The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม 15-24 ebook วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by mcu pali, 2021-04-24 05:10:41

พระสุตตันตปิฎก เล่ม 15-24 ebook

พระสุตตันตปิฎก เล่ม 15-24 ebook วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส

Keywords: พระสุตตันตปิฎก เล่ม 15-24 ebook

เลม่ ท่ี ๑๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๒๔ 515

วรรคน้ี แต่ในท่ีนี้ ทรงเน้นความสงบแห่งจิตและการเห็นแจ้งธรรมด้วยปัญญา หมายถึงทรง
เน้นให้ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาควบคู่กันจนได้ทั้งความสงบแห่งจิตและการเห็นแจ้งธรรม
ด้วยปัญญา แม้ในเร่อื งการใชส้ อยปจั จัย ๔ กเ็ หมือนกัน คอื ใหพ้ จิ ารณาว่า ถา้ สิ่งใดใชส้ อยแลว้
อกุศลธรรมเจริญขน้ึ กุศลธรรม เสือ่ มไป ส่ิงนน้ั ไม่ควรใช้สอย แต่ถา้ สิง่ ใดใชส้ อยแล้ว กุศลธรรม
เจริญขึน้ อกุศลธรรม เสือ่ มไป สงิ่ น้ันควรใชส้ อย

๕. ปรหิ านสตู ร วา่ ดว้ ยบคุ คลผมู้ ธี รรมทเ่ี สอ่ื มไปและธรรมทไ่ี มเ่ สอื่ ม คอื ทา่ นพระสารบี ตุ ร
อธบิ ายพระพทุ ธพจนเ์ รอ่ื งบคุ คลผมู้ ธี รรมทเี่ สอ่ื มไปและบคุ คลผมู้ ธี รรมทไ่ี มเ่ สอื่ มวา่ พระผมู้ พี ระภาค
ตรัสถึงเหตุอะไรบ้างท่ีท�ำให้บุคคลเส่ือมจากธรรมและเหตุอะไรบ้างที่ท�ำให้ไม่เส่ือมจากธรรม
จากนนั้ ทา่ นไดแ้ สดงความเปน็ ผฉู้ ลาดใน วาระจติ ของตน (เหมอื นในสจติ ตสตู ร) ใหภ้ กิ ษทุ งั้ หลาย
น�ำไปปฏิบตั เิ พ่อื ใหเ้ กดิ ความเจรญิ ย่ิงข้ึนแหง่ กุศลธรรมทั้งหลาย

๖-๗. ปฐมสัญญาสูตร และทตุ ยิ สญั ญาสตู ร ต่างว่าดว้ ยสญั ญา ๑๐ ประการ ทบ่ี ุคคล
เจริญให้บริบูรณ์แล้ว จะได้รับผล คือบรรลุอมตนิพพาน สัญญา ๑๐ ประการ ที่ปรากฏใน
๒ สตู รน้นั มที ี่เหมือนกันอยู่ ๔ ประการ คอื

(๑) มรณสญั ญา (๒) อาหาเร ปฏกิ ูลสัญญา
(๓) สัพพโลเก อนภริ ตสญั ญา (๔) อนจิ จสญั ญา
นอกนัน้ ตา่ งกัน
๘. มลู กสตู ร ว่าดว้ ยมลู เหตุแห่งธรรมทง้ั หลาย พระผูม้ ีพระภาคทรงแสดงขนั้ ตอนการ
เจริญธรรมเพ่ือให้เกิดผลทางภาคปฏิบัติ ๑๐ ขั้นตอน เร่ิมตั้งแต่มีฉันทะ จนบรรลุอมตะคือ
สอปุ าทเิ สสนพิ พาน และนิพพานคอื อนปุ าทิเสสนิพพาน (องฺ. ทสก. อ. ๓/๕๘/๓๕๑) เปน็ ท่ีสดุ
๙. ปพั พชั ชาสตู ร วา่ ดว้ ยจติ ทไ่ี ดร้ บั การอบรมตามสมควรแกบ่ รรพชา หมายถงึ ผบู้ รรพชา
เมื่อได้อบรมจิตตามสมควรแก่บรรพชา บาปอกุศลธรรมท้ังหลายไม่สามารถครอบง�ำจิตนั้นได้
การอบรมจิตทส่ี มควรแก่บรรพชาน้นั ไดแ้ ก่ การอบรมจติ ดว้ ยสัญญา ๑๐ ประการ ซึ่งจะทำ� ให้
เกิดผลอย่างใดอยา่ งหน่ึงใน ๒ อย่าง คือ อรหัตตผล หรอื อนาคามผิ ล
๑๐. คริ มิ านนั ทสตู ร วา่ ดว้ ยการหายอาพาธของพระคริ มิ านนท์ ในพระสตู รนท้ี รงอธบิ าย
สญั ญา ๑๐ ประการโดยพสิ ดารแลว้ รบั สงั่ ใหท้ า่ นพระอานนทน์ ำ� ไปแสดงแกท่ า่ นพระคริ มิ านนท์
ที่กำ� ลังอาพาธอยู่ ซึ่งเปน็ เหตใุ ห้ทา่ นหายจากอาพาธได้
๓.๒.๒ ยมกวรรค
ยมกวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ดว้ ยธรรมคกู่ นั หมายถงึ หมวดทป่ี ระมวลพระสตู ร ทม่ี เี นอื้ หา
เหมอื นหรือคลา้ ยกันไวเ้ ป็นคู่ ๆ คอื พระสตู รที่ ๑ กับที่ ๒ เป็นคหู่ น่งึ ท่ี ๓ กับที่ ๔ เปน็ ค่หู น่งึ

516 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตนั ตปิฎก

ที่ ๕ กับท่ี ๖ เป็นคูห่ นึ่ง ท่ี ๗ กบั ท่ี ๘ เป็นคูห่ นึ่ง ท่ี ๙ กับ ที่ ๑๐ เปน็ คูห่ นึ่ง นอกจากนีเ้ นื้อหา
ของแต่ละสูตรยังมีความสมั พันธก์ ันในฐานะเหตุ กับผล เช่น อวิชชากบั นิวรณ์ ๕ หรอื ภวตณั หา
กับอวิชชา และสัมพันธ์กันในลักษณะ ตรงกันข้าม เช่น สุขกับทุกข์ เจริญกับเสื่อม ชื่อวรรค
ต้งั ตามสาระส�ำคญั ของ พระสตู รท้งั ๑๐ สตู ร ในวรรคน้ี

๑. อวชิ ชาสตู ร วา่ ด้วยอวิชชาและวชิ ชา ซ่งึ เป็นธรรม ๒ ฝา่ ย คืออวิชชา เป็นตัวผลเกิด
จากเหตุในฝ่ายอกุศล วิชชาเป็นตัวผลเกิดจากเหตุในฝ่ายกุศล ธรรมแต่ละฝ่ายมีความสัมพันธ์
ระหว่างเหตุกับผลในฝ่ายของตน คอื
ความสัมพันธข์ องฝ่ายอกุศล

จากผลไปหาเหต ุ จากเหตุไปหาผล
อวชิ ชา การไมค่ บสัตบรุ ุษที่บรบิ รู ณ์
นวิ รณ์ ๕ การไมฟ่ ังสัทธรรมท่ีบรบิ รู ณ์
ทจุ รติ ๓ ความไม่มีศรทั ธาทบี่ รบิ รู ณ์
ความไมส่ �ำรวมอินทรยี ์ การมนสกิ ารโดยไม่แยบคายท่ีบรบิ รู ณ์
ความไมม่ สี ติสัมปชัญญะ ความไม่มสี ติสมั ปชัญญะทบี่ รบิ ูรณ์
การมนสิการโดยไมแ่ ยบคาย ความไม่สำ� รวมอนิ ทรยี ท์ บ่ี รบิ รู ณ์
ความไมม่ ีศรทั ธา ทุจริต ๓ ที่บริบรู ณ์
การไม่ฟงั สัทธรรม นวิ รณ์ ๕ ท่ีบริบูรณ์
การไมค่ บสัตบุรุษ อวิชชาทบ่ี รบิ ูรณ์
สว่ นความสมั พนั ธข์ องฝา่ ยกุศลก็มีนยั เดียวกันน้ี
๒. ตณั หาสตู ร ว่าด้วยตณั หา ในท่ีนีท้ รงแสดงภวตัณหาใหเ้ ป็นตวั ผลเกดิ จากอวิชชาใน
ฝ่ายอกศุ ล และทรงแสดงวชิ ชาและวิมตุ ติใหเ้ ปน็ ตัวผลในฝา่ ยกศุ ล ทงั้ ๒ ฝ่ายมีความสัมพันธ์กัน
ในฐานะผลกับเหตเุ หมือนในอวชิ ชาสูตร
๓. นิฏฐังคตสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้เช่ือมั่นในตถาคตมี ๒ พวก พวกละ ๕ ซ่ึงมีความ
สมั พนั ธก์ นั ในฐานะตรงกนั ขา้ ม พวกหนง่ึ ไดแ้ กพ่ วกทม่ี คี วามสำ� เรจ็ ในโลกน้ี อรรถกถาอธบิ ายวา่
หมายถึงพวกทีป่ รนิ ิพพานในปัจจบุ นั อีกพวกหนงึ่ ได้แก่ พวกที่ละโลกนีไ้ ปแลว้ จึงมีความสำ� เรจ็
อรรถกถาอธิบายว่าหมายถึงพวกที่ไปเกิดในพรหมโลกช้ันสุทธาวาสแล้วจึงปรินิพพาน (องฺ.
ทสก.อ. ๓/๖๓-๖๔/๓๕๓)
๔. อเวจจัปปสันนสูตร วา่ ด้วยผ้เู ลื่อมใสอยา่ งไม่หวนั่ ไหว มี ๒ พวก พวกละ ๕ เหมือน
ในนฏิ ฐังคตสูตร

เลม่ ท่ี ๑๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๔ 517

๕-๖. ปฐมสขุ สูตร และทตุ ิยสขุ สตู ร ตา่ งกว็ า่ ดว้ ยเหตใุ ห้เกิดสขุ และทุกข์ ท้ัง ๒ สูตรนี้
ผแู้ สดงเปน็ คนเดยี วกนั ผถู้ ามเปน็ คนเดยี วกนั คำ� ถามเดยี วกนั คอื ถามวา่ อะไรเปน็ เหตใุ หเ้ กดิ สขุ
อะไรเปน็ เหตใุ ห้เกดิ ทุกข์ แต่ค�ำตอบต่างกัน คือในสตู รที่ ๑ ตอบว่า เหตุใหเ้ กดิ สขุ คือการไมเ่ กิด
เหตใุ ห้เกดิ ทุกขค์ ือการเกิด ในสตู รที่ ๒ ตอบวา่ เหตุใหเ้ กิดสุขคือความยินดี เหตใุ ห้เกดิ ทุกขค์ ือ
ความไมย่ นิ ดี

๗-๘. ปฐมนฬกปานสูตร และทุติยนฬกปานสูตร ว่าด้วยพระธรรมเทศนาท่ี
นฬกปานนิคม ที่พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ท่านพระสารีบุตรเป็นผู้แสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย เร่ือง
ท่ีแสดงว่าด้วยความเส่ือมและความเจริญเหมือนกันทั้ง ๒ สูตร แต่มีรายละเอียดแตกต่างกัน
ดงั น้ี ในสูตรท่ี ๑ ว่าด้วยธรรม ๑๐ ประการทีเ่ ป็นเหตใุ ห้เสือ่ ม คือความไมม่ ศี รัทธา ความไมม่ ี
หิริ ความไม่มีโอตตัปปะ ความเกียจคร้าน ความมีปัญญาทราม ความมักโกรธ ความผูกโกรธ
ความปรารถนาชั่ว ความมีมิตรชั่ว มิจฉาทิฏฐิ และธรรม ๑๐ ประการที่เป็นเหตุให้เจริญมี
นยั ตรงกันขา้ ม สูตร ท่ี ๒ ว่าด้วยธรรม ๑๐ ประการทเี่ ป็นเหตใุ หเ้ สือ่ มซึ่งมีท้งั เหมอื นกันและ
ต่างกนั กับสูตรท่ี ๑ สว่ นที่ตา่ งกัน คือ ความไม่มวี ิรยิ ะ ความไมเ่ งย่ี โสตฟงั ธรรม ความไม่มีการ
ทรงจ�ำธรรม ความไม่พิจารณาเนื้อความแห่งธรรม ความไม่มีการปฏิบัติธรรมสมควรแก่
ธรรม ความไมม่ คี วามไม่ประมาทในกุศลธรรม และธรรม ๑๐ ประการท่ีเป็นเหตใุ หเ้ จรญิ มนี ยั
ตรงกันขา้ ม

ข้อที่น่าสังเกตใน ๒ สูตรน้ี คือเมื่อท่านพระสารีบุตรแสดงจบลง พระผู้มีพระภาค
ได้ทรงสรุปด้วยพระองคเ์ อง

๙-๑๐. ปฐมกถาวัตถสุ ตู ร และทุติยกถาวตั ถุสูตร ต่างว่าดว้ ยกถาวตั ถุ หมายถงึ เรอ่ื งที่
ภกิ ษคุ วรน�ำมาสนทนากนั ทงั้ ๒ สูตรนี้ พระผมู้ ีพระภาคทรงปรารภ เร่ืองเดยี วกนั คือ ติรัจฉาน
กถา ๒๘ เร่ือง ว่าเปน็ เรอื่ งทภ่ี กิ ษุไมค่ วรน�ำมาสนทนากัน ทรงสอนให้นำ� กถาวัตถุ ๑๐ ประการ
มาสนทนากนั

มีขอ้ สังเกตว่า ในสตู รท่ี ๑ ทรงเน้นวา่ ถ้าสนทนากถาวัตถุเรอื่ งใดเรื่องหนงึ่
จะมเี ดชานภุ าพมาก
ในสูตรที่ ๑๐ ทรงเน้นว่าถ้าสนทนากถาวัตถุเรื่องใดเรื่องหน่ึงแล้ว
สามารถปฏบิ ัตติ ามท่พี ูดได้ จะได้รับการสรรเสรญิ

๓.๒.๓ อากังขวรรค
อากังขวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยความหวัง หมายถึงความหวังท่มี เี งือ่ นไข ชอ่ื วรรคน้ี
ตงั้ ตามสาระส�ำคัญของพระสูตรที่ ๑ คอื อากังขสูตร ซง่ึ มใี จความ สำ� คญั ว่าดว้ ยศลี เปน็ เหตุให้

518 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตนั ตปิฎก

สำ� เร็จความหวัง ในวรรคน้มี พี ระสูตร ๑๐ สูตร แตล่ ะสตู รมใี จความสำ� คัญดงั น้ี
๑. อากังขสูตร ว่าด้วยความหวัง หมายถึงความปรารถนา ๑๐ ประการ ของภิกษุ

ซ่ึงจะส�ำเร็จได้ต่อเมื่อผู้ปรารถนามีศีลบริบูรณ์ หาใช่ส�ำเร็จได้เพียงเพราะการอ้อนวอนไม่
ในพระสูตรน้ี พระผู้มีพระภาคจึงทรงเน้นกระบวนการปฏิบัติเพ่ือให้มีศีลสมบูรณ์ไว้ตอนท้าย
ของความปรารถนาแตล่ ะขอ้

๒. กณั ฏกสตู ร วา่ ดว้ ยปฏปิ กั ขธรรม หมายถงึ ธรรม ๑๐ ประการทเ่ี ปน็ เสย้ี นหนาม หรอื
ปฏิปักษ์ตอ่ การบรรลุฌาน

๓. อิฏฐธัมมสูตร ว่าด้วยธรรมที่น่าปรารถนา หมายถึงธรรม ๓ หมวด หมวดละ
๑๐ ประการ หมวดท่ี ๑ ได้แก่ ธรรมที่นา่ ปรารถนา หมวดท่ี ๒ ได้แก่ ธรรมท่ีเป็นอันตรายตอ่
ธรรมทน่ี า่ ปรารถนา หมวดท่ี ๓ ไดแ้ ก่ ธรรมทีเ่ ป็นเหตุใหเ้ กิดธรรมท่ีนา่ ปรารถนา เช่น

โภคสมบัติ (ในหมวดที่ ๑) มีความเกียจคร้าน (ในหมวดที่ ๒) เป็นอันตรายและ
มีความขยนั หมั่นเพยี ร (ในหมวดที่ ๓) เป็นเหตใุ หเ้ กิด

ความเป็นพหูสูต (ในหมวดที่ ๑) มีการไม่สาธยาย (ในหมวดท่ี ๒) เป็นอันตรายและ
มกี ารสาธยาย (ในหมวดที่ ๓) เปน็ เหตุใหเ้ กิด

๔. วฑั ฒสิ ตู ร วา่ ดว้ ยความเจรญิ หมายถงึ ความเจรญิ ๑๐ ประการ แบง่ เปน็ ๒ ประเภท
คอื ความเจรญิ ทางวตั ถุ ไดแ้ ก่ทรัพยภ์ ายนอก ๕ ประการ และความเจริญทางคณุ ธรรม ไดแ้ ก่
ทรพั ยภ์ ายใน ๕ ประการ

๕. มิคสาลาสตู ร ว่าดว้ ยอบุ าสิกาชือ่ วา่ มิคสาลา คืออุบาสิกามิคสาลาไปเรยี นถามท่าน
พระอานนท์เร่ืองปโรปริยญาณ(ญาณก�ำหนดรู้อินทรีย์ของบุคคลอื่น) ของพระผู้มีพระภาคที่
ทรงพยากรณ์คน ๒ คน ผู้มีข้อปฏิบัติต่างกันว่ามีคติท่ีไปอย่างเดียวกัน นางไม่เข้าใจว่าเป็นไป
ไดอ้ ยา่ งไร พระเถระจงึ น�ำเรื่องนไ้ี ปกราบทลู ให้ทรงทราบ พระองค์ตรสั ว่า ปโรปรยิ ญาณ เปน็
วสิ ยั ของพระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ เทา่ นน้ั จงึ เปรยี บเทยี บกนั ไมไ่ ดก้ บั “หลกั ปมาณกิ า” ทน่ี างยดึ ถอื
เพราะหลกั “ปมาณกิ า” คอื หลกั การเปรยี บเทยี บโดยอาศยั สง่ิ ใดสงิ่ หนงึ่ เพยี งดา้ นเดยี วเปน็ หลกั
ว่า ถ้าคน ๒ คนต่างกม็ สี ่งิ นดี้ ้วยกนั ถือว่าเหมือนกนั ถา้ คนหนง่ึ มี อกี คนหนงึ่ ไมม่ ี ถอื วา่ ตา่ งกนั
แตป่ โรปรยิ ญาณ รลู้ กึ ไปกว่านน้ั เชน่ คน ๒ คนตา่ งกเ็ ปน็ คนทุศีล แต่อาจมคี ตทิ ไ่ี ปต่างกันก็ได้
หรอื เหมือนกันก็ได้ ท้งั นีข้ ึ้นอยกู่ บั ส่วนประกอบทสี่ ำ� คญั อยา่ งอ่นื ดว้ ย

๖. ตโยธัมมสตู ร วา่ ดว้ ยธรรม ๓ ประการ หมายถึงชาติ ชรา และมรณะ ทเี่ ปน็ ปญั หา
ใหญ่ของโลกซ่ึงเป็นเหตุให้พระผู้มีพระภาคทรงอุบัติข้ึนในโลก ในพระสูตรน้ีพระองค์ทรง
แสดงวิธแี ก้ ๒ วิธี คือ วธิ ีท่นี �ำไปส่คู วามไมส่ ำ� เรจ็ และวิธีทีน่ �ำไปสูค่ วามส�ำเรจ็ วธิ ีแกท้ ่ีน�ำไปสู่
ความไม่ส�ำเร็จเพราะมีเหตุสืบเนื่องกันตามล�ำดับดังนี้คือ ที่ละชาติ ชรา มรณะไม่ได้ เพราะ

เลม่ ท่ี ๑๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๔ 519

ละอกศุ ลมูล ๓ คือ ราคะ โทสะ โมหะ ไมไ่ ด้ ที่ละอกุศลมูล ๓ ไม่ได้ เพราะละสังโยชน์ ๓ คอื
สกั กายทฏิ ฐิ วิจิกิจฉา สลี ัพพตปรามาสไมไ่ ด้ เปน็ ต้น สว่ นวิธีแกท้ น่ี �ำไปสคู่ วามส�ำเร็จมีนัยตรง
กนั ขา้ ม

๗. กากสูตร วา่ ดว้ ยอสัทธรรมของกา หมายถงึ ลักษณะนิสยั ของกา ๑๐ ประการ ใน
สตู รนีพ้ ระผู้มพี ระภาคทรงน�ำลักษณะนิสยั ๑๐ ประการนม้ี าแสดงเปรียบเทยี บกับของภิกษชุ ว่ั

๘. นิคัณฐสูตร ว่าด้วยอสัทธรรมของพวกนิครนถ์ หมายถึงข้อปฏิบัติ ๑๐ ประการ
ของนกั บวชเปลือยซงึ่ ต่างกับหลักธรรมของพระพุธศาสนา

๙. อาฆาตวตั ถุสตู ร วา่ ด้วยอาฆาตวัตถุ หมายถงึ เหตุผูกอาฆาต ๑๐ ประการ ประการท่ี
๑-๙ ขยายมาจากอาฆาตวตั ถุ ๔ โดยถอื เอากาลทงั้ ๓ คอื อดตี ปจั จบุ นั และอนาคตเปน็ เกณฑ์
สว่ นประการสุดทา้ ยเปน็ ความอาฆาตท่ีเกดิ ขน้ึ โดยไมอ่ าศยั กาลหรือเหตุใด ๆ

๑๐. อาฆาตปฏิวินยสูตร ว่าด้วยอุบายก�ำจัดอาฆาต หมายถึงวิธีก�ำจัดเหตุผูกอาฆาต
๑๐ ประการในอาฆาตวตั ถสุ ตู ร

๓.๒.๔ เถรวรรค
เถรวรรค แปลวา่ หมวดว่าดว้ ยพระเถระ ชอื่ วรรคนีต้ ั้งตามสาระสำ� คัญของพระสตู รที่
๑-๖ ในวรรคนี้ ซ่ึงมพี ระสูตร ๑๐ สูตร แตล่ ะสูตรมสี าระส�ำคัญดงั ตอ่ ไปน้ี
๑. วาหุนสูตร ว่าด้วยพระวาหุนะ ในพระสูตรน้ี ท่านพระวาหุนะกราบทูลถาม
พระผู้มีพระภาคว่าพระองค์หลุดพ้นจากธรรมเท่าไรจึงมีพระทัยปราศจากแดนกิเลสอยู่
ตรสั ตอบวา่ หลดุ พน้ จากธรรม ๑๐ ประการ คอื ขันธ์ ๕ ชาติ ชรา มรณะ ทุกข์ และกิเลส
๒. อานันทสูตร ว่าด้วยพระอานนท์ ในพระสูตรน้ี พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรม
แก่ทา่ นพระอานนท์เรือ่ งเหตุทีเ่ ป็นไปได้ และเหตทุ เ่ี ปน็ ไปไม่ไดอ้ ยา่ งละ ๑๐ ประการ
๓. ปณุ ณยิ สตู ร วา่ ดว้ ยพระปณุ ณยิ ะ คอื ทา่ นพระปณุ ณยิ ะทลู ถามพระผมู้ พี ระภาควา่ อะไร
เป็นเหตุปัจจยั ท่ที ำ� ให้พระธรรมเทศนาของพระผ้มู พี ระภาค แจ่มแจง้ ในบางคราว แตบ่ างคราว
กลบั ไม่แจ่มแจง้ ค�ำว่า “แจ่มแจ้ง” ในท่นี ้ีหมายถึง ความรู้ความเขา้ ใจของผู้ฟงั พระผ้มู ีพระภาค
ตรัสตอบว่าผู้ฟังจะรู้จะเข้าใจพระธรรมเทศนาของพระองค์หรือไม่ ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของ
ผู้ฟังเอง องค์ประกอบนัน้ มีอยู่ ๑๐ ประการ
๔-๖ พยากรณสูตร กัตถีสูตร และอธิมานสูตร มีเน้ือหาสาระทั้งท่ีเหมือนกันและ
ตา่ งกนั ส่วนท่ีเหมอื นกนั คอื
(๑) เปน็ เรอื่ งที่พระเถระแสดงแก่ภิกษทุ ง้ั หลาย
(๒) เป็นเรื่องเกย่ี วกับอตุ ตรรมิ นุสสธรรม

520 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสตุ ตนั ตปิฎก

สว่ นที่ตา่ งกัน คือ
พยากรณสตู ร ว่าดว้ ยการพยากรณพ์ ระอรหัตตผล คือการที่ภกิ ษุรปู ใดรปู หน่ึง กลา่ ววา่
ตนบรรลุพระอรหัตตผล ค�ำกล่าวน้ันจริงหรือเท็จ ตัดสินได้โดยเง่ือนไข ๒ ประการ คือ
(๑) เมอ่ื ถกู ถามตอบไดห้ รอื ไม่ (๒) มกี ิเลสธรรม ๑๐ ประการ เชน่ มักโกรธ ผกู โกรธ ลบหลู่
หรอื ไม่ ถา้ ภกิ ษนุ ั้นตอบไมไ่ ดแ้ ละยังมีกิเลสธรรม ๑๐ ประการอยู่ ใหถ้ อื วา่ คำ� กลา่ วนั้นเป็นเทจ็
กัตถีสูตร วา่ ดว้ ยการกล่าวโอ้อวดว่าได้บรรลคุ ณุ วิเศษ คอื การท่ีภิกษรุ ปู ใดรปู หนงึ่ กลา่ ว
โอ้อวดว่าได้บรรลุอนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ ค�ำโอ้อวดน้ันจริงหรือเท็จ ก็ตัดสินได้โดยเง่ือนไข
๒ ประการ คอื (๑) เมอ่ื ถูกถามตอบไดห้ รอื ไม่ (๒) มอี กุศลธรรม ๑๐ ประการ เช่น ความเปน็
ผู้ทุศีล ความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ความเป็นผู้มีสุตะน้อยหรือไม่ ถ้าภิกษุน้ันตอบไม่ได้และยังมี
อกศุ ลธรรม ๑๐ ประการอยใู่ หถ้ ือว่าคำ� โอ้อวดนั้นเป็นเทจ็
อธิมานสตู ร วา่ ดว้ ยความส�ำคัญผิด คอื การทภ่ี กิ ษุพหสู ูตรปู ใดรูปหนง่ึ เข้าใจว่าตนบรรลุ
พระอรหตั ตผล แตค่ วามเขา้ ใจนนั้ ผดิ หรอื ถกู ตดั สนิ ไดโ้ ดยพจิ ารณาจาก กเิ ลสธรรม ๑๐ ประการ
มี อภิชฌา พยาบาท ถนี มิทธะ เป็นต้น ถา้ ภกิ ษุนน้ั ยงั มีกิเลสธรรม ๑๐ ประการน้ันอยู่ ให้ถือวา่
ความเข้าใจน้นั เปน็ ความเข้าใจผดิ
๗. นปั ปยิ สตู ร วา่ ดว้ ยธรรมทไ่ี มเ่ ปน็ ไปเพอ่ื ความรกั หมายถงึ ธรรม ๑๐ ประการ มคี วาม
เปน็ ผชู้ อบก่ออธกิ รณ์ เปน็ ต้น ทีพ่ ระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงเปรียบเทยี บกบั ธรรม ๑๐ ประการ
ทเ่ี ป็นไปเพ่อื ความรักมีความไมช่ อบก่ออธิกรณ์ เป็นตน้
๘. อกั โกสกสตู ร วา่ ดว้ ยโทษของการดา่ หมายถงึ ผลทเ่ี กดิ จากการดา่ บรภิ าษ และกลา่ ว
โทษพระอรยิ ะ คือความพินาศ ๑๐ ประการอย่างใดอยา่ งหน่งึ
๙. โกกาลิกสตู ร ว่าดว้ ยภกิ ษชุ อื่ โกกาลกิ ะ อรรถกถาอธิบายวา่ หมายถงึ พระทเ่ี ปน็ บตุ ร
เศรษฐชี อ่ื โกกาลกิ ะ เปน็ คนละรปู กบั พระโกกาลกิ ะศษิ ยพ์ ระเทวทตั ต์ รปู นพี้ ระอรรถกถาจารย์
จึงเรียกว่า จูฬโกกาลิกะ ท่านมีความอาฆาตท่านพระสารีบุตรและโมคคัลลานะ เพราะท่าน
ถือว่าพระเถระทั้งสองตัดโอกาสที่ตนจะได้ลาภ ตามความในพระสูตรนี้ว่า ท่านเข้าไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาคกล่าวโทษพระเถระทั้งสองว่าเป็นผู้มีความปรารถนาช่ัว ลุอ�ำนาจแก่ความ
ปรารถนาช่ัวแม้พระผู้มีพระภาคห้าม ก็ไม่ฟัง ในที่สุดท่านก็ได้รับผลกรรมนั้นคือเกิดอาพาธ
และตายไปเกิดในปทมุ นรก
๑๐. ขีณาสวพลสูตร ว่าด้วยก�ำลังของพระขีณาสพ หมายถึงก�ำลัง ๑๐ ประการท่ี
พระขีณาสพใช้เป็นเครื่องยืนยันความส้ินอาสวะ ซึ่งเป็นข้อความท่ีพระสารีบุตรทูลตอบ
พระผูม้ พี ระภาค

เลม่ ท่ี ๑๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๔ 521

๓.๒.๕ อุปาสกวรรค
อุปาสกวรรค แปลว่า หมวดวา่ ด้วยอุบาสก ช่อื น้ตี ัง้ ตามสาระส�ำคญั ของพระสูตรท่ี ๑-๔
ซึง่ วา่ ดว้ ยคุณสมบตั แิ ละบทบาทของอบุ าสก ในวรรคนม้ี ีพระสตู ร ๑๐ สูตร แตล่ ะสตู รมีใจความ
สำ� คัญตามล�ำดบั ดังน้ี
๑. กามโภคสี ตู ร วา่ ดว้ ยกามโภคบี คุ คล หมายถงึ ผคู้ รองเรอื น หรอื คฤหสั ถ์ (อง.ฺ จตกุ กฺ .อ.
๒/๑๕/๒๙๓) ในพระสตู รนพ้ี ระผมู้ พี ระภาคทรงจำ� แนกกามโภคบี คุ คลทเ่ี ปน็ อบุ าสกออกเปน็ ๑๐
ประเภท และทรงแสดงหลักเกณฑ์สำ� หรบั พจิ ารณาตัดสินคุณสมบัติของอบุ าสกว่า อบุ าสกเช่น
ไรควรตเิ ตยี น อบุ าสกเชน่ ไรควรสรรเสรญิ หลกั เกณฑส์ ำ� หรบั พจิ ารณาวา่ ควรตเิ ตยี น ๔ ประการ
คือ (๑) แสวงหาทรัพยโ์ ดยทุจริต (๒) ไมบ่ �ำรงุ ตนใหเ้ ปน็ สขุ (๓) ไม่แจกจ่ายท�ำบุญ (๔) มวั เมา
ในโภคทรัพย์ สว่ นหลักเกณฑ์สำ� หรบั พจิ ารณาว่าควรสรรเสริญ ๔ ประการ มนี ัยตรงกันข้าม
๒. ภยสูตร ว่าด้วยภัยเวร หมายถึงภัยและเวรท่ีเป็นผลแห่งกรรมชั่ว ๕ ประการ
ในพระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอุบายวิธี ๓ ข้ัน คือ (๑) ระงับ ภัยเวร ๕ ประการ
(๒) มีองค์เครื่องบรรลุโสดา ๔ ประการ (๓) เห็นแจ้งแทงตลอด อริยญายธรรม คือรู้
ปฏิจจสมุปบาท เพ่ือปิดกั้นทางนรก ก�ำเนิดสัตวด์ ริ ัจฉาน ภูมิแห่งเปรต อบาย ทุคคติ วนิ ิบาต
บรรลุโสดาบัน และมีความแน่นอนว่าจะส�ำเร็จ สกทาคามี อนาคามี จนถึงพระอรหันต์ใน
กาลขา้ งหน้า
๓. กิงทิฏฐิกสูตร ว่าด้วยค�ำถามเก่ียวกับทิฏฐิ หมายถึงค�ำถามของพวกอัญเดียรถีย์
ปริพาชกท่ีถามท่านอนาถปิณฑิกเศรษฐีเร่ืองทิฏฐิในพระพุทธศาสนา ท่านตอบแบบปฏิปุจฉา
คือย้อนถามให้พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกตอบก่อนว่าพวกเขา มีทิฏฐิอะไรบ้าง ซ่ึงแต่ละคนก็
กลา่ วถึงทิฏฐิของตนรวมเปน็ ทิฏฐิ ๑๐ ประการทเี่ รียกว่าอันตคาหกิ ทิฏฐิ (ความเหน็ ผิดแล่นไป
สดุ โต่งขา้ งใดขา้ งหนง่ึ ) ทา่ นเศรษฐจี ึงกลา่ วหกั ล้าง ทิฏฐเิ หล่านั้นโดยใชห้ ลักไตรลกั ษณว์ า่ ทิฏฐิ
ทั้งหมดนั้นเกิดเพราะมนสิการที่ไม่แยบคายและเพราะจ�ำมาจากผู้อ่ืนอย่างผิด ๆ ส่ิงใดที่
มนสิการมาโดยไม่แยบคายและ จ�ำมาผิด ๆ ส่ิงน้ันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา การตอบ
หักล้างของทา่ นได้รับคำ� ชมเชยจากพระผมู้ ีพระภาค
๔. วัชชิยมาหิตสูตร ว่าด้วยวัชชิยมาหิตคหบดีผู้ตอบโต้อัญเดียรถีย์ท่ีกล่าวหา
พระผู้มพี ระภาคดังต่อไปนี้
๑. กลา่ วหาวา่ พระสมณโคดมทรงตเิ ตยี นตบะทกุ อยา่ ง กลา่ วโทษผมู้ ตี บะเลยี้ ง
ชีพเศร้าหมองอยา่ งย่ิง
ท่านตอบโต้ว่า ไม่เป็นความจรงิ พระผูม้ ีพระภาคทรงเป็นวิภชั ชวาที คือกล่าว
แยกเปน็ สว่ น ๆ ไม่กลา่ วรวม ทรงตเิ ตยี นตบะท่ีควรตเิ ตยี น ทรงสรรเสริญตบะทีค่ วรสรรเสริญ

522 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก

๒. กล่าวหาว่า พระสมณโคดมแนะน�ำในทางฉบิ หาย
ท่านตอบโต้ว่า ไม่เป็นความจริง เพราะพระผู้มีพระภาคทรงสอนเรื่องกุศลให้
บุคคลปฏบิ ตั ิและสอนเรื่องอกุศลให้บคุ คลละเว้น
ค�ำตอบโตท้ ั้งสองนี้ได้รบั ค�ำชมเชยจากพระผ้มู พี ระภาค
๕. อุตติยสูตร ว่าด้วยอตุ ตยิ ปรพิ าชกทูลถามพระผ้มู ีพระภาค คอื ทูลถามเรอ่ื งทฏิ ฐิ ๑๐
ประการที่เรียกว่าอันตคาหิกทิฏฐิ แต่ไม่ทรงตอบปัญหาน้ัน ๆ ทรงให้เหตุผลว่า พระองค์ทรง
แสดงธรรมมงุ่ ใหส้ ตั ว์เกดิ ความรู้ มงุ่ ใหส้ ัตว์รแู้ จ้งนพิ พาน ออกจากทกุ ข์ทัง้ ปวงได้ ปริพาชกนัน้
จึงถามต่อไปวา่ เมือ่ ทรงแสดงเช่นนัน้ สตั ว์โลก ท้งั หมดสามารถออกจากทกุ ขไ์ ด้จรงิ หรอื หรือ
เพียงหน่ึงในสอง หนึ่งในสาม พระองค์ ทรงนงิ่ เสีย
ทา่ นพระอานนทซ์ ง่ึ กำ� ลงั เฝา้ อปุ ฏั ฐากพระผมู้ พี ระภาคอยขู่ ณะนนั้ ไดอ้ ธบิ าย เปรยี บเทยี บ
ให้ปริพาชกฟังว่า พระตถาคตมิได้ทรงมุ่งหวังให้สัตว์โลกจ�ำนวนเท่านั้นเท่าน้ีสามารถออกจาก
ทกุ ขไ์ ด้ แต่ทรงสอนว่าผทู้ ี่จะออกจากทุกขไ์ ด้ ตอ้ งละนวิ รณ์ ๕ ได้ มจี ติ ตง้ั มัน่ ในสตปิ ฏั ฐาน ๔
เจริญโพชฌงค์ ๗ เปรียบเหมือนนายประตูเมือง ชายแดนท่ีฉลาด ไม่ได้มุ่งหวังว่าคนจ�ำนวน
เท่านั้น เท่าน้ี เข้าและออกจากเมืองนี้ แต่มุ่งตรวจดูว่า คนที่จะเข้าและออกจากเมืองน้ีต้องมี
คณุ สมบตั ิอย่างนี้ ๆ แล้วบอก ให้ปริพาชกรู้ตวั ว่า เขาถามปัญหาด้วยมปี ระสงค์อย่างอืน่ (ไมใ่ ช่
เพื่อตอ้ งการพน้ ทกุ ข)์ พระผู้มีพระภาคจงึ ไมท่ รงตอบ
๖. โกกนุทสูตร ว่าด้วยโกกนุทปริพาชกถามพระอานนท์ คือปริพาชกถามไล่แต่ละ
ทิฏฐิในทิฏฐิ ๑๐ ประการว่า ท่านมีหรือไม่ ท่านตอบว่า มิได้มี แต่ท่านรู้ท่านเห็นทิฏฐิ
เหล่าน้ันได้ดี คือรู้จักทิฏฐิ เหตุเกิดแห่งทิฏฐิ ผลแห่งทิฏฐิที่ท�ำให้คนหลง ยึดถือ และรู้จักวิธี
เพิกถอนทิฏฐิเหล่าน้ัน ในท่ีสุดเม่ือปริพาชกรู้ว่าผู้ท่ีตนก�ำลังสนทนาด้วยคือท่านพระอานนท์
ก็เกิดความขวยเขินกล่าวว่าตนก�ำลังสนทนากับอาจารย์ ถ้ารู้ว่าเป็นท่านพระอานนท์ก็จะ
ไม่กลา่ วมากขนาดน้ี แล้วกล่าวขอโทษท่านพระอานนท์
๗. อาหเุ นยยสตู ร วา่ ดว้ ยภกิ ษผุ คู้ วรแกข่ องทเ่ี ขานำ� มาถวาย หมายถงึ ภกิ ษผุ ปู้ ระกอบดว้ ย
ธรรม ๑๐ ประการ เช่น มีศีล เป็นพหสู ตู มมี ิตรดี เปน็ สมั มาทิฏฐิ ไดว้ ชิ ชา ๓ ภิกษุผปู้ ระกอบ
ด้วยคุณธรรม ๑๐ ประการน้ี ได้รับยกย่องว่า อาหุเนยยะ เป็นผู้ควรแก่ของที่เขาน�ำมาถวาย
ปาหุเนยยะ ควรแก่ของต้อนรับ ทักขิเณยยะ ควรแก่ทักษิณา อัญชลีกรณียะ ควรแก่การท�ำ
อัญชลี เปน็ นาบุญอนั ยอดเยย่ี ม ของโลก
๘. เถรสูตร ว่าด้วยคุณธรรมของพระเถระ หมายถึงภิกษุเถระผู้ประกอบ ด้วยธรรม
๑๐ ประการ ทเ่ี ปน็ เหตใุ หอ้ ยสู่ ำ� ราญในทกุ ทศิ ธรรม ๑๐ ประการ เชน่ เปน็ รตั ตญั ญู บวชมานาน
มศี ีล เปน็ พหสู ูต

เล่มท่ี ๑๖ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๔ 523

๙. อุปาลิสูตร ว่าด้วยพระอุบาลีขออนุญาตอยู่ป่า คือท่านพระอุบาลีกราบทูล
พระผู้มีพระภาคถึงความประสงค์ในการอยู่ป่า พระองค์จึงทรงแสดงโทษของการอยู่ป่าว่า
ถ้าจิตไมม่ สี มาธิ จติ จะจมลงด้วยกามวิตก จติ จะฟุง้ ซา่ นด้วยพยาบาทวิตก วหิ ิงสาวติ ก จากนัน้
ทรงแสดงขั้นตอนของการอยู่ปา่ ๑๐ ข้นั คือ
๑. ต้องมีศรัทธาในพระตถาคตและเห็นโทษการครองเรือนว่าเป็นอุปสรรคต่อ
การประพฤติพรหมจรรย์
๒. ต้องสละโภคสมบตั ิและเครอื ญาตอิ อกบวช
๓. เมื่อบวชแล้วต้องมีไตรสิกขาและสาชีพ คือสิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคทรง
บัญญัติไว้ รวมถึงขอ้ งดเวน้ ที่เรียกว่าจฬู ศีลด้วย (ดูเทยี บ ท.ี ส.ี ๙/๑๙๔/๖๕ แปล)
๔. ตอ้ งสนั โดษดว้ ยจีวรพอคุ้มร่างกายและบิณฑบาตพออมิ่ ท้อง
๕. ต้องส�ำรวมอนิ ทรีย์
๖. ต้องมสี ติสัมปชัญญะในทกุ อริ ิยาบถ
๗. เลอื กเสนาสนะทสี่ งดั เชน่ ป่า โคนไม้ ภเู ขา ซอกเขา ถ�้ำ ป่าชา้
๘. นั่งขัดสมาธติ ั้งสติกำ� หนดอารมณก์ มั มัฏฐาน
๙. ละนวิ รณ์ ๕ อนั เปน็ อปุ กิเลสบน่ั ทอนปัญญา
๑๐. บรรลุอนปุ พุ พวิหารสมาบัติ ๙

ในท่ีสุดพระองค์ไม่ทรงอนุญาตให้ท่านอยู่ป่า เพราะทรงประสงค์ให้ท่านอยู่ใกล้ชิด
พระองค์ และอยใู่ นหมภู่ ิกษุสงฆเ์ พ่อื ศึกษาและปฏิบตั คิ นั ถธรุ ะ โดยเฉพาะการทรงจำ� พระวนิ ยั
ไปพร้อม ๆ กับการปฏิบัติวิปัสสนาธุระด้วย เพราะทรงเห็นว่าท่านจะเป็นผู้วิสัชชนาพระวินัย
ในการสังคายนาพระวินยั ปิฎกในอนาคต

๑๐. อภพั พสตู ร วา่ ด้วยบุคคลผูไ้ ม่อาจทำ� ให้แจง้ อรหัตตผล หมายถงึ ผู้ยังละกเิ ลสธรรม
๑๐ ประการไม่ได้

๓.๓ ตติยปัณณาสก์

๓.๓.๑ สมณสัญญาวรรค
สมณสัญญาวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยสมณสัญญา หมายถึงความส�ำนึกว่า เป็น
สมณะ ช่อื วรรคนีต้ ้งั ตามชอ่ื พระสตู รที่ ๑ ในวรรคนี้ ซง่ึ มีพระสูตร ๑๒ สูตร แต่ละสตู รมีสาระ
ส�ำคญั ตามลำ� ดับดังน้ี

524 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปิฎก

๑. สมณสัญญาสตู ร วา่ ด้วยสมณสญั ญา หมายถงึ สมณสญั ญา ๓ ประการ ทเ่ี ปน็ เหตุให้
เกิดธรรม ๗ ประการ

๒. โพชฌังคสูตร ว่าด้วยโพชฌงค์ (ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้) ได้แก่ โพชฌงค์
๗ ประการ ทเ่ี ปน็ เหตใุ หเ้ กิดวชิ ชา ๓ ประการ

ส่วนพระสูตรที่ ๓-๑๒ แต่ละสูตร พระผู้มีพระภาคทรงแสดงหมวดธรรมที่มีหัวข้อ
๑๐ ข้อ แบ่งเปน็ ๒ ฝ่าย คือ

ฝ่ายอกุศล มีช่ือว่า มิจฉัตตธรรม (ธรรมที่ผิด) ๑๐ ประการ ได้แก่ (๑) มิจฉาทิฏฐิ
(๒) มิจฉาสงั กปั ปะ (๓) มิจฉาวาจา (๔) มจิ ฉากัมมนั ตะ (๕) มิจฉาอาชวี ะ (๖) มิจฉาวายามะ
(๗) มจิ ฉาสติ (๘) มจิ ฉาสมาธิ (๙) มจิ ฉาญาณะ (๑๐) มจิ ฉาวิมตุ ติ

ฝ่ายกุศล มีช่ือว่า สัมมัตตธรรม (ธรรมที่ถูก) ๑๐ ประการ ได้แก่ (๑) สัมมาทิฏฐิ
(๒) สัมมาสงั กปั ปะ (๓) สัมมาวาจา (๔) สัมมากมั มนั ตะ (๕) สัมมาอาชวี ะ (๖) สมั มาวายามะ
(๗) สมั มาสติ (๘) สัมมาสมาธิ (๙) สมั มาญาณะ (๑๐) สมั มาวมิ ุตติ

สว่ นทีแ่ ตกต่างกนั ในแต่ละสตู รมีดงั ตอ่ ไปน้ี
ในมิจฉตั ตสูตร ตรัสว่า มิจฉัตตธรรมเป็นเหตใุ ห้พลาดสวรรค์และมรรคผล และสมั มัตต
ธรรม เปน็ เหตใุ หไ้ ดส้ วรรค์และมรรคผล
ในพีชสูตร ทรงเปรียบเทียบผลแห่งมิจฉัตตธรรมว่ามีผลเป็นทุกข์ เหมือนพืชท่ีให้ผลมี
รสขม และผลแหง่ สัมมัตตธรรมวา่ มผี ลเปน็ สุข เหมือนพชื ที่ให้ผลมรี สหวาน
ในวชิ ชาสูตร ตรัสว่า มจิ ฉัตตธรรมเกิดจากอวิชชา และสัมมตั ตธรรมเกดิ จากวิชชา
ในนิชชรสูตร ตรัสว่า มิจฉัตตธรรมกับสัมมัตตธรรมเป็นคู่ปรปักษ์ของกันและกัน เม่ือ
ฝ่ายหนึ่งมี อกี ฝา่ ยหน่งึ กเ็ สอ่ื มไป
ในโธวนสตู ร ตรสั วา่ สมั มตั ตธรรมเปน็ ธรรมสำ� หรบั ลา้ งมจิ ฉตั ตธรรม ซง่ึ เปน็ วธิ กี ารแบบ
อริยะ เพ่อื ดับทกุ ข์ ต่างกบั พิธลี ้างท่ีช่อื วา่ โธวนะของชาวทักขิณาชนบท
ในติกจิ ฉกสูตร ตรสั ว่า สมั มตั ตธรรมเปน็ ธรรมสำ� หรบั ระบายมิจฉัตตธรรมออกไป ทใ่ี ห้
ผลแนน่ อนตา่ งกับยาของหมอท่ัวไปทีใ่ ห้ผลไม่แนน่ อน
ในวมนสตู ร ตรสั วา่ สมั มตั ตธรรมเปน็ ธรรมส�ำหรับส�ำรอกมจิ ฉตั ตธรรม ท่ีให้ผลแนน่ อน
ต่างกบั ยาสำ� รอกของหมอทว่ั ไปทใ่ี ห้ผลไมแ่ นน่ อน
ในนิทธมนยิ สูตร ตรสั ว่า สมั มัตตธรรมเปน็ ธรรมส�ำหรับกำ� จัดมจิ ฉัตตธรรม
ในปฐมอเสขสตู ร และอเสขสตู ร ตรัสวา่ สมั มัตตธรรมเปน็ เหตุให้เป็นพระอเสขะ และ
เป็นธรรมของพระอเสขะ

เลม่ ท่ี ๑๖ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๒๔ 525

๓.๓.๒ ปัจโจโรหณวิ รรค
ปจั โจโรหณวิ รรค แปลวา่ หมวดวา่ ดว้ ยพธิ ลี อยบาป หมายถงึ พธิ ลี อยบาป ของพราหมณ์
และพิธีลอยบาปของพระอริยะ ชื่อนี้ต้ังตามชื่อของพระสูตรที่ ๗ และ ที่ ๘ ของวรรคน้ี
ซ่ึงมีพระสูตร ๑๐ สูตร แต่ละสูตร พระผู้มีพระภาคทรงแสดง มิจฉัตตธรรม ๑๐ ประการเป
รีบบเทยี บกบั สัมมตั ตธรรม ๑๐ ประการในลักษณะ ตา่ ง ๆ ดงั ต่อไปน้ ี
๑-๓. ปฐมอธัมมสูตร ทุติยอธัมมสูตร ตติยอธัมมสูตร ต่างก็ว่าด้วยสิ่งท่ีไม่เป็นธรรม
คือมิจฉัตตธรรม ๑๐ ประการท่ีทรงแสดงไว้คู่กับสัมมัตตธรรม ๑๐ ประการเพ่ือให้เห็น
ความตา่ งกนั ระหวา่ งธรรม ๒ หมวดน้ี กล่าวคือ
ในพระสูตรที่ ๑ ทรงแสดงเปรียบเทียบระหว่างหมวดธรรม ๒ หมวดนี้ว่า แต่ละฝ่าย
มอี ะไรบา้ ง
ในพระสูตรท่ี ๒ ทรงแสดงธรรม ๒ หมวดนี้เปรียบเทียบกันแต่ละข้อ และทรงเน้น
ว่าธรรมแต่ละข้อน้ันต่างก็เป็นปัจจัยให้เกิดธรรมอ่ืน ๆ ในฝ่ายของตน คือฝ่ายมิจฉัตตธรรม
ก็เป็นปัจจัยใหเ้ กดิ อกุศลธรรมทั้งหลาย ฝ่ายสมั มัตตธรรมกเ็ ป็นปัจจยั ใหเ้ กิดกุศลธรรมทัง้ หลาย
ในพระสูตรที่ ๓ เหมือนกับพระสูตรที่ ๒ ต่างแต่ผู้แสดงคือท่านพระอานนท์เป็น
ผูแ้ สดงอธิบายขยายพระพทุ ธพจน์แกภ่ ิกษุทงั้ หลายตามแนวพระสตู รที่ ๒
๔. อชิตสูตร ว่าด้วยปริพาชกชื่อว่าอชิตะ คืออชิตปริพาชกเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค
กราบทลู วา่ เพื่อนพรหมจารขี องตนเป็นบณั ฑติ สามารถคดิ จิตตุปบาทได้ ๕๐๐ ดวง พระองค์
ไมต่ รัสตอบปริพาชก แต่ตรสั เรยี กภกิ ษุทั้งหลายมาแล้วทรงแสดงบณั ฑิต ๕ จำ� พวก เพ่ือแสดง
เหตแุ ห่งความป็นบัณฑติ ว่า มใิ ชเ่ ป็น ได้โดยการกลา่ วยกยอ่ งของคนอนื่ แตผ่ ู้น้นั ตอ้ งมคี ณุ ธรรม
คือรู้ท้ังสิ่งท่ีไม่เป็นธรรม ไม่เป็นประโยชน์และสิ่งที่เป็นธรรมเป็นประโยชน์ เม่ือรู้แล้วก็ละส่ิง
ท่ีไม่เป็นธรรมไม่เป็นประโยชน์ ปฏิบัติส่ิงที่เป็นธรรมเป็นประโยชน์ สิ่งที่ไม่เป็นธรรม
ไม่เป็นประโยชน์ หมายถึงมิจฉัตตธรรม ๑๐ ประการ ส่ิงท่ีเป็นธรรมเป็นประโยชน์ หมายถึง
สมั มตั ตธรรม ๑๐ ประการ
๕. สคารวสูตร ว่าดว้ ยพราหมณ์ช่อื ว่าสคารวะ ในพระสูตรน้ี พราหมณ์ ชื่อว่าสคารวะ
ทลู ถามพระผมู้ พี ระภาควา่ อะไรชอื่ วา่ ฝง่ั นี้ อะไรชอ่ื วา่ ฝง่ั โนน้ พระองคท์ รงตอบวา่ มจิ ฉตั ตธรรม
ชอ่ื วา่ ฝ่ังนี้ สมั มัตตธรรมชอ่ื ว่าฝ่ังโนน้
๖. โอรมิ ตรี สูตร วา่ ดว้ ยธรรมทเ่ี ปน็ ฝง่ั นแ้ี ละธรรมท่เี ปน็ ฝง่ั โนน้ เหมอื นในสคารวสูตร
๗-๘. ปฐมปจั โจโรหณีสตู ร และทตุ ยิ ปัจโจโรหณีสูตร ตา่ งว่าด้วยพิธีลอยบาป แต่มขี อ้
แตกตา่ งกนั เลก็ นอ้ ย คอื ในปฐมปจั โจโรหณสี ตู ร ทรงแสดงวธิ ลี อยบาปของพระอรยิ ะ เปรยี บเทยี บ

526 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสุตตันตปฎิ ก

กบั พธิ ลี อยบาปของพราหมณ์ ทชี่ าณสุ โสณพิ ราหมณ์ เลา่ ถวาย โดยทรงชใ้ี หเ้ หน็ วา่ พธิ ลี อยบาป
ของพราหมณ์เป็นเร่ืองของพธิ กี รรม แตข่ องพระอรยิ ะเป็นเร่ืองการปฏิบัติ คือละมิจฉัตตธรรม
๑๐ ประการให้ได้ สว่ นใน ทตุ ิยปจั โจโรหณสี ตู ร ทรงแสดงเฉพาะพธิ ลี อยบาปของพระอริยะ คือ
การละมจิ ฉตั ตธรรม ๑๐ ประการแกภ่ กิ ษทุ ั้งหลาย

๙. ปุพพังคมสูตร ว่าด้วยสัมมาทิฏฐิเป็นเบ้ืองต้นแห่งกุศลธรรม คือทรงแสดงล�ำดับ
การเกิดขึน้ ของสมั มัตตธรรม ๑๐ ประการว่าต้องเรม่ิ จากสมั มาทฏิ ฐิก่อน เหมือนแสงอรณุ ท่มี า
กอ่ นดวงอาทิตยข์ ้ึนในยามเชา้

๑๐. อาสวกั ขยสตู ร ว่าดว้ ยธรรมที่เปน็ ไปเพือ่ ส้ินอาสวะ คือสัมมัตตธรรม ๑๐ ประการ
๓.๓.๓ ปรสิ ุทธวรรค
ปริสุทธวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยธรรมที่บริสุทธิ์ ชื่อน้ีตั้งตามสาระส�ำคัญของ
พระสตู รท่ี ๑ ในวรรคนี้ ซงึ่ มพี ระสตู ร ๑๑ สตู ร ลว้ นไมม่ ชี อื่ พระสตู ร จงึ เรยี กชอ่ื ตามลำ� ดบั ทเ่ี รยี งไว้
ในพระสูตรท่ี ๑-๙ ทรงแสดงหมวดธรรมอย่างเดยี วกนั คือ สมั มตั ตธรรม ๑๐ ประการว่ามีใน
วินัยของพระสุคตเท่านั้น ส่วนในพระสูตรท่ี ๑๐ และที่ ๑๑ ทรงแสดงธรรมท่ตี รงกันข้าม โดย
ทรงแสดงมิจฉัตตธรรม ๑๐ ประการ ไวใ้ นพระสตู รที่ ๑๐ และสัมมตั ตธรรมไว้ในพระสูตรท่ี ๑๑
๓.๓.๔ สาธวุ รรค
สาธุวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยธรรมท่ีดีและธรรมท่ีไม่ดี หมายถึงมิจฉัตตธรรม ๑๐
ประการ และสมั มัตตธรรม ๑๐ ประการ ซึ่งเปน็ สาระสำ� คัญของพระสตู ร ทั้ง ๑๐ สูตรในวรรคน้ี
เหมอื นกบั ปรสิ ทุ ธวรรค แตใ่ นวรรคนที้ รงแสดงหมวดธรรมทง้ั สองนเี้ ปรยี บเทยี บไวท้ กุ ๆ สตู ร โดย
เน้นลกั ษณะทีแ่ ตกต่างกนั อยา่ งตรงกันข้าม และตัง้ ชื่อสตู รตามลกั ษณะนนั้ ๆ เชน่ ในสาธสุ ตู ร
ทรงแสดงมิจฉัตตธรรมว่า เป็นธรรมท่ีไม่ดี และทรงแสดงสัมมัตตธรรมว่าเป็นธรรมท่ีดี
ในอริยธัมมสูตร ทรงแสดงมจิ ฉตั ตธรรมวา่ เป็นธรรมทีไ่ ม่ประเสริฐ และทรงแสดงสมั มตั ตธรรม
ว่าเปน็ ธรรมท่ีประเสริฐ
๓.๓.๕ อริยมัคควรรค
อริยมัคควรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยธรรมที่เป็นอริยมรรค ช่ือวรรคนี้ต้ังตาม ชื่อของ
พระสูตรท่ี ๑ ในวรรคน้ี ซึ่งมีพระสตู ร ๑๐ สูตร ในแต่ละสูตร ทรงแสดงหมวดธรรม ๒ หมวด
คอื มจิ ฉัตตธรรม ๑๐ ประการ และสมั มัตตธรรม ๑๐ ประการ โดยทรงเนน้ ใหเ้ หน็ ลกั ษณะที่
ตรงกันขา้ ม และต้ังชอ่ื ตามลกั ษณะนัน้ ๆ เหมือนในสาธวุ รรค เช่น

เล่มท่ี ๑๖ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๒๔ 527

ในอริยมัคคสูตร ทรงแสดงมิจฉัตตธรรมว่าเป็นธรรมที่ไม่ใช่อริยมรรค และทรงแสดง
สัมมตั ตธรรมวา่ เปน็ ธรรมทเี่ ป็นอรยิ มรรค

ในกัณหมัคคสูตร ทรงแสดงมิจฉัตตธรรมว่าเป็นธรรมท่ีเป็นฝ่ายด�ำ และทรงแสดง
สมั มตั ตธรรมว่าเปน็ ธรรมทเ่ี ป็นฝ่ายขาว

๓.๔ จตุตถปัณณาสก์

๓.๔.๑ ปคุ คลวรรค
ปุคคลวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยบุคคล ชื่อนต้ี ัง้ ตามสาระสำ� คัญของพระสูตรทุกสตู ร
ในวรรคนี้ ซ่ึงมี ๑๒ สตู ร แต่ละสตู รกล่าวถึงบคุ คล ๒ ประเภทท่ีแตกตา่ งกนั รวม ๒๒ ประเภท
๑๒ คู่ ตามลักษณะแห่งธรรมท่ีถือปฏิบัติ คือ มิจฉัตตธรรม ๑๐ ประการ และสัมมัตตธรรม
๑๐ ประการ เช่น
ในเสวติ พั พสตู ร กลา่ วถงึ บคุ คลผมู้ มี จิ ฉตั ตธรรมวา่ เปน็ ผไู้ มค่ วรเสพ และผมู้ สี มั มตั ตธรรม
ว่าเปน็ ผู้ควรเสพ
ในภชิตัพพาทิสูตร กล่าวถึงบุคคลผู้มีมิจฉัตตธรรมว่าเป็นผู้ไม่ควรคบ และผู้มีสัมมัตต-
ธรรมว่าเปน็ ผูค้ วรคบ

๓.๔.๒ ชาณสุ โสณวิ รรค
ชาณุสโสณิวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยพราหมณ์ชื่อว่าชาณุสโสณิ ชื่อวรรคนี้ ต้ังตาม
สาระส�ำคัญของพระสตู รที่ ๑ และตามชื่อของพระสูตรที่ ๑๑ ในวรรคนี้ ซ่ึงมพี ระสูตร ๑๑ สตู ร
มใี จความส�ำคญั ดังนี้
พระสตู รท่ี ๑-๗ มเี น้ือหาสาระเหมอื นในปัจโจโรหณวิ รรคแหง่ ตติยปัณณาสก์ ต่างกัน
เพยี งหมวดธรรมทท่ี รงแสดง กลา่ วคอื ในปจั โจโรหณวิ รรค ทรงแสดง หมวดธรรม คอื มจิ ฉตั ตธรรม
๑๐ ประการ และสัมมัตตธรรม ๑๐ ประการ แต่ในวรรคน้ี ทรงแสดงหมวดธรรม คือ
อกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ และกุศล กรรมบถ ๑๐ ประการ เช่น
พราหมณปจั โจโรหณสิ ตู ร วา่ ดว้ ยพธิ ลี อยบาปของพราหมณ์ เหมอื นในปฐมปจั โจโรหณสิ ตู ร
อริยปจั โจโรหณิสตู ร ว่าดว้ ยพธิ ีลอยบาปของพระอริยะ เหมอื นในทตุ ิยปจั โจโรหณสิ ตู ร
พระสูตรท่ี ๘-๑๑ มีหมวดธรรมอยา่ งเดยี วกนั แต่มีรายละเอียดตา่ งกนั คอื
๘. กัมมนทิ านสูตร ว่าดว้ ยตน้ เหตุแห่งกรรม หมายถึงอกศุ ลมูล ๓ ประการ คือ โลภะ
โทสะ และโมหะ ทเ่ี ปน็ ต้นเหตใุ หเ้ กดิ อกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ

528 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสตุ ตนั ตปิฎก

๙. ปรกิ กมนสูตร วา่ ดว้ ยธรรมเปน็ ทางหลกี เล่ียง หมายถึงกศุ ลกรรมบถ ๑๐ ประการ
เปน็ ทางหลีกเลีย่ งส�ำหรบั บคุ คลผู้มอี กศุ ลกรรมบถ ๑๐ ประการ

๑๐. จนุ ทสูตร วา่ ดว้ ยนายจนุ ทกมั มารบตุ ร คือนายจนุ ทกัมมารบตุ รกราบทลู วธิ ที ำ� ให้
เกดิ ความสะอาดตามลทั ธิพราหมณใ์ ห้พระผมู้ ีพระภาคทรงทราบ

พระองค์จึงทรงแสดงความไม่สะอาดในทรรศนะของพระอริยะ คือ ความไม่สะอาด
ทางกาย ๓ อย่าง ความไม่สะอาดทางวาจา ๔ อย่าง และความไม่สะอาด ทางใจ ๓ อย่าง ไดแ้ ก่
อกศุ ลกรรมบถ ๑๐ ประการ ทรงชี้ให้เหน็ ชัดวา่ ผูป้ ระกอบดว้ ยอกศุ ลกรรมบถ ๑๐ ประการ
จะท�ำพิธีกรรมอย่างที่พราหมณ์บัญญัติไว้ หรือไม่ท�ำก็ตาม ก็คงเป็นคนไม่สะอาดอยู่น่ันเอง
เพราะอกุศลกรรมบถเป็นความไม่สะอาดและตัวท�ำให้ไม่สะอาด ท้ังยังเป็นเหตุให้เกิดในนรก
กำ� เนิดสัตว์ดิรัจฉาน เปรตวิสยั หรอื ทุคตอิ น่ื ๆ

สว่ นความสะอาดในทรรศนะของพระอริยะมนี ยั ตรงกันข้าม
๑๑. ชาณุสโสณิสูตร ว่าด้วยชาณุสโสณิพราหมณ์ทูลถามเร่ืองทาน คือทูลถามว่า
พวกตนได้ให้ทานอุทิศส่วนกุศลให้ญาติท่ีล่วงลับไปแล้ว พวกเขาจะได้รับ หรือไม่ พระองค์จึง
ตรสั เรอื่ งฐานะและอฏั ฐานะของผ้จู ะไดร้ บั สว่ นกุศล คือผู้ไปเกดิ ในภูมทิ เ่ี ปน็ ฐานะเทา่ น้นั จึงควร
ได้รับส่วนกุศล ซึ่งได้แก่ ปรทัตตูปชีวีเปต (เปรตผู้ต้องอาศัยส่วนกุศลของผู้อื่นเป็นอยู่)
สว่ นภมู อิ นื่ มมี นสุ สภมู เิ ปน็ ตน้ เปน็ ภมู ทิ ไ่ี มไ่ ดส้ ว่ นกศุ ลเพราะตา่ งกม็ อี าหารของตน ชอื่ วา่ อฏั ฐานะ
ในพระสูตรนี้ พระองค์ตรัสว่า อกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ และกุศลกรรมบถ ๑๐
ประการ เปน็ เหตุจำ� แนกสัตวใ์ ห้ไปเกิดในภูมติ า่ งๆ
๓.๔.๓ สาธุวรรค
สาธุวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยธรรมท่ีดีและธรรมท่ีไม่ดี ชื่อวรรคนี้ต้ังตามช่ือของ
พระสตู รที่ ๑ ในวรรคนี้ ซ่ึงมีพระสตู ร ๑๑ สตู ร สาระส�ำคญั ของพระสูตร ในวรรคน้เี หมือนใน
สาธุวรรคแห่งตติยปัณณาสก์ ต่างกันแต่เพียงหมวดธรรมท่ีทรง แสดง กล่าวคือ ในสาธุวรรค
แหง่ ตตยิ ปัณณาสก์ ทรงแสดงมิจฉตั ตธรรม ๑๐ ประการ และสมั มตั ตธรรม ๑๐ ประการ แตใ่ น
วรรคน้ีทรงแสดงอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ และกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ (ดูสาธุวรรค
แหง่ ตติยปัณณาสก์ประกอบ)
๓.๔.๔ อริยมัคควรรค
อริยมัคควรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยธรรมท่ีเป็นอริยมรรค ชื่อวรรคนี้ตั้งตามชื่อ
ของพระสูตรที่ ๑ ในวรรคนี้ ซึ่งมีพระสูตร ๑๐ สูตร สาระส�ำคัญของพระสูตรในวรรคน้ี

เล่มที่ ๑๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๒๔ 529

เหมือนในอริยมัคควรรคแห่งตติยปัณณาสก์ ต่างกันเพียงหมวดธรรมที่ทรงแสดง กล่าวคือ
ในอริยมัคควรรคแหง่ ตตยิ ปัณณาสก์ ทรงแสดง มิจฉัตตธรรม ๑๐ ประการ และสมั มตั ตธรรม
๑๐ ประการ แตใ่ นวรรคนที้ รงแสดงอกศุ ลกรรมบถ ๑๐ ประการ และกศุ ลกรรมบถ ๑๐ ประการ
(ดอู รยิ มัคควรรคแหง่ ตติยปัณณาสก์ประกอบ)

๓.๔.๕ อปรปคุ คลวรรค
อปรปคุ คลวรรค แปลว่า หมวดว่าดว้ ยบคุ คล อกี หมวดหนงึ่ ชอ่ื น้ตี ั้งตามสาระ สำ� คญั
ของพระสตู รทั้ง ๑๒ สูตรในวรรคนี้ แต่ละสตู รกลา่ วถึงบคุ คล ๒ ประเภทท่ีแตกต่างกนั รวมเปน็
๒๒ ประเภท ตามลกั ษณะของธรรมทถี่ อื ปฏบิ ตั เิ หมอื นในปคุ คลวรรคท่ี ๑ ตา่ งกนั แตห่ มวดธรรม
กล่าวคือ ในปุคคลวรรคแรกมีหมวดธรรม คือ มิจฉัตตธรรม ๑๐ ประการ และสัมมัตตธรรม
๑๐ ประการ แตใ่ นปคุ คลวรรคนมี้ หี มวดธรรม คอื อกศุ ลกรรมบถ ๑๐ ประการ และกศุ ลกรรมบถ
๑๐ ประการ เช่น นเสวิตัพพาทิสตู ร กลา่ วถงึ บคุ คลผมู้ ีอกุศลกรรมบถวา่ เปน็ ผไู้ ม่ควรเสพ และ
ผมู้ กี ศุ ลกรรมบถว่าเป็นผคู้ วรเสพ

๓.๕ ปัญจมปณั ณาสก์

๓.๕.๑ กรชกายวรรค
กรชกายวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยกรชกาย คำ� วา่ กรชกาย หมายถงึ ร่างกายท่ีเกิด
จากผลแหง่ กรรมเก่า ชอื่ นตี้ ง้ั ตามช่ือพระสตู รท่ี ๙ ในวรรคนี้ ซ่งึ มีพระสตู ร ๑๐ สตู ร แต่ละสตู ร
มใี จความสำ� คัญดังนี้
๑-๔. ปฐมนริ ยสคั คสูตร ทตุ ิยนิรยสัคคสตู ร มาตคุ ามสตู ร และอปุ าสิกาสูตร ต่างวา่ ดว้ ย
อกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการเป็นเหตใุ หเ้ กิดในนรก และกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการเปน็ เหตใุ ห้
เกดิ ในสวรรค์ ตา่ งกันเพยี งบุคคลท่ีทรงยกขึน้ แสดงประกอบ
๕. วิสารทสูตร ว่าด้วยธรรมที่เป็นเหตุให้เป็นผู้ไม่แกล้วกล้าและธรรมเป็นเหตุให้เป็น
ผู้แกล้วกล้า หมายถึงอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ และกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการส�ำหรับ
ผู้ครองเรอื น
๖. สงั สปั ปตปิ รยิ ายสตู ร วา่ ดว้ ยเหตแุ หง่ ความกระเสอื กกระสน หมายถงึ อกศุ ลกรรมบถ
๑๐ ประการ ที่วา่ เป็นเหตุแห่งความกระเสอื กกระสน เพราะสง่ ผล ใหม้ คี ติคด มอี ุบตั คิ ด คือ
ให้เกิดในนรก หรือก�ำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน และทรงแสดงกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการว่าเป็นเหตุ

530 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสุตตันตปิฎก

แหง่ ความไม่กระเสอื กกระสน คือส่งผลให้มีคติ มอี ุบัติตรง ไดแ้ ก่เกิดเป็นคนมีสุข หรอื เกดิ เป็น
คนมีตระกูลสงู ตามกฎแหง่ กรรม

๗-๘. ปฐมสัญเจตนิกสูตร และทุติยสัญเจตนิกสูตร ต่างว่าด้วยกรรมท่ีสัตว์เจตนา
ส่งั สม หมายถงึ อกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการท่ีสัตว์ทำ� ดว้ ยอกศุ ลเจตนา และกุศลกรรมบถ ๑๐
ประการท่ีสัตว์ท�ำด้วยกุศลเจตนา กรรมท่ีท�ำด้วยอกุศลเจตนาส่งผลให้ได้รับทุกข์ คือไปเกิด
ในอบาย ทุคติ วนิ บิ าต นรก ส่วนกรรมทที่ �ำดว้ ยกุศลเจตนา ส่งผลใหไ้ ด้รบั สุข คอื ไปเกิดในสคุ ติ
โลกสวรรค์

๙. กรชกายสูตร ว่าด้วยบาปกรรมท่ีกรชกายเคยท�ำ ในพระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาค
ทรงชี้ให้เห็นว่าทุกคนก�ำลังเสวยผลแห่งกรรมท่ีตนเคยท�ำไว้ในชาติก่อน โดยให้พิจารณาตาม
อปั ปมัญญา ๔ ประการ เม่ือเห็นชัดแล้ว จะเปน็ เหตใุ หต้ ัดผลแหง่ กรรมเก่า ไมท่ �ำอกุศลกรรม
ใหมอ่ ีกต่อไป และเปน็ เหตใุ หไ้ ดบ้ รรลผุ ลอย่างตำ่� กเ็ ปน็ อนาคามี

๑๐. อธมั มจรยิ าสูตร ว่าดว้ ยความประพฤตอิ ธรรม หมายถึงความประพฤติ ท่ไี ม่เป็น
ธรรมทางกาย วาจา และใจ ไดแ้ ก่ อกศุ ลกรรมบถ ๑๐ ประการทเ่ี ปน็ เหตปุ จั จยั ใหไ้ ปเกดิ ในอบาย
ทคุ ติ วนิ ิบาต และนรก เหมอื นในพระสตู รท่ี ๗-๘ ต่างกันแตช่ อ่ื เทา่ นั้น และความประพฤตทิ ี่
เป็นธรรมมีนัยตรงกันข้าม

๓.๕.๒ สามญั ญวรรค
สามัญญวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยธรรมทั่วไป หมายถึงหมวดธรรมท่ีมีหัวข้อธรรม
เกิน ๑๐ ประการ โดยขยายเพ่มิ หวั ข้อธรรมจากหมวดธรรมเดยี วกัน ของแตล่ ะฝ่าย คอื อกุศล
กรรมบถ ๑๐ ประการ และกศุ ลกรรมบถ ๑๐ ประการ ออกเป็นหมวดธรรมมหี วั ข้อธรรม ๒๐
ประการบา้ ง ๓๐ ประการบา้ ง ๔๐ ประการ บา้ ง ซึง่ เกนิ เกณฑ์ก�ำหนดของทสกนิบาต ช่ือวรรค
นี้จึงตง้ั ตามลกั ษณะหมวดธรรมของพระสตู รทกุ สูตรในวรรคนี้ ซึง่ มีท้งั หมด ๑๖ สูตร สามารถ
จดั แบง่ ตามเน้อื หาสาระท่เี หมือนกนั ได้ ๔ ชดุ ชุดละ ๔ สตู ร ดงั น้ี
ชดุ ท่ี ๑ วา่ ด้วยธรรมเปน็ เหตุให้เกดิ ในนรกและธรรมเปน็ เหตใุ ห้เกดิ ในสวรรค์
ชุดท่ี ๒ ว่าดว้ ยธรรมเปน็ เหตุให้ถกู ก�ำจดั ถกู ท�ำลาย และธรรมเปน็ เหตไุ มใ่ หถ้ กู ก�ำจัด
ไม่ให้ถกู ท�ำลาย
ชุดท่ี ๓ ว่าด้วยธรรมเปน็ เหตใุ ห้เกิดในอบาย ทุคติ วนิ บิ าต นรก และธรรมเป็นเหตุให้
เกดิ ในสุคตโิ ลกสวรรค์
ชดุ ที่ ๔ วา่ ดว้ ยธรรมเป็นเหตใุ ห้รูว้ า่ เป็นพาล และธรรมเป็นเหตใุ ห้รวู้ ่าเป็น บณั ฑิต

เลม่ ที่ ๑๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๔ 531

ท้งั ๔ สูตรในแตล่ ะชดุ ของวรรคน้ี กลา่ วถงึ หมวดธรรมต่างจ�ำนวนหัวข้อธรรมกัน คือ
สตู รที่ ๑ กล่าวถงึ ธรรม ๑๐ ประการ สูตรที่ ๒ กลา่ วถึงธรรม ๒๐ ประการ โดยเพ่มิ หัวขอ้ ธรรม
ที่เก่ียวข้องกับหมวดธรรมของสตู รท่ี ๑ เข้ามาหัวข้อละ ๑ สูตรที่ ๓ กล่าวถงึ ธรรม ๓๐ ประการ
โดยเพมิ่ เตมิ หวั ข้อธรรมในสูตรท่ี ๒ เข้ามาอกี หวั ข้อละ ๑ สตู รท่ี ๔ กลา่ วถงึ ธรรม ๔๐ ประการ
โดยเพม่ิ เตมิ หัวข้อธรรมในสูตร ท่ี ๓ เข้ามาอีกหวั ขอ้ ละ ๑ เชน่

สูตรท่ี ๒
ฝ่ายอกศุ ล ฝ่ายกศุ ล
๑. ตนเองเป็นผู้ฆ่าสตั ว์ ๑. ตนเองเปน็ ผเู้ ว้นขาดจากการฆา่ สัตว์
๒. ชกั ชวนผอู้ ืน่ ให้ฆา่ สตั ว์ ๒. ชักชวนผอู้ ่นื ให้งดเว้นจากการฆ่าสตั ว์
สูตรที่ ๓
ฝา่ ยอกุศล ฝา่ ยกศุ ล
๑. ตนเองเปน็ ผฆู้ า่ สตั ว์ ๑. ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์
๒. ชักชวนผอู้ ่นื ให้ฆ่าสตั ว์ ๒. ชักชวนผู้อืน่ ใหง้ ดเวน้ จากการฆ่าสัตว์
๓. เป็นผู้พอใจการฆ่าสตั ว์ ๓. เป็นผู้พอใจการงดเวน้ จากการฆ่าสตั ว์
สูตรที่ ๔
ฝา่ ยอกศุ ล ฝ่ายกศุ ล
๑. ตนเองเปน็ ผฆู้ า่ สตั ว ์ ๑. ตนเองเปน็ ผเู้ วน้ ขาดจากการฆ่าสตั ว์
๒. ชกั ชวนผู้อ่ืนใหฆ้ ่าสัตว ์ ๒. ชกั ชวนผูอ้ ื่นให้งดเวน้ จากการฆา่ สัตว์
๓. เป็นผู้พอใจการฆ่าสัตว์ ๓. เป็นผ้พู อใจการงดเว้นจากการฆ่าสตั ว์
๔. สรรเสริญการฆ่าสัตว์ ๔. สรรเสรญิ การงดเว้นจากการฆา่ สัตว์

๓.๖ เปยยาล

๑. ราคเปยยาล
ราคเปยยาล แปลว่า หมวดธรรมที่ทรงแสดงโดยยอ่ มีราคะเปน็ ตน้ หมายถึง นอกจาก
ราคะแลว้ ยังมีอกศุ ลธรรมอีก ๑๖ ประการ รวมเป็น ๑๗ ประการ คือ
๑. ราคะ ๒. โทสะ ๓. โมหะ
๔. โกธะ ๕. อุปนาหะ ๖. มกั ขะ
๗. ปฬาสะ ๘. อิสสา ๙. มัจฉริยะ

532 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสุตตันตปฎิ ก

๑๐. มายา ๑๑. สาเถยยะ ๑๒. ถัมภะ
๑๓. สารมั ภะ ๑๔. มานะ ๑๕. อตมิ านะ
๑๖. มทะ ๑๗. ปมาทะ
แต่ละประการมเี ปา้ หมาย ๑๐ เปา้ หมาย(๑๐ เพื่อ เช่น เพ่ือรยู้ ่งิ ) เปา้ หมายละ ๑ สตู ร
รวมเป็น ๑๗๐ สตู ร (๑๐ เป้าหมาย x อกศุ ลธรรม ๑๗ ประการ) น้เี ป็นการค�ำนวณพระสตู ร
จากการเจรญิ ธรรม ๑๐ ประการ หมวดท่ี ๑ แตใ่ นราคเปยยาลแหง่ ทสกนิบาตนม้ี หี มวดธรรมที่
ควรเจริญ ๓ หมวด จงึ รวมเปน็ ๕๑๐ สูตร (๑๗๐ สูตร x ๓ หมวดธรรม) เชน่ ๑๐ สตู รแรกใน
หมวดธรรมที่ ๑ มีความเต็มดังน้ี
สูตรท่ี ๑ ภกิ ษทุ ้ังหลาย บุคคลควรเจริญธรรม ๑๐ ประการ เพื่อรู้ยงิ่ ราคะ ธรรม ๑๐
ประการ อะไรบา้ ง คือ (๑) อสุภสญั ญา (๒) มรณสญั ญา (๓) อาหาเร ปฏกิ ลู สัญญา (๔) สพั พโล
เก อนภริ ตสัญญา (๕) อนิจจสัญญา (๖) อนจิ เจ ทกุ ขสัญญา (๗) ทกุ เข อนัตตสญั ญา (๘) ปหาน
สญั ญา (๙) วริ าคสญั ญา (๑๐) นิโรธสัญญา
สตู รที่ ๒ ภิกษทุ ัง้ หลาย บุคคลควรเจรญิ ธรรม ๑๐ ประการ เพอื่ ก�ำหนด รรู้ าคะ ธรรม
๑๐ ประการ อะไรบา้ ง คือ ...
สูตรที่ ๓ ภกิ ษุทงั้ หลาย บคุ คลควรเจรญิ ธรรม ๑๐ ประการ เพ่ือความสิน้ ราคะ ธรรม
๑๐ ประการ อะไรบ้าง คือ ...
สตู รท่ี ๔ ภิกษุท้งั หลาย บุคคลควรเจรญิ ธรรม ๑๐ ประการ เพอื่ ละราคะ ธรรม ๑๐
ประการ อะไรบ้าง คือ ...
สตู รที่ ๕ ภกิ ษทุ ้ังหลาย บคุ คลควรเจริญธรรม ๑๐ ประการ เพือ่ ความ ส้ินไปแห่งราคะ
ธรรม ๑๐ ประการ อะไรบ้าง คอื ...
สตู รท่ี ๖ ภกิ ษทุ ง้ั หลาย บุคคลควรเจริญธรรม ๑๐ ประการ เพือ่ ความเส่อื มไปแห่ง
ราคะ ธรรม ๑๐ ประการ อะไรบา้ ง คือ ...
สูตรที่ ๗ ภิกษุท้งั หลาย บคุ คลควรเจริญธรรม ๑๐ ประการ เพอื่ ความ คลายไปแหง่
ราคะ ธรรม ๑๐ ประการ อะไรบ้าง คือ ...
สตู รท่ี ๘ ภกิ ษุทัง้ หลาย บุคคลควรเจรญิ ธรรม ๑๐ ประการ เพอื่ ความ ดบั ไปแหง่ ราคะ
ธรรม ๑๐ ประการ อะไรบ้าง คอื ...
สูตรท่ี ๙ ภิกษุทงั้ หลาย บคุ คลควรเจริญธรรม ๑๐ ประการ เพ่อื ความสละ ราคะ ธรรม
๑๐ ประการ อะไรบ้าง คือ ...
สตู รที่ ๑๐ ภิกษทุ ัง้ หลาย บุคคลควรเจรญิ ธรรม ๑๐ ประการ เพ่อื ความ สละคืนราคะ
ธรรม ๑๐ ประการ อะไรบา้ ง คอื ...

เลม่ ท่ี ๑๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๒๔ 533

พระสตู ร ๑๐ สตู รแรกในหมวดธรรมที่ ๒ คอื สัญญา ๑๐ (อกี หมวดหนึง่ ) มีนยั เชน่
เดียวกันน้ี ต่างกันเพียงหมวดธรรมทค่ี วรเจริญเท่านนั้ คอื เปลีย่ นจาก สญั ญา ๑๐ ข้างต้นนั้น
เปน็ สัญญา ๑๐ อีกหมวดหนึง่ แสดงพอเป็นตัวอย่าง ๑ สูตรดงั นี้

สตู รที่ ๑ ภกิ ษุทัง้ หลาย บคุ คลควรเจริญธรรม ๑๐ ประการ เพ่อื รู้ยง่ิ ราคะ ธรรม ๑๐
ประการ อะไรบา้ ง คือ (๑) อนจิ จสัญญา (๒) อนตั ตสัญญา (๓) อาหาเร ปฏิกลู สัญญา (๔) สัพพ-
โลเก อนภริ ตสัญญา (๕) อฏั ฐิกสัญญา (๖) ปุฬวุ กสัญญา (๗) วินลี กสัญญา (๘) วปิ ุพพกสัญญา
(๙) วจิ ฉทิ ทกสัญญา (๑๐) อทุ ธุมาตกสญั ญา

พระสูตร ๑๐ สูตรแรกในหมวดธรรมที่ ๓ มนี ัยเชน่ เดียวกนั น้ี ต่างกันเพียงหมวดธรรม
ท่คี วรเจริญเท่าน้นั คือ เปลย่ี นจากสัญญา ๑๐ ทั้งสองหมวดนนั้ เป็นสัมมตั ตธรรม ๑๐ แสดง
พอเป็นตวั อยา่ ง ๑ สตู รดังน้ี

สูตรที่ ๑ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลควรเจริญธรรม ๑๐ ประการ เพื่อรู้ยิ่งราคะ ธรรม
๑๐ ประการ อะไรบา้ ง คือ (๑) สัมมาทฏิ ฐิ (๒) สัมมาสงั กัปปะ (๓) สัมมาวาจา (๔) สมั มา-
กมั มนั ตะ (๕) สมั มาอาชวี ะ (๖) สมั มาวายามะ (๗) สมั มาสติ (๘) สมั มาสมาธิ (๙) สมั มาญาณะ
(๑๐) สัมมาวมิ ตุ ติ

พระสูตรอกี ๔๘๐ สตู รตอ่ ไป ต่างว่าด้วยการเจริญธรรมท้ัง ๓ หมวดน้ี เพ่อื จดั การกับ
อกุศลธรรมทเ่ี หลืออกี ๑๖ ตวั ตัวละ ๓๐ สตู ร เชน่ เดียวกบั ๓๐ สตู รแรก

เอกาทสกนบิ าต

๑. จ�ำนวนวรรคและพระสูตรในเอกาทสกนิบาต
เอกาทสกนิบาต คือ หมวดพระสูตรท่ีมีหัวข้อธรรมพระสูตรละ ๑๑ ข้อ มีทั้งหมด
๖๗๑ สตู ร แบ่งเป็น ๓ วรรค กับหัวขอ้ เปยยาล ๑ ข้อ มีรายละเอียดดังตอ่ ไปนี้
๑. นิสสยวรรค มี ๑๐ สตู ร คอื
๑. กิมัตถยิ สูตร ๒. เจตนากรณยี สูตร
๓. ปฐมอปุ นิสาสูตร ๔. ทุติยอุปนสิ าสูตร
๕. ตติยอปุ นิสาสตู ร ๖. พยสนสูตร
๗. ปฐมสัญญาสตู ร ๘. มนสกิ ารสตู ร
๙. สันธสูตร ๑๐. โมรนวิ าปสตู ร
๒. อนุสสติวรรค มี ๑๑ สตู ร คอื
๑. ปฐมมหานามสตู ร ๒. ทตุ ิยมหานามสตู ร

534 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก

๓. นันทยิ สตู ร ๔. สุภตู สิ ตู ร
๕. เมตตาสูตร ๖. อัฏฐกนาครสตู ร
๗. โคปาลสตู ร ๘. ปฐมสมาธิสตู ร
๙. ทุติยสมาธสิ ูตร ๑๐. ตตยิ สมาธสิ ูตร
๑๑. จตตุ ถสมาธสิ ูตร

๓. สามญั ญวรรค มี ๔๘๐ สตู ร
เปยยาล
๑. ราคเปยยาล มี ๑๗๐ สูตร

๒. ชอ่ื และทม่ี าของพระสูตรในเอกาทสกนบิ าต
ในเอกาทสกนิบาต มีพระสูตร ๖๗๑ สูตร มีชื่อปรากฏเพียง ๒๑ สูตร คือ ยกเว้น

๔๘๐ สตู รในสามญั ญวรรค และ ๑๗๐ สูตรในราคเปยยาลทไ่ี มม่ ีชือ่ และมที ี่มาทีป่ รารภบคุ คล
และสถานท่ี หรือปรารภเฉพาะบุคคลอย่างเดียว ปรารภเฉพาะสถานที่อย่างเดียว ซ่ึงเรียกว่า
นิทานวจนะ ปรากฏเพียง ๑๖ สตู ร คือ

ในนิสสยวรรค ๗ สูตร ได้แก่ (๑) กิมัตถิยสูตร (๒) ทุติยอุปนิสาสูตร (๓) ตติย-
อปุ นสิ าสูตร (๔) ปฐมสญั ญาสตู ร (๕) มนสิการสูตร (๖) สันธสตู ร (๗) โมรนิวาปสูตร

ในอนุสสติวรรค ๙ สูตร ได้แก่ (๑) ปฐมมหานามสูตร (๒) ทุติยมหานามสูตร
(๓) นันทิยสูตร (๔) สุภูติสูตร (๕) อัฏฐกนาครสูตร (๖) ปฐมสมาธิสูตร (๗) ทุติยสมาธิสูตร
(๘) ตติยสมาธสิ ตู ร (๙) จตุตถสมาธิสูตร

๓. ความหมายและใจความสำ� คัญของแตล่ ะวรรคในเอกาทสกนิบาต

๓.๑ นิสสยวรรค

นิสสยวรรค แปลวา่ หมวดว่าดว้ ยนิสสยั คำ� วา่ นสิ สยั แปลวา่ ทอ่ี าศัย ในที่น้ีหมายถึง
กสิณซึ่งเป็นที่ท่ีจิตเกาะหรือยึดหน่วง เพ่ือเพ่งให้เกิดสมาธิ ช่ือวรรคน้ี ต้ังตามสาระส�ำคัญของ
พระสูตรที่ ๙ คอื สันธสูตรในวรรคน้ี ซง่ึ มี ๑๐ สตู ร แต่ละสตู ร มใี จความสำ� คัญดงั นี้

๑-๕. กิมัตถิยสูตร เจตนากรณียสูตร ปฐมอุปนิสาสูตร ทุติยอุปนิสาสูตร และ
ตติยอุปนิสาสูตร มีชื่อและสาระส�ำคัญเหมือนกับพระสูตรที่ ๑-๕ ในอานิสังสวรรคแห่ง
ทสกนิบาต ต่างกันเพียงจ�ำนวนหัวข้อธรรมท่ีเพ่ิมขึ้นเป็น ๑๑ ข้อ ตามเกณฑ์ของนิบาต คือ

เลม่ ที่ ๑๖ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๔ 535

แต่ละสูตรแยกนิพพิทาและวิราคะซึ่งเป็นหัวข้อธรรมเดียวกันในธรรม ๑๐ ประการแห่ง
ทสกนิบาตออกเปน็ ๒ ขอ้ ในเอกาทสกนิบาต

๖. พยสนสูตร ว่าด้วยความพินาศ ๑๑ อย่าง ของภิกษุผู้ด่าบริภาษเพ่ือนพรหมจารี
วา่ ร้ายพระอริยะ

๗. ปฐมสญั ญาสตู ร วา่ ด้วยสญั ญา สูตรท่ี ๑ ซ่งึ มีสาระส�ำคญั เหมือนกับพระสูตรท่ี ๖
(สมาธิสตู ร) ในอานิสังสวรรค แห่งปฐมปณั ณาสก์ ทสกนบิ าต แต่เพม่ิ อารมณเ์ ขา้ มาอกี ๑ ข้อ
ตามเกณฑ์ของนบิ าต

๘. มนสกิ ารสตู ร ว่าด้วยมนสกิ าร ซง่ึ มสี าระสำ� คัญเหมอื นกับปฐมสัญญาสตู ร ต่างกัน
เพยี งค�ำท่ีเป็นชอ่ื ของสตู ร คอื สญั ญากบั มนสิการ

๙. สันธสูตร ว่าด้วยพระธรรมเทศนาท่ีทรงแสดงแก่พระสันธะ ใจความส�ำคัญของ
พระสตู รนคี้ อื ทรงแสดงธรรมลกั ษณะนสิ ยั ของมา้ กระจอกเปรยี บเทยี บกบั ของคนกระจอก ของ
มา้ อาชาไนยเปรียบเทยี บกับของบุรษุ อาชาไนย กล่าวคือ ม้ากระจอกเม่ืออยใู่ กล้สง่ิ ใด กเ็ พง่ เลง็
อย่แู ต่สงิ่ นัน้ คนกระจอกกเ็ หมือนกัน เพง่ เลง็ อยู่แตธ่ รรม ๑๑ ประการ คอื ธาตุ ๔ อรูปฌาน ๔
โลกน้ี โลกหนา้ และอารมณ์ ไมม่ ีปญั ญาท่จี ะสลดั ออกไป สว่ นม้าอาชาไนยและบุรุษอาชาไนย
มลี กั ษณะนสิ ัยตรงกันข้าม คอื พจิ ารณาเหน็ โทษของส่ิงท่เี พ่งแล้วสลดั ออกไปได้

๑๐. โมรนวิ าปสตู ร วา่ ดว้ ยปรพิ พาชการามชอ่ื วา่ โมรนวิ าปะ ซง่ึ เปน็ ทท่ี พ่ี ระผมู้ พี ระภาค
ประทับแสดงพระสูตรน้ี สาระส�ำคัญของพระสูตรนี้ ได้แก่ หมวดธรรม ๔ หมวด คือ
(๑) ธรรมขนั ธ์ ๓ ไดแ้ ก่ สลี ขนั ธ์ สมาธขิ นั ธ์ และปญั ญาขนั ธ์ (๒) ปาฏหิ ารยิ ์ ๓ ไดแ้ ก่ อทิ ธปิ าฏหิ ารยิ ์
อาเทสนาปาฏิหาริย์ อนุสาสนีปาฏิหาริย์ (๓) ธรรม ๓ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาญาณะ
สัมมาวมิ ุตติ (๔) ธรรม ๒ คือ วิชชาและจรณะ ซ่ึงเป็นเหตุใหภ้ กิ ษบุ รรลจดุ หมายสูงสุด

ธรรมหมวดที่ ๑-๓ มาจากโมรนวิ าปสูตรท่ี ๑-๓ ในโยธาชีววรรคแห่งตกิ นิบาต (อง.ฺ ติก.
๒๐/๑๔๔-๑๔๖/๒๘๔)

๓.๒ อนุสสตวิ รรค

อนุสสติวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยอนุสสติ หมายถึง พุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ
สีลานุสสติ จาคานุสสติ และเทวตานุสสติ ซ่ึงเป็นสาระส�ำคัญ ส่วนหนึ่งของพระสูตรที่ ๑-๓
ในวรรคน้ี และเป็นทม่ี าของช่ือวรรคน้ี ทมี่ ี ๑๑ สูตร แตล่ ะสูตรมใี จความสำ� คญั ดงั นี้

๑-๓. ปฐมมหานามสูตร ทุติยมหานามสูตร และนันทิยสูตร มีสาระส�ำคัญคล้ายกัน
โดยเฉพาะพระสูตรที่ ๑-๒ มีหมวดธรรมเดียวกัน คือ ธรรมเป็น เคร่ืองอยู่ ๑๑ ประการ

536 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก

ท่ที รงแสดงแก่เจา้ ศากยะพระนามว่ามหานามะ
ธรรม ๑๑ ประการ แบง่ เปน็ ๒ หมวด คือ
(๑) ธรรม ๕ ประการ ไดแ้ ก่
๑. เปน็ ผมู้ ีศรทั ธา ๒. เป็นผู้ปรารภความเพียร
๓. เปน็ ผู้มีสติตัง้ ม่ัน ๔. เป็นผมู้ จี ติ ต้ังมน่ั
๕. เป็นผ้มู ีปญั ญา
(๒) ธรรม ๖ ประการ ไดแ้ ก่
๑. พทุ ธานุสสติ ๒. ธัมมานุสสติ
๓. สังฆานุสสติ ๔. สลี านสุ สติ
๕. จาคานสุ สติ ๖. เทวตานสุ สติ
ส่วนนันทิยสูตร พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมเป็นเครื่องอยู่ ๑๑ ประการ แก่
เจ้าศากยะพระนามว่ามหานามะ คล้ายกับ ๒ สูตรแรก ส่วนท่ีต่างกัน คือ หมวดธรรมที่ ๑
มหี วั ข้อธรรม ๖ ข้อ โดยเพิ่มความเป็นผู้มีศลี มาเป็นข้อท่ี ๖ และหมวดธรรมที่ ๒ มีหวั ข้อธรรม
๕ ข้อ โดยเปลี่ยนสงั ฆานสุ สตเิ ป็นกัลยาณมติ ตานุสสตแิ ละตดั สีลานสุ สตอิ อกไป
๔. สุภูติสูตร ว่าด้วยพระธรรมเทศนาท่ีทรงแสดงแก่พระสุภูติ ได้แก่ ลักษณะของ
ผู้มีศรัทธา ๑๑ ประการ กล่าวโดยย่อคือ (๑) เป็นผู้มีศีล (๒) เป็นพหูสูต (๓) เป็นผู้มีมิตรดี
(๔) เป็นผู้ว่าง่าย (๕) เป็นผู้ขยันช่วยเหลือการงานของเพื่อน พรหมจารี (๖) เป็นผู้ใคร่ธรรม
(๗) เป็นผู้ปรารภความเพียร (๘) เป็นผู้ได้ฌาน (๙) เป็นผู้ได้ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ
(๑๐) เปน็ ผ้ไู ดจ้ ตปู ปาตญาณ (๑๑) เปน็ ผ้ไู ด้อาสวกั ขยญาณ
๕. เมตตาสูตร ว่าด้วยอานิสงส์ของเมตตา หมายถึงผลแห่งเมตตาเจโตวิมุตติที่บุคคล
เสพ เจริญ ทำ� ให้มาก มี ๑๑ ประการ
๖. อฏั ฐกนาครสูตร วา่ ดว้ ยคหบดีชาวอัฏฐกนคร สาระส�ำคญั ของพระสตู รน้ี คอื ท่าน
พระอานนทแ์ สดงธรรมที่เป็นเอกของภกิ ษุ ๑๑ ประการแก่คหบดชี าว อฏั ฐกนคร กล่าวโดยย่อ
คือ ฌาน ๔ อปั ปมัญญา ๔ และอรูปฌาน ๓
๗. โคปาลสตู ร วา่ ดว้ ยองคป์ ระกอบของนายโคบาล ทพี่ ระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงเปรยี บ
เทียบกับองค์ประกอบของภิกษุ คือองค์ประกอบที่เป็นเหตุให้คนเล้ียง โคไม่สามารถเล้ียงโค
ให้เจริญ ให้เพ่ิมขึ้นได้ และองค์ประกอบที่เป็นเหตุให้นาย โคบาลสามารถเลี้ยงโคให้เจริญ
ให้เพ่ิมข้ึนได้ เปรียบเทียบกับองค์ประกอบท่ีเป็นเหตุให้ภิกษุไม่สามารถเจริญงอกงามไพบูลย์
ในพระธรรมวินัยได้ และองค์ประกอบที่เป็นเหตุให้ภิกษุสามารถเจริญงอกงามไพบูลย์ใน
พระธรรมวนิ ยั ได้องคป์ ระกอบของนายโคบาลทง้ั ฝา่ ยเสอื่ มและฝา่ ยเจรญิ มฝี า่ ยละ๑๑ขอ้ แตล่ ะขอ้

เลม่ ที่ ๑๖ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๒๔ 537

ของแต่ละฝ่ายตรงกับของภิกษุทุกประการ ต่างกันแต่ความหมาย คือ ของนายโคบาล
มคี วามหมาย ในทางโลก แต่ของภกิ ษุมคี วามหมายในทางธรรม

๘-๑๑. ปฐมสมาธิสูตร ทตุ ยิ สมาธิสตู ร ตตยิ สมาธสิ ตู ร และจตตุ ถสมาธสิ ตู ร ตา่ งว่าดว้ ย
การได้สมาธิของภิกษุ โดยไมต่ อ้ งมีสัญญาในอารมณ์ ๑๑ อย่าง ซึ่งมีสาระ สำ� คัญอยา่ งเดยี วกับ
ปฐมสัญญาสูตรในนสิ สยววรค ตา่ งกนั ที่ใชส้ มาธิแทนสญั ญา

๓.๓ สามญั ญวรรค

สามัญญวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยสามัญญลักษณะ หมายถึงลักษณะท่ีสิ่งท้ังหลาย
มีเหมือนกนั ได้แก่
๑. ความไม่เทีย่ ง ๒. ความเป็นทกุ ข์
๓. ความเปน็ อนตั ตา ๔. ความสน้ิ ไป
๕. ความเสอ่ื มไป ๖. ความคลายไป
๗. ความดับไป ๘. ความสละคนื
สามัญญลักษณะ ๘ ประการนี้ เป็นสาระส�ำคัญของพระสูตรทุกสูตรในวรรคนี้ ซ่ึงมี
พระสตู ร ๔๘๐ สูตร และเป็นท่มี าของชอื่ วรรค
พระสตู รทั้ง ๔๘๐ สูตร ต่างวา่ ดว้ ยสง่ิ ทัง้ หลาย คือธรรม ๖๐ ประการ แต่ละประการ
มีสามัญญลกั ษณะ ๘ ประการ ประการละ ๑ สตู ร จงึ รวมเปน็ ๔๘๐ สตู ร (ธรรม ๖๐ ประการ
x สามัญญลักษณะ ๘ ประการ) ธรรม ๖๐ ประการน้ันจัดแบ่งเป็นหมวดได้ ๑๐ หมวด
หมวดละ ๖ ประการ คอื
หมวดท่ี ๑ ว่าดว้ ยอายตนะภายใน ๖ ไดแ้ ก่ (๑) จักษุ (๒) โสตะ (๓) ฆานะ (๔) ชวิ หา
(๕) กาย (๖) มนะ(ใจ)
หมวดที่ ๒ ว่าด้วยอายตนะภายนอก ๖ ได้แก่ (๑) รูป (๒) เสียง (๓) กลิ่น (๔) รส
(๕) โผฏฐัพพะ (๖) ธรรมารมณ์
หมวดท่ี ๓ ว่าด้วยวญิ ญาณ ๖ ไดแ้ ก่ (๑) จักขุวิญญาณ (๒) โสตวญิ ญาณ (๓) ฆาน-
วญิ ญาณ (๔) ชิวหาวญิ ญาณ (๕) กายวิญญาณ (๖) มโนวิญญาณ
หมวดที่ ๔ ว่าด้วยสัมผัส ๖ ได้แก่ (๑) จักขุสัมผัส (๒) โสตสัมผัส (๓) ฆานสัมผัส
(๔) ชิวหาสัมผสั (๕) กายสมั ผสั (๖) มโนสัมผสั
หมวดท่ี ๕ ว่าด้วยเวทนา ๖ ได้แก่ (๑) เวทนาที่เกดิ แตจ่ กั ขุสัมผัส (๒) เวทนา ท่ีเกิดแต่

538 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก

โสตสมั ผัส (๓) เวทนาทีเ่ กดิ แต่ฆานสมั ผัส (๔) เวทนาทเี่ กิดแต่ชิวหาสมั ผสั (๕) เวทนาทเี่ กดิ แต่
กายสมั ผัส (๖) เวทนาที่เกดิ แตม่ โนสมั ผัส
หมวดที่ ๖ ว่าด้วยสญั ญา ๖ ไดแ้ ก่ (๑) รูปสัญญา (๒) สัททสัญญา (๓) คนั ธสญั ญา
(๔) รสสญั ญา (๕) โผฏฐพั พสัญญา (๖) ธมั มสญั ญา
หมวดที่ ๗ ว่าด้วยสัญเจตนา ๖ ได้แก่ (๑) รูปสัญเจตนา (๒) สัททสัญเจตนา
(๓) คนั ธสญั เจตนา (๔) รสสัญเจตนา (๕) โผฏฐัพพสญั เจตนา (๖) ธัมมสญั เจตนา
หมวดท่ี ๘ ว่าด้วยตัณหา ๖ ได้แก่ (๑) รูปตัณหา (๒) สัททตัณหา (๓) คันธตัณหา
(๔) รสตัณหา (๕) โผฏฐัพพตัณหา (๖) ธัมมตณั หา
หมวดท่ี ๙ วา่ ดว้ ยวิตก ๖ ได้แก่ (๑) รูปวติ ก (๒) สทั ทวิตก (๓) คนั ธวิตก (๔) รสวติ ก
(๕) โผฏฐัพพวติ ก (๖) ธัมมวติ ก
หมวดท่ี ๑๐ ว่าด้วยวิจาร ๖ ได้แก่ (๑) รูปวิจาร (๒) สัททวิจาร (๓) คันธวิจาร
(๔) รสวจิ าร (๕) โผฏฐัพพวิจาร (๖) ธมั มวจิ าร
สามัญญวรรคน้ีมีลักษณะคล้ายเปยยาล กล่าวคือ ในพระสูตรท่ี ๑ แสดงข้อความ
เต็ม ซึ่งประกอบด้วย (๑) รูปแบบของพระสูตร (๒) คุณสมบัติของบุคคล ๑๑ ประการ
(๓) สามญั ญลักษณะประการท่ี ๑ แต่ในพระสตู รต่อ ๆ ไป คือ พระสูตรที่ ๒-๘ แสดงไว้แต่
เพียงสามัญญลักษณะสูตรละ ๑ ประการ ตั้งแต่ประการท่ี ๒ เป็นต้นไป ส่วนหัวข้อธรรมยัง
เหมือนกับสูตรที่ ๑ คือ จักษุ ซ่ึงเป็นหัวข้อธรรมของหมวดธรรมที่ ๑ ในพระสูตรท่ี ๙-๔๓๒
แสดงไว้แต่เพียงหัวข้อธรรมของหมวดต่าง ๆ และในพระสูตรท่ี ๔๓๓-๔๘๐ แสดงไว้แต่เพียง
สามัญญลกั ษณะ และหัวขอ้ ธรรม ๖ ประการ ในหมวดท่ี ๑๐ เชน่
สตู รท่ี ๑ ภิกษุท้งั หลาย นายโคบาลประกอบดว้ ยองค์ ๑๑ ประการ เป็นผู้ไมส่ ามารถ
เล้ียงฝงู โคใหเ้ จรญิ ให้เพ่ิมขึน้ ได้
องค์ ๑๑ ประการ อะไรบา้ ง คอื
๑. ไม่รูร้ ูปโค ๒. ไมฉ่ ลาดในลกั ษณะโค
๓. ไมก่ �ำจัดไขข่ าง ๔. ไมป่ กปดิ แผล
๕. ไมส่ มุ ไฟ ๖. ไม่รู้ท่าน�ำ้
๗. ไม่ร้วู า่ โคดมื่ น้�ำแลว้ ๘. ไม่รทู้ าง
๙. ไม่ฉลาดในทห่ี ากนิ ๑๐. รดี นมไมใ่ หเ้ หลือ
๑๑. ไม่บูชาโคผทู้ ง้ั หลายทเี่ ป็นพอ่ โค เป็นจ่าฝงู ด้วยการบชู าอยา่ งยง่ิ
ภกิ ษทุ ั้งหลาย นายโคบาลผปู้ ระกอบดว้ ยองค์ ๑๑ ประการน้ีแล เป็นผไู้ ม่สามารถเลยี้ ง
ฝูงโคใหเ้ จริญ ให้เพมิ่ ข้นึ ได้ ฉันใด

เลม่ ที่ ๑๖ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๔ 539

ภิกษุท้ังหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๑๑ ประการ ก็ฉันน้ันเหมือนกัน เป็นผู้
ไม่สามารถพิจารณาเห็นความไม่เท่ยี งในจกั ษุ
ธรรม ๑๑ ประการ อะไรบา้ ง คอื
๑. ไม่รรู้ ูป ๒. ไมฉ่ ลาดในลักษณะ
๓. ไม่กำ� จัดไขข่ าง ๔. ไม่ปกปิดแผล
๕. ไมส่ ุมไฟ ๖. ไม่ร้ทู า่ น�ำ้
๗. ไม่ร้ธู รรมทด่ี ืม่ แลว้ ๘. ไม่รทู้ าง
๙. ไม่ฉลาดในโคจร ๑๐. รีดนมไม่ใหเ้ หลือ
๑๑. ไมบ่ ชู าภกิ ษทุ ้งั หลายผเู้ ปน็ เถระ เปน็ รัตตญั ญู เป็นผู้บวชนาน เป็น สงั ฆบิดร
เป็นสังฆปรณิ ายก ด้วยการบูชาอย่างยง่ิ
ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๑๑ ประการน้ีแล เปน็ ผู้ไมส่ ามารถพจิ ารณาเหน็ ความไม่เท่ยี ง
ในจกั ษุ
สูตรท่ี ๒ ภิกษุทั้งหลาย นายโคบาลประกอบด้วยองค์ ๑๑ ประการ เป็นผไู้ ม่สามารถ
เล้ียงฝงู โคใหเ้ จริญ ใหเ้ พิ่มขน้ึ ได้ องค์ ๑๑ ประการ อะไรบา้ ง คอื ...
ภกิ ษทุ งั้ หลาย ภกิ ษปุ ระกอบดว้ ยธรรม ๑๑ ประการ กฉ็ นั นน้ั เหมอื นกนั เปน็ ผไู้ มส่ ามารถ
พิจารณาเหน็ ความเป็นทุกข์ในจักษุ ธรรม ๑๑ ประการ อะไรบ้าง คือ ...
สตู รท่ี ๓ ภกิ ษุท้งั หลาย นายโคบาลประกอบด้วยองค์ ๑๑ ประการ เป็นผู้ไมส่ ามารถ
เล้ียงฝงู โคใหเ้ จริญ ให้เพ่ิมขน้ึ ได้ องค์ ๑๑ ประการ อะไรบา้ ง คอื ...
ภกิ ษทุ งั้ หลาย ภกิ ษปุ ระกอบดว้ ยธรรม ๑๑ ประการ กฉ็ นั นน้ั เหมอื นกนั เปน็ ผไู้ มส่ ามารถ
พจิ ารณาเห็นความเปน็ อนตั ตาในจกั ษุ ธรรม ๑๑ ประการ อะไรบา้ ง คือ ...
สูตรท่ี ๔ ภกิ ษุท้ังหลาย นายโคบาลประกอบดว้ ยองค์ ๑๑ ประการ เป็นผู้ไมส่ ามารถ
เลี้ยงฝูงโคใหเ้ จรญิ ให้เพิม่ ข้นึ ได้ องค์ ๑๑ ประการ อะไรบา้ ง คอื ...
ภกิ ษทุ งั้ หลาย ภกิ ษปุ ระกอบดว้ ยธรรม ๑๑ ประการ กฉ็ นั นน้ั เหมอื นกนั เปน็ ผไู้ มส่ ามารถ
พิจารณาเหน็ ความสิ้นไปในจักษุ ธรรม ๑๑ ประการ อะไรบ้าง คอื ...
สตู รท่ี ๕ ภิกษทุ ้งั หลาย นายโคบาลประกอบดว้ ยองค์ ๑๑ ประการ เปน็ ผ้ไู ม่สามารถ
เลยี้ งฝูงโคให้เจริญ ให้เพิม่ ขน้ึ ได้ องค์ ๑๑ ประการ อะไรบ้าง คือ ...
ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ภกิ ษปุ ระกอบดว้ ยธรรม ๑๑ ประการ กฉ็ นั นน้ั เหมอื นกนั เปน็ ผไู้ มส่ ามารถ
พจิ ารณาเหน็ ความเสื่อมไปในจักษุ ธรรม ๑๑ ประการ อะไรบ้าง คอื ...
สตู รท่ี ๖ ภิกษุทงั้ หลาย นายโคบาลประกอบด้วยองค์ ๑๑ ประการ เปน็ ผ้ไู มส่ ามารถ
เล้ียงฝงู โคใหเ้ จริญ ใหเ้ พ่ิมขึ้นได้ องค์ ๑๑ ประการ อะไรบ้าง คอื ...

540 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตันตปฎิ ก

ภกิ ษทุ งั้ หลาย ภกิ ษปุ ระกอบดว้ ยธรรม ๑๑ ประการ กฉ็ นั นน้ั เหมอื นกนั เปน็ ผไู้ มส่ ามารถ
พิจารณาเห็นความคลายไปในจักษุ ธรรม ๑๑ ประการ อะไรบา้ ง คอื ...

สตู รท่ี ๗ ภกิ ษุทง้ั หลาย นายโคบาลประกอบดว้ ยองค์ ๑๑ ประการ เปน็ ผู้ไม่สามารถ
เลีย้ งฝูงโคใหเ้ จรญิ ใหเ้ พ่มิ ขึ้นได้ องค์ ๑๑ ประการ อะไรบา้ ง คอื ...

ภกิ ษทุ งั้ หลาย ภกิ ษปุ ระกอบดว้ ยธรรม ๑๑ ประการ กฉ็ นั นน้ั เหมอื นกนั เปน็ ผไู้ มส่ ามารถ
พจิ ารณาเห็นความดับไปในจักษุ ธรรม ๑๑ ประการ อะไรบา้ ง คอื ...

สตู รที่ ๘ ภกิ ษุทั้งหลาย นายโคบาลประกอบด้วยองค์ ๑๑ ประการ เปน็ ผไู้ ม่สามารถ
เลีย้ งฝูงโคใหเ้ จริญ ใหเ้ พิม่ ขึ้นได้ องค์ ๑๑ อะไรบา้ ง คอื ...

ภกิ ษทุ งั้ หลาย ภกิ ษปุ ระกอบดว้ ยธรรม ๑๑ ประการ กฉ็ นั นน้ั เหมอื นกนั เปน็ ผไู้ มส่ ามารถ
พิจารณาเหน็ ความสละคนื ในจักษุ ธรรม ๑๑ ประการ อะไรบ้าง คอื ...

จงึ เหน็ ไดว้ า่ ในพระสตู รทงั้ ๘ สตู รนี้ ทรงแสดงเหตทุ ไ่ี มเ่ หน็ สามญั ญลกั ษณะ ๘ ประการ
ในจักษุ ซง่ึ เป็นหวั ข้อธรรมประการที่ ๑ ในจ�ำนวนหวั ข้อธรรม ๖๐ ประการเท่านั้น ใน ๘ สูตร
ต่อไปทรงแสดงถึงเหตุที่ไม่เห็นสามัญญลักษณะ ๘ ประการ ในหัวข้อธรรมประการที่ ๒ คือ
โสตะ นั่นคือ ทรงแสดงถึงเหตุท่ีไม่เห็นสามัญญลักษณะในหัวข้อธรรมประการละ ๘ สูตร ๆ
เหมือนตวั อย่างข้างต้น

ในสามัญญวรรคนี้มีแต่คุณสมบัติฝ่ายเส่ือมของบุคคล ส่วนคุณสมบัติฝ่ายเจริญ ซ่ึงมี
ลักษณะตรงกันข้าม มีปรากฏอยู่ในราคเปยยาล และพึงเข้าใจว่ามีองค์ประกอบของพระสูตร
เหมือนกนั ฉะนนั้ ในราคเปยยาล จะไม่นำ� เรอื่ งนม้ี ากลา่ วซ�้ำอกี

๓.๔ ราคเปยยาล

ราคเปยยาล แปลว่า หมวดธรรมท่ีทรงแสดงโดยย่อมีราคะเป็นต้น หมายความว่า
นอกจากราคะแลว้ ยังมอี กศุ ลธรรมอกี ๑๖ ประการ รวมเปน็ ๑๗ ประการ คือ
๑. ราคะ ๒. โทสะ ๓. โมหะ
๔. โกธะ ๕. อุปนาหะ ๖. มักขะ
๗. ปฬาสะ ๘. อสิ สา ๙. มจั ฉริยะ
๑๐. มายา ๑๑. สาเถยยะ ๑๒. ถมั ภะ
๑๓. สารัมภะ ๑๔. มานะ ๑๕. อติมานะ
๑๖. มทะ ๑๗. ปมาทะ

เลม่ ท่ี ๑๖ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๒๔ 541

อกุศลธรรมทั้ง ๑๗ ประการน้ี เป็นเป้าหมายของการเจริญธรรม ๑๑ ประการ คือ
รูปฌาน ๔ เจโตวิมุตติ ๔ และอรูปฌาน ๓ กล่าวคือ พระผู้มีพระภาคทรงสอนให้ภิกษุเจริญ
ธรรม ๑๑ ประการนี้ เพ่ือขจัดอกุศลธรรมแต่ละตัว ๆ ตัวละ ๑๐ เป้าหมาย (๑๐ เพ่ือเช่น
เพอื่ รู้ยง่ิ ) เปา้ หมายละ ๑ สตู ร (๑๐ เป้าหมาย x อกุศลธรรม ๑๗ ประการ) รวม ๑๗๐ สตู ร
เชน่ ๑๐ สูตรแรก มคี วามเต็มดังนี้
สูตรที่ ๑ ภกิ ษทุ ้งั หลาย บคุ คลควรเจรญิ ธรรม ๑๑ ประการ เพอ่ื รู้ยงิ่ ราคะ
ธรรม ๑๑ ประการ อะไรบา้ ง คอื
๑. ปฐมฌาน ๒. ทตุ ิยฌาน
๓. ตติยฌาน ๔. จตตุ ถฌาน
๕. เมตตาเจโตวมิ ตุ ติ ๖. กรุณาเจโตวมิ ตุ ติ
๗. มุทติ าเจโตวิมุตต ิ ๘. อุเบกขาเจโตวมิ ุตติ
๙. อากาสานัญจายตนะ ๑๐. วญิ ญาณัญจายตนะ
๑๑. อากญิ จัญญายตนะ
สูตรท่ี ๒ ภกิ ษุทง้ั หลาย บุคคลควรเจริญธรรม ๑๑ ประการ เพื่อกำ� หนดรู้ ราคะ ธรรม
๑๑ ประการ อะไรบ้าง คอื ...
สูตรท่ี ๓ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลควรเจริญธรรม ๑๑ ประการ เพื่อความส้ิน ราคะ
ธรรม ๑๑ ประการ อะไรบา้ ง คือ ...
สูตรที่ ๔ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลควรเจริญธรรม ๑๑ ประการ เพ่ือละราคะ ธรรม
๑๑ ประการ อะไรบ้าง คอื ...
สตู รท่ี ๕ ภกิ ษุทง้ั หลาย บคุ คลควรเจรญิ ธรรม ๑๑ ประการ เพอ่ื ความสนิ้ ไปแห่งราคะ
ธรรม ๑๑ ประการ อะไรบา้ ง คอื ...
สูตรที่ ๖ ภกิ ษุทง้ั หลาย บุคคลควรเจรญิ ธรรม ๑๑ ประการ เพือ่ ความเส่อื มไปแห่ง
ราคะ ธรรม ๑๑ ประการ อะไรบ้าง คือ ...
สตู รที่ ๗ ภกิ ษทุ ัง้ หลาย บคุ คลควรเจรญิ ธรรม ๑๑ ประการ เพอ่ื ความคลายไปแห่ง
ราคะ ธรรม ๑๑ ประการ อะไรบา้ ง คอื ...
สูตรที่ ๘ ภิกษทุ ัง้ หลาย บุคคลควรเจริญธรรม ๑๑ ประการ เพอ่ื ความดับไปแหง่ ราคะ
ธรรม ๑๑ ประการ อะไรบ้าง คือ ...
สูตรท่ี ๙ ภิกษุท้ังหลาย บุคคลควรเจริญธรรม ๑๑ ประการ เพ่ือความสละราคะ
ธรรม ๑๑ ประการ อะไรบ้าง คอื ...

542 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก

สตู รที่ ๑๐ ภิกษุท้งั หลาย บคุ คลควรเจรญิ ธรรม ๑๑ ประการ เพอื่ ความสละคืนราคะ
ธรรม ๑๑ ประการ อะไรบ้าง คือ ...

พระสูตรอีก ๑๖๐ สูตรต่อไป ว่าด้วยการเจริญธรรม ๑๑ ประการนี้ เพื่อจัดการกับ
อกุศลธรรมที่เหลืออีก ๑๖ ตัว ตัวละ ๑๐ สตู ร เช่นเดยี วกับ ๑๐ สตู รแรก

ขอ้ สงั เกต

เอกลกั ษณข์ ององั คตุ ตรนกิ าย คอื การจดั หมวดหมขู่ องพระสตู รตามจำ� นวนหวั ขอ้ ธรรม
ของแต่ละสูตร โดยรวมพระสูตรท่ีมีหัวข้อธรรมจ�ำนวนเท่ากันเข้าไว้ในหมวดเดียวกัน เรียกว่า
นิบาต เชน่ เอกกนบิ าต คือ หมวดพระสตู รทีม่ ีหวั ข้อธรรมจำ� นวน ๑ ข้อ เป็น ๑ สตู ร ทกุ นบิ าต
คือ หมวดพระสูตรทมี่ หี วั ข้อธรรมจำ� นวน ๒ ข้อ เป็น ๑ สตู ร

ในเล่มน้ีมี ๒ นิบาต คือ ทสกนิบาต ได้แก่ หมวดพระสูตรที่มีหัวข้อธรรม จ�ำนวน
๑๐ ข้อ เป็น ๑ สตู ร และเอกาทสกนิบาต ไดแ้ ก่ หมวดพระสูตรทม่ี หี วั ขอ้ ธรรมจ�ำนวน ๑๑ ขอ้
เปน็ ๑ สตู ร ในทสกนบิ าตแบง่ พระสตู รเปน็ หมวด ๆ หมวดละ ๕๐ สูตร เรยี กวา่ ปัณณาสก์
(หมวดย่อยของนิบาต) แต่ละปัณณาสก์แบ่งเป็นวรรค (หมวดย่อยของปัณณาสก์) วรรคละ
๑๐ สตู ร รวม ๕ วรรค แตป่ ณั ณาสกท์ ี่ ๕ ของทสกนบิ าตมแี ค่ ๒ วรรค จงึ ไมเ่ ปน็ ไปตามระเบยี บน้ี

มีข้อน่าสังเกตว่า ในกรณีที่มิอาจแบ่งเป็นปัณณาสก์ได้เลย ท่านก็ไม่จัด คงแบ่งนิบาต
ออกเป็นวรรคดังเช่นในเอกกนิบาต ในกรณีที่จัดเป็นปัณณาสก์ได้บ้าง แต่จัดไม่ได้ทั้งหมด
ท่านจัดสว่ นทสี่ ามารถเขา้ หมวด ๕๐ ไดเ้ ป็นพวกหนึง่ ซ่ึงแบ่งเปน็ ปณั ณาสกท์ ่ี ๑ ท่ี ๒ ไปตาม
ลำ� ดบั ส่วนที่ไมส่ ามารถจัดเข้าหมวด ๕๐ ไดเ้ ลย ทา่ นกย็ กใหเ้ ป็นหมวดพเิ ศษ เรียกวา่ เปยยาล
ซ่ึงมีรปู แบบเปน็ ลกั ษณะเฉพาะ ดงั เช่นในทุกนิบาต จดั เป็น ๓ ปณั ณาสก์ กบั ๔ หวั ข้อเปยยาล
ในติกนิบาต จัดเป็น ๓ ปัณณาสก์ กับ ๒ หัวข้อเปยยาล แต่ในทสกนิบาต ท่านมิได้จัดตาม
แบบใดท่ีกล่าวมา ชวนให้คิดว่าน่าจะมีอะไรท่ีเป็นระเบียบการเฉพาะของนิบาตน้ี ควรศึกษา
พระสตู รในปัญจมปณั ณาสก์ของทสกนิบาตนีใ้ หด้ ี

ในเอกาทสกนิบาต ท่านแบง่ เปน็ วรรคได้ ๓ วรรค กับ ๑ เปยยาล ไมแ่ บง่ เป็นปณั ณาสก์
เช่นเดียวกับเอกกนิบาต แต่ในเอกาทสกนิบาตมีเปยยาล ในเอกกนิบาตไม่มี เหตุที่ไม่จัดเป็น
ปณั ณาสก์ เพราะพระสตู รใน ๒ วรรคแรก คือ นิสสยวรรค และอนุสสตวิ รรค แม้มหี มวดธรรม
คล้ายคลึงกัน สามารถจัดเข้าเป็นปัณณาสก์ได้ แต่ก็มีจ�ำนวนไม่ครบ ๕๐ สูตร คือ ๒ วรรค
รวมกันได้เพียง ๒๑ สตู รเท่านั้น สว่ นวรรคที่ ๓ คือ สามญั ญวรรค แม้มพี ระสตู รถงึ ๔๘๐ สูตร
แตก่ ม็ ลี กั ษณะพเิ ศษต่างกับพระสูตรใน ๒ วรรคแรก และตา่ งกบั พระสตู รในปัณณาสก์ต่าง ๆ
ของนบิ าตอ่ืน ๆ เช่น ทสกนิบาตในเลม่ น้ี

เลม่ ท่ี ๑๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๒๔ 543

เพราะพระสูตรทงั้ ๔๘๐ สูตร มีความสัมพนั ธเ์ ปน็ เหตุเปน็ ผลของกนั และกนั โดยตลอด
ไม่สามารถแยกออกเป็นหมวด ๆ หมวดละ ๕๐ สูตรได้เลย ส่วนพระสูตรที่ไม่มีความสัมพันธ์
กบั ๔๘๐ สูตรนี้ ทา่ นแยกไปจดั เปน็ เปยยาล เรียกว่า ราคเปยยาล

อน่ึง องั คุตตรนิกายเลม่ นมี้ กี ารขยายหมวดธรรม เปน็ หมวดธรรม มจี ำ� นวนหวั ขอ้ ธรรม
มากกว่าอังคุตตรนิกายเล่มอื่น ๆ กล่าวคือ มีการขยายหมวดธรรม เป็นหมวดธรรมมีจ�ำนวน
หวั ข้อธรรมเพิ่มขึ้นโดยวิธดี ังต่อไปน้ี

๑. ขยายหมวดธรรมโดยนำ� หวั ขอ้ ธรรมทเี่ กย่ี วขอ้ งกนั หรอื ประเภทเดยี วกนั มาเพมิ่ เตมิ
เช่น อริยมรรคมีองค์ ๘ ในราคเปยยาลแห่งอัฏฐกนิบาต เม่ือเพิ่มธรรมที่เก่ียวข้องกัน
อีก ๒ ประการ คือ สัมมาญาณะ และสัมมาวิมุตติ กลายเป็นหมวดธรรม ๑๐ ประการใน
ทสกนิบาต หรือหมวดธรรมเร่ืองกรรมบถ ๑๐ เม่ือเพิ่มหัวข้อธรรมที่เกี่ยว ข้องกันของ
แต่ละข้อเข้ามาข้อละ ๑ ข้อละ ๒ และข้อละ ๓ จึงกลายเป็นหมวดธรรม ๒๐ ประการ
๓๐ ประการ และ ๔๐ ประการ

๒. ขยายหมวดธรรมโดยน�ำหมวดธรรมอีกหมวดหนึ่ง ซึ่งสัมพันธ์กันโดยเป็นเหตุและ
ผลของกันและกันเข้ามาผสมกนั เป็นหมวดธรรมเดยี วกัน เชน่ โพชฌงค์ ๗ ในปฐมปัณณาสก์
แห่งสัตตกนิบาต เมื่อเพิ่มวิชชา ๓ ประการเข้าไป กลายเป็นหมวดธรรม ๑๐ ประการใน
ทสกนิบาต

๓. ขยายหมวดธรรมโดยน�ำหมวดธรรมอีกหมวดหนึ่งซึ่งแม้ต่างกัน แต่ก็สัมพันธ์กัน
โดยเป็นองค์ประกอบ หรือเป็นส่วนเสริมกันเข้ามาผสมกัน เช่น นิวรณ์ ๕ ที่ภิกษุละได้
เมอื่ เพ่มิ ธรรมขนั ธ์ ๕ ที่เป็นสว่ นประกอบของภกิ ษุ กลายเปน็ หมวดธรรม ๑๐ ประการส�ำหรับ
ภิกษผุ ู้อยจู่ บพรหมจรรย์ ในปัญจงั คสตู ร นาถกรณวรรค ปฐมปัณณาสก์ แห่งทสกนิบาต

๔. ขยายหมวดธรรมโดยน�ำธรรมแต่ละข้อไปเปรียบเทียบกับบุคคล ส่ิงของ หรือ
ธรรมอ่ืนๆ เช่น ทรงยกอนุปาทาปรินิพพานเปรียบเทียบให้เห็นว่าเป็นเลิศกว่าความเป็นใหญ่
ในทางตา่ งๆ ๑๐ ประการ ในปฐมโกสลสูตร มหาวรรค ปฐมปณั ณาสก์ แหง่ ทสกนิบาต

จึงควรศกึ ษาโดยละเอยี ดตอ่ ไป

544 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตนั ตปฎิ ก

ธมฺโม จ วนิ โย จ เทสิโต ปฺ ตฺโต,
โส ปริยตฺตปิ ฏิปตตฺ ปิ ฏิเวธวเสน วภิ ตเฺ ตสุ
ตีสุ สทธฺ มเฺ มสุ ปรยิ ตฺติสทธฺ มฺโม นาม,

ตเทว จ สาสนฏติ ยิ า ปมาณ,ํ
สติเยว หิ ตสฺมึ อิตเร อุปฺปชชฺ นฺติ ฯ

(36) พระไตรปิฎกปริทรรศน์ ๕๒๖
๓.๓.๓ ปรสิ ทุ ธวรรค ๕๒๖
๓.๓.๔ สาธวุ รรค ๕๒๖
๓.๓.๕ อรยิ มัคควรรค ๕๒๗
๓.๔ จตุตถปัณณาสก์ ๕๒๗
๓.๔.๑ ปคุ คลวรรค ๕๒๗
๓.๔.๒ ชาณุสโสณิวรรค ๕๒๘
๓.๔.๓ สาธวุ รรค ๕๒๘
๓.๔.๔ อรยิ มัคควรรค ๕๒๙
๓.๔.๕ อปรปคุ คลวรรค ๕๒๙
๓.๕ ปญั จมปณั ณาสก ์ ๕๒๙
๓.๕.๑ กรชกายวรรค ๕๓๐
๓.๕.๒ สามญั ญวรรค ๕๓๑
๓.๖ เปยยาล ๕๓๓
๕๓๔
เอกาทสกนิบาต ๕๓๔
๑. จ�ำนวนวรรคและพระสูตรในเอกาทสกนิบาต ๕๓๔
๒. ช่อื และทม่ี าของพระสูตรในเอกาทสกนิบาต ๕๓๕
๓. ความหมายและใจความส�ำคัญของแต่ละวรรคในเอกาทสกนิบาต ๕๓๗
๓.๑ นิสสยวรรค ๕๔๐
๓.๒ อนุสสตวิ รรค ๕๔๒
๓.๓ สามัญญวรรค
๓.๔ ราคเปยยาล
ขอ้ สงั เกต


Click to View FlipBook Version