เลม่ ท่ี ๙ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๗ 65
๓-๔. หลิททิกานิสูตร และ ทุติยหลิททิกานิสูตร ต่างว่าด้วยหลิททิกานิคหบดี แต่มี
รายละเอียดต่างกัน คือ ในหลิททิกานิสูตร หลิททิกานิคหบดีขอให้ท่านพระมหากัจจานะ
อธิบายพระพุทธภาษิตเก่ียวกับบุคคลผู้ละที่อยู่ ผู้ไม่เท่ียวซ่านไปหาท่ีอาศัย ผู้ไม่เย่ือใยในบ้าน
ผู้ว่างจากกาม ผู้ไม่มุ่งหมายอัตภาพต่อไป และผู้ไม่กล่าวค�ำขัดแย้งกัน พระเถระอธิบาย
เก่ยี วกบั ขนั ธ์ ๕ เชน่ บคุ คลผลู้ ะท่อี ยู่ คอื พระตถาคตผู้ละความพอใจในขันธ์ ๕ ได้
ส่วนในทุติยหลิททิกานิสูตร หลิททิกานิคหบดีขอให้ท่านพระมหากัจจานะอธิบาย
พระพทุ ธภาษติ เก่ียวกบั สมณพราหมณผ์ ู้หลุดพน้ เพราะสิ้นตัณหา พระเถระตอบวา่ ผู้สิ้นตัณหา
(ความทะยานอยาก) ในขันธ์ (ธาตุ) ๕ ช่อื วา่ ผ้หู ลุดพน้ เพราะส้นิ ตัณหา
๕. สมาธิสูตร ว่าด้วยสมาธิ คือ ทรงแสดงอานิสงส์ของการเจริญสมาธิว่า ท�ำให้จิต
ต้ังมั่น เม่ือจิตต้ังมั่น ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริง หมายถึงรู้ชัดความเกิดและความดับแห่ง
ขนั ธ์ ๕ ตามความเปน็ จริง
๖. ปฏสิ ลั ลานสตู ร วา่ ดว้ ยการหลกี เรน้ คอื ทรงแสดงอานสิ งสข์ องการหลกี เรน้ ประกอบ
ความเพียรวา่ ทำ� ใหร้ ชู้ ดั ความเกิดและความดับแหง่ ขนั ธ์ ๕ ตามความเป็นจรงิ
๗-๘. อุปาทาปริตัสสนาสูตร และ ทุติยอุปาทาปริตัสสนาสูตร ต่างว่าด้วยความ
สะดุ้งเพราะถือม่ัน แต่มีรายละเอียดต่างกัน คือ ในอุปาทาปริตัสสนาสูตร ทรงแสดงความ
สะดุ้งเพราะถือมั่น และความไม่สะดุ้งเพราะไม่ถือมั่นให้ภิกษุทั้งหลายฟังว่า ปุถุชนผู้ไม่ได้
สดับยึดติดอยู่ด้วยสักกายทิฏฐิ ๒๐ และถือมั่นขันธ์ ๕ เม่ือขันธ์ ๕ แปรผันไป จึงสะดุ้งกลัว
ส่วนอริยสาวกบอกชัดแจ้งวา่ เป็นผู้เข้าถงึ ธรรมแลว้ มีนัยตรงกนั ขา้ ม
ในทุติยอุปาทาปริตัสสนาสูตร มีเนื้อหาคล้ายกัน ต่างแต่ทรงแสดงว่า ปุถุชนผู้ไม่ได้
สดับเกิดความสะดุ้งเพราะถือมั่นขันธ์ ๕ ว่า “นั่นของเรา เราเป็นน่ัน น่ันเป็นอัตตาของเรา”
ส่วนอริยสาวกมีนัยตรงกนั ข้าม
๙-๑๐-๑๑. กาลตั ตยอนิจจสูตร กาลัตตยทกุ ขสูตร และ กาลตั ตยอนตั ตสูตร วา่ ด้วย
สิง่ ที่ไม่เท่ยี งในกาล ๓ ... เป็นทกุ ข์ในกาล ๓ ... เปน็ อนัตตาในกาล ๓ คอื ทรงแสดงวา่ ขันธ์ ๕
ทงั้ ทเ่ี ป็นอดตี อนาคต และปจั จบุ ันไมเ่ ท่ยี ง เป็นทุกข์ เป็นอนตั ตา
๑.๑.๒ อนจิ จวรรค
อนิจจวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยสิ่งที่ไม่เที่ยง ชื่อวรรคตั้งตามชื่อพระสูตรท่ี ๑
และสาระสำ� คญั ของพระสตู รทงั้ ๑๐ สตู ร ในวรรคน้ี แตล่ ะสตู รมคี วามหมาย และใจความสำ� คญั
ดงั นี้
66 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสุตตันตปิฎก
๑-๒-๓. อนิจจสตู ร ทุกขสูตร และ อนตั ตสูตร วา่ ด้วยสงิ่ ทีไ่ มเ่ ที่ยง ... เป็นทกุ ข์ ... เปน็
อนตั ตา คอื ทรงแสดงว่าขันธ์ ๕ ไมเ่ ท่ยี ง เปน็ ทกุ ข์ เป็นอนตั ตา
๔-๕-๖. ยทนิจจสูตร ยงั ทกุ ขสตู ร และ ยทนตั ตาสตู ร วา่ ดว้ ยสิง่ ที่ไม่เท่ยี ง ... เป็นทกุ ข์
... เปน็ อนตั ตา คอื ทรงสอนใหพ้ จิ ารณาดว้ ยปญั ญาอนั ชอบตามความเปน็ จรงิ วา่ ขนั ธ์ ๕ ไมเ่ ทย่ี ง
เปน็ ทุกข์ เป็นอนัตตา เพ่ือให้เกดิ ความเบื่อหนา่ ย คลายกำ� หนดั และหลุดพน้
๗-๘-๙. สเหตอุ นจิ จสูตร สเหตทุ ุกขสตู ร และ สเหตุอนตั ตสตู ร วา่ ด้วยส่งิ ทีไ่ ม่เทีย่ ง
... เป็นทุกข์ ... เป็นอนัตตาพร้อมท้ังเหตุปัจจัย คือ ทรงแสดงว่าขันธ์ ๕ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์
เป็นอนัตตา และเหตปุ ัจจยั ทีท่ ำ� ใหข้ นั ธ์ ๕ เกดิ ข้นึ ก็ไมเ่ ท่ยี ง เป็นทุกข์ เปน็ อนัตตา
๑๐. อานนั ทสูตร วา่ ด้วยพระอานนท์ คือ ท่านพระอานนทท์ ูลถามพระผมู้ ีพระภาคว่า
ความดับแห่งธรรมเหล่าไหนเรยี กว่า นิโรธ ตรสั ตอบวา่ ความดับแห่งขันธ์ ๕
๑.๑.๓ ภารวรรค
ภารวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยภาระ ชื่อวรรคตั้งตามชื่อพระสูตรท่ี ๑ ในวรรคนี้
ซึง่ มีทง้ั หมด ๑๑ สูตร แตล่ ะสตู รมคี วามหมายและใจความส�ำคัญ ดังนี้
๑. ภารสูตร วา่ ดว้ ยภาระ คอื ทรงแสดงวา่ ภาระ ไดแ้ ก่ อปุ าทานขนั ธ์ ๕ ประการ
ผแู้ บกภาระ ไดแ้ ก่ บคุ คล การถอื ภาระ ไดแ้ ก่ ตณั หา ๓ และการวางภาระ ไดแ้ ก่ ความดบั ตณั หา
๒. ปริญญาสูตร ว่าด้วยการก�ำหนดรู้ คือ ทรงแสดงว่า ขันธ์ ๕ เป็นธรรมท่ีควร
กำ� หนดรู้ ความสน้ิ ราคะ โทสะ และโมหะ เปน็ การกำ� หนดรู้
๓. อภิชานสูตร ว่าด้วยผู้รู้ย่ิง ในท่ีน้ีรวมถึงผู้ไม่รู้ยิ่งด้วย คือ ทรงแสดงว่า ผู้ไม่รู้ย่ิง
ไม่ก�ำหนดรู้ ไม่คลายก�ำหนัด ไม่ละขันธ์ ๕ เป็นผู้ไม่ควรส้ินทุกข์ ส่วนผู้รู้ย่ิง ก�ำหนดรู้
คลายกำ� หนดั ละขนั ธ์ ๕ ได้ จงึ เป็นผูค้ วรสิน้ ทุกข์
๔. ฉนั ทราคสูตร วา่ ดว้ ยการละฉนั ทราคะ คอื ทรงสอนให้ภิกษลุ ะฉันทราคะในขนั ธ์ ๕
๕-๖-๗. อัสสาทสูตร ทุติยอัสสาทสูตร และ ตติยอัสสาทสูตร ต่างว่าด้วย คุณของ
ขนั ธ์ แตม่ ีรายละเอียดตา่ งกัน คอื ในอสั สาทสตู ร ตรัสถงึ ความดำ� รถิ ึงคณุ โทษ และเคร่อื งสลดั
ออกจากขันธ์ ๕ ในทุติยอัสสาทสูตร ตรัสถึงการเท่ียวแสวงหา คุณ โทษ และคร่ืองสลัดออก
จากขันธ์ ๕ ในตอนท้ายของท้ัง ๒ สตู ร ทรงแสดงวา่ พระองค์ทรงทราบแลว้ จงึ ประกาศยืนยัน
การตรัสรู้ของพระองค์ ส่วนในตติยอัสสาทสูตร ทรงแสดงคุณ โทษ และเคร่ืองสลัดออกจาก
ขันธ์ ๕ และในตอนท้ายพระสูตร ทรงแสดงว่า เม่ือสัตว์รู้คุณ โทษ และเคร่ืองสลัดออกจาก
ขันธ์ ๕ ตามความเปน็ จรงิ จงึ จะพน้ จากโลกได้
เล่มที่ ๙ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๗ 67
๘. อภินันทนสูตร ว่าด้วยความเพลิดเพลินขันธ์ คือ ทรงแสดงว่าผู้ที่เพลิดเพลิน
ขันธ์ ๕ พน้ จากทกุ ข์ไม่ได้
๙. อุปปาทสูตร ว่าด้วยความเกิดข้ึนแห่งขันธ์ คือ ทรงแสดงว่าความเกิดข้ึนแห่ง
ขันธ์ ๕ เป็นความเกิดขึน้ แห่งทกุ ข์ สว่ นความดบั แห่งขนั ธ์ ๕ เป็นความดบั แหง่ ทุกข์
๑๐. อฆมลู สูตร ว่าดว้ ยมลู เหตุแหง่ ทกุ ข์ คือ ทรงแสดงวา่ ทุกข์ คอื ขันธ์ ๕ มลู เหตุ
แหง่ ทกุ ข์ คอื ตัณหา ๓
๑๑. ปภังคุสูตร ว่าด้วยสิ่งที่แตกสลาย ในท่ีน้ีรวมถึงสิ่งที่ไม่แตกสลายด้วย คือ ทรง
แสดงวา่ ขนั ธ์ ๕ เปน็ ส่ิงที่แตกสลาย ส่วนความดบั แหง่ ขนั ธ์ ๕ เป็นสิ่งทีไ่ ม่แตกสลาย
๑.๑.๔ นตุมหากวรรค
นตุมหากวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยสิ่งที่ไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย ชื่อวรรค ต้ังตามช่ือ
พระสตู รที่ ๑-๒ ในวรรคน้ี ซึง่ มีทั้งหมด ๑๐ สูตร แต่ละสตู รมคี วามหมายและใจความส�ำคญั
ดังน้ี
๑-๒. นตุมหากสูตร และ ทุติยนตมุ หากสตู ร ต่างวา่ ดว้ ยส่งิ ที่ไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย คอื
ทรงแสดงวา่ ขนั ธ์ ๕ ไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย ใหล้ ะสิ่งนั้นเสีย แตท่ ีต่ า่ งกนั คอื ในนตุมหากสูตรมี
อุปมาเปรยี บเทียบ ส่วนในทตุ ยิ นตุมหากสตู ร ไม่มอี ปุ มา
๓-๔. อญั ญตรภิกขุสูตร และ ทตุ ิยอญั ญตรภกิ ขุสตู ร ตา่ งวา่ ด้วยภกิ ษุรปู หน่งึ ทูลถาม
ปัญหา แตม่ รี ายละเอยี ดต่างกัน คอื ในอญั ญตรภกิ ขสุ ตู ร ภกิ ษุรปู หนึ่งทูลขอให้พระผู้มีพระภาค
ทรงแสดงธรรม เพ่ือหลีกออกไปอยู่คนเดียว พระองค์ตรัสว่า บุคคลครุ่นคิดถึงส่ิงใดก็ถึงการ
นับเข้ากับส่ิงนั้น ไม่ครุ่นคิดถึงสิ่งใด ก็ไม่ถึงการนับเข้ากับส่ิงนั้น ภิกษุรูปน้ันเข้าใจว่า “ส่ิง”
ในที่นี้หมายถึงขันธ์ ๕ พระองค์ตรัสว่าถูกต้อง ในทุติยอัญญตรภิกขุสูตร มีเนื้อหาคล้ายกัน
ต่างแต่ตรัสว่า บุคคลครุ่นคิดถึงสิ่งใดก็หมกมุ่นถึงส่ิงน้ัน หมกมุ่นถึงสิ่งใดก็ถึงการนับเข้ากับ
สิ่งนัน้ ฝา่ ยปฏเิ สธก็มีนัยเหมือนกนั
๕-๖. อานนั ทสตู ร และ ทตุ ยิ อานนั ทสตู ร ตา่ งวา่ ดว้ ยพระอานนท์ แตม่ รี ายละเอยี ดตา่ ง
กัน คอื ในอานนั ทสตู ร พระผู้มีพระภาคทรงสนทนาธรรมกับท่านพระอานนท์เรือ่ งความเกิดขึ้น
ความเส่อื มไป และความตง้ั อยขู่ องขนั ธ์ ๕ ในทุตยิ อานนั ทสตู รมีเน้ือหาคล้ายกนั ตา่ งแต่สนทนา
ถึงความเกดิ ขนึ้ และความตั้งอยู่ของขนั ธ์ ๕ ท่ีเป็นอดีต อนาคต และปัจจบุ ัน
๗-๑๐. อนุธัมมสูตร ทุติยอนุธัมมสูตร ตติยอนุธัมมสูตร และ จตุตถอนุธัมมสูตร
ต่างว่าด้วยผู้มีธรรมอันเหมาะสม แต่มีรายละเอียดต่างกัน คือ ในแต่ละสูตร ทรงแสดงว่า
68 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตันตปิฎก
ผู้มธี รรมอนั เหมาะสม ได้แก่ ผ้มู ากดว้ ยความเบอื่ หนา่ ยในขนั ธ์ ๕ ผูพ้ ิจารณาเห็นความไมเ่ ที่ยง
ในขันธ์ ๕ ผูพ้ ิจารณาเหน็ ทกุ ขใ์ นขนั ธ์ ๕ และผูพ้ จิ ารณาเห็นอนัตตาในขนั ธ์ ๕ ตามล�ำดับ
๑.๑.๕ อตั ตทีปวรรค
อัตตทีปวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ดว้ ยการมตี นเป็นเกาะ ช่ือวรรคตง้ั ตามชือ่ พระสตู รท่ี ๑
ในวรรคนซี้ ่ึงมีท้งั หมด ๑๐ สูตร แตล่ ะสตู รมีความหมายและใจความส�ำคญั ดังนี้
๑. อตั ตทปี สตู ร วา่ ดว้ ยการมตี นเปน็ เกาะ คอื พระผมู้ พี ระภาคทรงสอนใหภ้ กิ ษทุ งั้ หลาย
มีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นท่ีพ่ึง มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นท่ีพ่ึงด้วยการ พิจารณาให้เห็นตาม
ความเป็นจรงิ ว่า ขนั ธ์ ๕ ไมเ่ ท่ียง เป็นทกุ ข์ มคี วามแปรผนั เป็นธรรมดา
๒. ปฏปิ ทาสตู ร วา่ ด้วยปฏิปทา คือ ทรงแสดงว่า ปฏปิ ทาท่ใี หถ้ ึงสักกายสมุทยั (ความ
เกิดแห่งสักกายะ) ได้แก่ สักกายทิฏฐิ ๒๐ ส่วนปฏิปทาที่ให้ถึงสักกายนิโรธ (ความดับแห่ง
สกั กายะ) ได้แก่ การไมย่ ึดติดอยู่ดว้ ยสกั กายทิฏฐิ ๒๐
๓-๔. อนิจจสตู ร และ ทุตยิ อนิจจสูตร ต่างว่าดว้ ยสงิ่ ทไ่ี ม่เทยี่ ง แตม่ รี ายละเอยี ดตา่ ง
กัน คือ ในอนจิ จสตู ร ทรงแสดงว่า ขันธ์ ๕ ไม่เทีย่ ง เป็นทุกข์ เป็นอนตั ตา เม่ือเหน็ ดว้ ยปัญญา
อันชอบตามความเป็นจริง จิตย่อมคลายก�ำหนัด หลุดพ้นจากอาสวะ ในทุติยอนิจจสูตร
มีเน้ือหาตอนต้นเหมือนกัน ต่างแต่ในตอนท้าย ตรัสว่า เม่ือเห็นด้วยปัญญาอันชอบตาม
ความเป็นจริง การค�ำนึงถึงอดีต และอนาคตก็จะไม่มี ความยึดมั่นอย่างแรงกล้าจะหมดไป
จิตย่อมคลายก�ำหนัด หลุดพ้นจากอาสวะ
๕. สมนุปัสสนาสูตร ว่าด้วยการพิจารณาเห็น คือ ทรงแสดงว่า สมณพราหมณ์
ท้ังหมดเมื่อพิจารณาเห็นตน ก็จะเห็นเป็นขันธ์ ๕ ทั้งหมดบ้าง เห็นเป็นขันธ์ใดขันธ์หนึ่งบ้าง
เม่ือได้รับความสุขหรือทุกข์ซ่ึงเกิดจากอวิชชาสัมผัสถูกต้องแล้วก็เกิดความยึดม่ันถือม่ัน
สว่ นอรยิ สาวกละอวชิ ชาได้ จึงไมม่ ีความยึดมนั่ ถอื มนั่
๖. ขันธสูตร ว่าด้วยขันธ์ ในท่ีน้ีรวมถึงอุปาทานขันธ์ด้วย คือ ทรงแสดงว่า ขันธ์ ๕
ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ท้ังที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือ
ภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ และอุปาทานขันธ์ ๕ ได้แก่
ขันธ์ ๕ ทปี่ ระกอบด้วยอาสวะและเกื้อกูลแก่อุปาทาน
๗-๘. โสณสตู ร และ ทตุ ยิ โสณสตู ร ตา่ งวา่ ดว้ ยโสณคหบดบี ตุ ร แตม่ รี ายละเอยี ดตา่ งกนั
คือ ในโสณสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสกับโสณคหบดีบุตรว่า เพราะไม่เห็นความเป็นจริง
สมณพราหมณ์จึงเห็นว่าตนเลิศกว่าเขา เสมอเขา หรือด้อยกว่าเขา ท้ัง ๆ ท่ีขันธ์ ๕ ไม่เท่ียง
เปน็ ทกุ ข์ มคี วามแปรผนั เปน็ ธรรมดา แตถ่ า้ เหน็ ความเปน็ จรงิ จะไมเ่ ปน็ เชน่ นน้ั แลว้ ตรสั สอนให้
เลม่ ที่ ๙ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๗ 69
โสณคหบดีบตุ รพิจารณาขนั ธ์ ๕ ตามความเปน็ จรงิ
ในทุตยิ โสณสูตร ตรัสวา่ สมณพราหมณผ์ ู้ไมร่ ู้ชัดขันธ์ ๕ ความเกดิ ขน้ึ ความดบั และ
ปฏิปทาท่ีให้ถึงความดับแห่งขันธ์ ๕ ไม่ชื่อว่าเป็นสมณพราหมณ์ และไม่ได้รับประโยชน์จาก
ความเป็นสมณพราหมณ์
๙-๑๐. นันทกิ ขยสตู ร และ ทตุ ิยนันทิกขยสูตร ตา่ งว่าดว้ ยการสน้ิ ความ เพลิดเพลนิ
แต่มีรายละเอียดต่างกัน คือ ในนันทิกขยสูตร ทรงแสดงว่า การเห็นขันธ์ ๕ ว่าไม่เท่ียงเป็น
สัมมาทิฏฐิ ซ่งึ จะเปน็ เหตใุ ห้เบอื่ หนา่ ย ความเบอื่ หน่ายเปน็ เหตใุ หส้ นิ้ ความเพลิดเพลิน สว่ นใน
ทุติยนันทิกขยสูตร ทรงสอนให้ภิกษุมนสิการ ขันธ์ ๕ โดยแยบคาย และให้พิจารณาเห็น
ความไม่เที่ยงแห่งขันธ์ ๕ ซ่ึงจะเป็นเหตุให้เบื่อหน่าย ความเบ่ือหน่ายจะเป็นเหตุให้ส้ิน
ความเพลดิ เพลิน
๑.๒ มชั ฌิมปัณณาสก์
๑.๒.๑ อปุ ยวรรค
อุปยวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยความเข้าถึง ชื่อวรรคตั้งตามชื่อพระสูตรท่ี ๑
ในวรรคน้ี ซง่ึ มที ้งั หมด ๑๐ สตู ร แตล่ ะสูตรมีความหมายและใจความสำ� คัญ ดังน้ี
๑. อุปยสูตร ว่าด้วยความเข้าถึง คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า วิญญาณเข้าถึง
(อาศัย) รูป เวทนา สัญญา และสังขาร จึงเสวยความเพลิดเพลินและเจริญงอกงามได้ ถ้าละ
ความก�ำหนัดในขันธ์ (ธาตุ) ทั้ง ๕ ได้ วิญญาณก็ตั้งอยู่ไม่ได้ เม่ือตั้งอยู่ไม่ได้ก็เจริญงอกงาม
ไม่ได้ ทำ� ใหห้ ลุดพน้ ได้ในท่ีสุด
๒. พชี สตู ร วา่ ดว้ ยอปุ มาดว้ ยพชื คอื ทรงแสดงธรรมดว้ ยอปุ มาโวหารวา่ วญิ ญาณฐติ ิ ๔
เหมือนปฐวีธาตุ (สถานที่ปลูกพชื ) ความกำ� หนัดดว้ ยอำ� นาจความ เพลดิ เพลนิ เหมอื นอาโปธาตุ
(น�้ำหลอ่ เลี้ยงพชื ) วญิ ญาณพร้อมด้วยอาหาร (กรรมวิญญาณ) เหมือนพชื ๕ ชนดิ ในตอนทา้ ย
ตรัสว่า ถ้าละความก�ำหนดั ในขนั ธ์ทงั้ ๕ ได้ วญิ ญาณกต็ ัง้ อยไู่ ม่ได้ เมื่อต้งั อยไู่ มไ่ ด้กเ็ จรญิ งอกงาม
ไมไ่ ด้ ท�ำให้หลุดพ้น ไดใ้ นท่สี ุด
๓. อุทานสูตร วา่ ด้วยการเปลง่ อุทาน คอื ทรงเปล่งอทุ านวา่ ภิกษผุ ู้น้อมใจไป ว่า “ถ้า
เราไม่พึงมี แม้บริขารของเราก็ไม่พึงมี ถ้ากรรมสังขารจักไม่ได้มี ปฏิสนธิของเราก็จักไม่มี”
พึงตัดโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้ เม่ือภิกษุรูปหน่ึงทูลถามเก่ียวกับเน้ือความที่ทรงเปล่งอุทานน้ัน
จึงทรงอธบิ ายธรรมเก่ยี วกับขันธ์ ๕ ใหภ้ กิ ษุรูปน้ันฟงั
70 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสุตตันตปิฎก
๔. อปุ าทานปริวตั ตนสูตร ว่าด้วยอปุ าทานขนั ธเ์ วยี นรอบ คือ ทรงแสดงว่า พระองค์
รู้ชัดอุปาทานขนั ธ์ ๕ ประการ โดยเวยี นรอบ ๔ ครั้ง คือ (๑) ขนั ธ์ ๕ (๒) ความเกิดแหง่ ขันธ์ ๕
(๓) ความดบั แห่งขนั ธ์ ๕ (๔) ปฏปิ ทาท่ีให้ถึงความดบั แห่งขันธ์ ๕
๕. สตั ตฏั ฐานสูตร ว่าด้วยฐานะ ๗ ประการ คอื ทรงแสดงวา่ ภิกษผุ ู้ฉลาด ในฐานะ
๗ ประการ เพ่งพินิจโดยวิธี ๓ อย่าง เรียกว่า อุดมบุรุษ หมดกิเลสโดยส้ินเชิง อยู่จบ
พรหมจรรย์ ฐานะ ๗ ประการ ในที่นี้ ได้แก่ (๑) ขันธ์ ๕ (๒) ความเกดิ (๓) ความดบั (๔) ปฏิปทา
ท่ีให้ถึงความดับ (๕) คุณ (๖) โทษ (๗) เครื่องสลัดออกจากขันธ์ ๕ ส่วนการเพ่งพินิจ
โดยวิธี ๓ อยา่ ง ได้แก่ (๑) การเพง่ พินิจเปน็ ธาตุ (๒) การเพง่ พินจิ เป็นอายตนะ (๓) การเพ่งพนิ ิจ
เปน็ ปฏจิ จสมุปบาท
๖. สมั มาสัมพทุ ธสูตร วา่ ด้วยเหตทุ ท่ี �ำใหเ้ ป็นพระสมั มาสัมพทุ ธเจ้า คอื ทรงแสดงวา่
เพราะพระองค์เบ่ือหน่าย คลายก�ำหนัด ดับ ไม่ถือม่ันขันธ์ ๕ บัณฑิต จึงเรียกว่าพระสัมมา-
สมั พุทธเจา้ แม้ภกิ ษุผหู้ ลดุ พ้นดว้ ยปัญญา หลดุ พ้นเพราะเบื่อหน่าย คลายกำ� หนัด ดับ ไมถ่ ือมัน่
ขนั ธ์ ๕ พระองคก์ เ็ รยี กวา่ ผหู้ ลดุ พน้ ดว้ ยปญั ญาเหมอื นกนั แตท่ ต่ี า่ งกนั คอื พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้
เปน็ ผทู้ ำ� ทางทย่ี งั ไมเ่ กดิ ใหเ้ กดิ ขน้ึ ทำ� ใหร้ จู้ กั ทางทไ่ี มม่ ใี ครรจู้ กั บอกทางทไ่ี มม่ ใี ครบอก รจู้ กั ทาง
รูแ้ จ้งทาง ฉลาดในทาง ส่วนสาวกเป็นผูด้ ำ� เนนิ ไปตามทาง และเปน็ ผตู้ ามมาภายหลงั
๗. อนัตตลักขณสูตร ว่าด้วยลักษณะแห่งอนัตตา คือ ทรงแสดงว่า ขันธ์ ๕ เป็น
อนตั ตา เปน็ ไปเพอ่ื อาพาธ บังคับให้เปน็ ไปตามใจไมไ่ ด้ และทรงสอนให้ภิกษุ พจิ ารณาขันธ์ ๕
ด้วยปญั ญาอันชอบตามความเป็นจริง
๘. มหาลสิ ตู ร วา่ ด้วยเจ้ามหาลิ คอื เจา้ ลจิ ฉวพี ระนามวา่ มหาลิเข้าไป ทูลถามพระผมู้ -ี
พระภาคว่า พระองค์ทรงคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับลัทธิของท่านปูรณะกัสสปะท่ีว่า “ความเศร้า
หมอง ความบริสุทธขิ์ องสัตว์ ไมม่ เี หตุไม่มปี จั จัย สตั ว์เศรา้ หมองเอง บริสทุ ธ์ิเองโดยไม่มเี หตุ
ไม่มีปจั จัย” พระองคต์ รัสตอบว่า มีเหตุมีปัจจยั โดยทรงอธิบายวา่ ถา้ ขันธ์ ๕ เป็นทุกข์อย่าง
เดียว สตั วก์ ็ไมพ่ ึงติดใจ แต่เพราะขันธ์ ๕ เป็นสุขมิใชท่ กุ ข์เสมอไป สตั วจ์ งึ ตดิ ใจ เมือ่ ตดิ ใจกถ็ ูก
รปู ผกู ไว้ จงึ เศร้าหมอง ฉะน้นั ความเศร้าหมองของสตั วจ์ ึงมีเหตุมีปจั จยั สว่ นความบรสิ ุทธ์ิของ
สตั ว์ มนี ัยตรงกนั ข้าม
๙. อาทติ ตสตู ร วา่ ดว้ ยสิ่งที่เป็นของรอ้ น คอื ทรงแสดงว่า ขนั ธ์ ๕ เป็นของร้อน
๑๐. นิรุตติปถสูตร ว่าด้วยหลักภาษา คือ ทรงแสดงว่าหลักการ ๓ ประการ คือ
(๑) หลักภาษา (๒) หลักการตั้งชื่อ (๓) หลักการบัญญัติ ไม่ถูกทอดทิ้งท้ังในอดีต อนาคต
และปัจจบุ ันและไม่ถูกสมณพราหมณ์ผู้เป็นวญิ ญชู นคดั คา้ น
เล่มท่ี ๙ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๑๗ 71
๑.๒.๒ อรหันตวรรค
อรหันตวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยพระอรหันต์ ชื่อวรรคต้ังตามสาระส�ำคัญของ
พระสูตรทงั้ ๑๐ สตู รในวรรคน้ี แต่ละสูตรมคี วามหมายและใจความสำ� คัญ ดงั นี้
๑. อุปาทิยมานสูตร ว่าด้วยผู้ยึดมั่นขันธ์ คือ ภิกษุรูปหน่ึงทูลขอให้พระผู้มีพระภาค
ทรงแสดงธรรมโดยย่อเพื่อหลีกออกไปอยู่คนเดียว พระผู้มีพระภาคตรัสสอนว่า เม่ือบุคคล
ยึดมั่นก็ถูกมารผูกมัดไว้ เมื่อไม่ยึดม่ันก็พ้นจากมารผู้มีบาป เม่ือภิกษุรูปน้ันกราบทูลว่า เพราะ
ยึดมัน่ ขนั ธ์ ๕ จงึ เป็นเช่นนั้น พระองคจ์ ึงตรัสชมเชย
๒. มัญญมานสูตร ว่าด้วยผู้กำ� หนดหมายขันธ์ มีเน้ือหาคล้ายพระสูตรท่ีแล้ว ต่างแต่
ในพระสูตรน้ีตรัสว่า เมื่อบุคคลก�ำหนดหมายก็ถูกมารผูกมัดไว้ เม่ือไม่ก�ำหนด หมายก็พ้นจาก
มารผมู้ บี าป
๓. อภินันทมานสูตร ว่าด้วยผู้เพลิดเพลินขันธ์ มีเนื้อหาคล้ายอุปาทิยมานสูตร
ต่างแต่ในพระสูตรน้ีตรัสว่า เม่ือบุคคลเพลิดเพลินก็ถูกมารผูกมัดไว้ เม่ือไม่เพลิดเพลิน
กพ็ น้ จากมารผมู้ ีบาป
๔. อนจิ จสตู ร วา่ ดว้ ยสงิ่ ทไี่ มเ่ ทยี่ ง มเี นอ้ื หาคลา้ ยอปุ าทยิ มานสตู ร ตา่ งแตใ่ นพระสตู รน้ี
ตรสั สอนให้ภิกษุละความพอใจในสง่ิ ท่ไี ม่เท่ียง คอื ขนั ธ์ ๕
๕. ทกุ ขสตู ร วา่ ดว้ ยสงิ่ ทเ่ี ปน็ ทกุ ข์ มเี นอื้ หาคลา้ ยอปุ าทยิ มานสตู ร ตา่ งแตใ่ นพระสตู รน้ี
ตรสั สอนให้ภกิ ษุละความพอใจในสงิ่ ทเ่ี ป็นทกุ ข์ คอื ขนั ธ์ ๕
๖. อนัตตสูตร ว่าด้วยส่ิงท่ีเป็นอนัตตา มีเน้ือหาคล้ายอุปาทิยมานสูตร ต่างแต่ใน
พระสูตรน้ี ตรัสสอนใหภ้ ิกษลุ ะความพอใจในส่ิงทีเ่ ป็นอนตั ตา คอื ขันธ์ ๕
๗. อนัตตนิยสูตร ว่าด้วยส่ิงท่ีไม่เน่ืองด้วยอัตตา มีเน้ือหาคล้ายอุปาทิยมานสูตร
ตา่ งแตใ่ นพระสูตรนี้ ตรัสสอนใหภ้ ิกษลุ ะความพอใจในสิ่งทไี่ ม่เนอื่ งด้วยอัตตา คอื ขนั ธ์ ๕
๘. รชนียสัณฐิตสูตร ว่าด้วยส่ิงที่จูงใจให้ก�ำหนัด มีเนื้อหาคล้ายอุปาทิยมานสูตร
ตา่ งแต่ในพระสตู รนี้ ตรัสสอนให้ภกิ ษุละความพอใจในส่งิ จูงใจใหก้ ำ� หนดั คือ ขันธ์ ๕
๙. ราธสตู ร วา่ ดว้ ยพระราธะ คอื ทา่ นพระราธะทลู ถามพระผมู้ พี ระภาควา่ เมอ่ื บคุ คลรู้
เห็นอย่างไร จงึ จะไม่มอี หงั การ มมังการ และมานานสุ ัย ตรสั ตอบวา่ เมื่อบคุ คลพจิ ารณาเห็น
ขนั ธ์ ๕ ท้ังทีเ่ ปน็ อดตี อนาคต และปจั จุบัน ภายในหรอื ภายนอก หยาบหรอื ละเอยี ด เลวหรอื
ประณีต จงึ จะไมม่ อี หงั การ มมังการ และมานานสุ ัย
๑๐. สุราธสตู ร ว่าด้วยพระสรุ าธะ มเี น้ือหาคลา้ ยราธสตู ร
72 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
๑.๒.๓ ขชั ชนียวรรค
ขัชชนียวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยผู้ถูกเค้ียวกิน ช่ือวรรคต้ังตามชื่อพระสูตรที่ ๗
ในวรรคนี้ ซึง่ มที ัง้ หมด ๑๐ สตู ร แตล่ ะสตู รมคี วามหมายและใจความส�ำคญั ดังนี้
๑. อสั สาทสูตร วา่ ดว้ ยคุณของขนั ธ์ คือ พระผมู้ ีพระภาคทรงแสดงว่า ปถุ ุชน ผไู้ ม่ได้
สดับ ย่อมไม่รูช้ ดั คณุ โทษ และเครือ่ งสลัดออกจากขันธ์ ๕ สว่ นอรยิ สาวก มีนยั ตรงกนั ข้าม
๒-๓. สมุทยสูตร และ ทุติยสมุทยสูตร ต่างว่าด้วยความเกิดข้ึนแห่งขันธ์ มีเนื้อหา
เหมอื นพระสูตรที่แล้ว ตา่ งแตใ่ นทน่ี ที้ รงเพิ่มความเกิดข้ึน และความดบั แหง่ ขันธเ์ ขา้ มา
๔-๕. อรหันตสูตร และ ทุติยอรหันตสูตร ต่างว่าด้วยพระอรหันต์ แต่มีรายละเอียด
ต่างกัน คือ ในอรหันตสูตร ทรงสอนให้ภิกษุทั้งหลายพิจารณาขันธ์ ๕ ซึ่งไม่เที่ยง เป็นทุกข์
เป็นอนัตตา ตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบ ผู้ที่พิจารณาเห็นอย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย
คลายก�ำหนัด หลุดพ้น เป็นพระอรหันต์ซ่ึงเลิศประเสริฐที่สุดในโลก เลิศประเสริฐกว่าสัตว์ใน
สตั ตาวาสและภวคั คภพ ในตอนท้ายพระสูตรได้ตรัสคาถาประพนั ธ์ไว้ สว่ นในทตุ ิยอรหันตสตู ร
มเี นื้อหาเหมอื นกัน แต่ไมม่ ีคาถาประพันธ์
๖. สีหสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยพญาราชสีห์ คือทรงแสดงธรรมด้วยอุปมาโวหารว่า
เมื่อพระตถาคตทรงอบุ ตั ิข้ึนในโลก ทรงแสดงธรรมเกย่ี วกับขันธ์ ๕ ความเกดิ ขึ้น และความดบั
แห่งขันธ์ ๕ แม้แต่พวกเทพท่ีมอี ายยุ ืนจนคดิ ว่าตนเท่ียง ยง่ั ยนื คงที่ พอไดส้ ดับธรรมทพ่ี ระองค์
ทรงแสดงก็ยังพากันหวาดหว่ันสะดุ้งกลัว เหมือนเม่ือพญาราชสีห์บันลือสีหนาท สัตว์ทั้งหลาย
ก็หวาดหวั่นสะด้งุ กลัว ถ่ายมูตรคูถ หนีไปทางใดทางหนึ่ง ฉะนัน้
๗. ขชั ชนยี สตู ร วา่ ดว้ ยผถู้ กู เคยี้ วกนิ คอื ทรงแสดงวา่ สมณพราหมณท์ ง้ั หมด เมอ่ื ระลกึ
ถึงชาติก่อนก็ระลึกถึงเฉพาะอุปาทานขันธ์ท้ัง ๕ หรือระลึกถึงขันธ์ใดขันธ์หนึ่งท้ัง ๆ ที่ขันธ์ ๕
มชี อ่ื เรยี กตามสภาวะของมนั เชน่ เพราะสลายไป จงึ เรยี กวา่ รปู เปน็ ตน้ สว่ นอรยิ สาวกพจิ ารณา
เห็นว่าตนถูกขันธ์ ๕ เค้ียวกิน จึงไม่มีความอาลัย ไม่ช่ืนชม และปฏิบัติเพ่ือความเบื่อหน่าย
คลายก�ำหนดั ดบั ขนั ธ์ ๕ นั้น แล้วทรงสอนใหภ้ กิ ษพุ จิ ารณาขนั ธ์ ๕ วา่ เป็นสง่ิ ไมเ่ ที่ยง เปน็ ทุกข์
เป็นอนตั ตา
๘. ปิณโฑลยสูตร ว่าด้วยการเท่ียวบิณฑบาตเลี้ยงชีพ คือ ทรงแสดงธรรมให้ภิกษุ
ทั้งหลายฟังว่า การท่ีภิกษุทุศีลเท่ียวบิณฑบาตเล้ียงชีพเป็นการกระท�ำที่ต่�ำทราม ย่อมถูก
ชาวโลกด่าว่าเป็นผู้ขอทานเลี้ยงชีพ ทรงแสดงจุดประสงค์ของการบวชว่าเพื่อท�ำท่ีสุดแห่ง
กองทุกขท์ ั้งมวล ทรงแสดงวธิ ีดับอกศุ ลวติ ก ๓ ประการ และทิฏฐิ ๒ ประการ และทรงสอน
ให้พิจารณาขันธ์ ๕ วา่ ไมเ่ ทย่ี ง เป็นทกุ ข์ เปน็ อนัตตา
เลม่ ที่ ๙ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๗ 73
๙. ปาลิเลยยสูตร ว่าด้วยป่าปาลิเลยยกะ คือ ทรงแสดงธรรมที่ป่าปาลิเลยยกะว่า
เม่ือบุคคลรู้ เห็นว่า สังขาร (ความคิดปรุงแต่งและความเห็นเก่ียวกับขันธ์ ๕) ตัณหา เวทนา
ผสั สะ และอวิชชา ไม่เทีย่ ง ถูกปัจจัยปรุงแตง่ อาศัยปจั จัยเกิดขึน้ อาสวะทัง้ หลายของบุคคลนน้ั
ย่อมส้ินไปโดยล�ำดับ
๑๐. ปุณณมสูตร ว่าด้วยพระธรรมเทศนาในคืนดวงจันทร์เต็มดวง คือ ในวันอุโบสถ
ขึ้น ๑๕ ค�่ำ คืนดวงจันทร์เต็มดวง พระผู้มีพระภาคทรงมีภิกษุสงฆ์แวดล้อม ประทับน่ัง
ในท่ีแจ้ง ประทานโอกาสให้ภิกษุทั้งหลายทูลถามปัญหา ภิกษุได้ทูลถามปัญหา ๑๐ ข้อ คือ
(๑) เร่ืองขันธ์ ๕ (๒) เร่ืองมูลเหตุแห่งขันธ์ ๕ (๓) เรื่องฉันทราคะ (๔) เร่ืองช่ือของขันธ์ ๕
(๕) เรื่องเหตุปัจจัยแห่งการบัญญัติขันธ์ ๕ (๖) เรื่องสักกายทิฏฐิ (๗) เร่ืองเหตุไม่มีสักกายะ
(๘) เร่ืองคุณ โทษ และเคร่ืองสลัดออก จากขันธ์ ๕ (๙) เร่ืองไม่มีอหังการ มมังการ และ
มานานสุ ยั (๑๐) เรอื่ งกรรมท่อี นัตตากระทำ� ถูกต้องอัตตาไดห้ รอื ไม่
๑.๒.๔ เถรวรรค
เถรวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยพระเถระ ชื่อวรรคต้ังตามสาระส�ำคัญของพระสูตร
ทัง้ ๑๐ สตู ร ในวรรคน้ี แต่ละสูตรมีความหมายและใจความสำ� คญั ดังน้ี
๑. อานันทสูตร ว่าด้วยพระอานนท์ คือ ท่านพระอานนท์แสดงธรรมให้ภิกษุ
ทัง้ หลายฟังวา่ ท่านบรรลธุ รรมเป็นพระโสดาบนั เพราะไดฟ้ ังธรรมเกย่ี วกับการไมถ่ ือม่ันขนั ธ์ ๕
จากทา่ นพระปุณณมนั ตานบี ตุ ร
๒. ติสสสูตร ว่าด้วยพระติสสะ คือ ท่านพระติสสะไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์และ
มีความสงสัยในพระธรรม พระผู้มีพระภาคจึงรับส่ังให้เข้าเฝ้าแล้วทรงแสดงธรรมให้ฟังว่า
ผู้ท่ียังไม่หมดความก�ำหนัดในขันธ์ ๕ เม่ือขันธ์ ๕ แปรผันเป็นอย่างอื่นก็เกิดโสกะ ปริเทวะ
ทกุ ข์ โทมนัส และอปุ ายาส ส่วนผ้หู มดความกำ� หนัดจะไมเ่ ป็นเช่นนน้ั และทรงสอนให้พิจารณา
ขนั ธ์ ๕ วา่ ไมเ่ ท่ยี ง เปน็ ทุกข์ เป็นอนตั ตา
๓. ยมกสูตร ว่าด้วยพระยมกะ คือ ท่านพระยมกะเกิดทิฏฐิชั่วว่า พระขีณาสพ
ตายแล้วขาดสูญ พินาศ ไม่เกิดอีก ภิกษุทั้งหลายจึงขอให้ท่านพระสารีบุตรแสดงธรรมให้
ท่านพระยมกะฟัง พระเถระจึงสอนให้ท่านพระยมกะพิจารณาขันธ์ ๕ ว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์
เปน็ อนัตตา ไมส่ ามารถค้นหาตถาคต (สัตว์) ในขันธ์ ๕ ได้ จนทา่ นพระยมกะบรรลธุ รรมเปน็
พระโสดาบัน พระเถระได้แสดงธรรมดว้ ยอุปมาโวหารตอ่ ไปวา่ ปุถุชนยึดติดอยูด่ ้วยสักกายทฏิ ฐิ
๒๐ ไมร่ ชู้ ดั ว่าขันธ์ ๕ ไมเ่ ท่ียง เปน็ ทุกข์ เปน็ อนตั ตา ถกู ปัจจยั ปรุงแต่ง เป็นผฆู้ ่า และยึดม่นั
74 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสุตตันตปฎิ ก
ขันธ์ ๕ ว่าเป็นอัตตาของตน จึงเกิดความทุกข์ เหมือนคหบดีหรือบุตรคหบดีผู้ม่ังค่ังไว้วางใจ
คนร้าย ซึ่งปลอมตัวมาเป็นมิตรจึงถูกฆ่าโดยไม่รู้ตัว ส่วนพระอริยสาวกมีนัยตรงกันข้าม
ท่านพระยมกะจึงได้บรรลธุ รรม เป็นพระอรหันต์
๔. อนรุ าธสตู ร วา่ ดว้ ยพระอนรุ าธะ คอื อญั เดยี รถยี ป์ รพิ าชกพวกหนง่ึ ถามทา่ นพระอนรุ าธะ
ว่า พระตถาคตเป็นอุดมบุรุษ เป็นบรมบุรุษ ทรงบรรลุธรรมท่ีควร บรรลุอย่างยอดเย่ียม
เม่อื จะบัญญัติตถาคตให้เหมาะสมกบั พระคณุ ขอ้ น้ี จะบญั ญตั ิ ดว้ ยฐานะ ๔ อยา่ งได้หรือไม่ คือ
(๑) หลังจากตายแลว้ ตถาคตเกดิ อีก (๒) หลัง จากตายแลว้ ตถาคตไมเ่ กดิ อกี (๓) หลังจากตาย
แล้ว ตถาคตเกดิ อกี และไม่เกิดอีก (๔) หลงั จากตายแลว้ ตถาคตจะวา่ เกดิ อกี ก็มิใช่ จะวา่ ไม่เกิด
อกี กม็ ใิ ช่ พระเถระ ตอบวา่ ไมไ่ ด้ ตอ้ งบญั ญตั ติ ถาคตเวน้ ฐานะ ๔ อยา่ งนี้ พวกอญั เดยี รถยี ป์ รพิ าชก
จึงกล่าวประณามพระเถระว่าเป็นผู้โง่เขลา แล้วจากไป พระเถระเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค
กราบทูลเรื่องการสนทนานั้นให้ทรงทราบแล้วทูลถามว่า ถ้าพวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกซักไซ้
ในเร่ืองน้ีต่อไปอีกจะตอบเขาอย่างไร พระผู้มีพระภาคตรัสว่า การบัญญัติตถาคตเช่นนั้น
ล้วนไม่ถูกต้องท้ังสิ้น เพราะจะบัญญัติตถาคตด้วยขันธ์ ๕ ซึ่งไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
ไมไ่ ดเ้ ลย (หมายความวา่ ตถาคตไมม่ อี ัตตาจงึ บญั ญัติไมไ่ ด้)
๕. วักกลิสูตร ว่าด้วยพระวักกลิ คือ พระผู้มีพระภาคเสด็จไปเยี่ยมท่านพระวักกลิ
ซึ่งกำ� ลงั อาพาธหนกั เมือ่ ทรงทราบวา่ มีความทรุ นทุรายมาก เพราะประสงคจ์ ะเขา้ เฝา้ พระองค์
แต่ไม่มีก�ำลังพอท่ีจะเข้าเฝ้าได้ จึงตรัสว่า การเห็นพระวรกายของพระองค์ไม่มีประโยชน์
ผใู้ ดเหน็ ธรรม ผูน้ นั้ ชอื่ วา่ เห็นพระองค์ ผใู้ ดเหน็ พระองค์ (ธรรมกาย) ผนู้ ั้นก็ช่ือว่าเหน็ ธรรม และ
ตรัสสอนให้พิจารณาขันธ์ ๕ ว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา แล้วเสด็จกลับไปยังท่ีประทับ
ตอ่ มาทา่ นพระวกั กลิกฆ็ า่ ตัวตาย และบรรลุอรหัตตผล พร้อมกับการดับจติ
๖. อัสสชิสูตร ว่าด้วยพระอัสสชิ คือ พระผู้มีพระภาคเสด็จไปเย่ียมท่านพระอัสสชิ
ซึ่งก�ำลังอาพาธหนัก เม่ือทรงทราบว่า มีความทุรนทุรายมากเพราะเสื่อมจากสมาธิ จึง
ทรงสอนให้พจิ ารณาขนั ธ์ ๕ ว่าไม่เที่ยง เป็นทกุ ข์ เป็นอนตั ตา และสอนใหพ้ จิ ารณาวา่ เวทนา ๓
ไมเ่ ทีย่ ง ไม่นา่ หมกมนุ่ ไม่น่าเพลดิ เพลนิ
๗. เขมกสูตร ว่าด้วยพระเขมกะ คือ ท่านพระเขมกะซึ่งเป็นพระนักเทศน์ช่ือดัง
อาพาธหนัก พระเถระหลายรูปต้องการฟังธรรมจากท่าน จึงส่งท่านพระทาสกะไปถามปัญหา
เก่ียวกบั ขันธ์ ๕ ถงึ ๔ คร้ัง ท่านจงึ ถือไม้เท้าไปแสดงธรรมให้พระเถระทงั้ หลายฟัง เมอ่ื แสดง
ธรรมจบ ทา่ นและพระเถระทุกรูปก็ได้บรรลุธรรม
๘. ฉันนสูตร ว่าด้วยพระฉนั นะ คอื ทา่ นพระฉันนะขอใหเ้ พือ่ นภิกษุแสดงธรรมให้ฟงั
ภิกษุทั้งหลายจึงแสดงเรื่องขันธ์ ๕ ว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ท่านพระฉันนะคิดว่า
เลม่ ท่ี ๙ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๑๗ 75
ตนก็รู้เรื่องน้ีดี แต่ท�ำไมจึงไม่บรรลุธรรม จึงเข้าไปขอให้ท่านพระอานนท์แสดงธรรมให้ฟัง
พระเถระจึงแสดงธรรมโดยอา้ งพระพุทธด�ำรัสว่า โลกยึดติดอยูก่ บั ทสี่ ดุ ๒ อย่าง คอื ความมีกับ
ความไม่มี จึงเกิดความยึดม่ัน ส่วนพระตถาคตแสดงธรรมโดยสายกลาง (ระหว่างความมีกับ
ความไม่มี) คอื ปัจจยาการ ๑๒ หรือหลกั ปฏจิ จสมปุ บาทนั่นเอง เม่อื พระเถระแสดงธรรมจบ
ทา่ นพระฉนั นะก็ได้บรรลธุ รรม
๙-๑๐. ราหุลสตู ร และ ทตุ ยิ ราหลุ สูตร ต่างวา่ ดว้ ยพระราหุล แต่มรี ายละเอียดต่างกัน
คอื ในราหลุ สตู ร ทา่ นพระราหลุ ทลู ถามพระผมู้ พี ระภาควา่ เมอ่ื รู้ เหน็ อยา่ งไรจงึ จะไมม่ อี หงั การ
มมงั การ และมานานสุ ยั ตรสั ตอบวา่ เมอ่ื เหน็ ขนั ธ์ ๕ ดว้ ยปญั ญาวา่ นนั่ ไมใ่ ชข่ องเรา เราไมเ่ ปน็ นน่ั
นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา จึงจะไม่มีอหังการ มมังการ และมานานุสัย ส่วนในทุติยราหุลสูตร
ทา่ นพระราหุลทูลถามว่า เมอ่ื รู้ เห็นอยา่ งไร ใจจงึ จะปราศจากอหงั การ มมงั การ และมานานสุ ัย
กา้ วล่วงมานะ สงบระงบั หลดุ พน้ ดี ตรัสตอบว่า เมอื่ รู้ เห็นเหมอื นในราหุลสตู ร แล้วสามารถ
หลดุ พน้ ไดเ้ พราะไมถ่ อื ม่นั ใจจึงจะปราศจากอหงั การเป็นตน้
๑.๒.๕ ปปุ ผวรรค
ปุปผวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยอุปมาด้วยดอกไม้ ชื่อวรรคต้ังตามช่ือพระสูตรท่ี ๒
ในวรรคน้ี ซงึ่ มีทั้งหมด ๑๐ สตู ร แต่ละสูตรมคี วามหมายและใจความสำ� คญั ดงั น้ี
๑. นทสี ตู ร วา่ ดว้ ยอปุ มาดว้ ยแมน่ ำ�้ คอื พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงธรรม ดว้ ยอปุ มาโวหาร
วา่ ปุถชุ นผู้ยึดตดิ อยู่ด้วยสักกายทฏิ ฐิ ๒๐ เมอื่ ขันธ์ ๕ ยอ่ ยยบั ไป กจ็ ะถึงความพินาศ เหมือน
คนถูกกระแสน้�ำเชี่ยวท่ีไหลลงจากยอดภูเขาพัดพาไป ถึงจะจับต้นไม้ต้นหญ้าท่ีเกิดอยู่ข้าง
แมน่ ำ�้ นน้ั กถ็ งึ ความพนิ าศเพราะตน้ ไมต้ น้ หญา้ หลดุ ไป ฉะนนั้ ในตอนทา้ ย ตรสั สอนใหพ้ จิ ารณา
ขนั ธ์ ๕ ว่าไม่เท่ียง เปน็ ทกุ ข์ เปน็ อนตั ตา
๒. ปุปผสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยดอกไม้ คือ ทรงแสดงธรรมด้วยอุปมาโวหารว่า
การทพ่ี ระองค์แสดงธรรมเก่ยี วกบั ความมีและความไมม่ ีของขันธ์ ๕ นัน้ ไมเ่ ปน็ การขัดแยง้ กับ
โลก เป็นการแสดงตรงตามท่ีโลกสมมติกัน และตรัสว่า พระองค์เกิดในโลก เจริญในโลก
ครอบงำ� โลก แตไ่ ม่ตดิ โลก เหมือนดอกบัวทเี่ กดิ ในน�ำ้ เจริญในน�ำ้ โผลพ่ น้ น้�ำแลว้ ไมต่ ดิ น้�ำ
๓. เผณปิณฑูปมสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยกลุ่มฟองน้�ำ คือ ทรงแสดงธรรมด้วย อุปมา
โวหารเปรียบเทียบขันธ์ ๕ กับสิ่งต่าง ๆ คือ รูปเหมือนกลุ่มฟองน้�ำ เวทนา เหมือนฟองน้�ำ
สัญญาเหมือนพยบั แดด สงั ขารเหมอื นแก่นในตน้ กลว้ ย วญิ ญาณ เหมอื นมายากล
๔. โคมยปิณฑสตู ร วา่ ด้วยอุปมาดว้ ยก้อนโคมัย คอื ภิกษุรปู หนง่ึ ทลู ถามว่า ขนั ธ์ ๕
ท่เี ทีย่ งแท้มหี รือไม่ ตรสั ตอบเปรยี บเทียบขนั ธ์ ๕ กบั ก้อนโคมัย (มูลโค) วา่ ขันธ์ ๕ แม้ขนาด
76 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
เท่าก้อนโคมัย ที่จะเท่ียงแท้ ยั่งยืนไม่มีเลย แล้วทรงยกนิทาน ในอดีตท่ีพระองค์เคยเป็น
กษัตริย์ได้รับมูรธาภิเษก สมบูรณ์ด้วยส่ิงต่าง ๆ มากมาย แต่ทุกอย่างน้ันก็ล่วงลับดับไป
แปรผันไปแล้วทกุ สิ่งล้วนมลี ักษณะไม่เทีย่ ง จงึ ควรเบื่อหนา่ ย คลายกำ� หนดั
๕. นขสขิ าสตู ร วา่ ดว้ ยอปุ มาดว้ ยฝนุ่ ทป่ี ลายเลบ็ คอื ภกิ ษรุ ปู หนงึ่ ทลู ถามปญั หาเหมอื น
พระสตู รทีแ่ ลว้ ตรสั ตอบเปรียบเทียบขันธ์ ๕ กบั ฝ่นุ ทป่ี ลายเล็บว่า ขันธ์ ๕ แม้ขนาดเท่าฝุน่ ที่
ปลายเลบ็ กไ็ มม่ ีเลย แล้วตรสั สอนให้พจิ ารณาขันธ์ ๕ วา่ ไมเ่ ทีย่ ง เป็นทุกข์ เปน็ อนตั ตา
๖. สุทธิกสูตร ว่าด้วยขันธ์ล้วน ๆ คือ ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามปัญหาเหมือนใน โคมย-
ปิณฑสตู ร ตรสั ตอบเหมือนกนั แตไ่ มม่ ีอปุ มา
๗-๘. คัททูลพัทธสูตร และ ทุติยคัททูลพัทธสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยสุนัขถูกล่าม แต่
มีรายละเอียดต่างกัน คือ ในคัททูลพัทธสูตร ทรงแสดงธรรมด้วยอุปมาโวหารว่า ปุถุชนผู้ยึด
ติดอยู่ด้วยสักกายทิฏฐิ ๒๐ ย่อมแล่นวนเวียนอยู่กับขันธ์ ๕ หนีไม่พ้นขันธ์ ๕ จึงไม่พ้นทุกข์
เหมือนสุนัขถูกลา่ มไว้ทหี่ ลัก ไดแ้ ตว่ ิง่ วนเวียนหลกั อยนู่ น่ั เอง
ในทุตยิ คทั ทลู พัทธสตู ร ตรัสวา่ ปุถชุ นผพู้ ิจารณาเหน็ ขันธ์ ๕ วา่ นั่นของเรา เราเปน็ นั่น
นนั่ เปน็ อตั ตาของเรา จะเดนิ ยนื นง่ั นอน กอ็ ยใู่ กลอ้ ปุ าทานขนั ธ์ ๕ เหมอื นสนุ ขั ถกู ลา่ มไวท้ หี่ ลกั
จะเดิน ยืน หรอื หมอบ ก็อยใู่ กลห้ ลกั น่นั เอง ในตอนทา้ ย ตรสั สอนใหพ้ ิจารณาจิตและขนั ธ์ ๕
๙. วาสิชฏสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยด้ามมีด คือ ทรงแสดงธรรมด้วยอุปมาโวหารว่า
เมื่อบุคคลรู้ เห็นขันธ์ ๕ ความเกิด และความดับแห่งขันธ์ ๕ ก็จะสิ้นอาสวะได้ แต่ต้อง
เจริญสตปิ ัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธบิ าท ๔ อนิ ทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ และอริยมรรค
มีองค์ ๘ ถ้าไม่เจริญธรรมเหล่าน้ี จิตก็หลุดพ้นจากอาสวะไม่ได้ เหมือนแม่ไก่ไม่ทับ ไม่กก
ไมฟ่ กั ไขใ่ หด้ ี แมต้ อ้ งการใหล้ กู ไกท่ ำ� ลายเปลอื กไขอ่ อกมา ลกู ไกก่ ไ็ มส่ ามารถทำ� ลายเปลอื กไขอ่ อก
มาได้ แต่ถา้ ฟกั ไขใ่ ห้ดี ลูกไก่ก็สามารถทำ� ลาย เปลอื กไข่ออกมาได้ การทีภ่ กิ ษุประกอบ ภาวนา
อยู่เนือง ๆ อาจไม่รู้ว่า อาสวะสิ้นไปทุกวัน ๆ แต่หลังจากอาสวะส้ินไปแล้วจึงจะรู้ได้ เหมือน
ช่างมีดไม่รู้ว่าด้ามมีดสึกทุกวัน ๆ จะรู้ก็ต่อเม่ือด้ามมีดสึกไปแล้ว ในตอนท้ายตรัสว่า สังโยชน์
ของภกิ ษุผปู้ ระกอบภาวนาอย่เู นือง ๆ ยอ่ มเส่ือมสิน้ ไปโดยง่าย เหมือนเคร่ืองผูกเรือเดนิ สมทุ ร
ทแี่ ชอ่ ยใู่ นนำ�้ นาน ๆ เมอื่ นำ� มาไวบ้ นบกโดนลมและแดด ถกู ฝนตกรด กผ็ เุ ปอ่ื ยไปโดยงา่ ย ฉะนน้ั
๑๐. อนจิ จสัญญาสูตร ว่าดว้ ยอนจิ จสัญญา คือ ทรงแสดงว่า อนิจจสัญญา ท่ีบุคคล
เจริญโดยการพิจารณาขันธ์ ๕ ความเกิด และความดับแห่งขันธ์ ๕ ท�ำให้ ครอบง�ำกามราคะ
รูปราคะ ภวราคะ อวิชชาได้ และท�ำให้ถอนอัสมิมานะได้ ทรงยกอุปมาข้ึนแสดงเปรียบเทียบ
หลายข้อ เชน่ เหมอื นชาวนาใชไ้ ถคนั ใหญ่ไถนา ย่อมไถทำ� ลายรากหญ้าทกุ ชนดิ ได้ เหมอื นคน
เก่ยี วหญ้ามุงกระตา่ ย เก่ียวเสร็จแลว้ จบั ปลาย เขย่า ฟาด สลดั ออกได้
เล่มที่ ๙ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๗ 77
๑.๓ จูฬปณั ณาสก์
๑.๓.๑ อันตวรรค
อนั ตวรรค แปลว่า หมวดว่าดว้ ยที่สุด ชื่อวรรคตัง้ ตามช่ือพระสูตรท่ี ๑ ในวรรคนี้ ซึ่งมี
ท้งั หมด ๑๐ สตู ร แต่ละสตู รมคี วามหมายและใจความส�ำคญั ดงั นี้
๑. อันตสูตร ว่าด้วยทีส่ ดุ คอื พระผู้มีพระภาคทรงแสดงท่สี ดุ ๔ อย่าง คอื (๑) ทีส่ ุดคอื
สกั กายะ ไดแ้ ก่ อปุ าทานขนั ธ์ ๕ (๒) ที่สดุ คือเหตุเกดิ แห่งสักกายะ ไดแ้ ก่ ตณั หา ๓ (๓) ท่ีสดุ คือ
ความดับแห่งสกั กายะ ไดแ้ ก่ ความดับตัณหา (๔) ทส่ี ุดคือปฏิปทาทใ่ี ห้ถึงความดบั แหง่ สกั กายะ
ได้แก่ อรยิ มรรคมอี งค์ ๘
๒. ทุกขสูตร ว่าด้วยทุกข์ คือ ทรงแสดงทุกข์ตามหลักอริยสัจ ๔ ว่า (๑) ทุกข์
ไดแ้ ก่ อุปาทานขนั ธ์ ๕ (๒) ทกุ ขสมทุ ยั ไดแ้ ก่ ตณั หา ๓ (๓) ทกุ ขนิโรธ ได้แก่ ความดบั ตัณหา
(๔) ทกุ ขนิโรธคามนิ ปี ฏปิ ทา ไดแ้ ก่ อริยมรรคมีองค์ ๘
๓. สักกายสูตร ว่าด้วยสักกายะ คือ ทรงแสดงสักกายะตามหลักอริยสัจ ๔ ว่า
(๑) สกั กายะ ได้แก่ อปุ าทานขนั ธ์ ๕ (๒) เหตเุ กิดแหง่ สักกายะ ได้แก่ ตัณหา ๓ (๓) ความดับ
แหง่ สกั กายะ ไดแ้ ก่ ความดบั ตณั หา (๔) ปฏปิ ทาทีใ่ หถ้ งึ ความดบั แห่งสักกายะ ไดแ้ ก่ อรยิ มรรค
มอี งค์ ๘
๔. ปรญิ เญยยสตู ร วา่ ดว้ ยธรรมท่ีควรก�ำหนดรู้ คือ ทรงแสดงว่าธรรมที่ควรกำ� หนดรู้
ได้แก่ ขันธ์ ๕ ความก�ำหนดรู้ ได้แก่ ความส้ินราคะ โทสะ และโมหะ และบุคคลผู้ก�ำหนดรู้
ไดแ้ ก่ พระอรหันต์
๕-๖. สมณสูตร และ ทุติยสมณสูตร ต่างว่าด้วยสมณะ แต่มีรายละเอียดต่างกัน
คือ ในสมณสูตร ทรงแสดงว่า สมณพราหมณ์ผู้ไม่รู้ชัดคุณ โทษ และเคร่ืองสลัดออกจาก
ขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริง ไม่จัดว่าเป็นสมณพราหมณ์ และไม่ได้รับประโยชน์จากความเป็น
สมณพราหมณ์ สว่ นผรู้ ชู้ ดั มนี ยั ตรงกนั ขา้ ม ในทตุ ยิ สมณสตู ร มเี นอื้ หาคลา้ ยกนั ตา่ งแตท่ รงแสดงวา่
สมณพราหมณ์ผไู้ ม่รู้ชดั ความเกดิ ความดับ คณุ โทษ และเคร่อื งสลัดออกจากอปุ าทานขนั ธ์ ๕
ไมจ่ ดั วา่ เป็นสมณพราหมณ์ และไม่ไดร้ บั ประโยชนจ์ ากความเป็นสมณพราหมณ์
๗. โสตาปันนสูตร ว่าด้วยพระโสดาบัน คือ ทรงแสดงว่า อริยสาวกผู้รู้ชัดความเกิด
ความดับ คุณ โทษ และเครอ่ื งสลดั ออกจากอุปาทานขันธ์ ๕ ทรงเรยี กว่า พระโสดาบัน
๘. อรหนั ตสูตร ว่าด้วยพระอรหันต์ คือ ทรงแสดงว่า อริยสาวกผ้รู ชู้ ดั ดัง ในโสตาปันน-
สูตร แลว้ เป็นผหู้ ลดุ พน้ เพราะไมถ่ ือม่ัน ทรงเรียกวา่ ภกิ ษผุ ้เู ป็นอรหนั ตขณี าสพ
78 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
๙-๑๐. ฉนั ทปหานสตู ร และ ทตุ ยิ ฉนั ทปหานสตู ร ตา่ งว่าดว้ ยการละความพอใจ แต่
มีรายละเอียดต่างกัน คือ ในฉันทปหานสูตร ทรงสอนให้ละความพอใจ ความก�ำหนัด ความ
เพลดิ เพลนิ และความทะยานอยากในขนั ธ์ ๕ สว่ นในทตุ ยิ ฉนั ทปหานสตู ร ทรงแสดงธรรมทต่ี อ้ ง
ละเพ่ิมเข้ามาอีก คือ อุบายและความยึดมั่นอันเป็นเหตุท่ีใจเข้าไปตั้งมั่นถือมั่นและนอนเน่ือง
ในขันธ์ ๕
๑.๓.๒ ธมั มกถกิ วรรค
ธัมมกถิกวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ดว้ ยพระธรรมกถกึ ชื่อวรรคตั้งตามชอื่ พระสตู รท่ี ๓-๔
ในวรรคนี้ ซึ่งมีทง้ั หมด ๑๓ สตู ร แตล่ ะสูตรมคี วามหมายและใจความส�ำคัญ ดงั นี้
๑. อวิชชาสูตร ว่าด้วยอวิชชา คือ พระผู้พระภาคตรัสตอบค�ำถามของภิกษุรูปหนึ่ง
ท่ีทูลถามเร่ืองอวิชชา และเหตุท่ีท�ำให้บุคคลเป็นผู้ตกอยู่ในอวิชชาว่า อวิชชา คือ ความไม่รู้
ขนั ธ์ ๕ ความเกดิ ความดบั และปฏปิ ทาทใี่ หถ้ งึ ความดบั แหง่ ขนั ธ์ ๕ และเหตนุ เ้ี องทท่ี ำ� ใหบ้ คุ คล
เปน็ ผู้ตกอยใู่ นอวชิ ชา
๒. วิชชาสูตร ว่าด้วยวิชชา คือ ตรัสตอบค�ำถามของภิกษุรูปหนึ่งที่ทูลถามเรื่อง
วชิ ชา และเหตทุ ่ีทำ� ใหบ้ ุคคลเป็นผูม้ วี ิชชาวา่ วิชชาคือความรู้ชดั ในขันธ์ ๕ ความเกิด ความดับ
และปฏปิ ทาทีใ่ หถ้ ึงความดบั แห่งขันธ์ ๕ และเหตนุ เ้ี อง ทที่ �ำใหบ้ คุ คลเป็นผู้มีวชิ ชา
๓-๔. ธมั มกถกิ สตู ร และ ทตุ ยิ ธมั มกถกิ สตู ร ตา่ งวา่ ดว้ ยพระธรรมกถกึ แตม่ รี ายละเอยี ด
ต่างกัน คือ ในธัมมกถิกสูตร ตรัสตอบปัญหาของภิกษุเร่ืองพระธรรมกถึกว่า ท่ีชื่อว่าธรรมก
ถกึ เพราะแสดงธรรมเพ่ือความเบอื่ หน่าย คลายกำ� หนดั ดับขนั ธ์ ๕ ทรงอธบิ ายเพิ่มเตมิ ใหอ้ กี
๒ ชื่อ คือ ที่ช่ือว่าผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม เพราะปฏิบัติธรรมเพ่ือความเบื่อหน่าย
คลายก�ำหนัด ดับขันธ์ ๕ ที่ชื่อว่าผู้บรรลุนิพพานในปัจจุบัน เพราะหลุดพ้นเพราะความ
เบ่อื หนา่ ย คลายกำ� หนดั ดับขันธ์ ๕
ในทตุ ยิ ธมั มกถกิ สตู ร มเี นอื้ หาคลา้ ยกนั ตา่ งแตภ่ กิ ษทุ ลู ถามปญั หารวม ๓ เรอื่ ง คอื เรอื่ ง
พระธรรมกถึก เร่อื งผู้ปฏบิ ัตธิ รรมสมควรแก่ธรรม และเรื่องผู้บรรลุนพิ พานในปจั จบุ ัน
๕. พันธนสูตร ว่าด้วยเคร่ืองพันธนาการ คือ ทรงแสดงว่า ปุถุชนยึดติตอยู่ ด้วย
สักกายทิฏฐิ ๒๐ จึงถกู เคร่อื งพนั ธนาการคอื ขนั ธ์ ๕ จองจำ� ไว้จนแก่ จนตาย ต้งั แต่โลกนจ้ี นถึง
โลกหนา้ ส่วนอริยสาวกมนี ัยตรงกันขา้ ม
๖-๗. ปรปิ จุ ฉติ สตู ร และ ทตุ ยิ ปรปิ จุ ฉติ สตู ร ตา่ งวา่ ดว้ ยการสอบถาม แตม่ รี ายละเอยี ด
ต่างกนั คอื ในปริปจุ ฉิตสูตร ทรงสอบถามภกิ ษเุ กย่ี วกบั ขันธ์ ๕ ว่า นข้ี องเรา เราเปน็ น่ัน นนั่ เปน็
อตั ตาของเรา หรอื ไม่ เม่อื พวกภิกษกุ ราบทลู วา่ ไมใ่ ช่อยา่ งน้นั จึงตรสั สอนให้พจิ ารณาขนั ธ์ ๕
เล่มท่ี ๙ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๑๗ 79
ในทุตยิ ปริปุจฉติ สูตร มเี นอื้ หาคล้ายกนั ตา่ งแต่ทรงสอบถามวา่ “นัน่ ไม่ใชข่ องเรา เราไม่เปน็ น่นั
นน่ั ไมใ่ ชอ่ ตั ตาของเรา”
๘. สัญโญชนิยสูตร ว่าด้วยธรรมที่เก้ือกูลแก่สังโยชน์ คือ ทรงแสดงว่า ขันธ์ ๕
เป็นธรรมท่ีเก้ือกูลแก่สังโยชน์ ฉนั ทราคะในขันธ์ ๕ เปน็ สังโยชน์
๙. อุปาทานิยสูตร ว่าด้วยธรรมที่เก้ือกูลแก่อุปาทาน คือ ทรงแสดงว่า ขันธ์ ๕
เป็นธรรมทเ่ี กื้อกูลแกอ่ ปุ าทาน ฉันทราคะในขันธ์ ๕ เป็นอปุ าทาน
๑๐. สลี วนั ตสูตร ว่าด้วยธรรมทภี่ ิกษุผู้มีศลี ควรมนสกิ ารโดยแยบคาย คอื ท่านพระ-
มหาโกฏฐิตะถามท่านพระสารีบุตรถึงธรรมท่ีภิกษุผู้มีศีลควรมนสิการ พระเถระตอบว่า
ควรมนสิการขันธ์ ๕ เมอื่ ถูกถามตอ่ ไปถึงธรรมท่ีภกิ ษผุ ู้เปน็ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี และ
อรหนั ต์ ควรมนสกิ าร พระเถระก็ตอบวา่ ควรมนสิการ ขันธ์ ๕ เช่นกัน
๑๑. สตุ วนั ตสตู ร วา่ ดว้ ยธรรมทภ่ี กิ ษผุ ไู้ ดส้ ดบั ควรมนสกิ ารโดยแยบคาย มเี นอ้ื หาคลา้ ย
สลี วนั ตสตู ร ตา่ งแตใ่ นพระสตู รน้ี ทา่ นพระมหาโกฏฐติ ะถามถงึ ธรรมทภี่ กิ ษผุ ไู้ ดส้ ดบั ควรมนสกิ าร
๑๒-๑๓. กปั ปสูตร และ ทตุ ิยกปั ปสูตร ตา่ งว่าด้วยพระกัปปะ แต่มีรายละเอียดต่างกัน
มีเนอื้ หาเหมือนราหลุ สตู ร และทุติยราหลุ สูตร เถรวรรค มชั ฌมิ ปณั ณาสก์ ตามลำ� ดับ ต่างแตใ่ น
ที่นี้ทา่ นพระกปั ปะเป็นผู้ทลู ถามปัญหา
๑.๓.๓ อวชิ ชาวรรค
อวิชชาวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ด้วยอวชิ ชา ช่อื วรรคต้งั ตามสาระส�ำคัญของพระสูตรท้งั
๑๐ สูตร ในวรรคนี้ แต่ละสูตรมคี วามหมายและใจความส�ำคญั ดงั นี้
๑-๓. สมุทยธัมมสูตร ทุติยสมุทยธัมมสูตร และ ตติยสมุทยธัมมสูตร ต่างว่าด้วย
สง่ิ ทมี่ คี วามเกดิ ขน้ึ เปน็ ธรรมดา แตม่ รี ายละเอยี ดตา่ งกนั คอื ในสมทุ ยธมั มสตู ร พระผมู้ พี ระภาค
ตรัสตอบค�ำถามของภิกษุรูปหน่ึงที่ทูลถามเรื่องอวิชชาเหตุท่ีท�ำให้บุคคลเป็นผู้ตกอยู่ในอวิชชา
วิชชา และเหตุท่ีท�ำให้บุคคลเป็นผู้มีวิชชาว่า อวิชชา คือ ความไม่รู้ขันธ์ ๕ ที่มีความเกิดข้ึน
มีความเสื่อมไป มีทั้งความเกิดขึ้นและเส่ือมไปเป็นธรรมดา และเหตุน้ีเองที่ท�ำให้บุคคลเป็น
ผู้ตกอยใู่ นอวิชชา ส่วนวิชชา และเหตุที่ท�ำให้บุคคลเปน็ ผู้มวี ชิ ชามีนยั ตรงกนั ข้าม
ในทตุ ยิ สมทุ ยธมั มสตู ร มเี นอ้ื หาเหมอื นกนั ตา่ งแตท่ า่ นพระมหาโกฏฐติ ะเปน็ ผถู้ ามปญั หา
เรอ่ื งอวิชชา และเหตทุ ที่ �ำให้บคุ คลเป็นผูต้ กอย่ใู นวชิ ชา ทา่ นพระสารีบตุ รเป็นผู้ตอบปัญหา
ในตตยิ สมทุ ยธมั มสตู ร ทา่ นพระมหาโกฏฐติ ะเปน็ ผถู้ ามปญั หาเรอื่ งวชิ ชาและเหตทุ ที่ ำ� ให้
บคุ คลมีวิชชา ทา่ นพระสารบี ตุ รเปน็ ผูต้ อบปัญหา
80 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
๔-๕. อัสสาทสูตร และ ทุติยอัสสาทสูตร ต่างว่าด้วยคุณของขันธ์ แต่มีรายละเอียด
ต่างกนั คือ ในอสั สาทสตู ร ท่านพระมหาโกฏฐิตะถามปัญหากบั ทา่ นพระสารบี ุตรเรอ่ื งอวิชชา
และเหตุที่ทำ� ให้บุคคลเปน็ ผู้ตกอยู่ในอวชิ ชา พระเถระตอบวา่ อวิชชา คือ ความไม่รู้ชดั คณุ โทษ
และเครือ่ งสลัดออกจากขันธ์ ๕ ตามความเป็นจรงิ และเหตุนเ้ี อง ทท่ี �ำให้บคุ คลเปน็ ผตู้ กอยใู่ น
อวิชชา ในทตุ ิยอสั สาทสูตร ทา่ นพระมหาโกฏฐติ ะถามปญั หาเรื่องวิชชา และเหตุท่ที ำ� ใหบ้ ุคคล
เปน็ ผ้มู ีวชิ ชา พระเถระตอบวา่ วชิ ชา คือ ความรชู้ ดั คณุ โทษ และเครือ่ งสลัดออกจากขนั ธ์ ๕
ตามความเป็นจริง
๖-๗. สมทุ ยสตู ร และ ทุตยิ สมุทยสตู ร ตา่ งว่าดว้ ยความเกดิ แห่งขันธ์ แตม่ ีรายละเอยี ด
ตา่ งกนั คือ ในสมทุ ยสูตร มีเน้อื หาเหมอื นอัสสาทสูตร ต่างแต่ท่านพระสารบี ตุ รตอบว่า อวิชชา
คอื ความไมร่ ชู้ ดั ความเกดิ ความดบั คณุ โทษ และเครอ่ื งสลดั ออกจากขนั ธ์ ๕ ในทตุ ยิ สมทุ ยสตู ร
มีเนอื้ หาเหมอื นทตุ ิยอัสสาทสตู รตา่ งแต่ท่านพระสารีบตุ รตอบวา่ วชิ ชา คอื ความรชู้ ดั ความเกดิ
ความดับ คุณ โทษ และเครือ่ งสลัดออกจากขันธ์ ๕
๘-๑๐. โกฏฐติ สตู ร ทตุ ยิ โกฏฐติ สตู ร และ ตตยิ โกฏฐติ สตู ร ตา่ งวา่ ดว้ ยพระโกฏฐติ ะ แต่
มีรายละเอยี ดต่างกัน คือ ในโกฏฐติ สูตร ทา่ นพระสารีบุตรถามปัญหากับทา่ นพระมหาโกฏฐติ ะ
มเี นอื้ หาเหมือนอัสสาทสตู ร และทุติยอัสสาทสูตรรวมกนั ในทุตยิ โกฏฐติ สตู ร มีเนอ้ื หาเหมอื น
สมุทยสูตร และทุติยสมุทยสูตรรวมกัน ในตติยโกฏฐิตสูตร ท่านพระมหาโกฏฐิตะถามปัญหา
เหมือนในสมุทยธัมมสูตร ท่านพระสารีบุตรตอบว่า อวิชชา คือ ความไม่รู้ขันธ์ ๕ ความเกิด
ความดบั และปฏปิ ทาทใ่ี ห้ถงึ ความดบั แหง่ ขันธ์ ๕ ส่วนวิชชามนี ัยตรงกนั ข้าม
๑.๓.๔ กกุ กุฬวรรค
กกุ กฬุ วรรค แปลวา่ หมวดวา่ ดว้ ยสงิ่ ทเี่ ปน็ ของรอ้ น ชอื่ วรรคตง้ั ตามชอื่ พระสตู รที่ ๑ ใน
วรรคนี้ ซงึ่ มีทงั้ หมด ๑๔ สูตร แตล่ ะสูตรมคี วามหมายและใจความสำ� คญั ดังน้ี
๑. กุกกฬุ สูตร ว่าด้วยสงิ่ ที่เป็นของร้อน คือ พระผมู้ ีพระภาคทรงแสดงวา่ ขนั ธ์ ๕ เปน็
ของรอ้ น
๒-๔. อนิจจสูตร ทุติยอนิจจสูตร และ ตติยอนิจจสูตร ต่างว่าด้วยส่ิงที่ไม่เที่ยง
แตม่ รี ายละเอยี ดตา่ งกนั คอื ในอนจิ จสตู ร ทรงแสดงวา่ ขนั ธ์ ๕ ไมเ่ ทย่ี ง ใหล้ ะฉนั ทะในขนั ธ์ ๕ นนั้
ในทตุ ยิ อนิจจสตู ร มเี น้อื หาเหมอื นกนั ต่างแต่ทรงสอนใหล้ ะราคะในขันธ์ ๕ ในตตยิ อนจิ จสูตร
มีเนือ้ หาเหมอื นกัน ต่างแต่ทรงสอนใหล้ ะฉนั ทราคะในขันธ์ ๕
๕-๗. ทุกขสูตร ทุติยทุกขสูตร และ ตติยทุกขสูตร ต่างว่าด้วยสิ่งที่เป็นทุกข์ แต่มี
รายละเอียดตา่ งกัน คือ ในทกุ ขสตู ร ทรงแสดงว่า ขนั ธ์ ๕ เป็นทุกข์ ให้ละฉันทะในขันธ์ ๕ น้นั
เลม่ ที่ ๙ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๗ 81
ในทุติยทุกขสูตร มีเน้ือหาเหมือนกัน ต่างแต่ทรงสอนให้ละราคะในขันธ์ ๕ ในตติยทุกขสูตร
มเี นื้อหาเหมือนกัน ต่างแต่ทรงสอนใหล้ ะฉนั ทราคะในขันธ์ ๕
๘-๑๐. อนัตตสูตร ทุติยอนัตตสูตร และ ตติยอนัตตสูตร ต่างว่าด้วยส่ิงท่ีเป็น
อนัตตา แตม่ ีรายละเอยี ดตา่ งกนั คอื ในอนตั ตสูตร ทรงแสดงวา่ ขันธ์ ๕ เปน็ อนัตตา ให้ละฉันทะ
ในขันธ์ ๕ นั้น ในทุติยอนัตตสูตร มีเน้ือหาเหมือนกัน ต่างแต่ทรงสอนให้ละราคะในขันธ์ ๕
ในตติยอนตั ตสูตร มีเนอ้ื หาเหมือนกนั ต่างแตท่ รงสอนให้ละฉนั ทราคะในขนั ธ์ ๕
๑๑. นพิ พทิ าพหลุ สตู ร วา่ ดว้ ยผมู้ ากดว้ ยความเบอื่ หนา่ ย คอื ทรงสอนใหเ้ ปน็ ผมู้ ากดว้ ย
ความเบอ่ื หน่ายในขนั ธ์ ๕ ซ่งึ จะท�ำใหพ้ น้ จากขนั ธ์ ๕ พ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ
ทกุ ข์ โทมนสั และอปุ ายาส และย่อมพน้ จากทุกข์
๑๒. อนิจจานุปัสสีสูตร ว่าด้วยผู้พิจารณาเห็นความไม่เท่ียง มีเนื้อหาเหมือน
พระสูตรท่แี ลว้ ตา่ งแตใ่ นพระสตู รนี้ ทรงสอนให้พจิ ารณาเหน็ ความไม่เท่ียงในขันธ์ ๕
๑๓. ทุกขานุปัสสีสูตร ว่าด้วยผู้พิจารณาเห็นทุกข์ มีเน้ือหาเหมือนนิพพิทาพหุลสูตร
ต่างแตใ่ นพระสูตรนี้ ทรงสอนใหพ้ ิจารณาเหน็ ทุกข์ในขนั ธ์ ๕
๑๔. อนัตตานุปัสสีสูตร ว่าด้วยผู้พิจารณาเห็นอนัตตา มีเน้ือหาเหมือนนิพพิทา-
พหุลสูตร ตา่ งแต่ในพระสตู รนี้ ทรงสอนใหพ้ จิ ารณาเห็นอนตั ตาในขนั ธ์ ๕
๑.๓.๕ ทิฏฐิวรรค
ทิฏฐิวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยทิฏฐิ ช่ือวรรคต้ังตามสาระส�ำคัญของพระสูตรท้ัง
๑๐ สตู ร ในวรรคนี้ ซงึ่ มที ง้ั หมด ๑๐ สตู ร แต่ละสตู รมีความหมายและใจความสำ� คญั ดังน้ี
๑. อัชฌัตตสูตร ว่าด้วยสุขและทุกข์ในภายใน คือ พระผู้มีพระภาคตรัสถามภิกษุ
ทั้งหลายถึงเหตุที่ท�ำให้สุขและทุกข์ในภายในเกิดขึ้น แล้วตรัสตอบด้วยพระองค์เองว่า เหตุท่ี
ท�ำให้สุขและทุกข์ในภายในเกิดขึ้น คือ ขันธ์ ๕ และทรงสอนให้พิจารณาขันธ์ ๕ ว่าไม่เท่ียง
เป็นทุกข์ มีความแปรผนั เป็นธรรมดา
๒. เอตังมมสูตร ว่าด้วยการพิจารณาเห็นว่านั่นของเรา คือ ตรัสถามถึงเหตุ ท่ีท�ำให้
บุคคลพิจารณาเห็นว่า “น่ันของเรา เราเป็นน่ัน น่ันเป็นอัตตาของเรา” แล้วตรัสตอบด้วย
พระองค์เองว่า เหตุท่ีท�ำให้บุคคลพิจารณาเห็นเช่นน้ัน คือ ความยึดมั่นขันธ์ ๕ และทรงสอน
ให้พิจารณาขันธ์ ๕ ว่าไม่เท่ียง เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดา จึงจะไม่พิจารณาเห็น
เช่นนน้ั
๓. โสอัตตาสูตร ว่าด้วยทิฏฐิว่าอัตตากับโลกเป็นอย่างเดียวกัน คือ ตรัสถามถึงเหตุ
ที่ท�ำให้เกิดทิฏฐิว่า “อัตตากับโลกเป็นอย่างเดียวกัน เรานั้นละโลกน้ีไปแล้ว จักเป็นผู้เที่ยงแท้
82 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปิฎก
ย่งั ยนื คงทน ไมม่ คี วามไม่แปรผันเป็นธรรมดา” แลว้ ตรัสตอบดว้ ยพระองคเ์ องวา่ เหตุทีท่ �ำให้
เกดิ ทฏิ ฐิเชน่ น้ัน คือ ความยดึ มน่ั ขนั ธ์ ๕ และทรงสอนให้พิจารณาขนั ธ์ ๕ วา่ ไม่เทยี่ ง เปน็ ทกุ ข์
มคี วามแปรผันเป็นธรรมดา จึงจะไมเ่ กดิ ทิฏฐเิ ช่นนั้น
๔. โนจเมสิยาสตู ร วา่ ดว้ ยทิฏฐิว่าเราไม่พึงมี คือ ตรสั ถามถึงเหตทุ ่ที ำ� ให้ เกดิ ทฏิ ฐวิ ่า
ถ้าเราไม่พึงมี แม้บริขารของเราก็ไม่พึงมี ถ้าเราจักไม่ได้มีแล้ว แม้บริขารของเราก็จักไม่มี
แลว้ ตรัสตอบเหมือนในพระสูตรทแ่ี ลว้
๕. มิจฉาทิฏฐิสูตร ว่าด้วยมิจฉาทิฏฐิ คือ ตรัสถามถึงเหตุที่ท�ำให้เกิดมิจฉาทิฏฐิ
แล้วตรสั ตอบเหมอื นในโสอตั ตาสตู ร
๖. สักกายทิฏฐิสูตร ว่าด้วยสักกายทิฏฐิ คือ ตรัสถามถึงเหตุท่ีท�ำให้เกิดสักกายทิฏฐิ
แล้วตรัสตอบเหมือนในโสอัตตาสูตร
๗. อตั ตานุทฏิ ฐสิ ตู ร วา่ ด้วยอตั ตานุทิฏฐิ คือ ตรัสถามถงึ เหตทุ ีท่ ำ� ใหเ้ กิดอัตตานุทิฏฐิ
แล้วตรสั ตอบเหมอื นในโสอัตตาสูตร
๘-๙. อภนิ เิ วสสูตร และ ทุตยิ อภินิเวสสตู ร ตา่ งว่าดว้ ยความยดึ มั่น แตม่ ีรายละเอียด
ตา่ งกนั คือ ในอภินเิ วสสตู ร ตรัสถามถงึ เหตทุ ่ที �ำให้เกดิ ความพวั พนั ด้วยสงั โยชน์ และความยึด
มนั่ ตรสั ตอบเหมอื นในโสอตั ตาสตู ร ในทตุ ยิ อภนิ เิ วสสตู ร ตรสั ถามถงึ เหตทุ ท่ี ำ� ใหเ้ กดิ ความพวั พนั
และความหมกมนุ่ ด้วยสังโยชน์ และความยดึ มัน่ ตรสั ตอบเหมอื นกนั
๑๐. อานันทสูตร ว่าด้วยพระอานนท์ คอื ทา่ นพระอานนท์ทลู ขอให้พระผู้มีพระภาค
ทรงแสดงธรรมโดยย่อเพื่อหลีกออกไปอยู่คนเดียว พระผู้มีพระภาคทรงสอนให้พิจารณา
ขันธ์ ๕ วา่ ไม่เท่ียง เป็นทุกข์ มีความแปรผนั เปน็ ธรรมดา
๒. ราธสงั ยตุ
ราธสังยุต แปลว่า ประมวลเรื่องพระราธะ หมายถึงประมวลพระสูตรท่ีเก่ียวกับ
พระราธะ มีทั้งหมด ๔๖ สูตร ไมม่ กี ารแบง่ เปน็ ปัณณาสก์ แต่แบ่งเปน็ วรรคได้ ๔ วรรค วรรคละ
๑๐ สตู รบ้าง ๑๒ สูตรบ้าง ดงั มรี ายละเอียดต่อไปน้ี
๒.๑ ปฐมวรรค
ปฐมวรรค แปลวา่ หมวดที่ ๑ ช่ือวรรคตัง้ ตามล�ำดบั วรรคทีม่ อี ยูใ่ นสงั ยตุ น้ี มพี ระสูตร
ท้ังหมด ๑๐ สตู ร แต่ละสตู รมคี วามหมายและใจความส�ำคัญ ดงั น้ี
เล่มท่ี ๙ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๗ 83
๑. มารสตู ร ว่าด้วยมาร คอื พระผ้มู ีพระภาคตรสั ตอบปญั หาของท่านพระราธะเรือ่ ง
มารว่า เมือ่ มขี ันธ์ ๕ จงึ มมี าร มผี ู้ท�ำให้ตาย หรือมผี ตู้ าย
๒. สตั ตสตู ร วา่ ดว้ ยสัตว์ คือ ตรัสตอบปญั หาของท่านพระราธะเร่อื งสัตวว์ า่ ทีเ่ รยี กว่า
สตั ว์ เพราะขอ้ งหรอื ตดิ อยใู่ นความพอใจ ความกำ� หนดั ความเพลดิ เพลนิ และความทะยานอยาก
ในขันธ์ ๕ ในตอนทา้ ยตรัสสอนให้แยกขันธ์ ๕ ออก เหมอื น เดก็ ท�ำลายเรอื นฝุ่น
๓. ภวเนตตสิ ตู ร วา่ ดว้ ยกเิ ลสเปน็ เหตนุ ำ� ไปสภู่ พ คอื ตรสั ตอบปญั หาของ ทา่ นพระราธะ
เรื่องกิเลสเป็นเหตุน�ำไปสู่ภพว่า กิเลสเป็นเหตุน�ำไปสู่ภพก็คือความก�ำหนัด ความเพลิดเพลิน
ความทะยานอยาก อุบายและความยึดม่ันอันเป็นเหตุท่ีใจเข้าไปต้ังมั่นถือม่ันและนอนเนื่องใน
ขันธ์ ๕
๔. ปริญเญยยสูตร ว่าด้วยธรรมที่ควรก�ำหนดรู้ คือ ทรงแสดงแก่ท่านพระราธะว่า
ธรรมที่ควรก�ำหนดรู้ ไดแ้ ก่ ขนั ธ์ ๕ ความกำ� หนดรู้ ไดแ้ ก่ ความสิน้ ราคะ โทสะ และโมหะ และ
บคุ คลผูก้ �ำหนดรู้ ได้แก่ พระอรหนั ต์
๕-๖. สมณสูตร และ ทุติยสมณสูตร มีเนื้อหาเหมือนสมณสูตร และทุติยสมณสูตร
อนั ตวรรค จฬู ปณั ณาสก์ ขนั ธสังยตุ ตามลำ� ดับ แต่ในท่นี ้ที รงแสดงแก่ท่านพระราธะ
๗. โสตาปนั นสูตร มีเนอื้ หาเหมือนโสตาปันนสูตร อันตวรรค จูฬปณั ณาสก์ ขนั ธสังยตุ
แต่ในทนี่ ้ีทรงแสดงแก่ทา่ นพระราธะ
๘. อรหันตสูตร มีเนื้อหาเหมือนอรหันตสูตร อันตวรรค จูฬปัณณาสก์ ขันธสังยุต
แตใ่ นทีน่ ีท้ รงแสดงแก่ทา่ นพระราธะ
๙-๑๐. ฉันทราคสตู ร และ ทุติยฉนั ทราคสตู ร มีเน้ือหาเหมือนฉันทปหานสตู ร และ
ทุติยฉันทปหานสตู ร อนั ตวรรค จูฬปัณณาสก์ ขนั ธสงั ยตุ ตามล�ำดบั แตใ่ นที่น้ีทรงแสดงแกท่ ่าน
พระราธะ
๒.๒ ทุติยวรรค
ทตุ ยิ วรรค แปลว่า หมวดที่ ๒ ชือ่ วรรคตัง้ ตามล�ำดับวรรคทีม่ อี ย่ใู นสงั ยตุ นี้ ส่วนชื่อของ
พระสูตรแตล่ ะสูตรล้วนเก่ียวกบั ขนั ธ์ ๕ ซงึ่ ทรงเรียกช่อื ตา่ ง ๆ กัน เช่น ทรงเรยี กขนั ธ์ ๕ ว่า มาร
จึงต้งั ชื่อสูตรวา่ มารสูตร ทรงเรียกขนั ธ์ ๕ วา่ ธรรมของมาร จงึ ตั้งชือ่ พระสูตรว่า มารธัมมสตู ร
เป็นตน้ มีพระสูตรทงั้ หมด ๑๒ สตู ร ดงั นี้
๑. มารสตู ร ว่าด้วยมาร
๒. มารธัมมสูตร วา่ ดว้ ยธรรมของมาร
๓. อนจิ จสูตร วา่ ด้วยส่งิ ท่ไี ม่เท่ียง
84 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก
๔. อนจิ จธมั มสูตร วา่ ดว้ ยสิ่งทม่ี ีความไมเ่ ที่ยงเป็นธรรมดา
๕. ทกุ ขสูตร ว่าด้วยส่ิงท่เี ป็นทกุ ข์
๖. ทุกขธมั มสตู ร วา่ ด้วยสงิ่ ทีม่ ที ุกขเ์ ปน็ ธรรมดา
๗. อนตั ตสตู ร ว่าดว้ ยสิ่งท่ีเป็นอนตั ตา
๘. อนัตตธมั มสตู ร ว่าดว้ ยสง่ิ ท่มี ีอนัตตาเปน็ ธรรมดา
๙. ขยธัมมสตู ร ว่าดว้ ยสงิ่ ทม่ี ีความสิน้ ไปเปน็ ธรรมดา
๑๐. วยธัมมสูตร ว่าดว้ ยสงิ่ ที่มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา
๑๑. สมุทยธมั มสูตร ว่าดว้ ยสงิ่ ท่ีมคี วามเกดิ ขน้ึ เปน็ ธรรมดา
๑๒. นิโรธธมั มสูตร ว่าด้วยส่งิ ท่มี ีความดับไปเปน็ ธรรมดา
๒.๓ อายาจนวรรค
อายาจนวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยการอาราธนา หมายถึงการอาราธนาของ
ท่านพระราธะ ช่ือวรรคตั้งตามสาระส�ำคัญของพระสูตรท้ัง ๑๒ สูตร ในวรรคน้ี ส่วนช่ือและ
เนื้อหาของพระสูตร เหมือนทุติยวรรคต่างแต่ในตอนเร่ิมต้นพระสูตร กล่าวถึงท่านพระราธะ
เขา้ ไปทลู อาราธนาพระผมู้ ีพระภาคใหท้ รงแสดงธรรมใหฟ้ ัง
๒.๔ อุปนิสินนวรรค
อปุ นิสนิ นวรรค แปลวา่ หมวดว่าด้วยผูเ้ ข้าไปนงั่ ใกล้ หมายถึงท่านพระราธะเข้าไปนั่ง
ใกลพ้ ระผู้มพี ระภาค ชอ่ื วรรคต้ังตามสาระสำ� คัญของพระสตู รท้งั ๑๒ สตู ร ในวรรคน้ี สว่ นช่ือ
และเนอื้ หาของพระสตู ร เหมอื นทตุ ยิ วรรค ตา่ งแตใ่ นตอนเรม่ิ ตน้ พระสตู ร กลา่ วถงึ ทา่ นพระราธะ
เข้าไปนั่งใกล้พระผมู้ พี ระภาค และพระองค์ทรงแสดงธรรมให้ฟงั
๓. ทิฏฐสิ งั ยตุ
ทิฏฐิสังยุต แปลว่า ประมวลเร่ืองทิฏฐิ หมายถึงประมวลพระสูตรที่เกี่ยวกับทิฏฐิ
หรอื ลัทธิต่าง ๆ มที ้ังหมด ๙๖ สตู ร ไมม่ ีการแบ่งเปน็ ปัณณาสก์ แตแ่ บ่งเปน็ วรรคได้ ๔ วรรค
วรรคแรกมี ๑๘ สูตร ส่วนอีก ๓ วรรคที่เหลือ แต่ละวรรคมี ๒๖ สูตร ดังมีรายละเอียด
ตอ่ ไปน้ี
เล่มที่ ๙ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๑๗ 85
๓.๑ โสตาปตั ติวรรค
โสดาปัตติวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ดว้ ยโสดาปตั ติมรรค ชื่อวรรคตั้งตามสาระส�ำคัญของ
พระสูตรทั้ง ๑๘ สูตร ในวรรคน้ี ส่วนชื่อของพระสูตรแต่ละสูตร ตั้งตามทิฏฐิหรือลัทธิต่าง ๆ
๑๘ ประการ เชน่ วาตสูตร วา่ ดว้ ยทฏิ ฐวิ ่าลมไม่พดั เปน็ ตน้
เอตงั มมสูตร ว่าด้วยทิฏฐิวา่ นนั่ ของเรา โสอตั ตาสตู ร วา่ ดว้ ยทฏิ ฐวิ ่าอตั ตากบั โลกเป็น
อยา่ งเดยี วกนั เนอ้ื หาสาระของพระสตู รทง้ั หมด ทรงแสดงวา่ ทฏิ ฐหิ รอื ลทั ธเิ หลา่ นนั้ เกดิ ขนึ้ เพราะ
ขนั ธ์ ๕ และความยึดม่ันขนั ธ์ ๕ ถา้ พจิ ารณาเห็นขันธ์ ๕ ว่าไม่เทีย่ ง เป็นทุกข์ มคี วามแปรผนั เปน็
ธรรมดา ทิฏฐเิ หลา่ นัน้ กเ็ กดิ ขนึ้ ไมไ่ ด้ และจะท�ำให้บรรลุธรรม เป็นพระโสดาบัน
๓.๒ ทตุ ิยคมนวรรค
ทุติยคมนวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยการไปท่ี ๒ คือพระธรรมสังคีติกาจารย์ ต้ัง
โสตาปัตติวรรคเปน็ ลำ� ดบั ท่ี ๑ ใหท้ ุติยคมนวรรคเปน็ ล�ำดบั ที่ ๒ ชื่อวรรคจงึ ตง้ั ตามล�ำดบั วรรคท่ี
มีอยูใ่ นสงั ยุตน้ี ส่วนชอ่ื ของพระสตู รแต่ละสูตร ตัง้ ตามทฏิ ฐิหรอื ลัทธิตา่ ง ๆ ๒๖ ประการ เท่ากับ
พระสตู ร ๒๖ สตู ร ซึง่ ในจ�ำนวนนี้ ๑๘ สูตรแรกตรงกบั ๑๘ สูตรในโสตาปตั ติวรรค จงึ ทรงแสดง
ไวโ้ ดยยอ่ ในรปู ของเปยยาล ส่วนอกี ๘ สตู รทเ่ี หลอื ทรงแสดงไวเ้ ตม็ เนอ้ื หาสาระของพระสูตร
ท้ังหมดคล้ายพระสูตรในโสตาปัตติวรรค ต่างแต่ทรงแสดงว่าทิฏฐิหรือลัทธิเหล่าน้ันเกิดข้ึน
เพราะขนั ธ์ ๕ ทเ่ี ป็นทุกข์
๓.๓ ตติยคมนวรรค
ตติยคมนวรรค มีลักษณะเหมือนทุติยคมนวรรค มีพระสูตรทั้งหมด ๒๖ สูตร
มีเนื้อหาคล้ายพระสูตรในโสตาปัตติวรรค และทุติยคมนวรรค ต่างแต่ทรงแสดงว่า ทิฏฐิหรือ
ลัทธเิ หล่านั้นเกิดขึน้ เพราะขนั ธ์ ๕ ท่ไี ม่เท่ยี ง เป็นทกุ ข์
๓.๔ จตตุ ถคมนวรรค
จตุตถคมนวรรค มีลักษณะเหมือนทุติยคมนวรรค มีพระสูตรท้ังหมด ๒๖ สูตร
มเี นอื้ หาคลา้ ยพระสตู รในโสตาปตั ตวิ รรคและทตุ ยิ คมนวรรค ตา่ งแตท่ รงแสดงขนั ธ์ ๕ ไว้ ๓ รอบ
คอื (๑) ขันธ์ ๕ (๒) ขันธ์ ๕ ทไ่ี มเ่ ท่ียง เปน็ ทกุ ข์ มีความแปรผนั เป็นธรรมดา (๓) ขันธ์ ๕ ท่ีเปน็
อดีต อนาคต และปจั จุบัน ทพี่ ึงเห็นตามความเปน็ จรงิ ดว้ ยปัญญาอันชอบวา่ “น่นั ไม่ใช่ของเรา
เราไม่เป็นนน่ั น่นั ไมใ่ ชอ่ ัตตาของเรา”
86 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
๔. โอกกันตสังยตุ
โอกกนั ตสงั ยุต แปลว่า ประมวลเรอื่ งผ้กู ้าวลงสู่อรยิ มรรค หมายถึงพระสูตรท่เี กยี่ วกบั
ผู้ก้าวลงสู่อริยมรรค คือ พระโสดาบัน มีท้ังหมด ๑๐ สูตร ไม่มีการแบ่งเป็นปัณณาสก์หรือ
วรรค ชอ่ื ของพระสตู รตงั้ ตามธรรม ๑๐ หมวด แตล่ ะสูตรมีความหมายและใจความสำ� คัญ ดงั น้ี
๑. จักขุสูตร ว่าด้วยจักขุ คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า อายตนะภายใน ๖ คือ
จักขุ (ตา) โสตะ (ห)ู ฆานะ (จมูก) ชวิ หา (ลิน้ ) กาย และมโน (ใจ) ไม่เทยี่ ง มีความแปรผัน
มีภาวะโดยอาการอ่ืน ผู้ศรัทธาเชื่อม่ันธรรมเหล่านี้ ทรงเรียกว่า “สัทธานุสารี” ธรรมเหล่านี้
ของผ้ใู ดประจกั ษช์ ัดโดยยง่ิ ด้วยปญั ญา ผู้นั้นทรงเรยี กว่า ธมั มานุสารี และผู้รู้ เห็นธรรมเหล่าน้ี
ทรงเรยี กว่า “โสดาบัน”
๒. รูปสูตร ว่าด้วยรูป มีเน้ือหาเหมือนพระสูตรท่ีแล้ว ต่างแต่ในพระสูตรน้ี ทรงยก
อายตนะภายนอก ๖ ข้นึ แสดง คือ รปู สทั ทะ (เสียง) คันธะ (กลิ่น) รส โผฏฐัพพะ (ส่ิงทีถ่ ูกตอ้ ง
กาย) และธรรมารมณ์
๓. วิญญาณสูตร ว่าด้วยวิญญาณ มีเนื้อหาเหมือนจักขุสูตร ต่างแต่ในพระสูตรนี้
ทรงยกวิญญาณ ๖ ขึ้นแสดง คือ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ
กายวิญญาณ และมโนวญิ ญาณ
๔. สัมผัสสสตู ร วา่ ด้วยสัมผสั มเี นื้อหาเหมือนจักขสุ ตู ร ต่างแตใ่ นพระสูตรน้ี ทรงยก
สมั ผัส ๖ ขน้ึ แสดง คือ จักขสุ มั ผสั โสตสัมผสั ฆานสมั ผสั ชิวหาสมั ผัส กายสมั ผัส และมโนสมั ผัส
๕. สัมผัสสชาสูตร ว่าด้วยสัมผัสสชาเวทนา มีเนื้อหาเหมือนจักขุสูตร ต่างแต่ใน
พระสูตรนี้ ทรงยกเวทนา ๖ ขึ้นแสดง คือ จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา
ฆานสมั ผัสสชาเวทนา ชวิ หาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา และมโนสมั ผสั สชาเวทนา
๖. รูปสัญญาสูตร ว่าด้วยรูปสัญญา มีเน้ือหาเหมือนจักขุสูตร ต่างแต่ในพระสูตรน้ี
ทรงยกสญั ญา ๖ ขนึ้ แสดง คอื รปู สัญญา สัททสัญญา คนั ธสญั ญา รสสัญญา โผฏฐพั พสญั ญา
และธมั มสัญญา
๗. รปู สญั เจตนาสตู ร วา่ ดว้ ยรปู สญั เจตนา มเี นอ้ื หาเหมอื นจกั ขสุ ตู ร ตา่ งแตใ่ นพระสตู ร
นี้ ทรงยกเจตนา ๖ ขึน้ แสดง คอื รปู สญั เจตนา สัททสัญเจตนา คนั ธสญั เจตนา รสสญั เจตนา
โผฏฐพั พสญั เจตนา และธมั มสญั เจตนา
๘. รูปตัณหาสูตร ว่าด้วยรูปตัณหา มีเน้ือหาเหมือนจักขุสูตร ต่างแต่ในพระสูตรน้ี
ทรงยกตณั หา ๖ ขน้ึ แสดง คอื รปู ตณั หา สัททตณั หา คนั ธตณั หา รสตัณหา โผฏฐพั พตัณหา
และธัมมตณั หา
เลม่ ท่ี ๙ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๑๗ 87
๙. ปฐวีธาตุสูตร ว่าด้วยปฐวีธาตุ มีเน้ือหาเหมือนจักขุสูตร ต่างแต่ในพระสูตรนี้
ทรงยกธาตุ ๖ ขนึ้ แสดง คอื ปฐวธี าตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ และวญิ ญาณธาตุ
๑๐. ขันธสูตร ว่าด้วยขันธ์ มีเนื้อหาเหมือนจักขุสูตร ต่างแต่ในพระสูตรน้ี ทรงยก
ขนั ธ์ ๕ ข้นึ แสดง คอื รปู เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ
๕. อุปปาทสงั ยุต
อุปปาทสังยตุ แปลว่า ประมวลเร่อื งความเกิดข้นึ หมายถงึ ประมวลพระสตู รทีเ่ ก่ยี วกับ
ความเกิดข้ึนแห่งธรรมต่าง ๆ ที่เป็นความเกิดข้ึนแห่งทุกข์ ซ่ึงได้แก่ธรรม ๑๐ หมวด คือ
(๑) อายตนะภายใน ๖ (๒) อายตนะภายนอก ๖ (๓) วิญญาณ ๖ (๔) สมั ผสั ๖ (๕) เวทนา ๖
(๖) สัญญา ๖ (๗) เจตนา ๖ (๘) ตัณหา ๖ (๙) ธาตุ ๖ (๑๐) ขนั ธ์ ๕
ในสังยุตนี้ มีพระสูตรทั้งหมด ๑๐ สูตร ชื่อของพระสูตร แต่ละสูตรตรงกับช่ือ
ของพระสูตรในโอกกันตสังยุต เว้นสัญญาสูตร สัญเจตนาสูตร ตัณหาสูตร และธาตุสูตร
สว่ นเนื้อหาสาระของพระสตู รในสงั ยตุ น้ี ทรงแสดงวา่ ความเกิดข้ึนแหง่ ธรรมทั้ง ๑๐ หมวดน้นั
เป็นความเกิดข้ึนแห่งทุกข์
๖. กิเลสสงั ยตุ
กิเลสสังยุต แปลว่า ประมวลเรื่องกิเลส หมายถึงประมวลพระสูตรท่ีเก่ียวกับกิเลส
(ความเศร้าหมอง) มีท้ังหมด ๑๐ สูตร ชื่อของพระสูตรแต่ละสูตร ตรงกับช่ือของพระสูตร
ในอุปปาทสังยุต ส่วนเนื้อหาสาระของพระสูตรในสังยุตน้ี ทรงแสดงว่า ฉันทราคะในธรรม
ทง้ั ๑๐ หมวด (ดังในอุปปาทสงั ยุต) เป็นความเศรา้ หมองแห่งจิต
๗. สารีปุตตสังยตุ
สารปี ตุ ตสงั ยตุ แปลวา่ ประมวลเรอื่ งพระสารบี ตุ ร หมายถงึ ประมวลพระสตู รทเี่ กยี่ วกบั
ท่านพระสารีบุตร มที ้งั หมด ๑๐ สูตร แต่ละสตู รมคี วามหมายและใจความส�ำคัญ ดงั นี้
๑-๙. วิเวกชสูตร วา่ ดว้ ยปฐมฌานมีปีตแิ ละสขุ อันเกดิ จากวิเวก อวติ กั กสูตร วา่ ดว้ ย
88 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
ทตุ ยิ ฌานไมม่ วี ติ ก ปตี สิ ตู ร วา่ ดว้ ยตตยิ ฌานทม่ี ปี ตี ิ อเุ ปกขาสตู ร วา่ ดว้ ยจตตุ ถฌานทมี่ สี ตบิ รสิ ทุ ธ์ิ
เพราะอเุ บกขา อากาสานญั จายตนสตู ร วา่ ดว้ ยอากาสานญั จายตนฌาน วญิ ญาณญั จายตนสตู ร
ว่าด้วยวิญญาณัญจายตนฌาน อากิญจัญญายตนสูตร ว่าด้วยอากิญจัญญายตนฌาน
เนวสัญญานาสัญญายตนสูตร ว่าดว้ ยเนวสญั ญานาสญั ญายตนฌาน และ นิโรธสมาปัตติสตู ร
ว่าด้วยนิโรธสมาบัติ พระสูตรทั้ง ๙ สูตรน้ี มีเน้ือหาคล้ายกัน คือ ท่านพระอานนท์ถามท่าน
พระสารีบุตรว่า ท่านอยู่ด้วยวิหารธรรมอะไร จึงทำ� ให้อินทรีย์ผ่องใสยิ่งนัก สีหน้าก็บริสุทธ์ิ
ผุดผ่อง ท่านพระสารีบุตรตอบว่า ท่านอยู่ด้วยวิหารธรรม คือ รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ และ
นโิ รธสมาบัติ ตามลำ� ดบั
๑๐. สุจิมุขีสูตร ว่าด้วยสุจิมุขีปริพาชิกา คือ สุจิมุขีปริพาชิกาเห็นท่านพระสารีบุตร
ก�ำลังฉนั จงึ เขา้ ไปถามปญั หาหลายขอ้ วา่ ทำ� ไมท่านจึงกม้ หน้าฉนั เงยหนา้ ฉนั มองดทู ิศใหญ่ฉนั
มองดูทิศน้อยฉัน พระเถระตอบปฏิเสธทุกข้อ ท�ำให้นางแปลกใจ จึงถามถึงวิธีฉันของ
พระเถระ ทา่ นตอบวา่ สมณพราหมณผ์ เู้ ลยี้ งชวี ติ ดว้ ยมจิ ฉาชพี เพราะเดรจั ฉานวชิ า คอื วชิ าดพู น้ื ท่ี
เรยี กว่า กม้ หนา้ ฉนั เลย้ี งชีวิตดว้ ยวิชาดดู าวดูฤกษ์ เรยี กวา่ เงยหน้าฉนั เล้ยี งชีวิตดว้ ยการท�ำ
หนา้ ท่เี ป็นตวั แทนและผ้สู ือ่ สาร เรยี กว่า มองดทู ศิ ใหญ่ฉัน เลย้ี งชวี ิตดว้ ยวิชาดอู วยั วะ เรียกว่า
มองดูทิศน้อยฉัน ส่วนตัวท่านไม่ประพฤติเช่นน้ัน แสวงหาภิกษาโดยชอบธรรมแล้วจึงฉัน
สุจิมุขีปริพาชิกาเกิดความเลื่อมใส จึงเข้าไปในกรุงราชคฤห์แล้วชักชวนให้คนถวายบิณฑบาต
แก่พระในพระพทุ ธศาสนา
๘. นาคสังยตุ
นาคสังยุต แปลว่า ประมวลเร่ืองนาค หมายถึงประมวลพระสูตรที่เกี่ยวกับนาค
รวมถึงก�ำเนิดของนาค เหตุที่ท�ำให้เกิดเป็นนาคเป็นต้น มีท้ังหมด ๕๐ สูตร แต่ละสูตร
มคี วามหมายและใจความส�ำคญั ดังนี้
๑. สุทธิกสูตร ว่าด้วยก�ำเนิดนาคล้วน ๆ คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงก�ำเนิดของ
นาค ๔ ประเภท ได้แก่ (๑) นาคที่เป็นอัณฑชะ (เกิดในไข่) (๒) นาคท่ีเป็นชลาพุชะ (เกิดใน
ครรภ)์ (๓) นาคท่ีเปน็ สงั เสทชะ (เกิดในเถา้ ไคลหรือเกิดในท่ีชื้นแฉะ) (๔) นาคทเี่ ปน็ โอปปาติกะ
(เกิดผุดขน้ึ )
๒. ปณีตตรสูตร ว่าด้วยก�ำเนิดที่ประณีตกว่ากัน คือ ทรงแสดงว่า นาคประเภทท่ี
๒-๓-๔ ประณีตกว่านาคประเภทที่ ๑ นาคประเภทที่ ๓-๔ ประณีต กว่าประเภทที่ ๑-๒ และ
เลม่ ท่ี ๙ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๗ 89
นาคประเภทท่ี ๔ ประณตี กว่าประเภทที่ ๑-๒-๓
๓-๖. อุโปสถสูตร ทุติยอุโปสถสูตร ตติยอุโปสถสูตร และ จตุตถอุโปสถสูตร
ต่างว่าด้วยอุโบสถ แตม่ ีรายละเอยี ดตา่ งกนั คอื ในอุโปสถสตู ร ตรสั ตอบปัญหาของภกิ ษรุ ปู หนึ่ง
ท่ที ลู ถามถงึ เหตปุ จั จยั ที่ท�ำให้นาคท่เี ปน็ อณั ฑชะรกั ษาอุโบสถแลว้ ละกาย ท่ีเป็นงูได้วา่ ถ้านาค
เหลา่ นั้นตั้งความปรารถนาแล้วประพฤติสุจริตด้วยกาย วาจา
และใจ (รักษาอโุ บสถ) กจ็ ะสามารถละกายทเ่ี ป็นงไู ด้
ในทตุ ยิ อโุ ปสถสตู ร มเี นอื้ หาเหมอื นกนั ตา่ งแตภ่ กิ ษทุ ลู ถามเกยี่ วกบั นาคทเ่ี ปน็ ชลาพชุ ะ
ในตตยิ อโุ ปสถสตู ร มเี นอ้ื หาเหมอื นกนั ตา่ งแตภ่ กิ ษทุ ลู ถามเกย่ี วกบั นาคทเี่ ปน็ สงั เสทชะ
ในจตุตถอุโปสถสูตร มีเนื้อหาเหมือนกัน ต่างแต่ภิกษุทูลถามเกี่ยวกับนาค ที่เป็น
โอปปาตกิ ะ
๗-๑๐. สตุ สตู ร ทตุ ยิ สตุ สตู ร ตตยิ สตุ สตู ร และ จตตุ ถสตุ สตู ร ตา่ งวา่ ดว้ ยเรอ่ื งทไี่ ดฟ้ งั มา
แตม่ รี ายละเอียดต่างกนั คอื ในสุตสูตร ตรสั ตอบปัญหาของภิกษุรปู หนงึ่ ที่ทลู ถามถงึ เหตปุ ัจจยั
ทที่ ำ� ใหเ้ ขา้ ถงึ ความเปน็ ผอู้ ยรู่ ว่ มกบั นาคทเี่ ปน็ อณั ฑชะวา่ ถา้ ไดฟ้ งั เรอื่ งนาคทเี่ ปน็ อณั ฑชะมอี ายุ
ยนื มีผวิ พรรณงาม มีความสขุ มาก แล้วต้งั ความปรารถนาเพ่อื ไปอยู่รว่ มกับนาคเหล่านนั้ ก็จะ
สำ� เร็จได้
ในทตุ ยิ สุตสตู ร มเี นอื้ หาเหมือนกนั ต่างแต่ภิกษทุ ูลถามเก่ยี วกบั นาคทีเ่ ป็นชลาพุชะ
ในตติยสตุ สูตร มเี น้ือหาเหมือนกัน ตา่ งแต่ภกิ ษุทลู ถามเก่ยี วกับนาคทเ่ี ป็นสังเสทชะ
ในจตุตถสุตสตู ร มีเนอื้ หาเหมอื นกนั ต่างแต่ภกิ ษุทลู ถามเก่ียวกบั นาคทีเ่ ป็นโอปปาตกิ ะ
๑๑-๒๐. อัณฑชทานูปการสุตตทสกะ ว่าด้วยความเป็นผู้อยู่ร่วมกับพวกนาค ท่ีเป็น
อัณฑชะ ๑๐ สูตร มีเนื้อหาคล้ายสุตสูตร ต่างแต่ทรงแสดงเหตุท่ีจะท�ำ ให้เข้าถึงความเป็น
ผู้อยูร่ ว่ มกบั นาคท่ีเปน็ อัณฑชะไว้ ๑๐ อยา่ ง คือ (๑) ใหข้ า้ ว (๒) ใหน้ ำ�้ (๓) ใหผ้ า้ (๔) ใหย้ าน
(๕) ใหด้ อกไม้ (๖) ใหข้ องหอม (๗) ใหเ้ ครอ่ื งลบู ไล้ (๘) ให้ทน่ี อน (๙) ใหท้ พ่ี กั (๑๐) ใหเ้ คร่อื ง
ประทปี เหตแุ ตล่ ะอยา่ งจดั เป็น ๑ สูตร รวมเปน็ ๑๐ สตู ร
๒๑-๕๐. ชลาพุชาทิทานูปการสุตตติงสกะ ว่าด้วยพระสูตร ๓๐ สูตร มีชลาพุชทา-
นูปการสูตรเป็นต้น มีเน้ือหาเหมือนอัณฑชทานูปการสุตตทสกะ ต่างแต่ในที่น้ี ทรงแสดง
เหตุ ๑๐ อย่างดังกล่าวมาแล้ว ท่ีจะท�ำให้เข้าถึงความเป็นผู้อยู่ร่วมกับนาคท่ีเป็นชลาพุชะ
สังเสทชะ และโอปปาติกะ เหตุแต่ละอย่างจัดเป็น ๑ สูตร รวมกับนาค ๓ ประเภท จึงเป็น
พระสูตร ๓๐ สตู ร (๑๐ x ๓ = ๓๐)
90 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
๙. สุปณั ณสงั ยตุ
สุปัณณสังยุต แปลว่า ประมวลเรื่องครุฑ หมายถึงประมวลพระสูตรที่เก่ียวกับครุฑ
รวมถึงก�ำเนิดของครุฑ เหตุที่จะท�ำให้เกิดเป็นครุฑ เป็นต้น มีทั้งหมด ๔๖ สูตร แต่ละสูตร
มคี วามหมายและใจความส�ำคญั ดังน้ี
๑. สุทธิกสูตร ว่าด้วยก�ำเนิดครุฑล้วน ๆ คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงก�ำเนิดของ
ครุฑ ๔ ประเภท ได้แก่ (๑) ครุฑที่เป็นอัณฑชะ (๒) ครุฑท่ีเป็นชลาพุชะ (๓) ครุฑท่ีเป็น
สงั เสทชะ (๔) ครุฑที่เปน็ โอปปาติกะ
๒. หรันติสูตร ว่าด้วยครุฑฉุดนาค คือ ทรงแสดงว่า ครุฑประเภทที่ ๑ น�ำนาค
ประเภทท่ี ๑ ไปได้ แต่นำ� นาคประเภทท่ี ๒-๓-๔ ไปไมไ่ ด้ ครุฑจำ� พวกที่ ๒-๓-๔ กม็ นี ยั คลา้ ยกัน
๓. ทวยการสี ตู ร วา่ ดว้ ยผมู้ ปี กตกิ ระทำ� กรรมทง้ั ๒ คอื ตรสั ตอบปญั หาของภกิ ษรุ ปู หนง่ึ
ท่ีทลู ถามถึงเหตปุ จั จัยท่ีทำ� ให้เข้าถงึ ความเปน็ ผูอ้ ยู่ร่วมกับครฑุ เป็นอัณฑชะวา่ ผ้มู ีปกตกิ ระท�ำ
กรรมท้ัง ๒ (กุศลกรรมและอกุศลกรรม) ถา้ ไดฟ้ งั เรื่องครุฑทเี่ ป็นอัณฑชะมอี ายุยนื มผี วิ พรรณ
งาม มีความสุขมาก แล้วตัง้ ความปรารถนาเพอื่ ไปอยรู่ ่วมกบั ครฑุ เหลา่ นั้น กจ็ ะสำ� เรจ็ ได้
๔-๖. ทุติยาทิทวยการีสุตตัตติกะ ว่าด้วยความเป็นผู้อยู่ร่วมกับพวกครุฑท่ีเป็น
อัณฑชะ ๓ สูตร มีเน้ือหาเหมือนทวยการีสูตร ต่างแต่ในที่น้ีภิกษุทูลถามเก่ียวกับนาคที่เป็น
ชลาพุชะ สังเสทชะ และโอปปาตกิ ะ ตามลำ� ดบั
๗-๑๖. อัณฑชทานูปการสุตตทสกะ ว่าด้วยความเป็นผู้อยู่ร่วมกับพวกครุฑ ที่เป็น
อณั ฑชะ ๑๐ สตู ร มีเนอื้ หาคล้ายทวยการีสตู ร ตา่ งแตใ่ นท่ีนี้ทรงแสดงเหตุ ๑๐ อย่าง ท่จี ะท�ำให้
เขา้ ถงึ ความเปน็ ผอู้ ยรู่ ว่ มกบั ครฑุ ทเี่ ปน็ อณั ฑชะ ดงั ทท่ี รงแสดง ไวใ้ นอณั ฑชทานปู การสตุ ตทสกะ
นาคสงั ยุต
๑๗-๔๖. ชลาพุชทานูปการสูตร ว่าด้วยความเป็นผู้อยู่ร่วมกับพวกครุฑ ที่เป็น
ชลาพุชะ มีเน้ือหาเหมือนอณั ฑชทานปู การสุตตทสกะ ต่างแตใ่ นที่นี้ ทรงแสดงเหตุ ๑๐ อยา่ ง
ท่ีจะท�ำให้เข้าถึงความเป็นผู้อยู่ร่วมกับครุฑที่เป็นชลาพุชะ สังเสทชะ และโอปปาติกะ
เหตแุ ตล่ ะอยา่ งจดั เปน็ ๑ สตู ร รวมกบั ครฑุ ๓ ประเภท จงึ เปน็ พระสตู ร ๓๐ สตู ร (๑๐ X ๓ = ๓๐)
เล่มท่ี ๙ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๑๗ 91
๑๐. คันธพั พกายสงั ยุต
คันธัพพกายสังยุต แปลว่า ประมวลเร่ืองเทพผู้นับเนื่องในหมู่คันธัพพเทพ มีท้ังหมด
๑๑๒ สูตร แตล่ ะสูตรมคี วามหมายและใจความสำ� คญั ดงั น้ี
๑. สุทธกิ สูตร วา่ ดว้ ยเทพผ้นู บั เนอื่ งในหมคู่ นั ธัพพเทพล้วน ๆ คือ พระผูม้ ีพระภาคทรง
แสดงเทพผู้นับเน่ืองในหมคู่ ันธัพพเทพ ๑๐ จำ� พวก คอื (๑) เทพผ้สู ถติ อยูท่ ต่ี ้นไมม้ ีกล่นิ ทีร่ าก
(๒) เทพผสู้ ถติ อยทู่ ต่ี ้นไม้มีกลิน่ ทแ่ี ก่น (๓) เทพผสู้ ถติ อยูท่ ี่ ตน้ ไม้มกี ลิ่นทก่ี ระพี้ (๔) เทพผู้สถิต
อยู่ที่ต้นไม้มีกลิ่นท่ีเปลือก (๕) เทพผู้สถิตอยู่ท่ีต้นไม้มีกล่ินท่ีสะเก็ด (๖) เทพผู้สถิตอยู่ที่ต้นไม้
มีกล่ินที่ใบ (๗) เทพผู้สถิตอยู่ที่ต้นไม้มีกลิ่นที่ดอก (๘) เทพผู้สถิตอยู่ที่ต้นไม้มีกลิ่นท่ีผล
(๙) เทพผสู้ ถติ อยูท่ ีต่ น้ ไม้ มกี ลนิ่ ที่รส (๑๐) เทพผสู้ ถติ อย่ทู ่ีตน้ ไม้มีกลน่ิ ทกี่ ลนิ่
๒. สุจริตสูตร ว่าด้วยสุจริต คือ ตรัสตอบปัญหาของภิกษุรูปหนึ่งที่ทูลถาม ถึงเหตุ
ปจั จัยที่ทำ� ให้เข้าถงึ ความเปน็ ผอู้ ยรู่ ว่ มกบั เทพผู้นับเนอ่ื งในหมูค่ นั ธัพพเทพวา่ ผู้ประพฤติสจุ ริต
ทางกาย ได้ฟังเร่ืองเทพผู้นับเนื่องในหมู่คันธัพพเทพมีอายุยืน มีผิวพรรณงาม มีความสุขมาก
แล้วต้งั ความปรารถนาเพือ่ ไปอยู่ร่วมกบั คันธัพพเทพเหล่าน้ัน กจ็ ะสำ� เร็จได้
๓. มูลคันธทาตาสตู ร ว่าด้วยผู้ให้ต้นไม้มกี ลน่ิ ที่ราก คอื ตรัสตอบปญั หา ของภิกษวุ า่
ผูใ้ หต้ น้ ไม้มกี ล่นิ ทรี่ าก จะเขา้ ถึงความเปน็ ผอู้ ยรู่ ่วมกบั เทพผู้สถติ อยู่ ท่ตี น้ ไมม้ กี ล่ินทร่ี าก
๔-๑๒. สารคันธาทิทาตาสุตตนวกะ ว่าด้วยพระสูตร ๙ สูตร มีสารคันธทาตาสูตร
เป็นต้น มเี นื้อหาเหมือนมูลคนั ธทาตาสูตร ตา่ งแตใ่ นท่นี ี้ภิกษุทลู ถามถงึ เหตปุ จั จยั ท่จี ะท�ำใหเ้ ข้า
ถึงความเป็นผูอ้ ยูร่ ว่ มกับเทพผู้สถิตอยู่ทีต่ น้ ไมม้ ีกลน่ิ ที่แกน่ ....ท่ีกระพ้ี ...ท่เี ปลอื ก... ทส่ี ะเกด็ ...
ท่ใี บ ... ที่ดอก ... ท่ีผล ... ที่รส ... ที่กลน่ิ เทพแต่ละจ�ำพวก จดั เป็น ๑ สตู ร รวมเปน็ ๙ สตู ร
ตามลำ� ดบั
๑๓-๒๒. มูลคนั ธทานูปการสตุ ตทสกะ วา่ ด้วยพระสูตร ๑๐ สูตร มีมูลคันธทานูปการ
สูตรเปน็ ต้น มเี นอื้ หาคลา้ ยสารคนั ธาททิ าตาสตุ ตนวกะ ต่างแตใ่ นทีน่ ้ี ทรงแสดงเหตุ ๑๐ อย่าง
ที่จะท�ำให้เข้าถึงความเป็นผู้อยู่ร่วมกับเทพผู้สถิตอยู่ที่ต้นไม้มีกล่ินท่ีราก (ดูเหตุ ๑๐ อย่าง
ในอณั ฑชทานปู การสตุ ตทสกะ นาคสงั ยตุ )
๒๓-๑๑๒. สารคนั ธาททิ านปู การสตุ ตนวุติกะ ว่าด้วยพระสูตร ๙๐ สตู ร มสี ารคนั ธ-
ทานูปการสูตรเป็นต้น มีเนื้อหาเหมือนมูลคันธทานูปการสุตตทสกะ ต่างแต่ในที่นี้ ทรงแสดง
เหตุ ๑๐ อย่าง ที่จะท�ำให้ถึงความเป็นผู้อยู่ร่วมกับเทพผู้สถิตอยู่ท่ีต้นไม้มีกล่ินท่ีแก่น ... ท่ี
กระพ้ี ... ท่ีเปลอื ก ... ท่ีสะเก็ด ... ที่ใบ ... ท่ีดอก ... ที่ผล ... ท่ีรส ... ทีก่ ล่นิ เหตุแต่ละอยา่ งจัด
เปน็ ๑ สูตร รวมกบั เทพ ๙ จ�ำพวก จงึ เปน็ ๙๐ สตู ร (๑๐ X ๙ = ๙๐)
92 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสุตตนั ตปิฎก
๑๑. วลาหกสงั ยตุ
วลาหกสงั ยุต แปลวา่ ประมวลเร่ืองเทพพวกวลาหก (เทพผู้ทำ� ให้เกดิ เมฆ) มที ั้งหมด
๕๗ สูตร ว่าด้วยเทพพวกวลาหก ๕ จ�ำพวก คือ (๑) เทพที่เป็นสีตวลาหก (๒) เทพที่เป็น
อณุ หวลาหก (๓) เทพท่เี ปน็ อพั ภวลาหก (๔) เทพทเี่ ป็นวาตวลาหก (๕) เทพทีเ่ ป็นวัสสวลาหก
รวมทั้งเหตุปัจจัยท่ีท�ำให้เข้าถึงความเป็นผู้อยู่ร่วมกับเทพเหล่าน้ัน มีเนื้อหาสาระคล้าย
คันธัพพกายสงั ยุตในสังยตุ น้ไี มจ่ ัดแบ่งเปน็ วรรค
๑๒. วจั ฉโคตตสังยุต
วัจฉโคตตสังยุต แปลว่า ประมวลเร่ืองวัจฉโคตรปริพาชก หมายถึง ประมวล
พระสตู รทเ่ี กย่ี วกบั วจั ฉโคตรปรพิ าชกทเี่ ขา้ มาทลู ถามปญั หาเกยี่ วกบั อนั ตคาหกิ ทฏิ ฐิ (ความเหน็
ท่ยี ึดถือที่สดุ ) ๑๐ อยา่ ง คอื (๑) โลกเทีย่ ง (๒) โลกไมเ่ ทีย่ ง (๓) โลกมีทีส่ ุด (๔) โลกไมม่ ีทีส่ ดุ
(๕) ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น (ชีวะกับสรีระไม่ต่างกัน) (๖) ชีวะอย่างหน่ึง สรีระก็อย่าง
หนงึ่ (๗) สตั ว์ (ภาษาเดิมใชว้ า่ ตถาคต) ตายแล้วเกดิ อกี (ไมส่ ูญ) (๘) สัตว์ตายแลว้ ไม่เกิดอกี
(สูญ) (๙) สัตว์ตายแล้วเกิดอีกก็มี ไม่เกิดอีกก็มี (บางอย่างเท่ียงบางอย่างไม่เท่ียง)
(๑๐) สัตวต์ ายแล้วจะว่าเกิดอีกก็มใิ ช่ จะวา่ ไมเ่ กดิ อกี กม็ ใิ ช่ (คอื พูดใหต้ ายตวั ลงไปไมไ่ ด)้
อันตคาหิกทิฏฐิเหล่าน้ี มีรายละเอียดในพรหมชาลสูตร ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค
พระไตรปิฎกเล่ม ๙ และในทิฏฐิกถา ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค พระไตรปิฎก เล่ม ๓๑
ในสังยตุ นีป้ ระมวลพระสูตรทีเ่ ก่ยี วกบั อันตคาหกิ ทฏิ ฐิ มีทง้ั หมด ๕๕ สตู ร ไมจ่ ัดแบ่งเป็นวรรค
แต่ละสตู รมีความหมายและใจความส�ำคญั ดังน้ี
๑. รูปอัญญาณสูตร ว่าด้วยความไม่รู้ในรูป คือ วัจฉโคตรปริพาชกเข้าไป ทูลถาม
พระผู้มีพระภาคเกี่ยวกับเหตุปัจจัยที่ท�ำให้ทิฏฐิ ๑๐ ประการน้ันเกิดขึ้นในโลก พระองค์
ตรัสตอบว่า เพราะความไม่รู้ในรูป ความเกิด ความดับ และปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งรูป
ทิฏฐเิ หล่านน้ั จงึ เกดิ ข้นึ
๒-๕. เวทนาอญั ญาณสตู ร สญั ญาอัญญาณสูตร สงั ขารอัญญาณสตู ร และวญิ ญาณ
อัญญาณสูตร ว่าด้วยความไม่รู้ในเวทนา ... สัญญา ... สังขาร และความไม่รู้ในวิญญาณ
ตามล�ำดบั มเี นอื้ หาคล้ายพระสตู รทีแ่ ลว้
เลม่ ที่ ๙ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๑๗ 93
๖-๑๐. รูปอทัสสนาทิสตุ ตปัญจกะ ว่าด้วยพระสตู ร ๕ สตู ร มีรปู อทสั สนสตู รเปน็ ตน้
มีเนื้อหาเหมือนพระสูตรท่ี ๑-๕ ตามล�ำดับ ต่างแต่ในท่ีนี้ทรงแสดงว่า เพราะความไม่เห็น
ในขันธ์ ๕ ความเกิด ความดับ และปฏิปทาทีใ่ ห้ถงึ ความดบั แหง่ ขันธ์ ๕ ทิฏฐิเหลา่ นัน้ จึงเกิดขน้ึ
๑๑-๑๕. รูปอนภิสมยาทิสุตตปัญจกะ ว่าด้วยพระสูตร ๕ สูตร มีรูปอนภิสมยสูตร
เป็นต้น มีเน้ือหาเหมือนพระสูตรท่ี ๑-๕ ตามล�ำดับ ต่างแต่ในท่ีนี้ทรงแสดงว่า เพราะความ
ไม่รแู้ จ้งในขันธ์ ๕ ความเกดิ ความดบั และปฏิปทาทใี่ หถ้ งึ ความดบั แห่งขนั ธ์ ๕ ทิฏฐิเหลา่ นั้น
จงึ เกิดขนึ้
๑๖-๒๐. รูปอนนุโพธาทิสุตตปัญจกะ ว่าด้วยพระสูตร ๕ สูตร มีรูปอนนุโพธสูตร
เป็นต้น มีเน้ือหาเหมือนพระสูตรท่ี ๑-๕ ตามล�ำดับ ต่างแต่ในท่ีน้ีทรงแสดงว่า เพราะความ
ไม่รู้เท่าทันในขันธ์ ๕ ความเกิด ความดับ และปฏิปทาท่ีให้ถึงความดับแห่งขันธ์ ๕ ทิฏฐิ
เหลา่ นั้นจึงเกิดขนึ้
๒๑-๒๕. รูปอัปปฏิเวธาทิสุตตปัญจกะ ว่าด้วยพระสูตร ๕ สูตร มีรูปอัปปฏิเวธสูตร
เป็นต้น มีเนื้อหาเหมือนพระสูตรที่ ๑-๕ ตามล�ำดับ ต่างแต่ในที่น้ี ทรงแสดงว่า เพราะความ
ไม่แทงตลอดในขันธ์ ๕ ฯลฯ
๒๖-๓๐. รูปอสลั ลักขณาทิสตุ ตปัญจกะ วา่ ดว้ ยพระสูตร ๕ สูตร มีรูปอสัลลกั ขณสตู ร
เป็นต้น มีเนื้อหาเหมือนพระสูตรที่ ๑-๕ ตามล�ำดับ ต่างแต่ในที่น้ี ทรงแสดงว่า เพราะความ
ไม่ก�ำหนดในขนั ธ์ ๕ ฯลฯ
๓๑-๓๕. รูปอนปุ ลกั ขณาทสิ ตุ ตปญั จกะ ว่าดว้ ยพระสตู ร ๕ สูตร มรี ปู อนปุ ลกั ขณสูตร
เป็นต้น มีเน้ือหาเหมือนพระสูตรท่ี ๑-๕ ตามล�ำดับ ต่างแต่ในที่นี้ ทรงแสดงว่า เพราะความ
ไมเ่ ข้าไปก�ำหนดในขนั ธ์ ๕ ฯลฯ
๓๖-๔๐. รูปอปั ปัจจปุ ลักขณาทสิ ตุ ตปัญจกะ ว่าด้วยพระสูตร ๕ สูตร มีรูปอปั ปจั จ-ุ
ปลักขณสูตรเป็นต้น มีเนื้อหาเหมือนพระสูตรที่ ๑-๕ ตามล�ำดับ ต่างแต่ในท่ีน้ีทรงแสดงว่า
เพราะความไม่เข้าไปกำ� หนดเฉพาะในขนั ธ์ ๕ ฯลฯ
๔๑-๔๕. รูปอสมเปกขณาทิสุตตปัญจกะ ว่าด้วยพระสูตร ๕ สูตร มีรูปอสมเปก-
ขณสตู รเปน็ ตน้ มเี น้ือหาเหมือนพระสูตรท่ี ๑-๕ ตามล�ำดับ ตา่ งแตใ่ นท่นี ท้ี รงแสดงว่า เพราะ
ความไม่เพง่ ในขนั ธ์ ๕ ฯลฯ
๔๖-๕๐. รปู อปั ปจั จเุ ปกขณาทสิ ตุ ตปญั จกะ วา่ ดว้ ยพระสตู ร ๕ สตู ร มรี ปู อปั ปจั จเุ ปก-
ขณสูตรเป็นต้น มีเนอื้ หาเหมอื นพระสูตรที่ ๑-๕ ตามลำ� ดบั ตา่ งแตใ่ นทนี่ ีท้ รงแสดงวา่ เพราะ
ความไมเ่ ข้าไปเพง่ เฉพาะในขนั ธ์ ๕ ฯลฯ
94 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสุตตันตปฎิ ก
๕๑-๕๕. รปู อัปปัจจักขกมั มาทิสตุ ตจตุกกะ ว่าดว้ ยพระสตู ร ๔ สตู ร มรี ูปอปั ปจั จัก-
ขกัมมสูตรเปน็ ตน้ และ วญิ ญาณอปั ปจั จักขกัมมสูตร ว่าด้วยความไมเ่ หน็ ประจกั ษใ์ นวิญญาณ
มีเน้ือหาเหมือนพระสูตรท่ี ๑-๕ ตามล�ำดับ ต่างแต่ในท่ีน้ีทรงแสดงว่า เพราะความไม่เห็น
ประจักษ์ในขนั ธ์ ๕ ฯลฯ
๑๓. ฌานสังยุต
ฌานสังยุต แปลวา่ ประมวลเรื่องฌาน หมายถึงประมวลพระสตู รท่เี กย่ี วกบั ผู้ไดฌ้ าน
ประเภทตา่ ง ๆ และวิธปี ฏบิ ัตใิ นฌาน (สมาธ)ิ
วธิ ปี ฏิบตั ิในฌาน ทรงแสดงไว้ ๑๑ วิธีคือ
๑. การต้งั จิตม่ัน ๒. การเขา้
๓. การต้ังอยู่ ๔. การออก
๕. ความพรอ้ ม ๖. อารมณ์
๗. โคจร ๘. อภินหิ าร
๙. การท�ำโดยเคารพ ๑๐. การท�ำความเพียรตอ่ เนอื่ ง
๑๑. การทำ� สปั ปายะ
สว่ นผู้ได้ฌานประเภทต่าง ๆ ทรงแสดงไว้ในแตล่ ะสูตร ๔ ประเภท คือ
๑. ผูฉ้ ลาดในวิธีที่ ๑ แต่ไมฉ่ ลาดในวธิ ีที่ ๒
๒. ผฉู้ ลาดในวธิ ที ี่ ๒ แตไ่ ม่ฉลาดในวธิ ที ี่ ๑
๓. ผู้ไมฉ่ ลาดใน ๒ วิธนี ี้
๔. ผู้ฉลาดใน ๒ วิธนี ี้
ในสังยุตนี้ มีการต้ังชื่อพระสูตร ตามวิธีปฏิบัติทั้ง ๑๑ วิธี สลับกันไปมา รวมเป็น
พระสตู รทงั้ หมด ๕๕ สตู ร เชน่ สมาธิมลู กสมาปตั ตสิ ตู ร ว่าดว้ ยการเข้าสมาธอิ ันเป็นมูล คอื
ตัง้ วธิ ีท่ี ๑ (การตง้ั จิตมนั่ ) เป็นหลกั สลบั กับวธิ ที ี่ ๒ (การเข้า) สมาธมิ ลู กฐิตสิ ูตร ว่าด้วยการ
ตง้ั อยใู่ นสมาธอิ ันเป็นมูล คือ ต้ังวธิ ีที่ ๑ (การต้งั จิตม่ัน) เปน็ หลัก สลบั กบั วิธที ี่ ๓ (การต้งั อยู่)
จนถงึ วิธที ี่ ๑๑ รวมเป็น ๑๐ สูตรแรก เรยี กวา่ สมาธิมลู กะ เม่อื ครบหมดทง้ั ๑๑ วธิ ี ก็เริ่มต้งั
วธิ ีท่ี ๒ (การเข้า) เป็นหลกั สลับกับวธิ ีท่ี ๓-๑๐ เรียกวา่ สมาปตั ตมิ ูลกะ รวมเป็น ๙ สูตร และ
ต้งั ชือ่ พระสูตรอย่างนีไ้ ปจนครบ ๕๕ สูตร ขอยกตวั อย่างอธบิ ายเปน็ บางสูตรดังน้ี
เลม่ ที่ ๙ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๗ 95
สมาธมิ ลู กสมาปตั ตสิ ตู ร วา่ ดว้ ยการเขา้ สมาธอิ นั เปน็ มลู คอื พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดง
บุคคลผ้ไู ดฌ้ าน ๔ จำ� พวก คอื
๑. ผู้ฉลาดในการต้ังจิตมนั่ ในสมาธิ แต่ไม่ฉลาดในการเข้าสมาธิ
๒. ผ้ฉู ลาดในการเขา้ สมาธิ แต่ไมฉ่ ลาดในการต้งั จิตมนั่ ในสมาธิ
๓. ผู้ไมฉ่ ลาดทงั้ ในการตงั้ จิตมน่ั ในสมาธิ และในการเข้าสมาธิ
๔. ผู้ฉลาดทั้งในการต้ังจติ มน่ั ในสมาธิ และในการเขา้ สมาธิ
ในตอนท้ายพระสูตร ตรัสว่า จ�ำพวกท่ี ๔ ดีท่ีสุด เหมือนยอดเนยใสดีกว่านมสด
นมส้ม เนยขน้ และเนยใส ในพระสูตรอื่น ๆ พึงเทียบเคียงดงั ท่ีกลา่ วมาน้ี
ข้อสังเกต
เมอ่ื มองภาพรวมของสงั ยตุ ตนกิ าย ขนั ธวารวรรคดงั ไดแ้ นะนำ� มา จะเหน็ ความดเี ดน่ เปน็
พเิ ศษของพระไตรปิฎกเลม่ นี้ ดงั ต่อไปนี้
๑. ความดีเด่นในการจัดหมวดหมู่พระสูตร
สังยุตตนิกาย ขันธวารธวรรค มีพระสูตรท้ังหมด ๗๑๖ สูตร ล้วนว่าด้วยขันธ์ ๕
หรือที่เก่ียวกับขันธ์ ๕ ในบริบทต่าง ๆ ท่านจึงต้ังช่ือว่า ขันธวารวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วย
วาระทเ่ี กีย่ วกบั ขนั ธ์ ๕ ทง้ั นเ้ี พ่อื ประมวลพระสูตรท่ีเกีย่ วกบั ขันธ์ ๕ มารวมไว้ในท่เี ดียวกัน เพอ่ื
อ�ำนวยความสะดวกแกก่ ารศกึ ษาค้นคว้า หมายความวา่ ทา่ นทีต่ อ้ งการศกึ ษาเร่อื งขันธ์ ๕ ใน
พระพุทธศาสนาต้องอ่านพระไตรปิฎกเล่มน้ี จึงจะได้ความรู้เรื่องขันธ์ ๕ ครบบริบูรณ์ทุกแง่
ทุกมุม
นอกจากน้ี ท่านยังจัดประมวลพระสูตรเหล่านี้ออกเป็นกลุ่ม ๆ กลุ่มละเรื่อง คือ
ประมวลพระสตู รทวี่ า่ ดว้ ยเรอื่ งเดยี วกนั หรอื ทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั เรอื่ งเดยี วกนั เขา้ รวมไวใ้ นกลมุ่ เดยี วกนั
เรียกวิธีการประมวลแบบนี้ว่า สังยุต ซ่ึงใช้เป็นชื่อนิกายหน่ึงของพระสุตตันตปิฎกด้วย และ
ใช้เป็นชื่อกลุม่ พระสูตรทปี่ ระมวลเปน็ เร่ือง ๆ นด้ี ว้ ย ท้งั นี้เพอื่ อ�ำนวยความสะดวกแกก่ ารศึกษา
ค้นคว้าย่ิงข้นึ
ในพระสูตรจ�ำนวน ๗๑๖ สูตร จดั เปน็ กลุ่มเรื่องหรือสังยุตไดถ้ ึง ๑๓ สังยตุ ตามเนอื้ หา
สาระโดยรวมของพระสูตรในสงั ยตุ นั้น ๆ และต้ังชอ่ื สงั ยุตตามเนอื้ หาสาระ เหล่านั้น ดังนี้
๑.๑ กลมุ่ พระสตู รท่ีว่าด้วยขนั ธ์ ๕ ล้วน ๆ หรอื มงุ่ อธิบายขนั ธ์ ๕ โดยตรง เรียกว่า
ขันธสงั ยุต แปลวา่ ประมวลเรอื่ งขันธ์ ๕ มี ๑๕๙ สูตร ซึ่งเป็นสงั ยตุ ทีใ่ หญ่ ท่ีสดุ ของขนั ธวาร
วรรค จึงได้แบ่งย่อยภายในกลุ่มเป็น ๓ ปัณณาสก์ (หมวดละ ๕๐) ปัณณาสก์ละ ๕๐ สูตร
(โดยประมาณ) แต่ละปัณณาสกแ์ บง่ ย่อยเป็น ๕ วรรค วรรคละ ๑๐ สตู ร (โดยประมาณ)
96 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสุตตันตปฎิ ก
๑.๒ กลุ่มพระสูตรที่เกี่ยวกับท่านพระราธะ คือทรงแสดงแก่ท่านพระราธะ
เรียกวา่ ราธสงั ยุต แปลว่า ประมวลเรื่องพระราธะ มี ๔๖ สูตร
๑.๓ กลุ่มพระสูตรท่เี ก่ียวกับทฏิ ฐหิ รอื ลัทธติ ่าง ๆ เช่น อนั ตคาหิกทิฏฐิ ๑๐ ลทั ธิ
เรยี กวา่ ทิฏฐิสงั ยตุ แปลว่า ประมวลเรอ่ื งทฏิ ฐิ มี ๙๖ สูตร
๑.๔ กลุ่มพระสูตรท่ีเก่ียวกับผู้ก้าวลงสู่อริยมรรค หมายถึงพระโสดาบัน เรียกว่า
โอกกันตสังยุต แปลว่า ประมวลเร่อื งผกู้ ้าวลงสู่อรยิ มรรค (คำ� วา่ โอกกนั ตะ แปลว่า ผ้กู า้ วลง)
มี ๑๐ สตู ร
๑.๕ กลมุ่ พระสตู รทเ่ี กยี่ วกบั ความเกดิ ขนึ้ แหง่ ธรรมทงั้ หลาย เรยี กวา่ อปุ ปาทสงั ยตุ
แปลว่า ประมวลเรื่องความเกิดข้ึนแห่งธรรมทั้งหลาย (ค�ำว่า อุปปาท แปลว่า ความเกิดขึ้น)
มี ๑๐ สูตร
๑.๖ กลุ่มพระสูตรที่เกี่ยวกับกิเลส คือ ฉันทราคะ เรียกว่า กิเลสสังยุต แปลว่า
ประมวลเรอ่ี งกเิ ลส มี ๑๐ สตู ร
๑.๗ กลุ่มพระสูตรทเี่ ก่ยี วกบั ท่านพระสารบี ตุ ร คือ ทา่ นพระสารบี ุตรเป็นผแู้ สดง
เรยี กว่า สารีปุตตสังยุต แปลว่า ประมวลเรือ่ งพระสารบี ตุ ร มี ๑๐ สตู ร
๑.๘ กลุ่มพระสูตรท่ีเก่ียวกับนาค ซ่ึงว่าด้วยประเภทของนาค ก�ำเนิดของนาค
เหตุท่ที �ำให้เกิดเปน็ นาคเปน็ ต้น เรียกว่า นาคสังยตุ แปลว่า ประมวลเรอ่ื งนาค มี ๕๐ สูตร
๑.๙ กลุ่มพระสูตรท่ีเกี่ยวกับครุฑหรือสุบรรณ ในท�ำนองเดียวกับนาคสังยุต
เรียกวา่ สปุ ณั ณสังยตุ แปลวา่ ประมวลเรื่องครุฑ
๑.๑๐ กลุ่มพระสูตรที่เกี่ยวกับเทพพวกคันธัพพะซึ่งมีกลิ่นหอม ๑๐ จ�ำพวก
เรียกวา่ คันธัพพกายสังยตุ แปลวา่ ประมวลเรือ่ งเทพพวกคนั ธพั พะ มี ๑๑๒ สตู ร
๑.๑๑ กลุ่มพระสูตรที่เกี่ยวกับเทพพวกวลาหก คือ เทพประจ�ำเมฆมี ๕ พวก
ตามชนดิ ของเมฆ เรยี กว่า วลาหกสงั ยตุ แปลวา่ ประมวลเร่ืองเทพพวกวลาหก มี ๕๗ สูตร
๑.๑๒ กลุ่มพระสูตรท่ีเกี่ยวกับปริพาชกช่ือวัจฉโคตร คือ ปริพาชกช่ือวัจฉโคตร
เข้าไปทูลถามปัญหาเก่ียวกับอันตคาหิกทิฏฐิ ๑๐ ประการ เรียกว่า วัจฉโคตตสังยุต แปลว่า
ประมวลเรือ่ งวจั ฉโคตรปริพาชก มี ๕๕ สตู ร
๑.๑๓ กลุ่มพระสูตรท่ีเก่ียวกับผู้ได้ฌานประเภทต่าง ๆ รวมถึงวิธีปฏิบัติให้ได้ฌาน
ประเภทนัน้ ๆ เรียกว่า ฌานสงั ยตุ แปลวา่ ประมวลเรอ่ื งฌาน มี ๕๕ สูตร
๒. ความดีเด่นในด้านเนื้อหาสาระ
เนือ้ หาของขนั ธวารวรรค เรยี กไดว้ า่ ครบบรบิ รู ณ์ อยูใ่ นเล่มนี้ คอื มที ั้งอธิบายขันธ์ ๕
ลว้ น ๆ ไมอ่ ้างหรือเก่ียวข้องกบั หมวดธรรมอืน่ และทั้งทเี่ กีย่ วขอ้ งกบั หมวดธรรมอ่ืน ๆ เชน่
เลม่ ท่ี ๙ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๗ 97
จุดหมายของการเจริญสมาธิเพ่ือจิตต้ังม่ัน เมื่อจิตต้ังม่ันแล้วจะรู้ชัดความจริง คือ
ความเกิดและความดับแห่งขันธ์ ๕ (สมาธสิ ตู ร ในขันธสงั ยุต)
- วิญญาณเข้าไปอาศัยรูป เวทนา สัญญา สังขาร จึงเสวยความเพลิดเพลิน
และเจริญงอกงามได้ ถ้าละความก�ำหนัดในขันธ์ทั้ง ๕ ได้ วิญญาณก็ตั้งอยู่ไม่ได้เจริญงอกงาม
ไมไ่ ด้ ท�ำใหห้ ลดุ พน้ ได้ในทส่ี ดุ (อุปยสตู ร ในขนั ธสังยุต)
- ทเ่ี รยี กวา่ สตั ว์ เพราะติดขอ้ งอย่ใู นความพอใจ ความกำ� หนัด ความเพลดิ เพลนิ
และความทะยานอยากในขันธ์ ๕ และตรัสสอนให้แยกขันธ์ออก เหมือนเด็กท�ำลายเรือนฝุ่น
(สัตตสตู รในราธสงั ยตุ )
- เหตุท่ที �ำใหเ้ กิดอนั ตคาหกิ ทฏิ ฐิ เพราะไม่รชู้ ัดในเรอ่ื งรูป เวทนา สญั ญา สงั ขาร
วิญญาณ ตลอดจนไม่รู้ชัดความเกิด ความดับ และปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งขันธ์ ๕
(วัจฉโคตตสังยตุ )
- เพราะพระองค์ทรงเบ่ือหน่าย คลายก�ำหนัด ดับไม่ถือม่ันขันธ์ ๕ บัณฑิต
จึงเรียกพระองค์ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้ภิกษุผู้หลุดพ้น เพราะเบ่ือหน่าย คลายก�ำหนัด
ดับไม่ถือมั่นขันธ์ ๕ ก็ทรงเรียกว่า ผู้หลุดพ้นด้วยปัญญา เหมือนกัน (สัมมาสัมพุทธสูตร
ในขนั ธสังยตุ )
นอกจากมีเนื้อหาสาระในเรื่องขันธ์ ๕ ครบบริบูรณ์แล้ว ในกระบวนการอธิบาย
ส�ำนวนภาษา นับว่าดีเด่นไม่น้อย เช่น ส�ำนวนเชิงอุปมาโวหารในพีชสูตร ขันธสังยุต ซึ่งมีใจ
ความว่า
- วิญญาณฐติ ิ ๔ เหมอื นปฐวีธาตุ (สถานทีป่ ลูกพืช) ความกำ� หนัดดว้ ย อำ� นาจความ
เพลิดเพลิน เหมอื นอาโปธาตุ (น้ำ� หล่อเลี้ยงพืช)
- วญิ ญาณพรอ้ มด้วยอาหาร (กรรมวิญญาณ) เหมอื นพชื ๕ ชนดิ
เมื่อท่านได้ศึกษารายละเอียดในพระสูตรต่าง ๆ แล้ว ก็จะเห็นเองว่า ที่แนะน�ำ และ
ต้ังขอ้ สงั เกตมาทง้ั หมดนล้ี ้วนเปน็ ความจรงิ ทั้งส้ิน
98 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
เลม่ ท่ี ๑๐ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๘ 99
พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๑๘
พระสตุ ตนั ตปิฎก เล่มท่ี ๑๐
(สงั ยตุ ตนกิ าย สฬายตนวรรค)
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๘๔ คือ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค จัดเป็นเล่มท่ี ๔ ของ
สงั ยุตตนกิ าย วา่ ดว้ ยอายตนะภายใน ๖ คอื จกั ขุ โสตะ ฆานะ ชวิ หา กาย มโน และอายตนะ
ภายนอก ๖ คอื รูป สัททะ คนั ธะ รส โผฏฐพั พะ ธรรมารมณ์ พระธรรมสังคตี กิ าจารยจ์ งึ ได้
ตงั้ ชอ่ื ว่า สฬายตนวรรค แปลว่า หมวดว่าดว้ ยอายตนะ ๖ มีพระสตู รทัง้ หมด ๔๒๐ สูตร
การจัดแบง่ หมวดหม่ใู นสฬายตนวรรค
ในสฬายตนวรรค มีการจัดแบ่งหมวดหมู่พระสูตรออกเป็นสังยุต คือ ประมวลเป็น
เรือ่ ง ๆ แล้วจดั แบ่งสงั ยุตออกเปน็ แบบต่าง ๆ ตอ่ ไปอกี ดงั นี้
ก. แบ่งเปน็ สงั ยตุ
พระสูตร ๔๒๐ สูตรในสฬายตนวรรค จัดแบ่งเป็นสงั ยุตได้ ๑๐ สงั ยุต คอื
๑. สฬายตนสังยตุ มี ๒๔๘ สตู ร ๒. เวทนาสังยุต มี ๓๑ สูตร
๓. มาตุคามสงั ยตุ มี ๓๔ สตู ร ๔. ชมั พขุ าทกสงั ยตุ มี ๑๖ สูตร
๕. สามัณฑกสังยตุ มี ๒ สตู ร ๖. โมคคัลลานสังยตุ มี ๑๑ สตู ร
๗. จติ ตสงั ยุต มี ๑๐ สตู ร ๘. คามณิสงั ยุต มี ๑๓ สูตร
๙. อสังขตสังยตุ มี ๔๔ สตู ร ๑๐. อัพยากตสังยุต มี ๑๑ สูตร
ข. แบง่ สังยุตเป็นแบบตา่ ง ๆ
ในสังยุตเหล่าน้ี ยงั มีการแบ่งเป็นแบบตา่ ง ๆ ถึง ๓ แบบ คือ
แบบที่ ๑ สฬายตนสังยุต แบง่ เปน็ ปัณณาสก์ (หมวด ๕๐) และเป็นวรรค
แบบที่ ๒ เวทนาสงั ยตุ มาตุคามสังยตุ และอสังขตสังยตุ รวม ๓ สงั ยุต แบง่ เป็นวรรค
แบบท่ี ๓ ชมั พุขาทกสังยตุ สามัณฑกสังยุต โมคคัลลานสังยุต จิตตสังยตุ คามณิสังยตุ
อพั ยากตสงั ยุต รวม ๖ สังยุต ไม่แบง่ เปน็ ปณั ณาสกห์ รือวรรค
๔ บทนำ� เลม่ ๑๘ : พระไตรปฎิ กภาษาไทย ฉบับมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , กรงุ เทพมหานคร, ๒๕๓๙.
100 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตันตปฎิ ก
๑. สฬายตนสังยตุ
สฬายตนสังยตุ แปลวา่ ประมวลเรือ่ งอายตนะ ๖ หมายถงึ ประมวลพระสูตร ทีเ่ กย่ี ว
กับอายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖ และธรรมท่ีเกย่ี วข้องกบั อายตนะ เหล่าน้ี มีท้ังหมด
๒๔๘ สตู ร จัดแบ่งเปน็ ปณั ณาสก์ได้ ๔ ปัณณาสก์ แตล่ ะปณั ณาสก์แบง่ เปน็ วรรค ปัณณาสกท์ ี่
๑ - ๓ แบง่ เป็น ๕ วรรค ปณั ณาสกท์ ี่ ๔ แบง่ เปน็ ๔ วรรค โดยปกตวิ รรคหนึง่ มี ๑๐ สตู ร แต่
บางวรรคมมี ากกวา่ ๑๐ สตู ร ดังมรี ายละเอยี ดตอ่ ไปนี้
๑.๑ ปฐมปัณณาสก์
๑.๑.๑ อนิจจวรรค
อนจิ จวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ดว้ ยสงิ่ ทไี่ มเ่ ทยี่ ง ชอื่ วรรคตงั้ ตามสาระสำ� คญั ของพระสตู ร
ทงั้ ๑๒ สูตร ในวรรคนี้ แต่ละสตู รมีความหมายและใจความส�ำคัญ ดงั นี้
๑-๒-๓. อชั ฌตั ตานจิ จสตู ร อชั ฌตั ตทกุ ขสตู ร และ อชั ฌตั ตานตั ตสตู ร วา่ ดว้ ยอายตนะ
ภายในไมเ่ ทยี่ ง ... เป็นทุกข์ และ ... เปน็ อนตั ตา คอื ทรงสอนใหพ้ ิจารณา ดว้ ยปญั ญาอนั ชอบ
ตามความเป็นจริงว่า จกั ขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย มโนไม่เที่ยง เปน็ ทกุ ข์ เปน็ อนัตตา เพ่ือให้
เกิดความเบอ่ื หนา่ ยคลายกำ� หนัดและหลุดพ้น
๔-๕-๖. พาหิรานิจจสูตร พาหิรทุกขสูตร และ พาหิรานัตตสูตร ว่าด้วยอายตนะ
ภายนอกไมเ่ ที่ยง ... เป็นทกุ ข์ และ ... เป็นอนัตตา คอื ทรงสอนใหพ้ จิ ารณา ดว้ ยปัญญาอนั ชอบ
ตามความเปน็ จรงิ วา่ รปู สทั ทะ คนั ธะ รส โผฏฐพั พะ ธรรมารมณ์ ไมเ่ ทย่ี ง เปน็ ทกุ ข์ เปน็ อนตั ตา
เพอื่ ให้เกิดความเบอื่ หน่ายคลายกำ� หนดั และหลดุ พ้น
๗-๘-๙. อชั ฌตั ตานจิ จาตตี านาคตสตู ร อชั ฌตั ตทกุ ขาตตี านาคตสตู ร และ อชั ฌตั ตา-
นตั ตาตตี านาคตสตู ร วา่ ดว้ ยอายตนะภายในทงั้ ทเ่ี ปน็ อดตี และอนาคตไมเ่ ทยี่ ง ... เปน็ ทกุ ข์ และ
... เปน็ อนัตตา คือ ทรงสอนวา่ จักขุ โสตะ ฆานะ ชวิ หา กาย มโนทเี่ ป็นอดตี และอนาคตไมเ่ ที่ยง
เปน็ ทกุ ข์ เป็นอนตั ตา ไม่จ�ำตอ้ งกลา่ วถงึ อายตนะภายในท่เี ป็นปัจจุบนั
๑๐-๑๑-๑๒. พาหริ านจิ จาตตี านาคตสตู ร พาหริ ทกุ ขาตตี านาคตสตู ร และ พาหิรา-
นัตตาตีตานาคตสูตร ว่าด้วยอายตนะภายนอกทั้งที่เป็นอดีตและอนาคตไม่เที่ยง ... เป็นทุกข์
และ ... เปน็ อนัตตา คือ ทรงสอนว่า รปู สัททะ คันธะ รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณท์ ี่เปน็ อดีต
และอนาคตไม่เที่ยง เปน็ ทุกข์ เปน็ อนตั ตา ไมจ่ ำ� ต้องกล่าวถึงอายตนะภายนอกท่เี ปน็ ปจั จุบนั
เล่มท่ี ๑๐ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๑๘ 101
๑.๑.๒ ยมกวรรค
ยมกวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยคู่ ช่ือวรรคต้ังตามสาระส�ำคัญของพระสูตร
ท้งั ๑๐ สตู ร ในวรรคน้ี ซึ่งจัดเปน็ คู่ ๆ ได้ ๕ คู่ แตล่ ะสตู รมคี วามหมายและใจความสำ� คัญ ดงั นี้
๑-๒. ปฐมปุพเพสัมโพธสูตร และ ทุติยปุพเพสัมโพธสูตร ต่างว่าด้วยความด�ำริ
ก่อนตรัสรู้ แต่มีรายละเอียดต่างกัน คือ ในปฐมปุพเพสัมโพธสูตร ทรงด�ำริถึงคุณ โทษ
และเครื่องสลัดออกจากอายตนะภายใน ๖ ได้แก่ จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย มโน
สว่ นในทตุ ยิ ปพุ เพสมั โพธสตู ร ทรงดำ� รถิ งึ คณุ โทษ และเครอ่ื งสลดั ออกจากอายตนะภายนอก ๖
ไดแ้ ก่ รูป สทั ทะ คันธะ รส โผฏฐพั พะ ธรรมารมณ์ ในตอนท้ายของแต่ละสตู ร ทรงแสดงวา่
พระองค์ทรงทราบแล้วจึงทรงประกาศยืนยันการตรสั รู้ของพระองค์
๓-๔. ปฐมอสั สาทปรเิ ยสนสตู ร และ ทตุ ยิ อสั สาทปรเิ ยสนสตู ร ตา่ งวา่ ดว้ ยการแสวงหา
คณุ ของอายตนะ แตม่ รี ายละเอยี ดตา่ งกนั คอื ในปฐมอสั สารทปรเิ ยสนสตู ร พระองคต์ รสั ถงึ การ
เที่ยวแสวงหาคุณ โทษ และเคร่ืองสลัดออกจากอายตนะภายใน ๖ คอื จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา
กาย มโน และในทุตยิ อัสสาทปรเิ ยสนสูตร ตรัสถงึ การเทีย่ วแสวงหาคณุ โทษ และเคร่ืองสลดั
ออกจากอายตนะภายนอก ๖ คอื รปู สัททะ คันธะ รส โผฏฐพั พะ ธรรมารมณ์ ในตอนทา้ ยของ
แตล่ ะสตู ร ทรงแสดงว่า พระองค์ทรงทราบแล้วจึงประกาศยนื ยนั การตรสั รู้ของพระองค์
๕-๖. ปฐมโนเจอสั สาทสตู ร และ ทตุ ยิ โนเจอสั สาทสตู ร ตา่ งวา่ ดว้ ยการปฏเิ สธคณุ ของ
อายตนะ แต่มีรายละเอียดตา่ งกนั คือ ในปฐมโนเจอสั สาทสูตร ทรง แสดงคุณ โทษ เครื่องสลดั
ออกจากอายตนะภายใน ๖ และในทุติยโนเจอสั สาทสูตร ทรงแสดงคุณ โทษ เครื่องสลดั ออก
จากอายตนะภายนอก ๖ ในตอนทา้ ยของแตล่ ะสตู รทรงแสดงว่าเมอ่ื สตั ว์รู้คณุ โทษ เครือ่ งสลัด
ออกจากอายตนะเหล่านั้นตามความเปน็ จริงจึงจะพ้นจากโลกได้
๗-๘. ปฐมาภินันทสูตร และ ทุติยาภินันทสูตร ต่างว่าด้วยผู้เพลิดเพลินอายตนะ
แต่มีรายละเอียดต่างกัน คือ ในปฐมาภินันทสูตร ทรงแสดงถึงผู้เพลิด เพลินอายตนะภายใน
ในทุติยาภินันทสูตร ทรงแสดงถึงผู้เพลิดเพลินอายตนะภายนอก ในตอนท้ายของแต่ละสูตร
ทรงแสดงว่า ผูเ้ พลดิ เพลินอายตนะเหล่านนั้ พน้ จากทุกข์ไมไ่ ด้
๙-๑๐. ปฐมทุกขุปปาทสูตร และ ทุติยทุกขุปปาทสูตร ต่างว่าด้วยความเกิดขึ้น
แห่งทกุ ข์ แตม่ รี ายละเอียดต่างกนั คอื ในปฐมทกุ ขุปปาทสตู ร ทรงแสดงว่า ความเกิดขึน้ แหง่
อายตนะภายในเปน็ ความเกดิ ขนึ้ แหง่ ทกุ ข์ สว่ นในทตุ ยิ ทกุ ขปุ ปาทสตู ร ทรงแสดงวา่ ความเกดิ ขน้ึ
แห่งอายตนะภายนอกเป็นความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ในตอนท้ายของแต่ละสูตร ทรงแสดงว่า
ความดบั แหง่ อายตนะเหลา่ นั้นเป็นความดบั แหง่ ทกุ ข์
102 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
๑.๑.๓ สัพพวรรค
สพั พวรรค แปลวา่ หมวดว่าด้วยส่งิ ท้งั ปวง ช่ือวรรคตง้ั ตามช่ือพระสูตรท่ี ๑ และสาระ
ส�ำคัญของพระสตู รทง้ั ๑๐ สตู ร ในวรรคน้ี แต่ละสูตรมีความหมายและใจความสำ� คัญ ดังนี้
๑. สพั พสูตร ว่าด้วยส่ิงทง้ั ปวง หมายถึงอายตนะภายใน ได้แก่ จกั ขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา
กาย มโน และอายตนะภายนอก ได้แก่ รูป สัททะ คันธะ รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์
๒. ปหานสตู ร ว่าดว้ ยธรรมเพอื่ ละสง่ิ ท้งั ปวง คำ� ว่า ส่ิงทง้ั ปวง ในที่นหี้ มายถงึ อายตนะ
ภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖ วญิ ญาณ ๖ คือ จักขุวญิ ญาณ โสตวญิ ญาณ ฆานวญิ ญาณ ชวิ หา
วญิ ญาณ กายวญิ ญาณ มโนวญิ ญาณ สัมผสั ๖ คอื จกั ขสุ มั ผสั โสตสมั ผสั ฆานสมั ผสั ชวิ หาสมั ผสั
กายสัมผัส มโนสัมผัส และความเสวยอารมณ์ ท่ีเป็นสุขหรือทุกข์ หรือมิใช่สุขมิใช่ทุกข์
ท่ีเกดิ ขนึ้ เพราะสมั ผัส ๖ เปน็ ปัจจยั
๓. อภิญญาปริญญาปหานสูตร ว่าด้วยธรรมเพื่อรู้ย่ิงก�ำหนดรู้แล้วละสิ่งทั้งปวง
คำ� วา่ ส่ิงทั้งปวง ในพระสตู รนหี้ มายถึงส่งิ ทั้งปวงในพระสูตรที่ ๒
๔-๕. ปฐมอปริชานนสูตร และ ทุติยอปริชานนสูตร ต่างว่าด้วยผู้ไม่ก�ำหนดรู้
สงิ่ ทง้ั ปวง แตม่ รี ายละเอยี ดตา่ งกนั คอื ในปฐมอปรชิ านนสตู ร ทรงแสดงวา่ ผไู้ มร่ ยู้ งิ่ ไมก่ ำ� หนดรู้
ไมค่ ลายก�ำหนดั ไม่ละสงิ่ ท้ังปวง เปน็ ผู้ไม่ควรสิ้นทกุ ข์ สิ่งทงั้ ปวงในที่นีเ้ หมอื นในพระสตู รท่ี ๒
สว่ นในทตุ ยิ อปริชานนสตู ร ทรงแสดงว่า ผ้ไู มร่ ยู้ ิ่ง ไม่กำ� หนดรู้ ไมค่ ลายกำ� หนัด ไมล่ ะสง่ิ ทง้ั ปวง
คือ อายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖ วิญญาณ ๖ และธรรมท่พี งึ รู้แจง้ ทางวิญญาณ ๖
เป็นผู้ไม่ควรสิ้นทุกข์ และทรงแสดงไว้ในตอนท้ายของพระสูตรท้ังสองว่า เม่ือรู้ยิ่ง ก�ำหนดรู้
คลายก�ำหนดั ละส่งิ ท้งั ปวงเหล่าน้ันได้จงึ เปน็ ผู้ควรส้นิ ทุกข์
๖. อาทิตตสูตร วา่ ดว้ ยส่งิ ทง้ั ปวงเปน็ ของร้อน คำ� ว่า ส่งิ ท้ังปวง ในพระสูตรนี้เหมอื นกบั
พระสตู รที่ ๒ พระสตู รนี้เปน็ สตู รเดียวกบั อาทิตตปริยายสูตรในพระวนิ ยั ปฎิ ก มหาวรรค (แปล)
เลม่ ๔ ขอ้ ๕๔ หนา้ ๖๔
๗. อันธภตู สูตร วา่ ดว้ ยสิง่ ท้ังปวงเปน็ ของมดื มน ค�ำว่า ส่ิงทง้ั ปวง ในพระสตู รนเ้ี หมอื น
กับพระสตู รท่ี ๒
๘. สมคุ ฆาตสารปุ ปสตู ร วา่ ดว้ ยปฏปิ ทาอนั สมควรแกก่ ารเพกิ ถอนความกำ� หนดหมาย
คอื ทรงสอนไมใ่ หก้ ำ� หนดหมายสง่ิ ทง้ั ปวงวา่ เปน็ ของเรา สง่ิ ทง้ั ปวงในทนี่ เ้ี หมอื นในพระสตู รท่ี ๒
๙-๑๐. ปฐมสมุคฆาตสัปปายสูตร และ ทุติยสมุคฆาตสัปปายสูตร ต่างว่าด้วย
ปฏิปทาท่ีเป็นสัปปายะแก่การเพิกถอนความก�ำหนดหมาย แต่มีรายละเอียดต่างกัน คือ
ในปฐมสมุคฆาตสัปปายสูตร ทรงสอนไม่ให้ก�ำหนดหมายสิ่งทั้งปวงว่า เป็นของเรา ส่วนใน
เลม่ ท่ี ๑๐ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๘ 103
ทตุ ยิ สมคุ ฆาตสปั ปายสตู ร ทรงแสดงวา่ สงิ่ ทงั้ ปวงไมเ่ ทยี่ ง เปน็ ทกุ ข์ เปน็ อนตั ตา และใหพ้ จิ ารณา
เห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า น่ันไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น น่ันไม่เป็น
อตั ตาของเรา สง่ิ ทัง้ ปวงในท่ีน้ีเหมอื นในพระสตู รท่ี ๒
๑.๑.๔ ชาติธัมมวรรค
ชาติธัมมวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยสิ่งท้ังปวงมีความเกิดเป็นธรรมดา ช่ือวรรค
ตัง้ ตามสาระส�ำคญั ของพระสตู รที่ ๑ ในวรรคน้ี ซ่ึงมที ้งั หมด ๑๐ สตู ร เปน็ สูตรเปยยาล คือ
ทรงแสดงสูตรแรกและสูตรสุดท้ายไว้เต็ม พระสูตรท่ีเหลือทรงแสดงไว้โดยย่อให้อนุโลม
ตามพระสูตรท่ี ๑ กับที่ ๑๐ ตามควรแก่กรณี แตล่ ะสตู รมคี วามหมายและใจความส�ำคัญ ดังน้ี
๑-๑๐.ชาติธัมมาทิสุตตทสกะ ว่าด้วยพระสูตร ๑๐ สูตร มีชาติธัมมสูตร เป็นต้น
หมายความวา่
พระสูตรท่ี ๑ ชาตธิ ัมมสูตร วา่ ด้วยสิง่ ทงั้ ปวงมีความเกิดเป็นธรรมดา
พระสูตรท่ี ๒ ชราธมั มสตู ร ว่าด้วยส่ิงทงั้ ปวงมคี วามแกเ่ ป็นธรรมดา
พระสูตรที่ ๓ พยาธิธัมมสูตร วา่ ดว้ ยส่ิงท้งั ปวงมีความเจบ็ ไขเ้ ปน็ ธรรมดา
พระสตู รที่ ๔ มรณธัมมสตู ร ว่าดว้ ยสิ่งทั้งปวงมีความตายเปน็ ธรรมดา
พระสตู รที่ ๕ โสกธมั มสูตร ว่าดว้ ยส่งิ ท้งั ปวงมคี วามเศร้าโศกเป็นธรรมดา
พระสตู รที่ ๖ มลธัมมสตู ร ว่าดว้ ยสง่ิ ทัง้ ปวงมีความเศรา้ หมองเปน็ ธรรมดา
พระสตู รท่ี ๗ ขยธมั มสูตร ว่าดว้ ยสง่ิ ทั้งปวงมคี วามส้นิ ไปเปน็ ธรรมดา
พระสตู รที่ ๘ วยธมั มสตู ร วา่ ดว้ ยสงิ่ ทง้ั ปวงมีความเสอ่ื มไปเปน็ ธรรมดา
พระสูตรท่ี ๙ สมุทยธัมมสูตร ว่าด้วยสิง่ ท้ังปวงมคี วามเกดิ ขึน้ เป็นธรรมดา
พระสตู รที่ ๑๐ นิโรธธัมมสตู ร วา่ ดว้ ยสง่ิ ทัง้ ปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา
ค�ำว่า ส่ิงทั้งปวง ในที่นี้หมายถึงอายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖ วิญญาณ
๖ สัมผัส ๖ และความเสวยอารมณ์ท่ีเป็นสุขหรือทุกข์หรือมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ท่ีเกิดข้ึนเพราะ
สัมผัส ๖ เปน็ ปัจจัย
๑.๑.๕ สัพพอนิจจวรรค
สพั พอนิจจวรรค แปลวา่ หมวดว่าด้วยสิ่งทงั้ ปวงไมเ่ ท่ียง ช่ือวรรคต้ังตามสาระส�ำคัญ
ของพระสูตรท่ี ๑ ในวรรคนี้ ซงึ่ มีท้งั หมด ๑๐ สตู ร คือ ทรงแสดงสูตรแรกไว้เต็ม ส่วนพระสูตร
ท่ี ๒-๙ ทรงแสดงไว้โดยย่อ พระสูตรท่ี ๑๐ ไม่จัดเข้าในเปยยาล แต่ละสูตรมีความหมาย
และใจความสำ� คัญ ดังนี้
104 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
๑-๙. อนิจจาทิสุตตนวกะ ว่าด้วยพระสตู ร ๙ สตู ร มอี นจิ จสตู รเปน็ ต้น หมายความวา่
พระสตู รที่ ๑ อนจิ จสตู ร วา่ ดว้ ยสิ่งทัง้ ปวงไมเ่ ทย่ี ง
พระสูตรท่ี ๒ ทุกขสตู ร วา่ ดว้ ยสิง่ ท้งั ปวงเปน็ ทุกข์
พระสูตรท่ี ๓ อนัตตสตู ร วา่ ดว้ ยส่งิ ทัง้ ปวงเป็นอนตั ตา
พระสูตรที่ ๔ อภญิ เญยยสตู ร ว่าด้วยส่งิ ท้งั ปวงควรรยู้ ่งิ
พระสูตรท่ี ๕ ปรญิ เญยยสตู ร วา่ ด้วยส่ิงทัง้ ปวงควรกำ� หนดรู้
พระสูตรท่ี ๖ ปหานสูตร วา่ ดว้ ยสงิ่ ท้งั ปวงควรละ
พระสตู รท่ี ๗ สัจฉิกรณยี สูตร วา่ ด้วยสิ่งทั้งปวงควรทำ� ใหแ้ จง้
พระสูตรท่ี ๘ อภญิ ญปรชิ านนสตู ร ว่าดว้ ยส่งิ ท้ังปวงควรรยู้ ิ่งแล้วกำ� หนดรู้
พระสตู รที่ ๙ ปทฏุ ฐสูตร วา่ ดว้ ยส่ิงทงั้ ปวงถูกประทุษรา้ ย
คำ� ว่า สง่ิ ท้งั ปวง ในทนี่ ี้หมายถึงอายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖ วญิ ญาณ ๖
สัมผัส ๖ ความเสวยอารมณ์ท่ีเป็นสุขหรือทุกข์หรือมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ท่ีเกิดข้ึนเพราะสัมผัส ๖
เปน็ ปัจจยั
๑๐. อุปัสสัฏฐสตู ร ว่าดว้ ยสิง่ ทงั้ ปวงถกู เบยี ดเบียน คำ� วา่ สิง่ ทงั้ ปวง ในทีน่ ้ี เหมอื นใน
๙ สตู รแรก
๑.๒ ทตุ ยิ ปณั ณาสก์
๑.๒.๑ อวชิ ชาวรรค
อวิชชาวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยอวิชชา ช่ือวรรคตั้งตามสาระส�ำคัญของพระสูตร
ท่ี ๑ ในวรรคนี้ ซ่ึงมีท้งั หมด ๑๐ สตู ร แต่ละสูตรมคี วามหมายและใจความสำ� คญั ดังนี้
๑. อวิชชาปหานสูตร ว่าด้วยการละอวิชชา คือทรงแสดงว่า เมื่อบุคคลรู้เห็น
อายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖ วิญญาณ ๖ สัมผัส ๖ ความเสวยอารมณ์ท่ีเป็นสุข
หรือทุกข์หรือมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ที่เกิดข้ึนเพราะสัมผัส ๖ เป็นปัจจัยโดยความไม่เที่ยง จึงจะละ
อวิชชาได้ วชิ ชาจงึ จะเกดิ ขึน้
๒-๓. สัญโญชนปหานสูตร และ สัญโญชนสมุคฆาตสูตร ว่าด้วยการละสังโยชน์
และการถอนสังโยชน์ตามลำ� ดบั คือ ทรงแสดงว่า เมอ่ื บคุ คลรู้ เหน็ อายตนะ วิญญาณ สัมผัส
และความเสวยอารมณ์ (เหมอื นในพระสตู รที่ ๑) โดยความไมเ่ ทย่ี ง จงึ จะละและถอนสงั โยชนไ์ ด้
เลม่ ท่ี ๑๐ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๑๘ 105
๔-๕. อาสวปหานสูตร และ อาสวสมุคฆาตสูตร ว่าด้วยการละอาสวะและการถอน
อาสวะตามลำ� ดับ คือ ทรงแสดงวา่ เมอ่ื บุคคลรู้ เหน็ อายตนะ วญิ ญาณ สมั ผัส และความเสวย
อารมณ์ (เหมอื นในพระสูตรที่ ๑) โดยความไม่เท่ียง จงึ จะละและถอนอาสวะได้
๖-๗. อนุสยปหานสูตร และ อนุสยสมุคฆาตสูตร ว่าด้วยการละอนุสัยและการถอน
อนุสัยตามลำ� ดบั คือ ทรงแสดงว่า เมอ่ื บุคคลรู้ เห็นอายตนะ วิญญาณ สมั ผสั และความเสวย
อารมณ์ (เหมือนในพระสูตรท่ี ๑) โดยความไม่เที่ยง จงึ จะละและถอนอนสุ ยั ได้
๘. สพั พปุ าทานปรญิ ญาสตู ร วา่ ดว้ ยธรรมเพอ่ื กำ� หนดรอู้ ปุ าทานทง้ั ปวง คอื ทรงแสดง
วา่ เพราะอาศัยอายตนะภายใน ๖ และอายตนะภายนอก ๖ วิญญาณ ๖ จึงเกิด ความประจวบ
กันแห่งธรรม ๓ ประการเปน็ ผสั สะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงเกดิ เมื่อภกิ ษรุ ู้ เหน็ อย่าง
น้ี จึงจะกำ� หนดรอู้ ปุ าทานได้
๙-๑๐. ปฐมสัพพุปาทานปรยิ าทานสตู ร และ ทุตยิ สพั พุปาทานปรยิ าทานสตู ร ตา่ ง
ว่าด้วยธรรมเพ่ือครอบง�ำอุปาทานทั้งปวง แต่มีสาระส�ำคัญต่างกัน คือ ในปฐมสัพพุปาทาน
ปริยาทานสูตร ทรงแสดงว่า เพราะอาศัยอายตนะภายใน ๖ และอายตนะภายนอก ๖
วญิ ญาณ ๖ จึงเกิด ความประจวบกนั แหง่ ธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะผสั สะเป็นปจั จยั
เวทนาจงึ เกิด เมอื่ ภิกษุรู้ เหน็ อยา่ งน้จี ึงจะก�ำหนดรูอ้ ปุ าทานได้
ส่วนในทุติยสัพพุปาทานปริยาทานสูตร ทรงแสดงว่า อายตนะภายใน ๖ อายตนะ
ภายนอก ๖ วิญญาณ ๖ สัมผัส ๖ ความเสวยอารมณ์ท่ีเป็นสุขหรือทุกข์หรือมิใช่สุขมิใช่ทุกข์
ทเ่ี กดิ ขน้ึ เพราะสัมผัส ๖ เป็นปจั จัย ไมเ่ ท่ยี ง เปน็ ทุกข์ เปน็ อนัตตา เมื่อพจิ ารณาเห็นด้วยปญั ญา
โดยชอบตามความเป็นจรงิ กจ็ ะเบือ่ หนา่ ยและครอบง�ำอปุ าทานได้
๑.๒.๒ มคิ ชาลวรรค
มคิ ชาลวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ดว้ ยพระมคิ ชาละ ชอื่ วรรคตง้ั ตามชอ่ื พระสตู รที่ ๑-๒ ใน
วรรคน้ี ซงึ่ มที งั้ หมด ๑๑ สตู ร แต่ละสูตรมีความหมายและใจความส�ำคญั ดังนี้
๑. ปฐมมคิ ชาลสูตร และ ทุติยมิคชาลสูตร ตา่ งว่าด้วยพระมคิ ชาละ แต่มีรายละเอียด
ต่างกนั คือ ในปฐมมิคชาลสูตร ท่านพระมคิ ชาละทูลถามพระผมู้ ีพระภาควา่ ภกิ ษผุ ปู้ ระกอบ
ดว้ ยเหตเุ พยี งเทา่ ไร จงึ จะไดช้ อ่ื วา่ มปี กตอิ ยกู่ บั เพอื่ น และประกอบดว้ ยเหตเุ พยี งเทา่ ไร จงึ จะได้
ช่อื ว่ามปี กติอยู่ผเู้ ดียว พระผมู้ พี ระภาคตรัสตอบว่า ภกิ ษุผเู้ พลดิ เพลินดว้ ยอายตนะภายนอก ๖
คอื รปู เสยี ง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ช่อื ว่าผู้มีปกติอยู่กับเพอื่ น ผู้ไมเ่ พลดิ เพลนิ ด้วย
อายตนะภายนอก ๖ ชื่อวา่ ผู้มปี กตอิ ยูผ่ เู้ ดียว
106 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
ส่วนในทุติยมิคชาลสูตร ท่านพระมิคชาละทูลขอให้พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรม
โดยยอ่ เพอ่ื หลกี ไปอยคู่ นเดยี ว พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงเหตเุ กดิ แหง่ ทกุ ขแ์ ละเหตดุ บั แหง่ ทกุ ข์
ตามนัยปฏิจจสมุปบาท โดยยกอายตนะภายนอกเป็นสาเหตุ คือ เพราะเพลิดเพลินอายตนะ
ภายนอก ทุกขจ์ ึงเกดิ เพราะไม่เพลิดเพลนิ อายตนะภายนอก ทกุ ข์จงึ ดบั เช่น เพราะเพลิดเพลนิ
ในรูป ทกุ ขจ์ งึ เกิด เพราะไมเ่ พลิดเพลนิ ในรูป ทุกข์จงึ ดบั
๓-๖. ปฐมสมิทธิมารปัญหาสูตร สมทิ ธสิ ัตตปัญหาสตู ร สมทิ ธทิ กุ ขปญั หาสตู ร และ
สมทิ ธโิ ลกปญั หาสตู ร ตา่ งวา่ ดว้ ยพระสมทิ ธทิ ลู ถามปญั หาเรอ่ื งมาร ... สตั ว์ ... ทกุ ข์ ... และเรอื่ ง
โลก ตามล�ำดับ คือ ทา่ นพระสมิทธิทลู ถาม พระผมู้ ีพระภาคเรือ่ งเหตทุ ่ีทรงบัญญัตวิ า่ มาร สัตว์
ทกุ ข์ และโลก พระสูตรละ ๑ เรือ่ ง ตามลำ� ดบั พระผมู้ ีพระภาคตรสั ตอบว่า อายตนะภายใน ๖
อายตนะภายนอก ๖ วญิ ญาณ ๖ ธรรมทพี่ ึงรู้แจ้งทางวญิ ญาณ ๖ มีอยู่ในที่ใด การบัญญตั วิ า่
มารก็มอี ยใู่ นที่นั้น การบัญญัติว่าสตั ว์กม็ อี ย่ใู นทีน่ ้ัน การบัญญตั วิ ่าทกุ ข์กม็ อี ยใู่ นที่นน้ั และการ
บญั ญัติวา่ โลกกม็ อี ยใู่ นทีน่ น้ั
๗. อปุ เสนอาสวี ิสสตู ร วา่ ด้วยพระอุปเสนะถกู พษิ งู คือ เม่ือท่านพระอุปเสนะถูกพิษงู
ก็ทราบว่าตนจะต้องนิพพาน จึงขอให้ภิกษุช่วยยกร่างกายของท่านออกไปไว้นอกถ้�ำก่อนท่ี
รา่ งกายจะเรยี่ รายเหมอื นกำ� แกลบ ทา่ นพระสารบี ตุ รทกั ขนึ้ วา่ ไมเ่ หน็ รา่ งกายของทา่ นอปุ เสนะ
แปรเปลี่ยนผิดปกติ ทา่ นพระอุปเสนะจึงบรรยายว่าท่านไม่มอี หังการ มมงั การ และมานานุสัย
ในอายตนะภายใน
๘. อุปวาณสันทิฏฐิกสูตร ว่าด้วยพระอุปวาณะทูลถามธรรมท่ีพึงเห็นเอง คือ
ท่านพระอุปวาณะทูลถามพระผู้มีพระภาคเร่ืองพระธรรมคุณว่า ด้วยเหตุเพียงเท่าไรพระธรรม
จึงช่ือว่าผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นชัดด้วยตนเอง พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า เม่ืออายตนะภายใน
กระทบกับอายตนะภายนอก เกิดความก�ำหนัด ก็รู้ชัดว่า เกิดความก�ำหนัด ไม่เกิดความ
กำ� หนดั ก็ร้ชู ัดวา่ ไม่เกิดความก�ำหนดั การรูน้ ้ันชอื่ วา่ ธรรมท่ผี ปู้ ฏิบัตจิ ะพงึ เหน็ ชัดด้วยตนเอง
๙-๑๑. ปฐมฉผัสสายตนสูตร ทุติยฉผัสสายตนสูตร และ ตติยฉผัสสายตนสูตร
ต่างว่าด้วยผัสสายตนะ ๖ ประการ แต่มีรายละเอียดต่างกัน คือ ในปฐมฉผัสสายตนสูตร
พระผมู้ พี ระภาคตรัสวา่ ภกิ ษุผไู้ ม่รชู้ ัดถงึ ความเกิด ความดบั คณุ โทษ และเคร่อื งสลดั ออกจาก
ผัสสายตนะ ๖ ช่ือว่าประพฤติพรหมจรรย์ยังไม่จบ และตรัสสอนให้ภิกษุพิจารณาอายตนะ
ภายใน ๖ วา่ นนั่ ไมใ่ ชข่ องเรา เราไม่ เป็นนน่ั นั่นไมใ่ ช่อตั ตาของเรา นี้คอื ที่สุดแห่งทุกข์
ในทตุ ยิ ฉผัสสายตนสูตร กม็ ีนยั อย่างเดยี วกนั ต่างแต่ทรงยกอายตนะภายนอกขน้ึ แสดง
ในตตยิ ฉผัสสายตนสูตร ก็มีนยั อย่างเดยี วกนั ตา่ งแตท่ รงน�ำพระสตู รท่ี ๙ และที่ ๑๐
มารวมกัน
เล่มท่ี ๑๐ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๑๘ 107
๑.๒.๓ คิลานวรรค
คิลานวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยภิกษุผู้อาพาธ ชื่อวรรคตั้งตามช่ือพระสูตรท่ี ๑-๒
ในวรรคน้ี ซึง่ มีท้ังหมด ๑๐ สตู ร แตล่ ะสตู รมคี วามหมายและใจความสำ� คญั ดงั นี้
๑-๒. ปฐมคิลานสูตร และ ทตุ ิยคิลานสตู ร ต่างว่าด้วยภิกษผุ ู้อาพาธ แต่มีรายละเอียด
ต่างกัน คือ พระสูตรท้ังสองเล่าความไว้ตรงกันว่า พระผู้มีพระภาคเสด็จไปเย่ียมภิกษุใหม่
ไม่มีชื่อเสียง ซ่ึงก�ำลังอาพาธหนัก เม่ือทรงทราบว่ามีความทุรนทุรายมากเพราะกังวลว่า
ตนยงั ไม่รู้ท่วั ถงึ ธรรม จงึ ตรัสถามว่า จะรู้ทั่วถึงธรรมเพอื่ อะไร ภิกษุในปฐมคลิ านสตู รทูลตอบว่า
เพื่อคลายความก�ำหนัด จึงตรัสสอนให้พิจารณาอายตนะภายในว่า ไม่เท่ียง เป็นทุกข์
มีความแปรผันเป็นธรรมดา ส่วนภิกษุในทุติยคิลานสูตร ทูลตอบว่า เพ่ือความดับสนิทโดย
ไมย่ ึดมัน่ จึงตรัสสอนให้พิจารณาอายตนะภายใน ๖ วิญญาณ ๖ สมั ผสั ๖ ความเสวยอารมณ์
ที่เป็นสุขหรือทกุ ข์หรือมใิ ชส่ ขุ มใิ ช่ทกุ ขท์ ี่เกดิ ขึน้ เพราะสมั ผัส ๖ เปน็ ปจั จัยวา่ ไมเ่ ทย่ี ง เป็นทกุ ข์
มคี วามแปรผันเปน็ ธรรมดา
๓. ราธอนิจจสตู ร วา่ ดว้ ยทรงแสดงอนิจจธรรมแก่พระราธะ คอื ท่านพระราธะทูลขอ
ให้พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมโดยย่อเพ่ือหลีกไปอยู่คนเดียว พระผู้มีพระภาคตรัสสอนว่า
อายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖ วิญญาณ ๖ สัมผสั ๖ ความเสวยอารมณ์ที่เปน็ สขุ หรือ
ทุกข์หรือมใิ ชส่ ขุ มิใช่ทกุ ขท์ ่เี กิดขึ้นเพราะสัมผัส ๖ เป็นปจั จยั เป็นส่ิงไม่เทย่ี ง ใหล้ ะความพอใจ
ในสง่ิ นัน้
๔. ราธทุกขสตู ร ว่าดว้ ยทรงแสดงทกุ ขธรรมแกพ่ ระราธะ เน้ือหาคลา้ ยราธอนิจจสตู ร
ต่างแต่ในพระสตู รน้ีทรงแสดงใหล้ ะความพอใจในสิง่ ท่เี ปน็ ทกุ ข์
๕. ราธอนัตตสูตร ว่าด้วยทรงแสดงอนัตตธรรมแก่พระราธะ เน้ือหาคล้ายราธ-
อนจิ จสตู ร ต่างแต่ในพระสตู รนี้ทรงแสดงใหล้ ะความพอใจในส่ิงท่ีเปน็ อนตั ตา
๖-๗. ปฐมอวิชชาปหานสูตร และ ทตุ ยิ อวชิ ชาปหานสูตร ต่างวา่ ดว้ ยการละอวิชชา
แตม่ รี ายละเอยี ดต่างกนั คอื ในปฐมอวิชชาปหานสูตร ภกิ ษุทูลถามพระผู้มพี ระภาคว่า เพราะ
ละธรรมอย่างหน่ึงได้ จึงท�ำให้ละอวิชชาได้ วิชชาจึงเกิดข้ึน ธรรมอย่างน้ันมีอยู่หรือ คืออะไร
ตรัสตอบว่า มี คือ อวิชชา ทูลถามว่า เมื่อรู้ เห็นอย่างไร จึงจะละอวิชชาได้ วิชชาจึงเกิดขึ้น
ตรัสตอบว่า เม่ือรู้ เห็นอายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖ วิญญาณ ๖ สัมผัส ๖
ความเสวยอารมณ์ท่ีเป็นสุขหรือทุกข์หรือมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ท่ีเกิดข้ึนเพราะสัมผัส ๖ เป็นปัจจัย
จงึ จะละอวิชชาได้ วิชชาจึงจะเกิดขึ้น
108 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
ในทตุ ยิ อวิชชาปหานสตู ร มีเนื้อหาตอนตน้ เหมอื นกนั ตา่ งแตต่ รสั ตอบว่า เมอื่ รู้ว่าธรรม
ทง้ั ปวงไมค่ วรยดึ มน่ั แลว้ เหน็ อายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖ วญิ ญาณ ๖ สมั ผสั ๖ ความ
เสวยอารมณท์ เี่ ปน็ สขุ หรอื ทกุ ขห์ รอื มใิ ชส่ ขุ มใิ ชท่ กุ ขท์ เี่ กดิ ขน้ึ เพราะสมั ผสั ๖ เปน็ ปจั จยั จงึ จะละ
อวิชชาได้ วชิ ชาจงึ จะเกดิ ขน้ึ
๘. สัมพหลุ ภิกขุสูตร วา่ ด้วยภกิ ษหุ ลายรปู คือ ภกิ ษหุ ลายรปู ทูลถามพระผมู้ พี ระภาค
ว่า การท่ีพวกตนตอบอัญเดียรถีย์ว่าการประพฤติพรหมจรรย์เพื่อก�ำหนด รู้ทุกข์น้ัน เป็นการ
ตอบท่ีถูกตอ้ งหรือไม่ พระผู้มพี ระภาคตรสั ตอบว่า ถกู ตอ้ ง และ ตรัสสอนว่า อายตนะภายใน ๖
วิญญาณ ๖ สมั ผัส ๖ ความเสวยอารมณท์ ี่เป็นสุขหรอื ทุกข์หรอื มิใช่สุขมใิ ชท่ กุ ขท์ ่ีเกิดขนึ้ เพราะ
สมั ผัส ๖ เป็นปจั จยั เปน็ ทกุ ข์ และตรัสยำ้� วา่ การประพฤตพิ รหมจรรย์กเ็ พอื่ ก�ำหนดรทู้ กุ ขน์ ี้
๙. โลกปัญหาสูตร ว่าด้วยปัญหาเรื่องโลก คือ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบปัญหาเร่ือง
โลกของภิกษรุ ปู หนึ่งวา่ ทเี่ รยี กว่า โลก เพราะจะตอ้ งแตกสลาย และทรงอธิบายว่า โลก กค็ อื
อายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖ วญิ ญาณ ๖ สัมผัส ๖ และความเสวยอารมณ์ทเี่ ปน็ สขุ
หรอื ทกุ ขห์ รอื มใิ ชส่ ุขมใิ ช่ทกุ ข์ทีเ่ กิดข้ึนเพราะสัมผสั ๖ เป็นปจั จัย
๑๐. ผัคคุนปัญหาสูตร ว่าด้วยพระผัคคุนะทูลถามปัญหา คือ ท่านพระผัคคุนะ
ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า อายตนะท่ีเป็นเหตุให้บัญญัติพระพุทธเจ้าในอดีตได้มีอยู่หรือไม่
ตรัสตอบว่า ไมม่ ี
๑.๒.๔ ฉนั นวรรค
ฉันนวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ดว้ ยพระฉนั นะ ชอื่ วรรคตง้ั ตามช่อื พระสูตรท่ี ๔ ในวรรคนี้
ซงึ่ มีทั้งหมด ๑๐ สูตร แต่ละสูตรมีความหมายและใจความส�ำคัญ ดังน้ี
๑. ปโลกธัมมสูตร ว่าด้วยส่ิงท่ีมีความแตกสลายเป็นธรรมดา คือ พระผู้มีพระภาค
ตรัสตอบปัญหาของท่านพระอานนท์เร่ืองโลกว่า โลกในอริยวินัย คือ สิ่งที่มีความแตกสลาย
เปน็ ธรรมดา หมายถงึ อายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖ วญิ ญาณ ๖ สัมผัส ๖ ความเสวย
อารมณท์ ่ีเป็นสขุ หรอื ทกุ ข์หรอื มใิ ช่สขุ มใิ ชท่ ุกขท์ เี่ กิดข้นึ เพราะสัมผสั ๖ เปน็ ปจั จยั
๒. สุญญตโลกสูตร ว่าด้วยโลกว่าง คือ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบปัญหาของ
ทา่ นพระอานนทเ์ รอ่ื งโลกวา่ งวา่ ทเี่ รยี กวา่ โลกวา่ ง เพราะวา่ งจากอตั ตาหรอื สง่ิ ทเี่ นอื่ งดว้ ยอตั ตา
ค�ำวา่ โลก ในที่นี้เหมือนในพระสูตรก่อน
๓. สังขิตตธัมมสูตร ว่าด้วยธรรมโดยย่อ คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมโดยย่อ
แกท่ ่านพระอานนท์ โดยใหพ้ จิ ารณาวา่ อายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖ วิญญาณ ๖
เลม่ ที่ ๑๐ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๘ 109
สัมผัส ๖ ความเสวยอารมณ์ที่เป็นสุขหรือทุกข์หรือมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ท่ีเกิดข้ึนเพราะสัมผัส ๖
เป็นปจั จยั เป็นส่ิงไมเ่ ท่ยี ง เป็นทุกข์ มคี วามแปรผนั เปน็ ธรรมดา
๔. ฉันนสูตร ว่าด้วยพระฉันนะ คือ ท่านพระฉันนะอาพาธหนักคิดจะฆ่าตัวตาย
ท่านพระสารีบุตรและท่านพระจุนทะเข้าไปเยี่ยมและสนทนาธรรมเพ่ือไม่ให้ ท่านฆ่าตัวตาย
โดยใหพ้ จิ ารณาวา่ อายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖ วญิ ญาณ ๖ และธรรมทีพ่ ึงร้แู จ้ง
ทางวิญญาณ ๖ ไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา แต่เมื่อพระเถระทั้งสอง
กลับไป ทา่ นพระฉนั นะก็ฆา่ ตวั ตาย
อรรถกถาอธิบายวา่ ในขณะใกล้ตายนั้น ได้มคี ตินิมติ ปรากฏข้นึ แก่ทา่ น ท�ำให้ท่านรู้ว่า
ตนยงั เป็นปถุ ุชน จึงเกิดความสลดใจแล้วก�ำหนดวิปัสสนา พิจารณาสงั ขารดว้ ยปัญญาจนบรรลุ
อรหตั ตผลพร้อมกบั การดับจติ (สํ.สฬา.อ. ๓/๘๗/๒๒)
๕. ปุณณสูตร ว่าด้วยพระปุณณะ คือ พระปุณณะชาวสุนาปรันตชนบททูลขอให้
พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมโดยย่อเพ่ือหลีกออกไปอยู่คนเดียว พระผู้มีพระภาคทรง
แสดงวา่ ผู้เพลิดเพลนิ อายตนะภายนอก ๖ ท่จี ะพึงรแู้ จ้งทางอายตนะภายใน ๖ ยอ่ มเกดิ ทกุ ข์
ผูไ้ มเ่ พลิดเพลินจะไมเ่ กิดทกุ ข์ เมื่อทรงแสดงจบแลว้ ตรัสถามท่านพระปุณณะว่า จะไปอยู่ที่ไหน
ท่านทูลตอบว่า จะไปอยู่ท่ีสุนาปรันตชนบท ตรัสถามว่า ชาวสุนาปรันตชนบทดุร้าย หยาบ
คายนัก ถ้าถูกเขาด่าว่า บริภาษ จะท�ำอย่างไร เมื่อท่านพระปุณณะทูลตอบกราบทูลจบลง
พระองค์จึงตรัสชมว่า ท่านพระปุณณะมีความข่มใจและความสงบใจ จักสามารถอยู่ใน
สุนาปรันตชนบทได้
๖. พาหิยสูตร ว่าด้วยพระพาหิยะ คือ ท่านพระพาหิยะทูลขอให้พระผู้มีพระภาค
ทรงแสดงธรรมโดยย่อเพ่ือหลีกออกไปอยู่คนเดียว พระผู้มีพระภาคจึงทรงแสดงธรรมซ่ึงมี
เนื้อหาเหมือนในพระสตู รที่ ๓ ของวรรคน้ี
๗-๘. ปฐมเอชาสตู ร และทุติยเอชาสูตร ตา่ งวา่ ดว้ ยความหวน่ั ไหว แต่มรี ายละเอยี ด
ต่างกัน คือ ในปฐมเอชาสูตร พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า ความหวั่นไหวเป็นโรค เป็นหัวฝี
เป็นลูกศร ทรงสอนไม่ให้หว่ันไหวโดยมิให้ก�ำหนดหมาย อายตนะภายใน ๖ อายตนะ
ภายนอก ๖ วิญญาณ ๖ สัมผัส ๖ ความเสวยอารมณ์ ที่เป็นสุขหรือทุกข์หรือมิใช่สุข
มใิ ชท่ ุกขท์ ่เี กิดขนึ้ เพราะสัมผสั ๖ เปน็ ปจั จัย ผ้ไู มก่ ำ� หนดหมายย่อมไมห่ วนั่ ไหว
ส่วนในทุติยเอชาสูตร ทรงสอนไม่ให้ก�ำหนดหมายเหมือนในพระสูตรที่ ๑ ต่างแต่
ทรงเพิม่ ขนั ธ์ ธาตุ อายตนะเขา้ มา
110 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสุตตนั ตปิฎก
๙-๑๐. ปฐมทวยสตู ร และ ทตุ ยิ ทวยสูตร ต่างวา่ ดว้ ยธรรมคูก่ ัน แตม่ รี ายละเอยี ดตา่ ง
กัน คอื ในปฐมทวยสูตร ว่าดว้ ยธรรมคกู่ ัน ๖ คู่ เชน่ จักขุคูก่ ับรูป โสตะคูก่ บั สทั ทะ
สว่ นในทตุ ยิ ทวยสตู ร ตรสั ถงึ กระบวนการเกดิ ของวญิ ญาณจากธรรมแตล่ ะคู่ เชน่ เพราะ
อาศยั จกั ขแุ ละรปู จกั ขวุ ญิ ญาณจงึ เกดิ เพราะอาศยั โสตะและสทั ทะ โสตวญิ ญาณจงึ เกดิ ตรสั วา่
กระบวนการเหล่าน้ีหวน่ั ไหว เส่ือม ไม่เท่ยี ง
๑.๒.๕ ฉฬวรรค
ฉฬวรรค แปลว่า หมวดวา่ ดว้ ยอายตนะ ๖ ประการ ชอ่ื วรรคต้งั ตามสาระสำ� คญั ของ
พระสูตรทัง้ ๑๐ สตู ร ในวรรคน้ี แตล่ ะสตู รมคี วามหมายและใจความสำ� คญั ดงั น้ี
๑. อทันตอคุตตสูตร ว่าด้วยการไม่ฝึกไม่คุ้มครองอายตนะ คือ ทรงแสดงว่า
ผสั สายตนะ ๖ ได้แก่ จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย มโน ทไ่ี ม่ฝกึ ไมค่ ้มุ ครองย่อมนำ� ทกุ ข์อยา่ งยง่ิ
มีทกุ ข์ในนรกเป็นตน้ มาให้ ถา้ ฝึกคุ้มครองกจ็ ะนำ� สขุ อนั เกิดจากฌาน มรรคและผลมาให้
๒. มาลุกยปุตตสูตร ว่าด้วยพระมาลุกยบุตร คือ ท่านพระมาลุกยบุตร ทูลขอให้
พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมโดยย่อเพ่ือหลีกออกไปอยู่คนเดียว พระผู้มีพระภาคทรงสอน
วา่ ถา้ ร้เู ท่าทนั อายตนะภายนอก ๖ ทจี่ ะพึงรูแ้ จง้ ทางอายตนะภายใน ๖ แลว้ จกั ไม่ถูกครอบงำ�
เม่ือไม่ถูกครอบง�ำก็จักไม่พัวพัน เมื่อไม่พัวพันก็จักไม่มีในโลกนี้ ไม่มีในโลกอื่น ไม่มีในระหว่าง
โลกทง้ั สอง น้ีคอื ท่ีสดุ แห่งทกุ ข์
๓. ปริหานธัมมสูตร ว่าด้วยปริหานธรรม ซงึ่ เป็นหัวขอ้ ๑ ใน ๓ หวั ข้อ อีก ๒ หัวข้อ
คอื อปริหานธรรมและอภิภายตนะ ๖ ประการ ทรงแสดงวา่ ปริหานธรรม คือ ธรรมทเี่ ป็นเหตุ
ให้เสื่อม หมายถึงการไม่ละธรรมท่ีเป็นบาปอกุศล ท่ีเกิดข้ึนแก่ภิกษุเพราะการได้เห็น ได้ฟัง
ไดก้ ลิ่น ไดล้ มิ้ รส ได้สมั ผสั ไดร้ ูแ้ จง้ ซึง่ จะทำ� ใหเ้ สือ่ มจากกศุ ลธรรม
อปรหิ านธรรม คอื ธรรมทไี่ มเ่ ปน็ เหตใุ หเ้ สอ่ื ม มนี ยั ตรงกนั ขา้ มกบั ปรหิ านธรรม อภภิ าย
ตนะ ๖ ประการ คอื อายตนะภายใน ๖ ที่ครอบง�ำได้ เช่น เห็นรปู ทางตาแล้วควบคมุ ไม่ให้ธรรม
ทีเ่ ป็นบาปอกุศลเกดิ ข้ึน
๔. ปมาทวหิ ารสี ูตร ว่าด้วยภิกษุผู้อยดู่ ้วยความประมาท คือ ทรงแสดงว่าผไู้ ม่สำ� รวม
อนิ ทรีย์ ๖ มีจักขุนทรีย์ เป็นต้น ชื่อวา่ ผู้อยดู่ ้วยความประมาท ส่วนผู้สำ� รวมอินทรยี ์ ๖ ชอ่ื ว่า
ผูอ้ ยดู่ ้วยความไม่ประมาท
๕. สังวรสูตร ว่าด้วยความส�ำรวม คือ ทรงแสดงว่า การที่ภิกษุเพลิดเพลินอายตนะ
ภายนอก ๖ ท่ีร้แู จ้งทางอายตนะภายใน ๖ ชือ่ วา่ ความไม่ส�ำรวม สว่ นการทภ่ี กิ ษไุ ม่เพลิดเพลิน
อายตนะเหล่านัน้ ชอ่ื ว่าความสำ� รวม
เลม่ ท่ี ๑๐ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๑๘ 111
๖. สมาธิสูตร ว่าด้วยสมาธิ คือ ทรงแสดงอานิสงส์ของการเจริญสมาธิว่า ท�ำให้จิต
ตั้งมั่น เมื่อจิตต้ังมั่น ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริง หมายถึงรู้ชัดอายตนะภายใน ๖ อายตนะ
ภายนอก ๖ วิญญาณ ๖ สัมผัส ๖ ความเสวยอารมณ์ที่เป็นสุขหรือทุกข์หรือมิใช่สุขมิใช่ทุกข์
ทเี่ กิดขนึ้ เพราะสมั ผสั ๖ เป็นปจั จยั ว่าไม่เทยี่ ง
๗. ปฏิสัลลานสูตร ว่าด้วยการหลีกเร้น คือ ทรงแสดงอานิสงส์ของการหลีกเร้น
ประกอบความเพยี รวา่ ทำ� ให้รชู้ ดั ตามความเป็นจริงเหมือนในพระสตู รท่ี ๑
๘-๙. ปฐมนตุมหากสูตร และ ทุติยนตุมหากสูตร ต่างว่าด้วยสิ่งที่ไม่ใช่ของเธอ
ท้ังหลาย คือ ทรงแสดงว่า อายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖ วิญญาณ ๖ สัมผัส ๖
ความเสวยอารมณ์ที่เป็นสุขหรือทุกข์หรือมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ที่เกิดขึ้นเพราะสัมผัส ๖ เป็นปัจจัย
ไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย ให้ละสิ่งนั้นเสีย แต่ที่ต่างกัน คือ ในปฐมนตุมหากสูตร มีอุปมา
เปรียบเทยี บ ส่วนในทตุ ิยนตุมหากสตู ร ไมม่ อี ุปมา
๑๐. อุทกสูตร ว่าด้วยอุทกดาบส คือ ทรงแสดงว่า ท่ีอุทกดาบสกล่าวว่าตนเป็น
ผู้ถึงเวท ชนะวัฏฏะ ขุดรากเหง้าแห่งทุกข์ได้นั้นไม่เป็นความจริง ทรงแสดงว่า ภิกษุใน
ธรรมวินัยนี้เท่าน้ันจึงจะสามารถกล่าวอย่างน้ันได้ จากนั้นทรงแสดงความหมายของ ผู้ถึงเวท
ผชู้ นะวฏั ฏะ และผขู้ ุดรากเหง้าแหง่ ทกุ ขไ์ ด้
๑.๓ ตตยิ ปัณณาสก์
๑.๓.๑ โยคกั เขมิวรรค
โยคักเขมิวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยธรรมที่เป็นเหตุให้บุคคลมีความเกษมจาก
โยคะ ช่อื วรรคต้ังตามชอ่ื พระสูตรท่ี ๑ ในวรรคน้ี ซง่ึ มที ัง้ หมด ๑๐ สูตร แตล่ ะสตู รมีความหมาย
และใจความสำ� คญั ดังนี้
๑. โยคักเขมสิ ูตร วา่ ด้วยธรรมที่เป็นเหตใุ หบ้ คุ คลมคี วามเกษมจากโยคะ คือ พระผมู้ -ี
พระภาคทรงแสดงว่า พระตถาคตเป็นผู้มีความเกษมจากโยคะ เพราะละอายตนะภายนอก
ที่นา่ ปรารถนา นา่ ใคร่ น่าพอใจ และตดั รากถอนโคนได้
๒. อุปาทายสูตร ว่าด้วยสุขทุกข์อาศัยปัจจัยเกิดข้ึน คือ ทรงแสดงกระบวนการเกิด
แห่งสุขทุกข์ว่า เกิดเพราะอาศัยอายตนะภายใน ทรงสอนให้พิจารณาว่า อายตนะเหล่านั้น
ไม่เท่ียง เปน็ ทกุ ข์ เป็นอนตั ตา
112 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
๓. ทุกขสมุทยสูตร ว่าด้วยความเกิดแห่งทุกข์ คือ ทรงแสดงกระบวนการเกิดแห่ง
ทุกข์วา่ เพราะอาศยั อายตนะภายในและอายตนะภายนอก จึงเกิดวญิ ญาณ ผัสสะ เวทนา และ
ตัณหา เม่ือมีตัณหา ความทุกข์ทั้งมวลก็เกิดขึ้น และทรงแสดง กระบวนการดับแห่งทุกข์ว่า
เพราะอาศัยอายตนะภายในและอายตนะภายนอก จึงเกิดวิญญาณ ผัสสะ เวทนา และตณั หา
เพราะตัณหาดับไม่เหลือด้วยวิราคะ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราะภพ
ดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสจึงดับ
ความทุกขท์ ั้งมวลจึงดบั ไป
๔. โลกสมุทยสูตร ว่าด้วยความเกิดแห่งโลก คือ ทรงแสดงกระบวนการเกิดแห่งโลก
ว่า เพราะอาศัยอายตนะภายในและอายตนะภายนอก จงึ เกิดวิญญาณ ผสั สะ เวทนา ตัณหา
อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส เม่ือมีตัณหา
น้ีเป็นความเกิดแห่งโลก และทรงแสดงกระบวนการดับแห่งโลกว่า เพราะอาศัยอายตนะ
ภายในและอายตนะภายนอก จึงเกิดวิญญาณ ผัสสะ เวทนา และตัณหา เพราะดับตัณหา
ไม่เหลือด้วยวิราคะ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ
เพราะชาตดิ บั ชรา มรณะ โสกะ ปรเิ ทวะ ทกุ ข์ โทมนสั และอุปายาสจงึ ดบั ความทกุ ข์ทง้ั มวล
จึงดับไป น้ีเป็นความดับแห่งโลก
๕. เสยโยหมสั มสิ ูตร วา่ ด้วยความถอื ตัวว่าเราเลิศกว่าเขา ในท่ีนี้หมายถึง ความถอื ตวั
๓ อย่าง คือ ความถือตัวว่า เราเลิศกว่าเขา เราเสมอเขา เราด้อยกว่าเขา ทรงแสดงว่า
ความถอื ตวั มเี พราะยดึ มน่ั ถอื มนั่ อายตนะภายใน ทรงสอนใหล้ ะความยดึ มนั่ ถอื มนั่ โดยพจิ ารณา
ใหเ้ ห็นตามความเป็นจริงวา่ อายตนะเหลา่ นีไ้ มเ่ ท่ียง เป็นทกุ ข์ เปน็ อนตั ตา
๖. สัญโญชนิยสูตร ว่าด้วยธรรมท่ีเก้ือกูลแก่สังโยชน์ คือ ทรงแสดงว่า อายตนะ
ภายในเป็นธรรมที่เกื้อกูลแกส่ ังโยชน์ ฉันทราคะในอายตนะเหล่านน้ั เปน็ สังโยชน์
๗. อุปาทานิยสูตร ว่าด้วยธรรมท่ีเก้ือกูลแก่อุปาทาน คือ ทรงแสดงว่า อายตนะ
ภายในเป็นธรรมทีเ่ กอ้ื กูลอปุ าทาน ฉันทราคะในอายตนะเหล่านนั้ เป็นอุปาทาน
๘. อชั ฌัตตกิ ายตนปริชานนสูตร วา่ ด้วยการกำ� หนดรู้อายตนะภายใน คอื ทรงแสดง
วา่ เมอ่ื บคุ คลไมก่ ำ� หนดรอู้ ายตนะภายใน กไ็ มส่ ามารถสน้ิ ทกุ ขไ์ ด้ สว่ นผกู้ ำ� หนดรอู้ ายตนะภายใน
จงึ จะสามารถสน้ิ ทุกข์
๙. พาหิรายตนปริชานนสูตร ว่าด้วยการก�ำหนดรู้อายตนะภายนอก คือ ทรงแสดง
ว่า เมื่อบุคคลไม่ก�ำหนดรู้อายตนะภายนอก ก็ไม่สามารถสิ้นทุกข์ได้ ส่วนผู้ก�ำหนดรู้อายตนะ
ภายนอก จงึ จะสามารถส้ินทกุ ข์
เล่มที่ ๑๐ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๑๘ 113
๑๐. อุปัสสุติสูตร ว่าด้วยการแอบฟังธรรม คือ พระผู้มีพระภาคทรงหลีกเร้น อยู่ใน
ท่สี งดั ทรงแสดงธรรมบรรยายว่าด้วยกระบวนการเกิดทุกข์ ซึ่งมเี น้อื หาเหมอื นพระสตู รท่ี ๓ ใน
วรรคนี้ เมอื่ ทรงแสดงธรรมจบลง ตรสั ถามภกิ ษุรปู หนง่ึ ทแี่ อบฟงั อยวู่ า่ ไดย้ ินหรอื ไม่ ภกิ ษรุ ปู นัน้
ทูลตอบว่า ได้ยิน จึงตรัสสอนให้จดจำ� และปฏบิ ตั ติ ามธรรมบรรยายนัน้
๑.๓.๒ โลกกามคุณวรรค
โลกกามคณุ วรรค แปลวา่ หมวดว่าด้วยโลกและกามคุณ ชอ่ื วรรคตง้ั ตามสาระส�ำคญั
ของพระสูตรที่ ๓ และพระสูตรที่ ๔ ในวรรคนี้ ซ่งึ มีท้งั หมด ๑๐ สูตร แตล่ ะสูตรมคี วามหมาย
และใจความส�ำคญั ดังนี้
๑-๒. ปฐมมารปาสสตู ร และ ทตุ ิยมารปาสสูตร ตา่ งวา่ ดว้ ยบว่ งมาร หมายรวมถงึ ท่ี
อยู่ของมาร อ�ำนาจของมาร และเครือ่ งผกู ของมาร แต่มีรายละเอียดตา่ งกัน คือ ในปฐมมาร-
ปาสสูตร ทรงแสดงว่า ผู้เพลิดเพลินอายตนะภายนอก ท่ีพึงรู้แจ้งทางอายตนะภายใน ชื่อว่า
ไปสทู่ ี่อยขู่ องมาร ไปสูอ่ ำ� นาจของมาร ถกู บว่ งมารคลอ้ งไว้ ถกู เครอ่ื งผกู ของมารมัดไว้ สว่ นผู้ไม่
เพลดิ เพลนิ มีนัยตรงกันขา้ ม
ส่วนในทุติยมารปาสสูตร มีเน้ือหาเหมือนพระสูตรแรก ต่างแต่ตรัสเรียกผู้เพลิดเพลิน
อายตนะเพ่ิมข้ึนว่า พัวพันอยู่ในอายตนะภายนอก ไปสู่ท่ีอยู่ของมาร ไปสู่อ�ำนาจของมาร
ถูกบ่วงมารคลอ้ งไว้ ถูกเครื่องผูกของมารมดั ไว้ สว่ นผู้ไม่เพลดิ เพลนิ มนี ัยตรงกนั ข้าม
๓.โลกนั ตคมนสูตร ว่าดว้ ยการถึงทสี่ ุดแห่งโลก คอื ทรงแสดงธรรมโดยย่อว่า พระองค์
ไม่ตรสั วา่ ทสี่ ดุ แห่งโลกบุคคลพึงรู้ พึงเห็น พึงถงึ ดว้ ยการไป และไม่ตรสั วา่ ผ้ไู มถ่ ึงทส่ี ุดแหง่ โลก
แลว้ จะทำ� ทีส่ ุดแหง่ ทุกขไ์ ด้
พวกภิกษุไม่เข้าใจจึงไปถามท่านพระอานนท์ ท่านอธิบายว่า บุคคลมีความหมายรู้
และกำ� หนดหมายโลกดว้ ยธรรมใด ธรรมนนั้ เรียกวา่ โลก ในพระศาสนานี้ และอธบิ ายตอ่ ไปวา่
ไดแ้ ก่ อายตนะภายใน เชน่ บุคคลมีความหมายรแู้ ละกำ� หนดหมายโลกด้วยจักขุ จกั ขนุ ้ีแหละ
เรียกว่า โลก ในพระศาสนาน้ี
๔. กามคณุ สตู ร วา่ ดว้ ยกามคณุ คอื ทรงแสดงวา่ แมก้ ามคณุ ๕ ทเ่ี คยสมั ผสั ไดล้ ว่ งลบั
ดับไปแล้ว ก็ไม่ควรประมาท ควรเจริญสติก�ำกับจิตไว้ และควรก�ำหนดรู้ว่า อายตนะภายใน
๖ ดบั ในท่ีใด สัญญา (ความหมายร)ู้ ในอายตนะภายนอก ๖ ก็ดับในทน่ี น้ั พวกภกิ ษุไม่เขา้ ใจ
จึงไปถามท่านพระอานนท์ ทา่ นอธบิ ายว่า พระดำ� รสั นน้ั หมายถงึ ความดับแห่งอายตนะ ๖
๕. สักกปัญหสูตร ว่าด้วยท้าวสักกะทูลถามปัญหา คือ ท้าวสักกะจอมเทพ ทูลถาม
ถึงเหตุปัจจัยท่ีท�ำให้สัตว์บางพวกในโลกน้ีไม่ปรินิพพานในปัจจุบันและเหตุปัจจัย ที่ท�ำให้สัตว์
114 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
บางพวกในโลกน้ีปรินิพพานในปัจจุบัน พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า เมื่อเพลิดเพลินอายตนะ
ภายนอกที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ก็มีวิญญาณและความยึดมั่นท่ีอาศัยตัณหาคือความ
เพลิดเพลินน้ัน เมื่อมีความยึดม่ันก็ไม่ปรินิพพานในปัจจุบัน เม่ือไม่มีความยึดมั่นก็ปรินิพพาน
ในปจั จบุ ัน
๖. ปัญจสิขสูตร ว่าด้วยปญั จสิขเทพบุตร มเี นือ้ หาเหมือนในสักกปัญหสูตร ตา่ งแต่ใน
พระสตู รนี้ ปญั จสขิ เทพบตุ รเปน็ ผู้ทลู ถามปญั หา
๗. สารปี ตุ ตสทั ธวิ หิ ารกิ สตู ร วา่ ดว้ ยสทั ธวิ หิ ารกิ ของพระสารบี ตุ ร คอื ภกิ ษรุ ปู หนง่ึ เรยี น
ทา่ นพระสารบี ุตรวา่ สทั ธิวิหาริกของทา่ นได้ลาสิกขาไปเปน็ คฤหัสถ์ ท่านจงึ แสดงธรรมให้ฟงั ว่า
ผไู้ มส่ ำ� รวมอนิ ทรยี ย์ อ่ มประพฤตพิ รหมจรรยใ์ หบ้ รสิ ทุ ธน์ิ น้ั ตลอดชวี ติ ไมไ่ ด้ และสอนใหภ้ กิ ษรุ ปู นน้ั
ส�ำรวมอนิ ทรยี ์ รปู้ ระมาณในการบริโภคอาหาร และประกอบความเพียรเครือ่ งตื่นอยู่เนอื ง ๆ
๘.ราหุโลวาทสตู ร ว่าดว้ ยการประทานโอวาทแก่พระราหุล คอื พระผ้มู พี ระภาคทรง
ด�ำริถึงธรรมเครื่องบ่มวิมุตติของท่านพระราหุล แล้วทรงสอนให้ท่านพิจารณาอายตนะภายใน
๖ อายตนะภายนอก ๖ วญิ ญาณ ๖ สมั ผสั ๖ เวทนา สญั ญา สังขาร และวญิ ญาณท่เี กิดจาก
สมั ผสั ๖ ว่าไมเ่ ท่ียง เปน็ ทุกข์ เป็นอนตั ตา
๙. สัญโญชนิยธัมมสูตร ว่าด้วยธรรมที่เกื้อกูลแก่สังโยชน์ คือ พระผู้มีพระภาค
ทรงแสดงวา่ อายตนะภายนอกเปน็ ธรรมทเ่ี กอ้ื กลู แกส่ งั โยชน์ ฉนั ทราคะใน อายตนะภายนอก
เป็นสังโยชน์ ซึ่งมีเน้ือหาคล้ายกับสัญโญชนิยสูตร ในโยคักเขมิวรรค ต่างแต่ในที่นี้ทรงยก
อายตนะภายนอกข้นึ แสดง
๑๐. อุปาทานิยธัมมสูตร ว่าด้วยธรรมท่ีเกื้อกูลแก่อุปาทาน มีเนื้อหาคล้าย กับ
สัญโญชนยิ สตู ร ตา่ งแต่ในท่ีนที้ รงยกอปุ าทานขึ้นแสดง และมีเนือ้ หาคลา้ ยกับอุปาทานยิ สตู รใน
โยคักเขมิวรรค ตา่ งแตใ่ นทน่ี ี้ทรงยกอายตนะภายนอกข้ึนแสดง
๑.๓.๓ คหปตวิ รรค
คหปติวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยคหบดี ชื่อวรรคตั้งตามสาระส�ำคัญของพระสูตร
ทง้ั ๑๐ สูตร ในวรรคน้ี แต่ละสตู รมคี วามหมายและใจความสำ� คัญ ดังนี้
๑. เวสาลีสูตร ว่าด้วยคหบดีชาวเมืองเวสาลี คือ อุคคคหบดีทูลถามถึงเหตุปัจจัยที่
ท�ำให้สัตว์บางพวกในโลกน้ีไม่ปรินิพพานในปัจจุบันและเหตุปัจจัยที่ท�ำ ให้สัตว์บางพวกในโลก
นป้ี รินพิ พานในปัจจุบัน พระผมู้ พี ระภาคตรสั ตอบเหมือนในสักกปญั หสูตร ในโลกกามคณุ วรรค
๒. วัชชีสตู ร ว่าดว้ ยคหบดชี าวแควน้ วชั ชี คือ อคุ คคหบดชี าวบ้านหัตถิคาม (คนละคน
กับคหบดใี นพระสูตรท่ี ๑) ทลู ถามพระผมู้ พี ระภาค ซงึ่ มีเนื้อหาเหมอื นในพระสูตรที่ ๑