เลม่ ท่ี ๑๐ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๑๘ 115
๓. นาฬันทสูตร ว่าด้วยคหบดีชาวเมืองนาฬันทา คือ อุบาลีคหบดีทูลถามพระผู้มี-
พระภาค ซ่ึงมีเนอื้ หาเหมือนในพระสตู รท่ี ๑
๔. ภารทวาชสตู ร วา่ ดว้ ยพระปณิ โฑลภารทวาชะ คอื พระเจา้ อเุ ทน กษตั รยิ ก์ รงุ โกสมั พี
แควน้ วงั สะ ถามทา่ นพระปณิ โฑลภารทวาชะถงึ เหตปุ จั จยั ทที่ ำ� ใหภ้ กิ ษหุ นมุ่ ประพฤตพิ รหมจรรย์
อยไู่ ด้จนตลอดชวี ิต พระเถระตอบโดยอา้ งพระด�ำรสั ของพระผ้มู พี ระภาคว่า เหตุปจั จัยท่ีท�ำให้
ภกิ ษหุ นมุ่ ประพฤตพิ รหมจรรยอ์ ยไู่ ดจ้ นตลอดชวี ติ คอื (๑) ใหต้ งั้ จติ ไวใ้ นสตรคี ราวมารดาวา่ เปน็
มารดา คราวพ่ีสาวนอ้ งสาวว่าเป็นพ่ีสาวน้องสาว คราวธดิ าว่าเป็นธดิ า (๒) ให้พิจารณาร่างกาย
ว่ามีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ เต็มไปด้วยของสกปรกต่าง ๆ (๓) ให้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ท้ัง ๖
คือ ตา หู จมูก ลน้ิ กาย ใจ
๕. โสณสูตร ว่าด้วยโสณคหบดีบุตร คือ บุตรคหบดีช่ือโสณะทูลถามปัญหา
พระผมู้ ีพระภาค ซง่ึ มีเนอ้ื หาเหมอื นในเวสาลสี ตู ร ในวรรคนี้
๖. โฆสติ สูตร วา่ ดว้ ยโฆสติ คหบดี คือ โฆสิตคหบดถี ามทา่ นพระอานนทว์ ่า ท่ีพระผมู้ ี-
พระภาคตรัสเรียกว่า “ธาตตุ ่าง ๆ “ นัน้ ไดแ้ ก่ อะไรบา้ ง พระเถระตอบว่า ได้แก่ ธาตุตา่ ง ๆ
(๒๓ ธาตุ) ท่ีเป็นเหตุให้เกิดสุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา ธาตุ ๒๓ ตามนัยแห่ง
อรรถกถา ไดแ้ ก่ (๑-๔) จกั ขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ ธัมมธาตุ (สขุ เวทนา ทกุ ขเวทนา
อทกุ ขมสขุ เวทนา) (๒-๘) โสตธาตุ สทั ทธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ธมั มธาตุ (สุขเวทนา ทกุ ขเวทนา
อทุกขมสุขเวทนา) (๙-๑๒) ฆานธาตุ คันธธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ ธัมมธาตุ (สุขเวทนา
ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา) (๑๓-๑๖) ชิวหาธาตุ รสธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ ธัมมธาตุ
(สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา) (๑๗-๒๐) กายธาตุ โผฏฐัพพธาตุ กายวิญญาณ
ธาตุ ธมั มธาตุ (สุขเวทนา ทกุ ขเวทนา อทกุ ขมสขุ เวทนา) (๒๑-๒๓) มโนธาตุ มโนวิญญาณธาตุ
ธัมมธาตุ (ธรรมารมณแ์ ละหทัยวตั ถุ)
๗. หาลิททกานิสูตร ว่าด้วยหาลิททกานิคหบดี คือ หาลิททกานิคหบดี ถาม
ท่านพระมหากัจจานะว่า ท่ีพระผู้มีพระภาคตรัสว่า “เพราะอาศัยธาตุต่าง ๆ ผัสสะจึงเกิด
เพราะอาศัยธาตุตา่ ง ๆ เวทนาจึงเกิด” หมายความวา่ อย่างไร พระเถระจงึ อธบิ ายกระบวนการ
เกิดข้ึนของธาตุต่าง ๆ คล้ายในพระสูตรท่ี ๖ เช่น เห็นรูป (รูปธาตุ) ทางตา (จักขุธาตุ) รู้ชัด
(จักขุวิญญาณธาต)ุ เพราะอาศัยผสั สะจึงเกดิ เวทนา (ธมั มธาตุ)
๘. นกุลปิตุสูตร ว่าด้วยนกุลปิตุคหบดี คือ นกุลปิตุคหบดีทูลถามพระผู้มีพระภาค
ซึ่งมเี น้อื หาเหมือนในพระสูตรที่ ๑
๙. โลหิจจสูตร ว่าด้วยโลหิจจพราหมณ์ คือ ศิษย์ของโลหิจจพราหมณ์ดูหม่ิน
ท่านพระมหากัจจานะว่าเปน็ คนชนั้ ตำ่� เกิดจากเทา้ มหาพรหม พระเถระเห็นว่า
116 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก
มาณพเหล่านี้หลงผิด ยดึ ตดิ ในวรรณะพราหมณ์ ดูหมิ่นวรรณะอ่ืน จึงเล่าเรอื่ งธรรมดัง้ เดมิ ของ
ความเปน็ พราหมณว์ า่ พราหมณผ์ จู้ ำ� ธรรมดง้ั เดมิ ไดย้ อ่ มประพฤตติ วั เรยี บรอ้ ยอยใู่ นศลี ธรรมและ
ฌาน สว่ นผจู้ ำ� ไมไ่ ดก้ ลบั ละเลย นกึ วา่ ตนเปน็ พราหมณเ์ พราะสาธยายมนตรไ์ ด้ การสมาทานวตั ร
หลอกลวงเพอ่ื อามสิ เชน่ การไม่กนิ การนอนบนพ้ืนดนิ การอาบน้ำ� เวลาเช้า การหม่ หนังเสอื
เปน็ ตน้ เป็นสิ่งไรผ้ ล พวกมาณพโกรธ กลบั ไปเล่าให้โลหิจจพราหมณ์ฟัง โลหจิ จพราหมณ์จึงมา
ตอ่ วา่ ทา่ นพระมหากจั จานะ ทา่ นจงึ เลา่ เรอื่ งธรรมดงั้ เดมิ ใหฟ้ งั อกี รอบหนง่ึ แลว้ สนทนากนั เรอื่ ง
การค้มุ ครองทวาร ๖ จนพราหมณเ์ ลือ่ มใส
๑๐. เวรหัญจานิสูตร ว่าด้วยเวรหัญจานีพราหมณี คือ ศิษย์ของพราหมณี-
เวรหญั จานโิ คตร กลา่ วชมทา่ นพระอทุ ายวี า่ แสดงธรรมไพเราะ นางจงึ ใหไ้ ปนมิ นตม์ าฉนั ทบี่ า้ น แลว้
ถามปัญหาว่า เม่ือมีอะไร พระอรหันต์จึงบัญญัติสุขและทุกข์ เมื่อไม่มีอะไร จึงไม่บัญญัติ
พระเถระตอบว่า เมื่อมีอายตนะภายใน ๖ พระอรหันต์ จึงบัญญัติสุขและทุกข์ เม่ือไม่มี
ก็ไมบ่ ญั ญัติ
๑.๓.๔ เทวทหวรรค
เทวทหวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยเทวทหนิคม ชื่อวรรคต้ังตามช่ือของพระสูตรท่ี ๑
ในวรรคน้ี ซ่ึงมที ้ังหมด ๑๒ สตู ร แตล่ ะสตู รมคี วามหมายและใจความสำ� คญั ดงั น้ี
๑. เทวทหสตู ร ว่าดว้ ยเทวทหนคิ ม คือ พระผมู้ ีพระภาคตรสั กับภิกษุทงั้ หลาย ขณะที่
ประทับอยู่ในเทวทหนิคมว่า พระองค์ไม่ตรัสว่า “ภิกษุทุกรูปควรท�ำความไม่ประมาท
ในผสั สายตนะ ๖ ประการ” แตก่ ไ็ มต่ รสั วา่ “ภกิ ษทุ กุ รปู ไมค่ วรทำ� ” ทรงอธบิ ายวา่ ภกิ ษทุ ไี่ มค่ วรทำ�
คือ พระอรหนั ตขณี าสพ ภิกษุทคี่ วรทำ� คอื พระเสขะ
๒. ขณสตู ร วา่ ด้วยขณะ ค�ำวา่ ขณะ ในที่นห้ี มายถงึ โอกาส (อง.ฺ อฏฺ ก.อ. ๓/๒๙/๒๔๘)
คือ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า การท่ีมีโอกาสประพฤติพรหมจรรย์ถือว่าเป็นลาภ ตรัสต่อไปว่า
พระองค์ทรงเห็นนรกที่เรียกว่า ผัสสายตนิกะ ๖ ขุม ได้แก่ นรกทางตา นรกทางหู นรกทาง
จมกู นรกทางลิน้ นรกทางกาย นรกทางใจ ทเี่ รยี กวา่ นรก เพราะไมม่ ีสิ่งทนี่ า่ ปรารถนา และ
ตรสั สวรรคท์ ี่เรียกวา่ ผัสสายตนิกะ ๖ ชนั้ เปรยี บเทียบไวด้ ว้ ย
๓-๔. ปฐมรูปารามสูตร และ ทุติยรูปารามสูตร ต่างว่าด้วยผู้ยินดีในรูป ซ่ึงหมาย
รวมถึงสัททะ คันธะ รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ คือ พระผ้มู ีพระภาค ตรัสวา่ เทวดาและ
มนุษย์ยินดีในสิ่งเหล่าน้ีจึงอยู่เป็นทุกข์ ส่วนพระองค์ไม่ทรงยินดีจึงอยู่เป็นสุข ต่างกันแต่ใน
ปฐมรูปารามสูตร มีคาถาประพนั ธ์ สว่ นในทุตยิ รปู ารามสตู ร ไมม่ ีคาถาประพนั ธ์
เล่มที่ ๑๐ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๑๘ 117
๕-๖. ปฐมนตุมหากสูตร และ ทุติยนตุมหากสูตร ต่างว่าด้วยส่ิงที่ไม่ใช่ของเธอ
ท้ังหลาย แต่มีรายละเอียดต่างกัน คือ ในปฐมนตุมหากสูตร ทรงแสดงว่าอายตนะภายใน ๖
ไมใ่ ชข่ องเธอทง้ั หลาย ใหล้ ะเสยี สว่ นในทตุ ยิ นตมุ หากสตู ร ทรงยกอายตนะภายนอก ๖ ขนึ้ แสดง
๗-๙. อัชฌัตตอนิจจเหตุสูตร อัชฌัตตทุกขเหตุสูตร และ อัชฌัตตานัตตเหตุสูตร
วา่ ด้วยเหตุเกิดแหง่ อายตนะภายในไมเ่ ที่ยง ... เป็นทุกข์ และ ... เป็นอนัตตา คือ ทรงแสดงวา่
อายตนะภายใน ๖ ไม่เท่ียง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เหตุปัจจัยที่ให้อายตนะเหล่าน้ันเกิดข้ึน
กไ็ ม่เท่ียง เปน็ ทุกข์ เป็นอนตั ตา อายตนะภายในจักเทยี่ ง เปน็ สุข เป็นอัตตาไดอ้ ยา่ งไร
๑๐-๑๒. พาหริ านจิ จเหตสุ ูตร พาหิรทกุ ขเหตสุ ตู ร และ พาหริ านตั ตเหตุสตู ร ว่าด้วย
เหตุเกิดแห่งอายตนะภายนอก ไม่เที่ยง ... เป็นทุกข์ และ ... เป็นอนัตตา มีเน้ือหาคล้ายกับ
พระสูตรท่ี ๗-๙ ตา่ งแตใ่ นทน่ี ีท้ รงยกอายตนะภายนอกขนึ้ แสดง
๑.๓.๕ นวปุราณวรรค
นวปุราณวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยกรรมใหม่และกรรมเก่า ชื่อวรรคต้ังตามสาระ
ส�ำคญั ของพระสตู รท่ี ๑ ในวรรคน้ี ซึ่งมที ั้งหมด ๑๐ สตู ร แตล่ ะสตู รมคี วามหมายและใจความ
ส�ำคัญ ดังนี้
๑. กัมมนิโรธสูตร ว่าด้วยกรรมและความดับกรรม คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดง
กรรมใหม่ กรรมเกา่ ความดบั กรรม และปฏปิ ทาท่ีใหถ้ งึ ความดับกรรม
๒-๕. ปฐมนิพพานสัปปายปฏิปทาสูตร ทุติยนิพพานสัปปายปฏิปทาสูตร
ตติยนิพพานสปั ปายปฏปิ ทาสูตร และ จตุตถนิพพานสปั ปายปฏปิ ทาสูตร ตา่ งว่าดว้ ยปฏปิ ทาที่
เป็นสปั ปายะแก่นพิ พาน แตม่ ีรายละเอยี ดตา่ งกัน คือ
ในปฐมนิพพานสัปปายปฏิปทาสูตร ได้แก่ การเห็นว่า อายตนะภายใน ๖ อายตนะ
ภายนอก ๖ วิญญาณ ๖ สัมผัส ๖ ความเสวยอารมณ์ที่เป็นสุขหรือทุกข์หรือมิใช่สุข
มิใชท่ กุ ขท์ เ่ี กิดข้นึ เพราะสัมผสั ๖ เป็นปจั จยั ไม่เท่ยี ง
ในทุติยนิพพานสัปปายปฏิปทาสูตร ได้แก่ การเห็นว่า อายตนะภายใน ๖ อายตนะ
ภายนอก ๖ วิญญาณ ๖ สัมผัส ๖ ความเสวยอารมณ์ท่ีเป็นสุขหรือทุกข์หรือมิใช่สุข
มิใช่ทุกข์ท่เี กดิ ขึ้นเพราะสัมผสั ๖ เป็นปจั จัยเปน็ ทุกข์
ในตติยนิพพานสัปปายปฏิปทาสูตร ได้แก่ การเห็นว่า อายตนะภายใน ๖ อายตนะ
ภายนอก ๖ วิญญาณ ๖ สัมผัส ๖ ความเสวยอารมณ์ที่เป็นสุขหรือทุกข์หรือมิใช่สุข
มใิ ชท่ กุ ข์ทเี่ กิดข้ึนเพราะสมั ผัส ๖ เป็นปัจจัยเปน็ อนตั ตา
118 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก
ในจตุตถนพิ พานสปั ปายปฏปิ ทาสตู ร ได้แก่ การเหน็ วา่ อายตนะภายใน ๖ อายตนะ
ภายนอก ๖ วิญญาณ ๖ สัมผัส ๖ ความเสวยอารมณ์ท่ีเป็นสุขหรือทุกข์ หรือมิใช่สุข
มใิ ช่ทุกขท์ ี่เกิดขนึ้ เพราะสัมผัส ๖ เป็นปจั จยั ไม่เทีย่ ง เป็นทกุ ข์ เป็นอนัตตา
๖. อันเตวาสิกสูตร ว่าด้วยอันเตวาสิก ค�ำว่า อันเตวาสิก ในท่ีนี้หมายถึงกิเลสที่
นอนเน่ืองอยู่ภายใน กเิ ลสนถี้ า้ ฟุ้งขนึ้ เรียกวา่ อาจารย์ คอื พระผู้มีพระภาคทรงแสดงวา่ ภิกษุ
ประพฤตพิ รหมจรรยเ์ ปน็ ผไู้ มม่ อี นั เตวาสกิ ไมม่ อี าจารย์ ผมู้ อี นั เตวาสกิ มอี าจารยย์ อ่ มอยเู่ ปน็ ทกุ ข์
ผไู้ มม่ อี นั เตวาสิก ไมม่ อี าจารย์ย่อมอยูเ่ ปน็ สุข
๗. กิมัตถิยพรหมจริยสูตร ว่าด้วยค�ำถามเก่ียวกับประโยชน์ของการประพฤติ
พรหมจรรย์ คือ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ถ้าถูกอัญเดียรถีย์ถามถึงประโยชน์ของการประพฤติ
พรหมจรรย์ ให้ตอบว่า เพื่อก�ำหนดรู้อายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖ วิญญาณ ๖
สัมผัส ๖ ความเสวยอารมณ์ท่ีเป็นสุขหรือทุกข์หรือมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ที่เกิดข้ึนเพราะสัมผัส ๖
เป็นปัจจยั ซึ่งเปน็ ทุกข์
๘. อัตถินุโขปริยายสูตร ว่าด้วยค�ำถามเกี่ยวกับเหตุ ค�ำว่า เหตุ ในที่นี้หมายถึง
เหตทุ ใี่ ชพ้ ยากรณอ์ รหตั ตผล คอื ตรสั ถามพวกภกิ ษถุ งึ เหตทุ ส่ี ามารถพยากรณอ์ รหตั ตผลโดยเวน้
จากความเชื่อ ความชอบใจ การฟังตาม ๆ กันมา การคิดตรอง ตามแนวเหตผุ ล การเข้าไดก้ ับ
ทฤษฎที ่พี ินิจไว้ แลว้ สามารถทราบว่าอยจู่ บพรหมจรรย์ เหตุนั้นมอี ยู่หรือไม่ แลว้ ตรัสตอบด้วย
พระองคเ์ องวา่ มี ไดแ้ ก่ ปัญญา คือ การรชู้ ัดราคะ โทสะ โมหะ ซ่ึงเกดิ ข้นึ จากการกระทบกนั
ของอายตนะภายในกบั อายตนะภายนอก
๙. อินทริยสัมปันนสูตร ว่าด้วยผู้เพียบพร้อมด้วยอินทรีย์ คือ พระผู้มีพระภาคตรัส
ตอบค�ำถามของภิกษุว่า ผู้เพียบพร้อมด้วยอินทรีย์ หมายถึงผู้พิจารณาเห็นความเกิดข้ึนและ
ความเส่ือมไปในอนิ ทรยี ์ ๖ จนเบอื่ หน่าย คลายกำ� หนัด มจี ติ หลดุ พ้นจากอนิ ทรีย์ ๖ น้นั
๑๐. ธัมมกถิกปุจฉาสูตร ว่าด้วยการถามเร่ืองพระธรรมกถึก คือ พระผู้มีพระภาค
ตรัสตอบปัญหาของภิกษุเร่ืองพระธรรมกถึกว่า ที่ช่ือว่า ธรรมกถึก เพราะแสดงธรรมเพื่อ
ความเบือ่ หน่าย คลายก�ำหนัด ดบั อายตนะภายใน
ทรงอธิบายต่อไปว่า ท่ีชื่อว่า ผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม เพราะปฏิบัติธรรมเพ่ือ
ความเบอ่ื หนา่ ย คลายก�ำหนัด ดับอายตนะภายใน
ทีช่ ื่อว่า ผบู้ รรลนุ ิพพานในปัจจบุ นั เพราะหลุดพน้ เพราะความเบอ่ื หน่าย คลายกำ� หนัด
ดบั อายตนะภายใน
เลม่ ที่ ๑๐ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๘ 119
๑.๔ จตุตถปัณณาสก์
๑.๔.๑ นันทกิ ขยวรรค
นันทิกขยวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยความสิ้นไปแห่งความเพลิดเพลิน ชื่อวรรค
ต้ังตามสาระส�ำคัญของพระสูตรที่ ๑-๔ ในวรรคนี้ ซึ่งมีทั้งหมด ๑๒ สูตร แต่ละสูตรมี
ความหมายและใจความสำ� คญั ดงั นี้
๑. อัชฌัตตนันทิกขยสูตร ว่าด้วยความสิ้นไปแห่งความเพลิดเพลินในอายตนะ
ภายใน คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า การเห็นอายตนะภายในว่าไม่เท่ียง เป็นสัมมาทิฏฐิ
ซง่ึ จะเป็นเหตุใหเ้ บ่ือหนา่ ย ความเบื่อหน่ายเป็นเหตใุ ห้ส้นิ ความเพลดิ เพลิน
๒. พาหิรนนั ทิกขยสูตร วา่ ด้วยความสิ้นไปแหง่ ความเพลิดเพลนิ ในอายตนะภายนอก
มเี นือ้ หาเหมอื นกับพระสูตรท่ี ๒ ตา่ งแต่ในพระสตู รนี้ทรงยกอายตนะภายนอกขึน้ แสดง
๓. อัชฌัตตอนิจจนันทิกขยสูตร ว่าด้วยความส้ินไปแห่งควาเพลิดเพลินในอายตนะ
ภายในท่ีไม่เที่ยง คือ ทรงสอนให้ภิกษุมนสิการอายตนะภายในโดยแยบคาย และให้พิจารณา
เห็นความไม่เท่ียงแห่งอายตนะภายใน ซึ่งจะเป็นเหตุให้เบื่อหน่าย ความเบ่ือหน่ายจะเป็นเหตุ
ใหส้ น้ิ ความเพลดิ เพลิน
๔. พาหิรอนิจจนันทิกขยสูตร ว่าด้วยความส้ินไปแห่งความเพลิดเพลินในอายตนะ
ภายนอกทไ่ี มเ่ ทย่ี ง มเี นอ้ื หาเหมอื นกบั พระสตู รที่ ๓ ตา่ งแตใ่ นพระสตู รนท้ี รงยกอายตนะภายนอก
ข้ึนแสดง
๕. ชีวกัมพวนสมาธิสูตร ว่าด้วยการเจริญสมาธิในชีวกัมพวัน คือ ขณะท่ีประทับอยู่
ณ ชวี กมั พวนั ทรงแสดงอานสิ งส์ของการเจรญิ สมาธวิ ่าท�ำให้จติ ตงั้ ม่ัน เม่อื จติ ตง้ั มนั่ ส่งิ ทงั้ ปวง
ย่อมปรากฏตามความเป็นจริง ค�ำว่า ส่ิงท้ังปวง ในที่นี้หมายถึงอายตนะภายใน ๖ อายตนะ
ภายนอก ๖ วิญญาณ ๖ สัมผสั ๖ ความเสวย อารมณ์ทเ่ี ปน็ สุขหรอื ทกุ ข์หรือมิใชส่ ุขมใิ ช่ทกุ ข์
ท่ีเกดิ ขึ้นเพราะสมั ผัส ๖ เป็นปัจจัย
๖. ชีวกมั พวนปฏสิ ลั ลานสตู ร ว่าดว้ ยการหลีกเร้นในชวี กมั พวนั คือ ขณะท่ปี ระทบั อยู่
ณ ชวี กมั พวนั ทรงแสดงอานสิ งสข์ องการหลกี เรน้ วา่ เมอ่ื หลกี เรน้ ประกอบความเพยี ร สง่ิ ทงั้ ปวง
ยอ่ มปรากฏตามความเปน็ จริง
๗-๙. โกฏฐิกอนิจจสูตร โกฏฐิกทุกขสูตร และ โกฏฐิกอนัตตสูตร ว่าด้วยทรงแสดง
ความไม่เที่ยง ... ความทุกข์ และ ... อนัตตาแก่พระมหาโกฏฐิกะ คือ ท่านพระมหาโกฏฐิกะ
ทลู ขอให้ทรงแสดงธรรมเพ่ือหลีกออกไปอย่คู นเดียว พระผู้มีพระภาคจึงทรงแสดงวา่ อายตนะ
120 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
ภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖ วิญญาณ ๖ สัมผัส ๖ ความเสวยอารมณ์ที่เป็นสุขหรือทุกข์
หรือมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ที่เกิดขึ้นเพราะสัมผัส ๖ เป็นปัจจัยไม่เท่ียง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ให้ละ
ความพอใจในอายตนะเหล่านนั้
๑๐. มิจฉาทิฏฐิปหานสูตร ว่าด้วยการละมิจฉาทิฏฐิ คือ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบ
ปัญหาของภิกษุเรื่องการละมิจฉาทิฏฐิว่า เม่ือรู้เห็นอายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก
๖ วิญญาณ ๖ สัมผัส ๖ ความเสวยอารมณ์ท่ีเป็นสุขหรือทุกข์หรือมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ที่เกิดขึ้น
เพราะสมั ผสั ๖ เปน็ ปจั จยั โดยความไมเ่ ทย่ี ง จงึ จะละมจิ ฉาทฏิ ฐไิ ด้
๑๑. สักกายทฏิ ฐปิ หานสตู ร ว่าดว้ ยการละสกั กายทิฏฐิ หมายถึงการละความเหน็ ผิด
ว่ามีตวั เรา คือ พระผมู้ พี ระภาคตรสั ตอบปญั หาของภกิ ษเุ รอ่ื งการละสักกายทฏิ ฐวิ ่า เมอื่ รเู้ ห็น
อายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖ วิญญาณ ๖ สัมผัส ๖ ความเสวยอารมณ์ที่เป็นสุข
หรือทุกข์หรือมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ที่เกิดข้ึนเพราะสัมผัส ๖ เป็นปัจจัยโดยความไม่เที่ยง จึงจะละ
สกั กายทิฏฐิได้
๑๒. อัตตานุทิฏฐิปหานสูตร ว่าด้วยการละอัตตานุทิฏฐิ หมายถึงการละความเห็น
ตาม ๆ กันว่ามีอัตตา คือ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบปัญหาของภิกษุเรื่องการละอัตตานุทิฏฐิ
วา่ เมอ่ื รู้เห็นอายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖ วิญญาณ ๖ สมั ผัส ๖ ความเสวยอารมณ์
ที่เป็นสุขหรือทุกข์หรือมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ที่เกิดข้ึนเพราะสัมผัส ๖ เป็นปัจจัยโดยความไม่เที่ยง
จงึ จะละอัตตานุทฏิ ฐิได้
๑.๔.๒ สัฏฐเิ ปยยาลวรรค
สัฏฐิเปยยาลวรรค แปลว่า หมวดวา่ ดว้ ยพระสูตรยอ่ ๖๐ สตู ร ทต่ี ้งั ชอื่ วรรค อย่างนี้
เพราะแตล่ ะสตู รในวรรคนท้ี รงแสดงไวโ้ ดยย่อ พระสตู รทัง้ ๖๐ สตู รทแ่ี สดงไวโ้ ดยยอ่ น้ี เพราะ
ได้กล่าวความเต็มไว้แล้วในตอนต้น ๆ มีเน้ือหาใกล้เคียงกับ อนิจจวรรค ปฐมปัณณาสก์
โดยเพิ่มค�ำว่า ฉันทะ ราคะ และฉันทราคะ เข้าไปต่อ ท้ายพระสูตร ๑๘ สูตรแรก เช่น
อัชฌัตตอนิจจสูตร เป็น อัชฌัตตอนิจจฉันทสูตร ในพระสูตรต่อมา บางพระสูตร รวมแสดง
ทีละ ๓ สูตร โดยใช้ค�ำว่า อาทิ ต่อท้ายสูตร เช่น อัชฌัตตาตีตานิจจสูตร อัชฌัตตานาคตา-
นิจจสูตร อัชฌัตตปัจจุปปันนานิจจสูตร เป็น อัชฌัตตาตีตาทิยทนิจจสูตร แต่ละสูตรมีความ
หมายและใจความส�ำคัญ ดงั นี้
๑-๓. อชั ฌตั ตอนจิ จฉนั ทสตู ร อชั ฌตั ตอนจิ จราคสตู รและ อชั ฌตั ตอนจิ จฉนั ทราคสตู ร
วา่ ดว้ ยการละฉนั ทะ... ราคะ .. ฉนั ทราคะในอายตนะภายในทไ่ี มเ่ ทย่ี ง คอื ทรงแสดงวา่ อายตนะ
ภายใน ๖ ไมเ่ ทยี่ ง ใหล้ ะฉันทะ ราคะ และฉันทราคะในอายตนะเหลา่ นน้ั
เลม่ ที่ ๑๐ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๘ 121
๔-๖. ทกุ ขฉนั ทาทสิ ูตร วา่ ด้วยการละฉันทะเป็นต้นในอายตนะภายในทีเ่ ป็นทุกข์ คอื
ทรงแสดงวา่ อายตนะภายใน ๖ เปน็ ทกุ ข์ ใหล้ ะฉนั ทะ ราคะ และฉนั ทราคะในอายตนะเหลา่ นนั้
๗-๙. อนตั ตฉนั ทาทสิ ตู ร วา่ ด้วยการละฉนั ทะเปน็ ตน้ ในอายตนะภายในที่เป็นอนตั ตา
คอื ทรงแสดงวา่ อายตนะภายใน ๖ เป็นอนตั ตา ให้ละฉนั ทะ ราคะ และฉันทราคะในอายตนะ
เหล่านั้น
๑๐-๑๒. พาหริ านจิ จฉันทาทิสตู ร วา่ ดว้ ยการละฉนั ทะเป็นตน้ ในอายตนะภายนอกที่
ไม่เทย่ี ง คือ ทรงแสดงวา่ อายตนะภายนอก ๖ ไมเ่ ทีย่ ง ใหล้ ะฉนั ทะ ราคะ และฉันทราคะใน
อายตนะเหลา่ น้นั
๑๓-๑๕. พาหิรทุกขฉันทาทิสูตร ว่าด้วยการละฉันทะเป็นต้นในอายตนะภายนอกท่ี
เป็นทกุ ข์ คอื ทรงแสดงว่า อายตนะภายนอก ๖ เป็นทกุ ข์ ใหล้ ะฉนั ทะ ราคะ และฉนั ทราคะใน
อายตนะเหลา่ น้ัน
๑๖-๑๘. พาหิรานัตตฉันทาทิสูตร ว่าด้วยการละฉันทะเป็นต้นในอายตนะภายนอก
ที่เป็นอนัตตา คือ ทรงแสดงว่า อายตนะภายนอก ๖ เป็นอนัตตา ให้ละฉันทะ ราคะ และ
ฉันทราคะในอายตนะเหลา่ นน้ั
๑๙-๒๑. อัชฌัตตาตีตานิจจสูตร อชั ฌัตตานาคตานจิ จสูตร และ อัชฌตั ตปัจจปุ ปัน-
นานิจจสูตร ว่าดว้ ยอายตนะภายในท่เี ป็นอดีต ... อนาคต และ ... ปัจจบุ ัน ไม่เทย่ี ง คือ ทรง
แสดงว่า อายตนะภายในที่เป็นอดีต อนาคต ปจั จุบนั ไม่เทย่ี ง
๒๒-๒๔. อัชฌตั ตาตีตาทิทุกขสตู ร วา่ ดว้ ยอายตนะภายในที่เปน็ อดีตเปน็ ต้นเปน็ ทุกข์
มีเน้ือหาเหมอื นกับพระสตู รท่ี ๑๙-๒๑ แตใ่ นท่ีนท้ี รงยกอายตนะภายในท่เี ปน็ ทุกขข์ ้ึนแสดง
๒๕-๒๗. อัชฌัตตาตีตาทิอนัตตสูตร ว่าด้วยอายตนะภายในที่เป็นอดีตเป็นต้น
เป็นอนัตตา มีเน้ือหาเหมือนกับพระสูตรที่ ๑๙-๒๑ แต่ในท่ีนี้ทรงยกอายตนะ ภายในท่ีเป็น
อนตั ตาข้ึนแสดง
๒๘-๓๐. พาหิราตตี าทิอนิจจสูตร วา่ ดว้ ยอายตนะภายนอกทเี่ ป็นอดีตเป็นต้นไม่เทย่ี ง
คอื ทรงแสดงว่า อายตนะภายนอกท่เี ป็นอดตี อนาคต และปจั จบุ ันไม่เท่ียง
๓๑-๓๓. พาหริ าตีตาทิทุกขสูตร ว่าดว้ ยอายตนะภายนอกทเี่ ปน็ อดีตเปน็ ตน้ เปน็ ทุกข์
มีเน้อื หาเหมือนกับพระสูตรท่ี ๒๘-๓๐ แต่ในที่นที้ รงยกอายตนะภายนอก ทีเ่ ปน็ ทุกขข์ น้ึ แสดง
๓๔-๓๖. พาหิราตีตาทิอนัตตสูตร ว่าด้วยอายตนะภายนอกที่เป็นอดีตเป็นต้นเป็น
อนัตตา มีเน้ือหาเหมือนกับพระสูตรที่ ๒๘-๓๐ แต่ในที่น้ีทรงยกอายตนะภายนอกที่เป็น
อนัตตาข้ึนแสดง
122 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
๓๗-๓๙. อัชฌัตตาตีตยทนิจจสูตร อัชฌัตตานาคตยทนิจจสูตร และ อัชฌัตต-
ปัจจุปปันนยทนิจจสูตร ว่าด้วยอายตนะภายในท่ีเป็นอดีต ... อนาคต และ ... ปัจจุบัน
ไม่เที่ยง คือ ทรงแสดงว่า อายตนะภายในท่ีเป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ไม่เที่ยง
ให้พจิ ารณาวา่ “นั่นไมใ่ ชข่ องเรา เราไมเ่ ป็นนนั่ นั่นไมใ่ ชอ่ ตั ตาของเรา”
๔๐-๔๒. อัชฌัตตาตีตาทิยังทุกขสูตร ว่าด้วยอายตนะภายในที่เป็นอดีตเป็นต้น
เป็นทุกข์ มีเน้ือหาเหมือนกับพระสูตรที่ ๓๗-๓๙ แต่ในท่ีนี้ทรงยกอายตนะภายในท่ีเป็น
ทุกขข์ ้นึ แสดง
๔๓-๔๕. อัชฌัตตาตีตาทิยทนัตตสูตร ว่าด้วยอายตนะภายในที่เป็นอดีตเป็นต้น
เป็นอนัตตา มีเนื้อหาเหมือนกับพระสูตรที่ ๓๗-๓๙ แต่ในท่ีน้ีทรงยกอายตนะภายในที่เป็น
อนัตตาข้ึนแสดง
๔๖-๔๘. พาหิราตีตาทิยทนิจจสูตร ว่าด้วยอายตนะภายนอกที่เป็นอดีตเป็นต้น
ไมเ่ ทย่ี ง คอื ทรงแสดงวา่ อายตนะภายในทเ่ี ปน็ อดตี อนาคต และปจั จบุ นั ไมเ่ ทย่ี ง ใหพ้ จิ ารณาวา่
“นน่ั ไม่ใช่ของเรา เราไม่เปน็ นน่ั นน่ั ไมใ่ ช่อัตตาของเรา”
๔๙-๕๑. พาหิราตีตาทิยังทุกขสูตร ว่าด้วยอายตนะภายนอกท่ีเป็นอดีตเป็นต้น
เป็นทุกข์ มีเน้ือหาเหมือนกับพระสูตรท่ี ๔๖-๔๘ แต่ในที่น้ีทรงยกอายตนะภายนอก ที่เป็น
ทุกขข์ น้ึ แสดง
๕๒-๕๔. พาหิราตีตาทิยทนัตตสูตร ว่าด้วยอายตนะภายนอกที่เป็นอดีตเป็นต้น
เป็นอนัตตา มีเนือ้ หาเหมอื นกับพระสตู รท่ี ๔๖-๔๘ แต่ในทนี่ ท้ี รงยก
อายตนะภายนอกทเ่ี ป็นอนตั ตาขน้ึ แสดง
๕๕-๕๗. อัชฌัตตายตนอนิจจสูตร อัชฌัตตายตนทุกขสูตร และอัชฌัตตายตน-
อนตั ตสูตร วา่ ด้วยอายตนะภายในไมเ่ ท่ยี ง ... เปน็ ทุกข์ และ ... เป็นอนัตตา
๕๘-๖๐. พาหิรายตนอนจิ จสูตร พาหิรายตนทุกขสูตร และ พาหิรายตนอนตั ตสูตร
วา่ ด้วยอายตนะภายนอกไม่เท่ียง ... เปน็ ทุกข์ และ ... เป็นอนัตตา
๑.๔.๓ สมุททวรรค
สมทุ ทวรรค แปลวา่ หมวดว่าด้วยสมุทร ชอื่ วรรคต้ังตามชื่อพระสตู รที่ ๑-๒ ในวรรคนี้
ซ่ึงมที ัง้ หมด ๑๐ สูตร แต่ละสูตรมคี วามหมายและใจความส�ำคัญ ดังน้ี
๑-๒. ปฐมสมทุ ทสตู ร และ ทตุ ยิ สมทุ ทสตู ร ตา่ งวา่ ดว้ ยสมทุ ร แตม่ รี ายละเอยี ดตา่ งกนั
คือ ในปฐมสมุททสูตร พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า อายตนะภายในเป็นสมุทรในอริยวินัย
ส่วนในทุติยสมทุ ทสตู ร ทรงแสดงว่า อายตนะภายนอก เปน็ สมทุ รในอรยิ วินยั
เล่มท่ี ๑๐ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๘ 123
๓. พาฬิสิโกปมสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยพรานเบ็ด คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดง
ว่า อายตนะภายนอก ๖ เหมือนเบ็ด ๖ ชนิด ท่ีนายพรานใช้ล่อเหย่ือ ผู้เพลิดเพลินอายตนะ
เรียกว่า ผกู้ ลนื เบ็ดของมาร ผไู้ ม่เพลิดเพลนิ เรยี กว่า ผู้ไม่กลนื เบด็ ของมาร
๔. ขีรรุกโขปมสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยต้นไม้มียาง คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า
ภกิ ษุหรือภิกษณุ ีผู้ยังมรี าคะ โทสะ โมหะ เม่อื อายตนะภายนอกมากระทบ อายตนะภายใน เช่น
รปู มากระทบตา กจ็ ะครอบงำ� จติ ได้ เหมอื นตน้ ไมม้ ยี างเมอื่ ถกู ฟนั ตรงไหน ตรงนน้ั กม็ ยี างไหลออก
มา สว่ นผไู้ มม่ รี าคะ โทสะ โมหะ เหมอื นตน้ ไมม้ ยี างทแี่ หง้ แลว้ ผมุ า ๓-๔ ปี ฟนั ตรงไหนกไ็ มม่ ยี าง
๕. โกฏฐกิ สตู ร วา่ ดว้ ยพระมหาโกฏฐกิ ะ คอื ทา่ นพระมหาโกฏฐกิ ะถามทา่ นพระสารบี ตุ ร
เรื่องอายตนะภายในว่าเก่ียวข้องกับอายตนะภายนอกหรือไม่ ท่านพระสารีบุตรตอบว่า
ไม่เก่ียวข้องกัน แต่เพราะอาศัยอายตนะภายในกับอายตนะภายนอก ฉันทราคะจึงเกิดข้ึน
อายตนะเหล่าน้นั จึงเกี่ยวขอ้ งในฉันทราคะ
๖. กามภูสูตร ว่าด้วยพระกามภู คือ ท่านพระกามภูถามท่านพระอานนท์ มีเน้ือหา
เหมอื นในโกฏฐิกสูตร
๗. อุทายิสูตร ว่าด้วยพระอุทายี คือ ท่านพระอุทายีถามท่านพระอานนท์ว่า ท่ี
พระผูม้ ีพระภาคตรสั ว่า กายเป็นอนัตตา ทา่ นพระอานนท์สามารถบอกว่าวิญญาณ เปน็ อนตั ตา
ได้หรือไม่ ท่านพระอานนท์ตอบว่าได้ แล้วอธิบายว่า อายตนะภายในและอายตนะภายนอก
ทำ� ใหเ้ กิดวญิ ญาณ ถ้าเหตปุ ัจจยั คือ อายตนะภายในและอายตนะภายนอกดับ วญิ ญาณก็ดับ
เพราะเหตุนัน้ วญิ ญาณจึงเป็นอนัตตา
๘. อาทิตตปริยายสูตร ว่าด้วยอาทิตตบรรยาย คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดง
อาทิตตบรรยายและธรรมบรรยายวา่ อินทรยี ์ ๖ ทถี่ ูกทำ� ลายด้วยอาวธุ ท่ีรอ้ นชนิดตา่ ง ๆ ยังดี
กว่าการเห็นอายตนะภายนอกว่าเป็นของสวยงาม ตอนท้ายทรงสอนให้พิจารณาว่า อายตนะ
ภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖ วิญญาณ ๖ สัมผัส ๖ ความเสวยอารมณ์ท่ีเป็นสุขหรือทุกข์
หรอื มิใชส่ ุขมใิ ชท่ ุกขท์ ี่เกดิ ขึน้ เพราะสัมผัส ๖ เปน็ ปจั จัยไม่เทย่ี ง
๙-๑๐. ปฐมหัตถปาโทปมสูตร และ ทุติยหัตถปาโทปมสูตร ต่างว่าด้วยอุปมาด้วย
มอื และเทา้ แต่มีรายละเอียดต่างกนั คือ ในปฐมหัตถปาโทปมสูตร พระผูม้ ีพระภาคทรงแสดง
ว่า เมื่อมีอายตนะภายใน จึงเกิดสุขและทุกข์ เม่ือไม่มีอายตนะภายใน สุขและทุกข์ก็ไม่เกิด
เหมือนมีมือก็มีการจับการวาง มีเท้าก็มีการก้าวการถอย มีข้อมือข้อเท้าก็มีการคู้เข้าเหยียด
ออก มที ้องก็มคี วามหิวกระหาย เมอ่ื ไม่มมี ือและเทา้ เปน็ ตน้ ก็ไม่เป็นเชน่ น้ัน ส่วนในทตุ ยิ หตั ถ-
ปาโทปมสตู ร มเี น้ือหาตรงกนั แตท่ รงแสดงตามอธั ยาศัยของผ้จู ะตรัสรู้
124 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
๑.๔.๔ อาสีวสิ วรรค
อาสวี สิ วรรค แปลว่า หมวดว่าดว้ ยอสรพิษ ช่อื วรรคต้งั ตามสาระส�ำคญั ของพระสตู รที่
๑ ในวรรคนี้ ซึง่ มที งั้ หมด ๑๑ สตู ร แต่ละสูตรมีความหมายและใจความส�ำคญั ดังนี้
๑. อาสวี ิโสปมสตู ร วา่ ดว้ ยอปุ มาดว้ ยอสรพษิ คอื พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมดว้ ย
อปุ มาโวหารใหภ้ กิ ษทุ งั้ หลายฟงั โดยทรงยกบรุ ษุ คนหนงึ่ ขนึ้ แสดงเปน็ ตวั อยา่ งวา่ เขาหนอี สรพษิ
๔ จำ� พวก ขา้ ศึกผู้เป็นศัตรู ๕ จำ� พวก และข้าศึก ผู้เปน็ สายลับ ไปพบหมู่บ้านร้าง และหนโี จร
ผฆู้ า่ ชาวบ้านไปพบแมน่ ้�ำ จึงขา้ มฝง่ั น้ีไปยงั ฝัง่ โนน้ ดว้ ยแพ โดยใช้มอื และเท้าพาแพไป แล้วทรง
เปรยี บเทียบว่าอสรพิษ ๔ จ�ำพวกเปรยี บเหมอื นมหาภตู รปู ๔ เป็นตน้
๒. รโถปมสตู ร วา่ ดว้ ยอปุ มาด้วยรถ คอื พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมทเี่ ปน็ เหตุให้
ภกิ ษมุ สี ขุ โสมนสั และเปน็ เหตใุ หส้ นิ้ อาสวะ โดยทรงอธบิ ายเปรยี บเทยี บ ดงั นี้ คอื (๑) ใหค้ มุ้ ครอง
ทวารในอนิ ทรยี ์ ๖ เหมอื นนายสารถบี งั คบั มา้ เทยี มรถ (๒) ใหร้ จู้ กั ประมาณในการบรโิ ภคอาหาร
เหมอื นคนทาแผลหรือคนหยอดเพลารถ (๓) ให้ประกอบความเพียรเนอื ง ๆ
๓. กุมโมปมสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยเต่า คือ พระผู้มีพระภาคทรงสอนให้ภิกษุส�ำรวม
อนิ ทรีย์ ๖ คือ ตา หู จมกู ลน้ิ กาย ใจ ซึง่ จะทำ� ให้มารไม่มีโอกาสเข้าใกล้ เหมือนเต่าหดหวั
และขาเขา้ กระดองเม่อื เห็นสนุ ขั จิ้งจอกเข้ามาใกล้
๔-๕. ปฐมทารุกขันโธปมสูตร และ ทุติยทารุกขันโธปมสูตร ต่างว่าด้วยอุปมาด้วย
ขอนไม้ แตม่ ีรายละเอยี ดตา่ งกัน คือ ในปฐมทารุกขันโธปมสตู ร ทรงเปรยี บภกิ ษเุ หมอื นทอ่ นไม้
ลอยนำ้� วา่ ถา้ ทอ่ นไมไ้ มล่ อยเขา้ มาใกลฝ้ ง่ั น้ี ไมล่ อยเขา้ ไปใกลฝ้ ง่ั โนน้ ไมจ่ มกลางแมน่ ำ�้ ไมเ่ กยตน้ื
ไม่ถูกอมนุษย์น�ำไป ไม่ถูกเกลียวน�้ำวนดูดไว้ ไม่ผุภายใน ก็จักลอยไปถึงสมุทรได้ ถ้าภิกษุไม่
เข้าใกล้ฝั่งเหมือนท่อนไม้ ก็จักไปถึงนิพพานได้ ส่วนในทุติยทารุกขันโธปมสูตร ทรงอธิบาย
ความเน่าภายในวา่ หมายถงึ การตอ้ งอาบตั ิแล้วไม่ออกจากอาบัติ
๖. อวสั สุตปริยายสูตร ว่าดว้ ยอวสั สุตบรรยาย คอื เมอ่ื ทรงแสดงธรรมแกเ่ จ้าศากยะ
ทั้งหลายแลว้ รับสัง่ ให้ท่านพระมหาโมคคลั ลานะแสดงต่อ พระเถระจงึ แสดงเร่อื งผชู้ มุ่ ด้วยกเิ ลส
และผู้ไม่ชุ่มด้วยกิเลสว่า ผู้ยินดีอายตนะภายในและอายตนะ ภายนอก ช่ือว่าผู้ชุ่มด้วยกิเลส
ผไู้ มย่ ินดีมีนัยตรงกนั ข้าม
๗. ทกุ ขธมั มสตู ร วา่ ดว้ ยทกุ ขธรรม คอื ทรงแสดงความเกดิ และความดบั แหง่ ทกุ ขธรรม
คอื ขนั ธ์ ๕ (รปู เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) และทรงสอนใหส้ �ำรวมอายตนะภายใน ๖
๘. กิงสุโกปมสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยต้นทองกวาว คือ ภิกษุรูปหน่ึงถามเพื่อนภิกษุ
ด้วยกันว่า ด้วยเหตุเพียงเท่าไร ภิกษุจึงมีทัศนะหมดจดดี เมื่อเพื่อนภิกษุตอบ ท่านไม่พอใจ
จึงไปทูลถามพระผมู้ พี ระภาค พระองค์จึงทรงอปุ มาให้ฟังว่าเหมอื นคน ไมเ่ คยเห็นตน้ ทองกวาว
เลม่ ที่ ๑๐ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๑๘ 125
จากน้นั ไดต้ รัสอุปมาว่า กายของเราเหมือนเมืองชายแดน
๙. วีโณปมสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยพิณ คือ ตอนต้น ทรงสอนให้คุ้มครองอินทรีย์
เหมือนคนเฝ้าข้าวกล้ารักษาข้าวกล้าไม่ให้โคลงกินข้าวกล้า แล้วทรงสอนให้พิจารณาขันธ์ ๕
เหมือนพระราชาทรงหาเสยี งพณิ
๑๐. ฉัปปาณโกปมสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยสัตว์ ๖ ชนิด คือ พระผู้มีพระภาค ทรง
แสดงธรรมด้วยอุปมาโวหารว่า ภิกษุผู้ไม่สำ� รวมย่อมถูกชาวบ้านต�ำหนิติเตียนเหมือนคนมีแผล
พุพองท่ัวร่างกาย เข้าป่าหญ้าคา ได้รับความทุกข์เพราะถูกตอหญ้าคาท่ิมต�ำและใบหญ้าคา
บาด แล้วทรงแสดงความไม่ส�ำรวมอินทรีย์เหมือนการจับสัตว์ ๖ ชนิดมาผูกไว้ด้วยกัน
สัตว์ตัวไหนมีแรงมากก็ดึงตัวที่เหลือไปด้วย ส่วนความส�ำรวมอินทรีย์เหมือนการจับสัตว์
๖ ชนิดนนั้ มาผูกไว้กบั หลกั สตั ว์ทงั้ ๖ ชนดิ นน้ั ก็ไมส่ ามารถหนไี ปได้
๑๑. ยวกลาปสิ ูตร ว่าด้วยฟอ่ นข้าวเหนยี ว คือ พระผู้มพี ระภาคตรสั ว่า ปุถชุ นผู้ไม่ได้
สดบั ถกู อายตนะภายนอกกระทบอย่างหนักเหมือนฟ่อนข้าวเหนียวถูกนวดด้วยไมค้ าน
๒. เวทนาสงั ยุต
เวทนาสงั ยตุ แปลวา่ ประมวลเรอ่ื งเวทนา หมายถงึ ประมวลพระสตู รทเี่ กยี่ วกบั เวทนา ๓
คือ สุขเวทนา (ความรู้สึกสุข) ทุกขเวทนา (ความรู้สึกทุกข์) อทุกขมสุขเวทนา (ความรู้สึก
สุขก็ไม่ใช่ทุกข์ก็ไม่ใช่) และเวทนา ๒ คือ เวทนาทางกาย (ความรู้สึกทางกาย) เวทนาทางใจ
(ความร้สู กึ ทางใจ) มีทัง้ หมด ๓๑ สูตร จัดแบ่งเปน็ วรรคได้ ๓ วรรค ดงั มีรายละเอียดต่อไปนี้
๒.๑ สคาถวรรค
สคาถวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยสูตรที่มีคาถา ช่ือวรรคต้ังตามรูปแบบพระสูตรที่มี
คาถา ๖ สูตร คอื พระสูตรท่ี ๑-๖ ในวรรคน้ี ซ่ึงมที ั้งหมด ๑๐ สูตร แต่ละสตู รมีความหมาย
และใจความสำ� คัญ ดังน้ี
๑. สมาธิสูตร ว่าด้วยสมาธิ คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงเวทนา ๓ ว่าผู้มีจิตตั้งม่ัน
ยอ่ มรชู้ ัดเวทนาเหล่าน้ัน
๒. สุขสูตร ว่าด้วยความสุข คือ ทรงแสดงว่า ผู้รู้ว่าเวทนา ๓ เป็นทุกข์ ย่อมคลาย
ความยินดีในเวทนา
๓. ปหานสตู ร วา่ ดว้ ยการละ คือ ทรงสอนใหล้ ะอนสุ ัยในเวทนา ๓ ได้แก่ ละราคานสุ ัย
ในสขุ เวทนา ละปฏฆิ านุสยั ในทกุ ขเวทนา และละอวชิ ชานุสยั ในอทุกขมสขุ เวทนา
126 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
๔. ปาตาลสูตร ว่าด้วยบาดาล คือ ทรงแสดงว่า บาดาลเป็นชื่อของทุกขเวทนา
ทางกาย ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ เมื่อได้รับทุกขเวทนาทางกาย ย่อมเศร้าโศก อดทนอยู่ในบาดาล
ไมไ่ ด้ ส่วนอรยิ สาวกผไู้ ดส้ ดับ เม่ือไดร้ บั ทุกขเวทนาทางกาย ย่อมไม่เศร้าโศกและอดทนอยู่ได้
๕. ทัฏฐัพพสูตร ว่าด้วยสิ่งที่ควรเห็น คือ พระผู้มีพระภาคทรงสอนให้เห็นสุขเวทนา
โดยความเป็นทุกข์ ทุกขเวทนาโดยความเป็นลูกศร อทุกขมสุขเวทนาโดยความไม่เท่ียง ผู้เห็น
เชน่ น้ีตรสั เรียกวา่ มคี วามเหน็ ชอบ
๖. สลั ลสตู ร ว่าดว้ ยลูกศร คอื พระผู้มีพระภาคทรงแสดงความแตกตา่ งระหวา่ งปุถชุ น
ผู้ไม่ได้สดับกับอริยสาวกผู้ได้สดับว่า ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับได้รับทุกขเวทนา ย่อมทุกข์ทั้งทางกาย
และทางใจเหมอื นคนถูกยงิ ดว้ ยลูกศร ๒ ดอก ส่วนอริยสาวก ผ้ไู ดส้ ดับยอ่ มทุกขท์ างกายอยา่ ง
เดียวเหมอื นคนถกู ยงิ ด้วยลกู ศรเพยี งดอกเดียว
๗-๘. ปฐมเคลัญญสูตร และ ทุติยเคลัญญสูตร ต่างว่าด้วยความเจ็บป่วย แต่มี
รายละเอียดต่างกัน คือ ในปฐมเคลัญญสูตร ทรงแสดงว่า ผู้มีสติสัมปชัญญะ จะรู้ชัดว่า
เวทนา ๓ เกิดขึ้นเพราะอาศัยกาย ส่วนในทุติยเคลัญญสูตร ทรงแสดงว่า ผู้มีสติสัมปชัญญะ
จะร้ชู ัดวา่ เวทนา ๓ เกิดข้นึ เพราะอาศัยผัสสะ
๙. อนิจจสูตร ว่าด้วยเวทนาไม่เท่ียง คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่าเวทนา ๓
ไมเ่ ทีย่ ง ขน้ึ อยู่กบั ปจั จยั อาศัยกนั และกนั เกดิ ขึ้น มีความส้ินไป เสื่อมไป คลายไป ดับไปเปน็
ธรรมดา
๑๐. ผัสสมูลกสูตร ว่าด้วยเวทนามีผัสสะเป็นมูล คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า
เวทนา ๓ เกิดจากผัสสะ มีผัสสะเป็นมูล มีผัสสะเป็นเหตุปัจจัย เม่ือผัสสะดับ เวทนาก็ดับ
เช่น อาศัยผัสสะที่เป็นสุข ก็เกิดสุขเวทนาขึ้น เหมือนไม้ ๒ อันเสียดสีกันก็เกิดความร้อนข้ึน
ถา้ แยกออกจากกันความร้อนกห็ ายไป
๒.๒ รโหคตวรรค
รโหคตวรรค แปลว่า หมวดวา่ ด้วยภิกษผุ อู้ ยใู่ นทีส่ งัด ช่ือวรรคตงั้ ตามช่อื พระสูตรที่ ๑
ในวรรคน้ี ซึ่งมที ้งั หมด ๑๐ สตู ร แตล่ ะสตู รมีความหมายและใจความ ส�ำคัญ ดงั น้ี
๑. รโหคตสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้อยู่ในท่ีสงัด คือภิกษุรูปหน่ึงหลีกเร้นอยู่ในท่ีสงัด เกิด
ความสงสยั เกยี่ วกบั เวทนาขน้ึ จงึ เขา้ ไปทลู ถามพระผมู้ พี ระภาควา่ ทวี่ า่ การเสวยอารมณอ์ ยา่ งใด
อยา่ งหนง่ึ เปน็ ทกุ ขน์ น้ั หมายถงึ อะไร พระผมู้ พี ระภาคตรสั ตอบวา่ หมายถงึ การทส่ี งั ขารไมเ่ ทยี่ ง
มีความส้ินไป เส่ือมไป แตกไป ดับไป แปรผันไปเป็นธรรมดา แล้วทรงอธิบายความดับและ
เลม่ ที่ ๑๐ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๑๘ 127
ความระงับแห่งสังขารว่าเกิดจากสมาบัติ ๘ สัญญาเวทยิตนิโรธ และความส้ินอาสวะ และ
ตรสั ว่า ปัสสทั ธิเกิด จากรูปฌาน ๔ สัญญาเวทยติ นิโรธ และความสนิ้ อาสวะ
๒-๓. ปฐมอากาสสูตร และ ทุติยอากาสสูตร ต่างว่าด้วยอากาศ แต่มีรายละเอียด
ต่างกัน คือ ในปฐมอากาสสูตร พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมด้วยอุปมาโวหารว่า เวทนา
ชนิดต่าง ๆ ท่ีเกดิ ข้นึ ในกายเหมือนกบั ลมชนิดต่าง ๆ ที่พดั ไปในอากาศ ส่วนในทุตยิ อากาสสตู ร
มเี นื้อหาตรงกัน แตไ่ มม่ คี าถาในตอนทา้ ยพระสตู ร
๔. อคารสตู ร วา่ ด้วยเรอื นพกั คอื พระผมู้ ีพระภาคทรงแสดงธรรมด้วยอุปมาโวหารวา่
เวทนาชนิดต่าง ๆ ที่เกิดข้ึนในกายเหมือนกับคนเดินทางทุกชนช้ันจากทิศต่าง ๆ ที่เข้ามาพัก
อาศัยทเ่ี รือนพกั คนเดินทาง
๕-๖. ปฐมอานนั ทสตู ร และ ทตุ ยิ อานนั ทสตู ร ตา่ งวา่ ดว้ ยพระอานนท์ แตม่ รี ายละเอยี ด
ต่างกัน คือ ในปฐมอานันทสูตร ท่านพระอานนท์ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคถึงเร่ืองเวทนา
ความเกดิ ความดบั ปฏปิ ทาทใ่ี หถ้ งึ ความดบั คณุ โทษแหง่ เวทนา และเครอื่ งสลดั ออกจากเวทนา
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า เวทนามี ๓ เกิดเพราะผัสสะเกิด ดับเพราะผัสสะดับ ปฏิปทาท่ี
ให้เวทนาดับ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ คุณ คือ สุขโสมนัส โทษ คือ ความแปรผันของเวทนา
เคร่ืองสลัดออกจากเวทนา คือ การก�ำจัด การละฉันทราคะในเวทนา และตรัสถึงความดับ
ความระงบั ความสงบแหง่ สงั ขารวา่ เกดิ จากสมาบตั ิ ๘ สญั ญาเวทยติ นโิ รธ และความสนิ้ อาสวะ
ส่วนในทุติยอานันทสูตร มีเนื้อหาตรงกัน ต่างแต่พระผู้มีพระภาคตรัสถามท่าน
พระอานนทก์ ่อน
๗-๘. ปฐมสัมพหุลสูตร และ ทุติยสัมพหุลสูตร ต่างว่าด้วยภิกษุหลายรูป แต่มี
รายละเอียดต่างกัน คือ ในปฐมสัมพหุลสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสถามพวกภิกษุเก่ียวกับ
เวทนา เหมือนในปฐมอานันทสูตร ต่างแต่ตอนท้ายท่ีว่าด้วยเหตุสงบแห่งสังขาร ตรัสปัสสัทธิ
ไว้เหมือนในรโหคตสูตร ส่วนในทุติยสัมพหุลสูตร มีเน้ือหาตรงกัน ต่างแต่พระผู้มีพระภาค
ตรัสถามพวกภกิ ษุก่อน
๙. ปัญจกังคสูตร ว่าด้วยช่างไม้ชื่อปัญจกังคะ คือ ช่างไม้ชื่อปัญจกังคะกับท่าน
พระอุทายีสนทนากันเร่ืองเวทนามีเท่าไร แต่ตกลงกันไม่ได้ จึงเข้าไปทูลถามพระผู้มีพระภาค
พระองคต์ รัสว่ามีหลายประเภท ขึ้นอย่กู บั เหตุ
๑๐. ภกิ ขสุ ตู ร วา่ ด้วยภกิ ษุ คอื พระผมู้ ีพระภาคทรงแสดงธรรมแกภ่ ิกษุเรื่องเวทนา
ชนดิ ตา่ ง ๆ ซ่งึ มีเน้ือหาคล้ายกบั ปัญจกังคสตู ร ต่างแต่ตอนทา้ ย
128 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก
๒.๓ อัฏฐสตปริยายวรรค
อฏั ฐสตปริยายวรรค แปลว่า หมวดว่าดว้ ยบรรยาย ๑๐๘ ประการ ชือ่ วรรค ต้งั ตาม
เนื้อหาสาระของพระสตู รท่ี ๒ ในวรรคน้ี ซง่ึ มที ้งั หมด ๑๐ สตู ร แตล่ ะสตู ร มีความหมายและ
ใจความสำ� คญั ดงั น้ี
๑. สีวกสูตร วา่ ดว้ ยสวี กปริพาชก คอื ปริพาชกชือ่ โมฬยิ สวี กะทลู ถามพระผมู้ พี ระภาค
ว่า พระองค์มีความคิดเห็นอย่างไรเก่ียวกับสมณพราหมณ์บางพวกท่ีถือทฤษฎีว่า เวทนา ๓
เกิดจากเหตุท่ีเคยท�ำไว้ในปางก่อน พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า คนเหล่านั้นแล่นไปหาแต่ส่ิง
ท่ีตนรแู้ ละสง่ิ สมมติ แล้วทรงแสดงเหตใุ ห้เกิดเวทนา ๘ ประการ คอื (๑) ดี (๒) เสลด (๓) ลม
(๔) ดี เสลด ลม รวมกัน (๕) ฤดู (๖) การบริหารกายไม่สม่�ำเสมอ (๗) การถูกท�ำร้าย
(๘) ผลกรรม
๒. อฏั ฐสตสตู ร ว่าด้วยเวทนา ๑๐๘ ประการ คอื พระผ้มู พี ระภาคทรงจ�ำแนกเวทนา
เป็นประเภทต่าง ๆ คือ เวทนา ๒ เวทนา ๓ เวทนา ๕ เวทนา ๖ เวทนา ๑๘ เวทนา ๓๖
และเวทนา ๑๐๘
๓. อัญญตรภิกขุสูตร ว่าด้วยภิกษุรูปหนึ่ง คือ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบปัญหา
ของภิกษุรูปหน่ึง มเี นื้อหาคล้ายกบั ตอนต้นของปฐมอานันทสูตร ในรโหคตวรรค
๔. ปพุ พสตู ร วา่ ดว้ ยพระด�ำรกิ ่อนตรัสรู้ มีเนือ้ หาคล้ายกับอัญญตรภกิ ขสุ ตู ร
๕. ญาณสตู ร วา่ ดว้ ยญาณ คอื พระผมู้ พี ระภาคตรสั วา่ พระองคท์ รงรเู้ วทนา ความเกดิ
ปฏิปทาที่ให้ถึงความเกิดแห่งเวทนา ความดับ ปฏิปทาท่ีให้ถึงความดับ แห่งเวทนา คุณ โทษ
และเครอื่ งสลัดออกจากเวทนา
๖. สัมพหุลภกิ ขสุ ูตร ว่าด้วยภกิ ษหุ ลายรปู คือ ภิกษุหลายรปู ทลู ถามพระผมู้ พี ระภาค
เกยี่ วกับเวทนา มเี นอื้ หาคลา้ ยกับอญั ญตรภิกขสุ ตู ร
๗-๙. ปฐมสมณพราหมณสตู ร ทตุ ยิ สมณพราหมณสตู ร และ ตตยิ สมณพราหมณสตู ร
ต่างว่าด้วยสมณพราหมณ์ แต่มีรายละเอียดต่างกนั คือ ในปฐมสมณพราหมณสูตร ทรงแสดงว่า
สมณพราหมณ์ผู้ไม่รู้ชัดความเกิด ความดับ คุณ โทษ และเคร่ืองสลัดออกจากเวทนาตาม
ความเป็นจรงิ ไม่ช่อื วา่ เปน็ สมณพราหมณ์ และไมไ่ ดร้ ับประโยชนจ์ ากความเปน็ สมณพราหมณ์
ส่วนผ้รู ชู้ ัดมนี ยั ตรงกนั ขา้ ม
ในทตุ ิยสมณพราหมณสตู ร มีเน้อื หาตรงกนั แตต่ รสั ไว้โดยยอ่
ในตติยสมณพราหมณสูตร มีเน้ือหาคล้ายกับตอนท้ายของปฐมสมณพราหมณสูตร
ตา่ งแตท่ รงแสดงวา่ สมณพราหมณ์ผู้ไมร่ ู้ชดั เวทนา ความเกิดความดบั ปฏิปทาทใ่ี หถ้ งึ ความดับ
แหง่ เวทนา ไม่ช่อื ว่าเป็นสมณพราหมณ์
เลม่ ที่ ๑๐ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๑๘ 129
๑๐. สทุ ธิกสูตร ว่าด้วยเวทนาลว้ น ๆ คือ ทรงแสดงเวทนา ๓ ประการ
๑๑. นิรามิสสูตร ว่าด้วยปีติและสุขท่ีมีอามิสและไม่มีอามิส คือ ทรงแสดงปีติ สุข
อุเบกขา และวิโมกขท์ ีม่ ีอามิส ไมม่ อี ามสิ และไม่มีอามสิ ยง่ิ กว่าไมม่ ีอามิส
๓. มาตุคามสังยตุ
มาตุคามสังยุต แปลว่า ประมวลเรื่องมาตุคาม หมายถึงประมวลพระสูตรที่เก่ียวกับ
ลักษณะชีวิต ความเป็นอยู่ ความปรารถนา และคติภพของมาตุคาม มีท้ังหมด ๓๔ สูตร
จัดแบง่ เป็นวรรคได้ ๓ วรรค ดังมรี ายละเอียดต่อไปนี้
๓.๑. ปฐมเปยยาลวรรค
ปฐมเปยยาลวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยเปยยาล หมวดที่ ๑ ค�ำว่า เปยยาล โดย
ท่ัวไปหมายถึงเครื่องหมายละคำ� หรอื ขอ้ ความ ในภาษาบาลใี ช้ว่า ฯเปฯ (อา่ นวา่ เป) ใช้ส�ำหรบั
ละข้อความ ในภาษาไทยใช้วา่ ฯลฯ (อ่านวา่ ละ) เรียกว่า ไปยาลใหญ่ ใช้ส�ำหรบั ละข้อความ
แต่ถ้าละค�ำ ใช้ว่า ฯ เรียกว่า ไปยาลน้อย เช่น กรุงเทพ ฯ ในท่ีนี้หมายถึงหมวดพระสูตร
ท่ีเกี่ยวกับมาตุคามซึ่งทรงแสดงไว้โดยย่อ หรือท่ีพระธรรมสังคาหกาจารย์น�ำมาแสดงไว้โดยย่อ
เชน่ ในทตุ ยิ เปยยาลวรรคข้างหนา้ ในปฐมเปยยาลวรรค มีพระสตู รทเี่ กี่ยวกบั มาตุคามทง้ั หมด
๑๔ สูตร แต่ละสตู รมคี วามหมายและใจความสำ� คญั ดงั นี้
๑. มาตุคามสูตร ว่าด้วยมาตุคามที่ไม่น่าพอใจและน่าพอใจของบุรุษ คือ ทรงแสดง
องค์ประกอบของหญิงที่ชายไม่พอใจและที่ชายพอใจ ฝ่ายละ ๕ ประการ เปรียบเทียบกัน
องค์ประกอบของหญิงท่ีชายไม่พอใจ คือ รูปไม่งาม ไม่มีโภคทรัพย์ ไม่มีศีล เกียจคร้าน และ
ไม่อาจให้กำ� เนิดลูกแกเ่ ขาได้ ส่วนองค์ประกอบของหญิงที่ชายพอใจ มีนยั ตรงกันขา้ ม
๒. ปุริสสูตร ว่าด้วยบุรุษท่ีไม่น่าพอใจและน่าพอใจของมาตุคาม คือ ทรงแสดงองค์
ประกอบของชายทีห่ ญิงไมพ่ อใจและทหี่ ญิงพอใจ ฝา่ ยละ ๕ ประการ มีนัยตรงกบั องคป์ ระกอบ
ของหญงิ ในมาตคุ ามสตู ร
๓. อาเวณกิ ทุกขสตู ร วา่ ดว้ ยความทุกขส์ ว่ นตวั ของมาตคุ าม คือ ทรงแสดงความทกุ ข์
ส่วนตัวของมาตุคาม ๕ ประการ ได้แก่ (๑) ต้องจากญาติไปสู่ตระกูลของ สามีตั้งแต่วัยรุ่น
(๒) ตอ้ งมรี ะดู (ประจำ� เดือน) (๓) ตอ้ งมคี รรภ์ (๔) ต้องคลอดลูก (๕) ต้องบำ� เรอชาย
130 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสุตตนั ตปิฎก
๔. ตีหิธมั เมหิสตู ร ว่าดว้ ยธรรม ๓ ประการ คือ ทรงแสดงวา่ มาตุคามผ้ปู ระกอบดว้ ย
ธรรม ๓ ประการ หลงั จากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ได้แก่ (๑) ถูกความ
ตระหน่ีกลุ้มรุมจิตในเวลาเช้า (๒) ถูกความริษยากลุ้มรุม จิตในเวลาเที่ยง (๓) ถูกกามราคะ
กลุ้มรุมจิตในเวลาเย็น
๕. โกธนสตู ร วา่ ดว้ ยมาตคุ ามผมู้ กั โกรธ คอื ทา่ นพระอนรุ ทุ ธะทลู ถามพระผมู้ พี ระภาค
ว่า เพราะเหตุเท่าไร มาตุคามจ�ำนวนมากหลังจากตายแล้วจึงไปเกิด ในอบาย ทุคติ วินิบาต
นรก พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า เพราะ (๑) ไม่มีศรัทธา (๒) ไม่มีหิริ (๓) ไม่มีโอตตัปปะ
(๔) มกั โกรธ (๕) มีปัญญาทราม
๖-๑๓. อุปนาหีสูตร ว่าด้วยมาตุคามผู้มักผูกโกรธ อิสสุกีสูตร ว่าด้วยมาตุคาม
ผู้มักรษิ ยา มจั ฉรสี ูตร ว่าด้วยมาตุคามผูม้ ักตระหนี่ อติจารสี ตู ร ว่าดว้ ยมาตคุ ามผมู้ กั ประพฤติ
นอกใจ ทุสสีลสูตร ว่าด้วยมาตุคามผู้ทุศีล อัปปัสสุตสูตร ว่าด้วยมาตุคามผู้มีการฟังน้อย
กสุ ตี สตู ร วา่ ดว้ ยมาตคุ ามผเู้ กยี จครา้ น มฏุ ฐสั สตสิ ตู ร วา่ ดว้ ยมาตคุ ามผมู้ สี ตหิ ลงลมื ทง้ั ๘ สตู รน้ี
มแี ต่ขอ้ ความตอนทา้ ย คอื ตอน ท่ีตรสั ตอบ สว่ นข้อความตอนต้น คอื ตอนทที่ ่านพระอนรุ ุทธะ
ทลู ถามปญั หา ทา่ น ละไวใ้ หเ้ ขา้ ใจเอง โดยอนุโลมตามพระสตู รท่ี ๕
ธรรม ๕ ประการที่ตรัสตอบว่าเป็นเหตุให้มาตุคามไปเกิดในอบายเป็นต้นนั้น
ในพระสูตรท่ี ๖-๑๓ เหมอื นกัน ๔ ข้อ คือ ข้อที่ ๑-๓ และขอ้ ท่ี ๕ สว่ นข้อที่ ๔ เปลย่ี นไปตาม
ชือ่ สูตร เพราะชอื่ สูตรนน้ั ๆ ตงั้ ตามธรรมขอ้ ท่ี ๔ นั่นเอง ดังนี้
๖. อปุ นาหสี ตู ร ได้แก่ มกั ผกู โกรธ
๗. อิสสุกสี ตู ร “ มักริษยา
๘. มจั ฉรีสูตร “ มักตระหนี่
๙. อติจารีสตู ร “ มกั ประพฤตินอกใจ
๑๐. ทุสสลี สตู ร “ ทศุ ลี
๑๑. อัปปสั สุตสตู ร “ มกี ารฟงั นอ้ ย (มกี ารศกึ ษาอบรมนอ้ ย)
๑๒. กสุ ตี สตู ร “ เกียจครา้ น
๑๓. มุฏฐสั สติสตู ร “ มีสติหลงลืม
ส่วนพระสูตรท่ี ๑๔ คือ ปญั จเวรสูตร วา่ ด้วยมาตุคามผู้ประกอบดว้ ยเวร ๕ ประการ
คือ ทรงแสดงว่า เพราะมาตุคามเหล่านั้นประกอบด้วยเวร ๕ ประการ ซึ่งทรงหมายถึง
ไมป่ ฏบิ ตั ติ ามศลี ๕ นั่นเอง จงึ ไปเกดิ ในอบายเป็นต้น
เล่มท่ี ๑๐ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๘ 131
๓.๒ ทุติยเปยยาลวรรค
ทุตยิ เปยยาลวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ด้วยเปยยาล หมวดที่ ๒ หมายถงึ หมวดพระสตู ร
ทพ่ี ระธรรมสงั คาหกาจารยน์ ำ� มาจดั เรยี งไวโ้ ดยยอ่ ขอ้ ความบางตอนคลา้ ยกบั ปฐมเปยยาลวรรค
ต่างแต่เน้ือหาที่เป็นองค์ธรรม กล่าวคือ ในวรรคนี้ รวมพระสูตรที่ว่าด้วยธรรมท่ีเป็นเหตุให้
มาตุคามไปเกิดในสคุ ตโิ ลกสวรรค์ ซึง่ มีนัยตรงกันขา้ มกับธรรม ๕ ประการ ในพระสูตรท่ี ๖-๑๔
ของปฐมเปยยาลวรรค
๓.๓ พลวรรค
พลวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยก�ำลัง หมายถึงก�ำลังของมาตุคามและบุรุษ ช่ือวรรค
ตั้งตามสาระส�ำคัญของพระสูตรที่ ๑-๗ ในวรรคน้ี ซ่ึงมีทั้งหมด ๑๐ สูตร แต่ละสูตรมี
ความหมายและใจความส�ำคัญ ดังนี้
๑. วิสารทสูตร ว่าด้วยมาตุคามผู้แกล้วกล้า คือ ทรงแสดงว่า มาตุคามผู้มีก�ำลัง
๕ ประการ ได้แก่ รูป ทรพั ย์ ญาติ บตุ ร และศีล เปน็ ผ้แู กลว้ กลา้
๒. ปสัยหสูตร ว่าด้วยมาตุคามท่ีครอบง�ำสามี คือ ทรงแสดงว่า มาตุคามผู้มีก�ำลัง
๕ ประการเหมอื นในพระสูตรที่ ๑ สามารถครอบงำ� สามไี ด้
๓. อภิภุยยสูตร ว่าด้วยมาตุคามท่ีครองใจสามี คือ ทรงแสดงว่า มาตุคามผู้มีก�ำลัง
๕ ประการเหมอื นในพระสูตรท่ี ๑ สามารถครองใจสามไี ว้ได้
๔. เอกสูตร ว่าด้วยก�ำลังที่เป็นเอก คือ ทรงแสดงว่า บุรุษผู้มีก�ำลังท่ีเป็นเอก
สามารถครองใจมาตุคามไว้ได้ ก�ำลังท่ีเป็นเอก ได้แก่ ความเป็นใหญ่ซึ่งเอาชนะก�ำลัง
๕ ประการของมาตุคามได้
๕. อังคสูตร ว่าด้วยองค์ประกอบของมาตุคาม คือ ทรงแสดงว่า ก�ำลัง ๕ ประการ
ของมาตุคามดังกล่าวข้างต้นเป็นองค์ประกอบของมาตุคาม ถ้าผู้ใดมีก�ำลังครบทั้ง ๕ ประการ
ผู้นน้ั จึงชอื่ วา่ ผู้มีองคป์ ระกอบบริบรู ณ์
๖. นาเสนติสตู ร ว่าดว้ ยมาตคุ ามทจ่ี ะถูกญาตทิ ำ� ให้พินาศ คอื ทรงแสดงว่า มาตุคาม
ผู้มีก�ำลงั ๔ ประการแรก ในก�ำลงั ๕ (ดังกล่าวในพระสูตรท่ี ๑) ประการใดประการหนง่ึ เพียง
ประการเดยี ว ๒ ประการ ๓ ประการ หรอื ทั้ง ๔ ประการ แต่ถ้าไมม่ กี �ำลงั ท่ี ๕ คือ ศีล รวมอยู่
ด้วยกจ็ ะถกู ญาติทำ� ให้พินาศได้
๗. เหตุสูตร ว่าด้วยเหตุที่ท�ำให้มาตุคามไปเกิดในสุคติ คือ ทรงแสดงว่า ก�ำลังของ
มาตคุ ามข้อที่ ๕ คอื ศลี นน่ั เองท�ำให้มาตุคามไปเกดิ ในสุคติ ไมใ่ ช่เพราะกำ� ลัง ๔ ประการแรก
132 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
๘. ฐานสูตร ว่าด้วยฐานะท่ีมาตุคามได้ยากและได้ง่าย ค�ำว่า ฐานะ ในที่น้ี หมายถึง
ความปรารถนาหรือสิ่งท่ีปรารถนาของมาตุคาม ๕ ประการ คือ (๑) ขอให้ไปเกิดในตระกูลที่
เหมาะสม (๒) เมอ่ื ได้ตามขอ้ ที่ ๑ แลว้ ขอให้ไปสูต่ ระกลู ทีเ่ หมาะสม (๓) เมอ่ื ไดต้ ามขอ้ ท่ี ๑-๒
แลว้ ขออย่าให้มหี ญิงอ่นื มาร่วมสามี (๔) เม่ือได้ตามขอ้ ที่ ๑-๓ แลว้ ขอใหม้ บี ุตร (๕) เมอื่ ไดต้ าม
ข้อที่ ๑-๔ แลว้ ขอใหค้ รองใจสามไี วไ้ ด้ (ตลอดไป) ทรงแสดงวา่ ฐานะ ๕ ประการน้ี มาตุคาม
ผไู้ มเ่ คยทำ� บุญไวจ้ ะได้โดยยาก แต่ผทู้ ่เี คยท�ำบญุ ไว้จะได้โดยงา่ ย
๙. ปัญจสีลวิสารทสูตร ว่าด้วยมาตุคามมีศีล ๕ เป็นผู้แกล้วกล้า หมายถึงเป็น
ผู้แกลว้ กล้าในการครองเรือน
๑๐. วัฑฒีสูตร ว่าด้วยอริยสาวิกาผู้เจริญด้วยวัฑฒิธรรม ค�ำว่า วัฑฒิธรรม แปลว่า
หลกั ความเจริญ บางทเี รยี กว่า อรยิ วัฑฒิธรรม คือ หลกั ความเจรญิ ของ อารยชน มี ๕ ประการ
คือ ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญา ทรงแสดงว่า อริยสาวิกาผู้มีวัฑฒิธรรม ๕ ประการ
เป็นผู้ถือเอาสาระและส่ิงอนั ประเสริฐในกายนไ้ี ด้
๔. ชัมพขุ าทกสงั ยุต
ชัมพุขาทกสังยุต แปลว่า ประมวลเรื่องชัมพุขาทกปริพาชก หมายถึง ประมวล
พระสูตรท่ีว่าด้วยปัญหาของชัมพุขาทกปริพาชกที่ถามท่านพระสารีบุตร มีทั้งหมด ๑๖ สูตร
ไม่จัดแบ่งเป็นวรรคเหมือนในมาตุคามสังยุต ช่ือและสาระส�ำคัญของพระสูตรแต่ละสูตร
ในสังยุตน้ีต้ังตามสาระของปัญหาแต่ละปัญหา แต่ละสูตรมีความหมายและใจความส�ำคัญ
ดังน้ี
๑. นิพพานปัญหาสูตร ว่าด้วยปัญหาเร่ืองนิพพาน คือ ชัมพุขาทกปริพาชก ถามว่า
นิพพานเป็นอย่างไร จะรู้แจ้งได้อย่างไร พระเถระตอบว่า นิพพาน คือความสิ้นราคะ โทสะ
และโมหะ รแู้ จ้งไดด้ ว้ ยอรยิ มรรคมีองค์ ๘
๒. อรหัตตปัญหาสูตร ว่าด้วยปัญหาเร่ืองอรหัต คือ ชัมพุขาทกปริพาชกถามว่า
อรหตั เป็นอยา่ งไร รู้แจง้ ไดอ้ ยา่ งไร พระเถระตอบวา่ อรหตั คือ ความส้ิน ราคะ โทสะ และโมหะ
รแู้ จง้ ได้ด้วยอริยมรรคมอี งค์ ๘
๓. ธัมมวาทีปัญหาสูตร ว่าด้วยปัญหาเร่ืองผู้เป็นธรรมวาที คือ ชัมพุขาทกปริพาชก
ถามว่า ใครคือธรรมวาที ใครคอื ผู้ปฏิบตั ดิ ี ใครคือผ้ไู ปดี พระเถระตอบว่า ธรรมวาที คอื ผแู้ สดง
ธรรมเพอ่ื ละอกุศลธรรม ๓ ประการ ดังในพระสูตรท่ี ๑-๒ ผ้ปู ฏิบัติดี คอื ผ้ปู ฏิบตั เิ พื่อละอกศุ ล
เล่มท่ี ๑๐ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๘ 133
ธรรม ๓ ประการนั้น และผู้ไปดี คอื ผูล้ ะ ผู้ตัดรากถอนโคนอกุศลธรรมเหล่านน้ั เมอื่ ถามว่าละ
ได้อย่างไร ตอบว่า ละไดด้ ว้ ยอรยิ มรรคมีองค์ ๘
๔. กิมัตถิยสูตร ว่าด้วยค�ำถามเกี่ยวกับประโยชน์ของการประพฤติพรหมจรรย์ คือ
ชัมพุขาทกปริพาชกถามว่า พระเถระประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเพ่ือต้องการ
อะไร พระเถระตอบว่า เพื่อก�ำหนดรู้ทุกข์ ถามว่า ก�ำหนดรู้ได้อย่างไร ตอบว่า รู้ได้ด้วย
อริยมรรคมีองค์ ๘
๕. อัสสาสัปปัตตสูตร ว่าด้วยผู้ถึงความโล่งใจ คือ ชัมพุขาทกปริพาชกถาม ว่าด้วย
เหตุเท่าไร ภิกษุจึงจะชื่อว่าเป็นผู้ถึงความโล่งใจ พระเถระตอบว่า ด้วยการรู้ชัดความเกิด
ความดับ คุณ โทษ และเครื่องสลัดออกจากผัสสายตนะ ๖ ประการ ตามความเป็นจริง
ถามว่า ถงึ ได้อยา่ งไร ตอบวา่ ถงึ ไดด้ ว้ ยอรยิ มรรคมีองค์ ๘
๖. ปรมัสสาสัปปัตตสูตร ว่าด้วยผู้ถึงความโล่งใจอย่างยิ่ง คือ ชัมพุขาทกปริพาชก
ถามว่า ด้วยเหตุเพียงเท่าไร ภิกษุจึงจะชื่อว่าเป็นผู้ถึงความโล่งใจอย่างย่ิง และถึงได้ย่างไร
พระเถระตอบเหมือนในพระสูตรท่ี ๕ เพียงแต่เพิ่มค�ำว่า “หลุดพ้น เพราะไม่ถือมั่น” ไว้หลัง
ค�ำว่า “ตามความเปน็ จรงิ ”
๗. เวทนาปัญหาสูตร ว่าด้วยปัญหาเรื่องเวทนา คือ ชัมพุขาทกปริพาชกถามว่า
เวทนามีเทา่ ไร ก�ำหนดรู้ได้อย่างไร พระเถระตอบว่า มี ๓ ประการ กำ� หนด ร้ไู ด้ด้วยอรยิ มรรค
มอี งค์ ๘
๘. อาสวปัญหาสูตร ว่าด้วยปัญหาเร่ืองอาสวะ คือ ชัมพุขาทกปริพาชกถามว่า
อาสวะมีเทา่ ไร ละไดอ้ ย่างไร พระเถระตอบว่า มี ๓ ประการ ละไดด้ ้วยอริยมรรคมีองค์ ๘
๙. อวิชชาปัญหาสูตร ว่าด้วยปัญหาเร่ืองอวิชชา คือ ชัมพุขาทกปริพาชกถามว่า
อวชิ ชาคอื อะไร ละไดอ้ ย่างไร พระเถระตอบวา่ คอื ความไม่รอู้ รยิ สจั ๔ ละไดด้ ้วยอริยมรรค
มีองค์ ๘
๑๐. ตัณหาปัญหาสูตร ว่าด้วยปัญหาเร่ืองตัณหา คือ ชัมพุขาทกปริพาชกถามว่า
ตณั หามีเท่าไร ละไดอ้ ยา่ งไร พระเถระตอบว่า มี ๓ ประการ ละได้ด้วยอรยิ มรรคมีองค์ ๘
๑๑. โอฆปัญหาสูตร ว่าด้วยปัญหาเรื่องโอฆะ คือ ชัมพุขาทกปริพาชกถามว่า
โอฆะมเี ท่าไร ละไดอ้ ย่างไร พระเถระตอบว่า มี ๓ ประการ ละได้ด้วยอรยิ มรรคมีองค์ ๘
๑๒. อุปาทานปัญหาสูตร ว่าด้วยปัญหาเรื่องอุปาทาน คือ ชัมพุขาทกปริพาชก
ถามว่า อุปาทานมีเท่าไร ละได้อย่างไร พระเถระตอบว่า มี ๔ ประการ ละได้ด้วยอริยมรรค
มอี งค์ ๘
134 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
๑๓. ภวปัญหาสูตร ว่าด้วยปญั หาเรื่องภพ คอื ชมั พุขาทกปริพาชกถามวา่ ภพมีเทา่ ไร
กำ� หนดรไู้ ด้อยา่ งไร พระเถระตอบวา่ มี ๓ ประการ กำ� หนดร้ไู ด้ด้วยอรยิ มรรคมีองค์ ๘
๑๔. ทุกขปญั หาสูตร ว่าด้วยปญั หาเรือ่ งทกุ ข์ คือ ชัมพขุ าทกปริพาชกถามวา่ ทกุ ขม์ ี
เทา่ ไร กำ� หนดรูไ้ ด้อยา่ งไร พระเถระตอบวา่ มี ๓ ประการ กำ� หนดรไู้ ดด้ ว้ ยอริยมรรคมอี งค์ ๘
๑๕. สกั กายปญั หาสูตร วา่ ดว้ ยปัญหาเร่อื งสักกายะ คือ ชมั พุขาทกปริพาชกถามวา่
สักกายะคืออะไร ก�ำหนดรู้ได้อย่างไร พระเถระตอบว่า คือ อปุ าทานขนั ธ์ ๕ กำ� หนดรู้ไดด้ ้วย
อรยิ มรรคมีองค์ ๘
๑๖. ทุกกรปัญหาสูตร ว่าด้วยปัญหาเรื่องสิ่งที่ท�ำได้ยาก คือ ชัมพุขาทกปริพาชก
ถามวา่ ในพระธรรมวนิ ยั น้ี (ในพระพทุ ธศาสนา) อะไรทที่ ำ� ไดย้ าก พระเถระตอบวา่ การบรรพชา
ความยนิ ดียิ่ง และการปฏิบตั ิธรรมสมควรแก่ธรรม
๕. สามณั ฑกสงั ยตุ
สามัณฑกสังยุต แปลว่า ประมวลเรื่องสามัณฑกปริพาชก หมายถึงประมวล
พระสูตรที่ว่าด้วยปัญหาของสามัณฑกปริพาชกที่ถามท่านพระสารีบุตร มีทั้งหมด ๒ สูตร
พระสูตรที่ ๑ ช่ือว่า สามัณฑกสูตร ว่าด้วยสามัณฑกปริพาชก คือ สามัณฑกปริพาชกถาม
ปัญหาเกี่ยวกับนิพพาน ส่วนพระสูตรท่ี ๒ ชื่อว่า ทุกกรสูตร ว่าด้วยส่ิงที่ท�ำได้ยาก พระเถระ
ตอบเหมือนในนพิ พานปัญหาสูตรและทกุ กรปญั หาสตู รแห่งชัมพุขาทกสงั ยตุ ตามลำ� ดับ
๖. โมคคัลลานสงั ยตุ
โมคคัลลานสังยุต แปลว่า ประมวลเรื่องพระมหาโมคคัลลานะ หมายถึงประมวล
พระสูตรท่ีเก่ียวกับพระมหาโมคคัลลานะ มีทั้งหมด ๑๑ สูตร ๘ สูตรแรกว่าด้วยปัญหาเร่ือง
ฌานสมาบัติ พระสูตรที่ ๙ ว่าด้วยสมาธิ พระสูตรท่ี ๑๐-๑๑ วา่ ด้วยพระรตั นตรัย แตล่ ะสูตร
มคี วามหมายและใจความส�ำคญั ดังนี้
๑-๔. ปฐมัชฌานปัญหาสูตร ทุติยัชฌานปัญหาสูตร ตติยัชฌานปัญหาสูตร และ
จตุตถัชฌานปัญหาสูตร ว่าด้วยปัญหาเร่ืองปฐมฌาน ... ทุติยฌาน ....ตติยฌาน และ ...
จตตุ ถฌาน ตามลำ� ดบั คอื ท่านพระมหาโมคคลั ลานะเล่าให้ภกิ ษุท้ังหลายฟงั ว่า รูปฌานแต่ละ
เลม่ ท่ี ๑๐ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๑๘ 135
ขน้ั เปน็ อยา่ งไร เมอื่ ไดฌ้ านแตล่ ะขน้ั แลว้ จะกา้ วขน้ึ สฌู่ านขนั้ ทส่ี งู ขน้ึ ไปอกี มปี ญั หาอะไรเกดิ ขน้ึ
และผใู้ ดมาช่วยท่าน ชว่ ยอย่างไร เชน่ เมื่อทา่ นไดป้ ฐมฌาน ซึ่งมีลักษณะฝา่ ยลบ คอื สงัดจาก
กามและอกุศลธรรมทง้ั หลายและมลี ักษณะฝ่ายบวกเกิดขึ้น คอื มวี ิตก วิจาร ปีติ และสุขอนั เกดิ
จากวิเวกอยู่ แต่ขณะทท่ี ่านอยู่ดว้ ยวิหารธรรมเหล่าน้ี ไดเ้ กดิ สญั ญามนสกิ ารประกอบดว้ ยกาม
คือนวิ รณ์ ๕ ข้นึ พระผูม้ พี ระภาคทรงทราบด้วยพุทธาภินิหาร ทรงแนะนำ� ใหท้ า่ นไมป่ ระมาทใน
ปฐมฌานท่ีได้แล้ว ให้ตั้งจติ ใหม้ นั่ คงด�ำรงอยู่ในปฐมฌานเทา่ นั้น เม่อื ทา่ นทำ� ตามพระดำ� รสั นั้น
ท่านกไ็ ดท้ ุตยิ ฌาน
๕-๘. อากาสานญั จายตนปัญหาสตู ร วิญญาณัญจายตนปญั หาสตู ร อากญิ จญั ญา-
ยตนปัญหาสูตร และ เนวสัญญานาสัญญายตนปัญหาสูตร ว่าด้วยปัญหาเร่ืองอากาสา-
นัญจายตนฌาน ... วิญญาณัญจายตนฌาน ... อากิญจัญญายตนฌาน และ ... เนวสัญญา-
นาสัญญายตนฌาน ตามล�ำดับ คือ ท่านพระมหาโมคคัลลานะเล่าให้ภิกษุทั้งหลายฟังเหมือน
๔ สูตรแรก แต่ใน ๔ สูตรหลังน้ี เปน็ เรอ่ื งอรปู ฌาน ๔
๙. อนิมิตตปัญหาสูตร ว่าด้วยปัญหาเรื่องอนิมิตตเจโตสมาธิ คือ ท่านพระมหา-
โมคคัลลานะเล่าให้ภิกษุทั้งหลายฟังว่า เมื่อท่านได้อนิมิตตเจโตสมาธิ เพราะไม่ก�ำหนดนิมิต
ทั้งปวง แต่ขณะท่ีท่านอยู่ด้วยวิหารธรรมน้ี จิตของท่านแล่นไปตามนิมิตอีก พระผู้มีพระภาค
เสด็จมาหาและทรงแนะน�ำมิให้ประมาท ให้ต้ังจิตให้ม่ันคงด�ำรงอยู่ในอนิมิตตเจโตสมาธิน้ัน
เท่านั้น ทา่ นก็ปฏบิ ตั ไิ ด้สำ� เร็จ
๑๐. สักกสูตร ว่าด้วยท้าวสักกะ คือ ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้ข้ึนไปยังสวรรค์
ชนั้ ดาวดงึ สไ์ ดส้ นทนาธรรมกบั ทา้ วสกั กะจอมเทพ เรอื่ งการถงึ พระรตั นตรยั เปน็ ทพี่ งึ่ ซงึ่ เปน็ เหตุ
ใหไ้ ดท้ ิพยสมบตั ิ ๑๐ ประการ คือ อายุทิพย์ วรรณะทพิ ย์ สขุ ทพิ ย์ ยศทิพย์ ความเป็นใหญ่ทพิ ย์
รูปทิพย์ เสยี งทพิ ย์ กล่นิ ทพิ ย์ รสทิพย์ และโผฏฐพั พะทิพย์
๑๑. จันทนสูตร ว่าด้วยจันทนเทพบุตร รวมถึงสุยามเทพบุตร สันดุสิตเทพบุตร
สุนิมมิตเทพบุตร และวสวัตดีเทพบุตร ซ่ึงพระธรรมสังคาหกาจารย์น�ำมา รวมและจัดเรียงไว้
โดยย่อในรูปของเปยยาล มีใจความว่า ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้ไปสนทนากับเทพบุตร
เหลา่ นั้นเรือ่ งการถึงพระรตั นตรยั เป็นทพ่ี ึ่งเชน่ เดยี วกับทท่ี ่าน สนทนากับท้าวสกั กะจอมเทพใน
สกั กสูตร ความเต็มของพระสูตรนีเ้ ป็นเชน่ เดยี วกับสกั กสูตร ต่างกนั เพยี งบคุ คล คือ เปลย่ี นจาก
ท้าวสกั กะจอมเทพมาเปน็ เทพบตุ ร ๕ องค์เท่าน้นั
136 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
๗. จิตตสังยตุ
จิตตสังยุต แปลว่า ประมวลเรื่องจิตตคหบดี หมายถึงประมวลพระสูตรที่เกี่ยวกับ
จิตตคหบดี (ชาวเมืองมัจฉิกาสัณฑ์ แคว้นกาสี เจ้าของอัมพาฏกวัน) มีท้ังหมด ๑๐ สูตร
ไม่จดั เป็นวรรค แตล่ ะสูตรมคี วามหมายและใจความส�ำคญั ดังนี้
๑. สัญโญชนสูตร ว่าด้วยสังโยชน์ คือ จิตตคหบดีสนทนาธรรมกับภิกษุท้ังหลาย
เรื่องสังโยชน์กับธรรมที่เกื้อกูลแก่สังโยชน์ว่าต่างกันหรือไม่ จิตตคหบดีเห็นว่าต่างกัน
ทง้ั อรรถและพยัญชนะ โดยอุปมาเรอ่ื งโค ๒ ตวั คอื โคดำ� กับโคขาวที่เขาผกู เชือกรวมกันไวว้ า่
โคทง้ั สองแม้จะเกี่ยวเนอื่ งกนั เพราะเชอื ก แตจ่ ริง ๆ แลว้ ไมเ่ หมอื นกนั เลย ขอ้ น้ฉี นั ใด อายตนะ
ภายในกับอายตนะภายนอกต่างกัน แต่เพราะ อาศัยอายตนะภายในกับอายตนะภายนอก
ฉนั ทราคะจึงเกิด อายตนะภายในกบั อายตนะภายนอกจงึ เกย่ี วเนอื่ งในฉันทราคะนัน้ ก็ฉันน้นั
๒-๓. ปฐมอิสิทัตตสูตร และ ทุติยอิสิทัตตสูตร ต่างว่าด้วยพระอิสิทัตตะ หมายถึง
พระบวชใหม่ในคณะสงฆท์ ่ีมาพกั ในอัมพาฏกวันของจติ ตคหบดี และเปน็ สหายท่ไี มเ่ คยเห็นกัน
ของจิตตคหบดีด้วย แต่มีรายละเอียดต่างกัน คือ ในปฐมอิสิทัตตสูตร จิตตคหบดีถาม
พระเถระทงั้ หลายถึง ๓ ครงั้ วา่ ธาตุ คืออะไร พระอสิ ทิ ัตตะขออนุญาตตอบแทนว่า คือ ธาตุ ๑๘
มี จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ เป็นต้น ในทุติยอิสิทัตตสูตร จิตตคหบดีถามพระเถระ
ท้งั หลายถึง ๓ ครั้งว่า เมือ่ มีอะไร ทฏิ ฐิ ๖๒ ทีพ่ ระผู้มพี ระภาคตรสั ไวใ้ นพรหมชาลสตู ร จงึ มี
เมื่อไม่มีอะไร จึงไม่มี พระอิสิทัตตะขออนุญาตตอบแทนว่า เม่ือมีสักกายทิฏฐิ ทิฏฐิ ๖๒
จึงมี เมื่อไม่มีสักกายทิฏฐิ จึงไม่มี พร้อมท้ังอธิบายว่า สักกายทิฏฐิมีได้เพราะเห็นขันธ์ ๕
เป็นอัตตา ถ้าไม่เห็นขันธ์ ๕ เป็นอัตตา สักกายทิฏฐิก็มีไม่ได้ ค�ำตอบน้ีท�ำให้จิตตคหบดีพอใจ
จึงไดร้ ้จู กั กนั วา่ ทง้ั สองเปน็ สหายกันมานานแล้ว แตย่ งั ไมเ่ คยเหน็ กัน
๔. มหกปาฏิหาริยสูตร ว่าด้วยพระมหกะแสดงปาฏิหาริย์ คือ พระมหกะผู้เป็น
พระบวชใหม่ในคณะสงฆ์ที่มาพักในอัมพาฏกวันของจิตตคหบดี แต่เป็นผู้มีฤทธ์ิมาก สามารถ
แสดงฤทธิ์ให้มีลมเย็นและฝนตกลงมาขจัดความร้อนในขณะนั้นได้ จิตตคหบดีเห็นแล้วนิมนต์
ใหแ้ สดงฤทธ์ใิ ห้ดบู า้ ง
๕-๖. ปฐมกามภสู ตู ร และ ทตุ ิยกามภูสูตร ต่างวา่ ด้วยพระกามภู คือ ท่านพระกาม
ภไู ปพักอยูท่ อี่ ัมพาฏกวัน ได้สนทนาธรรมกบั จิตตคหบดี เรอื่ งท่สี นทนากันตา่ งกัน คอื ในปฐม-
กามภสู ตู ร ทา่ นพระกามภยู กพระคาถาพทุ ธภาษติ บทหนง่ึ ขนึ้ ถามจติ ตคหบดวี า่ เขา้ ใจวา่ อยา่ งไร
จิตตคหบดีน่ิงคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงอธิบายความหมายของพระคาถานั้นแต่ละค�ำ ในทุติยกามภูสูตร
เลม่ ท่ี ๑๐ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๘ 137
จิตตคหบดีเป็นผู้ถามปัญหาธรรม ท่านพระกามภูเป็นผู้ตอบ เรื่องสังขาร ๓ ประเภท คือ
กายสงั ขาร วจสี งั ขาร และจติ ตสงั ขาร การถามตอบเปน็ ไปอยา่ งลกึ ซงึ้ นา่ สนใจมาก เพราะผถู้ าม
ถามจากประสบการณท์ างการปฏิบัติ และผู้ตอบตอบจากผลแหง่ การปฏิบตั ิเชน่ กนั
๗. โคทตั ตสตู ร ว่าด้วยพระโคทัตตะ คือ ท่านพระโคทัตตะขณะพกั อยทู่ ีอ่ ัมพาฏกวัน
ถามจิตตคหบดีว่า อัปปมาณาเจโตวิมุตติ อากิญจัญญาเจโตวิมุตติ สุญญตาเจโตวิมุตติ และ
อนิมิตตาเจโตวิมุตติมีอรรถต่างกัน มีพยัญชนะต่างกัน หรือมีอรรถอย่างเดียวกันต่างกัน
แต่พยญั ชนะ จิตตคหบดตี อบแยกเป็น ๒ ประเดน็ คอื เหตทุ ่ีทำ� ใหธ้ รรม ๔ ประการน้ตี ่างกนั
ทงั้ อรรถและพยญั ชนะกม็ อี ยู่ และเหตทุ ่ที �ำให้มีอรรถอย่างเดยี วกนั ต่างกันแต่พยัญชนะก็มอี ยู่
แลว้ อธิบายเหตเุ หลา่ น้นั โดยละเอยี ด
๘. นิคณั ฐนาฏปุตตสูตร ว่าดว้ ยนิครนถ์ นาฏบุตร คอื นคิ รนถ์ นาฏบตุ ร ขณะไปพกั
ทอี่ มั พาฏกวนั พร้อมดว้ ยนคิ รนถบรษิ ัท ไดถ้ ามจิตตคหบดวี า่ “ท่านเช่อื หรือไม่ว่า สมณโคดมมี
สมาธิท่ีไม่มีวิตก วจิ าร มีความดับวติ ก วิจาร” เมือ่ จติ ตคหบดตี อบวา่ ไม่เช่ือ นคิ รนถ์ นาฏบุตร
จึงกล่าวยกย่องชมเชยให้บริษัทของตนฟังว่า คหบดีน้ีเป็นคนตรง ไม่โอ้อวด ไม่มีมารยา
แต่เม่ือจิตตคหบดีขยายความว่า ท่ีไม่เช่ือพระสมณโคดมอย่างนั้น เพราะตัวเองก็ได้บรรลุ
ฌานเหล่านั้นแล้ว จึงไม่ต้องเชื่อสมณพราหมณ์ใด ๆ นิครนถ์ นาฏบุตรจึงพูดกลับค�ำว่า
จติ ตคหบดเี ปน็ คนไม่ตรง เป็นคนโออ้ วด มมี ารยา
๙. อเจลกสั สปสตู ร วา่ ดว้ ยอเจลกสั สปะ คอื อเจลกสั สปะผเู้ ปน็ สหายเกา่ ของจติ ตคหบดี
ไดม้ าพกั ทอ่ี มั พาฏกวนั จติ ตคหบดที ราบ จงึ ไปสนทนาธรรมดว้ ยความสนทิ สนมยง่ิ อเจลกสั สปะ
ยอมรับว่าได้บวชเป็นนักบวชเปลือยมา ๓๐ ปีแล้ว ไม่ได้ญาณทัสสนะอันประเสริฐอะไรเลย
ซ่ึงต่างกับจิตตคหบดีท่ียืนยันว่าได้เป็นอุบาสกของพระพุทธเจ้ามา ๓๐ ปี และได้บรรลุ
ฌานสมาบตั ชิ น้ั สงู ในทีส่ ุดจิตตคหบดนี ำ� สหายเกา่ ไปขอบรรพชาอุปสมบทกับพระรูปหน่ึง และ
ไม่นานทา่ นพระอเจลกัสสปะก็ได้บรรลเุ ป็นพระอรหนั ต์
๑๐. คลิ านทสั สนสตู ร วา่ ดว้ ยการเยย่ี มผปู้ ว่ ย คอื ขณะทจี่ ติ ตคหบดปี ว่ ยหนกั มเี ทวดา
จ�ำนวนมากท่ีสถติ อยู่ในปา่ ที่ต้นไม้ ต้นหญ้า และตน้ ไม้ทเี่ ปน็ เจ้าป่า ได้มาเยี่ยมไข้ และได้กล่าว
แนะน�ำให้ปรารถนาขอไปเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ซึ่งจิตตคหบดีตอบว่า ไม่ต้องการ เพราะ
ไม่เท่ียง ไม่ยั่งยืน ต้องละจากไป พวกญาติมิตรสหายที่มาเยี่ยมไข้เข้าใจว่าจิตตคหบดีบ่นเพ้อ
เพราะพิษไข้ จึงพูดปลอบใจ จิตตคหบดีจึงเล่าเรื่องให้คนเหล่าน้ันฟัง และสอนให้คนเหล่าน้ัน
นบั ถือพระรตั นตรัยเปน็ ท่พี ง่ึ ตลอดไป
138 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
๘. คามณสิ งั ยตุ
คามณสิ งั ยตุ แปลว่า ประมวลเรอื่ งผูใ้ หญบ่ ้าน หมายถงึ ประมวลพระสูตรทเี่ กยี่ วกับ
ผ้ใู หญบ่ า้ น มที ้ังหมด ๑๓ สตู ร ไม่จัดแบ่งเปน็ วรรค แต่ละสตู รมคี วามหมาย และใจความสำ� คัญ
ดงั นี้
๑. จัณฑสูตร วา่ ดว้ ยผใู้ หญบ่ ้านช่ือจณั ฑะ คือ ผใู้ หญ่บา้ นชอ่ื จัณฑะ (ผูด้ รุ า้ ย) เขา้ เฝ้า
พระผู้มีพระภาคทูลถามว่า เพราะเหตุไรคนบางคนจึงดุร้ายและเพราะเหตุไร คนบางคนจึง
สงบเสงยี่ ม ตรสั ตอบว่า คนท่ีดุร้ายเพราะละราคะ โทสะ โมหะไม่ได้ คนท่ีสงบเสงยี่ มเพราะละ
อกศุ ลธรรมเหล่านั้นได้
๒. ตาลปุตตสูตร ว่าด้วยผู้ใหญ่บ้านชื่อตาลบุตร คือ ผู้ใหญ่บ้านตาลบุตรเข้าเฝ้า
พระผมู้ ีพระภาคทูลถามว่า ทีอ่ าจารย์และปาจารย์ทางการฟ้อนรำ� กล่าวว่า “นักฟอ้ นรำ� ท่ีท�ำให้
ประชาชนหัวเราะร่ืนเริงด้วยค�ำจริงบ้าง เท็จบ้าง กลางโรงละคร กลางงานมหรสพ หลังจาก
ตายแล้วจะเข้าถึงความเป็นผู้อยู่ร่วมกับเหล่าเทวดาช่ือปหาสะ” นั้น พระองค์ทรงเห็นอย่างไร
ตรัสหา้ มมใิ หถ้ ามเรื่องน้ี แต่ผู้ใหญบ่ า้ นตาลบุตรก็เพยี รถามถึง ๓ คร้ัง จงึ ตรัสตอบว่า นักฟอ้ นรำ�
ทีม่ ัวเมาประมาท อาศัยราคะ โทสะ และโมหะทำ� ใหค้ นอ่นื มัวเมาประมาทเหมือนตน หลงั จาก
ตายแล้ว จะไปเกิดในนรกชื่อปหาสะ ถ้าท�ำให้คนอื่นหัวเราะร่ืนเริงด้วยค�ำจริงบ้าง เท็จบ้าง
หลงั จากตายแลว้ จะเขา้ ถงึ ความเปน็ ผอู้ ยรู่ ว่ มกบั เหลา่ เทวดาชอื่ ปหาสะ แตเ่ พราะมคี วามเหน็ ผดิ
จึงมคี ติ ๒ อยา่ ง คือ ไปเกิดในนรกหรือไมก่ ไ็ ปเกดิ ในก�ำเนิดสตั ว์ดริ ัจฉาน ผู้ใหญบ่ า้ นตาลบุตร
เสยี ใจรอ้ งไห้ท่ีถูกลวงให้หลงเชื่อมานาน
๓. โยธาชีวสูตร ว่าด้วยผู้ใหญ่บ้านชื่อโยธาชีวะ คือ ผู้ใหญ่บ้านชื่อโยธาชีวะ เข้าเฝ้า
พระผู้มีพระภาคทูลถามว่า ท่ีนักรบอาชีพผู้เป็นอาจารย์และปาจารย์กล่าวว่า “นักรบอาชีพท่ี
พยายามต่อสใู้ นสงครามจนถูกนกั รบอาชีพฝา่ ยตรงกนั ข้ามสังหารจนส้นิ ชีวติ หลงั จากตายแล้ว
นักรบนั้นไปเกิดในหมู่เทวดาช่ือสรชิต” พระองค์ทรงเห็นอย่างไร ตรัสห้ามมิให้ถามเรื่องนี้ถึง
๓ คร้งั เม่อื ผู้ใหญ่บ้านช่ือโยธาชวี ะทูลถามต่อไปอกี จึงตรสั ตอบว่า ถ้านกั รบอาชพี ทถี่ กู สังหาร
มีความคิดอาฆาตมาดร้ายฝ่ายศัตรู หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในนรกช่ือสรชิต แต่ถ้าเขา
พยายามท�ำสงครามตามหน้าท่ี เมื่อถูกฝ่ายตรงข้ามสังหารจนสิ้นชีวิต จะเข้าถึงความเป็น
ผู้อยู่ร่วมกับเหล่าเทวดาชื่อสรชิต แต่เพราะเขามีมิจฉาทิฏฐิ เขาจึงมีคติ ๒ อย่าง คือ ไปเกิด
ในนรก หรือไม่ก็ไปเกิดในก�ำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ผู้ใหญ่บ้านช่ือโยธาชีวะเสียใจร้องไห้ท่ีถูกลวง
ให้หลงเชอื่ มานาน
เล่มท่ี ๑๐ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๑๘ 139
๔-๕. หตั ถาโรหสตู ร วา่ ดว้ ยผใู้ หญบ่ า้ นชอื่ หตั ถาโรหะ และ อสั สาโรหสตู ร วา่ ดว้ ยผใู้ หญ่
บา้ นช่อื อสั สาโรหะ มสี าระสำ� คญั เหมอื นในโยธาชีวสูตร
๖-๙. อสิพันธกปุตตสูตร ว่าด้วยผู้ใหญ่บ้านช่ืออสิพันธกบุตร เขตตูปมสูตร ว่าด้วย
อุปมาด้วยนา สงั ขธมสูตร วา่ ดว้ ยคนเป่าสงั ข์ และ กลุ สตู ร วา่ ด้วยเหตุทท่ี ำ� ใหต้ ระกลู คบั แคน้
ท้ัง ๔ สูตรน้ีมีความสัมพันธ์กัน เพราะเป็นเร่ืองท่ีพระผู้มีพระภาคทรงตอบปัญหาของ
ผใู้ หญบ่ า้ นอสิพนั ธกบุตรผเู้ ป็นสาวกของนิครนถ์คนเดยี ว กัน มีใจความส�ำคัญ ดงั นี้
ในอสิพันธกปตุ ตสูตร ผใู้ หญบ่ า้ นชื่ออสพิ นั ธกบตุ รทูลถามวา่ ทรงสามารถทำ� ใหค้ นตาย
กลับฟื้นขนึ้ มา ทรงสอนใหร้ ชู้ อบ ใหไ้ ปเกดิ ในสวรรค์ เหมือนพวกพราหมณ์ชาวปัจฉาภมู ิไดห้ รอื
ไม่ ตรัสตอบแบบปฏิปจุ ฉาและอุปมาโวหารว่า คนทปี่ ระกอบด้วยอกศุ ลกรรมบถ ๑๐ ประการ
มหาชนชว่ ยกนั สวดออ้ นวอน สวดสรรเสรญิ ทำ� พธิ กี รรมขอใหไ้ ปเกดิ ในสวรรค์ ผนู้ น้ั จะไปเกดิ ใน
สวรรคไ์ ดห้ รอื ไม่ เมอื่ อสพิ นั ธกบตุ รทลู ตอบวา่ ไมไ่ ด้ จงึ ตรสั อปุ มาใหฟ้ งั วา่ เหมอื นกอ้ นหนิ ใหญท่ ี่
จมนำ�้ ไมอ่ าจลอยขึน้ ตามค�ำอ้อนวอน คำ� สรรเสรญิ และพธิ กี รรมของมหาชน ในทางตรงกนั ข้าม
คนท่ีประกอบด้วยกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ ถึงมหาชนจะสวดอ้อนวอน สวดสรรเสริญ
ท�ำพิธีกรรมขอให้ไปตกนรก ผู้นั้นก็ไม่ไปตกนรกแน่นอน เหมือนเนยใสท่ีลอยน�้ำย่อมไม่จมน้�ำ
ตามคำ� อ้อนวอน คำ� สรรเสริญ และพธิ กี รรมของมหาชน
ในเขตตูปมสูตร ผู้ใหญ่บ้านชื่ออสิพันธกบุตรทูลถามว่า พระผู้มีพระภาคทรงเอ็นดู
มุ่งประโยชน์ต่อสรรพสัตว์มิใช่หรือ ท�ำไมจึงทรงแสดงธรรมโดยเคารพแก่คนบางพวก ไม่ทรง
แสดงธรรมโดยเคารพแก่คนบางพวก (ผู้ถามต้องการโจมตีว่าทรงเลือกปฏิบัติ) ตรัสตอบว่า
ทรงเอ็นดูมุ่งประโยชน์ต่อสรรพสัตว์จริง คือ ทรงแสดงธรรมโดยเคารพต่อสรรพสัตว์เสมอกัน
แต่ท่ีทรงแสดงแก่คนบางพวกก่อน ก็เพราะทรงเอ็นดูมุ่งประโยชน์ต่อคนเหล่านั้นผู้พร้อมจะ
ฟังธรรมเทศนาก่อน ทรงเปรียบให้ฟังว่า พระองค์เหมือนชาวนาที่ฉลาดผู้เลือกหว่านพืชในนา
ชั้นดีก่อน แล้วหว่านในนาช้ันปานกลาง ส่วนนาชั้นเลวซ่ึงมีดินแข็ง ดินเค็ม พื้นดินไม่ดีนั้น
ชาวนาจะหว่านพืชบ้าง ไม่หว่านพืชบ้างก็ได้ นอกจากน้ียังทรงอุปมาด้วยคนตักน้�ำใส่โอ่ง
๓ ชนดิ คือ (๑) โอ่งไม่ร้าว น�ำ้ ไม่ซึม (๒) โอง่ ไม่รา้ ว แตน่ �ำ้ ซมึ ออกได้ (๓) โอง่ ร้าว และน�ำ้ ซึม
ออกได้ โอง่ ๓ ชนิดนี้ แม้คนตักน�้ำจะใส่น้ำ� ลงเท่า ๆ กัน กย็ ่อมรบั น้�ำไวไ้ ด้ไมเ่ ท่ากนั ข้อน้ฉี นั ใด
ผู้ฟงั พระธรรมเทศนาก็รบั ธรรมไวไ้ ด้ไม่เทา่ กันฉนั นัน้
ในสังขธมสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสถามผู้ใหญ่บ้านช่ืออสิพันธกบุตรว่า นิครนถ์
นาฏบุตรแสดงธรรมแก่สาวกอย่างไร เขาทูลตอบว่า ผู้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม
และผู้พูดเท็จ ทั้งหมดตอ้ งไปสอู่ บาย ตกนรก กรรมใดมีมาก กรรมนั้น ๆ น�ำบุคคลไป ทรงแย้งวา่
140 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสุตตนั ตปิฎก
ถ้าเป็นเช่นน้ันจริง ก็แสดงว่าไม่มีผู้ใดไปเกิดในอบาย ในนรกเลย เพราะการฆ่าสัตว์ก็ดี
การลกั ทรพั ยก์ ด็ ี การประพฤตผิ ดิ ในกามกด็ ี การพดู เทจ็ กด็ ี ตอ้ งทำ� ในเวลาขณะตน่ื ขณะนอนหลบั
ท�ำไม่ได้ ทรงถามว่า เวลาท�ำกรรมกับเวลาไม่ท�ำกรรมของคนคนหนึ่ง เวลาไหนมีมากกว่ากัน
เม่ือผ้ใู หญ่บ้านช่อื อสิพนั ธกบุตรทูลตอบว่า เวลาไม่ทำ� กรรมมมี ากกวา่ จงึ ทรงสรุปวา่ ไมม่ กี รรม
ใดท่ีจะถือว่า “มีมาก” เม่ือไม่มีกรรมมาก ก็ไม่มีกรรมที่น�ำบุคคลไปสู่อบาย นรก ความเห็น
ของนคิ รนถ์ นาฏบตุ ร จึงเป็นความเหน็ ผิด แลว้ ทรงสอนธรรมตามทีไ่ ด้ตรัสร้โู ดยชอบ และทรง
สรุปว่า เม่ือปฏิบัติธรรมได้ผลสมควรแก่กรรมแล้ว ให้แผ่เมตตาจิต กรุณาจิต มุทิตาจิต และ
อเุ บกขาจติ ไปในทิศทั้งหลายเหมอื นคนมีก�ำลงั เป่าสงั ขใ์ ห้ไดย้ นิ โดยทัว่ กนั
ในกลุ สตู ร ผใู้ หญบ่ า้ นชอื่ อสพิ นั ธกบตุ รไดร้ บั คำ� แนะนำ� ใหม้ าโตว้ าทะกบั พระผมู้ พี ระภาค
เร่ืองเหตุท่ีท�ำให้ตระกูลคับแค้น โดยยกเหตุการณ์ท่ีพระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์เสด็จ
เท่ียวบิณฑบาตจากชาวบ้านผูป้ ระสบภัยขา้ วยากหมากแพง ทก่ี ำ� ลงั เกดิ ขึน้ อยา่ งรนุ แรงในเมือง
นาฬนั ทาขณะนนั้ มาเปน็ เงอ่ื นไข พระผมู้ พี ระภาคจงึ ทรงแสดงเหตใุ หต้ ระกลู คบั แคน้ ๘ ประการ
คอื (๑) จากพระราชา (๒) จากโจร (๓) จากไฟ (๔) จากนำ�้ (๕) จากทรัพย์ทฝ่ี ังไว้เคลื่อนทไี่ ป
(๖) จากการงานท่ีไมด่ ี (๗) จากทรพั ย์ในตระกูลทกี่ ลายเปน็ ถา่ นเพลิง (๘) จากการใช้จา่ ยทรพั ย์
อย่างสุรุ่ยสุร่ายฟุ่มเฟือย ไม่ใช่เพราะการบิณฑบาตของพระองค์ ทรงแสดงว่า การให้ความ
มีสจั จะ ความสำ� รวมเปน็ เหตุให้ตระกลู มงั่ ค่ัง มีทรพั ยม์ าก มีโภคะมาก มเี งนิ ทองมาก
๑๐. มณิจูฬกสูตร ว่าด้วยผู้ใหญ่บ้านช่ือมณิจูฬกะ คือ ผู้ใหญ่บ้านชื่อมณิจูฬกะ
ชาวกรุงราชคฤห์ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคกราบทูลว่า ที่ประชุมข้าราชบริพารพูดกันว่า
สมณะศากยบตุ รควรรบั เงนิ และทองหรอื ไม่ ทา่ นเองไดช้ ใ้ี หท้ ป่ี ระชมุ ยอมรบั วา่ สมณะศากยบตุ ร
ไมค่ วรรบั เงนิ และทอง แลว้ ทลู ถามวา่ ทา่ นพดู ถกู ตอ้ งหรอื ไม่ ตรสั ตอบวา่ ถกู ตอ้ งแลว้ เพราะเงนิ
และทองเหมาะแก่ผู้บรโิ ภคกาม ไมเ่ หมาะแก่สมณะ
๑๑. คันธภกสูตร ว่าด้วยผู้ใหญ่บ้านช่ือคันธภกะ คือ ผู้ใหญ่บ้านชื่อคันธภกะ
ชาวอุรเุ วลกัปปนิคม แคว้นมัลละ เข้าไปเฝา้ พระผมู้ พี ระภาคทูลขอให้ทรงแสดงธรรม พระองค์
จึงทรงแสดงเหตุเกิดแห่งโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ว่าได้แก่ ฉันทะ เช่น
เพราะชาวอุรุเวลกัปปนิคมถูกประหาร ถูกจองจำ� ถูกปรบั ไหม หรอื ถูกตำ� หนโิ ทษ คันธภกะใน
ฐานะผู้ใหญ่บ้านก็มีโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส เพราะคันธภกะมีฉันทะในคน
เหลา่ นัน้
๑๒. ราสิยสูตร ว่าด้วยผู้ใหญ่บ้านชื่อราสิยะ คือ ผู้ใหญ่บ้านชื่อราสิยะ เข้าไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาคทูลถามว่า ท่ีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งกล่าวว่า “พระสมณโคดม ทรงต�ำหนิ
เลม่ ท่ี ๑๐ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๘ 141
ตบะทุกชนิด ทรงชี้โทษและคัดค้านผู้บ�ำเพ็ญตบะทั้งปวงว่า เป็นผู้เศร้าหมองโดยส่วนเดียว”
น้ันเป็นความจริงหรือไม่ ตรัสตอบว่า ไม่จริง ทรงอธิบาย เร่ืองที่สุด ๒ อย่างท่ีบรรพชิตไม่
ควรเสพ คือ กามสุขัลลิกานุโยคและอัตตกิลมถานุโยค ทรงแสดงมัชฌิมาปฏิปทา คือ มรรค
มีองค์ ๘ ว่า ควรเสพ ทรงแสดงกามโภคีบุคคล ๓ จ�ำพวก จ�ำพวกที่ ๑-๒ แบ่งย่อยเป็น
จำ� พวกละ ๓ จำ� พวก สว่ นจ�ำพวกท่ี ๓ แบ่งย่อยเป็น ๔ จำ� พวก รวมเป็น ๑๐ จ�ำพวก ในจำ� นวนนี้
มีทั้งที่ควรติเตียนและควรสรรเสริญ ทรงแสดงว่า ผู้บ�ำเพ็ญตบะท่ีเป็นอยู่อย่างเศร้าหมอง
๓ จ�ำพวก มีท้ังท่ีควรติเตียนและท่ีควรสรรเสริญ และทรงแสดงธรรม ๓ ประการที่ผู้ปฏิบัติ
จะพงึ เหน็ ชดั ดว้ ยตนเอง
๑๓. ปาฏลิยสูตร ว่าดว้ ยผู้ใหญบ่ า้ นช่อื ปาฏลยิ ะ คือ ผู้ใหญบ่ า้ นชอ่ื ปาฏลิยะเข้าไปเฝา้
พระผมู้ พี ระภาคทลู ถามวา่ ทสี่ มณพราหมณพ์ วกหนง่ึ กลา่ ววา่ “พระสมณโคดมทรงรจู้ กั มารยา”
น้ัน เปน็ ความจรงิ หรือไม่ ตรสั ตอบวา่ เป็นความจริง ทรงอธบิ ายวา่ คำ� วา่ “รจู้ กั มารยา” มีความ
หมายอย่างเดยี วกบั คำ� ว่า “มีมารยา” โดยทรงยกตัวอย่างประกอบว่า ผู้ใหญ่บ้านช่ือปาฏลิยะ
รจู้ กั ทหารผมยาวชาวโกฬยิ ะดวี า่ เปน็ คนทศุ ลี เปน็ คนเลว แตผ่ ใู้ หญบ่ า้ นกพ็ ดู ไมไ่ ดว้ า่ ทหารผมยาว
เป็นคนทุศีล ส่วนผู้ใหญ่บ้านไม่ใช่คนทุศีล ทรงอธิบายต่อไปว่า ทรงรู้ชัดอกุศลกรรมบถ ๑๐
ประการ ผลของอกุศลกรรมบถเหล่าน้ัน และทรงรู้ข้อปฏิบัติท่ีเป็นเหตุให้ผู้มีอกุศลกรรมบถ
เหล่าน้ันหลังจากตายแล้วไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ทรงแสดงว่า สมณพราหมณ์
ผ้มู ที ิฏฐิวา่ “ผูฆ้ ่าสตั ว์ ผลู้ กั ทรัพย์ ผู้ประพฤตผิ ิดในกาม และผพู้ ดู เทจ็ ทงั้ หมดเสวยทกุ ขโทมนสั
ในปจั จบุ ัน ช่อื ว่าเป็นผู้พดู เทจ็ เพราะผู้ฆา่ สัตว์ ผูล้ ักทรพั ย์ ผปู้ ระพฤติผิดในกาม และผพู้ ูดเท็จ
บางคนได้รับพระราชทาน รางวัลอยา่ งดี มีสขุ แต่บางคนได้รับพระราชอาชญา มที กุ ข์
ผู้ใหญบ่ า้ นชื่อปาฏลยิ ะกราบทูลวา่ มีศาสดา ๔ จำ� พวกมาพกั ทบ่ี า้ นพกั คือ
(๑) ผู้มที ฏิ ฐวิ า่ ทานท่ใี ห้แล้วไมม่ ผี ล
(๒) ผู้มีทิฏฐิวา่ ทานมผี ล
(๓) ผู้มที ฏิ ฐิว่า บาป บญุ ไมม่ ี
(๔) ผู้มีทฏิ ฐวิ า่ บาป บุญมี
แลว้ ทูลถามวา่ ผใู้ ดพดู จริง ผใู้ ดพดู เท็จ ตรสั ตอบวา่ สงสัยในสิ่งทคี่ วรสงสัย แลว้ ทรง
แนะนำ� วธิ ีละความสงสัย คือใหป้ ฏบิ ัตธิ รรมสมาธิ
142 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
๙. อสงั ขตสังยุต
อสังขตสังยุต แปลว่า ประมวลเรอ่ื งอสังขตธรรม หมายถึงประมวลพระสตู รทเี่ กย่ี วกับ
อสงั ขตธรรม ซง่ึ แปลวา่ สิง่ ทป่ี ัจจยั ปรุงแต่งไมไ่ ด้ ไดแ้ ก่ ความสน้ิ ราคะ โทสะ โมหะ และธรรม
ท่มี ลี กั ษณะอย่างเดียวกันน้ี ทเ่ี ปน็ ไวพจน์ของนพิ พาน ในสงั ยตุ นี้ มพี ระสตู รทง้ั หมด ๔๔ สตู ร
จัดแบง่ เปน็ วรรคได้ ๒ วรรค ดังมีรายละเอียด ตอ่ ไปน้ี
๙.๑ ปฐมวรรค
ปฐมวรรค แปลว่า หมวดท่ี ๑ มีพระสูตรท้งั หมด ๑๑ สตู ร ตา่ งวา่ ดว้ ยอสังขตธรรมและ
ทางทใี่ หถ้ งึ อสงั ขตธรรม ชอื่ พระสตู รตง้ั ตามชอ่ื ของธรรมทเ่ี ปน็ ทางใหถ้ งึ อสงั ขตธรรม แตล่ ะสตู ร
มคี วมหมายและใจความส�ำคญั ดังน้ี
๑. กายคตาสติสูตร ว่าด้วยกายคตาสติ หมายถึงสติอันเป็นไปในกาย คือ การ
กำ� หนดพิจารณากายน้ีใหเ้ ห็นวา่ ไมส่ ะอาด ไมง่ าม นา่ เกลยี ด
๒. สมถวิปัสสนาสูตร ว่าด้วยสมถะและวิปัสสนา หมายถึงสมถกัมมัฏฐานและ
วปิ สั สนากัมมฏั ฐาน
๓. สวิตักกสวิจารสูตร ว่าด้วยสวิตักกสวิจารสมาธิ หมายถึงสมาธิที่มีท้ังวิตกและ
วิจาร รวมทั้งอวิตกั กวจิ ารสมาธิ (สมาธิที่ไมม่ วี ิตกมีเพยี งวิจาร) และอวิตักกอวิจารสมาธิ (สมาธิ
ทไี่ ม่มที ง้ั วติ กและวิจาร) ซงึ่ เป็นสมาธิในฌาน
๔. สญุ ญตสมาธสิ ตู ร วา่ ดว้ ยสญุ ญตสมาธิ หมายถงึ สมาธกิ ำ� หนดพจิ ารณาอนตั ตลกั ษณะ
เพื่อให้เห็นความว่าง รวมท้ังอนิมิตตสมาธิ (สมาธิก�ำหนดพิจารณาอนิจจลักษณะ) และ
อปั ปณิหิตสมาธิ (สมาธิกำ� หนดพิจารณาทกุ ขลักษณะ)
๕. สตปิ ัฏฐานสูตร วา่ ดว้ ยสตปิ ัฏฐาน หมายถึงการตงั้ สติกำ� หนดพจิ ารณากาย เวทนา
จติ และธรรม รวมเรยี กว่า สติปฏั ฐาน ๔
๖. สัมมัปปธานสูตร ว่าด้วยสัมมัปปธาน คือ ความเพียรชอบ ๔ ประการ ได้แก่
เพยี รระวงั มใิ หบ้ าปอกศุ ลธรรมเกดิ ขน้ึ เพยี รละบาปอกศุ ลธรรมทเ่ี กดิ ขน้ึ แลว้ เพยี รเจรญิ ใหก้ ศุ ล
เกิดข้ึน และเพยี รรกั ษากุศลเหล่านน้ั ไว้
๗. อิทธิปาทสตู ร วา่ ดว้ ยอิทธิบาท หมายถึงทางแห่งความสำ� เรจ็ มี ๔ ประการ คอื
ฉันทะ ความพอใจ วิรยิ ะ ความเพยี ร จติ ตะ ความมีใจจดจ่อ และวมิ ังสา ความไตร่ตรอง
๘. อนิ ทรยิ สตู ร วา่ ดว้ ยอนิ ทรยี ์ หมายถงึ ธรรมทเี่ ปน็ ใหญใ่ นหนา้ ทขี่ องตน มี ๕ ประการ
คอื สัทธา วิรยิ ะ สติ สมาธิ และปญั ญา
เลม่ ที่ ๑๐ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๑๘ 143
๙. พลสูตร ว่าด้วยพละ หมายถงึ ธรรมทเ่ี ปน็ กำ� ลงั มี ๕ ประการ เหมือน อนิ ทรยี ์ ๕
๑๐. โพชฌงั คสตู ร วา่ ดว้ ยโพชฌงค์ หมายถงึ ธรรมทเี่ ปน็ องคแ์ หง่ การตรสั รู้ มี ๗ ประการ
คอื สติ ธมั มวจิ ยะ วิรยิ ะ ปตี ิ ปัสสทั ธิ สมาธิ และอเุ บกขา
๑๑. มัคคงั คสูตร วา่ ดว้ ยองค์แหง่ มรรค หมายถงึ มรรคมอี งค์ ๘ มสี ัมมาทฏิ ฐิ เป็นตน้
พระผมู้ พี ระภาคตรสั วา่ ธรรมแตล่ ะอยา่ งของแตล่ ะสตู รลว้ นเปน็ ทางทใ่ี หถ้ งึ อสงั ขตธรรม
และทรงแนะน�ำใหภ้ กิ ษหุ าทส่ี งดั เจรญิ ธรรมนั้น ๆ เพ่ือจะได้ถงึ อสังขตธรรมตอ่ ไป
๙.๒ ทุตยิ วรรค
ทุตยิ วรรค แปลว่า หมวดท่ี ๒ มพี ระสตู รทัง้ หมด ๓๓ สูตร ต่างว่าด้วยอสังขตธรรม
หรือธรรมท่ีใช้ช่ืออย่างอื่นอีกหลายอย่าง ล้วนเป็นไวพจน์ของนิพพาน และทางท่ีให้ถึง
อสงั ขตธรรมหรอื ธรรมทใ่ี ชช้ อ่ื อยา่ งอน่ื คลา้ ยพระสตู รทง้ั ๑๑ สตู ร ในปฐมวรรค แตใ่ นทตุ ยิ วรรคนี้
มรี ายละเอียดมากกว่า แต่ละสูตรมคี วามหมายและใจความส�ำคัญ ดังน้ี
๑. อสังขตสูตร ว่าดว้ ยอสงั ขตธรรม หมายถึงการสนิ้ ราคะ โทสะ และโมหะ คือพระผู้-
มีพระภาคทรงแสดงทางที่ให้ถึงอสังขตธรรมนี้เหมือนท่ีแสดงไว้ในพระสูตรที่ ๒-๑๑ ของปฐม
วรรค ได้แก่ สมถกัมมัฏฐาน วิปัสสนากัมมัฏมฐาน สวิตักกสวิจารสมาธิ อวิตักกวิจารสมาธิ
อวติ ักกอวิจารสมาธิ สญุ ญตสมาธิ อนิมติ ตสมาธิ อปั ปณหิ ติ สมาธิ สติปฏั ฐาน ๔ สมั มปั ปธาน ๔
อทิ ธบิ าท ๔ อินทรยี ์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘ และทรงแนะน�ำภกิ ษุใหห้ าที่สงัด
เจรญิ ธรรมเหล่านี้ไวท้ ุก ๆ ตอน ซึ่งมีถงึ ๔๕ ตอน เท่ากับธรรม ๔๕ ประการ
๒. อนตสูตร ว่าด้วยความไม่น้อมไป หมายถึงความไม่มีตัณหา ได้แก่ นิพพาน คือ
พระผู้มีพระภาคทรงแสดงทางทใี่ หถ้ ึงความไม่นอ้ มไป ๔๕ ประการ เหมอื นในอสงั ขตสตู ร
๓-๓๒. อนาสวาทิสตู ร ว่าดว้ ยธรรมอนั หาอาสวะมิไดเ้ ป็นตน้ หมายความว่า นอกจาก
ธรรมอนั หาอาสวะมิได้แล้ว ยงั มธี รรมอ่นื ๆ อีก ๒๙ ประการ ซึ่งเท่ากับพระสตู ร ๒๙ สูตร คือ
(๑) สจั จธรรม (๒) ธรรมทเ่ี ปน็ ฝ่งั (๓) ธรรมทีล่ ะเอียดอ่อน (๔) ธรรมท่เี หน็ ได้ยากยง่ิ (๕) ธรรม
ทีไ่ มค่ รำ�่ ครึ (๖) ธรรมที่ยงั่ ยนื (๗) ธรรมท่ีไม่เสื่อมสลาย (๘) ธรรมทีใ่ คร ๆ ไม่พึงเหน็ (๙) ธรรม
ทไ่ี ม่มกี เิ ลสเครอื่ ง ปรงุ แตง่ (๑๐) ธรรมท่ีสงบ (๑๑) อมตธรรม (๑๒) ธรรมทปี่ ระณีต (๑๓) ธรรม
ที่ปลอดภยั (๑๔) ธรรมท่เี กษม (๑๕) ธรรมเปน็ ท่ีสิน้ ตัณหา (๑๖) ธรรมทน่ี ่าอศั จรรย์ (๑๗) ธรรม
ทไี่ มเ่ คยปรากฏ (๑๘) ธรรมทไี่ มม่ ที กุ ข์ (๑๙) ธรรมทไี่ มม่ เี ครอ่ื งรอ้ ยรดั (๒๐) นพิ พาน (๒๑) ธรรม
ที่ไมม่ ีความเบยี ดเบยี น (๒๒) ธรรมทีป่ ราศจากราคะ (๒๓) ความบริสุทธิ์ (๒๔) ความหลุดพน้
(๒๕) ธรรมทีไ่ มม่ คี วามอาลัย (๒๖) ธรรมทเี่ ป็นเกาะ (๒๗) ธรรมเปน็ ท่เี ร้น (๒๘) ธรรมเป็นที่
ตา้ นทาน (๒๙) ธรรมเป็นที่พึง่
144 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสุตตนั ตปิฎก
พระผูม้ พี ระภาคทรงแสดงทางท่ีใหถ้ งึ ธรรมแตล่ ะประการไว้เหมอื ในอสังขตสตู ร กล่าว
คอื ต้องน�ำขอ้ ความในอสงั ขตสูตรมาเตมิ ลงในแต่ละสตู รทัง้ ๒๙ สตู รนี้ พระสตู รละ ๔๕ ตอน
๓๓. ปรายนสูตร ว่าด้วยธรรมเป็นท่ีไปในเบื้องหน้า หมายถึงความสิ้นราคะ โทสะ
และโมหะ คือ พระผูม้ พี ระภาคทรงแสดงทางทใ่ี ห้ถงึ ธรรมเป็นทไี่ ปในเบ้อื งหน้าไว้ ๔๖ ประการ
มีกายคตาสติเป็นต้น ได้แก่ ธรรมท่ีเป็นทางให้ถึงอสังขตธรรม ที่ทรงแสดงไว้ในแต่ละ
พระสตู รทง้ั ๑๑ สตู ร ในปฐมวรรคนัน่ เอง ความเต็มเหมอื น อสงั ขตสูตร แต่พระสูตรนีม้ ีเพ่มิ ขน้ึ
๑ ตอน เป็นตอนท่ี ๑
๑๐. อพั ยากตสงั ยุต
อัพยากตสังยุต แปลว่า ประมวลเรื่องอัพยากตปัญหา หมายถึงประมวลพระสูตร
ที่เก่ียวกับอัพยากตปัญหา คือ ปัญหาท่ีพระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ (ไม่ทรงตอบ) ได้แก่
ปัญหาท่ีเกี่ยวกับอันตคาหิกทิฏฐิ (ความเห็นท่ียึดถือท่ีสุด) มี ๑๐ อย่างคือ (๑) โลกเท่ียง
(๒) โลกไม่เที่ยง (๓) โลกมีที่สุด (๔) โลกไม่มีท่ีสุด (๕) ชีวะอันน้ัน สรีระก็อันนั้น (ชีวะกับ
สรีระไม่ต่างกัน) (๖) ชีวะอย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหน่ึง (๗) สัตว์ (ภาษาเดิมใช้ว่า ตถาคต)
ตายแล้วเกดิ อีก (ไม่สญู ) (๘) สตั วต์ ายแล้วไมเ่ กดิ อกี (สูญ) (๙) สตั ว์ตายแลว้ เกิดอกี กม็ ี ไม่เกิด
อีกก็มี (บาง อย่างเทย่ี ง บางอยา่ งไม่เที่ยง) (๑๐) สตั ว์ตายแลว้ จะวา่ เกดิ อีกก็มใิ ช่ จะว่าไมเ่ กดิ อีก
ก็มิใช่ (คือ พูดใหต้ ายตัวลงไปไม่ได้)
อันตคาหิกทิฏฐิเหล่านี้มีรายละเอียดในพรหมชาลสูตร ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค
พระไตรปิฎกเล่ม ๙ และในทิฏฐิกถา ปฏิสัมภิทามรรค พระไตรปิฎกเล่ม ๓๑ ในสังยุตน้ี
ประมวลพระสตู รทเ่ี กยี่ วกบั อนั ตคาหกิ ทฏิ ฐิ มที งั้ หมด ๑๑ สตู ร ไมจ่ ดั แบง่ เปน็ วรรค แตล่ ะสตู รมี
ความหมายและใจความส�ำคัญ ดังนี้
๑. เขมาสตู ร วา่ ดว้ ยเขมาภกิ ษณุ ี คอื เขมาภกิ ษณุ ผี เู้ ปน็ อคั รสาวกิ าของพระผมู้ พี ระภาค
ขณะจารกิ ไปพักอย่ทู โ่ี ตรณวัตถุ ระหว่างกรงุ สาวตั ถกี บั เมืองสาเกต พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จ
ไปพบและได้สนทนากนั พระเจ้าปเสนทโิ กศลตรสั ถามถงึ อนั ตคาหกิ ทฏิ ฐิข้อท่ี ๗-๑๐ พระเถรี
ถวายพระพรวา่ เปน็ ปัญหาทพี่ ระผูม้ พี ระภาค ไม่ทรงตอบ ทา้ วเธอตรสั ถามถึงสาเหตุทีไ่ ม่ทรง
ตอบ พระเถรีถวายพระพรเป็นเชิงปฏิปุจฉาพยากรณ์และอุปมาโวหาร ความว่า นักค�ำนวณ
นกั ประเมนิ หรอื นกั ประมวลไมส่ ามารถจะนบั ทรายในแมน่ ำ�้ คงคาใหถ้ กู ตอ้ งวา่ มปี ระมาณเทา่ นนั้
เท่าน้ีเม็ด ไม่สามารถจะนับน้�ำในมหาสมุทรได้ถูกต้องว่า มีประมาณเท่านั้นเท่าน้ีอาฬหกะ
เลม่ ท่ี ๑๐ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๑๘ 145
(ทะนาน) ฉันใด การจะบัญญัติตถาคต (ในท่ีน้ีพระเถรียักย้ายให้หมายถึงพระพุทธเจ้าอย่าง
ท่ีใช้ในพระพุทธศาสนา) ว่า หลังจากตายแล้ว “พระตถาคตเกิดอีก” ก็ดี “ไม่เกิดอีก” ก็ดี
“ท้ังเกิดอีกและไม่เกิดอีก” ก็ดี และ “จะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่” ก็ดี ล้วนไม่
ถูกต้องท้ังสิ้น ฉันน้ัน เพราะจะบัญญัติตถาคตด้วยรูป เวทนา สัญญา สังขาร หรือวิญญาณ
อยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ รปู เวทนา สญั ญา สงั ขาร และวญิ ญาณเชน่ นน้ั พระตถาคตทรงละไดเ้ ดด็ ขาด
แบบถอนรากถอนโคน ไม่มีทางจะเกิดขึน้ ได้อกี แลว้
ต่อมา พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ทูลถามปัญหาเหล่าน้ีกับพระผู้มีพระภาคอีก พระองค์
กต็ รสั ตอบอยา่ งเดยี วกบั ทพ่ี ระเถรตี อบ ทา้ วเธอจงึ ตรสั ชมเชยวา่ “นา่ อศั จรรยจ์ รงิ ไมเ่ คยปรากฏ
ที่อรรถกับอรรถ พยัญชนะกับพยัญชนะของพระศาสดากับของพระสาวิกาเทียบเคียงกันได้
เหมือนกันไมผ่ ดิ เพ้ียนในบททส่ี ำ� คัญ”
๒. อนุราธสูตร ว่าด้วยพระอนุราธะ คือ ปริพาชกพวกหนึ่งถามท่านพระอนุราธะว่า
พระตถาคตเป็นอุดมบุรุษ เป็นบรมบุรุษ ทรงบรรลุธรรมท่ีควรบรรลุอย่างยอดเย่ียม เมื่อ
จะทรงบญั ญตั ติ ถาคตใหเ้ หมาะสมกับพระคณุ ข้อนี้ จะบัญญัติดว้ ยฐานะ ๔ อย่างไดห้ รือไม่ คือ
(๑) หลงั จากตายแลว้ ตถาคตเกดิ อีก (๒) หลงั จากตายแล้ว ตถาคตไม่เกิดอกี (๓) หลังจาก
ตายแล้ว ตถาคตเกดิ อกี และไม่เกดิ อีก (๔) หลงั จากตายแลว้ ตถาคตจะวา่ เกิดอกี ก็มิใช่ จะวา่
ไมเ่ กดิ อีกก็มใิ ช่ พระเถระตอบวา่ ไมไ่ ด้ ตอ้ งบญั ญัติตถาคตเว้นฐานะ ๔ อย่างนี้ พวกปรพิ าชก
จึงกล่าวประณามพระเถระว่าเป็นผู้โง่เขลา แล้วจากไป พระเถระเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค
กราบทูลเรื่องการสนทนาน้ันให้ทรงทราบแล้วทูลถามว่า ถ้าพวกปริพาชกซักไซ้ในเรื่องน้ี
ต่อไปอีก จะตอบเขาอย่างไร ตรัสตอบอย่างละเอียด มีสาระคล้ายกับพระสูตรที่ ๑ แต่ทรง
ขยายความให้ลึกซ้ึงกว้างขวางกว่ามาก นับเป็นพระสูตรที่น่าศึกษามาก โดยเฉพาะผู้สนใจ
ปรชั ญาอินเดียโบราณ
๓-๖. ปฐมสารีปตุ ตโกฏฐติ สูตร ทุตยิ สารปี ตุ ตโกฏฐิตสตู ร ตตยิ สารปี ุตตโกฏฐิตสตู ร
และ จตตุ ถสารปี ตุ ตโกฏฐติ สตู ร ตา่ งวา่ ด้วยพระสารีบตุ รและพระมหาโกฏฐติ ะ คอื พระเถระ
ทั้งสองสนทนาธรรมกันด้วยเรื่องอันตคาหิกทิฏฐิข้อที่ ๗-๑๐ เหมือน ๒ สูตรแรกในสังยุตนี้
แต่ในพระสูตรท่ี ๓-๖ น้ี อธิบายเหตุที่พระผู้มีพระภาคไม่ทรงตอบปัญหา ๔ ข้อน้ีไว้หลายนัย
ในปฐมสารีปุตตโกฏฐิตสูตร ทุติยสารีปุตตโกฏฐิตสูตร และตติยสารีปุตตโกฏฐิตสูตร ท่าน
พระมหาโกฏฐิตะเป็นผู้ถาม ท่านพระสารีบุตรเป็นผู้ตอบ ในจตุตถสารีปุตตโกฏฐิตสูตร
ท่านพระสารบี ุตร เปน็ ผถู้ าม ทา่ นพระมหาโกฏฐติ ะเปน็ ผตู้ อบ มใี จความสำ� คญั ดังนี้
ในปฐมสารีปุตตโกฏฐิตสูตร ท่านพระมหาโกฏฐิตะถามปัญหาเก่ียวกับอันตคาหิกทิฏฐิ
ข้อท่ี ๗-๑๐ ทีละข้อ ท่านพระสารีบุตรตอบปฏิเสธทีละข้อว่า พระผู้มีพระภาคไม่ทรงตอบ
146 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก
เมื่อพระมหาโกฏฐิตะถามถึงสาเหตุท่ีไม่ทรงตอบ พระเถระตอบว่า เพราะค�ำว่า “หลังจาก
ตายแลว้ ตถาคตเกิดอกี ” กด็ ี ค�ำวา่ “หลงั จากตายแล้ว ตถาคตไมเ่ กิดอีก” กด็ ี คำ� วา่ “หลังจาก
ตายแล้ว ตถาคตเกิดอกี และไม่เกิดอกี ” ก็ดี ค�ำว่า “หลังจากตายแล้ว ตถาคตจะว่าเกดิ อีกกม็ ิใช่
จะว่าไมเ่ กดิ อีกก็มิใช”่ กด็ ี ล้วนเปน็ สกั วา่ ขันธ์ ๕
ในทุติยสารีปุตตโกฏฐิตสูตร ท่านพระมหาโกฏฐิตะถามย้�ำค�ำถามเดิมว่า เพราะเหตุไร
พระผู้มีพระภาคจึงไม่ทรงตอบปัญหาเก่ียวกับอันตคาหิกทิฏฐิข้อที่ ๗-๑๐ ท่านพระสารีบุตร
ตอบวา่ ลัทธิทว่ี ่า “หลงั จากตายแลว้ ตถาคตเกิดอีก” ก็ดี ลัทธทิ วี่ ่า “หลงั จากตายแลว้ ตถาคต
ไม่เกิดอกี ” กด็ ี ลัทธิทวี่ า่ “หลงั จากตายแล้ว ตถาคตเกดิ อกี และไมเ่ กดิ อีก” กด็ ี และลทั ธิทว่ี ่า
“หลังจากตายแล้ว ตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่” ก็ดี ล้วนเป็นลัทธิท่ีมีแก่
บคุ คลผูไ้ ม่รไู้ ม่เห็นรูป เหตเุ กดิ รปู ความดบั รปู ปฏิปทาใหถ้ ึงความดับรปู ผไู้ ม่รู้ ไมเ่ หน็ เวทนา
เหตุเกิดเวทนา ความดับเวทนา ปฏิปทาให้ถึงความดับเวทนา ผู้ไม่รู้ ไม่เห็นสัญญา เหตุเกิด
สัญญา ความดับสัญญา ปฏิปทาให้ถึงความดับสัญญา ผู้ไม่รู้ ไม่เห็นสังขาร เหตุเกิดสังขาร
ความดับสงั ขาร ปฏิปทาให้ถงึ ความดบั สังขาร ผไู้ มร่ ไู้ มเ่ ห็นวิญญาณ เหตเุ กดิ วิญญาณ ความดบั
วญิ ญาณ ปฏปิ ทาใหถ้ งึ ความดับวญิ ญาณตามความเปน็ จริง
ในตตยิ สารปี ตุ ตโกฏฐติ สตู ร ทา่ นพระมหาโกฏฐติ ะถามยำ�้ คำ� ถามเดมิ อกี ทา่ นพระสารบี ตุ ร
ตอบค�ำถามนั้นอีกนัยหนึ่งว่า ลัทธิทั้ง ๔ อย่างนี้ล้วนมีแก่บุคคลผู้ยังมีราคะ ฉันทะ ความรัก
ความกระหาย ความเร่ารอ้ น และตัณหาในรปู เวทนา สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณ ไม่มีแก่ผ้ปู ราศ
จากกเิ ลสเหล่าน้ัน
ในจตุตถสารีปุตตโกฏฐิตสูตร ท่านพระสารีบุตรออกจากท่ีเร้นในเวลาเย็นเข้าไป
หาท่านพระมหาโกฏฐิตะถามปัญหาอย่างเดียวกับที่ท่านพระมหาโกฏฐิตะถามในพระสูตร
ท่ีแลว้ ๆ มา ทา่ นพระมหาโกฏฐิตะตอบว่า เพราะลทั ธิทงั้ ๔ อยา่ งนมี้ ีแกบ่ คุ คลผชู้ ่นื ชม ยนิ ดี
บนั เทงิ ในรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ไม่มีแกผ่ ู้ไมช่ ่ืนชม ยนิ ดี บันเทิงในขันธ์ ๕ น้ี
เม่ือท่านพระสารีบุตรถามว่า มีเหตุผลอย่างอ่ืนอีกหรือไม่ ท่านพระมหาโกฏฐิตะ
ตอบว่า มี คือ เพราะลัทธิทั้ง ๔ อย่างนี้มีแก่บุคคลผู้ชื่นชมยินดี บันเทิง ในภพ ไม่รู้ ไม่เห็น
ความดับภพตามความเป็นจริง ไม่มีแก่บุคคลผู้ไม่ช่ืนชม ไม่ยินดี ไม่บันเทิงในภพ ผู้รู้
เหน็ ความดับภพตามความเป็นจรงิ
... มีแก่บุคคลผชู้ น่ื ชม ยินดี บันเทงิ ในอปุ าทาน ไม่รู้ ไม่เห็นความดับอปุ าทานตามความ
เป็นจริง ไม่มีแก่บคุ คลผ้มู ีนยั ตรงกันขา้ ม
... มีแก่บุคคลผู้ช่ืนชม ยินดี บันเทิงในตัณหา ไม่รู้ ไม่เห็นความดับตัณหาตามความ
เปน็ จริง ไมม่ ีแกบ่ ุคคลผ้มู นี ัยตรงกนั ข้าม
เล่มที่ ๑๐ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๑๘ 147
๗. โมคคัลลานสูตร ว่าด้วยพระมหาโมคคัลลานะ คือ ท่านพระมหาโมคคัลลานะ
ตอบปญั หาเกย่ี วกบั อนั ตคาหกิ ทฏิ ฐทิ ง้ั ๑๐ อยา่ งของปรพิ าชกชอ่ื วจั ฉโคตรวา่ พระผมู้ พี ระภาค
ไม่ทรงตอบ เมื่อวัจฉโคตรปริพาชกถามต่อไปว่า เพราะเหตุไร พวกปริพาชกจึงตอบปัญหา
เหล่านี้ เพราะเหตุไร พระสมณโคดมจึงไม่ตอบ ท่านพระมหาโมคคัลลานะตอบว่า เพราะ
พวกปรพิ าชกเหน็ อายตนะภายใน ๖ คอื จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย และมโน ว่า “น่ันของเรา
เราเป็นน่ัน นั่นเป็นอัตตาของเรา” ส่วนพระผู้มีพระภาคทรงเห็นอายตนะภายในเหล่านั้นว่า
“นั่นไม่ใช่ของเรา เราไมเ่ ปน็ น่นั น่ันไมใ่ ช่อตั ตาของเรา”
วัจฉโคตรปริพาชกเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ทูลถามปัญหาท่ีถามท่านพระมหา-
โมคคัลลานะ พระองค์ตรัสตอบอย่างเดียวกับท่ีพระเถระตอบทุกประการ วัจฉโคตรปริพาชก
กล่าวชมว่า “น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏ ท่ีอรรถกับอรรถ พยัญชนะกับพยัญชนะของ
พระศาสดากบั ของพระสาวกเทียบเคียงกันได้ เหมือนกนั ไมผ่ ิดเพ้ยี นในบทท่ีส�ำคัญ”
๘. วัจฉโคตตสูตร ว่าด้วยวัจฉโคตรปริพาชก คือ วัจฉโคตรปริพาชกเข้าไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาค ทูลถามปัญหาเก่ียวกับอันตคาหิกทิฏฐิ ๑๐ อย่างอีก เม่ือพระผู้มีพระภาค
ทรงยืนยันว่า พระองค์ไม่ตอบปัญหาเหล่าน้ี วัจฉโคตรปริพาชกทูลถามเหตุผลที่พวกปริพาชก
ตอบและพระองค์ไม่ทรงตอบเหมือนในโมคคัลลานสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสตอบอีกนัยหน่ึง
ว่า ท่ีพวกปริพาชกตอบปัญหาเหล่านี้เพราะเห็นรูปโดยความเป็นอัตตา เห็นอัตตาว่ามีรูป
เห็นรูปในอัตตา หรอื เห็นอัตตาในรูป เหน็ เวทนา ... เห็นสัญญา ... เหน็ สงั ขาร ... เห็นวญิ ญาณ
โดยความเป็นอัตตา เห็นอัตตาว่ามีวิญญาณ เห็นวิญญาณในอัตตา หรือเห็นอัตตาในวิญญาณ
ส่วนพระองค์ไม่ทรงเห็นอย่างน้ัน วัจฉโคตรปริพาชกถามท่านพระมหาโมคคัลลานะอีก
พระเถระก็ตอบอย่างเดียวกับทีพ่ ระผมู้ ีพระภาคตรสั ตอบ วจั ฉโคตรปริพาชกก็กล่าวชมอีก
๙.กตุ หู ลสาลาสตู รวา่ ดว้ ยศาลาถกแถลงคอื วจั ฉโคตรปรพิ าชกเขา้ ไปเฝา้ พระผมู้ พี ระภาค
กราบทูลว่า พวกสมณพราหมณ์สนทนากันที่ศาลาถกแถลงเร่ืองท่ีครูท้ัง ๖ พยากรณ์สาวกว่า
คนโน้นไปเกิดในภพโน้น คนโน้นไปเกิดในภพโน้น ถึงสาวกท่ีได้รับยกย่องเป็นอุดมบุรุษ เป็น
บรมบรุ ษุ บรรลธุ รรมทค่ี วรบรรลอุ ยา่ งยงิ่ แลว้ กย็ งั ไดร้ บั คำ� พยากรณว์ า่ คนโนน้ ไปเกดิ ในภพโนน้
คนโนน้ ไปเกดิ ในภพโนน้ เหมอื นกนั พระสมณโคดมเปน็ เจา้ หมเู่ จา้ คณะเหมอื นครเู หลา่ นนั้ และ
ทรงพยากรณ์ สาวกเหลา่ นน้ั เหมอื นครเู หลา่ นน้ั แตท่ ตี่ า่ งกนั คอื ทรงพยากรณส์ าวกผบู้ รรลธุ รรม
ที่ควรบรรลุอย่างย่ิงว่า ตัดตัณหาได้ขาด ถอนสังโยชน์ได้ ท�ำท่ีสุดแห่งทุกข์เพราะละมานะได้
โดยชอบ เขากราบทูลวา่ เขามีความสงสยั วา่ พระองคท์ รงรยู้ ่งิ
พระผมู้ พี ระภาคตรสั วา่ วจั ฉโคตรปรพิ าชกสงสยั เรอื่ งทค่ี วรสงสยั ตรสั ตอ่ ไปวา่ พระองค์
ทรงบัญญัติความอุบัติส�ำหรับผู้มีอุปาทานเหล่าน้ัน ไม่ทรงบัญญัติส�ำหรับผู้ไม่มีอุปาทาน
148 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
ทรงยกอุปมาว่า คนมอี ุปาทานเหมอื นไฟมเี ช้อื ย่อมตดิ ไฟไดอ้ ีก
วจั ฉโคตรปริพาชกทูลถามว่า กรณที ไี่ ฟถกู ลมพัดไปไกล ไฟมีอะไรเป็นเชอื้ ตรสั ตอบว่า
มีลมเป็นเชื้อ เขาทูลถามต่อไปว่า เวลาท่ีสัตว์ทอดท้ิงกายนี้ไป และยังไม่มีกายอื่น สัตว์มีอะไร
เป็นเช้อื ตรัสตอบวา่ มตี ัณหาเปน็ เช้อื
๑๐. อานันทสูตร ว่าด้วยพระอานนท์ คือ หลังจากวัจฉโคตรปริพาชกทูลถาม
พระผมู้ พี ระภาควา่ อตั ตามอี ยหู่ รอื อตั ตาไมม่ อี ยหู่ รอื พระองคท์ รงนงิ่ อยู่ และวจั ฉโคตรปรพิ าชก
กลบั ไปโดยไมไ่ ดร้ บั คำ� ตอบใด ๆ ทา่ นพระอานนทซ์ ง่ึ นงั่ อยใู่ นทน่ี นั้ ดว้ ยไดท้ ลู ถามวา่ เพราะเหตไุ ร
จึงไม่ทรงตอบวัจฉโคตรปริพาชก ตรัสตอบว่า ถ้าพระองค์ทรงตอบว่า อัตตามีอยู่ ก็ตรงกับ
ลัทธิสัสสตทิฏฐิ ถ้าทรงตอบว่า อัตตาไม่มีอยู่ ก็ตรงกับอุจเฉททิฏฐิ อนึ่ง ถ้าทรงตอบว่า
อตั ตามอี ยู่ กอ็ นโุ ลมเขา้ กบั หลกั อนตั ตาของพระองคไ์ มไ่ ด้ กเ็ ทา่ กบั สง่ เสรมิ ใหว้ จั ฉโคตรปรพิ าชก
เชื่ออยา่ งงมงายต่อไป
๑๑. สภิยกัจจานสูตร ว่าด้วยพระสภิยกัจจานะ คือ วัจฉโคตรปริพาชก ถามปัญหา
เก่ียวกับอันตคาหิกทิฏฐิข้อที่ ๗-๑๐ กับท่านพระสภิยกัจจานะ ท่านตอบว่า ปัญหาเหล่าน้ี
พระผมู้ ีพระภาคไม่ทรงตอบ เมื่อวจั ฉโคตรปริพาชกซักวา่ เพราะเหตุไร ท่านตอบวา่ เพราะเหตุ
และปัจจัยให้บัญญัติว่าตถาคตมีรูปหรือไม่มีรูป มีสัญญาหรือไม่มีสัญญา มีสัญญาก็มิใช่
ไม่มีสัญญาก็มิใช่ ล้วนผิดหมดทุกอย่าง เม่ือเป็นเช่นน้ี จะบัญญัติตถาคตด้วยเหตุและปัจจัย
อะไรเล่า
วจั ฉโคตรปรพิ าชกถามทา่ นพระสภยิ กจั จานะวา่ บวชมานานเทา่ ไร ทา่ นตอบวา่ บวชมา
๓ พรรษา วัจฉโคตรปริพาชกกลา่ วชมว่า คำ� ตอบของทา่ นผบู้ วชมา ๓ พรรษา เหมาะสมดแี ล้ว
คำ� ตอบไพเราะอยา่ งน้ี ไม่ต้องพูดอะไรตอ่ ไปอีกแลว้
ข้อสงั เกต
เมื่อมองภาพรวมของคัมภีร์สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่มน้ี ตามที่ได้แนะน�ำมา
โดยสังเขป จะเห็นลักษณะเฉพาะที่เป็นเอกลักษณ์ของสังยุตตนิกายโดยรวมและเห็น
ลักษณะเดน่ เฉพาะของสฬายตนวรรคได้ชดั เจน
ลักษณะเฉพาะท่ีเป็นเอกลักษณ์ของสังยุตตนิกายโดยรวมเป็นอย่างไร ได้แนะน�ำไว้
โดยละเอยี ดแลว้ ในสงั ยตุ ตนิกาย สคาถวรรค พระไตรปิฎกเล่ม ๑๕ ในท่นี ้ี ขอกล่าวเฉพาะวิธี
จัดหมวดหมู่พระสูตรของสังยุตตนิกาย เพื่อชี้ให้เห็นว่า ในสฬายตนวรรค มีลักษณะเฉพาะ
อะไรบา้ งที่เปน็ เอกลกั ษณข์ องสงั ยุตตนิกายโดยรวม
เล่มท่ี ๑๐ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๘ 149
วธิ ีจัดหมวดหมูพ่ ระสูตรของสงั ยุตตนิกาย มดี งั นี้
๑. ประมวลพระสูตรท่ีมีเนื้อหาเร่ืองเดียวกันหรือเป็นหมวดธรรมหมวดเดียวกัน
มารวมไว้ดว้ ยกนั ในชัน้ ตน้ จัดรวมไว้เป็นกลุ่ม หรือหมวดใหญ่ ๆ เรียกวา่ วรรค มี ๕ วรรค
วรรคละ ๑ เล่ม คือ
(๑) สคาถวรรค หมวดพระสูตรท่ีมีเนื้อหาเป็นคาถาภาษิต ที่พระผู้มีพระภาค
ตรัสแก่บุคคลตา่ ง ๆ คอื พระไตรปฎิ ก เล่มท่ี ๑๕
(๒) นิทานวรรค หมวดพระสูตรที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับหมวดธรรมที่เป็นต้นเหตุ
เชน่ ปฏจิ จสมปุ บาท คอื พระไตรปฎิ ก เล่มที่ ๑๖
(๓) ขันธวารวรรค หมวดพระสูตรท่ีมีเนื้อหาเกี่ยวกับขันธ์ ๕ คือ พระไตรปิฎก
เล่มท่ี ๑๗
(๔) สฬายตนวรรค หมวดพระสูตรที่มีเน้ือหาเก่ียวกับอายตนะภายใน ๖ และ
อายตนะภายนอก ๖ คือ พระไตรปฎิ ก เล่มที่ ๑๘ (ที่ก�ำลังกลา่ วถึงนี)้
(๕) มหาวารวรรค หมวดพระสูตรท่ีมีเน้ือหาที่เป็นหมวดธรรมเพื่อการตรัสรู้
ท่ีเรียกรวมว่า โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ คือ พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ อันเป็นเล่ม
สุดทา้ ยของสงั ยตุ ตนิกาย
๒. แต่ละวรรคแบ่งย่อยออกเป็นกลุ่มเรื่อง เรียกว่า สังยุต แปลว่า ประมวล เร่ือง
คือ ประมวลพระสูตรท่ีเกียวข้องกับเร่ืองเดียวกันมารวมไว้ในสังยุตเดียวกัน เช่น สฬายตน
วรรคท่ีก�ำลังกล่าวถึงน้ีแบ่งเป็น ๑๐ สังยุต ได้แก่ สฬายตนสังยุต ประมวลเรื่องอายตนะ ๖
เวทนาสังยุต ประมวลเร่ืองเวทนา (สุข ทุกข์ และมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ที่เกิดจากอายตนะ ๖)
มาตคุ ามสงั ยตุ ประมวลเรอ่ื งมาตคุ าม (เชน่ คณุ สมบตั ขิ องหญงิ ทช่ี ายพอใจ มรี ปู สวย รวยทรพั ย์
เป็นต้น ซึ่งเกี่ยวเน่ืองกับอายตนะ ๖) ชัมพุขาทกสังยุต ประมวลเรื่องชัมพุขาทกปริพาชก
(ผูถ้ ามปญั หาเกี่ยวกับอายตนะ ๖) เปน็ ตน้
๓. สงั ยตุ หนึง่ ๆ อาจแบ่งเป็นปัณณาสก์ (หมวด ๕๐ สูตร) จากปัณณาสก์ แบง่ เป็น
วรรค (หมวดย่อยหรือหมวดเล็ก) วรรคละ ๑๐ สูตร โดยประมาณ บางสังยุตแบ่งเป็นวรรค
ไม่แบ่งเป็นปัณณาสก์ก็มี และบางสังยุตไม่แบ่งเป็นวรรคก็มี ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของ
เรื่องที่ประมวลมารวมไว้ เช่น ในสฬายตนวรรค สฬายตนสังยุต มีความซับซ้อนมากจึงแบ่ง
เปน็ ปณั ณาสก์และวรรค เวทนาสงั ยุตแบง่ เปน็ วรรค ชมั พุขาทกสังยุตไมแ่ บง่ เป็นวรรค
ท่ีว่า “เมื่อมองภาพรวมของสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่มนี้ ตามท่ีได้แนะน�ำมา
โดยสังเขป จะเห็นลักษณะเฉพาะที่เป็นเอกลักษณ์ของสังยุตตนิกายโดยรวม” นั้น หมายถึง
150 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
เหน็ การแบ่งหมวดหมู่พระสูตรอยา่ งมรี ะบบแบบแผนของสังยตุ ตนิกายโดยเฉพาะ คอื จัดแบ่ง
ตามประเภทของเนอ้ื หาในแตล่ ะสตู ร ไมใ่ ชแ่ บง่ ตามขนาดความยาว-สน้ั ของเนอื้ หาในแตล่ ะสตู ร
อย่างทีฆนิกายและมชั ฌมิ นกิ าย หรอื แบ่งตามจ�ำนวนหวั ขอ้ ธรรมของเนื้อหาในแตล่ ะสูตรอยา่ ง
องั คตุ ตรนกิ าย
ส่วนลักษณะเด่นเฉพาะของสฬายตนวรรค ได้แก่ ตัวเน้ือหาของสฬายตนวรรค
ที่จัดเข้าหมวดหมู่ในแต่ละสังยุตอย่างสอดประสานกลมกลืนเป็นอย่างดี ไม่มีส่วนไหนเป็น
ส่วนเกินเลย ลองพจิ ารณาทบทวนอกี ครั้ง ดงั น้ี
๑. สฬายตนสังยุต ว่าด้วยอายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖ วิญญาณ ๖
สมั ผสั ๖ และเวทนา ๓ ทเ่ี กดิ จากอายตนะภายใน-ภายนอก วญิ ญาณ ๖ สมั ผสั ๖ เชน่ ตาเหน็ รปู
ทน่ี า่ พอใจ เกดิ สขุ เวทนาขน้ึ ถา้ ตาเหน็ รปู ทไี่ มน่ า่ พอใจ กเ็ กดิ ทกุ ขเวทนา เปน็ ตน้ พระผมู้ พี ระภาค
ทรงแสดงเรอ่ื งอายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖ วญิ ญาณ ๖ และสมั ผัส ๖ ไว้ในลักษณะ
ต่าง ๆ ดังปรากฏในพระสูตรท้ังหลายของวรรคน้ี เพ่ือช้ีให้เห็นว่า สิ่งเหล่าน้ีเป็นบ่อเกิดแห่ง
บาปอกศุ ลธรรมทง้ั หลาย เปน็ บอ่ เกดิ แหง่ ทกุ ข์ โทมนสั นานาประการ และเปน็ บอ่ เกดิ แหง่ ความ
เหน็ ผดิ และถือผิดตา่ ง ๆ เช่น ทรงแสดงไวใ้ นอาทติ ตสูตรหรอื อาทิตตปริยายสตู ร ว่า ส่ิงเหล่านี้
เป็นของรอ้ น ร้อนเพราะไฟ ๑๑ ประการ คอื ราคะ โทสะ โมหะ ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ
ทุกขะ โทมนัส และอุปายาส หรือทรงแสดงไว้ในขณสูตรว่า อายตนะ ๖ เป็นนรก ชื่อว่า
ผัสสายตนิกะ มี ๖ ขุม และเพื่อให้พิจารณาเห็นโทษนานาประการของสิ่งเหล่านี้ชัดขึ้น จึงทรง
แนะนำ� ใหพ้ ิจารณาตามแนวไตรลกั ษณจ์ นเห็นชัดดว้ ยตนเองว่า ไม่เที่ยง เป็นทกุ ข์ เป็นอนัตตา
หรือว่า น่ันไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นน่ัน นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา ผู้เห็นสิ่งเหล่าน้ีชัดดีแล้วย่อม
หลดุ พน้ จากทกุ ขท์ ง้ั ปวง เขา้ ถงึ อมตธรรมไดใ้ นทสี่ ดุ และนเ้ี องคอื วตั ถปุ ระสงคข์ องสฬายตนสงั ยตุ
และของสฬายตนวรรคโดยรวมดว้ ย
๒. สังยุตอื่น ๆ อีก ๙ สังยุต ต่างว่าด้วยอายตนะ ๖ แต่ต่างบริบทกัน และตั้งชื่อ
สงั ยุตตามบริบทนนั้ ๆ เชน่ สังยุตที่ว่าด้วยเวทนา ๓ เกิดจาก ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งอายตนะ
ภายใน อายตนะภายนอก วิญญาณ และสัมผัส มีเวทนาเป็นบรบิ ท จึงต้ังชอ่ื วา่ เวทนาสงั ยตุ
สงั ยตุ ท่วี า่ ดว้ ย มาตุคามหรือผู้หญิงซ่ึงเกี่ยวโยงถึงอายตนะ ๖ มมี าตคุ ามเป็นบรบิ ท จงึ ตง้ั ชือ่ ว่า
มาตคุ ามสังยตุ สงั ยุตทว่ี ่าด้วยบคุ คลผ้ถู ามปัญหาหรือผู้สนทนา เรอื่ งอายตนะ ๖ ก็ตั้งช่ือตาม
บคุ คลหรอื ตามกลมุ่ บคุ คลทเ่ี ปน็ บรบิ ทนน้ั ๆ เช่ น ชมั พขุ าทกสงั ยตุ จติ ตสงั ยตุ โมคคลั ลานสงั ยตุ
แต่สังยุตที่ว่าด้วยบริบทที่น่าสนใจเป็นพิเศษ ได้แก่ สังยุตที่ ๙ และที่ ๑๐ คืออสังขตสังยุต
และอพั ยากตสังยุต
เลม่ ท่ี ๑๐ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๘ 151
อสังขตสังยุต ว่าด้วยอสังขตธรรม หมายถึงนิพพานและทางที่ให้เข้าถึงอสังขตธรรม
สงั ยตุ น้ีเน้นการปฏิบัตวิ ปิ ัสสนากมั มัฏมฐาน คือ ให้หาทสี่ งัดนงั่ พจิ ารณาองค์ธรรมท่ีเปน็ ทางให้
ถึงอสังขตธรรมบทใดบทหน่งึ ใน จำ� นวน ๔๖ บท เช่น กายคตาสติ
อัพยากตสังยุต ว่าด้วยปัญหาที่พระผู้มีพระภาคไม่ทรงตอบ ได้แก่ ปัญหาที่เก่ียวกับ
ทิฏฐิ ๑๐ ประการ ในสังยุตนี้มีค�ำตอบชัดเจนว่า เพราะเหตุไร ถึงไม่ทรงตอบปัญหาเหล่าน้ี
ค�ำตอบเหล่านนั้ มีความเกยี่ วข้องกับอายตนะ ๖ โดยตรง
อนึ่ง เร่ืองท่ีพระผู้มีพระภาคไม่ทรงตอบปัญหาท่ีเกี่ยวกับทิฏฐิ ๑๐ ประการ ซ่ึงรู้จัก
กันว่า อันตคาหิกทิฏฐิ นั้น อาจารย์ทางปรัชญามหายานอธิบายว่า ท่าทีที่ทรงน่ิง ไม่ตอบ
นนั่ เอง คือ ค�ำตอบทช่ี ดั เจนทีส่ ุด น่นั คอื ทรงตอบวา่ เรอ่ื งเหลา่ นั้นพดู ไมไ่ ด้ เพราะไม่ว่าจะทรง
ตอบอยา่ งไร คือ จะทรงตอบรบั หรือทรงตอบปฏิเสธ กจ็ ะตรงกับทฤษฎที ีม่ อี ยู่เดิม แตอ่ าจารย์
ฝ่ายเถรวาทตอบว่า เพราะไม่มีประโยชน์ จึงไม่ทรงตอบ ผู้สนใจควรอ่านพระสูตรต่าง ๆ
ในอัพยากตสังยุตให้ตลอด จะพบว่าทัศนะฝ่ายไหนถูกต้องตรงตามพระพุทธประสงค์กว่ากัน
นคี้ ือลกั ษณะเดน่ เฉพาะของสฬายตนวรรค
จากข้อสังเกตดังกล่าวมา พอสรุปได้ว่า คัมภีร์สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่มน้ี
มสี าระนา่ ศึกษาเป็นอย่างยิ่งสำ� หรบั ผูป้ ฏิบัตกิ มั มัฏฐานและผ้ศู ึกษาพระปรยิ ัติสทั ธรรมทั่วไป
152 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
เล่มท่ี ๑๑ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๙ 153
พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๑๙
พระสุตตันตปฎิ ก เลม่ ที่ ๑๑
(สังยุตตนกิ าย มหาวารวรรค)
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๙๕ คือ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค จัดเป็นเล่มท่ี ๕ และเป็น
เลม่ สดุ ทา้ ยของสงั ยตุ ตนกิ าย วา่ ดว้ ยวาระใหญ่ คอื วาระทอี่ ธบิ ายหมวดธรรมไวเ้ ปน็ จำ� นวนมาก
หลายนัย พระธรรมสังคีติกาจารย์จึงตั้งชื่อว่า มหาวารวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยวาระใหญ่
มพี ระสูตรท้งั หมด ๑,๐๐๘ สตู ร
การจัดแบ่งหมวดหมู่ ในมหาวารวรรค
ในมหาวารวรรค มีการจัดแบ่งหมวดหมู่เป็นสังยุต (ประมวลเป็นเรื่อง ๆ) แต่และ
สังยุตแบ่งย่อยออกเป็นวรรคต่าง ๆ และแต่ละวรรคได้แบ่งออกเป็นพระสูตร มากบ้าง
นอ้ ยบา้ ง ดังนี้
๑. มัคคสังยุต แบ่งเปน็ ๑๔ วรรค มี ๑๘๑ สตู ร
๒. โพชฌงั คสังยุต แบง่ เป็น ๑๘ วรรค มี ๑๘๔ สตู ร
๓. สติปฏั ฐานสังยุต แบ่งเปน็ ๑๐ วรรค มี ๑๐๔ สตู ร
๔. อินทรยิ สงั ยุต แบ่งเป็น ๑๗ วรรค มี ๑๑๔ สูตร
๕. สัมมัปปธานสงั ยตุ แบง่ เป็น ๕ วรรค ม ี ๔๔ สูตร
๖. พลสงั ยตุ แบง่ เปน็ ๑๐ วรรค มี ๕๖ สูตร
๗. อิทธปิ าทสังยุต แบง่ เปน็ ๘ วรรค มี ๕๔ สูตร
๘. อนรุ ทุ ธสงั ยตุ แบ่งเป็น ๒ วรรค มี ๒๔ สูตร
๙. ฌานสังยุต แบง่ เป็น ๕ วรรค มี ๒๒ สตู ร
๑๐. อานาปานสังยุต แบง่ เปน็ ๒ วรรค มี ๒๐ สูตร
๑๑. โสตาปตั ติสงั ยุต แบ่งเปน็ ๗ วรรค มี ๗๔ สตู ร
๑๒. สัจจสังยตุ แบง่ เปน็ ๑๑ วรรค มี ๑๓๑ สูตร
๕ บทนำ� เล่ม ๑๙ : พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบบั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , กรุงเทพมหานคร, ๒๕๓๙.
154 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
แนะนำ� แต่ละสังยตุ
๑. มคั คสงั ยุต
มัคคสงั ยุต แปลว่า ประมวลเรือ่ งมรรค หมายถงึ ประมวลพระสูตรทเ่ี กย่ี วกับอริยมรรค
มีองค์ ๘ มีทั้งหมด ๑๘๑ สตู ร จัดแบง่ เปน็ วรรคได้ ๑๔ วรรค แตล่ ะวรรคมีจำ� นวนพระสตู ร ๘
สูตรบ้างเกินกวา่ นบ้ี ้าง ดงั มีรายละเอียดต่อไปนี้
๑.๑ อวิชชาวรรค
อวชิ ชาวรรค แปลว่า หมวดว่าดว้ ยอวชิ ชา ชื่อวรรคต้ังตามชื่อพระสตู รที่ ๑ ในวรรคนี้
ซง่ึ มที ้งั หมด ๑๐ สูตร แตล่ ะสตู รมีความหมายและใจความส�ำคญั ดงั นี้
๑. อวิชชาสูตร ว่าด้วยอวิชชา คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย
วา่ อวชิ ชา เป็นประธานแห่งการเขา้ ถึงอกุศลธรรม และท�ำให้ด�ำเนนิ ไปส่มู ิจฉามรรค (ทางผดิ )
มีองค์ ๘ คอื (๑) มจิ ฉาทิฏฐิ เห็นผดิ (๒) มจิ ฉาสงั กัปปะ ด�ำริผิด (๓) มิจฉาวาจา เจรจาผิด
(๔) มจิ ฉากมั มันตะ กระท�ำผิด (๕) มจิ ฉาอาชีวะ เล้ยี งชีพผิด (๖) มจิ ฉาวายามะ พยายามผิด
(๗) มจิ ฉาสติ ระลึกผดิ (๘) มจิ ฉาสมาธิ ต้ังจติ ม่ันผิด
ในตอนทา้ ย ทรงแสดงวา่ วชิ ชา เปน็ ประธานแหง่ การเขา้ ถงึ กศุ ลธรรมและทำ� ใหด้ ำ� เนนิ ไป
สอู่ ริยมรรค (ทางประเสริฐ) มอี งค์ ๘ คือ (๑) สัมมาทฏิ ฐิ เหน็ ชอบ (๒) สมั มาสังกัปปะ ด�ำรชิ อบ
(๓) สัมมาวาจา เจรจาชอบ (๔) สัมมากัมมนั ตะ กระท�ำชอบ (๕) สมั มาอาชีวะ เล้ียงชพี ชอบ
(๖) สมั มาวายามะ พยายามชอบ (๗) สัมมาสติ ระลกึ ชอบ (๘) สมั มาสมาธิ ตงั้ จติ มน่ั ชอบ
๒. อปุ ฑั ฒสตู ร วา่ ด้วยความเปน็ ผ้มู มี ติ รดเี ปน็ พรหมจรรย์กึง่ หนงึ่ คือ ท่านพระอานนท์
กราบทูลพระผมู้ ีพระภาควา่ ความเปน็ ผมู้ มี ติ รดี เป็นพรหมจรรย์ก่งึ หนงึ่ พระองคต์ รัสห้ามมิให้
กล่าวเช่นนน้ั และตรสั ว่า ความเปน็ ผมู้ มี ติ รดี เปน็ พรหมจรรย์ ท้งั หมดและเป็นเหตุให้สามารถ
เจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ จนถงึ ความพ้นทกุ ขไ์ ด้ในท่ีสุด
๓. สารีปุตตสูตร ว่าด้วยพระสารบี ตุ ร คอื ทา่ นพระสารีบตุ รกราบทูลพระผู้มีพระภาค
ว่า ความเป็นผู้มีมิตรดี เป็นพรหมจรรย์ทั้งหมด พระองค์ตรัสว่า ถูกต้อง แล้วทรงแสดงธรรม
เหมอื นในอปุ ัฑฒสตู ร
๔. ชาณุสโสณิพราหมณสูตร ว่าด้วยชาณุสโสณิพราหมณ์ คือ ท่านพระอานนท์เห็น
ชาณุสโสณิพราหมณ์ข้ึนรถเทียมม้าขาวออกจากกรุงสาวัตถีและมีคนชมว่า ยานประเสริฐ
พระเถระจงึ เขา้ ไปทูลถามพระผู้มีพระภาควา่ ในธรรมวนิ ยั น้ี สามารถบญั ญัติยานอันประเสริฐ
เล่มที่ ๑๑ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๙ 155
ไดห้ รอื ไม่ พระองค์ตรสั ตอบว่า ได้ คอื อรยิ มรรค มีองค์ ๘ น่ันเอง ซง่ึ เรยี กวา่ พรหมยานบ้าง
ธรรมยานบา้ ง รถพชิ ัยสงครามบา้ ง
๕. กิมัตถิยสูตร ว่าด้วยค�ำถามเกี่ยวกับประโยชน์ของการประพฤติพรหมจรรย์ คือ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ถ้าถูกอัญเดียรถีย์ถามถึงประโยชน์ของการประพฤติพรหมจรรย์
ให้ตอบว่า เพ่ือก�ำหนดรู้ทุกข์ ถ้าถูกถามต่อไปอีกว่า มีมรรค (ทาง) มีปฏิปทา (ข้อปฏิบัติ)
เพือ่ ก�ำหนดรู้ทกุ ขห์ รือไม่ ให้ตอบว่า มี คอื อริยมรรคมอี งค์ ๘
๖-๗. ปฐมอัญญตรภิกขุสูตร และ ทุติยอัญญตรภิกขุสูตร ต่างว่าด้วยภิกษุรูปหน่ึง
ทูลถามปัญหา แต่มีรายละเอียดต่างกัน คือ ในปฐมอัญญตรภิกขุสูตร ภิกษุรูปหน่ึง
ทูลถามว่า พรหมจรรย์และที่สุดแห่งพรหมจรรย์เป็นอย่างไร พระองค์ตรัสตอบว่า อริยมรรค
มีองค์ ๘ เป็นพรหมจรรย์ ธรรมเป็นที่ส้ินราคะ โทสะ และโมหะ เป็นท่ีสุดแห่งพรหมจรรย์
ส่วนในทุติยอัญญตรภิกขุสูตร ภิกษุรูปหน่ึงทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ธรรมเป็นที่ก�ำจัดราคะ
โทสะ และโมหะ เป็นช่ือของอะไร พระองค์ตรัสตอบว่า เป็นชื่อของนิพพานธาตุ ทูลถาม
ต่อไปว่า อมตะและทางที่ให้ถึงอมตะเป็นอย่างไร ตรัสตอบว่า ธรรมเป็นท่ีสิ้นราคะ โทสะ
และโมหะ เรยี กวา่ อมตะ อรยิ มรรคมอี งค์ ๘ เป็นทางท่ีใหถ้ งึ อมตะ
๘. วิภังคสูตร ว่าด้วยการจ�ำแนกอริยมรรค คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงจ�ำแนก
อรยิ มรรคมอี งค์ ๘ และทรงอธิบายแตล่ ะองคว์ า่ หมายถึงอะไร
๙. สกู สูตร ว่าด้วยอุปมาดว้ ยเดอื ย คือ ทรงแสดงธรรมด้วยอุปมาโวหารว่า เดือยขา้ ว
ท่ีตั้งไว้ไม่ตรง ไม่สามารถต�ำมือและเท้าให้เลือดออกได้ ถ้าตั้งไว้ตรงจึงจะท�ำให้เลือดออกได้
ภิกษุก็เหมือนกัน ถ้าต้ังทิฏฐิไว้ผิด ก็จะท�ำลายอวิชชาไม่ได้ ท�ำให้วิชชาเกิดข้ึนไม่ได้ และ
รู้แจ้งนิพพานไม่ได้ แต่ถ้าตั้งทิฏฐิไว้ถูกจึงจะท�ำลายอวิชชาได้ท�ำให้วิชชาเกิดข้ึนได้ และ
รแู้ จ้งนพิ พานได้ ในตอนทา้ ยตรัสว่า วิธีต้งั ทฏิ ฐใิ หถ้ ูก ก็คอื การเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘
๑๐. นันทิยสูตร ว่าด้วยนันทิยปริพาชก คือ นันทิยปริพาชกทูลถามพระผู้มีพระภาค
ว่า ธรรมเหลา่ ไหน ทบ่ี คุ คลเจริญแล้ว ทำ� ใหถ้ ึงนิพพาน พระองค์ตรัสตอบว่า ธรรม ๘ ประการ
ไดแ้ ก่ องค์ ๘ แหง่ อรยิ มรรคมีองค์ ๘
๑.๒ วหิ ารวรรค
วิหารวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยวิหารธรรม (ธรรมเป็นเครื่องอยู่) ช่ือวรรคตั้งตาม
ชอ่ื พระสตู รท่ี ๑-๒ ในวรรคน้ี ซึง่ มที ้งั หมด ๑๐ สูตร แต่ละสูตรมีความหมายและใจความสำ� คัญ
ดังนี้
156 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
๑-๒. ปฐมวหิ ารสูตร และ ทตุ ิยวิหารสูตร ตา่ งว่าด้วยวิหารธรรม แต่มรี ายละเอียดตา่ ง
กนั คอื ในปฐมวหิ ารสูตร ทรงแสดงว่า ขณะที่พระองคท์ รงอย่ดู ว้ ยวิหารธรรม ทำ� ใหท้ รงรู้ชัด
วา่ ความเสวยอารมณม์ ี เพราะมปี จั จยั คอื (๑) มิจฉามรรค (๒) อรยิ มรรคมอี งค์ ๘ (๓) ฉนั ทะ
(๔) วติ ก (๕) สัญญา (๖) ฉันทะ วติ กและสัญญาเปน็ ธรรมไม่สงบ (๗) ฉันทะ วติ กและสัญญาท่ี
เป็นธรรมสงบ (๘) การไม่บรรลฐุ านะที่ควรบรรลุ
ในทุติยวิหารสูตร มีเน้ือหาเหมือนกัน ต่างแต่ทรงเพิ่มมิจฉามรรคมีองค์ ๘ ที่เป็น
ธรรมสงบ อริยมรรคมีองค์ ๘ ที่เป็นธรรมสงบ ฉันทะที่เป็นธรรมสงบ วิตกที่เป็นธรรมสงบ
และสัญญาทเี่ ป็นธรรมสงบเข้ามา
๓. เสกขสตู ร ว่าดว้ ยองค์คุณของพระเสขะ คือ ภกิ ษรุ ปู หนึง่ ทูลถามพระผู้มีพระภาค
ถงึ เหตทุ ที่ �ำใหเ้ ป็นพระเสขะ พระองค์ตรัสตอบว่า ผู้ประกอบด้วยอรยิ มรรค มีองค์ ๘ อนั เปน็
ของพระเสขะ จึงจะเปน็ พระเสขะ
๔-๕. ปฐมอุปปาทสูตร และ ทุติยอุปปาทสูตร ต่างว่าด้วยความเกิดข้ึนแห่งธรรม
แต่มีรายละเอียดต่างกัน คือ ในปฐมอุปปาทสูตร ทรงแสดงว่าธรรมคือ อริยมรรคมีองค์ ๘
เกิดขึ้นได้ เพราะความอุบัติขึ้นของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่าน้ัน ส่วนใน
ทุติยอุปปาทสูตร ทรงแสดงว่า ธรรมคืออริยมรรคมีองค์ ๘ เกิดข้ึนในวินัยของพระสุคต
คอื ในพระพุทธศาสนาเทา่ น้ัน
๖-๗. ปฐมปรสิ ุทธสตู ร และ ทตุ ยิ ปริสุทธสตู ร ตา่ งวา่ ด้วยธรรมอันบริสุทธ์ิ มีเนือ้ หา
เหมือนในปฐมอุปปาทสูตรและทุติยอุปปาทสูตรตามล�ำดับ ต่างแต่ในท่ีนี้ทรงยกธรรมคือ
อริยมรรคมอี งค์ ๘ ทบ่ี ริสุทธิข์ น้ึ แสดง
๘-๑๐. ปฐมกุกกุฏารามสูตร ทุติยกุกกุฏารามสูตร และ ตติยกุกกุฏารามสูตร
ต่างว่าด้วยการสนทนาธรรมในกุกกุฏาราม แต่มีรายละเอียดต่างกัน คือ ในปฐมกุกกุฏาราม
สตู ร ทา่ นพระภทั ทะถามปญั หาทา่ นพระอานนทว์ า่ อพรหมจรรย์ เปน็ อยา่ งไร ทา่ นพระอานนท์
ตอบวา่ คอื มิจฉามรรคมีองค์ ๘
ในทุตยิ กุกกฏุ ารามสูตร ทา่ นพระภัททะถามว่า พรหมจรรย์ และทส่ี ดุ แห่งพรหมจรรย์
เปน็ อยา่ งไร ทา่ นพระอานนทต์ อบว่า อริยมรรคมีองค์ ๘ เปน็ พรหมจรรย์ ธรรมเป็นทีส่ ิ้นราคะ
โทสะ และโมหะ เป็นที่สดุ แหง่ พรหมจรรย์
ในตติยกุกกุฏารามสูตร ท่านพระภัททะถามปัญหาเหมือนในทุติยกุกกุฏารามสูตร
แต่เพิ่มค�ำถามว่า พรหมจารีเป็นอย่างไร ท่านพระอานนท์ตอบว่า ผู้ประกอบ ด้วยอริยมรรค
มีองค์ ๘ เรียกว่า พรหมจารี
เลม่ ที่ ๑๑ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๙ 157
๑.๓ มิจฉัตตวรรค
มิจฉัตตวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยมิจฉัตตธรรม (ธรรมท่ีผิด) ชื่อวรรคตั้งตาม
ชือ่ พระสูตรท่ี ๑ ในวรรคน้ี ซึ่งมที ั้งหมด ๑๐ สูตร แต่ละสตู รมีความหมายและใจความส�ำคญั
ดังนี้
๑. มิจฉัตตสูตร ว่าด้วยมิจฉัตตธรรม คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุ
ท้ังหลายว่า มิจฉัตตธรรม ได้แก่ มิจฉามรรค มีองค์ ๘ ส่วนสัมมัตตธรรม (ธรรมท่ีชอบ)
ได้แก่อรยิ มรรคมอี งค์ ๘
๒. อกุสลธัมมสตู ร ว่าด้วยอกุศลธรรม คือ ทรงแสดงว่า อกศุ ลธรรม ไดแ้ ก่ มจิ ฉามรรค
มีองค์ ๘ สว่ นกุศลธรรม ได้แก่ อรยิ มรรคมีองค์ ๘
๓-๔. ปฐมปฏิปทาสูตร และ ทุติยปฏิปทาสตู ร ต่างวา่ ดว้ ยปฏปิ ทา แตม่ รี ายละเอียด
แตกตา่ งกนั คอื ในปฐมปฏปิ ทาสตู ร ทรงแสดงวา่ มจิ ฉาปฏปิ ทา (ขอ้ ปฏบิ ตั ผิ ดิ ) ไดแ้ ก่ มจิ ฉามรรค
มีองค์ ๘ ส่วนสัมมาปฏิปทา(ข้อปฏิบัติชอบ) ได้แก่ อริยมรรคมีองค์ ๘ ในทุติยปฏิปทาสูตร
ทรงแสดงว่า ไม่ทรงสรรเสรญิ มิจฉาปฏิปทา แต่ทรงสรรเสริญสัมมาปฏปิ ทา
๕-๖. ปฐมอสัปปุริสสูตร และ ทุติยอสัปปุริสสูตร ต่างว่าด้วยอสัตบุรุษ แต่มีราย
ละเอียดตา่ งกนั คอื ในปฐมอสัปปุรสิ สตู ร ทรงแสดงว่า อสตั บุรษุ ไดแ้ ก่ ผู้มีมจิ ฉามรรคมอี งค์ ๘
ส่วนสัตบุรุษ ได้แก่ ผู้มีอริยมรรคมีองค์ ๘ ในทุติยอสัปปุริสสูตร ทรงแสดงอสัตบุรุษท่ีย่ิงกว่า
อสตั บุรษุ และสัตบุรษุ ท่ียิ่งกว่าสัตบรุ ุษเพมิ่ เข้ามา
๗. กุมภสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยหม้อ คือ ทรงแสดงธรรมด้วยอุปมาโวหารว่า
หม้อทไี่ ม่มเี ครือ่ งรองรบั กล้งิ ไปไดง้ ่าย ถ้ามีเครื่องรองรบั กล้ิงไปได้ยาก จติ กเ็ หมือนกนั ถา้ ไม่มี
ธรรมเคร่ืองรองรับ กลับกลอกได้ง่าย ถ้ามีธรรมเคร่ืองรองรับ กลับกลอกได้ยาก และตรัสว่า
ธรรมเครื่องรองรบั จิต ไดแ้ ก่ อรยิ มรรคมีองค์ ๘
๘. สมาธิสูตร ว่าด้วยสมาธิ คือ ทรงแสดงอริยสัมมาสมาธิ ที่มีองค์แห่งอริยมรรค
อีก ๗ องคเ์ ป็นบรวิ าร
๙. เวทนาสูตร วา่ ด้วยเวทนา คอื ทรงแนะนำ� ให้เจรญิ อรยิ มรรคมอี งค์ ๘ เพ่ือกำ� หนดรู้
เวทนา ๓ คือ (๑) สุขเวทนา ความร้สู ึกสขุ (๒) ทกุ ขเวทนา ความรู้สึกทกุ ข์ (๓) อทกุ ขมสุขเวทนา
ความรสู้ กึ ที่มิใช่สุขมใิ ชท่ กุ ข์
๑๐. อุตติยสูตร ว่าด้วยพระอุตติยะ คือ ท่านพระอุตติยะทูลถามพระผู้มีพระภาค
เกี่ยวกับกามคณุ ๕ พระองค์ตรัสตอบวา่ ได้แก่ รูป เสยี ง กลนิ่ รส โผฏฐพั พะทนี่ า่ ปรารถนา
นา่ ใคร่ นา่ พอใจ แลว้ ตรัสสอนให้เจริญอรยิ มรรคมีองค์ ๘ เพอื่ ละกามคุณ ๕ นั้น
158 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
๑.๔ ปฏิปัตติวรรค
ปฏิปัตติวรรค แปลว่า หมวดด้วยการปฏิบัติ ชื่อวรรคตั้งตามชื่อพระสูตรที่ ๑-๒
ในวรรคน้ี ซงึ่ มที งั้ หมด ๑๐ สตู ร แตล่ ะสตู รมีความหมายและใจความสำ� คญั ดงั น้ี
๑-๒. ปฐมปฏปิ ตั ตสิ ตู ร และ ทตุ ยิ ปฏปิ ตั ตสิ ตู ร ตา่ งวา่ ดว้ ยการปฏบิ ตั ิ แตม่ รี ายละเอยี ด
ต่างกัน คือ ในปฐมปฏิปัตติสูตร พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า มิจฉาปฏิบัติ (การปฏิบัติผิด)
ได้แก่ มิจฉามรรคมีองค์ ๘ ส่วนสัมมาปฏิบัติ (การปฏิบัติชอบ) ได้แก่ อริยมรรคมีองค์ ๘
ในทุติยปฏิปตั ตสิ ูตร ทรงแสดงว่าบคุ คลผูป้ ฏบิ ัตผิ ิด ได้แก่ ผมู้ ีมิจฉามรรคมีองค์ ๘ ส่วนบุคคล
ผปู้ ฏิบตั ิชอบได้แก่ ผูม้ ีอรยิ มรรคมีองค์ ๘
๓. วิรัทธสตู ร ว่าด้วยธรรมทบี่ คุ คลพลาด คือ ทรงแสดงวา่ ผ้พู ลาดอริยมรรคมีองค์ ๘
ชอื่ ว่าพลาดอรยิ มรรคมีองค์ ๘ ทใ่ี ห้ถงึ ความส้ินทุกขโ์ ดยชอบ ผู้ปรารภอรยิ มรรคมีองค์ ๘ ชื่อว่า
ปรารภอริยมรรคมีองค์ ๘ ท่ีให้ถึงความสนิ้ ทุกขโ์ ดยชอบ
๔. ปารงั คมสูตร วา่ ด้วยธรรมทใี่ ห้ถึงฝงั่ คือ ทรงแสดงว่าอรยิ มรรคมอี งค์ ๘ เป็นธรรม
ทีท่ ำ� ให้ถงึ ฝ่ังคือนิพพาน
๕-๖. ปฐมสามัญญสูตร และ ทุติยสามัญญสูตร ต่างว่าด้วยความเป็นสมณะ แต่มี
รายละเอียดต่างกันคือ ในปฐมสามัญญสูตร พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า สามัญญะ ได้แก่
อริยมรรคมอี งค์ ๘ และสามัญญผล ไดแ้ ก่ ผล ๔ คือ โสดาปตั ติผล สกทาคามผิ ล อนาคามผิ ล
และอรหัตตผล
ในทุติยสามัญญสูตร ทรงแสดงสามัญญะเหมือนในปฐมสามัญญสูตร และทรงแสดง
ประโยชนแ์ หง่ สามัญญะ ซ่งึ ไดแ้ ก่ ธรรมเปน็ ที่สิ้นราคะ โทสะ และโมหะ
๗-๘. ปฐมพรหมัญญสูตร และ ทุติยพรหมัญญสูตร ต่างว่าด้วยความเป็นพรหม มี
เนอื้ หาคลา้ ยปฐมสามญั ญสตู ร และทตุ ยิ สามญั ญสตู ร ตามลำ� ดบั ตา่ งแตใ่ นทนี่ ที้ รงยกพรหมญั ญะ
(ความเปน็ พรหม) พรหมญั ญผล(ผลแหง่ ความเปน็ พรหม) และประโยชนแ์ หง่ พรหมญั ญะขน้ึ แสดง
๙-๑๐. ปฐมพรหมจรยิ สตู ร และ ทตุ ยิ พรหมจรยิ สตู ร ตา่ งวา่ ดว้ ยพรหมจรรย์ มเี นอื้ หา
คล้ายปฐมสามัญญสูตร และทุติยสามัญญสูตร ตามล�ำดับ ต่างแต่ในที่นี้ทรงยกพรหมจรรย์
ผลแห่งพรหมจรรย์ และประโยชน์แหง่ พรหมจรรย์ข้นึ แสดง
๑.๕ อญั ญตติ ถยิ เปยยาลวรรค
อญั ญตติ ถยิ เปยยาลวรรค แปลว่า หมวดวา่ ด้วยอญั ญติตถยิ เปยยาล หมายถงึ หมวด
พระสตู รวา่ ดว้ ยอญั เดยี รถยี ท์ พ่ี ระธรรมสงั คตี กิ าจารยจ์ ดั ไวโ้ ดยยอ่ ในรปู ของเปยยาล ชอื่ วรรคตง้ั
ตามเนอื้ หาสาระของพระสูตรทัง้ ๘ สูตร ในวรรคนี้ ซึง่ เก่ยี วกบั การตอบปัญหาของอญั เดยี รถีย์
เลม่ ที่ ๑๑ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๑๙ 159
พระสูตรแรกและพระสูตรสุดท้ายแสดงไว้เต็ม ส่วนพระสูตรท่ีเหลือแสดงไว้โดยย่อให้อนุโลม
ตามพระสตู รแรกกบั พระสตู รสดุ ทา้ ยตามควรแกก่ รณี ชอ่ื พระสตู รแตล่ ะสตู รตง้ั ตามหวั ขอ้ ธรรม
ทีป่ รากฏในพระสตู รนนั้ ๆ แต่ละสตู รมคี วามหมายและใจความสำ� คัญดงั น้ี
๑. ราควิราคสูตร ว่าด้วยมรรคและปฏิปทาเพ่ือส�ำรอกราคะ คือ พระผู้มีพระภาค
ตรัสว่าถ้าถูกอัญเดียรถีย์ถามถึงประโยชน์ของการประพฤติพรหมจรรย์ให้ตอบว่า เพ่ือส�ำรอก
ราคะ ถ้าถูกถามต่อไปอีกว่า มีมรรคและปฏิปทาเพื่อส�ำรอกราคะอยู่หรือ ให้ตอบว่า มี คือ
อริยมรรคมีองค์ ๘
๒-๗. สังโยชนัปปหานาทิสุตตฉักกะ ว่าด้วยพระสูตร ๖ สูตรมีสังโยชนปหานสูตร
เป็นตน้ หมายความวา่
พระสตู รท่ี ๒ สงั โยชนปหานสตู ร ว่าดว้ ยมรรคและปฏปิ ทาเพอ่ื การละสงั โยชน์
พระสูตรที่ ๓ อนสุ ยสมคุ ฆาตนสตู ร ว่าดว้ ยมรรคและปฏปิ ทาเพอื่ การถอนอนุสยั
พระสตู รที่ ๔ อัทธานปริญญาสูตร ว่าด้วยมรรคและปฏิปทาเพื่อการก�ำหนด
รอู้ ัทธานะ
พระสูตรที่ ๕ อาสวักขยสตู ร ว่าดว้ ยมรรคและปฏปิ ทาเพ่อื ความสิน้ อาสวะ
พระสูตรที่ ๖ วิชชาวิมุตติผลสัจฉิกิริยสูตร ว่าด้วยมรรคและปฏิปทาเพื่อการท�ำให้
แจ้งผลแหง่ วิชชาและวมิ ุตติ
พระสตู รท่ี ๗ ญาณทัสสนสตู ร วา่ ดว้ ยมรรคและปฏปิ ทาเพอื่ ญาณทัสสนะ
๘. อนปุ าทาปรินิพพานสตู ร วา่ ด้วยมรรคและปฏิปทาเพื่ออนุปาทาปรนิ พิ พาน
๑.๖ สุริยเปยยาลวรรค
สุริยเปยยาลวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยสุริยเปยยาล หมายถึง ว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับ
ดวงอาทติ ย์ ทพี่ ระธรรมสงั คตี กิ าจารยจ์ ดั ไวโ้ ดยยอ่ ในรปู ของเปยยาล ชอื่ วรรคตงั้ ตามเนอื้ หาสาระ
ของพระสูตรทง้ั ๑๔ สูตร ในวรรคน้ี พระสตู รท่ี ๑ ทา่ นจัดไว้เต็ม พระสูตรท่ี ๒-๖ และ ๙-๑๓
จัดไว้โดยย่อ ให้อนุโลมตามพระสูตรท่ีเต็มตามควรแก่กรณี ชื่อพระสูตรแต่ละสูตร ต้ังตามชื่อ
ธรรม ๗ ประการ ประการใด ประการหนงึ่ ทปี่ รากฏในพระสตู รนัน้ ๆ คอื
(๑) กลั ยาณมิตตตา ความเปน็ ผู้มมี ิตรดี
(๒) สลี สัมปทา ความถึงพรอ้ มดว้ ยศีล
(๓) ฉันทสัมปทา ความถึงพรอ้ มด้วยฉนั ทะ
(๔) อตั ตสัมปทา ความถงึ พรอ้ มดว้ ยตน
(๕) ทฏิ ฐิสัมปทา ความถึงพรอ้ มด้วยทฏิ ฐิ
160 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
(๖) อปั ปมาทสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยความไมป่ ระมาท
(๗) โยนโิ สมนสกิ ารสมั ปทา ความถึงพรอ้ มดว้ ยโยนโิ สมนสิการ
แตล่ ะสตู รมคี วามหมายและใจความสำ� คญั ดงั นี้
๑. กัลยาณมิตตสูตร ว่าด้วยกัลยาณมิตร คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมด้วย
อุปมาโวหารว่า กัลยาณมิตตตา เป็นบุพนิมิต เพื่อให้เกิดอริยมรรคมีองค์ ๘ เหมือนแสงอรุณ
ทีม่ าก่อนดวงอาทติ ยข์ ึ้นในยามเช้า อริยมรรคมีองค์ ๘ ในพระสตู รน้ี หมายถึงอรยิ มรรคมีองค์ ๘
อนั อาศยั วิเวก อาศยั วริ าคะ อาศยั นิโรธ น้อมไปในโวสสัคคะ
๒-๖. สีลสัมปทาทิสุตตปัญจกะ ว่าด้วยพระสูตร ๕ สูตร มีสีลสัมปทาสูตรเป็นต้น
หมายความวา่
พระสูตรท่ี ๒ สลี สัมปทาสตู ร ว่าด้วยสีลสัมปทา
พระสูตรท่ี ๓ ฉันทสัมปทาสตู ร วา่ ดว้ ยฉนั ทสมั ปทา
พระสูตรท่ี ๔ อตั ตสมั ปทาสูตร ว่าด้วยอัตตสมั ปทา
พระสตู รที่ ๕ ทิฏฐสิ มั ปทาสูตร ว่าดว้ ยทิฏฐิสมั ปทา
พระสตู รท่ี ๖ อปั ปมาทสัมปทาสตู ร ว่าดว้ ยอัปปมาทสัมปทา
๗. โยนโิ สมนสิการสัมปทาสตู ร วา่ ด้วยโยนโิ สมนสิการสัมปทา
๘. กัลยาณมิตตสูตร ว่าด้วยกัลยาณมิตร มีชื่อและเน้ือหาเหมือนพระสูตรที่ ๑
ในวรรคนี้ ต่างแต่ในพระสูตรน้ี ตอนที่ว่าด้วยอริยมรรค หมายถึงอริยมรรคมีองค์ ๘ อันเป็น
ธรรมมกี ารก�ำจัดราคะ โทสะ และโมหะเป็นจดุ หมาย
๙-๑๓. สีลสัมปทาทิสุตตปัญจกะ ว่าด้วยพระสูตร ๕ สูตรมีสีลสัมปทาสูตร เป็นต้น
มีเนื้อหาเหมือนพระสูตรที่ ๒-๖ ในวรรคนี้ ต่างแต่ในท่ีน้ีตอนที่ว่าด้วยอริยมรรค เหมือนใน
พระสูตรที่ ๘
๑๔. โยนิโสมนสิการสัมปทาสูตร ว่าด้วยโยนิโสมนสิการสัมปทา มีเนื้อหาเหมือน
พระสูตรที่ ๗ ในวรรคนี้ ต่างแตใ่ นพระสูตรนตี้ อนทว่ี า่ ด้วยอรยิ มรรค เหมือนในพระสตู รท่ี ๘
๑.๗ เอกธัมมเปยยาลวรรค
เอกธัมมเปยยาลวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ด้วยเอกธมั มเปยยาล หมายถึง หมวดพระสตู ร
ว่าด้วยธรรมอันเป็นเอกทีพระธรรมสังคีติกาจารย์จัดไว้โดยย่อในรูปของเปยยาล ชื่อวรรคต้ัง
ตามเน้อื หาสาระของพระสูตรทัง้ ๑๔ สูตร ในวรรคนี้ สว่ นช่ือของพระสตู รทงั้ หมด ตรงกบั ชื่อ
ของพระสูตรในสุริยเปยยาลวรรคเพราะต้ังชื่อตามธรรม ๗ ประการเหมือนกัน แต่ในวรรคนี้
พระผูม้ ีพระภาคตรัสยกย่องช่อื ธรรม ๗ ประการนนั้ วา่ เป็นธรรมอนั เอก เน้ือหาของแตล่ ะสูตร
เลม่ ที่ ๑๑ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๙ 161
เหมือนในสุรยิ เปยยาล (ดรู ายละเอียดในสรุ ยิ เปยยาลวรรค)
๑.๘ ทุติยเอกธมั มเปยยาลวรรค
ทุติยเอกธัมมเปยยาลวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยเอกธัมมเปยยาลที่ ๒ หมายถึง
พระผูม้ ีพระภาคทรงแสดงเอกธัมมเปยยาลเปน็ ครง้ั ท่ี ๒ ในวรรคน้ีมีพระสตู รท้ังหมด ๑๔ สตู ร
มีลักษณะเหมือนเอกธัมมเปยยาลวรรคที่ ๑ ทุกประการ ต่างแต่ในท่ีน้ีพระผู้มีพระภาค
ตรัสยกย่องธรรม ๗ ประการนั้นว่า พระองค์ไม่ทรงเห็นธรรมอ่ืนแม้อย่างหนึ่งท่ีเป็นเหตุให้
อรยิ มรรคมอี งค์ ๘ ทย่ี งั ไมเ่ กดิ กเ็ กดิ ขน้ึ หรอื ทเ่ี กดิ ขนึ้ แลว้ เจรญิ เตม็ ที่ เหมอื นธรรม ๗ ประการนน้ั
๑.๙ คังคาเปยยาลวรรค
คังคาเปยยาลวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยคังคาเปยยาล หมายถึง หมวดพระสูตร
ว่าด้วยเรื่องแม่น�้ำที่พระธรรมสังคีติกาจารย์จัดไว้โดยย่อในรูปของเปยยาล คือ พระสูตรที่
พระผู้มีพระภาคทรงแสดงด้วยอุปมาโวหารว่า ภิกษุผู้เจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ ย่อมน้อมไปสู่
นิพพาน เหมือนแมน่ �้ำ ๕ สาย ไหลไปสทู่ ิศปราจีน คือ แม่น้ำ� คงคา แม่นำ้� ยมุนา แม่น้ำ� อจิรวดี
แมน่ �ำ้ สรภแู ละแม่น�้ำมหี ชอ่ื วรรคตั้งตามสาระสำ� คญั ของพระสูตรที่ ๑ ในวรรคนี้ ซึ่งมที ัง้ หมด
๑๒ สตู ร แต่ละสตู รความหมายและใจความสำ� คญั ดังน้ี
๑. ปฐมปาจีนนินนสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยแม่น�้ำไหลไปสู่ทิศปราจีน สูตรท่ี ๑ คือ
พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า ภิกษุผู้เจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ ย่อมน้อมไปสู่นิพพาน เหมือน
แม่น้�ำคงคาไหลไปสู่ทิศปราจีน อริยมรรคมีองค์ ๘ ในพระสูตรนี้ หมายถึงอริยมรรคมีองค์ ๘
อนั อาศัยวเิ วก อาศยั วิราคะ อาศัยนโิ รธ น้อมไปในโวสสคั คะ
๒-๕ ทุตยิ าทปิ าจนี นนิ นสตุ ตจตุกกะ วา่ ด้วยพระสตู ร ๔ สูตร มที ตุ ิยปาจนี นนิ นสตู ร
เปน็ ต้น มีเน้อื หาเหมือนปฐมปาจีนนินนสูตร ตา่ งแตใ่ นที่นพ้ี ระผมู้ พี ระภาคทรงยกแม่นำ้� ๔ สาย
ขึน้ แสดงในแตล่ ะสูตร คือ แมน่ ำ�้ ยมนุ า แมน่ ำ้� อจิรวดี แมน่ ำ้� สรภู และแม่นำ�้ มหตี ามลำ� ดับ
๖. ฉัฏฐปาจีนนินนสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยแม่น้�ำไหลไปสู่ทิศปราจีน สูตรที่ ๖ มี
เนื้อหาเหมือนปฐมปาจนี นินนสูตร ในวรรคน้ตี ่างแต่ในพระสตู รนี้พระผู้มพี ระภาคทรงยกแม่น�ำ้
ทง้ั ๕ สายขนึ้ แสดง
๗. ปฐมสมทุ ทนนิ นสตู ร วา่ ดว้ ยอปุ มาดว้ ยแมน่ ำ้� ไหลไปสสู่ มทุ ร สตู รท่ี ๑ มเี นอื้ หาเหมอื น
ปฐมปาจนี นนิ นสตู ร ตา่ งแตใ่ นพระสตู รนพ้ี ระผมู้ พี ระภาคทรงยกแมน่ ำ้� คงคาไหลไปสสู่ มทุ รขน้ึ แสดง
๘-๑๒. ทตุ ยิ าทสิ มทุ ทนนิ นสตุ ตปญั จกะ วา่ ดว้ ยพระสตู ร ๕ สตู ร มที ตุ ยิ สมทุ ทนนิ นสตู ร
เป็นต้น มีเนื้อหาเหมือนพระสูตรที่ ๒-๕ ในวรรคน้ี ต่างแต่ในท่ีน้ีพระผู้มีพระภาคทรงยก
162 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก
แมน่ ้ำ� เหลา่ น้ันทไ่ี หลไปส่สู มุทรขน้ึ แสดง
๑.๑๐ ทตุ ยิ คังคาเปยยาลวรรค
ทุติยคังคาเปยยาลวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยคังคาเปยยาลที่ ๒ ซึ่งมีลักษณะ
เหมือนคังคาเปยยาลวรรคที่ ๑ มีพระสูตรทั้งหมด ๓๖ สูตร จัดเป็นหมวดย่อย ๓ หมวด
หมวดละ ๑๒ สตู ร ตามลกั ษณะธรรม ๓ ประการ คือ
หมวดที่ ๑ วา่ ด้วยอริยมรรคอนั เปน็ ธรรมมีการก�ำจัดราคะ โทสะ และโมหะ เป็นที่สุด
มี ๑๒ สูตร คอื พระสูตรท่ี ๑-๖ วา่ ด้วยอปุ มาด้วยแม่น้ำ� ไหลไปสู่ทิศปราจีน พระสตู รท่ี ๗-๑๒
วา่ ดว้ ยอุปมาดว้ ยแมน่ ำ้� ไหลไปสสู่ มุทร
หมวดท่ี ๒ ว่าด้วยอริยมรรคอันหย่ังลงสู่อมตะ มี ๑๒ สูตร คือ พระสูตรที่ ๑๓-๒๔
(ชื่อสตู รเหมอื นพระสูตรท่ี ๑-๑๒)
หมวดท่ี ๓ ว่าด้วยอรยิ มรรคอนั น้อมไปสู่นิพพาน มี ๑๒ สูตร คอื พระสูตรท่ี ๒๕-๓๖
(ชอ่ื สตู รเหมือนพระสูตรที่ ๑-๑๒)
๑.๑๑ อัปปมาทวรรค
อปั ปมาทวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ดว้ ยความไมป่ ระมาท ชอื่ วรรคตง้ั ตามสาระสำ� คญั ของ
พระสูตรทง้ั ๑๑ สูตร ในวรรคน้ี แตล่ ะสูตรมีความหมายและใจความสำ� คัญดงั นี้
๑. ตถาคตสตู ร วา่ ดว้ ยพระตถาคตเป็นเลศิ คอื พระผู้มีพระภาคทรงแสดงวา่ ความไม่
ประมาทเลิศกว่ากุศลธรรมท้ังหมด เหมือนพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเลิศกว่าสัตว์
ทกุ ชนดิ เพราะความไม่ประมาทท�ำให้เจรญิ อรยิ มรรคมีองค์ ๘ ได้
๒. ปทสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยรอยเท้าสัตว์ คือ ทรงแสดงธรรมด้วยอุปมาโวหารว่า
ความไม่ประมาทเลิศกว่ากุศลธรรมทั้งหมด เหมือนรอยเท้าช้างใหญ่กว่ารอยเท้าสัตว์ทุกชนิด
ท่เี ท่ยี วอยบู่ นแผ่นดิน เพราะความไมป่ ระมาททำ� ใหเ้ จรญิ อริยมรรคมีองค์ ๘ ได้
๓-๗. กฏู าทิสุตตปัญจกะ วา่ ด้วยพระสูตร ๕ สูตร มีกูฏสตู รเปน็ ตน้ มีเน้อื หาเหมอื น
ตถาคตสูตรต่างแต่ในที่นี้ทรงแสดงเปรียบเทียบความไม่ประมาทกับยอดเรือน กฤษณา
จันทน์แดง ดอกมะลิ และพระเจา้ จกั รพรรดิ อย่างละ ๑ สูตร
๘-๑๐. จนั ทมิ าทสิ ตุ ตตกิ ะ วา่ ดว้ ยพระสตู ร ๓ สตู ร มจี นั ทมิ สตู รเปน็ ตน้ มเี นอื้ หาเหมอื น
ตถาคตสูตรต่างแต่ในท่ีน้ีทรงแสดงเปรียบเทียบความไม่ประมาทกับแสงจันทร์ ดวงอาทิตย์
และผ้าแควน้ กาสี อยา่ งละ ๑ สูตร
เลม่ ที่ ๑๑ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๙ 163
๑.๑๒ พลกรณียวรรค
พลกรณียวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยการงานท่ีพึงท�ำด้วยก�ำลัง ชื่อวรรคต้ังตาม
สาระส�ำคัญของพระสูตรท่ี ๑ ในวรรคน้ี ซึ่งมีทั้งหมด ๑๒ สูตร แต่ละสูตรมีความหมายและ
ใจความสำ� คญั ดงั นี้
๑. พลสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยก�ำลัง คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมด้วยอุปมา
โวหารว่า ภิกษุต้องอาศัยศีลจึงเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ ได้ เหมือนบุคคลต้องอาศัยแผ่นดิน
จึงจะทำ� การงานที่พงึ ทำ� ดว้ ยก�ำลงั ได้
๒. พีชสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยพืช คือ ทรงแสดงธรรมด้วยอุปมาโวหารว่า ภิกษุต้อง
อาศัยศีลจึงเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ ได้ เหมือนพืชคามและภูตคามต้องอาศัยแผ่นดิน
จงึ เจรญิ งอกงามได้
๓. นาคสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยนาค คือ ทรงแสดงธรรมด้วยอุปมาโวหารว่า ภิกษุ
ต้องอาศัยศีลจึงเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ ได้ เหมือนนาคอาศัยขุนเขา หิมพานต์ หนอง บึง
แม่นำ้� นอ้ ย แม่น้ำ� ใหญ่ และมหาสมุทร จึงเจริญเตบิ โตได้
๔. รุกขสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยต้นไม้ คือ ทรงแสดงธรรมด้วยอุปมาโวหารว่า ภิกษุ
ผเู้ จริญอรยิ มรรคมีองค์ ๘ ย่อมนอ้ มไปสูน่ ิพพาน เหมือนตน้ ไมท้ ี่น้อมไปสทู่ ศิ ปราจีนเมือ่ ถูกตัด
กต็ อ้ งลม้ ไปทางทิศน้นั
๕. กุมภสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยหม้อ คือ ทรงแสดงธรรมด้วยอุปมาโวหารว่า
ภกิ ษผุ เู้ จรญิ อรยิ มรรคมอี งค์ ๘ ยอ่ มคลายบาปอกศุ ลธรรมออกอยา่ งเดยี ว เหมอื นนำ�้ ในหมอ้ ควำ�่
มแี ตไ่ หลออกอย่างเดียว
๖. สูกสตู ร ว่าด้วยอปุ มาด้วยเดือย คือ ทรงแสดงธรรมด้วยอปุ มาโวหารวา่ เดอื ยข้าว
ทีต่ งั้ ไวต้ รง สามารถต�ำมอื และเท้าใหเ้ ลือดออกได้ ภิกษุก็เหมอื นกนั ถ้าตั้งทฏิ ฐิและมรรคภาวนา
ไว้ถูก กส็ ามารถท�ำลายอวชิ ชาได้ ทำ� วชิ ชาใหเ้ กิดข้ึนได้ และรู้แจง้ นิพพานได้ ในตอนทา้ ยตรัสว่า
วิธีตัง้ ทิฏฐิและมรรคภาวนาใหถ้ ูก คือ การเจริญอรยิ มรรคมอี งค์ ๘
๗. อากาสสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยอากาศ คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมด้วย
อุปมาโวหารว่า เม่ือภิกษุเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ ก็เป็นเหตุให้ธรรมหลายประการเจริญขึ้น
เต็มที่ เหมือนลมหลายชนิดท่ีพัดไปในอากาศ ธรรมหลายประการนั้น คือ สติปัฏฐาน ๔
สมั มปั ปธาน ๔ อทิ ธิบาท ๔ อนิ ทรีย์ ๕ พละ ๕ และโพชฌงค์ ๗
๘-๙. ปฐมเมฆสูตร และ ทุตยิ เมฆสตู ร ตา่ งวา่ ดว้ ยอุปมาดว้ ยเมฆฝน แต่มรี ายละเอยี ด
ต่างกันคือในปฐมเมฆสูตร ทรงแสดงธรรมด้วยอุปมาโวหารว่า ภิกษุผู้เจริญอริยมรรคมีองค์ ๘
ย่อมท�ำบาปอกุศลธรรมให้สงบราบคาบได้ เหมือนเมฆฝนตกรดฝุ่นละอองที่ฟุ้งขึ้นให้หายไป
164 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก
สว่ นในทุติยเมฆสตู ร ทรงแสดงเปรียบเทียบภกิ ษุกับลมมรสุมพดั เมฆฝนใหห้ ายไป
๑๐. นาวาสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยเรือ คือ ทรงแสดงธรรมด้วยอุปมาโวหารว่า ภิกษุ
ผู้เจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ ย่อมท�ำให้สังโยชน์สงบราบคาบได้ เหมือนลม แดด และฝนท�ำให้
เชอื กผกู เรอื เปอื่ ยผไุ ปอย่างง่ายดาย
๑๑. อาคนั ตกุ สตู ร วา่ ดว้ ยอปุ มาดว้ ยอาคนั ตกุ ะ คอื ทรงแสดงธรรมดว้ ยอปุ มาโวหารวา่
ภิกษผุ ู้เจรญิ อริยมรรคมอี งค์ ๘ ยอ่ มกำ� หนดร้ธู รรมทคี่ วรกำ� หนดรไู้ ด้ ละธรรมทีค่ วรละได้ ท�ำให้
แจ้งธรรมที่ควรท�ำให้แจ้งได้ เจริญธรรมท่ีควรเจริญได้ เหมือนคนทุกชนช้ันที่มาจากทิศต่าง ๆ
เข้าไปพกั ในเรอื นพักคนเดินทางได้
๑๒. นทสี ตู ร วา่ ดว้ ยอปุ มาดว้ ยแม่นำ้� คอื ทรงแสดงธรรมดว้ ยอปุ มาโวหารว่า เปน็ ไป
ไมไ่ ด้เลยทภ่ี ิกษผุ ู้เจรญิ อริยมรรคมีองค์ ๘ จะลาสิกขามาเปน็ คฤหสั ถ์ เหมือนการทดแม่นำ�้ คงคา
ให้ไหลยอ้ นกลบั ไปขา้ งหลัง
๑.๑๓ เอสนาวรรค
เอสนาวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยการแสวงหา ชื่อวรรคต้ังตามช่ือพระสูตรท่ี ๑
ในวรรคนี้ ซงึ่ มีทงั้ หมด ๑๑ สูตร แตล่ ะสตู รมคี วามหมายและใจความส�ำคัญดงั น้ี
๑. เอสนาสูตร ว่าด้วยการแสวงหา คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงการแสวงหา
๓ ประการ ได้แก่ (๑) การแสวงหากาม (๒) การแสวงหาภพ (๓) การแสวงหาพรหมจรรย์
(มิจฉาทฏิ ฐ)ิ และทรงแนะนำ� ให้เจริญอรยิ มรรคมอี งค์ ๘ เพื่อรู้ยิ่ง เพ่อื กำ� หนดรู้ เพื่อความสนิ้ ไป
เพื่อละการแสวงหาเหล่าน้นั
๒. วิธาสูตร ว่าด้วยมานะ คือ ทรงแสดงมานะ(ความถือตัว) ๓ ประการ ได้แก่
(๑) มานะว่าเราเลศิ กวา่ เขา (๒) มานะว่าเราเสมอเขา (๓) มานะวา่ เราด้อยกวา่ เขา และทรง
แนะน�ำใหเ้ จรญิ อริยมรรคมีองค์ ๘ เพ่ือละมานะ เหมอื นในเอสนาสตู ร
๓. อาสวสตู ร ว่าด้วยอาสวะ คอื ทรงแสดงอาสวะ ๓ ไดแ้ ก่ (๑) กามาสวะ อาสวะ
คือกาม (๒) ภวาสวะ อาสวะคือภพ (๓) อวิชชชาสวะ อาสวะคืออวิชชา และทรงแนะน�ำ
ให้เจรญิ อริยมรรคมีองค์ ๘ เพอ่ื ละอาสวะ เหมอื นในเอสนาสตู ร
๔. ภวสตู ร ว่าด้วยภพ คือ ทรงแสดงภพ ๓ ได้แก่ (๑) กามภพ ภพท่ีเปน็ กามาวจร
(๒) รปู ภพ ภพทเี่ ปน็ รปู าวจร (๓) อรปู ภพ ภพทเี่ ปน็ อรปู าวจร และทรงแนะนำ� ใหเ้ จรญิ อรยิ มรรค
มีองค์ ๘ เพอื่ ละภพ เหมือนในเอสนาสตู ร
๕. ทุกขตาสูตร ว่าด้วยสภาวทุกข์ คือ ทรงแสดงสภาวทุกข์ ๓ ประการ ได้แก่
(๑) สภาวทกุ ข์คือทกุ ข์ (๒) สภาวทุกขค์ อื สังขาร (๓) สภาวทุกขค์ อื ความแปรผันไป และทรง