310 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปิฎก
พระปงิ คิยเถระกลา่ วต่อไปวา่
ทิชะ(นก) พึงละปา่ เลก็ แล้วมาอาศยั ปา่ ใหญ่
ทมี่ ีผลไมม้ ากฉันใด อาตมภาพกฉ็ นั นน้ั
ละคณาจารย์ผมู้ ีทรรศนะแคบ
ไปเฝา้ พระผูม้ พี ระภาค
เหมอื นหงสโ์ ผลงส่สู ระใหญ่
ก่อนแตศ่ าสนาของพระโคดม
อาจารยเ์ จา้ ลัทธิเหล่าใดเคยพยากรณ์แกอ่ าตมภาพว่า
เหตุน้ีได้เป็นมาแลว้ อย่างน้ี จกั เปน็ อยา่ งนี้
ค�ำพยากรณท์ ้งั หมดนนั้ เปน็ ค�ำที่เช่ือสบื ต่อกนั มา
ค�ำพยากรณ์ทั้งหมดนน้ั มีแต่จะท�ำให้ตรึกไปตา่ ง ๆ
ท่านพระสารบี ุตรอธิบายมีใจความวา่
ค�ำว่า ละคณาจารย์ผู้มีทรรศนะแคบ หมายถึง ละพราหมณ์พาวรีและพราหมณ์
เหลา่ อื่นทีเ่ ป็นอาจารย์ของพราหมณ์พาวรีน้ัน
ค�ำว่า ค�ำพยากรณ์ท้ังหมดน้ันเป็นค�ำท่ีเชื่อสืบต่อกันมา อธิบายว่า อาจารย์เจ้าลัทธิ
เหล่านั้นกล่าวธรรมที่ตนไม่รู้ด้วยตนเอง ธรรมที่ไม่ได้ประจักษ์แก่ตนเอง โดยการเชื่อผู้อื่น
ว่า ธรรมน้ีเป็นดังน้ี ๆ โดยการเล่าลือ โดยการถือสืบ ๆ กันมา โดยการอ้างต�ำรา โดยตรรก
โดยการอนมุ าน โดยการคิดตรองตามแนวเหตผุ ล เพราะเขา้ ไดก้ บั ทฤษฎีท่พี นิ จิ ไว้แล้ว
ค�ำว่า ค�ำพยากรณ์ท้ังหมดน้ัน มีแต่จะท�ำให้ตรึกไปต่าง ๆ อธิบายว่า ค�ำพยากรณ์
ท้ังหมดนนั้ ท�ำใหค้ วามวติ กเจรญิ ท�ำใหค้ วามด�ำริเจริญ ท�ำให้กามวิตกเจรญิ ท�ำใหค้ วามวิตกถงึ
ชนบทเจริญ ท�ำให้ความวิตกถึงความไม่ตายเจริญ ท�ำให้ความวิตกที่ประกอบด้วยความเอ็นดู
เจริญ ท�ำให้ความวิตกทป่ี ระกอบด้วยลาภสกั การะและความสรรเสรญิ เจริญ ท�ำให้ความวติ กท่ี
ประกอบด้วยความปรารถนามใิ หใ้ ครดหู มน่ิ เจริญ
พระปงิ คิยเถระกลา่ วต่อไปวา่
พระโคดมทรงเปน็ เอกบรุ ุษ
ประทับนง่ั ท�ำลายความมืดอยู่ ทรงรงุ่ เรอื ง ทรงแผร่ ศั มี
พระโคดมมพี ระญาณดุจภูริ
พระโคดมมีพระปัญญาดุจภรู ิ
เลม่ ที่ ๒๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๐ 311
ทา่ นพระสารีบตุ รอธบิ ายมใี จความว่า
ค�ำว่า ทรงเป็นเอกบุรุษ ในค�ำว่า ทรงเป็นเอกบุรุษ ประทับน่ังท�ำลายความมืดอยู่
อธบิ ายวา่
พระผู้มีพระภาคทรงเปน็ เอกบุรษุ เพราะส่วนแห่งการบรรพชา
ชือ่ วา่ ทรงเป็นเอกบรุ ษุ เพราะอธิบายว่าไมม่ ีเพอ่ื น
ชื่อวา่ ทรงเป็นเอกบุรุษ เพราะทรงละตัณหาได้
ทรงปราศจากราคะโดยส้นิ เชิง จึงชอื่ วา่ ทรงเปน็ เอกบุรุษ
ทรงปราศจากโทสะโดยสนิ้ เชิง จงึ ชื่อวา่ ทรงเป็นเอกบรุ ุษ
ทรงปราศจากโมหะโดยส้นิ เชิง จึงชื่อวา่ ทรงเปน็ เอกบุรุษ
ทรงปราศจากกเิ ลสโดยสน้ิ เชิง จึงชอ่ื ว่าทรงเปน็ เอกบุรษุ
เสด็จถงึ ทางสายเอกแล้ว จึงช่อื ว่าทรงเปน็ เอกบุรุษ
ตรสั รูอ้ นุตตรสมั มาสมั โพธิญาณ ล�ำพงั พระองค์เดยี ว จึงชอ่ื วา่ ทรงเป็นเอกบรุ ุษ
แนะน�ำขัคควิสาณสุตตนทิ เทส
ขัคควสิ าณสุตตนทิ เทส
๑. ความหมาย
ขัคควิสาณสุตตนิทเทส คือ การอธิบายขัคควิสาณสูตร ซ่ึงว่าด้วยความประพฤติ
อยู่ผู้เดียว เหมือนนอแรด เป็นพระสูตรท่ีพระผู้มีพระภาคทรงแสดงองค์คุณของพระปัจเจก-
สมั พทุ ธเจ้าทั้งหลาย แบ่งออกเปน็ ๔ วรรค
๒. ใจความส�ำคัญของวรรคที่ ๑
บุคคลยกโทษในสัตว์ทุกจ�ำพวก
ไมเ่ บียดเบยี นสัตว์หน่งึ สตั ว์ใดในบรรดาสตั ว์เหล่านน้ั
ไม่ตอ้ งการบุตร (แลว้ ) จะพึงต้องการสหายจากไหนเลา่
จงึ ประพฤติอยู่ผู้เดยี ว เหมอื นนอแรด
312 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสุตตันตปิฎก
พระสารบี ตุ รอธบิ ายมใี จความวา่
สัตว์ท่ีมกั สะด้งุ และสตั ว์ที่มน่ั คง เหล่าสตั ว์ท่ีมกั สะดงุ้ คือ เหลา่ สตั วท์ ี่ยงั ละตณั หาไมไ่ ด้
ละภัยและความหวาดกลัวไม่ได้ แต่ส�ำหรับเหล่าสัตว์ท่ีม่ันคง ก็คือ เหล่าสัตว์ท่ีละตัณหา
ละภัยและความหวาดกลวั ไดแ้ ล้ว ไมค่ รน้ั คร้าม ไมเ่ กรงกลวั ไมห่ วาดหวนั่ และไม่ถึงความสะดุง้
ตอ่ โทษ ๓ อยา่ งคอื
๑. โทษทางกาย ได้แก่ กายทจุ ริต ๓ อย่าง
๒. โทษทางวาจา ไดแ้ ก่ วจที ุจริต ๔ อย่าง
๓. โทษทางใจ ไดแ้ ก่ มโนทจุ ริต ๓ อย่าง
เพราะฉะนั้น บุคคล ยก คือ ทิ้ง ปลง ปลด ทอดท้ิง ระงับโทษในสัตว์ทุกจ�ำพวก
และไมเ่ บยี ดเบยี นสัตวเ์ หล่าน้นั
ค�ำว่า ไม่ต้องการบุตร(แล้ว)จะพึงต้องการสหายจากไหนเล่า อธิบายว่า เมื่อบุคคล
ไม่ต้องการ คอื ไมย่ ินดี ไมป่ รารถนา ไม่มงุ่ หมาย ไม่มุ่งหวงั บตุ รแลว้ จะพงึ ตอ้ งการ คือพงึ ยินดี
พงึ ปรารถนา พึงมงุ่ หมาย พึงมุ่งหวังมิตร เพือ่ นเห็น เพื่อนคบหรือสหายจากไหนเลา่
บตุ ร ๔ จ�ำพวก ได้แก่
๑. บตุ รเกดิ จากตน ๒. บุตรเกดิ ในเขต
๓. บุตรทเี่ ขาให้ ๔. บตุ รที่อยใู่ นส�ำนกั
มิตร ๒ จ�ำพวก ได้แก่
๑. อาคารกิ มิตร ๒. อนาคารกิ มิตร
เมอื่ บคุ คลไม่ต้องการบุตร ไม่ต้องการสหายแล้ว จึงประพฤติอยู่ผ้เู ดียวเหมือนนอแรด
ค�ำวา่ จงึ ประพฤติอยผู่ ู้เดียว เหมือนนอแรด อธิบายว่า
พระปัจเจกสมั พุทธเจ้า ชอ่ื ว่าผ้เู ดยี ว เพราะส่วนแหง่ การบรรพชา เพราะไม่มีเพ่ือน
เพราะละตัณหาได้ เพราะปราศจากราคะโดยส้นิ เชิง เพราะปราศจากโทสะโดยส้นิ เชิง เพราะ
ปราศจากจากโมหะโดยสน้ิ เชงิ เพราะปราศจากกเิ ลสโดยสน้ิ เชงิ เพราะไปถงึ ทางสายเอก เพราะ
ตรัสรู้อนุตตรปจั เจกสมั โพธิญาณ ล�ำพังผเู้ ดียว
ค�ำว่า จงึ ประพฤติ หมายถงึ ความประพฤติ ๘ อยา่ ง คอื
๑. ความประพฤตใิ นอริ ยิ าบถ ๒. ความประพฤติในอายตนะ
๓. ความประพฤตใิ นสติ ๔. ความประพฤติในสมาธิ
๕. ความประพฤตใิ นญาณ ๖. ความประพฤตใิ นมรรค
๗. ความประพฤตใิ นผล ๘. ความประพฤติเพ่อื ประโยชนแ์ ก่โลก
เลม่ ท่ี ๒๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๐ 313
ค�ำว่า เหมือนนอแรด อธิบายว่า ธรรมดาแรด ย่อมมีนอเดียว ไม่มีนอที่ ๒ ฉันใด
พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าก็เหมือนนอแรดนั้น คือ เป็นผู้เดียว ไม่มีเพ่ือน พ้นจากเคร่ืองผูก
ยอ่ มประพฤติ คอื อยู่ เคลอ่ื นไหว เปน็ ไป เลย้ี งชวี ติ ด�ำเนนิ ไป ยงั ชวี ติ ใหด้ �ำเนนิ ไปโดยชอบในโลก
พระปัจเจกสัมพทุ ธเจ้ากล่าวว่า
ความรัก ยอ่ มมแี ก่ผมู้ คี วามเกีย่ วขอ้ ง
ทกุ ขน์ ้ี ยอ่ มเป็นไปตามความรกั
เราเม่ือเพ่งเห็นโทษอันเกดิ จากความรกั
จงึ ประพฤตอิ ย่ผู ู้เดยี ว เหมือนนอแรด
ทา่ นพระสารบี ุตรอธบิ ายมใี จความว่า
ค�ำวา่ ความรัก ยอ่ มมแี กผ่ ู้มีความเกี่ยวขอ้ ง หมายถึง ความเกีย่ วข้อง ๒ อยา่ ง คอื
๑. ความเกี่ยวขอ้ งเพราะการเหน็
๒. ความเกี่ยวขอ้ งเพราะการได้ยิน
ความรกั ๒ อย่าง คอื
๑. ความรักด้วยอ�ำนาจตณั หา
๒. ความรักดว้ ยอ�ำนาจทิฏฐิ
เพราะเหตุนัน้ ความเกยี่ วข้อง เพราะการเหน็ และเพราะการได้ยนิ เปน็ ปัจจยั ความรัก
ดว้ ยอ�ำนาจตณั หา และดว้ ยอ�ำนาจทฏิ ฐจิ ึงมี คอื มีขึน้ เกดิ เกิดขึ้น บังเกดิ บังเกิดขึน้ ปรากฏ
เม่ือมีความรัก ทุกข์ก็ย่อมมีแก่บุคคลผู้ประพฤติทุจริตทางกาย ประพฤติทุจริตทางวาจา
ประพฤติทุจริตทางใจ เป็นต้น เขาย่อมได้รับทุกข์โทมนัส เพราะความรัก เพราะความ
เพลิดเพลิน เพราะราคะ และเพราะความก�ำหนัดด้วยอ�ำนาจความเพลิดเพลินเป็นปัจจัย
หลงั จากตายแลว้ เขาย่อมเขา้ ถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมของตน เราเมื่อเพ่งเห็น
คือ แลเห็น มองดู เพ่งพินิจ พิจารณาเห็นโทษอันเกิดจากความรักด้วยอ�ำนาจตัณหา และ
ความรกั ด้วยอ�ำนาจทฏิ ฐแิ ล้ว จงึ ประพฤติอยผู่ เู้ ดยี ว เหมอื นนอแรด
๓. ใจความส�ำคัญของวรรคที่ ๒
ถา้ บคุ คลพึงไดส้ หายผู้มปี ญั ญารักษาตน
เทีย่ วไปดว้ ยกนั ได้ เป็นสาธวุ หิ ารี เป็นนกั ปราชญ์
ครอบง�ำอนั ตรายท้งั ปวงได้แล้ว พงึ มีใจแช่มช่นื
มีสติ เท่ียวไปกับสหายนั้น
314 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
ท่านพระสารีบุตรอธิบายมีใจความว่า
ค�ำว่า ถ้าบุคคลพึงได้สหายผู้มีปัญญารักษาตน อธิบายว่า ถ้าบุคคลพึงได้ คือ
ไดร้ บั สมหวงั ประสบสหายผมู้ ีปญั ญารักษาตน คอื ผู้ด�ำเนนิ ชีิวิตดว้ ยปญั ญา มปี ัญญา มีปญั ญา
เคร่ืองตรสั รู้ มญี าณ มีปญั ญาแจม่ แจง้ มปี ัญญาเคร่อื งท�ำลายกเิ ลส เทย่ี วไปดว้ ยกันได้
ค�ำว่า เป็นสาธุวิหารี อธิบายว่า ผู้เพียบพร้อมด้วยปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน
จตุตถฌาน เมตตาเจโตวิมุตติ กรุณาเจโตวิมุตติ มุทิตาเจโตวิมุตติ อุเบกขาเจโตวิมุตติ
อากาสานัญจายตนสมาบัติ วญิ ญาณัญจายตนสมาบตั ิ อากิญจัญญายตน สมาบตั ิ เนวสัญญา-
นาสัญญายตนสมาบัติ นิโรธสมาบัติ และผลสมาบัติ เป็นนักปราชญ์ คือ ผู้ด�ำเนินชีวิต
ดว้ ยปญั ญา ผู้มปี ญั ญา มปี ัญญาเครื่องตรสั รู้ มีญาณ มีปัญญาแจม่ แจง้ มปี ญั ญาเครอื่ งท�ำลาย
กิเลส สามารถครอบง�ำ คอื ข่มขี่ ทว่ มทับ รัดรึง ยำ่� ยีอันตราย ๒ อยา่ ง คอื (๑) อนั ตรายท่ีปรากฏ
(๒) อันตรายท่ีไม่ปรากฏ พึงมีใจแช่มช่ืน คือ มีใจยินดี ร่าเริง เบิกบาน มีใจสูง ปลาบปล้ืม
ประพฤติ คือ ยังชวี ิตใหด้ �ำเนินไป มสี ติ เท่ยี วไปกับสหายนน้ั
พระปจั เจกสัมพทุ ธเจา้ กล่าวว่า
เพราะกามท้ังหลายสวยงาม มรี สอร่อย นา่ ร่ืนเรงิ ใจ
ย่อมยวั่ ยวนจติ ดว้ ยอารมณห์ ลายรปู แบบ
เราเห็นโทษในกามคณุ แล้ว
จึงประพฤติอย่ผู ูเ้ ดยี ว เหมอื นนอแรด
ทา่ นพระสารบี ุตรอธิบายมใี จความว่า
ค�ำว่า กาม ในค�ำว่า เพราะกามทั้งหลายสวยงาม มีรสอร่อย น่าร่ืนเริงใจ ได้แก่
กาม ๒ อยา่ ง คอื
๑. วตั ถกุ าม ๒. กิเลสกาม
กามทง้ั สองนี้ สวยงาม คือ มรี ปู เสียง กล่นิ รส และโผฏฐัพพะชนิดต่าง ๆ น่าปรารถนา
น่าใคร่ น่าพอใจ ชวนให้รัก ชกั ใหใ้ คร่ พาใจใหก้ �ำหนัดและมีรสอรอ่ ย
สมจรงิ ดังทพ่ี ระผมู้ ีพระภาคตรสั ไว้ว่า ภิกษุท้ังหลาย กามคณุ มี ๕ อยา่ ง คือ
๑. รูปที่พงึ รแู้ จง้ ทางตา ๒. เสยี งที่พงึ ร้แู จ้งทางหู
๓. กล่นิ ท่พี งึ รู้แจง้ ทางจมกู ๔. รสทพี่ ึงรแู้ จ้งทางลน้ิ
๕. โผฏฐัพพะที่พงึ รู้แจง้ ทางกาย
ไมค่ วรเสพ ไมค่ วรคบหา ไมค่ วรให้เจริญ ไม่ควรท�ำให้มาก เมอื่ เหน็ โทษในกามคณุ วา่
เปน็ กองทกุ ข์ทจ่ี ะพงึ เหน็ ได้เอง มกี ามเป็นเหตุ มกี ามเปน็ เค้า มกี ามเป็นเหตเุ กิด เกดิ เพราะกาม
เลม่ ที่ ๒๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๐ 315
ทั้งหลายเป็นเหตุ ยงั ประพฤตกิ ายทุจรติ วจีทจุ รติ มโนทุจรติ อยู่ หลังจากตายแลว้ ยอ่ มไปเกิด
ในอบาย ทคุ ติ วินบิ าต นรก เม่อื เหน็ โทษในกามเชน่ นี้ พงึ ประพฤตอิ ยู่ผ้เู ดยี ว เหมือนนอแรด
๔. ใจความส�ำคัญของวรรคที่ ๓
(พระปัจจเจกสมั พุทธเจา้ ) ประพฤตลิ ว่ งทิฏฐิ
อันเป็นเสีย้ นหนาม ถึงนยิ าม ไดเ้ ฉพาะมรรคแล้ว
เป็นผมู้ ีญาณเกิดขน้ึ แล้ว ไม่ตอ้ งให้ผู้อ่ืนแนะน�ำ
จึงประพฤตอิ ยูผ่ ู้เดยี ว เหมอื นนอแรด
ท่านพระสารบี ุตรอธิบายมีใจความว่า
ค�ำว่า (พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า) ประพฤติล่วงทิฏฐิอันเป็นเส้ียนหนาม ได้แก่
ประพฤตลิ ว่ ง คือ กา้ วพ้น กา้ วล่วง ลว่ งเลยสกั กายทิฏฐิ ท่ีมวี ตั ถุ ๒๐ จนถึงทิฏฐิ ๖๒ มรรค ๔
เรียกวา่ นิยาม ได้แก่ อรยิ มรรคมอี งค์ ๘ คอื
๑. สมั มาทฏิ ฐ ิ ๒. สมั มาสังกัปปะ
๓. สมั มาวาจา ๔. สมั มากัมมนั ตะ
๕. สมั มาอาชวี ะ ๖. สมั มาวายามะ
๗. สัมมาสต ิ ๘. สมั มาสมาธิ
เพราะเหตุน้นั พระปจั เจกสมั พทุ ธเจา้ ประพฤติล่วงทฏิ ฐอิ นั เปน็ เส้ียนหนาม บรรลุ คอื
ถูกต้อง ท�ำมรรคให้แจ่มแจ้งแล้ว เป็นผู้มีญาณเกิดข้ึน คือ เกิดขึ้นพร้อม บังเกิด บังเกิดขึ้น
ปรากฏ โดยไม่ตอ้ งใหผ้ ้อู น่ื แนะน�ำ คอื ไม่ตอ้ งมีใครท�ำใหเ้ ชื่อ ไมต่ ้องมใี ครเปน็ ปัจจัย ถึงญาณ
ไม่เกี่ยวข้องกับผู้อื่น เป็นผู้ไม่หลงลืม รู้ตัว มีสติต้ังม่ัน รู้เห็นตามความเป็นจริง คือ เป็นผู้ไม่
หลงลืม รู้ตัว มีสติต้ังม่ันรู้เห็นตามความเป็นจริงว่า “สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ธรรม
ท้ังปวงเป็นอนัตตา สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ส่ิงน้ันท้ังหมดล้วนมีความดับไป
เป็นธรรมดา”
(พระปัจเจกสัมพุทธเจา้ ) เปน็ ผไู้ มโ่ ลภ ไมห่ ลอกลวง
ไม่กระหาย ไมม่ คี วามลบหลู่ ก�ำจดั กสาวะ(กิเลสดุจน�้ำยอ้ ม)
และโมหะไดแ้ ลว้ ไม่มีความมงุ่ หวงั ในโลกทั้วปวงแลว้
จึงประพฤตอิ ยู่ผู้เดยี ว เหมอื นนอแรด
ทา่ นพระสารบี ุตรอธิบายมใี จความว่า
ค�ำวา่ เป็นผู้ไมโ่ ลภ ไม่หลอกลวง ไม่กระหาย อธิบายว่า ตัณหา เรียกว่า ความโลภ
ความกระหาย ได้แก่ ความก�ำหนัด ความก�ำหนดั นัก ฯลฯ อภิชฌา อกุศลมูล คือโลภะ
316 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสุตตันตปิฎก
ตัณหาคือความโลภและความกระหายนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าละได้เด็ดขาดแล้ว
ตัดรากถอนโคน เหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พ้ืนที่ ท�ำให้ไม่มี เกิดข้ึน
ต่อไปไมไ่ ด้
ค�ำวา่ ไม่หลอกลวง อธิบายวา่ ความหลอกลวง ๓ อยา่ ง คอื
๑. ความหลอกลวงเกย่ี วกบั การใชส้ อยปัจจยั
๒. ความหลอกลวงเกย่ี วกับอิรยิ าบถ
๓. ความหลอกลวงเก่ียวกับการพดู เลยี บเคียง
พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าละความหลอกลวง ๓ อย่างเหล่านี้ได้แล้ว คือ ตัดขาดได้แล้ว
ท�ำใหส้ งบได้แลว้ ระงับได้แล้ว ท�ำให้เกดิ ขึน้ ไมไ่ ด้อีก เผาด้วยไฟคือญาณแล้ว ไมม่ คี วามลบหลู่
ก�ำจัดกสาวะ คือราคะ โทสะ โมหะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปฬาสะ ฯลฯ อกุสลาภิสังขาร
ทุกประเภทได้แล้ว ไม่มีความมุ่งหวัง คือ ไม่มีตัณหา ไม่มีความกระหายในโลกท้ังปวง
จึงประพฤตอิ ยผู่ ู้เดียว เหมอื นนอแรด
พระปัจเจกสมั พุทธเจ้ากลา่ วว่า
บคุ คลพงึ ละเวน้ สหายชว่ั ผู้ไมเ่ ห็นประโยชน์
ผู้ตั้งมน่ั อยูใ่ นธรรมท่ีผิด ไมพ่ งึ คบคนผขู้ วนขวาย
และผู้ประมาทด้วยตนเอง พงึ ประพฤติอยู่ผู้เดยี ว เหมือนนอแรด
ทา่ นพระสารบี ุตรอธบิ ายมใี จความว่า
ค�ำว่า พึงละเว้นสหายช่ัว ผู้ไม่เห็นประโยชน์ ผู้ต้ังม่ันอยู่ในธรรมท่ีผิด หมายถึง
สหายชว่ั และผูไ้ มเ่ ห็นประโยชน์ คอื ผู้ท่ปี ระกอบด้วยมจิ ฉาทฏิ ฐิ ๑๐ คอื
๑. ทานที่ให้แลว้ ไมม่ ผี ล ๒. การบชู าไม่มีผล
๓. การบวงสรวงไมม่ ีผล ๔. กรรมทท่ี �ำไว้ดีและท�ำไว้ไมด่ ีไม่มีผล
๕. โลกนีไ้ ม่ม ี ๖. โลกหนา้ ไมม่ ี
๗. มารดาไมม่ ี ๘. บิดาไมม่ ี
๙. สตั ว์ทเี่ ป็นโอปปาตกิ ะไม่มี
๑๐. สมณพราหมณ์ทด่ี �ำเนินตนชอบ ปฏิบตั ิชอบ ผู้ท�ำโลกนี้ และโลกหนา้ ให้
แจง้ ด้วยตนเองแล้ว ประกาศให(้ ผอู้ ่นื )ทราบ ไม่มี
ค�ำว่า ผู้ตั้งมั่นอยู่ในธรรมท่ีผิด อธิบายว่า ผู้ต้ังม่ันอยู่ในกายกรรม วจีกรรม และ
มโนกรรมทผ่ี ดิ ในปาณาตบิ าต อทนิ นาทาน กาเมสมุ จิ ฉาจาร มจิ ฉาทฏิ ฐิ สงั ขาร กามคณุ ๕ และ
ในนิวรณ์ ๕
เลม่ ที่ ๒๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๐ 317
๕. ใจความส�ำคญั ของวรรคที่ ๔
(พระปัจเจกสมั พุทธเจ้า) ละนวิ รณ์ ๕ อยา่ ง
ขจัดอุปกิเลสแห่งจิตทั้งปวงไดแ้ ล้ว
ไมอ่ ิงอาศัย ตดั ความรักและความชงั ได้แลว้
จงึ ประพฤติอยผู่ เู้ ดยี ว เหมอื นนอแรด
ท่านพระสารบี ุตรอธิบายมีใจความวา่
ค�ำวา่ ละนิวรณ์ ๕ อย่าง หมายถงึ ละทง้ิ บรรเทา ท�ำให้หมดสิน้ ไป ใหถ้ งึ ความไม่มี
อีกซ่ึงกามฉันทนิวรณ์ พยาบาทนิวรณ์ ถีนมิทธนิวรณ์ อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์ วิจิกิจฉานิวรณ์
สงดั จากกาม สงัดจากอกศุ ลธรรมแล้ว บรรลปุ ฐมฌานทมี่ ีวิตก วิจาร ปีตสิ ขุ อันเกิดจากวิเวกอยู่
ค�ำว่า ขจัดอุปกิเลสแห่งจิตท้ังปวงได้แล้ว อธิบายว่า ราคะเป็นอุปกิเลสแห่งจิต
โทสะ โมหะ โกธะ อปุ นาหะ ฯลฯ อกุสลาภสิ ังขารทกุ ประเภทเป็นอุปกเิ ลสแหง่ จติ พระปจั เจก-
สัมพุทธเจ้า ขจัด คือ ก�ำจัด ละท้ิง บรรเทา ท�ำให้หมดสิ้นไป ให้ถึงความไม่มีอีกซึ่งอุปกิเลส
แห่งจติ ท้ังหมดไดแ้ ลว้
ค�ำว่า ไม่อิงอาศัย อธิบายว่า การอาศัย ๒ อย่างคือ (๑) การอาศัยด้วยอ�ำนาจ
ตัณหา (๒) การอาศัยด้วยอ�ำนาจทฏิ ฐิ
ค�ำวา่ ความรกั ได้แก่ ความรกั ๒ อย่าง คือ (๑) ความรกั ดว้ ยอ�ำนาจตัณหา (๒) ความ
รกั ด้วยอ�ำนาจทฏิ ฐิ
ค�ำวา่ ความชัง หมายถึง ใจปองร้าย มงุ่ ร้าย ขัดเคอื ง ขนุ่ เคือง เป็นตน้
เพราะเหตุนน้ั พระปจั เจกสมั พุทธเจา้ นัน้ ตดั คอื ตดั ขาด ถอนขนึ้ ละ บรรเทา ท�ำให้
หมดส้ินไป ให้ถึงความไม่มีอีกซึ่งความรักด้วยอ�ำนาจตัณหา ความรักด้วยอ�ำนาจทิฏฐิ และ
ความชงั ได้แลว้ ไม่อาศัยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูปเสยี ง กล่ิน รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์
จึงประพฤติอยู่ผเู้ ดยี ว เหมือนนอแรด
(พระปจั เจกสัมพทุ ธเจา้ ) ปรารถนาความส้นิ ตัณหา
ไมป่ ระมาท ไมโ่ งเ่ ขลา คงแก่เรยี น มสี ติ
ผมู้ สี ังขาตธรรม ผูแ้ น่นอน มีความมุ่งม่ัน
จึงประพฤติอยผู่ ูเ้ ดียว เหมือนนอแรด
ท่านพระสารีบตุ รอธิบายมใี จความวา่
ค�ำว่า ปรารถนาความส้ินตัณหา ไมป่ ระมาท อธบิ ายว่า
ค�ำวา่ ตณั หา ไดแ้ ก่ รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตณั หา รสตณั หา โผฏฐัพพตัณหา
318 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
ค�ำวา่ ปรารถนาความสน้ิ ตณั หา อธิบายว่า ต้องการ ปรารถนา ยนิ ดี มุ่งหมาย มุ่งหวัง
ความสนิ้ ราคะ โทสะ โมหะ คติ อุปบตั ิ ปฏสิ นธิ ภพ สงั ขาร และความสิน้ วัฏฏะ
พระปจั เจกสัมพทุ ธเจา้ ผูด้ �ำเนินชวี ติ ด้วยปัญญา มีปญั ญา มปี ญั ญาเคร่ืองตรัสรู้ มีญาณ
มีปัญญาแจ่งแจ้ง มีปัญญาเครื่องท�ำลายกิเลส เป็นพหูสูต ทรงจ�ำเร่ืองท่ีเล่าเรียนมาแล้วไว้ได้
สั่งสมส่ิงท่ีเล่าเรียนมาแล้วไว้ได้ มีสติและปัญญารักษาตนอย่างยอดเย่ียม ระลึกได้ ตามระลึก
กรรมที่ท�ำ ค�ำท่พี ูดไว้นานแล้วได้ รแู้ จง้ ธรรม คือเหน็ ตามความเป็นจริง มีความเพยี รพยายาม
ประคองธุระไว้ในใจ บรรลอุ ริยมรรค ๔ จึงประพฤติอยผู่ ูเ้ ดียว เหมือนนอแรด
ข้อสงั เกต
เมือ่ มองภาพรวมของจูฬนิทเทศตามทไ่ี ด้แนะน�ำมาโดยสงั เขป จะเหน็ ได้ว่า แมเ้ น้ือหา
สาระจะน้อยกว่ามหานิสเทศ แต่ก็มีความสมบูรณ์ในตัวเอง คือ สมบูรณ์ทั้งในด้านอรรถและ
พยญั ชนะไมน่ อ้ ยไปกวา่ มหานทิ เทส ขอ้ นแ้ี สดงใหเ้ หน็ วา่ ผลงานแนวอรรถกถาชดุ น้ี ทา่ นผรู้ จนา
คอื ทา่ นพระสารบี ตุ ร อคั รสาวกฝา่ ยขวาผเู้ ลศิ ทางปญั ญา ไดร้ จนาขนึ้ ดว้ ยพลงั แหง่ ปฏสิ มั ภทิ าญาณ
โดยแท้ ท้ังมีเจตนาแน่วแน่ท่ีจะช่วยเหลือเพ่ือนสหธรรมิกให้เข้าใจพระพุทธวจนะอย่าง
ถูกต้องตามพระพุทธประสงค์ ดังท่ีท่านได้กล่าวแก่ภิกษุทั้งหลาย ณ เบื้องพระพักตร์ของ
พระผู้มพี ระภาควา่
ทา่ นทงั้ หลาย เราเราอปุ สมบทไดก้ งึ่ เดอื น ไดท้ �ำใหแ้ จง้ อตั ถปฎสิ มั ภทิ า (ปญั ญาแตกฉาน
ในอรรถ) โดยอรรถ โดยพยัญชนะ เราจะบอก แสดง บญั ญตั ิ ก�ำหนด เปิดเผย จ�ำแนก ท�ำให้
ง่ายซ่ึงอัตถปฏิสัมภิทาน้ันโดยวิธีต่าง ๆ ผู้มีความสงสัยหรือเคลือบแคลงพึงถาม เราพอใจที่จะ
ตอบข้อสงสัย พระศาสดาของเราท้ังหลาย ผู้ทรงฉลาดดีในธรรมท้ังหลาย ประทับอยู่ต่อหน้า
เราทัง้ หลายแลว้
เราอุปสมบทได้ก่ึงเดือน ได้ท�ำให้แจ้งซ่ึงธัมมปฏิสัมภิทา (ปัญญาแตกฉานในธรรม)
โดยอรรถ โดยพยัญชนะ เราจะบอก แดง บัญญัติ ก�ำหนด เปิดเผย จ�ำแนก ท�ำให้ง่ายซ่ึง
ธัมมปฏิสัมภิทานั้นโดยวิธีต่าง ๆ ผู้มีความสงสัยหรือเคลือบแคลงพึงถาม เราพอใจที่จะตอบ
ข้อสงสัย พระศาสดาของเราท้ังหลาย ผู้ทรงฉลาดดีในธรรมทั้งหลาย ประทับอยู่ต่อหน้าเรา
ทง้ั หลายแล้ว
เราอุปสมบทได้กึ่งเดือน ท�ำให้แจ้งนิรุตติปฏิสัมภิทา (ปัญญาแตกฉานในนิรุตติ)
โดยอรรถ โดยพยญั ชนะ เราจะบอก แสดง บัญญัติ ก�ำหนด เปดิ เผย จ�ำแนก ท�ำให้งา่ ยซึ่งนริ ุตติ
ปฏสิ มั ภทิ าน้นั โดยวธิ ตี า่ ง ๆ ผมู้ คี วามสงสยั หรอื เคลอื บแคลงพึงถาม เราพอใจทจี่ ะตอบข้อสงสัย
พระศาสดาของเราทง้ั หลาย ผูท้ รงฉลาดดีในธรมทง้ั หลาย ประทบั อยตู่ อิ หนา้ เราท้ังหลายแลว้
เลม่ ท่ี ๒๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๐ 319
เราอุปสมบทได้กึ่งเดือน ได้ท�ำให้แจ้งปฏิสัมภิทา (ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ)
โดยอรรถ โดยพยัญชนะ เราจะบอก แสดง บัญญัติ ก�ำหนด เปิดเผย จ�ำแนก ท�ำให้ง่าย
ซง่ึ ปฏปิ ทานนั้ โดยวิธตี า่ ง ๆ ผมู้ คี วามสงสยั หรอื เคลอื บแคลงพึงถาม เราพอใจทจ่ี ะตอบข้อสงสยั
พระศาสดาของเราท้งั หลาย ผทู้ รงฉลาดดีในธรรมทงั้ หลาย ประทบั อยู่ตอ่ หน้าเราท้ังหลายแลว้
(องฺ จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๑๗๒/๒๔๒-๒๔๓)
เน้ือหาของจูฬนิทเทสมี ๒ ส่วน คือ ส่วนที่เป็นมาณวปัญหานิทเทสและส่วนท่ีเป็น
ขัคควิสาณสุตตนิทเทส ส่วนท่ีเป็นมาณวปัญหานิทเทสว่าด้วยค�ำอธิบายความหมายของ
คาถาจ�ำนวน ๙๒ คาถา จ�ำแนกคาถาท่ีเป็นค�ำถามของมาณพ ๑ต คน สาระส�ำคัญของ
คาถาถาม-ตอบ คือหลักการปฏิบัติ เพ่ือบรรลุอมตธรรม ได้แก่ พระนิพพาน ส่วนที่เป็น
ขคั ควสิ าณสตุ ตนทิ เทส วา่ ดว้ ยค�ำอธบิ ายความหมายของคาถา จ�ำนวน ๔๑ คาถา ในขคั คสาณสตู ร
สาระส�ำคัญของพระสูตรนี้ คือ วิหารธรรม หรือข้อวัตรปฏิบัติของพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า
ที่เปรียบเหมือนนอแรด ได้แก่ การเป็นอยู่ผู้เดียว ไม่ชอบคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ช่ังมีเหตุผล
ประกอบดว้ ยขอ้ วัตรปฏิบัตนิ น้ั ๆ อย่างชดั แจ้ง
ประโยชนท์ ่จี ะพงึ ไดจ้ ากคมั ภรี ์มหานทิ เทส และจูฬนทิ เทส คือ
๑. ไดค้ วามรู้ความเข้าใจพระพุทธวจนะอยา่ งถูกต้อง และลึกซ้งึ
๒. ได้แนวการอธิบายขยายความพระพุทธวจนะที่ตรัสไว้โดยย่ออย่างพิสดารถึง
๙ แบบ
๓. รหู้ ลักในการปฏิบัติเพ่อื บรรลพุ ระนิพพาน
ผู้สนใจใฝ่ในการศึกษาพระพุทะศาสนาที่อ่านคัมภีร์ชุดน้ีอย่างพินิจพิจารณาเท่าน้ัน
จงึ จะไดร้ บั ประโยชน์ดังกล่าว
320 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
เล่มที่ ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๑ 321
พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๓๑
พระสตุ ตนั ตปฎิ ก เลม่ ที่ ๒๓
(ขทุ ทกนกิ าย ปฏิสมั ภิทามรรค)
พระไตรปิฎกเลม่ ท่ี ๓๑ คอื พระสุตตันตปฎิ ก ขุททกนิกาย ปฏสิ ัมภทิ ามรรค ซ่ึงเปน็
ผลงานแนวอภิธรรมของท่านพระสารีบุตรเถระ อัครสาวกฝ่ายขวาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
และถอื วา่ เปน็ ปกรณท์ างกมั มฏั ฐานเลม่ แรกของพระพทุ ธศาสนา แตใ่ นการสงั คายนาพระธรรม
วนิ ัยคร้ังท่ี ๑ พระธรรมสังคาหกาจารย์จดั ไว้ในฝา่ ยพระสตุ ตนั ตปฎิ ก ขทุ ทกนิกาย คัมภีรท์ ี่ ๑๒
ในจ�ำนวน ๑๕ คัมภรี ซ์ ่งึ รวมเขา้ เป็นพระไตรปิฎก ๙ เลม่ ดงั น้ี
อันดับท่ี ชือ่ คมั ภีร์ เป็นพระไตรปิฎก
๑ ขุททกปาฐะ เล่มที่ ๒๕
๒ ธมั มปทะ (ธรรมบท) เล่มที่ ๒๕
๓ อุทาน เล่มที่ ๒๕
๔ อิตวิ ตุ ตกะ เลม่ ท่ี ๒๕
๕ สตุ ตนบิ าต เลม่ ท่ี ๒๕
๖ วมิ านวตั ถุ เล่มท่ี ๒๖
๗ เปตวัตถุ เล่มท่ี ๒๖
๘ เถรคาถร เล่มท่ี ๒๖
๙ เถรีคาถา เลม่ ที่ ๒๖
๑๐ ชาตกะ (ชาดก) ภาคท่ี ๑-๒ เลม่ ที่ ๒๗-๒๘
๑๑ นทิ เทส (มหานทิ เทส-จูฬนทิ เทส) เลม่ ที่๒๙-๓๐
๑๒ ปฏิสมั ภิทามรรค เล่มท่ี ๓๑
๑๓ อปทาน ภาคท่ี ๑ เล่มท่ี ๓๒
เล่มท่ี ๓๓
อปทาน ภาคท่ี ๒ เล่มท่ี ๓๓
๑๔ พทุ ธวงศ์ เล่มที่ ๓๓
๑๕ จริยาปิฎก
322 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
นอกจากนี้ รปู แบบของปฏิสัมภทิ ามรรค ทา่ นจดั ไว้ในองคท์ ี่ ๒ และท่ี ๓ คือ เคยยะ
และเวยยากรณะ ในนวังคสัตถศุ าสน์ ได้แก่ วรรณกรรมประเภทร้อยแกว้ ผสมรอ้ ยกรอง และ
ร้อยกรองล้วน (วิ.อ. ๑/๑๗-๑๘, ข.ุ ป.อ. ๑/๑/๑๐)
ความหมายและวตั ถปุ ระสงค์ของปฏิสัมภิทามรรค
ปฏสิ มั ภทิ ามรรค มาจากค�ำวา่ ปฏสิ มภฺ ทิ านํ มคโฺ ค แปลวา่ ทางแหง่ ปฏสิ มั ภทิ าทงั้ หลาย
ปฏิสมั ภิทา แปลว่า ความรู้แตกฉาน มี ๔ ประการ คือ
๑. อตถฺ ปฏสิ มภฺ ทิ า ความรแู้ ตกฉานในอรรถ หมายถงึ ความรทู้ ส่ี ามารถก�ำหนดลกั ษณะ
เฉพาะและความหมายของผลประเภทต่าง ๆ เช่น ความรู้แตกฉานในทุกข์ ความรู้แตกฉาน
ในทุกขนิโรธ ค�ำว่า อรรถ ในที่นี้หมายถึง ผล ตามตัวอย่างน้ีทุกข์เป็นผลของทุกขสมุทัย
และทกุ ขนโิ รธเปน็ ผลของทกุ ขนโิ รธคามนิ ปี ฏปิ ทานอกจากนค้ี �ำวา่ อรรถ ยงั หมายถงึ ความหมาย
เช่น ความรูแ้ ตกฉานในความหมายแหง่ ธรรมภาษติ ต่าง ๆ
๒. ธมมฺ ปฏสิ มภฺ ทิ า ความรแู้ ตกฉานในธรรม หมายถงึ ความรทู้ สี่ ามารถก�ำหนดลกั ษณะ
เฉพาะและความหมายของเหตุประเภทต่าง ๆ เช่น ความรู้แตกฉานในทุกขสมุทัย ความรู้
แตกฉานในทกุ ขนิโรธคามินปี ฏิปทา ค�ำว่า ธรรม ในทน่ี ้ี หมายถึง เหตุ ในตวั อย่างน้ี ทุกขสมุทัย
เป็นเหตุของทุกข์ และทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาเป็นเหตุของทุกขนิโรธ นอกจากนี้ค�ำว่า ธรรม
ยังหมายถึงค�ำสอนท่ี เรียกว่า ธรรม ยังหมายถึงค�ำสอนท่ีเรียกว่า ธรรมภาษิต เช่น ที่ท่าน
อธิบายไวว้ า่ “ภกิ ษุในพระธรรมวินัยนี้รู้ธรรม คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อทุ าน
อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูตธรรม เวทัลละ น้ีช่ือว่า ความรู้แตกฉานในธรรม ภิกษุนั้นรู้อรรถ
(ความหมาย) ของภาษิต น้นั ๆ น่ันเองว่า “นเ่ี ป็นอรรถของภาษิตนี้ น้ีเปน็ อรรถของภาษิตน”ี้
น้ชี ือ่ วา่ ความรแู้ ตกฉานในอรรถ”
๓. นิรุตฺติปฏิสมฺภิทา ความรู้แตกฉานในนิรุตติ (นิรุกติ) หมายถึงความรู้ที่สามารถ
ก�ำหนดลักษณะเฉพาะและความหมายของโวหารแห่งภาษาประเภทต่าง ๆ ที่ กล่าวถึงอรรถ
และธรรม ดงั กลา่ วไวข้ า้ งต้น
๔. ปฏิภาณปฏิสมฺภิทา ความรู้แตกฉานในปฏิภาณ หมายถึงความรู้ท่ีสามารถ
ก�ำหนดลักษณะเฉพาะและความหมายของปฏิภาณประเภทต่าง ๆ ได้แก่ ความรู้แตกฉานใน
อัตถปฏิสัมภิทาญาณ ธัมมปฏิสัมภิทาญาณและนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ สามารถน�ำมาอธิบาย
ไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ งและท�ำใหผ้ ้ฟู ังเขา้ ใจอยา่ งถกู ต้องตามความเปน็ จรงิ ของเรือ่ งนัน้
ค�ำว่า “ทาง” (มคฺโค) ในค�ำวา่ “ทางแห่งปฏสิ ัมภทิ า” หมายถงึ อบุ ายใหบ้ รรลุถึง
(อธิคมุปาโย) หรอื เหตใุ หไ้ ด้ปฏสิ ัมภิทา (ปฏิสมฺภิทาลาภเหตุ) ฉะน้นั คัมภรี ป์ ฏิสัมภิทามรรค
เล่มท่ี ๒๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๑ 323
จึงหมายถึงคัมภีร์ท่ีว่าด้วยอุบายให้บรรลุถึงหรือให้ได้ปฏิสัมภิทาท้ังหลาย ดังกล่าวมาข้างต้น
อบุ ายใหบ้ รรลถุ งึ หรอื เหตใุ หไ้ ดป้ ฏสิ มั ภทิ า คอื อะไร ทา่ นผรู้ จนาคมั ภรี น์ ค้ี อื ทา่ นพระสารบี ตุ รเถระ
ไดป้ ระมวลมาอธบิ ายขยายความดว้ ยนยั และอรรถวจิ ติ รพสิ ดาร จ�ำนวน ๓๐ เรอื่ ง หรอื ๓๐ กถา
แต่ละกถามีเป้าหมาย หรือวัตถุประสงค์ตรงกัน นั้นคือเพ่ือให้ผู้ศึกษาบรรลุถึงความรู้แตกฉาน
ในอรรถ ในธรรม ในนริ ตุ ติ และในปฏภิ าณ จงึ ถอื ไดว้ า่ นคี้ อื วตั ถปุ ระสงคข์ องปฏสิ มั ภทิ ามรรค
ความเป็นมาและความส�ำคญั ของปฏสิ มั ภิทามรรค
พระเถระชาวลังกาช่ือว่ามหานามะ ผู้รจนาคัมภีร์สัทธัมมัปปกาสินี ซึ่งเป็นอรรถกถา
ปฏิสัมภิทามรรค กล่าวยกย่องปฏิสัมภิทามรรคไว้ใน คนฺถารมฺภกถา ของคัมภีร์นั้นว่า
เป็น วิสิฏฐปาฐ แปลว่า คัมภีร์ที่ประเสริฐ และกล่าวถึงความเป็นมาว่า “เป็นภาษิตของ
ทา่ นพระสารีบตุ รเถระ ผู้เปน็ สัทธรรมเสนาบดี คอื ผู้ประกาศพระสทั ธรรม ผู้เขา้ ใจแจ่มแจ้ง
ตามความเป็นจริงในอรรถแห่งพระสูตรทั้งหลายท่ีพระตถาคตได้ตรัสไว้ เป็นผู้น�ำในการจุด
ธรรมประทปี ใหโ้ ชตชิ ว่ ง ไดต้ ง้ั ชอื่ วสิ ฏิ ฐปาฐะนไ้ี วอ้ ยา่ งวเิ ศษวา่ ปฏสิ มั ภทิ ามรรค (ปฏสิ มภฺ ทิ านํ
มคโฺ ค)”
ท่านพระมหานามเถระกล่าวสรรเสริญต่อไปว่า “ปฏิสัมภิทามรรคน้ีเป็นปกรณ์ ท่ีมี
นัยและอรรถวิจิตรพิสดารย่ิงนัก ผู้มีปัญญาลึกซ้ึงจึงจะเข้าถึงนัยและอรรถต่าง ๆ ได้ทุกเม่ือ
ฉะนั้น สาธชุ นผูม้ ุง่ บ�ำเพญ็ ประโยชน์ตนและประโยชนช์ าวโลกจึงควรศกึ ษา ปกรณน์ ีเ้ ปน็ นิตย์”
(ข.ุ ป.อ. ๑-๒)
ในวงการศึกษาและปฏิบัติกัมมัฏฐาน ถือกันว่า ปฏิสัมภิทามรรคเป็นคัมภีร์ และ
เปน็ ตน้ แบบของคมั ภรี ์ทางดา้ นนีใ้ นสมัยตอ่ มา เช่น คัมภีรว์ มิ ตุ ตมิ รรค (ทางแหง่ ความหลุดพ้น)
ของพระอุปติสสเถระ คัมภีร์วิสุทธิมรรค (ทางแห่งความบริสุทธิ์) ของพระพุทธโฆสเถระ
เพราะทงั้ คมั ภรี ว์ มิ ตุ ตมิ รรคและวสิ ทุ ธมิ รรคตา่ งใชว้ ธิ กี ารด�ำเนนิ การแบบเดยี วกบั ปฏสิ มั ภทิ ามรรค
คอื ยกพระพทุ ธภาษติ เถรภาษติ หรอื ธรรมภาษติ ทเ่ี กยี่ วกบั ไตรสกิ ขา และหลกั ปฏบิ ตั กิ มั มฏั ฐาน
มาตั้งเป็นบทอุทเทสแล้วอธิบายขยายความตามความเห็นของตนโดยมีพระพุทธภาษิต
เถรภาษติ หรอื ธรรมภาษติ อนื่ ๆ รบั รองความถกู ตอ้ ง ในวมิ ตุ ตมิ รรค ทา่ นผรู้ จนาอธบิ ายไวอ้ ยา่ ง
กะทดั รดั แตใ่ นวสิ ทุ ธมิ รรคทา่ นผรู้ จนาอธบิ ายไว้ อยา่ งวจิ ติ รพสิ ดารในวมิ ตุ ตมิ รรคทา่ นผรู้ จนาได้
ยกหลกั ธรรมจ�ำนวนมากจากปฏสิ มั ภทิ ามรรคมาตงั้ แลว้ อธบิ ายขยายความบา้ ง ยกมาสนบั สนนุ
ค�ำอธบิ ายของตนบา้ ง แตไ่ มไ่ ดอ้ ้างไว้โดยตรง ซง่ึ ตา่ งกับท่านผรู้ จนาวิสทุ ธมิ รรคทีก่ ลา่ วอ้างไว้
ทุกตอน เชน่ ในสีลนิทเทสของวสิ ทุ ธิมรรคอธิบายประเภทของศลี ไวต้ อนหน่ึงวา่
324 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
เป็น ๕ ประการ โดยมีปริยันตปาริสุทธิศีล เป็นต้น ข้อน้ีแม้ท่านพระธรรมเสนาบดี
สารีบุตรเถระก็ได้กล่าวไว้ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทาว่า ศีล ๕ ประการ คือ ปริยันตปาริสุทธิศีล
อปริยันตปารสิ ทุ ธศิ ลี ปรปิ ณุ ณปารสิ ทุ ธิศลี อปรามฏั ฐปาริสุทธศิ ีล และปฏิปสั สัทธิปารสิ ุทธิศีล
ดงั น้ี (วสิ ทุ ธิ. ๑/๑๐/๑๒ อ้างปฏิสมั ภทิ ามรรคข้อ ๓๗)
(ทุกะท่ี ๖)... ศีลท่ีมีความเห็น (ทิฏฐิ) ด้วยอ�ำนาจลาภ ยศ ญาติ อวัยวะ และชีวิต
เป็นที่สุด ช่ือว่าสปริยันตศีล ที่ตรงกันข้ามชื่อว่าอปริยันตศีล ข้อนี้แม้ท่านพระธรรมเสนาบดี
สารบี ตุ รเถระก็ไดก้ ลา่ วไวใ้ นคัมภรี ์ปฏสิ มั ภทิ าว่า
ถาม : ศลี มที สี่ ุดนัน้ เป็นอยา่ งไร
ตอบ : ศีลมลี าภเป็นทสี่ ดุ กม็ ี ศีลมยี ศเป็นทสี่ ุดก็มี ศลี มีญาตเิ ปน็ ที่สุดก็มี ศีลมีอวัยวะ
เปน็ ที่สดุ ก็มี ศีลมีชวี ิตเปน็ ท่สี ดุ กม็ ี
ถาม : ศลี มลี าภเปน็ ทสี่ ุดเป็นอยา่ งไร
ตอบ : บคุ คลบางคนในโลกน้ีละเมิดสิกขาบทตามท่ตี นสมาทานไว้เพราะลาภเปน็ เหตุ
เพราะลาภเป็นปจั จยั เพราะลาภเป็นตัวการณ์ ศลี น้ี ชอ่ื วา่ มลี าภเป็น ทสี่ ดุ (วิสุทธ.ิ ๑/๑๑/๑๓
อา้ งปฏสิ ัมภิทามรรคขอ้ ๓๘)
ข้อความท่ี ๒ น้ี ปรากฏในวิมุตติมรรคด้วยแต่ไม่ได้กล่าวอ้างไว้เหมือนวิสุทธิมรรค
(ดูวมิ ตุ ตมิ รรค หน้า ๑๒)
แม้วิมุตติมรรคและวิสุทธิมรรคจะมีวิธีด�ำเนินการและมีเน้ือหาเป็นหมวดธรรมเดียวกัน
กบั ปฏสิ ัมภิทามรรคโดยประมาณ แตถ่ ือกันว่าคัมภีรท์ งั้ ๒ เลม่ นเี้ ป็นคัมภรี ์ชน้ั อรรถกถา หรอื
ปกรณพ์ เิ ศษ สว่ นปฏสิ มั ภทิ ามรรคเปน็ คมั ภรี ช์ น้ั บาลี คอื เปน็ คมั ภรี ท์ ่ี ๑๒ แหง่ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
ขุททกนิกาย ดังกล่าวข้างต้น และถือกันว่าเป็นคัมภีร์แนวพระอภิธรรมชั้นต้น ๆ แต่ในการ
สงั คายนาพระธรรมวนิ ยั ครง้ั ท่ี ๑ ยงั ไมไ่ ดแ้ ยกพระอภธิ รรมปฎิ กอออกมาจากคมั ภรี ข์ ทุ ทกนกิ าย
พระธรรมสังคาหกาจารย์ จึงจัดให้ปฏิสัมภิทามรรครวมอยู่ในขุททกนิกายเช่นเดียวกันกับ
คัมภีร์นิทเทส ซ่ึงเป็นผลงานแนวอรรถกถาของท่านผู้รจนารูปเดียวกัน (ดูบทน�ำมหานิทเทส
และจูฬนิทเทสประกอบ) และได้ยกย่องคัมภีร์นี้ว่าเป็นทางที่หาท่ีสุดมิได้ มีความลุ่มลึก
ดจุ สาคร กวา้ งขวางดุจท้องฟา้ นภากาศท่ดี ารดาษดว้ ยหมู่ดาว
เล่มที่ ๒๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๑ 325
โครงสร้างของปฏิสัมภิทามรรค
โครงสรา้ งของปฏสิ ัมภทิ ามรรคประกอบด้วยส่วน ๒ สว่ น คือ สว่ นเน้อื หา และสว่ น
วธิ ดี �ำเนินการ ขอแนะน�ำโดยสงั เขปดงั น้ี
แผนภูมิโครงสร้างของปฏสิ ัมภิทามรรค
เนือ้ หา
มหาวรรค ยคุ นัทธวรรค ปญ ญาวรรค
๑๐ กถา
วธิ ีดำเนินการ
มาตกิ า/อุทเทศ นทิ เทส
ปจุ ฉา วิสชั นา
ก. เนอ้ื หา
เนื้อหาของปฏิสัมภิทามรรคแบ่งเป็น ๓ วรรค คือ (๑) มหาวรรค (๒) ยุคนัทธวรรค
(๓) ปญั ญาวรรค แต่ละวรรคประกอบด้วยกถา ๑๐ กถา คือ
๑. มหาวรรค
๑. ญาณกถา ๒. ทิฏฐิกถา
๓. อานาปานัสสติกถา ๔. อนิ ทรยิ กถา
๕. วโิ มกขกถา ๖. คตกิ ถา
326 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
๗. กัมมกถา ๘. วิปลั ลาสกถา
๙. มคั คกถา ๑๐. มณั ฑเปยยกถา
๒. ยคุ นัทธวรรค
๑. ยุคนทั ธกถา ๒. สัจจกถา
๓. โพชฌังคกถา ๔. เมตตากถา
๕. วิราคกถา ๖. ปฏิสัมภิทากถา
๗. ธมั มจักกกถา ๘. โลกุตตรกถา
๙. พลกถา ๑๐. สุญญกถา
๓. ปัญญาวรรค
๑. มหาปัญญากถา ๒. อิทธกิ ถา
๓. อภสิ มยกถา ๔. วเิ วกกถา
๕. จริยากถา ๖. ปาฏิหารยิ กถา
๗. สมสสี กถา ๘. สติปฏั ฐานกถา
๙. วิปัสสนากถา ๑๐. มาติกากถา
แต่ละกถายังจ�ำแนกเป็นนิทเทสต่าง ๆ กล่าวโดยสรุป นิทเทสเหล่าน้ันมุ่งอธิบาย
ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ และปัญญา เป็นหลัก เช่น อธิบายศีลไว้ใน สีลมสมาธิพร้อม
ด้วยอารมณ์ต่าง ๆ ท่ีเก่ียวกับสมาธิไว้ในสมาธิภาวนามยญาณนิทเทส นอกจากนี้ยังได้อธิบาย
อานาปานัสสติ ฌาน อภิญญา และฤทธ์ิไว้โดยพิสดาร ส่วนปัญญาซ่ึงถือเป็นเน้ือหาหลัก
ได้อธิบายไว้โดยพิสดารในญาณกถา โดยเฉพาะสุตมยญาณนิทเทสแห่งมหาวรรคและใน
ปัญญาวรรค รวมท้ังได้น�ำหมวดธรรมที่เกี่ยวข้องมาอธิบายอย่างครบถ้วน เช่น อายตนะ ๑๒
ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ สัจจะ ๔ สามัญญลักษณะ ๓ (ไตรลักษณ์)
มหาวปิ สั สนา ๑๘ วปิ ัสสนา ๔๐ มัคคญาณ ผลญาณ
ข. วธิ ีด�ำเนนิ การ
ปฏสิ มั ภทิ ามรรค มวี ธิ ดี �ำเนนิ การแจกแจงเนอ้ื หาดงั กลา่ วขา้ งตน้ อยา่ งมรี ะบบแบบแผน
เป็นลกั ษณะเฉพาะของตน กลา่ วคือในแตล่ ะกถาแบง่ เน้อื หาออกเป็น ๒ สว่ น คือ ส่วนทเี่ ปน็
มาตกิ า หรอื อุทเทส และส่วนท่เี ปน็ นทิ เทส
๑. มาติกา หรือ อุทเทส หมายถึงบทต้ังคือบทธรรมหรือหัวข้อธรรมที่ตั้งขึ้นเพื่อ
อธิบาย เช่นในญาณกถาแหง่ มหาวรรค มบี ทมาติกาจ�ำนวน ๗๓ บท มาติกา หรอื อทุ เทสนี้มี
ทม่ี า ๓ แหลง่ คอื (๑) มาจากพระพทุ ธภาษติ หรอื พระพทุ ธวจนะ โดยตรง (๒) มาจากภาษติ ของ
เลม่ ที่ ๒๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๓๑ 327
ทา่ นพระอานนท์ หมายถงึ พระพทุ ธวจนะทที่ า่ นพระอานนทร์ บั ฟงั มาจากพระผมู้ พี ระภาคแลว้ น�ำ
มาบอกกลา่ วแกเ่ พอ่ื นสหธรรมกิ ทงั้ หลายในโอกาสตา่ ง ๆ (๓) เปน็ ภาษติ ของทา่ นพระสารบี ตุ รเอง
หมายถงึ พระทที่ า่ นพระสารบี ตุ รไดส้ ดบั รบั มาจากพระผมู้ พี ระภาคในโอกาสตา่ ง ๆ น�ำมาประยกุ ต์
ใช้ในท่ีนี้ตามความเหมาะสม ในกรณีท่ีไม่อาจยกพระพุทธวจนะโดยตรง หรือพระพุทธวจนะ
ท่ผี า่ นทา่ นพระอานนท์มาต้งั เปน็ มาติกาได้
โดยปกติถ้าบทตั้งใดเป็นพระพุทธวจนะโดยตรงหรือที่เป็นภาษิตของท่านพระอานนท์
ท่านพระสารีบุตรจะอ้างที่มาไว้ด้วย ถ้าบทตั้งใดมิได้อ้างไว้ ให้เข้าใจว่าเป็นภาษิตของท่าน
ผู้รจนาเอง
๒. นิทเทส หมายถึงบทขยายหรือค�ำอธิบายอุทเทสด้วยนัยและอรรถต่าง ๆ อย่าง
วิจิตรพิสดาร โดยยกบทอุทเทสดังกล่าวในข้อ ๑ มาตั้งเป็นค�ำปุจฉาแล้ววิสัชนา จนได้ความ
แจ่มแจ้งโดยเริ่มต้นจากการนิยามค�ำแล้วขยายความบทนิยามด้วยการยกหมวดธรรมต่าง ๆ
ท่ีเก่ียวข้องมารับรองท�ำนองเดียวกับที่ท่านใช้ในมหานิทเทสและจูฬนิทเทส ในที่น้ีขอยก
อทุ เทสและนิทเทสของญาณกถา มหาวรรคมาเพื่อพจิ ารณาเพยี ง ๑ ตวั อย่าง คอื
มาตกิ าหรืออทุ เทสของญาณกถา มหาวรรค
(๑) ปัญญาในการทรงจ�ำธรรมที่ได้สดับมา ชื่อว่าสุตมยญาณ (ญาณทรงจ�ำธรรม
ทีไ่ ดส้ ดับมา)
นิทเทสของญาณกถา - สุตมยญาณนิทเทส
ปจุ ฉา
(๒) ปญั ญาในการทรงจ�ำธรรมท่ไี ด้สดับมา ชอื่ ว่าสตุ มยญาณ เปน็ อย่างไร
วสิ ชั นา
การทรงจ�ำธรรมท่ีได้สดับมาว่า ธรรมเหล่าน้ีควรรู้ย่ิง ปัญญารู้ชัดธรรมที่ได้สดับมานั้น
ช่ือว่าสตุ มยญาณ
ปุจฉา
(๒) การทรงจ�ำธรรมทไ่ี ดส้ ดบั มาวา่ ธรรมเหลา่ นค้ี วรรยู้ งิ่ ปญั ญารชู้ ดั ธรรมทไี่ ดส้ ดบั มานนั้
ช่อื ว่าสตุ มยญาณ เป็นอย่างไร
วสิ ชั นา
ธรรม ๑ อย่างท่คี วรร้ยู ่งิ คือ สัตวท์ ง้ั ปวงด�ำรงอยูไ่ ดเ้ พราะอาหาร
ธรรม ๒ อย่างทีค่ วรรยู้ งิ่ คอื ธาตุ ๒
ฯลฯ
328 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก
ปุจฉา
(๓) ภิกษุทัง้ หลาย สง่ิ ท้ังปวงควรรู้ยงิ่ ส่ิงทง้ั ปวงควรรยู้ ่ิง คืออะไร
วสิ ชั นา
คอื จกั ขุ (ตา) ควรรยู้ ง่ิ จกั ขวุ ญิ ญาณ (ความรแู้ จง้ ทางตา) ควรรยู้ ง่ิ สขุ เวทนา ทกุ ขเวทนา
หรอื อทุกขมสขุ เวทนา ที่เกดิ ข้ึนเพราะจักขสุ ัมผสั เป็นปัจจัย ควรรยู้ ่งิ
ฯลฯ
แนะน�ำมหาวรรค
มหาวรรค
มหาวรรค แปลว่า หมวดใหญ่ ท่ีชื่อดังนี้ เพราะว่าด้วยเร่ืองใหญ่ และส�ำคัญมาก
๑๐ เร่ือง หรือท่เี รยี กวา่ กถา คือ
๑. ญาณกถา ๒. ทฏิ ฐิกถา
๓. อานาปานสั สติกถา ๔. อินทรยิ กถา
๕. วิโมกขกถา ๖. คตกิ ถา
๗. กัมมกถา ๘. วปิ ลั ลาสกถา
๙. มัคคกถา ๑๐. มัณฑเปยยกถา
๑. ญาณกถา
ค�ำว่า ญาณกถา แปลว่า กถาว่าด้วยญาณ ซึ่งมีจ�ำนวน ๗๓ ญาณ แบ่งเป็นอุทเทส
และนิทเทสได้ ๗๓ อทุ เทส และ ๗๓ นทิ เทสดังนี้
อทุ เทส ๗๓
๑. ปัญญาในการทรงจ�ำธรรมที่ไดส้ ดบั มา ชอื่ วา่ สุตมยญาณ (ญาณในการทรงจ�ำธรรม
ท่ีไดส้ ดบั มา)
๒. ปญั ญาในการสดับธรรมแลว้ ส�ำรวมไว้ ช่ือว่าสลี มยญาณ (ญาณในการส�ำรวมศลี )
๓. ปัญญาในการส�ำรวมจติ ตัง้ มั่น ชื่อวา่ สมาธิภาวนามยญาณ (ญาณในการส�ำรวมจติ
เจรญิ สมาธ)ิ
เล่มท่ี ๒๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๓๑ 329
๔. ปัญญาในการก�ำหนดปัจจัย ชื่อว่าธัมมัฏฐิติญาณ (ญาณในการก�ำหนดที่ต้ังแห่ง
ธรรม)
๕. ปัญญาในการย่อธรรมท้ังหลายทั้งท่ีเป็นอดีต อนาคต และปัจจุบันแล้วก�ำหนดไว้
ชื่อว่าสมั มสนญาณ (ญาณท่ีก�ำหนดนามธรรมและรูปธรรม)
๖. ปัญญาในการพิจารณาเห็นความแปรผันแห่งธรรมท้ังหลายที่เป็นปัจจุบัน ช่ือว่า
อทุ ยัพพยานปุ สั สนาญาณ (ญาณทีพ่ ิจารณาเห็นความเกิดและความดบั )
๗. ปัญญาในการพิจารณาอารมณ์แล้วพิจารณาเห็นความดับ ชื่อว่าวิปัสสนาญาณ
(ญาณที่พจิ ารณาเห็นความดบั )
๘. ปัญญาในการ (เหน็ สังขาร) ปรากฏโดยความเปน็ ภยั ชื่อวา่ อาทีนวญาณ (ญาณท่ี
ค�ำนงึ เห็นโทษ)
๙. ปัญญาท่ีปรารถนาจะพ้นไป พิจารณาและด�ำรงอยู่ ช่ือว่าสังขารุเปกขาญาณ
(ญาณท่ีเป็นกลางต่อสงั ขาร)
๑๐. ปัญญาในการออกและหลีกไปจากนิมิตภายนอก ชื่อว่าโคตรภูญาณ (ญาณ
ครอบโคตร)
๑๑. ปัญญาในการออกและหลีกไปทั้งจากกิเลสขันธ์และจากนิมิตภายนอก ช่ือว่า
มัคคญาณ (ญาณในอรยิ มรรค)
๑๒. ปญั ญาทหี่ ยดุ ความพยายาม ชือ่ วา่ ผลญาณ (ญาณในอรยิ ผล)
๑๓. ปัญญาในการพิจารณาเห็นอุปกิเลสที่อริยมรรคตัดขาดแล้ว ช่ือว่าวิมุตติญาณ
(ญาณในวิมตุ ติ)
๑๔. ปัญญาในการเห็นธรรมที่มาร่วมกันในขณะน้ัน ช่ือว่าปัจจเวกขณญาณ (ญาณ
ในการพจิ ารณาทบทวน)
๑๕. ปัญญาในการก�ำหนดธรรมต่าง ๆ ท่ีเป็นภายใน ช่ือว่าวัตถุนานัตตญาณ (ญาณ
ในวัตถุตา่ ง ๆ)
๑๖. ปญั ญาในการก�ำหนดธรรมตา่ ง ๆ ท่เี ปน็ ภายนอก ชือ่ วา่ โคจรนานัตตญาณ (ญาณ
ในอารมณ์ตา่ ง ๆ)
๑๗. ปัญญาในการก�ำหนดจริยาต่าง ๆ ชอ่ื ว่าจริยานานัตตญาณ (ญาณในจริยาตา่ ง ๆ)
๑๘. ปัญญาในการก�ำหนดธรรม ๔ ประการ ช่ือว่าภูมินานัตตญาณ (ญาณในภูมิ
ตา่ ง ๆ)
๑๙. ปัญญาในการก�ำหนดธรรม ๙ ประการ ชื่อว่าธัมมนานัตตญาณ (ญาณในธรรม
ต่าง ๆ)
330 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
๒๐. ปญั ญาเครอื่ งรยู้ ่ิง ชอื่ วา่ ญาตัฏฐญาณ (ญาณท่มี ีสภาวะร)ู้
๒๑. ปญั ญาเครือ่ งก�ำหนดรู้ ช่อื ว่าตีรณฏั ฐญาณ (ญาณท่มี สี ภาวะพจิ ารณา)
๒๒. ปัญญาเครือ่ งละ ช่อื วา่ ปริจจาคฏั ฐญาณ (ญาณทีม่ สี ภาวะสละ)
๒๓. ปัญญาเครอื่ งเจรญิ ชือ่ ว่าเอกรสัฏฐญาณ (ญาณที่มีสภาวะเป็นรสเดยี ว)
๒๔. ปญั ญาเครื่องท�ำให้แจ้ง ชื่อวา่ ผัสสนัฏฐญาณ (ญาณท่มี สี ภาวะถูกต้อง)
๒๕. ปญั ญาในอรรถตา่ ง ๆ ช่อื ว่าอัตถปฏสิ ัมภทิ าญาณ (ญาณแตกฉานในอรรถ)
๒๖. ปญั ญาในธรรมตา่ ง ๆ ช่อื วา่ ธัมมปฏิสมั ภทิ าญาณ (ญาณแตกฉานในธรรม)
๒๗. ปญั ญาในนริ ุตตติ ่าง ๆ ชื่อว่านริ ุตตปิ ฏสิ มั ภิทาญาณ (ญาณแตกฉานในนิรุตต)ิ
๒๘. ปัญญาในปฏิภาณต่าง ๆ ช่ือว่าปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ (ญาณแตกฉานใน
ปฏภิ าณ)
๒๙. ปญั ญาในวหิ ารธรรมตา่ ง ๆ ชอ่ื วา่ วหิ ารฏั ฐญาณ (ญาณในสภาวะแหง่ วหิ ารธรรม)
๓๐. ปญั ญาในสมาบตั ติ ่าง ๆ ชื่อวา่ สมาปตั ตัฏฐญาณ (ญาณในสภาวะแหง่ สมมาบตั ิ)
๓๑. ปัญญาในวิหารสมาบัติต่าง ๆ ช่ือว่าวิหารสมาปัตตัฏฐญาณ (ญาณในสภาวะ
แห่งวิหารสมาบัติ)
๓๒. ปัญญาในการตัดขาดอาสวะ เพราะความบริสุทธิ์แห่งจิตที่ไม่ฟุ้งซ่าน ช่ือว่า
อานันตรกิ สมาธิญาณ (ญาณในสมาธติ ามล�ำดับ)
๓๓. ทัสสนาธิปไตย วิหาราธิคมที่สงบ และปณีตาธิมุตตตาปัญญา ชื่อว่าอรณวิหาร-
ญาณ (ญาณในอรณวิหาร)
๓๔. ปัญญาที่มีความช�ำนาญในการระงับสังขาร ๓ อย่าง ด้วยญาณจริยา ๑๖
ประการ และด้วยสมาธิจริยา ๙ ประการ เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยพละ ๒ ประการ ชื่อว่า
นโิ รธสมาปัตติญาณ (ญาณในนโิ รธสมาบัต)ิ
๓๕. ปัญญาในการท�ำความเป็นไปแห่งกิเลสให้สิ้นไปของบุคคลผู้มีสัมปชัญญะ
ชอ่ื ว่าปรนิ ิพพานญาณ (ญาณในปรนิ พิ พาน)
๓๖. ปัญญาในความไม่ปรากฏแห่งธรรมทั้งปวง เพราะตัดขาดโดยชอบและดับไป
ช่อื ว่าสมสสี ัฏฐญาณ (ญาณในอรรถแหง่ ธรรมท่ีสงบและเปน็ ประธาน)
๓๗. ปญั ญาในสภาวะแตล่ ะอยา่ ง สภาวะตา่ ง ๆ สภาวะเดยี วและเดช ชอ่ื วา่ สสลั เลขฏั ฐ-
ญาณ (ญาณในอรรถแห่งธรรมเปน็ เครื่องขดั เกลา)
๓๘. ปัญญาในการประคองจติ ทไ่ี มห่ ดหู่และจิตท่ีส่งไป ชอื่ ว่าวิริยารมั ภญาณ (ญาณใน
การปรารภความเพียร)
เล่มท่ี ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๑ 331
๓๙. ปัญญาในการประกาศธรรมต่าง ๆ ชื่อว่าอัตถสันทัสสนญาณ (ญาณในการ
เหน็ ชดั ซึง่ อรรถแห่งธรรม)
๔๐. ปัญญาในการรวบรวมธรรมทั้งปวงเข้าเป็นหมวดเดียวกัน ในการรู้แจ้งสภาวะ
ต่าง ๆ และสภาวะเดยี ว ชื่อว่าทัสสนวิสทุ ธญิ าณ (ญาณในความหมดจด แห่งทัสสนะ)
๔๑. ปญั ญาท่รี ูช้ ดั ชื่อว่าขันตญิ าณ (ญาณในธรรมทพี่ อใจ)
๔๒. ปญั ญาทถ่ี กู ต้องธรรม ชอ่ื ว่าปริโยคาหนญาณ (ญาณในการหยั่งลงสู่ธรรม)
๔๓. ปญั ญาในการรวมปัจจยั ช่ือวา่ ปเทสวิหารญาณ (ญาณในวหิ ารธรรมสว่ นหน่งึ )
๔๔. ปญั ญาทมี่ กี ศุ ลธรรมเปน็ ใหญ่ ชอื่ วา่ สญั ญาววิ ฏั ฏญาณ (ญาณในการหลกี ออกจาก
อกศุ ลด้วยสัญญา)
๔๕. ปัญญาในธรรมเป็นเหตุหลีกออกจากสภาวะต่าง ๆ ชื่อว่า เจโตวิวัฏฏญาณ
(ญาณในการหลกี ออกจากอกศุ ลดว้ ยการคิดถึงกศุ ล)
๔๖. ปัญญาในการอธิษฐาน ช่ือว่าจิตตวิวัฏฏญาณ (ญาณในการหลีกออกจากอกุศล
ดว้ ยกศุ ลที่อธิษฐาน)
๔๗. ปญั ญาในธรรมทวี่ า่ ง ชอ่ื วา่ ญาณววิ ฏั ฏญาณ (ญาณในการหลกี ออกจากอกศุ ลดว้ ย
ความร)ู้
๔๘. ปัญญาในความสละ ชื่อว่าวิโมกขวิวัฏฏญาณ (ญาณในการหลีกออกจากอกุศล
ด้วยการสละ)
๔๙. ปัญญาในสภาวะแท้ ช่ือว่าสัจจวิวัฏฏญาณ (ญาณในการหลีกออกจากภาวะ
ทีไ่ มแ่ ทด้ ้วยภาวะทีแ่ ท้)
๕๐. ปัญญาในสภาวะที่ส�ำเร็จด้วยการก�ำหนดกายและจิตเข้าด้วยกัน ด้วยอ�ำนาจ
การตั้งไว้ซึ่งสุขสัญญาและลหุสญั ญา ชอ่ื วา่ อทิ ธวิ ธิ ญาณ (ญาณทีท่ �ำให้แสดงฤทธติ์ า่ ง ๆ ได้)
๕๑. ปัญญาในการหยั่งลงสู่สัททนิมิตท่ีมีสภาวะต่าง ๆ และสภาวะเดียวด้วยอ�ำนาจ
การแผ่วิตกไป ชื่อวา่ โสตธาตวุ สิ ทุ ธิญาณ (ญาณในความหมดจดแหง่ โสตธาต)ุ
๕๒. ปัญญาในการหย่ังลงสู่วิญญาณจริยาที่มีสภาวะต่าง ๆ และสภาวะเดียวด้วย
อ�ำนาจความผอ่ งใสแหง่ อนิ ทรยี ท์ ง้ั หลาย เพราะการแผไ่ ปแหง่ จติ ๓ ประเภท ชอื่ วา่ เจโตปรยิ ญาณ
(ญาณท่ีท�ำให้ก�ำหนดใจผูอ้ ื่นได้)
๕๓. ปัญญาในการหย่ังลงสู่ธรรมท้ังหลายที่เป็นไปตามปัจจัย ด้วยอ�ำนาจการแผ่ไป
แห่งกรรมท่ีมีสภาวะต่าง ๆ และสภาวะเดียว ชื่อว่าปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (ญาณท่ีท�ำให้
ระลกึ ชาตไิ ด)้
332 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสุตตันตปิฎก
๕๔. ปัญญาในการเห็นรูปนิมิตที่มีสภาวะต่าง ๆ และสภาวะเดียว ด้วยอ�ำนาจ
แสงสว่าง ชือ่ วา่ ทิพพจักขุญาณ (ญาณทท่ี �ำให้มีตาทิพย)์
๕๕. ปญั ญาท่มี คี วามช�ำนาญในอินทรยี ์ ๓ ประการ โดยอาการ ๖๔ ชอ่ื ว่าอาสวักขย-
ญาณ (ญาณท่ที �ำให้สิ้นอาสวะ)
๕๖. ปญั ญาในสภาวะที่ควรก�ำหนดรู้ ชือ่ วา่ ทุกขญาณ (ญาณในทุกข์)
๕๗. ปัญญาในสภาวะทคี่ วรละ ชอ่ื ว่าสมุทยญาณ (ญาณในสมุทยั )
๕๘. ปัญญาในสภาวะที่ควรท�ำให้แจ้ง ช่อื วา่ นโิ รธญาณ (ญาณในนโิ รธ)
๕๙. ปัญญาในสภาวะทค่ี วรเจรญิ ชือ่ ว่ามัคคญาณ (ญาณในมรรค)
๖๐. ญาณของทา่ นผมู้ คี วามเพียบพรอ้ มด้วยมรรค ชอ่ื ว่า ทุกขญาณ (ญาณในทุกข์)
๖๑. ญาณของท่านผู้มีความเพียบพร้อมด้วยมรรค ช่ือว่าทุกขสมุทยญาณ (ญาณ
ในทุกขสมุทัย)
๖๒. ญาณของท่านผู้มีความเพียบพร้อมด้วยมรรค ช่ือว่าทุกขนิโรธญาณ (ญาณใน
ทุกขนโิ รธ)
๖๓. ญาณของทา่ นผมู้ คี วามเพยี บพรอ้ มดว้ ยมรรค ชอื่ วา่ ทกุ ขนโิ รธคามนิ ปี ฏปิ ทาญาณ
(ญาณในทกุ ขนโิ รธคามนิ ีปฏปิ ทา)
๖๔. ญาณในอรรถ ชื่อวา่ อตั ถปฏิสมั ภิทาญาณ (ญาณแตกฉานในอรรถ)
๖๕. ญาณในธรรม ชือ่ วา่ ธมั มปฏสิ ัมภทิ าญาณ (ญาณแตกฉานในธรรม)
๖๖. ญาณในนิรุตติ ชื่อวา่ นริ ตุ ติปฏสิ มั ภิทาญาณ (ญาณแตกฉานในนริ ุตต)ิ
๖๗. ญาณในปฏิภาณ ชอ่ื ว่าปฏิภาณปฏสิ มั ภิทาญาณ (ญาณแตกฉานในปฏิภาณ)
๖๘. ญาณในความย่ิงและความหย่อนแห่งอินทรีย์ ช่ือว่าอินทริยปโรปริยัตตญาณ
(ญาณในความยงิ่ และความหย่อนแห่งอนิ ทรีย์ของสัตวท์ ั้งหลาย)
๖๙. ญาณในอาสยะและอนุสัย ชื่อว่าอาสยานุสยญาณ (ญาณในอาสยะและอนุสัย
ของสตั ว์ท้ังหลาย)
๗๐. ญาณในยมกปาฏิหารยิ ์ ช่ือวา่ ยมกปาฏหิ ารยิ ญาณ (ญาณในยมกปาฏิหารยิ ์)
๗๑. ญาณในมหากรุณาสมาบัติ ช่ือว่ามหากรุณาสมาปัตติญาณ (ญาณในมหากรุณา
สมาบตั )ิ
๗๒. สัพพัญญุตญาณของพระตถาคต ชื่อว่าสัพพัญญุตญาณ (ญาณความรู้ในธรรม
ท้ังปวง)
๗๓. ญาณทไ่ี ม่มีเครือ่ งก้ัน ช่อื วา่ อนาวรณญาณ (ญาณทีไ่ มม่ เี คร่อื งก้นั )
เล่มท่ี ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๑ 333
ในญาณ ๗๓ ประการน้ี ญาณ ๖๗ ประการเบอ้ื งตน้ เปน็ ญาณที่เกดิ ไดท้ วั่ ไปแกส่ าวก
ส่วนญาณ ๖ ประการหลงั เปน็ ญาณทไ่ี ม่ทว่ั ไปแก่สาวก คือมีไดเ้ ฉพาะพระตถาคต
นทิ เทส ๗๓
๑.๑ สตุ มยญาณนิทเทส
สุตมยญาณนิทเทสอธิบายอุทเทสที่ ๑ ของญาณกถาท่ียกมาต้ังเป็นค�ำปุจฉา
ดงั รายละเอยี ดต่อไปน้ี
อุทเทสที่ ๑
ค�ำปุจฉาว่า ปัญญาในการทรงจ�ำธรรมที่ได้สดับมา ช่ือว่าสุตมยญาณ เป็นอย่างไร
ทา่ นพระสารบี ุตรวิสัชนาไว้ ดังนี้
๑. การทรงจ�ำธรรมที่ได้สดับมาว่า ธรรมเหล่าน้ีควรรู้ย่ิง ปัญญารู้ชัดธรรมท่ีได้
สดับมานน้ั ชือ่ ว่าสตุ มยญาณ
๒. การทรงจ�ำธรรมทีไ่ ด้สดับมาวา่ ธรรมเหลา่ นีค้ วรก�ำหนดรู้...
๓. การทรงจ�ำธรรมที่ได้สดับมาวา่ ธรรมเหลา่ นค้ี วรละ...
๔. การทรงจ�ำธรรมที่ได้สดบั มาว่า ธรรมเหล่าน้คี วรเจรญิ ...
๕. การทรงจ�ำธรรมที่ได้สดบั มาว่า ธรรมเหล่านี้ควรท�ำให้แจง้ ...
๖. การทรงจ�ำธรรมทไ่ี ดส้ ดับมาว่า ธรรมเหล่านเ้ี ปน็ ไปในสว่ นแหง่ ความเสอื่ ม...
๗. การทรงจ�ำธรรมทไี่ ด้สดับมาวา่ ธรรมเหล่านี้เป็นสว่ นแหง่ ความต้งั อยู.่ ..
๘. การทรงจ�ำธรรมทไี่ ดส้ ดับมาว่า ธรรมเหลา่ นเ้ี ป็นส่วนแหง่ คุณวเิ ศษ...
๙. การทรงจ�ำธรรมที่ได้สดบั มาวา่ ธรรมเหลา่ นเี้ ปน็ ส่วนแห่งการช�ำแรกกิเลส...
๑๐. การทรงจ�ำธรรมทไ่ี ด้สดับมาว่า สังขารท้ังปวงไม่เทีย่ ง...
๑๑. การทรงจ�ำธรรมทไ่ี ดส้ ดับมาว่า สังขารทั้งปวงเปน็ ทุกข์...
๑๒. การทรงจ�ำธรรมทไ่ี ดส้ ดบั มาวา่ ธรรมทง้ั ปวงเปน็ อนัตตา...
๑๓. การทรงจ�ำธรรมที่ได้สดับมาวา่ น้ีทุกขอรยิ สจั ...
๑๔. การทรงจ�ำธรรมทไ่ี ดส้ ดับมาว่า น้ีทุกขสมทุ ยอรยิ สัจ...
๑๕. การทรงจ�ำธรรมทไ่ี ด้สดบั มาว่า นท้ี ุกขนโิ รธอรยิ สจั ...
๑๖. การทรงจ�ำธรรมที่ได้สดับมาว่า นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจควรก�ำหนดรู้
ปัญญารู้ชดั ธรรมท่ีไดส้ ดบั มานั้น ช่อื วา่ สตุ มยญาณ
ต่อไปเปน็ การจ�ำแนกธรรมทท่ี รงจ�ำ ๑๖ ประเภทนี้โดยละเอยี ด
334 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก
๑. ธรรมทคี่ วรร้ยู ิ่ง
ธรรมท่ีควรร้ยู ่งิ ตอนท่ี ๑ หมวดธรรมตามจ�ำนวน
ธรรม ๑ อย่าง คอื สตั ว์ทั้งปวงด�ำรงอยไู่ ดเ้ พราะอาหาร
ธรรม ๒ อยา่ ง คือ ธาตุ ๒
ธรรม ๓ อยา่ ง คือ ธาตุ ๓
ธรรม ๔ อย่าง คอื อรยิ สจั ๔
ธรรม ๕ อย่าง คือ วิมตุ ตายตนะ ๕
ธรรม ๖ อยา่ ง คือ อนุตตรยิ ะ ๖
ธรรม ๗ อย่าง คอื นทิ ทสวัตถุ ๗
ธรรม ๘ อยา่ ง คือ อภิภายตนะ ๘
ธรรม ๙ อย่าง คือ อนปุ พุ พวหิ าร ๙
ธรรม ๑๐ อย่าง คือ นิชชรวตั ถุ ๑๐
ธรรมท่ีควรร้ยู ่ิง ตอนที่ ๒ หมวดธรรมตา่ ง ๆ
ธรรมท่ีควรรู้ยิ่ง ตอนท่ี ๒ นี้ มีธรรมหลายหมวด พอประมวลมาจัดเป็นชุด ๆ ได้
๖ ชุด รวมธรรมได้ ๗,๗๔๑ ประการ ดงั รายละเอียดตอ่ ไปนี้
ชดุ ท่ี ๑ ธรรมหมวดตา่ ง ๆ แบง่ เปน็ ๑๒ หมวด มีธรรม ๒๓๑ ประการ ดังน้ี
หมวดที่ ๑ กระบวนการเกิดเวทนา แบ่งเป็น ๕ หมวดย่อย หมวดละ ๕ ประการ
รวม ๓๐ ประการ คอื
๑. จกั ขุ รปู จกั ขวุ ญิ ญาณ จกั ขสุ มั ผสั และสขุ เวทนา ทกุ ขเวทนา หรอื อทกุ ขมสขุ เวทนา
ทเี่ กิดขนึ้ เพราะจักขุสัมผสั เป็นปัจจัย
๒. โสตะ สทั ทะ ฯลฯ
๓. ฆานะ คนั ธะ ฯลฯ
๔. ชวิ หา รส ฯลฯ
๕. กาย โผฏฐัพพะ ฯลฯ
๖. มโน ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส และสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือ
อทุกขมสุขเวทนาท่ีเกดิ ขึ้นเพราะมโนสมั ผัสเป็นปจั จยั
หมวดที่ ๒ ขนั ธ์ ๕ คอื รปู เวทนา สัญญา สงั ขาร วิญญาณ
หมวดที่ ๓ ปิยรปู สาตรปู แบ่งเปน็ ๑๐ หมวดยอ่ ย หมวดละ ๖ ประการ รวม ๖๐
ประการ คอื
๑. อายตนะภายใน ๖ คอื จักขุ โสตะ ฆานะ ชวิ หา กาย มโน
เล่มที่ ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๑ 335
๒. อายตนะภายนอก ๖ คอื รูป สทั ทะ คันธะ รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์
๓. วิญญาณ ๖ คือ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ
กายวิญญาณ มโนวญิ ญาณ
๔. ผัสสะ ๖ คอื จักขสุ ัมผสั ฯลฯ มโนสัมผัส
๕. เวทนา ๖ คอื จกั ขสุ มั ผัสสชาเวทนา ฯลฯ มโนสัมผัสสชาเวทนา
๖. สัญญา ๖ คอื รูปสญั ญา ฯลฯ ธมั มสญั ญา
๗. สญั เจตนา ๖ คือ รูปสญั เจตนา ฯลฯ ธัมมสัญเจตนา
๘. ตณั หา ๖ คอื รปู ตัณหา ฯลฯ ธมั มตณั หา
๙. วิตก ๖ คอื รูปวติ ก ฯลฯ ธัมมวติ ก
๑๐. วจิ าร ๖ คือ รปู วจิ าร ฯลฯ ธัมมวจิ าร
หมวดที่ ๔ ธาตุ ๖ คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ
วญิ ญาณธาตุ
หมวดท่ี ๕ กสิณ ๑๐ คือ ปฐวีกสิณ อาโปกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ นีลกสิณ
ปตี กสิณ โลหติ กสณิ โอทาตกสณิ อากาสกสณิ วญิ ญาณกสณิ
หมวดที่ ๖ อาการ ๓๒ คือ ผม ขน เลบ็ ฟัน หนงั เน้อื เอ็น กระดกู เยือ่ ในกระดูก
ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง
เลอื ด เหงอื่ มนั ขน้ นำ้� ตา เปลวมัน นำ้� ลาย น้ำ� มกู ไขขอ้ มูตร มนั สมอง
หมวดท่ี ๗ อายตนะ ๑๒ คือ จักขายตนะ รูปายตนะ โสตายตนะ สัททายตนะ
ฆานายตนะ คันธายตนะ ชิวหายตนะ รสายตนะ กายายตนะ โผฏฐัพพายตนะ มนายตนะ
ธมั มายตนะ
หมวดท่ี ๘ ธาตุ ๑๘ คือ จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ โสตธาตุ สัททธาตุ
โสตวญิ ญาณธาตุ ฆานธาตุ คนั ธธาตุ ฆานวญิ ญาณธาตุ ชวิ หาธาตุ รสธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ
กายธาตุ โผฏฐพั พธาตุ กายวญิ ญาณธาตุ มโนธาตุ ธัมมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ
หมวดท่ี ๙ อินทรีย์ ๒๒ คือ จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์
กายินทรีย์ มนินทรีย์ ชีวิตนิ ทรีย์ อิตถนิ ทรีย์ ปุรสิ นิ ทรยี ์ สุขนิ ทรยี ์ ทกุ ขนิ ทรยี ์ โสมนสั สนิ ทรีย์
โทมนัสสินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์
อนญั ญาตญั ญัสสามีตินทรยี ์ อญั ญนิ ทรีย์ อญั ญาตาวนิ ทรีย์
หมวดท่ี ๑๐ ภพต่าง ๆ แบง่ เปน็ ๔ หมวดย่อย หมวดละ ๓ ประการ รวม ๑๒ ประการ
คอื
๑. กามธาตุ รปู ธาตุ อรปู ธาตุ
336 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
๒. กามภพ รปู ภพ อรปู ภพ
๓. สญั ญาภพ อสญั ญาภพ เนวสญั ญานาสญั ญาภพ
๔. เอกโวการภพ จตโุ วการภพ ปญั จโวการภพ
หมวดท่ี ๑๑ ฌานสมาบัติ แบ่งเป็น ๓ หมวดย่อย หมวดละ ๔ ประการ รวม
๑๒ ประการ คอื
๑. รูปฌาน ๔ ไดแ้ ก่ ปฐมฌาน ทตุ ยิ ฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน
๒. วิมุตติ ๔ ไดแ้ ก่ เมตตาเจโตวิมตุ ติ กรุณาเจโตวิมุตติ มุทิตาเจโตวิมุตติ อุเบกขา-
เจโตวิมตุ ติ
๓. สมาบตั ิ ๔ ได้แก่ อากาสานญั จายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบตั ิ อาญจัญ-
ญายตนสมาบตั ิ เนวสัญญานาสญั ญายตนสมาบตั ิ
หมวดที่ ๑๒ ปฏจิ จสมุปบาท ๑๒ ประการ ไดแ้ ก่ อวชิ ชา สงั ขาร วญิ ญาณ นามรปู
สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตณั หา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรามรณะ
ชดุ ท่ี ๒ ธรรมหมวดพสิ ดาร แบง่ เปน็ ๒ หมวด มีธรรม ๖,๘๖๘ ประการ ดังนี้
หมวดท่ี ๑ วิธีการจ�ำแนกแบบอรยิ สจั คือ ท่านน�ำธรรม ๒๐๑ ประการ (หมวดธรรม
ท่ีควรรู้ยิ่ง ตอนท่ี ๒ ชุดท่ี ๑ หมวดท่ี ๒-๑๒) มาขยายความตาม ๔ ค�ำขยายความน้ัน
แตกตา่ งกัน แบ่งเป็น ๕ นัย รวมธรรมได้ ๕,๔๕๔ ประการ ดงั น้ี
นัยที่ ๑ ใช้ค�ำขยายความแบบอริยสัจ ๔ มีค�ำขยายความ ๔ ค�ำ เม่ือน�ำธรรม
๒๐๑ ประการมาหมุน ๔ รอบด้วยค�ำขยายความ ๔ ค�ำ และบวกด้วยค�ำขยาย ความน้ัน
จงึ ได้หัวขอ้ ธรรม ๘๐๘ ประการ (๒๐๑ x ๔ = ๘๐๔ + ๔ = ๘๐๘) เชน่
ทกุ ข์ สมทุ ัย ทุกขนโิ รธ ทกุ ขนโิ รธคามนิ ีปฏิปทา
รูป รปู สมทุ ยั รปู นิโรธ รูปนิโรธคามินปี ฏปิ ทา
เวทนา ฯลฯ
จกั ขุ ฯลฯ
ชรามรณะ ชรามรณสมุทัย ชรามรณนิโรธ ชรามรณนิโรธคามนิ ีปฏปิ ทา
นยั ที่ ๒ ใชค้ �ำขยายความแบบกจิ ในอริยสจั ๔ มีค�ำขยายความ ๔ ค�ำเหมือน นยั ท่ี ๑
และมหี ัวข้อธรรม ๘๐๘ ประการ เช่น
สภาวะท่ีควรก�ำหนดรู้แห่งทุกข์ สภาวะที่ควรละแห่งทุกขสมุทัย สภาวะท่ีควรท�ำให้
แจ้งแหง่ ทกุ ขนิโรธ สภาวะทคี่ วรเจริญแหง่ ทกุ ขนโิ รธคามนิ ีปฏิปทา
สภาวะท่ีควรก�ำหนดรู้แห่งรูป สภาวะท่ีควรละแห่งรูปสมุทัย สภาวะที่ควรท�ำให้แจ้ง
แห่งรูปนิโรธ สภาวะที่ควรเจรญิ แห่งรูปนิโรธคามินีปฏิปทา
เล่มท่ี ๒๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๑ 337
สภาวะท่ีควรก�ำหนดรแู้ หง่ เวทนา ฯลฯ
นัยท่ี ๓ ใช้ค�ำขยายความแบบนยั ท่ี ๒ มีค�ำขยายความ ๔ ค�ำ แต่ปรับเปลีย่ นค�ำขยาย
และมีหัวข้อธรรม ๘๐๘ ประการ เช่น
สภาวะท่ีรู้แจ้งด้วยการก�ำหนดรู้แห่งทุกข์ สภาวะท่ีรู้แจ้งด้วยการละแห่งทุกข-
สมุทัย สภาวะท่ีรู้แจ้งด้วยการท�ำให้แจ้งแห่งทุกขนิโรธ สภาวะที่รู้แจ้งด้วยการเจริญแห่งทุกข-
นิโรธคามินปี ฏิปทา
สภาวะท่ีรู้แจ้งด้วยการก�ำหนดรู้แห่งรูป สภาวะท่ีรู้แจ้งด้วยการละแห่งรูปสมุทัย
สภาวะท่ีรู้แจ้งด้วยการท�ำให้แจ้งแห่งรูปนิโรธ สภาวะที่รู้แจ้งด้วยการเจริญแห่งรูปนิโรธคามินี-
ปฏิปทา
นัยท่ี ๔ ใช้ค�ำขยายความแบบนัยท่ี ๑ แต่เพิ่มค�ำขยายความเป็น ๘ ค�ำ รวมเป็น
หัวข้อธรรม ๑,๖๑๖ ประการ (๒๐๑ x ๘ = ๑,๖๐๘ + ๘ = ๑,๖๑๖) เชน่
ทุกข์ สมุทัย ทุกขนิโรธ ความดับเหตุเกิดแห่งทุกข์ ความดับฉันทราคะในทุกข์ คุณ
แห่งทุกข์ โทษแหง่ ทุกข์ เครือ่ งสลัดออกจากทกุ ข์
รูป รูปสมุทัย รูปนิโรธ ความดับเหตุเกิดแห่งรูป ความดับฉันทราคะในรูปโทษ
แห่งรูป เครอ่ื งสลดั ออกจากรปู
นัยท่ี ๕ ใช้ค�ำขยายความแบบนัยท่ี ๑ แต่เพ่ิมค�ำขยายความเป็น ๗ ค�ำ รวมเป็น
หวั ข้อธรรม ๑,๔๑๔ ประการ (๒๐๑ x ๗ = ๑,๔๐๗ + ๗ = ๑,๔๑๔) เช่น
ทุกข์ สมุทัย ทุกขนิโรธ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา คุณแห่งทุกข์ โทษแห่งทุกข์
เครื่องสลดั ออกจากทกุ ข์
รปู รูปสมุทัย รูปนิโรธ รูปนโิ รธคามินีปฏิปทา คุณแห่งรปู โทษแห่งรปู เคร่อื งสลัดออก
จากรปู
หมวดที่ ๒ วธิ กี ารจ�ำแนกแบบอนปุ สั สนา ๗ ประการ คอื ทา่ นน�ำธรรม ๒๐๑ ประการ
(หมวดธรรมที่ควรรู้ยิ่ง ตอนที่ ๒ ชดุ ท่ี ๑ หมวดท่ี ๒-๑๒) มาขยายความตามแบบอนุปัสสนา
๗ ประการ รวมธรรมได้ ๑,๔๑๔ ประการ (๒๐๑ x ๗ = ๑,๔๐๗ + ๗ = ๑,๔๑๔) ดงั น้ี
อนุปสั สนา ๗ ประการ ไดแ้ ก่ (๑) อนจิ จานปุ สั สนา (๒) ทุกขานุปัสสนา (๓) อนัตตา-
นปุ สั สนา (๔) นพิ พทิ านปุ สั สนา (๕) วริ าคานปุ สั สนา (๖) นโิ รธานปุ สั สนา (๗) ปฏนิ สิ สคั คานปุ สั สนา
อนิจจานุปสั สนาในรูป ทุกขานปุ ัสสนาในรูป อนตั ตานปุ ัสสนาในรูปนิพพิทานุปสั สนา
ในรูป วิราคานุปสั สนาในรปู นิโรธานปุ ัสสนาในรปู ปฏินิสสัคคานปุ สั สนาในรปู ฯลฯ
338 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปิฎก
ชดุ ที่ ๓ ธรรมหมวดผสม แบ่งเปน็ ๕ นัย มีหวั ข้อธรรม ๓๐๐ ประการ ดงั นี้
ท่านน�ำสภาวธรรม ๑๕ ประการมาขยายความเป็น ๕ นยั นัยละ ๓ ฝา่ ย คือ ฝ่ายลบ
ฝ่ายบวก และฝ่ายผสม ฝ่ายลบประกอบด้วยสภาวธรรมฝ่ายโลกิยะ ๑๕ ประการ ฝ่ายบวก
ประกอบด้วยสภาวธรรมฝ่ายโลกุตตระ ๑๕ ประการ จัดเป็นคู่ตรงกันข้าม ฝ่ายผสม
ประกอบด้วยสภาวธรรม ๒ ฝ่ายแรกผสมกัน ๓๐ ประการ รวมเป็นนัยละ ๖๐ ประการ
เมอ่ื รวมสภาวธรรมทงั้ ๕ นัยจงึ ได้ ๓๐๐ ประการ (๕ x ๖๐ = ๓๐๐) ดังน้ี
นยั ท่ี ๑
๑. ฝ่ายลบ สภาวธรรมหลกั ๑๕ ประการ คือ ความเกิดข้ึน ความเปน็ ไปนิมิตกรรมท่ี
เป็นเครื่องประมวลมา ปฏสิ นธิ คติ ความบงั เกิด ความอบุ ตั ิ ความเกดิ ความแก่ ความเจ็บไข้
ความตาย ความเศรา้ โศก ความร�ำพัน ความคับแคน้ ใจ
๒. ฝา่ ยบวก ใชค้ �ำขยายความตรงกนั ขา้ มกบั ฝา่ ยลบ คอื ความไมเ่ กดิ ขนึ้ ความไมเ่ ปน็ ไป
อนิมิต ความไม่มีกรรมเป็นเครื่องประมวลมา ความไม่มีปฏิสนธิ อคติ ความไม่บังเกิด
ความไมอ่ ุบตั ิ ความไมเ่ กิด ความไม่แก่ ความไม่เจบ็ ไข้ ความไมต่ าย ความไม่เศร้าโศก ความ
ไมร่ �ำพัน ความไมค่ บั แค้นใจ
๓. ฝา่ ยผสม น�ำฝา่ ยลบกบั ฝา่ ยบวกมาผสมกนั เปน็ คู่ ๆ เชน่ ความเกดิ ขน้ึ ความไมเ่ กดิ ขนึ้
ความเปน็ ไป ความไม่เป็นไป ฯลฯ
นัยที่ ๒
๑. ฝ่ายลบ ใชค้ �ำขยายความวา่ “เปน็ ทกุ ข”์ เชน่ ความเกิดขึน้ เปน็ ทุกข์ ความเป็นไป
เปน็ ทุกข์ นมิ ิตเปน็ ทุกข์ ฯลฯ
๒. ฝ่ายบวก ใช้ค�ำขยายความตรงกันข้ามกับฝ่ายลบ เช่น ความไม่เกิดขึ้น เป็นสุข
ความไมเ่ ปน็ ไปเป็นสขุ อนิมิตเป็นสขุ ฯลฯ
๓. ฝ่ายผสม น�ำฝ่ายลบกับฝ่ายบวกมาผสมกันเป็นคู่ ๆ เช่น ความเกิดขึ้นเป็นทุกข์
ความไม่เกดิ ขึน้ เป็นสขุ ฯลฯ
นัยท่ี ๓
๑. ฝ่ายลบ ใช้ค�ำขยายความว่า “เป็นภัย” เช่น ความเกิดขึ้นเป็นภัย ความเป็นไป
เปน็ ภยั นิมติ เปน็ ภัย ฯลฯ
๒. ฝ่ายบวก ใช้ค�ำขยายความตรงกันข้ามกับฝ่ายลบ เช่น ความไม่เกิดข้ึนปลอดภัย
ความไมเ่ ปน็ ไปปลอดภยั ฯลฯ
๓. ฝ่ายผสม น�ำฝ่ายลบกับฝ่ายบวกมาผสมกันเป็นคู่ ๆ เช่น ความเกิดข้ึนเป็นภัย
ความไมเ่ กิดขนึ้ ปลอดภยั ฯลฯ
เลม่ ท่ี ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๑ 339
นยั ท่ี ๔
๑. ฝา่ ยลบ ใช้ค�ำขยายความวา่ เป็นอามิส เชน่ ความเกิดขนึ้ เปน็ อามสิ ความเปน็ ไป
เปน็ อามิส ฯลฯ
๒. ฝ่ายบวก ใช้ค�ำขยายความตรงกนั ขา้ มกบั ฝ่ายลบ เชน่ ความไมเ่ กดิ ขนึ้ ไม่เปน็ อามสิ
ความไมเ่ ป็นไปไม่เปน็ อามสิ ฯลฯ
๓. ฝ่ายผสม น�ำฝ่ายลบกับฝ่ายบวกมาผสมกันเป็นคู่ ๆ เช่น ความเกิดข้ึนเป็นอามิส
ความไม่เกิดขน้ึ ไมเ่ ป็นอามิส ฯลฯ
นยั ท่ี ๕
๑. ฝ่ายลบ ใช้ค�ำขยายความวา่ เปน็ สงั ขาร เช่น ความเกดิ ขึน้ เป็นสังขาร ความเปน็ ไป
เป็นสงั ขาร ฯลฯ
๒. ฝ่ายบวก ใช้ค�ำขยายความตรงกนั ขา้ มกบั ฝ่ายลบ เชน่ ความไม่เกิดขึ้นเปน็ นพิ พาน
ความไม่เป็นไปเป็นนพิ พาน ฯลฯ
๓. ฝ่ายผสม น�ำฝ่ายลบกับฝ่ายบวกมาผสมกันเป็นคู่ ๆ เช่น ความเกิดขึ้นเป็นสังขาร
ความไมเ่ กิดขึน้ เปน็ นิพพาน ฯลฯ
ชดุ ที่ ๔ ธรรมหมวดสภาวะ แบง่ เปน็ ๑๕ หมวด มีหัวขอ้ ธรรม ๒๔๗ ประการ ดงั น้ี
หมวดที่ ๑ สภาวธรรมล้วน ๆ ๓๑ ประการ คือ สภาวะทค่ี วรก�ำหนด สภาวะที่เป็น
บรวิ าร สภาวะทเ่ี ตม็ รอบ สภาวะที่เป็นเอกคั คตารมณ์ สภาวะทไี่ มฟ่ ุง้ ซ่าน สภาวะทป่ี ระคองไว้
สภาวะท่ีไมก่ ระจัดกระจาย สภาวะทไี่ ม่ขุ่นมัว สภาวะทไี่ ม่หวัน่ ไหว สภาวะทตี่ ้ังอย่ดู ว้ ยอ�ำนาจ
ความปรากฏแห่งจติ ท่ีเป็นเอกคั คตารมณ์ สภาวะท่เี ป็นอารมณ์ สภาวะที่เปน็ โคจร สภาวะทีล่ ะ
สภาวะท่ีสละ สภาวะที่ออก สภาวะท่ีหลีกไป สภาวะท่ีละเอียด สภาวะท่ีประณีต สภาวะ
ที่หลุดพ้น สภาวะท่ีไม่มีอาสวะ สภาวะท่ีเป็นเคร่ืองข้าม สภาวะที่ไม่มีนิมิต สภาวะท่ีไม่มีท่ีต้ัง
สภาวะท่ีว่าง สภาวะที่มีรสเป็นอย่างเดียวกัน สภาวะท่ีไม่ล่วงเลยกัน สภาวะท่ีเป็นคู่กัน
สภาวะที่น�ำออก สภาวะท่เี ป็นเหตุ สภาวะทีเ่ ห็น สภาวะท่เี ปน็ ใหญ่
หมวดที่ ๒ สภาวะแหง่ สมถะและวปิ สั สนา ๔ ประการ คอื สภาวะทไี่ มฟ่ งุ้ ซา่ นแหง่ สมถะ
สภาวะท่ีพิจารณาเห็นแห่งวิปัสสนา สภาวะท่ีมีรสเป็นอย่างเดียวกันแห่งสมถะและวิปัสสนา
สภาวะที่ไม่ลว่ งเลยกนั แหง่ ธรรมท่ีเป็นค่กู ัน
หมวดที่ ๓ สภาวะแห่งธรรมต่าง ๆ ๙ ประการ คือ สภาวะท่ีสมาทานแห่งสิกขา
สภาวะที่เป็นโคจรแห่งอารมณ์ สภาวะท่ีประคองจิตซึ่งย่อท้อ สภาวะท่ีข่มจิตซึ่งฟุ้งซ่าน
สภาวะทคี่ มุ จติ อนั บรสิ ทุ ธจ์ิ ากความยอ่ ทอ้ และความฟงุ้ ซา่ นทง้ั ๒ ประการ สภาวะทบี่ รรลคุ ณุ วเิ ศษ
สภาวะท่รี ู้แจง้ อริยมรรคอนั ยอดเย่ยี ม สภาวะทีต่ รสั รูส้ ัจจะ สภาวะท่ใี หจ้ ิตตงั้ อย่เู ฉพาะในนิโรธ
340 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
หมวดที่ ๔ สภาวะแห่งอินทรีย์ ๕ ประการ คือ สภาวะท่ีน้อมใจเช่ือแห่งสัทธินทรีย์
สภาวะที่ประคองไว้แห่งวิริยินทรีย์ สภาวะที่ต้ังม่ันแห่งสตินทรีย์ สภาวะที่ไม่ฟุ้งซ่านแห่ง
สมาธินทรีย์ สภาวะทีเ่ ห็นแหง่ ปญั ญนิ ทรยี ์
หมวดที่ ๕ สภาวะแห่งพละ ๕ ประการ คือ สภาวะที่ไม่หวั่นไหวเพราะความไม่มี
ศรัทธาพละ สภาวะท่ีไม่หว่ันไหวเพราะความเกียจคร้านแห่งวิริยะ สภาวะท่ีไม่หวั่นไหว
เพราะความประมาทแหง่ สตพิ ละ สภาวะทไี่ มห่ ว่ันไหวเพราะอทุ ธจั จะแห่งสมาธิพละ สภาวะท่ี
ไมห่ ว่ันไหวเพราะอวิชชาแหง่ ปญั ญาพละ
หมวดที่ ๖ สภาวะแห่งโพชฌงค์ ๗ ประการ คือ สภาวะที่ต้ังม่ันแห่งสติสัม
โพชฌงค์ สภาวะทเี่ ลือกเฟ้นแหง่ ธมั มวจิ ยสมั โพชฌงค์ สภาวะทีป่ ระคองไว้แหง่ วิรยิ สัมโพชฌงค์
สภาวะท่ีแผ่ไปแห่งปีติสัมโพชฌงค์ สภาวะที่สงบแห่งปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สภาวะท่ีไม่ฟุ้งซ่าน
แห่งสมาธสิ ัมโพชฌงค์ สภาวะท่ีพจิ ารณาแห่งอุเบกขาสัมโพชฌงค์
หมวดที่ ๗ สภาวะแหง่ องคอ์ รยิ มรรค ๘ ประการ คอื สภาวะทีเ่ หน็ แห่งสมั มาสมาธิ
สภาวะท่ีตรึกแห่งสัมมาสังกัปปะ สภาวะที่ก�ำหนดแห่งสัมมาวาจา สภาวะท่ีเป็นสมุฏฐานแห่ง
สัมมากัมมันตะ สภาวะที่ผ่องแผ้วแห่งสัมมาอาชีวะ สภาวะที่ประคองไว้แห่งสัมมาวายามะ
สภาวะทีต่ ้ังมนั่ แหง่ สมั มาสติ สภาวะท่ีไม่ ฟุง้ ซ่านแห่งสมั มาสมาธิ
หมวดที่ ๘ สภาวะแหง่ ธรรม ๑๐ ประการ คือ สภาวะทเ่ี ป็นใหญ่แหง่ อนิ ทรีย์ สภาวะ
ที่ไม่หวน่ั ไหวแหง่ พละ สภาวะทนี่ �ำออกแหง่ โพชฌงค์ สภาวะทีเ่ ป็นเหตุแหง่ อรยิ มรรค สภาวะที่
ตั้งมน่ั แหง่ สตปิ ฏั ฐาน สภาวะท่เี ริ่มตงั้ แหง่ สัมมปั ปธาน สภาวะที่ส�ำเร็จแหง่ อิทธบิ าท สภาวะที่
เปน็ ของแท้แหง่ สัจจะ สภาวะท่รี ะงบั แห่งมรรค สภาวะท่ที �ำให้แจ้งแห่งผล
หมวดที่ ๙ สภาวะแหง่ องคฌ์ าน ๕ ประการ คือ สภาวะทีต่ รกึ ตรองแหง่ วติ ก สภาวะ
ทตี่ รวจตราแหง่ วจิ าร สภาวะทแ่ี ผไ่ ปแหง่ ปตี ิ สภาวะทไี่ หลมาแหง่ สขุ สภาวะทเ่ี ปน็ เอกคั คตารมณ์
แห่งจติ
หมวดท่ี ๑๐ สภาวะแหง่ ธรรม ๑๕ ประการ คอื สภาวะที่นกึ สภาวะทร่ี แู้ จ้ง สภาวะที่
รู้ชัด สภาวะท่ีจ�ำได้ สภาวะทีม่ ีรสเปน็ อยา่ งเดยี วกนั สภาวะที่รู้แหง่ อภญิ ญา สภาวะทพี่ ิจารณา
แห่งปริญญา สภาวะท่ีสละแห่งปหานะ สภาวะท่ีมีรสเป็นอย่างเดียวกันแห่งภาวนา สภาวะท่ี
ถูกต้องแห่งสัจฉิกิริยา สภาวะที่เป็นกองแห่งขันธ์ สภาวะท่ีทรงไว้แห่งธาตุ สภาวะที่ต่อ
แห่งอายตนะ สภาวะท่ีปัจจัยปรุงแต่งแห่งสังขตธรรม สภาวะท่ีปัจจัยมิได้ปรุงแต่งแห่ง
อสังขตธรรม
หมวดท่ี ๑๑ สภาวะแห่งจิต ๑๕ ประการ คือ สภาวะแห่งจติ สภาวะทไี่ ม่มรี ะหวา่ ง
คน่ั แหง่ จิต สภาวะท่อี อกแหง่ จิต สภาวะที่หลีกไปแหง่ จติ สภาวะทเ่ี ป็นเหตุ แห่งจติ สภาวะที่
เลม่ ที่ ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๑ 341
เป็นปัจจัยแห่งจติ สภาวะท่ีตั้งม่ันแหง่ จติ สภาวะที่เปน็ ภมู ิแห่งจิต สภาวะที่เปน็ อารมณแ์ หง่ จิต
สภาวะทเ่ี ปน็ โคจรแห่งจติ สภาวะทเ่ี ท่ียวไปแหง่ จติ สภาวะทไี่ ปแหง่ จติ สภาวะทน่ี �ำไปแห่งจิต
สภาวะทนี่ �ำออกแห่งจติ สภาวะที่สลดั ออกแหง่ จิต
หมวดที่ ๑๒ สภาวะในจิตที่เป็นเอกัคคตารมณ์ ๔๓ ประการ คือ สภาวะที่นึก
สภาวะท่ีรู้แจ้ง สภาวะที่รู้ชัด สภาวะที่จ�ำได้ สภาวะที่เป็นธรรมเอกผุดข้ึน สภาวะที่เนื่อง
สภาวะท่แี ล่นไป สภาวะท่ีผ่องใส สภาวะทตี่ งั้ ม่นั สภาวะที่หลดุ พน้
สภาวะที่เห็นว่า “นี้ละเอียด” สภาวะท่ีท�ำให้เป็นดุจญาณ สภาวะท่ีท�ำให้เป็นที่ต้ัง
สภาวะท่ีตง้ั ขน้ึ เนอื ง ๆ สภาวะท่อี บรม สภาวะทปี่ รารภเสมอดี สภาวะที่ก�ำหนด สภาวะท่เี ปน็
บรวิ าร สภาวะทเี่ ต็มรอบ สภาวะท่ปี ระชมุ สภาวะที่อธษิ ฐาน สภาวะท่ีปฏิบัติ สภาวะท่ีเจรญิ
สภาวะที่ท�ำให้มาก สภาวะที่รวมดี สภาวะทหี่ ลดุ พน้ ด้วยดี สภาวะท่ีตรัสรู้ สภาวะท่ตี รสั ร้ตู าม
สภาวะทตี่ รสั รเู้ ฉพาะ สภาวะทต่ี รสั รพู้ รอ้ ม สภาวะทใ่ี หต้ รสั รู้ สภาวะทใ่ี หต้ รสั รตู้ าม สภาวะทใี่ ห้
ตรสั ร้เู ฉพาะ สภาวะทใ่ี ห้ตรัสรู้พรอ้ ม สภาวะที่เป็นไปในฝ่ายตรสั รู้ สภาวะท่ีเป็นไปในฝ่ายตรัสรู้
ตาม สภาวะ ท่ีเป็นไปในฝ่ายตรัสรู้เฉพาะ สภาวะที่เป็นไปในฝ่ายตรัสรู้พร้อม สภาวะท่ีสว่าง
สภาวะทส่ี วา่ งขึน้ สภาวะที่สว่างเนอื งๆ สภาวะทส่ี วา่ งเฉพาะ สภาวะท่สี ว่างพรอ้ ม
หมวดท่ี ๑๓ สภาวะแห่งอริยมรรค ๑๘ ประการ คือ สภาวะท่ีอริยมรรคให้สส่วาง
สภาวะที่อริยมรรคให้รุ่งเรือง สภาวะที่อริยมรรคท�ำให้กิเลสเร่าร้อน สภาวะที่อริยมรรคไม่มี
มลทิน สภาวะที่อริยมรรคปราศจากมลทิน สภาวะทีอ่ ริยมรรคหมดมลทลิ สภาวะทอี่ ริยมรรค
สงบ สภาวะที่อริยมรรคใหก้ เิ ลสระงบั สภาวะแหง่ วิเวก สภาวะทีด่ �ำเนินไปในวเิ วก สภาวะแห่ง
ความคลายก�ำหนัด สภาวะท่ีด�ำเนินไปในความคลายก�ำหนัด สภาวะแห่งความดับ สภาวะท่ี
ด�ำเนนิ ไปในความดับ สภาวะแหง่ การสละ สภาวะที่ด�ำเนินไปในการสละ สภาวะแห่งความพน้
สภาวะทด่ี �ำเนินไปในความพ้น
หมวดท่ี ๑๔ สภาวะแหง่ อิทธบิ าท ๔๐ ประการ คอื สภาวะแหง่ ฉนั ทะ สภาวะที่เปน็
บาท... สภาวะที่เป็นประธาน... สภาวะท่ีส�ำเร็จ... สภาวะท่ีน้อมไป... สภาวะท่ีประคองไว้...
สภาวะทต่ี ั้งมน่ั ... สภาวะท่ไี มฟ่ ุ้งซา่ น... สภาวะท่เี หน็ แหง่ ฉนั ทะ
สภาวะแหง่ วริ ยิ ะ ฯลฯ สภาวะที่เห็นแหง่ วริ ยิ ะ
สภาวะแห่งจติ ตะ ฯลฯ สภาวะทเี่ ห็นแห่งจติ ตะ
สภาวะแห่งวมิ งั สา ฯลฯ สภาวะท่ีเหน็ แห่งวมิ ังสา
หมวดที่ ๑๕ สภาวะแห่งอรยิ สัจ ๒๐ ประการ คือ
สภาวะแหง่ ทกุ ข์ สภาวะทบี่ ีบครั้นแห่งทกุ ข์ สภาวะทป่ี ัจจัยปรงุ แต่งแห่งทุกข์ สภาวะ
ทท่ี �ำใหเ้ ดือดร้อนแหง่ ทกุ ข์
342 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตันตปิฎก
สภาวะแห่งสมุทัย สภาวะที่ประมวลมาแห่งสมุทัย สภาวะท่ีเป็นเหตุเกิดแห่งสมุทัย
สภาวะทเ่ี กย่ี วขอ้ งแห่งสมทุ ัย สภาวะทีพ่ ัวพันแห่งสมุทยั
สภาวะแห่งนิโรธ สภาวะท่ีเป็นเคร่ืองสลัดออกแห่งนิโรธ สภาวะท่ีเป็นวิเวกแห่งนิโรธ
สภาวะท่ีเป็นอสงั ขตะแห่งนิโรธ สภาวะที่เปน็ อมตะแหง่ นโิ รธ
สภาวะแห่งมรรค สภาวะที่น�ำออกแห่งมรรค สภาวะท่ีเป็นเหตุแห่งมรรค สภาวะ
ที่เหน็ แห่งมรรค สภาวะทเ่ี ปน็ ใหญ่แหง่ มรรค
สภาวธรรมล้วน ๆ ๑๒ ประการ คือ สภาวะที่เป็นของแท้ สภาวะท่ีเป็นอนัตตา
สภาวะท่ีเป็นจริง สภาวะท่ีรู้แจ้ง สภาวะที่รู้ยิ่ง สภาวะที่ก�ำหนดรู้ สภาวะท่ีเป็นธรรม สภาวะ
ทเี่ ปน็ ธาตุ สภาวะทีร่ ู้ สภาวะท่ีท�ำใหแ้ จ้ง สภาวะทถี่ ูกตอ้ ง สภาวะทต่ี รสั รู้
ชุดที่ ๕ ธรรมหมวดกมั มัฏฐาน แบง่ เปน็ ๔ หมวด มีหวั ข้อธรรม ๔๑ ประการ ดังน้ี
หมวดที่ ๑ ธรรมฝ่ายอปุ จารฌาน ๗ ประการ คือ เนกขมั มะ อพยาบาท อาโลกสัญญา
อวิกเขปะ ธมั มววตั ถาน ญาณ ปามชุ ชะ
หมวดท่ี ๒ สมาบัติ ๘ ประการ คือ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน
อากาสานัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญา-
นาสญั ญายตนสมาบตั ิ
หมวดท่ี ๓ มหาวปิ สั สนา ๑๘ ประการ คือ อนจิ จานุปสั สนา ทุกขานปุ ัสสนา อนตั ตา-
นุปัสสนา นิพพิทานุปัสสนา วิราคานุปัสสนา นิโรธานุปัสสนา ปฏินิสสัคคานุปัสสนา
ขยานุปัสสนา วยานุปัสสนา วิปริณามานุปัสสนา อนิมิตตานุปัสสนา อัปปณิหิตานุปัสสนา
สุญญตานุปสั สนา อธิปญั ญาธัมมวิปสั สนา ยถาภตู ญาณทัสสนะ อาทีนวานุปสั สนา ปฏสิ ังขา-
นปุ ัสสนา ววิ ัฏฏนานปุ สั สนา
หมวดท่ี ๔ โลกุตตรธรรม ๘ ประการ คือ โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผลสมมาบัติ
สกทาคามิมรรค สกทาคามิผลสมาบัติ อนาคามิมรรค อนาคามิผลสมาบัติ อรหัตตมรรค
อรหัตตผลสมาบตั ิ
ชุดที่ ๖ ธรรมหมวดบัญญัติ แบง่ เปน็ ๗ หมวด มีหัวขอ้ ธรรม ๕๔ ประการ ดงั นี้
หมวดที่ ๑ สภาวะท่เี ป็นเหตุบัญญตั ิอนิ ทรยี ์ ๕ ประการ คอื สภาวะท่ีช่ือว่า สทั ธินทรีย์
เพราะมสี ภาวะนอ้ มใจเชอ่ื สภาวะทชี่ อ่ื วา่ วิริยินทรีย์เพราะมสี ภาวะประคองไว้ สภาวะทช่ี ่ือว่า
สตินทรียเ์ พราะมสี ภาวะต้ังมัน่ สภาวะท่ีชื่อว่าสมาธินทรีย์เพราะมสี ภาวะไม่ฟ้งุ ซา่ น สภาวะที่
ชอ่ื วา่ ปญั ญินทรีย์เพราะมีสภาวะเหน็
หมวดท่ี ๒ สภาวะท่เี ปน็ เหตบุ ญั ญัตพิ ละ ๕ ประการ คอื สภาวะท่ชี ื่อว่า สัทธาพละ
เพราะมีสภาวะไม่หวั่นไหวเพราะความไม่มีศรัทธา สภาวะท่ีช่ือว่าวิริยพละเพราะมีสภาวะ
เลม่ ท่ี ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๑ 343
ไม่หวั่นไหวเพราะความเกียจคร้าน สภาวะที่ชื่อว่าสติพละเพราะมีสภาวะไม่หว่ันไหว
เพราะความประมาท สภาวะท่ีชื่อว่าสมาธิพละเพราะมีสภาวะไม่หว่ันไหวเพราะอุทธัจจะ
สภาวะท่ีชื่อว่าปัญญาพละเพราะมสี ภาวะไม่หว่ันไหวเพราะอวิชชา
หมวดที่ ๓ สภาวะที่เป็นเหตุบัญญัติโพชฌงค์ ๗ ประการ คือ สภาวะที่ชื่อว่า
สติสัมโพชฌงค์เพราะมีสภาวะต้ังม่ัน สภาวะที่ชื่อว่าธัมมวิจยสัมโพชฌงค์เพราะมีสภาวะ
เลือกเฟ้นธรรม สภาวะที่ช่ือว่าวิริยสัมโพชฌงค์เพราะมีสภาวะประคองไว้ สภาวะที่ช่ือว่า
ปีติสัมโพชฌงค์เพราะมีสภาวะแผ่ไป สภาวะท่ีชื่อว่าปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะสงบ
สภาวะท่ีช่ือว่าสมาธิสัมโพชฌงค์เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน สภาวะท่ีช่ือว่าอุเบกขาสัมโพชฌงค์
เพราะมสี ภาวะพจิ ารณา
หมวดท่ี ๔ สภาวะที่เป็นเหตุบัญญัติองค์แห่งมรรค ๘ ประการ คือ สภาวะที่ชื่อว่า
สมั มาทฏิ ฐเิ พราะมสี ภาวะเหน็ สภาวะทช่ี อื่ วา่ สมั มาสงั กปั ปะเพราะมสี ภาวะตรกึ สภาวะทช่ี อื่ วา่
สัมมาวาจาเพราะมีสภาวะก�ำหนด สภาวะที่ช่ือว่าสัมมากัมมันตะเพราะมีสภาวะเป็นสมุฏฐาน
สภาวะท่ีช่ือว่าสัมมาอาชีวะเพราะมีสภาวะผ่องแผ้ว สภาวะที่ชื่อว่าสัมมาวายามะเพราะมี
สภาวะประคองไว้ สภาวะที่ชื่อว่าสัมมาสติเพราะมีสภาวะต้ังม่ัน สภาวะท่ีช่ือว่าสัมมาสมาธิ
เพราะมีสภาวะไมฟ่ งุ้ ซ่าน
หมวดท่ี ๕ สภาวะท่เี ป็นเหตบุ ัญญัตธิ รรม ๑๒ ประการ คอื สภาวะที่ชือ่ ว่าอนิ ทรยี ์
เพราะมสี ภาวะเป็นใหญ่ สภาวะทีช่ ื่อว่าพละเพราะมสี ภาวะไมห่ ว่ันไหว สภาวะทช่ี ือ่ ว่าโพชฌงค์
เพราะมีสภาวะน�ำออก สภาวะท่ีชื่อว่ามรรคเพราะมีสภาวะเป็นเหตุ สภาวะที่ช่ือว่าสติปัฏฐาน
เพราะมสี ภาวะตงั้ มน่ั สภาวะทชี่ อื่ วา่ สมั มปั ปธานเพราะมสี ภาวะด�ำรงไว้ สภาวะทช่ี อ่ื วา่ อทิ ธบิ าท
เพราะมีสภาวะส�ำเร็จ สภาวะที่ชื่อว่าสัจจะเพราะมีสภาวะเป็นของแท้ สภาวะท่ีชื่อว่าสมถะ
เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน สภาวะที่ชื่อว่าวิปัสสนาเพราะมีสภาวะพิจารณา สภาวะท่ีชื่อว่า
สมถะและวิปัสสนาเพราะมีสภาวะมีรสเป็นอย่างเดียวกัน สภาวะที่ช่ือว่าธรรมท่ีเป็นคู่กัน
เพราะมีสภาวะไมล่ ่วงเลยกนั
หมวดที่ ๖ สภาวะท่เี ป็นเหตบุ ญั ญัติธรรม ๘ ประการ คือ สภาวะท่ชี อ่ื วา่ สีลวิสทุ ธิ
เพราะมสี ภาวะส�ำรวม สภาวะที่ช่ือวา่ จติ ตวิสทุ ธิเพราะมสี ภาวะไมฟ่ ้งุ ซา่ น สภาวะท่ชี ือ่ ว่าทฏิ ฐิ
วสิ ทุ ธิเพราะมสี ภาวะเห็น สภาวะท่ีชื่อว่าวโิ มกข์เพราะมสี ภาวะหลดุ พ้น สภาวะทชี่ ่อื วา่ วิชชา
เพราะมสี ภาวะรู้แจ้ง สภาวะที่ชอ่ื วา่ วิมุตตเิ พราะมสี ภวะเป็นแกน่ สาร สภาวะที่ชอ่ื วา่ ญาณใน
ความสิน้ ไปเพราะมีสภาวะตัดขาด สภาวะทชี่ อ่ื ว่า อนปุ ปาทญาณเพราะมสี ภาวะสงบระงับ
หมวดท่ี ๗ สภาวะท่ีเป็นเหตุบัญญัติธรรม ๙ ประการ คือ สภาวะที่ช่ือว่าฉันทะ
เพราะมีสภาวะเป็นมูล สภาวะที่ช่ือว่ามนสิการเพราะมีสภาวะเป็นสมุฏฐาน สภาวะท่ีชื่อว่า
344 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
ผัสสะเพราะมีสภาวะประมวลมา สภาวะที่ช่ือว่าเวทนาเพราะมีสภาวะประชุม สภาวะ
ที่ชื่อว่าสมาธิเพราะมีสภาวะเป็นประธาน สภาวะท่ีชื่อว่าสติเพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ สภาวะ
ท่ีช่ือว่าปัญญาเพราะมีสภาวะเป็นธรรมที่ย่ิงกว่าธรรมนั้น สภาวะท่ีช่ือว่าวิมุตติเพราะมีสภาวะ
เป็นแก่นสาร สภาวะที่ชอื่ ว่าธรรมทหี่ ยัง่ ลงสอู่ มตะคือนิพพานเพราะมีสภาวะเป็นท่ีสดุ
๒. ธรรมท่คี วรก�ำหนดรู้
ธรรมที่ควรก�ำหนดรู้ ตอนที่ ๑ หมวดธรรมตามจ�ำนวน
ธรรม ๑ อยา่ งที่ควรก�ำหนดรู้ คือ ผสั สะซ่ึงมีอาสวะเปน็ ที่ต้งั แห่งอปุ าทาน
ธรรม ๒ อย่างทค่ี วรก�ำหนดรู้ คือ นาม ๑ รูป ๑
ธรรม ๓ อยา่ งที่ควรก�ำหนดรู้ คอื เวทนา ๓
ธรรม ๔ อย่างท่ีควรก�ำหนดรู้ คอื อาหาร ๔
ธรรม ๕ อยา่ งที่ควรก�ำหนดรู้ คอื อุปาทานขันธ์ ๕
ธรรม ๖ อยา่ งทค่ี วรก�ำหนดรู้ คอื อายตนะภายใน ๖
ธรรม ๗ อยา่ งที่ควรก�ำหนดรู้ คอื วิญญาณฐติ ิ ๗
ธรรม ๘ อยา่ งท่คี วรก�ำหนดรู้ คือ โลกธรรม ๘
ธรรม ๙ อยา่ งทค่ี วรก�ำหนดรู้ คอื สัตตาวาส ๙
ธรรรม ๑๐ อย่างทค่ี วรก�ำหนดรู้ คอื อายตนะ ๑๐
ธรรมที่ควรก�ำหนดรู้ ตอนท่ี ๒ ชุดท่ี ๑
ทา่ นพระสารบี ตุ รน�ำธรรม ๗,๗๔๑ ประการ (หมวดธรรมทคี่ วรรยู้ ง่ิ ตอนที่ ๒ ชดุ ที่ ๑-๖)
มาจ�ำแนกเป็นธรรมท่คี วรก�ำหนดรู้ เช่น
จักขุ ควรก�ำหนดรู้ รูป... จักขุวิญญาณ... จักขุสัมผัส... สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือ
อทุกขมสขุ เวทนาทีเ่ กิดขน้ึ เพราะจักขสุ มั ผัสเป็นปจั จัย ควรก�ำหนดรู้
ชรามรณะ ควรก�ำหนดรู้ ฯลฯ
ธรรมที่หยั่งลงส่อู มตะคือนพิ พานเพราะมสี ภาวะเปน็ ทสี่ ดุ ควรก�ำหนดรู้
ธรรมทค่ี วรก�ำหนดรู้ ตอนท่ี ๒ ชดุ ท่ี ๒
ท่านน�ำธรรม ๔๑ ประการ (หมวดธรรมทีค่ วรรยู้ งิ่ ตอนที่ ๒ ชุดท่ี ๕ คือ ธรรมหมวด
กมั มัฏฐาน) มาจ�ำแนกเปน็ ธรรมท่คี วรก�ำหนดรู้ เชน่
บุคคลพยายามเพื่อต้องการได้เนกขัมมะ ได้เนกขัมมะแล้ว ธรรมนั้นเป็นธรรมอัน
บุคคลนน้ั ก�ำหนดรู้และพจิ ารณาแลว้ อยา่ งนี้ ฯลฯ
เลม่ ท่ี ๒๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๑ 345
บุคคลพยายามเพื่อต้องการได้อรหัตตมรรค ได้อรหัตตมรรคแล้ว ธรรมนั้นเป็นธรรม
อันบุคคลนน้ั ก�ำหนดรแู้ ละพิจารณาแลว้ อยา่ งน้ี
๓. ธรรมทคี่ วรละ
ธรรมที่ควรละ ตอนที่ ๑ หมวดธรรมตามจ�ำนวน
ธรรม ๑ อย่างที่ควรละ คือ อัสมิมานะ
ธรรม ๒ อยา่ งที่ควรละ คอื อวิชชา ๑ วิภวตณั หา ๑
ธรรม ๓ อยา่ งทค่ี วรละ คอื ตัณหา ๓
ธรรม ๔ อยา่ งทค่ี วรละ คือ โอฆะ ๔
ธรรม ๕ อยา่ งที่ควรละ คือ นวิ รณ์ ๕
ธรรม ๖ อย่างท่ีควรละ คือ ตัณหา ๖
ธรรม ๗ อย่างทค่ี วรละ คอื อนสุ ยั ๗
ธรรม ๘ อย่างที่ควรละ คอื มจิ ฉตั ตะ ๘
ธรรม ๙ อย่างที่ควรละ คือ ธรรมที่มตี ณั หาเปน็ มูล ๙
ธรรม ๑๐ อย่างที่ควรละ คือ มิจฉตั ตะ ๑๐
ก่อนจะถึงธรรมท่ีควรละตอนท่ี ๒ ท่านพระสารีบุตรแสดงปหานะ (การละ) ไว้
๔ หมวด คอื
หมวดท่ี ๑ ปหานะ ๒ ไดแ้ ก่
๑. สมจุ เฉทปหานะ ๒. ปฏปิ สั สทั ธปิ หานะ
หมวดท่ี ๒ ปหานะ ๓ ไดแ้ ก่
๑. เนกขมั มปหานะ ๒. อรปู ฌาน
๓. นิโรธ
หมวดที่ ๓ ปหานะ ๔ ไดแ้ ก่
๑. เมอื่ รู้แจ้งทกุ ขสัจด้วยการก�ำหนดรู้ ช่ือวา่ ละ
๒. เมื่อร้แู จ้งสมุทยสัจดว้ ยการละ ช่อื วา่ ละ
๓. เม่ือรแู้ จง้ นิโรธสัจด้วยการท�ำใหแ้ จ้ง ช่ือวา่ ละ
๔. เมอื่ ร้แู จ้งมคั คสจั ด้วยการเจริญ ช่ือว่าละ
หมวดที่ ๔ ปหานะ ๕ ได้แก่
๑. วกิ ขมั ภนปหานะ ๒. ตทงั คปหานะ
346 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
๓. สมจุ เฉทปหานะ ๔. ปฏิปสั สัทธปิ หานะ
๕. นิสสรณปหานะ
ธรรมที่ควรละ ตอนท่ี ๒ ชดุ ที่ ๑
ท่านพระสารีบุตรน�ำธรรม ๓๐ ประการ (หมวดธรรมที่ควรรู้ย่ิง ตอนท่ี ๒ ชุดท่ี ๑
หมวดท่ี ๑) มาจ�ำแนกเป็นธรรมทคี่ วรละ เช่น
จักขุ ควรละ รูป... จักขวุ ญิ ญาณ... จักขุสัมผสั ... สุขเวทนา ทกุ ขเวทนา หรืออทกุ ขม-
สุขเวทนาทเ่ี กิดขน้ึ เพราะจกั ขสุ ัมผัสเปน็ ปจั จยั ควรละ
ธรรมท่ีควรละ ตอนท่ี ๒ ชุดที่ ๒
ทา่ นน�ำธรรม ๗,๗๑๑ ประการ (หมวดธรรมทคี่ วรรู้ยิ่ง ตอนท่ี ๒ ชดุ ที่ ๑ หมวด ๒ ถึง
ชดุ ที่ ๖) มาจ�ำแนกเปน็ ธรรมทค่ี วรละ ในความหมายวา่ เมอ่ื เหน็ ธรรมแตล่ ะอยา่ ง ชอื่ วา่ ละ เชน่
พระโยคาวจรเมื่อเหน็ รูป ชอ่ื ว่าละ เมือ่ เห็นเวทนา ชอื่ วา่ ละ ฯลฯ
เมอื่ เห็นชรามรณะ ชือ่ วา่ ละ ฯลฯ
เมอื่ เห็นธรรมทห่ี ยง่ั ลงสู่อมตะคือนพิ พานเพราะมีสภาวะเป็นท่ีสดุ ชื่อว่าละ
๔. ธรรมท่คี วรเจรญิ
ธรรมที่ควรเจริญ ตอนที่ ๑ หมวดธรรมตามจ�ำนวน
ธรรม ๑ อย่างที่ควรเจรญิ คือ กายคตาสตทิ ี่ประกอบดว้ ยความส�ำราญ
ธรรม ๒ อยา่ งทค่ี วรเจริญ คอื สมถะ ๑ วิปัสสนา ๑
ธรรม ๓ อยา่ งทค่ี วรเจริญ คอื สมาธิ ๓
ธรรม ๔ อย่างทคี่ วรเจริญ คือ สตปิ ัฏฐาน ๔
ธรรม ๕ อย่างท่ีควรเจรญิ คอื สัมมาสมาธิอันมีองค์ ๕
ธรรม ๖ อย่างที่ควรเจรญิ คือ อนุสสติฏฐาน ๖
ธรรม ๗ อยา่ งทีค่ วรเจรญิ คอื โพชฌงค์ ๗
ธรรม ๘ อย่างทีค่ วรเจรญิ คือ อริยมรรคมอี งค์ ๘
ธรรม ๙ อย่างที่ควรเจรญิ คือ ปาริสทุ ธปิ ธานยิ ังคะ ๙
ธรรม ๑๐ อย่างทีค่ วรเจริญ คือ กสณิ ๑๐
หมวดธรรมท่ีควรเจริญนี้ท่านจ�ำแนกไว้เพียงตอนเดียวเท่าน้ัน ต่อจากนั้น ท่านแสดง
ภาวนาไว้ ๕ หมวด คอื
หมวดที่ ๑ ภาวนา ๒ ได้แก่
๑. โลกิยภาวนา ๒. โลกุตตรภาวนา
เลม่ ท่ี ๒๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๑ 347
หมวดที่ ๒ ภาวนา ๓ ไดแ้ ก่
๑. การเจริญธรรมที่เป็นรปู าวจร
๒. การเจริญธรรมที่เปน็ อรปู าวจร
๓. การเจริญธรรมที่เป็นโลกตุ ตรกุศล
กศุ ลธรรมในภาวนาที่ ๑-๒ มี ๓ ระดบั คอื หยาบ ปานกลาง และประณตี สว่ นในภาวนา
ท่ี ๓ มีระดับเดยี ว คือ ประณตี
หมวดท่ี ๓ ภาวนา ๔ ไดแ้ ก่
๑. เม่ือรู้แจ้งทุกขสัจด้วยการก�ำหนดรู้ ช่ือวา่ เจรญิ อยู่
๒. เมื่อรแู้ จง้ สมุทยสจั ดว้ ยการละ ชื่อวา่ เจรญิ อยู่
๓. เมอื่ รู้แจ้งนโิ รธสจั ด้วยการท�ำใหแ้ จ้ง ชื่อวา่ เจรญิ อยู่
๔. เม่ือรู้แจ้งมคั คสัจด้วยการเจริญ ชือ่ ว่าเจริญอยู่
หมวดที่ ๔ ภาวนา ๔ อีกนยั หน่ึง ไดแ้ ก่
๑. เอสนาภาวนา หมายถึงธรรมที่เกิดในเบ้ืองต้นของท่านผู้เข้าสมาธิมีรสเป็น
อย่างเดียวกัน
๒. ปฏลิ าภภาวนา หมายถงึ ธรรมที่เกดิ ในอัปปนาของทา่ นผู้เข้าสมาธิไม่ล่วงเลยกัน
๓. เอกรสาภาวนา หมายถึงธรรมแต่ละประการแห่งหมวดธรรมเหล่าน้ี คือ อินทรีย์
๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อรยิ มรรคมีองค์ ๘ มรี สเป็นอยา่ งเดียวกันภายในหมวดธรรมของตน
เช่น เมอื่ พระโยคาวจรเจริญสทั ธินทรีย์ เพราะมสี ภาวะนอ้ มใจเช่อื อนิ ทรยี ์อีก ๔ ประการ
ย่อม มรี สเป็นอยา่ งเดยี วกันด้วยอ�ำนาจสัทธินทรีย์
๔. อาเสวนาภาวนา หมายถงึ ความช�ำนาญในการเขา้ สมาธติ ามเวลาทป่ี รารถนา
หมวดท่ี ๕ ภาวนา ๔ อีกนัยหนงึ่ ไดแ้ ก่
๑. ชอ่ื วา่ ภาวนา เพราะมีความหมายว่าธรรมทเี่ กดิ ในภาวนานน้ั ไม่ลว่ งเลยกัน
๒. ชื่อวา่ ภาวนา เพราะมคี วามหมายวา่ อินทรยี ท์ ้ังหลายมรี สเปน็ อย่างเดยี วกัน
๓. ช่ือวา่ ภาวนา เพราะมีความหมายวา่ น�ำความเพยี รทีส่ มควรแกธ่ รรมเข้าไป
๔. ช่อื วา่ ภาวนา เพราะมีความหมายว่าปฏิบัติเนอื ง ๆ
ภาวนาแตล่ ะประการนมี้ คี วามหมายดงั นี้
ภาวนาท่ี ๑ มีความหมายวา่ เม่ือพระโยคาวจรละอกศุ ลธรรมอย่างหนงึ่ ดว้ ยกศุ ลธรรม
อย่างหนึ่ง ธรรมท่ีเกิดขึ้นด้วยอ�ำนาจแห่งกุศลธรรมนั้น ไม่ล่วงเลยกัน และกันท่านจัดล�ำดับ
การละอกศุ ลด้วยกุศลเปน็ คู่ ๆ มี ๓๗ คู่ ดงั น้ี
348 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสุตตันตปฎิ ก
๑. ละกามฉนั ทะด้วยเนกขัมมะ
๒. ละพยาบาทดว้ ยอพยาบาท
๓. ละถีนมทิ ธะดว้ ยอาโลกสัญญา
๔. ละอุทธัจจะดว้ ยอวิกเขปะ
๕. ละวิจกิ ิจฉาดว้ ยธัมมววตั ถาน
๖. ละอวชิ ชาด้วยญาณ
๗. ละอรตดิ ว้ ยปามชุ ชะ
๘. ละนิวรณด์ ้วยปฐมฌาน
๙. ละวติ กและวจิ ารดว้ ยทุตยิ ฌาน
๑๐. ละปีตดิ ้วยตติยฌาน
๑๑. ละสุขและทุกขด์ ้วยจตตุ ถฌาน
๑๒. ละรปู สัญญา ปฏิฆสัญญา และนานตั ตสญั ญาด้วยอากาสานัญจายตนสมาบัติ
๑๓. ละอากาสานญั จายตนสญั ญาด้วยวญิ ญาณัญจายตนสมาบตั ิ
๑๔. ละวญิ ญาณัญจายตนสัญญาด้วยอากิญจัญญายตนสมาบตั ิ
๑๕. ละอากญิ จญั ญายตนสญั ญาด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ
๑๖. ละอนิจจสญั ญาด้วยอนจิ จานปุ สั สนา
๑๗. ละสขุ สัญญาด้วยทุกขานุปัสสนา
๑๘. ละอัตตสัญญาด้วยอนัตตานุปสั สนา
๑๙. ละนันทดิ ้วยนพิ พทิ านปุ ัสสนา
๒๐. ละราคะดว้ ยวริ าคานปุ สั สนา
๒๑. ละสมทุ ัยดว้ ยนิโรธานปุ สั สนา
๒๒. ละอาทานะดว้ ยปฏนิ ิสสคั คานปุ สั สนา
๒๓. ละฆนสญั ญาด้วยขยานปุ ัสสนา
๒๔. ละอายุหนะด้วยวยานปุ ัสสนา
๒๕. ละธวุ สญั ญาด้วยวิปริณามานุปสั สนา
๒๖. ละนิมติ ดว้ ยอนมิ ิตตานุปสั สนา
๒๗. ละปณิธิด้วยอัปปณิหติ านุปัสสนา
๒๘. ละอภินเิ วสดว้ ยสุญญตานุปสั สนา
๒๙. ละสาราทานาภนิ เิ วสด้วยอธปิ ญั ญาธัมมวปิ สั สนา
๓๐. ละสัมโมหาภนิ เิ วสดว้ ยยถาภตู ญาณทสั สนะ
เล่มท่ี ๒๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๑ 349
๓๑. ละอาลยาภนิ ิเวสดว้ ยอาทนี วานปุ สั สนา
๓๒. ละอัปปฏิสงั ขาด้วยปฏสิ ังขานุปัสสนา
๓๓. ละสญั โญคาภนิ ิเวสด้วยวิวฏั ฏนานปุ สั สนา
๓๔. ละกเิ ลสท่ีต้ังอย่รู ่วมกบั ทิฏฐิด้วยโสดาปัตตมิ รรค
๓๕. ละกเิ ลสอยา่ งหยาบดว้ ยสกทาคามมิ รรค
๓๖. ละกเิ ลสอย่างละเอียดดว้ ยอนาคามมิ รรค
๓๗. ละกเิ ลสทงั้ ปวงด้วยอรหตั ตมรรค
ภาวนาท่ี ๒ ท่านน�ำหมวดธรรมในภาวนาที่ ๑ มาขยายความว่า เม่ือพระโยคาวจร
ละอกุศลธรรมอยา่ งหนง่ึ ดว้ ยกศุ ลธรรมอย่างหน่งึ อนิ ทรยี ์ ๕ ย่อมมรี สเป็นอย่างเดียวกัน และ
จัดล�ำดับการละอกศุ ลด้วยกศุ ลเป็นคู่ ๆ เหมือนในภาวนาที่ ๑
ภาวนาท่ี ๓ ทา่ นน�ำหมวดธรรมในภาวนาที่ ๑ มาขยายความว่า เมอื่ พระ โยคาวจรละ
อกุศลธรรมอย่างหน่ึงด้วยกุศลธรรมอย่างหน่ึง ย่อมน�ำความเพียรเข้าไปด้วยอ�ำนาจกุศลธรรม
อย่างหนึ่ง และจดั ล�ำดบั การละอกศุ ลดว้ ยกศุ ลเปน็ คู่ ๆ เหมอื นในภาวนาท่ี ๑
ภาวนาที่ ๔ ท่านน�ำหมวดธรรมในภาวนาท่ี ๑ มาขยายความว่า เมื่อพระโยคาวจรละ
อกุศลธรรมอย่างหนึ่ง ย่อมปฏิบัติกุศลธรรมอย่างหนึ่งเนือง ๆ และจัดล�ำดับการละอกุศลด้วย
กุศลเปน็ คู่ ๆ เหมอื นในภาวนาที่ ๑
๕. ธรรมทคี่ วรท�ำให้แจง้
ธรรมทค่ี วรท�ำใหแ้ จ้ง ตอนที่ ๑ หมวดธรรมตามจ�ำนวน
ธรรม ๑ อยา่ งท่ีควรท�ำให้แจ้ง คือ เจโตวมิ ุตตทิ ี่ไมก่ �ำเรบิ
ธรรม ๒ อยา่ งที่ควรท�ำให้แจ้ง คอื วชิ ชา ๑ วิมตุ ติ ๑
ธรรม ๓ อยา่ งทค่ี วรท�ำให้แจ้ง คอื วชิ ชา ๓
ธรรม ๔ อยา่ งท่คี วรท�ำใหแ้ จง้ คือ สามัญญผล ๔
ธรรม ๕ อย่างที่ควรท�ำให้แจ้ง คือ ธรรมขันธ์ ๕
ธรรม ๖ อย่างทคี่ วรท�ำใหแ้ จง้ คือ อภญิ ญา ๖
ธรรม ๗ อย่างทคี่ วรท�ำใหแ้ จ้ง คอื ขีณาสวพละ ๗
ธรรม ๘ อยา่ งทีค่ วรท�ำให้แจ้ง คือ วิโมกข์ ๘
ธรรม ๙ อย่างทีค่ วรท�ำใหแ้ จง้ คอื อนปุ พุ พนิโรธ ๙
ธรรม ๑๐ อยา่ งทค่ี วรท�ำใหแ้ จ้ง คอื อเสขธรรม ๑๐
350 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตันตปิฎก
ธรรมทคี่ วรท�ำให้แจ้ง ตอนที่ ๒ ชดุ ท่ี ๑
ทา่ นพระสารีบุตรน�ำธรรม ๓๐ ประการ (หมวดธรรมทคี่ วรรยู้ ่งิ ตอนที่ ๒ ชุดที่ ๑
หมวดท่ี ๑) มาจ�ำแนกเป็นธรรมที่ควรท�ำใหแ้ จ้ง เช่น
จักขุ ควรท�ำให้แจ้ง รูป... จักขุวิญญาณ... จักขุสัมผัส... สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือ
อทุกขมสขุ เวทนาที่เกิดข้ึนเพราะจกั ขุสมั ผัสเปน็ ปจั จัย ควรท�ำให้แจ้ง
ธรรมทีค่ วรท�ำใหแ้ จง้ ตอนที่ ๒ ชุดท่ี ๒
ท่านน�ำธรรม ๗,๗๑๑ ประการ (หมวดธรรมท่ีควรรู้ยง่ิ ตอนที่ ๒ ชุดที่ ๑ หมวดท่ี ๒
ถึงชุดท่ี ๖) มาจ�ำแนกเป็นธรรมท่ีควรท�ำให้แจ้ง ในความหมายว่า เม่ือเห็นธรรมแต่ละอย่าง
ช่ือว่าท�ำใหแ้ จง้ เช่น
พระโยคาวจรเมื่อเห็นรูป ชื่อวา่ ท�ำให้แจ้ง เม่ือเห็นเวทนา ฯลฯ
เมอื่ เหน็ ชรามรณะ ช่อื ว่าท�ำใหแ้ จ้ง ฯลฯ
เมอ่ื เหน็ ธรรมที่หย่งั ลงสู่อมตะคือนิพพาน เพราะมสี ภาวะเปน็ ที่สดุ ชอื่ วา่ ท�ำใหแ้ จง้
๖-๙. ธรรมท่เี ปน็ สว่ นแหง่ ความเส่อื ม ความตัง้ อยู่ คณุ วเิ ศษ และการช�ำแรกกิเลส
ท่านพระสาลีบุตรน�ำสมาบัติ ๘ ประการ ได้แก่ รูปฌาน ๔ และอรูปฌาน ๔ มา
จ�ำแนกด้วยธรรม ๔ ประการ คอื (๑) ธรรมทเ่ี ป็นสว่ นแหง่ ความเสือ่ ม (๒) ธรรมทเ่ี ป็นส่วนแหง่
ความตง้ั อยู่ (๓) ธรรมท่ีเปน็ ส่วนแห่งคุณวิเศษ (๔) ธรรมทีเป็นสว่ นแห่งการช�ำแรกกิเลส เช่น
พระโยคาวจรผู้ได้ปฐมฌาน มีสัญญาและมนสิการที่ประกอบด้วยกามเกิดขึ้น นี้เป็น
ส่วนแห่งความเสื่อม มีสติท่ีเป็นธรรมสมควรแก่ปฐมฌานน้ันตั้งอยู่ นี้เป็นส่วนแห่งความต้ังอยู่
มีสัญญาและมนสิการท่ีไม่ประกอบด้วยวิตกเกิดข้ึน น้ีเป็นส่วนแห่งคุณวิเศษ มีสัญญาและ
มนสกิ ารที่ประกอบด้วยนิพพทิ าและวริ าคะเกิดขน้ึ นีเ้ ปน็ สว่ นแหง่ การช�ำแรกกเิ ลส
๑๐-๑๒. สงั ขารทงั้ ปวงไมเ่ ทยี่ ง สงั ขารทง้ั ปวงเปน็ ทกุ ข์ และธรรมทง้ั ปวงเปน็ อนตั ตา
ท่านพระสารีบุตรน�ำธรรม ๒๐๑ ประการ (หมวดธรรมทค่ี วรรูย้ ่งิ ตอนที่ ๒ ชดุ ที่ ๑
หมวดท่ี ๒-๑๒) มาจ�ำแนกด้วยไตรลักษณ์ คือ ความไม่เท่ียง ความเป็นทุกข์ และความเป็น
อนตั ตา เชน่
การทรงจ�ำธรรมทไี่ ดส้ ดบั มาวา่ รปู ไมเ่ ทย่ี ง เพราะมสี ภาวะสนิ้ ไป เปน็ ทกุ ข์ เพราะมสี ภาวะ
เป็นภัย เป็นอนัตตา เพราะมีสภาวะไม่มีแก่นสาร ปัญญารู้ชัดธรรมท่ีได้สดับมานั้น ชื่อว่า
สุตมยญาณ
เล่มท่ี ๒๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๑ 351
๑๓-๑๖. ธรรมทเ่ี ปน็ ทกุ ขอรยิ สจั ทกุ ขสมทุ ยอรยิ สจั ทกุ ขนโิ รธอรยิ สจั และทกุ ขนโิ รธ
คามนิ ปี ฏิปทาอรยิ สจั
ท่านพระสารบี ตุ รอธบิ ายอริยสจั แตล่ ะขอ้ มีใจความดงั น้ี
๑. ทุกขอริยสัจ ท่านจ�ำแนกเป็นทุกข์ ๑๒ ประการเพ่ือต้ังเป็นบทมาติกา ดังนี้
ชาติเป็นทุกข์ ชราเปน็ ทุกข์ มรณะเป็นทุกข์ โสกะ ปริเทวะ ทกุ ข์ โทมนัส อปุ ายาส เป็นทุกข์
การประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก เป็นทุกข์ การพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก เป็นทุกข์
การไม่ไดส้ งิ่ ท่ีต้องการ เป็นทุกข์ โดยย่อ อุปาทานขนั ธ์ เป็นทกุ ข์
จากนั้น ท่านน�ำทุกข์แต่ละประการในบทมาติกามาอธิบายโดยวิธีปุจฉาและวิสัชนา
ซง่ึ มใี จความปรากฏชดั แลว้ จึงไม่อธบิ ายไว้ในทีน่ ี้
๒. ทกุ ขสมทุ ยอรยิ สจั ไดแ้ ก่ ตณั หา ๓ คอื (๑) กามตณั หา (๒) ภวตณั หา (๓) วภิ วตณั หา
ทา่ นขยายความแห่งตณั หาท้ัง ๓ นวี้ า่ เกิดและตงั้ อยู่ท่ปี ยิ รปู สาตรปู แตล่ ะอยา่ ง หมวดธรรมที่
เป็นปยิ รูปสาตรปู มี ๑๐ หมวด (ดรู ายละเอีอดตอนที่ ๒ ชดุ ท่ี ๑ หมวดท่ี ๓)
๓. ทุกขนิโรธอริยสัจ ได้แก่ ความดับตัณหาทั้ง ๓ นั้นด้วยอริยมรรค ท่านขยาย
ความวา่ ตัณหานั้นบุคคลละและดับได้ทปี่ ยิ รูปสาตรปู แต่ละอยา่ ง
๔. ทกุ ขนโิ รธคามนิ ปี ฏิปทาอริยสจั ได้แก่ อริยมรรคมีองค์ ๘ คอื
๑. สัมมาทฏิ ฐิ ๒. สมั มาสังกปั ปะ
๓. สมั มาวาจา ๔. สมั มากมั มันตะ
๕. สัมมาอาชวี ะ ๖. สัมมาวายามะ
๗. สัมมาสติ ๘. สัมมาสมาธิ
ท่านน�ำองค์แห่งอริยมรรคแต่ละประการมาอธิบายโดยวิธีปุจฉาและวิสัชนา มีใจความ
ปรากฏชดั แล้ว จงึ ไมอ่ ธบิ ายไว้ในทน่ี ้ี
๑.๒ สลี มยญาณนทิ เทส
สีลมยญาณนิทเทสอธิบายอุทเทสท่ี ๒ ของญาณกถา โดยวิธีปุจฉาและวิสัชนา
ดังรายละเอยี ดตอ่ ไปนี้
สาระส�ำคัญของสีลมยญาณนทิ เทสแบง่ เปน็ ๒ ตอน คอื
ตอนท่ี ๑จ�ำแนกศลี ประเภทต่าง ๆ ดังนี้
ศลี ๕ ประเภท ไดแ้ ก่
๑. ปริยันตปาริสุทธิศีล (ศีลคือความบริสุทธ์ิอันมีท่ีสุด) ได้แก่ ศีลของอนุปสัมบัน
ผู้มสี ิกขาอนั มีทสี่ ุด
352 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
๒. อปริยันตปาริสุทธิศีล (ศีลคือความบริสุทธิ์อันไม่มีท่ีสุด) ได้แก่ ศีลของ
อปุ สมั บนั ผู้มีสิกขาอันไมม่ ีท่ีสดุ
๓. ปรปิ ณุ ณปารสิ ทุ ธิศีล (ศลี คอื ความบริสุทธิ์บริบรู ณ์) ได้แก่ ศลี ของกัลยาณปถุ ชุ น
ผปู้ ระกอบกศุ ลธรรม บ�ำเพญ็ ธรรมซง่ึ เปน็ ทส่ี ดุ ของพระเสขะใหบ้ รบิ รู ณ์ ไมอ่ าลยั ในกายและชวี ติ
สละชีวติ ได้
๔. อปรามัฏฐปาริสุทธิศีล (ศีลคือความบริสุทธิ์ท่ีไม่ยึดม่ันด้วยอ�ำนาจตัณหาทิฏฐิ)
ไดแ้ ก่ ศีลของพระเสขะ ๗ จ�ำพวก
๕. ปฏิปัสสัทธิปาริสุทธิศีล (ศีลคือความบริสุทธ์ิเพราะการสงบระงับ) ได้แก่ ศีล
ของสาวกพระตถาคตผู้เป็นขีณาสพ ของพระปัจเจกพุทธเจ้า และของพระตถาคตอรหันต-
สมั มาสัมพุทธเจา้
ศีล ๒ ประเภท ไดแ้ ก่
๑. ศีลมีท่สี ดุ ๒. ศลี ไม่มที ่สี ดุ
ศลี มที ีส่ ุด มี ๕ ประเภท ได้แก่
๑. ศลี มีลาภเปน็ ที่สุด ไดแ้ ก่ ศีลที่ขาดเพราะลาภ
๒. ศีลมยี ศเปน็ ทีส่ ุด ได้แก่ ศลี ท่ขี าดเพราะยศ
๓. ศีลมีญาตเิ ปน็ ทสี่ ดุ ไดแ้ ก่ ศีลทีข่ าดเพราะญาติ
๔. ศีลมอี วยั วะเปน็ ท่สี ุด ไดแ้ ก่ ศีลที่ขาดเพราะอวยั วะ
๕. ศลี มีชีวติ เปน็ ที่สุด ได้แก่ ศีลทข่ี าดเพราะชวี ิต
ศีลดังกล่าวนี้ไม่เป็นไปเพ่อื นิพพาน ส่วนศลี ไมม่ ีทส่ี ุดมนี ัยตรงกนั ขา้ ม
ล�ำดับต่อไป ท่านตั้งค�ำปุจฉาว่า อะไรช่ือว่าศีล ศีลมีเท่าไร ศีลมีอะไรเป็นสมุฏฐาน
ศลี เป็นทรี่ วมแห่งธรรมอะไร แล้ววสิ ชั นา มีใจความวา่
เจตนาชื่อวา่ ศลี ความส�ำรวมช่อื วา่ ศีล ความไมล่ ว่ งละเมิดชอ่ื ว่าศลี
ศลี มี ๓ ประเภท คอื (๑) กศุ ลศีล (๒) อกศุ ลศลี (๓) อัพยากตศลี
กุศลศีลมีกุศลจิตเป็นสมุฏฐาน อกุศลศีลมีอกุศลจิตเป็นสมุฏฐาน อัพยากตศีล
มีอพั ยากตจติ เป็นสมุฏฐาน
ศลี เปน็ ทร่ี วมแหง่ ความส�ำรวม เปน็ ทรี่ วมแหง่ ความไมล่ ว่ งละเมดิ เปน็ ทร่ี วมแหง่ เจตนา
ท่ีเกดิ ในขณะแห่งความส�ำรวมและความไม่ล่วงละเมิดนั้น
ตอนที่ ๒ ท่านน�ำธรรม ๒ หมวดมาจ�ำแนก แบ่งเป็น ๒ วิธดี ังนี้
วธิ ที ่ี ๑ ทา่ นน�ำธรรม ๒ หมวด คอื อกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ และธรรมทเ่ี ปน็
คตู่ รงกนั ข้าม ๓๗ ประการ (ในหมวดภาวนาที่ ๕ แห่งสตุ มยญาณท่ี ๔) มาจ�ำแนกด้วยธรรม
เล่มท่ี ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๑ 353
๒ ประการที่เป็นเหตุให้ได้ชื่อว่าศีล ได้แก่ (๑) ความส�ำรวมอกุศลกรรม (๒) ความไม่ล่วง
ละเมิดอกุศลกรรม รวมเปน็ ธรรมทเี่ ปน็ เหตุให้ไดช้ ่อื ว่า ศลี ๙๔ ประการ (๔๗ x ๒ = ๙๔) แบ่ง
เปน็ ๒ นัย คอื
นัยท่ี ๑ อกศุ ลกรรมบถ ๑๐ ประการ ประการละ ๒ เหตุ รวม ๒๐ เหตุ เชน่ ช่ือว่าศลี
เพราะมีความหมายว่าส�ำรวมปาณาตบิ าต ชือ่ ว่าศลี เพราะมคี วามหมายวา่ ไมล่ ว่ งปาณาติบาต
นัยที่ ๒ ธรรมทเี่ ป็นคู่ตรงกนั ขา้ ม ๓๗ คู่ คลู่ ะ ๒ เหตุ รวม ๗๔ เหตุ เชน่ ชื่อว่าศีล
เพราะมีความหมายว่าส�ำรวมกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ ช่ือว่าศีล เพราะมีความหมายว่า
ไม่ลว่ งละเมิดกามฉนั ทะดว้ ยเนกขัมมะ
วิธที ่ี ๒ ท่านน�ำธรรม ๒ หมวดข้างต้นรวม ๔๗ ประการมาหมนุ ๔๗ รอบ แตล่ ะรอบ
มธี รรม ๑ ประการทีจ่ �ำแนกเป็นศีล ๕ ประเภท คือ
๑. ปหานะ (การละ) ๒. เวรมณี (การเวน้ )
๓. เจตนา (ทเี่ ป็นข้าศกึ ต่ออกุศล) ๔. สังวร (ความส�ำรวม)
๕. อวตี กิ กมะ (ความไมล่ ว่ งละเมดิ )
ตัวอย่าง รอบที่ ๑ แบ่งเป็น ๔ ล�ำดับ คอื
ล�ำดบั ท่ี ๑ จ�ำแนกเป็นศลี ๕ ประเภท ได้แก่
๑. การละปาณาตบิ าต ชอื่ ว่าศลี
๒. การเว้นปาณาติบาต ชื่อว่าศีล
๓. เจตนาทีเ่ ป็นข้าศึกตอ่ ปาณาตบิ าต ช่ือวา่ ศีล
๔. ความส�ำรวมปาณาตบิ าต ชอ่ื วา่ ศลี
๕. ความไม่ลว่ งละเมดิ ปาณาติบาต ชอ่ื ว่าศีล
ล�ำดับท่ี ๒ แสดงจุดประสงค์ของศลี ไวด้ งั น้ี
ศลี ดังกลา่ วน้ยี อ่ มเปน็ ไปเพือ่ ความไมเ่ ดือดรอ้ นใจ เพอ่ื ปราโมทย์ เพือ่ ปีติ เพอ่ื ปัสสทั ธิ
เพ่อื โสมนัส เพ่อื การปฏบิ ัติโดยเอือ้ เฟอ้ื เพอื่ ความเจรญิ เพอื่ ท�ำให้มาก เพ่อื เป็นเครอ่ื งประดบั
เพ่ือเป็นเครื่องป้องกัน เพ่ือเป็นเคร่ืองแวดล้อม เพ่ือความสมบูรณ์ เพ่ือความเบ่ือหน่าย
โดยสว่ นเดียว เพอ่ื คลายก�ำหนดั เพื่อดับ เพ่ือระงับ เพอ่ื ร้ยู ง่ิ เพ่อื ตรสั รู้ เพอื่ นพิ พาน
ล�ำดับท่ี ๓ จดั ศลี เขา้ ในสิกขา ๓ ประการดังน้ี
ความบรสิ ทุ ธดิ์ ว้ ยความส�ำรวมแหง่ ศลี ดงั กลา่ วนี้ ชอื่ วา่ อธศิ ลี จติ ทตี่ งั้ อยใู่ นความบรสิ ทุ ธ์ิ
ด้วยความส�ำรวม ย่อมไม่ฟุ้งซา่ น ความบรสิ ุทธแิ์ ห่งจิตท่ไี ม่ฟุง้ ซ่าน ชื่อวา่ อธิจิต พระโยคาวจร
เห็นความบริสุทธิ์ด้วยความส�ำรวมโดยชอบ เห็นความบริสุทธิ์แห่งจิตท่ีไม่ฟุ้งซ่านโดยชอบ
ความบริสทุ ธิ์แห่งความเห็น(ท้งั ๒ ประการน)ี้ ช่อื ว่าอธปิ ัญญา
354 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
บรรดาความส�ำรวม ความไมฟ่ ้งุ ซา่ น และความเห็นนนั้ ความส�ำรวม ชื่อว่า อธสิ ลี สกิ ขา
ความไม่ฟุ้งซา่ น ชือ่ ว่าอธจิ ิตตสกิ ขา ความเห็น ชอื่ วา่ อธปิ ัญญาสกิ ขา
ล�ำดับท่ี ๔ ท่านใช้ค�ำกริยา ๑๕ ค�ำแสดงเป็นอาการของการศึกษาตามล�ำดับ คือ
นึกถึง รู้ เห็น พิจารณา อธิษฐานจิต น้อมใจเช่ือด้วยศรัทธา ประคองความเพียร ตั้งม่ันสติ
ต้งั จติ ม่นั ร้ชู ัดดว้ ยปัญญา ร้ยู ่งิ ธรรมทีค่ วรรู้ยงิ่ ก�ำหนดรธู้ รรมท่คี วรก�ำหนดรู้ ละธรรมทคี่ วรละ
ท�ำใหแ้ จ้งธรรมทคี่ วรท�ำใหแ้ จง้ เจรญิ ธรรมทคี่ วรเจริญ เชน่ ภกิ ษเุ ม่อื นกึ ถงึ ชอ่ื ว่าศึกษา เมอ่ื รู้
ชื่อว่าศกึ ษา เม่ือเหน็ ชอื่ วา่ ศึกษา
๑.๓ สมาธิภาวนามยญาณนิทเทส
สมาธิภาวนามยญาณนทิ เทสอธบิ ายอทุ เทสที่ ๓ ของญาณกถา ที่ยกมาตั้งเปน็ ค�ำปจุ ฉา
ดังรายละเอียดตอ่ ไปนี้
ท่านพระสารีบุตรจ�ำแนกสมาธิตามจ�ำนวนต้ังแต่ ๑-๑๐ เช่น สมาธิ ๑ อย่าง ได้แก่
เอกัคคตาจติ สมาธิ ๒ อย่าง ไดแ้ ก่ (๑) โลกิยสมาธิ (๒) โลกตุ ตรสมาธิ และจ�ำแนกเหตุ
ท่ีให้ไดช้ อื่ ว่าสมาธิ ๒๕ อย่าง เชน่ ชือ่ วา่ สมาธิ เพราะมคี วามหมายว่าสทั ธินทรียเ์ ป็นต้นก�ำหนด
ถอื เอา
๑.๔ ธัมมัฏฐติ ิญาณนิทเทส
ธัมมัฏฐิติญาณนิทเทสอธิบายอุทเทสที่ ๔ ของญาณกถาที่ยกมาต้ังเป็นค�ำปุจฉา
ดงั รายละเอยี ดตอ่ ไปนี้
ท่านพระสารีบุตรน�ำปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ประการมาจ�ำแนกธัมมัฏฐิติญาณ วิธีการ
จ�ำแนกนนั้ แตกตา่ งกนั แบง่ เปน็ ๔ รปู แบบ รปู แบบละ ๑๑ รอบ แตล่ ะรอบ มรี ปู แบบเหมอื นกนั
ตา่ งกนั แต่องคธ์ รรมเทา่ นน้ั ดังน้ี
รูปแบบที่ ๑ มี ๑๑ รอบ เชน่
รอบท่ี ๑ อวชิ ชากบั สังขาร
ปญั ญาในการก�ำหนดปจั จัยว่า (๑) อวิชชาเป็นที่ตง้ั แห่งความเกดิ ข้ึน (๒) เปน็ ท่ตี ้ังแห่ง
คสามเป็นไป (๓) เป็นทตี่ ัง้ แหง่ นมิ ติ (๔) เปน็ ทีต่ งั้ แหง่ กรรมเปน็ เครอื่ งประมวลมา (๕) เป็นทีต่ ้ัง
แห่งความประกอบไว้ (๖) เป็นที่ตั้งแห่งความพัวพัน (๗) เป็นท่ีต้ังแห่งสมุทัย (๘) เป็นท่ีตั้ง
แห่งเหตุ (๙) เปน็ ทีต่ ้ังแห่งปัจจัยของสงั ขารทง้ั หลาย ดว้ ยอาการ ๙ อย่างนี้ อวชิ ชาจึงเปน็ ปจั จยั
สังขารเกิดจากปัจจัย แมอ้ วชิ ชาและสังขารนี้ตา่ งกเ็ กิดข้นึ จากปจั จัย ช่ือว่าธัมมฏั ฐติ ิญาณ
เลม่ ท่ี ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๑ 355
ปญั ญาในการก�ำหนดปจั จัยวา่ “ในอดตี กาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดี อวชิ ชา เปน็ ท่ีตง้ั
แห่งความเกิดขึ้น ฯลฯ และเป็นท่ีตั้งแห่งปัจจัยของสังขารทั้งหลาย ด้วยอาการ ๙ อย่างน้ี
อวิชชาจึงเป็นปัจจัย สังขารเกิดจากปัจจัย แม้อวิชชาและสังขารน้ีก็ต่างเกิดขึ้นจากปัจจัย”
ชือ่ ว่าธมั มัฏฐติ ิญาณ
รอบท่ี ๒-๑๑ กม็ ีรปู แบบเดยี วกันน้ี ตา่ งกันแต่องคธ์ รรมเท่านั้น
รปู แบบท่ี ๒ มี ๑๑ รอบ เชน่
รอบท่ี ๑
ปัญญาในการก�ำหนดปัจจัยว่า “อวิชชาเป็นเหตุ สังขารเกิดขึ้นจากเหตุ แม้ธรรม
ท้ัง ๒ อยา่ งน้ีต่างกเ็ กดิ ขึ้นจากเหตุ ชื่อว่าธัมมัฏฐติ ิญาณ
ปัญญาในการก�ำหนดปัจจัยว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดี อวิชชาเป็นเหตุ
สังขารเกดิ ขนึ้ จากเหตุ แมธ้ รรมทงั้ ๒ อยา่ งนีต้ า่ งกเ็ กิดขน้ึ จากเหตุ” ชอื่ ว่าธัมมัฏฐติ ิญาณ
รอบท่ี ๒-๑๑ ก็มีรูปแบบเดยี วกนั นี้ ตา่ งกันแตอ่ งคธ์ รรมเท่านั้น
รปู แบบที่ ๓ มี ๑๑ รอบ เช่น
รอบที่ ๑
ปญั ญาในการก�ำหนดปจั จัยวา่ “อวิชชาอาศัยปัจจัยเป็นไป สงั ขารอาศัยอวชิ ชาเกิดขึ้น
แมอ้ วชิ ชาและสงั ขารน้ีต่างกอ็ าศยั ปัจจยั เกดิ ขึ้น” ชอื่ ว่าธมั มฏั ฐิติญาณ
ปัญญาในการก�ำหนดปัจจัยว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดี อวิชชาอาศัยปัจจัย
เป็นไป สังขารอาศัยอวิชชาเกิดข้ึน แม้อวิชชาและสังขารน้ีต่างก็อาศัยปัจจัยเกิดข้ึน ชื่อว่า
ธมั มฏั ฐิติญาณ
รอบท่ี ๒-๑๑ ก็มีรปู แบบเดยี วกันนี้ ต่างกันแต่องค์ธรรมเทา่ นน้ั
รูปแบบท่ี ๔ มี ๑๑ รอบ เชน่
รอบที่ ๑
ปญั ญาในการก�ำหนดปจั จยั วา่ อวชิ ชาเปน็ ปจั จยั สงั ขารเกดิ ขนึ้ เพราะอวชิ ชาเปน็ ปจั จยั
แมอ้ วชิ ชาและสงั ขารนี้ต่างกเ็ กิดขึน้ เพราะปจั จัย ชื่อว่าธัมมฏั ฐิติญาณ
ปัญญาในการก�ำหนดปัจจัยว่า “ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดี อวิชชาเป็น
ปจั จยั สงั ขารเกดิ ข้นึ เพราะอวชิ ชาเปน็ ปจั จยั แม้อวิชชาและสังขารนีต้ า่ งก็เกิดขึ้นเพราะปัจจยั ”
ชอ่ื วา่ ธมั มฏั ฐติ ิญาณ
รอบที่ ๒-๑๑ ก็มีรปู แบบเดียวกนั น้ี ต่างกันแต่องค์ธรรมเท่านน้ั
นอกจากน้ีท่านยังจ�ำแนกกรรมในภพท่ีเป็นอดีต กรรมในภพท่ีเป็นปัจจุบัน กรรมใน
ภพทเี่ ปน็ อนาคตไว้อีกด้วย
356 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
ท่านสรุปว่า พระโยคาวจรย่อมรู้ เห็น ทราบชดั ร้แู จง้ สังเขป ๔ กาล ๓ ปฏจิ จสมุปบาท
อันมีสนธิ ๓ ด้วยอาการ ๒๐ ประการนี้ (ดูรายละเอียดที่เชิงอรรถของธัมมัฏฐิติญาณนิทเทส
ในเล่มนี)้
๑.๕ สมั มสนญาณนิทเทส
สัมมสนญาณนิทเทสอธิบายอุทเทสที่ ๕ ของญาณกถาท่ียกมาตั้งเป็นค�ำปุจฉา
ดงั รายละเอยี ดต่อไปน้ี
สาระส�ำคัญของสัมมสนญาณนิทเทสแบง่ เป็น ๒ ตอน ดงั นี้
ตอนท่ี ๑
ท่านพระสารีบุตรน�ำธรรม ๒๐๑ ประการ (หมวดธรรมที่ควรรู้ย่ิงในสุตมยญาณท่ี ๑
ตอนท่ี ๒ ชดุ ที่ ๑ หมวดท่ี ๒-๑๒) มาจ�ำแนกสมั มสนญาณ วธิ กี ารจ�ำแนกนนั้ แตกตา่ งกนั แบง่ เปน็
๓ นัย แตล่ ะนยั มี ๒๐๑ รอบ แตล่ ะรอบมีรปู แบบ เหมอื นกนั ต่างกันแตอ่ งค์ธรรมเทา่ น้นั คอื
นยั ที่ ๑ รอบท่ี ๑
พระโยคาวจรก�ำหนดรูปทุกอยา่ งทง้ั ทเ่ี ปน็ อดีต อนาคต และปัจจุบัน เปน็ ภายในกต็ าม
เปน็ ภายนอกก็ตาม หยาบก็ตาม ละเอียดก็ตาม เลวก็ตาม ประณตี กต็ าม มใี นท่ไี กลกต็ าม
มใี นทใี่ กลก้ ต็ าม โดยความไมเ่ ทยี่ ง การก�ำหนดนชี้ อื่ วา่ สมั มสนญารอยา่ งหนง่ึ ก�ำหนดโดยความ
เป็นทกุ ข์ การก�ำหนดนีช้ ื่อว่าสัมมสนญาณอยา่ งหนงึ่ ก�ำหนดโดยความเป็นอนัตตา การก�ำหนด
น้ชี ่อื วา่ สัมมสนญาณอย่างหนึ่ง
นัยท่ี ๒ รอบที่ ๑
ปญั ญาในการยอ่ แลว้ ก�ำหนดวา่ “รปู ทง้ั ทเี่ ปน็ อดตี อนาคต และปจั จบุ นั ชอ่ื วา่ ไมเ่ ทยี่ ง
เพราะมีสภาวะสิ้นไป ชอื่ วา่ เปน็ ทุกข์ เพราะมสี ภาวะเป็นภัย ช่ือวา่ เปน็ อนตั ตา เพราะมีสภาวะ
ไม่มีแกน่ สาร” ชอ่ื ว่าสัมมสนญาณ
นยั ท่ี ๓ รอบท่ี ๑
ปัญญาในการย่อแล้วก�ำหนดรูปทั้งท่ีเป็นอดีต อนาคต และปัจจุบันว่า ไม่เที่ยง ถูก
ปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น มีความส้ินไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อม ไปเป็นธรรมดา
มคี วามคลายไปเป็นธรรมดา มคี วามดบั ไปเปน็ ธรรมดา ชื่อวา่ สมั มสนญาณ
ตอนที่ ๒
ท่านน�ำปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ประการมาจ�ำแนกสัมมสนญาณโดยย้อนจากข้างปลาย
ไปหาข้างต้น รวม ๑๑ รอบ แต่ละรอบมรี ูปแบบเหมือนกัน ตา่ งกันแตอ่ งคธ์ รรมเท่านั้น ดังนี้
เลม่ ที่ ๒๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๑ 357
รอบที่ ๑
ปญั ญาในการยอ่ แลว้ ก�ำหนดวา่ “เพราะชาตเิ ปน็ ปจั จัย ชรามรณะจงึ มี เมือ่ ชาติไมม่ ี
ชรามรณะจึงไม่ม”ี ช่ือว่าสมั มสนญาณ
ปญั ญาในการยอ่ แลว้ ก�ำหนดในอดตี กาลกด็ ี ในอนาคตกาลกด็ วี า่ “เพราะชาตเิ ปน็ ปจั จยั
ชรามรณะจึงมี เมอื่ ชาติไมม่ ี ชรามรณะจึงไมม่ ี” ชือ่ วา่ สัมมสนญาณ
ฯลฯ
รอบที่ ๑๑
ปัญญาในการยอ่ แลว้ ก�ำหนดว่า “เพราะอวิชชาเป็นปัจจยั สงั ขารจงึ มี เม่ืออวิชชาไมม่ ี
สงั ขารจึงไม่ม”ี ชอ่ื ว่าสัมมสนญาณ
ปญั ญาในการย่อแลว้ ก�ำหนดในอดตี กาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดวี า่ “เพราะอวิชชาเป็น
ปัจจัย สงั ขารจงึ มี เม่อื อวิชชาไม่มี สังขารจึงไม่มี” ช่อื วา่ สมั มสนญาณ
๑.๖ อุทยัพพยานปุ ัสสนาญาณนทิ เทส
อุทยัพพยานุปัสสนาญาณนิทเทสอธิบายอุทเทสที่ ๖ ของญาณกถาท่ียกมาต้ังเป็น
ค�ำปจุ ฉา ดงั รายละเอียดตอ่ ไปน้ี
สาระส�ำคัญของอุทยพั พยานปุ ัสสนาญาณนิทเทส แบ่งเปน็ ๒ ตอน คือ
ตอนที่ ๑
ท่านพระสารีบุตรน�ำธรรม ๑๙๙ ประการ (หมวดธรรมที่ควรรู้ย่ิงในสุตมยญาณที่ ๑
ตอนที่ ๒ ชุดที่ ๑ ต้งั แตข่ นั ธ์ ๕ จนถงึ ปฏิจจสมุปบาทข้อที่ ๑๐ คือ ภพ) มาจ�ำแนกอทุ ยพั พยา-
นปุ สั สนาญาณรวม ๑๙๙ รอบ แต่ละรอบมรี ปู แบบเหมือนกนั ต่างกันแต่องคธ์ รรมเทา่ นั้น เช่น
รปู ทเี่ กิดแลว้ เปน็ ปจั จบุ นั ลักษณะความบงั เกิดแหง่ รูปน้นั ช่อื ว่าความเกดิ ขน้ึ ลักษณะ
ความแปรผันแห่งรปู น้ัน ชื่อวา่ ความเสื่อม ปญั ญาที่พิจารณาเหน็ ดงั น้ี ชอื่ ว่าอนปุ สั สนาญาณ
เวทนาท่ีเกิดแลว้ ฯลฯ
ภพทเ่ี กดิ แลว้ เปน็ ปจั จบุ นั ลกั ษณะความบงั เกดิ แหง่ ภพนนั้ ชอ่ื วา่ ความเกดิ ขนึ้ ลกั ษณะ
ความแปรผนั แห่งภพน้ัน ชอื่ วา่ ความเสอ่ื ม ปญั ญาทพ่ี ิจารณาเห็นดงั นี้ ชืออนุปัสสนาญาณ
ตอนที่ ๒
ทา่ นน�ำขนั ธ์ ๕ มาจ�ำแนกดว้ ยลกั ษณะ ๓ ประการ คอื (๑) ความเกดิ ขน้ึ (๒) ความเสอื่ ม
(๓) ความเกิดขึ้นและความเสื่อม โดยวธิ ปี จุ ฉาและวิสชั นา แบง่ เป็น ๓ ล�ำดับ ดังนี้
ล�ำดับท่ี ๑ พระโยคาวจรเมื่อเห็นความเกิดข้ึนแห่งเบญจขันธ์ ย่อมเห็นลักษณะ
๒๕ ประการ เมื่อเห็นความเส่ือมแห่งเบญจขันธ์ ย่อมเห็นลักษณะ ๒๕ ประการ เมื่อเห็น
358 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก
ความเกดิ ข้ึนและความเสื่อมแหง่ เบญจขนั ธ์ ยอ่ มเห็นลกั ษณะ ๕๐ ประการ
ล�ำดบั ที่ ๒ พระโยคาวจรเมอื่ เหน็ ความเกดิ ขนึ้ แหง่ รปู ขนั ธ์ ยอ่ มเหน็ ลกั ษณะ ๕ ประการ
เมื่อเห็นความเส่ือมแห่งรูปขันธ์ ย่อมเห็นลักษณะ ๕ ประการ เม่ือเห็นความเกิดข้ึนและ
ความเส่อื มแหง่ รูปขนั ธ์ ย่อมเห็นลักษณะ ๑๐ ประการ
ล�ำดับท่ี ๓ คอื
๑. พระโยคาวจรย่อมเห็นความเกดิ ขึน้ แหง่ รูปขันธ์ โดยความเกดิ ขึ้นแห่งปจั จยั ว่า
“เพราะอวชิ ชาเกดิ รูปจึงเกิด”
๒. ...โดยความเกิดข้นึ แห่งปจั จยั วา่ เพราะตัณหาเกดิ รูปจงึ เกดิ
๓. ...โดยความเกิดข้ึนแหง่ ปัจจัยว่า เพราะกรรมเกิด รปู จงึ เกดิ
๔. ...โดยความเกดิ ขนึ้ แห่งปจั จัยว่า เพราะอาหารเกิด รูปจึงเกิด
๕. พระโยคาวจรเม่ือเห็นลักษณะแห่งความเกิด ย่อมเห็นความเกิดข้ึนแห่ง
รูปขันธ์
๑.๗ ภังคานปุ ัสสนาญาณนทิ เทส
ภังคานุปัสสนาญาณนิทเทสอธิบายอุทเทสที่ ๗ ของญาณกถาที่ยกมาตั้งเป็นค�ำปุจฉา
ดังรายละเอยี ดต่อไปนี้
ท่านพระสารีบุตรน�ำธรรม ๒๐๑ ประการ (หมวดธรรมท่ีควรรู้ยิ่งในสุตมยญาณท่ี ๑
ตอนที่ ๒ ชดุ ที่ ๑ หมวดท่ี ๒-๑๒) มาจ�ำแนกภงั คานุปัสสนาญาณ รวม ๒๐๑ รอบ แต่ละรอบ
มรี ปู แบบเหมือนกนั ตา่ งกนั แต่องค์ธรรมเทา่ นน้ั เช่น
รอบท่ี ๑ รปู แบบหลกั แบ่งเปน็ ๒ ตอน คอื
ตอนท่ี ๑ องคธ์ รรมหลักท่ี ๑ คือ จติ มรี ปู เปน็ อารมณ์
จิตมีรูปเป็นอารมณ์เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป พระโยคาวจรพิจารณาอารมณ์น้ันแล้ว
พิจารณาเหน็ ความดับแหง่ จติ นน้ั
ตอนที่ ๒ ทา่ นยกค�ำวา่ พจิ ารณาเหน็ ขา้ งตน้ มาตงั้ เปน็ ค�ำปจุ ฉาวา่ พจิ ารณาเหน็ อยา่ งไร
ชอื่ ว่าพจิ ารณาเหน็ แลว้ วสิ ชั นาวา่
พจิ ารณาเห็นโดยความไม่เทีย่ ง ไมพ่ จิ ารณาเหน็ โดยความเทีย่ ง พิจารณาเหน็ โดยความ
เป็นทุกข์ ไมพ่ จิ ารณาเห็นโดยความเป็นสขุ พจิ ารณาเหน็ โดยความเปน็ อนัตตา ไมพ่ ิจารณาเห็น
โดยความเปน็ อตั ตา ย่อมเบ่อื หนา่ ย ไมย่ ินดี ย่อมคลายก�ำหนดั ไม่ก�ำหนดั ยอ่ มท�ำราคะให้ดบั
ไมใ่ หเ้ กิด ไมย่ ดึ ถือ
เลม่ ท่ี ๒๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๑ 359
เม่ือพิจารณาเห็นโดยความไมเ่ ท่ียง ยอ่ มละนจิ จสัญญาได้ เมอื่ พิจารณาเหน็ โดยความ
เป็นทกุ ข์ ยอ่ มละสุขสัญญาได้ เมอื่ พจิ ารณาเห็นโดยความเปน็ อนตั ตา ย่อมละอัตตสัญญาได้
เมือ่ เบื่อหนา่ ย ย่อมละนันทไิ ด้ เมือ่ คลายก�ำหนัด ยอ่ มละราคะได้ เมือ่ ท�ำราคะใหด้ บั ย่อมละ
สมุทยั ได้ เมอ่ื สละคืน ยอ่ มละอาทานะได้
๑.๘ อาทนี วญาณนิทเทส
อาทีนวญาณนิทเทสอธิบายอุทเทสที่ ๘ ของญาณกถาที่ยกมาตั้งเป็นค�ำปุจฉา
ดงั รายละเอยี ดต่อไปน้ี
ท่านพระสารีบตุ รน�ำสภาวธรรม ๑๕ ประการ (หมวดธรรมท่ีควรรู้ยิง่ ในสุตมยญาณท่ี ๑
ตอนที่ ๒ ชุดที่ ๓) มาจ�ำแนกอาทนี วญาณ แบง่ เปน็ ๔ นยั นยั ละ ๓ ฝ่าย คอื ฝา่ ยลบ ฝ่ายบวก
และฝ่ายผสม ฝา่ ยลบประกอบดว้ ยสภาวธรรมฝ่ายโลกยิ ะ ๑๕ ประการ ฝา่ ยบวกประกอบด้วย
สภาวธรรมฝา่ ยโลกตุ ตระ ๑๕ ประการ จดั เป็นค่ตู รงกันข้าม ฝา่ ยผสมประกอบดว้ ยสภาวธรรม
๒ ฝ่ายแรกผสมกนั ๓๐ ประการ รวมเป็นนัยละ ๖๐ ประการ เมอ่ื รวมสภาวธรรมทงั้ ๔ นัย
จึงไดธ้ รรม ๒๔๐ ประการ (๔ x ๖๐ = ๒๔๐) ดังนี้
นัยที่ ๑
๑. ฝ่ายลบ ใช้ค�ำขยายความว่า “เป็นภัย” เช่น ปัญญาในการเห็นสังขารปรากฏ
โดยความเปน็ ภัยว่า ความเกดิ ขึ้นเป็นภยั ชอ่ื ว่าอาทีนวญาณ... ปัญญาในการเหน็ สงั ขารปรากฏ
โดยความเป็นภัยว่า ความคบั แคน้ ใจเปน็ ภัย ชอ่ื ว่า อาทนี วญาณ
๒. ฝ่ายบวก ใชค้ �ำขยายความตรงกนั ข้ามกับฝา่ ยลบ เชน่ ญาณในสนั ติบทวา่ ความไม่
เกดิ ขน้ึ ปลอดภยั ... ความไมเ่ ปน็ ไปปลอดภยั ฯลฯ ญาณในสนั ตบิ ทวา่ ความไมค่ บั แคน้ ใจปลอดภยั
๓. ฝ่ายผสม น�ำฝ่ายลบกับฝ่ายบวกมาขยายความผสมกันเป็นคู่ ๆ เช่น ญาณใน
สันติบทว่า ความเกิดขึ้นเป็นภัย... ความไม่เกิดขึ้นปลอดภัย ฯลฯ ญาณในสันติบทว่า ความ
ไม่คบั แคน้ ใจปลอดภยั
นยั ท่ี ๒
๑. ฝา่ ยลบ ใชค้ �ำขยายความวา่ เปน็ ทกุ ข์ เชน่ ปญั ญาในการเหน็ สงั ขารปรากฏโดยความ
เปน็ ภยั ว่า ความเกดิ ข้นึ เป็นทกุ ข์ ชอ่ื วา่ อาทนี วญาณ ฯลฯ
๒. ฝ่ายบวก ใช้ค�ำขยายความตรงกันข้ามกับฝ่ายลบ เช่น ญาณในสันติบทว่า ความ
ไมเ่ กิดขึน้ เป็นสุข ชื่อว่าอาทนี วญาณ ฯลฯ
๓. ฝา่ ยผสม น�ำฝา่ ยลบกบั ฝา่ ยบวกมาขยายความผสมกนั เปน็ คู่ ๆ เชน่ ญาณในสนั ตบิ ทวา่
ความเกดิ ข้ึนเป็นทกุ ข์... ความไม่เกดิ ขน้ึ เปน็ สุข ฯลฯ