ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 1
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 2
สารบัญ
ช่ือเรื่อง หน้า
สารจากอธกิ ารบดี 6
สารจากคณบดี 7
กาหนดการวันงาน 8
กาหนดการนาเสนอผลงานทางวิชาการ 9
บทความฉบับเตม็
เรอ่ื ง การวเิ คราะหอ์ งค์ประกอบสมั พันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสานสมั พนั ธข์ องวัยรนุ่
โดย กฤตยชญ์ ตระกลู วรานนท์..........................................................................................................................................17
เรือ่ ง การเปรียบเทยี บผลของการใชโ้ ปรแกรมกิจกรรมแนะแนวอาชพี ตามทฤษฎขี องแฟรงค์ พาสนั สก์ บั ทฤษฎขี องเกอแลตท่มี ตี อ่
ความสามารถในการตัดสนิ ใจเลือกอาชพี ของนักเรียนระดบั ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 3
โดย ชลลดา พนั ธ์เุ นตร.......................................................................................................................................................33
เรอื่ ง การเสรมิ สรา้ งการกากบั อารมณ์ของพนกั งานตอ้ นรับบนเคร่ืองบนิ โดยการให้คาปรึกษาแบบกล่มุ ตามแนวคิดพิจารณา
เหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรม
โดย นิพธิ ิดา ชานาญกุล......................................................................................................................................................45
เร่ือง ผลการใชโ้ ปรแกรมเพอื่ ส่งเสริมจิตสาธารณะของนกั เรยี นช้ันมธั ยมศกึ ษาตอนตน้
โดย ปญั จพร สอนพู........................................................................................................................................................... 54
เรื่อง การเสริมสรา้ งการควบคมุ ตนเองของเยาวชนทก่ี ระทาผดิ โดยการให้คาปรึกษากลมุ่
โดย พงศกร เฮงววิ ัฒนชัย...................................................................................................................................................65
เรื่อง การเสรมิ สรา้ งความสขุ ในการทางานของพนักงานขายสนิ เชือ่ ทางโทรศัพทด์ ว้ ยการใหค้ าปรึกษาแบบกลมุ่
โดย วัชรพล วริ ยิ ะสรรคส์ กลุ ..............................................................................................................................................75
เรื่อง การเสรมิ สรา้ งอิสระแหง่ ตนของวัยร่นุ ตอนตน้ โดยการให้คาปรกึ ษากล่มุ
โดย วทิ ิต มนสั ชีวิน.............................................................................................................................................................84
เร่อื ง การเสริมสร้างพลงั อานาจในตนเองของเยาวชนคาทอลิก โดยการให้คาปรึกษากลุม่
โดย เอื้อทพิ ย์ คงกระพันธ์...................................................................................................................................................94
เรื่อง การเสรมิ สรา้ งความหยนุ่ ตัวของผดู้ แู ลผสู้ ูงอายุอัลไซเมอร์ โดยการให้คาปรกึ ษารายบคุ คล
โดย กชพร ธนพรชยั ภัทร...................................................................................................................................................104
เรื่อง การเสริมสรา้ งการสานกึ ร้คู ณุ ตามแนวทางจติ วทิ ยาเชงิ บวกของนักเรยี นชั้นมธั ยมศึกษาตอนปลายโดยกลุ่มพัฒนาตน
โดย จุฑาทิพย์ เทพดนตรี...................................................................................................................................................114
เรอ่ื ง การศึกษาความต้องการในการพฒั นาตนเองของนิสติ ระดบั ปรญิ ญาตรี คณะศลิ ปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวิโรฒ
โดย พัณณ์ชิตา ปิติชัยวิจติ ร์................................................................................................................................................123
เรอ่ื ง ผลของการใช้โปรแกรมการเรยี นร้โู ดยใชป้ ญั หาเปน็ ฐานเพื่อเสริมสรา้ งการคดิ วเิ คราะห์ของนกั เรยี นระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนต้น
โดย มนสั วี มนสั ตระกลู …………..........................................................................................................................................135
เรอื่ ง ปจั จัยท่ีมคี วามสัมพันธ์กับแรงบันดาลใจเพอ่ื การสร้างสรรคผ์ ลงานศลิ ปะและการออกแบบของนักศกึ ษามหาวิทยาลยั ศลิ ปากร
โดย วทันยา ดูงาม..............................................................................................................................................................145
เรอ่ื ง ผลของการใชโ้ ปรแกรมการเรียนรูแ้ บบนาตนเองทีม่ ีต่อการตดั สินใจเลือกอาชพี ของนกั เรยี นช้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี 4
โดย สุธาสินี สตั ย์เจริญ......................................................................................................................................................156
เรอ่ื ง ผลการใหค้ าปรึกษากลุ่มตามแนวคิดพิจารณาเหตผุ ล อารมณ์ และพฤตกิ รรมเพื่อลดความเช่ือทไี่ มส่ มเหตุสมผลของนักเรยี นวยั รนุ่
โดย อไุ รวรรณ จนั ทรส์ ร.....................................................................................................................................................163
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 3
สารบญั (ตอ่ )
ชอื่ เรื่อง หนา้
เรื่อง แนวทางการพฒั นาคุณภาพการศกึ ษาโดยใช้ผลการประเมนิ คณุ ภาพภายนอกรอบสามดา้ นผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน ของ
โรงเรยี นในสงั กัดองคก์ ารบริหารสว่ นจังหวดั สกลนคร
โดย กนกวรรณ ทุมสะกะ...................................................................................................................................................172
เรอ่ื ง การพัฒนาแบบวดั ความยึดมนั่ ผูกพนั ตอ่ องคก์ รของบคุ ลากรสายสนับสนนุ มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช
โดย กุลนติ ิ กฤตมิ าธมนต์…….............................................................................................................................................184
เรอื่ ง การพฒั นาแบบวัดความสนใจในการทากิจกรรมเพ่อื การแนะแนวอาชพี โดยประยุกต์ทฤษฎีพหปุ ญั ญา
โดย จตพุ ล บุญภญิ โญ.......................................................................................................................................................192
เรื่อง การวิเคราะห์วัฒนธรรมโรงเรียนของสถานศกึ ษาในสงั กัดกรงุ เทพมหานคร: กรณีศึกษาโรงเรยี นทีม่ ผี ลการประเมนิ ภายนอก
ระดบั ดมี าก
โดย ธนาวฒุ ิ สิงห์สถติ ย์.....................................................................................................................................................206
เรื่อง การสร้างแบบทดสอบวนิ จิ ฉยั หลายตัวเลือกสล่ี าดับขัน้ เพอ่ื ศึกษามโนทัศน์ทค่ี ลาดเคลอ่ื น วิชาชวี วิทยา เร่ือง การแบง่ เซลล์
สาหรบั นกั เรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ 4
โดย ธรี ะวัฒน์ การะเกตุ.....................................................................................................................................................214
เร่อื ง ผลของการประยกุ ต์ใชเ้ ทคนิคการประเมนิ แบบรว่ มมือและสารบบจาแนกของฟงิ ค์ เพื่อพฒั นาผลการเรยี นรใู้ นรายวิชาการ
ส่ือสารและการนาเสนอของนักเรยี นชนั้ มัธยมศึกษาปที ่ี 5
โดย เบญจมาศ ณะอน่ิ .......................................................................................................................................................226
เรอ่ื ง การพฒั นาแบบประเมนิ ทกั ษะทางสังคมของเดก็ ออทสิ ติกอายุ 13-15 ปี โดยใชก้ ารประเมนิ หลายแหลง่ ในโรงเรียนเรยี นร่วม
สงั กดั สานักงานเขตพ้นื ท่ีการศกึ ษามัธยมศึกษา เขต1
โดย พรพริ ณุ ใจวงค์...........................................................................................................................................................237
เรื่อง การประเมนิ ความต้องการจาเป็นในการมสี ว่ นรว่ มของบุคลากร ในการดาเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาของ
โรงเรียนในสังกดั สานกั งานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศกึ ษาเขต 6
โดย วรรณศิ า พิมพร..........................................................................................................................................................248
เรอ่ื ง การพฒั นาแบบประเมินทักษะการชว่ ยเหลือตนเองของเด็กปฐมวัยท่มี ีความบกพร่องทางสตปิ ัญญาโดยประยกุ ต์ใช้การ
ประเมินตามสภาพจรงิ และทฤษฎีการสรุปอ้างอิงความน่าเชือ่ ถือของผลการวดั
โดย ศริ นิ ภา สนนั่ วงศ์........................................................................................................................................................258
เรอ่ื ง การศึกษาอัตลักษณ์ดา้ นทักษะสอื่ สารของนิสิตหลกั สตู รการศกึ ษาบณั ฑติ มหาวิทยาลยั ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ
โดย กรร คลา้ ยสังข์……………………………...........................................................................................................................267
เรื่อง ทัศนะของนกั ศึกษาท่ีมตี อ่ การจดั สภาพแวดลอ้ มทางวิชาการระดับบณั ฑติ ศกึ ษา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยในกากับของรฐั
โดย ญาดา ฉายแสง............................................................................................................................................................277
เรื่อง การพัฒนาทกั ษะการบริหารของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาในสังกดั สานักงานเขตพื้นทกี่ ารศึกษามัธยมศึกษาเขต 1 กรุงเทพมหานคร
ในยุคไทยแลนด์ 4.0
โดย นิภาธร มุลกณุ ี............................................................................................................................................................ 289
เรอ่ื ง การศึกษาปจั จยั บางประการท่ีสง่ ผลต่อความผูกพนั ต่อองคก์ รของบุคลากรสายสนบั สนนุ ดา้ นการศกึ ษา คณะแพทยศาสตร์
ศิรริ าชพยาบาล มหาวิทยาลยั มหดิ ล
โดย พชร แสงแกว้ .............................................................................................................................................................297
เรื่อง แนวทางการพฒั นาประสิทธิภาพในการบริหารทรพั ยากรของสถานศึกษา กรณศี ึกษา โรงเรียนปาณยา พัฒนาการ
โดย พันธร์ุ ะวี ตนั ตนิ ริ ันดร์.................................................................................................................................................309
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 4
สารบญั (ตอ่ )
ช่ือเรอื่ ง หนา้
เรอื่ ง แนวทางการบริหารจดั การศกึ ษาเพ่ือเสรมิ สร้างความใฝเ่ รียนรู้ใหแ้ กผ่ ูเ้ รยี นในจังหวัดสพุ รรณบุรี
โดย รงุ่ นภา วรี ะพงษ์.........................................................................................................................................................318
เร่ือง การพัฒนาตนเองของนิสิตวิชาชีพครมู หาวทิ ยาลัยศรนี ครนิ ทรวิโรฒในฐานะประชาคมอาเซยี น
โดย วชั รภทั ร์ แสงแกน่ เพช็ ร์..............................................................................................................................................326
นกั เรียนระดบั ประถมศึกษา
โดย ธนนิ ท์รัฐ กฤษฎิฉ์ ันทัชท์ ศริ ิวศิ าลสุวรรณ...................................................................................................................341
เรื่อง การศึกษาผลของการจัดการเรียนรโู้ ดยใช้ปญั หาเป็นฐานท่เี นน้ เทคนคิ การสบื คน้ เป็นกลมุ่ ทส่ี ่งผลตอ่ ความสามารถในการ
สรา้ งคาอธิบายเชิงวทิ ยาศาสตร์และทกั ษะการทางานเป็นทีม
โดย ประพนธ์ สดุ ตา..........................................................................................................................................................360
เรือ่ ง ผลการจัดการเรยี นรตู้ ามแนวฉันทศกึ ษา เพือ่ สง่ เสรมิ การคดิ เชงิ คานวณ (Computational thinking) และการทางานเป็นทีม
ในวชิ าฉนั ทศึกษา สาหรับนกั เรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 3 โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรีนครนิ ทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝา่ ยประถม)
โดย พชิ ญานิน ศิรหิ ลา้ ....................................................................................................................................................... 367
เรื่อง การประเมินความสามารถในการแกป้ ัญหาของนักเรยี นช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 2 แผนการเรียนวทิ ยาศาสตรแ์ ละคณติ ศาสตร์
โดย สุธดิ า วนั สุดล.............................................................................................................................................................375
เรอื่ ง การศึกษาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นและจิตวิทยาศาสตรข์ องนกั เรยี นชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 5 ทไ่ี ด้รบั การจดั การเรยี นรู้ด้วย
หน่วยการเรยี นรแู้ บบบรู ณาการ เรอื่ ง ผักกระเฉด
โดย เหมือนฝนั ทองดี........................................................................................................................................................382
เรอ่ื ง ผลการจัดการเรยี นรโู้ ดยใช้รปู แบบหอ้ งเรียนกลบั ทางท่ีมตี ่อผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น และเจตคตติ ่อการเรียนวรรณคดีไทย
ของนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 6
โดย อมรรัตน์ รัชตะทวกี ุล.................................................................................................................................................389
เรอ่ื ง ผลการใชร้ ูปแบบการสอนเปน็ ทีมระหว่างครไู ทยกับครชู าวตา่ งประเทศแบบการแบง่ บทบาทหนา้ ที่อยา่ งเท่าเทียมกนั ใน
บรบิ ทการสอนคณิตศาสตร์ในห้องเรียนสองภาษาของนักเรียนระดบั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4
โดย อรนภิ า ไทยแท้...........................................................................................................................................................397
เรื่อง การวเิ คราะห์องคป์ ระกอบของคณุ ภาพการศกึ ษาและปจั จัยทสี่ ง่ ผลตอ่ คณุ ภาพการศึกษาของโรงเรยี นสงั กัดสานักงานเขต
พื้นทกี่ ารศึกษาประถมศึกษากรงุ เทพมหานคร
โดย กนั ตพฒั น์ มณฑา.......................................................................................................................................................412
เรื่อง เส้นทางส่วู ทิ ยฐานะครเู ชยี่ วชาญพิเศษ: การศึกษาพหชุ ีวประวตั ิ
โดย เขมรัฐ อิม่ อุรงั ............................................................................................................................................................423
เร่ือง การพัฒนาชดุ ฝกึ อบรมตามแนวคิด TPCK Model เพ่ือส่งเสรมิ สมรรถนะด้านนวตั กรรมและเทคโนโลยสี ารสนเทศทาง
การศึกษา สาหรบั นิสติ ครู
โดย ณฐั พงษ์ บางทา่ ไม้......................................................................................................................................................433
เรอ่ื ง การประเมินความต้องการจาเปน็ ในการพัฒนากระบวนทศั น์ รปู แบบ และกลไกเพอ่ื พัฒนาครูชา่ งอุตสาหกรรมทม่ี สี รรถนะ
สูงในยคุ Thailand 4.0
โดย บุษราคมั ทองเพชร....................................................................................................................................................444
เรอ่ื ง การศึกษาผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น ความสามารถในการคดิ แกป้ ญั หาทางวทิ ยาศาสตร์ของนักเรยี นชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 5 ท่ี
ได้รบั การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการสะเตม็ ศกึ ษารว่ มกบั วฎั จักรการเรียนรู้ของคอร์ป
โดย มนตรา พง่ึ ไพศาล......................................................................................................................................................452
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 5
สารบัญ (ตอ่ )
ชื่อเรือ่ ง หน้า
เรอ่ื ง การศึกษาระบบบริการการศกึ ษาออนไลนข์ องสานักสง่ เสรมิ วชิ าการและงานทะเบียน มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
โดย วนั ดี แก้วเหลก็ ............................................................................................................................................................462
เรอ่ื ง การพฒั นาคมู่ ือการจัดกจิ กรรม Executive Functions (EF) ทกั ษะชวี ติ เพื่อความสาเรจ็ สาหรบั เด็กในศตวรรษที่ 21 ในเขต
พน้ื ท่ีตาบลนางแล อาเภอเมอื ง จงั หวัดเชียงราย
โดย เกศรินทร์ ศรธี นะ.......................................................................................................................................................473
เรอื่ ง การพัฒนาความสามารถร้คู า่ จานวนและการบวก ของนกั เรยี นชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 1 ทีม่ คี วามบกพรอ่ งทางสติปัญญาระดับ
เลก็ นอ้ ยจากการสอนโดยวิธีสอนตรงร่วมกบั เทคนิคทชั แมทช์
โดย จนิ ดารตั น์ ทองประพันธ์ุ ..........................................................................................................................................483
เร่ือง การศกึ ษาความสามารถอา่ นคาท่ีมตี ัวสะกดไม่ตรงตามมาตราของนักเรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 1 ทีม่ คี วามบกพรอ่ งทาง
สติปญั ญาระดบั เลก็ น้อย จากการสอนโดยวธิ ีพพี พี รี ว่ มกบั การใชไ้ ซทเวิดส์ แฟลชการด์
โดย จุตพิ ร พลอยเพชรมณี................................................................................................................................................492
เรื่อง แนวทางการบริหารจัดการดา้ นจติ อาสาสโมสรอินเตอร์แรคท์ ภาค 3350 ในเขตกรุงเทพมหานคร
โดย ชดิ ชนก เจรญิ มงคลการ.............................................................................................................................................501
เรื่อง การพฒั นาชุดฝึกอบรมการสง่ เสรมิ การจัดการการเปลยี่ นแปลงของพนักงานบรษิ ัทผลิตชิ้นสว่ นยานยนต์
โดย ณภทั ร โฆษิตวชั ระนันท์.............................................................................................................................................512
เรื่อง สมั พนั ธภาพในครอบครวั ความเข้มแข็งในการมองโลก กับการเหน็ คณุ คา่ ในตนเองของผสู้ งู อายใุ นชมรมผสู้ งู อายุ
โรงพยาบาลพระน่งั เกล้า จังหวัดนนทบรุ ี
โดย บณุ ฑริกา พทั ธยตุ ิ......................................................................................................................................................523
เรื่อง แนวทางการบริหารงานบุคคลทีม่ ีประสิทธภิ าพในสถานศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน
โดย ปทุมพร กาญจนอตั ถ.์ .................................................................................................................................................532
เรื่อง แนวทางการพัฒนาบคุ ลากรโรงเรยี นมธั ยมศกึ ษาขนาดเลก็ ตามแนวคิดการศึกษาไทย 4.0
โดย พลิ ยั พร ดอกมะขาม...................................................................................................................................................540
รายชอ่ื ผู้ทรงคณุ วฒุ พิ ิจารณาบทความ 553
รายชือ่ คณะกรรมการดาเนินงาน 554
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 6
สารจากอธกิ ารบดี
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เป็นองค์กรช้ันนาแห่งการเรียนรู้ การวิจัยบนฐาน
การศึกษาและคุณธรรม มุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรมสู่สากล ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยในการ
พัฒนาการศึกษาสู่ความเป็นระดับชาติ และความเป็นสากล (Internationalization) ซึ่ง
องค์ประกอบของความเป็นสากลน้ัน จาเป็นต้องอาศัยคณาจารย์ที่มีภาวะผู้นาและบริหาร จัดการเพ่ือ
ก้าวสู่ความเป็นสากลของหลักสูตร และเพ่ือสร้างประสบการณ์ความรู้ความสามารถด้านการสอน การ
วิจัยในเวทรี ะดับชาตใิ หเ้ กิดความเจริญงอกงามทางปญั ญา
การจัดประชุมวิชาการระดับชาติ หัวข้อ “ทิศทางและแนวโน้มการผลิตครูไทย” ครั้งนี้ ถือเป็นภารกิจ
หลักท่ีตอบสนองต่อพันธกิจของมหาวิทยาลัยที่ว่าด้วยการสร้างสรรค์งานวิจัยและนวัตกรรมที่มี
คุณภาพ มีประโยชน์อย่างยั่งยืนต่อสังคมในระดับชาติ เปรียบเสมือนเป็นเวทีของคณาจารย์
บุคลากรทางการศึกษา และนิสิต ในการเผยแพร่องค์ความรู้ของตน รวมท้ังการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
กบั ผ้ทู รงคณุ วฒุ ิ คณาจารย์ และนสิ ิตระหว่างสถาบนั รวมท้งั ชว่ ยสนับสนนุ การพฒั นาคณุ ภาพทางการศกึ ษาและงานวิจยั ดา้ นการ
ผลิตครูให้มคี ุณภาพ เพ่อื ประโยชนต์ อ่ องคก์ ร สงั คม และประเทศชาตติ อ่ ไป
ในโอกาสนี้ขอขอบคุณคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ ซึง่ เป็นเจ้าภาพในการจดั การประชุมคร้ังนี้
ร่วมกบั มหาวิทยาลัยท้ัง 5 แห่ง ตลอดจนผทู้ ่มี สี ว่ นเก่ียวข้องทุกทา่ นที่ทาใหง้ านประชุมวิชาการครง้ั นี้ประสบความสาเรจ็ ลุล่วงดว้ ยดี
รองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย สนั ตวิ ัฒนกลุ
อธกิ ารบดมี หาวิทยาลัยศรนี ครินทรวโิ รฒ
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 7
สารจากคณบดี
คณะศึกษาศาสตร์ ในฐานะผู้นา ผู้ผลิตบัณฑิตทางการศึกษา และการฝึกหัดครูเห็น
ความสาคัญและความจาเป็นในการพัฒนาคณุ ภาพการศึกษาผ่านการจดั การเรยี นรู้ที่นาองคค์ วามรู้
ของการวิจัยมาใช้ประโยชน์ตอ่ การพัฒนาปรบั ปรุงและส่งเสริมผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้สงู สุด คณะ
ศึกษาศาสตร์มุ่งเน้นให้มีการพัฒนาการเรียนรู้ โดยอาศัยกระบวนการ วิจัยที่ควบคู่ไปกับการจัด
ประสบการณ์เรียนรู้มาอย่างต่อเน่ืองตลอดเวลา ทาให้ท่ีผ่านมาคณาจารย์และนิสิตของคณะ
ศึกษาศาสตร์ ตลอดจนครูอาจารย์ และนักวิจัยภายนอก มีผลงานวิจัยที่เก่ียวข้องกับการพัฒนาคุณภาพ
งานวิจัยด้านการศึกษาสอดคล้องตามนโยบาย และแนวทางการปฏิรูปการศึกษาของประเทศ ซ่ึงมีคุณค่าแก่
การนาไปใช้ตอ่ วงการศกึ ษาไทย
การจัดประชุมวิชาการระดับชาติ หัวข้อ “ทิศทางและแนวโน้มการผลิตครูไทย” ในครง้ั นี้ เป็นการ
พัฒนานวัตกรรมด้านการวิจัยและกระบวนการเรียนรู้ที่ก่อให้เกิดปัญญา ซ่ึงถือว่าเป็นพันธกิจหลัก
ของ คณะศึกษาศาสตร์ ที่ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพงานวิจยั ทางการศึกษาก้าวสู่ระดับสากล ในการประชุมดังกล่าวไดร้ ับความ
สนใจจากบุคลากรทางการศึกษาในสถาบนั การศกึ ษาตา่ ง ๆ นิสติ นกั ศกึ ษา ตลอดจนผู้ท่ีมคี วามสนใจด้านการวิจยั ทางการศึกษา
หรอื การทางานวจิ ัยทางการศึกษา มาร่วมแลกเปล่ียนเรียนรู้ ประสบการณก์ ารวจิ ัย อันจะนาไปสกู่ ารเกดิ แนวคิด แนวทางในการ
พฒั นางานวิจัย หรือการทางานวิจัยรว่ มกนั นับเปน็ จดุ เริม่ ตน้ ทเ่ี ขม้ แขง็ ของการผลักดนั การพฒั นางานวิจัยใหก้ า้ วต่อไป
คณะศึกษาศาสตรข์ อขอบคณุ มหาวิทยาลยั ทง้ั 5 แห่ง ในการรว่ มเป็นเจ้าภาพและขอขอบคุณคณะทางาน ผู้ท่มี ี
ส่วนเกีย่ วขอ้ งทุกท่านทท่ี าให้งานประชุมวิชาการระดบั ชาติคร้ังนี้เกดิ ขึ้นจนประสบความสาเรจ็ ดว้ ยดี
รองศาสตราจารย์ ดร.ประพนั ธ์ศริ ิ สเุ สารัจ
คณบดคี ณะศึกษาศาสตร์
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 8
กาหนดการ
โครงการประชมุ วิชาการระดับชาติ หวั ข้อ “ทศิ ทางและแนวโน้มการผลติ ครูไทย”
วันศกุ ร์ที่ 5 กรกฎาคม 2562
ณ อาคารวจิ ยั และการศึกษาต่อเน่อื งฯ และคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ
.......................................................................
การบรรยายทางวชิ าการ : ณ อาคารวิจัยและการศึกษาต่อเนื่องฯ ชั้น 2 มหาวทิ ยาลัยศรนี ครินทรวโิ รฒ
08.00 – 08.30 น. ลงทะเบียน/รบั เอกสาร/รบั อาหารวา่ งและเคร่อื งดม่ื
08.30 – 08.50 น. กล่าวรายงาน
โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ประพนั ธศ์ ิริ สุเสารจั คณบดคี ณะศกึ ษาศาสตร์
กลา่ วเปดิ โครงการ
โดย รองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย สนั ติวฒั นกุล อธิการบดมี หาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ
08.50 – 09.00 น. การแสดงพิธเี ปดิ
09.00 – 10.00 น. บรรยายวิชาการ หัวข้อ “นโยบายการผลิตครไู ทย”
โดย รองศาสตราจารย์ ดร.คณุ หญงิ สุมณฑา พรหมบุญ อธกิ ารบดวี ิทยาลัยเทคโนโลยีจติ รลดา
10.0 – 12.00 น. อภิปรายวชิ าการ หัวขอ้ “ทิศทางและแนวโนม้ การผลติ ครูไทย”
โดย รองศาสตราจารย์ ดร.รัฐกรณ์ คดิ การ ประธานสภาคณบดคี ณะครุศาสตร/์ ศึกษาศาสตรม์ หาวทิ ยาลัยราชภฏั
รองศาสตราจารย์ ดร.เอกชยั กีส่ ขุ พนั ธ์ ประธานกรรมการมาตรฐานวชิ าชีพ
รองศาสตราจารย์ ดร.ประพนั ธศ์ ริ ิ สุเสารจั คณบดคี ณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ
12.00 – 13.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน
การนาเสนอผลงานวจิ ยั : ณ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒ
13.00 – 16.30 น. นาเสนอผลงานวจิ ยั ทางการศกึ ษา (แบ่งกลุ่มนาเสนอฯ เป็น 6 - 7 ห้อง)
(หมายเหตุ : รบั ประทานอาหารว่างชว่ งบา่ ย เวลา 14.30 – 14.45 น.)
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 9
การนาเสนอผลงานทางวิชาการ (หอ้ งที่ 1)
สถานที่: คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ อาคาร 12
หัวขอ้ : การแนะแนวและจิตวิทยาการศกึ ษา
ประธาน: ผูช้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.พาสนา จุลรัตน์ รองประธาน: ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.กนกพร วบิ ลู พัฒนะวงศ์
วนั ศกุ ร์ที่ 5 กรกฎาคม 2562
หอ้ ง: ห้องประชุม ชั้น 2 (ศาสตราจารย์ ดร.สาโรช บวั ศรี)
เวลา: 13.00 – 15.00 น.
13.00 – 13.15 น. การวิเคราะห์องค์ประกอบสัมพันธภาพระหว่างบคุ คลเชงิ สานสัมพนั ธข์ องวยั ร่นุ
กฤตยชญ์ ตระกูลวรานนท์
13.15 – 13.30 น. การเปรยี บเทียบผลของการใชโ้ ปรแกรมกิจกรรมแนะแนวอาชีพตามทฤษฎีของแฟรงค์ พาสันส์ กบั ทฤษฎี
ของเกอแลตท่ีมตี ่อความสามารถในการตัดสนิ ใจเลอื กอาชีพของนกั เรยี นระดบั ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3
ชลลดา พนั ธุ์เนตร
13.30 – 13.45 น. การเสรมิ สร้างการกากับอารมณข์ องพนกั งานต้อนรบั บนเครอ่ื งบิน โดยการใหค้ าปรึกษาแบบกลุม่ ตาม
แนวคดิ พจิ ารณาเหตผุ ล อารมณ์ และพฤตกิ รรม
นพิ ธิ ดิ า ชานาญกลุ
13.45 – 14.00 น. ผลการใชโ้ ปรแกรมเพ่อื สง่ เสรมิ จติ สาธารณะของนักเรยี นระดบั ชน้ั มธั ยมศกึ ษาตอนต้น
ปัญจพร สอนพดู
14.00 – 14.15 น. การเสรมิ สร้างการควบคมุ ตนเองของเยาวชนทก่ี ระทาผิดโดยการใหค้ าปรึกษากลมุ่
พงศกร เฮงววิ ัฒนชัย
14.15 – 14.30 น. การเสริมสร้างความสขุ ในการทางานของพนกั งานขายสนิ เชอ่ื ทางโทรศพั ท์ดว้ ยการใหค้ าปรกึ ษาแบบกลุม่
วัชรพล วิริยะสรรค์สกลุ
14.30 – 14.45 น. การเสรมิ สรา้ งอิสระแห่งตนของวัยรุ่นตอนต้นโดยการให้คาปรึกษากลมุ่
วิทิต มนสั ชวี นิ
14.45 – 15.00 น. การเสรมิ สร้างพลังอานาจในตนเองของเยาวชนคาทอลิกโดยการให้คาปรึกษากลมุ่
เออื้ ทพิ ย์ คงกระพนั ธ์
รบั เกียรติบตั ร
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 10
การนาเสนอผลงานทางวิชาการ (ห้องท่ี 2)
สถานท:่ี คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยศรนี ครินทรวโิ รฒ อาคาร 12
หวั ขอ้ : การแนะแนวและจติ วทิ ยาการศกึ ษา
ประธาน: ผ้ชู ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.พัชราภรณ์ ศรสี วสั ด์ิ รองประธาน: ผูช้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ศริ พิ นั ธ์ ศรีวนั ยงค์
วนั ศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม 2562
หอ้ ง: ห้องประชุม ช้นั 3 (ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.ทรงศักดิ์ ศรีกาฬสินธุ)์
เวลา: 13.00 – 14.45 น.
13.00 – 13.15 น. การเสริมสรา้ งความหยุน่ ตัวของผดู้ แู ลผสู้ งู อายอุ ัลไซเมอร์โดยการให้คาปรึกษารายบุคคล
กชพร ธนพรชยั ภัทร
13.15 – 13.30 น. การเสรมิ สร้างการสานกึ รคู้ ุณตามแนวทางจติ วทิ ยาเชิงบวกของนกั เรยี นช้นั มัธยมศกึ ษาตอนปลายโดยกลมุ่
พัฒนาตน
จฑุ าทิพย์ เทพดนตรี
13.30 – 13.45 น. การศกึ ษาความต้องการในการพัฒนาตนเองของนิสิตระดบั ปรญิ ญาตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครินทรวิโรฒ
พัณณช์ ติ า ปติ ิชยั วจิ ิตร์
13.45 – 14.00 น. ผลของการใช้โปรแกรมการเรยี นรโู้ ดยใชป้ ัญหาเป็นฐานเพือ่ เสรมิ สรา้ งการคดิ วิเคราะหข์ องนกั เรียนระดบั
มัธยมศกึ ษาตอนต้น
มนสั วี มนัสตระกูล
14.00 – 14.15 น. ปัจจยั ทม่ี คี วามสมั พนั ธก์ ับแรงบนั ดาลใจเพื่อการสร้างสรรคผ์ ลงานศลิ ปะและการออกแบบของนกั ศึกษา
มหาวทิ ยาลยั ศิลปากร
วทันยา ดูงาม
14.15 – 14.30 น. ผลของการใชโ้ ปรแกรมการเรยี นรู้ แบบนาตนเองทีม่ ตี อ่ การตัดสนิ ใจเลือกอาชพี ของนักเรียนช้ัน
มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4
สุธาสินี สตั ยเ์ จรญิ
14.30 – 14.45 น. ผลการให้คาปรึกษากลุม่ ตามแนวคดิ พจิ ารณาเหตผุ ล อารมณ์ และพฤติกรรมเพอ่ื ลดความเช่อื ทไ่ี ม่
สมเหตสุ มผลของนกั เรยี นวยั รุ่น
อไุ รวรรณ จนั ทรส์ ร
รับเกยี รตบิ ตั ร
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 11
การนาเสนอผลงานทางวิชาการ (หอ้ งที่ 3)
สถานท:่ี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยศรีนครนิ ทรวโิ รฒ อาคาร 12
หวั ข้อ: การวดั และประเมนิ ทางการศึกษา
ประธาน: ผ้ชู ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.อิทธพิ ทั ธ์ สุวทันพรกลู รองประธาน: ผ้ชู ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ชนดิ า มิตรานันท์
วนั ศุกรท์ ี่ 5 กรกฎาคม 2562
ห้อง: ห้องประชุม ชน้ั 7 (100 ปี ชาตกาล ศาสตราจารย์ ดร.สาโรช บัวศรี)
เวลา: 13.00 – 15.15 น.
13.00 – 13.15 น. แนวทางการพฒั นาคุณภาพการศกึ ษาโดยใช้ผลการประเมินคณุ ภาพภายนอกรอบสาม ด้านผลสมั ฤทธิ์
ทางการเรียน ของโรงเรยี นในสงั กดั องค์การบริหารส่วนจงั หวดั สกลนคร
กนกวรรณ ทุมสะกะ
13.15 – 13.30 น. การพัฒนาแบบวัดความยดึ มน่ั ผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรสายสนบั สนุน มหาวทิ ยาลัยสุโขทัยธรรมาธริ าช
กลุ นติ ิ กฤติมาธมนต์
13.30 – 13.45 น. การพฒั นาแบบวดั ความสนใจในการทากจิ กรรมเพอ่ื การแนะแนวอาชีพโดยประยกุ ต์ใชท้ ฤษฎีพหุปญั ญา
จตุพล บญุ ภญิ โญ
13.45 – 14.00 น. การวเิ คราะห์วฒั นธรรมโรงเรียนของสถานศึกษาในสงั กัดกรงุ เทพมหานคร: กรณศี ึกษาโรงเรียนท่มี ผี ลการ
ประเมินภายนอกระดับดีมาก
ธนาวฒุ ิ สิงห์สถิตย์
14.00 – 14.15 น. การสร้างแบบทดสอบวนิ ิจฉัยหลายตวั เลือกสลี่ าดับข้นั เพ่อื ศึกษามโนทัศนท์ ค่ี ลาดเคลื่อน วชิ าชวี วิทยา
เรอ่ื ง การแบง่ เซลล์ สาหรบั นกั เรยี นช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4
ธีระวฒั น์ การะเกตุ
14.15 – 14.30 น. ผลของการประยกุ ตใ์ ช้เทคนิคการประเมินแบบรว่ มมอื และสารบบจาแนกของฟิงค์ เพือ่ พัฒนาผลการ
เรียนร้ใู นรายวิชาการสื่อสารและการนาเสนอของนักเรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 5
เบญจมาศ ณะอน่ิ
14.30 – 14.45 น. การพัฒนาแบบประเมินทักษะทางสังคมของเดก็ ออทสิ ติกอายุ 13-15 ปี โดยใชก้ ารประเมนิ หลายแหลง่ ใน
โรงเรยี นเรยี นรว่ ม สังกดั สานักงานเขตพนื้ ทีก่ ารศึกษามัธยมศกึ ษา เขต1
พรพริ ณุ ใจวงค์
14.45 – 15.00 น. การประเมินความตอ้ งการจาเป็นในการมสี ่วนร่วมของบคุ ลากร ในการดาเนนิ การประกนั คณุ ภาพภายใน
สถานศกึ ษาของโรงเรยี นในสังกดั สานกั งานเขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษามัธยมศกึ ษาเขต 6
วรรณศิ า พมิ พร
15.00 – 15.15 น. การพัฒนาแบบประเมินทกั ษะการชว่ ยเหลอื ตนเองของเด็กปฐมวยั ทม่ี ีความบกพร่องทางสติปญั ญาโดย
ประยกุ ต์ใชก้ ารประเมินตามสภาพจริง และทฤษฎกี ารสรุปอา้ งอิงความน่าเชื่อถอื ของผลการวดั
ศริ นิ ภา สน่นั วงศ์
รับเกียรตบิ ัตร
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 12
การนาเสนอผลงานทางวิชาการ (ห้องที่ 4)
สถานที่: คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ อาคาร 12
หวั ขอ้ : การบริหารการศึกษาและการอดุ มศึกษา
ประธาน: ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.สธุ าวลั ย์ หาญขจรสขุ รองประธาน: อาจารย์ ดร.สมบรู ณ์ บูรศริ ิรกั ษ์
วนั ศกุ ร์ที่ 5 กรกฎาคม 2562
ห้อง: 12 - 407 ชน้ั 4
เวลา: 13.00 – 14.45 น.
13.00 – 13.15 น. การศึกษาอตั ลกั ษณด์ า้ นทักษะส่อื สารของนิสติ หลกั สตู รการศึกษาบณั ฑิต มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ
กรร คลา้ ยสังข์
13.15 – 13.30 น. ทศั นะของนักศึกษาท่มี ีตอ่ การจดั สภาพแวดล้อมทางวิชาการระดบั บณั ฑิตศกึ ษา คณะแพทยศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั ในกากับของรัฐ
ญาดา ฉายแสง
13.30 – 13.45 น. การพัฒนาทักษะการบรหิ ารของผบู้ รหิ ารสถานศึกษาในสงั กดั สานักงานเขตพืน้ ทีก่ ารศึกษามธั ยมศึกษา
เขต 1 กรงุ เทพมหานคร ในยคุ ไทยแลนด์ 4.0
นิภาธร มลุ กุณี
13.45 – 14.00 น. การศึกษาปจั จัยบางประการทสี่ ง่ ผลต่อความผูกพันต่อองคก์ รของบุคลากรสายสนบั สนนุ ด้านการศึกษา
คณะแพทยศาสตร์ศริ ริ าชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
พชร แสงแกว้
14.00 – 14.15 น. แนวทางการพัฒนาประสทิ ธภิ าพในการบรหิ ารทรัพยากรของสถานศกึ ษา กรณีศกึ ษา โรงเรียนปาณยา
พัฒนาการ
พนั ธร์ุ ะวี ตันตินิรันดร์
14.15 – 14.30 น. แนวทางการบริหารจดั การศึกษาเพอ่ื เสรมิ สร้างความใฝ่เรียนรู้ใหแ้ กผ่ เู้ รยี นในจังหวดั สพุ รรณบุรี
รุ่งนภา วีระพงษ์
14.30 – 14.45 น. การพัฒนาตนเองของนิสิตวิชาชีพครมู หาวิทยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒในฐานะประชาคมอาเซยี น
วชั รภัทร์ แสงแก่นเพ็ชร์
รับเกียรติบัตร
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 13
การนาเสนอผลงานทางวิชาการ (หอ้ งท่ี 5)
สถานที่: คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยศรีนครนิ ทรวโิ รฒ อาคาร 12
หวั ข้อ: หลักสตู รและการสอน
ประธาน: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ลัดดา หวงั ภาษิต รองประธาน: อาจารย์ ดร.ครรชติ แสนอุบล
วันศุกร์ท่ี 5 กรกฎาคม 2562
ห้อง: 12-406 ชั้น 4
เวลา: 13.00 – 14.45 น.
13.00 – 13.15 น. การพฒั นารูปแบบการจัดกจิ กรรมการเรยี นรกู้ ลมุ่ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย ในกิจกรรมลดเวลาเรยี นเพม่ิ
เวลารู้ สาหรบั นักเรียนระดบั ประถมศกึ ษา
ธนนิ ทร์ ฐั กฤษฎิฉ์ ันทชั ท์ ศริ วิ ิศาลสวุ รรณ
13.15 – 13.30 น. การศกึ ษาผลของการจัดการเรียนรู้โดยใชป้ ญั หาเป็นฐานทีเ่ น้นเทคนคิ การสบื ค้นเป็นกลมุ่ ทส่ี ่งผลตอ่
ความสามารถในการสรา้ งคาอธิบายเชิงวทิ ยาศาสตร์และทักษะการทางานเปน็ ทมี
ประพนธ์ สุดตา
13.30 – 13.45 น. ผลการจดั การเรยี นรตู้ ามแนวฉนั ทศึกษา เพอ่ื สง่ เสรมิ การคดิ เชงิ คานวณ (Computational thinking)
และการทางานเปน็ ทีม ในวชิ าฉนั ทศึกษา สาหรบั นกั เรยี นชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธติ
มหาวิทยาลยั ศรีนครนิ ทรวิโรฒ ประสานมติ ร (ฝ่ายประถม)
พิชญานิน ศริ ิหลา้
13.45 – 14.00 น. การประเมนิ ความสามารถในการแก้ปญั หาของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 2 แผนการเรยี นวิทยาศาสตร์
และคณติ ศาสตร์
สธุ ดิ า วนั สดุ ล
14.00 – 14.15 น. การศึกษาผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนและจติ วทิ ยาศาสตรข์ องนกั เรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 5 ทไี่ ดร้ บั การ
จดั การเรียนรดู้ ว้ ยหนว่ ยการเรียนรแู้ บบบูรณาการ เร่ือง ผกั กระเฉด
เหมอื นฝัน ทองดี
14.15 – 14.30 น. ผลการจดั การเรยี นรู้โดยใชร้ ปู แบบหอ้ งเรยี นกลบั ทางท่มี ตี ่อผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน และเจตคติตอ่ การ
เรยี นวรรณคดไี ทยของนักเรยี นชัน้ มัธยมศึกษาปที ่ี 6
อมรรตั น์ รัชตะทวกี ลุ
14.30 – 14.45 น. ผลการใชร้ ปู แบบการสอนเป็นทมี ระหว่างครไู ทยกบั ครชู าวต่างประเทศแบบการแบง่ บทบาทหนา้ ทอ่ี ยา่ ง
เทา่ เทยี มกันในบริบทการสอนคณติ ศาสตรใ์ นห้องเรยี นสองภาษาของนักเรียนระดบั มธั ยมศึกษาปีที่ 4
อรนภิ า ไทยแท้
รบั เกียรตบิ ตั ร
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 14
การนาเสนอผลงานทางวิชาการ (หอ้ งท่ี 6)
สถานท:่ี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ อาคาร 12
หวั ข้อ: เทคโนโลยกี ารศึกษา อตุ สาหกรรมศึกษา และวจิ ยั การศกึ ษา
ประธาน: ผ้ชู ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.รัฐพล ประดับเวทย์ รองประธาน: อาจารย์ ดร.ฑมลา บญุ กาญจน์
วนั ศุกร์ท่ี 5 กรกฎาคม 2562
ห้อง: 12-402 ช้นั 4
เวลา: 13.00 – 14.30 น.
13.00 – 13.15 น. การวิเคราะหอ์ งค์ประกอบของคุณภาพการศึกษาและปจั จยั ทส่ี ง่ ผลตอ่ คณุ ภาพการศึกษาของโรงเรยี น
สังกัดสานกั งานเขตพนื้ ท่กี ารศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร
กนั ตพัฒน์ มณฑา
13.15 – 13.30 น. เสน้ ทางสูว่ ทิ ยฐานะครูเชยี่ วชาญพเิ ศษ: การศกึ ษาพหุชีวประวตั ิ
เขมรฐั อม่ิ อุรัง
13.30 – 13.45 น. การพฒั นาชุดฝึกอบรมตามแนวคดิ TPCK Model เพอ่ื สง่ เสริมสมรรถนะดา้ นนวัตกรรมและเทคโนโลยี
สารสนเทศทางการศึกษา สาหรับนสิ ิตครู
ณฐั พงษ์ บางทา่ ไม้
13.45 – 14.00 น. การประเมนิ ความต้องการจาเปน็ ในการพัฒนากระบวนทศั น์ รปู แบบและกลไกเพอ่ื พฒั นาครูช่าง
อุตสาหกรรมทม่ี สี รรถนะสงู ในยุค Thailand 4.0
บุษราคมั ทองเพชร
14.00 – 14.15 น. การศึกษาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน ความสามารถในการแก้ปญั หาทางวทิ ยาศาสตร์ของนกั เรยี นชัน้
มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 5 ท่ีไดร้ บั การจดั การเรยี นรู้แบบบรู ณาการสะเตม็ ศึกษารว่ มกบั วฎั จกั รการเรียนรขู้ อง
คอร์ป
มนตรา พ่ึงไพศาล
14.15 – 14.30 น. การศึกษาระบบบรกิ ารการศกึ ษาออนไลน์ของสานกั สง่ เสรมิ วชิ าการและงานทะเบียนมหาวิทยาลยั
เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
วนั ดี แก้วเหลก็
รับเกียรติบตั ร
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 15
การนาเสนอผลงานทางวิชาการ (หอ้ งที่ 7)
สถานที่: คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ อาคาร 12
หัวขอ้ : การศกึ ษาผูใ้ หญ่และการศกึ ษาพเิ ศษ
ประธาน: รองศาสตราจารย์ ดร.ดารณี ศักด์ิศิรผิ ล รองประธาน: อาจารย์ โอภาส สุขหวาน
วันศกุ รท์ ่ี 5 กรกฎาคม 2562
หอ้ ง: 12-509 ช้ัน 5
เวลา: 13.00 – 15.00 น.
13.00 – 13.15 น. การพฒั นาคมู่ ือการจดั กิจกรรม Executive Functions (EF) ทกั ษะชวี ติ เพือ่ ความสาเร็จ สาหรับเด็กใน
ศตวรรษท่ี 21ในเขตพื้นทีต่ าบลนางแล อาเภอเมือง จังหวดั เชยี งราย
เกศรนิ ทร์ ศรีธนะ
13.15 – 13.30 น. การพัฒนาความสามารถร้คู า่ จานวนและการบวก ของนกั เรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 1ท่ีมคี วามบกพร่อง
ทางสติปัญญาระดบั เล็กน้อย จากการสอนโดยวิธสี อนตรงร่วมกบั เทคนิคทชั แมทช์
จนิ ดารตั น์ ทองประพันธุ์
13.30 – 13.45 น. การศึกษาความสามารถอ่านคาทม่ี ีตวั สะกดไม่ตรงตามมาตราของนกั เรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 ท่ีมีความ
บกพร่องทางสตปิ ัญญาระดับเลก็ นอ้ ย จากการสอนโดยวิธีพีพีพีรว่ มกบั การใชไ้ ซทเวิดส์ แฟลชการด์
จตุ พิ ร พลอยเพชรมณี
13.45 – 14.00 น. แนวทางการบริหารจดั การด้านจติ อาสาสโมสรอนิ เตอร์แรคท์ ภาค 3350 ในเขตกรงุ เทพมหานคร
ชดิ ชนก เจริญมงคลการ
14.00 – 14.15 น. การพฒั นาชดุ ฝกึ อบรมการส่งเสรมิ การจดั การการเปลยี่ นแปลงของพนักงานบรษิ ัทผลิตช้ินสว่ นยานยนต์
ณภทั ร โฆษติ วชั ระนันท์
14.15 – 14.30 น. สัมพนั ธภาพในครอบครวั ความเขม้ แขง็ ในการมองโลก กบั การเหน็ คณุ ค่าในตนเองของผสู้ งู อายุในชมรม
ผู้สงู อายุโรงพยาบาลพระนงั่ เกล้า จงั หวัดนนทบุรี
บุณฑริกา พัทธยุติ
14.30 – 14.45 น. แนวทางการบรหิ ารงานบุคคลท่มี ปี ระสทิ ธภิ าพในสถานศึกษาข้นั พน้ื ฐาน
ปทุมพร กาญจนอตั ถ์
14.45 – 15.00 น. แนวทางการพัฒนาบุคลากรโรงเรยี นมธั ยมศึกษาขนาดเลก็ ตามแนวคดิ การศึกษาไทย 4.0
พิลยั พร ดอกมะขาม
รับเกยี รติบตั ร
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 16
FULL PAPERS
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 17
การวเิ คราะห์องค์ประกอบสมั พันธภาพระหว่างบุคคลเชงิ สานสมั พนั ธ์ของวยั รนุ่
A FACTOR ANALYSIS OF INTERPERSONAL CONNECTEDNESS AMONG ADOLECENTS
กฤตยชญ์ ตระกลู วรานนท์, สกล วรเจรญิ ศรี, พชั ราภรณ์ ศรสี วัสด,ิ์ ครรชิต แสนอบุ ล, สุขอรณุ วงษท์ มิ
Email: [email protected]
บทคัดยอ่
ความเปล่ยี นแปลงของโลกาภิวัตน์มีผลกระทบอย่างย่ิงกับความสัมพันธข์ องมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างย่ิงกบั วัยรุน่ ที่เตบิ โต
ข้ึนมาท่ามกลางกระแสความหลากหลายซับซ้อนนี้ ทาให้การสร้างความสัมพันธ์ของวัยรุ่นเปล่ียนแปลงไป เช่นการสร้าง
ความสัมพันธ์กนั เพียงลกั ษณะผิวเผิน การขาดความสัมพันธ์ทช่ี ่วยให้ตนรสู้ ึกเช่ือมโยงและเป็นสว่ นหนึ่งในความสัมพันธ์กบั บคุ คล
อ่ืน เนอ่ื งจากสมั พนั ธภาพระหวา่ งบุคคลเชงิ สานสมั พนั ธ์ เป็นส่งิ จาเปน็ อันเปน็ ทกั ษะพน้ื ฐาน ช่วยใหม้ ีความสัมพันธ์กบั ผอู้ ่นื เป็นไป
อย่างราบรื่น ลดความตึงเครียด ผ่อนคลายความวิตกกังวล เพื่อท่ีจะให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์สุขภาพจิตแห่งชาติ 20 ปี ท่ี
ส่งเสรมิ ใหค้ นไทยมปี ญั ญา อารมณด์ ี มีความสขุ ผู้วิจัยจงึ สนใจในเร่อื งความสมั พันธ์ระหว่างบุคคลแตพ่ บว่ากลบั มีงานวิจยั ศึกษาไว้
น้อย ดงั น้ันการวิจัยคร้ังนี้จึงมวี ัตถปุ ระสงค์เพอ่ื ศึกษาองคป์ ระกอบของสมั พนั ธภาพระหว่างบุคคลเชงิ สานสัมพนั ธ์สาหรบั ในบรบิ ท
ไทย พร้อมท้ังทาการสารวจระดบั สัมพันธภาพระหวา่ งบคุ คลเชิงสานสัมพันธ์ของวยั รุ่น โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กวัยรุ่นในช่วง
ช้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี 1-3 ของโรงเรยี นสังกดั สานักงานเขตพ้นื ท่กี ารศกึ ษาเขตท่ี 1 และ 2
ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าโมเดลโครงสร้างสัมพันธภาพระหวา่ งบุคคลเชิงสานสัมพนั ธ์ของวยั รุ่นสอดคล้องกับข้อมูลเชิง
ประจกั ษ์ ประกอบดว้ ย ความไว้วางใจ ความสนิทสนม ความใกลช้ ิด ความสมั พันธ์ทางอารมณ์เชงิ บวก และการสือ่ สาร ระดบั ของ
สมั พันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสานสัมพันธ์โดยรวมอยู่ในระดับสูง เม่ือพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าด้านความสนิทสนมมีค่าเฉล่ีย
สงู สุดและความไวว้ างใจมีค่าเฉลย่ี ตา่ สดุ ในส่วนของการจาแนกตามเพศของวยั รนุ่ ชายและหญงิ มีระดับไม่แตกตา่ งกันมากนัก สว่ น
การจาแนกตามช้นั ปี พบวา่ วยั รุ่นระดับชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 2มีคา่ เฉลยี่ สมั พันธภาพระหวา่ งบคุ คลเชิงสานสัมพันธ์โดยรวมและทุก
องค์ประกอบสงู กวา่ วัยรุ่นระดับชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 3
คาสาคัญ: สัมพันธภาพระหวา่ งบคุ คลเชิงสานสัมพันธ์, สมั พนั ธภาพระหวา่ งบุคคล, วยั รนุ่
Abstract
Globalization changes have a profound impact on human relationships,especially teenagers who
are growing up in this complex variety. As a result, teenagers create superficial relationship, lacking of
relationships that help them feel connected and be a part in relationships with other people. The
interpersonal connectedness is essential as a basic skill helping to make the smooth relationship with
others to reducing tension and to relax anxiety. Consistent with the National Mental Health Strategy for 20
years that encourages Thai people to have a good mind, good mood and happiness, howeverthere is few
research work. This research therefore aimed to study the confirmatory factor analysis of Thai teenagers’
context,while exploring the degree of relationship between interpersonal connectedness of teenagers.
Target groups were adolescents during grade 1 - 3 of the secondary schools under the Office of Educational
Service Area 1 and 2.
The results of the research showed that the interpersonal connectedness structure model of
teenagerswas consistent with the empirical data, consisting of trust, closeness, intimacy, relative positive
affect. and communication. The overall level of interpersonal connectedness was high. When considering
each aspect closeness had the highest mean, but trust with the lowest. In terms of gender classification, the
level of male and female teenagers were not much different. As for classification by years, it was found that
teenagers in grade 2 had average interpersonal connectedness and all components which was higher than
of adolescents in grade 1 and 3.
Keywords: Interpersonal Connectedness, Interpersonal Relationship, Adolescent
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 18
บทนา
กระแสของโลกาภิวัตนท์ ี่เปลยี่ นแปลงสิ่งต่าง ๆ ส่งผลให้ครอบครัวมีขนาดเล็กลง หลายครอบครัวนิยมการมีลูกคนเดยี ว
(สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหดิ ล, 2556b) ทาให้วัยรนุ่ ขาดโอกาสที่จะพัฒนาทักษะการสร้างความสัมพันธ์ใน
หมู่พี่น้อง อีกท้ังกระแสการย้ายถิ่นฐานจากชนบทเข้าสู่เมืองหลวงและเมืองใหญ่ต่าง ๆ ท่ีเกิดข้ึนจากทิศทางของเศรษฐกิจ
(สถาบนั วจิ ัยประชากรและสงั คม มหาวิทยาลยั มหดิ ล, 2556a) ส่งผลให้เกดิ ความซบั ซ้อนของวัฒนธรรมและแนวคิดต่าง ๆ ตามท่ี
เบน็ ฟลิ ด์ (Benfield, 1958) อธบิ ายไว้ว่า การย้ายถน่ิ ฐานของคนชนบทเขา้ สู่เมืองเป็นผลให้แนวคิดแบบวถิ ีชนบทและเมืองปะทะ
กัน ก่อให้เกิดความหลากหลายของความรู้สึกนึกคดิ ตอ่ การตัดสินเหตุการณ์ต่าง ๆ ซ่งึ ส่งผลต่อวถิ ีชวี ิตของวยั รุ่น โดยเฉพาะอยา่ ง
ยงิ่ ในเร่อื งการเรยี นร้ทู ักษะการสรา้ งความสมั พันธ์
ในช่วงวัยร่นุ นั้นเปน็ วัยแหง่ การเปล่ียนแปลง เป็นชว่ งรอยเปลย่ี นผ่านระหว่างวยั เดก็ สวู่ ยั ผใู้ หญ่ (อุสา สุทธสิ าคร, 2559)
วัยรุ่นจานวนมากต่างพบเจอกับสถานการณ์และปัญหาท่ีหลากหลาย สภาพจิตใจและอารมณ์มีความอ่อนไหวเปราะบาง
โดยเฉพาะอย่างย่งิ ในชว่ งวัยแรกรุ่น ซ่งึ เป็นวัยทีอ่ ทิ ธิพลของครอบครวั เรม่ิ ลดลง และเพอ่ื นฝงู มอี ิทธพิ ลต่อชีวติ จติ ใจของวัยรนุ่ มาก
เป็นอย่างย่ิง อย่างไรก็ตามด้วยสภาพการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เข้ามา ถือเป็นปัญหาใหม่สาหรับในวัยน้ี เน่ืองด้วยยังขาด
ประสบการณแ์ ละมขี อ้ จากดั ทางสตปิ ญั ญา วยั รุ่นในช่วงนี้อาจไดค้ ดิ ตัดสนิ ใจ และยดึ ถือปฏิบัตใิ นสิ่งท่ผี ิดพลาด
การสร้างความสัมพันธ์น้ันเป็นสงิ่ ท่ีมนุษยไ์ ม่อาจหลกี เลี่ยงได้ไม่วา่ จะเป็นวยั ใด แมว้ ่าบุคคลนัน้ จะหลบหลีกจากสงั คมไป
ช่ัวคราว บุคคลนั้นก็ยังตกอยู่ใต้อิทธิพลของความสัมพันธ์กับบุคคลอ่ืนในแนวคิดนึกและการกระทาประจาวันของเขา (ศรีเรือน
แก้วกังวาล, 2554) มนุษยเ์ ปน็ สัตว์สังคมที่ไม่เพียงแต่ต้องการการปฏิสัมพนั ธ์กับผู้อ่ืนแต่เพยี งผิวเผิน หากแต่ยังต้องการที่จะรู้สึก
เชือ่ มโยง และเป็นสว่ นหนึ่งจากความสมั พันธก์ ับบคุ คลอ่นื ในสังคมที่เขาอาศัยอยู่ (Maslow, 1943) เชน่ เดยี วกนั กับชว่ งวยั รนุ่ ซึ่งมี
อารมณ์อ่อนไหว เปลี่ยนแปลงได้ง่าย ทาให้บุคคลต่างวัยเข้าใจในตัวของวัยรุ่นผิด ทาให้เข้ากับบุคคลต่างวัยยาก (ศรีเรือน แก้ว
กงั วาล, 2549) วยั รุ่นจงึ เน้นการสร้างความสมั พันธ์และใชเ้ วลากบั เพ่ือนในร่นุ เดียวกันมากกว่าครอบครวั และต้องการรูส้ กึ ถงึ ภาวะ
ของการรู้สึกเช่ือมโยงและเป็นส่วนหน่ึงในความสัมพันธ์ ซ่ึงผู้วิจัยตีความสิ่งที่เกิดขึ้นว่าคือ สัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสาน
สัมพันธ์ อันเป็นรูปแบบความสัมพันธ์ท่ีมีความลึกซ้ึงละเอียดอ่อน ประกอบด้วย ความไว้วางใจ ความสนิทสนม ความใกล้ชิด
ความสัมพันธ์ทางอารมณ์เชิงบวก และการส่ือสาร (Montemayor, R. Adams, & P. Gullotta, 1994) เป็นรูปแบบการ
ปฏิสัมพันธ์ท่ีตอบสนองความต้องการทางอารมณ์ความรู้สึกเป็นสาคัญ อันเป็นผลให้เกิดความร้สู ึกผ่อนคลาย ลดความตึงเครียด
จากชีวิตประจาวัน ไม่รู้สึกว่าตนเป็นคนแปลกแยกผิดท่ีผิดทาง (Baumeister & Leary, 1995) การที่บุคคลมีสายสัมพันธ์กับ
บุคคลอ่ืนในลักษณะที่ได้รับการยอมรับ รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับผู้อ่ืนสม่าเสมอ เป็นส่ิงที่ช่วยส่งเสริมการมีสุขภาพจิตที่ดี ป้องกัน
แนวโน้มของการป่วยเป็นโรคทางจติ เวชและความเส่ียงจากความคดิ และพฤตกิ รรมการฆา่ ตัวตาย (Daniel & Goldston, 2012)
จากการทบทวนเอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องต่าง ๆ ทาให้เห็นว่า การศึกษาเรอ่ื งสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชงิ สาน
สัมพันธ์ในไทยยังมีไม่มาก ประกอบกับสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสานสัมพันธ์เป็นส่ิงจาเป็น ช่วยให้มีภาวะสุขภาพจิตที่ดี
สามารถปรับตัวเข้ากับสงั คม ปอ้ งกันความเจบ็ ป่วยจากโรคทางจิตเวชและเสี่ยงต่อพฤติกรรมการฆ่าตวั ตาย ดว้ ยเหตนุ ้ีเองผวู้ ิจยั จึง
สนใจท่ีจะศึกษาหาองค์ประกอบสัมพนั ธภาพระหว่างบคุ คลเชงิ สานสัมพนั ธ์ของวัยร่นุ ในช่วงอายุ 12-15 ปี ที่กาลังศกึ ษาโรงเรยี น
ระดับมัธยมศึกษาในเขตกรุงเทพมหานคร โดยจะศึกษาองค์ประกอบสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสานสัมพันธ์ของวัยรุ่นว่ามี
ลกั ษณะตรงกับทฤษฎีหรือเป็นเช่นใด ด้วยการใช้วิธีการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ ทาการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ เพ่ือเป็นแนวทางใน
การเร่มิ ต้นศึกษาเรอื่ งสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสานสัมพันธ์ท่ีอาจสามารถใชต้ ่อยอดในการพัฒนา สง่ เสริมและป้องกันวัยรุ่น
ที่มีปัญหาในเรื่องสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสานสัมพันธ์ และผลจากงานวิจัยอาจใช้ต่อยอดได้อีกในอนาคต เพ่ือจะเป็น
ประโยชน์ต่อต่อบุคลากรท่ีทางานกับเยาวชนที่มีปัญหาในเรื่องความสัมพันธ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวิชาชีพครูแนะแนวและผู้ให้
คาปรกึ ษา
กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั
การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ทากรอบแนวคิดสาหรับศึกษาองค์ประกอบสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสานสัมพันธ์ โดยใช้
แนวคดิ ของ มอนเทมายอร์ (Montemayor) เป็นกรอบแนวคดิ อ้างองิ
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 19
ภาพประกอบท่ี 1 กรอบแนวคดิ การศึกษาองค์ประกอบสมั พันธภาพระหวา่ งบุคคลเชิงสานสมั พนั ธ์
วัตถุประสงคข์ องการวจิ ยั
1. เพื่อศกึ ษาองค์ประกอบสัมพนั ธภาพระหว่างบุคคลเชิงสานสมั พันธ์ของวัยรุ่นไทย
2. เพ่อื ศึกษาระดับสมั พันธภาพระหวา่ งบคุ คลเชงิ สานสัมพันธ์ของวยั รนุ่ ไทย
สมมติฐานของการวจิ ยั
โมเดลของการวัดองค์ประกอบสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชงิ สานสัมพันธ์ของวยั รุ่นไทยมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิง
ประจกั ษ์
วธิ ดี าเนนิ การวิจยั
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
ประชากรและกลมุ่ ตัวอยา่ งที่ใชใ้ นการวิจยั ครง้ั นี้ ผวู้ ิจัยได้แบ่งออกเปน็ 2 ระยะ โดยมรี ายละเอียดดังนี้
ระยะที่ 1 การศึกษาองค์ประกอบสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสานสัมพันธ์ ผู้วิจัยได้แบ่งระยะที่ 1 ออกเป็น 2 ตอน
ดงั น้ี
ตอนท่ี 1 การศึกษาสมั พันธภาพระหวา่ งบคุ คลเชิงสานสมั พันธ์ด้วยวิธีคุณภาพกลมุ่ ผใู้ หข้ ้อมูลเชิงคุณภาพ เปน็
ผเู้ ชีย่ วชาญในเร่อื งสัมพันธภาพระหว่างบุคคล จานวน5 ท่าน โดยผ้วู ิจยั ไดเ้ ลอื กแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
ตอนท่ี 2 การวิเคราะห์องค์ประกอบสมั พนั ธภาพระหว่างบคุ คลเชิงสานสมั พันธ์
ประชากรท่ใี ชใ้ นการวจิ ัย
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 20
ประชากรท่ีใช้ในการวิจัยคร้ังน้ี เป็นนักเรียนที่กาลังศึกษาในระดับช้ันมัธยมศึกษาตอนต้น ภาคเรียนท่ี 1 ปี
การศึกษา 2561 ในเขตกรงุ เทพมหานคร ประกอบด้วย โรงเรียนสงั กัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาเขตที่ 1 จานวน 58,805 คน
(กลุ่มสารสนเทศ สนผ. สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน, 2561)
กลุ่มตัวอย่างท่ใี ช้ในการวิจัย
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันเป็นนักเรียนท่ีกาลังศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษา
ตอนต้น ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2561 ของโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาขั้นพื้นฐาน เขตพ้ืนที่การศึกษาเขต 1
จานวน 680 คน มรี ายละเอียดในการเลอื กกลมุ่ ตัวอย่าง ดังน้ี
1. เลือกโรงเรยี นระดับมธั ยมศึกษาในเขตกรงุ เทพมหานครโดยใช้โรงเรยี นในสหวิทยาเขต สพม.1
2. ทาการสมุ่ อยา่ งงา่ ย (Simple random sampling) ดึงกลมุ่ สหวทิ ยาเขตออกมา ไดก้ ลมุ่ สหวิทยาเขต
ท้งั หมด 4 สหวทิ ยาเขต
3. ทาการสุ่มอย่างง่ายดงึ โรงเรยี นออกมาอยา่ งละ 1โรงเรียน จากขอ้ 2ได้ทงั้ หมด 4โรงเรยี นซง่ึ ไมซ่ า้ กลุ่ม
สหวิทยาเขต
4. ทาการสมุ่ แบบแบ่งชั้น (Stratified random sampling) นกั เรยี นออกเป็นระดบั ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 1,2
และ 3 และทาการสมุ่ อย่างงา่ ยเพอ่ื เลอื กนกั เรียนท่ีจะใชต้ อบแบบสอบถาม
ระยะที่ 2 การศึกษาระดับสมั พันธภาพระหวา่ งบคุ คลเชิงสานสัมพันธ์
ประชากรทีใ่ ช้ในการวจิ ยั
ประชากรท่ีใช้ในการวิจัยคร้ังนี้ เป็นนักเรียนท่ีกาลังศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ภาคเรียนที่ 1 ปี
การศึกษา 2561 ในเขตกรุงเทพมหานคร โรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาเขตที่ 2 จานวน 68 ,719 คน (กลุ่ม
สารสนเทศ สนผ. สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน, 2561)
กลมุ่ ตัวอยา่ งที่ใช้ในการวิจยั
กล่มุ ตัวอยา่ งทใ่ี ช้ในการศึกษาระดับ เปน็ นักเรียนท่ีกาลงั ศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ภาคเรียนที่ 1
ปีการศึกษา 2561 ของโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน เขตพื้นท่ีการศึกษาเขต 2 จานวน 668 คน มี
รายละเอียดในการเลือกกล่มุ ตวั อย่าง ดังนี้
1. เลือกโรงเรียนระดบั มธั ยมศกึ ษาในเขตกรุงเทพมหานครโดยใช้โรงเรยี นในสหวิทยาเขต สพม.2
2. ทาการสมุ่ อย่างง่าย (Simple random sampling) ดงึ กลมุ่ โรงเรยี นออกมา ไดก้ ล่มุ โรงเรยี นทั้งหมด 4
กลมุ่
3. ทาการสุม่ อย่างงา่ ยดึงโรงเรยี นออกมาอยา่ งละ 1โรงเรยี น จากขอ้ 2ได้ท้งั หมด 4โรงเรยี นซ่งึ ไม่ซ้ากล่มุ
โรงเรียน
4. ทาการสมุ่ แบบแบ่งชัน้ (Stratified random sampling) นักเรยี นออกเป็นระดบั ชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 1,2
และ 3 และทาการสมุ่ อยา่ งง่ายเพอื่ เลอื กนกั เรียนที่จะใช้ตอบแบบสอบถาม
ตวั แปรท่ีศกึ ษา
ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัยคร้ังน้ี คือ สัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสานสัมพันธ์ (Interpersonal connectedness) มี
จานวน 5 องค์ประกอบ ดังต่อต่อไปนี้
1. ความไวว้ างใจ (Trust)
2. ความสนิทสนม (Intimacy)
3. ความใกล้ชิด (Closeness)
4. ความสมั พนั ธ์ทางอารมณเ์ ชงิ บวก (Relative positive affect)
5. การสื่อสาร (Communication)
วิธีการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล แบง่ ออกเป็นท้ังหมด 2 ระยะ มีรายละเอียดดงั น้ี
ระยะที่ 1 การศึกษาองค์ประกอบสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชงิ สานสัมพันธ์ ผู้วิจัยได้แบ่งระยะท่ี 1 ออกเป็น 2 ตอน
ดังนี้
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 21
ตอนที่ 1 การศกึ ษาองค์องค์ประกอบสัมพนั ธภาพระหว่างบคุ คลเชงิ สานสมั พนั ธด์ ว้ ยวิธีคณุ ภาพ
1.1 ผู้วิจัยทาหนังสือขอความร่วมมือเพ่ือการวิจัยจากบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒถึง คณบดีคณะ
จิตวิทยา มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม และ คณะบดีศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพ่ือการศึกษาองค์องค์ประกอบสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสานสัมพันธ์ด้วยวิธีคุณภาพ กับ
ผู้เชย่ี วชาญ 5 ทา่ น
1.2 ผู้วิจยั นาข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์มาสรุป และนาไปใช้สรา้ งเคร่ืองมือแบบสอบถามสัมพันธภาพระหว่างบุคคล
เชงิ สานสัมพนั ธ์
ตอนท่ี 2 การวเิ คราะห์องคป์ ระกอบสัมพนั ธภาพระหวา่ งบุคคลเชิงสานสัมพนั ธข์ องวยั ร่นุ
2.1 ผู้วิจัยทาหนังสือขอความร่วมมือเพ่ือการวิจัยจากบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒถึงผู้อานวยการ
สถานศกึ ษา โรงเรียนสังกัดสานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พื้นฐานกรงุ เทพมหานครจานวน 4 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรยี นสตรี
วิทยา โรงเรียนวัดนวลนรดิศ โรงเรียนมัธยมวัดดุสิตตาราม และโรงเรียนแจงร้อนวิทยา เพื่อการวิเคราะห์องค์ประกอบ
สัมพนั ธภาพระหวา่ งบุคคลเชงิ สานสมั พนั ธข์ องวยั รุน่
2.2 ผู้วิจัยนาแบบสอบถามสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสานสัมพันธ์ของวัยรุ่นไปเก็บรวบรวมข้อมูลกับนักเรียน
จากน้ันรวบรวมแบบสอบถามและคัดเลอื กฉบบั ที่สมบรู ณท์ ่สี ดุ ก่อนนาไปใชใ้ นการวิเคราะหอ์ งค์ประกอบเชิงยืนยัน
ระยะท่ี 2 การศึกษาระดับสมั พันธภาพระหวา่ งบคุ คลเชงิ สานสัมพันธข์ องวัยรนุ่
1. ผู้วิจัยทาหนังสือขอความร่วมมือเพื่อการวิจัยจากบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒถึงผู้อานวยการ
สถานศกึ ษา โรงเรียนสงั กัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พืน้ ฐานกรงุ เทพมหานครจานวน 4 โรงเรียน ไดแ้ ก่ โรงเรียนฤทธิ
ยะวรรณาลยั โรงเรยี นบดินทรเดชา(สิงห์ สิงหเสนี)๒ โรงเรียนหอวงั และโรงเรียนพรตพทิ ยพยตั เพอ่ื การศกึ ษาระดบั สมั พนั ธภาพ
ระหวา่ งบุคคลเชงิ สานสมั พนั ธ์ของวัยรนุ่
2. ผู้วิจัยนาแบบสอบถามสมั พันธภาพระหวา่ งบคุ คลเชิงสานสมั พันธข์ องวยั รนุ่ ไปเก็บรวบรวมขอ้ มูลกับนักเรยี นจากน้ัน
รวบรวมแบบสอบถามและคดั เลือกฉบบั ท่สี มบูรณท์ ่ีสุด กอ่ นนาไปใช้ในการศกึ ษาระดบั
เครื่องมอื ท่ีใชใ้ นการวิจยั
เคร่ืองมือท่ีใชใ้ นการวจิ ัยครง้ั น้แี บ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่
ระยะที่ 1 การศกึ ษาองคป์ ระกอบสมั พันธภาพระหว่างบุคคลเชงิ สานสมั พันธข์ องวยั รุน่
ตอนที่ 1 การศึกษาองค์ประกอบสมั พันธภาพระหวา่ งบุคคลเชิงสานสมั พนั ธด์ ว้ ยวิธคี ณุ ภาพ
1.1 ผู้วิจัยศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องกับสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสานสัมพันธ์เพ่ือสร้าง
ขอบเขตพฤติกรรมทตี่ อ้ งการจะศกึ ษา
1.2 ผู้วิจัยสร้างแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างโดยอ้างอิงข้อคาถามมาจากข้อ 1.1 เพื่อใช้เป็นกรอบในการ
สมั ภาษณ์
1.3 นาแบบสมั ภาษณ์กง่ึ โครงสรา้ งท่ีสรา้ งข้ึนไปปรึกษากบั อาจารย์ทป่ี รกึ ษาและสัมภาษณผ์ ูเ้ ชย่ี วชาญ 5 ทา่ น
เพ่ือพิจารณาความเท่ียงตรงเชงิ เน้ือหาตามนิยามศัพท์เฉพาะ จากน้ันจึงปรับปรุงแก้ไขตามคาแนะนา และนาข้อมูลท่ีได้จากการ
สมั ภาษณ์ไปสร้างแบบสอบถามสมั พันธภาพระหว่างบุคคลเชงิ สานสมั พนั ธใ์ นลาดับถดั ไป
ตอนท่ี 2 การวเิ คราะห์องค์ประกอบสมั พันธภาพระหว่างบุคคลเชงิ สานสัมพนั ธ์
2.1 ศึกษา รวบรวมจากเอกสารและงานวิจัยทเ่ี กี่ยวขอ้ งกบั สัมพนั ธภาพระหว่างบุคคลเชิงสานสมั พนั ธ์ รวมถึง
ข้อมูลทีไ่ ด้จากการสัมภาษณ์ผ้เู ช่ียวชาญ 5 ท่าน
2.2 สรุปข้อมูลท่ีได้มาและนาไปใช้สร้างแบบสอบถามสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสานสัมพันธ์ของวัยรุ่น
โดยคาถามแบง่ เป็น 5 ตัวเลือกตามแบบมาตรวัดลเิ คริ ท์ (Likert-type scale)
2.3 นาแบบสอบถามสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสานสัมพันธ์ของวัยรุ่นท่ีผ่านการแก้ไขแล้วไปให้
ผ้เู ช่ียวชาญ 5 ท่านพิจารณาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาตามนิยามศพั ท์เฉพาะ ไดค้ ่าดชั นีความสอดคล้องระหว่าง 0.60 – 1.00 ได้
ขอ้ คาถามจานวนทั้งสน้ิ 50 ขอ้
2.4 ผู้วิจัยนาแบบสอบถามไปทาการทดลองใช้ (Try out) กับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นในเขต
กรุงเทพมหานคร ได้แก่ โรงเรียนวัดสุทธิวราราม โรงเรียนสตรีวัดมหาพฤฒาราม และโรงเรียนนนทรีวิทยา ได้แบบสอบถามที่
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 22
สมบูรณท์ ้งั หมด 92 ฉบับ แลว้ จงึ นาขอ้ มลู ที่ได้ไปหาคา่ อานาจจาแนกรายข้อ โดยใชก้ ารหาคา่ ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งคะแนนรายขอ้
กับคะแนนรวม (Corrected Item – Total Correlation) ในแตล่ ะดา้ น ไดข้ ้อคาถามจานวนท้ังสิน้ 42 ข้อ
2.5 นาแบบสอบถามสัมพันธภาพระหวา่ งบคุ คลเชิงสานสมั พนั ธ์ของวัยรุ่นไปหาคา่ ความเช่ือมน่ั (Reliability)
ทงั้ โดยภาพรวม ผวู้ ิจยั คดั เลือกข้อคาถามทีม่ ีค่าอานาจจาแนกตง้ั แต่ 0.20 ข้ึนไป ทาให้ได้แบบสอบถามโดยภาพรวมมีคา่ อานาจ
จาแนก (r) อยู่ระหวา่ ง 0.24 – 0.57 มคี ่าความเชื่อมัน่ (α) เทา่ กับ .88
2.6 นาแบบสอบถามสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสานสัมพันธ์ของวัยรุ่นที่ได้ปรับปรุงแล้วไปใช้เก็บข้อมูล
จริงกับนักเรียนที่กาลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 1-3 ภาคเรยี นที่ 1ปีการศึกษา 2561 จานวน 4 โรงเรียน กอ่ นจะนา
ขอ้ มูลท่ีได้รับคืนมาและได้คัดเฉพาะแบบสอบถามทีส่ มบูรณ์ ไปทาการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยนื ยัน (Confirmatory factor
analysis) ในลาดบั ตอ่ ไป
ระยะท่ี 2 การศึกษาระดบั สมั พันธภาพระหวา่ งบคุ คลเชงิ สานสัมพนั ธ์
ผู้วิจัยนาแบบสอบถามสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสานสัมพันธ์ของวัยรุ่นทีได้ผ่านการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิง
ยืนยันไปปรับปรุงและใช้เก็บข้อมูลจริงกับนักเรียนท่ีกาลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1-3 ภาคเรียนท่ี 1ปีการศึกษา
2561 จานวน 4 โรงเรียน ก่อนจะนาข้อมูลทีไ่ ดร้ ับคืนมาและได้คดั เฉพาะแบบสอบถามทสี่ มบูรณ์ ไปทาการวิเคราะห์ทางสถิตใิ น
ลาดับตอ่ ไป
การวิเคราะห์ข้อมลู
ผูว้ จิ ยั ทาการจัดกระทาและวเิ คราะหข์ อ้ มูลโดยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ดงั นี้
ระยะท่ี 1 การศึกษาองคป์ ระกอบสมั พันธภาพระหว่างบคุ คลเชงิ สานสมั พนั ธ์ของวัยรนุ่
ตอนท่ี 1 การศกึ ษาองค์ประกอบสมั พนั ธภาพระหวา่ งบุคคลเชงิ สานสัมพนั ธ์ด้วยวิธคี ุณภาพ
ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลวิธีคุณภาพจากการสัมภาษณ์ก่ึงโครงสร้างผู้เช่ียวชาญ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในเร่ือง
สัมพันธภาพระหว่างบุคคล สาเร็จการศึกษาในระดับปริญญาโทสาขาจิตวิทยาและปฏิบัตหิ น้าที่ในวิชาชีพที่เก่ียวข้องกับเด็กและ
เยาวชนไม่ต่ากว่า 5 ปีผลจากการสัมภาษณ์ผู้เช่ียวชาญทั้ง 5 ท่าน โดยการจับประเด็นถึงคาสาคัญท่ีมีการกล่าวซ้าจากการ
สมั ภาษณ์ได้ถูกวิเคราะห์เปน็ ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบสมั พนั ธภาพระหวา่ งบุคคลเชิงสานสมั พนั ธข์ องวยั รนุ่
ตอนที่ 2 การวิเคราะห์องคป์ ระกอบสมั พันธภาพระหว่างบคุ คลเชิงสานสัมพันธ์
2.1 ผู้วจิ ัยศึกษาเอกสารและงานวิจัยทีเ่ กี่ยวข้องรวมถึงนาข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้เช่ียวชาญท้ัง 5 ท่าน มา
วเิ คราะห์และตีความกบั แนวคิดทฤษฎีเพ่อื สร้างแบบสอบถามสมั พันธภาพระหว่างบคุ คลเชงิ สานสัมพันธ์ของวยั ร่นุ หลงั จากนัน้ จึง
นาแบบสอบถามท่ไี ด้ไปหาความเทย่ี งตรงเชงิ เน้อื หากับผ้เู ช่ยี วชาญ 5 ท่าน
2.2 ผ้วู ิจัยนาแบบสอบถามสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสานสัมพันธข์ องวัยร่นุ ที่ผา่ นการวเิ คราะห์หาความ
เที่ยงตรงเชิงเน้ือหาไปทาการทดลอง (Try out)ใช้กับโรงเรียนวัดสทุ ธวิ ราราม โรงเรยี นสตรวี ัดมหาพฤฒาราม และโรงเรียนนนทรี
วิทยา ได้แบบสอบถามที่สมบูรณ์ท้ังหมด 92 ฉบับ นาแบบสอบถามไปหาค่าอานาจจาแนกรายข้อ โดยใช้การหาค่าสหสัมพันธ์
ระหว่างคะแนนรายขอ้ กับคะแนนรวม (Corrected Item-total correlation)
2.3 ผู้วจิ ยั นาแบบสอบถามไปให้ค่าความเชื่อมน่ั โดยภาพรวมและเป็นรายขอ้ จากสัมประสทิ ธิ์สหสัมพนั ธ์ของ
เพียร์สัน (Pearson product moment coefficient correlation) และสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาค (Coefficient
Cronbach‘s Alpha)
2.4 ผ้วู ิจัยเกบ็ รวบรวมแบบสอบถามเพื่อใชใ้ นการวิเคราะหอ์ งค์ประกอบเชงิ ยืนยันจากโรงเรยี นสตรีวทิ ยา วัด
นวลนรดิศ มัธยมวัดดุสิตดาราม และแจงร้อนวิทยา ได้แบบสอบถามท่ีสมบูรณ์ทั้งหมด 680 ฉบับ จากนั้นจึงนาแบบสอบถาม
ทั้งหมดมาทาการวเิ คราะห์ข้อมลู คา่ เฉล่ยี (Mean) และคา่ เบย่ี งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
2.5 เม่ือไดค้ ่าสถติ ิพื้นฐาน คา่ คะแนนเฉล่ยี (Mean) และคา่ เบย่ี งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ของ
แบบสอบถาม 680 ฉบับ ผู้วิจัยจึงนาข้อมูลทางสถิติที่ได้ไปใช้ต่อยอดในการตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างโมเดลการวัด
องค์ประกอบสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสานสัมพันธ์ โดยใช้วธิ ีการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory Factor
Analysis) ซ่ึงมีการประมาณค่าพารามิเตอร์ โดยใช้วิธกี ารประมาณค่าความเป็นไปได้สูงสุด (Maximum Likelihood) พิจารณา
ค่าไค-สแควร์ (Chi-square) ค่าดัชนีวัดระดับความกลมกลืน (Goodness of fit index) ค่าดัชนีวัดระดับความกลมกลืนท่ีแก้ไข
แล้ว (Adjust Goodness of fit index) ค่าดัชนีวัดระดับความสอดคลอ้ งเปรยี บเทยี บ (Comparativefit index) ค่าดัชนรี ากของ
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 23
ค่าเฉลี่ยกาลังสองของความคลาดเคล่ือนโดยประมาณ (Root mean square error of approximation) และค่าดัชนีราก
มาตรฐานของค่าเฉล่ยี กาลงั สองของสว่ นท่ีเหลอื (Standard root mean square residual)ก่อนจะทาการสรปุ ผล
ระยะท่ี 2 การศกึ ษาระดบั สัมพันธภาพระหวา่ งบคุ คลเชงิ สานสมั พนั ธ์ของวยั ร่นุ
ผู้วิจัยเก็บรวบรวมแบบสอบถามเพื่อใช้ในการวัดระดับสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสานสัมพันธ์ของวยั รุ่น
จากโรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย บดินทรเดชา(สิงห์ สิงหเสนี)๒ หอวัง พรตพิทยพยัต ได้แบบสอบถามท่ีสมบูรณ์จานวนท้ังหมด
668 ฉบับ จากน้ันจึงนาแบบสอบถามทั้งหมดมาทาการวิเคราะห์ข้อมูล หาค่าสถิติพื้นฐาน ค่าคะแนนเฉลี่ย (Mean) และค่า
เบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)มาทาการวิเคราะห์ สรุปผลระดับสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสานสัมพันธ์ของ
วยั รุ่น
สรปุ ผลการวจิ ยั
การศึกษาองคป์ ระกอบสัมพนั ธภาพระหว่างบุคคลเชงิ สานสมั พันธข์ องวัยร่นุ
จากการสัมภาษณผ์ ู้เชีย่ วชาญท้ัง 5 ทา่ น พบวา่ องค์ประกอบสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชงิ สานสมั พันธม์ ีท้ังหมด 5 ตัว
ประกอบด้วย ความไว้วางใจ ความสนิทสนม ความใกล้ชิด ความสัมพันธ์ทางอารมณ์เชิงบวก และการส่ือสาร ซึ่งสามารถสรุป
องคป์ ระกอบแตล่ ะตวั ได้ ดงั น้ี
1. ความไว้วางใจ (Trust) หมายถึง ลักษณะของความคิดความรู้สึกที่เก่ียวข้องกับความมั่นคงปลอดภัย ความสบายใจ
ทมี่ ีต่อเพ่ือนมีตัวแปรสังเกต 6 ตัวแปร ประกอบดว้ ย ความกล้าที่จะเปิดเผยและแบ่งปันเรื่องราวส่วนตัวให้เพื่อนฟัง ความคิดว่า
การเล่าเร่ืองส่วนตวั ใหเ้ พ่ือนฟงั เปน็ สิ่งที่ทาได้ ความร้สู กึ สบายใจเมอ่ื ได้เลา่ เรื่องและรสู้ กึ มีความสัมพันธ์ท่ีดีข้ึน ความรสู้ ึกวา่ เพือ่ น
สามารถเข้าใจส่ิงที่แบ่งปัน ความคิดว่าเพื่อนสามารถรักษาความลับได้ และความรู้สึกมั่นใจในคาพูด คาสัญญา ตลอดจนการ
กระทาตา่ ง ๆ ของเพอื่ น
2. ความสนิทสนม (Intimacy) หมายถึง ลักษณะของพฤติกรรมและความรู้สึกที่เก่ียวข้องกับบุคคลท่ีสนิทสนมเป็น
พิเศษ มตี ัวแปรสงั เกต 6 ตัวแปร ประกอบด้วย ความรู้สกึ สบายใจเม่ือทากิจกรรมร่วมกันกบั เพื่อน ความรู้สึกเขา้ กันไดด้ ีกบั เพอื่ น
ความออ่ นไหวต่อการรบั รู้ความรูส้ กึ ของเพ่ือน ความร้สู ึกได้รับการยอมรับและอกี ฝา่ ยเข้าใจในการเป็นตัวของตวั เอง มพี ฤตกิ รรม
ท่พี รอ้ มจะรับฟังและแสดงความเห็นกับเพอื่ น มีพฤติกรรมแสดงออกถึงความปรารถนาดตี อ่ เพื่อนทัง้ ต่อหนา้ และลบั หลัง
3. ความใกล้ชิด (Closeness) หมายถึง ลักษณะของพฤติกรรมและความรู้สึกที่เกี่ยวข้องกับระดับของอารมณ์ที่
ก่อให้เกิดความเป็นอันหน่ึงอันเดียวกัน พึ่งพาซึ่งกันและกัน ต่างฝ่ายต่างมีผลกระทบต่อกันนามาซึ่งพฤติกรรมเชิงบวกมีตั วแปร
สังเกต 5 ตัวแปร ประกอบด้วย ความรู้สึกเห็นใจเม่ือเพื่อนไม่มีความสุข ความรู้สึกยินดีร่วมกันกับเพื่อนเมื่อเพ่ือนมีความสุข มี
พฤติกรรมให้ความชว่ ยเหลือเพ่ือนในชว่ งที่เพื่อนลาบาก มีพฤติกรรมให้กาลงั ใจเพื่อนในชว่ งที่เพื่อนกดดัน มพี ฤตกิ รรมช่วยเหลือ
เพื่อนด้วยวธิ กี ารทเี่ หมาะสม
4. ความสัมพนั ธท์ างอารมณเ์ ชงิ บวก (Relative positive affect) หมายถึง ลกั ษณะของความคดิ ความรู้สกึ ต่อการรบั รู้
ความรู้สึกเปน็ สุขในด้านสัมพันธภาพ มีตัวแปรสังเกต 4 ตวั แปร ประกอบด้วย การรับรู้วา่ มีเพ่ือนคอยให้ความช่วยเหลอื ในช่วงที่
ลาบากทั้งจากคาพดู และการกระทาของเพ่ือน การรบั รู้วา่ มีเพื่อนคอยให้กาลงั ใจในช่วงทรี่ ู้สกึ กดดัน/ไม่สบายใจทั้งจากคาพูดและ
การกระทาของเพ่ือน การรับรู้ว่าเพ่ือนแสดงออกถึงความเป็นมิตร/แสดงความห่วงใยท้ังจากคาพูดและการกระทาของเพ่ือน
ความรู้สกึ มคี วามสุขเมือ่ ต้องอยูร่ ่วมกนั กับเพ่อื น
5. การสื่อสาร (Communication) หมายถึง ลักษณะของพฤติกรรมท่ีเกี่ยวข้องกับการแลกเปล่ียนข้อมูลข่าวสารใน
กลุ่มเพ่ือน/คนใกล้ชิด ซ่ึงช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์มีตัวแปรสังเกต 6 ตัวแปร ประกอบด้วย มีพฤติกรรมไม่พูดจาว่าร้ายกันต่อ
หนา้ หรอื ลบั หลงั มพี ฤติกรรมตง้ั ใจและแสดงทา่ ทีสนใจเมื่อเพ่อื นพดู มพี ฤตกิ รรมไม่ปิดบังซอ้ นเร้นข้อมลู กับเพ่อื น มีพฤติกรรมไม่
โต้แย้ง ยอมรับความเห็นของเพ่ือแม้จะคิดต่าง มีพฤติกรรมไม่บังคับและครอบงาความคิดของเพื่อน มีความคานึงถึงการเปิด
โอกาสให้เพื่อนร่วมพดู คุยด้วยได้
ผลการวิเคราะหอ์ งคป์ ระกอบสัมพนั ธภาพระหวา่ งบุคคลเชงิ สานสัมพนั ธ์ มีรายละเอียดตา่ ง ๆ ดังน้ี
1. ค่าสถิติพื้นฐานสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสานสัมพันธ์ของวัยรุ่นผู้วิจัยได้นาองค์ประกอบของสัมพันธภาพ
ระหว่างบุคคลเชิงสานสัมพันธ์ของวัยรุ่น จานวน 4 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนสตรีวิทยา วัดนวลนรดิศ มัธยมวัดดุสิตดาราม แจง
ร้อน มาทาการวิเคราะห์หาค่าเฉล่ีย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) เพ่ือนามาใช้เป็นสถิติพื้นฐาน
สาหรับการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันพบว่า สัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสานสัมพันธ์โดยรวมมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 3.74 มี
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 24
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.64 อยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายองค์ประกอบ พบว่า ความสนิทสนม มีค่าเฉล่ีย
สูงสุดเท่ากับ 4.05 มีส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.56 รองลงมาคือ ความใกล้ชิด มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.01 มีส่วนเบ่ียงเบน
มาตรฐานเท่ากับ 0.64 ความสัมพันธ์ทางอารมณ์เชิงบวก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.80 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.73 การ
สื่อสาร มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 3.65 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.61 ส่วนความไว้วางใจ มีค่าเฉล่ียต่าสุดเท่ากับ 3.20 มีส่วน
เบย่ี งเบนมาตรฐานเทา่ กบั 0.65 ตามลาดับ
2. ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ขององค์ประกอบสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสานสัมพันธ์ของวัยรุ่น ผู้วิจัยได้นา
องค์ประกอบสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสานสัมพันธ์ของวัยรุ่น จานวน 5 องค์ประกอบ มาทาการหาค่าสัมประสิทธิ์
สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน เพ่ือนามาใช้เป็นสถิติพ้ืนฐานสาหรับการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน พบว่า สัมพันธภาพระหว่าง
บุคคลเชิงสานสัมพันธ์ของวัยรุ่น มีค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์อยู่ระหว่าง 0.25-0.64 ซ่ึงทุกองค์ประกอบมีความสัมพันธ์กันในทิศ
ทางบวกอยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถิตทิ ี่ระดับ .01 โดยความใกลช้ ดิ (CLO) และการสื่อสาร (COM) มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธส์ ูงสุด
เท่ากับ 0.65 ส่วนความไว้วางใจ (TRU) กับความใกล้ชิด (CLO) และความไว้วางใจ (TRU) กับการส่ือสาร (COM) มีค่า
สมั ประสทิ ธ์ิสหสัมพันธต์ า่ สดุ เทา่ กบั 0.25
ตาราง 1 การตรวจสอบข้อตกลงเบือ้ งต้นขององคป์ ระกอบสมั พนั ธภาพระหวา่ งบคุ คลเชงิ สานสมั พันธข์ องวัยรนุ่ (n=680)
การตรวจสอบข้อตกลงเบ้อื งตน้ x2 KMO df p
Bartlett’s Test 1115.14 0.81 10 .00**
ความเพียงพอของกล่มุ การเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยรวม (MSA) มคี า่ อยู่ระหวา่ ง 0.76 – 0.83
3. การตรวจสอบข้อตกลงเบื้องต้นขององค์ประกอบสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสานสัมพันธ์ของวัยรุ่น ผู้วิจัยได้ทา
การตรวจสอบเมทริกซ์เอกลักษณ์ของสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสานสัมพันธ์ของวัยรุ่นโดยใช้สถิติทดสอบของบาร์ทเลท
(Bartlett’s Test) และหาคา่ ความเพยี งพอของกล่มุ การเลอื กกล่มุ ตัวอย่างโดยรวม (Measure of Sampling Adequacy: MSA)
เพ่ือทาการตรวจสอบความสัมพันธ์กันระหว่างตัวแปรสังเกต พบว่า เมทริกซ์สหสัมพันธ์ของสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสาน
สัมพันธ์ของวัยรุ่นไม่เป็นเมทริกซ์เอกลักษณ์ ซ่ึงมีความสัมพันธ์กันเพียงพอที่จะสามารถนามาวิเคราะห์องค์ประกอบต่อไปได้
(Bartlett’s Test: x2=1115.14 df=10 p=.00) เมื่อพิจารณารายตัวแปรสังเกตได้ พบว่า ไคเซอร์-ไมเยอร์-โอลคิน (KMO)
เท่ากับ 0.81 และความเพียงพอของกลุ่มการเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยรวม (MSA) มีค่าอยู่ระหว่าง 0.76–0.83 แสดงว่า
สัมพนั ธภาพระหวา่ งบุคคลเชิงสานสมั พนั ธ์ของวยั ร่นุ สามารถทาการวเิ คราะหอ์ งคป์ ระกอบเชงิ ยืนยันตอ่ ไปได้
ตาราง 2 ค่าดัชนีความความสอดคล้องและดัชนีเปรียบเทียบของโมเดลการวัดสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสานสัมพันธ์ของ
วยั รุ่นกบั ข้อมลู เชิงประจักษ์ (n=680)
ดชั นี เกณฑ์ ค่าสถิติในโมเดล
x2 ไมม่ ีนยั สาคัญทางสถติ ิ x2= 1.27 df = 2 p = .53
หรอื สดั สว่ น x2 / df ไม่เกิน 2.00
1.27/2 = 0.64
GFI มากกวา่ 0.90 1.00
AGFI มากกวา่ 0.90 0.99
CFI มากกวา่ 0.95 1.00
RMSEA นอ้ ยกวา่ 0.05 0.00
SRMR นอ้ ยกว่า 0.05 0.01
4. การตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างองค์ประกอบสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสานสัมพันธ์ของวัยรุ่นกับข้อมูล
เชิงประจักษ์ ผู้วิจัยได้นาองค์ประกอบ สัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสานสัมพันธ์ของวัยรุ่นมาทาการทดสอบความสอดคล้อง
กลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบอันดับสอง (Second Order) พบว่า โมเดลการวัดสัมพันธภาพ
ระหว่างบุคคลเชิงสานสัมพันธข์ องวัยรุ่นไม่มีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ผู้วจิ ัยจึงดาเนินการปรับโมเดลใหม่
ดว้ ยการลากเส้นความสมั พันธร์ ะหว่างความคลาดเคลือ่ นขององคป์ ระกอบ จนข้อมูลมีความความสอดคลอ้ งกลมกลนื กบั ขอ้ มลู เชงิ
ประจักษ์ ผลการตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลการวัดสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสานสัมพันธ์ของวัยรุ่นกับข้อมูลเชิง
ประจักษ์กับข้อมูลเชิงประจักษ์ ในดัชนีกลุ่มสัมบูรณ์ พบว่า มีค่าไค-สแควร์ (Chi-square) เท่ากับ 1.27ค่า df เท่ากับ 2มีค่า
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 25
นัยสาคัญทางสถิติ (p) เท่ากับ .53 ค่าดัชนีระดับความกลมกลืน (GFI) เท่ากับ 1.00 ค่าดัชนีวัดระดับความกลมกลืนท่ีแก้ไขแล้ว
(AGFI) เท่ากับ 0.99 ค่าดัชนีรากของค่าเฉล่ียกาลังสองของความคลาดเคล่ือนโดยประมาณ (RMSEA) เท่ากับ 0.00 และค่าดัชนี
คา่ รากมาตรฐานของค่าเฉล่ยี กาลังสองของส่วนที่เหลือ(SRMR) เท่ากับ 0.01 ส่วนดัชนีกลุ่มเปรียบเทยี บ (CFI) เท่ากับ 1.00 เมื่อ
พิจารณาตามเกณฑ์ตามสอดคล้อง พบว่า ค่าไค-สแควร์ไม่มีนัยสาคัญทางสถิติ และดัชนีอื่น ๆ ยังช้ีให้เห็นว่า โมเดลการวัด
สัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชงิ สานสัมพันธ์ของวัยรุ่นมีความสอดคล้องกลมกลืนกบั ข้อมูลเชิงประจักษ์ ซ่ึงหมายความว่าโมเดลท่ี
สร้างข้ึนสามารถนามาอธิบายโมเดลสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสานสัมพันธ์ของวัยรุ่นได้ โดยสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชิง
สานสัมพันธ์ มีจานวน 5 องค์ประกอบ ประกอบด้วย ความไวว้ างใจ ความสนิทสนม ความใกล้ชิด ความสัมพันธ์ทางอารมณ์เชิง
บวก และการสื่อสาร
ตาราง 3 การวเิ คราะห์องคป์ ระกอบเชงิ ยืนยนั ของโมเดลสัมพันธภาพระหวา่ งบุคคลเชงิ สานสัมพันธข์ องวัยรนุ่ (n=680)
องค์ประกอบ น้าหนักองคป์ ระกอบ คา่ ความเช่ือมัน่ เชิง
คา่ น้าหนัก คา่ ความคลาด คา่ สถติ ทิ ี โครงสร้าง
องคป์ ระกอบ เคลือ่ นมาตรฐาน
SE CR
SC T
ความไว้วางใจ 0.35 0.04 7.76** 0.12
ความสนทิ สนม 0.66 0.04 16.10** 0.43
ความใกลช้ ิด 0.87 0.04 24.38** 0.76
ความสมั พันธท์ างอารมณ์เชงิ บวก 0.73 0.04 20.17** 0.54
การสือ่ สาร 0.74 0.04 20.34** 0.55
5. การวิเคราะหอ์ งค์ประกอบเชิงยนื ยนั ของโมเดลการวดั สัมพนั ธภาพระหว่างบุคคลเชงิ สานสมั พนั ธข์ องวยั รุน่
มคี ่าน้าหนักองค์ประกอบมาตรฐานอยรู่ ะหว่าง 0.35–0.87 โดยทุกองค์ประกอบมนี ัยสาคัญทางสถิตทิ ี่ระดับ .01 ซึ่งความใกล้ชิด
มีค่าน้าหนักองค์ประกอบมาตรฐานสูงสุดเท่ากับ 0.87 มีความแปรผันร่วมกับสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสานสัมพันธ์อยู่ใน
ระดับสูง (ร้อยละ 76) รองลงมาคือ การสื่อสาร ความสัมพันธ์ทางอารมณ์เชิงบวก ความสนิทสนม มีค่าน้าหนักองค์ประกอบ
มาตรฐานเท่ากับ 0.74, 0.73 และ 0.66 ตามลาดับมคี วามแปรผันรว่ มกบั สมั พันธภาพระหวา่ งบุคคลเชิงสานสัมพันธอ์ ยู่ในระดับ
ปานกลาง (รอ้ ยละ 55,ร้อยละ 54 และ ร้อยละ 43) ส่วนความไว้วางใจมีค่าน้าหนักองคป์ ระกอบมาตรฐานตา่ สุดเท่ากับ 0.35 มี
ความแปรผนั ร่วมกับสมั พันธภาพระหว่างบคุ คลเชิงสานสัมพนั ธอ์ ยู่ในระดบั ต่า (ร้อยละ 12) ตามลาดบั
x2= 1.27 df = 2 p = .53 GFI = 1.00 AGFI = 0.99 CFI = 1.00 RMSEA = 0.00 SRMR = 0.01
**p<.01
ภาพประกอบที่ 2 โมเดลการวัดสมั พันธภาพระหวา่ งบุคคลเชิงสานสมั พันธ์
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 26
การศกึ ษาระดบั สัมพนั ธภาพระหว่างบุคคลเชงิ สานสมั พนั ธ์ของวัยรนุ่
1. ผลการศกึ ษาระดับของสมั พันธภาพระหว่างบุคคลเชงิ สานสมั พันธ์ของวัยรุ่นโดยรวมและจาแนกรายองคป์ ระกอบ มี
รายละเอยี ดดงั นี้
การศึกษาระดับสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสานสัมพันธ์ของวัยรุ่นโดยรวมและเป็นรายองค์ประกอบ ผู้วิจัยได้นา
ข้อมูลสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสานสัมพันธ์ของวัยรุ่นมาจาก 4 โรงเรียน ประกอบด้วย โรงเรียนวิทยาฤทธิยะวรรณาลัย
บดินทรเดชา(สิงห์ สิงหเสนี)๒ หอวัง พรตพิทยพยัต พบว่า สัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสานสัมพันธ์โดยรวมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ
3.73 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.48 อยู่ในระดับมาก และเม่ือพิจารณาเป็นรายองค์ประกอบ พบว่า ความสนิทสนม มี
ค่าเฉล่ียสูงสุดเท่ากับ 4.04 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.57 รองลงมาคือความใกล้ชิด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.97 มีส่วน
เบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.68 ลาดับถัดมาคือความสัมพันธ์ทางอารมณ์เชิงบวก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.80 มีส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐานเท่ากับ 0.74 การส่ือสาร มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.73 มีส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.49 ส่วนความไว้วางใจมีค่าเฉล่ีย
ต่าสุดเทา่ กับ 3.29 มีสว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐานเทา่ กับ 0.63 ตามลาดับ
2. ผลการศึกษาระดับของสมั พันธภาพระหวา่ งบคุ คลเชิงสานสมั พนั ธ์ของวยั รุ่นจาแนกตามเพศ มีรายละเอยี ดดังนี้
ตาราง 1 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานและระดับของสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสานสัมพันธ์ของวัยรุ่น จาแนกตามเพศ
(n=668)
เพศ
สัมพันธภาพระหวา่ งบุคคลเชงิ สานสัมพันธ์ ชาย (n=255) หญิง (n=413)
̅ S.D. ̅ S.D.
ระดบั ระดบั
ความไวว้ างใจ 3.35 0.59 ปานกลาง 3.25 0.66 ปานกลาง
ความสนิทสนม 4.04 0.57 มาก 4.04 0.57 มาก
ความใกล้ชิด 3.91 0.70 มาก 4.01 0.66 มาก
ความสัมพันธ์ทางอารมณ์เชิงบวก 3.79 0.72 มาก 3.81 0.75 มาก
การส่อื สาร 3.73 0.49 มาก 3.75 0.50 มาก
โดยรวม 3.73 0.49 มาก 3.74 0.49 มาก
การศึกษาระดับสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสานสัมพันธ์ของวัยรุ่นจาแนกตามเพศ พบว่า วัยรุ่นเพศชายมีค่าเฉลี่ย
สัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสานสัมพันธ์โดยรวมเท่ากับ 3.72 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.48 อยู่ในระดับมาก ส่วน
วยั รุ่นเพศหญิงมีค่าเฉล่ียสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสานสัมพันธ์โดยรวมเท่ากับ 3.74 มีส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.49
อยใู่ นระดบั มาก และสามารถพิจารณาเปน็ รายองคป์ ระกอบได้ ดงั น้ี
ความไว้วางใจ วัยรุ่นเพศชายมีค่าเฉล่ียความไว้วางใจเท่ากับ 3.35 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.59 อยู่ในระดับ
ปานกลาง ส่วนวัยรุน่ เพศหญงิ มีค่าเฉลย่ี ความไว้วางใจเทา่ กับ 3.25 มสี ่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากบั 0.66 อยใู่ นระดับปานกลาง
ความสนิทสนม วัยรุ่นเพศชายและเพศหญิงมีค่าเฉล่ียความสนิทสนมเท่ากัน เท่ากับ 4.04 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
เท่ากับ 0.57 อยูใ่ นระดบั มาก
ความใกลช้ ิด วัยรุ่นเพศชายมีคา่ เฉลี่ยความใกล้ชิดเท่ากับ 3.91 มีสว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.70 อยูใ่ นระดบั มาก
ส่วนวยั รนุ่ เพศหญิงมีค่าเฉลยี่ ความใกล้ชิดเท่ากับ 4.01 มีสว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากบั 0.66 อยู่ในระดบั มาก
ความสัมพนั ธท์ างอารมณ์เชงิ บวก เพศชายวยั รนุ่ มีคา่ เฉลยี่ ความสัมพนั ธท์ างอารมณ์เชิงบวกเท่ากบั
3.79 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.72 อยู่ในระดับมาก ส่วนวัยรุ่นเพศหญิงมีค่าเฉล่ียความสัมพันธ์ทางอารมณ์เชิงบวก
เทา่ กบั 3.81 มสี ว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.75 อยูใ่ นระดบั มาก
การส่ือสาร วัยรุ่นเพศชายมีค่าเฉลี่ยการส่ือสารเท่ากับ 3.73 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.49 อยู่ในระดับมาก
ส่วนวยั รนุ่ เพศหญงิ มคี า่ เฉล่ยี เท่ากบั 3.75 มสี ่วนเบีย่ งเบนมาตรฐานเทา่ กบั 0.50 อยใู่ นระดับมาก
จากข้อมูลในข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า วัยรุ่นเพศชายและหญิงมีค่าเฉลี่ยสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสานสัมพันธ์
โดยรวมไม่แตกต่างกันมากนัก จะต่างกันท่ีวัยรุ่นเพศหญิงมีค่าเฉลี่ยสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสานสัมพันธ์รายองค์ประกอบ
ประกอบด้วย ความใกล้ชิด ความสัมพันธ์ทางอารมณ์เชิงบวกและการสื่อสารสูงกว่าวัยรุ่นเพศชาย ส่วนวัยรุ่นเพศชายมีค่าเฉลี่ย
ความไว้วางใจสงู กว่าวัยรนุ่ เพศหญงิ ส่วนวัยรุ่นเพศชายและวยั รุ่นเพศหญงิ มคี ่าเฉลี่ยการมคี วามสนิทสนมเทา่ กนั
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 27
3. ผลการศกึ ษาระดบั ของสัมพันธภาพระหวา่ งบุคคลเชิงสานสัมพนั ธ์ของวัยรุ่นจาแนกตามชน้ั ปีมรี ายละเอียดดงั น้ี
ตาราง 5 ค่าเฉล่ีย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และระดับของสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสานสัมพันธ์ของวัยรุ่น จาแนกตาม
ระดบั ช้ัน (n=668)
การศึกษาระดับสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสานสัมพันธ์ของวัยรุ่นจาแนกตามช้ันปี พบว่า วัยรุ่นระดับชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 1มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.69มีส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเทา่ กับ 0.48อยใู่ นระดับมาก วัยรุ่นระดับช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 2มี
คา่ เฉลีย่ เท่ากบั 3.85 มีสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐานเทา่ กับ0.50 อยู่ในระดับมาก และวัยรนุ่ ระดับชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 3มคี ่าเฉล่ยี เท่ากับ
3.70มีส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐานเทา่ กบั 0.47อย่ใู นระดบั มาก
ความไว้วางใจ วัยร่นุ ระดับชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 1มคี ่าเฉลยี่ เท่ากับ 3.18มสี ่วนเบยี่ งเบนมาตรฐานเทา่ กบั 0.63อยู่ในระดับ
ปานกลาง วัยรุ่นระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.48มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.59อยู่ในระดับปานกลาง
และวยั ร่นุ ระดับชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 3มคี า่ เฉล่ียเท่ากับ 3.36มีสว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากบั 0.64อย่ใู นระดบั ปานกลาง
ความสนิทสนม วัยรุ่นระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 3.99มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.58อยู่ใน
ระดับมาก วยั รุ่นระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.16 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.59 อยู่ในระดับมาก และ
วัยร่นุ ระดับชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 3มคี า่ เฉล่ยี เทา่ กับ 4.02มีส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.53อยใู่ นระดบั มาก
ความใกลช้ ิด วัยรนุ่ ระดบั ชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 1มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.94มีสว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.68 อยใู่ นระดับ
มาก วัยรุ่นระดับช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 2มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.07มีส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.67อยู่ในระดับมาก และวัยรุ่น
ระดบั ช้นั มธั ยมศึกษาปที ี่ 3มีค่าเฉลี่ยเทา่ กับ 3.94มีส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐานเท่ากบั 0.66อยูใ่ นระดบั มาก
ความสัมพันธ์ทางอารมณ์เชิงบวก วัยรุ่นระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.78มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
เท่ากับ 0.74อยู่ในระดับมาก วัยรนุ่ ระดบั ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 2มีคา่ เฉลยี่ เท่ากับ 3.92มีส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.76อยู่ใน
ระดับมาก และวยั รุน่ ระดบั ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3มีคา่ เฉลีย่ เทา่ กบั 3.72มสี ่วนเบย่ี งเบนมาตรฐานเท่ากบั 0.70 อยู่ในระดับมาก
การส่ือสาร วยั รุ่นระดับช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 3.69มีส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.49 อย่ใู นระดับ
มาก วัยรุ่นระดับช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.86มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.51อยู่ในระดับมากและวัยรุ่น
ระดับช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 3มคี า่ เฉล่ยี เท่ากับ 3.70มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเทา่ กับ 0.48อย่ใู นระดบั มาก
จากข้อมูลในข้างต้นสามารถสรุปได้ว่าวัยรุ่นระดับช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2มีค่าเฉล่ียสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสาน
สัมพนั ธโ์ ดยรวมและทุกองค์ประกอบ ประกอบด้วย ความไว้วางใจความสนิทสนม ความใกลช้ ิด ความสัมพนั ธท์ างอารมณ์เชิงบวก
และการสือ่ สารสงู กว่าวัยรนุ่ ระดบั ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ่ี 1และวัยรนุ่ ระดับชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 3
อภปิ รายผล
1.การวเิ คราะห์องคป์ ระกอบสัมพนั ธภาพระหวา่ งบุคคลเชิงสานสัมพันธ์ของวยั รนุ่ ผวู้ ิจัยได้ทาการวิเคราะห์องค์ประกอบ
เชิงยืนยันของโมเดลกับข้อมูลเชิงประจักษ์ด้วยการวิเคราะห์อันดับที่สอง (Second order) พบว่า โมเดลสัมพันธภาพระหว่าง
บคุ คลเชิงสานสมั พนั ธ์ของวยั รนุ่ ไม่มีความสอดคลอ้ งกลมกลืนกับข้อมูลเชงิ ประจักษ์ ผู้วิจัยจึงดาเนินการปรบั โมเดลใหม่ ด้วยการ
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 28
ลากเส้นความสัมพันธ์ระหว่างความคลาดเคล่ือนขององค์ประกอบ จนข้อมูลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ซึ่งเป็นไป
ตามสมมติฐานของการวิจัยและสามารถตรวจสอบความเชื่อม่ันเชิงโครงสร้างของโมเดลสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสาน
สมั พนั ธข์ องวยั รนุ่ ได้
ผลการวเิ คราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับที่สองของสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสานสัมพันธ์ของวัยรุ่น มีค่าไค-
สแควร์ (Chi-square) เท่ากับ 1.27 ค่า df เท่ากบั 2 คา่ นัยสาคญั ทางสถิติ (p) เทา่ กับ .53 เม่ือพิจารณาตามเกณฑ์สอดคล้องต่าง
ๆ จะเหน็ ไดว้ ่า ค่าไค-สแควร์ไม่มนี ัยสาคัญทางสถิติ หรือแปลความหมายไดว้ ่า ข้อมูลเชงิ ประจักษ์มีความสอดคล้องกับโมเดล ย่ิง
ค่าไค-สแควร์ใกล้ 0 ย่ิงบ่งช้ีว่าโมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์และเม่ือพิจารณาค่าไค-สแควร์สัมพัทธ์ (Relative
Chi-square)เท่ากับ 0.64 ซ่ึงน้อยกว่า 2.00 แสดงว่าข้อมูลเชิงประจักษ์สอดคล้องกับโมเดลในระดับท่ียอมรับได้ ส่วนค่าดัชนี
ระดับความกลมกลืน (GFI) ท่ีใช้เทียบระดับความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ มีค่าเท่ากับ 1.00ค่าดัชนีวัดระดับความ
กลมกลืนที่ปรับแก้แลว้ (AGFI) มีคา่ เท่ากับ 0.99 และค่าดัชนีวัดความสอดคล้องเปรียบเทียบ (CFI) มีค่าเท่ากับ 1.00 ยิ่งค่าดัชนี
ระดับความกลมกลืน (GFI) ค่าดัชนีวัดระดับความกลมกลืนท่ีปรับแก้แล้ว (AGFI) และค่าดัชนีวัดความสอดคล้องเปรียบเทียบ
(CFI) มีค่ามากกว่า 0.95หรือเข้าใกล้หน่ึง แสดงว่าข้อมูลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ส่วนค่าดัชนีรากของค่าเฉล่ีย
กาลังสองของความคลาดเคล่ือนโดยประมาณ (RMSEA) มีค่าเท่ากับ 0.00และค่าดัชนีรากมาตรฐานของค่าเฉลี่ยกาลังสองของ
สว่ นทเ่ี หลอื (SRMR) มีค่าเท่ากับ 0.01 ซง่ึ ท้ังสองคา่ นี้มีค่าต่าเข้าใกลเ้ คยี งศนู ย์ บ่งบอกให้เหน็ ว่าโมเดลมีความสอดคล้องกบั ข้อมูล
เชิงประจักษ์ (พูลพงศ์ สุขสว่าง, 2556, p. 15) จึงสรุปได้ว่า โมเดลสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสานสัมพันธ์ของวัยรุ่นมีความ
สอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยโมเดลสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสานสัมพันธ์ของวัยรุ่นมีห้าองค์ประกอบด้วยกัน
ประกอบด้วย ความเชื่อใจ ความสนิทสนม ความใกล้ชิด ความสัมพันธท์ างอารมณ์เชงิ บวก และการสือ่ สาร
2. การศึกษาโมเดลสัมพันธภาพระหวา่ งบุคคลเชงิ สานสัมพันธ์ของวัยรุ่น พบว่า ความใกลช้ ิด มีคา่ นา้ หนกั องค์ประกอบ
มาตรฐานสูงสุดเท่ากับ 0.87 เหตุที่เป็นเช่นน้ีสามารถอธิบายได้ด้วยการพิจารณา 2 ปัจจัยหลักที่เอื้อต่อการเกิดความใกล้ชิดได้
ดังนี้ 1) ปัจจัยเร่ืองธรรมชาติของวัยรุ่น มอนเทมายอร์ (Montemayor et al., 1994, pp. 15-20) กล่าวว่า วัยรุ่นสร้าง
ความสมั พนั ธ์แบบรกั ษาระยะห่างกับผู้ปกครอง ด้วยเหตุเพราะความขัดแย้ง ไม่เหน็ ด้วยกับเร่ืองกฎระเบยี บ มุมมองโลกทัศน์ของ
ครอบครัว วัยรุ่นต้องการสร้างแบบแผนอัตลักษณ์ซ่ึงไม่ถูกผู้ปกครองครอบงา ด้านพัฒนาการทางอารมณ์ ศรีเรือน แก้วกังวาล
(2549, p. 336) กล่าวว่า อารมณ์ของวัยรุ่นมีความอ่อนไหว เปลี่ยนแปลงได้ง่าย อารมณ์ที่เกิดข้ึนมีลักษณะรุนแรง ทาให้บุคคล
ต่างวัยเข้าใจในตัวของวัยรุ่นผิด ทาให้เข้ากับบุคคลต่างวัยยาก วัยรุ่นจึงเน้นการสร้างความสัมพันธ์และใช้เวลากับเพ่ือนในรุ่น
เดียวกันมากกว่าครอบครวั หรือกล่าวไดอ้ ีกนัยหน่ึงว่า วัยรนุ่ น้นั รู้สึกโดดเด่ยี วแปลกแยกจากบุคคลแวดล้อม วัยรุ่นจะร้สู ึกสนิทใจ
มากกวา่ เมอ่ื ได้มีปฏิสมั พันธ์กบั เพ่ือนหรือคนในฐานะเดยี วกัน 2) ปัจจัยเรื่องความต้องการขั้นพ้ืนฐาน ท้ังซัลลิแวน (ศรีเรือน แก้ว
กังวาล, 2554;อ้างอิงจาก Sullivan, 1953) และมาสโลว์(Chartered Management Institute, 2012;citing Maslow, 1943)
กล่าวว่า บุคคลมีความต้องการที่จะแสวงหาสัมพันธภาพและรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งในความสัมพันธ์ บุคคลต้องการความรัก ความ
อบอุ่นใจ จากการปฏิสัมพันธ์ในสังคม เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงปลอดภัยว่าตนจะไม่ถูกคนอ่ืนในสังคมทอดทิ้ง บุคคล
ต้องการได้รับการตอบสนองทางด้านอารมณ์ ซ่ึงเร่ืองดังกล่าวเป็นส่ิงท่ีผู้คนในสังคมต้องการพ่ึงพาซึ่งกันและกันเพ่ือลดช่องว่าง
ของส่ิงท่ีบุคคลไม่สามารถเติมเต็มสอดคล้องตามท่ีแอดเลอร์ (Corey, 2009;citing Adler, 1927) กล่าวในเร่ืองความสนใจทาง
สังคมเพ่ือชดเชยปมดอ้ ย โดยภาพรวมจึงสรุปได้ว่า วัยรุ่นมีความต้องการทจี่ ะไดร้ ับการตอบสนองและเติมเต็มความรู้สึกทางด้าน
อารมณ์ ซึ่งมสี ่วนช่วยใหว้ ยั รนุ่ รู้สึกไมโ่ ดดเดยี่ ว ปลอดภยั มีอารมณท์ ีม่ น่ั คง และรู้สึกเปน็ สว่ นหนึ่งของสังคม เม่ือพิจารณาปจั จัย 2
ข้อด้านบนประกอบกับนิยามศัพท์เฉพาะของคาว่า “ความใกล้ชิด” ในการวิจัยครั้งน้ี ความใกล้ชิด หมายถึง ระดับของอารมณ์ท่ี
บ่งบอกถึงความเป็นอันหน่ึงอันเดยี วกนั พึ่งพาซ่ึงกันและกนั หรือมีอทิ ธิพลร่วมกนั กอ่ ใหเ้ กิดพฤติกรรมช่วยเหลอื เกื้อกลู ซ่ึงกนั และ
กัน โดยภาพรวมจึงพอจะสรุปได้ว่า ความรู้สึกแปลกแยกโดดเด่ียว เป็นตัวกระตุ้นให้วัยรุ่นขวนขวายซ่ึงความใกล้ชิด ด้วยเหตุ
เพราะ ความใกล้ชิดเป็นสิ่งท่ีบ่งบอกถึงความใส่ใจ ห่วงใย ทาให้วัยรุ่นรับรู้ว่าตนไม่โดดเดี่ยว ยังมีคนที่คอยให้ความเช่ือเหลือ
เก้อื กูลเม่ือต้องพบเจอกบั เรือ่ งกดดันยากลาบาก วัยรุ่นต้องการคนท่ีมอี ารมณ์รว่ ม รับรสู้ ่ิงทวี่ ัยร่นุ ต้องเผชญิ และสามารถพึง่ พาได้
นั้นเอง ส่วน การสื่อสาร มีค่าน้าหนักองค์ประกอบเท่ากับ 0.74 ซ่ึงมีค่าน้าหนักองค์ประกอบสูงเป็นอันดับที่สอง และ
ความสัมพันธ์ทางอารมณ์เชิงบวก ซ่ึงมีค่าน้าหนักองค์ประกอบเท่ากับ 0.73 มากเป็นอันดับท่ีสาม ซึ่งมีค่าน้าหนักแตกต่างกันไม่
มากนกั ซึ่งองค์ประกอบทั้ง 2 นี้ต่างก็มคี วามสอดคล้องซง่ึ กันและกัน เม่อื พิจารณาวา่ การสอื่ สารคือเรอ่ื งการเปดิ เผยข้อมูล การรบั
ฟังซ่ึงกันและกัน และความสัมพันธ์ทางอารมณ์เชิงบวกคือเร่ืองการรับรู้สภาพความเป็นอยู่ท่ีดีในความสัมพันธ์ โดยภาพรวมจึง
สามารถอธิบายได้ว่าผลพวงของระดับของอารมณ์ท่ีบ่งบอกถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับเพ่ือนที่เพิ่มพูนมากขึ้น ประกอบ
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 29
กบั วยั รุ่นได้รบั การตอบสนองดา้ นอารมณ์ ไม่รู้สึกวา่ ตนแปลกแยก โดดเด่ียว มีคนท่ีใส่ใจ คอยให้ความช่วยเหลือ ทาใหว้ ัยรุ่นรู้สึก
ผกู พนั กับบุคคลนน้ั และอยากที่จะพูดคุยแบ่งปันข้อมูลขา่ วสาร ทาใหเ้ กิดพฤติกรรมการเปิดเผยเรื่องราวของตนเอง รสู้ ึกอยากท่ี
จะเป็นฝ่ายเปิดบทสนทนากับคนที่สนิทใจ อยากรับฟังเรื่องราวของคนที่สนิทใจ ซ่ึงพินเนลและลอง (Pinel & Long, 2006) ได้
อธิบายเรื่องนี้ว่า โดยปกติแล้วบุคคลมีความรู้สึกโดดเด่ียวอ้างว้างอยภู่ ายใน การได้แบ่งปันเร่ืองราว ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ให้กับ
คนท่ีรู้สกึ สนิทใจรบั รู้และไดร้ ับความใส่ใจ เป็นสงิ่ ท่ีทาให้วยั รุ่นรู้สึกมีตัวตน ไม่รู้สกึ ว่าตนแปลกแยกโดดเดี่ยว รู้สึกมัน่ ใจในตนเอง
มากข้นึ เมื่อรู้ว่ามีเพ่ือนท่ีเป็นเหมือนตนหรอื ต้องเผชญิ สถานการณ์คล้ายคลึงและไดร้ ับการสนับสนุนทางอารมณ์ซ่ึงกันและกัน ซึ่ง
ความมั่นใจดงั กลา่ วช่วยตอบสนองต่อเรอ่ื งการสร้างอัตลักษณข์ องวยั รุ่น อกี ท้ังยังช่วยใหร้ ้สู ึกกลา้ ทีจ่ ะเปิดเผยเร่ืองราวของตนเอง
มากขึ้น เพราะต่างฝ่ายต่างสามารถรับฟังกันได้โดยไม่เกิดความขัดแย้งและให้กาลังใจซึ่งกันและกัน นอกเหนือจากน้ีการสื่อสาร
ของวัยรนุ่ มีลกั ษณะของการแบ่งปันความสนใจ ความร้สู ึก ทาให้เกิดการแบ่งปันเร่อื งท่ีสนใจรว่ มกัน (Zabihi, Ketabi, Tavakoli,
& Ghadiri, 2014) เกิดการใช้ภาษาหรือคาคะนองเพ่ืออธิบายความความคิดความรู้สึก ทาให้สนุกสนานและง่ายต่อการเข้าใจซึ่ง
กันและกัน หรืออาจกล่าวได้ว่า “คุยกันถูกคอเหมือนรู้ใจกัน” ซึ่งมีความสอดคล้องกับแนวคิดของเบิร์น (Berne, 2016) ที่
กล่าวถึงลกั ษณะบุคลิกภาพขณะส่อื สาร การใช้คาคะนองของวัยรุ่น พูดคยุ หยอกล้อ แลกเปลี่ยนเร่ืองท่ีสนใจร่วมกัน อาจสามารถ
มองได้ว่าเป็นลักษณะบุคลิกภาพขณะส่ือสารท่ีตรงกัน เอ้ือให้ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกันมากขึ้น ซึ่งเร่ืองดังกล่าวนัน้ เกีย่ วขอ้ งกับ
การรบั รูต้ อ่ สภาพความเปน็ อยทู่ ่ีดีในเรอ่ื งความสัมพันธ์ วัยรนุ่ สามารถรบั รถู้ งึ ความเปน็ มติ รไดจ้ ากการสอื่ สารที่มีรว่ มกนั ซึ่งเปน็ ผล
ให้เกดิ ความสุขใจ ยิ่งวัยรุ่นได้รบั ความสขุ จากการปฏสิ ัมพนั ธ์กับเพ่อื นมากขน้ึ การสื่อสารและความใกลช้ ิดกน็ า่ จะเพมิ่ มากขึ้นด้วย
เช่นกันโดยภาพรวมจึงสรุปได้ว่า ความต้องการในการพัฒนาอัตลักษณ์ของวัยรุ่นน้ันจาเป็นต้องอาศัยการส่ือสาร เพราะการ
สอื่ สารกับคนที่วัยรนุ่ รู้สึกสนิทใจด้วยนน้ั ทาให้รู้สกึ ม่ันใจและกล้าท่ีจะเปิดเผยเรื่องราวของตนเองมากขึ้น อีกท้งั การสื่อสารเองยัง
เปน็ สิ่งท่ีทาให้วัยรุ่นรูส้ ึกสนุกสนาน ช่วยยกระดับความสัมพันธ์ทางอารมณ์เชิงบวกให้มากขน้ึ ดว้ ยเชน่ กัน ส่วน ความสนิทสนม มี
ค่านา้ หนักองคป์ ระกอบเท่ากับ 0.66 ซ่ึงมคี ่าน้าหนกั เปน็ อนั ดับทสี่ ่ี ความสนิทสนมสามารถอธิบายได้อีกอย่างหน่งึ วา่ เป็นเรื่องของ
ความรู้สึกและความคิดของตนเองท่ีมีลักษณะพิเศษต่อเพ่ือน รสู้ ึกว่าเพ่ือนเข้าใจและยอมรบั สิ่งที่ตนเป็น ต่อยอดไปสู่พฤติกรรม
การเผื่อแผ่สิ่งดี ๆ ให้กับเพื่อน เรื่องดังกล่าวสามารถอธบิ ายได้ตามแนวคิดของซัลลแิ วน (ศรีเรือน แกว้ กังวาล, 2554;อ้างอิงจาก
Sullivan, 1953) ท่ีกล่าวว่าความสนิทสนมเป็นส่ิงที่เกิดข้ึนจากความต้องการความอ่อนโยนของมนุษย์ ความอ่อนโยนเกิดจาก
ความร้สู ึกผกู พันกบั บุคคลอ่ืน ทาให้รู้สึกผ่อนคลาย ลดความวิตกกงั วล ส่วน ความไว้วางใจ มีค่าน้าหนักองค์ประกอบต่าสดุ เท่ากับ
0.35 สาหรับเหตุท่ีองค์ประกอบเรื่องความไว้วางใจมีค่าต่าท่ีสุด อาจเก่ียวข้อง สืบเนื่องมาจากแนวคิดวัฒนธรรมของไทย ดั่ง
สานวนที่ว่า “ไฟในไม่นำออก ไฟนอกไม่นำเข้ำ” หรือปรัชญาทางพุทธศาสนาที่เน้นการกากับ ควบคุมตนเอง ดังท่ีกล่าวว่า “ตน
เป็นทพี่ ่งึ แห่งตน” ทาใหเ้ ร่อื งความไวว้ างใจมคี ่าน้าหนักต่าท่ีสดุ
จากการอภิปรายผลข้างต้น ทาให้สามารถสรุปได้ว่า สัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสานสัมพันธ์ของวัยรุ่น มีห้า
องคป์ ระกอบด้วยกัน ประกอบดว้ ย ความไว้วางใจ (Trust) ความสนทิ สนม (Intimacy) ความใกลช้ ดิ (Closeness) ความสัมพันธ์
ทางอารมณเ์ ชิงบวก (Relative positive affect) และการสื่อสาร (Communication)
3. การศึกษาระดับสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสานสัมพันธ์ของวัยรุ่นโดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.73 มีส่วน
เบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.48 และเมื่อพิจารณาเป็นรายองค์ประกอบ พบว่า สัมพันธภาพระหว่างบุคคลเชิงสานสัมพันธ์ของ
วัยรุ่นส่วนใหญ่อยู่ในระดับมาก โดยความสนิทสนมมีระดับมาก (m=4.04 S.D.=0.57) รองลงมาคือความใกล้ชิด (m=
3.97S.D.=0.68) ความสัมพันธ์ทางอารมณ์เชิงบวก (m=3.80S.D.=0.74) การสอ่ื สาร (m=3.73S.D.=0.49) และความไว้วางใจมี
ระดบั ปานกลาง (m=3.29S.D.=0.63)
จากผลการวิจัยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ความสนิทสนมมีค่าเฉล่ียสูงสุด ความสนิทสนมในการวิจัยครั้งน้ี หมายถึง
คุณลักษณะของความรู้สึกนึกคิดของบุคคลท่ีมีต่อบุคคลอื่นเป็นพิเศษ บุคคลอ่ืนสามารถเข้าใจและยอมรับในตัวของบุคคลและ
รู้สึกพึงพอใจในสายสัมพันธ์ที่มี ทาให้เกิดความรู้สึกเข้ากันได้ดี ยอมรับซ่ึงกันและกัน ซ่ึงเรื่องดังกล่าวสามารถทาความเข้าใจได้
ด้วยการเข้าใจธรรมชาติของวัยรุ่นประกอบกับท่ีมอนเทมายอร์ (Montemayor et al., 1994, pp. 15-20) อธิบายว่า ในช่วง
วัยรนุ่ น้ันเป็นวัยท่ีอยู่ในช่วงของการพัฒนาและเรียนรู้รูปแบบความสัมพันธ์ในลักษณะต่าง ๆ วัยรุ่นต้องการที่จะสร้างอัตลักษณ์
แบบแผนของตนที่ไม่ถูกครอบงาโดยผ้ปู กครอง ประกอบกับลกั ษณะความคดิ อา่ นของวยั ร่นุ ในช่วงนี้ วยั รนุ่ มักจะคิดโดยยึดตนเอง
เป็นศูนย์กลาง (อุสา สุทธิสาคร, 2559) ทาให้เกิดความขัดแย้งกับเรื่องกฎระเบียบแบบแผนของครอบครัวบ่อยคร้ัง อีกทั้ง (ศรี
เรือน แกว้ กังวาล, 2549, p. 336) พัฒนาการทางด้านอารมณ์ของวัยรนุ่ น้ันมลี ักษณะท่รี ุนแรง ทาให้บคุ คลต่างวัยอาจเขา้ ใจในตัว
วัยรนุ่ ผดิ ไปจากอารมณ์ต่าง ๆ ทาให้วัยร่นุ เข้ากับบุคคลต่างวัยยาก เม่ือวัยรุ่นได้พบเจอกับกลุม่ เพ่ือนท่ีอยู่ในฐานะเดียวกัน เผชิญ
เหตุการณ์ในลกั ษณะที่คลา้ ยคลงึ กัน วัยร่นุ ทั้งคู่จึงสามารถเข้าใจกันและกนั ได้ ส่งผลให้เกิดการยอมรับซ่งึ กนั และกัน เมือ่ พิจารณา
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 30
จากสง่ิ ทีก่ ลา่ วมา อีกปัจจัยหน่ึงทน่ี ่าจะมีความสัมพันธ์ส่งผลให้ความสนิทสนมมีคา่ เฉล่ียสูงนั้นน่าจะเกีย่ วขอ้ งกับเร่อื งความเครียด
และความวิตกกังวล ความเครียดน้ันมีสาเหตุหลักมาจากสองกรณีด้วยกัน ได้แก่ สาเหตุจากปัจจัยภายในและสาเหตุจากปัจจัย
ภายนอก (ศรยี า นิยมธรรม, 2558, สิงหาคม) สาเหตุจากปจั จยั ภายในเกี่ยวขอ้ งกับการทางานของสมองและลักษณะผิดปกติหรือ
ความบกพร่องของร่างกาย ซ่งึ ประเดน็ น้ผี ู้วจิ ยั จะไมเ่ นน้ กลา่ วถึง แตจ่ ะเน้นหนกั ท่ีกรณีท่ีสอง สาเหตุจากปจั จยั ภายนอก เกิดขึน้ ได้
จากปัจจัยหลายอย่าง ได้แก่ 1. สถานการณ์ท่ีบุคคลต้องตัดสินใจเร่ืองใหญ่ ๆ ในชีวิต 2. สถานการณ์ที่ต้องเผชิญกับความเบื่อ
หน่าย ซ้าซาก จุกจิกกวนใจ 3. สถานการณ์ท่ีเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด และเป็นเรื่องที่จัดการได้ยาก 4. สถานการณ์หลังเผชิญภัย
พิบัติ สาหรับความเครียดท่ีเกิดขึ้นในช่วงวัยรุ่นนั้นเป็นผลสืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงด้านพัฒนาการทา งอารมณ์และ
สติปัญญา ซ่ึงเกี่ยวโยงกบั ข้อ 1,2 และข้อ 3 ดงั ตัวอย่าง สถานการณ์ที่บุคคลต้องตัดสินใจเรื่องใหญ่ ๆ ในชีวติ สิ่งที่เปน็ เร่อื งใหญ่
ของวยั รุ่นในชว่ งอายุ 12-15 ปี อาจเป็นเรื่องของการเลอื กศกึ ษาตอ่ มธั ยมปลายในสายท่ีสนใจ และด้วยสภาพสังคมทีเ่ ปลีย่ นแปลง
ไปทาให้บางครอบครัวมีความคาดหวังกับตัววัยรุ่นสูง ก่อให้เกิดแรงกดดันต่อการคิดตัดสินใจในทางเลือกของวัยรุ่น ส่วน
สถานการณ์ที่ตอ้ งเผชิญกบั ความเบ่ือหน่าย ซา้ ซาก จกุ จกิ กวนใจ อาจเกีย่ วขอ้ งกบั เรื่องกฎระเบียบของท่ีบ้าน ทีโ่ รงเรียน การเข้า
เรียนในวิชาที่วัยรุ่นไม่ชอบหรือไม่ถนัด และส่วนของสถานการณ์ท่ีเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด อาจเกี่ยวข้องกับพัฒนาการด้าน
สติปัญญา การคิดแบบยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง (อุสา สุทธิสาคร, 2559) ทาให้มองเห็นแต่มุมมองท่ีวัยรุ่นสนใจและตัดสินใจ
ผิดพลาดจนกระทบต่อสภาพหรือบุคคลแวดล้อม นอกจากน้ียังมีสาเหตุอ่ืน ๆ ที่ส่งผลให้เกิดความเครียดตามท่ีกรมสุขภาพจิต
(2560) ระบุเพิ่มเติมไว้ ได้แก่ สภาพแวดล้อมที่เป็นมลภาวะของที่บ้านหรือที่โรงเรียน สภาพแวดล้อมทางสังคมที่เน้นการ
สอบแข่งขัน สมั พันธภาพทไี่ ม่ราบร่ืนกับเพื่อนหรือครอบครวั สภาพฐานะของครอบครัว ความคาดหวังในผลการเรียนและหนา้ ที่
การงาน ลักษณะนิสัยเฉพาะตัวบางประการทาให้เกิดความเครียดได้ง่าย เช่น การเป็นคนเจ้าระเบียบไม่ยืดหยุ่น การเป็นคน
ประนีประนอมเก็บความรู้สึกไว้คนเดียว การเป็นคนชอบความท้าทายชอบการแข่งขัน ขณะท่ีงานวิจัยของ สุภาภัทร ทนเถ่ือน
(2553) ท่ีศึกษาความเครียดและวิธีเผชญิ ความเครียดของนกั เรียนมัธยมศกึ ษาตอนปลาย จานวน 300 คน พบว่า ความเครียดที่
เกิดขึ้นในวัยรุ่นน้ันมีความสัมพันธ์กับกลุ่มนักเรียนซ่ึงมีผลการเรียนต่า แม้ว่างานวิจัยดังกล่าวจะศึกษากับวัยรุ่นในช่วงช้ัน
มัธยมศึกษาตอนปลาย แต่ลักษณะของความเครียดที่เกิดขึ้นน่าจะไม่ต่างจากวัยรุ่นในช่วงมัธยมศึกษาตอนต้นเช่นกัน อย่างไรก็
ตามสาเหตุที่ความเครยี ดน้ันมคี วามสัมพันธท์ ่ีทาให้ความสนิทสนมมีค่าเฉล่ียท่ีสูงนั้น ตามนิยามศัพท์เฉพาะของการวจิ ัยในครั้งนี้
ความสนิทสนมเกี่ยวขอ้ งกับการเกิดความรู้สึกพึงพอใจในสัมพันธภาพท่ีมรี ่วมกันซ่ึงเอื้อให้เกิดพฤติกรรมเผ่ือแผ่ส่ิงดี ๆ ให้กับคน
ใกล้ชิดสนทิ สนม ซง่ึ พฤติกรรมการเผ่อื แผส่ งิ่ ดี ๆ ให้กัน อาจกลา่ วได้อกี อยา่ งหน่งึ ว่าเป็นการส่งต่อความปรารถนาดใี หก้ นั เปน็ สิ่งที่
เกี่ยวข้องกับเร่ืองความอ่อนโยนในพัฒนาการทางด้านความสัมพันธ์ของซัลลิแวน (ศรีเรือน แก้วกังวาล, 2554;อ้างอิงจาก
Sullivan, 1953) ความออ่ นโยนเป็นส่ิงทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั ความรสู้ กึ เช่ือมโยง ผูกพนั กับบุคคลอ่ืน ซ่ึงชว่ ยตอบสนองต่อความรู้สกึ ดี พึง
พอใจ อบอุ่นใจ (Berne, 2016;citing Spiltz R, 1945) เป็นผลให้รู้สึกผ่อนคลาย ลดความวิตกกังวลจากความเครียดต่าง ๆ
ตามที่บาวไมส์เตอร์และแลรี่กล่าวไว้ (Baumeister & Leary, 1995) สอดคล้องกับการท่ีองค์กรอนามัยโลก (WHO, 1997) ได้
กาหนดไว้ว่า เรื่องของความสัมพันธ์ เป็นส่วนหน่ึงของทักษะชีวิตที่สาคัญ เป็นทักษะที่บุคคลล้วนแล้วแต่ต้องการเพื่อนาไปใช้ใน
ชวี ติ ประจาวนั ความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นในลักษณะทีร่ ู้สึกได้ถึงการเปน็ ส่วนหน่ึงของกลุ่ม ได้รบั การยอมรับ
รู้สึกเช่ือมโยงกับผู้อ่ืนไม่รู้สึกว่าตนเป็นคนแปลกแยกผิดที่ผิดทาง เป็นความสามารถท่ีช่วยให้การปฏิสัมพันธ์กับบุคคลท่ีตน
แวดล้อมเป็นไปในทศิ ทางท่ีดี มผี ลตอ่ ด้านการยกระดับสขุ ภาพกายและจติ ใหม้ คี วามเปน็ อย่ทู ดี่ ขี ้ึน เชน่ กนั กบั การศึกษาเร่อื งความ
ส้ินหวังในการสานสัมพันธ์กับผู้อ่ืนเป็นเหตุให้เกิดพฤติกรรมการฆ่าตัวตายของแดเนียลและโกลส์ตัน (Daniel & Goldston,
2012) ทพ่ี บว่า การที่บุคคลมีสายสมั พันธ์กับบุคคลอ่นื ในลักษณะทไ่ี ด้รบั การยอมรับ รู้สกึ เปน็ สว่ นหนึง่ กับผู้อนื่ สม่าเสมอ เป็นสง่ิ ท่ี
ชว่ ยส่งเสริมการมสี ุขภาพจิตท่ีดี ป้องกันแนวโน้มของการป่วยเป็นโรคทางจิตเวชและความเส่ียงจากความคิดและพฤติกรรมการ
ฆา่ ตวั ตายสอดคล้องกบั เบิร์น (Berne, 2016;citing Spiltz R, 1945) ทกี่ ล่าวถึงการขาดซ่งึ สัมพันธภาพในวัยเดก็ สง่ ผลต่อการเป็น
โรคทางจิตเวชเม่ือโตข้ึน โดยภาพรวมจึงสรุปได้ว่า ความเครียดในยุคปัจจบุ ันเป็นตัวกระตุ้นให้วัยรนุ่ มีความสนิทสนมสูงข้ึน ด้วย
เหตเุ พราะวัยรนุ่ ตอ้ งการคนท่ีเข้าใจ ความสนิทสนมเปน็ สง่ิ ท่ีชว่ ยให้วยั รุน่ รู้สึกอ่อนโยน ผ่อนคลายความวติ กกังวล อกี ทั้งยังชว่ ยให้
เขา้ กนั ได้ดีกบั เพอื่ นฝูง ส่งผลให้สามารถยอมรับและเข้าใจซงึ่ กนั และกันไดด้ ีมากกวา่ คนต่างวยั
ส่วนความไว้วางใจมีค่าเฉล่ียน้อยสุดอยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งไม่สอดคล้อง ผิดแปลกไปจากการอ้างอิงเอกสารและ
งานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง ทั้งท่ีความไว้วางใจน่าจะเป็นเรื่องลาดับต้น ๆ ในการสร้างความสัมพันธ์ต่าง ๆ ตามท่ี ซิมป์สัน (Simpson,
2007) ไดอ้ ธิบายไวว้ ่า “บคุ คลจะเตบิ โตเป็นผมู้ ีสมั พันธภำพทด่ี กี ับผู้อืน่ ได้ จำเปน็ จะต้องสรำ้ งควำมไวว้ ำงใจให้เกดิ ขึ้นในชว่ งทำรก
เพรำะควำมไว้วำงใจเป็นพื้นฐำนควำมปรำรถนำในควำมสุข กำรมีปฏิสัมพันธ์คบหำกับผู้อื่นได้อย่ำงสุขใจนั้นต้องพึ่งพำควำม
ไว้วำงใจเปน็ สำคัญ” ท้งั น้ีอาจสืบเนอื่ งมากจากท่ีได้กล่าวไปขางต้นในเร่ืองของนา้ หนกั องค์ประกอบความไวว้ างใจ ในสงั คมไทยซึ่ง
เปน็ เมืองพทุ ธ ไดม้ ีการส่ังสอน สืบทอดต่อกันมาตามปรัชญาแนวคดิ ของพุทธเร่ืองของการกากับควบคมุ ตนเอง “ตนเป็นที่พึ่งแห่ง
ตน” ประกอบกบั ประเพณวี ัฒนธรรมทส่ี ะท้อนแนวคิดในรูปของสานวน “ไฟในไมน่ าออก ไฟนอกไมน่ าเข้า” ทาใหว้ ัยรุ่นส่วนใหญ่
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 31
อาจไม่เน้นการพึ่งคนอื่นในเร่ืองของความเชื่อใจหรือเล่าความลับให้เพื่อนฟัง เม่ือนาสิ่งท่ีเบิร์น (Berne, 2016) กล่าวไว้ในเรื่อง
ของบุคลิกภาพขณะสื่อสารมาประกอบกับเรื่องนี้ การแบ่งปันหรือเล่าความลับให้ฟังเป็นสิ่งที่มีลักษณะจริงจัง สอดคล้องกับ
รปู แบบบุคลิกภาพการส่ือสารแบบผู้ใหญ่ แต่เมื่อเพ่ือนหรือวัยร่นุ เน้นที่เร่ืองการมีปฏิสัมพันธ์ที่เอื้อต่อความสัมพันธ์ในลักษณะท่ี
เน้นความสนุกสาน ผ่อนคลายความวติ กกงั วล รปู แบบบคุ ลิกภาพการสอ่ื สารท่ีมาเผชิญกันจึงออกมาในลักษณะของเด็กกบั ผู้ใหญ่
ซ่ึงไม่สอดคลอ้ งกนั หากจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพก็จะเป็นลักษณะของวัยรุ่นที่เล่าความลับทเ่ี ป็นเรอ่ื งจริงจังให้เพ่ือนฟัง แต่เพื่อน
กลับแสดงความเห็นในลักษณะหยอกล้อชวนขบขัน กรณีท่ีเกิดขึ้นจึงทาให้ความต้ังใจท่ีจะเช่ือม่ันในคาพูดและการกระทาของ
เพ่ือนไขว้เขว และกลายเป็นการพูดคุยสนุกสนานแทนการพูดคุยในลักษณะจริงจัง หรือในบางกรณีก็อาจเป็นการลดทอน
ความสัมพันธ์ที่มีลง ทาให้ส่วนองค์ประกอบความไว้วางใจไม่เกิดข้ึน นอกจากนี้กระแสโลกาภิวัตน์ที่โถมเข้าสู่ประเทศไทยอย่าง
ต่อเนื่องยังส่งผลให้เกิดการเปล่ียนแปลงทางสังคมอย่างรวดเร็ว การวางแผนครอบครัวเพื่อจากัดภาวะเจริญพันธ์ุ อาจเป็น
พฤติกรรมท่ีตอบสนองตอ่ การเพ่ิมสงู ขึ้นของจานวนประชากรและการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ครอบครัวมีขนาดเล็ก
ลง หลายครอบครัวนิยมการมีลูกคนเดียว (สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล, 2556b) จากเมื่อก่อนท่ี
ครอบครวั นิยมการมีลูกหลายคน ทาให้วัยรุ่นขาดโอกาสท่ีจะพัฒนาความไวว้ างใจในหมู่พ่ีน้อง อีกท้ังกระแสการย้ายถิ่นฐานจาก
ชนบทเข้าสู่เมืองหลวงและเมืองใหญ่ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากทิศทางของเศรษฐกิจ (สถาบันวิจัยประชากรและสังคม
มหาวิทยาลัยมหดิ ล, 2556a) สง่ ผลให้เกิดความซบั ซอ้ นวฒั นธรรมและแนวคิดต่าง ๆ ตามท่ีเบน็ ฟลิ ด์ (Benfield, 1958) ได้เสนอ
ฐานแนวคดิ การผลิตของคนชนบทมาปะทะกับฐานแนวคิดการผลิตของคนเมอื ง ทาให้เกิดความหลากหลายของความรู้สึกนึกคิด
ต่อการตัดสินเหตุการณ์ต่าง ๆ ซึ่งส่งผลต่อการสรา้ งความสัมพันธ์ของวัยรุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องความไว้วางใจ หรือกล่าว
อกี อย่างคือ ปรากฏการณย์ ้ายถน่ิ ฐานทาให้วัยรุ่นตอ้ งมาอย่ทู ่ามกลางคนแปลกหน้า นัน้ เอง
จากการสรุปผลในข้างต้น ทาให้สามารถอธิบายได้ว่า สาเหตุที่วัยรุ่นมีค่าเฉล่ยี ความสนิทสนมสูงสดุ นนั้ น่าจะมีสาเหตุเกี่ยวข้องกับ
ปัจจยั แวดล้อมต่าง ๆ ในวยั นที้ กี่ ระตุน้ ให้เกดิ ความเครียด วิตกตกกังวล และด้วยพฒั นาการของชว่ งวยั นท้ี าให้บุคคลตา่ งวยั ยากท่ี
จะทาความเข้าใจในตัววัยรนุ่ วัยร่นุ จึงเลือกทจ่ี ะคบหากับคนท่ีอยู่ในระดับเดยี วกนั หรือกล่าวคือ กลุ่มเพอื่ นของวัยรนุ่ ตา่ งก็พบเจอ
กับปัญหาหรือสถานการณ์ท่ีใกล้เคียงกันจึงสามารถเข้าใจกันและกันได้ดี ส่งผลให้วัยรุ่นรู้สึกผ่อนคลายความเครียด ความวิตก
กังวล มเี พ่ือนท่ีเขา้ ใจและยอมรบั ในสิง่ ทีว่ ัยรุ่นเป็นหรือต้องเผชญิ ส่วนความไวว้ างใจมีคา่ เฉล่ียน้อยสุดอยู่ในระดับปานกลาง เป็น
เพราะรปู แบบสงั คมวฒั นธรรมเฉพาะตวั ของไทย ประกอบกับกระแสโลกาภวิ ตั นเ์ ป็นสง่ิ ท่ขี ดั ขวางการเกิดขึน้ ของความไวว้ างใจ
ข้อเสนอแนะ
ข้อเสนอแนะทว่ั ไป
องค์ประกอบความสนิทสนมและความใกล้ชดิ 2 องค์ประกอบนี้ในงานวิจยั หลายงานต่างพูดถึงในลักษณะที่คล้ายคลึง
กนั หรือในบางบริบทเป็นตัวเดยี วกัน หากต้องการจะนาตัวแปรดังกล่าวไปศึกษาเพ่ิมเติม ผวู้ ิจยั ควรจะจากดั ความความแตกตา่ ง
ของตัวแปรทงั้ 2 ใหช้ ัดเจนเป็นสาคญั
ขอ้ เสนอแนะในการทาวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรมีการตรวจสอบความสอดคลอ้ งกบั ข้อมลู เชงิ ประจักษ์กบั กลมุ่ ตวั อยา่ งวัยร่นุ ในต่างจังหวดั เพอื่ เปรยี บเทยี บว่า
สมั พันธภาพระหว่างบุคคลเชงิ สานสมั พนั ธใ์ นวัยรุ่นแตกต่างกันหรอื ไม่
2. ควรมกี ารศกึ ษาเรื่องการทดลองสรา้ งโปรแกรมเพื่อส่งเสรมิ สมั พันธภาพระหว่างบคุ คลเชิงสานสัมพันธใ์ นวัยรุ่นให้
มากขนึ้
เอกสารอ้างองิ
กรมสุขภาพจิต. (2560). ความเครยี ด. Retrieved from https://www.dmh.go.th/news/view.asp?id=672
กลมุ่ สารสนเทศ สนผ. สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน. (2561). ขอ้ มลู นักเรยี น. Retrieved from
http://data.bopp-obec.info/emis/index_area.php?Area_CODE=101701
พูลพงศ์ สขุ สว่าง. (2556). โมเดลสมการโครงสร้าง (พิมพ์คร้งั ท่ี 1 ed.). กรุงเทพมหานคร: วฒั นาพาณิช.
ศรียา นยิ มธรรม. (2558, สิงหาคม). ความเครยี ด. สารานุกรมศึกษาศาสตร์ (Encyclopedia of Education), ม.ป.ป., 15-16.
Retrieved from http://ejournals.swu.ac.th/index.php/ENEDU/article/view/5654/5295
ศรเี รือน แกว้ กังวาล. (2549). จิตวทิ ยาพฒั นาการชีวติ ทุกช่วงวยั : วัยรุ่น-วยั สงู อายุ (พิมพค์ รงั้ ท่ี 9 ed.). กรงุ เทพมหานคร:
สานกั พิมพ์มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร.์
ศรีเรอื น แก้วกงั วาล. (2554). ทฤษฎีจิตวทิ ยาบุคลกิ ภาพ (พิมพ์ครง้ั ท่ี 15 ed.). กรงุ เทพมหานคร: สานกั พมิ พ์หมอชาวบ้าน.
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 32
สถาบนั วิจยั ประชากรและสงั คม มหาวทิ ยาลัยมหิดล. (2556a). การยา้ ยถนิ่ ความเป็นเมือง และแรงงาน. Retrieved from
http://www.ipsr.mahidol.ac.th/ipsrbeta/th/ResearchClusters.aspx?ArticleId=49
สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวทิ ยาลัยมหิดล. (2556b). สังคมไทยกบั การเปลยี่ นแปลงประชากรและครอบครวั .
Retrieved from http://www.ipsr.mahidol.ac.th/ipsrbeta/th/ResearchClusters.aspx?ArticleId=45
สภุ าภทั ร ทนเถ่อื น. (2553). การศกึ ษาความเครยี ดและวธิ ีเผชิญความเครียดของนกั เรยี นมัธยมศึกษาตอนปลาย. (ปรญิ ญานิพนธ.์
กศ.ม. (จิตวทิ ยาพฒั นาการ)), บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ, กรุงเทพมหานคร.
อุสา สทุ ธสิ าคร. (2559). จติ วิทยาวยั รุ่น. กรุงเทพมหานคร: คณะมนษุ ยศาสตร์และประยกุ ตศ์ ลิ ป์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย.
Baumeister, R. F., & Leary, M. R. (1995). The need to belong: desire for interpersonal attachments as a
fundamental human motivation. Psychological bulletin, 117(3), 497-529. Retrieved from
http://n.ereserve.fiu.edu/010018614-1.pdf
Benfield, E. C. (1958).The moral basis of a backward society. In. Retrieved from
https://coromandal.files.wordpress.com/2011/02/edward-c-banfield-the-moral-basis-of-a-backward-
society.pdf
Berne, E. (2016). Games people play: The psychology of human relationships. In. Retrieved from
https://a29358eb-a-62cb3a1a-s-sites.googlegroups.com/site/2r3t4gehrt/fqfecd/Games-People-Play-
The-.pdf?attachauth=ANoY7cqdXET7MebzzJb_I5hjFZC5ISVRapiNF7x8iSf8IG2ldNg9SQc1R-
2jMxj3QMwAgTIHyW5h6DYfdAQFujSqoUFAp47-RTTu4pzY8buDFnVW-LqpeDt8j-
q6XpEPoCY1rDxVEwbws9wzo2BOli3VvtL2MIQoN4_9W1BYfzjOuk16LBaRiDz4tMZuwGrBXHAFl3149EPB
BM32zauZfaUSgyZxIfBkuFpZbfq6_OVkQ0ZRB_A8a8I%3D&attredirects=0
Chartered Management Institute. (2012). Abraham Maslow The Hierarchy of Needs Thinker 009. Retrieved
from https://www.managers.org.uk/~/media/Campus%20Resources/Abraham%20Maslow%20-
%20The%20hierarchy%20of%20needs.ashx
Corey, G. (2009). Theory & practice of counseling and psychotherapy (8th ed.). Belmont: Thomson higher
education.
Daniel, S. S., & Goldston, D. B. (2012). Hopelessness and Lack of Connectedness to Others as Risk Factors for
Suicidal Behavior across the Lifespan: Implications for Cognitive-Behavioral Treatment. Cognitive and
Behavioral Practice, 19(2), 288-300. doi:10.1016/j.cbpra.2011.05.003
Maslow, A. H. (1943). A theory of human motivation. In. Retrieved from
http://citeseerx.ist.psu.edu/viewdoc/download?doi=10.1.1.318.2317&rep=rep1&type=pdf
Montemayor, R., R. Adams, G., & P. Gullotta, T. (1994). Personal Relationships During Adolescence. California:
SAGE Publications.
Pinel, E. C., & Long, A. E. (2006). Seeing I to I: A pathway to interpersonal connectedness. Journal of
personality and social psychology, 90(2), 243-257. Retrieved from
http://www.uvm.edu/~psych/social/papers/pinel_et_al.pdf
Simpson, J. A. (2007). Psychological foundation of trust. Current direction in psychology science, 16(5), 264-
268. Retrieved from
https://www.google.co.th/url?sa=t&rct=j&q=&esrc=s&source=web&cd=1&ved=0ahUKEwjikfrOlYPVAh
UaSI8KHQLkBLYQFggmMAA&url=https%3A%2F%2Fapps.cla.umn.edu%2Fdirectory%2Fitems%2Fpubl
ication%2F286626.pdf&usg=AFQjCNHIHYHjVx9feUGAUlQUwZEw6y4kgg
WHO. (1997). Life skills education for children and adolescence in schools: Introduction and guidelines to
facilitate the development and implementation of life skills programs. In. Retrieved from
http://apps.who.int/iris/bitstream/10665/63552/1/WHO_MNH_PSF_93.7A_Rev.2.pdf
Zabihi, R., Ketabi, S., Tavakoli, M., & Ghadiri, M. (2014). Examining the Internal Consistency Reliability and
Construct Validity of the Authentic Happiness Inventory (AHI) among Iranian EFL Learners. Current
Psychology, 33(3), 377-392. doi:10.1007/s12144-014-9217-6
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 33
การเปรียบเทียบผลของการใช้โปรแกรมกจิ กรรมแนะแนวอาชพี ตามทฤษฎขี องแฟรงค์ พาสันส์ กบั ทฤษฎีของเกอแลตท่ีมีตอ่
ความสามารถในการตัดสินใจเลอื กอาชพี ของนกั เรยี นระดบั ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 3
COMPARISON OF USING CAREER GUIDANCE ACTIVITY PROGRAM BY APPLYING THEORY OF FRANK PARSON
WITH THEORY OF GELATT WHICH EFFECT TO CAREER DECISION MAKING ABILITY
OF MATTAYOMSUKSA THREE STUDENTS
ชลลดา พนั ธเุ์ นตร, วไิ ลลกั ษณ์ ลังกา, ครรชิต แสนอุบล
E-mail: [email protected]
บทคัดย่อ
งานวิจัยน้ีมวี ตั ถุประสงคเ์ พ่อื 1) เปรยี บเทียบความสามารถในการตดั สินใจเลือกอาชีพของนกั เรียนระดบั ชนั้ มธั ยมศึกษา
ปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดโปรแกรมกิจกรรมแนะแนวอาชีพตามทฤษฎีวิเคราะห์ลักษณะและองค์ประกอบของแฟรงค์ พาสันส์ กับ
นกั เรยี นทีไ่ ดร้ ับการจัดโปรแกรมกิจกรรมแนะแนวอาชพี ตามทฤษฎกี ารตดั สนิ ใจของเกอแลต 2) เปรยี บเทยี บความสามารถในการ
ตัดสินใจเลือกอาชีพของนักเรียนระดับช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ท่ีมีระดับวุฒิภาวะทางอาชีพด้านเจตคติแตกต่างกัน 3) ศึกษา
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างวิธีการจัดโปรแกรมกิจกรรมแนะแนวอาชีพกับระดบั วฒุ ิภาวะทางอาชพี ดา้ นเจตคตทิ ่ีมีผลต่อความสามารถใน
การตัดสินใจเลือกอาชพี ของนกั เรยี นระดับชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 กลุ่มตวั อย่างท่ใี ช้ในการวจิ ัยเปน็ นกั เรยี นระดบั ชัน้ มัธยมศึกษาปีที่
3 โรงเรียนปทุมวิไล จานวนทั้งหมด 28 คน โดยแบ่งกลุ่มทดลองออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 14 คน แต่ละกลุ่มประกอบด้วย
นักเรียนที่มีระดับวุฒิภาวะทางอาชีพดา้ นเจตคตสิ ูงจานวนกลมุ่ ละ 7 คน และนักเรียนที่มีระดับวุฒภิ าวะทางอาชพี ด้านเจตคติต่า
จานวนกลุ่มละ 7 คน เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมกิจกรรมแนะแนวอาชีพตามทฤษฎีวิเคราะห์ลักษณะและ
องค์ประกอบของ แฟรงค์ พาสันส์ กับโปรแกรมกิจกรรมแนะแนวอาชีพตามทฤษฎีการตัดสินใจของเกอแลต แบบวัด
ความสามารถในการตัดสินใจเลือกอาชีพ และแบบวัดวุฒิภาวะทางอาชีพด้านเจตคติดาเนินการทดลองโดยใช้แบบแผนการ
ทดลองแบบ Factorial design แบบ 2x2 และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบสองทาง (Two –
way Analysis of Variance) ผลการวจิ ัยพบวา่ 1) นักเรียนท่ีได้รบั การจดั โปรแกรมกจิ กรรมแนะแนวอาชพี ตามทฤษฎวี ิเคราะห์
ลักษณะและองค์ประกอบของแฟรงค์ พาสันส์ กบั นักเรียนที่ได้รับการจัดโปรแกรมกจิ กรรมแนะแนวอาชีพตามทฤษฎกี ารตัดสนิ ใจ
ของเกอแลต มีความสามารถในการตัดสนิ ใจเลอื กอาชีพ แตกต่างกันอยา่ งไม่มีนยั สาคญั ทางสถติ ิ2) นกั เรียนทมี่ รี ะดบั วฒุ ภิ าวะทาง
อาชีพด้านเจตคติแตกต่างกนั มคี วามสามารถในการตดั สนิ ใจเลือกอาชพี แตกต่างกนั อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดบั .053) ไม่มี
ปฏิสมั พันธ์ระหว่างวิธกี ารจัดโปรแกรมกิจกรรมแนะแนวอาชีพกับระดบั วฒุ ิภาวะทางอาชพี ดา้ นเจตคตทิ ี่มผี ลต่อความสามารถใน
การตดั สินใจเลอื กอาชีพ
คาสาคญั : โปรแกรมกจิ กรรมแนะแนวอาชพี , ความสามารถในการตดั สนิ ใจเลือกอาชพี , วุฒิภาวะทางอาชีพด้านเจตคติ
Abstract
The research objectives were to; 1) compare career decision making ability of mattayomsuksa
three students received career guidance activity program by applying trait and factor theory of Frank Parson
and career guidance activity program by applying decision making theory of Gelatt. 2) compare career
decision making ability of mattayomsuksa three students with different career maturity attitude.3) study the
interaction between career guidance activity program methods and career maturity attitude on career
decision making ability of mattayomsuksa three students. The subjects consisted of 28 mattayomsuksa
three students of Pathumwilai School. Divided into 2 groups of 14 students each, group consisted of 7
students high career maturity attitude and 7 students low career maturity attitude. The research instrument
was career guidance activity program by applying trait and factor theory of Frank Parson andcareer guidance
activity program by applying decision making theory of Gelatt, The career decision making ability scale and
The career maturity attitude scale. The experiment design of this research was 2x2 factorial design. The data
obtained were analyzed byTwo-way Analysis of Variance.The research finding revealed that; 1) There was
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 34
no significant difference the career decision making ability between students received career guidance
activity program by applying trait and factor theory of Frank Parson and career guidance activity program by
applying decision making theory of Gelatt.2) There was significant difference the career decision making
ability of students with different career maturity attitude at .05 level.3) There was no interaction effect
between career guidance activity program methods and career maturity attitude on career decision making
ability.
Keywords: Career Guidance Activity Program, Career Decision Making Ability, Career Maturity Attitude
บทนา
ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในประเทศไทย มีสาเหตุจากการผลิตกาลังแรงงานไม่ตรงกับความต้องการของ
ตลาดแรงงาน สงั คมไทยเร่ิมเขา้ สู่สงั คมผู้สูงอายุและขาดการเตรียมความพรอ้ มให้กับกาลังแรงงานก่อนเขา้ สู่ตลาดแรงงานในแต่
ละช่วงวัยและช่วงการศึกษาทาให้กาลังแรงงานเลือกศึกษาต่อและเลือกประกอบอาชีพอย่างไร้ทิศทางส่งผลให้เกิดความไม่
สอดคล้องกับตลาดแรงงาน และเกิดปัญหาการว่างงาน (กรมการจัดหางาน, 2559a, น. 10) จากข้อมูลการสารวจภาวะการ
ทางานของประชากร โดยสานักงานสถิติแห่งชาติในช่วง 5 ปี ท่ีผ่านมา (2555-2560) พบว่า อัตราการวา่ งงานในเดือนมกราคม
2561 อยทู่ ี่ รอ้ ยละ 1.3 เพ่ิมขึ้นจากช่วงเดยี วกันของปีก่อนท่ีมอี ัตราการว่างงานอยู่ร้อยละ 1.2 หรือมผี ู้ว่างงานเพ่ิมข้ึน 2.6 หม่ืน
คน (กรมการจัดหางาน, 2561, น. 1) การได้งานท่ีมีค่าตอบแทนน้อยหรือมีปัญหาการว่างงาน ตกงาน ก็จะนาไปสู่ปัญหาความ
ยากจนและนาไปสู่ปัญหาอ่ืนๆ อีกมากมาย ทั้งปัญหาส่วนตัว ปัญหาครอบครวั และปญั หาสังคม ซ่งึ สุดท้ายก็จะกลายเป็นปัญหา
ของประเทศในเร่ืองของความเหล่ือมล้าทางสังคม และเร่ืองขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (กรมการจัดหางาน ,
2559b, น. 18)
การประกอบอาชีพจึงเป็นส่ิงจาเป็นสาหรับการดารงชีวิตของมนุษย์ เพราะการประกอบอาชีพสามารถตอบสนอง
ความต้องการข้ันพ้ืนฐานของมนุษย์ในด้านต่างๆ ได้ อาทิ เม่ือผู้ประกอบอาชีพมีรายได้ เขาสามารถนารายได้ท่ีได้รับไปแสวงหา
อาหาร เคร่ืองนุ่งห่ม ท่ีอยู่อาศัย และยารักษาโรค เพื่อตอบสนองความต้องการทางร่างกาย นอกจากนี้ การประกอบอาชีพยัง
ตอบสนองความตอ้ งการของมนษุ ย์ในดา้ นอน่ื ๆ อกี ด้วย เช่น ความมั่นคงปลอดภัย การไดร้ ับการยอมรับ การไดร้ ับการยกย่องนับ
ถือ การมีความสาเรจ็ เจริญกา้ วหน้า และมีความสขุ กายและใจ ดังน้นั จงึ กลา่ วได้ว่า การประกอบอาชีพเป็นองคป์ ระกอบท่สี าคัญ
ส่วนหนึ่งของชีวิต เราจึงพบเห็นบุคคลโดยทั่วไปจานวนมาก ได้ใช้เวลาไม่น้อยกว่าครึ่งหน่ึงของชีวิตในการประกอบอาชีพ และ
บุคคลอีกหลายคนได้ใช้เวลาในการประกอบอาชีพจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต บุคคลใดจะพบกับความสาเร็จจากการประกอบ
อาชีพและมีความสขุ ในการดารงชีวิตนั้น รากฐานสาคัญส่วนหน่งึ เกิดจากการทีบ่ ุคคลนั้น ตระหนกั รู้เก่ียวกับตนเอง รู้จักอาชีพ มี
เจตคติทด่ี ีตอ่ อาชีพสุจรติ และการประกอบอาชีพ และมีความรู้เก่ียวกบั โลกกว้างทางอาชพี ซึง่ รากฐานสาคัญสว่ นนี้ หากบคุ คลใด
ไดร้ บั การส่งเสรมิ ให้มพี ฒั นาการด้านอาชีพอยา่ งสมวัยตอ่ เน่ืองเรอ่ื ยมา โดยเร่ิมต้นตั้งแตใ่ นวัยเดก็ แลว้ ยอ่ มจะสง่ ผลในเชงิ บวกต่อ
พัฒนาการด้านอาชีพและการดาเนินชีวิตของบุคคลน้ันต่อไปเมื่อเขาอยู่ในวัยรุ่นวัยหนุ่มสาว วัยผู้ใหญ่ วัยผู้สูงอายุ และวัยชรา
(เจยี รนัย ทรงชัยกลุ , 2557, น. 6)
อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ที่ผา่ นมา ยังคงไดพ้ บเห็นอยู่เสมอว่า มีผู้สาเร็จการศึกษาในระดับประถมศกึ ษา หรือ
ระดับมัธยมศึกษาหลายรายที่จาเป็นต้องเข้าสู่อาชีพยังไม่สามารถตัดสินใจเลือกอาชีพได้อย่างชาญฉลาด ไม่สามารถแสวงหา
อาชีพและเข้าสู่อาชีพได้อย่างเหมาะสม เขาต้องเผชิญกับปัญหาอุปสรรคหลายประการโดยลาพัง เยาวชนกลุ่มน้ีมักปล่อยให้วิถี
ชีวิตเป็นไปตามพรหมลิขิต ขาดเป้าหมาย ไร้ทิศทาง จึงก่อให้เกิดปัญหาการว่างงาน การรองาน และการทางานท่ีไม่ตรงกับความ
สนใจ ความสามารถและความถนัด เป็นต้น ปัญหาเหล่าน้ี ยังส่งผลในเชิงลบต่อเน่ืองไปอีกสาหรับเยาวชนกลุ่มน้ี รวมทั้งชุมชน
และสงั คมทีเ่ ขาอาศัยอยู่ เชน่ เมื่อเยาวชนพบกบั ความผิดหวังเก่ียวกับการเข้าสู่อาชีพที่ชอบหรือปรารถนา เขาอาจเครียด ท้อแท้
ท้อถอย สิ้นหวัง และหากเยาวชนไม่ได้รับความชว่ ยเหลืออย่างเหมาะสมและทันกาล อาจเป็นสาเหตุให้เยาวชนเหล่านี้หาส่ิงยึด
เหน่ียวหรือหาทางออกในทางที่ผิด เชน่ เล่นการพนัน ติดสารเสพติด มั่วสุมในอบายมขุ ลักขโมย ทางานทุจริตมพี ฤติกรรมก้าวร้าว
ทาร้ายหรือทาลายตนเอง เป็นต้น ในทางตรงกันข้าม ถ้าเด็กและวัยรุ่นได้รับการส่งเสริมให้มีพัฒนาการด้านอาชีพอย่างสมวัย
ปัญหาต่างๆ ดังตัวอย่างที่ยกมากล่าวข้างต้นอาจไม่เกิดข้ึน หรือเกิดขึ้นน้อย เพราะมีพัฒนาการด้า นอาชีพอย่างสมวัย (เจียร
นัย ทรงชัยกุล, 2557, น. 7)
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 35
กระทรวงแรงงานได้ทาการศึกษาวิจัยพบว่า นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นซึ่งเป็นช่วงหัวเล้ียวหัวต่อที่จะต้อง
ตัดสินใจเลือกว่าจะต่อในสายอาชีวศึกษาหรือสายสามัญศึกษากว่าร้อยละ 50 ไม่ได้ผ่านกระบวนการแนะแนวการศึกษาและ
อาชีพอย่างเป็นระบบซ่ึงจะส่งผลต่อขีดความสามารถในการตัดสินใจเลือกสาขาวิชาที่จะศึกษาต่ออย่างมาก นอกจากน้ี
ผลการวิจัยยังพบอีกว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 31 ยังไม่ได้กาหนดเป้าหมายในชีวิต และมีจานวนถึงร้อยละ 36ที่มีเป้าหมายที่จะ
รับราชการหรืองานในรัฐวิสาหกิจ ซึ่งไม่สอดคล้องกับทิศทางของตลาดแรงงานเน่ืองจากในแต่ละปี มกี ารเปดิ รบั สมคั รงานใน
ระบบราชการหรอื รัฐวิสาหกิจน้อยมาก เมอ่ื เทียบกับนักศึกษาที่สาเร็จการศึกษาออกมาแตล่ ะปีดังน้ัน หากปล่อยให้สถานการณเ์ ช่นนี้
ยังดารงอย่ตู อ่ ไป กจ็ ะสง่ ผลเสียหายต่อประเทศชาติในระยะยาว จงึ ตอ้ งมกี ารปรบั ปรงุ กระบวนการแนะแนวการศึกษาและอาชีพให้มี
ประสิทธิภาพและเป็นไปอย่างทวั่ ถงึ (กรมการจัดหางาน, 2559b, น. 8)
ในการศึกษาวิจัยคร้ังน้ี ผู้วิจัยมีความประสงค์ที่จะนาทฤษฎีที่เก่ียวข้องกับการตัดสินใจเลือกอาชีพที่ได้รับการยอม
รับมาใช้ในการสร้างโปรแกรมกิจกรรมแนะแนวอาชีพที่ช่วยเสริมสร้างความสามารถในการตัดสินใจเลือกอาชีพ ได้แก่ ทฤษฎี
ของแฟรงค์ พาร์สัน (สกล วรเจริญศรี, 2559, น. 246 อ้างถึงใน Zunker, 1997, pp. 9-10) ที่ได้รับฉายาว่า เป็นบิดาแห่งการ
แนะแนวอาชีพ เป็นผู้ริเริ่มงานด้านการแนะแนว โดยเฉพาะแนะแนวอาชีพ ซ่ึงหนึ่งในแนวคิดที่สาคัญสาหรับการเลือกประกอบ
อาชพี ของบุคคลตอ้ งอยู่บนพื้นฐานหลักการ 3 ประการ ดงั นี้ 1. ความเข้าใจอยา่ งชัดเจนในตนเอง 2. การมคี วามรู้เกี่ยวกบั อาชีพ
และ 3. เหตุผลทแี่ ทจ้ ริงตอ่ ความสมั พันธร์ ะหวา่ งคณุ ลกั ษณะส่วนบคุ คลกับอาชพี ท่ตี อ้ งการทไี่ ดพ้ จิ ารณาและวิเคราะหส์ ่วนอกี หนงึ่
ทฤษฎีท่ีผวู้ จิ ัยนามาศึกษาครั้งน้ีคอื ทฤษฎีการตัดสนิ ใจของเกอแลตซ่ึงเป็นผ้นู าคนแรกท่ีนาเอาทฤษฎีการตัดสินใจอย่างมีรูปแบบมา
ใช้ในการให้คาปรึกษาปี ค.ศ.1962 ได้นาไปใช้กับโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา มีการพัฒนาวิจัยสาขาน้ีมากขึ้น ทฤษฎีของเกอแลต
เหมาะสาหรับการตัดสินใจในการเลือกอาชีพ โดยมีหลักการของทฤษฎี คือ จากผลของประสบการณ์การให้นา้ หนักเป้าหมายแต่
ละตัวเลือก ค่านิยม ประมาณค่าความเป็นไปได้ของผลท่ีจะตามมาแต่ละด้าน การประเมินค่านิยมและเป้าหมายสูงสุดเพ่ือการ
ตัดสินใจในระยะใกล้ ระยะกลาง ระยะไกล จุดสาคัญของกระบวนการนี้คือใช้ข้อมูลให้เกิดประโยชน์สูงสุด ยุทธวิธีท่ีใช้คือการ
ทานายความเป็นไปได้ของแต่ละตัวเลือก ประเมินผลท่ีน่าพอใจว่าส่ิงใดให้ความพอใจท่ีตรงกับความต้องการ ข้ันสุดท้ายคือการ
เลอื กแนวทางเฉพาะ (พรรณี เกษกมล, 2530, น. 106-109)
จากการศึกษาทฤษฎีท่ีใช้ในการประยุกต์ในการสร้างโปรแกรมกิจกรรมแนะแนวอาชีพดังกล่าว ผู้วิจัยจึงมีความสนใจ
เปรยี บเทยี บท้งั สองทฤษฎกี บั กลุม่ นกั เรยี นระดับช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรยี นปทมุ วไิ ล ที่มรี ะดับวฒุ ภิ าวะทางอาชีพด้านเจตคติท่ี
แตกต่างกันว่าโปรแกรมกิจกรรมแนะแนวอาชีพท่ีใช้ทฤษฎีใดจะมีความเหมาะสมกับนักเรียนในแต่ละกลุ่มอย่างไร และสามารถ
เสริมสร้างใหน้ กั เรียนมคี วามสามารถในการตัดสินใจเลือกอาชีพแตกต่างกันหรือไม่
กรอบแนวคิดในการวิจยั
ตวั แปรอิสระ ตวั แปรตาม
วิธกี ารจัดโปรแกรมกิจกรรมแนะแนวอาชพี แบ่งเป็น 2 วธิ ี
คอื
1. การจัดโปรแกรมกจิ กรรมแนะแนวอาชีพตามทฤษฎี
วเิ คราะห์ลกั ษณะและองคป์ ระกอบของแฟรงค์ พาสนั ส์
2. การจดั โปรแกรมกิจกรรมแนะแนวอาชพี ตามทฤษฎกี าร
ตัดสินใจของเกอแลต
วุฒภิ าวะทางอาชีพดา้ นเจตคติ แบง่ เป็น 2 ความสามารถ
ระดับ คอื ในการตดั สินใจเลอื กอาชีพ
1, ระดบั สงู
2. ระดับต่า
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 36
วตั ถุประสงค์ของการวจิ ัย
1. เพ่ือเปรียบเทียบความสามารถในการตัดสินใจเลือกอาชีพของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัด
โปรแกรมกิจกรรมแนะแนวอาชีพตามทฤษฎีวิเคราะห์ลักษณะและองค์ประกอบของแฟรงค์ พาสันส์ กับนักเรียนที่ได้รับการจัด
โปรแกรมกจิ กรรมแนะแนวอาชีพตามทฤษฎีการตัดสินใจของเกอแลต
2. เพือ่ เปรียบเทียบความสามารถในการตดั สินใจเลอื กอาชีพของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 ทีม่ ีระดับวุฒภิ าวะ
ทางอาชพี ด้านเจตคตแิ ตกตา่ งกนั
3. เพอ่ื ศึกษาปฏิสัมพันธ์ระหว่างวิธีการจัดโปรแกรมกจิ กรรมแนะแนวอาชีพกับระดับวุฒิภาวะทางอาชีพด้านเจตคติท่ีมีผล
ตอ่ ความสามารถในการตดั สนิ ใจเลือกอาชีพของนกั เรยี นระดับชั้นมัธยมศกึ ษาปที ่ี 3
สมมติฐานการวิจัย
1. นักเรียนที่ได้รับการจัดโปรแกรมกิจกรรมแนะแนวอาชีพตามทฤษฎีวิเคราะห์ลักษณะและองค์ประกอบของแฟรงค์ พา
สันส์กับนักเรียนที่ได้รับการจัดโปรแกรมกิจกรรมแนะแนวอาชีพตามทฤษฎีการตัดสินใจของเกอแลตมีความสามารถ ในการ
ตดั สนิ ใจเลอื กอาชพี แตกตา่ งกนั
2. นักเรยี นทีม่ ีระดบั วุฒภิ าวะทางอาชีพด้านเจตคติแตกต่างกันมีความสามารถในการตัดสินใจเลือกอาชีพแตกตา่ งกัน
3. มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างวิธีการจัดโปรแกรมกิจกรรมแนะแนวอาชีพกับระดับวุฒิภาวะทางอาชีพด้านเจตคติท่ีมีผลต่อ
ความสามารถในการตัดสนิ ใจเลือกอาชีพ
วิธดี าเนินการวิจัย
ประชากรและกลุ่มตวั อย่าง
ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคร้ังน้ี เป็นนักเรียนระดับช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2561 โรงเรียนปทุมวิไล จังหวัด
ปทมุ ธานี จานวน 13 ห้องเรียน รวมจานวน 609 คน
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2561 โรงเรียนปทุมวิไล จังหวัด
ปทุมธานี จานวน 28 คนซึ่งได้มาจากวิธีการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (cluster random sampling) จานวน 1 ห้องเรียน โดยใช้
ห้องเรียนเปน็ หน่วยการสมุ่ จากนั้นใหน้ กั เรียนทาแบบวัดวุฒิภาวะทางอาชีพด้านเจตคติ เพอ่ื นาไปใช้ในการจดั ระดับวุฒิภาวะทาง
อาชีพด้านเจตคติสูงและวุฒิภาวะทางอาชีพด้านเจตคตติ ่า แบ่งด้วยตาแหน่งเปอรเ์ ซ็นไทล์ จัดกลุ่มให้นักเรยี นในกลุ่มทดลองโดย
นักเรียนที่ได้คะแนนในตาแหน่งเปอร์เซ็นไทล์ท่ี 50 ขึ้นไป เป็นนักเรียนที่มีระดับวุฒิภาวะทางอาชีพด้านเจตคติสูง นักเรียนท่ีได้
คะแนนในตาแหน่งเปอร์เซ็นไทล์ท่ี 50 ลงมา เป็นนักเรียนที่มีระดับวุฒิภาวะทางอาชีพด้านเจตคติต่า โดยทาการสุ่มอย่างง่าย
(Simple Random Sampling)ด้วยวธิ ีการจับสลากอีกคร้ังเพื่อให้ได้กลุ่มทดลองท้งั 2 กลุ่ม กลุ่มละ 14 คน แบ่งเป็นนักเรียนที่มี
ระดับวุฒิภาวะทางอาชพี ดา้ นเจตคตสิ ูงจานวนกลมุ่ ละ 7 คน และนกั เรียนที่มีระดับวฒุ ิภาวะทางอาชพี ดา้ นเจตคติตา่ จานวนกลุ่ม
ละ 7 คน
ตวั แปรทีศ่ ึกษา
1. ตัวแปรอสิ ระ ได้แก่
1.1 วธิ กี ารจัดโปรแกรมกิจกรรมแนะแนวอาชีพ แบง่ เป็น 2 วธิ ี คอื
1.1.1 การจดั โปรแกรมกิจกรรมแนะแนวอาชีพตามทฤษฎวี เิ คราะหล์ ักษณะและองค์ประกอบของแฟรงคพ์ าสันส์
1.1.2 การจดั โปรแกรมกจิ กรรมแนะแนวอาชีพตามทฤษฎกี ารตดั สนิ ใจของเกอแลต
1.2 วฒุ ิภาวะทางอาชพี ด้านเจตคติ แบง่ เป็น 2 ระดับ คือ
1.2.1 ระดบั สงู
1.2.2 ระดับตา่
2. ตัวแปรตาม คอื ความสามารถในการตัดสินใจเลือกอาชีพ
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 37
วิธกี ารเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
1. ขัน้ เตรยี มการกอ่ นทดลอง
ผู้วิจัยนาแบบวัดวุฒิภาวะทางอาชีพด้านเจตคติไปทดสอบกับนักเรียนเพ่ือนาคะแนนมาจัดระดับวุฒิภาวะ ทาง
อาชีพด้านเจตคติเข้ากลุ่มทดลองทั้ง 2 กลุ่ม และให้นักเรียนกลุ่มทดลองทั้ง 2 กลุ่ม ทาแบบวัดความสามารถในการตัดสินใจเลือกอาชีพ
แลว้ เก็บคะแนนไวเ้ ป็นคะแนนก่อนการทดลอง (Pre-test) เพอ่ื นาไปใช้ในการทดสอบคุณสมบัติและความเท่าเทียมของการจัดกระทา
ของกล่มุ ทดลอง
2. ข้ันดาเนินการทดลอง
ผวู้ ิจัยดาเนินการจัดโปรแกรมกิจกรรมแนะแนวอาชีพตามทฤษฎีวิเคราะห์ลักษณะและองค์ประกอบของแฟรงค์
พาสนั สแ์ ละโปรแกรมกจิ กรรมแนะแนวอาชพี ตามทฤษฎกี ารตดั สนิ ใจของเกอแลตให้กบั นักเรยี นระดับช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 ท่เี ป็น
กลุ่มทดลอง สัปดาหล์ ะ 4คาบเรยี นคาบเรยี นละ 50 นาที จานวน 12 คาบเรียน
3. ขนั้ หลงั การทดลอง
ผู้วิจัยให้นักเรียนกลุ่มทดลองท้ัง2 กลุ่ม ทาแบบวัดความสามารถในการตัดสินใจเลือกอาชีพ แล้วเก็บคะแนนไว้
เปน็ คะแนนหลังการทดลอง (Post-test)
เคร่ืองมือท่ใี ช้ในการวิจยั
1. โปรแกรมกจิ กรรมแนะแนวอาชพี ทผี่ ูว้ จิ ัยสร้างข้ึน เพ่ือพฒั นาความสามารถในการตัดสินใจเลอื กอาชพี ของนักเรยี น
โดยแบ่งเปน็ 2 โปรแกรม ได้แก่
1.1 โปรแกรมกิจกรรมแนะแนวอาชพี ตามทฤษฎวี เิ คราะห์ลกั ษณะและองค์ประกอบของ แฟรงค์ พาสันส์ ผ้วู ิจัย
ใชเ้ วลาทดลอง 3 สปั ดาห์ สปั ดาห์ละ 4 คาบเรยี น คาบเรยี นละ 50 นาที จานวน 12 คาบเรียนดงั ตาราง 1
ตาราง 1 โครงสรา้ งโดยรวมของโปรแกรมกิจกรรมแนะแนวอาชีพตามทฤษฎวี เิ คราะหล์ กั ษณะและองค์ประกอบของ แฟรงค์ พาสันส์
องค์ประกอบ คร้ังที่ ชอื่ กิจกรรม จานวนคาบ
1. การร้จู กั และเขา้ ใจ 1 ปฐมนเิ ทศ 1
ในคุณลกั ษณะของตนเอง 2 รจู้ กั ตน 1
อย่างแจม่ แจง้ 3 การสารวจบุคลกิ ภาพกับอาชีพ 1
4 การสารวจคา่ นยิ มในการทางาน 1
5 การสารวจความถนดั 1
6 ความสนใจในอาชพี 1
2. ความรอบรู้ และรลู้ ึก 7 เสน้ ทางการศกึ ษาส่อู าชีพ 1
ในโลกของอาชีพ 8-9 การศึกษาโลกกวา้ งทางอาชพี 2
3. การพจิ ารณาตัดสินใจเลือก 10 กลยุทธก์ ารตดั สินใจเลอื กอาชีพ 1
อาชพี ทเ่ี หมาะสมกับ 11 เสน้ ทางชีวิตสูเ่ ปา้ หมายทางอาชพี 1
คุณลกั ษณะของตน 12 ปัจฉิมนิเทศ 1
1.2 โปรแกรมกิจกรรมแนะแนวอาชีพตามทฤษฎีการตัดสินใจของเกอแลตผู้วิจัยใช้เวลาทดลอง 3 สัปดาห์
สัปดาห์ละ 4 คาบเรียน คาบเรียนละ 50 นาที จานวน 12 คาบเรียนดงั ตาราง 2
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 38
ตาราง 2 โครงสรา้ งโดยรวมของโปรแกรมกิจกรรมแนะแนวอาชพี ตามทฤษฎีการตัดสินใจของเกอแลต
องค์ประกอบ คร้งั ที่ ช่ือกิจกรรม จานวนคาบ
1. การกาหนดเปา้ หมาย 1 ปฐมนิเทศ 1
ทางอาชีพ 2 อนาคตของฉนั .... ฉนั อยากจะเปน็ ? 1
2
3-4 ร้จู ักตนเอง…แล้วคน้ หาอาชพี ทีใ่ ช่ 1
1
5 วางแผนเสน้ ทางถนนอาชีพ 1
1
2. การรวบรวมข้อมลู 6 รู้จักขอ้ มลู ทางอาชีพ 1
เก่ยี วกับอาชพี 7 เรยี นรู้โลกกวา้ งและการเปลี่ยนแปลงทางอาชีพ 1
1
3. การประเมนิ ตนเอง 8 ค่านิยมทางอาชพี ของฉนั 1
9 การประเมนิ ตนเองด้านอาชพี
4. การตดั สนิ ใจ 10 กระบวนการตัดสินใจเลอื กอาชีพ
เลือกอาชีพ 11 การตดั สินใจอย่างมเี หตุผลและการหยงั่ รู้
12 ปจั ฉิมนิเทศ
2. แบบวัดความสามารถในการตัดสินใจเลือกอาชีพจานวน 40 ข้อ เป็นแบบวัดชนิดมาตราส่วนประมาณค่า (Rating
Scale)5 ระดับ ได้แก่ ไม่จริงเลย (0) ไม่จริง (1)ค่อนข้างจริง (2) จริง (3) และจริงท่ีสุด (4) โดยแบ่งช่วงคะแนนเฉลี่ย0 – 4 และ
ผลการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวิจัยโดยผ้เู ชีย่ วชาญจานวน 5 คนพบวา่ มีคา่ ความเท่ียงตรงเชิงเน้ือหา (IOC) อยูร่ ะหว่าง 0.6-
1.00 และนาเครอื่ งมือไปทดลองใช้กบั นกั เรียนระดบั ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ท่ีไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างจานวน 30 คน พบว่า มีค่าอานาจ
จาแนก (r) อยรู่ ะหว่าง0.209 - 0.781 และมีคา่ ความเช่ือมนั่ ท้ังฉบบั เทา่ กับ 0.921
3. แบบวัดวุฒิภาวะทางอาชีพด้านเจตคติเป็นแบบทดสอบ เห็นด้วย/ไม่เห็นด้วย จานวน 50 ข้อ โดยการกาหนดคะแนน
ถา้ ตอบตรงตามเฉลยให้1 คะแนน และตอบไม่ตรงตามเฉลยหรอื ไม่ตอบให้ 0 คะแนน ซึ่งเป็นแบบวัดวุฒิภาวะทางอาชีพด้านเจต
คติท่ีครแู นะแนวนิยมใช้กบั วัยรุ่นหรือนักเรียนมธั ยม โดยรองศาสตราจารย์ ดร.พรรณราย ทรัพยะประภา แห่งภาควชิ าจิตวิทยา
คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย ได้แปลและเรียบเรียงดัดแปลงมาจาก The Career Maturity Inventory ของจอห์น
โอ ไครท์ส (John O. Crites) (บณั ฑิตแนะแนว, 2556, น. 96-99)
การวเิ คราะหข์ ้อมลู
การวิเคราะห์ข้อมูลสถิติบรรยาย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และการ
วเิ คราะหข์ อ้ มลู ทดสอบสมมติฐาน โดยใชก้ ารวเิ คราะหค์ วามแปรปรวนแบบสองทาง (Two – way Analysis of Variance)
ผลการวิจัย
1.ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการตัดสินใจเลือกอาชพี ของกลุม่ ทดลองทั้ง 2 กลุ่ม ก่อนได้รับการจัดโปรแกรม
กจิ กรรมแนะแนวอาชีพโดยคะแนนที่นามาวเิ คราะหเ์ ป็นคะแนนคา่ เฉลี่ยก่อนการทดลอง (Pre-test)
กอ่ นการดาเนินการทดลอง ผู้วจิ ัยไดท้ ดสอบคณุ สมบัตแิ ละความเท่าเทียมกันของการจัดกระทาของกลมุ่ ทดลองท้ัง 2
กล่มุ ผลปรากฏดงั ตาราง 3
ตาราง 3ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการตัดสินใจเลือกอาชีพของกลุ่มทดลองท้ัง 2 กลุ่ม ก่อนได้รับการจัดโปรแกรม
กิจกรรมแนะแนวอาชีพโดยการทดสอบด้วยสถิติทดสอบที (Independent-Samples t-test)
̅ S.D t
กลุ่มทดลอง n p
แฟรงค์ พาสันส์ 14 2.636 0.529
เกอแลต -0.396 .696
14 2.702 0.324
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 39
จากตาราง 3พบว่าก่อนได้รับการจัดโปรแกรมกิจกรรมแนะแนวอาชีพของนักเรียนกลุ่มทดลองทั้ง 2 กลุ่มมีค่าเฉลี่ย
คะแนนความสามารถในการตัดสินใจเลือกอาชีพ แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสาคัญทางสถิติ แสดงว่า ก่อนการทดลองนักเรียน
ทั้ง 2 กลุ่มมีความสามารถในการตัดสินใจเลือกอาชีพไม่แตกต่างกัน ดังนั้นกลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการสุ่มเข้ากลุ่มทดลองมี
คุณสมบัติเท่าเทียมเหมาะสมท่ีจะดาเนินการวิจัยในครั้งน้ี
2. ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการตัดสินใจเลือกอาชีพของนักเรียนก่อนและหลังได้รับการจัดโปรแกรม
กจิ กรรมแนะแนวอาชีพตามทฤษฎีวิเคราะห์ลักษณะและองค์ประกอบของแฟรงค์พาสันส์และโปรแกรมกจิ กรรมแนะแนวอาชีพ
ตามทฤษฎีการตัดสนิ ใจของเกอแลต
ตาราง 4 ผลการเปรยี บเทียบความสามารถในการตัดสินใจเลือกอาชีพของนักเรียนก่อนและหลังได้รับการจัดโปรแกรมกิจกรรม
แนะแนวอาชีพตามทฤษฎีวิเคราะห์ลักษณะและองค์ประกอบของแฟรงค์พาสันส์ โดยการทดสอบด้วยสถิติทดสอบที
(Dependent-Samples t-test)
การทดสอบ n ̅ S.D t p
กอ่ นทดลอง 14 2.636 0.529
หลังทดลอง 14 2.973 0.486 -5.547* .000
* มนี ัยสาคัญทางสถติ ิท่ีระดับ .05
จากตาราง4พบว่านักเรียนมีความสามารถในการตัดสินใจเลือกอาชีพเพิ่มขึ้นหลังจากได้รับการจัดโปรแกรมกิจก รรม
แนะแนวอาชีพตามทฤษฎีวเิ คราะหล์ ักษณะและองคป์ ระกอบของแฟรงคพ์ าสันสอ์ ย่างมีนัยสาคญั ทางสถิตทิ ่รี ะดับ.05
ตาราง 5 ผลการการเปรียบเทียบความสามารถในการตัดสินใจเลือกอาชีพของนักเรียนก่อนและหลังได้รับการจัดโปรแกรม
กิจกรรมแนะแนวอาชีพตามทฤษฎีการตัดสนิ ใจของเกอแลตโดยการทดสอบดว้ ยสถิตทิ ดสอบที (Dependent-Samples t-test)
การทดสอบ n ̅ S.D t p
กอ่ นทดลอง 14 2.702 0.324
หลังทดลอง 14 3.123 0.389 -4.396* .001
* มนี ยั สาคัญทางสถติ ิทีร่ ะดับ .05
จากตาราง5พบวา่ นักเรียนมีความสามารถในการตัดสินใจเลือกอาชีพเพิ่มข้ึนหลังจากได้รับการจัดโปรแกรมกิจกรรม
แนะแนวอาชพี ตามทฤษฎกี ารตดั สนิ ใจของเกอแลตอยา่ งมีนัยสาคัญทางสถติ ิท่ีระดบั .05
3. การตรวจสอบข้อตกลงเบ้ืองต้น (Assumption) การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบสองทาง (Two – way
Analysis of Variance)
ตาราง 6 ผลการทดสอบความเท่ากันของความแปรปรวน (Homogeneity of variance) ของค่าเฉลี่ยความสามารถในการ
ตัดสนิ ใจเลอื กอาชีพ
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 40
แหล่งความแปรปรวน df1 df2 F p
ความสามารถในการตดั สินใจเลอื กอาชีพ 3 24 .992 .413
จากตาราง 6พบว่า ความแปรปรวน (Homogeneity of variance) ของค่าเฉลี่ยความสามารถในการตัดสินใจเลือก
อาชพี ของนกั เรียนกลุ่มทดลองแต่ละกลุ่มแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสาคัญทางสถิติ จึงสรุปได้วา่ ความแปรปรวนเท่ากันซ่งึ ตรงตาม
ข้อตกลงเบือ้ งตน้ ของการวเิ คราะห์ความแปรปรวนแบบสองทาง (Two – way Analysis of Variance)
4. ค่าสถิติพ้ืนฐานของคะแนนค่าเฉล่ียความสามารถในการตัดสินใจเลือกอาชีพของนักเรียน โดยคะแนนที่นามา
วิเคราะห์เป็นคะแนนคา่ เฉล่ียหลังการทดลอง (Post-test)
ตาราง 7 คา่ สถิติพ้ืนฐานของความสามารถในการตัดสินใจเลอื กอาชีพของนักเรียนกลุ่มทดลองท้ัง 2 กลุ่ม ท่ีมีระดบั วุฒภิ าวะทาง
อาชพี ด้านเจตคตแิ ตกตา่ งกัน โดยคะแนนท่นี ามาวเิ คราะหเ์ ปน็ คะแนนค่าเฉลี่ยหลงั การทดลอง (Post-test)
วธิ กี ารจดั โปรแกรมกิจกรรม ระดบั วุฒภิ าวะทางอาชพี ด้านเจตคติ รวม
แนะแนวอาชีพ ต่า สูง
แฟรงค์ พาสนั ส์ ̅ 2.780 3.167 2.973
(n = 14) S.D 0.535 0.373 0.486
เกอแลต ̅ 2.955 3.291 3.123
(n = 14) S.D 0.392 0.330 0.389
รวม ̅ 2.867 3.229 3.048
S.D 0.459 0.344 0.439
จากตาราง 7พบว่า ความสามารถในการตัดสินใจเลือกอาชีพของนักเรียนที่ได้รับการจัดโปรแกรมกิจกรรมแนะแนว
อาชีพตามทฤษฎีวิเคราะห์ลักษณะและองค์ประกอบของแฟรงค์ พาสันส์ และทฤษฎีการตัดสินใจของเกอแลต มีค่าเฉล่ียเท่ากับ
2.973 และ 3.123 ตามลาดับ และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของความสามารถในการตัดสินใจเลือกอาชีพของนักเรียนที่ได้รับ
การจัดโปรแกรมกิจกรรมแนะแนวอาชีพตามทฤษฎีวิเคราะห์ลักษณะและองค์ประกอบของแฟรงค์พาสันส์ และทฤษฎีการ
ตดั สินใจของเกอแลตมคี า่ เทา่ กับ 0.486 และ 0.389 ตามลาดบั
เมื่อพิจารณาตามระดบั วฒุ ภิ าวะทางอาชพี ด้านเจตคติ พบว่า ความสามารถในการตดั สนิ ใจเลอื กอาชีพของนกั เรยี นทม่ี ี
ระดับวุฒิภาวะทางอาชีพด้านเจตคติต่าและสูง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.867 และ 3.229 ตามลาดับ และค่าส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน
ของความสามารถในการตัดสินใจเลือกอาชีพของนักเรียนท่ีมีระดับวุฒิภาวะทางอาชีพด้านเจตคติต่าและสูง มีค่าเท่ากับ 0.459
และ 0.344 ตามลาดับ
5. ผลการเปรยี บเทยี บความสามารถในการตดั สินใจเลอื กอาชีพของนกั เรียนระหว่างกล่มุ ทดลองท้ัง 2 กลมุ่ ท่ีมรี ะดับ
วุฒิภาวะทางอาชีพด้านเจตคติแตกต่างกัน โดยการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบสองทาง (Two – way Analysisof Variance)
ผลปรากฏดังตาราง 8
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 41
ตาราง 8 ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการตัดสินใจเลือกอาชีพระหว่างกลุ่มทดลองทั้ง 2 กลุ่ม ที่มีระดับวุฒิภาวะทาง
อาชพี ดา้ นเจตคตแิ ตกต่างกัน
แหลง่ ความแปรปรวน SS df MS F p
วธิ กี ารจดั โปรแกรมกิจกรรม .157 1 .157 .915 .348
แนะแนวอาชพี (Program) .914 1 .914 5.311* .030
วุฒิภาวะทางอาชพี ดา้ นเจตคต(ิ Maturity)
Program X Maturity .005 1 .005 .027 .871
ความคลาดเคล่อื น 4.132 24 .172
รวม 5.209 27
* มีนยั สาคัญทางสถิติท่รี ะดับ .05
จากตาราง 8 พบว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดโปรแกรมกิจกรรมแนะแนวอาชีพตามทฤษฎีวิเคราะห์ลักษณะและ
องค์ประกอบของแฟรงค์ พาสนั ส์ กบั นักเรยี นทไี่ ด้รบั การจดั โปรแกรมกจิ กรรมแนะแนวอาชีพตามทฤษฎีการตัดสนิ ใจของเกอแลต
มีความสามารถในการตัดสินใจเลือกอาชีพ แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสาคญั ทางสถติ ิ (F = 0.915, df = 1, p = .348)
นักเรียนที่มรี ะดับวฒุ ิภาวะทางอาชพี ด้านเจตคตติ า่ งกัน มีความสามารถในการตดั สินใจเลือกอาชีพแตกต่างกนั อยา่ งมี
นยั สาคญั ทางสถติ ิท่รี ะดับ .05 (F = 5.311, df = 1, p = .030)
ไมม่ ีปฏสิ มั พันธ์ระหวา่ งวธิ กี ารจดั โปรแกรมกิจกรรมแนะแนวอาชีพกบั ระดบั วฒุ ิภาวะทางอาชีพด้านเจตคติ (F = 0.27,
df = 1, p = .871)
แสดงว่า วิธีการจัดโปรแกรมกิจกรรมแนะแนวอาชีพกับระดับวุฒิภาวะทางอาชีพด้านเจตคติ ไม่มีผลร่วมกันต่อ
ความสามารถในการตัดสนิ ใจเลือกอาชีพของนกั เรียน
เมอื่ นาคะแนนในตาราง 8มาทากราฟ ปรากฏผลดงั ภาพประกอบ 1
ค่าเฉลีย่ ความสามารถใน วุฒภิ าวะทาง
การตดั สินใจเลือกอาชพี อาชีพดา้ นเจตคติ
วธิ ีการจดั โปรแกรมกจิ กรรมแนะแนวอาชพี
ภาพประกอบ 1 กราฟแสดงปฏสิ มั พนั ธ์ระหวา่ งวธิ กี ารจดั โปรแกรมกจิ กรรมแนะแนวอาชีพ
ตามทฤษฎขี องแฟรงค์พาสนั ส์และทฤษฎขี องเกอแลตกบั ระดับวฒุ ภิ าวะทางอาชพี ด้านเจตคติ
สรปุ ผลการวิจัย
จากการศึกษาการเปรียบเทียบผลของการใช้โปรแกรมกิจกรรมแนะแนวอาชีพตามทฤษฎีของแฟรงค์ พาสันส์ กับ
ทฤษฎีของเกอแลตท่ีมีต่อความสามารถในการตัดสินใจเลือกอาชีพของนักเรียนระดับช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 สรุปผลการวิจัยได้
ดังนี้
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 42
1. นกั เรียนทไี่ ด้รับการจดั โปรแกรมกิจกรรมแนะแนวอาชีพตามทฤษฎีวิเคราะหล์ ักษณะและองค์ประกอบของแฟรงค์
พาสันส์ กับนักเรียนที่ได้รับการจัดโปรแกรมกจิ กรรมแนะแนวอาชีพตามทฤษฎีการตัดสินใจของเกอแลต มีความสามารถในการ
ตัดสนิ ใจเลอื กอาชพี แตกตา่ งกนั อย่างไม่มีนัยสาคัญทางสถติ ิ
2. นักเรียนท่ีมีระดับวุฒิภาวะทางอาชีพด้านเจตคติแตกต่างกัน มีความสามารถในการตัดสินใจเลือกอาชีพ แตกต่าง
กันอย่างมีนัยสาคัญทางสถติ ทิ ่ีระดับ .05
3. ไม่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างวิธีการจัดโปรแกรมกิจกรรมแนะแนวอาชีพกับระดับวุฒิภาวะทางอาชีพด้านเจตคติที่มีผล
ตอ่ ความสามารถในการตัดสินใจเลอื กอาชพี
อภิปรายผล
1. นักเรียนที่ได้รับการจดั โปรแกรมกจิ กรรมแนะแนวอาชีพตามทฤษฎีวิเคราะหล์ ักษณะและองค์ประกอบของแฟรงค์
พาสันส์ กับนักเรยี นที่ได้รับการจัดโปรแกรมกจิ กรรมแนะแนวอาชีพตามทฤษฎีการตัดสินใจของเกอแลต มีความสามารถในการ
ตัดสินใจเลือกอาชีพ แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสาคัญทางสถิติซึ่งไม่เป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยที่ตั้งไว้ เมื่อพิจารณาคะแนน
ค่าเฉลีย่ ความสามารถในการตดั สนิ ใจเลอื กอาชีพของนกั เรยี นท่ไี ด้รบั การจัดโปรแกรมกจิ กรรมแนะแนวอาชีพตามทฤษฎีวเิ คราะห์
ลักษณะและองค์ประกอบของแฟรงค์ พาสันส์ และทฤษฎีการตัดสินใจของเกอแลต มีค่าเฉล่ียเท่ากั บ 2.973 และ 3.129
ตามลาดับ จากค่าเฉลี่ยดังกล่าวของนักเรียนกลุ่มทดลองท้ัง 2 กลุ่ม จะเห็นได้ว่านักเรียนที่ได้รับการจัดโปรแกรมกิจกรรมแนะ
แนวอาชพี ตามทฤษฎีการตัดสินใจของเกอแลต มคี ่าเฉลีย่ ความสามารถในการตดั สินใจเลือกอาชีพสูงกวา่ นกั เรยี นทีไ่ ดร้ บั การจัด
โปรแกรมกิจกรรมแนะแนวอาชีพตามทฤษฎีวิเคราะห์ลักษณะและองค์ประกอบของแฟรงค์ พาสันส์ อยู่เพียงเล็กน้อยเท่าน้ัน
แสดงว่า วธิ กี ารจัดโปรแกรมกิจกรรมแนะแนวอาชีพทงั้ 2 โปรแกรม สามารถพัฒนาความสามารถในการตดั สินใจเลือกอาชพี ของ
นกั เรยี นได้คล้ายกัน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะโปรแกรมกิจกรรมแนะแนวอาชพี ท่ีใช้ทฤษฎขี อง แฟรงค์ พาสนั ส์ กับทฤษฎีของเกอแลต
มกี ิจกรรมและแบบทดสอบทางจิตวิทยาในการช่วยให้นักเรียนได้รู้จักและเข้าใจตนเอง จากการสารวจข้อมูลและรวบรวมข้อมูล
ด้านความสามารถ ความถนัด ความสนใจและบุคลิกภาพของตนเอง ซ่ึงเป็นหน่ึงในองค์ประกอบของการตัดสินใจ เลือกอาชีพ
สอดคล้องกับแนวคิดของณรงค์ อักขิโสภาและ วรรณา พรหมบุรมย์ (2540, น. 50) ได้กล่าวว่า การตัดสินใจเลือกอาชีพเป็น
กระบวนการท่ีต้องใช้การตดั สนิ ใจอย่างมหี ลกั การ คือ มกี ารศึกษาตนเอง ตั้งแตก่ ารรบั รู้เรื่องของตนเอง มีการหาทางเลือก และมี
การสารวจอาชีพ ถึงแม้โปรแกรมกจิ กรรมแนะแนวอาชพี ทง้ั 2 ทฤษฎีจะมกี จิ กรรมท่ตี า่ งกัน โดยโปรแกรมกจิ กรรมแนะแนวอาชพี
ที่ใช้ทฤษฎีของแฟรงค์ พาสันส์ กระบวนการแรกจะเน้นให้นักเรียนรู้จักและเข้าใจในคุณลักษณะของตนเองอย่างแจ่มแจ้ง
หลังจากน้ันส่งเสริมให้นักเรียนรู้จักข้อมูลอาชีพ และกระบวนการสุดท้ายคือการพิจารณาตัดสินใจเลือกอาชีพที่เหมาะสมกับ
คุณลักษณะของตน ส่วนโปรแกรมกิจกรรมแนะแนวอาชีพท่ีใช้ทฤษฎีของเกอแลต กระบวนการแรกคือการให้นักเรียน
ตงั้ เปา้ หมายทชี่ ดั เจนและมคี วามเหมาะสม ตอ่ มาให้นกั เรยี นมีการตรวจสอบพจิ ารณาความเหมาะสมของเปา้ หมายทตี่ ั้งไวจ้ ากการ
สารวจตนเองในด้านต่างๆ การรวบรวมข้อมูลเก่ียวกับอาชีพ การเข้าใจความเช่ือความต้องการของตนเองที่แท้จริง และ
กระบวนการสุดท้ายคือการตัดสินใจโดยการประเมินทางเลือกต่างๆ วิเคราะห์ถึงผลลัพธ์ที่เกิดข้ึนตามมา กับความพึงพอใจในผลลัพธ์
นั้นและความเป็นไปได้ของผลลัพธ์ท่ีจะเกิดข้ึน ท้ังนี้จะเห็นได้ว่าโปรแกรมกิจกรรมแนะแนวอาชีพทั้ง 2 โปรแกรมถึงแม้จะมี
กระบวนการเร่ิมต้นที่แตกต่างกันแต่กระบวนการอื่นๆ ที่เป็นองค์ประกอบร่วมของทฤษฎีทาให้ช่วยส่งเสริมให้นักเรียนได้มีการ
พฒั นาความสามารถในการตัดสินใจเลือกอาชีพซึ่งปวีณา ยอดสิน (2551, น. 94-95) ได้วิจัยพบว่า การใช้โปรแกรมการแนะแนว
การศึกษาและอาชีพตามทฤษฎีการตัดสินใจของเกอแลตของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3มีคะแนนจากมาตรวัดการตัดสินใจ
เลือกศกึ ษาตอ่ และอาชีพสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรม และการวิจัยของวรดา โภโค (2545, น. 62-67) พบวา่ การใช้โปรแกรมแนะ
แนวอาชีพที่มีต่อความสอดคล้องในการเลือกอาชีพของนักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 นักเรียนท่ีได้รับโปรแกรมแนะแนวอาชีพมี
ความสอดคล้องในการเลือกอาชพี ในระยะหลงั การทดลองและระยะตดิ ตามผลสูงข้นึ กวา่ กอ่ นได้รบั โปรแกรม ดงั น้ันในการพฒั นา
ความสามารถในการตัดสินใจเลือกอาชีพของนักเรียนสามารถใช้โปรแกรมกิจกรรมแนะแนวอาชีพตามทฤษฎีวิเคราะห์ลักษณะ
และองค์ประกอบของแฟรงค์ พาสันส์ หรอื โปรแกรมกจิ กรรมแนะแนวอาชีพตามทฤษฎกี ารตดั สนิ ใจของเกอแลตได้เชน่ กนั
2. นักเรียนท่ีมีระดับวุฒิภาวะทางอาชีพด้านเจตคติแตกต่างกัน มีความสามารถในการตัดสินใจเลือกอาชีพ แตกต่าง
กันอยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิติที่ระดบั .05 ซึ่งเปน็ ไปตามสมมติฐานการวิจยั ท่ีตง้ั ไว้ เม่ือพจิ ารณาจากคะแนนคา่ เฉล่ยี ความสามารถ
ในการตัดสินใจเลือกอาชีพตามระดับวฒุ ิภาวะทางอาชีพด้านเจตคติ พบวา่ ความสามารถในการตดั สินใจเลือกอาชีพของนกั เรยี น
ที่มีระดับวฒุ ิภาวะทางอาชีพด้านเจตคติต่าและสูง มคี ่าเฉลยี่ เท่ากับ 2.867 และ 3.229 ตามลาดับ แสดงวา่ นกั เรียนที่มีระดบั วุฒิ
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 43
ภาวะทางอาชพี ด้านเจตคติสูงมีความสามารถในการตัดสินใจเลือกอาชพี สงู กว่านักเรยี นที่มีระดับวฒุ ภิ าวะทางอาชีพด้านเจตคติต่า
ท้ังนี้อาจเน่ืองมาจากนักเรียนที่มีระดับวุฒิภาวะทางอาชีพด้านเจตคติสูงจากการแสดงความคิดเห็นในระหว่างร่วมกิจกรรมเป็น
นักเรียนที่ได้รับประสบการณ์ในด้านอาชีพ มีประสบการณ์การหารายได้เสริมพิเศษระหว่างเรียนและเคยเข้าร่วมกิจกรรมการ
แขง่ ขนั ทักษะความสามารถตา่ งๆ ของโรงเรียน สว่ นนักเรยี นท่ีมวี ฒุ ิภาวะทางอาชีพด้านเจตคตติ ่า สว่ นใหญ่เป็นนักเรยี นทยี่ ังขาด
ประสบการณ์ในด้านอาชีพยังไม่เคยทางานพิเศษระหว่างเรียน และไม่ค่อยได้เข้าร่วมกิจกรรมเกี่ยวกับการแสดงความสามารถ
ต่างๆ ของโรงเรียน ซึ่งมีความสอดคล้องกับทฤษฎีพัฒนาการทางอาชีพของซูเปอร์ที่ได้อธิบายว่า ชีวิตของบุคคลสามารถแบ่ง
ออกเป็นระยะที่เด่นชัด ได้แก่ ระยะของการเจรญิ เตบิ โต (แรกเกิด-14 ปี) ระยะการสารวจ (15-24 ปี) ระยะการวางรากฐาน (25-44
ปี) ระยะความม่ันคง (44-60 ปี) และระยะของความเสื่อมถอย ( 60 ปีขึ้นไป) ท้ังนี้นักเรียนท่ีอยู่ในช่วงมัธยมศึกษาปีท่ี 3 มีอายุ
ประมาณ15-16ปี เม่อื เทียบกบั ขั้นพัฒนาการทางอาชีพจะอยใู่ นระยะการสารวจ จดั เป็นขั้นสารวจเกี่ยวกับงานโดยท่ัวๆ ไป ผสม
กับการแสวงหาข้อมูลจากประสบการณ์ทางาน นักเรียนจะเกิดความสานกึ ในเรื่องของอาชีพว่า เป็นส่วนหนง่ึ ของชีวิตเขา ดังน้ัน
บุคคลที่มีวุฒิภาวะทางอาชีพสูงมักสังเกตได้จากพฤติกรรมการเลือกอาชีพของเขา มักจะเลือกเรียน ตัดสินปัญหาทางอาชีพ
แสวงหาประสบการณ์ทางานอย่างมีประสิทธภิ าพ (นวลศิริ เปาโรหิตย์,2552, น. 157)ทาให้นักเรยี นทม่ี ีระดบั วุฒภิ าวะทางอาชีพ
ด้านเจตคติสงู มกี ารพัฒนาความสามารถในการตดั สินใจเลือกอาชีพไดส้ งู กวา่ นักเรยี นท่ีมีระดบั วุฒภิ าวะทางอาชีพดา้ นเจตคตติ า่
3. ไม่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างวิธีการจัดโปรแกรมกิจกรรมแนะแนวอาชีพกับระดับวุฒิภาวะทางอาชีพด้านเจตคติที่มีผล
ตอ่ ความสามารถในการตัดสินใจเลือกอาชีพ ซ่ึงไมเ่ ป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยท่ีต้ังไว้ นั่นคือ วิธีการจัดโปรแกรมกจิ กรรมแนะ
แนวอาชีพกับระดับวุฒิภาวะทางอาชีพด้านเจตคติ ไม่มผี ลรว่ มกันต่อความสามารถในการตดั สนิ ใจเลือกอาชพี ของนักเรียน แสดง
วา่ สามารถนาโปรแกรมกจิ กรรมแนะแนวอาชีพตามทฤษฎีวิเคราะห์ลกั ษณะและองคป์ ระกอบของแฟรงค์ พาสันส์ และโปรแกรม
กจิ กรรมแนะแนวอาชีพตามทฤษฎีการตัดสินใจของเกอแลตไปใช้พัฒนาความสามารถในการตัดสินใจเลือกอาชีพกับนกั เรยี นที่มี
ระดับวุฒิภาวะทางอาชีพด้านเจตคติสูงหรือต่าก็ได้ ท้ังน้ีเพราะโปรแกรมกิจกรรมแนะแนวอาชีพมีหลักการในการพัฒนา
ความสามารถในการตัดสินใจเลือกอาชีพได้ทั้งกับนักเรียนท่ียังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับตนเองและรู้จักคุณลักษณะของตนเองแล้ว
บางส่วน จนสามารถที่จะสารวจและทาความเข้าใจตนเองได้อยา่ งชัดเจน นาไปสู่การสารวจอาชพี และมีหลักการในการตัดสินใจ
เลือกอาชีพอย่างเหมาะสม ทาให้นักเรียนที่มีระดับวุฒิภาวะทางอาชีพสูงหรือต่าก็สามารถที่จะพัฒนาความสามารถในการ
ตดั สินใจเลือกอาชีพได้เหมอื นกนั
ขอ้ เสนอแนะ
ขอ้ เสนอแนะท่ัวไป
1. ในการเลือกใช้โปรแกรมกจิ กรรมแนะแนวอาชพี ตามทฤษฎีวเิ คราะห์ลกั ษณะและองคป์ ระกอบของแฟรงค์ พาสนั ส์
หรอื โปรแกรมกจิ กรรมแนะแนวอาชพี ตามทฤษฎกี ารตดั สนิ ใจของเกอแลต เน่ืองจากโปรแกรมจะมีกจิ กรรมและขัน้ ตอนทแ่ี ตกตา่ ง
กนั อาจจะตอ้ งคานงึ ถึงธรรมชาติของผู้เรยี น และสภาพแวดล้อมทเี่ อื้ออานวยในการจัดกจิ กรรมใหม้ ีความเหมาะสม
2. จากผลการทดลองการจัดโปรแกรมกิจกรรมแนะแนวอาชีพท้ัง 2 โปรแกรมจะสามารถพัฒนาความสามารถในการ
ตดั สนิ ใจเลือกอาชีพไดไ้ มแ่ ตกต่างกนั แต่กค็ วรคานงึ ถงึ ระดบั วุฒภิ าวะทางอาชีพดา้ นเจตคติของนักเรยี นด้วย นกั เรยี นท่ีมีวฒุ ภิ าวะ
ทางอาชีพดา้ นเจตคติตา่ อาจจะต้องส่งเสรมิ ให้นกั เรียนได้รบั ประสบการณ์ด้านอาชีพ หรือเข้าร่วมกิจกรรมภายนอก และภายใน
โรงเรียน เพื่อให้นักเรียนได้มีโอกาสในการค้นพบ ความรู้ ความสามารถ และความถนดั ของตนเองได้มากยิ่งขึน้
3. ในการใช้โปรแกรมกิจกรรมแนะแนวอาชีพจะต้องศึกษาวิธีการใช้เครื่องมือทางจิตวิทยาและการแปลผล
แบบทดสอบอย่างถูกต้อง เนื่องจากเป็นข้อมูลสาคัญในการให้นักเรียนได้สารวจข้อมูลของตนเอง เป็นประโยชน์ในการวิเคราะห์ตนเอง
ของนกั เรยี น
ข้อเสนอแนะในการวจิ ัยครั้งต่อไป
1.เน่ืองจากความสามารถในการตัดสนิ ใจเลือกอาชพี ของนักเรียนเปน็ ส่วนหน่งึ ในการชว่ ยใหน้ ักเรียนมีพฒั นาการทาง
อาชีพที่เหมาะสมกับช่วงวัย ซ่ึงบุคคลโดยท่ัวไปมีพัฒนาการทางอาชีพได้อย่างต่อเนื่องไปจนถึงระยะการเส่ือมถอยของอาชีพ
ดังนั้นนักเรียนในช่วงวัยมัธยมศึกษาปีท่ี3 เป็นชว่ งวัยเร่ิมต้นของการให้นักเรียนได้คน้ พบตนเองในด้านต่างๆ และเมื่อนักเรยี นก้าว
เข้าสชู่ ่วงวัยมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย จะเป็นชว่ งของการตัดสินใจเลือกเรียนต่อสาขา/คณะ หรือเลือกประกอบอาชีพ ดงั นัน้ สามารถ
นาโปรแกรมกจิ กรรมแนะแนวอาชีพมาพฒั นารปู แบบกจิ กรรมขยายผลกับนักเรยี นในชว่ งช้นั มธั ยมศกึ ษาป่ีที่6 เพือ่ ให้นกั เรียนได้มี
ความสามารถในการตัดสนิ ใจเลอื กอาชพี ได้เหมาะสมกับวฒุ ภิ าวะทางอาชีพของนักเรียนในชว่ งวัยต่อไปได้
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 44
2. การจัดโปรแกรมกิจกรรมแนะแนวอาชีพในครั้งน้ี เป็นช่วงระยะเวลาท่ีจากัดทาให้ไม่สามารถติดตามผลหรือวัดซ้า
ถงึ ความคงทนของความสามารถในการตดั สินใจเลือกอาชีพของนักเรียนหลังจากท่ีได้เขา้ ร่วมโปรแกรมทั้ง 2 โปรแกรมได้ ในการ
วจิ ัยครั้งต่อไปควรทาการวดั ซ้าเพื่อตรวจสอบวา่ นักเรยี นมคี วามสามารถในการตัดสินใจเลอื กอาชพี เป็นอยา่ งไร
เอกสารอา้ งอิง
กรมการจดั หางาน. (2559a). คมู่ อื การเตรียมความพรอ้ มก่อนเขา้ สูต่ ลาดแรงงาน (กระบวนการชว่ ยใหผ้ ูร้ ับบริการแนะแนว
รู้ทศิ ทางตลาดแรงงาน). สบื ค้นจากhttps://www.doe.go.th/prd/assets/upload/files/vgnew_th/d2e296d698
b128e6251255de20b3c11c.pdf
กรมการจดั หางาน. (2559b). คูม่ อื การเตรียมความพรอ้ มก่อนเข้าสตู่ ลาดแรงงาน (กระบวนการช่วยให้ผู้รบั บรกิ ารแนะแนว
ร้จู ักตนเอง). สบื คน้ จาก https://www.doe.go.th/prd/assets/upload/files/vgnew_th/493db6f1294b48b876
d433b7a85f4cd9.pdf
กรมการจดั หางาน. (2561). สถานการณ์การวา่ งงาน เลิกจา้ ง และความต้องการแรงงานเดือน มกราคม 2561.สืบค้นจาก
https://www.doe.go.th/prd/assets/upload/files/lmia_th/9fad65d03aaca05b50358af4cd5e064b.pdf
เจยี รนัย ทรงชัยกลุ . (2557). เอกสารการสอนชดุ วชิ าหลักและระบบงานแนะแนวในสถานศกึ ษา. นนทบรุ :ี
มหาวิทยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธริ าช.
ณรงค์ อักขิโสภาและ วรรณา พรหมบุรมย์. (2540). การพฒั นามนุษยท์ ีย่ ่ังยืน :การให้คาปรึกษาในการพฒั นาตนเพ่ือพฒั นาการ
ทางาน. กรุงเทพฯ: สายสง่ ดวงแก้ว.
นวลศริ ิ เปาโรหติ ย์. (2552). เทคนคิ การวางแผนอาชพี และบรกิ ารสนเทศ (พิมพค์ รัง้ ท่ี 7). กรงุ เทพฯ: สานกั พิมพ์ มหาวทิ ยาลยั
รามคาแหง.
บัณฑิตแนะแนว. (2556). ค้นพบตน ค้นพบงาน. กรงุ เทพมหานคร: สานกั งานบณั ฑติ แนะแนว.
ปวีณา ยอดสนิ . (2551). ผลของการใชโ้ ปรแกรมการแนะแนวการศกึ ษาและอาชพี ตามทฤษฎีการตดั สนิ ใจของเกแลตต่อการ
พฒั นาการตดั สนิ ใจเลือกศกึ ษาต่อและอาชีพของนักเรียนชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 3 โรงเรียนวัดไร่ขิงวทิ ยา จงั หวัดนครปฐม.
(ปรญิ ญานพิ นธ์ ศศ.ม. (จิตวิทยาการศกึ ษาและการแนะแนว)).บัณฑติ วิทยาลยั มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์, กรงุ เทพฯ.
พรรณี เกษกมล. (2530). การแนะแนวอาชีพ : ทฤษฎแี ละกจิ กรรมแนะแนวอาชพี . กรงุ เทพฯ: แผนกแนะแนวโรงเรยี น
เบญจมราชาลัย.
วรดา โภโค. (2545). ผลของการใช้โปรแกรมแนะแนวอาชพี ท่ีมีต่อความสอดคล้องในการเลอื กอาชีพของนกั เรยี นช้นั
มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรยี นศรรี าชา ชลบุร.ี (ปริญญานิพนธ์ กศ.ม.).บณั ฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลยั บรู พา, ชลบรุ ี.
สกล วรเจรญิ ศร.ี (2559). การแนะแนวเพือ่ พฒั นาคุณคา่ แห่งตน จากแนวคิดทฤษฎสี ่กู ารปฏบิ ตั เิ พ่ือการพฒั นาผู้เรียน
(พิมพค์ ร้งั ที่ 2). กรงุ เทพฯ: ส. วรเจริญศรี.
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 45
การเสรมิ สรา้ งการกากบั อารมณข์ องพนักงานตอ้ นรบั บนเคร่อื งบนิ
โดยการใหค้ าปรกึ ษาแบบกล่มุ ตามแนวคิดพิจารณาเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรม
THE ENHANCEMENT OF EMOTION REGULATION OF
FLIGHT ATTENDANTS THROUGH RATIONAL EMOTION BEHAVIOR GROUP COUNSELING
นพิ ธิ ดิ า ชานาญกลุ , พชั ราภรณ์ ศรีสวัสดิ์, สกล วรเจรญิ ศรี
E-mail: [email protected]
บทคดั ยอ่
งานวิจัยน้ีมีวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อ 1) ศึกษาระดับการกากับอารมณ์ของพนักงานต้อนรับบนเคร่ืองบิน 2)
เปรียบเทียบการกากับอารมณ์ของพนักงานตอ้ นรับบนเคร่ืองบนิ กลุ่มทดลองก่อนและหลังการเข้าร่วมการใหค้ าปรึกษาแบบกลุ่ม
ตามแนวคิดพิจารณาเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรม และ 3) เปรียบเทียบการกากับอารมณ์ของพนักงานต้อนรับบนเคร่ืองบิน
กลุม่ ทดลองและกลมุ่ ควบคมุ
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศกึ ษาเป็นพนักงานต้อนรบั บนเครือ่ งบิน จานวน 361 คน และกลุ่มตวั อย่างท่ีใช้ในการทดลอง
เปน็ พนกั งานต้อนรบั บนเครอื่ งบินของสายการบนิ จานวน 16 คน แบ่งออกเป็นกล่มุ ทดลองและกลุ่มควบคุม กลมุ่ ละ 8 คน โดย
เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ท่ีมีคะแนนการกากับอารมณ์ของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินตั้งแต่เปอร์เซ็นไทล์ที่ 2 5 ลงมา
และสมคั รใจในการเขา้ รว่ มทดลอง เคร่ืองมือทใี่ ช้ในการวิจยั คือ แบบวัดการกากับอารมณ์ของพนักงานตอ้ นรบั บนเคร่ืองบนิ มคี ่า
อานาจจาแนกเท่ากับ 0.20-0.60 และมีค่าความเชื่อม่ันทั้งฉบับเท่ากับ 0.81 และโปรแกรมการให้คาปรึกษากลุ่มเพื่อเสริมสร้าง
การกากับอารมณต์ ามแนวคิดพจิ ารณาเหตผุ ล อารมณ์ และพฤตกิ รรมของพนักงานตอ้ นรบั บนเคร่ืองบิน
สถิตทิ ี่ใชว้ เิ คราะห์ขอ้ มูล คือ สถติ พิ ื้นฐาน และการทดสอบคา่ ทแี บบไมเ่ ปน็ อิสระจากกนั
ผลการวิจยั พบวา่
1) พนักงานตอ้ นรับบนเคร่ืองบนิ มีการกากบั อารมณ์ของพนกั งานต้อนรบั บนเครอ่ื งบินอยูใ่ นระดบั มาก
2) หลังการให้คาปรกึ ษากลุ่มตามแนวคิดพิจารณาเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรม พนักงานต้อนรับบนเครอื่ งบินกลุ่ม
ทดลองมีการกากบั อารมณ์โดยรวมเพ่ิมสูงขึ้นอย่างมีนัยสาคญั ทางสถติ ทิ ่รี ะดับ .01
3) พนักงานต้อนรับบนเครอ่ื งบินกลุ่มทดลองที่ได้รับการให้คาปรึกษากลุ่มตามแนวคิดพิจารณาเหตุผล อารมณ์ และ
พฤติกรรมมกี ารกากบั อารมณส์ ูงกวา่ พนักงานตอ้ นรับบนเครอ่ื งบนิ กล่มุ ควบคุมอย่างมีนยั สาคญั ทางสถติ ิที่ระดบั .01
คาสาคญั : การกากบั อารมณ,์ พนักงานตอ้ นรบั บนเครอ่ื งบนิ , การใหค้ าปรกึ ษาแบบกลมุ่
Abstract
The purposes of this research were to 1)study emotion regulation of flight attendants 2)compare emotion
regulation of flight attendants of an experiment group before and after receiving rational emotion behavior
group counseling, and 3) compare emotion regulation of flight attendants of the experiment group after
receiving rational emotion behavior group counseling and a control group.
The samples in this study were three hundred sixty one flight attendants. The experiment group
and the control group were sixteen flight attendants selected by purposive sampling with emotion
regulation mean at the twenty-fifth percentile and lower as they volunteered to participate in the
experiment. The research instruments used in this study were emotion regulation of flight attendants scale
with discrimination ranging from 0. 20 to 0. 60 and a reliability coefficient of 0. 81, and program of the
emotion regulation of flight attendants through rational emotion behavior group counseling.
The statistical analyses werefundamental statistics t-test.
The research results were as follows:
1. The emotion regulation of flight attendants as a whole and each aspect of emotion regulation
were at a high level.
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 46
2. After receiving rational emotion behavior group counseling ofthe emotion regulation of flight
attendants of experiment group through group was increased with statistical significance at a .01 levels.
3. Flight attendants in the experiment group who received the rational emotion behavior group
counseling had emotion regulation higher than the control group were significantly increased with statistical
significance at a .01 levels.
Keywords: Emotion Regulation, Flight Attendants, Group Counseling
บทนา
สถานการณ์ในปัจจุบันมีการเปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็ว ทาให้เกิดการแข่งขันทางเศรษฐกิจเพิ่มมากข้ึน สังคมมีการ
เชื่อมโยงใกล้ชิดกันมากขึ้นเป็นสภาพไร้พรมแดน การพัฒนาเทคโนโลยีมีการเปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงมีผลกระทบต่อ
เศรษฐกิจและสังคมเปน็ อย่างมาก ทาใหอ้ งค์กรทุกภาคส่วนตอ้ งพัฒนาศักยภาพให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลีย่ นแปลงไป
อันสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564)ทีม่ งุ่ เน้นการวางรากฐานและพฒั นาคนให้
มคี วามสมบูรณม์ คี วามสามารถปรบั ตวั เท่าทันกับความเปลีย่ นแปลงทเ่ี กิดข้ึน โดยการพัฒนาทนุ มนุษย์ใหม้ คี ุณภาพสูง เพ่ือเปน็ ทนุ
ทางสังคมทีส่ าคัญในการพัฒนาประเทศต่อไปได้ (สานักงานคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาต.ิ 2560: 1; 65)
ซึง่ การเปล่ียนแปลงท่ีเกิดขึ้นทาให้บุคคลมีความเครียดสูง ดังผลสารวจสวนดุสิตโพล (หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 2554: ออนไลน์) ที่
ทาการสรุปผลสารวจเก่ยี วกับประเดน็ หัวข้อ 10 อาชพี ทกี่ ่อให้เกิดความเครยี ดและอารมณ์เหวย่ี งจากกลมุ่ ตวั อย่างเพศหญงิ ในเขต
กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล จานวน 587 คน ผลการสารวจพบว่า อาชพี ทท่ี าใหผ้ หู้ ญิงวยั ทางานเกดิ ความเครียดมากที่สุดคือ
1) พนักงานออฟฟิศ 2) ผู้บริหารนักธุรกิจ 3) พนักงานคอลเซ็นเตอร์ 4) พนักงานบัญชี-การเงิน 5) อาจารย์ 6) แม่บ้าน 7)
แพทย์พยาบาล 8) ดารานักแสดง 9) แอร์โฮสเตสหรือพนักงานตอ้ นรบั บนเครอื่ งบนิ และ 10) ครีเอทีฟ ซ่ึงจากผลสารวจดังกลา่ ว
พบว่า พนักงานต้อนรับบนเคร่ืองบินเป็นบุคคลที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์การให้บริการตลอดเที่ยวบินของสายการบิน ซ่ึงริสโปลิ
(Holloway. 2002: 115-117; อ้างอิงจาก Rispoli. 1996)กล่าวว่า คุณสมบัติการบริการของสายการบินนั้นประกอบด้วย การ
ให้บรกิ ารหรือการปฏิบตั ิต่อผโู้ ดยสารด้วยความเท่าเทียมกันอย่างมีคุณภาพ มีความสามารถในการตอบสนองความคาดหวังของ
ผูร้ บั บริการทมี่ กี ารเปลี่ยนแปลงอย่ตู ลอดเวลา ทาใหพ้ นกั งานต้อนรับบนเครือ่ งบนิ ผ้เู ปรยี บเสมือนพนกั งานส่วนหนา้ (Front Line
Employee) เกิดปฏิสัมพันธ์กับผู้โดยสารโดยตรง มีการปรับตัวในการทางาน และเผชิญกับสภาวะอารมณ์ท่ีมีความกดดันเกิด
ความเครียดตลอดเวลาทาให้ตัวบุคคลรู้สึกออ่ นล้า มีแนวโน้มจะแสดงออกทางอารมณ์ในลักษณะที่เกรี้ยวกราดขนึ้ อกี ท้ัง หากถึง
ข้ันหมดความอดทนอดกล้ัน สถานการณ์มแี ตจ่ ะยิ่งเลวร้ายมากกว่าเดิม (Liberman. 2555: 36)
การกากับอารมณ์ (Emotion Regulation) จึงมีบทบาทสาคัญมากต่อการนาไปปฏิบัติงานเพ่ือให้เกิดประสิทธิภาพ
สูงสุดต่อองค์กร การกากับอารมณ์ (Emotion regulation) น้ันได้มีผู้นิยามความหมายไว้ อาทิ ทอมสัน (Thompson. 1994:
25-52) นั้นมีแนวคิดว่า การกากับอารมณ์เป็นการรักษาอารมณ์ที่อยู่ในสภาวะปกติให้คงอยู่ต่อไป เม่ือเกิดอารมณ์ทางลบขึ้นให้
ปรับเปลีย่ นอารมณ์เป็นทางบวก รวมทัง้ เป็นการยบั ยั้งใหอ้ ารมณท์ างลบเบาลง
ส่วนกรีนเบิร์ก (Greenberg. 2001: 33-34) ให้ความหมายของการกากับอารมณ์ไว้ว่าการกากับอารมณ์เก่ียวข้องกับ
กระบวนการทางอารมณ์ เริ่มต้ังแต่การผลิตสารเคมีในสมองส่งต่อไปยังสรีระทางร่างกายส่งต่อไปยังการแสดงออกท่ีกว้างขึ้นใน
ระดบั การอย่รู ว่ มกนั ในสงั คม เร่ิมตงั้ แต่วยั ทารกทเี่ รียนรู้การอมน้ิวมอื เพื่อบรรเทาความหิวโหยของตน เดก็ เลก็ เรียนรูท้ ี่จะปลอบใจ
ตัวเองจากความกลวั การอยูใ่ นทม่ี ดื ดว้ ยการผวิ ปากเบาๆ อีกทั้งคนทว่ั ไปเรยี นรทู้ ่ีจะระงบั ความโกรธดว้ ยการนบั
1-10 หรอื แม้แต่การเลอื กทีจ่ ะแสดงออกภายนอกอย่างเหมาะสมหากเกิดอาการดีใจสุดขีดในสถานการณ์บางอยา่ ง เป็นตน้ โดย
บุคคลจาเป็นท่ีจะต้องรู้จักบริหารส่ิงท่ีจะแสดงออกมาหรือจาเป็นท่ีจะต้องสามารถระงับควบคุมอารมณ์ท่ีเกิดขึ้นได้ในเวลา
เดียวกนั โดยในขน้ั แรกของการกากบั อารมณ์น้นั จะเกยี่ วข้องกับความสามารถท่จี ะแสดงออกถึงการตระหนักรขู้ องร่างกายเมื่อเกิด
ความรู้สกึ น้ันขึน้ และแสดงการกระทาออกมาตามความรู้สกึ ท่ีซับซ้อนเหล่าน้ัน และกรอส (Gross. 2007: 10 - 15; 2015: 6)ได้
กล่าวถึงการกากับอารมณ์ไวว้ ่าการกากบั อารมณ์เป็นการแสดงออกทางอารมณ์ต่อสถานการณ์ทเี่ กิดขน้ึ โดยมีการเลือกและปรับ
สถานการณ์ การปรับความสนใจ การประเมินความคิด และการตอบสนองด้วยความผ่อนคลาย ซ่ึงการกากับอารมณ์นั้นจะช่วย
ใหบ้ คุ คลสามารถควบคมุ ตนเองและปรับตัวตอ่ สถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม
สาหรับการเสรมิ สรา้ งการกากับอารมณใ์ นครงั้ น้ี ผู้วิจยั ไดส้ ร้างโปรแกรมการให้คาปรกึ ษาแบบกลุม่ ตามแนวคดิ พิจารณา
เหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรม (Rational Emotive Behavior Counseling Theory) ท้ังนี้เพราะ การให้คาปรึกษาแบบกลุ่ม
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 47
ตามแนวคิดพิจารณาเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรม ช่วยให้บุคคลเกิดการเรียนรู้ทางอารมณ์ ความคิดและพฤติกรรมท่ีไม่
สมเหตุสมผลของตนเอง ทาใหบ้ คุ คลเกิดการเปลยี่ นแปลงทางสภาวะอารมณแ์ ละพฤตกิ รรมที่ไมเ่ หมาะสมใหม้ คี วามเหมาะสมมาก
ขน้ึ (ศริ ิบูรณ์ สายโกสุม. 2554: 108) โดยทาใหบ้ คุ คลมคี วามตระหนักรู้ทางความคิด ช่วยใหเ้ กิดความชัดเจนทางความคิดมากขึ้น
มีมุมมองหลากหลาย เกิดความยืดหยุ่นทางอารมณ์ เห็นคุณค่าของตนเองเพิ่มข้ึน นาไปสู่พฤติกรรมที่มีประสิทธิภาพ สามารถ
ดาเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข (พัชราภรณ์ ศรีสวัสด์ิ. 2557: 96)ดังงานวิจัยของมาตินและคณะ(Matin et al. 2012: 1874)ท่ี
ทาการศึกษาผลของการให้คาปรึกษากลุ่มตามทฤษฏีพิจารณาเหตุผล อารมณ์ และพฤตกิ รรม เพ่ือสง่ เสริมสขุ ภาพจิตของแม่ท่ีมี
ลูกท่ีมีความต้องการพิเศษ พบว่า หลังการให้คาปรึกษากลุ่มตามทฤษฏีพิจารณาเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรม แม่ ท่ีมีลูกที่มี
ความต้องการพิเศษกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยสุขภาพจิตเพ่ิมสูงข้ึน และแม่เด็กท่ีมีลูกท่ีมีความต้องการพิเศษกลุ่มทดลองมีค่าเฉล่ีย
สขุ ภาพจติ สูงกวา่ แมเ่ ด็กทมี่ ีลกู ทีม่ คี วามต้องการพเิ ศษกลมุ่ ควบคมุ อยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถติ ทิ รี่ ะดบั .01
จากข้อมูลดงั กล่าวขา้ งตน้ ในฐานะทผี่ ู้วจิ ยั เปน็ พนักงานต้อนรบั บนเครื่องบินไดเ้ ลง็ เหน็ ความสาคัญในการเสรมิ สรา้ งการ
กากบั อารมณ์ของพนักงานตอ้ นรับบนเครอื่ งบิน เพอ่ื ใหท้ ราบระดับของการกากบั อารมณต์ นเองของพนักงานต้อนรบั บนเครอ่ื งบิน
ทาให้ได้ข้อมูลพื้นฐานสาหรับโปรแกรมการเสริมสร้างการกากับอารมณ์ เพ่ือให้พนักงานต้อนรับบนเคร่ืองบินเกิดความรู้ความ
เขา้ ใจถึงบทบาทและความสาคัญของการกากับอารมณท์ เี่ หมาะสม เปน็ ผลให้สามารถกากับอารมณ์ตนเองระหว่างการปฏิบตั ิงาน
ในแตล่ ะเท่ียวบนิ ไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพมากข้นึ
กรอบแนวคิดการวจิ ัย
ผู้วิจัยใช้แนวคิดการกากับอารมณ์ของกรอส (Gross. 2007: 10- 15) ในการเสริมสร้างการกากับอารมณ์ของพนักงาน
ต้อนรับบนเคร่ืองบิน โดยใช้การให้คาปรึกษากลุ่มตามแนวคิดพิจารณาเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรม (Rational Emotive
Behavior Counseling) ดังภาพประกอบ
ตัวแปรตน้ ตวั แปรตาม
การใหค้ าปรกึ ษาแบบกลมุ่ ตามแนวคดิ พจิ ารณา การกากับอารมณ์
เหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรม
ภาพประกอบ กรอบแนวคดิ การวจิ ัย
วัตถปุ ระสงค์ของการวิจัย
1. เพอื่ ศึกษาระดับการกากับอารมณ์ของพนกั งานต้อนรบั บนเครอื่ งบนิ
2. เพอ่ื เปรยี บเทยี บการกากบั อารมณข์ องพนักงานตอ้ นรบั บนเครอื่ งบนิ กลุ่มทดลองกอ่ นและหลังการเข้ารว่ มการให้
คาปรกึ ษาแบบกลมุ่ ตามแนวคดิ พจิ ารณาเหตผุ ล อารมณ์ และพฤตกิ รรม
3. เพอ่ื เปรียบเทียบการกากบั อารมณข์ องพนกั งานตอ้ นรบั บนเครอื่ งบนิ กลุม่ ทดลองและกลมุ่ ควบคมุ
สมมติฐานการวจิ ัย
1. พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินกลุ่มทดลองท่ีได้รับการให้คาปรึกษาแบบกลุ่มตามแนวคิดพิจารณาเหตุผล อารมณ์
และพฤตกิ รรม มีการกากับอารมณ์เพ่ิมสูงขึ้นกว่าก่อนการเข้ารับการให้คาปรึกษาแบบกลมุ่ ตามแนวคิดพิจารณาเหตุผล อารมณ์
และพฤติกรรม
2. พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินกลุ่มทดลองท่ีได้รับการให้คาปรึกษาแบบกลุ่มตามแนวคิดพิจารณาเหตุผล อารมณ์
และพฤติกรรม มกี ารกากับอารมณส์ งู กว่าพนักงานตอ้ นรับบนเครอื่ งบินกลุ่มควบคมุ
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 48
วิธีดาเนินการวจิ ยั
ประชากร
ประชากรท่ีใช้ในการวิจัยเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบินแห่งหนึ่งจานวน 5,955 คน (กองบรรจุ
แตง่ ตง้ั และขอ้ มลู บุคลากรของสายการบินแหง่ หนึง่ . 2560)
กลมุ่ ตวั อย่าง
1. กลุ่มตวั อยา่ งทีใ่ ช้ในการศึกษาเปน็ พนกั งานต้อนรบั บนเคร่อื งบินของสายการบนิ แห่งหนงึ่ ซ่งึ อยใู่ นวัยผู้ใหญต่ อนต้น
คอื ช่วงอายรุ ะหว่าง 25-40 ปี จานวน 361 คน
2. กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการทดลองเป็นพนักงานต้อนรับบนเคร่ืองบินของสายการบินแห่งหนึ่ง จานวน 16 คน
ได้มาจากการสอบถามความสมัครใจในการเข้าร่วมการให้คาปรึกษาแบบกลุ่ม โดยให้รายละเอียดท้ังหมดเพ่ือประกอบการ
ตัดสินใจร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาทากลุ่มที่เป็นแบบมาราธอน 2 วัน วัน เวลา สถานที่ในการทากลุ่ม ซึ่งจะต้องเป็นผู้ท่ี
สามารถร่วมเข้ารับโปรเเกรมการให้คาปรึกษาแบบกลุ่มตามแนวคิดพิจารณาเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรมได้ตลอดทั้ง 2 วัน
เเล้วทาการสุม่ จาแนกกลุ่ม (random assignment) ด้วยการจับสลาก เพอื่ ส่มุ เขา้ กลุม่ ควบคุม และกลุ่มทดลองโดยแบ่งออกเป็น
กลมุ่ ทดลองที่ได้รับการให้คาปรึกษาแบบกลมุ่ ตามแนวคดิ พจิ ารณาเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรมจานวน 8 คน และกลมุ่ ควบคุม
จานวน 8 คน ทไ่ี มไ่ ด้รับการให้คาปรึกษาแบบกลุ่ม
ตัวแปรทศ่ี กึ ษา
1. ตัวแปรต้น คือ โปรแกรมการให้คาปรึกษาแบบกลุ่มตามแนวคิดพิจารณาเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรมเพ่ือ
เสรมิ สร้างการกากบั อารมณข์ องพนักงานตอ้ นรับบนเครอ่ื งบนิ
2. ตวั แปรตาม คอื การกากบั อารมณ์ มจี านวน 4 องค์ประกอบ ประกอบด้วย การเลือกและปรับสถานการณ์ การปรับ
ความสนใจ การประเมินความคดิ และการตอบสนองดว้ ยความผ่อนคลาย
วธิ กี ารเก็บรวบรวมข้อมลู
1. ผู้วิจัยทาการเก็บรวบรวมข้อมูลกับพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน จานวน 361 คน จากนั้นผู้วิจัยทาการวิเคราะห์
ขอ้ มูลเพ่อื ศึกษาระดับการกากับอารมณ์ของพนกั งานตอ้ นรับบนเคร่อื งบินจากน้ันทาการคัดเลอื กพนกั งานต้อนรับบนเคร่ืองบินท่ี
มคี ะแนนการกากับอารมณ์ตั้งแต่ค่าเปอร์เซนไทล์ที่ต่ากว่า 25 ลงมา แล้วสอบถามความสมัครใจในการเข้าร่วมโปรแกรมการให้
คาปรึกษาแบบกลุ่มตามแนวคดิ พจิ ารณาเหตผุ ล อารมณ์ และพฤติกรรมเพือ่ เสริมสร้างการกากบั อารมณ์ของพนกั งานต้อนรบั บน
เครอ่ื งบิน
2. ผวู้ จิ ัยนาโปรแกรมการให้คาปรึกษาแบบกลมุ่ ตามแนวคิดพิจารณาเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรมเพอ่ื เสริมสร้างการ
กากบั อารมณ์ของพนักงานต้อนรบั บนเครอื่ งบนิ มาทาการทดลองตามวันและเวลาท่กี าหนดไว้ โดยเป็นการให้คาปรึกษาแบบกลุ่ม
มาราธอน อันเอื้อให้เกิดการเปิดเผยตนเองง่ายข้ึนตามลาดับ เป็นผลให้เกิดพลังการบาบัดภายในกลุ่มท่ีมีประสิทธิภาพมากกว่า
การให้คาปรึกษาแบบกลุ่มท่ัวไป ซึ่งตรงกับแนวคิดกลุ่มมาราธอน (Marathon Groups) ท่ีพัฒนาข้ึนในปี ค.ศ.1964 โดยจาร์จ
บาค (George Bach) และ เฟรด สตรอลเลอร์ (Fred Stroller) ที่กล่าวว่า กลุ่มมาราธอนช่วยให้บุคคลมีความเป็นตัวของตัวเอง
อย่างแท้จริงเพิ่มมากข้ึน เปล่ียนจุดยืนที่มักสร้างสร้างภาพและแสดงบทบาทให้ตนเองดูดี เม่ือสมาชิกกลุ่มอยู่ด้วยกันเป็น
ระยะเวลายาวนาน จะเกิดความอ่อนเพลียเหนื่อยล้า ทาใหก้ ารสร้างเกราะปกป้องตนเองคลายลง ในขณะเดยี วกนั กล่มุ มาราธอน
ได้ก่อให้เกิดความเจริญงอกงามในแต่ละบคุ คลในการเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมาจนหมด อา้ งถึงโดยศิริบรู ณ์ สายโกสมุ (2555:
10) ผู้วิจัยให้คาปรึกษาแบบกลุ่มมาราธอนต่อเนื่องเป็นเวลาท้ังหมด 2 วัน วันละ 8 ช่ัวโมง ในแต่ละวัน ผู้วิจั ยแบ่งการให้
คาปรกึ ษาแบบกลุม่ มาราธอนออกเปน็ 4 ช่วง ใชเ้ วลาชว่ งละ 2 ชัว่ โมง
เคร่อื งมือทีใ่ ช้ในการวิจัย
1. แบบวัดการกากับอารมณ์ของพนักงานต้อนรับบนเคร่ืองบินมีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคาถามและนิยาม
ปฏบิ ัตกิ าร เทา่ กับ 1.00 มคี ่าอานาจจาแนกรายข้ออย่รู ะหว่าง 0.20-0.60 และแบบวัดการกากบั อารมณ์ของพนักงานต้อนรับบน
เครื่องบินท้ังฉบบั มคี ่าความเช่อื มน่ั เทา่ กับ 0.81
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 49
2. โปรแกรมการให้คาปรึกษาแบบกลุ่มตามแนวคิดพิจารณาเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรมเพื่อเสริมสร้างการกากับ
อารมณข์ องพนกั งานต้อนรับบนเครอ่ื งบนิ ทีผ่ ่านการตรวจสอบคุณภาพจากผูเ้ ชย่ี วชาญท้งั หมด 3 ท่าน
การวเิ คราะหข์ อ้ มูล
1. การใช้สถติ พิ น้ื ฐาน (Descriptive Statistics) ประกอบดว้ ย คา่ เฉลย่ี (Mean) และสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน
(Standard Deviation)
2. การเปรยี บเทยี บความแตกตา่ งของค่าเฉลี่ยก่อนและหลังทดลอง โดยการทดสอบค่าทีแบบไมเ่ ปน็ อิสระจากกัน
(t - dependent test)
3. การเปรียบเทยี บความแตกต่างของคา่ เฉลยี่ ในกลุ่มทดลองและกลมุ่ ควบคุม โดยการทดสอบคา่ ทีแบบเป็นอสิ ระจาก
กนั (t - independent test)
ผลการวิจัย
1. การศกึ ษาระดบั การกากับอารมณ์ของพนกั งานตอ้ นรับบนเครื่องบนิ ดงั ตาราง 1
ตาราง 1 ค่าเฉลยี่ สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐานและระดบั การกากบั อารมณข์ องพนักงานตอ้ นรับบนเคร่ืองบิน (n=361)
การกากบั อารมณ์ M SD ระดับ
การเลอื กและปรับสถานการณ์ 3.22 0.36 มาก
การปรบั ความสนใจ 3.36 0.45 มากทส่ี ุด
การประเมนิ ความคิด 3.17 0.40 มาก
การตอบสนองดว้ ยความผอ่ นคลาย 3.24 0.38 มาก
การกากบั อารมณโ์ ดยรวม 3.25 0.29 มาก
จากตาราง 1 พบวา่ พนักงานตอ้ นรับบนเครื่องบินมคี า่ เฉลีย่ การกากบั อารมณโ์ ดยรวมอยใู่ นระดับมาก มคี า่ เฉลยี่ เท่ากบั
3.25 มสี ่วนเบยี่ งเบนมาตรฐานเท่ากบั 0.29 เมอื่ พจิ ารณาเป็นรายดา้ น พบว่า การปรับความสนใจมคี ่าเฉลี่ยสูงสดุ อย่ใู นระดับมาก
ท่สี ดุ มคี ่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.36 มีส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐานเท่ากบั 0.45 รองลงมาคือ การตอบสนองด้วยความผ่อนคลายอยู่ในระดับ
มาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.24 มีส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.38 การเลือกและปรับสถานการณ์อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉล่ีย
เท่ากับ 3.22 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.36 ส่วนการประเมินความคิด มีค่าเฉล่ียต่าสุดเท่ากับ 3.17 มีส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐานเทา่ กับ 0.40 ตามลาดบั
2. การเปรียบเทียบการกากบั อารมณข์ องพนักงานต้อนรับบนเคร่ืองบนิ กลมุ่ ทดลองกอ่ นและหลังการเข้าร่วมโปรแกรม
การใหค้ าปรึกษาแบบกลุ่มตามแนวคิดพจิ ารณาเหตผุ ล อารมณ์ และพฤติกรรมดงั ตาราง 2
ตาราง2 การเปรยี บเทียบการกากับอารมณ์ของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินกลุ่มทดลองก่อนและหลังการเขา้ ร่วมโปรแกรมการ
ให้คาปรึกษาแบบกลุม่ ตามแนวคดิ พจิ ารณาเหตผุ ล อารมณ์ และพฤติกรรม (n=8)
การกากับอารมณ์ ก่อนเขา้ ร่วม หลังเข้ารว่ ม MD t p
โปรแกรม โปรแกรม
การเลือกและปรบั สถานการณ์ M SD M SD 0.19 2.53** .01
การปรบั ความสนใจ 3.08 0.29 3.27 0.23 0.56 2.67** .01
การประเมนิ ความคดิ 3.03 0.61 3.59 0.35 0.26 2.31** .01
การตอบสนองด้วยความผอ่ นคลาย 3.15 0.28 3.41 0.40 0.21 3.10** .01
2.97 0.46 3.18 0.49 0.30 5.29** .01
การกากับอารมณ์โดยรวม 3.06 0.22 3.36 0.26
**p<.01
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 50
จากตาราง 2 พบว่า หลังการให้คาปรึกษาแบบกลุ่มตามแนวคิดพิจารณาเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรมพนักงาน
ต้อนรับบนเคร่ืองบินกลุ่มทดลองมีการกากับอารมณโ์ ดยรวมและรายองค์ประกอบ ประกอบด้วย การเลือกและปรับสถานการณ์
การปรับความสนใจ การประเมินความคดิ และการตอบสนองด้วยความผ่อนคลายเพ่มิ ขนึ้ อยา่ งมนี ยั สาคัญทางสถติ ิทร่ี ะดับ .01
3. การเปรยี บเทียบการกากับอารมณข์ องพนักงานต้อนรับบนเครอ่ื งบนิ กลุ่มทดลองและกลุม่ ควบคมุ ดังตาราง3
ตาราง3 การเปรียบเทยี บการกากบั อารมณข์ องพนักงานต้อนรบั บนเคร่อื งบินกลุ่มทดลองและกลมุ่ ควบคุม(n=8)
การกากบั อารมณ์ กล่มุ ทดลอง กลมุ่ ควบคุม MD t p
M SD M SD
การเลอื กและปรับสถานการณ์ 3.27 0.23 2.62 0.80 0.65 2.17* .02
การปรบั ความสนใจ 3.59 0.35 3.06 0.84 0.53 1.84* .03
การประเมินความคิด 3.41 0.40 2.33 0.51 1.08 4.63** .00
การตอบสนองดว้ ยความผอ่ นคลาย 3.18 0.49 2.56 0.86 0.62 1.76* .04
การกากบั อารมณโ์ ดยรวม 3.36 0.26 2.64 0.70 0.72 2.69** .01
*p<.05
จากตาราง 3 พบว่า พนักงานต้อนรับบนเคร่ืองบินกลุ่มทดลองมีค่าเฉล่ียการกากับอารมณ์โดยรวมและองค์ประกอบ
การประเมนิ ความคดิ สูงกว่าพนักงานต้อนรบั บนเคร่ืองบินกลมุ่ ควบคมุ อยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถิติทร่ี ะดบั .01 ส่วนพนักงานต้อนรับ
บนเครื่องบินกลุ่มทดลองมคี ่าเฉล่ียองค์ประกอบการเลือกและปรับสถานการณ์ การปรับความสนใจ และการตอบสนองด้วยความ
ผอ่ นคลายสูงกว่าพนักงานตอ้ นรับบนเครือ่ งบนิ กลมุ่ ควบคมุ อย่างมนี ยั สาคญั ทางสถิตทิ รี่ ะดบั .05
สรปุ ผลการวจิ ยั
1.พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินมีการกากับอารมณ์โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยการกากับอารมณ์เท่ากับ
3.25 มีสว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.29 เม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า การปรับความสนใจมีค่าเฉลี่ยมากท่ีสุดอยู่ในระดับ
มากที่สุด มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 3.36 มีส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.45 รองลงมาคือ การตอบสนองด้วยความผ่อนคลายอยู่ใน
ระดับมาก มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 3.24 มีส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.38 การเลือกและปรับสถานการณ์อ ยู่ในระดับมาก มี
ค่าเฉล่ียเท่ากับ 3.22 มีส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.36 ส่วนการประเมินความคิดอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยต่าสุดเท่ากับ
3.17 มสี ว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.40 ตามลาดบั
2. พนักงานตอ้ นรับบนเครือ่ งบนิ ที่ได้รับการใหค้ าปรึกษาแบบกลมุ่ ตามแนวคิดพจิ ารณาเหตผุ ล อารมณ์ และพฤติกรรม
มีการกากับอารมณโ์ ดยรวมและรายองค์ประกอบ หลังไดร้ บั การใหค้ าปรึกษาแบบกลุ่มตามแนวคดิ พิจารณาเหตุผล อารมณ์ และ
พฤตกิ รรม ประกอบด้วย การเลือกและปรบั สถานการณ์ การปรับความสนใจ การประเมินความคดิ และการตอบสนองด้วยความ
ผ่อนคลายเพมิ่ ข้นึ อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติทรี่ ะดบั .01
3. พนักงานต้อนรับบนเคร่อื งบนิ กลมุ่ ทดลองมคี า่ เฉลี่ยการกากบั อารมณโ์ ดยรวมและองคป์ ระกอบการประเมินความคิด
สูงกว่าพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ส่วนพนักงานต้อนรับบนเคร่ืองบินกลุ่ม
ทดลองมคี ่าเฉล่ยี องค์ประกอบการเลือกและปรบั สถานการณ์ การปรับความสนใจ และการตอบสนองด้วยความผอ่ นคลายสงู กว่า
พนกั งานต้อนรบั บนเคร่ืองบนิ กลมุ่ ควบคุมอยา่ งมีนัยสาคัญทางสถติ ทิ ร่ี ะดับ .05
อภปิ รายผล
1.การศึกษาระดับการกากบั อารมณข์ องพนกั งานต้อนรับบนเครื่องบนิ
จากวัตถปุ ระสงคก์ ารวิจยั ขอ้ ที่ 1 เพอื่ ศกึ ษาระดับการกากับอารมณข์ องพนกั งานตอ้ นรบั บนเคร่อื งบิน
จากการศึกษาพบว่าพนักงานต้อนรับบนเคร่ืองบินมีการกากับอารมณ์อยู่ในระดับมาก ทั้งนี้เป็นเพราะวัยผู้ใหญ่ตอนต้น
(Adulthood) ซ่ึงจะเร่มิ ตงั้ แต่อายุ20-40 ปี เป็นวัยทม่ี พี ฒั นาการทางรา่ งกายเจริญเตบิ โตเตม็ ที่ พร้อมท่จี ะปรบั ตัวและรบั ผดิ ชอบ
ต่อสถานภาพทางสังคมที่ตนได้รับ ความตึงเครียดทางอารมณ์ของผู้ใหญ่วัยน้ีจะไม่ใช่ความตึงเครียดที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง