¾ÃÐäµÃ»® ¡»ÃÔ·ÃÃȹ àÅ‹Á ó
Í¹Ñ ÇÒ‹ ´ŒÇ¾ÃÐÊØµµÑ¹µ»®¡
...¤ÑÁÀÕÃÊ Ñ§ÂµØ µ¹¡Ô ÒÂ
...¤ÁÑ ÀÃÕ Í Ñ§¤µØ µÃ¹¡Ô ÒÂ
กองคมั ภีรสทั ทาวเิ สส สถาบนั บาฬ�ศกึ ษาพทุ ธโฆส
ศูนยศกึ ษาวจิ ยั และนวัตกรรมคัมภรี บ าลีเถรวาท สมเด็จพระพทุ ธชินวงศ
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั
วิทยาเขตบาฬ�ศึกษาพุทธโฆส นครปฐม
พมิ พเ ปนวิทยาทาน
รวบรวม เรียบเรียง : พระเทพสุวรรณเมธี (สชุ าติ กิตตฺ ปิ โฺ /หวลจิตต)
พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ เลม่ ๓
อนั ว่าดว้ ยพระสตุ ตนั ตปฎิ ก
พระเทพสุวรรณเมธี, รศ.ดร. (สุชาติ กติ ฺตปิ ญฺโ/หวลจิตต)์
ป.ธ.๘, พธ.บ., ศศ.ม., พธ.ด.
รวบรวม เรยี บเรียง
มูลนธิ ิสถาบนั บาฬศี ึกษาพุทธโฆส
มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั
วทิ ยาเขตบาฬศี ึกษาพุทธโฆส นครปฐม
ISBN : 978-616-300-721-6
พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ เลม่ ๓
อันว่าด้วยพระสตุ ตนั ตปฎิ ก
ISBN : 978-616-300-721-6
พมิ พค์ ร้งั ท่ี ๑ : พฤษภาคม ๒๕๖๔ จ�ำ นวน ๕๐๐ เล่ม
อุปถัมภ์การพมิ พ์
วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวหิ าร
แขวงวดั อรณุ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร
คณะท�ำ งานจดั พิมพ์ พระราชเวท,ี
พระเทพปริยตั ิมุนี, รศ.ดร., พระราชรตั นมนุ ,ี รศ.ดร.,
พระราชรัตนโสภณ, ดร., พระศรีสุทธิเวท,ี ผศ.ดร., พระปัญญารัตนากร, ดร.,
พระศรรี ัตนโมลี, ดร., พระภาวนาพิศาลเมธี, พระมงคลสตุ าคม, ดร.,
พระมหาโกมล กมโล, ผศ.ดร., พระครูพิพิธวรกจิ จานุการ, ผศ.ดร., พระมหาชติ านชโิ ต, ผศ.ดร.
พระครวู ศิ ษิ ฎส์ รการ, ดร., พระมหาอุดร สุทธิาโณ, ผศ.ดร., พระมหาปราโมทย์ วริ ิยธมฺโม, ดร.
พระมหาวัฒนา ปญฺ าทีโป, ดร., พระปลัดสมชาย ปโยโค, ดร., พระมหาวจิ ิตร กลยฺ าณจติ ฺโต, ผศ.,
พระมหาบญุ เกิด ปญฺาปวฑุ ฺฒี, ผศ.ดร., พระมหาสุขสันต์ สุขวฑฒฺ โน, ผศ.ดร., พระประเทอื ง ขนฺตโิ ก,
พระครปู ลัดสมั พพิ ฒั นธรรมาจารย,์ ดร., รศ.ดร.เวทย์ บรรณกรกุล ผศ.ดร.วิโรจน์ ค้มุ ครอง,
ดร.ชัยชาญ ศรีหาน,ู ดร.ธานี สุวรรณประทีป, ดร.สพุ ิชฌาย์ พรพชิ ณรงค์,
ดร.นวลวรรณ พนู วสพุ ลฉตั ร, ดร.สภุ รี ์ ทมุ ทอง, นายสุรพล หยกฟ้าวจิ ิตร,
นายสังข์วาล เสริมแก้ว, นายสมบูรณ์ จารุณะ, นายอติสยะ วงษโ์ สภา,
แมช่ ีจิราภรณ์ ชวะศริ ิ
คอมพวิ เตอร์/รูปเลม่
พระมหาเสฏฐวุฒิ วชิราโณ, ดร., พระมหาวรวิทย์ อติเมโธ, พระวรวฒุ ิ วรธมโฺ ม (กลิ่นภู่),
ดร.สุพิชฌาย์ พรพชิ ณรงค,์ นายเฉลมิ ชัย มาลีรอด
ลิขสทิ ธ์ิ
มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตบาฬศี กึ ษาพทุ ธโฆส นครปฐม
สถานทพ่ี มิ พ์
นติ ิธรรมการพมิ พ์ ๗๖/๒๕๑-๓ หมู่ ๑๕ ต.บางม่วง อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ๑๑๑๔๐
โทร. ๐-๒๔๐๓-๔๕๖๗-๘, ๐๘๑-๓๐๙-๕๒๑๕ แฟกซ์ : ๐-๒๔๐๓-๔๕๖๘
E-mail : [email protected], [email protected]
สมเดจ็ พระพทุ ธชินวงศ์ (สมศกั ดิ์ อปุ สมมหาเถร)
ป.ธ.๙, M.A., Ph.D. ศาสตราจารย์ (สาขาภาษาบาล)ี , อัครมหาบณั ฑิต
องคส์ ถาปนาสถาบันบาฬศี กึ ษาพุทธโฆส
พระธรรมรตั นดิลก (สมเกียรติ โกวิโท)
ป.ธ.๙, พธ.ด. (กติ ตมิ ศักด)์ิ , กรรมการมหาเถรสมาคม,
ผู้รักษาการแทนเจ้าคณะภาค ๙
เจา้ อาวาสวัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวหิ าร
พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ (7)
อารัมภกถา
พระไตรปฎิ ก เปน็ คมั ภรี ท์ ม่ี คี วามส�ำ คญั มาก เรยี กวา่ เปน็ คมั ภรี ห์ ลกั ของพระพทุ ธศาสนา
เช่นเดียวกับคัมภีร์ไบเบิลของศาสนาคริสต์ คัมภีร์อัลกุรอานของศาสนาอิสลาม พระไตรปิฎก
จึงเปรียบเสมือนตัวแทนขององค์พระบรมศาสดา ดังพุทธพจน์ที่ตรัสกับพระอานนทเถระว่า
โย โว อานนทฺ ธมฺโม จ วินโย จ เทสโิ ต ปญญฺ ตโฺ ต โส โว มมจจฺ เยน สตฺถา แปลวา่ อานนท์
ธรรมท่ีเราแสดงแล้วและวินัยที่เราบัญญัติแล้วแก่เธอท้ังหลาย หลังจากเราล่วงลับไปจะเป็น
ศาสดาของเธอทั้งหลาย
ในประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา ต่างส่งเสริมพระภิกษุสามเณรและพุทธบริษัท
ให้ศึกษาพระไตรปิฎกอย่างจริงจัง เพื่อให้มีความรู้ความแตกฉานในพระพุทธพจน์อันเป็นตัว
พระปริยัติศาสนาได้อย่างถูกต้อง เม่ือศึกษาพระปริยัติศาสนาได้อย่างถูกต้องแล้ว ย่อมเป็น
ปัจจัยส่งเสริมให้เกิดสุปฏิบัติ อุชุปฏิบัติ ญายปฏิบัติ สามีจิปฏิบัติ อันเป็นตัวปฏิบัติศาสนา
ซงึ่ เปน็ เหตใุ หไ้ ดร้ บั ผลคอื ปฏเิ วธศาสนาตามมา ตามทกี่ ลา่ วมาน้ี จะเหน็ ไดว้ า่ เมอ่ื พระปรยิ ตั ธิ รรม
ด�ำ รงอยู่ พระปฏบิ ตั ธิ รรมและพระปฏเิ วธธรรมจงึ จะบงั เกดิ ได้ หากพระปรยิ ตั ธิ รรมอนั ตรธานไป
พระปฏิบัติธรรมและพระปฏิเวธรรมก็หาบังเกิดได้ไม่ เปรียบดังเช่นเมื่อรากไม้ยังดำ�รงอยู่
ดอก และผลของต้นไมก้ ย็ อ่ มผลอิ อกมาได้
พระไตรปิฎกปริทรรศน์ชุดน้ี ได้รวบรวมโดยคณาจารย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ
ราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตบาฬศี กึ ษาพทุ ธโฆส ซง่ึ ไดเ้ สนอขอความอปุ ถมั ภจ์ ากวดั อรณุ ราชวราราม
เพอื่ จัดพิมพ์เผยแผ่เป็นธรรมทาน คณะสงฆว์ ัดอรุณราชวราราม พจิ ารณาแล้ววา่ หนงั สือชดุ น้ี
จะมปี ระโยชนอ์ ยา่ งไพศาลตอ่ การศกึ ษาพระไตรปฎิ กของคณะสงฆแ์ ละพทุ ธศาสนกิ ชน จงึ ไดร้ บั
เป็นเจ้าภาพอุปถัมภ์จัดพิมพ์ครั้งนี้ ขอผลานิสงส์แห่งธรรมทานน้ี จงเป็นพลวปัจจัยส่งผลให้
คณะผจู้ ดั ท�ำ ผอู้ ุปถมั ภ์ และผใู้ ชเ้ รียนใชศ้ กึ ษา ไดป้ ระสบผลอันตนปรารถนาทกุ ท่านเทอญ
พระธรรมรัตนดิลก
(สมเกียรติ โกวโิ ท ป.ธ.๙)
กรรมการมหาเถรสมาคม รักษาการเจา้ คณะภาค ๙
เจา้ อาวาสวัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวหิ าร
(8) พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์
บทน�ำ
....... สเทวกสฺส โลกสฺส อตฺถาย หิตาย สุขาย ธมฺโม จ วินโย จ เทสิโต ปญฺตฺโต,
โส ปรยิ ตฺติปฏิปตฺติปฏเิ วธวเสน วิภตเฺ ตสุ ตสี ุ สทฺธมฺเมสุ ปรยิ ตฺตสิ ทฺธมฺโม นาม, ตเทว จ
สาสนฏฺติ ยิ า ปมาณํ, สตเิ ยว หิ ตสมฺ ึ อิตเร อุปฺปชชฺ นตฺ .ิ ๑
พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้แล้ว และพระวินัยที่ทรงบัญญัติไว้
เพ่ือประโยชน์สุขถาวรแก่สัตว์โลกและหมู่ทวยเทพยดาในเทวโลก, ในบรรดาพระสัทธรรมท่ี
จ�ำ แนกออกเป็น ๓ คือ พระปรยิ ตั สิ ทั ธรรม ๑ พระปฏบิ ัติสัทธรรม ๑ พระปฏเิ วธสัทธรรม ๑
พระธรรมวินัยนน้ั ช่ือวา่ พระปรยิ ัติสัทธรรม, กพ็ ระปรยิ ตั สิ ัทธรรมนั้นนัน่ เอง เป็นพระสัทธรรม
ท่สี �ำ คัญ เพ่ือการด�ำ รงม่ันแห่งพระพทุ ธศาสนา, เพราะเมือ่ มพี ระปรยิ ัติสัทธรรม ปฏิบตั ิสัทธรรม
และปฏิเวธสัทธรรม กเ็ กิดมไี ด้ฯ
ดงั ค�ำ ท่ีพระอรรถกถาจารย์กล่าวไว้ในอังคตุ ตรอรรถกถาวา่
“ยาว ติฏฺนฺติ สุตฺตนตฺ า วินโย ยาว ทปิ ปฺ ติ
ตาว ทกฺขนฺติ อาโลกํ สรู เิ ย อพฺภุฏฺ เต ยถา.
ตราบใดที่พระสูตร และพระอภิธรรมพร้อมท้ังพระวินัย ยังต้ังมั่นและรุ่งเรืองอยู่
ตราบนั้น กย็ งั คงปรากฏแสงสว่างอยเู่ หมือนยงั มีพระอาทิตยส์ ่องสวา่ งอยู่ ฉะนนั้
สุตฺตนฺเตสุ อสนเฺ ตสุ, ปมฏุ ฺเ วนิ ยมหฺ ิ จ.
ตโม ภวิสสฺ ติ โลโก, สรู เิ ย อตฺถงคฺ เต ยถา.
เม่ือพระสูตรและพระอภิธรรมไม่มี ท้ังพระวินัยก็เลอะเลือนเสียแล้ว ชาวโลกก็จักมี
ความมืดมน ประดุจดังพระอาทิตยต์ กหมดแสงไปฉะนนั้
สุตฺตนฺเต รกฺขเิ ต สนฺเต, ปฏปิ ตฺติ โหติ รกขฺ ติ า.
ปฏิปตตฺ ยิ ํ ิโต ธีโร, โยคกฺเขมา น ธสํ ต”ี ติ.๒
เมื่อพระสูตรและพระอภิธรรม ท่ีได้รับการรักษายังมีอยู่ การปฏิบัติก็เป็นอันได้รับ
การรักษาไว้ด้วย ผู้เป็นบัณฑิตดำ�รงมั่นในการปฏิบัติแล้ว ย่อมไม่คลาดจากธรรมอันเป็น
แดนเกษมจากโยคะ (พระนิพพาน)
๑๒ นิทานกถา, ฉฏฺ สงฺคตี ิปฏิ ก,ํ ฉบบั สถาบนั บาฬีศึกษาพุทธโฆส, ๒๕๖๔
อง.ฺ เอกก.อฏฺ. ๑๓๐/๘๔
พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ (9)
พระไตรปิฎกเป็นคัมภีร์ท่ีบรรจุคำ�ส่ังสอนทางพระพุทธศาสนาไว้อย่างเป็นระบบ
เป็นหมวดหมู่ เพื่อสะดวกแก่การทรงจำ�และเป็นหลักฐานอ้างอิงสำ�หรับการศึกษาค้นคว้า
พระไตรปิฎกฉบับที่จัดพิมพ์เป็นภาษาไทยโดยท่ัวไปนิยมจัดพิมพ์เป็นชุดละ ๔๕ เล่ม
ซ่ึงหมายถึงระยะเวลาแห่งการบำ�เพ็ญพุทธกิจ ๔๕ พรรษาของพระพุทธองค์ จัดแบ่งออก
เป็น ๓ ปิฎกด้วยกัน คอื ๓
๑. พระวินัยปิฎก ว่าด้วยข้อบัญญัติเกี่ยวกับความประพฤติ ความเป็นอยู่
ขนบธรรมเนยี ม และการดำ�เนนิ กจิ การตา่ งๆ ของภกิ ษุและภกิ ษณุ ี (พระวนิ ยั
ปฎิ ก ๘ เลม่ : ๑-๘)
๒. พระสุตตันตปิฎก ว่าด้วยพระธรรมเทศนาที่ทรงแสดงแก่บุคคลต่างๆ โดย
ทัว่ ไป รวมถึงเทศนาของพระสาวกสำ�คญั บางรปู (พระสตุ ตันตปฎิ ก ๒๕ เลม่ :
๙-๓๓)
๓. พระอภธิ รรมปฎิ ก วา่ ดว้ ยหลกั ธรรมตา่ งๆ ทอ่ี ธบิ ายในแงว่ ชิ าการลว้ นๆ ไมเ่ กย่ี ว
ดว้ ยบคุ คลหรอื เหตุการณ์ ไมม่ เี รอ่ื งราวประกอบ (พระอภิธรรมปิฎก ๑๒ เลม่ :
๓๔-๔๕)
พระวนิ ัยปิฎก แบ่งออกเป็น ๕ คัมภีร์ คอื
๑. มหาวิภังค์ ว่าด้วยสิกขาบทของภิกษุ ๒๒๗ ข้อท่ีมาในพระปาติโมกข์ (เล่มที่
๑-๒)
๒. ภิกขุนีวิภังค์ ว่าด้วยสิกขาบทของภิกษุณี ๓๑๑ ข้อท่ีมาในพระปาติโมกข์
(เล่มท่ี ๓)
๓. มหาวรรค วา่ ดว้ ยสกิ ขาบทนอกพระปาตโิ มกขต์ อนตน้ ๑๐ ขนั ธกะ (เลม่ ที่ ๔-๕)
๔. จุลวรรค ว่าด้วยสิกขาบทนอกพระปาติโมกข์ตอนปลาย ๑๒ ขันธกะ (เล่มที่
๖-๗)
๕. ปริวาร ว่าด้วยคำ�ถามคำ�ตอบสำ�หรับซ้อมความรู้เร่ืองพระวินัย ซ่ึงเป็นการ
ทบทวนเนอ้ื หาของ ๔ คมั ภีร์แรก (เล่มที่ ๘)
๓ พระไตรปิฎกฉบับธรรมสภา
(10) พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์
พระสตุ ตันตปิฎก แบง่ ออกเปน็ ๕ นิกาย คอื
๑. ทีฆนิกาย รวบรวมพระสูตรท่มี คี วามยาวมากไว้ด้วยกนั (เลม่ ที่ ๙-๑๑)
๒. มชั ฌมิ นกิ าย รวบรวมพระสตู รทม่ี คี วามยาวปานกลางไวด้ ว้ ยกนั (เลม่ ที่ ๑๒-๑๔)
๓. สงั ยตุ ตนกิ าย รวบรวมพระสตู รทมี่ เี นอื้ หาสาระประเภทเดยี วกนั ไวด้ ว้ ยกนั เชน่
รวบรวมเรอื่ งเก่ียวกบั ทา้ วสกั กะไว้ดว้ ยกนั เรยี กว่า สกั กสงั ยุต (เล่มที่ ๑๕-๑๙)
๔. อังคุตตรนิกาย รวบรวมพระสูตรท่ีมีหัวข้อธรรมเท่ากันเอาไว้ด้วยกัน มีชื่อ
เรยี กวา่ นบิ าต นบั จากหมวดพระสตู รทมี่ หี วั ขอ้ ธรรม ๑ ขอ้ เรยี กวา่ เอกกนบิ าต
ไปจนถึงหมวดพระสูตรที่มีหัวข้อธรรม ๑๑ ข้อ เรียกว่า เอกาทสกนิบาต
(เลม่ ท่ี ๒๐-๒๔)
๕. ขทุ ทกนกิ าย จดั แยกพระสตู รทไ่ี มเ่ ขา้ เกณฑท์ งั้ ๔ นกิ ายขา้ งตน้ นนั้ ไวเ้ ปน็ หมวด
เดียวกนั เรียกว่า ขทุ ทกนิกาย มี ๑๕ คัมภีร์ คอื ขุททกปาฐะ ธรรมบท อทุ าน
อิตวิ ตุ ตกะ สุตตนิบาต วิมานวตั ถุ เปตวัตถุ เถรคาถา เถรคี าถา ชาดก นทิ เทส
ปฏสิ ัมภิทามรรค อปทาน พุทธวงศ์ และจริยาปิฎก (เลม่ ที่ ๒๕-๓๓)
พระอภิธรรมปิฎก แบ่งออกเปน็ ๗ คัมภีร์ คือ
๑. สงั คณี หรอื ธมั มสงั คณี รวมขอ้ ธรรมเขา้ เปน็ หมวดหมแู่ ลว้ อธบิ ายทลี ะประเภท
(เลม่ ท่ี ๓๔)
๒. วิภังค์ ยกหมวดธรรมสำ�คัญ ๆ ข้ึนต้ังเป็นหัวเรื่องแล้วแยกแยะออกอธิบาย
ช้แี จงวนิ ิจฉยั โดยละเอยี ด (เลม่ ท่ี ๓๕)
๓. ธาตกุ ถา สงเคราะห์ข้อธรรมตา่ งๆ เขา้ ในขนั ธ์ อายตนะ ธาตุ (เล่มท่ี ๓๖)
๔. ปคุ คลบัญญตั ิ บัญญัติความหมายของบุคคลตามคุณธรรมทม่ี อี ยู่ (เลม่ ที่ ๓๖)
๕. กถาวัตถุ แถลงและวินิจฉัยทัศนะของนิกายต่างๆ สมัยสังคายนาคร้ังท่ี ๓
(เล่มท่ี ๓๗)
๖. ยมก ยกหัวขอ้ ธรรมข้นึ วนิ ิจฉยั ดว้ ยวิธีถามตอบโดยถามย้อนกนั เปน็ ค่ๆู (เลม่ ท่ี
๓๘-๓๙)
๗. ปฏั ฐาน อธบิ ายปจั จยั ๒๔ แสดงความสมั พนั ธเ์ นอื่ งอาศยั กนั แหง่ ธรรมทงั้ หลาย
โดยพสิ ดาร (เลม่ ที่ ๔๐-๔๕)
พระไตรปิฎกปริทรรศน์ ฉบับน้ี รวบรวมเรียบเรียงมาจากบทนำ�ของพระไตรปิฎก
ภาษาไทย มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั เฉลิมพระเกยี รติ สมเด็จพระนางเจ้าสิรกิ ิติ์ พระบรม
พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ (11)
ราชินีนาถ พุทธศักราช ๒๕๓๙ ท้ัง ๔๕ เล่ม วัตถุประสงค์ก็เพื่อจักอำ�นวยประโยชน์แก่นิสิต
ของวทิ ยาเขตบาฬศี กึ ษาพทุ ธโฆส นครปฐม ทม่ี กี ารเรยี นการสอนในรายวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา
ท้ังยังหวังว่าจักเป็นประโยชน์แก่ผู้เพิ่งศึกษาพระไตรปิฎก ท้ังจักเป็นการเพิ่มพูนความรู้แก่
ผ้ทู ี่ได้ศกึ ษามาบา้ งแลว้ ใหม้ ีฉนั ทะยิง่ ข้นึ
ขออนุโมทนาต่อทุกท่านท่ีมีอุตสาหวิริยะ ช่วยจัดทำ�ต้นฉบับจนสำ�เร็จสามารถจัด
พิมพ์ออกเผยแพร่ได้ หวังว่าหนังสือเล่มน้ีคงจักได้อำ�นวยความสะดวกในการสืบค้นสาระของ
พระไตรปิฎกแก่นิสิตหลักสูตรพระไตรปิฎกศึกษาและหลักสูตรอื่น ๆ และอำ�นวยประโยชน์
แก่ผู้ต้องการศึกษาพระไตรปิฎก เพ่ือนำ�ไปต่อยอดในการอ่านและค้นคว้าในฉบับเต็ม คือ
พระไตรปิฎภาษาไทย มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสริ ิกติ ์ิ
พระบรมราชินีนาถ พุทธศักราช ๒๕๓๙ ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ในนามของผู้บริหารกองคัมภีร์
สทั ทาวเิ สส สถาบนั บาฬศี กึ ษาพทุ ธโฆส ในด�ำ รสิ มเดจ็ พระพทุ ธชนิ วงศ์ (สมศกั ด์ิ อปุ สมมหาเถร)
องคส์ ถาปนา จงึ ขออนุโมทนา
๓๐ เมษายน ๒๕๖๔
(12) พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์
คำ�ย่อ คำ�อธบิ ายสัญลักษณ์และค�ำ ย่อ
ว.ิ มหา.
วิ.ภกิ ฺขุน.ี พระวนิ ยั ปิฎก
วิ.ม.
วิ.จ.ู ช่อื คมั ภีร์
วิ.ป. = วินยปฏิ ก มหาวิภงคฺ ปาลิ
ค�ำ ย่อ = วนิ ยปฏิ ก ภิกฺขุนีวิภงฺคปาลิ
ที.ส.ี = วนิ ยปิฏก มหาวคฺคปาลิ
ท.ี ม. = วนิ ยปฏิ ก จูฬวคฺคปาลิ
ท.ี ปา. = วนิ ยปฏิ ก ปรวิ ารปาลิ
ม.ม.ู
ม.ม. พระสุตตันตปฎิ ก
ม.อ.ุ
สํ.ส. ชื่อคมั ภรี ์
ส.ํ นิ. = สุตฺตนตฺ ปิฏก ทีฆนกิ าย สลี กขฺ นธฺ วคคฺ ปาลิ
สํ.ข. = สุตฺตนฺตปฏิ ก ทฆี นิกาย มหาวคฺคปาลิ
ส.ํ สฬา. = สตุ ตฺ นฺตปิฏก ทฆี นกิ าย ปาฏิกวคฺคปาลิ
ส.ํ ม. = สุตตฺ นฺตปฏิ ก มชฌฺ ิมนิกาย มูลปณฺณาสกปาลิ
อง.ฺ เอกก. = สตุ ฺตนฺตปิฏก มชฌฺ มิ นิกาย มชฌฺ ิมปณฺณาสกปาลิ
องฺ.ทกุ . = สุตฺตนฺตปฏิ ก มชฌฺ ิมนิกาย อุปรปิ ณณฺ าสกปาลิ
องฺ.ติก. = สตุ ฺตนตฺ ปฏิ ก สํยุตตฺ นกิ าย สคาถวคคฺ ปาลิ
องฺ.จตุกกฺ . = สตุ ฺตนตฺ ปฏิ ก สํยตุ ฺตนกิ าย นิทานวคคฺ ปาลิ
อง.ฺ ปญจฺ ก. = สุตฺตนฺตปิฏก สํยุตตฺ นกิ าย ขนฺธวารวคฺคปาลิ
= สุตตฺ นตฺ ปฏิ ก สยํ ุตฺตนกิ าย สฬายตนวคฺคปาลิ
= สตุ ฺตนฺตปิฏก สํยุตตฺ นกิ าย มหาวารวคฺคปาลิ
= สุตตฺ นฺตปฏิ ก องฺคตุ ฺตรนกิ าย เอกกนบิ าตปาลิ
= สตุ ฺตนฺตปิฏก องคฺ ตุ ตฺ รนิกาย ทกุ นบิ าตปาลิ
= สตุ ฺตนตฺ ปฏิ ก องฺคุตฺตรนกิ าย ติกนิบาตปาลิ
= สตุ ตฺ นฺตปิฏก องคฺ ตุ ตฺ รนิกาย จตกุ กฺ นปิ าตปาลิ
= สุตฺตนฺตปฏิ ก องฺคตุ ฺตรนิกาย ปญฺจกนิปาตปาลิ
พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ (13)
อง.ฺ ฉกกฺ . = สตุ ตฺ นฺตปฏิ ก องคฺ ุตตฺ รนิกาย ฉกกฺ นบิ าตปาลิ
อง.ฺ สตฺตก. = สตุ ตฺ นตฺ ปิฏก องฺคุตฺตรนิกาย สตฺตกนบิ าตปาลิ
องฺ.อฏฺ ก. = สุตฺตนตฺ ปิฏก องคฺ ุตตฺ รนิกาย อฏฺกนิบาตปาลิ
อง.ฺ นวก. = สุตฺตนฺตปิฏก องฺคุตตฺ รนิกาย นวกนปิ าตปาลิ
อง.ฺ ทสก. = สตุ ตฺ นตฺ ปฏิ ก องคฺ ตุ ฺตรนิกาย ทสกนิปาตปาลิ
อง.ฺ เอกาทสก. = สตุ ตฺ นฺตปิฏก องฺคุตฺตรนิกาย เอกาทสกนปิ าตปาล ิ
ขุ.ข.ุ = สตุ ฺตนฺตปิฏก ขทุ ทฺ กนกิ าย ขทุ ทฺ กปาฐปาลิ
ขุ.ธ. = สุตตฺ นตฺ ปิฏก ขุทฺทกนกิ าย ธมฺมปทปาลิ
ขุ.อุ. = สุตฺตนฺตปิฏก ขทุ ทฺ กนกิ าย อุทานปาลิ
ขุ.อิติ. = สุตฺตนฺตปฏิ ก ขุทฺทกนกิ าย อติ วิ ุตตฺ กปาลิ
ข.ุ สุ. = สตุ ตฺ นฺตปฏิ ก ขุทฺทกนิกาย สุตตฺ นิปาตปาลิ
ข.ุ วิ. = สตุ ตฺ นตฺ ปฏิ ก ขทุ ทฺ กนกิ าย วิมานวตถฺ ุปาลิ
ข.ุ เปต. = สตุ ตฺ นตฺ ปฏิ ก ขทุ ทฺ กนิกาย เปตวตถฺ ุปาลิ
ข.ุ เถร. = สตุ ตฺ นตฺ ปฏิ ก ขทุ ฺทกนกิ าย เถรคาถาปาลิ
ข.ุ เถรี. = สุตตฺ นฺตปฏิ ก ขุทฺทกนกิ าย เถรีคาถามปาลิ
ขุ.ชา. = สุตตฺ นฺตปิฏก ขุททฺ กนิกาย ชาตกปาลิ
ขุ.ม. = สตุ ตฺ นตฺ ปิฏก ขุทฺทกนกิ าย มหานทิ ฺเทสปาลิ
ขุ.จู. = สตุ ตฺ นตฺ ปิฏก ขุทฺทกนกิ าย จฬู นทิ เฺ ทสปาลิ
ขุ.ป. = สุตตฺ นฺตปฏิ ก ขทุ ทฺ กนกิ าย ปฏิสมฺภทิ ามคฺคปาลิ
ขุ.อป. = สตุ ตฺ นตฺ ปิฏก ขทุ ทฺ กนกิ าย อปทานปาลิ
ขุ.พุทฺธ. = สตุ ฺตนตฺ ปฏิ ก ขทุ ทฺ กนกิ าย พทุ ธวสํ ปาลิ
ข.ุ จรยิ า. = สตุ ฺตนตฺ ปฏิ ก ขทุ ทฺ กนิกาย จริยาปฏิ กปาลิ
ค�ำ ย่อ พระอภิธรรมปฎิ ก
อภ.ิ สง ฺ
อภิ.วิ. ชือ่ คัมภีร์
อภิ.ธา. = อภิธมมฺ ปฏิ ก ธมมฺ สงฺคณีปาลิ
อภิ.ป.ุ = อภิธมมฺ ปิฏก วิภงฺคปาลิ
= อภิธมมฺ ปฏิ ก ธาตกุ ถาปาลิ
= อภธิ มมฺ ปฏิ ก ปุคฺคลปญฺตฺตปิ าลิ
(14) พระไตรปิฎกปริทรรศน ์
อภ.ิ ก.
อภิ.ย. = อภธิ มฺมปฏิ ก กถาวตฺถปุ าลิ
อภ.ิ ป. = อภิธมมฺ ปฏิ ก ยมกปาลิ
= อภิธมมฺ ปฏิ ก ปฏฺานปาลิ
คำ�ย่อ
เนตฺติ. ปกรณวเิ สส
เปฏฺโก.
มลิ นิ ฺท. ชอ่ื คมั ภรี ์
วสิ ุทธฺ .ิ = เนตฺติปกรณ
= เปฏโฺ กปเทส
ค�ำ ย่อ = มิลนิ ฺทปญหฺ ปกรณ
กงขา.อ. = วสิ ุทธฺ ิมคฺคปกรณ
วิ.สงฺคห.
วิ.นจิ ฺฉย. อรรถกถาพระวนิ ัยปฎิ ก
อตุ ฺตรวิ.
ขุททฺ สิกฺขา ชอ่ื คัมภีร์
มลู สกิ ฺขา = กงฺขาวิตรณีอฏฺ กถา
= วินยสงคฺ หอฏฺกถา
ค�ำ ยอ่ = วนิ ยวนิ จิ ฺฉย
ที.ส.ี อ. = อุตตฺ รวนิ จิ ฉฺ ย
ท.ี ม.อ. = ขุทฺทสิกขฺ า
ที.ปา.อ. = มลู สกิ ขฺ า
ม.มู.อ.
ม.ม.อ. อรรถกถาพระสตุ ตนั ตปิฏก
ม.อ.ุ อ.
ช่อื คัมภรี ์
= ทีฆนิกาย สุมงคฺ ลวลิ าสินี สลี กฺขนธฺ วคคฺ อฏฺกถา
= ทีฆนกิ าย สุมงคฺ ลวิลาสินี มหาวคฺคอฏฺกถา
= ทฆี นกิ าย สุมงคฺ ลวิลาสนิ ี ปาฏกิ วคคฺ อฏฺ กถา
= มชฺฌมิ นกิ าย ปปญฺจสทู นี มลู ปณฺณาสกอฏฺกถา
= มชฺฌมิ นิกาย ปปญฺจสูทนี มชฺฌิมปณณฺ าสกอฏฺ กถา
= มชฺฌิมนกิ าย ปปญจฺ สูทนี อุปริปณณฺ าสกอฏฺ กถา
พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ (15)
ส.ํ ส.อ. = สยํ ตุ ฺตนิกาย สารตถฺ ปฺปกาสินี สคาถวคฺคอฏฺ กถา
ส.ํ น.ิ ,ข.อ. = สํยุตตฺ นกิ าย สารตถฺ ปปฺ กาสินี นทิ าน-ขนฺธวารวคฺคอฏฺ กถา
ส.ํ สฬา.,ม.อ. = สํยตุ ฺตนกิ าย สารตถฺ ปฺปกาสินี สฬายตน-มหาวารวคฺคอฏฺกถา
อง.เอกก.อ. = องฺคตุ ตฺ รนกิ าย มโนรถปูรณี เอกกนปิ าตอฏฺกถา
องฺ.ทกุ .,ตกิ .,จตุกกฺ .,อ. = องคฺ ุตฺตรนกิ าย มโนรถปรู ณี ทกุ าทินปิ าตอฏฺกถา
องฺ.ปญฺจก.- = องคฺ ตุ ตฺ รนกิ าย มโนรถปรู ณี ปญจฺ กาทนิ ปิ าตอฏฺกถา
เอกาทสก.,อ. = ขทุ ฺทกนกิ าย ปรมตฺถโชตกิ า ขทุ ทฺ กปาอฏฺกถา
ข.ุ ขุ.อ. = ขทุ ทฺ กนกิ าย ธมฺมปทอฏฺกถา
ข.ุ ธ.อ. = ขุททฺ กนกิ าย ปรมตถฺ ทีปนี อทุ านอฏฺ กถา
ข.ุ อุ.อ. = ขทุ ฺทกนิกาย ปรมตฺถทปี นี อติ วิ ตุ ตฺ กอฏฺ กถา
ข.ุ อิต.ิ อ. = ขุททฺ กนกิ าย ปรมตฺถโชติกา สุตตฺ นิปาตอฏฺ กถา
ข.ุ ส.ุ อ. = ขทุ ทฺ กนิกาย ปรมตถฺ ทปี นี อุทานอฏฺ กถา
ข.ุ ว.ิ อ. = ขทุ ฺทกนกิ าย ปรมตถฺ โชตกิ า เปตวตฺถอุ ฏฺกถา
ข.ุ เปต.อ. = ขทุ ทฺ กนิกาย ปรมตถฺ ทปี นี เถรอฏฺ กถา
ข.ุ เถร.อ. = ขทุ ทฺ กนิกาย ปรมตถฺ ทีปนี เถรีอฏฺกถา
ขุ.เถรี.อ. = ขทุ ทฺ กนกิ าย ชาตกอฏฺ กถา
ขุ.ชา.อ. = ขทุ ฺทกนิกาย สทธฺ มมฺ ปฺปชฺโชติกา มหานิทฺเทสอฏฺกถา
ขุ.ม.อ. = ขุททฺ กนกิ าย สทฺธมมฺ ปฺปชโฺ ชตกิ า จูฬนิทฺเทสอฏฺกถา
ขุ.จ.ู อ. = ขุททฺ กนกิ าย สทธฺ มฺมปฺปกาสนิ ี ปฏิสมภฺ ทิ ามคคฺ อฏฺ กถา
ขุ.ป.อ. = ขุทฺทกนกิ าย วสิ ทุ ฺธชนวิลาสนิ ี อปทานอฏฺกถา
ขุ.อป.อ. = ขุททฺ กนิกาย มธรุ ตถฺ วิลาสินี พุทฺธวสํ อฏฺ กถา
ข.ุ พุทฺธ.อ. = ขุทฺทกนกิ าย ปรมตถฺ ทปี นี จรยิ าปิฏกอฏฺกถา
ข.ุ จรยิ า.อ.
ค�ำ ยอ่ อรรถกถาพระอภธิ รรมปฏิ ก
อภิ.สงฺ.อ.
อภ.ิ วิ.อ. ชือ่ คัมภีร์
อภ.ิ ปญฺจ.อ. = อภธิ มฺมปิฎก ธมมฺ สงฺคณี อฏฺสาลินอี ฏฺกถา
= อภธิ มมฺ ปฎิ ก วภิ งคฺ สมฺโมหวิโนทนีอฏฺกถา
= อภิธมมฺ ปิฎก ปญจฺ ปกรณอฏฺ กถา
(16) พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์
ค�ำ ย่อ อรรถกถาปกรณวเิ สส
เนตฺต.ิ อ.
สงคฺ ห. ชอื่ คมั ภรี ์
อภิ.วตาร. = ขทุ ทฺ กนิกาย เนตฺตอิ ฏฺกถา
= อภิธมฺมตฺถสงคฺ ห
= อภิธมฺมาวตาร
คำ�ยอ่ ฎกี าพระวินยั ปิฎก
วชิร.ฏกี า
สารตฺถ.ฏกี า ช่อื คมั ภีร์
วิมต.ิ ฏกี า = วชริ พทุ ธฺ ิฏกี า
กงฺขา.ฏกี า = สารตฺถทปี นฏี ีกา
กงขฺ า.ฏีกา (อภินว) = วิมติวโิ นทนีฏีกา
วินย.ฏกี า = กงฺขาวติ รณีบุราณฏกี า
ว.ิ ฏกี า = วนิ ยตถฺ มญชฺ ูสา กงขฺ าวติ รณี อภินวฏีกา
อุตฺตร.ฏกี า = วนิ ยาลงฺการฏีกา
ขุททฺ .ฏกี า = วินยวินิจฺฉยฏีกา
ขุทฺท.ฏีกา (อภินว) = อุตตฺ รวินิจฺฉยฏีกา
มลู .ฏกี า = ขทุ ฺทสกิ ฺขาปุราณฏีกา
= ขทุ ทฺ สกิ ขฺ าอภินวฏีกา
= มูลสิกขฺ าฏกี า
ค�ำ ยอ่ ฎีกาพระสตุ ตันตปฎิ ก
ที.ส.ี ฏกี า
ท.ี ม.ฏกี า ชื่อคัมภีร์
ที.ปา.ฏีกา (อภนิ ว) = ทีฆนกิ าย ลีนตฺถปปฺ กาสนี สีลกขฺ นฺธวคฺคฏีกา
ม.มู.ฏีกา = ทฆี นิกาย ลีนตฺถปฺปกาสนี มหาวคฺคฏกี า
ม.ม.ู = ทฆี นกิ าย สาธุวิลาสนิ ี สีลกขฺ นฺธวคคฺ อภนิ วฏีกา
ม.ม.ฏกี า = มชฺฌมิ นกิ าย ลีนตฺถปปฺ กาสนี มลู ปณณฺ าสกฏีกา
= มชฌฺ ิมนิกาย ลีนตถฺ ปปฺ กาสนี มูลปณณฺ าสกฏกี า
= มชฺฌมิ นิกาย ลนี ตถฺ ปปฺ กาสนี มชฺฌิม-อุปรปิ ณฺณาสกฏกี า
พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ (17)
สํ.ฏีกา = สยํ ุตตฺ นิกาย ลีนตถฺ ปฺปกาสนี สยํ ุตฺตฏีกา
อง.ฺ ฏกี า = องฺคุตฺตรนกิ าย สารตถฺ มญฺชสู า องฺคุตตฺ รฏกี า
ขุ.ธ.ฏีกา = ธมฺมปทมหาฏีกา
ค�ำ ย่อ ฎีกาพระอภธิ รรมปิฏก
อภิ.มูลฏกี า
อภิ.อนฏุ ีกา ชื่อคมั ภีร์
ม.ฏกี า = อภิธมมฺ ปิฎก ธมมฺ สงคฺ ณี-วภิ งคฺ -ปญฺจปกรณมลู ฏีกา
มธ.ุ ฏีกา = อภธิ มมฺ ปิฎก ธมฺมสงคฺ ณี-วิภงฺค-ปญฺจปกรณอนฏุ กี า
= มณทิ ีปฏีกา
คำ�ยอ่ = มธุสารตถฺ ทปี นีฏีกา
เนต.ฺ ฏกี า
เนตฺ.วิ. ฎีกาปกรณวิเสส
มลิ ินทฺ .ฏกี า
วสิ ุทฺธิ.มหาฏกี า ชื่อคมั ภรี ์
วสิ ทุ ฺธ.ิ จฬู ฏกี า = เนตฺติฏกี า
อภิ.วตารฏีกา = เนตตฺ วิ ิภาวนิ ี
วภิ าวนิ .ี = มธุรตฺถปกาสินี มลิ ินทฺ ปญฺหฏกี า
มณ.ิ ฏกี า = ปรมตฺถมญชฺ ูสา วสิ ุทธฺ มิ คคฺ มหาฏีกา
= วิสุทฺธิมคฺคจฬู ฏีกา
ค�ำ ยอ่ = อภิธมฺมตฺถวิกาสนิ ี อภิธมมฺ าวตารฏกี า
ปฏ.ิ คณฐฺ ิ = อภธิ มมฺ ตถฺ วิภาวินีฏกี า
วิ.โยชนา = มณสารมญฺชสู าฏกี า
คณั ฐี
ช่อื คมั ภรี ์
= ปฏิสมภฺ ิทามคฺคฏฐฺ กถาคณฺฐิ
= อภิธมมฺ ตฺถวภิ าวินีโยชนา
(18) พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ (๗)
(๘)
สารบญั (๑๒)
๑
อารัมภกถา ๑
บทน�ำ ๓
ค�ำอธิบายสญั ลักษณ์และค�ำยอ่ ๓
๓
พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๕ ๔
พระสุตตันตปฎิ ก เล่มที่ ๗ ๕
(สงั ยุตตนิกาย สคาถวรรค) ๖
๗
ความหมายของสังยตุ ตนกิ าย ๘
การจัดแบง่ หมวดหมู่ในสงั ยตุ ตนิกาย ๙
คัมภรี ส์ ังยุตตนกิ าย ๙
แนะน�ำเลม่ ที่ ๑๕ ๙
การจดั แบ่งหมวดหมู่ในสคาถวรรค ๑๐
๑. เทวตาสงั ยตุ ๑๐
๒. เทวปุตตสังยตุ ๑๑
๓. โกสลสังยตุ ๑๑
๔. มารสังยุต
๕. ภกิ ขนุ ีสงั ยุต
๖. พรหมสงั ยุต
๗. พราหมณสงั ยตุ
๘. วังคีสสังยตุ
๙. วนสงั ยุต
๑๐. ยักขสงั ยุต
๑๑. สกั กสังยุต
ขอ้ สงั เกต
พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ (19)
พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๑๖ ๑๓
พระสุตตนั ตปฎิ ก เล่มท่ี ๘ ๑๔
(สังยตุ ตนกิ าย นทิ านวรรค) ๑๔
๑๔
การจัดแบง่ หมวดหมูใ่ นนิทานวรรค ๑๕
แนะน�ำแต่ละสงั ยุต ๑๘
๑. นิทานสังยุต ๒๑
๑.๑ พุทธวรรค ๒๔
๑.๒ อาหารวรรค ๒๖
๑.๓ ทสพลวรรค ๒๘
๑.๔ กฬารขัตติยวรรค ๓๑
๑.๕ คหปติวรรค ๓๑
๑.๖ ทุกขวรรค ๓๒
๑.๗ มหาวรรค ๓๓
๑.๘ สมณพราหมณวรรค ๓๓
๑.๙ อันตรเปยยาลวรรค ๓๕
๒. อภสิ มยสังยุต ๓๗
๓. ธาตุสังยตุ ๓๙
๓.๑ นานัตตวรรค ๔๑
๓.๒ ทตุ ยิ วรรค ๔๑
๓.๓ กมั มปถวรรค ๔๒
๓.๔ จตุตถวรรค ๔๓
๔. อนมตคั คสงั ยตุ ๔๗
๔.๑ ปฐมวรรค ๔๗
๔.๒ ทตุ ิยวรรค ๔๙
๕. กสั สปสังยุต ๔๙
๖. ลาภสักการสงั ยุต
๖.๑ ปฐมวรรค
๖.๒ ทตุ ยิ วรรค
๖.๓ ตติยวรรค
(20) พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ ๕๑
๖.๔ จตุตถวรรค ๕๒
๗. ราหลุ สังยุต ๕๒
๗.๑ ปฐมวรรค ๕๓
๗.๒ ทุติยวรรค ๕๔
๘. ลกั ขณสงั ยตุ ๕๔
๘.๑ ปฐมวรรค ๕๕
๘.๒ ทตุ ิยวรรค ๕๖
๙. โอปมั มสงั ยุต ๕๘
๑๐. ภกิ ขสุ งั ยตุ ๖๐
ขอ้ สังเกต ๖๓
๖๔
พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๗ ๖๔
พระสุตตนั ตปฎิ ก เลม่ ท่ี ๙ ๖๔
๖๔
(สังยตุ ตนิกาย ขันธวารวรรค) ๖๕
๖๖
การจดั แบง่ หมวดหมู่ในขันธวารวรรค ๖๗
แนะน�ำแตล่ ะสังยุต ๖๘
๑. ขันธสงั ยุต ๖๙
๑.๑ มูลปัณณาสก์ ๖๙
๑.๑.๑ นกุลปติ วุ รรค ๗๑
๑.๑.๒ อนิจจวรรค ๗๒
๑.๑.๓ ภารวรรค ๗๓
๑.๑.๔ นตุมหากวรรค ๗๕
๑.๑.๕ อตั ตทีปวรรค
๑.๒ มชั ฌมิ ปัณณาสก ์
๑.๒.๑ อปุ ยวรรค
๑.๒.๒ อรหนั ตวรรค
๑.๒.๓ ขชั ชนียวรรค
๑.๒.๔ เถรวรรค
๑.๒.๕ ปุปผวรรค
พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ (21)
๑.๓ จูฬปัณณาสก์ ๗๗
๑.๓.๑ อันตวรรค ๗๗
๑.๓.๒ ธัมมกถิกวรรค ๗๘
๑.๓.๓ อวชิ ชาวรรค ๗๙
๑.๓.๔ กุกกฬุ วรรค ๘๐
๑.๓.๕ ทิฏฐิวรรค ๘๑
๒. ราธสังยุต ๘๒
๒.๑ ปฐมวรรค ๘๒
๒.๒ ทุตยิ วรรค ๘๓
๒.๓ อายาจนวรรค ๘๔
๒.๔ อปุ นสิ นิ นวรรค ๘๔
๓. ทฏิ ฐสิ งั ยุต ๘๔
๓.๑ โสตาปตั ตวิ รรค ๘๕
๓.๒ ทตุ ิยคมนวรรค ๘๕
๓.๓ ตตยิ คมนวรรค ๘๕
๓.๔ จตตุ ถคมนวรรค ๘๕
๔. โอกกันตสงั ยุต ๘๖
๕. อปุ ปาทสังยุต ๘๗
๖. กิเลสสังยุต ๘๗
๗. สารีปุตตสังยตุ ๘๗
๘. นาคสงั ยตุ ๘๘
๙. สุปัณณสังยตุ ๙๐
๑๐. คันธัพพกายสังยตุ ๙๑
๑๑. วลาหกสังยตุ ๙๒
๑๒. วจั ฉโคตตสังยุต ๙๒
๑๓. ฌานสังยตุ ๙๔
ข้อสังเกต ๙๕
(22) พระไตรปิฎกปริทรรศน์ ๙๙
๑๐๐
พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๘ ๑๐๐
พระสุตตนั ตปฎิ ก เล่มท่ี ๑๐ ๑๐๐
(สังยตุ ตนกิ าย สฬายตนวรรค) ๑๐๑
๑๐๒
การจดั แบง่ หมวดหมูใ่ นสฬายตนวรรค ๑๐๓
๑. สฬายตนสังยตุ ๑๐๓
๑.๑ ปฐมปณั ณาสก ์ ๑๐๔
๑.๑.๑ อนิจจวรรค ๑๐๔
๑.๑.๒ ยมกวรรค ๑๐๕
๑.๑.๓ สัพพวรรค ๑๐๗
๑.๑.๔ ชาตธิ ัมมวรรค ๑๐๘
๑.๑.๕ สพั พอนจิ จวรรค ๑๑๐
๑.๒ ทุตยิ ปณั ณาสก์ ๑๑๑
๑.๒.๑ อวิชชาวรรค ๑๑๑
๑.๒.๒ มคิ ชาลวรรค ๑๑๓
๑.๒.๓ คิลานวรรค ๑๑๔
๑.๒.๔ ฉนั นวรรค ๑๑๖
๑.๒.๕ ฉฬวรรค ๑๑๗
๑.๓ ตติยปณั ณาสก์ ๑๑๙
๑.๓.๑ โยคักเขมิวรรค ๑๑๙
๑.๓.๒ โลกกามคุณวรรค ๑๒๐
๑.๓.๓ คหปตวิ รรค ๑๒๒
๑.๓.๔ เทวทหวรรค ๑๒๔
๑.๓.๕ นวปรุ าณวรรค
๑.๔ จตุตถปณั ณาสก์
๑.๔.๑ นันทกิ ขยวรรค
๑.๔.๒ สัฏฐิเปยยาลวรรค
๑.๔.๓ สมทุ ทวรรค
๑.๔.๔ อาสีวิสวรรค
พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ (23)
๒. เวทนาสังยุต ๑๒๕
๒.๑ สคาถวรรค ๑๒๕
๒.๒ รโหคตวรรค ๑๒๖
๒.๓ อัฏฐสตปริยายวรรค ๑๒๘
๓. มาตคุ ามสงั ยตุ ๑๒๙
๓.๑. ปฐมเปยยาลวรรค ๑๒๙
๓.๒ ทตุ ิยเปยยาลวรรค ๑๓๑
๓.๓ พลวรรค ๑๓๑
๔. ชมั พุขาทกสังยตุ ๑๓๒
๕. สามัณฑกสังยตุ ๑๓๔
๖. โมคคลั ลานสังยุต ๑๓๔
๗. จติ ตสังยุต ๑๓๖
๘. คามณสิ ังยุต ๑๓๘
๙. อสงั ขตสังยตุ ๑๔๒
๙.๑ ปฐมวรรค ๑๔๒
๙.๒ ทตุ ยิ วรรค ๑๔๓
๑๐. อพั ยากตสังยุต ๑๔๔
ข้อสังเกต ๑๔๘
๑๕๓
พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๑๙ ๑๕๔
พระสุตตนั ตปฎิ ก เลม่ ที่ ๑๑ ๑๕๔
(สงั ยตุ ตนกิ าย มหาวารวรรค) ๑๕๔
๑๕๕
การจัดแบง่ หมวดหมู่ ในมหาวารวรรค ๑๕๗
แนะน�ำแตล่ ะสังยตุ ๑๕๘
๑. มคั คสังยตุ
๑.๑ อวชิ ชาวรรค
๑.๒ วิหารวรรค
๑.๓ มจิ ฉัตตวรรค
๑.๔ ปฏิปัตตวิ รรค
(24) พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ ๑๕๘
๑.๕ อัญญตติ ถยิ เปยยาลวรรค ๑๕๙
๑.๖ สรุ ิยเปยยาลวรรค ๑๖๐
๑.๗ เอกธมั มเปยยาลวรรค ๑๖๑
๑.๘ ทตุ ยิ เอกธัมมเปยยาลวรรค ๑๖๑
๑.๙ คงั คาเปยยาลวรรค ๑๖๒
๑.๑๐ ทตุ ิยคงั คาเปยยาลวรรค ๑๖๒
๑.๑๑ อปั ปมาทวรรค ๑๖๓
๑.๑๒ พลกรณียวรรค ๑๖๔
๑.๑๓ เอสนาวรรค ๑๖๕
๑.๑๔ โอฆวรรค ๑๖๗
๒. โพชฌงั คสังยตุ ๑๖๗
๒.๑ ปัพพตวรรค ๑๖๘
๒.๒ คลิ านวรรค ๑๖๙
๒.๓ อุทายวิ รรค ๑๗๐
๒.๔ นวี รณวรรค ๑๗๑
๒.๕ จกั กวตั ติวรรค ๑๗๒
๒.๖ โพชฌังคสากัจฉวรรค ๑๗๓
๒.๗ อานาปานวรรค ๑๗๔
๒.๘ นิโรธวรรค ๑๗๔
๒.๙ คังคาเปยยาลวรรค ๑๗๔
๒.๑๐ อปั ปมาทวรรค ๑๗๔
๒.๑๑ พลกรณียวรรค ๑๗๕
๒.๑๒ เอสนาวรรค ๑๗๕
๒.๑๓ โอฆวรรค ๑๗๕
๒.๑๔ ปนุ คังคาเปยยาลวรรค ๑๗๕
๒.๑๕ ปนุ อปั ปมาทวรรค ๑๗๕
๒.๑๖ ปุนพลกรณยี วรรค ๑๗๕
๒.๑๗ ปุนเอสนาวรรค ๑๗๖
๒.๑๘ ปุนโอฆวรรค
พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ (25)
๓. สติปัฏฐานสังยุต ๑๗๖
๓.๑ อัมพปาลิวรรค ๑๗๖
๓.๒ นาลนั ทวรรค ๑๗๘
๓.๓ สลี ัฏฐิติวรรค ๑๗๙
๓.๔ อนนสุ สุตวรรค ๑๘๐
๓.๕ อมตวรรค ๑๘๑
๓.๖-๓.๑๐ เป็นเปยยาลวรรค ๑๘๒
๔. อนิ ทรยิ สังยตุ ๑๘๓
๔.๑ สทุ ธิกวรรค ๑๘๔
๔.๒ มทุ ุตรวรรค ๑๘๕
๔.๓ ฉฬินทรยิ วรรค ๑๘๖
๔.๔ สุขินทรยิ วรรค ๑๘๗
๔.๕. ชราวรรค ๑๘๗
๔.๖ สูกรขตวรรค ๑๘๙
๔.๗ โพธิปักขิยวรรค ๑๙๐
๔.๘-๔.๑๗ เปน็ เปยยาลวรรค ๑๙๑
๕. สัมมปั ปธานสังยตุ ๑๙๑
๖. พลสงั ยุต ๑๙๒
๗. อิทธปิ าทสงั ยตุ ๑๙๒
๗.๑ ปาวาลวรรค ๑๙๒
๗.๒ ปาสาทกมั ปนวรรค ๑๙๔
๗.๓ อโยคุฬวรรค ๑๙๕
๗.๔-๗.๘ เปน็ เปยยาลวรรค ๑๙๖
๘. อนุรทุ ธสงั ยตุ ๑๙๖
๘.๑ รโหคตวรรค ๑๙๖
๘.๒ ทุติยวรรค ๑๙๗
๙. ฌานสังยตุ ๑๙๘
๑๐. อานาปานสงั ยตุ ๑๙๙
๑๐.๑ เอกธัมมวรรค ๑๙๙
๑๐.๒ ทตุ ยิ วรรค ๒๐๐
(26) พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์
๑๑. โสตาปัตติสังยุต ๒๐๑
๑๑.๑ เวฬุทวารวรรค ๒๐๑
๑๑.๒ ราชการามวรรค ๒๐๓
๑๑.๓ สรณานิวรรค ๒๐๔
๑๑.๔ ปุญญาภสิ ันทวรรค ๒๐๖
๑๑.๕ สคาถกปุญญาภสิ นั ทวรรค ๒๐๗
๑๑.๖ สัปปัญญวรรค ๒๐๘
๑๑.๗ มหาปัญญวรรค ๒๐๙
๑๒. สจั จสงั ยตุ ๒๐๙
๑๒.๑ สมาธิวรรค ๒๐๙
๑๒.๒ ธัมมจักกัปปวัตตนวรรค ๒๑๐
๑๒.๓ โกฏคิ ามวรรค ๒๑๑
๑๒.๔ สีสปาวนวรรค ๒๑๒
๑๒.๕ ปปาตวรรค ๒๑๔
๑๒.๖ อภิสมยวรรค ๒๑๖
๑๒.๗ ปฐมอามกธัญญเปยยาลวรรค ๒๑๖
๑๒.๘-๑๒.๑๐ ทุติยอามกธัญญเปยยาลวรรค ตติยอามกธัญญเปยยาลวรรค ๒๑๗
และจตุตถอามกธัญญเปยยาลวรรค ๒๑๗
๑๒.๑๑ ปัญจคติเปยยาลวรรค ๒๑๘
ขอ้ สังเกต
พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๐ ๒๒๑
พระสุตตนั ตปฎิ ก เล่มท่ี ๑๒ ๒๒๑
อังคุตตรนกิ าย ๒๒๓
๒๒๙
ความหมายของอังคตุ ตรนกิ าย
การจัดแบง่ หมวดหมพู่ ระสูตรในองั คตุ ตรนกิ าย
ลกั ษณะการยอ่ -ขยายจ�ำนวนหวั ข้อธรรมในอังคตุ ตรนกิ าย
เอกกนบิ าต
๑. จ�ำนวนวรรคและพระสตู รในเอกกนิบาต
พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ (27)
๒. ชือ่ และที่มาของพระสตู รในเอกกนบิ าต ๒๓๐
๓. ความหมายและใจความส�ำคัญของแต่ละวรรคในเอกกนบิ าต ๒๓๐
๓.๑ รูปาทิวรรค ๒๓๐
๓.๒ นวี รณปหานวรรค ๒๓๐
๓.๓ อกัมมนิยวรรค ๒๓๑
๓.๔ อทนั ตวรรค ๒๓๑
๓.๕ ปณหิ ติ อัจฉวรรค ๒๓๑
๓.๖ อจั ฉราสังฆาตวรรค ๒๓๑
๓.๗ วีริยารัมภาทวิ รรค ๒๓๒
๓.๘ กลั ยาณมติ ตาทิวรรค ๒๓๒
๓.๙ ปมาทาทวิ รรค ๒๓๓
๓.๑๐ ทุติยปมาทาทวิ รรค ๒๓๔
๓.๑๑ อธัมมวรรค ๒๓๔
๓.๑๒ อนาปัตติวรรค ๒๓๕
๓.๑๓ เอกปุคคลวรรค ๒๓๕
๓.๑๔ เอตทคั ควรรค ๒๓๕
๓.๑๕ อัฏฐานบาลี ๒๓๖
๓.๑๖ เอกธัมมบาล ี ๒๓๖
๓.๑๗ ปสาทกรธัมมวรรค ๒๓๗
๓.๑๘ อปรอจั ฉราสังฆาตวรรค ๒๓๗
๓.๑๙ กายคตาสตวิ รรค ๒๓๘
๓.๒๐ อมตวรรค ๒๓๘
๒๓๙
ทุกนิบาต ๒๔๐
๑. จ�ำนวนวรรคและพระสูตรในทุกนิบาต ๒๔๐
๒. ชอ่ื และทม่ี าของพระสตู รในทกุ นิบาต ๒๔๐
๓. ความหมายและใจความส�ำคญั ของแต่ละวรรคในทุกนบิ าต ๒๔๐
๓.๑ ปฐมปณั ณาสก์ ๒๔๑
๓.๑.๑ กัมมกรณวรรค ๒๔๒
๓.๑.๒ อธกิ รณวรรค
๓.๑.๓ พาลวรรค
(28) พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ ๒๔๓
๓.๑.๔ สมจิตตวรรค ๒๔๕
๓.๑.๕ ปริสวรรค ๒๔๖
๓.๒ ทุติยปณั ณาสก์ ๒๔๖
๓.๒.๑ ปุคคลวรรค ๒๔๗
๓.๒.๒ สุขวรรค ๒๔๗
๓.๒.๓ สนิมติ ตวรรค ๒๔๘
๓.๒.๔ ธัมมวรรค ๒๔๘
๓.๒.๕ พาลวรรค ๒๔๙
๓.๓ ตติยปณั ณาสก ์ ๒๔๙
๓.๓.๑ อาสาทปุ ปชหวรรค ๒๔๙
๓.๓.๒ อายาจนวรรค ๒๕๐
๓.๓.๓ ทานวรรค ๒๕๐
๓.๓.๔ สนั ถารวรรค ๒๕๑
๓.๓.๕ สมาปัตติวรรค ๒๕๑
๓.๔ เปยยาล (หมวดธรรมท่ีทรงแสดงโดยยอ่ ) ๒๕๑
๓.๔.๑ โกธเปยยาล ๒๕๒
๓.๔.๒ อกสุ ลเปยยาล ๒๕๓
๓.๔.๓ วินยเปยยาล ๒๕๕
๓.๔.๔ ราคเปยยาล ๒๕๖
๒๖๐
ตกิ นิบาต ๒๖๐
๑. จ�ำนวนวรรคและพระสูตรในติกนิบาต ๒๖๐
๒. ช่ือและทม่ี าของพระสตู รในตกิ นิบาต ๒๖๐
๓. ความหมายและใจความส�ำคญั ของแต่ละวรรคในตกิ นิบาต ๒๖๑
๓.๑ ปฐมปณั ณาสก ์ ๒๖๒
๓.๑.๑ พาลวรรค ๒๖๓
๓.๑.๒ รถการวรรค ๒๖๔
๓.๑.๓ ปุคคลวรรค
๓.๑.๔ เทวทูตวรรค
๓.๑.๕ จูฬวรรค
พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ (29)
๓.๒ ทุตยิ ปัณณาสก ์ ๒๖๕
๓.๒.๑ พราหมณวรรค ๒๖๕
๓.๒.๒ มหาวรรค ๒๖๖
๓.๒.๓ อานันทวรรค ๒๖๙
๓.๒.๔ สมณวรรค ๒๗๐
๓.๒.๕ โลณผลวรรค ๒๗๐
๓.๓ ตติยปณั ณาสก์ ๒๗๒
๓.๓.๑ สัมโพธวรรค ๒๗๒
๓.๓.๒ อาปายกิ วรรค ๒๗๓
๓.๓.๓ กสุ นิ ารวรรค ๒๗๓
๓.๓.๔ โยธาชวี วรรค ๒๗๕
๓.๓.๕ มังคลวรรค ๒๗๖
๓.๓.๖ อเจลกวรรค ๒๗๖
๓.๔ เปยยาล ๒๗๗
๓.๔.๑ กัมมปถเปยยาล ๒๗๗
๓.๔.๒ ราคเปยยาล ๒๗๗
ข้อสังเกต ๒๗๘
๒๗๙
๒๘๕
พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๑ ๒๘๗
พระสุตตันตปิฎก เล่มท่ี ๑๓ ๒๘๗
(องั คุตตรนิกาย จตุกกนบิ าต) ๒๘๗
๒๘๘
จตุกกนบิ าต ๒๘๙
๑. จ�ำนวนวรรคและพระสูตรในจตุกกนิบาต
๒. ช่ือและที่มาของพระสูตรในจตุกกนบิ าต
๓. ความหมายและใจความส�ำคญั ของแต่ละวรรคในจตกุ กนิบาต
๓.๑ ปฐมปณั ณาสก์
๓.๑.๑ ภัณฑคามวรรค
๓.๑.๒ จรวรรค
๓.๑.๓ อุรุเวลวรรค
(30) พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ ๒๙๑
๓.๑.๔ จกั กวรรค ๒๙๒
๓.๑.๕ โรหิตสั สวรรค ๒๙๓
๓.๒ ทตุ ยิ ปัณณาสก์ ๒๙๓
๓.๒.๑ ปญุ ญาภสิ ันทวรรค ๒๙๔
๓.๒.๒ ปตั ตกัมมวรรค ๒๙๖
๓.๒.๓ อปณั ณกวรรค ๒๙๗
๓.๒.๔ มจลวรรค ๒๗๙
๓.๒.๕ อสุรวรรค ๓๐๑
๓.๓ ตติยปณั ณาสก์ ๓๐๑
๓.๓.๑ วลาหกวรรค ๓๐๓
๓.๓.๒ เกสวิ รรค ๓๐๕
๓.๓.๓ ภยวรรค ๓๐๖
๓.๓.๔ ปคุ คลวรรค ๓๐๘
๓.๓.๕ อาภาวรรค ๓๐๙
๓.๔ จตตุ ถปัณณาสก์ ๓๐๙
๓.๔.๑ อินทรยิ วรรค ๓๑๐
๓.๔.๒ ปฏิปทาวรรค ๓๑๒
๓.๔.๓ สัญเจตนยิ วรรค ๓๑๔
๓.๔.๔ โยธาชีววรรค ๓๑๖
๓.๔.๕ มหาวรรค ๓๑๙
๓.๕ ปญั จมปณั ณาสก์ ๓๑๙
๓.๕.๑ สปั ปุริสวรรค ๓๒๑
๓.๕.๒ โสภณวรรค ๓๒๓
๓.๕.๓ ทจุ จรติ วรรค ๓๒๕
๓.๕.๔ กมั มวรรค ๓๒๗
๓.๕.๕ อาปตั ติภยวรรค ๓๒๘
๓.๕.๖ อภญิ ญาวรรค ๓๓๐
๓.๕.๗ กมั มปถวรรค ๓๓๒
๓.๕.๘ เปยยาล ๓๓๔
ขอ้ สงั เกต
พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ (31)
พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๒ ๓๓๗
พระสตุ ตันตปฎิ ก เลม่ ที่ ๑๔ ๓๔๓
๓๔๓
(องั คตุ ตรนิกาย ปญั จกนบิ าต ฉกั กนบิ าต) ๓๔๓
๓๔๔
ปญั จกนบิ าต ๓๔๔
๑. จ�ำนวนวรรคและพระสตู รในปัญจกนบิ าต ๓๔๔
๒. ชอ่ื และท่มี าของพระสตู รในปญั จกนิบาต ๓๔๖
๒.๑ ชอื่ ของพระสตู ร ๓๔๗
๒.๒ ทีม่ าของพระสูตร ๓๔๙
๓. ความหมายและใจความส�ำคญั ของแต่ละวรรคในปญั จกนบิ าต ๓๕๑
๓.๑ ปฐมปณั ณาสก์ ๓๕๒
๓.๑.๑ เสขพลวรรค ๓๕๒
๓.๑.๒ พลวรรค ๓๕๔
๓.๑.๓ ปัญจังคิกวรรค ๓๕๕
๓.๑.๔ สุมนวรรค ๓๕๗
๓.๑.๕ มณุ ฑราชวรรค ๓๕๙
๓.๒ ทตุ ิยปณั ณาสก์ ๓๖๑
๓.๒.๑ นีวรณวรรค ๓๖๑
๓.๒.๒ สญั ญาวรรค ๓๖๒
๓.๒.๓ โยธาชวี วรรค ๓๖๔
๓.๒.๔ เถรวรรค ๓๖๕
๓.๒.๕ กกธุ วรรค ๓๖๗
๓.๓ ตตยิ ปณั ณาสก์ ๓๖๙
๓.๓.๑ ผาสุวหิ ารวรรค ๓๖๙
๓.๓.๒ อนั ธกวินทวรรค
๓.๓.๓ คลิ านวรรค
๓.๓.๔ ราชวรรค
๓.๓.๕ ติกัณฑกวี รรค
๓.๔ จตุตถปัณณาสก์
๓.๔.๑ สัทธมั มวรรค
(32) พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ ๓๗๑
๓.๔.๒ อาฆาตวรรค ๓๗๒
๓.๔.๓ อปุ าสกวรรค ๓๗๔
๓.๔.๔ อรญั ญวรรค ๓๗๕
๓.๔.๕ พราหมณวรรค ๓๗๘
๓.๕ ปัญจมปณั ณาสก์ ๓๗๘
๓.๕.๑ กมิ พลิ วรรค ๓๗๙
๓.๕.๒ อักโกสกวรรค ๓๘๐
๓.๕.๓ ทีฆจาริกวรรค ๓๘๒
๓.๕.๔ อาวาสกิ วรรค ๓๘๔
๓.๕.๕ ทุจจรติ วรรค ๓๘๕
๓.๕.๖ อุปสมั ปทาวรรค (วรรคพิเศษ) ๓๘๖
๓.๕.๗ เปยยาล มี ๓ เปยยาล ๓๘๙
๓๙๒
ฉักกนบิ าต ๓๙๒
๑. จ�ำนวนวรรคและพระสตู รในฉักกนบิ าต ๓๙๒
๒. ช่ือและทมี่ าของพระสูตรในฉักกนบิ าต ๓๙๓
๒.๑ ชือ่ ของพระสูตร ๓๙๓
๒.๒ ท่ีมาของพระสตู ร ๓๙๓
๓. ความหมายและใจความส�ำคัญของแต่ละวรรคในฉักกนบิ าต ๓๙๕
๓.๑ ปฐมปัณณาสก ์ ๓๙๗
๓.๑.๑ อาหเุ นยยวรรค ๓๙๙
๓.๑.๒ สารณียวรรค ๔๐๑
๓.๑.๓ อนุตตริยวรรค ๔๐๕
๓.๑.๔ เทวตาวรรค ๔๐๕
๓.๑.๕ ธัมมิกวรรค ๔๐๘
๓.๒ ทุติยปณั ณาสก์ ๔๑๐
๓.๒.๑ มหาวรรค ๔๑๒
๓.๒.๒ เทวตาวรรค
๓.๒.๓ อรหัตตวรรค
๓.๒.๔ สีตวิ รรค
พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ (33)
๓.๒.๕ อานิสังสวรรค ๔๑๔
๓.๒.๖ ติกวรรค ๔๑๖
๓.๒.๗ สามัญญวรรค ๔๑๗
๓.๒.๘ ราคเปยยาล ๔๑๙
ข้อสงั เกต ๔๒๐
๔๒๓
พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๒๓ ๔๒๕
พระสตุ ตนั ตปฎิ ก เลม่ ท่ี ๑๕ ๔๒๕
๔๒๖
(องั คุตตรนิกาย สตั ตกนบิ าต อัฏฐกนบิ าต นวกนบิ าต) ๔๒๖
๔๒๖
สตั ตกนิบาต ๔๒๖
๑. จ�ำนวนวรรคและพระสตู รในสัตตกนบิ าต ๒๒๘
๒. ชอ่ื และท่มี าของพระสตู รในสตั ตกนิบาต ๔๒๙
๒.๑ ชอ่ื ของพระสูตร ๔๓๒
๒.๒ ท่ีมาของพระสูตร ๔๓๔
๓. ความหมายและใจความส�ำคญั ของแต่ละวรรคในสัตตกนบิ าต ๔๓๖
๓.๑ ปณั ณาสก ์ ๔๓๖
๓.๑.๑ ธนวรรค ๔๓๙
๓.๑.๒ อนสุ ยวรรค ๔๔๓
๓.๑.๓ วชั ชิสตั ตกวรรค ๔๔๔
๓.๑.๔ เทวตาวรรค ๔๔๕
๓.๑.๕ มหายญั ญวรรค
๓.๒ วรรคที่ไมจ่ ดั เปน็ ปณั ณาสก์
๓.๒.๑ อพั ยากตวรรค
๓.๒.๒ มหาวรรค
๓.๒.๓ วนิ ยวรรค
๓.๒.๔ สมณวรรค
๓.๒.๕ อาหุเนยยวรรค
(34) พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ ๔๔๘
อฏั ฐกนิบาต ๔๕๐
๔๕๐
๑. จ�ำนวนวรรคและพระสูตรในอฏั ฐกนิบาต ๔๕๐
๒. ชื่อและที่มาของพระสูตรในอฏั ฐกนิบาต ๔๕๑
๒.๑ ชอ่ื ของพระสตู ร ๔๕๑
๒.๒ ที่มาของพระสตู ร ๔๕๑
๓. ความหมายและใจความส�ำคญั ของแตล่ ะวรรคในอฏั ฐกนิบาต ๔๕๓
๓.๑ ปฐมปัณณาสก ์ ๔๕๙
๓.๑.๑ เมตตาวรรค ๔๖๒
๓.๑.๒ มหาวรรค ๔๖๔
๓.๑.๓ คหปติวรรค ๔๖๖
๓.๑.๔ ทานวรรค ๔๖๖
๓.๑.๕ อโุ ปสถวรรค ๔๖๙
๓.๒ ทุติยปณั ณาสก์ ๔๗๒
๓.๒.๑ โคตมวี รรค ๔๗๔
๓.๒.๒ ภมู จิ าลวรรค ๔๗๖
๓.๒.๓ ยมกวรรค ๔๗๙
๓.๒.๔ สตวิ รรค ๔๘๑
๓.๒.๕ สามัญญวรรค ๔๘๑
๔๘๑
นวกนิบาต ๔๘๒
๑. จ�ำนวนวรรคและพระสูตรในนวกนิบาต ๔๘๒
๒. ชอ่ื และที่มาของพระสูตรในนวกนบิ าต ๔๘๒
๒.๑ ช่อื ของพระสูตร ๔๘๔
๒.๒ ทม่ี าของพระสูตร ๔๘๗
๓. ความหมายและใจความส�ำคญั ของแต่ละวรรคในนวกนิบาต ๔๙๐
๓.๑ ปฐมปณั ณาสก์ ๔๙๒
๓.๑.๑ สมั โพธิวรรค
๓.๑.๒ สหี นาทวรรค
๓.๑.๓ สัตตาวาสวรรค
๓.๑.๔ มหาวรรค
๓.๑.๕ สามญั ญวรรค
พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ (35)
๓.๒ ทตุ ยิ ปัณณาสก์ ๔๙๔
๓.๒.๑ เขมวรรค ๔๙๔
๓.๒.๒ สตปิ ัฏฐานวรรค ๔๙๔
๓.๒.๓ สมั มปั ปธานวรรค ๔๙๕
๓.๒.๔ อิทธิปาทวรรค ๔๙๕
ขอ้ สังเกต ๔๙๗
๔๙๙
๕๐๔
พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๒๔ ๕๐๕
พระสตุ ตนั ตปฎิ ก เล่มท่ี ๑๖ ๕๐๕
๕๐๕
(องั คตุ ตรนกิ าย ทสกนิบาต เอกาทสกนบิ าต) ๕๐๘
๕๐๙
ทสกนบิ าต ๕๑๒
๑. จ�ำนวนวรรคและพระสตู รในทสกนิบาต ๕๑๒
๒. ช่ือและท่ีมาของพระสตู รในทสกนบิ าต ๕๑๔
๓. ความหมายและใจความส�ำคัญของแตล่ ะวรรคในทสกนิบาต ๕๑๔
๓.๑ ปฐมปัณณาสก์ ๕๑๕
๓.๑.๑ อานสิ ังสวรรค ๕๑๗
๓.๑.๒ นาถกรณวรรค ๕๑๙
๓.๑.๓ มหาวรรค ๕๒๑
๓.๑.๔ อปุ าลวิ รรค ๕๒๓
๓.๑.๕ อกั โกสวรรค ๕๒๓
๓.๒ ทตุ ยิ ปัณณาสก์ ๕๒๕
๓.๒.๑ สจติ ตวรรค
๓.๒.๒ ยมกวรรค
๓.๒.๓ อากงั ขวรรค
๓.๒.๔ เถรวรรค
๓.๒.๕ อปุ าสกวรรค
๓.๓ ตติยปัณณาสก์
๓.๓.๑ สมณสญั ญาวรรค
๓.๓.๒ ปจั โจโรหณวิ รรค
เลม่ ท่ี ๗ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๕ 1
พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๕
พระสุตตนั ตปฎิ ก เล่มที่ ๗
(สงั ยุตตนิกาย สคาถวรรค)
สังยุตตนิกาย๑ เป็นชื่อนิกายหนึ่งของพระสุตตันตปิฎก และนับเป็นนิกายท่ี ๓
ในจำ� นวน ๕ นกิ าย คือ (๑) ทฆี นกิ าย (๒) มัชฌิมนิกาย (๓) สงั ยตุ ตนิกาย (๔) องั คุตตรนกิ าย
(๕) ขทุ ทกนกิ าย และในสงั ยตุ ตนิกายรวมอยูใ่ นพระไตรปิฎก ๕ เล่ม คือ เลม่ ท่ี ๑๕-๑๙
ความหมายของสังยตุ ตนิกาย
ค�ำว่า นิกาย แปลว่า หมวด หรือ หมู่ หมายถึงหมวดหรือหมูพ่ ระสูตร
ค�ำว่า สังยุตต แปลว่า ประกอบ รวบรวมหรือประมวล หมายถึงประมวลพระสูตร
ท่ีมเี นื้อหาสาระอยา่ งเดียวกันหรือเกย่ี วขอ้ งกนั มารวมไว้เป็นหมวดเดียวกัน (สยํ ุชฺชนตฺ ตี ิ เอตถฺ
สตุ ตฺ วคฺคาติ สยํ ตุ ตฺ ํ.; สํยตุ ฺตนตฺ ิ สโํ ยโคติ จ อตฺถโต เอก.ํ เกสํ สํยุตฺตํ ? สุตตฺ วคคฺ าน.ํ ส.ํ ฏกี า.
๑/๕/๑๕) คำ� ว่า สงั ยตุ ตนกิ าย จงึ แปลว่า หมวดประมวลเน้อื หาสาระหรือหมวดประมวลเรอ่ื ง
การจัดแบ่งหมวดหมใู่ นสงั ยตุ ตนิกาย
การจัดแบ่งหมวดหมูใ่ นสังยตุ ตนิกาย มลี กั ษณะพเิ ศษไม่เหมือนในนกิ ายอน่ื ๆ สามารถ
แบง่ ตามลำ� ดบั ข้ันตอนเป็น ๓ อันดบั ดงั นี้
อันดบั ที่ ๑ จัดแบ่งเป็นวรรค
ในการจดั แบง่ หมวดหมใู่ นสงั ยตุ ตนกิ าย อนั ดบั แรกทา่ นประมวลพระสตู รทมี่ เี นอื้ หาสาระ
อย่างเดียวกนั หรือเก่ยี วข้องกันมารวมกลุม่ กนั เปน็ ๕ กลมุ่ มจี �ำนวน ๒,๗๕๒ สูตร (อรรถกถา
พระวินัยกล่าวว่า มี ๗,๗๖๒ สูตร : วิ.อ. ๑/๑๗) เรียกช่ือกลุ่มพระสูตรแต่ละกลุ่มว่า วรรค
แตล่ ะวรรคมีช่ือนำ� หนา้ ตามลกั ษณะส�ำคญั ของพระสูตรกลุ่มนั้น ๆ ดังนี้
๑ บทนำ� เลม่ ๑๕ : พระไตรปฎิ กภาษาไทย ฉบบั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, กรงุ เทพมหานคร, ๒๕๓๙.
2 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
๑. กลุ่มพระสูตรท่ีมีรูปแบบเป็นคาถาประพันธ์ เรียกว่า สคาถวรรค มีจ�ำนวน
๒๗๑ สูตร
๒. กลุ่มพระสูตรที่มีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับธรรมที่เป็นต้นเหตุแห่งการเกิดและการดับ
แหง่ ทุกข์ คือ ปฏิจจสมปุ บาท เรยี กว่า นทิ านวรรค มจี �ำนวน ๓๓๗ สูตร
๓. กลุ่มพระสูตรที่มีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับขันธ์ ๕ เรียกว่า ขันธวารวรรค มีจ�ำนวน
๗๑๖ สตู ร
๔. กลุ่มพระสูตรท่ีมีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับอายตนะ ๖ เรียกว่า สฬายตนวรรค
มีจ�ำนวน ๔๒๐ สูตร
๕. กลุ่มพระสูตรท่ีมีเนื้อหาสาระเก่ียวกับธรรมหมวดใหญ่ คือ โพธิปักขิยธรรม
๓๗ ประการ และหมวดธรรมทเี่ กย่ี วขอ้ ง เรยี กว่า มหาวารวรรค มีจ�ำนวน ๑,๐๐๘ สูตร
อนั ดบั ที่ ๒ จัดแบ่งเปน็ สงั ยุต
ในแต่ละวรรคท่านจัดแบ่งหมวดหมู่พระสูตรอีกชั้นหนึ่ง โดยประมวลเฉพาะพระสูตร
ทม่ี ีเน้ือหาประเภทเดยี วกนั มารวมเข้าเป็นเรื่อง ๆ เรยี กว่า สงั ยุต เชน่
ในสคาถวรรค ประมวลพระสูตรทเี่ กยี่ วกบั เทวดา เรียกวา่ เทวตาสงั ยตุ
ในนทิ านวรรค ประมวลพระสูตรท่ีเกี่ยวกับธรรมทเ่ี ป็นต้นเหตุแห่งการเกดิ และการดบั
แหง่ ทุกข์ คือ ปฏิจจสมุปบาท เรยี กวา่ นทิ านสังยุต
ในขนั ธวารวรรค ประมวลพระสตู รท่เี กยี่ วกบั ขนั ธ์ ๕ เรียกว่า ขันธสงั ยตุ
ในสฬายตนวรรค ประมวลพระสตู รทเี่ กี่ยวกบั อายตนะ ๖ เรียกวา่ สฬายตนสงั ยตุ
ในมหาวารวรรค ประมวลพระสูตรทีเ่ ก่ียวกับอรยิ มรรคมอี งค์ ๘ เรียกวา่ มัคคสงั ยุต
อันดับท่ี ๓ จัดแบง่ สงั ยตุ เปน็ แบบตา่ ง ๆ
ในสังยตุ ทง้ั ๕๖ สังยตุ นน้ั ท่านยังจดั แบ่งเปน็ แบบต่าง ๆ อีก ๓ แบบ คอื
แบบที่ ๑ แบ่งสงั ยตุ ออกเป็นปณั ณาสก์ คอื หมวด ๕๐ สตู ร แลว้ แบง่
ปัณณาสกอ์ อกเป็นวรรค
แบบท่ี ๒ แบ่งสังยุตออกเป็นวรรค โดยไมแ่ บ่งออกเปน็ ปัณณาสก์
แบบที่ ๓ ไม่มีการแบ่งเป็นปณั ณาสกห์ รือเปน็ วรรค
เลม่ ท่ี ๗ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๑๕ 3
คัมภีรส์ งั ยตุ ตนิกาย
สังยตุ ตนกิ ายซึ่งแบง่ เปน็ ๕ วรรคนั้น จดั เปน็ พระไตรปิฎก ๕ เล่ม คอื เลม่ ท่ี ๑๕-๑๙
โดยจดั แบ่งดังน้ี
๑. สคาถวรรค จัดเป็นพระไตรปิฎกเลม่ ที่ ๑๕
๒. นทิ านวรรค จัดเปน็ พระไตรปฎิ กเลม่ ที่ ๑๖
๓. ขันธวารวรรค จัดเป็นพระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๗
๔. สฬายตนวรรค จดั เปน็ พระไตรปิฎกเลม่ ท่ี ๑๘
๕. มหาวารวรรค จดั เปน็ พระไตรปฎิ กเลม่ ท่ี ๑๙
แนะน�ำเลม่ ที่ ๑๕
เพื่อชว่ ยใหเ้ ข้าใจประเด็นสำ� คัญของพระสตุ ตนั ตปิฎก สงั ยุตตนิกาย เล่มที่ ๑๕ วา่ ดว้ ย
สคาถวรรค ซึ่งมีพระสูตรท้ังหมด ๒๗๑ สูตรได้ดีขึ้น จึงขอแนะน�ำสาระส�ำคัญโดยสรุป
ดงั ต่อไปนี้
พระไตรปฎิ กเลม่ ที่ ๑๕ คอื สงั ยุตตนกิ าย สคาถวรรค จดั เปน็ เลม่ ที่ ๑ ของสงั ยตุ ต-
นิกายว่าด้วยพระสูตรที่มีคาถา ค�ำว่า คาถา คือ ระเบียบค�ำท่ีเป็นประเภทร้อยกรองล้วน
เป็นบทกวี ที่มีกฎเกณฑ์ มีความไพเราะ ลึกซึ้ง เป็นรูปแบบอย่างหนึ่ง ในรูปแบบ ๙ อย่าง
แห่งนวังคสัตถุศาสน์ (ค�ำส่ังสอนของพระศาสดามีองค์ ๙) ในสังยุตตนิกาย สคาถวรรค
มีพระสตู รที่มคี าถาปรากฏอยู่ทุกสูตร ฉะน้นั พระธรรมสงั คีตกิ าจารยจ์ งึ ได้ตง้ั ชื่อวา่ สคาถวรรค
แปลวา่ หมวดว่าด้วยพระสูตรทม่ี ีคาถา มีทง้ั หมด ๒๗๑ สตู ร
การจดั แบ่งหมวดหม่ใู นสคาถวรรค
ก. แบง่ เป็นสังยตุ
พระสูตร ๒๗๑ สูตรในสคาถวรรค จัดแบง่ เปน็ สงั ยุตได้ ๑๑ สังยตุ คอื
๑. เทวตาสังยุต มี ๘๑ สูตร ๒. เทวปตุ ตสงั ยุต มี ๓๐ สูตร
๓. โกสลสังยตุ มี ๒๕ สูตร ๔. มารสังยุต มี ๒๕ สูตร
๕. ภกิ ขุนสี ังยตุ มี ๑๐ สตู ร ๖. พรหมสังยุต มี ๑๕ สูตร
๗. พราหมณสังยตุ มี ๒๒ สูตร ๘. วงั คสี สังยุต มี ๑๒ สูตร
๙. วนสงั ยุต มี ๑๔ สตู ร ๑๐. ยกั ขสงั ยุต มี ๑๒ สูตร
๑๑. สกั กสงั ยตุ มี ๒๕ สตู ร
4 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปิฎก
ข. แบ่งสังยุตเปน็ แบบต่าง ๆ
ในสังยตุ เหล่านย้ี งั มกี ารแบง่ เป็นแบบตา่ ง ๆ อกี ๒ แบบ คือ
แบบที่ ๑ เทวตาสงั ยตุ เทวปตุ ตสงั ยุต โกสลสังยุต มารสงั ยตุ พรหมสังยุต
พราหมณสงั ยตุ และสักกสังยตุ รวม ๗ สังยตุ แบ่งเปน็ วรรค
แบบท่ี ๒ ภกิ ขนุ ีสังยุต วงั คสี สงั ยุต วนสังยุต และยกั ขสงั ยตุ รวม ๔ สงั ยตุ
ไม่แบง่ เป็นวรรค
แนะน�ำแต่ละสังยุต ในเล่มน้ีจะกล่าวโดยย่อเฉพาะสังยุตเท่านั้น จะไม่กล่าว
รายละเอยี ดของสูตรตา่ ง ๆ
๑. เทวตาสังยุต
เทวตาสังยุต แปลว่า ประมวลเรื่องเทวดา หมายถึงประมวลพระสูตรที่เก่ียวกับ
การถามปัญหาหรือการสนทนาธรรมของเทวดา เช่น การสนทนาธรรมระหว่างเทวดากับ
พระผู้มีพระภาค จดั แบง่ เปน็ วรรคได้ ๘ วรรค คือ นฬวรรค (หมวดว่าดว้ ยต้นออ้ ) นนั ทนวรรค
(หมวดว่าดว้ ยสวนนันทนวัน) สัตตวิ รรค (หมวดวา่ ดว้ ยหอก) สตุลลปกายกิ วรรค (หมวดว่าด้วย
พวกเทวดาสตุลลปกายกิ า) อาทิตตวรรค (หมวดว่าดว้ ยส่งิ ทเี่ ปน็ ของร้อน) ชราวรรค (หมวดวา่
ด้วยชรา) อัทธวรรค (หมวดวา่ ดว้ ยสง่ิ ครอบง�ำ) และฆัตวาวรรค (หมวดว่าด้วยการฆา่ ) แตล่ ะ
วรรคมี ๑๐ สูตรบ้าง เกนิ กวา่ นี้บ้าง รวมทง้ั หมด ๘๑ สตู ร
ชื่อวรรคแต่ละวรรคตั้งตามช่ือพระสูตร เช่น นันทนวรรค ต้ังตามช่ือนันทนสูตร หรือ
ตั้งตามสาระส�ำคัญในพระสูตร เช่น นฬวรรค ต้ังตามสาระส�ำคัญของพระสูตรท่ี ๑๐ ส่วน
ช่ือพระสูตรแต่ละสูตร ต้ังตามชื่อบุคคลคือเทวดาท่ีเข้ามาถามปัญหา หรือสนทนาธรรมหรือ
ต้งั ตามสาระส�ำคัญในพระสูตรนน้ั ๆ
ใจความส�ำคัญของพระสูตรต่าง ๆ ในสังยุตนี้ กล่าวถึงเทวดาที่เข้ามาทูลถาม ปัญหา
หรือสนทนาธรรมกับพระผู้มีพระภาคก็มี กับพระสาวกก็มี บางสูตรพระผู้มีพระภาคทรง
ยกเรื่องราวเกี่ยวกับเทวดาขึ้นมาแสดงให้ภิกษุฟังก็มี ในท่ีน้ีขอแสดงตัวอย่าง เนื้อความของ
พระสตู รบางสตู ร เชน่
เทวดาทลู ถามวา่
บุคคลให้อะไร ชอ่ื ว่าให้กำ� ลงั
ใหอ้ ะไร ชอ่ื วา่ ใหว้ รรณะ
เล่มที่ ๗ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๕ 5
ให้อะไร ชอ่ื ว่าใหค้ วามสุข
ใหอ้ ะไร ชอื่ วา่ ให้ทกุ สง่ิ ทกุ อย่าง
ขา้ พระองค์ ขอทลู ถามพระองคข์ อพระองคไ์ ดโ้ ปรดตรสั บอกแกข่ า้ พระองค์
ดว้ ยเถดิ
พระผ้มู ีพระภาคตรัสตอบว่า
บุคคลให้ขา้ ว ชือ่ ว่าใหก้ �ำลงั
ให้ผ้า ชือ่ วา่ ใหว้ รรณะ
ให้ยานพาหนะ ชื่อว่าให้ความสขุ
ให้ประทีป ชือ่ วา่ ให้จักษุ
และผูใ้ หท้ ี่พกั อาศยั ชือ่ วา่ ให้ทกุ ส่งิ ทกุ อยา่ ง
สว่ นผ้ทู ี่พร่ำ� สอนธรรม ชอื่ ว่าใหอ้ มตะ (๔๒/๕๘)
เทวดากลา่ วว่า
ความรกั เสมอดว้ ยบตุ รไม่มี
ทรัพย์เสมอดว้ ยโคไม่มี
แสงสวา่ งเสมอดว้ ยดวงอาทติ ยไ์ ม่มี
แหลง่ น้�ำทง้ั หลายมีสมทุ รเป็นยอดเยยี่ ม
พระผมู้ ีพระภาคตรสั วา่
ความรกั เสมอด้วยตนไมม่ ี
ทรัพย์เสมอดว้ ยข้าวเปลอื กไม่มี
แสงสวา่ งเสมอดว้ ยปญั ญาไม่มี
ฝนจดั เป็นแหล่งน้ำ� อันยอดเยีย่ ม (๑๓/๑๓)
๒. เทวปตุ ตสงั ยตุ
เทวปุตตสังยุต แปลว่า ประมวลเร่ืองเทพบุตร หมายถึงประมวลพระสูตรท่ีเกี่ยวกับ
การถามปัญหาหรือการสนทนาธรรมของเทพบุตร เช่น การสนทนาธรรมระหว่างเทพบุตรกับ
พระผมู้ ีพระภาค จดั แบ่งเป็นวรรคได้ ๓ วรรค คอื ปฐมวรรค (หมวดที่ ๑) อนาถปณิ ฑิกวรรค
(หมวดว่าด้วยอนาถบิณฑกิ เทพบุตร) และนานาตติ ถิยวรรค (หมวดวา่ ดว้ ยเทพบุตรผเู้ ป็นสาวก
ของเดยี รถยี ต์ า่ ง ๆ) แตล่ ะวรรคมีพระสตู รวรรคละ ๑๐ สตู ร รวมทง้ั หมด ๓๐ สตู ร
6 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก
ช่ือวรรคแต่ละวรรคต้ังตามล�ำดับวรรค เช่น ปฐมวรรค ต้ังตามล�ำดับวรรคท่ี ๑ หรือ
ต้ังตามชื่อพระสูตร เช่น อนาถปิณฑิกวรรค ตั้งตามช่ือพระสูตรที่ ๑๐ ส่วนชื่อ พระสูตร
แต่ละสูตรตง้ั ตามช่อื บุคคลทป่ี รากฏในพระสตู รน้นั ๆ
ใจความส�ำคัญของพระสูตรต่าง ๆ ในสังยุตนี้ กล่าวถึงเทพบุตรเข้ามาทูลถามปัญหา
หรอื สนทนาธรรมกบั พระผมู้ พี ระภาคกม็ ี กบั พระสาวกกม็ ี ในทน่ี ข้ี อแสดงตวั อยา่ งเนอื้ ความของ
พระสตู รบางสูตร เชน่
เทวดาทูลถามว่า
บุคคลฆา่ อะไรได้จึงอยเู่ ป็นสขุ
ฆา่ อะไรได้จงึ ไมเ่ ศร้าโศก ข้าแตพ่ ระโคดม
พระองค์ทรงพอพระทัยการฆา่ ธรรมอยา่ งหนึ่งคืออะไร
พระผมู้ ีพระภาคตรัสตอบวา่
บุคคลฆา่ ความโกรธได้จงึ อยู่เป็นสุข
ฆ่าความโกรธได้จงึ ไม่เศร้าโศก ท้าววัตรภู
พระอรยิ ะทั้งหลายสรรเสริญการฆ่าความโกรธ
ซึ่งมรี ากเป็นพิษ มียอดหวาน
เพราะบคุ คลฆา่ ความโกรธนน้ั ไดแ้ ล้ว จึงไม่เศรา้ โศก (๘๔/๘๘-๘๙)
๓. โกสลสงั ยตุ
โกสลสังยุต แปลว่า ประมวลเร่ืองพระเจ้าปเสนทิโกศล หมายถึงประมวลพระสูตรที่
เกยี่ วกบั การสนทนาธรรมระหวา่ งพระผมู้ พี ระภาคกบั พระเจา้ ปเสนทโิ กศล (พระมหากษตั รยิ แ์ หง่
แควน้ โกศล) จัดแบ่งเปน็ วรรคได้ ๓ วรรค คอื ปฐมวรรค (หมวดท่ี ๑) ทุติยวรรค (หมวดที่ ๒)
และตตยิ วรรค (หมวดที่ ๓) แตล่ ะวรรคมพี ระสตู ร ๕ สตู รบา้ ง ๑๐ สตู รบา้ ง รวมทง้ั หมด ๒๕ สตู ร
ชื่อวรรคแต่ละวรรคตั้งตามล�ำดับวรรคท่ีมีอยู่ในสังยุตน้ี ส่วนชื่อพระสูตรแต่ละสูตรตั้ง
ตามช่อื บุคคลหรอื สาระสำ� คัญในพระสูตรนัน้ ๆ
ใจความสำ� คญั ของพระสตู รตา่ ง ๆ ในสังยุตนี้ กลา่ วถึงพระเจา้ ปเสนทโิ กศลเสดจ็ เขา้ ไป
ทูลถามปัญหาหรือสนทนาธรรมกับพระผู้มีพระภาค เช่น เร่ืองการยืนยัน การตรัสรู้อนุตตร
สัมมาสัมโพธิญาณของพระผู้มีพระภาค โดยพระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสว่า ศาสดาเจ้าลัทธิท่ีมี
ชอ่ื เสยี งในสมัยนนั้ ๖ ท่าน ที่รจู้ กั กันในนามวา่ ครูทั้ง ๖ คอื ครูปรู ณะ กัสสปะ ครูมกั ขลิ โคสาล
เลม่ ที่ ๗ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๑๕ 7
ครูนิครนถ์ นาฏบุตร ครูสัญชัย เวลัฏฐบุตร ครูปกุธะ กัจจายนะ และครูอชิตะ เกสกัมพล
ศาสดาเหล่านี้ล้วนไม่กล้ายืนยันการตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ส่วนพระผู้มีพระภาค
ยังทรงเป็นหนุ่มและบวชใหม่ ท�ำไมจึงกล้ายืนยันการตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
พระผู้มีพระภาคจึงทรงแสดงสิ่งท่ีไม่ควรดูหม่ิน ๔ อย่าง คือ กษัตริย์ งู ไฟ และภิกษุท�ำให้
พระเจา้ ปเสนทโิ กศลทรงเลื่อมใส
นอกจากนี้ ยงั กล่าวถงึ เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เก่ียวกับพระเจา้ ปเสนทโิ กศล เช่น
- เรอ่ื งพระเจ้าปเสนทิโกศลตระเตรียมการบชู ามหายัญ
- เรื่องพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงแสร้งท�ำการนอบน้อมต่อราชบุรุษท่ีพระองค์รับ
ส่ังให้ปลอมตัวเป็นชฎิล นิครนถ์ อเจลก เอกสาฎก และปริพาชก แล้วกราบทูล
พระผมู้ ีพระภาควา่ ทา่ นเหล่านั้นเปน็ พระอรหนั ต์ แตพ่ ระผมู้ พี ระภาคทรงรทู้ นั
- เรือ่ งพระเจา้ ปเสนทิโกศลกบั พระราชาหลายพระองคส์ นทนาถึงยอด แหง่ กาม
- เรือ่ งพระเจา้ ปเสนทิโกศลทรงท�ำสงครามกบั พระเจา้ อชาตศตั รู ฯลฯ
๔. มารสังยตุ
มารสังยตุ แปลวา่ ประมวลเรือ่ งมาร หมายถึงประมวลพระสูตรที่เก่ยี วกับการโต้ตอบ
ระหว่างมารกับพระผู้มีพระภาค จัดแบ่งเป็นวรรคได้ ๓ วรรค เช่นเดียวกับ โกสลสังยุต
แต่ละวรรคมพี ระสตู ร ๕ สตู รบา้ ง ๑๐ สูตรบ้าง รวมทงั้ หมด ๒๕ สูตร
ช่ือวรรคแต่ละวรรคต้ังตามล�ำดับวรรคที่มีอยู่ในสังยุตน้ี ส่วนชื่อพระสูตรแต่ละสูตร
ตั้งตามช่ือบคุ คลหรอื สาระสำ� คัญในพระสูตรนน้ั ๆ
ใจความส�ำคัญของพระสูตรต่าง ๆ ในสังยุตน้ี กล่าวถึงมารเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค
เพื่อโต้ตอบวาทะกับพระผู้มีพระภาคบ้าง แปลงกายเป็นรูปต่าง ๆ เช่น เป็นพญาช้างใหญ่
เปน็ พญางู เข้าไปหาพระผมู้ พี ระภาคเพ่อื ให้พระองคท์ รงเกิดความกลัวบ้าง
บางครั้งมารก็เข้ามาอัญเชิญพระผู้มีพระภาคให้เสวยราชสมบัติ แต่บางคร้ังก็พยายาม
เข้าไปซ้�ำเตมิ ความทุกขใ์ ห้พระผู้มพี ระภาค เช่น
เม่ือคราวที่พระเทวทัตกลิ้งก้อนหินเพื่อปลงพระชนม์พระผู้มีพระภาคท�ำให้สะเก็ด
หินกระทบพระบาทจนห้อพระโลหิต พระองค์ทรงเสวยทุกขเวทนาหนัก พระองค์รับสั่งให้
ปูผ้าสังฆาฏิเปน็ ๔ ช้ันแล้วทรงส�ำเรจ็ สหี ไสยา มพี ระสตสิ ัมปชญั ญะ ขณะน้ัน มารไดเ้ ข้าไปเฝา้
พระผมู้ ีพระภาคแลว้ ทูลถามด้วยคาถาว่า
8 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก
ทา่ นนอนหลบั ดว้ ยความซมึ เซา
หรอื มัวเมาคดิ กาพยก์ ลอนอะไรอยู่
ประโยชนข์ องท่านมไี มม่ าก
ท่านอยู่ ณ ทีน่ อนทีน่ ่ังอันสงัดแตผ่ ู้เดียว
ตง้ั หนา้ แต่จะหลบั ท�ำไมทา่ นยังหลับอยเู่ ลา่
พระผมู้ พี ระภาคตรัสตอบวา่
เราไม่ได้นอนดว้ ยความซึมเซา
ทงั้ มไิ ด้มวั เมาคิดกาพย์กลอนอะไรอยหู่ รอก
เราบรรลุประโยชนแ์ ลว้ ปราศจากความเศร้าโศก
อยู่ ณ ท่นี อนทน่ี ั่งอันสงัดแต่ผเู้ ดียว
นอนค�ำนึงถงึ สตั ว์ทั้งปวงด้วยความเอน็ ดู
มารเข้าไปหาพระผู้มีพระภาคเพ่ือกระท�ำการต่าง ๆ หลายครั้ง แต่พระผู้มีพระภาค
ทรงรู้ทันและสามารถก�ำจัดมารได้ทุกคร้ัง
นอกจากน้ี ยังกล่าวถึงธิดามาร ๓ นาง เนรมิตกายเป็นหญิงสาวสวยลักษณะต่าง ๆ
เชน่ สาววยั รนุ่ หญงิ กลางคน หญิงแก่ เขา้ ไปยว่ั ยวนพระผู้มีพระภาคให้เกิดราคะ แต่พระองค์
มไิ ด้ทรงสนพระทยั เลยและขบั ไล่ธดิ ามารใหห้ ลกี ไป
๕. ภกิ ขนุ สี งั ยตุ
ภิกขุนีสังยุต แปลว่า ประมวลเร่ืองภิกษุณี หมายถึงประมวลพระสูตรที่เก่ียวกับการ
โต้ตอบระหว่างมารกับภิกษุณี ไม่จัดแบ่งเป็นวรรค มีพระสูตรท้ังหมด ๑๐ สูตร ช่ือพระสูตร
แต่ละสูตรตั้งตามช่ือบุคคลคือภิกษุณี ๑๐ องค์ ได้แก่ อาฬวิกาภิกษุณี โสมาภิกษุณี
กีสาโคตมีภิกษณุ ี วิชยาภกิ ษณุ ี อุบลวรรณาภกิ ษณุ ี จาลาภิกษณุ ี อุปจาลาภกิ ษุณี สสี ปุ จาลา-
ภกิ ษุณี เสลาภกิ ษณุ ี และวชิราภกิ ษณุ ี
ใจความสำ� คัญของพระสูตรต่าง ๆ ในสังยตุ นี้ กล่าวถึงมารตอ้ งการใหภ้ กิ ษุณี เกิดความ
กลัว จึงเขา้ ไปกลา่ ววาทะต่าง ๆ แกภ่ กิ ษุณีเหล่านนั้ แตภ่ ิกษณุ ีรเู้ ท่าทนั และโต้ตอบวาทะกบั มาร
มารเสยี ใจแลว้ หายตัวไป
เล่มที่ ๗ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๑๕ 9
๖. พรหมสงั ยตุ
พรหมสงั ยตุ แปลว่า ประมวลเรอ่ื งพรหม หมายถึงประมวลพระสตู รทีเ่ กย่ี วกับพรหม
เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคและเข้าพบพระสาวก จัดแบ่งเป็นวรรคได้ ๒ วรรค คือ ปฐมวรรค
มีพระสูตร ๑๐ สูตร และทตุ ยิ วรรค มพี ระสูตร ๕ สูตร รวมทั้งหมด ๑๕ สตู ร
ชื่อวรรคแต่ละวรรคต้ังตามล�ำดับวรรคท่ีมีอยู่ในสังยุตนี้ ส่วนชื่อพระสูตรแต่ละสูตรตั้ง
ตามชอื่ บุคคลคือพรหม และตั้งตามสาระสำ� คัญในพระสตู รน้นั ๆ
ใจความส�ำคัญของพระสูตรต่าง ๆ ในสังยุตนี้ กล่าวถึงพรหมเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค
หรอื เข้าพบพระสาวกเพื่อสนทนาธรรมกนั บ้าง เข้าเฝ้าในโอกาสต่าง ๆ เชน่ สมัยเปน็ ที่เสด็จดบั
ขนั ธปรินพิ พานบ้าง
๗. พราหมณสังยุต
พราหมณสังยุต แปลว่า ประมวลเร่ืองพราหมณ์ หมายถึงประมวลพระสูตรที่
เก่ียวกับการสนทนาธรรมระหว่างพราหมณ์กับพระผู้มีพระภาค จัดแบ่งเป็นวรรคได้ ๒ วรรค
คือ อรหนั ตวรรค (หมวดว่าด้วยพระอรหันต)์ มีพระสูตร ๑๐ สูตร และ อุปาสกวรรค (หมวดวา่
ดว้ ยอบุ าสก) มีพระสูตร ๑๒ สตู ร รวมทัง้ หมด ๒๒ สูตร
ชือ่ วรรคแตล่ ะวรรคตงั้ ตามประเภทบคุ คล ส่วนชอ่ื พระสตู รแต่ละสตู รตง้ั ตามช่ือ บุคคล
ท่ีปรากฏในพระสูตรนั้น ๆ ใจความส�ำคัญของพระสูตรต่าง ๆ ในสังยุตน้ี กล่าวถึงพราหมณ์
เขา้ ไปเฝา้ พระผ้มู ีพระภาคเพ่อื สนทนาธรรมบา้ ง เพอ่ื ทูลถามปัญหาบา้ ง หลังจากสนทนาและ
ถามปัญหาแล้วต่างก็เกิดความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาแล้วออกบวช จนบรรลุธรรม เป็น
พระอรหันตก์ ม็ ี แสดงตนเปน็ อบุ าสกถงึ พระรตั นตรยั เป็นทพ่ี ่งึ จนตลอดชวี ิตก็มี
๘. วงั คีสสงั ยุต
วังคีสสังยุต แปลว่า ประมวลเรื่องพระวังคีสะ หมายถึงประมวลพระสูตรที่เก่ียวกับ
พระวังคีสะสนทนาธรรมกับพระผู้มีพระภาคบ้าง กับเพ่ือนพรหมจารีบ้าง ไม่จัดแบ่งเป็นวรรค
มีพระสตู รทง้ั หมด ๑๒ สูตร ช่ือพระสตู รแตล่ ะสตู รต้งั ตามชอ่ื บุคคลทป่ี รากฏในพระสูตรนนั้ ๆ
10 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
ใจความส�ำคัญของพระสูตรต่าง ๆ ในสังยุตน้ี กล่าวถึงเร่ืองราวของท่านพระวังคีสะ
ซง่ึ เปน็ กวี ตงั้ แตท่ า่ นออกบวชในพระพทุ ธศาสนา ชอบแตง่ กาพยก์ ลอนและกลา่ วคาถาในโอกาส
ต่าง ๆ จนถึงเป็นพระอรหันต์ บรรลุวิชชา ๓ และอภญิ ญา ๖
๙. วนสงั ยุต
วนสงั ยตุ แปลวา่ ประมวลเรอื่ งปา่ หมายถงึ ประมวลพระสตู รทเี่ กยี่ วกบั ภิกษผุ อู้ ย่ใู นปา่
ไมจ่ ดั แบ่งเป็นวรรค มพี ระสูตรทงั้ หมด ๑๔ สตู ร ชื่อพระสูตรแตล่ ะสูตร ตัง้ ตามชอื่ บุคคลหรือ
สาระส�ำคญั ในพระสตู รนัน้ ๆ
ใจความส�ำคญั ของพระสตู รต่าง ๆ ในสังยุตน้ี กล่าวถงึ เรอ่ื งราวระหวา่ งเทวดากบั ภิกษุ
ผู้พ�ำนักอยู่ในราวป่า เช่น ขณะท่ีภิกษุอยู่ในป่าและเผลอสติ เทวดาได้เข้ามาหาเพ่ือคอยเตือน
สติภิกษุด้วยความหวังดี บางครั้งเม่ือภิกษุออกจากป่าจาริกไปท่ีอื่น เทวดาก็เกิดความอาลัย
คร่�ำครวญถึง เทวดาบางองค์ก็เข้ามาชักชวนให้ภิกษุอธิษฐานจิต ให้ไปเกิดในสวรรค์เพ่ือจะได้
มคี วามสุข
๑๐. ยักขสงั ยตุ
ยกั ขสงั ยุต แปลวา่ ประมวลเรื่องยักษ์ หมายถึงประมวลพระสูตรที่เกี่ยวกบั ยกั ษ์เข้าไป
สนทนาธรรมกบั พระผมู้ พี ระภาค ไมจ่ ดั แบง่ เปน็ วรรค มที ง้ั หมด ๑๒ สตู ร ชอื่ พระสตู รแตล่ ะสตู ร
ตงั้ ตามชื่อบุคคลคือยักษท์ ปี่ รากฏในพระสูตรนนั้ ๆ
ใจความส�ำคัญของพระสูตรต่าง ๆ ในสังยุตนี้ กล่าวถึงเร่ืองราวเก่ียวกับยักษ์ ยักษิณี
รวมทั้งลูกยักษ์ เช่น ยักษเ์ ขา้ ไปเฝ้าพระผมู้ พี ระภาคเพื่อฟังธรรม เพือ่ สนทนาธรรม เพือ่ ทลู ถาม
ปัญหายักษ์เข้าสิงสามเณร ยักษ์ท่ีมีช่ือเสียงมากคือ อาฬวกยักษ์จับพระราชาผู้ครองเมือง
อาฬวี พระราชาจึงขอชีวิต โดยท�ำข้อตกลงว่าจะส่งมนุษย์ไปเป็นอาหารแล้วท�ำตาม
ข้อตกลงนั้น ท�ำให้ชาวเมืองอาฬวีเดือดร้อนเป็นอย่างมาก พระผู้มีพระภาคซึ่งขณะน้ัน
ประทับอยู่ในเขตเมืองอาฬวี ทรงอาศัยพระมหากรุณาธิคุณต่อสรรพสัตว์ เสด็จไปทรมานจน
อาฬวกยักษ์เลื่อมใสและยกเลิก ข้อตกลงที่ท�ำไว้กับพระราชา ท�ำให้ชาวเมืองอาฬวีมีความสุข
สวัสดีและเลือ่ มใสในพระพุทธศาสนา
เล่มท่ี ๗ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๕ 11
๑๑. สักกสงั ยุต
สกั กสังยุต แปลว่า ประมวลเรอ่ื งท้าวสกั กะ หมายถงึ ประมวลพระสูตรท่ี เก่ียวกับทา้ ว
สักกะจอมเทพ จัดแบ่งเป็น ๓ วรรค คือ ปฐมวรรค ทุติยวรรค และ ตติยวรรค แต่ละวรรค
มีพระสตู ร ๕ สตู รบ้าง ๑๐ สตู รบ้าง รวมทง้ั หมด ๒๕ สตู ร
ช่ือวรรคต้ังตามล�ำดับของวรรคท่ีมีอยู่ในสังยุตนี้ ส่วนช่ือพระสูตรแต่ละสูตร ตั้งตาม
ชือ่ บุคคลคอื เทพและอสรู หรือต้งั ตามสาระสำ� คญั ในพระสูตรนั้น ๆ
ใจความส�ำคัญของพระสูตรต่าง ๆ ในสังยุตน้ี กล่าวถึงเรื่องราวเกี่ยวกับท้าวสักกะ
จอมเทพ เช่น การท�ำสงครามระหว่างท้าวสักกะจอมเทพกับท้าวเวปจติ ตจิ อมอสูร การแขง่ ขนั
ค�ำสุภาษิตระหว่างเทพกับอสูร การแขงขันค�ำสุภาษิตระหว่างเทพกับอสูร คุณธรรมที่จะท�ำ
ให้เกิดเป็นท้าวสักกะ คือ วัตตบท ๗ ประการ รวมถึงเรื่องท้าวสักกะเข้าไปสนทนาธรรมกับ
พระผ้มู พี ระภาค บางสูตรกล่าวถงึ พระผู้มีพระภาคตรสั สอนภกิ ษุ โดยยกเร่อื งราวของเทวดาวา่
ในเวลาทำ� สงคราม ถ้าเกิดความกลัวให้มองดยู อดธงของพระองค์ หรอื ท้าวมหาราชทงั้ ๔ องค์
ความกลัวก็จะหายไป พระผู้มีพระภาคทรงยกเร่ืองนี้มาเป็นตัวอย่างแล้วสอนภิกษุว่า ในเวลา
ปฏิบตั ิธรรม ถา้ เกิดความกลวั ใหร้ ะลึกถึงพระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์ ความกลัวกจ็ ะหายไป
ข้อสงั เกต
๑. เมื่อมองภาพรวมของสังยุตตนิกาย สคาถวรรค จะเห็นลักษณะพิเศษอย่างหนึ่ง
ที่ไม่เหมือนกับวรรคอื่น ๆ ของสังยุตตนิกาย น่ันคือ การจัดหมวดหมู่พระสูตรเป็นวรรค โดย
ไมถ่ อื เอาเนอื้ หาสาระของพระสตู รเปน็ เกณฑ์ แตถ่ อื เอารปู แบบของพระสตู รทเ่ี ปน็ คาถาประพนั ธ์
เปน็ เกณฑ์ สังยุตตนกิ ายเลม่ นจ้ี ึงมีรูปลกั ษณ์ต่างกบั สังยตุ ตนิกายเลม่ อนื่
๒. เน้ือหาของแต่ละสูตรในถคาวรรค เป็นธรรมบท ส้ัน ๆ มีแต่ความหมายลึกซ้ึง
บางบทใชเ้ ป็นบทตงั้ ในการรจนาคมั ภรี ห์ ลกั เช่น วสิ ทุ ธมิ รรค คอื ชฏาสตู ร (ขอ้ ๒๓ หน้า ๒๖-
๒๗) ทวี่ า่
เทวดาทูลถามว่า
อนโฺ ตชฏา พหชิ ฏา ชฏาย ชฏติ า ปชา
ตํ ตํ โคตม ปจุ ฉฺ ามิ โก อิมํ วิชฏเย ชฏํ.
หม่สู ัตวย์ ุ่งทัง้ ภายใน ย่งุ ทงั้ ภายนอก ถกู ความยุ่งใหน้ ุงนังแล้ว ขา้ แต่พระโคดม
เพราะฉะน้ัน ข้าพระองค์ขอทลู ถามพระองค์ว่าใครพึงแก้ความยุ่งนีไ้ ด้
12 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสุตตันตปฎิ ก
พระผมู้ ีพระภาคตรัสตอบวา่
สเี ล ปติฏฺ าย นโร สปญฺโ จิตตฺ ํ ปญฺ ญจฺ ภาวยํ
อาตาปี นิปโก ภิกขฺ ุ โส อมิ ํ วิชฏเย ชฏ.ํ
นรชนผมู้ ปี ัญญา เหน็ ภยั ในสังสารวฏั ด�ำรงอยู่ในศลี แล้ว เจรญิ จติ และปัญญา
มคี วามเพียร มปี ัญญาเครือ่ งบรหิ าร น้นั พงึ แก้ความยุง่ นไี้ ด้
นอกจากน้ี สคาถวรรคยังมีสาระส�ำคัญที่น่าศึกษาอีกหลายประการ ขอเชิญอ่านโดย
ละเอียดตอ่ ไป
เล่มท่ี ๘ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๖ 13
พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๖
พระสตุ ตันตปิฎก เล่มที่ ๘
(สงั ยุตตนิกาย นิทานวรรค)
พระไตรปฎิ กเลม่ ที่ ๑๖๒ คอื สงั ยตุ ตนกิ าย นทิ านวรรค จดั เปน็ เลม่ ท่ี ๒ ของ สงั ยตุ ตนกิ าย
ว่าด้วยธรรมท่ีเป็นต้นเหตแุ หง่ ความทกุ ข์และปฏปิ ทาเครือ่ งดำ� เนินไปสคู่ วามดบั ทุกข์ พระธรรม
สังคีติกาจารย์จึงได้ต้ังช่ือว่า นิทานวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยธรรมที่เป็นต้นเหตุ มีพระสูตร
ท้ังหมด ๓๓๗ สูตร
การจัดแบ่งหมวดหมู่ในนทิ านวรรค
ในนิทานวรรค มีการจัดแบ่งหมวดหมู่พระสูตรออกเป็นสังยุต คือ ประมวลเป็น
เร่อื ง ๆ แลว้ จัดแบง่ สังยตุ ออกเป็นแบบต่าง ๆ ตอ่ ไปอีก ดังนี้
ก. แบง่ เปน็ สงั ยุต
พระสตู ร ๓๓๗ สตู ร ในนิทานวรรค จัดแบ่งเป็นสงั ยุตได้ ๑๐ สังยตุ คือ
๑. นิทานสงั ยตุ มี ๑๔๔ สตู ร ๒. อภิสมยสังยตุ มี ๑๑ สูตร
๓. ธาตุสงั ยุต มี ๓๙ สูตร ๔. อนมตัคคสงั ยตุ มี ๒๐ สตู ร
๕. กัสสปสงั ยุต มี ๑๓ สูตร ๖. ลาภสกั การสงั ยุต มี๔๓สตู ร
๗. ราหุลสังยุต มี ๒๒ สตู ร ๘. ลกั ขณสงั ยุต มี๒๑ สตู ร
๙. โอปมั มสงั ยุต ม๑ี ๒ สูตร ๑๐. ภกิ ขสุ งั ยตุ มี๑๒ สูตร
ข. แบง่ สงั ยุตเปน็ แบบต่าง ๆ
ในสังยุตเหลา่ น้ี มีการแบ่งออกเปน็ แบบต่าง ๆ ดงั นี้
แบบที่ ๑ นิทานสังยุต ธาตุสังยุต อนมตัคคสังยุต ลาภสักการสังยุต ราหุลสังยุต
และลกั ขณสงั ยุต รวม ๖ สังยุต แบ่งออกเปน็ วรรค
แบบที่ ๒ อภิสมยสังยุต กัสสปสังยุต โอปัมมสังยุต และภิกขุสังยุต รวม ๔ สังยุต
ไม่มีการแบง่ เป็นวรรค
๒ บทนำ� เล่ม ๑๖ : พระไตรปฎิ กภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , กรุงเทพมหานคร, ๒๕๓๙.
14 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตันตปฎิ ก
แนะน�ำแตล่ ะสงั ยุต ๑. นทิ านสังยตุ
นิทานสังยุต แปลว่า ประมวลเรื่องเกี่ยวกับธรรมท่ีเป็นต้นเหตุ หมายถึงประมวล
พระสูตรท่ีเก่ียวกับธรรมที่เป็นต้นเหตุ หรือเหตุเบื้องต้นแห่งความเกิดและความดับ
แห่งทุกข์ ได้แก่ความทุกข์และความดับแห่งทุกข์ตามวงจรปฏิจจสมุปบาทในสังยุต มีท้ังหมด
๑๔๔ สูตร จัดแบง่ เปน็ วรรคได้ ๙ วรรค วรรคที่ ๑-๗ มจี ำ� นวนพระสตู ร ๑๐ สูตร ส่วนวรรคท่ี ๘
มี ๑๑ สูตร และวรรคที่ ๙ มี ๑๒ สตู ร ดังมี รายละเอยี ดต่อไปน้ี
๑.๑ พุทธวรรค
พุทธวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยพระพุทธเจ้า ชื่อวรรคตั้งตามสาระส�ำคัญของ
พระสูตรท่ี ๔-๑๐ ในวรรคนี้ ซึ่งมีพระสูตรทั้งหมด ๑๐ สูตร แต่ละสูตรมี ความหมายและ
ใจความส�ำคญั ดังน้ี
๑. ปฏิจจสมุปปาทสูตร ว่าด้วยปฏิจจสมุปบาท คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดง
ปฏิจจสมุปบาททั้งสายเกิดทุกข์และสายดับทุกข์แก่ภิกษุท้ังหลาย โดยสายเกิดทุกข์เร่ิมจาก
อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิด
นามรปู เป็นตน้ สว่ นสายดบั ทกุ ข์เร่มิ จากอวชิ ชาเช่นเดยี วกัน คือเพราะอวิชชาดบั สังขารจงึ ดับ
เพราะสงั ขารดบั วญิ ญาณจงึ ดับ เพราะวญิ ญาณดับ นามรูปจงึ ดบั เป็นตน้ ตามแผนผงั ดงั น้ี
สายดบั ทกุ ข์ สายเกิดทกุ ข์
ดับ เกดิ
อวชิ ชา $ อวชิ ชา $
สังขาร $ สังขาร $
วิญญาณ $ วิญญาณ $
นามรูป $ นามรปู $
สฬายตนะ $ สฬายตนะ $
ผัสสะ $ ผัสสะ $
เวทนา $ เวทนา $
ตณั หา $ ตณั หา $
อปุ าทาน $ อปุ าทาน $
ภพ $ ภพ $
ชาต ิ $ ชาต ิ $
ทกุ ข์