เล่มท่ี ๘ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๑๖ 15
๒. วิภังคสูตร ว่าด้วยการจ�ำแนกปฏิจจสมุปบาท หมายถึงการอธิบาย แยกแยะ
ปฏิจจสมุปบาทแต่ละองค์ให้ภิกษุทั้งหลายเข้าใจความหมาย โดยเริ่มตั้งแต่ชราและมรณะ
ไปจนถงึ อวชิ ชา และในตอนทา้ ยพระสตู รทรงสรปุ ปฏจิ จสมปุ บาทสายเกดิ ทกุ ขแ์ ละสายดบั ทกุ ข์
เหมอื นกับพระสูตรท่ี ๑
๓. ปฏปิ ทาสตู ร ว่าด้วยปฏปิ ทา คอื พระผู้มพี ระภาคทรงแสดงปฏปิ ทา ๒ ประการ คือ
(๑) มจิ ฉาปฏปิ ทา คือ ขอ้ ปฏบิ ัติผดิ อนั ไดแ้ กป่ ฏิจจสมปุ บาท สายเกิดทุกข์ (๒) สมั มาปฏิปทา
คอื ขอ้ ปฏิบัตถิ ูก อนั ได้แกป่ ฏิจจสมุปบาท สายดับทกุ ข์
๔. วปิ ัสสีสตู ร ว่าด้วยพระพทุ ธเจ้าพระนามวา่ วิปสั สี คือ พระผู้มีพระภาค ตรสั เลา่ วา่
พระพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสีได้ตรัสรู้โดยทรงด�ำริถึงความยากล�ำบากของสัตว์โลกท่ีเกิด
แก่ เจบ็ ตายอยรู่ �่ำไป และทรงพจิ ารณาชราและมรณะเปน็ ต้นว่าเกิดมาจากอะไร เพราะอะไร
ไมม่ ี ชราและมรณะจึงไม่มี เม่ือทรงพจิ ารณาปฏจิ จสมปุ บาททัง้ สายเกิดทุกข์ และสายดบั ทกุ ข์
จักขญุ าณจงึ เกิดข้ึน
๕-๑๐. สิขีสูตร ว่าด้วยพระพุทธเจ้านามว่าสิขี เวสสภูสูตร ว่าด้วยพระพุทธเจ้า
พระนามว่าเวสสภู กกุสันธสูตร ว่าด้วยพระพุทธเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ โกนาคมนสูตร
ว่าด้วยพระพุทธเจ้าพระนามว่าโกนาคมนะ กัสสปสูตร ว่าด้วยพระพุทธเจ้าพระนามว่า
กัสสปะ โคตมสูตร ว่าด้วยพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตมะ เน้ือหาสาระในสูตรเหล่าน้ีซำ�้ กัน
กับวิปัสสีสูตรท่านจึงละเอาไว้ เป็นการแสดงให้เห็นว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้ตรัสรู้
ปฏิจจสมุปบาทน้ีโดยอาการอย่างเดียวกนั
๑.๒ อาหารวรรค
อาหารวรรค แปลว่า หมวดว่าดว้ ยอาหาร ชอื่ วรรคตงั้ ตามช่อื พระสตู รท่ี ๑ ในวรรคน้ี
ซงึ่ กล่าวถงึ อาหาร ๔ อย่าง ว่ามตี ้นเหตุมาจากตณั หา มีพระสูตรท้งั หมด ๑๐ สูตร แตล่ ะสูตร
มคี วามหมายและใจความสำ� คัญ ดงั น้ี
๑. อาหารสูตร ว่าด้วยอาหาร คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอาหาร ๔ อย่าง คือ
(๑) กวฬงิ การาหาร (อาหารคอื คำ� ขา้ ว) (๒) ผสั สาหาร (อารหารคอื ผสั สะ) (๓) มโนสญั เจตนาหาร
(อาหารคอื มโนสัญเจตนา) (๔) วิญญาณาหาร (อาหาร คือวญิ ญาณ) อาหาร ๔ อย่างนี้ เปน็ ไป
เพ่ือการด�ำรงอยู่ของหมู่สัตว์ผู้เกิดมาหรือเพ่ืออนุเคราะห์หมู่สัตว์ผู้แสวงหาท่ีเกิด อาหารทั้ง ๔
อย่างน้ีมตี น้ เหตมุ าจากตณั หา ตัณหากม็ ีตน้ เหตุมาจากเวทนา —> ผัสสะ —> สฬายตนะ
—> นามรปู —> วญิ ญาณ —> สงั ขาร —> อวชิ ชา อันเป็นกระบวนการเกดิ และการดบั
แหง่ กองทกุ ข์
16 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสุตตันตปิฎก
๒. โมลิยผัคคุนสูตร ว่าด้วยพระโมลิยผัคคุนะ คือ ท่านพระโมลิยผัคคุนะทูลถาม
พระผมู้ พี ระภาคเกย่ี วกบั เรอ่ื งอาหาร ๔ ทา่ นทลู ถามวา่ ใครกลนื กนิ วญิ ญาณาหาร พระผมู้ พี ระภาค
ตรัสว่า ค�ำถามอยา่ งน้ไี มเ่ หมาะสม ทถี่ กู ตอ้ งควรถามว่าวิญญาณาหาร
ย่อมมีเพือ่ อะไร แลว้ พระองค์ก็ตรสั ตอบวา่ วญิ ญาณาหารเป็นปจั จัยเพอ่ื เกิดในภพใหม่
เม่ือวิญญาณเกิด สฬายตนะจึงมี เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะ จึงมี นอกจากน้ีแล้ว
พระโมลิยผัคคุนะได้ทูลถามถึงผัสสะจนถึงชาติ ชราและมรณะ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสตอบ
ในลักษณะเดยี วกันคอื เกิดข้นึ เพราะอาศัยกันและกัน
๓-๔. สมณพราหมณสูตร ทุติยสมณพราหมณสูตร ต่างว่าด้วยสมณพราหมณ์
ท้ัง ๒ สูตรน้ี พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า สมณพราหมณ์ทั้งหลาย จะได้ช่ือว่าเป็น
สมณพราหมณไ์ ดน้ น้ั ต้องรู้ความเกดิ ความดับ และปฏิปทาเครอ่ื งด�ำเนนิ ไปส่คู วามดบั แหง่ ชรา
และมรณะ เปน็ ต้น
๕. กัจจานโคตตสูตร ว่าด้วยพระกัจจานโคตร คือ ท่านพระกัจจานโคตร ทูลถาม
พระผู้มีพระภาคเก่ียวกับสัมมาทิฏฐิว่า ด้วยเหตุเพียงเท่าไร จึงจะเรียกว่ามีสัมมาทิฏฐิ
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า เมื่อบุคคลพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งสังขารโลกตามความ
เป็นจริงด้วยปัญญาแล้วไม่ยึดมั่นถือมั่นในอัตตา มีญาณหย่ังรู้ความเกิดทุกข์และความดับทุกข์
จึงเรียกวา่ มสี มั มาทิฏฐิ นอกจากน้พี ระองค์ได้ทรงแสดงธรรมทางสายกลาง คอื ปฏิจจสมุปบาท
ท้ังสายเกิดทุกข์ และสายดบั ทุกข์ให้พระกจั จานโคตรฟัง
๖. ธัมมกถิกสูตร ว่าด้วยพระธรรมกถึก คือ ภิกษุรูปหน่ึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค
ทูลถามเกี่ยวกับพระธรรมกถึกว่าเป็นอย่างไร พระองค์ตรัสตอบว่า ถ้าภิกษุแสดงธรรม
เพื่อความเบื่อหน่ายคลายก�ำหนัด เพ่ือดับชราและมรณะ นี้เรียกว่า พระธรรมกถึก ถ้าภิกษุ
ผู้ปฏิบัติเพื่อความเบ่ือหน่าย คลายก�ำหนัด เพ่ือดับชราและมรณะ น้ีเรียกว่าภิกษุผู้ปฏิบัติ
ถูกต้องตามหลักธรรม ถ้าภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นเพราะ ไม่ยึดม่ันถือมั่น เพราะความเบ่ือหน่าย
คลายก�ำหนดั ดับชราและมรณะ นี้เรียกวา่ ภิกษผุ บู้ รรลนุ ิพพานในปจั จุบนั
และถ้าภกิ ษแุ สดงธรรมเพ่อื ความเบ่ือหน่าย คลายก�ำหนดั เพือ่ ดบั ชาติ ภพ อปุ าทาน
ตัณหา เวทนา ผัสสะ สฬายตนะ นามรปู วญิ ญาณ สงั ขาร อวิชชา น้ีเรยี กวา่ พระธรรมกถึก
ถา้ ภิกษผุ ู้ปฏบิ ตั เิ พือ่ ความเบอ่ื หนา่ ย คลายกำ� หนัด เพอื่ ดบั ชาตเิ ปน็ ต้น น้เี รยี กวา่ ภกิ ษุผปู้ ฏิบัติ
ถูกต้องตามหลักธรรม ถ้าภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นเพราะไม่ยึดม่ันถือมั่น เพราะความเบ่ือหน่าย
คลายก�ำหนัด ดับชาตเิ ปน็ ตน้ น้ีเรียกวา่ ภกิ ษุผู้บรรลนุ ิพพานในปัจจบุ นั
๗. อเจลกัสสปสูตร ว่าด้วยปริพาชกชื่ออเจลกัสสปะ คือ อเจลกัสสปะ ทูลถาม
พระผู้มีพระภาคว่า ทุกข์เป็นสิ่งท่ีตนกระท�ำเอง หรือคนอ่ืนกระท�ำให้ ทุกข์เป็นสิ่งที่ตน
เล่มที่ ๘ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๑๖ 17
กระท�ำเองด้วย คนอ่ืนกระท�ำให้ด้วย หรือทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาศัยเหตุ ที่ตนกระท�ำก็มิใช่
คนอ่ืนกระท�ำใหก้ ็มิใช่ ทุกข์มีหรือไม่
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ทุกข์มีอยู่ แต่มีในลักษณะที่อาศัยส่ิงอื่นเกิดข้ึนตาม
วงจรปฏิจจสมุปบาท จากนั้นอเจลกัสสปะได้กราบทูลให้พระผู้มีพระภาคทรงอธิบาย เรื่อง
ทุกข์ให้ฟัง พระผู้มีพระภาคได้ทรงอธิบายว่า การท่ีบุคคลมีความเช่ือว่าทุกข์มีผู้กระท�ำ
มีผู้เสวย เป็นต้นน้ีถือว่าเป็นสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิซ่ึงเป็นส่วนสุดที่ไม่ควรเชื่อ จากนั้น
ทรงแสดงธรรมทางสายกลาง คือ ปฏิจจสมุปบาททั้งสายเกิดทุกข์ และสายดับทุกข์ จน
อเจลกัสสปะเลื่อมใสและกล่าวสรรเสริญพระภาษิตของพระองค์ พร้อมท้ังทูลขอบรรพชา
อปุ สมบทในพระพุทธศาสนา ในทส่ี ดุ ทา่ นกไ็ ด้บรรลุอรหัตตผล
๘. ติมพรุกขสูตร ว่าด้วยปริพาชกช่ือติมพรุกขะ คือ ติมพรุกขปริพาชก ทูลถาม
พระผู้มีพระภาคว่า สุขและทุกข์เป็นสิ่งท่ีตนกระท�ำเอง หรือคนอื่นกระท�ำให้ เนื้อหาของ
พระสูตรนี้ด�ำเนินเร่ืองเหมือนพระสูตรท่ี ๗ คือ หลังจากท่ีพระผู้มีพระภาค ทรงอธิบายว่า
สัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิซ่ึงเป็นส่วนสุดที่ไม่ควรยึดถือแล้ว ทรงแสดงธรรมทางสายกลาง
จนติมพรุกขปรพิ าชกเลือ่ มใส ประกาศตนเป็นอบุ าสกนับถอื พระรตั นตรัยตลอดชวี ติ
๙. พาลปัณฑิตสูตร ว่าด้วยคนพาลและบัณฑิต คือ พระผู้มีพระภาคทรงอธิบาย
ให้เห็นความแตกต่างกันในการละตัณหา ระหว่างคนพาลกับบัณฑิตว่า กายของคนพาล
ถูกอวิชชาหุ้มห่อ ประกอบด้วยตัณหา คนพาลก็ไม่สามารถละอวิชชาและตัณหาได้ เมื่อเป็น
เช่นนี้ คนพาลจึงไม่พ้นจากทุกข์ ส่วนกายของบัณฑิตแม้ถูกอวิชชาหุ้มห่อ ประกอบด้วย
ตัณหา บณั ฑติ กส็ ามารถละได้ ดงั นนั้ บัณฑติ จงึ พน้ จากทกุ ขไ์ ด้
๑๐. ปัจจยสูตร ว่าด้วยปัจจัย คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงปฏิจจสมุปบาท
และปฏิจจสมุปปันนธรรมแก่ภิกษุท้ังหลายว่า ปฏิจจสมุปบาทน้ีเป็นธัมมฐิติ ธัมมนิยาม
อิทัปปัจจยตา เป็นกฎธรรมชาติท่ีมีอยู่แล้ว ตถาคตทั้งหลายจะอุบัติขึ้นหรือไม่ก็ตาม กฎอันนี้
กด็ ำ� รงอยู่ เมอื่ ตถาคตทั้งหลายได้ตรสั รู้แลว้ จึงทรงนำ� มาบอก แกเ่ วไนยสัตว์
ปฏิจจสมุปปันนธรรม คือ ธรรมที่อาศัยกันเกิดข้ึน ได้แก่ ชรา มรณะ ชาติ ภพ
อุปาทาน ตัณหา เวทนา ผัสสะ สฬายตนะ นามรูป วิญญาณ สังขาร อวิชชาซึ่งเป็นสภาวะ
ไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันและกันเกิดขึ้น มีความส้ินไป มีความเส่ือมไป มีความ
คลายไป และมีความดบั ไปเปน็ ธรรมดา
เมื่ออริยสาวกเห็นปฏิจจสมุปบาท และปฏิจจสมุปปันนธรรมเหล่าน้ี ด้วยปัญญา
อนั ชอบตามความเปน็ จรงิ แลว้ จงึ ไมม่ คี วามสงสยั เรอื่ งสงั สารวฏั ทง้ั ในอดตี อนาคต และปจั จบุ นั
18 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
๑.๓ ทสพลวรรค
ทสพลวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยทสพลญาณ ช่ือวรรคต้ังตามช่ือพระสูตรท่ี ๑
ในวรรคนี้ ซ่ึงมพี ระสูตรทั้งหมด ๑๐ สตู ร แตล่ ะสูตรมคี วามหมายและใจความสำ� คญั ดังนี้
๑. ทสพลสูตร ว่าด้วยทสพลญาณ คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงพระญาณอันเป็น
ก�ำลัง ๑๐ ประการ และจตุเวสารัชชญาณ อันเป็นพระญาณที่ท�ำให้พระองค์ทรงยืนยัน
ฐานะที่สูงสุดบันลือสีหนาทในท่ามกลางบริษัท ประกาศพรหมจักรให้เป็นไปว่า รูป เวทนา
สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณ มคี วามเกดิ ขน้ึ และความดับอยา่ งน้ี เปน็ ไปตามเหตุตามปัจจยั ของกฎ
ปฏจิ จสมปุ บาท พระญาณทงั้ ๒ นที้ ำ� ใหพ้ ระองค์ ทรงมนั่ พระทยั ในการประกาศปฏจิ จสมปุ บาทน้ี
๒. ทุติยทสพลสูตร ว่าด้วยทสพลญาณ สูตรที่ ๒ เนื้อหาของพระสูตรนี้ เหมือนกับ
พระสูตรท่ี ๑ ต่างกันแต่ในพระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคได้ทรงอธิบาย เพิ่มเติมว่า ธรรมท่ี
พระองคต์ รสั ไวแ้ ลว้ นเ้ี ปน็ ธรรมงา่ ย สมควรทก่ี ลุ บตุ รผอู้ อกบวชดว้ ยศรทั ธานำ� ไปประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ
ให้รู้เห็นตามความเป็นจริง ชีวิตน้ีจึงจักไม่เป็นหมันและมีก�ำไร สามารถท�ำประโยชน์ของตน
และของคนอน่ื ได้ และในตอนทา้ ยของ พระสตู รนีท้ รงเน้นไมใ่ หป้ ระมาท
๓. อุปนิสสูตร ว่าด้วยธรรมท่ีอาศัยกัน คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงให้ภิกษุ
ทั้งหลายได้เห็นความอิงอาศัยกันของธรรมท้ังหลายท้ังสายเกิดทุกข์และสายดับทุกข์ โดยทรง
เริ่มจากอาสวกั ขยญาณอาศัยวิมตุ ติ วมิ ตุ ติอาศัยวริ าคะ ดงั น้ี
อาสวักขยญาณอาศยั วมิ ตุ ติ วมิ ุตตอิ าศยั วริ าคะ
วริ าคะอาศัยนิพพิทา นพิ พทิ าอาศัยยถาภตู ญาณทสั สนะ
ยถาภตู ญาณทสั สนะอาศัยสมาธิ สมาธอิ าศัยสุข
สขุ อาศยั ปสั สทั ธิ ปัสสัทธิอาศัยปตี ิ
ปีติอาศัยปราโมทย์ ปราโมทยอ์ าศัยศรทั ธา
ศรัทธาอาศัยทุกข์ ทุกขอ์ าศยั ชาติ
ชาตอิ าศยั ภพ ภพอาศยั อปุ าทาน
อปุ าทานอาศยั ตัณหา ตัณหาอาศัยเวทนา
เวทนาอาศยั ผสั สะ ผสั สะอาศัยสฬายตนะ
สฬายตนะอาศยั นามรปู นามรูปอาศัยวญิ ญาณ
วิญญาณอาศยั สังขาร สงั ขารอาศัยอวชิ ชา
ทรงอุปมาให้ฟังว่าเหมือนฝนที่ตกลงบนยอดภูเขา น�้ำย่อมไหลบ่าไปตามท่ีลุ่มท�ำ
ซอกภูเขา ล�ำธารและห้วยให้เต็ม เม่ือซอกภูเขา ล�ำธารและห้วยเต็มแล้ว ย่อมท�ำบึงให้เต็ม
เล่มที่ ๘ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๖ 19
เมื่อบึงเต็มแล้วก็ไหลไปสู่แม่น้�ำน้อย เม่ือแม่น้�ำน้อยเต็มก็ไหลไปสู่แม่น้�ำใหญ่ จากแม่น้�ำใหญ่ก็
ไหลลงส่มู หาสมทุ ร ฉะนั้น เพอ่ื มองเหน็ ภาพไดช้ ดั เจนพงึ ดแู ผนผงั ดังน้ี
ธรรมท่ีอาศัยกนั เกิดข้นึ มีดงั นี้
สายดบั ทกุ ข ์ สายเกิดทุกข์
ขยญาณ อวชิ ชา
$ #
วิมุตติ สงั ขาร
$ #
วริ าคะ วิญญาณ
$ #
นิพพทิ า นามรูป
$ #
ยถาภูตญาณทัสสนะ สฬายตนะ
$ #
สมาธ ิ ผัสสะ
$ #
สขุ เวทนา
$ #
ปัสสัทธ ิ ตัณหา
$ #
ปีต ิ อุปาทาน
$ #
ปราโมทย ์ ภพ
$ #
ศรทั ธา ชาติ
$ #
ทกุ ข์
20 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
๔. อัญญตติ ถยิ สตู ร วา่ ด้วยอัญเดยี รถยี ์ คือ พวกอญั เดียรถยี ไ์ ดถ้ ามท่านพระสารบี ุตร
เกีย่ วกบั เหตแุ หง่ ทุกขข์ องพวกกรรมวาที ๔ ลัทธิ ดังน้ี
ลัทธิที่ ๑ ทกุ ขเ์ ปน็ ส่ิงที่ตนกระทำ� เอง
ลทั ธิท ี่ ๒ ทุกขเ์ ปน็ สิ่งที่คนอ่นื กระท�ำให้
ลัทธิท ่ี ๓ ทุกข์เป็นส่ิงท่ีตนกระทำ� เองดว้ ยและคนอน่ื กระท�ำให้ด้วย
ลัทธิที่ ๔ ทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาศัยเหตุท่ีตนกระท�ำเองก็มิใช่ และคนอ่ืนกระท�ำ
ใหก้ ็มิใช่
ในลทั ธเิ หลา่ น้ี พระสมณโคดมตรสั ไวอ้ ยา่ งไร พวกเราจะตอบอยา่ งไร จงึ จะตรงประเดน็
กับที่พระสมณโคดมตรัสไว้ ทั้งไม่เป็นการกล่าวตู่พระสมณโคดมและเป็นการพูดอย่างสมเหตุ
สมผล
ท่านพระสารีบุตรตอบว่า ทุกข์เป็นสภาวะที่อาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้น คือ ทุกข์อาศัย
ผัสสะเกดิ ทา่ นทง้ั หลายควรตอบอย่างนี้
ท่านพระอานนท์ได้ฟังค�ำสนทนาของท่านพระสารีบุตรกับพวกอัญเดียรถีย์แล้วได้น�ำ
เรื่องน้ีเข้ากราบทูลพระผ้มู พี ระภาคใหท้ รงทราบ พระองคท์ รงยกยอ่ งท่านพระสารีบุตรวา่ ตอบ
ไดถ้ กู ต้องแล้ว
จากน้ันพระองค์ได้ตรัสกับท่านพระอานนท์ว่า พระองค์เองก็เคยถูกพวกอัญเดียรถีย์
ถามอย่างน้เี หมอื นกนั และก็ไดต้ อบเหมือนพระสารีบุตรตอบ
ท่านพระอานนท์ทูลถามวิธีการตอบปัญหาเก่ียวกับปฏิจจสมุปบาทโดยเร่ิมจากชรา
และมรณะ จนถึงผัสสะว่ามีอะไรเป็นเหตุ พระองค์จึงทรงแสดงปฏิจจสมุปบาท ท้ังสายเกิด
และสายดับ
๕. ภูมิชสูตร ว่าด้วยพระภูมิชะ คือ ท่านพระภูมิชะถามท่านพระสารีบุตร เกี่ยวกับ
การบัญญัติเหตุแห่งสุขและทุกข์ของพวกกรรมวาที ๔ ลัทธิ ค�ำถามและค�ำตอบ ตลอดจน
การดำ� เนนิ เรอื่ งต่อจากนีเ้ หมอื นในอญั ญตติ ถิยสตู ร
๖. อปุ วาณสตู ร ว่าดว้ ยพระอุปวาณะ คือทา่ นพระอุปวาณะเขา้ ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค
เพอ่ื ทลู ถามปัญหาเร่ืองทุกข์ เนื้อหาของพระสูตรนี้กเ็ หมือนกับพระสูตรที่ ๔ ท่ไี ด้กล่าวแลว้
๗. ปัจจยสูตร ว่าด้วยปัจจัย คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงปัจจัยแห่งการเกิดทุกข์
และการดบั ทุกข์ พรอ้ มท้งั อรยิ มรรคมีองค์ ๘ ซงึ่ เป็นปฏปิ ทาเครอื่ งด�ำเนนิ ไปสู่ความดับทกุ ข์
เมื่ออริยสาวกรู้ปัจจัยเหล่านี้แจ่มแจ้งด้วยปัญญาแล้ว จึงเรียกว่า ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ
ถงึ พร้อมด้วยทศั นะ ถึงสทั ธรรม เห็นสัทธรรม ประกอบด้วยญาณ วชิ ชา บรรลกุ ระแสแหง่ ธรรม
เปน็ พระอริยะ และด�ำรงอยใู่ กลป้ ระตอู มตนิพพาน
เลม่ ที่ ๘ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๑๖ 21
๘. ภิกขุสูตร ว่าด้วยภิกษุ คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้ผู้รู้
ปฏิจจสมุปบาทท้ังสายเกิดและสายดับ รู้อริยมรรคมีองค์ ๘ แจ่มแจ้งด้วยปัญญาแล้ว
จงึ เรียกวา่ เป็นพระอรยิ ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ และดำ� รงอยูใ่ กล้ประตูอมตนิพพาน
๙-๑๐. สมณพราหมณสูตร ทุติยสมณพราหมณสูตร ต่างว่าด้วยสมณพราหมณ์
แตม่ เี นอื้ หาต่างกัน คือ ในสมณพราหมณสูตร พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า ผทู้ จ่ี ะชือ่ ว่าเป็น
สมณพราหมณต์ ามความมุง่ หมายแทจ้ รงิ คอื ผทู้ ี่รปู้ ฏจิ จสมุปบาท
ส่วนในทุติยสมณพราหมณสูตร ทรงแสดงว่า ผู้รู้ปฏิจจสมุปบาทจึงจักก้าวล่วงชรา
และมรณะได้
๑.๔ กฬารขตั ตยิ วรรค
กฬารขัตติยวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยพระกฬารขัตติยะ ช่ือวรรคต้ังตาม ชื่อของ
พระสตู รที่ ๒ ในวรรคน้ี ซ่งึ มพี ระสูตรทั้งหมด ๑๐ สตู ร แตล่ ะสตู รมีความหมายและใจความ
ส�ำคญั ดังนี้
๑. ภตู สตู ร วา่ ดว้ ยภตู ะ คำ� วา่ ภตู ะ ในพระสตู รนห้ี มายถงึ ขนั ธ์ ๕ คอื พระผมู้ พี ระภาค
ทรงยกเอาปัญหาท่ีอชิตมาณพทูลถามพระองค์ ในปารายนวรรค (ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๗/๖๒)
มาตรัสถามทา่ นพระสารีบตุ รให้อธบิ ายความหมาย ปญั หาท่ีอชิตมาณพทูลถามน้นั ดงั นี้
พระอรหันตข์ ีณาสพเหลา่ ใดผู้มสี งั ขาตธรรม
และพระเสขะเหล่าใดท่มี อี ยูเ่ ป็นอนั มากในท่ีนี้
ข้าแตพ่ ระองคผ์ ู้นิรทุกข์ ข้าพระองค์ทูลถามแลว้
ขอพระองคผ์ มู้ ีปญั ญา โปรดตรสั บอกการดำ� เนนิ ชวี ติ
ของพระอรหันตขีณาสพ และพระเสขะเหล่าน้ัน
ทรงยกปญั หาน้ีตรัสถามถงึ ๓ ครั้ง พระเถระกย็ ังนงิ่ อยู่ จากนั้นพระองคจ์ ึงตรัสถามวา่
เธอเขา้ ใจภตู ะวา่ อยา่ งไร ทา่ นพระสารบี ตุ รจงึ กราบทลู อธบิ ายวา่ ภตู ะ คอื ขนั ธ์ ๕ นี้ พระอรหนั ต-
ขีณาสพผู้มีสังขาตธรรม คือผู้เห็นภูตะตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบ ย่อมหลุดพ้น
เพราะไม่ถือมั่นภูตะน้ัน เม่ือท่านกราบทูลอธิบาย จบลง พระผู้มีพระภาคได้ตรัสรับรองว่า
ข้อความที่อธบิ ายน้ันถูกต้องแลว้
๒. กฬารสูตร ว่าด้วยพระกฬาระ คือ พระกฬารขัตติยะกราบทูลพระผู้มีพระภาค
เกี่ยวกับท่านพระสารีบุตรพยากรณ์อรหัตตผล พระองค์จึงตรัสถามท่านพระสารีบุตรเก่ียวกับ
องค์ปฏิจจสมุปบาทแต่ละอาการว่าเกิดข้ึนอย่างไร โดยเริ่มจากชาติ ภพ อุปาทาน ตัณหา
22 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตันตปิฎก
เวทนา ผัสสะ เหล่าน้ีมีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นเหตุเกิด มีอะไรเป็นก�ำเนิด มีอะไรเป็น
แดนเกิด ท่านพระสารีบุตรก็กราบทูลตรงตามพระพุทธประสงค์ทุกประการ และกล่าวแก่
ภิกษุทั้งหลายว่า แม้พระผู้มีพระภาคจะตรัสถามปัญหาเหล่าน้ีมากมาย หลายวันหลายเดือน
ก็สามารถตอบได้ พระผู้มีพระภาค จึงทรงรับรองว่า สารีบุตรแทงตลอดธัมมธาตุแล้ว เธอ
สามารถตอบปัญหาเหล่านไี้ ด้ไมต่ ิดขดั
๓. ญาณวัตถุสูตร ว่าด้วยญาณวัตถุ คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงญาณวัตถุ ๔๔
แก่ภิกษุท้ังหลาย ญาณวัตถุ ๔๔ หมายถึงความรู้เก่ียวกับองค์ปฏิจจสมุปบาท ๑๑ องค์
(เวน้ อวิชชา) แต่ละองค์มี ๔ ญาณ (แจกตามหลักอริยสจั ๔) คือ
๑. ความรู้ในชราและมรณะ
๒. ความรใู้ นความเกิดแหง่ ชราและมรณะ
๓. ความรใู้ นความดับแห่งชราและมรณะ
๔. ความรใู้ นปฏิปทาเคร่ืองดำ� เนินไปสู่ความดับแห่งชราและมรณะ
นับอยา่ งน้เี รื่อยไปจนถงึ สังขาร
ความรู้อย่างนี้ของอริยสาวกในปัจจุบันชื่อว่าธัมมญาณ ความรู้อย่างนี้ของสมณะหรือ
พราหมณใ์ นอดตี และในอนาคตชอ่ื วา่ อนั วยญาณ (หมายถงึ ญาณทเี่ กดิ ขน้ึ ในลำ� ดบั แหง่ ธมั มญาณ)
๔. ทุติยญาณวัตถุ ว่าด้วยญาณวัตถุ สูตรท่ี ๒ คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดง
ญาณวัตถุ ๗๗ แก่ภิกษุท้ังหลาย ในพระสูตรนี้เป็นการจ�ำแนกญาณในองค์ ปฏิจจสมุปบาท
แตล่ ะอาการออกเป็น ๗ อยา่ ง คอื
๑. ญาณหยั่งรู้วา่ เพราะชาตเิ ปน็ ปัจจัย ชราและมรณะจึงมี
๒. ญาณหยง่ั รวู้ ่า เมื่อชาตไิ ม่มี ชราและมรณะจงึ ไม่มี
๓. ในอดตี ญาณหยงั่ รวู้ า่ เพราะชาตเิ ปน็ ปจั จัย ชราและมรณะจงึ มี
๔. ในอดตี ญาณหยง่ั รู้ว่า เม่อื ชาตไิ มม่ ี ชราและมรณะจึงไม่มี
๕. ในอนาคต ญาณหย่ังร้วู ่า เพราะชาติเป็นปัจจยั ชราและมรณะจึงมี
๖. ในอนาคต ญาณหย่งั รู้วา่ เมื่อชาติไมม่ ี ชราและมรณะจึงไม่มี
๗. ญาณหยงั่ ร้วู า่ ธัมมฐติ ิญาณของชาตินั้น มคี วามส้ินไป มคี วามเสื่อมไป มคี วาม
คลายไป มคี วามดบั ไปเปน็ ธรรมดา
นับอยา่ งนไี้ ปจนถงึ อวชิ ชาและสังขารจงึ รวมเปน็ ญาณ ๗๗
๕. อวิชชาปัจจยสูตร ว่าด้วยอวิชชาเป็นปัจจัย คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดง
ปฏิจจสมุปบาท เริ่มจากอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี จนถึงเพราะชาติเป็นปัจจัย ชราและ
เลม่ ที่ ๘ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๑๖ 23
มรณะจงึ มี เปน็ การแสดงปฏจิ จสมุปบาทสายเกดิ และสายดบั โดยทรงแสดงสายดับเร่มิ จากดับ
อวิชชาจนถึงสงั ขาร และทรงแสดงเพอ่ื ก�ำจดั ความเห็นผดิ ของบคุ คลท่ีมีความเหน็ วา่ ชราและ
มรณะเป็นอย่างไร ชราและมรณะนี้เป็นของใคร หรือชราและมรณะเป็นอย่างอ่ืน ชราและ
มรณะนเี้ ปน็ ของผอู้ น่ื ซงึ่ ความเหน็ อยา่ งน้ี ไมต่ า่ งจากความเหน็ วา่ ชวี ะกบั สรรี ะเปน็ อยา่ งเดยี วกนั
ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกัน ดังน้ัน การแสดงปฏิจจสมุปบาทอันเป็นทางสายกลางนี้
จึงกำ� จดั ความเหน็ สดุ โตง่ ๒ อยา่ ง คอื สัสสตทฏิ ฐิและอุจเฉททิฏฐิใหห้ มดไปได้
๖. ทุติยอวิชชาปัจจยสูตร ว่าด้วยอวิชชาเป็นปัจจัย สูตรท่ี ๒ คือ พระผู้มีพระภาค
ทรงแสดงปฏิจจสมุปบาท เร่ิมจากอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี จนถึงเพราะชาติเป็นปัจจัย
ชราและมรณะจึงมี เนอื้ หาของพระสตู รน้ีเหมอื นกับพระสตู รที่ ๕
๗. นตุมหสูตร ว่าด้วย (กาย) ไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย คือ พระผู้มีพระภาคทรง
แสดงว่า กายนไ้ี ม่ใชข่ องใคร ๆ กายน้ีกรรมเก่าควบคมุ ไว้ (กรรมเก่าในท่นี ้ีหมายถงึ กรรมที่เกดิ
ตามกฎปฏิจจสมุปบาท) จิตประมวลไว้ เป็นที่ต้ังแห่งเวทนา พึงมนสิการ ปฏิจจสมุปบาท
โดยแยบคายในกายนั้นว่า เพราะเหตุนี้ เม่ือสิง่ นมี้ ี ส่ิงน้จี งึ มี เพราะสงิ่ นเี้ กดิ ขึน้ ส่ิงนีจ้ ึงเกดิ ขึ้น
เพราะสิ่งนี้ไม่มี สิ่งน้ีจึงไม่มี เพราะส่ิงน้ีดับ สิ่งน้ี จึงดับ คือ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขาร
จงึ มี ฯลฯ ความดบั แหง่ กองทุกขท์ ง้ั มวลนี้ มีได้ด้วยประการฉะน้ี
๘. เจตนาสตู ร ว่าด้วยเจตนา พระผู้มพี ระภาคทรงแสดงวงจรปฏิจจสมปุ บาทโดยยอ่
โดยเริ่มจากเจตนาว่า ภิกษุย่อมจงใจ ดำ� ริ นกึ คิดถึงส่งิ ใด ส่ิงนน้ั เป็น อารัมมณปจั จยั เพ่อื ความ
ตั้งมั่นแห่งวิญญาณ เม่ืออารัมมณปัจจัยมี ความต้ังม่ัน แห่งวิญญาณจึงมี เมื่อวิญญาณ
ต้งั ม่นั เจริญข้นึ แลว้ ความบังเกิดในภพใหม่จึงมี ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปรเิ ทวะ ทุกข์ โทมนสั
และอปุ ายาสจึงมี
แม้ภิกษุไม่จงใจ ไม่ด�ำริ แต่ยังนึกคิดถึงส่ิงใด สิ่งนั้นก็เป็นอารัมมณปัจจัยเพื่อ
ความต้ังมั่นแห่งวิญญาณ และน�ำไปสู่กระบวนการเกิดทุกข์ได้เช่นกัน ต่อเม่ือภิกษุไม่จงใจ
ไม่ดำ� ริ ไมน่ กึ คิดถงึ สิ่งใด ๆ จึงจะตัดกระบวนการเกิดทกุ ขไ์ ด้
๙. ทุติยเจตนาสูตร ว่าด้วยเจตนา สูตรท่ี ๒ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงวงจร
ปฏิจจสมุปบาท โดยเริ่มจากเจตนาว่า ภิกษุย่อมจงใจ ด�ำริ นึกคิดถึงส่ิงใด สิ่งน้ัน เป็น
อารัมมณปัจจัยเพื่อความต้ังม่ันแห่งวิญญาณ เม่ืออารัมมณปัจจัยมี ความตั้งมั่นแห่งวิญญาณ
จึงมี เมื่อวิญญาณตั้งมั่นเจริญข้ึนแล้ว ความหยั่งลงแห่งนามรูปจึงมี เพราะนามรูปเป็น
ปัจจัย สฬายตนะจึงมี ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ท้ังมวลน้ี มีได้ด้วยประการฉะน้ี
เนอ้ื ความท่เี หลอื เหมอื นกบั พระสูตรท่ี ๘
24 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก
๑๐. ตติยเจตนาสูตร ว่าด้วยเจตนา สูตรท่ี ๓ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงวงจร
ปฏิจจสมุปบาท โดยเริ่มจากเจตนาว่า ภิกษุย่อมจงใจ ด�ำริ นึกคิดถึงส่ิงใด สิ่งน้ัน เป็น
อารัมมณปัจจัยเพ่ือความต้ังมั่นแห่งวิญญาณ เม่ือวิญญาณต้ังมั่นเจริญขึ้นแล้ว นติ (ตัณหา)
จึงมี เม่ือนติมี คติภพในการเวียนมาจึงมี เม่ือคติภพในการเวียนมามี จุติและอุบัติจึงมี
เมื่อจตุ ิและอุบัติมี ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทกุ ข์ โทมนสั และอุปายาสจงึ มี ความเกดิ ขึน้
แห่งกองทุกข์ทัง้ มวลนี้ มีได้ด้วยประการฉะนี้
๑.๕ คหปติวรรค
คหปตวิ รรค แปลวา่ หมวดว่าดว้ ยคหบดี ช่ือวรรคตัง้ ตามชอื่ คหบดที ีพ่ ระผ้มู พี ระภาค
ทรงใช้เรียกอนาถบิณฑิกคหบดี ในพระสูตรที่ ๑ ของวรรคนี้ ซ่ึงมีพระสูตรท้ังหมด ๑๐ สูตร
แตล่ ะสูตรมคี วามหมายและใจความสำ� คัญ ดงั นี้
๑. ปัญจเวรภยสูตร ว่าด้วยภัยเวร ๕ ประการ ได้แก่ (๑) ฆ่าสัตว์ (๒) ลักทรัพย์
(๓) ประพฤติผิดในกาม (๔) พูดเท็จ (๕) การเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุ
แหง่ ความประมาท
พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่อนาถบิณฑิกเศรษฐีว่า เม่ือภัยเวร ๕ ประการของ
พระอริยสาวกสงบแล้ว พระอริยสาวกชื่อว่าประกอบด้วยธรรมท่ีเป็นองค์แห่งโสดาปัตติผล ๔
ประการ คอื (๑) มคี วามเลอ่ื มใสมัน่ คงในพระพทุ ธเจ้า (๒) มคี วาม เล่อื มใสมั่นคงในพระธรรม
(๓) มีความเล่ือมใสม่ันคงในพระสงฆ์ (๔) มีศีลบริสุทธ์ิไม่ด่างพร้อย และช่ือว่าประกอบด้วย
ญายธรรมอนั ประเสรฐิ คอื ปฏจิ จสมุปบาท และอริยมรรคมีองค์ ๘
๒. ทตุ ยิ ปัญจเวรภยสูตร วา่ ดว้ ยภยั เวร ๕ ประการ สูตรที่ ๒ เนอื้ หาของพระสูตรนี้
เหมือนกบั พระสูตรท่ี ๑ ต่างกนั แตใ่ นพระสูตรนท้ี รงแสดงแกภ่ กิ ษุ ท้งั หลาย
๓. ทุกขสูตร ว่าด้วยทุกข์ คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงความเกิดและความดับ
แห่งทุกข์ว่า เพราะอาศัยจักขุและรูป จักขุวิญญาณจึงเกิด เม่ือธรรม ๓ ประการประจวบกัน
ผัสสะจึงมี เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี นี้เป็น
ความเกิดทุกข์ ส่วนความดับทุกข์ในที่นี้ เริ่มจาก ตัณหาดับจนถึงชาติดับ ชราดับ มรณะดับ
โสกะดบั ปริเทวะดับ ทุกข์ดับ โทมนสั และอุปายาสจึงดับ
๔. โลกสูตร ว่าด้วยโลก คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงความเกิดและความดับแห่ง
โลกคือหมู่สัตว์ เพราะอาศัยอายตนะภายใน ๖ และอายตนะภายนอก ๖ จึงเกิดวิญญาณ ๖
คือ จกั ขวุ ิญญาณ โสตวญิ ญาณ ฆานวิญญาณ ชวิ หาวิญญาณ กายวญิ ญาณ และมโนวญิ ญาณ
เลม่ ที่ ๘ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๖ 25
เม่อื ธรรม ๓ ประการประจวบกัน ผัสสะจึงมี เพราะผสั สะเป็นปัจจัย เวทนาจงึ มี .... นเี้ ปน็ ความ
เกดิ แห่งโลก ส่วนความดบั แห่งโลก เร่ิมจากตณั หาดับ จนถงึ ชาตดิ ับ ชราดบั มรณะดับ โสกะดับ
ปริเทวะดบั ทกุ ข์ดับ โทมนัสดับ และอุปายาสจงึ ดับ
๕. ญาติกสูตร ว่าด้วยการแสดงธรรม ณ หมู่บ้านญาติกะ พระผู้มีพระภาคประทับ
อยู่ ณ ต�ำหนกั อฐิ ในหม่บู า้ นญาติกะ และได้ตรัสปฏจิ จสมปุ บาท โดยเริ่มจากอายตนะภายใน ๖
อายตนะภายนอก ๖ แลว้ เกดิ วญิ ญาณ ผสั สะ ... สว่ นสายดบั เรมิ่ จากตณั หา ในตอนทา้ ยพระองค์
รับสง่ั ใหภ้ กิ ษุรูปหน่งึ ท่ีมาแอบยนื ฟงั ในขณะนนั้ นำ� ไปศกึ ษา ทรงจ�ำไวเ้ พราะถือว่าเปน็ เบ้ืองตน้
แห่งพรหมจรรย์
๖. อัญญตรพราหมณสูตร ว่าด้วยพราหมณ์ผู้หน่ึง คือ พราหมณ์น้ันทูลถาม
พระผู้มีพระภาคว่า ผู้ใดกระท�ำเหตุผู้นั้นเสวยผล หรือคนอ่ืนกระท�ำเหตุ คนอ่ืนก็เสวยผล
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ความเห็นอย่างนั้นไม่ถูกต้อง ถือเป็นความเห็นสุดโต่งท้ังน้ัน
ทรงแสดงปฏจิ จสมปุ บาทอนั เปน็ ทางสายกลางแกพ่ ราหมณจ์ นพราหมณเ์ ลอ่ื มใสในพระภาษติ นน้ั
ประกาศตนเป็นอบุ าสกนับถือพระรตั นตรยั ตลอดชวี ิต
๗. ชาณุสโสณิสูตร ว่าด้วยชาณุสโสณิพราหมณ์ คือ ชาณุสโสณิพราหมณ์ เข้าไป
เฝ้าพระผูม้ ีพระภาคแลว้ ทูลถามว่า สิง่ ทงั้ ปวงมีหรอื หรือวา่ ส่งิ ทงั้ ปวงไมม่ ี พระองคต์ รสั ตอบวา่
ความเห็นอย่างน้ันเป็นความเห็นสุดโต่ง แล้วทรงแสดงปฏิจจสมุปบาทอันเป็นทางสายกลาง
แก่พราหมณ์
๘. โลกายติกสูตร ว่าด้วยพราหมณ์ผู้รอบรู้คัมภีร์โลกายตะ คือ พราหมณ์ผู้รอบรู้
คัมภีรโ์ ลกายตะทลู ถามปญั หา ๔ ขอ้ คอื
๑. ส่งิ ทง้ั ปวงมหี รอื
๒. ส่ิงท้งั ปวงไม่มหี รือ
๓. สิง่ ทั้งปวงมีสภาพเปน็ อย่างเดียวกนั หรอื
๔. สิง่ ทั้งปวงมสี ภาพต่างกนั หรอื
พระผมู้ ีพระภาคตรัสว่า ปัญหาท้ัง ๔ ขอ้ นี้เป็นโลกายตะท้งั หมด เปน็ ส่วนสดุ ท้ัง ๒ ดา้ น
ทรงแสดงปฏจิ จสมปุ บาทอันเป็นทางสายกลางแก่พราหมณ์ พราหมณ์เลื่อมใส กลา่ วสรรเสรญิ
พระภาษติ และประกาศตนเปน็ อบุ าสกนับถือพระรตั นตรัยตลอดชวี ิต
๙. อริยสาวกสูตร ว่าด้วยอริยสาวก คือ ทรงแสดงว่าอริยสาวกผู้รู้ชัดความเกิด
และความดบั แหง่ โลกตามความเปน็ จรงิ คอื ตามกฎแหง่ ปฏจิ จสมปุ บาทจึง เรยี กวา่ เป็นผู้ถงึ
พร้อมดว้ ยทิฏฐิและดำ� รงอยู่ใกล้ประตูอมตนพิ พาน
๑๐. ทุติยอริยสาวกสูตร ว่าด้วยอริยสาวก สูตรที่ ๒ คือ ทรงแสดงว่า อริยสาวกผู้รู้
26 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสุตตันตปฎิ ก
ชัดความเกิดและความดบั แหง่ โลกตามความเป็นจรงิ จึงเรียกว่า เปน็ ผู้ถึงพรอ้ มด้วยทิฏฐิ และ
ด�ำรงอยู่ใกล้ประตูอมตนพิ พาน
๑.๖ ทกุ ขวรรค
ทุกขวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยทุกข์ ช่ือวรรคตั้งตามเน้ือหาของพระสูตรท่ี ๑ ใน
วรรคนี้ ซงึ่ มพี ระสูตรทงั้ หมด ๑๐ สตู ร แตล่ ะสตู รมคี วามหมายและใจความสำ� คญั ดังนี้
๑. ปรวิ มี งั สนสตู ร วา่ ดว้ ยการพจิ ารณา คอื พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงวธิ กี ารพจิ ารณา
เพื่อความดับทุกข์โดยชอบแก่ภิกษุท้ังหลาย คือ ทรงให้ภิกษุพิจารณาถึงความเกิด ความดับ
และสาเหตุแห่งองค์ปฏิจจสมุปบาท เมื่อภิกษุพิจารณาอย่างนี้จึงรู้ชัดความเกิด ความดับ
และปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งชราและมรณะ ชาติ ภพ อุปาทาน ตัณหา เวทนา ผัสสะ
สฬายตนะ นามรปู วิญญาณ สงั ขาร และชือ่ ว่าเป็นผ้ปู ฏิบัติเพอ่ื ความดบั ทกุ ขโ์ ดยชอบ
จากนั้นทรงแสดงปฏิจจสมุปบาทในลักษณะถามตอบ เช่นตรัสถามว่า เม่ือสังขารไม่มี
เพราะสงั ขารดบั วญิ ญาณพงึ ปรากฏหรอื ภกิ ษทุ งั้ หลายกราบทลู วา่ ไมเ่ ปน็ อยา่ งนนั้ พระพทุ ธเจา้ ขา้
ด�ำเนนิ อย่างนี้ เรือ่ ยไปจนจบ
๒. อปุ าทานสตู ร วา่ ดว้ ยความยดึ มน่ั ถอื มนั่ คอื พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงวา่ เมอื่ ภกิ ษุ
พจิ ารณาเหน็ ความพอใจเนอื ง ๆ ในธรรมท้ังหลายท่ีเป็นปัจจัยแห่งอุปาทาน ตัณหายอ่ มเจรญิ
เพราะตัณหาเป็นปจั จยั อปุ าทานจึงมี เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี เพราะภพเปน็ ปจั จัย
ชาติจึงมี เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสจึงมี
เปรียบเหมือนกองไฟใหญ่ที่คนคอยใส่ หนังแห้งและโคมัยแห้งทุกระยะ ไฟก็ลุกโพลงอยู่
ตลอดเวลาฉะน้ัน ในทางตรงข้าม ถ้าภิกษุพิจารณาเห็นโทษเนือง ๆ ในธรรมทั้งหลายท่ีเป็น
ปัจจัยแหง่ อุปาทาน ตัณหาย่อมดับ เมื่อตณั หาดบั อุปาทานจึงดบั ภพดบั ชาติดับ ชรา มรณะ
โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาสก็ดับ เหมือนกองไฟดับไป เพราะเช้ือเก่าหมดไป
และเชื้อใหมไ่ มม่ ีฉะน้นั
๓. สงั โยชนสตู ร วา่ ดว้ ยสงั โยชน์ คอื พระผ้มู ีพระภาคตรสั วา่ เมอ่ื ภิกษพุ ิจารณาเห็น
ความพอใจเนือง ๆ ในธรรมทั้งหลายที่เป็นปัจจัยแห่งสังโยชน์ ตัณหาย่อมเจริญ และเป็นเหตุ
ใหเ้ กิดทกุ ขต์ อ่ ไป เปรียบเหมือนประทปี น้�ำมันทค่ี นคอยเติมน้ำ� มัน และไส้อยตู่ ลอดเวลาฉะน้ัน
ในทางตรงกนั ข้าม ถ้าภกิ ษุพจิ ารณาเห็นโทษเนือง ๆ ในธรรมทงั้ หลายที่เป็นปัจจยั แหง่ สังโยชน์
ตณั หายอ่ มดบั เมือ่ ตัณหาดบั อปุ าทานจึงดับ ... เหมอื นประทปี น�้ำมนั พึงดบั ไป เพราะเชอ้ื เกา่
หมดไป และเชอื้ ใหม่ไมม่ ีฉะนัน้
เลม่ ที่ ๘ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๑๖ 27
๔. ทุตยิ สังโยชนสตู ร วา่ ดว้ ยสงั โยชน์ สูตรที่ ๒ เน้ือหาสาระของพระสตู รน้ี เหมอื นกบั
พระสตู รท่ี ๓ ตา่ งกนั แตว่ ธิ ดี ำ� เนนิ เร่อื ง คอื ในพระสตู รนีท้ รงเนน้ อุปมาโวหาร
๕. มหารุกขสตู ร วา่ ดว้ ยตน้ ไมใ้ หญ่ คือ พระผู้มพี ระภาคทรงแสดงปจั จัยแห่งอปุ าทาน
ว่าได้แก่ตัณหา เปรียบเหมือนต้นไม้มีรากหย่ังลงลึกและแผ่ไปรอบ ๆ ราก ย่อมดูดอาหาร
ไปเล้ียงล�ำต้น ตน้ ไม้จงึ เจรญิ เตบิ โต อปุ าทานมตี ณั หาเป็นปจั จัยจงึ เจริญและทำ� ให้กิเลสอน่ื ๆ
เจริญตาม
เมื่อภิกษุพิจารณาเห็นโทษในธรรมท้ังหลายที่เป็นปัจจัยแห่งอุปาทาน ตัณหา จึงดับ
เปรียบเหมือนคนตัดต้นไม้ที่โคนต้น ขุดลงลึกแล้วถอนรากออก แล้วเอารากขึ้น มาเผา
ผ่งึ แดดใหแ้ หง้ แลว้ เผาไฟ ทำ� ใหเ้ ปน็ เขม่า นำ� ไปโปรยลงในแม่น้�ำ ตน้ ไม้จงึ เกดิ ไม่ไดอ้ กี ต่อไป
๖. ทุติยมหารุกขสูตร ว่าด้วยต้นไม้ใหญ่ สูตรที่ ๒ เน้ือหาของพระสูตรนี้เหมือน
มหารุกขสูตร ต่างกันแต่ในพระสูตรน้ีทรงสอนให้ภิกษุพิจารณาเห็นโทษในธรรม ที่เป็นปัจจัย
แห่งอุปาทานจึงจะสามารถถอนตณั หาอปุ าทานได้
๗. ตรุณรุกขสูตร ว่าด้วยต้นไม้อ่อน คือ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เมื่อภิกษุพิจารณา
เห็นความพอใจเนือง ๆ ในธรรมท้ังหลายท่ีเป็นปัจจัยแห่งสังโยชน์ ตัณหาย่อมเจริญ เพราะ
ตณั หาเป็นปจั จยั อปุ าทานจงึ มี ฯลฯ เปรียบเหมือนตน้ ไมอ้ ่อนทีค่ น รดน�้ำพรวนดินสมำ่� เสมอ
ต้นไม้ย่อมเจริญงอกงามฉะน้ัน ในทางตรงกันข้าม ถ้าภิกษุพิจารณาเห็นโทษเนือง ๆ ในธรรม
ทั้งหลายท่ีเป็นปัจจัยแห่งสังโยชน์อยู่ ตัณหาย่อมดับ เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ ฯลฯ
เหมือนตน้ ไม้อ่อนที่ถกู ตดั รากถอนโคน ยอ่ มไม่เจรญิ งอกงามฉะนั้น
๘. นามรูปสูตร ว่าด้วยนามรูป คือ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เมื่อภิกษุพิจารณาเห็น
ความพอใจเนือง ๆ ในธรรมทั้งหลายท่ีเป็นปัจจัยแห่งสังโยชน์ นามรูปย่อมหย่ังลง เพราะ
นามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี ฯลฯ เปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่มีรากหยั่งลงลึก และแผ่ไป
รอบ ๆ รากย่อมดูดอาหารไปเลยี้ งล�ำตน้ ต้นไมย้ ่อมเจรญิ ในทางตรงกันข้าม ถา้ ภกิ ษุพจิ ารณา
เห็นโทษเนือง ๆ ในธรรมทัง้ หลายที่เป็นปัจจัยแหง่ สังโยชนอ์ ยู่ นามรูป ยอ่ มไม่หยั่งลง เพราะ
นามรูปดบั สฬายตนะจงึ ดับ ฯลฯ เหมือนต้นไมใ้ หญท่ ถ่ี ูกตัดรากถอนโคนฉะนน้ั
๙. วิญญาณสูตร ว่าด้วยวิญญาณ คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่าวิญญาณเป็น
ปัจจัยแหง่ นามรปู และทรงเปรียบเทียบกบั ตน้ ไมเ้ หมือนกับพระสตู รท่ี ๘
๑๐. นิทานสูตร วา่ ด้วยธรรมทีเ่ ปน็ ตน้ เหตุ คือ พระอานนทก์ ราบทลู พระผู้มพี ระภาค
ว่า ปฏิจจสมุปบาทเป็นธรรมลึกซึ้ง มีกระแสความลึกซึ้ง ถึงกระนั้นก็เหมือนเป็นธรรมง่าย
ส�ำหรับทา่ น พระผู้มพี ระภาคตรสั ห้ามไมใ่ หก้ ล่าวอยา่ งนั้น เพราะปฏิจจสมปุ บาทนลี้ กึ ซ้งึ การท่ี
28 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
หมู่สัตว์ไม่สามารถข้ามพ้นอบาย ทุคติ วินิบาต และสงสารได้ เพราะไม่รู้ปฏิจจสมุปบาทนี้
จากนัน้ พระองค์ทรงแสดงปฏิจจสมุปบาท ท้ังสายเกดิ และสายดับ พร้อมทงั้ อุปมาให้เข้าใจซึง่ มี
เน้อื หาเหมือนกบั พระสูตรท่ี ๘
๑.๗ มหาวรรค
มหาวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ด้วยพระสูตรที่มเี น้ือหาส�ำคญั ชือ่ วรรคต้ังตามเน้ือหาสาระ
ของพระสูตรทุกสูตรในวรรคนี้ ซ่ึงมีพระสูตรทั้งหมด ๑๐ สูตร แต่ละสูตรมีความหมายและ
ใจความส�ำคญั ดงั น้ี
๑. อัสสุตวาสตู ร วา่ ด้วยผู้ไมไ่ ด้สดบั คอื พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า ปุถชุ นผูไ้ ม่ได้
ฟังปฏิจจสมุปบาท ไม่สามารถน�ำตนให้หลุดพ้นได้ ส่วนอริยสาวกผู้ ได้สดับย่อมมนสิการ
ปฏิจจสมุปบาทโดยอุบายแยบคายในกายและจิตและรู้ชัดกฎ ปฏิจจสมุปบาทว่า เพราะเหตุนี้
เม่ือส่ิงนีม้ ี สง่ิ นจี้ งึ มี เพราะส่งิ นี้เกดิ ขน้ึ สิง่ นีจ้ งึ เกิดขึ้น เพราะส่งิ น้ไี ม่มี สิ่งนี้จึงไมม่ ี เพราะสงิ่ น้ี
ดับ สิง่ น้ีจงึ ดับ คอื เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สงั ขารจงึ มี เป็นตน้
๒. ทตุ ยิ อัสสุตวาสตู ร วา่ ด้วยผ้ไู มไ่ ดส้ ดบั สตู รท่ี ๒ คอื เนอื้ หาของพระสูตรน้ี เหมอื น
กบั พระสูตรท่ี ๑ ต่างกนั แตใ่ นพระสูตรน้ีเน้นที่เวทนา ๓ ประการ คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา
อทุกขมสุขเวทนาว่ามีปัจจัยมาจากผัสสะ เม่ืออริยสาวกพิจารณาเห็นปฏิจจสมุปบาท รู้ชัด
กฎปฏิจจสมุปบาทย่อมเบ่ือหน่ายในผัสสะ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นผู้หลุดพ้น
ส�ำเร็จกิจในพระพุทธศาสนา
๓. ปุตตมังสสูตร ว่าด้วยเน้ือบุตร คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอาหาร ๔ อย่าง
พรอ้ มทงั้ อุปมาใหเ้ หน็ ชดั เจน ดงั นี้ คอื
๑. กวฬิงการาหาร(อาหารคือค�ำข้าว) เปรียบเหมือนเน้ือบุตรท่ีสามีภรรยา
บริโภคเพ่ือข้ามทางกนั ดาร เมือ่ อรยิ สาวกก�ำหนดรู้อาหารดว้ ยอาการอย่างนี้ กเ็ ป็นอนั ก�ำหนดรู้
ความยินดใี นกามคุณ ๕ ได้
๒. ผัสสาหาร(อาหารคือผัสสะ) เปรียบเหมือนแม่โคท่ีไม่มีหนังหุ้ม ไปยืนอยู่
ที่ไหน ๆ ก็ถูกสัตว์และแมลงต่าง ๆ รบกวน เม่ืออริยสาวกก�ำหนดรู้ผัสสาหารด้วยอาการ
อย่างนก้ี ็จะกำ� หนดรเู้ วทนา ๓ ได้
๓. มโนสัญเจตนาหาร(อาหารคือมโนสัญเจตนา) เปรียบเหมือนหลุมถ่านเพลิง
ลึกกวา่ ชวั่ คน เต็มไปด้วยถา่ นเพลิง ไมม่ เี ปลว ไมม่ ีควัน เปน็ สิ่งท่นี ่ากลวั เมอื่ อรยิ สาวกกำ� หนดรู้
มโนสัญเจตนาหารด้วยอาการอย่างน้ีก็เปน็ อนั กำ� หนดรตู้ ณั หา ๓ ได้
เลม่ ท่ี ๘ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๑๖ 29
๔. วิญญาณาหาร(อาหารคือวิญญาณ) เปรียบเหมือนนักโทษท่ีถูกประหารชีวิต
ดว้ ยหอก ๓๐๐ เล่ม เมอ่ื อรยิ สาวกก�ำหนดรวู้ ญิ ญาณาหารดว้ ยอาการอยา่ งน้ี กเ็ ป็นอันกำ� หนดรู้
นามรูปได้ เม่ือก�ำหนดรู้นามรปู ไดแ้ ลว้ อรยิ สาวกกไ็ ม่มกี จิ ทจี่ ะพึงทำ� ไปยง่ิ กว่าน้ี
๔. อัตถิราคสูตร ว่าด้วยราคะมีอยู่ คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า ถ้ามีราคะ
นนั ทิ และตณั หาในอาหาร ๔ ดงั ในปุตตมังสสตู ร วิญญาณจะตัง้ อยใู่ น อาหารนน้ั เมือ่ วิญญาณ
ต้ังอยู่ นามรูปย่อมหย่ังลง เมื่อนามรูปหย่ังลง ความเจริญแห่งสังขารย่อมมี และเป็นปัจจัย
ให้เกดิ ภพ ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปรเิ ทวะ ทกุ ข์ โทมนสั และอุปายาส
ทรงเปรียบเทียบราคะ นันทิ และตัณหาเหมือนน้�ำย้อม คร่ัง ขม้ิน สีเขียว หรือ
สีแดงออ่ น ท่จี ติ รกรเขยี นภาพสตั ว์หรือภาพคนลงที่ฝาผนังหรือแผ่นผา้
ในทางตรงข้าม ถ้าไม่มีราคะ นันทิ และตัณหาในอาหาร ๔ ก็ไม่มีเหตุให้ เกิดทุกข์
เหมือนเรือนยอดท่ีถูกแสงสว่างของดวงอาทิตย์ส่องมากระทบที่ฝาเรือน ถ้าไม่มีฝาเรือน
แสงสว่างของดวงอาทิตย์ก็ส่องมากระทบที่แผ่นดิน ถ้าไม่มีแผ่นดิน ก็ส่องมากระทบน�้ำ
ถา้ ไม่มีนำ้� ก็ไมม่ ที ี่ใหแ้ สงสว่างกระทบ
๕. นครสูตร ว่าด้วยนคร คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงทางเก่า ที่พระพุทธเจ้าองค์
ก่อน ๆ ได้เสด็จพระด�ำเนินมาแล้ว ทางเก่าน้ันคืออริยมรรคมีองค์ ๘ และนครอันมั่งค่ังคือ
ปฏจิ จสมปุ บาท เมอื่ พบแลว้ จงึ ทรงนำ� มาบอกแกเ่ วไนยสตั วจ์ น เจรญิ แพรห่ ลาย ทรงเปรยี บเทยี บ
พระองค์เหมือนบุรุษเดินป่าไปพบทางเก่าและเมืองโบราณ ท่ีสมบูรณ์ด้วยสวนดอกไม้
ป่าไม้ สระโบกขรณี และเชิงเทินอันน่ารน่ื รมย์ แลว้ ได้กราบทลู แดพ่ ระราชา พระราชากร็ บั สงั่
ให้บูรณปฏสิ งั ขรณ์เมืองโบราณจนเจรญิ รงุ่ เรืองทุกด้าน
๖. สัมมสสูตร ว่าด้วยการพิจารณาปัจจัยภายใน คือ พระผู้มีพระภาคตรัสสอนให้
ภิกษุพิจารณาปัจจัยภายใน คือ พิจารณาว่า ชราและมรณะอันมีทุกข์มากมายน้ี มีอะไร
เป็นต้นเหตุ เม่ือภิกษุพิจารณาย่อมรู้ว่า ชราและมรณะมีอุปธิเป็นต้นเหตุ รู้ท้ังความเกิด
ความดบั และปฏปิ ทาเครอื่ งดำ� เนนิ ไปสคู่ วามดบั แหง่ ชราและมรณะ ภกิ ษุ ผปู้ ฏบิ ตั อิ ยา่ งน้ี ชอื่ วา่
ผู้มีปกตปิ ระพฤตติ ามธรรม ปฏิบตั เิ พอื่ ความดบั ทกุ ขโ์ ดยชอบ
นอกจากชราและมรณะแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสสอนให้ภิกษุพิจารณาปัจจัยภายใน
อื่นอีกคือ อุปธิ ตัณหาและรูป เพราะปัจจัยเหล่าน้ีเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ เมื่อ พิจารณาเห็น
ความเกดิ และความดับแหง่ ปัจจัยเหล่านี้ ย่อมพน้ ทกุ ข์ได้
๗. นฬกลาปิสูตร ว่าด้วยก�ำไม้อ้อ คือ ท่านพระสารีบุตรกับท่านพระมหาโกฏฐิตะ
สนทนากัน โดยท่านพระมหาโกฏฐิตะถามท่านพระสารีบุตรเก่ียวกับองค์ปฏิจจสมุปบาททั้ง
30 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสุตตันตปฎิ ก
๑๒ เช่นถามว่า ชราและมรณะตนกระท�ำเองหรือคนอื่นกระท�ำให้ ท่านพระสารีบุตรตอบว่า
ไมใ่ ชอ่ ย่างนั้น เพราะชาตมิ ี ชราและมรณะจงึ มี สว่ นท่เี หลือ กม็ ีลักษณะเช่นเดยี วกนั
ท่านพระสารีบุตรเปรียบเทียบนามรูปให้ท่านพระมหาโกฏฐิตะฟังว่า ไม้อ้อ ๒ ก�ำ
สามารถตั้งอยู่ได้เพราะอาศัยกันและกัน ถ้าดึงออกก�ำหน่ึงก็ไม่สามารถ ต้ังอยู่ได้ นามรูป
ก็เช่นกัน เพราะนามรูปเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี เพราะวิญญาณ เป็นปัจจัย นามรูปจึงมี
เพราะนามรปู ดบั วิญญาณจงึ ดบั เพราะวิญญาณดับ นามรูป จึงดับ เป็นต้น
ทา่ นพระสารีบตุ รกล่าวต่อไปว่า ถา้ ภกิ ษุแสดงธรรมเพ่อื ความเบอื่ หน่าย คลายกำ� หนดั
เพ่ือดับชราและมรณะ ชาติ ภพ ฯลฯ อวิชชา นี้เรียกว่า พระธรรมกถึก ถ้าภิกษุปฏิบัติเพื่อ
ความเบ่ือหน่าย คลายก�ำหนัด เพ่ือดับอวิชชา นี้เรียกว่า ผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม
ถ้าภิกษเุ ปน็ ผูห้ ลดุ พ้น เพราะความเบ่อื หนา่ ย คลายก�ำหนัด ไมถ่ อื มน่ั อวชิ ชา น้ีเรียกว่า ผ้บู รรลุ
นพิ พานในปจั จุบัน
๘. โกสมั พิสูตร ว่าด้วยการสนทนาธรรม ณ กรงุ โกสัมพี คือ ทา่ นพระปวฏิ ฐะ ไดถ้ าม
ท่านพระมุสิละ และท่านพระนารทะว่า เว้นจากความเช่ือ ความชอบใจ การฟังตามกันมา
การคิดตรองตามแนวเหตุผล การเข้าได้กับทฤษฎีท่ีพินิจไว้แล้ว จะมีความรู้เฉพาะตนว่า
เพราะชาตเิ ป็นปจั จยั ชราและมรณะจงึ มี ฯลฯ เพราะอวิชชาเปน็ ปัจจัย สังขารจงึ มีหรอื
ท่านพระมุสิละตอบว่า มีความรู้เช่นนั้นและกล่าวว่า ความดับแห่งภพเป็นนิพพาน
ไม่สามารถสัมผัสได้ด้วยกาย เปรียบเหมือนบุรุษเดินฝ่าความร้อน กระหายน้�ำ มองดูบ่อน�้ำ
แตไ่ ม่มีเชือกและคันโพงจะตกั ดื่มกิน ท้ังท่ีรูว้ า่ มนี ้ำ� ฉะนัน้
๙. อปุ ยนั ติสตู ร วา่ ด้วยน�้ำข้ึนน้�ำลง คอื พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงปฏจิ จสมปุ บาทแก่
ภิกษุทั้งหลาย โดยเปรียบเทียบกับมหาสมุทรท่ีมีน้�ำขึ้นน�้ำลงและส่งผลให้แม่น้�ำใหญ่น้อยข้ึน
ลงตาม อวิชชาก็เหมือนกันเม่ือเกิดข้ึนก็ท�ำให้สังขารเกิดขึ้นตาม เม่ือสังขารเกิดขึ้นก็ท�ำให้
วญิ ญาณเกิดขน้ึ ตาม ฯลฯ เมือ่ ชาตเิ กิดขนึ้ กท็ ำ� ให้ชราและ มรณะเกดิ ขนึ้ ตาม
๑๐. สุสิมปริพพาชกสูตร ว่าด้วยสุสิมปริพาชก คือ สุสิมปริพาชกเข้ามาบวช ใน
พระพุทธศาสนา เพ่ือขโมยหลักธรรม พระสุสิมะเขา้ ไปถามภิกษุผู้เป็นปญั ญาวมิ ตุ ติ (ผู้หลดุ พน้
ด้วยปัญญา) ว่าสามารถแสดงฤทธ์ิ มีหูทิพย์ ก�ำหนดรู้ใจได้ ระลึกชาติได้ มีตาทิพย์ และ
บรรลุอารุปปวิโมกข์หรือไม่ เม่ือภิกษุเหล่าน้ันตอบว่าไม่ได้ ท่านจึงน�ำเรื่องนั้นไปกราบทูล
พระผมู้ พี ระภาค พระองคท์ รงสอนใหพ้ จิ ารณาใน ขนั ธ์ ๕ วา่ ไมเ่ ทยี่ ง เปน็ ทกุ ข์ เปน็ อนตั ตา และ
ทรงสอนให้พิจารณาปฏิจจสมุปบาท แล้วตรัสถามว่า เม่ือรู้แล้วสามารถแสดงฤทธิ์ มีหูทิพย์
เป็นต้นได้หรือไม่ พระสุสิมะ รู้ตัวว่าตนเองยังโง่เขลาเบาปัญญาอยู่มาก และส�ำนึกผิดจึง
กราบทลู ใหพ้ ระผ้มู พี ระภาคทรงยกโทษให้
เล่มท่ี ๘ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๑๖ 31
๑.๘ สมณพราหมณวรรค
สมณพราหมณวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยสมณพราหมณ์ ชื่อวรรคตั้งตาม ชื่อของ
พระสูตรท่ี ๑ และตามเนื้อหาสาระของพระสูตรทุกสูตร ซึ่งมีพระสูตรทั้งหมด ๑๑ สูตร
แต่ละสตู รมีความหมายและใจความสำ� คัญ ดังน้ี
๑. ชรามรณสตู ร วา่ ด้วยชราและมรณะ คอื พระผูม้ พี ระภาคตรสั ว่า สมณพราหมณ์
ไม่รู้ชราและมรณะ ไม่รู้ความเกิด ความดับ และปฏิปทาที่ให้ถึงความดับ แห่งชราและมรณะ
จึงไม่จัดวา่ เป็นสมณพราหมณ์ และไม่สามารถบรรลปุ ระโยชน์ท่ีแท้จริงของตนได้
๒-๑๑. ชาติสุตตาทิทสกะ ว่าด้วยพระสูตร ๑๐ สูตร มีชาติสูตรเป็นต้น หมายถึง
ชาตสิ ูตร ภวสตู ร อปุ าทานสตู ร ตณั หาสตู ร เวทนาสูตร ผัสสสตู ร สฬายตนสตู ร นามรปู สตู ร
วิญญาณสตู ร และสงั ขารสูตร แตล่ ะสูตรมีเน้ือหา คลา้ ยกนั กับชรามรณสูตร ต่างแต่องคธ์ รรม
คือเปลี่ยนจากชราและมรณะเป็นองคป์ ฏจิ จสมปุ บาทท่ีเป็นช่อื สตู รเท่านนั้ ตง้ั แต่พระสตู รที่ ๒
ถงึ พระสตู รท่ี ๑๑ เปน็ พระสตู รยอ่ กลา่ วถงึ สมณพราหมณผ์ ไู้ มร่ คู้ วามเกดิ ความดบั และปฏปิ ทา
ท่ีให้ถึงความดับแห่งชาติ ภพ อุปาทาน ตัณหา เวทนา ผัสสะ สฬายตนะ นามรูป วิญญาณ
และสงั ขาร ไมจ่ ดั วา่ เปน็ สมณพราหมณ์ และไมส่ ามารถบรรลุประโยชนท์ ีแ่ ทจ้ ริงของตนได้
๑.๙ อนั ตรเปยยาลวรรค
อันตรเปยยาลวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยพระสูตรท่ีมีเนื้อความละไว้ในระหว่าง
ช่ือวรรคตั้งตามลักษณะของพระสูตรท้ังหมดท่ีละไว้ มีพระสูตรท้ังหมด ๒๑ สูตร แต่ละสูตร
มคี วามหมายและใจความสำ� คญั ดงั นี้
๑. สัตถุสูตร ว่าดว้ ยศาสดา คอื พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงเกยี่ วกับบคุ คล ผูไ้ ม่รูค้ วาม
เกิด ความดับ และปฏิปทาท่ีให้ถึงความดับแห่งชราและมรณะ เป็นต้นก็พึงแสวงหาศาสดา
เพ่อื รคู้ วามเกดิ ความดบั และปฏปิ ทาทใ่ี หถ้ งึ ความดบั แหง่ ชรา และมรณะ เป็นตน้
๒-๑๒. สิกขาสุตตาทิเปยยาลเอกาทสกะ ว่าด้วยพระสูตร ๑๑ สูตรท่ีละไว้มี
สิกขาสูตรเป็นต้น พระสูตรท่ี ๒-๑๒ นี้ท่านจัดเป็นอีกหมวดหนึ่งโดยจัดสิกขาสูตรเป็นหลัก
จดั พระสูตรอกี ๑๐ สูตรเป็นสตู รยอ่ รวมเปน็ ๑๑ สูตร สาระสำ� คญั ของพระสูตรท้งั ๑๑ สูตร
กล่าวถึงบุคคลไม่รู้เห็นชราและมรณะตามความเป็นจริงก็พึงท�ำการศึกษา ท�ำความเพียร
ความพอใจ ความอุตสาหะ ความเพียรไม่ถอยกลับ ความเพียรเครื่องเผากิเลส ความเพียร
อย่างกล้าหาญ ความเพียรติดต่อ มีสติ มีสัมปชัญญะ มีความไม่ประมาท เพื่อรู้ชราและ
มรณะน้ีตามความเป็นจริง
32 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสุตตันตปฎิ ก
๒. อภิสมยสังยตุ
อภิสมยสังยุต แปลว่า ประมวลเรื่องการตรัสรู้ธรรม หมายถึง การบรรลุธรรมเป็น
สิ่งท่ียิ่งใหญ่และมีคุณค่าต่อสรรพสัตว์ ไม่มีการจัดแบ่งเป็นวรรค มีพระสูตรท้ังหมด ๑๑ สูตร
ดงั มรี ายละเอียดตอ่ ไปน้ี
๑. นขสิขาสูตร ว่าด้วยฝุ่นติดปลายเล็บ คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่าความ
ทุกข์ของพระอริยสาวกท่ีหมดส้ินไปน้ันมีมาก ความทุกข์ท่ีเหลือมีน้อย เหมือนฝุ่นท่ีติดปลาย
พระนขากับแผ่นดิน ดังนั้นการตรัสรู้ธรรม การได้ธรรมจักษุจึงมีประโยชน์ในการก�ำจัดทุกข์
โดยแท้
๒. โปกขรณีสูตร ว่าด้วยสระโบกขรณี คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่าความทุกข์
ของพระอริยสาวกท่ีหมดส้ินไปน้ันมีมาก ความทุกข์ท่ีเหลือมีน้อย เหมือน น้�ำในสระโบกขรณี
กับน้ำ� ที่บุรุษใชป้ ลายหญ้าวดิ ข้ึนมา
๓. สัมเภชชอุทกสูตร วา่ ด้วยแมน่ ำ�้ ไหลมาบรรจบกนั คอื พระผ้มู พี ระภาคทรงแสดงวา่
ความทุกข์ของพระอริยสาวกท่ีหมดสิ้นไปน้ันมีมาก ความทุกข์ท่ีเหลือ มีน้อย เหมือนน�้ำใน
แม่นำ้� ท้งั ๕ คอื คงคา ยมนุ า อจริ วดี สรภู มหี กบั น้�ำ ๒-๓ หยด
๔. ทตุ ยิ สมั เภชชอทุ กสตู ร วา่ ดว้ ยแมน่ ำ�้ ไหลมาบรรจบกนั สตู รท่ี ๒ คอื พระผมู้ พี ระภาค
ทรงแสดงว่า ความทุกข์ของพระอริยสาวกที่หมดส้ินไปน้ันมีมาก ความทุกข์ท่ีเหลือมีน้อย
เหมอื นนำ�้ ในแม่นำ�้ ท้ัง ๕ คือ คงคา ยมนุ า อจิรวดี สรภู มหี ท่เี หอื ดแห้งไปกับนำ้� ๒-๓ หยดที่
เหือดแห้งไป
๕. ปฐวีสูตร ว่าด้วยแผ่นดิน คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า ความทุกข์ของ
พระอรยิ สาวกท่ีหมดส้นิ ไปนน้ั มมี าก ความทกุ ข์ท่เี หลือมนี อ้ ย เหมือนแผน่ ดนิ กับก้อนดินเหนยี ว
เท่าเมลด็ กระเบา ๗ ก้อน
๖. ทุติยปฐวีสูตร ว่าด้วยแผ่นดิน สูตรที่ ๒ คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่าความ
ทุกข์ของพระอริยสาวกท่ีหมดส้ินไปน้ันมีมาก ความทุกข์ท่ีเหลือมีน้อย เหมือนแผ่นดินใหญ่ที่
หมดสิ้นไปกบั กอ้ นดนิ เหนยี ว ๗ ก้อน
๗. สมุททสูตร ว่าด้วยสมุทร คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า ความทุกข์ของ
พระอริยสาวกที่หมดสิ้นไปนั้นมีมาก ความทุกข์ท่ีเหลือมีน้อย เหมือนน้�ำในมหาสมุทรกับน�้ำ
๒-๓ หยดทบ่ี รุ ุษวกั ข้นึ
๘. ทุติยสมุททสูตร ว่าด้วยสมุทร สูตรท่ี ๒ คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า
ความทุกข์ของพระอริยสาวกท่ีหมดสิ้นไปนั้นมีมาก ความทุกข์ที่เหลือมีน้อย เหมือนน้�ำใน
เล่มท่ี ๘ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๑๖ 33
มหาสมุทรทเี่ หอื ดแห้งไปกับนำ้� ๒-๓ หยด
๙. ปัพพตสูตร ว่าด้วยภูเขา คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า ความทุกข์ของ
พระอริยสาวกทหี่ มดส้นิ ไปน้ันมีมาก ความทุกข์ท่ีเหลือมนี ้อย เหมือนขนุ เขาหิมพานต์ กับก้อน
หนิ เทา่ เมล็ดพนั ธผ์ุ ักกาด
๑๐. ทตุ ิยปพั พตสตู ร วา่ ดว้ ยภูเขา สูตรที่ ๒ คอื พระผ้มู ีพระภาคทรงแสดงว่าความ
ทุกขข์ องพระอรยิ สาวกทห่ี มดส้ินไปน้ันมมี าก ความทกุ ข์ที่เหลอื มีน้อย เหมอื นขนุ เขาหิมพานต์
ท่ีแตกกระจายไปกับกอ้ นหินเท่าเมล็ดพนั ธผ์ุ ักกาด ๗ กอ้ น
๑๑. ตติยปัพพตสูตร ว่าด้วยภูเขา สูตรที่ ๓ คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า
ความทกุ ขข์ องพระอรยิ สาวกทห่ี มดสนิ้ ไปนนั้ มมี าก ความทกุ ขท์ เี่ หลอื มนี อ้ ย เหมอื นขนุ เขาสเิ นรุ
กับกอ้ นหินเท่าเมลด็ ถั่วเขยี ว ๗ ก้อน ท่นี �ำมาเรยี งกนั
๓. ธาตสุ ังยตุ
ธาตุสังยุต แปลว่า ประมวลเรื่องธาตุ หมายถึงประมวลพระสูตรที่เกี่ยวกับธาตุ
ความต่างแห่งธาตุทั้งหลาย มีพระสูตรท้ังหมด ๓๙ สูตร จัดแบ่งเป็นวรรคได้ ๔ วรรค
โดยวรรคท่ี ๑ กับวรรคท่ี ๔ มีวรรคละ ๑๐ สูตร วรรคท่ี ๒ มี ๑๒ สูตร วรรค ท่ี ๓ ช่ือ
กมั มปถวรรคมี ๗ สตู ร ดังมรี ายละเอียดตอ่ ไปนี้
๓.๑ นานตั ตวรรค
นานัตตวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยความต่าง ช่ือวรรคต้ังตามสาระส�ำคัญของ
พระสตู รทัง้ ๑๐ สตู รในวรรคน้ี ซึง่ มพี ระสตู รท้ังหมด ๑๐ สตู ร แต่ละสตู รมคี วามหมาย และ
ใจความสำ� คัญ ดังนี้
๑. ธาตุนานัตตสูตร ว่าด้วยความต่างแห่งธาตุ คือ พระผู้มีพระภาคทรงจ�ำแนก
ธาตตุ ่าง ๆ ออกเปน็ ๖ หมวด รวมเปน็ ๑๘ ธาตุ เรยี กว่าธาตุ ๑๘ คือ
๑. จักขธุ าตุ รูปธาตุ จกั ขุวญิ ญาณธาตุ
๒. โสตธาตุ สทั ทธาตุ โสตวิญญาณธาตุ
๓. ฆานธาตุ คันธธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ
๔. ชิวหาธาตุ รสธาตุ ชิวหาวญิ ญาณธาตุ
๕. กายธาตุ โผฏฐัพพธาตุ กายวิญญาณธาตุ
34 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
๖. มโนธาตุ ธมั มธาตุ มโนวิญญาณธาตุ
๒. ผัสสนานัตตสูตร ว่าด้วยความต่างแห่งผัสสะ คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดง
ความต่างแห่งผัสสะที่เกิดข้ึนเพราะอาศัยธาตุต่างกัน เช่น จักขุสัมผัสเกิดขึ้น เพราะอาศัย
จกั ขุธาตุ โสตสัมผสั เกิดขึน้ เพราะอาศยั โสตธาตุ
๓. โนผสั สนานตั ตสตู ร วา่ ดว้ ยธาตทุ ไ่ี มอ่ าศยั ความตา่ งแหง่ ผสั สะ คอื พระ ผมู้ พี ระภาค
ทรงแสดงธาตุทไ่ี ม่เกิดข้นึ เพราะอาศยั ความตา่ งแห่งผัสสะ เช่น จกั ขุสมั ผัส เกิดขึ้นเพราะอาศยั
จักขธุ าตุ แตจ่ กั ขุธาตุไมเ่ กิดขน้ึ เพราะอาศยั จักขุสมั ผสั เป็นต้น
๔. เวทนานานัตตสูตร ว่าด้วยความต่างแห่งเวทนา คือ พระผู้มีพระภาค ทรงแสดง
ความต่างแห่งเวทนา เช่น จกั ขุสัมผัสเกิดขนึ้ เพราะอาศัยจกั ขธุ าตุ จักขสุ มั ผัสสชาเวทนาเกดิ ขึน้
เพราะอาศยั จักขุสมั ผสั เป็นต้น
๕. ทตุ ยิ เวทนานานตั ตสตู ร วา่ ดว้ ยความตา่ งแหง่ เวทนา สตู รท่ี ๒ คอื พระผมู้ พี ระภาค
ทรงแสดงความตา่ งแหง่ เวทนา เชน่ จกั ขสุ มั ผสั เกดิ ขน้ึ เพราะอาศยั จกั ขธุ าตุ จกั ขสุ มั ผสั สชาเวทนา
เกิดข้ึน เพราะอาศัยจักขุสัมผัส จักขุสัมผัสไม่เกิดขึ้นเพราะอาศัย จักขุสัมผัสสชาเวทนา
จักขุธาตุไม่เกิดขึ้นเพราะอาศยั จกั ขุสมั ผสั
๖. พาหริ ธาตนุ านตั ตสตู ร วา่ ดว้ ยความตา่ งแหง่ ธาตภุ ายนอก คอื พระผมู้ พี ระภาคทรง
แสดงธาตภุ ายนอก ไดแ้ ก่ รูปธาตุ สัททธาตุ คันธธาตุ รสธาตุ โผฏฐัพพธาตุ ธมั มธาตุ
๗. สัญญานานตั ตสูตร วา่ ด้วยความต่างแหง่ สัญญา พระผ้มู ีพระภาคทรงแสดงความ
ต่างแห่งสัญญา เช่น รูปสัญญาเกิดขึ้นเพราะอาศัยรูปธาตุ รูปสังกัปปะเกิดข้ึนเพราะอาศัย
รูปสัญญา รูปฉันทะเกิดข้ึนเพราะอาศัยรูปสังกัปปะ รูปปริฬาหะเกิดข้ึนเพราะอาศัยรูปฉันทะ
รูปปรเิ ยสนาเกิดขึน้ เพราะอาศยั รูปปรฬิ าหะ
๘. โนปริเยสนานานัตตสูตร ว่าด้วยธาตุที่ไม่อาศัยความต่างแห่งปริเยสนา คือ
พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงธรรมทไี่ มเ่ กดิ ขน้ึ เพราะอาศยั ความตา่ งแหง่ ปรเิ ยสนา (ความแสวงหา)
เชน่ ความตา่ งแห่งสญั ญาเกิดขน้ึ เพราะอาศยั ความตา่ งแห่งธาตุ ความต่างแหง่ สงั กปั ปะเกดิ ข้นึ
เพราะอาศัยความต่างแห่งสัญญา ... ความตา่ งแหง่ ปรเิ ยสนาเกดิ ขน้ึ เพราะอาศยั ความตา่ งแหง่
ปรฬิ าหะ ความตา่ งแห่งปรฬิ าหะไม่เกดิ ข้นึ เพราะอาศยั ความต่างแห่งปริเยสนา
๙. พาหิรผัสสนานัตตสูตร ว่าด้วยความต่างแห่งผัสสะเพราะอาศัยธาตุภายนอก คือ
พระผูม้ พี ระภาคทรงแสดงความตา่ งแห่งผสั สะเพราะอาศยั ธาตุภายนอก ดังน้ี
รปู สญั ญาเกดิ ข้นึ เพราะอาศยั รปู ธาตุ
รูปสงั กปั ปะเกิดขึน้ เพราะอาศยั รปู สัญญา
เล่มท่ี ๘ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๑๖ 35
รปู สมั ผัสเกิดข้ึนเพราะอาศยั รปู สังกัปปะ
รูปสัมผสั สชาเวทนาเกิดข้นึ เพราะอาศยั รูปสมั ผสั
รปู ฉันทะเกดิ ข้ึนเพราะอาศัยรปู สัมผัสสชาเวทนา
รปู ปรฬิ าหะเกดิ ขึ้นเพราะอาศัยรปู ฉันทะ
รูปปรเิ ยสนาเกิดขึ้นเพราะอาศัยรปู ปริฬาหะ
รปู ลาภะเกดิ ขนึ้ เพราะอาศยั รูปปริเยสนา
แมส้ ทั ทสญั ญา คนั ธสญั ญา รสสญั ญา โผฏฐพั พสญั ญา และธมั มสญั ญาก็ เกดิ โดยอาการ
อย่างเดียวกนั
๑๐. ทตุ ยิ พาหริ ผสั สนานตั ตสตู ร วา่ ดว้ ยความตา่ งแหง่ ผสั สะเพราะอาศยั ธาตภุ ายนอก
สตู รท่ี ๒ คอื พระผู้มีพระภาคทรงแสดงความต่างแห่งผสั สะ เพราะอาศัย ธาตภุ ายนอก คือ
เน้ือหาของพระสูตรน้ีเหมือนกับพระสูตรที่ ๙ ต่างกันแต่ในพระสูตรนี้ทรงแสดงธรรม
ทีไ่ ม่เกดิ ขึน้ เพราะอาศยั ธาตุภายนอก เช่น
ธมั มสัญญาเกิดข้นึ เพราะอาศัยธัมมธาตุ
ธัมมสงั กัปปะเกิดขึน้ เพราะอาศยั ธมั มสัญญา
ธัมมลาภะเกดิ ขึ้นเพราะอาศยั ธัมมปริเยสนา
ธัมมปรเิ ยสนาไมเ่ กดิ ขึน้ เพราะอาศัยธัมมลาภะ
ธมั มปรฬิ าหะไม่เกดิ ขึน้ เพราะอาศัยธัมมปรเิ ยสนา
ธัมมฉนั ทะไมเ่ กดิ ขนึ้ เพราะอาศยั ธมั มปริฬาหะ
ธมั มสัมผสั สชาเวทนาไมเ่ กิดข้นึ เพราะอาศยั ธมั มฉันทะ
ธัมมสัมผสั สะไม่เกิดขึ้นเพราะอาศยั ธัมมสัมผัสสชาเวทนา
ธมั มสังกัปปะไมเ่ กดิ ข้ึนเพราะอาศยั ธมั มสมั ผัสสะ
ธัมมสัญญาไม่เกิดขน้ึ เพราะอาศยั ธมั มสงั กัปปะ
ธัมมธาตไุ มเ่ กิดขน้ึ เพราะอาศัยธัมมสัญญา
๓.๒ ทตุ ยิ วรรค
ทตุ ยิ วรรค แปลว่า หมวดที่ ๒ ชอื่ วรรคตั้งตามล�ำดบั วรรคทีม่ อี ยใู่ นสังยุตน้ี มพี ระสตู ร
ทั้งหมด ๑๒ สตู ร แต่ละสตู รมีความหมายและใจความส�ำคัญ ดังนี้
๑. สัตตธาตุสตู ร ว่าดว้ ยธาตุ ๗ คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธาตุ ๗ ประการ คอื
(๑) อาภาธาตุ อาศยั ความมดื จงึ ปรากฏ (๒) สุภธาตุ อาศยั ความไม่งามจงึ ปรากฏ (๓) อากาสา-
36 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
นัญจายตนธาตุอาศัยรูปสมาบัติจึงปรากฏ (๔) วิญญาณัญจายตนธาตุอาศัยอากาสานัญ-
จายตนธาตุจึงปรากฏ (๕) อากิญจัญญายตนธาตุอาศัยวิญญาณัญจายตนธาตุจึงปรากฏ
(๖) เนวสัญญานาสัญญายตนธาตุอาศัย อากิญจัญญายตนธาตุจึงปรากฏ (๗) สัญญาเวทยิต-
นโิ รธธาตุอาศยั นิโรธสมาบตั ิ จงึ ปรากฏ
๒. สนิทานสูตร ว่าด้วยธรรมท่ีเป็นต้นเหตุ คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมที่
เป็นต้นเหตุท�ำให้บุคคลปฏิบัติผิด และปฏิบัติชอบ คือ บุคคลผู้ปฏิบัติผิดมีสาเหตุมาจากกาม
พยาบาท และวหิ ิงสา บุคคลผปู้ ฏบิ ัตชิ อบมสี าเหตุจากเนกขัมมะ อพยาบาท และอวหิ ิงสา
๓. คิญชกาวสถสตู ร วา่ ด้วยการแสดงธรรม ณ ตำ� หนักอฐิ คือ พระผมู้ ีพระภาคทรง
แสดงสัญญา ๓ ระดับท่ีตำ� หนกั อฐิ ว่า สัญญาท่เี ลวเกิดเพราะอาศัยธาตทุ ีเ่ ลว สญั ญาปานกลาง
เกดิ เพราะอาศยั ธาตปุ านกลาง สญั ญาทปี่ ระณตี เกดิ เพราะอาศยั ธาตทุ ป่ี ระณตี บคุ คลผมู้ สี ญั ญา
๓ ระดับนี้ จึงมีความแตกตา่ งกนั
๔. หนี าธมิ ตุ ตกิ สตู ร วา่ ดว้ ยสตั วผ์ มู้ อี ธั ยาศยั เลวและอธั ยาศยั งาม คอื พระผมู้ พี ระภาค
ทรงแสดงวา่ สตั วท์ ง้ั หลายทค่ี บคา้ สมาคมกนั ไดก้ เ็ พราะมธี าตอุ ยา่ งเดยี วกนั เชน่ สตั วผ์ มู้ อี ธั ยาศยั
เลวก็คบกบั สัตวผ์ ู้มีอธั ยาศัยเลว
๕. จงั กมสตู ร วา่ ดว้ ยการจงกรม คอื พระผมู้ พี ระภาคปรารภพระเถระมที า่ นพระสารบี ตุ ร
เปน็ ตน้ กบั ศษิ ยจ์ งกรมอยเู่ ปน็ กลมุ่ ๆ เปน็ เหตใุ หท้ รงแสดงธรรมแกภ่ กิ ษทุ งั้ หลายวา่ สตั วท์ งั้ หลาย
ท่ีคบค้าสมาคมกันเพราะมีธาตุคืออัธยาศัยอย่างเดียวกัน โดยทรงยกพระสาวกหลายรูปเป็น
ตัวอย่าง
๖. สคาถาสูตร ว่าด้วยธรรมเทศนาท่ีมีคาถา คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า สัตว์
ผู้มีอัธยาศัยเลวก็คบค้าสมาคมกับสัตว์ผู้มีอัธยาศัยเลว เปรียบเหมือนคูถก็รวม กับคูถ มูตร
ก็รวมกับมูตรได้ เป็นต้น แล้วตรัสคาถาภาษิตวา่
ป่าคือกเิ ลสเกดิ เพราะการคลุกคลีกนั
ยอ่ มขาดไป เพราะการไม่คลุกคลีกัน
บุคคลเกาะทอ่ นไม้เล็กย่อมจมลงในห้วงน้ำ� ใหญ่ ฉนั ใด
สาธชุ นอาศัยคนเกียจคร้านยอ่ มจมลง ฉนั นน้ั
เพราะฉะนัน้ จงึ ควรคบบณั ฑิตผสู้ งบปรารภความเพียร
๗. อัสสัทธสังสันทนสูตร ว่าด้วยการคบค้าสมาคมกันของสัตว์ผู้ไม่มีศรัทธา คือ
พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า สัตว์ทั้งหลายผู้ไม่มีศรัทธา ไม่มีหิริโอตตัปปะ มีสุตะน้อย
เกียจคร้าน สติหลงลืม ปัญญาทราม ย่อมคบค้าสมาคมกับสัตว์ท้ังหลายผู้มีคุณธรรมเหล่านี้
เล่มที่ ๘ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๑๖ 37
ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ส่วนสัตว์ทั้งหลายผู้มีศรัทธา เป็นต้นก็คบค้าสมาคมกับสัตว์
ทง้ั หลายผ้มู ีศรัทธา เปน็ ตน้
๘. อัสสัทธมูลกสูตร ว่าด้วยสัตว์ผู้ไม่มีศรัทธาเป็นมูล คือ พระผู้มีพระภาคทรง
แสดงว่า สัตว์ทั้งหลายผู้ไม่มีศรัทธา ไม่มีหิริเป็นต้น ย่อมคบค้าสมาคมกันกับสัตว์ทั้งหลาย
ผู้ไม่มีศรัทธา ไม่มีหิริเป็นต้น ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ส่วน สัตว์ท้ังหลายผู้มีศรัทธา
มีหิรเิ ป็นตน้ ก็คบคา้ สมาคมกับสตั ว์ท้งั หลายผูม้ ีศรทั ธา และมหี ิริ เป็นต้น
๙. อหิริกมูลกสูตร ว่าด้วยสัตว์ผู้ไม่มีหิริเป็นมูล คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า
สัตว์ท้ังหลายผู้ไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะ มีปัญญาทราม ย่อมคบค้าสมาคม กับสัตว์ทั้งหลาย
ผู้ไมม่ หี ิริ ไมม่ โี อตตัปปะ สว่ นสตั วท์ ้งั หลายผ้มู ีหิริ มโี อตตปั ปะ มปี ญั ญา ยอ่ มคบคา้ สมาคมกับ
สตั วท์ ั้งหลายผูม้ หี ิริ มโี อตตัปปะ มปี ัญญา
๑๐. อโนตตัปปมูลกสูตร ว่าด้วยสัตว์ผู้ไม่มีโอตตัปปะเป็นมูล คือ พระผู้มีพระภาค
ทรงแสดงว่า สัตว์ทั้งหลายผู้ไม่มีโอตตัปปะก็คบค้าสมาคมกับสัตว์ทั้งหลายผู้ไม่มีโอตตัปปะ
สว่ นสัตว์ทั้งหลายผมู้ ีโอตตัปปะกค็ บค้าสมาคมกับสตั ว์ทงั้ หลายผมู้ ีโอตตปั ปะ
๑๑. อัปปัสสุตมูลกสูตร ว่าด้วยสัตว์ผู้มีสุตะน้อยเป็นมูล คือ พระผู้มีพระภาคทรง
แสดงวา่ สตั วท์ ง้ั หลายผมู้ สี ตุ ะนอ้ ย เกยี จครา้ น ปญั ญาทราม ยอ่ มคบคา้ สมาคม กบั สตั วท์ งั้ หลาย
ผมู้ สี ุตะนอ้ ย เกียจคร้าน ปญั ญาทรามเช่นกัน
๑๒. กุสีตมูลกสูตร ว่าด้วยสัตว์ผู้มีความเกียจคร้านเป็นมูล คือ พระผู้มีพระภาคทรง
แสดงว่า สัตว์ทั้งหลายผู้มีความเกียจคร้าน มีสติหลงลืมย่อมคบค้าสมาคมกับสัตว์ทั้งหลาย
ผมู้ ีความเกียจครา้ น มีสติหลงลมื เชน่ กนั
๓.๓ กมั มปถวรรค
กมั มปถวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยกรรมบถ ชื่อวรรคตง้ั ตามเนอื้ หาสาระของพระสตู ร
ทกุ สตู รในวรรคน้ี ซง่ึ มพี ระสตู รทงั้ หมด ๗ สตู ร แตล่ ะสตู รมคี วามหมาย และใจความสำ� คญั ดงั น้ี
๑. อสมาหิตสูตร ว่าด้วยสัตว์ผู้มีจิตไม่ม่ันคง คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่าสัตว์
ทั้งหลายผู้มีจิตไม่ม่ันคง ย่อมคบค้าสมาคมกับสัตว์ทั้งหลายผู้มีจิตไม่ม่ันคง ส่วนสัตว์ท้ังหลาย
ผูม้ ีจิตม่ันคงก็คบค้าสมาคมกับสัตว์ทัง้ หลายผู้มจี ติ มั่นคง
๒. ทุสสีลสูตร ว่าด้วยสัตว์ผู้ทุศีล คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า สัตว์ท้ังหลาย
ผู้ทุศีลก็คบค้าสมาคมกับสัตว์ท้ังหลายผู้ทุศีล ส่วนสัตว์ท้ังหลายผู้มีศีลก็ คบค้าสมาคมกับ
สตั วท์ ง้ั หลายผู้มีศีล
38 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตนั ตปิฎก
๓. ปัญจสิกขาปทสูตร ว่าด้วยสัตว์ผู้มีศีล ๕ คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า
สัตว์ท้ังหลายผู้ประกอบด้วยศีล ๕ ย่อมคบค้าสมาคมกับสัตว์ทั้งหลายผู้ประกอบด้วยศีล ๕
สว่ นสัตวท์ งั้ หลายผู้ไม่มีศลี ๕ ย่อมคบคา้ สมาคมกบั สัตว์ทั้งหลายผู้ ไม่มศี ลี ๕
๔. สัตตกัมมปถสูตร ว่าด้วยสัตว์ผู้มีกรรมบถ ๗ คือ พระผู้มีพระภาคแสดงว่า
สัตว์ท้ังหลายผู้ประกอบด้วยกรรมบถ ๗ ประการ ย่อมคบค้าสมาคมกับสัตว์ทั้งหลาย
ผู้ประกอบดว้ ยกรรมบถ ๗ ประการ สว่ นสัตวท์ ั้งหลายผ้ไู ม่มกี รรมบถ ๗ ประการ ยอ่ มคบค้า
สมาคมกับสัตว์ท้ังหลายผู้ไม่มกี รรมบถ ๗ ประการ
กรรมบถ ๗ ประการ คอื
๑. เวน้ ขาดจากการฆา่ สตั ว์ ๒. เวน้ ขาดจากการลักทรัพย์
๓. เว้นขาดจากการประพฤตผิ ดิ ในกาม ๔. เวน้ ขาดจากการพดู เทจ็
๕. เวน้ ขาดจากการพดู ส่อเสยี ด ๖. เวน้ ขาดจากการพูดค�ำหยาบ
๗. เวน้ ขาดจากการพดู เพ้อเจอ้
๕. ทสกมั มปถสตู ร วา่ ด้วยสัตว์ผมู้ ีกรรมบถ ๑๐ คือ พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงวา่ สตั ว์
ทั้งหลายผู้ประกอบด้วยกรรมบถ ๑๐ ประการ ย่อมคบค้าสมาคมกับสัตว์ท้ังหลายผู้ประกอบ
ด้วยกรรมบถ ๑๐ ประการ สว่ นสัตว์ทั้งหลายผไู้ ม่มีกรรมบถ ๑๐ ประการ ยอ่ มคบค้าสมาคมกบั
สตั วท์ ั้งหลายผ้ไู ม่มีกรรมบถ ๑๐ ประการ
กรรมบถ ๑๐ ประการ คือ
๑. เวน้ ขาดจากการฆา่ สตั ว ์
๒. เว้นขาดจากการลักทรพั ย์
๓. เวน้ ขาดจากการประพฤตผิ ดิ ในกาม
๔. เว้นขาดจากการพูดเท็จ
๕. เวน้ ขาดจากการพูดส่อเสียด
๖. เวน้ ขาดจากการพดู ค�ำหยาบ
๗. เวน้ ขาดจากการพดู เพอ้ เจอ้
๘. เวน้ ขาดจากการเพง่ เล็งอยากไดข้ องเขา
๙. เวน้ ขาดจากการเบยี ดเบียน
๑๐. มีความเหน็ ชอบ
๖. อัฏฐงั คกิ สตู ร ว่าด้วยสตั วผ์ ปู้ ระกอบดว้ ยอริยมรรคมอี งค์ ๘ คือ พระผมู้ พี ระภาค
ทรงแสดงว่า สัตว์ทั้งหลายผู้ประกอบด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ ย่อมคบค้า สมาคมกับสัตว์
เลม่ ที่ ๘ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๑๖ 39
ท้ังหลายผู้ประกอบด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ ส่วนสัตว์ทั้งหลายผู้ไม่มีอริยมรรคมีองค์ ๘
ยอ่ มคบค้าสมาคมกับสตั วท์ ้งั หลายผูไ้ มม่ อี ริยมรรคมอี งค์ ๘
อริยมรรคมอี งค์ ๘ คอื
๑. สัมมาทิฏฐ ิ ๒. สัมมาสงั กปั ปะ
๓. สัมมาวาจา ๔. สัมมากัมมนั ตะ
๕. สัมมาอาชีวะ ๖. สัมมาวายามะ
๗. สมั มาสติ ๘. สมั มาสมาธิ
๗. ทสังคสูตร ว่าด้วยสัตว์ผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ คือ พระผู้มีพระภาคทรง
แสดงว่า สัตว์ทั้งหลายผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ ย่อมคบค้าสมาคมกับสัตว์ท้ังหลาย
ผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ ส่วนสัตว์ท้ังหลายผู้ไม่มีธรรมเหล่านี้ ย่อมคบค้าสมาคม
กับสตั วท์ งั้ หลายผูไ้ ม่มีธรรมเหลา่ นี้
ธรรม ๑๐ ประการ คอื
๑. สัมมาทฏิ ฐ ิ ๒. สัมมาสังกปั ปะ
๓. สมั มาวาจา ๔. สัมมากัมมนั ตะ
๕. สมั มาอาชีวะ ๖. สมั มาวายามะ
๗. สัมมาสต ิ ๘. สมั มาสมาธิ
๙. สัมมาญาณ ๑๐. สัมมาวิมตุ ติ
๓.๔ จตุตถวรรค
จตุตถวรรค แปลวา่ หมวดท่ี ๔ ช่ือวรรคตั้งตามลำ� ดบั อนั เป็นสาระส�ำคญั ของพระสูตร
ทกุ สูตรในวรรคนี้ซงึ่ กล่าวถงึ ธาตุ ๔ คอื ปฐวธี าตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ มพี ระสตู ร
ทัง้ หมด ๑๐ สูตร แต่ละสูตรมีความหมายและใจความส�ำคญั ดังน้ี
๑. จตุธาตสุ ูตร วา่ ด้วยธาตุ ๔ คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธาตุ ๔ ประการ ไดแ้ ก่
ปฐวธี าตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ
๒. ปุพเพสัมโพธสูตร ว่าด้วยความด�ำริก่อนตรัสรู้ คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดง
ว่า ก่อนตรสั รพู้ ระองคท์ รงด�ำริถึงคณุ โทษ และเครือ่ งสลดั ออกจากธาตุ ๔ ประการนัน้ และ
ทรงทราบว่าคุณของธาตุ ๔ คือสุขและโสมนัส โทษของธาตุ ๔ คือ ความไม่เท่ียง เป็นทุกข์
และความแปรผันไป เครื่องสลัดออกจากธาตุ ๔ คือการก�ำจัดฉันทราคะในธาตุ ๔ น้ัน
เม่อื ทรงทราบแล้วจงึ กล้ายืนยนั การตรสั ร้ขู องพระองค์
40 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปิฎก
๓. อจริงสูตร ว่าด้วยการเที่ยวแสวงหาคุณโทษและเคร่ืองสลัดออกจากธาตุ ๔ คือ
พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า ก่อนตรัสรู้พระองค์ทรงเที่ยวแสวงหาคุณ โทษ และเครื่องสลัด
ออกจากธาตุ ๔ ประการนน้ั และทรงทราบคุณ โทษ และเคร่อื งสลัดออกจากธาตุ ๔ เม่อื ทรง
ทราบแลว้ จึงกล้ายนื ยนั การตรัสรู้ของพระองค์
๔. โนเจทงั คสูตร ว่าดว้ ยคุณโทษและเครอื่ งสลัดออกจากธาตุ ๔ คอื พระผูม้ ีพระภาค
ทรงแสดงคุณ โทษ และเครื่องสลัดออกจากธาตุ ๔ ประการ คือ สัตว์ท้ังหลาย รู้คุณ โทษ
และเครื่องสลัดออกจากธาตุ ๔ ประการตามความเป็นจริง จึงจะสามารถสลัดตนออกได้และ
มใี จเป็นอิสระ
๕. เอกันตทุกขสูตร ว่าด้วยธาตุ ๔ มีทุกข์โดยส่วนเดียว คือ พระผู้มีพระภาคทรง
แสดงว่า ธาตุ ๔ ประการ มีทั้งทุกข์และสุขคละเคล้ากัน ฉะน้ัน สัตว์ทั้งหลายจึงยินดีบ้าง
เบ่ือหนา่ ยบ้าง ถา้ รูถ้ ึงโทษของธาตุตามความเป็นจริงแลว้ จงึ จะหลดุ พ้นได้
๖. อภินันทสูตร ว่าด้วยความช่ืนชมธาตุ ๔ คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า
ผู้ที่ช่ืนชมธาตุ ๔ ประการ ไม่สามารถหลุดพ้นจากทุกข์ได้ ส่วนผู้ที่ไม่ช่ืนชมธาตุ ๔ ประการ
จงึ จะสามารถหลดุ พ้นจากทุกข์ได้
๗. อุปปาทสูตร ว่าด้วยความเกิดข้ึนแห่งธาตุ ๔ เป็นทุกข์ คือ พระผู้มีพระภาคทรง
แสดงความเกิดขึ้น ความตั้งอยู่ และความบังเกิดแห่งธาตุ ๔ ประการว่า เป็นความเกิดข้ึน
แหง่ ทกุ ข์ เป็นทต่ี ง้ั แหง่ โรค และเป็นความปรากฏแหง่ ชราและมรณะ ส่วนความดับ ความระงบั
และความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งธาตุ ๔ ประการนั้น เป็นความ ดับทุกข์ เป็นความระงับโรค และ
เป็นความตัง้ อยไู่ มไ่ ดแ้ ห่งชราและมรณะ
๘. สมณพราหมณสูตร ว่าด้วยสมณพราหมณ์ คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า
สมณพราหมณ์ทั้งหลายเม่ือรู้คุณ โทษ และเครื่องสลัดออกจากธาตุ ๔ ประการ ตามความ
เป็นจรงิ แล้ว จึงช่ือวา่ เปน็ สมณพราหมณ์ทแี่ ทจ้ รงิ
๙. ทุติยสมณพราหมณสูตร ว่าด้วยสมณพราหมณ์ สูตรท่ี ๒ คือ พระผู้มีพระภาค
ทรงแสดงว่า สมณพราหมณ์ทั้งหลายรู้คุณ โทษ และเคร่ืองสลัดออกจาก ธาตุ ๔ ประการ
ตามความเป็นจริงแลว้ จึงชอ่ื วา่ เปน็ สมณพราหมณท์ แี่ ทจ้ รงิ
๑๐. ตติยสมณพราหมณสูตร ว่าด้วยสมณพราหมณ์ สูตรท่ี ๓ เน้ือหาของพระสูตร
น้ีเหมือนกับพระสูตรท่ี ๑,๒ ต่างกันแต่ในพระสูตรนี้ทรงเน้นให้ภิกษุรู้ชัด ความเกิด ความดับ
และปฏิปทาที่ให้ถึงความดบั แหง่ ธาตุ ๔ ประการนน้ั
เล่มท่ี ๘ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๑๖ 41
๔. อนมตัคคสังยุต
อนมตัคคสังยุต แปลว่า ประมวลเรื่องสังสารวัฏอันมีเบ้ืองต้นและเบ้ืองปลายรู้ไม่ได้
หมายถึงประมวลพระสูตรที่เก่ียวกับสังสารวัฏ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงให้ภิกษุทั้งหลาย
เห็นชัดโดยเปรียบเทียบกับแผ่นดิน ภูเขาเป็นต้น มีพระสูตรทั้งหมด ๒๐ สูตร จัดแบ่งเป็น
วรรคได้ ๒ วรรค แต่ละวรรคมจี �ำนวนพระสูตร ๑๐ สตู ร ดังมี รายละเอยี ดตอ่ ไปนี้
๔.๑ ปฐมวรรค
ปฐมวรรค แปลวา่ หมวดท่ี ๑ ชือ่ วรรคต้ังตามล�ำดบั วรรคทมี่ อี ยใู่ นสงั ยุตน้ี มีพระสูตร
ทงั้ หมด ๑๐ สตู ร แต่ละสูตรมีความหมายและใจความส�ำคัญ ดงั นี้
๑. ตณิ กัฏฐสูตร ว่าด้วยหญา้ และท่อนไม้ คอื พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงวา่ สงั สารวฏั
อันมีเบ้ืองต้นและเบื้องปลายรู้ไม่ได้ ทรงเปรียบเทียบว่า แม้จะเอาหญ้า ท่อนไม้ ก่ิงไม้ และ
ใบไม้ในชมพูทวีปมารวมกันแล้วท�ำเป็นมัด ๆ มัดละ ๔ น้ิว โดยสมมติแต่ละมัดว่าเป็น
มารดาบิดา จนกระทั่งใบไม้เหลา่ น้ันหมดไป ก็ไม่สามารถนับมารดาบดิ าเหล่าน้นั ไดค้ รบ
๒. ปฐวีสูตร ว่าด้วยแผ่นดิน คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า สังสารวัฏอัน
มเี บอื้ งตน้ และเบอ้ื งปลายรไู้ มไ่ ด้ ทรงเปรยี บเทยี บกบั แผน่ ดนิ วา่ แมจ้ ะเอาแผน่ ดนิ มาปน้ั เปน็ กอ้ น
เท่ากบั เมลด็ กระเบา จนกระท่งั แผน่ ดินนนั้ หมดไป ก็ไมส่ ามารถนบั มารดาบิดาเหลา่ นน้ั ไดค้ รบ
๓. อัสสุสูตร ว่าด้วยน้�ำตา คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า สังสารวัฏอันมีเบ้ืองต้น
และเบอ้ื งปลายรไู้ มไ่ ด้ ทรงเปรยี บเทยี บกบั นำ�้ ตาทม่ี นษุ ยร์ อ้ งไหเ้ พราะพลดั พรากจากมารดาบดิ า
เป็นต้น ตลอดระยะเวลายาวนาน มมี ากกวา่ นำ้� ในมหาสมุทรทงั้ ๔
๔. ขรี สตู ร วา่ ดว้ ยนำ้� นม คอื พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงวา่ สงั สารวฏั อนั มเี บอ้ื งตน้ และ
เบ้ืองปลายรู้ไม่ได้ ทรงเปรียบเทียบกับน้�ำนมที่มนุษย์ทั้งหลายด่ืมกินตลอดระยะเวลายาวนาน
มมี ากกวา่ น้ำ� ในมหาสมุทรทัง้ ๔
๕. ปัพพตสูตร วา่ ด้วยภูเขา คือ พระผมู้ ีพระภาคทรงแสดงว่า สงั สารวัฏอนั มีเบอ้ื งตน้
และเบ้ืองปลายรู้ไม่ได้ ทรงเปรียบเทียบกับภูเขาศิลาแท่งทึบลูกใหญ่ มีความยาว ๑ โยชน์
กวา้ ง ๑ โยชน์ สูง ๑ โยชน์ ทกุ ๆ ๑๐๐ ปี จะมีบุรุษเอาผ้าเนือ้ ละเอียดมาลูบภเู ขา ๑ ครั้ง
ท�ำอยอู่ ย่างน้ีจนภเู ขาน้ันราบเรยี บเสมอแผ่นดิน ถงึ กระนัน้ กไ็ ม่สามารถเทยี บกบั กปั หนึ่งได้
๖. สาสปสูตร ว่าด้วยเมล็ดผักกาด คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า สังสารวัฏ
อนั มเี บอื้ งตน้ และเบอ้ื งปลายรไู้ มไ่ ด้ ทรงเปรยี บเทยี บกบั นครทม่ี คี วามยาว ๑ โยชน์ กวา้ ง ๑ โยชน์
42 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
สูง ๑ โยชน์ ในนครนั้นเต็มไปด้วยเมล็ดผักกาด บุรุษหยิบเมล็ดผักกาดออก จากเมืองน้ัน
๑๐๐ ปี ต่อ ๑ เมล็ด ท�ำอยู่อย่างนั้นจนเมล็ดผักกาดหมด ถึงกระน้ัน ก็ไม่สามารถเทียบกับ
อายุของกปั หนงึ่ ได้
๗. สาวกสูตร ว่าด้วยพระสาวก คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า สังสารวัฏอันมี
เบ้ืองต้นและเบื้องปลายรู้ไม่ได้ ทรงเปรียบเทียบกับสาวก ๔ รูป ซ่ึงมีอายุ ๑๐๐ ปี สมมติว่า
สาวก ๔ รูปนั้นระลึกย้อนหลังไปได้วันละ ๑๐๐,๐๐๐ กัป ถึงกระน้ัน กัปท่ีพวกเธอระลึก
ไปไม่ถึงก็ยังมอี ยู่มาก
๘. คังคาสูตร ว่าด้วยแม่น�้ำคงคา คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า สังสารวัฏอันมี
เบ้ืองต้นและเบื้องปลายรู้ไม่ได้ ทรงเปรียบเทียบกับเม็ดทรายในมหาสมุทรที่มนุษย์ถือว่า
ไม่สามารถนบั ได้ ถงึ กระน้ัน กย็ งั นบั ง่ายกว่าการนับกัปเสียอกี
๙. ทณั ฑสตู ร ว่าด้วยทอ่ นไม้ คอื พระผู้มพี ระภาคทรงแสดงว่า สงั สารวัฏอนั มเี บ้อื งตน้
และเบ้ืองปลายรู้ไม่ได้ ทรงเปรียบเทียบกับท่อนไม้ท่ีบุคคลโยนขึ้นไปบนอากาศ ย่อมตกลงมา
ไม่แน่นอน คือบางคร้ังตกลงทางโคน บางคร้ังตกลงทางขวาง บางคร้ัง ก็ตกลงทางปลายชีวิต
ของสัตว์ท้ังหลายท่ีท่องเท่ียวไปในสังสารวัฏก็ไม่แน่นอนเช่นกัน คือ บางชาติเกิดเป็นมนุษย์
บางชาติเกิดเป็นสตั วด์ ิรจั ฉาน
๑๐. ปคุ คลสูตร ว่าด้วยบคุ คล คือ พระผมู้ ีพระภาคทรงแสดงวา่ ชวี ติ ของสัตวท์ ้งั หลาย
ทท่ี อ่ งเท่ียวไปในสงั สารวฏั หากน�ำโครงกระดกู มารวมกนั จะมกี องใหญเ่ ทา่ ภูเขาเวปลุ ละ
๔.๒ ทตุ ยิ วรรค
ทตุ ยิ วรรค แปลว่า หมวดท่ี ๒ ช่อื วรรคตง้ั ตามล�ำดับวรรคทม่ี อี ยใู่ นสังยตุ น้ี มพี ระสตู ร
ทัง้ หมด ๑๐ สตู ร แต่ละสตู รมีความหมายและใจความสำ� คัญ ดังนี้
๑. ทุคคตสูตร ว่าด้วยผู้มีความทุกข์ คือ พระผู้มีพระภาคทรงสอนให้ภิกษุพิจารณา
ความทกุ ขใ์ นสงั สารวฏั ทสี่ ตั วท์ งั้ หลายไดร้ บั และตรสั วา่ แมพ้ ระองคก์ เ็ คยเสวยความทกุ ขม์ าแลว้
๒. สุขิตสูตร ว่าด้วยผู้มีความสุข คือ พระผู้มีพระภาคทรงสอนให้ภิกษุ พิจารณา
ความสุขในสังสารวัฏที่สัตว์ท้ังหลายได้รับ เพ่ือให้ภิกษุพิจารณาว่า แม้เราก็เคยเสวยความสุข
มาแลว้
๓. ติงสมัตตสูตร ว่าด้วยภิกษุ ๓๐ รูป คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงให้่ภิกษุ
ชาวเมืองปาวาฟังว่า สัตว์ท้ังหลายถูกอวิชชาตัณหาผูกไว้จึงท่องเท่ียวไปในสังสารวัฏ ได้เกิด
ในก�ำเนิดต่าง ๆ มีก�ำเนดิ สัตวด์ ริ ัจฉานเป็นตน้ ได้เสวยความทุกข์ ถูกฆ่า ถูกตัด ศีรษะจนโลหิต
ท่ไี หลออกมาน้นั มากกว่าน�ำ้ ในมหาสมุทรท้งั ๔
เลม่ ท่ี ๘ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๑๖ 43
๔. มาตุสตู ร วา่ ดว้ ยผ้เู คยเป็นมารดา คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า สัตว์ท้งั หลาย
ผ้ทู ่องเที่ยวไปในสังสารวัฏ ไมม่ ีเลยท่ีจะไมเ่ คยเปน็ มารดากัน
๕. ปิตุสูตร ว่าด้วยผู้เคยเป็นบิดา คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า สัตว์ทั้งหลาย
ผู้ท่องเทีย่ วไปในสงั สารวัฏ ไมม่ เี ลยท่ีจะไมเ่ คยเป็นบิดากนั
๖-๙. ภาตุสูตร ว่าด้วยผู้เคยเป็นพ่ีชายน้องชาย ภคินิสูตร ว่าด้วยผู้เคยเป็นพี่สาว
น้องสาว ปุตตสูตร ว่าด้วยผู้เคยเป็นบุตร ธีตุสูตร ว่าด้วยผู้เคยเป็นธิดา คือ พระผู้มีพระภาค
ทรงแสดงว่า สัตว์ทั้งหลายผู้ท่องเท่ียวไปในสังสารวัฏ ไม่มีเลยที่จะไม่เคยเป็นพี่ชายน้องชาย
พส่ี าวนอ้ งสาว บตุ รธิดากนั
๑๐. เวปุลลปัพพตสูตร ว่าด้วยภูเขาเวปุลละ คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า
สังสารวัฏมีระยะยาวนานจนภูเขาเวปุลละได้มีชื่อเรียกหลายอย่าง คือ ภูเขาเวปุลละได้ช่ือว่า
ปาจนี วังสะ ในสมัยของพระพทุ ธเจ้าพระนามวา่ กกสุ นั ธะ ซงึ่ สมยั นน้ั พวกมนุษย์มีอายปุ ระมาณ
๔ หมื่นปี ได้ช่ือว่าวงกต ในสมัยของพระพุทธเจ้าพระนามว่า โกนาคมนะ ซึ่งในสมัยน้ัน
พวกมนุษย์มีอายุประมาณ ๓ หม่ืนปี ได้ชื่อว่าสุปัสสะ ในสมัยของพระพุทธเจ้าพระนามว่า
กัสสปะ ซ่ึงในสมัยนั้นพวกมนุษยม์ อี ายปุ ระมาณ ๒ หมนื่ ปี และไดช้ อ่ื ว่าเวปลุ ละเหมอื นเดิมอีก
ในสมยั ของพระองคเ์ อง ถงึ กระนั้น ชอ่ื ภเู ขานก้ี ็จะเปลี่ยนแปลงไปไมม่ ที ีส่ ้ินสดุ สงั ขารท้ังหลาย
ไม่เท่ยี ง ไม่ย่งั ยืน ไมน่ ่าชน่ื ใจอยา่ งน้ี
๕. กัสสปสงั ยุต
กัสสปสังยุต แปลว่า ประมวลเร่ืองพระมหากัสสปะ หมายถึงเร่ืองราวเกี่ยวกับท่าน
พระมหากัสสปะที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ภิกษุท้ังหลายฟังบ้าง ท่านพระมหากัสสปะ
เลา่ เองบา้ ง สว่ นมากเกย่ี วกบั คณุ ธรรมและการประพฤตปิ ฏบิ ตั ขิ องทา่ น เชน่ ทา่ นพระมหากสั สปะ
เปน็ ผ้สู ันโดษในปัจจัย ๔ และถือธดุ งควัตรเปน็ ประจ�ำ มีพระสูตรทัง้ หมด ๑๓ สตู ร แต่ละสตู ร
มีความหมายและใจความส�ำคัญ ดังน้ี
๑. สันตุฏฐสูตร ว่าด้วยความสันโดษ คือ พระผู้มีพระภาคทรงสรรเสริญ ท่าน
พระมหากัสสปะว่าเป็นผู้มีความสันโดษด้วยปัจจัย ๔ คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และ
คลิ านปัจจัยเภสชั บริขาร ไม่หลงตดิ ใจในปัจจัย ๔ มองเห็นโทษ และใช้ปัจจยั ๔ อยา่ งรคู้ ุณคา่
ด้วยปัญญา ทรงแนะนำ� ใหภ้ ิกษทุ ง้ั หลายประพฤตปิ ฏิบัติตามท่านพระมหากัสสปะ
๒. อโนตตปั ปสี ตู ร วา่ ดว้ ยความไมส่ ะดงุ้ กลวั คอื ทา่ นพระมหากสั สปะกบั ทา่ นพระสารบี ตุ ร
สนทนาธรรมเกีย่ วกบั บุคคล ๒ ประเภท คอื (๑) บคุ คลผ้ไู ม่มีความเพียร ไมม่ คี วามสะดงุ้ กลวั
44 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
บาป เป็นผู้ไม่ควรเพ่ือตรัสรู้ เพ่ือนิพพาน (๒) บุคคลผู้มีความเพียร มีความสะดุ้งกลัวบาป
จึงเป็นผูค้ วรเพอื่ ตรัสรู้ เพื่อนพิ พาน
๓. จันทูปมาสูตร ว่าด้วยการเปรียบเทียบภิกษุกับดวงจันทร์ คือ พระผู้มีพระภาค
ทรงแสดงวิธีเข้าไปสู่ตระกูลของท่านพระมหากัสสปะโดยไม่ยึดติดในตระกูล เข้าไปสู่ตระกูล
โดยมุ่งประโยชนส์ ุข ไม่เขา้ ไปเพื่อหวงั ลาภสักการะ เปรยี บเหมอื น ดวงจันทร์ไม่ติดในนภากาศ
เมื่อท�ำไดอ้ ย่างนีก้ ารเขา้ ไปส่ตู ระกลู ก็ไม่มโี ทษ การแสดง ธรรมก็บรสิ ุทธ์ิ
๔. กุลูปกสูตร ว่าด้วยภิกษุเข้าไปสู่ตระกูล คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดง วิธีการ
เข้าไปสู่ตระกูลของท่านพระมหากัสสปะโดยไม่ยึดติดในปัจจัย ๔ และทรงแสดงคุณสมบัติ
ของภิกษุผู้สมควรเข้าไปสู่ตระกูล และภิกษุผู้ไม่สมควรเข้าไปสู่ตระกูล กล่าวคือภิกษุผู้มุ่งหวัง
ลาภ หวังความเคารพนบั ถือจากทายกเป็นตน้ ไม่สมควรเข้าไปสู่ตระกลู ส่วนภิกษุผไู้ มห่ วงั ลาภ
ไมห่ วงั ความเคารพนับถอื จงึ สมควรเข้าไป สูต่ ระกลู และพระองค์ทรงแนะน�ำให้ภกิ ษุท้ังหลาย
ปฏิบตั ิตามทา่ นพระมหากัสสปะ
๕. ชณิ ณสตู ร วา่ ดว้ ยความแก่ คอื พระผมู้ พี ระภาคทรงสนทนากบั ทา่ นพระมหากสั สปะ
ทรงปรารภความแก่ชราของท่านพระมหากัสสปะ จึงทรงแนะน�ำให้ท่านพระมหากัสสปะรับ
คหบดีจีวร รับโภชนะในท่ีนิมนต์และอยู่ในส�ำนักของพระองค์ แต่ท่านพระมหากัสสปะยังคง
ยืนยนั ท่จี ะอยใู่ นปา่ และถือธุดงควัตรเหมือนเดิม ด้วยอา้ งเหตผุ ล ๒ ประการ คือ (๑) การอยู่
เป็นสุขในปัจจุบัน (๒) เพ่ืออนุเคราะห์หมู่ชนในภายหลัง พระผู้มีพระภาคทรงอนุโมทนาตาม
ความปรารถนาของทา่ น
๖. โอวาทสตู ร วา่ ดว้ ยการใหโ้ อวาท คอื พระผมู้ พี ระภาครบั สง่ั ใหท้ า่ นพระมหากสั สปะ
อบรมสง่ั สอนภกิ ษทุ ง้ั หลายดว้ ยธรรมกี ถา ทา่ นพระมหากสั สปะกราบทลู วา่ บดั น้ี ภกิ ษทุ งั้ หลาย
เปน็ ผวู้ า่ ยากสอนยาก ไมอ่ ดทน ไมร่ บั คำ� พรำ�่ สอน เพราะไดเ้ หน็ สทั ธวิ หิ ารกิ ของพระอานนทแ์ ละ
สัทธิวิหาริกของพระอนุรุทธะกล่าวล่วงเกินกันและกันด้วยสุตะ ดังน้ัน พระผู้มีพระภาคจึงทรง
แสดงธรรมแก่ภิกษเุ หลา่ นั้น ให้เลิกการกระทำ� เช่นน้ัน ทง้ั นีเ้ พ่ือความเจรญิ ในธรรมวนิ ยั ต่อไป
๗. ทตุ ิยโอวาทสตู ร วา่ ดว้ ยการให้โอวาท สตู รที่ ๒ คอื พระผมู้ พี ระภาค รับส่งั ให้ท่าน
พระมหากัสสปะอบรมสั่งสอนภิกษุท้ังหลายด้วยธรรมีกถา ท่านพระมหากัสสปะกราบทูลว่า
ภกิ ษทุ ้งั หลายเปน็ ผู้วา่ ยากสอนยาก ไมอ่ ดทน ไมร่ บั ค�ำพร�่ำสอน ท้งั ไมม่ ศี รัทธา หิริ โอตตปั ปะ
วิริยะ ปัญญาในกุศลธรรม จึงหวังความเจริญในธรรมไม่ได้ เปรียบเหมือนดวงจันทร์ข้างแรม
ท่ีอับแสง ไม่เต็มดวง ไร้รัศมี ฉะนั้น การที่บุคคลไม่มีศรัทธาเป็นต้นนี้นับว่าเป็นความเสื่อม
แต่ถ้ามีศรัทธาเป็นต้น นับว่าเป็นความเจริญ เปรียบเหมือนดวงจันทร์ในวันเพ็ญเปล่งรัศมี
เจิดจ้า ฉะนน้ั พระผ้มู พี ระภาคทรงอนุโมทนาภาษติ ของทา่ นพระมหากัสสปะ
เล่มที่ ๘ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๑๖ 45
๘. ตตยิ โอวาทสูตร วา่ ดว้ ยการให้โอวาท สูตรท่ี ๓ คือ พระผูม้ พี ระภาครบั ส่ังให้ท่าน
พระมหากัสสปะอบรมสั่งสอนภิกษุท้ังหลายด้วยธรรมีกถา ท่านพระมหากัสสปะกราบทูลว่า
ภิกษุทั้งหลายเป็นผู้ว่ายากสอนยาก ไม่อดทน ไม่รับค�ำพร�่ำสอน โดยเคารพ พระผู้มีพระภาค
ทรงเห็นด้วยกับค�ำกล่าวของท่านพระมหากัสสปะ แล้วทรงแสดงความประพฤติของภิกษุ
ในครั้งก่อนกับภิกษุในสมัยปัจจุบันว่ามีความประพฤติแตกต่างกัน คือ ภิกษุเถระท้ังหลาย
ในสมัยกอ่ น ถอื ธดุ งควตั รมอี ยู่ป่าเป็นต้น และกล่าวสรรเสริญคุณแหง่ การอย่ปู า่ มีความสันโดษ
สงัดจากหมู่ ไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ ปรารภความเพียร และกล่าวสรรเสริญคุณธรรมเหล่าน้ี
เม่ือไป ณ ท่ีแห่งใดก็ได้รับการเคารพนับถือบูชาจากภิกษุท้ังหลาย แต่ในบัดนี้ ภิกษุเถระ
ทั้งหลายไม่ถือธุดงค์ ไม่สรรเสริญการประพฤติธุดงค์ ไม่เป็นผู้มักน้อย ไม่สันโดษ ไม่สงัดจาก
หมู่ เปน็ ผูค้ ลุกคลีดว้ ยหม่คู ณะ ไมป่ รารภความเพียร แตพ่ ากนั นิยมชื่อเสยี ง เกียรตยิ ศ มักมาก
ด้วยปัจจัย ๔ ภิกษุผู้น้อยท้ังหลายก็นิยมท�ำตาม การกระท�ำอย่างนี้จะไม่มีประโยชน์ มีแต่น�ำ
ทุกขม์ าใหต้ ลอดกาลนาน
๙. ฌานาภิญญสูตร ว่าด้วยฌานและอภิญญา คือ พระผู้มีพระภาคทรง ยกย่อง
สรรเสริญท่านพระมหากัสสปะว่า สามารถเข้าสมาบัติ และบรรลุอภิญญาเท่ากับพระองค์
เช่น พระผมู้ พี ระภาคทรงบรรลุฌาน ๔ ท่านพระมหากสั สปะก็สามารถบรรลฌุ าน ๔ ได้เช่นกนั
๑๐. อุปัสสยสูตร ว่าด้วยพระมหากัสสปะแสดงธรรมในส�ำนักภิกษุณี คือ
พระอานนท์ได้ชักชวนท่านพระมหากัสสปะไปส�ำนักภิกษุณีแห่งหนึ่ง ท่านพระมหากัสสปะได้
แสดงธรรมแก่เหล่าภิกษุณี หลังจากแสดงธรรมจบลง ภิกษุณีช่ือถุลลติสสาแสดงอาการ
ไมพ่ อใจกลา่ วดูหม่นิ ท่านวา่ เหตุไฉนจงึ มาแสดงธรรมต่อหนา้ พระอานนท์ผู้เปน็ มนุ ีปราดเปร่อื ง
ท่านพระมหากัสสปะจึงกล่าวสอนเชิงห้ามปรามโดยอ้างคุณวิเศษคือ อนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙
และอภิญญา ๖ ท่ีพระผู้มีพระภาคตรัสยกย่องสรรเสริญ ว่ามีเท่ากับพระองค์ ในที่สุดภิกษุณี
รปู น้ันไดล้ าสกิ ขาไป
๑๑. จีวรสูตร ว่าด้วยจีวร คือ ท่านพระมหากัสสปะถามพระอานนท์เก่ียวกับการ
บญั ญตั สิ กิ ขาบทวา่ ดว้ ยการขบฉนั ในตระกลู ๓ หมวดไวเ้ พอ่ื ประโยชนอ์ ะไร พระอานนทต์ อบวา่
เพือ่ ประโยชน์ ๓ ประการ คอื
๑. เพอ่ื ข่มบคุ คลผูเ้ กอ้ ยาก
๒. เพอ่ื ความอยู่ผาสุกของเหลา่ ภกิ ษุผู้มศี ลี ดีงาม
๓. เพ่ืออนุเคราะห์ตระกูล มิให้เหล่าภิกษุผู้ปรารถนาช่ัวอาศัยพวกพ้องท�ำลาย
สงฆ์ให้แตกกัน
46 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
จากน้ันท่านพระมหากัสสปะได้สอนพระอานนท์และสัทธิวิหาริกของท่าน ในท�ำนอง
ว่ายังเปน็ เดก็ ไมค่ ุ้มครองอนิ ทรีย์ ไมร่ ูจ้ กั ประมาณในโภชนะ ไม่ปรารภความเพียร เทย่ี วเหยียบ
ยำ่� ข้าวกล้า เบยี ดเบยี นตระกูลท้ังหลาย
ภิกษุณีชื่อถุลลนันทาไม่พอใจท่ีท่านพระมหากัสสปะกล่าวรุกรานพระอานนท์ เช่นน้ัน
จึงกลา่ วว่าทา่ นพระมหากัสสปะเคยเป็นอญั เดยี ร์ถยี ์ จึงไดก้ ลา่ วหาพระอานนท์
ท่านพระมหากัสสปะจึงบันลือสีหนาทเล่าเรื่องตั้งแต่ท่านออกบวชตั้งใจอุทิศต่อ
พระอรหันต์ จนกระทั่งเดินทางมาพบพระผู้มีพระภาคที่ประทับอยู่พหุปุตตเจดีย์ระหว่าง
กรุงราชคฤห์กับเมืองนาลันทา ได้รับอนุญาตให้อุปสมบทในพระพุทธศาสนาด้วยพระโอวาท
๓ ประการ คือ
๑. ให้ตง้ั หริ ิโอตตปั ปะอย่างแรงกลา้ ในพระเถระ พระมัชฌิมะ และพระนวกะ
๒. ให้ตั้งใจฟังธรรมที่เป็นกุศล ไตร่ตรองด้วยปัญญาแล้วน�ำไปปฏิบัติจน เกิด
ประโยชน์
๓. พจิ ารณากายคตาสตอิ ย่เู สมอ
ในวันที่ ๘ นับจากวันท่ีได้รับพระโอวาทนั้น ก็บรรลุอรหัตตผล นอกจากน้ีแล้วก็ได้
เคยถวายผ้าสังฆาฏิแด่พระผู้มีพระภาค และพระผู้มีพระภาคได้ทรงประทานผ้าป่านบังสุกุล
ของพระองค์แก่ท่าน ในด้านคุณวิเศษก็ได้รับการยกย่องสรรเสริญจาก พระผู้มีพระภาคว่า
มีเท่ากับพระองค์ และสามารถท�ำให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ ดังน้ัน
จึงไมค่ วรเขา้ ใจผดิ ในคุณวเิ ศษเหล่านี้
๑๒. ปรัมมรณสูตร ว่าด้วยตถาคตตายแล้วเกิดอีกหรือไม่เกิด คือ ท่านพระมหา-
กัสสปะสนทนาธรรมกับพระสารีบุตร โดยพระสารีบุตรเป็นผู้ถามท่านพระมหากัสสปะ
เกย่ี วกับอตั ตา (ตัวตน) ตั้งเป็นคำ� ถามได้ ๔ ประเด็น คือ
๑. ตถาคตตายแลว้ เกิดอกี หรือ
๒. ตถาคตตายแล้ว ไม่เกดิ อีกหรอื
๓. ตถาคตเกดิ อกี และไมเ่ กดิ อกี หรอื
๔. ตถาคตเกิดอกี ก็มิใช่ ไม่เกิดอีกกม็ ิใช่หรือ
ท่านพระมหากสั สปะตอบว่า ปญั หาเหล่านี้พระผู้มพี ระภาคไม่ทรงตอบเพราะพระองค์
ทรงเห็นว่าไม่มีประโยชน์ ไม่เป็นเบื้องต้นแห่งการประพฤติพรหมจรรย์ ไม่เป็นไปเพ่ือความ
เบื่อหน่าย คลายก�ำหนัด สงบระงับ ตรัสรู้ และเพ่ือนิพพาน ปัญหาท่ีพระองค์ทรงตอบคือ
ทุกข์ เหตุเกิดแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และปฏิปทาท่ีให้ถึงความดับทุกข์ เพราะธรรมเหล่านี้มี
เล่มที่ ๘ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๑๖ 47
ประโยชน์ เปน็ เบ้ืองตน้ แหง่ การประพฤติพรหมจรรย์ เป็นไปเพือ่ ความเบอื่ หน่าย คลายก�ำหนดั
สงบระงับ ตรสั รู้ และเพอ่ื นิพพาน
๑๓. สัทธัมมัปปฏิรูปกสูตร ว่าด้วยสัทธรรมปฏิรูป คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดง
ต้นเหตุแห่งความเสื่อมและความเจริญแห่งสัทธรรมแก่ท่านพระมหากัสสปะว่า เหตุที่ท�ำให้
สัทธรรมเส่ือมสญู มี ๕ ประการ คอื
๑. บริษทั ๔ ในธรรมวินยั น้ีไมเ่ คารพยำ� เกรงในพระศาสดา
๒. บรษิ ทั ๔ ในธรรมวินยั นี้ไม่เคารพยำ� เกรงในพระธรรม
๓. บริษทั ๔ ในธรรมวินัยนไี้ มเ่ คารพย�ำเกรงในพระสงฆ์
๔. บรษิ ทั ๔ ในธรรมวินัยน้ไี ม่เคารพยำ� เกรงในสกิ ขา
๕. บรษิ ทั ๔ ในธรรมวนิ ยั นไ้ี ม่เคารพย�ำเกรงในสมาธิ
สว่ นเหตุท่ที ำ� ใหส้ ทั ธรรมเจริญต้ังม่ันก็มนี ยั ตรงข้ามกับท่ีกล่าวแล้ว
๖. ลาภสักการสงั ยุต
ลาภสักการสังยุต แปลว่า ประมวลเร่ืองเกี่ยวกับลาภสักการะ หมายถึงประมวล
พระสูตรท่ีเกี่ยวกับลาภสักการะและความสรรเสริญท่ีพระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า เป็นส่ิง
ทารณุ เผด็ ร้อน หยาบคาย และเป็นอนั ตรายตอ่ การบรรลธุ รรม มีพระสตู รท้ังหมด ๔๒ สูตร
จดั แบง่ เป็นวรรคได้ ๔ วรรค วรรคท่ี ๑-๓ มวี รรคละ ๑๐ สูตร ส่วนวรรคท่ี ๔ มี ๑๒ สตู ร
ดังมรี ายละเอยี ดต่อไปน้ี
๖.๑ ปฐมวรรค
ปฐมวรรค แปลว่า หมวดที่ ๑ ช่อื วรรคต้งั ตามลำ� ดับวรรคทม่ี อี ยู่ในสังยตุ นี้ มีพระสตู ร
ท้งั หมด ๑๐ สูตร แต่ละสตู รมคี วามหมายและใจความส�ำคัญ ดังน้ี
๑. ทารณุ สตู ร วา่ ดว้ ยลาภสกั การะและความสรรเสรญิ เปน็ สงิ่ ทารณุ คอื พระผมู้ พี ระภาค
ทรงแสดงว่า ลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นสิ่งทารุณ เผ็ดร้อน หยาบคาย และเป็น
อันตรายต่อการบรรลธุ รรมซ่ึงภิกษทุ ั้งหลายจะตอ้ งละใหไ้ ด้ เพ่ือไม่ให้ ครอบง�ำจติ
๒. พฬิสสูตร ว่าด้วยลาภสักการะและความสรรเสริญเปรียบเหมือนเบ็ด คือ
พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงวา่ ลาภสกั การะและความสรรเสรญิ เปน็ สง่ิ ทารณุ เผด็ รอ้ น หยาบคาย
และเปน็ อนั ตรายตอ่ การบรรลธุ รรม ภกิ ษผุ เู้ หน็ แกล่ าภสกั การะและความสรรเสรญิ เปรยี บเหมอื น
48 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสุตตันตปฎิ ก
ปลาทเ่ี หน็ แกเ่ หยอ่ื กลนื กนิ เบด็ ของนายพราน ยอ่ มไดร้ บั ทกุ ข์ ถงึ ความพนิ าศ ถกู พรานเบด็ ทำ� ได้
ตามใจปรารถนา
๓. กมุ มสตู ร วา่ ดว้ ยภกิ ษตุ ดิ ลาภสกั การะและความสรรเสรญิ เปรยี บเหมอื นเตา่ ถกู เชอื ก
มัด คอื พระผู้มพี ระภาคทรงแสดงว่า ลาภสกั การะและความสรรเสรญิ เปน็ สง่ิ ทารณุ เผด็ รอ้ น
หยาบคาย และเป็นอนั ตรายต่อการบรรลธุ รรม ภิกษุผู้เห็นแกล่ าภสกั การะและความสรรเสริญ
เปรียบเหมอื นเต่าหวั ดื้อท่ถี กู นายพรานยิงดว้ ย ลกู ดอก เพราะไมเ่ ช่ือฟังคำ� เตือนของเตา่ ดว้ ยกัน
จึงถงึ ความพินาศ
๔. ทีฆโลมิกสูตร ว่าด้วยภิกษุติดลาภสักการะและความสรรเสริญเปรียบเหมือน
แกะขนยาวถกู หนามเกีย่ ว คือ พระผูม้ พี ระภาคทรงแสดงว่า ลาภสักการะและความสรรเสริญ
เปน็ สง่ิ ทารณุ และเปน็ อนั ตรายตอ่ การบรรลธุ รรม ภกิ ษผุ เู้ หน็ แกล่ าภสกั การะ และความสรรเสรญิ
เปรียบเหมอื นแกะขนยาวทเ่ี ขา้ ไปในพงหนาม ยอ่ มถกู หนามเกย่ี วเกาะไว้ ได้รบั ทกุ ข์ ฉะนน้ั
๕. มีฬหกสูตร ว่าด้วยภิกษุติดลาภสักการะและความสรรเสริญเปรียบเหมือน
แมลงวนั กนิ คถู คอื พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงวา่ ลาภสกั การะและความสรรเสรญิ เปน็ สงิ่ ทารณุ
และเป็นอันตรายต่อการบรรลุธรรม ภิกษุผู้เห็นแก่ลาภสักการะและความสรรเสริญ เปรียบ
เหมือนแมลงวันกนิ คถู แม้วา่ ท้องจะเตม็ แลว้ มันยงั โลภอยากกนิ คถู กองอ่นื อยู่ร�ำ่ ไป
๖. อสนิสูตร ว่าด้วยภิกษุติดลาภสักการะและความสรรเสริญเปรียบเหมือนสายฟ้า
คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า ลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นสิ่งทารุณ เผ็ดร้อน
หยาบคาย และเป็นอันตรายต่อการบรรลธุ รรม ภกิ ษผุ เู้ ห็นแกล่ าภสกั การะและความสรรเสรญิ
เปรยี บเหมอื นสายฟ้าฟาด ฉะน้ัน
๗. ทิทธสูตร ว่าด้วยภิกษุติดลาภสักการะและความสรรเสริญเปรียบเหมือน ลูกศร
อาบยาพิษ คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า ลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นส่ิงทารุณ
และเป็นอันตรายต่อการบรรลุธรรม ภิกษุผู้เห็นแก่ลาภสักการะและความสรรเสริญ เปรียบ
เหมือนถกู ลูกศรปักติดไว้ ฉะน้นั
๘. สิคาลสูตร ว่าด้วยภิกษุติดลาภสักการะและความสรรเสริญเปรียบเหมือน
สุนัขจ้ิงจอกเป็นโรคเรื้อน คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า ลาภสักการะและความสรรเสริญ
เป็นส่ิงทารุณ และเป็นอันตรายต่อการบรรลุธรรม ภิกษุผู้เห็นแก่ลาภ สักการะและความ
สรรเสรญิ เปรยี บเหมือนสนุ ขั จิง้ จอกเป็นโรคเร้ือนจะไปอยู่ ณ ท่ีไหน ๆ ก็ไม่พอใจ ไมม่ คี วามสขุ
ฉะน้ัน
๙. เวรัมภสูตร ว่าด้วยภิกษุติดลาภสักการะและความสรรเสริญเปรียบเหมือนนก
ถกู ลมบา้ หมพู ดั คอื พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงวา่ ลาภสกั การะและความสรรเสรญิ เปน็ สง่ิ ทารณุ
เล่มท่ี ๘ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๑๖ 49
และเป็นอันตรายต่อการบรรลุธรรม ภิกษุถูกลาภสักการะและความสรรเสริญครอบง�ำจิตแล้ว
ในที่สุดตอ้ งบอกคนื สิกขากลับมาเป็นคฤหัสถ์ บรขิ ารกระจดั กระจายไปเปรยี บเหมอื นนกถูกลม
บา้ หมูพดั ให้อวยั วะฉีกขาดกระจดั กระจายไป
๑๐. สคาถกสูตร ว่าด้วยลาภสักการะและความสรรเสริญ มีอบายเป็นผล คือ
พระผู้มีพระภาคทรงแสดงพระธรรมเทศนาพรอ้ มท้ังคาถาว่า ลาภสกั การะและความสรรเสรญิ
เปน็ สิ่งทารณุ และเป็นอนั ตรายตอ่ การบรรลธุ รรม บุคคลผถู้ กู ลาภสักการะ และความสรรเสรญิ
ครอบงำ� จติ แลว้ หลังจากตายแลว้ ย่อมเข้าถึงอบาย ทคุ ติ วินบิ าต นรก
๖.๒ ทตุ ิยวรรค
ทุติยวรรค แปลว่า หมวดที่ ๒ ชือ่ วรรคตงั้ ตามล�ำดบั วรรคที่มอี ยใู่ นสงั ยุตน้ี มีพระสูตร
ท้ังหมด ๑๐ สตู ร แตล่ ะสตู รมีความหมายและใจความส�ำคญั ดงั นี้
๑. สุวัณณปาติสูตร ว่าด้วยถาดทองค�ำ คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า ลาภ
สักการะและความสรรเสริญเป็นสิ่งทารุณ และเป็นอันตรายต่อการบรรลุธรรม แม้บุคคล
ผู้ไม่เคยพูดเท็จมาแต่เดิม เมื่อถูกลาภสักการะและความสรรเสริญครอบง�ำจิต เขาก็สามารถ
พดู เท็จได้
๒. รูปิยปาติสูตร ว่าด้วยถาดรูปิยะ คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า ลาภ สักการะ
และความสรรเสริญเป็นส่ิงทารุณ และเป็นอันตรายต่อการบรรลุธรรม แม้บุคคลผู้ไม่เคย
พูดเท็จเพราะเหตุแห่งถาดทองค�ำ เม่ือถูกลาภสักการะและความสรรเสริญ ครอบง�ำจิต เขาก็
สามารถพูดเทจ็ ได้
๓-๑๐. สุวัณณนิกขสุตตาทิอัฏฐกะ ว่าด้วยพระสูตร ๘ สูตร มีสูตรว่าด้วย
ทองค�ำแท่งเป็นต้น คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า ลาภสักการะและความสรรเสริญ
เป็นสิ่งทารุณ และเป็นอันตรายต่อการบรรลุธรรม บุคคลแม้จะล่อด้วยทองค�ำแท่ง ทองค�ำ
๑๐๐ แท่ง ทองสิงคี ทองสิงคี ๑๐๐ แท่ง แผ่นดินเต็มด้วยแร่ทองค�ำ ของก�ำนัล ชีวิต และ
นางงามประจ�ำแคว้นก็ไม่พูดเท็จทั้งที่รู้ แต่เม่ือถูกลาภสักการะและความสรรเสริญครอบง�ำจิต
เขากส็ ามารถพูดเท็จได้
๖.๓ ตตยิ วรรค
ตติยวรรค แปลวา่ หมวดที่ ๓ ช่อื วรรคตง้ั ตามล�ำดับวรรคท่มี อี ยใู่ นสงั ยุตนี้ มีพระสูตร
ทั้งหมด ๑๐ สูตร แตล่ ะสตู รมคี วามหมายและใจความส�ำคัญ ดงั น้ี
๑. มาตุคามสูตร ว่าด้วยมาตุคาม คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า ลาภสักการะ
50 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
และความสรรเสริญเป็นสิ่งทารุณ และเป็นอันตรายต่อการบรรลุธรรม แม้มาตุคาม ๑ คน
ก็ไมส่ ามารถย่ำ� ยจี ติ ของภิกษรุ ูปหนง่ึ ไดเ้ ทา่ กบั ลาภสกั การะและความสรรเสริญ
๒. กัลยาณิสูตร ว่าด้วยนางงาม คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า ลาภสักการะ
และความสรรเสริญเป็นส่ิงทารุณ และเป็นอันตรายต่อการบรรลุธรรม แม้นางงามประจ�ำ
แคว้น ๑ คน กไ็ มส่ ามารถย่ำ� ยจี ติ ของภิกษไุ ดเ้ ท่ากบั ลาภสักการะและความสรรเสริญ
๓. เอกปตุ ตกสตู ร วา่ ดว้ ยบตุ รคนเดยี ว คอื พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงวา่ ลาภสกั การะ
และความสรรเสริญเป็นส่ิงทารุณ และเป็นอันตรายต่อการบรรลุธรรม ถ้าอุบาสิกาผู้มีศรัทธา
เมื่อจะวิงวอนบุตรผู้น่ารักคนเดียวของตนอย่างถูกต้อง พึงวิงวอนว่า ขอเจ้าจงท�ำตัวเหมือน
จิตตคหบดีและหัตถกอาฬวกอุบาสก ถ้าออกบวชก็จงท�ำตัวเหมือนพระสารีบุตร และ
พระมหาโมคคัลลานะ เพราะท่านเหล่าน้ีเป็นผู้วัดได้ช่ังได้ แต่ขออย่าให้ลาภสักการะและ
ความสรรเสริญครอบงำ� จิตเจา้ เลย
๔. เอกธีตุสูตร ว่าด้วยธิดาคนเดียว คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า ลาภสักการะ
และความสรรเสริญเป็นสิ่งทารุณ และเป็นอันตรายต่อการบรรลุธรรม ถ้าอุบาสิกาผู้มีศรัทธา
เม่ือจะวิงวอนธิดาผู้น่ารักคนเดียวของตนอย่างถูกต้อง พึงวิงวอนว่า ขอเจ้าจงท�ำตัวหมือน
นางขุชชุตตราอุบาสิกาและนางนันทมารดา ถ้าออกบวชก็จงท�ำตัวเหมือนพระเขมาเถรีและ
พระอบุ ลวรรณาเถรี แตข่ ออยา่ ใหล้ าภสักการะและ ความสรรเสรญิ ครอบง�ำจติ เจ้าเลย
๕-๗. สมณพราหมณสูตร ทุติยสมณพราหมณสูตร ตติยสมณพราหมณสูตร ต่างว่า
ด้วยสมณพราหมณ์ คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า ถ้าสมณพราหมณ์ ไม่รู้คุณ โทษ และ
เครื่องสลัดออกจากลาภสักการะและความสรรเสริญตามความ เป็นจริง ไม่ช่ือว่าเป็น
สมณพราหมณ์ และไม่สามารถท�ำประโยชน์อันยิ่งใหญ่ของตนได้ ต่อเม่ือรู้คุณ โทษ และ
เครื่องสลัดออกจากลาภสักการะและความสรรเสริญ จึงช่ือว่าเป็นสมณพราหมณ์ และ
สามารถทำ� ประโยชนอ์ ันยงิ่ ใหญ่ได้
๘. ฉวสิ ตู ร วา่ ดว้ ยผวิ คอื พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงวา่ ลาภสกั การะและความสรรเสรญิ
เปน็ ส่ิงทารณุ ยอ่ มตดั ผิว ตดั หนงั เนื้อ เอน็ กระดกู และเยือ่ ในกระดูก
๙. รชั ชุสูตร ว่าดว้ ยเชือก คอื พระผูม้ พี ระภาคทรงแสดงว่า ลาภสกั การะ และความ
สรรเสรญิ เปน็ สงิ่ ทารณุ เปรียบเหมอื นบุรษุ ผู้ทรงพลงั เอาเชอื กขนหางสัตว์ อย่างเหนียวพันแข้ง
แล้วสีไปมา เชือกพึงตดั ผวิ ตัดหนงั เนอ้ื เอ็น กระดกู และเยอื่ ในกระดกู ฉะนนั้
๑๐. ภิกขุสูตร ว่าด้วยภิกษุ คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า ลาภสักการะและ
ความสรรเสรญิ เปน็ ส่ิงทารณุ เผ็ดรอ้ น หยาบคาย และเปน็ อนั ตรายต่อธรรมเคร่อื ง อยู่เป็นสขุ
ในปัจจุบันของพระขณี าสพ
เล่มที่ ๘ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๑๖ 51
๖.๔ จตตุ ถวรรค
จตุตถวรรค แปลวา่ หมวดที่ ๔ ชื่อวรรคตง้ั ตามลำ� ดับวรรคท่มี อี ยใู่ นวรรคน้ี มีพระสตู ร
ทงั้ หมด ๑๐ สตู ร แตล่ ะสตู รมคี วามหมายและใจความสำ� คญั ดงั น้ี
๑. ภินทิสูตร ว่าด้วยการท�ำลาย คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า ลาภสักการะ
และความสรรเสรญิ เป็นสิ่งทารณุ ท�ำอันตรายกศุ ลมูลของพระเทวทัตใหข้ าดสูญไป
๒. กุสลมูลสูตร ว่าด้วยกุศลมูล คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า ลาภสักการะ
และความสรรเสริญเปน็ สงิ่ ทารณุ ท�ำอนั ตรายกศุ ลมูลของพระเทวทตั ใหข้ าดสญู ไป
๓. กสุ ลธมั มสตู ร วา่ ดว้ ยกศุ ลธรรม คอื พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงวา่ ลาภสกั การะและ
ความสรรเสริญเปน็ สง่ิ ทารณุ ทำ� อันตรายกศุ ลธรรมของพระเทวทตั ให้ขาดสญู ไป
๔. สุกกธัมมสูตร ว่าด้วยธรรมขาว คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า ลาภสักการะ
และความสรรเสริญเปน็ ส่งิ ทารณุ ท�ำอนั ตรายธรรมฝา่ ยขาวของพระเทวทตั ใหข้ าดสญู ไป
๕. อจิรปักกันตสูตร ว่าด้วยการหลีกไปไม่นาน คือ พระผู้มีพระภาคประทับอยู่
ณ ภูเขาคิชฌกูฏ เขตกรุงราชคฤห์ เมื่อพระเทวทัตหลีกไปไม่นาน พระองค์จึงตรัสแก่ภิกษุ
ท้ังหลายว่า ลาภสักการะและความสรรเสริญเกิดแก่พระเทวทัตเพ่ือฆ่าตนเอง เพื่อความเส่ือม
เปรียบเหมือนต้นกล้วยเม่ือเผล็ดผลก็เพื่อฆ่าตนเอง ต้นไผ่ออกขุยเพื่อฆ่าตนเอง ต้นอ้อออก
ดอกเพือ่ ฆา่ ตนเอง แม่ม้าอสั ดรตั้งครรภเ์ พือ่ ฆา่ ตนเอง ฉะน้ัน
๖. ปัญจรถสตสูตร ว่าด้วยราชรถ ๕๐๐ คือ พระผู้มีพระภาคตรัสห้ามไม่ให้ภิกษุ
ยินดีลาภสักการะและความสรรเสริญท่ีเกิดแก่พระเทวทัต ท่ีอชาตศัตรูราชกุมารรับสั่งให้
น�ำภัตตาหารบรรทุกราชรถ ๕๐๐ คันน�ำไปถวายบ�ำรุงทุกเช้าเย็น ทรงให้เหตุผลว่า ถึงจะมี
ลาภสักการะมากอย่างนี้ พระเทวทัตก็ไม่เจริญในธรรมวินัยน้ี มีแต่ความเส่ือม เปรียบเหมือน
สุนัขดุท่ีเขาขยีด้ หี มดี ปี ลาใสใ่ นจมกู มีแตจ่ ะเพมิ่ ความ ดรุ ้ายหลายเท่า ฉะนน้ั
๗. มาตุสูตร ว่าด้วยมารดา คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า ลาภสักการะ และ
ความสรรเสรญิ เป็นสิ่งทารณุ และเป็นอนั ตรายตอ่ การบรรลุธรรม ผูท้ ่ีไม่กล้า พดู เทจ็ ทงั้ ทรี่ ู้ตอ่
มารดา เม่อื ถกู ลาภสักการะและความสรรเสรญิ ครอบง�ำจิต เขาก็สามารถพดู เทจ็ ได้
๘-๑๐. ปติ สุ ตุ ตาทฉิ กั กะ วา่ ดว้ ยพระสตู ร ๖ สตู ร มปี ติ สุ ตู รเปน็ ตน้ คอื พระผมู้ พี ระภาค
ทรงแสดงว่า ลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นส่ิงทารุณ เผ็ดร้อน หยาบคาย และเป็น
อันตรายต่อการบรรลุธรรม ผู้ท่ีไม่กล้าพูดเท็จทั้งท่ีรู้ต่อบิดา พี่ชาย น้องชาย พี่สาวน้องสาว
บตุ รธดิ า แตเ่ มื่อถกู ลาภสักการะและความสรรเสรญิ ครอบง�ำจิต เขาก็สามารถพูดเท็จได้
52 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปิฎก
๗. ราหุลสังยุต
ราหุลสังยุต แปลว่า ประมวลเร่ืองพระราหุล หมายถึงพระสูตรท่ีเกี่ยวกับพระราหุล
ทูลถามปัญหากับพระผู้มีพระภาคเกี่ยวกับขันธ์ ๕ ว่า เท่ียงหรือไม่เท่ียง พระผู้มีพระภาค
ทรงแสดงในลักษณะถามตอบ โดยพระองค์ตรัสถาม พระราหุลเป็นผู้ตอบ มีพระสูตรท้ังหมด
๒๒ สตู ร จัดแบง่ เป็นวรรคได้ ๒ วรรค วรรคที่ ๑ มี ๑๐ สตู ร วรรคท่ี ๒ มี ๑๒ สูตร ดงั มี
รายละเอยี ดต่อไปน้ี
๗.๑ ปฐมวรรค
ปฐมวรรค แปลวา่ หมวดท่ี ๑ ชือ่ วรรคต้ังตามลำ� ดับวรรคท่ีมอี ย่ใู นสงั ยตุ น้ี มพี ระสูตร
ทั้งหมด ๑๐ สูตร แตล่ ะสูตรมคี วามหมายและใจความส�ำคญั ดังน้ี
๑. จกั ขสุ ตู ร วา่ ดว้ ยจกั ษุ คอื พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมแกพ่ ระราหุล เกยี่ วกับ
อายตนะภายใน ๖ มีจักษุ เป็นต้น ในลักษณะถามตอบ โดยพระผู้มีพระภาคตรัสถาม
พระราหุลเป็นผู้ตอบ และตอนท้ายพระองค์ทรงสรุปว่า อายตนะภายใน ๖ มีจักษุเป็นต้นนั้น
ไม่เท่ียง เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดา จึงไม่ควรยึดมั่นว่าเป็นเรา หรือเป็นอัตตา
ของเรา
๒. รูปสูตร ว่าด้วยรูป คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมแก่พระราหุล เก่ียวกับ
อายตนะภายนอก ๖ มรี ปู เปน็ ตน้ ในลกั ษณะถามตอบ โดยพระผมู้ พี ระภาคตรสั ถาม พระราหลุ
เป็นผู้ตอบ และตอนท้ายพระองค์ทรงสรุปว่า อายตนะ ภายนอก ๖ มีรูปเป็นต้น ไม่เท่ียง
เปน็ ทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดา จึงไม่ควร ยึดม่นั วา่ เป็นของเรา หรือเป็นอัตตาของเรา
๓. วิญญาณสูตร ว่าด้วยวิญญาณ คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมแก่พระราหุล
เก่ียวกับวิญญาณ ๖ มีจักขุวิญญาณ เป็นต้น ในลักษณะถามตอบ และตอนท้ายพระองค์ทรง
สรปุ วา่ จกั ขุวิญญาณ เป็นตน้ ไม่เทย่ี ง เปน็ ทกุ ข์ มีความแปรผนั เปน็ ธรรมดา จงึ ไม่ควรยดึ มน่ั ว่า
เปน็ ของเรา หรือเป็นอตั ตาของเรา
๔. สัมผัสสสูตร ว่าด้วยสัมผัส คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมแก่ พระราหุล
เก่ียวกับสัมผัส ๖ มีจักขุสัมผัสเป็นต้น ในลักษณะถามตอบ โดยพระผู้มีพระภาคตรัสถาม
พระราหุลเป็นผู้ตอบ และตอนท้ายพระองค์ทรงสรุปว่า จักขุสัมผัสเป็นต้น ไม่เที่ยง เป็นทุกข์
มคี วามแปรผนั เปน็ ธรรมดา จงึ ไมค่ วรยดึ มนั่ วา่ เปน็ ของเรา หรอื เปน็ อตั ตาของเรา เมอื่ อรยิ สาวก
เหน็ อย่างน้ี ยอ่ มเบ่อื หน่ายคลายกำ� หนดั ในสัมผัส ๖ นน้ั
เลม่ ท่ี ๘ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๑๖ 53
๕. เวทนาสูตร ว่าด้วยเวทนา คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมแก่พระราหุล
เก่ียวกับเวทนา ๖ มีจักขุสัมผัสสชาเวทนาเป็นต้นว่า ไม่เท่ียง เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็น
ธรรมดา จึงไม่ควรยึดมั่นว่าเป็นของเรา หรือเป็นอัตตาของเรา เมื่ออริยสาวกเห็นอย่างนี้
ย่อมเบื่อหน่าย คลายกำ� หนดั ในเวทนา ๖ นั้น
๖. สัญญาสูตร ว่าด้วยสัญญา คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมแก่พระราหุล
เก่ียวกับสัญญา ๖ มีรูปสัญญาเป็นต้นว่า ไม่เท่ียง เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดา
จึงไมค่ วรยึดม่นั วา่ เป็นของเรา หรอื เปน็ อตั ตาของเรา เม่ืออริยสาวกเหน็ อย่างน้ี ย่อมเบอ่ื หนา่ ย
คลายกำ� หนัดในสัญญา ๖ นนั้
๗. สัญเจตนาสูตร ว่าด้วยสัญเจตนา คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมแก่
พระราหุลเกี่ยวกับสัญเจตนา ๖ มีรูปสัญเจตนาเป็นต้นว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผัน
เป็นธรรมดา จึงไ่ม่ควรยึดมั่นว่าเป็นของเรา หรือเป็นอัตตาของเรา เม่ืออริยสาวกเห็นอย่างนี้
ย่อมเบือ่ หนา่ ย คลายกำ� หนดั ในสญั เจตนา ๖ นัน้
๘. ตัณหาสูตร ว่าด้วยตัณหา คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมแก่พระราหุล
เก่ียวกับตัณหา ๖ ว่า ไม่เท่ียง เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดา จึงไม่ควรยึดมั่นว่าเป็น
ของเรา หรือเป็นอัตตาของเรา เม่ืออริยสาวกเห็นอย่างน้ีย่อมเบื่อหน่าย คลายก�ำหนัดจาก
ตณั หา ๖ นน้ั
๙. ธาตุสูตร ว่าด้วยธาตุ คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมแก่พระราหุลเก่ียวกับ
ธาตุ ๖ มีปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ และวิญญาณธาตุว่า ไม่เท่ียง
เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดา จึงไม่ควรยึดม่ัน ว่าเป็นของเรา หรือเป็นอัตตาของเรา
เม่อื อรยิ สาวกเห็นอยา่ งน้ี ย่อมเบ่ือหนา่ ย คลายก�ำหนัดในธาตุ ๖ น้ัน
๑๐. ขันธสูตร ว่าด้วยขันธ์ คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมแก่พระราหุล
เก่ยี วกับขนั ธ์ ๕ มีรูปขนั ธเ์ ป็นตน้ วา่ ไม่เทย่ี ง เป็นทุกข์ มีความแปรผนั เปน็ ธรรมดา จึงไมค่ วร
ยึดมั่นว่าเป็นของเรา หรือเป็นอัตตาของเรา เมื่ออริยสาวกเห็นอย่างนี้ ย่อมเบ่ือหน่าย
คลายก�ำหนดั ในขนั ธ์ ๕ น้นั เมื่อเบ่ือหน่าย คลายกำ� หนดั จิตจงึ หลุดพ้นได้
๗.๒ ทตุ ิยวรรค
ทุติยวรรค แปลว่า หมวดท่ี ๒ มพี ระสตู รท้ังหมด ๑๒ สูตร แต่ละสูตรมีความหมาย
และใจความสำ� คัญ ดังน้ี
๑. จักขุสูตร ว่าด้วยจักษุ คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอายตนะภายใน ๖ มีจักษุ
เป็นต้น ในลักษณะถามตอบ โดยพระผู้มีพระภาคตรัสถาม พระราหุลเป็น ผู้ตอบ และ
54 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
พระองค์ทรงสรุปตอนท้ายของการถามตอบแต่ละครั้งว่า อายตนะภายใน ๖ มีจักษุเป็นต้นว่า
ไม่เท่ียง เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดา จึงไม่ควรยึดม่ันว่าเป็นของเรา หรือเป็นอัตตา
ของเรา เมื่ออริยสาวกเห็นอย่างน้ี ย่อมเบ่ือหน่ายในอายตนะเหล่านั้น เม่ือเบื่อหน่ายคลาย
ก�ำหนดั จติ จงึ หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย
๒-๑๐. รูปาทิสุตตนวกะ ว่าดว้ ยพระสูตร ๙ สตู ร มีรปู สตู รเปน็ ตน้ คอื พระผู้มพี ระภาค
ทรงแสดงธรรมแก่พระราหุลเก่ียวกับอายตนะภายนอก ๖ วิญญาณ ๖ สัมผัส ๖ เวทนา ๖
สญั ญา ๖ สัญเจตนา ๖ ตณั หา ๖ ธาตุ ๖ และขนั ธ์ ๕ วา่ ไมเ่ ทีย่ ง เปน็ ทุกข์ มคี วามแปรผัน
เป็นธรรมดา จึงไม่ควรยึดม่ันว่าเป็นของเราหรือเป็นอัตตาของเรา เมื่ออริยสาวกเห็นอย่างน้ี
ยอ่ มเบ่อื หนา่ ย คลายก�ำหนัด หลดุ พน้ จากอายตนะภายนอก ๖ เป็นตน้ น้นั
๑๑. อนุสยสูตร ว่าด้วยอนุสัย คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงวิธีละอหังการ
มมังการ และมานานุสัย ท่ีมีในขันธ์ ๕ มีรูปขันธ์เป็นต้นว่า เม่ือบุคคลเห็นขันธ์ ๕ อย่างใด
อย่างหน่ึงที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ที่เป็นไปในภายใน ภายนอก หยาบ ละเอียด เลว
ประณตี อยไู่ กล หรอื อยใู่ กลด้ ว้ ยสมั มปญั ญาตามความเปน็ จรงิ วา่ นน่ั ไมใ่ ชข่ องเรา เราไมเ่ ปน็ นนั่
น่ันไม่ใช่อตั ตาของเรา จงึ จะละอหังการ มมงั การ และอนุสยั ได้
๑๒. อปคตสูตร ว่าด้วยปราศจากอหังการ มมังการ และมานะ คือพระผู้มีพระภาค
ทรงแสดงวิธีท่ีจะท�ำให้ปราศจากอหังการ มมังการ และมานานุสัยที่มีในขันธ์ ๕ มีรูปขันธ์
เปน็ ตน้ เน้ือหาของพระสูตรนเ้ี หมอื นกับพระสูตรท่ี ๑๑
๘. ลักขณสงั ยุต
ลักขณสังยุต แปลว่า ประมวลเร่ืองเก่ียวกับพระลักขณะ หมายถึงประมวลพระสูตร
ที่เกี่ยวกับการถามปัญหาเรื่องเปรตชนิดต่าง ๆ ของท่านพระลักขณะ มีพระสูตรท้ังหมด
๒๑ สูตร จดั แบง่ เปน็ วรรคได้ ๒ วรรค วรรคท่ี ๑ มี ๑๐ สตู ร ส่วนวรรค ที่ ๒ มี ๑๑ สตู ร
ดงั มรี ายละเอียดตอ่ ไปน้ี
๘.๑ ปฐมวรรค
ปฐมวรรค แปลวา่ หมวดท่ี ๑ ชือ่ วรรคต้งั ตามล�ำดบั วรรคท่มี ีอยู่ในสงั ยตุ นี้ มีพระสูตร
ท้งั หมด ๑๐ สูตร แต่ละสูตรมีความหมายและใจความส�ำคัญ ดงั นี้
๑. อฏั ฐิกสูตร วา่ ด้วยเปรตมแี ต่โครงกระดกู คอื พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงบพุ กรรม
ของอัฏฐิสังขลิกเปรต (เปรตมีแต่โครงกระดูก) ท่ีพระมหาโมคคัลลานะเล่าให้พระลักขณะฟัง
เล่มที่ ๘ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๖ 55
ซึ่งเปรตตนน้ันพระองค์ก็เคยทอดพระเนตร แต่ไม่ทรงแสดงให้ใครฟัง เพราะทรงเห็นว่าไม่มี
ประโยชน์ ซ�ำ้ จะเป็นทกุ ข์แก่ผู้ที่ไม่เช่ือ บุพกรรมของเปรตนน้ั คือ เคยเป็นคนฆ่าโค
๒. เปสิสูตร ว่าด้วยเปรตมีแต่ร่างช้ินเนื้อ คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงบุพกรรม
ของมังสเปสิเปรตว่า เคยเป็นคนฆ่าโค ในกรุงราชคฤห์ เหตุที่พระองค์ทรงแสดงก็ทรงปรารภ
เหตุการณเ์ หมือนในพระสตู รท่ี ๑
๓. ปิณฑสูตร ว่าด้วยเปรตร่างก้อนเน้ือ คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงบุพกรรม
ของมังสปิณฑเปรตวา่ เคยเปน็ คนฆา่ นก ในกรุงราชคฤห์
๔. นิจฉวิสูตร ว่าด้วยเปรตร่างไม่มีผิวหนังเพศชาย คือ พระผู้มีพระภาคทรง
แสดงบพุ กรรมของนิจฉวิเปรตวา่ เคยเป็นคนฆา่ แกะ ในกรุงราชคฤห์
๕. อสิโลมสูตร ว่าด้วยเปรตร่างมีขนเป็นดาบเพศชาย คือ พระผู้มีพระภาคทรง
แสดงบุพกรรมของอสโิ ลมเปรตว่า เคยเป็นคนฆา่ หมู ในกรุงราชคฤห์
๖. สัตติสูตร ว่าด้วยเปรตร่างมีขนเป็นหอกเพศชาย คือ พระผู้มีพระภาคทรง
แสดงบุพกรรมของเปรตตนนั้นว่า เคยเปน็ พรานลา่ เนอ้ื
๗. อุสุโลมสูตร ว่าด้วยเปรตร่างมีขนเป็นลูกศรเพศชาย คือ พระผู้มีพระภาคทรง
แสดงบุพกรรมของเปรตตนนัน้ ว่า เคยเป็นเพชฌฆาต
๘. สูจิโลมสูตร ว่าด้วยเปรตมีร่างถูกเข็มทิ่มแทงเพศชาย คือ พระผู้มีพระภาค ทรง
แสดงบุพกรรมของเปรตตนนั้นวา่ เคยเปน็ นายสารถี
๙. ทุติยสูจิโลมสูตร ว่าด้วยเปรตมีร่างถูกเข็มท่ิมแทงเพศชาย สูตรท่ี ๒ คือ
พระผู้มพี ระภาคทรงแสดงบพุ กรรมของเปรตตนนั้นว่า เคยเป็นคนพดู ส่อเสยี ด
๑๐. กุมภัณฑสูตร ว่าด้วยเปรตมีอัณฑะโตเท่าหม้อ คือ พระผู้มีพระภาคทรง
แสดงบพุ กรรมของเปรตตนนน้ั ว่า เคยเป็นผูพ้ พิ ากษาโกงชาวบ้าน
๘.๒ ทตุ ิยวรรค
ทุตยิ วรรค แปลวา่ หมวดท่ี ๒ ชือ่ วรรคต้ังตามลำ� ดบั วรรคทมี่ ีอยใู่ นสงั ยตุ น้ี มพี ระสตู ร
ท้ังหมด ๑๑ สูตร แต่ละสูตรมีความหมายและใจความสำ� คัญ ดงั น้ี
๑. สสีสกสูตร ว่าด้วยเปรตจมหลุมคูถท่วมศีรษะเพศชาย คือ พระผู้มีพระภาคทรง
แสดงบุพกรรมของเปรตจมหลุมคูถท่วมศีรษะท่ีพระมหาโมคคัลลานะเล่าให้พระลักขณะฟัง
ซึ่งเปรตตนน้ัน พระองค์ก็เคยทอดพระเนตร แต่ไม่ทรงแสดงให้ใครฟัง เพราะทรงเห็นว่าไม่มี
ประโยชน์ ซ�้ำจะเป็นทุกข์แก่ผู้ที่ไม่เชื่อ บุพกรรมของเปรตนั้น คือ เคยเป็นชู้กับภรรยาของ
ผูอ้ ่ืน
56 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสุตตันตปิฎก
๒. คูถขาทสูตร ว่าด้วยเปรตกินคูถเพศชาย คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงบุพกรรม
ของเปรตตนนั้นว่า เคยเป็นพราหมณ์ได้เทคูถลงใส่รางอาหารแล้วนิมนต์ให้ พระฉันอาหารปน
คถู น้นั
๓. นจิ ฉวิตถสี ตู ร วา่ ดว้ ยเปรตร่างไมม่ ีผวิ หนงั เพศหญงิ คือ พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดง
บุพกรรมของเปรตตนนน้ั ว่า เคยเปน็ หญงิ ประพฤตนิ อกใจสามี
๔. มงั คลุ ติ ถสี ตู ร วา่ ดว้ ยเปรตรปู รา่ งนา่ เกลยี ดเพศหญงิ คอื พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดง
บุพกรรมของเปรตตนนน้ั ว่า เคยเปน็ แม่มด
๕. โอกิลินีสูตร ว่าด้วยเปรตร่างถูกไฟลวกเพศหญิง คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดง
บุพกรรมของเปรตตนนั้นว่า เคยเป็นอัครมเหสีของพระเจ้ากาลิงคะ นางเป็นคนขี้หึงได้เอา
กระทะใส่ถา่ นไฟคลอกหญงิ ร่วมสามี
๖. อสีสกสูตร ว่าด้วยเปรตศีรษะขาด คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงบุพกรรมของ
เปรตตนนัน้ ว่า เคยเป็นเพชฌฆาตฆ่าโจร
๗. ปาปภิกขุสูตร ว่าด้วยเปรตมีรูปเป็นภิกษุชั่ว คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดง
บุพกรรมของเปรตตนนั้นว่า เคยเป็นภิกษชุ ่วั ในศาสนาของพระกัสสปสมั มาสัมพุทธเจ้า
๘. ปาปภิกขุนีสูตร ว่าด้วยเปรตมีรูปเป็นภิกษุณีช่ัว คือ พระผู้มีพระภาคทรง
แสดงบพุ กรรมของเปรตตนนั้นว่า เคยเปน็ ภิกษณุ ีชว่ั
๙. ปาปสิกขมานาสูตร ว่าด้วยเปรตมีรูปเป็นนางสิกขมานาช่ัว คือ พระผู้มีพระภาค
ทรงแสดงบุพกรรมของเปรตตนนน้ั ว่า เคยเป็นนางสิกขมานาชว่ั
๑๐. ปาปสามเณรสูตร ว่าด้วยเปรตมีรูปเป็นสามเณรชั่ว คือ พระผู้มีพระภาค
ทรงแสดงบุพกรรมของเปรตตนน้นั ว่า เคยเป็นสามเณรชวั่
๑๑. ปาปสามเณรสี ตู ร วา่ ดว้ ยเปรตมรี ปู เปน็ สามเณรชี ว่ั คอื พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดง
บพุ กรรมของเปรตตนนั้นวา่ เคยเป็นสามเณรีช่ัวในพระศาสนาของพระกสั สปสัมมาสัมพทุ ธเจ้า
๙. โอปมั มสงั ยตุ
โอปัมมสังยุต แปลว่า ประมวลเรื่องเกี่ยวกับการเปรียบเทียบ หมายถึงประมวล
พระสูตรท่ีเก่ียวกับอกุศลธรรม และเมตตาเจโตวิมุตติเป็นต้น พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรม
เทศนาด้วยการเปรียบเทียบให้ภิกษุเข้าใจและมองเห็นได้ชัดเจน มีพระสูตรทั้งหมด ๑๒ สูตร
แต่ละสตู รมรี ายละเอยี ดต่อไปนี้
เลม่ ท่ี ๘ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๖ 57
๑. กูฏสูตร ว่าด้วยเรือนยอด คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า อกุศลธรรมทั้งหลาย
ล้วนมีอวิชชาเป็นมูลราก มีอวิชชาเป็นแหล่งรวม เม่ือจะก�ำจัด ต้องก�ำจัดด้วยอรหัตตมรรค
เปรียบเหมือนกลอนเรือนย่อมรวมกันท่ียอดเรือน เมื่อรื้อยอดเรือนออก กลอนเหล่านั้น
ก็ถูกรอ้ื ออกด้วย ฉะนัน้
๒. นขสิขสูตร ว่าด้วยฝุ่นติดปลายเล็บ คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า สัตว์ที่มา
เกิดในโลกมนุษย์มีน้อยกว่าสัตว์ที่ไปเกิดในก�ำเนิดอ่ืน เปรียบเหมือนฝุ่นท่ีติดปลายเล็บ
มนี อ้ ยกวา่ มหาปฐพี
๓. กุลสูตร ว่าด้วยตระกูล คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า เมตตาเจโตวิมุตติ
ท่ีภิกษุไม่เจริญ ไม่บ�ำเพ็ญให้มาก ภิกษุย่อมถูกอมนุษย์ก�ำจัดได้ง่าย เปรียบเหมือนตระกูล
ที่มสี ตรมี าก มีบรุ ษุ นอ้ ย ยอ่ มถูกพวกโจรผ้ใู ช้หม้อเปน็ เคร่อื งมือปลน้ ไดง้ ่าย ฉะน้นั
๔. โอกขาสูตร วา่ ด้วยการให้ทาน คือ พระผูม้ ีพระภาคทรงแสดงว่า เมตตาเจโตวิมตุ ติ
ทีบ่ คุ คลเจริญเพียงชั่วเวลารีดน้�ำนมโคมีผลมากกว่าการให้ทาน ๓ ครัง้ ครง้ั ละ ๑๐๐ หม้อ
๕. สัตติสูตร ว่าด้วยหอก คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า เมตตาเจโตวิมุตติ
ท่ีภิกษุเจริญบ�ำเพ็ญให้มากแล้ว ย่อมท�ำให้มารผู้คิดจะเบียดเบียนได้รับความล�ำบาก เปรียบ
เหมือนบุรุษเอามอื กำ� หอกที่คม เขาย่อมไดร้ บั ความล�ำบาก
๖. ธนุคคหสูตร ว่าด้วยการจับลูกธนู คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า อายุสังขาร
ของมนษุ ยส์ นิ้ ไปรวดเรว็ ยง่ิ กวา่ ความเรว็ ของบรุ ษุ ผชู้ ำ� นาญในการจบั ลกู ธนู ยงิ่ กวา่ ความเรว็ ของ
ดวงจนั ทรแ์ ละดวงอาทติ ย์ และความเร็วของเทวดาฉะนัน้
๗. อาณิสูตร ว่าด้วยลิ่ม คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า ในอนาคตภิกษุทั้งหลาย
จะไม่สนใจศึกษาเล่าเรียน และไม่ให้ความส�ำคัญพระพุทธพจน์ท่ีพระองค์ ตรัสไว้ลึกซ้ึง ท่ีเป็น
โลกตุ ตรธรรมประกอบดว้ ยความวา่ ง แต่จะพากันสนใจศึกษาเล่าเรียน และใหค้ วามส�ำคัญสูตร
ท่ีผู้เช่ียวชาญรจนาไว้ ที่เป็นบทกวีมีอักษรวิจิตร มีพยัญชนะวิจิตร เปรียบเหมือนตะโพนของ
พวกกษตั ริยท์ สารหะท่ีเหลอื แตโ่ ครงลิ่ม ฉะนั้น
๘. กลิงครสูตร ว่าด้วยหมอนท่อนไม้ คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า ในอนาคต
ภิกษุทั้งหลายจักเป็นผู้สุขุมาลชาติ มีฝ่ามือและเท้าอ่อนนุ่ม นอนบนท่ีนอนอ่อนนุ่ม จน
ดวงอาทิตย์ขึ้น มารผู้มีบาปจักได้ช่องได้โอกาสของพวกเธอ เปรียบเหมือนกษัตริย์ลิจฉวีท่ี
ประมาท ไม่ฝึกหดั ยทุ ธวิธีในการรบ พระเจ้าอชาตศัตรูยอ่ ม ได้ช่องได้โอกาสฉะน้ัน
๙. นาคสูตร ว่าด้วยช้าง คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงการเข้าไปสู่ตระกูล และ
การบรโิ ภคลาภอยา่ งมโี ทษและไรโ้ ทษของภกิ ษุ เปรยี บเหมอื นชา้ งทบ่ี รโิ ภคเหงา้ บวั ลา้ งใหส้ ะอาด
58 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
ดีแล้วจึงบริโภค การบริโภคอย่างน้ีจึงมีประโยชน์ต่อผิวพรรณและท�ำให้มีก�ำลัง ส่วนช้างอีก
พวกหน่งึ บรโิ ภคเหง้าบัวโดยไมล่ า้ งใหส้ ะอาด บริโภคเหง้าบวั พร้อมทงั้ โคลนตม การบรโิ ภคนั้น
ย่อมเกดิ โทษอย่างเดียว
๑๐. พิฬารสูตร ว่าด้วยแมว คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า ภิกษุผู้เข้าไปสู่บ้าน
หรือนคิ มไม่สำ� รวมอนิ ทรีย์ มจี ติ ก�ำหนัดในรปู สตรี จะถูกราคะรบกวนจิต ในทส่ี ุดตอ้ งลาสิกขา
ไปเป็นคฤหัสถ์ จัดว่าเป็นความตายในพระธรรมวินัยนี้ เปรียบเหมือนแมวที่กลืนหนูท้ังเป็น
ยอ่ มถูกหนกู ัดล�ำไสจ้ นถึงแก่ความตายฉะนั้น
๑๑. สิคาลสูตร ว่าด้วยสุนัขจ้ิงจอก คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า การได้บวช
ในพระธรรมวินัยน้ีเป็นสิ่งประเสริฐย่ิงและมีความอิสระทางจิต เปรียบเหมือนสุนัขจิ้งจอก
ที่ตอ้ งการเทย่ี วไปในทีไ่ หน ๆ กไ็ ปไดต้ ามชอบใจฉะน้ัน
๑๒. ทตุ ิยสิคาลสูตร ว่าดว้ ยสนุ ัขจิ้งจอก สตู รท่ี ๒ คอื พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า
ความกตญั ญกู ตเวทีบางอย่างยงั มีในสุนขั สว่ นภกิ ษุพึงมคี วามกตัญญกู ตเวทีมากกวา่ สนุ ัขน้ัน
๑๐. ภิกขสุ ังยตุ
ภิกขุสังยุต แปลว่า ประมวลเร่ืองเก่ียวกับภิกษุ หมายถึงประมวลพระสูตรที่เกี่ยวกับ
ภิกษุท่ีเป็นแบบอย่างท่ีดีแก่ภิกษุท้ังหลายมีพระสารีบุตร และพระมหาโมคคัลลานะเป็นต้น
มพี ระสูตรท้งั หมด ๑๐ สตู ร แต่ละสตู รมีรายละเอยี ดตอ่ ไปนี้
๑. โกลิตสูตร ว่าด้วยพระโกลิตะ คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงดุษณีภาพอัน
ประเสริฐแก่พระมหาโมคคัลลานะ คือการเป็นอยู่ด้วยทุติยฌานที่มีความผ่องใส ภายใน
มีภาวะทจ่ี ติ เปน็ หน่งึ ผดุ ขนึ้ ไมม่ วี ิตก ไม่มวี ิจาร มีแตป่ ตี ิและสุขอนั เกดิ จากสมาธอิ ยู่ ทรงแนะนำ�
พระมหาโมคคัลลานะไมใ่ หป้ ระมาทในดุษณภี าพอนั ประเสรฐิ น้ี
๒. อุปติสสสูตร ว่าด้วยพระอุปติสสะ คือ พระสารีบุตรแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย
เกยี่ วกบั ความไมม่ น่ั คงถาวรแหง่ สตั วแ์ ละสงั ขาร แมแ้ ตพ่ ระศาสดาผทู้ รงศกั ดใิ์ หญม่ ฤี ทธานภุ าพมาก
ยังแปรผนั ไป เมอ่ื คดิ ได้ดงั นี้ จึงไม่มโี สกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส และถอนอหังการ
มมงั การ มานานสุ ยั ได้
๓. ฆฏสูตร ว่าด้วยหม้อ คือ พระมหาโมคคัลลานะยกย่องสรรเสริญพระสารีบุตร
ตามพระด�ำรัสที่พระผู้มีพระภาคทรงยกย่องสรรเสริญว่า เป็นผู้ถึงฝั่งนิพพาน ผู้ยอดเยี่ยม
ด้วยปัญญา มีศีลและอุปสมะ (เป็นผู้สงบ) ซ่ึงเมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว พระมหาโมคคัลลานะ
เลม่ ท่ี ๘ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๖ 59
เปรียบเหมือนก้อนเกลอื เล็ก ๆ สว่ นพระสารบี ุตรเปรยี บเหมือนก้อนเกลือใหญ่
๔. นวสูตร ว่าด้วยผู้ใหม่ คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมเพ่ือให้ก�ำลังใจแก่
ภิกษุผู้ใหม่ท่ีกระท�ำกิจของตน คือมีความเพียรพยายามเพื่อบรรลุนิพพาน และตรัสห้ามไม่ให้
ภกิ ษุทั้งหลายกลา่ วโทษภิกษผุ กู้ �ำลังท�ำกจิ เช่นน้ี
๕. สุชาตสูตร ว่าด้วยพระสุชาต คือ พระผู้มีพระภาคทรงยกย่องสรรเสริญท่าน
พระสุชาตซง่ึ ก�ำลังเดินมาส่พู ระเชตวันว่า มีความงามด้วยคุณสมบัติ ๒ ประการ คอื (๑) รูปงาม
นา่ ดูนา่ ชม ผิวพรรณผอ่ งใส (๒) บรรลนุ ิพพานอนั เปน็ ประโยชน์อยา่ งยอดเย่ยี มในธรรมวินยั น้ี
๖. ลกุณฏกภัททิยสูตร ว่าดว้ ยพระลกณุ ฏกภัททิยะ คือ พระผู้มพี ระภาคทรงยกยอ่ ง
สรรเสริญท่านพระลกุณฏกภัททิยเถระซ่ึงมีรูปร่างเตี้ย ผิวพรรณไม่งาม แต่มีฤทธานุภาพมาก
สมาบัติท่ีเธอไม่เคยเข้าเธอก็สามารถเข้าได้ง่าย ดังนั้น คนร่างเล็กแต่มีปัญญาย่อมเป็นใหญ่ใน
หมู่มนษุ ย์ได้
๗. วิสาขสูตร ว่าด้วยพระวิสาขะ คือ พระผู้มีพระภาคทรงยกย่องสรรเสริญ
ท่านพระวิสาขปัญจาลบุตร ที่สามารถแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายให้เห็นชัด ชวนใจให้อยาก
รับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า ปลอบชโลมใจให้สดช่ืนร่าเริง ด้วยธรรมีกถา
ประกอบด้วยวาจาไพเราะ สละสลวยปราศจากโทษ นับเน่ืองเข้าในวาจาท่ีให้เข้าใจเน้ือความ
ไม่องิ อาศยั วฏั ฏะ
๘. นันทสูตร ว่าด้วยพระนันทะ คือ พระผู้มีพระภาคทรงแนะน�ำให้ท่านพระนันทะ
ถือธุดงควตั รคืออยปู่ ่าเป็นวัตร เท่ยี วบิณฑบาตเปน็ วัตร นุ่งหม่ ผ้าบังสกุ ลุ เป็นวตั ร ไมม่ งุ่ หวังกาม
จึงจะเหมาะสมกับกุลบตุ รผ้บู วชดว้ ยศรัทธา
๙. ติสสสูตร ว่าด้วยพระติสสะ พระผู้มีพระภาคทรงตักเตือนท่านพระติสสะ ซึ่งเป็น
โอรสของพระปิตุจฉาของพระองค์ว่า เม่ือชอบว่ากล่าวคนอ่ืน ตนเองก็ควร อดทนต่อค�ำว่า
กล่าวของคนอ่ืนด้วย จึงจะเหมาะสมกับกุลบุตรผู้บวชด้วยศรัทธา อย่าโกรธเขา จงก�ำจัด
ความโกรธ ความถือตวั และความลบหลู่คณุ ทา่ น
๑๐. เถรนามกสูตร ว่าด้วยพระเถรนามกะ พระผู้มีพระภาคทรงยกย่องสรรเสริญ
ท่านพระเถรนามกะ ซ่ึงมีปกติอยู่ผู้เดียวและกล่าวสรรเสริญการอยู่ผู้เดียว และทรงแนะน�ำ
การอยู่ผู้เดียวที่บริบูรณ์โดยพิสดารแก่ท่านพระเถรนามกะว่า สิ่งใดท่ีล่วงไปแล้ว สิ่งนั้นก็ละได้
แลว้ สง่ิ ใดยงั มาไมถ่ งึ สง่ิ นน้ั กส็ ละเสยี ความกำ� หนดั ดว้ ยความพอใจในการไดอ้ ตั ภาพในปจั จบุ นั
ก็ถกู ก�ำจดั ด้วยดี น้ีคือการอยู่ผเู้ ดยี วโดยพิสดาร
๑๑. มหากปั ปนิ สตู ร วา่ ดว้ ยพระมหากปั ปนิ ะ คอื พระผมู้ พี ระภาคทรงยกยอ่ ง สรรเสรญิ
ท่านพระมหากัปปินะซึ่งมีรูปร่างขาวโปร่ง จมูกโด่งว่า มีฤทธ์ิมาก มีอานุภาพมาก สมาบัติ
60 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสุตตันตปิฎก
ที่เธอไม่เคยเข้า เธอก็สามารถเข้าได้ง่าย และบรรลุนิพพานอันเป็นประโยชน์อย่างยอดเยี่ยม
ในพุทธศาสนาและตรัสพระคาถาวา่
ในหมูช่ นผถู้ อื ตระกลู เป็นใหญ่กษัตริยเ์ ป็นผูป้ ระเสริฐสุด
สว่ นท่านผ้เู พยี บพรอ้ มด้วยวชิ ชาและจรณะ
จัดว่าประเสริฐสุดในเทวดาและมนุษย์
ดวงอาทติ ย์ส่องแสงเจดิ จ้าในกลางวนั
ดวงจันทร์สอ่ งแสงเจิดจ้าในกลางคืน
กษัตริย์ผู้ทรงเครื่องรบย่อมสง่างาม
พราหมณ์ผเู้ พ่งฌานยอ่ มรงุ่ เรือง
สว่ นพระพุทธเจ้าทรงรุ่งเรืองด้วยพระเดชานภุ าพ
ตลอดทัง้ กลางวันและกลางคืน
๑๒. สหายสูตร วา่ ด้วยภิกษุผเู้ ป็นเพ่ือนกัน คือ พระผมู้ ีพระภาคทรงยกยอ่ งสรรเสริญ
ภกิ ษุ ๒ รปู ทเ่ี ปน็ สหายกนั ซง่ึ เปน็ สทั ธวิ หิ ารกิ ของทา่ นพระมหากสั สปะวา่ มฤี ทธม์ิ าก มอี านภุ าพ
มาก สามารถเข้าฌานสมาบัติได้ และท�ำใหแ้ จง้ ประโยชน์ สูงสดุ คือนพิ พาน
ขอ้ สงั เกต
เม่ือมองภาพรวมของสังยุตตนิกาย นิทานวรรค ตามที่ได้แนะน�ำมาโดยสังเขป จะ
เห็นได้ว่าเป็นไปตามลักษณะเฉพาะ หรือเอกลักษณ์ของสังยุตตนิกายดังได้กล่าวไว้ในบทน�ำ
ของสังยุตตนิกาย สคาถวรรค พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๕ และสังยุตตนิกายเล่มอื่น ๆ ในส่วน
ที่เกี่ยวกับการจัดหมวดหมู่พระสูตร โดยเฉพาะการประมวลพระสูตรท่ีว่าด้วยหมวดธรรม
หมวดเดียวกันมารวมไว้ในวรรคเดียวกัน เช่น นิทานวรรค นี้ท่านประมวลพระสูตรมารวมไว้
จ�ำนวนถึง ๓๓๗ สูตร เฉพาะที่ว่าด้วยนิทาน คือ ต้นเหตุแห่งธรรมทั้งหลายซึ่งในท่ีน้ีหมายถึง
ปฏิจจสมปุ บาท และหมวดธรรมทเี่ กย่ี วข้อง กบั ปฏิจจสมุปบาทในบริบทต่าง ๆ
มีข้อที่ควรสังเกตหลายประการ เช่น วิธีการอธิบายปฏิจจสมุปบาทซึ่งมีหลายรูปแบบ
คือ อธิบายแบบเต็มสูตรก็มี อธิบายแบบไม่เต็มสูตรก็มี และอธิบายแบบตัดตอนไปเสริม
ความในหมวดธรรมอ่ืน ๆ ตามความเหมาะสมกับบริบทน้ัน ๆ ก็มี เช่น การอธิบาย
โดยเร่ิมจากอวิชชาเร่ือยไปจนถึงชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส เรียกว่า
อธิบายเต็มสูตร หรืออธิบายโดยเร่ิมจากทุกข์ไต่ข้ึนไปตามล�ำดับจนถึงอวิชชาก็เรียกว่า
อธบิ ายเตม็ สตู ร สว่ นการอธบิ ายโดยจบั เอาทอ่ นใด ทอ่ นหนง่ึ มาขยายความตามทตี่ อ้ งการ แตม่ งุ่
อธิบายปฏิจจสมุปบาทนี้โดยเฉพาะเรียกว่าอธิบายไม่เต็มสูตร ขอให้ตรวจดูในนิทานสังยุต
เลม่ ท่ี ๘ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๑๖ 61
โดยละเอียด ทา่ นจะพบข้อสงั เกตดงั กล่าวไดเ้ อง
อน่ึง ขอให้อ่านนิทานสูตร และวิปัสสีสูตร ในนิทานสังยุตซ่ึงเป็นสังยุตแรกของ
นิทานวรรคน้ีโดยละเอียด แล้วน�ำไปเปรียบเทียบกับมหานิทานสูตรและมหาปทานสูตร
ในทีฆนิกาย มหาวรรค พระไตรปิฎกเล่มท่ี ๑๐ ซ่ึงกล่าวถึงหมวดธรรมคือปฏิจจสมุปบาทน้ี
เหมอื นกนั แตม่ วี ธิ อี ธบิ ายแตกตา่ งกนั ในมหานทิ านสตู ร พระผมู้ พี ระภาคทรงปรารภคำ� กราบทลู
ของท่านพระอานนท์เช่นเดียวกับในนิทานสูตร (เข้าใจว่าเป็นสูตรเดียวกัน) แต่ทรงอธิบาย
ไม่เต็มสูตรเหมือนในนิทานสูตร คือ ทรงอธิบายเร่ิมจากชรา มรณะ ไต่ขึ้นไปตามล�ำดับจนถึง
วญิ ญาณ แลว้ หมนุ กลบั ลงมาหานามรปู และองค์ ปฏจิ จสมปุ บาทตอ่ ๆ มาอกี ไมเ่ ลยไปถงึ สงั ขาร
และอวิชชาเหมือนในนิทานสูตร วิธีอธิบายในมหานิทานสูตรเหมือนในมหาปทานสูตร ตอนท่ี
พระพุทธเจ้าพระนามว่า วิปัสสีทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาทแล้วได้ตรัสรู้ ซึ่งต่างกับวิธีอธิบาย
ในวปิ สั สสี ตู ร ในนทิ านสงั ยตุ (ขอใหด้ คู ำ� แนะนำ� มหาปทานสตู รและมหานทิ านสตู รในบทนำ� ของ
พระไตรปิฎกเลม่ ท่ี ๑๐)
เนอ้ื หาของนทิ านวรรค แมจ้ ะแบง่ เปน็ สงั ยตุ ตา่ ง ๆ ถงึ ๑๐ สงั ยตุ แตก่ ย็ งั รกั ษาเอกภาพ
ของนทิ านวรรคไวไ้ ดด้ ยี ง่ิ คอื คงยดึ ถอื ปฏจิ จสมปุ บาทเปน็ หมวดธรรมหลกั ขอ้ แตกตา่ งปลกี ยอ่ ย
ที่ปรากฏ คือ แต่ละสังยุตต่างมีจุดมุ่งหมายของ ตนเอง จึงน�ำปฏิจจสมุปบาทไปประยุกต์ให้
เหมาะสมตามจดุ มงุ่ หมายน้ัน ๆ ผลที่ปรากฏกค็ ือนิทานวรรคนี้มีคำ� อธบิ ายเร่ืองปฏจิ จสมปุ บาท
หลากหลาย ทา่ นผู้อา่ นประสงคจ์ ะค้นคว้าเรือ่ งปฏิจจสมุปบาทในบริบทใด ๆ ก็หาอา่ นได้ในทนี่ ี้
ปฏิจจสมุปบาทเป็นหมวดธรรมส�ำคัญยิ่งในพระพุทธศาสนา เพราะหมู่สัตว์ไม่รู้
ปฏิจจสมุปบาทชัดแจ้ง จึงต้องเวียนว่ายตายเกิด เพราะรู้ชัดปฏิจจสมุปบาทน้ี จึงหลุดพ้น
จากสังสารวัฏ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ตรัสรู้ได้โดยการพิจารณา
ตามหลักปฏิจจสมุปบาทน้ี และแม้พระพุทธเจ้าในอนาคตก็จะตรัสรู้ได้ด้วยการพิจารณา
ตามหลักปฏิจจสมุปบาทนี้เช่นกัน ด้วยความส�ำคัญยิ่งอย่างนี้ ท่านพระสารีบุตรจึงกล่าวว่า
พระธรรมค�ำสอนของพระผู้มีพระภาคท้ังปวงรวมลงในปฏิจจสมุปบาทน้ีน่ันเอง (ม.มู. (แปล)
๑๒/๓๐๖/๓๓๘-๓๓๙)
62 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
เลม่ ที่ ๙ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๑๗ 63
พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๗
พระสุตตนั ตปฎิ ก เล่มท่ี ๙
(สังยุตตนิกาย ขนั ธวารวรรค)
พระไตรปิฎกเล่มท่ี ๑๗๓ คือ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค จัดเป็นเล่มท่ี ๓ ของ
สังยุตตนิกาย ว่าด้วยวาระท่ีเกี่ยวกับขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
พระธรรมสงั คตี กิ าจารยจ์ ึงได้ต้ังชอ่ื ว่า ขันธวารวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยวาระที่เกีย่ วกับขันธ์
มีพระสูตรท้งั หมด ๗๑๖ สตู ร
การจดั แบ่งหมวดหมู่ในขันธวารวรรค
ในขันธวารวรรค มีการจัดแบ่งหมวดหมู่พระสูตรออกเป็นสังยุต คือ ประมวลเป็น
เร่ือง ๆ แล้วจดั แบง่ สังยตุ ออกเป็นแบบตา่ ง ๆ ต่อไปอีก ดงั น้ี
ก. แบ่งเป็นสังยุต
พระสตู ร ๗๑๖ สตู รในขนั ธวารวรรค จดั แบง่ เปน็ สงั ยุตได้ ๑๓ สังยตุ คือ
๑. ขันธสังยตุ มี ๑๕๙ สตู ร ๒. ราธสงั ยุต มี ๔๖ สูตร
๓. ทิฏฐสิ ังยุต มี ๙๖ สตู ร ๔. โอกกันตสงั ยตุ มี ๑๐ สตู ร
๕. อุปปาทสังยุต มี ๑๐ สตู ร ๖. กิเลสสังยตุ มี ๑๐ สูตร
๗. สารีปุตตสงั ยตุ มี ๑๐ สูตร ๘. นาคสงั ยุต มี ๕๐ สูตร
๙. สุปณั ณสงั ยตุ มี ๔๖ สูตร ๑๐. คันธพั พกายสังยุต มี ๑๑๒ สูตร
๑๑. วลาหกสังยตุ มี ๕๗ สูตร ๑๒. วจั ฉโคตตสงั ยตุ มี ๕๕ สูตร
๑๓. ฌานสังยตุ มี ๕๕ สูตร
ข. แบ่งสังยตุ เป็นแบบต่าง ๆ
ในสังยุตเหลา่ นี้ ยังมกี ารแบ่งเป็นแบบต่าง ๆ ถึง ๓ แบบ คือ
แบบท่ี ๑ ขันธสังยตุ แบ่งเปน็ ปัณณาสก์ (หมวด ๕๐) และเป็นวรรค
แบบท่ี ๒ ราธสงั ยตุ และทิฏฐิสงั ยตุ แบง่ เป็นวรรค
๓ บทนำ� เลม่ ๑๗ : พระไตรปฎิ กภาษาไทย ฉบับมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , กรุงเทพมหานคร, ๒๕๓๙.
64 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
แบบท่ี ๓ โอกกันตสังยุต อุปปาทสังยุต กิเลสสังยุต สารีปุตตสังยุต นาคสังยุต
สปุ ณั ณสังยตุ คนั ธัพพกายสังยตุ วลาหกสังยตุ วัจฉโคตตสังยตุ และฌานสงั ยุต รวม ๑๐ สังยตุ
ไมแ่ บง่ เปน็ ปณั ณาสก์หรือวรรค
แนะน�ำแต่ละสังยุต
๑. ขนั ธสังยตุ
ขันธสังยุต แปลว่า ประมวลเร่ืองขันธ์ หมายถึงประมวลพระสูตรท่ีเก่ียวกับขันธ์ ๕
และธรรมท่ีเก่ียวขอ้ งกบั ขันธเ์ หล่าน้ี มที ง้ั หมด ๑๕๙ สตู ร จัดแบง่ เปน็ ปัณณาสกไ์ ด้ ๓ ปณั ณาสก์
แต่ละปัณณาสก์แบ่งเป็นวรรคได้ ๕ วรรค โดยปกติ วรรคหนึ่งมี ๑๐ สูตร แต่บางวรรค
มมี ากกวา่ ๑๐ สตู ร ดงั มรี ายละเอียดตอ่ ไปน้ี
๑.๑ มูลปณั ณาสก์
๑.๑.๑ นกลุ ปิตวุ รรค
นกลุ ปติ วุ รรค แปลว่า หมวดวา่ ด้วยนกลุ ปิตาคหบดี ชอื่ วรรคตั้งตามช่อื พระสูตรท่ี ๑
ในวรรคน้ี ซึ่งมที ้งั หมด ๑๑ สูตร แตล่ ะสตู รมีความหมายและใจความส�ำคัญ ดังนี้
๑. นกุลปิตุสูตร ว่าด้วยนกุลปิตาคหบดี คือ นกุลปิตาคหบดีเข้าไปทูลขอให้
พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงธรรมใหฟ้ งั เพราะตนเปน็ ผชู้ รา มกี ายกระสบั กระสา่ ยเจบ็ ปว่ ยประจำ�
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า แม้กายจะกระสับกระส่ายก็อย่าให้จิตกระสับ กระส่าย นกุลปิตา
คหบดียังไม่เข้าใจลึกซึ้ง จึงเข้าไปถามถึงเหตุที่ท�ำให้กายหรือจิตกระสับกระส่ายกับท่าน
พระสารบี ตุ ร พระเถระตอบวา่ ถา้ มสี กั กายทฏิ ฐิ ๒๐ และยดึ ถอื ขนั ธ์ ๕ กายและจติ กก็ ระสบั กระสา่ ย
ถ้าไม่ยดึ ถือก็ไม่กระสับกระส่าย สกั กายทิฏฐิ ๒๐ คอื ความเห็นว่าเป็นกายของตน ๒๐ ประการ
ได้แก่ เห็นขันธ์ ๕ ว่าเป็นอัตตา เห็นอัตตาว่ามีขันธ์ ๕ เห็นขันธ์ ๕ ในอัตตา และเห็นอัตตา
ในขันธ์ ๕ (ขันธ์ ๕ x ความเหน็ ๔ อย่าง = ๒๐)
๒. เทวทหสูตร ว่าด้วยพระธรรมเทศนาที่เทวทหนิคม คือ ภิกษุจ�ำนวนมากเข้าไป
ทลู ลาพระผ้มู ีพระภาคซง่ึ ประทบั อย่ทู ี่เทวทหนิคม เพอื่ เดินทางไปอยู่ปจั ฉาภมู ชนบท พระองค์
รับส่ังให้ไปบอกลาท่านพระสารีบุตรก่อน ท่านพระสารีบุตร จึงแสดงธรรมเกี่ยวกับขันธ์ ๕
ใหภ้ ิกษเุ หล่านัน้ ฟังเพือ่ ใช้โต้ตอบวาทะกบั บณั ฑติ ผสู้ นใจธรรม