The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม 15-24 ebook วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by mcu pali, 2021-04-24 05:10:41

พระสุตตันตปิฎก เล่ม 15-24 ebook

พระสุตตันตปิฎก เล่ม 15-24 ebook วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส

Keywords: พระสุตตันตปิฎก เล่ม 15-24 ebook

เล่มท่ี ๑๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๒๓ 465

สงั ขิตตุโปสถสตู ร วา่ ดว้ ยอโุ บสถโดยยอ่ คือ ทรงแสดงองคแ์ หง่ อุโบสถ ๘ ประการไว้
เพียงว่ามีอานิสงส์มาก มิได้ทรงขยายความไว้โดยละเอียด องค์แห่ง อุโบสถ ๘ ประการนั้น
คือ (๑) รู้ว่าพระอรหันต์ทั้งหลายเว้นการฆ่าสัตว์ตลอดชีวิต ตนเองก็ละเว้นการฆ่าสัตว์ตลอด
คืนหนึ่งวันหนึ่ง (๒) รู้ว่าพระอรหันต์ทั้งหลายเว้นการลักทรัพย์ตลอดชีวิต ตนเองก็ ... (๓) รู้
ว่าพระอรหันต์ท้ังหลายเว้นประพฤติกรรมอันเป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์ตลอดชีวิต ตนเองก็ ...
(๔) รวู้ า่ พระอรหนั ตท์ งั้ หลายเวน้ การพดู เทจ็ ตลอดชวี ติ ตนเองก็ ... (๕) รวู้ า่ พระอรหนั ตท์ ง้ั หลาย
เวน้ การการเสพ ของมนึ เมาคอื สรุ าและเมรยั ตลอดชวี ติ ตนเองก็ ... (๖) รวู้ า่ พระอรหนั ตท์ ง้ั หลาย
ฉนั ม้ือเดียว ไม่ฉันในเวลาวิกาลตลอดชวี ิต ตนเองก็ ... (๗) รวู้ า่ พระอรหนั ตท์ ง้ั หลาย เว้นการ
ฟ้อนร�ำตลอดชวี ติ ตนเองก็ ... (๘) รู้วา่ พระอรหันตท์ งั้ หลายเวน้ การนอน บนท่นี อนสงู และใหญ่
เลือกนอนบนท่นี อนต�่ำตลอดชีวติ ตนเองก็ ...

วิตถตโุ ปสถสูตร วา่ ดว้ ยอโุ บสถโดยพสิ ดาร คือ ทรงแสดงองคแ์ ห่งอุโบสถ ๘ ประการ
เหมอื นในสงั ขติ ตโุ ปสถสตู ร และทรงขยายความไวโ้ ดยละเอยี ดดว้ ย โดยทรงเปรยี บเทยี บใหเ้ หน็
ว่า การรักษาอุโบสถที่ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการนั้น มีผลมากกว่าราชสมบัติในมนุษยโลก
เช่น ได้รบั สุขอนั เปน็ ทพิ ยใ์ นชั้นจาตุมหาราช ๕๐๐ ปี ในชัน้ ดาวดงึ ส์ ๑,๐๐๐ ปี ในชนั้ ยามา
๒,๐๐๐ ปี

วิสาขาสูตร ว่าด้วยนางวิสาขามิคารมาตา คือ ทรงแสดงเรื่ององค์แห่งอุโบสถ ๘
ประการแกน่ างวสิ าขามคิ ารมาตา และทรงขยายความไวโ้ ดยละเอยี ด เหมอื นในวติ ถตโุ ปสถสตู ร
วาเสฏฐสตู ร วา่ ดว้ ยอบุ าสกชอื่ วา่ วาเสฏฐะ มสี าระสำ� คญั ตอนตน้ เหมอื นใน วสิ าขาสตู ร ตา่ งกนั เพยี ง
บคุ คลผรู้ บั ฟงั และสถานทท่ี แี่ สดงเทา่ นน้ั คอื พระผมู้ พี ระภาค ทรงแสดงแกว่ าเสฏฐะ ณ ปา่ มหาวนั
เขตกรงุ เวสาลี สว่ นเนอ้ื หาสาระตอนปลายมขี อ้ ความวา่ วาเสฏฐอบุ าสกไดท้ ลู ถามพระผมู้ พี ระภาค
วา่ หากญาตพิ น่ี อ้ งของตน หรอื คนเหลา่ อนื่ ไมว่ า่ จะเปน็ กษตั รยิ ์ พราหมณ์ แพศย์ ศทู ร มารกั ษา
อโุ บสถ กจ็ ะไดร้ ับอานสิ งส์เหมือนกันมิใช่หรือ ทรงตอบว่า ใช่ แล้วตรัสย�้ำว่า แม้ชาวโลก เทวดา
มาร พรหม และสรรพสตั ว์อ่ืนใด เมื่อรักษาอโุ บสถทป่ี ระกอบด้วยองค์ ๘ นี้ ก็จะไดร้ ับอานิสงส์
เชน่ เดยี วกนั อยา่ วา่ แตม่ นษุ ยเ์ ลย แมต้ น้ สาละใหญ่ ถา้ รกั ษาอโุ บสถได้ กจ็ ะไดร้ บั อานสิ งสเ์ ชน่ กนั
ในสูตรนี้ ทรงแสดงให้เห็นว่าการรักษาอุโบสถน้ันมุ่งที่เจตนา มิได้มุ่งท่ีวรรณะ หรือสภาวะ
ท่แี ตกตา่ งกันของสัตว์ ขอเพียงรกั ษาอโุ บสถได้ ก็ได้รับอานิสงส์ (ดู องฺ.อฏฺ ก.อ. ๓/๔๔/๒๕๘-
๒๕๙)

โพชฌาสูตร ว่าด้วยอุบาสิกาชื่อว่าโพชฌา คือ ทรงแสดงเร่ืององค์แห่งอุโบสถ
๘ ประการแก่โพชฌาอุบาสิกา และทรงขยายความไว้โดยละเอยี ดเหมอื นในวติ ถตโุ ปสถสูตร

466 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก

๖. อนุรทุ ธสูตร วา่ ดว้ ยพระอนรุ ทุ ธะ คือ เทวดาเหลา่ มนาปกายกิ า (หมายถึง เทวดาช้ัน
นมิ มานรดี) เข้าไปเรยี นท่านพระอนุรทุ ธะว่า พวกตนเป็นเทวดาเหลา่ มนาปกายกิ าครองความ
เปน็ ใหญ่ มอี �ำนาจ ๓ ด้าน คอื นกึ ให้เปน็ สี เปน็ เสียง ใหม้ ีสขุ เชน่ ใด กไ็ ดอ้ ย่างฉบั พลนั ทา่ น
ลองนกึ ใหเ้ ทวดาเหล่านนั้ สำ� แดงตามทีท่ ่านนึกแลว้ กเ็ ห็นเปน็ ความจรงิ จึงน�ำความไปกราบทูล
พระผูม้ พี ระภาค พระองค์จึงตรัสคุณสมบตั ิ ๘ ประการทีท่ ำ� ให้มาตคุ ามไปเกิดเป็นเทวดาเหลา่
มนาปกายกิ า คอื (๑) ตน่ื ก่อนนอนทหี่ ลงั สามี (๒) เคารพนับถือคนทส่ี ามีเคารพ ต้อนรบั ด้วย
น้�ำและท่ีนอนท่ีนั่ง (๓) ขยันท�ำงานในบ้าน (๔) รู้ว่างานไหนเสร็จแล้ว งานไหนยังไม่เสร็จ
(๕) รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้ (๖) เป็นอุบาสิกาถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ (๗) มีศีล ๕
(๘) มใี จปราศจากความตระหนี่ เสยี สละ

๗-๘. ทตุ ยิ วิสาขาสูตร และนกลุ มาตาสตู ร ตา่ งกล่าวถงึ คณุ สมบตั ิ ๘ ประการ ที่ทำ� ให้
มาตคุ ามไปเกดิ เปน็ เทวดาเหลา่ มนาปกายกิ า มเี นอ้ื หาสาระขององคธ์ รรมเหมอื นในอนรุ ทุ ธสตู ร
ต่างกันเพียงผู้สดับซ่ึงเป็นที่มาของช่ือสูตรเท่านั้น คือ ทุติยวิสาขาสูตร ว่าด้วยนางวิสาขา-
มคิ ารมาตา หมายถงึ นางวสิ าขามคิ ารมาตาเปน็ ผสู้ ดบั นกลุ มาตาสตู ร วา่ ดว้ ยนกลุ มาตาคหปตานี
หมายถงึ นางนกลุ มาตาคหปตานเี ปน็ ผ้สู ดับ

๙-๑๐. ปฐมอธิ โลกกิ สตู ร และทุตยิ อิธโลกกิ สูตร ต่างว่าด้วยธรรมท่เี ปน็ ไปเพือ่ ชยั ชนะ
ในโลกน้ีและธรรมทเี่ ปน็ ไปเพือ่ ชัยชนะในโลกหน้า ธรรมทีเ่ ปน็ ไปเพ่ือชัยชนะในโลกน้ี หมายถงึ
คณุ สมบัตขิ องมาตคุ ามผชู้ ่อื ว่าปฏิบัติเพอ่ื ชยั ชนะในโลกน้ี มี ๔ ประการ คอื (๑) จัดการงานดี
(๒) สงเคราะหค์ นขา้ งเคยี ง (๓) ปฏบิ ตั ถิ กู ใจสามี (๔) รกั ษาทรพั ยท์ สี่ ามหี ามาได้ และธรรมทเี่ ปน็
ไปเพื่อชัยชนะในโลกหนา้ หมายถึงคณุ สมบตั ิของมาตคุ ามผู้ชอื่ วา่ ปฏิบตั ิเพอ่ื ชยั ชนะในโลกหน้า
มี ๔ ประการ คอื (๑) เพยี บพรอ้ มด้วยศรทั ธา (๒) เพยี บพรอ้ มด้วยศีล (๓) เพยี บพร้อมดว้ ย
จาคะ (๔) เพียบพรอ้ มด้วยปญั ญา

๓.๒ ทุตยิ ปัณณาสก์

๓.๒.๑ โคตมีวรรค
โคตมีวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยพระนางมหาปชาบดีโคตมี ช่ือวรรคน้ีตั้งตามช่ือ
พระสูตรท่ี ๑ และเนื้อหาสาระที่ปรากฏในพระสูตรที่ ๒-๓ ในวรรคน้ี ซ่ึงมีท้ังหมด ๑๐ สูตร
แต่ละสูตรมีใจความสำ� คญั ดังนี้
๑. โคตมีสูตร ว่าด้วยพระนางมหาปชาบดีโคตมีทูลขออุปสมบท คือ พระนางมหา-
ปชาบดีโคตมีทูลขออุปสมบทเป็นภิกษุณีต่อพระผู้มีพระภาคขณะประทับอยู่ที่นิโครธาราม

เลม่ ที่ ๑๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๓ 467

เขตกรุงกบลิ พสั ดถ์ุ งึ ๓ ครงั้ กไ็ มท่ รงอนญุ าต ตอ่ มาพระนางไดต้ ามเสดจ็ ไปจนถงึ กฏู าคารศาลา
ปา่ มหาวนั เขตกรงุ เวสาลี ท่านพระอานนทจ์ ึงรับอาสาไปทูลขอจนทรงอนญุ าต โดยมเี งอ่ื นไขว่า
ถา้ รบั จะประพฤตคิ รธุ รรม ๘ ประการได้ กใ็ หถ้ อื วา่ การรบั จะประพฤตคิ รธุ รรมนน้ั แหละเปน็ การ
อปุ สมบท ครธุ รรม ๘ ประการนน้ั คอื (๑) ภกิ ษณุ แี มบ้ วชได้ ๑๐๐ พรรษากต็ อ้ งกราบไหว้ ตอ้ นรบั
ทำ� อญั ชลกี รรม และสามจี กิ รรมแกภ่ กิ ษแุ มบ้ วชในวนั นนั้ (๒) ภกิ ษณุ ไี มพ่ งึ อยจู่ ำ� พรรษาในอาวาส
ทไ่ี มม่ ีภิกษุ (๓) ภิกษณุ ีตอ้ งถามอุโบสถและรับโอวาทจากภกิ ษุสงฆท์ กุ กึง่ เดือน (๔) ภกิ ษุณอี ยู่
จ�ำพรรษาแล้วพึงปวารณาในสงฆ์ ๒ ฝ่าย (๕) ภิกษุณีล่วงละเมิดครุธรรมแล้ว ต้องประพฤติ
ปกั ขมานตั ในสงฆ์ ๒ ฝา่ ย (๖) ภกิ ษณุ พี งึ แสวงหาการอปุ สมบทในสงฆ์ ๒ ฝา่ ยแกน่ างสกิ ขมานาที่
ศกึ ษาธรรม ๖ ขอ้ ครบ ๒ ปแี ล้ว (๗) ภกิ ษุณไี มพ่ ึงด่า บริภาษภิกษุ (๘) ภิกษณุ ไี ม่พงึ ส่งั สอนภิกษุ

พระนางมหาปชาบดีทรงรับว่าปฏิบัติได้ จึงได้รับการอุปสมบทเป็นภิกษุณีรูปแรก
ในพระธรรมวินัยโดยวิธีน้ี ต่อมาพระผู้มพี ระภาคทรงแสดงผลแหง่ การบัญญัติ ครุธรรมส�ำหรับ
สตรที จ่ี ะบวชเปน็ ภกิ ษณุ วี า่ ถา้ ใหส้ ตรบี วชโดยไมไ่ ดบ้ ญั ญตั คิ รธุ รรมไวก้ อ่ น เวลาผา่ นไป ๕๐๐ ปี
ก็จะไม่มีพระอรหันต์บรรลุปฏิสัมภิทา แต่เมื่อบัญญัติ ครุธรรมไว้ก่อนท่ีสตรีจะบวช ในระยะ
เวลา ๑,๐๐๐ ปกี ย็ งั มพี ระอรหนั ตผ์ บู้ รรลปุ ฏสิ มั ภทิ าอยู่ ผา่ นไปอกี ๑,๐๐๐ ปี กย็ งั มพี ระอรหนั ต์
สุกขวิปัสสกะอยู่ ผ่านไปอีก ๑,๐๐๐ ปี ก็ยังมีพระอนาคามีอยู่ ผ่านไปอีก ๑,๐๐๐ ปี ก็ยังมี
พระสกทาคามอี ยู่ ผา่ นไปอกี ๑,๐๐๐ ปี กย็ งั มีพระโสดาบนั อยู่ สรปุ วา่ ปฏิเวธธรรมจะด�ำรงอยู่
ได้ ๕,๐๐๐ ปี แม้ปริยัติสัทธรรมก็ด�ำรงอยไู่ ด้ ๕,๐๐๐ ปี เพราะปริยัตกิ บั ปฏเิ วธต่างเกื้อกูลกนั
(ดู วิ.อ. ๓/๔๐๓/๔๐๖, องฺ.อฏฺ ก.อ. ๓/๕๑/๒๖๕ ประกอบ)

๒. โอวาทสตู ร วา่ ดว้ ยคณุ สมบตั ขิ องภกิ ษผุ จู้ ะสอนภกิ ษณุ ี คอื ทา่ นพระอานนทท์ ลู ถาม
พระผู้มีพระภาคว่าภิกษุต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง สงฆ์จึงควรแต่งตั้งให้เป็นผู้สั่งสอนภิกษุณี
พระองคต์ รสั วา่ ตอ้ งมีคุณสมบัติ ๘ ประการ คอื (๑) มศี ีล (๒) เป็นพหสู ตู (๓) ทรงจำ� ปาติโมกข์
ท้ังฝา่ ยภกิ ษแุ ละภกิ ษณุ ีได้ (๔) เจรจาไพเราะ (๕) สามารถชี้แจงใหเ้ ห็นชัด ชวนใจให้อยากรับไป
ปฏบิ ตั ิ เรา้ ใจให้อาจหาญ ปลอบใจ ให้สดช่นื ร่าเริง (๖) เป็นที่รักของภกิ ษณุ ี (๗) ไม่ล่วงละเมดิ
ครุธรรมในสตรีผู้นุ่งห่มผ้ากาสายะ (หมายถึงไม่เคยจับต้องกายภิกษุณี ดู วิ.อ. ๒/๑๔๕-
๑๔๗/๓๑๙, อง.ฺ อฏฺก. อ. ๓/๕๒/๒๖๕ ประกอบ) (๘) มพี รรษา ๒๐ หรือเกนิ ๒๐

๓. สงั ขติ ตสตู ร วา่ ดว้ ยลกั ษณะธรรมวนิ ยั โดยยอ่ คอื ทรงแสดงลกั ษณะทไ่ี มใ่ ชธ่ รรมวนิ ยั
และลกั ษณะที่เป็นธรรมวนิ ยั อย่างละ ๘ ประการแกพ่ ระนางมหาปชาบดีโคตมี ลกั ษณะทไ่ี ม่ใช่
ธรรมวินยั คอื (๑) เป็นไปเพอื่ กำ� หนดั มใิ ชค่ ลายก�ำหนดั (๒) เป็นไปเพ่ือประกอบสตั วไ์ วใ้ นภพ
มใิ ชพ่ รากสัตวอ์ อกจากภพ (๓) เปน็ ไปเพ่อื การ สะสม มใิ ช่การไมส่ ะสม (๔) เป็นไปเพ่อื มักมาก
มใิ ชม่ กั นอ้ ย (๕) เปน็ ไปเพ่ือไม่ สันโดษ มิใชส่ ันโดษ (๖) เป็นไปเพือ่ คลุกคลี มใิ ชส่ งดั (๗) เปน็ ไป

468 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตนั ตปิฎก

เพื่อเกยี จครา้ น มิใชบ่ �ำเพญ็ เพียร (๘) เป็นไปเพอ่ื เล้ียงยาก มใิ ชเ่ ล้ยี งงา่ ย
สว่ นลักษณะที่เปน็ ธรรมวินัยมนี ัยตรงกนั ข้าม
๔. ทฆี ชาณสุ ตู ร ว่าดว้ ยโกฬยิ บุตรชื่อว่าชาณุ คือ โกฬิยบตุ รชือ่ ว่าชาณุเขา้ ไปกราบทลู

พระผู้มพี ระภาควา่ พวกตนเป็นคฤหัสถ์ ขอใหพ้ ระผู้มพี ระภาคทรงแสดงธรรมที่เปน็ ประโยชน์
ในภพนแ้ี ละประโยชนใ์ นภพหนา้ พระองคจ์ งึ ทรงแสดงธรรมทเี่ ปน็ ประโยชนใ์ นภพนี้ ๔ ประการ
และธรรมทเี่ ปน็ ประโยชนใ์ นภพหนา้ ๔ ประการ ธรรมทเ่ี ปน็ ประโยชนใ์ นภพน้ี ๔ ประการนน้ั คอื
(๑) อุฏฐานสัมปทา หมายถงึ ความขยนั ไม่เกยี จครา้ นในการงาน (๒) อารักขสัมปทา หมายถงึ
การรจู้ กั เกบ็ รวบรวมรกั ษาทรพั ยไ์ ว้ (๓) กลั ยาณมติ ตตา หมายถงึ การคบคนดมี ศี ลี ศรทั ธา จาคะ
และปญั ญา (๔) สมชีวิตา หมายถึงการเลี้ยงชพี พอเหมาะ ไม่ให้ฟมุ่ เฟอื ยนัก ไม่ให้ฝืดเคอื งนัก

ธรรมทีเ่ ปน็ ประโยชน์ในภพหน้า ๔ ประการนน้ั คือ (๑) สัทธาสมั ปทา หมายถึงเช่อื การ
ตรสั รขู้ องพระตถาคตอรหนั ตสมั มาสมั พทุ ธเจา้ (ตถาคตโพธสิ ทั ธา) (๒) สลี สมั ปทา หมายถงึ มศี ลี
๕ (๓) จาคสัมปทา หมายถงึ มีใจปราศจากความ ตระหน่ี เสียสละ (๔) ปญั ญาสมั ปทา หมายถงึ มี
ปญั ญาพจิ ารณาเหน็ ความเกดิ และความดบั ของสงั ขาร ชำ� แรกกเิ ลส ใหถ้ งึ ความสนิ้ ทกุ ขโ์ ดยชอบ

นอกจากน้ยี งั ทรงแสดงทางเสื่อมแหง่ โภคทรพั ยแ์ ละทางเจริญแห่งโภคทรัพย์ฝา่ ยละ ๔
ประการไว้ด้วย ทางเสอื่ มแห่งโภคทรพั ย์ คอื (๑) เปน็ นกั เลงหญิง (๒) เป็น นักเลงสรุ า (๓) เป็น
นกั เลงการพนัน (๔) มมี ติ รชว่ั

สว่ นทางเจริญแห่งโภคทรพั ย์มีนัยตรงกนั ข้าม
สรุปว่า ในสูตรนี้มีหมวดธรรม ๔ หมวด หมวดละ ๔ ประการ จัดเปน็ หมวดธรรมคู่ได้
๒ คู่ คู่ละ ๘ ประการ คอื
คทู่ ่ี ๑ ธรรมท่เี ปน็ ประโยชน์ในภพนี้ ๔ ประการกบั ธรรมที่เป็นประโยชน์ในภพหนา้ ๔
ประการ (รวมเป็นธรรม ๘ ประการ)
คทู่ ี่ ๒ ทางเสอื่ มแหง่ โภคทรพั ย์ ๔ ประการกบั ทางเจรญิ แหง่ โภคทรพั ย์ ๔ ประการ (รวม
เป็นธรรม ๘ ประการ)
๕. อุชชยสูตร ว่าด้วยอุชชยพราหมณ์ มีเนื้อหาสาระเหมือนในทีฆชาณุสูตร ต่างกัน
เพยี งบคุ คลเท่านั้น คือ จากทฆี ชาณุโกฬยิ บตุ ร มาเป็นอุชชยพราหมณ์ ซงึ่ เป็น ท่ีมาของชือ่ สตู ร
๖. ภยสูตร วา่ ด้วยภยั ซึ่งเป็นชอ่ื ที่ ๑ ของกามในจ�ำนวน ๘ ชอ่ื ส่วนชือ่ ท่ี ๒-๘ ได้แก่
ทกุ ข์ โรค ฝี ลกู ศร เครอื่ งขอ้ ง เปอื กตม และการอยูใ่ นครรภ์ คือ ทรงแสดงว่ากามทีไ่ ดช้ อ่ื ตาม
ภาวะเชน่ นน้ั เพราะสตั วย์ นิ ดกี ามราคะ ถกู ฉนั ทราคะเกย่ี วพนั ไว้ ยอ่ มไมพ่ น้ จากภาวะนนั้ ๆ ของ
กาม (คำ� ว่า ฉนั ทราคะ หมายถงึ ตัณหา ดู อง.ฺ ตกิ .อ. ๒/๑๑๓/๒๖๐)

เล่มที่ ๑๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๒๓ 469

๗-๘. ปฐมอาหุเนยยสูตร และทุติยอาหุเนยยสูตร ต่างว่าด้วยอาหุไนยบุคคล ได้แก่
ผคู้ วรแกข่ องทเี่ ขานำ� มาถวาย คอื ทรงแสดงคณุ สมบตั ขิ องอาหไุ นยบคุ คลเหมอื นกนั มอี งคธ์ รรม
เหมือนกัน ๔ ประการ ต่างกนั ๔ ประการ ดงั น้ี
ปฐมอาหุเนยยสตู ร ทตุ ยิ อาหุเนยยสูตร
๑. มีศลี ๑. มศี ีล
๒. เป็นพหูสูต ๒. เป็นพหสู ตู
๓. มีมติ รใหายดี ๓. ปรารภความเพยี ร ไม่ทอดธุระ
๔. เป็นสัมมาทิฏฐ ิ ๔. อย่ปู า่ เป็นวัตร
๕. บรรลุฌาน ๔ ๕. ทนต่อความยนิ รา้ ยและความยนิ ดี
๖. บรรลุปุพเพนวิ าสานุสสติญาณ ๖. ทนตอ่ ภยั ท่นี า่ กลวั
๗. บรรลจุ ตูปปาตญาณ ๗. บรรลฌุ าน ๔
๘. บรรลเุ จโตวมิ ุตติ ปญั ญาวมิ ตุ ติ ๘. บรรลเุ จโตวิมตุ ติ ปญั ญาวมิ ุตติ
๙-๑๐. ปฐมปุคคลสูตร และทุติยปุคคลสูตร ต่างว่าด้วยบุคคลผู้เป็นนาบุญของโลก
มี ๘ จ�ำพวก คอื (๑) พระโสดาบัน (๒) บุคคลผ้ปู ฏบิ ัติเพื่อบรรลโุ สดาปตั ติผล (๓) พระสกทาคามี
(๔) บคุ คลผปู้ ฏบิ ตั เิ พอื่ บรรลสุ กทาคามี (๕) พระอนาคามี (๖) บคุ คลผปู้ ฏบิ ตั เิ พอ่ื บรรลอุ นาคามผิ ล
(๗) พระอรหันต์ (๘) บคุ คลผู้ปฏบิ ตั เิ พื่อบรรลุอรหัตตผล พระสตู รท้งั ๒ สตู รนตี้ า่ งกันทค่ี าถา
สรุปเท่าน้นั

๓.๒.๒ ภูมจิ าลวรรค
ภูมิจาลวรรค แปลว่า หมวดว่าดว้ ยเหตุทที่ ำ� ใหแ้ ผน่ ดนิ ไหวคร้ังใหญ่ ชือ่ วรรคน้ี ต้ังตาม
ช่อื และเนอ้ื หาสาระของพระสูตรท่ี ๑๐ ในวรรคน้ี ซง่ึ มที ้ังหมด ๑๐ สูตร แต่ละสูตรมใี จความ
ส�ำคญั ดังน้ี
๑. อิจฉาสูตร ว่าด้วยความอยากได้ลาภ ค�ำว่า “ลาภ” ในท่ีน้ีหมายถึงปัจจัย ๔ คือ
จวี ร บณิ ฑบาต เสนาสนะ และเภสัช พระผู้มพี ระภาคทรงแสดงว่า ความอยากได้ลาภเกิดข้นึ แก่
บุคคล ๘ จำ� พวกผู้อยู่อย่างสงัดกาย แต่มิได้เจริญวิปัสสนาให้ ต่อเน่ือง ผลแห่งความอยากได้
ลาภท�ำให้แบง่ บุคคล ๘ จ�ำพวกนี้ออกเป็น ๒ ฝ่าย คอื ฝ่ายที่เคลื่อนจากสัทธรรม ๔ จำ� พวก
และฝ่ายทีไ่ ม่เคล่อื นจากสัทธรรม ๔ จำ� พวก โดยถือเอาความเศรา้ โศก ความไมเ่ ศรา้ โศก และ
ความมวั เมา ความไมม่ วั เมา เปน็ เกณฑก์ ำ� หนดการแบ่ง
ฝา่ ยท่เี คลอ่ื นจากสทั ธรรม ๔ จำ� พวก คอื
๑. พวกทพี่ ยายามใหไ้ ด้ลาภ เม่ือไมไ่ ด้ ก็เศรา้ โศก

470 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก

๒. พวกทพี่ ยายามใหไ้ ดล้ าภ เมื่อได้ ก็มัวเมา
๓. พวกทีไ่ มพ่ ยายามให้ได้ลาภ เมื่อไม่ได้ กเ็ ศรา้ โศก
๔. พวกทีไ่ ม่พยายามใหไ้ ดล้ าภ เม่อื ได้ ก็มวั เมา
ฝา่ ยท่ีไม่เคลื่อนจากสัทธรรม ๔ จ�ำพวก คือ
๑. พวกทพ่ี ยายามให้ไดล้ าภ เมื่อไม่ได้ ก็ไมเ่ ศรา้ โศก
๒. พวกทพ่ี ยายามให้ได้ลาภ เม่ือได้ ก็ไมม่ ัวเมา
๓. พวกท่ไี มพ่ ยายามใหไ้ ด้ลาภ เมอ่ื ไมไ่ ด้ กไ็ ม่เศร้าโศก
๔. พวกท่ไี มพ่ ยายามให้ไดล้ าภ เม่ือได้ กไ็ มม่ วั เมา
๒. อลังสูตร ว่าด้วยผู้สามารถ ค�ำว่า “ผู้สามารถ” ในที่น้ีหมายถึงภิกษุผู้ฉลาดเฉียบ
แหลมในการบ�ำเพ็ญประโยชน์ คือ ทรงแสดงธรรมที่เป็นคุณสมบัติของภิกษุผู้สามารถบ�ำเพ็ญ
ประโยชนต์ นเอง แตไ่ มส่ ามารถบำ� เพญ็ ประโยชนผ์ อู้ น่ื และแสดงธรรมทเ่ี ปน็ คณุ สมบตั ขิ องภกิ ษุ
ผสู้ ามารถบำ� เพญ็ ประโยชนผ์ อู้ น่ื แตไ่ มส่ ามารถบำ� เพญ็ ประโยชนต์ นเอง ฝา่ ยละ ๔ ประการ รวม
เป็นองคธ์ รรม ๘ ประการ ธรรมทเี่ ปน็ คุณสมบตั ิของภิกษผุ ู้สามารถบำ� เพญ็ ประโยชนต์ นเอง แต่
ไม่สามารถบำ� เพญ็ ประโยชนผ์ ู้อนื่ น้ัน คือ (๑) ใครค่ รวญกศุ ลธรรมได้เร็ว (๒) ทรงจำ� ธรรมท่ีฟงั
แล้วได้ (๓) พิจารณาความหมายแห่งธรรมที่ทรงจ�ำได้ รู้อรรถรู้ธรรมแล้วปฏิบัติธรรมสมควร
แก่ธรรม (๔) ไม่มีวาจางาม ไม่เจรจาถ้อยคำ� ไพเราะ ทงั้ ยังชแ้ี จงให้เพอื่ นพรหมจารเี ข้าใจไม่ได้
ธรรมท่ีเป็นคุณสมบัติของภิกษุผู้สามารถบ�ำเพ็ญประโยชน์ผู้อ่ืน แต่ไม่สามารถบ�ำเพ็ญ
ประโยชน์ตนเองน้ัน คือ (๑) ใคร่ครวญกุศลธรรมได้เร็ว (๒) ทรงจ�ำธรรมท่ีฟังแล้วได้ แต่ไม่
พิจารณาความหมายแห่งธรรมท่ีทรงจ�ำได้ ท้ังไม่รู้อรรถรู้ธรรมแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม
(๔) มวี าจางาม เจรจาถอ้ ยคำ� ไพเราะ ชี้แจงให้เพือ่ นพรหมจารเี ขา้ ใจได้
นอกจากนย้ี งั ทรงขยายองคธ์ รรม ๔ ประการ ทงั้ ทเ่ี ปน็ ฝา่ ยคณุ สมบตั ขิ องภกิ ษผุ สู้ ามารถ
บ�ำเพ็ญประโยชน์ตนเองและที่เป็นฝ่ายคุณสมบัติของภิกษุผู้สามารถบ�ำเพ็ญ ประโยชน์ผู้อ่ืนให้
เป็นฝ่ายละ ๕ ประการ และ ๖ ประการ ตลอดถงึ ทรงยอ่ องค์ธรรมฝา่ ยละ ๔ ประการน้นั ให้
เปน็ ๓ ประการ และ ๒ ประการ
๓. สงั ขิตตสูตร วา่ ดว้ ยภกิ ษทุ ูลขอใหท้ รงแสดงธรรมโดยยอ่ คือ ภิกษุรูปหนงึ่ ทลู ขอให้
พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมโดยย่อเพื่อหลีกไปบ�ำเพียรผู้เดียว พระองค์ตรัสว่า “โมฆบุรุษ
กอ็ ย่างนี้ ชอบเชื้อเชญิ ใหแ้ สดงธรรมอย่างทเ่ี ขาท�ำกันมา แต่เม่ือเราแสดงแลว้ ก็คอยตดิ ตามเรา
เร่ือยไป” (ท่ีตรัสอย่างนี้ เพราะเมือ่ ก่อนภิกษุรปู นช้ี อบฟังธรรม ฟังแลว้ กย็ ังประมาท ไมบ่ ำ� เพญ็
สมณธรรม) แตเ่ พราะทรงทราบวา่ เธอมี อปุ นิสสัยทีจ่ ะบรรลอุ รหัตตผล จงึ ทรงให้โอวาทโดยให้
บ�ำเพ็ญธรรมข้ันสมถะ คือ (๑) เมตตาเจโตวิมุตติ (๒) กรุณาเจโตวมิ ตุ ติ (๓) มุทติ าเจโตวิมุตติ

เลม่ ที่ ๑๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๓ 471

(๔) อเุ บกขาเจโตวมิ ตุ ติ และใหบ้ ำ� เพญ็ ธรรมขนั้ วปิ สั สนา คอื เจรญิ สตปิ ฏั ฐาน ๔ ไดแ้ ก่ (๑) พจิ ารณา
เห็นกายในกาย (๒) ...เวทนาในเวทนา (๓) ...จติ ในจิต (๔) ...ธรรมในธรรม รวมเป็น องคธ์ รรม ๘
ประการ ภกิ ษนุ นั้ รบั พระโอวาทแลว้ กห็ ลกี ไปอยบู่ ำ� เพญ็ เพยี ร ไมน่ านนกั ไดบ้ รรลพุ ระอรหตั ตผล

๔. คยาสสี สตู ร วา่ ดว้ ยพระธรรมเทศนาทค่ี ยาสสี ะ คอื ขณะประทบั อยทู่ ต่ี ำ� บลคยาสสี ะ
เขตเมอื งคยา พระผมู้ พี ระภาคทรงเลา่ เรอื่ งการบรรลญุ าณทสั สนะแตล่ ะขน้ั รวม ๘ ขน้ั โดยแตล่ ะ
ข้ันน้ันมีองคธ์ รรมเพ่ิมขน้ึ ๑ ประการ ดังนี้

ข้นั ที่ ๑ บรรลุทิพพจักขญุ าณ ขัน้ ท่ี ๒ บรรลทุ ิพพจกั ขุญาณ และอิทธวิ ิธญาณ ข้ันที่ ๓
บรรลทุ พิ พจกั ขญุ าณ อทิ ธวิ ธิ ญาณ และเจโตปรยิ ญาณ ขน้ั ที่ ๔ บรรลทุ พิ พจกั ขญุ าณ อทิ ธวิ ธิ ญาณ
เจโตปรยิ ญาณ และยถากมั มปู คญาณ ขน้ั ท่ี ๕ บรรลทุ พิ พจกั ขญุ าณ อทิ ธวิ ธิ ญาณ เจโตปรยิ ญาณ
ยถากมั มปู คญาณ และอนาคตงั สญาณ ขนั้ ท่ี ๖ บรรลทุ พิ พจกั ขญุ าณ อทิ ธวิ ธิ ญาณ เจโตปรยิ ญาณ
ยถากัมมูปคญาณ อนาคตังสญาณ และปัจจุปปันนังสญาณ ขั้นที่ ๗ บรรลุทิพพจักขุญาณ
อทิ ธวิ ธิ ญาณ เจโตปรยิ ญาณ ยถากมั มปู คญาณ อนาคตงั สญาณ ปจั จปุ ปนั นงั สญาณ และอตตี งั สญาณ
ขั้นท่ี ๘ บรรลทุ ิพพจกั ขญุ าณ อิทธิวิธญาณ เจโตปริยญาณ ยถากมั มปู คญาณ อนาคตังสญาณ
ปจั จปุ ปนั นังสญาณ อตีตังสญาณ และปพุ เพนวิ าสญาณ (ดู อง.ฺ อฏฺก. อ. ๓/๖๔/๒๗๐)

ในที่น้ขี อแสดงวิธีการบรรลุญาณทัสสนะเพยี ง ๒ ข้นั เปน็ ตัวอยา่ งดังนี้
ข้ันที่ ๑ กอ่ นแต่ตรสั รู้ เรายงั มไิ ด้ตรัสรู้ ก�ำลังเป็นโพธิสตั ว์อยู่ รโู้ อภาส (ทพิ พจักขญุ าณ)
แตไ่ มเ่ หน็ รปู ทงั้ หลาย(อทิ ธวิ ธิ ญาณ) ภกิ ษทุ ง้ั หลาย เรานนั้ ไดม้ คี วามคดิ ดงั นวี้ า่ ถา้ เรารโู้ อภาสและ
เหน็ รูปทง้ั หลายดว้ ยอาการอยา่ งนี้ ญาณทสั สนะน้ีของเราก็จะบริสทุ ธิ์ย่งิ ขนึ้
ขน้ั ท่ี ๒ สมัยตอ่ มา เรานนั้ เปน็ ผู้ไมป่ ระมาท มคี วามเพียร อทุ ิศกายและใจอยู่ รู้โอภาส
และเหน็ รูปท้งั หลาย แตเ่ ราไม่ได้ยนื เจรจาปราศรัยกบั เทวดา(เจโตปริยญาณ)
๕. อภภิ ายตนสูตร ว่าดว้ ยอภภิ ายตนะ คำ� วา่ “อภิภายตนะ” หมายถึงเหตุ ครอบงำ�
กล่าวคอื ญาณ หรือฌานที่เปน็ เหตุครอบงำ� นิวรณ์ ๕ ประการ และอย่เู หนอื อารมณท์ ้งั หลาย
อภภิ ายตนะมี ๘ ประการ คือ (๑) มรี ปู สญั ญาภายใน เหน็ รปู ภายนอกขนาดเล็ก (๒) มีรปู สัญญา
ภายใน เห็นรูปภายนอกขนาดใหญ่ (๓) มีอรูปสัญญาภายใน เห็นรูปภายนอกขนาดเล็ก
(๔) มีอรูปสัญญาภายใน เห็นรูปภายนอกขนาดใหญ่ (๕) มีอรูปสัญญาภายใน เห็นรูปเขียว
ภายนอก (๖) มอี รูปสัญญาภายใน เห็นรปู เหลืองภายนอก (๗) มอี รูปสัญญาภายใน เหน็ รูปแดง
ภายนอก (๘) มีอรปู สัญญาภายใน เห็นรูปขาวภายนอก (ดู อง.ฺ อฏฺก.อ. ๓/๖๕/๒๗๐)
๖. วิโมกขสูตร ว่าด้วยวิโมกข์ ค�ำว่า “วิโมกข์” หมายถึงภาวะท่ีจิตหลุดพ้น จาก
สิง่ รบกวน และน้อมด่งิ ไปในอารมณ์น้ัน ๆ มี ๘ ประการ

472 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก

๗-๘. อนริยโวหารสูตร และอริยโวหารสูตร ตา่ งกล่าวถึงโวหาร แตเ่ ปน็ โวหารตา่ งกัน
คือ อรยิ โวหารสูตร ว่าด้วยอนรยิ โวหาร ค�ำวา่ “อนรยิ โวหาร” หมายถึงถอ้ ยคำ� ของผไู้ มใ่ ชอ่ รยิ ะ
มี ๘ ประการ และอริยโวหารสตู ร วา่ ดว้ ย อรยิ โวหาร มี ๘ ประการ

๙. ปริสาสูตร ว่าด้วยบริษัท ๘ จ�ำพวก คือ (๑) ขัตติยบริษัท (๒) พราหมณบริษัท
(๓) คหบดบี รษิ ทั (๔) สมณบรษิ ัท (๕) จาตุมหาราชบรษิ ัท (๖) ดาวดงึ สบริษัท (๗) มารบริษทั
(๘) พรหมบรษิ ทั

๑๐. ภูมจิ าลสูตร ว่าดว้ ยเหตุท่ีท�ำใหแ้ ผ่นดนิ ไหวครง้ั ใหญ่ คอื เมือ่ ครัง้ พระผมู้ พี ระภาค
ทรงปลงพระชนมายุสังขาร ได้เกิดแผ่นดินไหวคร้ังใหญ่ขึ้น ท่านพระอานนท์ทูลถามถึงสาเหตุ
แห่งการเกิดแผ่นดินไหวคร้ังใหญ่ จึงตรัสเหตุที่ท�ำให้แผ่นดินไหว ครั้งใหญ่ ๘ ประการ คือ
(๑) น�้ำกระเพ่ือม เพราะดินต้ังอยู่บนน้�ำ (๒) สมณพราหมณ์ ผู้มีฤทธิ์เจริญปฐวีสัญญาน้อย
แต่เจริญอาโปสัญญามาก (๓) พระโพธิสัตว์จุติจากภพดุสิตลงสู่พระครรภ์ (๔) ...ประสูติจาก
พระครรภ์ (๕) ตถาคตตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ (๖) ... ทรงประกาศธรรมจักร
อนั ยอดเยีย่ ม (๗) ทรงปลงอายสุ ังขาร (๘) ...ปรนิ พิ พานดว้ อนุปาทเิ สสนิพพานธาตุ

๓.๒.๓ ยมกวรรค
ยมกวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ดว้ ยธรรมเปน็ คกู่ นั หมายถงึ หมวดธรรมทปี่ ระมวลพระสตู ร
ซึ่งมีเนือ้ หาเหมอื นกันหรอื คล้ายกนั ไวเ้ ปน็ คู่ ๆ เช่น พระสูตรท่ี ๑ กับที่ ๒ เป็นคูห่ น่งึ ท่ี ๓ กับท่ี
๔ เป็นค่หู น่งึ ท่ี ๕ กับที่ ๖ เปน็ คู่หนึง่ นอกจากน้ี ยังมพี ระสูตรทีม่ เี นอ้ื หาสัมพนั ธ์กันในลักษณะ
ตรงกันขา้ มกัน เช่น เจริญกบั เสือ่ ม เกียจครา้ นกับบ�ำเพ็ญเพยี ร ชื่อวรรคน้ตี ้ังตามเน้ือหาสาระ
ของชื่อพระสตู รท้ัง ๑๐ สูตรในวรรคน้ี แต่ละสูตรมีใจความส�ำคัญดังน้ี
๑-๒. ปฐมสัทธาสูตร และทตุ ยิ สัทธาสูตร ต่างว่าดว้ ยศรทั ธา ที่เปน็ องค์ประกอบของ
ธรรมประการที่ ๑ ในธรรม ๘ ประการ และเปน็ ทมี่ าของชอ่ื สตู รดว้ ย ในสตู รทง้ั ๒ นพ้ี ระผมู้ พี ระภาค
ทรงแสดงวา่ บุคคลผู้มีศรัทธา แต่ยงั ขาดธรรม อื่น ๆ ก็ชอ่ื ว่ายงั ไมส่ มบรู ณ์ ควรบำ� เพ็ญธรรมนัน้
ใหส้ มบรู ณด์ ้วย จงึ ทรงแสดงเพ่ิมขน้ึ ทีละประการจนถึง ๘ ประการ ซงึ่ เหมอื นกันถงึ ๗ ประการ
ต่างกันเพียงประการ ท่ี ๗ เท่านั้น ธรรม ๘ ประการในปฐมสัทธาสูตร คือ (๑) มีศรัทธา
(๒) มศี ลี (๓) เป็นพหู สู ูต (๔) เป็นธรรมกถึก (๕) เขา้ ไปสู่บรษิ ัท (๖) กลา้ แสดงธรรมแกบ่ ริษัท
(๗) บรรลุฌาน ๔ (๘) บรรลเุ จโตวิมุตติ ปัญญาวิมตุ ติ
ธรรมประการท่ี ๗ ในทุตยิ สทั ธาสตู ร คือ สมั ผสั สนั ตวโิ มกข์
๓-๔. ปฐมมรณัสสตสิ ตู ร และทุติยมรณัสสตสิ ูตร ต่างวา่ ด้วยการเจริญมรณสั สติ คือ
ทรงแสดงวา่ มรณสั สติทีบ่ คุ คลเจรญิ ท�ำให้มากแล้วมผี ลมาก มีอานิสงส์มาก คือ สามารถบรรลุ

เลม่ ที่ ๑๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๓ 473

อมตธรรมได้ แต่มีรายละเอยี ดตา่ งกันดงั น้ี
ในปฐมมรณัสสติสูตร ตรัสถามภิกษุ ๘ รปู ไลเ่ รยี งไปทีละรูปว่าเจรญิ มรณัสสติ อยา่ งไร

ภกิ ษแุ ตล่ ะรปู ทลู ตอบวา่ ตนมชี วี ติ อยไู่ ดช้ วั่ เวลาเลก็ นอ้ ย จงึ ควรใสใ่ จคำ� สอน ของพระผมู้ พี ระภาค
ช่วงเวลาของการมีชีวิตอยู่ได้ที่ภิกษุแต่ละรูปทูลตอบตามล�ำดับมีดังน้ี (๑) คืนหน่ึงและวันหนึ่ง
(๒) วนั หนง่ึ (๓) กงึ่ วนั (๔) ชว่ั ขณะฉนั อาหารมอ้ื หนง่ึ (๕) ชวั่ ขณะฉนั อาหารครง่ึ หนงึ่ (๖) ชวั่ ขณะ
ฉันข้าว ๔-๕ ค�ำ (๗) ชั่วขณะฉันข้าว ๑ ค�ำ (๘) ช่ัวขณะลมหายใจเข้าออกพระผู้มีพระภาค
ตรสั วา่ รปู ที่ ๑-๖ ยังประมาท อยู่ ส่วนรูปท่ี ๗-๘ เปน็ ผู้ไมป่ ระมาท เจริญมรณัสสตอิ ยา่ งแรง
กล้าเพื่อความส้ิน อาสวะทั้งหลาย

ในทุติยมรณัสสติสตู ร ทรงสอนภิกษุว่า วนั หน่งึ ๆ ทงั้ กลางคืนและกลางวนั ควรเจริญ
มรณสั สตดิ งั นี้ ในเวลากลางคนื ควรเจรญิ มรณสั สตติ ามหลกั เกณฑ์ ๔ ประการ คอื (๑) พจิ ารณา
เหน็ เหตแุ หง่ ความตาย (๒) พจิ ารณาวา่ บาปอกศุ ลธรรม มอี ยหู่ รอื ไม่ (๓) ถา้ พจิ ารณาเหน็ วา่ มอี ยู่
ควรพยายามละบาปอกศุ ลธรรมน้ัน (๔) ถา้ พจิ ารณาเห็นวา่ ไม่มี ควรมปี ตี ิและปราโมทย์

สว่ นในเวลากลางวันกค็ วรเจริญมรณสั สตติ ามหลกั เกณฑ์ ๔ ประการเชน่ เดยี วกนั น้ี
๕-๖. ปฐมสัมปทาสูตร และทุติยสัมปทาสูตร ต่างว่าด้วยสัมปทา ซ่ึงมี ๘ ประการ
เหมอื นกนั ตา่ งกนั เพยี งในสตู รแรก ทรงแสดงไวโ้ ดยยอ่ สว่ นในสตู รหลงั ทรงแสดงไวโ้ ดยพสิ ดาร
สมั ปทา ๘ ประการนน้ั คอื (๑) อฏุ ฐานสมั ปทา ความ ถงึ พรอ้ มดว้ ยความหมน่ั (๒) อารกั ขสมั ปทา
ความถึงพร้อมด้วยการรักษา (๓) กัลยาณมิตตตา ความมีมิตรดี (๔) สมชีวิตา ความเป็นอยู่
เหมาะสม (๕) สัทธาสมั ปทา ความถงึ พร้อมดว้ ยศรัทธา (๖) สีลสมั ปทา ความถงึ พรอ้ ม ด้วยศีล
(๗) จาคสัมปทา ความถงึ พรอ้ มดว้ ยจาคะ (๘) ปญั ญาสมั ปทา ความถึงพร้อม ดว้ ยปญั ญา
๗. อิจฉาสูตร ว่าด้วยความอยากได้ลาภ มีเน้ือหาสาระเหมือนในอิจฉาสูตรแห่ง
ภมู จิ าลวรรค ในปัณณาสกแ์ ละนิบาตเดยี วกันน้ี
๘. อลังสูตร ว่าด้วยผู้สามารถ มีเน้ือหาสาระเหมือนในอลังสูตรแห่งภูมิจาลวรรค
ในปณั ณาสกแ์ ละนบิ าตเดยี วกันนี้
๙. ปริหานสูตร ว่าด้วยธรรมเป็นเหตุให้พระเสขะเส่ือม คือ ทรงแสดงธรรมที่เป็นไป
เพื่อความเส่อื มและทีเ่ ป็นไปเพ่ือความไม่เส่อื มแกพ่ ระเสขะฝ่ายละ ๘ ประการ
ธรรมทเ่ี ป็นไปเพอ่ื ความเสื่อม คอื (๑) ชอบการงาน (๒) ชอบการพูดคุย (๓) ชอบการ
นอนหลับ (๔) ชอบการคลุกคลีด้วยหมู่ (๕) ไม่คุ้มครองอินทรีย์ (๖) ไม่รู้จักประมาณในการ
บรโิ ภค (๗) ชอบธรรมเป็นเครอ่ื งข้อง (๘) ชอบปปัญจธรรม
ส่วนธรรมทีเ่ ป็นไปเพ่ือความไม่เส่ือมมนี ยั ตรงกันข้าม

474 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก

๑๐. กุสีตารัมภวัตถุสูตร ว่าด้วยเหตุเกียจคร้านและเหตุปรารภความเพียร
เหตเุ กยี จครา้ นมี ๘ ประการ คอื (๑) อา้ งวา่ จะตอ้ งทำ� การงาน เดยี๋ วรา่ งกายจะ เมอื่ ยลา้ (๒) อา้ งวา่
ท�ำการงานแล้ว ร่างกายเมื่อยล้า (๓) อ้างว่าจะต้องเดินทาง ร่างกายจะเม่ือยล้า (๔) อ้างว่า
เดินทางแล้ว ร่างกายเม่ือยล้า (๕) อ้างว่าบิณฑบาตไม่พอฉัน ร่างกายเมื่อยล้า (๖) อ้างว่า
ไดฉ้ ันบิณฑบาตเต็มอมิ่ จนอึดอัด (๗) อา้ งว่าอาพาธ (๘) อา้ งวา่ เพง่ิ หายอาพาธ

ส่วนเหตปุ รารภความเพยี รมีนัยตรงกนั ขา้ ม
๓.๒.๔ สติวรรค
สติวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยสติสัมปชัญญะ ชื่อวรรคนี้ต้ังตามชื่อพระสูตรท่ี ๑
ในวรรคนี้ ซึง่ มที ง้ั หมด ๑๐ สูตร แต่ละสูตรมีใจความสำ� คญั ดังนี้
๑. สติสัมปชัญญสูตร ว่าด้วยผลแห่งสติสัมปชัญญะ หมายถึงผลแห่งความไม่มี
สติสมั ปชัญญะและความมีสตสิ มั ปชัญญะ คอื ทรงแสดงธรรมแบ่งเป็น ๒ ฝา่ ย ไดแ้ ก่ ฝา่ ยอกศุ ล
และฝา่ ยกุศล ฝา่ ยละ ๘ ประการ ฝ่ายอกศุ ลเป็นตัวเหตุกำ� จดั กุศล ฝา่ ยกศุ ลเป็นตัวเหตใุ ห้กศุ ล
สมบูรณ์ ฝา่ ยอกศุ ลนน้ั ได้แก่
๑. ความไมม่ สี ติและสมั ปชัญญะ เปน็ ตวั เหตุ
๒. ความไม่มีสติและสัมปชัญญะ ก�ำจัดหิริและโอตตัปปะ
๓. ความไมม่ หี ิริและโอตตปั ปะ ก�ำจัดอินทรยี สังวร
๔. ความไมม่ ีอนิ ทรยี สังวร ก�ำจัดศลี
๕. ความทศุ ีล กำ� จัดสัมมาสมาธิ
๖. ความไม่มสี มั มาสมาธิ ก�ำจัดยถาภูตญาณทัสสนะ
๗. ความไมม่ ยี ถาภตู ญาณทัสสนะ กำ� จัดนิพพทิ าและวริ าคะ
๘. ความไม่มีนพิ พิทาและวริ าคะ กำ� จัดวิมุตติญาณทสั สนะ
ทรงแสดงเปรียบเทียบว่า เหมือนต้นไม้ท่ีมีก่ิงและใบเสีย แม้เปลือก กระพ้ี และแก่น
ก็ไมส่ มบูรณไ์ ปด้วย ส่วนธรรมทมี่ ีเหตุสมบรู ณม์ ีนยั ตรงกันข้าม
๒. ปุณณิยสตู ร ว่าดว้ ยพระปณุ ณิยะ คอื ท่านพระปณุ ณยิ ทลู ถามพระผ้มู ีพระภาควา่
อะไรเปน็ เหตใุ หพ้ ระธรรมเทศนาของพระตถาคตแจม่ แจง้ ในบางคราว แตบ่ างคราวกลบั ไมแ่ จม่ แจง้
ทรงตอบว่า เหตุให้พระธรรมเทศนาแจ่มแจ้งมี ๘ ประการ คือ (๑) มีศรัทธา (๒) เข้าไปหา
(๓) เข้าไปนง่ั ใกล้ (๔) สอบถาม (๕) เงีย่ โสตฟังธรรม (๖) ฟังธรรมแล้วทรงจ�ำไวไ้ ด้ (๗) พิจารณา
เนือ้ ความแหง่ ธรรมท่ีทรงจ�ำไว้ได้ (๘) รู้อรรถและธรรมแล้วปฏบิ ัติธรรมสมควรแกธ่ รรม
ส่วนธรรมที่เป็นเหตุให้พระธรรมเทศนาไมแ่ จ่มแจง้ มีนยั ตรงกันขา้ ม

เล่มที่ ๑๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๓ 475

๓. มูลกสูตร ว่าด้วยมูลเหตุแห่งธรรมทั้งปวง ซ่ึงเป็นค�ำเฉลยท่ี ๑ ในค�ำเฉลย
๘ ประการ คือ พระผู้มีพระภาคตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า ถ้าอัญเดียรถีย์ปริพาชกมาถามว่า
ธรรมท้งั ปวงมีอะไรเป็นมูลเหตุ จะตอบว่าอย่างไร ภกิ ษุทงั้ หลายจึงทลู ขอใหพ้ ระองค์ทรงเฉลย
พระองคท์ รงเฉลยวา่ (๑) ธรรมท้ังปวงมฉี ันทะเปน็ มลู (๒) ธรรมทงั้ ปวงมีมนสิการเป็นแดนเกดิ
(๓) ธรรมทัง้ ปวงมผี สั สะเปน็ เหตุเกิด (๔) ธรรมทัง้ ปวงมเี วทนาเปน็ ทปี่ ระชมุ (๕) ธรรมทั้งปวง
มสี มาธเิ ปน็ ท่ีประมุข (๖) ธรรมทั้งปวงมสี ตเิ ป็นใหญ่ (๗) ธรรมทง้ั ปวงมีปญั ญาเปน็ ยงิ่ (๘) ธรรม
ทัง้ ปวงมวี มิ ตุ ติเป็นแกน่

๔. โจรสูตร ว่าด้วยเหตุเส่ือมของโจร คือ ทรงแสดงเหตุเส่ือมของโจร ๘ ประการที่
ทำ� ให้โจรเส่ือมอย่างเร็วพลัน ได้แก่ (๑) ท�ำร้ายคนท่ไี ม่โตต้ อบ (๒) ปลน้ ไม่เหลอื (๓) ฆ่าผหู้ ญิง
(๔) ข่มขืนเด็กหญิง (๕) ปล้นนักบวช (๖) ปล้นท้องพระคลัง (๗) ปล้นใกล้ถ่ิน (๘) ไม่ฉลาด
ในการเกบ็ ทรพั ย์

นอกจากนีย้ งั ทรงแสดงเหตใุ ห้โจรเสื่อมช้าอีก ๘ ประการซึง่ มนี ยั ตรงกันขา้ ม
๕. สมณสตู ร วา่ ดว้ ยสมณะ ซง่ึ เปน็ พระนามที่ ๑ ในพระนาม ๘ ประการของพระตถาคต
อรหนั ตสมั มาสมั พทุ ธเจา้ คอื (๑) สมณะ (๒) พราหมณ์ (๓) เวทคู (๔) ภิสกั กะ (๕) นิมมละ
(๖) วมิ ละ (๗) ญาณี (๘) วิมุตตะ
๖. ยสสูตร ว่าดว้ ยยศ คอื พระผมู้ ีพระภาคตรัสกับท่านพระนาคติ ะผู้เปน็ อุปฏั ฐากอยู่
ในขณะนั้นว่า พระองค์ไม่ติดยศ และยศก็ไม่ติดพระองค์ มีเน้ือหาสาระเหมือนในนาคิตสูตร
ในปัญจังคิกวรรคแห่งปฐมปัณณาสก์ ปัญจกนิบาต อังคุตตรนิกาย เล่มท่ี ๒๒ (ดูบทน�ำ
เลม่ ที่ ๒๒ หนา้ พเิ ศษ ๘๗-๘๘)
๗. ปัตตนิกุชชนสูตร ว่าด้วยเหตุแห่งการคว่�ำบาตร ค�ำว่า “คว�่ำบาตร” ในท่ีนี้
หมายถึงการสวดกรรมวาจาเพ่ือไม่รับไทยธรรมของอุบาสกผู้ประพฤติไม่สมควร ต่อสงฆ์
(องฺ.อฏฺก.อ. ๓/๘๗/๒๘๓) คือ ทรงอนุญาตให้สงฆ์คว�่ำบาตรต่ออุบาสกผู้มีพฤติกรรมดังน้ี
(๑) ขวนขวายเพ่ือไมใ่ ช่ลาภของภกิ ษุทง้ั หลาย (๒) ...ไมใ่ ชป่ ระโยชน์... (๓) ...ความอยไู่ ม่ได.้ ..
(๔) ด่าบริภาษภิกษุท้ังหลาย (๕) ยุยงภิกษุท้ังหลายให้แตกกัน (๖) ติเตียนพระพุทธเจ้า
(๗) ...พระธรรม (๘) ...พระสงฆ์
นอกจากนี้ยังทรงอนุญาตให้สงฆ์หงายบาตรแก่อุบาสกผู้มีพฤติกรรมตรงกันข้ามกับ
ข้างต้น ค�ำวา่ “หงายบาตร” มนี ัยตรงกนั ข้ามกับค�ำว่า “คว�ำ่ บาตร”
๘. อัปปสาทปเวทนียสูตร ว่าดว้ ยภกิ ษุผูถ้ กู ประกาศว่าไม่ควรเลื่อมใส คอื ทรงอนุญาต
ใหอ้ บุ าสกประกาศวา่ ไมเ่ ลอื่ มใสภกิ ษผุ มู้ พี ฤตกิ รรมดงั น้ี (๑) ขวนขวายเพอื่ ไมใ่ ชล่ าภของคฤหสั ถ์

476 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก

ทงั้ หลาย (๒) ...ไมใ่ ช่ประโยชน์... (๓) ด่าบรภิ าษคฤหัสถ์ (๔) ยยุ งคฤหสั ถ์ให้แตกกนั (๕) ตเิ ตยี น
พระพทธเจ้า (๖) ...พระธรรม (๗) ...พระสงฆ์ (๘) อยใู่ นที่อโคจร

นอกจากนี้ยังทรงอนุญาตให้อุบาสกประกาศว่าเลื่อมใสภิกษุผู้มีพฤติกรรมในทางตรง
กันขา้ ม

๙. ปฏสิ ารณยี สูตร ว่าด้วยองคแ์ หง่ ภกิ ษทุ ่ีควรลงปฏสิ ารณยี กรรม ค�ำวา่ “ปฏิสารณยี -
กรรม” แปลวา่ กรรมอนั สงฆพ์ งึ ทำ� แกภ่ กิ ษผุ จู้ ะพงึ ถกู สงั่ ใหก้ ลบั ไป หมายถงึ ใหส้ ำ� นกึ ใหก้ ลบั ไป
ขอขมา พระผมู้ พี ระภาคทรงอนญุ าตใหส้ งฆล์ งปฏสิ ารณยี กรรมแกภ่ กิ ษผุ มู้ พี ฤตกิ รรม ๘ ประการ
พฤตกิ รรมประการที่ ๑-๗ เหมอื นในอปั ปสาทปเวทนียสูตร ส่วนประการที่ ๘ คือ รบั คำ� ที่ชอบ
ธรรมของคฤหัสถแ์ ลว้ ไม่ท�ำตาม

นอกจากนี้ยงั ทรงอนุญาตให้ระงับปฏสิ ารณยี กรรมแก่ภกิ ษุผ้มู ีพฤตกิ รรมตรงกันข้าม
๑๐. สัมมาวัตตนสูตร ว่าด้วยการประพฤติชอบ คือ ทรงบัญญัติให้ภิกษุผู้ถูกสงฆ์ลง
ตัสสปาปยิ สิกากรรมพงึ ประพฤติชอบในธรรม ๘ ประการ คอื (๑) ไมพ่ งึ ให้อุปสมบท (๒) ไม่พึง
ให้นิสสัย (๓) ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก (๔) ไม่พึงได้รับแต่งต้ังให้สอนภิกษุณี (๕) ได้รับ
แตง่ ตงั้ แลว้ กไ็ มค่ วรสอน (๖) ไมพ่ งึ รบั แตง่ ตง้ั อะไร ๆ จาก สงฆ์ (๗) ไมพ่ งึ เปน็ หวั หนา้ ในกจิ ตา่ ง ๆ
(๘) ไมพ่ งึ ให้ประพฤตวิ ุฏฐานวิธี
๓.๒.๕ สามญั ญวรรค
สามัญญวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยบุคคลท่ัวไป ช่ือวรรคนี้ตั้งตามสาระส�ำคัญ ของ
บุคคลในพระสูตรทุกสูตรในวรรคนี้ ซึ่งมีทั้งหมด ๒๖ สูตร แต่ไม่มีรายละเอียดของแต่ละสูตร
มีเพียงช่ือบุคคลของแต่ละสูตรเท่านั้น ซ่ึงอรรถกถาอ้างว่า ชื่อ เหล่านั้นเป็นช่ือของสูตรด้วย
เช่น โพชฌาสตู ร ว่าดว้ ยโพชฌาอบุ าสกิ า (สูตรที่ ๕ แห่งอุโปสถวรรค ปฐมปณั ณาสก์ นบิ าต
เดียวกันน้ี) เนื้อหาของแต่ละสูตรกล่าวถึงองค์แห่งอุโบสถ ๘ ประการ ดังที่แสดงไว้ใน
โพชฌาสตู รนนั้ (อง.ฺ อฏฺก.อ. ๓/๙๑/๒๘๔)
เปยยาล มี ๑ เปยยาล คือ
ราคเปยยาล แปลว่า หมวดธรรมที่ทรงแสดงโดยย่อมีราคะเป็นต้น หมายความว่า
นอกจากราคะแล้ว ยังมอี กุศลธรรมอกี ๑๖ ประการ รวมเป็น ๑๗ ประการ คือ
๑. ราคะ ๒. โทสะ ๓. โมหะ
๔. โกธะ ๕. อุปนาหะ ๖. มักขะ
๗. ปฬาสะ ๘. อิสสา ๙. มจั ฉรยิ ะ

เลม่ ที่ ๑๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๒๓ 477

๑๐. มายา ๑๑. สาเถยยะ ๑๒. ถมั ภะ
๑๓. สารัมภะ ๑๔. มานะ ๑๕. อตมิ านะ
๑๖. มทะ ๑๗. ปมาทะ
แตล่ ะประการมเี ปา้ หมาย ๑๐ เป้าหมาย (๑๐ เพ่อื เชน่ เพื่อรู้ยง่ิ ) เปา้ หมายละ ๑ สตู ร
รวมเป็น ๑๗๐ สูตร (๑๐ เป้าหมาย x อกศุ ลธรรม ๑๗ ประการ) นเี้ ป็นการคำ� นวณพระสูตร
จากการเจรญิ ธรรม ๘ ประการ หมวดท่ี ๑ แตใ่ นราคเปยยาลแห่ง อฏั ฐกนบิ าตน้มี หี มวดธรรม
ท่คี วรเจริญ ๓ หมวด จึงรวมเป็น ๕๑๐ สตู ร (๑๗๐ สูตร x ๓ หมวดธรรม) เชน่ ๑๐ สตู รแรกใน
หมวดธรรมท่ี ๑ คือ มรรคมีองค์ ๘ มีความเต็มดงั นี้
สตู รท่ี ๑ ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ภกิ ษคุ วรเจรญิ ธรรม ๘ ประการ เพอื่ รยู้ งิ่ ราคะ ธรรม ๘ ประการ
อะไรบา้ ง คือ (๑) สมั มาทิฏฐิ (๒) สัมมาสังกปั ปะ (๓) สัมมาวาจา (๔) สมั มากัมมนั ตะ (๕) สัมมา
อาชวี ะ (๖) สัมมาวายามะ (๗) สัมมาสติ (๘) สมั มาสมาธิ
สตู รท่ี ๒ ภิกษุท้งั หลาย ภิกษคุ วรเจรญิ ธรรม ๘ ประการ เพื่อก�ำหนดรรู้ าคะ ธรรม ๘
ประการ อะไรบา้ ง คอื ...
สูตรท่ี ๓ ภกิ ษทุ ัง้ หลาย ภกิ ษคุ วรเจริญธรรม ๘ ประการ เพอื่ ความส้ิน ราคะ ธรรม ๘
ประการ อะไรบา้ ง คือ ...
สูตรที่ ๔ ภิกษุทงั้ หลาย ภกิ ษคุ วรเจริญธรรม ๘ ประการ เพือ่ ละราคะ ธรรม ๘ ประการ
อะไรบา้ ง คอื ...
สตู รท่ี ๕ ภิกษทุ ั้งหลาย ภกิ ษคุ วรเจรญิ ธรรม ๘ ประการ เพื่อความสิ้นไปแหง่ ราคะ
ธรรม ๘ ประการ อะไรบ้าง คือ ...
สูตรท่ี ๖ ภิกษทุ ง้ั หลาย ภิกษุควรเจรญิ ธรรม ๘ ประการ เพือ่ ความเสอ่ื มไปแหง่ ราคะ
ธรรม ๘ ประการ อะไรบา้ ง คือ ...
สตู รที่ ๗ ภกิ ษทุ ัง้ หลาย ภิกษุควรเจรญิ ธรรม ๘ ประการ เพอื่ ความคลายไปแหง่ ราคะ
ธรรม ๘ ประการ อะไรบ้าง คอื ...
สูตรท่ี ๘ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญธรรม ๘ ประการ เพ่ือความดับไปแห่งราคะ
ธรรม ๘ ประการ อะไรบ้าง คอื ...
สตู รที่ ๙ ภิกษุทัง้ หลาย ภิกษคุ วรเจริญธรรม ๘ ประการ เพ่ือความสละ ราคะ ธรรม ๘
ประการ อะไรบา้ ง คอื ...
สตู รที่ ๑๐ ภกิ ษทุ งั้ หลาย ภกิ ษคุ วรเจรญิ ธรรม ๘ ประการ เพอ่ื ความสละคนื ราคะ ธรรม
๘ ประการ อะไรบา้ ง คอื ...
พระสูตร ๑๐ สตู รแรกในหมวดธรรมท่ี ๒ คอื วโิ มกข์ ๘ มนี ยั เชน่ เดียวกนั น้ี ต่างกัน

478 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปิฎก

เพยี งหมวดธรรมทีค่ วรเจริญเทา่ น้นั คอื เปลย่ี นจากอรยิ มรรคมอี งค์ ๘ เป็นวโิ มกข์ ๘ แสดงพอ
เปน็ ตวั อย่าง ๑ สตู รดังนี้

สตู รที่ ๑ ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ภกิ ษคุ วรเจรญิ ธรรม ๘ ประการ เพอ่ื รยู้ งิ่ ราคะ ธรรม ๘ ประการ
อะไรบา้ ง คอื

๑. ภิกษุรูปหน่ึงมีรูปสัญญาภายใน เห็นรูปภายนอก ขนาดเล็ก มีสีสันดีหรือไม่ดี
ครอบงำ� รปู เหลา่ นั้นได้ มสี ญั ญาอย่างน้วี ่า “เรารู้ เราเหน็ ”

๒. ภกิ ษรุ ูปหนงึ่ มรี ปู สัญญาภายใน เห็นรปู ภายนอก ขนาดใหญ่ มีสีสันดี หรือไมด่ ี
ครอบง�ำรูปเหล่านน้ั ได้ มสี ญั ญาอย่างนี้วา่ “เรารู้ เราเห็น”

๓. ภิกษรุ ปู หนง่ึ มอี รูปสัญญาภายใน เห็นรปู ภายนอก ขนาดเล็ก มสี ีสันดี หรือไม่ดี
ครอบง�ำรูปเหลา่ น้ันได้ มีสญั ญาอย่างนว้ี า่ “เรารู้ เราเหน็ ”

๔. ภิกษุรูปหนึ่งมีอรูปสัญญาภายใน เห็นรูปภายนอก ขนาดใหญ่ มีสีสันดี หรือ
ไม่ดี ครอบงำ� รปู เหลา่ นัน้ ได้ มีสัญญาอยา่ งนีว้ า่ “เรารู้ เราเห็น”

๕. ภิกษุรูปหน่ึงมีอรูปสัญญาภายใน เห็นรูปภายนอกที่เขียว มีสีเขียว เปรียบ
ด้วย ของเขยี ว มสี ีเขยี วเขม้ ครอบงำ� รูปเหลา่ นั้นได้ มสี ัญญาอย่างนวี้ า่ “เรารู้
เราเห็น”

๖. ภกิ ษรุ ปู หนงึ่ มอี รปู สญั ญาภายใน เหน็ รปู ภายนอกทเ่ี หลอื ง มสี เี หลอื ง เปรยี บดว้ ย
ของเหลือง มีสีเหลืองเข้ม ครอบง�ำรูปเหล่านั้นได้ มีสัญญาอย่างน้ีว่า “เรารู้
เราเหน็ ”

๗. ภกิ ษรุ ปู หนงึ่ มอี รปู สญั ญาภายใน เหน็ รปู ภายนอกทแ่ี ดง มสี แี ดง เปรยี บดว้ ยของ
แดง มสี แี ดงเขม้ ครอบง�ำรูปเหลา่ นน้ั ได้ มสี ญั ญาอยา่ งน้วี า่ “เรารู้ เราเหน็ ”

๘. ภกิ ษรุ ปู หนงึ่ มอี รปู สญั ญาภายใน เหน็ รปู ภายนอกทข่ี าว มสี ขี าว เปรยี บดว้ ยของ
ขาว มสี ีขาวเข้ม ครอบงำ� รูปเหลา่ นน้ั ได้ มสี ญั ญาอยา่ งนี้วา่ “เรารู้ เราเห็น”

พระสูตร ๑๐ สูตรแรกในหมวดธรรมที่ ๓ คือ อภิภายตนะ ๘ มีนัยเช่นเดียวกันนี้
ต่างกันเพียงหมวดธรรมที่ควรเจริญเท่าน้ัน คือ เปลี่ยนจากอริยมรรคมีองค์ ๘ และวิโมกข์ ๘
มาเป็นอภิภายตนะ ๘ แสดงพอเป็นตัวอย่าง ๑ สูตรดังนี้

สูตรที่ ๑ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญธรรม ๘ ประการ เพื่อรู้ย่ิงราคะ ธรรม
๘ ประการ อะไรบา้ ง คอื

๑. ภกิ ษผุ ู้มรี ปู เห็นรูปท้ังหลาย
๒. ภิกษผุ ู้มอี รปู สัญญาภายใน เหน็ รปู ทัง้ หลายภายนอก
๓. ภกิ ษเุ ปน็ ผูน้ อ้ มใจเชอื่ ไปวา่ งาม” เท่าน้นั

เลม่ ท่ี ๑๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๒๓ 479

๔. ภกิ ษบุ รรลุอากาสานัญจายตนฌาน โดยก�ำหนดว่า อากาศหาที่สุดมไิ ด”้ อยู่ เพราะ
ลว่ งรูปสญั ญา ดับปฏฆิ สัญญา ไม่ก�ำหนดนานตั ตสัญญาโดยประการทัง้ ปวง

๕. ภิกษุลว่ งอากาสานญั จายตนฌานโดยประการทงั้ ปวง บรรลวุ ญิ ญาณญั จายตนฌาน
โดยกำ� หนดว่า ”วญิ ญาณหาที่สุดมิได”้ อยู่

๖. ภิกษุล่วงวิญญาณัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน
โดยกำ� หนดวา่ ”ไมม่ ีอะไร” อยู่

๗. ภกิ ษลุ ว่ งอากญิ จญั ญายตนฌานโดยประการทงั้ ปวง บรรลเุ นวสญั ญานาสญั ญายตน-
ฌานอยู่

๘. ภิกษุล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุสัญญาเวทยิต-
นิโรธอยู่

พระสตู รอีก ๔๘๐ สตู รตอ่ ไป ตา่ งวา่ ดว้ ยการเจริญธรรมทง้ั ๓ หมวดนี้ เพอ่ื จัดการกบั
อกุศลธรรมที่เหลอื ๑๖ ประการ ประการละ ๓๐ สูตร (อกศุ ลธรรม ๑๖ ประการ x ๓๐ สตู ร =
๔๘๐ สูตร เชน่ เดียวกบั ๓๐ สูตรแรก

นวกนบิ าต

๑. จ�ำนวนวรรคและพระสตู รในนวกนบิ าต

นวกนบิ าต คอื หมวดพระสตู รทม่ี หี วั ขอ้ ธรรมพระสตู รละจำ� นวน ๙ ประการ มพี ระสตู ร
ทง้ั หมด ๔๓๒ สตู ร แบ่งเป็น ๒ ปัณณาสก์ ๙ วรรค กบั ๑ หัวขอ้ เปยยาล มีรายละเอยี ดดงั นี้

ปฐมปัณณาสก์ มี ๕ วรรค ๒. นสิ สยสูตร
๑. สมั โพธิวรรค มี ๑๐ สตู ร คอื ๔. นันทกสตู ร
๑. สัมโพธิสตู ร ๖. เสวนาสตู ร
๓. เมฆยิ สตู ร ๘. สชั ฌสตู ร
๕. พลสตู ร ๑๐. อาหเุ นยยสตู ร
๗. สุตวาสตู ร ๒. สอปุ าทเิ สสสูตร
๙. ปุคคลสูตร ๔. สมิทธสิ ูตร
๒. สีหนาทวรรค มี ๑๐ สูตร คือ ๖. สัญญาสตู ร
๑. สีหนาทสูตร
๓. โกฏฐิตสูตร
๕. คัณฑสตู ร

480 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสุตตันตปฎิ ก

๗. กลุ สตู ร ๘. นวังคุโปสถสตู ร
๙. เทวตาสตู ร ๑๐. เวลามสูตร
๒. อสั สขฬงุ กสูตร
๓. สัตตาวาสวรรค มี ๑๑ สตู ร คือ ๔. สัตตาวาสสตู ร
๑. ติฐานสูตร ๖. สลิ ายูปสตู ร
๓. ตัณหามลู กสูตร ๘. ทุตยิ เวรสตู ร
๕. ปัญญาสูตร ๑๐. อาฆาตปฏวิ ินยสตู ร
๗. ปฐมเวรสตู ร
๙. อาฆาตวัตถุสตู ร ๒. อนปุ พุ พวหิ ารสมาปัตติสตู ร
๑๑. อนปุ ุพพนโิ รธสตู ร ๔. คาวอี ุปมาสตู ร
๖. อานันทสูตร
๔. มหาวรรค มี ๑๐ สูตร คอื ๘. เทวาสุรสงั คามสตู ร
๑. อนปุ ุพพวิหารสูตร ๑๐. ตปสุ สสูตร
๓. นิพพานสุขสูตร ๒. กายสกั ขสิ ตู ร
๕. ฌานสตู ร ๔. อุภโตภาควิมตุ ตสูตร
๗. โลกายติกสูตร ๖. สันทิฏฐกิ นพิ พานสตู ร
๙. นาคสตู ร ๘. ปรินิพพานสตู ร
๑๐. ทิฏฐธมั มนพิ พานสตู ร
๕. สามัญญวรรค มี ๑๐ สตู ร คือ
๑. สมั พาธสตู ร ๒. เขมปั ปัตตสูตร
๓. ปญั ญาวิมุตตสูตร ๔. อมตปั ปัตตสตู ร
๕. สันทฏิ ฐกิ ธมั มสูตร ๖. อภยัปปตั ตสูตร
๗. นิพพานสตู ร ๘. อนปุ พุ พปสั สทั ธสิ ตู ร
๙. ตทงั คนิพพานสตู ร ๑๐. อนปุ ุพพนิโรธสูตร

ทตุ ิยปณั ณาสก์ มี ๔ วรรค
๑. เขมวรรค มี ๑๐ สูตร คือ
๑. เขมสูตร
๓. อมตสตู ร
๕. อภยสตู ร
๗. ปสั สทั ธิสตู ร
๙. นิโรธสูตร
๑๑. อภัพพสตู ร

เล่มท่ี ๑๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๓ 481

๒. สตปิ ัฏฐานวรรค มี ๑๐ สูตร คือ ๒. นีวรณสูตร
๑. สกิ ขาทุพพัลยสูตร
๓. กามคุณสูตร ๔. อุปาทานกั ขนั ธสตู ร
๕. โอรัมภาคยิ สตู ร ๖. คติสูตร
๗. มจั ฉรยิ สูตร ๘. อทุ ธมั ภาคยิ สตู ร
๙. เจโตขีลสตู ร ๑๐. เจโตวินพิ ันธสตู ร
๓. สัมมปั ปธานวรรค มี ๑๐ สูตร คอื
๑. สิกขาสูตร ๒-๑๐. เจโตวนิ ิพันธสตู ร
๔. อทิ ธิปาทวรรค มี ๑๐ สตู ร คอื
๑. สิกขาสูตร ๒-๑๐. เจโตวินิพันธสตู ร
เปยยาล มี ๑ เปยยาล คอื
ราคเปยยาล มี ๓๔๐ สูตร

๒. ช่ือและท่ีมาของพระสตู รในนวกนิบาต
๒.๑ ช่อื ของพระสตู ร
ในนวกนิบาตมีพระสูตร ๔๓๒ สูตร แต่มีช่ือปรากฏเพียง ๗๖ สูตร ไม่ปรากฏชื่อ

๓๕๖ สูตร กล่าวคือ ในปฐมปัณณาสก์ ๕๑ สูตร ปรากฏช่ือสูตรทั้งหมด ในทุติยปัณณาสก์
๔๑ สูตร ปรากฏช่ือสูตร ๒๕ สูตร ไม่ปรากฏช่ือ ๑๖ สูตร ในราคเปยยาล ๓๔๐ สูตร
ไม่ปรากฏชอื่ สตู รท้งั ๓๔๐ สตู ร

๒.๒ ท่ีมาของพระสตู ร
ในนวกนิบาต พระสูตรที่มีนิทานวจนะ กล่าวคือท่ีมาซ่ึงปรารภท้ังบุคคลและสถานท่ี
หรือปรารภเฉพาะบุคคลอย่างเดียวบ้าง ปรารภเฉพาะสถานที่อย่างเดียวบ้าง ปรากฏเพียง
๑๙ สูตร ดงั น้ี
ปฐมปัณณาสก์ ปรากฏ ๑๙ สูตร คือ
ในสัมโพธิวรรค ๗ สตู ร ไดแ้ ก ่ (๑) สมั โพธิสตู ร (๒) นิสสยสตู ร
(๓) เมฆิยสูตร (๔) นันทกสูตร
(๕) เสวนาสูตร (๖) สตุ วาสตู ร
(๗) สชั ฌสตู ร

482 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตนั ตปิฎก

ในสีหนาทวรรค ๕ สูตร ไดแ้ ก่ (๑) สีหนาทสูตร (๒) สอปุ าทเิ สสสูตร
(๓) โกฏฐิตสูตร (๔) สมิทธิสูตร
(๕) เวลามสูตร
ในสัตตาวาสวรรค ๒ สูตร ไดแ้ ก่ (๑) สิลายปู สตู ร (๒) ปฐมเวรสตู ร
ในมหาวรรค ๔ สูตร ได้แก่ (๑) นพิ พานสขุ สตู ร (๒) อานนั ทสตู ร
(๓) โลกายติกสูตร (๔) ตปุสสสูตร
ในสามญั ญวรรค ๑ สูตร ได้แก่ สัมพาธสตู ร
๓. ความหมายและใจความสำ� คญั ของแตล่ ะวรรคในนวกนิบาต

๓.๑ ปฐมปณั ณาสก์

๓.๑.๑ สมั โพธิวรรค
สัมโพธวิ รรค แปลว่า หมวดว่าดว้ ยสัมโพธิ ชอื่ วรรคนีต้ ัง้ ตามชอ่ื พระสูตรที่ ๑ ในวรรคน้ี
ซงึ่ มีทง้ั หมด ๑๐ สตู ร แตล่ ะสูตรมใี จความสำ� คัญดงั นี้
๑. สัมโพธิสตู ร ว่าด้วยสมั โพธิ คำ� ว่า “สมั โพธ”ิ ในทน่ี ี้หมายถงึ มรรค ไดแ้ ก่ โสดาปตั ติ
มรรค สกทาคามมิ รรค อนาคามมิ รรค และอรหตั ตมรรค ในพระสตู รนพี้ ระผมู้ พี ระภาคตรสั สอน
ภกิ ษุทง้ั หลายให้ตอบคำ� ถามของพวกอญั เดยี รถยี ์ปรพิ าชก คอื ถ้าพวกอญั เดียรถยี ์ปริพาชกถาม
ว่า อะไรเป็นเหตุแหง่ การเจริญธรรมทเี่ ป็นฝ่ายแห่งสัมโพธิ ควรตอบวา่ ธรรม ๔ ประการ คอื
(๑) ความมีกัลยาณมิตร (๒) ความมีศีล (๓) การได้กถาเป็นเคร่ืองขัดเกลาอย่างย่ิง เช่น
อัปปิจฉกถา สันตุฏฐิกถา (๔) การปรารภความเพียรเพ่ือละอกุศลธรรม เจริญกุศลธรรม
(๕) ความมปี ัญญาชำ� แรกกิเลส ใหถ้ งึ ความสนิ้ ทกุ ข์โดยชอบ
ทรงแสดงว่า ธรรมประการท่ี ๑ เป็นเหตใุ ห้ได้ธรรมประการตอ่ ๆ มา ทรงสอนให้ภกิ ษุ
ด�ำรงอยใู่ นธรรม ๕ ประการนี้แลว้ เจริญธรรมอีก ๔ ประการ คอื (๑) เจริญอสภุ ะเพือ่ ละราคะ
(๒) เจรญิ เมตตาเพอื่ ละพยาบาท (๓) เจริญ อานาปานสตเิ พื่อตัดวิตก (๔) เจริญอนิจจสญั ญา
เพอื่ ถอนอัสมิมานะ
ทรงเน้นว่า ภิกษุผู้ได้อนิจจสัญญา อนัตตสัญญาจะปรากฏ ผู้ได้อนัตตสัญญาจะบรรลุ
นิพพานท่ีถอนอัสมิมานะได้ในปจั จุบัน
๒. นสิ สยสตู ร วา่ ดว้ ยนสิ สยั คำ� วา่ “นสิ สยั ” แปลวา่ อาศยั หมายถงึ ธรรม ทเ่ี ปน็ ทอ่ี าศยั
แบง่ เปน็ ๒ หมวด คอื หมวดแรกเปน็ ทอ่ี าศยั สำ� หรบั ละอกศุ ล เจรญิ กศุ ล หมวดหลงั เปน็ ทอ่ี าศยั

เลม่ ที่ ๑๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๓ 483

ส�ำหรบั พิจารณา ธรรมหมวดแรกมี ๕ ประการ คอื (๑) ศรทั ธา (๒) หริ ิ (๓) โอตตัปปะ (๔) วริ ิยะ
(๕) ปัญญา ธรรมหมวดหลงั มี ๔ ประการ คอื (๑) พิจารณาแล้วเสพ (๒) พิจารณาแล้วอดกลั้น
(๓) พิจารณาแลว้ เว้น (๔) พจิ ารณาแล้วบรรเทา

๓. เมฆิยสตู ร ว่าดว้ ยพระเมฆยิ ะ คอื ท่านพระเมฆยิ ะผูเ้ ป็นอุปัฏฐากของพระ ผู้มพี ระ
ภาคกราบทูลลาพระองค์ไปบ�ำเพ็ญสมณธรรมที่ป่ามะม่วง แต่พระผู้มีพระภาค ทรงทัดทานไว้
จนถงึ วาระท่ี ๓ จึงอนญุ าตให้ไปได้ ขณะท่ที ่านบำ� เพ็ญสมณธรรมอยเู่ กิดอกศุ ลวิตก ๓ ประการ
คือ (๑) กามวิตก (๒) พยาบาทวิตก (๓) วหิ งิ สาวิตก จึงไปเฝ้าพระผ้มู ีพระภาคกราบทลู เรื่อง
ท่ีเกิดข้ึนนั้น พระองค์ทรงแสดงธรรม ๕ ประการท่ีเป็นไปเพ่ือความแก่กล้าแห่งเจโตวิมุตติ
ทรงสอนให้ด�ำรงอยู่ในธรรม ๕ ประการน้ีแล้วเจริญธรรม ๔ ประการ รวมเป็น ๙ ประการ
ธรรมทั้ง ๒ หมวดน้ีเหมอื นในพระสตู รที่ ๑ คอื สัมโพธสิ ตู ร

๔. นนั ทกสตู ร วา่ ดว้ ยพระนนั ทกะแสดงธรรม คอื ทา่ นพระนนั ทกะกำ� ลงั แสดงธรรมแก่
ภกิ ษทุ ง้ั หลายอยู่ พระผู้มีพระภาคเสด็จมารออยู่ที่ซุ้มประตดู า้ นนอก ทรงได้ยนิ ธรรมเทศนานั้น
ดว้ ย เมอื่ ทา่ นพระนนั ทกะแสดงธรรมจบ ไดต้ รสั ชมเชยทา่ นพระนนั ทกะวา่ ปฏบิ ตั ดิ แี ลว้ กลุ บตุ ร
ผมู้ ศี รทั ธาบวชแลว้ ควรทำ� กจิ ๒ อยา่ ง คอื การแสดงธรรม หรอื การอยนู่ ง่ิ อยา่ งพระอรยิ ะ จากนน้ั
ทรงสอนว่า ภิกษุควรปฏิบัติธรรมให้เจริญยิ่งข้ึนไปโดยเริ่มต้นที่มีศรัทธา พัฒนาข้ึนเป็นล�ำดับ
คือ มีศรัทธา และศีล มีศรัทธา ศีล และเจโตสมาธิ มีศรัทธา ศีล เจโตสมาธิ และเห็นแจ้ง
ธรรมดว้ ยปัญญาอันยิ่ง จึงจะไดช้ อื่ ว่าเปน็ ผูบ้ ริบูรณ์ด้วยองค์นั้น

หลงั จากพระผมู้ พี ระภาคเสดจ็ เขา้ พระวหิ ารแลว้ ทา่ นพระนนั ทกะไดเ้ ลา่ เรอื่ งทงั้ หมดนนั้
ใหภ้ กิ ษทุ งั้ หลายฟงั แลว้ กลา่ วเพมิ่ เตมิ วา่ การฟงั ธรรมและการสนทนาธรรมมอี านสิ งส์ ๕ ประการ

๕. พลสูตร วา่ ด้วยพละ มี ๔ ประการ คอื (๑) ปัญญาพละ หมายถึงปญั ญาส�ำหรบั
พิจารณาธรรมทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว (๒) วิริยพละ หมายถึงความเพียรส�ำหรับละธรรมฝ่ายช่ัว
และเจริญธรรมฝ่ายดี (๓) อนวัชชพละ หมายถึงความไมม่ ีโทษทางกาย ทางวาจา และทางใจ
(๔) สังคหพละ หมายถงึ ธรรมเคร่ืองยดึ เหนยี่ ว ๔ ประการ คอื การใหท้ าน การพดู จาไพเราะ
การประพฤตปิ ระโยชน์ และการ วางตนสม�ำ่ เสมอ

ทรงแสดงวา่ อรยิ สาวกผมู้ พี ละ ๔ ประการนี้ จะขา้ มพน้ ภยั ๕ ประการ คอื (๑) อาชวี ติ กภยั
(ภัยเนือ่ งดว้ ยการเลยี้ งชพี ) (๒) อสโิ ลกภยั (ภยั คือความเสือ่ มเสีย ช่อื เสยี ง) (๓) ปรสิ สารชั ชภัย
(ภยั คอื ความครน้ั คร้ามในบริษัท) มรณภัย (ภยั คือความตาย) (๕) ทุคคติภัย (ภยั คอื ทุคติ)

๖. เสวนาสตู ร วา่ ดว้ ยสง่ิ ทคี่ วรเสพและไมค่ วรเสพ คอื ทา่ นพระสารบี ตุ ร แสดงสง่ิ ทค่ี วร
เสพและท่ไี ม่ควรเสพ โดยมีเงอ่ื นไขว่า ถา้ ส่ิงนัน้ เสพแล้วท�ำให้กศุ ลเจริญ อกศุ ลเส่อื มไป กค็ วร
เสพ ถา้ ใหผ้ ลตรงกนั ขา้ มก็ไม่ควรเสพ สิง่ ท่ีควรเสพและไม่ควรเสพ ได้แก่ บคุ คล จีวร บณิ ฑบาต

484 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก

เสนาสนะ บ้านและนคิ ม ชนบทและประเทศ
๗. สุตวาสูตร ว่าด้วยปริพาชกช่ือสุตวา คือ สุตวาปริพาชกกราบทูลว่าตนได้สดับมา

จากพระผ้มู พี ระภาควา่ พระอรหันตไ์ มท่ �ำกรรม ๕ ประการ คอื (๑) ไม่อาจ จงใจปลงชวี ิตสัตว์
(๒) ไมอ่ าจถอื เอาสิ่งของทเี่ จ้าของมิได้ให้อันเป็นสว่ นแหง่ ความเปน็ ขโมย (๓) ไม่อาจเสพเมถนุ
ธรรม (๔) ไมอ่ าจพดู เทจ็ ทั้งที่รู้ (๕) ไมอ่ าจสะสมบริโภคกามเหมือนท่เี คยเปน็ คฤหัสถ์มากอ่ น

พระผมู้ พี ระภาคทรงยนื ยันวา่ พระองค์ตรสั เชน่ นัน้ จรงิ แลว้ ตรัสธรรม ๕ ประการนนั้ ซ้�ำ
พรอ้ มทั้งตรสั เพิม่ เติมอีก ๔ ประการ ได้แก่ ไมม่ ีอคติ ๔ ประการ

๘. สัชฌสูตร ว่าด้วยปริพาชกช่ือสัชฌะ ใจความของพระสูตรน้ีเหมือนในสุตวาสูตร
ต่างกันเพียงหวั ข้อธรรม ๔ ประการสดุ ทา้ ย ได้แก่ ไม่อาจบอกคนื พระ พุทธเจ้า ... พระธรรม ...
พระสงฆ์ และไมอ่ าจบอกคืนสกิ ขา

๙. ปุคคลสตู ร วา่ ดว้ ยบุคคล มี ๙ จำ� พวก คือ (๑) พระอรหันต์ (๒) บุคคลผ้ปู ฏบิ ัตเิ พื่อ
อรหัตตผล (๓) พระอนาคามี (๔) บคุ คลผปู้ ฏิบตั ิเพอื่ ทำ� ใหแ้ จง้ อนาคามผิ ล (๕) พระสกทาคามี
(๖) บคุ คลผูป้ ฏบิ ัติเพือ่ ทำ� ให้แจ้งสกทาคามิผล (๗) พระโสดาบัน (๘) บคุ คลผปู้ ฏบิ ัติเพ่ือทำ� ให้
แจง้ โสดาปตั ติผล (๙) ปุถุชน

๑๐. อาหุเนยยสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้ควรแก่ของท่ีเขาน�ำมาถวาย ซึ่งหมายรวมถึง
ผู้ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ทักษิณา ควรแก่การท�ำอัญชลี เป็นนาบุญอันยอดเย่ียมของโลก
มี ๙ จ�ำพวกเหมือนในปุคคลสูตร ตา่ งกนั เพยี งจำ� พวกที่ ๙ คอื โคตรภูบคุ คล

๓.๑.๒ สีหนาทวรรค
สีหนาทวรรค แปลว่า หมวดวา่ ด้วยการบนั ลือสหี นาท ช่ือวรรคนีต้ ง้ั ตาม ชื่อพระสตู ร
ท่ี ๑ ในวรรคน้ี ซ่ึงมีทงั้ หมด ๑๐ สตู ร แตล่ ะสตู รมใี จความสำ� คัญดังนี้
๑. สหี นาทสตู ร วา่ ดว้ ยการบนั ลอื สหี นาท คอื ภกิ ษรุ ปู หนงึ่ กลา่ วหาวา่ ทา่ นพระสารบี ตุ ร
กระทบตนแลว้ ไมย่ อมขอโทษกอ่ นจารกิ ไป พระองคจ์ งึ รบั สง่ั ใหภ้ กิ ษรุ ปู หนง่ึ ไปตามทา่ นพระสารบี ตุ ร
มา ในระหว่างน้ันท่านพระมหาโมคคัลลานะและท่านพระอานนท์ได้ถือโอกาสเที่ยวประกาศ
เชิญชวนให้ประชาชนไปฟังท่านพระสารบุตรบันลือสีหนาท ณ เบ้ืองพระพักตร์ เมื่อท่าน
พระสารีบุตรเข้ามาเฝ้า และทราบเร่ืองแล้วจึงบันลือสีหนาทว่า ภิกษุท่ีไม่ต้ังกายคตาสติไว้ใน
กายเทา่ น้นั ทก่ี ระทบเพื่อนพรหมจารีแลว้ ไม่ขอโทษก่อนจากไป แตท่ ่านไมม่ คี วามประพฤตเิ ช่น
น้ัน แลว้ กล่าวเปรียบเทยี บวา่ ทา่ นเองมีความรู้สกึ ไม่รังเกยี จของไมส่ ะอาด เหมือนดนิ น้�ำ ไฟ
ลม ผา้ เชด็ ธุลี มคี วามรสู้ กึ เจียมตัวเหมือนเด็กจัณฑาล มคี วามคิดไมท่ �ำลาย ใคร ๆ เหมอื นโคผู้
เขาหกั มคี วามรสู้ กึ อดึ อดั ระอา รงั เกยี จกายอนั เปอ่ื ยเนา่ เหมอื น หนมุ่ สาวแตง่ ตวั เสรจ็ เรยี บรอ้ ย

เลม่ ที่ ๑๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๓ 485

รังเกยี จซากสตั ว์ต่าง ๆ ต้องบริหารกายทม่ี ีทวาร ๙ ชอ่ งซึง่ มกี ารขบั ถ่ายของเสียออกมา เหมือน
คนประคองถาดมันข้นท่ีมีชอ่ งไหลเข้าออกได้

เมอื่ ท่านแสดงธรรมจบ ภิกษุนัน้ รู้วา่ ตนผดิ จึงกราบขอโทษท่านพระสารบี ุตร
๒. สอุปาทิเสสสูตร ว่าด้วยสอุปาทิเสสบุคคล คือ ท่านพระสารีบุตรได้ น�ำค�ำกล่าว
ของอัญเดียรถีย์ปริพาชกท่ีได้สดับมาไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า บุคคลผู้เป็นสอุปาทิเสส
(ยังมีอุปาทิเหลือ) เมื่อตายไปล้วนไม่พ้นจากนรก ก�ำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน เปรตวิสัย อบาย ทุคติ
และวินิบาต พระองค์จึงทรงแสดงว่า บุคคล ผู้เป็นสอุปาทิเสส ๙ จ�ำพวก เมื่อตายไป ก็พ้น
จากอบายภมู มิ ีนรกเปน็ ตน้ ได้แก่ (๑) อันตราปรินพิ พายี (๒) อปุ หจั จปรินิพพายี (๓) อสงั ขาร-
ปรินิพพายี (๔) สสังขารปรินิพพาย (๕) อุทธังโสตอกนิฏฐคามี (๖) สกทาคามี (๗) เอกพีชี
(๘) โกลงั โกละ (๙) สตั ตักขัตตุปรมะ
๓. โกฏฐิตสตู ร วา่ ด้วยพระมหาโกฏฐติ ะ คอื ทา่ นพระมหาโกฏฐิตะถาม ทา่ นพระสารี
บุตรวา่ การอยูป่ ระพฤตพิ รหมจรรยใ์ นพระผูม้ พี ระภาควา่ มีจดุ ประสงคด์ ังต่อไปนใ้ี ช่หรอื ไม่ คอื
กรรมที่ใหผ้ ลในปัจจุบัน ขอจงใหผ้ ลในอนาคต กรรมท่ใี ห้ ผลในอนาคต ขอจงใหผ้ ลในปัจจุบนั
กรรมทใี่ หผ้ ลเปน็ สขุ ขอจงใหผ้ ลเป็นทกุ ข์ กรรมทใ่ี ห้ผลเป็นทกุ ข์ ขอจงให้ผลเปน็ สขุ กรรมท่ใี ห้
ผลสำ� เรจ็ แลว้ ขอจงไมใ่ หผ้ ลสำ� เรจ็ กรรมทยี่ งั ไมใ่ หผ้ ลสำ� เรจ็ ขอจงใหผ้ ลสำ� เรจ็ กรรมทใ่ี หผ้ ลมาก
ขอจงใหผ้ ลนอ้ ย กรรมทใ่ี หผ้ ลนอ้ ย ขอจงใหผ้ ลมาก กรรมทใ่ี หผ้ ล ขอจงไมใ่ หผ้ ล กรรมทไี่ มใ่ หผ้ ล
ขอจงใหผ้ ล
ท่านพระสารีบุตรตอบปฏิเสธทุกข้อ ท่านพระมหาโกฏฐิตะจึงย้อนถามอีกว่า เมื่อเป็น
เช่นนั้น การอยปู่ ระพฤติพรหมจรรยใ์ นพระผู้มพี ระภาค มจี ุดประสงค์อะไร ทา่ นพระสารบี ตุ ร
จงึ ตอบว่า มจี ดุ ประสงค์ เพื่อรู้ เหน็ บรรลุ ทำ� ให้แจง้ ตรสั รู้ อรยิ สจั ๔
๔. สมิทธิสูตร ว่าด้วยพระสมิทธิ คือ ท่านพระสารีบุตรถามท่านพระสมิทธิเกี่ยวกับ
สังกัปปวิตก (วิตกอนั เป็นความด�ำร)ิ ซ่งึ มคี �ำถามและค�ำตอบ ดังน้ี
คำ� ถาม ค�ำตอบ
สงั กปั ปวติ กมอี ะไรเป็นอารมณ์ นามรปู
สังกปั ปวิตกต่างกนั ที่ไหน ทีธ่ าตุ
สังกปั ปวิตกมอี ะไรเปน็ เหตุเกิด ผสั สะ
สงั กปั ปวิตกมอี ะไรเป็นทีป่ ระชมุ ลง เวทนา
สงั กัปปวติ กมีอะไรเปน็ ประมุข สมาธิ
สังกปั ปวิตกมีอะไรเป็นใหญ ่ สติ

486 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก

สังกปั ปวติ กมีอะไรเปน็ ยง่ิ ปญั ญา
สงั กัปปวติ กมอี ะไรเปน็ แกน่ สาร วมิ ตุ ติ
สงั กปั ปวติ กมีอะไรเปน็ ทีห่ ยั่งลง นพิ พาน
ทา่ นพระสารีบุตรชมวา่ ท่านพระสมทิ ธิสามารถตอบปญั หาของทา่ นไดท้ กุ ข้อ แตเ่ ตอื น
ว่า อย่าทะนงตนวา่ ตอบปัญหาของอัครสาวกได้
๕. คณั ฑสูตร ว่าดว้ ยฝีมีแผล ๙ แหง่ คำ� ว่า ฝี หมายถงึ ร่างกาย คำ� ว่า แผล หมายถึง
ทวาร ๙ คือ ทรงสอนภกิ ษทุ ง้ั หลายวา่ แผล ๙ แหง่ เปน็ ท่ีไหลออกของสง่ิ ไม่สะอาดต่าง ๆ ภกิ ษุ
ควรเบอื่ หนา่ ยกายน้ี
๖. สัญญาสตู ร วา่ ดว้ ยสญั ญา หมายถึงสญั ญา ๙ ประการทบ่ี คุ คลเจรญิ ท�ำใหม้ ากแลว้
มีผลมาก คือ สามารถบรรลุนิพพานได้ องค์ธรรมประการที่ ๑-๗ เหมือนในปฐมสัญญาสูตร
ในมหายัญญวรรคแห่งปฐมปัณณาสก์ สัตตกนิบาต ส่วนประการที่ ๘-๙ ได้แก่ ปหานสัญญา
และวิราคสญั ญา
๗. กุลสตู ร ว่าด้วยตระกูล หมายถงึ ตระกลู ที่ภกิ ษไุ ม่ควรเขา้ ไปหาและตระกูล ทภ่ี ิกษุ
ควรเขา้ ไปหา ตระกูลทภ่ี กิ ษไุ ม่ควรเขา้ ไปหา ไดแ้ ก่ ตระกลู ทป่ี ระกอบดว้ ยองค์ธรรม ๙ ประการ
องคธ์ รรมประการที่ ๑-๗ เหมอื นในกลุ สตู รในอนสุ ยวรรคแหง่ ปณั ณาสก์ สตั ตกนบิ าต ประการที่
๘-๙ ไดแ้ ก่ ไม่นง่ั ใกล้เพอื่ ฟังธรรม และ ไม่ยนิ ดีภาษิตของภกิ ษุนน้ั ส่วนตระกลู ที่ภกิ ษุควรเข้าไป
หามีนยั ตรงกนั ข้าม
๘. นวงั คโุ ปสถสูตร วา่ ด้วยการรกั ษาองคอ์ โุ บสถ ๙ คือ ทรงแสดงว่าอโุ บสถทีป่ ระกอบ
ดว้ ยองค์ ๙ ซ่งึ บุคคลรักษาแล้วมีผลมาก องค์ท่ี ๑-๘ เหมือนในสังขิตตุโปสถสูตรในอุโปสถวรรค
แหง่ ปฐมปณั ณาสก์ อัฏฐกนิบาต ส่วนองคท์ ี่ ๙ ไดแ้ ก่ การแผเ่ มตตาจติ อันไพบลู ย์ เปน็ มหคั คตะ
ไม่มีขอบเขต ไมม่ เี วร ไมม่ ีความเบยี ดเบียนไปยงั สรรพสตั ว์ทว่ั ทกุ ทิศ
๙. เทวตาสตู ร วา่ ด้วยผลแหง่ การตอ้ นรับของเทวดา คอื เทวดา ๙ จำ� พวกเขา้ ไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาคทีละพวก กราบทูลถึงผลกรรมของตนท่ีเป็นเหตุให้ไปเกิดในหมู่เทพช้ันต�่ำ
ผลกรรมของแต่ละจ�ำพวก คือ การท�ำสามีจิกรรมต่อบรรพชิตที่มาสู่เรือนของตนในชาติท่ีเป็น
มนุษย์ แต่ท�ำไม่สมบูรณ์ ขาดไปพวกละ ๑ ประการ ดังนี้ พวกท่ี ๑ ลุกรับ แต่ไม่กราบไหว้
พวกท่ี ๒ ลกุ รบั กราบไหว้ แตไ่ มใ่ หอ้ าสนะ พวกที่ ๓ ลกุ รบั ... แตไ่ มบ่ รจิ าคทานตามกำ� ลงั ทรพั ย์
พวกท่ี ๔ ลุกรับ...แต่ไมน่ งั่ ใกลเ้ พ่อื ฟงั ธรรม พวกที่ ๕ ลกุ รบั ... แตไ่ มเ่ งย่ี โสตฟงั ธรรม พวกที่ ๖
ลกุ รับ... แตไ่ ม่ทรงจ�ำธรรมไว้ พวกท่ี ๗ ลุกรบั ... แตไ่ มพ่ จิ ารณาเนอ้ื ความแหง่ ธรรมที่ทรงจำ� ไว้
พวกที่ ๘ ลกุ รับ...แตไ่ มร่ ู้อรรถรู้ธรรมแล้วปฏบิ ัติสมควรแกธ่ รรม พวกท่ี ๙ ทำ� กรรมเหมือน ๘
จำ� พวกแรก แต่ทำ� ครบทุกอย่าง จงึ สง่ ผลให้ไปเกิดในหมู่เทพชัน้ ประณีต

เล่มที่ ๑๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๒๓ 487

๑๐. เวลามสตู ร วา่ ดว้ ยเวลามพราหมณ์ คอื ทรงแสดงธรรมปรารภอนาถบณิ ฑกิ เศรษฐี
เรอ่ื งการถวายทานวา่ วตั ถทุ านจะดหี รอื เลวไมส่ ำ� คญั แตส่ ำ� คญั ทใี่ จของผถู้ วาย คอื ถา้ ถวายทาน
โดยไมเ่ คารพ กจ็ ะไดผ้ ลไมด่ ี ในทางตรงกนั ขา้ ม ถา้ ถวายโดยเคารพ กจ็ ะไดผ้ ลดี แลว้ ทรงยกเรอื่ ง
การถวายทานของเวลามพราหมณ์ เป็นตวั อยา่ งว่า พราหมณ์น้ันได้ถวายมหาทาน ๙ อยา่ ง คอื
(๑) ถาดทองค�ำเตม็ ด้วยรูปิยะ ๘๔,๐๐๐ ถาด (๒) ถาดรูปิยะเตม็ ดว้ ยทองคำ� ๘๔,๐๐๐ ถาด
(๓) ถาด สำ� ริดเตม้ ด้วยเงิน ๘๔,๐๐๐ ถาด (๔) ช้าง ๘๔,๐๐๐ เชอื ก พรอ้ มดว้ ยเคร่ืองประดบั
(๕) รถ ๘๔,๐๐๐ คัน พร้อมดว้ ยเครอ่ื งประดบั (๖) แมโ่ คนม ๘๔,๐๐๐ ตวั พร้อมด้วยเครอ่ื ง
ประดับ (๗) หญิงสาว ๘๔,๐๐๐ คน พรอ้ มด้วยเครอ่ื งประดบั (๘) บลั ลงั ก์ ๘๔,๐๐๐ ชดุ พร้อม
ด้วยเครอ่ื งประดบั (๙) ผา้ ๘๔,๐๐๐ พับ

ทรงแสดงเปรียบเทียบให้เห็นผลต่างระหว่างการให้มหาทานกับการให้ทานแก่
พระอริยบุคคล ระหว่างการให้ทานแก่พระอริยบุคคลช้ันต่�ำกับการให้ทานแก่พระอริยบุคคล
ชั้นสูง ระหว่างการให้ทานกับการถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ระหว่างการถึงพระรัตนตรัยเป็น
สรณะกบั การรกั ษาศลี ๕ ระหวา่ งการรกั ษาศลี ๕ กบั การเจรญิ เมตตาจติ และระหวา่ งการเจรญิ
เมตตาจติ กับการเจรญิ อนจิ จสัญญา

๓.๑.๓ สัตตาวาสวรรค
สัตตาวาสวรรค แปลวา่ หมวดว่าดว้ ยสตั ตาวาส ชื่อวรรคนต้ี ้งั ตามชือ่ พระสูตร ที่ ๔ ใน
วรรคน้ี ซึง่ มที ัง้ หมด ๑๑ สตู ร แต่ละสูตรมใี จความส�ำคัญดงั นี้
๑. ติฐานสตู ร วา่ ดว้ ยฐานะ ๓ ค�ำว่า “ฐานะ” ในทีน่ ้หี มายถึงเหตุ คอื ทรงแสดงบคุ คล
๓ จ�ำพวก ตา่ งมเี หตุพวกละ ๓ ประการ ทท่ี �ำให้เหนือกว่ากนั ได้แกพ่ วกที่ ๑ มนษุ ย์ชาวอตุ ตร-
กุรทุ วีปเหนือกวา่ หมเู่ ทพชัน้ ดาวดงึ สแ์ ละมนษุ ย์ชาว ชมพูทวีปด้วยเหตุ ๓ ประการ คือ (๑) ไมม่ ี
ความเหน็ แก่ตวั (๒) ไมม่ คี วาม หวงแหน (๓) มีอายแุ นน่ อน พวกท่ี ๒ หม่เู ทพช้นั ดาวดงึ ส์เหนอื
กวา่ มนุษย์ ชาวอตุ ตรกุรทุ วีปและมนษุ ย์ชาวชมพทู วีปดว้ ยเหตุ ๓ ประการ คอื (๑) อายุทิพย์
(๒) วรรณะทพิ ย์ (๓) สุขทิพย์ พวกท่ี ๓ มนษุ ย์ชาวชมพูทวปี เหนอื กว่ามนุษยช์ าวอตุ ตรกุรทุ วปี
และหมเู่ ทพชน้ั ดาวดงึ สด์ ว้ ยเหตุ ๓ ประการ คอื (๑) แกลว้ กลา้ (๒) มสี ติ (๓) อยปู่ ระพฤตพิ รหมจรรย์
๒. อสั สขฬุงกสูตร วา่ ดว้ ยมา้ กระจอกกบั คนกระจอก คอื ทรงแสดงลักษณะของบคุ คล
เปรียบเทียบกับลักษณะของม้าเป็นคู่ ๆ มี ๓ คู่ คู่ละ ๓ ประการ รวมเป็น ๙ ประการ คือ
(๑) ม้ากระจอกกับคนกระจอก (๒) มา้ ดีกบั คนดี (๓) ม้าอาชาไนย กบั บุรษุ อาชาไนย ลักษณะ
ของมา้ กระจอกกบั ของคนกระจอกที่เหมือนกนั ไดแ้ ก่ (๑) สมบูรณ์ด้วยเชาว์ แต่ไมส่ มบรู ณ์ด้วย
วรรณะ ไมส่ มบรู ณ์ดว้ ยความสูงและ ความใหญ่ (๒) มบรู ณด์ ว้ ยเชาว์ สมบรู ณ์ด้วยวรรณะ แต่

488 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสุตตันตปฎิ ก

ไม่สมบรู ณ์ดว้ ยความสงู และความใหญ่ (๓) มบรู ณ์ดว้ ยเชาว์ สมบูรณ์ด้วยวรรณะ และสมบูรณ์
ดว้ ยความสงู และความใหญ่ แตม่ ีความหมายต่างกนั คือ ลักษณะของม้ากระจอกมคี วามหมาย
ในทางคดโี ลก สว่ นของคนกระจอกมคี วามหมายในทางคดีธรรม

ลักษณะของคนกระจอกแต่ละข้อมีความหมายดงั น้ี
ขอ้ ท่ี ๑ หมายถึงภิกษุในธรรมวินัยนี้รู้อริยสัจ ๔ แต่ตอบปัญหาธรรมไม่ได้และไม่ได้
ปัจจยั ๔
ข้อที่ ๒ หมายถงึ ภกิ ษใุ นธรรมวินยั นี้รูอ้ รยิ สัจ ๔ ตอบปัญหาธรรมได้ แต่ ไมไ่ ด้ปจั จัย ๔
ข้อที่ ๓ หมายถงึ ภกิ ษุในธรรมวนิ ยั น้รี ูอ้ ริยสัจ ๔ ตอบปญั หาธรรมได้ และได้ปัจจัย ๔
ลักษณะของม้าดีกับของคนดีเหมือนกับลักษณะของม้ากระจอกและของคนกระจอก
ต่างกันเพียงความหมายของคนดีในลักษณะที่ ๓ คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้จะเป็นโอปปาติกะ
ปรินิพพานในภพนั้น ไม่หวนกลับมาจากโลกน้ัน เพราะสังโยชน์เบ้ืองต�่ำ ๕ ประการส้ินไป
ตอบปัญหาธรรมได้ และได้ปจั จัย ๔
ลักษณะของม้าอาชาไนยกับของบุรุษอาชาไนยเหมือนกับลักษณะของม้ากระจอก
และของคนกระจอก ต่างกันเพียงความหมายของบุรุษอาชาไนยในลักษณะ ที่ ๓ คือ ภิกษุ
ในธรรมวินยั น้บี รรลุเจโตวมิ ุตติ ปัญญาวิมุตติ ตอบปัญหาธรรมไดแ้ ละไดป้ จั จยั ๔
๓. ตัณหามูลกสูตร ว่าด้วยตัณหามูลธรรม คือ ทรงแสดงธรรมที่มีตัณหาเป็นมูลเหตุ
ใหเ้ กดิ ธรรมอ่ืนๆ ซึ่งเปน็ เหตุเป็นผลของกันและกัน ดังนี้ (๑) ตณั หาเป็นเหตุให้เกดิ การแสวงหา
(๒) การแสวงหาเปน็ เหตใุ หเ้ กดิ การได้ (๓) การไดเ้ ปน็ เหตใุ หเ้ กดิ การวนิ จิ ฉยั (๔) การวนิ จิ ฉยั เปน็
เหตใุ หเ้ กดิ ฉันทราคะ (๕) ฉันทราคะเปน็ เหตใุ ห้เกิดความหลงใหล (๖) ความหลงใหลเปน็ เหตุให้
เกิดความหวงแหน (๗) ความหวงแหนเปน็ เหตใุ หเ้ กดิ ความตระหน่ี (๘) ความตระหน่เี ปน็ เหตุ
ใหเ้ กดิ การรกั ษา (๙) การรักษา เป็นเหตุให้เกดิ การทะเลาะววิ าทกนั
๔. สัตตาวาสสูตร ว่าด้วยสัตตาวาส ค�ำว่า “สัตตาวาส” หมายถึงภพเป็น ที่อยู่ของ
สัตว์ มี ๙ ประการ โดยมีองค์ธรรม ๗ ประการท่ีเหมือนกันในสัตตวิญญาณัฏฐิติสูตร
ในมหายัญญวรรคแห่งปัณณาสก์ สัตตกนิบาต คือ ประการ ที่ ๑-๔ และประการท่ี ๖-๘
เหมอื นประการที่ ๕-๗ ในทน่ี ้ีแสดงแต่ประการที่ ตา่ งกัน คอื ประการที่ ๕ ได้แก่ สัตว์ผ้ไู ม่มี
สัญญา ไม่เสวยเวทนา คือ เทวดาช้ันอสัญญีสัตตพรหม และประการท่ี ๙ ได้แก่ สัตว์ผู้ล่วง
อากิญจญั ญายตนฌานโดยประการทัง้ ปวง บรรลุเนวสัญญานาสญั ญายตนฌาน
๕. ปัญญาสตู ร ว่าด้วยภิกษผุ ู้อบรมจติ ดีด้วยปญั ญา คือ ทรงแสดงว่า เมือ่ ใดภกิ ษุอบรม
จิตดีด้วยปญั ญา เมอื่ นั้นภิกษุนัน้ ควรกล่าววา่ “เรารู้ชัดวา่ ชาตสิ ิ้นแล้ว อยูจ่ บพรหมจรรยแ์ ล้ว

เล่มท่ี ๑๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๓ 489

ทำ� กจิ ทค่ี วรทำ� เสรจ็ แลว้ ไมม่ กี จิ อนื่ เพอื่ ความเปน็ อยา่ งนอ้ี กี ตอ่ ไป” คำ� วา่ “ภกิ ษผุ อู้ บรมจติ ดดี ว้ ย
ปัญญา” หมายถึงภิกษอุ บรมจิตดีถึงข้นั ท่รี ้วู ่า (๑) จิตปราศจากราคะ (๒) ...โทสะ (๓) ...โมหะ
(๔) จิตไมม่ รี าคะ (๕) ...โทสะ (๖) ...โมหะ (๗) จิตไม่กลับมาในกามภพ (๘) ...ในรูปภพ (๙) ...ใน
อรูปภพ

๖. สิลายูปสูตร ว่าด้วยจิตเปรียบด้วยเสาหิน คือ ท่านพระสารีบุตรสนทนากับ
ท่านพระจันทิกาบุตรเรื่องการอบรมจิตว่า จิตท่ีอบรมแล้วของพระขีณาสพเป็นจิตท่ีไม่หว่ัน
ไหวเพราะอารมณ์อย่างหยาบแต่ละอย่างในอารมณ์ ๖ คือ รูป เสียง กล่ิน รส โผฏฐัพพะ
และธรรมารมณ์ท่ีผ่านมาทางอายตนะภายใน เปรียบเหมือน เสาหินที่ฝังลงในหลุม ๘ ศอก
ไม่ส่นั คลอนเพราะลมอย่างแรงที่พัดมาจากทศิ แต่ละทิศในทศิ ทัง้ ๔

๗-๘. ปฐมเวรสูตร และทุติยเวรสูตร ต่างว่าด้วยภัยเวร พระสูตรท้ัง ๒ สูตรน้ีต่าง
กันเพียงบุคคลผู้สดับเท่านั้น คือ ในสูตรแรก อนาถบิณฑิกคหบดีเป็นผู้สดับ ส่วนในสูตรหลัง
ภิกษุท้งั หลายเป็นผสู้ ดับ ในสูตรทัง้ ๒ นี้ ทรงแสดงวา่ เมื่ออริยสาวกระงับภยั เวร ๕ ประการ
ได้ และประกอบด้วยองค์เครื่องบรรลุโสดา ๔ ประการ ก็กล่าวได้ว่า หมดสิ้นอบายภูมิแล้ว
เปน็ พระโสดาบนั จะตรสั รใู้ นอนาคต

จากน้ันทรงแสดงเหตุท่ีท�ำให้บุคคลประสพภัยเวรในปัจจุบันและในสัมปรายภพ คู่กับ
เหตุทีท่ ำ� ให้บุคคลไมป่ ระสพภยั เวรในปัจจุบนั และในสมั ปรายภพ รวม ๕ ประการ เหตุท่ีท�ำให้
บุคคลประสพภัยเวร คือการล่วงละเมิดศีลแต่ละประการ ได้แก่ (๑) ฆ่าสัตว์ (๒) ลักทรัพย์
(๓) ประพฤติผดิ ในกาม (๔) พดู เท็จ (๕) ด่มื นำ�้ เมา

ส่วนเหตุท่ีท�ำให้บุคคลไม่ประสพภัยเวรมีนัยตรงกันข้าม และทรงแสดงองค์ เคร่ือง
บรรลุโสดา ๔ ประการ ไดแ้ ก่ (๑) มีความเลื่อมใสอันไมห่ วน่ั ไหวในพระพทุ ธ (๒) ...ในพระธรรม
(๓) ...ในพระสงฆ์ (๔) มีอริยกันตศลี

๙. อาฆาตวัตถุสูตร ว่าด้วยอาฆาตวัตถุ หมายถึงเหตุผูกอาฆาต ๙ ประการ โดย
แบง่ ตามกาลทง้ั ๓ คือ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต กาลละ ๓ เหตุ เชน่ เหตุผกู อาฆาตในอดีต
(๑) ผู้น้ไี ด้ท�ำสงิ่ ท่ีไม่เปน็ ประโยชน์แก่เรา (๒) ผนู้ ีไ้ ด้ทำ� สง่ิ ที่ ไมเ่ ป็นประโยชน์แก่คนผเู้ ป็นที่รักที่
ชอบพอของเรา (๓) ผ้นู ีไ้ ดท้ ำ� ส่ิงที่ไมเ่ ป็นประโยชน์แกค่ นผ้ไู มเ่ ปน็ ท่รี ักไม่เปน็ ท่ีชอบพอของเรา

เหตุผูกอาฆาตในปัจจุบันและในอนาคตก็เหมือนกนั ต่างกนั เพยี งเปลยี่ นกริยาจากอดตี
เป็นปจั จุบันและอนาคตเทา่ นน้ั

๑๐. อาฆาตปฏวิ นิ ยสตู ร วา่ ดว้ ยอบุ ายกำ� จดั อาฆาต คอื ทรงสอนใหก้ ำ� จดั เหตผุ กู อาฆาต
แตล่ ะประการ(ที่ปรากฏในสตู รที่ ๙) รวม ๙ ประการ ด้วยการมองศตั รูในแงด่ ี เชน่ ผู้น้ีไดท้ ำ�
ส่งิ ท่ีไม่เป็นประโยชน์แกเ่ รา การทำ� ส่ิงที่ไมเ่ ป็นประโยชนแ์ ก่เรานนั้ จะหาได้ในผูน้ แ้ี ตท่ ี่ไหน

490 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตันตปฎิ ก

๑๑. อนปุ ุพพนิโรธสตู ร วา่ ดว้ ยอนุปพุ พนโิ รธ ค�ำวา่ “อนุปพุ พนโิ รธ” แปลว่า ความดบั
ไปตามลำ� ดับ หมายถึงความดบั ไปแห่งองค์ธรรมแตล่ ะอย่างในอนปุ ุพพวิหาร ๙ คอื รูปฌาน ๔
อรูปฌาน ๔ และสัญญาเวทยิตนิโรธ ๑ เชน่ กามสญั ญาของผู้เข้าปฐมฌานดบั ไป

๓.๑.๔ มหาวรรค
มหาวรรค แปลวา่ หมวดว่าดว้ ยเรอื่ งใหญ่ ช่ือวรรคนี้ต้ังตามสาระสำ� คัญของพระสตู ร
ทกุ สูตรในวรรคนี้ ซ่ึงมีทัง้ หมด ๑๐ สูตร แต่ละสตู รมีใจความสำ� คญั ดงั นี้
๑. อนปุ พุ พวหิ ารสตู ร วา่ ดว้ ยอนุปุพพวิหารธรรม คำ� ว่า “อนปุ พุ พวหิ ารธรรม” แปลว่า
ธรรมเคร่ืองอยู่ท่ีต้องเข้าสมาบัติตามล�ำดับ มี ๙ ประการคือรูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ และ
สญั ญาเวทยติ นิโรธ ๑
๒. อนุปุพพวิหารสมาปัตติสูตร ว่าด้วยอนุปุพพวิหารสมาบัติ มี ๙ ประการ
คือ รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ และสัญญาเวทยิตนิโรธ ๑ คือ ทรงแสดงธรรมท่ีดับไปใน
อนปุ พุ พวิหารสมาบตั ิแตล่ ะอยา่ ง และยกย่องบุคคลผดู้ ับธรรมแตล่ ะอยา่ งได้ดว้ ยฌานน้นั ๆ ว่า
“เป็นผ้คู วรนมัสการ ควรไหว้ และควรเข้าไปนงั่ ใกล”้
๓. นิพพานสูตร ว่าด้วยนิพพานเป็นสุข ซึ่งเป็นค�ำที่ท่านพระสารีบุตรกล่าว แต่ท่าน
พระอุทายีแย้งว่า “นิพพานไม่มีเวทนา จะเป็นสุขได้อย่างไร” ท่านพระสารีบุตรย�้ำว่าเป็นได้
แลว้ แสดงกามคณุ ๕ และสุขโสมนัสทอ่ี าศัยกามคุณ ๕ เกดิ ข้ึน เรียกวา่ กามสุข และแสดงวา่
ในฌานสมาบตั ิ ๘ คอื รปู ฌาน ๔ อรปู ฌาน ๔ แตล่ ะอยา่ งยงั มสี ง่ิ กดดนั เชน่ ในปฐมฌานมสี ญั ญา
มนสิการท่ปี ระกอบดว้ ยกาม เปน็ สิ่งกดดัน แต่ในองคธ์ รรมประการที่ ๙ คอื สญั ญาเวทยิตนโิ รธ
ไมม่ สี ่งิ กดดนั เพือ่ เปรยี บเทียบใหเ้ หน็ ว่า นิพพานเป็นสุขไดอ้ ยา่ งไร
๔. คาวีอุปมาสูตร ว่าดว้ ยอุปมาดว้ ยแมโ่ ค คือทรงเปรยี บเทยี บภกิ ษุผ้โู ง่เขลากับแม่โค
ท่ีโงเ่ ขลาและภกิ ษุผู้ฉลาดกับแม่โคทฉี่ ลาดวา่ ภกิ ษุผู้โง่เขลาทไี่ ม่สามารถบรรลปุ ฐมฌานได้ ก็จะ
บรรลุทตุ ยิ ฌานไม่ได้ เหมอื นแม่โคโง่เขลาทไ่ี ม่สามารถ หากนิ บนภูเขาขรขุ ระในถิ่นตนได้ ก็จะ
ไปหากนิ ในท่ีตา่ งถิ่นไม่ได้ สว่ นภกิ ษผุ ้ฉู ลาด ทส่ี ามารถบรรลุปฐมฌานได้ ก็สามารถบรรลฌุ าน
ข้ันสูงขึ้นไปจนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธได้ เหมือนแม่โคฉลาดท่ีสามารถหากินบนภูเขาขรุขระใน
ถ่นิ ตนได้ กส็ ามารถ ไปหากนิ ในท่ีต่างถ่ินได้ องค์ธรรมในสตู รน้ี คอื อนุปพุ พวิหาร ๙ ประการ
นอกจากน้ียังทรงแสดงธรรมอื่น ๆ คือ อิทธิวิธญาณ ทิพพโสตะ เจโตปริยญาณ
ปพุ เพนวิ าสานสุ สตญิ าณ จตปู ปาตญาณ เจโตวมิ ตุ ติ ปญั ญาวมิ ุตติ ไว้โดยละเอียดอีกด้วย
๕. ฌานสูตร ว่าดว้ ยฌาน คอื ทรงแสดงวา่ อาสวะทั้งหลายส้ินไปได้ เพราะธรรมแต่ละ
อย่าง คือ รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ และสัญญาเวทยิตนิโรธ ๑ โดยทรงแสดงเป็นบทมาติกา

เลม่ ที่ ๑๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๓ 491

๙ บท เช่น “อาสวะทั้งหลายสิ้นไปได้ เพราะ ปฐมฌาน” แล้วทรงน�ำบทมาติกาแต่ละบท
มาต้ังเป็นค�ำถามว่าเพราะเหตุไรจึงกล่าวไว้เช่นนั้น จากนั้นทรงอธิบายขยายความมาติกา
แต่ละบทโดยละเอยี ด

๖. อานันทสูตร ว่าด้วยพระอานนท์ คือ ท่านพระอานนท์ยกย่องพระผู้มีพระภาคว่า
ทรงแสดงธรรมแก่สัตว์ท้ังหลายเพื่อความบริสุทธ์ิและพ้นทุกข์ โดยทรงแสดงว่า อายตนะ คือ
จกั ษุ โสตะ ฆานะ ชวิ หา กาย แต่ละอย่างก็เป็นอสิ ระแก่ ตวั เอง ไมร่ บั ร้สู ง่ิ ที่คู่กัน เช่น จกั ษุไม่รับ
รู้รูป ท่านพระอุทายีถามว่า คนมีสัญญา หรือคนไม่มีสัญญา ไม่รับรู้อายตนะนั้น ท่านตอบว่า
คนท้ัง ๒ พวกน้ันไม่รับรู้ อายตนะได้ ถามว่า คนมีสัญญาอย่างไร จึงไม่รับรู้อายตนะนั้น
ตอบว่า ท่านผู้ได้ อรูปฌานท่ี ๑-๓ เป็นผู้มีสัญญา แต่ไม่รับรู้อายตนะน้ัน จากน้ันท่านแสดง
องค์ธรรมสุดท้าย คือ สมาธิขั้นอรหัตตผล รวมองค์ธรรม ๙ ประการในสูตรน้ี คือ อายตนะ
๕ ประการ อรูปฌาน ๓ ประการ และสมาธขิ ้ันอรหัตตผล ๑ ประการ

๗. โลกายติกสตู ร ว่าด้วยพราหมณ์ผชู้ �ำนาญคัมภีรโ์ ลกายัต ค�ำว่า “โลกายตั ” หมายถึง
ศิลปะในเชิงวาทศิลป์ คือ พราหมณ์ผู้ช�ำนาญคัมภีร์โลกายัต ๒ คนเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค
ทูลวา่ ปรู ณะ กสั สปะ และนคิ รนถ์ นาฏบตุ ร เปน็ สพั พัญญู เหน็ ส่งิ ท้งั ปวง ยนื ยนั การรู้เหน็ อยา่ ง
เบด็ เสร็จวา่ เมื่อท่านเดนิ ยนื หลับ และตน่ื อยู่ ญาณทัสสนะปรากฏอยู่ตลอดเวลา และกล่าววา่
รเู้ หน็ โลกอนั ไมม่ ที สี่ ดุ ดว้ ยญาณ อนั ไมม่ ที ส่ี ดุ บคุ คล ๒ ทา่ นนี้ ใครพดู จรงิ ใครพดู เทจ็ พระองคจ์ งึ
ตรสั วา่ เรอื่ งน้นั พักไว้ก่อน แลว้ ทรงยกบุคคลต่าง ๆ ทมี่ คี วามสามารถในด้านความเร็วขนึ้ แสดง
เปรียบเทยี บว่า เขาพยายามจะเดินทางไปให้ถงึ ทสี่ ดุ โลก โดยไมก่ ินอาหาร ไม่ถ่าย ไม่พักผอ่ น
เดนิ ไปได้ ๑๐๐ ปี ยังทนั ไม่ถงึ ก็ตายเสียกอ่ น เพราะบคุ คลไม่อาจรู้ เหน็ และถึงทีส่ ุดโลกได้ด้วย
การเดินไปอย่างน้ี แตบ่ คุ คลท่ียงั ไมถ่ งึ ทส่ี ุดโลกก็จะท�ำที่สดุ ทกุ ข์ไมไ่ ด้ และทรงอธบิ ายวา่ โลกใน
อริยวินัย หมายถึง กามคุณ ๕ จากน้นั ทรงแสดงวา่ บคุ คลผไู้ ดบ้ รรลุรปู ฌาน ๔
อรปู ฌาน ๔ เป็นผู้ถงึ ทส่ี ุดโลก แตย่ งั เก่ยี วขอ้ งกบั โลก ยงั สลัดออกจากโลกไม่ได้ ส่วนบุคคลผไู้ ด้
บรรลุสญั ญาเวทยิตนิโรธ เป็นผถู้ ึงท่ีสดุ โลก ขา้ มพน้ โลกได้

๘. เทวาสุรสังคามสตู ร ว่าด้วยสงครามระหว่างเทวดากับอสรู คอื ทรงเลา่ ว่า เทวดา
กับอสูรรบกันถึง ๓ คร้ัง และพวกอสูรก็ชนะทุกคร้ัง พวกเทวดาท่ีพ่ายแพ้จึงหนีไปยังเทพบุรี
พวกอสรู ท�ำอะไรต่อพวกเทวดาไมไ่ ด้ ต่อมาเทวดากบั อสูรรบกันอีก พวกอสรู พา่ ยแพ้ หนีไปยัง
อสูรบรุ ี พวกเทวดาท�ำอะไรตอ่ พวกอสรู ไม่ได้

เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นว่า การที่ภิกษุได้บรรลุธรรมแต่ละอย่าง คือ รูปฌาน ๔
อรปู ฌาน ๔ และสญั ญาเวทยติ นโิ รธ ๑ ทำ� ใหต้ นไดเ้ ครอ่ื งปอ้ งกนั ภยั เหมอื นกบั การทพี่ วกเทวดา
หนีไปยังเทพบรุ ี และการทพ่ี วกอสรู หนีไปยงั อสรู บุรี ท�ำใหต้ ่างได้เคร่อื งปอ้ งกนั ภยั

492 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสุตตนั ตปิฎก

๙. นาคสูตร ว่าด้วยพญาช้าง คือ ทรงเปรียบเทียบว่า การท่ีภิกษุอยู่คลุกคลีกับ
คณะบุคคลต่าง ๆ ท�ำให้เกิดความไม่สงบ เหมือนกับการที่พญาช้างอยู่คลุกคลีกับช้างพลาย
ชา้ งพงั และลูกชา้ ง ทำ� ใหร้ สู้ ึกอดึ อดั ระอา และรงั เกียจ ต่อมา ภิกษอุ อกจากคณะบคุ คลตา่ ง ๆ
ไปบ�ำเพ็ญสมณธรรมในป่าผู้เดียวจึงได้รับความสงบ เหมือนพญาช้างออกจากโขลงไปอยู่
ในปา่ ผเู้ ดยี วจงึ ไมร่ สู้ กึ อดึ อดั ระอา และรงั เกยี จ จากนน้ั ทรงแสดงวา่ ภกิ ษลุ ะกเิ ลสธรรมตา่ ง ๆ ได้
แล้วได้บรรลุอนุปุพพวิหาร ๙ คือ รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ และสัญญาเวทยิตนิโรธ ๑
ตามลำ� ดับ

๑๐. ตปุสสสตู ร วา่ ด้วยตปสุ สคหบดี คอื ทา่ นพระอานนท์พาตปสุ สคหบดี ทม่ี าหาท่าน
ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคกราบทูลเร่ืองท่ีคหบดีนั้นเล่าให้ฟังว่า พวกเขาเป็นคฤหัสถ์มีความยินดี
ร่นื รมย์บันเทงิ ในกาม เนกขมั มะ(การออกบวช) ปรากฏแกพ่ วกเขาเหมือนเหวใหญ่ จิตของภกิ ษุ
หนมุ่ ๆ ยินดใี นเนกขัมมะ เมอ่ื พิจารณาเห็นว่า เนกขัมมะเป็นธรรมสงบ ภกิ ษมุ ธี รรมทต่ี ่างกับ
คฤหัสถค์ ือเนกขัมมะ พระองค์ตรัสว่า ขอ้ นน้ั เปน็ ความจรงิ แมพ้ ระองค์เองกอ่ นตรสั ร้กู ม็ ีความ
ดำ� รวิ ่า เนกขัมมะเปน็ ความดี ความสขุ เปน็ ความดี แตจ่ ติ ของพระองคก์ ไ็ มน่ อ้ มไปในเนกขัมมะ
เมอ่ื พจิ ารณาเหน็ วา่ เนกขมั มะเปน็ ธรรมสงบ จงึ ดำ� รวิ า่ อะไรเปน็ เหตใุ หเ้ ปน็ เชน่ นนั้ รวู้ า่ เพราะยงั
ไมเ่ หน็ โทษในกาม และยงั ไมไ่ ดร้ บั อานสิ งสใ์ นเนกขมั มะ ถา้ ไดเ้ หน็ โทษในกาม และไดร้ บั อานสิ งส์
ในเนกขมั มะ จิตก็จะน้อมไปในเนกขัมมะ แล้วทรงแสดงวา่ พระองคท์ รงบรรลอุ นุปพุ พวิหาร ๙
คือ รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ และสัญญาเวทยิตนิโรธ ๑ ตามล�ำดับ แต่อนุปุพพวิหารธรรม
แต่ละอย่างยังมีสัญญามนสิการต่าง ๆ รบกวน กดดันอยู่ พระองค์จึงออกจากฌานช้ันต่�ำแล้ว
เลอื่ นข้นึ ไปสู่ฌานช้ันสูงข้นึ ไปตามล�ำดับ จนถงึ สญั ญาเวทยิตนโิ รธ

ทรงสรุปว่า เม่ือใด พระองค์เข้าหรือออกจากอนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ ประการ น้ี
ได้ตามปรารถนา ท้ังโดยอนุโลมและปฏิโลม เม่ือน้ัน พระองค์จึงกล้ายืนยันว่า ได้ตรัสรู้
สัมมาสมั โพธญิ าณอันยอดเยีย่ มในโลกทัง้ ปวง

๓.๑.๕ สามญั ญวรรค
สามัญญวรรค แปลวา่ หมวดว่าด้วยสามญั ญธรรม ชอ่ื วรรคนตี้ ัง้ ตามสาระสำ� คญั ของ
พระสูตรท้ังหมดในวรรคนี้ ซึ่งมที ้งั หมด ๑๐ สตู ร แต่ละสตู รมใี จความ ส�ำคัญดงั น้ี
๑. สัมพาธสูตร ว่าด้วยวิธีบรรลุช่องว่างในท่ีคับแคบ คือ ท่านพระอุทายีถาม
ท่านพระอานนท์ว่า “ท่ีคับแคบเป็นอย่างไร วิธีบรรลุช่องว่างในท่ีคับแคบเป็นอย่างไร” ท่าน
พระอานนทต์ อบวา่ ทค่ี บั แคบ มคี วามหมาย ๒ นัย คือ ทคี่ บั แคบส�ำหรับปถุ ุชนผ้คู รองเรือน
ไดแ้ ก่ กามคณุ ๕ และทคี่ บั แคบส�ำหรับผู้บ�ำเพ็ญฌาน ได้แก่ นิวรณ์ ๕ เป็นต้น วธิ ีบรรลชุ ่องว่าง

เล่มที่ ๑๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๓ 493

หมายถึงทางหลดุ พน้ กลา่ วคือภาวะท่ีทำ� ให้เกดิ ชอ่ งว่างหรอื ท่ีปลอดจากกิเลสตา่ ง ๆ ทเ่ี รียกว่า
“ที่คบั แคบ” ในสูตรนหี้ มายเอา รปู ฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ และสญั ญาเวทยติ นโิ รธ ๑ แต่ละภาวะ
ก็สามารถท�ำให้เกิดชอ่ งวา่ งหรือทปี่ ลอดจากกิเลสต่างกัน จัดเปน็ คู่ ๆ ดงั นี้
๑. ปฐมฌาน ว่างจาก กามคุณ ๕ และนิวรณ์ ๕
๒. ทุตยิ ฌาน ” วิตก และวิจาร
๓. ตติยฌาน ” ปตี ิ
๔. จตุตถฌาน ” สขุ และทุกข์
๕. อากาสานญั จายตนฌาน ” รูปสญั ญา
๖. วิญญาณัญจายตนฌาน ” อากาสานญั จายตนสัญญา
๗. อากิญจญั ญายตนฌาน ” วญิ ญาณัญจายตนสัญญา
๘. เนวสญั ญานาสญั ญายตนฌาน ” อากญิ จญั ญายตนสัญญา
๙. สญั ญาเวทยิตนโิ รธ ” เนวสญั ญานาสญั ญายตน
สญั ญาและกเิ ลสทง้ั หลายทง้ั ปวง
(ดู องฺ.ฉกฺก.ฏกี า ๓/๒๖/๑๒๔, นวก.ฏกี า ๓/๓๗/๓๖๙,๔๒-๕๑/๓๗๕ ประกอบ)
๒-๑๐. กายสักขิสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้เป็นกายสักขี ปัญญาวิมุตตสูตร ว่าด้วยบุคคล
ผูเ้ ป็นปญั ญาวิมตุ อุภโตภาควมิ ุตตสตู ร ว่าดว้ ยบคุ คลผู้เปน็ อภุ โตภาควิมุต สนั ทฏิ ฐกิ ธัมมสูตร
ว่าด้วยสันทิฏฐิกธรรม สันทิฏฐิกนิพพานสูตร ว่าด้วยสันทิฏฐิกนิพพาน นิพพานสูตร ว่า
ด้วยนิพพาน ปรินิพพานสูตร ว่าด้วยปรินิพพาน ตทังคนิพพานสูตร ว่าด้วยตทังคนิพพาน
ทิฏฐธัมมนิพพานสูตร ว่าด้วยทิฏฐธัมมนิพพาน ต่างมีองค์ธรรม ๙ ประการเหมือนกัน และ
มที า่ นพระอทุ ายเี ปน็ ผถู้ าม ทา่ นพระอานนทเ์ ปน็ ผตู้ อบ ตา่ งกนั เพยี งชอื่ บคุ คลซงึ่ เปน็ ทมี่ าของชอื่
พระสูตรแต่ละสูตรเทา่ น้ัน เช่น
ในกายสักขีสูตร ท่านพระอุทายีถามท่านพระอานนท์ว่า พระผู้มีพระภาคตรัสเรียก
บุคคลว่า กายสักขี ด้วยเหตุเท่าไร ท่านพระอานนท์จึงแสดงธรรมแต่ละอย่างที่เป็นเหตุให้
พระผมู้ พี ระภาคเรยี กบคุ คลวา่ กายสกั ขี รวม ๙ ประการ กลา่ วโดยยอ่ คอื การบรรลอุ นปุ พุ พวหิ าร-
ธรรมและไดส้ มั ผัสธรรมนน้ั ๆ ดว้ ยนามกาย อนปุ ุพพวหิ ารธรรม ๙ ประการ ไดแ้ ก่ รูปฌาน ๔
อรปู ฌาน ๔ และสัญญาเวทยติ นโิ รธ ๑
พระสตู รที่ ๓-๑๐ กด็ ำ� เนนิ ความตามนยั น้ี

494 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก

๓.๒ ทตุ ิยปัณณาสก์

๓.๒.๑ เขมวรรค
เขมวรรค แปลว่า หมวดวา่ ดว้ ยเขมะ ชือ่ วรรคน้ีต้งั ตามชือ่ พระสตู รท่ี ๑-๒ ในวรรคนี้
ซงึ่ มีทงั้ หมด ๑๑ สตู ร แต่ละสตู รมีใจความส�ำคัญดังนี้
๑-๑๐. เขมสตู ร วา่ ดว้ ยเหตใุ หต้ รสั เรยี กวา่ เขมะ เขมปั ปตั ตสตู ร วา่ ดว้ ยเหตุ ใหต้ รสั เรยี กวา่
เขมปั ปตั ตะ อมตสตู ร วา่ ดว้ ยเหตใุ หต้ รสั เรยี กวา่ อมตะ อมตปั ปตั ตสตู ร วา่ ดว้ ยเหตใุ หต้ รสั เรยี กวา่
อมตัปปัตตะ อภยสูตร ว่าด้วยเหตุให้ตรัสเรียกว่า อภัย อภยัปปัตตสูตร ว่าด้วยเหตุให้ตรัส
เรียกว่าอภยัปปัตตะ ปัสสัทธิสูตร ว่าด้วยเหตุให้ตรัสเรียกว่า ปัสสัทธิ อนุปุพพปัสสัทธิสูตร
ว่าด้วยเหตุให้ตรัสเรียกว่า อนุปุพพปัสสัทธิ นิโรธสูตร ว่าด้วยเหตุให้ตรัสเรียกว่า นิโรธ
อนุปุพพนิโรธสูตร ว่าด้วยเหตุให้ตรัสเรียกว่าอนุปุพพนิโรธ มีองค์ธรรม ๙ ประการเหมือน
ในพระสูตร ที่ ๒-๑๐ ในสามัญญวรรค และการด�ำเนินความก็เหมือนกัน ต่างกันแต่เพียงชื่อ
บคุ คลตา่ ง ๆ ซ่งึ เป็นทมี่ าของชื่อพระสตู รแต่ละสูตร
๑๑. อภัพพสูตร ว่าด้วยผู้อาจและไม่อาจท�ำให้แจ้งอรหัตตผล คือ ทรงแสดงว่า
ถ้าภิกษุยังละธรรม ๙ ประการไม่ได้ก็ไม่อาจท�ำให้แจ้งอรหัตตผลได้ ในทางตรงกันข้าม ถ้าละ
ธรรม ๙ ประการได้ก็อาจทำ� ใหแ้ จ้งอรหัตตผลได้ ธรรม ๙ ประการ คอื (๑) ราคะ (๒) โทสะ
(๓) โมหะ (๔) โกธะ (๕) อุปนาหะ (๖) มกั ขะ (๗) ปลาสะ (๘) อิสสา (๙) มัจฉริยะ
๓.๒.๒ สตปิ ัฏฐานวรรค
สตปิ ัฏฐานวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ดว้ ยสติปฏั ฐาน ชอื่ วรรคนี้ตง้ั ตามสาระ สำ� คัญของ
พระสูตรทั้งหมดในวรรคนี้ ซงึ่ มีทงั้ หมด ๑๐ สูตร แต่ละสูตรมีใจความ ส�ำคญั ดงั น้ี
๑-๑๐. สิกขาทุพพัลยสูตร ว่าด้วยเหตุท้อแท้ในสิกขา นีวรณสูตร ว่าด้วย นิวรณ์
กามคุณสูตร ว่าด้วยกามคุณ อุปาทานักขันธสูตร ว่าด้วยอุปาทานขันธ์ โอรัมภาคิยสูตร
ว่าดว้ ยโอรัมภาคยิ สงั โยชน์ คติสูตร ว่าด้วยคติ มจั ฉริยสูตร วา่ ด้วยมจั ฉริยะ อุทธมั ภาคยิ สตู ร
วา่ ด้วยอุทธัมภาคิยสังโยชน์ เจโตขลี สูตร วา่ ด้วยกิเลสเคร่อื งตรึงจติ ดจุ ตะปู เจตโสวนิ พิ ันธสตู ร
ว่าด้วยกิเลสเคร่ืองผูกใจ ต่างมีธรรม ๒ หมวดท่ีเป็นคู่ตรงกันข้าม คือ ฝ่ายอกุศลกับฝ่ายกุศล
ฝ่ายอกุศลมี ๕ ประการ ฝ่ายกุศลมี ๔ ประการ ได้แก่ การเจริญสติปัฏฐาน ๔ ประการ
เหมือนกันทุกสูตร ต่างกันเพียงธรรมฝ่ายอกุศลในแต่ละสูตรเท่าน้ัน โดยทรงแสดงอกุศลธรรม
๕ ประการ แล้วแสดงการเจริญสติปัฏฐาน ๔ เพ่อื ละอกศุ ลธรรมนั้น ๆ
ธรรมฝ่ายอกุศล ๕ ประการ ในแต่ละสูตรมีดังนี้ ในสิกขาทุพพัลยสูตร ได้แก่ การ
ล่วงละเมิดศีล ๕ ประการ ในนีวรณสูตร ได้แก่ นิวรณ์ ๕ ประการ ใน กามคุณสูตร ได้แก่

เล่มท่ี ๑๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๓ 495

กามคุณ ๕ ประการ ในอุปาทานักขันธสูตร ไดแ้ ก่ อุปาทานขันธ์ ๕ ประการ ในโอรัมภาคยิ สูตร
ไดแ้ ก่ สงั โยชนเ์ บอื้ งตำ�่ ๕ ประการ ในคตสิ ตู ร ไดแ้ ก่ คติ ๕ ประการ ในมจั ฉรยิ สตู ร ไดแ้ ก่ มจั ฉรยิ ะ
๕ ประการ ในอทุ ธมั ภาคิยสูตร ไดแ้ ก่ สงั โยชน์เบื้องสูง ๕ ประการ ในเจโตขีลสูตร ได้แก่ กเิ ลส
เคร่อื งตรงึ จิต ดจุ ตะปู ๕ ประการ ในเจโตวนิ ิพนั ธสูตร ไดแ้ ก่ กิเลสเครือ่ งผกู ใจ ๕ ประการ

๓.๒.๓ สมั มปั ปธานวรรค
สมั มปั ปธานวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ดว้ ยสมั มปั ปธาน ชอ่ื วรรคนต้ี งั้ ตามสาระสำ� คญั ของ
พระสูตรท้ังหมดในวรรคน้ี ซึ่งมีท้ังหมด ๑๐ สูตร แต่ละสูตรมีช่ือสูตร การด�ำเนินความ และ
หมวดธรรมฝ่ายอกุศลเหมือนในสติปัฏฐานวรรค ต่างกันแต่เน้ือหาท่ีเป็นหมวดธรรมฝ่ายกุศล
เท่าน้ัน คอื เปล่ยี นจากการเจรญิ สตปิ ัฏฐาน ๔ มาเปน็ การเจริญสมั มปั ปธาน ๔ ประการ

๓.๒.๔ อทิ ธปิ าทวรรค
อิทธิปาทวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยอิทธิบาท ชื่อวรรคนี้ตั้งตามสาระส�ำคัญของ
พระสูตรทง้ั หมดในวรรคน้ี ซ่งึ มที ง้ั หมด ๑๐ สตู ร แต่ละสตู รมีใจความส�ำคัญดงั น้ี
๑-๑๐. สกิ ขาสูตร วา่ ดว้ ยเหตุทอ้ แท้ในสิกขา ฯลฯ เจตโสวนิ ิพันธสตู ร ว่าดว้ ยกิเลส
เคร่ืองผูกใจ พระสตู รทงั้ ๑๐ ในวรรคน้ีมีช่อื เหมอื นในสตปิ ัฏฐานวรรค และการ ด�ำเนินความก็
เหมือนกนั ตา่ งกันเพยี งเปล่ียนหมวดธรรมฝา่ ยกุศลเทา่ นั้น คอื เปลีย่ นจากการเจริญสตปิ ฏั ฐาน
๔ ประการ มาเป็นการเจริญอทิ ธิบาท ๔ ประการ

เปยยาล มี ๑ เปยยาล คอื
ราคเปยยาล แปลว่า หมวดธรรมท่ีทรงแสดงโดยย่อมีราคะเป็นต้น หมายความว่า
นอกจากราคะแล้ว ยังมอี กุศลธรรมอีก ๑๖ ประการ รวมเปน็ ๑๗ ประการ คือ
๑. ราคะ ๒. โทสะ ๓. โมหะ
๔. โกธะ ๕. อุปนาหะ ๖. มักขะ
๗. ปฬาสะ ๘. อิสสา ๙. มัจฉริยะ
๑๐. มายา ๑๑. สาเถยยะ ๑๒. ถัมภะ
๑๓. สารัมภะ ๑๔. มานะ ๑๕. อตมิ านะ
๑๖. มทะ ๑๗. ปมาทะ
แต่ละประการมเี ป้าหมาย ๑๐ เปา้ หมาย (๑๐ เพ่ือ เชน่ เพือ่ รยู้ งิ่ ) เปา้ หมายละ ๑ สตู ร
รวมเปน็ ๑๗๐ สูตร (๑๐ เป้าหมาย x อกุศลธรรม ๑๗ ประการ) นีเ้ ป็น การค�ำนวณพระสูตร

496 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตนั ตปิฎก

จากการเจรญิ ธรรม ๙ ประการ หมวดที่ ๑ แตใ่ นราคเปยยาลแห่งนวกนิบาตนมี้ หี มวดธรรมท่ี
ควรเจรญิ ๒ หมวด จึงรวมเป็น ๓๔๐ สูตร (๑๗๐ สตู ร x ๒ หมวดธรรม) เช่น ๑๐ สูตรแรกใน
หมวดธรรมท่ี ๑ คอื สัญญา ๙ ประการ มคี วามเตม็ ดงั น้ี

สูตรท่ี ๑ ภิกษุท้ังหลาย ภิกษุควรเจริญธรรม ๙ ประการ เพื่อรู้ย่ิงราคะ ธรรม
๙ ประการ อะไรบา้ ง คอื (๑) อสภุ สญั ญา (๒) มรณสญั ญา (๓) อาหาเร ปฏกิ ลู สญั ญา (๔) สพั พโลเก
อนภิรตสัญญา (๕) อนิจจสัญญา (๖) อนิจเจ ทุกขสัญญา (๗) ทุกเข อนัตตสัญญา
(๘) ปหานสัญญา (๙) วิราคสญั ญา

สตู รที่ ๒ ภิกษุท้ังหลาย ภิกษุควรเจริญธรรม ๙ ประการ เพื่อก�ำหนด รู้ราคะ
ธรรม ๙ ประการ อะไรบ้าง คือ ...

สตู รที่ ๓ ภิกษุท้ังหลาย ภิกษุควรเจริญธรรม ๙ ประการ เพื่อความ สิ้นราคะ
ธรรม ๙ ประการ อะไรบา้ ง คือ ...

สตู รที่ ๔ ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ภกิ ษคุ วรเจรญิ ธรรม ๙ ประการ เพอ่ื ละราคะ ธรรม ๙ ประการ
อะไรบ้าง คือ ...

สตู รท่ี ๕ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญธรรม ๙ ประการ เพื่อความส้ินไปแห่ง
ราคะ ธรรม ๙ ประการ อะไรบ้าง คอื ...

สตู รท่ี ๖ ภิกษุท้ังหลาย ภิกษุควรเจริญธรรม ๙ ประการ เพื่อความเส่ือมไปแห่ง
ราคะ ธรรม ๙ ประการ อะไรบา้ ง คือ ...

สตู รที่ ๗ ภิกษทุ ้ังหลาย ภิกษุควรเจริญธรรม ๙ ประการ เพ่อื ความคลายไปแห่ราคะ
ธรรม ๙ ประการ อะไรบ้าง คือ ...

สตู รท่ี ๘ ภิกษุทง้ั หลาย ภิกษคุ วรเจริญธรรม ๙ ประการ เพอ่ื ความดบั ไปแหง่ ราคะ
ธรรม ๙ ประการ อะไรบา้ ง คอื ...

สตู รที่ ๙ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญธรรม ๙ ประการ เพื่อความสละ ราคะ
ธรรม ๙ ประการ อะไรบ้าง คือ ...

สูตรท่ี ๑๐ ภิกษุท้ังหลาย ภิกษุควรเจริญธรรม ๙ ประการ เพ่ือความ สละคืน
ราคะ ธรรม ๙ ประการ อะไรบา้ ง คอื ...

พระสูตร ๑๐ สูตรแรกในหมวดธรรมท่ี ๒ คือ นิโรธสมาบัติ ๙ มีนัยเช่นเดียวกันน้ี
ตา่ งกนั เพยี งหมวดธรรมทค่ี วรเจรญิ เทา่ นน้ั คอื เปลยี่ นจากสญั ญา ๙ ประการ มาเปน็ นโิ รธสมาบตั ิ
๙ ประการ แสดงพอเป็นตัวอย่าง ๑ สตู รดังนี้

สตู รท่ี ๑ ภกิ ษทุ งั้ หลาย ภกิ ษคุ วรเจรญิ ธรรม ๙ ประการ เพอื่ รยู้ ง่ิ ราคะ ธรรม ๙ ประการ
อะไรบ้าง คอื (๑) ปฐมฌาน (๒) ทุติยฌาน (๓) ตติยฌาน (๔) จตตุ ถฌาน (๕) อากาสานญั จา-

เล่มที่ ๑๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๓ 497

ยตนฌาน (๖) วิญญาณัญจายตนฌาน (๗) อากิญจัญญายตนฌาน (๘) เนวสัญญานา-
สัญญายตนฌาน (๙) สญั ญาเวทยติ นโิ รธ

พระสตู รอกี ๓๒๐ สูตรต่อไป ตา่ งว่าด้วยการเจริญธรรมทงั้ ๓ หมวดน้ี เพื่อจดั การกบั
อกศุ ลธรรมท่ีเหลอื ๑๖ ตัว ตัวละ ๓๐ สตู ร เช่นเดียวกับ ๓๐ สตู รแรก

ขอ้ สงั เกต

จากคำ� แนะน�ำขา้ งตน้ ท่านผ้อู า่ นคงเหน็ แล้วว่า องั คตุ ตรนิกายเล่มน้ีมีการ จดั หมวดหมู่
พระสูตร การตงั้ ชื่อวรรค และการขยายองค์ธรรมให้เป็นหมวดธรรม ตา่ ง ๆ เหมือนหรอื คล้าย
กันกับองั คุตตรนิกายเลม่ อืน่ ๆ จงึ ไม่ขอกล่าวถงึ เร่อื งน้ีอกี ในทน่ี ข้ี อเสนอข้อสังเกตบางประการ
เก่ียวกับพระสูตรท่ีมีเนื้อหาสาระน่าสนใจเป็นพิเศษ เพื่อเป็นตัวต้ังในการศึกษาพระสูตรอ่ืน ๆ
ตอ่ ไป เชน่

๑. สารนั ททสตู ร วสั สการสตู ร และปฐมสตั ตกสตู ร แหง่ วชั ชสี ตั ตกวรรค ในสตั ตกนบิ าต
แสดงหลักธรรมของนักปกครอง ซึ่งแบ่งเป็น ๒ ฝ่าย คือ ฝ่าย อาณาจักรและฝ่ายพุทธจักร
กล่าวคือสารันททสูตรและวัสสการสูตร แสดงหลักธรรม ของนักปกครองฝ่ายอาณาจักร
ที่เรียกว่าราชอปริหานิยธรรม ๗ ประการ ถ้านักปกครองฝ่ายอาณาจักรถือปฏิบัติมั่น
ตามหลักธรรมนี้ ตัวเองจะเจริญรุ่งเรืองใน หน้าที่ ทั้งท�ำให้ประเทศชาติเจริญมั่นคง และ
ท�ำให้ประชาชนในชาติอยู่เย็นเป็นสุข ส่วนปฐมสัตตกสูตร แสดงหลักธรรมของนักปกครอง
ฝ่ายพุทธจักร ท่ีเรียกว่า ภิกขุอปริหานิยธรรม ๗ ประการ ถ้านักปกครองฝ่ายพุทธจักรถือ
ปฏบิ ัตมิ ัน่ ตาม หลักธรรมน้ี ตวั เองก็จะเจรญิ รุง่ เรอื ง พระพทุ ธศาสนาจะเจรญิ มั่นคง คณะสงฆ์
ตลอดจน พทุ ธบรษิ ัทกจ็ ะมีความเจรญิ ในธรรมเป็นนติ ย์ ไม่มีความเสอ่ื ม (ดูหน้า ๓๗)

๒. เวรัญชสูตร และสีหสตู ร แหง่ มหาวรรค ปฐมปัณณาสก์ อฏั ฐกนิบาต และพระสูตร
อืน่ ๆ อีกหลายสตู ร แสดงใหเ้ หน็ พระปรีชาสามารถในเชงิ วาทศลิ ป์ของพระผู้มพี ระภาคท่ีทรง
ตอบปัญหาหลายรูปแบบของบุคคลต่างลัทธิ จนบุคคลเหล่านั้นยอมท้ิงลัทธิเดิม หันมานับถือ
พระพุทธศาสนา (ดูหนา้ ๒๑๙-๒๓๔)

๓. ปหาราทสูตร และอุโปสถสูตร แห่งมหาวรรค ปฐมปัณณาสก์ อัฏฐกนิบาต และ
พระสูตรอืน่ ๆ อกี จำ� นวนมาก แสดงใหเ้ ห็นพระปรีชาสามารถในธรรมบรรยายเชิงอปุ มาโวหาร
ของพระผู้มีพระภาค คือทรงยกเอารูปธรรมคือส่ิงท่ีคนมองเห็นได้ รู้ได้ เข้าใจง่าย มาแสดง
เปรยี บเทยี บกับส่งิ ทเ่ี ป็นนามธรรมที่คนมองไมเ่ ห็น ร้ยู าก เขา้ ใจยาก ให้รู้ได้ เข้าใจง่าย (ดูหนา้
๒๔๖-๒๕๖)

498 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก

๔. โคตมีสูตร แห่งโคตมีวรรค ทุติยปัณณาสก์ อัฏฐกนิบาต และพระสูตรอ่ืน ๆ อีก
หลายสูตร ท่ีแสดงให้เห็นว่าพระผู้มีพระภาคทรงมีอนาคตังสญาณ หรือท่ีเรียกว่า วิสัยทัศน์
อนั กวา้ งไกล กลา่ วคอื มไิ ดท้ รงมงุ่ แตจ่ ะเผยแผพ่ ระศาสนาเพอื่ แสวงหาศาสนกิ ใหไ้ ดป้ รมิ าณมาก
อยา่ งไร้กฎเกณฑ์กติกา แตท่ รงใช้กฎเกณฑก์ ตกิ าในการเลอื กสรรศาสนกิ ทมี่ ีคุณภาพเพอ่ื ความ
ม่งั คงแหง่ พระพุทธศาสนา (ดูหน้า ๓๓๑-๓๓๗)

๕. เวลามสูตร แห่งสีหนาทวรรค ปฐมปัณณาสก์ นวกนิบาต และพระสูตรอ่ืน ๆ
อีกจ�ำนวนมาก ที่แสดงหลักการและวิธีการบ�ำเพ็ญบุญในพระพุทธศาสนา ตามหลักการที่ทรง
แสดงไว้เดมิ คือ ทาน ศีล และภาวนา โดยทรงเปรียบเทยี บใหเ้ ห็นผลตา่ งระหวา่ งทานกับทาน
ทานกบั ศีล ศีลกบั ภาวนา และภาวนากบั ภาวนา ตามลำ� ดบั (ดูหน้า ๔๗๐-๔๗๔)

นอกจากนี้ยังมีพระสูตรอีกจ�ำนวนมากในอังคุตตรนิกายเล่มน้ี ที่มีสารธรรมและแง่มุม
นา่ ศกึ ษา จึงควรศึกษาตอ่ ไป

เลม่ ที่ ๑๖ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๔ 499

พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๒๔

พระสตุ ตันตปิฎก เลม่ ที่ ๑๖
(อังคุตตรนกิ าย ทสกนบิ าต เอกาทสกนิบาต)

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๔๑๐ คือ อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต เอกาทสกนิบาต จัดเป็น
คัมภีร์เล่มที่ ๕ และเป็นเล่มสุดท้ายของอังคุตตรนิกาย มีพระสูตรท้ังหมด ๑,๔๑๗ สูตร
แบง่ เป็น ๒ นบิ าต คือ ทสกนบิ าต และเอกาทสกนิบาต ดังรายละเอยี ดต่อไปน้ี

ทสกนิบาต
๑. จำ� นวนวรรคและพระสูตรในทสกนิบาต
ทสกนิบาต คือหมวดพระสูตรท่ีมีหัวข้อธรรมพระสูตรละจ�ำนวน ๑๐ ข้อ มีทั้งหมด
๗๔๖ สตู ร แบ่งเป็น ๕ ปัณณาสก์ ๒๒ วรรค กับ ๑ หวั ขอ้ เปยยาล มรี ายละเอียดดงั น้ี
ปฐมปัณณาสก์ มี ๕ วรรค
๑. อานสิ งั สวรรค มี ๑๐ สตู ร คือ
๑. กิมตั ถยิ สตู ร ๒. เจตนากรณียสูตร
๓. ปฐมอุปนสิ สตู ร ๔. ทตุ ยิ อปุ นิสสตู ร
๕. ตตยิ อปุ นิสสูตร ๖. สมาธิสูตร
๗. สารปี ตุ ตสูตร ๘. ฌานสตู ร
๙. สันตวิโมกขสูตร ๑๐. วชิ ชาสูตร
๒. นาถกรณวรรค มี ๑๐ สูตร คอื
๑. เสนาสนสูตร ๒. ปญั จังคสตู ร
๓. สงั โยชนสูตร ๔. เจโตขีลสตู ร
๕. อัปปมาทสตู ร ๖. อาหุเนยยสตู ร
๗. ปฐมนาถสูตร ๘. ทตุ ยิ นาถสตู ร
๙. ปฐมอรยิ วาสสูตร ๑๐. ทุตยิ อรยิ วาสสตู ร
๑๐ บทนำ� เล่ม ๒๔ : พระไตรปฎิ กภาษาไทย ฉบบั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, กรุงเทพมหานคร, ๒๕๓๙.

500 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก

๓. มหาวรรค มี ๑๐ สูตร คือ ๒. อธิมตุ ตปทสูตร
๑. สหี นาทสตู ร ๔. มหาจุนทสูตร
๓. กายสตู ร ๖. กาลีสตู ร
๕. กสิณสตู ร ๘. ทตุ ิยมหาปัญหาสตู ร
๗. ปฐมมหาปญั หาสตู ร ๑๐. ทุตยิ โกสลสูตร
๙. ปฐมโกสลสูตร ๒. ปาติโมกขฏั ฐปนาสูตร
๔. อุปสัมปทาสตู ร
๔. อปุ าลิวรรค มี ๑๐ สตู ร คอื ๖. สามเณรสตู ร
๑. อุปาลิสตู ร ๘. สังฆสามัคคีสตู ร
๓. อพุ พาหกิ าสตู ร ๑๐. ทุติยอานันทสูตร
๕. นสิ สยสูตร ๒. ปฐมวิวาทมลู สตู ร
๗. สังฆเภทสตู ร ๔. กุสินารสตู ร
๙. ปฐมอานนั ทสูตร ๖. สกั กสูตร
๘. ปัพพชติ อภิณหสูตร
๕. อกั โกสวรรค มี ๑๐ สูตร คอื ๑๐. ภัณฑนสูตร
๑. ววิ าทสูตร
๓. ทตุ ยิ วิวาทมูลสตู ร ๒. สารีปตุ ตสูตร
๕. ราชนั เตปรุ ปั ปเวสนสูตร ๔. สมถสตู ร
๗. มหาลิสตู ร ๖. ปฐมสัญญาสตู ร
๙. สรรี ัฏฐธมั มสตู ร ๘. มลู กสตู ร
๑๐. คริ มิ านันทสูตร
ทุติยปัณณาสก์ มี ๕ วรรค ๒. ตณั หาสูตร
๑. สจิตตวรรค มี ๑๐ สตู ร คอื ๔. อเวจจัปปสันนสูตร
๑. สจติ ตสตู ร ๖. ทุติยสุขสตู ร
๓. ฐติ สิ ตู ร
๕. ปรหิ านสูตร
๗. ทุตยิ สัญญาสตู ร
๙. ปัพพชั ชาสูตร
๒. ยมกวรรค มี ๑๐ สูตร คือ
๑. อวิชชาสูตร
๓. นฏิ ฐงั คตสตู ร
๕. ปฐมสุขสตู ร

เล่มที่ ๑๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๔ 501

๗. ปฐมนฬกปานสตู ร ๘. ทตุ ยิ นฬกปานสตู ร
๙. ปฐมกถาวตั ถสุ ตู ร ๑๐. ทุตยิ กถาวัตถสุ ตู ร
๒. กณั ฏกสตู ร
๓. อากงั ขวรรค มี ๑๐ สูตร คอื ๔. วฑั ฒิสตู ร
๑. อากงั ขสตู ร ๖. ตโยธัมมสูตร
๓. อฏิ ฐธมั มสตู ร ๘. นิคณั ฐสูตร
๕. มิคสาลาสูตร ๑๐. อาฆาตปฏิวนิ ยสูตร
๗. กากสตู ร ๒. อานนั ทสูตร
๙. อาฆาตวัตถสุ ูตร ๔. พยากรณสตู ร
๖. อธิมานสตู ร
๔. เถรวรรค มี ๑๐ สูตร คือ ๘. อักโกสกสตู ร
๑. วาหนุ สูตร ๑๐. ขีณาสวพลสตู ร
๓. ปณุ ณยิ สูตร ๒. ภยสตู ร
๕. กตั ถสี ูตร ๔. วชั ชิยมาหติ สตู ร
๗. นัปปยิ สตู ร ๖. โกกนทุ สตู ร
๙. โกกาลิกสูตร ๘. เถรสตู ร
๑๐. อภพั พสูตร
๕. อปุ าสกวรรค มี ๑๐ สูตร คือ
๑. กามโภคสี ูตร ๒. โพชฌังคสตู ร
๓. กิงทฏิ ฐกิ สตู ร ๔. พีชสูตร
๕. อตุ ตยิ สูตร ๖. นิชชรสตู ร
๗. อาหเุ นยยสูตร ๘. ตกิ ิจฉกสูตร
๙. อุปาลสิ ูตร ๑๐. นทิ ธมนยิ สตู ร
๑๒. ทตุ ยิ อเสขสตู ร
ตติยปณั ณาสก์ มี ๕ วรรค
๑. สมณสญั ญาวรรค มี ๑๒ สตู ร คอื
๑. สมณสัญญาสูตร
๓. มจิ ฉตั ตสูตร
๕. วชิ ชาสูตร
๗. โธวนสตู ร
๙. วมนสตู ร
๑๑. ปฐมอเสขสตู ร

502 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปฎิ ก

๒. ปจั โจโรหณิวรรค มี ๑๐ สูตร คอื ๒. ทตุ ิยอธมั มสตู ร
๑. ปฐมอธมั มสูตร ๔. อชิตสตู ร
๓. ตติยอธัมมสูตร ๖. โอรมิ ตีรสูตร
๕. สคารวสตู ร ๘. ทุตยิ ปจั โจโรหณีสตู ร
๗. ปฐมปจั โจโรหณสี ตู ร ๑๐. อาสวักขยสูตร
๙. ปพุ พงั คมสูตร ๒. ทตุ ยิ สูตร
๔. จตุตถสูตร
๓. ปรสิ ทุ ธวรรค มี ๑๑ สูตร คือ ๖. ฉฏั ฐสูตร
๑. ปฐมสูตร ๘. อฏั ฐมสตู ร
๓. ตตยิ สูตร ๑๐. ทสมสูตร
๕. ปญั จมสูตร ๒. อริยธมั มสตู ร
๗. สตั ตมสตู ร ๔. อัตถสูตร
๙. นวมสูตร ๖. สาสวสูตร
๑๑. เอกาทสมสูตร ๘. ตปนยี สูตร
๑๐. ทกุ ขทุ รยสตู ร
๔. สาธุวรรค มี ๑๑ สูตร คอื ๒. กัณหมคั คสตู ร
๑. สาธุสตู ร ๔. สัปปรุ สิ ธมั มสูตร
๓. อกสุ ลสูตร ๖. อาเสวิตัพพสูต
๕. ธมั มสตู ร ๘. พหลุ ีกาตัพพสตู ร
๗. สาวชั ชสตู ร ๑๐. สจั ฉิกาตัพพสูตร
๙. อาจยคามิสูตร ๒-๑๒. ภชติ พั พาทสิ ูตร
๑๑. ทุกขวปิ ากสตู ร

๕. อรยิ มคั ควรรค มี ๑๐ สตู ร คอื
๑. อรยิ มคั คสูตร
๓. สัทธัมมสูตร
๕. อปุ ปาเทตัพพสตู ร
๗. ภาเวตพั พสูตร
๙. อนุสสริตพั พสูตร

จตตุ ถปัณณาสก์ มี ๕ วรรค
๑. ปุคคลวรรค มี ๑๒ สูตร คือ
๑. เสวติ พั พสูตร

เล่มท่ี ๑๖ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๒๔ 503

๒. ชาณุสโสณิวรรค มี ๑๑ สูตร คอื ๒. อรยิ ปัจโจโรหณสิ ตู ร
๑. พราหมณปจั โจโรหณิสูตร ๔. โอรมิ สูตร
๓. สคารวสูตร ๖. ทุตยิ อธัมมสูตร
๕. ปฐมอธัมมสูตร ๘. กัมมนิทานสตู ร
๗. ตติยอธัมมสูตร ๑๐. จนุ ทสตู ร
๙. ปริกกมนสูตร ๒. อริยธัมมสูตร
๑๑. ชาณสุ โสณสิ ูตร ๔. อตั ถสูตร
๖. สาสวสตู ร
๓. สาธวุ รรค มี ๑๑ สตู ร คอื ๘. ตปนยี สูตร
๑. สาธุสตู ร ๑๐. ทกุ ขทุ รยสูตร
๓. กสุ ลสูตร ๒. กัณหมคั คสูตร
๕. ธมั มสูตร ๔. สัปปรุ สิ ธัมมสูตร
๗. วัชชสูตร ๖. อาเสวิตพั พธมั มสูตร
๙. อาจยคามสิ ตู ร ๘. พหุลกี าตพั พสูตร
๑๑. วิปากสตู ร ๑๐. สัจฉกิ าตพั พสตู ร

๔. อริยมัคควรรค มี ๑๐ สูตร คือ ๒. ทุติยนิรยสัคคสูตร
๑. อรยิ มคั คสูตร ๔. อุปาสกิ าสูตร
๓. สทั ธัมมสตู ร ๖. สงั สปั ปตปิ รยิ ายสูตร
๕. อุปปาเทตัพพธมั มสูตร ๘. ทตุ ิยสญั เจตนกิ สตู ร
๗. ภาเวตพั พธมั มสตู ร ๑๐. อธมั มจรยิ าสตู ร
๙. อนุสสริตพั พสตู ร

๕. อปรปุคคลวรรค มี ๑๒ สตู ร คอื
๑-๑๒. นเสวติ พั พาทิสตู ร

ปัญจมปณั ณาสก์ มี ๒ วรรค
๑. กรชกายวรรค มี ๑๐ สตู ร คอื
๑. ปฐมนริ ยสคั คสูตร
๓. มาตุคามสตู ร
๕. วสิ ารทสตู ร
๗. ปฐมสัญเจตนกิ สตู ร
๙. กรชกายสตู ร
๒. สามญั ญวรรค มี ๑๖ สูตร

504 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตนั ตปิฎก

เปยยาล
๑. ราคเปยยาล มี ๕๑๐ สูตร
๒. ชอ่ื และที่มาของพระสตู รในทสกนบิ าต

ในทสกนิบาต มพี ระสตู ร ๗๔๖ สูตร แต่มีช่อื ปรากฏเพียง ๑๙๙ สูตร และมนี ิทานวจนะ
กล่าวคอื ทม่ี าซง่ึ ปรารภทง้ั บุคคลและสถานที่ หรอื ปรารภเฉพาะบุคคลอยา่ งเดยี วบา้ ง ปรารภ
เฉพาะสถานท่ีอย่างเดยี วบา้ ง ปรากฏเพียง ๕๙ สตู ร ดังน้ี

ปฐมปัณณาสก์ มี ๑๗ สตู ร คอื
ในอานิสังสวรรค ๕ สูตร ได้แก่ (๑) กิมัตถิยสูตร (๒) ทุติยอุปนิสสูตร
(๓) ตตยิ อปุ นิสสูตร (๔) สมาธสิ ูตร (๕) สารปี ุตตสูตร
ในนาถกรณวรรค ๒ สตู ร ไดแ้ ก่ (๑) ทตุ ิยนาถสูตร (๒) ทุติยอริยวาสสูตร
ในมหาวรรค ๖ สตู ร ไดแ้ ก่ (๑) อธิมตุ ติปทสตู ร (๒) มหาจุนทสตู ร (๓) กาลีสูตร
(๔) ปฐมมหาปัญหาสูตร (๕) ทุติยมหาปัญหาสูตร (๖) ทตุ ยิ โกสลสตู ร

ในอปุ าลวิ รรค ๒ สตู ร ไดแ้ ก่ (๑) อุปาลสิ ูตร (๒) ปฐมอานนั ทสูตร
ในอกั โกสวรรค ๕ สตู ร ได้แก่ (๑) วิวาทสตู ร (๒) กุสนิ ารสูตร (๓) สกั กสตู ร
(๔) มหาลิสูตร (๕) ภัณฑนสูตร

ทุติยปณั ณาสก์ มี ๒๙ สูตร คอื
ในสจิตตวรรค ๔ สูตร ได้แก่ (๑) สจติ ตสูตร (๒) สารีปตุ ตสูตร (๓) ปรหิ านสูตร
(๔) คิริมานนั ทสูตร
ในยมกวรรค ๖ สตู ร ไดแ้ ก่ (๑) ปฐมสุขสตู ร (๒) ทุตยิ สุขสูตร (๓) ปฐมนฬก
ปานสตู ร (๔) ทุตยิ นฬกปานสูตร (๕) ปฐมกถาวัตถุสตู ร (๖) ทตุ ิยกถาวตั ถุสูตร
ในอากังขวรรค ๓ สูตร ได้แก่ (๑) อากงั ขสตู ร (๒) กณั ฏกสูตร (๓) มคิ สาลาสูตร
ในเถรวรรค ๙ สูตร ได้แก่ (๑) วาหนุ สูตร (๒) อานันทสตู ร (๓) ปุณณิยสตู ร
(๔) พยากรณสูตร (๕) กตั ถีสูตร (๖) อธมิ านสตู ร (๗) นปั ปยิ สตู ร (๘) โกกาลกิ
สตู ร (๙) ขณี าสวพลสตู ร
ในอุปาสกวรรค ๗ สตู ร ไดแ้ ก่ (๑) กามโภคีสูตร (๒) ภยสูตร (๓) กงิ ทิฏฐิกสตู ร
(๔) วัชชิยมาหิตสูตร (๕) อตุ ตยิ สตู ร (๖) โกกนุทสตู ร (๗) อุปาลิสูตร

ตตยิ ปณั ณาสก์ มี ๖ สตู ร คอื
ในสมณสัญญาวรรค ๑ สูตร ไดแ้ ก่ ปฐมอเสขสูตร

เล่มที่ ๑๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๒๔ 505

ในปัจโจโรหณิวรรค ๕ สูตร ไดแ้ ก่ (๑) ตติยอธัมมสูตร (๒) อชิตสูตร (๓) สคารว
สตู ร (๔) โอรมิ ตีรสตู ร (๕) ปฐมปัจโจโรหณีสตู ร
จตุตถปัณณาสก์ มี ๖ สูตร คือ
ในชาณสุ โสณวิ รรค ๖ สตู ร ไดแ้ ก่ (๑) พราหมณปจั โจโรหณสิ ตู ร (๒) อรยิ ปจั โจ-
โรหณสิ ตู ร (๓) สคารวสตู ร (๔) ทตุ ยิ อธมั มสตู ร (๕) จนุ ทสตู ร (๖) ชาณสุ โสณสิ ตู ร
ปัญจมปัณณาสก์ มี ๑ สตู ร คือ
ในกรชกายวรรค ๑ สตู ร ไดแ้ ก่ อธมั มจริยาสตู ร

๓. ความหมายและใจความสำ� คัญของแตล่ ะวรรคในทสกนิบาต

๓.๑ ปฐมปณั ณาสก์

๓.๑.๑ อานิสงั สวรรค
อานิสังสวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยอานิสงส์ ชื่อนี้ต้ังตามสาระส�ำคัญของพระสูตรท่ี
๑-๕ ในวรรคนี้ ซ่งึ มที ้ังหมด ๑๐ สตู ร แตล่ ะสูตรมีใจความสำ� คัญดังนี้
๑. กมิ ตั ถยิ สตู ร วา่ ดว้ ยคำ� ถามเกย่ี วกบั ผลแหง่ ศลี ทเ่ี ปน็ กศุ ล ในพระสตู รน้ี ทา่ นพระอานนท์
เปน็ ผทู้ ูลถามและพระผู้มพี ระภาคเป็นผตู้ รัสตอบคู่กนั ไปทีละขอ้ ๆ รวม ๑๐ ขอ้ โดยมีศีลท่ีเป็น
กุศลเปน็ เหตุใหเ้ กดิ ผลตามมาและผลนน้ั เปน็ เหตุให้เกดิ ผลอื่น ๆ ต่อเนอื่ งกนั ไปดังน้ี
๑. ศีลที่เป็นกุศล เป็นเหตใุ ห้เกิดอวิปปฏิสาร
๒. อวปิ ปฏิสาร เปน็ เหตใุ ห้เกิดปราโมทย์
๓. ปราโมทย์ เปน็ เหตใุ หเ้ กิดปตี ิ
๔. ปีติ เป็นเหตุให้เกดิ ปสั สทั ธิ
๕. ปัสสทั ธิ เป็นเหตใุ หเ้ กดิ สขุ
๖. สขุ เป็นเหตุใหเ้ กิดสมาธิ
๗. สมาธิ เป็นเหตใุ ห้เกิดยถาภูตญาณทสั สนะ
๘. ยถาภตู ญาณทสั สนะ เป็นเหตุให้เกดิ นพิ พทิ าและวริ าคะ
๙. นพิ พทิ าและวริ าคะ เป็นเหตใุ ห้เกิดวิมุตตญิ าณทสั สนะ
๑๐. วมิ ุตตญิ าณทสั สนะ เป็นธรรมสูงสดุ
ในทา้ ยพระสตู ร พระผมู้ พี ระภาคทรงสรปุ วา่ ศลี ทเ่ี ปน็ กศุ ลยอ่ มใหส้ ำ� เรจ็ เปน็ พระอรหนั ต์
ไดต้ ามลำ� ดบั

506 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก

๒. เจตนากรณยี สตู ร ว่าดว้ ยกรรมทีไ่ มค่ วรท�ำด้วยความต้ังใจ หมายความว่า เม่ือบคุ คล
ท�ำกรรมดีแล้วผลดีย่อมเกิดข้ึนแก่เขาเองโดยไม่ต้องตั้งความปรารถนาว่า ขอให้ผลนั้น ๆ
จงเกดิ ขึ้นแกต่ น ในพระสตู รน้ี พระผู้มพี ระภาคทรงแสดงวา่ เป็นกฎธรรมดาทผ่ี ลแห่งการรกั ษา
ศีลยอ่ มเกดิ ข้ึนแกผ่ ู้มีศลี และผลแหง่ ศลี ย่อมส่งผลตอ่ ๆ ไป เหมือนในสูตรที่ ๑ ในท้ายพระสูตร
ทรงสรปุ ธรรมทีเ่ ป็นเหตุและผลของกันและกนั ตามลำ� ดับ จากผลไปหาเหตุ ดงั น้ี

๑. วมิ ุตติญาณทสั สนะ เกิดจากนพิ พทิ าและวิราคะ
๒. นพิ พิทาและวิราคะ เกดิ จากยถาภตู ญาณทัสสนะ
๓. ยถาภตู ญาณทสั สนะ เกดิ จากสมาธิ
๔. สมาธิ เกิดจากสุข
๕. สขุ เกิดจากปัสสัทธิ
๖. ปัสสัทธิ เกดิ จากปตี ิ
๗. ปตี ิ เกิดจากปราโมทย์
๘. ปราโมทย์ เกิดจากอวปิ ปฏิสาร
๙. อวปิ ปฏิสาร เกดิ จากศีลทเี่ ปน็ กุศล
๑๐. ศลี ทเี่ ปน็ กศุ ล เป็นตัวเหตุ
๓-๕. ปฐมอปุ นิสสูตร ทตุ ยิ อปุ นสิ สตู ร และตตยิ อปุ นิสสูตร ตา่ งก็วา่ ด้วยธรรมทม่ี ีเหตุให้
ถูกขจัดและธรรมท่มี เี หตสุ มบรู ณ์ คำ� วา่ ธรรม ในค�ำว่า ธรรมมี เหตุให้ถูกขจดั ในท่ีนหี้ มายถงึ
ความเป็นผู้ทุศีล เพราะความเป็นผู้ทุศีลเป็นตัว ก�ำจัดหรือขัดขวางผลท่ีควรจะมีควรจะได้
และผลที่เกี่ยวเน่ืองกนั โดยลำ� ดบั คอื
๑. ความเปน็ ผู้ทุศีล เป็นตวั เหตุ
๒. ความเป็นผูท้ ศุ ลี กำ� จัดอวิปปฏิสารทค่ี วรจะมีควรจะได้
๓. ความเป็นผไู้ ม่มอี วปิ ปฏสิ าร กำ� จัดปราโมทย์ท่คี วรจะมคี วรจะได้
๔. ความเป็นผูไ้ มม่ ีปราโมทย์ กำ� จดั ปตี ทิ ี่ควรจะมีควรจะได้
๕. ความเปน็ ผไู้ มม่ ีปีติ ก�ำจดั ปสั สทั ธิท่คี วรจะมคี วรจะได้
๖. ความเป็นผู้ไมม่ ีปสั สัทธิ ก�ำจดั สขุ ทค่ี วรจะมีควรจะได้
๗. ความเปน็ ผไู้ มม่ สี ขุ ก�ำจดั สมาธทิ ค่ี วรจะมีควรจะได้
๘. ความเปน็ ผู้ไม่มีสมาธิ กำ� จัดยถาภูตญาณทัสสนะท่คี วรจะมคี วรจะได้
๙. ความเป็นผู้ไม่มยี ถาภตู ญาณทสั สนะ ก�ำจัดนพิ พิทาและวริ าคะทคี่ วรจะมคี วร
จะได้

เล่มที่ ๑๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๒๔ 507

จะได้ ๑๐. ความเปน็ ผไู้ มม่ นี พิ พทิ าและวริ าคะ กำ� จดั วมิ ตุ ตญิ าณทสั สนะทคี่ วรจะมคี วร

ค�ำว่า ธรรม ในค�ำวา่ ธรรมมเี หตสุ มบรู ณ์ ในทีน่ ้ีหมายถึงความเป็นผู้มีศีล เพราะความ
เป็นผู้มีศีลเป็นเหตุให้เกิดผลที่ควรจะมีควรจะได้และผลท่ีเกี่ยวเน่ืองกันตามล�ำดับ ซ่ึงมีนัยตรง
กันขา้ มกบั ความเป็นผูท้ ุศลี
๖. สมาธสิ ตู ร วา่ ดว้ ยการไดส้ มาธขิ องภกิ ษโุ ดยไมต่ อ้ งมสี ญั ญา ในพระสตู รน้ี ทา่ นพระอานนท์
ทลู ถามพระผูม้ พี ระภาควา่ ภกิ ษุจะได้สมาธโิ ดยไมต่ ้องมีสญั ญาในอารมณ์ ๑๐ อยา่ ง คอื ไมต่ ้อง
มสี ญั ญาในธาตุ ๔ ไม่ต้องมสี ัญญาในอรปู ฌาน ๔ ไมต่ อ้ งมีสัญญาในโลกน้ี ไม่ตอ้ งมสี ญั ญาในโลก
หนา้ แต่ตอ้ งมสี ญั ญา พระผู้มพี ระภาคตรสั ตอบว่า ไมต่ อ้ งพิจารณาอารมณ์ ๑๐ อย่างน้นั ก็ได้
แต่ให้มีสญั ญาในภาวะนิพพาน คือพิจารณาเฉพาะภาวะนิพพานเป็นอารมณ์เท่าน้นั
๗. สารีปุตตสูตร ว่าด้วยพระสารีบุตรตอบปัญหาของพระอานนท์ ในพระสูตรนี้
ท่านพระอานนท์ได้ถามปัญหากับท่านพระสารีบุตร อย่างเดียวกับที่ทูลถามพระผู้มีพระภาค
ในสมาธิสูตร ท่านพระสารีบุตรตอบว่า ได้ แล้วเล่าประสบการณ์ที่ท่านได้สมาธิเช่นน้ันใน
ป่าอันธวนั ซึ่งมีใจความตรงกบั ทีพ่ ระผู้มีพระภาคตรสั ตอบท่านพระอานนท์
๘. ฌานสูตร ว่าดว้ ยภิกษผุ ้มู ีฌาน ในพระสูตรนมี้ หี ัวข้อธรรมท่ีว่าด้วยฌานอยู่ในข้อท่ี ๙
ซึ่งเป็นที่มาของชื่อพระสูตรนี้ ใจความส�ำคัญของพระสูตรนี้ คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า
บุคคลผ้มู ีศรัทธา แต่ถ้ายงั ขาดธรรมอน่ื ๆ ก็ช่ือว่ายังไมบ่ รบิ รู ณ์ ควรบ�ำเพญ็ ธรรมนัน้ ใหบ้ รบิ ูรณ์
ด้วย จึงทรงแสดงเพ่ิมขน้ึ ทีละข้อ ๆ จนถงึ ๑๐ ข้อ คือ
๑. เป็นผมู้ ีศรทั ธา ๒. เปน็ ผูม้ ีศีล
๓. เป็นพหูสูต ๔. เป็นธรรมกถกึ
๕. เป็นผู้เขา้ ไปสู่บรษิ ทั ๖. เป็นผ้แู กล้วกล้าแสดงธรรมแกบ่ รษิ ัท
๗. เปน็ ผทู้ รงวินยั ๘. เปน็ ผอู้ ยปู่ า่ เปน็ วตั รและอยใู่ นเสนาสนะอนั สงดั
๙. เปน็ ผู้ได้ฌาน ๔ ๑๐. เป็นผ้ไู ดเ้ จโตวมิ ุตติ ปญั ญาวิมตุ ติ
ผู้มอี งค์ธรรม ๑๐ ประการนี้ ชอ่ื วา่ เป็นผกู้ อ่ ให้เกิดความเลื่อมใสได้รอบด้าน กล่าวคอื
มกี ายกรรม วจีกรรมที่น่าเล่อื มใสและเป็นผูบ้ ริบรู ณด์ ว้ ยอาการทง้ั ปวง
๙. สันตวโิ มกขสูตร วา่ ดว้ ยสันตวิโมกข์ พระสูตรนมี้ ีลกั ษณะเหมือนฌานสูตร ตา่ งกนั ที่
หัวข้อธรรมขอ้ ที่ ๙ เป็นสันตวิโมกข์ ซ่ึงเปน็ ทีม่ าของชือ่ พระสตู รน้ี
๑๐. วชิ ชาสตู ร ว่าดว้ ยวชิ ชา พระสูตรน้มี ลี ักษณะเหมือนฌานสตู รและสนั ตวิโมกขสตู ร
ตา่ งกนั ที่หัวขอ้ ธรรมขอ้ ที่ ๙ เป็นวชิ ชา ๓ ประการซึง่ เป็นท่ีมาของ ชอื่ พระสูตรน้ี

508 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก

๓.๑.๒ นาถกรณวรรค
นาถกรณวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยนาถกรณธรรม หมายถึงธรรมส�ำหรับสร้างท่ีพ่ึง
ชอื่ นตี้ งั้ ตามสาระสำ� คญั ของพระสตู รที่ ๗-๘ ในวรรคน้ี ซงึ่ มที งั้ หมด ๑๐ สตู ร แตล่ ะสตู รมใี จความ
ส�ำคญั ดงั นี้
๑. เสนาสนสูตร วา่ ดว้ ยองคป์ ระกอบของเสนาสนะ หมายถึงเสนาสนะที่ประกอบดว้ ย
องค์ ๕ กลา่ วโดยยอ่ คือ
๑. อย่ไู มไ่ กลนัก ไมใ่ กลน้ กั ไปมาสะดวก
๒. มีปัจจัย ๔ โดยไมฝ่ ดื เคอื ง
๓. มีพระภกิ ษเุ ถระผเู้ ป็นพหสู ูต เรียนจบคมั ภรี ์
๔. มีพวกภิกษหุ มัน่ ไปหาพระเถระเหล่านัน้ และศึกษาเลา่ เรียนกับทา่ น
๕. พระภกิ ษเุ ถระเอาใจใสใ่ ห้การศึกษาแก่ภกิ ษุเหลา่ นน้ั
องค์ประกอบทั้ง ๕ น้ีถือว่าเป็นองค์ประกอบภายนอกของภิกษุ เป็นคุณสมบัติของ
สิง่ แวดลอ้ ม
องค์ประกอบภายในของภิกษุอกี ๕ ประการ กล่าวโดยย่อ คือ
๑. มีศรัทธา ๒. มอี าพาธน้อย
๓. ไมโ่ ออ้ วด ๔. ปรารภความเพยี ร
๕. มีปัญญา
ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ และใช้สอยเสนาสนะที่ประกอบดว้ ยองค์ ๕ เปน็ เหตุท�ำให้
แจ้งเจโตวมิ ุตตแิ ละปญั ญาวมิ ุตติ
๒. ปัญจงั คสูตร วา่ ดว้ ยองค์ ๕ หมายถงึ องค์คณุ ๕ อยา่ งทีภ่ กิ ษลุ ะได้ คอื นิวรณ์ ๕
และองคค์ ุณอกี ๕ อยา่ งทีเ่ ป็นสว่ นประกอบของภิกษุผูเ้ ปน็ อเสขะ คอื ธรรมขันธ์ ๕
๓. สังโยชนสูตร ว่าด้วยสังโยชน์ ได้แก่สังโยชน์ ๑๐ แบ่งเป็น ๒ ฝ่าย คือ สังโยชน์
เบ้อื งต�่ำ ๕ และสงั โยชนเ์ บือ้ งสงู ๕
๔. เจโตขลี สตู ร วา่ ดว้ ยกเิ ลสเครอื่ งตรงึ จติ ดจุ ตะปแู ละกเิ ลสเครอ่ื งผกู ใจ หมายถงึ กเิ ลส
ท่ีเปน็ เหตใุ ห้ภิกษหุ รอื ภกิ ษุณเี สอื่ มเพราะละไมไ่ ด้ แต่ถา้ ละไดก้ ็เปน็ เหตุใหเ้ จรญิ (ดูเจโตขีลสตู ร
และวินพิ นั ธสูตร ในกิมพลิ วรรค แหง่ ปัญจมปัณณาสก์ ปญั จกนิบาตประกอบ)
กิเลสเครอื่ งตรึงจิตดจุ ตะปู ๕ ประการ โดยย่อ คือ เคลอื บแคลง สงสยั ไมน่ ้อมใจเชื่อใน
ศาสดา ๑ ... ในธรรม ๑ ... ในสงฆ์ ๑ ... ในสิกขา ๑ โกรธ ไมพ่ อใจเพ่อื นพรหมจารี ๑
กิเลสเคร่ืองผูกใจ ๕ ประการ โดยยอ่ คือ เป็นผไู้ ม่ปราศจากความก�ำหนัด ความพอใจ
ความรกั ความกระหาย ความเรา่ ร้อน ความอยากในกาม ๑ ... ในกาย ๑ ... ในรปู ๑ ฉนั อาหาร

เลม่ ที่ ๑๖ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๔ 509

เกินประมาณ หาความสุขด้วยการหลับนอน ๑ ประพฤติพรหมจรรย์เพราะต้องการไปเกิดใน
เทวโลก ๑

๕. อัปปมาทสูตร ว่าด้วยความไม่ประมาท ในพระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดง
ความไม่ประมาทว่าเป็นยอดแห่งกศุ ลธรรมท้งั หลาย โดยมีขอ้ เปรยี บ เทยี บ ๑๐ ขอ้

๖. อาหุเนยยสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้ควรแก่ของที่เขาน�ำมาถวาย หมายถึงบุคคล
๑๐ จำ� พวก มพี ระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพทุ ธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า เป็นต้น

๗-๘. ปฐมนาถสูตร และทุติยนาถสูตร ต่างก็ว่าด้วยนาถกรณธรรม หมายถึง ธรรม
๑๐ ประการ โดยย่อ คือ (๑) เปน็ ผู้มีศีล (๒) เป็นพหสู ูต (๓) เปน็ ผมู้ ีมิตรดี (๔) เป็นผูว้ ่าง่าย
(๕) เป็นผูข้ ยันช่วยเหลอื กิจทีต่ อ้ งท�ำของเพ่ือนพรหมจารี (๖) เป็นผใู้ ครธ่ รรม (๗) เปน็ ผู้ปรารภ
ความเพยี ร (๘) เปน็ ผสู้ ันโดษด้วยปจั จัย ๔ (๙) เป็นผู้ มสี ติ (๑๐) เป็นผู้มปี ัญญาตา่ งกนั ที่ทรง
แสดงขยายรายละเอียดของแต่ละหัวขอ้ ธรรมใหช้ ดั เจนย่ิงขน้ึ เท่านั้น

๙-๑๐. ปฐมอริยวาสสูตร และทุติยอริยวาสสูตร ต่างก็ว่าด้วยธรรมเป็นเคร่ืองอยู่ของ
พระอริยะ หมายถึง ธรรมเป็นที่รองรับความเป็นพระอริยะ ท้ังในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
๑๐ ประการ คอื (๑) เป็นผ้ลู ะองค์ ๕ (๒) เปน็ ผูป้ ระกอบด้วยองค์ ๖ (๓) เปน็ ผมู้ ธี รรมเป็น
เครอ่ื งรกั ษาอย่างเอก (๔) เป็นผูม้ ีอปัสเสนธรรม(ธรรมเป็นดจุ พนักพงิ ) ๔ ประการ (๕) เป็นผมู้ ี
ปจั เจกสจั จะท่บี รรเทาได้ (๖) เปน็ ผมู้ ีการแสวงหาอันสละได้ดี (๗) เปน็ ผ้มู คี วามดำ� รอิ นั ไมข่ ุ่นมัว
(๘) เป็นผู้มีกายสังขารระงับได้ (๙) เป็นผู้มีจิตหลุดพ้นได้ดี (๑๐) เป็นผู้มีปัญญาหลุดพ้นได้ดี
ตา่ งกนั ทที่ รงแสดงขยายรายละเอยี ดของแตล่ ะหวั ข้อธรรมให้ชดั เจนยง่ิ ข้นึ เท่าน้นั

๓.๑.๓ มหาวรรค
มหาวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยเรื่องใหญ่ ช่ือนี้ต้ังตามสาระส�ำคัญของพระสูตร
ท้งั ๑๐ สูตรในวรรคน้ี ซง่ึ มีท้ังหมด ๑๐ สูตร แต่ละสตู รมใี จความสำ� คัญดงั น้ี
๑. สีหนาทสูตร ว่าด้วยการบันลือสีหนาท คือตรัสพระวาจาอย่างองอาจ กล้าหาญ
ดังพญาราชสีห์ค�ำราม โดยปกติจะทรงบันลือสีหนาท เพื่อทรงปราบปรวาทีบุคคลผู้กล่าว
จ้วงจาบต่อพระองค์ ดังปรากฏในมหาสีหนาทสูตร แห่งคัมภีร์ ทีฆนิกาย สีลขันขวรรค และ
คมั ภรี ม์ ชั ฌมิ นกิ าย มลู ปณั ณาสก์ แตใ่ นทนี่ ท้ี รง มงุ่ แสดงหวั ขอ้ ธรรมคอื ตถาคตพละ ๑๐ ประการ
เทา่ นัน้
๒. อธิมตุ ตปิ ทสูตร ว่าด้วยอธิมตุ ตบิ ท ซ่งึ เปน็ ช่ือของขันธ์ อายตนะ และ ธาตุ ตามนัย
แห่งอรรถกถา(องฺ.ทสก.อ.๓/๒๒/๓๓๑) พระผู้มีพระภาคตรัสกับท่านพระอานนท์ว่า ทรงกล้า
แสดงธรรมทั้งหลาย เพื่อให้ผู้ฟังรู้แจ้งอธิมุตติบทตามความเป็นจริง ก็เพราะทรงมีพระญาณ

510 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก

อนั ยอดเยยี่ มทเี่ รยี กวา่ สพั พญั ญตุ ญาณ ทศพลญาณ หรอื ตถาคตพละ คอื กำ� ลงั ของพระตถาคต
๑๐ ประการ ซ่ึงเป็นสาระสำ� คญั ของพระสูตรน้ี ทศพลญาณหรอื ตถาคตพละนี้เองทีเ่ ปน็ เหตใุ ห้
พระองค์ทรงกล้า บันลอื สหี นาท ประกาศพรหมจกั รในบรษิ ัท

๓. กายสูตร ว่าด้วยธรรมที่พึงละทางกาย หมายถึงทรงสอนให้ละกิเลสจากหยาบไป
หาละเอียดตามล�ำดับ คือ ละกายทุจริต ประพฤติกายสุจริต ละวจีทุจริต ประพฤติวจีสุจริต
และละกเิ ลสทล่ี ะเอยี ด ได้แก่ กเิ ลสธรรม ๑๐ ประการมี โลภะ โทสะ โมหะ เป็นตน้

๔. มหาจุนทสูตร ว่าด้วยพระมหาจุนทะ คือท่านพระมหาจุนทะแสดงธรรมแก่ภิกษุ
ทั้งหลายเร่ืองบุคคล ๖ จ�ำพวก แบ่งเป็น ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายท่ีกล่าวอวดใน สิ่งที่ตนไม่มี และ
ฝ่ายทก่ี ลา่ วถึงสิง่ ท่ตี นมี แบ่งเปน็ ฝ่ายละ ๓ จำ� พวก คอื

ฝา่ ยท่ี ๑ ไดแ้ ก่ (๑) บุคคลผกู้ ล่าวอวดญาณ (๒) บุคคลผู้กลา่ วอวดภาวนา (๓) บุคคล
ผู้กล่าวอวดทง้ั ญาณและภาวนา เน่อื งจากบุคคลทั้ง ๓ จำ� พวกของฝา่ ยนี้ ถูกกเิ ลสธรรมครอบงำ�
ท�ำให้ไม่รู้ตามความเป็นจริง ท่านพระมหาจุนทะจึงเปรียบบุคคลทั้ง ๓ จ�ำพวกนี้ว่า เหมือน
คนขัดสน แต่กล่าวอวดว่ามั่งมี คนไม่มีทรัพย์ แต่กล่าวอวดว่ามีทรัพย์ เมื่อต้องการใช้ทรัพย์
ก็ไม่สามารถหาทรัพย์มาใชไ้ ด้

ฝ่ายที่ ๒ ได้แก่ (๑) บุคคลผู้กล่าวถึงญาณ (๒) บุคคลผู้กล่าวถึงภาวนา (๓) บุคคล
ผกู้ ลา่ วถงึ ทง้ั ญาณและภาวนา เนอื่ งจากบคุ คลทงั้ ๓ จำ� พวกนไี้ มถ่ กู กเิ ลสธรรมครอบงำ� จงึ รตู้ าม
ความเปน็ จริง และกลา่ วตามความเปน็ จริง ทา่ นพระมหาจนุ ทะจงึ เปรียบบุคคล ๓ จ�ำพวกน้วี า่
เหมอื นคนมีทรัพย์ เม่อื ตอ้ งการใชท้ รัพย์ กห็ าทรัพย์มาใชไ้ ด้

กเิ ลสธรรมซ่งึ เป็นเครื่องแบ่งบคุ คล ๒ ฝา่ ยนี้ มี ๑๐ ประการ เหมอื นใน กายสตู ร
๕. กสิณสูตร ว่าด้วยบ่อเกิดแห่งธรรมที่มีกสิณเป็นอารมณ์ ค�ำว่า “ธรรม” ในค�ำว่า
“บ่อเกดิ แห่งธรรมที่มกี สณิ เป็นอารมณ”์ หมายถึงฌานหรือสมาบตั ิ คำ� วา่ “บอ่ เกิด” หมายถงึ
กสิณ ๑๐ ประการ ที่ว่ากสิณเป็นบ่อเกิดแห่งฌานนั้น ท่าน เปรียบเหมือนนาเป็นท่ีเกิดและ
ที่เจรญิ งอกงามของขา้ วกล้า(องฺ.ทสก.ฏีกา ๓/๒๕/ ๓๙๕)
๖. กาลสี ตู ร วา่ ดว้ ยอบุ าสกิ าชอื่ วา่ กาลี คอื อบุ าสกิ ากาลไี ดถ้ ามทา่ นพระมหากจั จานะวา่
พระพทุ ธดำ� รัสทวี่ า่ “การบรรลุประโยชน์เป็นความสงบแหง่ หทัย” น้นั หมายความวา่ อยา่ งไร
พระเถระอธบิ ายวา่ การบรรลปุ ระโยชนข์ องพระผมู้ พี ระภาคตา่ งกบั ของสมณพราหมณอ์ น่ื ๆ คอื
การบรรลปุ ระโยชนข์ องสมณพราหมณอ์ น่ื ๆ หมายถงึ การไดส้ มาบตั โิ ดยอาศยั กสณิ ๑๐ เทา่ นนั้
แต่พระผู้มีพระภาคทรงได้ สมาบัติโดยอาศัยกสิณ ๑๐ น้ัน ๆ แล้วยังทรงเห็นเบื้องต้น โทษ
ธรรมเปน็ เคร่ืองสลดั ออก และมัคคามัคคญาณทัสสนะ ซึง่ หมายถึงอริยสจั ๔ ดว้ ย เพราะฉะนั้น
การบรรลปุ ระโยชนเ์ ชน่ นัน้ จงึ เป็นความสงบแห่งหทัย

เลม่ ที่ ๑๖ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๒๔ 511

๗-๘. ปฐมมหาปญั หาสูตร และทุติยมหาปญั หาสูตร ต่างกว็ า่ ดว้ ยปญั หาใหญ่ หมายถึง
ปัญหาสำ� คญั ๑๐ ข้อ ซ่งึ เหมือนกนั ทั้ง ๒ สตู ร เชน่

ปญั หาข้อที่ ๑ ว่า อะไร ชอื่ ว่า ปญั หา ๑ อทุ เทส ๑ ไวยากรณ์ ๑
ปัญหาข้อที่ ๒ ว่า อะไร ช่ือวา่ ปัญหา ๒ อทุ เทส ๒ ไวยากรณ์ ๒
ปญั หาข้อท่ี ๓ วา่ อะไร ชือ่ ว่า ปญั หา ๓ อุทเทส ๓ ไวยากรณ์ ๓
ฯลฯ
ค�ำตอบของทง้ั ๒ สูตร มีทงั้ เหมือนกันและตา่ งกัน กลา่ วคือคำ� ตอบของข้อ ที่ ๑ - ๓
เหมอื นกัน ข้อที่ ๔ - ๘ ต่างกนั และข้อท่ี ๙ - ๑๐ เหมือนกนั
๙. ปฐมโกสลสตู ร ว่าด้วยพระเจ้าปเสนทิโกศล สตู รที่ ๑ คือ พระผมู้ ีพระภาคทรงแสดง
ความเป็นเลิศในทางต่าง ๆ ๑๐ ประการ เพ่ือทรงช้ีให้เห็นว่าอะไรเป็นความเลิศอย่างแท้จริง
เนื่องจากทรงปรารภพระเจ้าปเสนทิโกศลว่า เป็นเลิศในทางความเป็นใหญ่ในแผ่นดิน เป็น
อันดบั แรก จึงเรยี กสูตรน้วี ่า โกสลสตู ร
ความเปน็ ใหญ่ในทางต่าง ๆ ๑๐ ประการ คือ
๑. ความเปน็ ใหญใ่ นแผน่ ดนิ
๒. ความเป็นใหญใ่ นโลกธาตุ
๓. ความเป็นใหญ่ในพรหมโลกชั้นอาภัสสรพรหม
๔. สมาบตั ิท่อี าศยั กสณิ ๑๐
๕. อภิภายตนะ ๘
๖. สขุ า ปฏปิ ทา ขปิ ปาภญิ ญา
๗. อากญิ จัญญายตนสัญญา
๘. วาทะ(ลัทธ)ิ ท่ีถอื ว่าอัตภาพในปัจจบุ ันสืบต่อมาจากอตั ภาพในอดตี
๙. ปรมตั ถวิสุทธ(ิ ความบรสิ ทุ ธ์ขิ ้ันสูงสดุ ) คือ เนวสญั ญานาสัญญายตนฌาน
๑๐. อนปุ าทาปรนิ พิ พาน(ความดบั โดยไม่มปี จั จยั เหลอื )
พระองค์ตรัสว่า ความเป็นเลิศต้ังแต่ล�ำดับที่ ๑-๙ ยังไม่ถือว่าเป็นเลิศอย่างแท้จริง
เพราะยังมีการแปรผนั แต่ความเป็นเลศิ อย่างแท้จรงิ คือ อนุปาทาปรินิพพาน ซ่ึงเป็นเลศิ กว่า
ปรมทิฏฐธัมมนิพพาน (นิพพานในปัจจุบันช้ันยอด) ที่สมณพราหมณ์บางพวกบัญญัติว่าเป็น
บรมธรรมของสัตว์
๑๐. ทุติยโกสลสูตร ว่าด้วยพระเจ้าปเสนทิโกศล สูตรท่ี ๒ ในพระสูตรน้ี พระเจ้า
ปเสนทโิ กศลทรงประกาศกตญั ญกู ตเวทติ าธรรมของพระองคต์ อ่ พระผมู้ พี ระภาค ดว้ ยการแสดง
ความนอบนอ้ มอย่างยงิ่ เพราะทรงเห็นคณุ ธรรม ๑๐ ประการในพระผมู้ ีพระภาค

512 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก

๓.๑.๔ อปุ าลิวรรค
อุปาลิวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยพระอุบาลี ชื่อน้ีต้ังตามชื่อของพระสูตรที่ ๑ และ
สาระส�ำคญั ของพระสูตรท่ี ๑ - ๘ ในวรรคนี้ เพราะพระสตู รเหล่าน้ีพระผู้มพี ระภาคทรงแสดง
ตามคำ� ทลู ถามของทา่ นพระอบุ าลี สว่ นอกี ๒ สตู รทรงแสดง ตามคำ� ทลู ถามของทา่ นพระอานนท์
รวมเปน็ ๑๐ สูตร แตล่ ะสตู รมีใจความส�ำคญั ดังน้ี
๑. อปุ าลสิ ตู ร วา่ ดว้ ยพระอบุ าลี คอื ทา่ นพระอบุ าลที ลู ถามพระผมู้ พี ระภาค ถงึ ประโยชน์
แห่งการบัญญัติสิกขาบทและการแสดงปาติโมกข์ พระองค์จึงทรงแสดงอ�ำนาจประโยชน์
๑๐ ประการ
๒. ปาติโมกขัฏฐปนาสูตร ว่าด้วยเหตุงดสวดปาติโมกข์ หมายถึงเหตุ ๑๐ ประการ
เช่น มภี กิ ษผุ ้ตู ้องอาบตั ิปาราชิกอยใู่ นบรษิ ัทนั้น
๓. อุพพาหิกาสูตร ว่าด้วยคุณสมบัติของภิกษุผู้รื้อฟื้นอธิกรณ์ หมายถึง คุณสมบัติ
๑๐ ประการ เช่น เป็นผู้มีศีล เป็นพหูสูต ทรงจ�ำพระปาติโมกข์ท้ังสอง คือ มหาวิภังค์หรือ
ภิกขวุ ิภังค์ (สกิ ขาบทฝ่ายภกิ ษ)ุ และภิกขนุ ีวิภงั ค์ (สิกขาบทฝา่ ยภกิ ษณุ ี) ได้ดี
๔. อุปสัมปทาสูตร ว่าด้วยคุณสมบัติของภิกษุผู้ให้อุปสมบท หมายถึง คุณสมบัติของ
อปุ ัชฌาย์ ๑๐ ประการ ในจ�ำนวนนั้น ขอ้ ท่ี ๑ - ๓ เหมอื นคณุ สมบัติของภิกษผุ รู้ ือ้ ฟ้ืนอธกิ รณ์
๕. นิสสยสูตร ว่าด้วยคุณสมบัติของภิกษุผู้ให้นิสสัย หมายถึงคุณสมบัติของอาจารย์
๑๐ ประการ เหมือนคณุ สมบัติของอปุ ชั ฌาย์ในอุปสมั ปทาสตู ร
๖. สามเณรสตู ร วา่ ด้วยคุณสมบตั ิของภกิ ษุผใู้ หส้ ามเณรอุปฏั ฐาก หมายถึง คณุ สมบตั ิ
๑๐ ประการ เหมือนคณุ สมบัติของอาจารย์ในนสิ สยสตู ร
๗. สงั ฆเภทสูตร ว่าดว้ ยเหตุให้สงฆแ์ ตกกัน หมายถงึ เหตุ ๑๐ ประการ เช่น ภิกษุแสดง
อธรรมว่า “เปน็ ธรรม แสดงธรรมวา่ เป็นอธรรม”
๘. สังฆสามัคคีสูตร ว่าด้วยเหตุให้สงฆ์สามัคคีกัน หมายถึงเหตุ ๑๐ ประการ เช่น
ภิกษุแสดงอธรรมวา่ “เปน็ อธรรม แสดงธรรมวา่ เปน็ ธรรม”
๙-๑๐. ปฐมอานนั ทสตู ร และทตุ ยิ อานนั ทสูตร ตา่ งว่าดว้ ยพระอานนท์ ทลู ถามปญั หา
ในพระสตู รท่ี ๑ ท่านทลู ถามถึงเรื่องสังฆเภท ในพระสูตรท่ี ๒ ท่านทลู ถามถึงเรอื่ งสังฆสามคั คี
อย่างเดียวกับท่ีทา่ นพระอุบาลที ลู ถามในสังฆเภทสตู ร และสังฆสามคั คสี ตู ร
๓.๑.๕ อกั โกสวรรค
อักโกสวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยการด่า หมายถึงการทะเลาะวิวาท บาดหมางกัน
ช่ือน้ีตั้งตามสาระส�ำคัญของพระสูตรท่ี ๑ - ๓ และพระสูตรท่ี ๑๐ ในวรรคน้ีซ่ึงมีทั้งหมด

เล่มที่ ๑๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๔ 513

๑๐ สตู ร แต่ละสูตรมใี จความส�ำคัญดังนี้
๑. วิวาทสูตร ว่าด้วยเหตุให้เกิดวิวาทข้ึนในสงฆ์ หมายถึงเหตุ ๑๐ ประการท่ีให้สงฆ์

แตกกนั ดังที่ตรสั ไวใ้ นสังฆเภทสูตรและในปฐมอานนั ทสูตรแห่งอปุ าลิวรรค
๒-๓. ปฐมวิวาทมูลสูตร และทุติยวิวาทมูลสูตร ต่างว่าด้วยมูลเหตุแห่งวิวาท หมาย

ถงึ มลู เหตุ ๑๐ ประการ แตม่ ีสาระสำ� คญั ตา่ งกัน คือ ในพระสตู รแรก ว่าด้วยเหตุแห่งวิวาทที่
เกี่ยวกับธรรม อธรรม วินยั มิใชว่ ินยั เป็นต้น ซึง่ เหมือนววิ าทสูตร ส่วนในพระสตู รที่ ๒ ว่าดว้ ย
มูลเหตแุ ห่งวิวาทท่ีเกีย่ วกับอาบัติ อนาบัติ อาบตั ิเบา อาบัติหนัก เป็นตน้

๔. กสุ นิ ารสตู ร วา่ ดว้ ยพระธรรมเทศนาทกี่ รงุ กสุ นิ ารา ในพระสตู รน้ี ทรงแสดงคณุ สมบตั ิ
ของภกิ ษผุ เู้ ปน็ โจทก์ ๑๐ ประการ

๕ ประการแรกเป็นคุณสมบัติภายใน เช่น ให้พิจารณาตนเองว่ามีความประพฤติ
ทางกาย วาจาบริสทุ ธหิ์ รอื ไม่ มีเมตตาจิตตอ่ เพื่อนภกิ ษุหรอื ไม่

๕ ประการหลังเป็นวิธีปฏิบัติในการโจทย์ เช่น พูดในเวลาควรพูด พูดความจริง
พดู คำ� สภุ าพ

๕. ราชนั เตปรุ ปั ปเวสนสตู ร ว่าดว้ ยโทษในการเขา้ ไปในพระราชวงั ช้นั ใน หมายความวา่
เม่ือภกิ ษุเขา้ ไปในพระราชวงั ชนั้ ใน อาจได้รับโทษ ๑๐ ประการอย่างใดอยา่ งหนง่ึ เชน่ ถูกสงสยั
เม่ือย้ิมกบั พระมเหสี ถกู สงสัยเม่อื ของหาย ถูกสงสยั เมอื่ ความลับรวั่ ไหล

๖. สักกสูตร ว่าด้วยอุบาสกอุบาสิกาชาวแคว้นสักกะ สาระส�ำคัญในพระสูตรนี้ คือ
พระผมู้ ีพระภาคทรงแสดงอานสิ งส์แหง่ การรกั ษาศลี และบ�ำเพญ็ ธรรม โดยทรงเปรยี บเทยี บว่า
ความสขุ ทเ่ี กิดจากความมที รัพยก์ ับความสขุ ทเ่ี กิดจากความมีศลี มีธรรม อย่างไหนเป็นความสขุ
ที่แทจ้ ริง ให้พิจารณาเปรียบเทยี บกันปตี อ่ ปี เดือนต่อเดอื น วนั ต่อวัน

๗. มหาลิสูตร ว่าด้วยเจ้าลิจฉวีพระนามว่ามหาลิ คือเจ้าลิจฉวีมหาลิทูลถามเหตุให้
ทำ� กรรมชว่ั และเหตใุ หท้ ำ� กรรมดี พระผมู้ พี ระภาคจงึ ตรสั วา่ โลภะ โทสะ โมหะ อโยนโิ สมนสกิ าร
และมจิ ฉาปณหิ ติ จติ เป็นเหตใุ ห้ท�ำกรรมชวั่ และ อโลภะ อโทสะ อโมหะ โยนิโสมนสิการ และ
สมั มาปณิหติ จติ เปน็ เหตใุ หท้ ำ� กรรมดี

๘. ปัพพชติ อภณิ หสูตร วา่ ดว้ ยธรรมทบ่ี รรพชติ ควรพจิ ารณาเนอื งๆ หมายถงึ อภณิ ห-
ปัจจเวกขณ์ ๑๐ ประการ สำ� หรบั บรรพชิต เชน่ ใหพ้ จิ ารณาถงึ เพศภาวะทแ่ี ตกตา่ งจากคฤหสั ถ์
ซง่ึ พระอรรถกถาจารย์อธบิ ายว่า ตา่ งกัน ๒ ประการ คือ ตา่ งกนั ดา้ นสรีระ หมายถงึ การปลงผม
และหนวด และต่างกันด้านการใช้สอยบริขาร หมายถึงเม่ือก่อนเคยนุ่งผ้าเนื้อดี รับประทาน
อาหารดี นอนบ้านดี แต่บัดนี้ นุ่งผ้าท่ีขาด ฉันอาหารผสมกันในบาตร นอนตามโคนไม้
เม่ือพจิ ารณาไดด้ ังน้ี จะทำ� ใหล้ ะความโกรธเคืองและการถือตัวได้ (อง.ฺ ทสก.อ. ๓/๔๘/๓๔๘)

514 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสุตตนั ตปฎิ ก

๙. สรีรัฏฐธัมมสูตร ว่าด้วยธรรมประจ�ำสรีระ คือสภาวะที่เก่ียวข้องกับร่างกาย
๑๐ ประการ ท่ภี กิ ษพุ งึ พิจารณาให้รู้เทา่ ทนั ส�ำรวมระวังและเลอื กปฏิบัตแิ ต่ กรรมดี

๑๐. ภัณฑนสูตร วา่ ด้วยภิกษุเกิดความบาดหมางกนั คือ พระผู้มีพระภาค ทรงปรารภ
การเกิดความบาดหมางกันข้ึนในหมู่ภิกษุ จึงตรัสสาราณียธรรม ๑๐ ประการซึ่งเหมือนกับนา
ถกรณธรรม ๑๐ ประการ ในปฐมนาถสตู รแหง่ นาถกรณวรรค

๓.๒ ทตุ ิยปณั ณาสก์

๓.๒.๑ สจติ ตวรรค
สจติ ตวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ดว้ ยวาระจติ ของตน ชอื่ นต้ี งั้ ตามชอ่ื ของพระสตู รท่ี ๑ และ
ตามสาระสำ� คัญของพระสตู รที่ ๒ ในวรรคนี้ ซึ่งมพี ระสูตร ๑๐ สูตร แตล่ ะสตู รมีใจความสำ� คญั
ดงั น้ี
๑. สจิตตสูตร ว่าด้วยผู้ฉลาดในวาระจิตของตน คือพระผู้มีพระภาคตรัสสอนให้ภิกษุ
พิจารณาวาระจิตของตนว่า ขณะนี้มีกิเลสอย่างใดอย่างหน่ึงในกิเลส ๑๐ อย่าง มีอภิชฌา
พยาบาท เปน็ ตน้ ครอบง�ำจติ อยู่หรือไม่ ถา้ มี ให้เพียรละกิเลสนัน้ ๆ ให้ได้ ถ้าไม่มี ให้รักษา
สถานะเชน่ นัน้ ของจิตตอ่ ไป และเพียรเจริญภาวนาใหบ้ รรลุธรรมทีส่ งู ยง่ิ ๆ ขึน้ ไป
๒. สารีปุตตสูตร ว่าด้วยพระสารีบุตร คือพระสารีบุตรแสดงธรรมแก่ภิกษุท้ังหลาย
เรื่องความเป็นผู้ฉลาดในวาระจติ ของตนเหมือนในสจิตตสูตร
๓. ฐิตสิ ตู ร วา่ ด้วยความคงอยกู่ ับทีใ่ นธรรม สาระสำ� คัญของพระสตู รน้ีมี ๒ ตอน คอื
ตอนที่ ๑ ทรงแสดงว่า พระองค์ไม่ทรงสรรเสรญิ ความคงอยกู่ บั ทใี่ นธรรม ค�ำว่า “ความ
คงอยกู่ บั ทใ่ี นธรรม” หมายถงึ ความพอใจหยดุ อยใู่ นผลแหง่ การบำ� เพญ็ กศุ ลธรรมเทา่ ทมี่ ี ไมเ่ พยี ร
เจริญให้เพิ่มขึ้น ค�ำน้ีแม้จะมีความหมายในทางเจริญขึ้นเม่ือเทียบกับความเส่ือม แต่พระองค์
ก็ไม่ทรงสรรเสรญิ ทรงสรรเสรญิ แต่ความเจรญิ ยิ่งข้ึนแห่งกุศลธรรม
ตอนท่ี ๒ ว่าด้วยความเป็นผู้ฉลาดในวาระจิตของตน เหมือนพระสูตรที่ ๑ และท่ี ๒
ของวรรคนี้
ในท่ีนี้ทรงสอนให้ใช้วิธีพิจารณาวาระจิตของตนน้ี เพื่อให้เกิดความเจริญย่ิงข้ึนแห่ง
กศุ ลธรรมทที่ รงสรรเสรญิ
๔. สมถสูตร วา่ ด้วยความสงบแหง่ จิต ในพระสูตรน้ี พระผู้มีพระภาคทรงสอนใหภ้ ิกษุ
พจิ ารณาวาระจิตของตนแล้วเจรญิ ภาวนาให้ยิง่ ๆ ข้ึนไป เช่นเดียวกับในพระสูตรท่ี ๑-๓ ของ


Click to View FlipBook Version