260 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตันตปิฎก
๑๖. สารีปุตตสตุ ตนิทเทส
๑๖.๑ ความหมาย
สารปี ตุ ตสตุ ตนิทเทส แปลวา่ การอธบิ ายสารปี ุตตสตู ร ซง่ึ วา่ ดว้ ยพระสารีบตุ ร ทลู ถาม
ปัญหา
๑๖.๒ ใจความส�ำคญั
ข้อความในพระสูตรนี้เป็นค�ำถาม-ตอบระหว่างท่านพระสารีบุตรกับพระผู้มีพระภาค
มี ๒๑ คาถา เป็นค�ำสรรเสริญพระพุทธคุณ ๒ คาถา เป็นค�ำถาม ๖ คาถา เป็นค�ำตอบของ
พระผู้มพี ระภาค ๑๓ คาถา
ค�ำสรรเสริญพระพุทธคุณ ๒ คาถา ท่านพรรณนาพระพุทธคุณตามความรู้สึกของ
ท่าน แตแ่ ฝงไว้ด้วยอรรถหลากหลาย เชน่ คาถาท่ี ๑ วา่ ดงั น้ี
พระศาสดาผมู้ ีพระสรุ เสยี งไพเราะอยา่ งน้ี
ได้เสด็จจากภพดสุ ติ มาเปน็ พระคณาจารย์
ก่อนหนา้ นี้ ขา้ พเจ้าไม่เคยเหน็
ทงั้ ไมเ่ คยไดย้ นิ จากใคร ๆ เลย
ท่านพระสารบี ุตรอธบิ ายมีใจความวา่
ค�ำว่า ก่อนหน้านี้ ข้าพเจ้าไม่เคยเห็น อธิบายว่า ก่อนหน้านี้ท่าน ไม่เคยเห็น
พระผูม้ พี ระภาคดว้ ยตานี้ ดว้ ยอัตภาพน้ีเลย
ค�ำว่า ก่อนหนา้ น้ี หมายถงึ กอ่ นหน้าท่ีทา่ นจะเหน็ พระผู้มีพระภาคเสด็จออกพรรษาที่
ปัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ณ ควงต้นปาริฉัตตกะในภพดาวดึงส์ อันหมู่เทวดาแวดล้อมเสด็จลงสู่
สังกสั สนครทางบันไดแก้วมณีตรงกลาง นับแตน่ ้ยี ้อนข้นึ ไป ทา่ นไม่เคยเหน็
ค�ำว่า พระศาสดาผู้มีพระสุรเสียงไพเราะอย่างนี้ ท่านอธิบายว่า พระศาสดา
มีพระสุรเสียงไพเราะ คือทรงเป็นผู้มีพระสุรเสียงอ่อนหวาน มีพระสุรเสียงเป็นท่ีตั้งแห่ง
ความรัก มีพระสุรเสียงดูดด่ืมหทัย มีพระสุรเสียงเสนาะดุจเสียงนกการเวก พระสุรเสียง
ทีเ่ ปลง่ ออกจากพระโอษฐข์ องพระผูม้ พี ระภาคนั้นประกอบดว้ ยองค์ ๘ คือ
๑. สละสลวย ๒. เข้าใจงา่ ย
๓. ไพเราะ ๔. น่าฟงั
๕. กลมกลอ่ ม ๖. ไม่แปร่ง
๗. ลกึ ล้�ำ ๘. ก้องกงั วาน
เล่มท่ี ๒๑ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๒๙ 261
ทา่ นขยายความตอ่ ไปมใี จความวา่ เมอื่ ทรงพระประสงคจ์ ะใหบ้ รษิ ทั ใดไดย้ นิ พระสรุ เสยี ง
ของพระองค์ พระสรุ เสยี งจะไมด่ งั ออกไปพน้ บรษิ ทั นน้ั พระผมู้ พี ระภาคพระองคน์ นั้ มพี ระสรุ เสยี ง
ดจุ เสยี งพรหม มีปกติตรัสไพเราะดจุ เสยี งนกการเวก
รวมความวา่ พระศาสดาผู้มพี ระสุรเสยี งไพเราะอย่างนี้
ค�ำว่า พระศาสดา อธบิ ายว่า พระผูม้ ีพระภาค ผทู้ รงน�ำหมู่ ชอ่ื วา่ พระศาสดา และได้
ขยายความเพิ่มเติมดว้ ยอุปมาโวหารว่า
๑. บุคคลผู้น�ำหมู่เกวียน ย่อมน�ำหมู่เกวียนข้ามที่กันดาร ข้าม คือ ข้ามขึ้น ข้ามออก
ข้ามพ้นท่ีกันดารเพราะโจร ท่ีกันดารเพราะสัตว์ร้าย ที่กันดารเพราะอดอยาก ที่กันดาร
เพราะขาดน้�ำ ไดแ้ กใ่ หถ้ ึงถิ่นที่ปลอดภัยฉนั ใด
พระผมู้ พี ระภาคผทู้ รงน�ำหมู่ ยอ่ มทรงน�ำหมขู่ า้ มทก่ี นั ดาร ขา้ ม คอื ขา้ มขนึ้ ขา้ มออก ขา้ ม
พ้นทก่ี นั ดารเพราะความเกิด ทก่ี นั ดารเพราะความแก่ ทกี่ ันดารเพราะความเจบ็ ปว่ ย ทกี่ นั ดาร
เพราะความตาย ทกี่ ันดารเพราะความเศรา้ โศก ความ คร่�ำครวญ ความทกุ ข์กาย ความทกุ ขใ์ จ
ความคับแค้นใจ ท่ีกันดารเพราะความ ก�ำหนัด ท่ีกันดารเพราะความขัดเคือง ที่กันดาร
เพราะความจมลง ที่กันดารเพราะความถือตัว ที่กันดารเพราะทิฏฐิ ที่กันดารเพราะกิเลส
ทกี่ นั ดารเพราะทจุ รติ ไดแ้ กใ่ หถ้ งึ อมตนพิ พานอนั เปน็ แดนเกษม ฉนั นน้ั เหมอื นกนั เพราะเหตนุ น้ั
พระผู้มพี ระภาคจึงช่ือว่า ผ้ทู รงน�ำหมอู่ ย่างน้ีบ้าง
๒. พระผ้มู ีพระภาค ทรงเปน็ ผ้นู �ำ เป็นผู้น�ำไปโดยวิเศษ เป็นผู้ตามแนะน�ำ ทรงให้รจู้ กั
ประโยชน์ ใหพ้ นิ จิ พจิ ารณา ใหเ้ พง่ ประโยชน์ ทรงท�ำใหเ้ ลอ่ื มใสได้ เพราะเหตนุ น้ั พระผมู้ พี ระภาค
จงึ ชอื่ วา่ ผ้ทู รงน�ำหมู่อย่างนบ้ี ้าง
๓. พระผมู้ พี ระภาคทรงท�ำมรรคที่ยังไมเ่ กดิ ใหเ้ กิดข้ึน ทรงท�ำมรรคทีย่ งั ไมเ่ กิดใหเ้ กดิ
พรอ้ ม ตรสั บอกมรรคทย่ี งั มไิ ดต้ รสั บอก ทรงรจู้ กั มรรค ทรงรมู้ รรค ทรงฉลาดในมรรค และสาวก
ของพระองค์ผู้ด�ำเนินไปตามมรรคอยู่ในบัดนี้ จะเพียบพร้อมด้วยศีลาทิคุณในภายหลัง เพราะ
เหตนุ ั้น พระผ้มู พี ระภาค จงึ ชือ่ ว่า ผทู้ รงน�ำหมอู่ ย่างนีบ้ ้าง
ค�ำว่า พระคณาจารย์ อธบิ ายว่า
๑. ทรงเปน็ อาจารย์แหง่ หม่คู ณะ จึงช่ือว่าพระคณาจารย์
๒. ทรงเปน็ ศาสดาแหง่ หมู่คณะ จึงชือ่ วา่ พระคณาจารย์
๓. ทรงบริหารหมู่คณะ จึงชอื่ วา่ พระคณาจารย์
๔. ทรงส่งั สอนหม่คู ณะ จึงชื่อว่าพระคณาจารย์
๕. ทรงตามสอนหมคู่ ณะ จึงช่ือวา่ พระคณาจารย์
๖. ทรงแกล้วกล้าเสด็จเข้าสูห่ มคู่ ณะ จึงชือ่ ว่าพระคณาจารย์
262 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก
๗. หมคู่ ณะยอ่ มตง้ั ใจฟงั เงยี่ โสตลงฟงั พระองค์ ตง้ั จติ เพอื่ ความรู้ จงึ ชอื่ วา่ พระคณาจารย์
๘. พระศาสดาทรงท�ำหมู่คณะให้ออกจากอกุศลแล้วให้ด�ำรงอยู่ในกุศล จึงช่ือว่า
พระคณาจารย์
๙. ทรงเป็นพระคณาจารย์ของหมู่ภิกษุ...หมู่ภิกษุณี...หมู่อุบาสก...หมู่อุบาสิกา ...
หมู่พระราชา....หมู่กษัตริย์...หมู่พราหมณ์...หมู่แพศย์...หมู่ศูทร...หมู่เทพ...หมู่พรหม จึงช่ือว่า
พระคณาจารยพ์ ระศาสดาทรงเป็นผนู้ �ำหมู่ เปน็ พระคณาจารย์ เป็นอาจารย์แหง่ หมู่คณะ
คาถาที่ ๓-๘ เปน็ ค�ำถาม คือ
... ขา้ พระองค์มีความต้องการ (ถาม) ปัญหา
จงึ มาเฝา้ พระพทุ ธเจา้ พระองคน์ นั้
ผูไ้ มท่ รงถกู กิเลสอาศัย เปน็ ผู้มน่ั คง ไม่หลอกลวง
เสดจ็ มาเปน็ พระคณาจารย์ของคนเป็นอนั มาก
ผ้ยู ังผูกพันอยใู่ นศาสนานี้
.. เมื่อภิกษุเบอ่ื หนา่ ยใชส้ อยท่ีนงั่ อนั ว่างเปล่า
ในถ้�ำแห่งภเู ขา ทโี่ คนตน้ ไมห้ รือทปี่ า่ ช้า
... ภกิ ษอุ ย่บู นทนี่ อนทีน่ ัง่ อนั ไมม่ เี สียงอ้ือองึ
เห็นอารมณ์ทนี่ า่ หวาดเสยี วเหลา่ ใดแล้ว ไม่พึงหวน่ั ไหว
ภกิ ษุ(อื่น)พึงหว่นั ไหวรอ้ งอยบู่ นท่ีนอนสงู และใหญ่
ซึง่ เป็นทีม่ อี ารมณ์ท่นี ่าหวาดเสยี ว
... ภกิ ษเุ มอ่ื จะไปสูท่ ิศท่ีไม่เคยไป
พึงปราบปรามอันตรายเทา่ ทม่ี อี ยู่ในโลก
บนท่นี ่ังทีน่ อนอันเงียบสงดั
... ภิกษุอบรมตนอยู่ พึงมีแนวทางแหง่ ถ้อยค�ำอย่างไร
พึงมโี คจรในศาสนานี้อยา่ งไร
พงึ มีศลี และวตั รอย่างไร
... ภกิ ษุน้นั พึงสมาทานสิกขาอะไร
จึงมีสมาธเิ ป็นธรรมเอกผุดขึ้น
มปี ญั ญารักษาตน มสี ติก�ำจดั มลทินของตนได้
เหมือนชา่ งทองก�ำจดั มลทินทอง ฉะน้นั
คาถาทีต่ รัสตอบ ๑๓ คาถา เช่น
... เราจักบอกความผาสกุ และธรรมอนั สมควรนน้ั
เลม่ ที่ ๒๑ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๒๙ 263
ของผู้เบื่อหนา่ ย ใชส้ อยทนี่ ่ังทน่ี อนอันสงดั
ผู้ปรารถนาสัมโพธิญาณ แก่เธอ ตามทร่ี ู้
... ภกิ ษผุ เู้ ป็นนกั ปราชญ์ มสี ติ
ประพฤติธรรมอันเป็นสว่ นสดุ รอบ ไมพ่ ึงกลวั ภัย ๕ อยา่ ง
คอื เหลอื บ สตั ว์ไต่ตอม สตั วเ์ ลือ้ ยคลาน
สัมผัสจากมนษุ ย์และสัตวสเ่ี ทา้
ท่านพระสารีบตุ รอธบิ ายมใี จความวา่
ค�ำว่า ธรรมอันเป็นส่วนสุดรอบ หมายถึง ศีลสังวร อินทรีย์สังวร โภชเนมัตตัญญุตา
และ ชาคริยานโุ ยค
... ภกิ ษไุ มพ่ งึ หวาดกลวั ผ้ถู อื ธรรมอ่นื
แม้เหน็ อารมณ์นา่ หวาดเสยี วเปน็ อันมาก
ของผูถ้ อื ธรรมอ่นื เหลา่ นนั้ กไ็ มพ่ ึงหวาดกลวั
อน่งึ ภกิ ษผุ ู้หม่ันแสวงหากศุ ล พงึ ปราบปรามอันตรายอ่ืน ๆ
ทา่ นพระสารีบตุ รอธิบายมใี จความวา่
ค�ำว่า ผ้ถู อื ธรรมอ่ืน หมายถึง พวกทีไ่ ม่เลอื่ มใสในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์
... ภิกษุถกู ผัสสะแห่งความเจ็บป่วยและความหิวกระทบแลว้
พึงอดกล้นั ความหนาว หรือความร้อน
ภกิ ษนุ นั้ ถกู ผสั สะเหลา่ นนั้ กระทบแล้ว โดยอาการมากอยา่ ง
ก็ไม่ใหโ้ อกาส พึงท�ำความเพียรและความบากบั่นใหม้ นั่ คง
... ภกิ ษไุ ม่พึงขโมย ไม่พึงพูดเท็จ
พงึ แผ่เมตตาไปยงั สตั ว์ทงั้ ผสู้ ะดุ้งและผู้ม่นั คง
เมอ่ื ใด ภิกษุรแู้ จ้งความข่นุ มวั แห่งใจ
เมอ่ื น้นั เธอพึงบรรเทาเสียดว้ ยมนสกิ ารวา่
น้เี ป็นฝกั ฝ่ายแห่งมารผู้มกี รรมด�ำ
ฯลฯ
คาถาค�ำตอบสดุ ท้ายของพระสตู รคอื
... ภิกษเุ ปน็ ผมู้ สี ติ มีจิตหลุดพน้ ดว้ ยดีแล้ว
พึงก�ำจดั ความพอใจในธรรมเหลา่ นี้
ภกิ ษุนน้ั เมอื่ ก�ำหนดพิจารณาธรรมโดยชอบตามกาล
เป็นผมู้ ีธรรมเอกผดุ ขน้ึ พงึ ก�ำจัดความมืด
264 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสุตตนั ตปิฎก
คาถาทั้งท่ีเป็นค�ำสรรเสริญพระพุทธคุณ ที่เป็นค�ำถาม และท่ีเป็นค�ำตอบซึ่งยกมาเป็น
ตัวอย่างพอมองเห็นแนวค�ำตอบปัญหาน้ี ท่านพระสารีบุตรได้อธิบาย ขยายความโดยละเอียด
นา่ สนใจยงิ่ จึงควรอา่ นใหต้ ลอด จะได้ความรูอ้ ย่างกว้างขวาง
การแนะน�ำพระสูตรในมหานิทเทสโดยสังเขปนี้ มีวัตถุประสงค์เพียงเพ่ือน�ำประเด็นที่
เหน็ ว่าน่าสนใจมาเสนอเพ่ือใหเ้ กดิ ฉนั ทะในการศึกษาคมั ภรี น์ ี้โดยละเอยี ดต่อไป
ข้อสงั เกต
เมอื่ มองภาพรวมของคมั ภรี ม์ หานทิ เทสจะเหน็ ลกั ษณะเดน่ เปน็ ของตวั เองอยอู่ ยา่ งหนง่ึ
นั่นคอื การอธบิ ายพระพทุ ธวจนะในแนวอรรถกถาโดยเนน้ ท้งั ทางพยญั ชนะและทางอรรถหรอื
เนื้อความ ในทางพยัญชนะ ท่านมีวิธีการไขความหมายของศัพท์โดยใช้ศัพท์ที่เป็นไวพจน์กัน
จ�ำนวนหลายค�ำ นกั แปลภาษาบาลี นยิ มเรยี กศพั ทเ์ หลา่ นวี้ า่ ศพั ทช์ ดุ หรอื ศพั ทพ์ วง มที ง้ั ค�ำนาม
ค�ำกรยิ าและคณุ ศพั ทห์ รอื ค�ำวเิ ศษณ์ ในทางอรรถ ทา่ นมวี ธิ กี ารไขความหมายของหวั ขอ้ ธรรมให้
มีนัยหลากหลาย สอดคลอ้ งตอ้ งกันกบั หัวขอ้ ธรรมอนื่ ๆ ทั้งในพระสตู รเดยี วกันและในพระสตู ร
อนื่ ๆ บางทย่ี กพระพทุ ธภาษติ ในทต่ี า่ ง ๆ มารบั รองนยั แหง่ ความหมายทที่ า่ นกลา่ วถงึ และบางที่
ใชอ้ ปุ มาโวหารยกคตชิ าวบา้ นหรอื เรอ่ื งราวทร่ี กู้ นั อยแู่ ลว้ มาเปรยี บเทยี บหลกั ธรรมทที่ า่ นอธบิ าย
ลกั ษณะการขยายความแบบนี้ ท�ำให้ผอู้ า่ นได้ความรเู้ กีย่ วกบั เรื่องนั้น ๆ โดยตรง และได้ความรู้
พิเศษในเรือ่ งอืน่ ๆ ทเี่ กีย่ วเนอื่ งกนั ด้วย ผทู้ �ำไดอ้ ย่างนี้ต้องเป็นผ้มู คี วามรูแ้ ตกฉานจรงิ ๆ
มีข้อที่น่าสังเกตเป็นพิเศษคือ แนวการอธิบายทางด้านเนื้อหา ท่านเน้นมาก ๆ อยู่
๒ เรื่อง คือเร่ือง ตัณหา และทิฏฐิ โดยเฉพาะตัณหาและทิฏฐิท่ีถือกันอยู่ในลัทธิภายนอก
พระพุทธศาสนาขณะน้ัน วัตถุประสงค์ของมหานิทเทส น่าจะมุ่งสอนให้รู้เท่าทัน ให้ท�ำลาย
หรอื ใหถ้ อนตัณหาและทฏิ ฐิ ๖๒ ของลัทธิอนื่ แนวการอธบิ ายในเรื่องนี้ ท่านใชว้ ิธีเปรยี บเทียบ
ให้เห็นความแตกต่างระหว่างผู้ถือตัณหาและทิฏฐิของลัทธิอ่ืนกับพระอริยสาวกหรือผู้เป็น
มุนีของพระพทุ ธศาสนา การอธบิ ายโดยวธิ ีเปรยี บเทยี บเชน่ น้ที �ำใหเ้ ขา้ ใจได้ชดั เจนและรวดเร็ว
โดยที่คัมภีร์มหานิทเทสมีลักษณะเด่นดังกล่าวมาและมีอีกหลายอย่างท่ีมิได้กล่าวถึง
จึงไม่น่าแปลกใจอะไรเลยท่ีพบว่าได้มีการสืบทอดคัมภีร์นี้กันโดยวิธีท่องจ�ำหรือมุขปาฐะมา
ตั้งแต่สมัยพุทธกาลจนถึงสมัยสังคายนาครั้งท่ี ๕ ในประเทศศรีลังกา และถ้าจะกล่าวซ�้ำว่า
คัมภีร์นี้เป็นต้นแบบแห่งคัมภีร์อรรถกถาท้ังหลายในรุ่นต่อมา เป็นคู่มือของพระนักเทศน์
นักศกึ ษาและนักปฏิบัติมาแตโ่ บราณจนถงึ ปจั จบุ นั กค็ งจะไม่เกนิ ความจรงิ เปน็ แน่
เล่มท่ี ๒๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๐ 265
พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๐
พระสตุ ตันตปิฎก เลม่ ที่ ๒๒
(ขุททกนิกาย จูฬนทิ เทส)
จูฬนิทเทส เปน็ พระไตรปฎิ กเลม่ ที่ ๓๐ และเป็นคมั ภรี ์นทิ เทสคมั ภีร์หนึ่ง ทแี่ ยกออก
มาจากมหานิทเทส พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๙ จัดอยู่ในขุททกนิกายแห่งพระสุตตันตปิฎก เป็น
คมั ภรี แ์ นวอรรถกถาท่ียกเอาพระพุทธวจนะมาตั้ง แลว้ อธิบายขยายความแตล่ ะศพั ท์ แต่ละบท
แต่ละบาท ด้วยวิธกี ารอธิบายถงึ ๙ แบบ เหมอื นกบั มหานิทเทส จงึ ให้ความหมายลึกซึง้ ไมแ่ พ้
มหานิทเทส ส่วนประวัติความเป็นมาของจูฬนิทเทสได้กล่าวไว้แล้วในบทน�ำของมหานิทเทส
ผู้สนใจโปรดศึกษาจากมหานิทเทสน้ัน ส่วนในท่ีน้ีจะกล่าวถึงวิธีการอธิบายจูฬนิทเทสของ
ท่านพระสารีบตุ รและใจความส�ำคญั ของจฬู นทิ เทสนต้ี อ่ ไป
วิธีการอธิบายพระพุทธวจนะแนวอรรถกถาในจูฬนิทเทส
วิธีการอธิบายพระพุทธวจนะในจูฬนิทเทสที่ท่านพระสารีบุตรใช้ในคัมภีร์จูฬนิทเทส
มี ๙ แบบ เหมือนในมหานิทเทส ดังน้ี
๑. แบบทย่ี กพระพุทธวจนะทง้ั บาทพระคาถามาต้งั แลว้ อธิบายทลี ะบท เชน่
เอตมฺเม ปฏุ โฺ ปพฺรูหตี ิ เอตมฺเมติ : ยํ ปุจฺฉามิ ยํ ยาจามิ ยํ อชฺเฌสามิ ยํ ปสาเทม.ิ
ปุฏฺโติ ปุจฺฉิโต ยาจิโต อชฺเฌสิโต ปสาทิโต. ปพฺรูหีติ พฺรูหิ อาจิกฺขาหิ เทเสหิ ปญฺเปหิ
ปฏฺเปหิ ววิ ราหิ วิภชาหิ อุตฺตานีกโรหิ ปกาเสหตี ิ เอตมฺเม ปฏุ ฺโ ปพรฺ หู .ิ (๕/๓๔)
ค�ำวา่ เน้อื ความนัน้ แกข่ า้ พระองค์ ในค�ำว่า ขา้ พระองค์ไดท้ ลู ถามแลว้ ขอพระองค์
โปรดตรัสบอกเนื้อความน้ันแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด ได้แก่ เนื้อความท่ีข้าพระองค์ทูลถาม
คือ เนื้อความที่ข้าพระองค์ทูลขอ เน้ือความที่ข้าพระองค์ทูลอัญเชิญ เน้ือความที่ข้าพระองค์
ทูลให้ทรงประกาศ
ค�ำว่า ได้ทูลถามแล้ว ได้แก่ ได้ทูลถามแล้ว คือทูลขอแล้ว ทูลอัญเชิญแล้ว ทูลให้
ทรงประกาศแล้ว
266 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสุตตันตปิฎก
ค�ำว่า ขอพระองค์โปรดตรัสบอก ได้แก่ ขอพระองค์โปรดตรัส คือโปรดบอก
แสดง บญั ญตั ิ ก�ำหนด เปดิ เผย จ�ำแนก ท�ำใหง้ า่ ย ประกาศ รวมความวา่ ขา้ พระองคไ์ ดท้ ลู ถามแลว้
ขอพระองค์โปรดตรสั บอกเนอ้ื ความนนั้ แกข่ า้ พระองค์ดว้ ยเถดิ
๒. แบบทยี่ กพระพทุ ธวจนะทง้ั บาทพระคาถามาตงั้ แลว้ อธบิ ายภาพรวมทง้ั หมด เชน่
โสตานํ สวํ รํ พฺรูมตี ิ : โสตานํ อาวรณํ นวี รณํ สวํ รณํ รกฺขนํ โคปนํ พรฺ มู ิ อาจกิ ฺขามิ
เทเสมิ ปญฺเปมิ ปฏฺ เปมิ วิวรามิ วิภชามิ อตุ ฺตานกี โรมิ ปกาเสมตี ิ โสตานํ สํวรํ พฺรูม.ิ (๔/๓๒)
ค�ำว่า เรากล่าวธรรมเคร่ืองป้องกันกระแสทั้งหลาย อธิบายว่า เรากล่าว คือ
บอก แสดง บญั ญตั ิ ก�ำหนด เปดิ เผย จ�ำแนก ท�ำใหง้ า่ ย ประกาศเคร่อื งขวาง เครือ่ งกัน้ เครือ่ ง
ป้องกัน รักษา คุ้มครองกระแสทั้งหลาย รวมความว่า เรากล่าวธรรมเครื่องป้องกันกระแส
ท้งั หลาย
๓. แบบทยี่ กพระพทุ ธวจนะทง้ั บาทพระคาถามาต้ัง แลว้ อธบิ ายทลี ะบท และบทท่ี
น�ำมาอธิบายนนั้ มีวิภตั ตติ รงกันกับบทต้ัง เช่น
สวนฺติ สพฺพธิ โสตาติ โสตาติ : ตณฺหาโสโต ทิฏฺฐิโสโต กิเลสโสโต ทุจฺจริตโสโต
อวชิ ชฺ าโสโต. สพพฺ ธตี ิ : สพเฺ พสุ อายตเนส.ุ สวนตฺ ตี ิ : สวนตฺ ิ อาสวนตฺ ิ สนทฺ นตฺ ิ ปวตตฺ นตฺ .ิ (๓/๓๐)
ค�ำว่า กระแสท้ังหลาย ในค�ำว่า กระแสทั้งหลายย่อมไหลไปในที่ท้ังปวง ได้แก่
กระแสตณั หา กระแสทฏิ ฐิ กระแสกิเลส กระแสทจุ รติ กระแสอวชิ ชา
ค�ำว่า ในทท่ี ้งั ปวง ได้แก่ ในอายตนะท้ังปวง
ค�ำว่า ยอ่ มไหลไป ได้แก่ ย่อมไหลไป ซ่านไป หล่ังไหล เป็นไป
๔. แบบท่ียกพระพุทธวจนะทั้งบาทพระคาถามาตั้ง แต่บทที่น�ำมาอธิบายมีวิภัตติ
ต่างกับบททีม่ อี ยใู่ นบาทพระคาถาน้ัน เชน่
อวิชฺชาย นิวุโต โลโกติ อวิชฺชาติ : ทุกฺเข อญฺาณํ ทุกฺขสมุทเย อญฺาณํ
ทุกฺขนิโรเธ อญฺาณํ ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย อญฺาณํ, ปุพฺพนฺเต อญฺญาณํ อปรนฺเต
อญฺาณํ ปุพฺพนฺตาปรนฺเต อญฺาณํ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ อญฺาณํ...
(๒/๒๗)
ค�ำวา่ โลกถูกอวชิ ชาหมุ้ หอ่ ไว้ อธบิ ายว่า
ค�ำว่า อวิชชา ได้แก่ ความไม่รู้ในทุกข์ ความไม่รู้ในทุกขสมุทัย ความไม่รู้ใน
ทุกขนโิ รธ ความไมร่ ใู้ นทกุ ขนิโรธคามนิ ปี ฏปิ ทา ความไมร่ ู้ในสว่ นอดตี ความไมร่ ู้ในส่วนอนาคต
ความไม่รู้ท้ังในส่วนอดีตและส่วนอนาคต ความไม่รู้ในปฏิจจสมุปบาทว่าเพราะธรรมน้ีเป็น
ปัจจยั ธรรมนี้จึงมี...
เล่มท่ี ๒๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๐ 267
๕. แบบวิเคราะห์ศัพท์ เชน่
วีราติ : วีโร ภควา วรี ยิ วาติ วีโร, ปหูติ วโี ร, วิสวีติ วีโร, อลมตฺโตติ วโี ร, วิคตโลมหํโสตปิ ิ
วโี ร. (๗๑/๑๕๘)
ค�ำวา่ ขา้ แต่พระวรี ะ อธิบายว่า
พระผมู้ พี ระภาคผ้วู ีระ มพี ระวิรยิ ะ จึงชื่อว่าวีระ
พระผู้มพี ระภาคทรงองอาจ จึงชอื่ วา่ วรี ะ
พระผู้มีพระภาคทรงให้ผู้อนื่ พากเพียร จงึ ชื่อว่าวีระ
พระผู้มีพระภาคทรงสามารถ จงึ ชื่อว่าวรี ะ
พระผู้มพี ระภาคทรงหมดความขนพองสยองเกล้า จงึ ชือ่ ว่าวีระ
๖. แบบที่ยกพระพุทธวจนะท่ีปรากฏอยู่ในพระสูตรอื่นมายืนยัน หรือสนับสนุน
ค�ำอธิบายน้นั เช่น
อภิชานํ ตถาคโตติ อภิชานนฺติ : อภิชานนฺโต วิชานนฺโต ปฏิวิชานนฺโต ตถาคโต.
วตุ ตฺ ญฺเหตํ ภควตา :- อตีตญฺเจปิ จุนทฺ โหติ อภูตํ อตจฉฺ ํ อนตถฺ สญหฺ ติ ,ํ น ตํ ตถาคโต พยฺ ากโรติ.
อตีตญฺเจปิ จุนฺท โหติ ภูตํ ตจฺฉํ อนตฺถสญฺหิตํ, ตมฺปิ ตถาคโต น พฺยากโรติ. อตีตญฺเจปิ โข
จนุ ทฺ โหติ ภูตํ ตจฉฺ ํ อตฺถสญหฺ ติ ํ, ตตฺร กาลญฺญู ตถาคโต โหติ ตสเฺ สว ปญหฺ สฺส เวยฺยากรณาย.
(๘๓/๑๗๗)
ค�ำว่า รู้ย่ิง ในค�ำว่า ตถาคตรู้ยิ่ง อธิบายว่า พระตถาคตทรงรู้ยิ่ง รู้แจ่มแจ้ง
รู้เฉพาะ สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า จุนทะ ถ้าแม้เรื่องอดีต เป็นเร่ืองไม่จริง ไม่แท้
ไมป่ ระกอบด้วยประโยชน์ ตถาคตก็ไม่พยากรณ์เร่อื งอดตี นัน้ ถ้าแม้เรือ่ งอดตี เปน็ เรอ่ื งจริงแท้
แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ตถาคตก็ไม่พยากรณ์เรื่องอดีตนั้น จุนทะ ถ้าแม้เร่ืองอดีต
เป็นเรื่องจริงแท้ ท้ังประกอบด้วยประโยชน์ ในเร่ืองนั้น ตถาคตก็รู้จักกาลที่จะพยากรณ์
ปญั หานัน้
๗. แบบท่ียกคาถาภาษติ มายนื ยันหรืออ้างองิ เชน่
สมนฺตจกฺขูติ : สมนฺตจกฺขุ วุจฺจติ สพฺพญฺญุตาณํ. ภควา เตน สพฺพญฺญุตาเณน
อเุ ปโต สมเุ ปโต อปุ าคโต สมุปาคโต อปุ ปนโฺ น สมุปปนโฺ น สมนฺนาคโต.
“น ตสสฺ อทิฏฺมธิ ตฺถิ กิญจิ
อโถ อวญิ ฺาตมชานิตพฺพํ
สพพฺ ํ อภิญฺ าสิ ยทตฺถิ เนยฺยํ
ตถาคโต เตน สมนตฺ จกฺขตู ิ. (๓๒/๙๗)
268 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
ค�ำวา่ ผมู้ สี มนั ตจกั ขุ ไดแ้ ก่ พระสพั พญั ญุตญาณ เรียกวา่ สมนั ตจักขุ พระผมู้ พี ระภาค
ทรงประกอบ ประกอบพรอ้ ม ด�ำเนนิ ไป ด�ำเนนิ ไปพร้อม เป็นไป เป็นไปพร้อม เพยี บพร้อมแลว้
ด้วยพระสพั พัญญุตญาณนนั้
(สมจริงดังคาถาประพันธ์วา่ )
ส่งิ ไร ๆ ในไตรโลกธาตนุ ้ี
พระปญั ญาจกั ขุของพระตถาคตนน้ั ไม่เห็น ไมม่ ีเลย
อน่ึง ธรรมชาตอิ ะไร ๆ ทค่ี วรรู้
พระพทุ ธญาณไม่ร้แู จ้ง ก็ไม่มี
ธรรมชาติทีค่ วรแนะน�ำใดมอี ยู่
พระตถาคตไดท้ รงทราบธรรมชาติทคี่ วรแนะน�ำน้ันทงั้ หมด
เพราะเหตนุ ัน้ พระตถาคตจึงชื่อวา่ ผู้มสี มนั ตจกั ขุ
๘. แบบท่ีน�ำศัพท์ท่ีเป็นไวพจน์หรือค�ำพ้องที่ใช้แทนกันได้มาขยายความให้
พสิ ดารข้นึ เชน่
นโรติ : สตโฺ ต นโร มานโว โปโส ปคุ คฺ โล ชโี ว ชาคุ ชนตฺ ุ อินทฺ คุ มนุโช. (๒๙/๙๑)
ค�ำว่า นรชน ได้แก่ ผู้ข้องอยู่ นรชน มานพ บุรุษ บุคคล ผู้มีชีวิต ผู้เกิด สัตว์เกิด
ผเู้ ป็นไปตามกรรม มนุษย์
๙. แบบที่มุ่งอธิบายเนอ้ื หาสาระเป็นส�ำคัญ เช่น
มนุ ีติ : โมนํ วุจฺจติ าณ.ํ ยา ปญฺ า ปชานนา ... อโมโห ธมฺมวจิ โย สมมฺ าทฏิ ฺ,ิ ภควา
เตน าเณน สมนฺนาคโต มุนิ โมนปฺปตฺโต. ตีณิ โมเนยฺยานิ : กายโมเนยฺยํ วจีโมเนยฺยํ
มโนโมเนยฺยํ.
กตมํ กายโมเนยฺยํ ? ติวิธานํ กายทุจฺจริตานํ ปหานํ กายโมเนยฺยํ, ติวิธํ กายสุจริตํ
กายโมเนยฺยํ, กายารมฺมณํ าณํ กายโมเนยฺยํ, กายปริญฺา กายโมเนยฺยํ, ปริญฺาสหคโต
มคฺโค กายโมเนยฺยํ, กาเย ฉนฺทราคสฺส ปหานํ กายโมเนยฺยํ, กายสงฺขารนิโรโธ จตุตฺถชฺฌาน-
สมาปตฺติ กายโมเนยยฺ ํ, อิทํ กายโมเนยยฺ ํ ... (๒๑/๗๗)
ค�ำว่า มุนี อธิบายวา่ ญาณ ทา่ นเรยี กวา่ โมนะ คอื ความรูท้ ั่ว กิริยาทรี่ ชู้ ัด ...ความไม่
หลงงมงาย ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิ ผู้ท่ีประกอบด้วยญาณนั้นชื่อว่ามุนี คือ ผู้บรรลุ
โมนญาณแลว้ โมเนยยธรรม (ธรรมที่ท�ำให้เป็นมุนี) มี ๓ ประการ คือ (๑) โมเนยยธรรมทางกาย
(๒) โมเนยยธรรมทางวาจา (๓) โมเนยยธรรมทางใจ
เล่มท่ี ๒๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๐ 269
โมเนยยธรรมทางกาย เป็นอยา่ งไร
คอื การละกายทจุ รติ ๓ อยา่ ง ช่ือวา่ โมเนยยธรรมทางกาย กายสจุ รติ ๓ อยา่ ง ชือ่ วา่
โมเนยยธรรมทางกาย ญาณมกี ายเป็นอารมณ์ ชือ่ ว่าโมเนยยธรรมทางกาย กายปรญิ ญา (การ
ก�ำหนดร้กู าย) ชอ่ื ว่าโมเนยยธรรมทางกาย มรรคท่ีสหรคตดว้ ยปรญิ ญา ชื่อว่าโมเนยยธรรมทาง
กาย การละความก�ำหนดั ดว้ ยอ�ำนาจความพอใจในกาย ชอื่ วา่ โมเนยยธรรมทางกาย ความดบั แหง่
กายสงั ขาร การบรรลุจตุตถฌาน ชอื่ ว่าโมเนยยธรรมทางกาย นชี้ ือ่ ว่าโมเนยยธรรมทางกาย ...
ใจความส�ำคัญของจูฬนทิ เทส
จฬู นิทเทส วา่ ด้วยมาณวปญั หา คือปญั หาของมาณพ ๑๖ คน ในปารายนวรรคและ
ขัคควิสาณสูตรในอุรควรรคแห่งสุตตนิบาต ขุททกนิกาย (พระไตรปิฎกเล่ม ท่ี ๒๕) โดย
จ�ำแนกเปน็ ๘ หวั ข้อ จดั เรยี งล�ำดบั ดงั นี้
๑. วัตถคุ าถา ๒. มาณวปัญหา
๓. ปารายนัตถุตคิ าถา ๔. ปารายนานุคตี คิ าถา
๕. มาณวปญั หานทิ เทส ๖. ปารายนัตถตุ คิ าถานทิ เทส
๗. ปารายนานคุ ตี คิ าถานทิ เทส ๘. ขคั ควสิ าณสตุ ตนทิ เทส
แนะน�ำวตั ถุคาถา
วัตถุคาถา แปลว่า คาถาแสดงความเป็นมาของเรื่อง หมายถึงความเป็นมาของ
มาณวปัญหา โดยเริ่มต้ังแต่ประวัติของพราหมณ์พาวรี ผู้ต้ังปัญหาให้ลูกศิษย์ ๑๖ คน
ไปทูลถามพระผู้มีพระภาค
ประวัตขิ องพราหมณพ์ าวรี
พราหมณ์พาวรีเป็นบุตรของปุโรหิตท่านหน่ึง ในรัชสมัยของพระเจ้ามหาโกศล เขามี
ลกั ษณะแหง่ มหาบุรษุ ๓ อยา่ ง คือ (๑) มลี ้ินใหญย่ าวจนสามารถใช้ปดิ หน้าได้ (๒) มอี ุณาโลม
อยู่ระหว่างค้ิว (๓) มีคุยหฐานซ่อนอยู่ในฝัก และเรียนจบไตรเพท มีลูกศิษย์ ๑๖,๐๑๖ คน
เมื่อบิดาถึงแก่อนิจกรรมแล้ว เขาได้รับต�ำแหน่งเป็นปุโรหิต ต่อมา พระเจ้ามหาโกศลสวรรคต
พระราชโอรสพระนามว่าปเสนทิเสด็จข้ึนครองราชย์แทนพระราชบิดา และได้ทรงแต่งต้ัง
พราหมณ์พาวรีให้ด�ำรงต�ำแหน่ง ปุโรหิตตามเดิม พระเจ้าปเสนทิเมื่อสมัยที่ยังทรงพระเยาว์
ไดศ้ กึ ษาศลิ ปะในส�ำนักของพราหมณพ์ าวรี
270 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
สมัยต่อมา พราหมณ์พาวรีกราบทูลพระเจ้าปเสนทิว่า ต้องการจะบวช ท้าวเธอ
ทรงห้าม แต่ไม่ส�ำเร็จ จึงทรงขอร้องให้พราหมณ์พาวรีบวชอยู่ใกล้ ๆ ในเขตพระราชอุทยาน
เพอ่ื พระองคจ์ ะไดถ้ วายความอปุ ถมั ภไ์ ดส้ ะดวก จากนน้ั พราหมณพ์ รอ้ มกบั บรวิ าร ๑๖,๐๑๖ คน
ก็ได้ออกบวช พระราชาทรงถวายความอุปถัมภ์ ด้วยปัจจัย ๔ เสด็จไปอุปัฏฐากท้ังเช้าเย็น
ต่อมาลูกศิษย์เรียนอาจารย์ว่า การอยู่ใกล้เมืองท�ำให้มีความกังวลมาก พวกเราควรไปอยู่
ปา่ อนั สงดั เถดิ อาจารยเ์ หน็ ดว้ ยกบั ลกู ศษิ ย์ จงึ กราบทลู พระราชาใหท้ รงทราบ พระองคท์ รงหา้ ม
แต่ไม่ส�ำเร็จ จึงรับส่ังให้อ�ำมาตย์น�ำเงิน ๒ แสนกหาปณะมาถวาย พร้อมกับรับสั่งให้สร้าง
อาศรมถวายฤาษีท้ังหลายในสถานที่ท่ีท่านต้องการอยู่ จากน้ัน พราหมณ์พาวรีและลูกศิษย์
ได้เดินทางมุ่งสู่ทักขิณาชนบท และตั้งส�ำนักอยู่ที่ฝั่งแม่น�้ำโคธาวรีจนเจริญรุ่งเรืองเร่ือยมา
(ขุ.ส.ุ อ. ๒/๙๘๓/๔๒๖-๔๒๗)
วันหน่ึง มีขอทานเข้าไปขอเงินจ�ำนวน ๕๐๐ กหาปณะ พราหมณ์พาวรีไม่มีให้เพราะ
ได้ท�ำการบชู ายัญหมดแล้ว ขอทานจงึ สาปแชง่ วา่ ขอให้ศีรษะของทา่ นแตก ๗ เส่ียง ในวันที่ ๗
พราหมณ์พาวรีเกิดความกลัว ทุกข์ใจจนซูบผอม เทวดาองค์หนึ่งสงสารจึงแนะน�ำให้ไป
เขา้ เฝา้ พระพทุ ธเจา้ ดงั นน้ั เขาจงึ เรยี กศษิ ยเ์ อก ๑๖ คน มีอชิตมาณพ เป็นต้นมาหา พร้อมกบั
ต้ังปัญหาให้เหล่าศิษย์ไปทูลถามพระพุทธเจ้า ปัญหาที่พราหมณ์ให้ไปทูลถามมี ๗ ข้อ คือ
(๑) เร่ืองชาติ (๒) เร่ืองโคตร (๓) เร่ืองลักษณะของพราหมณ์พาวรี (๔) เรื่องมนตร์ท่ี
พราหมณ์พาวรีเรยี น (๕) เร่อื งศษิ ย(์ มเี ทา่ ไร) (๖) เรื่องศรี ษะ (๗) เรอ่ื งธรรมทท่ี �ำให้ศีรษะตกไป
การไปถามปัญหามีข้อ แม้ว่าต้องถามด้วยใจ แล้วพระพุทธเจ้าจะทรงวิสัชนาด้วยพระวาจา
จากน้ันมาณพทั้ง ๑๖ คน ก็ได้ลาอาจารย์ ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่แคว้นมคธ (ดูแผนท่ี
การเดินทาง หน้า [๑๔]) ขณะน้ันพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ปาสาณกเจดีย์ กรุงราชคฤห์
คร้ันมาณพ ๑๖ คน เดนิ ทางไปถึงจึงขอเข้าเฝา้ และอชิตมาณพก็ได้ทูลถามปัญหาด้วยใจทันที
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า พราหมณ์มีอายุ ๑๒๐ ปี ชื่อพาวรีโดยโคตร มีลักษณะ
๓ อย่างอยู่ในตัว คือ (๑) มีล้ินใหญ่ยาวสามารถใช้ปิดหน้าได้ (๒) มีอุณาโลมอยู่ระหว่างค้ิว
(๓) มีคยุ หฐานซอ่ นอยู่ในฝกั เรยี นจบไตรเพท ส�ำเร็จวชิ าลักษณะมนตร์ (มนตรท์ �ำนายลักษณะ)
และสอนศิษย์ ๕๐๐ คน อวิชชาเป็นศีรษะ วิชชาที่ประกอบด้วยสัทธา สติ สมาธิ ฉันทะ
และวริ ยิ ะเป็นธรรมทีท่ �ำใหศ้ ีรษะตกไป
จากนนั้ มาณพทงั้ ๑๖ คนกไ็ ดท้ ลู ถามปญั หาของตนเปน็ ล�ำดบั ไป โดยเรม่ิ จากอชติ มาณพ
เป็นคนแรก จนถงึ ปิงคยิ มาณพคนสุดท้าย ดงั จะขอแนะน�ำใจความส�ำคัญต่อไป
เลม่ ที่ ๒๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๐ 271
แนะน�ำมาณวปญั หานิทเทส
มาณวปัญหา คือปัญหาของมาณพ ๑๖ คน ผู้เป็นศิษย์ของพราหมณ์พาวรี
ทา่ นพระสารบี ตุ รน�ำปญั หาเหลา่ นมี้ าอธบิ ายเรยี กวา่ มาณวปญั หานทิ เทส มที งั้ หมด ๑๖ นทิ เทส
แตล่ ะนทิ เทสมีชอ่ื เรยี กตามชอ่ื ของมาณพ ดงั น้ี
๑. อชติ มาณวปญั หานทิ เทส ๒. ติสสเมตเตยยมาณวปัญหานทิ เทส
๓. ปุณณกมาณวปัญหานทิ เทส ๔. เมตตคมู าณวปัญหานทิ เทส
๕. โธตกมาณวปญั หานทิ เทส ๖. อปุ สีวมาณวปญั หานทิ เทส
๗. นนั ทมาณวปัญหานิทเทส ๘. เหมกมาณวปญั หานิทเทส
๙. โตเทยยมาณวปัญหานิทเทส ๑๐. กปั ปมาณวปัญหานทิ เทส
๑๑. ชตกุ ณั ณมิ าณวปัญหานทิ เทส ๑๒. ภทั ราวุธมาณวปญั หานทิ เทส
๑๓. อุทยมาณวปัญหานิทเทส ๑๔. โปสาลมาณวปญั หานทิ เทส
๑๕. โมฆราชมาณวปัญหานิทเทส ๑๖. ปงิ คยิ มาณวปัญหานทิ เทส
๑. อชติ มาณวปญั หานทิ เทส
๑.๑ ความหมาย
อชิตมาณวปัญหานิทเทส คือ การอธิบายปัญหาของอชิตมาณพผู้เข้าไปทูลถาม
พระผมู้ ีพระภาคเป็นคนแรก เก่ยี วกับโลก ธรรมเคร่อื งป้องกันกระแส นามและรปู การด�ำเนนิ
ชีวิตของพระอรหันต์และพระเสขะ มีท้ังหมด ๘ คาถา โดยอชิตมาณพทูลถาม ๔ คาถา
พระผมู้ ีพระภาคตรัสตอบ ๔ คาถา
๑.๒ ใจความส�ำคัญ
อชติ มาณพทูลถามวา่
โลกถกู อะไรเลา่ หุม้ หอ่ ไว้
เพราะเหตุไรเล่าโลกจึงไมส่ ดใส...
อะไรเปน็ เคร่ืองฉาบทาโลกน้ันไว้
อะไรเลา่ เป็นภัยใหญ่ของโลกนน้ั
ค�ำว่า โลก ท่านพระสารีบุตรอธิบายว่า หมายถึง โลกนรก โลกก�ำเนิดเดรัจฉาน
โลกในเปตวสิ ยั มนษุ ยโลก เทวโลก ขนั ธโลก อายตนโลก โลกนี้ โลกหนา้ พรหมโลก และเทวโลก
272 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก
พระผ้มู พี ระภาคตรัสตอบวา่
โลกถกู อวิชชาห้มุ หอ่ ไว้
โลกไม่สดใสเพราะความตระหนี่และความประมาท
เราเรยี กความอยากวา่ เปน็ เคร่ืองฉาบทาโลกไว้
ทุกขเ์ ปน็ ภยั ใหญ่ของโลกนัน้
ท่านพระสารบี ตุ รอธบิ ายมีใจความว่า
ค�ำว่า โลกถูกอวิชชาหุ้มห่อไว้ อธิบายว่า อวิชชา หมายถึง ความไม่รู้ในทุกข์
ความไมร่ ู้ในทุกขสมทุ ยั ความไม่รใู้ นทุกขนิโรธ ความไมร่ ู้ในทกุ ขนโิ รธคามนิ ปี ฏปิ ทา ความไมร่ ู้
ในส่วนอดีต ความไม่รู้ในส่วนอนาคต ความไม่รู้ทั้งในส่วนอดีตและอนาคต ความไม่รู้
ในปฏิจจสมุปบาทว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงมี ฯลฯ โลกนี้ถูก อวิชชาโอบล้อม
หมุ้ หอ่ หอ้ มลอ้ ม ครอบคลมุ ปกคลุม บดบงั ไว้
ค�ำว่า โลกไม่สดใสเพราะความตระหน่ีและความประมาท อธิบายว่า ความตระหน่ี
ไดแ้ ก่ ความตระหนี่ ๕ อยา่ ง คอื ๑) ความตระหนท่ี อี่ ยู่ ๒) ความตระหนตี่ ระกลู ๓) ความตระหน่ี
ลาภ ๔) ความตระหนี่วรรณะ ๕) ความตระหน่ธี รรม
ค�ำวา่ ความประมาท หมายถงึ ความปลอ่ ยจิตไป หรอื การเพม่ิ พนู การปล่อยจิตไปใน
กายทจุ รติ วจที ุจรติ มโนทจุ รติ หรือในกามคณุ ๕ อยา่ ง หรือการท�ำโดยไม่เคารพ ฯลฯ
ค�ำวา่ เราเรยี กความอยากวา่ เปน็ เครอื่ งฉาบทาโลกไว้ อธบิ ายวา่ ความอยาก หมายถงึ
ความก�ำหนัด ความก�ำหนัดนัก ความคล้อยตามอารมณ์ ความยินดี ความเพลิดเพลิน
ความก�ำหนัดด้วยอ�ำนาจความเพลิดเพลิน ความก�ำหนัดนักแห่งจิต ฯลฯ โลกถูกความอยาก
ฉาบทา ไล้ ท�ำให้หมองมัว แปดเปื้อน คละเคล้า เกาะติด เก่ียวพัน พัวพันไว้ เราจึงเรียก
ความอยากวา่ เป็นเครอ่ื งฉาบทาโลกไว้
ค�ำว่า ทุกข์ ในค�ำว่า ทุกข์เป็นภัยใหญ่ของโลกนั้น อธิบายว่า ชาติทุกข์ ชราทุกข์
พยาธิทุกข์ มรณทุกข์ ฯลฯ ทกุ ขเ์ พราะสีลวบิ ัติ ทกุ ขเ์ พราะทฏิ ฐวิ ิบตั ิ ทกุ ขเ์ หล่านีต้ รัสเรียกว่า
เป็นภยั ใหญ่ เป็นเคร่อื งบีบค้นั เป็นอนั ตราย เปน็ อปุ สรรคของโลก
อชติ มาณพทูลถามต่อไปวา่
กระแสท้ังหลายย่อมไหลไปในทที่ ง้ั ปวง
อะไรเป็นเคร่อื งก้นั กระแสทง้ั หลาย
ขอพระองค์โปรดตรสั บอกธรรมเคร่ืองปอ้ งกันกระแสทงั้ หลาย
อะไรปิดกน้ั กระแสทง้ั หลายได้
เลม่ ท่ี ๒๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๐ 273
ทา่ นพระสารีบุตรอธบิ ายมีใจความวา่
ค�ำว่า กระแส ได้แก่ กระแสตัณหา กระแสทิฏฐิ กระแสกิเลส กระแสทุจริต และ
กระแสอวิชชา
ค�ำวา่ ยอ่ มไหลไปในที่ท้งั ปวง หมายถึง ย่อมไหลไปในอายตนะทงั้ ปวง
พระผู้มพี ระภาคตรสั ตอบวา่
กระแสเหล่าใดในโลก
สตเิ ปน็ เครอ่ื งกน้ั กระแสเหล่านัน้ ได้
เรากล่าวธรรมเครอ่ื งปอ้ งกนั กระแสทงั้ หลาย
ปัญญาปิดกนั้ กระแสเหล่าน้นั ได้
ท่านพระสารบี ุตรอธบิ ายมีใจความว่า
ค�ำวา่ สติ ในค�ำวา่ สตเิ ปน็ เครอื่ งกน้ั กระแสเหลา่ นน้ั ได้ อธบิ ายวา่ สติ คอื ความระลกึ ถงึ
ความระลกึ ไดเ้ ฉพาะหนา้ สติ คือ ความระลกึ ได้ ความจ�ำได้ ความไม่เล่ือนลอย ความไม่หลงลืม
สติ คือ สตนิ ทรยี ์ สติพละ สมั มาสติ สตสิ ัมโพชฌงค์ เอกายนมรรค
ค�ำว่า ปญั ญาปดิ กั้นกระแสเหลา่ นัน้ ได้ อธบิ ายวา่ กระแสเหลา่ น้นั ปัญญาปดิ กนั้ ได้ คือ
ตดั ขาดไป จงึ ไมไ่ หลไป ไมซ่ า่ นไป ไมห่ ลง่ั ไหล ไมเ่ ปน็ ไป กระแสเหลา่ นนั้ ปญั ญาของผรู้ ู้ ผเู้ หน็ อยู่
วา่ “สงั ขารทัง้ ปวงไมเ่ ท่ียง สงั ขารทั้งปวงเปน็ ทุกข์ ธรรมทั้งปวง เปน็ อนัตตา ฯลฯ สิง่ ใดสงิ่ หน่ึง
มคี วามเกิดขึน้ เปน็ ธรรมดาสิ่งนนั้ ท้ังหมด ล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา” ปิดกั้นได้
อชติ มาณพทลู ถามว่า
ปญั ญา สติ นามและรูปดบั ทีไ่ หน
พระผ้มู ีพระภาคตรัสตอบวา่
นามและรปู ดบั ไมม่ ีส่วนเหลอื ในทใ่ี ด
นามและรูปนัน้ ดับไปในท่นี น้ั เพราะวญิ ญาณดบั
ท่านพระสารีบตุ รอธบิ ายมีใจความว่า
ค�ำว่า นามและรูปนั้นดับไปในท่ีนัน้ เพราะวญิ ญาณดบั อธิบายว่า
ธรรมคือนามและรูปท่ีพึงเกิดในสงสารมีเบื้องต้นและเบ้ืองปลายรู้ไม่ได้ เว้นภพ ๗
ย่อมดับ ถึงความต้ังอยู่ไม่ได้ ระงับไปในท่ีน้ัน เพราะวิญญาณอันประกอบด้วยอภิสังขารธรรม
ดับไป ด้วยโสดาปัตติมคั คญาณ
ธรรมคือนามและรูปที่บังเกิดในภพ ๕ เว้นภพ ๒ ย่อมดับ คือเข้าไปสงบ ถึงความ
ตั้งอยู่ไม่ได้ ระงับไปในที่น้ัน เพราะวิญญาณอันประกอบด้วยอภิสังขารธรรมดับไปด้วย
สกทาคามมิ คั คญาณ
274 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
ธรรมคือนามและรูปท่บี งั เกิดในรูปธาตุ หรืออรูปธาตุ เวน้ ภพ ๑ ยอ่ มดบั คือเข้าไปสงบ
ถงึ ความตัง้ อยูไ่ ม่ได้ ระงับไปในทีน่ ัน้ เพราะวญิ ญาณอนั ประกอบด้วยอภสิ งั ขารธรรมดับไปดว้ ย
อนาคามิมัคคญาณ
ธรรมคือนามและรูปท่ีพึงเกิดได้ ย่อมดับ คือเข้าไปสงบ ถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ ระงับ
ไปในทน่ี ้นั เพราะวิญญาณอันประกอบดว้ ยอภสิ งั ขารธรรมดับไปดว้ ยอรหตั ตมคั คญาณ
ปัญญา สติ นามและรปู ย่อมดบั คอื เขา้ ไปสงบ ถึงความตงั้ อยู่ไม่ได้ ระงบั ไปในท่ีนน้ั
เพราะจรมิ วิญญาณของพระอรหนั ตผ์ ูป้ รินพิ พานด้วยอนปุ าทิเสสนพิ พานธาตุดับไป
อชิตมาณพทูลถามว่า
...ขอพระองคผ์ ูม้ ีพระปัญญา โปรดตรัสบอกการด�ำเนินชวี ิต
ของพระอรหนั ตขีณาสพ และพระเสขะเหลา่ นน้ั ด้วยเถิด
พระผู้มพี ระภาคตรสั ตอบว่า
ภกิ ษุไม่พงึ ปรารถนาย่งิ ในกามท้งั หลาย
พงึ เป็นผู้มใี จไมข่ ุ่นมวั ฉลาดในธรรมท้งั ปวง มสี ตดิ �ำรงอยู่
ทา่ นพระสารีบุตรอธิบายมีใจความวา่
ค�ำว่า กามทงั้ หลาย ไดแ้ ก่ กาม ๒ อยา่ ง คือ ๑) วัตถุกาม ๒) กิเลสกาม วตั ถุกามคอื รูป
เสียง กลนิ่ รส โผฏฐัพพะ เปน็ ตน้ ทนี่ ่าพอใจ นา่ ยนิ ดี กิเลสกาม คือ ความพอใจ ความก�ำหนดั
ความก�ำหนดั ด้วยอ�ำนาจความพอใจ เปน็ ต้น
ค�ำว่า ภิกษุไม่พึงปรารถนาย่ิงในกามทง้ั หลาย อธิบายวา่ (ภกิ ษุ) ไมพ่ งึ ปรารถนายิ่ง ๆ
ขึน้ ไป คอื ไม่พงึ พัวพนั ในวัตถุกาม เปน็ ผู้ไมย่ ินดี ไมต่ ิดใจ ไมช่ อบ ไมห่ มกมุ่น คอื เป็นผ้คู ลาย
ความยนิ ดแี ลว้ ปราศจากความยนิ ดแี ลว้ สละความยนิ ดแี ลว้ ฯลฯ มตี นอนั ประเสรฐิ เสวยสขุ อยู่
ค�ำวา่ พงึ เปน็ ผมู้ ใี จไมข่ นุ่ มวั อธบิ ายวา่ พงึ เปน็ ผมู้ จี ติ ไมเ่ ศรา้ หมอง ไมย่ งุ่ ยาก ไมว่ นุ่ วาย
ไมห่ วนั่ ไหว ไม่หมุนวน สงบ ได้แก่ พงึ ละ บรรเทา ท�ำให้หมดสิ้นไป ใหถ้ ึงความไม่มีอีก
ค�ำว่า ฉลาดในธรรมทั้งปวง อธิบายว่า เป็นผู้ฉลาดในธรรมท้ังปวงว่า สังขารท้ังปวง
ไมเ่ ทีย่ ง สงั ขารทง้ั ปวงเป็นทุกข์ ธรรมท้ังปวงเปน็ อนตั ตา ... อีกอย่างหนงึ่ เปน็ ผฉู้ ลาดในธรรม
ท้ังปวง โดยความเป็นของไม่เท่ียง เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นดุจหัวฝี เป็นดุจลูกศร ... อีกอย่าง
หน่ึง เป็นผู้ฉลาดในขันธ์ ธาตุ อายตนะ ปฏิจจสมุปบาท สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท
อนิ ทรยี ์ พละ โพชฌงค์ มรรค ผล และนิพพาน
อกี อยา่ งหนึง่ อายตนะ ๑๒ ตรสั เรยี กว่า ธรรมทง้ั ปวง ภิกษลุ ะความก�ำหนัดด้วยอ�ำนาจ
ความพอใจในอายตนะภายในและภายนอกได้เด็ดขาดแล้ว ตัดรากถอนโคน เหมือนต้นตาล
เล่มท่ี ๒๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๐ 275
ทีถ่ ูกตดั รากถอนโคนไปแลว้ เหลือแตพ่ ืน้ ที่ ท�ำใหไ้ มม่ ี เกิดขน้ึ ตอ่ ไปไมไ่ ด้
ค�ำว่า ภกิ ษ.ุ ..มีสติด�ำรงอยู่ อธบิ ายว่า มสี ติด้วยเหตุ ๔ อย่าง คอื
๑. ช่อื วา่ มสี ติ เมอ่ื เจรญิ สติปฏั ฐานพจิ ารณากายในกาย
๒. ชือ่ ว่ามีสติ เมื่อเจริญสตปิ ัฏฐานพิจารณาเวทนาในเวทนาทงั้ หลาย
๓. ชอ่ื วา่ มสี ติ เมื่อเจรญิ สติปฏั ฐานพจิ ารณาจติ ในจติ
๔. ชื่อวา่ มสี ติ เมือ่ เจริญสตปิ ฏั ฐานพิจารณาธรรมในธรรมทั้งหลาย ฯลฯ
ค�ำว่า ภิกษุ อธบิ ายวา่ ชื่อว่าภกิ ษุ เพราะท�ำลายธรรม ๗ ประการไดแ้ ลว้ คอื
๑. ท�ำลายสกั กายทฏิ ฐิไดแ้ ลว้
๒. ท�ำลายวิจกิ จิ ฉาไดแ้ ล้ว
๓. ท�ำลายสีลพั พตปรามาสไดแ้ ลว้
๔. ท�ำลายราคะได้แล้ว
๕. ท�ำลายโทสะได้แล้ว
๖. ท�ำลายโมหะได้แล้ว
๗. ท�ำลายมานะได้แลว้
๒. ตสิ สเมตเตยยมาณวปัญหานิทเทส
๒.๑ ความหมาย
ติสสเมตเตยยมาณวปัญหานิทเทส คือ การอธิบายปัญหาของติสสเมตเตยยมาณพ
ผู้เข้าไปทูลถามพระผู้มีพระภาค เป็นคนที่ ๒ เก่ียวกับผู้สันโดษ ความหวั่นไหว ส่วนสุด และ
มหาบรุ ุษ มที งั้ หมด ๓ คาถา โดยตสิ สเมตเตยยมาณพทูลถาม ๑ คาถา พระผู้มีพระภาคตรสั
ตอบ ๒ คาถา
๒.๒ ใจความส�ำคญั
ติสสเมตเตยยมาณพทลู ถามวา่
ใครชอื่ ว่าเปน็ ผสู้ นั โดษในโลกนี้
ความหว่ันไหวย่อมไม่มแี ก่ใคร
ใครรู้ชดั ส่วนสดุ ทง้ั ๒ ด้านแล้ว
ย่อมไม่ยดึ ตดิ ในทา่ มกลางดว้ ยมนั ตา
276 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
พระองคต์ รสั เรยี กใครวา่ เป็นมหาบรุ ษุ
ใครล่วงพน้ ตัณหาอันเป็นเครอ่ื งร้อยรัดในโลกนไี้ ด้
พระผ้มู ีพระภาคตรัสตอบวา่
ภิกษผุ ้มู พี รหมจรรย์ในกามท้ังหลาย
ชอื่ วา่ เป็นผู้สันโดษ ผคู้ ลายตณั หาแลว้ มสี ตทิ ุกเม่ือ
รูธ้ รรม ดบั กเิ ลสได้แล้ว ได้ช่ือว่าไมม่ ีความหวน่ั ไหว
เราเรยี กภิกษผุ รู้ ู้สว่ นสดุ ท้งั ๒ ดา้ น
ไม่ยึดติดในท่ามกลางวา่ เป็นมหาบรุ ุษ
และภิกษุนชี้ ื่อว่าลว่ งพน้ ตณั หาอันเป็นเครอื่ งรอ้ ยรดั ในโลกได้
ท่านพระสารีบุตรอธบิ ายมีใจความว่า
ค�ำว่า ผมู้ ีพรหมจรรย์ อธบิ ายวา่ การงด การเวน้ เว้นขาด เจตนางดเวน้ กริ ยิ าท่ีไมท่ �ำ
การไม่ละเมดิ การไม่กา้ วลว่ งแดนแหง่ การเข้าถงึ อสัทธรรม เรียกวา่ พรหมจรรย์
อกี อยา่ งหน่ึง อริยมรรคมีองค์ ๘ ก็เรียกวา่ พรหมจรรยเ์ หมอื นกัน
ภิกษใุ ดเพยี บพร้อมด้วยอรยิ มรรคมอี งค์ ๘ ภิกษุนน้ั พระผู้มพี ระภาคตรัสเรียกว่าผมู้ พี รหมจรรย์
ภกิ ษผุ มู้ พี รหมจรรยเ์ หน็ โทษในวตั ถกุ ามและกเิ ลสกาม ละตณั หาไดแ้ ลว้ หมดความอยาก
ดับเย็นแล้ว มสี ตทิ กุ เม่ือ มีธรรมเครื่องพจิ ารณา มองเหน็ สงั ขาร
ทง้ั หลายตกอยู่ในอ�ำนาจไตรลักษณ์ ดับกเิ ลสคอื ราคะ โทสะ โมหะเป็นต้นได้แลว้
ค�ำวา่ ความหวนั่ ไหว ในค�ำวา่ ภกิ ษนุ นั้ ชอ่ื วา่ ไมม่ คี วามหวนั่ ไหว ไดแ้ ก่ ความหวน่ั ไหว
เพราะตณั หา ทฏิ ฐิ มานะ กิเลส กาม ความหว่นั ไหวเหลา่ นี้ไมม่ ี ไมม่ ีอยู่ ไมป่ รากฏแก่ภกิ ษุน้ัน
ค�ำว่า ส่วนสุดทงั้ ๒ ดา้ น ในค�ำว่า ใครรูช้ ัดสว่ นสดุ ทงั้ ๒ ดา้ นแลว้ อธิบายว่ารสู้ ่วนสุด
ทั้ง ๒ ด้าน คือ ผัสสะเป็นส่วนสุดด้านหนึ่ง ผัสสสมุทัยเป็นส่วนสุดอีกด้านหน่ึง ผัสสนิโรธอยู่
ทา่ มกลาง
อดตี เป็นสว่ นสุดด้านหนงึ่ อนาคตเป็นส่วนสดุ อีกดา้ นหนึง่ ปจั จุบันอยทู่ า่ มกลาง
สุขเวทนาเป็นส่วนสุดด้านหน่ึง ทุกขเวทนาเป็นส่วนสุดอีกด้านหน่ึง อทุกขมสุข
เวทนาอยทู่ ่ามกลาง
นามเปน็ สว่ นสุดด้านหนึ่ง รปู เปน็ สว่ นสุดอีกดา้ นหนง่ึ วิญญาณอยู่ทา่ มกลาง
อายตนะภายใน ๖ เป็นส่วนสุดด้านหนึ่ง อายตนะภายนอกเป็นส่วนสุดอีกด้านหน่ึง
วิญญาณอยทู่ า่ มกลาง
สักกายะเป็นส่วนสุดด้านหน่ึง สักกายสมุทัยเป็นส่วนสุดอีกด้านหน่ึง สักกายนิโรธ
อยทู่ า่ มกลาง
เลม่ ที่ ๒๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๓๐ 277
ปัญญา ท่านเรยี กว่า มนั ตา ได้แก่ ความรู้ทั่ว กิรยิ าท่รี ู้ชัด ฯลฯ สัมมาทฏิ ฐิ
เมอื่ ภกิ ษรุ ชู้ ดั สว่ นสดุ ทงั้ ๒ ดา้ นและทา่ มกลางดว้ ยปญั ญาแลว้ ยอ่ มไมย่ ดึ ตดิ ในทา่ มกลาง
ด้วยปญั ญา มใี จเป็นอิสระอยู่
ค�ำว่า ไม่ยึดติดในท่ามกลาง หมายถึง ไม่ยึดติดในท่ามกลางด้วยอ�ำนาจตัณหา
และทิฏฐิ พระผู้มีพระภาคจึงตรัสเรียกภิกษุน้ันว่าเป็นมหาบุรุษ ผู้เลิศ ประเสริฐ ยอดเย่ียม
ลว่ งพน้ ตัณหาอนั เป็นเครอ่ื งร้อยรัดในโลกได้
๓. ปุณณกมาณวปัญหานทิ เทส
๓.๑ ความหมาย
ปุณณกมาณวปัญหานิทเทส คือ การอธิบายปัญหาของปุณณกมาณพผู้เข้าไป
ทลู ถามพระผ้มู ีพระภาคเปน็ คนที่ ๓ ว่าฤาษี มนชุ ะ กษตั รยิ ์ พราหมณ์ อาศัยอะไรจึงบูชายญั
แก่พวกเทวดา เมื่อท�ำการบูชาแล้ว ชนเหล่านั้น ข้ามชาติ ชราได้หรือไม่ มีทั้งหมด ๖ คาถา
โดยปุณณกมาณพทูลถาม ๓ คาถา พระผู้มพี ระภาคตรสั ตอบ ๓ คาถา
๓.๒ ใจความส�ำคัญ
ปุณณกมาณพทลู ถามว่า
ฤาษี มนชุ ะ กษตั ริย์ และพราหมณ์จ�ำนวนมากในโลกนี้
อาศัยอะไรจึงพากันบูชายัญแก่เทวดาท้งั หลาย
ชนเหล่านนั้ เปน็ ผู้ไมป่ ระมาทในการบูชายญั แลว้
ข้ามชาติและชราได้หรือไม่
ถา้ ชนเหล่านน้ั ขา้ มไม่ไดแ้ ลว้
ใครในเทวโลกและมนุษยโลก ข้ามชาตแิ ละชราได้
ท่านพระสารีบตุ รอธบิ ายมใี จความวา่
ค�ำว่า มนชุ ะ หมายถงึ มนุษย์ทั้งหลาย
ค�ำว่า ยญั อธบิ ายวา่ ไทยธรรม ไดแ้ ก่ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัย เภสชั
บริขาร ข้าว นำ�้ ผา้ ยาน เรยี กว่า ยัญ
278 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
พระผมู้ พี ระภาคตรัสตอบว่า
ฤาษี มนชุ ะ กษตั ริย์ พราหมณเ์ หล่าน้ัน
พากันบชู ายญั แก่เทวดาทงั้ หลาย
ชนเหลา่ นัน้ หวงั ความเป็นอยา่ งน้ี
อาศัยชราจงึ พากันบชู ายัญ
ท่านพระสารีบุตรอธบิ ายมีใจความว่า
ค�ำว่า พากันบูชายัญ อธิบายว่า ชนเหล่านั้นแสวงหา ค้นหา เสาะหายัญ คือ จีวร
บณิ ฑบาต เสนาสนะ คลิ านปจั จยั เภสชั บรขิ าร ฯลฯ เครอื่ งประทปี จงึ ชอ่ื วา่ บชู ายญั ชนเหลา่ นน้ั
ปรุงแต่งยัญ คือ จีวร ฯลฯ ก็ชื่อว่าบูชายัญ ชนเหล่าน้ันให้ สละ บริจาคยัญ คือ จีวร ฯลฯ
ก็ชอ่ื ว่าบชู ายัญ
ค�ำว่า หวังความเป็นอย่างน้ี อธิบายว่า ชนเหล่าน้ัน หวัง ต้องการ ยินดี ปรารถนา
มงุ่ หมาย มงุ่ หวงั การไดร้ ปู เสยี ง กลน่ิ รส โผฏฐพั พะ ...การไดอ้ ตั ภาพในหมเู่ ทพชน้ั พรหมกายกิ า
พระผมู้ พี ระภาคตรสั ต่อไปวา่
ชนเหลา่ นั้นหวงั ช่ืนชม มุ่งหวัง จงึ พากนั บชู ายัญ
เพราะอาศัยลาภจึงม่งุ หวังกาม
เรากล่าววา่ ชนเหล่านัน้ ผปู้ ระกอบการบูชายัญ
เป็นผ้กู �ำหนดั ยนิ ดใี นภพ ข้ามชาตแิ ละชราไปไม่ได้
เรากลา่ วว่า บุคคลผ้ไู มม่ ีความหวัน่ ไหวในโลกไหน ๆ
เพราะรู้จกั ฝงั่ น้แี ละฝงั่ โนน้ ในโลก
เปน็ ผู้สงบ ปราศจากควัน
ทา่ นพระสารีบุตรอธบิ ายมใี จความว่า
ค�ำวา่ ชนเหลา่ นน้ั ผปู้ ระกอบการบชู ายญั เปน็ ผกู้ �ำหนดั ยนิ ดใี นภพขา้ มชาติและชรา
ไปไม่ได้ อธบิ ายว่า ชนเหล่านนั้ ผู้ประกอบ คือ ขวนขวาย ฝกั ใฝ่ ใฝ่ใจในการประกอบบูชายญั
มคี วามก�ำหนดั ตดิ ใจคลง่ั ไคล้ หลงใหล หมกมนุ่ ตดิ ขอ้ ง พวั พนั ในภพทง้ั หลายดว้ ยความก�ำหนดั
ในภพ จงึ ข้ามชาติและชราไปไมไ่ ด้
ค�ำว่า ฝั่งนี้และฝัง่ โนน้ อธิบายวา่
อัตภาพของตน เรียกวา่ ฝัง่ นี้ อัตภาพของผอู้ น่ื เรียกวา่ ฝัง่ โน้น
ขนั ธ์ ๕ ของตน เรยี กวา่ ฝ่งั น้ี ขันธ์ ๕ ของผูอ้ ่นื เรียกวา่ ฝ่ังโนน้
อายตนะภายใน เรยี กว่าฝั่งน้ี อายตนะภายนอก เรยี กว่าฝ่ังโน้น
มนษุ ยโลก เรียกวา่ ฝ่งั น้ี เทวโลก เรยี กว่าฝง่ั โนน้
เลม่ ท่ี ๒๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๓๐ 279
กามธาตุ เรียกวา่ ฝง่ั น ้ี รปู ธาตุ อรปู ธาตุ เรียกว่าฝั่งโน้น
บุคคลเปน็ ผสู้ งบจากราคะ โทสะ โมหะ เปน็ ต้น ปราศจากควันคือกายทจุ รติ วจที จุ ริต
มโนทุจรติ ราคะ โทสะ โมหะ และอปุ กเิ ลสท้งั หลาย
๔. เมตตคูมาณวปัญหานทิ เทส
๔.๑ ความหมาย
เมตตคูมาณวปัญหานิทเทส คือ การอธิบายปัญหาของเมตตคูมาณพผู้เข้าไป
ทูลถามพระผู้มีพระภาคเป็นคนที่ ๔ ว่าความทุกข์เกิดมาจากไหน นักปราชญ์ข้ามโอฆะ ชาติ
ชรา โสกะและปริเทวะได้อย่างไร มีทั้งหมด ๑๒ คาถา โดยเมตตคูมาณพทูลถาม ๕ คาถา
พระผ้มู ีพระภาคตรสั ตอบ ๗ คาถา
๔.๒ ใจความส�ำคัญ
เมตตคูมาณพทูลถามวา่
...ทุกขห์ ลายรปู แบบอะไรกต็ าม
ทกุ ขเ์ หลา่ นเ้ี กิดมาจากทไ่ี หน
นักปราชญท์ ้งั หลายจะขา้ มโอฆะ ชาติ
ชรา โสกะและปรเิ ทวะ ได้อยา่ งไร
ข้าแต่พระองค์ผทู้ รงแสวงหาคุณอนั ยงิ่ ใหญ่
ข้าพระองค์ชอบใจธรรมอนั สูงสุดนัน้ ทีบ่ ุคคลรชู้ ดั แล้ว
มีสตเิ ทย่ี วไปอยู่ พึงข้ามตณั หาท่ชี ื่อวา่ วิสัตตกิ าได้
ธรรมทป่ี ราศจากอุปธิพระองคต์ รสั ไว้ดแี ล้ว
พระมนุ ตี รสั สอนชนเหล่าใด ไม่หยดุ หยอ่ น
ชนเหล่านนั้ พึงละทุกข์ได้แนน่ อน
ขอพระองคโ์ ปรดตรัสสอนขา้ พระองค์เช่นนนั้ บ้าง
พระผ้มู พี ระภาคตรสั ตอบว่า
ทุกข์หลายรปู แบบอะไรก็ตามในโลกล้วนเกดิ มาจากอุปธิ
บุคคลผูไ้ ม่มีปญั ญา ย่อมกอ่ อปุ ธิ
จัดว่าเปน็ คนเขลา ยอ่ มเขา้ ถึงทกุ ข์บอ่ ย ๆ
280 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
เพราะฉะน้ัน บคุ คลรอู้ ยู่ พจิ ารณาเห็นทกุ ข์วา่
มชี าติเป็นแดนเกดิ จึงไม่ควรก่ออปุ ธิ
บคุ คลรธู้ รรมแจ่มแจ้งแล้ว มสี ติเทย่ี วไปอยู่
พงึ ข้ามตณั หาทชี่ อ่ื วา่ วสิ ัตติกาได้
เราจกั กล่าวธรรมท่เี รารูป้ ระจักษด์ ้วยตนเองแกเ่ ธอ
เธอจงบรรเทาความเพลิดเพลิน ความยดึ มนั่
และวญิ ญาณในธรรมเหลา่ น้ี ไมพ่ ึงต้ังอยใู่ นภพ
ภกิ ษุมีปกติอยูด่ ว้ ยความไมป่ ระมาท
รู้แจง้ ละความยดึ ถอื วา่ เป็นของเรา
พึงละชาติ ชรา โสกะและปริเทวะอนั เป็นทุกขไ์ ดแ้ น่นอน
นรชนผู้มีปญั ญา จบเวท สลดั เคร่อื งข้อง
ในภพน้อยภพใหญ่ คลายตัณหาแล้ว ไม่มที ุกข์
ไมม่ ีความหวัง ช่ือวา่ ขา้ มชาติ และชราไดแ้ ลว้
ทา่ นพระสารีบุตรอธิบายมีใจความวา่
ค�ำว่า ทุกข์หลายรูปแบบ หมายถึง ชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณทุกข์ ทุกข์
เพราะเกดิ ในก�ำเนิดตา่ ง ๆ ทุกข์ในสงสาร ทกุ ข์เพราะเปน็ โรคตา โรคหู โรคจมกู ทุกข์ที่เกิดจาก
การเปลีย่ นฤดูกาล มหี นาว ร้อนเปน็ ต้น ทกุ ข์เพราะพลัดพรากจากส่งิ เปน็ ทร่ี ัก มบี ดิ า มารดา
ตายเปน็ ต้น ทกุ ข์เพราะความจน ทกุ ขท์ ง้ั หลายเกดิ มาจากอุปธิ ๑๐ อยา่ ง คือ อปุ ธิคือตณั หา
ทิฏฐิ กเิ ลส กรรม ทจุ ริต อาหาร ปฏิฆะ อุปาทินนธาตุ ๔ อายตนะภายใน ๖ และอปุ ธคิ อื หมวด
วญิ ญาณ ๖
นักปราชญ์ผู้เป็นบัณฑิต มีปัญญาเคร่ืองท�ำลายกิเลส ข้ามกาโมฆะ ภโวฆะ ทิฏโฐฆะ
อวิชโชฆะ ข้ามชาติ ชรา โสกะและปริเทวะได้แล้ว ด้วยความไม่ประมาท ละความยึดถือว่า
เป็นตัวของเรา
ค�ำว่า บคุ คลรู้ธรรมแจ่มแจง้ หมายถงึ รู้ว่า สงั ขารทง้ั ปวงไม่เท่ยี ง ฯลฯ สิ่งใดสิ่งหนึง่
มีความเกิดข้ึนเป็นธรรมดา ส่ิงน้ันทั้งหมดล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา มีสติเท่ียวไปอยู่
พึงข้ามตัณหาท่ีชอ่ื วา่ วิสัตตกิ าได้
ค�ำว่า เราจักกล่าวธรรมที่ได้ประจักษ์ด้วยตนเอง หมายถึง ธรรมที่พระพุทธเจ้า
ตรัสรดู้ ว้ ยพระองค์เอง มิใช่โดยการเลา่ ลือ มใิ ชโ่ ดยการถือสบื ๆ กันมา มิใชโ่ ดยการอ้างต�ำรา
มิใช่โดยตรรก มิใช่โดยการอนุมาน มิใช่โดยการคิดตรองตามแนวเหตุผล มิใช่เพราะเข้าได้กับ
ทฤษฎีที่พินจิ ไวแ้ ลว้
เล่มที่ ๒๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๐ 281
ค�ำว่า เธอจงบรรเทาความเพลิดเพลิน ความถือมั่น และวิญญาณในธรรมเหล่านี้
ไม่พงึ ตั้งอยใู่ นภพ หมายถงึ เธอจงบรรเทาท�ำให้หมดส้นิ ไปซ่งึ ตัณหา บรรเทาความถือมนั่ ดว้ ย
อ�ำนาจตัณหา ด้วยอ�ำนาจทิฏฐิ และวิญญาณท่ีสหรคตด้วยปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร
และอาเนญชาภสิ ังขาร ไมพ่ งึ ตง้ั อย่ใู นกรรมภพและภพใหม่อันมีในปฏิสนธิ
ภิกษุผู้เป็นเสขะมีปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาท ท�ำด้วยความเอื้อเฟื้อ ท�ำติดต่อ
ท�ำไมห่ ยดุ ไมท่ อดธรุ ะ รกั ษาศลี ใหบ้ รบิ รู ณ์ บ�ำเพญ็ สมาธิ ปญั ญา วมิ ตุ ติ และวมิ ตุ ตญิ าณทสั สนะ
ใหบ้ ริบูรณ์ ละความยึดถอื ว่าเปน็ ของเราเทยี่ วไปอยู่ พึงละชาติ ชรา โสกะและปรเิ ทวะอนั เป็น
ทุกข์ไดแ้ น่นอน
ค�ำวา่ นรชนผมู้ ีปญั ญา หมายถงึ นรชนผ้มู ีวิชชา มีญาณ มปี ญั ญาแจม่ แจง้ มีปัญญา
เครอ่ื งท�ำลายกิเลส
ค�ำว่า จบเวท หมายถึง ก้าวล่วงญาณในมรรค ๔ สลัดเครื่องข้อง ๗ อย่างคือ
เครื่องข้องคือราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลส ทุจริต คลายตัณหาได้แล้ว ไม่มีทุกข์คือ
ราคะ โทสะ โมหะ โกธะ ฯลฯ ไมม่ ีความหวังคอื ตณั หา ชือ่ วา่ ขา้ มชาตแิ ละชราได้แล้ว
๕. โธตกมาณวปญั หานทิ เทส
๕.๑ ความหมาย
โธตกมาณวปัญหานิทเทส คือ การอธิบายปัญหาของโธตกมาณพผู้เข้าไปทูลถาม
พระผู้มีพระภาคเป็นคนที่ ๕ เกี่ยวกับธรรมเป็นเครื่องดับกิเลส ธรรมคือความสงัด ตัณหา
ท่ีชอ่ื วา่ วสิ ตั ติกา เป็นตน้ มที ้งั หมด ๘ คาถา โดยโธตกมาณพทูลถาม ๔ คาถา พระผ้มู พี ระภาค
ตรสั ตอบ ๔ คาถา
๕.๒ ใจความส�ำคัญ
โธตกมาณพทูลถามวา่
ขา้ แต่พระองคผ์ ้สู กั กะ
ขอพระองค์โปรดปลดเปล้อื งขา้ พระองค์
จากความสงสยั ทัง้ หลายเถดิ
ทา่ นพระสารบี ตุ รอธิบายมใี จความว่า
ค�ำว่า ความสงสัยทั้งหลาย ได้แก่ ความสงสัยในทุกข์ ความสงสัยในทุกขสมุทัย
282 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
ความสงสยั ในทกุ ขนิโรธ ความสงสัยในทุกขนโิ รธคามินปี ฏปิ ทา ความสงสัยในสว่ นเบอ้ื งตน้ และ
สว่ นเบ้อื งปลาย ความสงสัยในปฏิจจสมปุ บาทว่า เพราะธรรมนี้เปน็ ปัจจยั ธรรมนจ้ี งึ มี ... ความ
ติดขดั ในใจเหน็ ปานน้ี
พระผูม้ ีพระภาคตรัสตอบว่า
เราไมส่ ามารถปลดเปลอ้ื งใคร ๆ
ที่มคี วามสงสัยในโลกได้
แต่เธอเม่อื รูท้ ัว่ ถงึ ธรรมอนั ประเสรฐิ
กจ็ ะขา้ มโอฆะนไ้ี ด้
ทา่ นพระสารีบตุ รอธบิ ายมีใจความวา่
ค�ำว่า ธรรมอันประเสริฐ ในค�ำว่า แต่เธอเม่ือรู้ทั่วถึงธรรมอันประเสริฐ ได้แก่
อมตนิพพาน อันเปน็ ธรรมระงบั สังขารท้งั ปวง เป็นท่สี ลดั ท้งิ อปุ ธทิ งั้ หมด เปน็ ท่สี ้นิ ตัณหา เปน็
ท่ีคลายก�ำหนดั เปน็ ท่ดี บั กิเลส เปน็ ทเี่ ย็นสนิท
ค�ำวา่ กจ็ ะขา้ มโอฆะนไ้ี ด้ อธบิ ายวา่ เธอกจ็ ะขา้ มกาโมฆะ ภโวฆะ ทฏิ โฐฆะ อวชิ โชฆะนไ้ี ด้
โธตกมาณพทูลถามวา่
...ขอพระองคท์ รงพระกรณุ าตรสั สอนวเิ วกธรรม
ทีข่ า้ พระองค์จะพึงรู้แจ้งได้
และโดยวิธีที่ข้าพระองคไ์ มข่ ดั ขอ้ งเหมอื นอากาศ
ข้าพระองค์จะพึงสงบอยู่ในท่ีน้ีแล
เป็นผ้ไู มย่ ึดอาศยั เทีย่ วไปอยู่
ท่านพระสารบี ตุ รอธบิ ายมใี จความวา่
ค�ำว่า วิเวก ในค�ำว่า วิเวกธรรมท่ีข้าพระองค์จะพึงรู้แจ้งได้ ได้แก่ อมตนิพพาน
อันเป็นธรรมระงับสังขารท้ังปวง เป็นที่สลัดท้ิงอุปธิทั้งหมด เป็นท่ีส้ินตัณหา เป็นที่คลาย
ก�ำหนดั เปน็ ทดี่ บั กิเลส เปน็ ท่เี ยน็ สนิท
ค�ำวา่ ที่ขา้ พระองค์ไม่ขัดข้องเหมอื นอากาศ อธิบายว่า อากาศ ไมข่ ดั ข้อง คือ จบั ตอ้ ง
ไม่ได้ ไม่ติด ไมพ่ ัวพัน ฉนั ใด ขา้ พระองคไ์ ม่ขัดขอ้ ง ไมย่ ดึ ถือ ไม่ตดิ ไม่พัวพัน ฉนั น้ัน
อากาศยอ้ มไม่ไดด้ ว้ ยนำ้� ครง่ั นำ�้ ขม้นิ ด้วยสเี ขยี ว หรือด้วยสนี �้ำฝาด ฉันใด
ข้าพระองคก์ ไ็ มก่ �ำหนัด ไมข่ ดั เคอื ง ไมล่ ุม่ หลง ไมเ่ ศร้าหมอง ฉนั น้ัน
อากาศไม่ก�ำเริบ ไม่พยาบาท ไม่หดหู่ ไม่กระทบกระทั่ง ฉันใด ข้าพระองค์ไม่โกรธ
ไม่พยาบาท ไม่หดหู่ ไม่กระทบกระทงั่ ฉนั น้ัน
เลม่ ท่ี ๒๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๐ 283
ค�ำว่า ข้าพระองค์จะพึงสงบอยู่ในที่นี้แล เป็นผู้ไม่ยึดอาศัย เท่ียวไปอยู่ อธิบายว่า
ขา้ พระองคจ์ ะพงึ สงบอยใู่ นทนี่ ้ี คือ น่ังอยู่ในทนี่ ้ี นัง่ อยบู่ นอาสนะนี้ ในบริษทั น้ี ไม่ยดึ อาศยั ๒
อย่าง คอื การอาศยั ดว้ ยอ�ำนาจตณั หา และการอาศัยด้วยอ�ำนาจทฏิ ฐิ สลัดออก หลุดพน้ แลว้
ไม่เกย่ี วขอ้ ง มีใจเป็นอสิ ระอยู่ เทยี่ วไป เคลอื่ นไหว เปน็ ไป ยังชวี ติ ใหด้ �ำเนินไป
พระผู้มพี ระภาคตรัสตอบว่า
เราจกั กล่าวความสงบนั้น ที่ร้ปู ระจกั ษ์ดว้ ยตนเอง
ในธรรมทีเ่ ราเห็นแล้วแกเ่ ธอ
เธอร้ชู ัดธรรมอย่างใดอย่างหน่ึง
ซึง่ เป็นธรรมชั้นสูง ชน้ั ต�ำ่ และช้ันกลาง
เธอรู้ชดั ธรรมนนั้ ว่าเป็นเครอ่ื งข้องในโลกแล้ว
อย่าได้กอ่ ตัณหาเพื่อภพน้อยและภพใหญ่
ท่านพระสารบี ตุ รอธบิ ายมีใจความว่า
ค�ำวา่ ธรรมชนั้ สงู ช้นั ตำ่� และชนั้ กลาง อธบิ ายว่า
อนาคต เรยี กวา่ ช้ันสูง อดีต เรยี กวา่ ช้ันตำ่� ปัจจุบัน เรยี กวา่ ช้นั กลาง
กศุ ลธรรม เรียกวา่ ช้นั สงู อกศุ ลธรรม เรียกวา่ ชนั้ ต่�ำ อพั ยากตธรรม เรยี กวา่ ชัน้ กลาง
อรปู ธาตุ เรียกวา่ ชั้นสงู กามธาตุ เรียกว่าช้นั ตำ�่ รูปธาตุ เรียกว่า ชน้ั กลาง
สขุ เวทนา เรยี กวา่ ชน้ั สงู ทกุ ขเวทนา เรยี กวา่ ชนั้ ตำ�่ อทกุ ขมสขุ เวทนา เรยี กวา่ ชนั้ กลาง
เบื้องสูงจากฝ่าเท้าข้ึนไป เรียกว่าช้ันสูง เบื้องต่�ำจากปลายผมลงมา เรียกว่าชั้นต่�ำ
ตรงกลาง เรยี กว่าชั้นกลาง
ค�ำว่า อย่าได้ก่อตัณหาเพื่อภพน้อยและภพใหญ่ อธิบายว่า อย่าก่อรูปตัณหา
สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา และธัมมตัณหา คืออย่าให้บังเกิดขึ้นอีก
เม่ือเธอรู้ธรรมน้ันว่าเป็นเครื่องข้อง เครื่องผูกพัน ก็อย่าได้ก่อตัณหาเพื่อเกิดในภพน้อยและ
ภพใหญ่
284 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก
๖. อุปสีวมาณวปญั หานทิ เทส
๖.๑ ความหมาย
อุปสีวมาณวปัญหานิทเทส คือ การอธิบายปัญหาของอุปสีวมาณพผู้เข้าไปทูลถาม
พระผมู้ พี ระภาค เป็นคนที่ ๖ เก่ยี วกับอารมณ์ท่ีอาศยั เพ่ือให้ข้ามหว้ งกเิ ลส อากิญจญั ญายตน-
สมาบัติ วิญญาณ เปน็ ต้น มที ้งั หมด ๘ คาถา โดยอปุ สวี มาณพทูลถาม ๔ คาถา พระผมู้ ีพระภาค
ตรสั ตอบ ๔ คาถา
๖.๒ ใจความส�ำคัญ
อปุ สวี มาณพทูลถามว่า
...ขา้ พระองคผ์ เู้ ดยี วไม่ได้อาศัย(ใคร ๆ หรอื สิ่งใด ๆ)
จงึ ไม่สามารถข้ามห้วงกิเลสอนั ย่งิ ใหญไ่ ด้
ขอพระองค์โปรดตรัสบอกอารมณ์
ที่ข้าพระองค์ไดอ้ าศัยแล้วพึงข้ามหว้ งกิเลสนี้ได้
ทา่ นพระสารีบตุ รอธิบายมีใจความว่า
ค�ำว่า ข้าพระองค์ผู้เดียวไม่ได้อาศัย(ใคร ๆ หรือส่ิงใด ๆ) อธิบายว่า ข้าพระองค์
ผู้เดียวไม่ได้อาศัยบุคคลหรือธรรมใดเลย จึงไม่สามารถข้ามห้วงกิเลสใหญ่ คือ กาโมฆะ
ภโวฆะ ทฏิ โฐฆะ และอวิชโชฆะได้
พระผ้มู ีพระภาคตรสั ตอบว่า
เธอจงมีสติ เพ่งพจิ ารณาอากญิ จัญญายตนสมาบัติ
ยดึ เอาเป็นอารมณ์ว่า ไม่มีอะไรดังนแี้ ลว้
กจ็ ะขา้ มหว้ งกเิ ลสได้ เธอจงละกามทั้งหลาย
เป็นผงู้ ดเว้นจากความสงสยั ทงั้ หลาย
พิจารณาความสน้ิ ตัณหา ทง้ั คืนท้งั วัน
ท่านพระสารีบุตรอธบิ ายมใี จความวา่
ค�ำว่า เธอจงมสี ติ เพ่งพิจารณาอากญิ จัญญายตนสมาบัติ อธิบายว่า พราหมณน์ ั้นได้
อากญิ จญั ญายตนสมาบตั โิ ดยปกติ ไมร่ ทู้ อี่ าศยั วา่ สมาบตั นิ เ้ี ปน็ ทอ่ี าศยั ของเรา พระผมู้ พี ระภาค
จงึ ตรสั บอกทอ่ี าศยั และทางออกทสี่ งู ขน้ึ ไปแกพ่ ราหมณว์ า่ เธอจงเปน็ ผมู้ สี ตเิ ขา้ อากญิ จญั ญายตน-
สมาบตั ิ ออกจากสมาบตั แิ ลว้ เพง่ พจิ ารณาจติ และเจตสกิ ธรรมทเ่ี กดิ ในสมาบตั นิ น้ั โดยความเปน็
เลม่ ท่ี ๒๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๐ 285
ของไม่เที่ยง เป็นทกุ ข์ เปน็ โรค เป็นดุจหัวฝี ฯลฯ มชี าติ ชรา มรณะเป็นธรรมดา เป็นสิ่งที่ตอ้ ง
สลัดออกไป
ท่ชี ่ือวา่ อากญิ จัญญายตนสมาบตั ิ เพราะอรรถวา่ อะไรน้อยหน่ึงยอ่ มไม่มี เธอจงละกาม
๒ อย่าง คือ วัตถุกามและกเิ ลสกาม งดเวน้ จากความสงสัยในทุกข์ ทุกขสมทุ ัย เป็นต้น พจิ ารณา
ความสิ้นตัณหา ความส้ินราคะ โทสะ โมหะ คติ การถือก�ำเนิด ปฏิสนธิ ภพ สงสาร วัฏฏะ
ตลอดกลางคนื และกลางวนั อปุ สีวมาณพทลู ถามว่า
บคุ คลใดคลายราคะในกามทั้งปวง
ละสมาบตั อิ ืน่ อาศยั แตอ่ ากญิ จัญญายตนสมาบตั ิ
นอ้ มใจไปในสัญญาวิโมกขช์ ้นั สูง
บคุ คลน้นั ไม่หวนั่ ไหว ด�ำรงอย่ใู นพรหมโลก
ชน้ั อากญิ จญั ญายตนะน้ันไดห้ รอื
พระผู้มพี ระภาคตรสั ตอบวา่ ได้
ทา่ นพระสารบี ตุ รอธบิ ายมีใจความวา่
ค�ำว่า ละสมาบัติอ่ืน อาศัยแต่อากิญจัญญายตนสมาบัติ อธิบายว่า ละสมาบัติ ๖
เบ้อื งต่ำ� อาศัยแตอ่ ากญิ จญั ญายตนสมาบตั ิ
ค�ำว่า น้อมใจไปในสัญญาวิโมกข์ช้ันสูง อธิบายว่า สัญญาสมาบัติ ๗ ท่านเรียกว่า
สัญญาวิโมกข์ บรรดาสัญญาสมาบัติเหล่าน้ัน อากิญจัญญายตนสมาบัติเป็นวิโมกข์อันเลิศ
ประเสริฐ สูงสุด
อปุ สีวมาณพทูลถามวา่
...ถ้าบุคคลน้นั ไม่หวนั่ ไหว
ด�ำรงอยใู่ นพรหมโลกนนั้ นานปีไซร้
บคุ คลนนั้ เป็นผูห้ ลุดพ้นแลว้
มคี วามสงบเย็นอยู่ในพรหมโลกนน้ั นั่นแลหรอื
หรือว่าวิญญาณของบคุ คลนนั้ จะพึงจุติอกี
พระผ้มู ีพระภาคตรสั ตอบว่า
เปลวไฟถูกก�ำลังลมพัดไป
ย่อมดับ ก�ำหนดไม่ได้ ฉนั ใด
มุนพี น้ แลว้ จากนามกาย
ย่อมดับไป ก�ำหนดไม่ได้ ฉนั นน้ั
286 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
ทา่ นพระสารีบตุ รอธบิ ายมีใจความว่า
ค�ำวา่ ย่อมดับ ก�ำหนดไมไ่ ด้ อธบิ ายวา่ ย่อมดับ ยอ่ มถึงความไม่มี ถงึ ความต้งั อยู่ไมไ่ ด้
ก�ำหนดไมไ่ ด้ คอื ยกมาอ้างไม่ได้ นบั ไม่ได้ บัญญตั ิไม่ได้ว่า เปลวไฟนนั้ ไปทศิ ชอ่ื โน้นแล้ว ฉันใด
มนุ นี นั้ ปรนิ พิ พานแลว้ ดว้ ยอนปุ าทเิ สสนพิ พานธาตุ ก�ำหนดไมไ่ ด้ ยกมาอา้ งไมไ่ ด้ นบั ไมไ่ ด้
บญั ญตั ไิ มไ่ ดว้ า่ กษตั รยิ ์ วา่ พราหมณ์ วา่ แพศย์ ฯลฯ วา่ สตั วม์ สี ญั ญากม็ ใิ ช่ ไมม่ สี ญั ญากม็ ใิ ช่ ฉนั นน้ั
อุปสีวมาณพทลู ถามว่า
มนุ นี ้ันถงึ ความสลายไป หรือวา่ ไมม่ ี
หรอื ว่าไม่แตกท�ำลายเพราะมคี วามแน่แท.้ ..
ท่านพระสารบี ุตรอธบิ ายมใี จความว่า
ค�ำว่า มุนีนั้นถึงความสลายไป หรือไม่มี อธิบายว่า มุนีนั้นดับไปแล้ว สูญไปแล้ว
หายไปแล้ว
ค�ำว่า หรือว่าไม่แตกท�ำลาย เพราะมีความแน่แท้ อธิบายว่า หรือว่า เที่ยง ม่ันคง
แน่แท้ มีความไม่แปรผันไปเป็นธรรมดา พึงด�ำรงอยู่อย่างน้ันเสมอกับส่ิงท่ียึดถือว่าแน่แท้ใน
พรหมโลกนนั้
พระผมู้ ีพระภาคตรสั ตอบว่า
มุนีถึงความสลายไป ยอ่ มไมม่ ีอะไรเป็นประมาณ
ชนทั้งหลายพึงวา่ กลา่ วมนุ ีนัน้ ด้วยกิเลสใด
กิเลสนั้นยอ่ มไม่มแี ก่มนุ นี ้ัน
(เพราะ)เมอื่ มุนนี ้ันถอนธรรมทั้งปวงได้เด็ดขาดแลว้
แม้ครรลองแหง่ วาทะท้ังปวง
ท่านกถ็ อนได้เด็ดขาดแล้วเหมือนกนั
ทา่ นพระสารีบุตรอธิบายมใี จความว่า
ค�ำว่า มนุ ีถึงความสลายไป ย่อมไม่มอี ะไรเปน็ ประมาณ อธิบายวา่ มนุ ีถึงความสลาย
ไป คอื ปรนิ ิพพานแลว้ ดว้ ยอนปุ าทเิ สสนพิ พานธาตุ ย่อมไม่มปี ระมาณแหง่ รปู เวทนา สัญญา
สังขาร วิญญาณ คอื ทา่ นละส่ิงเหล่าน้ไี ด้แลว้
ค�ำว่า กิเลสนน้ั ย่อมไม่มแี ก่มุนนี ัน้ อธิบายวา่ กเิ ลสคอื ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ
อุทธจั จะ วิจกิ ิจฉา ไมม่ ีแกม่ ุนี
ค�ำวา่ แมค้ รรลองแห่งวาทะทงั้ ปวง ทา่ นกถ็ อนได้เด็ดขาดแลว้ อธิบายวา่ กิเลส ขันธ์
และอภิสงั ขารตรัสเรยี กว่า ครรลองแหง่ วาทะ
เล่มท่ี ๒๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๓๐ 287
วาทะ ครรลองแห่งวาทะ ช่ือ ครรลองแห่งชื่อ ภาษา ครรลองแห่งภาษา บัญญัติ
ครรลองแห่งบัญญัติ มนุ ถี อนได้เดด็ ขาดแล้ว
๗. นันทมาณวปัญหานทิ เทส
๗.๑ ความหมาย
นันทมาณวปัญหานิทเทส คือ การอธิบายปัญหาของนันทมาณพ ผู้เข้าไปทูลถาม
พระผมู้ ีพระภาคเป็นคนที่ ๗ เกยี่ วกบั มุนี ความหมดจด ผู้ขา้ มชาตแิ ละชราได้ ธรรมทป่ี ราศจาก
อุปธิ มีท้งั หมด ๗ คาถา โดยนันทมาณพทลู ถาม ๔ คาถา พระผู้มพี ระภาคตรัสตอบ ๓ คาถา
๗.๒ ใจความส�ำคัญ
นนั ทมาณพทลู ถามว่า
ชนทั้งหลายกล่าววา่ มุนที ้งั หลายมีอย่ใู นโลก
ค�ำกลา่ วน้ีนัน้ เป็นอยา่ งไร
ชนท้ังหลายเรียกบคุ คลผู้เปน็ ไปด้วยญาณ
หรือวา่ เรียกบคุ คลผ้เู ป็นไปดว้ ยความเปน็ อยวู่ า่ เปน็ มุนี
ท่านพระสารบี ตุ รอธิบายมใี จความว่า
ค�ำวา่ มุนที ้ังหลาย ได้แก่ อาชีวก นคิ รนถ์ ชฎิล ดาบส
ค�ำว่า ชนท้ังหลายเรียกบุคคลผู้เป็นไปด้วยญาณว่าเป็นมุนี อธิบายว่า ชนท้ังหลาย
ย่อมเรียก ย่อมพูด บอก แสดง ชี้แจงบุคคลผู้ประกอบด้วยญาณในสมาบัติ หรือญาณใน
อภิญญา ๕ ว่าเป็นมุนี หรือว่า ชนทั้งหลายเรียกบุคคลผู้ด�ำเนินชีวิตเศร้าหมอง ผู้ท�ำหน้าท่ี
การงานหลายอย่างว่าเปน็ มนุ ี
พระผู้มพี ระภาคตรสั ตอบวา่
ชนท้งั หลายผ้ฉู ลาดในโลกนี้
ไมเ่ รียกบุคคลวา่ เป็นมนุ ี
เพราะไดเ้ ห็น เพราะได้ฟัง และเพราะได้รู้
เราเรยี กเหล่าชนผู้ก�ำจดั เสนามารไดแ้ ลว้
ผไู้ ม่มีความทกุ ข์ ไมม่ ีความหวงั เท่ียวจารกิ อยวู่ า่ เปน็ มุนี
288 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
ทา่ นพระสารีบตุ รอธิบายมีใจความวา่
ค�ำว่า ชนทั้งหลายผู้ฉลาด หมายถึง ชนท้ังหลายผู้ฉลาดในขันธ์ ธาตุ อายตนะ
ปฏิจจสมปุ บาท สตปิ ัฏฐาน สมั มปั ปธาน อทิ ธบิ าท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ มรรค ผล นิพพาน
ไม่เรียกบุคคลผู้เพียบพร้อมด้วยความสะอาดแห่งรูป เสียง ญาณในสมาบัติ ๘ ญาณใน
อภิญญา ๕ มจิ ฉาญาณ ว่าเป็นมนุ ี
ค�ำว่า เสนามาร หมายถงึ กายทจุ รติ วจีทจุ รติ มโนทุจรติ ราคะ โทสะ โมหะ โกธะ
อุปนาหะ มกั ขะ ปฬาสะ อสิ สา มัจฉรยิ ะ มายา สาเถยยะ ถัมภะ สารมั ภะ มานะ อติมานะ
มทะ ปมาทะ กเิ ลสทกุ ชนิด ทจุ รติ ทกุ อย่าง ความกระวนกระวาย ความเร่ารอ้ น ความเดือดรอ้ น
อกุศลาภิสงั ขารทุกประเภท เสนามาร ๑๐ กอง คือ
เสนากองท่ี ๑ คอื กิเลสกาม เสนากองที่ ๒ คอื ความไม่ยนิ ดี
เสนากองที่ ๓ คอื ความหวิ กระหาย เสนากองท่ี ๔ คือ ตัณหา
เสนากองท่ี ๕ คือ ถนี มิทธะ เสนากองท่ี ๖ คอื ความกลัว
เสนากองที่ ๗ คือ วิจกิ จิ ฉา เสนากองท่ี ๘ คอื มักขะและถัมภะ
เสนากองท่ี ๙ คือ ลาภ ยศ สรรเสรญิ ทไี่ ด้มาผดิ ๆ
เสนากองท่ี ๑๐ คือ การยกตนและขม่ ผอู้ น่ื
ค�ำวา่ ผไู้ ม่มีความทุกข์ หมายถงึ ไมม่ รี าคะ โทสะ โมหะ โกธะ อุปนาหะ เปน็ ต้น
ค�ำว่า ไม่มีความหวัง อธิบายว่า ตัณหาท่านเรียกว่า ความหวัง ได้แก่ ความก�ำหนัด
ความก�ำหนัดนกั ฯลฯ อภิชฌา อกศุ ลมลู คือโลภะ
นนั ทมาณพทูลถามว่า
สมณพราหมณ์บางพวกกลา่ วความหมดจด
เพราะรปู ทไี่ ด้เหน็ บา้ ง เพราะเสียงที่ได้ยินบ้าง
กลา่ วความหมดจดเพราะศลี วตั รบา้ ง
กล่าวความหมดจดเพราะพิธีหลากหลายบา้ ง
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผูน้ ิรทุกข์
สมณพราหมณพ์ วกนนั้ เป็นผ้ปู ระพฤติตนเคร่งครัด
ในหลักการของตนนั้น ข้ามชาติและชราได้บ้างหรอื ไม่
ท่านพระสารบี ุตรอธบิ ายมใี จความว่า
ค�ำว่า ความหมดจด ในที่น้ีหมายถึง ความสะอาด ความบริสุทธ์ิ ความหลุดไป
ความหลดุ พน้ ไปเพราะรูปท่เี หน็ เสียงท่ไี ดย้ ิน ศีลวัตร และพธิ ีกรรมตา่ ง ๆ
เลม่ ท่ี ๒๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๐ 289
ค�ำว่า หลักการ ในค�ำว่า ผู้ประพฤติตนเคร่งครัดในหลักการของตน หมายถึง
ความถกู ใจ ความพอใจ ลทั ธิของตน
ค�ำว่า ประพฤติตนเคร่งครัด หมายถึง ประพฤติระมัดระวัง คุ้มครอง ปกปัก รักษา
สังวร
พระผู้มพี ระภาคตรสั ตอบวา่
... แม้ประพฤติตนเครง่ ครดั อยูใ่ นหลกั การของตนน้ันกจ็ รงิ
แต่เรากลา่ วว่า พวกเขายังขา้ มชาตแิ ละชราไปไมไ่ ด้
นนั ทมาณพทลู ถามว่า
... ขา้ แต่พระองคผ์ ู้นิรทุกข์ เมอื่ เปน็ เช่นนั้น
ใครเลา่ ในเทวโลกและมนษุ ยโลก
ชื่อวา่ ข้ามชาติและชราไปได้ ...
พระผู้มพี ระภาคตรสั ตอบว่า
เราไม่กลา่ วว่า สมณพราหมณท์ ั้งหมด
ถูกชาตแิ ละชราโอบล้อม
นรชนเหลา่ ใดในโลกนี้ ละรปู ที่ได้เหน็
เสยี งท่ีไดย้ นิ อารมณท์ ไ่ี ด้รับรู้
หรอื ศีลวัตรไดท้ ้งั หมด ท้งั ละพธิ ีหลากหลายทงั้ ปวง
ก�ำหนดรตู้ ณั หาได้แล้ว เป็นผหู้ มดอาสวะ
เรากล่าววา่ นรชนเหลา่ น้ันแล
ชื่อว่าเป็นผขู้ า้ มหว้ งกิเลสไดแ้ ล้ว
ท่านพระสารบี ุตรอธิบายมีใจความว่า
ค�ำว่า นรชนเหล่าใด... ก�ำหนดรู้ตัณหาได้แล้ว เป็นผู้หมดอาสวะ เรากล่าวว่า
นรชนเหลา่ นั้นแล ชื่อวา่ เป็นผขู้ ้ามห้วงกิเลสไดแ้ ล้ว อธิบายว่า
นรชนเหล่าใดก�ำหนดรู้รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา
ธัมมตัณหา ด้วยปริญญา ๓ อย่าง คือ ญาตปริญญา ตีรณปริญญา และปหานปริญญา
เปน็ ผหู้ มดอาสวะ ๔ อยา่ ง คอื กามาสวะ ภวาสวะ ทฏิ ฐาสวะ และอวิชชาสวะ อาสวะเหล่าน้ี
นรชนเหล่าใดละได้เด็ดขาดแล้ว ตัดรากถอนโคน เหมือนต้นตาลท่ีถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว
เหลือแต่พื้นที่ ท�ำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ นรชนเหล่าน้ัน ชื่อว่าข้ามกาโมฆะ ภโวฆะ
ทฏิ โฐฆะ อวิชโชฆะ ทางแหง่ สงสารทกุ อย่างไดแ้ ลว้
290 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
๘. เหมกมาณวปญั หานทิ เทส
๘.๑ ความหมาย
เหมกมาณวปัญหานิทเทส คือ การอธิบายปัญหาของเหมกมาณพผู้เข้าไปทูลถาม
พระผู้มีพระภาคเป็นคนท่ี ๘ เก่ียวกับค�ำพยากรณ์ของอาจารย์เจ้าลัทธิ ธรรมเคร่ืองก�ำจัด
ตัณหา และนิพพาน มที ั้งหมด ๔ คาถา โดยเหมกมาณพทลู ถาม ๒ คาถา พระผูม้ พี ระภาคตรัส
ตอบ ๒ คาถา
๘.๒ ใจความส�ำคัญ
เหมกมาณพทูลถามวา่
ก่อนแต่ศาสนาของพระโคดม
อาจารยเ์ จ้าลัทธเิ หล่าใดเคยพยากรณ์แกข่ า้ พระองค์วา่
เหตนุ ไ้ี ด้เป็นมาแล้วอย่างน้ี จกั เป็นอยา่ งนี้
ค�ำพยากรณท์ ัง้ หมดนนั้ เปน็ ค�ำทเ่ี ช่อื สืบต่อกันมา
ค�ำพยากรณ์ทั้งหมดนั้นมีแตจ่ ะท�ำให้ตรึกไปตา่ ง ๆ
ขา้ พระองคจ์ ึงไม่ยนิ ดคี �ำพยากรณ์น้ัน
ขา้ แตพ่ ระมนุ ี บคุ คลรูช้ ดั ธรรมใดแล้ว
มสี ตเิ ทีย่ วไปอยู่ พึงข้ามตณั หาทชี่ อ่ื ว่าวสิ ตั ติกาในโลกได้
ขอพระองค์โปรดตรสั บอกธรรมที่เป็นเครือ่ งก�ำจัดตัณหา
แก่ข้าพระองค์เถดิ
ท่านพระสารบี ุตรอธิบายมีใจความวา่
ค�ำว่า อาจารยเ์ จา้ ลัทธิเหล่าใด เคยพยากรณแ์ ก่ข้าพระองค์ หมายถึง พราหมณพ์ าวรี
และอาจารยค์ นอืี่น ๆ ของพราหมณพ์ าวรเี คยพยากรณ์ คือ เคยบอก แสดง บญั ญตั ิ ก�ำหนด
เปดิ เผย จ�ำแนก ท�ำใหง้ ่าย ประกาศหลักการของตน ลัทธแิ ละความประสงค์ของตนว่า เหตนุ ้ี
ไดเ้ ป็นอย่างน้ี จักเปน็ อย่างนี้
ค�ำว่า ค�ำพยากรณ์ท้ังหมดน้ันเป็นค�ำท่ีเช่ือสืบต่อกันมา หมายถึง ค�ำพยากรณ์นั้น
อาจารย์เหล่าน้ันไม่รู้ด้วยตนเอง ไม่ได้ประจักษ์แก่ตนเอง (เป็นค�ำที่เช่ือ) โดยการเล่าลือ
โดยการถือสืบ ๆ กันมา โดยการอ้างต�ำรา โดยตรรก โดยอนุมาน โดยการคิดตรองตามแนว
เหตผุ ล หรือเพราะเขา้ กบั ทฤษฏที ีพ่ ินจิ ไว้
เล่มท่ี ๒๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๐ 291
ค�ำว่า ค�ำพยากรณ์ท้ังหมดมีแต่จะท�ำให้ตรึกไปต่าง ๆ หมายถึง ท�ำให้กามวิตก
พยาบาทวิตก วิหงิ สาวิตก เป็นตน้ เจริญ
ค�ำว่า ขอพระองค์โปรดตรัสบอกธรรม หมายความว่า ขอให้พระพุทธเจ้าประกาศ
พรหมจรรย์ที่มีความงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด พร้อมท้ัง อรรถและ
พยัญชนะ สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ อริยมรรคมีองค์ ๘
นิพพาน และปฏปิ ทาเครอื่ งด�ำเนินไปสูน่ พิ พาน
พระผมู้ พี ระภาคตรัสตอบวา่
เหมกะ นิพพานบทอันไม่แปรผนั
เครอื่ งบรรเทาความก�ำหนัดดว้ ยอ�ำนาจความพอใจ
ในปยิ รปู ท้งั หลายทไ่ี ด้เห็น ไดย้ ิน ได้รับรแู้ ละไดร้ ู้ในโลกน้ี
ทา่ นพระสารบี ตุ รอธบิ ายมใี จความวา่
ค�ำว่า นิพพานบทอันไม่แปรผัน อธิบายว่า นิพพานบท(ทางนิพพาน) คือ ตาณบท
(ทางปกป้อง) เลณบท (ทางหลีกเร้น) ปรายนบท (ทางไปสู่จุดหมาย) อภยบท (ทางไม่มีภัย)
อันมน่ั คง แนแ่ ท้ ไมแ่ ปรผนั ไปเปน็ ธรรมดา
ค�ำว่า เครื่องบรรเทาความก�ำหนัดด้วยอ�ำนาจความพอใจ หมายถึง เครื่องสละ
เข้าไปสงบ สลดั ทง้ิ ระงับความก�ำหนัดดว้ ยอ�ำนาจความพอใจ คืออมตนิพพานน้นั เอง
ค�ำว่า ปยิ รปู ทั้งหลาย หมายถงึ รูปทีน่ ่ารกั มหี ลายอย่าง คอื
๑. จกั ขุ โสตะ ฆานะ ชวิ หา กาย มโน
๒. รปู เสยี ง กลิน่ รส โผฏฐพั พะ ธรรมารมณ์
๓. จกั ขวุ ญิ ญาณ โสตวญิ ญาณ ฆานวญิ ญาณ ชวิ หาวญิ ญาณ กายวญิ ญาณ มโนวญิ ญาณ
๔. จกั ขุสมั ผัส ... มโนสัมผัส
๕. รปู สญั เจตนา ... ธัมมสัญเจตนา
๖. รปู ตณั หา ... ธมั มตณั หา
๗. รปู วิตก ... ธมั มวิจาร
เหลา่ นเ้ี ป็นปยิ รูป เปน็ สาตรปู ในโลก
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ชนเหล่าใดรู้นิพพาน เห็นแจ้งธรรมว่า สังขารท้ังปวงไม่เท่ียง
สังขารทง้ั ปวงเปน็ ทกุ ข์ ธรรมทั้งปวงเปน็ อนตั ตาดบั กเิ ลส มรี าคะ โทสะ โมหะ เปน็ ต้นได้แล้ว
ชนเหล่านั้นช่ือว่าเป็นผู้สงบจากราคะ โทสะ โมหะ ฯลฯ อกุสลาภิสังขารทุกอย่าง เป็นผู้ข้าม
ตณั หาท่ชี อื่ ว่าวสิ ตั ตกิ าในโลกไดแ้ ล้ว
292 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสุตตันตปิฎก
๙. โตเทยยมาณวปัญหานทิ เทส
๙.๑ ความหมาย
โตเทยยมาณวปัญหานิทเทส คือ การอธิบายปัญหาของโตเทยยมาณพ ผู้เข้าไป
ทูลถามพระผู้มีพระภาคเป็นคนที่ ๙ เก่ียวกับกาม วิโมกข์ ความหวัง มีท้ังหมด ๔ คาถา
โดยโตเทยยมาณพทลู ถาม ๒ คาถา พระผู้มพี ระภาคตรสั ตอบ ๒ คาถา
๙.๒ ใจความส�ำคญั โตเทยยมาณพทูลถามว่า
กามท้ังหลายไม่อยู่ในบุคคลใด
ตัณหาไมม่ แี ก่บุคคลใด
และบุคคลใดขา้ มความสงสยั ได้แลว้
วโิ มกขข์ องบุคคลนนั้ เปน็ เชน่ ไร
ท่านพระสารบี ตุ รอธิบายมใี จความวา่
ค�ำว่า กามทั้งหลายไม่อยู่ในบุคคลใด หมายถึง กามทั้งหลาย ไม่มี ไม่อยู่ร่วม ไม่อยู่
อาศยั ไมอ่ ยูค่ รองในบุคคลใด
ค�ำวา่ ตัณหายอ่ มไม่มแี ก่บุคคลใด หมายถึง ตณั หาไม่มี ไม่มอี ยู่ ไม่ปรากฏแกบ่ ุคคลใด
บุคคลใดขา้ ม ขา้ มพน้ ก้าวลว่ งความสงสัยได้แล้ว วิโมกขข์ องเขาเป็นเชน่ ไร มสี ัณฐานอย่างไร
มีประการอย่างไร เปรยี บไดก้ ับอะไร
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
กามทง้ั หลายไมอ่ ยใู่ นบุคคลใด
ตณั หาไมม่ ีแก่บคุ คลใด
และบคุ คลใดข้ามจากความสงสัยไดแ้ ล้ว
วโิ มกข์ของบคุ คลนั้น ยอ่ มไมม่ ี
ทา่ นพระสารบี ตุ รอธิบายมใี จความว่า
ค�ำว่า บุคคลใด หมายถึง พระอรหันตขีณาสพ ท่านละตัณหาได้แล้ว ระงับได้แล้ว
ท�ำให้เกิดข้ึนไม่ได้อีก เผาด้วยไฟคือญาณแล้ว ข้ามความสงสัยได้ คือข้ามความสงสัยในทุกข์
ทุกขสมุทยั ทกุ ขนโิ รธ ทุกขนโิ รธคามนิ ปี ฏปิ ทา เป็นตน้ ไดแ้ ลว้ ดว้ ยวโิ มกข์ วิโมกขอ์ ื่นจากนัน้
ย่อมไม่มี
เล่มที่ ๒๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๐ 293
โตเทยยมาณพทลู ถามอีกวา่
บุคคลน้นั เปน็ ผูม้ ีความหวังหรอื วา่ ยงั หวังอยู่
มปี ญั ญาหรอื ว่ายงั มีความด�ำรดิ ้วยปัญญา
ข้าแต่พระองคผ์ ู้สกั กะ ผมู้ สี มันตจักขุ
ข้าพระองค์จะรจู้ ักมนุ ีไดอ้ ยา่ งไร
ขอพระองค์โปรดตรัสบอกปญั หาแก่ขา้ พระองคใ์ ห้แจม่ แจง้ ดว้ ยเถิด
ท่านพระสารีบุตรอธิบายมใี จความว่า
ค�ำวา่ บุคคลน้ันเปน็ ผมู้ ีความหวังหรือยงั หวงั อยู่ อธิบายวา่ บคุ คลนนั้ มตี ัณหา หรอื
ยังมีตัณหาอยู่ ยงั มีความด�ำรดิ ว้ ยปัญญา คือ ยังด�ำริถงึ ตณั หาหรอื ทฏิ ฐิดว้ ยญาณในสมาบัติ ๘
อภิญญา ๕ หรือมิจฉาญาณ
พระผ้มู พี ระภาคทรงไดน้ ามว่าสักกะ เพราะเสดจ็ ออกผนวชจากศากยตระกูล เพราะมี
อริยทรัพย์ ๗ ประการ ทรงอาจหาญ กล้าหาญ ไม่ขลาด ไม่สะดุ้ง ทรงละภัยและความ
หวาดกลัวได้ หมดความขนพองสยองเกล้า พระองค์มีสมันตจักขุ คือ พระสัพพัญญุตญาณ
ท่านพระสารีบุตรอธิบายคาถาท่ีพระผู้มีพระภาคตรัสตอบโตเทยยมาณพว่า บุคคลน้ันเป็น
ผู้มีปัญญาเคร่ืองท�ำลายกิเลส คือมุนีผู้ก้าวล่วงกิเลสเครื่องข้อง และตัณหาดุจตาข่ายได้แล้ว
ไม่มีเครื่องกังวลคือราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลส ทุจริต ละวัตถุกามและกิเลสกาม
ไม่ติดขัดในกรรมภพ และภพใหม่อันมีในปฏสิ นธิ มใี จเป็นอสิ ระจากกิเลสทกุ อยา่ ง
๑๐. กปั ปมาณวปญั หานทิ เทส
๑๐.๑ ความหมาย
กัปปมาณวปัญหานิทเทส คือ การอธิบายปัญหาของกัปปมาณพ ผู้เข้าไปทูลถาม
พระผู้มีพระภาคเป็นคนท่ี ๑๐ เก่ียวกับที่พ่ึงของสรรพสัตว์ผู้ตกอยู่ท่ามกลางสังสารวัฏ
โดยกัปปมาณพทูลถาม ๑ คาถา พระผ้มู พี ระภาคตรัสตอบ ๓ คาถา
๑๐.๒ ใจความส�ำคัญ
กัปปมาณพทูลถามวา่
...ขอพระองคโ์ ปรดตรสั บอกท่ีพ่ึง
ของเหลา่ สัตว์ผูด้ �ำรงอยู่ท่ามกลางสระ
294 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
ผถู้ ูกชราและมัจจรุ าชครอบง�ำ
ในขณะเกิดหว้ งน�้ำ อนั เปน็ มหันตภยั
อนง่ึ ขอพระองคโ์ ปรดตรสั บอกทพี่ งึ่
โดยวิธีทีท่ กุ ขน์ ี้จะไม่พงึ มีแก่ข้าพระองค์อกี
ทา่ นพระสารบี ุตรอธบิ ายมีใจความวา่
สงสาร ท่านเรียกว่าสระ คือการมา (การมาจากเบ้ืองต้นและที่สุด) การไป (การไป
จากโลกนี้ส่โู ลกอื่น) การไปและการมา ความตาย คติ ภพนอ้ ยภพใหญ่ จตุ ิ อปุ บัติ ความเกดิ
ความดับ ชาติ ชรา และมรณะ
ท่ีสุดเบ้ืองต้นแห่งสงสารไม่ปรากฏ คือ วัฏฏะเป็นไปแล้วสิ้นชาติเท่านี้พ้นจากน้ัน
ย่อมไม่เป็นไป เพราะเหตุน้ัน ที่สุดเบ้ืองต้นแห่งสงสารจึงไม่มี ไม่ปรากฏ วัฏฏะเป็นไปแล้ว
รอ้ ยชาติ ... พันชาติ ... แสนชาติ ... โกฏิชาติ ... พนั โกฏชิ าติ ... แสนโกฏชิ าติ ... ร้อยปี ... พนั ปี ...
แสนปี ... โกฏปิ ี ... รอ้ ยโกฏปิ ี ... พนั โกฏปิ ี ... แสนโกฏปี ี รอ้ ยกปั ... พนั กปั ... แสนกปั ... โกฏกิ ปั ...
รอ้ ยโกฏกิ ปั ... พนั โกฏกิ ปั ... แสนโกฏกิ ปั พ้นจากน้ันย่อมไม่เปน็ ไป เพราะเหตนุ น้ั ทสี่ ดุ เบอื้ งตน้
แหง่ สงสารจงึ ไมม่ ี ไมป่ รากฏ แมท้ ส่ี ดุ เบอ้ื งปลายกไ็ มม่ ี ไมป่ รากฏเหมอื นกนั เหลา่ สตั วผ์ ดู้ �ำรงอยู่
ด�ำรงมั่น ติดแน่น ตดิ ใจในทา่ มกลางสงสาร
ค�ำว่า ผู้ถูกชราและมัจจุราชครอบง�ำ หมายถึง ถูกชราและมรณะถูกต้อง กลุ้มรุม
ห้อมลอ้ ม ไมม่ ีที่ปกป้อง ท่ีหลกี เร้น ท่พี ึง่ ทอี่ าศัย
ค�ำว่า มหันตภัย หมายถึง ชาติภัย ชราภัย พยาธิภัย และมรณภัย ขอพระองค์
โปรดตรัสบอกท่ีพ่ึงโดยวิธีที่ทุกข์นี้จะไม่มีอีก คือ โดยประการท่ีทุกข์น้ีพึงดับ พึงเข้าไปสงบ
ถงึ ความสิ้นสุด ระงับในชาตนิ ี้ อย่าให้บังเกิดในภพต่าง ๆ อีกเลย
พระผมู้ พี ระภาคตรสั ตอบวา่
เราเรียกนิพพานซง่ึ ไมม่ ีเครื่องกงั วล
ไมม่ ีเครื่องยดึ ม่ันนีน้ ้ันวา่ เป็นทีพ่ ึ่งอนั ไมม่ ที พ่ี งึ่ อ่นื ยง่ิ กวา่
(เพราะ) นิพพานเป็นทสี่ ้ินไปแหง่ ชราและมัจจรุ าช
ชนเหล่าใดมีสติ รนู้ พิ พานนั้นแล้ว
เห็นธรรม ดับกิเลสไดแ้ ลว้
ชนเหลา่ น้ัน จงึ ไม่ไปตามอ�ำนาจมาร ไม่ไปบ�ำรงุ มาร
ท่านพระสารบี ตุ รอธิบายมใี จความว่า
ค�ำว่า เราเรยี กนพิ พานซ่งึ ไม่มเี ครื่องกงั วล อธิบายว่า ไมม่ ีเครือ่ งกงั วลคือราคะ โทสะ
โมหะ มานะ ทฏิ ฐิ กเิ ลส ทุจรติ ไมม่ เี ครอ่ื งยดึ มน่ั คอื ตัณหา
เล่มท่ี ๒๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๐ 295
ตัณหา ท่านเรียกว่า วานะ คือเคร่ืองเสียดแทง การละเคร่ืองเสียดแทงน้ีได้ คือ
อมตนิพพาน พระผู้มีพระภาคเรียกนิพพานน้ีว่าเป็นที่พ่ึงอันประเสริฐ ยอดเยี่ยม ไม่มีท่ีพึ่งอื่น
ยงิ่ ไปกวา่ นี้
เหล่าชนผู้มีสติรู้นิพพานแล้ว เห็นธรรมคือไตรลักษณ์ ดับราคะ โทสะ โมหะ เป็นต้น
ไดแ้ ล้ว จงึ ไม่ตกอยูใ่ นอ�ำนาจมาร ยอ่ มขม่ ข่ี ครอบง�ำ รัดรงึ ย�่ำยฝี กั ฝ่ายมารได้ ไม่ไปบ�ำรุงมาร
รบั ใช้แตพ่ ระพุทธเจ้าเทา่ นั้น
๑๑. ชตกุ ณั ณิมาณวปัญหานทิ เทส
๑๑.๑ ความหมาย
ชตุกัณณิมาณวปัญหานิทเทส คือ การอธิบายปัญหาของชตุกัณณิมาณพ ผู้เข้าไป
ทูลถามพระผู้มีพระภาคเป็นคนที่ ๑๑ เก่ียวกับสันติบท และธรรมส�ำหรับเป็นเครื่องละชาติ
ชรา มีทัง้ หมด ๕ คาถา โดยชตุกัณณิมาณพทูลถาม ๒ คาถา พระผมู้ พี ระภาคตรัสตอบ ๓ คาถา
๑๑.๒ ใจความส�ำคัญ
ชตุกัณณมิ าณพทูลถามวา่
...ขา้ พระองค์ไดย้ นิ ว่าพระองคไ์ มม่ ีความใครก่ าม
ล่วงพ้นห้วงกิเลส จึงมาเฝา้ เพอ่ื ทูลถามพระองคผ์ ไู้ ม่มกี าม
ขอพระองค์โปรดตรสั บอกสันตบิ ท
ตรสั บอกธรรมอันแท้จริงแก่ขา้ พระองค์
ท่านพระสารีบตุ รอธบิ ายมใี จความวา่
ค�ำว่า ข้าพระองค์ได้ยินว่า พระองค์ไม่มีความใคร่กาม อธิบายว่า พระผู้มีพระภาค
ทรงก�ำหนดรู้วัตถุกาม ทรงละกิเลสกามได้แล้ว พระองค์จึงไม่ทรงใคร่ในกาม ไม่ปรารถนา
ไม่มุ่งหมาย ไมม่ ่งุ หวังในกาม
ค�ำว่า สันติบท หมายถึง สันติและสันติบท ทั้ง ๒ ค�ำน้ีมีความหมายเดียวกัน คือ
อมตนพิ พาน
อีกอย่างหนึ่ง สันติบท หมายถึง สตปิ ัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อทิ ธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕
พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อรยิ มรรคมีองค์ ๘
296 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสุตตันตปฎิ ก
ชตกุ ณั ณมิ าณพได้สดับวา่ พระองค์ไมม่ กี าม คอื เปน็ พระอรหันต์ ฯลฯ เปน็ พระพทุ ธเจ้า
เป็นพระผู้มีพระภาค จึงมาเข้าเฝ้าเพื่อทูลถามปัญหา และขอให้พระผู้มีพระภาคตรัส
บอกสันติบท คอื อมตนิพพาน อันเป็นธรรมระงับสงั ขารทั้งปวง เป็นธรรมสลดั ทงิ้ อุปธทิ ง้ั หมด
เปน็ ท่สี ิน้ ตณั หา คลายก�ำหนัด เป็นธรรมดบั กิเลส ท�ำใหเ้ ย็นสนทิ
พระผ้มู พี ระภาคมพี ระเดชครอบง�ำวตั ถกุ ามและกเิ ลสกามได้แลว้ เหมอื นดวงอาทติ ยม์ ี
แสงสวา่ ง สอ่ งแสงสวา่ งก�ำจดั ความมดื มพี ระปญั ญาดจุ แผน่ ดนิ ประกาศพรหมจรรยท์ ม่ี คี วามงาม
ในเบอื้ งตน้ งามในทา่ มกลาง งามในทสี่ ดุ พรอ้ มอรรถและพยญั ชนะบรสิ ทุ ธบ์ิ รบิ รู ณค์ รบถว้ น ฯลฯ
พระผูม้ พี ระภาคตรสั ตอบวา่
เธอจงก�ำจดั ความติดใจในกามทง้ั หลาย
เธอเหน็ เนกขมั มะโดยความเกษมแล้ว
ควรสลดั เครื่องกังวลทีย่ ดึ ถือ
หรือเครอ่ื งกังวลอย่าได้มแี กเ่ ธอ
ท่านพระสารบี ตุ รอธิบายมใี จความว่า
ตัณหา พระผู้มีพระภาคตรสั เรียกว่า ความติดใจ ความตดิ ใจในวตั ถกุ าม และกิเลสกาม
เธอจงก�ำจดั จงละและท�ำให้หมดสิ้นไป
ค�ำวา่ เธอเหน็ เนกขมั มะโดยความเกษมแลว้ อธบิ ายวา่ เธอเทยี บเคยี ง พจิ ารณา ท�ำให้
กระจ่าง ท�ำให้แจ่มแจ้งซึ่งการปฏิบัติชอบ การปฏิบัติเหมาะสม ฯลฯ นิพพาน และปฏิปทา
เครอื่ งด�ำเนินไปสนู่ พิ พาน โดยความเปน็ ธรรมเกษม เป็นเครื่องป้องกัน ปกปอ้ ง ทพ่ี ง่ึ ทอ่ี าศัย
อนั ปลอดภัย ทีด่ ับเยน็
ค�ำวา่ ควรสลัดเครอื่ งกังวล อธิบายวา่ สลัดเคร่อื งกงั วลคือราคะ โทสะ โมหะ มานะ
ทฏิ ฐิ กเิ ลส ทจุ รติ อยา่ ให้ปรากฏแก่เธอ
พระผู้มพี ระภาคตรัสตอ่ ไปวา่
เธอจงท�ำกิเลสท่ีปรารภสังขาร ในส่วนเบอ้ื งตน้ ให้เหือดแห้งไป
เครื่องกังวลท่ปี รารภสังขารในสว่ นภายหลัง อยา่ ไดม้ แี กเ่ ธอ
ถ้าเธอจักไม่ถอื สังขารในส่วนท่ามกลางไว้
ก็จกั เปน็ ผู้เขา้ ไปสงบ เท่ยี วไป
ทา่ นพระสารบี ตุ รอธิบายมีใจความว่า
ค�ำวา่ กิเลสท่ปี รารภสงั ขารในส่วนเบื้องต้น ไดแ้ ก่ กเิ ลสที่ปรารภสังขาร ในสว่ นอดตี
ค�ำวา่ เครื่องกังวลท่ีปรารภสงั ขารในส่วนภายหลงั ได้แก่ เครือ่ งกงั วลคอื ราคะ โทสะ
โมหะ มานะ ทฏิ ฐิ กิเลส และทุจริตอนั ปรารภสังขารในสว่ นอนาคต
เล่มท่ี ๒๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๓๐ 297
ค�ำวา่ สงั ขารในสว่ นทา่ มกลาง หมายถงึ รปู เวทนา สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณทเ่ี ปน็ ปจั จบุ นั
สรุปวา่ อาสวะ ๔ อย่าง คอื กามาสวะ ภวาสวะ ทฏิ ฐาสวะ อวิชชาสวะ ย่อมไม่มแี ก่
พระอรหันตขีณาสพ ผู้คลายความตดิ ใจในนามรูปโดยประการทง้ั ปวง
๑๒. ภัทราวธุ มาณวปัญหานิทเทส
๑๒.๑ ความหมาย
ภัทราวุธมาณวปัญหานิทเทส คือ การอธิบายปัญหาของภัทราวุธมาณพผู้เข้าไป
ทูลถามพระผู้มีพระภาคเป็นคนที่ ๑๒ เกี่ยวกับการละตัณหา กิเลส มีทั้งหมด ๔ คาถา
โดยภทั ราวุธมาณพทูลถาม ๒ คาถา พระผู้มีพระภาคตรัสตอบ ๒ คาถา
๑๒.๒ ใจความส�ำคัญ
ภัทราวธุ มาณพทูลถามวา่
ข้าพระองค์ขอทลู อาราธนาพระองค์
ผทู้ รงละห้วงน�้ำคอื อาลัย ตัดตณั หาได้
ไม่มีตัณหาเหตุใหห้ ว่นั ไหว
ทรงละความเพลิดเพลนิ ได้ ข้ามห้วงกิเลสได้
หลดุ พน้ แลว้ ละการก�ำหนด มีพระปัญญาดี
ชนทั้งหลายครน้ั ได้ฟังพระด�ำรัสของพระองค์ผ้นู าคะแลว้
จึงจักกลับจากทน่ี ี้
ทา่ นพระสารีบตุ รอธบิ ายมีใจความวา่
ค�ำว่า ผทู้ รงละห้วงน�้ำคอื อาลัย ตดั ตณั หาได้ ไมม่ ตี ณั หาเหตุให้หวน่ั ไหว อธบิ ายว่า
พระผมู้ ีพระภาคทรงละความพอใจ ความก�ำหนดั ความเพลดิ เพลิน ความทะยานอยาก อุบาย
และความยึดมน่ั อนั เปน็ เหตุทีใ่ จเขา้ ไปตง้ั มัน่ นอนเนอ่ื งในรูปธาตุ เวทนาธาตุ สญั ญาธาตุ สงั ขาร
ธาตุ วิญญาณธาตุ ไดเ้ ด็ดขาดแล้ว ตดั รากถอนโคน เหมือนตน้ ตาลท่ีถูกตัดรากถอนโคนไปแลว้
เหลือแต่พื้นที่ ท�ำให้ไม่มี เกิดข้ึนต่อไปไม่ได้ ตัดตัณหาได้เด็ดขาด ไม่มีตัณหาเหตุให้หว่ันไหว
คือพระองค์ไม่ทรงหวั่นไหว เพราะโลกธรรม ๘ ทรงละความเพลิดเพลินได้ ข้ามห้วงกิเลสได้
มจี ิตหลดุ พ้นจากราคะ โทสะ โมหะ ฯลฯ อกสุ ลาภิสังขารทกุ อย่าง ทรงละการก�ำหนด ๒ อยา่ ง
คือ การก�ำหนดดว้ ยอ�ำนาจตัณหา และการก�ำหนดดว้ ยอ�ำนาจทฏิ ฐไิ ด้แล้ว
298 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
พระองค์มีพระปัญญาดี คือมีปัญญาเครื่องท�ำลายกิเลส พระองค์ทรงได้นามว่านาคะ
เพราะไมท่ รงท�ำความช่ัว ไม่ทรงถงึ อคติ ไม่ทรงกลับมาหากเิ ลสท่ลี ะได้แลว้ ทรงไดน้ ามวา่ วรี ะ
เพราะพระองค์มีพระวิริยะ ทรงองอาจ ทรงให้ผู้อื่นพากเพียร ทรงสามารถ ทรงหมดความ
ขนพองสยองเกลา้
พระผู้มพี ระภาคตรัสตอบวา่
นรชนควรท�ำลายตณั หาเคร่อื งยึดมัน่ ทัง้ ปวง
ทั้งช้ันสูง ชั้นตำ่� และชั้นกลาง
เพราะสัตวท์ ง้ั หลายเขา้ ไปยดึ ถือขนั ธ์ใด ๆ ในโลก
มารย่อมติดตามสตั ว์เพราะส่งิ ท่ยี ดึ ถือนัน้
ท่านพระสารีบุตรอธิบายมีใจความว่า
ค�ำว่า ตัณหาเครื่องยึดม่ันท้ังปวง ท้ังช้ันสูง ชั้นต�่ำและช้ันกลาง อธิบายว่า อนาคต
เรียกว่าชั้นสูง อดีต เรียกว่าชั้นต่�ำ ปัจจุบัน เรียกว่าช้ันกลาง กุศลธรรม เรียกว่าชั้นสูง
อกุศลธรรม เรียกวา่ ชัน้ ตำ�่ อพั ยากตธรรม เรียกวา่ ช้นั กลาง เทวโลก เรยี กวา่ ชัน้ สูง อบายโลก
เรียกว่าชั้นต�่ำ มนุษยโลก เรียกว่าช้ันกลาง สุขเวทนา เรียกว่าช้ันสูง ทุกขเวทนา เรียกว่า
ชน้ั ต�่ำ อทุกขมสุขเวทนา เรียกว่า ชน้ั กลาง อรูปธาตุ เรยี กวา่ ชั้นสงู กามธาตุ เรยี กวา่ ช้นั ต่�ำ
รูปธาตุ เรียกว่าช้ันกลาง เบ้ืองสูงจากฝ่าเท้าขึ้นไป เรียกว่าช้ันสูง เบื้องต่�ำจากปลายผมลงมา
เรียกวา่ ชนั้ ตำ่� ตรงกลางเรยี กวา่ ชั้นกลาง
สัตว์ทั้งหลายยดึ ถือขนั ธ์ ๕ ในโลก มารจึงตดิ ตามสตั วเ์ พราะส่ิงทยี่ ึดถอื นน้ั
ค�ำวา่ มาร ในท่ีนี้หมายถงึ ขันธมาร ธาตมุ าร อายตนมาร คตมิ าร อุปบตั ิมาร ปฏสิ นธิ
มาร ภวมาร สงั สารมาร วฏั ฏมาร ย่อมตดิ ตามสัตว์ไปดว้ ยอ�ำนาจอภสิ งั ขารคอื กรรม
ค�ำว่า สตั ว์ หมายถงึ ชน นรชน มานพ บุรษุ บุคคล ผู้มชี ีวติ ผเู้ กิด สตั ว์เกิด ผูเ้ ป็นไป
ตามกรรม มนษุ ย์
ภิกษผุ ู้รู้แจง้ แทงตลอดวา่ สงั ขารท้งั ปวงไมเ่ ที่ยง สังขารทง้ั ปวงเปน็ ทุกข์ ธรรมทง้ั ปวง
เปน็ อนตั ตา สงิ่ ใดสง่ิ หนงึ่ มคี วามเกดิ ขนึ้ เปน็ ธรรมดา สง่ิ นน้ั ทง้ั หมดลว้ นมคี วามดบั ไปเปน็ ธรรมดา
พิจารณาเหน็ หมสู่ ัตวผ์ ูข้ อ้ งอยู่ในรปู เวทนา สญั ญา สังขาร วิญญาณ ฯลฯ วฏั ฏะ ติดอยูใ่ นบว่ ง
มัจจุราชคือกิเลส ขันธ์และอภิสังขาร ฉะนั้นภิกษุผู้เป็นเสขะควรมีสติ ไม่เข้าไปยึดถือ
เครือ่ งกังวลคือขนั ธ์ ๕ ในโลกทัง้ ปวง
เล่มที่ ๒๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๐ 299
๑๓. อุทยมาณวปัญหานทิ เทส
๑๓.๑ ความหมาย
อุทยมาณวปัญหานิทเทส คือ การอธิบายปัญหาของอุทัยมาณพผู้เข้าไปทูลถาม
พระผู้มีพระภาคเป็นคนที่ ๑๓ เก่ียวกับอัญญาวิโมกข์ ความตรึก ๙ อย่าง และเร่ืองวิญญาณ
ดับสนิท มีทง้ั หมด ๗ คาถา โดยอทุ ัยมาณพทูลถาม ๓ คาถา พระผูม้ พี ระภาคตรสั ตอบ ๔ คาถา
๑๓.๒ ใจความส�ำคญั
อุทยั มาณพทลู ถามว่า
... ขอพระองค์โปรดตรัสบอกอัญญาวโิ มกข์
อนั เปน็ เคร่ืองท�ำลายอวชิ ชา
ค�ำว่า อัญญาวิโมกข์ ท่านพระสารีบุตรอธิบายมีใจความว่า หมายถึง ความหลุดพ้น
จากกเิ ลสดว้ ยอรหัตตมรรค
พระผมู้ ีพระภาคตรสั ตอบว่า
เราจะบอกอัญญาวิโมกข์
อนั เป็นเคร่ืองละความพอใจ
ในกามและโทมนสั ทงั้ ๒ อยา่ ง
เปน็ เครือ่ งบรรเทาความย่อทอ้
และเป็นเคร่อื งก้ันความคะนอง
ทา่ นพระสารีบตุ รอธิบายมใี จความวา่
ค�ำว่า อัญญาวิโมกข์อันเป็นเคร่ืองละความพอใจ หมายถึง อมตนิพพานอันเป็น
เคร่ืองละ เครอื่ งเข้าไปสงบ สลัดท้งิ ระงบั ความพอใจในกามทงั้ หลายและโทมนสั อมตนพิ พาน
เปน็ ธรรมเครอื่ งบรรเทาความยอ่ ทอ้ ความหดห่แู ละความคะนองมอื ความคะนองเท้า
ความคะนองเกิดข้นึ เพราะเหตุ ๒ อยา่ ง คือ เพราะท�ำ และเพราะไมท่ �ำ
ความคะนองทเี่ กิดขึ้นเพราะท�ำ หมายถึง เพราะท�ำอกศุ ลกรรมบถ ๑๐
ความคะนองที่เกิดขน้ึ เพราะไม่ท�ำ หมายถึง เพราะไม่ไดท้ �ำกศุ ลกรรมบถ ๑๐
อีกความหมายหนึ่ง ความคะนองเกิดข้ึน เพราะมิได้รักษาศีลให้บริบูรณ์ ไม่ส�ำรวม
อินทรีย์ ไมร่ ้จู กั ประมาณในการบริโภคอาหาร ฯลฯ ไม่ท�ำนโิ รธให้ประจกั ษแ์ จ้ง
300 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
อทุ ัยมาณพทูลถามว่า
สัตวโ์ ลกมีอะไรเปน็ เครอื่ งประกอบไว้
อะไรเปน็ เหตุเท่ียวไปของสตั วโ์ ลก
และเพราะละอะไรได้ พระองค์จงึ ตรสั วา่ นิพพาน
พระผู้มีพระภาคตรสั ตอบวา่
สตั ว์โลกมีความเพลิดเพลนิ เป็นเครอ่ื งประกอบไว้
ความตรกึ เป็นเหตุเทย่ี วไปของสัตว์โลก
เพราะละตณั หาได้ เราจงึ เรียกวา่ นิพพาน
ท่านพระสารีบุตรอธบิ ายมใี จความว่า
ค�ำว่า ตัณหา พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกว่า ความเพลิดเพลิน ได้แก่ ความก�ำหนัด
ความก�ำหนัดนัก ฯลฯ อภิชฌา อกุศลมูลคือโลภะ ความเพลิดเพลินที่เป็นเคร่ืองประกอบ
เป็นเคร่อื งเก่ียวข้อง เปน็ เครอื่ งผูกพนั เปน็ เคร่ืองเศรา้ หมองของสัตวโ์ ลก
ค�ำวา่ ความตรึก ไดแ้ ก่ ความตรึก ๙ อย่าง คือ
๑. ความตรกึ ในกาม ๒. ความตรกึ ในความพยาบาท
๓. ความตรกึ ในความเบยี ดเบียน ๔. ความตรึกถึงญาติ
๕. ความตรกึ ถึงชนบท ๖. ความตรกึ ถงึ เทพเจา้
๗. ความตรึกท่เี ก่ียวกบั ความเอน็ ดผู ู้อนื่ ๘. ความตรึกเกี่ยวกบั ลาภสกั การะ
๙. ความตรกึ เกย่ี วกบั ความไม่ถกู ดูหมิ่น
ความตรึก ๙ อย่างนี้เป็นเหตุสัญจร เหตุท่องเท่ียวไปของสัตว์โลก การละรูปตัณหา
สัททตัณหา คนั ธตัณหา รสตณั หา โผฏฐัพพตณั หาและธัมมตัณหาได้ เรียกว่า นิพพาน
อทุ ยั มาณพทลู ถามวา่
... สตั ว์โลกมสี ติเทย่ี วไปอยอู่ ย่างไร
วิญญาณจงึ ดบั สนิท ...
ทา่ นพระสารีบุตรอธิบายมีใจความวา่
ค�ำว่า สัตว์โลกมีสติเท่ียวไปอยู่อย่างไร วิญญาณจึงดับสนิท อธิบายว่า สัตว์โลกมี
สตสิ ัมปชัญญะเที่ยวไป วญิ ญาณจงึ ดบั คอื เข้าไปสงบ ตง้ั อยู่ไม่ได้ ระงับไป
พระผมู้ ีพระภาคตรัสตอบว่า
สตั วโ์ ลกไมย่ นิ ดเีิ วทนาภายในและภายนอก
มสี ตเิ ท่ียวไปอยอู่ ย่างน้ี วิญญาณจงึ ดบั สนทิ
เลม่ ท่ี ๒๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๐ 301
ท่านพระสารบี ุตรอธบิ ายมใี จความวา่
ค�ำว่า สตั วโ์ ลกไม่ยินดีเวทนาภายในและภายนอก อธิบายว่า สตั ว์โลก พิจารณาเหน็
เวทนาในเวทนาภายนอกอยู่ จงึ ไม่ยินดี ไม่บ่นถึง ไม่ตดิ ใจ สตั ว์โลก พจิ ารณาเห็นธรรมคือความ
เกิดข้นึ และความเส่ือมไปทั้งภายในและภายนอกอยู่ จึงไมย่ นิ ดี ไม่บ่นถึง ไม่ติดใจ
สตั วโ์ ลกพจิ ารณาเห็นเวทนาโดยอาการ ๑๒ คือ โดยความเป็นของไมเ่ ทีย่ ง โดยความ
เปน็ ทกุ ข์ ฯลฯ จึงไมย่ ินดี ไมบ่ น่ ถงึ ไม่ติดใจ
สตั วโ์ ลกมสี ตเิ ทย่ี วไปอยอู่ ยา่ งนี้ วญิ ญาณทส่ี หรคตดว้ ยปญุ ญาภสิ งั ขาร อปญุ ญาภสิ งั ขาร
และอาเนญชาภสิ งั ขารจึงดับไป
๑๔. โปสาลมาณวปญั หานิทเทส
๑๔.๑ ความหมาย
โปสาลมาณวปัญหานิทเทส คือ การอธิบายปัญหาของโปสาลมาณพผู้เข้าไป
ทูลถามพระผ้มู ีพระภาค เป็นคนที่ ๑๔ เกยี่ วกบั ญาติของบคุ คลผู้ไม่มีรปู สัญญา ผลู้ ะรปู กายได้
มีทง้ั หมด ๔ คาถา โดยโปสาลมาณพทูลถาม ๒ คาถา พระผู้มีพระภาคตรสั ตอบ ๒ คาถา
๑๔.๒ ใจความส�ำคญั
โปสาลมาณพทลู ถามวา่
ข้าแตพ่ ระองค์ผสู้ กั กะ ข้าพระองค์ขอทลู ถามถึงญาณ
ของบุคคลผไู้ ม่มรี ปู สญั ญา ผ้ลู ะรปู กายได้ท้ังหมด
ผพู้ ิจารณาทัง้ ภายในและภายนอก เหน็ วา่ ไม่มอี ะไร
(วา่ เป็นญาณเชน่ ไร)บุคคลผเู้ ปน็ เชน่ น้นั ควรแนะน�ำอย่างไร
ทา่ นพระสารีบตุ รอธบิ ายมใี จความว่า
ค�ำว่า ผู้ไม่มีรูปสัญญา ผู้ละรูปกายได้ท้ังหมด หมายถึง ผู้ได้อรูปสมาบัติ ๔ ไม่มี
รูปสัญญา ผู้ละรูปกายได้ทั้งหมดคือรูปกายซ่ึงมีในคราวปฏิสนธิท้ังหมด บุคคลนั้นละได้แล้ว
เขาละไดแ้ ล้วเพราะก้าวลว่ งด้วยตทังคปหานและดว้ ยวกิ ขัมภนปหาน
พระผู้มพี ระภาคตรสั ตอบวา่
ตถาคตรู้ยง่ิ ซึ่งวิญญาณฏั ฐติ ิท้ังหมด
รู้จกั บุคคลน้ันผู้ด�ำรงอยู่ ผู้น้อมไปแล้ว
302 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
ผมู้ ีอากญิ จัญญายตนสมาบตั เิ ป็นท่มี ุง่ หมาย
บคุ คลรู้กัมมาภสิ ังขารวา่ เป็นเหตุเกดิ
แหง่ อากิญจญั ญายตนสมาบัติ
รู้อรูปราคะว่ามคี วามเพลดิ เพลนิ เป็นเครอ่ื งผกู ไว้
คร้นั รู้กมั มาภสิ ังขารอย่างนีแ้ ลว้ ออกจากสมาบัตินัน้
เหน็ แจง้ ธรรมทีเ่ กิดในสมาบตั ินนั้
ญาณนข้ี องพราหมณผ์ อู้ ยจู่ บพรหมจรรยน์ นั้ เปน็ ญาณอันแท้จรงิ
ท่านพระสารบี ุตรอธิบายมีใจความว่า
พระตถาคตทรงรู้วิญญาณัฏฐิติ ๔ ด้วยอ�ำนาจอภิสังขาร ทรงรู้วิญญาณัฏฐิติ ๗ ด้วย
อ�ำนาจปฏสิ นธิ
พระตถาคตทรงรวู้ ญิ ญาณฏั ฐติ ิ ๔ ดว้ ยอ�ำนาจอภสิ งั ขารอยา่ งน้ี คอื วญิ ญาณทเ่ี ขา้ ถงึ รปู
เมอื่ ด�ำรงอยู่ ก็มีรปู เป็นอารมณ์ มีรปู เป็นทต่ี งั้ เข้าไปเสพเสวยความเพลดิ เพลินตง้ั อยู่ ถึงความ
เจรญิ งอกงามไพบูลย์ได้
แมว้ ญิ ญาณท่ีเข้าถงึ เวทนา สัญญา สงั ขาร กด็ ุจเดยี วกัน
พระตถาคตทรงรวู้ ิญญาณฏั ฐิติ ๗ ด้วยอ�ำนาจปฏสิ นธิอยา่ งนี้ คือ
วิญญาณัฏฐิติท่ี ๑ คือ สัตว์เหล่าหน่ึง มีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน ได้แก่ มนุษย์
บางพวก เทวดาบางพวก วนิ ปิ าติกะ (คือ พวกเวมานิกเปรต)
วิญญาณัฏฐิติที่ ๒ คือ สัตว์เหล่าหน่ึงมีกายต่างกัน แต่มีสัญญาอย่างเดียวกัน ได้แก่
เทพชั้นพรหมกายกิ า (เทพผู้นับนือ่ งในหมู่พรหม) เกดิ ในปฐมฌาน
วิญญาณัฏฐิติที่ ๓ คือ สัตว์เหล่าหน่ึงมีกายอย่างเดียวกัน แต่มีสัญญาต่างกัน ได้แก่
เทพชั้นอาภัสสระ
วิญญาณัฏฐิติท่ี ๔ คือ สัตว์เหล่าหน่ึง มีกายและสัญญาอย่างเดียวกัน ได้แก่ เทพชั้น
สุภกิณหะ (เทพทเี่ พยี บพรอ้ มด้วยความงาม)
วิญญาณัฏฐติ ิท่ี ๕ คือ สตั วท์ เ่ี ข้าถงึ อากาสานญั จายตนฌาน
วญิ ญาณัฏฐิติที่ ๖ คอื สตั วท์ ่เี ขา้ ถึงวิญญาณญั จายตนฌาน
วิญญาณฏั ฐิติท่ี ๗ คอื สัตว์ที่เข้าถึงอากิญจัญญายตนฌาน
ค�ำวา่ ตถาคตร้ยู ่งิ หมายถึง ทรงรอู้ ดีต อนาคต ปัจจุบนั ทรงรู้ส่ิงทม่ี ีประโยชน์ และ
ไมม่ ปี ระโยชน์ ทรงรูเ้ ร่อื งจรงิ และเรอื่ งไม่จริง ทรงเปน็ กาลวาที (ตรัสในเวลาท่ีเหมาะ) ภูตวาที
(ตรัสสภาวะท่ีเป็นจริง) อัตถวาที (ตรัสถึงปรมัตถนิพพาน) ธัมมวาที (ตรัสถึงมัคคธรรมและ
ผลธรรม) วินยวาที (ตรัสถึงวินัยมีการส�ำรวมเป็นต้น) ทรงรู้อายตนะ ทั้งหมด ทรงรู้เรื่องราว
เลม่ ที่ ๒๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๓๐ 303
ทงั้ หมดตงั้ แตต่ รสั รจู้ นถึงปรนิ พิ พาน
ค�ำว่า รู้จักบุคคลน้ันผู้ด�ำรงอยู่ หมายถึง พระองค์ทรงรู้จักบุคคลผู้ก�ำลังด�ำรง
อยู่ในโลกน้ี ด้วยอ�ำนาจกมั มาภสิ งั ขารว่า บุคคลนี้ปฏิบตั ิอยา่ งนั้น เป็นไปอยา่ งนน้ั และด�ำเนนิ
ทางน้ันแลว้ หลังจากตายแลว้ จักไปเกดิ ในอบาย ทุคติ วนิ บิ าต นรก ก�ำเนิดเดรัจฉาน เปตวิสยั
ก�ำเนดิ ในหม่มู นษุ ย์ บคุ คลนี้ปฏิบัตดิ ี หลงั จากตายแล้ว จักไปเกิดในสคุ ติโลกสวรรค์
ค�ำว่า ผู้น้อมไปแล้ว ผู้มีอากิญจัญญายตนสมาบัติเป็นท่ีมุ่งหมาย หมายถึง ผู้น้อม
ไปสู่อากิญจัญญายตนสมาบัติ อีกอย่างหน่ึง พระองค์ทรงทราบว่า บุคคลน้ีน้อมใจไปในรูป
เสียง กลน่ิ รส โผฏฐัพพะ ตระกลู หมู่คณะ อาวาส ลาภ ยศ สรรเสริญ สขุ ปจั จยั ๔ นอ้ มใจไป
ในพระสตู ร พระวินัย พระอภธิ รรม ธดุ งค์ และฌาน ๔
ค�ำว่า กัมมาภิสังขาร อธิบายว่า กัมมาภิสังขารอันให้เป็นไปในอากิญจัญญายตนภพ
ท่านเรียกว่า เหตุเกิดแห่งอากิญจัญญายตนสมาบัติ บุคคลรู้กัมมาภิสังขารว่าเป็นเหตุเกิด
แหง่ อากญิ จญั ญายตนสมาบตั ิ รอู้ รปู ราคะ วา่ มคี วามเพลดิ เพลนิ เปน็ เครอื่ งผกู ไว้ ครนั้ รกู้ รรมนน้ั
อยา่ งนีแ้ ลว้ ออกจากสมาบตั ิ ญาณของพราหมณ์ ผู้อยู่จบพรหมจรรย์ เป็นญาณอนั แทจ้ ริง
๑๕. โมฆราชมาณวปญั หานทิ เทส
๑๕.๑ ความหมาย
โมฆราชมาณวปัญหานิทเทส คือ การอธิบายปัญหาของโมฆราชมาณพผู้เข้าไป
ทูลถามพระผมู้ ีพระภาคเปน็ คนที่ ๑๕ เกีย่ วกบั โลกและบุคคลผู้พิจารณาโลกโดยความวา่ งเปล่า
มที ั้งหมด ๔ คาถา โดยโมฆราชมาณพทลู ถาม ๒ คาถา พระผ้มู พี ระภาคตรสั ตอบ ๒ คาถา
๑๕.๒ ใจความส�ำคญั
โมฆราชมาณพทูลถามวา่
... บุคคลผพู้ ิจารณาเหน็ โลกอย่างไร มัจจรุ าชจึงไม่เหน็
พระผูม้ ีพระภาคตรัสตอบวา่
โมฆราช เธอจงพจิ ารณาเห็นโลกโดยความวา่ งเปล่า
มสี ติทกุ เมอื่ พงึ ถอนอัตตานุทิฏฐิเสยี
เป็นผ้ขู า้ มมัจจรุ าชเสียได้ ดว้ ยอาการอย่างน้ี
บุคคลพจิ ารณาเห็นโลกอยูอ่ ยา่ งน้ี มัจจรุ าชจึงไม่เห็น
304 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก
ท่านพระสารีบตุ รอธิบายมีใจความวา่
ค�ำวา่ โลก หมายถงึ โลกนรก โลกในก�ำเนดิ เดรจั ฉาน โลกในเปตวสิ ยั มนษุ ยโลก เทวโลก
ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก โลกน้ี โลกหน้า พรหมโลก
โลกเหล่านี้ ได้ชื่อว่าโลก เพราะต้องแตกสลาย กล่าวคือจักขุ รูป จักขุวิญญาณ จักขุ
สมั ผัสต้องแตกสลาย สุขเวทนา ทุกขเวทนา และอทุกขมสุขเวทนาทเ่ี กดิ ขน้ึ เพราะมีจกั ขุสมั ผสั
เป็นปัจจัยต้องแตกสลาย โสตะ เสยี ง ฆานะ กลน่ิ ชวิ หา รส กาย โผฏฐพั พะ มโน ธรรมารมณ์
มโนวญิ ญาณ มโนสัมผัส ต้องแตกสลาย
บคุ คลพจิ ารณาเหน็ โลกโดยความวา่ งเปลา่ ด้วยเหตุ ๒ ประการ คอื
๑. ด้วยการก�ำหนดเหน็ สงั ขารไม่เป็นไปตามอ�ำนาจ
๒. ด้วยการพจิ ารณาเห็นสังขารเป็นของวา่ งเปล่า
บุคคลพิจารณาเห็นโลกโดยความว่างเปล่า ด้วยการก�ำหนดเห็นสังขารไม่เป็นไปตาม
อ�ำนาจของตน คือ รปู เวทนา สญั ญา สังขาร วญิ ญาณ ไม่อยูใ่ นอ�ำนาจของเรา ย่อมเป็นไปตาม
เหตปุ ัจจัย ตามกฎอทิ ัปปจั จยตา สมจริงดังท่ีพระผูม้ พี ระภาคตรัสไวว้ ่า “ภกิ ษุทั้งหลาย กายน้ี
มใิ ชข่ องเธอทง้ั หลาย ทงั้ มใิ ชข่ องคนอน่ื กายนก้ี รรมเกา่ ควบคุมไว้ จิตประมวลไว้ พงึ เหน็ ว่าเป็น
ท่ีตั้งแห่งเวทนา อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ย่อมมนสิการปฏิจจสมุปบาทว่า เม่ือสิ่งน้ีมี สิ่งน้ีจึงมี
เพราะส่ิงน้ีเกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดข้ึน เพราะสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี ฯลฯ ความเกิดแห่งกองทุกข์
ท้ังมวล มีได้ด้วยประการฉะน้ี
เพราะอวิชชาดับไปไม่เหลือด้วยวิราคะ สังขารจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์
ทั้งมวลน้ี มไี ด้ด้วยประการฉะนี”้
บุคคลพิจารณาเห็นโลกโดยความว่างเปล่า ด้วยการพิจารณาเห็นสังขารเป็นของ
ว่างเปล่า คือ พิจารณาเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่มีแก่นสาร ไร้แก่นสาร
ปราศจากแก่นสาร
อกี อยา่ งหนง่ึ บคุ คลพจิ ารณาเหน็ โลกโดยความวา่ งเปลา่ ดว้ ยอาการ ๖ อยา่ งคอื พจิ ารณา
เห็นรปู เวทนา สัญญา สังขาร วญิ ญาณ โดยความทตี่ นมิได้เป็นใหญ่ จดั การตามชอบใจไม่ได้
ไมเ่ ป็นทต่ี งั้ แหง่ ความสบาย ไมเ่ ปน็ ไปในอ�ำนาจ เปน็ ไปตามเหตุ วา่ งเปลา่
บุคคลพจิ ารณาเห็นโลกโดยความว่างเปลา่ ด้วยอาการ ๑๐ อยา่ ง คือ พิจารณา เหน็ รปู
เวทนา สัญญา สังขาร วญิ ญาณโดยความเปน็ ของวา่ ง เปน็ ของเปล่า เปน็ ของสญู เปน็ อนตั ตา
ไม่มีแก่นสาร เป็นดุจเพชฌฆาต ปราศจากความเจริญ เป็นเหตุแห่งความล�ำบาก มีอาสวะ
ถูกเหตปุ ัจจยั ปรงุ แต่ง
เลม่ ที่ ๒๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๓๐ 305
บุคคลพจิ ารณาเห็นโลกโดยความวา่ งเปลา่ ดว้ ยอาการ ๑๒ อย่าง คือ พจิ ารณาเหน็ รูป
เวทนา สญั ญา สงั ขาร วิญญาณว่ามใิ ชส่ ัตว์ ชวี ะ นระ มาณพ หญิง ชาย มใิ ชอ่ ัตตา มิใช่ของเน่อื ง
ดว้ ยอตั ตา มใิ ช่เรา มิใช่ของเรา มใิ ชใ่ คร ๆ มใิ ชข่ องใคร ๆ นอกจากน้ี พระผู้มพี ระภาคได้ตรัสให้
ภิกษลุ ะความยดึ มั่นในขันธ์ ๕ น้ี เมือ่ ภิกษลุ ะได้ก็จกั มีความสุขตลอดไป ตรัสให้ถอนสกั กายทฏิ ฐิ
มวี ตั ถุ ๒๐ เมอ่ื บคุ คลพจิ ารณาเหน็ โลกอยอู่ ยา่ งนี้ มจั จรุ าชคอื ความตาย จงึ ไมเ่ หน็ เปรยี บเหมอื น
เนื้อป่าไม่มีนายพรานมาคอยตามล่า ย่อมวางใจเดิน ยืน หมอบ นอน อย่างมีความสุขฉันใด
ภิกษุก็ฉันนั้น สงัดจากกามและอกุศลธรรมท้ังหลายแล้ว บรรลุฌานสมาบัติ ๘ พระพุทธเจ้า
ตรัสเรียกว่า ผู้ท�ำให้มารตาบอด เป็นผู้ที่มารใจบาปมองไม่เห็น เพราะได้ท�ำลายจักษุของ
มารอย่างไมม่ รี อ่ งรอย
๑๖. ปิงคิยมาณวปญั หานิทเทส
๑๖.๑ ความหมาย
ปงิ คิยมาณวปัญหานทิ เทส คอื การอธิบายปญั หาของปิงคิยมาณพ ซึง่ มอี ายุ ๑๒๐ ปี
ผู้เข้าไปทูลถามพระผู้มีพระภาคเป็นคนสุดท้าย เกี่ยวกับธรรมเป็นเคร่ืองละชาติและชรา
มีทั้งหมด ๔ คาถา โดยปงิ คยิ มาณพทลู ถาม ๒ คาถา พระผ้มู พี ระภาคตรัสตอบ ๒ คาถา
๑๖.๒ ใจความส�ำคญั
ปงิ คิยมาณพทูลถามว่า
... ขอพระองคโ์ ปรดตรสั บอกธรรม
ทีเ่ ป็นเครือ่ งละชาตแิ ละชราในโลกนีท้ ข่ี ้าพระองค์จะพงึ ร้แู จ้งได้
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบวา่
ชนทงั้ หลายเหน็ ชนอ่นื ๆ เดือดรอ้ นอยู่
เพราะรูปท้งั หลาย ยังประมาท เจบ็ ปวดเพราะรปู ท้งั หลาย
เพราะฉะนั้น เธอจงเป็นผไู้ มป่ ระมาท ละรูปเสยี ใหไ้ ด้
เพื่อจะไมเ่ กดิ อกี ต่อไป
ท่านพระสารีบุตรอธบิ ายมใี จความว่า
ค�ำว่า เพราะรปู ทั้งหลาย หมายถึง มหาภูตรปู ๔ และอปุ าทายรปู ๒๔ สตั ว์ท้งั หลาย
ล�ำบากเดอื ดร้อน เพราะรูปเป็นตน้ เหตุ เพราะรปู เปน็ ปจั จัย ถกู พระราชาลงอาญาด้วยประการ
306 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก
ตา่ ง ๆ มีเฆ่ียนดว้ ยแส้ ดว้ ยหวาย ด้วยไมพ้ ลอง และถูกทรมาน ด้วยวธิ กี ารต่าง ๆ อีกมากมาย ก็
เพราะรูปเป็นต้นเหตุ เพราะรูปเป็นปัจจัย ยังประมาท เจ็บปวด เดือดร้อน เจ็บกาย เจ็บใจ
ด้วยโรคตา โรคหู เป็นต้น สัตว์ท้ังหลาย ที่ยังประมาทก็เพราะปล่อยจิตไปในกามคุณ ๕
ด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ความประมาทในการเจริญกุศลธรรม เพราะฉะน้ัน
เธอจงเป็นผู้ไมป่ ระมาท ละรูปให้หมด เพ่ือจะไมเ่ กดิ ในภพอกี ต่อไป
พระผูม้ ีพระภาคตรัสตอ่ ไปว่า
เธอจงเพ่งพิจารณาหมมู่ นษุ ย์ผู้ถูกตณั หาครอบง�ำจติ
เกดิ ความเร่าร้อน ถูกชราครอบง�ำแลว้
เพราะฉะนน้ั เธอจงเป็นผ้ไู มป่ ระมาท
ละตณั หาเสยี ให้ได้ เพอื่ จะไม่เกิดอกี ตอ่ ไป
ท่านพระสารบี ตุ รอธิบายมใี จความว่า
ค�ำว่า ผู้ถูกตัณหาครอบง�ำจิต อธิบายว่า ผู้ไปตามตัณหา ผู้ไปตามอ�ำนาจตัณหา
ผู้ซา่ นไปตามตณั หา ผจู้ มอยู่ในตัณหา ผถู้ ูกตัณหาครอบง�ำ มจี ิตถกู ตัณหายดึ ครอง
ค�ำว่า เกิดความเร่าร้อน ถูกชราครอบง�ำแล้ว อธิบายว่า เกิดความเร่าร้อนเพราะ
ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทกุ ขะ โทมนสั อุปายาส ถกู ชราถูกต้อง ครอบง�ำ กลุ้มรุม
ตามประกอบ ไปตามชาติ ชราตดิ ตาม พยาธคิ รอบง�ำ มรณะยำ่� ยี ไมม่ ที ่ีปกป้อง ไมม่ ที ่หี ลีกเรน้
ไมม่ ีที่พึง่
แนะน�ำปารายนัตถุติคาถานทิ เทส
ปารายนตั ถตุ คิ าถานิทเทส
๑. ความหมาย
ปารายนัตถุติคาถานทิ เทส คอื การอธิบายปารายนตั ถุติคาถา ซ่งึ ว่าดว้ ยการสดุดีธรรม
เป็นเหตุให้ถงึ ฝั่ง ปารายนตั ถตุ ิคาถานี้ พระธรรมสงั คาหกาจารย์ได้ประพันธไ์ ว้ตอ่ ท้ายปารายน
สูตร เพื่อช่นื ชมพทุ ธพยากรณ์โสฬสปญั หา ดังปรากฏในสุตตนบิ าต
๒. ใจความส�ำคัญ
ถ้าแม้บุคคลรู้ท่ัวถึงอรรถ รู้ท่ัวถึงธรรมแห่งปัญหาแต่ละปัญหาแล้วปฏิบัติธรรมถูกต้อง
ตามหลักธรรม ก็จะพึงถึงฝั่งแห่งชราและมรณะไดแ้ น่นอน เพราะธรรมเหลา่ นเ้ี ป็นเหตุให้ถงึ ฝั่ง
เล่มที่ ๒๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๐ 307
เพราะเหตดุ ังกล่าวมานน้ี นั้ ธรรมบรรยายน้ี จึงชอื่ วา่ ปารายนะ
ท่านพระสารีบตุ รอธบิ ายมใี จความว่า
ค�ำวา่ รู้ท่วั ถงึ อรรถ ร้ทู ว่ั ถงึ ธรรม ในค�ำวา่ ถา้ แม้บุคคล รทู้ ่ัวถงึ อรรถ รทู้ ั่วถึงธรรม
แหง่ ปัญหาแต่ละปัญหาแลว้ อธิบายว่า ปัญหาคือธรรม การวสิ ัชนา คือ อรรถ เพราะฉะนั้น
การรู้ทว่ั ถงึ อรรถและธรรมก็คือ การวิสัชนาปญั หา ท�ำใหเ้ กิดความรู้ ท�ำให้ปัญหากระจา่ ง ท�ำให้
แจ่มแจ้งขึ้น
ค�ำวา่ ปฏบิ ตั ธิ รรมถูกต้องตามหลักธรรม อธบิ ายวา่ ปฏบิ ตั ขิ อ้ ปฏิบตั ชิ อบ ขอ้ ปฏบิ ตั ิ
เหมาะสม ไมเ่ ปน็ ขา้ ศึก เออื้ ประโยชน์ และถูกตอ้ งตามหลักธรรม
ค�ำว่า ก็จะพึงถึงฝั่งแห่งชราและมรณะได้แน่นอน อธิบายว่า อมตนิพพาน เรียกว่า
ฝั่งแห่งชราและมรณะ ได้แก่ ธรรมเป็นท่ีระงับสังขารทั้งปวง เป็นท่ีสลัดทิ้งอุปธิท้ังหมด
เปน็ ท่ีสนิ้ ตัณหา เปน็ ท่ีคลายก�ำหนดั เปน็ ท่ดี บั กเิ ลส เป็นท่เี ยน็ สนิท
ค�ำว่า ปารายนะ อธิบายว่า มรรค ท่านเรยี กว่า อายนะ (เครอ่ื งถงึ ) ได้แก่ สัมมาทฏิ ฐิ
สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ
สมั มาสมาธิ เพราะเหตนุ ัน้ ธรรมเหล่าน้ี จงึ ชือ่ วา่ ปารายนะ (ธรรมเปน็ เหตุใหถ้ ึงฝง่ั )
พระธรรมสังคาหกาจารย์กลา่ วว่า
การพยากรณ์ปญั หาแตล่ ะปัญหา
ท่ีพระพุทธเจ้าแสดงแลว้ โดยประการใด
ผ้ใู ดปฏิบัติตามโดยประการนัน้
ผู้น้นั พงึ จากท่มี ใิ ชฝ่ งั่ ถึงฝงั่ ได้
บคุ คลเมอื่ เจริญมรรคอนั สงู สุด
จะพงึ จากที่มใิ ชฝ่ งั่ ถึงฝงั่ ได้
เพราะมรรคนั้นเปน็ ไปเพ่ือใหถ้ ึงฝั่ง
เพราะฉะนั้น มรรคนนั้ จงึ ช่อื ว่า ปารายนะ
308 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
แนะน�ำปารายนานุคีติคาถานทิ เทส
ปารายนานคุ ตี คิ าถานทิ เทส
๑. ความหมาย
ปารายนานุคีติคาถานิทเทส คือ การอธิบายปารายนานุคีติคาถา ซึ่งว่าด้วยเพลงขับ
ตามธรรมเป็นเหตุให้ถึงฝั่ง ท่ีพระปิงคิยะกล่าวรายงานให้พราหมณ์พาวรี ผู้เป็นอาจารย์ทราบ
หลังจากกลับถงึ อาศรม ณ ริมฝัง่ แม่น้ำ� โคธาวรี ในทกั ขิณาชนบท
๒. ใจความส�ำคัญ
พระปงิ คิยเถระกลา่ วว่า
อาตมภาพจกั กลา่ วบทขบั ทเ่ี ปน็ เหตุใหถ้ ึงฝงั่
ตามที่พระผู้มพี ระภาคตรสั ไว้
พระผ้มู พี ระภาคทรงเป็นผู้ปราศจากมลทิน
มีพระปญั ญาดุจภรู ิ ปราศจากกาม
ทรงไรก้ เิ ลสดังป่า ผู้เปน็ นาคะ
ทรงเหน็ อย่างใดก็ตรัสอยา่ งน้ัน
จะพงึ กล่าวค�ำเท็จเพราะเหตุแห่งอะไรเล่า
อาตมภาพจกั กลา่ วถ้อยค�ำท่ี
ประกอบดว้ ยการสรรเสริญพระผ้มู ีพระภาค
ผู้ทรงละมลทนิ และโมหะไดแ้ ลว้
ผูท้ รงละความถือตวั และความลบหลไู่ ด้ ณ บัดนี้
ทา่ นพราหมณาจารย์ พระผู้มพี ระภาคพุทธเจ้า
ทรงเป็นผู้ก�ำจัดความมดื มีสมันตจักขุ
ทรงถงึ ทส่ี ดุ โลก ทรงล่วงภพไดท้ ง้ั หมด
ไมม่ อี าสวะ ทรงละทกุ ข์ทงั้ ปวงได้แล้ว
ทรงมีชื่อตามความจริง อาตมภาพไดเ้ ข้าเฝา้ มาแล้ว
ท่านพระสารบี ุตรอธบิ ายมใี จความว่า
ค�ำวา่ ทรงเห็นอย่างใด ก็ตรัสอย่างน้นั อธิบายวา่ ทรงเหน็ อย่างใดว่า “สงั ขารท้งั ปวง
ไม่เท่ียง สังขารท้ังปวงเป็นทุกข์ ธรรมท้ังปวงเป็นอนัตตา” ก็ตรัสอย่างนั้น คือ บอก แสดง
บญั ญัติ ก�ำหนด เปิดเผย จ�ำแนก ท�ำใหง้ า่ ย ประกาศอยา่ งน้ัน
เลม่ ที่ ๒๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๐ 309
ค�ำว่า ปราศจากมลทิน ในค�ำว่า ทรงเป็นผู้ปราศจากมลทิน มีพระปัญญา ดุจภูริ
อธิบายว่า ราคะ โทสะ โมหะ โกธะ อปุ นาหะ ฯลฯ อกสุ ลาภิสังขารทกุ ประเภท ชอ่ื วา่ มลทิน
พระผู้มีพระภาคมีพระปัญญาเคร่ืองท�ำลายกิเลส ทรงปราศจากมลทิน ทรงละ
ความถือตัว และความลบหลู่ได้ ทรงถึงท่ีสุดโลก ทรงล่วงภพได้ท้ังหมด ไม่มีอาสวะ ทรงละ
ความทกุ ข์ทั้งปวงได้
ค�ำว่า กาม ในค�ำว่า ปราศจากกาม ทรงไร้กิเลสดังป่า ผู้เป็นนาคะ ได้แก่ กาม
๒ อย่าง คือ (๑) วัตถกุ าม (๒) กิเลสกาม
ค�ำว่า ทรงละความถอื ตัว และความลบหลู่ได้ อธิบายว่า ความถือตัว มคี วามหมาย
หลายนยั คือต้งั แต่นัยเดียว ถึง ๒๐ นยั เชน่
ความถอื ตวั นยั เดยี ว คือ ความที่จติ ใฝ่สงู
ความถือตัว ๒ นัย คอื การยกตนและการขม่ ผอู้ ่ืน
ความถอื ตัว ๓ นัย คอื ความถือตัวว่า เลิศกว่าเขา เสมอเขาและด้อยกว่าเขา
ฯลฯ
ค�ำว่า โลก ในค�ำวา่ ทรงถึงทส่ี ุดโลก ทรงล่วงภพไดท้ ้งั หมด อธบิ ายวา่
โลก ๑ คอื ภวโลก โลก ๒ คอื ภวโลกทีเ่ ป็นสมบัติ ทเี่ ปน็ วิบัติ
โลก ๓ คือ เวทนา ๓ โลก ๔ คอื อาหาร ๔
โลก ๕ คอื อปุ าทานขนั ธ์ ๕ โลก ๖ คอื อายตนะภายใน ๖
โลก ๗ คอื วญิ ญาณฏั ฐติ ิ ๗ โลก ๘ คอื โลกธรรม ๘
โลก ๙ คือ สตั ตาวาส ๙ โลก ๑๐ คือ อายตนะ ๑๐
โลก ๑๑ คอื กามภพ ๑๑ โลก ๑๒ คอื อายตนะ ๑๒
โลก ๑๘ คือ ธาตุ ๑๘
ค�ำวา่ ทรงลว่ งภพได้ทัง้ หมด หมายถงึ ทรงล่วงภพ ๒ คอื
๑. กรรมภพ ได้แก่ ปุญญาภิสงั ขาร อปุญญาภิสังขาร และอาเนญชาภสิ ังขาร
๒. ภพใหมอ่ นั มใี นปฏสิ นธิ ไดแ้ ก่ รปู เวทนา สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณ
ค�ำวา่ ไม่มอี าสวะ หมายถงึ ไม่มอี าสวะ ๔ อยา่ ง คอื
๑. กามาสวะ ๒. ภวาสวะ
๓. ทิฏฐาสวะ ๔. อวชิ ชาสวะ
ค�ำวา่ ทรงละทกุ ข์ทั้งปวงได้แล้ว หมายถึง ชาตทิ ุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณทกุ ข์
โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนสั อุปายาสทุกข์ ฯลฯ ทกุ ขเ์ พราะทิฏฐวิ บิ ตั ิ พระพุทธองค์ทรงละได้
คอื ตดั ขาดได้แลว้ ท�ำใหส้ งบได้แลว้ ระงับได้แล้ว ท�ำให้เกิดขนึ้ ไม่ไดอ้ กี เผาดว้ ยไฟคอื ญาณแลว้