่ ง
วสี ๕ ประการ ไดแ้ ก่
๑. อาวัชชนวสี หมายถึงบุคคลผ้ไู ดส้ มาบัตคิ �ำนงึ ถงึ สมาบตั แิ ต่ละข้ัน
๒. สมาปชั ชนวสี หมายถงึ บคุ คลผไู้ ดส้ มาบัตเิ ขา้ สมาบัติแตล่ ะข้นั
๓. อธิฏฐานวสี หมายถึงบุคคลผู้ไดส้ มาบตั อิ ธิษฐานสมาบัติแตล่ ะข้ัน
๔. วฏุ ฐานวสี หมายถึงบคุ คลผู้ได้สมาบตั ิออกจากสมาบตั แิ ต่ละข้ัน
๕. ปัจจเวกขณวสี หมายถึงบคุ คลผไู้ ด้สมาบัตพิ ิจารณาสมาบตั ิแต่ละข้ัน

เลม่ ที่ ๒๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๓๑ 381

การปฏิบัตกิ จิ ของแต่ละบุคคลขา้ งตน้ มีไดท้ ุกท่ี ทุกเม่อื นานเท่าไรกไ็ ด้ ตามปรารถนา
ไม่มีความเนนิ่ ช้าในการค�ำนึงถงึ
๑.๓๕ ปรนิ ิพพานญาณนทิ เทส

ปรินิพพานญาณนิทเทสอธิบายอุทเทสที่ ๓๕ ของญาณกถาท่ียกมาตั้งเป็นค�ำปุจฉา
ดังรายละเอยี ดตอ่ ไปนี้

ท่านพระสารีบุตรน�ำธรรมที่เป็นคู่ตรงกันข้าม ๓๗ คู่ (หมวดภาวนาท่ี ๕
ในสุตมยญาณ ๔) มาจ�ำแนกด้วยปรินิพพานญาณ ในความหมายว่า ท�ำความเป็นไปแห่ง
อกุศลแตล่ ะอยา่ งใหส้ ิ้นไปดว้ ยกศุ ลแตล่ ะอย่าง เช่น

บุคคลผู้มีสัมปชัญญะในศาสนานี้ ท�ำความเป็นไปแห่งกามฉันทะให้ส้ินไปด้วย
เนกขัมมะ ท�ำความเป็นไปแห่งพยาบาทให้สิ้นไปด้วยอพยาบาท ฯลฯ ท�ำความเป็นไปแห่ง
กเิ ลสทง้ั ปวงใหส้ น้ิ ไปด้วยอรหัตตมรรค

ล�ำดบั ตอ่ ไป ทา่ นน�ำอายตนะภายใน ๖ ประการ ของบคุ คลผมู้ สี มั ปชญั ญะ ผปู้ รนิ พิ พาน
ด้วยอนปุ าทิเสสนิพพาน มาจ�ำแนกด้วยปรนิ พิ พานญาณ เชน่

ความเป็นไปแห่งจักขุนี้ของบุคคลผู้มีสัมปชัญญะผู้ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพาน
ธาตุย่อมสนิ้ ไป และความเปน็ ไปแห่งจักขุอน่ื กไ็ มเ่ กิดขึ้น ฯลฯ ความเปน็ ไปแหง่ มโนของบคุ คล
ผู้มีสัมปชัญญะผู้ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุย่อมส้ินไป และความเป็นไปแห่ง
มโนอนื่ กไ็ ม่เกดิ ขึน้

ปัญญาในการท�ำความเป็นไปแห่งกิเลสให้ส้ินไปของบุคคลผู้มีสัมปชัญญะ นี้ช่ือว่า
ปรินิพพานญาณ
๑.๓๖ สมสสี ัฏฐญาณนิทเทส
สมสีสัฏฐญาณนิทเทสอธิบายอุทเทสท่ี ๓๖ ของญาณกถาท่ียกมาต้ังเป็นค�ำปุจฉา
ดังรายละเอียดต่อไปน้ี

ในอุทเทสท่วี ่า ปัญญาในความไมป่ รากฏแหง่ ธรรมทัง้ ปวง เพราะตัดขาดโดยชอบและ
ดบั ไป ช่อื วา่ สมสสี ัฏฐญาณ (ญาณในอรรถแห่งธรรมท่สี งบและเปน็ ประธาน) ทา่ นพระสารบี ุตร
อธิบายความหมายของค�ำ รวม ๖ ค�ำ ดงั นี้

๑. ค�ำว่า ธรรมทัง้ ปวง ไดแ้ ก่ ขนั ธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ กุศลธรรม อกศุ ลธรรม
อพั ยากตธรรม กามาวจรธรรม รูปาวจรธรรม อรูปาวจรธรรม อปรยิ าปันนธรรม

382 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตันตปฎิ ก

๒. ค�ำว่า เพราะตัดขาดโดยชอบ ทา่ นอธบิ ายโดยน�ำธรรมทเี่ ปน็ คู่ตรงกันข้าม ๓๗ คู่
(ดหู มวดภาวนาที่ ๕ แห่งสุตมยญาณท่ี ๔) มาจ�ำแนกการตดั อกศุ ลขาดโดยชอบดว้ ยกุศล เชน่
พระโยคาวจรตดั กามฉนั ทะขาดโดยชอบด้วยเนกขัมมะ

อกี ๓ ค�ำ คอื ดบั ไป ไมป่ รากฏ สงบ กม็ นี ยั เดียวกนั น้ี ต่างกนั แตส่ �ำนวนเทา่ นั้น เชน่
(๑) พระโยคาวจรดับกามฉันทะไดด้ ้วยเนกขัมมะ (๒) เมือ่ พระโยคาวจรไดเ้ นกขัมมะ กามฉันทะ
ยอ่ มไม่ปรากฏ (๓) เนกขมั มะ ชอื่ ว่าสงบ เพราะ ละกามฉันทะได้

๖. ค�ำวา่ เปน็ ประธาน หมายถึงกิเลสที่มีอิทธพิ ลเหนือธรรมแตล่ ะอยา่ งมี ๑๓ ประการ
เชน่ (๑) ตณั หามีความกังวลเป็นประธาน ฯลฯ (๑๓) นิโรธมีสงั ขารเปน็ ประธาน
๑.๓๗ สลั เลขฏั ฐญาณนทิ เทส

สัลเลขัฏฐญาณนิทเทสอธิบายอุทเทสที่ ๓๗ ของญาณกถาที่ยกมาต้ังเป็นค�ำปุจฉา
ดังรายละเอียดต่อไปน้ี

ในอเุ ทสที่ว่า ปัญญาในสภาวะแตล่ ะอย่าง สภาวะต่าง ๆ สภาวะเดยี ว และเดช ช่อื วา่
สัลเลขัฏฐญาณ (ญาณในอรรถแห่งธรรมเคร่ืองขัดเกลา) ท่านพระสารีบุตรอธิบายความ
หมายของค�ำ รวม ๔ ค�ำ ดงั น้ี

๑. ค�ำวา่ สภาวะแต่ละอยา่ ง หมายถงึ ธรรมแตล่ ะอยา่ งในธรรม ๒๑ อยา่ ง คอื ราคะ
โทสะ โมหะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปฬาสะ อิสสา มัจฉรยิ ะ มายา สาเถยยะ ถมั ภะ สารมั ภะ
มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ กิเลสท้ังปวง ทุจริตทง้ั ปวง อภิสังขารท้งั ปวง กรรมอันเป็นเหตุ
ใหส้ ัตวไ์ ปส่ภู พทง้ั ปวง

๒. ค�ำวา่ สภาวะต่าง ๆ และสภาวะเดยี ว ทา่ นอธบิ ายโดยน�ำธรรมที่เปน็ คู่ตรงกนั ขา้ ม
๓๗ คู่ (หมวดภาวนาที่ ๕ ในสุตมยญาณท่ี ๔) มาจ�ำแนกเปน็ สภาวะตา่ ง ๆ และสภาวะเดียว
เป็นคู่ ๆ เชน่ กามฉันทะช่ือว่าสภาวะตา่ ง ๆ เนกขัมมะ ชือ่ วา่ สภาวะเดยี ว ฯลฯ กิเลสทัง้ ปวง
ช่อื วา่ สภาวะตา่ ง ๆ อรหัตตมรรคช่อื ว่าสภาวะเดยี ว

๓. ค�ำว่า เดช ท่านจ�ำแนกเป็น ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายกุศล และฝ่ายอกุศล ฝ่ายละ
๕ ประการ ฝา่ ยกุศล ได้แก่ (๑) เดชคือศลี เครอื่ งด�ำเนินไป (๒) เดชคือคณุ (๓) เดชคอื ปญั ญา
(๔) เดชคือบุญ (๕) เดชคือธรรม ส่วนฝ่ายอกุศลมีนัยตรงกันข้าม ท่านแสดงว่า เดชฝ่ายกุศล
แต่ละประการท�ำใหเ้ ดชฝา่ ยอกุศลแตล่ ะประการทเ่ี ปน็ คตู่ รงกนั ข้ามสน้ิ ไป

๔. ค�ำว่า ธรรมเคร่ืองขัดเกลา ท่านอธิบายโดยน�ำธรรมที่เป็นคู่ตรงกันข้าม ๓๗ คู่
มาจ�ำแนกเป็นธรรมเคร่ืองขัดเกลาคู่กับธรรมมิใช่เครื่องขัดเกลา เช่น กามฉันทะมิใช่ธรรม

เลม่ ท่ี ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๑ 383

เครื่องขัดเกลา เนกขัมมะเป็นธรรมเครื่องขัดเกลา ฯลฯ กิเลสท้ังปวงมิใช่ธรรมเคร่ืองขัดเกลา
อรหัตตมรรคเป็นธรรมเคร่ืองขัดเกลา
๑.๓๘ วิรยิ ารมั ภญาณนิทเทส

วิริยารัมภญาณนิทเทสอธิบายอุทเทสที่ ๓๘ ของญาณกถาท่ียกมาต้ังเป็นค�ำปุจฉา
ดังรายละเอยี ดตอ่ ไปนี้

ท่านพระสารบี ุตรน�ำสมั มปั ปธาน ๔ ประการมาจ�ำแนกวิริยารมั ภญาณ ดังน้ี
๑. ปัญญาในการประคองจิตที่ไม่หดหู่และจิตที่ส่งไป เพื่อป้องกันบาปอกุศลธรรม
ทยี่ ังไมเ่ กดิ มใิ หเ้ กดิ ข้นึ ชอื่ ว่าวิริยารัมภญาณ
๒. ... เพอ่ื ละบาปอกุศลธรรมที่เกดิ ขน้ึ แล้ว ชื่อว่าวิรยิ ารัมภญาณ
๓. ... เพือ่ ท�ำกศุ ลธรรมทีย่ งั ไมเ่ กิดให้เกิดข้ึน ชื่อวา่ วิริยารมั ภญาณ
๔. ... เพอื่ ความด�ำรงมนั่ ไมเ่ ลอื นหาย ภิญโญภาพ ไพบูลย์ เจริญเตม็ ทแ่ี ห่งกศุ ลธรรม
ทเ่ี กิดขน้ึ แลว้ ชื่อว่าวริ ยิ ารมั ภญาณ
ล�ำดบั ตอ่ ไป ทา่ นน�ำธรรมท่เี ปน็ คู่ตรงกันขา้ ม ๓๗ คู่ (หมวดภาวนาที่ ๕ ในสตมยญาณ
๔) มาจ�ำแนกด้วยวิริยารัมภญาณ ๔ ประการข้างต้น เป็นคู่ ๆ คู่ละ ๔ ประการ แบ่งเป็น
๒ ฝา่ ย คือ ฝ่ายอกศุ ล ๒ ประการ และฝา่ ยกุศล ๒ ประการ เช่น
ค่ทู ี่ ๑ ฝา่ ยอกุศล ๒ ประการ ได้แก่
๑. ปญั ญาในการประคองจติ ทไี่ มห่ ดหแู่ ละจติ ทส่ี ง่ ไป เพอื่ ปอ้ งกนั กามฉนั ทะทยี่ งั ไมเ่ กดิ
มิให้เกิดข้ึน ชือ่ วา่ วิรยิ ารัมภญาณ
๒. ... เพ่อื ละกามฉนั ทะทีเ่ กิดขึน้ แลว้ ชอื่ วา่ วิริยารมั ภญาณ
ฝ่ายกศุ ล ๒ ประการ ไดแ้ ก่
๓. ... เพอ่ื ท�ำเนกขมั มะที่ยังไมเ่ กดิ ให้เกิดขึน้ ชื่อวา่ วิรยิ ารัมภญาณ
๔. ... เพ่อื ความด�ำรงม่นั ไมเ่ ลอื นหาย ภญิ โญภาพ ไพบลู ย์ เจริญเตม็ ท่แี ห่งเนกขมั มะ
ที่เกิดขน้ึ แล้ว ช่อื ว่าวิรยิ ารัมภญาณ
๑.๓๙ อตั ถสันทสั สนญาณนทิ เทส
อัตถสนั ทสั สนญาณนิทเทสอธบิ ายอุทเทสท่ี ๓๙ ของญาณกถาที่ยกมาตัง้ เป็นค�ำปุจฉา
ดงั รายละเอียดต่อไปนี้
ในอทุ เทสทีว่ ่า ปญั ญาในการประกาศธรรมตา่ ง ๆ ช่ือวา่ อัตถสันทสั สนญาณ (ญาณใน
ความเหน็ ชัดซงึ่ อรรถ) ทา่ นพระสารบี ุตรอธบิ ายความหมายของค�ำ รวม ๓ ค�ำ ดงั น้ี

384 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตนั ตปิฎก

๑. ค�ำว่า ธรรมต่าง ๆ เหมอื นกับค�ำวา่ ธรรมท้งั ปวง ในสมสสี ฏั ฐญาณ
๒. ค�ำวา่ ประกาศ ท่านอธิบายโดยน�ำธรรม ๒๐๑ ประการ (หมวดธรรมทค่ี วรรู้ยงิ่ ใน
สุตมยญาณ ๑ ตอนที่ ๒ ชดุ ที่ ๑ หมวดที่ ๒-๑๒) มาจ�ำแนกด้วย ค�ำวา่ ประกาศ เช่น ปัญญา
ย่อมประกาศรูปโดยความไม่เที่ยง ประกาศรูปโดยความเป็นทุกข์ ประกาศรูปโดยความเป็น
อนตั ตา ฯลฯ ประกาศชรามรณะโดย ประกาศชรามรณะโดยความเปน็ ทกุ ข์ ประกาศชรามรณะ
โดยความเป็นอนตั ตา
๓. ค�ำว่า เหน็ ชดั ซง่ึ อรรถ ท่านอธิบายโดยน�ำธรรมทีเ่ ป็นคู่ตรงกันข้าม ๓๗ คู่ (หมวด
ภาวนาท่ี ๕ ในสุตมยญาณที่ ๔) มาจ�ำแนกเป็นคู่ ๆ ในความหมายว่า เมอ่ื ละอกศุ ลแตล่ ะอย่าง
ก็จะเห็นอรรถแห่งกุศลแต่ละอย่างได้ชัด เช่น พระโยคาวจร เม่ือละกามฉันทะ ย่อมเห็นชัด
ซ่งึ อรรถแหง่ เนกขมั มะ ฯลฯ เม่ือละกเิ ลสทัง้ ปวง ย่อมเหน็ ชดั ซงึ่ อรรถแหง่ อรหตั ตมรรค
๑.๔๐ ทสั สนวสิ ทุ ธญิ าณนิทเทส
ทัสสนวิสุทธิญาณนิทเทสอธิบายอุทเทสที่ ๔๐ ของญาณกถาที่ยกมาตั้งเป็นค�ำปุจฉา
ดังรายละเอียดตอ่ ไปน้ี
ในอุทเทสท่ีว่า ปัญญาในการรวมธรรมท้ังปวงเข้าเป็นหมวดเดียวกัน ในการรู้แจ้ง
สภาวะตา่ ง ๆ และสภาวะเดียว ช่ือว่าทัสสนวิสทุ ธิญาณ (ญาณในความหมดจด แหง่ ทสั สนะ)
ท่านพระสารีบุตรอธบิ ายความหมายของค�ำ รวม ๕ ค�ำ ดังนี้
๑. ค�ำว่า ธรรมทัง้ ปวง เหมอื นในสมสสี ัฏฐญาณ
๒. ค�ำว่า รวมเข้าเป็นหมวดเดียวกัน หมายถึงการรวมธรรมทั้งปวงเข้าเป็นหมวด
เดียวกนั โดยสภาวะ ๑๒ อย่าง คอื (๑) เปน็ ของแท้ (๒) เป็นอนตั ตา (๓) เปน็ จริง (๔) รแู้ จ้ง
(๕) ร้ยู ิ่ง (๖) ก�ำหนดรู้ (๗) เป็นธรรม (๘) เปน็ ธาตุ (๙) รู้ได้ (๑๐) ท�ำใหแ้ จง้ (๑๑) ถกู ตอ้ ง
(๑๒) ตรสั รู้
๓. ค�ำวา่ สภาวะต่าง ๆ และสภาวะเดียว เหมอื นในสัลเลขฏั ฐญาณ
๔. ค�ำว่า การรู้แจ้ง หมายถึงรู้แจ้งทุกขสัจด้วยการก�ำหนดรู้ รู้แจ้งสมุทยสัจด้วย
การละ ร้แู จ้งนิโรธสจั ด้วยการท�ำใหแ้ จง้ รู้แจง้ มคั คสจั ด้วยการเจรญิ
๕. ค�ำว่า หมดจด ในค�ำว่า ความหมดจดแห่งทัสสนะ ท่านพระสารีบุตรจ�ำแนกเปน็
๒ ขณะ คือ ในขณะแห่งมรรคใช้ค�ำว่า ก�ำลังหมดจด ในขณะแห่งผลใช้ ค�ำว่า หมดจดแล้ว
จดั เป็นคู่ ๆ ได้ ๔ คู่ เชน่ คทู่ ่ี ๑ ในขณะแหง่ โสดาปตั ติมรรค ทัสสนะก�ำลังหมดจด ในขณะ
แห่งโสดาปัตตผิ ล ทสั สนะหมดจดแล้ว

เล่มที่ ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๑ 385

๑.๔๑ ขันตญิ าณนทิ เทส
ขันติญาณนิทเทสอธิบายอุทเทสท่ี ๔๑ ของญาณกถาท่ียกมาต้ังเป็นค�ำปุจฉา
ดังรายละเอียดต่อไปนี้
ท่านพระสารีบุตรน�ำธรรม ๒๐๑ ประการ (หมวดธรรมที่ควรรู้ย่ิงในสุตมยญาณที่ ๑
ตอนท่ี ๒ ชุดที่ ๑ หมวดที่ ๒-๑๒) มาจ�ำแนกขันติญาณ เช่น รูปท่ีรู้ชัดโดยความไม่เที่ยง
รูปที่รู้ชัดโดยความเป็นทุกข์ รูปท่ีรู้ชัดโดยความเป็นอนัตตารูปใด ๆ ที่พระโยคาวจรรู้ชัดแล้ว
รูปนั้น ๆ พระโยคาวจรย่อมพอใจ เพราะฉะนั้น ปัญญาท่ีรู้ชัด จึงชื่อว่าขันติญาณ (ญาณใน
ความพอใจ)
เวทนาท่ีรู้ชัดโดยความไม่เที่ยง ฯลฯ ชรามรณะที่รู้ชัดโดยความไม่เท่ียง ชรามรณะ
ทรี่ ชู้ ดั โดยความเปน็ ทกุ ข์ ชรามรณะทรี่ ชู้ ดั โดยความเปน็ อนตั ตา ชรามรณะใด ๆ อนั พระโยคาวจร
รู้ชัดแล้ว ชรามรณะนั้น ๆ อันพระโยคาวจรย่อมพอใจ เพราะฉะน้ันปัญญาท่ีรู้ชัด จึงชื่อว่า
ขันตญิ าณ
๑.๔๒ ปรโิ ยคาหนญาณนิทเทส
ปริโยคาหนญาณนิทเทสอธิบายอุทเทสที่ ๔๒ ของญาณกถาท่ียกมาต้ังเป็นค�ำปุจฉา
ดงั รายละเอยี ดต่อไปนี้
ท่านพระสารีบุตรน�ำธรรม ๒๐๑ ประการ (หมวดธรรมที่ควรรู้ยิ่งในสุตมยญาณที่ ๑
ตอนท่ี ๒ ชุดที่ ๑ หมวดที่ ๒-๑๒) มาจ�ำแนกปริโยคาหนญาณ เหมือนในขันตญิ าณ แต่ปรับ
เปลี่ยนส�ำนวนใหม่ เช่น ปญั ญายอ่ มถูกตอ้ งรูปโดยความไมเ่ ท่ยี ง ถกู ตอ้ งรูปโดยความเป็นทุกข์
ถูกต้องรูปโดยความเป็นอนัตตา ถูกต้องรูปใด ๆ ก็หย่ังลงสู่รูปนั้น ๆ เพราะฉะน้ัน ปัญญา
ท่ีถูกตอ้ งธรรม จงึ ชอ่ื ว่า ปรโิ ยคาหนญาณ (ญาณในการหยั่งลงสู่ธรรม)
ปญั ญายอ่ มถกู ตอ้ งเวทนา ฯลฯ ถกู ตอ้ งชรามรณะโดยความไมเ่ ทยี่ ง ถกู ตอ้ ง ชรามรณะ
โดยความเปน็ ทกุ ข์ ถูกตอ้ งชรามรณะโดยความเปน็ อนตั ตา ถูกตอ้ งชรามรณะใด ๆ กห็ ยง่ั ลงสู่
ชรามรณะนั้น ๆ เพราะฉะนั้น ปญั ญาทถี่ ูกตอ้ งธรรม จึงชอ่ื วา่ ปรโิ ยคาหนญาณ
๑.๔๓ ปเทสวหิ ารญาณนิทเทส
ปเทสวิหารญาณนิทเทสอธิบายอุทเทสที่ ๔๓ ของญาณกถาท่ียกมาต้ังเป็นค�ำปุจฉา
ดังรายละเอียดตอ่ ไปน้ี
ทา่ นพระสารบี ตุ รจ�ำแนกปจั จยั ทใี่ หเ้ กดิ เวทนา ๕๑ ประการ โดยใชอ้ งคธ์ รรม ๒๔ ประการ
คือ มิจฉัตตธรรม ๑๐ สัมมัตตธรรม ๑๐ ฉันทะ วิตก สัญญา และอาสวะ เป็นตัวต้ังแล้ว

386 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก

จดั แบ่งเป็น ๓ นัย ดงั นี้
นัยท่ี ๑ จ�ำแนกองค์ธรรมในหมวดมิจฉัตตธรรมและสัมมัตตธรรม เป็นองค์ธรรมละ
๒ ปจั จยั รวม ๔๐ ปจั จัย เช่น จ�ำแนกมจิ ฉาทฏิ ฐิเปน็ ๒ ปจั จัย คือ (๑) มิจฉาทฏิ ฐิ (๒) ความสงบ
แหง่ มจิ ฉาทฏิ ฐิ จ�ำแนกสมั มาทฏิ ฐเิ ปน็ ๒ ปจั จยั คอื (๑) สมั มาทฏิ ฐิ (๒) ความสงบแหง่ สมั มาทฏิ ฐิ
ตัวอย่าง เพราะมิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เพราะความสงบแห่งมิจฉาทิฏฐิ
เป็นปจั จยั เวทนาจงึ มี
นยั ท่ี ๒ การจ�ำแนกฉนั ทะ วิตก และสัญญา เปน็ ๑๐ ปจั จัย คอื (๑) ฉันทะ (๒) ความ
สงบแห่งฉันทะ (๓) วิตก (๔) ความสงบแห่งวิตก (๕) สัญญา (๖) ความสงบแห่งสัญญา
(๗) ฉันทะ วิตก และสัญญาเป็นธรรมไม่สงบ (๘) ฉันทะเป็นธรรมสงบ แต่วิตกและสัญญา
เปน็ ธรรมไม่สงบ (๙) ฉนั ทะและวติ กเป็นธรรมสงบ แต่สญั ญา เป็นธรรมไมส่ งบ (๑๐) ฉนั ทะ
วิตก และสญั ญาเป็นธรรมสงบ
ตวั อยา่ ง เพราะฉนั ทะเป็นปจั จยั เวทนาจึงมี
นยั ท่ี ๓ มปี จั จยั เดียว คอื อาสวะ (ในทีน่ ีห้ มายถึงวริ ยิ ะ) เพ่ือบรรลุธรรมท่ยี งั ไม่บรรลุ
แตเ่ พราะยงั ไม่บรรลฐุ านะ (ธรรม) นนั้ จงึ เปน็ ปจั จัยให้เกิดเวทนา
๑.๔๔-๔๙ ฉวิวัฏฏญาณนิทเทส
ฉวิวัฏฏญาณนิทเทสอธิบายอุทเทสที่ ๔๔-๔๙ ของญาณกถาที่ยกมาต้ังเป็นค�ำปุจฉา
ดงั รายละเอียดตอ่ ไปนี้
ในนิทเทสนี้มีอุทเทส ๖ อุทเทส แต่ละอุทเทสว่าด้วยญาณแต่ละอย่างตามล�ำดับดังนี้
(๑) สัญญาวิวัฏฏญาณ (๒) เจโตวิวัฏฏญาณ (๓) จิตตวิวัฏฏญาณ (๔) ญาณวิวัฏฏญาณ
(๕) วโิ มกขวิวัฏฏญาณ (๖) สจั จววิ ัฏฏญาณ
๑. สัญญาววิ ัฏฏญาณ
ท่านพระสารีบุตรน�ำธรรมที่เป็นคู่ตรงกันข้าม ๓๗ คู่ (หมวดภาวนาที่ ๕ แห่ง
สุตมยญาณท่ี ๔) มาจ�ำแนกสัญญาวิวัฏฏญาณ ในความหมายว่า ปัญญาท่ีมีกุศลแต่ละอย่าง
เป็นใหญ่ หลีกออกจากอกุศลแต่ละอยา่ งดว้ ยสญั ญา เชน่
คู่ที่ ๑ ปัญญาที่มีเนกขัมมะเป็นใหญ่ ย่อมหลีกออกจากกามฉันทะด้วยสัญญา
เพราะฉะนัน้ ปัญญาที่มกี ศุ ลธรรมเปน็ ใหญ่ จงึ ชื่อว่าสัญญาวิวัฏฏญาณ (ญาณในการหลีกออก
จากอกุศลด้วยสญั ญา) ฯลฯ
คู่ที่ ๓๗ ปัญญาท่ีมีอรหัตตมรรคเป็นใหญ่ ย่อมหลีกออกจากกิเลสท้ังปวงด้วยสัญญา
เพราะฉะน้ัน ปญั ญาทม่ี ีกศุ ลธรรมเปน็ ใหญ่ จึงชอ่ื วา่ สญั ญาววิ ฏั ฏญาณ

เล่มท่ี ๒๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๓๑ 387

๒. เจโตวิวัฏฏญาณ
ท่านพระสารีบุตรน�ำธรรมท่ีเปน็ คู่ตรงกันข้าม ๓๗ คู่ มาจ�ำแนกเจโตวิวัฏฏญาณ เชน่
กามฉันทะเป็นสภาวะต่าง ๆ เนกขัมมะเป็นสภาวะเดียว เมื่อพระโยคาวจรคิดถึงเนกขัมมะ
ที่เป็นสภาวะเดียว จิตย่อมหลีกออกจากกามฉันทะ เพราะฉะนั้น ปัญญาในสภาวะต่าง ๆ
จงึ ช่อื วา่ เจโตววิ ฏั ฏญาณ (ญาณในการหลกี ออกจากอกุศลด้วยการคิดถึงกศุ ล)

๓. จติ ตววิ ัฏฏญาณ
ทา่ นพระสารบี ุตรน�ำธรรมทีเ่ ป็นคู่ตรงกันข้าม ๓๗ คู่ มาจ�ำแนกจิตตววิ ฏั ฏญาณ เช่น
พระโยคาวจร ยอ่ มอธิษฐานจิตดว้ ยอ�ำนาจแหง่ เนกขมั มะ เพราะฉะนั้น ปญั ญาในการอธิษฐาน
จึงชอ่ื วา่ จิตตววิ ัฏฏญาณ (ญาณในการหลีกออกจากอกศุ ลดว้ ยกศุ ลทีอ่ ธิษฐาน)

๔. ญาณววิ ฏั ฏญาณ
ท่านพระสารีบุตรน�ำขันธ์ ๕ มาจ�ำแนกญาณวิวัฏฏญาณ เช่น เม่ือพระโยคาวจรรู้ชัด
และเห็นแจง้ ตามความเปน็ จรงิ จักขวุ ่างจากอตั ตา จากส่งิ ท่ี เนื่องดว้ ยอนัตตา จากความเที่ยง
จากความยั่งยืน จากความคงท่ี หรือจากความไม่แปลผัน ญาณย่อมหลีกออกจากความยึดถือ
ในกาม เพราะฉะน้ัน ปัญญาในธรรมท่ีสว่าง จึงชื่อว่าญาณวิวัฏฏญาณ (ญาณในการออกจาก
อกศุ ลด้วยความร้)ู

๕. วโิ มกขววิ ฏั ฏญาณ
ท่านพระสารีบุตรน�ำธรรมท่ีเป็นคู่ตรงกันข้าม ๓๗ คู่มาจ�ำแนกวิโมกขวิวัฏฏญาณ
เช่น พระโยคาวจรสละกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ เพราะฉะน้ัน ปัญญาความสละ จึงชื่อว่า
วโิ มกขววิ ฏั ฏญาณ (ญาณในการสละและออกจากอกศุ ลดว้ ยกศุ ล)

๖. สัจจวิวฏั ฏญาณ
ทา่ นพระสารบี ตุ รน�ำสภาวะแหง่ อรยิ สจั ๔ มาจ�ำแนกสจั จววิ ฏั ฏญาณ เชน่ พระโยคาวจร
เมอ่ื ก�ำหนดรสู้ ภาวะทบี่ บี คน้ั แหง่ ทกุ ข์ สภาวะทปี่ จั จยั ปรงุ แตง่ แหง่ ทกุ ข์ สภาวะทท่ี �ำใหเ้ ดอื ดรอ้ น
แหง่ ทุกข์ สภาวะทแี่ ปรผันแหง่ ทุกข์ ย่อมหลีกไป เพราะฉะนนั้ ปญั ญาในสภาวะแท้ จึงชอ่ื วา่
สจั จววิ ฏั ฏญาณ (ญาณในการหลีกออกจากสภาวะแห่งทกุ ขด์ ว้ ยสภาวะแท้)
ล�ำดับต่อไป ท่านจ�ำแนกวิวัฏ ๖ คือ (๑) สัญญาวิวัฏ (๒) เจโตวิวัฏ (๓) จิตตวิวัฏ
(๔) ญาณวิวฏั (๕) วโิ มกขวิวฏั (๖) สจั จวิวฏั ดงั น้ี
พระโยคาวจร เมือ่ หมายรู้ ย่อมหลกี ไป เพราะฉะน้ัน จึงช่อื วา่ สญั ญาววิ ัฏ
เม่ือคิด ย่อมหลกี ไป เพราะฉะน้นั จึงชอื่ วา่ เจโตวิวฏั
เมือ่ รแู้ จ้ง ย่อมหลกี ไป เพราะฉะนั้น จึงชอ่ื ว่าจิตตววิ ฏั
เมอ่ื กระท�ำญาณ ยอ่ มหลกี ไป เพราะฉะน้นั จึงชอ่ื ว่าญาณววิ ฏั

388 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก

เม่อื สละ ยอ่ มหลีกไป เพราะฉะนนั้ จงึ ชื่อวา่ วิโมกขววิ ัฏ
ยอ่ มหลกี ไปในสภาวะแท้ เพราะฉะนัน้ จงึ ชือ่ วา่ สัจจววิ ฏั
ล�ำดบั ต่อไป ท่านจ�ำแนกวิวัฏต่าง ๆ ที่มอี ยใู่ นขณะแห่งมรรคเดียวกันเปน็ ๑๐ ชุด คือ
๑. สัญญาวิวฏั กบั เจโตวิวัฏ
๒. เจโตววิ ฏั กบั สญั ญาววิ ฏั
๓. สญั ญาววิ ฏั และเจโตวิวฏั กบั จติ ตววิ ฏั
๔. จติ ตววิ ฏั กับสัญญาววิ ฏั และเจโตวิวฏั
๕. สัญญาววิ ัฏ เจโตวิวัฏ และจติ ตววิ ัฏ กบั ญาณววิ ฏั
๖. ญาณววิ ัฏ กับสัญญาววิ ฏั เจโตววิ ฏั และจิตตวิวฏั
๗. สัญญาวิวัฏ เจโตววิ ฏั จติ ตววิ ัฏ และญาณววิ ัฏ กบั วโิ มกขววิ ฏั
๘. วิโมกขวิวัฏ กบั สัญญาววิ ัฏ เจโตววิ ฏั จติ ตวิวฏั และญาณวิวฏั
๙. สัญญาวิวฏั เจโตววิ ฏั จิตตวิวัฏ ญาณวิวัฏ และวิโมกขววิ ฏั กับสจั จวิวัฏ
๑๐. สจั จวิวัฏ กบั สญั ญาวิวฏั เจโตววิ ัฏ จติ ตววิ ฏั ญาณวิวฏั และวโิ มกขววิ ฏั
ในทีน่ ้ขี อแสดงการจ�ำแนกววิ ัฏเป็นตัวอย่าง ๒ ชุด คอื
๑. ในขณะแหง่ มรรคใด มสี ญั ญาววิ ฏั ในขณะแหง่ มรรคนนั้ ยอ่ มมีเจโตววิ ัฏ
๒. ในขณะแหง่ มรรคใด มเี จโตววิ ฏั ในขณะแห่งมรรคน้นั ยอ่ มมีสัญญาววิ ัฏ
๑.๕๐ อทิ ธิวิธญาณนทิ เทส
อิทธิวิธญาณนิทเทสอธิบายอุทเทสท่ี ๕๐ ของญาณกถาท่ียกมาต้ังเป็นค�ำปุจฉา
ดังรายละเอยี ดตอ่ ไปน้ี
ท่านพระสารีบุตรอธิบายอิทธิวิธญาณไว้ว่า ภิกษุในพระธรรมวินัยน้ีเจริญอิทธิบาท
๔ อบรมข่มจิต ท�ำจิตให้อ่อน ควรแกก่ ารงาน ตง้ั กายไวใ้ นจิต ต้ังจติ ไว้ในกาย นอ้ มจติ ไปดว้ ย
อ�ำนาจกาย นอ้ มกายไปดว้ ยอ�ำนาจจติ อธษิ ฐานจติ ดว้ ยอ�ำนาจกาย อธษิ ฐานกายดว้ ยอ�ำนาจจติ
ท�ำสุขสัญญาและลหุสัญญาให้หยั่งลงในกาย แล้วน้อมจิตไปเพ่ืออิทธิวิธญาณ แสดงฤทธ์ิได้
หลายอย่าง เช่น คนเดยี วแสดง เป็นหลายคน หลายคนแสดงเป็นคนเดียว
๑.๕๑ โสตธาตุวสิ ทุ ธญิ าณนิทเทส
โสตธาตวุ ิสทุ ธญิ าณนทิ เทสอธิบายอทุ เทสท่ี ๕๑ ของญาณกถาท่ียกมาตัง้ เป็นค�ำปุจฉา
ดงั รายละเอียดตอ่ ไปน้ี

เลม่ ที่ ๒๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๑ 389

ท่านพระสารีบุตรอธิบายโสตธาตุวิสุทธิญาณไว้ว่า ภิกษุในพระธรรมวินัยน้ีเจริญ
อทิ ธบิ าท ๔ อบรมขม่ จติ ท�ำจติ ใหอ้ อ่ น ควรแกก่ ารงาน ใสใ่ จนมิ ติ แหง่ เสยี งทง้ั หลายในทไ่ี กลบา้ ง
ในท่ีใกล้บ้าง หยาบบ้าง ละเอียดบ้าง ละเอียดอย่างยิ่งบ้าง ในแต่ละทิศ รวม ๑๐ ทิศ คือ
บูรพา ปัจฉิม อุดร ทักษิณ อาคเนย์ พายัพ อีสาน หรดี เบ้ืองต�่ำ เบื้องสูง แล้วน้อมจิตไป
เพ่ือโสตธาตุวิสุทธิญาณ มีหูทิพย์ เหนือมนุษย์ ได้ยินเสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ทั้งที่อยู่ไกล
และใกล้
๑.๕๒ เจโตปริยญาณนทิ เทส
เจโตปริยญาณนิทเทสอธิบายอุทเทสท่ี ๕๒ ของญาณกถาที่ยกมาต้ังเป็นค�ำปุจฉา
ดังรายละเอียดตอ่ ไปน้ี
ทา่ นพระสารบี ุตรอธบิ ายเจโตปริยญาณไวว้ า่ ภกิ ษุในพระธรรมวนิ ยั น้ีเจริญอิทธบิ าท ๔
อบรมข่มจิต ท�ำจิตให้อ่อน ควรแก่การงาน รู้รูปที่เกิดขึ้นด้วยโสมนัสสินทรีย์ รูปท่ีเกิดด้วย
โทมนัสสินทรีย์ รูปท่ีเกิดด้วยอุเปกขินทรีย์ น้อมจิตไป เพ่ือเจโตปริยญาณ ก�ำหนดรู้ใจของ
ผอู้ ่นื รจู้ ติ ที่มีกิเลสและจิตทปี่ ราศจากกิเลสต่าง ๆ คอื ราคะ โทสะ โมหะ จติ ท่ีหดหู่ ทฟี่ ุ้งซา่ น
ท่ีเป็นมหัคคตะ ท่ีไม่เป็น มหัคคตะ ท่ีมีจิตอ่ืนย่ิงกว่า ที่ไม่มีจิตอื่นย่ิงกว่า ท่ีเป็นสมาธิ
ท่ไี มเ่ ปน็ สมาธิ ทหี่ ลุดพ้น ทีย่ ังไมห่ ลดุ พน้ ท่ีน้อมไป ท่ีไม่น้อมไป
๑.๕๓ ปุพเพนิวาสานุสสตญิ าณนทิ เทส
ปุพเพนิวาสานุสสติญาณนิทเทสอธิบายอุทเทสที่ ๕๓ ของญาณกถาท่ียกมาต้ังเป็น
ค�ำปจุ ฉา ดงั รายละเอียดต่อไปนี้
ท่านพระสารีบุตรอธิบายปุพเพนิวาสานุสสติญาณไว้ว่า ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
เจริญอิทธิบาท ๔ อบรมข่มจิต ท�ำจิตให้อ่อน ควรแก่การงาน รู้ปฏิจจสมุปปาทธรรม (ธรรม
ทอี่ าศยั กนั และกนั เกดิ ขนึ้ ) นอ้ มจติ ไปเพอื่ ปพุ เพนวิ าสานสุ สตญิ าณ ระลกึ ชาตกิ อ่ นไดห้ ลายชาติ
ตั้งแต่ ๑ ชาติ ถงึ ๑๐๐,๐๐๐ ชาติ เป็นตน้
๑.๕๔ ทิพพจักขุญาณนทิ เทส
ทิพพจักขุญาณนิทเทสอธิบายอุทเทสที่ ๕๔ ของญาณกถาที่ยกมาต้ังเป็นค�ำปุจฉา
ดังรายละเอียดตอ่ ไปน้ี
ทา่ นพระสารบี ตุ รอธบิ ายทพิ พจกั ขญุ าณไวว้ า่ ภกิ ษใุ นพระธรรมวนิ ยั นเ้ี จรญิ อทิ ธบิ าท ๔
อบรมข่มจิต ท�ำจิตให้อ่อน ควรแก่การงาน ใส่ใจถึงอาโลกสัญญา ต้ังสัญญาว่าเป็นกลาง

390 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก

มีใจเปิดเผย ไม่มีอะไรหุ้มห่อ เจริญจิตให้มีแสงสว่างเหมือนกันทั้งกลางวันและกลางคืน
น้อมจิตไปเพื่อจุตูปปาตญาณ เห็นการจุติและการเกิดของสัตว์ต่าง ๆ รู้ชัดว่า สัตว์ผู้ประกอบ
กรรมชั่ว จะไปเกิดในอบาย สัตว์ผ้ปู ระกอบกรรมดจี ะไปเกิดในสวรรค์
๑.๕๕ อาสวกั ขยญาณนทิ เทส
อาสวักขยญาณนิทเทสอธิบายอุทเทสท่ี ๕๕ ของญาณกถาที่ยกมาต้ังเป็นค�ำปุจฉา
ดงั รายละเอยี ดตอ่ ไปนี้
ในอุทเทสท่วี า่ ปญั ญาทม่ี คี วามช�ำนาญในอนิ ทรีย์ ๓ ประการ ชื่อว่า อาสวกั ขยญาณ
ทา่ นพระสารบี ตุ รอธิบายค�ำวา่ อนิ ทรีย์ ๓ ประการ ไว้ดังนี้
อนิ ทรีย์ ๓ ประการ ได้แก่
๑. อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ (อนิ ทรียข์ องท่านผู้ปฏิบัติดว้ ย มุง่ วา่ เรา จักรู้สจั ธรรมที่
ยังไมร่ )ู้
๒. อัญญนิ ทรีย์ (อนิ ทรีย์คอื ปญั ญาอันร้ทู ั่วถงึ )
๓. อญั ญาตาวนิ ทรีย์ (อินทรียข์ องทา่ นผ้รู ูท้ วั่ ถงึ )

อนญั ญาตญั ญัสสามตี ินทรยี ์ ถงึ ฐานะ ๑ คอื โสดาปตั ติมรรค
อัญญินทรีย์ ถึงฐานะ ๖ คอื มรรค ๓ ท่เี หลือ และผล ๓ (เว้นอรหัตตผล)
อัญญาตาวินทรีย์ ถึงฐานะ ๑ คือ อรหตั ตผล
ล�ำดบั ต่อไป ทา่ นน�ำอนิ ทรยี ์ทั้ง ๓ ขา้ งต้นมาจ�ำแนกเปน็ ๘ ประการ คือ ในขณะแห่ง
มรรค ๔ ประการ และในขณะแหง่ ผล ๔ ประการ มใี จความวา่
ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์มีสัทธินทรีย์ที่มีความน้อมใจ
เชื่อเป็นบริวาร มีวิริยินทรีย์ที่มีการประคองไว้... มีสตินทรีย์ท่ีมีความต้ังมั่น... มีสมาธินทรีย์
ทม่ี คี วามไมฟ่ งุ้ ซา่ น... มปี ญั ญนิ ทรยี ท์ ม่ี คี วามเหน็ ... มมี นนิ ทรยี ท์ ม่ี คี วามรแู้ จง้ ... มโี สมนสั สนิ ทรยี ์
ที่มีความยินดี... มีชีวิตินทรีย์ที่มีความเป็นใหญ่ในการสืบต่อท่ีมีก�ำลัง... ธรรมทั้งหลายที่เกิดใน
ขณะแห่งโสดาปัตติผล ยกเว้นรูปท่ีมีจิตเป็นสมุฏฐาน ท้ังหมดเป็นกุศล ท้ังหมดไม่มีอาสวะ ...
เป็นเคร่ืองน�ำออก ...ให้ถึงความ ไม่สั่งสม ...เป็นโลกุตตระ ...มีนิพพานเป็นอารมณ์
อนัญญาตญั ญสั สามตี ินทรยี ์มีอนิ ทรยี ์ ๘ ประการนที้ ีม่ สี หชาตธรรมเป็นบริวาร มธี รรมท่ีอาศัย
กันและกันเป็นบริวาร มีธรรมท่ีประกอบกันเป็นบริวาร ไปร่วมกัน เกิดร่วมกัน เก่ียวข้องกัน
ประกอบดว้ ยกัน ธรรมเหล่าน้ันเปน็ อาการและเป็นบริวารของอนญั ญาตญั ญสั สามตี นิ ทรียน์ ้ัน
ในขณะแห่งโสดาปัตติผล อัญญินทรีย์มีสัทธินทรีย์...(เหมือนข้างต้น) ธรรมท้ังหลาย
ที่เกิดในขณะแห่งโสดาปัตติผล ท้ังหมดเป็นอัพยากฤต ยกเว้นรูปท่ีมีจิตเป็นสมุฏฐานทั้งหมด

เล่มท่ี ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๑ 391

ไม่มีอาสวะ ...เป็นโลกุตตระ ...มีนิพพานเป็นอารมณ์ ในขณะแห่งโสดาปัตติผล อัญญินทรีย์
มีสหชาตธรรมเป็นบริวาร...(เหมือนข้างต้น) ธรรมเหล่านั้น เป็นอาการและเป็นบริวารของ
อัญญินทรียน์ ัน้
ในขณะแหง่ สกทาคามมิ รรค...ในขณะแหง่ สกทาคามผิ ล...ในขณะแหง่ อนาคามมิ รรค...
ในแหง่ อนาคามผิ ล...
ในขณะแห่งอรหัตตมรรค อัญญินทรีย์มีสัทธินทรีย์...(เหมือนข้างต้น) ธรรมท้ังหลาย
ที่เกิดในขณะอรหัตตมรรค ยกเว้นรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ท้ังหมดเป็นกุศล ...ไม่มีอาสวะ...
(เหมือนข้างต้น)
ในขณะแหง่ อรหตั ตผล อญั ญาตาวนิ ทรยี ม์ สี ทั ธนิ ทรยี .์ ..(เหมอื นขา้ งตน้ )...ธรรมทง้ั หลาย
ที่เกิดในขณะแห่งอรหตั ตผล...(เหมอื นในขณะแห่งโสดาปัตตผิ ล)
ท่านสรปุ วา่ อนิ ทรีย์ ๘ ประการ จดั เป็น ๘ หมวด จึงเปน็ อาการ ๖๔ ประการ
ล�ำดับต่อไป ท่านยกค�ำว่า อาสวะ มาอธิบายเหมือนในอุทเทสที่ ๓๒ (อานันตริก-
สมาธญิ าณ)
๑.๕๖-๖๓ สัจจญาณจตุกกทวยนทิ เทส
สัจจญาณจตุกกทวยนิทเทสอธิบายอุทเทสท่ี ๕๖-๖๓ ของญาณกถาท่ียกมาต้ังเป็น
ค�ำปุจฉา ดงั รายละเอยี ดต่อไปนี้
ทา่ นพระสารีบุตรจ�ำแนกญาณในสัจจะ ๔ เป็น ๒ หมวด คือ
หมวดท่ี ๑ จ�ำแนกสภาวะแห่งอรยิ สจั แตล่ ะข้อ ดังนี้
๑. สภาวะแห่งทุกข์ ได้แก่ สภาวะที่บีบค้ัน ท่ีปัจจัยปรุงแต่ง ที่ท�ำให้เดือดร้อน
ทแ่ี ปรผนั ทคี่ วรก�ำหนดรู้
๒. สภาวะแห่งสมุทัย ได้แก่ สภาวะที่ประมวลมา ท่ีเป็นเหตุที่เก่ียวข้อง ท่ีพันพัว
ทคี่ วรละ
๓. สภาวะแห่งนิโรธ ได้แก่ สภาวะท่ีเป็นเครื่องสลัดออก ที่เป็นวิเวก ที่เป็นอสังขตะ
ทีเ่ ป็นอมตะ ท่คี วรท�ำให้แจ้ง
๔. สภาวะแห่งมรรค ได้แก่ สภาวะทีน่ �ำออก ที่เป็นเหตุ ที่เหน็ ทีเ่ ปน็ ใหญ่ ทีค่ วรเจริญ
สรุป ชื่อว่าญาณ เพราะมีสภาวะรู้ ช่ือว่าปัญญา เพราะมีสภาวะรู้ชัด เพราะเหตุนั้น
ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในสภาวะท่ีควรก�ำหนดรู้ ช่ือว่าทุกขญาณ ปัญญาในสภาวะที่ควรละ
ชื่อว่าสมุทยญาณ ปัญญาในสภาวะท่ีควรท�ำให้แจ้ง ช่ือว่า นิโรธญาณ ปัญญาในสภาวะ
ทค่ี วรเจริญ ชื่อว่ามคั คญาณ

392 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก

หมวดท่ี ๒ ท่านแสดงว่า ญาณของท่านผู้เพียบพร้อมด้วยมรรค ช่ือว่าทุกขญาณ
ทกุ ขสมุทยญาณ ทกุ ขนิโรธญาณ ทุกขนิโรธคามินปี ฏิปทาญาณ
จากน้ัน ทา่ นน�ำญาณ ๔ ประการขา้ งตน้ มาอธบิ ายโดยวิธปี จุ ฉาและวสิ ัชนาตามล�ำดบั
ซงึ่ มีเนอื้ ความปรากฏชดั แล้ว จึงไม่แสดงไว้ในทีน่ ี้
๑.๖๔-๖๗ สุทธกิ ปฏสิ ัมภทิ าญาณนทิ เทส
สุทธกิ ปฏสิ ัมภิทาญาณนทิ เทสอธบิ ายอุทเทสท่ี ๖๔-๗๖ ของญาณกถาท่ยี กมา ต้งั เปน็
ค�ำปุจฉา ดงั รายละเอยี ดตอ่ ไปนี้
ท่านพระสารีบุตรจ�ำแนกปฏิสัมภิทา ๔ คือ อัตถปฏิสัมภิทา ธัมมปฏิสัมภิทา
นิรุตติปฏิสัมภิทา และปฏิภาณปฏิสัมภิทาเป็น ๑๐ นัย แต่ละนัยมีปฏิสัมภิทา ๔ ปราร
แตใ่ ชค้ �ำขยายความแหง่ อรรถ ธรรม นริ ุตติ และปฏภิ าณ ตา่ งกัน เชน่
นยั ที่ ๑
ญาณในอรรถ ชื่อว่าอัตถปฏสิ มั ภิทาญาณ ญาณในธรรม ชือ่ วา่ ธัมมปฏิสมั ภิทาญาณ
ญาณในนริ ุตติ ชือ่ ว่านิรตุ ติปฏิสมั ภิทาญาณ ญาณในปฏภิ าณ ชอ่ื ว่าปฏภิ าณปฏิสัมภทิ าญาณ
นัยที่ ๒-๑๐
ท่านเปล่ียนค�ำว่า ญาณ มาเป็นค�ำว่า ปัญญา และเปล่ียนค�ำขยายความของค�ำว่า
อรรถ ธรรม นิรตุ ติ และ ปฏิภาณ ในแตล่ ะนยั เช่น ค�ำขยายความของค�ำว่าอรรถตงั้ แต่นัยที่
๒-๑๐ ดังนี้
ปัญญาในอรรถต่าง ๆ ชื่อว่าอัตถปฏิสัมภิทาญาณ ...ในการก�ำหนดอรรถ ...ในการ
พิจารณาอรรถ ...ในการเข้าไปพิจารณาอรรถ ...ในประเภทแห่งอรรถ ...ในความปรากฏแห่ง
อรรถ ...ในความกระจ่างแหง่ อรรถ ...ในความร่งุ เรอื งแหง่ อรรถ.. ปญั ญาในการประกาศอรรถ
ช่อื ว่าอัตถปฏสิ ัมภิทาญาณ
ค�ำขยายความของค�ำว่า ธรรม นิรตุ ติ และ ปฏภิ าณ ก็มีนยั เดียวกนั น้ี
๑.๖๘ อนิ ทรยิ ปโรปรยิ ัตตญาณนิทเทส
อินทริยปโรปริยัตตญาณนิทเทสอธิบายอุทเทสที่ ๖๘ ของญาณกถาที่ยกมาตั้งเป็น
ค�ำปุจฉา ดงั รายละเอยี ดตอ่ ไปนี้
ในอุทเทสที่ว่า ญาณในความย่ิงและความหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลายของ
พระตถาคต ท่านพระสารีบุตรอธิบายไว้เป็นบทมาติกา ดังนี้

เล่มที่ ๒๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๓๑ 393

ในญาณนี้ พระตถาคตทรงเห็นหมู่สัตว์ ผู้มีกิเลสดุจธุลีในปัญญาจักขุน้อย มีกิเลส
ดุจธุลีในปัญญาจักขุมาก มีอินทรีย์แก่กล้า มีอินทรีย์อ่อน มีอาการดี มีอาการทรามพึงสอน
ให้รู้แจ้งได้ง่าย พึงสอนให้รู้แจ้งได้ยาก บางพวกมักเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย
บางพวกมกั ไมเ่ หน็ ปรโลกและโทษโดยความเป็นภยั
จากนัน้ ท่านน�ำค�ำในบทมาติกามาขยายความเป็นคู่ตรงกนั ข้าม คือ ฝ่ายดกี ับฝ่ายไมด่ ี
รวม ๕ คู่ ได้แก่
ฝ่ายด ี ฝา่ ยไมด่ ี

ค่ทู ี่ ๑ ผมู้ ีกเิ ลสดจุ ธุลใี นปัญญาจกั ขนุ อ้ ย ผ้มู กี ิเลสดจุ ธลุ ีในปญั ญาจกั ขุมาก
คู่ท่ี ๒ ผูม้ ีอินทรยี ์แก่กลา้ ผูม้ อี ินทรีย์ออ่ น
ค่ทู ี่ ๓ ผมู้ ีอาการด ี ผูม้ อี าการทราม
ค่ทู ี่ ๔ ผทู้ ีส่ อนใหร้ ้แู จง้ ได้งา่ ย ผู้ท่ีสอนใหร้ ู้แจ้งได้ยาก
คู่ท่ี ๕ ผู้เหน็ ปรโลกและโทษ ผไู้ มเ่ ห็นปรโลกและโทษ
โดยความเป็นภัย โดยความเป็นภัย
ฝ่ายดีนั้น หมายถึงผู้มีธรรม ๕ ประการ คือ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา
สว่ นฝ่ายไมด่ ีนนั้ มนี ัยตรงกันขา้ ม นอกจากนที้ า่ นยังขยายความค�ำวา่ ปรโลกและโทษ ในคทู่ ่ี ๕
ไว้ด้วย
๑.๖๙ อาสยานุสยญาณนิทเทส
อาสยานุสยญาณนิทเทสอธิบายอุทเทสท่ี ๖๙ ของญาณกถาท่ียกมาตั้งเป็นค�ำปุจฉา
ดังรายละเอยี ดต่อไปนี้
ในอุทเทสท่ีว่า ญาณในอาสยะและอนุสัยของสัตว์ทั้งหลายของพระตถาคต ท่าน
พระสารบี ตุ รอธิบายไว้เป็นบทมาติกาดงั นี้
ในญาณน้ี พระตถาคตทรงทราบอาสยะของสัตว์ท้ังหลาย ทรงทราบอนุสัยของสัตว์
ทง้ั หลาย ทรงทราบอธมิ ตุ ตขิ องสัตวท์ ้งั หลาย ทรงทราบชัดภพั พสัตว์และอภัพพสตั ว์
จากนั้น ทา่ นน�ำค�ำในบทมาติกามาอธบิ าย รวม ๖ ค�ำ คอื
๑. ค�ำว่า อาสยะของสัตว์ท้ังหลาย หมายถึงธรรมเป็นท่ีอาศัย (ยึดถือ) ของสัตว์
ทั้งหลายมี ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายชั่ว ได้แก่ อันตัคคาหิกทิฏฐิ ๑๐ ประการ มีความเห็นว่า
โลกเท่ียง โลกไม่เท่ียง โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด เป็นต้น โดยสรุป ได้แก่ มีท่ีสุด ๒ ประการ
คือ ภวทิฏฐิ (สัสสตทิฏฐิ) และวิภวทิฏฐิ (อุจเฉททิฏฐิ) ฝ่ายดี ได้แก่ เนกขัมมะ อพยาบาท

394 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก

อาโลกสัญญาของผ้ไู ด้อนุโลมขนั ติ (วิปัสสนาญาณ) หรอื ยถาภูตญาณ
๒. ค�ำวา่ อนสุ ยั ของสตั วท์ ง้ั หลาย หมายถงึ อนสุ ยั ๗ ประการ ไดแ้ ก่ (๑) กามราคานสุ ยั
(๒) ปฏฆิ านสุ ยั (๓) มานานสุ ยั (๔) ทฏิ ฐานสุ ยั (๕) วจิ กิ จิ ฉานสุ ยั (๖) ภวราคานสุ ยั (๗) อวชิ ชานสุ ยั
๓. ค�ำว่า จรติ ของสตั วท์ ั้งหลาย หมายถงึ อภิสงั ขาร ๓ ประการ คือ ปญุ ญาภสิ งั ขาร
อปุญญาภิสังขาร อาเนญชาภิสังขาร ที่เป็นกามาวจร รูปาวจร และอรูปาวจร ค�ำว่า จริต
อรรถกถาอธิบายว่า ได้แก่ เจตนา ปุญญาภิสังขาร หมายถึงเจตนา ๑๓ อปุญญาภิสังขาร
หมายถงึ เจตนา ๑๒ อาเนญชาภิสังขารเจตนา ๔
๔. ค�ำว่า อธิมุตติของสัตว์ทั้งหลาย หมายถึงอธิมุตติ ๒ ประการ คือ อธิมุตติทราม
และอธิมตุ ติประณีต ท่มี แี กส่ ัตว์ทงั้ หลาย ในปัจจุบนั อดตี และอนาคต ผูท้ ม่ี อี ธมิ ตุ ตทิ รามและ
ผู้ท่ีมีอธิมุตติประณีตต่างกันก็คบหาสมาคมกันภายในพวกเดียวกัน ค�ำว่า อธิมุตติ อรรถกถา
อธบิ ายว่า ได้แก่ อธั ยาศยั
๕. ค�ำว่า อภัพพสัตว์ หมายถึงผู้ประกอบด้วยกรรม กิเลส วิบาก ไม่มีศรัทธา
ไมม่ ีฉนั ทะ มีปญั ญาทราม ไม่อาจบรรลุสมั มัตตนยิ ามในกุศลธรรมท้ังหลาย
๖. ค�ำว่า ภพั พสตั ว์ มนี ยั ตรงกนั ขา้ มกับอภพั พสัตว์
๑.๗๐ ยมกปาฏิหรี ญาณนทิ เทส
ยมกปาฏิหีรญาณนิทเทสอธิบายอุทเทสท่ี ๗๐ ของญาณกถาท่ียกมาตั้งเป็นค�ำปุจฉา
ดังรายละเอยี ดตอ่ ไปน้ี
สาระส�ำคญั ของยมกปาฏหิ รี ญาณแบง่ เป็น ๒ ตอน คือ
ตอนท่ี ๑
ทอ่ ไฟกบั สายนำ�้ ตา่ งพงุ่ ออกจากฐานทเ่ี ปน็ คตู่ รงกนั ขา้ มพรอ้ มกนั แลว้ สลบั ฐาน พงุ่ ออก
มาอกี ครั้งหนง่ึ ฐานแตล่ ะฐานจงึ มที ่อไฟและสายน�้ำพงุ่ ออกมาอย่างละคร้ัง รวม ๒ ครัง้ เช่น
จากฐานคือพระวรกายเบื้องบน จากฐานคอื พระวรกายเบื้องล่าง
คร้งั ท่ี ๑ ทอ่ ไฟพุง่ ออก สายนำ้� พงุ่ ออก
คร้ังท่ี ๒ สายน�้ำพงุ่ ออก ทอ่ ไฟพุ่งออก
ฐานท่เี ป็นคูม่ ี ๑๐ คู่ ไดแ้ ก่
๑. พระวรกายเบอื้ งบน-เบือ้ งลา่ ง
๒. พระวรกายเบอ้ื งหนา้ -เบอ้ื งหลงั
๓. พระเนตรเบ้อื งขวา-เบอ้ื งซา้ ย

เล่มที่ ๒๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๓๑ 395

๔. ชอ่ งพระกรรณเบอ้ื งขวา-เบื้องซา้ ย
๕. ช่องพระนาสิกเบ้อื งขวา-เบ้ืองซ้าย
๖. จะงอยพระองั สาเบ้ืองขวา-เบอ้ื งซ้าย
๗. พระหตั ถเ์ บ้ืองขวา-เบอ้ื งซ้าย
๘. พระปรัศว์เบอ้ื งขวา-เบือ้ งซ้าย
๙. พระบาทเบือ้ งขวา-เบ้ืองซ้าย
๑๐. พระองคุลี-ระหว่างพระองคลุ ี
ฐานท่ไี ม่มีคู่มี ๒ ฐาน ไดแ้ ก่ (๑) พระโลมาแตล่ ะเสน้ (๒) พระโลมาแต่ละขมุ ฐานที่
ไม่มคี นู่ ้ี มที ่อไฟและสายน�ำ้ พงุ่ ออกมาอยา่ งละคร้ังเหมอื นกนั แตไ่ มเ่ ป็นคู่
ตอนที่ ๒
ทา่ นแสดงวา่ ฉพั พณั ณรงั สี คอื สเี ขยี ว สีเหลอื ง สีแดง สขี าว สีแสด สีประภัสสร
แผซ่ า่ นออกจากพระวรกายของพระผมู้ ีพระภาค
พระผ้มู ีพระภาคทรงเนรมติ พุทธนมิ ิตคู่กบั พระองคใ์ นอิริยาบถตา่ ง ๆ คอื เสดจ็ จงกรม
ประทบั ยนื ประทบั นง่ั และทรงส�ำเรจ็ ไสยา เชน่ เมอ่ื พระผมู้ พี ระภาคเสดจ็ จงกรม พระพทุ ธนมิ ติ
กป็ ระทับยนื ประทับนัง่ หรือทรงส�ำเรจ็ ไสยา
๑.๗๑ มหากรณุ าญาณนิทเทส
มหากรุณาญาณนิทเทสอธิบายอุทเทสท่ี ๗๑ ของญาณกถาที่ยกมาต้ังเป็นค�ำปุจฉา
ดังรายละเอียดตอ่ ไปน้ี
ในอุทเทสที่ว่า ญาณในมหากรุณาสมาบัติของพระตถาคต ท่านพระสารีบุตร อธิบาย
มีใจความวา่
พระผู้มีพระภาคทั้งหลาย เม่ือตรัสรู้แล้ว ทรงพิจารณาเห็นโลกสันนิวาส (สัตว์โลก)
ถงึ ๘๙ ประการ และทรงแผ่พระมหากรณุ าไปในหมู่สตั ว์ ในแตล่ ะประการทีท่ รงพิจารณาเห็น
เชน่
ประการท่ี ๑ พระผู้มีพระภาคท้ังหลายตรัสรู้แล้ว ทรงพิจารณาเห็นว่า โลกสันนิวาส
อันไฟลุกโชนแลว้ จงึ ทรงแผพ่ ระมหากรุณาไปในหมสู่ ตั ว์

ฯลฯ
ประการท่ี ๘๙ พระผมู้ พี ระภาคท้งั หลายตรสั รู้แลว้ ทรงพิจารณาเหน็ ว่า ส่วนเราเป็น
ผขู้ า้ มได้แลว้ แต่สตั วโ์ ลกยังข้ามไม่ได้ เราเป็นผู้พน้ แล้ว แต่... เราเป็นผฝู้ ึกแล้ว แต่... เราเป็น
ผู้สงบแล้ว แต่... เราเป็นผู้เบาใจแล้ว แต่... เราเป็นผู้ดับรอบแล้ว แต่สัตว์โลกยังไม่ดับรอบ

396 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก

เราเป็นผู้ข้ามได้แล้วจะให้สัตว์โลกข้ามได้ด้วย เราเป็นผู้พ้นแล้วจะให้สัตว์โลกพ้นได้ด้วย
เราฝึกแล้วจะฝึกสัตว์โลกได้ด้วย เราเป็นผู้สงบแล้วจะท�ำสัตว์โลกให้สงบด้วย เราเป็นผู้เบาใจ
แล้วจะให้สัตวโ์ ลกเบาใจได้ด้วย เราเป็นผู้ดับสนิทแล้วจะให้สัตว์โลกดับสนิทได้ด้วย จึงทรงแผ่
พระมหากรณุ าไปในหมูส่ ตั ว์
๑.๗๒-๗๓ สพั พัญญตุ ญาณนทิ เทส
สัพพัญญุตญาณนิทเทสอธิบายอุทเทสที่ ๗๒-๗๓ ของญาณกถาท่ียกมาตั้งเป็น
ค�ำปุจฉา ดงั รายละเอียดต่อไปนี้
ในอุทเทสท่ีว่า สัพพัญญุตญาณของพระตถาคต ท่านพระสารีบุตรอธิบายสัพพัญญุต-
ญาณค่กู บั อนาวรณญาณ มใี จความ ดังนี้
ท่านจ�ำแนกสัพพัญญุตญาณและอนาวรณญาณด้วยธรรมท่ีเป็นเหตุให้ได้ช่ือท้ังสองน้ี
แบ่งออกเป็น ๒ ตอน คอื
ตอนท่ี ๑ ธรรมที่เป็นเหตุให้ได้ช่ือว่าสัพพัญญุตญาณและอนาวรณญาณ มี ๒๔๒
ประการ แบ่งเปน็ ๑๑ หมวด ได้แก่
หมวดที่ ๑ มี ๑ ประการ คอื สังขตธรรมกับอสงั ขตธรรม
หมวดท่ี ๒ มี ๓ ประการ คอื (๑) ธรรมสว่ นอนาคต (๒) ธรรมสว่ นอดตี (๓) ธรรมส่วน
ปจั จุบัน
หมวดท่ี ๓ มี ๖ ประการ คอื (๑) จกั ขุกับรูป (๒) โสตะกบั สทั ทะ (๓) ฆานะกับคันธะ
(๔) ชิวหากบั รส (๕) กายกับโผฏฐพั พะ (๖) มโนกบั ธรรมารมณ์
หมวดท่ี ๔ มี ๒๐๒ ประการ คือ สภาวธรรมหลัก ได้แก่ สภาวะที่ไม่เที่ยง สภาวะ
ที่เป็นทุกข์ สภาะที่เป็นอนัตตา กับธรรม ๒๐๑ ประการ (หมวดธรรมท่ีควรรู้ยิ่งใน
สุตมยญาณที่ ๑ ตอนที่ ๒ ชุดที่ ๑ หมวดที่ ๒-๑๒) ที่น�ำมาขยายกับสภาวธรรมหลักน้ัน
เช่น สภาวะท่ีไม่เที่ยง สภาวะท่ีเป็นทุกข์ สภาวะท่ีเป็นอนัตตาแห่งรูป ...แห่งเวทนา ...แห่ง
สัญญา ...แห่งสังขาร ...แหง่ วิญญาณ
หมวดท่ี ๕ มี ๕ ประการ คอื (๑) สภาวะที่ควรรยู้ ิง่ แห่งอภิญญา (๒) สภาวะที่ควร
ก�ำหนดรู้แห่งปริญญา (๓) สภาวะที่ควรละแห่งปหานะ (๔) สภาวะที่ควรเจริญแห่งภาวนา
(๕) สภาวะทคี่ วรท�ำใหแ้ จง้ แหง่ สจั ฉิกิริยา
หมวดท่ี ๖ มี ๕ ประการ คอื (๑) สภาวะทเ่ี ปน็ กองแหง่ ขนั ธ์ (๒) สภาวะทที่ รงไวแ้ หง่ ธาตุ
(๓) สภาวะท่ีเป็นบอ่ เกิดแห่งอายตนะ (๔) สภาวะท่ปี จั จัยปรงุ แต่งแหง่ สังขตธรรม (๕) สภาวะ
ท่ปี จั จยั ไมป่ รุงแตง่ แหง่ อสังขตธรรม

เลม่ ท่ี ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๑ 397

หมวดที่ ๗ มี ๗ ประการ คอื (๑) กุศลธรรม (๒) อกศุ ลธรรม (๓) อัพยากตธรรม
(๔) กามาวจรธรรม (๕) รปู าวจรธรรม (๖) อรูปาวจรธรรม (๗) อปริยาปันนธรรม
หมวดที่ ๘ มี ๔ ประการ คือ (๑) สภาวะท่ีทนได้ยากแห่งทุกข์ (๒) สภาวะที่เป็น
เหตเุ กดิ แหง่ สมทุ ัย (๓) สภาวะทเ่ี ป็นความดบั แหง่ นิโรธ (๔) สภาวะทเี่ ปน็ ทางแห่งมรรค
หมวดท่ี ๙ มี ๔ ประการ คือ (๑) สภาวะแห่งปัญญาที่แตกฉานดีในอรรถแห่ง
อัตถปฏิสัมภิทา (๒) ... ในธรรมแห่งธัมมปฏิสัมภิทา (๓) ...ในนิรุตติแห่งนิรุตติปฏิสัมภิทา
(๔) ...ในปฏญิ าณแหง่ ปฏิญาณปฏิสมั ภทิ า
หมวดท่ี ๑๐ มี ๔ ประการ คือ (๑) ญาณในความยิ่งและความหย่อนแห่ง
อินทรีย์ (๒) ญาณในอาสยะและอนุสัยของสัตว์ (๓) ญาณในยมกปาฏิหาริย์ (๔) ญาณใน
มหากรณุ าสมาบัติ
หมวดที่ ๑๑ มี ๑ ประการ คอื อารมณ์ ๖ ได้แก่ รูป เสียง กล่ิน รส โผฏฐพั พะ และ
ธรรมารมณ์
ในท่นี ี้ขอแสดงการจ�ำแนกสัพพญั ญตุ ญาณคู่กบั อนาวรณญาณเปน็ ตัวอยา่ ง ๒ ขอ้ ดงั น้ี
เหตทุ ี่ ๑ ชือ่ วา่ สพั พญั ญตุ ญาณ เพราะรู้สงั ขตธรรมและอสังขตธรรมทัง้ ปวง ไม่มีอะไร
เหลือ ชอ่ื ว่าอนาวรณญาณ เพราะไมม่ เี คร่ืองกน้ั ในญาณนั้น ฯลฯ
เหตุท่ี ๒๔๒ ช่ือว่าสัพพัญญุตญาณ เพราะรู้รูปท่ีได้เห็น เสียงท่ีได้ฟังอารมณ์ที่ได้
ทราบ ธรรมารมณ์ที่รู้แจ้ง ที่ถึง ท่ีแสวงหา ที่ตรองตามด้วยใจ แห่งโลกพร้อมท้ังเทวโลก
มารโลก พรหมโลก แห่งหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ตลอดทั้งหมด
ชอื่ วา่ อนาวรณญาณ เพราะไม่มีเครื่องก้ันในญาณน้นั
ทา่ นจ�ำแนกพทุ ธญาณ ๑๔ ประการ ซ่งึ เปน็ ชอ่ื ของสมันตจกั ขุ เช่น
๑. ญาณในทกุ ข์ ช่อื วา่ พทุ ธญาณ
ฯลฯ
๑๔. อนาวรณญาณ ช่อื ว่าพทุ ธญาณ
พุทธญาณที่ ๘ ข้างต้นเป็นญาณที่เกิดข้ึนท่ัวไปแก่สาวก ส่วนญาณอีก ๖ ประการ
เกดิ ขน้ึ ไดเ้ ฉพาะพระผู้มีพระภาค
ตอนท่ี ๒ ธรรมท่เี ปน็ เหตุใหไ้ ดช้ อ่ื ว่าสพั พัญญุตญาณและอนาวรณญาณมี ๑๓ ประการ
แบง่ เปน็ ๔ หมวด ได้แก่ หมวดที่ ๘-๑๑ ในตอนท่ี ๑
ท่านน�ำธรรม ๑๓ ประการน้ันมาอธิบายว่าเป็นเหตุให้ได้ชื่อว่าสัพพัญญุตญาณและ
อนาวรณญาณอกี แตป่ รบั เปลยี่ นส�ำนวนใหม่ และจ�ำแนกธรรมแต่ละข้อเปน็ ๒ ประการ เชน่

398 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก

ช่ือว่าสัพพัญญุตญาณ เพราะสภาวะที่ทนได้ยากแห่งทุกข์ พระตถาคตทรงทราบแล้ว
ตลอดทงั้ หมด ท่ีมไิ ด้ทรงทราบไมม่ ี ช่อื ว่าอนาวรณญาณ เพราะไม่มเี ครอ่ื งก้ันในญาณน้ัน
ชื่อว่าสัพพัญญุตญาณ เพราะสภาวะท่ีทนได้ยากแห่งทุกข์ พระตถาคตทรงทราบแล้ว
ทรงเห็นแล้ว ทรงรแู้ จ้งแลว้ ทรงท�ำใหแ้ จง้ แลว้ ทรงถกู ตอ้ งแล้วตลอดทงั้ หมด ดว้ ยพระปญั ญา
ท่ีมิได้ทรงถกู ต้องด้วยพระปญั ญาไม่มี ช่อื วา่ อนาวรณญาณ เพราะไม่มเี คร่อื งกัน้ ในญาณนั้น

๒. ทฏิ ฐิกถา

ค�ำวา่ ทฏิ ฐิกถา แปลวา่ กถาวา่ ด้วยทิฏฐิ แบง่ เปน็ นทิ เทสได้ ๑๖ นิทเทส ดงั น้ี
๑. อสั สาททฏิ ฐินิทเทส ๒. อตั ตานทุ ฏิ ฐินิทเทส
๓. มจิ ฉาทิฏฐนิ ิทเทส ๔. สกั กายทฏิ ฐินทิ เทส
๕. สัสสตทฏิ ฐินทิ เทส ๖. อุจเฉททฏิ ฐนิ ทิ เทส
๗. อันตัคคาหกิ ทฏิ ฐนิ ิทเทส ๘. ปพุ พนั ตานทุ ฏิ ฐนิ ิทเทส
๙. อปรันตานทุ ิฏฐินทิ เทส ๑๐-๑๒.สญั โญชนกิ าททิ ิฏฐนิ ทิ เทส
๑๓. อัตตวาทปฏสิ งั ยตุ ตทิฏฐินิทเทส ๑๔. โลกวาทปฏสิ งั ยตุ ตทิฏฐนิ ทิ เทส
๑๕-๑๖. ภววภิ วทิฏฐนิ ิทเทส
แตล่ ะนิทเทสประกอบด้วยส่วนที่เปน็ ค�ำปจุ ฉาและค�ำวิสัชนา ค�ำปจุ ฉาจัดเป็นสว่ นของ
อทุ เทส ค�ำวสิ ชั นาจัดเป็นส่วนของนิทเทสเมื่อเทียบกับญาณกถา

ความน�ำของทิฏฐกิ ถา
ทา่ นพระสารีบตุ รเร่มิ ต้นทิฏฐิกถาด้วยค�ำปจุ ฉาทิฏฐิ ๖ ประการ คอื
๑. ทิฏฐคิ อื อะไร ๒. ฐานแห่งทฏิ ฐมิ เี ท่าไร
๓. ปรยิ ฏุ ฐานแหง่ ทฏิ ฐิมีเทา่ ไร ๔. ทิฏฐมิ เี ท่าไร
๕. ความยึดมนั่ ทฏิ ฐมิ เี ท่าไร ๖. อะไรเปน็ เครื่องถอนฐาแห่งทฏิ ฐิ
จากนนั้ ทา่ นน�ำค�ำปจุ ฉาข้างตน้ มาตัง้ เป็นค�ำปจุ ฉาและวิสัชนาตามล�ำดบั มใี จความว่า
๑. ทิฏฐิคือความยึดม่นั ถือม่นั
๒. ฐานแหง่ ทฏิ ฐิมี ๘ ประการ
๓. ปริยฏุ ฐานแหง่ ทฏิ ฐิมี ๑๘ ประการ
๔. ทฏิ ฐมิ ี ๑๖ ประการ

เล่มท่ี ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๑ 399

๕. ความยึดม่ันทิฏฐิมี ๓๐๐ ประการ(โดยประมาณ)
๖. โสดาปตั ติมรรคเป็นเครอ่ื งถอนฐานแห่งทิฏฐิ
จากนนั้ ทา่ นน�ำค�ำวสิ ชั นาทฏิ ฐิ ๕ ประการแรกมาตงั้ เปน็ ค�ำปจุ ฉาและวสิ ชั นาตามล�ำดบั
มีใจความว่า
๑. ทิฏฐิคอื ความยึดมั่นถือม่นั
ทิฏฐิคือความยึดม่ันถือม่ัน หมายถึงความยึดมั่นถือม่ันธรรมแต่ละประการ ในจ�ำนวน
๒๐๑ ประการ (หมวดธรรมท่คี วรรู้ย่งิ ในสตุ มยญาณท่ี ๑ ตอนท่ี ๒ ชดุ ที่ ๑ หมวดท่ี ๒-๑๒)
รวมเปน็ ทฏิ ฐคิ ือความยึดมั่นถือมน่ั ๒๐๑ ประการ เช่น
ประการที่ ๑ ทฏิ ฐคิ อื ความยดึ มนั่ ถอื มนั่ รปู วา่ นน่ั ของเรา เราเปน็ นนั่ นนั่ เปน็ อตั ตาของเรา

ฯลฯ
ประการที่ ๒๐๑ ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือม่ันชรามรณะว่า นั่นของเรา เราเป็นน่ัน
น่นั เปน็ อัตตาของเรา
๒. ฐานแห่งทิฏฐิ ๘ ประการ คือ
๑. ขนั ธ ์ ๒. อวิชชา
๓. ผสั สะ ๔. สญั ญา
๕. วติ ก ๖. อโยนิโสมนสกิ าร
๗. ปาปมติ ร ๘. ปรโตโฆสะ
ท่านแสดงว่า ธรรมแต่ละอย่างข้างต้นเป็นที่อาศัยเกิดขึ้นของทิฏฐิ จึงช่ือว่า เป็นฐาน
แห่งทฏิ ฐิ
๓. ปริยฏุ ฐานแหง่ ทฏิ ฐิ ๑๘ ประการ คอื
๑. การตกอยู่ในทฏิ ฐิ ๒. ความรกชฏั คอื ทิฏฐิ
๓. ความกันดารคอื ทฏิ ฐ ิ ๔. เส้ียนหนามคอื ทฏิ ฐิ
๕. ความดิน้ รนคือทฏิ ฐิ ๖. สังโยชนค์ อื ทฏิ ฐิ
๗. ลูกศรคอื ทฏิ ฐิ ๘. สมภพคอื ทิฏฐิ
๙. เครื่องกังวลคอื ทิฏฐิ ๑๐. เครือ่ งผกู คือทฏิ ฐิ
๑๑. เหวคือทิฏฐิ ๑๒. อนุสัยคอื ทฏิ ฐิ
๑๓. เหตใุ ห้เดอื ดรอ้ นคือทิฏฐิ ๑๔. เหตุใหเ้ รา่ รอ้ นคือทฏิ ฐิ
๑๕. เครอ่ื งร้อยรดั คือทฏิ ฐิ ๑๖. ความยึดถอื คือทฏิ ฐิ
๑๗. ความยึดมน่ั คอื ทฏิ ฐิ ๑๘. ความถอื มั่นคือทิฏฐิ

400 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปฎิ ก

ธรรม ๑๘ ประการนเ้ี ป็นกจิ หรือหน้าทีข่ องทฏิ ฐิทีก่ ล้มุ รุมผกู มัดจิต จึงช่อื วา่ เป็นฐาน
แห่งทิฏฐิ

๔. ทฏิ ฐิ ๑๖ ประการ คอื
๑. อัสสาททฏิ ฐิ ๒. อตั ตานทุ ิฏฐิ
๓. มจิ ฉาทฏิ ฐิ ๔. สกั กายทฏิ ฐิ
๕. สสั สตทฏิ ฐิ ๖. อุจเฉททฏิ ฐิ
๗. อันตัคคาหกิ ทิฏฐิ ๘. ปุพพันตานทุ ิฏฐิ
๙. อปรนั ตานทุ ิฏฐิ ๑๐. สญั โญชนกิ าทิฏฐิ
๑๑. มานวินิพันธาทฏิ ฐ ิ ๑๒. มานวินพิ ันธาทฏิ ฐิ
๑๓. อัตตวาทปฏสิ ังยตุ ตทิฏฐ ิ ๑๔. โลกวาทปฏิสงั ยุตตทฏิ ฐิ
๑๕. ภวทฏิ ฐิ ๑๖. วิภวทิฏฐิ
๕. ความยึดมน่ั ทฏิ ฐิ ๓๐๐ ประการ (โดยประมาณ)
ความยึดม่ันทิฏฐิ ๓๐๐ ประการ(โดยประมาณ) คือ ผลรวมแห่งอาการของ
ทิฏฐิ ๑๖ ประการข้างต้นท่ีท่านน�ำมาตั้งเป็นค�ำปุจฉาและวิสัชนา ค�ำวิสัชนาแต่ละประการ
ถอื วา่ เปน็ อทุ เทสหนึ่ง ๆ รวมเป็น ๑๖ อทุ เทส ดังนี้

อุทเทส ๑๖
๑. อัสสาททฏิ ฐิมีความยึดมน่ั ดว้ ยอาการ ๓๕ ประการ
๒. อัตตานุทิฏฐิมีความยึดมน่ั ดว้ ยอาการ ๒๐ ประการ
๓. มิจฉาทฏิ ฐิมีความยดึ มั่นด้วยอาการ ๑๐ ประการ
๔. สกั กายทิฏฐมิ คี วามยึดมนั่ ด้วยอาการ ๒๐ ประการ
๕. สัสสตทฏิ ฐมิ ีความยดึ มัน่ ด้วยอาการ ๑๕ ประการ
๖. อจุ เฉททฏิ ฐิมีความยดึ มนั่ ด้วยอาการ ๕ ประการ
๗. อันตัคคาหกิ ทฏิ ฐมิ คี วามยึดมนั่ ดว้ ยอาการ ๕๐ ประการ
๘. ปพุ พนั ตานุทฏิ ฐิมีความยึดมัน่ ดว้ ยอาการ ๑๘ ประการ
๙. อปรนั ตานทุ ิฏฐมิ ีความยดึ มัน่ ด้วยอาการ ๔๔ ประการ
๑๐. สัญโญชนิกาทฏิ ฐมิ คี วามยึดมั่นดว้ ยอาการ ๑๘ ประการ
๑๑. มานวินิพันธาทฏิ ฐิมีความยดึ ม่ันดว้ ยอาการ ๑๘ ประการ
๑๒. มานวินพิ นั ธาทิฏฐมิ ีความยดึ มน่ั ด้วยอาการ ๑๘ ประการ

เล่มท่ี ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๑ 401

๑๓. อตั ตวาทปฏสิ งั ยตุ ตทิฏฐมิ ีความยดึ ม่นั ดว้ ยอาการ ๒๐ ประการ
๑๔. โลกวาทปฏิสงั ยุตตทฏิ ฐมิ คี วามยึดมน่ั ด้วยอาการ ๘ ประการ
๑๕. ภวทิฏฐมิ ีความยดึ ม่นั ดว้ ยอาการ ๑๙ ประการ
๑๖. วิภวทิฏฐมิ ีความยดึ มนั่ ดว้ ยอาการ ๑๙ ประการ

นทิ เทส ๑๖
๒.๑ อัสสาททฏิ ฐนิ ิทเทส
อัสสาททิฏฐินิทเทสอธิบายอุทเทสท่ี ๑ คือ อัสสาททิฏฐิ โดยวิธีปุจฉาและวิสัชนา
ดงั รายละเอียดต่อไปนี้
ค�ำปุจฉาว่า อัสสาททิฏฐิมีความเห็นผิดด้วยอาการ ๓๕ ประการ เป็นอย่างไร
ทา่ นพระสารีบตุ รวิสัชนาไวด้ งั นี้
ท่านจ�ำแนกอัสสาททฏิ ฐิด้วยธรรมแต่ละประการในจ�ำนวน ๓๕ ประการ (หมวดธรรม
ทค่ี วรร้ยู ิ่งในสุตมยญาณที่ ๑ ตอนท่ี ๒ ชดุ ที่ ๑ หมวดท่ี ๒ และท่ี ๓ หมวดย่อยท่ี ๑-๕) เปน็
อาการ ๓๕ ประการ แต่ละอาการประกอบดว้ ยใจความ ๗ ส่วนเหมอื นกนั ตา่ งกันแต่องค์ธรรม
เทา่ นั้น ทา่ นแสดงความเต็มไว้ในอาการแรกและอาการสุดท้าย ย่ออาการในระหว่างไว้ ในทนี่ ้ี
ขอแสดงอสั สาททฏิ ฐิเป็นตวั อย่าง ๑ อาการ ดงั ต่อไปน้ี
อัสสาททฏิ ฐิ ๑ อาการประกอบดว้ ยใจความ ๗ สว่ น ดงั น้ี
ส่วนท่ี ๑ อธิบายค�ำว่า อัสสาทะและทิฏฐิ
ทิฏฐิคือความยึดมั่นถือม่ันว่า สุข โสมนัส ที่อาศัยรูปเกิดขึ้น นี้เป็นอัสสาทะ (คุณ)
แห่งรูป ทิฏฐิไม่ใช่อัสสาทะ อัสสาทะไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่ง อัสสาทะเป็นอย่างหนึ่ง
ทฏิ ฐแิ ละอสั สาทะนี้ ท่านกลา่ ววา่ อัสสาททฏิ ฐิ
ส่วนที่ ๒ จดั เป็นมิจฉาทฏิ ฐิ ไม่ควรเสพ
อัสสาททิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นทิฏฐิวิบัติ บุคคลผู้ประกอบด้วยทิฏฐิวิบัตินั้น เป็น
ผู้มีทิฏฐิวิบัติ บุคคลผู้มีทิฏฐิวิบัติ ไม่ควรเสพ ไม่ควรคบ ไม่ควรนั่งใกล้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร
เพราะบคุ คลนน้ั มที ฏิ ฐิช่ัว
สว่ นท่ี ๓ อธิบายค�ำวา่ ทฏิ ฐแิ ละราคะ
ทฏิ ฐิใด ราคะใด ราคะนน้ั ไมใ่ ช่ทิฏฐิ ทฏิ ฐินน้ั ไม่ใชร่ าคะ ทฏิ ฐเิ ปน็ อย่างหนงึ่ ราคะเป็น
อย่างหนึ่ง ทิฏฐิและราคะน้ีเรียกว่า ทิฏฐิราคะ บุคคลผู้ประกอบด้วยทิฏฐิน้ันและราคะน้ัน
เป็นผู้ยินดีในทิฏฐิราคะ ทานที่ให้แก่บุคคลผู้ยินดีทิฏฐิราคะ เป็นทานมีผลไม่มาก มีอานิสงส์
ไมม่ าก ขอ้ นั้นเพราะเหตุไร เพราะบคุ คลน้ันมีทฏิ ฐิชั่ว อัสสาททฏิ ฐเิ ป็นมจิ ฉาทิฏฐิ

402 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตันตปฎิ ก

ส่วนที่ ๔ อธบิ ายคติของมจิ ฉาทิฏฐบิ คุ คล
บุคคลผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิมีคติเป็น ๒ คือ นรกหรือก�ำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน อน่ึง กายกรรม
ท่ถี อื ปฏบิ ัตใิ ห้บริบรู ณต์ ามสมควรแกท่ ิฏฐิ วจีกรรม ... และมโนกรรมทืถ่ อื ปฏบิ ตั ใิ หบ้ รบิ รู ณ์
ตามสมควรแก่ทิฏฐิ เจตนา ความปรารถนา ความต้ังใจ และสังขารท้ังหลายของบุคคล
ผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ ธรรมทั้งหมดนั้นย่อมเป็นไปเพื่อผล ท่ีไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ
ไม่เก้อื กูล เปน็ ทุกข์ ข้อนนั้ เพราะเหตไุ ร เพราะบคุ คลนัน้ มที ิฏฐิชว่ั
สว่ นที่ ๕ แสดงขอ้ อปุ มา
เปรียบเหมือนเมล็ดสะเดา เมล็ดบวบขม หรือเมล็ดน้�ำเต้าขมที่บุคคล เพาะไว้ใน
ดินชุ่มชื้น รสดินและรสน�้ำที่มันดูดซับไว้ทั้งหมด ย่อมช่วยให้เกิดความขม ความเผ็ดร้อน
ความไม่น่ายินดี ขอ้ นั้นเพราะเหตไุ ร เพราะสะเดาเป็นต้นนัน้ มีเมล็ดขม
ส่วนท่ี ๖ ปริยฏุ ฐานแห่งทิฏฐิ ๑๘ ประการ เช่น (๑) การตกอยู่ในทฏิ ฐิ (๒) รกชัฏ
คอื ทฏิ ฐิ (ดูความเตม็ ในความน�ำของทิฏฐิกถา)
สว่ นที่ ๗ สังโยชน์และทฏิ ฐิ
สังโยชนแ์ ละทิฏฐแิ บง่ เปน็ ๒ พวก คอื (๑) สงั โยชนแ์ ละทฏิ ฐิ หมายถงึ เปน็ ทั้งสังโยชน์
และทฏิ ฐิ (๒) สงั โยชน์แต่ไม่เปน็ ทฏิ ฐิ หมายถงึ เป็นแต่สังโยชนอ์ ยา่ งเดียว ไม่ไดเ้ ป็นทิฏฐิ
สงั โยชนแ์ ละทิฏฐิ อะไรบ้าง คอื (๑) สักกายทฏิ ฐิ (๒) สลี ัพพตปรามาส
สังโยชน์แต่ไม่เป็นทิฏฐิ อะไรบ้าง คือ (๑) กามราคสังโยชน์ (๒) ปฏิฆสังโยชน์
(๓) มานสงั โยชน์ (๔) วิจิกจิ ฉาสงั โยชน์ (๕) ภวราคสงั โยชน์ (๖) อสิ สาสังโยชน์ (๗) มจั ฉริย-
สงั โยชน์ (๘) อนสุ ัยสงั โยชน์ (๙) อวชิ ชาสังโยชน์
๒.๒ อัตตานทุ ิฏฐินิทเทส
อัตตานุทิฏฐินิทเทสอธิบายอุทเทสท่ี ๒ คือ อัตตานุทิฏฐิ โดยวิธีปุจฉาและวิสัชนา
ดงั รายละเอียดตอ่ ไปนี้
ค�ำปุจฉาว่า อัตตานุทิฏฐิมีความยึดมั่นด้วยอาการ ๒๐ ประการ เป็นอย่างไร ท่าน
พระสารีบตุ รวสิ ัชนาไว้ดงั นี้
ท่านจ�ำแนกอัตตานุทิฏฐิท่ีมีความยึดม่ันด้วยอาการ ๒๐ ประการด้วยขันธ์ ๕ ขันธ์
ละ ๔ อาการ รวมเป็น ๒๐ อาการ เช่น การจ�ำแนกรปู ขนั ธด์ ้วยอาการ ๔ ประการ คอื
ปุถุชนในโลกน้ีผู้ไม่ได้สดับ ไม่ได้เห็นพระอริยะ ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ
ไม่ได้รับการแนะน�ำในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ
ไม่ได้รับการแนะน�ำในธรรมของสัตบุรุษ จึงพิจารณาเห็นรูปขันธ์ด้วยอาการ ๔ประการ คือ

เลม่ ท่ี ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๑ 403

(๑) พจิ ารณาเหน็ รูปโดยความเปน็ อตั ตา (๒) พิจารณาเห็นอตั ตามรี ปู (๓) พิจารณาเหน็ รูปใน
อัตตา (๔) พจิ ารณาเห็นอัตตาในรูป
การจ�ำแนกขันธอ์ ื่น ๆ กม็ ีนัยเดยี วกนั นี้ จึงรวมเป็นอาการ ๒๐ ประการ
ล�ำดับตอ่ ไป ทา่ นน�ำการพิจารณาขนั ธ์ ๕ แตล่ ะอาการ รวม ๒๐ อาการใน ค�ำวิสชั นา
มาตัง้ เป็นค�ำปุจฉาและวสิ ัชนาตามล�ำดบั ขนั ธ์ละ ๔ อาการ เชน่ รูปขนั ธ์
อาการท่ี ๑ ค�ำปจุ ฉาวา่ ปุถชุ นพจิ ารณาเห็นรปู โดยความเป็นอตั ตา เปน็ อยา่ งไร
ท่านวิสัชนาความหมายของการพิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นอัตตาโดยใช้กสิณ
แตล่ ะอย่างในกสณิ ๘ อยา่ งแทนค�ำว่า รปู คอื (๑) ปฐวีกสิณ (๒) อาโปกสณิ (๓) เตโชกสิณ
(๔) วาโยกสณิ (๕) นลี กสิณ (๖) ปีตกสณิ (๗) โลหติ กสิณ (๘) โอทาตกสิณ รวมเปน็ ๘ ประการ
แต่ละประการมีใจความ ๗ ส่วน เหมือนในอัสสาททิฏฐิ ต่างกันแต่ส่วนท่ี ๑-๒ ซึ่งเป็น
เนอ้ื เรือ่ งเฉพาะ
ในทนี่ ี้ขอแสดงการพิจารณาปฐวีกสณิ เปน็ ตัวอย่าง ดังน้ี
สว่ นท่ี ๑ อธิบายการพิจารณาเห็นปฐวกี สิณโดยความเปน็ อตั ตา
บุคคลบางคนในโลกนี้พิจารณาเห็นปฐวีกสิณโดยความเป็นอัตตา คือ พิจารณา เห็น
ปฐวีกสิณและอัตตาไม่เป็นสองว่า ปฐวีกสิณอันใด เราก็อันน้ัน เราอันใด ปฐวีกสิณก็อันน้ัน
เหมือนเมื่อประทีปน้�ำมันก�ำลังลุกโพลงอยู่ บุคคลพิจารณาเห็นเปลวไฟและแสงสว่างไม่เป็น
สองวา่ เปลวไฟอันใด แสงสว่างก็อนั น้นั แสงสว่าง อันใด เปลวไฟกอ็ ันน้ัน
ส่วนท่ี ๒ อธิบายค�ำว่า ทิฏฐิและวัตถุ
ทิฏฐิคือความยึดม่ันถือม่ัน ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุก็ไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่ง
วัตถเุ ป็นอยา่ งหน่ึง ทฏิ ฐแิ ละวตั ถนุ ีเ้ ป็นอัตตานุทิฏฐมิ รี ูปเป็นวตั ถุ เป็นอาการท่ี ๑
สว่ นที่ ๓ เหมือนกบั สว่ นท่ี ๒ ของอสั สาททิฏฐิ
สว่ นที่ ๔-๗ เหมือนสว่ นท่ี ๔-๗ ของอสั สาททฏิ ฐิ
อาการท่ี ๒ ค�ำปุจฉาวา่ ปุถุชนพิจารณาเหน็ อัตตามรี ปู เปน็ อย่างไร
ท่านวิสัชนาโดยการน�ำนามขันธ์ท้งั ๔ ประการ คอื เวทนา สญั ญา สังขาร และวญิ ญาณ
มาจ�ำแนกความหมายของการพจิ ารณาเห็นอตั ตามรี ปู มีใจความคล้าย กบั อาการท่ี ๑ ตา่ งกนั
แตส่ ว่ นที่ ๑ ซ่ึงเป็นเนอ้ื เรอื่ งเฉพาะ คือ
ส่วนท่ี ๑ อธบิ ายการพิจารณานามขันธ์แตล่ ะขนั ธ์โดยความเป็นอตั ตา
บุคคลบางคนในโลกนี้พิจารณาเห็นเวทนาโดยความเป็นอัตตา พิจารณาเห็นสัญญา...
พิจารณาเห็นสังขาร... พิจารณาเห็นวิญญาณโดยความเป็นอัตตา เขามีความเห็นอย่างน้ีว่า
น้ีแลเป็นอัตตาของเรา แต่ว่าอัตตาของเราน้ีมีรูปเพราะรูปนี้ ชื่อว่าพิจารณาเห็นอัตตามีรูป

404 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสุตตนั ตปิฎก

เหมอื นต้นไมม้ ีเงา คนพึงพูดถึงตน้ ไม้น้นั อยา่ งน้วี า่ นี้ตน้ ไม้ นเี้ งา ต้นไมเ้ ปน็ อย่างหนึง่ เงาก็เป็น
อยา่ งหนึง่ แต่ต้นไม้น้มี ีเงาเพราะเงาน้ี ชอ่ื ว่าพจิ ารณาเห็นตน้ ไม้มเี งา
อาการที่ ๓ ค�ำปจุ ฉาวา่ ปถุ ุชนพจิ ารณาเห็นรปู ในอัตตา เปน็ อยา่ งไร
ทา่ นวิสัชนาไวค้ ล้ายกับอาการที่ ๒ ต่างกันแตส่ ่วนที่ ๑ คือ
บุคคลบางคนในโลกนี้พิจารณาเห็นเวทนาโดยความเป็นอัตตา พิจารณาเห็นสัญญา...
พิจารณาเห็นสังขาร... พิจารณาเห็นวิญญาณโดยความเป็นอัตตา เขามีความเห็นอย่างน้ีว่า
น้แี ลเป็นอตั ตาของเรา กใ็ นอตั ตานี้มีรปู เชน่ น้ี ชื่อวา่ พจิ ารณา เห็นรูปในอตั ตา เหมอื นดอกไม้
มกี ล่ินหอม คนพงึ พดู ถึงดอกไมน้ ้นั อยา่ งนี้ว่า นดี้ อกไม้ น้ีกลนิ่ หอม ดอกไม้เปน็ อย่างหนง่ึ กลิน่
หอมก็เปน็ อย่างหนึ่ง แตก่ ลน่ิ หอมน้มี ีอย่ใู นดอกไม้นี้ ช่ือว่าพิจารณาเหน็ กลนิ่ หอมในดอกไมน้ ั้น
อาการที่ ๔ ค�ำปจุ ฉาว่า ปุถุชนพิจารณาเห็นอัตตาในรปู เป็นอยา่ งไร
ท่านวิสัชนาไวค้ ลา้ ยกบั อาการท่ี ๒ ตา่ งกันแต่สว่ นที่ ๑ คอื
บุคคลบางคนในโลกนี้พิจารณาเห็นเวทนาโดยความเป็นอัตตา พิจารณาเห็นสัญญา...
พิจารณาเห็นสังขาร... พิจารณาเห็นวิญญาณโดยความเป็นอัตตา เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า
นี้แลเป็นอัตตาของเรา แต่ว่าอัตตาของเรานี้มีอยู่ในรูปเช่นน้ี ช่ือว่าพิจารณาเห็นอัตตาในรูป
เหมือนแกว้ มณที ใี่ สไ่ ว้ในขวด คนพึงพูดถงึ แก้วมณนี ัน้ อย่างนวี้ ่า น้ีแก้วมณี น้ขี วด แกว้ มณีเป็น
อยา่ งหนงึ่ ขวดกเ็ ปน็ อยา่ งหนงึ่ แตแ่ กว้ มณนี มี้ อี ยใู่ นขวดน้ี ชอ่ื วา่ พจิ ารณาเหน็ แกว้ มณใี นขวดนนั้
การจ�ำแนกเวทนาขันธ์ สัญญาขนั ธ์ สงั ขารขนั ธ์ และวิญญาณขนั ธ์ ขันธล์ ะ ๔ อาการ
รวมเป็น ๑๖ อาการ ก็มีนัยเดยี วกันนี้ ตา่ งกันแตอ่ งค์ธรรมเทา่ นัน้
๒.๓ มจิ ฉาทฏิ ฐนิ ิทเทส
มิจฉาทิฏฐินิทเทสอธิบายอุทเทสที่ ๓ คือ มิจฉาทิฏฐิ โดยวิธีปุจฉาและวิสัชนา
ดงั รายละเอียดต่อไปน้ี
ค�ำปุจฉาว่า มิจฉาทิฏฐิมีความยึดมั่นด้วยอาการ ๑๐ ประการ เป็นอย่างไร ท่าน
พระสารบี ตุ รวสิ ัชนาไว้ดังนี้
ทา่ นจ�ำแนกมจิ ฉาทิฏฐิทมี่ ีความยดึ มน่ั ดว้ ยอาการ ๑๐ ประการ คือ (๑) ทาน ท่ใี หแ้ ลว้
ไม่มีผล (๒) ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผล (๓) การเซ่นสรวงไม่มีผล (๔) ผลวิบากแห่งกรรมที่บุคคล
ท�ำดีท�ำชวั่ ไมม่ ี (๕) โลกน้ีไมม่ ี (๖) โลกหนา้ ไม่มี (๗) มารดาไม่มี (๘) บิดาไม่มี (๙) โอปปาติกสัตว์
ไม่มี (๑๐) สมณพราหมณผ์ พู้ ร้อมเพรยี งกนั ปฏิบัติดี ปฏบิ ัตชิ อบ รแู้ จง้ โลกนแ้ี ละโลกหน้าดว้ ย
ตนเองแลว้ ประกาศให้ผู้อืน่ ร้ตู าม ไม่มใี นโลก

เล่มท่ี ๒๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๓๑ 405

มิจฉาทิฏฐแิ ตล่ ะประการ(อาการ) ประกอบด้วยใจความ ๗ สว่ น เหมือน อัสสาททฏิ ฐิ
ในทน่ี ี้ขอแสดงประการท่ี ๑ ส่วนท่ี ๑ เปน็ ตวั อย่าง ดงั นี้
ส่วนท่ี ๑ อธบิ ายค�ำว่า ทฏิ ฐิและวตั ถุ
ทิฏฐิคือความยึดม่ันถือมั่นแห่งมิจฉาทิฏฐิที่กล่าวถึงวัตถุอย่างน้ีว่า ทานท่ีให้แล้ว
ไม่มีผล ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุก็ไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นอย่างหน่ึง วัตถุก็เป็นอย่างหน่ึง ทิฏฐิและ
วัตถุน้เี ป็นมจิ ฉาทฏิ ฐิมีวัตถผุ ิด เปน็ อาการท่ี ๑
๒.๔ สกั กายทิฏฐินทิ เทส
สักกายทิฏฐินิทเทสอธิบายอุทเทสที่ ๔ คือ สักกายทิฏฐิ โดยวิธีปุจฉาและวิสัชนา
ซ่งึ มีรายละเอียดเหมือนในอตั ตานทุ ฏิ ฐทิ กุ ประการ ต่างกันแต่ชื่อ คือ เปลย่ี นจากอตั ตานุทฏิ ฐิ
มาเปน็ สักกายทิฏฐิเทา่ น้ัน
๒.๕ สสั สตทฏิ ฐนิ ทิ เทส
สัสสตทิฏฐินิทเทสอธิบายอุทเทสที่ ๕ คือ สัสสตทิฏฐิ โดยวิธีปุจฉาและวิสัชนา
ซึ่งมีรายละเอียดคล้ายกับค�ำวิสัชนาในอัสสาททิฏฐิ ต่างกันแต่ลดอาการจาก ๒๐ อาการ
เหลอื ๑๕ อาการ เชน่ ในการพิจารณาเห็นรปู ลดค�ำวา่ พจิ ารณาเห็นรปู โดยความเปน็ อัตตา
เหลือค�ำว่า พิจารณาเห็นอัตตามีรูป พิจารณาเห็นรูปในอัตตา พิจารณาเห็นอัตตาในรูป
เมอ่ื น�ำค�ำทงั้ ๓ นไ้ี ปหมนุ กับขันธ์ ๕ แตล่ ะขนั ธ์ กจ็ ะได้อาการ ๑๕ ประการ
๒.๖ อจุ เฉททิฏฐินิทเทส
อุจเฉททิฏฐินิทเทสอธิบายอุทเทสท่ี ๖ คือ อุจเฉททิฏฐิ โดยวิธีปุจฉาและวิสัชนา
ซ่ึงมีรายละเอียดคล้ายกับค�ำวิสัชนาในอัสสาททิฏฐิ ต่างกันแต่ลดอาการจาก ๒๐ อาการ
เหลือ ๕ อาการ เช่น ในการพิจารณาเห็นรูป มีเพียงค�ำว่า พิจารณาเห็นรูป โดยความเป็น
อตั ตา เทา่ นนั้ เม่อื น�ำค�ำน้ีไปหมุนกับขนั ธ์ ๕ แตล่ ะขนั ธ์ กจ็ ะได้อาการ ๕ ประการ
๒.๗ อันตัคคาหิกทฏิ ฐินิทเทส
อันตัคคาหิกทิฏฐินิทเทสอธิบายอุทเทสที่ ๗ คือ อันตัคคาหิกทิฏฐิ โดยวิธีปุจฉา
และวสิ ัชนา ดงั รายละเอียดตอ่ ไปน้ี
ค�ำปุจฉาว่า อันตัคคาหิกทิฏฐิมีความยึดม่ันด้วยอาการ ๕๐ ประการ เป็นอย่างไร
ทา่ นพระสารีบุตรวสิ ัชนาไว้ดังนี้

406 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก

อันตัคคาหิกทิฏฐิ ๑๐ ประการ คือ (๑) โลกเท่ียง (๒) โลกไม่เที่ยง (๓) โลกมีที่สุด
(๔) โลกไม่มีท่ีสุด (๕) ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกัน (๖) ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกัน
(๗) หลังจากตายแลว้ ตถาคตเกิดอกี (๘) หลังจากตายแลว้ ตถาคต ไมเ่ กิดอีก (๙) หลังจากตาย
แล้วตถาคตเกิดอีกก็มี ไม่เกิดอีกก็มี (๑๐) หลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่า
ไมเ่ กิดอีกกม็ ใิ ช่
ทา่ นน�ำอนั ตคั คาหกิ ทฏิ ฐิ ๑๐ ประการนม้ี าตง้ั เปน็ ค�ำปจุ ฉาทลี ะประการวา่ มคี วามยดึ มน่ั
ด้วยอาการเทา่ ไร เช่น
อนั ตัคคาหิกทิฏฐวิ า่ โลกเทย่ี ง มีความยึดมน่ั ดว้ ยอาการเทา่ ไร
จากนั้น ท่านวิสัชนาอันตัคคาหิกทิฏฐิทีละประการว่า มีความยึดม่ันด้วย อาการ
๕ ประการ แลว้ ยกค�ำวสิ ัชนาขึ้นมาตงั้ เป็นค�ำปุจฉาและวิสชั นาตามล�ำดับ โดยเร่ิมตน้ ด้วยการ
จ�ำแนกอันตัคคาหิกทิฏฐิแต่ละประการว่ามีความยึดม่ันด้วยอาการ ๕ ประการ (ตามจ�ำนวน
ขันธ์) เช่น (๑) รูปเป็นโลกและเป็นของไม่เที่ยง (๒) เวทนา... (๓) สัญญา... (๔) สังขาร...
(๕) วญิ ญาณเปน็ โลกและเปน็ ของไมเ่ ทย่ี ง รวมเปน็ อาการ ๕ ประการ โดยนยั นอ้ี นั ตคั คาหกิ ทฏิ ฐิ
แต่ละประการจึงมีความยึดม่ันด้วยอาการ ๕ ประการ เม่ือน�ำอาการ ๕ ประการไปหมุนด้วย
อนั ตคั คาหิกทฏิ ฐิ ๑๐ ประการ จึงเป็นอาการ ๕๐ ประการ
ค�ำวสิ ัชนาในอนั ตัคคาหกิ ทิฏฐิแตล่ ะประการ มใี จความ ๗ สว่ นเหมือนใน อตั ตานทุ ฏิ ฐิ
ในที่นี้ขอแสดงส่วนทตี่ ่างกนั เป็นตวั อยา่ ง ๑ ประการ ดังน้ี
ส่วนท่ี ๑ อธิบายค�ำว่า อันตัคคาหกิ ทิฏฐิ
ทฏิ ฐคิ ือความยดึ ม่นั ถือมนั่ วา่ รปู เปน็ โลกและเปน็ ของไม่เทีย่ ง ทิฏฐนิ น้ั ถอื เอาทีส่ ดุ เช่น
น้ัน เพราะฉะนัน้ จงึ ชอ่ื วา่ อันตัคคาหิกทฏิ ฐิ
สว่ นที่ ๒ อธิบายค�ำว่า ทฏิ ฐิและวตั ถุ
ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุก็ไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นอย่างหน่ึง วัตถุก็เป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐิและ
วัตถนุ เ้ี ปน็ อันตคั คาหกิ ทิฏฐิ โลกไมเ่ ที่ยง เปน็ อาการท่ี ๑
ส่วนที่ ๓-๗ เหมอื นในอตั ตานุทฏิ ฐิ
๒.๘ ปุพพนั ตานุทิฏฐนิ ิทเทส
ปุพพันตานุทิฏฐินิทเทสอธิบายอุทเทสที่ ๘ คือ ปุพพันตานุทิฏฐิ โดยวิธีปุจฉาและ
วสิ ชั นา แตท่ า่ นพระสารบี ุตรวสิ ชั นาไว้เพยี งสน้ั ๆ วา่ ปพุ พนั ตานุทิฏฐมิ ีความยดึ มัน่ ด้วยอาการ
๑๘ ประการ หมายถึงลัทธิ ๑๘ ซง่ึ แบ่งยอ่ ยมาจากวาทะ ๕ คอื

๑. สสั สตวาทะ แบง่ ยอ่ ยเป็น ๔ ลัทธิ

เลม่ ท่ี ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๑ 407

๒. เอกจั จสสั สติกวาทะ แบ่งยอ่ ยเป็น ๔ ลทั ธิ
๓. อันตานนั ตกิ วาทะ แบ่งย่อยเป็น ๔ ลัทธิ
๔. อมราวกิ เขปกิ วาทะ แบ่งยอ่ ยเปน็ ๔ ลัทธิ
๕. อธจิ จสมปุ ปันนกิ วาทะ แบ่งย่อยเป็น ๒ ลัทธิ
(ดคู �ำแนะน�ำพรหมชาลสตู ร ในบทน�ำของพระไตรปิฎกเล่มที่ ๙)
๒.๙ อปรันตานุทฏิ ฐนิ ทิ เทส
อปรันตานทุ ิฏฐินิทเทสอธิบายอทุ เทสที่ ๙ คือ อปรนั ตานุทิฏฐิ โดยวธิ ปี ุจฉาและวิสชั นา
แตท่ า่ นพระสารบี ตุ รวสิ ชั นาไวเ้ พยี งสนั้ ๆ วา่ อปรนั ตานทุ ฏิ ฐมิ คี วามยดึ มน่ั ดว้ ยอาการ ๔๔ ประการ
หมายถึงลทั ธิ ๔๔ ลทั ธิซ่งึ แบ่งย่อยมาจากวาทะ ๕ ดังน้ี
๑. สญั ญีวาทะ แบง่ ย่อยเปน็ ๑๖ ลัทธิ
๒. อสัญญวี าทะ แบ่งยอ่ ยเป็น ๘ ลัทธิ
๓. เนวสญั ญนี าสัญญีวาทะ แบ่งยอ่ ยเป็น ๘ ลทั ธิ
๔. อุจเฉทวาทะ แบง่ ยอ่ ยเปน็ ๗ ลัทธิ
๕. ทฏิ ฐธมั มนพิ พานวาทะ แบ่งยอ่ ยเป็น ๕ ลทั ธิ
(ดคู �ำแนะน�ำพรหมชาลสูตร ในบทน�ำของพระไตรปิฎกเล่มท่ี ๙)

๒.๑๐-๑๒ สญั โญชนกิ าททิ ฏิ ฐนิ ิทเทส
สัญโญชนิกาทิทิฏฐินิทเทสอธิบายอุทเทสที่ ๑๐-๑๒ คือ สัญโญชนิกาทิฏฐิ เป็นต้น
โดยวิธปี ุจฉาและวสิ ชั นา ดงั รายละเอยี ดต่อไปนี้
อทุ เทสท่ี ๑๐ สัญโญชนกิ าทิฏฐิ
ค�ำปุจฉาว่า สัญโญชนิกาทิฏฐิ มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๑๘ ประการ เป็นอย่างไร
ท่านพระสารีบุตรวิสัชนาโดยน�ำปริยุฏฐานแห่งทิฏฐิ ๑๘ ประการในความน�ำของทิฏฐิกถา
มาวสิ ชั นาเปน็ อาการ ๑๘ ประการ
นิทเทสท่ี ๑๑ และที่ ๑๒ ใช้ช่อื เดียวกัน คอื มานวินิพันธาทิฏฐิ แตม่ คี วามหมายต่างกนั
คือ นิทเทสท่ี ๑๑ หมายถึงทฏิ ฐิท่วี า่ เป็นเรา ส่วนนทิ เทสท่ี ๑๒ หมายถึงทิฏฐทิ ีว่ า่ เปน็ ของเรา
อทุ เทสท่ี ๑๑ มานวินพิ ันธาทฏิ ฐวิ ่า เปน็ เรา
ค�ำปจุ ฉาวา่ มานวินพิ นั ธาทฏิ ฐิว่า เปน็ เรา มีความยึดมน่ั ดว้ ยอาการ ๑๘ ประการ เป็น
อยา่ งไร ทา่ นพระสารบี ตุ รวสิ ชั นาโดยน�ำธรรม ๑๘ ประการ (หมวดธรรมทค่ี วรรยู้ งิ่ ในสตุ มยญาณ

408 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก

ท่ี ๑ ตอนที่ ๒ ชดุ ท่ี ๑ หมวดท่ี ๒ และที่ ๓ หมวดย่อย ที่ ๑-๓) มาจ�ำแนกมานวินิพันธาทฏิ ฐิ
เป็น ๑๘ ประการ
มานวินิพันธาทิฏฐิแต่ละประการมีสาระส�ำคัญแบ่งเป็น ๗ ส่วนเหมือนในอัตตานุทิฏฐิ
ในท่นี ้ีขอแสดงส่วนทีต่ า่ งกนั เป็นตวั อย่างดงั น้ี
สว่ นที่ ๑ อธิบายค�ำวา่ มานวินพิ นั ธาทิฏฐิ
ความยึดมั่นถือมัน่ วา่ จักขเุ ป็นเรา จงึ ชือ่ ว่ามานวนิ ิพันธาทฏิ ฐิว่า เป็นเรา
ส่วนท่ี ๒ อธิบายค�ำว่า ทิฏฐแิ ละวัตถุ
ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุกไ็ มใ่ ช่ทิฏฐิ ทฏิ ฐิเปน็ อย่างหนึง่ วัตถกุ เ็ ป็นอย่างหนงึ่ ทฏิ ฐิและ
วัตถุนเี้ ป็นมานวินิพนั ธาทิฏฐิวา่ เป็นเรา เป็นอาการท่ี ๑
อทุ เทสที่ ๑๒ มานวินิพันธาทฏิ ฐวิ า่ ของเรา
ค�ำปุจฉาว่า มานวินิพันธาทิฏฐิว่า ของเรา มีความยึดมั่นด้วยอาการ ๑๘ ประการ
อะไรบ้าง ท่านพระสารบี ุตรวสิ ัชนาไวเ้ หมือนในอุทเทสที่ ๑๑ ต่างกนั แตเ่ ปลี่ยนค�ำวา่ เป็นเรา
มาเปน็ ค�ำว่า ของเรา เท่านน้ั
๒.๑๓ อตั ตวาทปฏสิ ังยุตตทฏิ ฐนิ ทิ เทส
อัตตวาทปฏิสังยุตตทิฏฐินิทเทสอธิบายอุทเทสที่ ๑๓ คือ อัตตวาทปฏิสังยุตตทิฏฐิ
โดยวธิ ปี จุ ฉาและวิสัชนา ซ่ึงมรี ายละเอียดเหมือนในอตั ตานทุ ิฏฐิ (ดรู ายละเอียดในอัตตานุทฏิ ฐิ)
๒.๑๔ โลกวาทปฏสิ งั ยตุ ตทฏิ ฐนิ ิทเทส
โลกวาทปฏิสังยุตตทิฏฐินิทเทสอธิบายอุทเทสที่ ๑๔ คือ โลกวาทปฏิสังยุตตทิฏฐิ
โดยวิธีปุจฉาและวิสชั นา ดังรายละเอยี ดต่อไปนี้
ค�ำปจุ ฉาว่า โลกวาทปฏิสงั ยตุ ตทิฏฐมิ ีความยึดมัน่ ดว้ ยอาการ ๘ ประการ เปน็ อย่างไร
ทา่ นพระสารบี ตุ รวิสชั นาไว้ดังนี้
ทา่ นจ�ำแนกโลกวาทปฏสิ งั ยตุ ตทฏิ ฐทิ มี่ คี วามยดึ มน่ั ดว้ ยอาการ ๘ ประการ คอื (๑) อตั ตา
และโลกเท่ียง (๒) อัตตาและโลกไม่เท่ียง (๓) อัตตาและโลกเที่ยงและไม่เที่ยง (๔) อัตตา
และโลกเที่ยงก็มิใช่ ไม่เท่ียงก็มิใช่ (๕) อัตตาและโลกมีท่ีสุด (๖) อัตตาและโลกไม่มีท่ีสุด
(๗) อตั ตาและโลกมีทส่ี ุดและไม่มีทส่ี ุด (๘) อัตตาและโลกมที ส่ี ดุ กม็ ิใช่ ไมม่ ที ส่ี ุดก็มใิ ช่
แต่ละอาการมีใจความแบ่งเป็น ๗ ส่วนเหมือนในอัตตานุทิฏฐิ ในท่ีนี้ขอแสดงส่วนท่ี
ต่างกันเปน็ ตัวอย่าง ๑ อาการ ดงั นี้

เล่มท่ี ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๑ 409

สว่ นที่ ๑ อธบิ ายค�ำว่า โลกวาทปฏิสงั ยุตตทฏิ ฐิ
ความยึดมัน่ ถอื มน่ั วา่ อัตตาและโลกเทีย่ ง ชอื่ ว่าโลกวาทปฏิสังยุตตทิฏฐิ
สว่ นท่ี ๒ อธิบายค�ำว่า ทฏิ ฐแิ ละวัตถุ
ทฏิ ฐไิ มใ่ ชว่ ตั ถุ วตั ถกุ ไ็ มใ่ ชท่ ฏิ ฐิ ทฏิ ฐเิ ปน็ อยา่ งหนงึ่ วตั ถกุ เ็ ปน็ อยา่ งหนงึ่ ทฏิ ฐแิ ละวตั ถุ
นเ้ี ปน็ โลกวาทปฏสิ ังยตุ ตทฏิ ฐิ เป็นอาการที่ ๑
๒.๑๕-๑๖ ภววภิ วทฏิ ฐนิ ทิ เทส
ภววภิ วทฏิ ฐนิ ทิ เทสอธบิ ายอทุ เทสท่ี ๑๕-๑๖ คอื ภวทฏิ ฐแิ ละวภิ วทฏิ ฐโิ ดยวธิ ปี จุ ฉาและ
วิสชั นา ดงั รายละเอียดต่อไปนี้
ท่านประมวลทิฏฐิท่ี ๑-๑๔ ในอุทเทส ๑๖ มาจ�ำแนกเป็นภวทิฏฐิและวิภวทิฏฐิ
ในนทิ เทสที่ ๑๕ และที่ ๑๖ นี้ ค�ำวา่ ภวทฏิ ฐิ หมายถงึ ความยึดม่ัน ดว้ ยการติดอยู่ และค�ำวา่
วิภวทิฏฐิ หมายถงึ ความยดึ มน่ั ด้วยการแลน่ เลยไป เน่อื งจาก นิทเทสทงั้ สองนม้ี คี วามสัมพนั ธ์
กันดงั กลา่ ว ทา่ นจงึ น�ำมาวสิ ชั นาไวร้ วมกนั เชน่
อุทเทสท่ี ๑
ค�ำปจุ ฉาวา่ อสั สาททฏิ ฐมิ คี วามยดึ มนั่ ดว้ ยอาการ ๓๕ ประการ เปน็ ภวทฏิ ฐเิ ทา่ ไร เปน็
วิภวทฏิ ฐเิ ท่าไร
ค�ำวิสชั นาวา่ เปน็ ท้งั ภวทิฏฐิและวิภวทฏิ ฐิ
อุทเทสที่ ๒
ค�ำปุจฉาว่า อตั ตานุทิฏฐมิ คี วามยดึ มน่ั ด้วยอาการ ๒๐ ประการ เปน็ ภวทฏิ ฐิ เป็น
วภิ วทิฏฐิเทา่ ไร
ค�ำวสิ ชั นาว่า เปน็ ภวทฏิ ฐิ ๑๕ เปน็ วภิ วทิฏฐิ ๕

ฯลฯ
อุทเทสท่ี ๑๔
ค�ำปุจฉาว่า โลกวาทปฏสิ ังยตุ ตทฏิ ฐมิ ีความยึดมัน่ ด้วยอาการ ๘ ประการ เปน็ ภวทิฏฐิ
เทา่ ไร เป็นวภิ วทิฏฐิเท่าไร
ค�ำวิสัชนาวา่ เป็นทั้งภวทิฏฐิและวภิ วทิฏฐิ
ท่านสรุปว่า ทิฏฐิท้ังหมดเป็นอัตตานุทิฏฐิ เป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นสักกายทิฏฐิ เป็น
อันตคั คาหิกทิฏฐิ เป็นสัญโญชนิกาทฏิ ฐิ เป็นอตั ตวาทปฏสิ งั ยุตตทฏิ ฐิ
ล�ำดับต่อไป ท่านน�ำพระพุทธพจน์ท่ีเป็นส่วนประกอบของภวทิฏฐิและวิภวทิฏฐิ
มาตั้งเป็นบทมาตกิ า ดงั น้ี


Click to View FlipBook Version