The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม 15-24 ebook วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by mcu pali, 2021-04-24 05:10:41

พระสุตตันตปิฎก เล่ม 15-24 ebook

พระสุตตันตปิฎก เล่ม 15-24 ebook วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส

Keywords: พระสุตตันตปิฎก เล่ม 15-24 ebook

เล่มท่ี ๑๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๒๒ 365

๕-๖. ปฐมอนายุสสาสูตร และ ทุติยอนายุสสาสูตร ต่างว่าด้วยธรรมท่ีเป็น เหตุให้
อายุส้ันและอายุยืน แต่มีรายละเอียดต่างกัน คือ ในปฐมอนายุสสาสูตร กล่าวถึงธรรมที่เป็น
เหตใุ หอ้ ายุส้ัน ๕ ประการ ได้แก่ ( ๑) ไมท่ ำ� ส่ิงทีเ่ ป็นสปั ปายะ (๒) ไม่รจู้ กั ประมาณในส่ิงท่เี ป็น
สัปปายะ (๓) บริโภคส่ิงท่ีย่อยยาก (๔) เที่ยวในเวลาไม่สมควร (๕) ไม่ประพฤติพรหมจรรย์
ส่วนธรรมทเี่ ปน็ เหตุใหอ้ ายยุ นื มนี ยั ตรงกนั ข้าม

ในทตุ ยิ อนายสุ สาสูตร กล่าวถึงธรรมทีเ่ ปน็ เหตุใหอ้ ายสุ ้ัน ๕ ประการซงึ่ ต่างกบั ธรรม
๕ ประการในปฐมอนายสุ สาสูตรเพยี งประการท่ี ๔-๕ ไดแ้ ก่ (๔) ทุศลี (๕) มมี ติ รชว่ั สว่ นธรรม
ทเี่ ป็นเหตุให้อายยุ ืนมนี ยั ตรงกันขา้ ม

๗. วปกาสสตู ร วา่ ดว้ ยภกิ ษผุ คู้ วรหลกี ออกจากหมู่ คอื ทรงแสดงภกิ ษผุ ไู้ มค่ วรและควร
หลกี ออกจากหมไู่ ปอยผู่ เู้ ดยี ว ภกิ ษผุ ไู้ มค่ วรหลกี ออกจากหมไู่ ปอยผู่ เู้ ดยี ว หมายถงึ ภกิ ษผุ ปู้ ระกอบ
ดว้ ยธรรม ๕ ประการ ได้แก่ ไม่สนั โดษดว้ ยปัจจยั ๔ และมากดว้ ยความด�ำรใิ นกาม ๑ สว่ นภิกษุ
ผู้ควรหลีกออกจากหมู่ไปอยู่ผ้เู ดียวมีนัยตรง กนั ขา้ ม

๘. สมณสุขสูตร ว่าดว้ ยทกุ ข์และสุขของสมณะ คำ� ว่า ทุกข์ของสมณะ ในทนี่ ้ีหมายถงึ
ธรรม ๕ ประการ คือ ความไมส่ นั โดษด้วยปจั จยั ๔ และความไม่ยินดปี ระพฤติพรหมจรรย์ ๑
ส่วนสขุ ของสมณะมีนยั ตรงกันขา้ ม

๙. ปริกปุ ปสตู ร ว่าด้วยบคุ คลทตี่ ้องเดอื ดร้อน หมายถึงบุคคลผูจ้ ะตอ้ งไปอบาย นรก
อย่างแก้ไขไม่ได้ มี ๕ จ�ำพวก คือ (๑) ผู้ฆ่ามารดา (๒) ผู้ฆ่าบิดา (๓) ผู้ฆ่าพระอรหันต์
(๔) ผ้ปู ระทษุ ร้ายพระตถาคตใหโ้ ลหติ ห้อข้นึ (๕) ผ้ทู ำ� ลายสงฆ์

๑๐. พยสนสูตร ว่าด้วยความวิบัติ คือทรงแสดงท้ังวิบัติ (ความเสื่อม) และสมบัติ
(ความเจรญิ ) ฝ่ายละ ๕ ประการ คอื วิบัติ ไดแ้ ก่ (๑) วิบตั ิแหง่ ญาติ (๒) วบิ ตั ิแห่งโภคะ (๓) วิบตั ิ
เพราะโรค (๔) วบิ ัติแหง่ ศีล (๕) วบิ ตั แิ ห่งทฏิ ฐิ ส่วนสมบัตมิ นี ัยตรงกนั ขา้ ม

๓.๓.๔ ราชวรรค
ราชวรรค แปลว่า หมวดว่าดว้ ยพระราชา ชอ่ื วรรคน้ตี ั้งตามสาระสำ� คญั ของพระสูตร
ทง้ั ๑๐ สูตรในวรรคนี้ ซึ่งมที ้ังหมด ๑๐ สตู ร แตล่ ะสตู รมใี จความสำ� คญั ดังนี้
๑-๒. ปฐมจกั กานวุ ตั ตนสตู ร ทตุ ยิ จกั กานวุ ตั ตนสตู ร ตา่ งวา่ ดว้ ยการทำ� ใหจ้ กั รหมนุ ไป
แตม่ รี ายละเอยี ดตา่ งกนั คอื ในปฐมจกั กานวุ ตั ตนสตู ร ทรงแสดงคณุ สมบตั ขิ องพระเจา้ จกั รพรรดิ
ผทู้ รงทำ� ใหจ้ กั รหมนุ ไปโดยธรรม เปรยี บเทยี บกบั คณุ สมบตั ขิ องพระตถาคตอรหนั ตสมั มาสมั พทุ ธเจา้
ผทู้ รงให้ธรรมจกั รหมนุ ไปโดยธรรม มี ๕ ประการเหมือนกนั ไดแ้ ก่ (๑) รู้ประโยชน์ (๒) รูธ้ รรม
(๓) รปู้ ระมาณ (๔) รกู้ าล (๕) รูบ้ รษิ ทั

366 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก

ในทุติยจักกานุวัตตนสูตร ทรงแสดงคุณสมบัติของพระราชโอรสองค์ใหญ่ ผู้ก�ำกับ
จักรพระราชบิดาให้เป็นไปโดยธรรม เปรียบเทียบกับคุณสมบัติของท่านพระสารีบุตรผู้ช่วยให้
ธรรมจกั รของพระตถาคตให้หมุนไปโดยธรรม มี ๕ ประการเหมอื นในปฐมจักกานุวัตตนสูตร

๓. ธัมมราชาสูตร ว่าด้วยธรรมราชา คือ ทรงอธิบายว่า ธรรมเป็นราชาของพระเจ้า
จกั รพรรดผิ ทู้ รงธรรม เปน็ ธรรมราชา เพราะทรงอาศยั ธรรม สกั การะธรรม เคารพธรรม นอบนอ้ ม
ธรรม เชดิ ชูธรรม ยกย่องธรรม มธี รรมเป็นใหญ่ พระเจ้าจักรพรรดผิ ูท้ รงธรรม เป็นธรรมราชา
ย่อมทรงจัดการรักษา ป้องกัน คุ้มครองพระราชวงศานุวงศ์ เจ้าประเทศราช ตลอดถึงไพร่ฟ้า
ข้าแผน่ ดนิ สมณพราหมณ์ และ สรรพสตั ว์ โดยธรรม จึงทรงใหจ้ ักรหมนุ ไปโดยธรรมได้ เหมือน
พระตถาคตอรหนั ตสัมมาสัมพุทธเจา้ ผู้ทรงประกาศธรรมจกั รแกพ่ ุทธบรษิ ัททง้ั หลาย

๔. ยัสสังทิสังสูตร ว่าด้วยทิศที่กษัตริย์ประทับ คือ ทรงแสดงคุณสมบัติของกษัตรา-
ธิราชผไู้ ดร้ บั มรู ธาภเิ ษกแลว้ ทีแ่ ม้จะประทับอยู่ในทศิ ใด ๆ ก็ทรงเป็นใหญ่เหมือนประทบั อยใู่ น
แควน้ ของพระองค์ มี ๕ ประการ ไดแ้ ก่ (๑) ทรงมีชาตกิ ำ� เนดิ ดี (๒) ทรงเปน็ ผ้มู ั่งคัง่ (๓) ทรง
มกี �ำลงั พล (๔) ทรงเปน็ ปริณายก (๕) ทรงมยี ศที่ธรรม ๔ ประการ(ดงั กลา่ วข้างต้น)ท�ำใหเ้ จรญิ
เปรยี บเทียบกับคุณสมบัตขิ องภกิ ษุทแ่ี มจ้ ะอยูใ่ นทศิ ใดๆ ก็มจี ิตเปน็ อิสระเหมือนกนั คณุ สมบตั ิ
๕ ประการ ได้แก่ (๑) มีศีล (๒) เป็นพหูสูต (๓) มีความเพียร (๔) มีปัญญา (๕) มีวิมุตติ
ทมี่ ีธรรม ๔ ประการทำ� ให้เจริญ

๕-๖. ปฐมปัตถนาสูตร และ ทุติยปัตถนาสูตร ต่างว่าด้วยความปรารถนา แต่มี
รายละเอยี ดตา่ งกนั คอื ในปฐมปตั ถนาสตู ร กลา่ วถงึ ความปรารถนาราชสมบตั ขิ องพระราชโอรส
องคใ์ หญผ่ ู้มคี ณุ สมบัติ ๕ ประการ ได้แก่ (๑) ทรงมชี าตกิ �ำเนดิ ดี (๒) ทรงมีรูปงาม (๓) ทรงเปน็
ที่รักของพระมารดาและพระบดิ า (๔) ทรงเป็นท่รี กั ของชาวนิคมและชาวชนบท (๕) ทรงได้รับ
การศึกษามาดี เปรียบเทียบกับความปรารถนาส้ินอาสวะของภิกษุผู้มีคุณสมบัติ ๕ ประการ
ไดแ้ ก่ (๑) มศี รทั ธา (๒) มอี าพาธนอ้ ย (๓) ไม่โออ้ วด (๔) มีความเพียร (๕) มีปญั ญา

ในทุติยปัตถนาสูตร กล่าวถึงความปรารถนาอุปราชของพระราชโอรสองค์ใหญ่ ผู้
มีคุณสมบัติ ๕ ประการ ต่างกับคุณสมบัติในปฐมปัตถนาสูตรเพียงประการที่ ๔-๕ ได้แก่
(๔) ทรงเปน็ ทรี่ กั ของกองทพั (๕) ทรงเปน็ บณั ฑติ เปรยี บเทยี บกบั ความปรารถนาสน้ิ อาสวะของ
ภกิ ษุผมู้ คี ณุ สมบตั ิ ๕ ประการ ได้แก่ (๑) มศี ีล (๒) เปน็ พหูสูต (๓) มีจิตต้งั มนั่ ดีในสติปฏั ฐาน ๔
(๔) มคี วามเพยี ร (๕) มีปญั ญา

๗. อปั ปงั สปุ ตสิ ตู ร วา่ ดว้ ยคนหลบั นอ้ ย ตน่ื มาก มี ๕ จำ� พวก คอื (๑) สตรผี ปู้ ระสงคบ์ รุ ษุ
(๒) บรุ ุษผปู้ ระสงคส์ ตรี (๓) โจรผูป้ ระสงคท์ รัพย์ (๔) พระราชาผูท้ รงบำ� เพญ็ พระราชกรณยี กจิ
(๕) ภกิ ษุผู้มงุ่ ธรรมที่ปราศจากสังโยชน์

เล่มท่ี ๑๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๒ 367

๘. ภัตตาทกสูตร ว่าด้วยองค์ประกอบของช้างต้นกินจุ คือ ทรงแสดงองค์ประกอบ
ของชา้ งตน้ ทเี่ ลว เปรยี บเทียบกับองคป์ ระกอบของภกิ ษุที่เลว มฝี า่ ยละ ๕ ประการเหมือนกนั
ไดแ้ ก่ (๑) ไม่อดทนต่อรปู (๒) ... เสียง (๓) ... กลิน่ (๔) ... รส (๕) ... โผฏฐัพพะ

๙. อกั ขมสูตร ว่าดว้ ยองคป์ ระกอบของชา้ งตน้ ท่ีไม่อดทน คือ ทรงแสดงองคป์ ระกอบ
ของชา้ งทไ่ี มค่ วรเป็นชา้ งตน้ เปรยี บเทียบกับองค์ประกอบของภกิ ษผุ ู้ไมค่ วรเป็นนาบุญของโลก
มฝี า่ ยละ ๕ ประการเหมอื นในพระสตู รท่ี ๘ แตท่ รงขยายความหมายขององคธ์ รรมแตล่ ะประการ
เปรยี บเทยี บกัน เชน่ ประการที่ ๑ เป็นผไู้ ม่อดทนต่อรูปที่เป็นองค์ประกอบของชา้ ง หมายถึง
เหน็ ชา้ งของขา้ ศกึ มาก็หวั่นไหว ไม่ยอมเขา้ สสู่ มรภูมิ ท่เี ปน็ องคป์ ระกอบของภกิ ษุ หมายถึงเหน็
รูปแลว้ เกดิ ความกำ� หนัด มจี ติ หวน่ั ไหว

๑๐. โสตสูตร ว่าด้วยองค์ประกอบของช้างต้นท่ีเช่ือฟัง คือ ทรงแสดงคุณสมบัติของ
ช้างต้นท่ีดี เปรียบเทียบกับคุณสมบัติของภิกษุผู้เป็นนาบุญของโลก มีฝ่ายละ ๕ ประการ
เหมือนกัน ได้แก่ (๑) เป็นผู้เช่ือฟัง (๒) เป็นผู้ฆ่าได้ (๓) เป็นผู้รักษาได้ (๔) เป็นผู้อดทนได้
(๕) เป็นผู้ไปได้ แต่มีความหมายต่างกัน คือ ที่เป็นคุณสมบัติของช้างมีความหมายในทางโลก
สว่ นทเ่ี ปน็ คุณสมบัตขิ องภิกษุมคี วามหมายในทางธรรม

๓.๓.๕ ตกิ ัณฑกวี รรค
ติกัณฑกีวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยป่าติกัณฑกี ชื่อวรรคนี้ตั้งตามชื่อพระสูตรที่ ๔
ในวรรคน้ี ซ่งึ มที ง้ั หมด ๑๐ สตู ร แต่ละสูตรมีใจความส�ำคัญดังนี้
๑. อวชานาตสิ ตู ร วา่ ดว้ ยบุคคลผใู้ ห้แลว้ ดูหมิ่น หมายถงึ ผูใ้ ห้ปจั จัย ๔ แล้วดหู ม่นิ คนที่
รับปจั จัย ๔ ซงึ่ เป็นบุคคลจำ� พวกท่ี ๑ ใน ๕ จ�ำพวก บุคคลอกี ๔ จ�ำพวก คอื (๑) บุคคลผู้ดูหมิ่น
เพราะอยูร่ ว่ มกัน (๒) บุคคลผู้เชอื่ ง่าย (๓) บคุ คลผูโ้ ลเล (๔) บุคคลผู้เขลา หลงงมงาย
๒. อารภตสิ ูตร ว่าด้วยบคุ คลผู้ตอ้ งอาบตั ิ คือ ทรงแสดงบคุ คลผู้ตอ้ งอาบัติและผ้ไู ม่ต้อง
อาบตั ิรวม ๕ จ�ำพวก ได้แก่ (๑) บุคคลผตู้ ้องอาบตั ิ มวี ปิ ปฏสิ าร และ ไม่รู้ชดั เจโตวิมุตติ ปญั ญา
วิมุตติ (๒) บคุ คลผูต้ ้องอาบตั ิ แต่ไมม่ ีวิปปฏิสาร ไมร่ ้ชู ดั เจโตวมิ ุตติ ปัญญาวิมุตติ (๓) บุคคลผ้ไู ม่
ต้องอาบัติ แตม่ วี ิปปฏสิ าร และไมร่ ชู้ ัดเจโตวมิ ตุ ติ ปญั ญาวมิ ุตติ (๔) บุคคลผูไ้ มต่ ้องอาบตั ิ และ
ไม่มีวิปปฏิสาร แต่ไม่รู้ชัดเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ (๕) บุคคลผู้ไม่ต้องอาบัติ ไม่มีวิปปฏิสาร
และรูช้ ัดเจโตวมิ ุตติ ปญั ญาวิมตุ ติ ทรงแสดงว่า บคุ คล ๔ จ�ำพวกข้างตน้ ควรถูกกลา่ วตกั เตือน
เพื่อใหเ้ ปน็ ผู้ทดั เทียมกบั จำ� พวกที่ ๕ คือพระขีณาสพ
๓. สารนั ททสตู ร ว่าด้วยธรรมเทศนาท่ีสารันททเจดยี ์ คือ เจ้าลจิ ฉวีทรงสนทนากนั ที่
สารนั ททเจดยี ถ์ ึงเร่ืองแก้วทห่ี าได้ยาก ๕ ประการ ไดแ้ ก่ (๑) ชา้ งแก้ว (๒) มา้ แก้ว (๓) มณแี กว้

368 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก

(๔) นางแก้ว (๕) คหบดีแก้ว พระผู้มีพระภาคเสด็จ บิณฑบาตผ่านไปท่ีนัน้ ตรัสกับเจา้ ลิจฉวีว่า
แก้ว ๕ ประการท่ีสนทนากันน้ันเป็นแก้วทางคดีโลก แล้วได้ตรัสแก้วทางคดีธรรมที่หาได้ยาก
๕ ประการ ได้แก่ บุคคล ๕ จำ� พวก คอื (๑) พระอรหันตสัมมาสมั พทุ ธเจ้า (๒) ผแู้ สดงธรรมวินยั
ที่พระตถาคตทรงประกาศไว้ (๓) ผู้รู้พระธรรมวนิ ยั ทีพ่ ระตถาคตประกาศไว้ (๔) ผรู้ ู้และปฏบิ ตั ิ
ตามพระธรรมวนิ ยั ที่พระตถาคตประกาศไว้ (๕) กตัญญูกตเวทบี คุ คล

๔. ติกัณฑกีสูตร ว่าด้วยพระธรรมเทศนาท่ีป่าติกัณฑกีวัน คือ ขณะประทับอยู่ท่ีป่า
ตกิ ัณฑกีวัน ทรงสอนภิกษใุ หเ้ จรญิ ธรรม ๕ ประการ ได้แก่ (๑) มสี ญั ญาว่าปฏิกูลในส่ิงไมป่ ฏิกูล
(๒) มีสัญญาว่าไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูล (๓) มีสัญญาว่าปฏิกูล ทั้งในสิ่งไม่ปฏิกูลและสิ่งปฏิกูล
(๔) มสี ญั ญาวา่ ไม่ปฏิกลู ทั้งในสง่ิ ไมป่ ฏกิ ูลและ ส่ิงปฏกิ ลู (๕) ละเว้นท้งั สงิ่ ไม่ปฏกิ ลู และสิง่ ปฏิกูล
เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เพ่ือป้องกันความก�ำหนัด ความขัดเคือง ความหลงเป็นต้น
มใิ หเ้ กดิ ข้ึนแก่ตน

๕. นิรยสูตร ว่าด้วยธรรมที่เป็นเหตุให้ตกนรกและข้ึนสวรรค์ ธรรมที่เป็นเหตุให้ตก
นรกมี ๕ ประการ ไดแ้ ก่ การล่วงละเมดิ ศลี ๕ ส่วนธรรมทีเ่ ป็นเหตใุ หข้ น้ึ สวรรคก์ ม็ ี ๕ ประการ
ซง่ึ มนี ยั ตรงกันข้าม

๖. มิตตสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้ควรคบเป็นมิตร คือทรงแสดงถึงคุณสมบัติของ ภิกษุท่ีไม่
ควรคบเป็นมิตร และคุณสมบัติของภิกษุท่ีควรคบเป็นมิตร ภิกษุที่ไม่ควรคบ เป็นมิตร ได้แก่
ผปู้ ระกอบด้วยธรรม ๕ ประการ คอื (๑) ใช้ใหท้ �ำงานแบบชาวบ้าน (๒) กอ่ อธิกรณ์ (๓) โกรธต่อ
ภกิ ษผุ เู้ ปน็ ประธาน (๔) เทย่ี วจารกิ ไปในสถานทไ่ี มส่ มควร (๕) ไมส่ ามารถแสดงธรรมกถาใหภ้ กิ ษุ
มีก�ำลงั ใจในการปฏบิ ตั ิธรรม สว่ นภิกษุทีค่ วรคบเป็นมติ รมนี ยั ตรงกนั ขา้ ม

๗. อสปั ปรุ สิ ทานสตู ร วา่ ดว้ ยอสปั ปรุ สิ ทาน หมายถงึ ลกั ษณะการใหท้ านของ อสตั บรุ ษุ
และของสัตบุรุษซ่ึงมีฝ่ายละ ๕ ประการ ลักษณะการให้ทานของอสัตบุรุษ คือ (๑) ให้โดย
ไมเ่ คารพ (๒) ให้โดยไม่อ่อนนอ้ ม (๓) ไม่ให้ดว้ ยมอื ตนเอง (๔) ใหข้ องที่ เปน็ เดน (๕) ให้อย่าง
ไมเ่ หน็ ผลทีจ่ ะพงึ ได้ สว่ นลักษณะการให้ทานของสตั บุรุษมนี ยั ตรงกนั ข้าม

๘. สัปปุริสทานสูตร ว่าด้วยสัปปุริสทาน หมายถึงลักษณะการให้ทานของ สัตบุรุษ
มี ๕ ประการ คือ (๑) ใหด้ ้วยศรัทธา (๒) ให้โดยเคารพ (๓) ใหต้ ามกาล กนั ควร (๔) ให้อย่าง
อนุเคราะห์ (๕) ให้อยา่ งไม่กระทบตนและผอู้ ืน่ ทรงแสดงผลตามลกั ษณะของการให้ทาน เชน่
ผลของทานทีใ่ ห้ดว้ ยศรัทธาจะเป็นผ้มู ่ังค่ัง

๙-๑๐. ปฐมสมยวมิ ุตตสตู ร และ ทุติยสมยวมิ ตุ ตสตู ร ตา่ งวา่ ดว้ ยภกิ ษผุ ้เู ป็นสมยวิมตุ
ค�ำว่า สมยวิมุต หมายถึงผู้หลุดพ้นชั่วคราวด้วยสมาบัติ ๘ ซ่ึงเป็นโลกิยวิมุตติ คือ ทรงแสดง
ธรรมที่เป็นไปเพ่ือความเสื่อมและความไม่เส่ือมแก่ภิกษุผู้เป็นสมยวิมุต ฝ่ายละ ๕ ประการ

เลม่ ท่ี ๑๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๒ 369

แต่มีรายละเอียดต่างกัน คือ ในปฐมสมยวิมุตตสูตร ธรรมท่ีเป็นไปเพื่อความเส่ือม ได้แก่
(๑) ความเป็นผู้ชอบการงาน (๒) ความเป็นผู้ชอบพูดคุย (๓) ความเป็นผู้ชอบการนอนหลับ
(๔) ความเปน็ ผ้ชู อบการคลุกคลดี ว้ ยหมู่ (๕) การไมพ่ ิจารณาจติ ตามทหี่ ลุดพ้นแลว้ ส่วนธรรม
ทเี่ ป็นไปเพ่ือความไม่เสื่อมมีนยั ตรงกนั ขา้ ม

ในทุติยสมยวิมุตตสูตร ธรรมท่ีเป็นไปเพ่ือความเสื่อมต่างกับหัวข้อธรรมในปฐม-
สมยวิมุตตสูตรเพียง ๒ ประการ ได้แก่ (๔) ความเป็นผู้ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย
(๕) ความเปน็ ผไู้ มร่ จู้ กั ประมาณในการบรโิ ภค สว่ นธรรมทเี่ ปน็ ไปเพอื่ ความไมเ่ สอื่ มมนี ยั ตรงกนั ขา้ ม

๓.๔ จตตุ ถปณั ณาสก์

๓.๔.๑ สัทธัมมวรรค
สัทธัมมวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยพระสัทธรรม ช่ือวรรคน้ีตั้งตามสาระส�ำคัญของ
พระสตู รท่ี ๑-๖ ในวรรคนี้ ซ่ึงมีทง้ั หมด ๑๐ สตู ร แต่ละสตู รมใี จความส�ำคญั ดงั น้ี
๑-๓. ปฐมสัมมัตตนิยามสูตร ทุติยสัมมัตตนิยามสูตร และ ตติยสัมมัตตนิยามสูตร
ต่างว่าดว้ ยสัมมัตตนิยาม ค�ำว่า สมั มตั ตนยิ าม หมายถึงอริยมรรค มอี งค์ ๘ คือ ทรงแสดงธรรม
ท่ีเป็นเหตุให้ผู้ฟังพระสัทธรรมไม่อาจและอาจหยั่งลงสู่สัมมัตตนิยาม ซ่ึงมีฝ่ายละ ๕ ประการ
แต่มีรายละเอียดต่างกัน คือ ในปฐมสัมมัตตนิยามสูตร ธรรมที่เป็นเหตุให้ผู้ฟังพระสัทธรรม
ไม่อาจหย่ังลงสู่สัมมัตตนิยาม ได้แก่ (๑) วิพากษ์ วิจารณ์ค�ำพูด (๒) วิพากษ์วิจารณ์ผู้พูด
(๓) วิพากษ์วิจารณ์ตน (๔) มีจิต ฟุ้งซ่าน (๕) มนสิการโดยไม่แยบคาย ส่วนธรรมท่ีเป็นเหตุ
ให้ผู้ฟงั พระสัทธรรมอาจหย่ังลงสูส่ มั มตั ตนยิ ามมนี ัยตรงกันขา้ ม
ในทตุ ยิ สมั มตั ตนยิ ามสตู ร ธรรมทเ่ี ปน็ เหตใุ หผ้ ฟู้ งั พระสทั ธรรมไมอ่ าจหยงั่ ลงสสู่ มั มตั ตนยิ าม
ต่างกับหัวข้อธรรมในปฐมสัมมัตตนิยามสูตรเพียงประการที่ ๔-๕ ได้แก่ (๔) มีปัญญาทราม
โงเ่ ขลา เป็นคนเซอะ (๕) ถอื ตัววา่ รใู้ นสงิ่ ท่ีตนยงั ไมร่ ู้ สว่ นธรรมทีเ่ ปน็ เหตุให้ผู้ฟังพระสทั ธรรม
อาจหยัง่ ลงสู่สมั มัตตนิยามมนี ยั ตรงกนั ขา้ ม
ในตตยิ สมั มตั ตนยิ ามสตู ร ธรรมทเ่ี ปน็ เหตใุ หผ้ ฟู้ งั พระสทั ธรรมไมอ่ าจหยง่ั ลงสสู่ มั มตั ตนยิ าม
ตา่ งกบั หวั ขอ้ ธรรมในทตุ ยิ สมั มตั ตนยิ ามสตู รเพยี งประการที่ ๑-๓ ไดแ้ ก่ (๑) ฟงั ธรรมอยา่ งลบหลู่
คุณทา่ น (๒) ฟงั ธรรมอยา่ งคดิ แขง่ ดี คอยจบั ผิด (๓) มจี ติ กระด้างในผูแ้ สดงธรรม สว่ นธรรมท่ี
เปน็ เหตุใหผ้ ู้ฟงั พระสัทธรรมอาจหยัง่ ลงส่สู มั มตั ตนิยามมนี ยั ตรงกนั ข้าม
๔-๖. ปฐมสทั ธมั มสมั โมสสตู ร ทตุ ยิ สทั ธมั มสมั โมสสตู ร และ ตตยิ สทั ธมั มสมั โมสสตู ร
ต่างวา่ ด้วยเหตเุ สื่อมแหง่ พระสัทธรรม คือ ทรงแสดงธรรมทีเ่ ปน็ เหตเุ ส่ือมและเหตุดำ� รงมนั่ แห่ง

370 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสตุ ตันตปฎิ ก

พระสทั ธรรม มฝี ่ายละ ๕ ประการ แต่มีรายเอียดตา่ งกัน คือ ในปฐมสทั ธมั มสมั โมสสูตร ธรรมท่ี
เป็นเหตเุ ส่ือม ไดแ้ ก่ (๑) ไม่ฟงั ธรรมโดย เคารพ (๒) ไม่เรียนธรรมโดยเคารพ (๓) ไมท่ รงจำ� ธรรม
โดยเคารพ (๔) ไม่ใครค่ รวญ อรรถแห่งธรรมที่ทรงจ�ำไว้แลว้ โดยเคารพ (๕) รู้อรรถรธู้ รรมแลว้
ไมป่ ฏิบตั ิธรรมสมควรแกธ่ รรมโดยเคารพ ส่วนธรรมที่เป็นเหตุดำ� รงม่ันมนี ัยตรงกนั ข้าม

ในทุติยสัทธัมมสัมโมสสูตร ธรรมท่ีเป็นเหตุเสื่อม ได้แก่ (๑) ไม่เรียนพระพุทธพจน์
(๒) ไม่แสดงธรรมโดยพิสดารแก่ผู้อื่นตามท่ีได้สดับได้เรียนมา (๓) ไม่บอกธรรมโดยพิสดาร
แก่ผู้อื่นตามท่ีได้สดับได้เรียนมา (๔) ไม่สาธยายธรรมโดยพิสดารตามท่ีได้สดับได้เรียนมา
(๕) ไม่ตรึกตรอง ไม่เพ่งธรรมตามท่ีได้สดับได้เรียนมา ส่วนธรรมที่เป็นเหตุด�ำรงมั่นมีนัย
ตรงกันข้าม

ในตติยสทั ธมั มสัมโมสสตู ร ธรรมที่เปน็ เหตุเสอื่ ม ไดแ้ ก่ (๑) เล่าเรยี นพระสตู รทเ่ี ล่ากัน
เรียนมาไม่ดี (๒) เป็นผู้ว่ายาก (๓) เป็นพหูสูต แต่ไม่ถ่ายทอดสูตรแก่ผู้อ่ืนโดยเคารพ
(๔) เปน็ เถระมักมาก ย่อหย่อน ไม่สนใจปฏิบัตธิ รรม (๕) สงฆแ์ ตกแยกกัน สว่ นธรรมท่เี ปน็ เหตุ
ดำ� รงม่นั มนี ัยตรงกันข้าม

๗. ทกุ กถาสูตร ว่าดว้ ยการพูดเปน็ เรอ่ื งไมด่ ีและเรื่องดสี ำ� หรบั ผอู้ ่นื คำ� ว่าการพูดเป็น
เรื่องไม่ดีส�ำหรับผู้อื่น หมายถึงการพูดส่ิงท่ีผู้ฟังมีพฤติกรรมตรงกันข้าม จึงเป็นเหตุให้ขัดใจ
โกรธเคอื ง พยาบาท มี ๕ ประการ คอื (๑) การพดู เรอ่ื ง ศรทั ธา เปน็ เรอ่ื งไมด่ สี ำ� หรบั ผไู้ มม่ ศี รทั ธา
(๒) การพดู เรอื่ งศลี เปน็ เรอื่ งไมด่ สี ำ� หรบั ผทู้ ศุ ลี (๓) การพดู เรอ่ื งพาหสุ จั จะ เปน็ เรอื่ งไมด่ สี ำ� หรบั
ผู้มีสุตะน้อย (๔) การพูดเรื่องจาคะ เป็นเร่ืองไม่ดีส�ำหรับผู้ตระหนี่ (๕) การพูดเรื่องปัญญา
เป็นเรอ่ื งไม่ดีสำ� หรบั ผมู้ ีปญั ญาทราม สว่ นการพูดเปน็ เรือ่ งดีสำ� หรบั ผู้อ่ืนมีนัยตรงกันขา้ ม

๘. สารชั ชสตู ร วา่ ดว้ ยความครนั่ ครา้ มและความแกลว้ กลา้ คอื ทรงแสดงธรรมทเ่ี ปน็ เหตุ
ใหภ้ ิกษคุ ร่นั คร้ามและแกล้วกลา้ มฝี า่ ยละ ๕ ประการ ธรรมท่ีเป็นเหตใุ ห้ภิกษุคร่ันคร้าม ได้แก่
(๑) ความไม่มศี รัทธา (๒) ความทุศลี (๓) ความมี สุตะนอ้ ย (๔) ความเกยี จครา้ น (๕) ความมี
ปญั ญาทราม สว่ นธรรมทเ่ี ปน็ เหตใุ ห้ภกิ ษแุ กลว้ กลา้ มีนัยตรงกนั ขา้ ม

๙. อุทายีสูตร ว่าด้วยพระอุทายี คือ ทรงปรารภการแสดงธรรมของท่านพระอุทายี
เป็นเหตุ ตรสั สอนหลักธรรมส�ำหรับผู้แสดงธรรม ๕ ประการ ได้แก่ (๑) แสดงธรรมไปตามล�ำดบั
(๒) แสดงธรรมอ้างเหตุ (๓) แสดงธรรมอาศัยความ เอน็ ดู (๔) แสดงธรรมอย่างไมเ่ หน็ แกอ่ ามสิ
(๕) แสดงธรรมไม่กระทบตนและผอู้ ่ืน

๑๐. ทุปปฏิวิโนทยสูตร ว่าด้วยธรรมที่บรรเทาได้ยาก หมายถึงธรรมที่เกิดขึ้น แล้ว
บรรเทาได้ยาก มี ๕ ประการ ไดแ้ ก่ (๑) ราคะ (๒) โทสะ (๓) โมหะ (๔) ปฏิภาณ (ในทนี่ หี้ มายถึง
ความม่งุ หวงั ทจ่ี ะพดู ดู อง.ฺ ปญฺจก.อ.๓/๑๖๐/๖๐) (๕) จติ คดิ จะไป

เล่มที่ ๑๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๒๒ 371

๓.๔.๒ อาฆาตวรรค
อาฆาตวรรค แปลวา่ หมวดว่าดว้ ยอาฆาต ชอื่ วรรคน้ีตงั้ ตามสาระส�ำคัญของพระสูตร
ที่ ๑-๒ ในวรรคนี้ ซึง่ มีท้งั หมด ๑๐ สูตร แต่ละสตู รมใี จความส�ำคัญดงั นี้
๑-๒. ปฐมอาฆาตปฏิวินยสูตร และ ทุติยอาฆาตปฏิวินยสูตร ต่างว่าด้วยอุบาย
ก�ำจัดอาฆาต แต่มีรายละเอียดต่างกัน คือ ในปฐมอาฆาตปฏิวินยสูตร ทรงแสดงอุบายก�ำจัด
อาฆาต ซ่ึงหมายถึงการเจริญธรรม ๕ ประการ ได้แก่ (๑) เมตตา (๒) กรุณา (๓) อุเบกขา
(๔) การไม่ระลึกถงึ ไม่ใสใ่ จถึง (๕) นึกถึงความเป็นผูม้ ีกรรมเป็นของตน
ในทุติยอาฆาตปฏิวินยสูตร ท่านพระสารีบุตรแสดงอุบายก�ำจัดอาฆาต ๕ ประการ
ในบุคคล ๕ จำ� พวก คือ (๑) กำ� จัดอาฆาตในผูม้ ีความประพฤติทางกายไมบ่ รสิ ทุ ธ์ิ แต่ทางวาจา
บริสุทธิ์ โดยมใิ ห้ใสใ่ จความประพฤตทิ างกายของเขาในเวลานน้ั ใหใ้ สใ่ จแต่ทางวาจา (๒) กำ� จัด
อาฆาตในผมู้ คี วามประพฤตทิ างวาจาไมบ่ รสิ ทุ ธ์ิ แตท่ างกายบรสิ ทุ ธ์ิ โดยมใิ หใ้ สใ่ จความประพฤติ
ทางวาจาของเขาในเวลาน้ัน ใหใ้ ส่ใจแตท่ างกาย (๓) กำ� จดั อาฆาตในผู้มคี วามประพฤตทิ างกาย
และทางวาจาไม่บริสุทธิ์ แตไ่ ดช้ อ่ งทาง ใหว้ ิปัสสนาจติ เกดิ ขน้ึ ได้ความเลอ่ื มใสทางใจตามกาล
อันควร โดยมิให้ใส่ใจความประพฤติทางกายและวาจาของเขาในเวลาน้ัน ให้ใส่ใจแต่
ความประพฤติทางใจของเขา (๔) ก�ำจัดอาฆาตในผู้มีความประพฤติทางกาย วาจา และใจ
ไม่บริสุทธิ์ โดยต้ังความปรารถนาอันประกอบด้วยความกรุณา ความเอ็นดู ความคิดจะ
อนเุ คราะหเ์ ขาวา่ ขอใหเ้ ขาละความประพฤติเช่นน้นั เสีย (๕) ก�ำจดั อาฆาตในผมู้ คี วามประพฤติ
ทางกาย วาจา และใจบริสทุ ธิ์ โดยใหใ้ ส่ใจความประพฤติชอบเหลา่ นนั้ ของเขา
๓-๔. สากัจฉสตู ร ว่าดว้ ยภิกษุผู้ควรสนทนาดว้ ย อาชีวสูตร วา่ ดว้ ยภิกษผุ คู้ วรแกส่ าชีพ
มีเนื้อหาสาระเหมือนสากัจฉสูตร และสาชีวสูตรแห่งสัญญาวรรค ทุติยปัณณาสก์ทุกประการ
ตา่ งกนั เพยี งผแู้ สดงเทา่ นนั้ คอื ในทตุ ยิ ปณั ณาสก์ พระผมู้ พี ระภาคตรสั สว่ นในจตตุ ถปณั ณาสกน์ ี้
ทา่ นพระสารีบตุ รกลา่ ว
๕. ปญั หาปจุ ฉาสตู ร วา่ ดว้ ยการถามปญั หา คอื ทา่ นพระสารบี ตุ รแสดงเหตแุ หง่ การถาม
ปญั หาของภิกษดุ ้วยกนั ๕ ประการ ไดแ้ ก่ (๑) เพราะโง่เขลา หลงงมงาย (๒) เพราะปรารถนาชั่ว
ถกู ความปรารถนาครอบงำ� (๓) เพราะดูหม่นิ (๔) เพราะประสงค์จะรู้ (๕) เพราะคดิ จะทดสอบ
ความรู้
๖. นิโรธสูตร ว่าด้วยนิโรธ หมายถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ คือ ท่านพระสารีบุตรแสดง
ธรรมแก่ภกิ ษุทง้ั หลายว่า ภิกษผุ ้มู ีศลี สมาธิ และปัญญา จะเขา้ สัญญาเวทยิตนโิ รธก็ได้ จะออก
จากสญั ญาเวทยติ นโิ รธกไ็ ด้ หากภกิ ษนุ นั้ ไมบ่ รรลอุ รหตั ตผลใน ปจั จบุ นั จะไปเกดิ ในกายมโนมยั
(เทพกายหรือพรหมกาย) ซ่ึงสูงกว่าช้ันกามาวจร เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธก็ได้ จะออกจาก

372 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก

สัญญาเวทยิตนิโรธก็ได้ ท่านพระอุทายีได้คัดค้านธรรมเทศนานั้นถึง ๓ ครั้ง และพระเถระก็
ยนื ยนั ความเดมิ เชน่ นน้ั ถงึ ๓ ครง้ั เมอื่ ไปเฝา้ พระภาคพระภาค พระเถระกแ็ สดงธรรมเชน่ นนั้ อกี
ทา่ นพระอุทายกี ค็ ัดค้าน เชน่ เดิม และพระเถระกย็ ืนยันเช่นเดิม พระผูม้ ีพระภาคจงึ ทรงต�ำหนิ
ท่านพระอุทายี ตรัสกับท่านพระอานนท์ว่า ท�ำไมภิกษุท้ังหลายจึงปล่อยให้พระสารีบุตรถูก
เบียดเบียน เชน่ นัน้ และทรงรับรองธรรมเทศนาของพระเถระ แล้วตรสั ถามทา่ นพระอุปวานะ
ว่า ภิกษุเถระประกอบด้วยธรรมเท่าไร จึงเปน็ ทีร่ ัก เปน็ ท่ีเคารพ และยกย่องของเพื่อนพรมจารี
ทง้ั หลาย ท่านพระอปุ วานะกราบทลู วา่ ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ได้แก่ (๑) เป็นผ้มู ีศีล
(๒) เป็นพหูสูต (๓) มวี าจางาม (๔) ได้ฌาน ๔ (๕) ไดเ้ จโตวิมตุ ติ ปญั ญาวมิ ุตติ

๗. โจทนาสูตร ว่าด้วยคุณสมบัติของภิกษุผู้เป็นโจทก์ คือ ท่านพระสารีบุตรแสดงว่า
ภกิ ษผุ จู้ ะเปน็ โจทกค์ วรมธี รรม ๕ ประการ เพอ่ื ไมใ่ หม้ วี ปิ ปฏสิ าร(ความเดอื ดรอ้ นใจ)แกท่ ง้ั โจทก์
และจ�ำเลย ธรรม ๕ ประการ ได้แก่ (๑) กลา่ วในกาลอนั ควร (๒) กล่าวถ้อยค�ำจริง (๓) กลา่ ว
ถอ้ ยค�ำออ่ นหวาน (๔) กล่าวถอ้ ยค�ำมปี ระโยชน์ (๕) กลา่ วด้วยเมตตาจิต

๘. สีลสูตร ว่าด้วยโทษแห่งความทุศีลและคุณแห่งความมีศีล มีเนื้อหาสาระเหมือน
ในทสุ สลี สตู ร ปญั จงั คกิ วรรคแหง่ ปฐมปณั ณาสก์ ในนบิ าตเดยี วกนั น้ี ตา่ งกนั เพยี งผแู้ สดงเทา่ นนั้
คอื ทุสสีลสูตร พระผ้มู ีพระภาคทรงแสดง สลี สตู รนท้ี ่านพระสารบี ตุ รแสดง

๙. ขิปปนิสันติสูตร ว่าด้วยเหตุให้ใครค่ รวญได้เร็ว คอื ท่านพระอานนทแ์ สดงธรรมท่ี
เป็นเหตุท่ีให้ภิกษุเป็นผู้ใคร่ครวญธรรมได้เร็ว เรียนได้เร็ว เรียนได้มาก และสิ่งที่เรียนมาแล้ว
จะไม่เลือนหาย มี ๕ ประการ ได้แก่ (๑) ความฉลาดในอรรถ (๒) ความ ฉลาดในธรรม
(๓) ความฉลาดในพยญั ชนะ (๔) ความฉลาดในนริ ตุ ติ (๕) ความฉลาด ในเบอ้ื งตน้ และเบอ้ื งปลาย
(ของ ๔ ประการขา้ งตน้ )

๑๐. ภทั ทชสิ ตู ร ว่าด้วยท่านพระภัททชิ คอื ทา่ นพระอานนทถ์ ามทา่ นพระภัททชิวา่
การเหน็ ชนดิ ไหนเปน็ เลศิ การไดย้ นิ ชนดิ ไหนเปน็ เลศิ ความสขุ ชนดิ ไหน เปน็ เลศิ สญั ญาชนดิ ไหน
เป็นเลิศ ภพ (ความเปน็ อย)ู่ ชนดิ ไหนเปน็ เลศิ ท่านพระภทั ทชติ อบวา่ การเหน็ พรหมผ้ยู ่ิงใหญ่
การได้ยินเสียงของเทพช้ันอาภัสสระท่ีเปล่งแสดงความสุข ความสุขของเทพชั้นสุภกิณหะ
สัญญาของเทพผู้เข้าถึงช้ันอากิญจัญญายตนภพ และภพของเทพผู้เข้าถึงเนวสัญญานา-
สัญญายตนภพ จัดวา่ เป็นเลศิ แตท่ ่านพระอานนทแ์ สดงว่า การเหน็ การได้ยิน ความสุข สัญญา
และภพ ทีท่ ำ� ให้บุคคลส้ินอาสวะ จัดวา่ เปน็ เลศิ

๓.๔.๓ อปุ าสกวรรค
อปุ าสกวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ดว้ ยอบุ าสก หมายถงึ องคธ์ รรมของอบุ าสกทง้ั ฝา่ ยดแี ละ

เล่มท่ี ๑๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๒ 373

ไม่ดี ชอ่ื วรรคน้ตี ั้งตามสาระสำ� คญั ของพระสตู รที่ ๑-๑๐ ในวรรคนี้ ซงึ่ มีทั้งหมด ๑๐ สูตร แต่ละ
สตู รมใี จความส�ำคัญดังน้ี

๑. สารัชชสูตร ว่าด้วยธรรมท่ีเป็นเหตุให้ครั่นคร้าม คือ ทรงแสดงธรรมที่เป็นเหตุให้
อบุ าสกครน่ั ครา้ ม ๕ ประการไดแ้ ก่ การลว่ งละเมดิ ศลี ๕ และทรงแสดงธรรมทเ่ี ปน็ เหตใุ หอ้ บุ าสก
แกล้วกล้า ๕ ประการ ซง่ึ มนี ัยตรงกันขา้ ม

๒. วิสารทสูตร ว่าด้วยธรรมเป็นเหตุให้แกล้วกล้า คือ ทรงแสดงธรรมท่ีเป็นเหตุให้
อบุ าสกอย่คู รองเรือนอยา่ งไมแ่ กลว้ กล้า ๕ ประการ ไดแ้ ก่ การล่วงละเมิด ศีล ๕ และทรงแสดง
ธรรมทเ่ี ปน็ เหตุให้อุบาสกอยคู่ รองเรือนอย่างแกลว้ กล้า ๕ ประการ ซ่ึงมนี ยั ตรงกนั ขา้ ม

๓. นริ ยสตู ร ว่าดว้ ยธรรมทเี่ ปน็ เหตใุ ห้ตกนรกและขน้ึ สวรรค์ คอื ทรงแสดงธรรมท่เี ป็น
เหตใุ หอ้ บุ าสกตกนรกและขนึ้ สวรรค์ ฝา่ ยละ ๕ ประการ ธรรมทเี่ ปน็ เหตใุ หอ้ บุ าสกตกนรก ไดแ้ ก่
การลว่ งละเมดิ ศลี ๕ สว่ นธรรมทีเ่ ปน็ เหตใุ ห้อบุ าสกข้นึ สวรรค์มนี ยั ตรงกนั ข้าม

๔. เวรสตู ร วา่ ดว้ ยภยั เวร ในทน่ี หี้ มายถงึ การลว่ งละเมดิ ศลี ๕ คอื ทรงแสดง วา่ อบุ าสก
ผู้ละภัยเวร ๕ ประการไม่ได้ ช่ือว่าผู้ทุศีล และจะไปเกิดในนรก ส่วน อุบาสกผู้ละภัยเวร
๕ ประการได้ ช่ือว่าผมู้ ีศลี และจะไปเกดิ ในสคุ ติ

๕. จัณฑาลสูตร ว่าด้วยอุบาสกจัณฑาล คือ ทรงแสดงอุบาสกที่ไม่ดี ซ่ึงเรียกว่า
อบุ าสกจัณฑาล อบุ าสกเศรา้ หมอง และอบุ าสกนา่ รังเกยี จ ได้แก่ อบุ าสกผู้ประกอบ ดว้ ยธรรม
๕ ประการ คือ (๑) ความไม่มีศรัทธา (๒) ความทุศีล (๓) การถือ มงคลตื่นข่าว เชื่อมงคล
ไม่เช่ือกรรม(๔) การแสวงหาผู้รับทักษิณานอกศาสนาน้ี (๕) การท�ำอุปการะนอกศาสนาก่อน
นอกจากน้ียังทรงแสดงอุบาสกท่ีดี ซ่ึงเรียกว่าอุบาสกแก้ว อุบาสกปทุม และอุบาสกบุณฑริก
ได้แก่ อบุ าสกผู้ประกอบดว้ ยธรรม ๕ ประการซ่งึ มีนยั ตรงกันข้าม

๖. ปีตสิ ูตร วา่ ดว้ ยปตี ิ คอื ทรงสอนใหอ้ นาถบณิ ฑกิ คหบดปี ฏิบตั ิธรรม เพ่อื บรรลปุ ีติ
ท่ีเกิดจากวิเวกตามกาลอันควร ท่านพระสารีบุตรกล่าวยกย่องชมเชยพระด�ำรัสแล้วกราบทูล
ว่า เมื่ออรยิ สาวกบรรลุปีติทเี่ กิดจากวิเวกแลว้ จะไม่มีธรรม ๕ ประการ ได้แก่ (๑) ทุกขโทมนัส
ท่ีประกอบด้วยกาม (๒) สุขโสมนสั ท่ปี ระกอบด้วยกาม (๓) ทกุ ขโทมนัสที่ประกอบด้วยอกศุ ล
(๔) สขุ โสมนสั ทป่ี ระกอบดว้ ยอกศุ ล (๕) ทกุ ขโทมนสั ทปี่ ระกอบดว้ ยกศุ ล เมอื่ พระเถระกราบทลู
ดงั นี้แลว้ พระผ้มู ีพระภาคตรัสรบั รองตามคำ� พดู ของพระเถระ

๗. วณชิ ชาสตู ร วา่ ดว้ ยการค้าขายทอ่ี ุบาสกไมค่ วรประกอบ หมายถึงสิง่ ท่ี อบุ าสกไม่
ควรซื้อขาย มี ๕ ประการ คอื ศัสตราวุธ สตั ว์ เน้อื ของมนึ เมา และยาพิษ

๘. ราชสตู ร วา่ ดว้ ยพระราชา คือ ตรัสถามภิกษุท้งั หลายวา่ เคยเหน็ เคยได้ยินหรอื ไม่
ว่า คนที่รกั ษาศลี ๕ แลว้ ถกู พระราชารับสงั่ ใหจ้ ับไปประหาร จองจ�ำ เนรเทศ หรือท�ำตามพระ

374 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก

ราชประสงค์ เม่อื ภิกษุทั้งหลายทลู ตอบวา่ ไมเ่ คยเห็น ไม่เคยไดย้ ิน ตรสั วา่ พระองคเ์ องก็ไมเ่ คย
เหน็ ไมเ่ คยไดย้ นิ ตรสั ถามวา่ ถา้ บาปกรรมของเขาเองปรากฏใหร้ วู้ า่ เปน็ คนลว่ งละเมดิ ศลี ๕ และ
ต่อมาถกู พระราชารบั สงั ใหจ้ บั ไปประหาร จองจ�ำ เนรเทศ หรอื ท�ำตามพระราชประสงค์ เธอทง้ั
หลายเคยเหน็ เคยได้ยนิ กรรมเชน่ นีห้ รือไม่ เมือ่ ภกิ ษุทั้งหลายทูลตอบว่า เคยเหน็ เคยไดย้ นิ ตรัส
ว่าพระองค์เองกเ็ คยเห็น เคยได้ยิน

๙. คหิ สิ ตู ร วา่ ด้วยคฤหัสถ์ หมายถงึ อนาถบณิ ฑิกคหบดี คือ อนาถบณิ ฑกิ คหบดีพร้อม
ด้วยอุบาสก ๕๐๐ คนเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค พระองค์จึงทรงแนะน�ำให้ท่านพระสารีบุตร
รู้จักคฤหัสถ์คนหนึ่ง(คืออนาถบิณฑิกคหบดี)ผู้นุ่งผ้าขาว รักษาศีล ๕ และได้ธรรมเป็นเคร่ือง
อยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ทรงแสดงว่า คฤหัสถ์ผู้มีธรรมเช่นนั้นสามารถแสดงตนได้เองว่าเป็น
ผหู้ มดสน้ิ อบายภูมิแลว้ เป็นโสดาบนั ไมม่ ีทางตกต�่ำ มคี วามแน่นอนท่ีจะบรรลุสกทาคามมิ รรค
อนาคามมิ รรค และอรหตั ตมรรค ในวันขา้ งหน้า

๑๐. ภเวสสี ูตร ว่าด้วยภเวสีอุบาสก คือ ขณะทเ่ี สดจ็ ถึงป่าสาละใหญ่แหง่ หนึง่ ในแคว้น
โกศล ทรงแสดงการแยม้ เม่อื ทา่ นพระอานนทท์ ลู ถามถึงเหตแุ ห่งการ แยม้ นัน้ จึงตรัสเลา่ เรื่อง
อดตี วา่ ณ สถานทนี่ ี้ เคยมอี บุ าสกคนหนงึ่ ชอ่ื ภเวสี เปน็ อบุ าสกของพระผมู้ พี ระภาคพระนามวา่
กัสสปะ ไม่บ�ำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์ และชักชวนอุบาสก ๕๐๐ คนให้ปฏิบัติเหมือนตน ต่อมา
ภเวสอี บุ าสกคดิ วา่ การท่ีตนกับอุบาสก บรวิ ารมีธรรมเท่าๆ กนั ไม่สมควรเลย จึงบอกอุบาสก
บรวิ ารวา่ จะบำ� เพญ็ ศีลให้ บรบิ ูรณ์ เมอื่ อุบาสกบริวารรูเ้ ขา้ กป็ ฏิบตั ิตาม ต่อมาภเวสีอุบาสกได้
บำ� เพญ็ ธรรมให้ สงู ยงิ่ ๆ ขน้ึ ไปตามลำ� ดบั และอบุ าสกบรวิ ารกไ็ ดป้ ฏบิ ตั ติ ามทกุ ครงั้ คอื ประพฤติ
พรหมจรรย์ บริโภคมื้อเดียว บวชในส�ำนักของพระกัสสปพุทธเจ้า และได้บรรลุอรหัตตผล
รวมเป็นองคธ์ รรม ๕ ประการ คือ (๑) ศีล (๒) เมถุนวริ ตั ิ (๓) ไม่บริโภค อาหารในเวลาวิกาล
(๔) การบรรพชาอปุ สมบท (๕) อรหัตตผล

๓.๔.๔ อรญั ญวรรค
อรัญญวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ด้วยป่า หมายถึงการอยู่ป่าเป็นวตั ร ซ่งึ เป็น ข้อหน่งึ ใน
ธดุ งควตั ร ๑๓ ประการ แตใ่ นวรรคนกี้ ลา่ วถงึ ธดุ งควตั รไวเ้ พยี ง ๑๐ ประการตามเกณฑข์ องวรรค
ในปัณณาสก์ โดยยกแต่ละประการมาเป็นช่อื พระสูตรแต่ละสตู ร ซง่ึ มี ๑๐ สูตร ในวรรคนี้ คอื
อรญั ญกิ สตู ร วา่ ดว้ ยภกิ ษผุ อู้ ยปู่ า่ เปน็ วตั ร และเปน็ ทมี่ าของชอื่ วรรค จวี รสตู ร วา่ ดว้ ยภกิ ษผุ ทู้ รง
ผา้ บงั สกุ ลุ เปน็ วตั ร รกุ ขมลู กิ สตู ร วา่ ดว้ ยภกิ ษผุ อู้ ยโู่ คนไมเ้ ปน็ วตั ร โสสานกิ สตู ร วา่ ดว้ ยภกิ ษผุ อู้ ยู่
ป่าชา้ เปน็ วตั ร อพั โภกาสกิ สตู ร วา่ ด้วยภิกษผุ ูอ้ ยกู่ ลางแจ้งเป็นวัตร เนสชั ชิกสูตร ว่าด้วย ภิกษุ
ผนู้ ่ังเปน็ วตั ร ยถาสันถติกสูตร ว่าดว้ ยภิกษผุ อู้ ย่ใู นเสนาสนะตามทจี่ ดั ไวเ้ ป็นวตั ร เอกาสนิกสตู ร

เลม่ ท่ี ๑๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๒ 375

วา่ ดว้ ยภกิ ษุผนู้ งั่ ฉนั อาสนะเดียวเปน็ วตั ร ขลปุ จั ฉาภตั ตกิ สตู ร ว่าดว้ ย ภกิ ษผุ หู้ ้ามภตั ทเี่ ขานำ� มา
ถวายภายหลังเปน็ วตั ร และ ปัตตปณิ ฑิกสตู ร ว่าด้วยภิกษุ ผ้ฉู ันในบาตรเป็นวตั ร

ท้งั ๑๐ สตู รนี้ มิได้ทรงแสดงวธิ ีประพฤตวิ ตั ร แต่ทรงแสดงเน้นเหตแุ ห่งการประพฤติ
วัตรของภิกษุเป็นหลักซ่ึงมี ๕ ประการเหมือนกันท้ัง ๑๐ สูตร คือ (๑) โง่เขลา หลงงมงาย
(๒) มคี วามปรารถนาชวั่ (๓) เปน็ บา้ มจี ติ ฟงุ้ ซา่ น (๔) เพยี งแตร่ วู้ า่ เปน็ วตั รทพี่ ระพทุ ธเจา้ สรรเสรญิ
(๕) มกั น้อย สนั โดษ ชอบสงดั

ในเหตทุ งั้ ๕ ประการนนั้ ทรงยกยอ่ งเหตทุ ี่ ๕ วา่ เปน็ เหตปุ ระเสรฐิ กลา่ วคอื ทรงยกยอ่ ง
ภกิ ษผุ ้ปู ระพฤติวัตรเพราะมักนอ้ ย สนั โดษ ชอบสงดั ว่าเปน็ ผปู้ ระเสรฐิ กวา่ ภิกษุผู้ประพฤติวตั ร
เพราะเหตุ ๔ ประการข้างต้น เปรียบเหมือนหัวเนยใสเป็นโครสท่ีเลิศกว่าโครส ๔ ชนิด คือ
นมสด นมส้ม เนยข้น และเนยใส

๓.๔.๕ พราหมณวรรค
พราหมณวรรค แปลว่า หมวดวา่ ด้วยพราหมณ์ ช่อื วรรคนต้ี ้งั ตามสาระส�ำคญั ของพระ
สูตรท่ี ๑-๕ ในวรรคนี้ ซึง่ มีทงั้ หมด ๑๐ สตู ร แต่ละสูตรมใี จความสำ� คญั ดังนี้
๑. โสณสูตร วา่ ดว้ ยธรรมของพราหมณ์เปรียบเทยี บกับของสนุ ขั ค�ำวา่ ธรรม ในทน่ี ี้
หมายถึงธรรมเนียมอันดีงาม ที่พวกพราหมณ์ยึดถือปฏิบัติกันมานาน ปัจจุบันน้ีธรรมเนียมอัน
ดีงามนัน้ ไม่ปรากฏในหมู่พราหมณ์ แตก่ ลับปรากฏในหมู่สนุ ัข มี ๕ ประการ คือ (๑) เม่อื กอ่ น
พราหมณส์ มสกู่ บั พราหมณีเท่านนั้ (วรรณะเดียวกัน) (๒) เมอื่ กอ่ นพราหมณ์สมสู่กบั พราหมณีที่
อยู่ในวัยมีระดูเท่านั้น (๓) เม่ือก่อนพราหมณ์ไม่ซ้ือขายพราหมณี อยู่ร่วมกันด้วยความรักและ
ผูกพัน (๔) เมื่อกอ่ นพราหมณไ์ ม่สะสมทรพั ย์สมบัติ (๕) เมื่อก่อนพราหมณ์แสวงหาอาหารกนิ
เฉพาะม้ือ เทา่ นัน้
๒. โทณพราหมณสตู ร วา่ ดว้ ยโทณพราหมณ์ คือ โทณพราหมณเ์ ขา้ ไปเฝา้ พระผ้มู พี ระ
ภาคกราบทลู เปน็ เชงิ ตำ� หนวิ า่ “ไดท้ ราบวา่ พระองคไ์ มไ่ หว้ ไมล่ กุ รบั ไมเ่ ชอื้ เชญิ พราหมณผ์ แู้ กเ่ ฒา่
ให้นัง่ ” จงึ ตรสั ถามโทณพราหมณว์ ่า “ท่านเปน็ พราหมณใ์ ชไ่ หม” เม่อื พราหมณ์นน้ั กราบทูลวา่
“เปน็ พราหมณถ์ ูกตอ้ งตาม ลักษณะพราหมณ์ทุกอย่าง” ตรัสวา่ “บรรดาฤาษีผู้เปน็ บุรพาจารย์
ของพราหมณ์บัญญตั ิพราหมณ์ไว้ ๕ จ�ำพวก คอื (๑) พราหมณ์ผู้เสมอด้วยพรหม (๒) พราหมณ์
ผเู้ สมอดว้ ยเทวดา (๓) พราหมณผ์ ปู้ ระพฤตดิ ี (๔) พราหมณผ์ ปู้ ระพฤตทิ ง้ั ดแี ละชวั่ (๕) พราหมณ์
ผเู้ ปน็ จณั ฑาล” แลว้ ตรสั ถามโทณพราหมณว์ า่ “ทา่ นเปน็ พราหมณ์ จำ� พวกไหนใน ๕ จำ� พวกนน้ั ”
เม่ือโทณพราหมณ์ตอบไม่ได้ และทูลขอให้ทรงแสดงรายละเอียด จึงทรงอธิบายลักษณะของ
พราหมณ์แตล่ ะจำ� พวกโดยละเอียด

376 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก

๓. สังคารวสูตร ว่าด้วยสังคารวพราหมณ์ คือ สังคารวพราหมณ์ทูลถามเหตุปัจจัยที่
ท�ำให้มนตร์ท่ีสาธายายมานานไม่แจ่มแจ้ง และเหตุปัจจัยที่ท�ำให้มนตร์ที่ไม่ได้สาธยายมานาน
แจม่ แจ้ง พระองค์จงึ ทรงแสดงเหตุ ๕ อยา่ งน้ี ได้แก่ (๑) กามราคะ (๒) พยาบาท (๓) ถนี มิทธะ
(๔) อทุ ธจั จกกุ กจุ จะ (๕) วจิ กิ จิ ฉา วา่ แตล่ ะอยา่ ง เปน็ ตวั เหตทุ ำ� ใหม้ นตรท์ สี่ าธยายมานานไมแ่ จม่
แจ้ง ส่วนเหตทุ ่ที �ำให้มนตร์ท่ไี ม่ไดส้ าธยายมานานแต่แจ่มแจง้ ไดก้ ม็ ี ๕ อย่างซ่ึงมีนัยตรงกันข้าม

๔. การณปาลีสูตร ว่าด้วยพราหมณ์ช่ือการณปาลี คือ การณปาลีพราหมณ์ถาม
ปงิ คยิ านพี ราหมณว์ า่ เหน็ ประโยชนอ์ ะไรจงึ เลอ่ื มใสในพระสมณโคดมอยา่ งยงิ่ ปงิ คยิ านพี ราหมณ์
จงึ แสดงเหตผุ ลพรอ้ มดว้ ยอปุ มา ๕ ประการ มใี จความดงั น้ี (๑) ผไู้ ดฟ้ งั พทุ ธธรรมแลว้ จะไมน่ บั ถอื
ลทั ธิพราหมณอ์ ่ืน เหมือนคนท่ีอิ่มในรสอนั เลศิ แลว้ ไมต่ ้องการรสอน่ื ที่ด้อยกว่า (๒) ผ้ไู ดฟ้ ังพุทธ
ธรรมแล้วจะได้รบั ความพอใจ ความเลอ่ื มใส เหมอื นคนหวิ ท่ีไดร้ วงผึง้ ยอ่ มไดร้ สดเี ลิศ (๓) ผ้ไู ด้
ฟังพทุ ธธรรมแล้วจะได้รบั ความปราโมทย์ โสมนัส เหมอื นคนทไ่ี ดไ้ มจ้ ันทน์ ยอ่ มได้สดู กลิ่นหอม
ของ ไม้นั้น (๔) ผู้ได้ฟงั พทุ ธธรรมแล้วจะไม่มที ุกขโทมนสั เหมอื นคนไขท้ ่ีได้หมอเกง่ ย่อมได้รบั
การรักษาดี (๕) ผไู้ ดฟ้ ังพทุ ธธรรมแล้วจะไมม่ คี วามกระวนกระวาย เหมือน คนท่ีเหนด็ เหนื่อย
หวิ กระหายได้พบสระทม่ี นี ำ้� ใส จืดสนิท สะอาด ยอ่ มระงบั ความเหน็ดเหน่ือยได้ ด้วยการอาบ
และดมื่ นำ้� ในสระนน้ั เมอื่ ปงิ คยิ านกี ลา่ วจบ การณปาลพี ราหมณป์ ระนมมอื ไปทางทพี่ ระผมู้ พี ระ
ภาคประทบั อยู่ เปลง่ วาจาแสดงความนอบนอ้ ม ๓ ครงั้ แลว้ แสดงตนเปน็ อบุ าสกถงึ พระรตั นตรยั
เป็นสรณะตลอดชีวติ

๕. ปิงคิยานีสูตร ว่าด้วยปิงคิยานีพราหมณ์ คือ ปิงคิยานีพราหมณ์เห็นพระ ผู้มีพระ
ภาคทรงรุ่งเรืองกวา่ เจา้ ลจิ ฉวี ๕๐๐ องค์ท่ีมีผิวพรรณต่าง ๆ ทรงเครือ่ งประดับ ตา่ ง ๆ จงึ กลา่ ว
สรรเสรญิ พระพทุ ธคณุ เฉพาะพระพกั ตรพ์ ระผมู้ พี ระภาค และเมอื่ เจา้ ลจิ ฉวปี ระทานผา้ ๕๐๐ ผนื
ก็นำ� ผ้าเหล่าน้ันถวายแก่พระผมู้ พี ระภาค พระองค์จึง ได้ตรสั เรอ่ื งแก้วทางคดีธรรมท่หี าได้ยาก
๕ ประการ ไดแ้ ก่ บุคคล ๕ จำ� พวก คือ (๑) พระอรหันตสัมมาสมั พทุ ธเจา้ (๒) ผู้แสดงธรรมวนิ ยั
ทพ่ี ระตถาคตทรงประกาศไว้ (๓) ผรู้ ูพ้ ระธรรมวนิ ยั ทพ่ี ระตถาคตประกาศไว้ (๔) ผ้รู ูแ้ ละปฏบิ ตั ิ
ตามพระธรรมวินยั ท่ีพระตถาคตประกาศไว้ (๕) กตญั ญูกตเวทีบคุ คล

๖. มหาสุปนิ สูตร วา่ ดว้ ยมหาสบุ นิ (ความฝันท่ีส�ำคัญ) หมายถงึ มหาสุบิน ๕ ประการท่ี
เกดิ แกพ่ ระองคใ์ นสมยั ทย่ี ังมไิ ดต้ รัสรู้ ซึ่งเปน็ เหตใุ หท้ รงรูผ้ ลทจี่ ะเกิดตอ่ มา ไดแ้ ก่ (๑) แผ่นดนิ
ใหญ่เป็นพระแท่นบรรทม ขุนเขาหิมวันต์เป็นพระเขนย พระหัตถ์ซ้ายหย่อนลงในสมุทรด้าน
ทิศตะวันออก พระหัตถ์ขวาหย่อนลงในสมุทรด้านทิศ ตะวันตก พระบาททั้งสองหย่อนลงใน
สมทุ รดา้ นทิศใต้ แสดงว่า พระองคจ์ ะตรสั รู้ (๒) หญ้าแพรกงอกขน้ึ จากพระนาภขี องพระองค์
จรดทอ้ งฟ้า แสดงว่า พระองคจ์ ะตรสั รอู้ ริยมรรคมอี งค์ ๘ (๓) หมหู่ นอนสีขาวมีหัวดำ� ไตข่ ึน้ มา

เลม่ ท่ี ๑๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๒๒ 377

จากพระบาทของ พระองค์ ปกปดิ ปลายเลบ็ จนถงึ บรเิ วณพระชานุ แสดงวา่ พระองคจ์ ะไดส้ าวก
จำ� นวนมาก (๔) นก ๔ เหลา่ มสี ตี า่ ง ๆ บนิ มาจากทศิ ทงั้ ๔ ตกลงแทบพระบาทของพระองค์ แลว้
กลับกลายเป็นนกสีขาว แสดงว่า คน ๔ วรรณะ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ และศูทร
จะเข้ามาบวชในพระธรรมวินยั และจะไดบ้ รรลวุ ิมุตตอิ ันยอดเย่ยี ม (๕) พระองคท์ รงเดินไปมา
บนภูเขาคูถลูกใหญ่ แตไ่ มแ่ ปดเปือ้ นด้วยคูถ แสดงว่า พระองค์จะได้ลาภคอื ปจั จยั ๔ แต่บริโภค
อย่างไม่ลุม่ หลง มีปญั ญาเป็นเคร่อื งสลัดออก

๗. วัสสสูตร ว่าด้วยอันตรายของฝน หมายถึงเหตุท่ีท�ำให้ฝนไม่ตก ซึ่งหมอดูไม่รู้
หยัง่ ไม่ถงึ มี ๕ ประการ คอื (๑) เกิดไฟกองใหญบ่ นอากาศทำ� ใหเ้ มฆกระจายไป (๒) เกิดลม
ปั่นป่วนบนอากาศทำ� ใหเ้ มฆกระจายไป (๓) อสรุ นิ ทราหใู ชฝ้ า่ มอื รับน�้ำแล้ว ท้งิ ลงในมหาสมทุ ร
(๔) วัสสวลาหกเทพบุตร(ผู้ทำ� ให้ฝนตก)มวั เล่นเพลนิ (๕) มนุษย์ ไมด่ �ำรงอยใู่ นธรรม

๘. วาจาสูตร ว่าด้วยองค์แห่งวาจาสุภาษิต มี ๕ ประการ คือ (๑) การพูด ถูกกาล
(๒) การพดู คำ� จรงิ (๓) การพดู คำ� ออ่ นหวาน (๔) การพดู คำ� มปี ระโยชน์ (๕) การพดู ดว้ ยเมตตาจติ

๙. กุลสูตร ว่าด้วยเหตุให้ตระกูลประสพบุญ หมายถึงบุคคลผู้เป็นเหตุให้ตระกูล
ประสพบญุ มาก ๒ ฝ่าย คอื บรรพชติ ผู้มศี ีลเข้าไปยงั ตระกลู และคนในตระกลู น้ันกระทำ� กรรม
ดีแต่ละอย่างต่อบรรพชิตนั้น จะได้ผล ๕ ประการ คือ (๑) ถ้าคนในตระกูลน้ันเห็นแล้วมีจิต
เลื่อมใส จะเป็นเหตใุ ห้ไปเกดิ ในสวรรค์ (๒) ถ้าคน ในตระกลู นัน้ ลุกรบั ไหว้ ให้ที่นัง่ จะเปน็ เหตุ
ใหไ้ ปเกิดในตระกูลสูง (๓) ถ้าคนในตระกูล นน้ั ก�ำจัดความตระหน่ีได้ จะเป็นเหตุใหม้ ศี กั ดิใ์ หญ่
(๔) ถา้ คนในตระกลู น้นั จดั ของถวาย ตามความสามารถ ตามกำ� ลัง จะเปน็ เหตใุ หม้ ีโภคทรัพย์
มาก (๕) ถา้ คนในตระกูล นัน้ ไต่ถาม สอบถาม ฟงั ธรรม จะเป็นเหตใุ ห้มปี ัญญามาก

๑๐. นสิ สารณยี สตู ร วา่ ดว้ ยธาตทุ ส่ี ลัดออก หมายถึงทรงแสดงสภาวธรรมขัน้ พิเศษท่ี
เปน็ ตวั สลดั กเิ ลสธรรมซงึ่ เปน็ ฝา่ ยตรงขา้ ม คอื เนกขมั มะ (ปฐมฌาน) เปน็ ตวั สลดั กาม อพยาบาท
(เมตตา) เปน็ ตวั สลัดพยาบาท อวิหิงสา (กรุณาฌาน) เป็นตัวสลดั วหิ ิงสา (อรูปฌาน) เปน็ ตวั
สลดั รปู ฌาน และสกั กายนโิ รธ (อรหตั ตผลสมาบตั )ิ เปน็ ตวั สลดั สกั กายะ นอกจากนยี้ งั ทรงแสดง
สภาวะของจิตชนั้ พเิ ศษท่ีเขา้ ถงึ สภาวธรรมนัน้ ๆ แลว้ สามารถออกจากกเิ ลสทงั้ หลายได้ ในที่นี้
ทรงแสดงวิธีทดสอบจิตของผู้เข้าถึงสภาวธรรมขั้นพิเศษน้ัน ๆ ไว้ว่า สามารถออกจากกิเลส
ทง้ั หลายได้จรงิ หรอื ไม่ โดยทรงแสดงไว้เป็นคู่ๆ มี ๕ วิธีดังนี้ (๑) มนสิการถึงกามคู่กบั มนสกิ าร
ถึงเนกขมั มะ (๒) มนสกิ ารถึงพยาบาทคกู่ บั มนสิการถงึ อพยาบาท (๓) มนสิการถงึ วหิ งิ สาค่กู บั
มนสิการถึงอวิหิงสา (๔) มนสิการถึงรูปคู่กับมนสิการถึงอรูป (๕) มนสิการถึงสักกายะคู่กับ
มนสิการถึงสักกายนิโรธ วิธีท่ี ๑-๔ ทรงแสดงไว้ส�ำหรับภิกษุผู้บ�ำเพ็ญสมถกัมมัฏฐาน วิธีท่ี ๕
ทรงแสดงไว้สำ� หรบั ภิกษผุ บู้ �ำเพ็ญวปิ ัสสนากมั มัฏฐาน

378 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก

๓.๕ ปญั จมปณั ณาสก์

๓.๕.๑ กมิ พลิ วรรค
กิมพิลวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ด้วยทา่ นพระกมิ พิละ ช่อื วรรคน้ีตง้ั ตามชื่อ พระสูตรที่ ๑
ในวรรคน้ี ซึ่งมที ง้ั หมด ๑๐ สูตร แตล่ ะสูตรมีใจความสำ� คัญดงั น้ี
๑. กิมพิลสูตร ว่าด้วยท่านพระกิมพิละ คือ ท่านพระกิมพิละทูลถามถึงเหตุที่ ท�ำให้
พระสทั ธรรมดำ� รงอยไู่ ดไ้ มน่ าน และเหตทุ ท่ี ำ� ใหพ้ ระสทั ธรรมดำ� รงอยไู่ ดน้ าน หลงั จากพระตถาคต
ปรนิ พิ พานแลว้ พระองคจ์ งึ ทรงแสดงพฤตกิ รรมของพทุ ธบรษิ ทั สที่ เี่ ปน็ เหตใุ หพ้ ระสทั ธรรมดำ� รง
อยู่ได้ไม่นาน มี ๕ ประการ ได้ (๑) อยู่อย่างไม่มีความเคารพ ไม่มีความย�ำเกรงในพระศาดา
(๒) ... ในพระธรรม (๓) ... ในพระสงฆ์ (๔) ... ในสิกขา (๕) ... ในกันและกัน ส่วนเหตุทท่ี �ำให้
พระสัทธรรมด�ำรงอยู่ได้นานกม็ ี ๕ ประการซึ่งมนี ยั ตรงกันข้าม
๒. ธัมมัสสวนสูตร ว่าด้วยการฟังธรรม คือทรงแสดงอานิสงส์แห่งการ ฟังธรรม
๕ ประการ ได้แก่ (๑) ได้ฟังเร่ืองใหม่ (๒) เข้าใจเร่ืองเก่า (๓) หมดสงสัย (๔) เข้าใจถูกต้อง
(๕) เกิดความเลอื่ มใส
๓. อาชานียสูตร ว่าด้วยองค์ประกอบของม้าอาชาไนย คือ ทรงแสดงองค์ประกอบ
ของม้าอาชาไนยเปรยี บเทยี บของภิกษผุ ้เู ปน็ นาบุญของโลก มฝี ่ายละ ๕ ประการเหมอื นกนั คือ
(๑) ความซือ่ ตรง (๒) ความมีเชาว์ (๓) ความอ่อนโยน (๔) ความอดทน (๕) ความเสง่ยี ม
๔. พลสูตร ว่าดว้ ยพละ หมายถงึ ธรรมท่ีเป็นกำ� ลงั ๕ ประการ คอื (๑) สทั ธา (๒) หิริ
(๓) โอตตัปปะ (๔) วิริยะ (๕) ปญั ญา
๕. เจโตขลี สตู ร วา่ ดว้ ยกเิ ลสเครอ่ื งตรงึ จติ ดจุ ตะปู หมายถงึ กเิ ลสทเ่ี ปน็ เหตใุ หจ้ ติ ไมน่ อ้ ม
ไปเพ่อื ความเพียร มี ๕ ประการ คอื (๑) เคลอื บแคลงสงสยั ไมเ่ ชือ่ ไม่เลื่อมใสในพระศาสดา
(๒) ... ในธรรม (๓) ... ในพระสงฆ์ (๔) ... ในสกิ ขา (๕) โกรธ ไมพ่ อใจ มจี ติ กระดา้ งตอ่ เพอ่ื นพรหมจารี
๖. วินิพันธสูตร ว่าด้วยกิเลสเคร่ืองผูกใจ ซ่ึงมีความหมายเหมือนกิเลสเครื่องตรึงจิต
ดจุ ตะปู ต่างกนั เพียงหมวดธรรม มี ๕ ประการ คอื (๑) ยงั ไมป่ ราศจาก ความกำ� หนดั ในกาม
(๒) ยังไมป่ ราศจากความก�ำหนดั ในกาย (๓) ยังไม่ปราศความก�ำหนัดในรปู (๔) ฉนั อาหารแลว้
มัวแตน่ อน เอกเขนก หลับ (๕) ประพฤตพิ รหมจรรยโ์ ดยหวังเป็นเทพเจ้า
๗. ยาคุสูตร วา่ ดว้ ยอานิสงส์ยาค(ู ข้าวตม้ ) มี ๕ ประการ คือ (๑) บรรเทา ความหวิ
(๒) ระงับความกระหาย (๓) ใหล้ มเดนิ คลอ่ ง (๔) ชำ� ระลำ� ไส้ (๕) เผาอาหาร ทีย่ ังไม่ย่อยใหย้ อ่ ย
๘. ทันตกัฏฐสูตร ว่าด้วยไม้สีฟัน คือ ทรงแสดงโทษของการไม่เค้ียวไม้สีฟันและคุณ
ของการเค้ียวไม้สีฟัน ฝ่ายละ ๕ ประการ โทษของการไม่เคี้ยวไม้สีฟัน ได้แก่ (๑) ตาฝ้าฟาง

เลม่ ท่ี ๑๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๒ 379

(๒) ปากเหม็น (๓) ประสาทที่น�ำรสอาหารไม่หมดจดดี (๔) ดีและ เสมหะหุ้มห่ออาหาร
(๕) กินอาหารไมอ่ รอ่ ย ส่วนคุณของการเคีย้ วไมส้ ฟี นั มนี ยั ตรงกันขา้ ม

๙. คีตัสสรสูตร ว่าด้วยการแสดงธรรมด้วยเสียงขับยาว คือ ทรงแสดงโทษ ของการ
กลา่ วธรรมดว้ ยเสียงขับยาว ๕ ประการ ไดแ้ ก่ (๑) ตนเองก�ำหนัดในเสียงน้นั (๒) ผอู้ ืน่ ก�ำหนัด
ในเสียงนั้น (๓) ถูกต�ำหนิว่าขับเหมือนชาวบ้าน (๔) ท�ำให้สมาธิ เส่ือม (๕) คนรุ่นหลังถือ
ปฏิบตั ติ ามอยา่ ง

๑๐. มุฏฐัสสติสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้หลงลืมสติ คือ ทรงแสดงโทษของภิกษุผู้ นอน
หลับอย่างหลงลืมสติ ไม่มีสัมปชัญญะ และคุณของภิกษุผู้นอนหลับอย่างมีสติ มีสัมปชัญญะ
มีฝ่ายละ ๕ ประการ โทษนั้น ได้แก่ (๑) หลับเป็นทุกข์ (๒) ต่ืนเป็นทุกข์ (๓) ฝันร้าย
(๔) เทวดาไม่รกั ษา (๕) น้ำ� อสุจิเคลือ่ น ส่วนคุณนัน้ มีนัยตรงกันข้าม

๓.๕.๒ อักโกสกวรรค
อกั โกสกวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ด้วยโทษของการด่า ช่ือวรรคนี้ต้ังตามชื่อ พระสูตรที่ ๑
ในวรรคน้ี ซงึ่ มที ้งั หมด ๑๐ สตู ร แตล่ ะสูตรมีใจความสำ� คัญดังนี้
๑. อักโกสกสูตร ว่าด้วยโทษของการด่า คือ ทรงแสดงว่าภิกษุผู้ด่าผู้บริภาษเพื่อน
พรหมจารี วา่ รา้ ยพระอริยะ จะได้รับโทษ ๕ ประการ ไดแ้ ก่ (๑) ต้อง อาบตั ปิ าราชกิ หรือตดั
โลกตุ ตรธรรม (๒) ตอ้ งอาบตั ทิ เี่ ศรา้ หมองอยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ (๓) เปน็ โรคอยา่ งรา้ ยแรง (๔) หลงลมื
สตมิ รณภาพ (๕) หลงั จากมรณภาพ จะไปเกดิ ในอบาย ทุคติ วินบิ าต นรก
๒. ภัณฑนการกสูตร ว่าด้วยโทษของการท�ำความบาดหมาง คือ ทรงแสดงว่า ภิกษุ
ผทู้ ำ� ความบาดหมาง ทะเลาะ ววิ าท ทำ� ความออ้ื ฉาว กอ่ อธกิ รณใ์ นสงฆ์ จะไดร้ บั โทษ ๕ ประการ
เหมือนกบั โทษประการที่ ๔-๕ ในอักโกสสตู ร ประการ ท่ี ๑-๓ ได้แก่ (๑) ไม่บรรลธุ รรมท่ียังไม่
บรรลุ (๒) เสือ่ มจากธรรมท่ีได้บรรลแุ ล้ว (๓) กติ ตศิ พั ทอ์ ันชั่วกระฉ่อนไป
๓. สลี สตู ร วา่ ดว้ ยศลี คอื ทรงแสดงโทษของผทู้ ศุ ลี และคณุ ของผมู้ ศี ลี ฝา่ ยละ ๕ ประการ
โทษของผูท้ ุศีลเหมอื นกับโทษประการท่ี ๔-๕ ในอกั โกสกสูตรประการที่ ๑-๓ ได้แก่ (๑) เสือ่ ม
โภคทรัพย์ (๒) กิตติศัพท์อันชั่วกระฉ่อนไป (๓) ไมแ่ กลว้ กลา้ เกอ้ เขินในชุมชนต่าง ๆ ส่วนคณุ
ของผมู้ ศี ีลมนี ยั ตรงกนั ขา้ ม
๔. พหภุ าณสิ ูตร วา่ ด้วยบุคคลผู้พูดมาก หมายถึงผพู้ ูดอยา่ งไมใ่ ช้ปญั ญา คอื ทรงแสดง
โทษของผู้พูดมาก และคุณของผู้พูดด้วยปัญญา ฝ่ายละ ๕ ประการ โทษของผู้พูดมาก
เหมือนกับโทษประการที่ ๕ ในอักโกสกสูตรประการที่ ๑-๔ ได้แก่ (๑) พดู เท็จ (๒) พดู ส่อเสยี ด
(๓) พดู คำ� หยาบ (๔) พดู เพ้อเจอ้ ส่วนคณุ ของผ้พู ูดด้วยปญั ญามนี ยั ตรงกันข้าม

380 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสตุ ตนั ตปิฎก

๕-๖. ปฐมอกั ขนั ตสิ ตู ร ทตุ ยิ อกั ขนั ตสิ ตู ร ตา่ งวา่ ดว้ ยความไมอ่ ดทนและความอดทน คอื
ทรงแสดงโทษของความไม่อดทนและคณุ ของความอดทนฝ่ายละ ๕ ประการ แต่มีรายละเอียด
ต่างกัน คือ ในปฐมอักขันติสูตร โทษของความไม่ อดทนเหมือนกับโทษประการที่ ๔-๕
ในอกั โกสกสตู ร ประการท่ี ๑-๓ ไดแ้ ก่ (๑) ไมเ่ ปน็ ทร่ี กั ไมเ่ ปน็ ทพ่ี อใจของคนหมมู่ าก (๒) เปน็ ผมู้ าก
ดว้ ยเวร (๓) เปน็ ผ้มู ากด้วยโทษ สว่ นคณุ ของความอดทนมนี ัยตรงกนั ข้าม

ในทุตยิ อักขนั ตสิ ูตร โทษของความไมอ่ ดทนเหมือนกบั โทษประการที่ ๑ และ ที่ ๔-๕
ในปฐมอกั ขนั ตสิ ูตร ประการที่ ๒-๓ ไดแ้ ก่ (๒) เป็นผู้ดรุ า้ ย (๓) เป็นผมู้ ีวิปปฏิสาร ส่วนคุณของ
ความอดทนมนี ยั ตรงกันขา้ ม

๗-๘. ปฐมอปาสาทิกสตู ร และ ทุตยิ อปาสาทิกสตู ร ต่างวา่ ดว้ ยบคุ คลผูไ้ ม่นา่ เล่อื มใส
และผนู้ า่ เลอ่ื มใส คอื ทรงแสดงโทษของบคุ คลผไู้ มน่ า่ เลอ่ื มใสและคณุ ของบคุ คลผนู้ า่ เลอื่ มใส ฝา่ ย
ละ ๕ ประการ แตม่ รี ายละเอยี ดตา่ งกนั คอื ในปฐมอปาสาทกิ สตู ร โทษของบคุ คลผไู้ มน่ า่ เลอื่ มใส
เหมอื นกบั โทษประการท่ี ๓-๕ ในภณั ฑนการกสตู ร ประการท่ี ๑-๒ ไดแ้ ก่ (๑) ตนตเิ ตยี น ตนเองได้
(๒) ผูร้ ใู้ ครค่ รวญแลว้ ติเตียนได้ สว่ นคณุ ของบุคคลผูน้ า่ เลอื่ มใสมนี ัยตรงกนั ขา้ ม

ในทุติยอปาสาทิกสูตร โทษของบุคคลผู้ไม่น่าเล่ือมใส ได้แก่ (๑) คนท่ียังไม่เลื่อมใส
จะไมเ่ ลอื่ มใส (๒) คนทเี่ ลอ่ื มใสแล้วจะกลายเปน็ อ่นื (๓) ไม่ปฏิบตั ิตามค�ำสอนของพระศาสดา
(๔) คนรุ่นหลังถือปฏิบัติตามอย่าง (๕) จิตของเธอไม่เลื่อมใส ส่วนคุณของบุคคลผู้น่าเลื่อมใส
มนี ยั ตรงกันขา้ ม

๙. อัคคสิ ูตร วา่ ดว้ ยโทษของไฟ มี ๕ ประการ คอื (๑) ท�ำให้ตาฝา้ ฟาง (๒) ทำ� ให้ผิว
หยาบกรา้ น (๓) ทำ� ใหอ้ อ่ นกำ� ลงั (๔) เพมิ่ การคลกุ คลดี ว้ ยหมู่ (๕) เปน็ เหตใุ หส้ นทนาตริ จั ฉานกถา

๑๐. มธุราสูตร ว่าด้วยโทษของนครมธุรา ซ่ึงเป็นเมืองหลวงของแคว้นสุรเสนะ
ตั้งอย่บู นฝ่งั แมน่ �ำ้ ยมนุ า พระผู้มพี ระภาคตรสั วา่ เมืองมธรุ ามโี ทษ ๕ ประการ คอื (๑) มีพน้ื ดิน
ไมร่ าบเรยี บ (๒) มฝี นุ่ ละอองมาก (๓) มสี นุ ัขดุ (๔) มยี กั ษ์รา้ ย (๕) หาอาหารไดย้ าก

๓.๕.๓ ทีฆจารกิ วรรค
ทีฆจารกิ วรรค แปลวา่ หมวดว่าด้วยโทษของการจารกิ ไปนาน ชอื่ วรรคน้ี ต้ังตามชอ่ื
พระสูตรท่ี ๑-๒ ในวรรคนี้ ซึ่งมีทั้งหมด ๑๐ สูตร แต่ละสูตรมใี จความสำ� คัญดงั นี้
๑-๒. ปฐมทฆี จาริกสตู ร และ ทตุ ิยทฆี จารกิ สตู ร ตา่ งว่าด้วยการจาริกไปนาน คือ ทรง
แสดงโทษของภกิ ษผุ จู้ ารกิ ไปนาน จารกิ ไปไม่มีก�ำหนด และคุณของการจารกิ ไปมีก�ำหนดพอดี
ฝา่ ยละ ๕ ประการ แต่มรี ายละเอยี ดตา่ งกนั คือ ในปฐมทีฆจารกิ สตู ร โทษของภิกษผุ ู้จารกิ ไป
นาน ไดแ้ ก่ (๑) ไมไ่ ดฟ้ งั สิ่งที่ยงั ไมเ่ คยฟัง (๒) ไมเ่ ข้าใจชดั ส่ิงทีไ่ ดฟ้ งั แล้ว (๓) ไมแ่ กลว้ กล้าในเร่ือง

เล่มที่ ๑๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๒๒ 381

ท่ไี ด้ฟงั แลว้ (๔) เปน็ โรคร้ายแรง (๕) เป็นผู้ไม่มีมิตร สว่ นคุณของการจารกิ ไปมกี ำ� หนดพอดมี ี
นัยตรงกันข้าม

ในทุติยทีฆจาริกสูตร โทษของการจาริกไปนานเหมือนกับโทษประการท่ี ๔-๕ ใน
ปฐมทฆี จาริกสตู ร ประการท่ี ๑-๓ ได้แก่ (๑) ไม่บรรลุธรรมท่ียังไม่บรรลุ (๒) เสื่อมจากธรรมท่ี
บรรลแุ ลว้ (๓) ไมแ่ กลว้ กลา้ ในธรรมท่บี รรลุแล้ว ส่วนคุณของการจารกิ ไป มกี ำ� หนดพอดมี นี ัย
ตรงกันข้าม

๓. อตินิวาสสตู ร ว่าดว้ ยการอย่ปู ระจำ� ทีน่ าน คือ ทรงแสดงโทษของการอยู่ ประจำ� ท่ี
นาน ๕ ประการ ได้แก่ (๑) มีส่งิ ของมาก สะสมสง่ิ ของมาก (๒) มเี ภสชั มาก สะสมเภสัชมาก
(๓) มกี จิ มาก มหี นา้ ทที่ จ่ี ะตอ้ งทำ� มาก มคี วามยดึ ตดิ ในการงานทจ่ี ะพงึ ชว่ ยกนั ทำ� (๔) อยคู่ ลกุ คลี
กับคฤหัสถ์และบรรพชิตด้วยการคลุคลีอย่างคฤหัสถ์อันไม่สมควร (๕) เมื่อจากอาวาสนั้นไป
ก็จากไปทั้งที่ยังมีความห่วงใย นอกจากนี้ยังทรงแสดงคุณของการอยู่มีก�ำหนดพอดีอีก
๕ ประการซึง่ มนี ยั ตรงกันขา้ ม

๔. มจั ฉรีสตู ร วา่ ดว้ ยความตระหนี่ คอื ทรงแสดงว่า การอยปู่ ระจำ� ทน่ี านมโี ทษ คือ
ความตระหน่ี ๕ ประการ ได้แก่ (๑) ตระหน่ีอาวาส (๒) ตระหน่ีตระกูล (๓) ตระหน่ีลาภ
(๔) ตระหนว่ี รรณะ (๕) ตระหนีธ่ รรม นอกจากนยี้ ังทรงแสดงว่า การอยู่มกี �ำหนดพอดมี คี ณุ คอื
ความไมต่ ระหนี่ ๕ ประการซงึ่ มีนัยตรงกนั ขา้ ม

๕-๖. ปฐมกุลุปกสูตร และ ทุติยกุลุปกสูตร ต่างว่าด้วยภิกษุผู้เป็นกุลุปกะ ค�ำว่า
กุลุปกะ หมายถึงพระผู้คุ้นเคยสนิทของตระกูล คือ ทรงแสดงโทษของภิกษุผู้เป็นกุลุปกะ
สตู รละ ๕ ประการ แตม่ ีรายละเอียดต่างกนั คือ ในปฐมกลุ ุปกสตู ร โทษของภิกษผุ ้เู ป็นกุลุปกะ
ได้แก่ (๑) ต้องอาบัติเพราะเทยี่ วไปไม่บอกลา (๒) ต้องอาบัติเพราะนง่ั ในที่ลบั (๓) ตอ้ งอาบตั ิ
เพราะนั่งบนอาสนะที่ก�ำบัง (๔) ต้องอาบัติเพราะแสดงธรรมแก่มาตุคามเกินกว่า ๕-๖ ค�ำ
(๕) เปน็ ผู้มากดว้ ยความด�ำรใิ นกามอยู่

ในทตุ ิยกุลปุ กสตู ร โทษของภกิ ษผุ ู้เปน็ กุลุปกะ ได้แก่ (๑) ท�ำใหเ้ หน็ มาตคุ ามเปน็ ประจ�ำ
(๒) ท�ำให้เกิดการคลุกคลี (๓) ท�ำให้เกิดความคุ้นเคย (๔) ท�ำให้จิตจดจ่อ (๕) ท�ำให้ไม่อยาก
ประพฤติพรหมจรรย์ ต้องอาบตั เิ ศรา้ หมอง หรือลาสิกขามาเปน็ คฤหสั ถ์

๗. โภคสตู ร ว่าด้วยโภคทรัพย์ คือ ทรงแสดงโทษของโภคทรพั ยว์ า่ เปน็ สิ่ง ทต่ี ้องสิ้นไป
เพราะภยั ตา่ ง ๆ ไดแ้ ก่ (๑) อัคคีภัย (๒) อุทกภัย (๓) ราชภัย (๔) โจรภัย (๕) ทายาทผไู้ มเ่ ป็น
ท่รี กั

๘. อสุ สรู ภตั ตสตู ร วา่ ดว้ ยภตั หงุ ตม้ ในเวลาสาย คอื ทรงแสดงโทษของตระกลู ทท่ี ำ� อาหาร
ในเวลาสาย ๕ ประการ ไดแ้ ก่ (๑) ไมไ่ ดต้ อ้ นรับแขกที่ควรต้อนรบั ตามเวลา (๒) ไมไ่ ด้เซ่นไหว้

382 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตนั ตปิฎก

เทวดาผู้รับพลกี รรมตามเวลา (๓) ไมไ่ ด้ถวาย สมณพราหมณ์ผฉู้ ันมื้อเดยี ว (๔) ทาส กรรมกร
และคนไช้ หลบหนา้ ทำ� การงาน (๕) อาหารท่ีบริโภคในเวลาไมค่ วรเชน่ นน้ั ไมม่ ีโอชา นอกจากนี้
ยงั ทรงแสดงคณุ ของตระกูลทท่ี �ำอาหารตามเวลาอกี ๕ ประการซึ่งมนี ยั ตรงกันข้าม

๙. ปฐมกัณหสัปปสูตร และ ทุติยกัณหสัปปสูตร ต่างว่าด้วยงูเห่า คือ ทรงแสดง
โทษของงูเห่า ๕ ประการ เปรยี บเทยี บกบั โทษของมาตคุ าม ๕ ประการเหมอื นกันท้ัง ๒ สตู ร
ต่างกันเพียงหมวดธรรม คือ ในปฐมกัณหสัปปสูตร โทษของ งูเห่าและของมาตุคาม ได้แก่
(๑) ไม่สะอาด (๒) มกี ลน่ิ เหมน็ (๓) น่ากลวั (๔) มภี ยั (๕) มักท�ำร้ายมิตร

ในทตุ ยิ กณั หสัปปสูตร โทษของงเู ห่าและของมาตคุ าม ได้แก่ (๑) มกั โกรธ (๒) มกั ผูก
โกรธ (๓) มพี ิษร้าย (๔) มลี นิ้ สองแฉก (พดู กลับกลอก) (๕) มกั ทำ� ร้ายมิตร

๓.๕.๔ อาวาสกิ วรรค
อาวาสิกวรรค แปลว่า หมวดวา่ ดว้ ยธรรมของภิกษุผู้เปน็ เจา้ อาวาส ช่ือวรรคนี้ต้งั ตาม
ช่ือพระสูตรท่ี ๑-๑๐ ในวรรคน้ี ซึ่งมีท้ังหมด ๑๐ สูตร ต่างมีความสัมพันธ์กันในฐานะที่เป็น
พระสตู รมหี มวดธรรมเกยี่ วกบั เจา้ อาวาส และองคธ์ รรมในพระสตู ร ทง้ั ๑๐ สตู รมคี วามสมั พนั ธก์ นั
เปน็ ๒ กลมุ่ คือ กลมุ่ ที่ ๑ พระสูตรที่ ๑-๕ และ กลุ่มที่ ๒ พระสูตรที่ ๖-๑๐ แตล่ ะสูตรมีใจความ
ส�ำคญั ดังนี้
๑. อาวาสิกสูตร ว่าด้วยธรรมของภิกษุผู้เป็นเจ้าอาวาส หมายถึงธรรมท่ีเป็นเหตุให้
เจ้าอาวาสไม่ควรได้รับการยกย่องและควรได้รับการยกย่อง ฝ่ายละ ๕ ประการ ธรรมที่เป็น
เหตุให้เจ้าอาวาสไม่ควรยกย่อง ได้แก่ (๑) ไม่เพียบพร้อมด้วยมรรยาท และวัตร (๒) ไม่เป็น
พหสู ตู ไม่ทรงสุตะ (๓) ไม่ประพฤตขิ ดั เกลา ไมย่ นิ ดีการหลกี เร้น (๔) ไม่ยินดใี นกลั ยาณธรรม
ไมม่ วี าจางาม ไม่เจรจาถอ้ ยคำ� ไพเราะ (๕) มปี ญั ญา ทราม โงเ่ ขลา เปน็ คนเซอะ สว่ นธรรมท่ีเปน็
เหตุให้เจา้ อาวาสควรยกยอ่ งมนี ัยตรงกันขา้ ม
๒. ปิยสูตร ว่าด้วยธรรมท่ีเป็นเหตุให้เจ้าอาวาสเป็นท่ีรัก คือ ทรงแสดง ธรรมที่เป็น
เหตุใหเ้ จ้าอาวาสเปน็ ที่รกั เปน็ ท่เี คารพและยกยอ่ งของเพ่อื นพรหมจารี ทง้ั หลาย มี ๕ ประการ
ไดแ้ ก่ (๑) เป็นผ้มู ศี ลี (๒) เปน็ พหสู ตู (๓) เป็นผู้มวี าจางาม (๔) เปน็ ผไู้ ด้ฌาน ๔ (๕) ไดเ้ จโตวมิ ุตติ
ปญั ญาวิมตุ ติ
๓. โสภณสูตร ว่าด้วยธรรมที่เป็นเหตุให้อาวาสงดงาม คือ ทรงแสดงธรรมที่เป็นเหตุ
ให้เจ้าอาวาสทำ� อาวาสใหง้ ดงาม มี ๕ ประการ ประการที่ ๑-๓ เหมอื นในปิยสูตร ประการที่ ๕
เหมือนประการที่ ๔ ในปิยสูตร ประการท่ี ๔ ได้แก่ เป็นผู้สามารถแสดงธรรมกถาให้บุคคล
ผู้เข้าไปหามกี ำ� ลงั ใจในการปฏบิ ัตธิ รรม

เล่มท่ี ๑๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๒ 383

๔. พหปู การสตู ร วา่ ดว้ ยธรรมทเ่ี ปน็ เหตใุ หม้ อี ปุ การะมากแกอ่ าวาส คอื ทรงแสดงธรรม
ท่เี ป็นเหตใุ หเ้ จา้ อาวาสเปน็ ผ้มู อี ุปการะมากแกอ่ าวาส มี ๕ ประการ ประการท่ี ๑-๒ และที่ ๕
เหมือนประการที่ ๔ ในปยิ สตู ร ประการท่ี ๓-๔ ได้แก่ (๓) ปฏสิ ังขรณเ์ สนาสนะทป่ี รักหักพงั
(๔) บอกคฤหัสถใ์ ห้มาทำ� บุญ เมอ่ื มีภกิ ษุ ตา่ งถ่นิ มา

๕. อนกุ มั ปสูตร วา่ ด้วยธรรมที่เปน็ เหตุอนุเคราะห์คฤหสั ถ์ คอื ทรงแสดงธรรม ทีเ่ ปน็
เหตุให้เจ้าอาวาสอนุเคราะห์คฤหัสถ์ได้ มี ๕ ประการ ได้แก่ (๑) ให้คฤหัสถ์สมาทานอธิศีล
(๒) ใหค้ ฤหสั ถต์ ง้ั อยู่ในการเห็นธรรม (๓) ไปเยี่ยมคฤหสั ถ์ที่เปน็ ไข้ ขอใหต้ งั้ สตติ ่อพระรตั นตรยั
และบอกคฤหสั ถใ์ ห้มาทำ� บุญ เม่ือมีภกิ ษุตา่ งถ่ินมา (๔) ฉันอาหารที่คฤหสั ถน์ ำ� มาถวาย จะเลว
หรือประณีตก็ตามด้วยตนเอง (๕) ไม่ท�ำศรัทธาไทยให้ตกไป (ท�ำสงิ่ ของทีเ่ ขาถวายดว้ ยศรทั ธา
ให้ผิดวตั ถปุ ระสงค์)

๖-๑๐. ปฐมอวัณณารหสูตร ทุติยอวัณณารหสูตร ตติยอวัณณารหสูตร ปฐม-
มัจฉริยสูตร และ ทตุ ิยมจั ฉรยิ สตู ร ตา่ งว่าด้วยธรรมที่เป็นเหตใุ หเ้ จ้าวาสตกนรกและข้ึนสวรรค์
ฝ่ายละ ๕ ประการ ในท่ีนีแ้ สดงแต่หมวดธรรมทเ่ี ปน็ เหตใุ ห้ เจ้าอาวาสตกนรก สว่ นหมวดธรรม
ที่เป็นเหตใุ หเ้ จา้ อาวาสขนึ้ สวรรค์ในแตล่ ะสูตร พงึ ทราบโดยนยั ตรงกันข้าม มรี ายละเอียดดงั นี้

ในปฐมอวัณณารหสูตร ทุติยอวัณณารหสูตร และตติยอวัณณารหสูตร ต่างว่าด้วย
ผู้สรรเสริญผู้ท่ีควรติเตียน หมายถึง ผู้ไม่พิจารณา ไม่ไตร่ตรอง สรรเสริญคนท่ีควรติเตียน
ซึ่งเป็นธรรมประการที่ ๑ ใน ๕ ประการในพระสูตรท้ังสาม ที่เป็นเหตุให้เจ้าอาวาสตกนรก
ส่วนประการท่ี ๒-๕ ในแตล่ ะสตู รมรี ายละเอยี ดต่างกัน คอื

ในปฐมอวัณณารหสูตร ประการท่ี ๒-๕ ไดแ้ ก่ (๒) ไมพ่ จิ ารณา ไมไ่ ตร่ตรอง ติเตียน
คนทค่ี วรสรรเสรญิ (๓) ไม่พจิ ารณา ไม่ไตรต่ รอง แสดงความเลอ่ื มใสในฐานะที่ไม่ควรเลือ่ มใส
(๔) ไมพ่ ิจารณา ไม่ไตร่ตรอง แสดงความไม่เลอ่ื มใสในฐานะที่ควร เล่ือมใส (๕) ท�ำศรทั ธาไทย
ให้ตกไป

ในทตุ ยิ อวณั ณารหสตู ร ประการที่ ๑-๒ และที่ ๕ เหมอื นในปฐมอวณั ณารหสตู ร ประการ
ที่ ๓-๔ ไดแ้ ก่ (๓) เปน็ ผตู้ ระหนอ่ี าวาส หวงแหนอาวาส (๔) เปน็ ผตู้ ระหนตี่ ระกลู หวงแหนตระกลู

ในตติยอวณั ณารหสูตร ประการท่ี ๒-๔ เหมอื นในทุติยอวณั ณารหสูตร ประการที่ ๕
ไดแ้ ก่ เป็นผ้ตู ระหนลี่ าภ

ในปฐมมัจฉริยสูตร และทุติยมัจฉริยสูตร ต่างว่าด้วยความตระหนี่ แต่มีรายละเอียด
ต่างกัน คือ ในปฐมมัจฉริยสูตร ธรรมที่เป็นเหตุให้เจ้าอาวาสตกนรก ได้แก่ ความตระหน่ี
๔ ประการ คือ (๑) ตระหน่ีอาวาส (๒) ตระหน่ีตระกลู (๓) ตระหนี่ ลาภ (๔) ตระหนีว่ รรณะ
และธรรมประการที่ ๕ เหมือนในปฐมอวณั ณารหสูตร

384 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก

ในทตุ ยิ มจั ฉรยิ สตู ร ธรรมทเ่ี ปน็ เหตใุ หเ้ จา้ อาวาสตกนรก ไดแ้ ก่ ความตระหนี่ ๕ ประการ
ประการที่ ๑-๔ เหมือนในปฐมมัจฉริยสูตร และประการท่ี ๕ ไดแ้ ก่ ตระหนธ่ี รรม

๓.๕.๕ ทุจจรติ วรรค
ทจุ จรติ วรรค แปลว่า หมวดว่าดว้ ยทจุ ริต ชื่อวรรคน้ีตั้งตามสาระสำ� คัญของพระสูตรที่
๑-๘ ในวรรคน้ี ซงึ่ มีท้ังหมด ๑๐ สตู ร แต่ละสูตรมใี จความส�ำคญั ดงั น้ี
๑. ปฐมทจุ จริตสูตร วา่ ด้วยทุจรติ สตู รที่ ๑ คอื ทรงแสดงโทษของทจุ รติ และคุณของ
สุจรติ ฝา่ ยละ ๕ ประการ โทษของทุจริต ได้แก่ (๑) ตนตเิ ตียนตนเองได้ (๒) ผู้รู้ใคร่ครวญแลว้ ติ
เตียนได้ (๓) กติ ติศัพท์อันช่วั กระฉ่อนไป (๔) หลงลมื สตติ าย (๕) หลงั จากตายแลว้ จะไปเกิดใน
อบาย ทคุ ติ วนิ ิบาต นรก สว่ นคณุ ของสุจรติ มีนัยตรงกันขา้ ม
๒-๔. ปฐมกายทุจจริตสูตร ว่าด้วยกายทุจริต สูตรท่ี ๑ คือ ทรงแสดงโทษของกาย
ทจุ รติ และคุณของกายสจุ ริต ปฐมวจที ุจจริตสตู ร วา่ ดว้ ยวจที ุจริต สูตร ที่ ๑ คือ ทรงแสดงโทษ
ของวจที ุจรติ และคุณของวจีสจุ ริต และ ปฐมมโนทจุ จริตสูตร วา่ ด้วยมโนทุจรติ สตู รท่ี ๑ คอื
ทรงแสดงโทษของมโนทุจรติ และคุณของมโนสจุ รติ แต่ละสตู ร มีหวั ขอ้ ธรรมฝ่ายละ ๕ ประการ
เหมอื นในปฐมทุจจริตสูตร
๕-๘. ทตุ ยิ ทจุ จริตสูตร วา่ ด้วยทุจรติ สูตรที่ ๒ คอื ทรงแสดงโทษของทุจรติ และคณุ
ของสุจรติ ทตุ ิยกายทจุ จรติ สูตร ว่าดว้ ยกายทจุ รติ สตู รท่ี ๒ คอื ทรงแสดงโทษของกายทจุ รติ
และคณุ ของกายสจุ ริต ทุตยิ วจีทจุ จริตสตู ร วา่ ดว้ ยวจที จุ ริต สูตรท่ี ๒ คอื ทรงแสดงโทษของวจี
ทุจรติ และคณุ ของวจสี จุ รติ และทตุ ิยมโนทจุ จรติ สตู ร วา่ ด้วยมโนทุจรติ สูตรท่ี ๒ คือ ทรงแสดง
โทษของมโนทจุ รติ และคณุ ของมโนสจุ รติ แตล่ ะสตู รมหี วั ขอ้ ธรรมฝา่ ยละ ๕ ประการ หวั ขอ้ ธรรม
ประการที่ ๑-๓ เหมอื นกับหวั ข้อธรรมประการท่ี ๑-๓ ในปฐมทุจจรติ สตู ร ประการท่ี ๔-๕ ไดแ้ ก่
(๔) เสื่อมจาก สัทธรรม (๕) ต้งั อยูใ่ นอสัทธรรม สว่ นคณุ ของสจุ รติ มนี ยั ตรงกนั ขา้ ม
๙. สวี ถกิ สตู ร ว่าด้วยปา่ ช้า คอื ทรงแสดงโทษของป่าช้าและของบคุ คล ผู้เปรยี บดว้ ย
ป่าชา้ ฝา่ ยละ ๕ ประการซึ่งเหมือนกันทง้ั ๒ ฝ่าย ได้แก่ (๑) ไมส่ ะอาด (๒) มีกลน่ิ เหม็น (๓) มีภยั
(๔) เป็นท่ีอยู่ของอมนุษย์ผู้ดุร้าย (๕) เป็นที่คร�่ำครวญของคนจ�ำนวนมาก แต่มีความหมาย
ต่างกัน คือ โทษของป่าช้ามีความหมายทางคดีโลก ส่วนโทษของบุคคลผู้เปรียบด้วยป่าช้า
มคี วามหมายทางคดีธรรม
๑๐. ปคุ คลัปปสาทสูตร ว่าดว้ ยความเลือ่ มใสเฉพาะบคุ คล คำ� ว่า เฉพาะบุคคล ในท่นี ี้
หมายถงึ เจาะจงภกิ ษุรปู ใดรปู หน่งึ คอื ทรงแสดงโทษที่มเี หตตุ า่ งกัน ไดแ้ ก่ โทษเกิดขึน้ เพราะ
ความเลอ่ื มใสเฉพาะบคุ คลใดบคุ คลหน่งึ ในบุคคล ๕ จ�ำพวก ไดแ้ ก่ (๑) บุคคลผตู้ ้องอาบตั ิทเ่ี ปน็

เล่มท่ี ๑๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๒ 385

เหตใุ หส้ งฆ์ยกวตั ร (๒) บุคคลผู้ตอ้ งอาบตั ิทีเ่ ปน็ เหตใุ ห้สงฆส์ ง่ั ให้นง่ั อาสนะทา้ ยสุด (๓) บุคคลที่
หลกี ไปสทู่ ศิ (๔) บคุ คลผลู้ าสกิ ขา (๕) บคุ คล ผตู้ ายแลว้ ทรงแสดงวา่ ความเลอ่ื มใสเฉพาะบคุ คล
แต่ละจ�ำพวกเป็นโทษ คือ เป็นตัวเหตุให้ไม่เล่ือมใสภิกษุทั้งหลาย ไม่คบภิกษุท้ังหลาย ไม่ฟัง
พระสทั ธรรม ในทสี่ ุดก็เส่อื มจากพระสัทธรรม

๓.๕.๖ อปุ สมั ปทาวรรค (วรรคพิเศษ)
อปุ สมั ปทาวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ดว้ ยการอปุ สมบท ชอื่ วรรคนี้ตง้ั ตามชื่อพระสตู รท่ี ๑
ในวรรคนี้ ซึง่ มที ้งั หมด ๒๑ สตู ร แต่ละสตู รมใี จความส�ำคัญดังน้ี
๑. อปุ สัมปาเทตพั พสูตร วา่ ดว้ ยคณุ สมบัติของภกิ ษผุ ู้ใหอ้ ุปสมบท มี ๕ ประการ คอื
เป็นผ้ปู ระกอบดว้ ยธรรมขันธท์ ีเ่ ป็นของพระอเสขะ ๕ ประการ ได้แก่ ศลี สมาธิ ปัญญา วมิ ุตติ
และวมิ ุตตญิ าณทัสสนะ
๒-๓. นิสสยสูตร ว่าด้วยคุณสมบัติของภิกษุผู้ให้นิสสัย และสามเณรสูตร ว่าด้วย
คณุ สมบัตขิ องภกิ ษผุ ใู้ หส้ ามเณรอปุ ฏั ฐาก ซ่งึ มสี ตู รละ ๕ ประการเหมอื นในพระสตู รท่ี ๑
๔. ปัญจมัจฉรยิ สูตร วา่ ด้วยความตระหน่ี ๕ ประการ คือ (๑) ความตระหนี่อาวาส
(๒) ความตระหนตี่ ระกลู (๓) ความตระหนลี่ าภ (๔) ความตระหนวี่ รรณะ (๕) ความตระหนธี่ รรม
๕. มัจฉริยปหานสูตร ว่าด้วยการละความตระหน่ี คือ ทรงแสดงว่า ภิกษุประพฤติ
พรหมจรรย์ เพือ่ ละ เพอ่ื ตัดขาดความตระหนี่ ๕ ประการซึง่ เหมอื นในพระสูตรที่ ๔
๖. ปฐมฌานสูตร ว่าด้วยปฐมฌาน คอื ทรงแสดงว่า ถา้ ภกิ ษุยงั ละธรรม ๕ ประการ
ไม่ได้ ก็ไมอ่ าจบรรลุปฐมฌานได้ แต่ถา้ ละธรรม ๕ ประการได้ ก็อาจบรรลุปฐมฌานได้ ธรรม ๕
ประการ ได้แก่ ความตระหนี่ ๕ ประการเหมอื นในพระสูตรที่ ๔
๗-๑๓. ทุติยฌานสุตตาทิสัตตก ว่าด้วยพระสูตร ๗ สูตรมีทุติยฌานสูตร เป็นต้น
หมายความว่า นอกจากทุติยฌานสูตรแล้วยังมีพระสูตรอีก ๖ สูตร คือ (๑) ตติยฌานสูตร
(๒) จตุตถฌานสูตร (๓) โสตาปัตติผลสูตร (๔) สกทาคามิผลสูตร (๕) อนาคามิผลสูตร
(๖) อรหัตตผลสูตร ทรงแสดงว่า ถ้าภิกษุยังละธรรม ๕ ประการไม่ได้ ก็ไม่อาจบรรลุผลตาม
ชอื่ สูตรนนั้ ๆ ได้ ในทางตรงกันขา้ ม ถา้ ละ ธรรม ๕ ประการได้ ก็อาจบรรลุผลตามชื่อสูตรนนั้ ๆ
ได้ ธรรม ๕ ประการ ได้แก่ ความตระหน่ี ๕ ประการเหมอื นในพระสตู รที่ ๔
๑๔. อปรปฐมฌานสตู ร วา่ ดว้ ยปฐมฌาน อกี สตู รหนง่ึ คอื ทรงแสดงภกิ ษุ ผไู้ มอ่ าจและ
ผอู้ าจบรรลปุ ฐมฌาน แตเ่ ปลย่ี นหมวดธรรมใหมซ่ งึ่ มอี งคธ์ รรมตา่ งกบั องคธ์ รรมในปฐมฌานสตู ร
เพยี งประการท่ี ๕ ได้แก่ ความอกตัญญู ความอกตเวที

386 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสุตตันตปิฎก

๑๕-๒๑.อปรทุติยฌานสุตตาทิ ว่าด้วยทุติยฌานเป็นต้น อีกนัยหนึ่ง หมายความว่า
นอกจากทุตยิ ฌานสตู รแลว้ ยงั มีพระสูตรอีก ๖ สตู ร คือ (๑) ตตยิ ฌานสตู ร (๒) จตุตถฌานสตู ร
(๓) โสตาปัตติผลสูตร (๔) สกทาคามิผลสูตร (๕) อนาคามิผลสูตร (๖) อรหัตตผลสูตร ทรง
แสดงว่าภิกษุผู้ไม่อาจและผู้อาจ บรรลุผลตามชื่อพระสูตรนั้น ๆ เพราะมีองค์ธรรมเหมือนใน
อปรปฐมฌานสตู ร

๓.๕.๗ เปยยาล มี ๓ เปยยาล คอื
๑. สมมติเปยยาล แปลว่า หมวดพระสูตรที่ว่าด้วยภิกษุที่ไม่สมควรได้รับการแต่งต้ัง
และท่ีสมควรได้รับการแต่งตั้งซ่ึงทรงแสดงไว้โดยย่อ มีภิกษุที่ไม่สมควรได้รับการแต่งต้ังและท่ี
สมควรไดร้ บั การแต่งตงั้ เป็นภัตตทุ เทสกะ (ผแู้ จกภตั ตาหาร) เปน็ ตน้ มพี ระสูตร ๑๔ สูตร คอื
นอกจากภัตตุทเทสกสูตร คือพระสูตรที่ว่าด้วยภิกษุที่ไม่สมควรและท่ีสมควรได้รับการแต่งต้ัง
เปน็ ภตั ตทุ เทสกะแลว้ ยงั มพี ระสตู รทวี่ า่ ดว้ ยภกิ ษทุ ไี่ มส่ มควรและทส่ี มควรไดร้ บั การแตง่ ตงั้ เปน็
เจา้ หนา้ ท่อี นื่ ๆ อกี ๑๓ สตู รดว้ ยดงั น้ี
๑. ภตั ตทุ เทสกสูตร วา่ ด้วยภตั ตุทเทสกะ
๒. เสนาสนปัญญาปกสตู ร ว่าด้วยเสนาสนปัญญาปกะ(ผู้จัดแจงเสนาสนะ)
๓. เสนาสนคาหาปกสตู ร ว่าดว้ ยเสนาสนคาหาปกะ(ผแู้ จกเสนาสนะ)
๔. ภัณฑาคาริกสูตร วา่ ด้วยภัณฑาคารกิ ะ(ผู้รักษาเรือนคลงั )
๕. จีวรปฏคิ คาหกสูตร วา่ ดว้ ยจีวรปฏคิ คาหกะ (ผรู้ ับจีวร)
๖. จวี รภาชกสตู ร ว่าดว้ ยจีวรภาชกะ (ผู้แจกจีวร)
๗. ยาคุภาชกสูตร ว่าด้วยยาคุภาชกะ (ผูแ้ จกข้าวตม้ )
๘. ผลภาชกสูตร วา่ ด้วยผลภาชกะ (ผู้แจกผลไม)้
๙. ขชั ชกภาชกสตู ร วา่ ด้วยขัชชกภาชกะ (ผ้แู จกของขบฉนั )
๑๐. อปั ปมัตตกวสิ ชั ชกสตู ร ว่าดว้ ยอัปปมัตตกวสิ ชั ชกะ (ผูแ้ จกของเลก็ น้อย)
๑๑. สาฏิยคาหาปกสตู ร วา่ ด้วยสาฏิยคาหาปกะ (ผ้แู จกผ้าสาฎก)
๑๒. ปัตตคาหาปกสูตร วา่ ด้วยปตั ตคาหาปกะ (ผแู้ จกบาตร)
๑๓. อารามเปสกสตู ร ว่าด้วยอารามเปสกะ (ผู้ใช้คนวัด)
๑๔. สามเณรเปสกสูตร ว่าด้วยสามเณรเปสกะ (ผู้ใช้สามเณร)
ในพระสูตรท้ัง ๑๔ สูตรนี้ ทรงแสดงความเต็มไว้เป็นตัวอย่างเพียงสูตรเดียว คือ
ภตั ตทุ เทสกสตู ร พระสตู รทเี่ หลอื อกี ๑๓ สตู ร ทรงแสดงไวโ้ ดยยอ่ และพระสตู รแตล่ ะสตู รมหี มวด
ธรรม ๒ ฝ่าย คือ ฝา่ ยท่ีเป็นเหตุใหไ้ ม่สมควรได้รับการแต่งตั้งและฝ่ายที่เปน็ เหตใุ ห้สมควรไดร้ ับ

เล่มที่ ๑๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๒ 387

การแตง่ ต้งั ฝ่ายละ ๕ ประการ แต่ละฝา่ ยของแตล่ ะสตู รมีองคธ์ รรม ๔ ประการแรกเหมือนกนั
ทกุ สตู ร ตา่ งกันเพยี งส่วนประกอบของ องค์ธรรมประการที่ ๕ ซึ่งเปน็ องคป์ ระกอบเฉพาะกรณี
๒. สิกขาปทเปยยาล แปลวา่ หมวดพระสูตรทีว่ า่ ดว้ ยสกิ ขาบทท่ีทรงแสดงโดยย่อ ซ่งึ มี
พระสตู รท้ังหมด ๑๗ สูตร มีสิกขาบทเปน็ องคธ์ รรมในแตล่ ะสตู ร แตท่ รงแสดงความเตม็ ไวเ้ ป็น
ตัวอย่างเพียงสตู รแรก คือ ภิกขสุ ตู ร สว่ นพระสตู รที่เหลอื ทรงแสดงไวโ้ ดยย่อ ค�ำว่า สกิ ขาบท
ในทน่ี ีห้ มายถึงศีล ๕ และธรรมท่เี ป็นฝ่ายตรงขา้ มกับ ศลี ๕ คอื การล่วงละเมิดศีล ๕
ในสิกขาปทเปยยาลนี้มใี จความสำ� คญั แบง่ เปน็ ๒ ตอน คือ ตอนที่ ๑ ว่าดว้ ยธรรมท่ี
เป็นเหตุให้ตกนรกและขึ้นสวรรค์ โดยมีภิกขุสูตรเป็นตัวอย่าง ส่วนพระสูตรต่อไปมีภิกขุนีสูตร
เปน็ ตน้ ทรงแสดงไวโ้ ดยย่อ
ตอนที่ ๒ ว่าด้วยธรรมเปน็ เหตใุ ห้ตกนรกฝา่ ยเดยี ว โดยมอี าชีวกสตู รเปน็ ตวั อยา่ ง ส่วน
สูตรตอ่ ไปมีนคิ ัณฐสูตรเป็นตน้ ทรงแสดงไวโ้ ดยย่อ มรี ายละเอยี ดดังนี้
๑. ภกิ ขสุ ูตร ว่าด้วยภิกษุ คือ ทรงแสดงธรรมทเ่ี ปน็ เหตใุ ห้ภกิ ษตุ กนรกและข้ึนสวรรค์
ฝ่ายละ ๕ ประการ ธรรมทเ่ี ป็นเหตุใหภ้ กิ ษตุ กนรก ไดแ้ ก่ การลว่ งละเมิดศีล ๕ สว่ นธรรมทเี่ ป็น
เหตใุ หภ้ กิ ษขุ น้ึ สวรรคม์ นี ัยตรงกนั ขา้ ม
๒-๗. ภกิ ขนุ สี ตุ ตาทิ วา่ ดว้ ยภกิ ษณุ เี ปน็ ตน้ หมายความวา่ นอกจากภกิ ษแุ ลว้ ยงั มบี คุ คล
อีก ๕ จำ� พวก คือ (๑) สกิ ขมานา (๒) สามเณร (๓) สามเณรี (๔) อุบาสก (๕) อุบาสิกา คือ
ทรงแสดงธรรมที่เป็นเหตุให้บุคคล ๖ จ�ำพวกมีภิกษุณีเป็นต้นตกนรกและขึ้นสวรรค์เหมือนใน
ภกิ ขุสตู ร
๘. อาชวี กสตู ร ว่าดว้ ยอาชวี ก คอื ทรงแสดงธรรมทีเ่ ปน็ เหตใุ หอ้ าชีวก (นกั บวชเปลอื ย)
ตกนรก ได้แก่ การลว่ งละเมิดศีล ๕
๙-๑๗. นิคัณฐสุตตาทิ ว่าด้วยนิครนถ์ (นักบวชที่นุ่งผ้าปิดเฉพาะอวัยวะส่วนหน้า)
เป็นต้น หมายความว่า นอกจากนิครนถ์แล้วยังมีบุคคลอีก ๘ จ�ำพวก คือ (๑) มุณฑสาวก
(๒) ชฏลิ กะ (๓) ปรพิ าชก (๔) มาคณั ฑกิ ะ (๕) เตคณั ฑกิ ะ (๖) อารทุ ธกะ (๗) โคตมกะ (๘) เทวธมั มกิ ะ
คือ ทรงแสดงธรรมทเี่ ปน็ เหตุใหบ้ ุคคล ๙ จ�ำพวกมนี ิครนถเ์ ปน็ ต้นตกนรกเหมือนในอาชีวกสตู ร
๓. ราคเปยยาล แปลว่า หมวดธรรมท่ีทรงแสดงโดยย่อมีราคะเป็นต้น ซ่ึงมีพระสูตร
ทั้งหมด ๘๕๐ สูตร หมายความว่า นอกจากราคะแล้ว ยังมีอกุศลธรรมอีก ๑๖ ประการ
รวมเปน็ ๑๗ ประการ คือ
๑. ราคะ ๒. โทสะ ๓. โมหะ
๔. โกธะ ๕. อุปนาหะ ๖. มกั ขะ
๗. ปฬาสะ ๘. อิสสา ๙. มจั ฉรยิ ะ

388 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสตุ ตนั ตปิฎก

๑๐. มายา ๑๑. สาเถยยะ ๑๒. ถมั ภะ
๑๓. สารัมภะ ๑๔. มานะ ๑๕. อติมานะ
๑๖. มทะ ๑๗. ปมาทะ
แต่ละประการมเี ปา้ หมาย ๑๐ เป้าหมาย (๑๐ เพ่ือ เชน่ เพอื่ รูย้ ง่ิ ) เปา้ หมายละ ๑ สตู ร
รวมเปน็ ๑๗๐ สูตร (๑๐ เป้าหมาย x อกุศลธรรม ๑๗ ประการ) น้เี ป็นการค�ำนวณพระสตู ร
จากการเจรญิ ธรรม ๔ ประการ หมวดท่ี ๑ แตใ่ นราคเปยยาลแห่งปญั จกนิบาตนีม้ หี มวดธรรม
ท่คี วรเจริญ ๕ หมวด จงึ รวมเปน็ ๘๕๐ สูตร (๑๗๐ สูตร x ๕ หมวดธรรม) เช่น พระสตู ร
๑๐ สตู รแรกในหมวดธรรมที่ ๑ คอื สญั ญา ๕ ประการ มีความเตม็ ดงั นี้
สตู รที่ ๑ ภิกษุท้ังหลาย ภิกษุควรเจริญธรรม ๕ ประการ เพ่ือรู้ย่ิงราคะ ธรรม
๕ ประการ อะไรบ้าง คอื (๑) อสุภสัญญา (๒) มรณสญั ญา (๓) อาทนี วสญั ญา (๔) อาหาเรปฏกิ ลู
สัญญา (๕) สัพพโลเก อนภิรตสัญญา
สตู รท่ี ๒ ภิกษทุ ั้งหลาย ภกิ ษุควรเจรญิ ธรรม ๕ ประการ เพอ่ื กำ� หนดรู้ราคะ ธรรม
๕ ประการ อะไรบ้าง คอื ...
สตู รท่ี ๓ ภิกษุท้ังหลาย ภิกษุควรเจริญธรรม ๕ ประการ เพ่ือความส้ินราคะ ธรรม
๕ ประการ อะไรบา้ ง คือ ...
สูตรที่ ๔ ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ภกิ ษคุ วรเจรญิ ธรรม ๕ ประการ เพอื่ ละราคะ ธรรม ๕ ประการ
อะไรบ้าง คือ ...
สตู รท่ี ๕ ภิกษทุ งั้ หลาย ภิกษคุ วรเจรญิ ธรรม ๕ ประการ เพื่อความสิน้ ไปแหง่ ราคะ
ธรรม ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ ...
สตู รที่ ๖ ภิกษทุ ง้ั หลาย ภิกษุควรเจรญิ ธรรม ๕ ประการ เพอ่ื ความเสื่อมไปแหง่ ราคะ
ธรรม ๕ ประการ อะไรบา้ ง คือ ...
สตู รที่ ๗ ภิกษทุ ้ังหลาย ภิกษคุ วรเจรญิ ธรรม ๕ ประการ เพอื่ ความคลายไปแห่งราคะ
ธรรม ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ ...
สูตรท่ี ๘ ภิกษุทง้ั หลาย ภกิ ษคุ วรเจริญธรรม ๕ ประการ เพอ่ื ความดับไปแหง่ ราคะ
ธรรม ๕ ประการ อะไรบา้ ง คือ ...
สตู รที่ ๙ ภกิ ษุทัง้ หลาย ภิกษุควรเจรญิ ธรรม ๕ ประการ เพ่อื ความสละราคะ ธรรม
๕ ประการ อะไรบา้ ง คือ ...
สตู รที่ ๑๐ ภิกษทุ ้งั หลาย ภกิ ษคุ วรเจริญธรรม ๕ ประการ เพ่ือความสละ คนื ราคะ
ธรรม ๕ ประการ อะไรบา้ ง คือ...

เล่มที่ ๑๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๒ 389

พระสตู ร ๑๐ สตู รแรกในหมวดธรรมที่ ๒ คอื สญั ญา ๕ ประการ อกี หมวดหนง่ึ มนี ยั เชน่
เดยี วกันนี้ ตา่ งกนั เพยี งหมวดธรรมที่ควรเจรญิ เท่านนั้ คอื เปลยี่ นจากสญั ญา ๕ ประการหมวด
กอ่ น มาเปน็ สัญญา ๕ ประการอกี หมวดหนง่ึ แสดงพอเปน็ ตวั อย่าง ๑ สูตรดังน้ี

สตู รที่ ๑ ภกิ ษทุ งั้ หลาย ภกิ ษคุ วรเจรญิ ธรรม ๕ ประการ เพอ่ื รยู้ ง่ิ ราคะ ธรรม ๕ ประการ
อะไรบา้ ง คอื (๑) อนิจจสัญญา (๒) อนัตตสัญญา (๓) มรณสญั ญา (๔) อาหาเร ปฏิกูลสญั ญา
(๕) สัพพโลเก อนภริ ตสญั ญา

พระสตู ร ๑๐ สตู รแรกในหมวดธรรมที่ ๓ คือ สญั ญา ๕ ประการอกี หมวดหน่ึง มีนยั
เชน่ เดียวกนั นี้ ตา่ งกนั เพยี งหมวดธรรมท่คี วรเจริญเท่านน้ั คอื จากสัญญา ๕ ประการ ๒ หมวด
กอ่ น มาเปน็ สัญญา ๕ ประการอีกหมวดหน่ึง แสดงพอเปน็ ตวั อยา่ ง ๑ สูตรดังน้ี

สตู รท่ี ๑ ภกิ ษทุ งั้ หลาย ภกิ ษคุ วรเจรญิ ธรรม ๕ ประการ เพอ่ื รยู้ งิ่ ราคะ ธรรม ๕ ประการ
อะไรบา้ ง คอื (๑) อนจิ จสญั ญา (๒) อนจิ เจ ทกุ ขสัญญา (๓) ทกุ เข อนตั ตาสัญญา (๔) ปหาน
สญั ญา (๕) วิราคสญั ญา

พระสตู ร ๑๐ สูตรแรกในหมวดธรรมที่ ๔ คอื อินทรีย์ ๕ ประการ มนี ยั เช่นเดยี วกัน
น้ี ต่างกนั เพียงหมวดธรรมท่คี วรเจริญเทา่ นน้ั คือ จากสญั ญา ๕ ประการ ๓ หมวดก่อนมาเปน็
อนิ ทรีย์ ๕ ประการ แสดงพอเป็นตวั อยา่ ง ๑ สูตรดังน้ี

สตู รท่ี ๑ ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ภกิ ษคุ วรเจรญิ ธรรม ๕ ประการ เพอื่ รยู้ ง่ิ ราคะ ธรรม ๕ ประการ
อะไรบ้าง คือ (๑) สทั ธนิ ทรีย์ (๒) วิริยนิ ทรยี ์ (๓) สตนิ ทรีย์ (๔) สมาธินทรีย์ (๕) ปัญญินทรีย์

พระสูตร ๑๐ สูตรแรกในหมวดธรรมท่ี ๕ คือ พละ ๕ ประการมีนัยเช่นเดียวกันน้ี
ตา่ งกนั เพยี งหมวดธรรมท่ีควรเจรญิ เท่านน้ั คอื จากหมวดธรรม ๔ หมวดกอ่ น มาเป็นพละ ๕
ประการ แสดงพอเปน็ ตัวอยา่ ง ๑ สตู รดงั น้ี

สตู รท่ี ๑ ภกิ ษทุ งั้ หลาย ภกิ ษคุ วรเจรญิ ธรรม ๕ ประการ เพอ่ื รยู้ งิ่ ราคะ ธรรม ๕ ประการ
อะไรบ้าง คือ (๑) สัทธาพละ (๒) วริ ิยพละ (๓) สติพละ (๔) สมาธิพละ (๕) ปญั ญาพละ

พระสูตรอกี ๘๐๐ สูตรตอ่ ไป ต่างวา่ ด้วยการเจริญธรรมทง้ั ๕ หมวดน้ี เพ่อื จดั การกบั
อกศุ ลธรรมทเี่ หลือ ๑๖ ตัว ตัวละ ๓๐ สูตร เชน่ เดยี วกบั ๓๐ สูตรแรก

ฉกั กนบิ าต

๑. จำ� นวนวรรคและพระสตู รในฉกั กนิบาต
ฉักกนิบาต คือหมวดพระสูตรทม่ี หี ัวข้อธรรมพระสูตรละจ�ำนวน ๖ ประการ มพี ระสตู ร

ทัง้ หมด ๖๔๙ สูตร แบง่ เป็น ๒ ปณั ณาสก์ ๑๒ วรรค กับ ๑ หัวขอ้ เปยยาล มีรายละเอียดดังนี้

390 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสุตตันตปิฎก

ปฐมปัณณาสก์ มี ๕ วรรค ๒. ทุติยอาหุเนยยสตู ร
๑. อาหุเนยยวรรค มี ๑๐ สูตร คือ ๔. พลสูตร
๑. ปฐมอาหุเนยยสูตร ๖. ทตุ ยิ อาชานียสูตร
๓. อนิ ทรยิ สูตร ๘. อนุตตริยสูตร
๕. ปฐมอาชานียสตู ร ๑๐. มหานามสตู ร
๗. ตติยอาชานียสูตร ๒. ทุตยิ สารณียสูตร
๙. อนสุ สตฏิ ฐานสตู ร ๔. ภทั ทกสูตร
๒. สาราณียวรรค มี ๑๐ สูตร คอื ๖. นกลุ ปิตสุ ตู ร
๑. ปฐมสารณียสตู ร ๘. มัจฉพนั ธสูตร
๓. นสิ สารณยี สูตร ๑๐. ทตุ ิยมรณัสสติสตู ร
๕. อนตุ ัปปิยสูตร ๒. อปริหานยิ สตู ร
๗. โสปปสตู ร ๔. หิมวันตสูตร
๙. ปฐมมรณสั สตสิ ูตร ๖. มหากจั จานสตู ร
๓. อนตุ ตรยิ วรรค มี ๑๐ สูตร คอื ๘. ทตุ ยิ สมยสตู ร
๑. สามกสูตร ๑๐. อนตุ ตรยิ สตู ร
๓. ภยสูตร ๒. ปฐมอปริหานสตู ร
๕. อนุสสตฏิ ฐานสูตร ๔. มหาโมคคลั ลานสูตร
๗. ปฐมสมยสตู ร ๖. ววิ าทมูลสูตร
๙. อุทายสี ูตร ๘. อตั ตการีสูตร
๔. เทวตาวรรค มี ๑๒ สตู ร คือ ๑๐. กมิ มลิ สตู ร
๑. เสขสตู ร ๑๒. นาคิตสตู ร
๓. ทตุ ยิ อปริหานสตู ร ๒. มคิ สาลาสูตร
๕. วิชชาภาคยิ สูตร ๔. มหาจุนทสูตร
๗. ทานสูตร ๖. ทุตยิ สันทฏิ ฐกิ สูตร
๙. นทิ านสตู ร
๑๑. ทารุกขันธสตู ร
๕. ธัมมิกวรรค มี ๑๒ สตู ร คือ
๑. นาคสตู ร
๓. อณิ สูตร
๕. ปฐมสันทิฏฐกิ สูตร

เล่มท่ี ๑๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๒ 391

๗. เขมสตู ร ๘. อนิ ทรยิ สงั วรสตู ร
๙. อานนั ทสูตร ๑๐. ขัตตยิ สตู ร
๑๑. อปั ปมาทสตู ร ๑๒. ธมั มิกสตู ร

ทตุ ยิ ปณั ณาสก์ มี ๕ วรรค ๒. ผัคคณุ สูตร
๑. มหาวรรค มี ๑๐ สตู ร คือ ๔. อาสวสูตร
๑. โสณสตู ร ๖. หตั ถิสารปี ุตตสูตร
๓. ฉฬภิชาตสิ ูตร ๘. ปรุ ิสนิ ทรยิ ญาณสตู ร
๕. ทารกุ ัมมิกสตู ร ๑๐. สีหนาทสตู ร
๗. มัชเฌสตู ร ๒. อรหตั ตสูตร
๙. นพิ เพธกิ สตู ร ๔. สังคณิการามสูตร
๒. เทวตาวรรค มี ๑๐ สูตร คือ ๖. สมาธิสูตร
๑. อนาคามิผลสูตร ๘. พลสูตร
๓. มิตตสูตร ๑๐. ทุติยตชั ฌานสูตร
๕. เทวตาสตู ร ๒. อรหตั ตสตู ร
๗. สกั ขิภพั พสตู ร ๔. สขุ โสมนสั สสตู ร
๙. ปฐมตชั ฌานสูตร ๖. มหตั ตสูตร
๓. อรหัตตวรรค มี ๑๐ สูตร คือ ๘. ทตุ ิยนิรยสูตร
๑. ทกุ ขสตู ร ๑๐. รัตติทิวสสูตร
๓. อุตตริมนุสสธัมมสตู ร ๒. อาวรณตาสตู ร
๕. อธิคมสูตร ๔. สสุ สสู ติสตู ร
๗. ปฐมนริ ยสูตร ๖. ปหนี สูตร
๙. อัคคธมั มสตู ร ๘. ปฐมอภพั พัฏฐานสูตร
๔. สตี ิวรรค มี ๑๑ สตู ร คอื ๑๐. ตตยิ อภพั พฏั ฐานสตู ร
๑. สีตภิ าวสูตร
๓. โวโรปติ สตู ร
๕. อัปปหายสูตร
๗. อภพั พสตู ร
๙. ทุติยอภพั พฏั ฐานสตู ร
๑๑. จตตุ ถอภัพพัฏฐานสูตร

392 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสุตตนั ตปิฎก

๕. อานสิ ังสวรรค มี ๑๑ สตู ร คือ
๑. ปาตุภาวสตู ร ๒. อานสิ งั สสตู ร
๓. อนจิ จสูตร ๔. ทุกขสตู ร
๕. อนตั ตสูตร ๖. นิพพานสูตร
๗. อนวัฏฐติ สตู ร ๘. อุกขติ ตาสิกสตู ร
๙. อตัมมยสตู ร ๑๐. ภวสตู ร
๑๑. ตณั หาสูตร
๖. ติกวรรค (วรรคพเิ ศษ) มี ๑๐ สูตร คือ
๑. ราคสูตร ๒. ทจุ จรติ สูตร
๓. วติ กั กสตู ร ๔. สญั ญาสูตร
๕. ธาตสุ ตู ร ๖. อสั สาทสตู ร
๗. อรตสิ ตู ร ๘. สันตฏุ ฐิตาสูตร
๙. โทวจสั สตาสูตร ๑๐. อทุ ธจั จสตู ร
๗. สามญั ญวรรค (วรรคพิเศษ) มี ๒๓ สูตร คอื
๑. กายานุปสั สสี ูตร ๒. ธมั มานุปสั สสี ูตร
๓. ตปุสสสูตร ๔-๒๓. ภลั ลิกาทสิ ูตร
เปยยาล มี ๑ เปยยาล คือ ราคเปยยาล มี ๕๑๐ สตู ร

๒. ชอ่ื และที่มาของพระสูตรในฉักกนิบาต
๒.๑ ชื่อของพระสตู ร
ในฉักกนิบาตมีพระสูตร ๖๔๙ สูตร แต่มีชื่อสูตรปรากฏเพียง ๑๒๐ สูตร ไม่ปรากฏ

ช่ือ ๕๑๙ สตู ร กลา่ วคอื ใน ๑๒ วรรค ๑๓๙ สตู ร ปรากฏช่ือเพยี ง ๑๒๐ สตู ร ไมป่ รากฏชื่อ
๑๙ สตู ร ในราคเปยยาล ๕๑๐ สูตร ไม่ปรากฏช่ือทง้ั ๕๑๐ สตู ร

รวมพระสตู รท่ีปรากฏชื่อเป็น ๑๒๐ สูตร รวมพระสตู รที่ไม่ปรากฏชอื่ เป็น ๕๒๙ สตู ร
(๑๙+๕๑๐=๕๒๙) ดังนั้น เมื่อรวมพระสูตรท่ีปรากฏช่ือและพระสูตรท่ีไม่ปรากฏชื่อจึงเป็น
๖๔๙ สูตร (๑๒๐+๕๒๙=๖๔๙)

๒.๒ ทมี่ าของพระสูตร
ในฉกั กนบิ าต มีนทิ านวจนะ กล่าวคือทม่ี าซ่ึงปรารภทงั้ บุคคลและสถานท่ี หรือปรารภ
เฉพาะบคุ คลอยา่ งเดียวบ้าง ปรารภเฉพาะสถานทอี่ ยา่ งเดียวบ้าง ปรากฏเพยี ง ๔๖ สูตร ดงั น้ี

เลม่ ท่ี ๑๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๒ 393

ปฐมปัณณาสก์ ปรากฏ ๓๘ สูตร คอื
ในอาหเุ นยยวรรค ๒ สตู ร ไดแ้ ก่ (๑) ปฐมอาหเุ นยยสูตร (๒) มหานามสูตร
ในสาราณยี วรรค ๗ สูตร ได้แก่ (๑) ภัททกสูตร (๒) อนุตปั ปิยสูตร (๓) นกลุ -
ปติ สุ ตู ร (๔) โสปปสตู ร (๕) มจั ฉพนั ธสตู ร (๖) ปฐมมรณสั สตสิ ตู ร (๗) ทตุ ยิ มรณสั สตสิ ตู ร
ในอนุตตริยวรรค ๕ สูตร ได้แก่ (๑) สามกสูตร (๒) มหากัจจานสูตร
(๓) ปฐมสมยสตู ร (๔) ทุติยสมยสูตร (๕) อุทายสี ตู ร
ในเทวตาวรรค ๘ สตู ร ไดแ้ ก่ (๑) ปฐมปรหิ านสตู ร (๒) ทตุ ยิ ปรหิ านสตู ร (๓) มหา-
โมคคลั ลานสตู ร (๔) ทานสตู ร (๕) อตั ตการีสูตร (๖) กิมมลิ สูตร (๗) ทารกุ ขนั ธสตู ร
(๘) นาคิตสตู ร
ในธมั มกิ วรรค ๑๐ สูตร ได้แก่ (๑) นาคสตู ร (๒) มคิ สาลาสูตร (๓) มหาจนุ ท-
สูตร (๔) ปฐมสันทิฏฐิกสูตร (๕) ทุติยสันทิฏฐิกสูตร (๖) เขมสูตร (๗) อานันทสูตร
(๘) ขตั ตยิ สูตร (๙) อัปปมาทสูตร (๑๐) ธัมมกิ สูตร

ทุติยปัณณาสก์ ปรากฏ ๘ สตู ร คือ
ในมหาวรรค ๗ สตู ร ได้แก่ (๑) โสณสตู ร (๒) ผคั คุณสูตร (๓) ฉฬภิชาตสิ ูตร
(๔) ทารกุ ัมมิกสูตร (๕) หตั ถสิ ารีปุตตสตู ร (๖) มัชเฌสตู ร (๗) ปุรสิ ินทริยญาณสตู ร

ในเทวตาวรรค ๑ สตู ร ไดแ้ ก่ เทวตาสตู ร

๓. ความหมายและใจความสำ� คญั ของแต่ละวรรคในฉกั กนบิ าต

๓.๑ ปฐมปณั ณาสก์

๓.๑.๑ อาหเุ นยยวรรค
อาหุเนยยวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยอาหุไนยบุคคล ช่ือวรรคน้ีต้ังตามชื่อพระสูตรท่ี
๑-๒ ในวรรคนี้ ซ่ึงมที ัง้ หมด ๑๐ สตู ร แต่ละสูตรมใี จความส�ำคญั ดังน้ี
๑-๗. ปฐมอาหเุ นยยสตู ร ทตุ ยิ อาหเุ นยยสตู ร อนิ ทรยิ สตู ร พลสตู ร ปฐมอาชานยี สตู ร
ทตุ ยิ อาชานยี สตุ ร และ ตตยิ อาชานยี สตู ร มคี วามสมั พนั ธก์ นั ในฐานะทเี่ ปน็ พระสตู รมหี มวดธรรม
ซงึ่ มีหัวข้อธรรม ๖ ประการ เป็นคุณสมบตั ิของ อาหไุ นยบุคคล แตม่ ีรายละเอยี ดต่างกันดงั น้ี
ในปฐมอาหเุ นยยสตู ร และทตุ ยิ อาหเุ นยยสตู ร ตา่ งวา่ ดว้ ยอาหไุ นยบคุ คล แตม่ รี ายละเอยี ด
ต่างกัน คือ ในปฐมอาหเุ นยยสตู ร องคธ์ รรมท่ีเปน็ คณุ สมบตั ขิ อง อาหุไนยบุคคล ๖ ประการ

394 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสุตตันตปิฎก

ได้แก่ (๑) ความไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติ-สัมปชัญญะ เมื่อสัมผัสอารมณ์ ทางตา
(๒) ... ทางหู (๓) ... ทางจมูก (๔) ... ทางลิ้น (๕) ... ทางกาย (๖) ... ทางใจ

ในทตุ ยิ อาหเุ นยยสตู ร องค์ธรรมทเ่ี ป็นคุณสมบัตขิ องอาหไุ นยบคุ คล ๖ ประการ ไดแ้ ก่
(๑) อทิ ธวิ ธิ ิ (ญาณทท่ี ำ� ใหแ้ สดงฤทธไ์ิ ด)้ (๒) ทพิ พโสตะ (ญาณทที่ ำ� ใหม้ หี ทู พิ ย)์ (๓) เจโตปรยิ ญาณ
(ญาณท่ีท�ำให้ก�ำหนดใจคนอ่ืนได้) (๔) ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (ญาณที่ท�ำให้ระลึกชาติได้)
(๕) จุตูปปาตญาณ (ญาณก�ำหนดรู้การจตุ ิและการเกดิ ของสตั ว์) (๖) เจโตวิมุตติ ปัญญาวมิ ุตติ

ในอนิ ทรยิ สตู ร ว่าด้วยอนิ ทรีย์ ในท่ีนห้ี มายถงึ อนิ ทรยี ์ ๕ ประการ คอื (๑) สัทธนิ ทรีย์
(๒) วริ ยิ นิ ทรีย์ (๓) สตนิ ทรยี ์ (๔) สมาธนิ ทรยี ์ (๕) ปัญญนิ ทรยี ์ ซึง่ เป็นธรรม ๕ ประการในธรรม
๖ ประการ ที่เป็นคุณสมบัติของอาหุไนยบุคคล หัวข้อ ธรรมประการที่ ๖ ได้แก่ เจโตวิมุตติ
ปัญญาวิมุตติ

ในพลสตู ร วา่ ด้วยพละ ในทน่ี หี้ มายถึงพละ ๕ ประการทีม่ ีองค์ธรรมเหมือนอนิ ทรีย์ ๕
ในอินทริยสตู ร ซ่งึ เป็นธรรม ๕ ประการในธรรม ๖ ประการ ทเี่ ปน็ คุณสมบตั ขิ องอาหุไนยบุคคล
หวั ข้อธรรมประการที่ ๖ เหมือนในอินทรยิ สูตร

ในปฐมอาชานยี สตู ร ทุติยอาชานยี สูตร และตตยิ อาชานียสูตร ตา่ งวา่ ด้วยองค์ประกอบ
ของมา้ อาชาไนย คอื ทรงแสดงธรรมทเี่ ป็นองค์ประกอบของมา้ อาชาไนย เปรียบเทียบกบั ของ
อาหไุ นยบุคคล ฝ่ายละ ๖ ประการ แต่มรี ายละเอียดตา่ งกันเล็กน้อย คือ ที่เป็นองค์ประกอบ
ของม้าตา่ งกนั เพียงสูตรละ ๑ ประการ ไดแ้ ก่ ประการ ที่ ๖ คือ สมบูรณ์ดว้ ยสี สมบรู ณ์ด้วย
กำ� ลงั และสมบรู ณ์ดว้ ยเชาว์ ตามลำ� ดับ สว่ นทีเ่ ปน็ องค์ประกอบของอาหไุ นยบคุ คลเหมือนกนั
ท้งั ๓ สตู ร ไดแ้ ก่ อดทนตอ่ อารมณ์ ๖ ประการ คือ รปู เสียง กลิ่น รส และโผฏฐพั พะ

๘. อนุตตริยสูตร ว่าดว้ ยอนตุ ตรยิ ะ หมายถึงภาวะอนั ยอดเยย่ี ม มี ๖ ประการ คอื
(๑) ทัสสนานุตริยะ (๒) สวนานุตตรยิ ะ (๓) ลาภานุตตรยิ ะ (๔) สิกขานุตตริยะ (๕) ปาริจริยา-
นุตตริยะ (๖) อนุสสตานุตตรยิ ะ ดรู ายละเอียดในอนตุ ตริยสตู ร อนตุ ตรยิ วรรค ในเลม่ นี้

๙. อนุสสติฏฐานสูตร ว่าด้วยอนุสสติฏฐาน ค�ำว่า อนุสสติฏฐาน หมายถึง อนุสสติ
ท่เี ป็นเหตใุ ห้ไดป้ ระโยชน์ในภพนีแ้ ละภพหน้า ได้แก่ อนสุ สติ ๖ ประการ คือ (๑) พทุ ธานุสสติ
(๒) ธัมมานุสสติ (๓) สังฆานุสสติ (๔) สีลานุสสติ (๕) จาคานุสสติ (๖) เทวตานุสสติ
ดูรายละเอียดในอนสุ สติฏฐานสูตร อนุตตริยวรรค ในเล่มน้ี

๑๐. มหานามสตู ร วา่ ดว้ ยเจา้ ศากยะมหานามะ คอื เจา้ มหานามะทลู ถามวา่ อรยิ สาวก
ผ้ไู ดบ้ รรลอุ ริยผลแลว้ รชู้ ดั ศาสนาแลว้ ส่วนมากอยู่ดว้ ยวิหารธรรมชนิดไหน ตรสั ตอบวา่ อยู่ด้วย
วิหารธรรม ๖ ประการ ซง่ึ เหมือนกบั หมวดธรรมในพระสตู รท่ี ๙ แต่มีรายละเอยี ดเพม่ิ เติม

เลม่ ที่ ๑๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๒ 395

๓.๑.๒ สารณียวรรค
สารณยี วรรค แปลวา่ หมวดวา่ ดว้ ยสารณียธรรม ชอ่ื วรรคนี้ตงั้ ตามชือ่ พระสูตรท่ี ๑-๒
ในวรรคน้ี ซึง่ มีทั้งหมด ๑๐ สตู ร แตล่ ะสูตรมีใจความสำ� คญั ดังน้ี
๑-๒. ปฐมสารณยี สตู ร และ ทตุ ยิ สารณยี สตู ร ตา่ งวา่ ดว้ ยสารณยี ธรรม คำ� วา่ สารณยี -
ธรรม แปลว่า ธรรมเป็นเหตุให้ระลึกถึงกัน มี ๖ ประการซึ่งเหมือนกันทั้ง ๒ สูตร ต่างกันท่ี
ทตุ ิยสารณียสูตรมีค�ำขยายตอ่ ทา้ ยทุกข้อวา่ ทำ� ใหเ้ ปน็ ทีร่ กั ทำ� ให้เป็นทเ่ี คารพ เปน็ ไปเพ่ือความ
สงเคราะห์กนั เพอื่ ความไม่ววิ าทกนั เพ่อื ความ สามัคคกี ัน เพอ่ื ความเป็นอันเดยี วกนั ธรรม ๖
ประการ คือ (๑) ต้ังมนั่ กายกรรม ในเพอื่ นพรหมจารีทั้งหลาย ท้งั ตอ่ หนา้ และลับหลัง (๒) ตงั้ มนั่
เมตตาวจกี รรมในเพอ่ื นพรหมจารที ั้งหลาย ทงั้ ต่อหนา้ และลบั หลัง (๓) ต้ังมั่นเมตตามโนกรรม
ในเพ่อื นพรหมจารีทง้ั หลาย ท้งั ต่อหนา้ และลับหลัง (๔) บริโภคโดยไม่แบง่ แยกลาภทัง้ หลายท่ี
ประกอบดว้ ยธรรม ไดม้ าโดยธรรม โดยทส่ี ดุ แมเ้ พยี งบณิ ฑบาต บริโภครว่ มกบั เพือ่ นพรหมจารี
ทั้งหลายผู้มีศีล (๕) มีศีลท่ีไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไท ท่านผู้รู้สรรเสริญ ไม่ถูก
ตัณหาและทิฏฐิครอบง�ำ เป็นไปเพ่ือสมาธิ เสมอกันกับ เพ่ือนพรหมจารีท้ังหลาย ทั้งต่อหน้า
และลับหลงั (๖) มีอริยทิฏฐิ อนั เปน็ ธรรม เครอ่ื งน�ำออก เพื่อความสน้ิ ทุกขโ์ ดยชอบแกผ่ ู้ทำ� ตาม
เสมอกนั กบั เพือ่ นพรหมจารีทงั้ หลาย ทั้งต่อหนา้ และลบั หลัง
๓. นิสสารณียสูตร ว่าด้วยธาตุท่ีสลัด คือ ทรงแสดงสภาวธรรมขั้นพิเศษที่เป็นตัว
สลดั กิเลสธรรมซงึ่ เปน็ ฝา่ ยตรงกนั ขา้ ม มี ๖ ประการ ไดแ้ ก่ (๑) เมตตาเจโตวมิ ุตตเิ ป็นตัวสลัด
พยาบาท (๒) กรณุ าเจโตวมิ ุตตเิ ปน็ ตัวสลัดวหิ ิงสา (๓) มทุ ติ าเจโตวมิ ุตตเิ ปน็ ตวั สลัดอรติ (ความ
ไม่ยินดี) (๔) อุเบกขาเจโตวิมุตติเป็นตัวสลัดราคะ (๕) อนิมิตตาเจโตวิมุตติเป็นตัวสลัดนิมิต
ทงั้ ปวง (๖) สภาวะทถี่ อนอสั มมิ านะเป็นตวั สลัดลกู ศรคอื ความเคลือบแคลงสงสยั
๔. ภัททกสูตร ว่าด้วยการอยู่อย่างมีความตายที่เจริญ ซึ่งหมายรวมถึงการอยู่อย่างมี
ความตายทไี่ มเ่ จริญดว้ ย ค�ำวา่ ความตายท่ีเจริญ หมายถึงความตายของผู้ไมม่ คี วามหวาดกลวั
ต่อความตาย ส่วนค�ำว่า ความตายท่ีไม่เจริญ หมายถึงความตายของผู้มีความหวาดกลัวต่อ
ความตาย คอื ทา่ นพระสารบี ตุ รแสดงการอยอู่ ยา่ งมคี วามตายทไ่ี มเ่ จรญิ และการอยอู่ ยา่ งมคี วาม
ตายท่เี จริญ ฝ่ายละ ๖ ประการ การอย่อู ย่างมีความตายทไ่ี ม่เจริญ ไดแ้ ก่ การอยูข่ องผ้ปู ระกอบ
ดว้ ยธรรม ๖ ประการ คอื (๑) ชอบการงาน (๒) ชอบการพดู คยุ (๓) ชอบการนอนหลับ (๔) ชอบ
การคลุกคลีด้วยหมู่ (๕) ชอบการคลกุ คลกี ับคฤหสั ถ์ (๖) ชอบธรรมท่ีเป็นเหตใุ หเ้ นน่ิ ช้า สว่ นการ
อย่อู ยา่ งมคี วามตายทีเ่ จรญิ มีนัยตรงกันข้าม
๕. อนุตัปปิยสูตร ว่าด้วยการอยู่อย่างมีกาลกิริยาท่ีเดือดร้อน ซ่ึงรวมถึงการอยู่อย่าง
มีกาลกริ ิยาท่ีไมเ่ ดอื ดรอ้ นด้วย คือ ทา่ นพระสารบี ตุ รแสดงการอยอู่ ยา่ งมีกาลกริ ิยาท่เี ดอื ดรอ้ น

396 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก

และการอยู่อย่างมีกาลกิริยาท่ีไม่เดือดร้อน ฝ่ายละ ๖ ประการ การอยู่อย่างมีกาลกิริยาท่ี
เดือดร้อน ได้แก่ การอยู่ของผูป้ ระกอบด้วยธรรม ๖ ประการ เหมือนในพระสูตรท่ี ๔ สว่ นการ
อยู่อย่างมีกาลกริ ิยาท่ีไมเ่ ดอื ดร้อน มนี ยั ตรงกันข้าม

๖. นกุลปิตุสตู ร ว่าด้วยนกลุ ปิตาคหบดี คอื นกุลมาตาคหปตานีได้ตกั เตือนนกลุ ปติ า
คหบดีผ้เู ป็นสามซี ึง่ กำ� ลงั เปน็ ไข้หนักว่า อย่าหว่ ยใย ๖ ประการ ได้แก่ (๑) อย่าห่วงใยวา่ ตนจะ
ไม่สามารถเลยี้ งลกู ได้ (๒) อย่าห่วงใยวา่ ตนจะมีสามใี หม่ (๓) อย่าหว่ งใยวา่ ตนจะไมต่ ้องการ
เห็นพระพทุ ธเจ้าและพระสงฆ์ (๔) อย่าห่วงใยว่า ตนจะไม่รกั ษาศลี (๕) อย่าห่วงใยว่าตนจะไมม่ ี
ความสงบใจ (๖) อย่าหว่ ยใยวา่ ตนจะยงั มีความสงสยั ในพระศาสนาน้ี เมอื่ นกลุ มาตาคหปตานี
กลา่ วจบ นกลุ ปติ าคหบดไี ดห้ ายเจบ็ ไข้ แลว้ เขา้ ไปเฝา้ พระผมู้ พี ระภาค พระองคต์ รสั วา่ เปน็ ความ
โชคดีของ นกลุ ปิตาคหบดีท่ไี ด้ภรรยาดีคอยใหส้ ติอยเู่ สมอ และทรงยกยอ่ งนกุลมาตาคหปตานี
ว่าเปน็ สาวกิ าผู้บำ� เพ็ญศีลให้บริบูรณ์ เขา้ ถงึ ธรรม ปราศจากความสงสัยในพระ ศาสนาน้ี

๗. โสปปสตู ร ว่าดว้ ยการนอนหลับ คือ พระผมู้ ีพระภาครบั ส่ังเรยี กภิกษุทนี่ อนตนื่ สาย
มาตรัสสอนให้รู้จักคุ้มครองทวาร ให้รู้จักประมาณในการบริโภค ให้หม่ันประกอบความเพียร
ให้เห็นแจง้ กศุ ลธรรมทั้งหลาย ใหเ้ จริญโพธิปักขิยธรรม โดยยกตัวอย่างนกั ปกครอง ๖ จ�ำพวก
ผู้กนิ แลว้ นอน อันเปน็ เหตุใหไ้ มเ่ ปน็ ท่รี ักของคนใต้ ปกครอง เปรยี บเทียบกับนักบวชทีก่ นิ แลว้
นอน อนั เป็นเหตุใหไ้ มร่ ้แู จ้งเจโตวมิ ตุ ติ ปญั ญาวิมุตติ

๘. มัจฉพันธสูตร ว่าด้วยชาวประมงจับปลา ซ่ึงเป็นบุคคลจ�ำพวกที่ ๑ ใน บุคคล
ผู้ประกอบปาณาติบาตด้วยใจที่เป็นบาป ๖ จ�ำพวก ได้แก่ (๑) ชาวประมง (๒) คนฆ่าโค
(๓) คนฆ่าแกะ (๔) คนฆ่าสุกร (๕) พรานนก (๖) พรานเนื้อ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า
ผู้ประกอบปาณาติบาตด้วยใจที่เป็นบาป จะไม่เจริญรุ่งเรืองใน ชีวิตนี้ คร้ันตายไปก็จะไปเกิด
ในอบายภมู ิ

๙-๑๐. ปฐมมรณัสสติสูตร และ ทุติยมรณัสสติสูตร ต่างว่าด้วยการเจริญมรณัสสติ
คอื ทรงแสดงวา่ มรณัสสติท่ีบคุ คลเจรญิ ท�ำใหม้ ากแล้ว มผี ลมาก มีอานสิ งสม์ าก คอื สามารถ
บรรลุอมตธรรมได้ แต่มีรายละเอียดต่างกันดังนี้ ในปฐมมรณัสสติสูตร ตรัสถามภิกษุ ๖ รูป
ไลไ่ ปทีละรูปวา่ เจริญมรณสั สติอย่างไร รปู ท่ี ๑ ทลู ตอบว่า ตนพงึ มีชีวติ อยู่ไดเ้ พยี งคืนหนงึ่ และ
วันหนึง่ จงึ ควรใสใ่ จค�ำสอนของพระผูม้ พี ระภาค รูปที่ ๒ ทลู ตอบว่า ... เพยี งวันหนึ่ง... รปู ท่ี ๓
ทลู ตอบวา่ ... เพียงชวั่ ฉันอาหารมือ้ หนงึ่ ... รปู ท่ี ๔ ทูลตอบว่า ... เพียงชัว่ ฉันขา้ ว ๔-๕ คำ� ...
รปู ท่ี ๕ ทลู ตอบว่า ... เพยี งชั่วฉันขา้ ว ๑ ค�ำ... และรปู ท่ี ๖ ทลู ตอบว่า ... เพยี งชัว่ ลมหายใจเข้า
ออก... พระผมู้ พี ระภาคตรสั วา่ ภิกษุรปู ท่ี ๑-๔ ยงั ประมาทอยู่ ส่วนรปู ที่ ๕-๖ เปน็ ผู้ไมป่ ระมาท
เจริญมรณสั สติอย่างแรงกลา้ เพื่อความสน้ิ อาสวะทง้ั หลาย

เล่มท่ี ๑๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๒ 397

ในทตุ ยิ มรณสั สตสิ ตู ร ทรงสอนวา่ ภกิ ษคุ วรพจิ ารณาถงึ เหตแุ หง่ ความตายในเวลากลาง
คนื เช่น ถูกงกู ัด แมงป่องตอ่ ย เพราะเหตนุ ้นั จึงควรพิจารณา ดงั น้ีว่า (๑) บาปอกุศลธรรมทเ่ี รา
ยงั ละไม่ได้ ซ่งึ จะพึงเปน็ อันตรายแกเ่ ราผูจ้ ะตายในเวลากลางคืนมีอยู่หรือไม่ (๒) ถา้ บาปอกุศล
ธรรมท่ีเรายังละไม่ได้ ซ่ึงจะพึงเป็นอันตรายแก่เราผู้จะตายในเวลากลางคืนมีอยู่ ก็ควรละบาป
อกศุ ลธรรมนนั้ (๓) ถ้าบาป อกศุ ลธรรม ท่เี รายังละไม่ได้ ซึง่ จะพงึ เปน็ อันตรายแกเ่ ราผูจ้ ะตาย
ในเวลากลางคนื ไม่มี กค็ วรมปี ีตแิ ละปราโมทยใ์ นกุศลธรรม และควรพิจารณาถงึ เหตุแหง่ ความ
ตายในเวลา กลางวนั อีก ๓ ประการเช่นเดียวกบั กลางคนื

๓.๑.๓ อนตุ ตริยวรรค
อนุตตรยิ วรรค แปลวา่ หมวดวา่ ด้วยอนุตตริยะ ชื่อวรรคนตี้ ง้ั ตามชอื่ พระสตู ร ท่ี ๑๐
ในวรรคนี้ ซึ่งมที ้งั หมด ๑๐ สูตร แต่ละสูตรมีใจความสำ� คญั ดงั นี้
๑. สามกสตู ร ว่าด้วยหมู่บา้ นสามะ คือ ขณะทพ่ี ระผ้มู ีพระภาคประทับอยู่ที่ วหิ ารชอื่
โปกขรณยี ์ ใกลห้ มบู่ า้ นสามะ เทวดาองคห์ นง่ึ ไดเ้ ขา้ ไปเฝา้ แลว้ กราบทลู ธรรมทเี่ ปน็ เหตแุ หง่ ความ
เส่อื มของภิกษุ ๓ ประการ ได้แก่ (๑) ความเปน็ ผู้ชอบ การงาน (๒) ความเปน็ ผู้ชอบการพูดคยุ
(๓) ความเปน็ ผูช้ อบการนอนหลับ พระองค์ ทรงเลา่ เรอ่ื งนี้ให้ภิกษฟุ งั แล้วทรงแสดงธรรมท่เี ปน็
เหตุแห่งความเสื่อมของภิกษุอีก ๓ ประการ ได้แก่ (๑) ความเป็นผู้ชอบการคลุกคลีด้วยหมู่
(๒) ความเป็นผูว้ า่ ยาก (๓) ความเป็นผมู้ ีมิตรช่วั
๒. อปริหานยิ สตู ร ว่าด้วยธรรมท่ีไมเ่ ปน็ เหตุแหง่ ความเสอ่ื ม คอื ทรงแสดงธรรมท่ีไม่
เปน็ เหตแุ หง่ ความเสอ่ื มของภิกษุ ๖ ประการ ซ่ึงมีนัยตรงกนั ข้ามกับธรรมทีเ่ ป็นเหตุแห่งความ
เส่ือมของภกิ ษุ ๖ ประการในพระสูตรท่ี ๑
๓. ภยสตู ร ว่าดว้ ยภัย ซง่ึ เป็นช่ือท่ี ๑ ของกามในจำ� นวน ๖ ชอื่ ส่วนชอ่ื ที่ ๒-๖ ไดแ้ ก่
(๒) ทกุ ข์ (๓) โรค (๔) ฝี (๕) เคร่อื งขัดขอ้ ง (๖) เปอื กตม ทรงแสดงว่ากามท่ไี ดช้ ่อื ตามภาวะ
เช่นน้ัน เพราะสัตว์ผู้ยินดีด้วยกามราคะ ถูกฉันทราคะเก่ียวพันไว้ ย่อมไม่พ้นจากภาวะนั้นๆ
ทง้ั ในภพนี้และภพหนา้
๔. หิมวันตสตู ร ว่าดว้ ยขนุ เขาหิมพานต์ คือ ทรงแสดงว่า ภกิ ษุท�ำลายขุนเขาหมิ พานต์
ได้ เพราะมีธรรม ๖ ประการ ได้แก่ (๑) เป็นผ้ฉู ลาดในการเขา้ สมาธิ (๒) ... ในการให้สมาธติ ้ัง
อยู่ได้ (๓) ... ในการออกจากสมาธิ (๔) ... ในความพร้อมแหง่ สมาธิ (๕) ... ในอารมณแ์ หง่ สมาธิ
(๖) ... ในอภนิ หิ ารแห่งสมาธิ
๕. อนุสสติฏฐานสูตร ว่าด้วยอนุสสติฏฐาน คือ ทรงแสดงอนุสสติที่เป็นเหตุ ให้จิต
ของอริยสาวกผู้เจริญอนุสสติแต่ละอย่างไม่ถูกราคะ โทสะ และโมหะกลุ้มรุม ให้หลุดพ้นจาก

398 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก

กามคณุ มี ๖ ประการ คือ (๑) พุทธานุสสติ (๒) ธัมมานุสสติ (๓) สงั ฆานสุ สติ (๔) สลี านสุ สติ
(๕) จาคานสุ สติ (๖) เทวตานุสสติ

๖. มหากจั จานสูตร ว่าดว้ ยพระมหากจั จานะ คือ ท่านพระมหากัจจานะกลา่ วยกยอ่ ง
พระผู้มีพระภาคท่ีได้ตรัสรู้อนุสสติฏฐานซ่ึงท่านเรียกว่าช่องว่างในที่คับแคบ มีใจความเหมือน
ในพระสตู รท่ี ๕

๗-๘. ปฐมสมยสตู ร และ ทุติยสมยสูตร ต่างว่าดว้ ยสมัยทีค่ วรพบผูเ้ จรญิ ภาวนา แต่
มีรายละเอียดตา่ งกนั ดังนี้ ในปฐมสมยสูตร ภิกษรุ ปู หนึง่ ทูลถามวา่ สมยั ที่ควรเข้าไปพบภกิ ษผุ ู้
เจริญภาวนาทางใจมีเท่าไร ตรสั ตอบวา่ มี ๖ สมัย คอื สมัยท่จี ิตถูกนิวรณ์แตล่ ะอยา่ งครอบง�ำ
และสมัยทีไ่ มร่ ้ไู ม่เหน็ นมิ ติ ซ่งึ เปน็ ทสี่ นิ้ อาสวะ โดยลำ� ดบั

ในทตุ ยิ สมยสตู ร พระเถระจำ� นวนมากสนทนากนั วา่ สมยั ไหนทภี่ กิ ษคุ วรเขา้ ไปพบภกิ ษุ
ผเู้ จรญิ ภาวนาทางใจ พระเถระหลายรปู ตา่ งใหค้ วามเหน็ ไปคนละทาง ทา่ นพระมหากจั จานะจงึ
กล่าวว่า ท่านได้สดับมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคว่า สมัยท่ีควรเข้าไปพบภิกษุผู้เจริญ
ภาวนาทางใจมี ๖ ประการ มใี จความเหมอื นในพระสตู รที่ ๗

๙. อุทายีสูตร ว่าด้วยพระอุทายี คือ พระผู้มีพระภาคตรัสถามท่านพระอุทายีถึง ๓
ครั้งวา่ อนสุ สตฏิ ฐานมีเท่าไร และท่านพระอทุ ายกี ็นิง่ อยทู่ ุกครั้ง เมอ่ื ทา่ นพระอานนท์เตือนวา่
พระผมู้ พี ระภาคตรสั ถามทา่ น ทา่ นพระอทุ ายจี งึ ทลู ตอบวา่ ปพุ เพนวิ าสานสุ สตเิ ปน็ อนสุ สตฏิ ฐาน
จึงทรงต�ำหนิว่าเป็นโมฆบุรุษ แล้วตรัสถาม ท่านพระอานนท์ว่าอนุสสติฏฐานมีเท่าไร ท่าน
พระอานนทจ์ งึ กราบทลู วา่ มี ๕ ประการ คอื (๑) บรรลฌุ าน ๓ เบอื้ งตน้ (๒) มนสกิ ารอาโลกสญั ญา
(๓) พิจารณาเห็นกายแยกเป็นส่วนๆ ว่าไม่สะอาด (๔) เห็นสรีระท่ีถูกทิ้งไว้ในป่าช้าหลายวัน
(๕) บรรลุจตุตถฌาน พระองค์ตรัสสรรเสริญท่านพระอานนท์ แล้วทรงแสดงอนุสสติฏฐาน
ประการที่ ๖ คอื มีสตใิ นเวลากา้ วไป ถอยกลับ ยนื อยู่ น่ังอยู่ นอนอยู่ และทำ� การงานอยู่

๑๐. อนุตตริยสูตร ว่าด้วยอนุตตริยะ ค�ำว่า อนุตตริยะ แปลว่า ภาวะท่ีไม่มี ส่ิงอื่น
ยอดเยี่ยมกว่า หรอื เรียกสน้ั ๆ ว่าภาวะอนั ยอดเย่ียม มี ๖ ประการ คือ (๑) ทัสสนานุตตรยิ ะ
การเห็นอนั ยอดเยี่ยม (๒) สวนานตุ ตรยิ ะ การฟังอนั ยอดเย่ียม (๓) ลาภานุตตรยิ ะ การไดอ้ นั
ยอดเย่ียม (๔) สิกขานุตตริยะ การศึกษาอันยอดเย่ียม (๕) ปาริจริยานุตตริยะ การบ�ำรุงอัน
ยอดเยีย่ ม (๖) อนสุ สตานตุ ตรยิ ะ การระลึกอันยอดเยย่ี ม ทรงอธิบายอนุตตริยะแตล่ ะอย่างไว้
โดยละเอียดวา่ อะไรเปน็ อนตุ ตริยะและอะไรมิใช่อนุตตรยิ ะ

เล่มที่ ๑๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๒ 399

๓.๑.๔ เทวตาวรรค
เทวตาวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยเทวดา ช่ือวรรคนี้ต้ังตามสาระส�ำคัญของพระสูตร
ท่ี ๒-๔ ในวรรคน้ี ซึ่งมที ง้ั หมด ๑๒ สูตร แต่ละสูตรมใี จความสำ� คัญดงั น้ี
๑. เสขสตู ร วา่ ดว้ ยธรรมของพระเสขะ คอื ทรงแสดงธรรมทเี่ ปน็ เหตแุ หง่ ความเสอ่ื มของ
ภกิ ษผุ ้เู ป็นเสขะ และธรรมที่เปน็ เหตุแห่งความไมเ่ สือ่ มของภิกษผุ เู้ ปน็ เสขะ ฝ่ายละ ๖ ประการ
ธรรมทเ่ี ปน็ เหตแุ หง่ ความเสอ่ื มของภกิ ษผุ เู้ ปน็ เสขะ ไดแ้ ก่ (๑) ความเปน็ ผชู้ อบการงาน (๒) ...การ
พดู คยุ (๓) ...การนอนหลบั (๔) ...การคลกุ คลี ดว้ ยหมู่ (๕) ความเปน็ ผไู้ มค่ มุ้ ครองทวารในอนิ ทรยี ์
ทง้ั หลาย (๖) ความเป็นผไู้ ม่รจู้ กั ประมาณในการบรโิ ภค ส่วนธรรมทีเ่ ปน็ เหตแุ ห่งความไม่เสือ่ ม
ของภกิ ษุผเู้ ปน็ เสขะมนี ัย ตรงกนั ข้าม
๒-๓. ปฐมอปริหานสูตร และ ทุติยอปริหานสูตร ต่างว่าด้วยอปริหานิยธรรม ค�ำ
ว่า อปริหานิยธรรม แปลว่า ธรรมท่ีเป็นเหตุแห่งความไม่เส่ือม คือ เทวดาองค์หน่ึงเข้าไปเฝ้า
พระผมู้ พี ระภาค แลว้ กราบทลู ถงึ ธรรมทเ่ี ปน็ เหตแุ หง่ ความไมเ่ สอื่ มของภกิ ษุ ๖ ประการ และพระ
ผู้มพี ระภาคทรงน�ำเรื่องนม้ี าตรัสแก่ภกิ ษุท้ังหลาย ธรรม ๖ ประการนัน้ ประการที่ ๑-๔ เหมอื น
กนั ทั้ง ๒ สูตร ตา่ งกนั เพียงประการ ท่ี ๕-๖ คือ ในปฐมอปรหิ านสตู ร ธรรม ๖ ประการ ได้แก่
(๑) ความเปน็ ผู้มี ความเคารพในพระศาสดา (๒) ... ในพระธรรม (๓) ... ในพระสงฆ์ (๔) ... ใน
สกิ ขา (๕) ... ในความไม่ประมาท (๖) ... ในปฏิสันถาร สว่ นในทตุ ยิ อปริหานสูตร ธรรมประการ
ท่ี ๕-๖ คือ (๕) ... ในหิริ (๖) ... ในโอตตปั ปะ
๔. มหาโมคคัลลานสูตร ว่าด้วยพระมหาโมคคัลลานะ คือ ขณะท่ีท่านพระมหา
โมคคลั ลานะหลีกเรน้ อยใู่ นทสี่ งดั ได้เกดิ ความคิดค�ำนึงขึน้ วา่ “เทพเหลา่ ไหน มีญาณอยา่ งนว้ี ่า
เราเปน็ โสดาบนั ไมม่ ที างตกตำ่� มคี วามแนน่ อนทจ่ี ะสำ� เรจ็ สมั โพธใิ นวนั ขา้ งหนา้ ” จงึ เหาะขน้ึ ไปสู่
พรหมโลกถามติสสพรหมผ้เู คยเป็นภกิ ษุ ตสิ สพรหมตอบว่า เทพบางพวกในสวรรคท์ ้ัง ๖ ชนั้ ท่ี
มคี วามเลื่อมใสในพระรตั นตรัยและมีศลี ของพระอรยิ ะ คอื (๑) เทพช้นั จาตุมหาราช (๒) เทพ
ชนั้ ดาวดงึ ส์ (๓) เทพชนั้ ยามา (๔) เทพชนั้ ดสุ ติ (๕) เทพชน้ั นมิ มานรดี (๖) เทพชน้ั ปรนมิ มติ วสวตั ดี
๕. วชิ ชาภาคยิ สูตร วา่ ด้วยธรรมทีเ่ ป็นส่วนแห่งวิชชา มี ๖ ประการ คอื (๑) อนิจจ
สัญญา (๒) อนิจเจ ทุกขสญั ญา (๓) ทุกเข อนตั ตสญั ญา (๔) ปหานสญั ญา (๕) วริ าคสญั ญา
(๖) นิโรธสญั ญา
๖. วิวาทมูลสูตร ว่าด้วยมูลเหตุแห่งวิวาท ๖ ประการ คือ (๑) มักโกรธ ผูกโกรธไว้
(๒) ลบหลู่ ตีเสมอ (๓) ริษยา ตระหน่ี (๔) โอ้อวด มายา (๕) ปรารถนา ชั่ว มิจฉาทิฏฐิ
(๖) ความยึดม่ันถือมั่นทิฏฐิของตน ทรงแสดงว่า ธรรมแต่ละอย่าง ดังกล่าวนี้เป็นตัวเหตุให้

400 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสุตตนั ตปฎิ ก

ภกิ ษุเกดิ ความไมเ่ คารพ ไม่ย�ำเกรงในพระรตั นตรัย ไมท่ ำ� สิกขาใหบ้ รบิ ูรณ์ และเป็นเหตใุ หเ้ กดิ
การทะเลาะวิวาทข้ึนในสงฆ์ และทรงสอนให้ปิดกนั้ มูลเหตเุ หล่าน้ีมิใหเ้ กดิ ข้ึน

๗. ทานสูตร ว่าดว้ ยองค์แห่งทกั ษณิ าทาน มี ๖ ประการ แบง่ เปน็ ๒ ฝ่าย คอื ฝ่ายทายก
และฝ่ายปฏิคาหก ฝ่ายละ ๓ ประการ องค์ ๓ ของฝ่ายทายก ได้แก่ (๑) ก่อนให้มีใจดี
(๒) ก�ำลังให้ท�ำใจให้เล่ือมใส (๓) ครั้นให้แล้วมีใจเบิกบาน องค์ ๓ ของฝ่ายปฏิคาหก ได้แก่
(๑) เป็นผู้ปราศจากราคะ หรือปฏิบัติเพ่ือก�ำจัดราคะ (๒) เป็นผู้ปราศจากโทสะ หรือปฏิบัติ
เพื่อกำ� จดั โทสะ (๓) เป็นผปู้ ราศจากโมหะ หรอื ปฏบิ ตั เิ พอื่ ก�ำจดั โมหะ ทรงแสดงวา่ ทักษิณาที่
ประกอบดว้ ยองค์ ๖ นี้มีผลก�ำหนด ประมาณมไิ ด้ เหมือนน้�ำในมหาสมุทร โดยทรงยกทานของ
อบุ าสกิ าช่ือนนั ทมาตาชาวเมอื งเวฬกุ ัณฑกะเปน็ ตัวอยา่ ง

๘. อตั ตการสี ตู ร วา่ ดว้ ย อตั ตการ ซง่ึ มคี วามหมายวา่ ตนเองเปน็ ตวั การใน การทำ� กรรม
รวมท้ังว่าด้วย ปรการ หมายถึงมีสิ่งอ่ืนเป็นตัวการช่วยให้การกระท�ำน้ันๆ เป็นไปได้ ในที่น้ี
พราหมณ์ผู้นับถอื ลทั ธิของครูมักขลโิ คสาลมาเฝา้ พระผูม้ พี ระภาค และกราบทูล ลัทธิของตนให้
ทรงทราบว่าตนถอื วา่ ไมม่ ที ั้งอัตตการและปรการ พระองค์ ตรัสวา่ “เมื่อบคุ คลก้าวไปขา้ งหนา้
เองได้ ถอยกลบั เองได้ ไฉนจงึ กล่าวว่า ไมม่ อี ตั ตการ ไมม่ ปี รการเล่า” ตรสั ถามวา่ “อารพั ภธาตุ
(ความเพยี รรเิ รมิ่ ) มอี ยหู่ รอื ไม”่ เมอื่ พราหมณต์ อบวา่ “มอี ย”ู่ ตรสั ถามตอ่ ไปวา่ “เมอื่ อารพั ภธาตุ
มีอยู่ สัตว์ผู้มีความเพียร ริเริ่มมีปรากฏอยู่หรือไม่” เม่ือพราหมณ์ตอบว่า “มีปรากฏอยู่”
ตรัสสรปุ ว่า “การท่ี เม่อื ความเพยี รรเิ ร่ิมมีอยู่สัตว์ผ้มู ีความเพียรริเร่มิ มปี รากฏอยู่ นี้แหละเป็น
อตั ตการ นแ้ี หละเปน็ ปรการ” ตรสั ถามสภาวะอน่ื อกี ๕ ประการโดยทำ� นองน้ี คอื (๑) นกิ กมธาตุ
(ความพากเพียรออกจากความเกียจคร้าน) (๒) ปรักกมธาตุ (ความบากบ่ันรุดไปข้างหน้า
ไม่หยุดหย่อน) (๓) ถามธาตุ (ความมีพลังเข้มแข็ง) (๔) ธิติธาตุ (ความตั้งม่ัน ไม่หวั่นไหว)
(๕) อุปกั กมธาตุ (ความพยายาม)

๙. นิทานสูตร ว่าด้วยเหตุให้เกิดกรรม คือ ทรงแสดงเหตุให้เกิดกรรมช่ัว และเหตุ
ใหเ้ กิดกรรมดี ฝา่ ยละ ๓ ประการ เหตุให้เกดิ กรรมช่ัว ได้แก่ (๑) โลภะ (๒) โทสะ (๓) โมหะ
เหตใุ ห้เกดิ กรรมดี ไดแ้ ก่ (๑) อโลภะ (๒) อโทสะ (๓) อโมหะ

๑๐. กิมมิลสูตร ว่าด้วยพระกิมมิละ คือ ท่านพระกิมมิละทูลถามพระผู้มีพระภาค
ว่า อะไรเป็นเหตุให้พระสัทธรรมด�ำรงอยู่ได้ไม่นานและด�ำรงอยู่ได้นาน หลังจากพระตถาคต
ปรินิพพาน จึงทรงแสดงธรรมท่ีเป็นเหตุให้พระสัทธรรมด�ำรงอยู่ได้ไม่นานและด�ำรงอยู่ได้นาน
ฝ่ายละ ๖ ประการ ธรรมท่เี ป็นเหตใุ หพ้ ระสทั ธรรมดำ� รงอยูไ่ ด้ไมน่ าน ได้แก่ (๑) พทุ ธบรษิ ทั อยู่
อย่างไม่มคี วามเคารพ ไม่มีความ ย�ำเกรงในพระศาสดา (๒) ... ในพระธรรม (๓) ... ในพระสงฆ์

เลม่ ที่ ๑๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๒๒ 401

(๔) ... ในสิกขา (๕) ... ในความไม่ประมาท (๖) ... ในปฏิสันถาร ส่วนธรรมที่เป็นเหตุให้
พระสทั ธรรม ดำ� รงอยไู่ ด้นานมนี ัยตรงกนั ขา้ ม

๑๑. ทารกุ ขนั ธสตู ร วา่ ดว้ ยกองฟนื คือ ขณะท่ลี งจากภูเขาคชิ ฌกูฏ ท่านพระสารบี ตุ ร
ได้เห็นกองฟนื ใหญใ่ นทีแ่ ห่งหนง่ึ จึงยกกองฟนื ใหญ่ขึน้ เปน็ เหตแุ สดงธรรม ๖ ประการแก่ภิกษุ
ว่า ภิกษุผู้มีฤทธิ์ บรรลุความช�ำนาญทางใจ เม่ือต้องการ พึงน้อมจิตถึงกองฟืนใหญ่โน้นว่า
“ดิน” ก็ได้ ... ว่า “น�ำ้ ” กไ็ ด้ ... วา่ “ไฟ” กไ็ ด้ ... วา่ “ลม” กไ็ ด้ ... วา่ “งาม” กไ็ ด้ ... วา่
“ไมง่ าม” กไ็ ด้ เพราะกองฟนื ใหญน่ ้ันมีธาตุ ๖ ชนดิ คอื (๑) ธาตุดนิ (๒) ธาตุน�้ำ (๓) ธาตไุ ฟ
(๔) ธาตลุ ม (๕) ธาตุงาม (๖) ธาตุไม่งาม

๑๒. นาคิตสตู ร วา่ ดว้ ยพระนาคิตะ คือ ทรงปรารภลาภสกั การะและการสรรเสรญิ เปน็
เหตุ ตรสั กะทา่ นพระนาคติ ะผเู้ ปน็ อปุ ฏั ฐากในขณะนน้ั วา่ พระองคไ์ มท่ รง ตดิ ยศ และยศกไ็ มต่ ดิ
พระองค์ ผ้ทู ่ไี มไ่ ดเ้ นกขัมมสขุ วเิ วกสขุ อุปสมสุข สมั โพธสุข ช่อื ว่ายินดีสขุ ทไ่ี มส่ ะอาด สขุ ในการ
หลบั นอน สุของิ อาศยั ลาภสักการะและการสรรเสรญิ พระองคท์ รงเห็นภิกษุ ๖ จ�ำพวก แต่ละ
จ�ำพวกมีพฤติกรรมตา่ งๆ ทรงชื่นชมบางพวก ไม่ทรงชนื่ ชมบางพวก คือ (๑) ผู้อยใู่ นเสนาสนะ
ใกล้หมบู่ ้าน มสี มาธนิ งั่ อยู่ ตรสั ว่า ไมท่ รงชนื่ ชม เพราะทรงด�ำริวา่ จะมีคนมาท�ำให้เคล่อื นจาก
สมาธิ (๒) ผอู้ ยู่ป่าเป็นวตั ร น่งั โงกง่วงอยู่ ตรสั วา่ ทรงชนื่ ชม เพราะทรงดำ� ริวา่ ทา่ นจกั บรรเทา
ความง่วง ท�ำจิตให้มีอารมณ์เป็นหน่ึงได้ (๓) ผู้อยู่ป่าเป็นวัตร ไม่มีสมาธินั่งอยู่ในป่า ตรัสว่า
ทรงชน่ื ชม เพราะทรงดำ� ริว่า ท่านจักท�ำจติ ใหเ้ ป็นสมาธไิ ด้ (๔) ผอู้ ย่ปู า่ เป็นวตั ร มสี มาธนิ ัง่ อยู่
ในป่า ตรัสว่าทรงชื่นชม เพราะทรงด�ำริว่า ท่านจักท�ำจิตให้หลุดพ้นได้ (๕) ผู้อยู่ในเสนาสนะ
ใกลห้ มบู่ า้ น ไดป้ จั จยั ๔ ตดิ ใจลาภสกั การะและการสรรเสรญิ ละทง้ิ การหลกี เรน้ ละทงิ้ เสนาสนะ
ป่า ตรัสวา่ ไมท่ รงชนื่ ชม (๖) ผู้อยปู่ ่าเปน็ วตั ร ได้ปัจจยั ๔ สลัดลาภสกั การะและสรรเสรญิ น้ัน
ไม่ละท้ิงการหลกี เรน้ ไม่ละทิ้งเสนาสนะป่า ตรสั วา่ ทรงชืน่ ชม

๓.๑.๕ ธัมมกิ วรรค
ธัมมิกวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยท่านพระธรรมิกะ ช่ือวรรคน้ีต้ังตามชื่อ พระสูตรท่ี
๑๒ ในวรรคน้ี ซ่ึงมีท้ังหมด ๑๒ สตู ร แต่ละสูตรมีใจความส�ำคัญดังนี้
๑. นาคสูตร ว่าด้วยนาค คือ มหาชนเห็นพระเศวตกุญชรของพระเจ้าปเสนทิโกศล
ขึ้นจากท่าน�้ำปุพพโกฏฐกะตามเสียงดนตรีใหญ่ที่ตีประโคม จึงกล่าวชมว่า นาคของพระราชา
ช่างงามยิ่งนัก นาคของพระราชาช่างน่าดู นาคของพระราชาช่างน่าเล่ือมใส นาคของพระ
ราชามีอวัยวะสมบูรณ์ ท่านพระอุทายีทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า มหาชนเรียกช้างเชือกใหญ่
เชน่ น้เี ท่าน้นั วา่ นาค หรอื ตรัสตอบวา่ สัตว์ อนื่ ๆ ทมี่ ตี ัวใหญ่ สูง มอี วยั วะสมบรู ณ์ มหาชนก็

402 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก

เรียกว่า นาค คือ ม้า โค งู ต้นไม้ และมนุษย์ แต่พระองค์ตรัสเรียกผู้ไม่ท�ำความชั่วทางกาย
ทางวาจา และทางใจเท่านน้ั ว่า นาค [ น (ไม่ม)ี + อาคุ (ความชัว่ ) = นาค (ผไู้ ม่มีความช่วั ) ]

๒. มคิ สาลาสตู ร ว่าด้วยอบุ าสิกาชือ่ มิคสาลา คอื มคิ สาลาอบุ าสกิ าเรียนถาม ท่านพระ
อานนทถ์ งึ เรอื่ งทพ่ี ระผมู้ พี ระภาคทรงพยากรณค์ น ๒ คน ผมู้ ขี อ้ ปฏบิ ตั ิ ตา่ งกนั วา่ มคี ตทิ ไ่ี ปอยา่ ง
เดยี วกนั นางไมเ่ ขา้ ใจวา่ เปน็ ไปไดอ้ ยา่ งไร ทา่ นพระอานนท์ จงึ นำ� เรอื่ งนไ้ี ปกราบทลู ใหท้ รงทราบ
พระองค์ทรงช้ีแจงวา่ ปโรปริยญาณ(ญาณก�ำหนด
รู้อินทรีย์ของบุคคลอ่ืน) เป็นวิสัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่าน้ัน จึงเปรียบเทียบกันไม่ได้กับ
“หลกั ปมาณิกา” ท่นี างยดึ ถอื แลว้ ทรงแสดงบคุ คล ๖ จำ� พวก จดั เปน็ ค่ไู ด้ ๓ คดู่ ังน้ี

คทู่ ่ี ๑ คนหนึง่ เปน็ ผ้ไู ม่ทำ� บาป แต่ไมฟ่ ังธรรม ไมเ่ ปน็ พหูสูต ไม่รแู้ จง้ ดว้ ย ทิฏฐิ ไมไ่ ด้
ปีตแิ ละปราโมทย์ (ดู อง.ฺ ฉกกฺ .อ. ๓/๔๔/๑๒๕) เม่ือตายไป มแี ต่ความ เส่ือม สว่ นอีกคนหนึ่ง
ไม่ท�ำบาปและฟงั ธรรม เปน็ พหสู ตู รู้แจ้งดว้ ยทิฏฐิ ไดป้ ตี แิ ละปราโมทย์ เมือ่ ตายไป มีแตค่ วาม
เจรญิ คูท่ ่ี ๒ คนหนึ่งเปน็ ผ้มู ักโกรธ ถือตวั บางคร้ังเกดิ ความโลภ แต่ไมฟ่ งั ธรรม ไมเ่ ป็นพหสู ตู
ไม่รู้แจ้งด้วยทิฏฐิ ไม่ได้ปีติและปราโมทย์ เม่ือตายไป มีแต่ความเสื่อม ส่วนอีกคนหนึ่งเป็น
ผมู้ กั โกรธถอื ตวั บางครง้ั เกดิ ความโลภ แตฟ่ งั ธรรม เปน็ พหสู ตู รแู้ จง้ ดว้ ยทฏิ ฐิ ไดป้ ตี แิ ละปราโมทย์
เมื่อตายไป มีแตค่ วามเจรญิ

คู่ที่ ๓ คนหนึ่งเป็นผู้มักโกรธ ถือตัว บางคร้ังพูดมาก แต่ไม่ฟังธรรม ไม่เป็น พหูสูต
ไม่รู้แจ้งด้วยทิฏฐิ ไม่ได้ปีติและปราโมทย์ เมื่อตายไป มีแต่ความเสื่อม ส่วนอีกคนหนึ่งเป็น
ผู้มักโกรธถือตัว บางครั้งพูดมาก ฟังธรรม เป็นพหูสูต รู้แจ้งด้วยทิฏฐิ ได้ปีติและปราโมทย์
เมอื่ ตายไปมีแต่ความเจรญิ

๓. อณิ สตู ร วา่ ดว้ ยความเปน็ หน้ี คอื ทรงแสดงความทุกขข์ องกามโภคบี ุคคล (ผู้ครอง
เรอื น) เปรยี บเทียบกบั ของภิกษุ ซง่ึ เหมือนกนั ท้งั ๖ ประการ แต่ความทุกข์ของกามโภคบี คุ คล
มีความหมายทางคดีโลก ส่วนของภิกษุมีความหมายทางคดีธรรม ได้แก่ (๑) ความยากจน
(๒) การกู้หนี้ (๓) การใช้ดอกเบ้ีย (๔) การถกู ทวง (๕) การถูก ตดิ ตาม (๖) การถกู จองจำ�

๔. มหาจนุ ทสตู ร วา่ ดว้ ยพระมหาจนุ ทะ คอื ทา่ นพระมหาจนุ ทะไดเ้ ลา่ เหตทุ ที่ ำ� ใหภ้ กิ ษุ
มคี วามคดิ เหน็ ไมล่ งรอยกนั ๖ ประการ ไดแ้ ก่ (๑) ภกิ ษผุ เู้ ปน็ ธรรมกถกึ รกุ รานภกิ ษผุ บู้ ำ� เพญ็ ฌาน
(๒) ภกิ ษผุ เู้ ปน็ ธรรมกถกึ ไมเ่ ลอ่ื มใสภกิ ษผุ บู้ ำ� เพญ็ ฌาน และพวกภกิ ษผุ บู้ ำ� เพญ็ ฌานกไ็ มเ่ ลอ่ื มใส
ภกิ ษผุ เู้ ปน็ ธรรมกถกึ (๓) ภกิ ษผุ บู้ ำ� เพญ็ ฌานรกุ รานภกิ ษผุ เู้ ปน็ ธรรมกถกึ (๔) ภกิ ษผุ บู้ ำ� เพญ็ ฌาน
ไม่เล่ือมใสภิกษุผู้เป็น ธรรมกถึก และภิกษุผู้เป็นธรรมกถึกก็ไม่เลื่อมใสภิกษุผู้บ�ำเพ็ญฌาน
(๕) ภิกษุผู้เป็นธรรมกถึกสรรเสริญเลื่อมใสพวกเดียวกัน ไม่สรรเสริญไม่เล่ือมใสภิกษุผู้บ�ำเพ็ญ
ฌาน และภิกษุผู้บ�ำเพ็ญฌานก็ไม่เลื่อมใสภิกษุผู้เป็นธรรมกถึก ท้ังไม่ปฏิบัติเพ่ือประโยชน์

เลม่ ที่ ๑๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๒ 403

เกอ้ื กลู และความสขุ แกเ่ ทวดาและมนษุ ย์ (๖) ภกิ ษผุ บู้ ำ� เพญ็ ฌานสรรเสรญิ เลอื่ มใสพวกเดยี วกนั
ไมส่ รรเสรญิ ไมเ่ ลอื่ มใสภกิ ษผุ เู้ ปน็ ธรรมกถกึ และภกิ ษผุ เู้ ปน็ ธรรมกถกึ กไ็ มเ่ ลอื่ มใสภกิ ษผุ บู้ ำ� เพญ็
ฌาน ท้ังไมป่ ฏบิ ัตเิ พือ่ ประโยชน์เกือ้ กลู และความสุขแกเ่ ทวดาและมนษุ ย์

๕-๖. ปฐมสนั ทิฏฐกิ สตู ร และ ทุติยสนั ทิฏฐกิ สูตร ตา่ งวา่ ด้วยธรรมท่ีผ้ปู ฏิบัติ พึงเหน็
ชดั ด้วยตนเอง แตม่ ีรายละเอียดต่างกนั คอื ในปฐมสนั ทฏิ ฐิกสูตร โมฬยิ สวี กปรพิ าชกทลู ถามว่า
“ธรรมอนั ผปู้ ฏบิ ตั พิ งึ เหน็ ชดั ดว้ ยตนเอง มไี ดด้ ว้ ยเหตเุ ทา่ ไร” ตรสั ถามวา่ “ทา่ นรชู้ ดั โลภะทม่ี อี ยู่
ภายในวา่ “โลภะมอี ยู่ภายในเรา” รู้ชดั โลภะทไ่ี ม่มีอยู่ภายในวา่ “โลภะไม่มอี ย่ภู ายในเรา” หรือ
ไม่” ปริพาชกทลู ตอบว่า “รูช้ ัด” ตรัสว่า “นัน่ แหละเป็นธรรมที่ผู้ปฏบิ ตั พิ ึงเหน็ ชดั ดว้ ยตนเอง”
ตรัสถามโดยทำ� นองเดยี วกัน อกี ๕ ประการ คอื โทสะ โมหะ ธรรมที่ประกอบด้วยโลภะ ธรรม
ทปี่ ระกอบดว้ ย โทสะ และธรรมทปี่ ระกอบดว้ ยโมหะ แมป้ รพิ าชกกก็ ราบทลู โดยทำ� นองเดยี วกนั
ทกุ ครัง้

ในทุติยสันทิฏฐิกสูตร พราหมณ์คนหน่ึงทูลถามเหมือนในปฐมสันทิฏฐิกสูตร แต่องค์
ธรรมในพระสตู รนีต้ า่ งกบั องค์ธรรมในปฐมสนั ทฏิ ฐกิ สตู รบางประการ คอื (๑) ราคะ (๒) โทสะ
(๓) โมหะ (๔) เหตเุ ครอ่ื งประทษุ รา้ ยทางกาย (๕) เหตเุ ครอื่ งประทษุ รา้ ยทางวาจา (๖) เหตเุ ครอื่ ง
ประทุษร้ายทางใจ

๗. เขมสูตร ว่าด้วยพระเขมะ คือ ท่านพระเขมะและท่านพระสุมนะเข้าไปเฝ้า
พระผมู้ พี ระภาค ทา่ นพระเขมะไดก้ ราบทลู กอ่ นวา่ พระอรหนั ตไ์ มม่ คี วามคดิ วา่ ผทู้ ป่ี ระเสรฐิ กวา่ เรา
มีอยู่ ว่า ผูท้ ี่เสมอกับเรามีอยู่ วา่ ผทู้ ่ดี ้อยกว่าเรามีอยู่ พระศาสดา ทรงพอพระทัย จากน้ันทา่ น
พระสุมนะได้กราบทูลว่า พระอรหันต์ไม่มีความคิดว่า ผู้ท่ีประเสริฐกว่าเราไม่มี ว่า ผู้ที่เสมอ
กับเราไม่มี วา่ ผทู้ ่ีดอ้ ยกว่าเราไม่มี พระศาสดากท็ รงพอพระทยั ตรสั สรูปว่า กลุ บตุ รทัง้ หลาย
พยากรณ์อรหัตตผลอยา่ งน้ีแล กล่าวแต่เนอ้ื ความ ไมน่ อ้ มตนเข้าไปหา ส่วนโมฆบุรุษพยากรณ์
อรหตั ตผลอยา่ งรา่ เริง จงึ ประสบทุกขใ์ นภายหลงั

๘. อินทริยสังวรสูตร ว่าด้วยอินทรียสังวร หมายถึงความไม่ส�ำรวมระวังอินทรีย์ท้ัง
๖ (ตา หู จมูก ล้นิ กาย และใจ) คือ ทรงแสดงธรรมแบ่งเปน็ ๒ ฝา่ ย ได้แก่ ฝ่ายอกศุ ลและ
ฝ่ายกุศล ฝ่ายละ ๖ ประการ ฝ่ายอกุศลเป็นตัวเหตุก�ำจัดกุศล ฝ่ายกุศลเป็นตัวเหตุให้กุศล
สมบูรณ์ ฝา่ ยอกศุ ล ไดแ้ ก่ (๑) ความไม่มีอนิ ทรียสงั วรเปน็ ตัวเหตุ (๒) ความไม่มอี นิ ทรยี สงั วร
เป็นเหตุจ�ำกัดศีล (๓) ความไม่มีศีล เป็นเหตุ ก�ำจัดสัมมาสมาธิ (๔) ความไม่มีสัมมาสมาธิ
เปน็ เหตกุ ำ� จัดยถาภตู ญาณทสั สนะ (๕) ความไม่มยี ถาภูตญาณทสั สนะ เปน็ เหตุก�ำจัดนิพพิทา
และวริ าคะ (๖) ความไม่มนี ิพพทิ าและวริ าคะ เปน็ เหตกุ ำ� จดั วิมตุ ตญิ าณทสั สนะ สว่ นฝา่ ยกุศล
มนี ยั ตรงกนั ข้าม

404 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก

๙. อานนั ทสตู ร วา่ ดว้ ยพระอานนท์ คอื ทา่ นพระอานนทเ์ รยี นถามทา่ นพระสารบี ตุ รวา่
ดว้ ยเหตุเท่าไร ภิกษุชือ่ วา่ ไดฟ้ งั ธรรมทย่ี งั ไม่เคยฟัง ธรรมทเี่ คยฟงั แล้วไม่เลอะเลอื น ธรรมที่เคย
สมั ผัสด้วยใจปรากฏขนึ้ และรู้ธรรมท่ยี งั ไม่เคยรู้ ทา่ นพระสารบี ตุ รตอบวา่ ท่านพระอานนทเ์ ป็น
พหสู ตู สามารถแสดงเร่อื งนไี้ ด้ดี ทา่ นพระ อานนท์จึงแสดงเหตุ ๖ ประการ คือ (๑) ภิกษุเรียน
พระพุทธพจน์ (๒) แสดงธรรม ตามท่ไี ดส้ ดับได้เรียนมาแกผ่ อู้ ืน่ โดยพสิ ดาร (๓) บอกธรรมตาม
ที่ไดส้ ดบั ไดเ้ รยี นมา แกผ่ ้อู นื่ โดยพสิ ดาร (๔) สาธยายธรรมตามที่ได้สดับไดเ้ รียนมาโดยพิสดาร
(๕) ตรกึ ตรอง พิจารณาธรรมตามที่ได้สดบั ได้เรียนมา (๖) อยู่จำ� พรรษาในอาวาสที่มภี ิกษเุ ถระ
ผเู้ ปน็ พหสู ตู หม่ันศกึ ษาหาความรู้กับท่าน และภิกษเุ ถระกส็ อนธรรมอยา่ งเปิดเผย ทำ� ใหเ้ ขา้ ใจ
ง่าย ให้หายสงสัยในสิ่งที่น่าสงสัย

๑๐. ขัตติยสูตร ว่าดว้ ยความประสงค์ของกษัตริย์ คอื ชาณุสโสณิพราหมณ์ ทลู ถามถงึ
บุคคล ๖ จ�ำพวก ได้แก่ (๑) กษตั รยิ ์ (๒) พราหมณ์ (๓) คหบดี (๔) สตรี (๕) โจร (๖) สมณะ ว่า
แตล่ ะจ�ำพวกประสงคอ์ ะไร นยิ มอะไร มน่ั ใจอะไร ตอ้ งการ อะไร และมีอะไรเป็นทส่ี ุด ตรสั ตอบ
ว่า กษัตรยิ ์ประสงค์โภคทรัพย์ นยิ มปัญญา มน่ั ใจกำ� ลังทหาร ตอ้ งการเป็นเจ้าแผน่ ดิน มีความ
เป็นใหญ่เป็นที่สุด พราหมณ์ประสงค์โภคทรัพย์ นิยมปัญญา ม่ันใจมนตร์ ต้องการบูชายัญ
มีพรหมโลกเป็นทส่ี ุด คหบดปี ระสงคโ์ ภคทรพั ย์ นยิ มปญั ญา มน่ั ใจศิลปะ ตอ้ งการงาน มกี าร
งานที่สำ� เรจ็ แลว้ เปน็ ท่สี ดุ สตรีประสงค์บรุ ุษ นยิ มเคร่ืองประดบั มน่ั ใจบุตร ต้องการความไม่มี
หญงิ อ่นื รว่ มสามี มีความเป็นใหญ่ในบ้านเป็นท่ีสดุ โจรประสงคก์ ารลักทรพั ยผ์ อู้ ่ืน นิยมท่ีเรน้ ลับ
ม่ันใจศัสตรา ต้องการท่ีมดื มีผ้อู น่ื ไม่เห็นเปน็ ทสี่ ดุ สมณะประสงค์ขนั ติและโสรัจจะ นิยมปญั ญา
มนั่ ใจศีล ตอ้ งการความไมม่ กี เิ ลสเครอ่ื งกังวล มนี พิ พานเปน็ ทสี่ ุด

๑๑. อัปปมาทสตู ร ว่าด้วยความไมป่ ระมาท คือ พราหมณค์ นหนึง่ ทูลถาม วา่ อะไร
คือธรรมอย่างหน่ึงท่ีบุคคลเจริญท�ำให้มากแล้ว ท�ำให้เกิดประโยชน์ในภพน้ีและภพหน้า ตรัส
ตอบว่า ความไม่ประมาท ทรงแสดงความไม่ประมาทเปรียบเทียบกับส่ิงต่าง ๆ ๖ ชนิด คือ
(๑) รอยเทา้ ชา้ ง (๒) ยอดเรือน (๓) การเกีย่ วหญา้ โดย การจับทยี่ อด (๔) การตัดผลมะมว่ งที่ขว้ั
(๕) พระเจ้าจักรพรรดิ (๖) แสงสว่างของดวงจนั ทร์

๑๒. ธัมมิกสูตร ว่าด้วยพระธมั มกิ ะ คอื ท่านพระธัมมกิ ะเป็นเจ้าอาวาสอยู่ ในอาวาส ๗
แหง่ ในชาตภิ มู ชิ นบท ทา่ นไดด้ า่ บรภิ าษ เบยี ดเบยี น ทมิ่ แทง เสยี ดสภี กิ ษอุ าคนั ตกุ ะดว้ ยวาจาจน
อยูไ่ ม่ได้ ต่อมาถูกชาวบ้านขับไล่ออกจากอาวาส ทั้ง ๗ แหง่ จงึ ไปเฝา้ พระผู้มพี ระภาคกราบทูล
เรื่องทั้งหมดให้พระองค์ทรงทราบ พระผู้มีพระภาคจึงตรัสเล่าเรื่องอดีตว่า ครูท้ัง ๖ คน คือ
(๑) สุเนตตะ (๒) มูคปักขะ (๓) อรเนมิ (๔) กทุ ทาลกะ (๕) หัตถิปาละ (๖) โชตปิ าละ แต่ละคน
เปน็ ผปู้ ราศจากความกำ� หนดั ในกาม มสี าวกหลายรอ้ ย ไดแ้ สดงธรรมแกส่ าวกทง้ั หลายเพอ่ื ใหไ้ ป

เลม่ ที่ ๑๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๒๒ 405

เกดิ ในพรหมโลก แตส่ าวกทไ่ี มเ่ ลอื่ มใส เมอ่ื ตายไป กไ็ ปเกดิ ในอบายภมู ิ สว่ นสาวกทเี่ ลอ่ื มใสกไ็ ป
เกิดในสวรรค์ ทรงแสดงเปรยี บเทียบวา่ ผู้ที่มจี ิตคิดร้าย ดา่ บรภิ าษ ครทู ั้ง ๖ นัน้ จะประสพสงิ่
ท่ีมใิ ช่บุญเปน็ อนั มาก แต่การดา่ การบริภาษเพ่อื น พรหมจารีมีโทษมากกวา่ นัน้

๓.๒ ทตุ ิยปัณณาสก์

๓.๒.๑ มหาวรรค
มหาวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยเร่ืองใหญ่ หมายถึงหมวดท่ีรวบรวมพระสตู รที่มีเน้ือหา
สาระยาว ช่ือวรรคน้ีตั้งตามสาระส�ำคัญของพระสูตรทั้งหมดในวรรคนี้ ซึ่งมีทั้งหมด ๑๐ สูตร
แต่ละสตู รมีใจความส�ำคัญดงั น้ี
๑. โสณสูตร ว่าด้วยพระโสณะ คือ ขณะที่หลีกเร้นอยู่ในท่ีสงัด ท่านพระโสณะเกิด
ความคดิ ค�ำนึงวา่ ตนเองกบ็ ำ� เพญ็ เพียรมาอยา่ งหนัก ไฉนจึงไม่บรรลธุ รรมชน้ั สงู นา่ จะลาสกิ ขา
ออกไปอยคู่ รองเรอื น พระผมู้ พี ระภาคทรงทราบเรอ่ื งนั้นด้วย พระญาณแล้ว จงึ เสด็จไปปรากฏ
ตอ่ หนา้ ทา่ นพระโสณะดว้ ยอทิ ธปิ าฏหิ ารยิ ์ ทรงแสดงธรรมมอี ปุ มาดว้ ยพณิ ตอ่ มาทา่ นพระโสณะ
ได้บรรลุอรหัตตผลแล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค กราบทูลว่า พระอรหันต์น้อมไปในธรรม
๖ ประการ ซง่ึ เปน็ ธรรมใชแ้ ทนอรหตั ตผล คอื (๑) เนกขมั มะ (๒) ปวเิ วก (๓) ความไมเ่ บยี ดเบยี น
(๔) ความส้ินตัณหา (๕) ความส้ินอุปาทาน (๖) ความไม่ลุ่มหลง และท่านได้อธิบายขยาย
ความแห่งธรรมทั้ง ๖ ประการโดยพิสดาร
๒. ผัคคุณสูตร ว่าด้วยพระผัคคุณะ คือ ท่านพระผัคคุณะเกิดอาพาธเป็น ทุกข์หนัก
พระผมู้ พี ระภาคเสดจ็ ไปเยยี่ มตรสั ถามอาการอาพาธ และทรงแสดงธรรมใหท้ า่ นมกี ำ� ลงั ใจในการ
ปฏิบัติธรรม เมื่อเสด็จจากไปไม่นาน ท่านพระผัคคุณะก็ได้ถึงแก่มรณภาพ ขณะที่มรณภาพ
อนิ ทรยี ข์ องทา่ นผอ่ งใสยงิ่ ทา่ นพระอานนทไ์ ดน้ ำ� เรอื่ งนไ้ี ปกราบทลู ใหท้ รงทราบ พระผมู้ พี ระภาค
จงึ ทรงแสดงอานสิ งสแ์ หง่ การ ฟงั ธรรม การพจิ ารณาเนอื้ ความแหง่ ธรรมตามกาล ๖ ประการ คอื
(๑) ภกิ ษผุ ู้ยงั ไม่หลดุ พ้นจากสังโยชนเ์ บือ้ งต่�ำ ๕ ประการ ถ้าไดเ้ หน็ พระตถาคตในเวลาใกลต้ าย
และพระองค์ทรงแสดงธรรมใหฟ้ ัง จิตก็จะหลุดพน้ จากสงั โยชน์นน้ั (๒) ... ถา้ ไดเ้ หน็ สาวกของ
พระตถาคต และทา่ นแสดงธรรมใหฟ้ งั จติ กจ็ ะหลดุ พน้ จากสงั โยชนน์ น้ั (๓) ...ถา้ ตรกึ ตรองพจิ ารณา
ธรรมตามท่ีได้สดบั ไดเ้ รียนมา จิตกจ็ ะหลุดพ้นจากสังโยชนน์ น้ั (๔) ภิกษุผู้หลดุ พ้นจากสงั โยชน์
เบ้ืองต่�ำแล้ว แต่จิตยังไม่น้อมไปในธรรมเป็นที่ส้ินอุปธิกิเลส ถ้าได้เห็นพระตถาคตในเวลาใกล้
ตาย และพระองคท์ รงแสดงธรรมให้ฟัง จิตกจ็ ะนอ้ มไปในธรรมเป็นทสี่ ้นิ อุปธิกเิ ลส (๕) ... ถา้ ได้

406 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตนั ตปิฎก

เหน็ สาวกของพระตถาคต และ ทา่ นแสดงธรรมใหฟ้ งั จติ กจ็ ะนอ้ มไปในธรรมเปน็ ทส่ี น้ิ อปุ ธกิ เิ ลส
(๖) ... ถา้ ตรกึ ตรอง เพง่ ธรรมตามทไี่ ดส้ ดบั ไดเ้ รยี นมา จติ กจ็ ะนอ้ มไปในธรรมเปน็ ทสี่ น้ิ อปุ ธกิ เิ ลส

๓. ฉฬภชิ าตสิ ูตร ว่าดว้ ยอภชิ าติ ๖ จ�ำพวก ค�ำวา่ อภิชาติ หมายถงึ การกำ� หนดหมาย
หรือการจัดแบ่งบคุ คลออกเปน็ พวก ๆ ตามลักษณะและพฤติกรรม น้นั ๆ คอื ทา่ นพระอานนท์
กราบทลู ว่า ปูรณะ กัสสปะบัญญัติอภชิ าติ ๖ จำ� พวก คือ (๑) กณั หาภชิ าติ (ชาติดำ� ) หมายถงึ
คนผ้ฆู า่ สตั วต์ ่าง ๆ (๒) นีลาภชิ าติ (ชาติ เขียว) หมายถงึ ภิกษุผู้โนม้ เอยี งไปในฝา่ ยดำ� หรือพวก
กมั มวาทะ กริ ยิ วาทะ (๓) โลหติ าภชิ าติ (ชาตแิ ดง) หมายถงึ นคิ รนถผ์ ใู้ ชผ้ า้ ผนื เดยี ว (๔) หลทิ ทาภชิ าติ
(ชาติเหลือง) หมายถึงคฤหัสถ์ผู้นุ่งผ้าขาว หรือสาวกของอเจลก (๕) สุกกาภิชาติ (ชาติขาว)
หมายถึงอาชีวก หรืออาชีวิกา (๖) ปรมสุกกาภิชาติ (ชาติขาวย่ิง) หมายถึงเจ้าลัทธิชื่อ
นนั ทวัจฉโคตร เจ้าลัทธิช่อื กสิ สงั กจิ จโคตร เจา้ ลทั ธชิ อ่ื มกั ขลิโคสาล พระผมู้ พี ระภาคทรงตำ� หนิ
ปูรณะ กัสสปะวา่ ไม่ฉลาดในการบญั ญัติ บญั ญัตแิ บบบงั คบั คนส่วนมากไมย่ อมรับ ทรงแสดง
อภิชาติ ๖ ประการเหมือนกัน โดยทรงนำ� ค�ำวา่ กณั หาภิชาติและสุกกาภิชาติมาขยายด้วยการ
ประพฤตธิ รรม คำ� ละ ๓ ประการ คอื ประพฤตธิ รรมดำ� ประพฤติธรรมขาว และบรรลนุ พิ พาน
ทรงอธบิ ายขยายความ ของแตล่ ะประการไว้โดยละเอียด

๔. อาสวสูตร วา่ ด้วยอาสวธรรม คอื ทรงแสดงคณุ สมบตั ิของภกิ ษผุ ู้เปน็ นาบญุ ของ
โลก ๖ ประการ โดยทรงยกเหตแุ ห่งการละอาสวะข้ึนเปน็ เหตุแห่งการจำ� แนกองคธ์ รรม ไดแ้ ก่
(๑) ภกิ ษลุ ะอาสวะทจ่ี ะพงึ ละไดด้ ว้ ยการสงั วร (๒) ...การใชส้ อย (๓) ...ความอดกลนั้ (๔) ...การเวน้
(๕) ...การบรรเทา (๖) ...การเจรญิ และทรงอธิบายขยายความของแต่ละประการโดยละเอยี ด

๕. ทารุกัมมิกสูตร ว่าด้วยคหบดีช่ือทารุกัมมิกะ คือ ตรัสถามทารุกัมมิกคหบดีว่า
ท่านยังให้ทานประจ�ำตระกูลอยู่หรือไม่ เม่ือคหบดีกราบทูลว่า ยังให้อยู่ และให้แก่ภิกษุผู้เป็น
พระอรหนั ต์ หรอื ผบู้ รรลอุ รหตั ตมรรค ผอู้ ยปู่ า่ เปน็ วตั ร ผเู้ ทยี่ วบณิ ฑบาตเปน็ วตั ร ผทู้ รงผา้ บงั สกุ ลุ
เปน็ วตั ร จงึ ตรสั วา่ ทา่ นเปน็ คฤหสั ถอ์ ยคู่ รอง เรอื น เพยี บพรอ้ มดว้ ยกามคณุ รไู้ ดย้ ากวา่ ใครเปน็
พระอรหันตห์ รือเป็นผูบ้ รรลอุ รหัตตมรรค ทรงแสดงภิกษุ ๖ จำ� พวก คอื (๑) ผูอ้ ย่ปู ่าเปน็ วตั ร
(๒) ผูอ้ ยูใ่ กลบ้ า้ น (๓) ผู้เทีย่ วบิณฑบาตเป็นวตั ร (๔) ผรู้ บั นมิ นต์ (๕) ผูท้ รงผ้าบังสุกุล เป็นวตั ร
(๖) ผู้ทรงคหบดจี วี ร วา่ แต่ละจ�ำพวกถา้ มธี รรมฝา่ ยช่วั คือ เป็นผูฟ้ ุง้ ซา่ น ถอื ตัว โลเล ปากกลา้
พูดพร�่ำเพร่ือ หลงลืมสติ ไม่มีสัมปชัญญะ มีจิตไม่ต้ังม่ัน มีจิตกวัดแกว่ง ไม่ส�ำรวมอินทรีย์
ก็จะถูกติเตียน ในทางตรงกันข้าม ถ้ามีคุณธรรม ซึ่งตรงกันข้ามกับธรรมฝ่ายชั่ว ก็จะได้รับ
การสรรเสรญิ

๖. หัตถสิ ารีปตุ ตสูตร ว่าดว้ ยพระจติ ตหตั ถิสารบี ตุ ร คือ ขณะท่ภี กิ ษเุ ถระก�ำลังสนทนา
อภธิ มั มกถากนั อยู่ ทา่ นพระจติ ตหตั ถสิ ารบี ตุ รไดพ้ ดู สอดขน้ึ ในทป่ี ระชมุ ทา่ นพระมหาโกฏฐกิ ะจงึ

เล่มที่ ๑๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๒๒ 407

เตือนท่านใหอ้ ดใจรอจนกว่าภิกษเุ ถระจะสนทนาจบ และมภี ิกษุ ผู้เป็นสหายของท่านพระจิตต-
หัตถิสารีบุตรกล่าวโต้ ท่านพระมหาโกฏฐิกะจึงกล่าวว่า ผู้ไม่รู้วาระจิตของผู้อื่นจะรู้พฤติกรรม
ของผอู้ น่ื ไดย้ าก แล้วยกบุคคล ๖ จ�ำพวก คือ (๑) ผู้สงบเสง่ยี ม เรยี บร้อยเมอื่ อยู่กับพระศาสดา
หรอื เพอ่ื นพรหมจารี (๒) ผบู้ รรลปุ ฐมฌาน (๓) ผบู้ รรลทุ ตุ ยิ ฌาน (๔) ผบู้ รรลตุ ตยิ ฌาน (๕) ผบู้ รรลุ
จตุตถฌาน (๖) ผู้ไม่มนสิการนิมิตทั้งปวง บรรลุเจโตสมาธิที่ไม่มีนิมิต ขึ้นอธิบายพร้อมทั้ง
อุปมาว่า บุคคลทั้ง ๖ จ�ำพวกนี้ต่างยังมีความประพฤติเสีย คือ เมื่อไปคลุกคลี อยู่กับคนอ่ืน
กป็ ลอ่ ยตวั ปลอ่ ยใจ จนตอ้ งลาสกิ ขามาเปน็ คฤหสั ถ์ เหมอื นเสยี ง จกั จนั่ เรไรทส่ี งบไปเพราะขบวน
เสดจ็ ของพระราชามาถงึ และกลบั ดงั ขน้ึ อกี ไดเ้ มอ่ื ขบวนเสดจ็ นนั้ พน้ ไปแลว้ ตอ่ มาทา่ นจติ ตหตั ถ-ิ
สารบี ตุ รลาสกิ ขากลบั มาเป็นคฤหสั ถ์ ไมน่ านนัก ทา่ นกก็ ลบั มาบวชอกี แล้วได้บรรลอุ รหตั ตผล

๗. มัชเฌสตู ร วา่ ด้วยสว่ นทา่ มกลาง คือ ภกิ ษุเถระสนทนากันว่า พระผู้มีพระภาคตรัส
ไวใ้ นติสสเมตเตยยปญั หานทิ เทส ปารายนวรรคว่า ผู้ใดร้ชู ัดซึ่งสว่ นสุด ทัง้ ๒ ด้านแลว้ ไมย่ ึดตดิ
ในทา่ มกลางดว้ ยปญั ญา เราเรยี กผนู้ น้ั วา่ เปน็ มหาบรุ ษุ ผนู้ น้ั ชอ่ื วา่ ลว่ งพน้ เครอื่ งรอ้ ยรดั ในโลกน้ี
ได้ เม่ือถามกันวา่ อะไรเป็นสว่ นสดุ ดา้ นหนง่ึ อะไรเป็นส่วนสุดอีกด้านหนงึ่ อะไรเป็นท่ามกลาง
อะไรเป็นเครอ่ื งรอ้ ยรดั ภิกษุ ๖ รปู ลกุ ขึ้นตอบทลี ะรูปตามล�ำดบั คอื (๑) ผสั สะเปน็ ส่วนสดุ ดา้ น
หนง่ึ เหตเุ กดิ ผัสสะเป็นสว่ นสุดอีกดา้ นหนง่ึ ความดบั ผัสสะอยู่ทา่ มกลาง ตณั หาเป็นเครื่องรอ้ ย
รดั เพราะรอ้ ยรดั ผสั สะและเหตเุ กดิ ผสั สะนนั้ ไว้ เพราะเปน็ ทเี่ กดิ ขน้ึ แหง่ ภพนนั้ ๆ ดว้ ยเหตเุ ทา่ นี้

ภกิ ษุช่อื ว่ารู้ยิง่ ในธรรมทีค่ วรรยู้ ง่ิ กำ� หนดรู้ธรรมทคี่ วรก�ำหนดรู้ ท�ำที่สดุ ทกุ ข์ในปัจจบุ ัน
ได้ (๒) อดีตเป็นสว่ นสดุ ดา้ นหนงึ่ อนาคตเปน็ สว่ นสดุ อกี ด้านหนง่ึ ปจั จบุ ันอยูท่ ่ามกลาง ตณั หา
เป็นเครอ่ื งรอ้ ยรดั เพราะรอ้ ยรดั ... (๓) สุขเวทนาเปน็ สว่ นสดุ ดา้ นหนึง่ ทุกขเวทนาเปน็ ส่วนสุด
อกี ดา้ นหนงึ่ อทุกขมสุขเวทนาอยทู่ ่ามกลาง ตัณหาเปน็ เครื่อง ร้อยรดั เพราะร้อยรดั ... (๔) นาม
เปน็ สว่ นสดุ ดา้ นหนง่ึ รปู เปน็ สว่ นสดุ อกี ดา้ นหนง่ึ วญิ ญาณอยทู่ า่ มกลาง ตณั หาเปน็ เครอื่ งรอ้ ยรดั
เพราะรอ้ ยรัด... (๕) อายตนะ ภายใน ๖ เปน็ ส่วนสุดดา้ นหนงึ่ อายตนะภายนอก ๖ เป็นส่วน
สดุ อีกดา้ นหนงึ่ วิญญาณอยูท่ ่ามกลาง ตัณหาเป็นเคร่ืองร้อยรัด เพราะรอ้ ยรดั ... (๖) สกั กายะ
เปน็ ส่วนสดุ ดา้ นหนึ่ง เหตเุ กิดสักกายะเปน็ สว่ นสดุ อกี ด้านหนึ่ง ความดับสกั กายะอยู่ทา่ มกลาง
ตัณหาเปน็ เครื่องร้อยรดั เพราะร้อยรัด... พระผ้มู พี ระภาคตรสั สรรเสรญิ ภิกษเุ หลา่ นนั้ วา่ กล่าว
ดีตามเหตุนน้ั ๆ แต่พระองค์ทรงมุ่งแสดงตามประการท่ี ๑

๘. ปุริสินทริยญาณสูตร ว่าด้วยญาณเป็นเคร่ืองรู้อินทรีย์ของบุคคล คือ ทรงปรารภ
เหตทุ ท่ี รงพยากรณพ์ ระเทวทตั วา่ จะตอ้ งไปเกดิ ในอบาย ทรงแสดงญาณเปน็ เครอ่ื งรอู้ นิ ทรยี ข์ อง
บคุ คล ๖ ประการ โดยทรงกำ� หนดความมกี ศุ ลธรรมและอกศุ ลธรรมเปน็ พน้ื ฐานการพยากรณด์ งั นี้
(๑) ผเู้ คยมกี ุศลธรรม ต่อมากุศลธรรม หายไป อกศุ ลธรรมเกดิ ขน้ึ มาแทน แตก่ ุศลมูลท่ีเขายงั

408 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสตุ ตนั ตปิฎก

ตัดไมข่ าดมีอยู่ เพราะ กุศลมูลนนั้ กุศลธรรมของเขาจักปรากฏ บคุ คลน้จี กั เป็นผไู้ ม่เสือ่ มตอ่ ไป
(๒) ผ้เู คยมีอกุศลธรรม ตอ่ มาอกุศลธรรมหายไป กุศลธรรมเกดิ ขึ้นมาแทน แต่อกศุ ลมลู ทีเ่ ขายงั
ตดั ไมข่ าดมอี ยู่ เพราะอกุศลมูลนั้น อกุศลธรรมของเขาจักปรากฏ บคุ คลนจ้ี กั เปน็ ผ้เู สอ่ื มตอ่ ไป
(๓) ผไู้ มม่ ธี รรมขาวแมเ้ ทา่ รอยเจาะแหง่ ปลายขนทราย บคุ คลนป้ี ระกอบดว้ ยอกศุ ลธรรมฝา่ ยดำ�
อย่างเดยี ว หลงั จากตายแลว้ จกั ไปเกดิ ในอบาย ทุคติ วนิ ิบาต นรก (๔) ผ้เู คยมกี ุศลธรรม ต่อมา
กศุ ลธรรมหายไป อกุศลธรรมเกิดข้นึ มาแทน แตก่ ศุ ลมลู ท่ีเขายงั ตัดไมข่ าดมอี ยู่ แม้กศุ ลมลู นัน้
ก็ถูกถอนข้นึ ท้ังหมด บคุ คลน้ีจักเป็นผไู้ ม่เสือ่ มต่อไป (๕) ผู้เคยมี อกศุ ลธรรม ตอ่ มาอกศุ ลธรรม
หายไป กุศลธรรมเกิดขึ้นมาแทน แต่อกุศลมูลที่เขา ยังตัดไม่ขาดมีอยู่ แม้อกุศลมูลน้ัน
ก็ถูกถอนข้ึนหมด บุคคลน้ีจักเป็นผู้ไม่เส่ือมต่อไป (๖) ผู้ไม่มีอกุศลธรรมแม้เท่ารอยเจาะแห่ง
ปลายขนทราย บคุ คลนป้ี ระกอบดว้ ยธรรมทไ่ี มม่ โี ทษ เปน็ ธรรมฝา่ ยขาวอยา่ งเดยี ว จกั ปรนิ พิ พาน
ในปจั จุบันแนน่ อน อนงึ่ ทรงอปุ มาอปุ ไมยไว้ทกุ ๆ ประการ

๙. นิพเพธิกสูตร ว่าด้วยธรรมบรรยายท่ีเป็นเหตุช�ำแรกกิเลส คือ ทรงสอนให้ภิกษุ
ท้งั หลายทราบสภาวธรรมต่าง ๆ รวม ๖ ประการดงั น้ี (๑) กาม เหตเุ กิดแห่งกาม ความต่าง
กันแห่งกาม ความดับแห่งกาม ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งกาม (๒) เวทนา... (๓) สัญญา...
(๔) อาสวะ... (๕) กรรม... (๖) ทุกข.์ .. ทรงอธบิ ายขยายความแต่ละประการอย่างพิสดาร

๑๐. สหี นาทสูตร วา่ ดว้ ยการบันลือสหี นาท คือ ตรสั พระวาจาอยา่ งองอาจ กลา้ หาญ
ดังพญาราชสีห์ค�ำราม โดยปกติจะทรงบันลือสีหนาท เพื่อทรงปราบปรัปปวาทีบุคคล ผู้กล่าว
จ้วงจาบตอ่ พระองค์ ดังปรากฏในมหาสหี นาทสูตรแหง่ คัมภรี ์ทีฆนกิ าย สลี ขนั ธวรรค และคมั ภีร์
มชั ฌมิ นกิ าย มลู ปณั ณาสก์ แตใ่ นทน่ี ท้ี รงมงุ่ แสดงหวั ขอ้ ธรรม คอื ตถาคตพละ ๖ ประการเทา่ นน้ั

๓.๒.๒ เทวตาวรรค
เทวตาวรรค แปลวา่ หมวดว่าดว้ ยเทวดา ชื่อวรรคนีต้ ้ังตามชือ่ พระสตู รท่ี ๕ ในวรรคน้ี
ซ่ึงมที ัง้ หมด ๑๐ สูตร แตล่ ะสตู รมีใจความส�ำคญั ดงั น้ี
๑. อนาคามผิ ลสตู ร วา่ ดว้ ยอนาคามผิ ล คอื ทรงแสดงวา่ ถา้ ภกิ ษยุ งั ละ ธรรม ๖ ประการ
ไม่ได้ กไ็ มอ่ าจบรรลุอนาคามิผลได้ ในทางตรงกันข้าม ถา้ ละ ธรรม ๖ ประการได้ ก็อาจบรรลุ
อนาคามผิ ลได้ ธรรม ๖ ประการ ได้แก่ (๑) ความไมม่ ีศรัทธา (๒) ความไมม่ ีหริ ิ (๓) ความไม่มี
โอตตปั ปะ (๔) ความเกียจครา้ น (๕) ความหลงลมื สติ (๖) ความมปี ัญญาทราม
๒. อรหัตตสูตร ว่าด้วยอรหัตตผล คือ ทรงแสดงว่า ถ้าภิกษุยังละธรรม ๖ ประการ
ไม่ได้ ก็ไม่อาจบรรลุอรหัตตผลได้ ในทางตรงกันข้าม ถ้าละธรรม ๖ ประการได้ ก็อาจบรรลุ
อรหัตตผลได้ ธรรม ๖ ประการ ได้แก่ (๑) ถีนะ (ความหดหู่) (๒) มิทธะ (ความเซ่ืองซึม)

เลม่ ท่ี ๑๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๒๒ 409

(๓) อุทธจั จะ (ความฟุง้ ซ่าน) (๔) กุกกจุ จะ (ความรอ้ นใจ) (๕) อัสสัทธยิ ะ (ความไม่มศี รัทธา)
(๖) ปมาทะ (ความประมาท)

๓. มิตตสูตร ว่าดว้ ยมิตร หมายถงึ มิตรชัว่ และมิตรดีซงึ่ เปน็ ส่วนหนึง่ ขององค์ประกอบ
๖ ประการ คอื (๑) อภิสมาจารกิ ธรรม (๒) เสขธรรม (๓) ศลี (๔) กามราคะ (๕) รูปราคะ
(๖) อรปู ราคะ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงองค์ประกอบ ๖ ประการ นี้ในฐานะที่เปน็ เหตเุ ป็นผล
ของกัน แบ่งเป็น ๒ ฝา่ ย คือ ฝ่ายทีเ่ ป็นไปไม่ไดแ้ ละฝา่ ยทเ่ี ปน็ ไปได้ ฝ่ายทเ่ี ปน็ ไปไมไ่ ด้ ได้แก่

มีมิตรช่ัว ประพฤตติ ามมติ รชว่ั เป็นเหตุใหบ้ ำ� เพ็ญอภิสมาจาริกธรรมให้ บรบิ ูรณ์ไมไ่ ด้
เมอ่ื บำ� เพญ็ อภสิ มาจารกิ ธรรมใหบ้ รบิ รู ณไ์ มไ่ ด้ กเ็ ปน็ เหตใุ หบ้ ำ� เพญ็ เสขธรรม ใหบ้ รบิ รู ณ์
ไม่ได้
เมอื่ บำ� เพญ็ เสขธรรมให้บริบรู ณไ์ มไ่ ด้ ก็เป็นเหตใุ ห้บ�ำเพ็ญศีลใหบ้ รบิ ูรณ์ไมไ่ ด้
เมือ่ บ�ำเพ็ญศีลใหบ้ รบิ ูรณไ์ มไ่ ด้ ก็เปน็ เหตุให้ละกามราคะ รูปราคะ หรืออรปู ราคะไม่ได้
ส่วนฝ่ายทีเ่ ปน็ ไปได้มนี ัยตรงกันข้าม
๔. สังคณิการามสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้ชอบคลุกคลีด้วยหมู่ ซ่ึงเป็นส่วนหน่ึงของ
องค์ประกอบฝา่ ยทเ่ี ปน็ ไปไมไ่ ด้ จ�ำนวน ๖ คู่ ต่างมคี วามสัมพนั ธ์กนั ดังนี้
คู่ที่ ๑ ภิกษผุ ้ชู อบคลกุ คลีดว้ ยหมู่ เปน็ เหตุใหย้ ินดปี วเิ วกตามล�ำพังไม่ได้
คทู่ ่ี ๒ ภกิ ษผุ ไู้ ม่ยนิ ดใี นปวิเวกตามล�ำพงั เป็นเหตใุ หถ้ อื เอานมิ ิตแหง่ จติ ไม่ได้
คทู่ ่ี ๓ ภิกษผุ ้ถู อื เอานิมติ แหง่ จติ ไม่ได้ เปน็ เหตใุ หบ้ ำ� เพญ็ สมั มาทฏิ ฐิให้บริบูรณ์ ไม่ได้
คทู่ ี่ ๔ ภิกษุผู้บ�ำเพ็ญสัมมาทิฏฐิให้บริบูรณ์ไม่ได้ เป็นเหตุให้บ�ำเพ็ญสัมมาสมาธิให้

บริบูรณ์ไมไ่ ด้
คู่ท่ี ๕ ภิกษผุ ู้บ�ำเพญ็ สมั มาสมาธใิ ห้บรบิ รู ณ์ไม่ได้ เป็นเหตุให้ละสงั โยชน์ไม่ได้
คู่ท่ี ๖ ภิกษุผยู้ งั ละสงั โยชนไ์ มไ่ ด้ เป็นเหตุใหบ้ รรลนุ พิ พานไม่ได้
นอกจากน้ียังทรงแสดงองค์ประกอบฝา่ ยทเี่ ปน็ ไปไดอ้ กี ๖ ค่ซู ่งึ มีนยั ตรงกนั ข้าม
๕. เทวตาสตู ร วา่ ดว้ ยเทวดาแสดงธรรม คอื เทวดาองคห์ นง่ึ เขา้ ไปเฝา้ พระ ผมู้ พี ระภาค
แล้วแสดงธรรมที่เป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุ ๖ ประการ ได้แก่ (๑) ความเป็นผู้มีความ
เคารพในพระศาสดา (๒) ...ในพระธรรม (๓) ...ในพระสงฆ์ (๔) ...ในสิกขา (๕) ความเปน็ ผู้วา่
ง่าย (๖) ความเป็นผมู้ ีกลั ยาณมิตร เม่ือพระผู้มีพระภาคทรงเลา่ เรอ่ื งนี้ให้ภกิ ษุท้ังหลายฟังแลว้
ท่านพระสารีบตุ รจึงได้รับอาสาแสดงความพสิ ดารของธรรมแต่ละขอ้
๖. สมาธิสูตร ว่าด้วยสมาธิ คือ ทรงแสดงธรรมแบ่งเป็น ๒ ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายท่ีเป็น
ไปไม่ได้และฝ่ายที่เป็นไปได้ ฝ่ายละ ๖ ประการ โดยมีสมาธิเป็นเหตุของแต่ละประการ ดังนี้
(๑) ความมีสมาธไิ ม่สงบจากนิวรณ์ ๕ เปน็ เหตใุ ห้ไมไ่ ด้อิทธิวิธี (๒) ...เปน็ เหตใุ หไ้ ม่ได้ทพิ พโสตะ

410 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตนั ตปิฎก

(๓) ...เปน็ เหตใุ หไ้ มไ่ ดเ้ จโตปรยิ ญาณ (๔) ...เปน็ เหตุ ใหไ้ มไ่ ดป้ พุ เพนวิ าสานสุ สตญิ าณ (๕) ...เปน็
เหตใุ หไ้ มไ่ ดจ้ ุตูปปาตญาณ (๖) ...เปน็ เหตุให้ไม่บรรลุเจโตวมิ ตุ ติ ปัญญาวิมตุ ติ ส่วนฝา่ ยท่เี ปน็ ไป
ได้มีนยั ตรงกันขา้ ม

๗. สักขิภัพพสูตร ว่าด้วยความเป็นผู้เหมาะสมท่ีจะประจักษ์ชัด คือ ทรงแสดงว่า
ผปู้ ระกอบดว้ ยธรรม ๖ ประการ ไมอ่ าจบรรลคุ วามเปน็ ผคู้ วรเหน็ ประจกั ษช์ ดั สว่ นผไู้ มป่ ระกอบ
ดว้ ยธรรม ๖ ประการ อาจบรรลคุ วามเป็นผู้ควรเห็นประจกั ษ์ชัด ธรรม ๖ ประการ คือ (๑) ไมร่ ู้
ชัดตามความเป็นจริงว่า นีเ้ ป็นธรรมฝ่ายเสื่อม (๒) ...นเี้ ปน็ ธรรมฝ่ายคงท่ี (๓) ...นเี้ ป็นธรรมฝา่ ย
คุณวเิ ศษ (๔) ...น้ีเป็นธรรมฝ่ายช�ำแรกกิเลส (๕) ไมท่ �ำความเคารพ (๖) ไม่ท�ำส่ิงที่เป็นสัปปายะ

๘. พลสูตร ว่าด้วยความมีก�ำลังในสมาธิ คือ ทรงแสดงว่า ผู้ประกอบด้วย ธรรม ๖
ประการ ไมอ่ าจบรรลคุ วามมกี ำ� ลงั ในสมาธไิ ด้ ธรรม ๖ ประการ คอื (๑) ไมฉ่ ลาดในการเขา้ สมาธิ
(๒) ...ในการใหส้ มาธติ ง้ั อยไู่ ด้ (๓) ...ในการออกจากสมาธิ (๔) ไมท่ ำ� ความเคารพ ประการที่ ๕-๖
เหมอื นในพระสตู รท่ี ๗ นอกจากน้ี ยงั ทรงแสดงว่า ผ้ปู ระกอบด้วยธรรม ๖ ประการอาจบรรลุ
ความมีก�ำลังในสมาธิมนี ัยตรงกันข้าม

๙-๑๐. ปฐมตัชฌานสูตร และ ทุติยตชั ฌานสตู ร ตา่ งว่าด้วยการบรรลุปฐมฌาน คอื
ทรงแสดงวา่ ถา้ ละธรรม ๖ ประการไมไ่ ด้ ก็ไม่อาจบรรลุปฐมฌานได้ ในทางตรงกันข้าม
ถา้ ละธรรม ๖ ประการได้ กอ็ าจบรรลปุ ฐมฌานได้ ธรรม ๖ ประการในพระสตู รทง้ั ๒ สตู รนน้ั ตา่ ง
กนั ดังนี้ ในปฐมตัชฌานสตู ร ไดแ้ ก่ นิวรณ์ ๕ ในทตุ ยิ ตัชฌานสตู ร ได้แก่ อกุศลวิตก ๓ ประการ
และอกุศลสญั ญา ๓ ประการ ซึ่งมอี งค์ธรรมเหมอื นกนั คือ (๑) กาม (๒) พยาบาท (๓) วิหิงสา

๓.๒.๓ อรหตั ตวรรค
อรหัตตวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยอรหัตตผล ชื่อวรรคนี้ตั้งตามชื่อพระสูตรที่ ๒
ในวรรคนี้ ซงึ่ มที ้งั หมด ๑๐ สตู ร แต่ละสตู รมีใจความส�ำคญั ดังน้ี
๑. ทุกขสูตร ว่าด้วยธรรมท่ีเป็นเหตุให้อยู่เป็นทุกข์ คือ ทรงแสดงธรรม ๖ ประการ
ที่เป็นเหตุให้อยู่เป็นทุกข์ท้ังในภพน้ีและภพหน้า ๖ ประการ ได้แก่ อกุศลวิตก ๓ ประการ
และอกุศลสัญญา ๓ ประการ เหมอื นในทุติยตชั ฌานสูตรแหง่ เทวตาวรรค นอกจากนย้ี ังทรง
แสดงธรรมทีเ่ ป็นเหตใุ หอ้ ยเู่ ป็นสขุ ทัง้ ในภพนแี้ ละภพหนา้ อกี ๖ ประการซง่ึ มนี ัยตรงกนั ขา้ ม
๒. อรหัตตสูตร ว่าด้วยอรหัตตผล คือ ทรงแสดงว่า ถ้าภิกษุยังละธรรม ๖ ประการ
ไม่ได้ ก็ไม่อาจบรรลุอรหัตตผลได้ ในทางตรงกันข้าม ถ้าละธรรม ๖ ประการได้ ก็อาจบรรลุ
อรหัตตผลได้ ธรรม ๖ ประการ ได้แก่ (๑) มานะ (ความ ถือตวั ) (๒) โอมานะ (ความถือตัว
ว่าด้อยกว่าเขา) (๓) อติมานะ (ความดูหมิ่นเขา) (๔) อธิมานะ (ความเข้าใจผิด) (๕) ถัมภะ

เล่มท่ี ๑๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๒๒ 411

(ความหัวดือ้ ) (๖) อตินปิ าตะ (ความดูหมน่ิ ตนเองวา่ เปน็ คนเลว)
๓. อุตตริมนุสสธัมมสูตร ว่าด้วยญาณทัสสนะที่ยิ่งกว่าธรรมของมนุษย์ หมายถึง

ปญั ญาชัน้ โลกตุ ตระท่สี ามารถก�ำจัดกิเลสได้ ซ่ึงเป็นธรรมช้ันสูงกว่า กศุ ลกรรมบถ ๑๐ ประการ
ของมนษุ ย์ พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงวา่ ถา้ ภกิ ษยุ งั ละธรรม ๖ ประการไมไ่ ด้ กไ็ มอ่ าจบรรลญุ าณ
ทสั สนะท่ยี ่งิ กว่าธรรมของมนุษย์ได้ ในทางตรงกนั ขา้ ม ถา้ ละธรรม ๖ ประการได้ ก็อาจบรรลุ
ญาณทสั สนะดงั กลา่ วได้ ธรรม ๖ ประการ ไดแ้ ก่ (๑) ความหลงลมื สติ (๒) ความไมม่ สี มั ปชญั ญะ
(๓) ความไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย (๔) ความไม่รู้จักประมาณในการบริโภค
(๕) การหลอกลวง (๖) การพดู ปอ้ ยอ

๔. สขุ โสมนสั สสตู ร วา่ ดว้ ยธรรมเปน็ เหตใุ หม้ สี ขุ โสมนสั คอื ทรงแสดง ธรรม ๖ ประการ
ทเี่ ปน็ เหตใุ หม้ สี ขุ โสมนสั มากในปจั จบุ นั และเปน็ เหตใุ หส้ น้ิ อาสวะทง้ั หลาย ไดแ้ ก่ (๑) ความยนิ ดี
ในธรรม (๒) ...ในภาวนา (๓) ...ในการละ (๔) ...ในปวเิ วก (๕) ...ในความไมพ่ ยาบาท (๖) ...ในธรรม
ทไ่ี มเ่ ป็นเครื่องเนิน่ ช้า (นพิ พาน)

๕. อธิคมสูตร ว่าด้วยการบรรลุกุศลธรรม คือ ทรงแสดงว่า ผู้ประกอบด้วยธรรม
๖ ประการไมอ่ าจบรรลกุ ศุ ลธรรมทยี่ ังไมไ่ ดบ้ รรลุ หรอื บำ� เพ็ญกุศลธรรมที่บรรลแุ ลว้ ให้เจรญิ ได้
ธรรม ๖ ประการ คือ (๑) ความไม่ฉลาดในเหตุท่ีท�ำให้กุศลหรืออกุศลเจริญ (๒) ...เสื่อม
(๓) ความฉลาดในอุบาย (๔) การไม่สร้างฉันทะเพ่ือบรรลุกุศลธรรมท่ียังไม่บรรลุ (๕) การไม่
รกั ษากุศลธรรมทไ่ี ด้บรรลุแล้ว (๖) การไม่ท�ำกศุ ลธรรมให้ถึงพร้อมด้วยการปฏบิ ตั อิ ยา่ งตอ่ เนอ่ื ง
นอกจากนย้ี งั ทรงแสดงวา่ ผปู้ ระกอบดว้ ยธรรม ๖ ประการซ่งึ มีนัยตรงกนั ขา้ ม อาจบรรลกุ ุศล
ธรรมทย่ี งั ไม่ไดบ้ รรลุ

๖. มหัตตสูตร วา่ ด้วยการบรรลุความเปน็ ใหญ่ คือ ทรงแสดงวา่ ภิกษจุ ะบรรลคุ วาม
เป็นใหญ่ ความไพบูลย์ในธรรมทั้งหลายไดใ้ นเวลาไมน่ าน ก็เพราะมี ธรรม ๖ ประการ ได้แก่
(๑) เปน็ ผมู้ ากดว้ ยแสงสวา่ งคอื ญาณ (๒) ...ความเพยี ร (๓) ...ความปลาบปลม้ื (ปตี แิ ละปราโมทย)์
(๔) ...ความไมส่ นั โดษในกศุ ลธรรม (๕) เปน็ ผไู้ มท่ อดธรุ ะ (๖) ทำ� ความเพยี รใหย้ งิ่ ขนึ้ ในกศุ ลธรรม
ท้ังหลาย

๗-๘. ปฐมนิรยสูตร และ ทุติยนิรยสูตร ต่างว่าด้วยธรรมท่ีเป็นเหตุให้เกิดในนรก
ซ่ึงรวมถงึ ธรรมทเี่ ป็นเหตใุ ห้ขึ้นสวรรค์ดว้ ย คอื ทรงแสดงธรรมที่เปน็ เหตุ ใหต้ กนรกและธรรมท่ี
เปน็ เหตุให้ข้นึ สวรรค์ ฝ่ายละ ๖ ประการ แตม่ รี ายละเอยี ด ตา่ งกนั ดงั นี้

ในปฐมนิรยสูตร ธรรมท่ีเป็นเหตใุ หต้ กนรก ไดแ้ ก่ (๑) การฆ่าสัตว์ (๒) การลกั ทรพั ย์
(๓) การประพฤตผิ ดิ ในกาม (๔) การพูดเทจ็ (๕) ความปรารถนาชั่ว (๖) มจิ ฉาทิฏฐิ ส่วนธรรมท่ี
เปน็ เหตใุ หข้ นึ้ สวรรค์มีนยั ตรงกนั ขา้ ม

412 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสุตตนั ตปิฎก

ในทุติยนริ ยสตู ร ธรรมทเ่ี ปน็ เหตใุ ห้ตกนรก ได้แก่ (๑) การพดู เท็จ (๒) การพูด สอ่ เสียด
(๓) การพูดค�ำหยาบ (๔) การพูดเพ้อเจ้อ (๕) ความมักโลภ (๖) ความคะนอง สว่ นธรรมทเ่ี ป็น
เหตุใหข้ นึ้ สวรรค์มนี ัยตรงกนั ขา้ ม

๙. อัคคธมั มสตู ร วา่ ด้วยธรรมช้นั เลศิ ค�ำว่า ธรรมช้ันเลศิ ในท่นี ห้ี มายถึงอรหัตตผล
คือทรงแสดงธรรม ๖ ประการท่ีเป็นเหตุให้ภิกษุไม่อาจบรรลุอรหัตตผลอันเป็นธรรมชั้นเลิศได้
ธรรม ๖ ประการ ได้แก่ (๑) ความไม่มีศรัทธา (๒) ความ ไม่มีหิริ (๓) ความไม่มีโอตตัปปะ
(๔) ความเกยี จครา้ น (๕) ความมีปญั ญาทราม (๖) ความหว่ งใยกายและชีวิต นอกจากนี้ยงั ทรง
แสดงธรรมท่ีเปน็ เหตใุ หภ้ ิกษอุ าจบรรลุอรหัตตผลอีก ๖ ประการ ซึ่งมนี ยั ตรงกนั ข้าม

๑๐. รัตตทิ วิ สสตู ร วา่ ดว้ ยวันและคืน คอื ทรงแสดงว่า เมอ่ื วันและคนื ผา่ นไป ถ้าภิกษุ
ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ ก็จะได้รับแต่ความเสื่อมอย่างเดียว ธรรม ๖ ประการ ได้แก่
(๑) ความมักมาก (๒) ความไมม่ ศี รัทธา (๓) ความทุศลี (๔) ความเกียจครา้ น (๕) ความหลงลืม
สติ (๖) ความมีปัญญาทราม ในทาง ตรงกนั ขา้ ม เม่ือวันและคืนผา่ นไป ถา้ ภิกษปุ ระกอบดว้ ย
ธรรมทีม่ ีนยั ตรงกันข้ามกจ็ ะไดร้ บั แต่ความเจริญอยา่ งเดียว

๓.๒.๔ สีตวิ รรค
สตี ิวรรค แปลว่า หมวดว่าดว้ ยสีตภิ าวะ ค�ำวา่ สีตภิ าวะ แปลว่า สภาวะทีเ่ ยน็ หมายถงึ
นพิ พาน ช่ือวรรคน้ตี ง้ั ตามชอ่ื พระสูตรท่ี ๑ ในวรรคนี้ ซึง่ มีท้ังหมด ๑๑ สตู ร แตล่ ะสูตรมใี จความ
สำ� คญั ดงั น้ี
๑. สีตภิ าวสูตร วา่ ดว้ ยสีตภิ าวะ คือ ทรงแสดงว่า ผ้ไู มอ่ าจบรรลุสตี ภิ าวะได้ เพราะมี
ธรรม ๖ ประการ คือ (๑) ไมข่ ม่ จิตในสมยั ทีค่ วรข่ม (๒) ไมป่ ระคองจิตในสมยั ที่ควรประคอง
(๓) ไมท่ �ำจติ ให้ร่าเรงิ ในสมัยที่ควรใหร้ า่ เริง (๔) ไมว่ างจิตในสมัยท่ีควรวาง (๕) น้อมไปในธรรม
ทีเ่ ลว (๖) ยินดียง่ิ ในสกั กายทิฏฐิ นอกจากน้ียังทรงแสดว่า ผู้อาจบรรลสุ ีตภิ าวะได้ เพราะมธี รรม
๖ ประการซงึ่ มนี ยั ตรงกันข้าม
๒. อาวรณตาสตู ร วา่ ดว้ ยธรรมเป็นเครอื่ งก้นั หมายถงึ กรรม กิเลส และ วบิ ากซ่งึ เปน็
ส่วนประกอบประการท่ี ๑-๓ ในธรรม ๖ ประการ ธรรม ๖ ประการ ไดแ้ ก่ (๑) ความเปน็ ผู้มี
กรรมเป็นเคร่ืองกน้ั (๒) ความเปน็ ผมู้ กี เิ ลสเป็นเคร่ืองกน้ั (๓) ความเป็นผ้มู วี บิ ากเป็นเครอื่ งกัน้
(๔) ความไมม่ ีศรัทธา (๕) ความไม่มี ฉนั ทะ (๖) ความมีปญั ญาทราม
๓. โวโรปิตสูตร ว่าด้วยผู้ฆ่า ค�ำว่า ผู้ฆ่า ในท่ีนี้หมายถึง ผู้ฆ่ามารดา ผู้ฆ่า บิดา
ผู้ฆ่าพระอรหันต์ ซึ่งเป็นส่วนประกอบของธรรมประการที่ ๑-๓ ในธรรม ๖ ประการ ธรรม

เล่มท่ี ๑๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๒ 413

๖ ประการ ไดแ้ ก่ (๑) การฆา่ มารดา (๒) การฆา่ บดิ า (๓) การฆา่ พระอรหนั ต์ (๔) การประทษุ รา้ ย
พระตถาคตใหโ้ ลหติ ห้อขน้ึ (๕) การท�ำลายสงฆใ์ ห้แตกกนั (๖) ความมปี ัญญาทราม

๔. สสุ สตู สิ ตู ร วา่ ดว้ ยการฟงั ดว้ ยดี ซง่ึ เปน็ สว่ นประกอบของธรรมประการท่ี ๑ ในธรรม
๖ ประการ ธรรม ๖ ประการ ได้แก่ (๑) ไมต่ ง้ั ใจฟงั ดว้ ยดี (๒) ไม่เงย่ี โสตสดบั (๓) ไมต่ ้ังใจใฝร่ ู้
(๔) ไม่ถือเอาแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ (๕) ไม่ทิ้งสิ่งท่ีไม่เป็นประโยชน์ (๖) ไม่มีอนุโลมิกขันติ
(ปญั ญาทเี่ กอ้ื กลู แก่การบรรลอุ รยิ สัจ ๔)

ทั้ง ๓ สูตรนี้ คือ อาวรณตาสูตร โวโรปติ สตู ร และสุสสูสติสตู ร แมจ้ ะมีองคธ์ รรมตา่ งกนั
แตก่ ็กล่าวถงึ จดุ หมายเดยี วกนั ไดแ้ ก่ สมั มตั ตนยิ าม กล่าวคืออริยมรรค มีองค์ ๘ ทรงแสดงวา่
ผูม้ ธี รรมใน ๓ สตู รนี้ แม้จะไดฟ้ ังพระสทั ธรรมกไ็ มอ่ าจบรรลสุ ัมมตั ตนิยามได้

๕. อัปปหายสตู ร ว่าด้วยธรรมท่ีบุคคลยงั ละไม่ได้ คือ ทรงแสดงว่า ถ้าภิกษุยงั ละธรรม
๖ ประการไมไ่ ด้ กไ็ มอ่ าจบรรลทุ ฏิ ฐสิ มั ปทาคอื โสดาปตั ตมิ รรคได้ ในทางตรงกนั ขา้ ม ถา้ ละธรรม
๖ ประการได้ กอ็ าจบรรลทุ ิฏฐสิ มั ปทาได้ ธรรม ๖ ประการ ไดแ้ ก่ (๑) สกั กายทิฏฐิ (๒) วจิ ิกิจฉา
(๓) สลี พั พตปรามาส (๔) ราคะที่เปน็ เหตไุ ปสู่อบาย (๕) โทสะ... (๖) โมหะ...

๖. ปหีนสูตร ว่าด้วยธรรมท่ีบุคคลละได้ คือ ทรงแสดงธรรม ๖ ประการที่ ผู้มีทิฏฐิ
สมบรู ณ์ (พระโสดาบัน) ละได้ ธรรม ๖ ประการน้นั เหมือนในพระสูตรท่ี ๕

๗. อภัพพสูตร ว่าด้วยผู้ไม่อาจให้ธรรมเกิดขึ้นได้ ค�ำว่า ธรรม ในท่ีน้ีหมายถึงธรรม
๖ ประการเหมือนในพระสูตรท่ี ๕-๖ คือ ทรงแสดงว่า ผู้มีทิฏฐิสมบูรณ์ ไม่อาจให้ธรรม
๖ ประการนีเ้ กิดขึ้นได้

๘-๑๐. ปฐมอภัพพัฏฐานสูตร ทุติยอภัพพัฏฐานสูตร ตติยอภัพพัฏฐานสูตร และ
จตุตถอภัพพัฏฐานสูตร ต่างว่าด้วยฐานะที่ไม่อาจเป็นได้ คำ� ว่า ฐานะที่ไม่อาจเป็นได้ ในท่ีนี้
หมายถึงเหตุ ๖ ประการท่ีผู้มีทิฏฐิสมบูรณ์ไม่อาจท�ำได้ แต่เหตุ ๖ ประการของแต่ละสูตร
ตา่ งกันดังนี้

ในปฐมอภัพพัฏฐานสูตร เหตุ ๖ ประการ คือ (๑) ไม่อาจอยู่อย่างไม่มีความเคารพ
ย�ำเกรงในพระศาสดา (๒) ...ในพระธรรม (๓) ...ในพระสงฆ์ (๔) ... ในสกิ ขา (๕) ไม่อาจกลบั
มาส่เู หตทุ ่ไี ม่ควรเขา้ ถงึ (เวร ๕ และทฏิ ฐิ ๖๒ ประการ) (๖) ไม่อาจใหภ้ พที่ ๘ เกิดขนึ้ คือไมเ่ กิด
เป็นครงั้ ที่ ๘ นับแตไ่ ดโ้ สดาปตั ตผิ ล

ในทุตยิ อภัพพฏั ฐานสูตร เหตุ ๖ ประการ คอื (๑) ไม่อาจยึดถือสังขารวา่ เป็นของเที่ยง
(๒) ...สังขารวา่ เปน็ สุข (๓) ...ธรรมว่าเป็นอตั ตา (๔) ไมอ่ าจทำ� อนนั ตริยกรรม (๕) ไมอ่ าจเชอื่
ความบริสทุ ธ์ิโดยถอื มงคลตน่ื ขา่ ว (๖) ไมอ่ าจแสวงหาเขตบุญนอกศาสนานี้

414 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก

ในตติยอภัพพัฏฐานสูตร เหตุ ๖ ประการ คือ (๑) ไม่อาจฆ่ามารดา (๒) ...บิดา
(๓) ...พระอรหันต์ (๔) ไม่อาจประทุษร้ายพระตถาคตให้โลหิตห้อข้ึน (๕) ไม่อาจท�ำลายสงฆ์
ใหแ้ ตกกนั (๖) ไม่อาจนบั ถอื ศาสดาอ่นื

ในจตุตถอภัพพัฏฐานสูตร เหตุ ๖ ประการ คอื (๑) ไมอ่ าจยดึ ถือสุขและทุกข์ท่ีตนเอง
ทำ� ไว้ (๒) ...ทผี่ อู้ น่ื ท�ำไว้ (๓) ...ทต่ี นเองและผอู้ ื่นทำ� ไว้ (๔) ...ที่เกดิ ข้นึ เองและตนเองไม่ไดท้ �ำไว้
(๕) ...ที่เกิดขนึ้ เองและผอู้ น่ื ไมไ่ ดท้ ำ� ไว้ (๖) ...ที่เกดิ ข้ึนเอง ที่ตนเองและผ้อู ื่นไม่ได้ทำ� ไว้

ในปฐมอภัพพัฏฐานสูตร-จตุตถภัพพัฏฐานสูตร ตรัสสรูปว่า การท่ีผู้มีทิฏฐิสมบูรณ์
ไม่อาจท�ำอกุศลกรรมได้ เพราะผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิได้รู้แจ้งเห็นชัดในเหตุและธรรมที่เกิด
จากเหตุ

๓.๒.๕ อานิสังสวรรค
อานสิ งั สวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ดว้ ยอานสิ งส์ ชอื่ วรรคนต้ี งั้ ตามชอ่ื พระสตู ร ท่ี ๒ และตาม
สาระสำ� คญั ของพระสตู รที่ ๗-๙ ในวรรคนี้ ซงึ่ มที งั้ หมด ๑๑ สตู ร แตล่ ะสตู รมใี จความสำ� คญั ดงั นี้
๑. ปาตุภาวสูตร ว่าด้วยความปรากฏข้ึน คือ ทรงแสดงเหตุท่ีปรากฏขึ้นได้ยาก
๖ ประการ ได้แก่ (๑) พระตถาคตอรหนั ตสมั มาสมั พทุ ธเจ้า (๒) ผู้แสดงธรรมวินัย ท่พี ระตถาคต
ประกาศไว้ (๓) ผเู้ กิดในถีนอริยะ(มชั ฌิมประเทศ) (๔) ความมอี นิ ทรีย์ ไมบ่ กพร่อง (๕) ความ
ไม่โง่เขลา ความไมเ่ ป็นคนเซอะ (๖) ความพอใจในกศุ ลธรรม
๒. อานสิ งั สสูตร วา่ ดว้ ยอานสิ งส์แหง่ โสดาปตั ตผิ ล คอื ทรงแสดงอานิสงส์ ๖ ประการ
แห่งการบรรลโุ สดาปตั ตผิ ล ได้แก่ (๑) มีความแนน่ อนในพระสทั ธรรม (พระศาสนา) (๒) มคี วาม
ไมเ่ สื่อมเป็นธรรมดา (๓) ทำ� ทส่ี ุดแหง่ ทุกขไ์ ด้ ไม่มีความทกุ ข์ (๔) ประกอบด้วยอสาธารณญาณ
(๕) เห็นเหตุได้ดี (๖) เห็นธรรมทีเ่ กิดขึน้ จาก เหตไุ ดด้ ี
๓. อนิจจสูตร ว่าด้วยความเป็นของไม่เท่ียง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งขององค์ธรรมฝ่ายที่
เป็นไปได้ คือ ทรงแสดงธรรมแบ่งเป็น ๒ ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายที่เป็นไปไม่ได้และฝ่ายท่ีเป็นไปได้
ฝา่ ยละ ๓ ประการ รวมเปน็ ๖ ประการ ซ่ึงมคี วามสมั พันธ์เป็นเหตุเป็นผลกนั เปน็ คูๆ่ ฝ่ายท่ีเป็น
ไปไม่ได้ ๓ ประการ คือ
๑. เปน็ ไปไมไ่ ด้ท่ภี ิกษผุ พู้ จิ ารณาเหน็ สังขารว่าเท่ยี ง จักมีอนุโลมกิ ขันติได้
๒. เป็นไปไมไ่ ดท้ ี่ภิกษุผู้ไมม่ อี นโุ ลมกิ ขันติ จักกา้ วลงส่สู ัมมตั ตนยิ ามได้
๓. เปน็ ไปไมท่ ภ่ี ิกษุผูก้ า้ วลงสู่สมั มตั ตนยิ ามไมไ่ ด้ จักบรรลุโสดาปตั ตผิ ล
สกทาคามิผล อนาคามิผล หรืออรหัตตผลได้
สว่ นธรรมฝา่ ยทีเ่ ป็นไปไดม้ นี ัยตรงกนั ข้าม


Click to View FlipBook Version