The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม 15-24 ebook วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by mcu pali, 2021-04-24 05:10:41

พระสุตตันตปิฎก เล่ม 15-24 ebook

พระสุตตันตปิฎก เล่ม 15-24 ebook วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส

Keywords: พระสุตตันตปิฎก เล่ม 15-24 ebook

เลม่ ท่ี ๑๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๒๒ 415

๔-๕. ทกุ ขสตู ร ว่าดว้ ยความเป็นทุกข์ และ อนตั ตสตู ร ว่าด้วยความเป็นอนตั ตา คือ
ทรงแสดงธรรมแบง่ เป็น ๒ ฝ่ายเหมือนในพระสูตรท่ี ๓ ตา่ งกันที่ เปล่ยี นองคธ์ รรมประการที่ ๑
ฝา่ ยทีเ่ ปน็ ไปไดจ้ าก “ความเปน็ ของไม่เท่ียง” มาเป็น “ความเป็นทุกข”์ ในพระสตู รท่ี ๔ และ
“ความเป็นอนตั ตา” ในพระสตู รท่ี ๕

๖. นิพพานสูตร ว่าดว้ ยนิพพาน คอื ทรงแสดงธรรมแบง่ เปน็ ๒ ฝ่ายเหมือนในพระสูตร
ที่ ๓-๕ ตา่ งกนั ทนี่ พิ พานเปน็ ทง้ั สว่ นประกอบแทนสงั ขารในประการท่ี ๑ ของธรรมทง้ั ฝา่ ยทเ่ี ปน็
ไปไม่ได้และฝา่ ยที่เปน็ ไปได้

๗. อนวัฏฐิตสูตร ว่าด้วยความไม่มั่นคง ซ่ึงเป็นส่วนประกอบของอานิสงส์ประการ
ที่ ๑ ในอานิสงส์ ๖ ประการ คือ ทรงแสดงว่า เม่ือภิกษุพิจารณาเห็นอานิสงส์ ๖ ประการ
สามารถทำ� สงั ขารทงั้ ปวงใหห้ มดขอ้ จำ� กดั แลว้ ทำ� อนจิ จสญั ญาใหป้ รากฏได้ อานสิ งส์ ๖ ประการ
ได้แก่ (๑) สังขารท้ังปวงจักปรากฏว่าเป็นของไม่มั่นคง (๒) ใจจักไม่ยินดีในโลกท้ังปวง
(๓) ใจจักออกไปจากโลกท้ังปวง (๔) ใจจักน้อมไปสู่นิพพาน (๕) สังโยชน์ทั้งหลายจักถึง
การละได้ (๖) จักเปน็ ผู้ประกอบดว้ ยความเปน็ สมณะอนั ยอดเยี่ยม (อริยมรรค)

๘. อุกขิตตาสิกสูตร ว่าด้วยนิพพิทาสัญญาเหมือนเพชฌฆาตผู้เง้ือดาบขึ้น หมายถึง
การพิจารณาสังขารวา่ น่าเบือ่ หน่าย นา่ กลวั เหมอื นเหน็ เพชฌฆาตท่กี ำ� ลงั เงื้อดาบข้ึน นพิ พทิ า
สัญญาเหมือนเพชฌฆาตเง้ือดาบขึ้นน้ีเป็นส่วนประกอบของอานิสงส์ประการท่ี ๑ ในอานิสงส์
๖ ประการ คือ ทรงแสดงว่า ภิกษุผู้พิจารณาเห็นอานิสงส์ ๖ ประการ สามารถท�ำสังขาร
ทง้ั ปวงใหห้ มดขอ้ จำ� กดั แลว้ ทำ� ทกุ ขสญั ญา ใหป้ รากฏได้ อานสิ งส์ ๖ ประการ ไดแ้ ก่ (๑) นพิ พทิ า
สัญญาในสังขารทั้งปวงจักปรากฏ เหมือนเพชฌฆาตผู้เง้ือดาบข้ึน (๒) ใจจักออกไปจากโลก
ทั้งปวง (๓) จกั มีปกตเิ ห็นสนั ติในนิพพาน (๔) อนสุ ัยจกั ถงึ การเพกิ ถอน (๕) จกั ทำ� ตามหน้าที่
(๖) จักมีเมตตา บ�ำรงุ พระศาสดา

๙. อตัมมยสูตร ว่าด้วยอตัมมยะ หมายถึงความเป็นผู้ไม่มีตัณหาและทิฏฐิ ซึ่งเป็น
อานิสงสป์ ระการท่ี ๑ ในอานิสงส์ ๖ ประการ คอื ทรงแสดงว่า ภิกษุผ้พู จิ ารณาเหน็ อานิสงส์
๖ ประการ สามารถท�ำสังขารท้ังปวงให้หมดข้อจ�ำกัดแล้ว ท�ำอนัตตสัญญาให้ปรากฏได้
อานสิ งส์ ๖ ประการ ได้แก่ (๑) จกั เป็นอตัมมยะ (๒) อหังการ( ทิฏฐิยดึ ถือวา่ เปน็ เรา) จักดบั ไป
(๓) มมงั การ (ความยึดถอื วา่ เป็น ของเรา) จกั ดับไป (๔) จักเปน็ ผปู้ ระกอบด้วยอสาธารณญาณ
(๕) จกั เป็นผูเ้ ห็นเหตุ ไดด้ ี (๖) จักเป็นผู้เหน็ ธรรมทเี่ กิดขึน้ จากเหตุไดด้ ี

๑๐. ภวสูตร ว่าด้วยภพและสิกขา คือ ทรงแสดงว่า ภิกษุควรละภพ ๓ ประการ
และศึกษาสิกขา ๓ ประการ ภพ ๓ ประการ ได้แก่ (๑) กามภพ (๒) รูปภพ (๓) อรูปภพ

416 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก

สกิ ขา ๓ ประการ ไดแ้ ก่ (๑) อธสิ ีลสิกขา (๒) อธิจิตตสิกขา (๓) อธปิ ญั ญาสกิ ขา ภกิ ษผุ ลู้ ะภพ
๓ ประการได้ และศึกษาสกิ ขา ๓ ประการได้ ชื่อวา่ ตดั ตัณหาได้ ถอนสงั โยชน์ได้ ทำ� ทีส่ ดุ แหง่
ทกุ ขไ์ ด้

๑๑. ตัณหาสูตร ว่าด้วยตัณหาและมานะ คือ ทรงแสดงว่า ภิกษุควรละตัณหา
๓ ประการ ได้แก่ (๑) กามตัณหา (๒) รูปตณั หา (๓) อรปู ตัณหา ควรละมานะ ๓ ประการ ไดแ้ ก่
(๑) มานะ (๒) โอมานะ (๓) อติมานะ ภกิ ษผุ ูล้ ะตัณหา ๓ ประการและละมานะ ๓ ประการได้
ชื่อว่าตดั ตณั หาได้ ถอนสังโยชนไ์ ด้ ทำ� ทสี่ ดุ แหง่ ทุกขไ์ ด้

๓.๒.๖ ติกวรรค
ตกิ วรรค แปลว่า หมวดวา่ ดว้ ยธรรมหมวดละ ๓ ประการชือ่ วรรคน้ตี ้งั ตามสาระส�ำคญั
ของพระสูตรท้งั หมดในวรรคน้ี ซ่ึงมี ๑๐ สตู ร แตล่ ะสูตรกลา่ วถึงธรรม ๒ ฝา่ ย คอื ฝ่ายอกุศล
๓ ประการซึ่งเป็นธรรมที่ควรละ และธรรมฝ่ายกุศล ๓ ประการ ซ่ึงเป็นธรรมท่ีควรเจริญ
เพอ่ื ละธรรมฝา่ ยอกศุ ลแตล่ ะประการเปน็ ค่ๆู ตามลำ� ดับ เช่น ฝา่ ยกุศลประการที่ ๑ ส�ำหรับละ
ฝ่ายอกศุ ลประการที่ ๑ มใี จความส�ำคญั ดงั น้ี
๑. ราคสตู ร วา่ ดว้ ยราคะ ซงึ่ เปน็ สว่ นประกอบประการท่ี ๑ ของธรรมฝา่ ยอกศุ ล ๓ ประการ
ไดแ้ ก่ (๑) ราคะ (๒) โทสะ (๓) โมหะ ธรรมฝา่ ยกศุ ล ไดแ้ ก่ (๑) อสภุ ะ (๒) เมตตา (๓) ปญั ญา
๒. ทุจจริตสูตร ว่าด้วยทุจริต ซ่ึงเป็นส่วนประกอบของธรรมฝ่ายอกุศล ได้แก่
(๑) กายทจุ ริต (๒) วจีทจุ ริต (๓) มโนทจุ รติ ธรรมฝ่ายกุศล ไดแ้ ก่ (๑) กายสุจรติ (๒) วจสี ุจริต
(๓) มโนสจุ รติ
๓. วติ กั กสตู ร วา่ ดว้ ยวติ ก หมายถงึ อกศุ ลวติ กและกศุ ลวติ ก อกศุ ลวติ กเปน็ สว่ นประกอบ
ของธรรมฝ่ายอกุศลท้ัง ๓ ประการ ได้แก่ (๑) กามวิตก (๒) พยาบาทวิตก (๓) วิหิงสาวิตก
กุศลวิตกเป็นส่วนประกอบของธรรมฝ่ายกุศลทั้ง ๓ ประการ ได้แก่ (๑) เนกขัมมวิตก
(๒) อพยาบาท (๓) อวหิ งิ สาวิตก
๔. สญั ญาสูตร วา่ ด้วยสัญญา หมายถึงอกศุ ลสัญญาและกศุ ลสญั ญา อกศุ ลสัญญาเป็น
ส่วนประกอบของธรรมฝ่ายอกุศลท้ัง ๓ ประการ และกุศลสัญญาเป็นส่วนประกอบของธรรม
ฝ่ายกศุ ลทัง้ ๓ ประการ องคธ์ รรมท้งั ๒ ฝา่ ยเหมือนในพระสตู รที่ ๓
๕. ธาตุสูตร ว่าด้วยธาตุ หมายถึงธาตุฝ่ายอกุศลและธาตุฝ่ายกุศล ธาตุฝ่าย อกุศล
เปน็ สว่ นประกอบของธรรมฝา่ ยอกศุ ลทั้ง ๓ ประการ ธาตฝุ า่ ยกุศลเป็นสว่ นประกอบของธรรม
ฝ่ายกุศลทงั้ ๓ ประการ องคธ์ รรมทงั้ ๒ ฝ่ายเหมอื นในพระ สตู รที่ ๓

เลม่ ท่ี ๑๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๒ 417

๖. อสั สาทสตู ร วา่ ด้วยอสั สาททฏิ ฐิ หมายถึงสสั สตทิฏฐ(ิ ความเหน็ ว่าเทย่ี ง) เป็นสว่ น
ประกอบประการท่ี ๑ ของธรรมฝา่ ยอกศุ ล ๓ ประการ คอื (๑) อสั สาททฏิ ฐิ (๒) อตั ตานทุ ฏิ ฐิ
(๓) มิจฉาทิฏฐิ ส่วนธรรมฝ่ายกุศล ๓ ประการ ได้แก่ (๑) อนิจจสัญญา (๒) อนัตตสัญญา
(๓) สมั มาทฏิ ฐิ

๗. อรติสูตร ว่าด้วยอรติ(ความไม่ยินดี) ซึ่งเป็นส่วนประกอบประการท่ี ๑ ของธรรม
ฝา่ ยอกุศล ๓ ประการ ไดแ้ ก่ (๑) อรติ (๒) วหิ งิ สา (ความเบยี ดเบียน) (๓) อธมั มจริยา (อกศุ ล
กรรมบถ ๑๐ ประการ) สว่ นธรรมฝา่ ยกศุ ล ๓ ประการ ไดแ้ ก่ (๑) มทุ ติ า (๒) อวหิ งิ สา (๓) ธมั มจรยิ า
(กศุ ลกรรมบถ ๑๐ ประการ)

๘. สันตุฏฐติ าสตู ร ว่าดว้ ยสนั ตุฏฐติ า (ความสันโดษ) ซึง่ เป็นส่วนประกอบประการท่ี ๑
ของธรรมฝ่ายกศุ ล ๓ ประการ ได้แก่ (๑) สนั ตฏุ ฐิตา (๒) สมั ปชัญญะ (๓) อปั ปจิ ฉตา (ความมัก
นอ้ ย) สว่ นธรรมฝา่ ยอกศุ ล ๓ ประการ ไดแ้ ก่ (๑) อสนั ตฏุ ฐติ า (ความไมส่ นั โดษ) (๒) อสมั ปชญั ญะ
(ความไม่มสี ัมปชัญญะ) (๓) มหิจฉตา (ความมกั มาก)

๙. โทวจัสสตาสูตร ว่าด้วยความเป็นผู้ว่ายาก ซึ่งเป็นส่วนประกอบประการ ที่ ๑
ของธรรมฝ่ายอกุศล ๓ ประการ ได้แก่ (๑) ความเป็นผู้ว่ายาก (๒) ความเป็น ผู้มีปาปมิตร
(๓) ความฟุ้งซ่านแห่งจิต ส่วนธรรมฝ่ายกุศล ๓ ประการ ได้แก่ (๑) ความเป็นผู้ว่าง่าย
(๒) ความเป็นผูม้ กี ัลยาณมิตร (๓) อานาปานสติ

๑๐. อุทธัจจสูตร ว่าด้วยอุทธัจจะ(ความฟุ้งซ่าน) ซึ่งเป็นส่วนประกอบประการ ท่ี ๑
ของธรรมฝา่ ยอกศุ ล ๓ ประการ ไดแ้ ก่ (๑) อทุ ธจั จะ (๒) อสงั วร (ความไมส่ ำ� รวม) (๓) ปมาทะ
(ความประมาท) สว่ นธรรมฝ่ายกุศล ๓ ประการ ไดแ้ ก่ (๑) สมถะ (๒) สงั วร (๓) อปั ปมาทะ
(ความไมป่ ระมาท)

๓.๒.๗ สามญั ญวรรค
สามัญญวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยธรรมทั่วไป ค�ำว่า ธรรมท่ัวไป ในท่ีน้ีหมายถึง
ธรรมท่ีเหมือนกัน หรือหมวดเดียวกัน คือ ในวรรคน้ีท่านรวมพระสูตร จ�ำนวน ๒๓ สูตร
ท่เี ปน็ องคธ์ รรมหมวดเดียวกนั มาไวด้ ว้ ยกัน เปน็ กลุ่มๆ มี ๒ กลุ่ม กล่มุ ที่ ๑ ได้แก่ พระสูตรท่ี
๑-๒ กลุ่มท่ี ๒ ได้แก่ พระสตู รที่ ๓-๒๓ ชือ่ วรรคน้ีจงึ ตั้งตามสาระสำ� คญั ดงั กลา่ ว
๑-๒. กายานุปัสสีสูตร ว่าด้วยผู้ควรเจริญกายานุปัสสนา และ ธัมมานุปัสสีสูตร
ว่าด้วยผู้ควรเจริญธัมมานุปัสสนา ทั้ง ๒ สูตรน้ีมีความสัมพันธ์กันโดยมีองค์ธรรมร่วมกัน คือ
ธรรม ๖ ประการ ได้แก่ (๑) ความเปน็ ผชู้ อบการงาน (๒) ...การพดู คยุ (๓) ...การนอนหลบั

418 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก

(๔) ...การคลกุ คลดี ว้ ยหมู่ (๕) ความเปน็ ผู้ไม่คมุ้ ครองทวารในอินทรียท์ งั้ หลาย (๖) ความเปน็
ผไู้ ม่รูจ้ ักประมาณในการบรโิ ภค แต่มวี ธิ ีพิจารณาต่างกัน คือ

ในกายานปุ ัสสีสูตร มวี ธิ พี ิจารณาเพยี งอย่างเดียว คอื วิธีที่ ๑ ใน ๔ วธิ ี อีก ๓ วธิ ีไปอยู่
ในธมั มานุปัสสีสตู ร

ในธมั มานปุ สั สีสูตร นอกจากพจิ ารณากายในกายอกี ๓ วธิ ีแลว้ ยังพิจารณาเวทนา ๔ วธิ ี
พิจารณาจติ ๔ วธิ ี และพจิ ารณาธรรมอกี ๔ วิธี รวมทงั้ ๒ สูตรนีม้ ี ๑๖ วธิ ี (ธรรม ๔ ประการ
คอื กาย เวทนา จิต ธรรม x วิธีทัง้ ๔ = ๑๖ วธิ )ี ดังน้ี

กาย ๑. พิจารณาเห็นกายในกาย (ปรากฏในกายานปุ สั สีสูตร)
๒. พจิ ารณาเห็นกายในกายอนั เปน็ ภายใน
๓. พจิ ารณาเห็นกายในกายอนั เปน็ ภายนอก
๔. พิจารณาเห็นกายในกายอันเปน็ ทั้งภายในและภายนอก
เวทนา ๑. พจิ ารณาเหน็ เวทนาในเวทนา
๒. พจิ ารณาเหน็ เวทนาในเวทนาอันเปน็ ภายใน
๓. พจิ ารณาเห็นเวทนาในเวทนาอันเป็นภายนอก
๔. พจิ ารณาเห็นเวทนาในเวทนาอันเปน็ ท้งั ภายในและภายนอก
จิต ๑. พจิ ารณาเห็นจิตในจิต
๒. พิจารณาเห็นจติ ในจติ อนั เป็นภายใน
๓. พิจารณาเห็นจิตในจติ อนั เปน็ ภายนอก
๔. พจิ ารณาเหน็ จิตในจติ อันเป็นทัง้ ภายในและภายนอก
ธรรม ๑. พจิ ารณาเหน็ ธรรมในธรรม
๒. พิจารณาเหน็ ธรรมในธรรมอนั เป็นภายใน
๓. พิจารณาเหน็ ธรรมในธรรมอนั เป็นภายนอก
๔. พิจารณาเหน็ ธรรมในธรรมอันเปน็ ท้งั ภายในและภายนอก
๓-๒๓. ตปุสสสูตร-สาทัตตสูตร กล่าวถึงบุคคลแต่ละคนท่ีมีคุณสมบัติเหมือนกัน
๖ ประการ คอื (๑) มคี วามเลื่อมใสอันไมห่ วั่นไหวในพระพุทธเจา้ (๒) ...ใน พระธรรม (๓) ...ใน
พระสงฆ์ (๔) มอี ริยศลี (๕) มอี รยิ ญาณ (๖) มีอรยิ วมิ ตุ ติ โดยยกแต่ละคนเป็นช่อื ของสูตรหนึง่ ๆ
ในพระสูตรท่ี ๓ คือ ตปุสสสูตร แสดงไว้เต็มรูปเพ่ือให้เป็นตัวอย่างของพระสูตรท่ีเหลืออีก
๒๐ สูตรมีภัลลิกสตู รเปน็ ต้น ซึง่ ท่านแสดงไว้ในรูปเปยยาล คือ ๑๙ สตู รแรกของกลมุ่ นแ้ี สดง
ไว้โดยย่อเพียงช่ือคน สูตรที่ ๒๐ แสดงไว้เต็มรูปเหมือนตปุสสสูตร ในพระสูตรท่ี ๓-๒๓ นี้

เล่มท่ี ๑๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๒๒ 419

พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า บุคคลผู้มีคุณสมบัติ ๖ ประการดังกล่าว เป็นผู้เชื่อม่ันใน
พระตถาคต บรรลอุ มตธรรม

๓.๒.๘ ราคเปยยาล มี ๑ เปยยาล คอื
ราคเปยยาล แปลว่า หมวดธรรมท่ีทรงแสดงโดยย่อมีราคะเป็นต้น หมายความว่า
นอกจากราคะแลว้ ยังมอี กศุ ลธรรมอีก ๑๖ ประการ รวมเปน็ ๑๗ ประการ คือ
๑. ราคะ ๒. โทสะ ๓. โมหะ
๔. โกธะ ๕. อปุ นาหะ ๖. มักขะ
๗. ปฬาสะ ๘. อิสสา ๙. มจั ฉรยิ ะ
๑๐. มายา ๑๑. สาเถยยะ ๑๒. ถัมภะ
๑๓. สารมั ภะ ๑๔. มานะ ๑๕. อติมานะ
๑๖. มทะ ๑๗. ปมาทะ
แตล่ ะประการมเี ป้าหมาย ๑๐ เป้าหมาย (๑๐ เพ่ือ เชน่ เพอ่ื ร้ยู ิง่ ) เปา้ หมาย ละ ๑ สูตร
รวมเปน็ ๑๗๐ สตู ร (๑๐ เป้าหมาย x อกศุ ลธรรม ๑๗ ประการ) นี้เป็นการค�ำนวณพระสูตรจาก
การเจริญธรรม ๔ ประการ หมวดที่ ๑ แตใ่ น ราคเปยยาลแหง่ ฉกั กนิบาตนม้ี ีหมวดธรรมที่ควร
เจริญ ๓ หมวด จึงรวมเป็น ๕๑๐ สูตร (๑๗๐ สูตร x ๓ หมวดธรรม) เช่น พระสตู ร ๑๐ สตู ร
แรกในหมวดธรรม ที่ ๑ คอื อนตุ ตริยะ ๖ ประการ มีความเตม็ ดงั น้ี
สตู รที่ ๑ ภกิ ษทุ งั้ หลาย ภกิ ษคุ วรเจรญิ ธรรม ๖ ประการ เพอื่ รยู้ งิ่ ราคะ ธรรม ๖ ประการ
อะไรบ้าง คือ (๑) ทสั สนานตุ ตริยะ (๒) สวนานตุ ตริยะ (๓) ลาภานตุ ตรยิ ะ (๔) สกิ ขานตุ ตริยะ
(๕) ปาริจรยิ านุตตริยะ (๖) อนุสสตานุตตริยะ
สูตรท่ี ๒ ภิกษุท้ังหลาย ภิกษุควรเจริญธรรม ๖ ประการ เพ่ือก�ำหนดรูร้ าคะ ธรรม
๖ ประการ อะไรบา้ ง คอื ...
สูตรท่ี ๓ ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ภิกษุควรเจรญิ ธรรม ๖ ประการ เพอ่ื ความส้นิ ราคะ ธรรม ๖
ประการ อะไรบ้าง คอื ...
สูตรท่ี ๔ ภิกษุทั้งหลาย ภกิ ษคุ วรเจรญิ ธรรม ๖ ประการ เพอ่ื ละราคะ ธรรม ๖ ประการ
อะไรบา้ ง คอื ...
สตู รท่ี ๕ ภกิ ษุทงั้ หลาย ภิกษคุ วรเจรญิ ธรรม ๖ ประการ เพ่ือความสิ้นไป แหง่ ราคะ
ธรรม ๖ ประการ อะไรบ้าง คอื ...
สูตรท่ี ๖ ภิกษุทง้ั หลาย ภิกษคุ วรเจรญิ ธรรม ๖ ประการ เพ่อื ความเสอื่ มไปแห่งราคะ
ธรรม ๖ ประการ อะไรบ้าง คอื ...

420 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสุตตันตปฎิ ก

สตู รที่ ๗ ภกิ ษุทงั้ หลาย ภิกษุควรเจริญธรรม ๖ ประการ เพือ่ ความคลายไปแหง่ ราคะ
ธรรม ๖ ประการ อะไรบ้าง คอื ...

สตู รท่ี ๘ ภิกษทุ ั้งหลาย ภิกษคุ วรเจรญิ ธรรม ๖ ประการ เพื่อความดับไป ราคะ ธรรม
๖ ประการ อะไรบ้าง คอื ...

สูตรที่ ๙ ภิกษุทง้ั หลาย ภิกษคุ วรเจริญธรรม ๖ ประการ เพื่อความสละ ราคะ ธรรม
๖ ประการ อะไรบา้ ง คือ ...

สูตรที่ ๑๐ ภิกษทุ ง้ั หลาย ภิกษคุ วรเจรญิ ธรรม ๖ ประการ เพือ่ ความสละ คนื ราคะ
ธรรม ๖ ประการ อะไรบ้าง คือ...

พระสูตร ๑๐ สตู รแรกในหมวดธรรมท่ี ๒ คอื อนุสสติ ๖ ประการ มีนัยเชน่ เดยี วกนั น้ี
ต่างกนั เพยี งหมวดธรรมทีค่ วรเจรญิ เท่าน้นั คือ เปล่ียนจาก “อนุตตรยิ ะ ๖ ประการ” มาเป็น
“อนสุ สติ ๖ ประการ” แสดงพอเป็นตัวอยา่ ง ๑ สูตรดังน้ี

สตู รที่ ๑ ภกิ ษทุ งั้ หลาย ภกิ ษคุ วรเจรญิ ธรรม ๖ ประการ เพอ่ื รยู้ ง่ิ ราคะ ธรรม ๖ ประการ
อะไรบา้ ง คอื (๑) พทุ ธานสุ สติ (๒) ธมั มานสุ สติ (๓) สงั ฆานสุ สติ (๔) สลี านสุ สติ (๕) จาคานสุ สติ
(๖) เทวตานสุ สติ

พระสูตร ๑๐ สตู รแรกในหมวดธรรมที่ ๓ คอื สญั ญา ๖ ประการ มีนัยเชน่ เดยี วกันนี้
ต่างกันเพียงหมวดธรรมท่ีควรเจริญเท่าน้ัน คือ เปล่ียนจากหมวดธรรม ๒ หมวดก่อนมาเป็น
“สัญญา ๖ ประการ” แสดงพอเป็นตวั อย่าง ๑ สูตรดงั นี้

สตู รที่ ๑ ภกิ ษทุ งั้ หลาย ภกิ ษคุ วรเจรญิ ธรรม ๖ ประการ เพอ่ื รยู้ งิ่ ราคะ ธรรม ๖ ประการ
อะไรบา้ ง คอื (๑) อนิจจสญั ญา (๒) อนจิ เจ ทุกขสญั ญา (๓) ทกุ เข อนัตตสญั ญา (๔) ปหาน-
สญั ญา (๕) วริ าคสัญญา (๖) นิโรธสัญญา

พระสตู รอกี ๔๘๐ สตู รต่อไป ตา่ งว่าด้วยการเจริญธรรมทัง้ ๓ หมวดนี้ เพอื่ จัดการกบั
อกุศลธรรมทเี่ หลอื ๑๖ ตวั ตวั ละ ๓๐ สูตร เช่นเดียวกบั ๓๐ สูตรแรก

ขอ้ สังเกต

เอกลกั ษณข์ ององั คตุ ตรนกิ าย คอื การจดั หมวดหมขู่ องพระสตู รตามจำ� นวนหวั ขอ้ ธรรม
ของแต่ละสูตร โดยรวมพระสูตรท่ีมีหัวข้อธรรมจ�ำนวนเท่ากันเข้าไว้ในหมวดเดียวกัน เรียกว่า
นิบาต เชน่ เอกกนิบาต คอื หมวดพระสตู รที่มีหัวขอ้ ธรรมจ�ำนวน ๑ ประการ ทุกนบิ าต คอื
หมวดพระสูตรทีม่ ีหัวข้อธรรมจ�ำนวน ๒ ประการ

ในองั คตุ ตรนกิ ายเล่มน้ีมี ๒ นบิ าต คอื ปญั จกนิบาต ได้แก่ หมวดพระสูตร ท่ีมีหัวข้อ
ธรรมจำ� นวน ๕ ประการ และฉกั กนบิ าต ไดแ้ ก่ หมวดพระสตู รทม่ี หี วั ขอ้ ธรรมจำ� นวน ๖ ประการ

เลม่ ท่ี ๑๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๒ 421

ในปัญจกนิบาต และฉักกนิบาต ท่านแบ่งพระสูตรเป็นหมวด ๆ เรียกว่า ปัณณาสก์
(หมวดยอ่ ยของนิบาต) แตล่ ะปณั ณาสก์แบง่ เป็นวรรค(หมวดย่อยของปณั ณาสก์) ชอ่ื ของแตล่ ะ
วรรคในปัณณาสก์ของแต่ละนิบาตท่ีปรากฏน้ัน ตั้งตาม เน้ือหาสาระของสูตรหลายๆ สูตร
ในวรรคน้ันๆ บ้าง เช่น โยธาชีววรรค ทุติยปัณณาสก์ แห่งปัญจกนิบาต และอาหุเนยยวรรค
ปฐมปัณณาสก์ แห่งฉักกนิบาต ต้ังตามองค์ธรรมส�ำคัญท่ีปรากฏเด่นชัดในหลาย ๆ สูตรของ
วรรคนั้น ๆ บ้าง เช่น ผาสุวิหารวรรค ตติยปัณณาสก์ แห่งปัญจกนิบาต และสีติวรรค
ทุติยปณั ณาสก์ แห่ง ฉักกนบิ าต ตั้งตามนิทานวจนะ กล่าวคอื ท่ีมาในสว่ นทปี่ รารภบุคคลซงึ่ เปน็
เหตขุ องเรื่องท่สี �ำคัญในสูตรของวรรคนัน้ ๆ บ้าง เชน่ สมุ นวรรค ปฐมปณั ณาสก์ แห่งฉักกนบิ าต
และต้ังตามนิทานวจนะในส่วนที่ปรารภสถานท่ีซ่ึงเป็นเหตุเกิดของเร่ืองในสูตรที่ส�ำคัญใน
วรรคนัน้ ๆ บ้าง เชน่ ติกณั ฑกีวรรค ตตยิ ปัณณาสก์ แหง่ ปัญจกนบิ าต

มีขอ้ น่าสงั เกตวา่ ทัง้ ปญั จกนิบาตและฉักกนิบาตนัน้ มีวิธีจัดหมวดหมู่ พระสูตรในกรณี
พเิ ศษ คอื ในกรณีทีม่ อิ าจจดั พระสตู รตามระเบียบของอังคุตตรนกิ าย คอื จัด ๕ วรรค ๕๐ สตู ร
ตอ่ ๑ ปณั ณาสกไ์ ด้ พระสตู รทมี่ เี นอื้ หาสาระคลา้ ยคลงึ กนั มอี งคธ์ รรม ๕ ประการหรอื ๖ ประการ
เท่ากันตามเกณฑ์นิบาต แต่จ�ำนวนพระสูตร มีไม่ครบตามเกณฑ์ ๕๐ สูตรต่อ ๑ ปัณณาสก์
และมอิ าจจัดให้อยใู่ นนิบาตอืน่ ได้ ทา่ นจัดพระสูตรทม่ี อี งค์ธรรม ๕ ประการไวเ้ ปน็ วรรคพิเศษ
นอกปัณณาสก์ ในปญั จกนบิ าต ได้แก่ อุปสัมปทาวรรค จดั พระสูตรท่ีมีองค์ธรรม ๖ ประการ
ไวเ้ ป็นวรรคพิเศษ นอกปัณณาสก์ ในฉักกนิบาต ได้แก่ ติกวรรค และ สามัญญวรรค

นอกจากน้ี ในปัญจกนิบาตและฉักกนิบาตน้ัน ยังมีพระสูตรที่แม้จะมีพระสูตรครบ
ตามเกณฑ์พอท่ีจะจัดเป็นปัณณาสก์ได้ แต่ก็มีลักษณะเฉพาะตัว คือ มีความสัมพันธ์เป็นเหตุ
และผลของกัน มอิ าจจะแยกจากกนั ได้ ท่านจงึ ยกเป็นหมวดพเิ ศษ เรยี กวา่ เปยยาล

ลกั ษณะเด่นของอังคุตตรนกิ ายเล่มน้ี คือ
๑. รวบรวมพระสูตรท่ีมีองค์ธรรมเหมือนกัน หรือคล้ายคลึงกัน เป็นเหตุและผลของ
กันไว้ในหมวดเดยี วกนั เช่น เสขพลธรรม หรือ พลธรรม ในเสขพลวรรค ปฐมปณั ณาสก์ แห่ง
ปัญจกนิบาต
๒. มีการขยายหมวดธรรมโดยวิธีต่าง ๆ เหมือนกับอังคุตตรนิกายเล่มอื่น ๆ เช่น
น�ำหมวดธรรมอีกหมวดหนึ่งซึ่งแม้ต่างกันโดยเป็นธรรมตรงกันข้าม แต่สัมพันธ์กัน เป็นองค์
ประกอบ หรอื สว่ นเสรมิ กัน มาผสมกนั เช่น อกุศลธรรม ๓ ประการ คือ (๑) ราคะ (๒) โทสะ
(๓) โมหะ จดั เปน็ ธรรมฝา่ ยทค่ี วรละ เมอ่ื เพม่ิ ธรรมฝา่ ยทคี่ วร เจรญิ ๓ ประการ คอื (๑) อสภุ ะ
เป็นธรรมท่ีควรเจริญเพ่ือละราคะ (๒) เมตตา เป็นธรรมท่ีควรเจริญเพื่อละโทสะ (๓) ปัญญา

422 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก

เปน็ ธรรมที่ควรเจริญเพ่อื ละโมหะ กลายเปน็ หมวดธรรม ๖ ประการ ในราคสูตร ติกวรรค แหง่
ฉักกนิบาต

๓. รวบรวมพระสตู รทแ่ี สดงองคธ์ รรมทง้ั ฝา่ ยดแี ละฝา่ ยชว่ั ไวใ้ นสตู รเดยี วกนั คอื ปรากฏ
องค์ธรรม ๒ ฝ่าย โดยปรากฏองค์ธรรมฝ่ายช่ัวก่อนฝ่ายดี ซึ่งเป็น ลีลาการแสดงธรรมตาม
รูปแบบโอวาทปาติโมกข์ของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ เช่น องค์ธรรมท่ีปรากฏในกุหกสูตร
เถรวรรค ทตุ ยิ ปณั ณาสก์ แหง่ ปัญจกนบิ าต

อนึ่ง มีบางพระสูตรที่มีองค์ธรรมซึ่งต้องใช้ผู้แสดงถึง ๒ ท่าน จึงจะครบก�ำหนดตาม
เกณฑ์ในนิบาต เชน่ ในสามกสูตร อนุตตริยวรรค ปฐมปณั ณาสก์ ฉกั กนบิ าต เทวดากลา่ วธรรม
ที่เปน็ เหตุแหง่ ความเสอ่ื ม ๓ ประการ คอื (๑) ความเป็นผ้ชู อบการงาน (๒) ความเปน็ ผชู้ อบ
การพูดคุย (๓) ความเป็นผู้ชอบการ นอนหลับ พระผู้มีพระภาคตรัสเพ่ิมอีก ๓ ประการ คือ
(๑) ความเป็นผู้ชอบการคลุกคลีด้วยหมู่ (๒) ความเป็นผู้ว่ายาก (๓) ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว
รวมเป็นธรรม ๖ ประการ และในอุทายีสูตร อนุตตริยวรรค ปฐมปัณณาสก์ ฉักกนิบาต
ท่านพระอานนท์แสดงอนุสสติฏฐาน ๕ ประการ พระผู้มีพระภาคตรัสเพ่ิมอีก ๑ ประการ
รวมเปน็ ๖ ประการ

จงึ ควรศกึ ษาโดยละเอยี ดต่อไป

เล่มท่ี ๑๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๒๓ 423

พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๒๓

พระสุตตันตปฎิ ก เล่มท่ี ๑๕
(อังคตุ ตรนกิ าย สัตตกนิบาต อฏั ฐกนบิ าต นวกนิบาต)

พระไตรปิฎกเล่มท่ี ๒๓๙ คือ อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต อัฏฐกนิบาต นวกนิบาต
จัดเป็นเล่มท่ี ๔ ของอังคุตตรนิกาย มีพระสูตรทั้งหมด ๒,๑๙๐ สูตร มี ๓ นิบาต คือ
สัตตกนิบาต อฏั ฐกนิบาต และ นวกนิบาต ดงั รายละเอียดตอ่ ไปนี้

สตั ตกนบิ าต
๑. จำ� นวนวรรคและพระสตู รในสัตตกนบิ าต
สัตตกนิบาต คือ หมวดพระสูตรที่มีหัวข้อธรรมพระสูตรละจ�ำนวน ๗ ประการ
มีพระสูตรท้ังหมด ๑,๑๓๒ สูตร แบ่งเป็น ๑ ปัณณาสก์ ๑๐ วรรค กับ ๑ หัวข้อ เปยยาล
มรี ายละเอยี ดดงั น้ี
ปณั ณาสก์ มี ๕ วรรค
๑. ธนวรรค มี ๑๐ สตู ร คือ
๑. ปฐมปยิ สตู ร ๒. ทตุ ยิ ปิยสตู ร
๓. สังขิตตพลสูตร ๔. วิตถตพลสูตร
๕. สังขิตตธนสตู ร ๖. วิตถตธนสูตร
๗. อุคคสตู ร ๘. สญั โญชนสตู ร
๙. ปหานสตู ร ๑๐. มัจฉริยสตู ร
๒. อนสุ ยวรรค มี ๑๐ สูตร คอื
๑. ปฐมอนสุ ยสตู ร ๒. ทตุ ยิ อนุสยสูตร
๓. กลุ สตู ร ๔. ปคุ คลสตู ร
๕. อทุ กูปมาสูตร ๖. อนิจจานปุ สั สสี ตู ร

๙ บทนำ� เล่ม ๒๓ : พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , กรุงเทพมหานคร, ๒๕๓๙.

424 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก

๗. ทกุ ขานุปัสสีสูตร ๘. อนัตตานุปัสสสี ูตร
๙. นิพพานสูตร ๑๐. นทิ ทสวตั ถุสตู ร
๓. วัชชสิ ัตตกวรรค มี ๑๑ สตู ร คือ
๑. สารนั ททสตู ร ๒. วสั สการสูตร
๓. ปฐมสตั ตกสตู ร ๔. ทตุ ิยสัตตกสูตร
๕. ตตยิ สัตตกสูตร ๖. โพชฌังคสตู ร
๗. สญั ญาสตู ร ๘. ปฐมปรหิ านิสูตร
๙. ทตุ ยิ ปรหิ านสิ ูตร ๑๐. วปิ ตั ติสูตร
๑๑. ปราภวสตู ร
๔. เทวตาวรรค มี ๑๒ สูตร คอื
๑. อัปปมาทคารวสตู ร ๒. หิรีคารวสตู ร
๓. ปฐมโสวจสั สตาสตู ร ๔. ทตุ ิยโสวจัสสตาสตู ร
๕. ปฐมมติ ตสูตร ๖. ทตุ ยิ มติ ตสตู ร
๗. ปฐมปฏสิ ัมภิทาสูตร ๘. ทตุ ิยปฏิสมั ภทิ าสูตร
๙. ปฐมวสสตู ร ๑๐. ทตุ ยิ วสสูตร
๑๑. ปฐมนิททสสตู ร ๑๒. ทุตยิ นทิ ทสสตู ร
๕. มหายัญญวรรค มี ๑๐ สตู ร คือ
๑. สตั ตวิญญาณัฏฐติ สิ ตู ร ๒. สมาธิปริกขารสูตร
๓. ปฐมอคั คิสตู ร ๔. ทุติยอัคคิสูตร
๕. ปฐมสญั ญาสตู ร ๖. ทตุ ยิ สัญญาสูตร
๗. เมถุนสูตร ๘. สังโยคสูตร
๙. ทานมหปั ผลสตู ร ๑๐. นนั ทมาตาสูตร
วรรคท่ีไม่จัดเป็นปณั ณาสก์
๑. อพั ยากตวรรค มี ๑๑ สตู ร คอื
๑. อพั ยากตสูตร ๒. ปุรสิ คตสิ ตู ร
๓. ตสิ สพรหมสตู ร ๔. สหี เสนาปติสูตร
๕. อรกั เขยยสตู ร ๖. กิมลิ สตู ร
๗. สัตตธัมมสูตร ๘. จปลายมานสูตร
๙. เมตตสตู ร ๑๐. ภริยาสตู ร
๑๑. โกธนสตู ร

เล่มที่ ๑๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๓ 425

๒. มหาวรรค มี ๑๐ สูตร คือ ๒. สัตตสุริยสูตร
๑. หิรีโอตตัปปสูตร ๔. ธัมมัญญสู ูตร
๓. นคโรปมสตู ร ๖. สักกจั จสตู ร
๕. ปาริฉตั ตกสตู ร ๘. อัคคกิ ขันโธปมสตู ร
๗. ภาวนาสตู ร ๑๐. อรกสตู ร
๙. สุเนตตสูตร ๒. ทตุ ิยวินยธรสตู ร
๔. จตุตถวนิ ยธรสูตร
๓. วินยวรรค มี ๑๐ สตู ร คอื ๖. ทตุ ิยวนิ ยธรโสภณสตู ร
๑. ปฐมวินยธรสูตร ๘. จตุตถวินยธรโสภณสตู ร
๓. ตตยิ วนิ ยธรสตู ร ๑๐. อธกิ รณสมถสูตร
๕. ปฐมวนิ ยธรโสภณสูตร ๒. สมณสูตร
๗. ตตยิ วินยธรโสภณสตู ร ๔. โสตตกิ สูตร
๙. สัตถสุ าสนสตู ร ๖. เวทคูสูตร
๘. อรหาสูตร
๔. สมณวรรค มี ๑๐ สูตร คือ ๑๐. สทั ธมั มสตู ร
๑. ภิกขุสตู ร
๓. พราหมณสูตร
๕. นหาตกสตู ร
๗. อรโิ ยสูตร
๙. อสัทธัมมสูตร

๕. อาหเุ นยยวรรค มี ๕๒๘ สูตร
เปยยาล มี ๑ เปยยาล คอื
ราคเปยยาล มี ๕๑๐ สูตร

๒. ชอ่ื และท่มี าของพระสตู รในสตั ตกนิบาต
๒.๑ ชอ่ื ของพระสตู ร
ในสตั ตกนบิ าตมีพระสูตร ๑,๑๓๒ สตู ร แตม่ ีช่อื สูตรปรากฏเพยี ง ๙๔ สตู ร ไมป่ รากฏ

ชื่อ ๑,๐๓๘ สูตร กล่าวคือ ๙ วรรคแรก ปรากฏช่ือสูตรท้ังหมด ส่วนในวรรคสุดท้าย คือ
อาหุเนยยวรรค ๕๒๘ สตู ร และราคเปยยาล ๕๑๐ สตู ร ไมป่ รากฏชื่อเลย

426 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสุตตนั ตปิฎก

๒.๒ ทม่ี าของพระสูตร
ในสัตตกนิบาต พระสูตรที่มีนิทานวจนะ กล่าวคือท่ีมาซึ่งปรารภทั้งบุคคล และ
สถานที่ หรือปรารภเฉพาะบุคคลอย่างเดยี วบา้ ง ปรารภเฉพาะสถานที่ อย่างเดยี วบ้าง ปรากฏ
เพยี ง ๒๗ สูตร ดังนี้
ปัณณาสก์ ปรากฏ ๑๗ สตู ร คอื

ในธนวรรค ๓ สตู ร ไดแ้ ก่ (๑) ปฐมปิยสูตร (๒) สังขิตตพลสูตร (๓) อคุ คสูตร
ในวัชชิสัตตกวรรค ๔ สูตร ได้แก่ (๑) สารันททสูตร (๒) วัสสการสูตร
(๓) ปฐมสัตตกสตู ร (๔) ปฐมปรหิ านสิ ูตร
ในเทวตาวรรค ๖ สูตร ได้แก่ (๑) อัปปมาทคารวสูตร (๒) หิรีคารวสูตร
(๓) ปฐมโสวจัสสตาสูตร (๔) ทุติยโสวจัสสตาสูตร (๕) ปฐมนิททสสูตร
(๖) ทตุ ยิ นิททสสตู ร
ในมหายัญญวรรค ๔ สูตร ได้แก่ (๑) ทุติยอัคคิสูตร (๒) เมถุนสตู ร (๓) ทาน-
มหปั ผลสตู ร (๔) นนั ทมาตาสูตร
ในวรรคที่ไม่จดั เปน็ ปณั ณาสก์ ปรากฏ ๑๐ สูตร คือ
ในอัพยากตวรรค ๖ สูตร ได้แก่ (๑) อัพยากตสูตร (๒) ติสสพรหมสูตร
(๓) สีหเสนาปตสิ ตู ร (๔) กิมลิ สูตร (๕) จปลายมานสตู ร (๖) ภรยิ าสตู ร
ในมหาวรรค ๓ สูตร ได้แก่ (๑) สัตตสูริยสูตร (๒) สักกัจจสูตร (๓) อัคคิ-
ขนั โธปมสูตร
ในวนิ ยวรรค ๑ สูตร ได้แก่ (๑) สัตถุสาสนสูตร

๓. ความหมายและใจความสำ� คญั ของแต่ละวรรคในสตั ตกนิบาต

๓.๑ ปัณณาสก์

๓.๑.๑ ธนวรรค
ธนวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ดว้ ยทรพั ย์ ชอื่ วรรคนต้ี งั้ ตามสาระสำ� คญั ของ พระสตู รที่ ๕-๖
ในวรรคนี้ ซึ่งมที ้งั หมด ๑๐ สตู ร แตล่ ะสูตรมใี จความส�ำคัญดังนี้
๑-๒. ปฐมปิยสูตร และทุติยปิยสูตร ต่างว่าด้วยธรรมเป็นเหตุให้เป็นท่ีรักและไม่เป็น
ที่รัก คอื ทรงแสดงธรรมแบ่งเปน็ ๒ ฝา่ ย ได้แก่ ฝา่ ยอกุศลและฝ่ายกุศล ฝา่ ยละ ๗ ประการ
ฝา่ ยอกุศลเป็นเหตใุ ห้ไม่เป็นทรี่ กั และไมเ่ ป็นทยี่ กยอ่ งของเพ่อื นพรหมจารที ั้งหลาย ฝ่ายกุศลมี

เล่มท่ี ๑๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๓ 427

นยั ตรงกนั ขา้ ม พระสูตรทั้ง ๒ น้ีมขี ้อตา่ งกัน คือ ในปฐมปิยสตู ร ธรรมฝา่ ยอกศุ ล ๗ ประการ
ไดแ้ ก่ (๑) เป็นผมู้ งุ่ ลาภ (๒) เปน็ ผู้ มุ่งสกั การะ (๓) เป็นผู้มงุ่ ชอ่ื เสยี ง (๔) เปน็ ผู้ไม่มีหิริ (๕) เปน็
ผู้ไม่มีโอตตัปปะ (๖) เป็นผู้มีความปรารถนาชั่ว (๗) เป็นมิจฉาทิฏฐิ ส่วนธรรมฝ่ายกุศล
๗ ประการมนี ัยตรงกนั ข้าม

ในทตุ ยิ ปยิ สตู ร ธรรมฝา่ ยอกศุ ลประการที่ ๑-๕ เหมอื นในปฐมปยิ สตู ร ตา่ งกนั ทปี่ ระการ
ท่ี ๖-๗ คอื (๖) เป็นผูม้ ีความรษิ ยา (๗) เป็นผมู้ คี วามตระหนี่ ส่วนธรรมฝ่ายกศุ ล ๗ ประการ
มนี ยั ตรงกันข้าม

๓-๔. สงั ขติ ตพลสตู ร และวติ ถตพลสตู ร ตา่ งวา่ ดว้ ยพละ ๗ ประการ คอื (๑) สทั ธาพละ
(๒) วิริยพละ (๓) หิริพละ (๔) โอตตัปปพละ (๕) สติพละ (๖) สมาธิพละ (๗) ปัญญาพละ
ต่างกันที่สังขิตตพลสูตร ทรงแสดงไว้โดยย่อ มิได้ทรงขยายความ แต่ในวิตถตพลสูตร ทรง
ขยายความของธรรมแต่ละประการดังนี้ (๑) สัทธาพละ หมายถึงความเช่ือในพระพุทธคุณ
(๒) วริ ยิ พละ หมายถงึ ความเพยี รในการละอกศุ ลธรรมและเจรญิ กศุ ลธรรม (๓) หริ พิ ละ หมายถงึ
ความละอายต่อกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต และอกุศลธรรมทั้งหลาย (๔) โอตตัปปพละ
หมายถงึ ความสะดงุ้ กลวั ตอ่ กายทจุ รติ วจที จุ รติ มโนทจุ รติ และอกศุ ลธรรมทง้ั หลาย (๕) สตพิ ละ
หมายถึงสติรักษาตน เช่น ระลึกถึงสิ่งที่ทำ� ค�ำที่พูดซ่ึงผ่านมานานได้ (๖) สมาธิพละ หมายถึง
การบรรลุรปู ฌาน ๔ (๗) ปัญญาพละ หมายถึงการหย่งั รู้ ความเกิดและความดับ ช�ำแรกกิเลส
ใหถ้ ึงความสน้ิ ทุกข์ได้โดยชอบ

๕-๖. สังขิตตธนสูตร และวิตถตธนสูตร ต่างว่าด้วยอริยทรัพย์ ๗ ประการ คือ
(๑) สทั ธาธนะ ทรพั ยค์ อื ศรทั ธา (๒) สลี ธนะ ทรพั ยค์ อื ศลี (๓) หริ ธิ นะ ทรพั ยค์ อื หริ ิ (๔) โอตตปั ป-
ธนะ ทรัพยค์ ือโอตตัปปะ (๕) สุตธนะ ทรัพย์คือสตุ ะ (๖) จาคธนะ ทรัพย์คอื จาคะ (๗) ปญั ญา-
ธนะ ทรัพย์คอื ปัญญา ตา่ งกนั ที่สังขิตตธนสตู ร ทรงแสดงไวโ้ ดยยอ่ มไิ ดท้ รงขยายความ แต่ใน
วิตถตธนสูตร ทรงขยายความของธรรมแตล่ ะประการดงั น้ี (๑) สัทธาธนะ มคี วามหมายเหมือน
ประการท่ี ๑ ในพระสูตรที่ ๔ (๒) สลี ธนะ หมายถึงมศี ีล ๕ (๓-๔) หิริธนะ และโอตตัปปธนะ
มีความหมายเหมือน ประการที่ ๓-๔ ในพระสูตรท่ี ๔ (๕) สุตธนะ หมายถึงความเป็นพหสู ตู
(๖) จาคธนะ หมายถึงการก�ำจัดความตระหนี่ ยินดีแจกทาน (๗) ปัญญาธนะ มีความหมาย
เหมอื นประการท่ี ๗ ในพระสตู รที่ ๔

๗. อุคคสตู ร วา่ ด้วยมหาอำ� มาตย์ชือ่ อุคคะ คือ ทรงแสดงอรยิ ทรัพย์ ๗ ประการเหมอื น
ในพระสูตรท่ี ๕ เพ่ือเปรียบเทียบให้มหาอ�ำมาตย์ช่ืออุคคะเห็นว่า อริยทรัพย์น้ันปลอดจาก
ภัยท้ัง ๕ คือ อัคคีภัย อุทกภัย ราชภัย โจรภัย และภัยเกิดจากทายาทผู้ไม่เป็นท่ีรัก
ซึ่งตรงกนั ข้ามกบั ทรัพย์ของอุคคเศรษฐีทมี่ อี ยูม่ ากมาย

428 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก

๘-๑๐. สญั โญชนสตู ร ปหานสูตร และมัจฉรยิ สตู ร ตา่ งก็มอี งค์ธรรมอย่างเดียวกนั
คอื สงั โยชน์ ๗ ประการ แตม่ รี ายละเอียดต่างกันดงั นี้ สญั โญชนสูตร และปหานสตู รมอี งค์ธรรม
เหมอื นกัน คอื (๑) อนนุ ยสงั โยชน์ (๒) ปฏฆิ สังโยชน์ (๓) ทิฏฐสิ ังโยชน์ (๔) วจิ ิกิจฉาสงั โยชน์
(๕) มานสังโยชน์ (๖) ภวราคสังโยชน์ (๗) อวิชชาสังโยชน์ ต่างกันท่ีในสัญโญชนสูตร ทรง
แสดงไว้เพียงองคธ์ รรม ในปหานสตู ร ทรงแสดงว่า สงั โยชนเ์ ป็นเป้าหมายทีจ่ ะต้องละด้วยการ
ประพฤติพรหมจรรย์ ในมัจฉริยสูตร องค์ธรรมประการที่ ๑-๕ เหมือนในสัญโญชนสูตรและ
ปหานสูตร สว่ นประการท่ี ๖ ได้แก่ อสิ สาสงั โยชน์ (สังโยชนค์ ือความริษยา) และประการที่ ๗
ไดแ้ ก่ มัจฉริยสังโยชน์ (สงั โยชน์คอื ความตระหน่)ี

๓.๑.๒ อนสุ ยวรรค
อนุสยวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยอนุสัย ช่ือวรรคนี้ตั้งตามชื่อพระสูตรท่ี ๑-๒
ในวรรคนี้ ซึ่งมที ง้ั หมด ๑๐ สูตร แต่ละสตู รมใี จความสำ� คัญดงั น้ี
๑-๒. ปฐมอนุสยสูตร และทุติยอนุสยสูตร ต่างว่าด้วยอนุสัย กล่าวคือกิเลส ท่ีนอน
เน่ืองอยู่ในสันดาน มี ๗ ประการ คือ (๑) กามราคานุสัย (๒) ปฏิฆานุสัย (๓) ทิฏฐานุสัย
(๔) วจิ กิ จิ ฉานุสัย (๕) มานานุสยั (๖) ภวราคานุสัย (๗) อวชิ ชานุสัย ตา่ งกนั ทใี่ นปฐมอนุสยสูตร
ทรงแสดงไว้เพียงองค์ธรรม แต่ในทุติยอนุสยสูตร ทรงแสดงการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์
เพอื่ ละอนสุ ัย ๗ ประการน้ันด้วย
๓. กุลสูตร ว่าด้วยตระกูล หมายถึงตระกูลที่ภิกษุไม่ควรเข้าไปหาและตระกูลที่
ภิกษุควรเข้าไปหา ตระกูลที่ภิกษุไม่ควรเข้าไปหา เพราะประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ คือ
(๑) ไม่เต็มใจต้อนรับ (๒) ไม่เต็มใจไหว้ (๓) ไม่เต็มใจให้อาสนะ (๔) ปกปิดของท่ีมีอยู่
(๕) มีของมาก แต่ถวายน้อย (๖) มีของประณีต แต่ถวายของเศร้าหมอง (๗) ถวายโดย
ไมเ่ คารพ ไม่ถวายโดยเคารพ
สว่ นตระกลู ท่ีภิกษคุ วรเขา้ ไปหามนี ยั ตรงกันขา้ ม
๔. ปุคคลสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้ควรแก่ของท่ีเขาน�ำมาถวย ซึ่งหมายรวมถึงผู้ควร
แก่การต้อนรับ ควรแก่ทักษิณา ควรแก่การท�ำอัญชลี เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลกด้วย
มี ๗ จ�ำพวก เชน่ อภุ โตภาควมิ ตุ ปัญญาวมิ ุต
๕. อทุ กปู มาสตู ร วา่ ด้วยบุคคลผเู้ ปรยี บด้วยคนตกน�ำ้ คือ ทรงแสดงบคุ คล ผูม้ ีธรรม
ต่าง ๆ เปรียบเทยี บกับอาการต่าง ๆ ของคนทีต่ กน�้ำ มี ๗ จ�ำพวก คอื (๑) ผู้จมลงคราวเดียว
ก็เป็นอนั จมลงไปเลย (๒) ผผู้ ดุ ขึน้ แลว้ กลับจมลงไป (๓) ผผู้ ดุ ขนึ้ แล้วทรงตัวอยู่ได้ (๔) ผ้ผู ุดขึน้

เล่มที่ ๑๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๓ 429

แล้วเหลยี วไปมา (๕) ผผู้ ดุ ขน้ึ แลว้ เตรียมจะข้ามไป (๖) ผผู้ ดุ ข้ึนแลว้ ได้ที่พึ่ง (๗) ผูผ้ ุดขึน้ แลว้
ข้ามถึงฝัง่ เป็นผูล้ อยบาป อยูบ่ นบก

๖-๙. อนิจจานุปัสสีสตู ร ทกุ ขานุปสั สีสตู ร อนัตตานุปสั สีสตู ร และ นิพพานสูตร ต่าง
แสดงอบุ ายวธิ ีบรรลุธรรมของบุคคล ๗ จ�ำพวกผู้เปน็ นาบญุ อันยอดเยีย่ มของโลก คอื (๑) ท่านผู้
บรรลทุ ง้ั เจโตวมิ ตุ ติ และปญั ญาวมิ ตุ ติ (อภุ โตภาควมิ ตุ ) (๒) ทา่ นผบู้ รรลปุ ญั ญาวมิ ตุ ติ (ปญั ญาวมิ ตุ )
(๓) อันตราปรินพิ พายี (๔) อุปหจั จปรนิ พิ พายี (๕) อสังขารปรนิ ิพพายี (๖) สสงั ขารปรนิ พิ พายี
(๗) อุทธังโสตอกนิฏฐคามี แต่มีรายละเอียดต่างกันดังน้ี ในอนิจจานุปัสสีสูตร ใช้อุบายวิธี
พจิ ารณาความไมเ่ ทย่ี งในสงั ขารทงั้ ปวง ในทกุ ขานปุ สั สสี ตู ร ใชอ้ บุ ายวธิ พี จิ ารณาความเปน็ ทกุ ขใ์ น
สงั ขารทงั้ ปวง ในอนตั ตานปุ สั สสี ตู ร ใชอ้ บุ ายวธิ พี จิ ารณาความเปน็ อนตั ตาในสงั ขารทงั้ ปวง และ
ในนพิ พานสตู ร ใชอ้ บุ ายวธิ พี จิ ารณาความเปน็ สขุ ในนพิ พาน แตล่ ะอบุ ายวธิ เี ปน็ ทม่ี าของชอื่ สตู ร

๑๐. นทิ ทสวัตถสุ ูตร วา่ ด้วยนิททสวัตถุ คำ� วา่ “นทิ ทสวัตถุ” นี้ แปลวา่ ธรรมเป็นเหตุ
ให้ช่ือวา่ นิททสะ คำ� ว่า “นิททสะ” แปลวา่ มอี ายไุ มถ่ งึ ๑๐ ปี คำ� น้ี เปน็ ค�ำที่เดยี รถียใ์ ชเ้ รยี ก
นิครนถ์ผ้ปู ระพฤตพิ รหมจรรย์กำ� หนด ๑๒ ปี ถ้าตายลง เมือ่ ถงึ ๑๐ ปี เรยี กผนู้ ัน้ วา่ “นิททสะ”
คือ เม่อื มาเกิดอกี จะมอี ายไุ มถ่ ึง ๑๐ ปี และอาจไม่ถงึ ๙ ปี ๘ ปี ลดหยอ่ นลงมาจนถงึ ๑ ปี
แม้ ๒๐ ปี ๓๐ ปีขึ้นไปก็ท�ำนอง เดียวกัน เป็นลัทธิที่เน้นเร่ืองก�ำหนดเวลาและรูปแบบการ
ประพฤติพรหมจรรย์ แต่พระผู้มีพระภาคทรงใชค�ำนี้หมายถึงพระขีณาสพ ในความหมายว่า
ไมม่ กี ารเกดิ อกี ไมว่ า่ จะเกดิ มาเพยี งวนั เดยี ว หรอื ครเู่ ดยี ว โดยมเี งอื่ นไขวา่ ผนู้ นั้ ตอ้ งเพยี บพรอ้ มดว้ ย
นิททสวัตถุ ๗ ประการ ส่วนเวลาประพฤติพรหมจรรย์ มากน้อยไม่ส�ำคัญ นิททสวัตถุ
๗ ประการนั้น คือ (๑) มีฉันทะแรงกลา้ ในการสมาทานสกิ ขา (๒) ... ในการใคร่ครวญ ธรรม
(๓) ... ในการกำ� จดั ความอยาก (๔) ... ในการหลีกเรน้ (๕) ... ในการปรารภความเพียร (๖) ...
ในความมสี ติปญั ญา (๗) ... ในการแทงตลอดดีดว้ ยทฏิ ฐิ

๓.๑.๓ วชั ชิสตั ตกวรรค
วชั ชสิ ตั ตกวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ดว้ ยธรรม ๗ ประการของชาววชั ชี ชอ่ื วรรค นต้ี งั้ ตาม
สาระสำ� คญั ของพระสตู รที่ ๑-๖ ในวรรคน้ี ซงึ่ มที งั้ หมด ๑๑ สตู ร แตล่ ะสตู ร มใี จความสำ� คญั ดงั นี้
๑-๗. สารันททสูตร วัสสการสูตร ปฐมสัตตกสูตร ทุติยสัตตกสูตร ตติยสัตตกสูตร
โพชฌังคสูตร และสัญญาสูตร ต่างมีหมวดธรรมชื่อว่า อปริหานิยธรรม ๗ ประการเป็น
สาระส�ำคญั ค�ำว่า อปริหานยิ ธรรม แปลวา่ ธรรมอนั ไม่เปน็ เหตุแหง่ ความเส่ือม มี ๒ อยา่ ง คอื
(๑) ราชอปรหิ านยิ ธรรม (๒) ภกิ ขอุ ปรหิ านยิ ธรรม พระสตู ร ๒ สตู รแรกกลา่ วถงึ ราชอปรยิ หานยิ -
ธรรม ๕ สูตรหลงั กล่าวถึง ภิกขุอปริหานิยธรรม มีรายละเอียดดงั ตอ่ ไปนี้

430 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสุตตันตปิฎก

สารันททสูตร ว่าด้วยพระธรรมเทศนาที่สารันททเจดีย์ คือ ขณะประทับอยู่
ณ สารันททเจดีย์ เขตกรุงเวสาลี พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอปริหานิยธรรม ๗ ประการแก่
เจ้าลจิ ฉวีท้ังหลายว่า พวกเจา้ วัชชีพึงหวังได้ความเจริญ ไม่มีความเสื่อมเลย ตราบเท่าที่

๑. ยังหมัน่ ประชุมกนั เนอื งนิตย์ ประชุมกนั มากครั้ง
๒. ยงั พรอ้ มเพรียงกนั ประชุม พร้อมเพรียงกันเลกิ ประชุม และพร้อมเพรียงกันท�ำกจิ
ท่พี วกเจ้าวชั ชีพงึ ทำ�
๓. ยังไม่บัญญัติสิ่งท่ีมิได้บัญญัติไว้ ไม่ล้มล้างสิ่งท่ีบัญญัติไว้แล้ว ถือปฏิบัติมั่นในวัชชี
ธรรมท่วี างไว้เดิม
๔. ยังสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเจ้าวัชชีผู้มีพระชนมายุมากของวัชชี และส�ำคัญ
ถ้อยคำ� ของทา่ นเหลา่ น้ันว่าเปน็ สิ่งควรรับฟัง
๕. ยังไม่ฉุดครา่ ขืนใจกลุ สตรีหรอื กลุ กุมารใี ห้อยรู่ ่วมด้วย
๖. ยังสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเจดีย์ของชาววัชชีท้ังในเมืองและนอกเมือง และ
ไม่ละเลยการบูชาที่ชอบธรรมซ่งึ เคยกระทำ� ตอ่ เจดีย์ เหล่านนั้ ใหเ้ สอ่ื มสูญไป
๗. ยังจัดการรักษา คุ้มครอง ป้องกันพระอรหันต์ท้ังหลายโดยชอบธรรม ด้วยต้ังใว่า
ทำ� อยา่ งไร พระอรหนั ตท์ ย่ี งั ไมม่ า พงึ มาสแู่ วน่ แควน้ ของเรา และทา่ นทมี่ าแลว้ พงึ อยอู่ ยา่ งผาสกุ
วัสสการสูตร ว่าดว้ ยวัสสการพราหมณ์ หมายถึงวัสสการพราหมณ์ผู้เป็นมหาอำ� มาตย์
ของแคว้นมคธ คือ พราหมณ์นั้นไปกราบทลู พระผู้มพี ระภาคว่า พระเจา้ อชาตศรตั รูมปี ระสงค์
จะเสด็จไปปราบแคว้นวัชชี พระผู้มีพระภาคจึงทรงสนทนากับท่านพระอานนท์ท่ียืนถวายงาน
พัดอยู่เรื่องอปริหานิยธรรม ๗ ประการของเจ้าวัชชี เพ่ือให้วัสสการพราหมณ์ได้รับทราบ
วัสสการพราหมณ์ได้กราบทูลว่า พวกเจ้าวัชชีมีอปริหานิยธรรมเพียงข้อเดียว ก็พึงหวังได้
ความเจริญ ไม่มีความเส่ือมเลย ไม่จ�ำต้องมีทั้ง ๗ ข้อ พระเจ้าอชาตศรัตรูไม่ควรท�ำสงคราม
กับพวกเจ้าวชั ชี นอกจากจะใชว้ ธิ ีปรองดองทางการทตู หรือทำ� ให้แตกสามัคคกี นั
ปฐมสตั ตกสตู ร วา่ ด้วยอปรหิ านยิ ธรรม ๗ ประการ แตเ่ ป็นภกิ ขอุ ปรหิ านิยธรรม (ธรรม
อนั ไมเ่ ป็นเหตแุ ห่งความเสื่อมของภกิ ษุ) ประการท่ี ๑-๓ เหมอื นในสารันททสตู ร ส่วนประการ
ที่ ๔-๗ ตา่ งกนั คอื ทรงแสดงว่า ภิกษพุ ึงหวงั ไดค้ วามเจรญิ ไม่มีความเสือ่ มเลยตราบเท่าทีภ่ ิกษุ
๔. ยงั สักการะ เคารพ นับถอื บูชาภกิ ษผุ ู้เถระ เป็นรตั ตญั ญู บวชมานาน เปน็ สงั ฆบิดร
เปน็ สงั ฆปรณิ ายก และส�ำคัญถอ้ ยค�ำของท่านเหล่านัน้ วา่ เปน็ สง่ิ ควรฟัง
๕. ยงั ไม่ตกอยู่ในอำ� นาจแหง่ ตัณหาอันกอ่ ใหเ้ กิดภพใหม่ ทเ่ี กดิ ข้ึน
๖. ยงั เป็นผู้ม่งุ หวังเสนาสนะป่า

เลม่ ท่ี ๑๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๒๓ 431

๗. ยงั ตั้งสติม่นั ไว้ภายในวา่ ทำ� อย่างไร เพอื่ นพรหมจารที ัง้ หลายผู้มศี ลี งาม ท่ียงั ไมม่ า
ขอใหม้ า และท่านทม่ี าแลว้ พงึ อย่อู ย่างผาสกุ

ทตุ ิยสตั ตกสูตร วา่ ดว้ ยอปรหิ านยิ ธรรม ๗ ประการของภกิ ษุ สตู รท่ี ๒ คือ ทรงแสดงว่า
ภกิ ษพุ ึงหวังได้ความเจริญ ไมม่ คี วามเสื่อมเลยตราบเท่าที่ภิกษุ

๑. ยังเป็นผู้ไม่ชอบการงาน ไม่ยินดีในการงาน ไม่หม่ันประกอบความเป็นผู้ชอบ
การงาน

๒. ยงั เปน็ ผูไ้ ม่ชอบการพูดคยุ ฯลฯ
๓. ยงั เป็นผไู้ ม่ชอบการหลับ ฯลฯ
๔. ยังเป็นผู้ไมช่ อบการคลกุ คลดี ว้ ยหมู่ ฯลฯ
๕. ยังเป็นผไู้ มม่ คี วามปรารถนาชวั่ ไม่ตกไปสูอ่ ำ� นาจของความปรารถนาช่ัว
๖. ยังไมม่ ีมติ รชั่ว มสี หายชวั่ มีเพือ่ นชว่ั
๗. ยงั ไมห่ ยดุ เสยี กลางคนั เพยี งเพราะบรรลุคณุ วเิ ศษขน้ั ตำ�่
ตตยิ สตั ตกสตู ร วา่ ดว้ ยอปรหิ านยิ ธรรม ๗ ประการของภกิ ษุ สตู รท่ี ๓ คอื ทรงแสดงวา่
ภิกษุพึงหวังได้ความเจริญ ไม่มีความเส่ือมเลยตราบเท่าท่ีภิกษุ (๑) ยังมีศรัทธา (๒) ยังมีหิริ
(๓) ยงั มี โอตตปั ปะ (๔) ยงั เปน็ พหสู ตู (๕) ยงั ปรารภความเพยี ร (๖) ยงั มสี ตติ งั้ มน่ั (๗) ยงั มปี ญั ญา
โพชฌังคสูตร ว่าด้วยโพชฌงค์ที่เป็นอปริหานิยธรรม คือ ทรงแสดงว่า ภิกษุพึงหวัง
ไดค้ วามเจริญ ไม่มีความเสือ่ มเลย ตราบเทา่ ทภี่ ิกษุ (๑) ยังเจรญิ สตสิ มั โพชฌงค์ (๒) ยงั เจริญ
ธมั มวิจยสมั โพชฌงค์ (๓) ยงั เจรญิ วิริยสัมโพชฌงค์ (๔) ยังเจริญปีติสมั โพชฌงค์ (๕) ยงั เจริญ
ปสั สทั ธิสัมโพชฌงค์ (๖) ยังเจริญสมาธสิ ัมโพชฌงค์ (๗) ยังเจริญอเุ บกขาสมั โพชฌงค์
สัญญาสูตร ว่าดว้ ยสัญญาทีเ่ ปน็ อปรหิ านยิ ธรรม คอื ทรงแสดงวา่ ภกิ ษุพึงหวังไดค้ วาม
เจรญิ ไมม่ คี วามเส่ือมเลย ตราบเท่าท่ภี กิ ษุ (๑) ยังเจริญอนิจจสัญญา (๒) ยงั เจรญิ อนตั ตสัญญา
(๓) ยังเจริญอสุภสัญญา (๔) ยังเจริญอาทีนวสัญญา (๕) ยังเจริญปหานสัญญา (๖) ยังเจริญ
วิราคสัญญา (๗) ยังเจรญิ นโิ รธสัญญา
๘-๙. ปฐมปรหิ านิสตู ร และทุตยิ ปรหิ านสิ ตู ร ตา่ งวา่ ดว้ ยธรรมเปน็ เหตแุ ห่งความเสอ่ื ม
ซ่งึ หมายรวมถึงธรรมทีไ่ มเ่ ป็นเหตุแหง่ ความเส่ือมด้วย มีฝ่ายละ ๗ ประการ แต่มีรายละเอียด
ตา่ งกนั คอื
ในปฐมปริหานิสูตร ทรงแสดงธรรมท่ีเป็นเหตุแห่งความเส่ือมและที่ไม่เป็นเหตุแห่ง
ความเสื่อมแก่ภิกษุผู้เป็นเสขะ ธรรมท่ีเป็นเหตุแห่งความเส่ือม ได้แก่ (๑) ชอบการงาน
(๒) ชอบการพดู คยุ (๓) ชอบการนอนหลบั (๔) ชอบการคลุกคลดี ้วยหมู่ (๕) ไมค่ ุ้มครองทวาร

432 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก

ในอินทรีย์ทั้งหลาย (๖) ไม่รู้จักประมาณในการบริโภค (๗) ชอบรับภาระขวนขวายในกิจของ
สงฆ์ (เป็นเหตใุ ห้ไม่ไดบ้ ำ� เพ็ญเพียร)

ส่วนธรรมทไี่ มเ่ ปน็ เหตแุ ห่งความเส่ือมมนี ัยตรงกันข้าม
ในทตุ ยิ ปรหิ านสิ ตู ร ทรงแสดงธรรมทเี่ ปน็ เหตแุ หง่ ความเสอ่ื มและธรรมทไี่ มเ่ ปน็ เหตแุ หง่
ความเสื่อมแก่อุบาสก ธรรมท่เี ปน็ เหตแุ ห่งความเสอ่ื ม ได้แก่ (๑) ละเลย การเย่ยี มเยยี นภิกษุ
(๒) ทอดทงิ้ การฟังสัทธรรม (๓) ไมศ่ กึ ษาในอธศิ ีล (๔) ไมม่ ีความเล่อื มใสมากในภิกษผุ เู้ ป็นเถระ
ผเู้ ป็นนวกะ และผูเ้ ปน็ มชั ฌิมะ (๕) ฟังธรรม อย่างคอยคิดโตแ้ ยง้ เพง่ โทษ (๖) แสวงหาผู้รบั
ทักษณิ านอกศาสนานี้ (๗) ท�ำอปุ การะ นอกศาสนากอ่ น
สว่ นธรรมท่ีไมเ่ ป็นเหตแุ ห่งความเสือ่ มมนี ัยตรงกันขา้ ม
๑๐-๑๑. วิปัตติสูตร ว่าดว้ ยวิบตั ิและสมบัตขิ องอุบาสก และปราภวสูตร วา่ ด้วยความ
เส่ือมและความเจรญิ ของอุบาสก มีฝ่ายละ ๗ ประการเหมือนในทตุ ิยปรหิ านสิ ตู ร
๓.๑.๔ เทวตาวรรค
เทวตาวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยเทวดา คือ มีเทวดามากล่าวธรรมในที่เฉพาะ
พระพักตร์พระผู้มีพระภาค ดังที่ปรากฏในพระสูตรท่ี ๑ ชื่อวรรคนี้จึงตั้งตามสาระส�ำคัญของ
พระสตู รท่ี ๑-๔ ในวรรคน้ี ซ่งึ มีทง้ั หมด ๑๒ สูตร แตล่ ะสูตรมี ใจความสำ� คญั ดงั นี้
๑-๔. อปั ปมาทคารวสตู ร หริ ีคารวสตู ร ปฐมโสวจสั สตาสูตร และทตุ ยิ โสวจัสสตา-
สูตร ต่างมขี ้อความเก่ียวกับเทวดา แตม่ รี ายละเอยี ดตา่ งกนั ดังนี้
อปั ปมาทคารวสตู ร วา่ ดว้ ยความเคารพในความไมป่ ระมาท ซงึ่ เปน็ หวั ขอ้ ธรรม ประการ
ท่ี ๖ ในธรรมท่ีไม่เป็นเหตุแห่งความเส่ือม ๗ ประการ คือ (๑) มีความเคารพในพระศาสดา
(๒) ... ในพระธรรม (๓) ... ในพระสงฆ์ (๔) ... ในสกิ ขา (๕) ... ในสมาธิ (๖) ... ในความไมป่ ระมาท
(๗) ... ในปฏิสันถาร ธรรม ๗ ประการนี้ พระผูม้ พี ระภาคทรงเลา่ ใหภ้ กิ ษทุ งั้ หลายฟงั วา่ เทวดา
กราบทลู แกพ่ ระองค์ และตรัสพระคาถารับรองเร่ืองทเี่ ทวดากราบทูลน้ัน
หิรคี ารวสตู ร วา่ ด้วยความเคารพในหิริ และปฐมโสวจัสสตาสตู ร ว่าดว้ ย ความเปน็ ผวู้ ่า
ง่าย คือ ทรงเล่าว่า เทวดาองค์หนง่ึ มาเฝ้าพระองค์ในราตรแี ลว้ ทูลแสดงธรรมท่ีไมเ่ ป็นเหตุแห่ง
ความเสอ่ื มแกภ่ กิ ษุ ๗ ประการ และตรสั พระคาถารบั รองเรอ่ื งทเ่ี ทวดากราบทลู นนั้ แตม่ อี งคธ์ รรม
ทเ่ี หมอื นกนั และตา่ งกนั บางประการ ดังนี้
ทเ่ี หมอื นกนั คอื ประการที่ ๑-๕ เหมอื นในอปั ปมาทคารวสตู ร สว่ นทต่ี า่ งกนั คอื ประการ
ที่ ๖-๗ คือ ในหิรีคารวสูตร ได้แก่ ไม่มีความเคารพในหิริ และไม่มีความเคารพในโอตตัปปะ
ในปฐมโสวจสั สตาสตู ร ได้แก่ เป็นผู้วา่ งา่ ย และมีกลั ยาณมิตร

เล่มที่ ๑๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๓ 433

ทุติยโสวจัสสตาสูตร วา่ ดว้ ยความเป็นผวู้ ่าง่าย สตู รท่ี ๒ คือ ทรงเล่าวา่ เทวดาองคห์ นงึ่
มาเฝ้าพระองค์ในราตรีแล้วทูลแสดงธรรมท่ีไม่เป็นเหตุแห่งความเส่ือมแก่ภิกษุ ๗ ประการ
เหมือนในปฐมโสวจสั สตาสูตร เมื่อพระองค์ทรงเล่าจบแลว้ ทา่ นพระสารบี ุตรไดก้ ราบทูลขอรบั
อาสาขยายความแห่งพระด�ำรัสนน้ั ให้พสิ ดารวา่

๑. ตนเองเป็นผู้มีความเคารพในพระศาสดา สรรเสริญความเป็นผู้มีความเคารพใน
พระศาสดา ชักชวนภิกษุเหล่าอ่ืนผู้ไม่มีความเคารพในพระศาสดาให้มีความ
เคารพในพระศาสดา ทั้งประกาศคุณที่มีจริงของภิกษุเหล่าอ่ืนผู้มีความเคารพใน
พระศาสดาตามกาลอันควร

๒. ตนเองเป็นผมู้ คี วามเคารพในพระธรรม ฯลฯ
๓. ตนเองเป็นผู้มคี วามเคารพในพระสงฆ์ ฯลฯ
๔. ตนเองเป็นผู้มีความเคารพในสิกขา ฯลฯ
๕. ตนเองเปน็ ผ้มู คี วามเคารพในสมาธิ ฯลฯ
๖. ตนเองเปน็ ผู้วา่ งา่ ย ฯลฯ
๗. ตนเองเปน็ ผู้มกี ลั ยาณมติ ร ฯลฯ
เมื่อท่านพระสารีบุตรแสดงจบ พระผู้มีพระภาคทรงสรรเสริญท่าน แล้วตรัสย้�ำธรรม
๗ ประการนน้ั อีกครง้ั หนงึ่
๕-๖. ปฐมมิตตสตู ร และทตุ ยิ มิตตสตู ร ตา่ งวา่ ดว้ ยองค์แหง่ มิตร หมายถงึ คุณสมบตั ิ
ของมิตรทคี่ วรคบ มี ๗ ประการ แตม่ อี งคธ์ รรมต่างกนั คอื
ในปฐมมิตตสูตร องค์แห่งมิตร ได้แก่ (๑) ให้ส่ิงท่ีให้ได้ยาก (๒) ท�ำสิ่งที่ท�ำได้ยาก
(๓) อดทนถ้อยค�ำท่ีอดทนได้ยาก (๔) เปิดเผยความลับแก่เพ่ือน (๕) ปิดความลับของเพ่ือน
(๖) ไมท่ อดทิง้ ในยามวบิ ตั ิ (๗) เมือ่ เพือ่ นสน้ิ โภคสมบัตกิ ไ็ ม่ดหู ม่ิน
ในทุติยมิตตสูตร องค์แห่งมิตร ได้แก่ (๑) เป็นท่ีรักเป็นที่พอใจ (๒) เป็นที่เคารพ
(๓) เป็นยกย่อง (๔) เป็นนักพูด (๕) เป็นผู้อดทนต่อถ้อยค�ำ (๖) เป็นผู้พูดถ้อยค�ำลึกซ้ึงได้
(๗) ไมช่ กั นำ� ในอฐานะ(เรือ่ งทีไ่ มค่ วรท�ำ)
๗-๘. ปฐมปฏิสัมภิทาสูตร และทุติยปฏิสัมภิทาสูตร ต่างว่าด้วยธรรมที่เป็น เหตุให้
บรรลุปฏิสัมภิทา ๗ ประการ โดย ๖ ประการแรกเหมือนกันดังนี้ (๑) รู้ว่าจิตหดหู่ (๒) รู้ว่า
จิตท้อแท้ (๓) รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน (๔) รู้ว่าเวทนาเกิดขึ้นก็ปรากฏ ต้ังอยู่ก็ปรากฏ ดับไปก็ปรากฏ
(๕) รวู้ า่ สัญญาเกิดขึ้นก็ปรากฏ ต้ังอยู่ก็ปรากฏ ดับไปก็ปรากฏ (๖) รู้ว่าวิตกเกิดขึ้นก็ปรากฏ
ต้ังอยู่ก็ปรากฏ ดับไปก็ปรากฏ ส่วนประการที่ ๗ มีส่วนประกอบขององค์ธรรมต่างกัน คือ
ในปฐมปฏิสมั ภิทาสูตร มนี ิมิตเปน็ สว่ นประกอบดงั นี้ กำ� หนดมนสิการได้ ทรงจ�ำได้ดถี งึ นมิ ิตใน

434 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก

ธรรมท่ีเป็นสัปปายะและอสัปปายะ ในทุติยปฏิสัมภิทาสูตร มีจิตเป็นส่วนประกอบดังนี้
ก�ำหนดมนสิการได้ ทรงจ�ำได้ดถี ึงจิตในธรรมทีเ่ ปน็ สปั ปายะและอสัปปายะ

๙-๑๐. ปฐมวสสตู ร และทตุ ยิ วสสตู ร ตา่ งวา่ ดว้ ยธรรมทเ่ี ปน็ เหตใุ หจ้ ติ ตกอยู่ ในอำ� นาจ
๗ ประการ คอื (๑) ความฉลาดในสมาธิ (๒) ความฉลาดในการเขา้ สมาธิ (๓) ความฉลาดในการ
ให้สมาธิต้ังอยูไ่ ด้ (๔) ความฉลาดในการออกจากสมาธิ (๕) ความฉลาดในความพรอ้ มแห่งสมาธิ
(๖) ความฉลาดในอารมณแ์ หง่ สมาธิ (๗) ความฉลาดในอภนิ หิ ารแหง่ สมาธิ ตา่ งกนั ทสี่ ตู รแรกทรง
แสดงวา่ เปน็ คณุ สมบตั ขิ องภกิ ษทุ ว่ั ไป สตู รหลงั ทรงแสดงวา่ เปน็ คณุ สมบตั ขิ องทา่ นพระสารบี ตุ ร

๑๑-๑๒. ปฐมนิททสสูตร และทุติยนิททสสูตร ต่างว่าด้วยนิททสวัตถุ ๗ ประการ
แต่ในพระสูตรแรก นิททสวัตถุมีองค์ธรรมเหมือนในนิททสวัตถุสูตรที่ ๑๐ ในอนุสยวรรคแห่ง
ปฐมปัณณาสก์ สัตตกนิบาตนี้ ส่วนในพระสูตรหลัง นิททสวัตถุ ๗ ประการ มีองค์ธรรม คือ
(๑) ความมีศรัทธา (๒) ความมีหริ ิ (๓) ความมี โอตตัปปะ (๔) ความเป็นพหสู ูต (๕) การปรารภ
ความเพยี ร (๖) ความมสี ติ (๗) ความมปี ัญญา

ทั้ง ๒ สูตรน้ีกล่าวถึงลัทธิของเดียรถีย์ที่มีความเชื่อว่าผู้ท่ีจะชื่อว่า “นิททสภิกษุ” ได้
จะต้องประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิครบ ๑๒ ปี เป็นความเช่ือที่เน้นเร่ืองก�ำหนดเวลาและ
รูปแบบการประพฤติพรหมจรรย์ แต่พระผู้มีพระภาคทรงเน้นคุณสมบัติคือนิททสวัตถุธรรม
๗ ประการ ดูสูตรท่ี ๑๐ แห่งอนสุ ยวรรคประกอบ

๓.๑.๕ มหายญั ญวรรค
มหายญั ญวรรค แปลว่า หมวดว่าดว้ ยการบูชายัญใหญ่ ชือ่ วรรคน้ตี งั้ ตามสาระสำ� คญั
ของพระสูตรท่ี ๔ ในวรรคนี้ ซ่ึงมที ้ังหมด ๑๐ สตู ร แต่ละสูตรมใี จความ ส�ำคัญดงั น้ี
๑. สัตตวิญญาณัฏฐิติสูตร ว่าด้วยวิญญาณฐิติ หมายถึงที่ต้ังแห่งปฏิสนธิวิญญาณ
มี ๗ ประการ คือ (๑) สัตว์ผู้มีกายและสัญญาต่างกัน (๒) สัตว์ผู้มีกายต่างกัน แต่มีสัญญา
อย่างเดียวกัน (๓) สัตว์ผู้มีกายอย่างเดียวกัน แต่มีสัญญาต่างกัน (๔) สัตว์ผู้มีกายและ
สัญญาอยา่ งเดียวกัน (๕) สตั วผ์ ู้บรรลอุ ากาสานัญจายตนฌาน (๖) สัตวผ์ บู้ รรลวุ ญิ ญาณญั จาย-
ตนฌาน (๗) สัตว์ผบู้ รรลุอากิญจัญญายตนฌาน
๒. สมาธปิ ริกขารสตู ร ว่าด้วยบรขิ ารแห่งสมาธิ หมายถึงองค์ประกอบแห่งมคั คสมาธิ
มี ๗ ประการ ไดแ้ ก่ องค์ธรรมของอรยิ มรรคมอี งค์ ๘ ตั้งแต่ประการท่ี ๑ (สัมมาทิฏฐิ) - ประการ
ที่ ๗ (สมั มาสต)ิ นับเป็นองค์ธรรมทท่ี �ำหน้าที่ร่วมกันของอริยสมั มาสมาธิ
๓-๔. ปฐมอัคคิสูตร และทุติยอัคคิสูตร ต่างว่าด้วยไฟ ๗ ประการ คือ (๑) ราคัคคิ
(๒) โทสัคคิ (๓) โมหัคคิ (๔) อาหุเนยยัคคิ (๕) คหปตัคคิ (๖) ทักขิเณยยัคคิ (๗) กัฏฐัคคิ

เล่มท่ี ๑๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๒๓ 435

ต่างกนั ท่ใี นปฐมอัคคสิ ตู ร ทรงแสดงไวโ้ ดยย่อ แตใ่ นทุตยิ อคั ิสตู ร ทรงแสดงไว้โดยพสิ ดาร
๕-๖. ปฐมสญั ญาสูตร และทตุ ยิ สญั ญาสตู ร ต่างว่าดว้ ยสัญญา ๗ ประการ ทีบ่ ุคคล

เจริญให้บริบูรณ์แล้ว จะได้รับผล คือ บรรลุอมตนิพพาน สัญญา ๗ ประการนั้น ได้แก่
(๑) อสุภสัญญา (๒) มรณสัญญา (๓) อาหาเร ปฏิกูลสัญญา (๔) สัพพโลเก อนภิรตสัญญา
(๕) อนิจจสญั ญา (๖) อนจิ เจ ทกุ ขสัญญา (๗) ทุกเข อนัตตสญั ญา (ดสู ัญญา ๑๐ ประการใน
องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๕๖/๑๒๓)

๗. เมถุนสูตร ว่าด้วยเมถุนสังโยค หมายถึงสมณะหรือพราหมณ์ปฏิญญาว่าตนเป็น
พรหมจารี ไมป่ ระพฤตกิ จิ สองตอ่ สองกบั มาตคุ าม แตย่ งั มลี กั ษณะพฤตกิ รรม ๗ ประการดงั นี้ คอื

๑. ยนิ ดกี ารลูบไล้ ขดั ถู การให้อาบน�ำ้ และการนวดฟ้นั ของมาตคุ าม
๒. ไม่ยินดีการลูบไล้ ขัดถู การให้อาบนำ้� และการนวดฟัน้ แต่ยังสัพยอก เลน่ หวั
หัวเราะกับมาตุคาม
๓. ไมย่ ินดกี ารลบู ไล้ ... การหวั เราะ แตย่ ังเพง่ ดมู าตุคาม
๔. ไม่ยินดีการลูบไล้ ... และการเพ่งดูมาตุคาม แต่ยังฟังเสียงหัวเราะ เสียงพูด
เสียงขับรอ้ ง เสียงร้องไหข้ องมาตคุ าม
๕. ไม่ยินดีการลูบไล้ ... และเสียงร้องไห้ของมาตุคาม แต่ยังคอยนึกถึงการที่เคย
หัวเราะ พดู จาเลน่ หัวกับมาตุคาม
๖. ไมย่ ินดีการลบู ไล้ ... และการทีเ่ คยหัวเราะ พดู จาเล่นหวั กับมาตุคาม แต่ยงั ดู
คหบดีหรือบุตรคหบดีผพู้ รัง่ พรอ้ มบำ� เรอตนด้วยกามคณุ ๕ อยู่
๗. ไม่ยินดีการลูบไล้ ... และการดูคหบดีหรือบุตรคหบดีผู้พร่ังพร้อมบ�ำเรอตน
ด้วยกามคณุ ๕ แต่ยงั ประพฤตพิ รหมจรรยป์ รารถนาเปน็ เทพเจา้ อยู่
พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า ท่านเหล่านี้ยังประพฤติพรหมจรรย์ไม่บริสุทธิ์ ประกอบ
ด้วยเมถนุ สังโยค ไม่หลดุ พน้ จากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปรเิ ทวะ ทุกข์ โทมนสั และอุปายาส
๘. สังโยคสตู ร ว่าด้วยธรรมบรรยายเรอื่ งความเก่ียวข้องและความไมเ่ ก่ยี วขอ้ ง คำ� ว่า
“ความเก่ียวข้อง” หมายถึงอาการท่ีสตรีหรือบุรุษติดใจและยินดีในเพศภาวะ ของตนและเพศ
ภาวะที่ตรงกนั ข้ามกับตน คอื (๑) ความเปน็ สิง่ ทม่ี ีในตน (๒) กริ ิยา (๓) ท่าทาง (๔) ความไว้ตัว
(๕) ความพอใจ (๖) เสยี ง (๗) เครื่องประดับ
ส่วนค�ำวา่ “ความไมเ่ ก่ยี วข้อง” มนี ัยตรงกนั ข้าม
๙. ทานมหปั ผลสตู ร วา่ ดว้ ยทานทม่ี ผี ลมากและทานทไี่ มม่ ผี ลมาก คอื ทา่ นพระสารบี ตุ ร
พรอ้ มด้วยอบุ าสกชาวกรงุ จำ� ปาได้พากันไปเฝา้ พระพทุ ธเจ้าทลู ถามปัญหา ว่า “มีได้ไหมทีท่ าน
ชนดิ เดยี วกนั คนหนง่ึ ถวายแลว้ ไดร้ บั ผลนอ้ ย แตอ่ กี คนหนงึ่ ถวายกลบั ไดร้ บั ผลมาก” ตรสั ตอบวา่

436 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปฎิ ก

“มีได้” ทูลถามตอ่ วา่ “ทีเ่ ป็นอยา่ งนนั้ เพราะอะไร” ตรสั ตอบวา่ “ทีเ่ ปน็ อยา่ งน้นั เพราะมีเหตุ
ตา่ งกนั กล่าวคอื ความต้งั ใจต่างกัน แยกได้ ๗ ประการ ดงั น้ี

๑. ตง้ั ใจว่า “เราละโลกนไี้ ปแลว้ จักเสวยผลทานน้”ี
๒. ตั้งใจว่า “การให้ทานเป็นการดี”
๓. ตั้งใจวา่ “บดิ า มารดา ปู่ ยา่ ตา ยายเคยให้ทาน เคยทำ� ทานมาก่อน เราไมค่ วรให้
วงศต์ ระกูลเกา่ แก่เสอ่ื มเสียไป”
๔. ตั้งใจว่า “เราหงุ หากินเองได้ ทา่ นเหล่าน้ีหุงหากนิ เองไม่ได้ การท่ี เราหุงหากนิ เอง
ไดก้ ลบั จะไมใ่ ห้ทานแกท่ ่านผหู้ งุ หากินเองไม่ไดน้ น้ั ไมค่ วร”
๕. ตง้ั ใจว่า “เราใหท้ านเหมือนเหลา่ ฤาษีในปางกอ่ นได้กระท�ำมาแลว้ ”
๖. ตงั้ ใจวา่ “เมื่อเราใหท้ านน้ี จติ ย่อมผอ่ งใส”
๗. ตง้ั ใจว่า “จะใหท้ านเพอ่ื เปน็ เครื่องปรุงจติ ”
๑๐. นันทมาตาสูตร ว่าด้วยอริยธรรมของนันทมาตาอุบาสิกา ๗ ประการ คือ
(๑) สามารถสวดปารายนสตู รใหท้ า้ วเวสวณั มหาราชผมู้ ฤี ทธมิ์ ากอนโุ มทนา ชนื่ ชมได้ (๒) ไมเ่ สยี ใจ
ไม่หวั่นไหวต่อเหตุการณ์ท่ีบุตรถูกฆ่า (๓) ไม่เสียใจ ไม่หวั่นไหว ต่อเหตุการณ์ท่ีสามีเสียชีวิต
(๔) ไม่เคยคิดจะประพฤตินอกใจสามี (๕) ไม่เคยประพฤติ ล่วงละเมิดสิกขาบทเลยนับแต่ได้
ประกาศตนเป็นอุบาสิกามา (๖) บ�ำเพ็ญเพยี รบรรลุ คุณธรรมข้นั ฌาน (๗) สามารถละสงั โยชน์
เบอ้ื งต่�ำ ๕ ประการได้

๓.๒ วรรคท่ไี มจ่ ัดเป็นปณั ณาสก์

๓.๒.๑ อพั ยากตวรรค
อัพยากตวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยเรื่องที่ไม่ทรงพยากรณ์ ช่ือวรรคน้ีต้ังตาม
ชอื่ พระสูตรที่ ๑ ในวรรคน้ี ซงึ่ มีท้ังหมด ๑๑ สตู ร แตล่ ะสตู รมใี จความส�ำคัญดงั น้ี
๑. อัพยากตสูตร ว่าด้วยเรื่องท่ีเป็นเหตุให้อริยสาวกไม่พยากรณ์ คือ ทรงแสดง
คณุ สมบตั ขิ องอรยิ สาวกผไู้ ดส้ ดบั ไมเ่ กดิ ความลงั เลสงสยั และไมพ่ ยากรณเ์ รอื่ งทไ่ี มค่ วรพยากรณ์
คณุ สมบัตขิ องอรยิ สาวกผู้ไดส้ ดับนน้ั มี ๗ ประการ คือ
๑. รชู้ ดั ทฏิ ฐิ (มจิ ฉาทฏิ ฐ)ิ เหตเุ กดิ ทฏิ ฐิ ความดบั ทฏิ ฐิ และขอ้ ปฏบิ ตั ใิ หถ้ งึ ความดบั
ทิฏฐิ
๒. รู้ชัดตัณหา เหตุเกิดตัณหา ความดับตัณหา และข้อปฏิบัติให้ถึงความดับ
ตัณหา

เล่มที่ ๑๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๓ 437

๓. รู้ชัดสัญญา เหตุเกิดสัญญา ความดับสัญญา และข้อปฏิบัติให้ถึงความดับ
สญั ญา

๔. รู้ชัดความเข้าใจ(ส�ำคัญผิด) เหตุเกิดความเข้าใจ ความดับความเข้าใจ และ
ขอ้ ปฏบิ ัติใหถ้ ึงความดับความเขา้ ใจ

๕. รชู้ ดั ความปรงุ แตง่ เหตเุ กดิ ความปรงุ แตง่ ความดบั ความปรงุ แตง่ และ ขอ้ ปฏบิ ตั ิ
ใหถ้ ึงความดบั ความปรุงแตง่

๖. รู้ชัดอุปาทาน เหตุเกิดอุปาทาน ความดับอุปาทาน และข้อปฏิบัติให้ถึงความ
ดบั อุปาทาน

๗. รู้ชัดวิปปฏิสาร เหตุเกิดวิปปฏิสาร ความดับวิปปฏิสาร และข้อปฏิบัติ ให้ถึง
ความดับวิปปฏสิ าร

เมอื่ รชู้ ัดอยา่ งน้แี ลว้ พระอรยิ สาวกยอ่ มไม่พยากรณว์ า่ (๑) หลงั จากตายแลว้ ตถาคต
เกิดอีก (๒) หลังจากตายแล้ว ตถาคตไม่เกิดอีก (๓) หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีก และ
ไมเ่ กิดอีก (๔) หลังจากตายแล้ว ตถาคตจะวา่ เกดิ อีกก็มใิ ช่ จะวา่ ไม่เกิดอกี ก็มใิ ช่

๒. ปรุ ิสคตสิ ูตร ว่าด้วยคตขิ องบุรษุ หมายถึงญาณคติ หรือภมู ิเปน็ ที่ไปของบคุ คลคือ
พระอนาคามี ๕ จ�ำพวก ไดแ้ ก่ (๑) อันตราปรนิ พิ พายี (๒) อุปหัจจปรนิ พิ พายี (๓) อสังขาร-
ปรนิ พิ พายี (๔) สสงั ขารปรนิ พิ พายี (๕) อทุ ธงั โสตอกนฏิ ฐคามี และทรงแสดงอนปุ าทาปรนิ พิ พาน
กล่าวคือ สภาวะที่ละอนุสัยได้หมดส้ิน บรรลุเจโตวิมุตติ และปัญญาวิมุตติ สิ้นอาสวะ
ละเบญจขนั ธไ์ ด้

๓. ติสสพรหมสูตร ว่าด้วยติสสพรหม หมายถึงพรหมที่เคยบวชเป็นภิกษุ ชื่อติสสะ
สทั ธิวิหารกิ ของทา่ นพระมหาโมคคลั ลานะ เม่อื มรณภาพแลว้ ไปเกิดเปน็ พรหมชือ่ ติสสะ ต่อมา
ท่านพระมหาโมคคัลลานะไปเยี่ยมและถามปัญหาว่า เทวดาจ�ำพวกไหนท่ีมีญาณรู้บุคคลผู้ยังมี
อปุ าทานขนั ธเ์ หลอื อยวู่ า่ “ยงั มเี หลอื อย”ู่ และบคุ คลผไู้ มม่ อี ปุ าทานขนั ธเ์ หลอื อยวู่ า่ “ไมม่ เี หลอื อย”ู่
ติสสพรหมตอบว่า “พวกเทวดา ช้ันพรหมกายกิ า” ทา่ นพระมหาโมคคัลลานะถามต่อว่า “พวก
เทวดาชนั้ พรหมกายกิ า ทง้ั หมดเลยหรอื ทรี่ อู้ ยา่ งนนั้ ” ตอบวา่ “ไมใ่ ชท่ ง้ั หมดทร่ี ู้ แตม่ เี พยี งเทวดา
ชัน้ พรหมกายิกาผูไ้ ม่ยนิ ดอี ายุ วรรณะ สุข ยศ และอธิบดีท่ีเป็นของพรหม และรู้ชัดอบุ ายเคร่อื ง
สลดั ออกทยี่ ง่ิ ขนึ้ ไปตามความเปน็ จรงิ เทา่ นน้ั ทร่ี ”ู้ และรภู้ าวะของทา่ นเหลา่ น้ี คอื (๑) ทา่ นผเู้ ปน็
อุภโตภาควิมุต (๒) ท่านผเู้ ป็นปัญญาวิมุต (๓) ท่านผเู้ ปน็ กายสกั ขี (๔) ท่านผเู้ ปน็ ทิฏฐิปัตตะ
(๕) ท่านผู้เป็นสัทธาวิมุต (๖) ท่านผู้เป็นธัมมานุสารี แต่ติสสพรหมก็ตอบได้เพียง ๖ จ�ำพวก
เท่านนั้ สว่ นภาวะของบุคคลท่ี ๗ คือ ทา่ นผู้บรรลุเจโตวมิ ุตติอันหานมิ ติ มไิ ด้ พระผู้มพี ระภาค
ทรงแสดงเอง

438 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตนั ตปิฎก

๔. สีหเสนาปติสูตร ว่าด้วยสีหเสนาบดี คือสีหเสนาบดีเข้าไปกราบทูลถามถึงผลแห่ง
ทานทส่ี ามารถเหน็ ได้ พระผมู้ พี ระภาคจงึ ทรงแสดงผลแหง่ ทานทส่ี ามารถเหน็ ได้ ๗ ประการ คอื
(๑) ได้รบั การอนเุ คราะห์จากพระอรหนั ต์กอ่ น (๒) พระ อรหนั ตเ์ ข้าไปหากอ่ น (๓) พระอรหนั ต์
รับทานก่อน (๔) พระอรหนั ต์แสดงธรรมกอ่ น (๕) กิตติศพั ท์อันงามขจรไป (๖) เปน็ ผูแ้ กลว้ กล้า
เข้าไปสูบ่ ริษัท (๗) ไปเกดิ ในสุคติ

เม่ือพระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว สีหเสนาบดีกราบทูลว่า ๖ ประการแรกตนทราบ
แต่ประการที่ ๗ ยังไม่ทราบ แต่ก็เชื่อพระด�ำรัสของพระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคจึงตรัส
ยืนยันธรรมประการท่ี ๗ อกี ครั้ง

๕. อรักเขยยสูตร ว่าด้วยฐานะท่ีพระตถาคตไม่ต้องรักษา ๔ ประการ และฐานะท่ี
พระตถาคตไมถ่ กู ตเิ ตยี น๓ประการคำ� วา่ “รกั ษา”ในทนี่ หี้ มายถงึ ปกปดิ ไมใ่ หผ้ อู้ นื่ รู้ฐานะทต่ี ถาคต
ไมต่ ้องรักษา ๔ ประการนนั้ คอื (๑) ตถาคตมคี วามประพฤติทางกายบริสทุ ธิ์ ไม่มกี ายทจุ ริต
ที่จะต้องปกปิดมิให้คนอ่ืนรู้ (๒) ตถาคตมีความประพฤติทางวาจาบริสุทธิ์ ไม่มีวจีทุจริตที่จะ
ต้องปกปิดมิให้คนอ่ืนรู้ (๓) ตถาคต มีความประพฤติทางใจบริสุทธิ์ ไม่มีมโนทุจริตที่จะต้อง
ปกปดิ มิให้คนอื่นรู้ (๔) ตถาคต มอี าชวี ะบรสิ ทุ ธิ์ ไม่มีมิจฉาอาชีวะทีจ่ ะต้องปกปิดมใิ หค้ นอนื่ รู้
ฐานะท่ีตถาคตไม่ถูกตเิ ตยี น ๓ ประการนัน้ คอื (๑) มธี รรมทก่ี ล่าวไวด้ ี (๒) บัญญัตขิ อ้ ปฏิบัติที่
ใหถ้ ึงนพิ พานไวด้ ี (๓) สาวกบรรลเุ จโตวิมตุ ติ ปัญญาวิมุตติ

๖. กิมิลสูตร ว่าด้วยพระกิมิละ คือ ท่านพระกิมิละเข้าไปทูลถามพระผู้มีพระภาคถึง
เหตุปัจจัยให้พระสัทธรรมด�ำรงอยู่ได้ไม่นานและด�ำรงอยู่ได้นาน พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
เหตุปัจจัยให้พระสัทธรรมด�ำรงอยู่ได้ไม่นาน มี ๗ ประการ คือ (๑) ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก
อุบาสิกาในธรรมวินัยน้ี อยู่อย่างไม่มีความเคารพ ย�ำเกรงในพระศาสดา (๒) ... ในพระธรรม
(๓) ... ในพระสงฆ์ (๔) ... ในสกิ ขา (๕) ... ในสมาธิ (๖) ... ในความไมป่ ระมาท (๗) ... ในปฏสิ นั ถาร

สว่ นเหตใุ หพ้ ระสทั ธรรม ด�ำรงอยู่ได้นานมีนยั ตรงกนั ข้าม
๗. สตั ตธมั มสูตร วา่ ดว้ ยธรรม ๗ ประการทเ่ี ปน็ เหตใุ ห้บรรลวุ มิ ุตติ คอื (๑) ศรัทธา
(๒) ศลี (๓) ความเปน็ พหูสตู (๔) ความหลกี เร้น (๕) การปรารภ ความเพยี ร (๖) สติ (๗) ปัญญา
๘. จปลายมานสูตร วา่ ด้วยอบุ ายแกค้ วามงว่ ง ๗ ประการ ท่พี ระผมู้ ีพระภาคทรงแสดง
แก่ท่านพระมหาโมคคลั ลานะ อุบาย ๗ ประการน้นั คือ (๑) อย่า มนสกิ ารถึงสัญญาทที่ �ำให้
ง่วงอีก (๒) พงึ พจิ ารณาธรรมที่ได้สดบั มา ได้เลา่ เรยี นมา (๓) พึงสาธยายธรรมตามทไ่ี ด้สดับมา
ได้เล่าเรียนมา (๔) พึงยอนช่องหูท้ัง ๒ ข้างพร้อมใช้มือนวดตัว (๕) พึงลุกขึ้นยืนใช้น�้ำลูบตา
เหลยี วดูทิศทงั้ ส่ี แหงนดูดาว (๖) พึงมนสิการถงึ อาโลกสัญญา (๗) พึงอธิษฐานเดินจงกรม

เล่มท่ี ๑๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๓ 439

ทรงแสดงแนะน�ำต่อไปว่า เมื่อใช้วิธีท้ัง ๗ นั้นไม่ส�ำเร็จ ก็พึงใช้วิธีข้ันสุดท้าย คือ พึง
ส�ำเร็จสหี ไสยา โดยตะแคงข้างขวา ซอ้ นเทา้ เหลอ่ื มเทา้ มีสตสิ ัมปชญั ญะ พรอ้ มกับทำ� อุฏฐาน
สัญญา (หมายใจว่าจะลุกขึ้น) ในขณะเดียวกัน ทรงแสดงธรรมเพ่ือระงับความฟุ้งซ่าน คือ
(๑) อย่าชูงวง (มานะ) เข้าไปสู่ตระกูล (๒) อย่ากล่าวถ้อยค�ำอันเป็น เหตุให้ทุ่มเถียงกัน
(๓) อย่าคลกุ คลีกบั คนทัง้ ปวง

นอกจากนยี้ งั ทรงแสดงขอ้ ปฏบิ ตั โิ ดยยอ่ ทท่ี ำ� ใหภ้ กิ ษชุ อื่ วา่ เปน็ ผหู้ ลดุ พน้ เพราะความสน้ิ
ตณั หา มีความสำ� เรจ็ สูงสดุ เป็นต้นไวอ้ ีกดว้ ย

๙. เมตตสตู ร วา่ ดว้ ยการเจริญเมตตาจิต คอื ทรงแสดงอานสิ งส์แหง่ บญุ คือการเจรญิ
เมตตาจิต ได้แก่ การไปเกิดในพรหมโลกช้ันอาภัสสระ การไปเกิดเป็นท้าวสักกะจอมเทพถึง
๓๖ คร้ัง และกลบั มาเกดิ เปน็ พระเจา้ จักรพรรดิ มมี หาสมุทร ทง้ั ๔ เปน็ ขอบเขต ได้รบั ชัยชนะ
ในสงคราม มีรัตนะ ๗ ประการ คือ (๑) จักรแก้ว (๒) ช้างแก้ว (๓) ม้าแก้ว (๔) มณีแก้ว
(๕) นางแก้ว (๖) คหบดแี ก้ว (๗) ขนุ พลแกว้

๑๐. ภริยาสูตร ว่าด้วยภรรยา คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงภรรยา ๗ จ�ำพวกแก่
นางสุชาดาหญิงสะใภ้ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ภรรยา ๗ จ�ำพวกน้ัน ได้แก่ (๑) ภรรยา
ดุจเพชฌฆาต (๒) ภรรยาดุจนางโจร (๓) ภรรยาดุจนายหญิง (๔) ภรรยาดุจแม่ (๕) ภรรยา
ดจุ พีส่ าวนอ้ งสาว (๖) ภรรยาดจุ เพอ่ื น (๗) ภรรยาดจุ ทาสี

๑๑. โกธนสตู ร ว่าด้วยผลทีบ่ คุ คลผมู้ กั โกรธจะไดร้ บั ๗ ประการ คือ (๑) มผี วิ พรรณ
ทราม (๒) นอนเป็นทุกข์ (๓) ไมไ่ ด้รบั ความเจริญ (๔) ไม่มีโภคทรัพย์ (๕) ไมม่ ยี ศ (๖) ไมม่ มี ติ ร
(๗) ไปเกดิ ในอบาย ทคุ ติ วนิ ิบาต นรก

๓.๒.๒ มหาวรรค
มหาวรรค แปลวา่ หมวดว่าดว้ ยเรอื่ งใหญ่ ชือ่ วรรคนต้ี ้ังตามสาระส�ำคญั ของพระสตู ร
ทงั้ หมดในวรรคน้ี ซง่ึ มีท้งั หมด ๑๐ สูตร แต่ละสูตรมีใจความสำ� คญั ดังนี้
๑. หิรโี อตตปั ปสตู ร ว่าด้วยหิรแิ ละโอตตปั ปะ คอื พระผู้มีพระภาคทรง แสดงวา่ ความ
ไม่มหี ิริและโอตตปั ปะเปน็ ตัวเหตุกำ� จดั หรอื ขดั ขวางผลท่ีจะเกิดข้นึ ซึ่งจะเกดิ เกย่ี วเนอ่ื งกนั ไป
ตามล�ำดับดงั น้ี คือ

๑. ความไมม่ ีหริ ิและโอตตปั ปะ เปน็ ตวั เหตุ
๒. ความไมม่ หี ิริและโอตตปั ปะ กำ� จดั อินทรยี สังวร
๓. ความไม่มอี นิ ทรยี สงั วร กำ� จดั ศีล
๔. ความไมม่ ศี ลี กำ� จัดสมั มาสมาธิ

440 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสุตตันตปฎิ ก

๕. ความไม่มีสมั มาสมาธิ ก�ำจดั ยถาภตู ญาณทัสสนะ
๖. ความไม่มียถาภูตญาณทัสสนะ ก�ำจดั นพิ พิทาและวริ าคะ
๗. ความไม่มีนิพพิทาและวริ าคะ ก�ำจัดวิมุตตญิ าณทสั สนะ
นอกจากน้ียังทรงแสดงว่า ความมีหิริและโอตตัปปะเป็นตัวเหตุให้เกิดผลอันมีนัย
ตรงกันขา้ ม
๒. สตั ตสรุ ยิ สตู ร วา่ ดว้ ยดวงอาทติ ย์ ๗ ดวง คอื ทรงแสดงเปรยี บเทยี บระหวา่ งสภาวะท่ี
สังขารท้งั หลายไม่เท่ยี ง ควรเบื่อหน่าย คลายก�ำหนดั หลุดพ้นตามลำ� ดบั กับการปรากฏของดวง
อาทิตย์ จากดวงท่ี ๒-๗ ย่อมทำ� ให้แหลง่ น้ำ� แตล่ ะขนาดระเหยเหอื ดแหง้ ไป
๓. นคโรปมสูตร วา่ ดว้ ยธรรมเปรยี บด้วยเครอ่ื งป้องกันนคร คอื ทรงแสดงคณุ สมบัติ
ของพระอรยิ สาวก ๗ ประการ ทีท่ �ำใหล้ ะอกศุ ล เจรญิ กศุ ลได้ เปรียบเทียบ กับเคร่ืองป้องกนั
นคร ๗ อย่าง ทที่ �ำให้นครท่ตี ั้งอยูช่ ายแดนปราศจากภยั อันตรายได้
คณุ สมบัติของพระอรยิ สาวก ๗ ประการนน้ั คอื (๑) ศรัทธา (๒) หริ ิ (๓) โอตตัปปะ
(๔) ความเป็นพหูสูต (๕) การปรารภความเพยี ร (๖) สติ (๗) ปญั ญา
เครื่องปอ้ งกันนคร ๗ อย่างนัน้ คอื (๑) เสาระเนียด (๒) คลู กึ และกว้าง (๓) ทางเดิน
โดยรอบสูงและกว้าง (๔) อาวธุ (๕) กองก�ำลงั รกั ษาพระนคร (๖) ทหารยามท่ฉี ลาด (๗) กำ� แพง
สูงและกวา้ ง
นอกจากนย้ี งั ทรงแสดงฌาน ๔ ประการ ที่เป็นคณุ สมบตั ิภายในของอริยสาวก ซึ่งท�ำให้
บรรลุคณุ พิเศษชั้นสูงได้ เปรยี บเทียบกับคุณสมบัติภายในของนครชายแดน ๔ ประการ ทท่ี ำ� ให้
ชาวเมืองอยผู่ าสกุ คือ (๑) มีหญ้า ไม้ และน�้ำมาก (๒) มขี ้าวมาก (๓) มีอปรณั ณชาติ คือ งา ถวั่
เขยี ว ถั่วทองมาก (๔) มเี ภสัชมาก
๔. ธมั มญั ญสู ูตร วา่ ด้วยธัมมญั ญบู คุ คล หมายถึงผูร้ ้ธู รรม ซงึ่ เปน็ คณุ สมบตั ปิ ระการท่ี
๑ ในคณุ สมบตั ิ ๗ ประการของภิกษุ คณุ สมบตั ิ ๗ ประการนั้น คอื (๑) เปน็ ธัมมญั ญู หมายถงึ
รู้ธรรม คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อทุ าน อติ วิ ุตตกะ ชาตกะ อพั ภตู ธรรม เวทัลละ
(๒) เปน็ อตั ถญั ญู หมายถงึ รคู้ วามหมายแหง่ ภาษติ (๓) เปน็ อตั ตญั ญู หมายถงึ รจู้ กั ตนวา่ มศี รทั ธา
ศลี สตุ ะ จาคะ ปัญญา และปฏิภาณเท่าใด (๔) เปน็ มตั ตัญญู หมายถงึ รู้จักประมาณในการรบั
ปัจจัย ๔ (๕) เป็นกาลัญญู หมายถึงรู้จักเวลาเรียนพทุ ธพจน์ เวลาสอบถาม เวลาท�ำความเพยี ร
(๖) เป็นปริสญั ญู หมายถึงรจู้ กั วธิ กี ารเขา้ หาประชุมชน (๗) เป็นปุคคลปโรปรัญญู หมายถึงรู้จกั
เลือกคบคน
๕. ปาริฉัตตกสตู ร ว่าดว้ ยช่วงเวลาบรรลุคุณพิเศษของพระอริยสาวก เปรียบเทียบกับ
ชว่ งเวลาปรากฏอานภุ าพของตน้ ปาริฉตั ร คอื ทรงเปรยี บเทยี บเป็นคู่ ๆ มี ๗ คู่ ดังนี้

เลม่ ที่ ๑๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๒๓ 441

๑. ช่วงเวลาท่ีอริยสาวกออกบวชเป็นบรรพชิต เหมือนช่วงเวลาท่ีต้นปาริฉัตร
มใี บเหลือง

๒. ช่วงเวลาที่อริยสาวกโกนผมและหนวด นุ่งห่มกาสาวพัสตร์ เหมือนช่วงเวลาที่
ต้นปารฉิ ตั รผลัดใบ

๓. ช่วงเวลาท่ีอริยสาวกบรรลุปฐมฌาน เหมือนช่วงเวลาท่ีต้นปาริฉัตรผลิดอก
ออกใบแล้ว

๔. ชว่ งเวลาทอี่ รยิ สาวกบรรลทุ ตุ ยิ ฌาน เหมอื นชว่ งเวลาทตี่ น้ ปารฉิ ตั รเปน็ ชอ่ ดอก
ช่อใบ

๕. ช่วงเวลาท่อี รยิ สาวกบรรลตุ ตยิ ฌาน เหมอื นช่วงเวลาที่ต้นปาริฉตั รมี ดอกตูม
๖. ช่วงเวลาท่ีอริยสาวกบรรลุจตุตถฌาน เหมือนช่วงเวลาที่ต้นปาริฉัตร มีดอก
บานแย้ม
๗. ช่วงเวลาที่อริยสาวกบรรลุเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ เหมือนช่วงเวลาที่ต้น
ปารฉิ ัตรมดี อกบานสะพรง่ั
๖. สักกัจจสูตร ว่าด้วยความเคารพ ซ่ึงเป็นส่วนประกอบหน่ึงในธรรม ๗ ประการ
ท่ีท�ำ ใหล้ ะอกศุ ล เจรญิ กุศลได้ คอื (๑) ภิกษุสกั การะเคารพพระศาสดาอยู่ จึงละอกุศล เจริญ
กุศลได้ (๒) ...ธรรม จึงละอกุศล เจริญกุศลได้ (๓) ... พระสงฆ์ จึงละอกุศล เจริญกุศลได้
(๔) ...สกิ ขา จงึ ละอกศุ ล เจรญิ กศุ ลได้ (๕) ...สมาธิ จงึ ละอกศุ ล เจรญิ กศุ ลได้ (๖) ... ความไมป่ ระมาท
จงึ ละอกศุ ล เจริญกศุ ลได้ (๗) ... ปฏิสนั ถาร จงึ ละอกุศล เจรญิ กุศลได้
พระผมู้ ีพระภาคทรงแสดงวา่ ธรรม ๗ ประการนมี้ ีความสมั พันธ์กันเปน็ เหตเุ ป็นผลของ
กันและกัน
๗. ภาวนาสูตร ว่าด้วยผลแหง่ ภาวนา หมายถงึ สภาวะท่จี ติ หลุดพ้นจาก อาสวะ ไม่ถอื
มน่ั ดว้ ยอปุ าทาน คอื ทรงแสดงวา่ เปน็ ผลเกดิ จากการเจรญิ ภาวนาตาม หมวดธรรม ๗ หมวด คอื
(๑) สติปัฏฐาน ๔ (๒) สัมมปั ปธาน ๔ (๓) อทิ ธิบาท ๔ (๔) อนิ ทรยี ์ ๕ (๕) พละ ๕ (๖) โพชฌงค์
๗ (๗) อรยิ มรรคมอี งค์ ๘ เปรียบเหมือนอาการท่ีแม่ไก่ฟกั ไขโ่ ดยให้ความอบอนุ่ ดีพอ ลกู ไกจ่ ึงจะ
ใชเ้ ลบ็ เทา้ หรือจะงอยปากเจาะกระเปาะไขอ่ อกมาได้
๘. อัคคิกขันโธปมสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยการกอดกองไฟ ซึ่งเป็นข้อเปรียบเทียบ
ประการท่ี ๑ ในจ�ำนวน ๗ ข้อ คือ ทรงเปรียบเทียบการกระท�ำของผู้ทุศีลกับการถูกลงโทษ
ทางกายเปน็ คู่ ๆ มี ๗ คู่ ดงั นี้
๑. การทผ่ี ทู้ ุศีลเขา้ ไปนั่งกอดสตรี กบั การเขา้ ไปนงั่ กอดกองไฟ
๒. การทผี่ ู้ทศุ ลี ยนิ ดกี ารกราบไหว้ กบั การใช้เชอื กหนังถทู ี่แขง้

442 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก

๓. การท่ผี ทู้ ุศีลยนิ ดกี ารกราบไหว้ กับการใช้หอกชะโลมน�ำ้ มนั รอ้ นทม่ิ แทงทอ่ี ก
๔. การที่ผู้ทุศีลใช้จีวรที่เขาถวายด้วยศรัทธา กับการใช้แผ่นเหล็กร้อนมีไฟลุกโชน
นาบกาย
๕. การท่ผี ทู้ ุศลี ฉนั บณิ ฑบาตท่เี ขาถวายด้วยศรัทธา กับการใช้ตะขอเหลก็ รอ้ นมไี ฟ
ลุกโชนงา้ งปากแลว้ ใสก่ อ้ นเหล็กร้อนเขา้ ไปให้ไหมค้ อและล�ำไส้
๖. การท่ีผู้ทุศีลใช้สอยเตียงตั่งท่ีเขาถวายด้วยศรัทธา กับการถูกคนแข็งแรงจับ
ศรี ษะและคอให้นั่งทับเตยี งเหล็กร้อนมีไฟลกุ โชน
๗. การที่ผู้ทุศีลใช้สอยวิหารที่เขาถวายด้วยศรัทธา กับการถูกคนแข็งแรงจับเท้า
ยกขน้ึ ให้ศีรษะห้อยลงแลว้ โยนลงในหมอ้ เหลก็ ร้อนมไี ฟลุกโชน
เพื่อช้ีให้เห็นว่า ข้ออุปมาท้ัง ๗ ข้อนั้นยังดีกว่าความทุศีล เพราะแม้จะได้รับทุกข์
เจบ็ ปวด ก็ไดร้ บั เพียงในชาติน้เี ท่าน้นั แต่ความทศุ ีลน้นั ทำ� ใหต้ อ้ งไปเกดิ ในอบาย ทคุ ติ วนิ บิ าต
นรก แล้วตรัสสอนภิกษุทั้งหลายให้ส�ำเหนียกว่า จงใช้สอยปัจจัย ๔ แล้วปฏิบัติตนให้เกิด
ผลอานสิ งสแ์ กผ่ ูถ้ วาย ทำ� ประโยชนต์ นเองและผู้อื่นให้ส�ำเร็จด้วย ความไม่ประมาท
๙. สเุ นตตสตู ร วา่ ดว้ ยครชู อ่ื สเุ นตตะ คอื พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงอดตี นทิ าน ๗ เรอื่ ง
โดยมีเร่ืองครูสุเนตตะเป็นหลัก ส่วนอีก ๖ เร่ืองนั้นมีเนื้อหาท�ำนองเดียวกัน มีใจความว่า
ครูสุเนตตะเป็นเจ้าลัทธิมีสาวกหลายร้อย เม่ือท่านแสดงธรรม ถ้าสาวกเหล่าใดเล่ือมใส
ต้ังใจฟัง สาวกเหล่านั้นก็ไปเกิดในสวรรค์ ถ้าสาวกเหล่าใดไม่เช่ือฟัง สาวกเหล่าน้ันก็ไปเกิดใน
อบาย ทคุ ติ วินิบาต นรก
ครอู กี ๖ ทา่ น ไดแ้ ก่ (๑) ครมู คู ปกั ขะ (๒) ครอู รเนมิ (๓) ครกู ทุ ทาละ (๔) ครหู ตั ถปิ าละ
(๕) ครูโชตปิ าละ (๖) ครอู รกะ
ทรงสรปุ ว่า หากผูใ้ ดลุอ�ำนาจแกโ่ ทสะ ด่าบรภิ าษครทู ั้ง ๗ น้ี ผู้นัน้ พงึ ประสพบาปมใิ ช่
บุญเป็นอันมาก แต่หากผู้ใดลุอ�ำนาจแก่โทสะ ด่าบริภาษท่านผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ (หมายถึง
พระอริยบุคคลช้ันโสดาบัน ดู องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๕๔/๑๓๓ ประกอบ) ผู้น้ันจะพึงประสพ
บาปยิ่งกวา่ นน้ั ดงั นนั้ ภิกษุจึงไมค่ วรลอุ �ำนาจแก่โทสะในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย
๑๐. อรกสตู ร วา่ ดว้ ยครชู อ่ื อรกะ คอื พระผมู้ พี ระภาคตรสั แกภ่ กิ ษทุ งั้ หลาย ทรงเลา่ เรอื่ ง
อดีตของเจ้าลัทธิช่ืออรกะผู้แสดงธรรมแก่สาวกท้ังหลายว่าให้ประพฤติพรหมจรรย์ บ�ำเพ็ญ
ความดี มิใหป้ ระมาทมัวเมาในชีวติ เพราะชีวิตของมนุษยน์ ั้น เลก็ น้อย มีทกุ ข์มาก สรรพสัตว์
ที่เกิดมาล้วนแล้วต้องตาย ไม่มีเลยที่จะไม่ตาย พร้อมทั้งเปรียบเทียบชีวิตกับข้ออุปมาไว้
๗ ประการ คอื (๑) หยาดนำ�้ คา้ งทพ่ี อ ดวงอาทติ ยข์ น้ึ กเ็ หอื ดแหง้ ไป (๒) ฟองนำ้� ทพ่ี อถกู ฝนเมด็ ใหญ่
กแ็ ตกสลายไป (๓) รอยขดี น�้ำท่ีตอ้ งหายไปอยา่ งรวดเรว็ (๔) น้�ำท่ไี หลจากภเู ขามีกระแสเช่ียว

เลม่ ท่ี ๑๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๒๓ 443

ไหลบ่าเร่ือยไป (๕) ก้อนเขฬะที่อยู่ปลายลิ้นที่พร้อมจะถูกถ่มท้ิง (๖) ช้ินเน้ือในกระทะเหล็ก
รอ้ น (๗) แมโ่ คทจี่ ะถกู ฆา่ ถกู นำ� ไปสทู่ ฆี่ า่ ยกเทา้ กา้ วไปคราวใด กย็ งิ่ ใกลค้ วามตายเขา้ ไปคราวนนั้

พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า สมัยนั้นมนุษย์มีอายุ ๖๐,๐๐๐ ปี มีอาพาธ เพียง ๖
อยา่ ง คอื หนาว ร้อน หิว กระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ การจะแสดงธรรมใหม้ นษุ ย์เหน็
ทุกข์นั้นจึงเป็นเร่ืองยาก แต่ปัจจุบันมนุษย์มีอายุ ๑๐๐ ปี จะน้อย จะมากกว่านี้ก็ไม่มากนัก
เหมาะอย่างย่ิงที่จะกล่าวว่า ชีวิตของมนุษย์ เล็กน้อย มีทุกข์มาก ควรประพฤติพรหมจรรย์
บำ� เพญ็ กศุ ล ทรงสรปุ ยำ้� ใหภ้ กิ ษุ หาเสนาสนะทเ่ี หมาะแกก่ ารบำ� เพญ็ เพยี ร เจรญิ สมถกมั มฏั ฐาน
และวปิ สั สนากมั มัฏฐาน อยา่ ประมาท อยา่ ตอ้ งเปน็ ผู้มีความรอ้ นใจในภายหลัง

๓.๒.๓ วินยวรรค
วินยวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยวินัย ช่ือวรรคน้ีต้ังตามสาระส�ำคัญของพระสูตร
ทุกสตู รในวรรคน้ี ซง่ึ มีทงั้ หมด ๑๐ สตู ร แต่ละสูตรมีใจความสำ� คญั ดังน้ี
๑-๔. ปฐมวินยธรสูตร ทุติยวินยธรสูตร ตติยวินยธรสูตร และจตุตถวินยธรสูตร
ต่างวา่ ด้วยคุณสมบัติของพระวนิ ยั ธร ๗ ประการ คณุ สมบัตปิ ระการท่ี ๑-๔ และท่ี ๗ เหมือนกนั
ทงั้ ๔ สตู ร คอื (๑) รู้จักอาบตั ิ (๒) รูจ้ ักอนาบัติ (๓) รูจ้ กั ลหกุ าบัติ (๔) ร้จู กั ครกุ าบัติ (๗) บรรลุ
เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมตุ ติ แต่ประการท่ี ๕-๖ มีทั้งทเี่ หมอื นกนั และทีต่ ่างกัน ดังน้ี
ประการท่ี ๕ ประการที่ ๖
ปฐมวินยสูตร มศี ลี บรรลฌุ าน ๔
ทตุ ยิ วนิ ยสูตร ทรงจ�ำปาติโมกข์ทัง้ สองได ้ บรรลุฌาน ๔
ตตยิ วนิ ยสูตร ตง้ั มัน่ ในวินยั บรรลุฌาน ๔
จตตุ ถวนิ ยสูตร บรรลปุ พุ เพนิวาสานุสสติญาณ บรรลจุ ตุ ปู ปาตญาณ
๕-๘. ปฐมวินยธรโสภณสูตร ทุติยวินยธรโสภณสูตร ตติยวินยธรโสภณสูตร และ
จตุตถวนิ ยธรโสภณสูตร ตา่ งว่าด้วยเหตุใหพ้ ระวนิ ัยธรสง่างาม ๗ ประการ มรี ายละเอียดของ
องค์ธรรมท่ีเหมือนกันและทต่ี า่ งกันเหมอื นใน ๔ สตู รแรก
๙. สตั ถสุ าสนสตู ร วา่ ดว้ ยสตั ถศุ าสน์ หมายถงึ คำ� สอนของพระศาสดา คอื ทา่ นพระอบุ าลี
ประสงค์จะหลีกไปอยู่บ�ำเพ็ญเพียรผู้เดียว จึงเข้าไปกราบทูลขอรับฟังโอวาทโดยย่อจาก
พระผู้มีพระภาค พระองค์จึงทรงแสดงธรรมโดยให้ท่านก�ำหนดว่า ถ้าธรรมเหล่าใดไม่เป็นไป
เพื่อความเบ่ือหน่าย คลายก�ำหนัด ไม่เป็นไปเพ่ือตรัสรู้ ไม่เป็นไปเพ่ือนิพพาน ธรรมเหล่านั้น
ไม่ใช่ธรรมวินัย ไม่ใช่สัตถุศาสน์ แต่ถ้าธรรมเหล่าใดเป็นไปในทางตรงกันข้าม ธรรมเหล่านั้น
เป็นธรรมวินยั เปน็ สตั ถุศาสน์

444 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตันตปฎิ ก

๑๐. อธิกรณสมถสูตร ว่าด้วยอธิกรณสมถธรรม หมายถึงธรรมเครื่องระงับอธิกรณ์
๗ ประการ คอื

๑. สมั มุขาวินัย หมายถึงวธิ ีระงบั อธกิ รณใ์ นที่พรอ้ มหน้าทัง้ ๔ พรอ้ ม คอื พร้อม
หน้าสงฆ์ ได้แก่ ภิกษุเข้าร่วมประชุมครบองค์ประชุม พร้อมหน้าบุคคล ได้แก่ คู่กรณีหรือ
บคุ คลทเี่ กยี่ วขอ้ งในเรอ่ื งนนั้ อยพู่ รอ้ มหนา้ กนั พรอ้ มหนา้ วตั ถุ ไดแ้ ก่ ยกเรอื่ งทเ่ี กดิ ขนึ้ มาวนิ จิ ฉยั
พร้อมหน้าธรรม ไดแ้ ก่ วนิ ิจฉัยถูกตอ้ งตามธรรมวินยั

๒. สติวินัย หมายถึงวิธีระงับอธิกรณ์โดยประกาศสมมติว่าพระอรหันต์เป็น
พระอริยะผู้มีสติสมบูรณ์ เป็นวิธีระงับโดยเอาสติเป็นหลักในกรณีท่ีมี ผู้โจทพระอรหันต์ เป็น
การบอกให้ร้วู ่าใครจะโจทพระอรหนั ต์ไมไ่ ด้

๓. อมูฬหวินัย หมายถึงวิธีระงับอธิกรณ์โดยยกประโยชน์แก่ภิกษุผู้หายเป็นบ้า
แลว้ สงฆจ์ ะสวดประกาศสมมตเิ พอื่ ไมใ่ หใ้ ครโจทอาบตั เิ ธอดว้ ยเรอื่ งเกา่ ทเี่ คยทำ� ในขณะเปน็ บา้

๔. ปฏิญญาตกรณะ หมายถงึ วธิ ีระงบั อธกิ รณ์โดยปรับอาบัตติ ามคำ� รับสารภาพ
ของภกิ ษผุ ตู้ ้องอาบัติ

๕. เยภุยยสิกา หมายถึงวิธีระงับอธิกรณ์โดยตัดสินตามเสียงข้างมาก สงฆ์จะ
ใช้วิธีการนี้ในกรณีท่ีบุคคลหลายฝ่ายมีความเห็นไม่ตรงกัน เป็นการใช้วิธีการประชาธิปไตย
ในคณะสงฆ์

๖. ตัสสปาปิยสิกา หมายถึงวิธีระงับอธิกรณ์โดยตัดสินลงโทษผู้กระท�ำผิด
เมือ่ สงฆ์พจิ ารณาตามหลักฐานพยานแลว้ เห็นวา่ มีความผิดจริง แม้เธอ จะไมร่ ับสารภาพกต็ าม

๗. ติณวัตถารกะ หมายถึงวิธีระงับอธิกรณ์โดยให้ท้ัง ๒ ฝ่ายประนีประนอมกัน
เปรียบเหมือนเอาหญ้ากลบไว้ ไม่ต้องช�ำระสะสางความ วิธีนี้ใช้ระงับอธิกรณ์ท่ียุ่งยาก เช่น
กรณีพิพาทกันของภิกษุชาวกรุงโกสัมพี (ดู กงฺขา. ฏีกา ๔๗๐) ดู วิ.อ. ๓/๑๙๕/๒๙๒-
๒๙๓,๒๐๒/๒๙๓,๒๐๗/๒๙๔, ว.ิ จู. ๖/๑๘๕-๒๑๒/๒๑๘-๒๔๓, วิ.ป. ๘/๒๗๕/๒๑๐ ประกอบ

๓.๒.๔ สมณวรรค
สมณวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ดว้ ยสมณะ ชอ่ื วรรคนต้ี ง้ั ตามสาระส�ำคัญของพระสูตรท่ี
๑-๘ ในวรรคนี้ ซึ่งมที งั้ หมด ๑๐ สูตร แตล่ ะสตู รมีใจความส�ำคัญดังนี้
๑-๘. ภิกขุสูตร สมณสูตร พราหมณสูตร โสตติกสูตร นหาตกสูตร เวทคูสูตร
อรโิ ยสตู ร และอรหาสูตร ต่างกล่าวถงึ การละกเิ ลส ๗ ประการเหมอื นกนั แต่ใช้วธิ กี ารต่างกนั
แต่ละวธิ ีการเป็นท่ีมาของช่อื สูตร คอื
ภกิ ขุสตู ร ว่าดว้ ยบคุ คลชอ่ื ว่าภิกษุ เพราะทำ� ลายกิเลส ๗ ประการได้

เล่มที่ ๑๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๒๓ 445

สมณสูตร วา่ ดว้ ยบุคคลชอื่ วา่ สมณะ เพราะระงับกิเลส ๗ ประการได้
พราหมณสตู ร ว่าด้วยบคุ คลชอ่ื วา่ พราหมณ์ เพราะลอยกิเลส ๗ ประการได้
โสตติกสตู ร ว่าด้วยบคุ คลชือ่ วา่ โสตตกิ ะ เพราะกิเลส ๗ ประการร้อยรดั ไม่ได้
นหาตกสตู ร วา่ ดว้ ยบุคคลชอ่ื วา่ นหาตกะ เพราะล้างกเิ ลส ๗ ประการได้
เวทคูสตู ร วา่ ด้วยบคุ คลชอื่ ว่าเวทคู เพราะรู้กเิ ลส ๗ ประการ
อรโิ ยสูตร ว่าด้วยบคุ คลช่ือวา่ อริยะ เพราะกำ� จัดกิเลส ๗ ประการได้
อรหาสตู ร วา่ ด้วยบุคคลชื่อว่าอรหันต์ เพราะเปน็ ผู้หา่ งไกลจากกิเลส ๗ ประการ
กิเลส ๗ ประการนน้ั คอื (๑) สกั กายทฏิ ฐิ (๒) วจิ กิ ิจฉา (๓) สีลพั พตปรามาส (๔) ราคะ
(๕) โทสะ (๖) โมหะ (๗) มานะ
๙. อสัทธัมมสูตร ว่าด้วยอสัทธรรม ๗ ประการ คือ (๑) ความไม่มีศรัทธา
(๒) ความไม่มีหิริ (๓) ความไม่มีโอตตัปปะ (๔) ความมีสุตะน้อย (๕) ความเกียจคร้าน
(๖) ความหลงลืมสติ (๗) ความมีปญั ญาทราม
๑๐. สัทธมั มสูตร ว่าดว้ ยสทั ธรรม ๗ ประการ มนี ัยตรงกันข้ามกบั อสทั ธมั มสตู ร
๓.๒.๕ อาหุเนยยวรรค
อาหเุ นยยวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยอาหไุ นยบคุ คล ค�ำวา่ “อาหไุ นยบคุ คล” หมายถงึ
บคุ คลผ้คู วรแกข่ องงท่ีเขานำ� มาถวาย ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ทักษิณา ควรแกก่ ารทำ� อัญชลี
เป็นนาบุญอันยอดเย่ียมของโลก ช่ือวรรคนี้ตั้งตามสาระส�ำคัญของพระสูตรทุกสูตรในวรรคนี้
ซึ่งมีทั้งหมด ๕๒๘ สูตร แต่ละสูตรว่าด้วยอาหุไนยบุคคล ๗ จ�ำพวก คือ (๑) พระอรหันต์
(๒) พระอรหันต์ที่ส้ินกิเลสและนิพพานพร้อมกัน (๓) พระอนาคามีอันตราปรินิพพายี
(๔) พระอนาคามอี ปุ หจั จปรนิ พิ พายี (๕) พระอนาคามีอสงั ขารปรนิ ิพพายี (๖) พระอนาคามี-
สสังขารปรนิ ิพพายี (๗) พระอนาคามอี ุทธังโสตอกนฏิ ฐคามี
ความเป็นอาหุไนยบุคคล ๗ จ�ำพวกน้ี เป็นผลเกิดจากการพิจารณาเห็น สภาวธรรม
ในธรรม ๖๖ ประการ ซ่ึงจัดเปน็ หมวดตา่ งๆ ได้ดังนี้ อายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖
วญิ ญาณ ๖ ผสั สะ ๖ เวทนา ๖ สญั ญา ๖ สัญเจตนา ๖ ตัณหา ๖ วติ ก ๖ วิจาร ๖ และขันธ์
๕ (ขันธ์ ๕ ในท่ีน้ีท่านขยายเป็น ๖ ประการโดยนับองค์ธรรมรวมกันก่อนที่จะนับแยกทีละ
ขนั ธ)์ บรรดาธรรม ๖๖ ประการน้นั ธรรมแตล่ ะประการยังแยกออกไปถงึ ๘ สตู ร ด้วยวิธีการ
พจิ ารณาเหน็ สภาวธรรม ๘ ประการในธรรมแตล่ ะประการนนั้ หมายความวา่ การพจิ ารณาเหน็
สภาวธรรมแตล่ ะประการในธรรมแตล่ ะประการนนั้ จดั วา่ เปน็ สตู รหนงึ่ เมอื่ พจิ ารณาไปจนครบ
๘ ประการ กจ็ ะได้พระสตู ร ๘ สตู รในธรรมแต่ละประการ และเมอ่ื นำ� สภาวธรรม ๘ ประการ

446 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตันตปฎิ ก

ไปคูณกับธรรม ๖๖ ประการ ก็จะได้พระสูตร ๕๒๘ สูตร สภาวธรรม ๘ ประการน้ัน คือ
(๑) ความไม่เที่ยง (๒) ความเปน็ ทกุ ข์ (๓) ความเป็นอนัตตา (๔) ความสน้ิ ไป (๕) ความเสือ่ มไป
(๖) ความคลายกำ� หนดั (๗) ความดบั (๘) ความ สละคืน

เปยยาล มี ๑ เปยยาล คอื
ราคเปยยาล แปลวา่ หมวดธรรมทท่ี รงแสดงโดยยอ่ มรี าคะเปน็ ตน้ ซงึ่ มี พระสตู รทงั้ หมด
๕๑๐ สตู ร หมายความวา่ นอกจากราคะแลว้ ยังมีอกุศลธรรมอกี ๑๖ ประการ รวมเป็น ๑๗
ประการ คอื
๑. ราคะ ๒. โทสะ ๓. โมหะ
๔. โกธะ ๕. อปุ นาหะ ๖. มกั ขะ
๗. ปฬาสะ ๘. อสิ สา ๙. มัจฉริยะ
๑๐. มายา ๑๑. สาเถยยะ ๑๒. ถมั ภะ
๑๓. สารมั ภะ ๑๔. มานะ ๑๕. อตมิ านะ
๑๖. มทะ ๑๗. ปมาทะ
แตล่ ะประการมเี ปา้ หมาย ๑๐ เปา้ หมาย (๑๐ เพ่อื เชน่ เพอื่ รยู้ ่ิง) เปา้ หมายละ ๑ สตู ร
รวมเปน็ ๑๗๐ สตู ร (๑๐ เปา้ หมาย x อกศุ ลธรรม ๑๗ ประการ) นเี้ ปน็ การค�ำนวณพระสตู ร
จากการเจริญธรรม ๔ ประการ หมวดท่ี ๑ แตใ่ น ราคเปยยาลแห่งสตั ตกนิบาตนี้มหี มวดธรรม
ทีค่ วรเจรญิ ๓ หมวด จึงรวมเปน็ ๕๑๐ สตู ร (๑๗๐ สตู ร x ๓ หมวดธรรม) เชน่ พระสูตร ๑๐
สตู รแรกในหมวดธรรม ที่ ๑ คอื โพชฌงค์ ๗ มคี วามเตม็ ดังน้ี
สูตรท่ี ๑ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญธรรม ๗ ประการ เพื่อรู้ย่ิงราคะ ธรรม ๗
ประการ อะไรบ้าง คือ (๑) สติสัมโพชฌงค์ (๒) ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ (๓) วิริยสัมโพชฌงค์
(๔) ปตี ิสมั โพชฌงค์ (๕) ปัสสัทธิสมั โพชฌงค์ (๖) สมาธิสัมโพชฌงค์ (๗) อเุ บกขาสัมโพชฌงค์
สูตรท่ี ๒ ภิกษทุ ั้งหลาย ภิกษุควรเจริญธรรม ๗ ประการ เพ่ือกำ� หนดรู้ราคะ ธรรม ๗
ประการ อะไรบา้ ง คือ ...
สูตรท่ี ๓ ภิกษุท้ังหลาย ภิกษุควรเจรญิ ธรรม ๗ ประการ เพ่อื ความสน้ิ ราคะ ธรรม ๗
ประการ อะไรบ้าง คอื ...
สตู รที่ ๔ ภกิ ษทุ งั้ หลาย ภกิ ษคุ วรเจรญิ ธรรม ๗ ประการ เพอ่ื ละราคะ ธรรม ๗ ประการ
อะไรบ้าง คอื ...
สูตรท่ี ๕ ภิกษุท้งั หลาย ภิกษุควรเจริญธรรม ๗ ประการ เพื่อความสน้ิ ไปแห่งราคะ
ธรรม ๗ ประการ อะไรบ้าง คือ ...

เลม่ ที่ ๑๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๒๓ 447

สตู รท่ี ๖ ภิกษทุ ง้ั หลาย ภกิ ษคุ วรเจริญธรรม ๗ ประการ เพอ่ื ความเสื่อมไปแห่งราคะ
ธรรม ๗ ประการ อะไรบา้ ง คือ ...

สูตรที่ ๗ ภิกษทุ ั้งหลาย ภิกษุควรเจรญิ ธรรม ๗ ประการ เพือ่ ความคลายไปแห่งราคะ
ธรรม ๗ ประการ อะไรบ้าง คือ ...

สตู รท่ี ๘ ภิกษุทัง้ หลาย ภกิ ษุควรเจรญิ ธรรม ๗ ประการ เพ่ือความดบั ไปแหง่ ราคะ
ธรรม ๗ ประการ อะไรบา้ ง คอื ...

สูตรท่ี ๙ ภิกษุท้ังหลาย ภิกษุควรเจริญธรรม ๗ ประการ เพ่ือความสละ ราคะ
ธรรม ๗ ประการ อะไรบา้ ง คือ ...

สูตรท่ี ๑๐ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญธรรม ๗ ประการ เพื่อความสละคืนราคะ
ธรรม ๗ ประการ อะไรบ้าง คือ...

พระสตู ร ๑๐ สูตรแรกในหมวดธรรมท่ี ๒ คอื สัญญา ๗ มีนัยเช่นเดยี วกนั นี้ ตา่ งกัน
เพียงหมวดธรรมท่ีควรเจริญเท่านั้น คือ เปล่ียนจากโพชฌงค์ ๗ มาเป็น สัญญา ๗ แสดงพอ
เป็นตัวอย่าง ๑ สตู รดงั น้ี

สูตรท่ี ๑ ภิกษุท้ังหลาย ภิกษุควรเจริญธรรม ๗ ประการ เพื่อรู้ยิ่งราคะ ธรรม ๗
ประการ อะไรบา้ ง คอื (๑) อนิจจสญั ญา (๒) อนัตตสัญญา (๓) อสภุ สญั ญา (๔) อาทีนวสัญญา
(๕) ปหานสัญญา (๖) วิราคสัญญา (๗) นิโรธสัญญา

พระสูตร ๑๐ สูตรแรกในหมวดธรรมที่ ๓ คือ สัญญา ๗ อีกหมวดหน่ึง มีนัย
เช่นเดียวกันน้ี ต่างกันเพียงหมวดที่ควรเจริญเท่าน้ัน คือ เปล่ียนจากสัญญา ๗ ประการ
หมวดก่อนมาเปน็ สัญญา ๗ อีกหมวดหนึ่ง แสดงพอเปน็ ตัวอย่าง ๑ สตู รดงั นี้

สตู รท่ี ๑ ภกิ ษทุ งั้ หลาย ภกิ ษคุ วรเจรญิ ธรรม ๗ ประการ เพอื่ รยู้ งิ่ ราคะ ธรรม ๗ ประการ
อะไรบ้าง คือ (๑) อสุภสัญญา (๒) มรณสัญญา (๓) อาหาเร ปฏิกูลสัญญา (๔) สัพพโลเก
อนภริ ตสัญญา (๕) อนิจจสัญญา (๖) อนจิ เจ ทุกขสัญญา (๗) ทุกเข อนตั ตสัญญา

พระสตู รอกี ๔๘๐ สูตรต่อไป ต่างวา่ ดว้ ยการเจริญธรรมทง้ั ๓ หมวดนี้ เพอ่ื จัดการกบั
อกุศลธรรมท่ีเหลอื ๑๖ ประการ ประการละ ๓๐ สูตร (อกศุ ลธรรม ๑๖ ประการ x ๓๐ สตู ร
= ๔๘๐ สตู ร) เช่นเดยี วกับ ๓๐ สตู รแรก

448 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก

อัฏฐกนิบาต

๑. จำ� นวนวรรคและพระสูตรในอัฏฐกนิบาต

อฏั ฐกนบิ าต คอื หมวดพระสตู รทม่ี หี วั ขอ้ ธรรมพระสตู รละจำ� นวน ๘ ประการ มพี ระสตู ร
ท้งั หมด ๖๒๖ สูตร แบ่งเป็น ๒ ปัณณาสก์ ๑๐ วรรค กบั ๑ หัวข้อ เปยยาล มีรายละเอยี ดดังนี้
ปฐมปณั ณาสก์ มี ๕ วรรค
๑. เมตตาวรรค มี ๑๐ สตู ร คือ
๑. เมตตาสตู ร ๒. ปญั ญาสตู ร
๓. ปฐมอปั ปิยสูตร ๔. ทตุ ยิ อัปปยิ สูตร
๕. ปฐมโลกธมั มสูตร ๖. ทุติยโลกธมั มสูตร
๗. เทวทตั ตวปิ ตั ติสตู ร ๘. อุตตรวิปัตติสตู ร
๙. นันทสูตร ๑๐. การัณฑวสูตร
๒. มหาวรรค มี ๑๐ สตู ร คอื
๑. เวรญั ชสูตร ๒. สีหสตู ร
๓. อสั สาชานียสูตร ๔. อสั สขฬงุ กสูตร
๕. มลสูตร ๖. ทูเตยยสตู ร
๗. ปฐมพนั ธนสตู ร ๘. ทุติยพันธนสูตร
๙. ปหาราทสตู ร ๑๐. อโุ ปสถสูตร
๓. คหปติวรรค มี ๑๐ สูตร คือ
๑. ปฐมอุคคสูตร ๒. ทตุ ิยอุคคสตู ร
๓. ปฐมหตั ถกสูตร ๔. ทุตยิ หัตถกสตู ร
๕. มหานามสตู ร ๖. ชวี กสูตร
๗. ปฐมพลสูตร ๘. ทุตยิ พลสูตร
๙. อกั ขณสูตร ๑๐. อนรุ ทุ ธมหาวติ ักกสูตร
๔. ทานวรรค มี ๑๐ สตู ร คือ
๑. ปฐมทานสูตร ๒. ทุตยิ ทานสูตร
๓. ทานวตั ถุสูตร ๔. เขตตสูตร
๕. ทานปู ปตั ตสิ ูตร ๖. ปุญญกิรยิ าวัตถุสูตร
๗. สัปปรุ สิ ทานสตู ร ๘. สปั ปุริสสูตร
๙. อภิสันทสูตร ๑๐. ทจุ จรติ วปิ ากสตู ร

เลม่ ที่ ๑๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๓ 449

๕. อโุ ปสถวรรค มี ๑๐ สูตร คอื ๒. วติ ถตุโปสถสูตร
๑. สงั ขติ ตโุ ปสถสูตร ๔. วาเสฏฐสตู ร
๓. วิสาขาสูตร ๖. อนุรุทธสูตร
๕. โพชฌาสูตร ๘. นกลุ มาตาสูตร
๗. ทุตยิ วสิ าขาสตู ร ๑๐. ทตุ ิยอธิ โลกิกสูตร
๙. ปฐมอธิ โลกิกสูตร
๒. โอวาทสูตร
ทตุ ยิ ปัณณาสก์ มี ๕ วรรค ๔. ทฆี ชาณุสูตร
๑. โคตมีวรรค มี ๑๐ สูตร คือ ๖. ภยสตู ร
๑. โคตมีสูตร ๘. ทตุ ิยอาหุเนยยสูตร
๓. สังขิตตสูตร ๑๐. ทตุ ยิ ปคุ คลสตู ร
๕. อชุ ชยสตู ร ๒. อลังสูตร
๗. ปฐมอาหุเนยยสูตร ๔. คยาสีสสตู ร
๙. ปฐมปุคคลสตู ร ๖. วโิ มกขสตู ร
๒. ภมู จิ าลวรรค มี ๑๐ สตู ร คือ ๘. อรยิ โวหารสูตร
๑. อิจฉาสตู ร ๑๐. ภมู ิจาลสตู ร
๓. สังขติ ตสตู ร ๒. ทุติยสัทธาสตู ร
๕. อภภิ ายตนสตู ร ๔. ทตุ ยิ มรณัสสติสูตร
๗. อนรยิ โวหารสตู ร ๖. ทุตยิ สมั ปทาสูตร
๙. ปริสาสตู ร ๘. อลงั สูตร
๓. ยมกวรรค มี ๑๐ สูตร คือ ๑๐. กสุ ีตารมั ภวัตถุสูตร
๑. ปฐมสัทธาสูตร ๒. ปุณณิยสูตร
๓. ปฐมมรณสั สติสูตร ๔. โจรสูตร
๕. ปฐมสมั ปทาสตู ร ๖. ยสสูตร
๗. อจิ ฉาสูตร ๘. อปั ปสาทปเวทนียสตู ร
๙. ปริหานสูตร ๑๐. สมั มาวัตตนสตู ร
๔. สตวิ รรค มี ๑๐ สูตร คือ
๑. สตสิ มั ปชัญญสตู ร
๓. มลู กสตู ร
๕. สมณสตู ร
๗. ปตั ตนกิ ชุ ชนสูตร
๙. ปฏิสารณียสูตร

450 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสุตตนั ตปิฎก

๕. สามญั ญวรรค มี ๒๖ สตู ร
เปยยาล มี ๑ เปยยาล คือ
ราคเปยยาล มี ๕๑๐ สตู ร
๒. ช่ือและทีม่ าของพระสตู รในอัฏฐกนิบาต
๒.๑ ชือ่ ของพระสตู ร
ในอฏั ฐกนบิ าตมพี ระสตู ร ๖๒๖ สตู ร แตม่ ีชื่อสตู รปรากฏเพียง ๙๐ สูตร ไม่ปรากฏชอ่ื
๕๓๖ สตู ร กลา่ วคอื ทง้ั ๕ วรรคในปฐมปัณณาสก์ และ ๔ วรรคใน ทตุ ิยปณั ณาสก์ ปรากฏช่อื
สูตรทัง้ หมด สว่ นในวรรคท่ี ๕ แหง่ ทตุ ิยปัณณาสก์ คอื สามญั ญวรรค ๒๖ สตู ร และราคเปยยาล
๕๑๐ สูตร ไม่ปรากฏชื่อเลย
๒.๒ ท่มี าของพระสตู ร
ในอัฏฐกนิบาต พระสตู รท่ีมนี ทิ านวจนะ กล่าวคือที่มาซง่ึ ปรารภทัง้ บุคคลและ สถาน
ท่ี หรือปรารภเฉพาะบุคคลอย่างเดียวบ้าง ปรารภเฉพาะสถานที่อย่างเดียวบ้าง ปรากฏเพียง
๓๘ สูตร ดงั นี้
ปฐมปณั ณาสก์ ปรากฏ ๒๔ สูตร คอื

ในเมตตาวรรค ๔ สตู ร ไดแ้ ก่ (๑) เมตตาสูตร (๒) เทวทัตตวปิ ัตตสิ ตู ร
(๓) อุตตรวิปตั ตสิ ตู ร (๔) การณั ฑวสตู ร
ในมหาวรรค ๔ สูตร ได้แก่ (๑) เวรัญชสตู ร (๒) สีหสูตร (๓) ปหาราทสตู ร
(๔) อโุ ปสถสูตร
ในคหปติวรรค ๘ สูตร ไดแ้ ก่ (๑) ปฐมอคุ คสูตร (๒) ทตุ ิยอคุ คสตู ร
(๓) ปฐมหตั ถกสูตร (๔) ทุติยหัตถกสูตร (๕) มหานามสูตร (๖) ชวี กสตู ร
(๗) ทุติยพลสูตร (๘) อนรุ ทุ ธมหาวติ กั กสตู ร
ในอโุ ปสถวรรค ๘ สตู ร ได้แก่ (๑) สังขิตตโุ ปสถสูตร (๒) วสิ าขาสูตร
(๓) วาเสฏฐสูตร (๔) โพชฌาสูตร (๕) อนรุ ทุ ธสตู ร (๖) ทุตยิ วสิ าขาสูตร
(๗) นกุลมาตาสตู ร (๘) ปฐมอิธโลกิกสูตร
ทุตยิ ปัณณาสก์ ปรากฏ ๑๔ สูตร คือ
ในโคตมีวรรค ๕ สูตร ไดแ้ ก่ (๑) โคตมสี ูตร (๒) โอวาทสตู ร (๓) สังขติ ตสูตร
(๔) ทฆี ชาณุสูตร (๕) อุชชยสูตร

เลม่ ที่ ๑๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๒๓ 451

ในภมู จิ าลวรรค ๓ สตู ร ไดแ้ ก่ (๑) สงั ขติ ตสตู ร (๒) คยาสสี สตู ร (๓) ภมู จิ าลสตู ร
ในยมกวรรค ๔ สูตร ได้แก่ (๑) ปฐมมรณัสสตสิ ตู ร (๒) ทุติยมรณัสสตสิ ูตร
(๓) อจิ ฉาสูตร (๔) อลงั สูตร
ในสติวรรค ๒ สตู ร ไดแ้ ก่ (๑) ปณุ ณยิ สูตร (๒) ยสสูตร

๓. ความหมายและใจความส�ำคญั ของแต่ละวรรคในอฏั ฐกนบิ าต

๓.๑ ปฐมปัณณาสก์

๓.๑.๑ เมตตาวรรค
เมตตาวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ด้วยเมตตา ชือ่ วรรคนต้ี ั้งตามช่อื พระสูตรที่ ๑ ในวรรคนี้
ซง่ึ มีท้ังหมด ๑๐ สตู ร แต่ละสูตรมีใจความสำ� คัญดงั น้ี
๑. เมตตาสตู ร ว่าด้วยอานสิ งสแ์ ห่งเมตตาเจโตวิมตุ ติ คอื ทรงแสดงวา่ เมอ่ื บคุ คลเจริญ
เมตตาเจโตวมิ ตุ ตใิ หม้ ากแลว้ ยอ่ มไดร้ บั อานสิ งส์ ๘ ประการ คอื (๑) หลบั เปน็ สขุ (๒) ตนื่ เปน็ สขุ
(๓) ไม่ฝนั ร้าย (๔) เปน็ ที่รักของมนุษย์ (๕) เปน็ ทีร่ ักของอมนษุ ย์ (๖) เทวดารักษา (๗) ไฟ ยาพษิ
หรือศสั ตรากลำ้� กรายไม่ได้ (๘) หากยงั ไมบ่ รรลุอรหตั ตผลก็จะไปเกิดในพรหมโลก
๒. ปัญญาสูตร ว่าด้วยเหตุปัจจัยให้ได้ปัญญา ค�ำว่า “ปัญญา” ในที่นี้หมายถึง
วปิ ัสสนาปญั ญา เหตปุ จั จยั นน้ั มี ๘ ประการ คอื (๑) อาศัยพระศาสดา หรอื เพื่อนพรหมจารีที่
นา่ เคารพรกั (๒) เข้าไปไต่ถามเรือ่ งเกย่ี วกับพระพุทธพจน์ (๓) ฟงั ธรรมแลว้ ทำ� ความสงบกาย
และใจ (๔) มีศีล (๕) เป็นพหูสูต (๖) ปรารภความเพียร (๗) ไม่พูดเร่ืองติรัจฉานกถา
(๘) เห็นความเกิดและความดบั แห่งเบญจขนั ธ์
๓-๔. ปฐมอัปปยิ สตู ร และทตุ ิยอปั ปิยสตู ร ต่างว่าดว้ ยธรรมท่เี ปน็ เหตใุ ห้ ไม่เปน็ ท่รี กั
และธรรมทเ่ี ป็นเหตุให้เปน็ ทร่ี ักของเพอ่ื นพรหมจารี ฝา่ ยละ ๘ ประการ ตา่ งกันเพยี งองค์ธรรม
เท่าน้ัน คือ ในปฐมอัปปิยสูตร ธรรมท่ีเป็นเหตุให้ไม่เป็นที่รัก ได้แก่ (๑) สรรเสริญผู้ไม่เป็น
ที่รัก (๒) ติเตียนผู้เป็นที่รัก (๓) มุ่งลาภ (๔) มุ่งสักการะ (๕) ไม่มีหิริ (๖) ไม่มีโอตตัปปะ
(๗) ปรารถนาชั่ว (๘) เปน็ มจิ ฉาทิฏฐิ
ส่วนธรรมที่เปน็ เหตใุ ห้เปน็ ทีร่ กั มนี ัยตรงกนั ข้าม
ในทุติยอัปปิยสูตร ธรรมท่ีเป็นเหตุให้ไม่เป็นท่ีรัก ได้แก่ (๑) มุ่งลาภ (๒) มุ่งสักการะ
(๓) มุง่ ช่อื เสียง (๔) ไมร่ ้จู กั กาล (๕) ไมร่ จู้ กั ประมาณ (๖) ไมส่ ะอาด (๗) พูดมาก (๘) ด่าบรภิ าษ
เพือ่ นพรหมจารี

452 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก

สว่ นธรรมที่เป็นเหตใุ ห้เป็นท่รี ักมนี ยั ตรงกนั ขา้ ม
๕-๖. ปฐมโลกธมั มสตู ร และทตุ ยิ โลกธมั มสตู ร ตา่ งวา่ ดว้ ยโลกธรรม ตา่ งกนั แตใ่ นปฐม
โลกธมั มสตู ร ทรงแสดงไวโ้ ดยยอ่ ในทตุ ยิ โลกธมั มสตู ร ทรงแสดงไวโ้ ดยพสิ ดาร คำ� วา่ “โลกธรรม”
หมายถึงส่ิงท่ีมีอยู่แน่นอนส�ำหรับสัตว์โลก (องฺ. อฏฺก. ฏีกา ๓/๕/๒๕๓) มี ๘ ประการ คือ
(๑) ลาภ (๒) เสื่อมลาภ (๓) ยศ (๔) เสอ่ื มยศ (๕) นนิ ทา (๖) สรรเสรญิ (๗) สขุ (๘) ทุกข์
ทรงแสดงวา่ โลกธรรม ๘ ประการนเี้ กดิ ข้นึ ท้งั แกป่ ถุ ชุ นและพระอริยะ แตม่ ผี ลต่างกัน
คือ ปุถุชนไม่รู้เท่าทันตามความเป็นจริงว่า “โลกธรรมนี้ไม่เที่ยง เป็นสภาวะท่ีคงอยู่อย่างนั้น
ตลอดไปไมไ่ ด้ ตอ้ งมคี วามแปรผนั ไปเปน็ ธรรมดา” จงึ ถกู โลกธรรมนน้ั ครอบงำ� ยำ่� ยจี ติ ทำ� ใหเ้ กดิ
ความขดั เคอื งเมอื่ ไดร้ บั สว่ นทเี่ ปน็ อนฏิ ฐารมณ์ และเกดิ ความยนิ ดเี มอ่ื ไดร้ บั สว่ นทเี่ ปน็ อฏิ ฐารมณ์
ในที่สดุ จงึ ไม่พน้ จากทกุ ข์ สว่ นพระอริยะหาเปน็ เช่นน้ันไม่ ในทส่ี ุดจงึ พน้ จากทุกข์
๗-๘. เทวทตั ตวิปัตติสตู ร และอุตตรวปิ ัตตสิ ูตร ตา่ งว่าดว้ ยวิบัติ คำ� ว่า “วิบตั ิ” ในท่ี
น้หี มายถงึ การถูกอสทั ธรรมครอบงำ� ย่ำ� ยีจิต ตอ้ งไปเกดิ ในอบาย นรก อยใู่ นฐานะทแ่ี กไ้ ขไม่ได้
ท้ัง ๒ สูตรน้ีมีความสัมพันธ์กันโดยมีเนื้อหาสาระเหมือนกัน ต่างกันเพียงรายละเอียดเท่าน้ัน
คอื ในสูตรแรก วา่ ด้วยวิบัติของพระเทวทตั พระผูม้ พี ระภาคเป็นผูแ้ สดง โดยทรงแสดงวบิ ตั ิของ
พระเทวทัต ๘ ประการเป็นตัวอย่าง เพ่ือให้ภิกษุพิจารณาเห็นวิบัติและสมบัติของตนและ
ผู้อื่นอยู่เสมอ เมื่อพิจารณาเห็นวิบัติและสมบัติอย่างน้ี ก็จะสามารถครอบง�ำวิบัติของตนได้
ท้ังอาสวะกิเลสท่ีก่อความคับแค้นทางกายและใจก็จะไม่เกิดขึ้น ค�ำว่า “สมบัติ” มีนัยตรงกัน
ขา้ มกับ ค�ำว่า วบิ ตั ิ
วิบตั ขิ องพระเทวทัต ๘ ประการนั้น คอื (๑) การถูกลาภครอบงำ� ย่�ำยีจติ (๒) การถูก
ความเสอื่ มลาภครอบงำ� ยำ�่ ยจี ติ (๓) การถกู ยศครอบงำ� ยำ�่ ยจี ติ (๔) การถกู ความเสอ่ื มยศครอบงำ�
ย�่ำยีจิต (๕) การถูกสักการะครอบง�ำย�่ำยีจิต (๖) การถูกความเสื่อมสักการะครอบง�ำย�่ำยีจิต
(๗) การถกู ความปรารถนาชวั่ ครอบงำ� ยำ�่ ยจี ติ (๘) การถูกความมมี ิตรชวั่ ครอบง�ำยำ�่ ยีจติ
ในสตู รหลงั วา่ ดว้ ยวบิ ตั ทิ ที่ า่ นพระอตุ ตระแสดงโดยยกพระดำ� รสั ของพระผมู้ พี ระภาคที่
ตรสั ไวต้ อนต้นของพระสตู รแรกมาแสดงแก่ภิกษุทง้ั หลาย ทา้ วเวสวณั ได้ยินเขา้ จึงไปกราบทลู
ทา้ วสกั กะ ทา้ วสกั กะจงึ เสดจ็ มาตรสั ถามทา่ นพระอตุ ตระวา่ ขอ้ ความนเี้ ปน็ ปฏภิ าณสว่ นตวั หรอื
วา่ เปน็ พระดำ� รสั ของพระผมู้ พี ระภาค ทา่ นจงึ ตอบแบบยอ้ นถามดว้ ยอปุ มาโวหารวา่ หากคนขน
ข้าวเปลือกจากกองข้าวใหญ่ไม่ไกลจากหมู่บ้านก�ำลังเดินมา เม่ือถูกถามว่า “ขนมาจากไหน”
พวกเขาจะตอบว่า อย่างไร ท้าวสักกะตอบว่า “พวกเขาก็ต้องตอบว่าขนมาจากกองข้าวใหญ่
โน้น” ท่านจงึ สรุปว่า “ท�ำนองเดยี วกนั อาตมภาพและสาวกเหล่าอื่นก็เหมอื นกัน” ทา้ วสักกะ
ทรงชนื่ ชมวา่ ทา่ นพดู ไดด้ ี แลว้ ทรงเลา่ เรอื่ งวบิ ตั ขิ องพระเทวทตั ทพี่ ระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงถวาย

เล่มท่ี ๑๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๒๓ 453

ซ่ึงมีเน้ือหาสาระเหมือนในพระสตู รแรก
๙. นันทสูตร ว่าด้วยพระนันทะ คือ พระผู้มีพระภาคตรัสเล่าเรื่องพระนันทะ กล่าว

โดยยอ่ มี ๒ ประเดน็ คือ ประเดน็ ที่ ๑ คำ� เรยี กพระนนั ทะมี ๔ คำ� ได้แก่ (๑) กลุ บตุ ร หมายถงึ
บตุ รผู้มชี าตติ ระกูล กล่าวคอื บุตรผเู้ กดิ ในตระกลู สูง (๒) ผมู้ ี กำ� ลัง หมายถงึ มีร่างกายแขง็ แรง
(๓) ผู้น่ารัก หมายถึงมีรูปร่าง บุคลิกลักษณะดี (๔) ผู้มีราคะจัด หมายถึงมากไปด้วยราคะ
(ดู องฺ.อฏฺก.อ. ๓/๙/๒๑๖, องฺ.อฏฺก. ฏีกา ๓/๙/๒๕๓-๒๕๔) ประเด็นท่ี ๒ วิธีประพฤติ
พรหมจรรยส์ ำ� หรบั ทา่ นพระนนั ทะ มี ๔ วธิ ี ไดแ้ ก่ (๑) คมุ้ ครองทวารในอนิ ทรยี ์ (๒) รจู้ กั ประมาณ
ในการบริโภค (๓) ประกอบความเพยี รเครื่องตื่นอยู่ (๔) มสี ติสัมปชัญญะ

๑๐. การัณฑวสูตร ว่าด้วยสมณะหยากเยื่อ รวมถึงสมณะผู้ประทุษร้ายสมณะ
และสมณะแกลบด้วย ซ่ึงหมายถึงสมณะผู้มีศีลวิบัติ ในท่ีน้ีหมายถึงภิกษุรูปหนึ่งผู้ต้องอาบัติ
และถูกภิกษุทั้งหลายโจทด้วยอาบัติ แต่เธอไม่รับ กลับพูดกลบเกล่ือน แสดงอาการโกรธ
พระผู้มพี ระภาคจงึ รับสัง่ ให้ขบั เธอออกไป ดว้ ยอุปมาโวหารวา่

๑. เป็นสมณะผู้ประทุษร้ายสมณะเหมอื นหญา้ ที่ท�ำลายตน้ ข้าว
๒. เป็นสมณะแกลบเหมือนเหมอื นข้าวลีบปะปนกับขา้ วดีท�ำให้ขา้ วดเี สยี ราคา
๓. เป็นสมณะหยากเยื่อเหมือนไม้ที่เป็นโพลงผุยุ่ย ที่ผู้ต้องการกระบอกตักน้�ำต้อง

ควา้ นออกไป
๓.๑.๒ มหาวรรค
มหาวรรค แปลว่า หมวดว่าดว้ ยเรื่องใหญ่ ช่ือวรรคน้ตี ัง้ ตามสาระสำ� คญั ของพระสูตร
ทั้งหมดในวรรคน้ี ซ่ึงมีท้ังหมด ๑๐ สตู ร แตล่ ะสูตรมีใจความส�ำคญั ดงั นี้
๑. เวรัญชสูตร ว่าด้วยเวรัญชพราหมณ์ คือ เวรัญชพราหมณ์เข้าไปสนทนาปราศรัย
กับพระผู้มีพระภาคท่ีควงต้นสะเดา เขตเมืองเวรัญชา ได้กราบทูลว่า ข้อที่ตนทราบว่า
พระสมณโคดมไมไ่ หว้ ไมล่ กุ รบั พราหมณผ์ แู้ กเ่ ฒา่ ไมเ่ ชอื้ เชญิ ใหน้ งั่ นนั้ เปน็ ความจรงิ พระองคต์ รสั วา่
ยงั ไมท่ รงเหน็ วา่ มใี ครในโลกไหน ๆ ทพี่ ระองคค์ วร จะไหว้ ลกุ รบั หรอื เชอื้ เชญิ ให้น่ัง เพราะถ้า
พระองค์ไหว้ผู้ใด ศีรษะของผู้นั้นก็จะขาดตกไป เวรัญชพราหมณ์ได้กล่าวหาพระผู้มีพระภาค
ดว้ ยข้อกลา่ วหา ๘ ขอ้ ซึ่งมีความหมายทางคดีโลก พระองค์ทรงยอมรับข้อกลา่ วหานนั้ แตม่ ี
ความหมายทางคดธี รรม ขอ้ กล่าวหาน้นั และเหตุผลทที่ รงยอมรบั น้นั ดังต่อไปนี้
๑. “เป็นคนไม่มีรส” (พราหมณ์หมายเอาความไม่มีสัมมาคารวะ เช่น การกราบไหว้
ตอ้ นรบั ) ทรงรบั วา่ “ใช่” แต่ทรงหมายเอาการละกามคุณ ๕

454 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก

๒. “เปน็ คนไมม่ สี มบตั ”ิ (พราหมณห์ มายเอาการไมม่ คี ณุ สมบตั ิ เชน่ การกราบไหวท้ า่ น
ผู้สงู วยั ) ทรงรับว่า “ใช่” แตท่ รงหมายเอาการละกามคณุ ๕

๓. “สอนให้ไม่ท�ำ” (พราหมณ์หมายเอาการไม่ท�ำกรรมท่ีดี เช่น การกราบไหว้
ท่านผสู้ ูงวัย) ทรงรบั ว่า “ใช”่ แต่ทรงหมายเอาการไม่ทำ� กายทจุ ริต วจที ุจรติ และมโนทุจริต

๔. “สอนให้ท�ำลาย” (พราหมณ์หมายเอาการท�ำลายระเบียบแบบแผนประเพณีท่ี
ชาวโลกปฏบิ ตั ิกนั ) ทรงรับว่า “ใช่” แต่ทรงหมายเอาการท�ำลายราคะ โทสะ และโมหะ

๕. “เป็นคนช่างรังเกียจ” (พราหมณ์หมายเอาความรังเกียจการกราบไหว้ผู้ใหญ่)
ทรงรับว่า “ใช่” แต่ทรงหมายเอาการรังเกียจกายทุจริต วจีทุจริต และมโนทุจริต ตลอดถึง
การรังเกียจบาปอกุศลธรรม

๖. “เป็นคนช่างก�ำจัด” (พราหมณ์หมายเอาการก�ำจัดสามีจิกรรม) ทรงรับว่า “ใช่”
แต่ทรงหมายเอาการกำ� จัดราคะ โทสะ และโมหะ

๗. “เป็นคนช่างเผาผลาญ” (พราหมณ์หมายเอาการเผาผลาญคตินิยมการเคารพ
ผูม้ ีวยั วฒุ ิ เพราะไม่ทำ� สามีจกิ รรม) ทรงรับว่า “ใช่” แต่ทรงหมายเอาการเผาผลาญกายทุจริต
วจีทจุ ริต และมโนทุจริต

๘. “เป็นคนไม่ผุดไม่เกิด” (พราหมณ์หมายเอาการไม่ถือปฏิสนธิในเทวโลกเพราะ
ไม่ท�ำสามจี กิ รรม) ทรงรับว่า “ใช”่ แตท่ รงหมายเอาการละการอยใู่ นครรภ์และการเกดิ ใหม่ได้
หมดสนิ้

ทรงยอ้ นถามพราหมณว์ า่ ลกู ไกท่ ใ่ี ชจ้ ะงอยปากทำ� ลายกระเปาะไขอ่ อกมาไดก้ อ่ นลกู ไก่
ตวั อน่ื ควรเรยี กวา่ “ตัวพ”่ี หรอื “ตัวน้อง” พราหมณต์ อบว่า ควรเรยี กวา่ “ตัวพี”่ เพราะมัน
แก่กว่าตัวอื่น จึงตรัสว่า พระองค์ก็เช่นเดียวกัน ในขณะที่หมู่สัตว์ถูกกระเปาะไข่คืออวิชชา
หอ่ หมุ้ อยู่ พระองคไ์ ดท้ ำ� ลายกระเปาะไขค่ อื อวชิ ชา สำ� เรจ็ อนตุ ตรสมั มาสมั โพธญิ าณอนั ยอดเยย่ี ม
ได้กอ่ น จงึ เปน็ พี่ใหญผ่ ูป้ ระเสริฐสดุ ของโลก แล้วทรงแสดงขัน้ ตอนวิธีท�ำลายอวชิ ชา

๒. สีหสูตร ว่าด้วยสีหเสนาบดี คือ สีหเสนาบดีผู้เป็นสาวกของพวกนิครนถ์ ได้ยิน
เจ้าลจิ ฉวสี รรเสริญพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ จึงเข้าไปเฝา้ พระผู้มีพระภาค ทูลถาม
เรอื่ งทต่ี นทราบมาวา่ “พระสมณโคดมเปน็ ผสู้ อนไมใ่ หท้ ำ� แสดงธรรมเพอ่ื การไมใ่ หท้ ำ� ทง้ั แนะนำ�
พวกสาวกตามแนวนนั้ ” นน้ั เปน็ ความจรงิ หรอื ไม่ เพราะตนไมป่ ระสงคจ์ ะกลา่ วตพู่ ระผมู้ พี ระภาค
พระองค์ทรงยอมรับข้อกล่าวหาน้ันและทรงเพ่ิมข้อกล่าวหาอ่ืนอีก ๗ ข้อ รวมเป็น ๘ ข้อ
พร้อมท้ังทรงอธิบายเหตุผลท่ีทรงยอมรับค�ำกล่าวหาเหล่าน้ันในลักษณะเดียวกับท่ีทรงยอมรับ
ขอ้ กลา่ วหาของเวรัญชพราหมณ์

เล่มท่ี ๑๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๒๓ 455

เม่ือได้ฟังเหตุผลเหล่านั้นแล้ว สีหเสนาบดีเกิดความเล่ือมใสประกาศตนเป็นอุบาสก
พระผมู้ พี ระภาคจงึ ทรงแสดงอนปุ พุ พกิ ถา คอื ทานกถา สลี กถา สคั คกถา กามาทนี วกถา เนกขมั มา-
นสิ งั สกถา จบลงดว้ ยสามกุ กงั สกิ เทศนา ทำ� ใหส้ หี เสนาบดไี ดธ้ รรมจกั ษุ เหน็ แจง้ วา่ “สงิ่ ใดสงิ่ หนงึ่
มีความเกดิ ข้นึ เป็นธรรมดา ส่งิ น้นั ทงั้ ปวงมคี วามดับไปเป็นธรรมดา”

๓. อัสสาชานียสูตร ว่าด้วยม้าอาชาไนย คือ ทรงแสดงคุณสมบัติของม้า อาชาไนย
ทค่ี วรเปน็ มา้ ตน้ ของพระราชาเปรยี บเทยี บกบั คณุ สมบตั ขิ องภกิ ษใุ นธรรมวนิ ยั ซง่ึ ควรเปน็ นาบญุ
ของโลก โดยเปรยี บเทียบข้อตอ่ ขอ้ ดงั น ี้

ที่ คณุ สมบตั ขิ องม้าอาชาไนย คณุ สมบตั ิของภกิ ษผุ ูเ้ ป็นนาบุญของโลก

๑ มกี ำ�เนิดดีทง้ั ฝ่ายแม่ม้าและพอ่ ม้าเกิด มศี ีลสำ�รวมในปาติโมกขเ์ พียบพร้อมดว้ ย
ในทศิ ทมี่ า้ อาชาไนยพนั ธด์ุ เี กิด อาจาระและโคจร

๒ กินหญา้ สด หรอื แหง้ ท่เี ขาใหอ้ ยา่ ง ฉนั โภชนะที่เขาถวาย ไมว่ ่าจะเศร้าหมอง
เรยี บรอ้ ย หรือประณีต ก็ไมร่ ังเกยี จ
ไมเ่ ร่ยี ราด

๓ รังเกยี จทจ่ี ะหมอบทบั อจุ จาระ หรอื รงั เกียจกายทุจริต วจีทุจริต และมโน
ปสั สาวะ ทจุ รติ

๔ สงบเสง่ียม อย่รู ่วมกันเปน็ สุข ไมร่ บกวน สงบเสง่ยี ม อยรู่ ว่ มกันเปน็ สุขไมร่ บกวน
มา้ อ่นื ๆ ภิกษุอน่ื ๆ

๕ เปดิ เผยความโออ้ วด ความพยศ คดโกง เปดิ เผยความโอ้อวด ความพยศ คดโกง
แก่นายสารถีตามความเป็นจริง แก่พระศาสดา หรือเพ่อื น พรหมจารตี าม
ความเปน็ จริง

๖ นายสารถีพยายามปราบความโออ้ วด พระศาสดา หรือเพ่อื นพรหมจารี ผเู้ ปน็
ความพยศคดโกงของมา้ อาชาไนยนั้น วญิ ญูชนพยายามชว่ ยกันกำ�จดั ความ
ได้ โอ้อวด ความพยศ คดโกงของเธอได้

๗ ลากภาระไปได้ ด้วยคดิ ว่า ม้าอนื่ ๆ จะ ใฝศ่ กึ ษา และดำ�เนนิ ไปตามทาง ตรง
ลากหรอื ไม่ก็ตาม เราจักลากภาระนไ้ี ป เทา่ น้ัน คือ อรยิ มรรคมีองค์ ๘
ให้ได้ และเดินไปตามทางตรงเทา่ นนั้

456 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสุตตนั ตปฎิ ก

๘ มีกำ�ลงั จนถึงวาระสดุ ท้ายของชวี ิต ปรารภความเพียรดว้ ยคิดว่า จะเหลอื อยู่
แตห่ นัง เอน็ กระดกู ก็ตามทเี น้ือและเลอื ด
จะเหอื ดแห้งไป กต็ ามถ้าไมบ่ รรลุมรรคผล
เราจกั ไมห่ ยุด ความเพียร

๔. อสั สขฬงุ กสตู ร วา่ ดว้ ยมา้ กระจอกกบั คนกระจอก คอื ทรงแสดงมา้ กระจอก ๘ จำ� พวก
และโทษของม้ากระจอก ๘ ประการ เปรยี บเทยี บกบั ภกิ ษกุ ระจอก และโทษของภิกษกุ ระจอก
๘ ประการ โดยเปรียบเทียบข้อต่อขอ้ ดังน้ี

ที่ ม้ากระจอกและโทษของม้ากระจอก ภกิ ษกุ ระจอกและโทษของภิกษกุ ระจอก
๑ มา้ ที่พอนายสารถแี ทงด้วยประตกั สั่งว่า ภิกษรุ ปู ทถ่ี กู พวกภกิ ษโุ จทด้วยอาบัติ
“เดินไป” กถ็ อยหลงั ดันรถ ให้ถอยหลงั ก็อำ�พรางอาบตั ิไว้

๒ ม้าที่พอนายสารถีแทงด้วยประตักสั่งว่า ภิกษรุ ูปทถ่ี กู พวกภิกษุโจทด้วยอาบัติ
“เดนิ ไป” กก็ ระโดดขา้ งหลงั ดดั ทบู ใหห้ กั กโ็ ตต้ อบภกิ ษผุ ู้เป็นโจท

๓ ม้าท่ีพอนายสารถีแทงดว้ ยประตักส่งั ว่า ภิกษุรูปท่ีถูกพวกภิกษุโจทด้วยอาบัติ
“เดินไป” กย็ กขาขน้ึ ตะกยุ งอนรถ ถบี ก็กลบั ยกอาบตั ขิ ้ึนปรับภิกษุผู้เป็นโจทก์
งอนรถ

๔ มา้ ท่พี อนายสารถแี ทงดว้ ยประตกั สงั่ ว่า ภิกษุรูปที่ถกู พวกภกิ ษโุ จทด้วยอาบตั ิ กพ็ ดู
“เดนิ ไป” ก็เดินออกนอกทาง นำ�รถไป กลบเกลอ่ื น พูดนอกเรือ่ ง แสดงอาการ
ผิดทาง โกรธ ขดั เคืองและไมพ่ อใจ

๕ ม้าท่ีพอนายสารถีแทงด้วยประตักส่ังว่า ภิกษรุ ปู ทถ่ี ูกพวกภิกษุโจทด้วยอาบตั ิ
“เดินไป” ก็เชิดกายส่วนหนา้ เผน่ ข้ึนไป ก็กลบั แกว่งแขนในทา่ มกลางสงฆ์

๖ ม้าทีพ่ อนายสารถแี ทงด้วยประตกั สง่ั ภิกษุรูปที่ถูกพวกภิกษุโจทด้วยอาบัติก็ไม่
วา่ “เดินไป” กไ็ มค่ ำ�นงึ ถึงประตกั กดั เอื้อเฟือ้ สงฆ์ ไม่เออ้ื เฟอ้ื ภิกษุผู้เป็นโจทก์
บงั เหยี น ท้ังที่มีอาบัติติดตัว ก็หลีกไปตามความ
ประสงค์

๗ ม้าทพ่ี อนายสารถแี ทงด้วยประตกั สง่ั วา่ ภกิ ษุรูปทถ่ี ูกพวกภกิ ษโุ จทดว้ ยอาบตั ิ
“เดนิ ไป” กไ็ ม่กา้ วไป ไม่ถอยกลับ ยนื ก็กลา่ วว่า “ผมไมต่ ้องอาบัติเลย”
ท่อื อยูเ่ หมอื นเสาเขือ่ น เธอใช้ความนงิ่ ทำ�ให้สงฆ์ลำ�บาก

เล่มท่ี ๑๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๓ 457

ท่ี มา้ กระจอกและโทษของมา้ กระจอก ภกิ ษกุ ระจอกและโทษของภิกษุกระจอก
๘ ม้าที่พอนายสารถีแทงด้วยประตักส่ัง ภิกษุรูปท่ีถูกพวกภิกษุโจทด้วยอาบัติก็

ว่า “เดินไป” ก็คุกเท้าหน้าและเท้าหลัง กล่าวว่า “ทำ�ไมพวกทา่ นจงึ พยายามกล่าว
ลงหมอบทบั เทา้ ทัง้ ๔ อยตู่ รงนัน้ นั่นเอง หาผมนัก เอาละผมจักบอกลาสิกขา”

๕. มลสตู ร วา่ ดว้ ยมลทนิ มี ๘ ประการ คอื (๑) มนตรม์ กี ารไมท่ อ่ งบน่ สาธยายเปน็ มลทนิ
(๒) เรือนมีความไม่ขยันหม่ันเพียรเป็นมลทิน (๓) ผิวพรรณมีความเกียจคร้านเป็นมลทิน
(๔) ผู้รักษามีความประมาทเป็นมลทิน (เช่น คฤหัสถ์ผู้รักษานา หรือบรรพชิตผู้รักษาทวาร
ทั้ง ๖ - ดู องฺ.อฏฺก.ฏีกา. ๓/๑๕-๑๘/๒๗๙) (๕) สตรีมีความประพฤติช่ัวเป็นมลทิน (เช่น
ประพฤตนิ อกใจ ดู อง.ฺ อฏฺก.ฏกี า ๓/๑๕-๑๘/๒๗๙) (๖) ผใู้ หท้ านมีความตระหนี่เป็นมลทนิ
(๗) บาปอกุศลธรรมเป็นมลทินทั้งในโลกน้ีและโลกหน้า (๘) มลทินท่ีย่ิงกว่ามลทินนั้น คือ
อวิชชา

๖. ทูเตยยสูตร ว่าด้วยคุณสมบัติของทูต คือ ทรงแสดงคุณสมบัติของภิกษุผู้ควรท�ำ
หนา้ ท่ีเปน็ ทตู ได้ ๘ ประการ เหมือนอยา่ งที่ท่านพระสารีบุตรมี คือ (๑) รู้จักฟงั (๒) สามารถ
พดู ให้ผอู้ ื่นฟังได้ (๓) ใฝศ่ กึ ษา (๔) ทรงจ�ำได้ดี (๕) รูไ้ ดเ้ ข้าใจชดั (๖) สามารถพดู ให้ผูอ้ นื่ เข้าใจ
(๗) ฉลาดในสงิ่ ทีเ่ ปน็ ประโยชนแ์ ละไม่เปน็ ประโยชน์ (๘) ไมก่ อ่ การทะเลาะววิ าท

๗-๘. ปฐมพันธนสูตร และทุติยพันธนสูตร ต่างว่าด้วยอาการท่ีเป็นเคร่ืองผูกใจ
หมายถึงเคร่ืองผูกใจระหว่างสตรีกับบุรุษมี ๘ อย่าง คือ (๑) รูปร่าง (๒) รอยยิ้ม (๓) วาจา
(๔) มารยาท (๕) ดอกไม้ (๖) กลิ่น (๗) รส (๘) ผสั สะ

๙. ปหาราทสตู ร วา่ ดว้ ยทา้ วปหาราทะจอมอสูร คอื พระผูม้ ีพระภาคตรสั ถามจอมอสรู
ปหาราทะท่ีมาเฝ้าว่า มหาสมุทรมีอะไรเป็นส่ิงน่าอัศจรรย์ที่ท�ำให้พวกอสูรยินดี จอมอสูรทูล
ตอบว่า มหาสมุทรมีสิ่งน่าอศั จรรย์ ๘ ประการ แล้วย้อนถามพระผ้มู ีพระภาคว่า พระธรรมวนิ ัย
มีอะไรเป็นธรรมน่าอัศจรรย์ที่ท�ำให้ภิกษุ ทั้งหลายยินดี ทรงตอบว่า มีธรรมน่าอัศจรรย์
๘ ประการเชน่ กนั ทงั้ สงิ่ นา่ อศั จรรยข์ องมหาสมทุ รและธรรมนา่ อศั จรรยข์ องพระธรรมวนิ ยั มขี อ้
สรุปเปรียบเทยี บกันได้ ดงั ต่อไปนี้

ที่ สง่ิ ท่นี ่าอัศจรรยข์ องมหาสมุทร ธรรมท่นี ่าอัศจรรยข์ องพระธรรมวนิ ัย
๑ ลาดตำ�่ ลงไปโดยล�ำดับ ไม่ลึกชันลงไป มีการศึกษาบ�ำเพ็ญปฏิบัติโดยล�ำดับ ไม่ใช่
จะบรรลุอรหัตตผลไดโ้ ดยทันที
ทันที
ไมล่ ว่ งละเมิดสิกขาบททีท่ รงบัญญัตไิ ว้
๒ มีปกตคิ งที่ ไม่ลน้ ฝั่ง

458 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสตุ ตนั ตปิฎก

ที่ สงิ่ ทน่ี า่ อัศจรรยข์ องมหาสมุทร ธรรมท่ีน่าอัศจรรย์ของพระธรรมวินยั

๓ ไม่อยูร่ ่วมกับซากศพ มีแตซ่ ดั ซากศพขึ้น สงฆ์ไมย่ อมอยู่รว่ มกบั บคุ คลผทู้ ศุ ลี ประชมุ
บกทันที กนั น�ำเขาออกไปทันที

๔ มหานทีหลายสาย เช่น คงคา ยมุนา วรรณะ ๔ เหลา่ คอื กษตั รยิ ์ พราหมณ์ แพศย์
อจิรวดี เม่ือไหลลงไปสู่มหาสมุทรแล้ว ศทู ร เมอื่ ออกจากเรอื นบวชในพระธรรมวนิ ยั
ออกกล็ ะชอ่ื เดิมของตน แลว้ กล็ ะชื่อและโคตรเดมิ ของตน

๕ แม่น�้ำที่ไหลออกจากมหาสมุทรและสาย แมภ้ กิ ษจุ ำ� นวนมากปรนิ พิ พานดว้ ยอนปุ าทิ
ฝนจากฟ้าตกลงสู่มหาสมุทร ก็ไม่ท�ำให้ เสสนิพพานธาตุ ก็ไม่ท�ำให้นิพพานพร่อง
มหาสมุทรพร่องหรือเตม็ ได้ หรอื เต็มได้

๖ มีรสเดียว คอื รสเคม็ มีรสเดยี ว คอื วมิ ตุ ตริ ส

๗ มีรัตนะมาก คือ แก้วมุกดา แก้วมณี มรี ตั นะมาก คอื สตปิ ฏั ฐาน ๔ สมั มปั ปธาน ๔
แก้วไพฑรู ย์ สังข์ ศลิ า แกว้ ประพาฬ เงิน อทิ ธิบาท ๔ อนิ ทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗
ทอง ทับทิม แกว้ ตาแมว อริยมรรคมอี งค์ ๘

๘ เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ขนาดใหญ่ คือ เป็นที่อยู่ของผู้ใหญ่ คือ พระโสดาบัน
ปลาติมิติมิงคละ ปลาติมิรมิงคละ อสูร บุคคลผู้ปฏิบัติเพ่ือท�ำให้แจ้งโสดาบัน ฯลฯ
นาค คนธรรพ์ พระอรหนั ต์ บคุ คลผูป้ ฏิบัติ เพื่อท�ำให้แจง้
อรหตั ตผล

๑๐. อโุ ปสถสตู ร วา่ ด้วยวันอุโบสถ คอื ในวนั อุโบสถวันหนง่ึ ขณะท่ีพระผมู้ พี ระภาค
ประทับอยู่ ณ บุพพาราม เขตกรุงสาวัตถี มีภิกษุสงฆ์แวดล้อม ท่านพระ อานนท์กราบทูล
อาราธนาพระผู้มพี ระภาคใหท้ รงแสดงพระปาติโมกข์แกภ่ กิ ษุทง้ั หลาย แต่พระองค์ทรงนงิ่ ท่าน
พระอานนท์กราบทลู อาราธนาถึง ๒ คร้งั กท็ รงน่ิง พอถงึ ครัง้ ท่ี ๓ จึงตรสั ว่า บรษิ ทั ไมบ่ รสิ ทุ ธ์ิ
ทรงหมายถึงในบริษัทน้ันมีภิกษุผู้ทุศีลอยู่ด้วย ถ้าทรงแสดงปาติโมกข์ ศีรษะของภิกษุผู้ทุศีล
จะแตกเปน็ ๗ เสย่ี ง ทไ่ี มท่ รงแสดงเพราะทรงมงุ่ อนเุ คราะหภ์ กิ ษนุ น้ั (ดู อง.ฺ อฏฺ ก. อ. ๓/๒๐/๒๔๕)
ท่านพระอานนท์ก�ำหนดรู้ว่าภิกษุไม่บริสุทธิ์เป็นใคร จึงขอร้องให้ภิกษุน้ันลุกข้ึนออกไปเสีย
ภิกษุน้ันถูกขอร้องถึง ๓ คร้ัง ก็ยังน่ิงอยู่อย่างนั้น ท่านพระอานนท์จึงฉุดแขนดึงออกไปนอก
ซุ้มประตูแล้วใส่กลอน กราบทูลว่า บริษัทบริสุทธิ์แล้ว พระผู้มีพระภาคจึงรับสั่งให้ภิกษุสงฆ์
ท�ำอุโบสถ แสดงอาณาปาติโมกข์(สิกขาบทบัญญัติ) ทรงงดการแสดงโอวาทปาติโมกข์ท่ีทรง
แสดงเองมาเปน็ เวลา ๒๐ ปี ทั้งน้เี พราะทรงปฏิบัติตามพทุ ธประเพณีทีว่ า่ เมื่อใด พบว่าบริษัท
ไม่บริสุทธ์ิ เม่ือนั้น พระพุทธเจ้าทุกพระองค์จะ ไม่ทรงท�ำอุโบสถและแสดงปาติโมกข์ในส่วน

เล่มที่ ๑๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๒๓ 459

พทุ ธโอวาทอีกต่อไป แตเ่ พ่ือไม่ใหอ้ โุ บสถกรรมขาดไป จงึ ทรงอนุญาตให้สงฆ์แสดงปาตโิ มกขใ์ น
สว่ นทเ่ี ปน็ พทุ ธอาณา แทน (ดู ว.ิ ม. (แปล) ๔/๑๗๑/๒๕๘ ท.ี ม. ๑๐/๙๐/๔๓, ข.ุ ธ. ๒๕/๔,๓๖/๔๑,
อง.ฺ อฏฺ ก.ฏกี า ๓/๒๐/๒๘๖-๒๘๗)

จากนนั้ ทรงแสดงวา่ ธรรมวินัยมธี รรมนา่ อัศจรรย์ ๘ ประการเหมอื นกบั มหาสมทุ รมี
สิง่ นา่ อศั จรรย์ ๘ ประการ รายละเอยี ดเหมือนในปหาราทสตู ร

๓.๑.๓ คหปตวิ รรค
คหปติวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ด้วยคหบดี ชื่อวรรคนต้ี ้งั ตามสาระส�ำคัญของพระสูตรท่ี
๑-๒ ในวรรคน้ี ซึ่งมที ้ังหมด ๑๐ สตู ร แต่ละสตู รมีใจความส�ำคญั ดงั นี้
๑. ปฐมอคุ คสตู ร วา่ ดว้ ยธรรมทน่ี า่ อศั จรรยข์ องอคุ คคหบดี คอื พระผมู้ พี ระภาคตรสั แก่
ภิกษุทั้งหลายวา่ อุคคคหบดีชาวเมืองเวสาลมี ีธรรมท่ีนา่ อศั จรรย์ ๘ ประการ ภกิ ษุรปู หนง่ึ เข้าไป
บิณฑบาตในนิเวศนข์ องคหบดีไดโ้ อกาสจึงถามเรอ่ื งน้ีกบั อคุ คคหบดเี อง อคุ คคหบดกี ราบเรยี น
วา่ ตนไมท่ ราบเร่อื งที่พระผูม้ พี ระภาคตรสั พยากรณ์ตนไว้ แตก่ ม็ ีเรื่องทจี่ ะเรียนถวายว่าตนมีส่ิง
อัศจรรย์ ๘ ประการน้ี คือ (๑) ครง้ั แรกเมื่อได้เหน็ พระผ้มู ีพระภาคกเ็ กดิ ความเล่ือมใส (๒) ไดฟ้ งั
อนปุ พุ พกิ ถาจากพระผมู้ พี ระภาค (๓) มภี รรยาสาว ๔ คน กย็ งั บรจิ าคเปน็ ทานใหไ้ ด้ ไมม่ จี ติ หวน่ั
ไหว (๔) ไดบ้ รจิ าคทรัพยแ์ ก่ผูม้ ีศีล (๕) เข้าไปน่งั ใกลภ้ กิ ษุด้วยความเคารพ (๖) ได้ฟังธรรมจาก
ภกิ ษโุ ดยเคารพ (๗) ไมร่ สู้ กึ ฟใู จเพราะเหตทุ เ่ี ทวดาเขา้ มาหา (๘) ละสงั โยชนเ์ บอ้ื งตำ่� ๕ ประการได้
เม่ือได้ฟังธรรมนั้นแล้ว ภิกษุนั้นจึงไปกราบทูลพระผู้มีพระภาค พระองค์ก็ทรงยืนยัน
ความน้ันซ้ำ� อีกคร้งั
๒. ทตุ ยิ อคุ คสูตร ว่าดว้ ยธรรมที่น่าอศั จรรยข์ องอุคคคหบดี ซง่ึ เป็นชาวเมืองหัตถคิ าม
มเี น้ือหาสาระเหมอื นในปฐมอคุ คสูตร มอี งคธ์ รรมท่เี หมือนกัน คือ ประการ ที่ ๑-๕ และท่ี ๗-๘
ส่วนประการที่ ๖ คือ เมื่อนิมนต์พระสงฆ์มาแล้ว ไม่เกิด ความรู้สึกว่าจะถวายแก่รูปน้ีน้อย
จะถวายแกร่ ูปนน้ั มาก มีจติ เป็นกลางสมำ�่ เสมอกับภกิ ษุทุกรปู
๓-๔. ปฐมหัตถกสูตร และทุติยหัตถกสูตร ตา่ งว่าด้วยธรรมท่ีนา่ อศั จรรย์ของหตั ถก-
อบุ าสกแตม่ รี ายละเอยี ดตา่ งกนั คอื ในสตู รแรกพระผมู้ พี ระภาคทรงยกยอ่ งหตั ถกอบุ าสกชาวเมอื ง
อาฬวีให้ภิกษุทงั้ หลายฟงั ว่าเป็นผ้ปู ระกอบด้วยธรรมท่นี ่าอศั จรรย์ ๗ ประการ คอื (๑) มีศรัทธา
(๒) มศี ีล (๓) มีหิริ (๔) มีโอตตปั ปะ (๕) เปน็ พหูสูต (๖) มีจาคะ (๗) มปี ัญญา
ครน้ั เวลาเชา้ ภกิ ษรุ ปู หนง่ึ ไปบณิ ฑบาตในนเิ วศนข์ องหตั ถกอบุ าสก ถอื โอกาสเลา่ เรอ่ื งท่ี
พระผมู้ พี ระภาคทรงยกยอ่ งนนั้ ใหอ้ บุ าสกฟงั อบุ าสกเรยี นถามวา่ คฤหสั ถค์ นอนื่ ผนู้ งุ่ ขาวหม่ ขาว
ทพี่ ระผมู้ พี ระภาคทรงยกยอ่ งไวเ้ ชน่ นมี้ อี กี หรอื ไม่ เมอ่ื ไดร้ บั คำ� ตอบวา่ “ไมม่ ”ี จงึ เรยี นวา่ “ดจี รงิ ”

460 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตันตปิฎก

ภิกษุนั้นน�ำความไปกราบทูลพระผู้มีพระภาค พระองค์จึงตรัสชมเชยว่า “หัตถกอุบาสกเป็น
ผมู้ ักน้อย ไม่ปรารถนาใหผ้ อู้ ่ืนรวู้ ่าตนมกี ศุ ลธรรม” พระด�ำรัสน้ีจดั เปน็ หวั ขอ้ ธรรมประการท่ี ๘
ในสูตรนี้

ส่วนในสูตรหลัง พระผู้มีพระภาคตรัสถามหัตถกอุบาสกชาวเมืองอาฬวีผู้เข้าไปเฝ้า
ว่าสงเคราะห์บริวารอย่างไรจึงมีบริวารมาก เม่ือทรงทราบว่า อุบาสกสงเคราะห์บริวารด้วย
สงั คหวตั ถุ ๔ ประการ คอื (๑) ทาน (ให)้ (๒) ปยิ วาจา (พดู คำ� นา่ รกั ) (๓) อตั ถจรยิ า (ทำ� ประโยชนใ์ ห)้
(๔) สมานัตตา (วางตนสม�่ำเสมอ) จึงตรัสย�้ำว่า ในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต ใครก็ตามท่ี
สงเคราะหบ์ รวิ าร ก็ล้วนแตส่ งเคราะหด์ ้วยสังคหวตั ถุ ๔ ประการนี้ เม่อื หตั ถกอุบาสกทลู ลากลับ
ไปแลว้ ได้ทรงยกยอ่ งหตั ถกอุบาสกวา่ มธี รรมท่นี ่าอศั จรรย์ ๘ ประการ ซึง่ มีองคธ์ รรมเหมอื นใน
ปฐมหตั ถกสูตร

๕. มหานามสูตร ว่าด้วยเจา้ ศากยะพระนามวา่ มหานามะ คอื เจ้าศากยะ มหานามะ
ทลู ถามพระผมู้ พี ระภาคถงึ เหตใุ หไ้ ดช้ อ่ื วา่ อบุ าสก ตรสั ตอบวา่ เพราะถงึ พระพทุ ธ พระธรรม และ
พระสงฆเ์ ปน็ สรณะ ทลู ถามอกี วา่ เหตอุ ะไรทำ� ใหอ้ บุ าสกไดช้ อ่ื วา่ มศี ลี ตรสั ตอบวา่ การประพฤติ
ตามศลี ๕ ไดแ้ ก่ เวน้ จากการฆา่ สตั ว์ การ ลกั ทรพั ย์ การประพฤตผิ ดิ ในกาม การพดู เทจ็ และการ
ดม่ื นำ�้ เมาคอื สรุ าและเมรยั ทลู ถามตอ่ ไปอกี วา่ เหตอุ ะไรทำ� ใหอ้ บุ าสกไดช้ อ่ื วา่ ปฏบิ ตั เิ พอ่ื เกอ้ื กลู
ตนเอง แต่ไมเ่ ก้อื กลู ผูอ้ ่นื ตรัสตอบวา่ ความทต่ี นเองมีธรรม ๘ ประการ แต่ไม่ชักชวนผอู้ ืน่ ให้มี
เหมอื นตน ธรรม ๘ ประการนั้น ได้แก่ (๑) มศี รทั ธา (๒) มศี ีล (๓) มีจาคะ (๔) ประสงคจ์ ะเห็น
ภกิ ษุ (๕) ประสงค์จะฟงั สทั ธรรม (๖) ประสงค์จะทรงจำ� ธรรมท่ีไดฟ้ ัง (๗) พจิ ารณาเนอ้ื ความ
แหง่ ธรรมทไี่ ดฟ้ งั (๘) รอู้ รรถรธู้ รรมแลว้ ปฏบิ ตั ธิ รรมสมควรแกธ่ รรม ทลู ถามตอ่ ไปอกี วา่ เหตอุ ะไร
ท�ำให้อุบาสกได้ช่ือว่าปฏิบัติเพ่ือเก้ือกูลตนเองและเก้ือกูลผู้อ่ืน ตรัสตอบว่า ความท่ีตนเอง
มธี รรม ๘ ประการ และ ชกั ชวนผู้อ่นื ใหม้ เี หมือนตนด้วย ธรรม ๘ ประการน้นั เหมอื นขา้ งต้น

๖. ชีวกสตู ร ว่าดว้ ยหมอชวี กโกมารภจั คอื หมอชวี กโกมารภจั ทลู ถามพระผมู้ ีพระภาค
ถงึ เหตใุ หไ้ ดช้ ่อื วา่ อบุ าสก เหตใุ ห้อบุ าสกได้ชือ่ วา่ มีศลี เหตใุ หอ้ ุบาสกไดช้ ่ือวา่ ปฏิบัตเิ พื่อเกอื้ กูล
ตนเอง แต่ไม่เกื้อกูลผู้อื่น และเหตุให้อุบาสกได้ช่ือว่าปฏิบัติเพื่อเก้ือกูลตนเองและเกื้อกูลผู้อ่ืน
พระผูม้ พี ระภาคตรสั ตอบเหมอื นในมหานามสูตร

๗-๘. ปฐมพลสตู ร และทตุ ยิ พลสตู ร ตา่ งวา่ ดว้ ยกำ� ลงั ซง่ึ มี ๘ ประการ แตม่ รี ายละเอยี ด
ตา่ งกันดังน้ี ในสตู รแรก วา่ ด้วยก�ำลังท่วั ไป คอื (๑) เดก็ มกี ารร้องไห้ เปน็ ก�ำลงั (๒) มาตคุ าม
มีความโกรธเป็นก�ำลัง (๓) โจรมีอาวุธเป็นก�ำลัง (๔) พระราชา ทรงมีอิสริยยศเป็นก�ำลัง
(๕) คนพาลมีการเพง่ โทษเป็นกำ� ลัง (๖) บัณฑติ มีการไม่เพ่งโทษเปน็ กำ� ลัง (๗) คนผเู้ ปน็ พหูสูต
มกี ารพจิ ารณาเป็นก�ำลงั (๘) สมณพราหมณม์ ขี นั ตเิ ป็นก�ำลัง

เล่มท่ี ๑๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๓ 461

ส่วนในสูตรหลัง ว่าด้วยก�ำลังของพระขีณาสพท่ีเป็นเหตุให้กล้ายืนยันว่า อาสวะ
สน้ิ แล้ว ก�ำลงั ๘ ประการนั้น คอื (๑) การเห็นวา่ สงั ขารทัง้ ปวงเปน็ สภาวะไม่เที่ยง (๒) การเหน็
ว่ากามท้ังหลายเปรียบเหมือนหลุมถ่านเพลิง (๓) จิตน้อมไปในนิพพาน ปราศจากตัณหา
(๔) เจริญสติปัฏฐาน ๔ (๕) เจริญอิทธิบาท ๔ (๖) เจริญอินทรีย์ ๕ (๗) เจริญโพชฌงค์ ๗
(๘) เจรญิ อริยมรรคมีองค์ ๘

๙. อกั ขณสูตร วา่ ด้วยขณะท่ีไม่สมควรอยปู่ ระพฤติพรหมจรรย์ คอื พระผู้มีพระภาค
ทรงแสดงขณะที่ไม่ควรอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ๘ ประการ ได้แก่ (๑) ขณะเป็นสัตว์นรก
(๒) ขณะเปน็ สตั วด์ ริ จั ฉาน (๓) ขณะเขา้ ถงึ เปรตวสิ ยั (๔) ขณะเปน็ เทพอสญั ญสี ตั ว์ (๕) ขณะเกดิ
เป็นมนุษย์ในปัจจันตชนบท โง่เขลาไม่รู้เดียง (๖) ขณะเกิดเป็นมนุษย์ในมัชฌิมชนบท
แต่เป็นมิจฉาทิฏฐิ (๗) ขณะเกิดเป็นมนุษย์ในมัชฌิมชนบท แต่มีปัญญาทราม โง่เขลา บ้าใบ้
(๘) ขณะเกิดเป็นมนุษย์ในมัชฌิมชนบท มีปัญญา ไม่โง่เขลา ไม่บ้าใบ้ สามารถรู้สุภาษิตและ
ทพุ ภาษิตได้ แต่พระตถาคตไมอ่ บุ ัตขิ ึ้นในโลก

นอกจากน้ียังทรงแสดงว่า ขณะที่สมควรอยู่ประพฤติพรหมจรรย์มีขณะเดียว คือ
ขณะทพ่ี ระตถาคตอบุ ตั ิข้ึนในโลกแล้วทรงแสดงธรรม และบุคคลเกิดในมัชฌิมชนบท มีปญั ญา
ไม่โงเ่ ขลา ไม่บา้ ใบ้ สามารถรเู้ นอ้ื ความแหง่ สุภาษติ และทุพภาษิตได้

๑๐. อนรุ ุทธมหาวิตักกสูตร วา่ ด้วยมหาวิตกของพระอนุรุทธะ คอื ทา่ นพระอนรุ ุทธะ
ตรึกมหาปุริสวติ กได้ ๗ ประการ ได้แก่ (๑) นีเ้ ปน็ ธรรมของผู้มกั น้อย มใิ ชธ่ รรมของผู้มักมาก
(๒) นเ้ี ปน็ ธรรมของผสู้ นั โดษ ... (๓) นี้เปน็ ธรรมของผู้สงดั ... (๔) น้ีเปน็ ธรรมของผ้บู ำ� เพญ็ เพียร
... (๕) นเี้ ป็นธรรมของผมู้ สี ติตัง้ มัน่ ... (๖) นี้เป็นธรรมของผู้มีใจตั้งมนั่ ... (๗) น้เี ป็นธรรมของ
ผู้มปี ัญญา ...

ขณะทที่ า่ นพระอนรุ ทุ ธะกำ� ลงั คดิ คำ� นงึ อยนู่ น้ั พระผมู้ พี ระภาคทรงกำ� หนดรจู้ ติ ของทา่ น
จึงเสด็จมาปรากฏพระองค์ต่อหน้าท่านแล้วทรงช่ืนชมท่านและตรัสเพ่ิมเติมอีกประการหนึ่งว่า
“น้ีเป็นธรรมของผู้ยินดีในนิปปปัญจธรรม มิใช่ธรรมของผู้ยินดี ในปปัญจธรรม” รวมเรียกว่า
มหาปรุ ิสวติ ก ๘ ประการ (ค�ำว่า นิปปปัญจธรรม หมายถึงนพิ พาน, ค�ำวา่ ปปัญจธรรม หมายถงึ
ตัณหา มานะ และทิฏฐิ ดู องฺ. อฏฺ ก.อ. ๓/๓๐/๒๕๑)

จากน้ันทรงแสดงอานิสงสแ์ หง่ มหาปุรสิ วิตกว่า จักบรรลรุ ูปฌาน ๔ เม่อื บรรลรุ ปู ฌาน
๔ แล้ว ปัจจัยเคร่ืองอาศัย คือ ผา้ บงั สกุ ุลจวี ร อาหาร เสนาสนะ คอื โคนไม้ ท่ีนอน ที่นงั่ ที่ลาด
ด้วยหญา้ และยาดองน้�ำมตู รเน่า กจ็ กั ปรากฏแกเ่ ธอ

ท่านพระอนุรุทธะบ�ำเพ็ญเพียรปฏิบัติตามวิธีท่ีพระผู้มีพระภาคทรงแสดง ในท่ีสุด
ไม่นานนักก็ไดบ้ รรลุอรหัตตผล

462 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตันตปิฎก

๓.๑.๔ ทานวรรค
ทานวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ดว้ ยทาน ชอ่ื วรรคนต้ี งั้ ตามสาระสำ� คญั ของ พระสตู รท่ี ๑-๙
ในวรรคนี้ ซง่ึ มที ั้งหมด ๑๐ สูตร แต่ละสตู รมใี จความสำ� คัญดังน้ี
๑-๒. ปฐมทานสตู ร และทตุ ยิ ทานสตู ร ต่างวา่ ดว้ ยทาน แตม่ รี ายละเอยี ดต่างกนั ดังนี้
ในสูตรแรก พระผู้มีพระภาคทรงแสดงเหตุท่ีท�ำให้บุคคลต่าง ๆ ให้ทานรวม ๘ ประการ คือ
(๑) ใหท้ านเพราะประสบเขา้ คอื เมอื่ เหน็ วา่ มาขอกใ็ หไ้ ป (๒) ใหท้ านเพราะกลวั ถกู ตำ� หนวิ า่ ตระหน่ี
(๓) ใหท้ านเพราะคดิ ตอบแทนคนทเ่ี คยให้ (๔) ใหท้ านเพราะหวังจะใหเ้ ขาให้ตอบ (๕) ใหท้ าน
เพราะคดิ ว่าเป็นเรอ่ื งดี (๖) ใหท้ าน เพราะคดิ เห็นวา่ ผู้นี้หงุ หากนิ เองไม่ได้ (๗) ใหท้ านเพราะหวงั
ช่ือเสยี ง (๘) ใหท้ านเพื่อเป็นเครอ่ื งประดบั จิตและปรงุ แตง่ จิต (หมายถึงเพื่อสละความตระหน่ี
ทำ� ใหจ้ ิตอ่อนโยนเพอ่ื เจริญกมั มัฏฐาน ดู อง.ฺ อฏฺ ก.อ. ๓/๓๑/๒๕๓ ประกอบ)
ส่วนในสูตรหลัง มีเนื้อหาสั้น ๆ เป็นรูปคาถา ทรงมุ่งแสดงอานิสงส์แห่งการให้ทาน
ว่า ทานเป็นเหตุให้เข้าถึงเทวโลก และทรงแสดงธรรมที่เป็นเหตุให้เข้าถึงเทวโลกไว้เพียง
๒ ประการเท่านัน้ คอื ศรัทธาและหิริ
๓. ทานวตั ถสุ ตู ร วา่ ดว้ ยทานวตั ถุ คำ� วา่ “ทานวตั ถ”ุ ในทนี่ ห้ี มายถงึ เหตแุ หง่ การใหท้ าน
คือ ทรงแสดงเหตุที่ท�ำให้บุคคลต่าง ๆ ให้ทาน รวม ๘ ประการ มีเน้ือหาสาระต่างกับ
ปฐมทาน สตู รดังนี้ (๑) ให้เพราะชอบ (๒) ใหเ้ พราะชงั (๓) ให้เพราะหลง (๔) ใหเ้ พราะกลัว
(๕) ให้เพราะคิดว่าบรรพบุรุษเคยให้ (๖) ให้เพราะหวังเกิดในสวรรค์ (๗) ให้เพราะคิดว่า
ให้แลว้ สบายใจ(๘) ให้เพ่อื เป็นเครื่องประดบั ปรงุ แต่งจิต
๔. เขตตสูตร ว่าด้วยนาดีและนาไม่ดี คือ ทรงแสดงเปรียบเทียบคุณสมบัติของนาท่ี
ไม่ให้ผลผลิตกับของสมณพราหมณ์ท่ีไม่ให้เกิดผลานิสงส์ และคุณสมบัติของนาที่ให้ผลผลิตกับ
ของสมณพราหมณท์ ใ่ี หเ้ กดิ ผลานสิ งส์ คณุ สมบตั ขิ องนาทไี่ มใ่ ห้ ผลผลติ นนั้ มี ๘ ประการ ไดแ้ ก่ (๑)
ลมุ่ และดอน (๒) มหี นิ และกรวด (๓) มดี นิ เคม็ (๔) ไถลกึ ลงไมไ่ ด้ (๕) ไมม่ ที างนำ�้ เขา้ (๖) ไมม่ ที าง
น�้ำออก (๗) ไม่มีเหมือง (๘) ไม่มีคันนา คุณสมบัติของสมณพราหมณ์ที่ไม่ให้เกิดผลานิสงส์มี
๘ ประการ ไดแ้ ก่ (๑) มมี ิจฉาทฏิ ฐิ (๒) มีมิจฉาสงั กัปปะ (๓) มมี จิ ฉาวาจา (๔) มีมิจฉากัมมันตะ
(๕) มีมจิ ฉาอาชีวะ (๖) มีมิจฉาวายามะ (๗) มีมิจฉาสติ (๘) มีมจิ ฉาสมาธิ
ส่วนคุณสมบัติของนาท่ีให้เกิดผลผลิตและของสมณพราหมณ์ที่ให้เกิดผลานิสงส์ มีนัย
ตรงกนั ข้าม
๕. ทานปู ปตั ติสตู ร ว่าดว้ ยผลท่ีเกิดจากการใหท้ าน ซึง่ มี ๘ ประการ คอื (๑) ความ
เกดิ ในตระกูลสูง คอื ตระกลู กษตั รยิ ์ ตระกลู พราหมณ์ ตระกลู คหบดี (๒) ความเกิดเปน็ เทวดา
ช้ันจาตุมหาราช (๓) ความเกิดเป็นเทวดาชั้นดาวดึงส์ (๔) ความเกิดเป็นเทวดาชั้นยามา (๕)

เลม่ ที่ ๑๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๒๓ 463

ความเกดิ เป็นเทวดาชั้นดสุ ติ (๖) ความเกดิ เป็นเทวดาช้นั นิมมานรดี (๗) ความเกิดเปน็ เทวดา
ชนั้ ปรนมิ มิตวสวตั ดี (๘) ความเกดิ เปน็ เทวดาชน้ั พรหมกายิกา

ผลประการท่ี ๑-๗ เกดิ จากความมศี ลี ใหท้ านแลว้ ตง้ั ความปรารถนาไว้ สว่ นผลประการ
ที่ ๘ เกิดจากความมศี ลี ปราศจากราคะ ให้ทาน (คำ� ว่า ปราศจากราคะ ในท่นี ้หี มายถึงตดั ราคะ
ไดด้ ว้ ยโสดาปัตติมรรค สกทาคามมิ รรค อนาคามมิ รรค หรอื ขม่ ไวด้ ้วยสมาบัติ ดู องฺ.อฏฺ ก.อ.
๓/๓๕/๒๕๖)

๖. ปุญญกิริยาวัตถุสูตร วา่ ด้วยบุญกริ ยิ าวัตถุ ค�ำวา่ “บญุ กริ ิยาวัตถ”ุ แยกศพั ทอ์ ธบิ าย
ความหมายได้ ๒ ศพั ท์ คอื บญุ กิริยา หมายถงึ เจตนาบำ� เพญ็ บุญวตั ถุ หมายถงึ ทตี่ ง้ั แห่งผลหรอื
เหตุให้เกดิ ผล ดังนน้ั บุญกิริยาวตั ถุ หมายถงึ เจตนาบ�ำเพญ็ บุญซึง่ เป็นท่ีตั้งแหง่ ผลหรือเปน็ เหตุ
ใหเ้ กดิ ผล (ดู อง.ฺ อฏฺ ก.อ. ๓/๓๖/๒๕๖, อง.ฺ อฏฺ ก.ฏกี า ๓/๓๖/๒๙๒) ในสตู รนี้ พระผมู้ พี ระภาค
ทรงแสดงวา่ บคุ คล ผบู้ ำ� เพญ็ บญุ ตา่ งกนั ไดร้ บั ผลตา่ งกนั จำ� แนกออกเปน็ ๓ กลมุ่ ๘ จำ� พวก ดงั น้ี

กลุ่มท่ี ๑ พวกท่ใี หท้ านนอ้ ย รกั ษาศลี นอ้ ย และไม่เจรญิ ภาวนาเลย เมอ่ื ตายไป จะไป
เกิดในตระกลู ต่ำ� ในมนษุ ยโลก

กลุ่มท่ี ๒ พวกที่ให้ทานปานกลาง รักษาศีลปานกลาง แต่ไม่เจริญภาวนาเลย
เมื่อตายไป จะไปเกิดในตระกูลสงู ในมนษุ ยโลก

กลุ่มท่ี ๓ พวกที่ให้ทานมาก รักษาศีลมาก แต่ไม่เจริญภาวนาเลย เม่ือตายไป จะไป
เกิดเป็นเทวดา ๖ พวก ในสวรรค์ช้ันต่าง ๆ คือ จาตุมหาราช ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นมิ มานรดี
และปรนิมมติ วสวตั ดี

เม่ืออาศัยผลต่างกันเป็นเกณฑ์ก�ำหนดองค์ธรรม จึงได้องค์ธรรม ๘ ประการ คือ
ผลในมนุษยโลก ๒ ประการ และผลในสวรรค์ ๖ ประการ (มนษุ ย์ ๒ บวกด้วย สวรรค์ ๖ =
ผล ๘ ประการ)

๗. สปั ปรุ สิ ทานสตู ร วา่ ดว้ ยสปั ปรุ สิ ทาน หมายถงึ การใหท้ านของสตั บรุ ษุ มี ๘ ประการ
คอื (๑) ให้ของสะอาด (๒) ให้ของประณีต (๓) ให้ถกู กาล (๔) ใหข้ อง ทคี่ วร (๕) ร้จู ักเลือกให้
(หมายถึงใหแ้ ต่สง่ิ ท่ีดี) (๖) ให้สม่ำ� เสมอ (๗) เมอ่ื กำ� ลงั ให้ กท็ ำ� ใจใหผ้ ่องใส (๘) ให้แลว้ ก็ดใี จ
(ดู องฺ.อฏฺก.อ. ๓/๓๗/๒๕๖)

๘. สปั ปรุ สิ สตู ร วา่ ดว้ ยคณุ ประโยชนข์ องสตั บรุ ษุ คำ� วา่ “คณุ ประโยชน”์ ในทนี่ หี้ มายถงึ
ความเกือ้ กูลและความสุข มี ๘ ประการ คอื (๑) เกดิ มาเพ่อื ประโยชน์เก้ือกลู และความสขุ แก่
มารดาบดิ า (๒) ...บตุ รภรรยา (๓)...ทาส กรรมกร และคนใช้ (๔)...มติ ร (๕) ...ญาติ (๖) ...พระราชา
(๗) ...เทวดา (๘) ...สมณพราหมณ์

464 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก

ทรงแสดงเปรียบเทียบว่า การเกิดข้ึนของสัตบุรุษเหมือนกับการตกลงมาของเมฆฝน
ทที่ �ำใหข้ ้าวกล้าเจรญิ งอกงาม มีประโยชนแ์ กค่ นหม่มู าก

๙. อภิสันทสูตร วา่ ดว้ ยห้วงบุญกุศล ค�ำว่า “ห้วงบุญกุศล” หมายถึงผลแหง่ บญุ กุศล
ซ่ึงหลั่งไหลน�ำความสุข กล่าวคือ รูป เสียง กล่ิน รส และโผฏฐัพพะท่ีน่าปรารถนามา
สผู่ บู้ ำ� เพญ็ อยา่ งตอ่ เนอื่ ง ไมข่ าดสาย (ดู อง.ฺ จตกุ กฺ .อ. ๒/๕๑/๓๔๘, อง.ฺ จตกุ กฺ .ฏกี า ๒/๕๑/๓๘๒)
พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า ผลแห่งบุญกุศลซ่ึงหลั่งไหลมาไม่ขาดสายน้ันเกิดจากเหตุ
๘ ประการ คอื (๑) การถึงพระพุทธเจา้ เปน็ สรณะ (๒) การถึงพระธรรมเปน็ สรณะ (๓) การถึง
พระสงฆเ์ ปน็ สรณะ (๔) การงดเวน้ จากการฆา่ สตั ว์ (๕) การงดเวน้ จากการลกั ทรพั ย์ (๖) การงดเวน้
จากการประพฤติผิด ในกาม (๗) การงดเว้นจากการพูดเท็จ (๘) การงดเว้นจากการดื่ม
น�ำ้ เมา

๑๐. ทุจจริตวิปากสูตร ว่าด้วยวิบากแห่งทุจริต ค�ำว่า “วิบาก” หมายถึงผล ค�ำว่า
“ทจุ ริต” ในทน่ี ีห้ มายถึงกายทุจริตและวจที จุ รติ คอื ทรงแสดงผลแหง่ กายทุจริต และผลแหง่
วจที จุ รติ แตล่ ะประการ มอี ยา่ งละ ๔ ประการ รวม ๘ ประการ ผลแห่งกายทุจรติ แต่ละประการ
ไดแ้ ก่ (๑) การฆ่าสตั ว์มผี ลใหเ้ กิดในนรก ก�ำเนิดสตั ว์ ดิรัจฉาน เปรตวสิ ยั หรอื เป็นผมู้ ีอายุนอ้ ย
เม่อื เกดิ เป็นมนษุ ย์ (๒) การลักทรัพย์ มผี ลใหเ้ กดิ ในนรก ... หรือเปน็ ผมู้ ีโภคทรพั ยน์ ้อย เมอื่ เกดิ
เป็นมนุษย์ (๓) การประพฤติ ผิดในกามมีผลให้เกิดในนรก ... หรือเป็นผู้มีศัตรูมีเวรภัยมาก
เมอ่ื เกดิ เปน็ มนษุ ย์ (๔) การดม่ื สรุ าเมรยั มผี ลใหเ้ กดิ ในนรก ... หรอื เปน็ คนวกิ ลจรติ เมอื่ เกดิ เปน็
มนษุ ย์

ผลแหง่ วจีทุจรติ แตล่ ะประการ ไดแ้ ก่ (๑) การพดู เทจ็ มผี ลใหเ้ กดิ ในนรก กำ� เนดิ สตั ว์
ดิรจั ฉาน เปรตวสิ ัย หรอื ถกู กล่าวหาวา่ รา้ ย เม่อื เกิดเป็นมนษุ ย์ (๒) การพดู สอ่ เสยี ดมีผลใหเ้ กดิ
ในนรก ... หรือเป็นผู้แตกจากมติ ร เมอื่ เกดิ เปน็ มนษุ ย์ (๓) การพดู ค�ำหยาบมีผลใหเ้ กดิ ในนรก
... หรอื ไดฟ้ งั เรอ่ื งทไี่ มน่ า่ พอใจ เมอื่ เกดิ เปน็ มนษุ ย์ (๔) การพดู เพอ้ เจอ้ มผี ลใหเ้ กดิ ในนรก ... หรอื
เปน็ ผมู้ ีวาจาไมน่ า่ เชื่อถอื เม่ือเกิดเปน็ มนษุ ย์

๓.๑.๕ อโุ ปสถวรรค
อุโปสถวรรค แปลวา่ หมวดว่าด้วยอุโบสถ ช่อื วรรคนี้ต้งั ตามสาระส�ำคัญของ พระสูตร
ที่ ๑-๕ ในวรรคน้ี ซ่ึงมที ง้ั หมด ๑๐ สตู ร แต่ละสตู รมใี จความส�ำคญั ดังน้ี
๑-๕. สงั ขิตตุโปสถสตู ร วิตถตโุ ปสถสูตร วิสาขาสูตร วาเสฏฐสูตร และโพชฌาสูตร
ตา่ งมีองค์ธรรมเหมือนกนั คอื องคแ์ ห่งอุโบสถ ๘ ประการ แต่มรี ายละเอียดตา่ งกัน คอื


Click to View FlipBook Version