เล่มที่ ๑๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๒๑ 315
จากกาย (๓) ผู้ไม่ได้สร้างกุศลกรรมไว้ ถูกโรคเบียดเบียน จึงนึกเสียดายที่ไม่ได้ท�ำบุญกุศลไว้
(๔) ผู้มีความสงสัยในพระสัทธรรม ถูกโรคเบียดเบียน จึงนึกเสียดายที่ยังมีความสงสัยใน
พระสัทธรรม ส่วนบคุ คลผู้ไม่กลวั ตาย คอื มคี ณุ ธรรมตรงกันข้ามกบั บคุ คลผู้กลัวตาย แมจ้ ะถกู
โรคเบียดเบยี น ก็ไมก่ ลวั ตาย
๕. สมณสจั จสูตร ว่าด้วยสจั จะท่เี ป็นเหตุใหไ้ มส่ ำ� คญั ตนวา่ เป็นสมณะ คือ ทรงแสดง
สัจจะของพราหมณ์ ๔ ประการ ได้แก่ (๑) สัตว์ท้ังปวงไม่ควรถูกฆ่า (๒) กามท้ังปวงไม่เท่ียง
เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดา (๓) ภพทั้งปวงไม่เท่ียง เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็น
ธรรมดา (๔) ความไมก่ งั วล เมอื่ พราหมณก์ ลา่ วสจั จะ ๔ ประการนี้ กจ็ ะเปน็ เหตใุ หไ้ มส่ ำ� คญั ตนวา่
เปน็ สมณะ ว่าเปน็ พราหมณ์ ว่าเป็นผ้เู ลิศกว่าเขา ว่าเปน็ ผู้เสมอเขา ว่าเปน็ ผดู้ ้อยกว่าเขา และ
เมื่อรู้สัจจะในข้อปฏิบัติน้ัน ก็จะปฏิบัติเพื่อความเบ่ือหน่าย เพื่อคลายก�ำหนัด เพื่อดับกาม
ทงั้ หลาย และปฏิบตั ปิ ฏิปทาท่ีไม่ให้กงั วล
๖. อุมมัคคสูตร ว่าด้วยผู้มีปัญญาใฝ่รู้ คือ ตรัสชมภิกษุรูปหน่ึงผู้มีปัญญาใฝ่รู้ที่
ทูลถามปัญหา ๔ ประการ ได้แก่ (๑) โลกอันอะไรนำ� ไป โลกอันอะไรนำ� มา และบุคคลลุอำ� นาจ
อะไรท่ีเกิดข้ึน (๒) บุคคลเป็นพหูสูต เป็นผู้ทรงธรรม ด้วยเหตุเท่าไร (๓) บุคคลเป็นผู้สดับ
มีปัญญาช�ำแรกกิเลส ดว้ ยเหตเุ ทา่ ไร (๔) บคุ คลเป็นบณั ฑติ มีปัญญามาก ด้วยเหตุเท่าไร
๗. วสั สการสตู ร วา่ ดว้ ยวสั สการพราหมณ์ คอื วสั สการพราหมณไ์ ดท้ ลู ถามปญั หา ๔ ขอ้
ได้แก่ (๑) อสตั บรุ ุษพึงรจู้ ักอสัตบรุ ุษหรอื ไม่ (๒) อสตั บุรุษพึงรู้จกั สัตบุรุษหรือไม่ (๓) สัตบรุ ษุ
รู้จักสัตบุรุษหรือไม่ (๔) สัตบุรุษรู้จักอสัตบุรุษหรือไม่ ข้อ ๑-๒ ตรัสตอบว่า ไม่ได้ ข้อ ๓-๔
ตรสั ตอบว่า ได้
๘. อุปกสตู ร วา่ ดว้ ยอุปกมณั ฑิกาบตุ ร คอื ทรงปราบวาทะของอุปกมัณฑกิ าบุตรผู้เป็น
อุปฏั ฐากของพระเทวทัตดว้ ยบัญญตั ิ ๔ ประการ ได้แก่ (๑) ทรงบญั ญตั วิ ่า นเี้ ปน็ อกศุ ล (๒) ทรง
บญั ญตั ิวา่ อกศุ ลควรละเสยี (๓) ทรงบัญญตั ิ น้ีเปน็ กุศล (๔) ทรงบัญญัติวา่ กศุ ลควรเจริญ ใน
บัญญัตแิ ต่ละข้อน้นั มบี ท พยญั ชนะ และธรรมเทศนาประมาณไม่ได้
๙. สจั ฉิกรณียสตู ร วา่ ดว้ ยธรรมทค่ี วรทำ� ใหแ้ จ้ง คือ ทรงแสดงธรรมท่คี วรท�ำให้แจง้ ๔
ประการ ไดแ้ ก่ (๑) ธรรมทคี่ วรทำ� ใหแ้ จ้งด้วยกาย หมายถึงวิโมกข์ ๘ (๒) ธรรมทค่ี วรทำ� ให้แจ้ง
ดว้ ยสติ หมายถึงปุพเพนวิ าส (๓) ธรรมทคี่ วรท�ำให้แจง้ ด้วยจกั ษุ หมายถึงการจตุ แิ ละอุบตั ขิ อง
สตั ว์ท้งั หลาย (๔) ธรรมที่ควรท�ำใหแ้ จ้งด้วยปัญญา หมายถงึ ความสนิ้ อาสวะทง้ั หลาย
๑๐. อุโปสถสูตร ว่าด้วยทรงสรรเสริญภิกษุในวันอุโบสถ คือ ตรัสชมเชยภิกษุบริษัท
ผู้นิ่งเงียบในวันอุโบสถ และทรงแสดงภิกษุ ๔ จ�ำพวก ได้แก่ (๑) ภิกษุผู้ ถึงความเป็นเทวดา
316 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสุตตนั ตปิฎก
หมายถึงผ้ไู ดร้ ูปฌาน ๔ (๒) ภิกษุผ้ถู ึงความเป็นพรหม หมายถึง ผ้เู จริญอัปปมญั ญา ๔ (๓) ภิกษุ
ผถู้ ึงความเปน็ อเนญชา หมายถงึ ผไู้ ดอ้ รปู ฌาน ๔ (๔) ภกิ ษผุ ถู้ ึงความเปน็ อรยิ ะ หมายถงึ ผ้รู ชู้ ัด
อริยสจั ๔
๓.๔.๕ มหาวรรค
มหาวรรค แปลว่า หมวดวา่ ด้วยเรือ่ งใหญ่ ชือ่ วรรคนต้ี ง้ั ตามสาระสำ� คญั ของ พระสตู ร
ทัง้ หมดในวรรคนี้ ซึง่ มีทงั้ หมด ๑๐ สูตร แต่ละสูตรมีใจความส�ำคัญ ดงั นี้
๑. โสตานุคตสูตร ว่าด้วยธรรมที่เข้าถึงโสตประสาท ค�ำว่า ธรรม ในที่น้ีหมายถึง
พระพทุ ธพจนท์ เ่ี รยี กวา่ นวงั คสตั ถสุ าสน์ คอื สตุ ตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อทุ าน อติ วิ ตุ ตกะ
ชาตกะ อพั ภตู ธรรม และเวทลั ละ ทรงแสดงวา่ การเรยี น ธรรมถงึ ขน้ั ทเี่ ขา้ ถงึ โสตประสาท คลอ่ ง
ปาก ข้ึนใจ แทงตลอดดีดว้ ยทิฏฐิ มีอานิสงส์ ๔ ประการ คือ (๑) ตายแล้วจะไปเกดิ ในเทวโลก
บทแหง่ ธรรมที่เคยเรยี นมาจะปรากฏ ขึ้นเองเมอ่ื กลบั มีสตขิ ึน้ มา และจะท�ำใหบ้ รรลุคุณวเิ ศษได้
เรว็ พลนั (๒) ตายแลว้ จะไปเกดิ ในเทวโลก บทแหง่ ธรรมทเี่ คยเรยี นมาจะปรากฏขน้ึ ตอ่ เมอื่ ไดฟ้ งั
ธรรมจากภกิ ษุ ผมู้ ฤี ทธิ์ และจะทำ� ใหบ้ รรลคุ ณุ วเิ ศษไดเ้ รว็ พลนั (๓) ตายแลว้ จะไปเกดิ ในเทวโลก
บท แหง่ ธรรมทเ่ี คยเรยี นมาจะปรากฏขน้ึ ตอ่ เมอื่ ไดฟ้ งั ธรรมจากเทพบตุ รผเู้ ปน็ ธรรมกถกึ และจะ
ทำ� ใหบ้ รรลคุ ณุ วเิ ศษไดเ้ รว็ พลนั (๔) ตายแลว้ จะไปเกดิ ในเทวโลก บทแหง่ ธรรม ทเ่ี คยเรยี นมาจะ
ปรากฏขนึ้ ตอ่ เมอ่ื ไดร้ บั คำ� แนะนำ� จากเทพบตุ รผเู้ กดิ กอ่ น และจะทำ� ใหบ้ รรลคุ ณุ วเิ ศษไดเ้ รว็ พลนั
๒. ฐานสตู ร วา่ ดว้ ยฐานะทพี่ ึงรู้ดว้ ยฐานะ ค�ำวา่ ฐานะ ๒ ค�ำ มคี วามหมาย ตา่ งกนั คอื
คำ� ที่ ๑ หมายถงึ ธรรม ๔ ประการ คอื (๑) ศลี (๒) ความบรสิ ุทธิ์ (๓) กำ� ลัง (๔) ปัญญา ค�ำที่ ๒
หมายถงึ เหตุหรือเงื่อนไขท่ีเป็นเคร่อื งมือใหร้ ฐู้ านะ(คำ� )ที่ ๑ แบง่ เป็น ๒ พวก คอื พวกที่ ๑ ได้แก่
เหตุหรือเงื่อนไขที่คู่กับธรรม ๔ ประการ คอื การอย่คู ่กู ับศลี ถอ้ ยคำ� คกู่ ับความบรสิ ทุ ธ์ิ อันตราย
คูก่ ับก�ำลัง การสนทนาคกู่ ับปญั ญา พวกท่ี ๒ มีอยู่ ๓ ประการ คือ เวลา การมนสิการ และ
ปญั ญา ใชไ้ ดก้ บั ธรรมทุกขอ้ เชน่ ศลี พึงรไู้ ดด้ ว้ ยการอย่รู ว่ มกนั แต่ต้องใช้เวลา ต้องใชม้ นสกิ าร
และต้องใชป้ ญั ญา
๓. ภัททิยสตู ร วา่ ด้วยเจ้าลจิ ฉวพี ระนามว่าภัททยิ ะ คือ เจ้าลจิ ฉวีพระนามว่า ภัททยิ ะ
ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่าทรงมีมายาและทรงรู้มายาสำ� หรับกลับใจสาวกของพวกอัญเดียรถีย์
ใช่หรือไม่ จึงตรัสสอนหลักความเชื่อที่ส�ำคัญ ๑๐ ประการ คือ ทรงสอนมิให้เชื่อเพียงเพราะ
(๑) ฟงั ตามกนั มา (๒) ถือสืบ ๆ กันมา (๓) เล่าลอื กนั มา (๔) วา่ ตามต�ำราหรือคมั ภีร์ (๕) ตรรกะ
(๖) การอนมุ าน (๗) คิดตรองตามแนวเหตุผล (๘) เขา้ กันได้กับทฤษฎที ่ีพินิจไวแ้ ลว้ (๙) มอง
เห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้ (๑๐) นับถือว่า เป็นครูอาจารย์ แต่ให้เช่ือต่อเม่ือได้ไตร่ตรอง
เลม่ ที่ ๑๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๑ 317
ด้วยเหตผุ ล เห็นแจ้งดว้ ยตนเองแล้ว จากน้ันทรงซกั ถามเรื่องโทษของโลภะ โทสะ โมหะ สารมั
ภะ และ คุณของอโลภะ อโทสะ อโมหะ อสารัมภะ แตล่ ะขอ้ ๆ ใหเ้ จา้ ลจิ ฉวีนัน้ ตอบตามท่ี เห็น
ประจกั ษ์ดว้ ยตนเองแล้ว เจ้าลจิ ฉวพี ระนามว่าภัททยิ ะไดส้ รรเสรญิ พระพทุ ธองค์ ว่าทรงมมี ายา
และทรงรู้มายาส�ำหรับกลบั ใจสาวกของพวกอญั เดยี รถีย์ และกราบทลู ว่า ถา้ ญาตสิ าโลหติ ของ
ตน กษัตรยิ ์ พราหมณ์ แพศย์ และศูทรท้ังปวงกลับใจไดด้ ้วย มายาส�ำหรับกลับใจนี้ ก็จะไดร้ ับ
ประโยชนส์ ุขตลอดกาลนาน พระองคต์ รัสตอบวา่ เป็นเช่นนนั้ และทรงแสดงเพ่มิ เติมว่า ถ้าชน
เหล่าน้ันและชาวโลกพร้อมท้ังเทวโลก มารโลก พรหมโลกกลับใจได้ด้วยมายาส�ำหรับกลับใจ
เพ่ือละอกศุ ลธรรมและเจรญิ กศุ ลธรรม กจ็ ะไดร้ บั ประโยชน์สขุ ตลอดกาลนาน
๔. สาปุคิยาสูตร ว่าด้วยโกฬิยบุตรชาวสาปุคิยนิคม คือ โกฬิยบุตรชาวสาปุคิยนิคม
เข้าไปหาท่านพระอานนทข์ ณะอยใู่ นสาปุคิยนิคมนั้น ทา่ นไดแ้ สดงองคค์ วามเพยี รเพอ่ื ปารสิ ทุ ธิ
๔ ประการ คือ (๑) เพ่ือสลี ปาริสทุ ธิ (๒) เพ่ือจิตตปารสิ ทุ ธิ (๓) เพ่ือทิฏฐปิ าริสุทธิ (๔) เพื่อวิมุตติ
ปาริสุทธิ องค์ความเพียร ในที่นี้หมายถึงความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความ
ขะมักเขม้น ความไม่ท้อถอย สติและสัมปชัญญะในการบ�ำเพ็ญปาริสุทธิแต่ละอย่างท่ียังไม่
บริบรู ณห์ รอื ประคับประคองปาริสุทธิทบ่ี ริบูรณ์ไว้ในฐานะนัน้ ๆ ดว้ ยปัญญา
๕. วปั ปสตู ร วา่ ดว้ ยเจา้ ศากยะพระนามวา่ วปั ปะ คอื เจา้ วปั ปะผเู้ ปน็ สาวกของ นคิ รนถ์
เข้าไปสนทนากับท่านพระมหาโมคคัลลานะท่ีนิโครธาราม และพระผู้มีพระภาคได้เสด็จมา
รว่ มสนทนาด้วย และได้ตรัสเหตใุ หเ้ กิดอาสวะ ๔ ประการ คือ (๑) เพราะการกระท�ำทางกาย
(๒) เพราะการกระท�ำทางวาจา (๓) เพราะการกระทำ� ทางใจ (๔) เพราะอวิชชา และแสดงวิธี
ปฏบิ ตั ใิ ห้อาสวะเหลา่ นั้นส้ินไป ๔ ประการ คอื (๑) งดเวน้ การกระท�ำกรรมทางกาย (๒) งดเวน้
การกระท�ำกรรมทางวาจา (๓) งดเว้นการกระท�ำกรรมทางใจ (๔) ท�ำวิชชาให้เกิดข้ึน โดยไม่
ท�ำกรรมใหม่ และท�ำกรรมเก่าใหห้ มดสน้ิ ไป
๖. สาฬหสตู ร วา่ ดว้ ยเจา้ ลจิ ฉวพี ระนามวา่ สาฬหะ คอื เจา้ ลจิ ฉวพี ระนามวา่ สาฬหะและ
เจา้ ลจิ ฉวพี ระนามวา่ อภัยทูลถามพระผ้มู ีพระภาคว่า มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งบญั ญัติการข้าม
โอฆะ เพราะเหตุ ๒ ประการ คือ สีลวสิ ุทธิและการเกลียด ตบะ พระองคต์ รสั ตอบว่าสีลวสิ ุทธิ
เปน็ องคข์ องสมณะอยา่ งหน่ึง แตส่ มณพราหมณ์ ท่ีถือการเกลยี ดตบะเป็นวาทะ ถือการเกลยี ด
ตบะเปน็ สาระ ยดึ มนั่ การเกลยี ดตบะอยู่ ไมส่ ามารถจะขา้ มโอฆะได้ เปรยี บเหมอื นคนขา้ มแมน่ ำ้�
ดว้ ยเรอื ทที่ ำ� ไมด่ ี ทรงแสดงพราหมณ์ ๔ จำ� พวกผไู้ มบ่ รสิ ทุ ธ์ิ ซง่ึ เปน็ ผไู้ มค่ วรไดญ้ าณทสั สนะและ
ความตรัสร้ชู ้นั เยย่ี ม คอื (๑) ผู้มคี วามประพฤตทิ างกายไมบ่ รสิ ทุ ธิ์ (๒) ผ้มู ีความประพฤตทิ าง
วาจาไมบ่ ริสทุ ธ์ิ (๓) ผูม้ คี วามประพฤติทางใจไมบ่ รสิ ทุ ธิ์ (๔) ผ้มู อี าชีพไม่บรสิ ทุ ธ์ิ และทรงแสดง
318 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
สมณพราหมณ์ผู้สามารถข้ามโอฆะได้ ได้แก่ สมณพราหมณ์ ๔ จ�ำพวก ผู้บริสุทธิ์ นอกจากนี้
ยังทรงแสดงอริยสาวก ๓ จำ� พวก คือ (๑) ผมู้ ีสัมมาสมาธิ (๒) ผมู้ ีสัมมาทิฏฐิ (๓) ผ้มู สี มั มาวิมตุ ติ
เปรยี บเทยี บกบั นักรบอาชีพ ๓ จ�ำพวก
๗. มัลลิกาเทวีสูตร ว่าด้วยพระนางมัลลิกาเทวี คือ พระนางมัลลิกาได้ทูลถาม เหตุ
ปัจจัยเกี่ยวกับมาตุคาม ๔ ประการ ได้แก่ (๑) ที่ท�ำใหม้ รี ูปชัว่ ยากจน และต�ำ่ ศักดิ์ (๒) ทท่ี ำ� ให้
มีรปู ชั่ว แต่ม่ังค่ัง และสงู ศกั ด์ิ (๓) ทีท่ �ำให้มีรปู งาม แต่ยากจน และตำ่� ศกั ดิ์ (๔) ท่ที ำ� ใหม้ รี ปู งาม
มัง่ ค่ัง และสูงศกั ด์ิ ทรงเฉลยดงั นี้ (๑) เพราะโกรธ ไม่ใหท้ าน และคอยริษยาคนอืน่ (๒) เพราะ
โกรธ แต่ให้ทาน และไม่ริษยาคนอื่น (๓) เพราะไม่โกรธ แต่ไม่ให้ทาน และคอยริษยาคนอ่ืน
(๔) เพราะไมโ่ กรธ ใหท้ าน และไมร่ ษิ ยาคนอนื่ พระนางมลั ลกิ าทรงยอมรบั ผลกรรมของพระองค์
และกราบทูลยนื ยนั วา่ จะไมโ่ กรธ จะใหท้ าน และจะไม่ริษยาคนอน่ื อีก
๘. อตั ตนั ตปสตู ร วา่ ดว้ ยบคุ คลผทู้ ำ� ตนใหเ้ ดอื ดรอ้ น หมายถงึ ผทู้ ำ� ตนใหเ้ ดอื ดรอ้ น หมน่ั
ประกอบในการทำ� ตนใหเ้ ดอื ดรอ้ น ไดแ้ ก่ พวกนักบวชเปลอื ย ซึง่ เป็นบคุ คลจำ� พวก ๑ ในบุคคล
๔ จำ� พวก บุคคลอกี ๓ จ�ำพวก คอื (๑) ผทู้ ำ� ผูอ้ น่ื ใหเ้ ดอื ดร้อน หม่ันประกอบในการทำ� ผู้อน่ื
ให้เดือดรอ้ น ได้แก่ คนที่ฆ่าสัตวต์ ่างๆ (๒) ผ้ทู ำ� ตนให้เดือดร้อน หมน่ั ประกอบในการทำ� ตนให้
เดอื ดร้อน และท�ำผอู้ นื่ ให้เดอื ดรอ้ น หมนั่ ประกอบในการทำ� ผู้อื่นให้เดือดร้อน ได้แก่พระราชา
หรือราชวงศ์ท่เี ปน็ อยู่อยา่ งล�ำบาก อยา่ งประหยัด และไม่ทรงธรรม รับสง่ั ใหฆ้ า่ คนและสตั วอ์ ่ืน
(๓) ผไู้ มท่ ำ� ตนใหเ้ ดอื ดรอ้ น ไมห่ มน่ั ประกอบในการทำ� ตนใหเ้ ดอื ดรอ้ น และไมท่ ำ� ผอู้ นื่ ใหเ้ ดอื ดรอ้ น
ไมห่ มั่นประกอบในการทำ� ผอู้ ืน่ ให้เดอื ดรอ้ น ได้แกท่ า่ นผหู้ มดกเิ ลส
๙. ตณั หาสูตร วา่ ดว้ ยตณั หา คอื ทรงแสดงตณั หาวิจรติ ๑๐๘ แบ่งเปน็ ๒ จำ� พวก
ไดแ้ ก่ (๑) ตณั หาวจิ รติ ทีอ่ าศยั ขนั ธ์ ๕ ของตน ๑๘ ประการ (๒) ตณั หาวจิ รติ ทีอ่ าศยั ขันธ์ ๕ ของ
คนอืน่ ๑๘ ประการ รวมเปน็ ตัณหาวิจรติ ๓๖ ประการ คณู ดว้ ยกาลทัง้ ๓ คอื อดตี ปัจจุบัน
และอนาคต รวมเปน็ ตัณหา ๑๐๘ ประการ ทรงแสดงว่า ตัณหา ๑๐๘ ประการนท้ี ำ� ใหบ้ คุ คล
ไมส่ ามารถข้ามอบาย ทคุ ติ วนิ บิ าต และสังสารวัฏ
๑๐. เปมสูตร ว่าด้วยความรักและความชัง คือ ทรงแสดงเหตุเกิดแห่งความรักและ
ความชัง ๔ ประการ โดยทรงยกบคุ คลข้นึ เป็นเหตแุ หง่ การจ�ำแนกประเภท ไดแ้ ก่ (๑) ความรัก
เกดิ เพราะความรกั หมายถงึ ผ้เู ห็นคนอ่ืนประพฤติต่อคนท่ีตนรกั ดว้ ยอาการดี (๒) ความชังเกิด
เพราะความรัก หมายถึงผู้เห็นคนอื่นประพฤติต่อคนที่ตนรักด้วยอาการไม่ดี (๓) ความรักเกิด
เพราะความชัง หมายถึงผู้เห็นคนอ่ืนประพฤติต่อคนท่ีตนชังด้วยอาการไม่ดี (๔) ความชังเกิด
เพราะความชงั หมายถึงผเู้ ห็นคนอืน่ ประพฤติต่อคนที่ตนชงั ดว้ ยอาการดี และทรงแสดงบคุ คล
ผู้ไม่มคี วามรักและความชงั คือ ภกิ ษุผ้ไู ดร้ ปู ฌาน ๔ และผไู้ ดเ้ จโตวิมุตติ ปญั ญาวิมตุ ติ
เลม่ ที่ ๑๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๒๑ 319
๓.๕ ปัญจมปณั ณาสก์
๓.๕.๑ สปั ปรุ สิ วรรค
สัปปุริสวรรค แปลว่า หมวดวา่ ดว้ ยสัตบุรษุ ชอื่ วรรคนตี้ ั้งตามสาระสำ� คญั ของพระสูตร
ท้งั หมดในวรรคน้ี ซ่ึงมที ง้ั หมด ๑๐ สตู ร แต่ละสูตรมีใจความสำ� คญั ดังนี้
๑. สกิ ขาปทสูตร ว่าด้วยสกิ ขาบท คอื ทรงแสดงบุคคล ๔ จำ� พวกโดยทรงยกสิกขาบท
คือศีล ๕ ขึ้นเป็นเหตุแห่งการจ�ำแนกประเภทบุคคล ได้แก่ (๑) อสัตบุรุษ หมายถึงผู้ละเมิด
ศีล ๕ (๒) อสตั บรุ ุษย่ิงกวา่ อสตั บุรษุ หมายถงึ ผู้ละเมดิ ศลี ๕ และชกั ชวนผู้อื่นใหล้ ะเมิดศลี ๕
(๓) สตั บุรษุ หมายถึงผู้มศี ลี ๕ (๔) สตั บรุ ุษยิ่งกวา่ สัตบรุ ุษ หมายถงึ ผู้มีศีล ๕ และชักชวนผูอ้ น่ื
ให้มศี ีล ๕
๒. อัสสัทธสูตร ว่าด้วยผู้ไม่มีศรัทธาและผู้มีศรัทธา คือ ทรงแสดงบุคคล ๔ จ�ำพวก
เหมอื นในพระสตู รท่ี ๑ ตา่ งกนั ทที่ รงยกความไมม่ ศี รทั ธาและความมศี รทั ธาเปน็ ตน้ เปน็ เหตแุ หง่
การจำ� แนกประเภทบคุ คล ในทนี่ บ้ี คุ คลแตล่ ะจำ� พวกมคี วามหมายดงั น้ี (๑) ผไู้ มม่ ศี รทั ธา ไมม่ หี ริ ิ
ไมม่ ีโอตตัปปะ มสี ตุ ะน้อย เกียจครา้ น หลงลมื สติ และมีปัญญาทราม (๒) ผูม้ ีธรรม ๗ ประการ
เหมอื นบคุ คลท่ี ๑ และชักชวนผูอ้ ่ืนให้มีธรรม ๗ ประการเหมอื นตน (๓) มีความหมายตรงกัน
ข้ามกบั บุคคลที่ ๑ (๔) มคี วามหมายตรงกนั ข้ามกับบุคคลท่ี ๒
๓. สตั ตกมั มสตู ร วา่ ด้วยกรรม ๗ ประการ คือ ทรงแสดงบคุ คล ๔ จ�ำพวก เหมอื นใน
พระสตู รท่ี ๑ ต่างกนั ทท่ี รงยกกรรม ๗ ประการ (ทงั้ ฝ่ายอกศุ ลและฝา่ ยกศุ ล) ขน้ึ เปน็ เหตุแห่ง
การจำ� แนกประเภทบคุ คล ในทน่ี บี้ คุ คลแตล่ ะจำ� พวกมคี วามหมายดงั นี้ (๑) ผฆู้ า่ สตั ว์ ผลู้ กั ทรพั ย์
ผู้ประพฤติผิดในกาม ผู้พูดเท็จ ผู้พูดส่อเสียด ผู้พูดค�ำหยาบ และผู้พูดเพ้อเจ้อ (๒) ผู้มีกรรม
๗ ประการเหมือนบคุ คลที่ ๑ และชกั ชวน ผอู้ ่นื ใหม้ ีกรรม ๗ ประการเหมอื นตน (๓) มคี วาม
หมายตรงกันข้ามกบั บคุ คลท่ี ๑ (๔) มคี วามหมายตรงกันข้ามกบั บุคคลท่ี ๒
๔. ทสกมั มสตู ร วา่ ดว้ ยกรรม ๑๐ ประการ คอื ทรงแสดงบคุ คล ๔ จำ� พวก เหมอื นใน
พระสตู รท่ี ๑ ตา่ งกันทีท่ รงยกกรรม ๑๐ ประการ(ทั้งฝา่ ยอกุศลและฝา่ ยกุศล) ขึน้ เป็นเหตุแห่ง
การจำ� แนกประเภทบคุ คล ในทน่ี บี้ คุ คลแตล่ ะจำ� พวกมคี วามหมาย ดงั น้ี (๑) ผฆู้ า่ สตั ว์ ผลู้ กั ทรพั ย์
ผู้ประพฤติผิดในกาม ผู้พูดเท็จ ผู้พูด ส่อเสียด ผู้พูดคำ� หยาบ ผู้พูดเพ้อเจ้อ ผู้เพ่งเล็งอยากได้
ของเขา ผู้มีจิตพยาบาท และผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ (๒) ผู้มีกรรม ๑๐ ประการเหมือนบุคคลท่ี ๑
และชักชวนผอู้ ื่นใหม้ ีกรรม ๑๐ ประการเหมือนตน (๓) มคี วามหมายตรงกันข้ามกับบคุ คลที่ ๑
(๔) มคี วามหมายตรงกันขา้ มกบั บุคคลท่ี ๒
320 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสุตตันตปฎิ ก
๕. อัฏฐังคิกสูตร ว่าด้วยมรรคมีองค์ ๘ คือ ทรงแสดงบุคคล ๔ จ�ำพวกเหมือน
ในพระสตู รท่ี ๑ ตา่ งกนั ทที่ รงยกมรรคมอี งค์ ๘ และธรรม ๘ ประการ ทมี่ นี ยั ตรงกนั ขา้ มกบั มรรค
มีองค์ ๘ ขึ้นเป็นเหตุแห่งการจ�ำแนกประเภทบุคคล ใน ที่น้ีบุคคลแต่ละจ�ำพวกมีความหมาย
ดังน้ี (๑) ผู้มีมิจฉาทิฏฐิ มีมิจฉาสังกัปปะ มีมิจฉาวาจา มีมิจฉากัมมันตะ มีมิจฉาอาชีวะ
มมี จิ ฉาวายามะ มีมจิ ฉาสติ และมีมิจฉาสมาธิ (๒) ผมู้ ีธรรม ๘ ประการเหมอื นบุคคลที่ ๑ และ
ชักชวนผู้อื่นให้มีธรรม ๘ ประการเหมือนตน (๓) มีความหมายตรงกันข้ามกับบุคคลที่ ๑
(๔) มคี วามหมายตรงกนั ขา้ มกบั บคุ คลที่ ๒
๖. ทสมคั คสตู ร วา่ ดว้ ยมรรค ๑๐ ประการ หมายถึงมิจฉตั ตธรรม ๑๐ ประการ และ
สัมมัตตธรรม ๑๐ ประการ คือ ทรงแสดงบุคคล ๔ จำ� พวกเหมือนในพระสตู รที่ ๑ ต่างกันทที่ รง
ยกมจิ ฉตั ตธรรม ๑๐ ประการและสมั มตั ตธรรม ๑๐ ประการขน้ึ เปน็ เหตแุ หง่ การจำ� แนกประเภท
บุคคล ในท่ีนบี้ ุคคลแตล่ ะจ�ำพวกมคี วามหมาย ดงั น้ี (๑) ผู้มีมิจฉาทิฏฐิ มมี ิจฉาสงั กัปปะ มีมจิ ฉา
วาจา มมี ิจฉากัมมนั ตะ มีมิจฉาอาชวี ะ มีมจิ ฉาวายามะ มมี จิ ฉาสติ มมี จิ ฉาสมาธิ มมี จิ ฉาญาณะ
และมีมจิ ฉาวิมตุ ติ (๒) ผมู้ ีธรรม ๑๐ ประการเหมือนบุคคลท่ี ๑ และชกั ชวนผ้อู นื่ ให้มีธรรม ๑๐
ประการเหมือนตน (๓) มีความหมายตรงกันข้ามกับบุคคลที่ ๑ (๔) มีความหมายตรงกนั ขา้ มกบั
บุคคลที่ ๒
๗-๑๐. ปฐมปาปธัมมสตู ร ทุติยปาปธัมมสตู ร ตติยปาปธัมมสูตร และ จตุตถปาป-
ธมั มสูตร ต่างว่าดว้ ยธรรมชั่วและธรรมดี คือ ทรงแสดงบคุ คล ๔ จ�ำพวก โดยทรงยกธรรมชวั่
และธรรมดีข้นึ เปน็ เหตุแห่งการจำ� แนกประเภทบคุ คล พระสตู รท้งั ๔ นีม้ ขี อ้ แตกตา่ งกนั ดงั นี้
ในปฐมปาปธัมมสตู ร กลา่ วถงึ บคุ คล ๔ จำ� พวก โดยทรงยกอกศุ ลกรรมบถและกุศลกรรมบถข้ึน
เปน็ เหตแุ หง่ การจำ� แนกประเภทบคุ คล ไดแ้ ก่ (๑) คนชวั่ หมายถงึ ผลู้ ว่ งละเมดิ กศุ ลกรรมบถ ๑๐
ประการ (๒) คนชวั่ ย่ิงกวา่ คนช่ัว หมายถึงผู้ลว่ งละเมดิ กศุ ลกรรมบถ ๑๐ ประการและชกั ชวน
ผู้อืน่ ใหล้ ่วงละเมิดกศุ ลกรรมบถ ๑๐ ประการเหมอื นตน (๓) คนดี มีความหมายตรงกันข้ามกบั
บุคคลท่ี ๑ (๔) คนดียง่ิ กวา่ คนดี มคี วามหมายตรงกนั ขา้ มกับบคุ คลท่ี ๒
ในทุติยปาปธัมมสูตร กล่าวถึงบุคคล ๔ จ�ำพวกเหมือนในปฐมปาปธัมมสูตร ต่างกัน
ที่ทรงยกมิจฉัตตธรรมและสัมมัตตธรรมขึ้นเป็นเหตุแห่งการจ�ำแนกประเภทบุคคล ได้แก่
(๑) คนชั่ว หมายถึงผู้มีมิจฉัตตธรรม ๑๐ประการ (๒) คนชั่วย่ิงกว่าคนช่ัว หมายถึงผู้มี
มิจฉัตตธรรม ๑๐ ประการและชกั ชวนผ้อู ื่นให้มีมิจฉตั ตธรรม ๑๐ ประการเหมือนตน (๓) คนดี
มีความหมายตรงกันข้ามกับบุคคลท่ี ๑ (๔) คนดีย่ิงกว่าคนดี มีความหมายตรงกันข้ามกับ
บคุ คลที่ ๒
เล่มที่ ๑๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๒๑ 321
ในตตยิ ปาปธมั มสตู ร ทรงยกอกศุ ลกรรมบถและกศุ ลกรรมบถขนึ้ เปน็ เหตแุ หง่ การจำ� แนก
ประเภทบุคคล ได้แก่ (๑) บุคคลผู้มีธรรมชั่ว (๒) บุคคลผู้มีธรรมช่ัวย่ิงกว่าบุคคลผู้มีธรรมช่ัว
(๓) บคุ คลผู้มธี รรมดี (๔) บุคคลผมู้ ีธรรมดยี ่งิ กวา่ บคุ คล ผูม้ ธี รรมดี บคุ คลแต่ละจำ� พวกนมี้ คี วาม
หมายเหมือนในปฐมปาปธัมมสตู ร
ในจตตุ ถปาปธมั มสตู ร กล่าวถงึ บุคคล ๔ จ�ำพวกเหมือนในตติยปาปธมั มสตู ร แต่ทรง
ยกมิจฉัตตธรรมและสัมมัตตธรรมข้ึนเป็นเหตุแห่งการจ�ำแนกประเภทบุคคล ซ่ึงมีความหมาย
เหมือนในทุติยปาปธมั มสูตร
๓.๕.๒ โสภณวรรค
โสภณวรรค แปลวา่ หมวดว่าด้วยผ้ทู �ำบรษิ ทั ใหง้ าม ชอ่ื วรรคน้ีตง้ั ตามสาระส�ำคญั ของ
พระสูตรที่ ๑ ในวรรคนี้ ซง่ึ มีท้ังหมด ๑๐ สูตร แต่ละสตู รมีใจความสำ� คญั ดงั น้ี
๑. ปริสาสูตร วา่ ดว้ ยบรษิ ทั คอื ทรงแสดงบคุ คล ๔ จำ� พวกผปู้ ระทษุ รา้ ยบรษิ ทั ไดแ้ ก่
ภิกษุ ภิกษณุ ี อบุ าสก และอบุ าสิกา ผทู้ ศุ ลี มีธรรมเลวทราม และบุคคลอกี ๔ จ�ำพวกผ้ทู ำ� บรษิ ทั
ให้งามซึง่ มีนัยตรงกนั ข้าม
๒. ทิฏฐิสูตร ว่าด้วยทิฏฐิ หมายถึงมิจฉาทิฏฐแิ ละสัมมาทิฏฐิ คือ ทรงแสดง ธรรมแบ่ง
เปน็ ๒ ฝ่าย ไดแ้ ก่ ฝ่ายอกุศลและฝา่ ยกศุ ล ฝ่ายละ ๔ ขอ้ ฝ่ายอกศุ ล เปน็ เหตใุ หบ้ ุคคลไปนรก
ฝา่ ยกศุ ลเปน็ เหตุใหบ้ ุคคลไปสวรรค์ มจิ ฉาทิฏฐิเปน็ หัวขอ้ ธรรม ๑ ใน ๔ ขอ้ ฝ่ายอกศุ ล หวั ข้อ
ธรรมอีก ๓ ขอ้ คอื (๑) กายทจุ ริต (๒) วจที จุ ริต (๓) มโนทุจรติ สว่ นสมั มาทิฏฐิเปน็ หัวข้อธรรม
๑ ใน ๔ ขอ้ ฝ่ายกุศล หัวขอ้ ธรรมอกี ๓ ขอ้ มีนัยตรงกนั ขา้ มกบั หวั ขอ้ ธรรมอกี ๓ ข้อฝา่ ยอกศุ ล
๓. อกตัญญุตาสูตร ว่าด้วยความเป็นผู้ไม่รู้คุณและความเป็นผู้รู้คุณ หมายถึง ความ
เป็นผ้ไู มร่ ้คู ณุ ความเป็นผู้ไม่ตอบแทนคุณ และความเป็นผู้รูค้ ุณ ความเป็น ผู้ตอบแทนคณุ คือ
ทรงแสดงธรรมแบง่ เป็น ๒ ฝ่ายเหมือนในพระสูตรที่ ๒ ต่างกนั ทท่ี รงยกความเป็นผ้ไู ม่รู้คุณและ
ความเปน็ ผรู้ คู้ ณุ เปน็ ตน้ ขนึ้ เปน็ เหตแุ หง่ การจำ� แนกประเภท ความเปน็ ผไู้ มร่ คู้ ณุ เปน็ หวั ขอ้ ธรรม
๑ ใน ๔ ขอ้ ฝ่ายอกศุ ล หวั ข้อธรรมอีก ๓ ขอ้ เหมือนหวั ข้อธรรมฝา่ ยอกศุ ลที่ ๑-๓ ในพระสูตรที่
๒ ส่วนความเปน็ ผรู้ ้คู ณุ เปน็ หัวข้อธรรม ๑ ใน ๔ ข้อฝา่ ยกศุ ล หัวขอ้ ธรรมอกี ๓ ข้อมีนยั ตรงกนั
ขา้ มกบั หัวข้อธรรมอกี ๓ ข้อฝ่ายอกศุ ล
๔. ปาณาตปิ าตสี ูตร ว่าดว้ ยผฆู้ ่าสัตวแ์ ละผู้เว้นขาดจากการฆา่ สตั ว์ คือ ทรงแสดงธรรม
แบง่ เป็น ๒ ฝ่ายเหมอื นในพระสตู รท่ี ๒ ตา่ งกนั ท่ีทรงยกผู้ฆา่ สตั วแ์ ละผเู้ วน้ ขาดจากการฆ่าสัตว์
เป็นต้นขึ้นเป็นเหตุแห่งการจ�ำแนกประเภท ผู้ฆ่าสัตว์เป็นหัวข้อธรรม ๑ ใน ๔ ข้อฝ่ายอกุศล
หัวข้อธรรมอีก ๓ ขอ้ คอื (๑) ผู้ลักทรพั ย์ (๒) ผู้ประพฤตผิ ิดในกาม (๓) ผู้พูดเท็จ ส่วนผ้เู ว้นขาด
322 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
จากการฆา่ สตั วเ์ ปน็ หวั ขอ้ ธรรม ๑ ใน ๔ ขอ้ ฝา่ ยกศุ ล หวั ขอ้ ธรรมอกี ๓ มนี ยั ตรงกนั ขา้ มกบั หวั ขอ้
ธรรมอีก ๓ ขอ้ ฝ่ายอกศุ ล
๕-๖. ปฐมมคั คสูตร ทตุ ิยมคั คสตู ร ต่างวา่ ด้วยมรรค คำ� วา่ มรรค แปลว่า ทาง แบ่ง
เป็น ๒ ฝ่าย คอื อนริยมรรค (ทางของผมู้ ิใช่อรยิ ะ) และอรยิ มรรค (ทางของผูเ้ ป็นอริยะ) ทรง
แสดงธรรมแบง่ เปน็ ๒ ฝา่ ยเหมอื นในพระสตู รที่ ๒ ตา่ งกนั ทท่ี รงยกอนรยิ มรรคและอรยิ มรรคขนึ้
เป็นเหตุแหง่ การจ�ำแนกประเภท ในปฐมมคั คสตู ร อนรยิ มรรค ๔ ประการ ไดแ้ ก่ (๑) มมี ิจฉา-
ทิฏฐิ (๒) มมี ิจฉาสงั กปั ปะ (๓) มมี จิ ฉาวาจา (๔) มีมิจฉากมั มันตะ สว่ นอริยมรรค ๔ ประการ
มีนัยตรงกันข้ามกับอนริยมรรค ๔ ประการ ในทุติยมัคคสูตร อนริยมรรค ๔ ประการ ได้แก่
(๑) มจิ ฉาอาชีวะ (๒) มิจฉาวายามะ (๓) มิจฉาสติ (๔) มิจฉาสมาธิ สว่ นอรยิ มรรค ๔ ประการมี
นัยตรงกันขา้ มกับ อนรยิ มรรค ๔ ประการ
๗-๘. ปฐมโวหารปถสตู ร ทุติยโวหารปถสูตร วา่ ดว้ ยครรลองแห่งโวหาร คำ� ว่า โวหาร
แปลวา่ วธิ กี ารพูด มี ๒ แบบ คอื อนรยิ โวหาร (แบบของผมู้ ิใชอ่ ริยะ) และอริยโวหาร (แบบของ
ผเู้ ปน็ อรยิ ะ) ทรงแสดงธรรมแบง่ เปน็ ๒ ฝา่ ยเหมอื นในพระสตู รท่ี ๒ ตา่ งกนั ทท่ี รงยกครรลองแห่
งอนรยิ โวหารและครรลองแหง่ อรยิ โวหารขน้ึ เปน็ เหตแุ หง่ การจำ� แนกประเภท ในปฐมโวหารปถ
สตู ร ครรลองแห่งอนรยิ โวหาร ๔ ประการ ไดแ้ ก่ (๑) กล่าวสงิ่ ทีไ่ มไ่ ดเ้ ห็นว่าไดเ้ หน็ (๒) กลา่ วสิง่
ทไ่ี มไ่ ดฟ้ งั วา่ ไดฟ้ งั (๓) กลา่ วสง่ิ ทไี่ มไ่ ดท้ ราบวา่ ไดท้ ราบ (๔) กลา่ วสง่ิ ทไี่ มไ่ ดร้ วู้ า่ ไดร้ ู้ สว่ นครรลอง
แหง่ อรยิ โวหาร ๔ ประการมนี ัยตรงกันขา้ มกบั ครรลองแห่งอนริยโวหาร ๔ ประการ
ในทุตยิ โวหารปถสูตร ครรลองแหง่ อนรยิ โวหาร ๔ ประการ ไดแ้ ก่ (๑) กลา่ ว สิง่ ทไ่ี ด้
เหน็ ว่าไมไ่ ดเ้ หน็ (๒) กลา่ วสง่ิ ทไ่ี ด้ฟงั ว่าไม่ไดฟ้ งั (๓) กลา่ วสงิ่ ท่ีไดท้ ราบวา่ ไม่ได้ทราบ (๔) กลา่ ว
สิ่งท่ีได้รู้ว่าไม่ได้รู้ ส่วนครรลองแห่งอริยโวหาร ๔ ประการมีนัยตรงกันข้ามกับครรลองแห่ง
อนรยิ โวหาร ๔ ประการ
๙. อหริ ิกสูตร ว่าด้วยผู้ไมม่ ีหิริและผมู้ ีหริ ิ คือ ทรงแสดงธรรมแบง่ เป็น ๒ ฝ่ายเหมือน
ในพระสูตรที่ ๒ ต่างกนั ที่ทรงยกผูไ้ มม่ ีหิรแิ ละผมู้ หี ิรเิ ปน็ ตน้ ข้ึนเปน็ เหตุแห่งการจำ� แนกประเภท
ผ้ไู มม่ ีหริ ิเป็นหัวขอ้ ธรรม ๑ ใน ๔ ขอ้ ฝา่ ยอกศุ ล หัวขอ้ ธรรมอีก ๓ ข้อ คอื (๑) ผู้ไมม่ ศี รทั ธา
(๒) ผทู้ ศุ ลี (๓) ผไู้ มม่ ีโอตตัปปะ สว่ นผมู้ ีหิรเิ ป็นหวั ขอ้ ธรรม ๑ ใน ๔ ขอ้ ฝา่ ยกศุ ล หัวข้อธรรม
อกี ๓ มนี ัยตรงกนั ข้ามกบั หวั ข้อธรรมอกี ๓ ข้อฝ่ายอกศุ ล
๑๐. ทุสสีลสตู ร ว่าดว้ ยผทู้ ศุ ีลและผมู้ ีศลี คอื ทรงแสดงธรรมแบ่งเป็น ๒ ฝา่ ย เหมือน
ในพระสูตรที่ ๒ ต่างกันท่ีทรงยกผู้ทุศีลและผู้มีศีลเป็นต้นขึ้นเป็นเหตุแห่งการจ�ำแนกประเภท
ผู้ทุศีลเป็นหัวข้อธรรม ๑ ใน ๔ ข้อฝ่ายอกุศล หัวข้อธรรมอีก ๓ ข้อ คือ (๑) ผู้ไม่มีศรัทธา
เลม่ ท่ี ๑๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๒๑ 323
(๒) ผู้เกยี จคร้าน (๓) ผ้มู ปี ญั ญาทราม ส่วนผ้มู ีศีลเป็นหวั ข้อธรรม ๑ ใน ๔ ขอ้ ฝ่ายกศุ ล หวั ข้อ
ธรรมอีก ๓ ข้อมีนยั ตรงกนั ขา้ มกับหวั ข้อธรรมอีก ๓ ขอ้ ฝา่ ยอกศุ ล
๓.๕.๓ ทจุ จรติ วรรค
ทุจจริตวรรค แปลว่า หมวดวา่ ด้วยทุจรติ และสุจริต ชอ่ื วรรคนีต้ ้ังตามชอ่ื พระ สูตรท่ี ๑
ในวรรคนี้ ซึ่งมที ้งั หมด ๑๑ สูตร แตล่ ะสูตรมีใจความส�ำคัญดงั นี้
๑. ทจุ จรติ สูตร วา่ ดว้ ยทจุ รติ และสจุ รติ คำ� วา่ ทจุ รติ ในทน่ี หี้ มายถงึ วจที จุ รติ ๔ ประการ
คือ มสุ าวาท ปสิ ุณวาจา ผรุสวาจา และสัมผปั ปลาปะ ส่วนค�ำว่า สจุ รติ หมายถึงวจสี จุ ริต ๔
ประการ คอื สจั จวาจา อปสิ ุณวาจา สัณหวาจา และมนั ตาภาสา
๒. ทฏิ ฐสิ ตู ร ว่าดว้ ยทฏิ ฐิ หมายถึงมจิ ฉาทิฏฐิและสมั มาทิฏฐิ คือ ทรงแสดง ธรรมแบ่ง
เป็น ๒ ฝา่ ย ได้แก่ ฝ่ายอกศุ ลและฝา่ ยกศุ ล ฝ่ายละ ๔ ขอ้ ฝา่ ยอกศุ ลเป็นเหตใุ ห้คนพาลบริหาร
ตนให้ถูกขจัด ถูกท�ำลาย มีความเสียหาย ถูกผู้รู้ติเตียน และประสพส่ิงที่มิใช่บุญเป็นอันมาก
ฝา่ ยกุศลเปน็ เหตใุ ห้บณั ฑิตบรหิ ารตนไม่ให้ถูกขจัด ไมใ่ ห้ถกู ท�ำลาย ไม่มคี วามเสยี หาย ไมถ่ ูกผู้รู้
ติเตียน และประสพบญุ เปน็ อนั มาก มิจฉาทฏิ ฐเิ ปน็ หัวขอ้ ธรรม ๑ ใน ๔ ข้อฝา่ ยอกศุ ล หวั ข้อ
ธรรมอกี ๓ ข้อ ไดแ้ ก่ (๑) กายทุจริต (๒)วจที ุจรติ (๓) มโนทุจรติ สว่ นสัมมาทิฏฐิเปน็ หวั ขอ้ ธรรม
๑ ใน ๔ ข้อฝ่ายกุศล หวั ขอ้ ธรรมอกี ๓ ข้อมีนยั ตรงกันข้ามกบั หวั ข้อธรรมอกี ๓ ขอ้ ฝ่ายอกศุ ล
๓. อกตญั ญตุ าสตู ร วา่ ดว้ ยความเปน็ ผไู้ มร่ คู้ ณุ และความเปน็ ผรู้ คู้ ณุ หมายถงึ ความเปน็
ผไู้ ม่รู้คณุ ความเป็นผไู้ ม่ตอบแทนคณุ และความเป็นผรู้ คู้ ุณ ความเป็นผู้ตอบแทนคณุ คอื ทรง
แสดงธรรมแบง่ เปน็ ๒ ฝา่ ยเหมอื นในพระสตู รที่ ๒ ตา่ งกนั ทท่ี รงยกความเปน็ ผไู้ มร่ คู้ ณุ และความ
เป็นผรู้ ู้คณุ เปน็ ต้นขนึ้ เป็นเหตุแหง่ การจ�ำแนกประเภท ความเป็นผู้ไมร่ ู้คณุ เป็นหัวข้อธรรม ๑ ใน
๔ ขอ้ ฝ่ายอกุศล หัวข้อธรรมอีก ๓ ข้อ ไดแ้ ก่ (๑) กายทุจรติ (๒) วจที จุ ริต (๓) มโนทุจรติ สว่ น
ความเปน็ ผู้รู้คุณเปน็ หวั ข้อธรรม ๑ ใน ๔ ขอ้ ฝา่ ยกศุ ล หวั ขอ้ ธรรมอกี ๓ ข้อมีนัยตรงกันขา้ มกบั
หัวข้อธรรมอีก ๓ ขอ้ ฝา่ ยอกศุ ล
๔. ปาณาตปิ าตสี ตู ร วา่ ดว้ ยผฆู้ า่ สตั วแ์ ละผเู้ วน้ ขาดจากการฆา่ สตั ว์ คอื ทรง แสดงธรรม
แบ่งเป็น ๒ ฝ่ายเหมอื นในพระสตู รที่ ๒ ต่างกนั ทท่ี รงยกผู้ฆา่ สตั วแ์ ละผูเ้ วน้ ขาดจากการฆา่ สตั ว์
เป็นต้นข้ึนเป็นเหตุแห่งการจ�ำแนกประเภท ผู้ฆ่าสัตว์เป็นหัวข้อธรรม ๑ ใน ๔ ข้อฝ่ายอกุศล
หวั ขอ้ ธรรมอีก ๓ ข้อ ไดแ้ ก่ (๑) ผลู้ ักทรพั ย์ (๒) ผปู้ ระพฤติ ผิดในกาม (๓) ผ้พู ูดเท็จ สว่ นผู้เว้น
ขาดจากการฆ่าสัตว์เปน็ หวั ขอ้ ธรรม ๑ ใน ๔ ข้อ ฝ่ายกศุ ล หัวขอ้ ธรรมอกี ๓ ข้อมนี ยั ตรงกันขา้ ม
กับหัวข้อธรรมอกี ๓ ข้อฝา่ ยอกศุ ล
324 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสุตตนั ตปิฎก
๕-๖. ปฐมมัคคสูตร ทุติยมัคคสูตร ต่างว่าด้วยมรรค ค�ำว่า มรรค แปลว่า ทาง
แบง่ เปน็ ๒ ฝา่ ย คอื อนรยิ มรรค (ทางของผมู้ ิใช่อรยิ ะ) และอรยิ มรรค (ทางของผ้เู ป็นอริยะ)
ทรงแสดงธรรมแบ่งเป็น ๒ ฝ่ายเหมือนในพระสูตรที่ ๒ ต่างกันท่ีทรงยกอนริยมรรคและ
อริยมรรคขึ้นเปน็ เหตุแห่งการจำ� แนกประเภท ในปฐมมัคคสตู ร อนริยมรรค ๔ ประการ ได้แก่
(๑) มิจฉาทิฏฐิ (๒) มิจฉาสังกัปปะ (๓) มิจฉาวาจา (๔) มิจฉากัมมันตะ ส่วนอริยมรรค
๔ ประการมีนยั ตรงกนั ข้ามกบั อนริยมรรค ๔ ประการ
ในทตุ ิยมคั คสูตร อนรยิ มรรค ๔ ประการ ได้แก่ (๑) มจิ ฉาอาชวี ะ (๒) มิจฉาวายามะ
(๓) มจิ ฉาสติ (๔) มจิ ฉาสมาธิ สว่ นอรยิ มรรค ๔ ประการ มนี ยั ตรงกนั ขา้ มกบั อนรยิ มรรค ๔ ประการ
๗-๘. ปฐมโวหารปถสตู ร ทุติยโวหารปถสตู ร วา่ ด้วยครรลองแห่งโวหาร คำ� ว่า โวหาร
แปลว่า วิธีการพูด มี ๒ แบบ คือ อนริยโวหาร (แบบของผ้มู ใิ ชอ่ รยิ ะ) และอรยิ โวหาร (แบบของ
ผเู้ ปน็ อรยิ ะ) ทรงแสดงธรรมแบง่ เปน็ ๒ ฝา่ ยเหมอื นในพระสตู รที่ ๒ ตา่ งกนั ทที่ รงยกครรลองแห่
งอนรยิ โวหารและครรลองแหง่ อรยิ โวหารขน้ึ เปน็ เหตแุ หง่ การจำ� แนกประเภท ในปฐมโวหารปถ
สูตร ครรลองแหง่ อนรยิ โวหาร ๔ ประการ ไดแ้ ก่ (๑) กล่าวสง่ิ ทไ่ี ม่ได้เห็นวา่ ได้เหน็ (๒) กลา่ วส่งิ
ทไี่ มไ่ ดฟ้ งั วา่ ไดฟ้ งั (๓) กลา่ วสงิ่ ทไี่ มไ่ ดท้ ราบวา่ ไดท้ ราบ (๔) กลา่ วสง่ิ ทไี่ มไ่ ดร้ วู้ า่ ไดร้ ู้ สว่ นครรลอง
แห่งอริยโวหาร ๔ ประการมีนัยตรงกนั ขา้ มกับครรลองแหง่ อนรยิ โวหาร ๔ ประการ
ในทุติยโวหารปถสตู ร ครรลองแหง่ อนรยิ โวหาร ๔ ประการ คอื (๑) กลา่ ว ส่งิ ทไ่ี ด้เหน็
ว่าไม่ได้เห็น (๒) กล่าวสิ่งที่ได้ฟังว่าไม่ได้ฟัง (๓) กล่าวสิ่งท่ีได้ทราบว่าไม่ได้ทราบ (๔) กล่าว
ส่ิงที่ได้รู้ว่าไม่ได้รู้ ส่วนครรลองแห่งอริยโวหาร ๔ ประการ มีนัยตรงกันข้ามกับครรลองแห่ง
อนรยิ โวหาร ๔ ประการ
๙. อหริ ิกสตู ร วา่ ดว้ ยผไู้ มม่ หี ริ แิ ละผมู้ หี ริ ิ คอื ทรงแสดงธรรมแบง่ เปน็ ๒ ฝา่ ย เหมอื น
ในพระสตู รท่ี ๒ ตา่ งกนั ท่ีทรงยกผู้ไมม่ ีหริ ิและผมู้ หี ริ ิเป็นตน้ ขึน้ เปน็ เหตแุ หง่ การจำ� แนกประเภท
ผไู้ ม่มีหริ เิ ปน็ หัวขอ้ ธรรม ๑ ใน ๔ ข้อฝา่ ยอกศุ ล หวั ขอ้ ธรรมอีก ๓ ข้อ ได้แก่ (๑) ผูไ้ ม่มีศรทั ธา
(๒) ผทู้ ศุ ลี (๓) ผ้ไู มม่ ีโอตตปั ปะ สว่ นผ้มู หี ริ เิ ปน็ หัวขอ้ ธรรม ๑ ใน ๔ ขอ้ ฝา่ ยกุศล หัวข้อธรรมอีก
๓ ขอ้ มีนยั ตรงกนั ขา้ มกบั หัวข้อธรรมอกี ๓ ข้อฝา่ ยอกุศล
๑๐. ทุปปญั ญสตู ร วา่ ด้วยผูม้ ีปัญญาทรามและผมู้ ปี ญั ญา คอื ทรงแสดงธรรม แบ่งเป็น
๒ ฝา่ ยเหมอื นในพระสตู รท่ี ๒ ตา่ งกนั ทที่ รงยกผมู้ ปี ญั ญาทรามและผมู้ ปี ญั ญาเปน็ ตน้ ขน้ึ เปน็ เหตุ
แหง่ การจ�ำแนกประเภท ผ้มู ปี ัญญาทรามเปน็ หัวขอ้ ธรรม ๑ ใน ๔ ข้อฝา่ ยอกุศล หวั ขอ้ ธรรม
อกี ๓ ขอ้ ไดแ้ ก่ (๑) ผไู้ ม่มีศรัทธา (๒) ผทู้ ศุ ลี (๓) ผู้เกยี จคร้าน สว่ นผู้มปี ญั ญาเป็นหัวข้อธรรม
๑ ใน ๔ ขอ้ ฝา่ ยกศุ ล หวั ข้อธรรมอีก ๓ ขอ้ มนี ยั ตรงกันข้ามกบั หัวขอ้ ธรรมอกี ๓ ขอ้ ฝา่ ยอกุศล
เล่มท่ี ๑๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๑ 325
๑๑. กวิสูตร ว่าด้วยกวี มี ๔ จ�ำพวก คือ (๑) จินตากวี (๒) สุตกวี (๓) อัตถกวี
(๔) ปฏิภาณกวี
๓.๕.๔ กมั มวรรค
กมั มวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ดว้ ยกรรม ชอื่ วรรคนต้ี งั้ ตามสาระสำ� คญั ของพระสตู รท่ี ๑-๒
ในวรรคนี้ ซึ่งมที ้ังหมด ๑๑ สูตร แตล่ ะสูตรมีใจความส�ำคัญ ดังนี้
๑. สงั ขิตตสูตร ว่าดว้ ยกรรมและวบิ ากแหง่ กรรมโดยยอ่ มี ๔ ประการ คือ (๑) กรรมดำ�
มีวิบากด�ำ (๒) กรรมขาวมีวิบากขาว (๓) กรรมทั้งด�ำและขาว มีวิบาก ท้ังด�ำและขาว
(๔) กรรมทั้งไม่ดำ� และไมข่ าว มวี บิ ากท้ังไมด่ �ำและไม่ขาว เป็นไปเพ่อื ความสิ้นกรรม
๒. วิตถารสูตร ว่าด้วยกรรมและวิบากแห่งกรรมโดยพิสดาร คือ ทรงแสดงกรรม
และวิบากแห่งกรรมเหมือนในพระสูตรท่ี ๑ ต่างกันที่ทรงขยายความหมายของแต่ละข้อดังนี้
(๑) กรรมดำ� มีวิบากดำ� หมายถึงผ้สู ง่ั สมกายกรรม วจกี รรม และมโนกรรมทม่ี คี วามเบียดเบยี น
ส่งผลให้ไปเกิดในโลกที่มีความเบียดเบียน ได้รับผล ที่มีความเบียดเบียนเหมือนสัตว์นรก
(๒) กรรมขาวมีวิบากขาว หมายถึงผู้ส่ังสมกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมท่ีไม่มีความ
เบยี ดเบยี น สง่ ผลให้ไปเกิดในโลกที่ไม่มคี วามเบียดเบียน ได้รับผลทไ่ี ม่มคี วามเบียดเบียน มีแต่
สุขเหมือนเทพช้ันสุภกิณหะ (๓) กรรมท้ังด�ำและขาว มีวิบากทั้งด�ำและขาว หมายถึงผู้สั่งสม
กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมที่มีความเบียดเบียนและท่ีไม่มีความเบียดเบียนระคนกันไป
สง่ ผลใหไ้ ป เกดิ ในโลกทม่ี คี วามเบยี ดเบยี นและทไี่ มม่ คี วามเบยี ดเบยี นระคนกนั ไป ไดร้ บั สขุ และ
ทกุ ข์ระคนกนั ไป เหมอื นมนษุ ย์ เทวดาบางพวก และวนิ ปิ าติกะบางพวก (๔) กรรมทัง้ ไมด่ ำ� และ
ไม่ขาว มีวบิ ากท้งั ไม่ดำ� และไม่ขาว เปน็ ไปเพอ่ื ความสนิ้ กรรม หมายถงึ เจตนาทล่ี ะกรรมทั้ง ๓
ประการข้างต้น
๓. โสณกายนสูตร ว่าด้วยมาณพช่ือโสณกายนะ คือ ทรงปรารภค�ำพูดของมาณพ
ช่ือโสณกายนะที่กล่าวแก่พราหมณ์ชื่อสิขาโมคคัลลานะว่า พระองค์ทรงบัญญัติกรรมท้ังปวง
ว่าเป็นอกิริยะ (ไม่เป็นอันท�ำ) แล้วทรงแสดงกรรมและวิบากแห่ง กรรม ๔ ประการเหมือน
ในพระสตู รท่ี ๒
๔-๕. ปฐมสิกขาปทสตู ร ทุตยิ สกิ ขาปทสตู ร ต่างวา่ ด้วยสกิ ขาบท คอื ทรงแสดงกรรม
และวบิ ากแหง่ กรรม ๔ ประการเหมอื นในพระสูตรท่ี ๒ ตา่ งกันทีท่ รงยกสกิ ขาบทคอื ศีล ๕ และ
การลว่ งละเมิดศลี ๕ เปน็ ตน้ ขนึ้ เป็นเหตแุ ห่งการจำ� แนก ประเภทในบางขอ้ ดังน้ี ในปฐมสิกขา
ปทสูตร กรรมและวบิ ากแหง่ กรรมแตล่ ะข้อมคี วามหมาย ดงั น้ี (๑) ผลู้ ะเมิดศลี ๕ (๒) ผูม้ ีศีล ๕
326 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปิฎก
(๓-๔) มคี วามหมายเหมือน กรรมท้ังดำ� และขาว มีวิบากท้งั ดำ� และขาว และกรรมทงั้ ไม่ดำ� และ
ไมข่ าว มวี ิบากทง้ั ไมด่ �ำและไมข่ าว เป็นไปเพอ่ื ความส้ินกรรม ในพระสูตรท่ี ๒
ในทุติยสกิ ขาปทสตู ร กรรมและวิบากแหง่ กรรมแตล่ ะข้อมคี วามหมาย ดงั น้ี (๑) ผู้ฆา่
มารดา ฆ่าบิดา ฆ่าพระอรหันต์ ประทุษร้ายพระตถาคตให้พระโลหิตห้อขึ้น และท�ำสงฆ์ให้
แตกกนั (๒) ผมู้ กี ศุ ลกรรมบถ ๑๐ ประการ มงี ดเวน้ จากการฆา่ สตั ว์ เปน็ ตน้ (๓-๔) มคี วามหมาย
เหมอื นข้อ ๓-๔ ในปฐมสกิ ขาปทสตู ร
๖. อรยิ มัคคสตู ร วา่ ดว้ ยอริยมรรค คอื ทรงแสดงกรรมและวบิ ากแห่งกรรม ๔ ประการ
เหมือนในพระสูตรที่ ๒ ต่างกันในข้อที่ ๔ ซ่ึงหมายถึงอริยมรรคมีองค์ ๘ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ
สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และ
สัมมาสมาธิ สว่ นขอ้ ๑-๓ มีความหมายเหมอื นในข้อ ๑-๓ ในพระสตู รที่ ๒
๗. โพชฌังคสตู ร วา่ ด้วยโพชฌงค์ คือ ทรงแสดงกรรมและวิบากแห่งกรรม ๔ ประการ
เหมือนในพระสูตรที่ ๒ ตา่ งกนั ในขอ้ ที่ ๔ ซ่ึงหมายถงึ โพชฌงค์ ๗ ประการ ไดแ้ ก่ สตสิ ัมโพชฌงค์
ธมั มวจิ ยสมั โพชฌงค์ วิริยสมั โพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปสั สัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์
อุเปกขาสมั โพชฌงค์ สว่ นข้อ ๑-๓ มีความหมายเหมอื นในข้อ ๑-๓ ในพระสูตรที่ ๒
๘. สาวชั ชสูตร ว่าด้วยกรรมและทิฏฐทิ ีม่ ีโทษ คือ ทรงแสดงธรรมท่เี ปน็ เหตใุ ห้บุคคล
ไปนรก ๔ ประการ ไดแ้ ก่ (๑) กายกรรมทมี่ ีโทษ (๒) วจกี รรมที่มีโทษ (๓) มโนกรรมทม่ี โี ทษ
(๔) ทิฏฐิท่ีมีโทษ นอกจากน้ียังทรงแสดงธรรมท่ีเป็นเหตุให้บุคคลไปสวรรค์อีก ๔ ประการ
ซึง่ มนี ัยตรงกนั ข้าม
๙. อัพยาปัชฌสตู ร วา่ ดว้ ยกรรมและทฏิ ฐทิ ่ีไมม่ คี วามเบยี ดเบียน คือ ทรงแสดงธรรมท่ี
เปน็ เหตใุ ห้บุคคลไปสวรรค์ ๔ ประการ ไดแ้ ก่ (๑) กายกรรมท่ีไมม่ คี วามเบียดเบยี น (๒) วจีกรรม
ทไี่ ม่มคี วามเบียดเบยี น (๓) มโนกรรมทไ่ี มม่ คี วามเบยี ดเบยี น (๔) ทฏิ ฐิที่ไมม่ ีความเบยี ดเบยี น
นอกจากน้ยี ังทรงแสดงธรรมท่ีเปน็ เหตุใหบ้ คุ คลไปนรกอกี ๔ ประการ ซงึ่ มีนัยตรงกันข้าม
๑๐. สมณสตู ร วา่ ดว้ ยสมณะ หมายถงึ สมณะ ๔ จำ� พวกในพระธรรมวนิ ยั น้ี คอื สมณะท่ี
๑ หมายถงึ พระโสดาบนั สมณะที่ ๒ หมายถึงพระสกทาคามี สมณะที่ ๓ หมายถงึ พระอนาคามี
สมณะท่ี ๔ หมายถงึ พระอรหันต์
๑๑. สปั ปรุ สิ านสิ งั สสตู ร วา่ ดว้ ยอานสิ งสท์ พี่ งึ ไดจ้ ากสตั บรุ ษุ คอื ทำ� ใหเ้ จรญิ ดว้ ยอรยิ ศลี
เจรญิ ดว้ ยอรยิ สมาธิ เจริญด้วยอรยิ ปญั ญา และเจริญดว้ ยอรยิ วมิ ตุ ติ
เล่มท่ี ๑๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๑ 327
๓.๕.๕ อาปัตติภยวรรค
อาปัตติภยวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยอาปัตติภัย ชื่อวรรคน้ีต้ังตามชื่อพระสูตรท่ี ๒
ในวรรคน้ี ซง่ึ มีทง้ั หมด ๑๑ สตู ร แต่ละสูตรมใี จความสำ� คญั ดงั นี้
๑. สังฆเภทกสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้ท�ำลายสงฆ์ หมายถึงภิกษุผู้เลวทรามท�ำลายสงฆ์
เพราะประโยชน์ ๔ ประการ คอื (๑) ภกิ ษุผู้ทศุ ลี ท�ำลายสงฆเ์ พือ่ ไม่ให้ภกิ ษุผู้มีศีล รู้วา่ ตนเปน็
เชน่ นน้ั (๒) ภิกษุผเู้ ปน็ มิจฉาทิฏฐทิ ำ� ลายสงฆ์เพอื่ ไม่ใหภ้ กิ ษุผ้เู ปน็ สัมมาทฏิ ฐิรูว้ ่าตนเป็นเช่นนน้ั
(๓) ภกิ ษุผู้มมี ิจฉาอาชวี ะทำ� ลายสงฆเ์ พื่อไมใ่ หภ้ กิ ษุผูม้ ีสมั มาอาชีวะรู้วา่ ตนเป็นเชน่ นนั้ (๔) ภิกษุ
ผปู้ รารถนาลาภสกั การะและชอ่ื เสยี งทำ� ลาย สงฆเ์ พอื่ ไมใ่ หภ้ กิ ษผุ ไู้ มม่ คี วามปรารถนาลาภสกั การะ
และช่ือเสยี งรู้ว่าตนเป็นเช่นนนั้
๒. อาปตั ตภิ ยสตู ร วา่ ดว้ ยอาปตั ติภยั หมายถงึ ภัยที่เกดิ จากการต้องกองอาบัติ ๔ กอง
คอื ปาราชิก สงั ฆาทิเสส ปาจิตตยี ์ และปาฏิเทสนียะ ทรงสอนใหภ้ กิ ษแุ ละภกิ ษุณเี หน็ โทษของ
อาบัติแล้วจะไดส้ ังวรระวังตอ่ ไป
๓. สิกขานสิ ังสสูตร วา่ ด้วยพรหมจรรยม์ สี กิ ขาเปน็ อานิสงส์ คำ� วา่ สิกขา ใน ที่น้หี มาย
ถึงอภิสมาจาริกสิกขา (หลักการศึกษาอบรมในฝ่ายขนบธรรมเนียมท่ีจะชักน�ำความประพฤติ
ความเป็นอยู่ของสงฆ์ให้ดีงามมีคุณยิ่งขึ้น) และอาทิพรหมจริยสิกขา (หลักการศึกษาอบรมใน
ฝา่ ยบทบญั ญตั ทิ เ่ี ปน็ สว่ นเบอ้ื งตน้ แหง่ พรหมจรรยส์ ำ� หรบั ปอ้ งกนั ความประพฤตเิ สยี หาย) คำ� วา่
พรหมจรรย์มีสิกขาเปน็ อานิสงส์ หมายความวา่ เมอ่ื ภิกษุศึกษาอบรมตามสกิ ขาท้ัง ๒ ประการ
นี้ดีแลว้ จะกอ่ ให้เกิดผล ๒ ประการ คอื (๑) ผ้พู บเห็นเกิดความเล่ือมใส (๒) ตนเองจะพน้ ทุกข์
ได้ น้ีจัดเป็นคุณลักษณะ ๑ ใน ๔ ประการของพรหมจรรย์ คุณลักษณะอีก ๓ ประการ คือ
(๑) มปี ญั ญาเปน็ ยอด หมายถงึ รไู้ ดด้ ว้ ยปญั ญา (๒) มวี มิ ตุ ตเิ ปน็ แกน่ หมายถงึ สมั ผสั ไดด้ ว้ ยวมิ ตุ ติ
(๓) มสี ติเปน็ อธิปไตย หมายถึงมสี ติในการบำ� เพ็ญธรรมทัง้ ๓ ประการขา้ งตน้
๔. เสยยาสตู ร วา่ ด้วยการนอน หมายถงึ การนอน ๔ อย่าง คือ นอนอยา่ ง คนตาย นอน
อย่างคนบริโภคกาม นอนอย่างสีหะ และนอนอย่างพระตถาคต
๕. ถปู ารหสูตร ว่าด้วยถูปารหบุคคล หมายถึงบุคคลผคู้ วรแก่สถูป คือ ผู้มีคุณความดี
พเิ ศษควรสรา้ งสถูปไวเ้ คารพบชู า มี ๔ จำ� พวก ได้แก่ (๑) พระตถาคต (๒) พระปัจเจกพทุ ธเจ้า
(๓) สาวกของพระพทุ ธเจา้ (๔) พระเจ้าจักรพรรดิ
๖. ปญั ญาวฑุ ฒสิ ตู ร วา่ ดว้ ยความเจรญิ ดว้ ยปญั ญา หมายถงึ ธรรมทก่ี อ่ ใหเ้ กดิ ปญั ญา ๔
ประการ คือ การคบหาสตั บุรษุ การฟงั ธรรมของสตั บุรษุ การมนสิการธรรมน้นั และการปฏบิ ัติ
ตามธรรมน้ัน
328 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสุตตันตปิฎก
๗. พหกุ ารสูตร วา่ ด้วยธรรมมอี ุปการะมาก หมายถงึ ธรรมท่มี คี ณุ มาก มี ๔ ประการ
เหมือนในพระสูตรท่ี ๖ ๘-๑๑. ปฐมโวหารสตู ร ทุตยิ โวหารสูตร ตติยโวหารสูตร และ จตตุ ถ
โวหารสูตร ต่างว่าด้วยโวหาร ซึ่งหมายถึงครรลองแห่งโวหาร ดังปรากฏในพระสูตรที่ ๗-๘
แหง่ โสภณวรรค และพระสตู รท่ี ๗-๘ แหง่ ทุจจริตวรรค ปญั จมปัณณาสก์ พระสตู รทั้ง ๔ นี้มี
ข้อแตกตา่ งกันดังนี้ ในปฐมโวหารสูตร กล่าวถึงอนริยโวหาร ๔ ประการ คือ (๑) การกลา่ วส่ิงที่
ไมไ่ ด้เห็นวา่ ได้เหน็ (๒) การกลา่ วสง่ิ ที่ไม่ไดฟ้ ังวา่ ไดฟ้ ัง (๓) การกลา่ วสง่ิ ที่ไม่ได้ทราบว่าไดท้ ราบ
(๔) การกล่าวสิ่งทไี่ ม่ได้รูว้ า่ ไดร้ ู้
ในทตุ ิยโวหารสูตร กลา่ วถึงอริยโวหาร ๔ ประการ ซึง่ มนี ยั ตรงกันขา้ มกับอนริยโวหาร
๔ ประการในปฐมโวหารสตู ร
ในตตยิ โวหารสตู ร กลา่ วถงึ อนรยิ โวหาร ๔ ประการเหมอื นกนั ตา่ งกนั ทใี่ ชค้ ำ� พดู สลบั กนั
คือ (๑) การกล่าวส่ิงที่ได้เห็นว่าไม่ได้เห็น (๒) การกล่าวสิ่งท่ีได้ฟังว่าไม่ได้ฟัง (๓) การกล่าว
สิง่ ที่ได้ทราบว่าไมไ่ ด้ทราบ (๔) การกล่าวสง่ิ ที่ได้ร้วู ่าไมไ่ ด้รู้
ในจตุตถโวหารสูตร กล่าวถึงอริยโวหาร ๔ ประการ ซึ่งมีนัยตรงกันข้ามกับ
อนรยิ โวหาร ๔ ประการในตติยโวหารสูตร
๓.๕.๖ อภิญญาวรรค
อภญิ ญาวรรค แปลว่า หมวดวา่ ด้วยธรรมทีร่ ้ยู ง่ิ ชือ่ วรรคนตี้ งั้ ตามชอื่ พระสตู รท่ี ๑ ใน
วรรคนี้ ซึง่ มีท้ังหมด ๑๐ สตู ร แต่ละสตู รมีใจความสำ� คญั ดงั น้ี
๑. อภิญญาสูตร ว่าด้วยธรรมท่ีรู้ยิ่ง มี ๔ ประการ คือ (๑) ท่ีควรก�ำหนดรู้ ได้แก่
อุปาทานขนั ธ์ ๕ (๒) ท่ีควรละ ไดแ้ ก่ อวชิ ชาและภวตัณหา (๓) ท่ีควรเจริญ ได้แก่ สมถะและ
วิปสั สนา (๔) ทีค่ วรท�ำให้แจง้ ได้แก่ วชิ ชาและวิมุตติ
๒. ปริเยสนาสูตร วา่ ดว้ ยการแสวงหา หมายถงึ การแสวงหา ๒ แบบ คอื การแสวงหา
แบบของผู้มิใช่อริยะ และการแสวงหาแบบของผู้เป็นอริยะ การแสวงหาแบบของผู้มิใช่อริยะ
๔ ประการ ไดแ้ ก่ (๑) ตนเองมคี วามแกแ่ สวงหาแตส่ งิ่ ทมี่ คี วามแก่ (๒) ตนเองมคี วามเจบ็ ไขแ้ สวงหา
แตส่ ง่ิ ทม่ี คี วามเจบ็ ไข้ (๓) ตนเองมคี วามตายแสวงหาแตส่ ง่ิ ทมี่ คี วามตาย (๔) ตนเองมคี วามเศรา้
หมองแสวงหาแต่สิ่งท่ีมีความเศร้าหมอง ส่วนการแสวงหาแบบของผู้เป็นอริยะ ๔ ประการ
มีนัยตรงกันข้าม คือ ตนเองมีความแก่ มีความเจ็บไข้ มีความตาย และมีความเศร้าหมอง
แต่รู้โทษในสิ่งที่มีความแก่ ในส่ิงท่ีมีความเจ็บไข้ ในส่ิงที่มีความตาย และในส่ิงท่ีมีความ
เศรา้ หมอง แล้วแสวงหาพระนพิ พาน
เลม่ ที่ ๑๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๑ 329
๓. สังคหวตั ถสุ ูตร วา่ ด้วยสงั คหวตั ถุ หมายถงึ หลักธรรมสำ� หรับสงเคราะหค์ นในสังคม
เหมือนลิ่มสลักที่ยึดคุมรถไว้ เป็นหลักธรรมส�ำหรับนักปกครองคู่กับพรหมวิหารธรรม มี ๔
ประการ คอื (๑) การให้ (๒) วาจาเปน็ ทรี่ กั (๓) การประพฤตปิ ระโยชน์ (๔) ความวางตนสมำ�่ เสมอ
๔. มาลุงกยปุตตสูตร ว่าด้วยพระมาลุงกยบุตร คือ พระมาลุงกยบุตรผู้เป็น คนแก่
เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคทูลขอให้ทรงแสดงธรรมโดยย่อ พระองค์จึงทรงแสดงเรื่องเหตุให้
เกิดตณั หาแกภ่ ิกษุ ๔ ประการ คือ (๑) จวี ร (๒) บณิ ฑบาต (๓) เสนาสนะ (๔) ปจั จยั ท่ดี ีและ
ดีกวา่
๕. กุลสูตร ว่าด้วยตระกูล ในท่ีนี้หมายถึงตระกูลที่มั่งค่ัง คือ ทรงแสดงว่า ตระกูล
ที่ม่ันค่ังจะด�ำรงอยู่ได้ไม่นาน เพราะเหตุ ๔ ประการ คือ (๑) ไม่แสวงหาพัสดุท่ีหายไป
(๒) ไม่ซ่อมแซมพัสดุท่ีเก่าคร�่ำคร่า (๓) ไม่รู้จักประมาณในการบริโภค (๔) ตั้งสตรีหรือบุรุษ
ทศุ ลี ใหเ้ ปน็ ใหญใ่ นเรอื น นอกจากนยี้ งั ทรงแสดงเหตแุ หง่ ตระกลู ทมี่ งั่ คงั่ ดำ� รงอยไู่ ดน้ าน ซงึ่ มนี ยั
ตรงกนั ข้ามกบั เหตุให้ตระกลู ด�ำรงอยู่ไดไ้ มน่ าน
๖-๗. ปฐมอาชานยี สตู ร ทตุ ยิ อาชานยี สตู ร ตา่ งวา่ ดว้ ยองคป์ ระกอบของมา้ อาชาไนย
คือ ทรงแสดงคุณสมบตั ิของมา้ อาชาไนยเปรียบเทียบคุณสมบตั ขิ องภิกษุ ผเู้ ป็นเน้อื นาบญุ ของ
โลกเหมือนกนั ท้งั ๒ ฝา่ ย ฝา่ ยละ ๔ ประการ ได้แก่ (๑) สมบรู ณ์ ด้วยวรรณะ (๒) สมบูรณด์ ้วย
ก�ำลงั (๓) สมบูรณ์ด้วยเชาว์ (๔) สมบรู ณด์ ้วยทรวดทรง แตม่ คี วามหมายต่างกัน คอื คณุ สมบตั ิ
ของม้าอาชาไนยมีความหมายในทางโลก ส่วนคุณสมบัติของภิกษุมีความหมายในทางธรรม
ดังน้ี (๑) หมายถึงสมบูรณ์ดว้ ยศลี (๒) หมายถงึ มีความเพยี รในการบำ� เพญ็ กุศลธรรม (๓) ใน
ปฐมอาชานียสูตร หมายถึง รู้อริยสัจ ๔ แตใ่ นทตุ ยิ อาชานียสตู ร หมายถึงท�ำให้แจง้ เจโตวิมุตติ
และปัญญาวิมตุ ติ (๔) หมายถึงไดป้ ัจจัย ๔
๘. พลสูตร ว่าด้วยพละ มี ๔ ประการ คือ (๑) วริ ยิ พละ (๒) สตพิ ละ (๓) สมาธิพละ
(๔) ปัญญาพละ
๙. อรญั ญสูตร วา่ ดว้ ยธรรมของภกิ ษผุ ูค้ วรอยปู่ ่าและไม่ควรอย่ปู ่า คือ ทรง แสดงธรรม
แบง่ เป็น ๒ ฝ่าย ไดแ้ ก่ ฝ่ายอกศุ ลและฝ่ายกศุ ล ฝา่ ยละ ๔ ประการ ฝ่ายอกุศลเปน็ องคป์ ระกอบ
ของภิกษุผู้ไม่ควรอยู่ป่า ฝ่ายกุศลเป็นองค์ประกอบของภิกษุผู้ควรอยู่ป่า ธรรมฝ่ายอกุศล ๔
ประการ ได้แก่ (๑) กามวติ ก (๒) พยาบาทวิตก (๓) วิหิงสาวิตก (๔) มีปัญญาทราม สว่ นธรรม
ฝ่ายกุศล ๔ ประการมนี ยั ตรงกันขา้ มกับธรรมฝ่ายอกศุ ล ๔ ประการ
๑๐. กมั มสตู ร ว่าด้วยกรรมและทฏิ ฐทิ ่ีมีโทษ คอื ทรงแสดงธรรมฝา่ ยอกุศล ๔ ประการ
ทีเ่ ป็นเหตุใหค้ นพาลบรหิ ารตนให้ถกู ขจดั ถกู ทำ� ลาย มีความเสยี หาย ถกู ผรู้ ้ตู เิ ตียน และประสพ
330 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสุตตันตปฎิ ก
สงิ่ ทมี่ ใิ ชบ่ ญุ เปน็ อนั มาก ไดแ้ ก่ (๑) กายกรรมทมี่ โี ทษ (๒) วจกี รรมทม่ี โี ทษ (๓) มโนกรรมทมี่ โี ทษ
(๔) ทฏิ ฐิทม่ี โี ทษ นอกจากนีย้ ังทรงแสดง ธรรมฝ่ายกศุ ลอกี ๔ ประการ ซ่ึงมีนยั ตรงกันขา้ มกับ
ธรรมฝา่ ยอกุศล ๔ ประการ
๓.๕.๗ กัมมปถวรรค
กมั มปถวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ดว้ ยกรรมบถ ชอ่ื วรรคนตี้ งั้ ตามสาระสำ� คญั ของ พระสตู ร
ทั้งหมดในวรรคนี้ ซ่งึ มีทัง้ หมด ๑๐ สูตร แตล่ ะสตู รมใี จความสำ� คญั ดงั นี้
๑. ปาณาตปิ าตสี ูตร วา่ ดว้ ยผฆู้ า่ สตั วแ์ ละผู้เวน้ ขาดจากการฆ่าสัตว์ คือ ทรงแสดงธรรม
แบง่ เปน็ ๒ ฝา่ ย ไดแ้ ก่ ฝา่ ยอกศุ ลและฝา่ ยกศุ ล ฝา่ ยอกศุ ลเปน็ เหตใุ หบ้ คุ คลไปนรก ฝา่ ยกศุ ลเปน็
เหตุให้บุคคลไปสวรรค์ ผฆู้ า่ สตั ว์เปน็ หวั ขอ้ ธรรม ๑ ใน ๔ ขอ้ ฝา่ ยอกศุ ล หัวข้อธรรมอกี ๓ ขอ้
คือ (๑) ชักชวนผ้อู ื่นใหฆ้ า่ สตั ว์ (๒) พอใจการฆา่ สัตว์ (๓) สรรเสรญิ การฆา่ สัตว์ สว่ นผู้เวน้ ขาด
จากการฆ่าสัตวเ์ ป็นหวั ข้อธรรม ๑ ใน ๔ ข้อฝา่ ยกุศล หวั ข้อธรรมอีก ๓ ขอ้ มีนัยตรงกนั ข้ามกับ
หวั ข้อธรรมอีก ๓ ขอ้ ฝ่ายอกศุ ล
๒. อทินนาทายสี ูตร ว่าด้วยผลู้ กั ทรัพยแ์ ละผู้เวน้ ขาดจากการลกั ทรัพย์ คือ ทรงแสดง
ธรรมแบ่งเปน็ ๒ ฝ่ายเหมอื นในพระสตู รที่ ๑ ต่างกันทที่ รงยกผ้ลู กั ทรพั ยแ์ ละผเู้ ว้นขาดจากการ
ลกั ทรัพยเ์ ปน็ ต้นขึ้นเปน็ เหตุแหง่ การจำ� แนกประเภท ผู้ลักทรพั ยเ์ ปน็ หวั ข้อธรรม ๑ ใน ๔ ข้อ
ฝ่ายอกุศล หัวขอ้ ธรรมอกี ๓ ข้อ ได้แก่ (๑) ชักชวนผอู้ นื่ ใหล้ กั ทรพั ย์ (๒) พอใจการลักทรพั ย์
(๓) สรรเสริญการลักทรัพย์ สว่ นผเู้ ว้นขาดจากการลักทรพั ย์เป็นหวั ขอ้ ธรรม ๑ ใน ๔ ขอ้ ฝ่าย
กุศล หัวขอ้ ธรรมอกี ๓ ขอ้ มนี ัยตรงกนั ขา้ มกบั หวั ข้อธรรมอกี ๓ ข้อฝ่ายอกศุ ล
๓. มจิ ฉาจารีสตู ร วา่ ด้วยผู้ประพฤติผดิ ในกามและผู้เว้นขาดจากการประพฤติ ผดิ ใน
กาม คือ ทรงแสดงธรรมแบง่ เปน็ ๒ ฝา่ ยเหมือนในพระสตู รที่ ๑ ต่างกนั ท่ที รงยกผปู้ ระพฤตผิ ิด
ในกามและผู้เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกามเป็นต้นขึ้นเป็นเหตุแห่งการจ�ำแนกประเภท
ผู้ประพฤติผิดในกามเป็นหัวข้อธรรม ๑ ใน ๔ ข้อฝ่ายอกุศล หัวข้อธรรมอีก ๓ ข้อ ได้แก่
(๑) ชักชวนผอู้ ืน่ ให้ประพฤติผิดในกาม (๒) พอใจ การประพฤติผิดในกาม (๓) สรรเสริญการ
ประพฤติผดิ ในกาม สว่ นผเู้ ว้นขาดจากการประพฤติผิดในกามเป็นหวั ข้อธรรม ๑ ใน ๔ ขอ้ ฝา่ ย
กศุ ล หวั ขอ้ ธรรมอกี ๓ ขอ้ มนี ยั ตรงกันข้ามกับหวั ขอ้ ธรรมอีก ๓ ข้อฝา่ ยอกุศล
๔. มุสาวาทีสูตร ว่าด้วยผู้พูดเท็จและผู้เว้นขาดจากการพูดเท็จ คือ ทรงแสดงธรรม
แบ่งเปน็ ๒ ฝ่ายเหมือนในพระสตู รที่ ๑ ตา่ งกันทท่ี รงยกผพู้ ูดเทจ็ และผู้เว้นขาดจากการพูดเท็จ
เปน็ ตน้ ขึน้ เปน็ เหตแุ หง่ การจ�ำแนกประเภท ผูพ้ ูดเท็จเป็นหวั ขอ้ ธรรม ๑ ใน ๔ ขอ้ ฝา่ ยอกศุ ล
เล่มที่ ๑๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๑ 331
หัวข้อ ธรรมอีก ๓ ขอ้ ได้แก่ (๑) ชักชวนผอู้ ื่นใหพ้ ูดเท็จ (๒) พอใจการพูดเท็จ (๓) สรรเสรญิ
การพูดเทจ็ สว่ นผ้เู วน้ ขาดจากการพูดเท็จเปน็ หวั ขอ้ ธรรม ๑ ใน ๔ ขอ้ ฝ่ายกุศล หัวข้อธรรมอกี
๓ ข้อมนี ยั ตรงกนั ข้ามกบั หัวขอ้ ธรรมอีก ๓ ขอ้ ฝ่ายอกุศล
๕. ปสิ ุณาวาจาสูตร ว่าด้วยผพู้ ดู สอ่ เสียดและผเู้ ว้นขาดจากการพูดสอ่ เสียด คอื ทรง
แสดงธรรมแบง่ เป็น ๒ ฝา่ ยเหมอื นในพระสตู รที่ ๑ ต่างกนั ที่ทรงยกผูพ้ ดู ส่อเสียดและผู้เวน้ ขาด
จากการพดู สอ่ เสยี ดเปน็ ตน้ ขนึ้ เปน็ เหตแุ หง่ การจำ� แนกประเภท ผพู้ ดู สอ่ เสยี ดเปน็ หวั ขอ้ ธรรม ๑
ใน ๔ ข้อฝา่ ยอกศุ ล หัวขอ้ ธรรมอีก ๓ ขอ้ ได้แก่ (๑) ชักชวนผู้อ่ืนใหพ้ ูดส่อเสยี ด (๒) พอใจการ
พูดส่อเสียด (๓) สรรเสริญการพูดส่อเสียด ส่วนผู้เว้นขาดจากการพูดส่อเสียดเป็นหัวข้อธรรม
๑ ใน ๔ ขอ้ ฝา่ ยกุศล หัวข้อธรรมอกี ๓ ข้อมนี ยั ตรงกนั ข้ามกับหวั ขอ้ ธรรมอีก ๓ ขอ้ ฝ่ายอกศุ ล
๖. ผรสุ วาจาสตู ร วา่ ดว้ ยผพู้ ดู คำ� หยาบและผเู้ วน้ ขาดจากการพดู คำ� หยาบ คอื ทรงแสดง
ธรรมแบง่ เป็น ๒ ฝา่ ยเหมอื นในพระสตู รที่ ๑ ตา่ งกันท่ที รงยกผพู้ ูดคำ� หยาบและผู้เว้นขาดจาก
การพูดค�ำหยาบเป็นต้นขึ้นเป็นเหตุแห่งการจ�ำแนกประเภท ผู้พูดค�ำหยาบเป็นหัวข้อธรรม ๑
ใน ๔ ข้อฝา่ ยอกุศล หวั ข้อธรรมอีก ๓ ข้อ ไดแ้ ก่ (๑) ชกั ชวนผอู้ ื่นให้พดู ค�ำหยาบ (๒) พอใจการ
พูดคำ� หยาบ (๓) สรรเสริญการพูดคำ� หยาบ สว่ นผเู้ วน้ ขาดจากการพูดค�ำหยาบเป็นหวั ขอ้ ธรรม
๑ ใน ๔ ขอ้ ฝ่ายกุศล หวั ขอ้ ธรรมอีก ๓ ขอ้ มีนยั ตรงกันขา้ มกบั หัวขอ้ ธรรมอกี ๓ ข้อฝา่ ยอกศุ ล
๗. สัมผัปปลาปสูตร ว่าด้วยผู้พูดเพ้อเจ้อและผู้เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ คือ ทรง
แสดงธรรมแบง่ เป็น ๒ ฝ่ายเหมอื นในพระสูตรที่ ๑ ต่างกนั ทท่ี รงยกผพู้ ดู เพอ้ เจอ้ และผูเ้ วน้ ขาด
จากการพูดเพ้อเจ้อเป็นต้นข้ึนเป็นเหตุแห่งการจ�ำแนกประเภท ผู้พูด เพ้อเจ้อเป็นหัวข้อธรรม
๑ ใน ๔ ข้อฝา่ ยอกศุ ล หวั ขอ้ ธรรมอกี ๓ ขอ้ ไดแ้ ก่ (๑) ชักชวน ผู้อ่นื ใหพ้ ูดเพ้อเจอ้ (๒) พอใจ
การพดู เพอ้ เจอ้ (๓) สรรเสรญิ การพดู เพอ้ เจอ้ สว่ นผเู้ วน้ ขาดจากการพดู เพอ้ เจอ้ เปน็ หวั ขอ้ ธรรม
๑ ใน ๔ ขอ้ ฝ่ายกศุ ล หัวขอ้ ธรรมอีก ๓ ขอ้ มนี ยั ตรงกนั ขา้ มกบั หวั ขอ้ ธรรมอีก ๓ ขอ้ ฝ่ายอกุศล
๘. อภชิ ฌาลสุ ูตร ว่าดว้ ยผู้เพง่ เล็งอยากไดข้ องเขาและผูไ้ มเ่ พง่ เล็งอยากไดข้ องเขา คอื
ทรงแสดงธรรมแบ่งเปน็ ๒ ฝ่ายเหมือนในพระสูตรที่ ๑ ตา่ งกนั ที่ทรงยกผเู้ พง่ เล็งอยากได้ของ
เขาและผไู้ มเ่ พง่ เล็งอยากไดข้ องเขาเป็นตน้ ข้นึ เปน็ เหตแุ หง่ การจำ� แนก ประเภท ผู้เพง่ เลง็ อยาก
ได้ของเขาเปน็ หวั ข้อธรรม ๑ ใน ๔ ขอ้ ฝ่ายอกุศล หวั ข้อธรรม อีก ๓ ข้อ ได้แก่ (๑) ชกั ชวนผ้อู ่ืน
ให้เพง่ เล็งอยากไดข้ องเขา (๒) พอใจความเพ่งเล็ง อยากไดข้ องเขา (๓) สรรเสรญิ ความเพง่ เลง็
อยากไดข้ องเขา สว่ นผ้ไู ม่เพง่ เลง็ อยากไดข้ องเขาเปน็ หัวขอ้ ธรรม ๑ ใน ๔ ขอ้ ฝา่ ยกศุ ล หัวขอ้
ธรรมอีก ๓ ขอ้ มนี ัยตรงกนั ขา้ มกบั หวั ขอ้ ธรรมอีก ๓ ขอ้ ฝา่ ยอกุศล
๙. พยาปันนจิตตสูตร ว่าด้วยผู้มีจิตพยาบาทและผู้มีจิตไม่พยาบาท คือ ทรงแสดง
ธรรมแบ่งเป็น ๒ ฝ่ายเหมือนในพระสูตรที่ ๑ ต่างกันที่ทรงยกผู้มีจิตพยาบาทและผู้มีจิต
332 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
ไม่พยาบาทเป็นต้นข้ึนเป็นเหตุแห่งการจ�ำแนกประเภท ผู้มีจิตพยาบาทเป็นหัวข้อธรรม ๑
ใน ๔ ข้อฝา่ ยอกุศล หวั ข้อธรรมอีก ๓ ขอ้ ไดแ้ ก่ (๑) ชกั ชวนผู้อนื่ ใหม้ จี ติ พยาบาท (๒) พอใจ
ความมจี ติ พยาบาท (๓) สรรเสรญิ ความมีจติ พยาบาท สว่ นผู้มจี ิตไม่พยาบาทเป็นหวั ข้อธรรม ๑
ใน ๔ ข้อฝา่ ยกศุ ล หัวขอ้ ธรรมอกี ๓ ขอ้ มนี ยั ตรงกันข้ามกับหัวขอ้ ธรรมอีก ๓ ขอ้ ฝ่ายอกุศล
๑๐. มิจฉาทิฏฐิสตู ร วา่ ด้วยผเู้ ป็นมิจฉาทิฏฐแิ ละผเู้ ปน็ สมั มาทฏิ ฐิ คือ ทรงแสดงธรรม
แบง่ เปน็ ๒ ฝ่ายเหมอื นในพระสตู รท่ี ๑ ต่างกนั ทที่ รงยกผ้เู ป็นมิจฉาทิฏฐิและผูเ้ ป็นสมั มาทฏิ ฐิ
เป็นตน้ ขึ้นเปน็ เหตแุ หง่ การจำ� แนกประเภท ผ้เู ปน็ มจิ ฉาทิฏฐิเปน็ หวั ข้อธรรม ๑ ใน ๔ ข้อฝ่าย
อกุศล หัวข้อธรรมอีก ๓ ข้อ ได้แก่ (๑) ชักชวนผู้อ่ืนให้เป็นมิจฉาทิฏฐิ (๒) พอใจความเป็น
มิจฉาทิฏฐิ (๓) สรรเสรญิ ความเป็นมิจฉาทฏิ ฐิ สว่ นผ้เู ปน็ สัมมาทิฏฐเิ ปน็ หัวข้อธรรม ๑ ใน ๔ ขอ้
ฝา่ ยกศุ ล หัวขอ้ ธรรมอีก ๓ ข้อมนี ัยตรงกันขา้ มกบั หัวข้อธรรมอีก ๓ ขอ้ ฝ่ายอกุศล
๓.๕.๘ เปยยาล
ราคเปยยาล มี ๕๑๐ สตู ร
ราคเปยยาล แปลว่า หมวดธรรมที่ทรงแสดงโดยย่อมีราคะเป็นต้น หมายความว่า
นอกจากราคะแล้ว ยงั มีอกศุ ลธรรมอกี ๑๖ ประการ รวมเป็น ๑๗ ประการ คือ
๑. ราคะ ๒. โทสะ ๓. โมหะ
๔. โกธะ ๕. อุปนาหะ ๖. มกั ขะ
๗. ปฬาสะ ๘. อสิ สา ๙. มัจฉริยะ
๑๐. มายา ๑๑. สาเถยยะ ๑๒. ถมั ภะ
๑๓. สารัมภะ ๑๔. มานะ ๑๕. อติมานะ
๑๖. มทะ ๑๗. ปมาทะ
แตล่ ะประการมีเปา้ หมาย ๑๐ เป้าหมาย (๑๐ เพ่อื เช่น เพ่อื รูย้ งิ่ ) เปา้ หมายละ ๑ สตู ร
รวมเปน็ ๑๗๐ สตู ร (๑๐ เปา้ หมาย x อกศุ ลธรรม ๑๗ ประการ) นีเ้ ป็น การค�ำนวณพระสูตร
จากการเจรญิ ธรรม ๔ ประการ หมวดท่ี ๑ แต่ในราคเปยยาล แหง่ จตุกกนิบาตน้มี หี มวดธรรม
ท่ีควรเจริญ ๓ หมวด จงึ รวมเปน็ ๕๑๐ สูตร (๑๗๐ สตู ร x ๓ หมวดธรรม) เชน่ ๑๐ สตู รแรก
ในหมวดธรรมที่ ๑ มีความเตม็ ดงั นี้
สตู รท่ี ๑ ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ภกิ ษคุ วรเจรญิ ธรรม ๔ ประการ เพอ่ื รยู้ ง่ิ ราคะ ธรรม ๔ ประการ
อะไรบา้ ง คือ
เล่มท่ี ๑๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๑ 333
ภกิ ษใุ นธรรมวินัยนี้
๑. พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ ก�ำจัดอภิชฌาและ
โทมนัสในโลกได้
๒. พจิ ารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ มคี วามเพยี ร มีสัมปชญั ญะ มีสติ ก�ำจัดอภิชฌา
และโทมนสั ในโลกได้
๓. พจิ ารณาเหน็ จติ ในจติ อยู่ มคี วามเพยี ร มสี มั ปชญั ญะ มสี ติ กำ� จดั อภชิ ฌาและโทมนสั
ในโลกได้
๔. พจิ ารณาเหน็ ธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มสี ัมปชัญญะ มสี ติ กำ� จัดอภิชฌาและ
โทมนสั ในโลกได้
สูตรที่ ๒ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญธรรม ๔ ประการ เพื่อก�ำหนดรู้ราคะ ธรรม
๔ ประการ อะไรบา้ ง คอื ...
สูตรที่ ๓ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญธรรม ๔ ประการ เพ่ือความส้ินราคะ ธรรม
๔ ประการ อะไรบา้ ง คือ ...
สตู รท่ี ๔ ภิกษทุ ้ังหลาย ภิกษคุ วรเจรญิ ธรรม ๔ ประการ เพอื่ ละราคะ ธรรม ๔ ประการ
อะไรบ้าง คอื ...
สูตรที่ ๕ ภิกษุท้ังหลาย ภิกษุควรเจริญธรรม ๔ ประการ เพื่อความสิ้นไปแห่งราคะ
ธรรม ๔ ประการ อะไรบา้ ง คอื ...
สูตรท่ี ๖ ภิกษุทัง้ หลาย ภิกษคุ วรเจริญธรรม ๔ ประการ เพอื่ ความเส่อื มไปแห่งราคะ
ธรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ...
สตู รที่ ๗ ภกิ ษุทง้ั หลาย ภิกษุควรเจรญิ ธรรม ๔ ประการ เพือ่ ความคลายไป แหง่ ราคะ
ธรรม ๔ ประการ อะไรบา้ ง คอื ...
สูตรที่ ๘ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญธรรม ๔ ประการ เพ่ือความดับไปแห่งราคะ
ธรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คอื ...
สตู รที่ ๙ ภกิ ษทุ งั้ หลาย ภิกษุควรเจริญธรรม ๔ ประการ เพื่อความสละราคะ ธรรม
๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ...
สูตรท่ี ๑๐ ภิกษุท้ังหลาย ภิกษุควรเจริญธรรม ๔ ประการ เพ่ือความสละคืนราคะ
ธรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ...
พระสูตร ๑๐ สูตรแรกในหมวดธรรมท่ี ๒ คือ สัมมัปปธานสูตร มีนัยเช่นเดียวกันนี้
ต่างกนั เพยี งหมวดท่คี วรเจริญเทา่ นั้น คอื เปลี่ยนจากสติปฏั ฐาน ๔ เปน็ สมั มปั ปธาน ๔ แสดง
พอเปน็ ตัวอย่าง ๑ สตู รดังนี้
334 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
สตู รที่ ๑ ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ภกิ ษคุ วรเจรญิ ธรรม ๔ ประการ เพอื่ รยู้ ง่ิ ราคะ ธรรม ๔ ประการ
อะไรบา้ ง คือ ภกิ ษใุ นธรรมวนิ ยั น้ี
๑. สรา้ งฉนั ทะ พยายาม ปรารภความเพยี ร ประคองจิต มุ่งม่นั เพ่ือป้องกันบาปอกศุ ล
ธรรมท่ียังไมเ่ กิดมิให้เกดิ ขึน้
๒. สรา้ งฉนั ทะ พยายาม ปรารภความเพยี ร ประคองจติ มงุ่ มนั่ เพอื่ ละบาปอกศุ ลธรรม
ที่เกดิ ขึ้นแลว้
๓. สร้างฉนั ทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจติ มงุ่ ม่นั เพ่อื ท�ำกุศลธรรมท่ยี งั
ไม่เกิดให้เกิดข้ึน
๔. สร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต มุ่งม่ัน เพื่อความด�ำรงอยู่
ไม่เลือนหาย ภิญโญภาพ ไพบลู ย์ เจริญเต็มท่แี หง่ กุศลธรรมทเ่ี กิดขึ้นแลว้
พระสูตร ๑๐ สูตรแรกในหมวดธรรมท่ี ๓ คอื อทิ ธิปาทสตู ร มนี ยั เชน่ เดียวกนั นี้ ต่างกัน
เพียงหมวดที่ควรเจริญเท่าน้ัน คือ เปลี่ยนจากสติปัฏฐาน ๔ และสัมมัปปธาน ๔ เป็น
อทิ ธบิ าท ๔ แสดงพอเป็นตัวอยา่ ง ๑ สตู รดงั น้ี
สตู รที่ ๑ ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ภกิ ษคุ วรเจรญิ ธรรม ๔ ประการ เพอื่ รยู้ งิ่ ราคะ ธรรม ๔ ประการ
อะไรบา้ ง คือ ภิกษุในธรรมวนิ ัยน้ี
๑. เจรญิ อทิ ธิบาทท่ีประกอบด้วยฉันทสมาธปิ ธานสงั ขาร
๒. เจริญอิทธบิ าททปี่ ระกอบดว้ ยวริ ยิ สมาธิปธานสังขาร
๓. เจริญอิทธบิ าททีป่ ระกอบดว้ ยจิตตสมาธิปธานสังขาร
๔. เจริญอิทธิบาทท่ีประกอบด้วยวิมงั สาสมาธปิ ธานสังขาร
พระสูตรอีก ๔๘๐ สูตรต่อไป ต่างว่าด้วยการเจริญธรรมท้ัง ๓ หมวดน้ี เพื่อขจัด
อกศุ ลธรรมท่เี หลือ ๑๖ ตวั ตัวละ ๓๐ สตู ร เชน่ เดียวกบั ๓๐ สตู รแรก
ข้อสังเกต
เมื่อมองภาพรวมของอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาตนี้โดยตลอด จะเห็นลักษณะเฉพาะ
ของอังคตุ ตรนกิ ายเดน่ ชัดย่งิ ขน้ึ เช่น แม้จตุกกนิบาต จะว่าดว้ ยหลักธรรมหลากหลาย ดูเผิน ๆ
อาจเห็นว่า น�ำมารวมไว้อย่างเปะปะไร้ระเบียบและไร้จุดมุ่งหมาย แต่ถ้าดูให้ลึก ๆ จะพบว่า
มีความสัมพันธ์กันภายในวรรคนั้น ๆ ซ่ึงอาจเป็นความสัมพันธ์เชิงบวก หรือไม่ก็เป็นความ
สมั พนั ธเ์ ชิงลบ
พระสตู รแตล่ ะสตู รวา่ ดว้ ยหมวดธรรม ๑ หมวดบา้ ง ๒ หมวดบา้ ง มากกวา่ ๒ หมวดบา้ ง
แต่ละหมวดอาจมีจ�ำนวนหัวข้อน้อยหรือมากกว่า ๔ ข้อได้ แต่ถ้าเป็นหมวดธรรมส�ำคัญ
เล่มท่ี ๑๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๑ 335
ของพระสตู รนนั้ ๆ จะตอ้ งมี ๔ หวั ขอ้ เสมอไป นเ้ี ปน็ กฏตายตวั ของจตกุ กนบิ าต ไมม่ ขี อ้ ยกเวน้ ใด ๆ
ทั้งสนิ้ ตวั เลขนี้บางทแี ฝงเรน้ อยใู่ นข้อความ ดู ไม่ค่อยเห็น ต้องพจิ ารณาให้ดีจึงจะเห็นพระสตู ร
แต่ละสูตร ว่าด้วยหลักธรรม ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายกุศลหรือฝ่ายดี และฝ่ายอกุศลหรือฝ่ายชั่ว
เปรยี บเทยี บกนั โดยตลอด แมช้ อ่ื พระสตู รจะปรากฏแตเ่ พยี งฝา่ ยเดยี ว เชน่ สจุ รติ สตู ร กพ็ งึ เขา้ ใจวา่
ทรงแสดงทุจริตเปรียบเทียบไวด้ ว้ ย การเปรยี บเทียบที่สำ� คัญและกนิ ใจ มจี ำ� นวนมาก เช่น
๑. การอยู่ร่วมกัน ๔ ประการ (ระหว่างสามีกับภรรยา) โปรดดูในข้อ ๕๓, ๕๔
(ปฐมสงั วาสสูตร, ทตุ ยิ สังวาสสตู ร) ปุญญาภิสนั ทวรรค แหง่ ทุตยิ ปณั ณาสก์
๒. บุคคล ๔ จ�ำพวก โปรดดูในข้อ ๑๓๓ (อุคฆฏิตัญญูสูตร) ปุคคลวรรค แห่ง
ตตยิ ปณั ณาสก์
๓. ปฏิปทา ๔ ประการ โปรดดูในข้อ ๑๖๑ (สังขิตตสูตร) ปฏิปทาวรรค แห่ง
จตตุ ถปณั ณาสก์
๔. พระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรมและผู้ต้ังอยู่ในธรรม โปรดดูในข้อ ๗๐ (อธัมมิกสูตร)
ปัตตกมั มวรรค แหง่ ทตุ ิยปัณณาสก์
ขอยกตวั อย่าง พระราชาผู้ไม่ต้งั อยใู่ นธรรมและผู้ตง้ั อยใู่ นธรรม ซงึ่ ทรงแสดงใหเ้ ห็น
ภาวะผู้นำ� หรอื ลักษณะของผู้นำ� ทไี่ มด่ ี และผู้น�ำทด่ี เี ปรียบดว้ ยโคจ่าฝูง ดงั น้ี
เม่ือฝงู โคขา้ มนำ้� ไป ถ้าโคจา่ ฝงู ไปคดเคีย้ ว โคทง้ั ฝงู ก็ไปคดเคี้ยวตามกนั ในเมอ่ื โคจา่ ฝูง
ไปคดเค้ียว ในหมู่มนุษย์กเ็ หมอื นกัน ผูใ้ ดไดร้ ับแต่งต้ังใหเ้ ปน็ ใหญ่ ถา้ ผู้นน้ั ประพฤติไมเ่ ป็นธรรม
ประชาชนชาวเมืองน้ันก็จะประพฤติไม่เป็นธรรมตามไปด้วย หากพระราชาไม่ต้ังอยู่ในธรรม
ชาวเมอื งนนั้ ก็อยูเ่ ป็นทุกข์
เม่ือฝูงโคข้ามน้�ำไป ถ้าโคจ่าฝูงไปตรง โคทั้งฝูงก็ไปตรงตามกัน ในเม่ือโคจ่าฝูงไปตรง
ในหมู่มนุษย์ก็เหมือนกัน ผู้ใดได้รับแต่งต้ังให้เป็นใหญ่ ถ้าผู้น้ันประพฤติชอบธรรม ประชาชน
ชาวเมืองนนั้ ก็จะประพฤตชิ อบธรรมตามไปด้วย หากพระราชาตัง้ อย่ใู นธรรม ชาวเมอื งน้นั ก็อยู่
เปน็ สขุ
นอกจากนี้ ยงั มีการอธิบายเปรยี บเทยี บเชงิ อปุ มาโวหารทก่ี ินใจยง่ิ เปน็ จำ� นวนมาก เชน่
๑. บคุ คลเปรยี บเหมือนเมฆ โปรดดูในขอ้ ๑๐๑ (ปฐมวลาหกสตู ร)
วลาหกวรรค แหง่ ตติยปณั ณาสก์
๒. บคุ คลเปรียบเหมือนหม้อ โปรดดใู นขอ้ ๑๐๓ (กมุ ภสตู ร)
วลาหกวรรค แห่งตติยปณั ณาสก์
๓. บคุ คลเปรยี บเหมอื นมะม่วง โปรดดูในขอ้ ๑๐๕ (อมั พสตู ร)
วลาหกวรรค แหง่ ตตยิ ปัณณาสก์
336 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสุตตันตปฎิ ก
๔. บคุ คลเปรยี บเหมือนหนู โปรดดใู นข้อ ๑๐๗ (มสู กิ สตู ร)
วลาหกวรรค แหง่ ตตยิ ปณั ณาสก์
๕. บุคคลเปรยี บเหมอื นโคผู้ โปรดดูในขอ้ ๑๐๘ (พลิวัททสตู ร)
วลาหกวรรค แหง่ ตติยปณั ณาสก์
อนง่ึ ขอใหส้ งั เกตวา่ คำ� อธบิ ายหลกั ธรรมทบ่ี รรจอุ ยใู่ นจตกุ กนบิ าตนี้ ลว้ นมสี ารตั ถะนา่ รู้
น่าปฏิบัติเป็นอย่างย่ิง ในจ�ำนวนนั้น มีค�ำอธิบายหลักธรรมหมวดหน่ึงซ่ึงแปลกมากไม่ค่อยพบ
บอ่ ยนกั นนั่ คอื คำ� อธบิ ายเรอื่ งอานสิ งสข์ องนวงั คสตั ถศุ าสน์ ในสกิ ขานสิ งั สสตู ร อาปตั ตภิ ยวรรค
แหง่ ปญั จมปณั ณาสก์
ขอเชิญอ่านรายละเอียดในเล่มน้ีให้ตลอดเถิด ท่านจะเห็นประจักษ์ด้วยตนเองว่า
ข้อสังเกตนเ้ี ป็นจริงหรือไมเ่ พยี งใด
เล่มท่ี ๑๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๒๒ 337
พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๒
พระสตุ ตนั ตปิฎก เลม่ ท่ี ๑๔
(อังคตุ ตรนกิ าย ปญั จกนบิ าต ฉักกนิบาต)
พระไตรปิฎกเลม่ ท่ี ๒๒๘ คือ อังคุตตรนิกาย ปญั จกนิบาต ฉักกนิบาต จัดเป็นเลม่ ท่ี ๓
ขององั คตุ ตรนกิ าย มพี ระสตู รทง้ั หมด ๑,๘๐๑ สตู ร มี ๒ นบิ าต คอื ปญั จกนบิ าต และฉกั กนบิ าต
ดังรายละเอียดต่อไปนี้
ปญั จกนิบาต
๑. จำ� นวนวรรคและพระสตู รในปญั จกนบิ าต
ปัญจกนิบาต คือ หมวดพระสูตรที่มีหัวข้อธรรมพระสูตรละจ�ำนวน ๕ ประการ
มีพระสูตรท้ังหมด ๑,๑๕๒ สูตร แบ่งเป็น ๕ ปัณณาสก์ ๒๖ วรรค กับ ๓ หัวข้อ เปยยาล
มรี ายละเอยี ดดงั นี้
ปฐมปัณณาสก์ มี ๕ วรรค
๑. เสขพลวรรค มี ๑๐ สูตร คือ
๑. สงั ขติ ตสูตร ๒. วิตถตสูตร
๓. ทกุ ขสตู ร ๔. ยถาภตสูตร
๕. สกิ ขาสตู ร ๖. สมาปัตตสิ ตู ร
๗. กามสูตร ๘. จวนสตู ร
๙. ปฐมอคารวสตู ร ๑๐. ทตุ ยิ อคารวสูตร
๒. พลวรรค มี ๑๐ สตู ร คือ
๑. อนนุสสุตสตู ร ๒. กฏู สูตร
๓. สงั ขติ ตสตู ร ๔. วติ ถตสตู ร
๕. ทัฏฐพั พสูตร ๖. ปนุ กูฏสตู ร
๘ บทนำ� เล่ม ๒๒ : พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบบั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, กรงุ เทพมหานคร, ๒๕๓๙.
338 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
๗. ปฐมหิตสตู ร ๘. ทตุ ิยหติ สตู ร
๙. ตตยิ หิตสตู ร ๑๐. จตตุ ถหิตสูตร
๒. ทตุ ิยอคารวสูตร
๓. ปญั จงั คิกวรรค มี ๑๐ สูตร คือ ๔. ทุสสีลสตู ร
๑. ปฐมอคารวสตู ร ๖. วมิ ุตตายตนสูตร
๓. อุปักกเิ ลสสตู ร ๘. ปัญจงั คิกสตู ร
๕. อนุคคหิตสูตร ๑๐. นาคิตสูตร
๗. สมาธสิ ตู ร ๒. จุนทสี ูตร
๙. จงั กมสตู ร ๔. สีหเสนาปตสิ ูตร
๖. กาลทานสตู ร
๔. สมุ นวรรค มี ๑๐ สูตร คอื ๘. สัทธสูตร
๑. สุมนสตู ร ๑๐. มหาสาลสตู ร
๓. อุคคหสตู ร ๒. สปั ปรุ สิ สูตร
๕. ทานานิสงั สสตู ร ๔. มนาปทายสี ูตร
๗. โภชนสตู ร ๖. สัมปทาสูตร
๙. ปุตตสูตร ๘. ฐานสตู ร
๑๐. นารทสตู ร
๕. มุณฑราชวรรค มี ๑๐ สูตร คอื
๑. อาทยิ สูตร ๒. อกุสลราสิสูตร
๓. อิฏฐสตู ร ๔. สมยสตู ร
๕. ปุญญาภิสนั ทสูตร ๖. อุปชั ฌายสตู ร
๗. ธนสูตร ๘. ลิจฉวิกุมารกสตู ร
๙. โกสลสูตร ๑๐. ทตุ ยิ วฑุ ฒปัพพชติ สูตร
๒. ทตุ ิยสัญญาสตู ร
ทตุ ยิ ปณั ณาสก์ มี ๕ วรรค ๔. ทุตยิ วัฑฒสิ ตู ร
๑. นวี รณวรรค มี ๑๐ สตู ร คอื
๑. อาวรณสูตร
๓. ปธานิยังคสูตร
๕. มาตาปตุ ตสตู ร
๗. ฐานสูตร
๙. ปฐมวุฑฒปพั พชติ สูตร
๒. สัญญาวรรค มี ๑๐ สูตร คอื
๑. ปฐมสัญญาสูตร
๓. ปฐมวัฑฒสิ ูตร
เล่มที่ ๑๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๒ 339
๕. สากัจฉสตู ร ๖. สาชวี สตู ร
๗. ปฐมอทิ ธปิ าทสตู ร ๘. ทุติยอทิ ธิปาทสตู ร
๙. นิพพิทาสตู ร ๑๐. อาสวกั ขยสตู ร
๒. ทตุ ยิ เจโตวิมตุ ติผลสูตร
๓. โยธาชีววรรค มี ๑๐ สูตร คอื ๔. ทตุ ยิ ธัมมวหิ ารสี ูตร
๑. ปฐมเจโตวิมุตตผิ ลสตู ร ๖. ทตุ ิยโยธาชวี สูตร
๓. ปฐมธัมมวิหารีสตู ร ๘. ทุตยิ อนาคตภยสตู ร
๕. ปฐมโยธาชีวสตู ร ๑๐. จตุตถอนาคตภยสตู ร
๗. ปฐมอนาคตภยสูตร ๒. วีตราคสตู ร
๙. ตตยิ อนาคตภยสูตร ๔. อัสสทั ธสตู ร
๖. ปฏิสมั ภิทาปัตตสตู ร
๔. เถรวรรค มี ๑๐ สตู ร คือ ๘. เถรสตู ร
๑. รชนยี สตู ร ๑๐. ทุตยิ เสขสตู ร
๓. กหุ กสตู ร ๒. ทตุ ิยสมั ปทาสูตร
๕. อักขมสตู ร ๔. ผาสวุ ิหารสตู ร
๗. สลี วนั ตสูตร ๖. สุตธรสูตร
๙. ปฐมเสขสูตร ๘. อารญั ญกสูตร
๑๐. กกธุ เถรสตู ร
๕. กกุธวรรค มี ๑๐ สูตร คือ
๑. ปฐมสมั ปทาสูตร ๒. อสุ สงั กติ สูตร
๓. พยากรณสูตร ๔. สมณสขุ ุมาลสูตร
๕. อกุปปสูตร ๖. อานันทสูตร
๗. กถาสูตร ๘. อเสขสตู ร
๙. สีหสูตร ๑๐. อรัญญสตู ร
๒. ปจั ฉาสมณสูตร
ตติยปณั ณาสก์ มี ๕ วรรค
๑. ผาสวุ หิ ารวรรค มี ๑๐ สตู ร คอื
๑. สารัชชสูตร
๓. มหาโจรสูตร
๕. ผาสวุ ิหารสตู ร
๗. สลี สูตร
๙. จาตุททสิ สตู ร
๒. อันธกวนิ ทวรรค มี ๑๐ สูตร คอื
๑. กลุ ูปกสตู ร
340 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
๓. สมั มาสมาธสิ ตู ร ๔. อันธกวนิ ทสูตร
๕. มัจฉรินสี ตู ร ๖. วณั ณนาสูตร
๗. อสิ สกุ นิ สี ตู ร ๘. มจิ ฉาทฏิ ฐิกสตู ร
๙. มจิ ฉาวาจาสูตร ๑๐. มจิ ฉาวายามสูตร
๓. คลิ านวรรค มี ๑๐ สตู ร คอื
๑. คลิ านสตู ร ๒. สติสปุ ฏั ฐติ สูตร
๓. ปฐมอปุ ัฏฐากสูตร ๔. ทตุ ิยอุปัฏฐากสูตร
๕. ปฐมอนายสุ สาสตู ร ๖. ทตุ ยิ อนายุสสาสตู ร
๗. วปกาสสตู ร ๘. สมณสขุ สตู ร
๙. ปริกุปปสูตร ๑๐. พยสนสตู ร
๔. ราชวรรค มี ๑๐ สตู ร คอื
๑. ปฐมจกั กานุวัตตนสตู ร ๒. ทตุ ยิ จกั กานวุ ัตตนสูตร
๓. ธมั มราชาสูตร ๔. ยัสสงั ทิสังสูตร
๕. ปฐมปตั ถนาสูตร ๖. ทุตยิ ปตั ถนาสตู ร
๗. อัปปงั สุปติสตู ร ๘. ภตั ตาทกสูตร
๙. อกั ขมสตู ร ๑๐. โสตสูตร
๕. ตกิ ัณฑกวี รรค มี ๑๐ สูตร คือ
๑. อวชานาติสูตร ๒. อารภตสิ ูตร
๓. สารนั ททสูตร ๔. ตกิ ัณฑกีสตู ร
๕. นิรยสูตร ๖. มติ ตสูตร
๗. อสัปปรุ ิสทานสตู ร ๘. สัปปรุ ิสทานสูตร
๙. ปฐมสมยวิมตุ ตสูตร ๑๐. ทตุ ยิ สมยวมิ ตุ ตสูตร
จตตุ ถปณั ณาสก์ มี ๕ วรรค
๑. สทั ธัมมวรรค มี ๑๐ สูตร คอื
๑. ปฐมสัมมัตตนิยามสูตร ๒. ทุตยิ สัมมตั ตนิยามสตู ร
๓. ตติยสมั มตั ตนยิ ามสูตร ๔. ปฐมสทั ธัมมสมั โมสสตู ร
๕. ทตุ ิยสทั ธัมมสัมโมสสตู ร ๖. ตตยิ สัทธัมมสมั โมสสูตร
๗. ทุกกถาสูตร ๘. สารชั ชสูตร
๙. อทุ ายีสตู ร ๑๐. ทุปปฏวิ ิโนทยสตู ร
เล่มท่ี ๑๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๒๒ 341
๒. อาฆาตวรรค มี ๑๐ สูตร คือ ๒. ทตุ ยิ อาฆาตปฏวิ นิ ยสูตร
๑. ปฐมอาฆาตปฏวิ ินยสูตร ๔. สาชวี สูตร
๓. สากจั ฉสูตร ๖. นโิ รธสตู ร
๕. ปัญหาปจุ ฉาสูตร ๘. สลี สูตร
๗. โจทนาสูตร ๑๐. ภทั ทชิสูตร
๙. ขปิ ปนิสนั ติสูตร ๒. วิสารทสูตร
๔. เวรสตู ร
๓. อปุ าสกวรรค มี ๑๐ สูตร คอื ๖. ปีตสิ ตู ร
๑. สารชั ชสูตร ๘. ราชาสตู ร
๓. นิรยสูตร ๑๐. ภเวสสี ูตร
๕. จัณฑาลสตู ร ๒. จวี รสตู ร
๗. วณิชชาสตู ร ๔. โสสานกิ สตู ร
๙. คหิ ิสูตร ๖. เนสัชชิกสตู ร
๘. เอกาสนิกสูตร
๔. อรญั ญวรรค มี ๑๐ สูตร คือ ๑๐. ปัตตปิณฑิกสูตร
๑. อารญั ญกิ สูตร ๒. โทณพราหมณสูตร
๓. รุกขมลู ิกสตู ร ๔. การณปาลสี ูตร
๕. อัพโภกาสกิ สูตร ๖. มหาสุปนิ สูตร
๗. ยถาสันถติกสตู ร ๘. วาจาสตู ร
๙. ขลุปัจฉาภตั ติกสตู ร ๑๐. นิสสารณียสูตร
๕. พราหมณวรรค มี ๑๐ สตู ร คอื ๒. ธัมมสั สวนสูตร
๑. โสณสูตร ๔. พลสูตร
๓. สังคารวสตู ร ๖. วนิ ิพันธสตู ร
๕. ปิงคิยานสี ตู ร ๘. ทนั ตกัฏฐสูตร
๗. วสั สสตู ร
๙. กุลสตู ร
ปัญจมปัณณาสก์ มี ๕ วรรค
๑. กมิ พลิ วรรค มี ๑๐ สูตร คอื
๑. กมิ พิลสตู ร
๓. อัสสาชานยี สตู ร
๕. เจโตขิลสตู ร
๗. ยาคสุ ตู ร
342 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
๙. คตี สั สรสูตร ๑๐. มฏุ ฐสั สติสตู ร
๒. อกั โกสกวรรค มี ๑๐ สูตร คือ
๑. อักโกสกสูตร ๒. ภัณฑนการกสตู ร
๓. สลี สูตร ๔. พหุภาณิสตู ร
๕. ปฐมอักขนั ตสิ ตู ร ๖. ทตุ ิยอกั ขันตสิ ูตร
๗. ปฐมอปาสาทิกสตู ร ๘. ทตุ ิยอปาสาทกิ สตู ร
๙. อคั คสิ ูตร ๑๐. มธรุ าสูตร
๓. ทีฆจารกิ วรรค มี ๑๐ สูตร คือ
๑. ปฐมทีฆจารกิ สตู ร ๒. ทุตยิ ทีฆจารกิ สตู ร
๓. อตินวิ าสสตู ร ๔. มจั ฉรีสูตร
๕. ปฐมกุลุปกสูตร ๖. ทตุ ยิ กุลปุ กสตู ร
๗. โภคสูตร ๘. อัสสูรภตั ตสตู ร
๙. ปฐมกัณหสัปปสตู ร ๑๐. ทุตยิ กณั หสัปปสตู ร
๔. อาวาสิกวรรค มี ๑๐ สูตร คอื
๑. อาวาสิกสตู ร ๒. ปยิ สูตร
๓. โสภณสตู ร ๔. พหูปการสตู ร
๕. อนุกัมปสูตร ๖. ปฐมอวัณณารหสตู ร
๗. ทตุ ิยอวัณณารหสตู ร ๘. ตตยิ อวณั ณารหสูตร
๙. ปฐมมัจฉริยสูตร ๑๐. ทุติยมจั ฉรยิ สตู ร
๕. ทุจจรติ วรรค มี ๑๐ สตู ร คอื
๑. ปฐมทจุ จรติ สตู ร ๒. ปฐมกายทุจจรติ สูตร
๓. ปฐมวจีทจุ จรติ สูตร ๔. ปฐมมโนทจุ จรติ สูตร
๕. ทตุ ิยทุจจริตสตู ร ๖. ทุติยกายทุจจริตสตู ร
๗. ทุตยิ วจีทจุ จรติ สูตร ๘. ทุตยิ มโนทุจจรติ สูตร
๙. สีวถกิ สูตร ๑๐. ปุคคลัปปสาทสูตร
๖. อปุ สัมปทาวรรค (วรรคพเิ ศษ) มี ๒๑ สูตร คอื
๑. อุปสมั ปาเทตัพพสูตร ๒. นสิ สยสูตร
๓. สามเณรสูตร ๔. ปญั จมัจฉรยิ สูตร
๕. มัจฉรยิ ปหานสูตร ๖. ปฐมฌานสูตร
๗-๑๓. ทตุ ยิ ฌานสตุ ตาทสิ ตู ร ๑๔. อปรปฐมฌานสูตร
เล่มที่ ๑๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๒๒ 343
๑๕-๒๑. อปรทตุ ิยฌานสุตตาท ิ
เปยยาล มี ๓ เปยยาล
๑. สัมมตุ ิเปยยาล มี ๑๔ สูตร คือ
๑. ภตั ตุทเทสกสูตร ๒-๑๔. เสนาสนปญั ญาปกสุตตาทิ
๒. สิกขาปทเปยยาล มี ๑๗ สูตร คือ
๑. ภิกขุสูตร ๒-๗. ภิกขุนสี ุตตาทิ
๘. อาชีวกสูตร ๙-๑๗. นิคณั ฑสตุ ตาทิ
๓. ราคเปยยาล มี ๘๕๐ สูตร
๒. ชอ่ื และท่ีมาของพระสูตรในปัญจกนิบาต
๒.๑ ชอื่ ของพระสูตร
ในปัญจกนิบาตมีพระสูตร ๑,๑๕๒ สูตร แต่มีชื่อสูตรปรากฏเพียง ๒๖๕ สูตร
ไมป่ รากฏชือ่ ๘๘๗ สตู ร ดังน้ี
ใน ๒๖ วรรค ๒๗๑ สตู ร ปรากฏชอ่ื เพียง ๒๕๙ สตู ร ไม่ปรากฏชอ่ื ๑๒ สูตร
ในสมมติเปยยาล ๑๔ สตู ร ปรากฏช่ือเพยี ง ๒ สูตร ไม่ปรากฏช่ือ ๑๒ สตู ร
ในสิกขาปทเปยยาล ๑๗ สตู ร ปรากฏชื่อเพียง ๔ สตู ร ไม่ปรากฏชื่อ ๑๓ สตู ร
ในราคเปยยาล ๘๕๐ สตู ร ไมป่ รากฏชอ่ื สูตรทัง้ ๘๕๐ สตู ร
รวมพระสตู รทปี่ รากฏชอ่ื เปน็ ๒๖๕ สตู ร (๒๕๙+๒+๔=๒๖๕) รวมพระสตู รทไ่ี มป่ รากฏ
ช่ือเป็น ๘๘๗ สูตร (๑๒+๑๒+๑๓+๘๕๐=๘๘๗) ดังนั้น เม่ือรวมพระสูตรที่ปรากฏช่ือและ
พระสตู รทีไ่ ม่ปรากฏชือ่ จึงเป็น ๑,๑๕๒ สตู ร (๒๖๕+๘๘๗=๑,๑๕๒)
๒.๒ ท่มี าของพระสตู ร
ในปญั จกนิบาต พระสตู รที่มีนทิ านวจนะ กล่าวคอื ท่มี าซึง่ ปรารภท้งั บคุ คลและ สถานท่ี
หรือปรารภเฉพาะบุคคลอย่างเดียวบ้าง ปรารภเฉพาะสถานท่ีอย่างเดียวบ้าง ปรากฏเพียง
๓๒ สตู ร ดังน้ี
ปฐมปณั ณาสก์ ปรากฏ ๑๐ สูตร คือ
ในเสขพลวรรค ๑ สูตร ไดแ้ ก่ (๑) สงั ขติ ตสตู ร
ในปัญจงั คกิ วรรค ๑ สตู ร ได้แก ่ (๑) นาคติ สูตร
ในสุมนวรรค ๔ สูตร ไดแ้ ก่ (๑) สมุ นสูตร (๒) จุนทสี ตู ร
(๓) อคุ คหสูตร (๔) สหี เสนาปตสิ ูตร
344 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสุตตันตปฎิ ก
ในมณุ ฑราชวรรค ๔ สตู ร ได้แก่ (๑) อาทยิ สตู ร (๒) มนาปทายีสูตร
(๓) โกสลสูตร (๔) นารทสูตร
ทตุ ยิ ปณั ณาสก์ ปรากฏ ๕ สูตร
ในนวี รณวรรค ๓ สูตร ได้แก่ (๑) อาวรณสตู ร (๒) มาตาปตุ ตสูตร
(๓) ลจิ ฉวิกมุ ารสูตร
ในโยธาชีววรรค ๑ สูตร ได้แก่ (๑) ทตุ ยิ ธัมมวหิ ารีสูตร
ในกกธุ วรรค ๑ สตู ร ไดแ้ ก่ (๑) กกธุ เถรสตู ร
ตติยปัณณาสก์ ปรากฏ ๕ สูตร คือ
ในผาสุวหิ ารวรรค ๑ สตู ร ไดแ้ ก่ (๑) อานนั ทสตู ร
ในอนั ธกวินทวรรค ๑ สูตร ได้แก่ (๑) อันธกวินทสูตร
ในคิลานวรรค ๑ สูตร ไดแ้ ก ่ (๑) คิลานสตู ร
ในติกัณฑกวี รรค ๒ สูตร ไดแ้ ก่ (๑) สารนั ททสูตร (๒) ติกัณฑกีสตู ร
จตุตถปัณณาสก์ ปรากฏ ๑๑ สูตร คอื
ในสทั ธมั มวรรค ๑ สตู ร ได้แก่ (๑) อทุ ายีสูตร
ในอาฆาตวรรรค ๑ สูตร ได้แก ่ (๑) ภัททชสิ ูตร
ในอุปาสกวรรค ๕ สูตร ได้แก ่ (๑) สารัชชสตู ร (๒) เวรสูตร
(๓) ปีตสิ ุตร (๔) คหิ สิ ูตร
(๕) ภเวสสี ูตร
ในพราหมณวรรค ๔ สตู ร ได้แก่ (๑) โทณพราหมณสตู ร (๒) สงั คารวสูตร
(๓) การณปาลีสูตร (๔) ปงิ คยิ านสี ตู ร
ปัญจมปณั ณาสก์ ปรากฏ ๑ สูตร คอื
ในกิมพลิ วรรค ๑ สูตร ไดแ้ ก ่ (๑) กมิ พิลสูตร
๓. ความหมายและใจความส�ำคัญของแตล่ ะวรรคในปญั จกนบิ าต
๓.๑ ปฐมปัณณาสก์
๓.๑.๑ เสขพลวรรค
เสขพลวรรค แปลวา่ หมวดว่าดว้ ยเสขพละ หมายถงึ กำ� ลงั ของพระเสขะ กลา่ วคอื พระ
อริยบุคคลตั้งแต่ช้ันโสดาบันขึ้นไปจนถึงท่านผู้ด�ำรงอยู่ในอรหัตตมรรค ก�ำลังปฏิบัติเพ่ือบรรลุ
อรหัตตผล ช่อื วรรคน้ีต้งั ตามสาระสำ� คญั ของพระสูตรท่ี ๑-๒ ในวรรคนซ้ี ึ่งมีท้ังหมด ๑๐ สตู ร
เลม่ ที่ ๑๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๒ 345
แต่ละสตู รมีองค์ธรรมเหมอื นกัน คอื (๑) ศรทั ธา (๒) หริ ิ (๓) โอตตัปปะ (๔) วิรยิ ะ (๕) ปัญญา
แตม่ รี ายละเอยี ดตา่ งกนั ดังนี้
๑-๒. สังขิตตสูตร ว่าด้วยเสขพละโดยย่อ วิตถตสูตร ว่าด้วยเสขพละโดยพิสดาร
ทงั้ ๒ สตู รน้ี พระผมู้ พี ระภาคทรงมงุ่ แสดงองคธ์ รรมทเี่ ปน็ คณุ สมบตั ขิ องพระอรยิ บคุ คลเปน็ หลกั
โดยใช้ชอื่ องค์ธรรมวา่ “เสขพละ”
๓-๑๐. ทุกขสูตร ยถาภตสูตร สิกขาสูตร สมาปัตติสูตร กามสูตร จวนสูตร
ปฐมอคารวสตู ร ทตุ ยิ อคารวสตู ร พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงเนน้ ผลลกั ษณะ และพฤตกิ รรมของ
บุคคลคือภกิ ษเุ ปน็ หลกั วา่ ภิกษทุ ่ีมอี งคธ์ รรมดงั กล่าวจะไดร้ บั ผลอย่างน้ี มีลักษณะอย่างน้ี หรือ
มีพฤติกรรมอย่างน้ี ไม่มีองค์ธรรมดังกล่าวจะได้รับผลอย่างนี้ มีลักษณะอย่างนี้ หรือมีพฤติกรรม
อยา่ งน้ี ดงั นน้ั การตงั้ ชอื่ สตู รจงึ ตงั้ ตามผลทไี่ ดร้ บั บา้ ง ตามลกั ษณะบา้ ง และตามพฤตกิ รรมบา้ ง คอื
ทุกขสูตร ว่าด้วยความอยู่เป็นทุกข์และเป็นสุข ซึ่งเป็นผลเกิดจากความไม่มีและ
มีองค์ธรรม ๕ ประการดงั กลา่ ว
ยถาภตสูตร ว่าด้วยการตกนรกเหมือนถูกน�ำไปฝังไว้ และการข้ึนสวรรค์เหมือนถูกน�ำ
ไปประดิษฐานไว้ ซ่งึ เป็นผลเกดิ จากความไม่มีและมอี งค์ธรรมดงั กล่าว
สกิ ขาสตู ร ว่าด้วยภิกษทุ บ่ี อกลาสกิ ขาถูกตเิ ตียน และคนท่ีประพฤตพิ รหมจรรยไ์ ดร้ บั
สรรเสริญ ซงึ่ เป็นผลเกดิ จากความไม่มีและมอี งคธ์ รรมดงั กล่าว
สมาปตั ติสตู ร ว่าด้วยอกุศลธรรมเข้ามาไดใ้ นขณะท่ีไม่มธี รรม ๕ ประการ และอกศุ ล
ธรรมเข้ามาไมไ่ ด้ในขณะทีม่ ีองค์ธรรมหมวดนี้
กามสตู ร วา่ ดว้ ยกลุ บตุ รทลี่ ะกามออกบวชเปน็ ภกิ ษุ แตย่ งั ประพฤตอิ งคธ์ รรม ๕ ประการ
ดังกล่าวไมบ่ ริบรู ณ์ พระผมู้ ีพระภาคต้องทรงคอยดแู ล ดุจพี่เล้ยี งท่คี อยดูแลเด็กออ่ นไรเ้ ดยี งสา
จนกว่าจะชว่ ยเหลือตนเองได้ ส่วนภิกษผุ ู้ประพฤตอิ งคธ์ รรมสมบรู ณ์แลว้ พระผู้มีพระภาคทรง
วางพระทัย ไมต่ ้องทรงคอยดแู ลตอ่ ไป
จวนสตู ร วา่ ดว้ ยความเคลอื่ นจากศาสนา และความไมเ่ คลอ่ื นจากศาสนา ซงึ่ เปน็ ผลเกดิ
จากความไมม่ ีและมีองคธ์ รรมหมวดน้ี
ปฐมอคารวสูตร ว่าด้วยความไม่เคารพย�ำเกรง ด�ำรงตนอยู่ในพระศาสนาไม่ได้ ต้อง
เคลอื่ นจากศาสนาไป และความเคารพย�ำเกรงดำ� รงตนอยใู่ นพระศาสนาได้ ซึ่งเปน็ ผลเกิดจาก
ความไมม่ แี ละมอี งคธ์ รรมหมวดน้ี
ทตุ ยิ อคารวสูตร วา่ ด้วยความไม่เคารพยำ� เกรง ไมม่ คี วามเจรญิ งอกงามใน พระธรรม
วินัย และความเคารพยำ� เกรง มีความเจรญิ งอกงามในพระธรรมวินัย ซ่ึงเป็นผลเกดิ จากความ
ไมม่ แี ละมีองคธ์ รรมหมวดน้ี
346 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
๓.๑.๒ พลวรรค
พลวรรค แปลวา่ หมวดว่าด้วยพละ ชอื่ วรรคนต้ี งั้ ตามสาระสำ� คญั ของพระสูตรที่ ๑-๖
ในวรรคน้ี ซ่งึ มีท้งั หมด ๑๐ สตู ร แต่ละสตู รมีใจความส�ำคญั ดงั น้ี
๑. อนนุสสุตสูตร ว่าด้วยธรรมที่ไม่เคยสดับมาก่อน หมายถึงอริยสัจ ๔ ท่ีตรัสรู้ด้วย
พระองคเ์ อง เพราะตรสั รอู้ รยิ สจั ๔ จงึ ทรงมกี ำ� ลงั ทเ่ี รยี กวา่ ตถาคตพละ (กำ� ลงั ของพระตถาคต)
แลว้ ทรงยืนยันฐานะท่อี งอาจ บันลอื สหี นาท ประกาศ พรหมจักรในบรษิ ัท ด้วยตถาคตพละ ๕
ประการ ไดแ้ ก่ (๑) สัทธาพละ (๒) หริ พิ ละ (๓) โอตตปั ปพละ (๔) วริ ยิ พละ (๕) ปญั ญาพละ
๒. กฏู สตู ร วา่ ด้วยธรรมที่เป็นยอดเหมอื นยอดเรือน คือ ทรงแสดงเสขพละ ๕ ประการ
(เหมอื นตถาคตพละ)วา่ ปญั ญาพละ เปน็ เลศิ เปน็ ทรี่ วม เปน็ ศนู ยร์ วมแหง่ เสขพละทเ่ี หลอื เหมอื น
ยอดเรือน
๓. สงั ขิตตสูตร วา่ ด้วยพละโดยยอ่ ซ่ึงมี ๕ ประการ คือ (๑) สัทธาพละ (๒) วริ ิยพละ
(๓) สติพละ (๔) สมาธิพละ (๕) ปญั ญาพละ
๔. วติ ถตสตู ร วา่ ดว้ ยพละโดยพสิ ดาร มี ๕ ประการเหมอื นในพระสตู รที่ ๓ ตา่ งกนั ทที่ รง
ขยายความหมายของธรรมแตล่ ะประการเพมิ่ เตมิ คอื ประการที่ ๑ หมายถงึ เชอ่ื ในพระพทุ ธคณุ
ประการที่ ๒ หมายถงึ มคี วามเพยี รในการละอกศุ ลธรรมและเจรญิ กศุ ลธรรม ประการท่ี ๓ หมาย
ถึงมสี ตริ กั ษาตน ประการที่ ๔ หมายถงึ ไดร้ ปู ฌาน ๔ ประการท่ี ๕ หมายถึงมปี ญั ญาพิจารณา
เหน็ ความเกดิ และความดบั ช�ำแรกกิเลสใหส้ นิ้ ทกุ ข์ได้
๕. ทัฏฐพั พสูตร วา่ ด้วยธรรมที่พงึ เหน็ หมายถงึ พละ ๕ ประการ (ดงั ปรากฏในพระ
สตู รท่ี ๓) ทพี่ งึ เหน็ ในธรรมนนั้ ๆ ทพี่ ละแตล่ ะประการเปน็ ใหญอ่ ยู่ เชน่ พงึ เหน็ สทั ธาพละในโสต
าปัตตยิ งั คะ(องคเ์ ครือ่ งบรรลโุ สดา) เพราะสทั ธาพละเปน็ ใหญ่ในโสตาปตั ติยงั คะ
๖. ปุนกูฏสูตร ว่าด้วยธรรมที่เป็นยอดเหมือนยอดเรือน อีกสูตรหน่ึง ซ่ึงทรงแสดงไว้
เหมือนในพระสูตรท่ี ๒ ตา่ งกนั ทที่ รงยกพละ ๕ ประการ (ดังปรากฏใน พระสตู รที่ ๓) ขึ้นแสดง
๗-๑๐. ปฐมหติ สตู ร ทตุ ยิ หติ สตู ร ตตยิ หติ สตู ร จตตุ ถหติ สตู ร ตา่ งวา่ ดว้ ยภกิ ษผุ ปู้ ฏบิ ตั ิ
เพ่อื เกือ้ กูล คำ� ว่า เกื้อกลู ในที่น้ีหมายถึงเกื้อกูลตนเองและเก้ือกลู ผูอ้ นื่ เกือ้ กูลตนเอง หมายถงึ
มีธรรม ๕ ประการ คือ (๑) ศลี (๒) สมาธิ (๓) ปญั ญา (๔) วิมุตติ (๕) วมิ ุตตญิ าณทัสสนะ เกอ้ื กูล
ผอู้ ื่น หมายถงึ ชักชวนผ้อู ่นื ใหม้ ีธรรม ๕ ประการเหมือนตน ในแต่ละสตู รมรี ายละเอยี ดต่างกนั
ดงั น้ี ในปฐมหิตสตู ร กล่าวถึง ความเก้ือกลู ตนเอง แต่ไม่เก้อื กลู ผ้อู น่ื ในทตุ ยิ หิตสูตร กล่าวถึง
ความเกื้อกูลผู้อื่น แต่ไม่เกื้อกูลตนเอง ในตติยหิตสูตร กล่าวถึงความไม่เก้ือกูลตนเอง และ
ไม่เกอื้ กลู ผอู้ น่ื ในจตตุ ถหติ สตู ร กล่าวถึงความเกอื้ กูลตนเอง และเกื้อกลู ผูอ้ ่นื
เล่มท่ี ๑๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๒ 347
๓.๑.๓ ปญั จงั คิกวรรค
ปญั จังคิกวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ด้วยการเจริญสมั มาสมาธิทีป่ ระกอบด้วย องค์ ๕ ช่ือ
วรรคนต้ี ั้งตามชื่อพระสูตรที่ ๘ ในวรรคนี้ ซง่ึ มที งั้ หมด ๑๐ สูตร แตล่ ะสตู รมีใจความสำ� คัญดังนี้
๑-๒. ปฐมอคารวสตู ร ทตุ ยิ อคารวสตู ร ตา่ งวา่ ดว้ ยความไมเ่ คารพ ซงึ่ เปน็ สว่ นหนงึ่ ของ
องค์ธรรมฝ่ายท่ีเป็นไปไมไ่ ด้ ท่ีมคี วามสัมพันธ์เปน็ เหตเุ ปน็ ผลกนั เป็น คู่ ๆ คือ
ในปฐมอคารวสูตร
คทู่ ี่ ๑ ความไมเ่ คารพ ความไมย่ ำ� เกรง ความไมป่ ระพฤตเิ สมอภาค ในเพอ่ื นพรหมจารี
เป็นเหตใุ ห้บำ� เพญ็ อภสิ มาจาริกธรรมใหบ้ รบิ ูรณไ์ มไ่ ด้ เป็นธรรมประการที่ ๑
คทู่ ่ี ๒ การบำ� เพญ็ อภสิ มาจารกิ ธรรมใหบ้ ริบรู ณไ์ ม่ได้ เปน็ เหตใุ ห้ บ�ำเพ็ญเสขธรรมให้
บรบิ รู ณไ์ มไ่ ด้ เปน็ ธรรมประการที่ ๒
คทู่ ่ี ๓ การบำ� เพญ็ เสขธรรมใหบ้ รบิ รู ณไ์ มไ่ ด้ เปน็ เหตใุ หบ้ ำ� เพญ็ ศลี ใหบ้ รบิ รู ณไ์ มไ่ ด้ เปน็
ธรรมประการท่ี ๓
คู่ท่ี ๔ การบ�ำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์ไม่ได้ เป็นเหตุให้บ�ำเพ็ญสัมมาทิฏฐิให้บริบูรณ์ไม่ได้
เปน็ ธรรมประการที่ ๔
ค่ทู ่ี ๕ การบำ� เพญ็ สมั มาทฏิ ฐใิ หบ้ รบิ รู ณไ์ มไ่ ด้ เปน็ เหตใุ หบ้ ำ� เพญ็ สมั มาสมาธใิ หบ้ รบิ รู ณ์
ไม่ได้ เปน็ ธรรมประการที่ ๕
สว่ นองค์ธรรมฝ่ายท่ีเป็นไปได้ มนี ัยตรงกันข้าม
ในทุติยอคารวสตู ร
องคธ์ รรมคทู่ ่ี ๑-๒ เหมือนในปฐมอคารวสูตร สว่ นคู่ท่ี ๓-๕ ต่างกนั คือ ทรงยก
สลี ขันธ์ สมาธิขนั ธ์ และปญั ญาขนั ธข์ นึ้ แสดง
๓. อปุ กเิ ลสสตู ร วา่ ดว้ ยความเศรา้ หมอง คอื ทรงแสดงสงิ่ เศรา้ หมองของจติ ๕ ประการ
ไดแ้ ก่ (๑) กามฉนั ทะ (๒) พยาบาท (๓) ถนี มทิ ธะ (๔) อทุ ธจั จกกุ กจุ จะ (๕) วจิ กิ จิ ฉา เปรยี บเทยี บ
กับสงิ่ เศรา้ หมองของทอง ๕ ประการ ได้แก่ (๑) เหล็ก (๒) โลหะ (๓) ดบี ุก (๔) ตะกั่ว (๕) เงิน
ทรงแสดงว่า เม่ือจิตพน้ จากสง่ิ เศร้าหมอง ๕ ประการนแี้ ล้ว เปน็ จิตอ่อน เหมาะแก่การใชง้ าน
ผุดผ่อง ไม่ฟุ้งซ่าน ต้ังมั่นดี เพ่ือความส้ินอาสวะ และสามารถน้อมจิตไปเพ่ือแสดงฤทธ์ิต่าง ๆ
เพื่อทพิ พโสตะ เพ่ือเจโตปริยญาณ เพือ่ วชิ ชา ๓ คอื ปพุ เพนวิ าสานสุ สตญิ าณ จตุ ปู ปาตญาณ
และอาสวกั ขยญาณ
๔. ทุสสลี สตู ร ว่าดว้ ยโทษแหง่ ความทุศลี และคณุ แห่งความมีศลี คอื ทรงแสดงธรรม
แบ่งเป็น ๒ ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายอกุศลและฝ่ายกุศล ฝ่ายละ ๕ ประการ ฝ่ายอกุศล เป็นตัวเหตุ
ก�ำจัดกุศล ฝ่ายกุศลเป็นตัวเหตุให้กุศลสมบูรณ์ ฝ่ายอกุศล ได้แก่ (๑) ความ ทุศีลเป็นตัวเหตุ
348 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปิฎก
(๒) ความทุศีลก�ำจัดสัมมาสมาธิ (๓) ความไม่มีสัมมาสมาธิก�ำจัด ยถาภูตญาณทัสสนะ
(๔) ความไม่มยี ถาภตู ญาณทัสสนะกำ� จดั นพิ พิทาและวิราคะ (๕) ความไมม่ ีนิพพิทาและวิราคะ
กำ� จดั วิมุตติญาณทสั สนะ สว่ นฝา่ ยกศุ ลมีนยั ตรงกันขา้ มกับฝ่ายอกุศล
๕. อนุคคหิตสูตร ว่าด้วยธรรมสนับสนุนสัมมาทิฏฐิ หมายถึงองค์ธรรม ๕ ประการ
คือ (๑) ศีล (๒) สุตะ (๓) สากัจฉา (๔) สมถะ (๕) วิปัสสนา ซึ่งเป็นพ้ืนฐานแห่งสัมมาทิฏฐิ
ทม่ี เี จโตวมิ ตุ ตแิ ละปญั ญาวิมุตตเิ ปน็ ผล
๖. วมิ ุตตายตนสูตร วา่ ดว้ ยเหตแุ ห่งวิมตุ ติ หมายถงึ เหตุใหภ้ กิ ษรุ ู้แจ้งอรรถ รู้แจ้งธรรม
แลว้ ไดป้ ราโมทย์ ปีติ ปสั สัทธิ สขุ สมาธิ ไดแ้ กบ่ คุ คล ๕ จ�ำพวก คอื (๑) พระศาสดาหรอื เพ่อื น
พรหมจารผี ตู้ งั้ อยใู่ นฐานะเปน็ ครแู สดงธรรม เปน็ เหตุ อยา่ งหนง่ึ (๒) ภกิ ษแุ สดงธรรมโดยพสิ ดาร
ตามทไ่ี ดเ้ ลา่ เรียนมาแกช่ นเหลา่ อนื่ เป็นเหตุอยา่ งหนึง่ (๓) ภิกษุสาธยายธรรมโดยพิสดารตาม
ท่ีได้เล่าเรียนมา เป็นเหตุอย่างหนึ่ง (๔) ภิกษุตรึกตรองใคร่ครวญธรรมตามที่ได้เล่าเรียนมา
เป็นเหตุอย่างหนึ่ง (๕) ตนเองเล่าเรียนสมาธินิมิตอย่างใดอย่างหน่ึงมาดี ใส่ใจดี ทรงไว้ดี
รู้แจ้งดดี ้วยปญั ญา เป็นเหตุอยา่ งหนง่ึ
๗. สมาธิสูตร ว่าด้วยการเจรญิ สมาธเิ พ่อื ใหญ้ าณเกิดข้นึ คอื ทรงสอนให้ภิกษุ มปี ัญญา
เครื่องรักษาตน มีสติ เจริญอัปปมาณสมาธิเพ่ือให้เกิดญาณ ๕ ประการ คือ (๑) ญาณที่รู้ว่า
สมาธมิ สี ขุ ในปัจจบุ นั และมสี ุขเปน็ วบิ ากตอ่ ไป (๒) ญาณที่รู้วา่ สมาธิเป็นอริยะ ปราศจากอามิส
(กาม วฏั ฏะ และโลก) (๓) ญาณทร่ี วู้ า่ สมาธิ คนเลวปฏบิ ตั ไิ มไ่ ด้ (๔) ญาณทรี่ วู้ า่ สมาธสิ งบ ประณตี
ได้ด้วยความสงบระงับ บรรลุได้ด้วยสมาธิขั้นทุติยฌาน มิใช่บรรลุได้ด้วยสมาธิข้ันปฐมฌาน
(๕) ญาณท่ีรู้วา่ ตนเองมสี ติไพบลู ยท์ ง้ั เวลาเขา้ และออกจากสมาธิ
๘. ปัญจังคิกสูตร ว่าด้วยการเจริญสัมมาสมาธิท่ีประกอบด้วยองค์ ๕ ค�ำว่า องค์ ๕
ในทนี่ ้ีหมายถึงรูปฌาน ๔ และปัจจเวกขณนิมิต ๑ ค�ำวา่ การเจริญสัมมาสมาธิ หมายถงึ การ
บรรลรุ ปู ฌานทงั้ ๔ และการไดป้ จั จเวกขณนิมิต ทรงแสดงวา่ เม่ือเจรญิ สมั มาสมาธทิ ีม่ อี งค์ ๕
ให้ช�ำนาญแลว้ จะได้ผล คอื อทิ ธวิ ธิ ี (แสดงฤทธไิ์ ด้) ทพิ พโสตะ (มหี ทู พิ ย)์ เจโตปรยิ ญาณ (ร้ใู จ
ของผู้อื่น) และได้วชิ ชา ๓ ได้แก่ ปุพเพนวิ าสานุสสตญิ าณ จตุ ปู ปาตญาณ และอาสวกั ขยญาณ
๙. จงั กมสูตร ว่าดว้ ยอานสิ งส์แหง่ การเดินจงกรม มี ๕ ประการ คือ (๑) มีความอดทน
ต่อการเดนิ ทางไกล (๒) มีความอดทนต่อการบ�ำเพญ็ เพยี ร (๓) มีอาพาธน้อย (๔) ทำ� ให้อาหาร
ยอ่ ยงา่ ย (๕) มีสมาธไิ ดน้ าน
๑๐. นาคิตสูตร ว่าด้วยพระนาคิตะ คือ พระผู้มีพระภาคตรัสกับท่านพระนาคิตะ
ผอู้ ปุ ฏั ฐากอยขู่ ณะน้ันวา่ พระองค์ไมท่ รงติดยศ และยศกไ็ ม่ติดพระองค์ คนท่ไี มไ่ ดเ้ นกขัมมสุข
(สขุ ท่ีเกิดจากบรรพชา) ปวิเวกสุข (สขุ ทเ่ี กดิ จากความสงดั จากอุปธิกเิ ลส) อปุ สมสุข (สขุ ท่ีเกิด
เลม่ ที่ ๑๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๒ 349
จากผลสมาบัติ สัมโพธสุข (สุขในอริยมรรค) ชื่อว่ายินดีในสุขท่ีไม่สะอาด สุขในการนอนหลับ
สขุ องิ อาศยั ลาภสกั การะและสรรเสรญิ และทรงแสดงผล ๕ ประการ คอื (๑) ผลของอาหาร ไดแ้ ก่
อจุ จาระและปัสสาวะ (๒) ผลของความรกั ไดแ้ ก่ ความทุกขก์ าย ความทุกขใ์ จ (๓) ผลของการ
เจรญิ อสภุ กมั มฏั ฐาน ได้แก่ การไดเ้ หน็ ความเปน็ ของปฏิกลู (๔) ผลของการพิจารณาเหน็ ความ
ไมเ่ ทย่ี งในผัสสายตนะ ได้แก่ การได้เห็นความเปน็ ของปฏกิ ลู ในผัสสะ (๕) ผลของการพิจารณา
เห็นความเกิดและความดับในอุปาทานขันธ์ ๕ ได้แก่ การได้เห็นความเป็นของปฏิกูลใน
อุปาทานขันธ์
๓.๑.๔ สุมนวรรค
สุมนวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยสุมนาราชกุมารี ช่ือวรรคนี้ต้ังตามช่ือพระสูตรท่ี ๑
ในวรรคน้ี ซึ่งมีทัง้ หมด ๑๐ สตู ร แตล่ ะสตู รมใี จความส�ำคญั ดังน้ี
๑. สุมนสูตร ว่าด้วยสุมนาราชกุมารี คือ สุมนาราชกุมารีทูลถามพระผู้มีพระภาค
ว่าเทวดาท่ีเคยเป็นทายกในชาติก่อนกับเทวดาที่ไม่เคยเป็นทายกในชาติก่อน มีความพิเศษ
แตกตา่ งกันอย่างไร ตรัสตอบวา่ “ตา่ งกนั ที่ทิพยสมบัติ ๕ ประการ ไดแ้ ก่ อายุ วรรณะ สขุ ยศ
และอธปิ ไตย คอื เทวดาผู้เคยเป็นทายกในชาติก่อน มมี ากกว่า” ทลู ถามตอ่ ไปวา่ “มนษุ ยท์ เ่ี คย
เปน็ ทายกในชาตกิ อ่ นกบั มนษุ ยท์ ไ่ี มเ่ คย เปน็ ทายกในชาตกิ อ่ น มคี วามพเิ ศษแตกตา่ งกนั อยา่ งไร”
ตรสั ตอบวา่ “ตา่ งกนั ทม่ี นษุ ยสมบตั ิ ๕ ประการเหมอื นขา้ งตน้ คอื มนษุ ยผ์ เู้ คยเปน็ ทายกในชาติ
ก่อนมีมากกว่า” ทูลถามต่อไปว่า “บรรพชิตผู้เคยเป็นทายกในชาติก่อนกับบรรพชิตที่ไม่เคย
เปน็ ทายกในชาตกิ ่อน มคี วามพเิ ศษแตกตา่ งกันอย่างไร” ตรัสตอบวา่ “ตา่ งกนั ที่ลาภสกั การะ
ทเ่ี ปน็ ปจั จัย ๔ ได้แก่ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจยั เภสัชชบรขิ าร คอื บรรพชิต
ผู้เคยเป็นทายกในชาตกิ ่อนจะไดร้ บั มากกวา่ (เชน่ พระสีวลเี ถระ ดู อง.ฺ ปญฺจก.อ. ๓/๓๑/๑๘)
และได้รับยกย่องเป็นใหญ่ในหมู่คณะ” ทูลถามต่อไปอีกว่า”ถ้าท่านท้ังสองน้ันบรรลุอรหัตตผล
จะมคี ุณพิเศษแตกตา่ งกนั หรือไม่”ตรสั ตอบว่า”ไมม่ คี วามแตกตา่ งกันเลย”
๒. จุนทีสูตร ว่าด้วยจุนทีราชกุมารี คือ จุนทีราชกุมารีทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า
“ศาสดา ธรรม สงฆ์ และศลี เช่นไร ทบี่ ุคคลผเู้ ล่ือมใสและปฏิบตั ิใหบ้ ริบูรณแ์ ลว้ ไปเกดิ ในสคุ ติ
ไม่ไปเกดิ ในทคุ ต”ิ ตรัสตอบวา่ “พระสัมมาสมั พทุ ธเจ้า วริ าคธรรม อรยิ สงฆ์ และอรยิ กนั ตศลี ท่ี
บคุ คลผเู้ ลอ่ื มใสและปฏบิ ตั ใิ หบ้ รบิ รู ณแ์ ลว้ จะไดร้ บั ผลทเี่ ลศิ ๕ ประการ คอื (๑) อายุ (๒) วรรณะ
(๓) เกยี รตยิ ศ (๔) สุข (๕) พละ (ความเปน็ ใหญ่)”
๓. อุคคหสูตร ว่าด้วยอุคคหเศรษฐี คือ อุคคหเศรษฐีได้กราบทูลให้พระผู้มีพระภาค
ทรงแสดงธรรมแกบ่ ตุ รสาวผจู้ ะไปตระกลู สามี พระองคจ์ งึ ใหป้ ฏบิ ตั วิ า่ (๑) ใหต้ นื่ กอ่ นนอนทหี ลงั
350 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสุตตนั ตปิฎก
คอยรับใช้ เอาใจใส่ พูดค�ำไพเราะตอ่ มารดาบิดาของสามี (๒) ให้สกั การะ เคารพ นับถอื บูชา
คนท่ีสามีเคารพ คือ มารดาบิดาและสมณพราหมณ์ (๓) ช่วยท�ำงานในบ้านของสามี
(๔) คอยดูแลเอาใจใส่คนใช้ในยาม เจบ็ ป่วย (๕) รกั ษาทรพั ย์ทีส่ ามีหามาได้ไว้
๔. สหี เสนาปติสูตร วา่ ด้วยสีหเสนาบดี คือ สีหเสนาบดีได้ทูลถามพระผู้มีพระภาควา่
“ทรงบัญญัติผลแห่งทานที่จะพึงเห็นเองได้หรือไม่” ตรัสตอบว่า “ได้” แล้วทรงแสดงผลแห่ง
ทาน ๕ ประการ ได้แก่ (๑) เป็นทร่ี ักของคนทัง้ หลาย (๒) สตั บุรุษคบหา (๓) กติ ตศิ พั ทข์ จรไป
ไกล (๔) เป็นผ้อู งอาจในชุมชนต่าง ๆ (๕) จะไปเกดิ ในสวรรค์
๕. ทานานสิ ังสสตู ร วา่ ด้วยอานิสงสแ์ หง่ การใหท้ าน มี ๕ ประการเหมือน ในสีหเสนา
ปติสตู ร ต่างกนั เพียงประการท่ี ๔ คือ เป็นผ้ไู มห่ า่ งเหินจากธรรมของ คฤหัสถ์
๖. กาลทานสูตร วา่ ด้วยกาลทาน หมายถึงการให้ทานตามกาลและตาม บุคคล ซึง่ มี
ผลไพบูลย์ นำ� สขุ มาให้แก่ผ้ใู ห้ กาลทานมี ๕ ประการ คอื (๑) ให้แกผ่ ู้มาสถู่ ่ินของตน (๒) ใหแ้ ก่
ผู้เตรียมจะไป (๓) ให้แก่ผู้เป็นไข้ (๔) ให้ในสมัยข้าวยากหมากแพง (๕) ให้ข้าวอย่างดีและ
ผลไม้ใหมแ่ ก่ทา่ นผู้มีศลี
๗. โภชนทานสูตร ว่าด้วยการให้โภชนะชอ่ื ว่าให้ฐานะ คำ� วา่ ฐานะ ในทีน่ ี้ หมายถึง
ผล คอื ทรงแสดงเรื่องผลของการใหโ้ ภชนะ ๕ ประการ ทั้งท่เี กิดแก่ ปฏิคคาหก(ผ้รู ับทาน)และ
ทายก(ผู้ให้ทาน) ผล ๕ ประการทเ่ี กดิ แกป่ ฏิคคาหก คือ (๑) อายุ (๒) วรรณะ (๓) สุข (๔) พละ
(๕) ปฏิภาณ ส่วนผล ๕ ประการท่ีเกิดแก่ทายกเหมือนผล ๕ ประการที่เกิดแก่ปฏิคคาหก
ตา่ งกนั ทผี่ ลซึ่งเกดิ แก่ทายกเป็นของ ทพิ ย์หรอื เป็นของมนษุ ย์
๘. สทั ธสตู ร วา่ ดว้ ยอานสิ งสแ์ หง่ ศรทั ธา คอื ทรงแสดงวา่ คนมศี รทั ธาจะ ไดร้ บั อานสิ งส์
๕ ประการก่อนผู้อื่น คือ (๑) ได้รับการอนุเคราะห์จากสัตบุรุษก่อน (๒) ได้รับการมาเยี่ยม
ของสัตบุรุษก่อน (๓) ได้รับการต้อนรับจากสัตบุรุษก่อน (๔) ได้ฟังธรรมของสัตบุรุษก่อน
(๕) เม่อื ตายแล้ว จะไปเกิดในสวรรค์
๙. ปุตตสูตร ว่าด้วยฐานะท่ีมารดาบิดาต้องการจากบุตร คือ มารดาบิดา หวังให้
บุตรท�ำหน้าที่ ๕ ประการ ได้แก่ (๑) ให้บุตรเลี้ยงตน (๒) ให้บุตรช่วยท�ำการงานของตน
(๓) ให้บุตรด�ำรงวงศ์สกุลต่อไป (๔) ให้บตุ รสืบทอดมรดก (๕) ใหบ้ ุตรท�ำบุญอทุ ศิ ให้เมือ่ เสยี ชีวิต
๑๐. มหาสาลปุตตสูตร ว่าด้วยต้นสาละใหญ่กับกุลบุตร คือ ทรงแสดงว่า กุลบุตร
ผู้มศี รทั ธาเปน็ ผู้สามารถทำ� ใหบ้ รวิ ารชนเจรญิ ด้วยธรรม ๕ ประการ ไดแ้ ก่ (๑) ศรัทธา (๒) ศลี
(๓) สุตะ (๔) จาคะ (๕) ปัญญา เหมือนขุนเขาหิมพานต์สามารถท�ำให้ต้นสาละใหญ่เจริญ
ดว้ ยสิ่ง ๕ ประการ ได้แก่ (๑) ก่งิ ใบแก่ ใบอ่อน (๒) เปลือก (๓) สะเก็ด (๔) กระพ้ี (๕) แก่น
เลม่ ที่ ๑๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๒ 351
๓.๑.๕ มุณฑราชวรรค
มณุ ฑราชวรรค แปลวา่ หมวดว่าด้วยพระเจ้ามณุ ฑราช ชื่อวรรคน้ีต้งั ตามสาระสำ� คญั
ของพระสูตรท่ี ๑๐ ในวรรคน้ี ซ่ึงมที งั้ หมด ๑๐ สตู ร แตล่ ะสตู รมใี จความสำ� คัญดังนี้
๑. อาทยิ สตู ร วา่ ดว้ ยประโยชนท์ ค่ี วรถอื เอาจากโภคทรพั ย์ คอื ทรงแสดงวา่ อรยิ สาวก
(ตั้งแต่โสดาบัน-อนาคามี ดู องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๖๐/๓๕๒) ใช้จ่ายโภคทรัพย์ให้เกิดประโยชน์
๕ ประการ ไดแ้ ก่ (๑) ใช้บำ� รุงตนเอง บำ� รงุ มารดาบิดา บตุ ร ภรรยา ทาส กรรมกร และคนใช้
(๒) ใชบ้ �ำรุงตนเอง บำ� รงุ มติ รอำ� มาตย์(เพื่อนรว่ มงานกนั ดู สํ.สฬา.อ. ๓/๑๐๑๒/๓๖๗,สํ.ฏีกา
๒/๑๐๑๒/๖๒๙) (๓) ใชป้ ้องกันอนั ตรายทเี่ กดิ จากไฟ น�้ำ พระราชา โจร (๔) ใชท้ ำ� พลกี รรม ๕
อยา่ ง คอื ญาติพลี อตถิ พิ ลี ปพุ พเปตพลี ราชพลี และเทวตาพลี (๕) ใช้ตง้ั ทักษิณาท่มี ีผลสูง ๆ
ขึน้ ไป
๒. สัปปรุ ิสสตู ร วา่ ด้วยสัตบุรษุ คือ ทรงแสดงวา่ สตั บุรษุ เกิดมาเพอ่ื ประโยชน์ เกื้อกูล
และความสขุ แกค่ นหมมู่ าก ไดแ้ ก่ เพอื่ มารดาบดิ า บตุ ร ภรรยา ทาส กรรมกร คนใช้ มติ ร อำ� มาตย์
และสมณพราหมณ์ เหมือนมหาเมฆท่ีท�ำฝนใหต้ กลงมาเพอื่ ประโยชน์ เกอื้ กลู และความสขุ แก่
คนหมูม่ าก
๓. อฏิ ฐสูตร ว่าด้วยธรรมทน่ี ่าปรารถนา หมายถึงสิ่งทีน่ ่าปรารถนา มี ๕ ประการ คือ
(๑) อายุ (๒) วรรณะ (๓) สุข (๔) ยศ (๕) สวรรค์ ทรงแสดงว่า อริยสาวกผู้ต้องการส่ิงท่ี
น่าปรารถนาแต่ละอย่าง ไม่ควรอ้อนวอน เพลิดเพลินหรือ ให้ทานรักษาศีลเป็นต้นเพื่อส่ิงท่ี
น่าปรารถนาแต่ละอย่างเป็นเหตุ แท้จริงการปฏิบัติ อย่างนั้นย่อมได้สิ่งที่น่าปรารถนาดังกล่าว
แน่นอน โดยไม่ตอ้ งปรารถนา
๔. มนาปทายีสตู ร วา่ ด้วยผใู้ ห้ส่งิ ที่นา่ พอใจ คือ อุคคคหบดีชาวกรุงเวสาลีไดท้ ราบวา่
พระผมู้ พี ระภาคตรสั วา่ “ผใู้ หข้ องทน่ี า่ พอใจ จะไดข้ องทนี่ า่ พอใจ” จงึ ถวายสง่ิ ทนี่ า่ พอใจ ๖ อยา่ ง
มีของเค้ียวช่ือสาลผุปผกะเป็นต้น ต่อมาได้ไปเกิดในพรหมโลก แล้วกลับมากราบทูลพระผู้มี-
พระภาคถึงเร่ืองผลแห่งการให้ของท่ีน่าพอใจที่ตนได้รับ ซ่ึงเป็นองค์ธรรมประการท่ี ๑
พระผมู้ พี ระภาคตรสั สรปู องคธ์ รรม ๕ ประการ คอื (๑) ผใู้ หข้ องทน่ี า่ พอใจยอ่ มไดข้ องทนี่ า่ พอใจ
(๒) ผู้ให้ของที่เลิศย่อมได้ของที่เลิศ (๓) ผู้ให้ของท่ีดีย่อมได้ของที่ดี (๔) ผู้ให้ของที่ประเสริฐ
ยอ่ มไดข้ องทป่ี ระเสรฐิ (๕) ผใู้ ห้ ของทเี่ ลศิ ของทดี่ ี และของทปี่ ระเสรฐิ ยอ่ มเปน็ ผมู้ อี ายยุ นื มยี ศ
๕. ปุญญาภิสันทสูตร ว่าด้วยห้วงบุญกุศล คือ ทรงแสดงห้วงบุญกุศลท่ี เกิดข้ึนแก่
ทายกผู้ถวายปัจจัยแก่ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมแล้วบรรลุเจโตวิมุตติว่าประมาณไม่ได้ ปัจจัยในท่ีนี้มี
๕ อยา่ ง คือ (๑) จีวร (๒) บณิ ฑบาต (๓) วิหาร (๔) เตียงต่ัง (๕) คลิ านปจั จยั เภสชั ชบรขิ าร
352 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
๖. สัมปทาสูตร ว่าด้วยสัมปทา ค�ำว่า สัมปทา แปลว่า ความถึงพร้อม หรือความ
สมบรู ณ์ มี ๕ ประการ คอื (๑) สทั ธาสมั ปทา (๒) สีลสมั ปทา (๓) สุตสัมปทา (๔) จาคสมั ปทา
(๕) ปัญญาสัมปทา
๗. ธนสูตร ว่าด้วยธนะ ค�ำว่า ธนะ แปลว่า ทรัพย์ ในที่น้ีหมายถึงอริยทรัพย์
มี ๕ ประการเหมือนสัมปทา ต่างกันที่ทรงขยายใจความของแต่ละประการ ในที่น้ีแต่ละ
ประการมคี วามหมายดังน้ี (๑) เชือ่ ในพระปญั ญาเคร่อื งตรสั รขู้ องพระตถาคต (๒) เป็นผู้มศี ีล ๕
(๓) เป็นพหูสูต (๔) มีใจปราศจากความตระหนี่ (๕) มีปัญญาพิจารณาเห็นความเกิดและ
ความดับ เปน็ อริยะ ชำ� แรกกิเลส ให้พ้นทกุ ข์ไดโ้ ดยชอบ
๘. ฐานสูตร ว่าด้วยฐานะท่ีใครๆ ไม่พึงได้ หมายถึงความปรารถนาในส่ิงท่ีตรงกัน
ขา้ มกบั ส่ิงที่เกิดขึ้นแก่คนทุกคน มี ๕ ประการ คอื (๑) อย่าแก่ (๒) อยา่ เจบ็ ไข้ (๓) อยา่ ตาย
(๔) อย่าส้ินไป (๕) อย่าฉิบหาย ทรงแสดงว่า ฐานะแต่ละอย่างเกิดข้ึนทั้งแก่ปุถุชนและ
อริยสาวก แต่ปุถุชนไม่มีปัญญาพิจารณาเห็นสิ่งเหล่านี้ตามความเป็นจริง ตรงกันข้ามกลับ
ถกู สิง่ เหล่านคี้ รอบงำ� จนเกิดทกุ ข์กายและทกุ ขใ์ จ ส่วนอรยิ สาวกมีนัยตรงกนั ข้ามกับปถุ ชุ น
๙. โกสลสูตร ว่าด้วยพระเจ้าปเสนทิโกศล คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงฐานะ
๕ ประการทใี่ คร ๆ ไมพ่ งึ ไดเ้ หมอื นในพระสตู รท่ี ๘ แกพ่ ระเจา้ ปเสนทโิ กศลผทู้ รงเกดิ ทกุ ขโทมนสั
เพราะทราบข่าวการสวรรคตของพระนางมลั ลิกาเทวี
๑๐. นารทสูตร ว่าดว้ ยพระนารทะ คอื ทา่ นพระนารทะไดแ้ สดงฐานะ ๕ ประการที่
ใครๆ ไม่พึงได้เหมือนในพระสูตรที่ ๘ แก่พระราชาพระนามว่ามุณฑะผู้ทรงเกิดทุกขโทมนัส
เพราะพระนางภัททาราชเทวสี วรรคต
๓.๒ ทตุ ยิ ปัณณาสก์
๓.๒.๑ นีวรณวรรค
นวี รณวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยนิวรณ์ ชอ่ื วรรคน้ตี ้ังตามสาระส�ำคญั ของพระสูตรที่
๑ ในวรรคนี้ ซง่ึ มีท้ังหมด ๑๐ สูตร แต่ละสตู รมีใจความสำ� คญั ดังน้ี
๑. อาวรณสูตร ว่าด้วยเครอ่ื งกางก้นั หมายถงึ นวิ รณ์ ๕ ประการ คอื (๑) กามฉันทะ
(๒) พยาบาท (๓) ถนี มทิ ธะ (๔) อทุ ธจั จกกุ กจุ จะ (๕) วจิ กิ จิ ฉา ทรงแสดงวา่ นวิ รณ์ ๕ ประการน้ี
เป็นธรรมเคร่ืองกางกั้นซึ่งเม่ือครอบง�ำจิตแล้วจะท�ำให้ปัญญาเส่ือมถอย ถ้าภิกษุละนิวรณ์
๕ ประการน้ีไม่ได้ก็ไม่อาจรู้จักประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อ่ืน ทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์
ผ้อู ่ืน หรือไมอ่ าจบรรลุญาณทัสสนะได้
เลม่ ที่ ๑๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๒๒ 353
๒. อกสุ ลราสิสูตร วา่ ดว้ ยกองอกศุ ล หมายถึงนิวรณ์ ๕ ประการเหมอื นในพระสูตรที่ ๑
๓. ปธานิยังคสูตร ว่าด้วยองค์ของภิกษุผู้บ�ำเพ็ญเพียร หมายถึงคุณสมบัติ ของภิกษุ
ผู้บ�ำเพ็ญเพียร ๕ ประการ คือ (๑) มีศรัทธา (๒) มีอาพาธน้อย (๓) ไม่โอ้อวด ไม่มีมารยา
(๔) มีความเพยี ร (๕) มีปญั ญา
๔. สมยสูตร ว่าด้วยสมัยท่ีไม่ควรและที่ควรบ�ำเพ็ญเพียร หมายถึงสมัยที่ไม่เหมาะ
และเหมาะแก่การบ�ำเพ็ญสมณธรรม สมัยท่ีไม่เหมาะแก่การบ�ำเพ็ญ สมณธรรม ได้แก่
(๑) เปน็ คนแก่ (๒) เปน็ ผอู้ าพาธ (๓) เกดิ ทพุ ภกิ ขภยั ขนึ้ (๔) มภี ยั มกี ารปลน้ กนั ชาวบา้ นอพยพหนี
(๕) สงฆ์แตกแยกกัน
สว่ นสมยั ทีเ่ หมาะแกก่ ารบ�ำเพ็ญสมณธรรมมนี ัยตรงกันข้าม
๕. มาตาปุตตสูตร ว่าด้วยมารดากับบุตร หมายถึงภิกษุณีผู้เป็นมารดากับภิกษุผู้เป็น
บุตรคลุกคลีคุ้นเคยกันมาก จนถึงข้ันเสพเมถุนธรรมกัน เม่ือพระผู้มีพระภาคทรงทราบเรื่องนี้
จงึ ทรงยกขึ้นเปน็ ตน้ เหตตุ รสั เทศนาให้เห็นอทิ ธพิ ลของกามคณุ ๕ ในสตรที ่มี ีต่อบรุ ษุ
๖. อปุ ัชฌายสูตร ว่าดว้ ยอปุ ชั ฌาย์ คอื พระอุปัชฌาย์รูปหนึ่งไดพ้ าสัทธิวหิ าริกของตน
ผู้ถกู อกศุ ลธรรมคอื ถนี มทิ ธะครอบง�ำ ไม่ยนิ ดปี ระพฤตพิ รหมจรรย์ ไปเฝา้ พระผมู้ ีพระภาคแล้ว
กราบทูลใหท้ รงทราบ พระผู้มีพระภาคจึงทรงแสดงเหตุท่ที �ำใหภ้ กิ ษนุ ้นั ถูกอกุศลธรรมครอบง�ำ
๕ ประการ ได้แก่ (๑) ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ (๒) ไม่รู้จักประมาณในการบริโภค
(๓) ไม่ประกอบความเพียรเครื่องตื่นอยู่ (๔) ไม่เห็น แจ้งกุศลธรรมท้ังหลาย (๕) ไม่เจริญ
โพธปิ กั ขิยธรรมทุกวนั
๗. ฐานสตู ร วา่ ด้วยฐานะทค่ี วรพิจารณาเนอื ง ๆ คำ� วา่ ฐานะ ในทน่ี ห้ี มายถึงสภาวะ
ที่เกิดมีแก่คนทุกคน ไม่มีใครล่วงพ้นไปได้ มี ๕ ประการ คือ (๑) ความแก่ (๒) ความเจ็บไข้
(๓) ความตาย (๔) ความพลดั พรากจากของรกั ของชอบใจ (๕) ความมกี รรมเปน็ ของตน ทรงสอน
ใหส้ ตรี บรุ ษุ คฤหสั ถห์ รอื บรรพชติ พจิ ารณาเนอื ง ๆ วา่ สภาวะแตล่ ะอยา่ งนม้ี แี กต่ นเปน็ ธรรมดา
ไม่มีใครล่วงพ้นไปได้ ทั้งนี้เพ่ือบรรเทาความมัวเมาในวัยหนุ่มสาว ในความไม่มีโรค ในชีวิต
ในความกำ� หนัดยินดี ในสง่ิ ทรี่ กั และเพ่ือใหล้ ะทจุ ริต ประพฤตสิ จุ รติ นอกจากน้ี ยงั ทรงแสดง
ผลแห่งการพิจารณาสภาวะทั้ง ๕ นี้ไว้โดยละเอียดดว้ ย
๘. ลิจฉวกิ มุ ารกสตู ร ว่าดว้ ยเจ้าลิจฉวีกมุ าร คอื เจ้าลิจฉวพี ระนามว่ามหานามะเหน็
เจา้ ลจิ ฉวกี มุ ารทงั้ หลายนงั่ ประนมมอื อยใู่ กลพ้ ระผมู้ พี ระภาค จงึ เปลง่ อทุ านวา่ “เจา้ วชั ชจี กั เจรญิ
เจ้าวัชชจี กั เจรญิ ” พระผู้พระภาคตรสั ถามถงึ เหตุนั้น ครัน้ ทรงทราบเหตทุ เ่ี จา้ ลิจฉวีพระนามว่า
มหานามะเปล่งอุทานเชน่ น้นั จงึ ทรงแสดงธรรมสำ� หรบั ผู้ปกครองมใี จความว่า เมือ่ มโี ภคทรัพย์
ที่ได้มาโดยธรรมแล้วให้ใช้จ่ายเพ่ือ (๑) เลี้ยงดูมารดาบิดา (๒) อนุเคราะห์บุตร ภรรยา ทาส
354 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
กรรมกร และคนใช้ (๓) ช่วยเหลือเพ่ือนร่วมงาน (๔) บูชาเทวดา (๕) บริจาคทานแก่
สมณพราหมณ์ ทรงแสดงว่าเม่ือปฏิบัติธรรม ๕ ประการน้ีแล้วจะได้รับความเจริญอย่างเดียว
ไม่มคี วามเส่ือมเลย
๙-๑๐. ปฐมวุฑฒปัพพชิตสูตร ทุตยิ วุฑฒปัพพชิตสูตร ตา่ งว่าด้วยภกิ ษุ ผู้บวชเมือ่ แก่
คอื ทรงแสดงวา่ ภิกษุผู้บวชเม่อื แก่มีธรรม ๕ ประการ หาไดย้ าก แต่มีรายละเอยี ดแตกตา่ งกนั
บางประการ คือ ในปฐมวุฑฒปัพพชิตสูตร ธรรม ๕ ประการ ไดแ้ ก่ (๑) เปน็ ผลู้ ะเอียด (๒) เป็น
ผถู้ งึ พรอ้ มดว้ ยมารยาท (๓) เป็นพหูสตู (๔) เปน็ ธรรมกถึก (๕) เปน็ วินัยธร ส่วนในทุตยิ วุฑฒ-
ปัพพชิตสูตร ธรรมประการท่ี ๑-๓ ต่างกับธรรม ๕ ประการในปฐมวุฑฒปัพพชิตสูตรดังนี้
คือ (๑) เป็นผ้วู ่างา่ ย (๒) เป็นผู้คงแกเ่ รียน (๓) เปน็ ผรู้ บั ค�ำพร�่ำสอนโดยเคารพ
๓.๒.๒ สัญญาวรรค
สญั ญาวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ดว้ ยสญั ญา ชอ่ื วรรคนต้ี งั้ ตามชอ่ื พระสตู ร ท่ี ๑-๒ ในวรรคน้ี
ซ่ึงมีทง้ั หมด ๑๐ สูตร แตล่ ะสตู รมใี จความสำ� คัญดังนี้
๑-๒. ปฐมสญั ญาสูตร ทตุ ิยสัญญาสตู ร ต่างวา่ ดว้ ยสญั ญา คอื ทรงแสดงวา่ สัญญา
ที่ภิกษุเจริญท�ำให้มากแล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มาก กล่าวคือ สามารถบรรลุนิพพานได้
มี ๕ ประการเหมือนกนั ทง้ั ๒ สตู ร คอื (๑) อนจิ จสัญญา (๒) อนัตตสัญญา (๓) มรณสญั ญา
(๔) อาหาเร ปฏกิ ลู สญั ญา (๕) สพั พโลเก อนภริ ตสัญญา
๓-๔. ปฐมวัฑฒิสูตร ทุติยวัฑฒิสูตร ต่างว่าด้วยธรรมเป็นเหตุเจริญ มี ๕ ประการ
คือ (๑) ศรัทธา (๒) ศีล (๓) สุตะ (๔) จาคะ (๕) ปัญญา ทรงแสดง เหมือนกันทง้ั ๒ สูตรว่า
อริยสาวกผมู้ ีธรรม ๕ ประการน้ี ชอื่ วา่ เปน็ ผูเ้ จริญดว้ ย ธรรมอนั ประเสริฐ เป็นผู้ถอื เอาสิ่งทเ่ี ปน็
สาระ และถือเอาสงิ่ ท่ีประเสรฐิ แหง่ กาย
๕. สากัจฉสตู ร ว่าดว้ ยภกิ ษผุ คู้ วรสนทนาดว้ ย คอื ทรงแสดงว่า ภกิ ษุที่ เพ่ือนพรหมจารี
ควรสนทนาด้วย ได้แก่ ภกิ ษผุ ู้ประกอบดว้ ยธรรม ๕ ประการ คอื ศลี สมาธิ ปญั ญา วมิ ตุ ติ และ
วิมุตติญาณทัสสนะ และสามารถแก้ปัญหา เร่ืองศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณ-
ทัสสนะได้
๖. สาชีวสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้ควรแก่สาชีพ ค�ำว่า สาชีพ หมายถึงการถามปัญหาและ
การตอบปัญหา (องฺ. ปญฺจก.อ. ๓/๖๖/๓๓) คอื ทรงแสดงว่าภิกษทุ ี่เพอื่ นพรหมจารีควรจะถาม
ปัญหาและตอบปญั หาด้วย ไดแ้ ก่ ภกิ ษุผปู้ ระกอบดว้ ยธรรม ๕ ประการเหมือนในพระสูตรที่ ๕
๗-๘. ปฐมอทิ ธปิ าทสตู ร ทุติยอทิ ธิปาทสูตร ตา่ งว่าด้วยอิทธบิ าท หมายถึง ธรรม ๕
ประการทมี่ อี ทิ ธบิ าทเปน็ หวั ขอ้ ธรรม ๔ ประการ และหวั ขอ้ ธรรมอน่ื อกี ๑ ประการ คอื (๑) อทิ ธบิ าท
เลม่ ท่ี ๑๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๒ 355
ที่ประกอบด้วยฉนั ทสมาธิและปธานสงั ขาร (๒) อทิ ธบิ าท ทปี่ ระกอบดว้ ยวิริยสมาธิและปธาน
สงั ขาร (๓) อิทธิบาทท่ปี ระกอบดว้ ยจิตตสมาธิ และปธานสงั ขาร (๔) อทิ ธิบาทท่ีประกอบดว้ ย
วีมังสาสมาธิและปธานสังขาร (๕) ความขะมักเขม้น ต่างกันท่ีทรงแสดงผลของการเจริญ คือ
ในปฐมอิทธิปาทสูตร ทรงแสดงว่า ภิกษุหรือภิกษุณีรูปใดรูปหน่ึงเจริญธรรม ๕ ประการ
ท�ำให้มาก จะได้รับผล คือ อรหัตตผลในปัจจุบัน หรือเมื่อยังมีอุปาทานเหลืออยู่ก็จักเป็น
อนาคามใี นทตุ ิยอิทธิปาทสูตร ทรงแสดงผลเพิม่ เติมวา่ ทำ� ให้ได้อภญิ ญา ๖ และในพระสตู รน้ี
ทรงแสดงขอ้ ปฏบิ ตั ิและผลแห่งการปฏบิ ตั ิน้ขี องพระองคเ์ องเป็นตวั อย่าง
๙. นพิ พิทาสูตร ว่าดว้ ยความเบื่อหนา่ ย คือ ทรงแสดงวา่ ธรรมทีเ่ จรญิ ท�ำให้มากแล้ว
ยอ่ มเปน็ ไปเพอื่ ความเบือ่ หน่าย เพือ่ คลายก�ำหนัด เพอ่ื ดบั เพ่ือสงบระงบั เพอื่ ร้ยู ิง่ เพือ่ ตรัสรู้
เพอ่ื นิพพานโดยสว่ นเดยี ว มี ๕ ประการ คอื (๑) พจิ ารณา เหน็ กายในกาย (๒) กำ� หนดหมาย
ความปฏิกูลในอาหาร (๓) ก�ำหนดหมายความ ไม่นา่ เพลิดเพลินในโลกทงั้ ปวง (๔) พิจารณาเห็น
ความไมเ่ ที่ยงในสังขารทง้ั ปวง (๕) ตง้ั มั่นมรณสญั ญาไว้ภายใน
๑๐. อาสวกั ขยสตู ร วา่ ด้วยธรรมที่ท�ำให้สน้ิ อาสวะ คือ ทรงแสดงวา่ ธรรมทเี่ จรญิ ทำ� ให้
มากแล้วยอ่ มเป็นไปเพอ่ื ความสน้ิ อาสวะ มี ๕ ประการเหมือนในพระสูตรท่ี ๙
๓.๒.๓ โยธาชวี วรรค
โยธาชวี วรรค แปลวา่ หมวดว่าด้วยนักรบอาชพี ช่ือวรรคนีต้ ั้งตามชอื่ พระสตู รท่ี ๕-๖
ในวรรคน้ี ซึ่งมีทั้งหมด ๑๐ สตู ร แต่ละสตู รมีใจความส�ำคัญดังนี้
๑-๒. ปฐมเจโตวิมุตติผลสูตร ทุติยเจโตวิมุตติผลสูตร ต่างว่าด้วยธรรมมีเจโตวิมุตติ
เปน็ ผล แตม่ รี ายละเอยี ดตา่ งกนั คอื ในปฐมเจโตวมิ ตุ ตผิ ลสตู ร ทรงแสดงธรรมทเี่ จรญิ ทำ� ใหม้ าก
แล้วมีเจโตวิมตุ ตแิ ละปัญญาวิมุตติเป็นผล มี ๕ ประการเหมอื นในนิพพทิ าสูตรแห่งสญั ญาวรรค
ในทุติยเจโตวิมุตติผลสูตร ทรงแสดงธรรมท่ีเจริญท�ำให้มากแล้วมีเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติ
เป็นผล มี ๕ ประการ คือ (๑) อนจิ จสญั ญา (๒) อนจิ เจ ทุกขสัญญา (๓) ทุกเข อนตั ตสญั ญา
(๔) ปหานสัญญา (๕) วิราคสัญญา และทรงแสดงผลแห่งการได้เจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติ
พร้อมท้ังความหมายตามล�ำดับดังน้ี (๑) ช่ือว่าเป็นผู้ถอนลิ่มสลักข้ึนได้ หมายถึงละอวิชชาได้
หมดสนิ้ (๒) ชือ่ ว่าเป็นผู้ร้ือเครอื่ งแวดลอ้ มได้ หมายถงึ ละชาตสิ งสารท่เี ป็นเหตใุ ห้เกดิ ในภพใหม่
ได้หมดส้ิน (๓) ชอื่ วา่ เป็นผถู้ อนเสาระเนียดข้นึ ได้ หมายถงึ ละตัณหาได้หมดส้นิ (๔) ช่อื วา่ เปน็
ผู้ถอดกลอนสลักออกได้ หมายถึงละสังโยชน์เบ้ืองต�่ำ ๕ ประการได้ (๕) ชื่อว่าเป็นผู้ไกลจาก
ข้าศกึ ปลดธงลงได้ ปลงภาระลงได้ ไมม่ ีวัฏฏะ หมายถึงละอสั มมิ านะไดห้ มดส้นิ
356 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสุตตนั ตปิฎก
๓-๔. ปฐมธัมมวิหารีสูตร ทุติยธัมมวิหารีสูตร ต่างว่าด้วยบุคคลผู้เป็นอยู่ด้วยธรรม
ซึ่งเป็นหัวข้อธรรมประการที่ ๕ ในจ�ำนวนธรรม ๕ ประการ แต่มีรายละเอียดต่างกัน คือ
ในปฐมธัมมวิหารีสูตร (๑) มากด้วยการเรียนธรรม หมายถึง เรียนพระพุทธพจน์ แต่ปล่อย
วันคืนให้ล่วงเลยไป ไม่เจริญสมถกัมมัฏฐานและ วิปัสสนากัมมัฏฐาน (๒) มากด้วยการแสดง
ธรรม หมายถงึ แสดงธรรมไดอ้ ยา่ ง พสิ ดารตามทเี่ ลา่ เรยี นมาแกผ่ อู้ น่ื แตป่ ลอ่ ยวนั คนื ใหล้ ว่ งเลยไป
ไม่เจริญสมถกัมมัฏฐานและวิปัสสนากัมมัฏฐาน (๓) มากด้วยการสาธยายธรรม หมายถึง
สาธยายธรรมได้อย่างพิสดารตามท่ีเล่าเรียนมา แต่ปล่อยวันคืนให้ล่วงเลยไป ไม่เจริญ
สมถกัมมัฏฐาน และวิปัสสนากัมมัฏฐาน (๔) มากด้วยการตรึกตรองพิจารณาธรรมตามที่ได้
เล่าเรียนมา แต่ปล่อยวันคืนให้ล่วงเลยไป ไม่เจริญสมถกัมมัฏฐานและวิปัสสนากัมมัฏฐาน
(๕) อยู่ด้วยธรรม หมายถึงเรียนพระพุทธพจน์ และไม่ปล่อยวันคืนให้ล่วงเลยไป เจริญ
สมถกมั มัฏฐานและวิปสั สนากัมมฏั ฐาน
ในทุติยธัมมวหิ ารสี ูตร มหี วั ข้อธรรม ๕ ประการเหมอื นในปฐมธัมมวิหารสี ูตร ต่างกัน
แต่ความหมายเพียงเล็กน้อย เช่น (๑) มากด้วยการเรียนธรรม หมายถึงเรียนพระพุทธพจน์
แตไ่ ม่ทราบเนื้อความของพระพุทธพจนน์ ั้น
๕-๖. ปฐมโยธาชีวสูตร ทตุ ยิ โยธาชีวสูตร ตา่ งวา่ ดว้ ยนักรบอาชพี คอื ทรงแสดงนักรบ
อาชพี ๕ จำ� พวก และภกิ ษผุ เู้ ปรยี บดว้ ยนกั รบอาชพี ๕ จำ� พวก แตม่ คี วามหมายตา่ งกนั กลา่ วคอื
นกั รบอาชพี มคี วามหมายในทางโลก สว่ นภกิ ษผุ เู้ ปรยี บดว้ ยนกั รบอาชพี มคี วามหมายในทางธรรม
พระสูตรทั้งสองนี้มหี ัวขอ้ ธรรม ๕ ประการเหมอื นกนั ตา่ งกนั แตค่ วามหมายดังน้ี ในปฐมโยธา-
ชีวสตู ร เชน่ ประการ ท่ี ๑ นักรบอาชพี บางคนพอเห็นฝุ่นฟุง้ ข้ึนเท่านนั้ ก็หยุดนง่ิ สะทกสะท้าน
ไม่สามารถ เข้าสู่สมรภูมิได้ ในท�ำนองเดียวกัน ภิกษุในธรรมวินัยน้ีพอเห็นฝุ่นฟุ้งขึ้นเท่านั้นก็
หยดุ นง่ิ สะทกสะทา้ น ไมส่ ามารถสบื ตอ่ พรหมจรรยไ์ ด้ แสดงความทอ้ แทใ้ นสกิ ขา บอกคนื สกิ ขา
มาเปน็ คฤหสั ถ์ ค�ำว่า พอเหน็ ฝุ่นฟ้งุ ข้ึนกห็ ยดุ นง่ิ หมายถงึ พอ ทราบว่า ในบา้ นหรอื นคิ มโนน้
มหี ญงิ งาม กจ็ มดง่ิ ในมจิ ฉาวติ ก ไมส่ ามารถประพฤติ พรหมจรรยด์ ำ� รงตนอยใู่ นพระศาสนาตอ่ ไปได้
ในทตุ ิยโยธาชวี สตู ร เช่น ประการท่ี ๑ นกั รบอาชีพบางคนถือดาบและโล่ ผกู สอดธนู
และแล่งแล้ว เข้าสู่สมรภูมิ ขะมักเขม้น พยายามรบในสมรภูมินั้น แต่ถูกพวกข้าศึกฆ่าตาย
ในทำ� นองเดยี วกนั ภกิ ษใุ นธรรมวนิ ยั นอ้ี าศยั หมบู่ า้ นหรอื นคิ มบางแหง่ อยู่เวลาเชา้ เขา้ ไปบณิ ฑบาต
ในหมูบ่ ้านหรือนิคม ไม่สำ� รวมกาย วาจาและใจ มสี ติไมต่ ้งั มน่ั ไม่สำ� รวมอนิ ทรีย์ เมือ่ เหน็ สตรี
นงุ่ ห่มผา้ ไมเ่ รียบร้อย ก็เกดิ ราคะขึน้ ไม่บอกคืนสิกขา เสพเมถนุ ธรรม
๗-๑๐. ปฐมอนาคตภยสูตร ทุติยอนาคตภยสตู ร ตตยิ อนาคตภยสูตร และ จตตุ ถ-
อนาคตภยสูตร ต่างว่าดว้ ยภัยในอนาคต แต่มีรายละเอยี ดตา่ งกัน คือ ในปฐมอนาคตภยสูตร
เล่มท่ี ๑๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๒๒ 357
กล่าวถึงภัยในอนาคต ๕ ประการส�ำหรับภิกษุผู้อยู่ป่าว่า ภิกษุผู้อยู่ป่าเมื่อเห็นภัยในอนาคต
๕ ประการน้ี ไมค่ วรประมาท ควรมีความเพียร อทุ ศิ กายและใจ เพอื่ บรรลุธรรมทย่ี ังไม่บรรลุ
เพอ่ื ท�ำใหแ้ จ้งธรรมทยี่ งั ไม่ได้ท�ำใหแ้ จง้ เชน่ ประการที่ ๑ ภกิ ษผุ ้อู ยปู่ ่าพจิ ารณาเหน็ ว่า “บัดน้ี
เราอยู่ในป่าคนเดียว อาจจะถูกงูกัด แมงป่องต่อย หรือตะขาบกัดเอาก็ได้ เพราะเหตุน้ัน
เราพึงตาย เราพึงมีอันตรายนั้น เอาเถอะ เราจะท�ำความเพียร เพ่ือบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อทำ� ใหแ้ จง้ ธรรมที่ยังไมไ่ ด้ทำ� ให้แจ้ง”
ในทตุ ยิ อนาคตภยสตู ร กลา่ วถงึ ภยั ในอนาคต ๕ ประการสำ� หรบั ภกิ ษทุ ว่ั ไป วา่ ภกิ ษเุ มอ่ื
เห็นภยั ในอนาคต ๕ ประการน้ี ควรไมป่ ระมาท ควรมีความเพียร อทุ ศิ กายและใจ เพ่ือบรรลุ
ธรรมท่ียังไม่บรรลุ เพ่ือท�ำให้แจ้งธรรมท่ียังไม่ได้ท�ำให้แจ้ง เช่น ประการท่ี ๑ ภิกษุพิจารณา
เหน็ ว่า “บัดน้เี รายังหนุ่มแน่น มีผมดำ� สนทิ กำ� ลงั เจรญิ วัย แต่จะตอ้ งถกู ชราครอบง�ำในอนาคต
เม่ือถูกชราครอบง�ำแล้วก็ไม่สามารถใส่ใจถึงค�ำสอนของพระพุทธเจ้าได้ และไม่สามารถจะอยู่
ในเสนาสนะป่าได้ ฉะนั้น เราควรรบี ท�ำความเพยี ร เพอ่ื บรรลธุ รรมทยี่ งั ไมบ่ รรลุ เพ่ือท�ำใหแ้ จง้
ธรรมท่ียังไม่ได้ท�ำใหแ้ จ้ง”
ในตตยิ อนาคตภยสูตร กล่าวถงึ ภยั ในอนาคต ๕ ประการสำ� หรบั ภิกษทุ วั่ ไปว่า เปน็ ภยั
ยังไม่เกิดขนึ้ ในปัจจุบนั แตจ่ ักเกิดข้ึนในอนาคต ภกิ ษุควรรู้ไวแ้ ละพยายามละภยั เหล่าน้นั เชน่
ประการท่ี ๑ ในอนาคต ภิกษทุ ้งั หลายจกั ไม่เจรญิ กาย ไมเ่ จริญศีล ไม่เจรญิ จิต ไม่เจริญปัญญา
ซึ่งจะสง่ ผลใหพ้ ระธรรมวินยั เลอะเลอื น
ในจตตุ ถอนาคตภยสตู ร กลา่ วถงึ ภยั ในอนาคต ๕ ประการเหมอื นในตตยิ อนาคตภยสตู ร
ต่างกันแต่รายละเอียดของธรรมแต่ละประการ เช่น ประการที่ ๑ ในอนาคต ภิกษุทั้งหลาย
จักชอบจีวรสวยงาม ไม่ชอบนุ่งห่มผ้าบังสุกุลจีวร ละเสนาสนะสงัด ชุมนุมกันอยู่ในหมู่บ้าน
หรอื นิคมและเมืองหลวง แสวงหาจวี รด้วยวธิ กี ารท่ไี ม่เหมาะสมหลายอยา่ ง
๓.๒.๔ เถรวรรค
เถรวรรค แปลว่า หมวดวา่ ดว้ ยธรรมของพระเถระ ชื่อวรรคน้ตี ัง้ ตามชอ่ื พระสตู รที่ ๘
ในวรรคน้ี ซ่ึงมที ั้งหมด ๑๐ สูตร แตล่ ะสตู รมีใจความสำ� คัญดงั น้ี
๑-๗. รชนยี สูตร วีตราคสูตร กุหกสูตร อัสสทั ธสตู ร อกั ขมสตู ร ปฏิสัมภิทาปตั ตสูตร
และ สลี วนั ตสูตร เฉพาะพระสตู รท่ี ๑-๕ มีความสมั พนั ธ์ กันในฐานะท่ีเป็นธรรม ๒ ฝา่ ย คอื
ธรรมทเ่ี ปน็ เหตใุ หภ้ กิ ษเุ ถระไมเ่ ปน็ ทร่ี กั ไมเ่ ปน็ ทเี่ คารพและยกยอ่ งของเพอื่ นพรหมจารที ง้ั หลาย
และธรรมทเ่ี ปน็ เหตใุ หภ้ กิ ษเุ ถระเปน็ ทร่ี กั เปน็ ทเ่ี คารพและยกยอ่ งของเพอื่ นพรหมจารที งั้ หลาย
ฝ่ายละ ๕ ประการ สว่ นพระสูตรท่ี ๖-๗ มีความสัมพนั ธก์ ับพระสตู รที่ ๑-๕ ในฐานะทเ่ี ป็นธรรม
358 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
ฝ่ายแรก เพียงฝา่ ยเดยี ว คือ ธรรมทีเ่ ป็นเหตุใหภ้ ิกษเุ ถระเป็นทีร่ กั เปน็ ท่ีเคารพและยกยอ่ งของ
เพื่อนพรหมจารที ัง้ หลาย แต่มหี มวดธรรมต่างกนั ดังนี้
ในรชนยี สตู ร วา่ ดว้ ยธรรมทเี่ ปน็ เหตใุ หก้ ำ� หนดั ซงึ่ เปน็ หวั ขอ้ ธรรมประการ ท่ี ๑ ในธรรม
๕ ประการ ทเ่ี ปน็ เหตใุ ห้ภกิ ษเุ ถระไมเ่ ป็นทีร่ กั หวั ขอ้ ธรรมประการ ท่ี ๒-๕ ได้แก่ (๒) ขดั เคอื ง
ในส่ิงท่ีเป็นเหตุให้ขัดเคือง (๓) หลงในสิ่งที่เป็นเหตุให้หลง (๔) โกรธในส่ิงที่เป็นเหตุให้โกรธ
(๕) มัวเมาในสิ่งท่ีเป็นเหตุให้มัวเมา ส่วนธรรมท่ีเป็นเหตุให้ภิกษุเถระเป็นท่ีรัก เป็นที่เคารพ
และยกย่องมีนัยตรงกนั ข้าม
ในวีตราคสูตร ว่าด้วยผู้ปราศจากราคะ ซ่ึงเป็นหัวข้อธรรมประการที่ ๑ ใน ธรรม
๕ ประการที่เป็นเหตุให้ภิกษุเถระไม่เป็นท่ีรักเป็นท่ีเคารพและยกย่อง หัวข้อธรรมประการ
ที่ ๒-๕ ไดแ้ ก่ (๑) ไมป่ ราศจากโทสะ (๒) ไมป่ ราศจากโมหะ (๓) ลบหลคู่ ณุ ท่าน (๔) ตเี สมอ
สว่ นธรรมทเ่ี ปน็ เหตใุ ห้ภกิ ษุเถระเปน็ ทรี่ ักเปน็ ที่เคารพและยกย่องมนี ัยตรงกนั ขา้ ม
ในกุหกสูตร ว่าด้วยผู้พูดหลอกลวง หมายถึงพูดเลียบเคียง แสร้งแสดงอิริยาบถ
ให้น่าเลื่อมใส แสร้งปฏิเสธปัจจัยซึ่งเป็นหัวข้อธรรมประการที่ ๑ ในธรรม ๕ ประการ
ที่เป็นเหตุให้ภิกษุเถระไม่เป็นที่รักเป็นท่ีเคารพและยกย่อง หัวข้อธรรมประการที่ ๒-๕ ได้แก่
(๒) พูดป้อยอ (๓) ท�ำนมิ ติ (๔) พูดบบี บงั คับ (๕) แสวงหาลาภด้วยลาภ ส่วนธรรมทเ่ี ปน็ เหตใุ ห้
ภกิ ษเุ ถระเปน็ ทร่ี กั เปน็ ต้นมีนัยตรงกนั ข้าม
ในอัสสัทธสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้ไม่มีศรัทธา ซ่ึงเป็นหัวข้อธรรมประการที่ ๑ ในธรรม
๕ ประการท่ีเป็นเหตุให้ภิกษุเถระไม่เป็นท่ีรักเป็นท่ีเคารพและยกย่อง หัวข้อธรรมประการ
ท่ี ๒-๕ ได้แก่ (๑) ไม่มีหิริ (๒) ไม่มีโอตตัปปะ (๓) เกียจคร้าน (๔) มีปัญญาทราม
สว่ นธรรมท่เี ปน็ เหตุใหภ้ กิ ษุเถระเปน็ ทร่ี กั เป็นต้นมนี ัยตรงกันขา้ ม
ในอักขมสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้ไม่อดทน ซ่ึงที่เป็นเหตุให้ภิกษุเถระไม่เป็นที่รัก ไม่อดทน
ในที่นี้หมายถึงไม่อดทนต่ออารมณ์ทั้ง ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธัมมารมณ์
สว่ นธรรมทเี่ ป็นเหตใุ หภ้ ิกษเุ ถระเปน็ ท่รี กั มนี ยั ตรงกันขา้ ม
ในปฏิสัมภิทาปัตตสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ซ่ึงเป็นเหตุให้ภิกษุเถระเป็น
ท่ีรัก บรรลุปฏิสัมภิทา ในที่น้ีหมายถึงบรรลุปฏิสัมภิทา ๔ ได้แก่ (๑) อัตถปฏิสัมภิทา
(๒) ธมั มปฏสิ มั ภทิ า (๓) นริ ตุ ตปิ ฏสิ มั ภทิ า (๔) ปฏภิ าณปฏสิ มั ภทิ า และคณุ สมบตั อิ กี ประการหนง่ึ
คอื เปน็ ผู้ขยันช่วยท�ำกิจของเพ่อื นพรหมจารที ้ังหลาย
ในสีลวันตสูตร ว่าด้วยผู้มีศีล ซึ่งเป็นหัวข้อธรรมประการท่ี ๑ ในธรรม ๕ ประการท่ี
เปน็ เหตุใหภ้ ิกษุเถระเป็นทีร่ ัก หัวข้อธรรมประการท่ี ๒-๕ ไดแ้ ก่ (๒) เป็นพหูสูต (๓) มวี าจางาม
(๔) ไดฌ้ าน ๔ (๕) ไดเ้ จโตวมิ ตุ ติ ปญั ญาวิมุตติ
เลม่ ท่ี ๑๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๒ 359
๘. เถรสูตร ว่าด้วยธรรมของพระเถระ คือ ทรงแสดงธรรมที่เป็นเหตุให้ภิกษุเถระ
ไม่ปฏิบัติและปฏิบัติเพ่ือประโยชน์เก้ือกูลและความสุขแก่เทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย
ฝ่ายละ ๕ ประการองค์ธรรมท่ีเป็นเหตุให้ภิกษุเถระไม่ปฏิบัติเพ่ือประโยชน์เกื้อกูล ได้แก่
(๑) เปน็ รตั ตญั ญู (๒) มชี อ่ื เสยี ง (๓) ไดป้ จั จยั ๔ (๔) เปน็ พหสู ตู (๕) เปน็ มจิ ฉาทฏิ ฐิ สว่ นองคธ์ รรม
ที่เป็นเหตุให้ภิกษุเถระปฏิบัติเพ่ือประโยชน์เกื้อกูล ๔ ข้อแรกเหมือนกับองค์ธรรมที่เป็นเหตุ
ให้ภิกษุเถระไม่ปฏิบัติเพ่ือเก้ือกูล เป็นต้น ต่างกันเพียงข้อที่ ๕ ซ่ึงเปลี่ยนจากมิจฉาทิฏฐิ
มาเปน็ สมั มาทฏิ ฐิ ในสูตรนเ้ี น้นความสำ� คญั ท่มี ิจฉาทิฏฐิกับสัมมาทิฏฐิ
๙-๑๐. ปฐมเสขสูตร ทุติยเสขสูตร ต่างว่าด้วยธรรมของพระเสขะ คือ ทรงแสดง
ธรรมแบ่งเป็น ๒ ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายอกุศลและฝา่ ยกุศล ฝ่ายละ ๕ ประการ ฝ่ายอกศุ ลเป็นเหตุ
ให้ภิกษุผู้เสขะเส่ือม ฝ่ายกุศลมีนัยตรงกันข้าม พระสูตรท้ัง ๒ น้ีมีรายละเอียดต่างกัน
ดังนี้ ในปฐมเสขสูตร องค์ธรรมฝ่ายอกุศล ๕ ประการ ได้แก่ (๑) ความเป็นผู้ชอบการงาน
(๒) ความเป็นผู้ชอบการพูดคุย (๓) ความเป็นผู้ชอบการนอนหลับ (๔) ความเป็นผู้ชอบการ
คลุกคลีดว้ ยหมู่ (๕) ไมพ่ ิจารณาจติ ตามท่หี ลดุ พ้นแล้ว สว่ นองคธ์ รรมฝา่ ยกศุ ลมนี ยั ตรงกนั ข้าม
ในทตุ ยิ เสขสตู ร องคธ์ รรมฝา่ ยอกศุ ล ๕ ประการ ได้แก่ (๑) เปน็ ผูม้ กี ิจมาก (๒) ปล่อย
เวลาใหล้ ่วงเลยไปกับงานเลก็ นอ้ ย (๓) คลุกคลีกบั คฤหัสถแ์ ละบรรพชิต (๔) เข้าไปในหมูบ่ า้ น
เช้าเกินไป กลับมาสายเกินไป (๕) ไม่ได้ฟังธรรมกถาเป็นเคร่ืองขัดเกลากิเลส ๑๐ กถา เช่น
ความเปน็ ผู้มกั นอ้ ย สันโดษ ส่วนองค์ธรรม ฝ่ายกศุ ลมนี ยั ตรงกนั ข้าม
๓.๒.๕ กกธุ วรรค
กกุธวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยกกุธเทพบุตร ชื่อวรรคน้ีต้ังตามชื่อพระสูตรท่ี ๑๐
ในวรรคนี้ ซงึ่ มีทั้งหมด ๑๐ สูตร แตล่ ะสูตรมใี จความส�ำคญั ดงั นี้
๑-๒. ปฐมสัมปทาสูตร ทุติยสัมปทาสูตร ต่างว่าด้วยสัมปทา (ความถึงพร้อม)
ต่างกนั เพยี งองค์ธรรม คือ ในปฐมสัมปทาสตู ร สมั ปทา ๕ ประการ ไดแ้ ก่ (๑) สทั ธาสัมปทา
(๒) สลี สัมปทา (๓) สุตสัมปทา (๔) จาคสัมปทา (๕) ปญั ญาสัมปทา
ในทุติยสัมปทา สัมปทา ๕ ประการ ได้แก่ (๑) สีลสัมปทา (๒) สมาธิสัมปทา
(๓) ปัญญาสมั ปทา (๔) วิมตุ ตสิ ัมปทา (๕) วิมุตติญาณทสั สนสัมปทา
๓. พยากรณสูตร ว่าด้วยการพยากรณ์อรหัตตผล หมายถึงเหตุให้กล่าวอ้างว่า
ตนไดบ้ รรลอุ รหัตตผล มี ๕ ประการ คอื (๑) ความโง่เขลา ความหลงงมงาย (๒) ปรารถนาชั่ว
ถูกความปรารถนาครอบงำ� (๓) ความบา้ จิตฟุ้งซ่าน (๔) ส�ำคญั วา่ ได้บรรลุ (๕) ได้บรรลจุ ริง
360 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
๔. ผาสุวิหารสูตร ว่าด้วยวิหารธรรม (ธรรมเครื่องอยู่เป็นสุข) มี ๕ ประการ คือ
รปู ฌาน ๔ และเจโตวิมตุ ติ ปญั ญาวมิ ตุ ติ
๕. อกปุ ปสูตร วา่ ด้วยอกุปปธรรม ในทน่ี หี้ มายถึงอรหตั ตผล คือ ทรงแสดง วา่ ภกิ ษุ
ผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการจะบรรลุอกุปปธรรมได้ในเวลาไม่นานนัก ธรรม ๕ ประการ
ไดแ้ ก่ ปฏสิ มั ภทิ า ๔ และการพิจารณาจิตตามทีห่ ลุดพน้ แล้ว
๖. สตุ ธรสูตร วา่ ด้วยภกิ ษผุ ทู้ รงสุตะ หมายถึงภิกษุผู้เป็นพหสู ูต ซ่ึงเปน็ ส่วนประกอบ
ของธรรมประการท่ี ๔ ในธรรม ๕ ประการในสูตรน้ี ธรรม ๕ ประการ ได้แก่ (๑) มกี ิจธรุ ะนอ้ ย
เลี้ยงง่าย สันโดษ (๒) มีอาหารน้อย ไม่เห็นแก่ปากท้อง (๓) มีการหลับน้อย หมั่นประกอบ
ความเพียรเครอ่ื งต่นื อยู่ (๔) เปน็ พหูสตู ทรงสุตะ สัง่ สมสุตะ (๕) พิจารณาจติ ตามที่หลุดพน้ แลว้
๗. กถาสูตร ว่าด้วยกถาเครื่องขัดเกลากิเลส ซึ่งเป็นธรรมประการท่ี ๔ ในธรรม
๕ ประการในสตู รน้ี หัวขอ้ ธรรม ๕ ประการเหมอื นในพระสูตรท่ี ๖ ต่างกันเพียงประการที่ ๔
คือ เปน็ ผู้ได้กถาเครอื่ งขัดเกลาอย่างย่ิง มี ๑๐ กถา
๘. อารัญญกสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้อยู่ป่าเป็นวัตร ซ่ึงเป็นธรรมประการท่ี ๔ ในธรรม
๕ ประการในสตู รน้ี ธรรม ๕ ประการเหมือนในพระสตู รท่ี ๖ ต่างกนั เพียง ประการที่ ๔ คือ
ถอื การอยู่ป่าเป็นวัตร อยู่ในเสนาสนะสงดั
ท้ัง ๓ สูตร คือ สุตธรสูตร กถาสูตร และอารัญญกสูตร ต่างกล่าวถึง การบ�ำเพ็ญ
สมณธรรมคือการเจริญอานาปานสติกัมมัฏฐาน และผลแห่งการบ�ำเพ็ญคือเมื่อมีธรรม
ใน ๓ สูตรนี้ กจ็ ะบรรลอุ รหตั ตผลในเวลาไมน่ าน
๙. สีหสูตร ว่าด้วยพญาราชสีห์ คือ ทรงแสดงการเปรียบเทียบระหว่าง พระตถาคต
กับราชสีห์ว่า ค�ำว่า สีหะ เป็นชื่อของพระตถาคต อาการท่ีทรงแสดงธรรมเป็นสีหนาทของ
พระตถาคต หมายความว่า พระองค์ทรงแสดงธรรมแก่คน ๕ จ�ำพวกด้วยท่าทีเหมือน
พญาราชสีหจ์ ับสตั ว์ ๕ จ�ำพวก
๑๐. กกุธเถรสูตร ว่าด้วยกกุธเทพบุตรกับพระมหาโมคคัลลานเถระ คือ ทรงปรารภ
เรื่องพระเทวทัตคิดจะปกครองสงฆ์ตามท่ีกุกธเทพบุตรได้บอกแก่ท่านพระมหาโมคคัลลานะ
ทรงแสดงศาสดาผู้ไม่บริสุทธิ์ ๕ จ�ำพวก ได้แก่ (๑) ผู้ไม่บริสูทธ์ิ ในทางศีล (๒) ผู้ไม่บริสุทธ์ิ
ในทางอาชีพ (๓) ผู้ไม่บริสุทธิ์ในทางธรรมเทศนา (๔) ผู้ไม่บริสุทธ์ิในทางเวยยากรณะ
(๕) ผู้ไม่บริสุทธิ์ในทางญาณทัสสนะ ทรงแสดงว่าพระองค์เป็นผู้มีความบริสุทธิ์ใน ๕
ทางตรงกนั ขา้ มกับศาสดา ๕ จำ� พวก
เล่มที่ ๑๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๒๒ 361
๓.๓ ตติยปณั ณาสก์
๓.๓.๑ ผาสุวหิ ารวรรค
ผาสุวิหารวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยผาสุวหิ ารธรรม ชือ่ วรรคน้ตี งั้ ตามชือ่ พระสตู รที่
๕ ในวรรคน้ี ซงึ่ มีทง้ั หมด ๑๐ สูตร แต่ละสตู รมีใจความส�ำคญั ดงั น้ี
๑. สารัชชสูตร ว่าด้วยความแกล้วกล้าและความครั่นคร้าม ค�ำว่า คร่ันคร้าม ในที่
นี้หมายถึง โทมนัส(ความทุกข์ใจ) คือ ทรงแสดงธรรมที่ท�ำความแกล้วกล้าส�ำหรับภิกษุผู้เป็น
เสขะ ๕ ประการ ได้แก่ (๑) ศรัทธา (๒) ศีล (๓) ความเปน็ พหสู ูต (๔) การปรารภความเพียร
(๕) ปญั ญา และทรงแสดงวา่ คนทไ่ี มม่ ธี รรมทที่ ำ� ความแกลว้ กลา้ ๕ ประการนเี้ ปน็ ผมู้ คี วามครนั่ ครา้ ม
๒. อุสสังกิตสูตร ว่าด้วยธรรมที่ท�ำให้น่ารังเกียจ หมายถึง เกิดความระแวง สงสัย
ในที่น้ีหมายถึงโคจรวิบัติ คือ ความเสียหายที่เกิดจากการไปมาหาสู่กับบุคคล ๕ จ�ำพวก
ได้แก่(๑) หญงิ แพศยา (๒) หญงิ หม้าย (๓) สาวเทอ้ื (๔) บัณเฑาะก์ (๕) ภิกษุณี ซึ่งอาจท�ำให้
เกิดความระแวงสงสัยว่าเป็นภิกษุชว่ั แมจ้ ะเป็นพระอรหนั ตก์ ต็ าม
๓. มหาโจรสูตร ว่าด้วยองค์ประกอบของมหาโจร คือ ทรงแสดงองค์ประกอบของ
มหาโจรเปรียบเทียบกับของภิกษุชั่วฝ่ายละ ๕ ประการ แต่มีความหมายต่างกัน กล่าวคือ
องค์ประกอบของมหาโจรมีความหมายในทางโลก ส่วนองค์ประกอบของภิกษุชั่วมีความหมาย
ในทางธรรม เช่น ค�ำว่า ท่ีขรุขระ ที่เป็นองค์ประกอบของ มหาโจรประการที่ ๑ หมายถึง
เกาะแก่งแห่งแม่น้�ำ หรือท่ีขรุขระแห่งภูเขา ส่วนท่ีเป็นองค์ประกอบของภิกษุช่ัวประการท่ี ๑
หมายถงึ กายกรรม วจกี รรม และมโนกรรมทไ่ี ม่ตรงไปตรงมา
๔. สมณสุขุมาลสูตร ว่าด้วยธรรมของสมณะผู้ละเอียดอ่อน มี ๕ ประการ คือ
(๑) สันโดษดว้ ยปจั จยั ๔ (๒) ได้รบั ยกย่องเปน็ ใหญ่ในหมูค่ ณะ (๓) มที กุ ขเวทนานอ้ ย (๔) ได้
ฌาน ๔ (๕) ไดเ้ จโตวิมตุ ตแิ ละปัญญาวิมุตติ ทรงแสดงว่า พระองคท์ รงเป็นสมณะผูล้ ะเอยี ดออ่ น
ในหมสู่ มณะ เพราะทรงมีธรรม ๕ ประการดังกลา่ ว
๕. ผาสุวิหารสตู ร วา่ ด้วยผาสุวิหารธรรม หมายถึงธรรมเครื่องอย่เู ป็นสุข ๕ ประการ
คือ ตั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมท่ีประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนพรหมจารีทั้งต่อหน้าและ
ลบั หลัง มศี ลี บริสุทธ์ิ และมีอริยทิฏฐ(ิ ทฏิ ฐทิ ี่ประเสริฐ) ไดแ้ ก่ วปิ สั สนาสัมมาทิฏฐิ
๖. อานนั ทสตู ร วา่ ดว้ ยพระอานนท์ คอื ทา่ นพระอานนทท์ ลู ถามปญั หาเรอ่ื งเหตใุ หภ้ กิ ษุ
อยู่ผาสุกในสงฆ์ เมอ่ื พระผูม้ พี ระภาคตรสั ตอบจบลง พระเถระทลู ถามย้�ำค�ำถามเดยี วกนั น้นั อีก
๔ คร้ัง พระองคต์ รสั ตอบย�ำ้ ความเดิม แต่ทรงเพม่ิ ความใหม่เข้าไปแต่ละคร้งั ๆ ดังน้ี (๑) เปน็
ผู้มีศีล และไม่ตเิ ตยี นผ้อู ืน่ เพราะศีล (๒) เป็นผ้มู ศี ลี ไมต่ เิ ตียนผ้อู น่ื เพราะศีล และใสใ่ จตนเอง
362 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
ไม่ใส่ใจผอู้ ืน่ (๓) เป็นผมู้ ศี ีล ไม่ติเตยี นผอู้ นื่ เพราะศลี ใส่ใจตนเอง ไม่ใส่ใจผู้อื่น และไมม่ ชี ่ือเสียง
ไมส่ ะดงุ้ เพราะความไมม่ ชี อ่ื เสยี งนนั้ (๔) เปน็ ผมู้ ศี ลี ไมต่ เิ ตยี นผอู้ น่ื เพราะศลี ใสใ่ จตนเอง ไมใ่ สใ่ จ
ผู้อ่ืน ไม่มีช่ือเสียง ไม่สะดุ้งเพราะความไม่มีช่ือเสียงนั้น และได้ฌาน ๔ (๕) เป็นผู้มีศีล
ไม่ติเตียนผู้อื่นเพราะศีล ใส่ใจตนเอง ไม่ใส่ใจผู้อื่น ไม่มีช่ือเสียง ไม่สะดุ้งเพราะความไม่มี
ชื่อเสยี งนัน้ ไดฌ้ าน ๔ และได้เจโตวิมุตติ ปญั ญาวิมุตติ
๗. สีลสูตร ว่าด้วยศีลที่เป็นองค์ประกอบของภิกษุ คือ ทรงแสดงองค์ประกอบของ
ภิกษุผู้เป็นนาบุญอันยอดเย่ียมของโลก มี ๕ ประการ ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และ
วิมุตตญิ าณทัสสนะ
๘. อเสขสูตร ว่าด้วยธรรมของพระอเสขะ คือ ทรงแสดงองค์ประกอบของภิกษุ
ผู้เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก มี ๕ ประการ ได้แก่ อริยสีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์
วมิ ุตติขนั ธ์ และวิมุตตญิ าณทสั สนขนั ธ์ ทเี่ ปน็ ของพระอเสขะ
๙. จาตุททิสสูตร ว่าด้วยธรรมของภิกษุผู้เที่ยวไปในทิศทั้งส่ี ค�ำว่า ผู้เที่ยวไป ในทิศ
ท้ังสี่ ในทนี่ ห้ี มายถงึ พระขณี าสพ ธรรมของพระขณี าสพ ๕ ประการ คือ (๑) ศีล (๒) ความเป็น
พหสู ูต (๓) ความสันโดษในปัจจัย ๔ (๔) การไดฌ้ าน ๔ (๕) การไดเ้ จโตวมิ ุตติ ปัญญาวมิ ตุ ติ
๑๐. อรัญญสูตร ว่าด้วยคณุ สมบตั ิของภกิ ษผุ ้คู วรอยู่ในป่า หมายถงึ ธรรม ๕ ประการ
เหมอื นในพระสตู รท่ี ๙ ตา่ งกันเพียงประการท่ี ๓ คอื ความปรารภ ความเพียร มคี วามเข้มแข็ง
มีความบากบ่ันม่นั คง ไมท่ อดธุระในกุศลธรรมท้งั หลาย
๓.๓.๒ อันธกวนิ ทวรรค
อันธกวินทวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยหมู่บ้านอันธกวินทะ ช่ือวรรคนี้ตั้งตามช่ือ
พระสูตรที่ ๔ ในวรรคนี้ ซึ่งมที ้ังหมด ๑๐ สตู ร แต่ละสตู รมใี จความสำ� คญั ดงั นี้
๑. กุลูปกสูตร ว่าด้วยธรรมของภิกษุผู้เข้าไปสู่ตระกูล คือ ทรงแสดงธรรม แบ่งเป็น
๒ ฝ่าย ไดแ้ ก่ ฝ่ายอกุศลและฝ่ายกุศล ฝา่ ยละ ๕ ประการ ฝา่ ยอกศุ ล เปน็ เหตใุ หภ้ กิ ษุผเู้ ขา้ ไปสู่
ตระกลู ไมเ่ ปน็ ทร่ี กั ไมเ่ ปน็ ทเี่ คารพ และยกยอ่ งของคนใน ตระกลู องคธ์ รรมฝา่ ยอกศุ ล ๕ ประการ
ได้แก่ (๑) ท�ำความ คนุ้ เคยกบั ผูไ้ ม่คนุ้ เคย (๒) สั่งการท้งั ท่ีตนไมไ่ ด้เปน็ ใหญ่ (๓) คบหาตระกลู
ที่แตกแยกกนั (๔) พดู กระซบิ ทีห่ ู (๕) ขอมากเกินไป ส่วนองคธ์ รรมฝา่ ยกุศลมีนัยตรงกันข้าม
๒. ปจั ฉาสมณสตู ร วา่ ดว้ ยธรรมของภกิ ษผุ เู้ ปน็ ปจั ฉาสมณะ คำ� วา่ ปจั ฉาสมณะ หมายถงึ
พระผู้ติดตาม คือ ทรงแสดงธรรมแบ่งเป็น ๒ ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายอกุศลและฝ่ายกุศล ฝ่ายละ
๕ ประการ ฝ่ายอกุศลเป็นเหตุภิกษุไม่ควรเป็นปัจฉาสมณะ องค์ธรรมฝ่ายอกุศล ๕ ประการ
ได้แก่ (๑) เดินห่างนัก หรือเดินใกลน้ กั (๒) ไม่รบั บาตรหรอื ของในบาตร (๓) เมอ่ื พระอุปัชฌาย์
เลม่ ท่ี ๑๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๒ 363
พดู ใกลอ้ าบตั ิ (พดู คำ� ทจี่ ะละเมดิ วนิ ยั ) กไ็ มห่ า้ ม (๔) เมอื่ พระอปุ ชั ฌายก์ ำ� ลงั พดู อยกู่ พ็ ดู แทรกขนึ้
(๕) มีปัญญา ทราม โง่เขลา เป็นคนเซอะ ส่วนองค์ธรรมฝ่ายกุศลที่เป็นเหตุให้ภิกษุควรเป็น
ปัจฉาสมณะมนี ยั ตรงกนั ข้าม
๓. สัมมาสมาธิสตู ร ว่าด้วยสัมมาสมาธิ คอื ทรงแสดงธรรมทีเ่ ปน็ เหตุใหไ้ ม่บรรลุและ
บรรลสุ มั มาสมาธิ องคธ์ รรมทเี่ ปน็ เหตไุ มบ่ รรลสุ มั มาสมาธิ ๕ ประการ ไดแ้ ก่ ไมอ่ ดทนตอ่ อารมณ์
ทง้ั ๕ คอื รปู เสียง กล่นิ รส และโผฏฐัพพะ สว่ นองค์ธรรมที่เป็นเหตุใหบ้ รรลุสัมมาสมาธิมนี ัย
ตรงกนั ข้าม
๔. อันธกวินทสูตร ว่าด้วยหมู่บ้านอันธกวินทะ ซ่ึงตั้งอยู่ในแคว้นมคธห่างจาก
กรงุ ราชคฤห์ ๓ คาวตุ (= ๓๐๐ เสน้ ) คอื ขณะท่ปี ระทับอยูท่ หี่ มบู่ ้านนี้ พระผมู้ พี ระภาค ได้ทรง
แนะน�ำทา่ นพระอานนทใ์ หส้ อนภกิ ษุใหม่ให้ด�ำรงอยู่ในธรรม ๕ ประการ ไดแ้ ก่ (๑) ปาตโิ มกข-
สงั วรศีล (๒) อนิ ทรยิ สังวร (๓) สำ� รวมวาจา (๔) ความสงบกาย (๕) สมั มาทฏิ ฐิ
๕-๑๐. มัจฉรินีสูตร วัณณนาสูตร อิสสุกินีสูตร มิจฉาทิฏฐิกสูตร มิจฉาวาจาสูตร
และ มจิ ฉาวายามสตู ร ต่างมีความสัมพนั ธ์กนั ในฐานะทีเ่ ป็นธรรม ๒ ฝ่าย คอื ธรรมทเ่ี ปน็ เหตุ
ใหภ้ กิ ษุณตี กนรกและธรรมที่เปน็ เหตุให้ภิกษุณขี น้ึ สวรรค์ ฝา่ ยละ ๕ ประการ แต่มีหมวดธรรม
ต่างกันดังน้ี
ในมัจฉรนิ ีสตู ร วา่ ดว้ ยภิกษณุ ีผู้ตระหน่ี ซง่ึ หมายถึงภกิ ษณุ ผี ู้มีความตระหน่ี ๕ ประการ
ได้แก่ (๑) ตระหนท่ี ่อี ยู่ (๒) ตระหน่ตี ระกูล (๓) ตระหนีล่ าภ (๔) ตระหน่ีวรรณะ (๕) ตระหน่ี
ธรรม ซงึ่ เปน็ เหตใุ หภ้ ิกษณุ ตี กนรก ส่วนธรรมทเ่ี ปน็ เหตใุ ห้ภกิ ษุณีขน้ึ สวรรคม์ ีนยั ตรงกนั ข้าม
หมวดธรรมในพระสูตรที่ ๖-๑๐ ตา่ งกบั หมวดธรรมในพระสูตรท่ี ๕ อย่าง สนิ้ เชิง แตม่ ี
ความสมั พันธ์กนั เอง คือ เหมอื นกนั ในประการที่ ๑-๒ และท่ี ๕ ต่างกนั ในประการท่ี ๓-๔ ส่วน
ธรรมทเ่ี ปน็ เหตใุ หภ้ กิ ษณุ ขี นึ้ สวรรคใ์ นแตล่ ะสตู ร พงึ ทราบโดยนยั ตรงกนั ขา้ มกบั ธรรมทเ่ี ปน็ เหตุ
ใหภ้ กิ ษุณีตกนรก ในทน่ี แี้ สดงองค์ธรรมเต็มจ�ำนวนเฉพาะในพระสูตรท่ี ๖ สว่ นในพระสตู รตอ่ ๆ
ไปแสดงเฉพาะองค์ธรรมท่ตี า่ งกัน เทา่ นั้น มรี ายละเอยี ดดงั นี้
ในวัณณนาสูตร ว่าด้วยภิกษุณีผู้สรรเสริญคนที่ควรติเตียน ซึ่งหมายถึงภิกษุณีผู้ไม่
พิจารณา ไมไ่ ตรต่ รอง สรรเสริญคนทคี่ วรติเตยี น เป็นธรรมประการที่ ๑ ในธรรม ๕ ประการ
ทีเ่ ป็นเหตใุ หภ้ กิ ษณุ ีตกนรก ธรรมประการท่ี ๒-๕ ไดแ้ ก่ (๒) ไมพ่ จิ ารณา ไม่ไตร่ตรอง ติเตยี น
คนที่ควรสรรเสริญ (๓) ไม่พิจารณา ไม่ไตร่ตรอง แสดงความเล่ือมใสในสิ่งท่ีไม่น่าเล่ือมใส
(๔) ไม่พิจารณา ไม่ไตร่ตรอง แสดงความไม่เล่ือมใสในสิ่งที่น่าเล่ือมใส (๕) ท�ำศรัทธาไทย
ใหต้ กไป (ท�ำส่งิ ท่ีเขาถวายดว้ ยศรัทธา ใหผ้ ิดวัตถปุ ระสงค)์
364 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
ในอิสสุกินีสูตร ว่าด้วยภิกษุณีผู้มีความริษยา ซึ่งเป็นธรรมประการที่ ๓ ธรรม
ประการท่ี ๔ ได้แก่ ความตระหน่ี
ในมิจฉาทิฏฐิกสูตร ว่าด้วยภิกษุณีผู้มีความเห็นผิด ซ่ึงเป็นธรรมประการท่ี ๓ ธรรม
ประการท่ี ๔ ได้แก่ ความดำ� ริผิด
ในมิจฉาวาจาสูตร ว่าด้วยภิกษุณีผู้มีการเจรจาผิด ซ่ึงเป็นธรรมประการท่ี ๓ ธรรม
ประการที่ ๔ ได้แก่ การกระท�ำผดิ
ในมจิ ฉาวายามสตู ร วา่ ดว้ ยภกิ ษณุ ผี มู้ คี วามพยายามผดิ ซง่ึ เปน็ ธรรมประการที่ ๓ ธรรม
ประการท่ี ๔ ได้แก่ ความระลึกผดิ
๓.๓.๓ คลิ านวรรค
คิลานวรรค แปลว่า หมวดว่าธรรมส�ำหรับภิกษุไข้ ช่ือวรรคนี้ต้ังตามชื่อพระสูตรที่ ๑
ในวรรคน้ี ซงึ่ มีทง้ั หมด ๑๐ สตู ร แต่ละสตู รมใี จความสำ� คญั ดงั นี้
๑. คลิ านสตู ร วา่ ดว้ ยธรรมสำ� หรบั ภกิ ษไุ ข้ หมายถงึ ธรรมทมี่ ผี ลใหภ้ กิ ษไุ ข้ บรรลเุ จโตวมิ ตุ ติ
และปัญญาวิมุตติในเวลาไม่นานนัก มี ๕ ประการ ได้แก่ (๑) พิจารณาเห็นความไม่งาม
ในกายอยู่ (๒) ก�ำหนดหมายความปฏิกูลในอาหาร (๓) ก�ำหนดหมายความไม่น่าเพลิดเพลิน
ในโลกทง้ั ปวง (๔) พจิ ารณาเหน็ ความ ไมเ่ ทยี่ งในสงั ขารทง้ั ปวง (๕) เขา้ ไปตง้ั มรณสญั ญาไวภ้ ายใน
๒. สตสิ ปุ ตฏิ ฐติ สตู ร วา่ ดว้ ยผมู้ สี ตติ ง้ั ไวด้ ี ซงึ่ เปน็ ธรรมประการท่ี ๑ ในธรรม ๕ ประการ
ที่เปน็ เหตใุ หภ้ กิ ษุหรอื ภิกษุณีได้บรรลุผล คอื อรหตั ตผลในปจั จุบัน หรอื เมือ่ ยงั มอี ปุ าทานเหลอื
อยกู่ ็จะบรรลอุ นาคามผิ ล ธรรมอีก ๔ ประการเหมอื นในพระสูตรท่ี ๑
๓-๔. ปฐมอุปัฏฐากสูตร และ ทุติยอุปัฏฐากสูตร ต่างว่าด้วยการพยาบาล แต่มี
รายละเอียดต่างกัน คือ ในปฐมอุปัฏฐากสูตร กล่าวถึงภิกษุไข้ที่พยาบาลได้ยากและภิกษุไข้
ที่พยาบาลได้ง่าย ภิกษไุ ข้ที่พยาบาลได้ยาก หมายถึงผู้ประกอบดว้ ย ธรรม ๕ ประการ ได้แก่
(๑) ไมท่ ำ� ส่ิงทีเ่ ป็นสปั ปายะ (๒) ไมร่ จู้ กั ประมาณในสงิ่ ท่เี ปน็ สัปปายะ (๓) ไม่ฉนั ยา (๔) ไม่บอก
อาการอาพาธที่มีอยู่ตามความเป็นจริงแก่ผู้พยาบาลท่ีหวังดี (๕) ไม่อดกลั้นทุกขเวทนา ส่วน
ภกิ ษไุ ข้ทพ่ี ยาบาลได้งา่ ยมีนัยตรงกันขา้ ม
ในทุติยอุปัฏฐากสูตร กล่าวถึงภิกษุผู้ไม่ควรเป็นพยาบาลและภิกษุผู้ควรเป็นพยาบาล
ภิกษุผู้ไม่ควรเป็นพยาบาล หมายถึงผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ได้แก่ (๑) ไม่สามารถ
จดั ยา (๒) ไม่ทราบส่งิ ทเี่ ป็นสัปปายะและสงิ่ ทไี่ มเ่ ป็นสปั ปายะ (๓) พยาบาลอย่างเห็นแก่อามสิ
สินจ้าง ไม่พยาบาลอย่างมีเมตตาจิต (๔) รังเกียจท่ีจะน�ำอุจจาระและปัสสาวะ อาเจียนหรือ
น�้ำลายออกไปทิ้ง (๕) ไม่สามารถช้แี จงให้ภิกษุไขม้ ีกำ� ลังใจ