The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม 24 - 30 ebook วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by mcu pali, 2021-04-25 01:53:01

พระสุตตันตปิฎก เล่ม 25 - 30 ebook

พระสุตตันตปิฎก เล่ม 24 - 30 ebook วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส

Keywords: พระสุตตันตปิฎก เล่ม 24 - 30 ebook

10 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก

๔. สามเณรปญั หา

๔.๑ ที่มาของเรอ่ื ง
ท่านพระโสปากเถระ เป็นพระมหาสาวกที่ส�ำคัญอีกรูปหน่ึงของพระผู้มีพระภาค

เป็นพระเถระทีย่ ังมอี ายนุ ้อย เปน็ ภกิ ษพุ เิ ศษในพระพุทธศาสนา เพราะท่านได้บรรลุอรหัตตผล
ในขณะยังเป็นสามเณรอายุเพียง ๗ ขวบ และได้รับการอุปสมบทด้วยวิธีพิเศษ คือ การตอบ
ปญั หาของพระผมู้ ีพระภาค ท่านสามารถตอบไดอ้ ย่างครบถ้วน ชัดเจน การอปุ สมบทจงึ ส�ำเร็จ
แกท่ ่าน กลายเปน็ ทีม่ าแห่งเร่อื งสามเณรปัญหา (ขุ.ขุ.อุ. ๔/๖๔)

๔.๒ สาระส�ำคญั ของสามเณรปัญหา
ค�ำตอบปญั หาทง้ั ๑๐ ขอ้ เปน็ ค�ำตอบทแ่ี สดงภมู ปิ ญั ญาของพระอรหนั ตท์ เี่ หน็ ไดช้ ดั เจน

ท่ีสุดคือค�ำตอบปัญหาข้อท่ี ๑๐ เพราะแสดงองค์คุณของพระอรหันต์โดยตรง องค์คุณของ
พระอรหนั ต์นนั้ มี ๑๐ ประการ คือ

(๑) สมั มาทฏิ ฐิ (๒) สมั มาสงั กปั ปะ
(๓) สมั มาวาจา (๔) สัมมากัมมันตะ
(๕) สมั มาอาชีวะ (๖) สมั มาวายามะ
(๗) สัมมาสต ิ (๘) สัมมาสมาธิ
(๙) สัมมาญาณะ (๑๐) สัมมาวิมตุ ติ (ขุ.ขุ.อ. ๔/๗๗)
สามเณรตอบถงึ สภาวธรรมลว้ น ๆ โดยมไิ ดน้ อ้ มมาสตู่ นเพอื่ แสดงวา่ ตนบรรลอุ รหตั ตผล
เลย แต่พระผู้มีพระภาคก็ทรงทราบดีว่า ท่านเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง ในพระธรรมวินัยของ
พระองค์

๔.๓ เหตุท่ีจัดสามเณรปญั หาไวเ้ ป็นล�ำดับต่อจากทวตั ตงิ สาการ
เมื่อทสสิกขาบทจัดเป็นศีล ทวัตติงสาการจัดเป็นสมาธิภาวนา การตอบปัญหาของ

สามเณรจึงจดั เป็นปัญญาท่มี ศี ลี และสมาธิเปน็ พื้นฐาน ดงั ค�ำว่า ผู้มปี ญั ญา เมอ่ื ต้ังอยูใ่ นศีลแล้ว
พึงอบรมจิตและปญั ญาให้เจริญ (สํ.ส. (แปล) ๑๕/๒๓/๒๗) ดังนัน้ สามเณรปญั หาจงึ ถกู จดั ไว้
เป็นล�ำดับต่อจากทวัตตงิ สาการ (ข.ุ ขุ.อ. ๔/๖๔)

เลม่ ที่ ๑๗ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๒๕ 11

๕. มงคลสตู ร

๕.๑ ความหมายของมงคลสตู ร
มงคลสูตร แปลว่า สูตรว่าด้วยมงคล ค�ำว่า มงคล หมายถึงเหตุให้ได้รับความส�ำเร็จ

ความเจริญ และสมบัติทั้งปวง (ขุ.ขุ.อ. ๕/๑๐๗) ค�ำว่า สูตร หมายถึงส่ิงท่ีชี้ประโยชน์ เช่น
ประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น หมายถึงเนื้อความท่ีกล่าวไว้ดี เพราะอนุโลมตามอัธยาศัยของ
เวไนยสัตว์ หมายถึงสิ่งท่ีผลิตประโยชน์ดุจข้าวกล้า ผลิตผล หมายถึงส่ิงท่ีหลั่งประโยชน์
ดุจแม่โคนมหล่ังน�้ำนม หมายถึงสิ่งท่ีต้านทานรักษาประโยชน์ไว้อย่างดี และหมายถึงสิ่งที่เป็น
ดุจเส้นด้ายร้อยประโยชน์ของวิญญูชน ไว้มิให้กระจัดกระจายดุจเส้นด้ายของนายมาลาการ
(วิ.อ. ๑/๑๘)

ดังน้ัน ค�ำว่า มงคลสูตร จึงหมายถึงส่ิงท่ีชี้ประโยชน์ ผลิตประโยชน์ หล่ังประโยชน์
ต้านทานรักษาประโยชน์ และร้อยรัดประโยชน์ไว้มิได้กระจัดกระจาย ซ่ึงจะท�ำให้ได้รับ
ความส�ำเรจ็ ความเจรญิ และสมบัติทัง้ ปวง

๕.๒ ที่มาของมงคลสูตร
มงคลสูตร ทา่ นพระอานนทเถระกล่าวไว้ในคราวสงั คายนาครงั้ ที่ ๑ ทีม่ ที า่ นพระมหา-

กัสสปเถระเป็นประธาน ท่านพระอานนทเถระเล่าว่า ท่านได้สดับรับฟังมา เฉพาะพระพักตร์
พระผู้มีพระภาคที่พระเชตวันวิหาร เขตกรุงสาวัตถี มงคลสูตรนี้ เกิดขึ้นด้วยอ�ำนาจค�ำถาม
กล่าวคือ พระผมู้ พี ระภาคทรงเลา่ ใหท้ ่านพระอานนท์ฟังว่า เมื่อปฐมยามแห่งราตรี ไดม้ ีเทวดา
องค์หน่ึงเข้ามาทูลถามพระองค์ถึงเรื่องมงคล ก่อนทูลถาม เทวดาน้ันได้กราบทูลถึงเหตุท่ีมา
ทูลถามว่า ได้เกิดความโกลาหลขึ้น ท้ังในหมู่เทวดา และมนุษย์ท่ีมีลัทธิเร่ืองมงคลแตกต่างกัน
เกิดความขัดแย้งโต้เถียงกันเป็นฝักฝ่ายตกลงกันไม่ได้ ความสับสนวุ่นวายเร่ืองลัทธิมงคลน้ี
ยดื เยื้ออยู่เป็นเวลา นานถึง ๑๒ ปี ในท่สี ุดทา้ วสักกเทวราชจึงแตง่ ตง้ั ตนใหม้ าทลู ถาม พระองค์
จึงตรัส ตอบเร่ืองมงคล ๓๘ ประการ มีการไม่คบคนพาล การคบแต่บัณฑิต และการบูชา
คนท่ีควรบูชา เป็นต้นแก่เทวดาน้ัน เมื่อคืนนั้นผ่านไป พระองค์ได้ทรงแสดงเร่ืองมงคลน้ีแก่
ทา่ นพระอานนทเถระซ้�ำอีกครัง้ หน่ึง

๕.๓ เหตทุ ่ีจัดมงคลสตู รไว้เปน็ ล�ำดบั ต่อจากสามเณรปญั หา
มงคลทง้ั ๓๘ ประการน้ี มนี ยั แหง่ เนือ้ หาสาระครอบคลุมถงึ มงคลทง้ั หมด แม้สรณคมน์

ทสสกิ ขาบท ทวตั ตงิ สาการ และสามเณรปญั หาทที่ า่ นแสดงไวเ้ ปน็ นยั แหง่ ศลี สมาธิ ปญั ญา นน้ั

12 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก

ก็จัดรวมลงในมงคล ๓๘ ประการนี้ด้วย ดังนั้น มงคลสูตร น้ีจึงถูกจัดไว้เป็นล�ำดับต่อจาก
สามเณรปญั หา (ข.ุ ข.ุ อ. ๕/๗๘-๑๓๗)

๖. รตนสูตร

๖.๑ ความหมายของรตนสตู ร
รตนสูตร แปลวา่ สูตรว่าดว้ ยรัตนะ ค�ำว่า รตั นะ นน้ั หมายถงึ ความมคี า่ มาก ความ

เป็นส่ิงที่หาส่ิงเปรียบเทียบมิได้ ในด้านคุณลักษณะ ความงดงาม และความประณีต เช่นท่ี
เขาเรียกว่า ช้างแก้ว ก็เพราะมีลักษณะดี ได้แก่ ตัวสีเผือก เท้าแดง ได้รับการฝึกมาดี ท่ีเขา
เรยี กว่า มณีแก้ว เพราะถกู เจยี รไนดี งดงาม ที่เขาเรยี กว่า หญิงแก้ว เพราะมลี ักษณะดี ไดแ้ ก่
ไม่สูงเกนิ ไม่ต่ำ� เกิน กล่ินกายหอม สมั ผัสอ่อนน่มุ เปน็ ต้น

นอกจากน้ี รัตนะ ยังหมายถงึ สงิ่ ทป่ี รากฏให้เห็นได้ยาก หาไดย้ าก หมายถึง สง่ิ ท่กี อ่ ให้
เกดิ ความยนิ ดี และหมายถงึ สิง่ ทีค่ นในสงั คมช้ันสูงใชส้ อยกนั (ข.ุ ข.ุ อ. ๖/๑๕๐-๑๕๔)

คุณลักษณะต่าง ๆ ดังกล่าวนั้น เป็นสิ่งที่ปรากฏในพระพุทธเจ้า พระธรรม และ
พระสงฆ์ ด้วยอาศยั คุณลกั ษณะนเ้ี อง ท่านจงึ บญั ญตั คิ �ำเรียกแทนพระพทุ ธเจ้า พระธรรม และ
พระสงฆ์ ว่า “รัตนตรัย” แปลวา่ รตั นะ ๓ ประการ หรอื แก้ว ๓ ประการ ดงั นั้น รตนสตู ร
จงึ หมายถึงสตู รท่วี ่าดว้ ยรัตนะ ๓ ประการ คือ พทุ ธรตั นะ ธัมมรตั นะ และสงั ฆรตั นะ

๖.๒ ทม่ี าของรตนสูตร
เนอื่ งจากพระนครเวสาลไี ดเ้ กดิ ทพุ ภกิ ขภยั พชื พนั ธธุ์ ญั ญาหารหาไดย้ าก เกดิ อหวิ าตกโรค

ระบาดขึ้นทว่ั ทง้ั พระนคร พระผู้มีพระภาคจงึ เสด็จมาตรัสรตนสตู รนแ้ี กท่ ่านพระอานนทเถระท่ี
ประตูพระนครเวสาลี เพ่ือให้ท่านเรียนแล้วท�ำพระปริตรโดยวิธีใช้บาตรบรรจุน้�ำ แล้วสวด
รตนสตู ร พรอ้ มท้งั ประพรมน�้ำพระพุทธมนตท์ ัว่ ทง้ั พระนครเวสาลี เปน็ เหตุให้อปุ ทั วะทงั้ หลาย
หายไปหมดส้ิน เมื่อท่านพระอานนทเถระเดินประพรมน�้ำพระพุทธมนต์จนท่ัวพระนครแล้ว
กลับมาเฝ้าพระผู้มีพระภาคที่สัณฐาคารศาลาของเจ้าลิจฉวี พระองค์ได้ตรัสรตนสูตรเพ่ือ
โปรดชาวเมอื งอกี ครง้ั หนงึ่ (ข.ุ ขุ.อ. ๖/๑๔๐-๑๔๔)

เลม่ ที่ ๑๗ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๒๕ 13

๖.๓ สาระส�ำคัญของรตนสูตร
รตนสตู ร เปน็ สตู รทพี่ ระผมู้ พี ระภาคตรสั มงุ่ แสดงแกเ่ ทวดาและมนษุ ยท์ งั้ หลาย เพอ่ื ทรง

เปรียบเทียบให้เห็นว่า พระรัตนตรัย คือ พุทธรัตนะ ธัมมรัตนะ และสังฆรัตนะ เป็นรัตนะท่ี
สงู สดุ ประเสรฐิ สดุ ยงิ่ กวา่ รตั นะทงั้ หลายทม่ี อี ยใู่ นโลกน้ี ทตี่ รสั วา่ พทุ ธรตั นะ เปน็ รตั นะประเสรฐิ
ที่สุด เพราะไม่มีใครจะเปรียบเทียบพระพุทธเจ้าได้ในเร่ืองคุณธรรม คือ ศีล สมาธิ และ
ปัญญา เพราะยากนักท่ีจะบังเกิดในโลก ความเป็นพุทธะน้ันต้องใช้เวลาบ�ำเพ็ญบารมีนาน
ตลอดอสงไขยกัป เพราะเป็นผู้ท�ำให้ส�ำเรจ็ อนตุ ตริยะ ๖ มที สั สนานตุ ตริยะ เป็นตน้ เปน็ ผกู้ ่อให้
เกดิ ความยินดีในรูปฌาน ๔ อรปู ฌาน ๔ อรยิ มรรค ๔ และอรยิ ผล ๔ ทต่ี รสั ว่าธมั มรัตนะ เป็น
รัตนะประเสริฐที่สุด เพราะพระธรรมเป็นท่ีสิ้นกิเลส ปราศจากราคะ ท่ีตรัสว่าสังฆรัตนะเป็น
รัตนะประเสริฐท่ีสุด เพราะพระสงฆ์เป็นผู้รู้แจ้งธรรมตามพระพุทธเจ้า และเป็นบุญเขตท่ีให้
ทกั ษิณาทานมีผลมากแก่บคุ คลผถู้ วาย (ข.ุ ขุ.อ. ๖/๑๔๔-๑๗๖)

อน่ึง รตนสูตรน้ี เป็นสูตรแสดงถึงอานุภาพแห่งพระรัตนตรัยโดยตรง เม่ือเทวดาและ
มนุษย์ท้ังหลายรู้คุณค่าของพระรัตนตรัย ยอมรับ นับถือ บูชาพระรัตนตรัย เป็นท่ีพ่ึงท่ีระลึก
แล้ว ยอ่ มกอ่ ให้เกิดพลงั ใจในการต่อสอู้ ดทน และฟันฝ่าเพอ่ื เอาชนะ อปุ สรรค ปัญหา ตลอดถึง
ภัยท้ังหลายท้ังมวลได้ ไม่ท้อแท้ มุ่งสร้างแต่ประโยชน์สุขทั้งแก่ตนและส่วนรวมอย่างเด็ดเดี่ยว
ในทสี่ ดุ อปุ สรรค ปัญหา และภยั ทั้งหลายก็จะพ่ายแพ้ไป จะประสบแต่สุขสวสั ดิต์ ลอดกาลนาน

๗. ตโิ รกุฑฑสูตร

๗.๑ ความหมายของตโิ รกฑุ ฑสูตร
ติโรกุฑฑสตู ร แปลว่า สูตรวา่ ดว้ ยเร่อื งเปรตท่อี ยู่ภายนอกฝาเรอื น ไดแ้ ก่ ญาตทิ ั้งหลาย

ที่ล่วงลับไปจากโลกนี้ เมื่อคร้ังเป็นมนุษย์เคยท�ำอกุศลกรรมไว้ เช่น กินอาหารที่เขาเตรียมไว้
ถวายพระบ้าง หยบิ ฉวยอาหารน้ันให้บตุ รบา้ ง ใช้ไฟเผา โรงฉนั บ้าง ครัน้ ตายแลว้ จงึ ไปเกดิ เปน็
ปรทัตตูปชีวีเปรต (เปรตที่เป็นอยู่ด้วยส่วนบุญท่ีผู้อื่นอุทิศให้) ท่ีมายืนคอยตามฝาเรือนบ้าง
ทางสามแพรง่ บา้ ง ทางสแี่ พร่งบา้ ง เพ่อื รอรับสว่ นบญุ ทญี่ าตทิ �ำบญุ อุทิศให้

๗.๒ ที่มาของตโิ รกุฑฑสตู ร
ตโิ รกฑุ ฑสตู รนี้ พระผมู้ พี ระภาคตรสั เพอื่ โปรดพระเจา้ พมิ พสิ ารทกี่ รงุ ราชคฤห์ เนอื่ งจาก

ในคราวทพ่ี ระเจา้ พมิ พสิ ารถวายพระเวฬวุ นั วหิ ารไวใ้ นพระพทุ ธศาสนานน้ั พระองคม์ ไิ ดอ้ ทุ ศิ สว่ น

14 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตันตปฎิ ก

กศุ ลใหแ้ กเ่ ปรตทง้ั หลายทเี่ คยเปน็ ญาตขิ องพระองค์ เปน็ เหตใุ หเ้ ปรตเหลา่ นนั้ มาแสดงอาการอนั
นา่ สะพรงึ กลวั แกพ่ ระองคใ์ นเวลากลางคนื พระเจา้ พมิ พสิ ารจงึ เสดจ็ ไปทลู ถามพระผมู้ พี ระภาค
เปน็ เหตใุ ห้พระองคไ์ ด้ทรงแสดง พระสูตรนี้
๗.๓ สาระส�ำคญั ของติโรกฑุ ฑสูตร

ตโิ รกุฑฑสตู ร มีสาระส�ำคัญที่สามารถรวบรวมเป็นประเดน็ ได้ ดงั นี้
(๑) ผู้ต้องการแสดงความกตัญญู กตเวทีแก่ผู้มีอุปการะหรือญาติผู้ล่วงลับไปแล้วก็
สามารถท�ำได้ โดยถวายทักษณิ าทานอทุ ิศสว่ นบญุ ไปให้
(๒) เปตภูมิ เป็นภูมิของสัตว์ผู้ต้องเสวยผลกรรมที่เคยท�ำไว้เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ เป็น
ภมู ทิ ไ่ี ร้อาชพี ขาดอาหาร คอยรบั ส่วนบญุ ท่เี ขาอุทิศให้ อยา่ งเดยี วเท่านนั้
(๓) การแสดงความอาลยั รกั ผมู้ อี ปุ การะหรอื ญาตผิ ลู้ ว่ งลบั ไปดว้ ยการรอ้ งไห้ เศรา้ โศก
คร�ำ่ ครวญนนั้ มไิ ดเ้ กิดประโยชน์แต่อยา่ งใด เพราะไม่สามารถจะเรยี กรอ้ งให้ท่านเหล่าน้นั กลับ
ฟื้นคืนชีพได้ แต่ทักษิณาทานท่ีบุคคลถวายในพระสงฆ์เท่านั้น ย่อมส�ำเร็จประโยชน์แก่ญาติ
ผู้ลว่ งลับไป
(๔) ติโรกุฑฑสูตรนี้ คือกุศโลบายท่ีพระผู้มีพระภาคทรงใช้ส่ังสอนให้บุคคล มีจิตใจ
เสยี สละบรจิ าคทานเพ่อื ประโยชนส์ ว่ นรวม และเพ่อื ส่ังสมบญุ ไว้ในภายหนา้

๘. นธิ ิกัณฑสตู ร

๘.๑ ความหมายของนธิ กิ ณั ฑสตู ร
นิธิกัณฑสูตร แปลว่า สูตรว่าด้วยการฝังขุมทรัพย์ ค�ำว่า นิธิ หมายถึงขุมทรัพย์

มี ๔ ชนิด คือ
(๑) ถาวรนิธิ หมายถงึ ขุมทรัพยถ์ าวร เชน่ ท่ดี ิน ท่ไี ร่ ทนี่ า เป็นตน้
(๒) ชังคมนธิ ิ หมายถงึ ขมุ ทรัพย์ทเ่ี คล่อื นทไ่ี ด้ เชน่ ชา้ ง ม้า เปน็ ต้น
(๓) อังคสมนธิ ิ หมายถึงขมุ ทรพั ย์ติดตัว เช่น วิชาความรู้ ศลิ ปวทิ ยา เปน็ ตน้
(๔) อนุคามิกนิธิ หมายถึงขุมทรัพย์ คือ บุญที่เกิดจากศีล สมาธิ ปัญญา การฟัง

ธรรม และการแสดงธรรม หรือบุญอ่ืนท่ีอ�ำนวยผลอันน่าปรารถนาในพระสูตรนี้ หมายเอา
อนคุ ามิกนิธิ (ขุ.ข.ุ อ. ๘/๑๙๖)

เล่มที่ ๑๗ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๒๕ 15

๘.๒ ที่มาของนิธกิ ัณฑสตู ร
นธิ ิกัณฑสตู รนเี้ กิดข้นึ เพราะการแยง่ ชิงทรพั ย์กนั กลา่ วคือในเขตกรุงสาวัตถีไดม้ ีกุฎุมพี

อุบาสกคนหน่ึง ผู้มั่งคั่งด้วยทรัพย์สมบัติ มีศรัทธา วันหน่ึง เขาได้ถวายอาหารแด่พระสงฆ์มี
พระพุทธเจ้าเป็นประมุข ขณะที่ก�ำลังถวายอยู่น้ัน พระราชาผู้ปรารถนาสมบัติของอุบาสก
ทรงส่งราชบุรุษไปแจ้งราชโองการให้เขาเข้าเฝ้า เขาบอกวา่ ฉันก�ำลงั ฝังขมุ ทรัพยอ์ ยู่ เชิญกลับ
ไปกอ่ น ประเดยี๋ วฉนั จะตามไปเข้าเฝ้าภายหลงั

พระผู้มีพระภาคเสวยพระกระยาหารเสร็จแล้วจึงได้ตรัสนิธิกัณฑสูตร เพื่อแสดง
ความหมายแหง่ ขมุ ทรพั ยโ์ ดยปรมตั ถ์ เพอ่ื อนโุ มทนาวธิ ฝี งั ขมุ ทรพั ยข์ องกฎุ มุ พี และเพอ่ื แสดงให้
เหน็ วา่ คนทปี่ ราศจากบญุ ยอ่ มพบแตค่ วามวบิ ตั ิ สว่ นคนทเ่ี พยี บพรอ้ มดว้ ยบญุ ยอ่ มพบแตส่ มบตั ิ
๘.๓ สาระส�ำคญั ของนธิ ิกัณฑสูตร

พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงนธิ กิ ณั ฑสตู รนี้ เพอ่ื เปรยี บเทยี บความมน่ั คงระหวา่ งขมุ ทรพั ย์
ภายนอกกับขุมทรัพย์ภายในว่าขุมทรัพย์ภายนอกน้ันไม่มีความปลอดภัย ไม่ม่ันคง ยังอาจถูก
แย่งชิงไปได้ แต่ขุมทรัพย์ภายในคือทาน ศีล สัญญมะ และทมะ น้ันปลอดภัย ม่ันคง ทั้งยัง
อ�ำนวยผลคอื มนุษยส์ มบตั ิ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบตั ิ สาวกภูมิ ปัจเจกภมู ิ และพุทธภูมติ าม
ทต่ี นปรารถนาอกี ดว้ ย (ข.ุ ข.ุ อ. ๘/๒๐๖)

๙. เมตตสตู ร

๙.๑ ความหมายของเมตตสูตร
เมตตสูตร แปลว่า สูตว่าด้วยการแผ่เมตตา ค�ำว่า การแผ่เมตตา ในสูตรน้ีหมายถึง

เมตตาภาวนาหรือเมตตากัมมัฏฐาน กล่าวคือการแผ่จิตที่เกื้อกูล ปรารถนาดีไปยังตนเองและ
สรรพสตั ว์ ปรารถนาให้ตนเองและสรรพสัตว์ไมม่ เี วรต่อกนั ไม่เบียดเบียนกนั ไรท้ ุกข์ มีแตส่ ุข
ปราศจากความขุ่นเคืองใจ (โทสะ) ไร้พยาบาท (องฺ. เอกก.อ. ๑/๑๗/๔๒, ขุ.ขุ.อ. ๙/๒๐๘,
วสิ ทุ ฺธ.ิ ๑/๒๔๒/๓๒๕)

๙.๒ ที่มาของเมตตสูตร
เมตตสูตรน้ี มีสาเหตุเกิดขึ้นจากความขัดเคืองใจของอมนุษย์ทั้งหลาย กล่าวคือ

พระผู้มีพระภาคเมื่อประทับอยู่ที่พระเชตวันวิหาร กรุงสาวัตถี ได้ทรงแสดงเมตตสูตรน้ีแก่

16 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสุตตันตปิฎก

ภิกษุท้ังหลายผู้ไปอยู่จ�ำพรรษาที่ราวป่าหิมวันต์ แต่ถูกอมนุษย์รบกวนอยู่ตลอดเวลา จึงกลับ
มาเข้าเฝ้ากราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ไม่สามารถจะอยู่บ�ำเพ็ญสมณธรรมในราวป่านั้นได้
พระองค์ตรัสส่ังให้ภิกษุเหล่าน้ันกลับไปยังราวป่านั้น เพ่ือบ�ำเพ็ญสมณธรรมอีก โดยทรงแนะ
วิธีปฏิบัติเพิ่มเติมอีกว่าให้ต้ังกติกากันเคาะระฆังประชุมกัน สวดพระสูตรนี้เดือนละ ๘ วัน
ให้แสดงธรรม สนทนาธรรม และเจรญิ เมตตากมั มฏั ฐานน้ี เหตุที่ทรงแสดงเมตตสตู รน้ี เพราะ
เมตตาเป็นธรรมส�ำหรบั ขจัดความขนุ่ เคืองใจและความพยาบาทโดยเฉพาะ (ข.ุ ขุ.อ. ๙/๒๐๘)
๙.๓ สาระส�ำคญั ในเมตตสูตร

เมตตสูตรน้ี เป็นสูตรท่ีตรัสมุ่งแสดงทางด�ำเนิน คุณสมบัติ วิธีปฏิบัติ และ อานิสงส์
แห่งการปฏิบัติส�ำหรับพระโยคีผูม้ ุง่ หวังสนั ติบทคือพระนิพพาน กล่าวคอื

(๑) พระโยคีจะต้องด�ำเนินทางอริยมรรคมีองค์ ๘ ที่รียกว่า กรณียกิจ ได้แก่ ศีล
สมาธิ และปญั ญา (ข.ุ ขุ.อ. ๙/๒๑๒)

(๒) พระโยคีจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้ คือ มีความอาจหาญ ซ่ือตรง เคร่งครัด ว่าง่าย
อ่อนโยน ไม่เย่อหยิ่ง สันโดษ มีความประพฤติเบาคือมีเพียงบริขาร ๘ ไม่สะสม ไม่คะนอง
ไม่ยึดติดในตระกลู

(๓) พระโยคีจะต้องเจริญเมตตากัมมฏั ฐาน ปรารถนาใหต้ นและสรรพสตั ว์ มแี ต่ความ
สุข ไมม่ ีเวรตอ่ กนั ไม่เบียดเบียนกนั เพราะความโกรธ ความแค้น

เมื่อปฏบิ ัตไิ ด้ดงั กลา่ วมาน้ี ย่อมได้รับอานสิ งส์ คือ สามารถบรรลอุ รหัตตผลได้ ไมต่ อ้ ง
เกิดอกี ต่อไป

ธรรมบท

ความหมายและใจความส�ำคญั ของธรรมบท
ธรรมบท แปลวา่ บทแหง่ ธรรม หรอื ธรรมทต่ี รสั ไวเ้ ปน็ บท หมายถงึ บท ธรรมภาษติ สนั้ ๆ

ที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ต่างเวลา ต่างสถานที่ และต่างบุคคล มีทั้งหมด ๔๒๓ บท การนับ
เป็นบท นับตามจ�ำนวนพระคาถา คือ พระคาถา ๑ คาถาหรือพระคาถา ๑ คาถากับอีก
กง่ึ พระคาถา นบั เปน็ ๑ บท ในธรรมบทเหลา่ นี้ ทา่ นรวบรวมไวเ้ ปน็ เรอ่ื ง ๆ มชี อื่ เรอ่ื งปรากฏตาม
สภาวธรรมหรอื บุคคลที่ทรงปรารภถึง บางเร่ืองไมป่ รากฏบคุ คลชดั เจน ทา่ นก็ใชค้ �ำว่า บคุ คลใด
บคุ คลหนงึ่ บา้ ง ภกิ ษรุ ปู ใดรปู หนงึ่ บา้ ง รวมได้ ๓๐๕ เรอ่ื ง แตล่ ะเรอ่ื งจดั ไวเ้ ปน็ หมวดหมู่ เรยี กวา่

เล่มที่ ๑๗ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๒๕ 17

วรรค รวมเปน็ ๒๖ วรรค แตล่ ะวรรคมชี อื่ ปรากฏตามอ�ำนาจเนอ้ื หาสาระของธรรมบทนน้ั ๆ และ
เร่ืองน้นั ๆ กลา่ วคอื ธรรมบทใด ๆ และเรอ่ื งใด ๆ ทีม่ ีเน้อื หาสาระสัมพนั ธ์กันโดยเหมอื นกนั
คล้ายกัน หรือตรงกันข้าม ท่านก็จัดธรรมบทนั้น ๆ และเร่ืองนั้น ๆ เป็นหมวดหมู่เดียวกัน
หรือวรรคเดยี วกนั ดงั มีรายละเอยี ดต่อไปนี้
๑. ยมกวรรค มี ๑๔ เรอ่ื ง ๒๐ คาถา
๒. อัปปมาทวรรค มี ๙ เร่อื ง ๑๒ คาถา
๓. จิตตวรรค ม ี ๙ เรือ่ ง ๑๑ คาถา
๔. ปปุ ผวรรค มี ๑๒ เรื่อง ๑๖ คาถา
๕. พาลวรรค ม ี ๑๕ เรอ่ื ง ๑๖ คาถา
๖. ปณั ฑิตวรรค มี ๑๑ เรื่อง ๑๖ คาถา
๗. อรหนั ตวรรค มี ๑๐ เรอ่ื ง ๑๔ คาถา
๘. สหสั สวรรค มี ๑๔ เรอ่ื ง ๑๐ คาถา
๙. ปาปวรรค ม ี ๑๒ เรื่อง ๑๖ คาถา
๑๐. ทัณฑวรรค ม ี ๑๑ เรอ่ื ง ๑๗ คาถา
๑๑. ชราวรรค มี ๙ เรอ่ื ง ๑๑ คาาถ
๑๒. อตั ตวรรค ม ี ๑๐ เรื่อง ๑๐ คาถา
๑๓. โลกวรรค มี ๑๑ เรอ่ื ง ๑๒ คาถา
๑๔. พทุ ธวรรค มี ๙ เรื่อง ๑๘ คาถา
๑๕. สขุ วรรค มี ๘ เรอ่ื ง ๑๒ คาถา
๑๖. ปิยวรรค ม ี ๙ เรอ่ื ง ๑๒ คาถา
๑๗. โกธวรรค ม ี ๘ เรื่อง ๑๔ คาถา
๑๘. มลวรรค มี ๑๒ เรอ่ื ง ๒๑ คาถา
๑๙. ธัมมฏั ฐวรรค มี ๑๐ เรอ่ื ง ๑๗ คาถา
๒๐. มัคควรรค มี ๑๒ เรอ่ื ง ๑๗ คาถา
๒๑. ปกณิ ณกวรรค ม ี ๙ เรื่อง ๑๖ คาถา
๒๒. นิรยวรรค ม ี ๙ เรอ่ื ง ๑๔ คาถา
๒๓. นาควรรค ม ี ๘ เร่ือง ๑๔ คาถา
๒๔. ตัณหาวรรค มี ๑๒ เรอ่ื ง ๒๖ คาถา
๒๕. ภกิ ขุวรรค มี ๑๒ เรอ่ื ง ๒๓ คาถา
๒๖. พราหมณวรรค มี ๔๐ เรอ่ื ง ๔๒ คาถา

18 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตันตปฎิ ก

ความหมายและสาระส�ำคญั ของแต่ละวรรคในธรรมบท
๑. ความหมายและสาระส�ำคญั ของยมกวรรค

ยมกวรรค หมวดว่าด้วยธรรมเป็นคู่กัน หมายถึงธรรมท่ีตรงกันข้าม ถูกประมวล
มาไว้ในหมวดเดียวกัน ธรรมที่ตรงกันข้ามนั้น คือ ความคิดชั่วกับความ คิดดี การจองเวรกับ
การไมจ่ องเวร การแตกความสามัคคีกบั ความสามคั คี ผูม้ จี ติ ไม่ ม่นั คงกับผู้มจี ติ ม่นั คง ผูไ้ มค่ วร
นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์กับผู้ควรนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ สิ่งท่ีไม่มีสาระกับสิ่งที่มีสาระ จิตที่ไม่ได้
รับการอบรมกับจิตท่ีได้รับการอบรม ผู้ท�ำบาปย่อมเศร้าโศกกับผู้ท�ำบุญย่อมบันเทิงใจ ผู้เรียน
มากแต่ประมาท ยอ่ มไมไ่ ด้บรรลุมรรคผล กบั ผเู้ รียนนอ้ ยแต่ไมป่ ระมาทย่อมได้บรรลุมรรคผล

อนึ่ง มีข้อสังเกตว่า ธรรมบทในเร่ืองหนึ่งจะมีธรรมบทในอีกเร่ืองหน่ึงมีความหมาย
ตรงกันข้าม บางเร่ืองมีธรรมบท ๒ บทจะมีความหมายตรงกันข้ามอยู่ในเรื่อง บางเรื่อง
แม้มธี รรมบทเพยี ง ๑ บท แตเ่ นื้อความกม็ คี วามหมายตรงกันข้ามอยใู่ นตัว เชน่ เวรยอ่ มระงับ
ด้วยการไม่จองเวร เป็นต้น

๒. ความหมายและสาระส�ำคัญของอปั ปมาทวรรค
อัปปมาทวรรค หมวดว่าด้วยความไม่ประมาท ค�ำว่า ความไม่ประมาท เป็นช่ือ

ของสติ (ขุ.ธ.อ. ๒/๖๐) ในวรรคนี้ท่านประมวลธรรมบทที่มีเน้ือหาสาระ ว่าด้วยเรื่องความ
ไม่ประมาทเป็นทางแห่งความส�ำเร็จผลท่ีพึงปรารถนาต่าง ๆ โดยท่ีสุด เป็นทางแห่งการ
บรรลุอมตนิพพานมารวมไว้ด้วยกัน เช่น เรื่องพระนางสามาวดี ว่าด้วยความไม่ประมาทเป็น
เหตุให้บรรลุนิพพานปราศจากกิเลสอย่างส้ินเชิง เรื่องนายกุมภโฆสก ว่าด้วยความไม่ประมาท
เป็นเหตใุ หไ้ ดร้ บั เกยี รติยศ เปน็ ตน้

๓. ความหมายและสาระส�ำคัญของจิตตวรรค
จติ ตวรรค หมวดวา่ ดว้ ยการฝกึ จติ ค�ำวา่ จติ หมายถงึ ธรรมชาตทิ คี่ ดิ และ สง่ั สมอารมณ์

มคี ุณสมบตั ดิ งั น้ี คือ ดิ้นรน ไดแ้ ก่ ดิน้ รนไปในอารมณ์ท้งั ๖ มรี ปู เปน็ ตน้ กวดั แกวง่ ไดแ้ ก่
หวนั่ ไหว ไมอ่ าจจะต้งั อยูใ่ นอารมณ์เดียวได้ รกั ษาไดย้ าก ไดแ้ ก่ ด�ำรงอย่ไู ดย้ ากในอารมณ์ธรรม
ที่เป็นสัปปายะ ห้ามยาก ได้แก่ ห้ามมิให้ซ่านไปในอารมณ์ที่เป็นข้าศึกได้ยาก ด้ินรนไปมา
ไดแ้ ก่ ยนิ ดใี นกามคณุ ๕ เมอื่ ถกู พรากจากกามคณุ ๕ ใหห้ ยดุ นง่ิ ในวปิ สั สนากมั มฏั ฐาน กย็ งั ดน้ิ รน
ทีจ่ ะกลบั ไปสู่ กามคณุ ๕ นัน้ อีก เปลี่ยนแปลงง่าย ได้แก่ เกดิ ดับเร็ว (ข.ุ ธ.อ. ๒/๑๑๒-๑๑๘)

เล่มที่ ๑๗ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๕ 19

อนึ่ง ยังมีคุณสมบัติอีกคือ เที่ยวไปไกล ได้แก่ รับอารมณ์ท่ีอยู่ไกลได้ เท่ียวไป
ดวงเดียว ได้แก่ เกิดขึ้นทีละดวง ไม่เกิดพร้อมกัน ไม่มีรูปร่าง ได้แก่ ไม่มีลักษณะสัณฐาน
ไมม่ ีสี เปน็ ตน้ อาศยั อยใู่ นถ้�ำ ไดแ้ ก่ อาศยั อยใู่ นมหาภตู รปู ๔ และหทยั รปู (ข.ุ ธ.อ. ๒/๑๒๖)

ค�ำว่า การฝกึ หมายถงึ การฝึกดว้ ยอรยิ มรรค ๔ คอื โสดาปัตตมิ รรค สกทาคามมิ รรค
อนาคามิมรรค และอรหัตตมรรค (ข.ุ ธ.อ. ๒/๑๑๘)

ดังน้ัน ค�ำว่า การฝึกจิต จึงหมายถึงการใช้อริยมรรคข่มจิต ระงับจิตที่ดิ้นรน
กวดั แกวง่ รกั ษาไดย้ าก หา้ มไดย้ าก ดนิ้ รนไปมา เปลยี่ นแปลงงา่ ย เทยี่ วไปไกล ไมม่ รี ปู รา่ ง ไมม่ สี ี
อาศยั อยู่ในถำ้� น้นั ใหเ้ ป็นจิตที่เกษม พ้นจากบว่ งมาร กลา่ วคอื อวชิ ชา ตัณหา และอปุ าทาน
๔. ความหมายและสาระส�ำคัญของปปุ ผวรรค

ปุปผวรรค หมวดว่าด้วยดอกไม้ ในวรรคนี้ท่านรวบรวมธรรมบทท่ีมีเน้ือหาสาระ
เปรียบเทยี บกนั ระหว่างธรรมกบั ดอกไม้บา้ ง ระหว่างกิเลสกบั ดอกไมบ้ ้าง ระหว่างอาการอื่น ๆ
กับอาการที่เก็บดอกไม้บ้าง เช่นในเร่ืองภิกษุ ๕๐๐ รูป มีเนื้อหา เปรียบเทียบระหว่าง
การเลือกปฏิบัติตามโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการของพระเสขะกับการเลือกเก็บดอกไม้ของ
นายมาลาการ ในเร่อื งภิกษุผูเ้ จริญมรจี กิ มั มัฏฐาน เปรยี บเทยี บการตดั วัฏฏะในภูมิ ๓ (กามภมู ิ
รปู ภมู ิ อรูปภมู ิ) กับการตดั ดอกไม้ ในเร่อื งเจ้าชายวฑิ ฑู ภะและเรอ่ื งนางปตปิ ชู ิกา เปรียบเทยี บ
ความยินดีกามคุณ ๕ กับความหลงเพลินเลือกเก็บดอกไม้ ในเรื่องโกสิยเศรษฐีผู้ตระหนี่
เปรียบเทียบระหว่าง การท่ีภิกษเุ ข้าไปสตู่ ระกลู ไมท่ �ำลายตระกลู กบั การท่ผี ึง้ เขา้ ไปดดู นำ้� หวาน
ของดอกไม้ ไม่ท�ำลายสแี ละกลิน่ ของดอกไม้ เปน็ ตน้
๕. ความหมายและสาระส�ำคัญของพาลวรรค

พาลวรรค หมวดว่าด้วยคนพาล ค�ำว่า คนพาล หมายถึงคนโง่ ไม่มีปัญญา ไม่รู้จัก
ประโยชน์ในโลกน้ี และประโยชน์ในโลกหน้า ไม่รู้จักพระสัทธรรม จึงต้องเวียนว่ายตายเกิด
ในสงั สารวฏั (ข.ุ ธ.อ. ๓/๑๐๖) ในวรรคนม้ี สี าระส�ำคัญในเรื่องตา่ ง ๆ ท่นี ่าศึกษา คอื

ในเรือ่ งชายคนใดคนหน่งึ ตรัสวา่ สงั สารวัฏยาวนานส�ำหรบั คนพาล ผูไ้ ม่ รแู้ จ้งสทั ธรรม
ดุจราตรีหน่ึงยาวนานส�ำหรับคนผู้นอนไม่หลับ และดุจระยะทางโยชน์หน่ึงยาวไกลส�ำหรับ
คนผ้เู ม่ือยลา้

ในเรื่องสัทธิวิหาริกของพระมหากัสสปเถระ ตรัสว่า ความเป็นเพ่ือน คือ จุลศีล
มัชฌิมศีล มหาศลี กถาวัตถุ ๑๐ ธุดงคคุณ ๑๓ วิปัสสนา มรรค ๔ ผล ๔ อริยมรรคมอี งค์ ๘
ท้งั หมดน้ีไมม่ ีในหมคู่ นพาล

20 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปฎิ ก

ในเรื่องอานนั ทเศรษฐี ตรสั ว่า คนพาลยอ่ มยึดมั่นถอื มัน่ วา่ บตุ รของเรา ทรัพย์ของเรา
แทจ้ รงิ ตวั ตนไมม่ ี บตุ รและทรัพย์จะมีได้อย่างไร

ในเรื่องโจรผู้ท�ำลายปม ตรัสว่า คนพาลถ้ารู้ตัวว่าเป็นคนพาลก็เป็นบัณฑิตได้บ้าง
แต่ถา้ ส�ำคญั ว่าตนเปน็ บณั ฑิต ก็ย่ิงเปน็ คนพาลหนักยง่ิ ขนึ้

ในเร่ืองพระอุทายีเถระ ตรัสว่า คนพาลแม้อยู่ใกล้บัณฑิตชั่วชีวิตก็ไม่รู้ธรรม เหมือน
ทพั พไี มร่ ู้รสแกง

ในเรอ่ื งภกิ ษชุ าวเมอื งปาฐา ตรสั วา่ คนฉลาดแมอ้ ยใู่ กลบ้ ณั ฑติ เพยี งครเู่ ดยี วกร็ แู้ จง้ ธรรม
ได้ฉับพลนั เหมือนล้ินรรู้ สแกง

ในเร่ืองนายสุปปพุทธะผู้เป็นโรคเรื้อน ตรัสว่า คนพาลผู้มีปัญญาทราม ย่อมท�ำบาป
กรรมเป็นเหตุใหเ้ ดอื ดร้อน

ในเรื่องชาวนา ตรัสว่า กรรมใดที่บุคคลท�ำแล้วมีผลเป็นทุกข์ เดือดร้อนในภายหลัง
กรรมน้นั เรยี กวา่ กรรมไมด่ ี

ในเรื่องช่างดอกไม้ชื่อสุมนะ ตรัสว่า กรรมใดท่ีบุคคลท�ำแล้วมีผลเป็นสุข อ่ิมเอิบใจ
กรรมนั้นเรียกว่า กรรมดี

ในเรื่องพระอุบลวัณณาเถรี ตรัสว่า คนพาลย่อมส�ำคัญว่ากรรมชั่วเป็นกรรมดี
นา่ ปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจดจุ น้�ำผ้งึ ตราบเทา่ ท่กี รรมชวั่ ยงั ไมใ่ ห้ผล

ในเร่ืองอาชีวกชื่อชัมพุกะ ตรัสว่า คนพาลแม้ปฏิบัติเคร่งครัดอย่างไร ก็ไม่ได้รับผล
แห่งการปฏบิ ตั ิ แต่พระอรยิ บคุ คลมีพระโสดาบันเป็นตน้ ยอ่ มได้รบั ผลการปฏบิ ตั ินน้ั

ในเรอื่ งเปรตผมู้ รี ปู รา่ งเหมอื นงู ตรสั วา่ บาปกรรมมไิ ดใ้ หผ้ ลในทนั ที แตค่ อ่ ย ๆ เผาผลาญ
คนพาลเหมอื นไฟท่ถี ูกเถา้ กลบไว้

ในเร่อื งเปรตถูกฆอ้ นตอ่ ยศีรษะ ตรสั ว่า ความรศู้ ิลปะ ยศ และชอ่ื เสียง เม่ือเกดิ ขน้ึ แก่
คนพาล ยอ่ มเกดิ เพยี งเพอื่ ท�ำลายถา่ ยเดียว

ในเรื่องพระสุธัมมเถระ และเร่ืองพระวนวาสีติสสเถระ ตรัสว่า ความริษยาและ
ความถือตัวย่อมพอกพนู แก่คนพาลผูเ้ ห็นแกต่ ัว ไมม่ ีศรัทธา แตต่ ้องการใหเ้ ขาชมว่า มีศรทั ธา
๖. ความหมายและสาระส�ำคญั ของปัณฑติ วรรค

ปณั ฑติ วรรค หมวดวา่ ดว้ ยบัณฑติ ค�ำวา่ บัณฑิต หมายถึงผ้ปู ฏิบตั ติ าม หลกั ธรรมคอื
กุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ โดยสรุปกค็ อื ท�ำดี พดู ดี คดิ ดี ในวรรคน้ี ตรัสถงึ คุณลักษณะของ
บัณฑติ วา่ บณั ฑิตมลี กั ษณะคอยชีโ้ ทษเหมอื นชบี้ อกขมุ ทรพั ย์ บัณฑิตมลี กั ษณะคอยกลา่ วสอน
พร�่ำสอน และห้ามจากความชว่ั เป็นกลั ยาณมิตรยนิ ดีในธรรมท่พี ระอรยิ ะประกาศไว้ มีหน้าท่ี

เลม่ ท่ี ๑๗ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๒๕ 21

ฝกึ ตนดจุ คนไขนำ�้ ท�ำหนา้ ทไ่ี ขนำ�้ เปน็ ตน้ มลี กั ษณะมน่ั คงไมห่ วนั่ ไหวเพราะนนิ ทาและสรรเสรญิ
ฟังธรรมแล้วย่อมผ่องใส เว้นฉันทราคะในขันธ์ ๕ ไม่ยินดีไม่ยินร้ายเม่ือโลกธรรมมากระทบ
ไมท่ �ำบาปเพราะอา้ งความจ�ำเปน็ ย่อมลอยข้ามฝงั่ นี้คอื สักกายทฏิ ฐิ ไปถึงฝั่งโน้นคือนพิ พานได้
๗. ความหมายและสาระส�ำคัญของอรหันตวรรค

อรหันตวรรค หมวดว่าด้วยพระอรหันต์ ค�ำว่า อรหันต์ หมายถึงผู้ก�ำจัด ข้าศึกคือ
กิเลสด้วยอริยมรรค หรือผู้อยู่ห่างไกลจากกิเลส ผู้ควรแก่ปัจจัย ๔ ผู้ไม่มี ที่ลับในการท�ำบาป
(วิสุทฺธิ. ๑/๑๒๕-๑๓๐/๒๑๖-๒๑๙) ได้แก่ บุคคลผู้ปฏิบัติตามค�ำสอนของพระพุทธเจ้าจน
สามารถก�ำจัดกิเลสได้หมด ในวรรคนี้มีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับคุณสมบัติของพระอรหันต์คือ
ไม่มีความเร่าร้อนกระวนกระวาย ไม่ติดอาลัย บรรลุนิพพาน เป็นท่ีรักของเทวดาและมนุษย์
ไม่หวั่นไหวเพราะอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ จะอยู่ ณ สถานที่ใด จะเป็นบ้านหรือป่าก็ตาม
สถานทนี่ ้นั ยอ่ มเป็นสถานที่นา่ รน่ื รมย์ เพราะทา่ นไมแ่ สวงหากามอกี ตอ่ ไป (ข.ุ ธ.อ. ๔/๗๒)
๘. ความหมายและสาระส�ำคัญของสหัสสวรรค

สหัสสวรรค หมวดว่าด้วยหน่ึงในร้อยในพัน เนื้อหาสาระในวรรคน้ีมีลักษณะ
เปรียบเทียบกันระหว่างสิ่งท่ีเป็นสาระ การกระท�ำท่ีเป็นสาระ และชีวิตที่มีสาระ จ�ำนวน ๑
กับสิง่ ท่ีไร้สาระ การกระท�ำทไ่ี รส้ าระ และชีวติ ทไี่ รส้ าระจ�ำนวน ๑๐๐ หรือ ๑,๐๐๐ เชน่

ในเร่ืองเพชฌาตโจรเคราแดงและเร่ืองพระพาหิยทารุจีริยเถระ ตรัสว่า ค�ำพูดหรือ
คาถาท่ีมีประโยชน์ กล่าวคือค�ำพูดหรือคาถาที่แสดงเรื่องนิพพาน หรือขันธ์ ๕ เป็นต้น
แม้มเี พียงค�ำเดียวหรือคาถาเดยี วก็ยงั ดกี ว่าค�ำพดู หรอื คาถาทไ่ี รป้ ระโยชน์ ตง้ั ๑,๐๐๐

ในเร่ืองพระกุณฑลเกสีเถรี ตรัสว่า ธรรมะบทเดียวที่คนฟังแล้วสงบได้ดีกว่า คาถา
ทีไ่ รป้ ระโยชนต์ ั้ง ๑๐๐ คาถา การชนะตนเพียงคนเดยี ว ดีกวา่ การชนะข้าศกึ ตง้ั ๑,๐๐๐ คน
เปน็ ต้น
๙. ความหมายและสาระส�ำคญั ของปาปวรรค

ปาปวรรค หมวดว่าด้วยบาป ค�ำว่า บาป หมายถึงกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต
หรอื อกุศลจติ (ข.ุ ธ.อ. ๕/๔) เนือ้ หาสาระในวรรคนี้ คอื พระผูม้ พี ระภาค ตรัสสอนใหเ้ หน็ โทษ
ของการท�ำบาป คือความทุกข์ และให้ละเว้นหลีกเลี่ยงจากบาป ดุจคนรักชีวิตหลีกเลี่ยง
ยาพิษได้ ให้เหน็ อานิสงส์คือความสุขที่เกดิ จากการสงั่ สมบญุ คอื กายสุจริต วจสี จุ ริต มโนสจุ ริต

22 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก

และการให้ทาน การบ�ำเพ็ญวัตรมีอุปัชฌายวัตร เป็นต้น ให้รีบท�ำบุญเพราะถ้าท�ำบุญช้า
ใจจะยินดีในบาป คนท�ำบาปย่อมได้รับผลของบาปมิอาจจะหลีกล้ีหนีพ้นไปได้ ดุจเดียวกับ
ความตายท่ไี ม่อาจจะพ้นไปได้ ฉะนัน้
๑๐. ความหมายและสาระส�ำคญั ของทัณฑวรรค

ทัณฑวรรค หมวดว่าด้วยการลงทัณฑ์ ค�ำว่า ลงทัณฑ์ ตามความหมายใน วรรคนี้ คอื
การใชก้ �ำลงั ท�ำรา้ ย เขน่ ฆา่ หรอื เบยี ดเบยี นบคุ คลอนื่ หรอื สตั วอ์ น่ื ใหไ้ ดร้ บั ความเดอื ดรอ้ นโดยการ
ใช้ท่อนไม้ กอ้ นดิน และวาจาทหี่ ยายคายให้ร้าย ปา้ ยสี ทรงแสดงว่า ความเดอื ดร้อน ความทกุ ข์
ไมม่ ใี ครตอ้ งการ สตั วท์ งั้ หลาย ยอ่ มกลวั ความทกุ ข์ ความเดอื ดรอ้ น จะมกี แ็ ตพ่ ระขณี าสพเทา่ นนั้
ทปี่ ราศจากความกลัว เม่ือร้อู ย่างนี้ จึงไมค่ วรเบียดเบียนสัตว์อน่ื และไม่ควรใหใ้ ครเบยี ดเบยี น
เพราะผเู้ บยี ดเบยี นผอู้ ่นื ยอ่ มไดร้ ับโทษอยา่ ง ๑ ใน ๑๐ อยา่ ง คือ

(๑) ทุกขเวทนาอย่างแรงกล้า
(๒) เสื่อมทรพั ย์
(๓) ถูกท�ำร้ายรา่ งกาย
(๔) เจบ็ ป่วยอยา่ งหนกั
(๕) กลายเปน็ คนวกิ ลจริต
(๖) ตอ้ งราชภัย คอื ถกู ถอดยศ ปลดต�ำแหนง่
(๗) ถูกกลา่ วหาอยา่ งร้ายแรง
(๘) เส่ือมญาติ
(๙) ทรัพย์สมบัตพิ ินาศยอ่ ยยับ
(๑๐) บ้านเรอื นถูกไฟไหม้
นอกจากน้ียังมีธรรมบทท่ีทรงแสดงให้เข้าถึงความเป็นพราหมณ์ (ผู้ลอยบาป) ความ
เป็นสมณะ (ผู้ระงับบาป) ความเป็นภิกษุ (ผู้ท�ำลายกิเลสได้) โดยการป้องกันอกุศลวิตกด้วย
ความมีหิริและสังเวคธรรม คือ สโหตตัปปญาณ (ญาณท่ีมีโอตตัปปะ) เพียบพร้อมด้วย
วชิ ชาและจรณะ มีสตมิ นั่ คง เป็นเหตใุ หถ้ งึ ความสิน้ ไปแหง่ วัฏฏทกุ ข์
๑๑. ความหมายและสาระส�ำคัญของชราวรรค
ชราวรรค หมวดวา่ ดว้ ยความชรา ค�ำว่า ชรา หมายถึงความแก่ ความทรดุ โทรม จัด
เป็นกองหน่ึงในไฟ ๑๑ กองที่แผดเผาสรรพสัตว์ทั้งหลายอยู่เป็นนิตย์ ไฟ ๑๑ กองนั้น คือ
ราคะ โทสะ โมหะ ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอปุ ายาส (ขุ.ธ.อ. ๕/๕๘)

เลม่ ที่ ๑๗ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๒๕ 23

ในวรรคนี้พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า เหตุท่ีสัตว์ทั้งหลายถูกไฟ ๑๑ กองนี้เผา ก็เพราะถูก
ความมืดคืออวิชชาปกคลุมไว้ ดังนั้นจึงควรรีบแสวงหาดวงประทีปคือญาณ ไม่ควรประมาท
ยึดติดในร่างกายน้ีท่ีเป็นรัง แห่งโรค มีแต่จะเก่าทรุดโทรมแตกสลายไป แต่ธรรมของสัตบุรุษ
คือ โลกุตตรธรรม ๙ ประการ หาไดเ้ กา่ แกท่ รุดโทรมไปไม่
๑๒. ความหมายและสาระส�ำคัญของอัตตวรรค

อัตตวรรค หมวดว่าด้วยตน ค�ำว่า ตน ตามเน้ือหาสาระในวรรคน้ี ทรงมุ่งตรัส
ในระดบั โลกยิ ะ มงุ่ หมายถงึ ผกู้ ระท�ำ (สยกตั ตา) โดยทว่ั ไป เชน่ ในเรอื่ งโพธริ าชกมุ าร ขอ้ ความท่ี
ตรสั วา่ “ถา้ รวู้ า่ ตนเปน็ ทร่ี กั ... พงึ ประคบั ประคองตนไวใ้ หไ้ ด”้ หมายถงึ ถา้ เปน็ คฤหสั ถเ์ มอื่ รกั ตน
ก็ควรท�ำบุญมที านและศลี เป็นตน้ ถ้าเปน็ บรรพชติ ก็ควรขวนขวายท�ำวตั รปฏบิ ตั ิ ศึกษาปริยัติ
และเจรญิ กมั มฏั ฐาน เป็นตน้ (ขุ.ธ.อ. ๖/๕) หรอื เช่น ในเรือ่ งมารดาของพระกมุ ารกสั สปเถระ
ข้อความที่ตรัสว่า “ตนแลเป็นท่ีพึงของตน” หมายถึงตนเองเท่าน้ันที่จะสามารถท�ำกุศลแล้ว
เขา้ ถงึ สวรรค์ หรอื บรรลมุ รรคผล ไดท้ พี่ ง่ึ คอื อรหตั ตผลได้ ไมม่ ใี ครอน่ื จะท�ำใหไ้ ด้ เปน็ ตน้ (ข.ุ ธ.อ.
๖/๑๕)
๑๓. ความหมายและสาระส�ำคญั ของโลกวรรค

โลกวรรค หมวดว่าด้วยเรอื่ งโลก ค�ำวา่ โลก ตามความหมายในวรรคน้ี
มคี วามหมายหลายนยั คอื ในเร่ืองภิกษหุ นมุ่ โลก หมายถึงโลกคอื หมสู่ ตั ว์ หรือโลกคอื
แผ่นดนิ ในเรื่องพระเจา้ สุทโธทนะ เรื่องนางจญิ จมาณวิกา เรอ่ื งอสทิสทาน และเรือ่ งนายกาละ
บตุ รของอนาถบณิ ฑิกเศรษฐี โลก หมายถึงกาลเวลาคือภพนแี้ ละ ภพหน้า ในเรือ่ งภกิ ษผุ ู้เจริญ
วิปสั สนา ๕๐๐ รปู เรอ่ื งอภัยราชกมุ าร เร่อื งพระ สัมมชั ชนเถระ และเรื่องพระองั คลุ ิมาลเถระ
โลก หมายถึงโลกคือขันธ์ ๕ เป็นต้น ในเรื่องธิดานายช่างหูก โลก หมายถึงโลกิยมหาชน
ในเรือ่ งภิกษุ ๓๐ รปู โลก หมายถงึ โลกคือวัฏฏทุกข์ (ขุ.ธ.อ. ๖/๓๑-๔๒)
๑๔. ความหมายและสาระส�ำคัญของพุทธวรรค
พทุ ธวรรค หมวดว่าด้วยเรือ่ งพระพทุ ธเจ้า ค�ำว่า พระพุทธเจ้า หมายถึงผ้ตู รสั รธู้ รรม
ท้ังปวง คือ อริยสัจ ๔ เป็นต้นโดยชอบและด้วยพระองค์เอง หมายถึงผู้รู้ยิ่งธรรมท่ีควรรู้ย่ิง
ผู้ก�ำหนดรู้ธรรมท่ีควรก�ำหนดรู้ ผู้ละธรรมท่ีควรละ ผู้กระท�ำให้แจ้งธรรมท่ีควรกระท�ำให้แจ้ง
ผู้บ�ำเพ็ญธรรมท่ีควรบ�ำเพ็ญ (วิสุทฺธิ. ๑/๑๓๑-๑๓๒/๒๒๐-๒๒๑) เน้ือหาสาระในวรรคนี้ คือ

24 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตันตปฎิ ก

ใน ๔ เร่อื งแรกทรงแสดงสภาวะแห่งความเปน็ พระพทุ ธเจ้า คือ ทรงชนะกิเลสได้ไม่กลบั แพ้อีก
ทรงปราศจากร่องรอย คือ ราคะ โทสะ โมหะ ไรต้ ัณหา ยนิ ดีในนิพพาน และการที่จะอุบัตเิ ป็น
พระพทุ ธเจ้าในโลกไดน้ ้นั ยากยงิ่ กว่าการเกดิ การด�ำรงอยู่ และการฟังธรรมของมนุษย์

ในเรื่องปัญหาของพระอานนทเถระ ทรงแสดงหลักค�ำสอนของพระพุทธเจ้า เช่น
การไม่ท�ำบาป การท�ำบุญกุศล และการท�ำจิตให้ผ่องแผ้ว เป็นต้น ในเร่ือง ภิกษุผู้ไม่ยินดี
ทรงแสดงว่า สาวกของพระพุทธเจ้าย่อมยินดีในความส้ินตัณหา ในเรื่องอัคคิทัตตปุโรหิต
ทรงแสดงว่า พระรัตนตรยั คอื ทพ่ี ่ึงอนั เกษม ในเรื่องพระ อานนทเถระ เรอ่ื งภิกษหุ ลายรปู และ
เรอ่ื งพระเจดยี ท์ องของพระกสั สปทศพล ทรงแสดงวา่ พระพทุ ธเจา้ ทงั้ หลายผเู้ ปน็ บรุ ษุ อาชาไนย
เกิดในตระกูลใด ตระกลู น้นั ยอ่ มได้รับแตค่ วามสขุ ประสพแต่บญุ ท่ีมอิ าจจะประมาณได้
๑๕. ความหมายและสาระส�ำคัญของสขุ วรรค

สขุ วรรค หมวดว่าดว้ ยความสขุ ค�ำวา่ ความสขุ ตามเน้อื หาสาระในวรรคน้ี หมายถึง
ความไม่มีเวรต่อกัน ไม่มีความเดือดร้อนเพราะกิเลส การละความติดใจในกามคุณ ๕ ความ
ปราศจากกเิ ลสเครอ่ื งกังวลคือราคะ โทสะ และโมหะ การอยู่ร่วมกับพระอริยะ และโดยทีส่ ุด
หมายถึงนิพพาน (ข.ุ ธ.อ. ๖/๑๑๓-๑๒๔)

ในวรรคน้ี นอกจากทรงแสดงถึงความสุขโดยสภาวะต่าง ๆ แล้ว ยังทรงแสดงความ
ทุกข์โดยสภาวะท่ีตรงกันข้ามกับความสุขอีกด้วย เช่น การอยู่อย่างมีเวรต่อกัน ความหมกมุ่น
ในกามคุณ ๕ เป็นต้น
๑๖. ความหมายและสาระส�ำคญั ของปิยวรรค

ปยิ วรรค หมวดวา่ ดว้ ยสง่ิ เปน็ ทรี่ กั ค�ำวา่ สงิ่ เปน็ ทรี่ กั มคี วามหมายหลายนยั ตามเนอื้ หาท่ี
ปรากฏในวรรคนคี้ อื ในเรอ่ื งบรรพชติ ๓ รปู เรอ่ื งกฎุ มุ พคี นใดคนหนง่ึ เรอื่ งนางวสิ าขา และเรอ่ื ง
เจา้ ลจิ ฉวี สง่ิ เปน็ ที่รัก หมายถึงปยิ ารมณ์ (อารมณ์ท่ีนา่ รกั ) ได้แก่ กามคณุ ๕ (ขุ.ธ.อ. ๖/๑๓๐-
๑๓๕) เรอ่ื งอนติ ถคิ นั ธกมุ าร สง่ิ เปน็ ทรี่ กั หมายถงึ วตั ถกุ ามและกเิ ลสกาม (ข.ุ ธ.อ. ๖/๑๓๘) เรอื่ ง
พราหมณ์คนใดคนหนึ่ง หมายถึง ตณั หา

ทั้ง ๖ เร่ืองแรกดังกล่าวมา ทรงแสดงว่า ส่ิงเป็นท่ีรักเป็นเหตุให้เกิดความโศกและภัย
ต่าง ๆ ผ้ปู ราศจากสงิ่ เป็นทีร่ กั ยอ่ มไมม่ ีความโศกและภยั

สว่ น ๓ เร่อื งสดุ ทา้ ย คอื เร่ืองเด็กนอ้ ย ๕๐๐ คน เร่อื งพระอนาคามเี ถระ และเรื่อง
นายนนั ทิยะ สิ่งเป็นทรี่ ัก หมายถึงปาริสทุ ธิศีล ๔ สมั มาทสั สนะ โลกุตตรธรรม ๙ อรยิ สัจ ๔
ศลี สมาธิ ปญั ญา นพิ พาน และบญุ กศุ ลทเ่ี คยส่ังสมไว้

เลม่ ท่ี ๑๗ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๕ 25

๑๗. ความหมายและสาระส�ำคญั ของโกธวรรค
โกธวรรค หมวดว่าด้วยความโกรธ ค�ำว่า โกรธ หมายถึงความขุ่นเคืองใจอย่าง

รนุ แรง ไมพ่ อใจอย่างรนุ แรง (องฺ.ฉกฺก.ฏีกา ๓/๓๖/๑๓๐, องฺ.สตตฺก.ฏีกา ๓/๖๔/๒๒๗) เป็น
อาการ ๑ ในอาการ ๖ คือ (๑) โทสะ (ความคิดประทุษร้าย) (๒) ปฏิฆะ (ความคับแค้น)
(๓) โกธะ (ความขุ่นเคืองใจ) (๔) อาฆาต (ความผูกใจเจ็บและอยากแก้แค้น) (๕) โกปะ
(ความมจี ิตก�ำเรบิ ) (๖) โรสะ (ความโกรธขึง้ ) (อภิธา. ฏีกา คาถาที่ ๑๖๔) ในวรรคนี้มีเน้ือหา
สาระในเรื่องความโกรธที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงตามอัธยาศัยของบุคคลเป็นหลัก ทรง
แสดงให้เห็นโทษแห่งความโกรธคือ ความทุกข์ ประโยชน์ของการละความโกรธคือความสุข
และวิธีละความโกรธ เช่น ในเรื่องนางอุตตราอุบาสิกา ทรงแสดงว่า พึงชนะคนโกรธด้วย
ความไม่โกรธ หรือในเรื่องอตุลอุบาสก ทรงแสดงว่า โลกธรรมคือส่ิงประจ�ำโลก มีมานาน
แล้ว มิใช่พ่ึงมี ทรงสอนให้รู้จักท�ำใจไม่ให้โกรธว่า ในโลกน้ี คนไม่ถูกนินทาไม่มี และในเร่ือง
พระฉัพพคั คยี ์ ทรงสอนให้ส�ำรวมกาย วาจา และใจ มใิ ห้ก�ำเริบ มศี ลี มน่ั คง ด�ำรงชีวิตให้ปราศ
จากข้อต�ำหนิ (ข.ุ ธ.อ. ๖/๑๗๔)
๑๘. ความหมายและสาระส�ำคัญของมลวรรค

มลวรรค หมวดว่าดว้ ยมลทนิ ค�ำวา่ มลทนิ หมายถึงกิเลสต่าง ๆ หรอื สว่ นเสยี ตา่ ง ๆ
ตามเนื้อหาสาระที่ปรากฏในวรรคน้ี เช่น ในเร่ืองบุตรของคนฆ่าโค และเรื่องพราหมณ์คนใด
คนหน่ึง มลทิน หมายถึงกิเลสมีราคะ เป็นต้น (ขุ.ธ.อ. ๗/๗) ในเรื่องพระติสสเถระ มลทิน
หมายถึงอกุศลกรรม ความปราศจากปัญญาพิจารณาปัจจัย ๔ แล้วบริโภค (ขุ.ธ.อ. ๗/๑๑)
ในเรื่องพระโลลุทายี มลทิน หมายถึงการไม่ท่องบ่นมนตร์ เป็นเหตุให้มนตร์เส่ือม หมายถึง
ความไม่ขยันหม่ันเพียรซ่อมแซมบ้านเรือน เป็นเหตุให้บ้านเรือนทรุดโทรม หมายถึง
ความเกียจคร้านไม่หม่ันช�ำระร่างกาย เป็นเหตุให้มีผิวพรรณมัวหมอง และหมายถึงความ
ประมาทไม่รักษาทรัพย์ เป็นเหตุให้ทรัพย์ สูญหาย ไม่คุ้มครองอินทรีย์ ๖ เป็นเหตุให้กิเลส
เขา้ มาครอบง�ำได้ (ข.ุ ธ.อ. ๗/๑๓) ในเร่ืองกลุ บตุ รคนใดคนหน่งึ มลทนิ หมายถงึ ความประพฤติ
นอกใจสามีหรือภรรยา ความตระหน่ี และอกุศลธรรมทงั้ หลายท้งั ปวง เป็นต้น
๑๙. ความหมายและสาระส�ำคญั ของธมั มฏั ฐวรรค

ธัมมัฏฐวรรค หมวดว่าด้วยผู้ต้ังอยู่ในธรรม ค�ำว่า ผู้ตั้งอยู่ในธรรม มีความหมายตาม
นัยแห่งสาระส�ำคัญในวรรคน้ี คือ ในเร่ืองมหาอ�ำมาตย์ผู้พิพากษา หมายถึง ผู้ปราศจากอคติ

26 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก

๔ มฉี ันทาคติ เป็นตน้ พิพากษาคดโี ดยธรรม ในเรอ่ื งพระ ฉัพพัคคีย์ หมายถงึ ผไู้ มม่ ีเวรไมม่ ีภัย
ในเรือ่ งพระเอกุทานขณี าสพ หมายถึงผ้ไู ม่ ประมาท ในเรื่องพระลกณุ ฑกภทั ทิยเถระ หมายถึง
พระเถระผูต้ รัสรูอ้ ริยสัจ บรรลุโลกุตตรธรรม ๙ ประการ มีอหงิ สา สัญญมะ (ศลี ) ทมะ (การ
ส�ำรวมอินทรีย์) ปราศจากกิเลส ในเรื่องภิกษุหลายรูป หมายถึงผู้ตัดความริษยา มีปัญญา
ในเร่ืองหัตถกภิกษุ หมายถึงสมณะผู้ระงับกิเลสท้ังหลายได้ ในเร่ืองพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง
หมายถงึ ภกิ ษผุ ูล้ อยบาปทง้ั หลายได้ เป็นอยู่ด้วยปัญญา ในเรอ่ื งเดียรถีย์ หมายถงึ มุนี ผูฉ้ ลาด
เลือกชั่งแต่ส่ิงดีละสิ่งชั่ว ในเรื่องพรานเบ็ดชื่ออริยะ หมายถึงพระอริยะผู้ ไม่เบียดเบียนสัตว์
อื่น ในเรื่องภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยศีลเป็นต้นหลายรูป หมายถึงผู้มีปาริสุทธิศีล ๔ มีธุดงคคุณ
๑๓ ประการ เป็นผู้ทรงพระไตรปฎิ ก บรรลุสมาบตั ิ ๘ ได้สัมผสั เนกขัมมสขุ
๒๐. ความหมายและสาระส�ำคญั ของมคั ควรรค

มัคควรรค หมวดว่าดว้ ยมรรค ค�ำว่า มรรค หมายถงึ อริยมรรคมีองค์ ๘ มีสัมมาทฏิ ฐิ
(ความเหน็ ชอบ) เปน็ ตน้ หมายถงึ วปิ สั สนาปญั ญา หมายถงึ การมนสกิ ารโดยแยบคายในอารมณ์
๓๘ ประการ อันเปน็ ทางแห่งปัญญา (ขุ.ธ.อ. ๗/๖๖) หมายถงึ การตดั ปา่ คอื กเิ ลสมรี าคะ เป็นตน้
ในวรรคนีม้ สี าระส�ำคญั ดังนี้ คอื ในเร่ืองภิกษุ ๕๐๐ รูป เรื่องพระปธานกมั มกิ ติสสเถระ เรื่อง
สกู รเปรต เรอื่ ง สทั ธวิ หิ ารกิ ของพระสารบี ตุ รเถระ และเรอื่ งนางปฏาจารา ทรงแสดงวา่ อรยิ มรรค
มี องค์ ๘ เปน็ ทางแหง่ ความสนิ้ ทุกข์ ตรัสรู้อริยสจั บรรลุวิราคธรรมคือนิพพาน เปน็ ทางพน้ จาก
บว่ งแหง่ มารคอื วฏั ฏะ ในเรื่องอนิจจลกั ษณะ เร่อื งทุกขลกั ษณะ และเร่ืองอนัตตลักษณะ มรรค
หมายถึงวปิ สั สนาที่พิจารณาเหน็ สังขารทั้งหลายว่าไมเ่ ท่ียง เปน็ ทุกข์ และเปน็ อนัตตา เป็นเหตุ
ใหเ้ บอื่ หนา่ ยในทกุ ข์ ในเรอ่ื งพระโปฐลิ เถระ มรรค หมายถงึ การมนสกิ ารโดยแยบคายในอารมณ์
๓๘ ประการ เปน็ ทางใหเ้ กดิ ปญั ญา การไมม่ นสกิ ารเปน็ ทางใหป้ ญั ญาเสอ่ื มถอย ในเรอ่ื งภกิ ษแุ ก่
หลายรูป มรรค หมายถึง การตดั ป่าคอื กเิ ลสมรี าคะ เปน็ ตน้ (ข.ุ ธ.อ. ๗/๖๘)
๒๑. ความหมายและสาระส�ำคญั ของปกิณณกวรรค

ปกิณณกวรรค หมวดว่าด้วยเรื่องเบ็ดเตล็ด หมายถึงหมวดท่ีว่าด้วยธรรมท่ัวไป
ไม่ระบุชัดถึงธรรมเรื่องใดเรื่องหน่ึง เช่น ในเร่ืองบุพกรรมของพระองค์ ทรงแสดงถึงเร่ืองการ
สละความสขุ เลก็ นอ้ ยเพอ่ื ความสขุ ทยี่ งิ่ ใหญค่ อื นพิ พาน (ข.ุ ธ.อ. ๗/๘๗) ในเรอื่ งกมุ ารกิ ากนิ ไขไ่ ก่
ทรงแสดงเรื่องความมุ่งหวังแต่สุขเพ่ือตนแล้วก่อทุกข์แก่ผู้อ่ืนเป็นเหตุให้ไม่อาจพ้นจากเวรได้
เรื่องพระลกุณฏกภัททิยะ ทรงแสดงว่า การฆ่ามารดา บิดา กษัตราธิราชทั้ง ๒ พระองค์

เล่มท่ี ๑๗ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๕ 27

ชาวแว่นแคว้น และเจ้าพนักงานได้ จัดว่าเป็นพราหมณ์ผู้อยู่อย่างไร้ทุกข์ ความหมายของ
ค�ำเหล่านั้น ดังนี้ คือ มารดา หมายถึงตัณหาอันเป็นเหตุให้เกิดในภพต่าง ๆ บิดา หมายถึง
อสั มมิ านะ กษตั ราธริ าชทงั้ ๒ พระองค์ หมายถงึ สสั สตทฏิ ฐิ (ความเหน็ วา่ เทย่ี ง) และอจุ เฉททฏิ ฐิ
(ความเห็นว่าขาดสูญ) ชาวแว่นแคว้น หมายถึงอายตนะภายใน ๖ และอายตนะภายนอก ๖
เจ้าพนักงาน หมายถึง นันทิราคะ (ความก�ำหนัดด้วยอ�ำนาจความยินดี) เป็นชื่อของกาม
ในชือ่ กาม ๑๖ ชอ่ื และ พราหมณ์ หมายถงึ พระขณี าสพ (ขุ.ธ.อ. ๗/๙๐-๙๒)
๒๒. ความหมายและสาระส�ำคัญของนิรยวรรค

นริ ยวรรค หมวดว่าดว้ ยคนท�ำความชั่วตกนรก ค�ำว่า ความชั่ว มีความหมายหลายนัย
ตามพฤติกรรมของบุคคลต่าง ๆ ท่ีปรากฏในวรรคน้ี เช่น เรื่องปริพาชิกาช่ือสุนทรี หมายถึง
การกล่าวตู่ผู้อื่นด้วยเรื่องเท็จ และการท�ำความช่ัวแล้วปิดบังว่า มิได้ท�ำเป็นเหตุให้ได้รับผล
คือตกนรก เรื่องภิกษุผู้อยู่ฝั่งแม่น้�ำวัคคุมุทา หมายถึงความทุศีลพูดอวดอุตริมนุสสธรรม
ทีไ่ มม่ ีในตนเพ่อื แสวงหาลาภเป็นเหตุให้ไดร้ บั ผลคอื ตกนรก ในเร่ืองน้ที รงแสดงเชงิ เปรียบเทยี บ
ให้เห็นผลต่างระหว่างความทุกข์ที่ได้รับ จากความเป็นผู้ทุศีลท่ีบริโภคอาหารซึ่งชาวบ้าน
ถวายแล้วต้องตกนรกหลายแสนกัปกับความทุกข์คือความร้อนท่ีได้รับจากการกลืนกิน
ก้อนเหลก็ ร้อนว่า ความทกุ ข์ท่ไี ดร้ ับจากการกลืนกินกอ้ นเหล็กรอ้ นนั้นมีผลนอ้ ยกว่า เพราะแม้
จะได้รับทุกขเวทนาก็ได้รับเพียงในชาตินี้เท่าน้ัน และเรื่องบุตรเศรษฐีช่ือว่าเขมกะ หมายถึง
การเป็นชู้กับภรรยาผู้อ่ืนเป็นเหตุให้ได้รับทุกข์คือความเศร้าหมอง นอนไม่เป็นสุข ถูกนินทา
และ ตกนรก
๒๓. ความหมายและสาระส�ำคญั ของนาควรรค

นาควรรค หมวดวา่ ด้วยชา้ ง ค�ำวา่ ชา้ ง แปลจากนาคศัพท์ ทีแ่ ปลว่า ชา้ ง เพราะนาค
ศัพท์มาจาก นค แปลว่า ภูเขา สัตว์ที่ใหญ่โตดุจภูเขา ช่ือว่านาคะ (ช้าง) (อภิธา.ฏีกา คาถา
ท่ี ๓๖๐) นเี้ ปน็ ความหมายทางคดีโลก แต่ทางคดีธรรมมีความหมาย ๓ นยั คอื (๑) หมายถงึ
ผู้ไม่ท�ำความชั่วทางกาย วาจา และใจ (๒) หมายถึง ผู้ไม่ถึงอคติ ๔ ไม่ด�ำเนินชีวิตด้วย
อ�ำนาจราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทฏิ ฐิ อทุ ธัจจะ วิจิกจิ ฉา และอนุสยั (๓) หมายถงึ ผไู้ ม่หวนกลับ
มาหากิเลสท่ีละไดแ้ ลว้ (อง.ฺ ฉกฺก.อ. ๓/๔๓/๑๒๑)

ช้างเป็นสัตว์ที่ใช้เป็นพาหนะในการเดินทาง การค้า และการสงคราม เป็นสัตว์ที่มี
ความส�ำคัญมากในครง้ั พุทธกาล เพราะชา้ งเปน็ สัตว์ท่ฝี กึ หัดได้ดี ฉลาดแสนรู้ ดังนัน้ ในวรรคนี้

28 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสุตตันตปิฎก

จึงมีเน้ือหาสาระท่ีรวบรวมพระด�ำรัสของพระผู้มีพระภาคผู้ทรงฉลาดในเทศนาวิธี ทรงแสดง
เชิงประยุกต์เปรียบเทียบระหว่างการฝึกตนกับการฝึกช้าง เปรียบเทียบระหว่างคนที่ฝึกตนได้
กบั ช้างทีไ่ ด้รบั การฝึกหัดมาดีว่า มีผลคล้ายคลึงกัน เชน่ เร่อื งการฝกึ ตน ทรงแสดงเปรยี บเทยี บ
ระหว่างช้างท่ีได้รับการฝึกหัดมาดี สามารถ อดทนต่อลูกศรในสงครามได้กับบุคคลที่ฝึกตนได้
ดว้ ยอรยิ มรรค ๔ สามารถอดกลน้ั ถอ้ ยค�ำหยาบคายตา่ ง ๆ ได้ และเรอื่ งชา้ งปาเวรกะ ทรงแสดงวา่
บุคคลผู้ไม่ประมาทตามรักษาจิตอยู่เสมอย่อมสามารถถอนตนขึ้นจากหล่มคือกิเลสได้
ดุจช้างแก่ชื่อ ปาเวรกะที่จมลงในเปือกตม แต่เพราะเคยเป็นสัตว์ที่ได้รับการฝึกหัดมาดี
เป็นพาหนะ ในสงคราม เมอ่ื ไดฟ้ ังเสยี งกลองสงคราม จึงสามารถถอนตนข้ึนจากเปอื กตมได้
๒๔. ความหมายและสาระส�ำคญั ของตัณหาวรรค

ตณั หาวรรค หมวดวา่ ดว้ ยตณั หา ค�ำวา่ ตณั หา หมายถงึ ความทะยานอยากในอารมณท์ ง้ั
หลายมี ๓ ประการ คือ (๑) กามตณั หา (๒) ภวตณั หา (๓) วิภวตณั หา แยกเป็นสายได้ ๓๖ สาย
คือ ตณั หา ๓ ประการในอายตนะภายใน ๖ ประการ เป็น ๑๘ สาย (๓ x ๖ = ๑๘) และตัณหา
๓ ประการ ในอายตนะภายนอก ๖ ประการ เปน็ ๑๘ สาย (๓ x ๖ = ๑๘) (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๐) สาระ
ส�ำคญั ในวรรคน้ี พระผมู้ พี ระภาคตรสั วา่ ตณั หายอ่ มเจรญิ เพมิ่ พนู แกบ่ คุ คลผปู้ ระมาทปราศจาก
สติ ไมเ่ จรญิ ฌาน วิปสั สนา มรรค และผล (ขุ.ธ.อ. ๘/๖) เมอ่ื บุคคลถกู ตณั หาครอบง�ำ ยอ่ มเศรา้
โศก แต่เมอ่ื สามารถครอบง�ำตัณหาได้ ขุดรากตณั หาได้ดว้ ยอรหตั ตมัคคญาณ ยอ่ มไมเ่ ศร้าโศก
๒๕. ความหมายและสาระส�ำคัญของภิกขวุ รรค

ภกิ ขวุ รรค หมวดวา่ ด้วยภิกษุ ค�ำว่า ภิกษุ ตามเน้ือหาสาระในวรรคนี้ หมายถึง บุคคล
ผู้ส�ำรวมมือ เทา้ และวาจา ไม่เบยี ดเบยี นสัตว์ทง้ั หลาย มงุ่ เจรญิ กมั มฏั ฐาน (ดูเรอื่ งภิกษุฆา่ หงส์
หน้า ๑๔๖) หมายถึงบคุ คลผไู้ ม่ถอื มั่นในนามรูป (ดูเรอื่ งพราหมณ์ ถวายทานอันเลศิ ๕ อยา่ ง
หน้า ๑๔๘) ในวรรคน้ีมีสาระส�ำคัญท่ีพระผู้มีพระภาคทรงแสดงเกี่ยวกับภิกษุ และเป็นสาระ
ส�ำคัญที่ปรารภพฤติกรรมซ่ึงแตกต่างกันของภิกษุแต่ละรูปแต่ละกลุ่ม เช่น เรื่องภิกษุ ๕ รูป
ผู้ส�ำรวมทวารรปู ละทวาร ทรงแสดง วา่ ภกิ ษผุ สู้ �ำรวมทวาร คือ ตา หู จมกู ลนิ้ กาย วาจา และ
ใจ ย่อมหลุดพ้นจากทกุ ข์ในวฏั ฏะ เร่อื งภิกษุฆา่ หงส์ ทรงแสดงว่า บุคคลผสู้ �ำรวมมอื เทา้ วาจา
ส�ำรวมตน ยินดีเจริญกัมมัฏฐาน มีจิตตั้งม่ัน อยู่ผู้เดียว สันโดษ เรียกว่า ภิกษุ และเร่ือง
พระนงั คลกฏู เถระผเู้ ตอื นตนเอง เจรญิ กมั มฏั ฐานจนสามารถบรรลอุ รหตั ตผลได้ พระผมู้ พี ระภาค
ทรงปรารภท่านเป็นแบบอย่างแก่ภิกษุท้ังหลายว่า จงเตือนตนเอง จงคุ้มครองตนเอง มีสติ
ป้องกันอกุศลกรรมมใิ หเ้ กิดในตน เม่ือท�ำไดอ้ ยา่ งน้ีก็จกั อยู่ เป็นสุข

เลม่ ที่ ๑๗ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๒๕ 29

๒๖. ความหมายและสาระส�ำคัญของพราหมณวรรค
พราหมณวรรค หมวดวา่ ด้วยพราหมณ์ ค�ำวา่ พราหมณ์ ตามเน้ือหาสาระ ในวรรคนี้

หมายถึงทั้งพระขีณาสพและพราหมณ์โดยชาติก�ำเนิด (ดูธรรมบทข้อ ๓๙๒ หน้า ๑๕๖)
แต่พระผู้มีพระภาคทรงมุ่งแสดงถึงคุณสมบัติของพระขีณาสพเป็นหลัก เช่น ในเร่ืองพราหมณ์
ผู้เลื่อมใสมาก พระผู้มีพระภาคทรงเรียกบุคคลผู้ตัดกระแสคือตัณหาได้ รู้แจ้งสภาวะที่อะไร
ปรงุ แตง่ ไมไ่ ด้ (นพิ พาน) วา่ พราหมณ์ ในเร่ืองภิกษุหลายรปู ทรงเรียกบุคคลผถู้ งึ ฝ่งั แห่งธรรม
ท้งั สองคอื สมถะและวิปัสสนา ปราศจาก โยคะ ๔ คอื กาม ภพ ทิฏฐิ และอวชิ ชาว่า พราหมณ์
และในเรือ่ งบรรพชิตรูปใดรปู หนึง่ ทรงเรยี กบคุ คผูล้ อยบาปไดว้ ่า พราหมณ์

อุทาน

ความหมายและใจความส�ำคัญของอุทาน
อทุ าน ตามนยั โดยทวั่ ไป หมายถงึ ค�ำพดู ทเี่ ปลง่ ออกมาทางวจที วารดว้ ยก�ำลงั ปตี โิ สมนสั

เพราะไม่สามารถจะยับยั้งไว้ภายในหทัยได้ ดุจน�้ำท่ีเต็มสระจนล้นไหล ออกจากสระฉะน้ัน
แตใ่ นทนี่ หี้ มายถงึ ระเบยี บพระด�ำรสั ทพ่ี ระผมู้ พี ระภาคทรงเปลง่ ออกมาดว้ ยก�ำลงั โสมนสั สญาณ
เรียกว่า พุทธอุทาน เป็นพระด�ำรัสประเภทคาถา ก็มี เป็นประเภทเวยยากรณะก็มี หัวข้อว่า
ด้วยอุทานน้ีเป็นเน้ือหาสาระที่ปรากฏในพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย นับเป็นองค์ที่ ๕
ในนวังคสัตถุศาสน์ (ค�ำส่ังสอนของพระศาสดามีองค์ ๙) เป็นพระธรรมขันธ์ประเภทเล็กน้อย
ในพระธรรมขันธ์ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์

เนอื้ หาสาระของอทุ านนี้ จดั เปน็ วรรคได้ ๘ วรรค คอื (๑) โพธวิ รรค (๒) มุจจลินทวรรค
(๓) นันทวรรค (๔) เมฆยิ วรรค (๕) โสณเถรวรรค (๖) ชจั จันธวรรค (๗) จฬู วรรค (๘) ปาฏลิ-
คามิยวรรค ทั้ง ๘ วรรคน้มี ี ๘๐ สตู ร คือวรรคละ ๑๐ สตู ร มอี ุทานคาถารวม ๙๕ คาถา

อุทานนี้มีลักษณะเน้ือหาสาระเหมือนกัน คือ มีข้อความแบ่งเป็น ๒ ตอน ได้แก่
ตอนท่ี ๑ ว่าดว้ ยนิทานวจนะ กล่าวคือทีม่ าซึ่งปรารภถึงสถานท่ี บคุ คล และเหตุการณ์ใหเ้ กิด
อทุ านคาถาน้นั ๆ ซ่ึงทา่ นพระอานนทเถระเล่าไวใ้ นคราวสังคายนา ครั้งท่ี ๑ ตอนที่ ๒ ว่าดว้ ย
อุทานที่พระผ้มู ีพระภาคทรงเปลง่ ด้วยก�ำลังโสมนัสสญาณ (ข.ุ อุ.อ. ๒-๖)

30 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก

ความหมายและสาระส�ำคัญของแต่ละวรรคในอุทาน
๑. ความหมายและสาระส�ำคัญของโพธวิ รรค

โพธวิ รรค หมวดวา่ ดว้ ยเหตุการณแ์ รกตรัสรู้ ช่อื วรรคน้ตี ั้งตามช่อื และสาระส�ำคญั ของ
พระสตู รที่ ๑-๓ ในวรรคนี้ ซึง่ มีพระสูตรทงั้ หมด ๑๐ สตู ร แตล่ ะสตู รมสี าระส�ำคัญดังน้ี

๑-๓. ปฐมโพธสิ ตู ร ทุติยโพธสิ ูตร และตติยโพธิสตู ร ต่างวา่ ดว้ ยเหตกุ ารณ์แรกตรสั รู้
คอื วา่ ดว้ ยพทุ ธจรยิ าครง้ั แรก หลงั การตรสั รขู้ องพระผมู้ พี ระภาค กลา่ ว คอื พระองคป์ ระทบั เสวย
วมิ ุตติสุขอย่ภู ายใต้ตน้ โพธพิ ฤกษ์ ใกลฝ้ ง่ั แม่น้�ำเนรัญชรา ต�ำบลอรุ เุ วลา เปน็ เวลา ๗ วนั โดยทรง
พจิ ารณาปฏจิ จสมปุ บาท (ธรรมทอี่ าศยั กนั เกดิ ขนึ้ ) และเปลง่ อทุ านเหมอื นกนั ทงั้ ๓ สตู ร แตต่ า่ ง
กนั ที่วิธีการพจิ ารณา และเวลาพิจารณา กลา่ วคือ พระสูตรที่ ๑ ทรงพจิ ารณาปฏิจจสมปุ บาท
โดยอนุโลม (พิจารณาฝ่ายเกิด) ในเวลาปฐมยาม พระสูตรท่ี ๒ ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาท
โดยปฏโิ ลม (พจิ ารณาฝ่ายดบั ) ในเวลามัชฌมิ ยาม พระสตู รที่ ๓ ทรงพจิ ารณาปฏิจจสมุปบาท
ท้ังโดยอนุโลมและปฏิโลม (พิจารณาทั้งฝ่ายเกิดและฝ่ายดับ) ในเวลาปัจฉิมยาม ส่วนเนื้อหา
สาระของพทุ ธอทุ านนน้ั มีทัง้ เหมอื นกันและตา่ งกนั

๔. นิหุหุงกสูตร ว่าด้วยผู้ไม่ตวาดว่า หึหึ ค�ำว่า “ผู้ไม่ตวาดว่า หึหึ” นี้เป็นเน้ือหา
สาระส่วนหนึ่งของพุทธอุทานที่ทรงเปล่งตรัสตอบค�ำถามของพราหมณ์ท่ีมีลัทธิเชื่อว่าส่ิงท่ีเห็น
เท่านั้นจัดว่าเป็นมงคล มักเท่ียวตวาดผู้อ่ืนที่มีลัทธิขัดแย้งกับตน ว่า หึหึ เพราะความถือตัว
และความโกรธ (ขุ.อุ.อ. ๔/๕๕)

๕. พราหมณสูตร ว่าดว้ ยความเปน็ พราหมณ์ ค�ำว่า พราหมณ์ ตามนัยของพระสูตรน้ี
หมายถึงความลอยบาปได้ ความส้ินสังโยชน์กิเลส เป็นเนื้อหาสาระของพุทธอุทานที่ทรงเปล่ง
ตรสั ตอบค�ำถามของภกิ ษุรปู หนึ่งทท่ี ูลถามเรือ่ งคณุ ธรรมท่ที �ำบคุ คลให้เปน็ พราหมณ์

๖. มหากสั สปสตู ร ว่าดว้ ยพระมหากัสสปเถระ พระสตู รนี้ พระผมู้ พี ระภาคทรงเปลง่
อุทาน มุ่งประกาศเกียรติคุณของท่านพระมหากัสสปเถระให้เป็นท่ีปรากฏ เกียรติคุณน้ันคือ
ความเปน็ ผหู้ นกั แนน่ มนั่ คงในการด�ำรงชพี มคี วามมกั นอ้ ยอยา่ งย่งิ ไมท่ ะเยอทะยานในเอกลาภ
เปน็ คณุ ธรรมอย่างหนงึ่ ของพระขีณาสพ (ข.ุ อ.ุ อ. ๖/๖๔)

๗. อชกลาปกสูตร ว่าด้วยอชกลาปกยักษ์ คือมียักษ์ตนหน่ึงชื่ออชกลาปกะ เห็น
พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในท่ีมืดมิดยามราตรี ประสงค์จะให้พระองค์ทรงเกิดความกลัว
จึงเข้าไปส่งเสียงร้องโหยหวน แปลงร่างใหญ่โตน่าสะพรึงกลัวยืนอยู่ เบื้องพระพักตร์ของ
พระผู้มีพระภาค กล่าวว่า “น้คี ือปศี าจ” แต่พระองคก์ ลบั มพี ระ อากปั กิรยิ าม่นั คงไมห่ วาดหวนั่
ไม่สะทกสะท้าน พร้อมทั้งทรงเปล่งอุทานที่แสดงสภาวะแห่งการบรรลุอรหัตตผล ส�ำเร็จกิจ

เล่มท่ี ๑๗ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๕ 31

๑๖ ประการ มีปริญญากิจเป็นต้นท่ีเป็นเหตุให้พระองค์ปราศจากความกลัว เมื่ออชกลาปก-
ยกั ษเ์ หน็ พระอาการนน้ั จงึ มจี ติ เลอ่ื มใสประกาศตนเปน็ อบุ าสก ณ เบอื้ งพระพกั ตรข์ องพระผมู้ -ี
พระภาคนนั่ เอง (ดู ขุ. อ.ุ อ. ๗/๖๗-๗๓ ประกอบ)

๘. สงั คามชสิ ตู ร วา่ ดว้ ยพระสงั คามชเิ ถระ ในพระสตู รนก้ี ลา่ วถงึ ทา่ นพระสงั คามชเิ ถระ
ถกู อดตี ภรรยารบเรา้ ออ้ นวอนใหบ้ อกลาสกิ ขากลบั ไปเลยี้ งดตู นและลกู นอ้ ย แตท่ า่ นกลบั นง่ิ เฉย
ไมห่ วน่ั ไหวตอ่ ค�ำรบเรา้ ออ้ นวอนนนั้ พระผมู้ พี ระภาคทรงทราบอาการนน้ั ของทา่ น จงึ ทรงเปลง่
อุทานประกาศสภาวะคงที่ในอิฏฐารมณ์เช่นน้ันว่าเป็นอาการของพระขีณาสพผู้เป็นพราหมณ์
ลอยบาปท้งั ปวงได้

อน่ึง ประวัติการบรรพชาและอุปสมบทของท่านพระสังคามชิเถระนี้ มีรายละเอียด
คล้ายคลงึ กบั ประวัตขิ องทา่ นพระรฐั บาลเถระ (ดู ข.ุ อุ.อ. ๘/๗๓-๗๗ ประกอบ)

๙. ชฏลิ สูตร ว่าดว้ ยพวกชฎลิ ในเรอ่ื งน้ีพระผู้มพี ระภาคทรงเปล่งอทุ านมีเนอ้ื หาสาระ
ว่าดว้ ยความสะอาด ความบรสิ ทุ ธ์ิ หรือความส้ินกเิ ลสของสตั ว์ทั้งหลาย หาใชเ่ กดิ ขน้ึ ไดเ้ พราะ
ใช้น้ำ� ช�ำระลา้ งไม่ แตเ่ กดิ ข้นึ ได้เพราะใช้วจีสจั จะ วริ ัตสิ จั จะ ตลอดถึง อริยมรรค อริยผล เป็น
เครื่องช�ำระล้าง เหตุที่ทรงเปล่งอุทานบทนี้ เพราะทรงปรารภเหตุท่ีพวกชฎิลมีลัทธิความเชื่อ
แตกต่างกนั เช่น เช่ือว่าจะบรสิ ทุ ธ์ิไดเ้ พราะอาบนำ้� เช่อื ว่าจะบริสทุ ธไิ์ ด้เพราะบชู าไฟ เป็นตน้
(ขุ.อุ.อ. ๙/๘๐)

๑๐. พาหิยสูตร ว่าด้วยพระพาหิยเถระ คือทรงปรารภถึงท่านพระพาหิยเถระแล้ว
ทรงเปลง่ อทุ านแสดงคณุ สมบตั ขิ องบุคคลผ้ไู ดช้ อื่ ว่ามนุ ี คุณสมบัตินน้ั คอื การตรสั รู้โมนธรรมคือ
อรยิ สัจ ๔ ด้วยอรยิ มัคคญาณ (ขุ.อ.ุ อ. ๑๐/๘๑-๑๐๓)
๒. ความหมายและสาระส�ำคัญของมจุ จลนิ ทวรรค

มุจจลินทวรรค หมวดว่าด้วยพญานาคมุจลินท์ ช่ือวรรคน้ีต้ังตามชื่อพระสูตรท่ี ๑
ในวรรคน้ี ซ่งึ มีพระสูตรท้งั หมด ๑๐ สูตร แตล่ ะสตู รมีสาระส�ำคัญดงั นี้

๑. มุจจลินทสูตร ว่าด้วยพญานาคมุจลินท์ ที่ชื่อว่ามุจลินท์ เพราะมีท่ีอยู่ใกล้ต้นไม้
มจุ ลนิ ท์ ไมม้ จุ ลนิ ทน์ เ้ี รยี กอกี ชอื่ หนง่ึ วา่ นจิ ลุ ะ คอื ตน้ จกิ นา(นปี ะ) (ข.ุ อ.ุ อ. ๑๑/๑๐๔) พระสตู รนี้
กล่าวถึงเหตุการณ์แรกตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาค เม่ือคราวที่ประทับนั่งขัดสมาธิเสวยวิมุตติ
สุขที่ต้นมุจลินท์ ท่ามกลางสายฝนพร�ำตลอด ๗ วัน โดยมีพญานาคมุจลินท์ท�ำขนดโอบรอบ
พระวรกาย แผพ่ งั พานปกคลมุ เหนอื พระเศียรป้องกันความหนาวถวาย เมอ่ื เวลา ๗ วนั ผา่ นไป
พระผู้มีพระภาคทรงเปล่งอุทานท่ีแสดงอานุภาพแห่งวิเวกสุข คือสุขท่ีเกิดจากนิพพานท่ีสงัด
จากอปุ ธิกเิ ลส (ดูรายละเอยี ด หนา้ ๑๙๐)

32 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสุตตนั ตปิฎก

๒. ราชสูตร ว่าด้วยอานุภาพของพระราชา คือภิกษุเหล่าหนึ่งสนทนา เปรียบเทียบ
ระหว่างอานุภาพของพระเจ้าพิมพิสารกับอานุภาพของพระเจ้าปเสนทิโกศล พระผู้มีพระภาค
ทรงต�ำหนิว่าการสนทนาเช่นน้ันไม่เหมาะสม และทรงแสดงกิจท่ี ภิกษุพึงท�ำ ๒ อย่างคือ
(๑) การสนทนาเรอ่ื งธรรม ไดแ้ ก่ การสนทนาที่ไมน่ อกเร่ืองอริยสจั ๔ (๒) ความเปน็ ผู้น่ิงอย่าง
พระอริยะ ได้แก่ การเจริญสมถกัมมัฏฐานและวิปัสสนากัมมัฏฐาน จากน้ันทรงเปล่งอุทาน
แสดงอานภุ าพแหง่ อริยวิหารสขุ กล่าวคอื ความสขุ ทเี่ กิดจากผลสมาบัติ (ขุ.อุ.อ. ๑๒/๑๑๑)

๓. ทัณฑสูตร ว่าด้วยการท�ำร้ายสัตว์ด้วยท่อนไม้ คือพระผู้มีพระภาคทรงปรารภ
เด็กทง้ั หลายทใ่ี ชท้ อ่ นไมต้ ีงู ทรงเปลง่ อุทานแสดงโทษแห่งการเบยี ดเบียนสตั ว์อืน่ และอานสิ งส์
แหง่ การอนเุ คราะห์เกือ้ กูลสตั วอ์ ่ืน (ขุ.อุ.อ. ๑๓/๑๑๕)

๔. สักการสูตร ว่าด้วยเคร่ืองสักการะ คือทรงปรารภวาจาหยาบคายท่ีพวกอัญ
เดียรถียเ์ ที่ยวด่าพวกภกิ ษุ เพราะเกดิ ความรษิ ยาท่เี หน็ พวกภกิ ษุมลี าภมากกว่า ทรงเปล่งอุทาน
แสดงความเป็นผ้มู ่ันคงหนกั แนน่ ในสขุ เวทนา กลา่ วคอื ลาภสกั การะ และทกุ ขเวทนา กล่าวคอื
ค�ำดา่ ท่หี ยาบคาย (ขุ.อุ.อ. ๑๔/๑๑๘-๑๑๙)

๕. อุปาสกสูตร ว่าด้วยอุบาสก หมายถึงบุคคลท่ีประกาศความเป็นอุบาสก ยอมรับ
นับถือพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งท่ีระลึก สมาทานรักษาศีล ๕ ประการ (ขุ.อุ.อ. ๑๕/๑๙๕)
พระผู้มีพระภาคทรงปรารภเรื่องที่อุบาสกกราบทูลว่ามีกิจธุระท่ีจะต้องท�ำมาก จึงไม่มีโอกาส
เข้ามาเฝ้าพระองค์ ทรงเปล่งอุทานแสดงความมีกิเลสว่าเป็นเหตุก่อความเดือดร้อน แต่ความ
ปราศจากกิเลส กลา่ วคอื การบรรลมุ รรค ๔ ผล ๔ เป็นเหตนุ �ำสุขมาให้

๖. คัพภินีสูตร ว่าด้วยหญิงมีครรภ์ คือสามีของหญิงมีครรภ์แก่คนหน่ึงถูกภรรยาใช้
ให้ไปหานำ้� มนั เพอื่ เตรียมไว้เวลาคลอด แตเ่ ขาไปหาผดิ วธิ ีจึงไดร้ บั ทุกขเวทนา พระผมู้ ีพระภาค
ทรงปรารภเหตุนั้น ทรงเปล่งอุทานเปรียบเทียบให้เห็นผลต่างระหว่างคนมีกิเลสได้รับ
ความเดือดร้อนกบั คนปราศจากกเิ ลสได้รับแต่สขุ ที่แท้จริง

๗. เอกปุตตกสูตร ว่าด้วยอุบาสกมีบุตรน้อยคนเดียว คือทรงปรารภอุบาสกคนหน่ึง
ผู้เศร้าโศกเพราะการเสียชีวิตของลูกน้อย ทรงเปล่งอุทานแสดงว่าอวิชชาเป็นเหตุให้ยึดติด
ในส่ิงเป็นที่รัก ก่อให้เกิดผลคือความเศร้าโศก ทุกข์ โทมนัส แต่ผู้ไม่ประมาทย่อมถอนอวิชชา
เสยี ได้

๘. สุปปวาสาสูตร ว่าด้วยพระนางสุปปวาสา คือตรัสถามพระนางสุปปวาสาผู้ทรง
พระครรภ์เป็นเวลานานจึงคลอดว่า ยังอยากจะมีพระโอรสเช่นน้ีอีกหรือไม่ พระนางกราบ
ทูลว่ายังอยากจะมีอีกถึง ๗ พระองค์ จึงทรงเปล่งอุทานแสดงว่า ความรักท่ีประกอบด้วย
ตัณหาสามารถท�ำความฉบิ หายแกบ่ ุคคลผ้ปู ระมาทได้ (ขุ.อ.ุ อ. ๑๘/๑๖๔)

เลม่ ที่ ๑๗ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๕ 33

๙. วสิ าขาสตู ร วา่ ดว้ ยนางวสิ าขา คอื ทรงปรารภเรอ่ื งทน่ี างวสิ าขามคิ ารมาตาอบุ าสกิ า
ผู้มีกิจธุระที่จะเข้าเฝ้าพระราชาแต่ไม่มีโอกาสจะเข้าเฝ้าได้ ทรงเปล่งอุทานแสดงโทษแห่ง
ความไม่เป็นอิสระ และอานิสงส์แห่งความอิสระซึ่งมี ๒ ประการ คือ (๑) ความอิสระท่ีเป็น
โลกิยะ ได้แก่ ความเป็นพระราชา เป็นต้น (๒) ความอิสระท่ี เป็นโลกุตตระ ได้แก่ นิโรธ
กลา่ วคือความดับทุกข์ท่ีเกดิ จากการบรรลมุ รรคผล (ข.ุ อ.ุ อ. ๑๙/๑๖๗)

๑๐. ภัททิยสูตร ว่าด้วยพระภัททิยเถระ คือทรงปรารภพระภัททิยเถระผู้ชอบ
เปล่งอุทานว่า “สุขหนอ สุขหนอ” ทรงเปล่งอุทานแสดงอานุภาพแห่งวิเวกสุขท่ีล่วงวิสัยของ
ปุถุชน เป็นสุขท่ีปราศจากภัยและความเศร้าโศก เป็นสุขของผู้ปราศจาก ราคะ โทสะ และ
โมหะ (ขุ.อุ.อ. ๒๐/๑๗๑) และดรู ายละเอียดในหนา้ ๒๐๖-๒๐๘
๓. ความหมายและสาระส�ำคญั ของนันทวรรค

นันทวรรค หมวดว่าด้วยพระนันทเถระ ช่ือวรรคน้ีต้ังตามชื่อพระสูตรที่ ๒ ในวรรคนี้
ซงึ่ มีพระสตู รท้ังหมด ๑๐ สตู ร แตล่ ะสตู รมีสาระส�ำคญั ดังนี้

๑. กัมมวิปากชสูตร ว่าด้วยการอดกลั้นทุกขเวทนาท่ีเกิดจากผลกรรม คือพระผู้มี-
พระภาคทอดพระเนตรเห็นภิกษุรูปหน่ึงผู้มีสติสัมปชัญญะม่ันคง สามารถ อดกลั้นทุกขเวทนา
ได้ ไม่แสดงอาการกระสับกระส่าย ทรงเปล่งอุทานแสดงความ มั่นคงของพระขีณาสพ
ผ้ลู ะกศุ ลกรรม และอกุศลกรรมได้ ก�ำจดั ทุกขเวทนียกรรม (กรรมทพ่ี ึงเสวยทกุ ข์) ได้ ขา้ มโอฆะ
ได้ และด�ำรงอย่บู นบกคอื นพิ พาน (ข.ุ อ.ุ อ. ๒๑/๑๗๕)

๒. นันทสูตร ว่าด้วยพระนันทเถระ คือทรงใช้กุศโลบายแนะน�ำให้พระนันทเถระ
ผู้ไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ ให้มุ่งประพฤติพรหมจรรย์จนได้บรรลุอรหัตตผล พระองค์
ทรงปรารภเหตุน้ัน ทรงเปล่งอุทานแสดงความข้ามพ้นกิเลสกามด้วยอริยมรรค ๔ ประการ
เป็นเหตใุ หม้ นั่ คงไม่หว่ันไหวเพราะสขุ และทกุ ข์ (ข.ุ อุ.อ. ๒๒/๑๘๘)

๓. ยโสชเถระ ว่าด้วยพระยโสชเถระ มีเน้ือหาสาระว่าพระผู้มีพระภาคทรงเข้า
อาเนญชสมาธิ คือสมาธิที่สัมปยุตด้วยอรหัตตผลที่มีฌาน ๔ เป็นพื้นฐาน ด้วยพระประสงค์
จะทรงประกาศให้ทราบว่าภิกษุ ๕๐๐ รูปมีพระยโสชเถระเป็นหัวหน้า ได้บรรลุอรหัตตผล
มีอาเนญชสมาธิเสมอเหมือนพระองค์ ทรงเปล่งอุทานแสดงภาวะการละกามได้ เป็นเหตุ
ใหม้ ัน่ คงไม่หวนั่ ไหวเพราะสุขและทกุ ข์ (ขุ.อ.ุ อ. ๒๓/๑๙๗)

๔. สารีปุตตสูตร ว่าด้วยพระสารีบุตรเถระ คือพระผู้มีพระภาคทอดพระเนตรเห็น
ทา่ นพระสารบี ตุ รเถระก�ำลงั นง่ั สมาธอิ ยู่ ทรงทราบวา่ ทา่ นก�ำลงั เขา้ อาเนญชสมาธอิ ยู่ จงึ ทรงเปลง่
อทุ านแสดงสภาวะทส่ี นิ้ โมหะ เปน็ สภาวะทม่ี น่ั คง ไมม่ อี ะไรท�ำใหห้ วนั่ ไหวได้ (ข.ุ อ.ุ อ. ๒๔/๑๙๙)

34 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตนั ตปิฎก

๕. มหาโมคคัลลานสูตร ว่าด้วยพระมหาโมคคัลลานเถระ คือทรงเปล่งอุทานแสดง
การบรรลุนิพพานด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ๔ ประการ ปรารภพระมหาโมคคัลลานเถระ
ผ้เู ขา้ ผลสมาบัติโดยวิธีเจริญกายคตาสติ พิจารณาธาตุ ๔ ดว้ ยกฎไตรลักษณ์

๖. ปิลินทวัจฉสูตร ว่าด้วยพระปิลินทวัจฉเถระ คือพระผู้มีพระภาคตรัสขอให้ภิกษุ
ท้ังหลายอย่าถือโทษพระปิลินทวัจฉเถระท่ีมักเรียกภิกษุท้ังหลายด้วยค�ำหยาบ ซ่ึงเป็น
ผลวิบากแห่งเศษกรรมเก่าที่ท่านได้ประพฤติมาถึง ๕๐๐ ชาติ แล้วทรงเปล่งอุทานแสดงว่า
ท่านพระปิลินทวัจฉเถระบรรลุอรหัตตผล มีสาระว่าผู้ที่ได้ชื่อว่าพราหมณ์ สมณะ และภิกษุ
เพราะปราศจากมายา ถอนมานะ ละโลภะ โทสะ และโมหะได้ มีจติ สงบ เพราะดบั กิเลสได้

๗. สกั กุทานสูตร ว่าด้วยการเปลง่ อทุ านของทา้ วสักกะ คอื ท้าวสกั กะทรงเปล่งอุทาน
ดว้ ยปตี โิ สมนสั ทเ่ี กดิ ขนึ้ เพราะไดถ้ วายทานแกพ่ ระมหากสั สปเถระ พระ ผมู้ พี ระภาคทรงปรารภ
เหตนุ นั้ ทรงเปลง่ อทุ านแสดงวา่ ผู้มสี ัมมาปฏบิ ัติ ยอ่ มเป็น ทีร่ กั ของเทวดาและมนุษย์ทง้ั หลาย
(ข.ุ อุ.อ. ๒๗/๒๑๒)

๘. ปิณฑปาติกสูตร ว่าด้วยการสนทนาเร่ืองบิณฑบาต คือพระผู้มีพระภาคทรง
ต�ำหนิภกิ ษุทีส่ นทนาเร่ืองการออกบณิ ฑบาตมุ่งเพม่ิ ความทะยานอยากในกามคุณ ๕ วา่ เป็นกจิ
ไม่ควรท�ำ ทรงแนะให้ท�ำกิจ ๒ อยา่ ง คือ การสนทานธรรมหรอื ความเป็นผนู้ ิง่ อยา่ งพระอรยิ ะ
ทรงเปล่งอุทานแสดงคุณของการเท่ียวบิณฑบาตเป็นวัตรที่มุ่งก�ำจัดกิเลส ช�ำระล้างตัณหา
(ขุ.อุ.อ. ๒๘/๒๑๕)

๙. สิปปสูตร ว่าด้วยการสนทนาเรื่องศิลปะ คือทรงต�ำหนิพวกภิกษุที่สนทนาเร่ือง
ศิลปะต่าง ๆ ว่า เป็นกิจไม่ควรท�ำ ทรงแนะให้ท�ำกิจ ๒ อย่าง เหมือนในปิณฑปาติกสูตร
ทรงเปล่งอุทานแสดงว่าศิลปะทั้งมวลล้วนมิใช่ทางพ้นทุกข์ แต่ศีลเป็นต้นเป็นทางพ้นทุกข์
(ข.ุ อ.ุ อ. ๒๙/๒๑๗)

๑๐. โลกสูตร ว่าด้วยสัตว์โลก คือทรงเปล่งอุทานแสดงว่าสัตว์โลกทั้งหลายถูก
ความเร่ารอ้ นคือกิเลสครอบง�ำ เพราะหมกมุ่นอยใู่ นกามภพ รปู ภพ และอรูปภพ ผจู้ ะพ้นจาก
ความเรา่ รอ้ นได้ตอ้ งบ�ำเพ็ญมคั คพรหมจรรย์
๔. ความหมายและสาระส�ำคัญของเมฆยิ วรรค

เมฆยิ วรรค หมวดว่าด้วยพระเมฆยิ เถระ ช่ือวรรคนี้ตั้งตามชือ่ พระสตู รท่ี ๑ ในวรรคน้ี
ซง่ึ มีพระสตู รทงั้ หมด ๑๐ สตู ร แต่ละสตู รมีสาระส�ำคัญดังนี้

๑. เมฆิยสูตร ว่าด้วยพระเมฆยิ เถระ คอื ท่านพระเมฆิยเถระผกู้ �ำลงั ท�ำหน้าท่ีอุปัฏฐาก
พระผมู้ พี ระภาคอยู่ ประสงคจ์ ะไปอยใู่ นปา่ บ�ำเพญ็ เพยี ร จงึ กราบทลู ลาพระผมู้ พี ระภาค พระองค์

เลม่ ท่ี ๑๗ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๒๕ 35

ทรงห้ามถึง ๓ ครั้ง นัยว่าเหตุท่ีพระองค์ทรงห้ามไว้ก็ด้วยพระประสงค์จะประวิงเวลาให้ท่าน
มีจิตอ่อนเหมาะแก่การบ�ำเพ็ญเพียร แต่เมื่อท่านยืนยันท่ีจะไปให้ได้ พระองค์จึงทรงอนุญาต
เม่ือท่านไปอยู่ในป่ามุ่งบ�ำเพ็ญเพียร กลับถูกโจรคือมิจฉาวิตกปล้นสะดมภัณฑะคือกุศลไปได้
ต้องกลับมากราบทูลพระผู้มีพระภาค พระองค์ทรงแนะน�ำวิธีสู้โจรคือมิจฉาวิตกน้ัน คือ
(๑) มกี ลั ยาณมิตร (๒) มศี ลี และอาจาระ (๓) สนทนากถาเป็นเครอ่ื งขัดเกลากเิ ลส (๔) ปรารภ
ความเพียร (๕) เจรญิ ปญั ญา และทรงแนะวิธกี �ำจัดโจรคอื กเิ ลสดงั นี้ (๑) เจรญิ อสุภกมั มฏั ฐาน
เพื่อละราคะ (๒) เจริญเมตตากัมมัฏฐานเพ่ือละพยาบาท (๓) เจริญอานาปานสติกัมมัฏฐาน
เพื่อละวิตก (๔) เจริญอนิจจสัญญากัมมัฏฐานเพ่ือถอนอัสมิมานะ จากน้ันทรงเปล่งอุทาน
แสดงโทษแห่งการไม่บรรเทามิจฉาวิตก และอานิสงส์แห่งการบรรเทามิจฉาวิตก (ขุ.อุ.อ.
๓๑/๒๓๐-๒๕๒)

๒. อุทธตสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้มีจิตฟุ้งซ่าน คือทรงปรารภพวกภิกษุผู้มีจิตฟุ้งซ่าน
ทรงเปล่งอุทานแสดงว่าการอยู่อย่างประมาทปราศจากสติ มีโทษ คือถูกกิเลสมารครอบง�ำ
และการอยูอ่ ย่างไมป่ ระมาท มอี านสิ งส์คือสามารถละทุคตทิ ง้ั มวลได้ (ข.ุ อ.ุ อ. ๓๒/๒๕๔)

๓. โคปาลกสูตร ว่าด้วยนายโคบาล คือนายโคบาลช่ือนันทะผู้ได้ฟังธรรมของ
พระผู้มีพระภาคแล้วได้บรรลุโสดาปัตติผล จึงกราบทูลนิมนต์พระผู้มีพระภาคพร้อมด้วย
ภิกษุสงฆ์ให้เสด็จไปรับภัตตาหารที่บ้านของตน ภายหลังเขาถูกชายคนหนึ่งท�ำร้ายร่างกาย
จนถึงแก่ชีวิต พระผู้มีพระภาคทรงปรารภเหตุน้ันเปล่งอุทานแสดงว่าจิตที่ตั้งไว้ผิด เป็นเหตุให้
ท�ำกรรมหนัก ต้องได้รับผลบาปอย่างหนักย่ิงกว่าโจรเห็นโจร หรือคนที่เป็นศัตรูกันท�ำต่อกัน
(ขุ.อ.ุ อ. ๓๓/๒๕๖-๒๕๙)

๔. ยักขปหารสูตร ว่าด้วยยักษ์ตีศีรษะพระสารีบุตรเถระ พระสูตรนี้ว่าด้วย ยักษ์
ตนหนึ่งตีพระสารีบุตรเถระผู้ก�ำลังเข้าผลสมาบัติ เป็นเหตุให้ยักษ์น้ันได้รับผลคือตกนรกทันที
แต่ท่านพระสารีบุตรเถระกลับมีอาการน่ิงมั่นคง ไม่รู้สึกว่าได้รับทุกขเวทนาอะไร และไม่รู้ว่า
เกิดเหตุการณ์อะไรข้ึนกับตน พระผู้มีพระภาคทรงทราบเหตุนั้น จึงทรงเปล่งอุทานแสดง
อิทธานุภาพแห่งผลสมาบัติ มีสาระโดยสรุปว่า จิตที่ตั้งม่ันดุจภูเขา ย่อมไม่หว่ันไหวเพราะ
โลกธรรมท้งั หลายทงั้ ปวง (ข.ุ อ.ุ อ. ๓๔/๒๖๓-๒๖๔)

๕. นาคสูตร ว่าด้วยพญาช้างปรนนิบัติพระพุทธเจ้า คือทรงปรารภพญาช้างท่ีมา
ปรนนิบัติพระองค์ขณะก�ำลังประทับอยู่ในป่า ทรงเปล่งอุทานแสดงว่าพระองค์และพญาช้าง
ตา่ งมีอัธยาศยั ยินดีในป่าเสมอกนั (ข.ุ อ.ุ อ. ๓๗/๒๖๘)

๖. ปิณโฑลสูตร ว่าด้วยพระปิณโฑลภารทวาชเถระ พระสูตรน้ีมีสาระส�ำคัญแห่ง
พุทธอทุ านวา่ การไม่ว่ารา้ ย ไม่เบียดเบยี นผอู้ ื่น ส�ำรวมปาติโมกข์ รู้จักประมาณในการบรโิ ภค

36 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก

อาหาร อยู่ในเสนาสนะอันสงัด และประกอบความเพียรเพ่ือบรรลุอรหัตตผล ถือเป็น
หลักค�ำสอนของพระพุทธเจ้า พุทธอุทานน้ีพระผู้มีพระภาคทรงเปล่งปรารภปฏิปทาของ
ท่านพระปณิ โฑลภารทวาชเถระ (ขุ.อ.ุ อ. ๓๖/๒๗๐-๒๗๒)

๗. สารปี ตุ ตสตู ร วา่ ดว้ ยพระสารบี ตุ รเถระ คอื ทรงปรารภปฏปิ ทาของทา่ นพระสารบี ตุ ร
เถระแลว้ ทรงเปลง่ อทุ านแสดงคณุ สมบตั ขิ องมนุ คี อื การปฏบิ ตั ติ าม โพธปิ กั ขยิ ธรรม ๓๗ ประการ
จนไดบ้ รรลโุ มนธรรม กลา่ วคอื อรหตั ตผลญาณ เปน็ ผคู้ งท่ี ไมเ่ ศรา้ โศก (ข.ุ อ.ุ อ. ๓๗/๒๗๒-๒๗๓)

๘. สุนทรีสูตร ว่าด้วยนางสุนทรีปริพาชิกา คือพวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกมี ความ
ริษยาทีเ่ หน็ ลาภสกั การะมากมายเกิดข้ึนแก่พระผู้มพี ระภาคและภกิ ษสุ งฆ์ จึงสรา้ งสถานการณ์
โดยส่งนางสุนทรีปริพาชิกาไปพระเชตวันวิหารทุกวัน ภายหลังได้ จ้างวานให้คนฆ่านางแล้ว
โจษจนั กลา่ วหาวา่ เปน็ การกระท�ำของภกิ ษสุ งฆ์ ภกิ ษทุ ง้ั หลาย น�ำความกราบทลู พระผมู้ พี ระภาค
พระองค์ตรัสว่า เสียงโจษจันกล่าวหาน้ันจักเงียบสงบไปภายในไม่เกิน ๗ วันนี้ แล้วทรงเปล่ง
อุทานแสดงคุณสมบัติของบัณฑิตว่าบัณฑิตต้องมีอธิวาสนขันติ (ขันติคือความอดกล้ัน)
สามารถอดกลัน้ ค�ำหยาบคายทัง้ หลายได้ (ข.ุ อ.ุ อ. ๓๘/๒๗๓-๒๘๐)

๙. อุปเสนสูตร ว่าด้วยพระอุปเสนวังคันตบุตรเถระ คือทรงปรารภท่านพระอุปเสน-
วังคันตบุตรเถระ ทรงเปล่งอุทานแสดงสภาวะจิตที่ม่ันคง ไม่หว่ันไหวของพระขีณาสพว่า
แม้จะมชี วี ิตอยู่หรอื ไม่ กไ็ มเ่ ศร้าโศก (ข.ุ อุ.อ. ๓๙/๒๘๘-๒๘๙)

๑๐. สารปี ุตตอุปสมสูตร ว่าด้วยการระงับกิเลสของพระสารีบตุ รเถระ คอื ทรงปรารภ
พระสารบี ตุ รเถระผพู้ จิ ารณาการระงบั กเิ ลสของตน ทรงเปลง่ อทุ านแสดงสภาวะจติ ทรี่ ะงบั กเิ ลส
ดว้ ยอรยิ มคั คญาณตามล�ำดบั วา่ เปน็ จติ ทพ่ี น้ จากบว่ งมารคอื สงั โยชนท์ ง้ั ปวง (ข.ุ อ.ุ อ. ๔๐/๒๙๑)
๕. ความหมายและสาระส�ำคัญของโสณเถรวรรค

โสณเถรวรรค หมวดว่าด้วยพระโสณเถระ ช่ือวรรคน้ีตั้งตามชื่อและสาระส�ำคัญของ
พระสูตรท่ี ๖ ในวรรคนี้ ซ่งึ มพี ระสูตรท้งั หมด ๑๐ สูตร แตล่ ะสูตรมสี าระส�ำคัญดังนี้

๑. ปยิ ตรสูตร วา่ ด้วยการไมม่ ีผอู้ ื่นเป็นท่ีรกั ยิ่งกว่าตน คอื พระผมู้ ีพระภาค ทรงปรารภ
เรื่องความรักตนที่พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงสนทนากับพระนางมัลลิกาเทวี ทรงเปล่งอุทาน
แสดงวา่ สัตวท์ ้ังหลายรกั ตนทสี่ ดุ และต่างก็รกั สุข เกลียดทกุ ข์ เพราะฉะนน้ั ผูร้ กั ตนจงึ ไมค่ วร
เบียดเบยี นผู้อื่น เพราะเม่ือกอ่ ทุกข์ใดแก่ผ้อู ืน่ ทุกขน์ ้ัน จะยอ้ นกลับมาถึงตนในภายหลงั น้เี ปน็
กฎของกรรม (ขุ.อุ.อ. ๔๑/๒๙๓-๒๙๔)

๒. อัปปายุกสูตร ว่าด้วยพระมารดาของพระโพธิสัตว์มีอายุน้อย คือท่านพระ
อานนทเถระกราบทูลพระผู้มีพระภาคถึงเรื่องที่พระมารดาของพระโพธิสัตว์มีพระชนมายุน้อย

เลม่ ท่ี ๑๗ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๕ 37

กลา่ วคอื เมือ่ พระโพธิสัตวป์ ระสูตไิ ด้ ๗ วันกส็ วรรคตไปเกิดยังหมู่เทพชน้ั ดุสิต พระผู้มีพระภาค
ทรงยนื ยนั วา่ เปน็ เชน่ นน้ั แลว้ ทรงเปลง่ อทุ านแสดงวา่ สตั วท์ งั้ มวลทเี่ กดิ มาลว้ นตอ้ งละทง้ิ รา่ งกาย
ไป เพราะฉะน้ัน คนฉลาดผมู้ ีมรณานุสสติและ รกู้ ฎไตรลักษณ์ ควรรีบเรง่ ประพฤตพิ รหมจรรย์
(ข.ุ อุ.อ. ๔๒/๒๙๘)

๓. สุปปพุทธกุฏฐิสูตร ว่าด้วยชายโรคเร้ือนช่ือสุปปพุทธะ คือชายโรคเร้ือนช่ือ
สุปปพุทธะได้ฟังธรรมจนบรรลุโสดาปัตติผลแล้ว ประกาศตนเป็นอุบาสก ต่อมาเขาถูกโคขวิด
เสียชีวิต ภิกษุทั้งหลายทูลถามพระผู้มีพระภาคถึงคติของเขา พระองค์ตรัสตอบว่าเขาเป็น
โสดาบันพร้อมที่จะบรรลุสกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค และ อรหัตตมรรค ทรงตรัสเหตุที่
ท�ำใหเ้ ขาเปน็ โรคเรอ้ื นวา่ ในชาตกิ อ่ นเขาถม่ นำ้� ลายแสดงความรงั เกยี จพระปจั เจกพทุ ธเจา้ แลว้
ทรงเปลง่ อทุ านแสดงโทษแหง่ การไมเ่ ว้นบาปและอานสิ งสแ์ ห่งการเว้นบาป (ข.ุ อ.ุ อ. ๔๓/๓๑๔)

๔. กุมารกสูตร ว่าดว้ ยเดก็ จบั ปลา คอื ทรงปรารภพวกเดก็ ท่กี �ำลงั จับปลาอยู่ ทรงเปล่ง
อุทานแสดงว่า ถ้ากลัวความทุกข์ ก็อย่าท�ำบาปกรรมท้ังในท่ีแจ้งและที่ลับ เพราะไม่มีใครจะ
พน้ จากผลแห่งบาปกรรมคอื ความทกุ ข์ได้

๕. อโุ ปสถสตู ร วา่ ดว้ ยอโุ บสถ คอื ในวนั อโุ บสถวนั หนงึ่ ขณะทพี่ ระผมู้ พี ระภาคประทบั
อยู่ ณ บุพพาราม เขตกรุงสาวัตถี มีภิกษุสงฆ์แวดล้อม ท่านพระอานนทเถระทูลอาราธนาให้
ทรงแสดงพระปาติโมกข์แก่ภิกษุท้ังหลาย แต่พระองค์ทรงน่ิง ท่านพระอานนทเถระกราบทูล
ถึง ๒ คร้งั กท็ รงนิง่ พอถงึ ครั้งที่ ๓ จงึ ตรสั วา่ บรษิ ัทไม่ บรสิ ุทธ์ิ ทรงหมายถงึ ในบริษัทนั้นมีภกิ ษุ
ผู้ทุศีลอยูด่ ว้ ย ถ้าทรงแสดงพระปาติโมกข์ ศรี ษะของภกิ ษุผูท้ ุศีลจะแตกเปน็ ๗ เสย่ี ง ที่ไม่ทรง
แสดงเพราะทรงมงุ่ อนเุ คราะห์ ภกิ ษนุ นั้ ทา่ นพระมหาโมคคลั ลานเถระจงึ ขอรอ้ งใหภ้ กิ ษนุ น้ั ลกุ ขนึ้
ออกไปเสีย ภิกษุนัน้ ถูกขอร้องถึง ๓ คร้ัง กย็ ังนง่ิ อยอู่ ย่างนัน้ ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระจึง
ฉุดแขนดึงออกไปนอกซุ้มประตูแล้วใส่กลอน กราบทูลว่าบริษัทบริสุทธ์ิแล้ว พระผู้มีพระภาค
จึงรับส่ังให้ภิกษุสงฆ์ท�ำอุโบสถ แสดงอาณาปาติโมกข์(สิกขาบทบัญญัติ) ทรงงดการแสดง
โอวาทปาติโมกข์ท่ีทรงแสดงมาเป็นเวลา ๒๐ ปี ท้ังน้ีเพราะทรงปฏิบัติตามพุทธประเพณีที่ว่า
เม่ือใดพบว่าบริษัทไม่บริสุทธิ์ เมื่อน้ัน พระพุทธเจ้าทุกพระองค์จะไม่ทรงท�ำอุโบสถและ
แสดงพระปาติโมกข์ในส่วนพุทธโอวาทอีกต่อไป แต่เพื่อมิให้อุโบสถขาดไป จึงทรงอนุญาต
ให้สงฆแ์ สดงปาติโมกขใ์ นส่วนพุทธอาณาแทน

จากน้นั ทรงแสดงวา่ ธรรมวินัยมธี รรมนา่ อัศจรรย์ ๘ ประการ เหมือนกับมหาสมุทรมี
ส่ิงน่าอัศจรรย์ ๘ ประการ ทรงเปล่งอุทานมีสาระส�ำคัญว่าภิกษุผู้ต้องอาบัติแล้วปิดบังไว้
ย่อมเป็นเหตุให้ต้องอาบัติอื่น ๆ อีก แต่เมื่อเปิดคือแสดงอาบัติแก่ภิกษุอ่ืน ย่อมเป็นเหตุให้
พน้ จากอาบตั ินน้ั และสงั วรระวังต่อไปไม่ตอ้ งอาบตั ิอนื่ ๆ อีก (ขุ.อุ.อ. ๔๕/๓๒๗)

38 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสุตตันตปฎิ ก

๖. โสณสตู รวา่ ดว้ ยพระโสณเถระคอื ทา่ นพระโสณเถระศษิ ยข์ องทา่ นพระมหากจั จายนเถระ
ผู้บรรพชาอุปสมบทแม้เพียง ๑ พรรษา ก็สามารถสาธยายพระสูตร ณ เบ้ืองพระพักตร์
ของพระผู้มีพระภาคได้ถึง ๑๖ สูตร (ดูอัฏฐกวรรค สุตตนิบาต หน้า ๖๘๗-๗๓๔ ในเล่มน้ี)
พระองค์ตรัสถามท่านว่าไฉนจึงประมาทครองเรือนอยู่นาน ท่านกราบทูลว่า แท้จริงแล้ว
ตนเห็นโทษในกามเป็นเวลานานแล้ว แต่เพราะการครองเรือนมีกิจท่ีจะต้องท�ำมาก จึงต้องอยู่
ครองเรือนไปก่อน พระผู้มีพระภาคทรงปรารภเหตุน้ันเปล่งอุทานแสดงว่า บุคคลผู้เห็นโทษ
ในกาม แม้จะอยู่เกี่ยวข้องในกามเป็นเวลานาน ก็ไม่ยึดติดในกามดุจหยดน้�ำไม่ติดบนใบบัว
เพราะพระอรยิ บคุ คลย่อมไมย่ นิ ดีในบาป (ข.ุ อ.ุ อ. ๔๖/๓๓๕)

๗. กงั ขาเรวตสตู ร วา่ ดว้ ยพระกงั ขาเรวตเถระ คอื ทรงปรารภทา่ นพระกงั ขาเรวตเถระ
ผู้ก�ำจดั ความสงสัยของตนได้ ทรงเปลง่ อทุ านแสดงว่า การขา้ มพน้ ความสงสยั ได้นัน้ เกดิ ข้ึนด้วย
อริยมรรค (ข.ุ อุ.อ. ๔๗/๓๓๘)

๘. สงั ฆเภทสตู ร วา่ ดว้ ยการท�ำสงฆใ์ หแ้ ตกกนั คอื ทรงปรารภการท�ำสงฆใ์ หแ้ ตกกนั ของ
พระเทวทตั ทรงทราบวา่ กรรมทพี่ ระเทวทตั ท�ำนน้ั จะเปน็ เหตใุ หเ้ ธอตกอเวจมี หานรกตลอดกาล
นาน จึงทรงเปล่งอุทานว่า กรรมดี คนดีท�ำไดง้ า่ ย แต่คนช่วั ท�ำได้ยาก กรรมช่วั คนช่ัวท�ำไดง้ ่าย
แตพ่ ระอรยิ บคุ คลท�ำไดย้ าก (ดู ขุ.อ.ุ อ. ๔๘/๓๔๐ ประกอบ)

๙. สธายมานสตู ร วา่ ดว้ ยเดก็ หนมุ่ กลา่ วถากถางผอู้ น่ื คอื พระผมู้ พี ระภาคทอดพระเนตร
เห็นเหตุการณท์ ่ีเดก็ หนุม่ เท่ยี วกล่าวถากถางผอู้ ่ืน จงึ ทรงเปลง่ อุทานว่า การกระท�ำเช่นนัน้ เป็น
ลักษณะของคนไร้สติ ถอื ตวั ว่าเป็นบัณฑิต แต่โงไ่ ร้ยางอาย

๑๐. จฬู ปนั ถกสตู ร วา่ ดว้ ยพระจฬู ปนั ถกเถระ คอื ทรงปรารภทา่ นพระจฬู ปนั ถกเถระ
แล้วทรงเปล่งอุทานแสดงถึงการมีกายสงบ และมีจิตตั้งมั่น เป็นที่มาแห่งการบรรลุคุณวิเศษ
ชนั้ สงู คืออนุปาทาปรนิ ิพพาน (ข.ุ อ.ุ อ. ๕๐/๓๔๓)
๖. ความหมายและสาระส�ำคัญของชจั จนั ธวรรค

ชัจจันธวรรค หมวดว่าด้วยผู้บอดโดยก�ำเนิด ช่ือวรรคน้ีต้ังตามเน้ือหาสาระของ
พระสูตรท่ี ๔-๖ ในวรรคน้ี ซง่ึ มพี ระสูตรท้ังหมด ๑๐ สูตร แต่ละสูตรมีสาระ ส�ำคัญดงั นี้

๑. อายุสังขาโรสสัชชนสูตร ว่าด้วยการปลงพระชนมายุสังขาร คือพระผู้มีพระภาค
ทรงตกลงพระทัยท่ีจะสละอายุสังขาร ทรงเปล่งอุทานประกาศการบรรลุถึง วิสังขารธรรม
กลา่ วคือนิพพานของพระองค์ โดยสละสังขารอยา่ งสน้ิ เชิง (ขุ.อุ.อ. ๕๑/๓๕๒)

๒. สัตตชฏิลสูตร ว่าด้วยนักบวชพวกละ ๗ คน คือทรงปรารภเร่ืองที่ราชบุรุษ
ของพระเจา้ ปเสนทโิ กศลปลอมเปน็ นกั บวชท�ำหนา้ ทส่ี ายลบั ทรงเปลง่ อทุ านแสดงวา่ การกระท�ำ

เลม่ ที่ ๑๗ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๕ 39

เช่นน้ัน เป็นเสมือนการหลอกลวงชาวโลกเพื่อปากท้องของตน นักบวชไม่ควรเป็นคนของใคร
ไม่ควรมีผู้อื่นเป็นที่พ่ึง แต่ควรมีตนเป็นท่ีพึ่ง และไม่ควรแสดงธรรมเพราะต้องการทรัพย์
(ข.ุ อ.ุ อ. ๕๒/๓๕๘)

๓. ปจั จเวกขณสตู ร วา่ ดว้ ยการพจิ ารณาอกศุ ลธรรมและกศุ ลธรรม คอื พระผมู้ พี ระภาค
ประทับน่ังพิจารณากิเลสท่ีทรงละได้ และกุศลธรรมที่ทรงเจริญให้บริบูรณ์ ทรงเปล่งอุทาน
มีสาระส�ำคัญดังน้ี คือก่อนการบรรลุอรหัตตมัคคญาณ ยังมีกิเลส เช่น ราคะเป็นต้นอยู่ และ
ธรรมที่ปราศจากโทษ เช่น ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นต้น ก็ยังไม่เจริญบริบูรณ์ แต่เม่ือบรรลุ
อรหตั ตมคั คญาณแลว้ กเิ ลสทง้ั หลายทถ่ี กู ละไดส้ นิ้ เชงิ และธรรมทป่ี ราศจากโทษกเ็ จรญิ บรบิ รู ณ์

อนึ่ง ในอดีตก่อนการตรัสรู้นั้น อริยมรรคท่ีเป็นเครื่องละกิเลสยังไม่เกิดแก่พระองค์
แมใ้ นปจั จบุ นั และอนาคต อรยิ มรรคนนั้ กไ็ มเ่ กดิ แกพ่ ระองคอ์ กี เชน่ กนั เพราะไมม่ กี เิ ลสทจี่ ะตอ้ ง
ใช้อรยิ มรรคนน้ั เป็นเครอื่ งละอีกตอ่ ไป (ข.ุ อุ.อ. ๕๓/๓๖๒)

๔-๖. ปฐมนานาติตถยิ สูตร ทตุ ิยนานาติตถิยสตู ร และตตยิ นานาตติ ถยิ สูตร ตา่ งว่า
ดว้ ยลทั ธแิ ตกตา่ งกนั กลา่ วคอื ตา่ งวา่ ดว้ ยลทั ธมิ จิ ฉาทฏิ ฐเิ หมอื นกนั แตต่ า่ งกนั ในรายละเอยี ด คอื

พระสูตรที่ ๔ ว่าด้วยอันตคาหิกทิฏฐิ ๑๐ ประการ ท่ีเป็นเหตุให้พวกสมณพราหมณ์
และปริพาชกจ�ำนวนมากต้องทะเลาะวิวาทกัน พวกภิกษุน�ำความกราบทูล พระผู้มีพระภาค
พระองค์ทรงแสดงธรรมเปล่งอุทานเปรียบเทียบสมณพราหมณ์ผู้มีลัทธิดังกล่าวว่าเสมือน
พวกคนตาบอดคล�ำช้าง (ขุ.อ.ุ อ. ๕๔/๓๖๒-๓๖๘)

สว่ นพระสตู รท่ี ๕-๖ วา่ ด้วยมิจฉาทิฏฐิ ๑๖ ประการ มีลัทธทิ ีเ่ ชอื่ วา่ อัตตาและ โลกเท่ียง
ค�ำว่า “อตั ตา และ โลก” มีความหมายหลายนยั เชน่ นัยท่ี ๑ อัตตาและ โลก หมายถงึ ขันธ์ ๕
นัยท่ี ๒ อตั ตา หมายถึงอหังการวตั ถุคือเหตุให้เกิดมานะวา่ เปน็ เรา โลก หมายถึงมมังการวตั ถุ
คือเหตุให้เกิดตัณหาว่าเป็นของเรา เป็นต้น (ดู ขุ.อุ.อ. ๕๕/๓๖๙) ในพระสูตรท่ี ๕-๖ นี้
พระผู้มีพระภาคทรงเปล่งอุทานแสดงว่า เพราะสัตว์ทั้งหลายยึดมั่นมิจฉาทิฏฐิเหล่าน้ี จึงไม่
บรรลุนพิ พาน มวั จมอยู่ในโอฆะ ๔ ประการ คือ กาม ภพ ทฏิ ฐิ และอวิชชา ไม่ลว่ งพน้ สังสารวัฏ
ไปได้ (ขุ.อุ.อ. ๕๕/๓๗๐)

๗. สภุ ตู สิ ตู ร วา่ ดว้ ยพระสภุ ตู เิ ถระ คอื ทรงเปลง่ อทุ านปรารภการเขา้ อรหตั ตผลสมาบตั ิ
และอนุปาทิเสสนิพพานของทา่ นพระสุภตู เิ ถระ มใี จความวา่ ผู้ก�ำจดั วติ กได้ และลว่ งพ้นกิเลส
ทง้ั หลายได้อย่างส้ินเชิง ย่อมไม่หวนกลบั มาเกดิ อกี

๘. คณิกาสูตร ว่าด้วยหญิงโสเภณี คือทรงปรารภพวกนักเลงหญิงท่ีก�ำหนัดยินดี
หญิงโสเภณี เป็นเหตใุ หต้ ้องทะเลาะววิ าทกันบา้ ง ท�ำร้ายกันจนบาดเจ็บถึง ตายบ้าง ทรงเปล่ง

40 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตนั ตปิฎก

อุทานมีใจความว่า ความก�ำหนัดยินดีในกามคุณ ๕ มีโทษ คือ ก่อความทะเลาะวิวาทและ
ความฉิบหายทั้งมวล เป็นข้อปฏิบัติสุดโต่งอย่างหน่ึง (กามสุขัลลิกานุโยค) และการประพฤติ
วตั รเคร่งครดั มโี ทษ คือท�ำตนใหเ้ ดือดร้อน เป็น ข้อปฏบิ ตั ิสุดโตง่ อยา่ งหน่ึง (อตั ตกิลมถานโุ ยค)
แตผ่ ้ปู ฏิบตั ติ ามมัชฌมิ าปฏิปทา ยอ่ ม พ้นจากวัฏฏะ

๙. อุปาติธาวันติสูตร ว่าด้วยแมลงบินเข้ากองไฟ คือทรงเปล่งอุทานแสดงว่า บุคคล
ผู้ถูกมิจฉาทิกฐิครอบง�ำ พอกพูนตัณหาและทิฏฐิ ย่อมตกไปสู่หลุมถ่านเพลิง คือ กามภพ
รปู ภพ และอรปู ภพ เหมอื นแมลงบินเขา้ กองไฟ ถึงความยอ่ ยยบั ฉะน้นั (ข.ุ อ.ุ อ. ๕๙/๓๘๒)

๑๐. อุปปัชชันติสูตร ว่าด้วยแสงหิ่งห้อยกับแสงอาทิตย์ คือทรงปรารภการอุบัติข้ึน
ของพระพุทธเจ้าว่าเป็นเหตุให้พวกเดียรถีย์ต้องอับเฉาหมดความรุ่งเรือง มีลาภสักการะน้อย
ทรงเปล่งอุทานแสดงเปรียบเทียบว่าเหมือนการโคจรขึ้นของดวงอาทิตย์ เป็นเหตุให้หิ่งห้อยที่
ส่องแสงอยยู่ ามราตรตี อ้ งอับแสงไป
๗. ความหมายและสาระส�ำคญั ของจฬู วรรค

จูฬวรรค หมวดว่าด้วยเรื่องเล็กน้อย ช่ือวรรคนี้ตั้งตามระเบียบการจัดหมวดหมู่
กล่าวคอื พระสูตรที่มีนิทานสนั้ ๆ ทา่ นก็รวบรวมมาไวใ้ นหมวดเดียวกนั ใหช้ ่อื ว่า จฬู วรรค มี ๑๐
สตู ร แตล่ ะสตู รมีสาระส�ำคัญดงั น้ี

๑-๒. ปฐมลกุณฏกภัททิยสูตร และทุติยลกุณฏกภัททิยสูตร ต่างว่าด้วย
พระลกุณฏกภัททิยเถระ แตม่ สี าระต่างกัน กลา่ วคือพระสูตรท่ี ๑ ท่านพระสารบี ตุ รเถระ แสดง
ธรรมแก่ท่านพระลกุณฏกภัททิยเถระจนได้บรรลุอรหัตตผล พระผู้มี พระภาคทรงเปล่งอุทาน
แสดงสภาวะจิตที่บรรลุอรหัตตผลของท่าน พระสูตรท่ี ๒ มีเน้ือหาต่อเนื่องจากพระสูตรท่ี ๑
กล่าวคือท่านพระสารีบุตรเถระยังแสดงธรรมแก่ท่านพระลกุณฏกภัททิยเถระต่อไป เพราะ
เขา้ ใจวา่ ทา่ นยงั เปน็ พระเสขะอยู่ พระผมู้ พี ระภาค ทรงปรารภเหตนุ น้ั แลว้ ทรงเปลง่ อทุ านแสดง
สภาวะจติ ท่ีสิน้ ทกุ ข์ของทา่ นพระลกุณฏกภัททยิ เถระ

๓-๔. ปฐมสัตตสูตร และทตุ ิยสตั ตสตู ร ต่างวา่ ด้วยสัตว์ท่ตี ดิ อย่ใู นกาม คอื ทรงปรารภ
หมู่มนุษย์ผู้หมกมุ่นในกามแล้ว ทรงเปล่งอุทานแสดงโทษแห่งกามและกิเลสทั้งหลาย (ขุ.อุ.อ.
๖๓/๓๙๐,๖๔/๓๙๓)

๕. อปรลกณุ ฏกภทั ทยิ สตู ร วา่ ดว้ ยพระลกณุ ฏกภทั ทยิ เถระ อกี สตู รหนง่ึ คอื ทรงปรารภ
พระลกณุ ฏกภทั ทยเถระผมู้ รี า่ งกายคอ่ มเตยี้ ไมน่ า่ ดถู กู พวกภกิ ษผุ ยู้ งั เปน็ ปถุ ชุ นดหู มน่ิ ทรงเปลง่
อทุ านชักชวนใหด้ ูรถทม่ี ีส่วนประกอบอนั ไม่มโี ทษ มีหลังคาขาว มีเพลาเดยี ว ไม่มที ุกข์ แล่นไป
ถึงท่ีหมาย ตัดกระแส ไมม่ ีเครอื่ งผกู

เลม่ ที่ ๑๗ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๕ 41

ความหมายแห่งพุทธอุทานนั้น ดังนี้ รถ หมายถึงร่างกาย ส่วนประกอบอันไม่มีโทษ
หมายถงึ อรหตั ตผลศลี หลงั คาขาว หมายถึงอรหตั ตผลวมิ ุตติ เพลาเดยี ว หมายถงึ สติ (ข.ุ อ.ุ อ.
๖๕/๓๙๖)

๖. ตัณหาสังขยสตู ร วา่ ดว้ ยความสนิ้ ไปแห่งตัณหา คอื ทรงปรารภการพิจารณาความ
สิ้นตัณหาของท่านพระอัญญาโกณฑัญญเถระแล้ว ทรงเปล่งอุทาน แสดงว่าพระอริยบุคคล
ผู้ปราศจากกิเลสมีอวิชชา เป็นต้น ย่อมเป็นที่รัก เป็นท่ียกย่องของเทวดาและพรหม (ขุ.อุ.อ.
๖๖/๓๙๗-๓๙๘)

๗. ปปัญจักขยสูตร ว่าด้วยความสิ้นไปแห่งกิเลสเคร่ืองเนิ่นช้า ค�ำว่า “กิเลสเคร่ือง
เน่ินช้า” หมายถึงกิเลสที่เป็นเหตุให้สัตว์ด�ำรงอยู่ในวงจรแห่งสังสารวัฏตลอดกาลนาน
กเิ ลสน้ัน คอื ราคะ โทสะ โมหะ ตัณหา ทฏิ ฐิ และมานะ พระสูตรนพี้ ระ ผ้มู ีพระภาคทรงเปล่ง
อุทานแสดงคุณสมบัติของมุนี คือปราศจากกิเลสเคร่ืองเน่ินช้า ก้าวพ้นที่ต่อคือตัณหาและ
ทิฏฐไิ ด้ ถอนลมิ่ สลกั คืออวชิ ชาได้ (ข.ุ อ.ุ อ. ๖๗/๔๐๐)

๘. กจั จานสูตร วา่ ดว้ ยพระมหากัจจานเถระ คือทรงปรารภทา่ นพระมหากัจจานเถระ
ผู้น่ังสมาธิพิจารณากายคตาสติ ทรงเปล่งอุทานแสดงว่าวิธีเจริญสติปัฏฐาน ๔ โดยมีฌานเป็น
พนื้ ฐาน เปน็ วิธีท่ขี า้ มพ้นตณั หา (ขุ.อุ.อ. ๖๘/๔๐๑)

๙. อุทปานสูตร ว่าด้วยบ่อน้�ำ คือเมื่อคราวท่ีพระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกถึงหมู่บ้าน
พราหมณ์ชื่อถูนคาม แคว้นมัลละ ได้มีพวกพราหมณ์และคหบดีชาวบ้าน ถูนคามผู้ไม่เลื่อมใส
พระรตั นตรยั พากันใชห้ ญา้ และแกลบถมบ่อน้ำ� จนเตม็ เพือ่ จะไมใ่ หพ้ ระผมู้ พี ระภาคพร้อมดว้ ย
ภิกษุสงฆ์ได้น�้ำดื่ม แต่ด้วยพระฤทธานุภาพของพระองค์ ท�ำให้มีน้�ำใสสะอาดไหลซึมขังอยู่จน
เต็มบ่อ พัดพาหญา้ และแกลบออกไป

พระผู้มีพระภาคทรงปรารภเหตุนั้นแล้ว ทรงเปล่งอุทานแสดงถึงความส�ำเร็จ
สมปรารถนาโดยปราศจากการอธิษฐาน เพราะตดั ตณั หาไดแ้ ล้ว (ขุ.อุ.อ. ๖๙/๔๐๘)

๑๐. อุเทนสูตร ว่าด้วยพระราชวังของพระเจ้าอุเทนถูกไฟเผา คือตรัสตอบค�ำทูล
ถาม ของภิกษุทั้งหลายถึงคติ และภพของหญิง ๕๐๐ คน มีพระนางสามาวดีเป็นหัวหน้า
ซึ่งเสียชีวิตในเหตุการณ์ที่พระราชวังของพระเจ้าอุเทนถูกไฟเผาว่า พวกเธอเป็นโสดาบันก็มี
เป็นสกทาคามีก็มี เป็นอนาคามีก็มี ทรงเปล่งอุทานมีสาระส�ำคัญ ดังนี้ คนพาลผู้ถูกอุปธิ
๓ ประการ คือ (๑) อุปธิคือกาม (๒) อุปธิคือกิเลส (๓) อุปธิคือขันธ์ ย่อมเข้าใจว่าสรรพสิ่ง
ยง่ั ยนื แต่ผู้รยู้ อ่ มปราศจากกเิ ลสเครอื่ งกงั วล (ข.ุ อ.ุ อ. ๗๐/๔๐๙-๔๑๔)

42 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสุตตันตปิฎก

๘. ความหมายและสาระส�ำคัญของปาฏลคิ ามิยวรรค
ปาฏลิคามิยวรรค หมวดว่าด้วยปาฏลิคาม ชื่อวรรคนี้ต้ังตามช่ือและสาระส�ำคัญของ

พระสูตรที่ ๖ ในวรรคนี้ ซึง่ มพี ระสูตรทัง้ หมด ๑๐ สูตร แต่ละสูตรมี สาระส�ำคัญดังน้ี
๑-๔. ปฐมนิพพานปฏิสังยุตตสูตร ทุติยนิพานปฏิสังยุตตสูตร ตติยนิพพาน

ปฏิสังยุตตสูตร และจตุตถนิพพานปฏิสังยุตตสูตร ต่างว่าด้วยธรรมท่ีเกี่ยวกับ นิพพาน คือ
พระผมู้ ีพระภาคทรงแสดงธรรมและเปล่งอทุ านเรอ่ื งนิพพานเหมอื นกนั แตม่ สี าระรายละเอียด
แหง่ พทุ ธอุทานแตกต่างกนั ดังน้ี

พระสูตรท่ี ๑ ตรัสถึงอายตนะ กล่าวคือนิพพาน ว่าเป็นสภาวะที่ส้ินสุดแห่งทุกข์
ปราศจากกามภพ รูปภพ และอรูปภพ (ข.ุ อ.ุ อ. ๗๑/๔๑๕-๔๒๐)

พระสูตรที่ ๒ ตรัสถึงนิพพานว่าเป็นสภาวะที่บุคคลเห็นได้ยาก ปราศจากตัณหา
ไมม่ ีกิเลสเครอื่ งกังวลแก่ผูร้ แู้ จง้ อรยิ สจั ๔ ด้วยอริยมัคคปัญญา (ข.ุ อุ.อ. ๗๒/๔๒๑)

พระสูตรท่ี ๓ ตรัสถึงนิพพานว่าเป็นสภาวะที่ไม่เกิด ไม่ปรากฏ ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง
เปน็ สภาวะทถี่ อนกิเลส และสลดั วฏั ฏทกุ ข์ไดอ้ ยา่ งสิน้ เชงิ (ขุ.อุ.อ. ๗๓/๔๒๑-๔๒๔)

พระสูตรที่ ๔ ตรัสถึงนิพพานว่าเป็นสภาวะท่ีละตัณหาได้อย่างสิ้นเชิงด้วยอริยมรรค
(ขุ.อ.ุ อ. ๗๔/๔๒๕)

๕. จนุ ทสตู ร วา่ ดว้ ยนายจุนทกัมมารบตุ ร คือพระสตู รทีก่ ล่าวถงึ เหตุการณ์ ทีพ่ ระผมู้ ี-
พระภาคพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์จ�ำนวนมาก เสด็จจาริกไปถึงเมืองปาวา แคว้นมัลละ ได้ถวาย
ภตั ตาหารชื่อวา่ สูกรมัททวะแด่พระผมู้ ีพระภาค ค�ำว่า สูกรมัททวะ มคี วามหมายหลายนยั คอื
(๑) หมายถงึ เนอ้ื สกุ รทว่ั ไปทอี่ อ่ นนมุ่ (๒) หมายถงึ หนอ่ ไมช้ นดิ หนงึ่ ทส่ี กุ รชอบแทะดนุ (๓) หมาย
ถงึ เหด็ ชนดิ หนงึ่ ทเี่ กดิ ในถน่ิ ทสี่ กุ รแทะดนุ (๔) หมายถงึ รสอาหารชนดิ หนง่ึ (ดู ข.ุ อ.ุ อ. ๗๕/๔๒๗)
เมอ่ื พระองคเ์ สวยพระ กระยาหารสูกรมทั ทวะแลว้ ทรงพระประชวร จงึ เสด็จไปยังกรุงกสุ ินารา
ต่อมาได้ตรัสส่ังท่านพระอานนทเถระให้ปลอบใจนายจุนทะว่า อย่าได้เดือดร้อนเศร้าโศก
เสียใจว่าตนเป็นเหตุให้พระองค์ต้องประชวร แต่ให้ถือเป็นลาภ เป็นโชคที่ได้ถวายอาหาร
บิณฑบาตม้ือสุดท้ายแด่พระองค์ก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพาน เพราะถือเป็นเหตุให้ได้รับ
อานสิ งสม์ าก ทรงเปล่งอทุ านมีใจความว่า ผูใ้ ห้ทานชอื่ ว่าเพม่ิ พนู บุญ ผมู้ ศี ีล มีปัญญา ไมก่ อ่ เวร
ยอ่ มละบาปได้

๖. ปาฏลิคามิยสูตร ว่าด้วยอุบาสกชาวปาฏลิคาม คือพระผู้มีพระภาคพร้อมด้วย
ภิกษุสงฆ์เสด็จจาริกมาถึงปาฏลิคาม แคว้นมคธ ในเวลาเช้าได้เสด็จเข้าสู่อาคาร ที่พักกลาง
หมูบ่ า้ นปาฏลิคามตามค�ำอาราธนาของพวกอุบาสก ชาวบา้ นปาฏลิคาม ได้ทรงแสดงโทษแห่ง

เล่มท่ี ๑๗ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๒๕ 43

ศลี วบิ ตั ิ ๕ ประการ และอานิสงส์แห่งศีลสมบตั ิ ๕ ประการ (ดรู ายละเอียดหน้า ๓๓๒) ตอ่ มา
ภายหลงั ไดเ้ สดจ็ ไปยงั ทพ่ี กั ของสนุ ธี ะและวสั สการะมหาอ�ำมาตย์ ตามค�ำกราบทลู อาราธนาเพอ่ื
ทรงรบั ภตั ตาหาร ทรงอนโุ มทนาวา่ บณั ฑติ ผเู้ ลยี้ งดทู า่ นผมู้ ศี ลี ส�ำรวม ประพฤตพิ รหมจรรย์ อทุ ศิ
ทกั ษณิ าแก่เหล่าเทวดาในสถานทที่ ่ตี นอยู่ ยอ่ มประสพความเจรญิ ทกุ เมอ่ื จากน้ันจงึ เสด็จกลับ
ขณะท่ีเสดจ็ กลบั นนั้ ไดท้ อดพระเนตรเหน็ หมูค่ นก�ำลังขา้ มฟากด้วยเรือ แพ หรือทนุ่ ทรงเปลง่
อทุ านมสี าระส�ำคญั วา่ นกั ปราชญท์ งั้ หลายคอื พระพทุ ธเจา้ และเหลา่ พระสาวก ผมู้ อี รยิ มคั คญาณ
ยอ่ มข้ามถงึ ฝ่งั โนน้ คือนิพพานไดโ้ ดยมติ ้องใชเ้ รือ แพ หรือทนุ่ แตค่ นอีกพวกหนึง่ ก�ำลังสาละวน
ผูกแพหรือทุ่นอยู่ (วิ.ม. (แปล) ๕/๒๘๕-๒๘๖/๙๗-๑๐๓, ท.ี ม. (แปล) ๑๐/๑๔๘-๑๕๔/๙๒-๙๘,
ขุ.อุ.อ. ๗๖/๔๕๑-๔๕๒)

๗. ทวิธาปถสูตร ว่าดว้ ยทางสองแพรง่ คอื ทรงปรารภทา่ นพระนาคสมาละ พระปัจฉา-
สมณะผเู้ ลอื กทางเดนิ ผิด เปน็ เหตุให้โจรท�ำรา้ ย คือมีเร่อื งเลา่ ว่า ท่านตามเสดจ็ พระผมู้ ีพระภาค
จนถึงทางสองแพร่ง ได้กราบทูลเชิญพระผู้มีพระภาคให้เสด็จไปทางหน่ึง แต่พระองค์ตรัสว่า
ควรไปอกี ทางหนง่ึ ทา่ นกย็ งั ทลู รบเรา้ ใหเ้ สดจ็ ไปตามทางทต่ี นตอ้ งการจะไป เมอื่ พระผมู้ พี ระภาค
ทรงยนื ยนั พระด�ำรสั เดมิ ทา่ นจงึ วางบาตรและจวี รของพระผมู้ พี ระภาคไว้ แลว้ เดนิ จากพระองค์
ไปตามทางทีต่ นปรารถนา ระหวา่ งทางไดถ้ ูกโจรรมุ ท�ำร้าย ทบุ บาตร ฉกี ผา้ สังฆาฏิ จึงกลับมา
กราบทูลเร่ืองน้ันแด่พระผู้มีพระภาค พระองค์ทรงปรารภเหตุน้ัน จึงทรงเปล่งอุทานแสดงว่า
บัณฑิตแม้จะอยู่ร่วมกับคนพาลมีปัญญาทราม ก็ละเว้นความประพฤติเย่ียงคนพาล สามารถรู้
แจ้งอริยสัจ ๔ ดว้ ยอริยมคั คญาณได้ (ข.ุ อ.ุ อ. ๗๗/๔๕๔)

๘. วิสาขาสูตร ว่าด้วยนางวิสาขา คือทรงปรารภนางวิสาขาผู้เศร้าโศกเสียใจ
เพราะหลานตาย ทรงให้สตินางว่า ผู้มีส่ิงเป็นที่รัก ย่อมมีทุกข์ มีส่ิงเป็นที่รักมากก็มีทุกข์มาก
มสี งิ่ เปน็ ทรี่ กั นอ้ ยกม็ ที กุ ขน์ อ้ ย ทรงเปลง่ อทุ านมใี จความวา่ ความโศก ครำ�่ ครวญ และความทกุ ข์
ย่อมเกิดข้ึนจากสิ่งเป็นท่ีรัก เม่ือไม่มีรัก ก็ไม่มีความโศก คร่�ำครวญ และความทุกข์ ดังน้ัน
เมอ่ื ไมต่ อ้ งการเศรา้ โศก จงึ ไมค่ วรยดึ ถือส่ิงเป็นทรี่ กั

๙-๑๐. ปฐมทัพพสูตร และทุติยทัพพสูตร ต่างว่าด้วยพระทัพพมัลลบุตรเถระ คือ
ทรงปรารภการปรินิพพานของท่านพระทัพพมัลลบุตรเถระ แต่มีเน้ือหาสาระ แห่งพุทธอุทาน
ตา่ งกนั คือ

พระสูตรที่ ๙ ทรงเปล่งอุทานแสดงสภาวะแห่งอนุปาทาปรินิพพาน กล่าวคือการ
ปรินิพพานโดยไมม่ ีขนั ธ์ ๕ เหลอื อยู่

พระสูตรท่ี ๑๐ ทรงเปล่งอุทานแสดงว่าการปรินิพพานของพระอรหันต์เป็นภาวะ
ที่ปราศจากคติ ดจุ ไฟทีส่ นิ้ เช้ือดบั ไป ไมม่ ีใครรไู้ ด้วา่ ไฟอยู่ทไ่ี หน

44 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก

อิติวตุ ตกะ

ความหมายและใจความส�ำคัญของอิติวุตตกะ
อติ ิวตุ ตกะ หมายถึงหมวดพระสตู รที่มีค�ำข้นึ ตน้ ด้วยค�ำว่า “วุตตฺ ํ เหตํ ภควตา” แปลวา่

“แท้จริงพระสตู รนี้พระผมู้ พี ระภาคตรสั ไวแ้ ล้ว” ซ่งึ เปน็ ค�ำกล่าวอ้างองิ ทท่ี ่านพระอานนทเถระ
กล่าวไว้ในคราวสังคายนาครั้งที่ ๑ เป็นนิทานวจนะ แต่มิได้ปรารภบุคคล สถานที่ เวลา
หรือเหตุการณ์อ่ืนใดของเร่ือง เป็นเนื้อหาสาระท่ีปรากฏใน พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย
เป็นองค์ที่ ๖ ในนวังคสัตถุศาสน์ เป็นหมวด พระสูตรที่รวบรวมธรรมขันธ์ประเภทเล็กน้อย
ในพระธรรมขันธ์ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ เป็นหมวดพระสูตรที่มีเอกลักษณ์เหมือนกัน
ทกุ สตู ร คอื มพี ระพทุ ธด�ำรสั ประเภทเวยยากรณะเปน็ ความน�ำเขา้ สพู่ ระพทุ ธด�ำรสั ประเภทคาถา
โดยมีค�ำนิคมวจนะ คือ “เอตมตฺถํ ภควา อโวจ” แปลว่า “พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเน้ือความ
ดังกล่าวมาน้ีแลว้ ” และค�ำอา้ งอิง คอื “ตตฺเถตํ อติ ิ วจุ จฺ ต”ิ แปลวา่ “ในพระสูตรนั้น จึงตรัส
คาถา ประพันธ์ดังนีว้ า่ ” ท้ัง ๒ ค�ำนี้ เป็นค�ำเชือ่ มความระหวา่ งเวยยกรณะกบั คาถา ค�ำท้ายของ
ค�ำเชื่อมความ คือ “อิติ วุจฺจติ” นี้เองเป็นที่มาของหมวดพระสูตรที่มีชื่อว่า อิติวุตตกะ
มพี ระสตู รทงั้ หมด ๑๑๒ สูตร จดั เป็นนิบาตได้ ๔ นบิ าต คือ เอกกนิบาต ทุกนบิ าต ติกนิบาต
และจตุกกนบิ าต มีสาระส�ำคัญของแตล่ ะนิบาต ดังตอ่ ไปนี้

ความหมายและสาระส�ำคัญของแตล่ ะนิบาตในอติ วิ ุตตกะ
๑. ความหมายและสาระส�ำคญั ของเอกกนบิ าต

เอกกนิบาต หมายถึงหมวดพระสูตรที่มีหัวข้อธรรมพระสูตรละจ�ำนวน ๑ ประการ
มีพระสูตร ๒๗ สูตร จัดแบ่งเป็นวรรคได้ ๓ วรรค คือ (๑) ปฐมวรรค (๒) ทุติยวรรค
(๓) ตตยิ วรรค แต่ละวรรคมสี าระส�ำคัญ ดังน้ี

๑.๑ ปฐมวรรค
ปฐมวรรค หมวดท่ี ๑ ว่าด้วยธรรม ๑๐ ประการ คือ (๑) โลภะ (๒) โทสะ

(๓) โมหะ (๔) โกธะ (๕) มักขะ (๖) มานะ (๗) การก�ำหนดรู้ธรรมทัง้ ปวง มขี ันธ์ ๕ เป็นต้น
(๘) การก�ำหนดรู้มานะ (๙) การก�ำหนดรู้โลภะ (๑๐) การก�ำหนดรู้โทสะ แต่ละประการเป็น
ชอื่ ของพระสูตร รวมเป็น ๑๐ สูตร

พระสูตร ๖ สูตรแรก คือ (๑) โลภสูตร (๒) โทสสูตร (๓) โมหสูตร (๔) โกธสูตร
(๕) มักขสูตร และ (๖) มานสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสรับรองผลคือความเป็นอนาคามีบุคคล

เลม่ ท่ี ๑๗ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๕ 45

แกภ่ ิกษผุ ้ลู ะธรรมที่เป็นชอ่ื ของพระสูตรได้
พระสูตร ๔ สูตรหลัง คือ (๗) สัพพปริญญาสูตร (๘) มานปริญญาสูตร (๙) โลภ-

ปรญิ ญาสตู ร และ (๑๐) โทสปรญิ ญาสตู ร ตรสั เรยี กภกิ ษผุ กู้ �ำหนดรแู้ ละละกเิ ลสนน้ั ๆ ไดว้ า่ เปน็
ผ้คู วรส้ินทุกข์ ไมต่ อ้ งหวนกลบั มาเกดิ ในโลกน้ีอกี
๑.๒ ทุติยวรรค

ทุตยิ วรรค หมวดท่ี ๒ วา่ ดว้ ยธรรม ๑๐ ประการ มปี รากฏในพระสูตรละ ๑ ประการ
ตามเกณฑข์ องเอกกนบิ าต จงึ มพี ระสตู รรวม ๑๐ สตู ร ธรรม ๑๐ ประการ นน้ั คอื (๑) การก�ำหนด
รู้โมหะ (๒) การก�ำหนดรู้โกธะ (๓) การก�ำหนดรู้มักขะ (๔) ธรรมเครื่องกางก้ันคืออวิชชา
(๕) สงั โยชน์คอื ตัณหา (๖) โยนโิ สมนสกิ าร (๗) ความมมี ิตรดี (๘) สังฆเภท (๙) สังฆสามคั คี
(๑๐) ความมจี ติ ถูกประทุษร้าย

ธรรม ๕ ประการแรก และ ๓ ประการสดุ ทา้ ย เปน็ ชอื่ ของพระสตู ร คอื (๑) โมหปรญิ ญา
สูตร (๒) โกธปริญญาสตู ร (๓) มักขปรญิ ญาสูตร (๔) อวิชชานีวรณสูตร (๕) ตณั หาสงั โยชนสูตร
... (๘) สงั ฆเภทสูตร (๙) สังฆสามัคคีสตู ร (๑๐) ปทุฏฐจติ ตสตู ร พระสตู รที่ ๑-๓ ตรสั เรยี กภกิ ษุ
ผู้ก�ำหนดรู้ว่าเป็นผู้ควรส้ินทุกข์ ไม่ต้องหวนกลับมาเกิดในโลกน้ีอีก ส่วนพระสูตรท่ี ๔ ตรัสว่า
อวิชชาเป็นธรรม เครื่องกางกั้น พระสูตรที่ ๕ ตรัสว่า ตัณหาเป็นเหตุให้สัตว์ท่องเท่ียวไป
ตลอดกัป พระสูตรที่ ๘ ตรัสว่า สังฆเภท เป็นเหตุก่อทุกข์แก่หมู่มนุษย์ และเทวดา
พระสูตรท่ี ๙ ตรัสว่า สังฆสามัคคีเป็นเหตุก่อสุขแก่มนุษย์และเทวดา และพระสูตรท่ี ๑๐
ตรสั ว่า ความมีจิตถูกประทษุ ร้าย กลา่ วคอื ขนุ่ มัวดว้ ยกเิ ลสมีราคะเปน็ ตน้ เป็นเหตุ ให้ตกนรก

ส่วนพระสูตรท่ี ๖-๗ คือ ปฐมเสขสูตร และทุติยเสขสูตร มิได้ใช้ธรรมประจ�ำสูตร
เป็นชื่อของพระสูตร กล่าวคือ ปฐมเสขสูตร ตรัสถึงธรรมคือโยนิโสมนสิการ ทุติยเสขสูตร
ตรัสถึงธรรมคือความมมี ติ รดี ธรรม ๒ ประการ ใน ๒ สตู รน้เี ปน็ เหตุ ให้บรรลอุ รหตั ตผลและ
นพิ พาน
๑.๓ ตติยวรรค

ตติยวรรค หมวดที่ ๓ ว่าด้วยธรรม ๗ ประการมีปรากฏในพระสูตรละ ๑ ประการ
ตามเกณฑ์ของเอกกนิบาต จึงมีพระสูตร ๗ สตู ร แต่ละสตู รมสี าระส�ำคัญดังนี้

๑. ปสนั นจติ ตสตู ร วา่ ดว้ ยบคุ คลผมู้ จี ติ เลอื่ มใส คอื พระผมู้ พี ระภาคตรสั วา่ ผมู้ จี ติ เลอื่ มใส
ในพระรตั นตรัย และเช่อื ผลของกรรม เมอ่ื ตายแล้วยอ่ มไปเกิดในสวรรค์

46 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก

๒. เมตตสตู ร วา่ ดว้ ยการเจรญิ เมตตา คอื ตรสั วา่ เมตตาภาวนามผี ลให้ เกดิ ในพรหมโลก
และเทวโลก หรอื เกิดเป็นพระเจา้ จกั รพรรดิในมนุษยโลก สมบรู ณด์ ้วยรตั นะ ๗ ประการ

๓. อภุ ยตั ถสตู ร วา่ ดว้ ยประโยชน์ทัง้ สอง คอื ตรสั วา่ ผ้ไู ม่ประมาทในกุศลธรรมทัง้ หลาย
ย่อมได้รับประโยชนท์ ้งั ในภพนี้และภพหน้า

๔. อัฏฐิปุญชสูตร ว่าด้วยร่างกระดูก คือตรัสว่า กระดูกของคนคนเดียวที่เวียนว่าย
ตายเกิดในสังสารวัฏ ถ้ามีคนรวบรวมมากองไว้ไม่ให้สูญหายไป ก็จะมีขนาด ใหญ่โตเท่า
ภูเขาเวปุลละ ทรงแสดงว่าการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏนั้นเป็นความ ทุกข์ บุคคลจะ
พ้นทุกข์ หยุดการเวียนวา่ ยตายเกดิ นั้นได้ กต็ ่อเมือ่ เหน็ อรยิ สจั ๔ เป็นโสดาบนั ขึน้ ไป หากจะ
เวยี นว่ายตายเกิดอกี ก็ไมเ่ กนิ ๗ ชาติ (ดู ขุ.อิต.ิ อ. ๒๔/๙๘ ประกอบ)

๕. มุสาวาทสูตร ว่าด้วยการกล่าวเท็จ คือตรัสว่า เมื่อบุคคลกล้าที่จะล่วงละเมิด
ธรรมประการหนึ่งคือวจีสัจจะ มีเจตนาประพฤติสัมปชานมุสาวาท (การกล่าวเท็จท้ังท่ีรู้อยู่)
บาปกรรมอืน่ ๆ ท่เี ขาจะไม่กลา้ ท�ำนน้ั ย่อมไม่มี (ขุ.อิต.ิ อ. ๒๕/๙๙)

๖. ทานสูตร ว่าด้วยการให้ คือตรัสว่า การก�ำจัดมลทินคือความตระหนี่ ด้วยการ
ถวายทานแก่บุญเขตคือพระอริยบุคคลผู้เพียบพร้อมด้วยคุณมีศีลเป็นต้น เป็นเหตุให้บุคคล
เม่ือตายแล้วย่อมไปเกดิ ในสวรรค์ (ขุ.อิติ.อ. ๒๖/๑๐๑)

๗. เมตตาภาวนาสตู ร วา่ ดว้ ยการเจริญเมตตา คอื ตรสั วา่ การเจริญเมตตาเจโตวิมุตติ
เป็นเหตใุ หม้ ีอานสิ งสม์ ากกว่าการบ�ำเพญ็ บุญทงั้ หลาย
๒. ความหมายและสาระส�ำคัญของทุกนบิ าต

ทุกนิบาต หมายถึงหมวดพระสูตรที่มีหัวข้อธรรมพระสูตรละจ�ำนวน ๒ ประการ
มีพระสูตร ๒๒ สตู ร จดั แบง่ เป็นวรรคได้ ๒ วรรค คือ (๑) ปฐมวรรค (๒) ทตุ ิยวรรค แตล่ ะวรรค
มสี าระส�ำคัญดงั น้ี
๒.๑ ปฐมวรรค

ปฐมวรรค หมวดที่ ๑ มีพระสูตร ๑๐ สูตร แตล่ ะสูตรมีสาระส�ำคัญดังน้ี
๑. ทุกขวหิ ารสตู ร วา่ ดว้ ยธรรมเคร่ืองอยเู่ ป็นทุกข์ คือตรัสวา่ ธรรม ๒ ประการ คือ
(๑) ความไมค่ ุ้มครองทวารในอนิ ทรีย์ท้งั หลาย (๒) ความไม่ร้จู ักประมาณในการบรโิ ภคอาหาร
เป็นเหตุให้อยู่เป็นทุกข์ อึดอัด คับแค้น กระวนกระวาย ในปัจจุบัน หลังจากตายแล้วย่อมไป
สทู่ คุ ติ

เลม่ ท่ี ๑๗ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๕ 47

๒. สุขวิหารสูตร ว่าด้วยธรรมเครื่องอยู่เป็นสุข คือตรัสว่า ธรรม ๒ ประการ คือ
(๑) ความคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย (๒) ความรู้จักประมาณในการบริโภคอาหาร
เป็นเหตุให้อยู่เป็นสุข ไม่อึดอัด ไม่คับแค้น ไม่กระวนกระวายในปัจจุบัน หลังจากตายแล้ว
ยอ่ มไปสสู่ ุคติ

๓. ตปนียสูตร ว่าด้วยธรรมเป็นเหตุให้เดือดร้อน คือตรัสว่า ธรรม ๒ ประการ คือ
(๑) การไมไ่ ด้ท�ำความดี (๒) การท�ำแต่ความช่ัว เปน็ เหตใุ หเ้ ดอื ดรอ้ น

๔. อตปนียสตู ร ว่าด้วยธรรมเป็นเหตุให้ไม่เดอื ดรอ้ น มนี ยั ตรงกนั ข้ามกบั ตปนียสตู ร
๕-๖. ปฐมสีลสูตร และทุติยสีลสูตร ต่างว่าด้วยศีลและทิฏฐิ แต่มีนัยตรง กันข้าม
คือ ปฐมสีลสูตร ตรัสว่า ศีลวิบัติและมิจฉาทิฏฐิเป็นเหตุให้ตกนรก ทุติยสีลสูตร ตรัสว่า
ศลี สมบตั ิและสมั มาทฏิ ฐิ เปน็ เหตใุ ห้ไปเกดิ ในสวรรค์
๗. อาตาปีสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้ไม่มีความเพียร คือตรัสว่า ผู้ท่ีไม่มีความเพียรและ
ไม่มโี อตตปั ปะ ไมอ่ าจจะตรัสรหู้ รอื บรรลุนิพพานได้
๘-๙. ปฐมนกุหนสูตร และทุติยนกุหนสูตร ต่างว่าด้วยการไม่หลอกลวง คือ ตรัส
ว่า ภิกษุประพฤติพรหมจรรย์มิใช่มีจุดประสงค์จะหลอกลวงประชาชน แต่มี จุดประสงค์ ๒
ประการเหมือนกัน ต่างกันเพียงข้อธรรมที่เป็นจุดประสงค์เท่านั้น กล่าวคือ พระสุตรท่ี ๘ มี
จดุ ประสงค์เพอ่ื (๑) สังวร(การส�ำรวม) (๒) ปหานะ(การละ) พระสูตรที่ ๙ มจี ดุ ประสงคเ์ พื่อ
(๑) ความรยู้ งิ่ (๒) ความรอบรู้
๑๐. โสมนัสสสูตร ว่าด้วยโสมนัส คือตรัสว่า ธรรม ๒ ประการ ได้แก่ (๑) ความมี
สังเวคธรรม กล่าวคอื ความมสี โหตตัปปญาณ (ญาณท่เี กดิ ขึ้นพร้อมกบั โอตตัปปะ) ในชาติ ชรา
เปน็ ตน้ (๒) ความเพยี รโดยแยบคาย
ธรรมท้งั ๒ ประการนี้ เป็นเหตใุ ห้มโี สมนัสและสนิ้ อาสวะ (ขุ.อติ ิ.อ. ๓๗/๑๓๑)
๒.๒ ทุติยวรรค
ทุติยวรรค หมวดที่ ๒ มีพระสตู ร ๑๒ สูตร แตล่ ะสูตรมีสาระส�ำคัญดงั นี้
๑. วิตักกสูตร ว่าด้วยวิตก คือตรัสวิตก ๒ ประการ ได้แก่ (๑) เขมวิตก หมายถึง
ความตรกึ ทปี่ ระกอบดว้ ยเมตตา กรณุ า และมทุ ติ า หรอื หมายถงึ อพยาบาทวติ ก และอวหิ งิ สาวติ ก
(๒) วเิ วกวติ ก หมายถงึ กายวเิ วก จติ ตวเิ วก และอปุ ธวิ เิ วก หรอื หมายถงึ ตทงั ควเิ วก วกิ ขมั ภนวเิ วก
สมจุ เฉทวเิ วก ปฏปิ สั สทั ธวิ เิ วกและนสิ สรณวเิ วกไดเ้ กดิ แกพ่ ระองค์ จากนน้ั ทรงสอนใหภ้ กิ ษยุ นิ ดี
พอใจความสงดั และความไมเ่ บยี ดเบยี น เพอื่ ท�ำใหเ้ ขมวติ กและวเิ วกวติ กเกดิ ขน้ึ แกต่ น (ข.ุ อติ .ิ อ.
๓๘/๑๖๔-๑๖๘)

48 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก

๒. เทสนาสูตร ว่าด้วยธรรมเทศนา คือทรงแสดงธรรมเทศนา ๒ ประการ ได้แก่
(๑) ให้ผู้ฟังเห็นบาปว่าเป็นบาป (๒) เม่ือเห็นบาปว่าเป็นบาปแล้วให้เบ่ือหน่าย คลายก�ำหนัด
ปลดเปลือ้ งตนใหพ้ ้นจากบาปนัน้ เสยี กจ็ ะพน้ จากทุกขไ์ ด้

๓. วิชชาสูตร ว่าด้วยวิชชา คือตรัสว่า อวิชชาเป็นหัวหน้าแห่งอกุศลธรรมท้ังปวง
มีอหิรกิ ะ และอโนตตปั ปะ เปน็ ต้น ส่วนวิชชาเปน็ หวั หนา้ แหง่ กศุ ล มีหริ แิ ละโอตตปั ปะ เป็นต้น
ดังน้นั ภิกษคุ วรละฉนั ทะ โลภะ และอวิชชาเสีย ท�ำวิชชาให้เจริญ จงึ จะพน้ ทุคติ

๔. ปญั ญาปรหิ นี สตู ร วา่ ด้วยสตั ว์ท่เี ส่ือมจากปัญญา คือตรสั ว่า ผเู้ สอ่ื มจากอรยิ ปัญญา
ยอ่ มไดร้ ับผลคอื ความทกุ ข์ ส่วนผ้เู จรญิ ด้วยอรยิ ปัญญา ยอ่ มไดร้ ับผลคอื ความสุข

๕. สกุ กธัมมสูตร วา่ ด้วยธรรมฝ่ายขาว คือตรสั วา่ สุกกธรรม ๒ ประการ ได้แก่ (๑) หริ ิ
(๒) โอตตัปปะ เป็นธรรมคุ้มครองโลกให้อยู่เป็นสุข ถ้าโลกปราศจาก ธรรม ๒ ประการนี้
โลกก็จะได้รบั ผลคือความเดอื ดรอ้ น

๖. อชาตสตู ร วา่ ดว้ ยธรรมชาตทิ ไ่ี มเ่ กดิ คอื ตรสั วา่ ธรรม ๒ ประการ ไดแ้ ก่ (๑) ธรรมชาติ
ท่เี กิด (๒) ธรรมชาติท่ไี มเ่ กิด ในธรรมชาติ ๒ ประการนั้น ภิกษุผู้สลัดความยินดีในอาหารและ
ตัณหาเสียได้ จะบรรลธุ รรมชาติท่ีไมเ่ กดิ กล่าวคือนพิ พาน

๗. นิพพานธาตุสูตร ว่าด้วยนิพพานธาตุ คือตรัสว่า นิพพานธาตุมี ๒ อย่าง ได้แก่
(๑) สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ ได้แก่ ธาตุคือการดับกิเลสยังมีเบญจขันธ์เหลืออยู่ (๒) อนุปาทิ-
เสสนิพพานธาตุ ได้แก่ ธาตคุ อื การดับกิเลสพรอ้ มท้ังเบญจขันธ์

๘. ปฏิสัลลานสูตร ว่าด้วยการหลีกเร้น คือตรัสว่า การหลีกเร้น กล่าวคือการเจริญ
สมถกมั มฏั ฐานและวปิ ัสสนากมั มัฏฐานเป็นเหตุให้ไดร้ ับผลอย่าง ๑ ใน ๒ อย่าง คือ อรหัตตผล
หรอื อนาคามิผล

๙. สกิ ขานิสงั สสตู ร วา่ ดว้ ยผู้มสี กิ ขาเปน็ อานิสงส์ คอื ตรัสว่า ภิกษุผปู้ ระพฤติ ไตรสกิ ขา
มุ่งสู่วิมุตติเป็นแก่นสาร และเจริญสติปัฏฐาน ๔ ย่อมบรรลุผล ๒ อย่าง คือ อรหัตผล หรือ
อนาคามผิ ล

๑๐. ชาคริยสูตร วา่ ด้วยภิกษผุ ้ตู ืน่ อยู่ คอื ตรสั ว่า ภกิ ษุผมู้ คี วามเพียร มสี ติสมั ปชญั ญะ
อยเู่ สมอ ย่อมสามารถละชาตแิ ละชราไปได้

๑๑. อาปายกิ สูตร วา่ ด้วยคนผจู้ ะเกิดในอบาย คอื ทรงแสดงบุคคล ๒ จ�ำพวก ผูจ้ ะเกิด
ในอบาย บคุ คล ๒ จ�ำพวกนัน้ คือ (๑) คนท่ีไมป่ ระพฤติพรหมจรรย์ แตย่ ืนยนั ว่าตนประพฤติ
พรหมจรรย์ (๒) คนผู้ชอบโจทท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยอพรหมจรรย์อันไม่มีมูล เช่น
ใส่รา้ ยด้วยอาบัติปาราชิก (ขุ.อติ .ิ อ. ๔๘/๒๐๐-๒๐๑)

เล่มที่ ๑๗ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๒๕ 49

๑๒. ทฏิ ฐคิ ตสูตร ว่าด้วยทฏิ ฐิ คือทรงแสดงทฏิ ฐิ ๒ ประการ ได้แก่ (๑) สัสสตทิฏฐิ
(ความเห็นว่าเที่ยง) เป็นเหตุให้เทวดาและมนุษย์มีความพอใจเพลิดเพลินอยู่ในภพ แม้ได้ฟัง
ธรรมทีพ่ ระตถาคตแสดงก็ไมเ่ ลอ่ื มใส (๒) อจุ เฉททฏิ ฐิ (ความเห็นวา่ ขาดสูญ) เปน็ เหตใุ หเ้ ทวดา
และมนษุ ยอ์ ดึ อดั ระอา รังเกยี จภพ พอใจในความขาดสูญ เพราะเข้าใจว่า ความขาดสูญเปน็
ธรรมชาติสงบอย่างแท้จริง แต่เทวดาและมนุษย์ผู้มีปัญญาพิจารณาเห็นตามความเป็นจริง
ยอ่ มเบอื่ หนา่ ย คลาย ก�ำหนดั ปราศจากตัณหาในภพ ไม่กลับมาสู่ภพอีก
๓. ความหมายและสาระส�ำคญั ของติกนบิ าต

ติกนิบาต หมายถึงหมวดพระสูตรท่ีมีหัวข้อธรรมพระสูตรละจ�ำนวน ๓ ประการ
มพี ระสตู ร ๕๐ สตู ร จดั แบง่ เปน็ วรรคได้ ๕ วรรค คอื (๑) ปฐมวรรค (๒) ทตุ ยิ วรรค (๓) ตตยิ วรรค
(๔) จตตุ ถวรรค (๕) ปญั จมวรรค แต่ละวรรคมีสาระส�ำคญั ดงั น้ี
๓.๑ ปฐมวรรค

ปฐมวรรค หมวดที่ ๑ มีพระสูตร ๑๐ สูตร แต่ละสตู รมีสาระส�ำคญั ดงั น้ี
๑. มูลสูตร ว่าด้วยอกุศลมูล คือพระผู้มีพระภาคตรัสว่า อกุศลมูล ๓ อย่าง ได้แก่
(๑) โลภะ (๒) โทสะ (๓) โมหะ ทีเ่ กิดภายในตน ย่อมท�ำลายคนทมี่ จี ติ เลวทราม เหมือนขยุ ไผ่
ท�ำลายตน้ ไผ่
๒. ธาตสุ ูตร วา่ ด้วยธาตุ คือตรสั วา่ ธาตุ ๓ ประการ ได้แก่ (๑) รปู ธาตุ หมายถึงรปู ภพ
(๒) อรูปธาตุ หมายถึงอรูปภพ (๓) นโิ รธธาตุ หมายถงึ นิพพาน (ข.ุ อิต.ิ อ. ๕๑/๒๐๘) ผู้ท่กี �ำหนด
รรู้ ปู ธาตไุ ด้แลว้ ไม่ติดในอรูปธาตุ และนอ้ มจติ ไป ในนโิ รธธาตุ ยอ่ มละอ�ำนาจมจั จรุ าชไปได้
๓. ปฐมเวทนาสตู ร วา่ ดว้ ยเวทนา คอื ตรสั วา่ ผมู้ จี ติ เปน็ สมาธยิ อ่ มรชู้ ดั เวทนา ๓ ประการ
ไดแ้ ก่ (๑) สุขเวทนา (๒) ทกุ ขเวทนา (๓) อทกุ ขมสุขเวทนา พรอ้ มท้ังเหตุเกดิ เหตุดบั และ
ขอ้ ปฏบิ ัติให้เข้าถงึ ความดับเวทนา และบรรลนุ ิพพานได้
๔. ทุติยเวทนาสูตร ว่าด้วยเวทนา คือตรัสว่า ผู้ท่ีพิจารณาเห็นสุขเวทนาว่าเป็นทุกข์
เหน็ ทกุ ขเวทนาวา่ เปน็ ดจุ ลกู ศร เหน็ อทกุ ขสขุ เวทนาวา่ เปน็ สภาวะอนั สงบ ชอ่ื วา่ ผรู้ เู้ หน็ โดยชอบ
๕-๖. ปฐมเอสนาสตู ร และทตุ ยิ เอสนาสตู ร วา่ ดว้ ยการแสวงหา คอื ตรสั วา่ การแสวงหา
๓ ประการ ได้แก่ (๑) การแสวงหากาม (๒) การแสวงหาภพ (๓) การ แสวงหาพรหมจรรย์
กลา่ วคอื ลทั ธทิ เ่ี ชอื่ วา่ โลกเทยี่ ง โลกไมเ่ ทยี่ ง เปน็ ตน้ ผทู้ ลี่ ะการแสวงหากาม ภพ และพรหมจรรย์
ได้แล้ว ชอื่ วา่ เปน็ ผูห้ มดความหิว บรรลุนพิ พานตดั ความสงสยั ได้สิ้นเชงิ (ข.ุ อิต.ิ อ. ๕๔/๒๒๔)

50 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก

๗-๘. ปฐมอาสวสูตร และทุติยอาสวสูตร ต่างว่าด้วยอาสวะ คือตรัสว่า ผู้มีจิตเป็น
สมาธยิ ่อมร้ชู ดั อาสวะ ๓ คือ (๑) กามาสวะ (๒) ภวาสวะ (๓) อวิชชาสวะ พรอ้ มทงั้ เหตเุ กิด
เหตุดับ และข้อปฏิบัติให้ถึงความดับอาสวะ ปราศจากความหิว บรรลุนิพพานเอาชนะมาร
ด�ำรงอยูใ่ นอัตภาพสดุ ทา้ ย

๙. ตณั หาสตู ร ว่าด้วยตณั หา คือตรัสวา่ ผ้ทู ี่ละตณั หา ๓ ประการ ไดแ้ ก่ (๑) กามตณั หา
คือ ความยนิ ดใี นกามคณุ ๕ (๒) ภวตณั หา คอื ภวทิฏฐิ (๓) วภิ วตัณหา คืออุจเฉททิฏฐิ ชือ่ ว่า
ผ้ถู ึงฝ่งั คือนิพพาน (ข.ุ อิต.ิ อ. ๕๘/๒๒๗)

๑๐. มารเธยยสูตร ว่าด้วยธรรมท่ีเป็นเหตุให้ล่วงพ้นบ่วงมาร คือตรัสว่า ศีล สมาธิ
และปัญญา เปน็ เหตใุ หบ้ คุ คลผูอ้ บรมได้ดลี ่วงพ้นบ่วงมาร และรุ่งเรอื งดจุ ดวงอาทติ ย์

๓.๒ ทตุ ิยวรรค
ทตุ ิยวรรค หมวดท่ี ๒ มีพระสตู ร ๑๐ สูตร แต่ละสูตรมีสาระส�ำคัญดงั นี้
๑. ปญุ ญกริ ยิ าวตั ถสุ ตู ร วา่ ดว้ ยบญุ กริ ยิ าวตั ถุ ค�ำวา่ บญุ กริ ยิ าวตั ถุ หมายถงึ การบ�ำเพญ็
บุญอนั เป็นเหตใุ หเ้ กดิ อานสิ งส์ (อง.ฺ อฏฺก.อ. ๓/๓๖/๒๕๖, ข.ุ อิติ.อ. ๖๐/๒๓๒, องฺ.อฏฺก.ฏกี า
๓/๓๖/๒๙๒) พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ผู้หวังความสุข ควรท�ำบุญ ๓ อย่างน้ี คือ (๑) ทาน
(๒) ศีล (๓) ภาวนา ให้บรบิ รู ณ์
๒. จักขุสูตร ว่าด้วยจักษุ คือจักษุ ๓ ประการ ได้แก่ (๑) มังสจักษุ (๒) ทิพพจักษุ
(๓) ปัญญาจักษุ พระผมู้ ีพระภาคตรสั วา่ ผู้ท่ีไดป้ ญั ญาจักษุ ย่อม พน้ จากทกุ ข์ทัง้ ปวง
๓. อนิ ทริยสตู ร ว่าด้วยอนิ ทรยี ์ คือตรัสว่า พระอริยบคุ คลผู้สมบูรณ์ด้วยอนิ ทรียร์ ะงบั
กิเลสได้ ยินดีในสนั ตบิ ทคือนิพพาน ยอ่ มชนะมารพร้อมทั้งเสนามารได้
๔. อัทธาสูตร ว่าด้วยกาลเวลา คือตรัสว่า กาลมี ๓ กาล ได้แก่ (๑) อดีตกาล
(๒) อนาคตกาล (๓) ปัจจุบันกาล ทรงแสดงว่า หมู่สัตว์ผู้เข้าใจ ขันธ์ ๕ แต่เพียงท่องจ�ำ
คล่องปาก ย่อมด่ิงเข้าหากิเลสเคร่ืองประกอบของมัจจุราช ส่วนพระขีณาสพเข้าใจขันธ์ ๕
อยา่ งชัดเจน ยอ่ มบรรลุนิพพาน
๕. ทุจจริตสูตร ว่าด้วยทุจริต คือทรงแสดงว่า ผู้มีปัญญาทราม ประพฤติทุจริต
๓ ประการ ไดแ้ ก่ (๑) กายทุจริต (๒) วจที ุจรติ (๓) มโนทุจริต เมื่อตายแล้วยอ่ มไปเกิดในนรก
๖. สุจริตสูตร ว่าด้วยสุจริต คือทรงแสดงว่า ผู้มีปัญญาประพฤติสุจริต ๓ ประการ
ได้แก่ (๑) กายสจุ รติ (๒) วจสี จุ ริต (๓) มโนสุจริต เมอื่ ตายแล้วยอ่ มไปเกดิ ในสวรรค์
๗. โสเจยยสูตร วา่ ดว้ ยความสะอาด คอื ทรงแสดงว่า ผู้มีความสะอาด ๓ อย่าง ได้แก่
(๑) ความสะอาดทางกาย (๒) ความสะอาดทางวาจา (๓) ความสะอาดทางใจ ละกเิ ลสท้งั ปวงได้

เลม่ ท่ี ๑๗ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๕ 51

เรียกว่า ผู้ลา้ งบาปได้
๘. โมเนยยสูตร ว่าดว้ ยความเปน็ มนุ ี คอื ตรัสว่า ผู้เปน็ มุนีท้งั ทางกาย ทางวาจา และ

ทางใจ เรียกวา่ ผลู้ ะได้ทุกอย่าง
๙-๑๐. ปฐมราคสูตร และทุติยราคสูตร ต่างว่าด้วยราคะ แต่มีรายละเอียด ต่างกัน

คือ พระสตู รที่ ๙ ตรัสวา่ ผ้ลู ะราคะ โทสะ และอวิชชาได้แลว้ เป็นผ้ปู ระเสรฐิ กา้ วลว่ งเวรภัย
และกเิ ลสได้ พระสตู รที่ ๑๐ ตรัสว่า ผลู้ ะราคะ โทสะ และอวชิ ชาได้ เรียกวา่ ผขู้ า้ มโอฆะใหญ่
คือสงั สารวฏั และกามทั้งหลาย เปน็ ต้น แลว้ ด�ำรงอยู่บนบกคอื นพิ พานได้ (ขุ.อิต.ิ อ. ๖๙/๒๔๗)
๓.๓ ตติยวรรค

ตตยิ วรรค หมวดที่ ๓ มีพระสตู ร ๑๐ สูตร แต่ละสตู รมสี าระส�ำคัญดงั นี้
๑. มิจฉาทิฏฐิกสูตร ว่าด้วยผู้มีความเห็นผิด คือพระผู้มีพระภาคตรัสว่า ผู้มีปัญญา
ทราม คดิ ผดิ พูดผิด ท�ำผดิ มกี ารศึกษาน้อย ท�ำแต่กรรมชั่วไว้ เมอ่ื ตายแลว้ ยอ่ มไปเกิดในนรก
๒. สัมมาทิฏฐิกสูตร ว่าด้วยผู้มีความเห็นชอบ คือตรัสว่า ผู้มีปัญญา คิดถูก พูดถูก
ท�ำถกู มกี ารศกึ ษามาก ท�ำกุศลไวแ้ ล้ว เมอื่ ตายแลว้ ยอ่ มไปเกดิ ในสวรรค์
๓. นิสสรณิยสูตร วา่ ด้วยธาตุที่มีคณุ สมบัตสิ ลดั ออก คอื ตรสั ว่า ธาตุท่ีมีคุณสมบัติสลัด
ออกมี ๓ ประการ ไดแ้ ก่ (๑) เนกขมั มธาตุ เปน็ ทสี่ ลัดกามออก (๒) อรปุ ธาตุ เปน็ ทส่ี ลดั รปู ธรรม
ออก (๓) นโิ รธธาตุ เปน็ ทส่ี ลดั ธรรมชาตทิ เ่ี กดิ แลว้ ถกู ปจั จยั ปรงุ แตง่ อาศยั กนั และกนั เกดิ ขน้ึ ออก
๔. สันตตรสูตร ว่าด้วยนิโรธธรรมสงบยิ่งกว่าอรูปธรรม พระสูตรน้ี มีหัวข้อธรรม ๓
ประการ คอื (๑) รปู ธรรม (๒) อรูปธรรม (๓) นโิ รธธรรม พระผมู้ พี ระภาคทรงเปรยี บเทียบให้
เห็นผลต่างระหวา่ งธรรม ๓ ประการนี้ คอื อรูปธรรมสงบกว่า รปู ธรรม นิโรธธรรมสงบกว่าอรูป
ธรรม และทรงแสดงว่า ผู้น้อมจิตไปในนิโรธธรรมย่อมพ้นจากมัจจุราชได้
๕. ปุตตสูตร ว่าดว้ ยบุตร คือตรสั ว่า บุตรมี ๓ จ�ำพวก ไดแ้ ก่ อติชาตบุตร อนุชาตบุตร
และอวชาตบตุ ร บณั ฑติ ยอ่ มปรารถนาอตชิ าตบตุ ร อนชุ าตบตุ รเทา่ นนั้ ไมป่ รารถนาอวชาตบตุ ร
ผูท้ �ำลายตระกลู เลย
๖. อวุฏฐิกสูตร ว่าด้วยบุคคลเปรียบด้วยฝน คือตรัสว่า บุคคลในโลกนี้มี ๓ จ�ำพวก
ได้แก่ บคุ คลผู้เปรยี บดว้ ยฝนไมต่ ก คือไมใ่ ห้ทานแก่ใครเลย บุคคลผเู้ ปรียบดว้ ยฝนตกบางพ้ืนที่
คือให้ทานแก่คนบางพวก ไมใ่ ห้ทานแกค่ นบางพวก และบุคคลผเู้ ปรียบดว้ ยฝนตกทัว่ ไป คือให้
ทานแกค่ นทกุ จ�ำพวก
๗. สุขปัตถนาสูตร ว่าดว้ ยผู้ปรารถนาความสขุ ค�ำวา่ ความสขุ ในพระสตู รนีห้ มายถึง
(๑) การไดก้ ารสรรเสรญิ (๒) การไดโ้ ภคทรพั ย์ (๓) การไปเกิดในสคุ ติ ทรงแสดงว่า เมอื่ บณั ฑิต

52 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสุตตันตปิฎก

ปรารถนาความสุขท้ัง ๓ ประการนี้ ก็พงึ รักษาศลี
๘. ภทิ รุ สูตร ว่าดว้ ยสงิ่ ท่ตี ้องแตกสลายไปเป็นธรรมดา คือ ร่างกายต้องแตกสลายไป

วิญญาณตอ้ งเสื่อมไป อุปธ(ิ หมายถึงขันธ์ ๕ กิเลส อภสิ งั ขาร(กรรม) และกามคุณ ดู ข.ุ อติ ิ.อ.
๗๗/๒๗๗) ลว้ นไมเ่ ทยี่ งเปน็ ทกุ ข์ ตอ้ งแปรผนั ไปเปน็ ธรรมดา ทรงแสดงวา่ ผรู้ แู้ จง้ ตามความเปน็
จรงิ อย่างนั้น ยอ่ มพ้นความเกิดและความตายได้

๙. ธาตุโสสังสันทนสูตร ว่าด้วยสัตว์ทั้งหลายเสมอกันโดยธาตุ ค�ำว่า “ธาตุ” ในท่ีน้ี
หมายถึงอัธยาศัย นิสัยใจคอ คือ ตรัสว่า บุคคลที่มีธาตุเสมอกันเท่านั้นจึงจะคบกันได้เข้ากัน
ได้ คือคนทม่ี ีธาตดุ ีก็คบกันได้กบั คนทม่ี ธี าตุดี คนทม่ี ธี าตุเลวก็คบกันได้กบั คนที่มีธาตุเลว น้เี ป็น
กฎธรรมชาติ เป็นความจรงิ ไมเ่ ปล่ียนแปลง ปัจจุบนั เปน็ อยา่ งน้ี อดีตหรืออนาคตกเ็ ปน็ อยา่ งน้ี
บคุ คลผปู้ รารถนาจะขา้ มพน้ สงั สารวฏั ควรเวน้ คนเกยี จครา้ นมคี วามเพยี รยอ่ หยอ่ น เลอื กคบแต่
พระอรยิ ะผสู้ งดั ปรารภความเพียรเปน็ นติ ย์

๑๐. ปรหิ านสตู ร ว่าดว้ ยธรรมเปน็ เหตุแหง่ ความเสอ่ื ม คือตรสั วา่ ธรรม ๓ ประการ
ได้แก่ (๑) ความชอบท�ำการงาน (๒) ความชอบการพูดคยุ (๓) ความชอบการนอนหลับ เปน็
เหตแุ หง่ ความเสอ่ื มส�ำหรบั พระเสขะ สว่ นธรรมทต่ี รงกนั ขา้ มจากธรรม ๓ ประการ เปน็ เหตแุ หง่
ความเจริญส�ำหรับพระเสขะ
๓.๔ จตุตถวรรค

จตตุ ถวรรค หมวดที่ ๔ มพี ระสูตร ๑๐ สูตร แตล่ ะสูตรมสี าระส�ำคัญดังน้ี
๑. วิตักกสูตร ว่าด้วยอกุศลวิตก คือพระผู้มีพระภาคตรัสว่า อกุศลวิตก ๓ ประการ
ได้แก่ (๑) วิตกเรอื่ งไมต่ อ้ งการใหใ้ ครดหู มนิ่ (๒) วิตกเร่ืองลาภสักการะ (๓) วติ กเรื่องความเอ็นดู
ในบุคคลอื่น บุคคลผู้มีอกุศลวิตก ๓ ประการน้ีถือว่ายังเป็นผู้อยู่ห่างไกลจากความส้ินสังโยชน์
ส่วนผู้ทล่ี ะอกุศลวิตกทง้ั ๓ ประการนไ้ี ด้ ยอ่ มควรบรรลุอรหตั ตผล
๒. สักการสูตร ว่าด้วยผู้ถูกสักการะครอบง�ำจิต คือทรงแสดงว่า บุคคลผู้มีจิตยินดี
ยดึ ตดิ เมอื่ ไดร้ บั สกั การะ เสยี ใจเมอ่ื เสอ่ื มสกั การะ เมอื่ ตายแลว้ ยอ่ มไปเกดิ ใน อบาย ทคุ ติ วนิ บิ าต
นรก แตภ่ กิ ษผุ ้ไู ม่ประมาท ไมห่ ว่นั ไหว ไมด่ ใี จเมือ่ ไดส้ ักการะ หรือไมเ่ สยี ใจเมอื่ เสอ่ื มสกั การะ
มงุ่ มั่นบ�ำเพญ็ เพยี รเพือ่ บรรลุอรหตั ตผล นกั ปราชญ์ เรียกวา่ สตั บุรษุ (ขุ.อิต.ิ อ. ๘๑/๒๘๖)
๓. เทวสัททสูตร ว่าด้วยการเปล่งเสียงของเทวดา คือทรงแสดงว่า เทวดาย่อมเปล่ง
เสียงชน่ื ชมตอ่ พระอรยิ สาวก ๓ โอกาส คือ (๑) โอกาสทีอ่ อกบวช (๒) โอกาสทบ่ี �ำเพ็ญเพียร
(๓) โอกาสท่บี รรลอุ รหัตตผล

เลม่ ที่ ๑๗ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๒๕ 53

๔. ปัญจปุพพนิมิตตสูตร ว่าด้วยบุพพนิมิต ๕ ประการ คือตรัสว่า เวลาท่ีเทพบุตร
จะจุติจากเทวโลก ย่อมปรากฏบุพพนิมิต ๕ ประการ คือ (๑) ดอกไม้ประดับเห่ียวแห้ง
(๒) พัสตราภรณ์ที่สวมใส่หมองจางลง (๓) เหงือ่ ไหลออกจาก รกั แร้ (๔) ผิวพรรณเศรา้ หมอง
ปรากฏทีก่ าย และ (๕) เทพบุตรน้นั จะหมดความยินดใี นทิพยสมบตั ิของตน เทวดาทั้งหลายจะ
ให้พรกันว่าขอให้ไปเกิดเป็นมนุษย์ มีศรัทธา และอย่าประมาทในการท�ำบุญเพื่อจะได้กลับมา
เทวโลกอีก

๕. พหุชนหิตสูตร ว่าด้วยบุคคลเกื้อกูลชาวโลก คือทรงแสดงว่า บุคคลที่เกิดมา
เพือ่ เกือ้ กูลชาวโลกมี ๓ จ�ำพวก ไดแ้ ก่ (๑) พระตถาคต (๒) พระอรหนั ตสาวก (๓) พระเสขสาวก
ท่ีเรียกว่า เกื้อกูลชาวโลกนั้น หมายถึงเป็นผู้ส่องแสงสว่าง เผยแผ่ สัจธรรม เปิดประตูคือ
อรยิ มรรคให้เข้าสู่นิพพาน

๖. อสุภานุปัสสีสูตร ว่าด้วยการพิจารณากายให้เห็นเป็นของไม่งาม คือทรงแสดง
วิธเี จรญิ กมั มฏั ฐานเพ่อื ก�ำจดั กิเลสคือราคะ มจิ ฉาวิตก และอวิชชา วิธีเจริญกัมมัฏฐานนน้ั มนี ยั
โดยสังเขปดังนี้ คือ เจริญสมถกัมมัฏฐาน ได้แก่ เจริญอานาปานสติ พิจารณาความปฏิกูลใน
ร่างกายแลว้ เจรญิ วิปสั สนาพิจารณาไตรลกั ษณ์ (ข.ุ อิติ.อ. ๘๕/๓๐๓)

๗. ธัมมานุธัมมปฏิปันนสูตร ว่าด้วยผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม คือตรัสว่า ภิกษุ
ผู้ยินดีในธรรม หมั่นพจิ ารณาธรรม เม่ือยืน เดิน นงั่ หรอื นอนก็ตาม สามารถควบคุมจิตใหส้ งบ
อยภู่ ายในได้ ชื่อว่า ปฏบิ ัติธรรมสมควรแก่ธรรม และย่อมบรรลถุ งึ ความสงบแท้จริง

๘. อันธกรณสูตร ว่าด้วยวิตกท้ังท่ีท�ำให้มืดมนและไม่มืดมน คือตรัสว่า กามวิตก
พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก ท�ำให้เกิดความมืดมน ไม่ให้เกิดปัญญา ท�ำแต่ความโง่ ดับปัญญา
เปน็ บอ่ เกิดแหง่ ทุกข์ ไมเ่ ปน็ ไปเพ่อื นพิ พาน สว่ นเนกขัมมวติ ก อพยาบาทวิตก และอวิหิงสาวติ ก
ไม่ท�ำความมืดมน ท�ำให้เกิดปัญญา ท�ำปัญญา ให้เจริญ ไม่เป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์ เป็นไป
เพื่อนพิ พาน

๙. อันตรามลสูตร วา่ ดว้ ยธรรมเปน็ มลทนิ ภายใน คือตรัสวา่ โลภะ โทสะ โมหะ เป็น
มลทินภายใน ผ้กู �ำจัดโลภะ โทสะ และโมหะดว้ ยอรหัตตมรรคได้ ชอ่ื ว่า ผู้ก�ำจดั มลทินภายในได้

๑๐. เทวทัตตสูตร ว่าด้วยพระเทวทัตถูกอสัทธรรมครอบง�ำจิต คือทรงแสดงว่า
พระเทวทัตถูกอสัทธรรม ๓ ประการครอบง�ำย่�ำยีจิต จึงต้องไปเกิดในอบาย นรก อสัทธรรม
๓ ประการนนั้ คือ (๑) ความปรารถนาชว่ั (๒) ความคบมิตรชว่ั (๓) หยุด ความเพยี รกลางคัน
เพียงเพราะบรรลคุ ณุ วเิ ศษข้ันต�่ำ

54 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก

๓.๕ ปญั จมวรรค
ปญั จมวรรค หมวดที่ ๕ มีพระสูตร ๑๐ สูตร แต่ละสตู รมสี าระส�ำคัญดังนี้
๑. อัคคปั ปสาทสตู ร ว่าด้วยความเลือ่ มใสในสิง่ ทเี่ ลิศ ค�ำวา่ สง่ิ ท่เี ลิศ ในทีน่ ้ีหมายถงึ

พระพทุ ธเจา้ พระธรรม(วริ าคธรรม) และพระอรยิ สงฆ์ พระผมู้ พี ระภาค ตรสั วา่ บคุ คลผเู้ ลอื่ มใส
ตอ่ พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์ ย่อมไดร้ ับบุญท่ีเลศิ คอื อายุ วรรณะ ยศ เกยี รติ
สุข และพละ

๒. ชีวกสูตร ว่าด้วยชีวิตของผู้ทุศีล คือตรัสว่า ภิกษุผู้ทุศีลยังเท่ียวบิณบาต
เล้ียงชีพอยู่ ถอื ว่าเป็นการกระท�ำท่ตี ำ่� ทราม แม้กอ่ นจะเขา้ มาบรรพชาอุปสมบท เธอจะมีความ
ตั้งใจดีท่ีจะแสวงหาทางพ้นทุกข์ แต่เม่ือบรรพชาอุปสมบทแล้วก็กลับถูกกามราคะ พยาบาท
และความปราศจากสตสิ ัมปชญั ญะครอบง�ำ เธอชื่อวา่ ไดท้ �ำลายประโยชนข์ องความเป็นสมณะ
ให้เสอื่ มสญู ไป

๓. สังฆาฏิกัณณสูตร ว่าด้วยผู้เกาะชายผ้าสังฆาฏิ คือตรัสว่า แม้ภิกษุจะเดินจับ
ชายผ้าสังฆาฏิของพระองค์ แต่ถ้ายังเป็นผู้มีจิตละโมบโลภมาก มีจิตอาฆาตพยาบาทอยู่ ก็ยัง
ชอ่ื ว่าเปน็ ผูอ้ ยูห่ า่ งไกลพระองค์

๔. อัคคสิ ูตร ว่าดว้ ยไฟกิเลส คือตรัสวา่ ไฟคือราคะย่อมตามเผาผลาญบคุ คลผู้ก�ำหนัด
ในกาม ไฟคือโทสะย่อมตามเผาผลาญบุคคลผู้มีจิตพยาบาท ไฟคือโมหะ ย่อมตามเผาผลาญ
บุคคลผ้ลู ่มุ หลง ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ สว่ นบณั ฑิตย่อมดบั ไฟคอื ราคะดว้ ยอสุภสญั ญา
ย่อมดับไฟคือโทสะด้วยเมตตา และย่อมดับไฟคือโมหะด้วยปัญญา เป็นผู้เห็นแจ้งอริยสัจ
อย่จู บเวทคือบรรลุอรหัตตผลแลว้ ยอ่ มไมก่ ลบั มาเวยี นวา่ ยตายเกิดอีก

๕. อุปปริกขสูตร ว่าด้วยการพิจารณาโดยวิธีท่ีจิตไม่ฟุ้งซ่าน คือทรงแนะน�ำภิกษุ
ผู้บ�ำเพ็ญวิปัสสนาพิจารณาสังขารท้ังหลายให้ก�ำหนดสมถนิมิต พิจารณารู้ทันอย่างต่อเน่ือง
ประกอบความเพียรให้สม่�ำเสมอ ไม่ให้มากเกิน และไม่ให้ย่อหย่อน เม่ือท�ำได้อย่างน้ี จิตก็จะ
ไม่ฟุ้งซ่าน สามารถละกิเลสเครื่องข้อง ๗ ประการ คือ (๑) ตัณหา (๒) ทิฏฐิ (๓) มานะ
(๔) โกธะ (๕) อวิชชา (๖) กเิ ลส (๗) ทจุ ริต (ขุ.อิต.ิ อ. ๙๔/๓๔๐)

๖. กามูปปัตติสูตร ว่าด้วยผู้ยังเสพกามไม่สามารถล่วงพ้นจากสังสารทุกข์ได้ คือ
ตรัสว่า สัตว์ ๓ จ�ำพวก ได้แก่ (๑) สัตว์ผู้มีความใคร่ปรากฏอยู่เป็นนิตย์ ได้แก่ มนุษย์และ
เทวดาตั้งแต่ชั้นจาตุมหาราชิกา จนถึงชั้นดุสิต (๒) สัตว์ผู้ยินดีในกามสมบัติที่ตนเนรมิต
หมายถึงเทวดาชั้นนิมมานรดี (๓) สัตว์ผู้ยินดีในกามสมบัติท่ีเทวดาอ่ืนเนรมิตให้ หมายถึง
เทวดาช้ันปรนิมมิตวสวัตดี สัตว์ ๓ จ�ำพวกนี้เป็นผู้ยังเสพกามอยู่ จึงไม่สามารถล่วงพ้นจาก

เล่มที่ ๑๗ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๕ 55

สังสารทุกข์ไปได้ ส่วนบัณฑิตผู้เห็นแจ้งอริยสัจ อยู่จบเวทแล้ว ย่อมพ้นจากสังสารทุกข์
ไมก่ ลับมาเกดิ อกี (ข.ุ อิติ.อ. ๙๕/๓๔๐)

๗. กามโยคสูตร ว่าด้วยผู้ประกอบด้วยกามไปสู่วัฏฏสงสาร คือตรัสถึงบุคคล
๓ จ�ำพวก ได้แก่ (๑) อาคามี คือบุคคลผู้ยินดีกาม รูปภพ และอรูปภพ ย่อมกลับมาเกิดใน
กามโลกอกี (๒) อนาคามี คอื บุคคลผู้ปราศจากกามแตย่ งั ยนิ ดีรูปภพ และอรปู ภพ จะไม่กลับ
มาเกิดในกามโลกอีก (๓) พระอรหันต์ คือบุคคลผู้ปราศจากกามราคะ ปราศจากความยินดี
ในรูปภพและอรูปภพ และเป็นผสู้ ้นิ อาสวะแล้ว

๘. กัลยาณสลี สูตร ว่าดว้ ยผู้มีศลี งาม ธรรมงาม และปญั ญางาม คอื ตรสั วา่ ผูม้ ศี ีลงาม
หมายถึงผู้ส�ำรวมในพระปาติโมกข์ เพียบพร้อมด้วยอาจาระและโคจร ผู้มีธรรมงาม หมายถึง
ผู้เจริญโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ และมีปัญญางาม หมายถึงผู้บรรลุเจโตวิมุตติ และ
ปญั ญาวิมุตติ จะไมก่ ลับมาเกิดในโลกน้ีอีก

๙. ทานสูตร ว่าด้วยทาน คือ การให้ทาน มี ๒ อย่าง ได้แก่ (๑) การให้สิ่งของ
(๒) การให้ธรรม ทรงแสดงว่า การให้ธรรมเป็นเลิศ การให้ทานเป็นองค์ธรรมประการที่ ๑
ในพระสูตรนี้ ส่วนประการที่ ๒ และท่ี ๓ คือ การจ�ำแนกทาน และการอนุเคราะห์
มปี ระการละ ๒ อยา่ ง เหมือนกันกับประการท่ี ๑

๑๐. เตวิชชสูตร ว่าด้วยวิชชา ๓ คือตรัสเรียกผู้บรรลุวิชชา ๓ ว่า เป็นพราหมณ์
ไม่ตรสั เรียกวา่ พราหมณ์เพยี งเพราะการกล่าวอ้างตามทเ่ี ขากลา่ วกนั มา
๔. ความหมายและสาระส�ำคญั ของจตกุ กนบิ าต

จตุกกนิบาต หมายถึงหมวดพระสูตรท่ีมีหัวข้อธรรมพระสูตรละ ๔ ประการ
มพี ระสตู ร ๑๓ สตู ร ไม่จดั เป็นวรรค แต่ละสูตรมสี าระส�ำคัญดงั น้ี

๑. พราหมณธัมมยาคสูตร ว่าด้วยการบูชายัญด้วยธรรมของผู้เป็นพราหมณ์ คือ
ตรัสเรียกพระองค์เองว่าเป็นพราหมณ์ผู้บูชายัญด้วยธรรม ขวนขวายในการให้ธรรม และ
ตรสั เรียกพระสงฆ์วา่ เป็นบุตรผ้เู กดิ แต่ธรรมของพระองค์

๒. สุลภสูตร ว่าดว้ ยปจั จยั ที่หาได้งา่ ย คือตรสั วา่ ปจั จยั ๔ อยา่ ง คือ (๑) ผ้าบังสุกลุ
จวี ร (๒) อาหารบณิ ฑบาต (๓) เสนาสนะโคนไม้ (๔) ยาดองน้ำ� มูตรเน่า ท้ัง ๔ อยา่ งน้ี เป็นของ
มีคา่ นอ้ ย หาไดง้ ่าย และไม่มีโทษ ภกิ ษคุ วรยนิ ดีในปจั จยั ทงั้ ๔ น้นั ตามมีตามได้

๓. อาสวกั ขยสตู ร ว่าดว้ ยความสิน้ อาสวะ คอื ตรสั วา่ ความส้ินอาสวะ ย่อมมแี ก่ภกิ ษุ
ผูเ้ หน็ แจง้ อริยสัจ ๔ คือ ทกุ ข์ สมทุ ยั นโิ รธ มรรค

56 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก

๔. สมณพราหมณสูตร ว่าด้วยสมณะหรือพราหมณ์ คือตรัสยกย่องภิกษุผู้รู้แจ้ง
อริยสัจตามความเป็นจริงว่า เป็นสมณะในหมู่สมณะ เป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ เพราะ
เปน็ ผถู้ งึ พรอ้ มดว้ ยเจโตวิมตุ ติ และปัญญาวมิ ตุ ติ

๕. สีลสัมปันนสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยศีล คือตรัสยกย่องภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วย
ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะว่าเป็นผู้สามารถบรรยายสัทธรรมให้
เขา้ ใจง่าย เป็นผมู้ ีอุปการะมากต่อผเู้ ขา้ ไปถามปัญหา (ขุ.อติ .ิ อ. ๑๐๔/๓๗๖)

๖. ตัณหุปปาทสูตร ว่าด้วยที่เกิดตัณหา คือตรัสว่า ตัณหาท้ังหลายเมื่อจะเกิดข้ึน
แก่ภิกษุ ย่อมเกิดข้ึนเพราะอาศัยเหตุคือปัจจัย ๔ อย่าง คือ (๑) จีวร (๒) บิณฑบาต
(๓) เสนาสนะ (๔) สมบัติและวิบัติ ดังน้ัน ภิกษุจึงควรมีสติสัมปชัญญะในการเสพปัจจัย ๔
อยา่ งนี้

๗. สพรหมกสูตร ว่าด้วยมารดาบิดาเป็นพรหมของบุตร คือตรัสว่า มารดาบิดา
เป็นพรหม บุรพเทพ บุรพาจารย์ และอาหุไนยบุคคลของบุตร เพราะมีอุปการะมากแก่บุตร
มารดาบิดานนั้ ท่ชี ือ่ ว่า พรหม เพราะมีพรหมวหิ ารธรรม ๔ ประการ มเี มตตา เปน็ ตน้ ทีช่ ื่อวา่
บรุ พเทพ เพราะไมค่ �ำนงึ ถงึ ความผดิ ทบ่ี ตุ รท�ำ พรอ้ มทจี่ ะใหอ้ ภยั หวงั ความเจรญิ แกบ่ ตุ ร ทชี่ อื่ วา่
บุรพาจารย์ เพราะเปน็ อาจารยค์ นแรกที่สอนลูกใหร้ จู้ ักน่ัง ยืน เดนิ นอน ตลอดถึงสอนใหล้ กู
ร้จู ักพดู ทช่ี อ่ื วา่ อาหไุ นยบคุ คล เพราะเปน็ ผคู้ วรแก่ปฏิการคุณทีบ่ ตุ รพงึ ท�ำตอบแทน (ข.ุ อติ .ิ อ.
๑๐๖/๓๗๙-๓๘๔)

๘. พหกุ ารสูตร วา่ ดว้ ยผ้มู ีอปุ การะมาก คือตรัสว่า คฤหัสถผ์ ู้ถวายปัจจัย ๔ คือ จีวร
บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัชแก่พระสงฆ์ ถือว่ามีอุปการะมาก แม้พระสงฆ์แสดงธรรม
แก่คฤหัสถ์ ก็ถอื ว่ามีอปุ การะมาก ถ้าท้งั สองฝา่ ยต่างอาศัยกันและกนั อยา่ งนี้ ก็สามารถพ้นจาก
ทกุ ข์ได้

๙. กุหสูตร วา่ ด้วยภิกษุหลอกลวง คือตรัสว่า ภิกษุผู้หลอกลวง กระดา้ ง ชอบประจบ
ย่อมไมเ่ จรญิ งอกงามในพระธรรมวนิ ยั สว่ นภกิ ษผุ ้ไู ม่หลอกลวง ไม่ กระดา้ ง ไม่ประจบ มจี ิตใจ
ตั้งม่นั ย่อมเจริญงอกงามในพระธรรมวินัย

๑๐. นทโี สตสตู ร วา่ ดว้ ยกเิ ลสเปรยี บดว้ ยกระแสนำ้� คอื ตรสั วา่ ตณั หา เปรยี บดงั กระแส
น�้ำเช่ยี วทมี่ ภี ยั มาก ผ้ทู วนกระแสน้ำ� น้ันได้ คือ ผ้มู เี นกขัมมะ

๑๑. จรสูตร ว่าด้วยอิริยาบถเดิน คือตรัสว่า ถ้าภิกษุผู้ก�ำลังเดิน ยืน นั่ง หรือ นอน
มกี ามวิตก พยาบาทวติ ก วหิ งิ สาวติ ก หากเธอยังไมร่ บี ละ หรือบรรเทา กามวิตกเปน็ ต้นนน้ั เสยี
กถ็ ือว่ายงั มคี วามเพียรยอ่ หย่อน สว่ นผู้สามารถละได้บรรเทาได้ ถือว่ามคี วามเพยี รตดิ ตอ่ และ

เลม่ ท่ี ๑๗ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๒๕ 57

สามารถบรรลโุ พธญิ าณอนั สงู สุดได้
๑๒. สัมปันนสีลสูตร ว่าด้วยผู้มีศีลสมบูรณ์ คือตรัสเรียกภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยศีล

การสังวรในพระปาติโมกข์ มีอาจาระและโคจรถึงพร้อม และปราศจากอภิชฌา พยาบาท
ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา ปรารภความเพียร มีสติ มีจิตเป็นสมาธิ ว่าเป็น
“ผปู้ รารภความเพยี ร อทุ ศิ กายและใจ”

๑๓. โลกสูตร ว่าด้วยโลก คือทรงแสดงว่าพระองค์เองเป็นผู้ตรัสรู้โลก เหตุเกิดโลก
ความดับโลก และข้อปฏิบัติให้ถึงความดับโลกได้แล้ว จึงทรงพรากจากโลกได้ ค�ำว่า โลก
ในสูตรน้หี มายถงึ ทกุ ขอริยสัจ (ข.ุ อิต.ิ อ. ๑๑๒/๔๑๐)

นอกจากนี้ได้ทรงอธิบายความหมายของค�ำว่า “ตถาคต” ท่ีชาวโลกเรียกกันว่า
เพราะตรัสรู้อายตนะ ๖ ประการ เพราะตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เพราะพูดอย่างไร
ท�ำอยา่ งนัน้ หรอื ท�ำอยา่ งไร พูดอยา่ งนน้ั และเพราะเหน็ ถ่องแท้ เป็นผู้ประเสรฐิ สุด หาผูเ้ ปรียบ
มิได้ ทั้งในมนุษย์โลกพรอ้ มทงั้ เทวโลก

สุตตนิบาต

ความหมายและใจความส�ำคัญของสุตตนิบาต
สุตตนิบาต คือ หมวดพระสูตรที่มีเน้ือหาสาระเป็นประเภทร้อยกรองล้วน (คาถา)

บางสูตรแม้จะมีเน้ือหาสาระท่ีเป็นประเภทร้อยแก้ว (เวยยากรณะ) แต่ก็มีเนื้อหาสาระ
ท่ีเป็นประเภทร้อยกรองผสมอยู่ในสูตรเดียวกันด้วย เรียกว่า เคยยะ เป็นเนื้อหาสาระ จัดอยู่
ในพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จัดเป็นวรรคได้ ๕ วรรค คือ (๑) อุรควรรค (๒) จูฬวรรค
(๓) มหาวรรค (๔) อฏั ฐกวรรค (๕) ปารายนวรรค ทง้ั ๕ วรรคนม้ี ี ๗๐ สตู ร มคี าถา ๑,๑๕๖ คาถา

ความหมายและสาระส�ำคัญของแตล่ ะวรรคในสตุ ตนบิ าต
๑. ความหมายและสาระส�ำคัญของอรุ ควรรค

อุรควรรค หมวดว่าด้วยการก�ำจัดกิเลสดุจงูลอกคราบ ช่ือวรรคนี้ต้ังตามช่ือ และ
สาระส�ำคัญของพระสูตรที่ ๑ ในวรรคน้ี ซ่ึงมีพระสตู รท้ังหมด ๑๒ สตู ร มพี ระคาถา ๒๒๓ คาถา
มสี าระส�ำคญั ดงั น้ี

๑. อุรคสูตร ว่าด้วยการก�ำจัดกิเลสดุจงูลอกคราบ คือพรรณนาถึงการก�ำจัดกิเลส

58 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสุตตนั ตปฎิ ก

ตา่ ง ๆ เชน่ ความโกรธ ราคะ ตณั หา และมานะ เป็นตน้ พระผู้มีพระภาคตรสั ว่า ภกิ ษผุ ู้ก�ำจดั
กิเลสเหล่าน้ันได้ ช่ือว่าละฝั่งในกล่าวคือสังโยชน์เบ้ืองต่�ำ ๕ ประการได้เหมือนงูลอกคราบเก่า
ท้งิ ไป (ขุ.ส.ุ อ. ๑/๑/๑๒)

๒. ธนิยสูตร ว่าด้วยการโต้ตอบระหว่างนายธนิยะกับพระผู้มีพระภาค คือ เม่ือ
นายธนิยะมุงหลังคาท่ีพักและเตรียมฟืนไว้เรียบร้อยแล้วได้กล่าวท้าฝนแสดงการเตรียมพร้อม
ของตนว่า “ฝนเอ๋ย ถ้าอยากจะตกก็จงตกลงมาเถิด” พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ไม่ไกล
ได้สดับเสียงของเขาจึงตรัสตอบแสดงการเตรียมพร้อมเช่นกันว่า “หากฝนอยากจะตกก็จง
ตกลงมาเถิด” ค�ำท่นี ายธนยิ ะกลา่ วหมายถึงคดีโลก แตพ่ ระด�ำรสั ของพระผมู้ พี ระภาคหมายถึง
คดธี รรม กล่าวคอื ค�ำวา่ “ฝน” พระผ้มู พี ระภาค ตรสั หมายถงึ กิเลสทั้งหลาย

๓. ขัคควิสาณสูตร ว่าด้วยพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้ประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด
คือทรงเล่าประวัติในอดีตชาติของพระปัจเจกพุทธเจ้าแต่ละองค์ให้ท่านพระอานนท์ฟังว่า
พระปัจเจปพุทธเจ้าได้กล่าวคาถาแตกต่างกันไปตามเหตุผลของแต่ ละองค์ แต่มีใจความ
โดยสรุปว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกองค์มีจริยาวัตรเหมือนกัน คือ ประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือน
นอแรด ค�ำว่า ประพฤตอิ ย่ผู ูเ้ ดียว หมายถึงประพฤติ ตามจรยิ า ๘ ประการ ไดแ้ ก่ (๑) ประพฤติ
ในอริยาบถ ๔ (๒) ประพฤติในอายตนะภายในและภายนอก (๓) ประพฤติในสติปัฏฐาน ๔
(๔) ประพฤตใิ นฌาน ๔ (๕) ประพฤติในอริยสัจ ๔ (๖) ประพฤตใิ นอรยิ มรรค ๔ (๗) ประพฤติ
ในสามัญญผล ๔ (๘) ประพฤติเพ่อื ประโยชนแ์ กช่ าวโลก

เมื่อประพฤติตามจริยา ๘ ประการนี้แล้ว สามารถบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
ละตัณหา ราคะ โทสะ โมหะ และกิเลสท้ังปวงได้สิ้นเชิง ช่ือว่าด�ำเนินทางสายเอกกล่าวคือ
สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปธาน ๔ เป็นต้น เหมือนแรดมีนอเดียวไม่มีนอที่สองฉะนั้น (ขุ.จู. (แปล)
๓๐/๑๒๑-๑๖๑/๓๙๓-๔๙๙, ข.ุ ส.ุ อ. ๑/๓๕/๖๐)

๔. กสิภารทวาชสูตร ว่าด้วยภารทวาชพราหมณ์ผู้เป็นชาวนา คือ เวลาเช้า วันหน่ึง
พระผู้มีพระภาคเสด็จบิณฑบาตผ่านไปยังทุ่งนาของภารทวาชพราหมณ์ซ่ึงก�ำลังเล้ียงอาหาร
คนท้ังหลายทมี่ าชว่ ยไถและหว่าน พราหมณ์เห็นพระผู้มพี ระภาค จงึ กราบทลู วา่ ข้าพเจ้าตอ้ ง
ไถและหว่าน จึงได้อาหารส�ำหรับบริโภค ท่านเองก็จงไถและหว่านบ้าง ทรงตอบว่า พระองค์
ก็ไถและหวา่ นเช่นเดียวกัน พราหมณจ์ ึงถามถงึ อปุ กรณ์การท�ำนา เชน่ แอก ไถ ผาล ประตัก
ทรงตอบในเชิงคดีธรรมว่าอุปกรณ์การท�ำนานั้น ดังนี้ ศรัทธาเป็นพืช ความเพียรเป็นฝน
ปัญญาเป็นแอกและไถ หิริเป็นงอนไถ ใจเป็นเชือก สติเป็นผาลและประตัก โดยมีวิธีท�ำ
ดงั นค้ี ือ คุ้มครองอินทรีย์ ดายหญ้าคือก�ำจัดค�ำเทจ็ ดว้ ยค�ำสัตย์ เมอื่ ท�ำไดอ้ ยา่ งน้ี จึงไดผ้ ลผลิต

เล่มที่ ๑๗ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๒๕ 59

คอื นพิ พาน (ขุ.ส.ุ อ. ๑/๘๐/๑๕๒)
๕. จุนทสูตร ว่าดว้ ยปัญหาของนายจนุ ทกัมมารบตุ ร คือนายจุนทกมั มารบตุ ร ถามว่า

สมณะมกี ่ีประเภท ตรัสตอบวา่ มี ๔ ประเภท ได้แก่ (๑) มคั คชนิ ะ สมณะ ผชู้ นะกิเลสท้งั ปวงดว้ ย
มรรค (๒) มคั คเทสกะ สมณะผแู้ สดงมรรคแก่ชนเหลา่ อื่น (๓) มคั คชวี ี สมณะผู้ด�ำรงอยู่ในมรรค
(๔) มคั คทสู ี สมณะผู้ประทุษร้ายมรรค คือ ประพฤติชว่ั ท�ำลายความเจรญิ ของตน

๖. ปราภวสูตร ว่าด้วยทางแห่งความเส่ือม คือเทวดามาทูลถามพระผู้มีพระภาค
ถึงทางแห่งความเสื่อม ทรงบอกทางแห่งความเส่ือม ๑๒ ประการ คือ (๑) เกลียดธรรม
(๒) รักอสัตบุรุษและชอบใจค�ำสอนของอสัตบุรุษ (๓) มักหลับ ชอบคลุกคลีหมู่คณะ
และเกียจคร้าน (๔) ม่ังค่ังมีทรัพย์มากแต่ไม่เล้ียงดูมารดาบิดาผู้แก่เฒ่า (๕) ชอบพูดเท็จ
(๖) เป็นคนตระหน่ี (๗) หย่ิงเพราะชาติตระกูล และเพราะทรัพย์ (๘) เป็นนักเลงหญิง
นกั เลงสุรา นกั เลงการพนนั ชอบลา้ งผลาญ ทรัพย์ทห่ี ามาได้ (๙) คบชกู้ ับภรรยาผู้อ่ืน ชอบเทย่ี ว
หญิงแพศยา (๑๐) มีภรรยาสาว แล้วชอบหึงหวง (๑๑) แต่งต้ังคนอันธพาลผู้ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
ให้เป็นใหญ่ (๑๒) มกั ใหญ่ ใฝ่สูง

๗. วสลสูตร ว่าด้วยลักษณะคนเลว คือพราหมณ์ผู้ก�ำลังประกอบพิธีบูชายัญอยู่
ไดด้ า่ พระผมู้ พี ระภาคทเ่ี สดจ็ ผา่ นไปในพธิ นี น้ั วา่ “คนหวั โลน้ คนเลว” เหตทุ ี่ พราหมณด์ า่ เชน่ นน้ั
เพราะมีความเช่ือว่าการเห็นสมณะหรือคนมีศีรษะโล้นในขณะประกอบพิธีมงคลนั้น ถือว่า
ไม่เป็นมงคล ท�ำให้เสียฤกษ์ (ดู ขุ.สุ.อ. ๑/๑๑๖/๑๘๐) พระองค์ตรัสตอบถึงลักษณะของ
คนเลวแกพ่ ราหมณน์ นั้ วา่ คนมกั โกรธ ผกู อาฆาต ลบหลู่คณุ คน เหน็ ผดิ ชอบเบียดเบียนสตั ว์
ไม่มีความเอ็นดูเพ่ือนมนุษย์ ฆ่าสัตว์ เที่ยวปล้นสะดม ลักขโมยทรัพย์ของผู้อ่ืนเป็นต้น
ถือวา่ เป็นคนเลว แลว้ ตรสั สรุปว่า คนจะช่อื ว่า เปน็ คนเลวหรอื คนดีเพราะชาตกิ �ำเนิดก็หามิได้
จะช่ือว่าเป็นพราหมณ์เพราะชาติก�ำเนิดก็หามิได้ แต่ชื่อว่าเป็นคนเลวหรือคนดี ก็เพราะกรรม
ชื่อวา่ เปน็ พราหมณ์ก็เพราะกรรม

๘. เมตตสูตร วา่ ด้วยการแผเ่ มตตา (ดูรายละเอียดในขทุ ทกปาฐะ)
๙. เหมวตสตู ร วา่ ดว้ ยเหมวตยกั ษท์ ลู ถามปัญหา คอื ในตอนตน้ ของพระสตู ร ว่าดว้ ย
การถามตอบกันระหว่างสาตาคิรยักษก์ บั เหมวตยักษ์ กลา่ วคือสาตาคิรยกั ษ์ชกั ชวนเหมวตยกั ษ์
ไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค เหมวตยักษ์จึงถามสาตาคิรยักษ์ว่าพระองค์มีดีอย่างไรจึงต้อง
เข้าเฝ้า สาตาคิริยักษ์จึงพรรณนาพระคุณต่าง ๆ ของพระผู้มีพระภาค เช่น ความเป็นผู้คงที่
ในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์เป็นต้น ส่วนตอนท้ายของพระสูตรว่าด้วยเหมวตยักษ์ทูลถาม
พระผู้มีพระภาคว่า เม่ืออะไรเกิด สัตว์โลกจึงเกิด สัตว์โลกยินดีอะไร ยึดถืออะไร และ


Click to View FlipBook Version