เล่มท่ี ๑๑ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๙ 215
ผ้ไู มร่ ชู้ ดั อริยสจั ๔ ประการ พากนั ตกไป สว่ นสมณพราหมณผ์ ู้รู้ชดั ย่อมไม่ตกเหวเหลา่ นน้ั
๓. มหาปรฬิ าหสตู ร วา่ ดว้ ยนรกชอื่ มหาปริฬาหะ คือ ทรงแสดงความเรา่ ร้อนในนรก
ชือ่ มหาปรฬิ าหะให้ภิกษุท้ังหลายฟงั ภิกษรุ ปู หนง่ึ ทลู ถามวา่ มคี วามเร่าร้อนอนื่ ทมี่ ากกวา่ และ
น่ากลัวกว่าความเร่าร้อนในนรกนั้นหรือไม่ ตรัสตอบว่า มี คือ ความเร่าร้อนเพราะชาติ ชรา
มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอปุ ายาส ซ่งึ สมณพราหมณผ์ ไู้ มร่ ูช้ ดั อริยสจั ๔ ประการ
พากันเร่ารอ้ นเพราะความเร่ารอ้ นเหลา่ นี้ สว่ นสมณพราหมณ์ผรู้ ู้ชัดมีนยั ตรงกนั ขา้ ม
๔. กูฎาคารสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยเรือนยอด คือ ทรงแสดงว่าเป็นไปไม่ได้ท่ีบุคคล
จะกลา่ วว่าตนยังไมร่ ูแ้ จง้ อรยิ สัจ ๔ ประการ แล้วจักท�ำท่สี ุดแห่งทกุ ข์ได้ เหมือนกลา่ วไม่ได้ว่า
ยังไม่ได้สร้างเรือนยอดช้ันล่างแล้วจักต่อชั้นบน แต่เป็นไปได้ที่จะกล่าวว่ารู้แจ้งอริยสัจแล้ว
จกั ท�ำทส่ี ุดแหง่ ทกุ ขไ์ ด้ เหมอื นกลา่ วไดว้ า่ สรา้ งเรอื นยอดช้ันลา่ งแลว้ จักต่อชัน้ บน
๕. วาลสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยปลายขนทราย คือ ทรงแสดงแก่ท่านพระอานนท์ว่า
การแทงตลอดอรยิ สจั ๔ ประการ ยากกว่าการใชป้ ลายขนทรายซึ่งแตกเป็น ๗ เสีย่ งแทงเขา้ ท่ี
ปลายขนทราย
๖. อันธการสูตร ว่าด้วยความมืดคือสังสารวัฏ มีเนื้อหาคล้ายมหาปริฬาหสูตร
ในวรรคน้ี ตา่ งแตใ่ นพระสตู รนี้ ตรสั ถงึ ความมดื ในโลกนั ตนรก และความมดื คอื ชาติ ชรา เปน็ ตน้
๗-๘. ปฐมฉิคคฬยุคสูตร และ ทุตยิ ฉคิ คฬยุคสูตร ต่างวา่ ดว้ ยอปุ มาดว้ ยแอกมีรเู ดียว
แต่มีรายละเอียดต่างกัน คือ ในปฐมฉิคคฬยุคสูตร ทรงแสดงว่า การที่เต่าตาบอดโผล่ข้ึนมา
๑๐๐ ปีต่อคร้ัง จะสอดคอเข้าไปในแอกรูเดียวที่ลอยน้�ำอยู่เกิดได้ เร็วกว่าการท่ีคนพาลตก
ไปสู่วินิบาตคราวเดียวแล้วจะกลับมาเกิดเป็นคนอีก เพราะไม่ได้เห็นอริยสัจ ๔ ประการ
ในทตุ ยิ ฉคิ คฬยคุ สตู ร ตรสั วา่ การทเี่ ตา่ ตาบอดนนั้ โผลข่ นึ้ มา ๑๐๐ ปตี อ่ ครง้ั จะสอดคอเขา้ ไปใน
แอกรเู ดยี วเปน็ สงิ่ ทเ่ี กดิ ขน้ึ ไดย้ าก การไดค้ วามเปน็ มนษุ ย์ การทตี่ ถาคตอรหนั ตสมั มาสมั พทุ ธเจา้
อุบตั ิขนึ้ ในโลก และการท่ธี รรมวินัยท่ตี ถาคตประกาศแล้วรงุ่ เรืองในโลกกเ็ กดิ ขึ้นได้ยากเชน่ กนั
๙-๑๐. ปฐมสิเนรุปพั พตราชสตู ร และ ทุติยสเิ นรุปพั พตราชสตู ร ต่างว่าดว้ ยอปุ มา
ดว้ ยขนุ เขาสิเนรุ แตม่ รี ายละเอียดตา่ งกนั คอื ในปฐมสิเนรุปพั พตราชสูตร ทรงแสดงวา่ ทุกข์
ท่ีหมดสิ้นไปของพระอริยสาวกผู้รู้ชัดอริยสัจ ๔ ประการมีมากกว่า เมื่อเทียบกับกองทุกข์
ซง่ึ มอี ยกู่ อ่ น เหมอื นขนุ เขาสเิ นรมุ ากกวา่ กอ้ นหนิ ขนาดเมลด็ ถว่ั เขยี ว ๗ กอ้ น ทเี่ กบ็ มาจากขนุ เขา
สเิ นรนุ นั้ ในทตุ ยิ สเิ นรปุ พั พตราชสตู ร มเี นอ้ื หาคลา้ ยกนั ตา่ งแตท่ รงแสดงอปุ มาดว้ ยขนุ เขาสเิ นรุ
ทห่ี มดสนิ้ ไปมากกว่าก้อนหินขนาดเมลด็ ถวั่ เขียว ๗ กอ้ นท่ีเหลืออยู่
216 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
๑๒.๖ อภสิ มยวรรค
อภิสมยวรรค แปลว่า หมวดว่าดว้ ยการรยู้ ิ่ง ชอ่ื วรรคต้งั ตามสาระส�ำคัญของพระสูตร
ทงั้ ๑๐ สูตร ในวรรคนี้ แตล่ ะสตู รมคี วามหมายและใจความส�ำคญั ดังน้ี
๑. นขสิขสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยฝุ่นท่ีปลายเล็บ คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่
ภิกษุท้ังหลายว่า ทุกข์ที่หมดส้ินไปของพระอริยสาวกผู้รู้ชัดอริยสัจ ๔ ประการมีมากกว่า
เมื่อเทียบกับกองทุกข์ซึ่งมีอยู่ก่อน เหมือนแผ่นดินใหญ่มากกว่าฝุ่นท่ีพระองค์ทรงใช้ปลาย
พระนขาชอ้ นขนึ้ มา
๒. โปกขรณีสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยน้�ำในสระโบกขรณี มีเนื้อหาคล้ายนขสิขสูตร
ตา่ งแตใ่ นพระสตู รน้ี ตรสั อุปมาดว้ ยนำ้� ในสระโบกขรณมี ากกวา่ น้�ำท่บี ุรุษใชป้ ลายหญา้ คาจุ่มขึน้
มาจากสระโบกขรณนี ้นั
๓-๔. ปฐมสัมเภชชสูตร และ ทุติยสัมเภชชสูตร ต่างว่าด้วยอุปมาด้วยน�้ำที่ไหล
มาบรรจบกัน แต่มีรายละเอียดต่างกัน คือ ในปฐมสัมเภชชสูตร ตรัสอุปมาด้วยน้�ำที่ไหลมา
บรรจบกันมากกว่าน�ำ้ ๒-๓ หยดทบี่ รุ ษุ ช้อนขน้ึ มา ในทุติยสมั เภชชสูตร ตรัสอุปมาด้วยน้�ำท่ไี หล
มาบรรจบกันซงึ่ หมดสิน้ ไปมากกวา่ น้�ำ ๒-๓ หยดทเ่ี หลืออยู่
๕-๖. ปฐมมหาปฐวสี ูตร และ ทุติยมหาปฐวสี ูตร ต่างวา่ ดว้ ยอุปมาด้วยแผน่ ดนิ ใหญ่
มีเน้อื หาคล้ายปฐมสัมเภชชสตู ร และทตุ ิยสมั เภชชสูตร ตามลำ� ดบั ตา่ งแต่อุปมา
๗-๘. ปฐมมหาสมุททสูตร และ ทุติยมหาสมุททสูตร ต่างว่าด้วยอุปมาด้วยน�้ำใน
มหาสมทุ ร มเี นื้อหาคลา้ ยปฐมสมั เภชชสตู ร และทตุ ยิ สมั เภชชสตู ร ตามล�ำดบั ตา่ งแต่อปุ มา
๙-๑๐. ปฐมปพั พตสตู ร และ ทตุ ยิ ปพั พตปู มสตู ร ตา่ งวา่ ดว้ ยอปุ มาดว้ ยขนุ เขาหมิ พานต์
มเี น้อื หาคล้ายปฐมสมั เภชชสูตร และทตุ ิยสมั เภชชสตู รตามลำ� ดับ ต่างแต่อปุ มา
๑๒.๗ ปฐมอามกธัญญเปยยาลวรรค
ปฐมอามกธัญญเปยยาลวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยอามกธัญญเปยยาลที่ ๑ หมาย
ถึงพระสูตรย่อเกี่ยวกับธัญญาหารดิบ ช่ือวรรคต้ังตามช่ือพระสูตรท่ี ๔ แห่งตติยอามกธัญญ-
เปยยาลวรรค ท่ีเป็นเช่นน้ี เพราะชื่อของพระสูตรแต่ละสูตรในปฐมอามกธัญญเปยยาลวรรค
จตุตถอามกธัญญเปยยาลวรรค มีความเกี่ยวเนื่องกัน คือ เป็นหัวข้อธรรมในจุฬศีลเหมือนกัน
แต่ท่านน�ำมาจัดแบ่งเป็นวรรค วรรคละ ๑๐ สูตรบ้าง ๑๑ สูตรบ้าง ในวรรคน้ีมีท้ังหมด
๑๐ สตู ร ทรงแสดงพระสูตรที่ ๑-๒ ไว้เตม็ สว่ นพระสูตรท่ี ๓-๑๐ ทรงแสดงไวโ้ ดยย่อ ให้เพ่ิม
อปุ มาและหมวดธรรมเขา้ มาโดยอนโุ ลมตามพระสตู รที่ ๑-๒ ตามสมควร แตล่ ะสตู รมคี วามหมาย
และใจความสำ� คญั ดังน้ี
เลม่ ที่ ๑๑ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๑๙ 217
๑. อัญญตรสูตร ว่าด้วยสตั ว์ที่กลับมาเกิดนอกจากมนษุ ย์ คือ ทรงแสดงวา่ เพราะไม่ได้
เหน็ อรยิ สจั ๔ ประการ สตั วท์ ก่ี ลบั มาเกดิ ในทอี่ น่ื นอกจากมนษุ ยม์ จี ำ� นวนมากกวา่ สตั วท์ กี่ ลบั มา
เกิดในหมู่มนษุ ย์ เหมือนแผ่นดนิ ใหญม่ ากกวา่ ฝุ่นทีพ่ ระองค์ทรงใช้ปลายพระนขาช้อนขึ้นมา
๒. ปัจจนั ตสูตร วา่ ด้วยสัตว์ทกี่ ลับมาเกดิ ในปจั จนั ตชนบท คือ ทรงแสดงว่าสตั วท์ ่ีกลบั
มาเกดิ ในปจั จนั ตชนบทมีจ�ำนวนมากกวา่ สัตว์ทีก่ ลับมาเกดิ ในมัชฌมิ ชนบท
๓. ปญั ญาสตู ร วา่ ดว้ ยสตั วท์ มี่ ปี ญั ญาจกั ษุ คอื ทรงแสดงวา่ สตั วท์ มี่ ปี ญั ญาจกั ษมุ จี ำ� นวน
น้อยกว่าสตั ว์ท่ีตกอยู่ในอวิชชา
๔. สรุ าเมรยสูตร วา่ ดว้ ยสัตว์ท่ีงดเวน้ จากการด่ืมสรุ าและเมรัย คือ ทรงแสดงวา่ สัตวท์ ี่
เวน้ ขาดจากการดม่ื สรุ าและเมรัยมจี ำ� นวนน้อยกวา่ สัตว์ที่ไม่งดเว้นจากการดื่มสรุ าและเมรัย
๕. โอทกสตู ร ว่าดว้ ยสัตวท์ ่เี กิดในน�ำ้ คอื ทรงแสดงวา่ สตั ว์ท่เี กิดในนำ้� มีจ�ำนวนมากกวา่
สตั วท์ ีเ่ กิดบนบก
๖. มตั เตยยสตู ร วา่ ดว้ ยสตั วท์ เ่ี กอ้ื กลู แกม่ ารดา คอื ทรงแสดงวา่ สตั วท์ เี่ กอื้ กลู แกม่ ารดา
มจี ำ� นวนน้อยกวา่ สตั ว์ทีไ่ ม่เกอื้ กลู แก่มารดา
๗-๑๐. เปตเตยยสูตร วา่ ด้วยสัตวท์ ่เี กื้อกูลแก่บดิ า สามัญญสูตร ว่าด้วยสัตวท์ เี่ กอื้ กูล
แก่สมณะ พรหมัญญสูตร ว่าด้วยสัตว์ท่ีเก้ือกูลแก่พราหมณ์ และปาจายิกสูตร ว่าด้วยสัตว์ที่
อ่อนนอ้ มต่อผู้เจริญ มเี นอื้ หาคล้ายมัตเตยยสูตร
๑๒.๘-๑๒.๑๐ ทุติยอามกธัญญเปยยาลวรรค ตติยอามกธัญญเปยยาลวรรค และจตุตถ-
อามกธญั ญเปยยาลวรรค
ท้ัง ๓ วรรคนี้ มีลักษณะเหมือนปฐมอามกธญั ญเปยยาลวรรค มีพระสูตรทงั้ หมดรวม
๓๑ สตู ร ชอื่ ของพระสูตรแต่ละสตู รตงั้ ตามประเภทของสตั วต์ ่าง ๆ เช่น ปาณาตปิ าตสตู ร ว่า
ด้วยสัตว์ท่ีเว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ อทินนาทานสูตร ว่าด้วยสัตว์ท่ีเว้นขาดจากการลักทรัพย์
แตล่ ะสูตรทรงแสดงไว้โดยยอ่ มอี ปุ มาและหมวดธรรมเหมอื นในอญั ญตรสูตร ปฐมอามกธัญญ-
เปยยาลวรรค
๑๒.๑๑ ปัญจคติเปยยาลวรรค
ปัญจคติเปยยาลวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยปัญจคติเปยยาล หมายถึง พระสูตรย่อ
เกี่ยวกบั คติ ๕ คือ มนษุ ย์ นรก ก�ำเนดิ สัตวด์ ิรัจฉาน ภูมแิ ห่งเปรต และเทวดา ชื่อวรรคตั้งตาม
สาระสำ� คญั ของพระสตู รท้ัง ๓๐ สตู ร ในวรรคนี้ ชอ่ื พระสตู รแตล่ ะสตู รตง้ั ตามประเภทของสัตว์
ท่จี ตุ จิ ากคติหน่ึงไปเกิดในคติตา่ ง ๆ สบั เปล่ียนหมุนเวียนไปจนครบทัง้ ๕ คติ เชน่ มนสุ สจุต-ิ
218 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสุตตนั ตปิฎก
นิรยสตู ร วา่ ดว้ ยสัตว์ทีจ่ ตุ จิ ากมนษุ ยไ์ ปเกิดในนรก มนสุ สจุตติ ิรจั ฉานสูตร ว่าดว้ ยสตั ว์ที่จุตจิ าก
มนุษย์ไปเกิดในก�ำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน แต่ละสูตรทรงแสดงไว้โดยย่อ มีอุปมาและหมวดธรรม
เหมือนในอญั ญตรสูตร ปฐมอามกธญั ญเปยยาลวรรค สังยุตน้ี
ข้อสงั เกต
วธิ กี ารจดั แบง่ หมวดหมพู่ ระสตู รแบบประมวลเรอื่ งของสงั ยตุ ตนกิ ายดงั ปรากฏในเลม่ น้ี
และเล่มก่อน ๆ นับเปน็ ลกั ษณะเฉพาะของนิกายน้ี ไม่เหมอื นนิกายอื่น ๆ และจัดแบง่ ได้อย่าง
สมบูรณ์แบบจริง ๆ จะเรียกว่า สังยุต ก็คงไม่เกินจริง เพราะพระธรรมสังคีติกาจารย์ได้จัด
แบง่ ไวต้ ง้ั แตท่ ำ� สงั คายนาครงั้ แรก หลงั พทุ ธปรนิ พิ พานเพยี ง ๓ เดอื น แตด่ ทู นั สมยั เหมอื นเพงิ่ จดั
แบ่งในยุคหลงั ๆ นเี้ อง การจดั แบ่งแบบนอ้ี ำ� นวยความสะดวกแก่ผูศ้ กึ ษาคน้ ควา้ เปน็ อย่างมาก
ถ้าท่านผู้อ่านสังเกตโครงสร้างของสังยุตตนิกายทั้ง ๕ เล่ม เล่มละวรรค (ใหญ่) ก็จะ
พบว่าพระธรรมสังคีติกาจารย์ใช้เกณฑ์ในการจัดแบ่งหมวดหมู่พระสูตรของสังยุตตนิกายถึง
๓ เกณฑ์ดังน้ี
วรรคที่ ๑ สคาถวรรค ท่านใช้รูปแบบของพระสูตรเป็นเกณฑ์หลัก คือ ประมวล
เฉพาะพระสูตรท่ีมีรูปแบบเป็นคาถา มารวมไว้ในวรรคนี้ แล้วแยกย่อยเป็นสังยุตต่าง ๆ ได้
๑๑ สังยุตโดยใช้เกณฑ์รอง คือจัดตามประเภทบุคคลผู้กล่าวคาถาน้ัน ๆ เช่น เทวตาสังยุต
ประมวลบรรดาพระสูตรที่เทวดามากราบทูล หรือทูลถามพระผู้มีพระภาคเป็นคาถา และ
ตรัสตอบเป็นคาถา ส่วนเนื้อหาของแต่ละสังยุตอาจเป็นหมวดธรรมเดียวกันหรือต่างกัน
ก็ไดไ้ ม่ถือเป็นเรอ่ื งสำ� คัญ
วรรคที่ ๒-๓ นิทานวรรค ขันธวารวรรค และ สฬายตนวรรค ท่านใช้หมวดธรรม
หมวดเดียว เป็นเกณฑ์หลัก กล่าวคือในนิทานวรรค ท่านประมวลเฉพาะพระสูตรที่ว่าด้วย
ปฏิจจสมุปบาทมารวมไว้ ในขันธวารวรรค ท่านประมวลเฉพาะพระสูตรที่ว่าด้วยขันธ์ ๕
มารวมไว้ และในสฬายตนวรรค ท่านประมวลเฉพาะพระสูตรที่ว่าด้วยอายตนะ ๖ มารวมไว้
แล้วจัดแยกยอ่ ยเปน็ สังยุตต่าง ๆ ตามบรบิ ทหรอื ตามความเกย่ี วขอ้ งกันในดา้ นต่าง ๆ ซึ่งถอื เปน็
เกณฑ์รอง โดยนัยนี้ แมจ้ ะแบง่ เปน็ สงั ยุตตา่ ง ๆ มากนอ้ ยเทา่ ไรกค็ งว่าดว้ ยหมวดธรรมประจ�ำ
วรรค (ใหญ)่ น้ัน ๆ เชน่ นิทานวรรค แยกยอ่ ยเป็น ๑๐ สงั ยุต วา่ ดว้ ยปฏจิ จสมปุ บาทในบรบิ ท
ต่าง ๆ ขันธวารวรรค แยกย่อยเป็น ๑๓ สังยุต แต่ละสังยุตก็ว่าด้วยขันธ์ ๕ ในบริบทต่าง ๆ
สฬายตนวรรคแยกย่อยเป็น ๑๐ สังยุต แต่ละสังยุต ก็ว่าดว้ ยอายตนะ ๖ ในบริบทตา่ ง ๆ เช่น
เดียวกนั
เล่มที่ ๑๑ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๙ 219
๓. มหาวารวรรค ซึ่งแปลว่าหมวดว่าด้วยวาระใหญ่ ท่านใช้หมวดธรรมเป็นเกณฑ์
หลักเหมือนกัน แต่ไม่ใช่หมวดเดียวในที่นี้ ท่านใช้หมวดธรรมหมวดใหญ่ถึง ๑๑ หมวด
(เวน้ อนรุ ุทธสงั ยุตซง่ึ จดั ตามประเภทบุคคล) แล้วจดั แยกย่อยเปน็ สงั ยุตได้ ๑๒ สงั ยุต คือ
๑. มคั คสังยตุ ประมวลพระสตู รที่ว่าด้วยอรยิ มรรคมีองค์ ๘
๒. โพชฌงั คสังยุต ประมวลพระสูตรท่ีวา่ ดว้ ยโพชฌงค์ ๗
๓. สตปิ ฏั ฐานสังยุต ประมวลพระสตู รที่ว่าด้วยสตปิ ัฏฐาน ๔
๔. อนิ ทรยิ สงั ยุต ประมวลพระสตู รทีว่ ่าดว้ ยอินทรีย์ ๕
๕. สมั มัปปธานสงั ยุต ประมวลพระสตู รทว่ี า่ ดว้ ยสัมมปั ปธาน ๔
๖. พลสงั ยตุ ประมวลพระสูตรทว่ี ่าดว้ ยพละ ๕
๗. อิทธิปาทสงั ยตุ ประมวลพระสตู รทว่ี ่าดว้ ยอทิ ธบิ าท ๔
๘. อนุรทุ ธสังยตุ ประมวลพระสูตรทเ่ี ก่ียวข้องกับท่านพระอนรุ ทุ ธะ
แตเ่ น้อื หาของพระสูตรทัง้ หมดว่าด้วยสตปิ ฏั ฐาน
๙. ฌานสังยตุ ประมวลพระสูตรทีว่ ่าด้วยฌาน ๔
๑๐. อานาปานสตสิ ังยุต ประมวลพระสูตรท่ีวา่ ด้วยอานาปานสติ
๑๑. โสตาปัตติสังยตุ ประมวลพระสูตรทีว่ า่ ด้วยการถึงกระแสธรรม
หมายถงึ การบรรลคุ วามเป็นพระโสดาบัน
๑๒. สจั จสงั ยตุ ประมวลพระสตู รทว่ี ่าดว้ ยอรยิ สัจ ๔
ถามว่า ท�ำไมจึงเรียกหมวดธรรมในมหาวารวรรคว่า หมวดธรรมหมวดใหญ่ ขอให้
สังเกตวา่ หมวดธรรม ๗ หมวด คือ อริยมรรคมอี งค์ ๘ โพชฌงค์ ๗ สติปฏั ฐาน ๔ อินทรยี ์ ๕
สมั มปั ปธาน ๔ พละ ๕ และอทิ ธบิ าท ๔ รวมกนั เปน็ ๓๗ ประการ ซงึ่ รวมเรยี กวา่ โพธปิ กั ขยิ ธรรม
คอื ธรรมทีเ่ ป็นฝกั ฝ่ายแห่งความตรัสรู้ หรือธรรมท่ีเกื้อหนนุ อริยมรรค หมวดธรรมอกี ๔ หมวด
ก็นับว่าส�ำคัญ เพราะล้วนนับเน่ืองในความตรัสรู้เหมือนกันแม้จะไม่เรียกว่า โพธิปักขิยธรรม
โดยตรง ด้วยเหตนุ จ้ี งึ เรยี กหมวดธรรมทงั้ ๑๑ หมวดนี้วา่ หมวดธรรมหมวดใหญ่ ซ่งึ เป็นทีม่ า
ของช่ือ มหาวารวรรค
นอกจากการจัดหมวดหมู่พระสูตรได้สมบูรณ์แบบแล้วเนื้อหาและวิธีน�ำเสนอของ
แต่ละสูตรในแต่ละเล่มน่าสนใจมาก โดยเฉพาะในเล่มนี้ซ่ึงมีหมวดธรรมหมวดใหญ่ถึง
๑๑ หมวด ท่ผี ู้ประสงค์จะรแู้ จง้ พระสทั ธรรมควรศกึ ษารายละเอยี ดต่อไป
220 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
เล่มท่ี ๑๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๒๐ 221
พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๒๐
พระสตุ ตนั ตปฎิ ก เลม่ ที่ ๑๒
อังคุตตรนิกาย
อังคุตตรนิกาย๖ เป็นช่ือนิกายหนึ่งของพระสุตตันตปิฎก และนับเป็นนิกายท่ี ๔ ใน
จำ� นวน ๕ นิกาย คือ (๑) ทฆี นิกาย (๒) มัชฌิมนิกาย (๓) สังยตุ ตนกิ าย (๔) องั คุตตรนิกาย
(๕) ขทุ ทกนกิ าย องั คตุ ตรนกิ ายรวมอยใู่ นคมั ภรี ์ ๕ เลม่ คอื เล่มที่ ๒๐-๒๔
ความหมายของอังคุตตรนกิ าย
ค�ำว่า “นิกาย” แปลว่า หมวด หรือ หมู่ หมายถึงหมวดหรือหมู่ของพระสูตร ค�ำว่า
อังคตุ ตร แปลวา่ ท่ียิ่งดว้ ยองค์ คำ� วา่ องค์ ในท่ีนห้ี มายถึงจำ� นวน คอื จ�ำนวนของหวั ข้อธรรม
ในพระสูตรต่างๆ ของนิกายนี้ ค�ำว่า “อังคุตตรนิกาย” จึงแปลว่า หมวดท่ีย่ิงด้วยองค์ หรือ
หมู่ที่ยิ่งด้วยองค์ เพราะในนิกายนี้พระสังคีติกาจารย์ ได้รวบรวมและจัดล�ำดับพระสูตรเข้าไว้
เป็นหมวดหมู่ตามจำ� นวนหัวข้อธรรมเปน็ สำ� คัญ
การจัดแบง่ หมวดหมพู่ ระสตู รในอังคตุ ตรนกิ าย
อนั ดบั ท่ี ๑ จัดแบง่ เป็นนิบาต
การจัดแบ่งหมวดหมู่พระสูตรในอังคุตตรนิกาย มีลักษณะพิเศษท่ีน่าศึกษา กล่าวคือ
อันดับแรก ท่านจัดแบ่งพระสูตรในนิกายนี้จ�ำนวน ๗,๙๐๒ สูตร (อรรถกถาพระวินัยกล่าวว่า
มี ๙,๕๕๗ สูตร : ว.ิ อ. ๑/๒๕) ใหเ้ หมาะสมกบั หัวข้อธรรมไวใ้ นแต่ละนิบาต (หมวดยอ่ ยของ
นกิ าย) โดยจดั พระสตู รทมี่ หี วั ขอ้ ธรรมจำ� นวนเทา่ กนั ไวใ้ นนบิ าตเดยี วกนั เรม่ิ ตงั้ แตจ่ ดั พระสตู รทม่ี ี
หวั ขอ้ ธรรมจำ� นวน ๑ ขอ้ ไวใ้ นนบิ าตหมวด ๑ ไปจนถงึ จดั พระสตู รทม่ี หี วั ขอ้ ธรรมจำ� นวน ๑๑ ขอ้
ไว้ในนิบาตหมวด ๑๑ รวมท้ังหมด ๑๑ นิบาต คอื
๑. เอกกนิบาต คอื หมวดพระสตู รทมี่ ีหวั ขอ้ ธรรมจ�ำนวน ๑ ข้อ มี ๖๑๙ สตู ร
๖ บทนำ� เลม่ ๒๐ : พระไตรปฎิ กภาษาไทย ฉบบั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, กรงุ เทพมหานคร, ๒๕๓๙.
222 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
๒. ทุกนิบาต คือหมวดพระสตู รทีม่ หี วั ขอ้ ธรรมจำ� นวน ๒ ข้อ ม ี ๗๕๐ สูตร
๓. ติกนบิ าต คือหมวดพระสูตรที่มหี วั ขอ้ ธรรมจ�ำนวน ๓ ข้อ ม ี ๓๕๓ สูตร
๔. จตุกกนบิ าต คอื หมวดพระสตู รทมี่ ีหวั ข้อธรรมจ�ำนวน ๔ ขอ้ มี ๗๘๒ สตู ร
๕. ปัญจกนบิ าต คอื หมวดพระสูตรทม่ี หี วั ข้อธรรมจำ� นวน ๕ ข้อ ม ี ๑,๑๕๒ สตู ร
๖. ฉักกนิบาต คอื หมวดพระสูตรทม่ี หี วั ข้อธรรมจำ� นวน ๖ ข้อ มี ๖๓๙ สตู ร
๗. สตั ตกนบิ าต คอื หมวดพระสตู รทม่ี หี ัวข้อธรรมจ�ำนวน ๗ ขอ้ ม ี ๑,๑๓๒ สตู ร
๘. อัฏฐกนิบาต คอื หมวดพระสตู รทีม่ ีหวั ข้อธรรมจ�ำนวน ๘ ขอ้ มี ๖๒๖ สูตร
๙. นวกนิบาต คือหมวดพระสูตรท่มี ีหัวข้อธรรมจำ� นวน ๙ ข้อ มี ๔๓๒ สูตร
๑๐. ทสกนบิ าต คือหมวดพระสูตรทมี่ หี ัวข้อธรรมจ�ำนวน ๑๐ ขอ้ ม ี ๗๔๖ สตู ร
๑๑. เอกาทสกนบิ าต คอื หมวดพระสตู รทม่ี หี วั ขอ้ ธรรมจำ� นวน ๑๑ ขอ้ มี ๖๗๑ สตู ร
อนั ดบั ท่ี ๒ จดั แบ่งเป็น ๔ แบบ
การแบง่ หมวดหมูพ่ ระสตู รในนิบาตต่างๆ ไมเ่ หมือนกัน คือ ในเอกกนิบาต มีการแบง่
อยา่ งหนึ่ง ในทุกนิบาต-นวกนิบาต มกี ารแบ่งอยา่ งหนึ่ง ในทสกนบิ าต มีการแบ่งอย่างหนง่ึ และ
ในเอกาทสกนบิ าต มีการแบง่ อกี อยา่ งหน่งึ รวมเปน็ ๔ แบบ คือ
แบบท่ี ๑ ในเอกกนิบาต มกี ารแบ่งเหมอื นนกิ ายอืน่ ๆ คอื แบ่งเปน็ วรรค (ตอน หรอื
หมวดย่อยของนิบาต) มีท้ังหมด ๒๐ วรรค วรรคหนึ่งๆ มี ๑๐ สูตรบ้าง หรือมากกว่า ๑๐
สตู รบา้ ง เช่น ในวรรคที่ ๑ ชอื่ วา่ รูปาทิวรรค มี ๑๐ สูตร วรรคที่ ๒ ชอ่ื ว่า นีวรณปหานวรรค
มี ๑๐ สูตร หรอื วรรคที่ ๙ ชอื่ ว่าปมาทาทวิ รรค มี ๑๗ สตู ร
แบบที่ ๒ ในทกุ นิบาต-นวกนบิ าต แบ่งเปน็ ปัณณาสก์ และ เปยยาล ค�ำวา่ ปัณณาสก์
แปลวา่ หมวดละ ๕๐ คอื แบง่ พระสตู รในนิบาตเหลา่ น้อี อกเปน็ หมวดๆ (หมวดยอ่ ยของนบิ าต)
หมวดละ ๕๐ สตู ร หรืออาจมากกวา่ ๕๐ สตู ร ทา่ นกเ็ รียกว่า ปณั ณาสกห์ นึง่ นิบาตหนึง่ ๆ
มีหลายปัณณาสก์ คือ ตั้งแต่ ๓ ปัณณาสก์ถึง ๕ ปัณณาสก์ แต่ละปัณณาสก์แบ่งออกเป็น
วรรค จำ� นวน ๕ วรรค วรรคละ ๑๐ สตู รบ้าง หรือมากกวา่ ๑๐ สูตรบ้าง เชน่ ในทุกนบิ าต
มี ๓ ปัณณาสก์ ในตกิ นบิ าต มี ๓ ปณั ณาสก์ ในจตกุ กนิบาต มี ๕ ปณั ณาสก์
ยงั มพี ระสตู รอกี จำ� นวนหนงึ่ ทท่ี า่ นแยกไวต้ า่ งหาก ไมจ่ ดั เขา้ ไวใ้ นปณั ณาสกใ์ ดๆ พระสตู ร
เหลา่ นมี้ ลี กั ษณะคลา้ ยๆ กนั คอื นอกจากมหี วั ขอ้ ธรรมจำ� นวนเทา่ กนั แลว้ อาจวา่ ดว้ ยธรรมหมวด
เดยี วกนั หรอื ดำ� เนนิ เรอื่ งอยา่ งเดยี วกนั ทา่ นจงึ นำ� มาเรยี งเขา้ พวกเดยี วกนั โดยเรยี งขอ้ ความเตม็
ตามพระสตู รเพยี งพระสตู รแรก พระสตู รอนื่ ๆ ในหมวดเดยี วกนั ใชเ้ ครอื่ งหมายไปยาล (ฯลฯ) คอื
เลม่ ที่ ๑๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๐ 223
ละข้อความท่ีเหมอื นกนั ไว้ จึงเรยี กหมวดพระสูตรเหล่านี้ว่า เปยยาล ในทุกนิบาตมี ๔ เปยยาล
คอื โกธเปยยาล อกุสลเปยยาล วินยเปยยาล และราคเปยยาล ในตกิ นิบาตมี ๒ เปยยาล คือ
กัมมปถเปยยาล และราคเปยยาล ในปญั จกนบิ าตมี ๓ เปยยาล คือ สมมตเิ ปยยาล สิกขาปท
เปยยาล และราคเปยยาล นอกนนั้ มีเปยยาลเดียว คอื ราคเปยยาล
แบบท่ี ๓ ในทสกนิบาต แบ่งเป็น ปัณณาสก์ และวรรค คือ แบ่งเป็น ๕ ปัณณาสก์
๒๒ วรรค โดย ๔ ปณั ณาสก์แรก จัดเปน็ ปณั ณาสก์ละ ๕ วรรค สว่ นปณั ณาสก์ที่ ๕ มีเพียง
๒ วรรค ไม่มเี ปยยาล
แบบท่ี ๔ ในเอกาทสกนิบาต แบง่ เปน็ วรรคและเปยยาล คอื แบ่งเปน็ ๓ วรรค และ
๑ เปยยาล คอื ราคเปยยาล
ลักษณะการยอ่ -ขยายจ�ำนวนหัวข้อธรรมในอังคุตตรนิกาย
ในการจัดหมวดหมู่พระสูตรเข้าเป็นนิบาตแต่ละนิบาตโดยถือจ�ำนวนหัวข้อธรรม
ในแตล่ ะสตู รเปน็ หลกั นัน้ มขี อ้ ที่นา่ ศึกษาอกี อยา่ งหน่ึง นั่นคอื มีการยอ่ และขยายจำ� นวนหวั ขอ้
ธรรมของบางหมวดธรรมให้แตกต่างไปจากจ�ำนวนที่เป็นจริงของหมวดธรรมนั้น ด้วยเหตุนี้
หมวดธรรมเดียวกันจึงปรากฏซ�้ำในหลายนิบาต โดยปรากฏตามจ�ำนวนท่ีเป็นจริงใน
นิบาตหน่ึง แต่ปรากฏในอีกนิบาตหน่ึงว่า ได้มีการย่อจ�ำนวนหัวข้อธรรมให้น้อยลงกว่า
เดิมก็มี ได้ขยายจ�ำนวนหัวข้อธรรมให้มากขึ้นกว่าเดิมก็มี ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปน้ี
ก. ลักษณะการย่อจำ� นวนหัวข้อธรรม
การย่อจ�ำนวนหวั ข้อธรรมที่มีหลายหวั ข้อใหน้ อ้ ยลง มลี ักษณะดงั ตอ่ ไปน้ี
๑. ย่อลงเป็นข้อเดยี ว เช่น สติปฏั ฐาน ๔ ในสตปิ ัฏฐานสูตร ซึง่ ปรากฏเต็มตาม
จำ� นวนในราคเปยยาลแหง่ จตุกกนิบาต ดงั น้ี
“ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ธรรม ๔ ประการควรเจรญิ เพอ่ื รยู้ งิ่ ราคะ ธรรม ๔ ประการ อะไรบา้ ง คอื
ภกิ ษุในธรรมวนิ ยั นี้
๑. พจิ ารณาเหน็ กายในกายอยู่ มีความเพียร มสี มั ปชญั ญะ มีสติ ก�ำจดั
อภิชฌาและโทมนสั ในโลกได้
๒. พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ มีความเพียร มสี ัมปชญั ญะ มสี ติ
ก�ำจัดอภิชฌาและโทมนสั ในโลกได้
๓. พิจารณาเหน็ จติ ในจติ อยู่ มีความเพียร มสี มั ปชญั ญะ มสี ติ ก�ำจดั
อภิชฌาและโทมนัสในโลกได้
224 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
๔. พิจารณาเหน็ ธรรมในธรรมอยู่ มคี วามเพียร มสี ัมปชญั ญะ มีสติ
กำ� จัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้
หมวดธรรมเดียวกันน้ีปรากฏในอปรอัจฉราสังฆาตวรรคแห่งเอกกนิบาตเป็น ๔ สูตร
สตู รละ ๑ ข้อ เช่น
“ภิกษุในธรรมวินัยน้ีพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
ก�ำจัดอภิชฌาและโทมนสั ในโลกได”้ (นับเปน็ ๑ สตู ร)
๒. ยอ่ ลงเปน็ คๆู่ เชน่ เรอ่ื งวตั ถปุ ระสงคใ์ นการบญั ญตั พิ ระวนิ ยั ซง่ึ มจี ำ� นวน ๑๐ ประการ
ดงั ปรากฏเต็มตามจ�ำนวนในอปุ าลิสตู ร อปุ าลิวรรค ปฐมปณั ณาสก์ แห่งทสกนิบาต ดังน้ี
“อุบาลี ตถาคตบัญญัติสิกขาบท แสดงปาติโมกข์แก่เหล่าสาวก โดยอาศัยอ�ำนาจ
ประโยชน์ ๑๐ ประการ
อ�ำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. เพ่อื ความรบั ว่าดีแห่งสงฆ์
๒. เพอ่ื ความผาสกุ แห่งสงฆ์
๓. เพื่อข่มบคุ คลผเู้ ก้อยาก
๔. เพ่อื ความอยผู่ าสกุ แหง่ เหล่าภกิ ษผุ ู้มศี ีลดงี าม
๕. เพอื่ ปิดกน้ั อาสวะทงั้ หลายอนั จะบังเกิดในปจั จบุ ัน
๖. เพื่อจำ� กัดอาสวะท้ังหลายอันจะบังเกดิ ในอนาคต
๗. เพอ่ื ความเลอ่ื มใสของคนทยี่ ังไมเ่ ล่อื มใส
๘. เพื่อความเล่ือมใสยิง่ ขน้ึ ไปของคนทเ่ี ลื่อมใสแลว้
๙. เพ่ือความต้งั ม่นั แห่งสัทธรรม
๑๐. เพ่อื เออ้ื เฟ้อื วนิ ัย
อบุ าลี ตถาคตบญั ญตั สิ กิ ขาบท แสดงปาตโิ มกขแ์ กเ่ หลา่ สาวก โดยอาศยั อำ� นาจประโยชน์
๑๐ ประการนแ้ี ล”
หมวดธรรมเดียวกนั นี้ ปรากฏเปน็ คู่ ๆ คูล่ ะ ๑ สูตร ในวินยเปยยาลแหง่ ทุกนบิ าต เชน่
คู่ท่ี ๑ “ตถาคตบัญญตั ิสิกขาบทแกเ่ หล่าสาวกโดยอาศยั อำ� นาจประโยชน์ ๒ ประการ
อ�ำนาจประโยชน์ ๒ ประการ อะไรบา้ ง คอื
๑. เพอ่ื ความรับวา่ ดแี ห่งสงฆ์ ๒.เพ่ือความผาสุกแห่งสงฆ์
ตถาคตบัญญัตสิ ิกขาบทแก่เหลา่ สาวกโดยอาศัยอำ� นาจประโยชน์ ๒ ประการนีแ้ ล”
คู่ที่ ๒ “ตถาคตบัญญตั สิ กิ ขาบทแก่เหล่าสาวกโดยอาศยั อำ� นาจประโยชน์ ๒ ประการ
เลม่ ท่ี ๑๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๐ 225
อำ� นาจประโยชน์ ๒ ประการ อะไรบา้ ง คือ
๑. เพื่อข่มบุคคลผเู้ ก้อยาก ๒. เพ่ือความอยผู่ าสุกแห่งเหลา่ ภกิ ษุผูม้ ศี ีลดีงาม
ตถาคตบญั ญัติสิกขาบทแก่เหลา่ สาวกโดยอาศัยอำ� นาจประโยชน์ ๒ ประการนแ้ี ล”
๓. ยอ่ ลงเป็นฝ่าย เช่น หมวดธรรม ๓ ประการซึ่งเปน็ ลกั ษณะของคนพาล ดังปรากฏ
เตม็ ตามจำ� นวนในลักขณสตู ร พาลวรรค ปฐมปณั ณาสกแ์ ห่งตกิ นิบาต ดงั น้ี
“ภิกษุท้ังหลาย คนพาลมีกรรมเป็นเครื่องก�ำหนด บัณฑิตมีกรรมเป็นเคร่ืองก�ำหนด
ปญั ญาเมอ่ื ใชเ้ ปน็ ประจำ� จงึ งดงาม บคุ คลประกอบดว้ ยธรรม ๓ ประการ พงึ ทราบวา่ เปน็ คนพาล
ธรรม ๓ ประการ อะไรบา้ ง คอื
๑. กายทุจริต ๒. วจีทุจริต
๓. มโนทจุ ริต
บุคคลประกอบด้วยธรรม ๓ ประการพึงทราบวา่ เปน็ บัณฑิต
ธรรม ๓ ประการ อะไรบา้ ง คือ
๑. กายสุจริต ๒. วจสี จุ ริต
๓. มโนสุจรติ ”
หมวดธรรมนปี้ รากฏเปน็ ๒ ฝา่ ยในตปนยี สตู รและอตปนยี สตู ร กมั มกรณวรรค
ปฐมปณั ณาสกแ์ หง่ ทุกนบิ าต ดังน้ี
“ภกิ ษุทง้ั หลาย ธรรมท่ีเปน็ เหตุแหง่ ความเดอื ดร้อน ๒ ประการน้ี
ธรรมท่เี ป็นเหตุแห่งความเดอื ดร้อน ๒ ประการ อะไรบ้าง คือ
บคุ คลบางคนในโลกน้ี
๑. ท�ำแต่กายทุจรติ ๒. ไมไ่ ดท้ �ำกายสุจริต
๑. ท�ำแตว่ จที จุ รติ ๒. ไมไ่ ด้ท�ำวจีสุจรติ
๑. ท�ำแต่มโนทจุ รติ ๒. ไมไ่ ดท้ �ำมโนสุจริต”
(ตปนยี สตู ร)
“ภิกษทุ งั้ หลาย ธรรมท่ไี มเ่ ป็นเหตแุ ห่งความเดอื ดรอ้ น ๒ ประการน้ี
ธรรมทไ่ี ม่เป็นเหตุแห่งความเดอื ดร้อน ๒ ประการ อะไรบ้าง คือ
บคุ คลบางคนในโลกน้ี
๑. ทำ� แตก่ ายสจุ รติ ๒. ไม่ไดท้ ำ� กายทจุ ริต
๑. ท�ำแต่วจีสุจริต ๒. ไมไ่ ด้ท�ำวจีทจุ รติ
๑. ทำ� แต่มโนสุจรติ ๒. ไม่ไดท้ �ำมโนทุจรติ ”
(อตปนียสตู ร)
226 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
๔. ยอ่ ลงเปน็ องคป์ ระกอบของหมวดธรรมอน่ื เชน่ สตปิ ฏั ฐาน ๔ สมั มปั ปธาน ๔ อนิ ทรยี ์
๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อรยิ มรรคมอี งค์ ๘ ซง่ึ ปรากฏเตม็ ตามจำ� นวนในจตกุ กนบิ าต ปญั จกนบิ าต
สัตตกนบิ าต และอฏั ฐกนิบาตตามล�ำดับ แตห่ มวดธรรมเหล่าน้ีเปน็ เพียงองคป์ ระกอบ คือ เป็น
กำ� ลังขอ้ หนึง่ ๆ ในก�ำลงั ของพระขณี าสพ ๑๐ ประการ ดังปรากฏในขณี าสวพลสตู ร เถรวรรค
ทุตยิ ปณั ณาสก์ แหง่ ทสกนบิ าต เช่น
“สติปฏั ฐาน ๔ เปน็ ธรรมท่ภี ิกษุขีณาสพเจรญิ อบรมดแี ล้ว แม้ขอ้ ทีส่ ติปฏั ฐาน ๔ เป็น
ธรรมที่ภิกษุขีณาสพเจริญอบรมดีแล้วนี้ก็เป็นก�ำลังของภิกษุขีณาสพ ท่ีภิกษุขีณาสพอาศัย
ปฏิญญาความสน้ิ อาสวะทัง้ หลายวา่ อาสวะของเราส้นิ แล้ว
สมั มปั ปธาน ๔ เป็นธรรมทภ่ี ิกษุขณี าสพเจรญิ อบรมดแี ลว้ แม้ข้อที่สัมมปั ปธาน ๔ เป็น
ธรรมที่ภิกษุขีณาสพเจริญอบรมดีแล้วน้ีก็เป็นก�ำลังของภิกษุขีณาสพ ท่ี ภิกษุขีณาสพอาศัย
ปฏญิ ญาความสน้ิ อาสวะทง้ั หลายวา่ อาสวะของเราสิ้นแลว้ ...”
๕. ย่อลงเป็นข้อเดียว แต่ขยายส่วนให้มีหัวข้อเพ่ิมขึ้น เช่น กรรมบถ ๑๐ ประการ
ดังปรากฏเต็มตามจำ� นวนในปฐมอธมั มสูตร ชาณุสโสณิวรรค จตตุ ถปัณณาสก์แหง่ ทสกนิบาต
หมวดธรรม ๑๐ ประการน้ี พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแต่ละข้อ ๆ โดยเพ่ิมธรรม
ที่เกี่ยวข้องเข้ามาผสมอีก ๒ ข้อ รวมเป็น ๓ ข้อตามเกณฑ์ของติกนิบาต ท้ังฝ่ายอกุศลและ
ฝา่ ยกศุ ล ฝา่ ยละ ๑ สูตร รวมเปน็ ๒๐ สูตร ดงั ปรากฏในกมั มปถเปยยาลแหง่ ติกนบิ าต เช่น
ฝา่ ยอกุศล
“ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ ย่อมด�ำรงอยู่ในนรกเหมือน
ถกู น�ำไปฝงั ไว้
ธรรม ๓ ประการ อะไรบ้าง คอื
๑. ตนเองเป็นผฆู้ ่าสตั ว ์ ๒. ชกั ชวนผ้อู ่นื ใหฆ้ า่ สตั ว์
๓. เป็นผู้พอใจการฆา่ สตั ว.์ ..”
ฝา่ ยกศุ ล
“ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบดว้ ยธรรม ๓ ประการ ยอ่ มด�ำรงอยใู่ นสวรรค์เหมอื นได้
รบั อญั เชิญไปประดิษฐานไว้
ธรรม ๓ ประการ อะไรบา้ ง คอื
๑. ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการฆา่ สัตว์
๒. ชักชวนผอู้ ื่นให้งดเว้นจากการฆา่ สัตว์
๓. เปน็ ผ้พู อใจการงดเวน้ จากการฆ่าสัตว์
เล่มท่ี ๑๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๐ 227
ข. ลกั ษณะการขยายจำ� นวนหัวขอ้ ธรรม
การขยายจ�ำนวนหวั ข้อธรรมจากน้อยใหม้ ากขึน้ มีลักษณะดงั ต่อไปน้ี
๑. ขยายหมวดธรรมโดยนำ� หวั ขอ้ ธรรมทเ่ี กย่ี วขอ้ งกนั หรอื ประเภทเดยี วกนั มา เพม่ิ เตมิ
เช่น มรรคมีองค์ ๘ ซ่ึงเป็นหมวดธรรม ๘ ข้อ ดังปรากฎเต็มตามจ�ำนวนในราคเปยยาลแห่ง
อฏั ฐกนบิ าต แตห่ มวดธรรมเดยี วกนั นที้ ไี่ ปปรากฏในเอกาทสมสตู ร ตตยิ ปณั ณาสกแ์ หง่ ทสกนบิ าต
กลายเป็นหมวดธรรม ๑๐ ขอ้ มชี อื่ ว่า สมั มัตตะ ๑๐ ซ่งึ ประกอบดว้ ยมรรคมอี งค์ ๘ และธรรม
ทเี่ กยี่ วกันอีก ๒ ข้อ คอื
๑. สัมมาทิฏฐ ิ ๒. สมั มาสังกปั ปะ
๓. สัมมาวาจา ๔. สัมมากัมมันตะ
๕. สมั มาอาชวี ะ ๖. สมั มาวายามะ
๗. สัมมาสต ิ ๘. สัมมาสมาธิ
๙. สัมมาญาณะ ๑๐. สมั มาวมิ ตุ ติ
การขยายในลักษณะนี้มีตัวอย่างท่ีน่าศึกษาอย่างย่ิงอีกตัวอย่างหน่ึง คือ หมวดธรรม
เรอ่ื งกรรมบถ ๑๐ อยา่ งเดยี วกบั ตวั อยา่ งการยอ่ ลกั ษณะท่ี ๕ ขา้ งตน้ แตท่ ป่ี รากฏในสามญั ญวรรค
ปัญจมปัณณาสก์แห่งเอกาทสกนิบาต มีการเพ่ิมหัวข้อธรรมท่ีเก่ียวข้องของแต่ละข้อเข้ามา
ข้อละ ๑ ข้อละ ๒ และขอ้ ละ ๓ กลายเปน็ หมวดธรรม ๒๐ ขอ้ ๓๐ ขอ้ และ ๔๐ ข้อตามล�ำดับ
๒. ขยายหมวดธรรมโดยน�ำหมวดธรรมอีกหมวดหนึ่งซ่ึงสัมพันธ์โดยความเป็นเหตุเป็น
ผลของกันและกัน เข้ามาผสมกันเปน็ หมวดธรรมเดียวกัน เชน่ โพชฌงค์ ๗ ซง่ึ เปน็ หมวดธรรม
๗ ข้อ แห่งสัตตกนิบาต แต่เม่ือไปปรากฏในโพชฌังคสูตร ตติยปัณณาสก์แห่งทสกนิบาต
กลายเป็นหมวดธรรม ๑๐ ข้อ โดยมีวิชชา ๓ คือ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ทิพพจักขุญาณ
และอาสวักขยญาณซ่งึ เป็นผลของโพชฌงค์ ๗ ผสมเขา้ ดว้ ยกนั
๓. ขยายหมวดธรรมโดยน�ำหมวดธรรมอีกหมวดหนึ่งซ่ึงสัมพันธ์กันในฐานะท่ีต่างกัน
ก็เป็นองค์ประกอบหรือองค์คุณของบุคคลหรือเป็นส่วนส่งเสริมกันเข้ามาผสม เช่น นิวรณ์ ๕
ซึ่งเป็นหมวดธรรม ๕ ข้อ แห่งปัญจกนิบาต แต่เม่ือไปปรากฏในปัญจังคสูตร ปฐมปัณณาสก์
แห่งทสกนิบาต กลายเป็นหมวดธรรม ๑๐ ข้อ โดยมีขันธ์ ๕ อันเป็นองค์คุณของพระอเสขะ
เข้าผสม ดังท่ีพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ตอนหนึ่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ละองค์ ๕ ประกอบ
ด้วยองค์ ๕ บัณฑิตเรียกว่า ผู้ประกอบ ด้วยคุณทั้งมวล ผู้อยู่จบพรหมจรรย์ เป็นอุดมบุรุษ
ในธรรมวินยั นี้ (คอื พระอเสขะ)”
ในท่ีนอ้ี งค์ ๕ ที่ละได้ คอื นิวรณ์ ๕ และองค์ ๕ ท่เี ปน็ ส่วนประกอบของพระอเสขะ
228 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก
คือ ขนั ธ์ ๕ ได้แก่
๑. สีลขันธ์ กองศลี ๒. สมาธขิ ันธ์ กองสมาธิ
๓. ปัญญาขันธ์ กองปัญญา ๔. วิมตุ ติขนั ธ์ กองวิมตุ ติ
๕. วิมตุ ติญาณทสั สนขันธ์ กองวมิ ตุ ติญาณทัสสนะ
ในเสนาสนสูตร ปฐมปัณณาสก์แห่งทสกนิบาต ก็มีการขยายหมวดธรรมในท�ำนอง
เดยี วกนั นี้ ต่างกนั ที่หมวดธรรมหน่ึงเปน็ องค์ประกอบภายในของภกิ ษุ ส่วนอกี หมวดธรรมหนึ่ง
เปน็ องคป์ ระกอบภายนอก องคป์ ระกอบภายใน ๕ เชน่ มศี รทั ธา มอี าพาธนอ้ ย ไมโ่ ออ้ วด ปรารภ
ความเพยี ร และมปี ัญญา องค์ประกอบภายนอก ๕ คอื คณุ สมบตั ิของเสนาสนะทภี่ ิกษุจะเขา้ ไป
อาศัย ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติทางสิ่งแวดล้อม ได้แก่ (๑) เสนาสนะไม่ไกลและไม่ใกล้หมู่บ้านนัก
มที างไปมาสะดวก กลางวันไม่มคี นพลกุ พล่าน กลางคนื เงยี บสงบ มีเหลอื บยุง ลม แดด และ
สัตว์เล้ือยคลานรบกวนน้อย (๒) มีปัจจัย ๔ ไม่ฝืดเคือง (๓) มีพระเถระผู้เป็นพหูสูตอยู่ด้วย
(๔) ภกิ ษเุ ขา้ ไปหาพระเถระและไตถ่ ามขอ้ สงสยั ในธรรมและวนิ ยั ไดต้ ามกาลอนั ควร (๕) พระเถระ
เปดิ เผยขอ้ ท่ียังไม่เปดิ เผย ท�ำข้อท่ีเขา้ ใจยากให้เข้าใจงา่ ย
๔. ขยายหมวดธรรมโดยรวมหมวดธรรม ๓ หมวดทเ่ี ก่ยี วข้องกนั เข้าดว้ ยกนั (นบั เป็น
หมวดธรรมเดยี ว) เชน่ ในภยสตู ร ทตุ ยิ ปณั ณาสกแ์ หง่ ทสกนบิ าต ดงั ขอ้ ความตอนหนง่ึ วา่ “คหบดี
เม่ือใดอริยสาวกระงับภัยเวร ๕ ประการได้แล้ว เป็นผู้ประกอบด้วยองค์เคร่ืองบรรลุโสดา ๔
ประการ และเป็นผูเ้ ห็นแจ้งแทงตลอดอริยญายธรรมด้วยปญั ญา...”
หมวดธรรมท่ี ๑ คือ ภัยเวร ๕ ประการ ได้แก่ (๑) บุคคลผู้ฆ่าสตั ว์ย่อมประสพภัยเวร
ที่เป็นไปในปจั จุบันบา้ ง ในสัมปรายภพบา้ ง เสวยทุกขโทมนสั ทางใจบ้าง (๒) บคุ คลผู้ลักทรพั ย์
ฯลฯ (๓) บคุ คลผปู้ ระพฤตผิ ิดในกามท้ังหลาย ฯลฯ (๔) บคุ คลผพู้ ดู เท็จ ฯลฯ (๕) บคุ คลผู้เสพ
ของมนึ เมาคอื สรุ าและเมรยั อนั เปน็ เหตแุ หง่ ความประมาทยอ่ มประสพภยั เวรทเี่ ปน็ ไปในปจั จบุ นั
บ้าง ในสมั ปรายภพบา้ ง เสวยทกุ ขโทมนสั ทางใจบา้ ง
หมวดธรรมที่ ๒ คอื องค์เคร่อื งบรรลุโสดา ๔ ประการ ได้แก่ (๑) ประกอบด้วยความ
เล่ือมใสอันไม่หว่ันไหวในพระพุทธเจ้าว่า แม้เพราะเหตุน้ี พระผู้มีพระภาค พระองค์น้ัน ฯลฯ
(๒) ประกอบด้วยความเล่ือมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรมว่า พระธรรมเป็นธรรมอันพระผู้มี
พระภาคตรัสไว้ดีแล้ว ฯลฯ (๓) ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ว่า
พระสงฆส์ าวกของพระผมู้ พี ระภาคเปน็ ผปู้ ฏบิ ตั ดิ ี ฯลฯ (๔) ประกอบดว้ ยศลี ทพี่ ระอรยิ ะใครแ่ ลว้
อนั ไมข่ าด ไมท่ ะลุ ฯลฯ
หมวดธรรมท่ี ๓ คอื อรยิ ญายธรรมซง่ึ ไดแ้ กก่ ฎปฏิจจสมปุ บาทนัน่ เอง
เล่มท่ี ๑๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๒๐ 229
๕. ขยายหมวดธรรมโดยน�ำธรรมแต่ละหวั ขอ้ ในหมวดน้นั ไปเปรยี บเทียบกบั ส่ิงอนื่ หรอื
ธรรมอนื่ จนมจี ำ� นวนเพมิ่ มากขน้ึ เชน่ ในอปั ปมาทสตู ร ปฐมปณั ณาสกแ์ หง่ ทสกนบิ าต พระผมู้ ี
พระภาคทรงน�ำความไม่ประมาท(อัปปมาทะ)ไปเปรียบเทยี บถึง ๑๐ ขอ้ เช่น (๑) ในบรรดาสตั ว์
ทั้งหลายเท่าที่มี (ในโลกน้ี) ตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นยอดแห่งสัตว์เหล่าน้ันฉันใด
ความไม่ประมาทก็เป็นยอดแห่งกุศลธรรม ทัง้ หลายฉันนน้ั ฯลฯ (๑๐) ในบรรดาแม่น�้ำทงั้ หลาย
มหาสมทุ รเปน็ ยอดแหง่ แมน่ ำ้� เหลา่ นน้ั ฉนั ใด ความไมป่ ระมาทกเ็ ปน็ ยอดแหง่ กศุ ลธรรมทงั้ หลาย
ฉนั นน้ั
คัมภรี ์องั คุตตรนิกาย
อังคตุ ตรนกิ ายซง่ึ แบง่ เป็น ๑๑ นิบาตนั้น จัดเปน็ ๕ เลม่ คือ เล่มท่ี ๒๐ - ๒๔ โดยจัด
แบง่ ดงั นี้
๑. เอกกนิบาต ทกุ นิบาต และติกนิบาต จัดเปน็ คัมภรี ์เลม่ ท่ี ๒๐
๒. จตุกกนบิ าต จดั เปน็ คัมภีร์เลม่ ท่ี ๒๑
๓. ปัญจกนบิ าต และฉกั กนบิ าต จัดเป็นคมั ภรี ์เล่มที่ ๒๒
๔. สตั ตกนบิ าต อัฏฐกนิบาต และนวกนบิ าต จัดเปน็ คัมภรี เ์ ลม่ ที่ ๒๓
๕. ทสกนิบาต และเอกาทสกนบิ าต จดั เปน็ คมั ภรี ์เล่มท่ี ๒๔
แนะนำ� เลม่ ท่ี ๒๐
เพอ่ื ชว่ ยใหเ้ ขา้ ใจประเดน็ สำ� คญั ของพระสตุ ตนั ตปฎิ ก องั คตุ ตรนกิ าย เลม่ ท่ี ๒๐ วา่ ดว้ ย
เอกกนบิ าต ทุกนิบาต และติกนิบาต ซง่ึ มีพระสูตรทง้ั หมด ๑,๗๒๒ สตู ร ได้ดีข้ึน จงึ ขอแนะน�ำ
สาระสำ� คัญโดยสรุป ดงั ต่อไปน้ี
เอกกนิบาต
๑. จ�ำนวนวรรคและพระสูตรในเอกกนบิ าต
เอกกนบิ าต คอื หมวดพระสตู รทม่ี หี วั ขอ้ ธรรมพระสตู รละจำ� นวน ๑ ขอ้ มที ง้ั หมด ๖๑๙
สตู ร แบ่งเปน็ วรรค จำ� นวน ๒๐ วรรค แต่ละวรรคมพี ระสูตรจ�ำนวนต่างกนั คือ นอ้ ยท่สี ดุ มี ๑๐
สูตร และมากทส่ี ดุ มี ๑๘๑ สตู ร ดงั น้ี
๑. รปู าทวิ รรค มี ๑๐ สตู ร ๒. นีวรณปหานวรรค มี ๑๐ สตู ร
๓. อกมั มนิยวรรค มี ๑๐ สตู ร ๔. อทนั ตวรรค มี ๑๐ สูตร
๕. ปณหิ ติ อจั ฉวรรค มี ๑๐ สตู ร ๖. อจั ฉราสังฆาตวรรค มี ๑๐ สตู ร
230 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสุตตันตปิฎก
๗. วีริยารัมภาทวิ รรค มี ๑๐ สตู ร ๘. กัลยาณมติ ตาทวิ รรค มี ๑๐ สูตร
๙. ปมาทาทิวรรค มี ๑๗ สูตร ๑๐. ทุตยิ ปมาทาทวิ รรค มี ๔๒ สูตร
๑๑. อธัมมวรรค มี ๑๐ สูตร ๑๒. อนาปัตตวิ รรค มี ๒๐ สตู ร
๑๓.เอกปคุ คลวรรค มี ๑๘ สตู ร ๑๔. เอตทคั ควรรค มี ๘๐ สตู ร
๑๕.อัฏฐานบาล ี มี ๒๘ สูตร ๑๖. เอกธัมมบาล ี มี ๗๘ สูตร
๑๗. ปสาทกรธมั มวรรค มี ๑๖ สูตร ๑๘. อปรอจั ฉราสังฆาตวรรค มี ๑๘ สูตร
๑๙. กายคตาสติวรรค มี ๓๗ สูตร ๒๐. อมตวรรค มี ๑๒ สตู ร
๒. ชอ่ื และที่มาของพระสูตรในเอกกนบิ าต
ในเอกกนิบาต พระสูตรทั้งหมดไม่มีช่ือปรากฏในบาลี นอกจากบางสูตรท่ีพระอรรถ-
กถาจารยบ์ อกไว้ในอรรถกถา เชน่ พระสูตรในรปู าทวิ รรคมีชอ่ื วา่ จติ ตปริยาทานสตู ร (พระสูตร
ว่าด้วยการครอบง�ำจิต) ส่วนที่มาหรือนิทานวจนะมีบอกไว้แห่งเดียว คือ ที่พระสูตรแรก
แห่งรูปาทิวรรคว่า พระผู้มีพระภาคตรัสแก่ภิกษุท้ังหลายขณะประทับอยู่ ณ พระเชตวัน
เขตกรุงสาวัตถี
๓. ความหมายและใจความสำ� คัญของแตล่ ะวรรคในเอกกนบิ าต
๓.๑ รปู าทวิ รรค
รูปาทิวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยเอกธรรมมีรูปเป็นต้นท่ีครอบง�ำจิตบุรุษและสตรี
หมายถงึ รปู เสยี ง กลนิ่ รส และโผฏฐพั พะ ซงึ่ แตล่ ะอยา่ งเปน็ สาระสำ� คญั ของพระสตู รแตล่ ะสตู ร
ทง้ั ๑๐ สตู รในวรรคนี้ กลา่ วคอื ในพระสตู รท่ี ๑-๕ พระผมู้ พี ระภาคตรสั วา่ ไมท่ รงเหน็ ธรรมอนื่ ใด
แม้อย่างหนึ่งที่ครอบง�ำจิตของบุรุษไว้ได้ เหมือนรูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะของสตรี
ในพระสูตรท่ี ๖-๑๐ ตรัสว่า ไม่ทรงเห็นธรรมอื่นใดแม้อย่างหนึ่งที่ครอบง�ำจิตของสตรีไว้ได้
เหมือนรปู เสยี ง กลิน่ รส และโผฏฐพั พะของบุรษุ
๓.๒ นีวรณปหานวรรค
นวี รณปหานวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ดว้ ยธรรมทเี่ ปน็ เหตเุ กดิ และเหตลุ ะนวิ รณ์ หมายถงึ
นิวรณ์ ๕ คือ กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ และวิจิกิจฉา ซึ่งแต่ละอย่าง
เป็นสาระส�ำคัญของพระสูตรแต่ละสูตรทั้ง ๑๐ สูตรในวรรคนี้ กล่าวคือ ในพระสูตรที่ ๑-๕
พระผมู้ ี พระภาคตรัสถึงเอกธรรมที่เปน็ เหตเุ กดิ นิวรณ์ ๕ ในพระสูตรที่ ๖-๑๐ ตรัสถึงเอกธรรม
ทเ่ี ปน็ เหตุละนิวรณ์ ๕
เล่มท่ี ๑๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๐ 231
๓.๓ อกมั มนิยวรรค
อกมั มนิยวรรค แปลว่า หมวดวา่ ดว้ ยจติ ทไ่ี ม่ควรแก่การใช้งาน ชอ่ื นี้ต้งั ตามสาระสำ� คญั
ของพระสูตรท่ี ๑ ในวรรคนี้
พระสูตรทั้ง ๑๐ สูตร ว่าด้วยเอกธรรมคือจิตที่ได้พัฒนาอบรมให้ดีแล้วย่อม ควรแก่
การใชง้ าน ไมก่ อ่ โทษ ก่อแตป่ ระโยชน์ และนำ� สุขมาให้
๓.๔ อทันตวรรค
อทันตวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยจิตที่ไม่ได้ฝึก ชื่อน้ีต้ังตามสาระส�ำคัญของพระสูตร
ท่ี ๑ ในวรรคน้ี
ในพระสูตรทงั้ ๑๐ สตู รของวรรคน้ี พระผู้มีพระภาคตรสั ถงึ เอกธรรมคอื จติ ว่า เม่อื ไม่
ได้ฝึก ไม่ได้คุ้มครอง ไม่ได้รักษา ไม่ได้ส�ำรวมระวังแล้ว ย่อมก่อโทษเป็นอย่างมาก เม่ือได้ฝึก
ไดค้ ุ้มครอง ไดร้ ักษา ได้ส�ำรวมระวังดีแลว้ ย่อมจะกอ่ ประโยชนเ์ ปน็ อยา่ งมาก
๓.๕ ปณหิ ิตอัจฉวรรค
ปณิหติ อจั ฉวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ดว้ ยผลแห่งจิตที่ต้ังไว้ผิดและตงั้ ไว้ถกู หมายความว่า
ถ้าต้งั จิตไว้ผดิ (มิจฉาปณหิ ติ ) จิตน้ันกจ็ ะทำ� ลายอวชิ ชาไม่ได้ ท�ำใหว้ ิชชาเกิดขนึ้ ไมไ่ ด้ และรู้แจ้ง
นพิ พานไมไ่ ด้ แตถ่ า้ ตง้ั จติ ไวถ้ กู (สมั มาปณหิ ติ ) จติ นน้ั กจ็ ะทำ� ลายอวชิ ชาได้ ทำ� ใหว้ ชิ ชาเกดิ ขนึ้ ได้
และร้แู จ้งนพิ พานได้ ซ่งึ เป็นสาระส�ำคญั ของพระสตู รที่ ๑-๒ ในวรรคน้ี
ในพระสูตรทเ่ี หลอื อีก ๘ สตู ร ก็กลา่ วถึงผลแห่งจิตทต่ี ัง้ ไวผ้ ิดและตงั้ ไว้ถกู เช่น ผูม้ จี ติ
ถกู โทสะประทษุ รา้ ย ตายไป จะไปตกนรกเหมอื นถกู นำ� ไปฝงั ไว้ แตผ่ มู้ จี ติ ผอ่ งใส ตายไป จะไป
เกิดในสวรรค์เหมือนได้รับอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ ผู้มีจิตขุ่นมัวย่อมไม่เห็นประโยชน์ตน
ประโยชน์ผู้อื่น และประโยชน์ทั้งสอง เหมือนคนตาดีมองไม่เห็นหอย และปลาในห้วงน�้ำท่ีมี
น�้ำขุ่น มีเปือกตม ส่วนผู้มีจิตผ่องใสย่อมเห็นประโยชน์เหล่านั้นได้ดี เหมือนคนตาดีมองเห็น
หอยและปลาในหว้ งน�ำ้ ที่มนี ำ�้ ใสสะอาด
๓.๖ อจั ฉราสังฆาตวรรค
อัจฉราสังฆาตวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยผลแห่งจิตช่ัวลัดน้ิวมือเดียว หมายความว่า
ถ้าภกิ ษุฝึกเมตตาจติ เจรญิ เมตตาจิต มนสิการเมตตาจติ แม้เพียงชั่วลัดน้วิ มือคร้ังเดียว ก็ชื่อว่า
เปน็ ผู้อยู่ไม่ห่างจากฌาน ท�ำตามค�ำสอนของศาสดา ปฏบิ ตั ิตามโอวาท ฉันอาหารของชาวบา้ น
232 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
อยา่ งไมเ่ สยี เปลา่ นเ้ี ปน็ สาระสำ� คญั ของพระสตู รที่ ๓-๕ ของวรรคนี้ ในพระสตู รอนื่ ๆ อกี ๕ สตู ร
ของวรรคนี้ก็มเี อกธรรมท่นี า่ สนใจ
๓.๗ วีริยารัมภาทวิ รรค
วีริยารัมภาทิวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยการปรารภความเพียรเป็นต้น หมายถึง
เอกธรรม ๑๐ ประการซ่ึงเป็นสาระส�ำคัญของพระสูตรแต่ละสูตรในวรรคนี้ โดยแบ่งเป็น
ฝา่ ยกศุ ล ๕ ประการ ฝา่ ยอกุศล ๕ ประการ
เอกธรรมท่ีเป็นฝ่ายกุศลแต่ละอย่างมีลักษณะเด่นเฉพาะตัว คือ เป็นเหตุให้กุศลธรรม
ทยี่ ังไมเ่ กดิ ก็เกดิ ข้ึน หรือเป็นเหตใุ หอ้ กศุ ลธรรมทเี่ กิดข้ึนแล้วก็เสื่อมไป
เอกธรรมที่เป็นฝ่ายอกุศลแต่ละอย่างก็มีลักษณะเด่นเฉพาะตัว คือ เป็นเหตุให้อกุศล
ธรรมท่ยี งั ไม่เกิดก็เกดิ ขน้ึ หรอื เปน็ เหตใุ ห้กศุ ลธรรมท่เี กดิ ข้นึ แลว้ ก็เสื่อมไป
๓.๘ กลั ยาณมิตตาทวิ รรค
กัลยาณมติ ตาทิวรรค แปลว่า หมวดวา่ ดว้ ยกลั ยาณมติ รเป็นตน้ หมายถงึ เอกธรรม ๑๔
ประการซึง่ เปน็ สาระส�ำคญั ของพระสตู รแต่ละสูตรในวรรคนี้ โดยแบ่งเป็นฝา่ ยกศุ ล ๗ ประการ
ฝ่ายอกุศล ๗ ประการ ดงั นี้
ก. ฝ่ายกุศล ๗ ประการ คือ
๑. กัลยาณมิตตตา ความมกี ัลยาณมติ ร
๒. กุสลธัมมานุโยคะ การประกอบกศุ ลธรรมเนือง ๆ
๓. อกสุ ลธมั มานนโุ ยคะ การไม่ประกอบอกศุ ลธรรมเนอื ง ๆ
๔. โยนโิ สมนสิการ การมนสิการโดยแยบคาย
๕. ญาตวิ ฑุ ฒิ ความเจรญิ ดว้ ยญาติ
๖. ปัญญาวฑุ ฒ ิ ความเจริญดว้ ยปัญญา
๗. โภควุฑฒ ิ ความเจรญิ ดว้ ยโภคทรพั ย์
ข. ฝ่ายอกุศล ๗ ประการ คอื
๑. อกุสลธมั มานโุ ยคะ การประกอบอกศุ ลธรรมเนอื ง ๆ
๒. กสุ ลธัมมานนุโยคะ การไม่ประกอบกุศลธรรมเนือง ๆ
๓. อโยนิโสมนสกิ าร การไม่มนสกิ ารโดยแยบคาย
๔. ญาตปิ รหิ านิ ความเส่ือมญาติ
เล่มที่ ๑๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๒๐ 233
๕. ปัญญาปริหานิ ความเส่อื มปัญญา
๖. โภคปรหิ าน ิ ความเส่อื มโภคทรพั ย์
๗. ยโสปริหาน ิ ความเสือ่ มยศ
กลั ยาณมติ ตตาในพระสตู รนี้ พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงเปรยี บเทยี บใหเ้ หน็ ตรงกนั ขา้ ม
กบั ปาปมิตตตาในวรี ยิ ารมั ภาทวิ รรค ส่วนเอกธรรมที่เหลอื ทรงแสดงเปรยี บเทียบเปน็ คู่ ๆ ดงั น้ี
คทู่ ่ี ๑ กสุ ลธมั มานโุ ยคะและอกสุ ลธมั มานโุ ยคะเปน็ เหตเุ กดิ กศุ ลธรรมและเปน็ เหตเุ สอื่ ม
อกุศลธรรม คู่กับอกุสลธัมมานุโยคะและกุสลธัมมานนุโยคะท่ีเป็นเหตุเกิดอกุศลธรรมและเป็น
เหตุเสอ่ื มกศุ ลธรรม (พระสูตรท่ี ๒ และที่ ๓)
คู่ท่ี ๒ โยนิโสมนสิการเป็นเหตุเกิดโพชฌงค์และเป็นเหตุให้โพชฌงค์ที่เกิดแล้วเจริญ
เต็มท่ี คู่กับอโยนิโสมนสิการท่ีเป็นเหตุให้โพชฌงค์ไม่เกิด และเป็นเหตุให้โพชฌงค์ที่เกิดแล้ว
ไม่เจรญิ เต็มที่ (พระสตู รท่ี ๔ และ ๕)
คู่ท่ี ๓ ปญั ญาปรหิ านิเลวร้ายกว่าญาตปิ ริหานิ (พระสูตรที่ ๖)
คทู่ ่ี ๔ ปญั ญาวุฑฒิยอดเยี่ยมกวา่ ญาติวฑุ ฒิ (พระสตู รท่ี ๗)
คู่ท่ี ๕ ปัญญาปริหานเิ ลวร้ายกวา่ โภคปริหานิ (พระสูตรท่ี ๘)
คู่ท่ี ๖ ปญั ญาวุฑฒิยอดเยยี่ มกวา่ โภควฑุ ฒิ (พระสูตรท่ี ๙)
คทู่ ี่ ๑๐ ปญั ญาปริหานเิ ลวร้ายกว่ายโสปรหิ านิ (พระสูตรท่ี ๑๐)
๓.๙ ปมาทาทิวรรค
ปมาทาทิวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยความประมาทเป็นต้น หมายถึงเอกธรรม
๑๙ ประการ ซ่ึงเป็นสาระส�ำคัญของพระสูตรในวรรคน้ี โดยแบ่งเป็นฝ่ายกุศล ๑๐ ประการ
และฝ่ายอกุศล ๙ ประการ
ในเอกธรรม ๑๙ ประการน้ี มกี ารเปรยี บเทยี บขา้ มวรรคบา้ ง เชน่ เปรยี บเทยี บยโสวฑุ ฒิ
ในวรรคน้ีกับปัญญาวุฑฒิในกัลยาณมิตตาทิวรรคว่า ปัญญาวุฑฒิยอดเยี่ยมกว่า นอกน้ัน
เปรียบเทียบกันภายในวรรคนี้เป็นคู่ ๆ รวม ๘ คู่ว่า ฝ่าย กุศลเป็นไปเพ่ือประโยชน์มาก
ฝา่ ยอกุศลเปน็ ไปเพือ่ มใิ ช่ประโยชน์มาก โดยแสดงฝ่ายอกศุ ลข้ึนกอ่ น ดงั น้ี
๑. ปมาทะ คกู่ ับ อัปปมาทะ
๒. โกสัชชะ คู่กบั วีรยิ ารมั ภะ
๓. มหจิ ฉตา คกู่ บั อปั ปจิ ฉตา
๔. อสันตฏุ ฐติ า คกู่ บั สนั ตุฏฐิตา
234 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสุตตันตปิฎก
๕. อโยนิโสมนสกิ าร คูก่ บั โยนโิ สมนสกิ าร
๖. อสมั ปชัญญะ คูก่ ับ สัมปชญั ญะ
๗. ปาปมติ ตตา คู่กบั กลั ยาณมิตตตา
๘. อกุสลธัมมานุโยคะและกุสลธัมมานนุโยคะ คู่กับ กุสลธัมมานุโยคะและ
อกสุ ลธัมมานนุโยคะ
๓.๑๐ ทตุ ยิ ปมาทาทิวรรค
ทตุ ยิ ปมาทาทวิ รรค แปลว่า หมวดวา่ ดว้ ยความประมาทเปน็ ตน้ หมวดท่ี ๒ หมายถึง
เอกธรรมท่ีเป็นองค์ประกอบภายใน ๗ คู่ (เหมือนเอกธรรมในปมาทาทิวรรค หมวดท่ี ๑ คือ
ยกเว้นยโสวุฑฒิ) ต้ังแต่อัปปมาทะคู่กับปมาทะเป็นต้นไป กล่าวคือ ในพระสูตรท่ี ๑-๑๖
เปรียบเทียบเป็น ๒ รอบ รอบแรก เหมือนปมาทาทิวรรค หมวดท่ี ๑ (พระสูตรท่ี ๑-๑๖)
ส่วนรอบท่ี ๒ เปรยี บเทียบวา่ ฝ่ายกศุ ลเปน็ ไปเพ่อื ความด�ำรงมน่ั แห่งพระสัทธรรม ฝา่ ยอกศุ ล
เป็นไปเพอื่ ความสูญหายแห่งพระสัทธรรม (พระสูตรท่ี ๑๗-๓๒)
ขอ้ เปรยี บเทยี บทัง้ ๒ รอบนั้น เรยี กว่า จตกุ โกฏกิ ะ แปลว่า หมวดธรรม ๔ ชดุ คือ ฝ่าย
กุศล ๒ ชุด ฝ่ายอกุศล ๒ ชุด ต้ังแต่พระสูตรที่ ๓๓-๔๒ ทรงแสดงเปรียบเทียบกับเอกธรรม
ในอธัมมวรรคว่า ภิกษุพวกที่แสดงอธรรมว่า “เป็นธรรม” แสดงส่ิงท่ีมิใช่วินัยว่า “เป็นวินัย”
แสดงวินยั ว่า “มิใชว่ นิ ัย” แสดงสง่ิ ที่ตถาคตไม่ได้ ภาษิตไว้ ไม่ไดก้ ล่าวไว้ว่า “ตถาคตได้ภาษติ ไว้
ได้กล่าวไว้” แสดงส่ิงที่ตถาคตภาษิตไว้ กล่าวไว้ว่า “ตถาคตไม่ได้ภาษิตไว้ ไม่ได้กล่าวไว้”
แสดงกรรมท่ีตถาคตไม่ได้ประพฤติปฏิบัติมาว่า “ตถาคตได้ประพฤติปฏิบัติมา” แสดงกรรมท่ี
ตถาคตไดป้ ระพฤตปิ ฏบิ ตั มิ าวา่ “ตถาคตไมไ่ ดป้ ระพฤตปิ ฏบิ ตั มิ า” แสดงสง่ิ ทต่ี ถาคตไมไ่ ดบ้ ญั ญตั ิ
ไว้วา่ “ตถาคตได้บญั ญัติไว้” แสดงสง่ิ ทีต่ ถาคตไดบ้ ัญญตั ิไว้วา่ “ตถาคตไม่ได้บัญญตั ิไว้” ช่อื ว่า
ปฏิบัติเพื่อไม่เก้ือกูล เพื่อมิใช่สุข มิใช่ประโยชน์แก่คนหมู่มาก แก่เทวดาและมนุษย์ท้ังหลาย
ย่อมได้รบั ผลทมี่ ใิ ช่บุญเป็นอนั มาก และชือ่ วา่ ท�ำให้พระสัทธรรมเส่อื มสูญไปดว้ ย
๓.๑๑ อธัมมวรรค
อธมั มวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ดว้ ยอธรรม คอื สงิ่ ทไี่ มใ่ ชธ่ รรม ชอื่ นต้ี ง้ั ตามสาระสำ� คญั ของ
พระสตู รที่ ๑ ในวรรคนที้ ่วี า่ ภิกษุพวกท่ีแสดงอธรรมวา่ “เป็นอธรรม” ช่อื ว่าปฏบิ ตั เิ พอ่ื เกื้อกลู
เพือ่ สขุ เพ่อื ประโยชน์แก่คนหมู่มาก แกเ่ ทวดาและมนษุ ยท์ งั้ หลาย
ในพระสูตรตา่ ง ๆ ท้ัง ๑๐ สูตร ของวรรคนี้ พระผ้มู พี ระภาคทรงแสดงเพอ่ื ให้เหน็ ข้อ
แตกต่างกบั ภิกษุฝา่ ยช่วั ในทุตยิ ปมาทาทวิ รรคทีก่ ลา่ วมาแลว้
เลม่ ที่ ๑๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๐ 235
๓.๑๒ อนาปตั ติวรรค
อนาปัตติวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยอาบัติและอนาบัติ ค�ำว่า อาบัติ เป็นช่ือโทษ
ของภิกษุและภิกษุณีท่ีเกิดจากการท�ำผิดพระวินัยสงฆ์ เช่น อาบัติปาราชิกเป็นอาบัติหนัก
(ครุกาบัติ) ผู้ต้องอาบัตินี้ต้องสละสมณเพศ อาบัติปาจิตตีย์เป็น อาบัติเบา (ลหุกาบัติ) ค�ำว่า
อนาบัติ แปลวา่ ไมใ่ ชอ่ าบตั ิ หรือไม่เป็นอาบตั ิ
ใจความสำ� คัญของวรรคนี้ เป็นขอ้ เปรยี บเทียบระหว่างภกิ ษุ ๒ ฝ่าย คือ ภกิ ษฝุ ่ายชัว่
กับภกิ ษฝุ ่ายดี คล้ายกับภิกษุ ๒ ฝ่ายในทุติยปมาทาทิวรรคและอธัมมวรรคที่กล่าวมาแล้ว เช่น
ภกิ ษฝุ ่ายชวั่ เหน็ อาบตั วิ า่ อนาบัติ ตรงกนั ข้ามกับภกิ ษุฝา่ ยดีท่เี ห็นอาบัติวา่ อาบตั ิ เหน็ อนาบัติว่า
อนาบัติ
๓.๑๓ เอกปคุ คลวรรค
เอกปุคคลวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยบุคคลผู้เป็นเอก ชื่อน้ีต้ังตามสาระส�ำคัญของ
พระสูตรทุกสูตรในวรรคนี้ เพราะทุกสูตรต่างนิยามว่า เอกบุคคล หรือบุคคลผู้เป็นเอกนั้นคือ
ใคร เช่น ในพระสูตรท่ี ๑-๑๐ มีใจความว่า บคุ คลผเู้ ปน็ เอก คอื ผูเ้ กิดมาเพอื่ ประโยชนส์ ขุ ของ
ชาวโลก เป็นบุคคลทห่ี าได้ยาก เปน็ อจั ฉริยะ เปน็ เอกในโลก การทำ� กาลกริ ิยา (การตาย) ของ
บุคคลผู้เป็นเอกเป็นเหตุให้ชาวโลกพลอยเดือดร้อน ในทางตรงกันข้าม การปรากฏของบุคคล
ผ้เู ปน็ เอกนั้นเปน็ ดวงตา เป็นแสงสว่าง เปน็ อนตุ ตริยะของชาวโลก
ในพระสูตรที่ ๑๕-๑๗ ให้นิยามเอกบุคคลไว้ว่า ได้แก่ ผู้บรรลุโสดาปัตติผล ผู้บรรลุ
สกทาคามิผล ผู้บรรลุอนาคามิผล ผบู้ รรลุอรหตั ตผล
ในพระสูตรที่ ๑๘ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ไม่ทรงเห็นเอกบุคคลอื่นใดที่สามารถ
เผยแผพ่ ระธรรมจักรได้ดเี หมือนพระสารบี ุตรเถระ
๓.๑๔ เอตทัคควรรค
เอตทัคควรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยเอตทัคคะ ค�ำว่า เอตทัคคะ หมายถึงต�ำแหน่ง
ของผู้ได้รับการยกย่องจากพระผู้มีพระภาคว่าเป็นเลิศในทางใดทางหนึ่งเป็นพิเศษ เช่น เป็น
รัตตญั ญู เป็นผู้มีปัญญามาก เป็นผ้มู ีฤทธิม์ าก แบง่ ออกเป็น ๗ หมวด ๘๐ สตู ร หมวดท่ี ๑-๔ ว่า
ดว้ ยเอตทัคคะฝ่ายภิกษุ หมวดที่ ๕ ว่าดว้ ยเอตทคั คะฝ่ายภกิ ษุณี หมวดท่ี ๖ ว่าด้วยเอตทคั คะ
ฝ่ายอุบาสก หมวดที่ ๗ วา่ ด้วยเอตทัคคะฝา่ ยอบุ าสิกา
236 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตันตปิฎก
๓.๑๕ อฏั ฐานบาลี
อฏั ฐานบาลี แปลวา่ บาลวี า่ ดว้ ยความเปน็ ไปไดแ้ ละเปน็ ไปไมไ่ ด้ ซงึ่ เปน็ สาระสำ� คญั ของ
พระสตู รทุกสตู รในวรรคนี้ แบง่ ออกเป็น ๓ หมวด ๒๘ สูตร คือ
หมวดท่ี ๑ พระสูตร ๙ สูตรแรกว่าด้วยข้อเปรียบเทียบระหว่างผู้เป็นสัมมาทิฏฐิกับ
ปถุ ุชน เชน่ เปน็ ไปไมไ่ ดท้ ่ผี ้เู ป็นสัมมาทิฏฐิจะถือวา่ สังขารเป็นของเท่ียง เป็นสขุ เป็นตวั ตน แต่
เปน็ ไปไดท้ ป่ี ุถชุ นจะถอึ เชน่ นั้น พระสตู รท่ี ๑๐ กล่าวถึงความเป็นไปไมไ่ ดท้ ี่พระสมั มาสมั พุทธ
เจา้ ๒ พระองคจ์ ะเสดจ็ อุบตั พิ รอ้ มกันในโลกธาตเุ ดียวกนั แตเ่ ป็นไปได้ท่พี ระสมั มาสมั พุทธเจา้
พระองคเ์ ดียวจะเสด็จอบุ ัติในโลกธาตุเดียว
หมวดท่ี ๒ วา่ ดว้ ยความเปน็ ไปไมไ่ ดแ้ ละเปน็ ไปไดใ้ นทางกลบั กนั เชน่ เปน็ ไปไมไ่ ดท้ ส่ี ตรี
จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจา้ เป็นพระเจา้ จักรพรรดิ เป็นทา้ วสกั กเทวราช เปน็ มาร เป็นพรหม
แตเ่ ปน็ ไปได้ที่บรุ ษุ จะเปน็ เชน่ นน้ั
หมวดที่ ๓ วา่ ดว้ ยขอ้ เปรยี บเทยี บผลแหง่ สจุ รติ กบั ผลแหง่ ทจุ รติ เชน่ เปน็ ไปไมไ่ ดท้ สี่ จุ รติ
จะให้ผลทีไ่ ม่น่าปรารถนา ไม่นา่ พอใจ ใหไ้ ปเกิดในทคุ ติ แตเ่ ป็นไปได้ทจ่ี ะใหผ้ ลที่น่าปรารถนา
นา่ พอใจ ให้ไปเกิดในสุคติ
๓.๑๖ เอกธมั มบาลี
เอกธัมมบาลี แปลว่า บาลีว่าด้วยธรรมอันเป็นเอก ซ่ึงเป็นเอกธรรมอีกหมวดหนึ่ง
นอกจากที่กล่าวมาแล้วในวรรคแรก ๆ ๑๒ วรรค ในทีน่ แี้ บ่งยอ่ ยออกเปน็ ๔ หมวด ๗๘ สตู ร คอื
หมวดที่ ๑ มี ๑๐ สูตร ว่าด้วยเอกธรรมคอื อนุสสติ ๑๐ คือ แตล่ ะสูตรกล่าวถึงอนุสสติ
๑ ข้อ เช่น ในพระสูตรที่ ๑ กลา่ วถงึ พุทธานุสสติวา่ ไม่ทรงเห็นธรรมอืน่ ใดแมอ้ ย่างหน่ึงท่เี ปน็ ไป
เพอ่ื ความเบอ่ื หน่ายอย่างทีส่ ดุ เพอ่ื คลายก�ำหนัด เพอื่ ดับทุกข์ เพ่อื รยู้ ่ิง เพอ่ื ตรัสรู้ เพอื่ นพิ พาน
เหมือนพุทธานุสสติน้ี
หมวดท่ี ๒ มี ๑๐ สูตร ว่าดว้ ยเอกธรรมฝา่ ยอกศุ ลเปรยี บเทียบกบั เอกธรรมฝา่ ยกุศล
เช่น มิจฉาทิฏฐิเป็นเหตุเกิดเหตุเจริญของอกุศลธรรม และเป็นเหตุให้กุศลธรรมท่ียังไม่เกิดขึ้น
เกิดข้ึนไม่ได้ ท่ีเกิดแล้วท�ำให้เสื่อมไป ส่วนสัมมาทิฏฐิเป็นเหตุเกิดเหตุเจริญของกุศลธรรมและ
เป็นเหตุให้อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดเกิดข้ึนไม่ได้ ท่ีเกิดแล้วท�ำให้เส่ือมไป เหตุเกิดของมิจฉาทิฏฐิ
ไดแ้ ก่ อโยนโิ สมนสิการ ส่วนเหตเุ กิดของสมั มาทิฏฐิ ได้แก่ โยนโิ สมนสกิ าร
หมวดท่ี ๓ มี ๑๔ สูตร ว่าด้วยเอกธรรมฝ่ายอกุศลเปรียบเทียบกับฝ่ายกุศลก็มี เช่น
เอกบุคคลที่เกิดมาเพ่ือไม่เกื้อกูล ไม่เป็นประโยชน์และสุขแก่คนหมู่มาก แก่เทวดาและมนุษย์
เล่มที่ ๑๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๒๐ 237
ทั้งหลาย ไดแ้ ก่ คนมิจฉาทิฏฐิ ส่วนเอกบคุ คลทเ่ี กดิ มาเพ่อื เก้ือกลู เพอื่ ประโยชนแ์ ละสขุ แกค่ น
หมู่มาก แกเ่ ทวดาและมนษุ ยท์ ง้ั หลาย ไดแ้ ก่ คนสัมมาทิฏฐิ
ว่าด้วยเอกธรรมฝ่ายอกุศลเปรียบเทียบกับส่ิงปฏิกูล มีกลิ่นเหม็นก็มี เช่น เปรียบภพ
เหมือนคถู เหมอื นมูตร เหมือนน้�ำลาย
หมวดท่ี ๔ มี ๔๔ สูตร ว่าดว้ ยชัมพทุ ีปเปยยาล คือ เปรยี บเทียบในเร่อื งจ�ำนวนนอ้ ย
จำ� นวนมากของเอกธรรมกบั สถานท่ีในชมพทู วปี เช่น เปรยี บเทยี บว่า
สัตว์ที่เกิดบนบกมีจ�ำนวนน้อยกว่าสัตว์ท่ีเกิดในน้�ำ เหมือนในชมพูทวีป สถานท่ีท่ี
นา่ รน่ื รมย์ เช่น สวน ป่า สระโบกขรณี มจี ำ� นวนนอ้ ยกวา่ ทีไ่ ม่น่าร่ืนรมย์ เช่น ทด่ี อน ทีล่ มุ่ ทมี่ ี
นำ้� หลาก ทเ่ี ป็นเขาสงู ชัน ทีข่ รขุ ระ
ขอ้ เปรียบเทียบข้างต้นอยู่ในพระสูตรที่ ๑ ซ่ึงทา่ นเรยี งไว้เต็มทั้งส่วนท่ีเป็น อุปมาและ
อปุ ไมย แต่ในพระสตู รต่อ ๆ ไป ท่านละขอ้ ความอปุ มาคือสถานท่ีน่ารืน่ รมย์ในชมพูทวีปไวใ้ ห้
ผู้อ่านเติมเอง เช่น ในพระสูตรที่ ๒ มีแต่ข้อความอุปไมยว่า สัตว์ที่กลับมาเกิดในหมู่มนุษย์มี
จำ� นวนน้อยกว่าสตั ว์ทไ่ี ปเกดิ ในท่อี ่นื นอกจากหมมู่ นษุ ย์ (ซึ่งจะตอ้ งเตมิ ว่า) เหมอื นในชมพูทวปี
มีสถานทท่ี ่นี ่ารืน่ รมย์ เชน่ สวน ป่า สระโบกขรณี มจี ำ� นวนนอ้ ยกว่าสถานทที่ ่ีไมน่ า่ ร่ืนรมย์ เช่น
ทดี่ อน ท่ีล่มุ ท่ีมนี �ำ้ หลาก ท่เี ป็นเขาสูงชัน ที่ขรขุ ระ
๓.๑๗ ปสาทกรธัมมวรรค
ปสาทกรธัมมวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยธรรมที่ท�ำให้เกิดความเลื่อมใส หมายถึง
เอกธรรมทีเ่ ป็นลาภของภกิ ษุ มี ๑๖ อยา่ ง ทรงแสดงไว้ ๑๖ สูตร
๓.๑๘ อปรอจั ฉราสังฆาตวรรค
อปรอจั ฉราสงั ฆาตวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ดว้ ยผลแหง่ จติ ชวั่ ลดั นวิ้ มอื เดยี วอกี หมวดหนง่ึ
หมายถงึ ผลแหง่ การเจรญิ ฌานสมาธเิ ปน็ ตน้ (มอี งคธ์ รรม ๑๐๑ อยา่ ง) และการปฏบิ ตั ธิ รรมอยา่ ง
หนึ่ง ๆ แม้ช่ัวลัดนิ้วมือครั้งเดียว ก็ชื่อว่าเป็นผู้อยู่ไม่ห่างจากฌาน ท�ำตามค�ำสอนของศาสดา
ปฏบิ ตั ติ ามโอวาท ฉนั อาหารของชาวบา้ นอย่างไมเ่ สียเปลา่ เชน่ ถ้าภกิ ษเุ จริญปฐมฌานเพียงชั่ว
ลัดนว้ิ มือเดียว กช็ อ่ื ว่า เปน็ ผอู้ ยไู่ มห่ ่างจากฌาน ทำ� ตามคำ� สอนของศาสดา ปฏิบัตติ ามโอวาท
ฉนั อาหารของชาวบา้ นอย่างไมเ่ สียเปล่า
พระผูม้ พี ระภาคทรงแสดงเอกธรรม ๑๐๑ อยา่ ง เป็น ๑๘๑ สูตร คอื ฌาน ๔ (สูตรที่
๑-๔), พรหมวหิ ารธรรม ๔ (สูตรที่ ๕-๘), สตปิ ฏั ฐาน ๔ (สตู รที่ ๙-๑๒), สมั มปั ปธาน ๔ (สูตรท่ี
238 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
๑๓-๑๖), อิทธิบาท ๔ (สูตรที่ ๑๗-๒๐), อินทรยี ์ ๕ (สูตรท่ี ๒๑-๒๕), พละ ๕ (สูตรท่ี ๒๖-๓๐),
โพชฌงค์ ๗ (สูตรท่ี ๓๑-๓๗), อริยมรรคมอี งค์ ๘ (สตู รที่ ๓๘-๔๕), อภิภายตนะ ๘ (สตู รท่ี ๔๖-
๕๓), วิโมกข์ ๘ (สตู รที่ ๕๔-๖๑), กสณิ ๑๐ (สูตรท่ี ๖๒-๗๑), สัญญา ๑๐ (สตู รที่ ๗๒-๘๑),
สญั ญา ๑๐ (อีกหมวดหนงึ่ , สตู รท่ี ๘๒-๙๑), อนุสสติ ๑๐ (สูตรที่ ๙๒-๑๐๑)
ในพระสูตรที่ ๑๐๒-๑๑๑ ทรงแสดงอินทรีย์ ๕ และพละ ๕ แต่ละข้อคู่กับปฐมฌาน
เช่น เจริญสัทธินทรีย์ที่สหรคตด้วยปฐมฌาน... (รวม ๕ สูตร) เจริญสัทธาพละที่สหรคตด้วย
ปฐมฌาน... (รวม ๕ สตู ร)
ในพระสูตรที่ ๑๑๒-๑๔๑ ทรงแสดงอนิ ทรีย์ ๕ และพละ ๕ คกู่ ับทตุ ิยฌาน ตตยิ ฌาน
และจตตุ ถฌานตามล�ำดบั เหมือนปฐมฌาน (รวม ๓๐ สูตร)
ในพระสตู รท่ี ๑๔๒-๑๕๑ ทรงแสดงอินทรีย์ ๕ และพละ ๕ แตล่ ะข้อคู่กบั เมตตา เชน่
เจริญสัทธินทรีย์ท่ีสหรคตด้วยเมตตา... (รวม ๕ สูตร) เจริญสัทธาพละที่สหรคตด้วยเมตตา...
(รวม ๕ สตู ร)
ในพระสูตรที่ ๑๕๒-๑๘๑ ทรงแสดงอนิ ทรีย์ ๕ และพละ ๕ แตล่ ะข้อคกู่ บั กรุณา มุทิตา
และอเุ บกขาตามล�ำดบั เหมือนเมตตา (รวม ๓๐ สตู ร)
๓.๑๙ กายคตาสตวิ รรค
กายคตาสติวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยผลแห่งการเจริญกายคตาสติ ค�ำว่า กายคตา
สติ แปลวา่ สตทิ ีเ่ ปน็ ไปในกาย หรอื สติพจิ ารณาให้เหน็ ตามสภาพทเี่ ป็นจรงิ วา่ มีสว่ นประกอบ
ซึ่งลว้ นไมส่ ะอาด ไมง่ าม นา่ รังเกยี จ ท�ำให้รู้เท่าทัน ไมห่ ลงใหลมัวเมาในรูปกายของตน พระผู้มี
พระภาคตรัสวา่ กายคตาสตเิ ป็นธรรมทเ่ี ปน็ เอก เมื่อภิกษใุ ดเจรญิ ท�ำใหม้ ากแลว้ จะได้รับผลถงึ
๓๗ ประการ (ตรัสไว้ ๓๗ สูตร) เช่น ท�ำให้วิชชา ๘ ไหลเขา้ สู่จติ เหมอื นน�ำ้ ในแม่น�้ำนอ้ ยไหลไป
สมู่ หาสมุทรฉะนัน้ (พระสตู รที่ ๑ ของวรรคน)ี้
๓.๒๐ อมตวรรค
อมตวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ดว้ ยอมตธรรม หมายถงึ ธรรมทไี่ มต่ าย ในทนี่ ้ี หมายถงึ ผลแหง่
การเจรญิ กายคตาสตอิ กี นยั หนงึ่ มี ๑๒ ประการ (ตรสั ไว้ ๑๒ สตู ร) เชน่ ทตี่ รสั เปรยี บเทยี บใหเ้ หน็
ชดั วา่ ผไู้ มเ่ จรญิ กายคตาสตยิ อ่ มไมบ่ รรลอุ มตธรรม สว่ นผเู้ จรญิ ยอ่ มบรรลอุ มตธรรม ผเู้ สอื่ มจาก
กายคตาสตชิ อื่ วา่ เสอ่ื มจากอมตธรรม ผเู้ บอื่ หนา่ ยกายคตาสตชิ อ่ื วา่ เบอ่ื หนา่ ยอมตธรรม เปน็ ตน้
เมื่อกล่าวโดยสรุปใจความส�ำคัญของเอกกนิบาตทั้ง ๒๐ วรรคดังกล่าวมา อาจย่อลง
เปน็ ๕ หมวดได้ ดังนี้
เลม่ ท่ี ๑๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๐ 239
๑. หมวดเอกธรรม ว่าด้วยธรรมอันเป็นเอก คือ มีลักษณะเด่นเฉพาะตัว ได้แก่
หัวข้อธรรมต่างๆ ท่ีปรากฏอยู่ในรูปาทิวรรค นีวรณปหานวรรค อกัมมนิยวรรค อทันตวรรค
ปณหิ ติ อจั ฉวรรค อจั ฉราสงั ฆาตวรรค วรี ยิ ารมั ภาทวิ รรค กลั ปย์ าณมติ ตาทวิ รรค ปมาทาทวิ รรค
ทุตยิ ปมาทาทิวรรค อธมั มวรรค อนาปตั ติวรรค และเอกธมั มบาลีซ่ึงแบ่งยอ่ ยเปน็ ๔ วรรค
๒. หมวดเอกบุคคล วา่ ด้วยบุคคลผู้เป็นเอก ดงั ปรากฏอยูใ่ นเอกปุคคลวรรค
๓. หมวดเอตทัคคะ ว่าด้วยบุคคลผู้ยอดเย่ียมในทางใดทางหน่ึง ดังปรากฏอยู่ใน
เอตทคั ควรรคซึ่งแบ่งออกเป็น ๗ วรรค
๔. หมวดอฏั ฐานะ วา่ ดว้ ยความเปน็ ไปไดแ้ ละความเปน็ ไปไมไ่ ด้ ดงั ปรากฏอยใู่ นอฏั ฐาน
บาลี หรืออฏั ฐานวรรคซง่ึ แบง่ ออกเปน็ ๓ วรรค
๕. หมวดปสาทกรธรรม ว่าด้วยธรรมท่ีท�ำให้เกิดความเลื่อมใส ดังปรากฏอยู่ใน
ปสาทกรธมั มวรรค อปรอัจฉราสงั ฆาตวรรค กายคตาสติวรรค และอมตวรรค
ทุกนบิ าต
๑. จำ� นวนวรรคและพระสตู รในทกุ นบิ าต
ทุกนบิ าต คือ หมวดพระสตู รที่มหี วั ข้อธรรมจำ� นวน ๒ ข้อ มีทั้งหมด ๗๕๐ สตู ร แบ่ง
เปน็ ปัณณาสก์ จ�ำนวน ๓ ปณั ณาสก์ แตล่ ะปณั ณาสกม์ วี รรค และพระสตู รจำ� นวนตา่ งกนั คือ
ปฐมปณั ณาสกม์ ี ๕ วรรคและ ๕๒ สตู ร ทุติยปณั ณาสก์มี ๕ วรรคและ ๖๖ สูตร ตตยิ ปณั ณาสก์
มี ๕ วรรคและ ๖๒ สตู ร รวมวรรคทั้งหมดเป็น ๑๕ วรรค และจดั เปน็ หวั ข้อเปยยาล ๔ ข้อ
มี ๕๗๐ สตู ร ดงั มีรายละเอียดต่อไปนี้
ปฐมปัณณาสก์ มี ๕ วรรค
๑. กมั มกรณวรรค มี ๑๐ สูตร ๒. อธิกรณวรรค มี ๑๑ สตู ร
๓. พาลวรรค มี ๑๑ สูตร ๔. สมจติ ตวรรค มี ๑๐ สูตร
๕. ปริสวรรค มี ๑๐ สตู ร
ทตุ ิยปัณณาสก์ มี ๕ วรรค
๑. ปุคคลวรรค มี ๑๒ สตู ร ๒. สขุ วรรค มี ๑๓ สูตร
๓. สนิมติ ตวรรค มี ๑๐ สตู ร ๔. ธมั มวรรค มี ๑๑ สูตร
๕. พาลวรรค มี ๒๐ สูตร
240 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตันตปฎิ ก
ตติยปณั ณาสก์ มี ๕ วรรค มี ๑๑ สตู ร
๑. อาสาทุปปชหวรรค มี ๑๒ สูตร ๒. อายาจนวรรค มี ๑๒ สูตร
๓. ทานวรรค มี ๑๐ สตู ร ๔. สนั ถารวรรค มี ๕๐ สูตร
๕. สมาปตั ตวิ รรค มี ๑๗ สูตร มี ๑๗๐ สตู ร
เปยยาล มี ๔ ข้อ
๑. โกธเปยยาล มี ๕๐ สตู ร ๒. อกุสลเปยยาล
๓. วินยเปยยาล มี ๓๐๐ สตู ร ๔. ราคเปยยาล
๒. ช่ือและทมี่ าของพระสูตรในทุกนบิ าต
ในทกุ นบิ าต พระสตู รทม่ี ชี ่ือปรากฏในบาลมี ีเพียง ๑๐ สตู ร อย่ใู นกมั มกรณวรรค ซ่ึง
เป็นวรรคแรกของปฐมปัณณาสก์ แต่มีที่มาคือนิทานวจนะเพียง ๓ สูตร ได้แก่ วัชชสูตรใน
กมั มกรณวรรค พระสตู รที่ ๕ และพระสตู รท่ี ๖ ในสมจติ ตวรรค ปฐมปัณณาสก์ ในพระสูตร
ส่วนมาก บอกไว้แต่เพียงบุคคลที่ทรงปรารภ เช่น ในพระสูตรท่ี ๖ ท่ี ๗ และที่ ๘ ใน
อธกิ รณวรรค และพระสตู รท่ี ๓ และท่ี ๔ ในสมจิตตวรรค
๓. ความหมายและใจความส�ำคญั ของแตล่ ะวรรคในทุกนบิ าต
๓.๑ ปฐมปัณณาสก์
๓.๑.๑ กมั มกรณวรรค
กมั มกรณวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ดว้ ยวธิ กี ารลงโทษ ซงึ่ เปน็ สาระสำ� คญั ของวชั ชสตู ร คอื
พระสูตรท่ี ๑ ในวรรคนี้ ชอื่ นี้จึงตง้ั ตามสาระส�ำคญั ของพระสูตรนี้เอง
ในกัมมกรณวรรคมี ๑๐ สูตร แต่ละสูตรมีใจความสำ� คัญ ดงั น้ี
๑. วชั ชสตู ร วา่ ดว้ ยโทษ ๒ อยา่ ง คอื โทษในภพนแ้ี ละโทษในภพหนา้ โทษในภพนี้ ไดแ้ ก่
โทษตามพระราชอาญาหรือกฎหมายบา้ นเมอื งท่บี ัญญตั ิไวส้ �ำหรบั ลงโทษแก่ผู้ทำ� ผดิ ผู้ประพฤติ
ชั่วตา่ ง ๆ เพอ่ื ใหเ้ กรงกลัว ไมท่ �ำช่วั ตอ่ ไป โทษในภพน้ีที่ปรากฏในพระสตู รนี้ เปน็ โทษทางกายมี
การเฆีย่ นตี ตัดมอื ตดั เทา้ จองจำ� เป็นตน้
สว่ นโทษในภพหนา้ ไดแ้ ก่ โทษทเ่ี กดิ จากผลแหง่ กรรมชวั่ เชน่ ผปู้ ระพฤตกิ ายทจุ รติ เมอื่
ตายไปจะไปเกดิ ในทคุ ตมิ นี รกเปน็ ตน้ เขาถกู ลงโทษนานาประการตามกฎแหง่ กรรมในทคุ ตนิ นั้ ๆ
เล่มท่ี ๑๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๒๐ 241
๒. ปธานสตู ร วา่ ดว้ ยความเพียรทเี่ กิดไดย้ าก ๒ ประการ คือ ความเพียรของคฤหัสถ์
และความเพยี รของบรรพชิต
๓. ตปนียสูตร ว่าด้วยธรรมที่เป็นเหตุแห่งความเดือดร้อน หมายถึงการท�ำทุจริต ๓
และการไมท่ �ำสจุ รติ ๓ แตแ่ ยกกลา่ วเปน็ คู่ ๆ ได้ ๓ คู่
๔. อตปนยี สตู ร วา่ ด้วยธรรมท่ีไม่เป็นเหตุแห่งความเดือดรอ้ น หมายถึงการทำ� สจุ ริต ๓
และการไม่ทำ� ทุจริต ๓ แต่แยกกล่าวเปน็ คู่ ๆ ได้ ๓ คู่ เช่นเดยี วกับตปนยี สูตร
๕. อุปัญญาตสูตร ว่าด้วยธรรมท่ีเป็นเหตุให้ทรงรู้สัพพัญญุตญาณ ๒ ประการ คือ
ความไมส่ นั โดษเพียงแคก่ ารบ�ำเพ็ญกศุ ลธรรมทัง้ หลายและความไม่ท้อถอยในการบำ� เพญ็ เพียร
๖. สญั โญชนสตู ร วา่ ดว้ ยกิเลสทผ่ี กู มดั ใจสัตว์ ๒ ประการ
๗. กณั หสูตร วา่ ด้วยธรรมฝา่ ยด�ำ หมายถงึ อหิรกิ ะและอโนตตัปปะ
๘. สกุ กสูตร ว่าดว้ ยธรรมฝ่ายขาว หมายถงึ หริ ิและโอตตัปปะ
๙. จรยิ สูตร วา่ ด้วยจริยธรรม คอื ธรรมคุม้ ครองโลก ๒ ประการ ไดแ้ ก่ หริ ิ และโอตัปปะ
๑๐. วัสสปู นายกิ สตู ร ว่าด้วยการเขา้ พรรษาของภกิ ษุ มี ๒ อย่าง คือ การเข้าพรรษาต้น
เริ่มตง้ั แตว่ นั แรม ๑ ค�ำ่ เดอื น ๘ ถงึ ขนึ้ ๑๕ ค�ำ่ เดือน ๑๑ ครบ ๓ เดือน และการเข้าพรรษาหลัง
เรมิ่ ตง้ั แตแ่ รม ๑ ค่�ำ เดอื น ๙ ถึงขึ้น ๑๕ ค�่ำ เดอื น ๑๒
๓.๑.๒ อธกิ รณวรรค
อธกิ รณวรรค แปลวา่ หมวดว่าดว้ ยอธกิ รณ์ หมายถงึ อาปัตตาธิกรณซ์ ง่ึ เปน็ สาระส�ำคญั
ของพระสตู รที่ ๕ ในวรรคนี้ ช่อื นี้จงึ ต้ังตามสาระส�ำคัญของพระสูตรน้ี
ในอธิกรณวรรค มี ๑๑ สูตร ล้วนไม่มีชื่อปรากฏในบาลีและอรรถกถา แต่ละสูตร
มีใจความสำ� คัญดังนี้
พระสูตรท่ี ๑ ว่าด้วยพละ ๒ คือ (๑) ปฏิสังขานพละ การพิจารณาเห็นประจักษ์ว่า
ทจุ รติ ๓ ใหผ้ ลชว่ั ทง้ั ในโลกนแี้ ละโลกหนา้ แลว้ ละทจุ รติ เหลา่ นนั้ ประพฤตแิ ตส่ จุ รติ (๒) ภาวนา-
พละ การละอกศุ ลมลู ๓ อยา่ ง
พระสูตรที่ ๒ ว่าด้วยพละ ๒ เหมือนพระสูตรท่ี ๑ ต่างแต่ขยายความภาวนาพละว่า
ได้แก่ โพชฌงค์ ๗
พระสูตรท่ี ๓ ว่าด้วยพละ ๒ เหมือน ๒ สูตรแรก ต่างแต่ขยายความภาวนาพละว่า
ได้แกฌ่ าน ๔
พระสูตรท่ี ๔ ว่าด้วยพระธรรมเทศนาของพระตถาคต ๒ แบบ คอื แบบย่อและแบบ
พสิ ดาร
242 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
พระสูตรท่ี ๕ ว่าด้วยอาปัตตาธิกรณ์ที่ยืดเย้ือและไม่ยืดเยื้อ กล่าวคือ ถ้าภิกษุผู้ต้อง
อาบตั แิ ละภกิ ษผุ เู้ ปน็ โจทกต์ า่ งพจิ ารณาตวั เองแลว้ รบั วา่ ตนตอ้ งอาบตั ทิ โ่ี จทจรงิ ภกิ ษผุ เู้ ปน็ โจทก์
ก็ได้พิจารณาเห็นโดยแน่แท้ว่าผู้ต้องอธิกรณ์ได้ท�ำผิดพระวินัยจริง แล้วร่วมกันระงับอธิกรณ์
อธิกรณ์น้ันจะไม่ยืดเย้ือ ไม่รุนแรง ไม่ร้ายแรง ซ่ึงเป็นเหตุให้อยู่ด้วยกันโดยความผาสุก แต่ถ้า
ภิกษุผู้ต้องอาบัติและภิกษุผู้เป็นโจทก์ไม่พิจารณา ตนอย่างน้ัน อธิกรณ์นั้นก็จะยืดเย้ือ รุนแรง
ร้ายแรงซ่งึ เป็นเหตุใหอ้ ยดู่ ว้ ยกนั ไมผ่ าสุก
พระสตู รที่ ๖ วา่ ดว้ ยเหตใุ ห้ไปเกิดในอบาย ทคุ ติ วนิ บิ าต และนรก และเหตุใหไ้ ปเกิด
ในสคุ ติโลกสวรรค์ ไดแ้ ก่ การประพฤตไิ มช่ อบธรรม และการประพฤตชิ อบธรรม
พระสตู รท่ี ๗ ว่าดว้ ยเหตุให้ไปเกิดในอบาย ทุคติ วนิ บิ าต และนรก และเหตุให้ไปเกดิ
ในสคุ ตโิ ลกสวรรคอ์ กี นัยหน่ึง แตห่ มายถึงการประพฤติทุจรติ ๓ และการไม่ประพฤติทุจรติ ๓
พระสูตรท่ี ๘ ว่าด้วยโทษแห่งทุจริตและคุณแห่งสุจริต โทษแห่งทุจริตมี ๕ ประการ
คอื (๑) ตนตำ� หนติ นเองได้ (๒) วญิ ญชู นใครค่ รวญแล้วตำ� หนิได้ (๓) ชอ่ื เสียงท่ไี ม่ดีกระฉ่อนไป
(๔) หลงสติตาย (๕) หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ส่วนคุณแห่งสุจริตมี ๕ ประการ
ซ่งึ ตรงกนั ขา้ มกบั โทษแหง่ ทจุ ริต ๕ ประการข้างตน้
พระสตู รที่ ๙ วา่ ดว้ ยเหตทุ ที่ รงสอนใหล้ ะอกศุ ล เพราะอกศุ ลเปน็ สง่ิ ทล่ี ะไดจ้ รงิ และเหตุ
ท่ที รงใหบ้ �ำเพ็ญกศุ ล เพราะกุศลเปน็ สงิ่ ท่ที �ำให้เกิดขึน้ ได้จริง
พระสูตรท่ี ๑๐ ว่าด้วยเหตุให้พระสัทธรรมเลอะเลือนอันตรธานไป ๒ ประการ คือ
บทพยัญชนะท่ีสบื ทอดกันมาไมด่ แี ละอรรถทสี่ ืบทอดขยายความไม่ดี
พระสูตรที่ ๑๑ วา่ ด้วยเหตใุ ห้พระสทั ธรรมดำ� รงมั่นคง ๒ ประการ ทต่ี รงกนั ขา้ มกับเหตุ
ให้พระสัทธรรมเลอะเลอื นอันตรานไปดังกลา่ วในพระสตู รที่ ๑๐
๓.๑.๓ พาลวรรค
พาลวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยคนพาลและบัณฑิต ซึง่ เปน็ สาระสำ� คัญของพระสตู รที่
๑ ในวรรคน้ี ชอ่ื น้ีจงึ ต้งั ขึน้ ตามสาระส�ำคัญของพระสูตรนีเ้ อง
ในพาลวรรค มพี ระสูตร ๑๑ สตู ร ลว้ นไมม่ ีชื่อ มีใจความสำ� คัญ ดังน้ี
พระสตู รท่ี ๑ ว่าด้วยคนพาล ๒ จำ� พวก และบณั ฑติ ๒ จำ� พวก คนพาล ๒ จ�ำพวก
ไดแ้ ก่ คนทีไ่ มเ่ ห็นโทษ (ของตนเอง) วา่ เป็นโทษและคนที่ไมย่ อมรับเมื่อผู้อืน่ ชีโ้ ทษ สว่ นบณั ฑิต
๒ จ�ำพวก ได้แก่ คนทีม่ ีลกั ษณะตรงกนั ขา้ มกับคนพาล
พระสูตรที่ ๒-๕ ว่าด้วยคนกล่าวตู่และคนท่ีไม่กล่าวตู่พระตถาคต คนท่ีกล่าวตู่
พระตถาคต ๓ นยั นัยละ ๒ จ�ำพวก คือ
เล่มที่ ๑๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๐ 243
นัยท่ี ๑ ได้แก่ คนเจ้าโทสะมีใจโหดรา้ ย และคนทเ่ี ชอ่ื ถอื ผดิ ๆ
นัยที่ ๒ ได้แก่ คนที่แสดงสิ่งที่พระตถาคตมิได้ภาษิตไว้ว่าพระตถาคตภาษิตไว้ และ
คนทแี่ สดงสิง่ ที่พระตถาคตภาษิตไว้ว่าพระตถาคตมิได้ภาษติ ไว้
นยั ที่ ๓ ได้แก่ คนทแี่ สดงสตุ ตันตะ(พระสตู ร)ท่ีควรขยายความวา่ เปน็ สตุ ตันตะที่ขยาย
ความแลว้ และคนทแ่ี สดงสุตตันตะท่ขี ยายความแลว้ วา่ เป็นสุตตนั ตะที่ควรขยายความ
สว่ นคนไมก่ ลา่ วตู่พระตถาคต มี ๒ นัย นัยละ ๒ จำ� พวก ได้แก่ คนทีม่ ีลักษณะตรงกนั
ข้ามกับนัยท่ี ๒ และท่ี ๓
พระสตู รท่ี ๖-๙ ว่าด้วยคติ ๒ อย่าง แต่มนี ัยตา่ งกนั พระสตู รท่ี ๖ วา่ ดว้ ยคตขิ องผ้ทู �ำ
กรรมช่ัว คือ นรกหรือก�ำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน และคติของผู้ท�ำกรรมดี คือ เทวดาหรือมนุษย์
พระสตู รที่ ๗ วา่ ดว้ ยคตขิ องผูเ้ ปน็ มจิ ฉาทฏิ ฐิ คอื นรกหรอื ก�ำเนดิ สัตว์ดิรัจฉาน
พระสตู รท่ี ๘ ว่าดว้ ยคตขิ องผูเ้ ปน็ สมั มาทิฏฐิ คือ เทวดาหรือมนษุ ย์ พระสูตรที่ ๙ ว่า
ด้วยสถานที่รองรับคนทุศีล คือ นรกหรือก�ำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน และสถานท่ีรองรับคนมีศีล คือ
เทวดาหรอื มนษุ ย์
พระสูตรที่ ๑๐ วา่ ด้วยอ�ำนาจประโยชน์ของการอย่ใู นเสนาสนะอนั สงัด ๒ ประการ คอื
ตนเองอย่เู ปน็ สุขในปจั จบุ นั และช่วยอนเุ คราะหค์ นรุ่นหลงั
พระสูตรที่ ๑๑ วา่ ดว้ ยธรรมฝ่ายวชิ ชา ๒ ประการ คือ สมถะและวิปัสสนาสมถะท�ำให้
จิตเจริญ จิตเจริญท�ำให้ละราคะได้ ละราคะได้ท�ำให้หลุดพ้นที่ช่ือว่าเจโตวิมุตติ ส่วนวิปัสสนา
ทำ� ใหป้ ญั ญาเจรญิ ปญั ญาเจรญิ ทำ� ใหล้ ะอวชิ ชาได้ ละอวชิ ชาไดท้ ำ� ใหห้ ลดุ พน้ ทช่ี อื่ วา่ ปญั ญาวมิ ตุ ติ
๓.๑.๔ สมจติ ตวรรค
สมจติ ตวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ดว้ ยเทวดาผพู้ รอ้ มใจกนั หมายถงึ เทวดาพวกหนงึ่ พรอ้ มใจ
กนั ไปเฝ้าพระผมู้ ีพระภาคเพ่ือกราบทูลใหเ้ สด็จไปหาท่านพระสารีบุตรเถระ ทตี่ นเคารพนบั ถอื
ซ่งึ กลา่ วไวใ้ นพระสตู รที่ ๕ ของวรรคนี้ ชื่อนต้ี ้งั ขน้ึ ตามเรื่องราวในพระสูตรนี้
ในสมจิตตวรรค มีพระสูตร ๑๐ สูตร ล้วนไม่มีช่ือปรากฏในบาลี มีใจความส�ำคัญ
ของแต่ละสูตร ดงั นี้
พระสูตรท่ี ๑ ว่าด้วยภมู ขิ องอสัตบุรุษและภูมขิ องสตั บุรษุ
พระสูตรที่ ๒ ว่าด้วยการตอบแทนคุณท่านท่ีท�ำได้ยาก คือ การตอบแทนคุณมารดา
และบดิ า
พระสูตรท่ี ๓ ว่าด้วยกิริยวาทะและอกิริยวาทะตามทรรศนะของพระพุทธเจ้า คือ
พระองค์ทรงเป็นกิริยวาที เพราะทรงถือว่า ควรท�ำกายสุริต วจีสุจริตและมโนสุจริต และทรง
244 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
เป็นอกริ ยิ วาที เพราะทรงถือวา่ ไมค่ วรทำ� กายทจุ ริต วจที จุ ริตและมโนทจุ รติ
พระสูตรที่ ๔ ว่าดว้ ยทักขไิ ณยบคุ คล ๒ จำ� พวก คือ พระเสขะและพระอเสขะ
พระสูตร ๕ ว่าดว้ ยธรรมเทศนาของท่านพระสารบี ุตร เร่อื งผู้มีสังโยชน์ ๒ จ�ำพวก คือ
ผมู้ ีสังโยชนภ์ ายในและผ้มู สี ังโยชน์ภายนอก
ผู้มีสังโยชน์ภายใน ได้แก่ ผู้มีศีลสมบูรณ์ เมื่อตายแล้ว จะไปเกิดในหมู่เทพพวกใด
พวกหนึ่งและจะกลับมาเกิดในโลกน้ีอีก ส่วนผู้มีสังโยชน์ภายนอก มี ๒ จ�ำพวก ได้แก่ ผู้มี
ศีลสมบูรณ์ เข้าสู่เจโตวิมุตติ เมื่อตายแล้ว จะไปเกิดในหมู่เทพพวกใดพวกหน่ึงแล้วไม่กลับ
มาสโู่ ลกนอ้ี กี และผมู้ ศี ลี สมบรู ณ์ ปฏบิ ตั เิ พอ่ื ดบั กาม ดบั ภพ เพอื่ สนิ้ ตณั หา สนิ้ โลภะ เมอ่ื ตายแลว้
จะไปเกิดในหมเู่ ทพพวกใดพวกหน่ึง ไม่กลับมาสู่โลกนอ้ี ีก
เทพพวกหน่ึงได้ฟังพระธรรมเทศนานี้แล้วเกิดความเล่ือมใส ได้พร้อมใจกันไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ กราบทูลให้เสด็จไปหาท่านพระสารีบุตรเถระ พระผู้มีพระภาค
กไ็ ด้เสดจ็ ไปในทนั ที
พระสตู รที่ ๖ วา่ ดว้ ยเหตุแห่งการววิ าท กล่าวคอื อารามทณั ฑพราหมณถ์ ามปญั หากับ
ท่านพระมหากัจจายนเถระวา่ เพราะเหตุไร กษตั รยิ ์จึงทะเลาะกับกษัตริย์ พราหมณจ์ ึงทะเลาะ
กับพราหมณ์ คหบดีจึงทะเลาะกับคหบดี พระเถระตอบว่า เพราะความยึดติดในกามราคะ
(ความกำ� หนดั ในกามคุณ ๕)
พราหมณถ์ ามวา่ เพราะเหตุไร สมณะจงึ ทะเลาะกบั สมณะ พระเถระตอบวา่ เพราะยดึ
ติดในทิฏฐิราคะ (ความใคร่ในทิฏฐิหรือลัทธิตา่ งๆ)
พราหมณถ์ ามวา่ มผี ไู้ มย่ ดึ ตดิ ในกามราคะและทฏิ ฐริ าคะหรอื ไม่ พระเถระตอบวา่ มี คอื
พระผู้มพี ระภาค ซึ่งขณะนัน้ ก�ำลังประทบั อย่ใู นกรงุ สาวตั ถี
พระสูตรที่ ๗ ว่าด้วยภูมิของคนแก่และภูมิของคนหนุ่ม กล่าวคือ ท่านพระมหา-
กัจจายนเถระอธิบายให้กัณฑรายนพราหมณ์ฟังว่า ตามค�ำสอนของพระพุทธเจ้า คนแก่ที่มี
อายุ ๘๐ ปี ๙๐ ปี หรอื ๑๐๐ ปี แตถ่ ้ายังบรโิ ภคกามอยู่ ก็ช่อื วา่ ยงั เป็นเด็ก ไม่ใชผ่ ูใ้ หญ่ สว่ น
คนหนมุ่ ทไี่ ม่บริโภคกาม แม้จะยังเป็นเดก็ หรือยังหนุ่มแนน่ ก็ชอื่ ว่าผูใ้ หญ่
พระสูตรที่ ๘ ว่าด้วยสมัย ๒ สมัย เปรียบเทียบกัน กล่าวคือ สมัยที่พวกภิกษุ
ทุศีลมีก�ำลังมาก ฝ่ายภิกษุผู้มีศีลจะอ่อนก�ำลังซึ่งเป็นเหตุให้ภิกษุผู้มีศีลเดือดร้อน เหมือนกับ
สมยั ทพี่ วกโจรผรู้ า้ ยมกี ำ� ลงั มาก ฝา่ ยพระราชาผปู้ กครองบา้ นเมอื งจะออ่ นกำ� ลงั ทำ� ใหป้ ระชาชน
เดอื ดร้อน ไมก่ ลา้ ไปมาคา้ ขายตดิ ต่อกนั
พระสตู รท่ี ๙ วา่ ดว้ ยการปฏบิ ตั ทิ ท่ี รงสรรเสรญิ และทไ่ี มท่ รงสรรเสรญิ ไดแ้ ก่ การปฏบิ ตั ิ
ถูกและการปฏิบัติผดิ ตามลำ� ดบั
เล่มท่ี ๑๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๐ 245
พระสตู รที่ ๑๐ วา่ ดว้ ยผทู้ ำ� ใหพ้ ระสทั ธรรมเสอื่ ม ไดแ้ ก่ ผคู้ ดั คา้ นอรรถและธรรมโดยอา้ ง
พระสูตรทตี่ นเรยี นมาไมถ่ ูกตอ้ ง และผทู้ ำ� ใหพ้ ระสทั ธรรมเจรญิ ได้แก่ ผถู้ อื ตามอรรถและธรรม
โดยอ้างพระสูตรทตี่ นเลา่ เรียนมาดี
๓.๑.๕ ปรสิ วรรค
ปรสิ วรรรค แปลวา่ หมวดวา่ ด้วยบริษทั ๒ มี ๑๐ นยั ทรงแสดงไวใ้ นพระสตู ร ๑๐ สูตร
ของวรรคน้ี ช่อื วรรคนจี้ งึ คลุมเนอ้ื หาสาระของทกุ สูตร
ในวรรคนี้ มีช่อื พระสูตรท้ัง ๑๐ สตู ร อยู่ในตัสสุททานะ ตอนรวมพระสูตรในวรรค ดังน้ี
๑. อุตตานสูตร ว่าด้วยบรษิ ัทนยั ท่ี ๑ คอื บรษิ ทั ตน้ื (อุตตานะ) และบรษิ ทั ลึก
๒. วคั คสตู ร วา่ ดว้ ยบรษิ ทั นยั ท่ี ๒ คอื บรษิ ทั ทแี่ ตกแยกและบรษิ ทั ทส่ี ามคั คกี นั (วคั คะ)
๓. อัคควตีสูตร ว่าด้วยบริษัทนัยท่ี ๓ คือ บริษัทท่ีไม่มีหัวหน้ายอดเยี่ยมและบริษัท
ท่มี ีหัวหนา้ ยอดเยีย่ ม (อคั ควตี)
๔. อรยิ สตู ร ว่าดว้ ยบริษัทนยั ท่ี ๔ คือ บริษทั ที่ไม่เป็นอริยะ (ผปู้ ระเสรฐิ ) และบรษิ ัทที่
เป็นอริยะ
๕. กสฏสตู ร ว่าดว้ ยบรษิ ทั นัยท่ี ๕ คอื บรษิ ทั หยากเยื่อ (กสฏะ) และบริษัทใสสะอาด
๖. อกุ กาจติ สตู ร วา่ ดว้ ยบรษิ ทั นยั ท่ี ๖ คอื บรษิ ทั ทดี่ อ้ื ดา้ น ไมไ่ ตถ่ าม ไมไ่ ดร้ บั การแนะนำ�
และบรษิ ัทท่ไี มด่ ือ้ ด้าน ชอบไต่ถาม ไดร้ ับการแนะน�ำ จึงเปน็ ผู้มีปัญญาสว่าง (อกุ กาจิตะ)
๗. อามิสสูตร วา่ ดว้ ยบริษทั นยั ที่ ๗ คือ บริษัทท่หี นักในอามิส ไมห่ นกั ในพระสัทธรรม
และบริษทั ท่หี นักในพระสัทธรรม ไมห่ นักในอามิส
๘. วิสมสูตร ว่าด้วยบริษัทนัยท่ี ๘ คือ บริษัทท่ีไม่เรียบร้อย (วิสมะ) และบริษัทท่ี
เรียบรอ้ ย
๙. อธมั มสตู ร วา่ ดว้ ยบริษทั นยั ที่ ๙ คอื บริษทั ทไ่ี ม่เปน็ ธรรมและบรษิ ทั ทเี่ ปน็ ธรรม
๑๐. ธัมมยิ สตู ร ว่าดว้ ยบริษทั นัยที่ ๑๐ คือ บริษทั ทีเ่ ปน็ อธรรมวาทีและบรษิ ทั ทีเ่ ปน็
ธรรมวาที
246 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสุตตนั ตปิฎก
๓.๒ ทุตยิ ปณั ณาสก์
๓.๒.๑ ปุคคลวรรค
ปุคคลวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยบุคคล ๒ จ�ำพวกซึ่งเป็นสาระส�ำคัญของพระสูตร
ท้ังหลายในวรรคนี้ ช่ือนีจ้ ึงต้ังขนึ้ ตามสาระส�ำคญั ของพระสตู รเหล่านี้
ในปุคคลวรรคนี้ มพี ระสตู ร ๑๒ สตู ร ล้วนไมม่ ีช่อื ปรากฏ มใี จความสำ� คัญ ดงั น้ี
พระสูตรที่ ๑ ว่าด้วยบุคคล ๒ จ�ำพวกทีเ่ กดิ มาเพือ่ เกื้อกลู เพือ่ ประโยชนแ์ ก่คนหม่มู าก
แกเ่ ทวดาและมนุษยท์ ั้งหลาย ไดแ้ ก่ พระพุทธเจ้าและพระเจา้ จกั รพรรดิ
พระสตู รที่ ๒ ว่าดว้ ยบคุ คล ๒ จ�ำพวกผู้เกดิ มาเป็นอัจฉรยิ บคุ คล ไดแ้ ก่ พระพุทธเจา้
และพระเจา้ จกั รพรรดิ
พระสูตรท่ี ๓ ว่าด้วยการตายของบุคคล ๒ จ�ำพวกที่เป็นเหตุให้คนจ�ำนวนมาก
พลอยเดือดร้อนตาม ไดแ้ ก่ พระพุทธเจา้ และพระเจา้ จักรพรรดิ
พระสูตรท่ี ๔ ว่าดว้ ยถูปารหบคุ คล คอื ผทู้ คี่ วรสร้างสถูปบรรจุอัฐเิ กบ็ ไวบ้ ูชา ๒ จ�ำพวก
ไดแ้ ก่ พระพทุ ธเจา้ และพระเจ้าจกั รพรรดิ
พระสตู รท่ี ๕ ว่าดว้ ยพระพุทธเจา้ และพระปจั เจกพุทธเจา้
พระสูตรที่ ๖-๘ วา่ ด้วยสตั วว์ ิเศษท่ีเม่ือฟา้ ผ่า ไม่สะด้งุ มี ๓ นยั คือ
นัยท่ี ๑ ไดแ้ ก่ พระภิกษุขณี าสพและช้างอาชาไนย
นยั ที่ ๒ ไดแ้ ก่ พระภิกษขุ ีณาสพและมา้ อาชาไนย
นัยที่ ๓ ไดแ้ ก่ พระภิกษุขีณาสพและพญาราชสีห์
พระสูตรท่ี ๙ ว่าด้วยเหตผุ ลทกี่ ินนรไมพ่ ดู ภาษาคน ๒ ประการ คอื เพราะไม่พูดเท็จ
และไมก่ ล่าวตู่ผอู้ นื่
พระสูตรที่ ๑๐ ว่าดว้ ยส่งิ ที่สตรีไมอ่ ่มิ ๒ ประการ คือ การเสพเมถุนธรรมและการคลอด
บุตร
พระสตู รท่ี ๑๑ วา่ ดว้ ยการอยรู่ ว่ มกนั ๒ แบบ คอื แบบของอสตั บรุ ษุ และแบบของสตั บรุ ษุ
การอยู่ร่วมกันของอสัตบุรุษเป็นการอยู่ร่วมแบบต่างคนต่างอยู่ ไม่ว่ากล่าวตักเตือนกัน และ
ไม่ยอมใหผ้ อู้ ่นื วา่ กลา่ วตกั เตือนตน ส่วนการอยูร่ ่วมกันของสัตบรุ ษุ มีนัยตรงกันขา้ ม
พระสตู รท่ี ๑๒ วา่ ดว้ ยเหตทุ ที่ ำ� ใหอ้ ธกิ รณย์ ดื เยอ้ื รนุ แรง รา้ ยแรง และไมย่ ดื เยอ้ื ไมร่ นุ แรง
ไม่ร้ายแรง คลา้ ยกบั อธิกรณวรรคในปฐมปัณณาสก์ แต่อธิกรณใ์ นท่นี ีห้ มายถึงววิ าทาธกิ รณ์
เหตุที่ทำ� ใหว้ วิ าทาธิกรณ์ยดื เยือ้ รุนแรง รา้ ยแรง ไดแ้ ก่ คูก่ รณีท้งั ๒ ฝา่ ยตา่ งใชว้ าจา
โตต้ อบกนั ไปมา มคี วามแขง่ ดดี ว้ ยทฏิ ฐิ มคี วามอาฆาตมาดรา้ ยกนั มคี วามโกรธ ไมช่ อบใจตอ่ กนั
เลม่ ที่ ๑๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๐ 247
สว่ นเหตุท่ีท�ำให้ ววิ าทาธกิ รณไ์ มย่ ดื เยอื้ ไม่รนุ แรง ไม่ร้ายแรง มีนยั ตรงกนั ข้าม
๓.๒.๒ สุขวรรค
สุขวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยความสุข ๒ อย่าง มี ๑๓ นัย ท่ีพระผู้มีพระภาคตรัส
เปรยี บเทียบไวใ้ นพระสตู ร ๑๓ สูตรของวรรคน้ี ชื่อน้ีจงึ คลมุ เน้อื หาสาระของพระสูตรทุกสูตร
ความสุข ๑๓ นยั เรียงตามลำ� ดบั พระสตู รท่ี ๑-๑๓ ดังน้ี
นัยที่ ๑ คือ ความสขุ ของคฤหัสถ์และความสุขของบรรพชติ
นยั ท่ี ๒ คอื ความสุขจากกามคณุ และความสุขจากการบรรพชา
นัยท่ี ๓ คอื ความสุขทเี่ จอื ด้วยกเิ ลสและความสุขท่ไี มเ่ จอื ด้วยกิเลส
นยั ท่ี ๔ คอื ความสขุ ท่ีมีอาสวกิเลสและความสขุ ท่ไี ม่มอี าสวกิเลส
นยั ที่ ๕ คอื ความสุขทีเ่ จอื ด้วยอามิสและความสขุ ที่ไม่เจอื ด้วยอามสิ
นยั ท่ี ๖ คือ ความสุขของพระอรยิ บุคคลและความสขุ ของปถุ ุชน
นยั ท่ี ๗ คือ ความสุขทางกายและความสขุ ทางใจ
นยั ที่ ๘ คอื ความสขุ ทเ่ี กดิ จากฌานท่ี ๑-๒ และความสขุ ทเี่ กดิ จากฌานท่ี ๓-๔
นัยท่ี ๙ คือ ความสขุ ในฌานที่ ๑-๓ และความสขุ ในฌานที่ ๔
นัยท่ี ๑๐ คอื ความสขุ ในสมาธิ หมายถงึ อปั ปนาสมาธิ และความสขุ ทย่ี งั ไมถ่ งึ
ขัน้ สมาธิ หมายถึงยงั ไมถ่ ึงอปั ปนาสมาธิ
นัยท่ี ๑๑ คือ ความสุขที่เกิดแก่ผู้พิจารณาฌาน ๒ มีปีติเป็นอารมณ์และ
ความสขุ ท่เี กิดแก่ผู้พิจารณาฌาน ๒ ไม่มีปตี ิเปน็ อารมณ์
นยั ที่ ๑๒ คือ ความสขุ ทเี่ กดิ แกผ่ พู้ จิ ารณาฌาน ๓ มคี วามยนิ ดเี ปน็ อารมณแ์ ละ
ความสุขท่ีเกดิ แก่ผูพ้ ิจารณาฌานท่ี ๔ มีอุเบกขาเป็นอารมณ์
นัยที่ ๑๓ คอื ความสุขท่ีมีรูปฌานเป็นอารมณ์และความสุขที่มีอรูปฌาน
เป็นอารมณ์
๓.๒.๓ สนมิ ติ ตวรรค
สนมิ ติ ตวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ด้วยเหตแุ ห่งบาปอกศุ ลธรรม ค�ำวา่ เหตุ ในที่นี้ ทรงใช้
ค�ำศพั ทต์ า่ ง ๆ กัน ๑๐ คำ� ในพระสูตรท่ีมี ๑๐ สูตร แต่ละสตู รเรียงตามลำ� ดับ คอื (๑) นมิ ติ
(เครอ่ื งหมาย,เหตุ) (๒) นทิ าน(ต้นเหตุ) (๓) เหตุ (๔) สงั ขาร (เครือ่ งปรุงแต่ง) (๕) ปจั จยั (๖) รปู
(๗) เวทนา (๘) สญั ญา (๙) วิญญาณ (๑๐) สงั ขตธรรม(สง่ิ ที่ปัจจัยปรุงแตง่ ใหเ้ กดิ ขึ้นหรือสง่ิ ที่
เกิดจากเหตุปจั จยั ปรุงแตง่ ) เพราะฉะนั้น ทา่ นจงึ ตัง้ ชอื่ วรรคนี้วา่ สนมิ ติ ตวรรค แปลตามตัวว่า
248 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก
หมวดวา่ ด้วยบาปธรรมท่ีมีนิมติ (เหตุ)ตามสาระส�ำคญั ในพระสตู รท่ี ๑
ใจความส�ำคัญของพระสตู รทกุ สตู รตรงกันวา่ บาปอกุศลธรรมทง้ั หลายเกดิ ขึ้นเพราะมี
เหตุ ถา้ ไมม่ ีเหตกุ ็ไม่เกิด เพราะเหตไุ ม่มี บาปอกศุ ลธรรมทั้งหลายจงึ ไมม่ ี
๓.๒.๔ ธมั มวรรค
ธัมมวรรค แปลวา่ หมวดว่าดว้ ยธรรม หมายถึงธรรม ๒ อย่าง มี ๑๑ นัย ท่ตี รัสไว้ใน
พระสูตรท้งั ๑๑ สูตรของวรรคน้ี ช่อื วรรคจึงคลมุ เนอื้ หาสาระของพระสตู รทุกสตู ร
ธรรม ๒ อย่างทง้ั ๑๑ นัย เรียงตามลำ� ดับพระสูตร ดงั นี้
นยั ที่ ๑ คือ เจโตวมิ ุตติและปญั ญาวมิ ตุ ติ
นัยที่ ๒ คือ ความเพยี รและความไม่ฟุ้งซ่าน
นยั ท ี่ ๓ คือ นามและรูป
นยั ที่ ๔ คือ วชิ ชาและวมิ ุตติ
นัยท ่ี ๕ คอื ภวทิฏฐิ(ความเห็นว่ามี) อรรถกถาอธิบายว่า หมายถึง
สัสสตทิฏฐิและวิภวทิฏฐิ (ความเห็นว่าไม่มี) อรรถกถาอธิบายว่า
หมายถึงอจุ เฉททิฏฐิ
นัยท ่ี ๖ คอื อหริ กิ ะ (ความไมล่ ะอาย) และอโนตตปั ปะ (ความไมก่ ลวั บาป)
นัยที่ ๗ คอื หิริและโอตตปั ปะ
นัยท ี่ ๘ คือ โทวจสั สตา (ความเปน็ ผวู้ า่ ยาก) และปาปมติ ตตา
(ความมีปาปมิตร)
นยั ที ่ ๙ คือ โสวจัสสตา (ความเป็นผ้วู ่าง่าย) และกลั ยาณมิตตตา
(ความมีกัลยาณมิตร)
นัยที่ ๑๐ คือ ธาตุกุสลตา (ความเป็นผู้ฉลาดในธาตุ) และมนสิการกุสลตา
(ความเปน็ ผูฉ้ ลาดในมนสกิ าร)
นยั ท่ี ๑๑ คอื อาปตั ตกิ สุ ลตา (ความเปน็ ผฉู้ ลาดในอาบตั )ิ และอาปตั ตวิ ฏุ ฐาน-
กุสลตา (ความเปน็ ผูฉ้ ลาดในการออกจากอาบตั ิ)
๓.๒.๕ พาลวรรค
พาลวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยคนพาลและบัณฑิต ซ่ึงเป็นสาระส�ำคัญของพระสูตร
๒๐ สตู รในวรรคนี้ กลา่ วคอื ในพระสตู รท่ี ๑-๑๐ พระผมู้ พี ระภาคตรสั จำ� แนกคนพาล ๒ จำ� พวก
เปรยี บเทียบกบั บณั ฑิต ๒ จำ� พวก สลบั กนั ไป เช่น
เลม่ ท่ี ๑๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๐ 249
คนพาล ๒ จำ� พวก คือคนท่ที �ำหน้าท่ีซึ่งยังมาไมถ่ งึ และคนท่ไี ม่ทำ� หน้าทซี่ ึ่งมาถึงแล้ว
(พระสตู รท่ี ๑)
บัณฑิต ๒ จ�ำพวก คือ คนที่ไมท่ ำ� หน้าทซ่ี ่งึ ยงั มาไม่ถึงและคนท่ีท�ำหนา้ ที่ซึ่งมาถึงแลว้
(พระสตู รที่ ๒)
ในพระสตู รท่ี ๑๑-๒๐ ทรงจ�ำแนกเปรยี บเทยี บว่า อาสวะเจรญิ แกค่ นพวกไหนบ้าง เชน่
อาสวะเจริญแก่คน ๒ จ�ำพวก คือ คนที่เข้าใจว่าเป็นวินัยในข้อท่ีไม่ใช่วินัย และคนท่ี
เขา้ ใจวา่ ไมเ่ ปน็ วินยั ในข้อทเ่ี ปน็ วนิ ัย (พระสตู รท่ี ๑๙)
อาสวะไมเ่ จรญิ แกค่ น ๒ จ�ำพวก คือ คนท่ีเขา้ ใจว่าไมใ่ ชว่ นิ ยั ในข้อทไี่ มใ่ ชว่ ินยั และคนท่ี
เข้าใจว่าเปน็ วนิ ยั ในข้อท่เี ปน็ วนิ ยั (พระสตู รที่ ๒๐)
๓.๓ ตติยปัณณาสก์
๓.๓.๑ อาสาทปุ ปชหวรรค
อาสาทปุ ปชหวรรค แปลว่า หมวดวา่ ดว้ ยความหวังท่ลี ะไดย้ าก ซ่ึงเปน็ สาระสำ� คัญใน
พระสูตรท่ี ๑ ของวรรคน้ี จึงต้ังชอ่ื วรรคตามสาระส�ำคญั ของพระสูตรน้ี
ในวรรคน้ี มีพระสตู ร ๑๒ สตู ร ว่าด้วยเรื่องต่าง ๆ ดังน้ี
พระสูตรที่ ๑ วา่ ด้วยอาสาหรอื ความหวังทลี่ ะไดย้ าก ๒ อย่าง คอื ความหวังในลาภและ
ความหวงั ในชีวิต
พระสูตรท่ี ๒-๕ ว่าดว้ ยบคุ คลที่หาได้ยาก สูตรละ ๒ พวก
พระสตู รที่ ๖-๙ วา่ ดว้ ยปจั จัย ๒ อย่าง รวม ๔ คู่ ที่ใหเ้ กิดราคะ โทสะ มิจฉาทฏิ ฐิ และ
สัมมาทฏิ ฐิตามล�ำดบั
พระสูตรที่ ๑๐-๑๒ วา่ ด้วยอาบัติ ๒ อย่าง รวม ๓ คู่ เชน่ อาบัตเิ บาและอาบตั หิ นัก
๓.๓.๒ อายาจนวรรค
อายาจนวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยความปรารถนา ซงึ่ เปน็ สาระส�ำคัญของพระสตู รท่ี
๑-๔ ในวรรคนี้ จึงตง้ั ชอ่ื วรรคตามสาระสำ� คัญของพระสูตรเหล่าน้ี
ในอายาจนวรรค มพี ระสตู ร ๑๑ สตู ร มใี จความส�ำคัญ ดงั นี้
พระสูตร ๑-๔ ว่าด้วยความปรารถนาโดยชอบท่ีพระผู้มีพระภาคทรงแนะน�ำให้พุทธ
บริษัทปฏบิ ตั ติ าม
250 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
พระสูตรท่ี ๕-๖ ว่าด้วยธรรม (ความประพฤติ) ของอสัตบุรุษท่ีเป็นเหตุให้ถูกก�ำจัด
ถกู ทำ� ลาย และธรรมของสัตบุรุษทเ่ี ปน็ เหตุให้ไมถ่ กู ก�ำจัด ไม่ถูกทำ� ลาย
พระสูตรท่ี ๗-๘ ว่าด้วยบุคคล ๒ จ�ำพวกท่ีอสัตบุรุษปฏิบัติผิดแล้วท�ำให้ถูกก�ำจัด
ถูกท�ำลาย และบุคคล ๒ จ�ำพวกท่ีสตั บรุ ษุ ปฏบิ ตั ชิ อบแลว้ ท�ำให้ไมถ่ ูกก�ำจัด ไม่ถกู ทำ� ลาย
พระสูตรท่ี ๙-๑๑ ว่าด้วยธรรม ๒ ประการ ๓ นัย เช่น นัยท่ี ๑ คือ การช�ำระจิต
ใหผ้ ่องแผว้ และความไม่ยึดถอื อะไร ๆ ในโลก
๓.๓.๓ ทานวรรค
ทานวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ดว้ ยทาน หมายถงึ การใหอ้ ามสิ และการใหธ้ รรม ซง่ึ เปน็ สาระ
สำ� คัญของพระสตู รท่ี ๑ ในวรรคน้ี จงึ ตั้งชอื่ วรรคตามสาระส�ำคัญของพระสูตรนเี้ อง
ในทานวรรคนี้ มีพระสตู ร ๑๐ สูตร แต่ละสตู รว่าดว้ ยธรรม ๒ อยา่ ง ดงั นี้
พระสูตรท่ี ๑ ว่าด้วยทาน ๒ อยา่ ง
พระสตู รที่ ๒ วา่ ด้วยยาคะ (การบูชา) ๒ อย่าง
พระสตู รที่ ๓ ว่าด้วยจาคะ (การสละ) ๒ อย่าง
พระสูตรที่ ๔ ว่าดว้ ยปริจจาคะ (การบรจิ าค) ๒ อยา่ ง
พระสตู รที่ ๕ ว่าดว้ ยโภค (การบริโภค) ๒ อย่าง
พระสูตรที่ ๖ วา่ ด้วยสมั โภคะ (การคบหากนั ) ๒ อยา่ ง
พระสูตรท่ี ๗ วา่ ดว้ ยสังวิภาค (การจ�ำแนก) ๒ อยา่ ง
พระสตู รที่ ๘ ว่าด้วยสังคหะ (การสงเคราะห์) ๒ อย่าง
พระสตู รท่ี ๙ ว่าดว้ ยอนคุ คหะ (การอนเุ คราะห)์ ๒ อย่าง
พระสูตรท่ี ๑๐ วา่ ดว้ ยอนุกมั ปะ (ความเอือ้ เฟือ้ ) ๒ อยา่ ง
๓.๓.๔ สันถารวรรค
สันถารวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยการรับรอง หมายถึงการรับรองด้วยอามิสและ
การรับรองด้วยธรรม ซึ่งเป็นสาระส�ำคัญของพระสูตรท่ี ๑-๒ ในวรรคนี้ จึงต้ังช่ือวรรคตาม
สาระส�ำคญั ของพระสตู รทั้งสองน้ี
ในสันถารวรรค มีพระสตู ร ๑๒ สตู ร แต่ละสูตรว่าดว้ ยธรรม ๒ อย่าง ดังนี้
พระสูตรที่ ๑ วา่ ด้วยสนั ถาร (การรบั รอง) ๒ อยา่ ง
พระสูตรท่ี ๒ ว่าด้วยปฏิสันถาร (การตอ้ นรับ) ๒ อยา่ ง
พระสูตรท่ี ๓ ว่าดว้ ยเอสนา (การเสาะหา) ๒ อยา่ ง
เล่มที่ ๑๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๒๐ 251
พระสตู รท่ี ๔ ว่าดว้ ยปริเยสนา (การแสวงหา) ๒ อยา่ ง
พระสูตรท่ี ๕ วา่ ดว้ ยปริเยฏฐิ (การค้นหา) ๒ อย่าง
พระสตู รที่ ๖ ว่าดว้ ยปชู า (การบูชา) ๒ อยา่ ง
พระสตู รที่ ๗ วา่ ดว้ ยอติเถยยะ(ของตอ้ นรับแขก) ๒ อยา่ ง
พระสูตรท่ี ๘ ว่าด้วยอทิ ธิ (ความส�ำเรจ็ ) ๒ อยา่ ง
พระสตู รท่ี ๙ วา่ ด้วยวุฑฒิ (ความเจริญ) ๒ อย่าง
พระสูตรท่ี ๑๐ ว่าด้วยรัตนะ (แกว้ อนั ประเสรฐิ ) ๒ อย่าง
พระสูตรที่ ๑๑ วา่ ด้วยสันนจิ ยะ (การสะสม) ๒ อยา่ ง
พระสูตรท่ี ๑๒ วา่ ด้วยเวปุลละ (ความไพบูลย์) ๒ อยา่ ง
๓.๓.๕ สมาปตั ติวรรค
สมาปตั ติวรรค แปลว่า หมวดวา่ ดว้ ยสมาบัติ คำ� ว่า สมาบตั ิ แปลว่า สภาวะสงบประณีต
ท่ีพึงเข้าถึง โดยทั่วไป หมายถึงการบรรลุฌาน การเข้าฌาน สมาบัติมีหลายอย่าง เช่น ฌาน
สมาบตั ิ ผลสมาบตั ิ ในทนี่ หี้ มายถงึ การเขา้ และความฉลาดหรอื ความชำ� นาญในการเขา้ และออก
จากฌานสมาบตั ิ ซึ่งเปน็ สาระส�ำคญั ของพระสูตรท่ี ๑ ในวรรคนี้ จึงตั้งชื่อวรรคตามสาระส�ำคัญ
ของพระสตู รนเี้ อง
ในสมาปัตตวิ รรค มีพระสูตร ๑๗ สูตร แตล่ ะสูตรว่าดว้ ยธรรม ๒ อยา่ งตา่ งๆ กนั เช่น
พระสตู รที่ ๑ ว่าดว้ ยธรรม ๒ อยา่ ง คอื ความเปน็ ผ้ฉู ลาดในการเขา้ สมาบตั แิ ละความ
เป็นผู้ฉลาดในการออกจากสมาบตั ิ
พระสูตรที่ ๒ วา่ ด้วยธรรม ๒ อยา่ ง คือ ความซอ่ื ตรง (อาชชวะ) และความอ่อนโยน
(มทั ทวะ)
พระสูตรที่ ๑๗ ว่าดว้ ยธรรม ๒ อย่าง คอื สตแิ ละสมั ปชญั ญะ
๓.๔ เปยยาล (หมวดธรรมท่ที รงแสดงโดยย่อ)
๓.๔.๑ โกธเปยยาล
โกธเปยยาล แปลวา่ หมวดธรรมทที่ รงแสดงโดยยอ่ มโี กธะเปน็ ตน้ ในหมวดธรรมนม้ี พี ระ
สตู รท้งั หมด ๕๐ สูตร วา่ ดว้ ยธรรมฝา่ ยอกุศล ๑๐ อย่างมีโกธะเปน็ ต้น และธรรมฝา่ ยกุศล ๑๐
อยา่ งมอี กั โกธะเป็นต้น ท่ีพระผ้มู ีพระภาคทรงแสดงไว้เป็นคู่ ๆ ฝา่ ยละ ๕ คู่ คลู่ ะ ๑ สตู ร เช่น
252 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
“ภิกษทุ ั้งหลาย ธรรม ๒ อยา่ งน้ี
ธรรม ๒ อยา่ ง อะไรบา้ ง คือ
๑. โกธะ ๒. อุปนาหะ
ภกิ ษทุ ้งั หลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล” (นับเป็นสตู รท่ี ๑)
และทรงแสดงเปน็ รอบ ๆ รวม ๕ รอบ รอบละ ๑๐ สูตร ดงั น้ ี
รอบท่ี ๑ (ตั้งแต่พระสูตรท่ี ๑-๑๐) ทรงแนะน�ำให้รู้จักธรรมฝ่ายอกุศลและฝ่ายกุศล
ก่อน คือ
ฝา่ ยอกุศล ฝา่ ยกศุ ล
คทู่ ี่ ๑ คือ โกธะและอุปนาหะ คู่ที่ ๑ คือ อกั โกธะและอนปุ นาหะ
คทู่ ี่ ๒ คอื มกั ขะและปฬาสะ คู่ท่ี ๒ คอื อมกั ขะและอปฬาสะ
คทู่ ี่ ๓ คือ อสิ สาและมจั ฉริยะ คูท่ ี่ ๓ คอื อนิสสาและอมจั ฉริยะ
คู่ท่ี ๔ คือ มายาและสาเถยยะ คทู่ ี่ ๔ คอื อมายาและอสาเถยยะ
ค่ทู ่ี ๕ คือ อหริ ิกะและอโนตตปั ปะ คทู่ ่ี ๕ คือ หริ แิ ละโอตตปั ปะ
รอบท่ี ๒-๕ ทรงแสดงผลแห่งหมวดธรรมฝ่ายอกุศลเปรยี บเทียบกับฝา่ ยกศุ ล ดงั นี้
รอบท่ี ๒ (ตัง้ แตพ่ ระสตู รท่ี ๑๑-๒๐) ธรรมฝ่ายอกุศลเป็นเหตุใหอ้ ย่เู ปน็ ทุกข์ ฝา่ ยกศุ ล
เปน็ เหตุให้อย่เู ปน็ สุข
รอบที่ ๓ (ตง้ั แต่พระสตู รที่ ๒๑-๓๐) ธรรมฝา่ ยอกุศลเป็นเหตุใหเ้ ส่อื ม ฝา่ ยกุศลเป็นเหตุ
ใหไ้ ม่เสอ่ื ม
รอบที่ ๔ (ตงั้ แตพ่ ระสูตรท่ี ๓๑-๔๐) ธรรมฝ่ายอกุศลเป็นเหตุใหด้ �ำรงอยูใ่ นนรกเหมือน
ถกู น�ำไปฝงั ไว้ ฝ่ายกศุ ลเปน็ เหตุใหด้ �ำรงอยู่ในสวรรคเ์ หมอื นไดร้ บั อัญเชญิ ไปประดิษฐานไว้
รอบท่ี ๕ (ตั้งแต่สูตร ๔๑-๕๐) ธรรมฝ่ายอกุศลเป็นเหตุให้ไปเกิดในอบาย ทุคติ
วนิ ิบาต นรก ฝ่ายกศุ ลเปน็ เหตุใหไ้ ปเกดิ ในสคุ ตโิ ลกสวรรค์
๓.๔.๒ อกุสลเปยยาล
อกุสลเปยยาล แปลว่า หมวดธรรมทท่ี รงแสดงโดยย่อมีอกศุ ลธรรมเปน็ ต้น ในหมวดนี้มี
พระสูตร ๕๐ สูตร ว่าด้วยธรรมฝ่ายอกุศล ๑๐ อยา่ ง และฝา่ ยกศุ ล ๑๐ อย่าง เป็นหมวดธรรม
เดียวกับโกธเปยยาล และทรงแสดงไว้แบบเดียวกัน คือ รอบแรกทรงแนะน�ำหมวดธรรมฝ่าย
อกศุ ลและฝ่ายกศุ ล รอบตอ่ ๆ ไป ทรงแสดงผลแห่งธรรมฝา่ ยอกุศลเปรยี บเทียบกบั ฝา่ ยกศุ ลอกี
๔ รอบ แตใ่ นหมวดนที้ า่ นละขอ้ ความในตอนตน้ ไวม้ าก มขี อ้ ความเตม็ เพยี งสตู รสดุ ทา้ ยทว่ี า่ ดว้ ย
ธรรมฝ่ายกุศลเทา่ นนั้ ถา้ ไมอ่ ่านโกธเปยยาลมากอ่ น จะไม่เข้าใจ
เลม่ ท่ี ๑๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๒๐ 253
ในที่นี้ขอแนะนำ� รอบท่ี ๒-๕ ทที่ รงแสดงผลแหง่ ธรรมท้งั ๒ ฝา่ ยเปรยี บเทยี บไว้ ๔ รอบ
รอบละ ๑๐ คู่ เป็นฝ่ายอกุศล ๕ คู่ ฝ่ายกุศล ๕ คู่ ดังน้ี
รอบที่ ๒ (ตั้งแต่พระสตู รที่ ๑๑-๒๐) ธรรมฝ่ายอกศุ ลเป็นธรรมทม่ี ีโทษ ฝา่ ยกศุ ลเปน็
ธรรมทีไ่ ม่มีโทษ
รอบที่ ๓ (ตง้ั แต่พระสตู รที่ ๒๑-๓๐) ธรรมฝา่ ยอกศุ ลเป็นธรรมท่ีมที ุกข์เปน็ กำ� ไร ฝา่ ย
กศุ ลเปน็ ธรรมท่ที ีม่ ีสขุ เป็นก�ำไร
รอบท่ี ๔ (ตั้งแต่พระสูตรท่ี ๓๑-๔๐) ธรรมฝา่ ยอกศุ ลเป็นธรรมท่มี วี ิบากเปน็ ทุกข์ ฝ่าย
กุศลเปน็ ธรรมที่มีวบิ ากเป็นสุข
รอบท่ี ๕ (ตง้ั แตพ่ ระสตู รท่ี ๔๑-๕๐) ธรรมฝา่ ยอกศุ ลเปน็ ธรรมทมี่ คี วามเบยี ดเบยี น ฝา่ ย
กุศลเปน็ ธรรมทีไ่ ม่มีความเบยี ดเบยี น
๓.๔.๓ วินยเปยยาล
วนิ ยเปยยาล แปลวา่ หมวดธรรมทที่ รงแสดงโดยยอ่ มวี นิ ยั เปน็ ตน้ หมายถงึ เหตแุ หง่ การ
บัญญตั ิวินัยเป็นตน้ ในหมวดน้ี มพี ระสตู ร ๓๐๐ สตู ร โดย ๑๐ สตู รแรก พระผู้มพี ระภาคทรง
แสดงอ�ำนาจประโยชนใ์ นการบญั ญัตวิ ินัย ๑๐ ประการ จัดเป็นคู่ ๆ มี ๑๐ คู่ ขอแสดงตวั จริงที่
เต็มรูป ๑ สตู ร คือ พระสตู รที่ ๑ นอกนนั้ ขอแสดงโดยย่อ
คู่ท่ี ๑ “ตถาคตบัญญัติสิกขาบทแก่เหลา่ สาวกโดยอาศยั อ�ำนาจประโยชน์ ๒ ประการนี้
อ�ำนาจประโยชน์ ๒ ประการ อะไรบ้าง คอื
๑. เพือ่ ความรบั ว่าดีแหง่ สงฆ์ ๒. เพ่อื ความผาสุกแห่งสงฆ์
ตถาคตบัญญัตสิ กิ ขาบทแก่เหลา่ สาวกโดยอาศยั อ�ำนาจประโยชน์ ๒ ประการน้ีแล”
คทู่ ่ี ๒ ๑. เพื่อขม่ บุคคลผู้เกอ้ ยาก
๒. เพ่อื ความอยผู่ าสกุ แหง่ เหลา่ ภกิ ษผุ มู้ ศี ีลดงี าม
คทู่ ี่ ๓ ๑. เพื่อปดิ กั้นอาสวะทั้งหลายอนั จะบงั เกิดในปจั จบุ นั
๒. เพอื่ จำ� กัดอาสวะท้งั หลายอนั จะบังเกิดในอนาคต
คู่ท่ี ๔ ๑. เพ่อื ปดิ กัน้ เวรทั้งหลายอันจะบงั เกดิ ในปจั จุบัน
๒. เพอ่ื ก�ำจัดเวรทงั้ หลายอนั จะบงั เกิดในอนาคต
ค่ทู ี่ ๕ ๑. เพอ่ื ปิดกั้นโทษทง้ั หลายอันจะบงั เกิดในปจั จุบนั
๒. เพอื่ ก�ำจัดโทษทั้งหลายอนั จะบงั เกดิ ในอนาคต
ค่ทู ี่ ๖ ๑. เพื่อปิดกน้ั ภยั ท้ังหลายอันจะบังเกิดในปัจจุบัน
๒. เพ่ือกำ� จดั ภัยทั้งหลายอนั จะบงั เกิดในอนาคต
254 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสุตตนั ตปิฎก
คู่ที่ ๗ ๑. เพือ่ ปดิ กนั้ อกศุ ลธรรมทัง้ หลายอันจะบังเกดิ ในปัจจบุ ัน
๒. เพ่อื ก�ำจดั อกศุ ลธรรมทัง้ หลายอันจะบงั เกิดในอนาคต
คทู่ ี่ ๘ ๑. เพื่ออนุเคราะหค์ ฤหัสถ์
๒. เพอื่ ตัดฝักฝา่ ยของภิกษุผู้ปรารถนาช่วั
คทู่ ี่ ๙ ๑. เพือ่ ความเลื่อมใสของคนทีย่ งั ไมเ่ ลอ่ื มใส
๒. เพือ่ ความเลื่อมใสย่ิงข้นึ ไปของคนทเี่ ลื่อมใสแลว้
ค่ทู ่ี ๑๐ ๑. เพ่ือความตั้งม่นั แหง่ สัทธรรม
๒. เพอ่ื เออ้ื เฟื้อวินยั
ตง้ั แต่พระสตู รท่ี ๑๑-๓๐๐ ทรงอาศัยอ�ำนาจประโยชน์ทัง้ ๑๐ ประการน้ี บัญญตั กิ ฎ
อ่นื ๆ อีก ๒๙ กฎ กฎละ ๑๐ คู่ ค่ลู ะ ๑ สตู ร เช่นเดียวกบั การบัญญตั สิ กิ ขาบทหรือพระวนิ ยั
กฎ ๒๙ กฎน้นั คือ
๑. บัญญตั ปิ าติโมกข์ ๒. บญั ญตั ิการสวดปาติโมกข์
๓. บัญญตั กิ ารงดสวดปาตโิ มกข์ ๔. บัญญัติปวารณา
๕. บัญญัตกิ ารงดปวารณา ๖. บญั ญตั ิตชั ชนยี กรรม
๗. บัญญตั ินิยสกรรม ๘. บญั ญตั ิปพั พาชนียกรรม
๙. บัญญตั ิปฏสิ ารณียกรรม ๑๐. บัญญัติอุกเขปนยี กรรม
๑๑. บญั ญตั ิการใหป้ รวิ าส ๑๒. บัญญัติการชักเขา้ หาอาบตั ิเดมิ
๑๓. บัญญตั ิการให้มานตั ๑๔. บญั ญตั ิอัพภาน
๑๕. บญั ญตั กิ ารเรียกเข้าหมู ่ ๑๖. บญั ญตั ิการขับออกจากหมู่
๑๗. บัญญตั ิการอุปสมบท ๑๘. บญั ญตั ิญัตตกิ รรม
๑๙. บัญญตั ิญัตตทิ ุตยิ กรรม ๒๐. บัญญัตญิ ตั ติจตตุ ถกรรม
๒๑. บัญญตั ิสิกขาบทที่ยังไม่ได้บัญญัต ิ ๒๒. บญั ญตั เิ พมิ่ เตมิ สกิ ขาบททบี่ ญั ญตั ไิ วแ้ ลว้
๒๓. บญั ญัตสิ ัมมุขาวนิ ัย ๒๔. บัญญัตสิ ตวิ ินยั
๒๕. บัญญตั ิอมูฬหวินยั ๒๖. บญั ญัตปิ ฏิญญาตกรณะ
๒๗. บัญญัตเิ ยภุยยสิกา ๒๘. บัญญตั ิตัสสปาปิยสกิ า
๒๙. บญั ญตั ติ ณิ วตั ถารกะ
เล่มท่ี ๑๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๒๐ 255
๓.๔.๔ ราคเปยยาล
ราคเปยยาล แปลว่า หมวดธรรมที่ทรงแสดงโดยย่อมีราคะเป็นต้น หมายความว่า
นอกจากราคะแลว้ ยังมอี กุศลธรรมอกี ๑๖ ประการ รวมเปน็ ๑๗ ประการ คอื
๑. ราคะ ๒. โทสะ ๓. โมหะ
๔. โกธะ ๕. อุปนาหะ ๖. มักขะ
๗. ปฬาสะ ๘. อสิ สา ๙. มัจฉริยะ
๑๐. มายา ๑๑. สาเถยยะ ๑๒. ถมั ภะ
๑๓. สารัมภะ ๑๔. มานะ ๑๕. อตมิ านะ
๑๖. มทะ ๑๗. ปมาทะ
อกุศลธรรมท้ัง ๑๗ ประการ หรือ ๑๗ ตัวน้ี เป็นเป้าหมายที่ต้องขจัดของการเจริญ
ธรรม ๒ ประการ คือ สมถะ และ วิปสั สนา กล่าวคือ พระผู้มีพระภาค ทรงสอนให้ภกิ ษเุ จรญิ
ธรรม ๒ ประการนี้เพือ่ ขจดั อกศุ ลธรรมแต่ละตวั ๆ ตวั ละ ๑๐ เป้าหมาย (๑๐ เพอ่ื ) เป้าหมายละ
๑ สูตร รวม ๑๗๐ สูตร (๑๐ เปา้ หมาย x อกศุ ลธรรม ๑๗) เชน่ ๑๐ สตู รแรก มคี วามเต็ม ดังน้ี
[๑] ภิกษุทั้งหลาย ภิกษคุ วรเจรญิ ธรรม ๒ ประการเพ่อื รู้ยง่ิ ราคะ
ธรรม ๒ ประการ อะไรบา้ ง คอื ๑. สมถะ ๒. วปิ สั สนา
[๒] ภิกษุทงั้ หลาย ภกิ ษุควรเจริญธรรม ๒ ประการเพ่ือก�ำหนดรรู้ าคะ
ธรรม ๒ ประการ อะไรบ้าง คอื ๑. สมถะ ๒. วปิ สั สนา
[๓] ภิกษทุ ั้งหลาย ภกิ ษคุ วรเจริญธรรม ๒ ประการเพอ่ื ความสนิ้ ราคะ
ธรรม ๒ ประการ อะไรบา้ ง คอื ๑. สมถะ ๒. วปิ สั สนา
[๔] ภิกษุทั้งหลาย ภกิ ษคุ วรเจรญิ ธรรม ๒ ประการเพื่อละราคะ
ธรรม ๒ ประการ อะไรบา้ ง คือ ๑. สมถะ ๒. วิปสั สนา
[๕] ภกิ ษุทงั้ หลาย ภกิ ษคุ วรเจริญธรรม ๒ ประการเพือ่ ความสน้ิ ไปแห่งราคะ
ธรรม ๒ ประการ อะไรบา้ ง คือ ๑. สมถะ ๒. วปิ ัสสนา
[๖] ภกิ ษทุ งั้ หลาย ภิกษุควรเจริญธรรม ๒ ประการ เพอ่ื ความเส่ือมไปแห่งราคะ
ธรรม ๒ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. สมถะ ๒. วปิ ัสสนา
[๗] ภกิ ษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญธรรม ๒ ประการเพื่อความคลายไปแห่งราคะ
ธรรม ๒ ประการ อะไรบ้าง คอื ๑. สมถะ ๒. วิปัสสนา
[๘] ภกิ ษทุ ั้งหลาย ภกิ ษุควรเจรญิ ธรรม ๒ ประการเพื่อความดบั ราคะ
ธรรม ๒ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. สมถะ ๒. วปิ ัสสนา
256 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตันตปฎิ ก
[๙] ภิกษุทัง้ หลาย ภิกษคุ วรเจริญธรรม ๒ ประการเพอ่ื ความสละราคะ
ธรรม ๒ ประการ อะไรบา้ ง คือ ๑. สมถะ ๒. วิปสั สนา
[๑๐] ภิกษุท้งั หลาย ภิกษคุ วรเจรญิ ธรรม ๒ ประการเพอื่ ความสละคนื ราคะ
ธรรม ๒ ประการ อะไรบ้าง คอื ๑. สมถะ ๒. วิปสั สนา
พระสูตรอกี ๑๖๐ สูตรตอ่ ไป ว่าด้วยการเจริญสมถะและวปิ ัสสนาเพื่อจดั การกบั อกศุ ล
ธรรมที่เหลอื ๑๖ ตวั ตัวละ ๑๐ สูตร เช่นเดยี วกับ ๑๐ สูตรแรก
ติกนบิ าต
๑. จ�ำนวนวรรคและพระสูตรในติกนบิ าต
ตกิ นบิ าต คือ หมวดพระสตู รท่มี ีหัวข้อธรรมสูตรละ ๓ ขอ้ มีทง้ั หมด ๓๕๓ สูตร แบ่ง
เป็น ๓ ปัณณาสก์ ๑๖ วรรค กับหัวขอ้ เปยยาล ๒ ขอ้ ดังมรี ายละเอียด ต่อไปน้ี
ปฐมปัณณาสก์ มี ๕ วรรค
๑. พาลวรรค มี ๑๐ สตู ร คือ
๑. ภยสตู ร ๒. ลักขณสูตร
๓. จินตสี ตู ร ๔. อจั จยสูตร
๕. อโยนโิ สสูตร ๖. อกสุ ลสตู ร
๗. สาวัชชสูตร ๘. สัพยาปชั ฌสตู ร
๙. ขตสูตร ๑๐. มลสตู ร
๒. รถการวรรค มี ๑๐ สตู ร คือ
๑. ญาตสูตร ๒. สารณียสูตร
๓. อาสงั สสูตร ๔. จักกวตั ติสตู ร
๕. ปเจตนสูตร ๖. อปัณณกสูตร
๗. อัตตพยาพาธสตู ร ๘. เทวโลกสตู ร
๙. ปฐมปาณกิ สูตร ๑๐. ทุตยิ ปาณิกสตู ร
๓. ปุคคลวรรค มี ๑๐ สตู ร คอื
๑. สวิฏฐสูตร ๒. คิลานสตู ร
๓. สังขารสูตร ๔. พหกุ ารสูตร
๕. วชริ ปู มสูตร ๖. เสวติ ัพพสูตร
เลม่ ท่ี ๑๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๒๐ 257
๗. ชคิ ุจฉติ พั พสตู ร ๘. คถู ภาณีสตู ร
๙. อันธสตู ร ๑๐. อวกุชชสูตร
๔. เทวทูตวรรค มี ๑๐ สูตร คือ
๑. สพรหมกสตู ร ๒. อานนั ทสูตร
๓. สารีปตุ ตสูตร ๔. นทิ านสตู ร
๕. หัตถกสูตร ๖. เทวทตู สตู ร
๗. ยมราชสูตร ๘. จตมุ หาราชสูตร
และทุตยิ จตุมหาราชสูตร
๙. สขุ ุมาลสูตร ๑๐. อาธปิ เตยยสูตร
๕. จูฬวรรค มี ๑๑ สตู ร คอื
๑. สัมมขุ ภี าวสูตร ๒. ตฐิ านสตู ร
๓. อตั ถวสสตู ร ๔. กถาปวตั ตสิ ูตร
๕. ปณั ฑิตสตู ร ๖. สีลวนั ตสตู ร
๗. สังขตลักขณสูตร ๘. อสงั ขตลกั ขณสตู ร
๙. ปัพพตราชสูตร ๑๐. อาตัปปกรณียสูตร
๑๑. มหาโจรสตู ร
ทุตยิ ปัณณาสก์ มี ๕ วรรค
๑. พราหมณวรรค มี ๑๐ สตู ร คือ
๑. ปฐมเทวพราหมณสตู ร ๒. ทุติยเทวพราหมณสตู ร
๓. อัญญตรพราหมณสตู ร ๔. ปริพพาชกสูตร
๕. นพิ พุตสตู ร ๖. ปโลกสูตร
๗. วจั ฉโคตตสตู ร ๘. ติกณั ณสูตร
๙. ชานสุ โสณิสูตร ๑๐. สังคารวสตู ร
๒. มหาวรรค มี ๑๐ สูตร คือ
๑. ติตถายตนสูตร ๒. ภยสตู ร
๓. เวนาคปรุ สตู ร ๔. สรภสูตร
๕. เกสปตุ ติสูตร ๖. สาฬหสูตร
๗. กถาวตั ถสุ ูตร ๘. อัญญติตถิยสูตร
๙. อกุสลมลู สตู ร ๑๐. อุโปสถสูตร
258 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก
๓. อานนั ทวรรค มี ๑๐ สูตร คอื ๒. อาชีวกสตู ร
๑. ฉนั นสตู ร ๔. นิคณั ฐสตู ร
๓. มหานามสกั กสูตร ๖. ปฐมภวสตู ร
๕. นิเวสกสูตร ๘. สีลัพพตสตู ร
๗. ทุตยิ ภวสตู ร ๑๐. จฬู นิกาสตู ร
๙. คันธชาตสตู ร ๒. คทั รภสตู ร
๔. วชั ชีปุตตสูตร
๔. สมณวรรค มี ๑๑ สตู ร คอื ๖. ปฐมสิกขาสูตร
๑. สมณสตู ร ๘. ตตยิ สกิ ขาสูตร
๓. เขตตสูตร ๑๐. ทุตยิ สิกขัตตยสูตร
๕. เสกขสูตร ๒. ปวิเวกสูตร
๗. ทุติยสกิ ขาสตู ร ๔. ปรสิ าสูตร
๙. ปฐมสกิ ขัตตยสูตร ๖. ทุติยอาชานยี สตู ร
๑๑. ปงั กธาสูตร ๘. โปตถกสูตร
๑๐. ปงั สโุ ธวกสตู ร
๕. โลณผลวรรค มี ๑๑ สตู ร คือ
๑. อจั จายกิ สูตร ๒. ปฐมอัสสาทสตู ร
๓. สรทสตู ร ๔. สมณพราหมณสูตร
๕. ปฐมอาชานียสูตร ๖. อติตติสูตร
๗. ตตยิ อาชานียสูตร ๘. พยาปันนสตู ร
๙. โลณผลสตู ร ๑๐. ทตุ ิยนทิ านสตู ร
๑๑. นิมติ ตสตู ร ๒. ทุลลภสตู ร
๔. อาเนญชสตู ร
ตติยปณั ณาสก์ มี ๖ วรรค
๑. สัมโพธวรรค มี ๑๐ สูตร คือ
๑. ปุพเพวสัมโพธสูตร
๓. ทุตยิ อัสสาทสตู ร
๕. รณุ ณสูตร
๗. อรักขติ สูตร
๙. ปฐมนทิ านสูตร
๒. อาปายิกวรรค มี ๑๐ สตู ร คอื
๑. อาปายกิ สูตร
๓. อัปปเมยยสตู ร
เลม่ ท่ี ๑๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๐ 259
๕. วิปตั ตสิ มั ปทาสูตร ๖. อปณั ณกสตู ร
๗. กัมมนั ตสูตร ๘. ปฐมโสเจยยสตู ร
๙. ทุติยโสเจยยสูตร ๑๐. โมเนยยสตู ร
๓. กุสินารวรรค มี ๑๐ สูตร คือ ๒. ภณั ฑนสตู ร
๑. กสุ นิ ารสตู ร ๔. ภรณั ฑุกาลามสตู ร
๓. โคตมกเจติยสูตร ๖. กฏวุ ิยสตู ร
๕. หตั ถกสูตร ๘. ทตุ ิยอนุรุทธสตู ร
๗. ปฐมอนุรุทธสูตร ๑๐. เลขสูตร
๙. ปฏจิ ฉนั นสูตร ๒. ปรสิ าสูตร
๔. โยธาชวี วรรค มี ๑๓ สูตร คอื ๔. อุปปาทาสูตร
๑. โยธาชวี สตู ร ๖. สมั ปทาสตู ร
๓. มิตตสตู ร ๘. อัสสขลุงกสูตร
๕. เกสกัมพลสตู ร ๑๐. อสั สาชานยี สูตร
๗. วุฑฒิสตู ร ๑๒. ทุติยโมรนวิ าปสตู ร
๙. อัสสสทัสสสูตร
๑๑. ปฐมโมรนวิ าปสูตร ๒. สาวัชชสูตร
๑๓. ตตยิ โมรนวิ าปสตู ร ๔. อสุจิสูตร
๕. มังคลวรรค มี ๑๐ สตู ร คอื ๖. ทตุ ิยขตสตู ร
๑. อกุสลสตู ร ๘. จตุตถขตสูตร
๓. วิสมสูตร ๑๐. ปพุ พณั หสตู ร
๕. ปฐมขตสูตร ๒. สมั มัปปธานสูตร
๗. ตติยขตสูตร ๔. อนิ ทรยิ สูตร
๙. วนั ทนาสตู ร ๖. สัมโพชฌงั คสูตร
๖. อเจลกวรรค มี ๗ สตู ร คือ
๑. สติปฏั ฐานสูตร
๓. อทิ ธิปาทสูตร
๕. พลสูตร
๗. มคั คสตู ร
260 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
เปยยาล มี ๒ ข้อ
๑. กมั มปถเปยยาล มี ๒๐ สตู ร แบ่งเปน็ ฝ่ายอกุศล ๑๐ สูตร ฝ่ายกุศล ๑๐ สูตร
(ใชช้ ่อื สูตร ๑ ชือ่ ตอ่ ๒ สูตร)
๒. ราคเปยยาล มี ๑๗๐ สตู ร
๒. ช่อื และท่มี าของพระสูตรในติกนิบาต
ในตกิ นบิ าต มพี ระสตู รทง้ั หมด ๓๕๓ สตู ร มชี อื่ ปรากฏทง้ั หมด แตท่ ม่ี ที ม่ี าหรอื ทเี่ รยี กวา่
นทิ านวจนะ เพยี ง ๓๘ สตู ร อยใู่ นปฐมปณั ณาสก์ ๓ สตู ร คอื ภยสตู ร ปเจตนสตู ร และสวฏิ ฐสตู ร
ในทุตยิ ปัณณาสก์ ๒๖ สตู ร คอื ๑๐ สูตรของพราหมณวรรค ๑๐ สูตรของอานนั ทวรรค อีก
๖ สูตรเป็นของมหาวรรค ๓ สูตร คือ เวนาคปุรสูตร สรภสูตร และอุโปสถสูตร และของ
สมณวรรค ๓ สตู ร คือ วัชชปี ตุ ตสตู ร เสกขสตู ร และปงั กธาสตู ร ในตตยิ ปณั ณาสก์ ๙ สตู ร คอื
อรักขติ สูตร พยาปันนสตู ร กุสนิ ารสูตร โคตมกสูตร ภรัณฑกุ าลามสตู ร หัตถกสตู ร กฏวุ ยิ สูตร
ปฐมอนรุ ุทธสูตร และทตุ ิยอนรุ ุทธสตู ร
๓. ความหมายและใจความส�ำคัญของแตล่ ะวรรคในติกนบิ าต
๓.๑ ปฐมปณั ณาสก์
๓.๑.๑ พาลวรรค
พาลวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยคนพาลและบัณฑิต ซ่ึงเป็นสาระส�ำคัญของพระสูตร
ทง้ั หมดในวรรคน้ี คอื พระผมู้ พี ระภาคตรสั เปรยี บเทยี บคนพาลกบั บณั ฑติ ในลกั ษณะตา่ ง ๆ ดงั นี้
๑. ในภยสตู ร ตรสั วา่ ภยั (ความกลวั ) อปุ ทั ทวะ (อนั ตราย) และอปุ สรรค (ความขดั ขอ้ ง)
ลว้ นเกิดจากคนพาล ไม่เกดิ จากบณั ฑิต เปน็ ต้น
๒. ในลักขณสูตร ตรัสว่า การประกอบทุจริต ๓ เป็นลักษณะของคนพาล ส่วนการ
ประกอบสจุ ริต ๓ เป็นลกั ษณะของบัณฑิต
๓. ในจนิ ตีสตู ร ตรัสวา่ คนพาลคอื คนทีช่ อบคดิ แตเ่ ร่อื งชวั่ พดู แต่เร่ืองชั่ว และทำ� แต่
กรรมชั่ว ซงึ่ ตรงกันข้ามกับบัณฑิต
๔. ในอัจจยสูตร ตรัสว่า คนพาลไม่เห็นโทษ ถึงเห็นโทษ แต่ไม่แก้ไข ผู้อ่ืนช้ีโทษ
ก็ไม่ยอมรบั สว่ นบัณฑติ มีลักษณะตรงกนั ขา้ ม
๕. ในอโยนโิ สสตู ร ตรสั วา่ คนพาลถามปญั หาโดยไมแ่ ยบคาย ตอบปญั หาโดยไมแ่ ยบคาย
เลม่ ท่ี ๑๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๐ 261
และไมย่ นิ ดรี บั ฟงั ปญั หาท่ผี ู้อนื่ ตอบโดยแยบคาย ส่วนบัณฑิตมลี ักษณะตรงกันข้าม
๖. ในอกสุ ลสตู ร ตรสั วา่ คนพาลประกอบกายกรรม วจกี รรม และมโนกรรมทเี่ ปน็ อกศุ ล
ส่วนบัณฑติ มีลกั ษณะตรงกนั ขา้ ม
๗. ในสาวชั ชสูตร ตรัสว่า คนพาลประกอบกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมที่เปน็ โทษ
ส่วนบัณฑิตมีลักษณะตรงกันขา้ ม
๘. ในสัพยาปัชฌสูตร ตรัสวา่ คนพาลประกอบกายกรรม วจกี รรม และมโนกรรมที่มี
ความเบยี ดเบยี น ส่วนบณั ฑิตมีลักษณะตรงกนั ข้าม
๙. ในขตสตู ร ตรัสวา่ คนพาลบริหารตนไมด่ ี เพราะประกอบกรรมท่เี ป็นทุจริตทง้ั หลาย
จึงถูกกำ� จดั ถกู ทำ� ลาย ถกู ตเิ ตียน ไดร้ บั แตผ่ ลที่ไม่ใช่บุญ ส่วนบัณฑิตมลี ักษณะตรงกันขา้ ม
๑๐. ในมลสูตร ตรัสว่า คนมีมลทินคือเป็นผู้ทุศีล ริษยา และตระหน่ี หลังจากตาย
จะไปเกดิ ในนรก สว่ นคนไม่มมี ลทนิ ไมร่ ษิ ยา และไมต่ ระหน่ี หลังจากตาย จะไปเกดิ ในสวรรค์
๓.๑.๒ รถการวรรค
รถการวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ดว้ ยชา่ งรถ ทม่ี าของชอ่ื วรรคอยใู่ นปเจตนสตู ร ซงึ่ เปน็ สตู ร
ที่ ๕ ของวรรค ทพี่ ระผมู้ พี ระภาคทรงเลา่ เปรยี บเทยี บใหภ้ กิ ษฟุ งั วา่ พระเจา้ ปเจตนราชรบั สงั่ ให้
ชา่ งรถท�ำลอ้ ขา้ งหน่งึ ชา่ งรถทำ� อยู่ ๕ เดอื น ๒๔ วนั จึงเสร็จ พระราชารับส่ังใหท้ ำ� อีกข้างหน่งึ
และทรงเรง่ ใหเ้ สร็จใน ๖ วนั ช่างรถกท็ ำ� เสรจ็ ตามรบั ส่งั แตเ่ มอื่ ทดลองใช้ ปรากฏวา่ ลอ้ ท่ีท�ำ
เกอื บ ๖ เดอื น หมนุ ไดด้ ี สว่ นลอ้ อกี ขา้ งหนึ่งหมนุ ไปหนอ่ ยหนง่ึ ก็ล้ม เพราะทำ� ไม่ดี คือ ยงั มีคด
มงี ออยู่ ทรงสอนใหภ้ กิ ษเุ ปน็ ผฉู้ ลาดในความคดของกาย วาจา และใจ และละความคดใหห้ มดไป
ใจความส�ำคญั ในพระสตู รอืน่ ๆ ที่ควรแนะน�ำมีดงั น้ี
๑. ญาตสูตร ว่าด้วยภกิ ษผุ มู้ ีช่ือเสยี งท่ที �ำประโยชน์แก่คนหม่มู ากและทไ่ี ม่ท�ำประโยชน์
แก่คนหมูม่ าก
๒. สารณียสตู ร ว่าด้วยสถานที่ทค่ี วรระลกึ ถึงของกษัตรยิ ์เปรยี บเทยี บกบั ของภกิ ษุ
๓. อาสงั สสตู ร วา่ ด้วยความหวังในทางโลกเปรียบเทยี บทางธรรม คือ เปรียบเทยี บวา่
บุคคลผู้หมดหวัง ผู้ยังมีหวัง และผู้ปราศจากความหวังในทางโลกเป็นเช่นไร ในทางธรรมเป็น
เชน่ ไร
๔. จักกวัตติสูตร ว่าด้วยการสักการะ เคารพ นอบน้อมธรรมของพระเจ้าจักรพรรดิ
เปรียบเทยี บกบั ของพระตถาคตอรหันตสัมมาสมั พุทธเจา้
๕. อปณั ณกสตู ร วา่ ดว้ ยขอ้ ปฏบิ ตั ทิ ไ่ี มผ่ ดิ ๓ ประการ คอื การคมุ้ ครองทวาร ในอนิ ทรยี ์ ๖
การรู้จกั ประมาณในการบรโิ ภคอาหาร และการประกอบความเพยี รให้ตื่นอยู่
262 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
๖. อัตตพยาพาธสูตร ว่าด้วยธรรม ๓ อย่างที่เบียดเบียนตน เบียดเบียนผู้อ่ืน และ
เบยี ดเบียนท้งั ตนและผู้อืน่ ได้แก่ ทุจริต ๓ เปรียบเทียบกบั สุจริต ๓
๗. เทวโลกสตู ร วา่ ด้วยเทวโลก คือ ภิกษเุ ม่อื ถูกถามว่า ประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อไป
เกิดในเทวโลกใช่ไหม ก็พากันอึดอัดใจ ไม่กล้าตอบ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ไม่ควรอึดอัดใจ
ในเรอื่ งนี้ ควรอดึ อดั ใจในการประพฤติทจุ ริต ๓ มากกว่า
๘. ปฐมปาปณิกสูตร และทุติยปาปณิกสูตร ว่าด้วยคุณสมบัติของพ่อค้า ๓ ประการ
เปรยี บเทยี บกับคุณสมบตั ิของภกิ ษุ ๓ ประการ รวม ๒ นัย
เม่ือจบรถการวรรค ท่านบอกว่า จบปฐมภาณวาร แต่มิได้บอกไว้ว่า เร่ิมต้นจากไหน
ค�ำว่า ภาณวาร แปลว่า วาระแห่งการสวด คือ สวดจบภาณวารหน่ึงหยุดครั้งหน่ึง หนังสือ
Concise Pali-English Dictionary ของทา่ นพทุ ธทตั ตมหาเถระชาวลงั กาอธบิ ายวา่ ๑ ภาณวารมี
๘,๐๐๐ อกั ษร (๑ อกั ษรคอื ๑ พยางค์)
๓.๑.๓ ปุคคลวรรค
ปคุ คลวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ด้วยบุคคล ซึ่งเป็นสาระส�ำคญั ของพระสตู รทั้ง ๑๐ สตู ร
ในวรรคน้ี ชอ่ื นจ้ี ึงคลุมเนอ้ื หาสาระของทุกสตู ร คอื
๑. สวิฏฐสูตร ว่าด้วยการสนทนาระหว่างพระสวิฏฐะ และพระมหาโกฏฐิตะกับ
ทา่ นพระสารบี ุตร เรือ่ งบุคคล ๓ จำ� พวก คอื กายสักขีบุคคล ทฏิ ฐิปัตตบคุ คล และสัทธาวิมตุ ต-
บคุ คล วา่ บุคคลจ�ำพวกไหนดีกว่ากนั
๒. คลิ านสูตร ว่าดว้ ยคนไข้ ๓ จ�ำพวก เปรยี บเทยี บกบั บุคคลในโลก ๓ จ�ำพวก
๓. สงั ขารสูตร วา่ ดว้ ยบคุ คล ๓ จำ� พวกท่ีปรุงแตง่ สังขาร
๔. พหุการสูตร ว่าด้วยบุคคลท่ีมีอปุ การะมาก ๓ จำ� พวก
๕. วชริ ูปมสูตร ว่าดว้ ยบคุ คลที่มีจิตเหมอื นแผลเกา่ บุคคลท่ีมีจติ เหมือนฟา้ แลบ และ
บุคคลทม่ี จี ิตเหมอื นเพชร
๖. เสวติ พั พสตู ร วา่ ดว้ ยบคุ คลทค่ี วรคบ บคุ คลทไ่ี มค่ วรคบ และบคุ คลทค่ี วรสกั การะ เคารพ
๗. ชคิ จุ ฉติ พั พสตู ร วา่ ดว้ ยบคุ คลทคี่ วรรงั เกยี จไมค่ วรคบ บคุ คลทคี่ วรวางเฉย ไมค่ วรคบ
และบคุ คลทค่ี วรคบควรเขา้ ไปนง่ั ใกล้
๘. คูถภาณีสูตร ว่าด้วยบุคคล ๓ จ�ำพวก คือ คูถภาณี (ผู้พูดภาษาคูถ) ปุปผภาณี
(ผ้พู ูดภาษาดอกไม้) และมธภุ าณี (ผู้พดู ภาษาน�้ำผึง้ )
๙. อันธสูตร วา่ ด้วยคนตาบอด ๓ จำ� พวก
เล่มที่ ๑๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๒๐ 263
๑๐. อวกุชชสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้มีปัญญาเหมือนหม้อคว�่ำ บุคคลผู้มีปัญญาเหมือน
ชายพก และบคุ คลผู้มปี ัญญากวา้ งเหมอื นหมอ้ หงาย
๓.๑.๔ เทวทตู วรรค
เทวทูตวรรค แปลวา่ หมวดว่าดว้ ยเทวทูต หมายถงึ เทวทูต ๓ ซงึ่ เปน็ สาระส�ำคัญของ
พระสูตรท่ี ๖-๗ คือ เทวทูตสตู รและยมราชสตู รในวรรคน้ี
ใจความสำ� คญั ของพระสตู รแตล่ ะสูตร มดี ังนี้
๑. สพรหมกสตู ร วา่ ดว้ ยสกลุ ที่มพี รหม มีบูรพาจารย์ และมที ักขไิ ณยบุคคล
๒. อานนั ทสตู ร วา่ ดว้ ยการสนทนาถาม-ตอบระหวา่ งทา่ นพระอานนทก์ บั พระผมู้ พี ระภาค
คือ ท่านทูลถามว่า ภิกษุผู้ได้สมาธิและผู้เข้าเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติโดยท่ีไม่มีอหังการ
มมงั การ และมานานสุ ยั มไี ดห้ รือไม่ ตรัสตอบวา่ มไี ด้
๓. สารปี ตุ ตสตู ร วา่ ดว้ ยพระธรรมเทศนาของพระผมู้ พี ระภาคตามคำ� อาราธนาของทา่ น
พระสารบี ตุ ร เรือ่ งการไม่มอี หังการ มมงั การ และมานานุสยั
๔. นิทานสูตร ว่าด้วยต้นเหตุ (นิทาน) แห่งกรรมช่ัวคืออกุศลมูล ๓ และเหตุแห่ง
กรรมดี คอื กุศลมลู ๓
๕. หัตถกสูตร ว่าด้วยหัตถกกุมารชาวอาฬวีเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคขณะประทับน่ัง
อยู่บนที่ลาดด้วยใบไม้ ในป่าสีสปาวัน (ขณะน้ันเป็นช่วงฤดูหนาวหิมะตก พื้นดินแห้งแข็งแตก
ระแหง) ทลู ถามวา่ ทรงมคี วามสขุ อยหู่ รอื ตรสั ตอบวา่ ทรงเปน็ สขุ และชอ่ื วา่ เปน็ คนหนง่ึ ในบรรดา
ผมู้ คี วามสุขในโลก เพราะทรงละราคะ โทสะ และโมหะท่ที �ำใหเ้ ร่าร้อนเป็นทกุ ข์ไดเ้ ด็ดขาดแลว้
๖. เทวทตู สตู ร วา่ ดว้ ยเทวทตู ๓ ท่ปี รากฏในหม่มู นุษย์ คอื ความแก่ ความเจ็บ และ
ความตาย
๗. ยมราชสตู ร วา่ ดว้ ยความคดิ ของพญายมท่ตี อ้ งการเกดิ เป็นมนษุ ยเ์ พอ่ื จะไดฟ้ งั ธรรม
และเข้าถึงธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซ่ึงจะได้ไม่เกิดมาเสียเปล่าเหมือนคนท�ำความช่ัวที่
กำ� ลงั ถกู ทรมานอยู่ในอบาย
๘. จตุมหาราชสูตร ว่าด้วยหน้าที่ของท้าวมหาราช ๔ องค์ที่มีต่อมนุษย์ [ควรอ่าน
มหาโควนิ ทสตู ร (๑๐/๒๙๔-๓๐๐/๑๘๙-๑๙๕) และมหาสมยสตู ร (๑๐/๓๓๑-๓๓๖/๒๑๖-๒๒๐)
ในทีฆนิกาย มหาวรรค ประกอบด้วย จึงจะเข้าใจได้ดีข้ึน] ยังมีจตุมหาราชสูตรอีกสูตรหนึ่ง
เรียกว่า ทุติยมหาราชสูตร ว่าด้วยเร่ืองท้าวสักกะจอมเทพช้ันดาวดึงส์และผู้เป็นใหญ่เหนือ
ทา้ วมหาราชทงั้ ๔ องค์ของชนั้ จาตุมหาราชิกา พระผมู้ พี ระภาคตรัสเล่าว่า ครั้งหน่ึง ท้าวสกั กะ
ตรสั คาถาบทหนึ่งเพอื่ แนะนำ� พวกเทพ แต่คาถาบทนัน้ ไม่เหมาะสำ� หรบั ท้าวสกั กะ จึงทรงถือว่า
264 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
“ทา้ วสกั กะ กลา่ วผดิ ” ผทู้ สี่ มควรกลา่ วคาถานต้ี อ้ งเปน็ พระอรหนั ตข์ ณี าสพ อยจู่ บพรหมจรรยแ์ ลว้
เพราะเป็นผหู้ ลุดพน้ จากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทกุ ข์ โทมนัสและอปุ ายาสไดข้ าดแลว้
๙. สุขมุ าลสูตร ว่าดว้ ยสขุ ุมาลชาติ คือ ทรงเล่าถึงความไมม่ ที กุ ข์ของพระองคใ์ นสมัยที่
ยงั ไมไ่ ดเ้ สดจ็ ออกผนวชวา่ ทรงไดร้ บั การบำ� รงุ บำ� เรอจากพระพทุ ธบดิ าเปน็ อยา่ งดี แตถ่ งึ กระนนั้
พระองค์ก็ไม่ทรงมัวเมาในความเป็นคนหนุ่ม ในความไม่มีโรคและในชีวิต จึงเสด็จออกผนวช
และทรงละความมัวเมาทั้ง ๓ ประการไดเ้ ดด็ ขาด
๑๐. อาธปิ เตยยสตู ร วา่ ดว้ ยอธปิ ไตย ๓ คอื อตั ตาธปิ ไตย โลกาธปิ ไตย และธมั มาธปิ ไตย
๓.๑.๕ จฬู วรรค
จูฬวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยเรื่องเล็กน้อยที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ในพระสูตร
๑๐ สูตร ใจความสำ� คญั ของแตล่ ะสตู รมดี งั น้ี
๑. สัมมุขีภาวสตู ร ว่าด้วยความพร้อม ๓ อยา่ งของกลุ บุตรทเี่ ป็นเหตใุ หป้ ระสพบุญ
๒. ตฐิ านสตู ร ว่าดว้ ยฐานะ ๓ อยา่ งท่เี ปน็ เหตใุ ห้ทราบได้ว่าเปน็ ผ้มู ศี รัทธา
๓. อัตถวสสตู ร วา่ ด้วยอ�ำนาจประโยชน์ ๓ ประการซึ่งเปน็ วตั ถปุ ระสงค์แห่งการแสดง
ธรรม
๔. กถาปวตั ตสิ ูตร วา่ ดว้ ยเหตุใหก้ ารสนทนาธรรมดำ� เนินไปด้วยดี
๕. ปณั ฑิตสตู ร ว่าดว้ ยกจิ ๓ อย่างท่ีบัณฑติ บญั ญัตไิ ว้
๖. สลี วนั ตสตู ร วา่ ดว้ ยเหตุ ๓ อยา่ งทที่ ำ� ใหภ้ กิ ษผุ มู้ ศี ลี ไมว่ า่ ไป ณ ทใี่ ด ประชาชนในทนี่ นั้
ไดบ้ ญุ มาก
๗. สังขตลักขณสูตร ว่าด้วยลักษณะของส่ิงที่เกิดขึ้นเพราะมีปัจจัยปรุงแต่ง (ได้แก่
สังขารท้ังหลาย) ๓ อย่าง คอื ความเกดิ ปรากฏ ความดับปรากฏ และความแปรปรากฏ
๘. อสังขตลักขณสูตร ว่าด้วยลักษณะ ๓ อย่างของสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้ ได้แก่
นพิ พาน มีนัยตรงกันข้ามกับสังขตลักขณสตู ร
๙. ปัพพตราชสูตร ว่าด้วยเขาหลวง คือ ภูเขาหิมพานต์ซ่ึงเป็นท่ีอาศัยของป่าไม้
ปา่ ไมจ้ ึงเจรญิ งอกงามด้วยก่งิ ใบ เปลือก และกระพ้ี ฉันใด คนในบา้ นอาศยั พอ่ บ้านผ้มู ีศรัทธา
กเ็ จรญิ งอกงามดว้ ยศรัทธา ศลี และปัญญา ฉนั นน้ั
๑๐. อาตัปปกรณียสูตร ว่าด้วยเหตุให้ท�ำความเพียร ๓ ประการ คือ เพ่ือมิให้
อกศุ ลเกดิ ขน้ึ เพอื่ ให้กุศลเกิดข้ึน และเพอ่ื ใหอ้ ดทนต่อทกุ ขเวทนาอันแรงกล้า
๑๑. มหาโจรสตู ร วา่ ดว้ ยองคป์ ระกอบของมหาโจร เปรยี บเทยี บองคป์ ระกอบของภกิ ษชุ ว่ั
กล่าวคือ โจรท�ำโจรกรรมได้เพราะอาศัยท่ีขรุขระ อาศัยป่ารก และอาศัยผู้มีอิทธิพล ภิกษุชั่ว