เลม่ ที่ ๑๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๐ 265
ทำ� ชวั่ ไดเ้ พราะอาศยั กรรมทไี่ มต่ รงไปตรงมา อาศยั กรรมทเ่ี รน้ ลบั และอาศยั ผมู้ อี ทิ ธพิ ลอปุ ฏั ฐาก
๓.๒ ทตุ ยิ ปัณณาสก์
๓.๒.๑ พราหมณวรรค
พราหมณวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยพราหมณ์ หมายถึงพราหมณ์ทั้งหลายที่เข้าเฝ้า
พระผู้มีพระภาคต่างกรรมต่างวาระ ดังปรากฏอยู่ในพระสูตรแต่ละสูตรในวรรคนี้ ชื่อวรรค
จึงตั้งข้ึนตามสาระสำ� คญั ของพระสูตรทกุ สูตร กล่าวคือ
๑. ในปฐมเทวพราหมณสูตร พราหมณแ์ ก่ ๒ คน ตา่ งมีอายุ ๑๒๐ ปเี ข้าเฝ้าทลู ขอให้
ทรงส่งั สอน จึงตรัสเรื่องโลกท่กี ำ� ลงั ถกู ภัยคอื ราคะ โทสะ และโมหะคกุ คามอยู่ ตอ้ งส�ำรวมกาย
วาจา ใจ เพอ่ื เปน็ ท่ตี ้านทาน เปน็ ที่เรน้ เปน็ ทพ่ี ่งึ เมอื่ ตายไป
๒. ในทตุ ิยเทวพราหมณสตู ร พราหมณ์แกอ่ กี ๒ คนมอี ายุ ๑๒๐ ปีทง้ั ๒ คนเขา้ เฝ้า
ทลู ขอใหท้ รงสงั่ สอน จงึ ตรสั เรอื่ งโลกทกี่ ำ� ลงั ถกู ไฟคอื ราคะ โทสะ และโมหะแผดเผา ตอ้ งสำ� รวม
กาย วาจา ใจ เพื่อตา้ นทานเป็นต้นเชน่ เดยี วกบั สูตรแรก
๓. ในอัญญตรพราหมณสูตร พราหมณ์คนหน่ึงเข้าเฝ้าทูลถามปัญหาเร่ืองพระธรรม
คณุ ทว่ี า่ ผปู้ ฏบิ ตั จิ ะเหน็ ผลไดด้ ว้ ยตนเองเปน็ ตน้ นนั้ เปน็ อยา่ งไร ตรสั ตอบโดยยกตวั อยา่ งคนทถี่ กู
ราคะ โทสะ และโมหะครอบงำ� จติ ยอ่ มคดิ แตจ่ ะเบยี ดเบยี นตน เบยี ดเบยี นคนอน่ื หรอื เบยี ดเบยี น
ทง้ั ตนและคนอน่ื ผนู้ นั้ ชอ่ื วา่ เสวยทกุ ข์ แตถ่ า้ ละอกศุ ลธรรม ๓ อยา่ งนนั้ ไดแ้ ลว้ จะไมค่ ดิ เบยี ดเบยี น
ทั้งตนและผู้อน่ื ชื่อวา่ ได้เสวยสุข อยา่ งน้ีเรยี กว่าผปู้ ฏบิ ตั เิ ห็นผลได้ดว้ ยตนเอง
๔. ในปริพพาชกสูตร พราหมณ์ผู้เป็นปริพาชกคนหนึ่งเข้าเฝ้าทูลถามปัญหาเรื่อง
พระธรรมคุณเช่นเดียวกับพราหมณ์ในอัญญตรพราหมณสูตร ตรัสตอบโดยขยาย ความให้
กระจา่ งยง่ิ ขึ้น
๕. ในนิพพุตสูตร พราหมณ์ช่ือชานุสโสณิ ผู้มีชื่อเสียง เข้าเฝ้าทูลถามปัญหา เร่ือง
นิพพานว่า ผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นผลได้ด้วยตนเองอย่างไร ตรัสตอบคล้ายกับในพระสูตรที่ ๓
และท่ี ๔ แตท่ รงขยายความให้กระจ่างชดั ขนึ้ กว่า ๒ สตู รแรก
๖. ในปโลกสูตร พราหมณ์มหาศาลคนหนึ่งเข้าเฝ้าทูลถามปัญหาเร่ืองโลกเส่ือมลง
กว่าเก่า โดยบรรยายว่า สมัยก่อน โลกนี้มีผู้คนอยู่กันอย่างหนาแน่นเหมือนในอเวจีมหานรก
มีหมู่บ้าน ตำ� บล ชนบท (แควน้ ) และเมอื งหลวงทกุ ระยะไกบ่ นิ ตก แตบ่ ดั นค้ี นนอ้ ยลง บา้ นเมอื ง
เหลอื นอ้ ยลง เพราะเหตุไร ตรัสตอบว่า เพราะบัดนี้ คนชอบอธรรม มีความโลภ ไม่รู้จักพอ
266 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตันตปิฎก
เหน็ ผดิ เปน็ ชอบ จงึ จับอาวุธเขา้ ตรี นั ฟนั แทงกันตายไปเป็นจ�ำนวนมาก
๗. ในวจั ฉโคตตสตู ร พราหมณช์ อ่ื วจั ฉโคตรเขา้ เฝา้ ทลู ถามวา่ จรงิ หรอื ไมท่ คี่ นเขาพดู กนั
วา่ พระสมณโคดมสอนใหถ้ วายทานแกพ่ ระองคแ์ ละสาวกของพระองคเ์ ทา่ นนั้ ไมค่ วรใหแ้ กผ่ อู้ น่ื
และสาวกของผอู้ น่ื ทานทถี่ วายแกพ่ ระองคแ์ ละสาวกของพระองคเ์ ทา่ นน้ั มผี ลมาก ทใ่ี หแ้ กผ่ อู้ น่ื
และสาวกของผอู้ นื่ ไมม่ ผี ลมาก ตรสั ปฏเิ สธแลว้ ทรงอธบิ ายวา่ คนทหี่ า้ มมใิ หผ้ อู้ น่ื ใหท้ าน ชอื่ วา่ ทำ�
อันตรายแก่คน ๓ พวก คือ (๑) ผใู้ ห้ (๒) ผูร้ บั (๓) ตนเอง ผนู้ ้ันเปน็ ดจุ โจรดกั ปลน้ พระองคเ์ อง
ทรงสง่ เสรมิ เรือ่ งการใหท้ าน เช่น คนที่เทน้ำ� ล้างภาชนะลงในท่ีมนี �้ำคร�ำดว้ ยคิดว่า สตั ว์ในที่น้ัน
จะได้กินเศษอาหารนนั้ ทรงถือว่าเป็นการท�ำบุญเชน่ กัน ทรงชแี้ จงว่า พระองค์ทรงสอนวา่ ทาน
ที่มีผลมากคือทานที่ให้แก่ผู้มีศีล เป็นผู้ละนิวรณ์ ๕ ประกอบด้วยคุณธรรม ๕ คือ ศีล สมาธิ
ปัญญา วิมุตติ และวมิ ตุ ตญิ าณทสั สนะ
๘. ในตกิ ัณณสตู ร พราหมณ์ชอื่ ตกิ ณั ณะเขา้ เฝา้ กราบทูลสรรเสรญิ พราหมณผ์ ู้เรียนจบ
วชิ ชา ๓ (ไตรเพท คอื ฤคเวท ยชรุ เวทและสามเวท) พระองคท์ รงแสดงวชิ ชา ๓ ในพระพทุ ธศาสนา
ใหฟ้ ัง ซึง่ ได้แก่ ญาณ ๓ คอื ปพุ เพนวิ าสานุสสติญาณ จตุ ปู ปาตญาณ และอาสวักขยญาณ
๙. ในชานุสโสณิสูตร พราหมณ์ชื่อชานุสโสณิเข้าเฝ้าและได้สนทนากันเรื่องวิชชา ๓
อยา่ งเดยี วกับพระสตู รท่ี ๘
๑๐. ในสงั คารวสตู ร พราหมณช์ อ่ื สงั คารวะเขา้ เฝา้ และไดส้ นทนากนั เรอ่ื งปญุ ญปฏปิ ทา
คือยัญญาธิกรณ์ (การบูชายัญ) และปัพพชาธิกรณ์ (การบวช) สังคารวพราหมณ์กราบทูลว่า
ยัญญาธิกรณม์ ีผลมาก เพราะส่งผลแกค่ นเปน็ จ�ำนวนมาก สว่ นปพั พชาธกิ รณม์ ีผลน้อย เพราะ
สง่ ผลแกค่ นคนเดยี วคอื คนออกบวชเทา่ นนั้ พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงใหเ้ ขาเหน็ วา่ ปพั พชาธกิ รณ์
มีผลมากกว่า โดยทรงยกการเสด็จ ออกผนวชของพระองค์เองเป็นตัวอย่าง ซึ่งเม่ือตรัสรู้
ด้วยพระองค์เองแล้วทรงสั่งสอนแก่คนเป็นจ�ำนวนมาก มีผู้รู้ตามแล้วสอนผู้อื่นต่อๆ กันไป
จนมีผู้พ้นทุกข์เป็นจ�ำนวนมาก ซึ่งในที่สุดสังคารวพราหมณ์ยอมรับว่า ปัพพชาธิกรณ์มีผล
มากกว่าจรงิ ในตอนทา้ ยพระผูม้ พี ระภาคทรงอธิบายเรอื่ งปาฏหิ ารยิ ์ ๓ ใหฟ้ ัง
๓.๒.๒ มหาวรรค
มหาวรรค แปลวา่ หมวดว่าดว้ ยเรอ่ื งใหญห่ รอื ส�ำคัญมาก (ตา่ งกบั จูฬวรรค) กล่าวคือ
ในวรรคน้ีมีพระสูตร ๑๐ สูตร ล้วนว่าด้วยเรื่องใหญ่หรือส�ำคัญมากท้ังสิ้น ช่ือน้ีจึงต้ังให้คลุม
เน้อื หาสาระส�ำคญั ของพระสูตรทัง้ หมดนัน่ เอง เรื่องใหญห่ รือส�ำคญั มาก ๑๐ เรื่อง คือ
๑. ติตถายตนสูตร ว่าด้วยลัทธิใหญ่ ๓ ลัทธิท่ีบัญญัติเหตุเกิดแห่งสุข ทุกข์และภาวะ
มิใชส่ ุขมใิ ชท่ กุ ข์ของคนไวต้ า่ งกนั คือ ลทั ธหิ นงึ่ บญั ญัติวา่ เพราะกรรมเก่าในชาติเก่า ลัทธหิ นึ่ง
เล่มที่ ๑๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๐ 267
บญั ญตั วิ า่ เพราะเทพเจา้ บนั ดาลหรอื สรา้ งขน้ึ และอกี ลทั ธหิ นง่ึ บญั ญตั วิ า่ เกดิ เอง ไมม่ เี หตปุ จั จยั
อน่ื ใด พระผมู้ พี ระภาคทรงคดั คา้ นลทั ธเิ หลา่ นี้ เพราะเมอ่ื ทรงซกั ถามวา่ ทบ่ี คุ คลประพฤตทิ จุ รติ
ทางกายวาจาใจอยู่นี้ เป็นเพราะกรรมเก่าให้ท�ำ หรือเทพเจ้าให้ท�ำ หรือว่าไม่มีอะไรให้ท�ำ
อกี ประการหนงึ่ เมอื่ บคุ คลถอื เชน่ นี้ ฉนั ทะกด็ ี ความพยายามกด็ วี า่ “สง่ิ นคี้ วรทำ� สง่ิ นไี้ มค่ วรทำ� ”
ยอ่ มไมม่ ี ผนู้ บั ถอื ลทั ธนิ น้ั ตอบไมไ่ ด้ ตา่ งอา้ งวา่ เชอื่ ถอื ตาม ๆ กนั มาอยา่ งนน้ั พระองคจ์ งึ ตรสั สอน
ภกิ ษทุ ง้ั หลายวา่ สขุ ทกุ ขเ์ นอ่ื งมาจากธาตุ ๖ อายตนะ ๖ มโนปวจิ าร ๑๘ (อารมณ์ ๖ x เวทนา ๓)
และจบลงด้วยทรงอธิบายแจกแจงอริยสัจ ๔ ตามหลักปฏิจจสมุปบาททั้งสายเกิดและสายดับ
แหง่ ทกุ ข์
๒. ภยสูตร ว่าด้วยเรื่องภัยใหญ่ คือ ภัยท่ีชาวบ้านเรียกว่า อมาตาปุตติกภัย ได้แก่
(๑) ภัยจากไฟไหมค้ รง้ั ใหญ่ (๒) ภยั จากนำ�้ ท่วมคร้ังใหญ่ (๓) ภยั จากโจรปล้นครงั้ ใหญ่ ซ่ึงเป็น
เหตุใหล้ ูกพลดั พรากจากพ่อแม่ แตพ่ ระผู้มพี ระภาคตรัสว่า ภัยใหญด่ งั กลา่ วยังเป็น สมาตาปตุ -
ติกภัย คือ ภัยท่ียังพอมีโอกาสให้ลูก ๆ พบกับพ่อแม่ ได้บ้าง แต่ภัยใหญ่ต่อไปนี้ พ่อแม่ลูก
ไมส่ ามารถจะห้ามมใิ ห้เกิดขนึ้ แกก่ ันและกนั ได้เลย คอื (๑) ชราภยั (๒) พยาธภิ ัย (๓) มรณภัย
จึงตรัสเรียกว่า อมาตาปุตตกิ ภัย
๓. เวนาคปุรสูตร ว่าด้วยที่นอนสูงที่นอนใหญ่ตามค�ำทูลถามของพวกพราหมณ์และ
คหบดชี าวบา้ นเวนาคปรุ ะ แควน้ โกศล กล่าวคอื ชาวเวนาคปรุ ะเห็นว่า พระผมู้ พี ระภาคทรงมี
พระอนิ ทรยี ผ์ อ่ งใสยง่ิ นกั จงึ ทลู ถามวา่ คงจะหาทนี่ อนสงู ทน่ี อนใหญไ่ ดต้ ามปรารถนา ตรสั ตอบวา่
หาได้ไมย่ าก แตบ่ รรพชิตไมส่ มควรใช้ ทนี่ อนสูงและทนี่ อนใหญท่ ีท่ รงไดต้ ามปรารถนาและทรง
ใช้อยู่ประจ�ำ คือ ที่นอนสูงท่ีนอนใหญ่ท่ีเป็นของทิพย์ ๑ ที่เป็นของพรหม ๑ และที่เป็นของ
พระอริยะ ๑
๔. สรภสูตร ว่าด้วยสรภปรพิ าชกผูค้ ยุ โต คือ เทย่ี วพูดอวดอา้ งท่วั ไปวา่ ตนเคยบวชใน
พระพทุ ธศาสนา ไดเ้ รยี นรพู้ ทุ ธธรรมทงั้ หมดแลว้ จงึ สกึ ออกมา แตเ่ มอื่ พระพทุ ธองคเ์ สดจ็ ไปถาม
เขาทา่ มกลางปรพิ าชกทง้ั หลายวา่ เขาพดู อยา่ งนนั้ จรงิ หรอื เขากลบั นงั่ กม้ หนา้ นง่ิ เฉย จงึ ตรสั กบั
พวกปริพาชกว่า ผูท้ ่กี ล่าวอวดอา้ งนัน้ เมอื่ พระองค์ซกั ถาม มกั ตกอย่ใู นฐานะอยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ
ใน ๓ อย่าง คือ (๑) พูดกลบเกลื่อนหรือพูดนอกเรื่อง (๒) แสดงอาการโกรธ (๓) นั่งเงียบ
เกอ้ เขนิ นงั่ คอตก กม้ หน้า ซบเซา
๕. เกสปตุ ตสิ ตู ร วา่ ดว้ ยหลกั ความเชอ่ื ทสี่ ำ� คญั ๑๐ ประการ ซง่ึ ตรสั สอนแกช่ าวกาลามะ
ในนิคมช่ือเกสปุตตะ คอื ทรงสอนมิให้เชื่อเพยี งเพราะ (๑) ฟังตามกนั มา (๒) ถือสืบ ๆ กนั มา
(๓) เลา่ ลือกนั มา (๔) ว่าตามตำ� ราหรอื คมั ภีร์ (๕) ตรรกะ (๖) การอนุมาน (๗) คิดตรองตาม
268 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
แนวเหตุผล (๘) เข้ากันได้กับทฤษฎีท่ีพินิจไว้แล้ว (๙) มองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้
(๑๐) นับถือว่าเป็นครูอาจารย์ แต่ให้เช่ือต่อเมื่อได้ไตร่ตรองด้วยเหตุผล เห็นแจ้งด้วยตนเอง
แลว้ จากนน้ั ทรงซักถามเรอ่ื งโทษของโลภะ โทสะ โมหะ และคุณของอโลภะ อโทสะ อโมหะ
แต่ละข้อ ๆ ให้เขาตอบตามที่เห็นประจักษ์ด้วตนเองแล้ว และทรงสอนหลักธรรมอ่ืน ๆ
อีกหลายอย่าง จบลงด้วยทรงให้คติว่า เมื่อเราท�ำดีแล้ว ใครจะมาสอนลัทธิอะไรก็ไม่ส�ำคัญ
เช่น เขาสอนว่า โลกหน้ามจี รงิ เรากจ็ ะไดด้ ีในโลกหน้า หรอื ถา้ สอนว่า โลกหน้าไม่มจี ริง เรากไ็ ด้
ดใี นโลกนีอ้ ยูแ่ ล้ว
๖. สาฬหสตู ร วา่ ดว้ ยหลกั ความเชอ่ื ๑๐ ประการ ทพี่ ระนนั ทกะนำ� มาสอนแกน่ ายสาฬหะ
หลานชายของมิคารเศรษฐีและนายโรหนะ หลานชายของเปขุณิยเศรษฐีคล้ายกับท่ีพระผู้มี-
พระภาคทรงสอนแก่ชาวกาลามะ ต่างกันที่พระนันทกะแสดงโลภะคู่กับอภิชฌา โทสะคู่กับ
พยาบาท และโมหะคกู่ ับอวิชชา
๗. กถาวตั ถสุ ตู ร วา่ ดว้ ยเรอ่ื งควรพดู ๓ ประการ คอื ควรพดู ถงึ แตเ่ รอ่ื งทเี่ ปน็ จรงิ ในอดตี
ทจ่ี กั เปน็ จรงิ ในอนาคต และทก่ี ำ� ลงั เปน็ จรงิ ในปจั จบุ นั เรอื่ งทคี่ วรพดู นเี้ องใชเ้ ปน็ เครอ่ื งกำ� หนดวา่
ผู้ใดท่ีควรพดู ดว้ ยและไม่ควรพดู ด้วย
๘. อัญญติตถิยสูตร ว่าด้วยเร่ืองส�ำคัญท่ีพวกอัญเดียรถีย์จะพึงถามและตรัสสอนให้
ภิกษุโตต้ อบค�ำถามเหลา่ น้นั เชน่ ถา้ พวกอญั เดยี รถยี ถ์ ามวา่ ราคะ โทสะ โมหะตา่ งกันอย่างไร
พึงตอบว่า ราคะมีโทษน้อยแต่คลายช้า โทสะมีโทษมากแต่คลายเร็ว และโมหะมีโทษมาก
และคลายช้า
๙. อกุสลมูลสูตร วา่ ด้วยอกศุ ลมลู ๓ และกศุ ลมลู ๓ ซ่งึ เปน็ รากเหง้าของอกุศลธรรม
และกุศลธรรมทงั้ หลาย จึงถอื เป็นเรื่องสำ� คญั อกี เรื่องหนึ่ง พระผูม้ พี ระภาคตรัสว่า ผู้มอี กศุ ลมลู
ชอื่ วา่ อกาลวาที อภตู วาที อนตั ถวาที อธัมมวาที และอวนิ ยวาที ส่วนผูม้ ีกุศลมลู ชื่อว่า กาลวาที
ภูตวาที อัตถวาที ธัมมวาที และวนิ ยวาที
๑๐. อุโปสถสูตร ว่าด้วยอุโบสถ ๓ ประการท่ีพระผู้มีพระภาคตรัสแก่นางวิสาขา
มหาอุบาสิกาผู้รักษาอุโบสถศีลเป็นประจ�ำ เพื่อให้ทราบว่า อุโบสถศีลของพระพุทธศาสนา
ส�ำคัญอย่างไร อุโบสถ ๓ ประการ คือ (๑) โคปาลอุโบสถ อุโบสถท่ีปฏิบัติอย่างคนเล้ียงโค
(๒) นิคัณฐอุโบสถ อุโบสถท่ีปฏิบัติอย่างพวกนิครนถ์ (๓) อริยอุโบสถ อุโบสถที่ปฏิบัติอย่าง
พระอริยะ
เล่มที่ ๑๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๒๐ 269
๓.๒.๓ อานนั ทวรรค
อานันทวรรค แปลว่า หมวดวา่ ดว้ ยทา่ นพระอานนท์ กล่าวคือ พระสตู รท้งั ๑๐ สูตร
ในวรรคนี้ ว่าด้วยธรรมเทศนาของท่านและการสนทนาธรรมระหว่างท่านกับพระผู้มีพระภาค
จึงตง้ั ช่ือวรรคตามชอ่ื ของทา่ น ใจความส�ำคัญของแตล่ ะสูตรมีดังน้ี
๑. ในฉันนสูตร ท่านสนทนาโต้ตอบกับปริพาชกชื่อฉันนะเรื่องบัญญัติการละราคะ
โทสะ และโมหะ และขอ้ ปฏบิ ตั ใิ นการละอกุศลธรรมท้งั ๓ ประการนัน้
๒. ในอาชีวกสูตร ท่านตอบปัญหาของคหบดีผู้เป็นสาวกของอาชีวก ที่ถามว่า
คนพวกไหนในโลกท่ไี ดช้ ่ือวา่ กลา่ วธรรมไวด้ ี ปฏบิ ัติดี และด�ำเนนิ ชวี ิตไปได้ดี (สคุ ต) ทา่ นตอบ
โดยไม่อา้ งอิงลทั ธิศาสนาหรือศาสดาใดว่า ผใู้ ดแสดงธรรมเพอื่ ละราคะ โทสะ โมหะได้เดด็ ขาด
แล้ว ผนู้ ัน้ ช่อื ว่าด�ำเนินชวี ติ ไปไดด้ ี
๓. ในมหานามสักกสูตร พระเจ้ามหานามศากยะเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค
ขณะประทับพักแรม ณ นิโครธาราม เขตกรุงกบิลพัสดุ์ เพ่ือทูลถามปัญหา ท่านพระอานนท์
เห็นว่า เป็นเวลาท่ีไม่เหมาะ เพราะทรงหายประชวรใหม่ ๆ จึงทูลเชิญพระเจ้ามหานามะไป
สนทนากนั ในทีอ่ ืน่ โดยท่านตอบคำ� ถามของพระเจ้ามหานามะแทนพระพุทธองค์ว่า ทรงแสดง
ศีล สมาธิ ปัญญา ท้ังที่เป็นเสขะและท่ีเป็นอเสขะ พร้อมทั้งแสดงรายละเอียดเร่ืองศีล สมาธิ
ปญั ญาของผเู้ ปน็ เสขะ
๔. ในนคิ ณั ฐสตู ร เจา้ อภยั ลจิ ฉวแี ละเจา้ บณั ฑติ กมุ ารลจิ ฉวตี รสั เลา่ วา่ นคิ รนถ์ นาฏบตุ ร
บัญญัติความส้ินสุดแห่งกรรมเก่าด้วยตบะและบัญญัติการก�ำจัดเหตุโดยไม่ท�ำกรรมใหม่ กรรม
เก่าจงึ สน้ิ ไป เพราะส้ินกรรมจงึ ส้ินทกุ ข์ เพราะสนิ้ ทุกขจ์ งึ ส้นิ เวทนา เพราะส้นิ เวทนา ความทกุ ข์
ท้ังปวงจึงส้ินไป ความพ้นทุกข์เช่นนี้เรียกว่า นิชชราสุทธิ แล้วถามว่า พระผู้มีพระภาคตรัส
เร่ืองนี้ไว้อย่างไร ท่านพระอานนท์อธิบายความบริสุทธิ์ท่ีเกิดจากการท�ำให้กิเลสสิ้นไปตาม
พระพุทธพจน์ ๓ ประการ ได้แก่ ศีล สมาธิ และปัญญา
๕. ในนิเวสกสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสเรื่องการชักชวนให้ตั้งมั่นในฐานะ ๓ ประการ
ให้ท่านพระอานนท์ฟัง กล่าวคือ ทรงสอนให้ชักชวนญาติมิตรท้ังหลายให้เชื่อม่ันในพระพุทธ
ในพระธรรม และในพระสงฆ์
๖.-๗. ในปฐมภวสูตร และทุติยภวสูตร ท่านถามเร่ืองเหตุแห่งภพว่า ภพมีได้ด้วย
เหตุเพียงไร ตรัสตอบว่า เพราะมกี รรม มวี ิญญาณ มตี ัณหา จงึ มภี พ กรรมเปรยี บเหมอื นนาไร่
วญิ ญาณเปรียบเหมอื นพืช ตณั หาเปรยี บเหมอื นยางเหนยี วในพืช (ทเ่ี ปน็ เหตุให้ยึดเกาะติด)
๘. ในสีลัพพตสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสถามท่านพระอานนท์ว่า ศีลวัตร ชีวิต (การ
บำ� เพ็ญทุกรกริ ิยา) พรหมจรรย์ และการบ�ำบวงมผี ลทุกอย่างหรือ ทลู ตอบวา่ ตอบแงเ่ ดยี วไมไ่ ด้
270 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
รับสัง่ ให้ทา่ นจำ� แนก ทา่ นจงึ กราบทูลว่า ศีลวตั ร ชวี ิต พรหมจรรย์ และการบ�ำบวงท่ที ำ� ใหอ้ กุศล
เจรญิ ขน้ึ และทำ� ใหก้ ศุ ลเสอ่ื มลง ชอ่ื วา่ ไมม่ ผี ล สว่ นทที่ ำ� ใหก้ ศุ ลเจรญิ ยงิ่ ขนึ้ และทำ� ใหอ้ กศุ ลเสอ่ื ม
ส้นิ ไป ชอ่ื วา่ มีผล พระผู้มีพระภาคตรสั ชมเชยใหภ้ กิ ษทุ ้งั หลายฟงั วา่ แมท้ า่ นพระอานนทย์ ังเปน็
พระเสขะ แต่หาผู้ท่ีเสมอกบั ท่านทางปญั ญาได้ยาก
๙. ในคนั ธชาตสตู ร ทา่ นทูลถามพระผู้มพี ระภาคเร่ืองกลิ่นหอม ๓ อย่างวา่ กลน่ิ หอม
จากราก จากแก่น จากดอก มีแต่สง่ กล่นิ ไปตามลม ไม่สามารถทวนลมได้ ท่ีสามารถทวนลมไดม้ ี
หรือไม่ ตรสั ตอบวา่ มี ไดแ้ ก่ กลิ่นของผคู้ รองเรอื นท่นี ับถอื พระรตั นตรยั เปน็ ทพ่ี ่งึ มศี ีล มีธรรม
ยินดีในการท�ำบุญให้ทาน ไม่ว่าอยู่ที่ไหน ทิศไหน สมณะและพราหมณ์ทั้งหลายในทิศต่างๆ
ยอ่ มกล่าวสรรเสรญิ
๑๐. ในจูฬนิกาสูตร ท่านทูลถามพระผู้มีพระภาคเรื่องโลกธาตุขนาดเล็กท่ีเคยตรัส
เล่าใหฟ้ งั พระองค์จงึ ตรัสอธิบายให้ฟังวา่ มีโลกธาตุ ๓ ขนาด คอื ขนาดเลก็ (สหสั สีโลกธาตุ)
ขนาดกลาง (ทวิสหัสสโี ลกธาต)ุ และขนาดใหญ่ (ตสิ หัสสีโลกธาตุ) ซึ่งถือเป็นเรือ่ งจักรวาลวิทยา
ในทางพระพุทธศาสนาทน่ี า่ สนใจมาก
๓.๒.๔ สมณวรรค
สมณวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยสมณะ ชื่อน้ีตั้งตามช่ือของพระสูตรที่ ๑ ในวรรคนี้
ซ่ึงว่าด้วยกิจของสมณะ ๓ ประการ คอื สมาทานอธิศลี สิกขา อธิจิตตสกิ ขา และอธิปญั ญาสิกขา
ในพระสูตรอื่นๆ อกี ๙ สูตร กว็ า่ ดว้ ยสกิ ขา ๓ เหมอื นกัน ต่างกันแตเ่ หตุปรารภและ
ขอ้ ความขยายเทา่ นนั้ สว่ นในพระสตู รสดุ ทา้ ย มเี รอื่ งตา่ งกนั นดิ หนอ่ ย แตก่ จ็ ดั อยใู่ นพวกเดยี วกนั
คือ เร่ืองการศึกษา กล่าวคือ ในพระสูตรที่ ๑๑ คือปังกธาสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสกับท่าน
พระกัสสปโคตรผจู้ �ำพรรษาทีป่ ังกธานคิ ม เร่อื งใคร่ตอ่ การศึกษาว่า พระองคท์ รงสรรเสริญภิกษุ
ผู้เป็นเถระ ผเู้ ป็นมัชฌมิ ะ และผู้เปน็ นวกะท่ใี ครต่ ่อการศกึ ษาเท่านัน้ ไม่ทรงสรรเสรญิ ผไู้ มใ่ คร่
ตอ่ การศกึ ษา
๓.๒.๕ โลณผลวรรค
โลณผลวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยก้อนเกลือ ซ่ึงตั้งตามช่ือของพระสูตรท่ี ๙ คือ
โลณผลสตู ร ในวรรคนี้ สว่ นพระสูตรอน่ื ๆ อีก ๑๐ สูตร ว่าด้วยเรื่องตา่ ง ๆ กนั ไป ขอแนะนำ�
ใจความสำ� คญั ของแตล่ ะสตู ร ดังน้ี
๑. อัจจายกิ สตู ร วา่ ดว้ ยกิจรีบด่วนของชาวนาเปรยี บเทยี บกับกิจรบี ดว่ นของภกิ ษุ
เล่มที่ ๑๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๐ 271
๒. ปวิเวกสูตร ว่าด้วยความสงดั จากกเิ ลส ซึง่ มี ๒ แบบ คือ แบบของอัญเดียรถีย์และ
แบบของภิกษุในพระศาสนานี้ แบบละ ๓ ประการ
๓. สรทสตู ร ว่าด้วยทัสสนะอันแจม่ ใสของภกิ ษผุ ู้ไดธ้ รรมจักษเุ ปรียบเทยี บกับทอ้ งฟา้
อันแจ่มใสในสรทกาลหรือในฤดูสารท
๔. ปริสาสตู ร วา่ ดว้ ยบรษิ ทั ๓ จำ� พวก (ดูเปรยี บเทยี บบริษทั ๒ จำ� พวก ๑๐ นยั ใน
ปริสวรรคแหง่ ทุกนบิ าต)
๕. ปฐมอาชานยี สตู ร ๖. ทตุ ยิ อาชานยี สตู ร และ ๗. ตตยิ อาชานยี สตู ร วา่ ดว้ ยคณุ สมบตั ิ
ของม้าอาชาไนยซ่ึงเป็นม้าต้นของพระราชาเปรียบเทียบกับคุณสมบัติ ของภิกษุในพระศาสนา
นี้ เหมอื นกันทั้ง ๓ สูตร แตค่ ุณสมบตั ขิ องภกิ ษุอยา่ งท่ี ๓ คือ สมบรู ณด์ ว้ ยเชาวน์ มคี ำ� อธิบาย
ขยายความต่างกัน คือ ในปฐมอาชานียสูตร ค�ำว่า เชาวน์ หมายถึงความรู้แจ้งอริยสัจ ๔
ซงึ่ เปน็ ญาณระดบั โสดาปตั ตมิ รรค ในทตุ ยิ อาชานยี สตู ร หมายถงึ ญาณระดบั อนาคามมิ รรค และ
ในตตยิ อาชานยี สตู ร หมายถึงญาณระดบั อรหตั ตมรรค
๘. โปตถกสูตร วา่ ดว้ ยผ้าเปลือกไมไ้ มส่ วย สัมผัสไม่สบายและราคาถกู เปรียบเหมอื น
ภิกษผุ ทู้ ศุ ีล ไม่ว่าจะเป็นชน้ั นวกะ มัชฌิมะ หรอื เถระ กไ็ ม่สวยงาม ไมน่ า่ คบ ไมม่ ีค่า ซงึ่ ตา่ งกบั
ภิกษผุ ู้มีศลี ผ้มู ีธรรม ชือ่ วา่ เป็นผูม้ คี ่ามากเหมือนผ้าจากแคว้นกาสี
๙. โลณผลสตู ร ว่าดว้ ยก้อนเกลือเปรียบเทียบกับผลกรรม กลา่ วคอื พระผ้มู ีพระภาค
ตรสั วา่ ทก่ี ลา่ วกนั วา่ “บคุ คลทำ� กรรมอยา่ งใดไว้ เขาตอ้ งเสวยผลของกรรมนน้ั ” เปน็ คำ� กลา่ วผดิ
เพราะถา้ ถอื อย่างนี้ การประพฤติพรหมจรรยก์ ็ไมม่ ผี ล คอื ใหล้ ะทุกขอ์ ันเปน็ ผลแห่งกรรมเก่า
ไม่ได้และให้บรรลุถึงท่ีสุดแห่งทุกข์ซึ่งเป็นผลแห่งกรรมใหม่ไม่ได้ เป็นการปฏิเสธอโหสิกรรม
ไปในตัวดว้ ย (ทรรศนะของปรชั ญาเชนเห็นตรงกับคำ� กลา่ วข้างต้น และถือว่า ไมม่ ีอโหสิกรรม)
ทรงอธบิ ายวา่ บาปกรรม บางอยา่ งแมเ้ พยี งเลก็ นอ้ ยกใ็ หผ้ ลไปเกดิ ในนรกกม็ ี บาปกรรมบางอยา่ ง
แม้เพียงเล็ก น้อยเช่นน้ัน แต่ให้ผลในปัจจุบันเท่าน้ัน ไม่ให้ผลในชาติหน้าก็มี เปรียบเหมือน
ก้อนเกลือท่ีเทา่ กัน ถา้ ใส่ลงในขันน�้ำ ก็เค็มมาก ถ้าใสล่ งในแม่น�้ำกเ็ ค็มนอ้ ย
๑๐. ปงั สโุ ธวกสตู ร วา่ ดว้ ยคนลา้ งฝนุ่ ทท่ี องซงึ่ มมี ลทนิ อยา่ งหยาบใหห้ ลดุ ไปจากทองแลว้
กย็ งั มมี ลทนิ อยา่ งกลางตอ้ งลา้ งตอ่ ไปอกี เมอ่ื มลทนิ อยา่ งกลางหลดุ ไปหมดแลว้ กย็ งั มมี ลทนิ อยา่ ง
ละเอยี ดอยอู่ กี ไดแ้ ก่ เขมา่ ทอง ชา่ งทองตอ้ งนำ� ทองนนั้ ใสเ่ บา้ แลว้ หลอมและเปา่ ซำ้� ๆ จนทองนน้ั
ได้ท่ี เป็นทองอ่อน เหมาะส�ำหรบั ทำ� ทองรปู พรรณใด ๆ ก็ได้ ฉนั ใด ภิกษุผู้มีอุปกิเลสอยา่ งหยาบ
อยา่ งกลาง อย่างละเอยี ด ก็ควรขจัดใหอ้ อกไปเปน็ ขั้น ๆ ฉันนั้นเหมอื นกัน
๑๑. นมิ ติ ตสตู ร วา่ ดว้ ยนมิ ติ ๓ ประการทภ่ี กิ ษผุ บู้ ำ� เพญ็ สมาธิ (อธจิ ติ ) พงึ ใสใ่ จ พจิ ารณา
(มนสกิ าร)ตามสมควรแกเ่ วลา คอื สมาธนิ มิ ติ ปคั คหนมิ ติ และอเุ บกขานมิ ติ พระผมู้ พี ระภาคทรง
272 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตันตปิฎก
แนะนำ� วา่ ต้องใส่ใจพิจารณานิมิตทง้ั ๓ ประการนไี้ ปดว้ ยกนั ตามสมควรแกเ่ วลา จะพจิ ารณา
นิมิตใดนิมิตหนึ่งเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ผล จิตจะไม่อ่อนพอจะใช้งานได้ ทรงอุปมาเหมือนช่าง
ทองทเ่ี ตรยี มการตที องตามขนั้ ตอนจนไดท้ องทอ่ี อ่ นเหมาะแกก่ ารทำ� เปน็ ทองรปู พรรณตา่ ง ๆ ได้
๓.๓ ตติยปณั ณาสก์
๓.๓.๑ สัมโพธวรรค
สัมโพธวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยการตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาค ชื่อน้ีต้ังตามสาระ
ส�ำคัญของพระสูตรท่ี ๑-๔ ในวรรคนี้ กล่าวคอื ในพระสูตรท่ี ๑ คือ ปพุ เพวสัมโพธสูตร ตรสั เลา่
ให้ภิกษุท้งั หลายฟงั ว่า ก่อนตรสั รู้ พระองค์ทรงดำ� รวิ า่ อะไรเป็นคณุ เป็นโทษของโลก อะไรเป็น
เครอ่ื งสลดั ออกไปจากโลก ตรสั เลา่ ตอ่ ไปวา่ เมอื่ ยงั ไมท่ รงพบคำ� ตอบดว้ ยพระองคเ์ อง จะไมท่ รง
ประกาศวา่ ได้ตรัสรู้อนุตตรสมั มาสัมโพธิญาณ ในพระสตู รท่ี ๒ และที่ ๓ คอื ปฐมอสั สาทสตู ร
และทุติยอัสสาทสูตร ตรัสเล่าต่อว่า ได้ทรงแสวงหาคุณและโทษของโลก และเครื่องสลัดออก
ไปจากโลกจนพบ ในพระสตู รที่ ๔ คือ สมณพราหมณสตู ร ตรสั ว่า สมณะหรือพราหมณท์ ไ่ี มร่ ู้
คณุ และโทษของโลก ไมร่ ู้จักเครอื่ งสลดั ออกไปจากโลก พระองค์ไม่ทรงยกยอ่ งวา่ เป็นสมณะ ว่า
เป็นพราหมณ์
ส่วนพระสตู รท่เี หลืออกี ๖ สตู ร มใี จความส�ำคัญ ดงั นี้
๑. รุณณสตู ร ว่าด้วยการขับรอ้ งคอื การรอ้ งไหใ้ นอรยิ วนิ ัย กลา่ วคือ ในอริยวินัยถอื ว่า
การรอ้ งเพลงและการฟอ้ นร�ำของภิกษุ คอื การร้องไห้ ค�ำวา่ อรยิ วินยั หมายถึงพระพทุ ธศาสนา
๒. อตติ ตสิ ูตร ว่าดว้ ยสงิ่ ท่ีเสพไมร่ จู้ ักอมิ่ ๓ ประการ คอื การนอนหลับ การด่มื สุรา
เมรัย และการเสพเมถุน
๓. อรกั ขิตสูตร วา่ ดว้ ยผ้ไู ม่รักษาจิต คอื พระผมู้ ีพระภาคตรสั กบั อนาถบิณฑิกเศรษฐี
ว่า ผู้ไม่รักษาจิตชื่อว่าไม่รักษากายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมด้วย เหมือนเรือนยอดท่ีมุง
ไมด่ ี เคร่ืองเรือนถกู น�้ำฝนร่ัวรด ทำ� ให้ชำ� รุดไดเ้ รว็
๔. พยาปนั นสตู ร วา่ ดว้ ยจิตถึงความผิดปกติ เปน็ พระสตู รที่พระผ้มู พี ระภาค ตรสั แก่
อนาถบิณฑกิ เศรษฐีอีกสูตรหนึ่ง เพ่อื ทรงขยายความตอ่ จากอรกั ขติ สตู ร
๕. ปฐมนทิ านสตู ร และ ๖. ทุติยนิทานสตู ร วา่ ด้วยเหตุให้เกิดกรรมเหมือนกัน แตม่ ี
นัยต่างกนั คอื ในนทิ านสตู รท่ี ๑ เหตใุ หเ้ กดิ อกศุ ลกรรม ไดแ้ ก่ โลภะ โทสะ และโมหะ แตใ่ น
นทิ านสตู รท่ี ๒ เหตใุ หเ้ กดิ กรรม (ซง่ึ ในพระสตู รใชค้ ำ� วา่ ฉนั ทะ อรรถกถาอธบิ ายวา่ หมายถงึ ตณั หา)
เลม่ ท่ี ๑๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๐ 273
ได้แก่ ธรรมอนั เปน็ เหตุแห่งฉนั ทราคะในอดตี ในอนาคตและในปัจจุบัน
๓.๓.๒ อาปายกิ วรรค
อาปายกิ วรรค แปลวา่ หมวดวา่ ดว้ ยบคุ คลผตู้ อ้ งไปสอู่ บาย ชอื่ นต้ี ง้ั ตามชอ่ื พระสตู รท่ี ๑
ในวรรคนี้ อาปายิกวรรคมี ๑๐ สูตร แต่ละสตู รมีใจความส�ำคัญ ดังนี้
๑. อาปายกิ สูตร ว่าด้วยบคุ คลผตู้ อ้ งไปสู่อบาย ๓ จ�ำพวก
๒. ทลุ ลภสตู ร ว่าดว้ ยบุคคลหาไดย้ าก ๓ จำ� พวก
๓. อัปปเมยยสตู ร วา่ ด้วยบคุ คลที่ประมาณได้งา่ ย ที่ประมาณไดย้ าก และทป่ี ระมาณ
ไม่ได้
๔. อาเนญชสูตร วา่ ดว้ ยธรรมอันไม่หวน่ั ไหว หมายความวา่ ไม่เปลีย่ นแปลง เปน็ อื่น
ในทน่ี ี้พระผู้มพี ระภาคตรัสถงึ บคุ คล ๓ ประเภท คอื ผ้เู ขา้ ถึงอากาสานญั จายตนฌาน วิญญา-
ณญั จายตนฌาน และอากิญจัญญายตนฌานวา่ เม่ือตายไป จะไปเกดิ ในหมเู่ ทพทัง้ ๓ ช้นั น้นั
ตามลำ� ดบั ผูเ้ ปน็ ปถุ ชุ นครัน้ สน้ิ อายุในชน้ั น้นั ๆ แล้วกจ็ ตุ ิมาเกิดเป็นคนบา้ ง เป็นสตั ว์บ้าง หรือ
ไปตกนรกบา้ ง แต่ผเู้ ปน็ พทุ ธสาวกจะนิพพานในชั้นนนั้ ๆ อย่างแนน่ อน ไม่เปล่ยี นแปลง
๕. วปิ ตั ติสัมปทาสตู ร ว่าด้วยวิบัติ ๓ และสัมปทา ๓ วิบัติ ๓ คอื สลี วบิ ัติ (ประพฤติผดิ
ศีล) จิตตวบิ ัต(ิ คิดช่วั , คดิ รา้ ย) และทิฏฐวิ ิบัต(ิ เห็นผดิ , ถือผดิ ) สว่ นสัมปทา ๓ มนี ยั ตรงกนั ข้าม
๖. อปัณณกสูตร ว่าด้วยข้อปฏิบัติที่ผิดและท่ีไม่ผิด ได้แก่ วิบัติ ๓ และสัมปทา ๓
อยา่ งเดยี วกบั ในวิปตั ตสิ ัมปทาสูตร
๗. กัมมันตสูตร ว่าด้วยความวิบัติแห่งการงาน ความวิบัติแห่งอาชีพ และความวิบัติ
แหง่ ทิฏฐิ และวา่ ดว้ ยสัมปทา หรอื ความถึงพร้อมแห่งการงาน อาชพี และทฏิ ฐดิ ว้ ย
๘. ปฐมโสเจยยสูตรและทุติยโสเจยยสูตร ว่าด้วยความสะอาด ๓ ประการ คือ
ความสะอาดกาย วาจา ใจ เหมือนกันทั้ง ๒ สูตร ต่างแต่ค�ำอธิบายความสะอาดใจ ซ่ึงใน
ทตุ ยิ โสเจยยสตู รมีความละเอยี ดกวา่
๙. โมเนยยสตู ร วา่ ดว้ ยความเปน็ มนุ ี ๓ ประการ คอื ความเปน็ มนุ ที างกาย วาจา และใจ
๓.๓.๓ กสุ ินารวรรค
กสุ นิ ารวรรค แปลว่า หมวดวา่ ดว้ ยพระธรรมเทศนาในกรงุ กุสินารา ชอื่ วรรคตง้ั ตามช่อื
ของพระสูตรที่ ๑ ในวรรคนี้ ซ่ึงกล่าวถึงพระธรรมเทศนาท่ีพระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ภิกษุ
ทงั้ หลายขณะประทับ ณ ป่าพลิหรณะ เขตกรุงกุสนิ ารา แตพ่ ระสูตรอน่ื ๆ อีก ๙ สตู รไมม่ สี ่วน
เกย่ี วข้องกับกรุงกุสินาราเลย
274 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก
ใจความส�ำคัญของแต่ละสตู รในวรรคนี้ มีดงั นี้
๑. กสุ นิ ารสตู ร วา่ ดว้ ยพระธรรมเทศนาทกี่ รงุ กสุ นิ ารา เรอ่ื งบณิ ฑบาตทม่ี ผี ลมาก ไดแ้ ก่
บิณฑบาตทถ่ี วายแกภ่ กิ ษุผ้ไู ม่ติดในอาหาร ไมป่ รารถนาแต่อาหารอยา่ งดจี นเกิดอกศุ ลวติ ก
๒. ภณั ฑนสตู ร วา่ ดว้ ยเหตแุ หง่ ความบาดหมาง ๓ ประการ คือ กามวิตก พยาบาทวติ ก
และวิหิงสาวติ ก ตรสั วา่ ในทศิ น้มี กี ารบาดหมาง แม้แตค่ ิดกไ็ มส่ �ำราญและวา่ ดว้ ยเหตแุ ห่งความ
ปรองดองกัน ๓ ประการ ซ่งึ มีนยั ตรงกันข้าม ตรสั วา่ ในทศิ ที่มีการปรองดองกัน ผไู้ ปเยอื นก็มี
ความสำ� ราญ
๓. โคตมกเจติยสูตร วา่ ดว้ ยพระธรรมเทศนาทีโ่ คตมกเจดีย์ เขตกรุงเวสาลี ท่ีพระผ้มู ี-
พระภาคทรงแสดงแกภ่ กิ ษทุ ้ังหลายวา่ พระธรรมเทศนาของพระองคม์ วี ัตถุประสงคเ์ พอื่ ใหผ้ ู้ฟัง
รยู้ ิง่ มีเหตุจงึ ทรงแสดง มีปาฏหิ ารยิ ท์ ำ� ใหผ้ ู้ฟงั บรรลผุ ลได้ ควรต้ังใจฟัง
๔. ภรณั ฑกุ าลามสตู ร วา่ ดว้ ยภรณั ฑดุ าบสกาลามโคตร ซงึ่ ตงั้ อาศรมอยใู่ กลก้ รงุ กบลิ พสั ด์ุ
ท่ีพระเจ้ามหานามะเสด็จไปขออนุญาตให้พระผู้มีพระภาคประทับพักแรม ๑ คืน และ
ขณะประทับอยู่ท่นี นั้ พระผมู้ พี ระภาคทรงสนทนาเร่ืองศาสดา ๓ จ�ำพวก กบั พระเจ้ามหานามะ
ซ่ึงมีดาบสภรณั ฑุกาลามโคตรนั่งอยู่ดว้ ย
๕. หัตถกสูตร ว่าด้วยหัตถกเทพบุตรที่เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ณ พระเชตวัน
เขตกรุงสาวตั ถี พระองค์ตรัสถามว่า เมื่อคร้งั เป็นมนุษย์มีธรรมอะไรประจ�ำตวั เขากราบทูลวา่
ธรรมที่เขามีประจำ� ตวั ในสมยั เป็นมนุษย์นน้ั บดั น้ีกย็ ังมีอยูป่ ระจำ� คือ เขาไม่อ่มิ ไมเ่ บอ่ื ในการ
เขา้ เฝ้าพระพทุ ธเจา้ ในการฟงั พระสทั ธรรม และในการบำ� รุงพระสงฆ์
๖. กฏวุ ิยสูตร วา่ ดว้ ยความมกั ใหญ่ทพ่ี ระผ้มู พี ระภาคตรัสสอนภิกษุรปู หนึ่งขณะเสด็จ
เท่ียวบิณฑบาตในย่านชุมชนค้าขายโคของชาวมิลักขะ ในกรุงพาราณสีว่า อย่าท�ำตนเป็น
คนมักใหญ่ เพราะแมลงวันไม่ตอม ไม่กัดผู้มักใหญ่ท่ีชุ่มด้วยกลิ่นดิบเป็นไม่มี ค�ำว่า มักใหญ่
ทรงหมายถงึ อภชิ ฌา แมลงวัน ทรงหมายถึงบาปอกศุ ลวิตกและกลิ่นดบิ ทรงหมายถงึ พยาบาท
๗. ปฐมอนุรุทธสูตร และ ๘. ทุติยอนุรุทธสูตร ว่าด้วยการสนทนาธรรมของท่าน
พระอนุรุทธะ ในพระสูตรแรก ท่านสนทนาธรรมกับพระผู้มีพระภาค ในพระสูตรท่ี ๒ ท่าน
สนทนาธรรมกับทา่ นพระสารบี ตุ ร
ในพระสตู รแรก ทา่ นทลู ถามวา่ เพราะเหตไุ ร สตรสี ว่ นมากตายแลว้ ไปเกดิ ในอบาย ทคุ ติ
วนิ ิบาต นรก ตรัสตอบว่า เพราะสตรีประกอบด้วยธรรม ๓ อยา่ ง คือ ยามเชา้ ถกู ความตระหนี่
ครอบงำ� จิต ยามเที่ยงถกู ความริษยาครอบง�ำจติ และยามเย็นถูกกามราคะครอบงำ� จติ
ในพระสตู รที่ ๒ ทา่ นถามทา่ นพระสารบี ตุ รวา่ ทำ� ไมจติ ของทา่ นยงั ไมห่ ลดุ พน้ จากอาสวะ
ท่านพระสารีบุตรจึงสอนให้ละธรรม ๓ อยา่ ง คือ ความถือตวั ความฟุ้งซ่าน และความร�ำคาญ
เล่มท่ี ๑๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๐ 275
๙. ปฏจิ ฉนั นสูตร วา่ ดว้ ยสิ่งทปี่ ดิ ดีเปิดไมด่ ี ได้แก่ มาตคุ าม มนตร์ของพราหมณ์ และ
มิจฉาทฏิ ฐิ และสงิ่ ทเี่ ปดิ ดี ปดิ ไม่ดี ไดแ้ ก่ ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์และธรรมวินยั ของพระพทุ ธเจา้
๑๐. เลขสตู ร ว่าด้วยรอยขดี ๓ อยา่ ง คอื รอยขดี บนแผ่นหนิ รอยขดี บนแผน่ ดนิ และ
รอยขีดบนนำ�้ และมีบุคคล ๓ จ�ำพวกทเี่ ปรียบด้วยรอยขีดทงั้ ๓ อย่างน้นั ไดแ้ ก่ คนโกรธนาน
คนทีโ่ กรธไมน่ าน และคนทไ่ี มโ่ กรธ
๓.๓.๔ โยธาชวี วรรค
โยธาชีววรรค แปลว่า หมวดว่าดว้ ยนักรบอาชีพ ชื่อนต้ี ง้ั ตามชื่อของพระสูตรท่ี ๑ ใน
วรรคนี้ คอื โยธาชวี สตู ร ซง่ึ วา่ ดว้ ยองคข์ องนกั รบอาชพี ๓ ประการ เปรยี บเทยี บกบั องคป์ ระกอบ
ของภิกษุ ๓ ประการ กลา่ วคือ นกั รบอาชีพทีพ่ ระราชาโปรดปรานนน้ั ประกอบดว้ ยองค์ ๓ คอื
ยิงลูกศรได้ไกล ไม่พลาด และท�ำลายกายขนาดใหญ่ได้ ภิกษผุ คู้ วรแก่ทักษิณาของชาวบ้านก็มี
องค์ ๓ ประการทำ� นองเดียวกนั แตค่ วามหมายตา่ งกนั
พระสตู รอืน่ ๆ อกี ๑๒ สตู ร ในวรรคน้ี มีใจความส�ำคญั ดงั น้ี
๑. ปริสาสตู ร วา่ ด้วยบริษัท ๓ จ�ำพวก (ดูปริสวรรคในทกุ นบิ าตประกอบ)
๒. มิตตสตู ร วา่ ด้วยองคป์ ระกอบของมติ รแท้ ๓ ประการ
๓. อุปปาทาสูตร ว่าด้วยความเกิดข้ึนของพระตถาคต กล่าวคือ พระตถาคตจะเกิด
หรือมิเกิดกต็ าม ความจรงิ ทีเ่ รยี กว่า “ธาตุ” อย่างหนง่ึ มีอยอู่ ย่างน้นั ธาตนุ ้ันคอื หลักไตรลักษณ์
๔. เกสกัมพลสูตร ว่าด้วยวาทะอันไร้ค่าของมักขลิโคศาล เปรียบด้วยผ้ากัมพลที่ทอ
ด้วยผมคน
๕. สัมปทาสูตร ว่าด้วยสัมปทา ๓ ต่างกับสัมปทาในวิปัตติสมั ปทาสูตร อปัณณกสูตร
และกัมมนั ตสตู รในอาปายกิ วรรค
๖. วฑุ ฒสิ ูตร ว่าดว้ ยความเจรญิ ๓ ประการเหมอื นสมั ปทาสตู ร
๗. อสั สขลงุ กสูตร วา่ ดว้ ยมา้ กระจอกเปรยี บเทียบกับคนกระจอก
๘. อสั สสทัสสสูตร วา่ ดว้ ยมา้ ดเี ปรียบเทียบกับคนดี
๙. อัสสาชานยี สตู ร ว่าด้วยมา้ อาชาไนยเปรียบเทยี บกบั บรุ ษุ อาชาไนย
๑๐. ปฐมโมรนวิ าปสตู ร ๑๑. ทตุ ยิ โมรนวิ าปสตู ร และ ๑๒. ตตยิ โมรนวิ าปสตู ร ตา่ งกว็ า่ ดว้ ย
พระธรรมเทศนาทอ่ี ารามของปรพิ าชกชอ่ื โมรนวิ าปะ คอื ในพระสตู รแรก ทรงแสดงเรอื่ งขนั ธ์ ๓
คือ สีลขันธ์ สมาธิขันธ์ และปัญญาขันธ์ ในพระสูตรท่ี ๒ ทรงแสดงเร่ืองปาฏิหาริย์ ๓ และ
ในพระสตู รที่ ๓ ทรงแสดงเร่ืองธรรม ๓ คอื สัมมาทฏิ ฐิ สัมมาญาณะ และสัมมาวมิ ุตติ
276 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
๓.๓.๕ มงั คลวรรค
มังคลวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ด้วยมงคล ชื่อนต้ี ง้ั ตามสาระสำ� คญั ในพระสูตรท่ี ๑๐ คือ
ปุพพัณหสูตรในวรรคน้ี ซ่ึงว่าด้วยเวลาเช้าเป็นฤกษ์ดีเป็นต้น กล่าวคือ พระผู้มีพระภาคทรง
ถือว่า ผู้ประพฤติสุจริตในยามเช้า ก็เป็นฤกษ์ดีในยามเช้า ประพฤติสุจริตในยามเที่ยง ในยาม
เยน็ ก็ถือว่าฤกษด์ ีในยามน้นั ๆ
ในพระสูตรอน่ื ๆ อีก ๙ สตู ร มใี จความส�ำคัญ ดงั น้ี
๑. อกสุ ลสูตร วา่ ด้วยกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมท้ังฝ่ายอกุศลและฝา่ ยกุศล
๒. สาวชั ชสตู ร วา่ ดว้ ยกรรม ๓ ทงั้ ฝ่ายทีม่ ีโทษและฝ่ายทไ่ี ม่มโี ทษ
๓. วสิ มสตู ร วา่ ด้วยกรรม ๓ ท้งั ฝา่ ยท่ีไม่สมำ�่ เสมอและฝา่ ยที่สม�ำ่ เสมอ
๔. อสจุ สิ ูตร วา่ ดว้ ยกรรม ๓ ทงั้ ฝา่ ยท่ไี มส่ ะอาดและฝา่ ยทสี่ ะอาด
ท้ัง ๔ สูตรนีม้ ุ่งแสดงผลแหง่ กรรม ๓ วา่ ฝ่ายชัว่ เปน็ เหตใุ ห้ไปตกนรก ส่วนฝา่ ยดีเป็น
เหตุให้ไปเกิดในสวรรค์
๕. ปฐมขตสูตร ๖. ทตุ ิยขตสูตร ๗. ตตยิ ขตสูตร และ ๘. จตตุ ถขตสตู ร ตา่ งวา่ ด้วยผล
แห่งกรรม ๓ วา่ ฝา่ ยช่ัวเป็นเหตุให้ตนถูกทำ� ลายและฝ่ายดีเป็นเหตุให้ตนไมถ่ ูกทำ� ลาย
๙. วนั ทนาสูตร วา่ ด้วยการไหว้ ๓ ประการ คือ ไหวท้ างกาย ทางวาจา และทางใจ
๓.๓.๖ อเจลกวรรค
อเจลกวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยอเจลก (ประพฤติเปลือยกาย) หมายถึงนักบวช
นอกพระพุทธศาสนา ในหมวดนี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงปฏิปทา ๓ ประการ คือ
(๑) อาคาฬหปฏปิ ทา (๒) นิชฌามปฏปิ ทา (๓) มัชฌมิ าปฏิปทา
ปฏิปทา ๒ ประการแรก เป็นปฏิปทาของพวกอเจลก ส่วนปฏิปทาท่ี ๓ เปน็ ปฏิปทา
ในพระพทุ ธศาสนา
มขี อ้ นา่ สงั เกตวา่ หมวดนม้ี ลี กั ษณะเหมอื นเปยยาล กลา่ วคอื พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดง
หมวดธรรม ๗ หมวด แตล่ ะหมวดทรงเรยี กวา่ มัชฌมิ าปฏปิ ทา เปรยี บเทียบกับปฏปิ ทานอก
พระพุทธศาสนา ๒ ประการ แต่ทรงแสดงข้อความเตม็ ในสตู รแรกเทา่ นัน้ ในสูตรตอ่ ๆ ไป ทรง
ละขอ้ ความทซี่ ำ้� กนั เสยี คงไวแ้ ตข่ อ้ ความทตี่ า่ งกนั คอื ทรงแสดงความหมายของมชั ฌมิ าปฏปิ ทา
แต่ละขอ้ ดงั นี้
๑. มัชฌมิ าปฏปิ ทา คอื สตปิ ฏั ฐาน ๔
๒. มชั ฌมิ าปฏปิ ทา คอื สัมมปั ปธาน ๔
๓. มชั ฌมิ าปฏิปทา คอื อทิ ธิบาท ๔
เล่มที่ ๑๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๐ 277
๔. มชั ฌมิ าปฏปิ ทา คอื อนิ ทรีย์ ๕
๕. มชั ฌมิ าปฏปิ ทา คือ พละ ๕
๖. มชั ฌมิ าปฏปิ ทา คอื โพชฌงค์ ๗
๗. มัชฌิมาปฏปิ ทา คอื อรยิ มรรคมีองค์ ๘
๓.๔ เปยยาล
๓.๔.๑ กมั มปถเปยยาล
กัมมปถเปยยาล แปลว่า หมวดธรรมที่ทรงแสดงโดยย่อมีกรรมบถเป็นต้น หมายถึง
อกศุ ลกรรมบถ ๑๐ กศุ ลกรรมบถ ๑๐ และธรรมทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั กรรมบถเหลา่ นน้ั พระผมู้ พี ระภาค
ทรงน�ำกรรมบถทง้ั ๒ ฝา่ ยนีม้ าจำ� แนกเปน็ ๒ ฝ่าย ฝ่ายละ ๑๐ สตู ร สตู รละ ๑ หวั ข้อ แต่ทรง
เพ่มิ ธรรมทเี่ กย่ี วข้องเขา้ มาอกี สตู รละ ๒ หวั ขอ้ รวมเป็นสตู รละ ๓ หวั ขอ้ เช่น
ในพระสูตรที่ ๑-๒ (ปาณาติปาตีสูตร) ว่าด้วยบุคคลผู้ฆ่าสัตว์และผู้เว้นขาดจากการ
ฆ่าสัตว์ บุคคลผู้ฆ่าสัตว์คือผู้ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ ได้แก่ (๑) ตนเองเป็นผู้ฆ่าสัตว์
(๒) ชักชวนคนอื่นใหฆ้ า่ สัตว์ (๓) เป็นผพู้ อใจการฆา่ สัตว์ (สูตรท่ี ๑)
บุคคลผู้เว้นขาดจากการฆา่ สัตว์คอื ผูป้ ระกอบดว้ ยธรรม ๓ ประการ ได้แก่ (๑) ตนเอง
เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ (๒) ชักชวนผู้อ่ืนให้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ (๓) เป็นผู้พอใจ
การงดเวน้ จากการฆา่ สัตว์ (สูตรที่ ๒)
ในพระสูตรที่ ๓-๔ (อทินนาทายีสูตร) ว่าด้วยบุคคลผู้ลักทรัพย์และผู้เว้นขาดจาก
การลักทรัพย์ บุคคลผู้ลักทรัพย์คือผู้ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ ได้แก่ (๑) ตนเองเป็น
ผู้ลกั ทรพั ย์ (๒) ชักชวนผอู้ น่ื ใหล้ กั ทรพั ย์ (๓) เป็นผพู้ อใจการลกั ทรพั ย์ (สตู รที่ ๓)
บคุ คลผ้เู ว้นขาดจากการลักทรพั ยค์ อื ผู้ประกอบดว้ ยธรรม ๓ ประการ ไดแ้ ก่ (๑) ตนเอง
เป็นผู้เว้นขาดจากการลักทรัพย์ (๒) ชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการลักทรัพย์ (๓) เป็นผู้พอใจ
การงดเว้นจากการลักทรัพย์ (สตู รที่ ๔)
ชอื่ พระสตู รในวงเลบ็ ไดม้ าจากกมั มวรรคแหง่ จตกุ กนบิ าต (๒๑/๒๖๔-๒๗๓-๒๗๒-๒๘๕)
ซง่ึ วา่ ดว้ ยหมวดธรรมเดยี วกันน้ี แต่มีวิธยี ่อและขยายหวั ข้อธรรมตามเกณฑข์ องนบิ าตนั้น
๓.๔.๒ ราคเปยยาล
ราคเปยยาล วา่ ดว้ ยหมวดธรรมทที่ รงแสดงโดยยอ่ มรี าคะเปน็ ตน้ หมายความวา่ นอกจาก
ราคะแล้ว ยงั มกี ุศลธรรมอีก ๑๖ ประการ รวมเปน็ ๑๗ ประการ แต่ละประการมีเปา้ หมาย ๑๐
278 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสุตตันตปิฎก
เปา้ หมาย (๑๐ เพ่อื ) เป้าหมายละ ๑ สูตร รวม ๑๗๐ สตู ร (๑๐ เป้าหมาย x กศุ ลกรรม ๑๗)
ราคเปยยาลในทุกนิบาตต่างกันเพียงหัวข้อธรรมที่ควรเจริญเท่าน้ัน กล่าวคือ ราคเปยยาลใน
ทกุ นบิ าตมหี วั ขอ้ ทค่ี วรเจรญิ ๒ ประการ ไดแ้ ก่ สมถะ และวปิ สั สนา สว่ นราคเปยยาลในตกิ นบิ าต
มหี วั ขอ้ ธรรมทค่ี วรเจรญิ ๓ ประการ ไดแ้ ก่ สญุ ญตสมาธิ อนมิ ติ ตสมาธแิ ละอปั ปณหิ ติ สมาธิ เชน่
“ภกิ ษุท้งั หลาย ภิกษคุ วรเจริญธรรม ๓ ประการเพ่ือรยู้ ่งิ ราคะ
ธรรม ๓ ประการ อะไรบ้าง คอื
๑. สุญญตสมาธิ ๒. อนมิ ิตตสมาธิ ๓. อัปปณิหติ สมาธิ” (นบั เป็น ๑ สูตร)
ข้อสังเกต
เม่ือมองภาพรวมของอังคุตตรนิกายเล่มน้ีจะเห็นความงามท่ีน่าประหลาด ซ่ึงเป็น
เอกลกั ษณข์ องอตุ ตรนกิ ายโดยเฉพาะ นน่ั คอื ความงามทเี่ กดิ จากความเปน็ ระเบยี บในการจดั สรร
หมวดหมขู่ องพระสตู ร เปน็ ความงามเชน่ เดยี วกบั ความงามของพวกมาลาทชี่ า่ งจดั ดอกไมต้ า่ งสี
ตา่ งพันธ์ุมารอ้ ยเขา้ อย่างเป็นระเบยี บ
ความงามทม่ี องเห็นได้ชดั ประการท่ี ๑ คือ ในเอกนบิ าต พระสตู รแต่ละพระสูตรวา่ ดว้ ย
ธรรม ๑ ขอ้ แตม่ ีความสัมพนั ธก์ นั ภายในวรรค เพราะว่าด้วยหมวดธรรมหมวดเดียวกันหรอื ท่ี
สัมพนั ธเ์ ก่ยี วโยงกัน
ในทุกนิบาตและติกนิบาต แต่ละพระสูตรว่าด้วยธรรม ๒ ข้อและ ๓ ข้อ ตามล�ำดับ
มีความสัมพนั ธ์กนั ภายในวรรคเช่นเดยี วกบั พระสตู รในเอกกนิบาต แต่ในนบิ าตทง้ั สองนี้ มกี าร
จัดแบ่งหมวดหมู่ของพระสูตรต่างออกไปอีก คือจัดแบ่งพระสูตร ๑๐ พระสูตรเป็น ๑ วรรค
รวม ๕ วรรคเป็น ๑ ปณั ณาสก์ ยกเวน้ วรรคท่วี ่าด้วยหมวดธรรมหมวดเดียวกันแตม่ หี ลายหวั ข้อ
หรือวา่ ดว้ ยหมวดธรรมหลายหมวดทส่ี มั พนั ธ์กนั ยอมใหม้ ีพระสตู ร ๑๐ สูตรได้ ส่วนพระสตู รที่
ไม่เขา้ เกณฑ์นซ้ี ึง่ มีมากกวา่ ทเี่ ข้าเกณฑ์ ทา่ นยกไปไวห้ มวดหนึง่ ตา่ งหาก เรยี กว่า เปยยาล และ
มีวธิ ีการจดั ลำ� ดบั เรื่อง มีวิธีการด�ำเนนิ เรื่องต่างออกไปอกี แบบหน่ึง ซง่ึ นา่ สนใจมาก
ความงามที่มองเห็นได้ชัดประการที่ ๒ คอื ความงามท่เี กดิ จากความเป็นระเบียบของ
การจัดเน้อื หาของพระสูตรในแตล่ ะวรรคของแตล่ ะนิบาต ความงามท่ีว่านี้ ไดแ้ ก่ การยกหมวด
ธรรม ๒ ฝ่ายมาเปรียบเทยี บกัน ส่วนมากยกหมวดธรรมฝ่ายช่วั หรือฝ่ายอกศุ ลข้นึ มาแสดงกอ่ น
แล้วเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างกับฝ่ายดีหรือกุศล วิธีการเปรียบเทียบก็เป็นไปอย่างมี
ระเบียบแบบแผน ไมล่ กั ล่นั ท�ำให้เขา้ ใจไดง้ า่ ย จงึ ควรศกึ ษาโดยละเอียดต่อไป
เลม่ ท่ี ๑๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๒๑ 279
พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๑
พระสตุ ตันตปิฎก เลม่ ท่ี ๑๓
(อังคตุ ตรนิกาย จตุกกนิบาต)
พระไตรปฎิ กเลม่ ที่ ๒๑๗ คือ องั คตุ ตรนกิ าย จตกุ กนิบาต จดั เป็นคมั ภรี ์ เลม่ ที่ ๒ ของ
อังคุตตรนกิ าย มพี ระสูตรทัง้ หมด ๗๘๒ สูตร เปน็ นบิ าตเดียว คอื จตุกกนบิ าต ดังรายละเอยี ด
ตอ่ ไปน้ี
จตุกกนิบาต
๑. จ�ำนวนวรรคและพระสูตรในจตกุ กนิบาต
จตกุ กนบิ าต คือ หมวดพระสตู รท่มี หี วั ขอ้ ธรรมพระสตู รละจำ� นวน ๔ ข้อ มพี ระสตู ร
ทง้ั หมด ๗๘๒ สูตร แบ่งเป็น ๕ ปณั ณาสก์ ๒๗ วรรค กบั ๑ หวั ข้อเปยยาล มรี ายละเอียด ดังน้ี
ปฐมปณั ณาสก์ มี ๕ วรรค
๑. ภณั ฑคามวรรค มี ๑๐ สตู ร คือ
๑. อนพุ ุทธสูตร ๒. ปปตติ สตู ร
๓. ปฐมขตสูตร ๔. ทตุ ิยขตสูตร
๕. อนุโสตสูตร ๖. อัปปสั สตุ สตู ร
๗. โสภณสูตร ๘. เวสารชั ชสูตร
๙. ตณั หุปปาทสตู ร ๑๐. โยคสูตร
๒. สีลสตู ร
๒. จรวรรค มี ๑๐ สตู ร คือ ๔. สังวรสูตร
๑. จรสูตร ๖. โสขุมมสูตร
๓. ปธานสูตร ๘. ทตุ ิยอคตสิ ตู ร
๕. ปัญญตั ติสูตร
๗. ปฐมอคตสิ ูตร
๙. ตติยอคติสูตร ๑๐. ภัตตทุ เทสกสตู ร
๗ บทนำ� เลม่ ๒๑ : พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบบั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, กรงุ เทพมหานคร, ๒๕๓๙.
280 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตันตปฎิ ก
๓. อรุ ุเวลวรรค มี ๑๐ สูตร คือ ๒. ทตุ ยิ อรุ เุ วลสตู ร
๑. ปฐมอรุ ุเวลสตู ร
๓. โลกสตู ร ๔. กาฬการามสูตร
๕. พรหมจรยิ สตู ร ๖. กหุ สตู ร
๗. สันตฏุ ฐิสูตร ๘. อรยิ วงั สสตู ร
๙. ธมั มปทสตู ร ๑๐. ปริพพาชกสูตร
๔. จกั กวรรค มี ๑๐ สตู ร คือ
๑. จักกสูตร ๒. สงั คหสตู ร
๓. สีหสูตร ๔. อัคคัปปสาทสตู ร
๕. วัสสการสตู ร ๖. โทณสตู ร
๗. อปรหิ านยิ สูตร ๘. ปฏลิ นี สูตร
๙. อุชชยสตู ร ๑๐. อทุ ายิสูตร
๕. โรหิตสั สวรรค มี ๑๐ สูตร คือ
๑. สมาธภิ าวนาสตู ร ๒. ปัญหพยากรณสตู ร
๓. ปฐมโกธครุสตู ร ๔. ทตุ ยิ โกธครุสูตร
๕. โรหิตัสสสตู ร ๖. ทตุ ยิ โรหิตสั สสูตร
๗. สวุ ิทูรสูตร ๘. วิสาขสตู ร
๙. วปิ ัลลาสสตู ร ๑๐. อปุ กั กเิ ลสสูตร
ทตุ ยิ ปณั ณาสก์ มี ๕ วรรค
๑. ปญุ ญาภสิ ันทวรรค มี ๑๐ สูตร คอื
๑. ปฐมปุญญาภิสันทสตู ร ๒. ทตุ ยิ ปุญญาภสิ นั ทสูตร
๓. ปฐมสงั วาสสูตร ๔. ทุติยสังวาสสูตร
๕. ปฐมสมชวี ีสตู ร ๖. ทุตยิ สมชีวีสตู ร
๗. สปุ ปวาสาสูตร ๘. สุทตั ตสูตร
๙. โภชนสตู ร ๑๐. คหิ ิสามีจิสตู ร
๒. ปตั ตกมั มวรรค มี ๑๐ สูตร คือ
๑. ปัตตกัมมสูตร ๒. อานัณยสูตร
๓. พรหมสตู ร ๔. นริ ยสตู ร
๕. รูปสูตร ๖. สราคสตู ร
๗. อหิราชสูตร ๘. เทวทตั ตสูตร
เล่มที่ ๑๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๒๑ 281
๙. ปธานสตู ร ๑๐. อธมั มิกสตู ร
๓. อปัณณกวรรค มี ๑๐ สูตร คอื ๒. สมั มาทิฏฐสิ ตู ร
๔. ปฐมอคั คสูตร
๑. ปธานสตู ร ๖. กุสินารสูตร
๓. สปั ปุรสิ สูตร ๘. ทักขิณสตู ร
๕. ทตุ ยิ อัคคสูตร ๑๐. กมั โพชสูตร
๗. อจนิ เตยยสูตร ๒. มสุ าวาทสูตร
๙. วณิชชสตู ร ๔. โกธครสุ ูตร
๖. โอณโตณตสูตร
๔. มจลวรรค มี ๑๐ สูตร คือ ๘. สัญโญชนสตู ร
๑. ปาณาติปาตสูตร ๑๐. ขันธสูตร
๓. อวัณณารหสูตร ๒. ปฐมสมาธสิ ตู ร
๕. ตโมตมสูตร ๔. ตติยสมาธิสตู ร
๗. ปุตตสูตร ๖. ราควนิ ยสูตร
๙. สมั มาทฏิ ฐิสูตร ๘. อตั ตหิตสูตร
๑๐. โปตลยิ สูตร
๕. อสรุ วรรค มี ๑๐ สตู ร คอื
๑. อสุรสูตร ๒. ทตุ ิยวลาหกสตู ร
๓. ทุตยิ สมาธสิ ูตร ๔. อุทกรหทสตู ร
๕. ฉวาลาตสตู ร ๖. .....
๗. ขปิ ปนสิ ันติสตู ร ๘. พลิวัททสตู ร
๙. สิกขาปทสตู ร ๑๐. อาสวี สิ สูตร
๒. ชวสตู ร
ตติยปณั ณาสก์ มี ๕ วรรค ๔. นาคสตู ร
๑. วลาหกวรรค มี ๑๐ สูตร คอื
๑. ปฐมวลาหกสูตร
๓. กมุ ภสตู ร
๕. อมั พสูตร
๗. มูสกิ สตู ร
๙. รุกขสตู ร
๒. เกสวิ รรค มี ๑๐ สตู ร คอื
๑. เกสิสตู ร
๓. ปโตทสตู ร
282 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
๕. ฐานสตู ร ๖. อัปปมาทสตู ร
๗. อารกั ขสตู ร ๘. สังเวชนียสตู ร
๙. ปฐมภยสูตร ๑๐. ทตุ ยิ ภยสูตร
๒. อูมภิ ยสูตร
๓. ภยวรรค มี ๑๐ สูตร คือ ๔. ทุตยิ นานากรณสูตร
๑. อตั ตานวุ าทสูตร ๖. ทุตยิ เมตตาสูตร
๓. ปฐมนานากรณสตู ร ๘. ทุติยตถาคตอัจฉริยสูตร
๕. ปฐมเมตตาสตู ร ๑๐. จักกวตั ติอัจฉรยิ สตู ร
๗. ปฐมตถาคตอัจฉริยสตู ร ๒. ปฏภิ าณสูตร
๙. อานันทอัจฉริยสูตร ๔. อฏุ ฐานผลสูตร
๖. ปฐมสีลสูตร
๔. ปคุ คลวรรค มี ๑๐ สูตร คือ ๘. นิกกัฏฐสตู ร
๑. สัญโญชนสูตร ๑๐. วาทสี ูตร
๓. อคุ ฆฏิตัญญูสูตร ๒. ปภาสูตร
๕. สาวชั ชสตู ร ๔. โอภาสสตู ร
๗. ทุติยสีลสตู ร ๖. ปฐมกาลสูตร
๙. ธัมมกถกิ สูตร ๘. ทจุ จรติ สตู ร
๑๐. สารสตู ร
๕. อาภาวรรค มี ๑๐ สตู ร คอื
๑. อาภาสตู ร ๒. สัทธาพลสูตร
๓. อาโลกสตู ร ๔. สตพิ ลสตู ร
๕. ปชั โชตสูตร ๖. กัปปสตู ร
๗. ทตุ ยิ กาลสูตร ๘. ปริหานิสูตร
๙. สุจรติ สตู ร ๑๐. สคุ ตวินยสูตร
จตุตถปัณณาสก์ มี ๕ วรรค
๑. อินทรยิ วรรค มี ๑๐ สตู ร คือ
๑. อินทริยสตู ร
๓. ปญั ญาพลสูตร
๕. ปฏสิ ังขานพลสูตร
๗. โรคสตู ร
๙. ภกิ ขนุ ีสูตร
เลม่ ที่ ๑๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๑ 283
๒. ปฏิปทาวรรค มี ๑๐ สตู ร คอื ๒. วิตถารสูตร
๑. สังขิตตสูตร
๓. อสุภสตู ร ๔. ปฐมขมสูตร
๕. ทุตยิ ขมสูตร ๖. อุภยสูตร
๗. มหาโมคคัลลานสูตร ๘. สารีปตุ ตสตู ร
๙. สสงั ขารสตู ร ๑๐. ยุคนทั ธสูตร
๓. สัญเจตนยิ วรรค มี ๑๐ สตู ร คอื
๑. เจตนาสตู ร ๒. วิภตั ติสูตร
๓. มหาโกฏฐิตสตู ร ๔. อานันทสูตร
๕. อุปวาณสตู ร ๖. อายาจนสูตร
๗. ราหลุ สูตร ๘. ชมั พาลสี ตู ร
๙. นิพพานสตู ร ๑๐. มหาปเทสสตู ร
๔. โยธาชีววรรค มี ๑๐ สตู ร คือ
๑. โยธาชวี สูตร ๒. ปาฏิโภคสูตร
๓. สุตสูตร ๔. อภยสูตร
๕. สมณสจั จสตู ร ๖. อุมมัคคสูตร
๗. วสั สการสูตร ๘. อปุ กสตู ร
๙. สัจฉิกรณียสตู ร ๑๐. อุโปสถสูตร
๕. มหาวรรค มี ๑๐ สตู ร คือ
๑. โสตานุคตสูตร ๒. ฐานสตู ร
๓. ภัททิยสูตร ๔. สาปคุ ิยาสตู ร
๕. วัปปสตู ร ๖. สาฬหสตู ร
๗. มัลลกิ าเทวีสตู ร ๘. อตั ตันตปสตู ร
๙. ตณั หาสตู ร ๑๐. เปมสูตร
ปัญจมปณั ณาสก์ มี ๕ วรรค
๑. สปั ปรุ สิ วรรค มี ๑๐ สตู ร คือ
๑. สกิ ขาปทสูตร ๒. อัสสทั ธสูตร
๓. สตั ตกัมมสูตร ๔. ทสกัมมสูตร
๕. อฏั ฐังคิกสตู ร ๖. ทสมคั คสูตร
284 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสุตตันตปฎิ ก
๗. ปฐมปาปธมั มสูตร ๘. ทตุ ิยปาปธัมมสตู ร
๙. ตติยปาปธัมมสตู ร ๑๐. จตุตถปาปธัมมสูตร
๒. โสภณวรรค มี ๑๐ สตู ร คอื
๑. ปรสิ าสูตร ๒. ทฏิ ฐิสตู ร
๓. อกตัญญตุ าสตู ร ๔. ปาณาตปิ าตีสูตร
๕. ปฐมมคั คสูตร ๖. ทุตยิ มคั คสูตร
๗. ปฐมโวหารปถสตู ร ๘. ทุติยโวหารปถสูตร
๙. อหริ ิกสูตร ๑๐. ทุสสีลสูตร
๓. ทุจจรติ วรรค มี ๑๑ สตู ร คอื
๑. ทุจจริตสูตร ๒. ทฏิ ฐิสตู ร
๓. อกตญั ญุตาสูตร ๔. ปาณาติปาตสี ตู ร
๕. ปฐมมคั คสตู ร ๖. ทตุ ิยมคั คสตู ร
๗. ปฐมโวหารปถสตู ร ๘. ทตุ ยิ โวหารปถสูตร
๙. อหริ กิ สตู ร ๑๐. ทุปปัญญสูตร
๑๑. กวสิ ตู ร
๔. กัมมวรรค มี ๑๑ สูตร คือ
๑. สงั ขิตตสตู ร ๒. วติ ถารสูตร
๓. โสณกายนสูตร ๔. ปฐมสิกขาปทสตู ร
๕. ทุติยสกิ ขาปทสูตร ๖. อริยมัคคสตู ร
๗. โพชฌังคสตู ร ๘. สาวัชชสูตร
๙. อพั ยาปัชฌสตู ร ๑๐. สมณสูตร
๑๑. สปั ปรุ ิสานิสังสสตู ร
๕. อาปตั ตภิ ยวรรค มี ๑๑ สตู ร คอื
๑. สังฆเภทกสตู ร ๒. อาปตั ตภิ ยสูตร
๓. สิกขานิสงั สสตู ร ๔. เสยยาสตู ร
๕. ถปู ารหสตู ร ๖. ปัญญาวุฑฒิสตู ร
๗. พหุการสตู ร ๘. ปฐมโวหารสตู ร
๙. ทตุ ิยโวหารสูตร ๑๐. ตติยโวหารสูตร
๑๑. จตตุ ถโวหารสูตร
เลม่ ที่ ๑๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๒๑ 285
วรรคพิเศษที่อยนู่ อกปณั ณาสก์ มี ๒ วรรค
๑. อภญิ ญาวรรค มี ๑๐ สูตร คือ
๑. อภญิ ญาสูตร ๒. ปรเิ ยสนาสูตร
๓. สังคหวัตถสุ ูตร ๔. มาลงุ กยปตุ ตสตู ร
๕. กุลสูตร ๖. ปฐมอาชานยี สตู ร
๗. ทุตยิ อาชานยี สูตร ๘. พลสูตร
๙. อรญั ญสตู ร ๑๐. กัมมสูตร
๒. กมั มปถวรรค มี ๑๐ สตู ร คือ
๑. ปาณาติปาตีสูตร ๒. อทนิ นาทายีสูตร
๓. มิจฉาจารีสูตร ๔. มุสาวาทสี ตู ร
๕. ปิสุณาวาจาสตู ร ๖. ผรสุ วาจาสตู ร
๗. สมั ผปั ปลาปสตู ร ๘. อภชิ ฌาลสุ ตู ร
๙. พยาปันนจิตตสูตร ๑๐. มจิ ฉาทฏิ ฐสิ ตู ร
เปยยาล มี ๑ เปยยาล คอื
ราคเปยยาล มี ๕๑๐ สูตร
๒. ช่อื และท่มี าของพระสูตรในจตุกกนิบาต
ในจตกุ กนบิ าตมีพระสูตร ๗๘๒ สูตร แต่มชี อ่ื สตู รปรากฏเพยี ง ๒๗๗ และมนี ิทานวจนะ
หรอื ทมี่ า ซง่ึ ปรารภทงั้ บคุ คลและสถานท่ี หรอื ปรารภเฉพาะบคุ คลอยา่ งเดยี วบา้ ง ปรารภเฉพาะ
สถานทอ่ี ยา่ งเดียวบา้ ง ปรากฏเพียง ๕๔ สูตร ดังน้ี
ปฐมปณั ณาสก์ มี ๑๒ สตู ร คอื
ในภณั ฑคามวรรค ๑ สตู ร ได้แก ่ (๑) อนพุ ุทธสตู ร (๒) ทุติยอุรุเวลสูตร
ในอุรเุ วลวรรค ๔ สูตร ไดแ้ ก่ (๑) ปฐมอรุ เุ วลสตู ร (๔) ปริพพาชกสูตร
(๓) กาฬการามสูตร (๒) โทณสตู ร
ในจกั กวรรค ๔ สูตร ไดแ้ ก่ (๑) วัสสการสูตร (๔) อุทายสิ ูตร
(๓) อชุ ชยสูตร (๒) ทตุ ิยโรหิตสั สสตู ร
ในโรหติ ัสสวรรค ๓ สตู ร ไดแ้ ก่ (๑) โรหิตัสสสตู ร
(๓) วสิ าขสตู ร
286 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
ทตุ ิยปัณณาสก์ มี ๑๓ สูตร คอื
ในปญุ ญาภิสนั ทวรรค ๕ สตู ร ได้แก่ (๑) ปฐมสังวาสสตู ร (๒) ปฐมสมชวี สี ตู ร
(๓) สปุ ปวาสาสตู ร (๔) สุทตั ตสูตร
(๕) คหิ ิสามีจิสตู ร
ในปัตตกมั มวรรค ๔ สตู ร ได้แก ่ (๑) ปัตตกมั มสตู ร (๒) อานัณยสตู ร
(๓) อหิราชสตู ร (๔) เทวทตั ตสูตร
ในอปัณณกวรรค ๓ สตู ร ได้แก่ (๑) กสุ นิ ารสูตร (๒) วณิชชสตู ร
(๓) กัมโพชสูตร
ในอสรุ วรรค ๑ สูตร ได้แก่ (๑) โปตลิยสตู ร
ตตยิ ปณั ณาสก์ มี ๒ สตู ร คอื
ในวลาหกวรรค ๑ สูตร ได้แก่ (๑) ปฐมวลาหกสตู ร
ในเกสิวรรค ๑ สตู ร ได้แก่ (๑) เกสสิ ูตร
จตุตถปณั ณาสก์ มี ๒๔ สตู ร คอื
ในอินทริยวรรค ๒ สูตร ได้แก่ (๑) ปริหานสตู ร (๒) ภิกขนุ ีสตู ร
ในปฏิปทาวรรค ๓ สตู ร ได้แก่ (๑) มหาโมคคัลลานสตู ร (๒) สารปี ุตตสูตร
(๓) ยคุ นัทธสูตร
ในสัญเจตนิยวรรค ๗ สูตร ไดแ้ ก่ (๑) วภิ ตั ติสตู ร (๒) มหาโกฏฐิตสตู ร
(๓) อานนั ทสูตร (๔) อุปวาณสตู ร
(๕) ราหุลสตู ร (๖) นิพพานสูตร
(๗) มหาปเทสสตู ร
ในโยธาชีววรรค ๗ สตู ร ไดแ้ ก่ (๑) สตุ สตู ร (๒) อภยสตู ร
(๓) สมณสัจจสูตร (๔) อุมมัคคสตู ร
(๕) วสั สการสตู ร (๖) อปุ กสูตร
(๗) อุโปสถสตู ร
ในมหาวรรค ๕ สตู ร ไดแ้ ก ่ (๑) ภัททยิ สตู ร (๒) สาปุคยิ าสตู ร
(๓) วปั ปสูตร (๔) สาฬหสตู ร
(๕) มัลลิกาเทวสี ตู ร
ปัญจมปัณณาสก์ มี ๒ สูตร คอื
ในกัมมวรรค ๑ สตู ร ไดแ้ ก่ (๑) โสณกายนสูตร
เล่มที่ ๑๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๑ 287
ในอาปัตตภิ ยวรรค ๑ สตู ร ได้แก่ (๑) สงั ฆเภทกสูตร
พระสตู รท่ีอยูน่ อกปณั ณาสก์ มี ๑ สูตร คอื
ในอภิญญาวรรค ๑ สูตร ได้แก่ (๑) มาลงุ กยปตุ ตสูตร
๓. ความหมายและใจความส�ำคญั ของแต่ละวรรคในจตกุ กนิบาต
๓.๑ ปฐมปณั ณาสก์
๓.๑.๑ ภัณฑคามวรรค
ภณั ฑคามวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ดว้ ยพทุ ธกจิ ในภณั ฑคาม ชอ่ื วรรคนต้ี งั้ ตามสาระสำ� คญั
ของพระสูตรที่ ๑ ในวรรคนี้ ซ่งึ มีทง้ั หมด ๑๐ สูตร แต่ละสูตรมีใจความส�ำคัญดงั น้ี
๑. อนพุ ุทธสตู ร ว่าด้วยการตรัสรู้ธรรมเป็นเหตุสิ้นภพ ค�ำว่า ธรรมเป็นเหตุส้ินภพ
หมายถงึ อรยิ ธรรม ๔ ประการทเี่ ปน็ เหตใุ หส้ น้ิ สดุ การเวยี นวา่ ยตายเกดิ ไดแ้ ก่ อรยิ ศลี อรยิ สมาธิ
อริยปัญญา และอริยวิมุตติ
๒. ปปตติ สูตร ว่าด้วยบุคคลผู้ตกจากธรรมวินัย หมายถึงบุคคลผู้ไม่ประกอบด้วย
อริยธรรม ๔ ประการ และบุคคลผไู้ ม่ตกจากธรรมวนิ ัย หมายถึงบคุ คลผู้ประกอบดว้ ยอริยธรรม
๔ ประการดงั กลา่ วแลว้ ในพระสตู รท่ี ๑
๓-๔. ปฐมขตสตู ร และ ทตุ ิยขตสูตร ตา่ งวา่ ดว้ ยเหตุให้ตนถกู กำ� จัด ซ่งึ หมายรวมถงึ
เหตไุ ม่ใหต้ นถูกก�ำจดั ด้วย คือ ทรงแสดงธรรมแบ่งเปน็ ๒ ฝ่าย ไดแ้ ก่ ฝ่ายอกศุ ลและฝ่ายกศุ ล
ฝ่ายละ ๔ ขอ้ ฝา่ ยอกศุ ลเป็นเหตุให้คนพาลบรหิ ารตนใหถ้ กู กำ� จัด ถกู ทำ� ลาย มคี วามเสยี หาย
ถูกผู้รู้ติเตียน และประสพสิ่งที่มิใช่บุญเป็นอันมาก ฝ่ายกุศลเป็นเหตุให้บัณฑิตบริหารตนไม่ให้
ถูกก�ำจัด ไม่ให้ถูกท�ำลาย ไม่มี ความเสียหาย ไม่ถูกผู้รู้ติเตียน ประสพบุญเป็นอันมาก
แต่พระสตู รท้ัง ๒ น้ใี ชห้ มวดธรรมต่างกนั
๕. อนุโสตสตู ร ว่าดว้ ยบุคคลผ้ไู ปตามกระแส จดั เปน็ บุคคลจ�ำพวก ๑ ใน ๔ จำ� พวก
บุคคลอีก ๓ จ�ำพวก คือ (๑) บคุ คลผูไ้ ปทวนกระแส (๒) บุคคลผมู้ ีภาวะตั้งม่ัน (๓) บคุ คลผ้ลู อย
บาปได้ ขา้ มถึงฝง่ั ด�ำรงอยู่บนบก บุคคลจำ� พวกที่ ๔ ดที ่สี ดุ
๖. อัปปัสสุตสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้มีสุตะน้อย ค�ำว่า “สุตะ” หมายถึงค�ำสอนของ
พระศาสดาท่ีมีองค์ ๙ เรียกว่า นวังคสัตถุสาสน์ ทรงแสดงบุคคลผู้มีสุตะไว้ ๔ จ�ำพวก
เปรียบเทียบกัน บุคคลจ�ำพวกที่ ๔ ดที ี่สุด
288 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระสุตตนั ตปิฎก
๗. โสภณสตู ร วา่ ด้วยบุคคลผู้ท�ำหมใู่ หง้ าม หมายถงึ บคุ คล ๔ จ�ำพวก คือ (๑) ภกิ ษุ
(๒) ภกิ ษณุ ี (๓) อุบาสก (๔) อุบาสกิ า ผเู้ ฉียบแหลม ได้รบั การแนะนำ� ดี แกลว้ กล้า เป็นพหสู ูต
ทรงธรรม ปฏบิ ัติธรรมสมควรแก่ธรรม
๘. เวสารัชชสูตร ว่าด้วยญาณเป็นเหตุให้แกล้วกล้า หมายถึงญาณท่ีเป็นเหตุให้
พระผู้มีพระภาคทรงประกาศอย่างกล้าหาญว่าไม่มีผู้ใดสามารถคัดค้านพระองค์ ด้วยเหตุผล
๔ ประการ พระสูตรนี้คล้ายกับสีหนาทสูตรที่ปรากฏในพระสุตตันตปิฎกหลายแห่ง ส่วนมาก
ทรงแสดงเพอ่ื ข่มฝา่ ยปรปั ปวาท
๙. ตัณหุปปาทสูตร ว่าด้วยเหตุเกิดแห่งตัณหา ในที่นี้หมายถึงเหตุเกิดแห่งตัณหา
ของภกิ ษุ ซึ่งมี ๔ ประการ ไดแ้ ก่ ปจั จัย ๔ คือ (๑) จีวร (๒) บณิ ฑบาต
(๓) เสนาสนะ (๔) ปัจจัยท่ีดแี ละดกี วา่
๑๐. โยคสูตร ว่าด้วยโยคะ หมายถึงกิเลสที่ผูกมัดสัตว์ไว้ในภพ ได้แก่ โยคะ ๔ คือ
(๑) กามโยคะ (๒) ภวโยคะ (๓) ทฏิ ฐิโยคะ (๔) อวชิ ชาโยคะ ทรงแสดงวา่ บคุ คลผ้ไู ม่รูค้ วามเกดิ
ความดับ สว่ นดแี ละส่วนเสยี ของกาม ภพ ทิฏฐิและอวิชชา และไม่รูเ้ ครือ่ งสลดั ธรรมเหล่านนั้
ออกไป เปน็ ผู้ไมป่ ลอดจากโยคะ สว่ นบคุ คลผูป้ ลอดจากโยคะมนี ัยตรงกนั ข้าม
๓.๑.๒ จรวรรค
จรวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยอิริยาบถเดิน ช่ือน้ีตั้งตามช่ือพระสูตรที่ ๑ ในวรรคน้ี
ซ่งึ มที ั้งหมด ๑๐ สตู ร แต่ละสตู รมีใจความส�ำคญั ดังนี้
๑. จรสูตร ว่าด้วยอิริยาบถเดิน ค�ำว่า อิริยาบถ แปลว่า การเคลื่อนไหวในท่าต่างๆ
ในท่นี ้หี มายรวมถงึ อิริยาบถ ๔ คอื เดนิ ยืน น่งั และนอน ทรงแสดงวา่ ในแตล่ ะอริ ยิ าบถนน้ั
หากบุคคลยังถูกอกุศลวิตก ๓ ประการครอบง�ำ ก็ช่ือว่าเป็นผู้เกียจคร้าน มีความเพียร
ยอ่ หย่อนตลอดไป ส่วนบุคคลผู้ไมถ่ กู อกุศลวติ ก ๓ ประการ ครอบงำ� มนี ัยตรงกันข้าม
๒. สีลสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้มีศีล หมายถึงผู้มีศีลสมบูรณ์ มีปาติโมกข์สมบูรณ์
มีปาติโมกขสังวรสมบูรณ์ เพียบพร้อมด้วยอาจาระและโคจร เห็นภัยในโทษแม้เล็กน้อย
ทรงแสดงว่าไม่ว่าบุคคลจะอยู่ในอิริยาบถใด คือ เดิน ยืน นั่ง และนอน ถ้าไม่ถูกนิวรณ์
๕ ประการครอบงำ� ทรงเรยี กวา่ ผู้ปรารภความเพยี ร อทุ ศิ กายและใจตอ่ เน่ืองตลอดไป
๓. ปธานสตู ร ว่าด้วยสัมมัปปธาน ซ่ึงแปลว่า ความเพียรชอบ ในท่ีนี้หมายถึงธรรม
๔ ประการ ซง่ึ เป็นธรรมหมวดหนงึ่ ในโพธปิ กั ขิยธรรม ๓๗ ประการ และเป็นอรยิ มรรคองคห์ น่ึง
คอื สมั มาวายามะใน
เลม่ ที่ ๑๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๒๑ 289
อริยมรรคมีองค์แปด ทรงแสดงว่าเป็นเหตุให้ครอบง�ำบ่วงมาร ถึงฝั่งแห่งชาติและ
มรณะได้ ใหล้ ่วงพน้ กองพลมารถึงสุขได้
๔. สังวรสูตร ว่าด้วยสังวรปธาน ซ่ึงแปลว่า เพียรระวัง เป็นความเพียรอย่าง ๑
ในความเพียร ๔ อย่าง ความเพียรอกี ๓ อยา่ ง คอื (๑) ปหานปธาน (เพยี รละ) (๒) ภาวนาปธาน
(เพียรเจริญ) (๓) อนุรักขนาปธาน (เพียรรกั ษา)
๕. ปญั ญตั ตสิ ตู ร วา่ ดว้ ยการบญั ญตั สิ ง่ิ ทเี่ ลศิ หมายถงึ การกำ� หนดยกยอ่ งผเู้ ปน็ เลศิ ของ
แต่ละประเภทในจำ� นวน ๔ ประเภท คอื (๑) ประเภทร่างกายใหญ่ ราหเู ปน็ เลศิ (๒) ประเภท
ผู้บริโภคกาม พระเจ้ามันธาตุเป็นเลิศ (๓) ประเภทผู้ยิ่งใหญ่ มารเป็นเลิศ (๔) พระตถาคต-
อรหนั ตสัมมาสมั พุทธเจ้า เปน็ เลศิ เหนอื กวา่ ผู้เป็นใหญ่ ทุกประเภท
๖. โสขมุ มสตู ร วา่ ดว้ ยโสขมุ มญาณ หมายถงึ ญาณเปน็ เครอื่ งกำ� หนดรลู้ กั ษณะ ละเอยี ด
ท่ีเกี่ยวกับรูป เวทนา สัญญา และสังขาร ซึ่งไม่มีญาณอ่ืนย่ิงกว่าน้ี ญาณทั้ง ๔ ประการน้ี
ถา้ ใครมกี จ็ ะเป็นเหตุให้เหน็ อนิจจงั ทกุ ขัง และอนัตตาได้
๗-๙. ปฐมอคติสูตร ทุติยอคติสูตร และ ตติยอคติสูตร ต่างว่าด้วยอคติ หมายถึง
อคติ ๔ ประการ มีฉันทาคติเป็นต้น ที่เป็นเหตุให้เสื่อมยศ และความไม่มีอคติ ๔ ประการ
เป็นเหตใุ หเ้ จริญด้วยยศ
๑๐. ภตั ตุทเทสกสตู ร วา่ ดว้ ยพระภตั ตุทเทสกะเลวและดี ภตั ตุทเทสกะ หมายถงึ ภิกษุ
ผู้ท�ำหน้าที่นิมนต์พระหรือแจกภัตต่างๆ มีสลากภัตเป็นต้น ในพระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคทรง
แสดงว่า ภตั ตทุ เทสกะผมู้ อี คติ ๔ เป็นภตั ตุทเทสกะเลว ส่วนภัตตุทเทสกะผู้ไมม่ ีอคติ ๔ เป็น
ภตั ตทุ เทสกะดี
๓.๑.๓ อุรุเวลวรรค
อรุ ุเวลวรรค แปลว่า หมวดว่าดว้ ยพทุ ธกจิ ในตำ� บลอรุ เุ วลา หมายถงึ พุทธกิจ เม่ือแรก
ตรัสรู้ ขณะประทับอยู่บริเวณต้นพระศรีมหาโพธ์ิ ช่ือวรรคน้ีตั้งตามช่ือพระสูตรท่ี ๑-๒
ในวรรคนี้ ซึง่ มีท้งั หมด ๑๐ สูตร แต่ละสูตรมใี จความสำ� คัญดงั นี้
๑-๒. ปฐมอรุ เุ วลสตู ร ทตุ ยิ อรุ เุ วลสตู ร ตา่ งวา่ ดว้ ยพทุ ธกจิ ในตำ� บลอรุ เุ วลา แตม่ ใี จความ
ต่างกนั ดังนี้ ในพระสตู รท่ี ๑ ทรงดำ� ริถงึ ส่งิ ทค่ี วรสักการะ เคารพ ยดึ ถือ เป็นหลัก ซึ่งเป็นเหตุ
ให้การบำ� เพ็ญศีล สมาธิ ปัญญา และวิมตุ ตสิ �ำเรจ็ สมบูรณ์ สิ่งทีค่ วรสกั การะเคารพและยดึ ถือ
เป็นหลกั คอื พระธรรม
ส่วนเน้อื ความในสูตรท่ี ๒ ทรงแสดงธรรมทที่ �ำให้เปน็ เถระ ๔ ประการ เพ่อื แกข้ ้อกล่าว
หาของบรรดาพราหมณ์ผู้ใหญ่ท่ีว่าพระองค์ไม่ทรงอภิวาท ไม่ทรงลุกรับพราหมณ์ผู้แก่ ผู้เฒ่า
290 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปิฎก
ผ้ใู หญ่ ผ้ลู ่วงกาลผา่ นวยั เพราะทรงเห็นวา่ พราหมณ์เหลา่ น้นั ไม่มเี ถรธรรม ๔ ประการ
๓. โลกสตู ร ว่าด้วยโลก ค�ำว่า โลก ในทีน่ ้หี มายถงึ ทุกขอรยิ สจั คอื ทรงแสดงว่า ตถาคต
ตรสั รโู้ ลก พรากจากโลก ตรสั รเู้ หตเุ กดิ แหง่ โลก ละเหตเุ กดิ แหง่ โลก ตรสั รคู้ วามดบั แหง่ โลก ทำ� ให้
แจ้งประจักษ์ความดับแห่งโลก ตรัสรู้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งโลก บ�ำเพ็ญข้อปฏิบัติให้ถึง
ความดับแหง่ โลก และทรงแสดงความหมาย ๔ ประการของคำ� ว่า ตถาคต
๔. กาฬการามสตู ร ว่าดว้ ยพุทธกิจในกาฬการาม พุทธกิจในทน่ี ้ี คือ ทรง แสดงธรรม
แก่ภิกษุในกาฬการาม ใจความส�ำคัญ คือ ทรงแสดงวิธีปฏิบัติ ๔ ประการ ในอารมณ์ท้ัง ๖
คือ รปู เสียง กลิ่น รส โผฏฐพั พะ และธรรมารมณ์ แต่ละอารมณ์ มวี ิธปี ฏบิ ตั ิ ๔ ประการ เชน่
เมือ่ เหน็ รูป กม็ ีวิธีปฏิบตั ิดงั นี้ (๑) ไม่ส�ำคญั วา่ ไดเ้ ห็น (๒) ไม่ส�ำคัญว่าไม่ได้เห็น (๓) ไม่สำ� คัญวา่
ตอ้ งไดเ้ หน็ (๔)ไม่สำ� คัญว่าเปน็ ผเู้ ห็น
๕. พรหมจรยิ สตู ร ว่าด้วยการประพฤติพรหมจรรย์ ซง่ึ มีจุดมุ่งหมาย ๔ ประการ คอื
(๑)เพ่ือส�ำรวมระวงั (๒) เพ่อื ละ (๓) เพอ่ื คลายก�ำหนดั (๔) เพือ่ ดับทุกข์
๖. กุหสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้หลอกลวง หมายถึงภิกษุผู้หลอกลวง กระด้าง ประจบ
ชอบวางท่า อวดดี เป็นผู้ไม่จริญงอกงามไพบูลย์ในพระธรรมวินัย ส่วนภิกษุผู้ไม่หลอกลวง
มีนยั ตรงกนั ขา้ ม คอื เป็นผเู้ จรญิ งอกงามไพบลู ยใ์ นพระธรรมวนิ ยั ค�ำว่า เจรญิ งอกงามไพบลู ย์
ตามนัยแห่งอรรถกถาหมายถงึ เจรญิ ดว้ ยคณุ ธรรม คอื ศีล สมาธิ ปัญญา และวมิ ตุ ติ
๗. สันตุฏฐิสูตร ว่าดว้ ยความสันโดษด้วยปจั จยั ๔ ปัจจัยในที่นี้หมายถึงปัจจัยที่มี
ค่าน้อย หาได้ง่าย และไม่มีโทษ ทรงแสดงว่า ความสันโดษนี้เป็นองค์ประกอบแห่งความเป็น
สมณะอยา่ งหนงึ่
๘. อรยิ วงั สสตู ร วา่ ดว้ ยอรยิ วงศ์ หมายถงึ วงศข์ องพระอรยิ ะทรี่ กู้ นั วา่ ลำ�้ เลศิ รกู้ นั มานาน
รู้กันว่าเป็นอริยวงศ์ เป็นของเก่า ไม่ถูกลบล้างท้ังในอดีต ปัจจุบันและอนาคต และไม่ถูก
สมณพราหมณผ์ รู้ คู้ ดั คา้ น คำ� วา่ พระอรยิ ะในทน่ี หี้ มายถงึ พระพทุ ธเจา้ พระปจั เจกพทุ ธเจา้ และ
สาวกของพระพุทธเจา้ ทรงแสดงวา่ ภิกษุผสู้ นั โดษด้วยจวี ร ๑ สันโดษด้วยบิณฑบาต ๑ สันโดษ
ดว้ ยเสนาสนะ ๑ ยนิ ดใี นภาวนา ๑ แตล่ ะอยา่ งช่อื วา่ ตง้ั อยูใ่ นอริยวงศ์
๙. ธมั มปทสตู ร ว่าดว้ ยธรรมบท คือ (๑) อนภิชฌา (ความไม่เพง่ เล็งอยากไดข้ องเขา)
(๒) อพยาบาท (ความไม่คดิ ร้าย) (๓) สมั มาสติ (ความระลกึ ชอบ) (๔) สมั มาสมาธิ (ความตัง้ จติ
มน่ั ชอบ) ทรงแสดงวา่ เป็นธรรมท่รี กู้ นั ว่าล้�ำเลศิ รูก้ นั มานาน รู้กันว่าเป็นอรยิ วงศ์ เป็นของเก่า
ไม่ถกู ลบลา้ งทง้ั ในอดีต ปจั จุบัน และอนาคต และไม่ถูกสมณพราหมณ์ผู้รู้คดั ค้าน
๑๐. ปริพพาชกสตู ร วา่ ดว้ ยปรพิ าชก สาระสำ� คญั ของพระสตู รน้ี คอื ทรง แสดงหลัก
ธรรม ๔ ประการเหมือนในธัมมปทสูตร และทรงแสดงฐานะ ๔ ประการท่ี ผู้ต�ำหนิคัดค้าน
เล่มท่ี ๑๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๒๑ 291
ธรรม ๔ ประการน้ันจะไดร้ ับ เช่น ถ้าติเตียน คัดคา้ นอนภิชฌา กช็ อ่ื ว่าเปน็ ผบู้ ูชาสรรเสรญิ
สมณพราหมณผ์ ู้มอี ภิชฌา มีราคะแรงกลา้ ในกามทั้งหลาย
๓.๑.๔ จักกวรรค
จักกวรรค แปลวา่ หมวดว่าดว้ ยจกั ร ช่อื วรรคนี้ตง้ั ตามช่ือของพระสูตรท่ี ๑ ในวรรคนี้
ซ่ึงมที ง้ั หมด ๑๐ สูตร แต่ละสูตรมใี จความสำ� คญั ดังนี้
๑. จกั กสูตร ว่าดว้ ยจกั ร ๔ ประการ คือ คุณสมบตั ิท่เี ป็นเหตใุ ห้บุคคลเจรญิ รุ่งเรอื ง
๒. สงั คหสตู ร วา่ ดว้ ยสงั คหวตั ถุ หมายถงึ หลกั ธรรมสำ� หรบั สงเคราะหค์ นในสงั คม เหมอื น
ลมิ่ สลักที่ยึดคุมรถไว้ เปน็ หลักธรรมสำ� หรับนักปกครองค่กู ับพรหมวิหารธรรม มี ๔ ประการ คอื
(๑) การให้ (๒) วาจาเปน็ ที่รกั (๓) การประพฤติประโยชน์ (๔) การวางตนสม่ำ� เสมอ
๓. สหี สตู ร ว่าด้วยพญาราชสหี ์ คอื ทรงแสดงเปรียบเทยี บวา่ การบันลอื สหี นาทของ
พญาราชสีห์ท�ำให้สัตว์ท้ังหลายกลัว หวาดหว่ัน และสะดุ้ง เช่นเดียวกับ การแสดงธรรมของ
พระตถาคตอรหนั ตสมั มาสัมพุทธเจา้ ทีท่ �ำใหพ้ วกเทวดามิจฉาทิฏฐิ กลัว หวาดหว่ัน และสะดุ้ง
๔. อัคคัปปสาทสูตร ว่าด้วยความเล่ือมใสในส่ิงที่เลิศ สิ่งท่ีเลิศในท่ีน้ีหมายถึง
(๑) พระพทุ ธ (๒) อรยิ มรรค (๓) วริ าคธรรม (๔) อรยิ สงฆ์ ทรงแสดงวา่ ผู้เล่ือมใส ในส่ิงท่เี ลิศ
ย่อมไดผ้ ลอนั เลศิ คอื อายุ วรรณะ ยศ เกยี รติ สขุ และพละ
๕. วัสสการสูตร ว่าด้วยวัสสการพราหมณ์ ซึ่งเป็นมหาอ�ำมาตย์แห่งแคว้นมคธ
วสั สการพราหมณ์ได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคแล้วกราบทูลเรื่องธรรมของมหาบุรุษ ๔ ประการ
คือ (๑) เป็นพหูสูต (๒) มีสติ (๓) เป็นคนขยัน (๔) มีปัญญา พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
พระองค์ไม่ทรงเห็นชอบ ไม่ทรงคัดค้าน แต่ทรงแสดง หลักธรรมของมหาบุรุษ ๔ ประการ
ตามที่ทรงบัญญัติไว้ คือ (๑) มีกัลยาณธรรม (๒) ถึงความเชี่ยวชาญในจิต (๓) ได้ฌาน ๔
(๔) ไดเ้ จโตวมิ ุตติ ปญั ญาวิมุตติ
๖. โทณสูตร ว่าด้วยโทณพราหมณ์ คือ โทณพราหมณ์ทูลถามพระผู้มีพระภาค ว่า
พระองค์ทรงเป็นเทวดา คนธรรพ์ ยกั ษ์ หรอื มนษุ ย์ ตรสั ตอบวา่ พระองคม์ ไิ ด้ ทรงเปน็ เทวดา
คนธรรพ์ ยักษ์ และมนุษย์ เพราะทรงละอาสวะท้ังหลายท่ีท�ำให้เป็นเทวดา คนธรรพ์ ยักษ์
และมนุษยไ์ ด้หมดแลว้
๗. อปรหิ านิยสูตร วา่ ดว้ ยอปรหิ านยิ ธรรม ซง่ึ หมายถงึ ธรรมท่ีเปน็ เหตุให้ภิกษไุ มเ่ สอื่ ม
และอยใู่ กลน้ พิ พาน มี ๔ ประการ คอื (๑) สมบรู ณด์ ว้ ยศลี (๒) คมุ้ ครอง ทวารในอนิ ทรยี ท์ ง้ั หลาย
(๓) รูจ้ ักประมาณในการบริโภค (๔) ประกอบความเพียรเครื่องตน่ื อยู่เนือง ๆ
292 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก
๘. ปฏิลีนสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้หลีกเร้น ซ่ึงเป็นองค์คุณของภิกษุผู้เป็นอริยบุคคล เป็น
บคุ คลประเภท ๑ ในบคุ คล ๔ ประเภท บคุ คลอกี ๓ ประเภท คอื (๑) ผมู้ ปี จั เจกสจั จะอนั บรรเทา
ได้ (๒) ผู้มกี ารแสวงหาอันสละได้ดี (๓) ผู้มกี ายสังขารอนั ระงับได้ (๔) ผ้หู ลกี เรน้
๙. อุชชยสตู ร วา่ ด้วยปัญหาของอชุ ชยพราหมณ์ คือ อชุ ชยพราหมณ์ทลู ถามพระองค์
วา่ พระองคก์ ท็ รงสรรเสรญิ ยญั เหมอื นกนั หรอื ทรงตอบวา่ ไมท่ รงสรรเสรญิ การบชู ายญั ๔ อยา่ ง
คอื (๑) ยัญท่ีมีการฆ่าโค (๒) ยญั ท่มี กี ารฆา่ แพะแกะ (๓) ยญั ที่มีการฆ่าไก่สุกร (๔) ยัญท่ีท�ำให้
สัตว์ต่าง ๆ ได้รับความเดอื ดร้อน แตท่ รง สรรเสรญิ การบชู ายญั ทตี่ รงกันขา้ มจากนี้
๑๐. อุทายิสูตร วา่ ดว้ ยปญั หาของอทุ ายิพราหมณ์ ใจความส�ำคัญของพระสูตร นค้ี ลา้ ย
กบั อุชชยสตู ร
๓.๑.๕ โรหติ ัสสวรรค
โรหติ ัสสวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ด้วยโรหิตัสสเทพบุตร ชอ่ื วรรคนต้ี ง้ั ตามชื่อพระสูตรท่ี
๕-๖ ในวรรคน้ี ซ่งึ มีทัง้ หมด ๑๐ สตู ร แต่ละสูตรมีใจความสำ� คัญ ดังน้ี
๑. สมาธิภาวนาสูตร ว่าด้วยสมาธิภาวนา หมายถึงสมาธิภาวนาท่ีมีจุดประสงค์ ๔
ประการ คือ (๑) เพอื่ อย่เู ปน็ สขุ ในปัจจบุ ัน (๒) เพ่ือญาณทสั สนะ (๓) เพือ่ สตสิ ัมปชญั ญะ (๔)
เพื่อความสนิ้ อาสวะ
๒. ปัญหพยากรณสูตร ว่าด้วยวิธีการตอบปัญหา หมายถึงการตอบตามเน้ือหา
ของปัญหาซ่ึงมี ๔ ประการ คือ (๑) เอกังสพยากรณียปัญหา ปัญหาท่ีควรตอบโดยนัยเดียว
(๒) วิภชั ชพยากรณียปญั หา ปัญหาทค่ี วรแยกตอบ (๓) ปฏิปจุ ฉาพยากรณียปัญหา ปญั หาที่ควร
ตอบโดยยอ้ นถาม (๔) ฐปนยี ปัญหา ปญั หาท่คี วรงดตอบ
๓-๔. ปฐมโกธครุสตู ร ทตุ ยิ โกธครสุ ตู ร ตา่ งว่าด้วยบุคคลผมู้ กั โกรธ แตม่ สี าระสำ� คัญ
ต่างกันดังน้ี ในพระสูตรท่ี ๑ ทรงจ�ำแนกบุคคลที่ไม่เคารพสัทธรรม ๔ จ�ำพวก คือ (๑) ผู้มัก
โกรธ (๒) ผู้มักลบหลู่ (๓) ผเู้ หน็ แกล่ าภ (๔) ผ้เู หน็ แกส่ กั การะ และบุคคลท่เี คารพสัทธรรมอกี
๔ จำ� พวกซง่ึ มนี ยั ตรงกนั ขา้ ม ในพระสตู รท่ี ๒ ทรงจำ� แนกลกั ษณะของบคุ คลผไู้ มเ่ คารพสทั ธรรม
๔ ประการ และลักษณะของบคุ คลผูเ้ คารพสทั ธรรมอีก ๔ ประการ ซ่งึ มนี ัยเหมอื นพระสูตรที่ ๑
๕-๖. โรหติ สั สสตู ร ทตุ ยิ โรหติ สั สสตู ร ตา่ งวา่ ดว้ ยโรหติ สั สเทพบตุ ร คอื โรหติ สั สเทพบตุ ร
ทลู ถามเร่ืองทีส่ ดุ แห่งโลกท่สี ตั วไ์ มเ่ กดิ ไมแ่ ก่ ไม่ตาย ไมจ่ ตุ ิ ไมอ่ บุ ัติ วา่ พงึ รู้ พึงเห็น พึงถึงได้ด้วย
การไปหรอื ไม่ พระองคท์ รงปฏเิ สธวาทะเชน่ นน้ั แลว้ ทรงบญั ญตั โิ ลก ความเกดิ แหง่ โลก ความดบั
แหง่ โลก และขอ้ ปฏบิ ตั ใิ หถ้ งึ ความดบั แหง่ โลกในรา่ งกายซง่ึ มปี ระมาณวาหนง่ึ มสี ญั ญา มใี จนเี้ อง
เลม่ ท่ี ๑๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๑ 293
๗. สวุ ิทรู สูตร ว่าด้วยส่ิงท่ีอยู่ห่างไกลกันเหลือเกิน หมายถึงสิ่งที่ตรงกันข้ามเป็นคู่ๆ
ในท่นี ม้ี ี ๔ คู่ คอื (๑) ทอ้ งฟ้ากับแผ่นดนิ (๒) ฝ่ังน้กี บั ฝง่ั โน้นของทะเล (๓) จุดทดี่ วงอาทติ ย์ข้ึน
กบั จดุ ท่ดี วงอาทิตยต์ ก (๔) ธรรมของสตั บุรษุ กับธรรมของอสัตบรุ ษุ
๘. วิสาขสูตร ว่าด้วยการแสดงธรรมของวิสาขปัญจาลิบุตร หมายถึงลีลาการ แสดง
ธรรม ๔ ประการของวสิ าขปญั จาลบิ ุตร คือ (๑) ชแี้ จงใหเ้ หน็ ชดั (๒) ชวนใจให้ อยากรบั เอาไป
ปฏบิ ัติ (๓) เรา้ ใจใหอ้ าจหาญแกลว้ กลา้ (๔) ปลอบชโลมใจใหส้ ดช่ืน รา่ เรงิ
๙. วิปัลลาสสูตร ว่าด้วยวิปลาส ค�ำว่า วิปลาส ในที่น้ีหมายถึงความเห็น หรือความ
เข้าใจคลาดเคลอ่ื นจากสภาพที่เป็นจริง แบ่งเปน็ ๓ อย่าง คือ (๑) สญั ญาวิปลาส (ส�ำคญั ผดิ )
(๒) จติ วิปลาส (คิดผดิ ) (๓) ทฏิ ฐวิ ปิ ลาส (เหน็ ผิด) แตล่ ะประเภทแบง่ ยอ่ ยออกเปน็ ๔ อย่าง คือ
สญั ญาวปิ ลาสในสงิ่ ทไี่ มเ่ ทย่ี งวา่ เทยี่ ง ในสง่ิ ทเ่ี ปน็ ทกุ ขว์ า่ เปน็ สขุ ในสง่ิ ทเี่ ปน็ อนตั ตาวา่ เปน็ อตั ตา
และในสงิ่ ทไี่ มง่ ามวา่ งาม จติ วปิ ลาสและทฏิ ฐวิ ปิ ลาสกม็ นี ยั เดยี วกบั สญั ญาวปิ ลาส นอกจากนยี้ งั
ว่าด้วยหลกั ธรรมท่ีตรงกนั ขา้ ม คอื ทีม่ ิใช่วปิ ลาสไว้ด้วย
๑๐. อุปักกิเลสสูตร ว่าด้วยส่ิงมัวหมอง คือ ทรงแสดงส่ิงท่ีเป็นเหตุให้ดวงจันทร์
ดวงอาทิตย์ สมณพราหมณ์มัวหมอง ไม่ส่องแสง ไม่สว่าง ไม่รุ่งเรืองเปรียบเทียบกัน คือ
สงิ่ มวั หมองของดวงจนั ทรด์ วงอาทติ ยม์ ี ๔ อยา่ ง ไดแ้ ก่ (๑) เมฆ (๒) หมอก (๓) ควนั และฝนุ่ ละออง
(๔) ราหู สง่ิ มวั หมองของสมณพราหมณม์ ี ๔ อยา่ ง ไดแ้ ก่ (๑) ดม่ื สรุ าและเมรยั (๒) เสพเมถนุ ธรรม
(๓) ยินดที องและเงิน (๔) ด�ำเนินชวี ติ ดว้ ยมจิ ฉาชพี
๓.๒ ทตุ ยิ ปัณณาสก์
๓.๒.๑ ปุญญาภสิ ันทวรรค
ปญุ ญาภิสันทวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยห้วงบญุ กศุ ล ช่อื วรรคนต้ี ้ังตามชอ่ื พระสูตร
ที่ ๑-๒ ในวรรคน้ี ซ่งึ มีท้งั หมด ๑๐ สตู ร แตล่ ะสตู รมีใจความสำ� คัญ ดงั นี้
๑-๒. ปฐมปุญญาภิสันทสูตร ทุติยปุญญาภิสันทสูตร ต่างว่าด้วยห้วงบุญกุศล แต่มี
ข้อตา่ งกนั คอื ในพระสตู รท่ี ๑ ทรงแสดงหว้ งบญุ กศุ ลที่เกดิ ขึน้ แกท่ ายกผู้ถวายปัจจยั แก่ภกิ ษุ
ผปู้ ฏบิ ตั ธิ รรมแลว้ บรรลเุ จโตวมิ ตุ ตทิ ปี่ ระมาณไมไ่ ด้ ปจั จยั ๔ ในทนี่ ี้ คอื จวี ร บณิ ฑบาต เสนาสนะ
และคลิ านปจั จยั เภสชั ชบริขาร สว่ นในพระสตู รท่ี ๒ ทรงแสดงหว้ งบุญกุศลทเี่ กดิ จากการปฏบิ ัติ
ธรรม ๔ ประการ คือ (๑) มีความเล่อื มใสไมห่ วัน่ ไหวในพระพทุ ธ (๒) มีความเลือ่ มใสไม่หว่นั ไหว
ในพระธรรม (๓) มีความเลอื่ มใสไมห่ วนั่ ไหวในพระสงฆ์ (๔) มีอรยิ กนั ตศลี
294 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตนั ตปิฎก
๓-๔. ปฐมสงั วาสสตู ร ทตุ ิยสงั วาสสูตร ตา่ งวา่ ดว้ ยการอยรู่ ่วมกัน คอื ทรงแสดงการ
อยู่ร่วมกันระหวา่ งสามีกบั ภรรยาไว้ ๔ แบบ ได้แก่ (๑) สามีทุศลี กับภรรยาทศุ ลี เรียกว่าการอยู่
รว่ มกนั แบบสามผี กี บั ภรรยาผี (๒) สามที ศุ ลี กบั ภรรยามศี ลี เรยี กวา่ การอยรู่ ว่ มกนั แบบสามผี กี บั
ภรรยาเทวดา (๓) สามีมีศลี กบั ภรรยาทุศีล เรียก ว่าการอยู่รว่ มกนั แบบสามเี ทวดากับภรรยาผี
(๔) สามมี ศี ลี กับภรรยามศี ีล เรยี กวา่ การอยู่รว่ มกันแบบสามเี ทวดากับภรรยาเทวดา ขอ้ แตก
ตา่ งของพระสตู รทั้ง ๒ นี้ คือ พระสูตรที่ ๑ ทรงแสดงแกช่ าวบา้ น ส่วนพระสตู รที่ ๒ ทรงแสดง
แกภ่ กิ ษุ
๕-๖. ปฐมสมชีวีสูตร ทตุ ิยสมชวี ีสตู ร ว่าด้วยผมู้ ธี รรมเป็นเครอื่ งอยเู่ สมอกัน หมายถงึ
สามีและภรรยาต่างก็มีธรรม ๔ ประการเหมือนกัน คือ (๑) มีศรัทธา (๒) มีศีล (๓) มีจาคะ
(๔) มปี ัญญา
๗. สุปปวาสาสูตร ว่าด้วยสุปปวาสาโกฬิยธิดา คือ ทรงแสดงธรรมแก่นางสุปปวาสา
โกฬยิ ธดิ าเรอื่ งฐานะ(ผล)ของทาน ๔ ประการ ทง้ั ท่เี กิดแกป่ ฏคิ คาหก (ผู้ รบั ทาน) และทายก
(ผ้ใู หท้ าน) ฐานะ ๔ ประการของปฏคิ คาหก คือ (๑) อายุ (๒) วรรณะ (๓) สุข (๔) พละ ฐานะ
๔ ประการของทายก คือ อายุ วรรณะ สขุ และพละที่เปน็ ของทพิ ยห์ รอื เปน็ ของมนุษย์
๘. สุทตั ตสตู ร ว่าดว้ ยสทุ ัตตคหบดี คำ� วา่ สุทัตตคหบดี ในท่ีน้ีคอื อนาถบิณฑกิ เศรษฐี
ใจความสำ� คัญของพระสูตรนเี้ หมอื นกบั สุปปวาสาสูตร
๙. โภชนสตู ร วา่ ดว้ ยทายกผ้ใู หโ้ ภชนะ ใจความส�ำคญั ของพระสตู รน้เี หมอื นพระสูตร
ท่ี ๗-๘
๑๐. คหิ สิ ามจี สิ ตู ร วา่ ดว้ ยการปฏบิ ตั ปิ ฏปิ ทาทเี่ หมาะสมแกค่ ฤหสั ถ์ หมายถงึ การบำ� รงุ
ภกิ ษสุ งฆ์ด้วยปัจจยั ๔ คือ จวี ร บณิ ฑบาต เสนาสนะ และคลิ านปจั จัย-เภสชั ชบริขาร ท่เี ปน็
เหตใุ หไ้ ดย้ ศ เป็นไปเพอื่ ให้เกิดในสวรรค์
๓.๒.๒ ปัตตกัมมวรรค
ปัตตกัมมวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยกรรมอันสมควร ช่ือวรรคนี้ต้ังตามชื่อพระสูตร
ที่ ๑ ในวรรคน้ี ซง่ึ มีทง้ั หมด ๑๐ สูตร แต่ละสตู รมใี จความสำ� คญั ดงั นี้
๑. ปัตตกัมมสูตร ว่าด้วยกรรมอันสมควร หมายถึงการใช้จ่ายทรัพย์ให้เกิดประโยชน์
ตามสมควรใน ๔ กรณี คือ (๑)ใช้เลี้ยงตนเองและพวกพ้อง (๒) ใช้ป้องกัน อันตรายต่างๆ
(๓) ใช้เสียค่าภาษอี ากรตา่ งๆ (๔) ใชบ้ ำ� เพญ็ บุญกุศลต่างๆ ในตอนตน้ ของพระสตู รนท้ี รงแสดง
สิง่ ท่นี า่ ปรารถนา ๔ ประการ คอื (๑) โภคะ (๒) ยศ (๓) อายุ (๔) สุคติโลกสวรรค์ ซึง่ เปน็ เหตุ
เล่มที่ ๑๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๑ 295
ให้เกิดกรรมอันสมควรดังกล่าวข้างต้น และทรงแสดง ที่มาของส่ิงที่น่าปรารถนา ๔ ประการ
ไวด้ ้วย ไดแ้ ก่ (๑) สทั ธาสมั ปทา (๒) สีลสมั ปทา (๓) จาคสมั ปทา (๔) ปญั ญาสัมปทา
๒. อานัณยสตู ร ว่าด้วยสขุ เกิดจากความไมเ่ ป็นหนี้ ซึ่งเปน็ สขุ ของคฤหสั ถอ์ ย่าง ๑ ใน
สุข ๔ อยา่ ง สขุ อีก ๓ อยา่ ง คอื (๑) สุขเกดิ จากความมที รพั ย์ (๒) สุข เกิดจากการใชจ้ ่ายทรัพย์
(๓) สุขเกดิ จากความประพฤติที่ไม่มีโทษ
๓. พรหมสตู ร ว่าดว้ ยสกลุ ท่ีมีพรหม ซงึ่ เป็นชือ่ ๑ ของสกุลทบ่ี ุตรบชู ามารดาบิดาใน
เรอื นในจ�ำนวน ๔ ชอ่ื อีก ๓ ชอ่ื คือ (๑) สกลุ ทมี่ ีบรุ พาจารย์ (๒) สกลุ ทีม่ บี รุ พเทพ (๓) สกุลที่
มีอาหไุ นยบุคคล
๔. นิรยสูตร วา่ ดว้ ยธรรมเปน็ เหตใุ หเ้ กดิ ในนรก หมายถงึ อกศุ ลธรรม ๔ ประการ คอื
(๑) ฆ่าสัตว์ (๒) ลกั ทรพั ย์ (๓) ประพฤติผิดในกาม (๔) พูดเท็จ
๕. รูปสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้ถือรูปเป็นประมาณ ซึ่งเป็นบุคคลจ�ำพวก ๑ ในบุคคล ๔
จ�ำพวก บคุ คลอกี ๓ จำ� พวก คอื (๑) บุคคลผ้ถู ือเสียงเปน็ ประมาณ (๒) บคุ คลผถู้ ือความเศรา้
หมองเป็นประมาณ (๓) บุคคลผูถ้ อื ธรรมเป็นประมาณ
๖. สราคสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้มีราคะ ซ่ึงเป็นบุคคลจ�ำพวก ๑ ในบุคคล ๔ จ�ำพวก
บุคคลอีก ๓ จำ� พวก คอื (๑) บคุ คลผ้มู โี ทสะ (๒) บคุ คลผู้มโี มหะ (๓) บุคคลผมู้ มี านะ
๗. อหิราชสตู ร ว่าดว้ ยตระกูลพญางู มี ๔ ตระกลู คือ (๑) ตระกลู วิรปู กั ษ์ (๒) ตระกลู
เอราปถะ (๓) ตระกูลฉพั ยาบุตร (๔) ตระกูลกณั หาโคตมกะ ทรงแสดงว่า ถ้าภิกษุแผเ่ มตตาจิต
ไปยังตระกลู พญางทู ้งั ๔ ตระกลู น้ี ก็จะไม่ถกู สรรพสัตว์รบกวน
๘. เทวทัตตสูตร ว่าด้วยพระเทวทัต คือ ทรงแสดงว่าลาภสักการะและชื่อเสียงท่ี
เกิดขึ้นแก่พระเทวทัต เกิดขึ้นเพื่อท�ำลายตัวเอง เหมือนผลกล้วยฆ่าต้นกล้วย ขุยไผ่ฆ่าต้นไผ่
ดอกออ้ ฆ่าต้นออ้ และลูกม้าอสั ดรฆ่าแม่ม้า
๙. ปธานสูตร ว่าด้วยปธาน คือ (๑) สังวรปธาน(เพียรระวัง) (๒) ปหานปธาน
(เพยี รละ) (๓) ภาวนาปธาน (เพียรเจรญิ ) (๔) อนรุ กั ขนาปธาน (เพียรรักษา)
๑๐. อธมั มกิ สตู ร วา่ ดว้ ยพระราชาผไู้ มต่ ง้ั อยใู่ นธรรมและผตู้ ง้ั อยใู่ นธรรม คอื ทรงแสดงวา่
ถา้ พระราชาไม่ตงั้ อยูใ่ นธรรม ขา้ ราชการ พราหมณ์ คหบดี ชาวนิคม และชาวชนบทก็ไม่ตง้ั อยู่
ในธรรม ซง่ึ เปน็ เหตใุ ห้ดวงจันทร์ ดวงอาทติ ย์ ดวงดาวโคจร ผิดปกติ ปรากฏการณธ์ รรมชาติ
จงึ ผดิ ปกติ ยงั ผลใหพ้ ชื พนั ธธ์ุ ญั ญาหาร เชน่ ขา้ วกลา้ ออกรวงสกุ ไมพ่ รอ้ มกนั เมอ่ื ประชาชนบรโิ ภค
เขา้ ไป ก็จะกอ่ ให้เกิดผลเสยี ๔ ประการ คือ (๑) มอี ายนุ อ้ ย (๒) มผี ิวพรรณไม่ดี (๓) มีก�ำลงั
ไมด่ ี (๔) มคี วามเจ็บป่วยมาก ทรงแสดงตอ่ ไปอีกว่า ถา้ พระราชาต้งั อยู่ในธรรม ก็จะเกดิ ผลดี
๔ ประการ ซึง่ มีนัยตรงกันข้าม
296 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปิฎก
๓.๒.๓ อปณั ณกวรรค
อปณั ณกวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ดว้ ยขอ้ ปฏบิ ตั ทิ ไ่ี มผ่ ดิ ชอ่ื วรรคนตี้ ง้ั ตามสาระสำ� คญั ของ
พระสตู รที่ ๑-๒ ในวรรคน้ี ซ่งึ มที ัง้ หมด ๑๐ สตู ร แต่ละสูตรมีใจความส�ำคญั ดังน้ี
๑. ปธานสตู ร วา่ ดว้ ยความเพยี รเปน็ เหตสุ นิ้ อาสวะ ซง่ึ เปน็ ขอ้ ปฏบิ ตั ทิ ไี่ มผ่ ดิ ๔ ประการ
คือ (๑) มศี ลี (๒) เปน็ พหสู ูต (๓) ปรารภความเพยี ร (๔) มปี ัญญา
๒. สัมมาทิฏฐิสูตร ว่าด้วยสัมมาทิฏฐิเป็นเหตุส้ินอาสวะ ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติท่ีไม่ผิด
๔ ประการ คอื (๑) เนกขัมมวติ ก (๒) อพยาบาทวติ ก (๓) อวิหิงสาวิตก (๔) สมั มาทิฏฐิ
๓. สัปปุริสสูตร ว่าด้วยธรรมของอสัตบุรุษและสัตบุรุษ คือ ทรงแสดงลักษณะ ของ
อสตั บรุ ษุ เปรยี บเทยี บกบั ของสตั บรุ ษุ ฝา่ ยละ ๔ ประการ เพอื่ สอนภกิ ษทุ งั้ หลาย ใหม้ คี วามละอาย
มีความเกรงกลัวในพุทธบริษัทท้ัง ๔ เหมือนหญิงสะใภ้เม่ือแรกเข้าสู่ตระกูลสามีมีความเคารพ
มีความเกรงกลวั ต่อคนในตระกลู สามี ลักษณะของ อสตั บรุ ษุ ๔ ประการ คอื (๑) ชอบเปิดเผย
ขอ้ เสยี หายของคนอน่ื (๒) ไมช่ อบเปดิ เผยขอ้ ดขี องคนอน่ื (๓) ไมย่ อมเปดิ เผยขอ้ เสยี หายของตน
(๔) ชอบเปิดเผยข้อดีของตน ส่วนลักษณะของสตั บุรษุ มีนัยตรงกนั ขา้ ม
๔-๕. ปฐมอัคคสูตร ทุติยอัคคสูตร ต่างว่าด้วยธรรมอันเลิศ แต่เป็นหัวข้อ ธรรม
ตา่ งหมวดกนั คือ ธรรมอันเลิศ ๔ ประการในสตู รที่ ๑ ไดแ้ ก่ (๑) ศีล (๒) สมาธิ (๓) ปญั ญา
(๔) วิมุตติ ส่วนในสูตรที่ ๒ ไดแ้ ก่ (๑) รูป (๒) เวทนา (๓) สัญญา (๔) ภพ
๖. กุสนิ ารสตู ร ว่าด้วยพุทธกิจในกรุงกุสนิ ารา ซง่ึ หมายถึงพุทธกจิ ในขณะท่ีประทบั อยู่
ณ สาลวนั ของเจา้ มลั ละ กอ่ นเสดจ็ ดบั ขนั ธปรนิ พิ พาน คอื ทรงเปดิ โอกาสใหภ้ กิ ษใุ นทนี่ น้ั ทลู ถาม
ขอ้ สงสยั หรือความเคลือบแคลงใน (๑) พระพทุ ธ (๒) พระธรรม (๓) พระสงฆ์ (๔) มรรคหรือ
ปฏปิ ทา แตไ่ มม่ ภี กิ ษสุ งสยั ไมส่ อบถามเลย ไดน้ งิ่ เงยี บ พระองคต์ รสั ซำ�้ ถงึ ๓ ครงั้ กไ็ มม่ ใี ครทลู ถาม
เลย เพราะภกิ ษเุ หลา่ นนั้ เปน็ พระอรยิ บคุ คลทง้ั หมด ชนั้ ตำ�่ สดุ เปน็ โสดาบนั (คอื ทา่ นพระอานนท)์
๗. อจนิ เตยยสูตร วา่ ด้วยอจนิ ไตย คือ เร่อื งท่ไี ม่ควรคดิ มี ๔ ประการ คอื (๑) พุทธวิสยั
(๒) ฌานวสิ ยั (๓) วิบากแห่งกรรม (๔) ความคิดเรอื่ งโลก (ตามแนวอภิปรัชญา) ซึ่งถา้ ใครคิด
เรอ่ื งเหลา่ นีอ้ าจเป็นบา้ หรือเดอื ดรอ้ น
๘. ทักขิณสูตร ว่าด้วยความบริสุทธ์ิแห่งทักษิณา หมายถึงความบริสุทธิ์ท้ังส่วนของ
ทายกและของปฏิคาหก คือ ทายกมีศีล มีกัลยาณธรรม และปฏิคาหกมีศีล มีกัลยาณธรรม
ด้วย โดยทรงเปรยี บเทียบใหเ้ ห็นลกั ษณะทไี่ มบ่ ริสุทธิอ์ กี ๓ ประการ คือ (๑) บริสทุ ธิ์ฝา่ ยทายก
แต่ไม่บริสุทธ์ิฝ่ายปฏิคาหก (๒) บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก แต่ไม่บริสุทธ์ิฝ่ายทายก (๓) ไม่บริสุทธิ์
ท้ัง ๒ ฝ่าย ทรงแสดงว่า ถ้าทักษิณามีความบริสุทธิ์ท้ัง ๒ ฝ่าย ก็จะท�ำให้การเพ็ญทานมี
ความบริสุทธ์ิเตม็ ท่ี
เล่มท่ี ๑๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๒๑ 297
๙. วณชิ ชสตู ร วา่ ดว้ ยเหตใุ หก้ ารคา้ ขายขาดทนุ หรอื ไดก้ ำ� ไร หมายถงึ เหตุ ๔ ประการ คอื
(๑) คนทปี่ วารณาจะถวายปจั จยั แกส่ มณะหรอื พราหมณต์ ามทท่ี า่ นประสงคแ์ ลว้ ไมถ่ วาย ชาตติ อ่
ไปจะคา้ ขายขาดทนุ (๒) คนทปี่ วารณาจะถวายปจั จยั แกส่ มณะหรอื พราหมณต์ ามทท่ี า่ นประสงค์
แตไ่ มถ่ วายตามทท่ี า่ นประสงค์ ชาตติ อ่ ไปจะคา้ ขายไมไ่ ดก้ ำ� ไรตามทปี่ ระสงค์ (๓) คนทปี่ วารณา
จะถวายปจั จัยแกส่ มณะหรือ พราหมณ์ตามท่ที า่ นประสงค์ และถวายตามที่ท่านประสงค์ ชาติ
ตอ่ ไปจะคา้ ขายได้ กำ� ไรตามทปี่ ระสงค์ (๔) คนทป่ี วารณาจะถวายปจั จยั แกส่ มณะหรอื พราหมณ์
ตามทีท่ ่านประสงค์ แต่ถวายเกินกว่าทีท่ า่ นประสงค์ ชาตติ ่อไปจะคา้ ขายไดก้ ำ� ไรเกินคาด
๑๐. กมั โพชสูตร วา่ ดว้ ยเหตุให้มาตคุ าม(สตร)ี ไปแควน้ กมั โพชะไม่ได้ ค�ำว่า เหตุ ในที่น้ี
หมายถึงธรรม ๔ ประการ คือ (๑) มักโกรธ (๒) ชอบริษยา (๓) ตระหน่ี (๔) ไม่มีปัญญา
ทรงแสดงว่า ถ้ามาตคุ ามมีธรรม ๔ ประการนกี้ ็จะน่งั ในสภาไมไ่ ด้ ทำ� งานใหญไ่ ม่ได้ ไปตา่ งเมอื ง
เช่น แคว้นกัมโพชะกไ็ ม่ได้ แตถ่ ้าปราศธรรม ๔ เหลา่ น้ีกม็ ีนยั ตรงกันขา้ ม
๓.๒.๔ มจลวรรค
มจลวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ดว้ ยสมณะผไู้ ม่หว่นั ไหว ชอ่ื วรรคน้ีตง้ั ตามสาระสำ� คัญของ
พระสูตรท่ี ๗-๑๐ ในวรรคน้ี ซึง่ มีทั้งหมด ๑๐ สูตร แต่ละสตู รมีใจความส�ำคญั ดังน้ี
๑. ปาณาติปาตสูตร ว่าด้วยผฆู้ า่ สัตวแ์ ละผู้เว้นขาดจากการฆา่ สตั ว์ คอื ทรงแสดงธรรม
แบ่งเป็น ๒ ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายอกุศลและฝ่ายกุศลฝ่ายละ ๔ ข้อ ฝ่ายอกุศล เป็นเหตุให้บุคคล
ไปนรก ฝ่ายกุศลเป็นเหตุให้บุคคลไปสวรรค์ ผฆู้ ่าสตั วเ์ ปน็ หัวขอ้ ธรรม ๑ ใน ๔ ข้อฝา่ ยอกศุ ล
หัวขอ้ ธรรมอีก ๓ ขอ้ คือ (๑) ผลู้ ักทรัพย์ (๒) ผปู้ ระพฤติผิดในกาม (๓) ผพู้ ูดเทจ็ สว่ นผ้เู ว้นขาด
จากการฆ่าสตั ว์เปน็ หัวขอ้ ธรรม ๑ ใน ๔ ข้อฝา่ ยกศุ ล หวั ข้อธรรมอกี ๓ ขอ้ มนี ัยตรงกันข้ามกับ
หวั ข้อธรรมอีก ๓ ขอ้ ฝา่ ยอกศุ ล
๒. มุสาวาทสูตร ว่าด้วยผู้พูดเท็จและผู้เว้นขาดจากการพูดเท็จ คือ ทรงแสดงธรรม
แบ่งเป็น ๒ ฝ่ายเหมือนในพระสูตรท่ี ๑ ต่างกันท่ีทรงยกผู้พูดเท็จและผู้เว้นขาด จากการพูด
เท็จเปน็ ต้นข้ึนเป็นเหตุแห่งการจ�ำแนกประเภท ผู้พดู เท็จเป็นหวั ข้อธรรม ๑ ใน ๔ ขอ้ ฝา่ ยอกศุ ล
หัวข้อธรรมอกี ๓ ข้อ คอื (๑) ผ้พู ดู ส่อเสยี ด (๒) ผู้พูดค�ำหยาบ (๓) ผพู้ ดู เพอ้ เจ้อ สว่ นผู้เวน้ ขาด
จากการพูดเทจ็ เป็นหวั ข้อธรรม ๑ ใน ๔ ขอ้ ฝ่ายกุศล หัวขอ้ ธรรมอกี ๓ ขอ้ มีนัยตรงกนั ขา้ มกบั
หวั ข้อธรรมอกี ๓ ข้อฝา่ ยอกุศล
๓. อวณั ณารหสตู ร วา่ ดว้ ยผกู้ ลา่ วสรรเสรญิ ผคู้ วรตเิ ตยี นและผกู้ ลา่ วตเิ ตยี นผคู้ วรตเิ ตยี น
คอื ทรงแสดงธรรมแบง่ เป็น ๒ ฝา่ ยเหมอื นในพระสตู รท่ี ๑ ต่างกนั ทท่ี รงยกผู้กลา่ วสรรเสรญิ
ผู้ควรติเตียน และผู้กล่าวติเตียนผู้ควรติเตียนเป็นต้น ขึ้นเป็นเหตุแห่งการจ�ำแนกประเภท
298 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสุตตันตปิฎก
ผู้กล่าวสรรเสรญิ ผู้ควรตเิ ตยี นเปน็ หัวขอ้ ธรรม ๑ ใน ๔ ข้อฝ่ายอกุศล หวั ขอ้ ธรรมอีก ๓ ขอ้ คอื
(๑) ผู้ตเิ ตยี นผคู้ วรสรรเสริญ (๒) ผแู้ สดง ความเล่อื มใสตอ่ ผู้ไม่ควรเลือ่ มใส (๓) ผ้แู สดงความ
ไม่เลื่อมใสต่อผู้ควรเลื่อมใส ส่วน ผู้กล่าวติเตียนผู้ควรติเตียนเป็นหัวข้อธรรม ๑ ใน ๔ ข้อ
ฝา่ ยกุศล หวั ขอ้ ธรรมอกี ๓ ข้อมีนัยตรงกันขา้ มกบั หวั ขอ้ ธรรมอกี ๓ ข้อฝา่ ยอกศุ ล
๔. โกธครุสูตร ว่าด้วยผู้มักโกรธและผู้ไม่มักโกรธ คือ ทรงแสดงธรรมแบ่งเป็น ๒
ฝ่ายเหมอื นในพระสูตรท่ี ๑ ต่างกันท่ีทรงยกผู้มกั โกรธและผ้ไู ม่มกั โกรธเป็นตน้ ขน้ึ เปน็ เหตแุ ห่ง
การจ�ำแนกประเภท ผูม้ ักโกรธเปน็ บุคคลจำ� พวก ๑ ในบุคคล ผไู้ มเ่ คารพสทั ธรรม ๔ จ�ำพวก
ฝ่ายอกุศล บคุ คลอีก ๓ จำ� พวก ได้แก่ (๑) ผ้มู กั ลบหลู่ (๒) ผูเ้ ห็นแก่ลาภ (๓) ผู้เห็นแก่สักการะ
สว่ นผ้ไู มม่ ักโกรธเปน็ บคุ คลจ�ำพวก ๑ ในบคุ คลผ้เู คารพสทั ธรรม ๔ จำ� พวกฝา่ ยกศุ ล บคุ คลอกี
๓ จำ� พวกมีนยั ตรงกันข้ามกับบุคคลอีก ๓ จ�ำพวกฝ่ายอกศุ ล
๕. ตโมตมสูตร ว่าด้วยผู้มืดมาและมืดไป หมายถึงบุคคลผู้เกิดในตระกูลต่�ำ ท้ังยัง
ประพฤติทุจรติ ทางกาย วาจา และใจ ซงึ่ เป็นบคุ คลจ�ำพวก ๑ ในบุคคล ๔ จำ� พวก บคุ คลอีก
๓ จำ� พวก ไดแ้ ก่ (๑) บุคคลผมู้ ืดมา แตส่ ว่างไป ไดแ้ ก่ บคุ คล ผเู้ กิดในตระกลู ตำ�่ แตป่ ระพฤติ
สุจริตทางกาย วาจา และใจ (๒) บุคคลผู้สว่างมา แต่มืดไป ได้แก่ บุคคลผู้เกิดในตระกูลสูง
แต่ประพฤติทุจริตทางกาย วาจาและใจ (๓) บุคคลผู้สว่างมาและสว่างไป ได้แก่บุคคลผู้เกิด
ในตระกูลสูงและประพฤติสุจริต ทางกาย วาจาและใจ
๖. โอณโตณตสตู ร วา่ ดว้ ยผตู้ ำ่� มาและตำ่� ไป ซงึ่ เปน็ บคุ คลจำ� พวก ๑ ในบคุ คล ๔ จำ� พวก
บุคคลอกี ๓ จำ� พวก คือ (๑) บุคคลผ้ตู ำ่� มา แตส่ งู ไป (๒) บคุ คลผูส้ งู มา แต่ต่ำ� ไป (๓) บุคคล
ผสู้ งู มาและสงู ไป บุคคลทัง้ ๔ จำ� พวกนม้ี ีนัยเหมอื นตโมตมสตู ร
๗. ปตุ ตสตู ร วา่ ดว้ ยสมณะผไู้ มห่ วนั่ ไหวเหมอื นพระราชโอรสองคพ์ ่ี ซง่ึ เปน็ บคุ คลจำ� พวก
๑ ในบคุ คล ๔ จ�ำพวก คือ (๑) บคุ คลเป็นสมณะผู้ไม่หวัน่ ไหว ไดแ้ ก่ พระเสขะ (๒) บุคคลเป็น
สมณะเหมือนดอกปุณฑริก ได้แก่ ท่านผู้ได้เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ แต่ไม่ได้วิโมกข์ ๘
(๓) บคุ คลเปน็ สมณะเหมอื นดอกปทมุ ไดแ้ ก่ ทา่ น ผไู้ ดเ้ จโตวมิ ตุ ติ ปญั ญาวมิ ตุ ติ และไดว้ โิ มกข์ ๘
(๔) บคุ คลเปน็ สมณะผลู้ ะเอยี ดออ่ นในหมสู่ มณะ ไดแ้ ก่ ทา่ นผสู้ นั โดษดว้ ยปจั จยั ๔ เปน็ ทร่ี กั ของ
เพ่อื นพรหมจารี มีโรคาพาธน้อย ได้ฌาน ๔ ไดเ้ จโตวมิ ุตตแิ ละปัญญาวมิ ุตติ บคุ คลจ�ำพวกที่ ๑
ทรงเปรยี บเทยี บกบั พระราชโอรสองคพ์ ี่ แมย้ ังไมไ่ ดร้ ับการอภเิ ษก ก็ไม่ทรงหว่นั ไหว
๘. สัญโญชนสตู ร วา่ ดว้ ยผู้ส้ินสงั โยชน์ หมายถงึ บุคคล ๔ จ�ำพวกเหมือนในปุตตสตู ร
ต่างกนั ทสี่ ูตรนี้ทรงยกความสนิ้ สังโยชนข์ ้นึ เป็นเหตุแหง่ การจำ� แนกประเภทบคุ คล
๙. สัมมาทิฏฐิสูตร ว่าดว้ ยผเู้ ปน็ สัมมาทฏิ ฐิ หมายถึงบุคคล ๔ จำ� พวกเหมือน ในสูตรท่ี
๗-๘ ต่างกันท่ีสตู รนท้ี รงยกสมั มตั ตธรรมขึน้ เปน็ เหตุจ�ำแนกประเภทบคุ คล
เล่มท่ี ๑๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๑ 299
๑๐. ขันธสตู ร ว่าดว้ ยผ้พู ิจารณาเห็นความเกดิ และความดบั ในอปุ าทานขนั ธ์ หมายถึง
บุคคล ๔ จ�ำพวก คล้ายสูตรที่ ๗-๙ มคี วามต่างกันดังน้ี (๑) บคุ คลเปน็ สมณะผูไ้ มห่ ว่ันไหว ได้แก่
ผู้ยังไมบ่ รรลอุ รหตั ตผล คือ ยงั เปน็ พระเสขะ (๒) บคุ คลเปน็ สมณะเหมอื นดอกบุณฑรกิ ไดแ้ ก่
บคุ คลผูพ้ ิจารณาเห็นความเกิดและความดบั ในอุปาทานขันธ์ แต่ไมไ่ ด้วโิ มกข์ ๘ (๓) บุคคลเปน็
สมณะเหมอื นดอก ปทมุ ไดแ้ ก่ บคุ คลผพู้ จิ ารณาเหน็ ความเกดิ และความดบั ในอปุ าทานขนั ธ์ และ
ได้วโิ มกข์ ๘ (๔) บุคคลเปน็ สมณะผูล้ ะเอยี ดออ่ นในหมูส่ มณะ ได้แก่ ท่านผู้สันโดษด้วยปจั จยั ๔
เปน็ ทรี่ ักของเพ่ือนพรหมจารี มโี รคาพาธน้อย ไดฌ้ าน ๔ ไดเ้ จโตวิมุตติ และปญั ญาวมิ ตุ ติ
๓.๒.๕ อสรุ วรรค
อสุรวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยบุคคลเหมือนอสูรและเทวดา ชื่อวรรคน้ีต้ังตามชื่อ
พระสูตรที่ ๑ ในวรรคน้ี ซงึ่ มที งั้ หมด ๑๐ สตู ร แตล่ ะสตู รมใี จความส�ำคญั ดังนี้
๑. อสุรสูตร ว่าด้วยบุคคลเหมือนอสูรและเทวดา คือ ทรงแสดงบุคคล ๔ จ�ำพวก
เปรียบเทยี บกับอสรู และเทวดาดังนี้ (๑) บุคคลเหมือนอสรู มบี รวิ ารเหมือน อสูร ได้แก่ คนทุศีล
และพวกพ้องทศุ ีล (๒) บุคคลเหมอื นอสูร มีบรวิ ารเหมือนเทวดา ไดแ้ ก่ คนทุศลี แตพ่ วกพอ้ ง
มีศีล (๓) บคุ คลเหมือนเทวดา มบี ริวารเหมือนอสูร ไดแ้ ก่ คนมศี ลี แต่พวกพ้องทุศลี (๔) บคุ คล
เหมือนเทวดา มีบริวารเหมือนเทวดา ได้แก่ คนมีศีลและพวกพ้องมศี ลี
๒-๔. ปฐมสมาธสิ ูตร ทุตยิ สมาธสิ ูตร ตตยิ สมาธิสตู ร ตา่ งว่าด้วยสมาธิ คอื ทรงแสดง
บคุ คล ๔ จำ� พวก โดยยกสมาธิขนึ้ เปน็ เหตแุ ห่งการจำ� แนกประเภทบคุ คล ดังนี้ (๑) ผ้ไู ดค้ วาม
สงบแห่งจิตภายใน แต่ไม่ได้ความเห็นแจ้งธรรมด้วยปัญญาอันย่ิง (๒) ผู้ได้ความเห็นแจ้งธรรม
ด้วยปัญญาอันย่ิง แต่ไม่ได้ความสงบแห่งจิตภายใน (๓) ผู้ไม่ได้ความสงบแห่งจิตภายในและ
ไม่ได้ความเห็นแจ้งธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง (๔) ผู้ได้ความสงบแห่งจิตภายในและได้ความเห็น
แจ้งธรรมดว้ ยปัญญาอันยง่ิ
ความตา่ งกันแห่งสูตรทง้ั ๓ นน้ั มดี งั นี้ ในสตู รที่ ๑ ทรงแสดงเฉพาะบคุ คล ๔ จ�ำพวก
โดยไม่ทรงขยายความ ในสตู รท่ี ๒ ทรงแสดงบคุ คล ๔ จำ� พวก โดยทรงขยายความวา่ ถา้ บคุ คล
ได้บรรลุธรรมบางอย่างตามทที่ รงแสดง กใ็ หด้ ำ� รงอยใู่ นธรรมทไี่ ด้บรรลุนนั้ ๆ แล้วเพียรพยายาม
ตอ่ ไปเพอื่ บรรลธุ รรมโดยสมบรู ณต์ ามทที่ รงแสดงไว้ แตถ่ า้ ยงั มไิ ดบ้ รรลธุ รรมอะไรเลย กใ็ หเ้ พยี ร
พยายามอย่างเต็มท่ีเพื่อบรรลุธรรมโดยสมบูรณ์ตามที่ทรงแสดงไว้ ในสูตรที่ ๓ ทรงแสดงว่า
ถ้ายงั ไม่บรรลุธรรมใด ๆ ตามทท่ี รงแสดงไว้ กใ็ หเ้ ขา้ หาบุคคลผไู้ ดบ้ รรลุธรรมนั้นๆ เพ่ือเรียนรู้
ธรรม นั้นๆ จนกว่าจะได้บรรลุธรรมนน้ั ๆ โดยสมบูรณ์
300 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก
๕. ฉวาลาตสตู ร ว่าด้วยบคุ คลเปรยี บเหมอื นทอ่ นไม้ท่ถี ูกทิง้ ไว้ในป่าช้า คอื ทรงแสดง
ลักษณะของบุคคลผู้ไม่ปฏิบัติเพ่ือเกื้อกูลตนเองและไม่ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลผู้อื่น เปรียบเทียบกับ
ท่อนไมท้ ถี่ ูกทิ้งไวใ้ นปา่ ช้า ซึง่ เป็นบุคคลจ�ำพวก ๑ ในบุคคล ๔ จ�ำพวก บุคคลอีก ๓ จำ� พวก
คือ (๑) บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเก้ือกูลผู้อื่น แต่ไม่ปฏิบัติเพ่ือเกื้อกูลตนเอง (๒) บุคคลผู้ปฏิบัติ
เพื่อเกือ้ กูลตนเอง แตไ่ มป่ ฏบิ ัติเพื่อเก้อื กูลผอู้ นื่ (๓) บคุ คลผู้ปฏบิ ตั ิเพอื่ เกื้อกลู ตนเองและปฏิบตั ิ
เพือ่ เกอ้ื กูลผู้อื่น
๖. ราควินยสตู ร วา่ ดว้ ยบุคคลผ้ปู ฏิบตั เิ พอื่ กำ� จัดราคะ คอื ทรงแสดงบคุ คล ๔ จำ� พวก
เหมือนในพระสูตรที่ ๕ ตา่ งกันท่ีสูตรนี้ทรงยกการปฏิบัตเิ พ่ือกำ� จัดราคะ โทสะ และโมหะเปน็
เหตุแห่งการจ�ำแนกประเภทบุคคล ในท่ีนี้บุคคลแต่ละจ�ำพวกมีความหมายดังน้ี (๑) ผู้ปฏิบัติ
เพ่ือก�ำจัดราคะ โทสะ และโมหะ แต่ไม่ชักชวนผู้อ่ืนให้ปฏิบัติ (๒) ผู้ไม่ปฏิบัติเพ่ือก�ำจัดราคะ
โทสะ และโมหะ แต่ชักชวนผู้อ่ืนให้ปฏิบัติ (๓) ผู้ไม่ ปฏิบัติเพื่อก�ำจัดราคะ โทสะ และโมหะ
และไมช่ กั ชวนผอู้ ื่นให้ปฏบิ ัติ (๔) ผู้ปฏบิ ตั ิ เพือ่ กำ� จดั ราคะ โทสะ และโมหะ และชักชวนผู้อืน่
ให้ปฏบิ ัติ
๗. ขปิ ปนิสันติสูตร วา่ ด้วยบคุ คลผรู้ ู้ได้เรว็ คอื ทรงแสดงบคุ คล ๔ จำ� พวก เหมอื นใน
สตู รที่ ๕ ตา่ งกันที่สตู รนีท้ รงยกทกั ษะในด้านต่างๆ ที่เกย่ี วกบั ธรรมขึน้ เปน็ เหตุแห่งการจำ� แนก
ประเภทบุคคล ค�ำว่า ผ้รู ู้ไดเ้ รว็ เปน็ ทักษะอย่าง ๑ ของบคุ คล ๔ จ�ำพวก ซง่ึ มีความหมายดงั นี้
(๑) ผูร้ ู้ธรรมได้เรว็ ทรงจ�ำธรรมไวไ้ ด้ พิจารณาธรรม ปฏิบัตธิ รรม แตพ่ ูดไม่ไพเราะ แสดงธรรม
ไม่ได้ (๒) ผู้รธู้ รรมไม่ได้เร็ว ทรงจำ� ธรรม ไมไ่ ด้ ไม่พจิ ารณาธรรม ไม่ปฏิบตั ิธรรม แตพ่ ูดไพเราะ
แสดงธรรมได้ (๓) ผรู้ ธู้ รรมไม่ได้เรว็ ทรงจำ� ธรรมไมไ่ ด้ ไม่พจิ ารณาธรรม ไม่ปฏิบตั ิธรรม และพูด
ไมไ่ พเราะ แสดงธรรมไมไ่ ด้ (๔) ผูร้ ้ธู รรมได้เรว็ ทรงจำ� ธรรมไวไ้ ด้ พิจารณาธรรม ปฏิบตั ธิ รรม
และพดู ไพราะ แสดงธรรมได้
๘. อตั ตหติ สตู ร วา่ ดว้ ยบคุ คลผปู้ ฏบิ ตั เิ พอื่ เกอ้ื กลู ตนเอง คอื ทรงแสดงบคุ คล ๔ จำ� พวก
เหมอื นในสูตรที่ ๕ แตใ่ นพระสูตรน้มี ไิ ด้ทรงแสดงความหมายของบุคคลแต่ ละจำ� พวกไว้
๙. สกิ ขาปทสตู ร วา่ ดว้ ยสกิ ขาบทเปน็ เหตใุ หเ้ กอื้ กลู และไมเ่ กอื้ กลู คอื ทรง แสดงบคุ คล
๔ จำ� พวกเหมอื นในพระสูตรท่ี ๕ ตา่ งกันทีส่ ูตรนที้ รงยกสกิ ขาบท คือ ศลี ๕ ขน้ึ เปน็ เหตแุ หง่ การ
จ�ำแนกประเภทบุคคล ซงึ่ มคี วามหมายดังน้ี (๑) ตนเอง มศี ีล ๕ แตไ่ มช่ ักชวนผู้อืน่ ใหม้ ีศีล ๕
(๒) ตนเองไมม่ ีศลี ๕ แตช่ ักชวนผู้อ่ืนใหม้ ีศลี ๕ (๓) ตนเองไมม่ ีศลี ๕ และไม่ชกั ชวนผู้อ่ืนใหม้ ี
ศีล ๕ (๔) ตนเองมีศีล ๕ และ ชักชวนผู้อนื่ ใหม้ ศี ลี ๕
๑๐. โปตลิยสตู ร ว่าดว้ ยปรพิ าชกชื่อโปตลิยะ คอื ทรงแสดงบุคคล ๔ จ�ำพวก โดยทรง
ยกการตเิ ตยี นและการสรรเสรญิ ขนึ้ เปน็ เหตแุ หง่ การจำ� แนกประเภทบคุ คลใหโ้ ปตลยิ ปรพิ าชกฟงั
เล่มที่ ๑๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๒๑ 301
คือ (๑) ผตู้ เิ ตียนผูท้ ค่ี วรติเตียน แต่ไมส่ รรเสริญผูท้ ่ีควรสรรเสรญิ ตามความเปน็ จริง เหมาะแก่
กาล (๒) ผู้สรรเสรญิ ผูท้ คี่ วรสรรเสริญ แตไ่ ม่ติเตียนผู้ ท่ีควรตเิ ตยี นตามความเป็นจริง เหมาะแก่
กาล (๓) ผไู้ มต่ เิ ตยี นผทู้ ค่ี วรตเิ ตียนและไม่ สรรเสรญิ ผทู้ ค่ี วรสรรเสริญตามความเป็นจริง เหมาะ
แก่กาล (๔) ผูต้ เิ ตยี นผ้ทู ่ีควรติเตยี นและสรรเสรญิ ผู้ทค่ี วรสรรเสรญิ ตามความเปน็ จริง เหมาะแก่
กาล พระองคต์ รสั ถามปรพิ าชกวา่ ชอบใจบคุ คลจำ� พวกไหน เขาตอบวา่ จำ� พวกที่ ๓ แตท่ รงแสดง
วา่ บคุ คลจ�ำพวกที่ ๔ ดที สี่ ดุ
๓.๓ ตติยปณั ณาสก์
๓.๓.๑ วลาหกวรรค
วลาหกวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยบุคคลเปรียบเหมือนเมฆ ช่ือวรรคนี้ต้ังตามช่ือ
พระสูตรที่ ๑-๒ ในวรรคนี้ ซึง่ มีทั้งหมด ๑๐ สตู ร แต่ละสูตรมใี จความสำ� คัญ ดังน้ี
๑-๒. ปฐมวลาหกสตู ร ทตุ ยิ วลาหกสูตร ต่างวา่ ดว้ ยบคุ คลเปรยี บเหมือนเมฆ คือ ทรง
แสดงเมฆ ๔ ชนิด และบุคคลผู้เปรียบด้วยเมฆ ๔ จ�ำพวก ได้แก่ (๑) บุคคล เปรียบเหมือน
เมฆทีค่ ำ� ราม แต่ไม่ใหฝ้ นตก (๒) บคุ คลเปรียบเหมอื นเมฆทใ่ี หฝ้ นตก แตไ่ ม่คำ� ราม (๓) บุคคล
เปรียบเหมือนเมฆที่ไม่ค�ำรามและไม่ให้ฝนตก (๔) บุคคลเปรียบเหมือนเมฆท่ีค�ำรามและ
ให้ฝนตก แต่ทรงแสดงความหมายไว้ตา่ งกัน
บุคคล ๔ จ�ำพวกในพระสูตรที่ ๑ มีความหมายดังน้ี บุคคลจ�ำพวกท่ี ๑ หมายถึง
คนชอบพูด แต่ไม่ท�ำ บุคคลจ�ำพวกท่ี ๒ หมายถึงคนชอบท�ำ แต่ไม่พูด บุคคลจ�ำพวกท่ี ๓
หมายถงึ คนไม่พูดและไม่ท�ำ บคุ คลจ�ำพวกท่ี ๔ หมายถึงคนชอบพูด และชอบท�ำ
บุคคล ๔ จ�ำพวกในพระสูตรที่ ๒ มีความหมายดังนี้ บุคคลจ�ำพวกท่ี ๑ หมายถึง
คนเรยี นพระพทุ ธพจน์ แต่ไม่รอู้ ริยสัจ ๔ บคุ คลจ�ำพวกที่ ๒ หมายถึงคนไมเ่ รยี นพระ พทุ ธพจน์
แต่รู้อรยิ สัจ ๔ บคุ คลจ�ำพวกที่ ๓ หมายถึงคนไมเ่ รียนพระพุทธพจนแ์ ละ ไม่รอู้ รยิ สจั ๔ บุคคล
จ�ำพวกท่ี ๔ หมายถงึ คนเรียนพระพุทธพจน์และรอู้ รยิ สัจ ๔
๓. กุมภสตู ร ว่าด้วยบคุ คลเปรียบเหมอื นหม้อ คือ ทรงแสดงหม้อ ๔ ชนดิ และบคุ คล
ผู้เปรียบด้วยหมอ้ ๔ จ�ำพวก ได้แก่ (๑) บคุ คลเปรียบเหมอื นหมอ้ เปล่าที่ปดิ ไว้ หมายถึงคนมี
กิรยิ ามารยาทเรยี บร้อย แต่ไม่รู้อรยิ สจั ๔ (๒) บุคคลเปรียบเหมอื นหมอ้ เต็มที่เปิดไว้ หมายถงึ
คนมกี ริ ยิ ามารยาทไมเ่ รยี บรอ้ ย แตร่ อู้ รยิ สจั ๔ (๓) บคุ คลเปรยี บเหมอื นหมอ้ เปลา่ ทเี่ ปดิ ไว้ หมาย
ถงึ คนมีกริ ิยามารยาทไม่เรียบรอ้ ย และไม่รูอ้ รยิ สัจ ๔ (๔) บคุ คลเปรยี บเหมอื นหม้อเตม็ ท่ีปดิ ไว้
302 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก
หมายถงึ คนมกี ริ ยิ ามารยาทเรียบรอ้ ยและรู้อริยสัจ ๔
๔. อุทกรหทสูตร ว่าด้วยบุคคลเปรียบเหมือนห้วงน้�ำ คือ ทรงแสดงห้วงน�้ำ ๔ ชนิด
และบุคคลผู้เปรียบด้วยห้วงน�้ำ ๔ จ�ำพวก ได้แก่ (๑) บุคคลเปรียบเหมือน ห้วงน�้ำตื้นแต่เงา
ลึก (๒) บคุ คลเปรียบเหมือนหว้ งน้�ำลกึ แต่เงาต้นื (๓) บคุ คลเปรยี บเหมอื นห้วงน้ำ� ตื้นและเงาตืน้
(๔) บุคคลเปรียบเหมือนห้วงน้�ำลึกและเงาลึก บุคคล ๔ จ�ำพวกน้ีมีความหมายเหมือนบุคคล
๔ จำ� พวกในสตู รท่ี ๓
๕. อมั พสตู ร วา่ ดว้ ยบคุ คลเปรยี บเหมอื นมะมว่ ง คอื ทรงแสดงมะมว่ ง ๔ ชนดิ และบคุ คล
ผเู้ ปรยี บดว้ ยมะม่วง ๔ จ�ำพวก ไดแ้ ก่ (๑) บุคคลเปรียบเหมอื นมะม่วงดบิ แต่ผิวสกุ (๒) บุคคล
เปรียบเหมือนมะม่วงสุกแต่ผิวดิบ (๓)บุคคลเปรียบเหมือนมะม่วงดิบและผิวดิบ (๔) บุคคล
เปรียบเหมือนมะม่วงสุกและผิวสุก บุคคล ๔ จ�ำพวกน้ีมีความหมายเหมือนบุคคล ๔ จ�ำพวก
ในสูตรท่ี ๓
๖. สตู รท่ี ๖ ในวรรคน้ไี ม่ปรากฏในพระไตรปฎิ กภาษาบาลี ทง้ั ฉบับ มหาจุฬาเตปฏิ กํ
ฉบับ สฺยามรฏฺสฺสส เตปิฏกํ (๒๕๒๓) ฉบับ ทยฺยรฏฺสฺส สงฺคีติเตปิฏกํ (๒๕๓๐) และฉบับ
ฉฏฺสงฺคีติ (๒๔๙๘) แต่ฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษของสมาคมบาลีปกรณ์ (Pali Text Soci-
ety, Oxford, 1992) พระสูตรในวรรคนม้ี ีครบท้ัง ๑๐ สูตร และจดั ลำ� ดับพระสูตรในวรรคน้ไี ว้
ต่างกับฉบับของมหาจุฬาเตปิฏกํ คือ พระสูตรที่ ๔ (อุทกรหทสูตร) แบ่งเป็น ๒ สูตร เป็น
สตู รท่ี ๔ และที่ ๕ พระสูตรที่ ๔ วา่ ด้วยห้วงน้ำ� ๔ ชนดิ พระสูตรที่ ๕ ว่าดว้ ยห้วงน้�ำ ๔ ชนดิ
และบุคคลผู้เปรียบด้วย ห้วงน้�ำ ๔ จ�ำพวกเหมือน ในพระสูตรท่ี ๕ ฉบับมหาจุฬาเตปิฏกํ
พระสตู รที่ ๖ ฉบบั สมาคมบาลปี กรณ์ กค็ อื พระสตู รท่ี ๕ (อมั พสตู ร) ฉบบั มหาจฬุ าเตปฏิ กํ นนั่ เอง
๗. มูสิกสูตร ว่าด้วยบุคคลเปรียบเหมือนหนู คือ ทรงแสดงหนู ๔ ชนิด และบุคคล
ผเู้ ปรยี บด้วยหนู ๔ จ�ำพวก ไดแ้ ก่ (๑) บุคคลเปรียบเหมือนหนูขุดรูแต่ไมอ่ ยู่ (๒) บุคคลเปรียบ
เหมอื นหนูอยูแ่ ต่ไมข่ ดุ รู (๓) บุคคลเปรยี บเหมอื นหนไู ม่ขุดรแู ละไมอ่ ยู่ (๔) บคุ คลเปรยี บเหมอื น
หนูขดุ รแู ละอยู่ บคุ คล ๔ จำ� พวกนมี้ คี วามหมายเหมอื นบุคคล ๔ จำ� พวกในสูตรที่ ๒
๘. พลวิ ทั ทสูตร ว่าด้วยบคุ คลเปรยี บเหมือนโคผู้ คือ ทรงแสดงโคผู้ ๔ ประเภท และ
บคุ คลผเู้ ปรยี บดว้ ยโคผู้ ๔ จำ� พวก ไดแ้ ก่ (๑) บคุ คลเปรยี บเหมอื นโคผู้ ท่ขี ม่ เหงโคฝูงตน แตไ่ ม่
ข่มเหงโคฝงู อ่นื หมายถึงหวั หน้าท่ีรงั แกเฉพาะคนในบริษัทของตน แต่ไมร่ ังแกคนในบริษัทของ
คนอ่นื (๒) บุคคลเปรียบเหมอื นโคผู้ท่ีขม่ เหงโคฝูงอื่น แต่ไมข่ ่มเหงโคฝูงตน หมายถึงหวั หนา้ ท่ี
รังแกเฉพาะคนในบริษัทของคนอื่น แต่ไม่รังแกคนในบริษัทของตน (๓) บุคคลเปรียบเหมือน
โคผู้ที่ข่มเหงโคฝูงตนและข่มเหงโคฝูงอื่น หมายถึงหัวหน้าที่รังแกคนในบริษัทของตนและ
เลม่ ท่ี ๑๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๒๑ 303
คนในบริษทั ของคนอนื่ (๔) บคุ คลเปรยี บเหมือนโคผู้ทไ่ี มข่ ม่ เหงโคฝูงตนและไมข่ ม่ เหงโคฝูงอน่ื
หมายถงึ หวั หน้าที่ไมร่ งั แกคนในบรษิ ัทของตนและคนในบริษทั ของคนอน่ื
๙. รุกขสตู ร วา่ ดว้ ยบคุ คลเปรยี บเหมือนต้นไม้ คอื ทรงแสดงตน้ ไม้ ๔ ชนดิ และบคุ คล
ผู้เปรียบด้วยต้นไม้ ๔ จ�ำพวก ได้แก่ (๑) บุคคลเปรียบเหมือนต้นไม้เน้ืออ่อนและมีต้นไม้เน้ือ
อ่อนแวดล้อม หมายถงึ หวั หนา้ ทุศลี และคนในบริษัทก็ทุศลี (๒) บุคคลเปรียบเหมือนต้นไมเ้ นอ้ื
ออ่ น แตม่ ตี น้ ไม้เนอ้ื แขง็ แวดล้อม หมายถึงหัวหน้าทศุ ีล แตค่ นในบริษทั มศี ีล (๓) บคุ คลเปรยี บ
เหมือนตน้ ไม้เน้อื แข็ง แต่มตี ้นไม้เนอื้ อ่อน แวดล้อม หมายถงึ หวั หน้ามีศีล แต่คนในบรษิ ทั ทุศีล
(๔) บคุ คลเปรียบเหมือนตน้ ไม้เนือ้ แขง็ และมีต้นไม้เน้ือแข็งแวดลอ้ ม หมายถึงหวั หนา้ มีศีลและ
คนในบรษิ ทั กม็ ีศลี
๑๐. อาสีวิสสตู ร วา่ ด้วยบคุ คลเปรยี บเหมอื นอสรพิษ คือ ทรงแสดงอสรพษิ ๔ ชนดิ
และบุคคลผเู้ ปรยี บดว้ ยอสรพษิ ๔ จ�ำพวก ได้แก่ (๑) บุคคลเปรยี บเหมือน อสรพิษมีพิษแลน่
แต่พิษไม่ร้าย หมายถึงคนโกรธง่าย แต่หายเร็ว (๒) บุคคลเปรียบเหมือนอสรพิษมีพิษร้าย
แตพ่ ิษไมแ่ ลน่ หมายถึงคนโกรธไมง่ า่ ย แต่โกรธนาน (๓) บคุ คลเปรียบเหมอื นอสรพษิ มพี ิษแล่น
และพิษร้าย หมายถงึ คนโกรธงา่ ยและโกรธนาน (๔) บคุ คลเปรยี บเหมอื นอสรพษิ มีพษิ ไม่แลน่
และพิษไมร่ ้าย หมายถงึ คนโกรธ ไมง่ า่ ยและโกรธไม่นาน
๓.๓.๒ เกสิวรรค
เกสิวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยเกสีสารถีผู้ฝึกม้า ช่ือวรรคนี้ต้ังตามช่ือพระสูตรที่ ๑
ในวรรคน้ี ซ่งึ มที ้ังหมด ๑๐ สูตร แตล่ ะสูตรมีใจความส�ำคัญ ดังนี้
๑. เกสสิ ตู ร วา่ ดว้ ยเกสสี ารถผี ฝู้ กึ มา้ คอื ทรงแสดงวธิ กี ารฝกึ มา้ เปรยี บเทยี บ กบั วธิ กี าร
สั่งสอนสาวกของพระองค์ ๔ แบบ ได้แก่ (๑) ฝึกแบบสภุ าพ หมายถงึ ทรงสอนสจุ รติ และผลของ
สจุ รติ (๒) ฝกึ แบบรุนแรง หมายถงึ ทรงสอนทุจริตและผล ของทจุ รติ (๓) ฝกึ ทง้ั แบบสุภาพและ
แบบรนุ แรง หมายถงึ ทรงสอนสจุ รติ และผลของสจุ รติ ทจุ รติ และผลของทจุ รติ (๔) ถา้ ฝกึ ไมไ่ ดด้ ว้ ย
วธิ ที งั้ ๓ ขา้ งตน้ กฆ็ า่ เสยี หมายถงึ ไมท่ รงวา่ กลา่ วสง่ั สอน ทง้ั เพอ่ื นพรหมจารกี ง็ ดวา่ กลา่ วสงั่ สอน
๒. ชวสตู ร ว่าดว้ ยความวอ่ งไวของม้าตน้ และของภิกษุ คอื ทรงแสดงคุณสมบตั ิ ของ
มา้ อาชาไนย ซึง่ เปน็ ม้าต้นของพระราชา เปรยี บเทียบกับคณุ สมบัตขิ องภิกษุ ๔ ประการ ได้แก่
(๑) ความซอ่ื ตรง (๒) ความว่องไว (๓) ความอดทน (๔) ความสงบเสงยี่ ม
๓. ปโตทสตู ร ว่าดว้ ยปฏักของสารถี คือ ทรงแสดงลักษณะของม้าอาชาไนย เปรยี บ
เทียบกับลักษณะของบุรุษอาชาไนย ๔ ประการ ได้แก่ (๑) ม้าอาชาไนย ท่ีพอเห็นเงาปฏักก็
304 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
หวาดหวน่ั ส�ำนกึ วา่ เขาจะให้ทำ� งานอะไร เปรียบเหมอื นบรุ ษุ อาชาไนยทีพ่ อได้ยินข่าววา่ มีคน
ประสบทกุ ขห์ รอื ตายกส็ ลดใจ สำ� นกึ ตวั มงุ่ บำ� เพญ็ ธรรมใหส้ งู ยง่ิ ขนึ้ (๒) มา้ อาชาไนยทไี่ มก่ ลวั เงา
ปฏกั แตพ่ อถกู แทงดว้ ยปฏกั ทขี่ มุ ขน กห็ วาดหวน่ั สำ� นกึ วา่ เขาจะใหท้ ำ� งานอะไร เปรยี บเหมอื น
บรุ ุษอาชาไนยทไ่ี ด้เห็นคน ประสบทุกข์หรอื ตายก็สลดใจ ส�ำนกึ ตัว ม่งุ บำ� เพญ็ ธรรมใหส้ ูงยิ่งขนึ้
(๓) ม้าอาชาไนย ทไ่ี มก่ ลัวเงาปฏักและการถูกแทงดว้ ยปฏกั ท่ขี มุ ขน แต่พอถูกแทงด้วยปฏกั ถงึ
ผวิ หนงั กห็ วาดหวนั่ สำ� นกึ วา่ เขาจะใหท้ ำ� งานอะไร เปรยี บเหมอื นบรุ ษุ อาชาไนยทม่ี ญี าติ ประสบ
ทกุ ขห์ รอื ตายก็สลดใจ ส�ำนึกตัว ม่งุ บำ� เพ็ญธรรมใหส้ ูงยิ่งข้ึน (๔) ม้าอาชาไนย ท่ีไมก่ ลัวเงาปฏกั
การถูกแทงด้วยปฏักท่ีขุมขนและท่ีผิวหนัง แต่พอถูกแทงด้วยปฏัก ถึงกระดูกก็หวาดหวั่น
ส�ำนึกว่าเขาจะให้ท�ำงานอะไร เปรียบเหมือนบุรุษอาชาไนยท่ีประสบทุกข์หนักก็สลดใจ
สำ� นกึ ตัวมงุ่ บ�ำเพญ็ ธรรมให้สงู ยง่ิ ขน้ึ
๔. นาคสตู ร ว่าดว้ ยองค์ของชา้ งตน้ คือ ทรงแสดงคุณสมบัติของชา้ งต้น ๔ ประการ
ได้แก่ (๑) เช่ือฟงั (๒) ฆ่า(ศตั รู)ได้ (๓) อดทน (๔) ไปได้(ทกุ แหง่ ) เปรียบเทยี บกับคุณสมบตั ิ
ของภกิ ษุ ๔ ประการ ไดแ้ ก่ (๑) เช่ือฟัง (๒) ฆ่า(กิเลส)ได้ (๓) อดทน (๔) ไป(นิพพาน)ได้
๕. ฐานสูตร ว่าด้วยฐานะแหง่ ความเสือ่ มและความเจริญ ค�ำว่า ฐานะ ในท่ีนี้หมาย
ถงึ เหตุ คือ ทรงแสดงเหตแุ หง่ ความเสอื่ มและความเจรญิ ๔ ประการ ได้แก่ (๑) เหตุใหท้ ำ� สิ่งท่ี
ไม่น่าพอใจ และเม่ือท�ำ จะได้รับผลไม่ดี (๒) เหตุให้ท�ำส่ิงท่ีไม่น่าพอใจ และเมื่อท�ำ จะได้รับ
ผลดี (๓) เหตใุ หท้ �ำสง่ิ ท่นี ่าพอใจ และเมื่อท�ำ จะไดร้ บั ผลไม่ดี (๔) เหตุใหท้ ำ� สิง่ ท่นี ่าพอใจ และ
เมอ่ื ทำ� จะไดร้ บั ผลดี ทรงแสดงเปรียบเทียบวา่ บณั ฑิตไมท่ �ำเหตทุ ่ี ๑ และที่ ๓ แต่ทำ� เหตุที่ ๒
และท่ี ๔ สว่ นคนพาลไมท่ �ำเหตทุ ี่ ๒ ท�ำแตเ่ หตุที่ ๓
๖. อปั ปมาทสูตร ว่าด้วยความไม่ประมาท คอื ทรงสอนไมใ่ หป้ ระมาทในการละทจุ รติ
๓ และมจิ ฉาทฏิ ฐิ ไมใ่ หป้ ระมาทในการบ�ำเพญ็ สุจรติ ๓ และสัมมาทิฏฐิ
๗. อารักขสูตร วา่ ดว้ ยสตเิ ครื่องรกั ษา หมายถงึ เคร่อื งรักษาใจไม่ให้ประมาท ในฐานะ
๔ ประการ คอื (๑) อย่าก�ำหนดั ในส่ิงท่ีเปน็ เหตุให้กำ� หนัด (๒) อย่าขดั เคืองในสิง่ ท่ีเปน็ เหตใุ ห้
ขัดเคอื ง (๓) อย่าหลงในสิ่งท่เี ป็นเหตุให้หลง (๔) อยา่ มัวเมาในสง่ิ ท่เี ปน็ เหตใุ หม้ วั เมา
๘. สังเวชนยี สูตร ว่าด้วยสังเวชนยี สถาน คอื สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ประกาศธรรมจกั ร
และเสด็จดับขนั ธปรนิ พิ พาน
๙-๑๐. ปฐมภยสตู ร ทตุ ิยภยสูตร ต่างว่าด้วยภัย แตเ่ ปน็ หวั ข้อธรรมต่างหมวดกนั คอื
ในสตู รท่ี ๑ วา่ ดว้ ยภยั ภายใน ได้แก่ ชาตภิ ัย ชราภยั พยาธิภยั และมรณภยั ในสูตรที่ ๒ วา่ ด้วย
ภยั ภายนอก ไดแ้ ก่ อคั คภิ ยั อทุ กภัย วาตภยั และโจรภัย
เล่มท่ี ๑๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๒๑ 305
๓.๓.๓ ภยวรรค
ภยวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยภัย ชื่อวรรคนี้ตั้งตามสาระส�ำคัญของพระสูตรที่ ๑-๒
ในวรรคนี้ ซึง่ มที ั้งหมด ๑๐ สูตร แต่ละสูตรมีใจความสำ� คญั ดงั น้ี
๑. อตั ตานวุ าทสูตร วา่ ด้วยอัตตานวุ าทภัย หมายถึงภยั ที่เกิดจากการตเิ ตียน ตนเอง
เพราะประพฤติชวั่ ด้วยกาย วาจา และใจ ซึง่ เป็นภยั อย่าง ๑ ในภัย ๔ อยา่ ง ภยั อกี ๓ อย่าง คอื
(๑) ปรานุวาทภัย หมายถึงภัยที่เกิดจากผู้อื่นติเตียนเพราะประพฤติช่ัวด้วยกาย วาจาและใจ
(๒) ทัณฑภัย หมายถึงภัยที่เกิดจากการลงโทษตามอาญาแผ่นดิน (๓) ทุคติภัย หมายถึง
ภัยท่ีเกดิ ในทคุ ติ คือ ไปเกดิ ในอบายภมู ิ
๒. อูมิภยสูตร ว่าด้วยภัยจากคล่ืน ซึ่งเป็นภัยของคนที่ลงไปในน้�ำอย่าง ๑ ในภัย ๔
อยา่ ง ภัยอกี ๓ อย่าง คือ (๑) ภยั จากจระเข้ (๒) ภัยจากน�้ำวน (๓) ภยั จาก ปลารา้ ย ทรงแสดง
เปรยี บเทยี บภยั ๔ อยา่ งนกี้ บั ภยั ของภกิ ษใุ นธรรมวนิ ยั ซง่ึ มชี อ่ื เหมอื นกนั แตม่ คี วามหมายตา่ งกนั
คอื (๑) ภัยจากคลนื่ หมายถงึ อดทนตอ่ การวา่ กล่าวตักเตือนไมไ่ ด้ (๒) ภยั จากจระเข้ หมายถงึ
อดทนตอ่ ความหวิ กระหายไมไ่ ด้ (๓) ภยั จากนำ�้ วน หมายถงึ อดทนตอ่ ความตอ้ งการทางกามคณุ
ไมไ่ ด้ (๔) ภัยจากปลาร้าย หมายถึงอดทนตอ่ ความเย้ายวนของสตรีไมไ่ ด้
๓-๔. ปฐมนานากรณสูตร ทุตยิ นานากรณสูตร ตา่ งว่าด้วยเหตทุ ีท่ �ำใหบ้ ุคคลต่างกนั
ค�ำว่า เหตุ ในทนี่ ้ีหมายถึงฌาน ๔ คือ ทรงแสดงบคุ คล ๔ จำ� พวก ตามฌาน ๔ ในสตู รที่ ๑ ได้แก่
(๑) ผูไ้ ดป้ ฐมฌาน ยดึ ตดิ อยูใ่ นปฐมฌาน เม่ือตายไป ก็ไปเกดิ ในพรหมโลก (๒) ผู้ไดท้ ตุ ิยฌาน
ยึดตดิ อยใู่ นทตุ ิยฌาน เมื่อตายไป ก็ไปเกิดในพรหมโลกชั้นอาภัสสระ (๓) ผู้ไดต้ ติยฌาน ยดึ ติด
อย่ใู นตตยิ ฌาน เมื่อตายไป ก็ไปเกดิ ในพรหมโลกช้นั สุภกิณหะ (๔) ผู้ไดจ้ ตตุ ถฌาน ยดึ ตดิ อยูใ่ น
จตตุ ถฌาน เมอื่ ตายไป กไ็ ปเกดิ ในพรหมโลกชน้ั เวหปั ผละ ทรงแสดงความตา่ งกนั ระหวา่ งปถุ ชุ น
(ผู้ได้ฌานตามลัทธิภายนอกพระพุทธศาสนา) กับอริยสาวก ภายหลังที่ด�ำรงอยู่ในภพนั้น ๆ
จนสิ้นอายแุ ล้ววา่ ปุถชุ นจะไปเกิดในอบายภมู ิ ส่วนอรยิ สาวกจะปรินพิ พาน ในภพนั้นๆ
ในพระสูตรที่ ๒ ทรงแสดงบุคคล ๔ จ�ำพวกเหมือนในพระสูตรท่ี ๑ แต่เป็นบุคคล
ท่ีไม่ยึดติดอยู่ในฌานนั้นๆ เมื่อตายไป ก็ไปเกิดในที่เดียวกัน คือ ในช้ันสุทธาวาส ซึ่งเป็น
พรหมโลกชนั้ พเิ ศษสำ� หรบั ผไู้ ดอ้ นาคามผิ ลในพระพทุ ธศาสนา ปถุ ชุ น (ผไู้ ดฌ้ านตามลทั ธภิ ายนอก
พระพุทธศาสนา) ไม่สามารถไปเกดิ ได้
๕-๖. ปฐมเมตตาสูตร ทุติยเมตตาสูตร ต่างว่าด้วยผู้มีเมตตาจิต ซ่ึงเป็นบุคคล
จ�ำพวก ๑ ในบคุ คล ๔ จำ� พวก บคุ คลอกี ๓ จำ� พวก ไดแ้ ก่ (๑) ผู้มีกรณุ าจิต (๒) ผมู้ ีมทุ ติ าจิต
(๓) ผู้มีอุเบกขาจิต ทรงแสดงคติของบคุ คล ๔ จ�ำพวกน้ซี ่งึ มนี ัยเหมือนในพระสูตรท่ี ๓-๔
306 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
๗-๘. ปฐมตถาคตอจั ฉรยิ สูตร ทุติยตถาคตอัจฉรยิ สูตร ตา่ งวา่ ดว้ ยเหตอุ ัศจรรย์ของ
พระตถาคต เหตุอศั จรรยข์ องพระตถาคตในพระสูตรที่ ๑ คอื แสงสวา่ ง ประมาณไมไ่ ด้ปรากฏ
ในโลก พรอ้ มทัง้ เทวโลก มารโลก พรหมโลก และหมู่สัตว์ พรอ้ มทงั้ สมณพราหมณ์ เทวดา และ
มนุษย์ ตลอดถึงโลกันตริกนรก แสงสว่างน้เี กิดข้นึ ในกาล ๔ กาล คือ (๑) เมอื่ พระโพธิสัตวจ์ ุติ
จากสวรรคช์ น้ั ดสุ ติ ลงสพู่ ระครรภข์ องพระมารดา (๒) เมอื่ ประสตู จิ ากพระครรภข์ องพระมารดา
(๓) เมอื่ ตรสั รู้สัมมาสัมโพธิญาณ (๔) เมอื่ ประกาศธรรมจกั รอนั ยอดเย่ยี ม
เหตอุ ศั จรรยข์ องพระตถาคตในพระสตู รที่ ๒ คอื ทรงแสดงธรรมไดอ้ ยา่ งอศั จรรย์ ทำ� ให้
บคุ คล ๔ จำ� พวกต้งั ใจฟงั ด้วยดี เง่ยี โสตสดับ ตงั้ ใจใฝร่ ู้ บุคคล ๔ จ�ำพวก ไดแ้ ก่ (๑) ผหู้ มกมุ่น
ยนิ ดี บันเทงิ ในอาลัย (๒) ผูห้ มกมนุ่ ยินดี บันเทงิ ในความถือตวั (๓) ผู้หมกมุน่ ยนิ ดี บนั เทิงใน
ความไม่สงบ (๔) ผู้ตกอยใู่ นอวชิ ชา เป็นผู้มืดบอด ถูกอวชิ ชาหมุ้ ห่อ
๙. อานันทอัจฉริยสูตร ว่าด้วยความเป็นอัจฉริยะของพระอานนท์ ที่ปรากฏแก่
บริษัท ๔ คือ (๑) ภิกษุบริษัท (๒) ภิกษุณีบริษัท (๓) อุบาสกบริษัท (๔) อุบาสิกาบริษัท
เหมอื นกัน ไดแ้ ก่ มใี จยนิ ดเี ม่อื ได้พบ เม่อื ได้ฟังธรรม และต้ังใจฟงั ธรรมอยา่ งไมร่ ูจ้ กั อิ่ม
๑๐. จกั กวตั ตอิ จั ฉรยิ สตู ร วา่ ดว้ ยเหตอุ ศั จรรยข์ องพระเจา้ จกั รพรรดิ ทป่ี รากฏแกบ่ รษิ ทั
๔ คือ (๑) ขตั ตยิ บรษิ ทั (๒) พราหมณบริษทั (๓) คหบดบี รษิ ทั
(๔) สมณบริษัท เหมือนกัน ได้แก่ มีใจยินดีเมื่อได้เข้าเฝ้า เม่ือได้ฟังพระราชปฏิสันถาร และ
ตั้งใจฟงั พระราชปฏิสนั ถารอย่างไม่ร้จู ักอิม่ ทรงแสดงความเปน็ อจั ฉริยะของพระเจ้าจักรพรรดิ
เปรียบเทยี บกบั ความเปน็ อจั ฉริยะของพระอานนทไ์ ว้ด้วย
๓.๓.๔ ปุคคลวรรค
ปุคคลวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยบุคคล ช่ือพระสูตรนี้ต้ังตามสาระส�ำคัญของ
พระสูตรที่ ๑-๑๐ ในวรรคน้ี ซง่ึ มีทั้งหมด ๑๐ สตู ร แตล่ ะสตู รมีใจความสำ� คัญ ดังนี้
๑. สญั โญชนสูตร ว่าดว้ ยบุคคลผลู้ ะสังโยชน์ได้ คือ ทรงแสดงบุคคล ๔ จำ� พวกโดย
ทรงยกการละสังโยชน์ขึ้นเป็นเหตุแห่งการจ�ำแนกประเภทบุคคล ได้แก่ (๑) ผู้ท่ียังละสังโยชน์
เบื้องต่�ำ สังโยชน์ที่เป็นปัจจัยแห่งการเกิด และสังโยชน์ที่เป็นปัจจัยให้ได้ภพไม่ได้ หมายถึง
พระสกทาคามี (๒) ผู้ท่ีละสังโยชน์เบื้องต่�ำได้ แต่ยังละสังโยชน์ที่เป็นปัจจัยแห่งการเกิดและ
สังโยชน์ท่ีเป็นปัจจัยให้ได้ภพไม่ได้ หมายถึงพระอนาคามีผู้มุ่งหน้าไปสู่อกนิฏฐภพ (๓) ผู้ที่ละ
สังโยชน์เบื้องต�่ำและสังโยชน์ที่เป็นปัจจัยแห่งการเกิดได้ แต่ยังละสังโยชน์ท่ีเป็นปัจจัยให้ได้
ภพไม่ได้ หมายถึงพระอนาคามีผู้ปรินิพพานเสียในระหว่าง (๔) ผู้ท่ีละสังโยชน์เบ้ืองต�่ำ
สงั โยชนท์ ีเ่ ป็นปจั จัยแห่งการเกดิ และสังโยชนท์ ่ีเป็นปจั จยั ให้ได้ภพได้ หมายถงึ พระอรหันต์
เลม่ ที่ ๑๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๑ 307
๒. ปฏิภาณสูตร วา่ ดว้ ยบุคคลผู้ตอบได้ถกู ต้อง หมายถึงผูต้ อบไดถ้ กู ตอ้ ง แต่ไม่รวดเรว็
ซ่ึงเปน็ บุคคลจ�ำพวก ๑ ในบคุ คล ๔ จำ� พวก บคุ คลอีก ๓ จ�ำพวก คอื (๑) ผู้ตอบได้รวดเร็ว
แต่ไมถ่ ูกต้อง (๒) ผตู้ อบได้ถูกตอ้ ง และรวดเร็ว (๓) ผตู้ อบได้ไม่ถูกตอ้ ง และไมร่ วดเรว็
๓. อุคฆฏติ ัญญสู ตู ร วา่ ดว้ ยบคุ คลผู้เข้าใจไดฉ้ บั พลนั ซึง่ เป็นบุคคลจำ� พวก ๑ ในบคุ คล
๔ จ�ำพวก บคุ คลอีก ๓ จ�ำพวก คอื (๑) ผู้เขา้ ใจไดต้ ่อเมอ่ื ขยายความ (๒) ผู้ทีพ่ อจะแนะนำ� ได้
(๓) ผทู้ ่ีสอนใหร้ ไู้ ด้แต่เพียงตัวบทคอื พยญั ชนะ(แตไ่ มร่ ้คู วามหมายของตวั บทนัน้ )
๔. อุฏฐานผลสูตร ว่าด้วยผลแห่งความขยันหม่ันเพียร หมายถึงผลแห่งการงานใน
ปจั จบุ นั ไมอ่ าศยั ผลบญุ ในชาตกิ ่อนเลย ซ่งึ เปน็ บคุ คลจ�ำพวก ๑ ในบุคคล ๔ จำ� พวก บคุ คลอกี
๓ จ�ำพวก คอื (๑) ผูด้ �ำรงชพี ดว้ ยผลแห่งกรรม(ผลบุญในชาติ กอ่ น) หมายถึงเทวดาทกุ จ�ำพวก
(๒) ผู้ด�ำรงชีพด้วยผลแห่งความขยันหม่ันเพียรและผลแห่งกรรม หมายถึงชนช้ันปกครองมี
พระราชาและขุนนางเป็นต้น (๓) ผู้ไม่ด�ำรงชีพด้วยผลแห่งความขยันหมั่นเพียรและผลแห่ง
กรรม หมายถงึ สัตวน์ รก
๕. สาวชั ชสตู ร ว่าด้วยบุคคลผู้มีแต่โทษ หมายถึงผู้มีโทษทางกาย วาจา และใจ
ซ่งึ เป็นบคุ คลจำ� พวก ๑ ในบคุ คล ๔ จ�ำพวก บคุ คลอกี ๓ จำ� พวก คอื (๑) ผู้มโี ทษเปน็ สว่ นมาก
(๒) ผมู้ ีโทษเป็นส่วนนอ้ ย (๓) ผูไ้ ม่มโี ทษ
๖-๗. ปฐมสีลสูตร ทุติยสีลสตู ร ต่างวา่ ดว้ ยศลี ซงึ่ หมายรวมถึงสมาธิ และปัญญาด้วย
คอื ทรงแสดงบคุ คล ๔ จ�ำพวกโดยทรงยกศลี สมาธิ และปญั ญาขน้ึ เปน็ เหตุแห่งการจำ� แนก
ประเภทบคุ คล บคุ คล ๔ จ�ำพวกในพระสตู รท่ี ๑ ได้แก่ (๑) ผู้ไมบ่ �ำเพ็ญศลี สมาธิ และปัญญา
ใหบ้ ริบรู ณ์ (๒) ผู้บำ� เพญ็ แตศ่ ีลให้บรบิ รู ณ์ (๓) ผบู้ �ำเพ็ญศีลและสมาธใิ ห้บรบิ รู ณ์ (๔) ผูบ้ ำ� เพ็ญ
ศีล สมาธิ และปัญญาใหบ้ รบิ รู ณ์ บคุ คล ๔ จ�ำพวกในพระสูตรท่ี ๒ ได้แก่ (๑) ผ้ไู ม่เคารพศลี
ไมถ่ อื ศลี เปน็ ใหญ่ ไมเ่ คารพสมาธิ ไมถ่ อื สมาธเิ ปน็ ใหญ่ และไมเ่ คารพปญั ญา ไมถ่ อื ปญั ญาเปน็ ใหญ่
(๒) ผู้เคารพแตศ่ ีล ถอื แต่ศลี เป็นใหญ่ (๓) ผเู้ คารพศีล ถอื ศีลเปน็ ใหญ่ เคารพสมาธิ ถือสมาธิ
เป็นใหญ่ (๔) ผู้เคารพศีล ถือศีลเป็นใหญ่ เคารพสมาธิ ถือสมาธิเป็นใหญ่ และเคารพปัญญา
ถือปัญญาเป็นใหญ่ บุคคลแต่ละจ�ำพวกมีความหมายตรงกัน ดังน้ี บุคคลจ�ำพวกท่ี ๑ หมาย
ถึงคนท่ัวไป บุคคลจำ� พวกท่ี ๒ หมายถึงพระโสดาบันและ พระสกทาคามีผู้เป็นสุกขวิปัสสกะ
(ผู้เจริญวิปัสสนาล้วน ๆ ไม่ได้ฌานสมาบัติ) บุคคลท่ี ๓ หมายถึงพระอนาคามี บุคคลที่ ๔
หมายถึงพระขีณาสพ
๘. นิกกัฏฐสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้มีกายออกและจิตออก หมายถึงผู้มีกายออก และ
มีจิตออก ซ่งึ เป็นบคุ คลจำ� พวก ๑ ในบคุ คล ๔ จำ� พวก บคุ คลอกี ๓ จ�ำพวก คอื (๑) ผ้มู ีกายยัง
ไมอ่ อก แต่มีจิตออก (๒) ผมู้ กี ายยงั ไมอ่ อกและมีจิตยงั ไม่ออก (๓) ผ้มู ีกายออกและมจี ติ ออก
308 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระสตุ ตันตปฎิ ก
๙. ธัมมกถิกสตู ร ว่าด้วยธรรมกถกึ คือ ทรงแสดงธรรมกถกึ ๔ จ�ำพวก คู่กับผ้ฟู ังธรรม
๔ จำ� พวกเปรียบเทยี บกัน คอื (๑) ผูแ้ สดงธรรมได้นอ้ ยและไมม่ ีประโยชน์ เหมาะส�ำหรบั ผู้ฟงั ที่
ไม่ฉลาด (๒) ผ้แู สดงธรรมไดน้ อ้ ย แต่มีประโยชน์ เหมาะส�ำหรับผฟู้ ังทฉ่ี ลาด (๓) ผูแ้ สดงธรรม
ไดม้ าก แตไ่ มม่ ปี ระโยชน์ เหมาะส�ำหรับ ผู้ฟงั ทีไ่ มฉ่ ลาด (๔) ผู้แสดงธรรมไดม้ ากและมีประโยชน์
เหมาะสำ� หรับผู้ฟังท่ีฉลาด
๑๐. วาทีสูตร วา่ ด้วยนกั พดู หมายถงึ นักพดู ๔ จำ� พวก คือ (๑) ผู้จนเน้อื หา แตไ่ ม่จน
คำ� พูด (๒) ผู้จนค�ำพดู แตไ่ มจ่ นเนอื้ หา (๓) ผู้จนทัง้ ค�ำพดู และเน้ือหา (๔) ผไู้ ม่จนทั้งค�ำพูดและ
เนอ้ื หา
๓.๓.๕ อาภาวรรค
อาภาวรรค แปลว่า หมวดว่าด้วยแสงสว่าง ชื่อวรรคน้ีต้ังตามชื่อพระสูตรที่ ๑
ในวรรคน้ี ซึง่ มีท้งั หมด ๑๐ สูตร แตล่ ะสตู รมใี จความสำ� คญั ดังนี้
๑. อาภาสูตร ว่าด้วยแสงสว่าง หมายถึงแสงสว่างของสิ่ง ๔ ส่ิง คือ (๑) ดวงจันทร์
(๒) ดวงอาทิตย์ (๓) ไฟ (๔) ปญั ญา ทรงเปรียบเทยี บแสงสวา่ งทง้ั ๔ น้ีว่าปัญญาเปน็ เลศิ
๒-๕. ปภาสูตร ว่าด้วยรัศมี อาโลกสูตร ว่าด้วยความสว่าง โอภาสสูตร ว่าด้วย
ความสว่างไสว ปัชโชตสตู ร ว่าดว้ ยความร่งุ เรือง หมายถงึ รัศมี ความสวา่ ง ความสวา่ งไสว และ
ความรุ่งเรอื งของส่งิ ๔ สง่ิ เหมือนในพระสตู รที่ ๑
๖-๗. ปฐมกาลสูตร ทุติยกาลสูตร ต่างว่าด้วยกาล คือ การบ�ำเพ็ญธรรมตามกาล
๔ ประการ ได้แก่ (๑) การฟงั ธรรมตามกาล (๒) การสนทนาธรรมตามกาล (๓) ความสงบใจ
ตามกาล (๔) ความเห็นแจ้งตามกาล ในพระสูตรท่ี ๒ ทรงแสดงว่าเมื่อบ�ำเพ็ญธรรมตามกาล
ทั้ง ๔ ประการโดยชอบ กจ็ ะทำ� ให้สิ้นอาสวะไดต้ ามล�ำดับ
๘. ทจุ จริตสูตร ว่าด้วยทุจริต ในท่ีนี้หมายถึงวจีทุจริต ๔ อย่าง คือ (๑) พูดเท็จ
(๒) พูดส่อเสยี ด (๓) พดู ค�ำหยาบ (๔) พูดเพอ้ เจอ้
๙. สุจริตสูตร ว่าด้วยสุจริต ในที่น้ีหมายถึงวจีสุจริต ๔ อย่าง คือ (๑) พูดจริง
(๒) พูดไมส่ อ่ เสียด (๓) พูดออ่ นหวาน (๔) พูดดว้ ยปัญญา
๑๐. สารสูตร ว่าด้วยสารธรรม หมายถึงธรรมท่ีเป็นแก่นสาร ๔ ประการ ได้แก่
(๑) ศลี (๒) สมาธิ (๓) ปัญญา (๔) วมิ ุตติ
เลม่ ที่ ๑๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๑ 309
๓.๔ จตตุ ถปณั ณาสก์
๓.๔.๑ อนิ ทรยิ วรรค
อินทรยิ วรรค แปลวา่ หมวดว่าด้วยอินทรีย์ ชื่อวรรคนี้ตั้งตามช่อื พระสตู รที่ ๑ ในวรรค
นี้ ซงึ่ มีทง้ั หมด ๑๐ สูตร แต่ละสูตรมใี จความส�ำคัญดงั น้ี
๑. อินทริยสูตร ว่าด้วยอินทรีย์ หมายถึงอินทรีย์ ๔ อย่าง คือ (๑) สัทธินทรีย์
(๒) วริ ิยินทรีย์ (๓) สมาธินทรีย์ (๔) ปญั ญนิ ทรยี ์
๒. สทั ธาพลสตู ร วา่ ดว้ ยสทั ธาพละ หมายถงึ พละ ๔ ประการซง่ึ มสี ทั ธาพละเปน็ หวั หนา้
คอื สทั ธาพละ วริ ิยพละ สมาธิพละ และปญั ญาพละ
๓. ปญั ญาพลสูตร วา่ ดว้ ยปญั ญาพละ หมายถึงพละ ๔ ประการซงึ่ มีปัญญาพละเป็น
หัวหน้า คอื ปญั ญาพละ วิรยิ พละ อนวชั ชพละ และสังคหพละ
๔. สติพลสูตร วา่ ด้วยสติพละ หมายถงึ พละ ๔ ประการซงึ่ มีสติพละเปน็ หัวหนา้ คือ
สติพละ สมาธพิ ละ อนวชั ชพละ และสังคหพละ
๕. ปฏิสังขานพลสูตร ว่าด้วยปฏิสังขานพละ หมายถึงพละ ๔ ประการซึ่งมี
ปฏสิ งั ขานพละเป็นหวั หน้า คอื ปฏิสังขานพละ ภาวนาพละ อนวัชชพละ และสงั คหพละ
๖. กปั ปสตู ร วา่ ดว้ ยกัป ค�ำว่า กปั หมายถงึ ช่วงอายุของโลก ในทน่ี ี้หมายถึงอสงไขยกปั
คำ� วา่ อสงไขยกปั หมายถงึ ชว่ งอายขุ องโลกทมี่ ากจนนบั ไมถ่ ว้ น มี ๔ ประการ คอื (๑) สงั วฏั ฏกปั
คอื ชว่ งที่โลกเส่อื ม (๒) สังวฏั ฏฐายกี ัป คือ ช่วงทโี่ ลกอยู่ถดั จากชว่ งทีเ่ ส่อื มไป (๓) ววิ ัฏฏกปั
คือ ช่วงทโี่ ลกเจรญิ (๔) วิวัฏฏฐายีกัป คอื ชว่ งท่โี ลกอยถู่ ัดจากชว่ งทเ่ี จริญไป
๗. โรคสูตร วา่ ด้วยโรค หมายถึงโรคทางกายและโรคทางใจ ทรงแสดงว่าคนทไี่ ม่มโี รค
ทางกายตลอด ๑ ปีจนถงึ เกนิ กว่า ๑๐๐ ปี ยังพอหาได้ แตค่ นทไ่ี ม่มีโรคทางใจแม้เพยี งครเู่ ดยี ว
หาได้ยาก เวน้ ไว้แต่ท่านผู้หมดกิเลส และทรงแสดงโรคของบรรพชติ ๔ ประการ คอื (๑) เป็น
ผู้มกั มาก คับแคน้ ไมส่ ันโดษด้วยปจั จยั ๔ (๒) ตั้งความปรารถนาชัว่ เพอื่ ไมใ่ ห้ผูอ้ ่นื ดูหมิ่น และ
เพอื่ ใหไ้ ดล้ าภสกั การะและชอ่ื เสยี ง (๓) วงิ่ เตน้ ขวนขวายเพอ่ื ไมใ่ หผ้ อู้ นื่ ดหู มน่ิ และเพอ่ื ใหไ้ ดล้ าภ
สกั การะและชอ่ื เสยี ง (๔) เข้าไปยงั ตระกูลทัง้ หลาย น่งั กลา่ วธรรม กลน้ั อจุ จาระและปสั สาวะ
เพอ่ื ใหเ้ ขานบั ถือ
๘. ปรหิ านิสตู ร ว่าดว้ ยธรรมที่เปน็ เหตเุ สื่อม หมายถงึ เหตุเสือ่ มของภิกษุหรอื ภิกษุณี
๔ ประการ คือ (๑) มรี าคะหนา (๒) มโี ทสะหนา (๓) มโี มหะหนา (๔) ไมม่ ี ปัญญาจกั ษใุ นเหตุ
และส่ิงที่มิใช่เหตุอันลึกซ้ึง นอกจากนี้ยังว่าด้วยธรรมที่ไม่เป็นเหตุเสื่อมอีก ๔ ประการซึ่งมีนัย
ตรงกนั ขา้ ม
310 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระสตุ ตันตปิฎก
๙. ภกิ ขนุ สี ตู ร วา่ ดว้ ยภกิ ษณุ ี หมายถงึ ภกิ ษณุ ชี าวเมอื งโกสมั พที พ่ี ระอานนท์ สอนใหล้ ะ
ปัจจยั แหง่ กายจนส�ำนึกผดิ ปจั จัยแห่งกาย ๔ ประการ คือ (๑) อาหาร (๒) ตัณหา (๓) มานะ
(๔) เมถนุ
๑๐. สุคตวินยสูตร ว่าด้วยพระสุคตและวินยั ของพระสุคต คำ� ว่า พระสุคต หมายถงึ
พระอรหนั ตสมั มาสมั พทุ ธเจา้ คำ� วา่ วนิ ยั ของพระสคุ ต หมายถงึ หลกั ธรรม คำ� สอนของพระสคุ ต
หรือที่เรียกว่าพระสัทธรรม ทรงแสดงว่า ตราบใดที่พระสุคต หรือวินัยของพระสุคต (ท่ีเรียก
ว่าพระสัทธรรม) ยังด�ำรงอยู่ ตราบน้ันมนุษยแ์ ละเทวดา ทง้ั หลายก็ได้รบั ประโยชนเ์ กอ้ื กูลมาก
เหตทุ ำ� ให้พระสทั ธรรมด�ำรงอยูไ่ ด้ไม่นาน ๔ ประการ คอื (๑) เลา่ เรยี นสตู รทนี่ �ำสืบทอดกนั มา
ผิดและถ่ายทอดต่อไปอย่างผิด ๆ (๒) เป็นคนว่ายาก ไม่อดทน ไม่รับค�ำพร�่ำสอนโดยเคารพ
(๓) เรียนธรรมแล้วไม่ถ่ายทอดต่อ ๆ ไป (๔) ผู้เป็นเถระมักมาก ย่อหย่อน ไม่บ�ำเพ็ญเพียร
เพื่อบรรลุธรรม ขั้นสูงสุด และเหตุที่ท�ำให้พระสัทธรรมด�ำรงอยู่ได้นาน ๔ ประการมีนัย
ตรงกนั ข้าม
๓.๔.๒ ปฏปิ ทาวรรค
ปฏปิ ทาวรรค แปลวา่ หมวดวา่ ดว้ ยปฏปิ ทา ชอ่ื วรรคนตี้ งั้ ตามสาระสำ� คญั ของ พระสตู ร
ที่ ๑-๘ ในวรรคน้ี ซึง่ มที ั้งหมด ๑๐ สตู ร แต่ละสูตรมใี จความสำ� คญั ดงั นี้
๑. สังขิตตสูตร ว่าด้วยปฏิปทาโดยย่อ ซึ่งมี ๔ ประการ คือ (๑) ทุกขาปฏิปทา
ทนั ธาภิญญา (ปฏิบัติลำ� บากและรูไ้ ดช้ า้ ) (๒) ทุกขาปฏปิ ทา ขิปปาภิญญา (ปฏิบตั ิล�ำบาก แต่รู้
ได้เรว็ ) (๓) สุขาปฏิปทา ทนั ธาภญิ ญา (ปฏิบตั สิ ะดวก แต่รไู้ ด้ช้า) (๔) สุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา
(ปฏบิ ัตสิ ะดวกและร้ไู ดเ้ รว็ )
๒. วติ ถารสูตร ว่าดว้ ยปฏปิ ทาโดยพิสดาร คอื ทรงจ�ำแนกปฏปิ ทา ๔ ประการ เหมือน
ในสูตรที่ ๑ แต่ทรงขยายความหมายของแต่ละประการ ดังนี้ ปฏิปทาที่ ๑ หมายถึงผู้ปฏิบัติ
มีราคะแรงกล้า มีโทสะแรงกล้า และมีโมหะแรงกล้า เสวยทุกขโทมนัสท่ีเกิดจากราคะ โทสะ
และโมหะเป็นประจ�ำ และมีอนิ ทรีย์ออ่ น ปฏิปทาท่ี ๒ หมายถึงผ้ปู ฏิบัติมรี าคะแรงกลา้ มโี ทสะ
แรงกล้า และมีโมหะแรงกล้า เสวยทุกขโทมนัสท่ีเกิดจากราคะ โทสะ และโมหะเป็นประจ�ำ
แต่มอี นิ ทรยี ์แก่กลา้ ปฏปิ ทาที่ ๓ หมายถงึ ผูป้ ฏบิ ตั ิไมม่ ีราคะแรงกลา้ ไมม่ ีโทสะแรงกลา้ และ
ไม่มีโมหะแรงกล้า ไม่เสวยทุกขโทมนัสท่ีเกิดจากราคะ โทสะ และโมหะ แต่มีอินทรีย์อ่อน
ปฏิปทาท่ี ๔ หมายถึงผู้ปฏิบัติไม่มีราคะแรงกล้า ไม่มีโทสะแรงกล้า และไม่มีโมหะแรงกล้า
ไม่เสวยทกุ ขโทมนัสที่เกิดจากราคะ โทสะ และโมหะ และมีอินทรีย์แก่กลา้
เล่มที่ ๑๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๒๑ 311
๓. อสุภสูตร ว่าด้วยการพิจารณาเห็นความไม่งามในกาย คือ ทรงแสดงปฏิปทา ๔
ประการเหมอื นในพระสูตรท่ี ๑ แต่ทรงขยายความหมายของแตล่ ะประการ ดังน้ี ปฏิปทาท่ี ๑
หมายถงึ ผปู้ ฏิบัตพิ ิจารณาเห็นความไม่งามในกาย มีสัญญาว่าปฏิกูลในอาหาร มสี ญั ญาว่าไม่น่า
เพลดิ เพลินในโลกท้งั ปวง พจิ ารณาเหน็ ความไม่เที่ยงใน สังขารท้งั ปวงอยู่ มีมรณสัญญาทต่ี ้งั มนั่
ดภี ายใน อาศยั เสกขพละ และมอี นิ ทรียอ์ ่อน ปฏปิ ทาท่ี ๒ มีความหมายเหมอื นในปฏปิ ทาที่ ๑
ต่างกันเพียงเป็นผู้มีอินทรีย์แก่กล้า ปฏิปทาที่ ๓ หมายถึงผู้ได้รูปฌาน ๔ ประการ อาศัย
เสกขพละ แต่มีอินทรีย์อ่อน ปฏิปทาท่ี ๔ มีความหมายเหมือนในปฏิปทาท่ี ๓ ต่างกันเพียง
เป็นผมู้ อี ินทรียแ์ ก่กล้า
๔-๕. ปฐมขมสตู ร ทุติยขมสูตร ต่างว่าด้วยปฏปิ ทาทอี่ ดทน แตม่ คี วามหมายต่างกนั
คอื ในพระสตู รท่ี ๑ ปฏปิ ทาท่ี ๑ หมายถงึ ผูป้ ฏิบตั ทิ ่ีไมด่ ่าตอบ ซ่ึงเปน็ ปฏปิ ทา ๑ ในปฏิปทา ๔
ปฏิปทาอีก ๓ ประการ คอื (๑) ปฏปิ ทาท่ไี มอ่ ดทน หมายถึงผูป้ ฏิบตั ทิ ดี่ า่ ตอบ (๒) ปฏิปทาท่ี
ข่มใจ หมายถึงผู้ปฏิบัติที่ส�ำรวมอินทรีย์ ๖ ประการมีจักขุนทรีย์เป็นต้น (๓) ปฏิปทาที่ระงับ
หมายถึงผูป้ ฏบิ ตั ิท่ีไม่ยินดอี กศุ ลวติ ก ๓ ประการ ละบาปอกศุ ลทเ่ี กดิ ขนึ้ สว่ นในพระสูตรท่ี ๒
ปฏิปทาที่อดทนซ่ึงเป็นปฏิปทาท่ี ๒ หมายถึงผู้ปฏิบัติท่ีอดทนต่อความหนาวเป็นต้น และ
ปฏิปทาท่ีไม่อดทนซ่ึงเป็นปฏิปทาที่ ๑ หมายถึงผู้ปฏิบัติท่ีไม่อดทนต่อความหนาว เป็นต้น
สว่ นปฏปิ ทาที่ ๓ และท่ี ๔ เหมอื นปฏปิ ทาท่ี ๓ และที่ ๔ ในพระสตู รแรก
๖. อุภยสูตร วา่ ดว้ ยปฏิปทาท่มี ีลกั ษณะเหมือนกันทัง้ ๒ สว่ น คอื ทรงแสดงปฏิปทา ๔
ประการเหมอื นในพระสตู รที่ ๑ แตท่ รงแจกแจงลกั ษณะของปฏปิ ทาไวต้ า่ งกนั ดงั นี้ ปฏปิ ทาท่ี ๑
ทกุ ขาปฏปิ ทา ทนั ธาภญิ ญา เปน็ ขอ้ ปฏบิ ตั ทิ มี่ ลี กั ษณะตำ�่ ทง้ั ๒ สว่ น เพราะปฏบิ ตั ลิ ำ� บากและรไู้ ด้
ชา้ ปฏปิ ทาที่ ๒ ทุกขาปฏปิ ทา ขปิ ปาภิญญา เปน็ ข้อปฏบิ ัตทิ ่มี ีลักษณะตำ่� เพราะปฏิบตั ิล�ำบาก
ปฏิปทาที่ ๓ สุขาปฏิปทา ทันธาภญิ ญา เป็นขอ้ ปฏบิ ัติท่มี ลี ักษณะต่�ำ เพราะรไู้ ด้ช้า ปฏิปทาท่ี ๔
สุขาปฏปิ ทา ขิปปาภญิ ญา เป็นขอ้ ปฏบิ ัติที่มลี กั ษณะประณตี ทง้ั ๒ ส่วน เพราะปฏบิ ตั สิ ะดวก
และรู้ได้เรว็
๗. มหาโมคคลั ลานสูตร ว่าด้วยปฏิปทาที่เป็นเหตุให้จิตของพระมหาโมคคัลลานะ
หลุดพน้ คือ ปฏปิ ทาขอ้ ท่ี ๒ ในบรรดาปฏิปทา ๔ ประการเหมือนในพระสตู รท่ี ๑
๘. สารปี ตุ ตสตู ร วา่ ดว้ ยปฏปิ ทาทเ่ี ปน็ เหตใุ หจ้ ติ ของพระสารบี ตุ รหลดุ พน้ คอื ปฏปิ ทา
ข้อท่ี ๔ ในบรรดาปฏิปทา ๔ ประการเหมอื นในพระสตู รท่ี ๑
๙. สสงั ขารสตู ร วา่ ดว้ ยผูเ้ ป็นสสังขารปรินพิ พายใี นปจั จบุ นั ค�ำวา่ สสงั ขารปรนิ ิพพายี
แปลวา่ ผู้ปรนิ ิพพานโดยตอ้ งใชค้ วามเพียรมาก ผู้เป็นสสังขารปรนิ ิพพายี ในปจั จุบนั หมายถึง
พระอนาคามปี ระเภทหน่งึ คำ� ว่า ผู้เป็นสสงั ขารปรินพิ พายี ในปจั จบุ ันเปน็ ช่อื บคุ คลจ�ำพวก ๑
312 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสุตตนั ตปฎิ ก
ในบุคคล ๔ จ�ำพวก บุคคลอีก ๓ จ�ำพวก คอื (๑) ผู้เป็นสสงั สารปรินพิ พายีหลังจากตายแลว้
(๒) ผ้เู ป็นอสงั ขารปรินพิ พายีในปัจจุบนั (ผู้ปรินิพพานโดยไม่ตอ้ งใช้ความเพยี รมาก) (๓) ผู้เป็น
อสงั ขารปรินพิ พายีหลังจากตายแลว้ บุคคลแตล่ ะจำ� พวกมีความหมายเหมอื นในพระสตู รที่ ๓
๑๐. ยคุ นทั ธสูตร วา่ ด้วยผู้เจริญสมถะและวิปัสสนาควบค่กู ันไป หมายถึง ภกิ ษุผู้เจริญ
สมถะและวปิ สั สนาควบคูก่ ันไปจนได้มรรคแลว้ เสพ เจรญิ ซง่ึ มรรคน้ัน ทำ� ใหม้ ากจนละสงั โยชน์
ได้ อนสุ ยั หมดสนิ้ ไป จดั เป็นบคุ คลจ�ำพวก ๑ ในบคุ คล ๔ จำ� พวก บคุ คลอีก ๓ จ�ำพวก ไดแ้ ก่
(๑) ภิกษุผู้เจริญวิปสั สนาอนั มีสมถะน�ำหน้าจนได้มรรคแลว้ เสพ เจรญิ มรรคนนั้ ทำ� ให้มากจน
ละสังโยชน์ได้ อนุสัยหมดส้ินไป (๒) ภิกษุผู้เจริญสมถะอันมีวิปัสสนาน�ำหน้าจนได้มรรคแล้ว
เสพ เจรญิ ซ่ึงมรรคนัน้ ทำ� ให้มากจนละสังโยชน์ได้ อนุสยั หมดสิ้นไป (๓) ภกิ ษมุ ใี จถูกอุทธจั จะ
ในธรรมกล้ัน ไว้ในเวลาท่ีจิตต้ังมั่น สงบภายใน มีภาวะที่จิตเป็นหนึ่งผุดข้ึน ต้ังม่ันอยู่ มรรค
ก็เกดิ ขน้ึ แกเ่ ธอ เธอจงึ เสพ เจรญิ มรรคนั้น ทำ� ใหม้ ากจนละสงั โยชน์ได้ อนุสัยหมดส้ินไป
๓.๔.๓ สญั เจตนยิ วรรค
สัญเจตนยิ วรรค แปลว่า หมวดวา่ ดว้ ยความจงใจ ชอ่ื วรรคน้ีตง้ั ตามชอ่ื ของพระสูตรท่ี
๑ ซง่ึ มีท้งั หมด ๑๐ สูตร แตล่ ะสตู รมีใจความสำ� คญั ดงั น้ี
๑. เจตนาสูตร วา่ ดว้ ยเจตนา คำ� วา่ เจตนา แปลวา่ ต้ังใจ หรือจงใจ ซึ่ง ในทน่ี ที้ รง
ใช้หมายถึงสัญเจตนา ๓ ประการ คอื (๑) กายสัญเจตนา (จงใจแต่งกรรมทางกาย) (๒) วจี-
สัญเจตนา (จงใจแตง่ กรรมทางวาจา) (๓) มโนสัญเจตนา (จงใจแตง่ กรรมทางใจ) และสังขาร
๓ ประการเฉพาะท่ีมีความหมายว่าสภาพปรุงแต่งกรรม คือ (๑) กายสังขาร (สภาพปรุงแต่ง
กรรมทางกาย) (๒) วจีสงั ขาร (สภาพปรงุ แต่งกรรมทางวาจา) (๓) มโนสงั ขาร (สภาพปรุงแต่ง
กรรมทางใจ) ทรงแสดงว่าทั้งสญั เจตนา ๓ ประการและสังขาร ๓ ประการที่มอี วิชชาเปน็ ปจั จยั
เป็นเหตุใหส้ ขุ ทุกข์ภายในเกิดขนึ้ แก่บคุ คล ๔ จ�ำพวก คอื (๑) ผ้ปู รงุ แต่งเอง (๒) ผูอ้ นื่ ปรุงแตง่ ให้
(๓) ผูร้ ู้ตวั ปรงุ แตง่ (๔) ผไู้ ม่รตู้ ัวปรุงแตง่ และเป็นเหตุให้ได้อตั ภาพ ๔ ประการอีกด้วย
๒. วิภัตติสูตร ว่าด้วยการจ�ำแนกปฏิสัมภิทา คือ ท่านพระสารีบุตรได้เล่า ให้ภิกษุ
ท้ังหลายฟังว่า ท่านอุปสมบทได้กึ่งเดือนก็ได้รู้แจ้งปฏิสัมภิทา ๔ ได้แก่ (๑) อัตถปฏิสัมภิทา
(๒) ธัมมปฏิสัมภิทา (๓) นริ ุตติปฏสิ ัมภทิ า (๔) ปฏิภาณปฏิสมั ภิทา โดยเหตุ โดยพยัญชนะ และ
บอก แสดง บญั ญตั ิ ก�ำหนด เปดิ เผย จำ� แนกปฏิสัมภิทา ๔ แต่ละอย่างท�ำใหง้ ่าย โดยวธิ ีตา่ งๆ
ถ้ามใี ครสงสัยกใ็ ห้ถาม ทา่ นยินดีจะตอบข้อสงสัยต่อพระพกั ตร์พระศาสดา
๓. มหาโกฏฐิตสูตร ว่าด้วยพระมหาโกฏฐิตะ คือ ท่านพระมหาโกฏฐิตะถาม
ทา่ นพระสารบี ตุ รเรอ่ื งผสั สายตนะ ๖ ตามแนววาทะ ๔ ประการ คอื (๑) สสั สตวาทะ (ลัทธิ
เล่มที่ ๑๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๒๑ 313
ท่ีถือว่าอัตตาและโลกเท่ียง) (๒) อุจเฉทวาทะ (ลัทธิท่ีถือว่าหลังจากตายแล้วอัตตาขาดสูญ)
(๓) เอกจั จสัสสตวาทะ (ลัทธทิ ี่ถือวา่ บางอย่างเทย่ี ง) (๔) อมราวกิ เขปวาทะ (ลทั ธิท่ีพูดหลบเลยี่ ง
ไม่แน่นอนตายตัว) ท่านพระสารีบุตรตอบวา่ ไม่ควรถามอย่างนน้ั เพราะเปน็ เหตุใหค้ ิดปรุงแตง่
ส่งิ ท่ีไมค่ วรคดิ ปรุงแต่ง
๔. อานนั ทสตู ร ว่าด้วยพระอานนท์ คือ ท่านพระอานนท์ถามท่านพระมหาโกฏฐิตะ
เรอ่ื งผัสสายตนะ ๖ ประการตามแนววาทะท้ัง ๔ ประการ และท่านพระมหาโกฏฐติ ะตอบตาม
แนวทา่ นพระสารบี ุตรดังปรากฏในพระสตู รท่ี ๓
๕. อปุ วาณสตู ร วา่ ดว้ ยพระอปุ วาณะ คอื ทา่ นพระอปุ วาณะถามทา่ นพระสารบี ตุ รเรอื่ ง
การท�ำทสี่ ดุ แหง่ ทกุ ขด์ ว้ ยเหตุ ๔ อยา่ ง อย่างใดอยา่ งหน่ึง คือ ด้วยวชิ ชา ดว้ ยจรณะ ด้วยวชิ ชา
และจรณะ หรือด้วยเหตอุ ่ืน ทา่ นพระสารีบุตรตอบว่าไม่ใชท่ ั้ง ๔ อยา่ ง เพราะถ้าบคุ คลมเี หตุ ๔
อย่างนี้อยา่ งใดอย่างหนึ่ง กจ็ ะเป็นการยดึ มัน่ ถอื มัน่ ผู้จะทำ� ท่ีสดุ แห่งทกุ ข์ไดจ้ ะตอ้ งเพียบพรอ้ ม
ดว้ ยจรณะและรเู้ หน็ ตามความเป็นจรงิ (ยถาภตู ญาณทสั สนะ)
๖. อายาจนสตู ร วา่ ดว้ ยความปรารถนาโดยชอบ คอื ทรงแนะนำ� พทุ ธบรษิ ทั ผมู้ ศี รทั ธา
ให้ต้ังความปรารถนาขอเป็นเช่นกับบุคคลท่ีถือว่าเป็นบรรทัดฐาน เป็นมาตรฐาน ดังน้ี
(๑) ภกิ ษุควรเปน็ เชน่ กับทา่ นพระสารบี ตุ รและท่านพระโมคคัลลานะ (๒) ภิกษุณคี วรเปน็ เชน่
กบั ภกิ ษณุ เี ขมาและภกิ ษณุ อี บุ ลวรรณา (๓) อบุ าสกควรเปน็ เชน่ กบั จติ ตคหบดแี ละหตั ถกอบุ าสก
(๔) อบุ าสิกาควรเปน็ เชน่ กบั นางขชุ ชตุ ตราและนางเวฬกุ ัณฏกนี นั ทมาตา
๗. ราหุลสตู ร วา่ ดว้ ยพระราหลุ คอื ทรงสอนใหพ้ ระราหลุ พจิ ารณาธาตกุ มั มฏั ฐาน ๔
ได้แก่ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ท้งั ภายในและภายนอกตาม ความเปน็ จรงิ
ว่า น่ันไม่ใช่ของเรา เราไมไ่ ดเ้ ปน็ นั่น นนั่ ไม่ใช่อัตตาของเรา เพอ่ื ใหจ้ ิตเบื่อหน่าย คลายก�ำหนดั
ในธาตแุ ต่ละอยา่ ง จนตัดตณั หา ถอนสงั โยชน์ ทำ� ความสิ้นทุกขไ์ ด้
๘. ชมั พาลสี ตู ร วา่ ดว้ ยบคุ คลผู้เปรียบด้วยบ่อนำ�้ ใหญ่ คือ ทรงแสดงบคุ คล ๔ จำ� พวก
พรอ้ มดว้ ยขอ้ อุปมาดังนี้ (๑) ผไู้ ด้เจโตวิมตุ ติ แตไ่ ม่ได้สกั กายนโิ รธ เปรยี บ เหมอื นคนมีมอื เปอื้ น
ยางเหนียวจับกิ่งไม้ ท�ำให้มือเกาะติดกับกิ่งไม้ (๒) ผู้ได้เจโตวิมุตติและได้สักกายนิโรธ เปรียบ
เหมอื นคนมีมอื สะอาดจับก่งิ ไม้ มือก็ไมเ่ กาะติดกับ กง่ิ ไม้ (๓) ผ้ไู ด้เจโตวิมุตติ แต่ท�ำลายอวิชชา
ไม่ได้ เปรียบเหมือนบ่อน้�ำใหญ่มีอายุหลายปีที่ปิดทางไหลเข้าและเปิดทางไหลออกไว้ ทั้งฝน
ก็ไม่ตกเพ่ิมตามฤดูกาล บ่อน�้ำ นั้นไม่มีวันจะเพ่ิมข้ึนจนล้นขอบออกไปได้ (๔) ผู้ได้เจโตวิมุตติ
และท�ำลายอวิชชาได้ เปรียบเหมือนบ่อน้�ำใหญ่มีอายุหลายปีท่ีเปิดทางไหลเข้าและปิดทาง
ไหลออกไว้ ทั้งฝน กต็ กเพมิ่ ตามฤดูกาล บ่อนำ้� น้ันมีวนั จะเพิม่ ข้นึ จนลน้ ขอบออกไปได้
314 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระสตุ ตนั ตปิฎก
๙. นิพพานสูตร ว่าด้วยนิพพาน หมายถึงเหตุปัจจัยไม่ให้ปรินิพพานในปัจจุบัน
๔ ประการ คอื (๑) ไมร่ ชู้ ดั หานภาคยิ สญั ญา(สญั ญาฝา่ ยเสอื่ ม) (๒) ไมร่ ชู้ ดั ฐติ ภิ าคยิ สญั ญา (สญั ญา
ฝ่ายด�ำรง) (๓) ไม่รู้ชัดวิเสสภาคิยสัญญา (สัญญาฝ่ายวิเศษ) (๔) ไม่รู้ชัดนิพเพธภาคิยสัญญา
(สญั ญาฝ่ายชำ� แรกกเิ ลส) นอกจากนยี้ งั วา่ ดว้ ยเหตุใหป้ รนิ ิพพานในปจั จุบนั ๔ ประการซึง่ มีนัย
ตรงกันข้าม
๑๐. มหาปเทสสูตร วา่ ด้วยมหาปเทส ในทีน่ ี้หมายถึงหลักการส�ำหรับพิสจู น์หลักธรรม
ค�ำสอนของพระผู้มีพระภาค เม่ือมีบุคคลมากล่าวว่า นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นสัตถุสาสน์
โดยอา้ งวา่ ไดส้ ดับรบั มาจากบคุ คล ๔ จ�ำพวก คอื (๑) ยกเอาพระพทุ ธเจา้ ข้นึ อ้าง (๒) ยกเอา
คณะสงฆข์ ึ้นอ้าง (๓) ยกเอาพระเถระจ�ำนวนมากขนึ้ อ้าง (๔) ยกเอาพระเถระรูปหน่ึงขึน้ อ้าง
๓.๔.๔ โยธาชวี วรรค
โยธาชวี วรรค แปลวา่ หมวดวา่ ดว้ ยองคป์ ระกอบของนกั รบอาชพี ชอื่ วรรคนตี้ ง้ั ตามชอื่
ของพระสตู รท่ี ๑ ในวรรคนี้ ซ่ึงมที ั้งหมด ๑๐ สูตร แตล่ ะสูตรมใี จความสำ� คญั ดังนี้
๑. โยธาชวี สูตร ว่าด้วยองค์ประกอบของนักรบอาชีพ คือ ทรงแสดงคุณสมบัติ ของ
นักรบอาชีพเปรียบเทียบกับคุณสมบัติของภิกษุซึ่งเหมือนกัน ๔ ประการ ได้แก่ (๑) ฉลาดใน
ฐานะ (๒) ยงิ ลูกศรไดไ้ กล (๓) ยิงไม่พลาด (๔) ทำ� ลายกายขนาดใหญไ่ ด้ แตม่ คี วามหมายตา่ งกนั
คือ คุณสมบตั ขิ องนักรบอาชีพมีความหมายในทางโลก แต่ ของภิกษมุ คี วามหมายในทางธรรม
ไดแ้ ก่ ข้อ ๑ หมายถึงมศี ลี ข้อ ๒ หมายถงึ การ พจิ ารณาเบญจขนั ธม์ รี ปู เปน็ ต้นตามความเปน็
จริง ขอ้ ๓ หมายถงึ การร้ชู ดั ทกุ ข์เปน็ ต้น อนั เป็นหลกั อรยิ สัจ ๔ และขอ้ ๔ หมายถงึ การทำ� ลาย
กองอวิชชาใหญไ่ ด้
๒. ปาฏิโภคสตู ร วา่ ด้วยธรรมที่ไมม่ ีใครประกันได้ คือ ความแก่ ความเจบ็ ความตาย
และผลแหง่ กรรมชวั่ ที่ไมม่ ีใครจะป้องกนั หรอื หนพี น้ ได้
๓. สตุ สูตร ว่าดว้ ยสง่ิ ทีไ่ ดฟ้ ัง ซ่งึ เป็นสงิ่ ๑ ในจำ� นวน ๔ สงิ่ อกี ๓ สงิ่ คอื (๑) ส่งิ ทไี่ ด้
เหน็ (๒) สง่ิ ทไี่ ด้ทราบ (๓) สิง่ ท่ีได้รู้แจง้ โดยทรงยกกุศลธรรมและอกศุ ลธรรมเป็นเหตแุ หง่ การ
จ�ำแนกประเภท เช่น สิ่งที่ได้เห็น ถ้ากล่าวแล้วท�ำให้กุศลธรรมเจริญข้ึน อกุศลธรรมเส่ือมไป
กค็ วรกลา่ ว ถ้ากลา่ วแลว้ ทำ� ให้อกศุ ลธรรมเจรญิ ขนึ้ กุศลธรรมเสือ่ มไป กไ็ ม่ควรกลา่ ว
๔. อภยสูตร ว่าดว้ ยบคุ คลผู้กลวั ตายและผู้ไมก่ ลวั ตาย คือ ทรงแสดงบุคคล ผู้กลวั ตาย
๔ จำ� พวก และบคุ คลผไู้ ม่กลวั ตาย ๔ จำ� พวก บคุ คลผูก้ ลวั ตาย ๔ จำ� พวก ได้แก่ (๑) ผ้ยู ังไม่
ปราศจากความก�ำหนัดในกาม และถูกโรคเบียดเบียน จึงนึกเสียดาย ท่ีต้องพรากจากกาม
(๒) ผู้ยังไม่ปราศจากความก�ำหนัดในกายและถูกโรคเบียดเบียน จึงนึกเสียดายท่ีต้องพราก