เลม่ ที่ ๑๑ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๑๙ 165
แนะน�ำให้เจริญอริยมรรคมอี งค์ ๘ เพ่ือละสภาวทุกข์ เหมือนในเอสนาสูตร
๖. ขีลสูตร ว่าด้วยกิเลสเคร่ืองตรึงจิตดุจตะปู คือ ทรงแสดงกิเลสเครื่องตรึงจิต
ดุจตะปู ๓ ประการ ได้แก่ (๑) ราคะ (๒) โทสะ (๓) โมหะ และทรงแนะนำ� ให้เจริญอริยมรรค
มีองค์ ๘ เพอื่ ละกเิ ลสเครอ่ื งตรงึ จติ ดุจตะปู เหมือนในเอสนาสตู ร
๗. มลสูตร ว่าด้วยมลทิน คือ ทรงแสดงมลทิน ๓ ประการ ได้แก่ (๑) ราคะ
(๒) โทสะ (๓) โมหะ และทรงแนะน�ำให้เจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ เพื่อละมลทิน เหมือนใน
เอสนาสูตร
๘. นฆี สูตร ว่าดว้ ยทกุ ข์ คอื ทรงแสดงทุกข์ ๓ ประการ ได้แก่ (๑) ราคะ (๒) โทสะ
(๓) โมหะ และทรงแนะนำ� ให้เจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ เพือ่ ละทกุ ข์ เหมือนในเอสนาสูตร
๙. เวทนาสูตร ว่าดว้ ยเวทนา คือ ทรงแสดงเวทนา ๓ ประการ ไดแ้ ก่ (๑) สุขเวทนา
ความรสู้ กึ สขุ (๒) ทกุ ขเวทนา ความรสู้ กึ ทกุ ข์ (๓) อทกุ ขมสขุ เวทนา ความรสู้ กึ ทมี่ ใิ ชส่ ขุ มใิ ชท่ กุ ข์
และทรงแนะน�ำให้เจริญอรยิ มรรคมอี งค์ ๘ เพ่อื ละเวทนา เหมือนในเอสนาสตู ร
๑๐. ตณั หาสตู ร วา่ ด้วยตัณหา คอื ทรงแสดงตัณหา ๓ ประการ ไดแ้ ก่ (๑) กามตณั หา
ความทะยานอยากในกาม (๒) ภวตณั หา ความทะยานอยากในภพ (๓) วภิ วตณั หา ความทะยาน
อยากในวภิ พ และทรงแนะนำ� ให้เจรญิ อริยมรรคมีองค์ ๘ เพอื่ ละตณั หา เหมือนในเอสนาสูตร
๑๑. ตสนิ าสูตร ว่าด้วยตสินา คอื ทรงแสดงตสินา (ความอยาก) ๓ ประการ ได้แก่
(๑) กามตสนิ า ความอยากในกาม (๒) ภวตสนิ า ความอยากในภพ (๓) วิภวตสินา ความอยาก
ในวิภพ และทรงแนะนำ� ให้เจรญิ อริยมรรค มีองค์ ๘ เพอ่ื ละตสนิ า เหมือนในเอสนาสตู ร
๑.๑๔ โอฆวรรค
โอฆวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยโอฆะ ช่ือวรรคตั้งตามช่ือพระสูตรท่ี ๑ ในวรรคน้ี
ซ่ึงมที ง้ั หมด ๑๐ สูตร แตล่ ะสตู รมีความหมายและใจความสำ� คญั ดงั น้ี
๑. โอฆสตู ร วา่ ดว้ ยโอฆะ คอื พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงโอฆะ(หว้ งนำ�้ ) ๔ ประการ ไดแ้ ก่
(๑) กาโมฆะ โอฆะคอื กาม (๒) ภโวฆะ โอฆะคือภพ (๓) ทิฏโฐฆะ โอฆะคอื ทิฏฐิ (๔) อวิชโชฆะ
โอฆะคืออวชิ ชา และทรงแนะนำ� ใหเ้ จรญิ อรยิ มรรคมอี งค์ ๘ เพ่ือรยู้ งิ่ เพื่อก�ำหนดรู้ เพือ่ ความ
สิ้นไป เพ่ือละโอฆะเหล่าน้นั
๒. โยคสูตร ว่าด้วยโยคะ คือ ทรงแสดงโยคะ (สภาวะอันประกอบสัตว์ไว้ในภพ)
๔ ประการ คือ (๑) กามโยคะ โยคะคือกาม (๒) ภวโยคะ โยคะคือภพ (๓) ทิฏฐิโยคะ
โยคะคือทิฏฐิ (๔) อวิชชาโยคะ โยคะคืออวิชชา และทรงแนะน�ำให้เจริญอริยมรรคมีองค์ ๘
เพอื่ ละโยคะ เหมอื นในโอฆสูตร
166 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก
๓. อปุ าทานสตู ร วา่ ดว้ ยอปุ าทาน คอื ทรงแสดงอปุ าทาน (ความยดึ มนั่ ) ๔ ประการ ไดแ้ ก่
(๑) กามปุ าทาน ความยดึ มน่ั ในกาม (๒) ทฏิ ฐุปาทาน ความยดึ มนั่ ในทฏิ ฐิ (๓) สีลพั พตุปาทาน
ความยึดมั่นในศีลพรต (๔) อัตตวาทุปาทาน ความยึดมั่นวาทะว่ามีอัตตา และทรงแนะน�ำให้
เจริญอรยิ มรรคมอี งค์ ๘ เพื่อละอุปาทาน เหมอื นในโอฆสูตร
๔. คนั ถสตู ร วา่ ดว้ ยคันถะ คือ ทรงแสดงคันถะ (กเิ ลสเครอื่ งผูก) ๔ ประการ ได้แก่
(๑) อภิชฌากายคันถะ กิเลสเครือ่ งผกู กายคอื อภิชฌา (๒) พยาปาทกายคนั ถะ กิเลสเคร่อื งผกู
กายคือพยาบาท (๓) สีลัพพตปรามาสกายคันถะ กิเลสเคร่ืองผูกกายคือความถือมั่นศีลพรต
(๔) อิทังสัจจาภนิ ิเวสกายคันถะ กเิ ลสเครอ่ื งผกู กายคือความยดึ มั่นว่าสง่ิ นจี้ รงิ และทรงแนะนำ�
ให้เจรญิ อรยิ มรรคมีองค์ ๘ เพื่อละคนั ถะ เหมอื นในโอฆสตู ร
๕. อนุสยสูตร ว่าด้วยอนุสัย คือ ทรงแสดงอนุสัย (กิเลสที่นอนเนื่อง) ๗ ประการ
ไดแ้ ก่ (๑) กามราคะ (๒) ปฏิฆะ (๓) ทฏิ ฐิ (๔) วิจกิ ิจฉา (๕) มานะ (๖) ภวราคะ (๗) อวิชชา
และทรงแนะน�ำให้เจรญิ อรยิ มรรคมีองค์ ๘ เพอื่ ละอนุสัย เหมือนในโอฆสตู ร
๖. กามคณุ สตู ร ว่าดว้ ยกามคุณ คือ ทรงแสดงกามคุณ ๕ ไดแ้ ก่ (๑) รูป ที่นา่ ปรารถนา
ฯลฯ (๒) เสียง ฯลฯ (๓) กลิ่น ฯลฯ (๔) รส ฯลฯ (๕) โผฏฐัพพะ ฯลฯ
๗. นีวรณสูตร ว่าด้วยนิวรณ์ มีเนื้อหาเหมือนโอฆสูตร ต่างแต่ในพระสูตรน้ี ทรง
แสดงนิวรณ์ (ส่ิงกัน้ จิตไมใ่ หบ้ รรลุความด)ี ๕ ประการ คือ (๑) กามฉนั ทะ ความพอใจในกาม
(๒) พยาบาท ความคิดปองร้าย (๓) ถีนมิทธะ ความหดหู่และเซ่ืองซึม (๔) อุทธัจจกุกกุจจะ
ความฟงุ้ ซา่ นและร้อนใจ (๕) วจิ ิกจิ ฉา ความลงั เลสงสยั
๘. อุปาทานักขันธสูตร ว่าด้วยอุปาทานขันธ์ มีเน้ือหาเหมือนโอฆสูตร ต่างแต่ใน
พระสูตรนี้ ทรงแสดงอปุ าทานขนั ธ์ ๕ ประการ คือ (๑) รูป (๒) เวทนา (๓) สัญญา (๔) สังขาร
(๕) วญิ ญาณ
๙. โอรัมภาคิยสูตร ว่าด้วยโอรัมภาคิยสังโยชน์ มีเนื้อหาเหมือนโอฆสูตร ต่างแต่ใน
พระสูตรน้ี ทรงแสดงโอรมั ภาคยิ สงั โยชน์ (สังโยชน์เบือ้ งตำ�่ ) ๕ ประการ คือ (๑) สกั กายทฏิ ฐิ
ความเหน็ วา่ เป็นตัวของตน (๒) วจิ ิกิจฉา ความลงั เลสงสยั (๓) สลี พั พตปรามาส ความถอื ม่ัน
ศีลพรต (๔) กามฉันทะ ความพอใจในกาม (๕) พยาบาท ความคดิ ปองร้าย
๑๐. อุทธัมภาคิยสูตร ว่าด้วยอุทธัมภาคิยสังโยชน์ มีเน้ือหาเหมือนโอฆสูตร ต่างแต่
ในพระสตู รนี้ ทรงแสดงอทุ ธมั ภาคิยสังโยชน์ (สงั โยชนเ์ บือ้ งสงู ) ๕ ประการ คอื (๑) รปู ราคะ
ความติดใจในอารมณ์แห่งรูปฌาน (๒) อรูปราคะ ความติดใจในอารมณ์แห่งอรูปฌาน
(๓) มานะ ความถอื ตวั (๔) อทุ ธจั จะ ความฟงุ้ ซ่าน (๕) อวชิ ชา ความไม่ร้แู จ้ง
เล่มที่ ๑๑ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๑๙ 167
๒. โพชฌงั คสงั ยุต
โพชฌังคสงั ยุต แปลวา่ ประมวลเรอื่ งโพชฌงค์ หมายถงึ ประมวลพระสตู รท่เี กีย่ วกับ
ธรรมทีเ่ ปน็ องคแ์ หง่ การตรสั รู้ มีทง้ั หมด ๑๘๔ สูตร จดั แบง่ เปน็ วรรคได้ ๑๘ วรรค แต่ละวรรค
มจี �ำนวนพระสูตร ๖ สูตรบา้ ง เกนิ กวา่ นี้บา้ ง ดงั มีรายละเอยี ดต่อไปนี้
๒.๑ ปัพพตวรรค
ปพั พตวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ดว้ ยขนุ เขา ชอื่ วรรคตงั้ ตามสาระสำ� คญั ของพระสตู รท่ี ๑
ในวรรคน้ี ซง่ึ มที ั้งหมด ๑๐ สตู ร แตล่ ะสูตรมีความหมายและใจความส�ำคัญดังนี้
๑. หิมวนั ตสตู ร วา่ ด้วยขนุ เขาหิมพานต์ คือ พระผมู้ ีพระภาคทรงแสดงว่า ภิกษุผู้อาศยั
ศลี เจรญิ โพชฌงค์ ๗ ประการ ยอ่ มถงึ ความเปน็ ใหญไ่ พบลู ยใ์ นธรรมทงั้ หลาย เหมอื นนาคอาศยั
ขนุ เขาหิมพานต์ หนอง บึง แม่นำ้� น้อย แมน่ �ำ้ ใหญ่ และมหาสมทุ ร จงึ เจรญิ เตบิ โตได้
โพชฌงค์ ๗ ประการ คอื
(๑) สติสัมโพชฌงค ์ (๒) ธมั มวจิ ยสัมโพชฌงค์
(๓) วิรยิ สัมโพชฌงค ์ (๔) ปตี สิ มั โพชฌงค์
(๕) ปสั สัทธิสัมโพชฌงค ์ (๖) สมาธสิ ัมโพชฌงค์
(๗) อเุ บกขาสัมโพชฌงค์
๒. กายสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยกาย คือ ทรงแสดงธรรมด้วยอุปมาโวหารว่า นิวรณ์
๕ ประการ และโพชฌงค์ ๗ ประการ ด�ำรงอยู่ได้ด้วยอาหาร ขาดอาหารก็ด�ำรงอยู่ไม่ได้
เหมือนกาย และตรัสอธิบายอาหารของนิวรณ์และโพชฌงค์ไวอ้ ย่างละเอียด
๓. สีลสูตร ว่าด้วยศีล หมายรวมถึง สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ
ด้วย คือ ทรงแสดงว่า การคบหาสมาคมกับภิกษุผู้มีศีลเป็นต้น เป็นเหตุให้ได้เจริญโพชฌงค์
๗ ประการได้ และจะไดร้ บั อานสิ งสถ์ ึง ๗ ประการ เชน่ ได้บรรลอุ รหัตตผลทนั ทีในปจั จบุ นั
๔. วัตถสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยผ้า คือ ท่านพระสารีบุตรแสดงธรรมให้ภิกษุท้ังหลาย
ฟงั ว่า ทา่ นประสงค์จะอยดู่ ว้ ยโพชฌงคข์ อ้ ใดกอ็ ยไู่ ดเ้ หมอื นพระราชาหรอื มหาอำ� มาตย์ประสงค์
จะนงุ่ หม่ ผ้าคูใ่ ด ๆ ก็นงุ่ ห่มได้
๕. ภกิ ขสุ ตู ร วา่ ดว้ ยภกิ ษทุ ลู ถามเรอ่ื งโพชฌงค์ คอื ภกิ ษรุ ปู หนง่ึ ทลู ถามความหมายของ
โพชฌงค์ ตรัสตอบวา่ ทเี่ รียกวา่ โพชฌงค์ เพราะเปน็ ไปเพอ่ื ตรัสรู้
๖. กุณฑลิยสูตร ว่าด้วยกุณฑลิยปริพาชก คือ กุณฑลิยปริพาชกทูลถามถึงอานิสงส์
ในการปฏิบัติธรรมในศาสนาว่ามีอะไรเป็นอานิสงส์ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า มีวิชชาและ
168 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสุตตนั ตปิฎก
วมิ ตุ ตเิ ปน็ อานิสงส์
ถาม : ธรรมเหล่าไหนทำ� ใหว้ ิชชาและวิมตุ ตบิ รบิ ูรณ์ ตรัสตอบ:โพชฌงค์ ๗
ถาม : ธรรมเหลา่ ไหนท�ำให้โพชฌงคบ์ ริบูรณ์ ตรสั ตอบ : สติปัฏฐาน ๔
ถาม : ธรรมเหลา่ ไหนท�ำให้สตปิ ัฏฐานบริบรู ณ์ ตรัสตอบ : สุจริต ๓
ถาม : ธรรมเหล่าไหนท�ำให้สจุ รติ บรบิ ูรณ ์ ตรสั ตอบ : อินทรยี สงั วร
ในตอนท้ายพระองค์ตรสั ว่าธรรมเหล่านน้ั เปน็ เหตเุ ปน็ ผลของกนั และกันตามลำ� ดบั
๗. กูฏาคารสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยกลอนของเรือนยอด คือ ทรงแสดงธรรมด้วย
อปุ มาโวหารว่า ภิกษผุ ู้เจริญโพชฌงค์ ๗ ประการ ยอ่ มน้อมไปสูน่ พิ พาน เหมอื นกลอนของเรอื น
ยอดท้งั หมดลว้ นน้อมไปสู่ยอดเรือน
๘. อุปวาณสูตร ว่าด้วยพระอุปวาณะ คือ ท่านพระอุปวาณสนทนาธรรมกับ
ท่านพระสารบี ตุ รวา่ โพชฌงค์ทปี่ รารภดแี ล้ว เปน็ ไปเพอื่ ความอยผู่ าสกุ
๙-๑๐. ปฐมอุปปันนสูตร และ ทุติยอุปปันนสูตร ต่างว่าด้วยเหตุเกิดโพชฌงค์
แตม่ รี ายละเอียดตา่ งกนั คือ ในปฐมอุปปันนสูตร ทรงแสดงว่าโพชฌงค์ ๗ ประการเกิดขน้ึ ได้
เพราะความอุบัติข้ึนของพระตถาตคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่าน้ัน ส่วนในทุติยอุปปันนสูตร
ทรงแสดงวา่ โพชฌงค์ ๗ ประการ เกดิ ข้ึนในวินัยของพระสุคตเท่าน้นั
๒.๒ คิลานวรรค
คิลานวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยผู้อาพาธ ช่ือวรรคตั้งตามชื่อพระสูตรท่ี ๔-๖
ในวรรคน้ี ซ่งึ มีทัง้ หมด ๑๐ สูตร แต่ละสูตรมคี วามหมายและใจความส�ำคัญดงั นี้
๑. ปาณสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยสัตว์ คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมด้วยอุปมา
โวหารว่า ภิกษุต้องอาศัยศีล จึงเจริญโพชฌงค์ ๗ ประการได้ เหมือนสัตว์ต้องอาศัยแผ่นดิน
จงึ ส�ำเร็จอริ ยิ าบถได้
๒-๓. ปฐมสุริยูปมสูตร และ ทตุ ิยสุริยูปมสตู ร ตา่ งว่าด้วยอปุ มาดว้ ยดวงอาทติ ย์ แต่มี
รายละเอียดต่างกนั คอื ในปฐมสรุ ิยูปมสตู ร ทรงแสดงธรรมด้วยอปุ มาโวหารว่า กัลยาณมติ ตตา
เปน็ บพุ นมิ ติ เพอ่ื ใหเ้ กดิ โพชฌงค์ ๗ ประการ เหมอื นแสงอรณุ ทมี่ ากอ่ นดวงอาทติ ยข์ น้ึ ในยามเชา้
สว่ นในทตุ ยิ สรุ ยิ ปู มสตู ร มเี นอื้ หาเหมอื นปฐมสรุ ยิ ปู มสตู ร ตา่ งแตท่ รงยกโยนโิ สมนสกิ ารขน้ึ แสดง
๔-๖. ปฐมคิลานสูตร ทตุ ิยคลิ านสตู ร และ ตตยิ คิลานสตู ร ต่างวา่ ดว้ ยผู้อาพาธ แต่มี
รายละเอยี ดตา่ งกัน คือ ในปฐมคิลานสูตร ท่านพระมหากัสสปะอาพาธ พระผูม้ พี ระภาคจึงทรง
แสดงโพชฌงคใ์ หท้ า่ นฟงั จนทำ� ใหท้ า่ นหายขาดจากอาพาธ ในทตุ ยิ คลิ านสตู ร ทา่ นพระมหาโมค
คลั ลานะอาพาธ ทรงแสดงโพชฌงคใ์ หฟ้ งั กไ็ ดผ้ ลเชน่ กนั สว่ นในตตยิ คลิ านสตู ร พระผมู้ พี ระภาค
เล่มที่ ๑๑ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๙ 169
ทรงพระประชวร ท่านพระมหาจุนทะ แสดงโพชฌงค์ให้ทรงสดับ ท�ำให้พระองค์หายขาดจาก
พระประชวร
๗. ปารังคมสูตร ว่าด้วยธรรมที่เป็นไปเพื่อให้ถึงฝั่ง มีเน้ือหาเหมือนปารังคมสูตร ใน
ปฏิปัตตวิ รรค มัคคสงั ยุต ต่างแต่หมวดธรรม คอื ในทีน่ ี้ ไดแ้ ก่ โพชฌงค์ ๗ ประการ
๘. วริ ทั ธสตู ร ว่าด้วยธรรมท่ีบคุ คลพลาด มีเนอ้ื หาเหมอื นวิรทั ธสูตร ในปฏปิ ัตติวรรค
มัคคสงั ยตุ ต่างแต่หมวดธรรม คือ ในที่น้ี ได้แก่ โพชฌงค์ ๗ ประการ
๙. อริยสูตร ว่าด้วยธรรมท่ีเป็นอริยะ คือ ทรงแสดงว่าโพชฌงค์ ๗ ประการเป็น
อริยะ เปน็ นิยยานกิ ธรรม นำ� ใหส้ ้ินทุกข์
๑๐. นิพพิทาสูตร ว่าด้วยธรรมที่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย คือ ทรงแสดงว่า
โพชฌงค์ ๗ ประการ เปน็ ไปเพ่อื ความเบอื่ หน่ายจนถงึ นิพพาน
๒.๓ อทุ ายวิ รรค
อุทายิวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยพระอุทายี ชื่อวรรคตั้งตามชื่อพระสูตรท่ี ๑๐
ในวรรคน้ี ซึ่งมที ้งั หมด ๑๐ สูตร แตล่ ะสตู รมีความหมายและใจความส�ำคัญดังนี้
๑. โพธายสตู ร วา่ ดว้ ยธรรมทเ่ี ปน็ ไปเพอ่ื ตรสั รู้ คอื ภกิ ษรุ ปู หนงึ่ ทลู ถามความหมายของ
โพชฌงค์ ตรัสตอบว่า ที่เรยี กว่าโพชฌงค์ เพราะเป็นไปเพ่ือตรัสรู้
๒. โพชฌงั คเทสนาสตู ร ว่าดว้ ยการแสดงโพชฌงค์ หมายถึงโพชฌงค์ ๗ ประการ
๓. ฐานยิ สตู ร วา่ ดว้ ยธรรมอนั เปน็ ทตี่ ง้ั แหง่ นวิ รณ์ คอื ทรงแสดงวา่ ธรรมอนั เปน็ ทต่ี ง้ั แหง่
นวิ รณ์ ไดแ้ ก่ การมนสกิ ารถงึ ธรรมอนั เปน็ ทตี่ ง้ั แหง่ กามราคะ พยาบาท ถนี มทิ ธะ อทุ ธจั จกกุ กจุ จะ
และวิจิกจิ ฉา ในตอนท้ายทรงแสดงโพชฌงค์ ๗ ประการว่าไมเ่ ป็นท่ตี งั้ แห่งนวิ รณ์
๔. อโยนิโสมนสิการสูตร ว่าด้วยการมนสิการโดยไม่แยบคาย คือ ทรงแสดงว่า การ
มนสิการโดยไม่แยบคายท�ำให้นิวรณ์ที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้วก็เจริญไพบูลย์ย่ิงขึ้น
และท�ำให้โพชฌงค์ท่ียังไม่เกิดก็ไม่เกิดข้ึน ท่ีเกิดข้ึนแล้วก็ดับไป ส่วนการมนสิการโดยแยบคาย
มผี ลตรงกันขา้ ม
๕. อปริหานิยสตู ร วา่ ดว้ ยอปริหานยิ ธรรม คอื ทรงแสดงวา่ ธรรมอนั ไม่เปน็ ทตี่ ัง้ แหง่
ความเสอ่ื ม ไดแ้ ก่ โพชฌงค์ ๗ ประการ
๖. ตณั หกั ขยสตู ร วา่ ดว้ ยมรรคและปฏปิ ทาเพอื่ ความสน้ิ ตณั หา คอื ทรงแสดงโพชฌงค์
๗ ประการเป็นมรรค(ทาง) เปน็ ปฏปิ ทา(ข้อปฏิบัติ) เพอ่ื ความสิ้นตัณหา
๗. ตัณหานิโรธสูตร ว่าด้วยมรรคและปฏิปทาเพ่ือความดับตัณหา คือ ทรงแสดงว่า
โพชฌงค์ ๗ ประการเป็นมรรคเป็นปฏิปทาเพ่อื ความดบั ตณั หา
170 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสุตตันตปฎิ ก
๘. นิพเพธภาคิยสูตร ว่าด้วยทางอันเป็นส่วนแห่งการช�ำแรกกิเลส คือ ทรงแสดงว่า
โพชฌงค์ ๗ ประการเปน็ ทางอันเป็นส่วนแห่งการช�ำแรกกเิ ลส
๙. เอกธัมมสูตร วา่ ด้วยธรรมอันเปน็ เอก คอื ทรงแสดงวา่ พระองคไ์ มท่ รงเหน็ ธรรมอืน่
ใดแมอ้ ย่างหนึ่งทจ่ี ะทำ� ใหล้ ะธรรมที่เกือ้ กลู แกส่ งั โยชนไ์ ด้เหมือน โพชฌงค์ ๗ ประการ
๑๐. อทุ ายสิ ตู ร วา่ ดว้ ยพระอทุ ายี คอื ทา่ นพระอทุ ายเี ขา้ ไปกราบทลู พระผมู้ พี ระภาควา่
ท่านรู้สึกอัศจรรย์ใจที่เกิดความรัก ความเคารพ ความละอาย และความเกรงกลัวใน
พระผู้มีพระภาคมากเหลือเกิน ท้ัง ๆ ท่ีเมื่อสมัยที่เป็นคฤหัสถ์ ท่านไม่นับถือพระธรรมและ
พระสงฆ์เลย แต่เพราะเห็นแก่ความรัก ความเคารพ ความละอาย และความเกรงกลัวใน
พระผู้มีพระภาค จึงออกบวช ครั้นออกบวชแล้วได้ฟังธรรมจากพระผู้มีพระภาค จึงได้รู้ชัด
อรยิ สจั ๔ และไดบ้ รรลอุ รหตั ตผลด้วยการเจริญโพชฌงค์ ๗ ประการ
๒.๔ นวี รณวรรค
นีวรรณวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยนิวรณ์ ช่ือวรรคต้ังตามช่ือพระสูตรที่ ๑๐ และ
สาระสำ� คัญของบางสตู ร ในวรรคน้ี ซ่งึ มีท้งั หมด ๑๐ สูตร แตล่ ะสตู รมีความหมายและใจความ
ส�ำคญั ดังนี้
๑-๒. ปฐมกสุ ลสูตร และ ทตุ ยิ กุสลสูตร ตา่ งวา่ ด้วยธรรมทเ่ี ป็นกุศล แต่มีรายละเอยี ด
ต่างกัน คือ ในปฐมกุสลสูตร ทรงแสดงว่า ความไม่ประมาท เลิศกว่ากุศลธรรมท้ังหมด
เพราะท�ำใหเ้ จรญิ โพชฌงค์ ๗ ประการได้ สว่ นในทตุ ยิ กสุ ลสตู ร ทรงแสดงวา่ โยนโิ สมนสิการ
เลศิ กวา่ กศุ ลธรรมท้งั หมด
๓. อุปักกิเลสสูตร ว่าด้วยความเศร้าหมองแห่งจิต คือ ทรงแสดงว่า จิตเศร้าหมอง
เพราะนิวรณ์ ๕ ประการ เหมือนทองเศร้าหมองเพราะส่ิงเศร้าหมอง ๕ ประการ คือ เหล็ก
โลหะ ดีบุก ตะก่ัว และเงิน
๔. อนุปักกิเลสสูตร ว่าด้วยธรรมท่ีไม่เป็นความเศร้าหมองแห่งจิต คือ ทรงแสดงว่า
โพชฌงค์ ๗ ประการ ไมเ่ ป็นความเศรา้ หมองแหง่ จิต
๕. อโยนิโสมนสิการสูตร ว่าด้วยการมนสิการโดยไม่แยบคาย คือ ทรงแสดงว่า
การมนสิการโดยไม่แยบคายท�ำให้นิวรณ์ ๕ ประการ ท่ียังไม่เกิดก็เกิดขึ้น และท่ีเกิดขึ้นแล้ว
ก็เจริญไพบลู ยย์ ่ิงข้นึ
๖. โยนิโสมนสิการสูตร ว่าด้วยการมนสิการโดยแยบคาย คือ ทรงแสดงว่า การ
มนสิการโดยแยบคาย ท�ำใหโ้ พชฌงค์ ๗ ประการทยี่ ังไมเ่ กิดกเ็ กิดขนึ้ และท่ีเกดิ ขนึ้ แล้วกเ็ จริญ
ไพบลู ย์ย่ิงขึน้
เลม่ ท่ี ๑๑ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๙ 171
๗. วุฑฒิสูตร ว่าด้วยธรรมที่เป็นไปเพื่อความเจริญ คือ ทรงแสดงว่า โพชฌงค์
๗ ประการทำ� ใหเ้ กิดความเจริญ ไมเ่ สอื่ ม
๘. อาวรณนีวรณสตู ร วา่ ด้วยนิวรณ์เคร่อื งกางก้ัน คือ ทรงแสดงว่านิวรณ์ ๕ ประการ
เป็นเครื่องกางกั้น เป็นความเศร้าหมองแห่งจิต ทอนก�ำลังปัญญา ส่วนโพชฌงค์ ๗ ประการ
ไมเ่ ปน็ เครอ่ื งกางกน้ั ไมเ่ ปน็ ความเศรา้ หมองแหง่ จติ เปน็ ไปเพอื่ ทำ� ใหแ้ จง้ ผลแหง่ วชิ ชาและวมิ ตุ ติ
๙. รกุ ขสูตร ว่าด้วยอุปมาดว้ ยต้นไม้ คือ ทรงแสดงธรรมด้วยอปุ มาโวหารวา่ กลุ บุตร
บางคนละกามออกบวชแล้วยังถูกกามเช่นนั้นท�ำให้ล้มระเนระนาด เหมือนต้นไม้ใหญ่ที่ถูก
กาฝากปกคลมุ แลว้ ลม้ ระเนระนาด ทรงแสดงวา่ นวิ รณเ์ ครอ่ื งกางกน้ั ๕ ประการ ครอบงำ� จติ แลว้
ทอนก�ำลังปญั ญา ส่วนโพชฌงค์ ๗ ประการ ไม่เป็นนิวรณ์เครื่องกางกนั้ ไม่ครอบงำ� จติ เป็นไป
เพอ่ื ท�ำใหแ้ จ้งผลแหง่ วชิ ชาและวมิ ตุ ติ
๑๐. นวี รณสูตร วา่ ด้วยนวิ รณ์ คือ ทรงแสดงวา่ นิวรณ์ ๕ ประการ ท�ำให้เปน็ เหมอื น
คนตาบอด ส่วนโพชฌงค์ ๗ ประการท�ำใหเ้ ปน็ เหมือนคนตาดี
๒.๕ จกั กวตั ติวรรค
จักกวัตตวิ รรค แปลว่า หมวดว่าด้วยพระเจ้าจักรพรรดิ ช่ือวรรคต้ังตามชอ่ื พระสูตรท่ี
๒ ในวรรคนซ้ี งึ่ มีทง้ั หมด ๑๐ สูตร แตล่ ะสตู รมีความหมายและใจความสำ� คัญดังนี้
๑. วิธาสูตร ว่าด้วยมานะ คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า สมณะหรือพราหมณ์
ทั้งปวง สามารถละมานะ(ความถอื ตวั )ไดก้ เ็ พราะเจริญโพชฌงค์ ๗ ประการ
๒. จักกวัตติสูตร ว่าด้วยพระเจ้าจักรพรรดิ คือ ทรงแสดงธรรมด้วยอุปมาโวหารว่า
แก้วคือโพชฌงค์ ๗ ประการปรากฏได้เพราะพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าปรากฏ
เหมือนแกว้ ๗ ประการปรากฏเพราะพระเจา้ จกั รพรรดปิ รากฏ
๓. มารสตู ร วา่ ด้วยมาร คือ ทรงแสดงวา่ โพชฌงค์ ๗ ประการ เปน็ ทางสำ� หรบั ย่�ำยมี าร
และกองทพั มาร
๔. ทปุ ปญั ญสตู ร ว่าด้วยเหตใุ ห้คนมปี ญั ญาทราม คอื ทรงตอบปญั หาของภกิ ษุรูปหนึง่
วา่ ผไู้ มเ่ จรญิ โพชฌงค์ ๗ ประการ เรียกวา่ มปี ัญญาทราม เป็นคนเซอะ
๕. ปัญญวนั ตสตู ร วา่ ดว้ ยเหตใุ ห้คนมีปญั ญา คอื ทรงตอบปญั หาของภิกษรุ ูปหน่ึงวา่
ผเู้ จรญิ โพชฌงค์ ๗ ประการ เรยี กวา่ มปี ญั ญา ไม่เปน็ คนเซอะ
๖. ทลิททสูตร ว่าด้วยเหตุให้เป็นคนจน คือ ทรงตอบปัญหาของภิกษุรูปหนึ่งว่า
ผู้ไมเ่ จริญโพชฌงค์ ๗ ประการ เรียกวา่ คนจน
172 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
๗. อทลิททสูตร ว่าด้วยเหตุให้เป็นคนไม่จน คือ ทรงตอบปัญหาของภิกษุรูปหนึ่งว่า
ผูเ้ จรญิ โพชฌงค์ ๗ ประการ เรยี กวา่ คนไม่จน
๘. อาทิจจสตู ร ว่าดว้ ยอุปมาดว้ ยดวงอาทติ ย์ คอื ทรงแสดงธรรมด้วยอุปมาโวหารวา่
กัลยาณมิตตตาเป็นบุพนิมิตเพื่อให้เกิดโพชฌงค์ ๗ ประการ เหมือนแสงอรุณท่ีมาก่อน
ดวงอาทติ ย์ขน้ึ ในยามเชา้
๙. อัชฌตั ตกิ งั คสตู ร วา่ ด้วยเหตุภายในใหโ้ พชฌงค์เกิด คือ ทรงแสดง
ว่า พระองค์ไม่ทรงเห็นเหตุอื่นใดแม้อย่างหน่ึงอันเป็นเหตุภายในที่ท�ำให้โพชฌงค์ ๗ ประการ
เกดิ ข้ึน เหมอื นโยนิโสมนสกิ าร
๑๐. พาหิรังคสูตร ว่าด้วยเหตุภายนอกให้โพชฌงค์เกิด คือ ทรงแสดงว่าพระองค์
ไม่ทรงพิจารณาเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่งอันเป็นเหตุภายนอกท่ีท�ำให้โพชฌงค์ ๗ ประการ
เกิดขน้ึ เหมอื นกลั ยาณมติ ตตา
๒.๖ โพชฌังคสากัจฉวรรค
โพชฌงั คสากจั ฉวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ดว้ ยการสนทนาเรอ่ื งโพชฌงค์ ชอ่ื วรรคตงั้ ตาม
สาระสำ� คญั ของพระสูตรท้ัง ๖ สตู รในวรรคนี้ แต่ละสูตรมคี วามหมายและใจความสำ� คญั ดงั น้ี
๑. อาหารสูตร วา่ ด้วยอาหารของนิวรณ์และโพชฌงค์ คอื พระผู้มพี ระภาคทรงแสดง
อาหารและส่ิงที่ไม่ใช่อาหารของนิวรณ์ ๕ ประการ รวมทั้งอาหารและสิ่งที่ไม่ใช่อาหารของ
โพชฌงค์ ๗ ประการ
๒. ปริยายสตู ร ว่าด้วยเหตุท่ีนวิ รณแ์ ละโพชฌงคอ์ าศัย คอื ทรงแสดงเหตุทท่ี ำ� ให้นวิ รณ์
๕ ประการกลายเป็น ๑๐ ประการ และเหตุท่ีท�ำใหโ้ พชฌงค์ ๗ ประการกลายเป็น ๑๔ ประการ
๓. อัคคิสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยไฟ คือ ทรงแสดงธรรมด้วยอุปมาโวหารว่า การเจริญ
โพชฌงคต์ อ้ งรจู้ กั เวลาทค่ี วรเจรญิ และเวลาทไ่ี มค่ วรเจรญิ เปรยี บเหมอื นคนกอ่ ไฟ จะใหไ้ ฟลกุ โพลง
ข้นึ ไดต้ อ้ งก่อไฟใหถ้ ูกวธิ ี
๔. เมตตาสหคตสตู ร ว่าด้วยจติ มเี มตตา หมายรวมถึงกรุณา มทุ ติ า และอุเบกขาด้วย
คือ ภิกษุพวกหนึ่งได้น�ำค�ำถามของพวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกมากราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า
พวกเขาเห็นว่าค�ำสอนเกี่ยวกับการละนิวรณ์และการเจริญพรหมวิหารของพวกเขากับของ
พระพุทธศาสนาไม่แตกต่างกันเลย พระองค์ทรงแนะน�ำให้ภิกษุย้อนถามว่า เมตตาเจโตวิมุตติ
กรุณาเจโตวิมุตติ มุทิตาเจโตวิมุตติ และอุเบกขาเจโตวิมุตติมีอะไรเป็นคติ มีอะไรเป็นอย่างย่ิง
มอี ะไรเปน็ ผล มอี ะไรเปน็ ทสี่ ดุ ซง่ึ ปญั หานคี้ นนอกพทุ ธศาสนาไมส่ ามารถตอบได้ แลว้ ทรงอธบิ าย
วา่ โพชฌงค์ ๗ ประการเปน็ คติเปน็ ต้นของธรรมเหลา่ น้ัน
เลม่ ท่ี ๑๑ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๙ 173
๕. สังคารวสูตร วา่ ด้วยสังคารวพราหมณ์ คือ สงั คารวพราหมณท์ ูลถามถงึ เหตุปัจจยั
ทท่ี �ำใหม้ นตร์ไมแ่ จม่ แจ้ง (เสือ่ ม) และเหตุปัจจัยทท่ี �ำใหม้ นตรแ์ จม่ แจง้ (ไมเ่ ส่ือม) พระองค์ตรสั
ตอบว่า ถ้าถูกนิวรณ์ ๕ ประการครอบง�ำ และไม่รู้ชัดธรรมเครื่องสลัดออก (ไม่หาทางออก)
มนตรก์ ไ็ ม่แจม่ แจ้ง ถ้าไม่ถกู นิวรณ์ ๕ ประการครอบงำ� และร้ชู ดั ธรรมเครื่องสลดั ออก มนตร์
ก็แจ่มแจง้ ได้ ในตอนทา้ ยตรสั ว่า โพชฌงค์ ๗ ประการ เป็นไปเพ่ือผลแหง่ วิชชา (ความร)ู้ และ
วิมุตติ (ความหลุดพ้น)
๖. อภยสูตร ว่าด้วยอภัยราชกุมาร คือ อภัยราชกุมารทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า
(๑) ความรู้ (๒) ความเหน็ (๓) ความไมร่ ู้ (๔) ความไมเ่ หน็ ท้ัง ๔ ข้อนี้ มีเหตุปจั จัยหรือไม่
พระองคต์ รัสตอบว่ามี คือ นวิ รณ์ ๕ ประการเปน็ เหตุปัจจัยแห่งความไม่รู้ ความไม่เหน็ และ
โพชฌงค์ ๗ ประการเป็นเหตุปัจจัยแห่งความรู้ ความเห็น
๒.๗ อานาปานวรรค
อานาปานวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ดว้ ยอานาปานสติ ชือ่ วรรคตงั้ ตามชือ่ พระสตู รท่ี ๑๐
ในวรรคน้ี ซงึ่ มที งั้ หมด ๑๐ สตู ร พระสตู รท่ี ๑ แบง่ ออกเปน็ สตู รยอ่ ยอกี ๕ สตู ร ทรงแสดงเนอ้ื หา
ไว้เตม็ สว่ นพระสูตรที่ ๒-๑๐ ทรงแสดงไวโ้ ดยยอ่ โดยให้อนุโลมตามพระสตู รท่ี ๑ แตล่ ะสตู รมี
ความหมายและใจความส�ำคญั ดงั น้ี
๑. อัฏฐิกมหัปผลสูตร ว่าด้วยอัฏฐิกสัญญามีผลมาก คือ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
ภิกษุผเู้ จรญิ โพชฌงค์ ๗ ประการท่มี ีอฏั ฐกิ สญั ญามผี ลมาก
คำ� ว่า “มผี ลมาก” ทรงอธบิ ายดว้ ยพระสตู รยอ่ ยอกี ๕ สตู ร ดงั น้ี
(๑) อญั ญตรผลสูตร ว่าด้วยอัฏฐิกสัญญามีผลอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ บรรลุ
อรหัตตผล หรอื เป็นพระอนาคามี
(๒) มหัตถสูตร วา่ ด้วยอัฏฐกิ สญั ญาเป็นไปเพือ่ ประโยชน์มาก
(๓) โยคกั เขมสตู ร วา่ ดว้ ยอฏั ฐกิ สญั ญาเปน็ ไปเพอ่ื ธรรมเปน็ แดนเกษมจากโยคะ
(๔) สังเวคสูตร ว่าดว้ ยอฏั ฐิกสัญญาเป็นไปเพอื่ ใหเ้ กดิ ความสงั เวช
(๕) ผาสุวหิ ารสูตร ว่าด้วยอฏั ฐิกสญั ญาเปน็ ไปเพือ่ ความอยผู่ าสุก
๒. ปฬุ วุ กสตู ร วา่ ดว้ ยปุฬวกสัญญา
๓. วินลี กสตู ร ว่าด้วยวินีลกสัญญา
๔. วิจฉิททกสตู ร ว่าด้วยวิจฉทิ ทกสัญญา
๕. อุทธมุ าตกสตู ร ว่าดว้ ยอุทธุมาตกสญั ญา
๖. เมตตาสตู ร ว่าด้วยเมตตา
174 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
๗. กรุณาสตู ร วา่ ด้วยกรุณา
๘. มทุ ติ าสูตร วา่ ดว้ ยมุทติ า
๙. อเุ ปกขาสูตร วา่ ด้วยอเุ บกขา
๑๐. อานาปานสูตร วา่ ดว้ ยอานาปานสติ
๒.๘ นิโรธวรรค
นโิ รธวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ดว้ ยนโิ รธสญั ญา ชอ่ื วรรคตง้ั ตามชอ่ื พระสตู รที่ ๑๐ ในวรรคนี้
ซ่ึงมีท้ังหมด ๑๐ สูตร พระสูตรท่ี ๑-๙ คือ อสุภสูตร ว่าด้วยอสุภสัญญา มรณสูตร ว่าด้วย
มรณสัญญา อาหาเรปฏิกูลสัญญาสูตร ว่าด้วยอาหาเรปฏิกูลสัญญา อนภิรติสูตร ว่าด้วย
อนภิรติสัญญา อนิจจสูตร ว่าด้วยอนิจจสัญญา ทุกขสูตร ว่าด้วยทุกขสัญญา อนัตตสูตร
วา่ ดว้ ยอนตั ตสญั ญา ปหานสตู ร วา่ ดว้ ยปหานสญั ญา วริ าคสตู ร วา่ ดว้ ยวริ าคสญั ญา ทง้ั ๙ สตู รน้ี
พระธรรมสังคีติกาจารย์จัดไว้โดยย่อ ให้เพิ่มเน้ือหาเต็มตามอัฏฐิกมหัปผลสูตรแห่ง
อานาปานวรรค สว่ นพระสตู รท่ี ๑๐ คือ นโิ รธสูตร ว่าด้วยนโิ รธสญั ญา ท่านจัดไว้เตม็ มเี นอื้ หา
คล้ายอัฏฐกิ มหัปผลสตู รแห่งอานาปานวรรค ตา่ งแต่ไม่แยกสตู รยอ่ ยออกมาเปน็ ๕ สูตร
๒.๙ คังคาเปยยาลวรรค
คังคาเปยยาลวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยคังคาเปยยาล มีพระสูตร ๑๒ สูตร
แต่ละสูตร มีสาระส�ำคัญเหมือนคังคาเปยยาลวรรคแห่งมัคคสังยุต แต่เปล่ียนหมวดธรรมจาก
อริยมรรคมอี งค์ ๘ เปน็ โพชฌงค์ ๗ ประการ
๒.๑๐ อปั ปมาทวรรค
อัปปมาทวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยความไม่ประมาท มีพระสูตร ๑๐ สูตร แต่ละ
สูตรมีสาระส�ำคัญเหมือนอัปปมาทวรรคแห่งมัคคสังยุต แต่เปลี่ยนหมวดธรรมจากอริยมรรค
มีองค์ ๘ เปน็ โพชฌงค์ ๗ ประการ
๒.๑๑ พลกรณยี วรรค
พลกรณียวรรค แปลว่า หมวดวา่ ดว้ ยการงานท่พี งึ ท�ำดว้ ยกำ� ลงั มีพระสตู ร ๑๒ สตู ร
แต่ละสูตรมีสาระส�ำคัญเหมือนพลกรณียวรรคแห่งมัคคสังยุต แต่เปลี่ยนหมวดธรรม
จากอริยมรรคมอี งค์ ๘ เปน็ โพชฌงค์ ๗ ประการ
เล่มที่ ๑๑ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๙ 175
๒.๑๒ เอสนาวรรค
เอสนาวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยการแสวงหา มีพระสูตร ๑๐ สูตร แต่ละสูตร
มีสาระส�ำคัญเหมือนเอสนาวรรคแห่งมัคคสังยุต แต่เปล่ียนหมวดธรรมจากอริยมรรคมีองค์ ๘
เป็นโพชฌงค์ ๗ ประการ
๒.๑๓ โอฆวรรค
โอฆวรรค แปลว่า หมวดวา่ ดว้ ยโอฆะ มีพระสูตร ๑๐ สูตร แตล่ ะสูตร มีสาระสำ� คญั
เหมือนโอฆวรรคแห่งมัคคสังยุต แต่เปล่ียนหมวดธรรมจากอริยมรรค มีองค์ ๘ เป็นโพชฌงค์
๗ ประการ
๒.๑๔ ปุนคังคาเปยยาลวรรค
ปนุ คงั คาเปยยาลวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ดว้ ยคงั คาเปยยาลอกี หมวดหนงึ่ มพี ระสตู ร ๑๒
สูตร แต่ละสูตรมีสาระส�ำคัญเหมือนทุติยคังคาเปยยาลวรรคแห่ง มัคคสังยุต แต่เปล่ียนหมวด
ธรรมจากอรยิ มรรคมอี งค์ ๘ เปน็ โพชฌงค์ ๗ ประการ
๒.๑๕ ปนุ อปั ปมาทวรรค
ปนุ อปั ปมาทวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ดว้ ยความไมป่ ระมาทอกี หมวดหนง่ึ มพี ระสตู ร ๑๐
สูตร แต่ละสูตรมีสาระส�ำคัญเหมือนอัปปมาทวรรคแห่งมัคคสังยุต แต่เปล่ียนหมวดธรรมจาก
อรยิ มรรคมอี งค์ ๘ เป็นโพชฌงค์ ๗ ประการ อันเปน็ ธรรมมกี ารกำ� จัดราคะ โทสะ และโมหะ
เป็นท่ีสุด
๒.๑๖ ปุนพลกรณียวรรค
ปุนพลกรณียวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยการงานท่ีพึงท�ำด้วยก�ำลังอีกหมวดหนึ่ง
มีพระสตู ร ๑๒ สตู ร แต่ละสูตรมสี าระสำ� คัญเหมือนพลกรณียวรรคแห่งมคั คสังยุต แต่เปลย่ี น
หมวดธรรมจากอริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นโพชฌงค์ ๗ ประการ อันเป็นธรรมมีการก�ำจัดราคะ
โทสะ และโมหะเปน็ ทสี่ ุด
๒.๑๗ ปุนเอสนาวรรค
ปนุ เอสนาวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ดว้ ยการแสวงหาอีกหมวดหนงึ่ มพี ระสูตร ๑๑ สตู ร
แตล่ ะสูตรมสี าระส�ำคญั เหมือนเอสนาวรรคแหง่ มัคคสังยุต แตเ่ ปลี่ยนหมวดธรรมจากอริยมรรค
176 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสุตตันตปิฎก
มอี งค์ ๘ เป็นโพชฌงค์ ๗ ประการ อันเป็นธรรมมีการกำ� จัดราคะ โทสะ และโมหะเปน็ ที่สดุ
๒.๑๘ ปนุ โอฆวรรค
ปุนโอฆวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยโอฆะอีกหมวดหนึ่ง มีพระสูตร ๑๑ สูตร แต่ละ
สตู รมีสาระสำ� คญั เหมือนโอฆวรรคแห่งมัคคสังยุต แต่เปลี่ยนหมวดธรรมจากอริยมรรคมอี งค์ ๘
เปน็ โพชฌงค์ ๗ ประการ อนั เป็นธรรมมีการกำ� จดั ราคะ โทสะ และโมหะเปน็ ที่สุด
๓. สติปฏั ฐานสงั ยตุ
สติปัฏฐานสังยุต แปลว่า ประมวลเรื่องสติปัฏฐาน หมายถึง ประมวลพระสูตร
ที่เกี่ยวกับสติปัฏฐาน ๔ มีทั้งหมด ๑๐๔ สูตร จัดแบ่งเป็นวรรคได้ ๑๐ วรรค แต่ละวรรค
มีจำ� นวนพระสตู ร ๑๐ สตู รบ้าง ๑๒ สูตรบา้ ง ดงั มรี ายละเอยี ดต่อไปน้ี
๓.๑ อมั พปาลิวรรค
อัมพปาลิวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยพระธรรมเทศนาท่ีอัมพปาลีวัน ช่ือวรรค
ต้ังตามชื่อพระสูตรที่ ๑ ในวรรคน้ี ซึ่งมีท้ังหมด ๑๐ สูตร แต่ละสูตรมีความหมายและใจ
ความส�ำคัญดงั น้ี
๑. อัมพปาลิสูตร ว่าด้วยพระธรรมเทศนาท่ีอัมพปาลีวัน คือ พระผู้มีพระภาคตรัส
กับภิกษุทั้งหลายขณะท่ีประทับอยู่ ณ อัมพปาลีวันว่า สติปัฏฐาน ๔ ประการ เป็นทางเดียว
ท่ีจะทำ� ใหส้ ัตว์พน้ จากทุกข์ สติปัฏฐาน ๔ ประการ คือ (๑) กายานุปสั สนา คือ การพิจารณา
เห็นกายในกาย (๒) เวทนานุปัสสนา คือ การพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา (๓) จิตตานุปัส
สนา คือ การพจิ ารณาเหน็ จิตในจติ (๔) ธมั มานปุ สั สนา คอื การพิจารณาเหน็ ธรรมในธรรม คือ
ควรดูรายละเอียดของสติปัฏฐาน ๔ ประการ ในมหาสติปัฏฐานสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค
(ที.ม. ๑๐/๓๗๒-๔๐๕/๒๔๘-๒๖๙)
๒. สติสตู ร วา่ ดว้ ยผ้มู ีสตสิ ัมปชัญญะ คอื ทรงชกั ชวนให้ภิกษอุ ยอู่ ย่างมีสติสมั ปชญั ญะ
และทรงอธบิ ายลกั ษณะของผูม้ ีสตสิ ัมปชญั ญะ
๓. ภิกขุสูตร ว่าด้วยภิกษุ คือ ภิกษุรูปหนึ่งทูลขอให้พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรม
โดยย่อ เพื่อหลีกออกไปอยู่คนเดียว พระองค์ทรงสอนว่าเบ้ืองต้นควรรักษาศีลให้บริสุทธ์ิ
ทำ� ความเหน็ ใหต้ รงแล้วเจรญิ สติปฏั ฐาน ๔ ประการ กจ็ ะเจริญในกุศลธรรม ไมม่ คี วามเสือ่ มเลย
เลม่ ท่ี ๑๑ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๙ 177
๔. สาลสูตร ว่าด้วยพระธรรมเทศนาทหี่ มู่บา้ นพราหมณ์ชื่อสาลา คอื พระผ้มู พี ระภาค
ตรัสกับภกิ ษุท้งั หลายขณะทปี่ ระทบั อยู่ ณ หมู่บ้านพราหมณช์ ือ่ สาลาวา่ ควรชกั ชวนใหภ้ กิ ษทุ ่ี
บวชใหมเ่ จริญสติปัฏฐาน ๔ ประการ เพราะแมแ้ ต่ภกิ ษุทเ่ี ป็นเสขะ (ผกู้ ำ� ลังศึกษา) ยังไม่บรรลุ
อรหตั และภกิ ษทุ เ่ี ปน็ พระอรหนั ตขณี าสพ อยจู่ บพรหมจรรยแ์ ลว้ กเ็ จรญิ สตปิ ฏั ฐาน ๔ ประการนี้
เช่นกัน
๕. อกุสลราสิสูตร ว่าด้วยกองอกุศล ซ่ึงหมายรวมถึงกองกุศลด้วย กองอกุศล คือ
นวิ รณ์ ๕ ประการ สว่ นกองกศุ ล คอื สตปิ ฏั ฐาน ๔ ประการ
๖. สกณุ คั ฆสิ ตู ร วา่ ดว้ ยเหยย่ี ว คอื ทรงยกเรอื่ งในอดตี ขนึ้ แสดงวา่ นกมลู ไถเทยี่ วหากนิ
นอกถิ่นจึงถูกเหย่ียวจับได้ แล้วทรงแสดงสอนภิกษุว่า แต่พอเท่ียวหากินในถิ่นของตนเหยี่ยว
ก็ไม่สามารถจับได้ ไม่ควรเที่ยวไปในแดนอ่ืน ซึ่งทรง หมายถึงกามคุณ ๕ ประการ เพราะ
จะท�ำให้มารได้ช่อง แต่ให้เที่ยวไปในแดนที่เป็นของบิดาของตน ซึ่งทรงหมายถึงสติปัฏฐาน
๔ ประการ มารจงึ จะไม่ไดช้ ่อง
๗. มกั กฏสตู ร วา่ ดว้ ยลงิ ตดิ ตงั มเี นอื้ หาเหมอื นสกณุ คั ฆสิ ตู ร แตใ่ นพระสตู รนที้ รงยกเรอื่ ง
ลิงติดตังขึน้ แสดง คือ พวกลิงทีฉ่ ลาดเหน็ ตังที่เขาดักไวก้ จ็ ะหลีกห่างไกล สว่ นลิงทโี่ ง่เข้าใกลต้ ัง
แล้วเอามอื จบั ดู มอื จงึ ติดทต่ี งั นน้ั มนั คิดจะดึงมอื ออก จึงเอามอื อีกขา้ งจับ กต็ ิดท่ีตงั อีก เอาเท้า
ข้างหนึ่งยนั ก็ตดิ อกี เอาเทา้ อีกขา้ งยนั ก็ตดิ อีก มนั จงึ เอาปากกัดปากกต็ ิดท่ีตงั อกี ในทีส่ ุดก็นอน
ถอนใจ ถงึ ความพินาศ และถูกนายพรานจบั ได้
๘. สูทสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยพ่อครัว คือ ทรงแสดงธรรมด้วยอุปมาโวหารว่า ภิกษุ
ผู้โง่เขลาไม่ฉลาดเฉียบแหลมถึงจะพิจารณาสติปัฏฐาน ๔ ประการ ก็ไม่ได้รับธรรมที่ท�ำให้
อยู่เป็นสุขในปัจจุบัน และไม่มีสติสัมปชัญญะ เหมือนพ่อครัวผู้เขลา ไม่รู้จักสังเกตว่าอาหาร
ชนิดไหนที่พระราชาหรือมหาอ�ำมาตย์โปรด ชนิดไหนที่ไม่โปรด ก็ไม่ได้รับค่าจ้างหรือรางวัล
สว่ นภิกษผุ เู้ ป็นบัณฑติ ฉลาดเฉียบแหลมมีนัยตรงกนั ขา้ ม
๙. คิลานสูตร ว่าด้วยพระผู้มีพระภาคทรงพระประชวร คือ พระผู้มีพระภาคทรง
พระประชวรอย่างหนัก ท่านพระอานนท์เห็นแล้วกราบทูลว่า รู้สึกหนักใจแต่มาเบาใจอยู่
หน่อยหนึ่งว่า พระองค์ยังไม่ตรัสพระพุทธพจน์อย่างใดอย่างหน่ึงกับภิกษุสงฆ์ก็คงจักไม่
ปรินิพพานเปน็ แน่จงึ ตรัสว่า ไมค่ วรหวงั อะไรในพระองค์ เพราะทรงแสดงธรรมไวแ้ จ่มแจง้ แลว้
และทรงสอนให้มตี นเป็นที่พึง่ มีธรรมเป็นที่พึ่งด้วยการเจรญิ สตปิ ัฏฐาน ๔ ประการ
๑๐. ภกิ ขุนูปัสสยสตู ร วา่ ด้วยการสนทนาธรรมในส�ำนักภิกษุณี คอื ท่านพระอานนท์
เข้าไปยังส�ำนักภิกษุณี พวกภิกษุณีเข้าไปสนทนากับท่านว่า ภิกษุณีหลายรูปต้ังใจเจริญ
178 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก
สติปัฏฐาน ๔ ประการ จึงรู้คุณวิเศษอันย่ิงอย่างอื่นเพ่ิมข้ึนจากคุณวิเศษที่เคยมีอยู่ ท่าน
พระอานนทย์ อมรบั แลว้ นำ� เรอื่ งนนั้ ไปกราบทลู พระผมู้ พี ระภาค พระองคต์ รสั วา่ เปน็ อยา่ งนน้ั จรงิ
แลว้ ทรงแสดงสตปิ ัฏฐาน ๔ ประการ
๓.๒ นาลนั ทวรรค
นาลันทวรรค แปลว่า หมวดวา่ ด้วยพระธรรมเทศนาทเ่ี มืองนาลนั ทา ชอ่ื วรรคตง้ั ตาม
ช่อื พระสูตรที่ ๒ ในวรรคนี้ ซึง่ มที ้ังหมด ๑๐ สูตร แต่ละสตู รมีความหมายและใจความส�ำคัญ
ดงั นี้
๑. มหาปุริสสูตร ว่าด้วยมหาบุรุษ คือ ท่านพระสารีบุตรทูลถามถึงเหตุที่เรียกว่า
มหาบรุ ุษ พระผมู้ ีพระภาคตรสั ตอบวา่ ผู้มจี ติ หลดุ พน้ เรียกวา่ มหาบรุ ุษ ผมู้ จี ติ ยงั ไมห่ ลดุ พ้น
ไมเ่ รียกว่า มหาบรุ ษุ แลว้ ทรงอธบิ ายว่าผ้มู จี ติ หลดุ พ้น คือ ผู้พจิ ารณาสตปิ ัฏฐาน ๔ ประการ
๒. นาลันทสูตร ว่าด้วยพระธรรมเทศนาท่ีเมืองนาลันทา คือ พระผู้มีพระภาคขณะ
ที่ประทับอยู่ในเขตเมืองนาลันทา ท่านพระสารีบุตรเข้าไปกราบทูลถึงความเลื่อมใสของตน
ในพระผู้มีพระภาคว่าไม่มีสมณะหรือพราหมณ์อ่ืนที่จะมีปัญญาในทางสัมโพธิญาณย่ิงกว่า
พระผู้มีพระภาคท้ังในอดีต อนาคตและปัจจุบัน พระองค์ตรัสถามว่าท่ีกล้ากล่าวเช่นนั้น
เพราะอาศัยความเลื่อมใสในพระองค์เท่าน้ันหรือ หรือว่ามีเจโตปริยญาณในพระพุทธเจ้า
ทุกพระองค์ทั้งในอดีต อนาคตและปัจจุบัน เม่ือพระเถระทูลตอบว่า ท่านไม่มีเจโตปริยญาณ
ในเรอ่ื งนี้ จงึ ตรสั ถามถงึ เหตผุ ล พระเถระทลู ตอบวา่ ทา่ นรไู้ ดด้ ว้ ยวธิ กี ารอนมุ านวา่ พระพทุ ธเจา้
ทุกพระองค์ทั้งในอดีต อนาคตและปัจจุบัน ล้วนทรงละนิวรณ์ ๕ ประการ ตั้งพระทัยไว้
ในสติปัฏฐาน ๔ ประการ และเจรญิ โพชฌงค์ ๗ ประการ จงึ ได้ตรัสรสู้ ัมโพธิญาณเหมอื นกัน
๓. จุนทสูตร ว่าด้วยจุนทสมณุทเทส คือ ท่านจุนทะ สมณุทเทสผู้เป็นน้องชาย
คนเล็กของท่านพระสารีบุตร เข้าไปบอกข่าวการปรินิพพานของท่านพระสารีบุตรแก่
ท่านพระอานนท์ พระเถระจึงน�ำเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคกราบทูลข่าวการปรินิพพานนั้น
พร้อมกับแสดงความรู้สึกของตน พระองค์จึงตรัสสอนให้มีตนเป็นที่พึ่ง มีธรรมเป็นท่ีพึ่ง
ดว้ ยการเจรญิ สตปิ ัฏฐาน ๔ ประการ
๔. อุกกเจลสูตร ว่าด้วยพระธรรมเทศนาที่อุกกเจลนิคม คือ พระผู้มีพระภาคขณะ
ท่ีประทับอยู่เขตอุกกเจลนิคม ตรัสปรารภถึงการปรินิพพานของท่านพระสารีบุตรและ
ท่านพระโมคคัลลานะซ่ึงเป็นคู่อัครสาวก แล้วทรงสอนให้ภิกษุมีตนเป็นท่ีพึ่ง มีธรรมเป็น
ท่พี ง่ึ ดว้ ยการพิจารณาสตปิ ัฏฐาน ๔ ประการ
เลม่ ท่ี ๑๑ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๑๙ 179
๕. พาหิยสูตร วา่ ด้วยพระพาหิยะ คือ ท่านพระพาหยิ ะทลู ขอใหพ้ ระผมู้ พี ระภาคทรง
แสดงธรรมโดยยอ่ เพื่อหลกี ออกไปอย่คู นเดยี ว ตรัสสอนเหมอื นในภิกขสุ ตู ร อัมพปาลวิ รรค
๖. อตุ ติยสตู ร วา่ ด้วยพระอตุ ตยิ ะ คือ ท่านพระอุตติยะทลู ขอใหพ้ ระผู้มีพระภาคทรง
แสดงธรรมโดยย่อเพอื่ หลกี ออกไปอยู่คนเดียว ตรัสสอนเหมอื นในภกิ ขสุ ูตร อัมพปาลวิ รรค
๗. อรยิ สตู ร วา่ ด้วยธรรมทเี่ ป็นอริยะ คือ ทรงแสดงวา่ สตปิ ฏั ฐาน ๔ ประการเป็นอริยะ
(ประเสริฐ) เป็นนิยยานกิ ธรรม นำ� ออกไปเพ่อื ให้สิ้นทุกข์โดยชอบ
๘. พรหมสูตร วา่ ดว้ ยท้าวสหมั บดีพรหม คอื พระผมู้ ีพระภาคทรงเกิดความรำ� พึงขึ้น
ว่า สติปัฏฐาน ๔ ประการเป็นส่ิงเดียวท่ีจะท�ำให้สัตว์พ้นจากทุกข์ ท้าวสหัมบดีพรหมทราบ
ความรำ� พงึ ของพระองคจ์ งึ หายตวั จากพรหมโลกมากราบทลู วา่ เรอื่ งนเี้ ปน็ อยา่ งนนั้ จรงิ แลว้ กลา่ ว
คาถาชมเชยพระผูม้ ีพระภาค
๙. เสทกสตู ร ว่าด้วยพระธรรมเทศนาทเ่ี สทกนคิ ม คอื พระผูม้ พี ระภาคขณะประทบั
อยู่ที่เสทกนิคม ตรัสชักชวนให้ภิกษุท้ังหลายปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ ประการ เพื่อเป็นการ
รักษาตนและรักษาผู้อื่น เหมือนอาจารย์กับศิษย์ซึ่งเป็นนักไต่ราว ข้ึนไต่ ราวไม้ไผ่ ต้องรักษา
ซ่งึ กันและกนั จึงจะไตร่ าวได้
๑๐. ชนปทกัลยาณีสูตร ว่าด้วยนางงามในชนบท คือ ทรงสอนให้ภิกษุเจริญ
กายคตาสติ (กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน) ประคับประคองให้ดีเหมือนบุรุษผู้รักตัวกลัวตาย
ประคองภาชนะน�้ำมันซ่ึงเต็มเปี่ยมมิให้หกผ่านไประหว่างท่ีประชุมใหญ่กับนางงามในชนบท
หรอื แควน้ โดยมีบรุ ษุ เง้ือดาบกำ� ชับอยดู่ า้ นหลัง
๓.๓ สลี ฏั ฐิติวรรค
สลี ัฏฐิตวิ รรค แปลว่า หมวดวา่ ดว้ ยความดำ� รงอยู่แหง่ ศลี ชื่อวรรคต้ังตามสาระส�ำคญั
ของพระสตู รที่ ๑-๒ ในวรรคนี้ ซง่ึ มที งั้ หมด ๑๐ สตู ร แตล่ ะสตู รมคี วามหมายและใจความสำ� คญั
ดังนี้
๑. สีลสูตร ว่าด้วยศีลที่เป็นกุศล คือ ท่านพระภัททะถามท่านพระอานนท์ว่า
พระผู้มีพระภาคตรัสศีลที่เป็นกุศลไว้เพื่ออะไร ท่านพระอานนท์ตอบว่า เพ่ือเจริญสติปัฏฐาน
๔ ประการ
๒. จริ ัฏฐติ ิสูตร ว่าด้วยความดำ� รงอยู่ได้นานแหง่ พระสัทธรรม คือ ทา่ นพระภัททะถาม
ท่านพระอานนท์ถึงเหตุปัจจัยให้พระสัทธรรมต้ังอยู่ได้ไม่นานและเหตุปัจจัยให้พระสัทธรรมต้ัง
อยไู่ ด้นาน ท่านพระอานนทต์ อบว่า เพราะบุคคลไมเ่ จรญิ สตปิ ัฏฐาน ๔ ประการ พระสัทธรรม
จึงตง้ั อยไู่ ดไ้ ม่นาน ถา้ เจรญิ สติปฏั ฐาน ๔ ประการ กต็ ั้งอยู่ได้นาน
180 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
๓. ปริหานสูตร ว่าด้วยความเสื่อมแห่งพระสัทธรรม คือ ท่านพระภัททะถามท่าน
พระอานนท์ถึงเหตุปัจจัยให้พระสัทธรรมเส่ือม และเหตุปัจจัยให้พระสัทธรรมไม่เส่ือม
ท่านพระอานนทต์ อบเหมอื นในพระสตู รท่ีแล้ว
๔. สุทธสูตร ว่าด้วยสติปัฏฐานล้วน คือ ทรงแสดงแต่เพียงหัวข้อสติปัฏฐาน
๔ ประการโดยไมท่ รงอธิบายขยายความ
๕. อัญญตรพราหมณสูตร ว่าด้วยพราหมณ์คนหนึ่งทูลถามปัญหา คือ พราหมณ์
คนหนึ่งเขา้ ไปทูลถามปญั หากบั พระผมู้ พี ระภาค มเี น้ือหาเหมอื นจริ ัฏฐติ ิสตู ร
๖. ปเทสสูตร ว่าด้วยการเจริญสติปัฏฐานบางข้อ คือ ท่านพระสารีบุตร ถามท่าน
พระอนุรุทธะถึงเหตุท่ีเรียกว่า พระเสขะ ท่านพระอนุรุทธะตอบว่า เพราะได้เจริญสติปัฏฐาน
เป็นบางข้อ จงึ เปน็ พระอเสขะ
๗. สมตั ตสูตร วา่ ด้วยการเจรญิ สตปิ ฏั ฐานครบบรบิ รู ณ์ คอื ท่านพระสารีบุตร ถามถงึ
เหตทุ เี่ รยี กวา่ พระอเสขะ ทา่ นพระอนรุ ทุ ธะตอบวา่ เพราะไดเ้ จรญิ สตปิ ฏั ฐานครบทงั้ ๔ ประการ
จงึ เป็นพระอเสขะ
๘. โลกสูตร ว่าด้วยผู้รู้โลก คือ ท่านพระสารีบุตรถามถึงธรรมท่ีท�ำให้พระอนุรุทธะ
มีอภิญญามาก ทา่ นพระอนรุ ุทธะตอบว่า เพราะเจรญิ สติปัฏฐาน ๔ ประการ
๙. สิริวฑั ฒสูตร วา่ ดว้ ยสริ ิวัฑฒคหบดี คอื สริ ิวฑั ฒคหบดีป่วยหนกั จงึ ใหค้ นไปกราบ
อาราธนาท่านพระอานนท์ พระเถระจงึ มาแสดงสติปัฏฐาน ๔ ประการให้ฟัง
๑๐. มานทนิ นสตู ร ว่าด้วยมานทนิ นคหบดี มเี น้ือหาคล้ายสริ ิวฑั ฒสูตร
๓.๔ อนนุสสุตวรรค
อนนุสสุตวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยธรรมท่ีไม่เคยได้ฟังมาก่อน ช่ือวรรคตั้งตาม
ช่อื พระสตู รที่ ๑ ในวรรคน้ี ซ่ึงมีท้งั หมด ๑๐ สูตร แต่ละสตู รมคี วามหมายและใจความส�ำคัญ
ดงั นี้
๑. อนนุสสุตสูตร ว่าด้วยธรรมที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อน คือ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา และแสงสว่างเกิดขึ้นแก่พระองค์ในธรรมท่ีไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า
น้ีคือสติปัฏฐาน สตปิ ฏั ฐานท่ีควรเจริญพระองค์ได้เจรญิ แลว้
๒. วริ าคสตู ร วา่ ดว้ ยธรรมทเี่ ปน็ ไปเพอ่ื คลายความกำ� หนดั คอื ทรงแสดงวา่ สตปิ ฏั ฐาน
๔ ประการเปน็ ไปเพื่อความเบอ่ื หนา่ ย คลายก�ำหนัดจนถึงนิพพาน
๓. วิรัทธสูตร ว่าด้วยธรรมที่บุคคลพลาด มีเนื้อหาเหมือนวิรัทธสูตร ปฏิปัตติวรรค
มคั คสังยตุ และวริ ัทธสตู ร คลิ านวรรค โพชฌงั คสังยุต ต่างแต่หมวดธรรม
เล่มท่ี ๑๑ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๙ 181
๔. ภาวิตสูตร ว่าด้วยผู้เจริญสติปัฏฐาน มีเน้ือหาเหมือนปารังคมสูตร ปฏิปัตติวรรค
มคั คสงั ยตุ และปารงั คมสูตร คลิ านวรรค โพชฌงั คสงั ยุต ต่างแตห่ มวดธรรม
๕. สติสูตร ว่าด้วยผู้มีสติสัมปชัญญะ คือ ทรงชักชวนให้ภิกษุท้ังหลายอยู่อย่าง
มีสติสัมปชัญญะ ด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ๔ ประการ และทรงอธิบายลักษณะของ
ผมู้ สี ตสิ ัมปชัญญะ
๖. อัญญาสูตร ว่าด้วยเหตุให้บรรลุอรหัตตผล คือ ทรงแสดงว่า ผู้เจริญสติปัฏฐาน
๔ ประการ จะไดร้ ับผลอย่างใดอยา่ งหน่ึง คอื อรหตั ตผล หรือเป็นพระอนาคามี
๗. ฉันทสูตร ว่าด้วยผู้ละฉันทะ คือ ทรงแสดงว่า ผู้เจริญสติปัฏฐาน ๔ ประการ
ยอ่ มละฉนั ทะ (ความพอใจ) ในกาย เวทนา จติ และธรรมได้
๘. ปริญญาตสูตร ว่าด้วยผู้ก�ำหนดรู้สติปัฏฐาน คือ ทรงแสดงว่า ผู้เจริญสติปัฏฐาน
๔ ประการจงึ จะกำ� หนดรู้กาย เวทนา จติ และธรรมได้
๙. ภาวนาสูตร ว่าด้วยการเจริญสติปัฏฐาน คือ ทรงแสดงการเจริญสติปัฏฐาน
๔ ประการ แกภ่ กิ ษทุ งั้ หลาย
๑๐. วภิ ังคสูตร ว่าดว้ ยการจ�ำแนกสติปฏั ฐาน คือ ทรงจ�ำแนกสตปิ ฏั ฐาน ๔ ประการ
และทรงอธบิ ายการเจรญิ สตปิ ฏั ฐาน ๔ ประการ พรอ้ มกบั ปฏปิ ทาทใี่ หก้ ารเจรญิ สตปิ ฏั ฐานสำ� เรจ็
ปฏิปทานัน้ หมายถึงอริยมรรคมอี งค์ ๘
๓.๕ อมตวรรค
อมตวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ดว้ ยอมตะ ชื่อวรรคตง้ั ตามชอื่ พระสตู รท่ี ๑
ในวรรคน้ี ซ่งึ มีทง้ั หมด ๑๐ สูตร แตล่ ะสตู รมีความหมายและใจความสำ� คญั ดังนี้
๑. อมตสตู ร วา่ ดว้ ยอมตะ คอื พระผมู้ พี ระภาคทรงชกั ชวนใหภ้ กิ ษทุ ง้ั หลายตง้ั ใจเจรญิ
สตปิ ัฏฐาน ซึ่งจะท�ำใหบ้ รรลอุ มตะ (นิพพาน) ได้
๒. สมุทยสูตร ว่าด้วยความเกิดแห่งสติปัฏฐาน คือทรงแสดงความเกิดและความ
ดับแห่งกาย เวทนา จิต ธรรมซ่ึงเป็นฐานแห่งการเจริญสติปัฏฐาน ๔ ประการ เช่น กายเกิด
เพราะอาหารเกิด กายดับเพราะอาหารดับ
๓. มัคคสูตร ว่าด้วยทางเดียว มีเนื้อหาเหมือนพรหมสูตร นาลันทวรรค ต่างแต่ใน
พระสตู รนี้เปน็ การตรัสเลา่ ให้ภิกษุทง้ั หลายฟงั
๔. สตสิ ูตร วา่ ด้วยผมู้ สี ติ มเี นือ้ หาเหมือนสติสตู ร อนนุสสตุ วรรค ตา่ งแต่ในพระสูตรน้ี
ทรงแสดงสติอยา่ งเดยี ว ไม่มสี ัมปชญั ญะ
182 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
๕. กุสลราสิสูตร ว่าด้วยกองกุศล มีเนื้อหาคล้ายอกุศลราสิสูตร อัมพปาลิวรรค
ต่างแตใ่ นพระสูตรนีท้ รงแสดงกองกศุ ลอย่างเดยี ว ไม่ทรงแสดงกองอกุศล
๖. ปาติโมกขสังวรสูตร ว่าด้วยปาติโมกขสังวร คือ ภิกษุรูปหน่ึงทูลขอให้พระผู้มี-
พระภาคทรงแสดงธรรมโดยย่อเพื่อหลีกออกไปอยู่คนเดียว พระองค์ทรงสอนว่า เบ้ืองต้นให้
ส�ำรวมดว้ ยปาติโมกขสังวร
๗. ทุจจริตสูตร ว่าด้วยการละทุจริต คือ ภิกษุรูปหน่ึงทูลขอให้พระผู้มีพระภาค
ทรงแสดงธรรมโดยยอ่ เพอ่ื หลกี ออกไปอยคู่ นเดยี ว พระองคท์ รงสอนวา่ เบอื้ งตน้ ใหล้ ะกายทจุ รติ
วจีทุจรติ และมโนทุจรติ แลว้ เจริญกายสุจรติ วจีสจุ รติ และมโนสจุ รติ
๘. มิตตสูตร ว่าด้วยการชักชวนมิตรให้เจริญสติปัฏฐาน คือ ทรงแนะน�ำว่าภิกษุ
ควรชักชวนคนท่ีควรอนุเคราะห์ มิตร อ�ำมาตย์ ญาติ และสาโลหิตให้เจริญสติปัฏฐาน
๔ ประการ
๙. เวทนาสูตร ว่าด้วยเวทนา คือ ทรงสอนให้ภิกษุเจริญสติปัฏฐาน ๔ ประการ
เพือ่ ก�ำหนดรเู้ วทนา ๓ ประการ
๑๐. อาสวสูตร ว่าด้วยอาสวะ คือ ทรงสอนให้ภิกษุเจริญสติปัฏฐาน ๔ ประการ
เพ่อื ละอาสวะ ๓ ประการ
๓.๖-๓.๑๐ เป็นเปยยาลวรรค
เปยยาลวรรค ๕ วรรค คือ วรรรคที่ ๓.๖-๓.๑๐ มีชื่อเหมือนวรรคท่ี ๑.๙ และ
๑.๑๑-๑.๑๔ ในมัคคสังยุต พระธรรมสังคีติกาจารย์จึงจัดไว้โดยย่อให้อนุโลมตามวรรค
ที่มีชื่อตรงกันในมัคคสังยุตแต่เปลี่ยนหมวดธรรมจากอริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นสติปัฏฐาน
๔ ประการ โดยจับคู่วรรคทม่ี ีชอื่ ตรงกนั ดังตอ่ ไปน้ี
๓.๖ คังคาเปยยาลวรรค คกู่ บั ๑.๙ คังคาเปยยาลวรรค ในมัคคสงั ยุต
๓.๗ อัปปมาทวรรค คู่กับ ๑.๑๑ อปั มาทวรรค ในมัคคสังยตุ
๓.๘ พลกรณยี วรรค คู่กบั ๑.๑๒ พลกรณียวรรค ในมคั คสงั ยุต
๓.๙ เอสนาวรรค คู่กับ ๑.๑๓ เอสนาวรรค ในมคั คสงั ยตุ
๓.๑๐ โอฆวรรค ค่กู บั ๑.๑๔ โอฆวรรค ในมคั คสังยตุ
เลม่ ที่ ๑๑ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๑๙ 183
๔. อินทรยิ สงั ยุต
อินทริยสังยุต แปลว่า ประมวลเร่ืองอินทรีย์ หมายถึงประมวลพระสูตรท่ีเก่ียวกับ
อนิ ทรยี ์ ๒๒ ซึง่ จดั เป็น ๕ หมวด คอื
หมวดท่ี ๑
๑. จกั ขนุ ทรยี ์ อนิ ทรยี ค์ ือจักขุปสาท
๒. โสตนิ ทรีย์ อนิ ทรยี ค์ อื โสตปสาท
๓. ฆานนิ ทรยี ์ อนิ ทรียค์ อื ฆานปสาท
๔. ชิวหินทรยี ์ อนิ ทรยี ์คอื ชิวหาปสาท
๕. มนนิ ทรยี ์ อนิ ทรียค์ อื ใจ หรอื จิต
หมวดที่ ๒
๑. อติ ถนิ ทรยี ์ อินทรีย์คอื อติ ถีภาวะ
๒. ปรุ ิสนิ ทรีย์ อนิ ทรยี ค์ ือปุรสิ ภาวะ
๓. ชวี ติ ินทรีย์ อินทรียค์ อื ชวี ิต
หมวดที่ ๓
๑. สขุ นิ ทรีย์ อินทรีย์คอื สขุ เวทนา
๒. ทุกขินทรีย์ อนิ ทรียค์ อื ทกุ ขเวทนา
๓. โสมนสั สนิ ทรยี ์ อนิ ทรียค์ อื โสมนัสสเวทนา
๔. โทมนสั สนิ ทรยี ์ อินทรยี ค์ ือโทมนัสสเวทนา
๕. อเุ ปกขินทรยี ์ อนิ ทรีย์คืออเุ บกขาเวทนา
หมวดที่ ๔
๑. สัทธนิ ทรยี ์ อนิ ทรยี ์คือศรัทธา
๒. วริ ิยนิ ทรยี ์ อินทรีย์คอื วริ ยิ ะ
๓. สตินทรยี ์ อินทรยี ค์ อื สติ
๔. สมาธนิ ทรีย์ อนิ ทรียค์ อื สมาธิ
๕. ปัญญนิ ทรีย์ อินทรยี ค์ ือปญั ญา
184 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
หมวดท่ี ๕
๑. อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ อินทรีย์แห่งผู้ปฏิบัติด้วยมุ่งว่าเราจักรู้สัจธรรม
ทีย่ ังมไิ ด้รู้ ได้แก่ โสตาปัตติมรรคญาณ
๒. อัญญินทรยี ์ อินทรีย์คอื ปัญญา ได้แก่ โสตาปัตตผิ ลญาณถงึ อรหัตตมรรคญาณ
๓. อญั ญาตาวินทรีย์ อนิ ทรยี ์แห่งท่านผู้รทู้ ว่ั ถึงแล้ว ไดแ้ ก่ อรหัตตผลญาณ
ในสงั ยุตนี้ มีท้งั หมด ๑๑๔ สตู ร จัดแบ่งเป็นวรรคได้ ๑๗ วรรค แตล่ ะวรรคมจี ำ� นวน
พระสูตร ๑๐ สูตรบา้ ง ๑๒ สตู รบ้าง ดงั มีรายละเอียดตอ่ ไปนี้
๔.๑ สทุ ธิกวรรค
สุทธิกวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยอินทรีย์ล้วน ชื่อวรรคต้ังตามชื่อพระสูตรที่ ๑
และสาระสำ� คัญของพระสตู รทัง้ ๑๐ สูตรในวรรคน้ี แต่ละสตู รมคี วามหมายและใจความส�ำคญั
ดงั น้ี
๑. สทุ ธกิ สตู ร วา่ ดว้ ยอนิ ทรยี ล์ ว้ น คอื พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงแตเ่ พยี งหวั ขอ้ อนิ ทรยี ์
ล้วนโดยมไิ ด้ทรงอธิบายขยายความอนิ ทรยี ์ในที่น้ีหมายถึงอนิ ทรยี ์ หมวดที่ ๔
๒-๓. ปฐมโสตาปันนสูตร และ ทุติยโสตาปันนสูตร ต่างว่าด้วยพระโสดาบัน แต่มี
รายละเอียดตา่ งกนั คอื ในปฐมโสตาปันนสตู ร ทรงแสดงวา่ อรยิ สาวกรชู้ ดั คณุ โทษ และเครื่อง
สลดั ออกจากอนิ ทรยี ห์ มวดที่ ๔ เรยี กวา่ ผเู้ ปน็ โสดาบนั สว่ นในทตุ ยิ โสตาปนั นสตู ร ทรงเพมิ่ ธรรม
ท่ีพระอรยิ สาวกร้ชู ดั เขา้ มาอีก ๒ ประการ คอื ความเกดิ และความดับ
๔-๕. ปฐมอรหนั ตสตู ร และ ทตุ ยิ อรหนั ตสตู ร ตา่ งวา่ ดว้ ยพระอรหนั ต์ แตม่ รี ายละเอยี ด
ตา่ งกนั คอื ในปฐมอรหนั ตสตู ร ทรงแสดงวา่ ภกิ ษรุ ชู้ ดั คณุ โทษ และเครอื่ งสลดั ออกจากอนิ ทรยี ์
หมวดท่ี ๔ แลว้ หลดุ พ้นเพราะไมถ่ ือมัน่ เรยี กว่า ผู้เปน็ อรหนั ตขีณาสพ ส่วนในทุตยิ อรหนั ตสูตร
ทรงเพ่มิ ธรรมทพ่ี ระอรยิ สาวกรูช้ ดั เข้ามาอีก ๒ ประการคือ ความเกิด และความดับ
๖-๗. ปฐมสมณพราหมณสตู ร และ ทตุ ยิ สมณพราหมณสตู ร ตา่ งวา่ ดว้ ย สมณพราหมณ์
แต่มีรายละเอียดต่างกัน คือ ในปฐมสมณพราหมณสูตรทรงแสดงว่า สมณพราหมณ์ผู้ไม่รู้ชัด
ความเกิด ความดับ คุณ โทษ และเคร่ืองสลัดออกจากอินทรีย์หมวดที่ ๔ ตามความเป็นจริง
ไม่ช่ือว่าเป็นสมณพราหมณ์ และไม่ได้รับประโยชน์จากความเป็นสมณพราหมณ์ ส่วนผู้รู้ชัด
มีนยั ตรงกนั ขา้ ม
ส่วนในทุติยสมณพราหมณสูตร ทรงแสดงว่า สมณพราหมณ์ผู้ไม่รู้ชัดอินทรีย์
๕ ประการ ความเกดิ ความดบั และปฏปิ ทาทใ่ี หถ้ งึ ความดบั แหง่ อนิ ทรยี ห์ มวดท่ี ๔ ไมช่ อื่ วา่ เปน็
เล่มท่ี ๑๑ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๑๙ 185
สมณพราหมณ์
๘. ทฏั ฐพั พสูตร วา่ ด้วยการเห็นอินทรียใ์ นธรรมต่าง ๆ คือ ทรงแสดงธรรมตา่ ง ๆ อนั
เป็นท่ีที่จะเห็นอินทรีย์ได้ เช่น องค์เคร่ืองบรรลุโสดา ๔ ประการ เป็นที่ที่จะเห็นสัทธินทรีย์
สัมมัปปธาน ๔ ประการ เป็นทที่ ่ีจะเห็นวิริยนิ ทรีย์
๙-๑๐. ปฐมวิภังคสูตร และ ทุติยวิภังคสูตร ต่างว่าด้วยการจ�ำแนกอินทรีย์ แต่มี
รายละเอียดต่างกัน คือ ในปฐมวิภังคสูตร ทรงจ�ำแนกอินทรีย์หมวดที่ ๔ และทรงอธิบาย
รายละเอียดพอสมควร ส่วนในทตุ ิยวิภังคสูตร ทรงจำ� แนกอนิ ทรีย์หมวดที่ ๔ และทรงอธบิ าย
ใหล้ ะเอยี ดย่งิ ขึน้
๔.๒ มทุ ตุ รวรรค
มุทุตรวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยอินทรีย์ที่อ่อนกว่า หมายถึงมีอินทรีย์ต่าง ๆ กัน
ช่ือวรรคตง้ั ตามสาระส�ำคัญของพระสูตรที่ ๒-๗ ในวรรคนซ้ี ่งึ มีทงั้ หมด ๑๐ สูตร แตล่ ะสูตรมี
ความหมายและใจความสำ� คัญดังนี้
๑. ปฏิลาภสูตร ว่าด้วยการได้อินทรีย์ คือ ทรงแสดงวิธีที่จะท�ำให้ได้อินทรีย์หมวด
ท่ี ๔ เช่น ผู้มีศรัทธาย่อมเชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคตชื่อว่าได้ปัญญินทรีย์ ผู้ปรารภ
สัมมัปปธาน ๔ ยอ่ มได้ความเพียรช่ือว่าได้วิริยนิ ทรีย์
๒-๔. ปฐมสังขิตตสูตร ทุติยสังขิตตสูตร และ ตติยสังขิตตสูตร ต่างว่าด้วยผลแห่ง
อินทรีย์โดยย่อ แต่มีรายละเอียดต่างกัน คือ ในปฐมสังขิตตสูตร ทรงแสดงว่าบุคคลผู้เป็น
พระอรหนั ตเ์ พราะมอี นิ ทรยี ห์ มวดที่ ๔ ครบทง้ั ๕ ประการ เปน็ พระอนาคามี สกทาคามี โสดาบนั
โสดาบันผู้ธัมมานสุ ารี โสดาบันผู้สทั ธานุสารี เพราะมอี นิ ทรีย์ออ่ นกว่ากนั ตามลำ� ดับ
ในทุติยสังขิตตสูตรมีเนื้อหาเหมือนกัน ต่างแต่ตอนท้ายตรัสสรุปว่า ผลต่างกันเพราะ
อนิ ทรยี ์ตา่ งกัน บคุ คลต่างกนั เพราะผลต่างกัน
ในตตยิ สงั ขติ ตสตู ร มเี นอ้ื หาเหมอื นกนั ตา่ งแตต่ อนทา้ ยตรสั สรปุ วา่ ผบู้ ำ� เพญ็ มรรคยอ่ ม
ได้บรรลุผล และตรัสว่า การเจริญอนิ ทรียไ์ มเ่ ป็นหมันเลย
๕-๗. ปฐมวิตถารสูตร ทุติยวิตถารสูตร และ ตติยวิตถารสูตร ต่างว่าด้วย ผลแห่ง
อินทรียโ์ ดยพสิ ดาร แต่มีรายละเอยี ดตา่ งกนั มเี นื้อหาคลา้ ยพระสตู รท่ี ๒-๔ ในวรรคน้ี แตท่ รง
อธบิ ายประเภทของบคุ คลโดยละเอยี ดยง่ิ ขนึ้
๘. ปฏิปันนสูตร ว่าด้วยผลแห่งการปฏิบัติตามล�ำดับอินทรีย์ คือ ทรงแสดงประเภท
ของผู้ปฏิบตั ิอนิ ทรยี ์ ตอนท้ายตรัสว่า ผู้ไมม่ อี ินทรีย์หมวดที่ ๔ เปน็ ผ้เู หนิ ห่าง อยู่ในฝ่ายปุถชุ น
186 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสุตตันตปิฎก
๙. สมั ปันนสูตร วา่ ด้วยผสู้ มบูรณด์ ้วยอินทรีย์ คอื ตรัสตอบปญั หาของภกิ ษุรูปหนึ่งว่า
ผู้สมบูรณด์ ว้ ยอินทรีย์ คือ ผเู้ จรญิ อนิ ทรยี ์หมวดที่ ๔
๑๐. อาสวกั ขยสตู ร วา่ ดว้ ยธรรมเปน็ เหตใุ หส้ น้ิ อาสวะ คอื ทรงแสดงวา่ ผเู้ จรญิ อนิ ทรยี ์
หมวดที่ ๔ จะทำ� ใหแ้ จง้ เจโตวิมุตติ ปัญญาวมิ ุตติอันเป็นเหตุให้สิ้นอาสวะ
๔.๓ ฉฬินทริยวรรค
ฉฬินทริยวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยอินทรีย์ ๖ ช่ือวรรคตั้งตามสาระส�ำคัญของ
พระสตู รท่ี ๕-๑๐ ในวรรคนี้ ซงึ่ มที ง้ั หมด ๑๐ สตู ร แตล่ ะสตู รมคี วามหมายและใจความสำ� คญั ดงั น้ี
๑. ปุนัพภวสูตร ว่าด้วยเหตุท่ีท�ำให้ไม่มีภพใหม่ คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า
พระองคท์ รงรชู้ ัดความเกิด ความดับ คณุ โทษ และเคร่อื งสลัดออกจากอินทรยี ์หมวดที่ ๔ จึง
ประกาศยืนยันการตรัสรู้ของพระองค์ว่า วิมุตติไม่ก�ำเริบ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย บัดน้ีภพใหม่
ไม่มอี กี
๒. ชวี ติ นิ ทริยสูตร ว่าดว้ ยชวี ติ นิ ทรีย์ หมายรวมถงึ อิตถนิ ทรีย์ และปุริสินทรยี ์ (อนิ ทรีย์
หมวดที่ ๒)
๓. อัญญินทริยสูตร ว่าด้วยอัญญินทรีย์ หมายรวมถึงอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์
และอญั ญาตาวินทรยี ์ (อนิ ทรยี ห์ มวดท่ี ๕)
๔. เอกพีชีสูตร ว่าด้วยพระเอกพีชีโสดาบัน มีเน้ือหาเหมือนปฐมวิตถารสูตร
ในมทุ ตุ รวรรค สงั ยตุ น้ี แตใ่ นทน่ี ท้ี รงเพิม่ พระเอกพชิ โี สดาบนั เปน็ ตน้ เข้ามา
๕. สทุ ธสตู ร ว่าด้วยอินทรยี ์ล้วน อินทรีย์ ในท่ีนี้หมายถึงอนิ ทรยี ์ หมวดที่ ๑
๖. โสตาปันนสูตร ว่าด้วยพระโสดาบัน มีเน้ือหาเหมือนทุติยโสตาปันนสูตร
ในสุทธิกวรรค สงั ยตุ นี้ ตา่ งแตห่ มวดธรรม ในทน่ี ี้ ไดแ้ ก่ อนิ ทรีย์หมวดที่ ๑
๗. อรหันตสูตร ว่าด้วยพระอรหันต์ มีเน้ือหาเหมือนทุติยอรหันตสูตร สุทธิกวรรค
สังยตุ นี้ ตา่ งแตห่ มวดธรรม ในท่ีน้ี ไดแ้ ก่ อินทรยี ์หมวดที่ ๑
๘. สัมมัทธสูตร ว่าด้วยเหตุท่ีท�ำให้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีเน้ือหาเหมือน
พระสูตรที่ ๑ วรรคน้ี ต่างแต่หมวดธรรม ในทน่ี ้ี ไดแ้ ก่ อนิ ทรีย์หมวดที่ ๑
๙-๑๐. ปฐมสมณพราหมณสูตร และ ทุติยสมณพราหมณสูตร ต่างว่าด้วย
สมณพราหมณ์ แต่มีรายละเอียดต่างกัน คือ มีเน้ือหาเหมือนปฐมสมณพราหมณสูตร และ
ทุติยสมณพราหมณสูตรในสุทธิกวรรค สังยุตนี้ ตามล�ำดับ ต่างแต่หมวดธรรม ในที่น้ี ได้แก่
อินทรียห์ มวดที่ ๑
เล่มที่ ๑๑ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๙ 187
๔.๔ สขุ ินทรยิ วรรค
สุขินทริยวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยสุขินทรีย์ ช่ือวรรคตั้งตามสาระส�ำคัญของ
พระสตู รท้งั ๑๐ สูตรในวรรคน้ี แตล่ ะสตู รมีความหมายและใจความส�ำคญั ดังน้ี
๑. สุทธิกสูตร ว่าด้วยอินทรีย์ล้วน คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแต่เพียงหัวข้อ
แห่งอินทรีย์ ล้วนโดยไม่ทรงอธบิ ายขยายความ อนิ ทรยี ใ์ นทน่ี ี้หมายถงึ อนิ ทรียห์ มวดท่ี ๓
๒. โสตาปันนสูตร ว่าด้วยพระโสดาบัน มีเน้ือหาเหมือนทุติยโสตาปันนสูตร
ในสุทธกิ วรรค สังยุตนี้ ตา่ งแต่หมวดธรรม ในท่ีน้ี ได้แก่ อินทรียห์ มวดท่ี ๓
๓. อรหันตสูตร ว่าด้วยพระอรหันต์ มีเน้ือหาเหมือนทุติยอรหันตสูตร ในสุทธิกวรรค
สังยตุ น้ี ตา่ งแตห่ มวดธรรม คอื ในที่น้ี ไดแ้ ก่ อินทรยี ห์ มวดที่ ๓
๔-๕. ปฐมสมณพราหมณสตู ร และ ทตุ ยิ สมณพราหมณสตู ร ตา่ งวา่ ดว้ ยสมณพราหมณ์
แตม่ ีรายละเอยี ดต่างกนั มเี นือ้ หาเหมือนปฐมสมณพราหมณสูตร และทตุ ิยสมณพราหมณสูตร
ในสุทธิกวรรค สังยตุ นต้ี ามล�ำดบั ตา่ งแต่หมวดธรรม ในท่ีน้ี ได้แก่ อนิ ทรีย์หมวดที่ ๓
๖-๘. ปฐมวิภังคสูตร ทุติยวิภังคสูตร และ ตติยวิภังคสูตร ต่างว่าด้วยการจ�ำแนก
อินทรีย์ แต่มีรายละเอียดต่างกัน คือ ในปฐมวิภังคสูตรทรงจ�ำแนกอินทรีย์หมวดที่ ๓
โดยละเอยี ด
ในทตุ ยิ วภิ งั คสตู ร มเี นอ้ื หาเหมอื นกนั ตา่ งแตต่ อนทา้ ยทรงจดั อนิ ทรยี ์ ๕ ประการเขา้ ใน
เวทนา ๓ ประการ เช่น สขุ ินทรยี ์และโสมนสั สนิ ทรียจ์ ดั เปน็ สุขเวทนา
ในตตยิ วภิ งั คสูตร มเี นือ้ หาเหมือนกนั ต่างแตต่ อนท้าย ทรงยอ่ อนิ ทรีย์ หมวดที่ ๓ ทง้ั
อนิ ทรยี ์ ๕ ประการเปน็ เวทนา ๓ ประการ แลว้ ขยายเวทนา ๓ ประการออกเปน็ อนิ ทรยี ์ ๕ ประการ
๙. กัฏโฐปมสตู ร ว่าด้วยอุปมาด้วยไม้เสียดสกี ัน คอื ทรงแสดงว่าอินทรีย์ ๕ ประการ
เกิดจากผสั สะ เม่อื ผัสสะดบั อินทรียก์ ด็ บั เช่นอาศยั ผสั สะทเ่ี ปน็ สุขก็เกดิ สขุ นิ ทรียข์ ้นึ เหมอื นไม้
๒ อนั เสยี ดสกี ันก็เกิดความร้อนข้ึน ถา้ แยกออกจากกนั ความรอ้ นก็หายไป
๑๐. อปุ ปฏปิ าฏิกสตู ร ว่าด้วยอินทรียท์ เ่ี กดิ สับลำ� ดับกัน คือ ทรงแสดงอนิ ทรยี ์หมวด
ท่ี ๓ สับล�ำดับกันโดยทรงยกทุกขินทรีย์ และโทมนัสสินทรีย์ขึ้นแสดงก่อนซ่ึงสับล�ำดับกันใน
พระสตู รท่ี ๑-๙ ทีท่ รงยกสุขนิ ทรยี แ์ ละโสมนสั สนิ ทรียข์ น้ึ แสดงก่อน แลว้ ทรงสอนให้ภกิ ษุร้ชู ัด
ความดับแหง่ อนิ ทรีย์เหลา่ น้นั
๔.๕. ชราวรรค
ชราวรรค แปลว่า หมวดว่าดว้ ยความแก่ ช่อื วรรคตั้งตามสาระส�ำคัญของพระสูตรท่ี ๑
ในวรรคนี้ ซ่ึงมีทัง้ หมด ๑๐ สูตร แต่ละสตู รมีความหมายและใจความสำ� คญั ดงั นี้
188 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสุตตนั ตปิฎก
๑. ชราธัมมสูตร ว่าด้วยผู้มีความแก่ คือ ท่านพระอานนท์กราบทูลพระผู้มีพระภาค
ว่า พระฉวีวรรณของพระองค์ไม่บริสุทธ์ิผุดผ่องเหมือนก่อน พระอวัยวะทุกส่วนก็เห่ียวย่น
เป็นเกลียว พระวรกายค้อมไปข้างหน้า พระอินทรีย์ คือ จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์
ชิวหินทรีย์ และกายินทรีย์ (อินทรีย์หมวดที่ ๑) ก็เปล่ียนแปลงไป พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
ท่เี ป็นเช่นนนั้ เพราะเป็นธรรมดาของสรรพส่งิ
๒. อุณณาภพราหมณสูตร ว่าด้วยอุณณาภพราหมณ์ คือ อุณณาภพราหมณ์เข้าไป
ทูลถามปัญหาเรื่องอินทรีย์หมวดที่ ๑ กับพระผู้มีพระภาคว่า อะไรเป็นท่ียึดเหนี่ยวของ
อนิ ทรีย์หมวดท่ี ๑ ข้อที่ ๑-๕ ตรสั ตอบว่า ใจ (มนนิ ทรีย์) ซึง่ เปน็ ข้อท่ี ๖
๓. สาเกตสตู ร ว่าด้วยพระธรรมเทศนาทีเ่ มอื งสาเกต คอื ทรงแสดงเหตทุ ่ีทำ� ให้อินทรยี ์
๕ ประการกลายเป็นพละ ๕ ประการ และเหตุท่ีท�ำให้พละ ๕ ประการกลายเป็นอินทรีย์
๕ ประการให้ภกิ ษทุ งั้ หลายฟัง
๔. ปุพพโกฏฐกสูตร ว่าด้วยพระธรรมเทศนาท่ีปุพพโกฏฐกะ คือ พระผู้มีพระภาค
ตรัสกับท่านพระสารีบุตรว่าเธอเช่ือหรือไม่ว่า อินทรีย์หมวดที่ ๔ ที่บุคคลเจริญแล้วท�ำให้ถึง
อมตะได้ พระเถระกราบทูลว่า ผู้ไม่รู้ไม่เห็นเท่าน้ันท่ีเชื่อผู้อ่ืน ส่วนผู้รู้ผู้เห็นย่อมไม่สงสัย
ท่านสรุปวา่ ตัวทา่ นเองเปน็ ผูร้ ู้ผู้เห็นจึงไมส่ งสยั พระองคจ์ งึ ตรสั ชมเชยพระเถระ
๕-๘. ปฐมปุพพารามสูตร ทุติยปุพพารามสูตร ตติยปุพพารามสูตร และ จตุตถ-
ปุพพารามสูตร ต่างว่าด้วยพระธรรมเทศนาที่บุพพาราม แต่มีรายละเอียดต่างกัน คือ ใน
ปฐมปพุ พารามสูตร ตรสั ถามภิกษทุ ัง้ หลายวา่ พระขณี าสพพยากรณ์อรหตั ตผลไดห้ รอื ไม่ และ
ตรสั ตอบดว้ ยพระองค์เองวา่ พยากรณไ์ ด้ เพราะเจริญอินทรยี ์ (หมวดที่ ๔) เพยี งประการเดียว
คือ ปญั ญินทรีย์
ในทุตยิ ปพุ พารามสูตร มเี นื้อหาเหมือนปฐมปุพพารามสตู ร ตา่ งแต่ตรสั วา่ เพราะเจริญ
อนิ ทรยี ์ ๒ ประการ คือ อนิ ทรีย์หมวดที่ ๔ ข้อท่ี ๔-๕
ในตตยิ ปพุ พารามสตู ร ตรัสว่า เพราะเจรญิ อินทรยี ์ ๔ ประการคือ อินทรีย์ หมวดท่ี ๔
ข้อที่ ๒-๕
ในจตุตถปุพพารามสูตร ตรัสวา่ เพราะเจรญิ อนิ ทรียห์ มวดท่ี ๔ ครบทั้ง ๕ ประการ
๙. ปิณโฑลภารทวาชสูตร วา่ ด้วยพระปิณโฑลภารทวาชะ คือทา่ นพระปณิ โฑลภาร-
ทวาชะพยากรณ์อรหัตตผล ภิกษุจึงไปกราบทูลพระผู้มีพระภาค พระองค์ตรัสว่าท่าน
พระปิณโฑลภารทวาชะพยากรณ์ไดจ้ ริงเพราะได้เจริญอนิ ทรีย์แลว้
๑๐. อาปณสตู ร วา่ ดว้ ยพระธรรมเทศนาทอี่ าปณนคิ ม คอื พระผมู้ พี ระภาคขณะประทบั
อยู่ที่อาปณนิคม ตรัสถามท่านพระสารีบุตรว่าอริยสาวกผู้มีศรัทธามั่นคง จะสงสัยในพระองค์
เลม่ ท่ี ๑๑ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๑๙ 189
หรือค�ำสอน (ศาสนา) ของพระองค์หรือไม่ พระเถระกราบทูลว่า ไม่สงสัย เพราะอริยสาวก
ผู้มีศรัทธา (สัทธินทรีย์) ย่อมมีวิริยะ (วิริยินทรีย์) เมื่อมีวิริยะย่อมมีสติ (สตินทรีย์) เมื่อมีสติ
ย่อมมีสมาธิ (สมาธินทรยี ์) และเมือ่ มสี มาธิยอ่ มมปี ญั ญา (ปญั ญินทรีย์) เมอื่ มีปญั ญากย็ ง่ิ เชอ่ื มัน่
เมอื่ พระเถระ กราบทูลจบลง พระองค์จึงตรัสชมเชยพระเถระ
๔.๖ สกู รขตวรรค
สูกรขตวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยถ้�ำสุกรขาตา ชื่อวรรคตั้งตามชื่อพระสูตรที่ ๘
ในวรรคนี้ ซึง่ มีทั้งหมด ๑๐ สูตร แตล่ ะสูตรมคี วามหมายและใจความสำ� คัญดังน้ี
๑. สาลสูตร ว่าด้วยพระธรรมเทศนาที่หม่บู ้านพราหมณ์ชอื่ สาลา คือ พระผูม้ พี ระภาค
ทรงแสดงวา่ อนิ ทรยี ห์ มวดท่ี ๔ เปน็ โพธปิ กั ขยิ ธรรม และในอนิ ทรยี เ์ หลา่ นนั้ ปญั ญนิ ทรยี เ์ ลศิ ทส่ี ดุ
เหมอื นพญาราชสหี ์เลศิ กวา่ สัตวท์ ั้งหลาย โดยพละกำ� ลงั ความเร็ว ความกลา้
๒. มัลลกสูตร ว่าด้วยพระธรรมเทศนาที่นิคมของชาวมัลละ คือ พระผู้มีพระภาค
ขณะประทับอยู่ท่ีนิคมของชาวมัลละ ทรงแสดงว่า อินทรีย์หมวดที่ ๔ ข้อที่ ๑-๔ จะต้ังมั่น
ได้จะต้องเกิดอรยิ ญาณ (ปัญญนิ ทรีย์) ก่อน
๓. เสขสูตร ว่าดว้ ยพระเสขะและพระอเสขะ คือ ตรัสถามภกิ ษทุ งั้ หลายวา่ เหตทุ ่ีท�ำให้
พระเสขะรู้ตัวว่าเป็นเสขะ และเหตุที่ท�ำให้พระอเสขะรู้ตัวว่าเป็นอเสขะมีหรือไม่ ตรัสตอบ
ดว้ ยพระองค์เองวา่ มี แล้วทรงอธบิ ายเหตุแตล่ ะอยา่ ง เช่น การรูช้ ัดอริยสัจ ๔ การร้ชู ดั อนิ ทรีย์
๔. ปทสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยรอยเท้าสัตว์ คือ ทรงแสดงธรรมด้วยอุปมาโวหารว่า
บทแห่งธรรมท่ีเป็นไปเพ่ือความตรัสรู้คือปัญญินทรีย์เลิศกว่าอินทรีย์ ๔ ประการที่เหลือ
เหมอื นรอยเทา้ ช้างใหญก่ วา่ รอยเท้าสตั ว์ทกุ ชนดิ ทีเ่ ที่ยวอยู่บนแผน่ ดนิ
๕. สารสตู ร วา่ ดว้ ยอปุ มาดว้ ยแกน่ ไม้ คอื ทรงแสดงธรรมดว้ ยอปุ มาโวหารวา่ ปญั ญนิ ทรยี ์
ทีเ่ ป็นไปเพ่อื ความตรสั รู้ เลศิ กว่าโพธิปักขิยธรรม คือ อินทรยี ์ ๔ ประการท่ีเหลอื เหมอื นจนั ทน์
แดงเลศิ กวา่ กล่ินหอมทีเ่ กดิ จากแก่น
๖. ปติฏฐิตสูตร ว่าด้วยภิกษุตั้งอยู่ในธรรมอันเป็นเอก ค�ำว่าธรรมอันเป็นเอก ในท่ีน้ี
หมายถงึ ความไม่ประมาท คอื ทรงแสดงว่าภกิ ษผุ ้ตู ้ังอยู่ในธรรมอนั เปน็ เอก จงึ จะเจริญอินทรยี ์
๕ ประการใหม้ ากได้
๗. สหัมปติพรหมสูตร ว่าด้วยท้าวสหัมบดีพรหม คือ พระผู้มีพระภาคทรงเกิด
ความร�ำพึงขึ้นว่า อินทรีย์ ๕ ประการ (หมวดที่ ๔) หยง่ั ลงสูอ่ มตะ (นิพพาน) มีอมตะเปน็ ที่ไป
ในเบอื้ งหน้า มอี มตะเป็นท่ีสุด ทา้ วสหัมบดีพรหมทราบความร�ำพงึ ของพระองคจ์ ึงหายตัวจาก
190 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสุตตันตปิฎก
พรหมโลกมากราบทูลว่า เร่ืองนี้เป็นอย่างนั้นจริง กราบทูลต่อไปว่า คนเคยเจริญอินทรีย์
๕ ประการน้ี จงึ ไดเ้ กิดเป็นสหมั บดีพรหม
๘. สูกรขตสูตร ว่าด้วยการสนทนาธรรมท่ีถ้�ำสุกรขาตา คือ พระผู้มีพระภาค
ขณะประทับอยู่ท่ีถ้�ำสุกรขาตา ตรัสถามท่านพระสารีบุตรว่า ภิกษุขีณาสพเห็นประโยชน์อะไร
จึงประพฤตินอบน้อมในพระองค์หรือค�ำสอนของพระองค์ พระเถระกราบทูลว่าเห็นธรรม
เปน็ แดนเกษมจากโยคะ ตรสั ถามว่า ธรรมน้นั เป็นอยา่ งไร พระเถระกราบทูลวา่ ธรรมนนั้ คือ
อนิ ทรีย์หมวดที่ ๔
๙-๑๐. ปฐมอุปปาทสูตร และ ทุติยอุปปาทสูตร ต่างว่าด้วยความเกิดข้ึนแห่ง
อินทรีย์ แต่มีรายละเอียดต่างกัน คือ มีเนื้อหาเหมือนปฐมอุปปาทสูตร และทุติยอุปปาทสูตร
ในวิหารวรรค มคั คสงั ยตุ ตามล�ำดบั ตา่ งแตห่ มวดธรรม ในทีน่ ้ี หมายถึงอินทรยี ์หมวดที่ ๔
๔.๗ โพธปิ กั ขยิ วรรค
โพธปิ กั ขิยวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยโพธิปกั ขิยธรรม ชอ่ื วรรคตง้ั ตามสาระสำ� คญั ของ
พระสูตรท่ี ๗-๑๐ ในวรรคน้ี ซ่ึงมีท้งั หมด ๑๐ สตู ร แตล่ ะสูตรมคี วามหมายและใจความส�ำคัญ
ดังน้ี
๑. สัญโญชนสตู ร วา่ ด้วยธรรมที่เปน็ ไปเพอื่ ละสงั โยชน์ คือ ทรงแสดงว่าอนิ ทรยี ห์ มวด
ที่ ๔ เปน็ ไปเพื่อละสังโยชน์
๒. อนสุ ยสูตร ว่าด้วยธรรมท่เี ป็นไปเพ่อื ถอนอนุสยั คือ ทรงแสดงว่า อินทรยี ์หมวดที่
๔ เปน็ ไปเพ่อื ถอนอนุสัย
๓. ปริญญาสตู ร ว่าด้วยธรรมทเ่ี ปน็ ไปเพื่อกำ� หนดรอู้ ทั ธานะ คือ ทรงแสดงว่า อินทรีย์
หมวดที่ ๔ เป็นไปเพ่อื ก�ำหนดรูอ้ ทั ธานะ
๔. อาสวกั ขยสูตร ว่าดว้ ยธรรมที่เป็นไปเพ่ือความสน้ิ อาสวะ คือ ทรงแสดงวา่ อินทรีย์
หมวดที่ ๔ เป็นไปเพ่ือความส้นิ อาสวะ
๕-๖. ปฐมผลสูตร และ ทุติยผลสูตร ต่างว่าด้วยผลแห่งการเจริญอินทรีย์ แต่มี
รายละเอยี ดตา่ งกัน คอื ในปฐมผลสตู ร ทรงแสดงว่า การเจรญิ อินทรียห์ มวดที่ ๔ มีผล ๒ อยา่ ง
คอื อรหตั ตผล หรือเปน็ พระอนาคามี ส่วนในทตุ ยิ ผลสตู ร ทรงแสดงวา่ มผี ล ๗ ประการ เชน่
ได้บรรลุอรหัตตผลทนั ทีในปจั จุบนั
๗-๑๐. ปฐมรุกขสูตร ทุติยรุกขสูตร ตติยรุกขสูตร และ จตุตถรุกขสูตร ต่างว่า
ด้วยอุปมาด้วยต้นไม้ แต่มีรายละเอียดต่างกัน คือ ในปฐมรุกขสูตร ทรงแสดงธรรมด้วย
เล่มท่ี ๑๑ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๑๙ 191
อปุ มาโวหารวา่ ในบรรดาอินทรีย์ ๕ ประการ (หมวดท่ี ๔) ท่เี ปน็ โพธปิ กั ขยิ ธรรม ปัญญนิ ทรีย์
เลศิ กวา่ อนิ ทรีย์ ๔ ประการท่เี หลอื เหมือนต้นหว้าเลศิ กวา่ ตน้ ไมใ้ นชมพูทวปี
ในทุติยรุกขสูตร ตติยรุกขสูตร และจตุตถรุกขสูตร มีเนื้อหาเหมือนกัน ต่างแต่ทรง
เปรยี บเทยี บปญั ญนิ ทรยี ก์ บั ตน้ ปารฉิ ตั ตกะของเทพชนั้ ดาวดงึ ส์ ตน้ จติ ตปาฏลขี องพวกอสรู และ
ต้นโกฏสมิ พลีของพวกครฑุ ตามลำ� ดับ
๔.๘-๔.๑๗ เปน็ เปยยาลวรรค
เปยยาลวรรค ๑๐ วรรค คอื วรรคท่ี ๔.๘-๔.๑๗ มชี ่ือว่าเหมือนวรรคที่ ๑.๙-๑.๑๔
ในมัคคสังยุต พระธรรมสังคีติกาจารย์ จึงจัดไว้โดยย่อให้อนุโลมตามวรรคที่มีชื่อตรงกัน
ในมคั คสังยุต แตเ่ ปล่ียนหมวดธรรมจากอรยิ มรรคมอี งค์ ๘ เป็นอนิ ทรยี ์ ๕ ประการ (หมวดที่ ๔)
โดยจับคู่วรรคท่มี ชี ื่อตรงกันดังตอ่ ไปน้ี
๔.๘ คงั คาเปยยาลวรรค คกู่ ับ ๑.๙ คงั คาเปยยาลวรรค ในมัคคสงั ยตุ
๔.๙ อปั ปมาทวรรค คกู่ ับ ๑.๑๑ อัปปมาทวรรค ในมัคคสังยุต
๔.๑๐ พลกรณยี วรรค คู่กบั ๑.๑๒ พลกรณียวรรค ในมัคคสงั ยุต
๔.๑๑ เอสนาวรรค คกู่ ับ ๑.๑๓ เอสนาวรรค ในมคั คสังยตุ
๔.๑๒ โอฆวรรค คกู่ ับ ๑.๑๔ โอฆวรรค ในมัคคสงั ยุต
๔.๑๓ คงั คาเปยยาลวรรค คูก่ บั ๑.๑๐ คังคาเปยยาวรรค ในมัคคสังยุต
๔.๑๔ อัปปมาทวรรค คู่กับ ๑.๑๑ อปั ปมาทวรรค ในมคั คสังยุต
๔.๑๕ พลกรณยี วรรค คกู่ บั ๑.๑๒ พลกรณียวรรค ในมัคคสังยตุ
๔.๑๖ เอสนาวรรค คกู่ บั ๑.๑๓ เอสนาวรรค ในมคั คสงั ยุต
๔.๑๗ โอฆวรรค คกู่ บั ๑.๑๔ โอฆวรรค ในมคั คสงั ยตุ
๕. สัมมัปปธานสงั ยตุ
สัมมัปปธานสังยุต แปลว่า ประมวลเร่ืองสัมมัปปธาน หมายถึงประมวลพระสูตรที่
เกย่ี วกบั สมั มปั ปธาน (ความเพยี รชอบ) ๔ ประการ คอื (๑) สงั วรปธาน เพยี รระวงั (๒) ปหานปธาน
เพยี รละ (๓) ภาวนาปธาน เพียรเจรญิ (๔) อนุรกั ขนาปธาน เพียรรักษา ในสังยุตนี้ มพี ระสตู ร
ท้ังหมด ๔๔ สตู ร จัดแบ่งเปน็ วรรคได้ ๕ วรรค มีชอ่ื เหมอื นวรรคที่ ๑.๙ และ ๑.๑๑-๑.๑๔ ใน
มัคคสังยตุ พระธรรมสังคตี กิ าจารยจ์ งึ จดั ไว้โดยย่อ โดยใหอ้ นุโลมตามวรรคท่มี ชี อื่ อยา่ งเดียวกนั
192 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
ในมคั คสงั ยตุ เพราะมชี อ่ื และเนอื้ หาตรงกนั ตา่ งแตห่ มวดธรรมเทา่ นน้ั คอื เปลยี่ นจากอรยิ มรรค
มีองค์ ๘ เปน็ สมั มปั ปธาน ๔ ประการ โดยมกี ารจับควู่ รรคทีม่ ชี ่ือตรงกันเหมือนเปยยาลวรรค
(๓.๖-๓.๑๐) ในสตปิ ัฏฐานสังยตุ
๖. พลสังยุต
พลสังยุต แปลว่า ประมวลเร่ืองพละ หมายถึงประมวลพระสูตรที่เก่ียวกับพละ
(ธรรมที่เป็นก�ำลัง) ๕ ประการคือ (๑) สัทธาพละ ก�ำลังคือศรัทธา (๒) วิริยพละ ก�ำลังคือ
วิรยิ ะ (๓) สตพิ ละ ก�ำลังคอื สติ (๔) สมาธิพละ กำ� ลังคอื สมาธิ (๕) ปญั ญาพละ ก�ำลังคอื ปญั ญา
ซ่ึงก็คืออินทรีย์หมวดที่ ๔ ในอินทริยสังยุตนั่นเอง แต่เรียกช่ือต่างกัน ในสังยุตนี้มีพระสูตร
ทั้งหมด ๕๖ สูตร จัดแบ่งเป็นวรรคได้ ๑๐ วรรค มีชื่อเหมือนวรรคท่ี ๑.๙-๑.๑๔
ในมคั คสงั ยตุ พระธรรมสงั คตี กิ าจารย์ จงึ จดั ไวโ้ ดยยอ่ โดยใหอ้ นโุ ลมตามวรรคทม่ี ชี อ่ื อยา่ งเดยี วกนั
ในมัคคสังยุต เพราะมีช่ือและเน้ือหาตรงกัน ต่างแต่หมวดธรรมเท่าน้ัน คือ เปลี่ยนจาก
อริยมรรคมอี งค์ ๘ เปน็ พละ ๕ ประการ โดยมีการจบั คู่วรรคที่มชี ื่อตรงกนั เหมือนเปยยาลวรรค
(๔.๘-๔.๑๗) ในอินทรยิ สงั ยตุ
๗. อิทธิปาทสงั ยตุ
อิทธิปาทสังยุต แปลว่า ประมวลเร่ืองอิทธิบาท หมายถึงประมวลพระสูตรที่เกี่ยวกับ
อิทธิบาท (คุณธรรมที่น�ำไปสู่ความส�ำเร็จ) ๔ ประการ คือ (๑) ฉันทะ พอใจ (๒) วิริยะ
เพยี ร (๓) จิตตะ ใสใ่ จ (๔) วมิ งั สา ไตร่ตรองพจิ ารณา มที ง้ั หมด ๕๔ สตู ร จดั แบ่งเป็นวรรค
ได้ ๘ วรรค แตล่ ะวรรคมจี ำ� นวนพระสตู ร ๑๐ สตู รบ้าง ๑๒ สตู รบ้าง ดงั มีรายละเอียดตอ่ ไปนี้
๗.๑ ปาวาลวรรค
ปาวาลวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยพระธรรมเทศนาที่ปาวาลเจดีย์ ช่ือวรรคต้ังตาม
สาระส�ำคัญของพระสูตรที่ ๑๐ ในวรรคน้ี ซึ่งมีท้ังหมด ๑๐ สูตร แต่ละสูตรมีความหมาย
และสาระสำ� คัญดังนี้
เล่มท่ี ๑๑ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๙ 193
๑. อปารสูตร ว่าด้วยธรรมที่เป็นไปเพ่ือให้ถึงฝั่งโน้นจากฝั่งน้ี มีเนื้อหาเหมือน
ปารงั คมสูตร ปฏปิ ตั ติวรรค มคั คสังยุต ตา่ งแต่หมวดธรรม ในที่นี้ หมายถึงอทิ ธิบาท ๔ ประการ
๒. วิรัทธสูตร ว่าด้วยธรรมท่ีบุคคลพลาด มีเน้ือหาเหมือนวิรัทธสูตร ปฏิปัตติวรรค
มคั คสงั ยตุ ต่างแต่หมวดธรรม ในท่นี ้ี หมายถึงอิทธิบาท ๔ ประการ
๓. อริยสูตร ว่าด้วยธรรมท่ีเป็นอริยะ มีเนื้อหาเหมือนอริยสูตร คิลานวรรค
โพชฌงั คสังยุต ตา่ งแต่หมวดธรรม ในท่นี ี้ หมายถึงอิทธบิ าท ๔ ประการ
๔. นิพพิทาสูตร ว่าดว้ ยธรรมทเ่ี ปน็ เพื่อความเบื่อหนา่ ย มเี นอ้ื หาเหมือน นิพพิทาสูตร
คิลานวรรค โพชฌังคสังยตุ ต่างแตห่ มวดธรรม ในที่นี้ หมายถงึ อิทธิบาท ๔ ประการ
๕. อิทธิปเทสสูตร ว่าด้วยเหตุที่ท�ำฤทธิ์บางอย่างให้ส�ำเร็จ คือ ทรงแสดงว่า
อิทธิบาท ๔ เป็นเหตุให้สมณะหรือพราหมณ์ท้ังในอดีต อนาคต ปัจจุบัน สามารถท�ำฤทธ์ิ
บางอย่างให้ส�ำเร็จได้ กเ็ พราะไดเ้ จริญอทิ ธิบาท ๔ ประการ
๖. สมัตตสูตร ว่าด้วยเหตุท่ีท�ำฤทธิ์บริบูรณ์ให้ส�ำเร็จ มีเน้ือหาคล้ายพระสูตรที่แล้ว
ตา่ งแตใ่ นท่นี ี้หมายถึงฤทธิ์บรบิ ูรณ์
๗. ภิกขุสตู ร ว่าดว้ ยเหตทุ ี่ทำ� ให้ภิกษไุ ด้วมิ ตุ ติ คอื ทรงแสดงว่า อทิ ธบิ าท ๔ ประการ
เป็นเหตุให้ภิกษุทั้งในอดีต อนาคต ปัจจุบัน สามารถท�ำให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ
กเ็ พราะไดเ้ จริญอทิ ธบิ าท ๔ ประการ
๘. พุทธสูตร ว่าด้วยเหตุท่ีท�ำให้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ ทรงแสดงว่า
อิทธบิ าท ๔ ประการเป็นเหตใุ ห้บัณฑติ เรียกพระองค์วา่ อรหันตสัมมาสัมพทุ ธเจ้า
๙. ญาณสูตร ว่าด้วยญาณเกิดขึ้นเพระเจริญอิทธิบาท คือ ทรงแสดงว่า จักษุญาณ
ปัญญา วิชชา และแสงสว่าง เกิดขึ้นแก่พระองค์ในธรรมท้ังหลายท่ีไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า
นคี้ ืออทิ ธบิ าท อิทธิบาทนท้ี ีค่ วรเจรญิ อิทธิบาทท่ีควรเจริญพระองค์ไดเ้ จรญิ แลว้
๑๐. เจติยสูตร วา่ ด้วยพระธรรมเทศนาที่ปาวาลเจดยี ์ คอื ทรงท�ำนิมิตโอภาสแกท่ า่ น
พระอานนท์ทป่ี าวาลเจดยี ์วา่ กรุงเวสาลี และเจดยี ต์ ่าง ๆ น่ารนื่ รมย์ ถา้ บคุ คลเจริญอทิ ธบิ าท
๔ ประการให้ดีแล้ว จะสามารถมีชีวิตอยู่ได้ ถึงกัปหนึ่งหรือเกินกว่า พระองค์เจริญอิทธิบาท
ดีแล้วจึงสามารถจะอยู่ได้ตลอดกัปหนึ่งหรือเกินกว่านั้น ท่านพระอานนท์ไม่เข้าใจความหมาย
จึงไม่กราบทูลให้พระผู้มีพระภาคด�ำรงอยู่ตลอดกัป เม่ือท่านพระเถระจากไป มารจึงเข้าไป
อาราธนาให้ปรินิพพาน พระองค์จึงทรงปลงพระชนมายุสังขาร คือต้ังพระทัยว่าจะเสด็จดับ
ขนั ธปรินพิ พานจากน้นั ไป ๓ เดอื น
194 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสุตตันตปฎิ ก
๗.๒ ปาสาทกมั ปนวรรค
ปาสาทกัมปนวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยเหตุท่ีท�ำให้ปราสาทไหว ช่ือวรรคต้ังตาม
สาระส�ำคัญของพระสูตรท่ี ๕ ในวรรคน้ี ซ่ึงมีทั้งหมด ๑๐ สูตร แต่ละสูตรมีความหมาย
และใจความสำ� คัญดงั นี้
๑. ปุพพสูตร ว่าด้วยพระด�ำริก่อนตรัสรู้ คือ พระผู้มีพระภาคตรัสเล่าเหตุการณ์
ตอนเป็นพระโพธิสัตว์ให้ภิกษุท้ังหลายฟังว่า พระองค์ทรงด�ำริถึงเหตุปัจจัย และผลแห่ง
การเจริญอทิ ธิบาท ๔ ประการ ซง่ึ กอ่ ให้เกิดอทิ ธิ คือ ผลส�ำเร็จหลายประการ ได้แก่ (๑) อทิ ธวิ ิธิ
แสดงฤทธ์ิได้ต่าง ๆ (๒) ทิพพโสต หูทิพย์ (๓) เจโตปริยญาณ ก�ำหนดรู้จิตผู้อื่นได้
(๔) ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกรู้ชาติก่อนได้ (๕) จุตูปปาตญาณ เห็นจุติและอุบัติของ
สตั วไ์ ด้ หรอื เรยี กว่า ทิพพจกั ษุ (ตาทพิ ย)์ (๖) ทำ� ให้แจง้ เจโตวิมุตติ ปญั ญาวิมุตติ
๒. มหัปผลสูตร ว่าด้วยการเจริญอิทธิบาทมีผลานิสงส์มาก คือ ทรงแสดงว่า
อทิ ธิบาท ๔ ประการมผี ลมากเหมอื นทท่ี รงแสดงไว้ในพระสตู รท่ี ๑
๓. ฉนั ทสมาธสิ ตู ร ว่าดว้ ยฉนั ทสมาธิ คอื ทรงแสดงอิทธิบาท ๔ ประการท่ปี ระกอบ
ด้วยฉันทสมาธิปธานสังขาร วิริยสมาธิปธานสังขาร จิตตสมาธิปธานสังขาร และวิมังสาสมาธิ
ปธานสังขาร
๔. โมคคัลลานสูตร ว่าด้วยพระโมคคัลลานะแสดงฤทธิ์ คือ พระผู้มีพระภาครับสั่งให้
ท่านพระโมคคัคลานะไปปราบภิกษุผู้ฟุ้งซ่าน ถือตัว โลเล ปากกล้า ขาดสติสัมปชัญญะ
ซึ่งอยู่ในปราสาทของนางวิสาขามิคารมาตา พระเถระจึงไปแสดงอิทธิฤทธิ์เอาน้ิวหัวแม่เท้า
สะกดิ ปราสาทจนสะเทอื นสะทา้ นหวั่นไหว ภิกษุเหลา่ นนั้ ตกใจกลวั จนขนลกุ ขนพองสยองเกลา้
จึงรีบออกไปยืนอยู่นอกปราสาทพลางคุยกันถึงเหตุอัศจรรย์น้ัน พระผู้มีพระภาคจึงเสด็จ
ไปตรสั บอกวา่ เปน็ เพราะอทิ ธิฤทธ์ขิ องท่านพระโมคคลั ลานะ และตรัสว่าเหตุที่ทำ� ใหพ้ ระเถระ
แสดงอิทธิฤทธิ์ได้ คือการเจริญอทิ ธิบาท ๔ ประการ
๕. อณุ ณาภพราหมณสูตร วา่ ด้วยอณุ ณาภพราหมณ์ คือ อุณณาภพราหมณ์ เข้าไปหา
ทา่ นพระอานนท์ แล้วสนทนาธรรมเกย่ี วกับอทิ ธบิ าท ๔ ประการ
๖-๗. ปฐมพราหมณสูตร และ ทุติยพราหมณสูตร ต่างว่าด้วยสมณพราหมณ์ แต่มี
รายละเอียดต่างกัน คือ ในปฐมพราหมณสูตร ทรงแสดงว่า สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหน่ึง
ทงั้ ในอดีต อนาคต ปจั จบุ นั มีฤทธิ์มากก็เพราะไดเ้ จริญอทิ ธบิ าท ๔ ประการ ในทตุ ิยพราหมณ-
สูตร ทรงอธิบายเพิ่มว่าฤทธ์ิแต่ละอยา่ งคืออะไรบา้ ง
๘. ภิกขุสูตร ว่าด้วยเหตุที่ท�ำให้ภิกษุได้วิมุตติ คือ ทรงแสดงว่าภิกษุผู้เจริญ
อิทธิบาท ๔ ประการจะทำ� ให้แจง้ เจโตวมิ ตุ ติ ปญั ญาวิมตุ ติ
เลม่ ท่ี ๑๑ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๙ 195
๙. อิทธาทิเทสนาสูตร ว่าด้วยการแสดงอิทธิเป็นต้น คือ ทรงแสดงอิทธิ (ฤทธิ์)
อทิ ธิบาท (ปฏปิ ทาที่เป็นไปเพือ่ ได้ฤทธ์ิ) อทิ ธิบาทภาวนา (การเจริญอทิ ธิบาท) และปฏปิ ทาที่
ใหถ้ งึ อิทธิบาท
๑๐. วิภังคสูตร ว่าด้วยการจ�ำแนกอิทธิบาท คือ ทรงจ�ำแนกอิทธิบาท ๔ ประการ
โดยละเอยี ด
๗.๓ อโยคฬุ วรรค
อโยคุฬวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยอุปมาด้วยก้อนเหล็กท่ีถูกไฟเผา ชื่อวรรคตั้งตาม
ชอื่ พระสูตรที่ ๒ ในวรรคนี้ ซึ่งมีท้ังหมด ๑๒ สตู ร แตล่ ะสูตรมีความหมายและใจความส�ำคัญ
ดังนี้
๑. มคั คสตู ร วา่ ดว้ ยทางแหง่ การเจรญิ อทิ ธบิ าท คอื พระผมู้ พี ระภาคทรงเลา่ เรอื่ งความ
ด�ำรเิ ก่ยี วกับการเจริญอทิ ธบิ าทก่อนท่ีพระองค์จะตรัสรใู้ หภ้ กิ ษทุ ั้งหลายฟังวา่ พระองคท์ รงดำ� ริ
ถงึ มรรค และปฏปิ ทาแห่งการเจรญิ อิทธบิ าท และไดท้ ราบวา่ การเจริญอิทธบิ าทกอ่ ให้เกดิ อิทธิ
คอื ผลส�ำเร็จหลายประการ
๒. อโยคุฬสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยก้อนเหล็กท่ีถูกไฟเผา คือ ท่านพระอานนท์ทูลถาม
พระผู้มีพระภาคว่าพระองค์สามารถไปพรหมโลกด้วยกายทิพย์และกายธรรมดาได้หรือไม่
ตรัสตอบว่า ได้ แล้วทรงแสดงวิธีท�ำให้กายเบา เช่น เม่ือพระองค์ตั้งกายไว้ในจิตต้ังจิตไว้ใน
กายกำ� หนดสุขสญั ญาและลหุสญั ญา กายก็จะเบาเหมือนกอ้ นเหลก็ ทีไ่ ฟเผาท้งั วัน
๓. ภกิ ขสุ ตู ร วา่ ดว้ ยเหตทุ ที่ ำ� ใหภ้ กิ ษไุ ดว้ มิ ตุ ติ คอื ทรงแสดงวา่ ภกิ ษทุ ำ� ใหแ้ จง้ เจโตวมิ ตุ ติ
ปญั ญาวมิ ุตติ กเ็ พราะไดเ้ จริญอิทธิบาท ๔ ประการ
๔. สุทธิกสูตร ว่าด้วยอิทธิบาทล้วน คือทรงแสดงแต่เพียงหัวข้อแห่งอิทธิบาท
๔ ประการโดยไมท่ รงอธบิ ายขยายความ
๕-๖. ปฐมผลสตู ร และ ทตุ ิยผลสตู ร ต่างว่าด้วยผลแหง่ การเจริญอิทธิบาท มีเนอื้ หา
คลา้ ยปฐมผลสตู ร และทุติยผลสูตร โพธิปกั ขยิ วรรค อินทรยิ สงั ยุตตามลำ� ดบั
๗-๘. ปฐมอานนั ทสตู ร และ ทตุ ยิ อานนั ทสตู ร ตา่ งวา่ ดว้ ยพระอานนท์ แตม่ รี ายละเอยี ด
ต่างกันคือ ในปฐมอานันทสูตร ท่านพระอานนท์ทูลถามพระผู้มีพระภาคเรื่องอิทธิ อิทธิบาท
อิทธิบาทภาวนา และปฏิปทาที่ให้ถึงอิทธิบาทภาวนา พระผู้มีพระภาคตรัสตอบเหมือน
ในอทิ ธาทเิ ทสนาสตู ร ในปาสาทกมั ปนวรรค สงั ยตุ น้ี สว่ นในทตุ ยิ อานนั ทสตู ร มเี นอื้ หาเหมอื นกนั
ตา่ งแต่พระผู้มพี ระภาคตรสั ถามท่านพระอานนทก์ อ่ น แล้วตรสั ตอบด้วยพระองคเ์ อง
196 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก
๙-๑๐. ปฐมภิกขุสูตร และ ทุติยภิกขุสูตร ต่างว่าด้วยภิกษุ คือ ภิกษุทูลถามเร่ือง
อิทธิเปน็ ตน้ มเี นื้อหาคลา้ ยปฐมอานนั ทสตู ร และทุตยิ อานันทสตู รตามล�ำดับ
๑๑. โมคคัลลานสูตร ว่าด้วยพระโมคคัลลานะ คือ พระผู้มีพระภาคตรัสถาม
ภิกษุท้ังหลายถึงธรรมท่ีท�ำให้พระโมคคัลลานะมีฤทธิ์มาก แล้วตรัสตอบด้วยพระองค์เองว่า
เพราะพระโมคคลั ลานะเจรญิ อทิ ธบิ าท ๔
๑๒. ตถาคตสูตร ว่าด้วยพระตถาคต มีเน้ือหาเหมือนโมคคัลลานสูตร ต่างแต่ในที่น้ี
ตรสั ถามถึงธรรมท่ที �ำให้พระตถาคตมฤี ทธ์มิ าก
๗.๔-๗.๘ เป็นเปยยาลวรรค
เปยยาลวรรค ๕ วรรค คือ วรรคที่ ๗.๔-๗.๘ มชี ่อื เหมือนวรรท่ี ๑.๙ และ ๑.๑๑-๑.๑๔
ในมัคคสังยุต พระธรรมสังคีติกาจารย์จึงจัดไว้ย่อโดยให้อนุโลมตามวรรคท่ีมีช่ืออย่างเดียวกัน
ในมัคคสังยุต เพราะมีชื่อและเนื้อหาตรงกัน ต่างแต่หมวดธรรมเท่าน้ัน คือ เปล่ียนจาก
อริยมรรคมีองค์ ๘ มาเป็นอิทธิบาท ๔ ประการ โดยมีการจับคู่วรรคท่ีมีช่ือตรงกันเหมือน
เปยยาลวรรค (๓.๖-๓.๑๐) ในสติปฏั ฐานสงั ยุต
๘. อนุรทุ ธสังยตุ
อนุรุทธสังยุต แปลว่า ประมวลเรื่องพระอนุรุทธะ หมายถึงประมวลพระสูตร
ท่ีเก่ยี วกับท่านพระอนุรุทธะ มีท้งั หมด ๒๔ สตู ร จัดแบง่ เป็นวรรคได้ ๒ วรรค ดังมรี ายละเอยี ด
ต่อไปน้ี
๘.๑ รโหคตวรรค
รโหคตวรรค แปลวา่ หมวดว่าด้วยผูห้ ลกี เร้นอยู่ในท่สี งัด ชือ่ วรรคต้ังตามชอ่ื พระสตู รที่
๑-๒ ในวรรคน้ี ซึ่งมที ้ังหมด ๑๐ สตู ร แตล่ ะสตู รมคี วามหมายและใจความส�ำคัญดังนี้
๑-๒. ปฐมรโหคตสูตร และ ทุติยรโหคตสูตร ต่างว่าด้วยผู้หลีกเร้นอยู่ในท่ีสงัด
คือ ท่านพระอนุรุทธะหลีกเร้นอยู่ในที่สงัด เกิดความคิดค�ำนึงข้ึนว่า ผู้พลาดสติปัฏฐาน ๔
ประการ ชื่อว่าพลาดอริยมรรคที่ให้ถึงความสิ้นทุกข์ ผู้ปรารภสติปัฏฐาน ก็ช่ือว่าปรารภ
อริยมรรค ท่านพระมหาโมคคัลลานะทราบความร�ำพึงนั้น จึงหายตัวเข้าไปถามถึงเหตุที่ภิกษุ
ช่ือว่าปรารภสติปัฏฐาน ท่านพระอนุรุทธะตอบว่า ผู้พิจารณาเห็นธรรมอันเป็นเหตุเกิด
เล่มท่ี ๑๑ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๑๙ 197
ธรรมอันเป็นเหตุดับในกาย เวทนา จิต ธรรม มีความเพียร มีสติสัมปชัญญะ ก�ำจัดอภิชฌา
และโทมนสั ได้ มปี ฏิกูลสญั ญา ชื่อวา่ ปรารภสตปิ ฏั ฐาน
ในทตุ ยิ รโหคตสตู ร มเี นอ้ื หาเหมอื นกนั ตา่ งแตท่ า่ นพระอนรุ ทุ ธะตอบวา่ ผพู้ จิ ารณาเหน็
กาย เวทนา จติ ธรรม ชอ่ื วา่ ปรารภสตปิ ฏั ฐาน
๓. สุตนุสูตร การสนทนาธรรมที่ริมฝั่งแม่น�้ำสุตนุ คือ ท่านพระอนุรุทธะขณะอยู่
ท่ีริมฝั่งแม่น�้ำสุตนุ มีภิกษุจ�ำนวนมากเข้าไปเรียนถามถึงธรรมที่ท�ำให้ท่านบรรลุอภิญญา ๖
ท่านตอบว่า สตปิ ฏั ฐาน ๔ ประการ
๔-๖. ปฐมกณั ฏกีสูตร ทตุ ิยกัณฏกสี ูตร และ ตติยกณั ฏกสี ตู ร ต่างวา่ ด้วยการสนทนา
ธรรมที่กัณฏกีวัน แต่มีรายละเอียดต่างกัน คือในปฐมกัณฏกีสูตร ท่านพระสารีบุตรได้ถาม
ทา่ นพระอนุรทุ ธะถงึ ธรรมท่ีภิกษผุ เู้ สขะควรเข้าถงึ ท่านพระอนรุ ทุ ธะตอบว่า สติปัฏฐาน ๔
ในทตุ ิยกณั ฏกีสตู ร มีเนื้อหาเหมือนกนั แต่ถามถงึ ธรรมทีภ่ ิกษผุ ้อู เสขะควรเขา้ ถึง
ในตติยกัณฏกีสูตรมีเนื้อหาเหมือนกัน แต่ถามถึงธรรมท่ีท�ำให้ท่านพระอนุรุทธะบรรลุ
อภญิ ญา ๖
๗. ตัณหากขยสูตร ว่าด้วยธรรมท่ีเป็นไปเพื่อความส้ินตัณหา คือ ท่านพระอนุรุทธะ
แสดงธรรมแกภ่ ิกษทุ ง้ั หลายวา่ สตปิ ัฏฐาน ๔ ประการ เป็นธรรมทเี่ ป็นไปเพ่ือความสน้ิ ตัณหา
๘. สลฬาคารสูตร ว่าด้วยพระธรรมเทศนาที่สลฬาคาร คือ ท่านพระอนุรุทธะขณะ
อยู่ท่ีสลฬาคาร กล่าวกับภิกษทุ ้งั หลายว่า เป็นไปไม่ได้เลยทภี่ ิกษผุ ู้เจรญิ สติปฏั ฐาน ๔ ประการ
จะลาสิกขากลบั มาเปน็ คฤหัสถ์ เหมือนการทดแมน่ ้ำ� คงคาให้ไหลกลับไปข้างหลัง
๙. อัมพปาลิวนสูตร ว่าด้วยการสนทนาธรรมในอัมพปาลีวัน คือ ท่านพระสารีบุตร
ขณะอยู่ที่อัมพปาลีวันถามท่านพระอนุรุทธะถึงธรรมที่ท�ำให้ท่านพระอนุรุทธะมีอินทรีย์ผ่องใส
สหี นา้ บรสิ ทุ ธผ์ิ ดุ ผอ่ ง ทา่ นพระอนรุ ทุ ธะตอบวา่ เพราะทา่ นมจี ติ ตงั้ มน่ั อยใู่ นสตปิ ฏั ฐาน ๔ ประการ
๑๐. พาฬหคิลานสตู ร ว่าด้วยพระอนุรทุ ธะอาพาธหนกั คอื ขณะท่ที า่ นพระอนุรทุ ธะ
อาพาธหนัก ภิกษุจ�ำนวนมากเข้าไปถามท่านว่า ท่านอยู่ด้วยวิหารธรรมอะไร ทุกขเวทนาทาง
กายจงึ ไม่ครอบงำ� จติ ท่านตอบว่า อย่ดู ว้ ยสตปิ ัฏฐาน ๔ ประการ
๘.๒ ทตุ ยิ วรรค
ทตุ ยิ วรรค แปลวา่ หมวดท่ี ๒ ชอื่ วรรคตงั้ ตามจำ� นวนวรรคทม่ี อี ยใู่ นสงั ยตุ นี้ ชอื่ พระสตู ร
แตล่ ะสตู รตง้ั ตามผลทเี่ กดิ เพราะการเจรญิ สตปิ ฏั ฐาน ๔ ประการ เนอ้ื หา ของพระสตู รแตล่ ะสตู ร
วา่ ด้วยค�ำถามค�ำตอบระหวา่ งพวกภิกษกุ ับท่านพระอนรุ ุทธะ เรอ่ื งสตปิ ฏั ฐานเป็นเหตทุ �ำใหเ้ กิด
ผลตา่ ง ๆ มีพระสตู รทัง้ หมด ๑๔ สตู ร คือ
198 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
๑. กปั ปสหสั สสูตร ว่าดว้ ยเหตุที่ทำ� ใหร้ ะลกึ ไดต้ ้ัง ๑,๐๐๐ กัปป์
๒. อทิ ธวิ ธิ สตู ร ว่าด้วยเหตทุ ที่ �ำใหแ้ สดงฤทธไ์ิ ดห้ ลายอย่าง
๓. ทิพพโสตสตู ร วา่ ด้วยเหตทุ ีท่ ำ� ให้มหี ทู พิ ย์
๔. เจโตปริยสูตร วา่ ด้วยเหตทุ ท่ี ำ� ให้ไดเ้ จโตปรยิ ญาณ
๕. ฐานสตู ร ว่าด้วยเหตทุ ่ที �ำใหร้ ชู้ ดั ฐานะและอฐานะ
๖. กัมมสมาทานสตู ร ว่าด้วยเหตุทที่ �ำให้รู้ชดั วิบากแหง่ การยดึ ถือกรรม
๗. สพั พัตถคามนิ ีสตู ร วา่ ดว้ ยเหตทุ ที่ �ำใหร้ ู้ชัดปฏปิ ทาทใี่ หถ้ งึ ภูมิทั้งปวง
๘. นานาธาตุสูตร ว่าดว้ ยเหตทุ ี่ทำ� ให้รชู้ ดั โลกที่มธี าตแุ ตกตา่ งกนั
๙. นานาธิมุตตสิ ูตร ว่าดว้ ยเหตุท่ีทำ� ใหร้ ู้ชัดหมสู่ ัตว์ที่มีอธั ยาศัยต่างกนั
๑๐. อนิ ทรยิ ปโรปรยิ ัตตสูตร ว่าดว้ ยเหตุที่ทำ� ให้รูช้ ัดความแกอ่ ่อนแหง่ อนิ ทรีย์
๑๑. ฌานาทิสูตร วา่ ดว้ ยเหตทุ ท่ี ำ� ใหร้ ชู้ ดั ความเศรา้ หมองแหง่ ฌานเปน็ ตน้
๑๒. ปุพเพนวิ าสสูตร วา่ ด้วยเหตุที่ทำ� ให้ระลกึ ชาติกอ่ นได้
๑๓. ทพิ พจกั ขสุ ูตร วา่ ด้วยเหตทุ ี่ทำ� ใหม้ ีตาทิพย์
๑๔. อาวกั ขยสูตร ว่าดว้ ยเหตุท่ีท�ำให้สน้ิ อาสวะ
คำ� วา่ เหตุในพระสูตรทัง้ ๑๔ สูตรน้ี หมายถงึ สติปัฏฐาน ๔ ประการ
๙. ฌานสงั ยตุ
ฌานสังยุต แปลว่า ประมวลเรื่องฌาน หมายถึงประมวลพระสูตรที่เก่ียวกับฌาน ๔
คือ (๑) ปฐมฌาน (๒) ทุติยฌาน (๓) ตตยิ ฌาน (๔) จตตุ ถฌาน
ในสังยุตนม้ี พี ระสตู ร ทัง้ หมด ๒๒ สูตร จดั แบ่งเป็นวรรคได้ ๕ วรรค มีชื่อเหมอื นวรรค
ที่ ๑.๙ และ ๑.๑๑-๑.๑๔ ในมัคคสังยุต พระธรรมสังคีติกาจารย์ จงึ จดั ไว้โดยย่อ โดยใหอ้ นโุ ลม
ตามวรรคท่ีมีช่ืออย่างเดียวกันในมัคคสังยุต เพราะมีชื่อและเนื้อหาตรงกัน ต่างแต่หมวดธรรม
เท่านน้ั คอื เปลี่ยนจากอริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นฌาน ๔ โดยมีการจบั คู่วรรคท่ีมีชอ่ื ตรงกันเหมือน
เปยยาลวรรค (๓.๖-๓.๑๐) ในสติปฏั ฐานสงั ยตุ
เล่มท่ี ๑๑ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๑๙ 199
๑๐. อานาปานสังยตุ
อานาปานสังยุต แปลว่า ประมวลเร่ืองอานาปานสติ หมายถึงประมวลพระสูตรที่
เกย่ี วกบั อานาปานสติ (สตกิ ำ� หนดลมหายใจเขา้ ออก) ๑๖ ขน้ั กค็ อื วธิ ปี ฏบิ ตั ติ ามกายานปุ สั สนา-
สติปัฏฐานนั่นเอง มพี ระสูตรทั้งหมด ๒๐ สตู ร จัดแบง่ เปน็ วรรคได้ ๒ วรรค วรรคละ ๑๐ สูตร
ดังมีรายละเอยี ดตอ่ ไปน้ี
๑๐.๑ เอกธัมมวรรค
เอกธัมมวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยธรรมอนั เปน็ เอก ชอ่ื วรรคตัง้ ตามช่อื พระสตู รท่ี ๑
ในวรรคน้ี ซ่ึงมที ง้ั หมด ๒๐ สูตร แต่ละสูตรมีความหมายและใจความดังน้ี
๑. เอกธัมมสูตร ว่าด้วยธรรมอันเป็นเอก คือพระผู้มีพระภาคตรัสว่าอานาปานสติ
เปน็ ธรรมอนั เป็นเอก ภิกษเุ จริญอานาปาสตอิ ยา่ งเดยี วกไ็ ดร้ บั ผลานสิ งส์มาก และตรัสวธิ เี จริญ
อานาปานสติ ๑๖ ขั้น
๒. โพชฌังคสูตร ว่าด้วยการเจริญโพชฌงค์ คือ ทรงแสดงว่า การเจริญโพชฌงค์
๗ ประการพร้อมกับอานาปานสติมีผลมาก
๓. สุทธิกสตู ร ว่าด้วยอานาปานสติล้วน คือ ทรงแสดงแต่เพยี งหวั ข้อแห่งอานาปานสติ
โดยไมท่ รงอธบิ ายขยายความ
๔-๕. ปฐมผลสูตร และ ทุติยผลสูตร ต่างว่าด้วยผลแห่งการเจริญอานาปานสติ
มีเนอื้ หาคลา้ ยปฐมผลสูตร และทุติยผลสตู ร โพธิปักขยิ วรรค อนิ ทรยิ สงั ยตุ ตามล�ำดบั
๖. อริฏฐสตู ร ว่าด้วยพระอริฏฐะ คือ พระผมู้ ีพระภาคทรงแสดงวิธเี จริญอานาปานสติ
โดยพสิ ดารใหท้ า่ นพระอรฏิ ฐะฟงั
๗. มหากัปปินสูตร ว่าด้วยพระมหากัปปินะ คือ พระผู้มีพระภาคทรงปรารภการนั่ง
สมาธขิ องทา่ นพระมหากปั ปนิ ะแลว้ ตรสั ถามภกิ ษทุ งั้ หลายวา่ เหน็ กายของทา่ นพระมหากปั ปนิ ะ
ไหวเอนหรือไม่ เมื่อภิกษุท้ังหลายกราบทูลว่าไม่เห็น จึงตรัสว่า เพราะท่านพระมหากัปปินะ
เจรญิ อานาปานสติ แลว้ ทรงแสดงวิธเี จริญอานาปานสติแก่ภิกษุเหลา่ นั้น
๘. ปทโี ปปมสตู ร วา่ ดว้ ยอปุ มาดว้ ยประทปี คอื ทรงแสดงวา่ การมนสกิ ารอานาปานสติ
ให้ดี จะท�ำให้ความหวังหลายอย่างส�ำเร็จได้และท�ำให้ดับเวทนาได้ เหมือนประทีปดับไป
ฉะนั้น
๙. เวสาลีสูตร วา่ ด้วยพระธรรมเทศนาท่ีกรุงเวสาลี คือ พระผ้มู ีพระภาคขณะประทับ
อยใู่ นกฏู าคารศาลาปา่ มหาวนั เขตกรงุ เวสาลี ตรสั สอนอสภุ กมั มฏั ฐานแกภ่ กิ ษทุ งั้ หลายแลว้ ทรง
200 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสุตตันตปฎิ ก
หลกี เรน้ อยูใ่ นที่สงดั ขณะท่ภี ิกษเุ หลา่ นน้ั เจริญอสภุ กมั มัฏฐานอยูเ่ กิดความรสู้ ึกอึดอัดเบ่อื หนา่ ย
รังเกียจร่างกายของตน พากันฆา่ ตัวตายเป็นจำ� นวนมาก เมอ่ื พระองคเ์ สด็จออกจากที่หลีกเร้น
แล้วทรงสังเกตเห็นว่าภิกษุสงฆ์น้อยลง จึงตรัสถามสาเหตุกับท่านพระอานนท์ เมื่อทรงทราบ
แลว้ จงึ รบั สง่ั ใหป้ ระชมุ สงฆ์ แลว้ ทรงแสดงอานาปานสตสิ มาธวิ า่ เปน็ ธรรมทส่ี งบ ประณตี สดชนื่
ท�ำให้อยู่เปน็ สุข และท�ำให้บาปอกศุ ลหายไป
๑๐. กิมิลสูตร ว่าด้วยพระกิมิละ คือ พระผู้มีพระภาคตรัสถามท่านพระกิมิละ
ถงึ การเจรญิ อานาปานสตสิ มาธทิ ี่มผี ลมาก ท่านพระกิมลิ ะไดน้ ิง่ เฉยถงึ ๓ คร้ัง ท่านพระอานนท์
ต้องการให้พระธรรมเทศนาต่อเน่ืองจึงกราบทูลให้ทรงแสดงเพื่อภิกษุทั้งหลายจะได้ทรงจ�ำไว้
พระองค์จึงทรงแสดงอานาปานสติสมาธิ ๑๖ ขั้น และสงเคราะห์อานาปานสติสมาธิเข้าใน
สตปิ ัฏฐาน ๔ ประการ
๑๐.๒ ทุตยิ วรรค
ทตุ ิยวรรค แปลว่า หมวดที่ ๒ ช่ือวรรคต้ังตามจำ� นวนวรรคทีม่ อี ยู่ในสงั ยตุ นี้ มพี ระสตู ร
ทง้ั หมด ๑๐ สตู ร แต่ละสูตร มคี วามหมายและใจความสำ� คัญดงั น้ี
๑. อจิ ฉานงั คลสตู ร วา่ ดว้ ยพระธรรมเทศนาทก่ี รงุ อจิ ฉานงั คละ คอื พระผมู้ พี ระภาคทรง
แสดงธรรมแกภ่ กิ ษทุ ง้ั หลายวา่ ถา้ ถกู พวกอญั เดยี รถยี ถ์ ามวา่ สว่ นมากพระองคอ์ ยจู่ ำ� พรรษาดว้ ย
วิหารธรรมข้อไหน ใหต้ อบวา่ อยูด่ ว้ ยอานาปานสติสมาธิ แลว้ ตรัสต่อไปว่า อานาปานสติสมาธิ
เป็นธรรมเคร่ืองอยู่ของพระอริยะ เป็นธรรมเครื่องอยู่ของพรหม และเป็นธรรมเคร่ืองอยู่ของ
พระตถาคต
๒. กังเขยยสูตร ว่าด้วยข้อกังขาของเจา้ ศากยะพระนามวา่ มหานามะ คือ เจา้ ศากยะ
พระนามว่ามหานามะ เข้าไปถามท่านพระโลมสกังภิยะว่าธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพระเสขะ
กับธรรมเป็นเคร่ืองอยู่ของพระตถาคตเหมือนกันหรือต่างกัน พระเถระถวายพระพรว่าต่างกัน
เพราะพระเสขะยังตอ้ งละนวิ รณ์ ๕ ประการ สว่ นพระอรหนั ตขณี าสพละนวิ รณ์เหลา่ น้นั ไดแ้ ล้ว
แล้วยกขอ้ ความทพ่ี ระผ้มู พี ระภาคตรัสไว้ในในอิจฉานังคลสูตรมาเป็นขอ้ สนับสนนุ
๓-๔. ปฐมอานนั ทสตู ร และ ทตุ ยิ อานนั ทสตู ร ตา่ งวา่ ดว้ ยพระอานนท์ แตม่ รี ายละเอยี ด
ตา่ งกันคอื ในปฐมอานันทสตู ร ทา่ นพระอานนทท์ ูลถามปญั หา ๓ ขอ้ กบั พระผู้มีพระภาค คอื
(๑) ธรรม ๑ ประการ ทำ� ใหธ้ รรม ๔ ประการบรบิ รู ณ์ (๒) ธรรม ๔ ประการ ทำ� ใหธ้ รรม ๗
ประการบริบรู ณ์ (๓) ธรรม ๗ ประการ ท�ำให้ธรรม ๒ ประการบริบูรณ์ มอี ยหู่ รือไม่ ตรัสตอบว่า
มี คอื (๑) อานาปานสตสิ มาธิ ทำ� ใหส้ ตปิ ัฏฐาน ๔ ประการบริบรู ณ์ (๒) สตปิ ัฏฐาน ๔ ประการ
ทำ� ใหโ้ พชฌงค์ ๗ ประการบริบูรณ์ (๓) โพชฌงค์ ๗ ประการ ทำ� ใหว้ ชิ ชาและวมิ ตุ ตบิ ริบรู ณ์
เลม่ ท่ี ๑๑ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๑๙ 201
ในทุติยอานันทสูตร มีเน้ือหาเหมือนกัน ต่างแต่พระผู้มีพระภาคตรัสถามท่าน
พระอานนทก์ ่อน แล้วตรสั ตอบด้วยพระองค์เอง
๕-๖. ปฐมภิกขุสตู ร และ ทุตยิ ภกิ ขสุ ตู ร ต่างว่าดว้ ยภิกษุ มีเน้อื หาคลา้ ยปฐมอานนั ท-
สตู ร และทตุ ยิ อานันทสูตร ตามล�ำดับ
๗-๑๐. สญั โญชนปหานสตู ร วา่ ดว้ ยธรรมทเี่ ปน็ ไปเพอ่ื ละสงั โยชน์ อนสุ ยสมคุ ฆาตสตู ร
ว่าด้วยธรรมเพ่ือถอนอนุสัย อัทธานปริญญาสูตร ว่าด้วยธรรมเพื่อก�ำหนดรู้อัทธานะ และ
อาสวักขยสูตร ว่าด้วยธรรมท่ีเป็นไปเพื่อสิ้นอาสวะ มีเน้ือหาคล้ายสัญโญชนสูตร อนุสยสูตร
ปรญิ ญาสตู ร และอาสวกั ขยสตู ร ในโพธปิ กั ขยิ วรรค อนิ ทรยิ สงั ยตุ ตามลำ� ดบั ตา่ งแตห่ มวดธรรม
ในทน่ี ี้ หมายถงึ อานาปานสติ
๑๑. โสตาปตั ติสังยุต
โสตาปตั ติสงั ยุต แปลว่า ประมวลเรอ่ื งโสดาปัตติ หมายถงึ ประมวลพระสตู รทีเ่ ก่ยี วกบั
การถึงกระแสธรรม คือองค์เคร่อื งบรรลุโสดา มีท้ังหมด ๗๔ สตู ร จดั แบง่ เป็นวรรคได้ ๗ วรรค
แตล่ ะวรรค มีพระสตู ร ๑๐ สตู รบา้ ง เกินกวา่ นีบ้ ้าง ดังมรี ายละเอียดตอ่ ไปน้ี
๑๑.๑ เวฬุทวารวรรค
เวฬุทวารวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยเวฬุทวารคาม ชื่อวรรคต้ังตามสาระส�ำคัญของ
พระสูตรท่ี ๗ ในวรรคนี้ ซึ่งมที ั้งหมด ๑๐ สตู ร แต่ละสูตรมีความหมายและใจความสำ� คญั ดังนี้
๑. จกั กวตั ตริ าชสตู ร วา่ ดว้ ยพระเจา้ จกั รพรรดิ คอื พระผมู้ พี ระภาคตรสั วา่ ถงึ จะเปน็
พระเจ้าจักรพรรดิ ถ้าไม่ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการก็ตกนรก ส่วนอริยสาวกประกอบ
ด้วยธรรม ๔ ประการจึงไม่ตกนรก ธรรม ๔ ประการ คือ (๑) ความเล่ือมใสอันไม่หว่ันไหว
ในพระพุทธเจ้า (๒) ... ในพระธรรม (๓) ... ในพระสงฆ์ (๔) ศลี ที่พระอรยิ ะชอบใจ
๒. พรหมจริโยคธสูตร ว่าด้วยผู้ประสบสุขอันหย่ังลงสู่พรหมจรรย์ คือ ทรงแสดงว่า
ผปู้ ระกอบด้วยธรรม ๔ ประการดังในพระสูตรทแ่ี ล้ว จดั เป็นโสดาบนั ไม่มีทางตกตำ�่ จะส�ำเรจ็
สัมโพธิแน่นอน และย่อมประสบสุขอันหยั่งลงสู่พรหมจรรย์ ซ่ึงหมายถึงสุขท่ีสัมปยุตด้วย
สกทาคามมิ รรค อนาคามมิ รรค และอรหตั ตมรรค
๓. ทฆี าวอุ ุปาสกสตู ร วา่ ด้วยทีฆาวอุ บุ าสก คอื ทรงแสดงธรรม ๔ ประการ (ดงั ทท่ี รง
แสดงไว้ในจกั กวตั ตริ าชสตู ร) แกท่ ฆี าวุอบุ าสกผกู้ �ำลงั ป่วยหนกั และทรง
202 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสุตตนั ตปิฎก
สอนให้เจริญธรรมอันเป็นส่วนแห่งวิชชา ๖ เม่ือทีฆาวุอุบาสกกราบทูลว่ามีธรรม
เหล่าน้ีแล้ว พระองค์จึงเสด็จกลับไป ทีฆาวุอุบาสกก็ได้ถึงแก่กรรม ต่อมาภิกษุท้ังหลายพากัน
เข้าไปทูลถามถึงคติภพของเขา พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ทีฆาวุอุบาสกเป็นพระอนาคามี
ไมก่ ลับมาเกิดอีก
๔-๕. ปฐมสารีปุตตสูตร และ ทุติยสารีปุตตสูตร ต่างว่าด้วยพระสารีบุตร แต่มี
รายละเอียดต่างกัน คือ ในปฐมสารีปุตตสูตร ท่านพระอานนท์ถามท่านพระสารีบุตรถึงธรรม
ทเี่ ปน็ เหตใุ ห้พระผมู้ ีพระภาคพยากรณห์ มสู่ ตั ว์วา่ เปน็ โสดาบนั ทา่ นพระสารีบตุ รตอบวา่ ไดแ้ ก่
ธรรม ๔ ประการ ดงั ทีท่ รงแสดงไวใ้ นจกั กวัตติราชสตู ร
สว่ นในทตุ ยิ สารปี ตุ ตสตู ร พระผมู้ พี ระภาคตรสั ถามทา่ นพระสารบี ตุ รถงึ องคเ์ ครอื่ งบรรลุ
โสดา และผู้บรรลุโสดา พระเถระทูลตอบว่า องค์เครื่องบรรลุโสดา คือ (๑) สัปปุริสสังเสวะ
การคบสัตบุรุษ (๒) สัทธัมมัสสวนะ การฟังพระสัทธรรม (๓) โยนิโสมนสิการ การมนสิการ
โดยแยบคาย (๔) ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม โสดา คือ อริยมรรค
มอี งค์ ๘ และผู้บรรลุโสดา คือ ผปู้ ระกอบด้วยอริยมรรคมอี งค์ ๘
๖. ถปติสูตร ว่าด้วยช่างไม้ คือ ช่างไม้ช่ืออิสิทัตตะและปุราณะ กราบทูลพระผู้มี-
พระภาคว่า พวกตนรู้สึกน้อยใจและเสียใจท่ีได้ทราบข่าวว่าพระผู้มีพระภาคจักเสด็จจากไป
แต่ปล้ืมใจและดีใจเม่ือได้ทราบข่าวว่าจักเสด็จกลับมา พระองค์จึงตรัสสอนว่า การครองเรือน
เป็นเรื่องคับแคบ บรรพชาปลอดโปร่ง ให้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการดังที่ทรงแสดงไว้ใน
จกั กวตั ตริ าชสตู ร
๗. เวฬุทวาเรยยสูตร ว่าด้วยพราหมณ์และคหบดีชาวเวฬุทวารคาม คือ พราหมณ์
และคหบดีชาวเวฬุทวารคามเข้าไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงแสดงวิธีท่ีผู้อยู่ครองเรือน
ตายแล้วไปเกิดในสวรรค์ได้ พระองค์ทรงสอนให้ประพฤติตามสัทธรรม (ธรรมของคนดี)
๗ ประการคือ (๑) งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ (๒) งดเว้นจากการลักทรัพย์ (๓) งดเว้นจากการ
ประพฤติล่วงเกินภรรยาผู้อ่ืน (๔) งดเว้นจากการพูดเท็จ (๕) งดเว้นจากการพูดส่อเสียด
(๖) งดเวน้ จากการพดู คำ� หยาบ (๗) งดเวน้ จากการพดู เพอ้ เจอ้ และทรงสอนใหป้ ระกอบดว้ ยฐานะ
(ธรรม) ๔ ประการดงั ที่ทรงแสดงไว้ในจกั กวตั ตริ าชสูตร กจ็ ะพ้นจากนรก กำ� เนดิ สัตวด์ ิรจั ฉาน
ภูมแิ หง่ เปรต อบาย ทคุ ติ และวินิบาต เป็นโสดาบนั ไมม่ ที างตกต่�ำ จะสำ� เรจ็ สัมโพธิแน่นอน
๘-๑๐. ปฐมคิญชกาวสถสูตร ทุติยคิญชกาวสถสูตร และ ตติยคิญชกาวสถสูตร
ตา่ งวา่ ด้วยธรรมบรรยายทพ่ี ระตำ� หนักอิฐ แต่มีรายละเอยี ดต่างกัน คอื ในปฐมคิญชกาวสถสูตร
ท่านพระอานนท์ทลู ถามพระผู้มพี ระภาคถงึ คติภพของสาฬหภกิ ษุ นันทาภกิ ษณุ ี สทุ ัตตอุบาสก
เล่มที่ ๑๑ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๑๙ 203
และสชุ าดาอุบาสิกา ท่ีมรณภาพและถงึ แก่กรรมแลว้ พระองค์ตรัสว่าท่านเหล่านัน้ เป็นอรหันต์
อนาคามี สกทาคามี และโสดาบันตามล�ำดับ แล้วตรัสว่า ถ้ามีคนตายแล้วมีคนมาถามเรื่องน้ี
อยู่เสมอพระองค์คงล�ำบากแน่ จึงทรงแสดงธรรมบรรยายช่ือแว่นส่องธรรม เพ่ือให้อริยสาวก
ผู้มีแว่นชนิดน้ีสามารถส่องดูตนเองได้ว่าพ้นจากนรกเป็นต้นหรือยัง หรือเป็นพระอริยบุคคล
ช้นั ใด แว่นส่องธรรมนั้นกค็ ือ ธรรม ๔ ประการดงั ท่ที รงแสดงไว้ในจักกวัตติราชสูตร
ในทุติยคิญชกาวสถสูตร และตติยคิญชกาวสถสูตร มเี น้ือหาเหมอื นกนั ต่างแต่บคุ คลท่ี
ท่านพระอานนทย์ กขึน้ มาทลู ถาม
๑๑.๒ ราชการามวรรค
ราชการามวรรค แปลว่า หมวดวา่ ดว้ ยพระธรรมเทศนาท่ีราชการาม ชอื่ วรรคตั้งตาม
สาระสำ� คญั ในพระสตู รที่ ๑ ในวรรคนี้ ซง่ึ มที ง้ั หมด ๑๐ สตู ร แตล่ ะสตู รมคี วามหมายและใจความ
ส�ำคญั ดงั น้ี
๑. สหัสสภิกขนุ สี งั ฆสูตร ว่าด้วยภิกษณุ ีสงฆ์ ๑,๐๐๐ รูป คอื พระผ้มู ีพระภาคขณะ
ประทับอยู่ที่ราชการาม ทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุณีสงฆ์ ๑,๐๐๐ รูป ว่า ผู้ประกอบด้วยธรรม
๔ ประการ (ดังทีท่ รงแสดงไวใ้ นจกั กวัตตริ าชสตู ร เวฬทุ วารวรรค) จดั เป็นโสดาบัน ไมม่ ที าง
ตกต่ำ� จะสำ� เรจ็ สัมโพธิแนน่ อน
๒. พราหมณสูตร ว่าดว้ ยข้อบญั ญตั ิของพราหมณ์ คอื ตรสั ว่าขอ้ บัญญัตขิ องพราหมณ์
เกี่ยวกับอุทยคามินีปฏิปทา (ข้อปฏิบัติท่ีให้ถึงความเจริญ) ท่ีว่าการลุกขึ้นแต่เช้าเดินมุ่ง
ตรงไปทางทศิ ตะวนั ออกโดยไม่หลกี บ่อ เหว ตอท่มี หี นาม หลุมคูถ บอ่ โสโครก ตกลงไปท่ใี ดให้
รอความตายในที่น้ัน แล้วจะไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ ข้อบัญญัติเช่นนั้นเป็นทางไปของคนโง่
แล้วทรงให้ความหมายของอุทยคามินีปฏิปทาใหม่ว่าได้แก่ธรรม ๔ ประการ ดังท่ีทรงแสดงไว้
ในจักกวตั ติราชสูตร เวฬุทวารวรรค
๓. อานนั ทเถรสตู ร วา่ ดว้ ยพระอานนทเถระ คอื ทา่ นพระสารบี ตุ รถามทา่ นพระอานนท์
วา่ ละธรรมเทา่ ไร ประกอบดว้ ยธรรมเทา่ ไร พระผมู้ พี ระภาคจงึ พยากรณห์ มสู่ ตั วว์ า่ เปน็ โสดาบนั
ทา่ นพระอานนทต์ อบวา่ ละธรรม ๔ ประการคอื (๑) ความไมเ่ ล่อื มใสในพระพุทธเจา้ (๒) ...
ในพระธรรม (๓) ... ในพระสงฆ์ (๔) ความเปน็ ผูท้ ศุ ลี ประกอบดว้ ยธรรม ๔ ประการ ดงั ทที่ รง
แสดงไวใ้ นจักกวตั ตริ าชสูตร เวฬทุ วารวรรค
๔. ทคุ คตภิ ยสตู ร วา่ ดว้ ยธรรมทใ่ี หพ้ น้ ภยั คอื ทคุ ติ คอื ทรงแสดงวา่ อรยิ สาวกผปู้ ระกอบ
ด้วยธรรม ๔ ประการ ดังท่ีทรงแสดงไว้ในจักกวัตติราชสูตร เวฬุทวารวรรค ย่อมพ้นภัยคือ
ทุคตทิ ้งั ปวง
204 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตันตปฎิ ก
๕. ทุคคติวินิปาตภยสูตร ว่าด้วยธรรมที่ให้พ้นภัยคือทุคติและวินิบาต มีเน้ือหา
คล้ายทคุ คติภยสูตร
๖-๗. ปฐมมิตตามัจจสูตร และ ทุติยมิตตามัจจสูตร ต่างว่าด้วยการชักชวนมิตร
อ�ำมาตย์ แต่มีรายละเอียดต่างกัน คือ ในปฐมมิตตามัจจสูตร ทรงแนะน�ำว่าภิกษุควร
ชักชวนคนท่ีควรอนุเคราะห์ มิตร อ�ำมาตย์ ญาติ และสาโลหิตให้ด�ำรงอยู่ในองค์เครื่องบรรลุ
โสดา ๔ ประการ ซงึ่ ก็คือธรรม ๔ ประการ ดงั ทีท่ รงแสดงไว้ในจักกวัตติราชสูตร เวฬุทวารวรรค
ในทุติยมิตตามจั จสตู ร มีเนอ้ื หาเหมอื นกนั ตา่ งแต่ตรัสถงึ อานิสงสข์ องธรรม ๔ ประการนนั้ ว่า
ท�ำใหไ้ มเ่ กดิ ในนรกเปน็ ตน้
๘-๑๐. ปฐมเทวจาริกสูตร ทุติยเทวจาริกสูตร และ ตติยเทวจาริกสูตร ต่างว่า
ด้วยการจาริกในเทวโลก แต่มีรายละเอียดต่างกัน คือ ในปฐมเทวจาริกสูตร ท่านพระมหา-
โมคคัลลานะหายตัวไปปรากฏบนสวรรค์แล้ว สนทนากับเทวดาว่า ผู้ประกอบด้วยธรรม
๔ ประการ ดงั ทีท่ รงแสดงไว้ในจกั กวตั ตริ าชสูตร เวฬทุ วารวรรค จะไปเกดิ ในสคุ ตโิ ลกสวรรค์
ในทุติยเทวจาริกสูตร สนทนากันว่า ผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนั้น ไปเกิดใน
สคุ ตโิ ลกสวรรค์แล้ว
ในตติยเทวจาริกสูตร พระผู้มีพระภาคทรงสนทนากับเทวดาว่าผู้ประกอบด้วย
ธรรม ๔ ประการน้ัน เป็นโสดาบัน ไม่มที างตกต่�ำ จะส�ำเรจ็ สัมโพธแิ น่นอน
๑๑.๓ สรณานิวรรค
สรณานิวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยเจ้าศากยะพระนามว่าสรณานิ ชื่อวรรคต้ังตาม
สาระส�ำคัญของพระสูตรท่ี ๔-๕ ในวรรคน้ี ซึ่งมีท้ังหมด ๑๐ สูตร แต่ละสูตรมีความหมาย
และใจความสำ� คญั ดงั นี้
๑-๒. ปฐมมหานามสูตร และ ทุติยมหานามสูตร ต่างว่าด้วยเจ้าศากยะพระนามว่า
มหานามะ แต่มีรายละเอียดตา่ งกนั คอื ในปฐมมหานามสูตร เจ้าศากยะ พระนามว่ามหานามะ
เข้าไปทูลถามพระผู้มีพระภาคถึงคติภพของพระองค์ถ้าสวรรคตขณะลืมสติ พระผู้มีพระภาค
ตรัสตอบว่าการสวรรคตน้ันจักไม่เลวทราม จติ ของใครกต็ ามที่ไดเ้ จริญดว้ ยพละ ๕ ประการ คือ
ศรทั ธา วริ ิยะ สติ สมาธิ และปัญญา ยอ่ มสูงข้นึ ไปจนไดบ้ รรลคุ ุณวเิ ศษ ในทุตยิ มหานามสูตร
มีเน้ือหาคลา้ ยกัน แต่ตรสั วา่ อรยิ สาวกผปู้ ระกอบดว้ ยธรรม ๔ ประการ (ดังทที่ รงแสดงไวใ้ น
จกั กวตั ตริ าชสตู ร เวฬุทวารวรรค) ยอ่ มนอ้ มไปสู่นพิ พาน
๓. โคธสักกสูตร ว่าด้วยเจ้าศากยะพระนามว่าโคธา คือ เจ้าศากยะ พระนามว่า
มหานามะกับเจ้าศากยะพระนามว่าโคธาทรงสนทนากันเก่ียวกับธรรมท่ีท�ำให้เป็นโสดาบัน
เลม่ ท่ี ๑๑ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๑๙ 205
แต่ตกลงกันไม่ได้ จึงเข้าไปทูลถามพระผู้มีพระภาค เมื่อเจ้าศากยะพระนามว่ามหานามะ
กราบทลู เรื่องทงั้ หมดจบลง พระผูม้ ีพระภาคจึงตรสั ถามเจา้ ศากยะพระนามวา่ โคธาวา่ จะกลา่ ว
อะไรอกี ไหม เจ้าศากยะพระนามวา่ โคธากราบทูลวา่ ไม่มีอะไรจะกลา่ วอกี
๔-๕. ปฐมสรณานิสักกสูตร และ ทุติยสรณานิสักกสูตร ต่างว่าด้วยเจ้าศากยะ
พระนามว่าสรณานิ แต่มีรายละเอียดต่างกัน คือ ในปฐมสรณานิสักกสูตร พระผู้มีพระภาค
ทรงพยากรณ์เจ้าสรณานิศากยะซ่ึงสวรรคตว่าเป็นโสดาบัน เจ้าศากยะหลายพระองค์ต่าง
พากันต�ำหนิพระองค์ เพราะเห็นว่าเจ้าสรณานิศากยะท้อแท้ในสิกขา และชอบเสวยน�้ำจัณฑ์
จะเป็นพระโสดาบันได้อย่างไร เจ้ามหานามศากยะจึงไปกราบทูลเร่ืองน้ันแด่พระผู้มีพระภาค
พระองคจ์ งึ ทรงแสดงลกั ษณะของผูบ้ รรลธุ รรมและผู้พน้ จากนรกใหเ้ จ้ามหานามศากยะฟงั
ในทุติยสรณานิสักกสูตร มีเน้ือหาเหมือนกัน แต่ในท่ีน้ีทรงแสดงลักษณะของผู้บรรลุ
ธรรมและผพู้ น้ จากนรกใหพ้ สิ ดารยงิ่ ขนึ้ ในตอนทา้ ยตรสั อปุ มาวา่ ถา้ ธรรมในศาสนาไมด่ ี ถงึ สาวก
จะปฏิบัติดี ก็เจริญงอกงามไม่ได้ เหมือนนาไม่ดี พืชก็เสีย แต่ถ้าธรรมในศาสนาดี และสาวก
กป็ ฏบิ ัตดิ ี ยอ่ มเจริญงอกงามได้ เหมือนนาดี พชื ก็เจรญิ งอกงาม
๖-๗. ปฐมอนาถปิณฑิกสูตร และ ทุติยอนาถปิณฑิกสูตร ต่างว่าด้วยอนาถบิณฑิก
คหบดี แตม่ รี ายละเอียดต่างกนั คือ ในปฐมอนาถปณิ ฑิกสตู ร ท่านพระสารบี ตุ รแสดงธรรมแก่
อนาถบิณฑิกคหบดีซึ่งก�ำลังป่วยหนัก โดยให้พิจารณาธรรม ๔ ประการ (ดังท่ีทรงแสดงไว้ใน
จักกวัตติราชสูตร เวฬุทวารวรรค) และสัมมัตตธรรม ๑๐ ประการ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘
สัมมาญาณะ (รู้ชอบ) และสัมมาวมิ ตุ ติ (หลดุ พ้นชอบ) จนเวทนาของอนาถบณิ ฑิกคหบดีหายไป
ในทุติยอนาถปิณฑิกสูตร ท่านพระอานนท์แสดงธรรมแก่อนาถบิณฑิกคหบดีเกี่ยวกับ
ธรรม ๔ ประการทท่ี ำ� ใหส้ ะด้งุ กลวั และธรรม ๔ ประการที่ท�ำให้ไม่สะด้งุ กลัว ดงั ท่ที รงแสดงไว้
ในอานนั ทเถรสูตร ในราชการามวรรค สงั ยุตน้ี
๘-๙. ปฐมภยเวรปู สันตสตู ร และ ทตุ ยิ ภยเวรูปสนั ตสตู ร ต่างว่าดว้ ยอริยสาวกระงบั
ภัยเวร แต่มีรายละเอียดต่างกัน คือในปฐมภยเวรูปสันตสูตร พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรม
แก่อนาถบิณฑิกคหบดวี ่า เม่อื อรยิ สาวกระงับภยั เวร ๕ ประการ ประกอบด้วยองค์เครอื่ งบรรลุ
โสดา ๔ ประการ และเห็นแจ้งอริยญายธรรมด้วยปัญญาได้ ย่อมสามารถพยากรณ์ตนเอง
ได้ว่าพ้นจากนรกเป็นต้นหรือยัง หรือเป็นพระอริยบุคคลช้ันใด ในทุติยภยเวรูปสันตสูตร
มเี นือ้ หาเหมอื นกัน ต่างแตท่ รงแสดงแกภ่ ิกษุ
๑๐. นนั ทกลจิ ฉวสิ ตู ร วา่ ดว้ ยมหาอำ� มาตยข์ องเจา้ ลจิ ฉวชี อ่ื นนั ทกะ คอื ทรงแสดงธรรม
๔ ประการ (ดังท่ีทรงแสดงไว้ในจักกวัตติราชสูตร เวฬุทวารวรรค สังยุตน้ี) แก่นันทกะผู้เป็น
206 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตันตปฎิ ก
มหาอ�ำมาตย์ของเจ้าลิจฉวี และตรัสว่า ผู้ประกอบด้วยธรรมเหล่านั้น เป็นพระโสดาบัน และ
ช่ือว่าประกอบดว้ ยอายุ วรรณะ สุข ยศ และความเปน็ ใหญ่ทงั้ ทเี่ ป็นของทพิ ยแ์ ละของมนุษย์
๑๑.๔ ปญุ ญาภิสันทวรรค
ปุญญาภิสันทวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยห้วงบุญกุศล ชื่อวรรคต้ังตามช่ือพระสูตรท่ี
๑-๓ ในวรรคน้ี ซ่งึ มีท้งั หมด ๑๐ สตู ร แตล่ ะสตู รมคี วามหมายและใจความส�ำคัญดังน้ี
๑-๓. ปฐมปุญญาภิสันทสูตร ทุติยปุญญาภิสันทสูตร และ ตติยปุญญาภิสันทสูตร
ตา่ งวา่ ดว้ ยหว้ งบญุ กศุ ล แตม่ รี ายละเอยี ดตา่ งกนั คอื ในปฐมปญุ ญาภสิ นั ทสตู ร พระผมู้ พี ระภาค
ตรสั หว้ งบญุ กศุ ล ๔ ประการทน่ี ำ� สขุ มาให้ คอื (๑) ความเลอ่ื มใสในพระพทุ ธเจา้ (๒)...ในพระธรรม
(๓)...ในพระสงฆ์ (๔) ศลี ที่ พระอริยชอบใจ หว้ งบญุ กศุ ล ๔ ประการนี้ กค็ อื ธรรม ๔ ประการ
ดงั ท่ที รงแสดงไว้ในจกั กวตั ติราชสตู ร เวฬทุ วารวรรค สังยุตนี้
ในทุติยปุญญาภิสันทสูตร มีเน้ือหาเหมือนกัน ต่างแต่ทรงยกจาคะ(การเสียสละ)
ข้ึนแสดงแทนศีล
ในตติยปญุ ญาภสิ ันทสูตร ทรงยกปัญญาขน้ึ แสดงแทนศีล
๔-๕. ปฐมเทวปทสูตร และทตุ ิยเทวปทสูตร ต่างว่าดว้ ยเทวบท (ขอ้ ปฏบิ ัตขิ องเทพ)
แตม่ รี ายละเอียดตา่ งกัน คอื ในปฐมเทวปทสูตร ตรัสว่า เทวบท ของเทพทงั้ หลาย ๔ ประการ
เป็นไปเพื่อความบรสิ ุทธิ์ของสตั วผ์ ูไ้ ม่บริสทุ ธ์ิ ซ่ึงก็คอื ห้วงบุญกุศล ๔ ประการ ดังท่ที รงแสดงไว้
ในปฐมปุญญาภิสนั ทสูตรนัน่ เอง
ในทตุ ยิ เทวปทสตู ร มีเน้อื หาคล้ายกัน แตต่ รัสสอนใหพ้ จิ ารณาเทวบทเหลา่ นัน้
๖. เทวสภาคสูตร ว่าด้วยผู้มีธรรมมาสู่เทวสภา คือ ทรงแสดงว่า ผู้ประกอบด้วย
ธรรม ๔ ประการ ดังในปฐมปุญญาภิสันทสูตร แม้แต่เทพท้ังหลายกล่าวถึงด้วยความปลื้มใจ
และเช้อื เชิญใหม้ าสูเ่ ทวสภา
๗. มหานามสตู ร ว่าดว้ ยเจ้าศากยะพระนามว่ามหานามะ คือ เจ้าศากยะพระนามวา่
มหานามะเข้าไปสนทนาธรรมกับพระผ้มู พี ระภาคเรื่องอุบาสก เหตทุ ีท่ �ำใหช้ ือ่ วา่ อบุ าสก เหตุท่ี
ท�ำใหอ้ บุ าสกชื่อว่าถึงพรอ้ มด้วยศลี ศรัทธา จาคะ และปัญญา
๘. วัสสสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยฝนตก คือ ทรงแสดงธรรมด้วยอุปมาโวหารว่า ความ
เล่ือมใสในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ และศีลที่พระอริยะชอบใจ ไหลไปถึงฝั่งแล้ว
เป็นไปเพ่ือความสนิ้ อาสวะ เหมอื นฝนตกบนยอดเขา น�ำ้ ไหลไปตามทีล่ ่มุ กท็ ำ� ให้ซอกเขา ล�ำธาร
หว้ ย จนถงึ มหาสมทุ ร เต็มเปยี่ ม ฉะนั้น
เลม่ ที่ ๑๑ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๙ 207
๙. กาฬโิ คธสตู ร วา่ ดว้ ยพระนางสากยิ านพี ระนามวา่ กาฬโิ คธา คอื ทรงแสดงธรรม (องค์
เคร่อื งบรรลุโสดา) ๔ ประการ (ดังทท่ี รงแสดงไว้ในทุติยปญุ ญาภิสันทสตู ร) แก่พระนางสากยิ านี
พระนามวา่ กาฬิโคธา
๑๐. นันทิยสักกสูตร ว่าด้วยเจ้าศากยะพระนามว่านันทิยะ คือ ทรงแสดงธรรมแก่
เจา้ ศากยะพระนามวา่ นันทิยะว่า อริยสาวกผปู้ ระกอบด้วยธรรม ๔ ประการ (ดังในปฐมปญุ ญา-
ภสิ ันทสตู ร) แตไ่ มพ่ ยายามใหย้ ิ่งข้ึนไปจัดวา่ เป็นผู้ประมาท ส่วนผู้ไม่ประมาทมนี ยั ตรงกันขา้ ม
๑๑.๕ สคาถกปุญญาภิสันทวรรค
สคาถกปุญญาภิสันทวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยห้วงบุญกุศลที่มีคาถา ชื่อวรรคต้ัง
ตามชื่อและลกั ษณะทม่ี คี าถาของพระสูตรท่ี ๑-๓ ในวรรคนี้ ซ่ึงมที ัง้ หมด ๑๐ สูตร แต่ละสูตร
มคี วามหมายและใจความส�ำคัญดังนี้
๑-๓. ปฐมอภิสันทสูตร ทุติยอภิสันทสูตร และ ตติยอภิสันทสูตร ต่างว่าด้วยห้วง
บุญกุศล แต่มีรายละเอียดต่างกันคือ ในปฐมอภิสันทสูตร ตรัสว่า การที่จะก�ำหนดประมาณ
บุญของอริยสาวกผู้ประกอบด้วยห้วงบุญกุศล ๔ ประการ (ดังที่ทรงแสดงไว้ในปฐมปุญญา-
ภิสนั ทสตู ร ปญุ ญาภสิ ันทวรรค) มใิ ช่ทำ� ไดง้ า่ ย เหมอื นการกำ� หนดปริมาณของน�้ำในมหาสมุทร
ฉะนัน้
ในทุติยอภิสันทสูตร มีเนื้อหาคล้ายปฐมอภิสันทสูตร แต่หมายถึงห้วงบุญกุศลดังใน
ทุติยปุญญาภิสนั ทสตู ร ปญุ ญาภิสันทวรรค
ในตติยอภิสันทสูตร หมายถึงห้วงบุญกุศลดังในตติยปุญญาภิสันทสูตร ปุญญาภิ-
สันทวรรค
๔-๕. ปฐมมหัทธนสูตร และ ทุติยมหัทธนสูตร ต่างว่าด้วยผู้มีธรรมเป็นผู้มี
ทรพั ยม์ าก มเี นอื้ หาเหมอื นกนั คอื ทรงแสดงวา่ ผปู้ ระกอบดว้ ยธรรม ๔ ประการ (ดงั ทที่ รงแสดงไว้
ในปฐมปญุ ญาภิสนั ทสูตร ปุญญาภิสันทวรรค) เป็นผู้มงั่ คง่ั มีทรพั ย์มาก มโี ภคะมาก มยี ศใหญ่
๖. สุทธกสูตร วา่ ด้วยองค์คุณลว้ นของพระโสดาบนั หมายถึงธรรม ๔ ประการ ดงั ใน
ปฐมปญุ ญาภิสนั ทสตู ร ปญุ ญาภิสันทวรรคน่นั เอง
๗. นนั ทิยสูตร วา่ ด้วยเจ้าศากยะพระนามวา่ นนั ทิยะ คือ ทรงแสดงธรรม ๔ ประการ
ดงั ในปฐมปุญญาภิสนั ทสตู ร ปญุ ญาภสิ ันทวรรค) แก่เจ้าศากยะพระนามวา่ นันทยิ ะ
๘. ภทั ทิยสตู ร วา่ ดว้ ยเจ้าศากยะพระนามวา่ ภทั ทยิ ะ มีเน้ือหาคลา้ ยนันทิยสตู ร
๙. มหานามสตู ร ว่าด้วยเจ้าศากยะพระนามวา่ มหานามะ มเี น้ือหาคล้ายนันทยิ สูตร
208 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสุตตันตปฎิ ก
๑๐. อังคสูตร ว่าด้วยองค์เครื่องบรรลุโสดา คือ ทรงแสดงองค์เครื่องบรรลุโสดา
๔ ประการ ดงั ในทตุ ิยสารีปุตตสตู ร เวฬุทวารวรรค สงั ยุตน้ี
๑๑.๖ สปั ปญั ญวรรค
สัปปัญญวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยผู้มีปัญญา ชื่อวรรคต้ังตามสาระส�ำคัญของ
พระสูตรท้งั ๑๑ สตู รในวรรคนี้ แตล่ ะสตู รมีความหมายและใจความส�ำคัญดังนี้
๑. สคาถกสูตร ว่าด้วยองค์คุณของพระโสดาบันที่มีคาถา คือ พระผู้มีพระภาค
ทรงแสดงธรรม ๔ ประการ (ดังที่ทรงแสดงไว้ในปฐมปุญญาภิสันทสูตร ปุญญาภิสันทวรรค
สงั ยุตน)้ี พร้อมทงั้ คาถา
๒. วัสสังวุตถสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้อยู่จ�ำพรรษาในกรุงสาวัตถี คือ ภิกษุผู้จ�ำพรรษาใน
กรุงสาวัตถี เดินทางไปยังกรุงกบิลพัสดุ์และแสดงธรรมแก่เจ้าศากยะผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์ว่า
พระอริยบุคคลแต่ละชั้น คือ พระอรหันต์ พระอนาคามี พระสกทาคามี และพระโสดาบันมี
จำ� นวนมากนอ้ ยกว่ากนั ตามลำ� ดับ เช่น พระอรหนั ตน์ ้อยกวา่ พระอนาคามี
๓. ธัมมทินนสูตร ว่าด้วยธัมมทินนอุบาสก คือ ทรงแสดงธรรมแก่ธัมมทินนอุบาสก
พร้อมดว้ ยอบุ าสก ๕๐๐ คน ใหพ้ จิ ารณาพระสูตรที่ลกึ ซ้ึง ลุม่ ลึก ระดับโลกตุ ตระ เม่ือธัมมทนิ น-
อุบาสกกราบทูลว่า พวกตนอยู่ครองเรือน นอนเบียดเสียดบุตร ใช้เคร่ืองประดับและเงินทอง
คงจะท�ำได้ยาก พระองค์จึงทรงแสดงธรรม ๔ ประการ ดังที่ทรงแสดงไว้ในปฐมปุญญาภิ-
สันทสูตร ปญุ ญาภสิ ันทวรรค สงั ยุตนี้
๔. คิลานสูตร วา่ ดว้ ยอุบาสกปว่ ย คอื เจา้ ศากยะพระนามว่ามหานามะ เขา้ ไปทลู ถาม
พระผมู้ พี ระภาควา่ อบุ าสกผมู้ ปี ญั ญา (พระโสดาบนั ) จะกลา่ วสอนอบุ าสกผมู้ ปี ญั ญาซง่ึ เจบ็ ปว่ ย
ไดห้ รอื ไม่ ตรสั ตอบวา่ สามารถปลอบใจไดด้ ว้ ยธรรม ๔ ประการ ดังในปฐมปุญญาภิสนั ทสตู ร
ปญุ ญาภิสนั ทวรรค สงั ยุตนี้
๕. โสตาปตั ติผลสตู ร วา่ ด้วยธรรมทีเ่ ปน็ ไปเพอื่ ทำ� ให้แจ้งโสดาปัตติผล คือ ทรงแสดง
ธรรม ๔ ประการ คอื (๑) สปั ปรุ ิสสังเสวะ (๒) สัทธมั มัสสวนะ (๓) โยนโิ สมนสิการ (๔) ธมั มา-
นุธัมมปฏิปัตติ (ดังในทุติยสารีปุตตสูตร เวฬุทวารวรรค สังยุตนี้) ว่าเป็นธรรมท่ีเป็นไปเพื่อ
ท�ำใหแ้ จ้งโสดาปัตตผิ ล
๖-๑๑. สกทาคามผิ ลสูตร วา่ ดว้ ยธรรมที่เปน็ ไปเพอื่ ทำ� ใหแ้ จง้ สกทาคามิผล อนาคาม-ิ
ผลสตู ร ว่าดว้ ยธรรมทีเ่ ป็นไปเพอ่ื ท�ำใหแ้ จง้ อนาคามผิ ล อรหตั ตผลสูตร ว่าด้วยธรรมทเี่ ป็นไป
เพ่ือท�ำให้แจ้งอรหัตตผล ปัญญาปฏิลาภสูตร ว่าด้วยธรรมที่เป็นไปเพื่อได้เฉพาะซ่ึงปัญญา
เลม่ ที่ ๑๑ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๙ 209
ปัญญาวุฑฒิสูตร ว่าด้วยธรรมท่ีเป็นไปเพ่ือความเจริญแห่งปัญญา และ ปัญญาเวปุลลสูตร
ว่าดว้ ยธรรมท่เี ป็นไปเพือ่ ความไพบลู ย์แห่งปญั ญา รวม ๖ สูตร มเี นอ้ื หาคลา้ ยโสตาปตั ติผลสูตร
๑๑.๗ มหาปญั ญวรรค
มหาปญั ญวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ดว้ ยธรรมทเี่ ปน็ ไปเพอ่ื ความมปี ญั ญามาก ชอ่ื วรรคตงั้
ตามช่อื พระสตู รท่ี ๑ ในวรรคน้ี ซ่งึ มที ง้ั หมด ๑๓ สตู ร ชื่อพระสตู รแต่ละสูตรตง้ั ตามหวั ขอ้ ธรรม
ซึ่งเป็นผลจากการเจริญธรรม ๔ ประการ (ดังในโสตาปัตติผลสูตร สัปปัญญวรรค) เช่น
มหาปัญญาสูตร ว่าด้วยธรรมที่เป็นไปเพื่อความมีปัญญามาก ปุถุปัญญาสูตร ว่าด้วยธรรม
ท่ีเป็นไปเพ่ือความมีปัญญาแน่น เป็นต้น พระสูตรที่ ๑ ทรงแสดงไว้เต็ม มีเน้ือหาคล้าย
โสตาปัตติผลสูตร สัปปัญญวรรค ส่วนพระสูตรที่ ๒-๑๓ ทรงแสดงไว้โดยย่อ ให้อนุโลมตาม
พระสูตรที่ ๑
๑๒. สจั จสงั ยตุ
สัจจสังยุต แปลว่า ประมวลเร่ืองสัจจะ คือ ประมวลพระสูตรท่ีเก่ียวกับอริยสัจ ๔
ประการ มีทงั้ หมด ๑๓๑ สตู ร จดั แบ่งเปน็ วรรคได้ ๑๑ วรรค แตล่ ะวรรคมีจำ� นวนพระสูตร ๑๐
สตู รบ้าง เกนิ กวา่ นีบ้ ้าง ดงั มรี ายละเอยี ดตอ่ ไปน้ี
๑๒.๑ สมาธวิ รรค
สมาธิวรรค แปลว่า หมวดวา่ ดว้ ยสมาธิ ชื่อวรรคตง้ั ตามชอ่ื พระสตู รที่ ๑ ในวรรคนีซ้ ง่ึ
มีทงั้ หมด ๑๐ สตู ร แต่ละสตู ร มคี วามหมายและใจความสำ� คญั ดังนี้
๑. สมาธสิ ตู ร วา่ ดว้ ยสมาธิ คอื พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงอานสิ งสข์ องการเจรญิ สมาธิ
ว่าท�ำใหร้ ชู้ ัดอริยสจั ๔ ประการ คอื (๑) ทกุ ข์ (๒) ทกุ ขสมทุ ยั (เหตุเกดิ ทุกข)์ (๓) ทกุ ขนโิ รธ
(ความดบั ทุกข)์ (๔) ทุกขนิโรธคามนิ ปี ฏปิ ทา (ข้อปฏิบัตทิ ใี่ หถ้ งึ ความดับทกุ ข)์
๒. ปฏิสลั ลานสูตร ว่าด้วยผูห้ ลีกเร้น คือ ทรงแสดงอานิสงสข์ องการหลกี เรน้ ว่าท�ำให้
รชู้ ัดอรยิ สจั ๔ ประการ ตามความเปน็ จรงิ
๓-๔. ปฐมกลุ ปตุ ตสูตร และ ทตุ ยิ กลุ ปุตตสตู ร ตา่ งวา่ ด้วยกลุ บตุ ร แต่มรี ายละเอยี ด
ตา่ งกัน คือ ในปฐมกลุ ปุตตสตู ร ทรงแสดงวา่ กุลบุตรทั้งในอดีต อนาคต ปัจจุบัน ออกจากเรือน
บวชเป็นบรรพชิตก็เพื่อรู้แจ้งอริยสัจ ๔ ประการนี้ ส่วนในทุติยกุลปุตตสูตร มีเนื้อหาตรงกัน
แต่ทรงแสดงตามอัธยาศยั ของผู้จะตรสั รู้
210 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสุตตันตปิฎก
๕-๖. ปฐมสมณพราหมณสตู ร และ ทตุ ยิ สมณพราหมณสตู ร ตา่ งวา่ ดว้ ยสมณพราหมณ์
แต่มีรายละเอียดต่างกัน คือ ในปฐมสมณพราหมณสูตร ทรงแสดงว่า สมณพราหมณ์ทั้งใน
อดีต อนาคต ปัจจุบัน ล้วนต้องรู้แจ้งอริยสัจ ๔ ประการนี้ ส่วนในทุติยสมณพราหมณสูตร
ทรงแสดงวา่ สมณพราหมณ์ท่ีประกาศสิ่งท่ตี นรู้แจง้ ตอ้ งประกาศอริยสจั ๔ ประการนี้
๗. วิตักกสูตร ว่าด้วยการตรึกถึงอริยสัจ คือ ตรัสห้ามมิให้ตรึกถึงบาปอกุศลวิตก
๓ ประการ คอื (๑) กามวติ ก (ความตรกึ ในทางกาม) (๒) พยาบาทวติ ก (ความตรกึ ในทางพยาบาท)
(๓) วิหิงสาวิตก (ความตรึกในทางเบยี ดเบียน) แตต่ รัสสอนใหต้ รึกถึงอริยสจั ๔ ประการ
๘. จินตสูตร ว่าด้วยการคิดเร่ืองอริยสัจ คือ ตรัสห้ามมิให้คิดถึงบาปอกุศลวิตก
เช่น คิดว่าโลกเท่ียง หรือโลกไม่เท่ียง โลกมีท่ีสุดหรือโลกไม่มีท่ีสุด แต่ตรัสสอนให้คิดเรื่อง
อรยิ สจั ๔ ประการ
๙. วิคคาหิกกถาสูตร ว่าด้วยการกล่าวทุ่มเถียงแก่งแย่งกัน คือ ตรัสห้ามมิให้กล่าว
ทุ่มเถียงแก่งแย่งกัน เช่น ท่านไม่รู้ท่ัวถึงธรรมวินัยน้ี แต่ผมรู้ท่ัวถึง เป็นต้น แต่ตรัสสอนให้
กล่าวเร่ืองอรยิ สจั ๔ ประการ
๑๐. ติรัจฉานกถาสูตร ว่าด้วยติรัจฉานกถา คือ ตรัสสอนมิให้กล่าวติรัจฉานกถา
๒๘ ประการ เช่น ราชกถา เร่ืองพระราชา โจรกถา เรื่องโจร เป็นต้น แต่ตรัสสอนให้กล่าว
เรื่องอรยิ สัจ ๔ ประการ
๑๒.๒ ธัมมจกั กัปปวัตตนวรรค
ธัมมจักกัปปวัตตนวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยการประกาศพระธรรมจักร ช่ือวรรค
ต้งั ตามชอ่ื พระสูตรท่ี ๑ ในวรรคน้ี ซ่ึงมที ง้ั หมด ๑๐ สตู ร แต่ละสูตรมีความหมายและใจความ
สำ� คญั ดังนี้
๑. ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ว่าด้วยการประกาศพระธรรมจักร คือ พระผู้มีพระภาค
ทรงแสดงแก่ภิกษุปัญจวัคคีย์ว่าที่สุด ๒ ประการ บรรพชิตไม่ควรเสพ ท่ีสุด ๒ ประการ คือ
กามสขุ ัลลิกานโุ ยคและอัตตกลิ มถานโุ ยค แลว้ ทรงแสดงมัชฌมิ าปฏิทา คือ มรรคมอี งค์ ๘ ว่า
ควรเสพ ทรงแสดงอรยิ สัจ ๔ ประการ และญาณทสั สนะมวี น ๓ รอบ มี ๑๒ อาการ ตรัสว่า
ญาณทัสสนะของพระองค์ ในเร่ืองอริยสัจ ๔ ประการน้ี หมดจดดีแล้วจึงทรงประกาศยืนยัน
การตรัสรู้ของพระองค์ เมื่อทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตรจบลง ท่านพระโกณฑัญญะได้
ธรรมจักษุ (ดวงตาเห็นธรรม) เป็นพระอรยิ บคุ คลองค์แรกของโลก
๒. ตถาคตสตู ร วา่ ด้วยพระตถาคต คอื ทรงแสดงวา่ จกั ษุ ญาณ ปัญญา วชิ ชา และ
แสงสวา่ งเกิดขึน้ แกพ่ ระตถาคตในธรรมทไ่ี ม่เคยไดฟ้ งั มาก่อน คอื อรยิ สัจ ๔ และญาณทสั สนะ
เลม่ ที่ ๑๑ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๑๙ 211
มวี น ๓ รอบ มีอาการ ๑๒ อาการ ดังในธัมมจักกปั ปวตั ตนสูตร
๓. ขนั ธสูตร วา่ ด้วยอุปาทานขันธ์ คือ ทรงแสดงอริยสจั แตล่ ะข้อวา่ ได้แก่ อะไร ดังนี้
๑) ทกุ ขอรยิ สัจ ได้แก่ อุปาทานขนั ธ์ ๕ (รปู เวทนา สัญญา สงั ขาร วิญญาณ)
๒) ทุกขสมุทยอรยิ สัจ ได้แก่ ตณั หา ๓ (กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา)
๓) ทุกขนโิ รธอรยิ สัจ ไดแ้ ก่ ความดับตณั หาไมเ่ หลือดว้ ยวริ าคะ ความสละ ความ
สละคืน ความพ้น ความไมอ่ าลัยในตัณหา
๔) ทกุ ขนโิ รธคามนิ ปี ฏิปทา ไดแ้ ก่ อรยิ มรรคมีองค์ ๘
๔. อัชฌัตติกายตนสูตร ว่าด้วยอายตนะภายใน มีเน้ือหาเหมือนขันธสูตร ต่างแต่ใน
พระสตู รน้ที รงยกอายตนะภายใน ๖ ประการ ขน้ึ แสดงแทนขันธ์ ๕
๕-๖. ปฐมธารณสูตร และ ทุติยธารณสูตร ต่างว่าด้วยการทรงจ�ำอริยสัจ แต่มี
รายละเอยี ดต่างกนั คอื ในปฐมธารณสตู ร ตรัสสอนให้ภกิ ษทุ งั้ หลายทรงจำ� อริยสจั ๔ ประการ
แล้วตรัสชมเชยภิกษุรูปหน่ึงที่ทรงจ�ำอริยสัจ ๔ ประการได้ ส่วนในทุติยธารณสูตร มีเนื้อหา
คล้ายกนั
๗. อวิชชาสูตร ว่าด้วยอวิชชา คือ ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามเร่ืองอวิชชาและเหตุที่ท�ำให้
บุคคลชื่อว่าตกอยู่ในอวิชชา ตรัสตอบว่า อวิชชา คือ ความไม่รู้ในอริยสัจ ๔ ประการ และ
ความไม่รนู้ ้เี องเปน็ เหตใุ หบ้ คุ คลชือ่ วา่ ตกอยู่ในอวิชชา
๘. วิชชาสูตร ว่าด้วยวิชชา คือ ภิกษุรูปหน่ึงทูลถามเรื่องวิชชา และเหตุท่ีท�ำให้
บคุ คลช่อื วา่ มีวิชชา ตรัสตอบว่า วิชชา คอื ความรู้ในอรยิ สัจ ๔ ประการ และความรนู้ เ้ี องเป็น
เหตุท�ำใหบ้ คุ คลชอื่ ว่ามีวชิ ชา
๙. สังกาสนสูตร ว่าดว้ ยการจ�ำแนกอริยสจั คือ ทรงแสดงว่า อกั ษร พยญั ชนะ และ
การจ�ำแนกในอริยสัจ ๔ ประการนน้ั หาประมาณมิได้ คอื อธบิ ายไมจ่ บดว้ ยอักษรเป็นต้น
๑๐. ตถสูตร ว่าด้วยส่งิ จริงแท้ คอื ทรงแสดงว่า ส่ิงจรงิ แท้ ไม่ผดิ ไมเ่ ปน็ อย่างอนื่ ไดแ้ ก่
อริยสัจ ๔ ประการนี้
๑๒.๓ โกฏคิ ามวรรค
โกฏิคามวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยพระธรรมเทศนาที่โกฏิคาม ช่ือวรรคต้ังตามชื่อ
พระสูตรที่ ๑-๒ ในวรรคนี้ ซงึ่ มที ้ังหมด ๑๐ สตู ร แตล่ ะสตู รมีความหมายและใจความส�ำคญั
ดังน้ี
๑-๒. ปฐมโกฏิคามสูตร และ ทุติยโกฏิคามสูตร ต่างว่าด้วยพระธรรมเทศนาท่ี
โกฏคิ าม แตม่ รี ายละเอยี ดตา่ งกนั คอื ในปฐมโกฏคิ ามสตู ร พระผมู้ พี ระภาคประทบั อยทู่ โ่ี กฏคิ าม
212 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
ตรัสกับภกิ ษุทง้ั หลายว่า เพราะไมร่ ู้อริยสัจ ๔ ประการ จึงทำ� ใหเ้ ทีย่ วเรร่ อ่ นไปสู่ภพต่าง ๆ กลับ
ไปกลบั มาตลอดกาลยาวนานอย่างนี้ บัดน้ี พระองค์ไดร้ แู้ จ้งแทงตลอดอรยิ สัจ ๔ ประการแล้ว
ถอนภวตัณหา สิน้ ภวเนตติแลว้ ไม่มภี พใหมอ่ ีกต่อไป
ในทุติยโกฏิคามสูตร ตรัสว่า สมณพราหมณ์ผู้ไม่รู้ชัดอริยสัจ ๔ ประการ ไม่ช่ือว่า
เป็นสมณพราหมณ์ และไม่ได้รับประโยชน์จากความเป็นสมณพราหมณ์ ส่วนผู้รู้ชัดมีนัย
ตรงกันข้าม
๓. สัมมาสัมพุทธสูตร ว่าด้วยเหตุให้เรียกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ ทรงแสดงว่า
เพราะได้ตรัสรู้อริยสัจ ๔ ประการตามความเป็นจริง เขาจึงเรียกพระองค์ว่าเป็นพระอรหันต-
สัมมาสัมพุทธเจ้า
๔. อรหนั ตสูตร ว่าดว้ ยพระอรหนั ตสัมมาสมั พุทธเจา้ คือ ทรงแสดงว่า พระอรหนั ต-
สมั มาสมั พทุ ธเจ้าทัง้ ในอดีต อนาคต ปัจจบุ นั ลว้ นตรสั รู้อรยิ สัจ ๔ ประการนี้
๕. อาสวักขยสูตร ว่าด้วยความส้ินอาสวะ คือ ทรงแสดงว่า ธรรมเป็นที่ส้ินอาสวะ
มีเฉพาะผู้ร้เู หน็ อรยิ สัจ ๔ ประการ
๖. มิตตสูตร ว่าด้วยการชักชวนมิตรให้รู้อริยสัจ คือ ทรงแนะน�ำให้ภิกษุอนุเคราะห์
คนทีค่ วรอนเุ คราะห์มติ ร อ�ำมาตย์ ญาติ สาโลหิต ดว้ ยอริยสัจ ๔ ประการ
๗. ตถสูตร วา่ ดว้ ยส่งิ จรงิ แท้ มเี นื้อหาคลา้ ยตถสตู ร ในธัมมจกั กปั ปวตั ตนวรรค
๘. โลกสตู ร ว่าดว้ ยพระตถาคตเป็นอริยะในโลก คือ ทรงแสดงวา่ อรยิ สัจ ๔ ประการ
เปน็ ของพระตถาคตซงึ่ เปน็ พระอรยิ ะในโลก ฉะนนั้ จงึ เรยี กวา่ อรยิ สจั (สงิ่ จรงิ แทข้ องพระอรยิ ะ)
๙. ปริญเญยยสูตร ว่าด้วยอริยสัจท่ีควรก�ำหนดรู้ คือ ทรงแสดงกิจหรือหน้าที่ท่ีจะ
ตอ้ งทำ� ตอ่ อรยิ สจั ๔ ประการ คอื (๑) ทุกขอรยิ สจั ควรก�ำหนดรู้ (๒) ทกุ ขสมุทยอริยสัจ ควรละ
(๓) ทุกขนโิ รธอริยสจั ควรทำ� ให้แจ้ง (๔) ทกุ ขนิโรธคามินปี ฏิทาอริยสัจ ควรเจรญิ
๑๐. ควัมปติสูตร ว่าด้วยพระควัมปติ คือ ภิกษุหลายรูปสนทนากันว่า ผู้เห็นอริยสัจ
ข้อท่ี ๑ ช่ือว่าเห็นอริยสัจข้อที่ ๒-๓-๔ ส่วนท่านพระควัมปติกล่าวอ้างพระด�ำรัสท่ีฟังมาจาก
พระผมู้ ีพระภาคว่า ผ้เู หน็ อรยิ สจั ๔ ประการ ข้อใดขอ้ หนึง่ ชอื่ วา่ เห็น ๓ ขอ้ ทเี่ หลือ
๑๒.๔ สีสปาวนวรรค
สีสปาวนวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยพระธรรมเทศนาที่สีสปาวัน ชื่อวรรคต้ังตาม
ชอ่ื พระสตู รท่ี ๑ ในวรรคนี้ ซ่ึงมีทัง้ หมด ๑๐ สตู ร แต่ละสตู รมีความหมายและใจความสำ� คัญ
ดังน้ี
เล่มท่ี ๑๑ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๑๙ 213
๑. สีสปาวนสูตร ว่าด้วยพระธรรมเทศนาท่ีสีสปาวัน คือ พระผู้มีพระภาคทรงหยิบ
ใบประดู่ลาย ๒-๓ ใบข้ึนมา แล้วตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า ใบประดู่ลายท่ีทรงหยิบขึ้นมากับ
บนต้นไม้อย่างไหนมากกว่ากัน เม่ือภิกษุท้ังหลายกราบทูลว่า บนต้นไม้มากกว่า จึงตรัสว่า
ส่ิงที่พระองค์ทรงรู้แต่มิได้ตรัสบอกเพราะไม่มีประโยชน์ก็มีมากเหมือนใบไม้บนต้น ส่วนส่ิงท่ี
พระองคต์ รสั บอกก็คอื อรยิ สจั ๔ ประการน้ี เพราะเป็นสิ่งท่มี ปี ระโยชน์
๒. ขทิรปัตตสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยใบตะเคียน คือ ทรงแสดงธรรมด้วยอุปมาโวหาร
ว่า เป็นไปไม่ได้ท่ีบุคคลจะกล่าวว่า ตนยังไม่รู้แจ้งอริยสัจ ๔ ประการแล้วจักท�ำที่สุดแห่งทุกข์
ได้ เหมือนกลา่ วไม่ไดว้ า่ ใชใ้ บตะเคียน ใบทองหลาง หรอื ใบมะขามป้อม ห่อนำ้� หรือหอ่ ใบตาล
ฉะนั้น แต่เป็นไปได้ที่จะกล่าวว่ารู้แจ้งอริยสัจแล้วจักท�ำที่สุดแห่งทุกข์ได้ เหมือนกล่าวได้ว่า
ใช้ใบบัว ใบทองกวาว หรือใบยา่ นทราย ห่อน�้ำหรอื ห่อใบตาล ฉะนัน้
๓. ทัณฑสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยท่อนไม้ คือ ทรงแสดงธรรมด้วยอุปมาโวหารว่า
เพราะไมเ่ หน็ อริยสัจ ๔ ประการ สตั ว์ท้ังหลายจึงทอ่ งเท่ยี วไปสู่โลกน้บี า้ ง โลกอน่ื บา้ ง เหมอื น
ทอ่ นไม้ท่ขี วา้ งไปบนอากาศเอาโคนลงบ้าง เอาตรงกลางลงบา้ ง เอาปลายลงบา้ ง
๔. เจลสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยผ้าที่ถูกไฟไหม้ คือ ตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า เม่ือผ้า
(โพกศรี ษะ) หรือศรี ษะถกู ไฟไหม้ควรท�ำอยา่ งไร ภิกษทุ ง้ั หลายกราบทูลวา่ ควรพยายามดบั ผา้
หรอื ศรี ษะทถี่ กู ไฟไหม้ พระองคจ์ งึ ตรสั วา่ ไมค่ วรสนใจผา้ หรอื ศรี ษะทถ่ี กู ไฟไหม้ แตค่ วรพยายาม
รู้แจง้ อริยสจั ๔ ประการ
๕. สัตติสตสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยผู้ถูกหอก ๑๐๐ เล่มทิ่มแทง คือ ทรงแสดงธรรม
ด้วยอุปมาโวหารว่า ถ้ามีผู้เสนอให้ยอมรับการรู้แจ้งอริยสัจ ๔ ประการ โดยถูกหอก ๑๐๐
เล่มทิ่มแทงวันละ ๓ เวลา รวมวันละ ๓๐๐ เล่ม เป็นเวลา ๑๐๐ ปี กุลบุตรผู้เห็นประโยชน์
ควรยอมรับข้อเสนอน้ัน เพราะการเวียนว่ายตายเกิด แล้วถูกประหารด้วยหอก ดาบ หลาว
ขวาน ไม่รู้จะสิ้นสุดเมื่อไร พระองค์ไม่ตรัสว่าการรู้แจ้งอริยสัจตามข้อเสนอน้ันมีทุกข์โทมนัส
แตต่ รสั ว่ามีสขุ โสมนสั เทา่ นั้น
๖. ปาณสตู ร ว่าดว้ ยอปุ มาดว้ ยหลาวเสียบสัตว์ คือ ทรงแสดงวา่ การนำ� หญา้ ท่อนไม้
กง่ิ ไมแ้ ละใบไม้ ในชมพทู วีปมาทำ� เปน็ หลาวเสยี บสัตว์ขนาดใหญ่ กลาง เล็กในมหาสมุทร สัตว์
ขนาดเขอื่ ง (ขนาดใหญแ่ ละขนาดกลาง) ยงั ไมท่ นั หมด หญา้ เปน็ ตน้ จะหมดสน้ิ ไปกอ่ น การเสยี บ
สตั วข์ นาดเลก็ มิใชท่ ำ� ไดง้ า่ ย อบายก็ใหญ่นกั ผ้ถู งึ พร้อมด้วยสัมมาทิฏฐิหลุดพ้นจากอบายที่ใหญ่
อยา่ งนั้น จึงจะร้ชู ัดอริยสัจ ๔ ประการ
๗-๘. ปฐมสุริยสูตร และ ทุติยสุริยสูตร ต่างว่าด้วยอุปมาด้วยดวงอาทิตย์ แต่มี
รายละเอียดต่างกัน คือ ในปฐมสุริยสูตร ทรงแสดงธรรมด้วยอุปมาโวหารว่า สัมมาทิฏฐิเป็น
214 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
จุดเร่ิมต้นเพ่ือความตรัสรู้อริยสัจ ๔ ประการ เหมือนแสงอรุณท่ีมาก่อนดวงอาทิตย์ข้ึน
ในยามเช้า
ส่วนในทุติยสุริยสูตรทรงแสดงว่า เม่ือพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ายัง
ไมอ่ บุ ตั ขิ น้ึ ในโลก ความสวา่ งไสวกไ็ มป่ รากฏ มแี ตค่ วามมดื มนอนธการ การบอก การแสดงอรยิ สจั
๔ ประการก็ยังไม่มี เหมือนเมื่อดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ยังไม่เกิดขึ้นในโลก ความสว่างไสว
ก็ไมป่ รากฏ มีแตค่ วามมืดมนอนธการ กลางวัน กลางคืน เดอื น ก่งึ เดือน ฤดูและปกี ไ็ มป่ รากฏ
เม่ือตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัตขิ ึน้ ในโลก มนี ยั ตรงกันข้าม
๙. อินทขลี สตู ร ว่าดว้ ยอุปมาดว้ ยเสาเขื่อนที่ปกั ไวล้ กึ คือ ทรงแสดงว่าสมณพราหมณ์
ผู้ไม่รู้เห็นอริยสัจ ๔ ประการ ย่อมเห็นว่าสมณพราหมณ์เหล่าอ่ืน รู้จริง เห็นจริง เหมือนปุย
นุ่นหรือปุยฝ้ายถูกลมพดั ไปทางทศิ ตา่ ง ๆ ได้ สว่ นผูร้ ู้เหน็ อริยสจั ๔ ประการ (ม่นั คง) เหมอื น
เสาเหลก็ หรือเสาเขือ่ นที่ปักไว้ลึก ฝังไว้ดถี งึ จะถูกพายุฝนพัดก็ไมส่ ่ันสะเทือน
๑๐. วาทัตถิสูตร ว่าด้วยสมณพราหมณ์ผู้ต้องการโต้วาทะ คือ ทรงแสดงว่าแม้จะมี
สมณพราหมณผ์ ตู้ อ้ งการโตว้ าทะมาจากทศิ ทงั้ ๔ เพอ่ื โตว้ าทะกบั ภกิ ษผุ รู้ เู้ หน็ อรยิ สจั ๔ ประการ
ภิกษุนั้นก็ไม่สะทกสะท้านหวั่นไหว เหมือนเสาหินยาว ๑๖ ศอก ที่ปักลงข้างล่าง ๘ ศอก
อยู่ข้างบน ๘ ศอก ถงึ จะถูกพายฝุ นจากทิศท้ัง ๔ พดั อย่างรนุ แรงกไ็ ม่ส่นั สะเทอื น
๑๒.๕ ปปาตวรรค
ปปาตวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยเหวคือสังสารวัฏ ช่ือวรรคตั้งตามช่ือพระสูตรที่ ๒
ในวรรคน้ี ซง่ึ มีทง้ั หมด ๑๐ สตู ร แตล่ ะสูตรมีความหมายและใจความสำ� คัญดังน้ี
๑. โลกจนิ ตาสูตร วา่ ดว้ ยการคดิ เรื่องโลก คือ พระผมู้ ีพระภาคทรงยกเรอื่ งในอดีตข้นึ
มาตรัสว่า มีชายคนหนงึ่ นง่ั คิดเรือ่ งโลกอย่รู มิ สระโบกขรณี เขาเหน็ กองทพั ๔ เหลา่ เขา้ ไปสู่กา้ น
บัวจึงคิดว่าตัวเองบ้า ฟุง้ ซา่ น เห็นสิง่ ที่ไม่มีในโลก พอนำ� เรือ่ งน้นั ไปบอกหมมู่ หาชน หมูม่ หาชน
กก็ ลา่ ววา่ เขาเปน็ บา้ แน่ ความจรงิ เขาไมบ่ า้ เพราะเหน็ พวกอสรู ทพี่ า่ ยแพส้ งครามตอ่ เทวดาแลว้
พากนั หนกี ลบั เมอื งอสรู ทางกา้ นบวั จรงิ ๆ ตอนทา้ ยพระสตู รตรสั หา้ มมใิ หค้ ดิ เรอื่ งโลก เชน่ คดิ วา่
โลกเท่ียง หรือไม่เที่ยง โลกมีที่สุดหรือไม่มีที่สุด เพราะไม่มีประโยชน์ แต่ตรัสสอนให้คิดเรื่อง
อริยสัจ ๔ ประการ เพราะมปี ระโยชน์
๒. ปปาตสตู ร วา่ ดว้ ยเหวคอื สงั สารวฏั คอื ขณะทพ่ี ระผมู้ พี ระภาคทรงพาภกิ ษทุ ง้ั หลาย
ไปยังยอดเขากั้นเขตแดนเพื่อทรงพักผ่อนกลางวัน ภิกษุรูปหน่ึงเห็นเหวใหญ่บนยอดเขาน้ัน
จึงทูลถามว่า เหวที่ใหญ่กว่าและน่ากลัวกว่านั้นมีอยู่หรือไม่ ตรัสตอบว่า มี ได้แก่ เหวคือชาติ
เหวคอื ชรา เหวคอื มรณะ เหวคอื โสกะ ปริเทวะ ทกุ ข์ โทมนสั และอปุ ายาส ซง่ึ สมณพราหมณ์