ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 351
นักเรียนกลุ่มตัวอย่างมีความสามารถทางภาษาไทยหลังเรียน ( X= 16.42, S.D. = 2.21)ด้วยรูปแบบการจัดกิจกรรม
การเรียนรูก้ ลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทยในกจิ กรรมลดเวลาเรียนเพม่ิ เวลารู้ สาหรบั นักเรียนประถมศกึ ษาสงู กว่าก่อนเรียน ( X=
9.16, S.D. = 2.19) อยา่ งมีนยั สาคัญทางสถิติท่รี ะดับ .05
4. ผลความคิดเหน็ ของผเู้ รียนหลงั จากการเรยี นด้วยรปู แบบการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้กลุ่มสาระการเรยี นรูภ้ าษาไทยใน
กิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ สาหรับนักเรียนประถมศึกษาของนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 6/3
จานวน 38 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 โรงเรียนอนุบาลพระสมุทรเจดีย์ ท่ีเรียนกิจกรรมกล่มุ สาระการเรียนร้ภู าษาไทย
ในกิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้โดยวิธสี ุ่มตัวอยา่ งแบบง่าย (Simple Random Sampling)
ที่ รายการประเมิน คา่ เฉล่ีย S.D. ผลการประเมิน ลาดบั
1 ส่ือน่าสนใจ 4.63 0.59 มากทส่ี ุด 4
2 สื่อทาให้นกั เรยี นสนุกสนาน 4.42 0.55 มาก 6
3 กจิ กรรมเปดิ โอกาสใหน้ ักเรียนฝึกกระบวนการคดิ วเิ คราะห์ 4.53 0.56 มากทส่ี ดุ 5
4 ระยะเวลาในการจัดกจิ กรรมมคี วามเหมาะสม 4.11 0.83 มาก 10
5 กิจกรรมการเรียนรทู้ าให้นกั เรียนมปี ฏิสมั พนั ธ์ที่ดกี ับเพอ่ื น 4.84 0.37 มากท่สี ุด 2
6 นกั เรยี นนาความรไู้ ปใช้ในชีวติ ประจาวนั ได้ 4.39 0.64 มาก 7
7 นักเรียนสนุกสนานในการทากจิ กรรมกลมุ่ 4.95 0.23 มากทีส่ ดุ 1
8 นักเรยี นรับฟงั ความคิดเห็นของเพอื่ นในการทากจิ กรรมกลุม่ 4.74 0.45 มากท่สี ดุ 3
มากขึน้
9 รูปแบบการประเมนิ ผลมีความน่าสนใจ 4.18 0.69 มาก 9
10 วธิ ีการประเมินผลเหมาะสมกับสิง่ ที่เรียน 4.39 0.79 มาก 7
รวม 4.52 0.57 มากที่สดุ
นักเรียนกลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นหลังจากการเรียนด้วยรูปแบบ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้
ภาษาไทยในกิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ สาหรับนักเรียนประถมศึกษาในภาพรวมอยู่ระดับมากท่ีสุด ( X= 4.52, S.D. =
0.57) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า นักเรียนสนุกสนานในการทากิจกรรมกลุ่มมีระดับสูงที่สุด ( X= 4.95, S.D. = 0.23) ส่วน
ระยะเวลาในการจัดกิจกรรมมีความเหมาะสมมีระดบั ทน่ี ้อยที่สุด ( X= 4.11, S.D. = 0.83) ท้ังนี้ผู้วิจยั ได้สัมภาษณ์นักเรยี นอย่าง
ไมเ่ ปน็ ทางการเพ่ิมเติม พบวา่ นกั เรยี นมีความสุขและเขา้ ใจกับการจัดกิจกรรมการเรียนรูข้ องครูผสู้ อนดังน้ี
“เรื่อง คา 7 ชนิด ในวิชาภาษาไทยนั้นยากมากพวกเราเรียนมาตั้งแต่ช้ัน ป.4 ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ แต่ครูมีกิจกรรมที่
สนกุ สนาน แบง่ กลุม่ กนั และตั้งคาถามเพอ่ื ถามนกั เรียนตลอดเวลา ทาให้ผมเขา้ ใจข้นึ มากครบั ”
“ครูมีการเตรียมการสอนท่ีดีมาก ๆ เวลาพวกเราไม่เข้าใจ ครูยังไม่บอกคาตอบ ครใู ห้พวกเราไปปรึกษาเพื่อนในกลุ่ม
กอ่ น จากน้นั ออกมาเสนอผลสรปุ เนอื้ หาทเ่ี รียนในเร่ืองนน้ั ๆ จึงทาใหห้ นูเข้าใจขึ้นมาก และรักวิชาภาษาไทยคะ่ ”
“ตอนแบ่งกลุ่ม ครูมีวิธีแบ่งกลุ่มที่ไม่เหมือนกันสักคร้ัง เช่น แบ่งกลุ่มตามชอบใจ แบ่งกลุ่มตามวันเกิด แบ่งกลุ่มตา ม
ตัวเลข แบ่งกลุ่มแบบจับสลาก ซึ่งทาให้ผมได้เข้าร่วมกิจกรรมกับเพื่อนท่ีไม่ค่อยสนิท ทาให้ความสัมพันธ์ดีข้ึนมาก ๆ ผมชอบ
กระบวนการเพอ่ื นช่วยเพือ่ น”
“ครูสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้โดยให้พวกเราต้ังจุดประสงค์การเรียนรู้ในแต่ละวันของตนเอง จากนั้นครูจะตั้ง
คาถามให้พวกเราตอบ เป็นคาถามทางภาษาไทยโดยต้องใช้การคิด หรือปรึกษาเพื่อนในกล่มุ ได้ จากน้ันครูจะให้พวกเราแบ่งกลุ่ม
แล้วชว่ ยกันเรียนรู้ สดุ ท้ายครจู ะใหแ้ ตล่ ะกลมุ่ ทกุ คนออกมานาเสนอว่าวันนเี้ รยี นรู้เรื่องอะไร ไดแ้ บง่ ปนั ความรู้ และเพม่ิ เติมความรู้
ชอบมาก ๆ”
สรุปผลการวิจัย
1. ผลการศึกษาสภาพความต้องการของการจัดกิจกรรมการเรียนรกู้ ลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยในกิจกรรมลดเวลา
เรียนเพมิ่ เวลารู้ สาหรับนกั เรยี นประถมศกึ ษา
สภาพความต้องการของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยในกิจกรรมลดเวลาเรียนเพ่ิมเวลารู้
สาหรบั นักเรียนประถมศกึ ษา พบว่า ผสู้ อนต้องมีวิธกี ารจัดการเรียนการสอนท่ีมีคุณภาพและตอบสนองกับการเรียนการสอนใน
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 352
Thailand Education 4.0 หรือตอบสนองให้เข้ากับทักษะในศตวรรษท่ี 21 น้ันผู้สอนต้องปรับเปล่ียนเทคนิควิธีการสอน
ปรับเปล่ียนมมุ มองและความคดิ ใหม่โดยอาจศึกษาจากตวั อยา่ งการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนท่ีประสบผลสาเรจ็ จากโรงเรียน
ต่าง ๆมกี ารนาส่ือเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ประกอบในการจดั กจิ กรรมการเรยี นร้ฝู กึ การใชค้ าถามกระตุ้นใหผ้ ู้เรยี นคดิ และมี
ส่วนร่วมในกิจกรรมให้มากขึ้น มีการสร้างสถานการณ์จาลองเพ่ือฝึกกระบวนการคิดการแก้ปัญหาใช้ เทคนิควิธีการสอนท่ี
หลากหลายปรับเปล่ียนหมุนเวียนกนั ตามความเหมาะสมของเน้ือหาวิชามีการจัดเตรียมแผนการจัดการเรียนรู้สื่ออปุ กรณ์แหล่ง
เรียนรู้ท่ีเหมาะสมมีการวัดและประเมินผลที่หลากหลายตามสภาพจริงการจัดกิจกรรมที่จะส่งเสริมความสามารถด้านการคิด
วิเคราะห์ได้นั้นต้องดาเนนิ การอย่างต่อเน่ืองเพราะทักษะกระบวนการคิดจะเกิดข้ึนได้ด้วยการฝึกคิดและปฏิบัติอย่างช้า ๆดังน้ัน
ผู้สอนต้องร่วมมือกนั เพ่ือพัฒนาผเู้ รยี นอย่างจริงจังเพราะเป็นเร่ืองที่สาคญั สาหรับการเตรียมผู้เรียนสู่การใช้ชีวิตจรงิ ท้ังน้ีผู้เรียน
กบั การจดั กิจกรรมการเรียนรู้มีสภาพปัญหา กล่าวคือ ผู้เรียนต้องมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์และการทางานรว่ มกบั ผู้อื่น
แต่ขาดความสามารถในการคิดอย่างเป็นระบบหรือการคิดข้ันสูง และควรส่งเสริมทักษะกระบวนการคิดดังกล่าวเพราะมีความ
จาเป็นต่อการนาไปปรับใช้ในชีวิตประจาวันต้องการให้ครูผู้สอนจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้มีความหลากหลายเพื่อส่งเสริมทักษะ
การเรียนรู้ดังกล่าวเพราะผู้เรียนแต่ละคนมีความรู้ความสามารถในการเรียนรู้ต่างกันมีความชอบต่างกันผู้เรียนส่วนใหญ่มี
ความเห็นตรงกันว่าการเรียนรู้นอกห้องเรียนนา่ จะเป็นการเรียนรู้ท่ีสนุกท้าทายความสามารถเป็นการเรียนที่ไม่น่าเบื่อฝึกการลง
มอื ปฏิบตั ิสว่ นการแสวงหาความรู้นั้นทาไดห้ ลายวิธีเชน่ สอบถามคณุ ครูเพอื่ นผู้ปกครองศึกษาจากอินเทอร์เนต็ หนงั สือเรยี นในส่วน
ของการทางานกลมุ่ ผู้เรียนมีความเห็นวา่ ไดม้ ีการแบ่งหน้าทรี่ บั ผิดชอบตามความสามารถและความถนัดพยายามให้ทกุ คนในกลุ่ม
ได้ทางานแต่ก็มีปัญหาบ้างในกรณีที่เพ่ือนไม่ช่วยในส่วนของการประเมินผลผู้เรียนส่วนใหญ่มีความคิดเห็นตรงกันว่าผู้ท่ีมีส่วน
เกีย่ วขอ้ งในการประเมินไดแ้ กค่ รผู ูส้ อนนักเรยี นเพ่อื นผปู้ กครอง
2. ผลการสร้างและพฒั นารปู แบบการจดั กิจกรรมการเรียนรกู้ ลมุ่ สาระการเรยี นร้ภู าษาไทยในกิจกรรมลดเวลาเรียนเพมิ่
เวลารู้ สาหรบั นักเรียนประถมศึกษา
รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยในกิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้สาหรับนักเรียน
ประถมศึกษา ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีชื่อว่า “ITDR model” ประกอบด้วยกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 4 ขั้น คือขั้นท่ี 1
Inspiring: I (ผู้สอนสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน) ข้ันท่ี 2 Thinking: T (ผู้สอนกระต้นุ ด้วยคาถามให้ผูเ้ รียนได้
เกดิ กระบวนการคดิ วิเคราะห)์ ขน้ั ที่ 3 Doing: D (การลงมือปฏิบัติแบบรว่ มมือของผู้เรียน)และขั้นที่ 4 Reflecting: R (ผู้เรียน
สะท้อนสงิ่ ท่ีตนเองได้เรียนร)ู้ โดยมี 6 องคป์ ระกอบสาคัญ ไดแ้ ก่ หลกั การ วัตถุประสงค์ กระบวนการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ ปัจจยั
สนับสนุน การวัดและประเมินผล เง่ือนไขสาคัญในการนารูปแบบไปใช้ให้ประสบผลสาเร็จ รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้มี
คุณภาพเนื่องจากได้ผ่านการประเมินความเหมาะสมของรูปแบบจากผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 5 คน และผ่านการรับรองจากการ
สนทนากลุ่มแล้ว โดยมีผลการประเมินความเหมาะสมอยู่ในระดับมากสามารถนาไปจัดการเรียนการสอนได้จริง คู่มือการใช้
รูปแบบการจดั กิจกรรมการเรยี นรกู้ ลมุ่ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทยในกิจกรรมลดเวลาเรยี นเพิ่มเวลารสู้ าหรับนักเรียนประถมศกึ ษา
มีคุณภาพเนื่องจากได้ผ่านการประเมินความเหมาะสมของรูปแบบจากผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 5 คน โดยมีผลการประเมินความ
เหมาะสมอย่ใู นระดบั มากทส่ี ดุ
คาอธบิ ายบทบาทของผู้สอนและผู้เรยี นตามกระบวนการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ “ITDR model”
กระบวนการจดั บทบาทผ้เู รยี น บทบาทผูส้ อน
กจิ กรรมการเรียนรู้
ขนั้ ที่ 1 Inspiring Self – Regulation Motivation & Coach
สรา้ งแรงบันดาลใจ ผู้เรียนสามารถควบคุมตนเอง และกาหนด ผู้สอนกระตุ้นให้ผู้เรียนวิเคราะห์ความสนใจ
เปา้ หมายการเรียนร้ขู องตนเอง รวมทงั้ ผเู้ รียนสามารถกาหนดเป้าหมายการเรียนรู้
ข้นั ท่ี 2 Thinking Self – Learning Motivation & Coach
คาถามคิดวิเคราะห์ ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างหลากหลายมิติโดย ผสู้ อนตัง้ คาถามที่เนน้ กระบวนการคิดวเิ คราะห์
ใช้ประสบการณเ์ ดมิ และประสบการณใ์ หม่
ขน้ั ที่ 3 Doing Self – Learning Facilitator
ลงมอื ปฏิบตั ิแบบรว่ มมือ ผู้เรยี นรว่ มกันลงมอื ปฏิบัตกิ จิ กรรม ผู้สอนเป็นผู้อานวยความสะดวก ส่งเสริม และ
สนับสนุนผูเ้ รยี นโดยใชว้ ิธีการทีเ่ หมาะสม
ขั้นท่ี 4 Reflecting Self – Assessment Feedback
สะทอ้ นส่งิ ท่เี รยี นรู้ ผู้เรียนประเมินตนเอง และสะท้อนสิ่งท่ีตนเองได้ ผู้สอนให้ข้อมูลย้อนกลับ กระตุ้นให้ผู้เรียนสรุปสิ่ง
เรยี นรู้ ทไี่ ดเ้ รียนรู้ และสะทอ้ นการเรียนรู้
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 353
รูปแบบการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้กลมุ่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย
ในกิจกรรมลดเวลาเรียนเพ่มิ เวลารู้ สาหรบั นักเรียนระดับประถมศกึ ษา
หลักการ HEAD วตั ถปุ ระสงค์
การจัดกจิ กรรมโดยคานึงถึงความแตกต่างระหว่าง เพ่ือพัฒนาสมองแกผ่ ู้เรยี นเปน็ หลกั (Head)
บคุ คลมุง่ เนน้ ให้ผ้เู รียนเกดิ ทักษะการคิดวเิ คราะห์ HHAENARDTS โดยใหม้ ีความสามารถในการคดิ วเิ คราะห์
และมีความสขุ จากการเรียนรูโ้ ดยมีกระบวนการจดั
กจิ กรรมการเรียนรู้ตามขนั้ ตอน ITDR ซึ่งผูเ้ รยี นตอ้ ง สามารถทางานร่วมกับผ้อู ื่นได้อยา่ งมคี วามสขุ
ลงมอื ปฏิบัติจริง และอาศยั การมีส่วนรว่ มของเพื่อน รว่ มกับพัฒนาจติ ใจ (Heart) พฒั นาทกั ษะการ
ในกลุ่ม โดยใช้การประเมินเพ่ือพัฒนาการเรยี นร้ขู อง ปฏิบัติ (Hands) และพัฒนาสุขภาพ (Health)
ผ้เู รียน
กระบวนการ ขัน้ ที่ 1 Inspiring HEALTH ขั้นที่ 3 Doing ขน้ั ท่ี 4 Reflecting
สร้างแรงบันดาลใจ ลงมอื ปฏิบัตแิ บบรว่ มมอื สะทอ้ นสิ่งท่ีเรยี นรู้
จัดกิจกรรมการเรยี นรู้ ข้นั ท่ี 2 Thinking
คาถามคิดวิเคราะห์ ให้ขอ้ มูลยอ้ นกลับ
การประเมนิ
เพื่อการเรียนรู้ กระตนุ้ การเรยี นรู้ ตรวจสอบความเข้าใจ Self - Assessment
บทบาทผเู้ รยี น Feedback
บทบาทผู้สอน Self - Regulation Self - Learning
Motivation & Coach Facilitator
ปัจจยั สนบั สนนุ การวดั และประเมินผล
1) ผเู้ รียนที่มีความพรอ้ มในการเรยี นรู้ ใช้การประเมินที่หลากหลายในคาบกิจกรรม
2) การบริหารจดั การเวลาของผูส้ อน เมื่อเรียนในแต่ละหัวข้อเสร็จสิ้นและมีการ
3) สือ่ อปุ กรณ์ ท่ีมคี วามน่าสนใจ ประเมนิ เพ่ือพัฒนาสมองเป็นหลัก (Head) โดย
4) ผูบ้ รหิ ารเขา้ ใจในการจัดกจิ กรรม ใช้แบบทดสอบความสามารถทางภาษาไทยเม่ือ
สิ้นสดุ หน่วยการเรียนรู้
เง่ื อ น ไข ส า คั ญ ใ น กา ร น า รู ป แ บ บ ไป ใช้ ใ ห้
ประสบผลสาเร็จ
1) ผู้สอนต้องมีความเข้าใจตระหนักและเห็น
ความสาคัญของรูปแบบการจัดกิจกรรมการ
เรยี นรวู้ ชิ าภาษาไทย
2) ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมจริงโดยเน้น
ในเร่ืองของทักษะการคิดวิเคราะห์และการ
เรียนแบบรว่ มมือโดยใช้กระบวนการกลุ่มเป็น
หลกั
3) มีการยืดหยุ่นเวลาในการจัดกิจกรรมการ
เรยี นรู้ให้เหมาะสมกับกจิ กรรมนอกหอ้ งเรียน
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 354
อภปิ รายผล
1. สภาพความต้องการด้านการเลือกใช้วิธีการจัดการเรียนรู้ในกิจกรรมกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยในกิจกรรมลด
เวลาเรียนเพ่ิมเวลารู้ ของนักเรียนระดับประถมศึกษาพบว่ามีการปรับวิธีการสอนท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญแต่ยังคงยึดเน้ือหาใน
มาตรฐานและตัวช้ีวดั ของกล่มุ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทยเป็นสาคัญจัดกิจกรรมจากตวั อย่างในหนังสอื เรยี นเลอื กใช้สอ่ื และอปุ กรณ์
ท่ีมีอยู่การจัดกิจกรรมแตกต่างกันตามเน้ือหาสาระการเรียนรู้ เน้นการลงมือปฏิบัติจริงของผู้เรียนบูรณาการทักษะการคิด
วิเคราะห์และผสมผสานการใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศให้เกิดประโยชน์สงู สุด การทาแบบฝึกหัดเพื่อเป็นการทบทวนบทเรียนมีการ
ทดสอบผู้เรียนโดยนามาจากเอกสารประกอบของหนงั สอื เรียนวัดตามจุดประสงคก์ ารเรยี นรโู้ ดยใช้หลักสูตรแกนกลางทก่ี าหนดให้
เป็นมาตรฐานประเมินโดยใช้ข้อสอบที่มีความสอดคล้องและเหมาะสมกับช่วงวัยเน้นการทดสอบมา ตรฐานและการท่องจาเน้น
การทางานด้วยกระบวนการทางานแบบกลมุ่ มีการร่วมมือร่วมใจกัน ด้านการจัดการศึกษาในปัจจุบันมีความตอ้ งการในเรื่องการ
ฝึกฝนให้นักเรียนมีทักษะการคิดเป็นในกิจกรรมกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยในกิจกรรมลดเวลาเรียนเพ่ิมเวลารู้ ของนักเรียน
ระดบั ประถมศึกษาพบวา่ ปัญหาดา้ นทักษะการคดิ เปน็ ปญั หาท่ีสาคัญระดบั ประเทศเพราะนักเรียนทุกโรงเรยี นสว่ นใหญ่มปี ัญหา
ในเรอื่ งนีแ้ ละเปน็ ปัญหาทแ่ี กไ้ ขไดย้ ากโดยเฉพาะความสามารถด้านการคดิ วิเคราะห์ การคิดขน้ั สูงการคิดอย่างมีวจิ ารณญาณและ
ความคิดสร้างสรรคร์ วมท้งั ความสามารถในการแก้ปัญหาการทางานอย่างเป็นขนั้ ตอนเป็นระบบมกี ารวางแผนในการทางานและ
การทางานร่วมกับผู้อื่น ฉะนั้นในฐานะครูผู้สอนควรตระหนักในการบ่มเพาะผู้เรียนให้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการทางาน
รู้จักการประยุกต์ใช้ทักษะการคิดวิเคราะห์ในแบบง่าย ๆ เช่น การจาแนก การแยกแยะในสิ่งต่างและส่ิงเหมือน โดยจะเป็นขั้น
เริ่มตน้ ของการนาไปสู่การคิดขัน้ สงู ตอ่ ไป
ท้งั นี้จาเป็นต้องให้นักเรยี นมีการใชก้ ระบวนการกล่มุ เป็นเทคนิคสาคัญในการสรา้ งปฏิสัมพันธ์ทด่ี ีและเป็นการเสริมแรง
ทางบวกได้อีกหน่ึงทาง ด้านแนวทางการจัดกิจกรรมกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยในกิจกรรมลดเวลาเรียนเพ่ิมเวลารู้ ของ
นักเรียนระดับประถมศึกษาพบว่าวิธีการจัดการเรียนการสอนท่ีมีคุณภาพและตอบสนองกับการเรียนการสอนใน Thailand
Education 4.0 หรือตอบสนองใหเ้ ข้ากบั ทักษะในศตวรรษท่ี 21 นน้ั ผู้สอนตอ้ งปรับเปลยี่ นเทคนิควิธีการสอนปรับเปล่ียนมุมมอง
และความคดิ ใหม่โดยอาจศึกษาจากตัวอย่างการจัดกจิ กรรมการเรียนการสอนที่ประสบผลสาเร็จจากโรงเรียนต่าง ๆมีการนาสื่อ
เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ประกอบในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ฝึกการใช้คาถามกระตุ้นให้ผู้เรียนคิดและมีส่วนร่วมใน
กิจกรรมให้มากขึ้นมีการสร้างสถานการณ์ จาลองเพื่ อฝึกกระบวนก ารคิดการแก้ปัญ หาใช้เทคนิควิธีการสอนที่หลากหลาย
ปรับเปล่ียนหมุนเวียนกันตามความเหมาะสมของเนื้อหาวิชามีการจัดเตรียมแผนการจัดการเรียนรู้สื่ออุปกรณ์แหล่งเรียนรู้ที่
เหมาะสมมกี ารวดั และประเมินผลที่หลากหลายตามสภาพจริงการจดั กจิ กรรมทจ่ี ะส่งเสริมความสามารถด้านการคดิ วเิ คราะห์ได้
นัน้ ตอ้ งดาเนนิ การอยา่ งตอ่ เน่ืองเพราะทกั ษะกระบวนการคิดจะเกิดข้ึนไดด้ ้วยการฝึกคดิ และปฏบิ ตั ิอยา่ งชา้ ๆ
ดงั น้ันผู้สอนต้องร่วมมือกันเพื่อพัฒนาผู้เรียนอย่างจริงจังเพราะเป็นเรอื่ งที่สาคัญสาหรับการเตรียมผู้เรียนสู่การใช้ชีวิต
จริงและด้านการวดั และประเมินผลทางการจัดกิจกรรมกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยในกิจกรรมลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ของ
นกั เรยี นระดับประถมศึกษาพบว่า แนวทางในการวดั และประเมนิ ผลควรมกี ารวดั และประเมนิ ผลทหี่ ลากหลายประเมนิ จากสภาพ
จริงโดยคานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลมีองค์ประกอบต่าง ๆท่ีนามาใช้ประกอบในการประเมินเช่นพฤติกรรมท่ีผู้เรียน
แสดงออกใหป้ รากฏหลังจากจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ชน้ิ งานทไ่ี ด้แนวทางวิธีการทีส่ อ่ื ถงึ สขุ ในการเรียนรโู้ ดยมกี ารประเมนิ ก่อนเรยี น
และการประเมินหลังเรียนด้วยภาระงานหรือชิ้นงานที่กาหนดขึ้นซึ่งผลงานที่ได้อาจมีความแตกต่างกันตามความสามารถแ ละ
ความต้องการของผู้เรียน ซงึ่ สภาพความต้องการในการจัดกิจกรรมการเรียนรูใ้ นดา้ นต่าง ๆ นัน้ สอดคล้องกับงานวิจัยของรตั น์มณี
สยุ ะใจ(2561: 3210-3227) เอกนฤน บางท่าไม้ (2561: 30-51) อรปรียา ญาณะชัย (2561: 2993-3016) ฐิตพัฒน์สตางค์จันทร์
(2561: 343-365) รัฐพล ประดับเวทย์ (2560: 1051-1065) ท่ีพบว่า การเรียนการสอนในยุคปัจจุบันได้ปรับเปล่ียนจากระบบ
การเรียนการสอนที่ผู้สอนเป็นผู้บรรยายแต่ผู้เดียว มาเป็นการใช้เทคโนโลยีควบคู่ไปกับการสอน และผู้สอนเปลี่ยนบทบาทจาก
ผใู้ ห้ความรู้ เป็นผู้ช้ีแนะแนวทางการเรียนการสอนแบบเดิมท่ีผู้สอนเป็นศูนย์กลางไม่สามารถช่วยให้ผู้เรยี นเกิดทักษะท่ีจาเป็นใน
ศตวรรษท่ี 21 ได้ ดังนั้นจึงต้องปรับเปลี่ยนวิธีการสอนและปรับความเข้าใจในบทบาทของผู้เรียนและผู้สอนให้ถูกต้อง เพื่อให้
ผูเ้ รยี นได้ฝึกฝนทักษะทส่ี าคญั และจาเปน็ อย่เู สมอซ่ึงจะชว่ ยพัฒนาใหผ้ ้เู รียนมคี วามพรอ้ มในการใช้ชีวติ อยา่ งมีความสขุ ในศตวรรษ
ท่ี 21 ท่ีสิ่งแวดล้อมรอบตัวมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะเม่ือเทคโนโลยีถูกพัฒนาและมีประสิทธิภาพมากขึ้นทั้ง
ความเร็ว และความเสถยี รการนาเทคโนโลยมี าใชเ้ ปน็ เครอ่ื งมอื ในการศกึ ษาคงเป็นสงิ่ ทห่ี ลีกเล่ียงไม่ไดเ้ คร่อื งมือหรือเทคโนโลยที ี่มี
อยอู่ ยา่ งหลากหลายน้นั มปี ระสิทธภิ าพสาหรับการใชง้ านท่ีแตกตา่ งกนั โดยนับวันจะพฒั นาและเปลีย่ นแปลงไปอยา่ งรวดเรว็
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 355
2. การสร้างและพัฒนารปู แบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยในกิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่ม
เวลารู้ สาหรับนักเรียนประถมศกึ ษาท่ีผู้วจิ ยั พัฒนาขน้ึ มชี ่ือว่า “ITDR model” ประกอบด้วย 4 ขนั้ คือขนั้ ที่ 1 Inspiring: I(ผสู้ อน
สร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน) ขั้นท่ี 2 Thinking: T(ผู้สอนกระตุ้นด้วยคาถามให้ผู้เรียนได้เกิดกระบวนการคิด
วิเคราะห์) ขั้นที่ 3 Doing: D(การลงมือปฏิบัติแบบร่วมมือของผู้เรียน)และข้ันท่ี 4 Reflecting: R(ผู้เรียนสะท้อนสิ่งท่ีตนเองได้
เรียนรู้) โดยมี 6 องค์ประกอบสาคัญ ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ กระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ปัจจัยสนับสนุน การวัด
และประเมินผล เงอื่ นไขสาคญั ในการนารปู แบบไปใช้ให้ประสบผลสาเร็จท้งั นใี้ นข้นั ท่ี 2 Thinking: T(ผู้สอนกระต้นุ ด้วยคาถามให้
ผูเ้ รยี นไดเ้ กิดกระบวนการคดิ วเิ คราะห)์ น้ันมีความสาคัญเปน็ อยา่ งมาก
สานกั วชิ าการและมาตรฐานการศึกษา (2560: 5) กลา่ ววา่ การตงั้ คาถามท่กี ระตุน้ การคิดเปน็ เทคนิคของการประเมนิ ที่
สาคัญท่จี ะสง่ เสริมให้ผูเ้ รยี นเกิดการเรียนรโู้ ดยเฉพาะการสร้างทักษะการคดิ ระดบั สงู ครผู สู้ อนอาจใช้การต้งั คาถามปลายเปดิ กวา้ ง
ๆ ในการนาเข้าส่เู รื่อง (Scene-Setting) คาถามปลายเปดิ จะมีประโยชน์มากกว่าคาถามปลายปิดในการกระตุ้นให้นกั เรยี นฝึกคิด
พูด และสื่อความเข้าใจ ครูผู้สอนอาจต้ังคาถามโดยใช้เทคนิค Might คือ ตั้งคาถามให้นักเรียนคิดหาคาตอบท่ีเป็นไปได้ท่ี
หลากหลายซึ่งคาถามแรกถามเพื่อให้ได้คาตอบเดียวให้ตรงกับท่ีครูรู้ในขณะท่ีคาถามหลังจะเปิดกว้างให้นักเรียนได้แสดง
ความเห็นได้มากกว่า นอกจากนั้นควรปรับคาถาม (Invert the Question) ท่ีวัดความรู้ความจา เป็นคาถามท่ีแสดงเหตุและผล
มากกว่า ซง่ึ สอดคล้องกับงานวิจัยของสกุ ัญญา งามบรรจง (2560: ก) ท่ีศกึ ษาเร่ือง การพฒั นารปู แบบการจัดกระบวนการเรียนรู้
เพ่ือเสริมสร้างทักษะในศตวรรษท่ี 21 ผ่านกิจกรรมลดเวลาเรียนเพ่ิมเวลารู้ ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พบวา่ รูปแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้เพอ่ื เสรมิ สร้างทกั ษะในศตวรรษที่ 21 ผา่ นกิจกรรมลดเวลาเรยี นเพ่ิมเวลารู้ทีพ่ ัฒนาขน้ึ มี
องค์ประกอบ ได้แก1่ ) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) กระบวนการจัดการเรียนรู้ 4) การวดั และประเมินผล 5) ปัจจัยสนับสนุน 6)
เงื่อนไขสาคัญในการนารูปแบบไปใช้ โดยในกระบวนการจัดการเรียนรู้ประกอบด้วย 5 ข้ัน ได้แก่ ขั้นที่ 1 เกิดแรงบันดาลใจ
(Inspire) ข้ันท่ี 2 เลือกสนใจตามถนัด (Choose) ขั้นที่ 3 เป้าหมายชัดปฏิบัติตามแผน (Aim & Act) ข้ันที่ 4 สะท้อนแก่นการ
เรียนรู้ (Reflect) ข้ันท่ี 5 การยกระดับสู่คุณภาพ (Enhance) ประสทิ ธภิ าพของรูปแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้าง
ทกั ษะในศตวรรษที่ 21ผา่ นกจิ กรรมลดเวลาเรยี นเพม่ิ เวลารู้ มคี วามเหมาะสมเป็นไปไดแ้ ละเป็นประโยชน์โดยภาพรวมอยู่ในระดับ
มาก และผู้เรยี นทผี่ ่านการจัดกระบวนการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการจัดกระบวนการเรียนรูปดังกล่าวมที ักษะในศตวรรษท่ี 21 ได้แก่
1) ความสามารถในวิธีการคิดเก่ียวกับการคิดแก้ปัญหา การคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม 2) ความสามารถในวิธีการทางาน
เก่ียวกับทักษะการสื่อสาร และการร่วมมือทางานเป็นทีม 3) ความสามารถในการใช้เคร่ืองมือการทางานเก่ียวกับการรูปเท่าทัน
สารสนเทศ การรู้เทา่ ทนั สื่อ และการรู้เทา่ ทันเทคโนโลยสี ารสนเทศ และ 4) การประพฤตแิ ละปฏบิ ัตใิ นการดารงชวี ิตเก่ยี วกบั เป็น
พลเมืองและพลโลก ความรู้ ทกั ษะ และเจตคติอยู่ในระดับมาก ทุกด้าน
โดย “ITDRmodel” เป็นนวตั กรรมที่ไม่มีผวู้ ิจัยคนใดเคยคิดมาก่อนและเป็นนวตั กรรมท่ีแปลกใหม่ซึง่ สอดคล้องกับคา
กล่าวของสุมน อมรวิวัฒน์ (2541:8) ได้กล่าวถึง การพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนของครูเพื่อให้ผู้เรียนเป็นสาคัญ มี
ความสุข และสนุกในการเรียน ครูต้องปรับเปล่ียนพฤติกรรมและวิธีการในการจัดกิจกรรมการสอน เพื่อให้เกิดการเปล่ียนแปลง
คุณภาพการเรียนการสอน อีกทั้งยังสอดคล้องกับอัจฉรา ชีวพันธ์ (2554: 4) กล่าวว่า กิจกรรมการเล่นประกอบการสอน
ภาษาไทย จดั เปน็ ส่งิ จาเปน็ ทจี่ ะชว่ ยเร้าใจให้นกั เรยี นเกดิ การเรยี นรูท้ ี่ดีขน้ึ และเปน็ แรงจงู ใจใหน้ กั เรยี นเห็นคุณคา่ เกิดความเข้าใจ
ในบทเรียนได้ดีขึ้น โดยกิจกรรมการเล่นประกอบการสอนภาษาไทยมีประโยชน์ คือ 1) ช่วยให้เกิดพัฒนาการทางด้านความคิด
ให้กับนักเรียน 2) ช่วยส่งเสริมทักษะการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน 3) ช่วยในการฝึกทักษะทางภาษาและทบทวน
เนื้อหาวิชาต่าง ๆ 4) ช่วยเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงออกทางความคิด 5) ช่วยประเมินผลการเรียนการสอน 6) ช่วยให้
นักเรยี นเกิดความเพลิดเพลินและผ่อนคลายความตึงเครียด 7) ช่วยจูงใจและเร้าความสนใจของนักเรียน 8) ใช้เป็นกิจกรรมข้ัน
นาเข้าสู่บทเรียน เสรมิ บทเรยี น และสรปุ บทเรยี น
ทั้งนี้รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยในกิจกรรมลดเวลาเรียนเพ่ิมเวลา รู้ สาหรับ
นักเรียนประถมศึกษา“ITDR model” น้ัน เมื่อครูผู้สอนได้ดาเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนผลปรากฏเป็นที่
ประจกั ษ์ว่าการจดั กิจกรรมการเรยี นรดู้ ว้ ยรูปแบบดงั กล่าวสามารถพัฒนาผเู้ รยี นในสว่ นของการพฒั นา 4H คอื Head (การพัฒนา
สมอง) ระดับมากท่ีสุด Heart (การพัฒนาจิตใจ) ระดับปานกลาง Hands (การพัฒนาทักษะการปฏิบัติ) ระดับปานกลางและ
Health (การพัฒนาสุขภาพ) ระดับปานกลาง ซ่ึงสอดคลอ้ งกับองค์ประกอบ 4 ประการของการจัดการศึกษา คอื พทุ ธิศกึ ษา จริย
ศึกษา หัตถศึกษา และพลศึกษา ท้ังน้ีเพ่ือเป็นการพัฒนาผู้เรียนในทุกด้านโดยเน้นด้านการพัฒนาสมอง (Head) เป็นหลัก
เนื่องจากกลุม่ สาระการเรยี นรูภ้ าษาไทยมเี นื้อหารายวชิ าค่อนขา้ งมาก ผู้เรยี นต้องค้นควา้ ถกแถลง สรา้ งความคดิ เชงิ เหตุผล และ
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 356
ประยุกต์ใช้องค์ความรู้ในชีวิตประจาวันหรือสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสมและการประเมินผลเป็นการประเมินความพึง
พอใจในการเข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของประสาท เนืองเฉลิม (2559: 137 – 146) กล่าวว่า 4H ได้แก่ Head
Heart Hands และ Health ซึ่ง Head การเรียนรู้ต้องพัฒนาการคิด ความรู้ ความเข้าใจ Heart การเรียนรู้ต้องพัฒนาความ
เข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่นเห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์ Hands เป็นการเรียนรู้ผ่านการลงมือกระทา เมื่อเข้าไปสัมผัสแล้วจะเกิด
ความสมั พันธ์ของการทางานระหวา่ งสมองกับอวยั วะรบั สมั ผสั ผู้เรยี นก็จะเกิดการปรับเปลีย่ นทัศนคตติ อ่ ส่ิงเร้าน้ันๆ Health เป็น
การเรียนรู้เพื่อนา ไปสู่สุขภาวะท่ีดีมีจิตใจที่เข้มแข็ง และสุขภาพร่างกายดี เช่นเดียวกับผลการวิจัยของสุธิดา ศรีปลั่ง (2559: 1-
16) ที่ศึกษาเร่ือง การประเมินการบริหารโครงการ “ลดเวลาเรียนเพ่ิมเวลารู้” ของโรงเรียนนาร่อง สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ี
การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 1 พบว่า นักเรียนมีความสามารถในการเรียนร้ดู ้วยตนเองผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์ มี
ความสามารถด้านการส่ือสารและแลกเปล่ียนความคิดเห็น ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม และนักเรียนมคี วามสามารถด้านการใช้
ส่ือและเทคโนโลยี
2.1 ผลการเปรยี บเทียบคะแนนความสามารถทางภาษาไทย เรือ่ ง คา 7 ชนิด ก่อนเรยี นและหลังเรียนดว้ ยรปู แบบการ
จัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยในกิจกรรมลดเวลาเรียนเพ่ิมเวลารู้ สาหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา
“ITDR model” แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญที่ระดับ .05 ซ่ึงผลการทดลองนี้สอดคล้องกับงานวิจัยของธนินทร์ ัฐ กฤษฎิฉ์ ันทัชท์
ศิรวิ ิศาลสุวรรณ (2559: 103-112) ท่ีศึกษาเรื่อง การจัดกิจกรรมการเรียนรโู้ ดยใช้นวัตกรรม THINK TALK TURN plus TEACH
for THAI LANGUAGE: 5T Model โดยบูรณาการกิจกรรมร้องเล่นเต้นเรียนเพ่ือพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และเจตคติต่อวิชา
ภาษาไทยของนักเรียนระดับประถมศึกษา พบว่า ผลทักษะการคิดวิเคราะห์รายวิชาภาษาไทยของนักเรียนท่ีได้รับการจัดการ
เรียนรู้โดยใช้นวัตกรรม 5T Model โดยบูรณาการกิจกรรมร้องเล่น หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ
.05
โดยการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการคิดมีความสัมพันธ์กับการเรียนรู้ด้วยกระบวนการกลุ่มซึ่ งเป็นวิธีการที่จะ
ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพผ้เู รยี น ถา้ หากผูเ้ รียนทุกคนเปิดใจรับความรู้ ความคิด ความรู้สึกของผู้อ่ืนและมีวิธีการทด่ี ีในการเก็บ
เก่ียวความรู้ พลังในการเรียนรู้จากกลุ่มจะเกิดขึ้นได้ (วิภา ตัณฑุลพงษ์, 2549: 2) ดังนั้นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ดังกล่าวจึง
ส่งผลให้ทักษะการคิดวิเคราะห์วิชาภาษาไทยของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนสอดคล้องกับงานวจิ ัยของ ภัทรมน ขันธา
ฤทธิ์ (2551: 110) ศกึ ษาเร่อื ง การสรา้ งชุดการสอนกจิ กรรมแนะแนวเพ่ือพัฒนาการคิดวิเคราะห์ของนักเรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่
6 โรงเรียนวัดบาเพ็ญเหนือเขตมีนบุรีกรุงเทพมหานคร พบว่า คะแนนก่อนและหลังการใช้ชุดการสอนกิจกรรมแนะแนวเพ่ือ
พฒั นาการคดิ วิเคราะห์ของนักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 6 มีคะแนนการคดิ วเิ คราะห์แตกต่างกนั อย่างมนี ัยสาคัญทางสถติ ทิ ี่ระดับ
.01และเช่นเดยี วกบั ผลการวิจัยของสุพจน์ วิทลัสวศิน (2552: 138) ศึกษาเร่ือง การพัฒนากิจกรรมเกมการศึกษาเพ่ือสร้างเสริม
ทักษะทางสังคมในกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนสาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า ผลการประเมินทักษะทางสังคมของ
นักเรียนก่อนและหลังจัดกิจกรรมเกมการศึกษามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 โดยผลการประเมิน
ทกั ษะทางสังคมของนกั เรียนหลังจัดกิจกรรมเกมการศึกษาสูงกว่าก่อนจดั กิจกรรมเกมการศึกษา และนกั เรยี นเห็นด้วยต่อการจัด
กิจกรรมเกมการศึกษาในระดับมาก โดยเห็นว่ากิจกรรมเกมการศึกษามีความน่าสนใจ สนุกสนาน ช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนใฝ่การ
เรียนรู้ และปลูกฝงั ทักษะทางสังคม เนอื่ งจาก “ITDR model” มีการเร้าความสนใจของผู้เรียนในข้ันที่ 1 คือ Inspiring: I(ผู้สอน
สร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน) ครูผู้สอนจะมีปฏิสัมพันธ์เชิงบวกกับผู้เรียน มีความหลากหลายในการนาเข้าสู่
บทเรียน เช่น การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศต่าง ๆ การใช้เกมการศึกษา หรือแม้แต่การให้ผู้เรียนแสดงบทบาทสมมติ ซึ่งทาให้
ผู้เรียนสนใจและเกดิ ความสนุกสนานในการเรียนรเู้ ป็นอยา่ งมาก
2.2 ความคิดเห็นของผู้เรียนจากการเรียนด้วยรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยใน
กิจกรรมลดเวลาเรียนเพ่ิมเวลารู้ สาหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา “ITDR” พบว่าผู้เรียนได้แสดงความคิดเห็นท่ีมีต่อรูปแบบ
“ITDR” ในภาพรวมอยู่ในระดับมากท่ีสุด อาจเป็นเพราะการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ท่ีมีความหลากหลายทาให้ผู้เรียนเกิดความ
สนุกสนาน ผ่อนคลายในการเรียน ด้วยการเรียนที่ประยุกต์ด้วยเกมการศึกษานักเรียนรักษากฎกติกา การร้องเพลงเข้ามามี
บทบาทสาคัญในกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์ต่อเพื่อนในกลุ่มด้วยรูปแบบการเรียนแบบร่วมมือ
ดังน้ันการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ดังกล่าวจึงส่งผลให้เจตคติของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนสอดคล้องกับงานวิ จัยของศรี
บงั อร จุ้ยศิริ (2550: 178) ศกึ ษาเรื่อง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นและความสนใจในวชิ าภาษาไทยของนักเรียนชั้น
มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 ทีเ่ รียนวรรณคดไี ทยโดยใช้เพลงประกอบการสอนกับการสอนแบบปกติ พบว่า ความสนใจในวิชาภาษาไทยของ
นักเรียนท่ีได้รับการสอนโดยใช้เพลงประกอบการสอนกับการสอนแบบปกติ แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 357
และเช่นเดียวกับผลการวิจัยของ กฤษกร จีรัง (2555: 79-85) ศึกษาเร่ือง การจัดการเรียนรู้โดยใช้นวัตกรรม Rock & Rap for
Mathematics: RRM โดยยึดแนวคิดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานที่มีผลต่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนและเจตคติต่อวิชา
คณิตศาสตร์พบว่า เจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้นวัตกรรม Rock & Rap for
Mathematics: RRM สูงกวา่ ก่อนเรียนอยา่ งมนี ยั สาคัญทางสถติ ิท่ีระดับ .05
ข้อเสนอแนะ
ข้อเสนอแนะทวั่ ไป
1.จากผลการวิจัยพบว่า หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ “ITDR” ประกอบด้วย 4 ข้ัน คือข้ันที่ 1
Inspiring: I(ผู้สอนสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน) ขั้นท่ี 2 Thinking: T(ผู้สอนกระตุ้นด้วยคาถามให้ผู้เรียนได้เกิด
กระบวนการคดิ วิเคราะห์) ขนั้ ท่ี 3 Doing: D(การลงมือปฏิบัตแิ บบร่วมมือของผู้เรียน)และข้ันที่ 4 Reflecting: R(ผู้เรียนสะท้อน
สง่ิ ทต่ี นเองไดเ้ รียนรู)้ ผูเ้ รยี นมีความสามารถ เรื่อง คา 7 ชนดิ แตกตา่ งกันอยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถิตทิ ี่ระดับ .05 โดยผลการเรยี นรู้
หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนดังนั้นในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาภาษาไทย ผู้สอนควรนารูปแบบน้ีไปใช้เป็นแนวทางในการจัด
กิจกรรมการเรียนรูเ้ พอื่ ส่งเสรมิ และพฒั นาความสามารถทางภาษาไทยของผ้เู รยี นใหส้ งู ข้นึ
2.การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ “ITDR”สามารถบูรณาการกับรายวิชาอื่น ๆ ได้นอกเหนือจากรายวิชา
ภาษาไทย โดยครูผู้สอนสามารถสอดแทรกกิจกรรมพัฒนา 4H คือ Head (การพัฒนาสมอง) Heart (การพัฒนาจิตใจ) Hands
(การพัฒนาทักษะการปฏิบัติ) และ Health (การพัฒนาสุขภาพ) เข้ามามีบทบาทสาคัญในทุกขั้นตอนของการจัดกิจกรรมการ
เรยี นรู้
3.การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ “ITDR” ผู้สอนต้องศึกษาและทาความเข้าใจในองค์ประกอบของรูปแบบ
การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ เพอ่ื การจดั กิจกรรมการเรียนรู้อย่างมปี ระสิทธิภาพ อกี ท้ังสรา้ งความเขา้ ใจกับผู้เรียนในขน้ั ตอนการใช้
รปู แบบ
4.การประเมินผลการเรยี นรใู้ นกิจกรรมการเรยี นการสอนต้องยดึ ผู้เรยี นเป็นสาคัญ และมกี ารประเมินผลใหค้ รบทุกด้าน
ตามสภาพจรงิ
ข้อเสนอแนะในการวจิ ัยครั้งต่อไป
1. ควรมีการวิจัยเก่ียวกับการพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ๆ ในกิจกรรมลดเวลา
เรียนเพิม่ เวลารู้ สาหรับนักเรียนประถมศกึ ษาและนกั เรียนมธั ยมศึกษา เพือ่ ให้เกิดรูปแบบเชิงสร้างสรรค์ในการพัฒนาทักษะการ
คดิ วเิ คราะห์ การคิดอย่างมวี ิจารณญาณ หรือแมแ้ ตก่ ารคดิ แกไ้ ขปญั หา ทเ่ี ปน็ ประโยชน์ต่อการศกึ ษา
2. ควรศึกษารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดทฤษฎีอื่น ๆ มาบูรณาการให้สอดคล้องกับสภาพบริบท
ทางด้านผู้เรียน ด้านโรงเรียน และด้านชุมชน
3. ควรมกี ารศกึ ษาวจิ ัยและพัฒนานวตั กรรม สื่อการสอน ทีใ่ ชใ้ นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพ่อื สง่ เสรมิ ทักษะการเรยี นรู้
ในศตวรรษที่ 21 ของผู้เรียนเน่ืองจากมีความสอดคล้องกับการจัดกิจกรรมลดเวลาเรียนเพ่ิมเวลารู้เพ่ือตอบสนองนโยบายของ
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
กติ ตกิ รรมประกาศ
วทิ ยานิพนธเ์ ลม่ น้สี าเรจ็ ลลุ ว่ งได้ ด้วยความเมตตากรณุ าอยา่ งยง่ิ ของผ้ชู ่วยศาสตราจารย์ ดร.วรรณวรี ์ บุญคมุ้ อาจารย์ที่
ปรึกษาวทิ ยานิพนธ์หลัก และอาจารย์ ดร.รัชฎาพร เกตานนท์ แนวแห่งธรรม อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ร่วม ท่ีให้ความรู้ ให้
แนวคิด ให้แนะนา ตลอดจนตรวจทานแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ทาให้วิทยานิพนธ์เล่มน้ีเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งผู้วิจัยรู้สึกซาบซ้ึงเป็น
อยา่ งมากและขอกราบขอบพระคณุ คณาจารย์ทุกท่านเป็นอยา่ งสงู มา ณ โอกาสน้ี
ขอกราบขอบพระคุณอาจารย์ ดร.พิทักษ์ สุพรรโณภาพ ประธานกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์
ดร.สมศักด์ิ อมรสิริพงศ์ ผู้ทรงคุณวุฒิในกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ ท่ีให้คาชีแ้ นะ ตรวจทาน และแก้ไขวิทยานิพนธ์เล่มน้ีอนั เป็น
ประโยชน์ตอ่ ผ้วู ิจัยอย่างยง่ิ
ขอกราบขอบพระคุณรองศาสตราจารย์ หม่อมหลวงอัจจิมา เกิดผลผู้ช่วยศาสตราจารย์ กวิสรา รัตนากรอาจารย์ ดร.
ฐาปณฐั อดุ มศรอี าจารย์ ดร. ลลดิ า ธรรมบตุ รอาจารย์พริ ุณเทพ เพชรบุรีผู้ทรงคุณวุฒใิ นการประเมินความเหมาะสมของรูปแบบ
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้และผู้เช่ียวชาญในการตรวจเคร่ืองมือวิจัยทุกท่านที่กรุณาตรวจแก้ไข ให้คาแนะนา ทาให้เคร่อื งมือใน
การวิจัยครง้ั น้ีมีประสทิ ธิภาพมากย่งิ ข้ึน
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 358
ขอขอบพระคุณผู้ให้ข้อมูลในการสัมภาษณ์ และผู้ให้ข้อมูลในการสนทนากลุ่มเป็นอย่างสูง ที่เสียสละเวลาอันมีค่าใน
การให้ข้อมลู สาคัญอนั เป็นประโยชน์ต่อการวิจัยครงั้ นี้
ขอขอบพระคุณผู้อานวยการสถานศึกษา คณะผู้บริหาร ศึกษานิเทศก์ คณะครูทุกท่านในโรงเรียนอนุบาลพระสมุทร
เจดยี ์ และขอขอบใจนกั เรียนชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 6 ทุกคน ทส่ี นบั สนุน และให้กาลังใจผวู้ จิ ัยเสมอมา
ประโยชน์และคุณค่าจากวิทยานิพนธ์เล่มน้ี ผู้วิจัยขอมอบเป็นเบ้ืองแห่งความกตัญญูกตเวทีแด่ครอบครัว บูรพ
คณาจารยท์ ่ไี ดอ้ บรมสั่งสอนผ้วู ิจัยตัง้ แต่ระดบั ชั้นปฐมวัยถงึ ระดบั ชน้ั อดุ มศึกษา และผู้มพี ระคณุ ทกุ ท่าน
เอกสารอา้ งอิง
กฤษกร จริ งั . (2555). การจดั การเรียนรโู้ ดยใช้นวตั กรรม Rock & Rap for Mathematics: RRM โดยยึดแนวคิดการเรยี นรูโ้ ดย
ใช้สมองเป็นฐานทม่ี ีผลตอ่ ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนและเจตคตติ ่อวชิ าคณิตศาสตร์. จากหนงั สอื การวิจยั เพอื่ เพิ่มคณุ ภาพ
การศกึ ษาและการพัฒนาวชิ าชีพ. กรงุ เทพฯ: สานักงานเลขาธิการครุ สุ ภา.
ฐิตพฒั นส์ ตางค์จันทร.์ (2561). “การพัฒนากจิ กรรมสง่ เสรมิ การเรยี นรูใ้ นศตวรรษที่ 21 ของนกั เรยี นโรงเรยี นในสงั กัดสานักงานเขต
พน้ื ท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษาเลยเขต 2.” วารสารวชิ าการVeridian E-Journal 11, 1 (มกราคม – เมษายน): 343 – 365.
ทิศนาแขมมณี. (2548). รปู แบบการเรยี นการสอน: ทางเลอื กทห่ี ลากหลาย.กรงุ เทพฯ: จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย.
ธนนิ ทร์ ัฐ กฤษฎิฉ์ ันทชั ท์ ศริ ิวิศาลสวุ รรณ. (2559). “การจดั กจิ กรรมการเรยี นรโู้ ดยใช้นวตั กรรม THINK TALK TURN plus
TEACH for THAI LANGUAGE: 5T Model โดยบูรณาการกิจกรรมร้องเล่นเต้นเรยี นเพือ่ พฒั นาทักษะการคิดวิเคราะห์และ
เจตคตติ ่อวชิ าภาษาไทยของนกั เรยี นระดบั ประถมศกึ ษา.” หนงั สือการประชมุ ทางวิชาการระดบั ชาติ ของครุ สุ ภา
ประจาปี 2559.
ประสาท เนืองเฉลมิ . (2559) “ลดเวลาเรียนเพ่ิมเวลารู้: นโยบายสทู่ ฤษฎีและทางปฏบิ ตั ิ” วารสารวิชาการแพรวากาฬสินธ์ุ
มหาวิทยาลยั กาฬสินธุ์, ปีที่ 3 ฉบับที่ 1 (มกราคม – เมษายน 2559): 137 – 146.
ภทั รมน ขนั ธาฤทธ์ิ. (2551). การสร้างชดุ การสอนกิจกรรมแนะแนวเพือ่ พฒั นาการคิดวเิ คราะห์ของนกั เรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี
6 โรงเรยี นวัดบาเพญ็ เหนือเขตมีนบุรกี รุงเทพมหานคร. วิทยานพิ นธป์ รญิ ญาการศกึ ษามหาบณั ฑิตสาขาจติ วทิ ยาการ
แนะแนว คณะศกึ ษาศาสตรม์ หาวทิ ยาลัยศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ.
รัฐพล ประดับเวทย์. (2560). “แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรดู้ ว้ ยเทคโนโลยตี ามแนวคิดอนุกรมวิธานของบลมู .”
วารสารวิชาการ Veridian E-Journal 10, 3 (กนั ยายน – ธนั วาคม): 1051 – 1065.
รัตน์มณสี ยุ ะใจ. (2561). “การพฒั นารูปแบบการเป็นองคก์ ารแห่งการเรยี นรใู้ นยุคประเทศไทย 4.0 ของกองทัพบก.”
วารสารวิชาการ Veridian E-Journal 11, 1 (มกราคม – เมษายน):3210 – 3227.
วรรณวรี ์ บญุ คมุ้ . (2556). การวจิ ยั ทางสังคมศาสตร.์ พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: สานกั พิมพ์ Saroj Digital Print& Copy Center.
วภิ า ตณั ฑลุ พงษ์. (2549). เกมภาษาสอื่ ความคิดพชิ ติ การอา่ น. พิมพค์ รัง้ ที่ 1. นนทบุร:ี สานักพิมพ์ศูนย์ส่งเสรมิ วิชาการ.
ศรีบงั อร จ้ยุ ศริ .ิ (2550). การเปรียบเทยี บผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนและความสนใจในวชิ าภาษาไทยของนักเรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี
3 ทเี่ รียนวรรณคดไี ทยโดยใช้เพลงประกอบการสอนกบั การสอนแบบปกต.ิ วิทยานิพนธ์ปรญิ ญาการศกึ ษามหาบณั ฑติ
สาขาการมธั ยมศกึ ษา คณะศกึ ษาศาสตรม์ หาวทิ ยาลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒ.
ศจิ ิตราภรณ์ศลิ ปะ. (2547). การพฒั นาส่อื ประสมร่วมกบั การเรียนแบบซไี ออาร์ซเี ร่ืองการสะกดคาไม่ตรงตามมาตราตวั สะกดแม่
กดวิชาภาษาไทยชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 2. วทิ ยานพิ นธ์ปริญญาครุศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาเทคโนโลยีและส่ือสาร
การศึกษามหาวิทยาลยั ราชภัฏนครราชสมี า.
สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พื้นฐาน. (2558). คูม่ อื บรหิ ารจดั การเวลาเรยี น “ลดเวลาเรยี นเพิ่มเวลารู้”. กรงุ เทพฯ:
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร.
________, กลุ่มสารสนเทศ สนผ. (2561). ระบบสารสนเทศเพือ่ บรหิ ารการศกึ ษาของสานักงานเขตพนื้ ท่ีการศึกษาประถมศกึ ษา
สมุทรปราการ เขต 1. 16 พฤษภาคม 2561, จากhttp://data.boppobec
สานกั งานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2552). ข้อเสนอการปฏริ ูปการศึกษาในทศวรรษท่ีสอง(พ.ศ.2552-2561). กรงุ เทพฯ : สกศ.
________. (2558). รายงานผลการศกึ ษาฉบับสมบูรณ์โครงการวิจยั เร่อื งการกาหนดแนวทางการพัฒนาการศกึ ษาไทยกับการ
เตรยี มความพร้อมสูงศตวรรษท่ี 21. กรงุ เทพฯ: กระทรวงศกึ ษาธิการ.
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 359
สานกั ทดสอบทางการศึกษา. (2559). รายงานการดาเนนิ โครงการ “ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้”ปกี ารศึกษา 2558. กรงุ เทพฯ: โรง
พิมพช์ มุ นมุ สหกรณ์การเกษตรแหง่ ประเทศไทย.
สานักวิชาการและมาตรฐานการศกึ ษา. (2559). คูม่ ือบรหิ ารจดั การเวลาเรยี นตามนโยบาย “ลดเวลาเรยี นเพม่ิ เวลารู้”.
กรงุ เทพฯ: กระทรวงศกึ ษาธิการ.
________. (2560). การประเมนิ เพ่อื เรยี นรู้ การต้งั คาถามและการใหข้ อ้ มลู ย้อนกลบั เพื่อส่งเสรมิ การเรียนรู้. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พ์
ชุมนมุ สหกรณ์การเกษตรแหง่ ประเทศไทย จากดั .
สกุ ญั ญา งามบรรจง. (2560). การพัฒนารูปแบบการจดั กระบวนการเรยี นรู้เพือ่ เสรมิ สร้างทักษะในศตวรรษที่ 21 ผา่ นกิจกรรมลด
เวลาเรยี นเพม่ิ เวลารู้ ของสานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พื้นฐาน.กรุงเทพฯ: กระทรวงศึกษาธกิ าร.
สุธดิ า ศรีปลงั่ (2559). “เรอื่ ง การประเมินการบริหารโครงการ “ลดเวลาเรยี นเพ่มิ เวลารู้” ของโรงเรยี นนาร่อง สงั กัดสานกั งาน
เขตพน้ื ท่กี ารศกึ ษาประถมศึกษาเพชรบรุ ี.”การประชมุ เสนอผลงานวิจัยระดับชาติ มหาวิทยาลัยสโุ ขทยั ธรรมธริ าช ครง้ั
ท่ี 6, 1 – 16.
สพุ จน์ วิทลัสวศิน.ุ (2552). การพฒั นากิจกรรมเกมการศึกษาเพื่อสรา้ งเสริมทักษะทางสังคมในกิจกรรมพัฒนาผ้เู รยี น สาหรับ
นักเรียนช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี 6. วิทยานพิ นธป์ ริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวิชาหลกั สตู รและการนิเทศ
ภาควิชาหลกั สูตรและวธิ สี อนคณะศกึ ษาศาสตร์มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร.
สุมน อมรวิวัฒน.์ (2541). ทาไมตอ้ งปฏิรปู การเรยี นร:ู้ การปฏริ ูปการเรยี นรู้ตามแนวคิด 5 ทฤษฎี. สานกั งานคณะกรรมการ
การศกึ ษาเอกชน กระทรวงศึกษาธิการ. กรงุ เทพฯ: หจก. ไอเดีย สแควร์.
อรปรยี า ญาณะชัย. (2561). “รูปแบบการพฒั นาศกั ยภาพทางดนตรีของนกั ศกึ ษาโดยการเรยี นร้แู บบรว่ มมอื พสี่ อนน้อง.”
วารสารวชิ าการ Veridian E-Journal 11, 1 (มกราคม – เมษายน):2993 – 3016.
อจั ฉรา ชวี พนั ธ์. (2554). พฒั นาทักษะภาษา พฒั นาความคดิ ดว้ ยกจิ กรรมการเล่นประกอบการสอนภาษาไทย. พิมพค์ ร้ังท่ี 8.
กรงุ เทพฯ: บริษทั วี.พริ้นท์ (1991) จากัด.
เอกนฤน บางท่าไม้. (2561). “การพัฒนารปู แบบกิจกรรมการเรยี นการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐานเพื่อส่งเสริม ความสามารถใน
การแก้ปัญหาในรายวชิ าการถ่ายภาพดิจทิ ลั สาหรับนกั ศกึ ษาระดบั ปริญญาตรคี ณะศึกษาศาสตรม์ หาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร.”
วารสารวชิ าการ Veridian E-Journal 11, 1 (มกราคม – เมษายน): 30 – 51.
Center for Critical Thinking. (1996). Evaluation Critical Thinking. USA Midwest Publications Critical Thinking
Press.
Creswell and Clark (2011). Designing and Conducting Mixed Methods Research. California: C & M Digitals (P) Ltd.,
Johnson,D.W, and R.T. Johnson. (1987). Learning Together and Alone: Cooperative Competitive and
Individualistic. New Jersey: Allyn and Bacon A Paramount Communications Company.
Joyce, B. and Weil, Masha. (1986). Model of teaching. Fifth Edition. Boston: Alyn and Bacon.
Mac Intyre. (1984). Understanding Children's Development in the Early Years: Questions Practitioners
Frequently Ask. New York : Routledge.
Piaget, Jean (2008). Developmental Theory [Online]. Accessed 15 February 2017.Available from
http://www.learningandteaching.info/learning/piaget.htm
Richardson, G. (2016). “A Reply to Corporate Social Responsibility and Tax Aggressiveness: A Test of
Legitimacy Theory.”Social and Environmental Accountability Journal, 36 (1), 90-92.
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 360
การศกึ ษาผลของการจัดการเรียนรูโ้ ดยใช้ปัญหาเป็นฐานทเี่ น้นเทคนิคการสืบคน้ เปน็ กลมุ่
ทีส่ ่งผลตอ่ ความสามารถในการสรา้ งคาอธบิ ายเชงิ วทิ ยาศาสตรแ์ ละทกั ษะการทางานเปน็ ทีม
THEEFFECTOF USING PROBLEM-BASED LEARNING METHOD WITH A GROUP INVESTIGATION TECHNIQUEON
STUDENT’SCONSTRUCTING SCIENTIFIC EXPLANATION ABILITIESAND TEAMWORK SKILLS
ประพนธ์ สดุ ตา, สุนยี ์ เหมะประสทิ ธ์ิ
E-mail: [email protected]
บทคัดย่อ
การวิจัยคร้ังนี้มีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการสร้างคาอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนท่ี
ได้รบั การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานที่เน้นเทคนคิ การสบื ค้นเป็นกลุ่ม (กลุ่มทดลอง) กบั นักเรียนท่ีได้รับการจดั การเรยี นรู้
แบบปกติ (กลมุ่ ควบคุม) 2) เปรียบเทียบทกั ษะการทางานเป็นทมี ก่อนและหลังเรียนเรียนของนักเรียนทไี่ ดร้ ับการจัดการเรยี นรู้
โดยใช้ปัญหาเป็นฐานท่ีเน้นเทคนิคการสืบค้นเป็นกลุม่ กลุ่มตวั อยา่ งคือ นักเรียนช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน จังหวัดกรุงเทพมหานคร ท่ีเรียนอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 จานวน 2 ห้อง ซึ่งได้มาจาก
การสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาชีววิทยาโดยใช้การ
จัดการเรียนรู้ซึ่งใช้ปัญหาเป็นฐานท่ีเน้นเทคนิคการสืบค้นเป็นกลุ่ม 2) แบบวัดความสามารถในการสร้างคาอธิบายเชิง
วิทยาศาสตร์ 3) แบบวัดทักษะการทางานเป็นทีม สถิติท่ีใช้ในการทดสอบสมมติฐาน คือ สถิติ t-test for independent
samples และ สถติ ิ t-test for dependent samples ผลการวิจัยพบวา่
1. กลุ่มทดลองมีความสามารถในการสร้างคาอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสาคัญทาง
สถติ ิท่รี ะดบั .05 และเมอื่ เปรยี บเทยี บกบั เกณฑอ์ ยู่ในระดับดีมาก (คา่ เฉล่ีย 30.76) และสงู กวา่ กลุม่ ควบคุม (ค่าเฉลย่ี 19.04)
2. กลุ่มทดลองมีทกั ษะการทางานหลงั เรียนสงู กว่าก่อนเรยี นอย่างมนี ัยสาคญั ทางสถิติท่รี ะดบั .05
คาสาคญั : การเรยี นรโู้ ดยใช้ปญั หาเปน็ ฐาน, เทคนิคการสืบค้นเป็นกลมุ่ , ความสามารถในการสร้างคาอธิบายเชงิ วทิ ยาศาสตร์,
ทักษะการทางานเปน็ ทีม
Abstract
The purpose of this research were to 1) compare the student’s ability to create a scientific description
by using problems as a base that focuses on group search techniques (experimental groups) with students
receiving regular learning management (control group),2) compare the students’ teamwork skills before and
after learning and receiving problems as a base that focuses on group search techniques. Thesample group
includedtwo classes of MathayomSuksa5 students atTriamudomsuksaSchool, Phayathai, Pathumwan, Bangkok.They
were enrolled in the first semester of the 2 0 1 8 academic year, which were derived from cluster random
sampling focusing on group search techniques. The research instruments consisted of: 1 )the lesson plans
forusingproblem-basedlearningmethod withagroupinvestigationtechnique 2) Scientific ability to create scientific
explanations. 3) Teamwork skills test. The statistics used in the hypothesis testing were t-test for independent
samples and t-test statistics for dependent samples.
1 . The experimental group had the better ability to create scientific explanations after studying.
With statistical significance at the level of .05, when compared with the criteria at a very good level (meanis
30.76 S.D.= 2.47) and higher than the control group (mean is19.04,S.D. = 3.31)the significance level of .05.
2. The experimental group had performed better on post-test work skills before learning what at
the statistical significance of .05.
Keywords: Problem-Based Learning, Group Investigation Technique, Scientific Explanation Abilities, Teamwork Skills
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 361
บทนา
ปัจจุบันวิทยาศาสตร์เข้ามามีบทบาทในชีวิตของมนุษย์เป็นอย่างมาก เพราะวิทยาศาสตร์มีความเก่ี ยวข้องกับ
ชีวิตประจาวันของเราอย่างมาก วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีช่วยให้มนุษย์มีความสะดวกสบายในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น
เกษตรกรรม อุตสาหกรรม เศรษฐกิจ การแพทย์ และด้านอ่ืนๆ ซึ่งมนุษย์ได้ใช้ประโยชน์จากการนาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มา
ประยกุ ต์ใช้ ท้งั แนวความคิดที่เปน็ เหตุเป็นผล การแก้ปัญหาอยา่ งมรี ะบบ สามารถนาความร้ไู ปใช้ในชีวติ ประจาวันอยา่ งมเี หตุผล
มีคุณธรรม และเรยี นรู้ทจี่ ะอยรู่ ่วมกบั สงั คมอยา่ งมคี วามสุข ดังนั้นการเรยี นการสอนในวชิ าวทิ ยาศาสตร์ จงึ ตอ้ งเน้นทกี่ ารแสวงหา
ความรู้ ต้องใชท้ ักษะกระบวนการต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม (สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาแห่งชาติ 2545: 5)
การรู้เร่ืองวิทยาศาสตร์ (Scientific literacy) เป็นความสามารถของบุคคลที่จะเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ เข้ากับประเด็นที่
เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตรแ์ ละแนวคิดทางวทิ ยาศาสตร์ได้อยา่ งไตร่ตรอง (นันทวนั นันทวนิช. 2557: 40) ซ่ึงจดั การเรียนการสอน
วิทยาศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งที่มีบทบาทในการพัฒนาให้นักเรียน “รู้เรื่องวิทยาศาสตร์” ดังจะเห็นได้จากการริเร่ิมโครงการ
ประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ (Programme for International Student Assessment หรือ PISA) โดยโครงการจะ
ประเมินสมรรถนะของนักเรียนในการใช้ความรู้และทักษะ 3 ด้าน ได้แก่ การรู้เร่ืองการอ่าน (Reading literacy) การรู้เร่ือง
คณิตศาสตร์ (Mathematics literacy) และการรู้เร่ืองวิทยาศาสตร์ (Scientific literacy) นอกจากนี้ได้มีการประเมินด้านการ
แก้ปัญหา (Ploblem Solving) ใน PISA 2003 และPISA 2012 โดยท้ัง 2 ครั้งเป็นการประเมินการใช้ทักษะการแก้ปัญหาจาก
โจทย์ที่เป็นสถานการณ์ในชีวิตจริง (เอกรินทร์ อัชชะกุลวิสุทธ์ิ. 2557: 37) ซึ่งผลการประเมินการรู้วิทยาศาสตร์ ( Scientific
literacy) ในการประเมินผลทดสอบนกั เรียนนานาชาติ ตามโครงการ PISA จาก 72 ประเทศ ซึ่งมุ่งเนน้ การประเมินสมรรถนะใน
การใช้ความรู้และทักษะในชีวิตจริงของนักเรียน พบว่า ผลการประเมินความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ของนักเรียนไทยโดยรวมลดลง
ตั้งแต่ปี 2006 ถึง 2015 โดยในปี 2015 คะแนนเฉล่ียวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนไทยอยู่ท่ี 421 คะแนน ซ่ึงน้อยกว่าคะแนน
เฉลี่ยท่ีกาหนดไว้คือ 500 คะแนน และอยู่ในช่วงลาดับที่ 51 ถึง 57 ซึ่งเป็นผลคะแนนท่ีต่ากว่าค่าเฉล่ียระดับนานาชาติ ซ่ึงเป็น
ระดับทีน่ กั เรยี นยังไมส่ ามารถเป็นบคุ คลทร่ี ู้วทิ ยาศาสตร์
การจดั การเรียนรู้โดยใช้ปญั หาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) เป็นแนวทางในการจัดการเรยี นรู้หน่ึงทีต่ ้องการ
เสริมสร้างให้นักเรียนได้เรียนรู้จากปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในสังคม อันนามาสู่ความรู้และทักษะท่ีจาเป็นแห่งศตวรรษท่ี 21 การ
จัดการเรยี นรูต้ ามแนวทางนี้จะบรรลผุ ลได้เปน็ อยา่ งดี หากครมู คี วามรคู้ วามเขา้ ใจทถี่ กู ตอ้ งเก่ียวกับการจัดการเรยี นรูโ้ ดยใชป้ ญั หา
เปน็ ฐาน
การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือนับว่าเป็นการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ โดยใช้กระบวนการกลุ่มให้
ผู้เรียนได้มโี อกาสทางานรว่ มกันเพ่อื ผลประโยชน์และเกดิ ความสาเร็จร่วมกนั ของกลมุ่ ซึ่งการเรยี นแบบรว่ มมือมิใช่เป็นเพยี งจดั ให้
ผู้เรียนทางานเป็นกลุ่ม เช่น ทารายงาน ทากิจกรรมประดิษฐ์หรอื สร้างช้ินงาน อภปิ ราย ตลอดจนปฏิบัตกิ ารทดลองแล้ว ผสู้ อน
ทาหน้าท่สี รุปความรูด้ ว้ ยตนเองเท่าน้ัน แตผ่ ูส้ อนจะต้องพยายามใช้กลยทุ ธว์ ิธใี หผ้ เู้ รียนได้ใชก้ ระบวนการประมวลส่งิ ทมี่ าจากการ
ทากิจกรรมต่างๆ จัดระบบความรู้สรปุ เป็นองค์ความรูด้ ้วยตนเองเป็นหลกั การสาคัญ (พิมพนั ธ์ เดชะคปุ ต์. 2544: 15) ดังนั้น การ
จดั การเรียนร้แู บบร่วมมือผ้สู อนจะตอ้ งเลอื กใช้เทคนิคการจดั การเรยี นทเี่ หมาะสมกับผ้เู รียน และผู้เรียนจะต้องมคี วามพรอ้ มทจ่ี ะ
ร่วมกันทากิจกรรม รับผิดชอบงานของกลุ่มร่วมกัน โดยท่ีกลุ่มจะประสบความสาเร็จได้ เม่ือสมาชิกทุกคนได้เรียนรู้บรรลุตาม
จดุ ม่งุ หมายเดียวกัน นน่ั คอื การเรียนเปน็ กลุ่มหรือเปน็ ทีมอยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพนั่นเอง
ความสามารถในการสรา้ งคาอธิบายเชิงวทิ ยาศาสตร์ คอื การแสดงออกของนกั เรียนในการเขยี นอธิบายปรากฎการณ์ท่ี
ศึกษา โดยการระบุข้อกล่าวอ้างและหลักฐานเชิงประจักษ์ท่ีได้จากการศึกษา แล้วเชื่อมโยงข้อกล่าวอ้างกับหลักฐานด้วยการให้
เหตุผลโดยใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ซ่ึงเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการรูว้ ิทยาศาสตร์ (Scientific literacy) โดยบุคคลท่ีมีการรู้
วทิ ยาศาสตรจ์ ะเป็นบุคคลท่ีมีความตระหนักถึงความสมั พนั ธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี เข้าใจและอธิบาย
ปรากฏการณ์ท่ีเกิดข้ึนในธรรมชาติโดยอาศัยหลักการทางวิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานสาคัญที่ใช้ในการอธิบายปรากฏการณ์ และ
สามารถตัดสินใจโดยใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และวิธีคิดที่อยู่บนพื้นฐานของประจักษ์พยานทางวิทยาศาสตร์เพื่อบุคคล และ
สงั คมดว้ ยความรับผิดชอบ(American Association for the advancement of Science. 1990: online)
ด้วยเหตุผลดังกลา่ วข้างต้น ผ้วู จิ ัยจึงมคี วามสนใจนารูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้ปญั หาเป็นฐานทเี่ น้นทกั ษะเทคนิค
การสืบคน้ เป็นกลุม่ มาใช้ในการจัดการเรียนการสอน เพื่อศึกษาเปรยี บเทียบความสามารถในการสร้างคาอธบิ ายเชิงวทิ ยาศาสตร์
และทักษะการทางานเป็นทีม ระหว่างนักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรยี นรู้แบบดังกล่าวกับนกั เรยี นท่ีเรียนด้วยรูปแบบ
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 362
ปกติ ซึ่งผู้วิจัยมีความคาดหวังว่าการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานท่ีเน้นเทคนิคการสืบค้นเป็นกลุ่ม จะทาให้นักเรียนมี
ความสามารถในการสรา้ งคาอธบิ ายเชิงวทิ ยาศาสตร์ และทกั ษะการทางานเปน็ ทมี สงู กวา่ การจัดการเรียนรูแ้ บบปกติ
กรอบแนวคิดในการวจิ ยั
การจดั การเรยี นรูโ้ ดยใช้ปัญหาเปน็ ฐาน เป็นรปู แบบการเรียนรู้ที่เกดิ จากแนวคดิ ตามทฤษฏกี ารเรยี นรแู้ บบสรรคนยิ ม
โดยให้ผเู้ รยี นสรา้ งความร้จู ากการใช้ปัญหาที่เกดิ ขึน้ ในโลกแหง่ ความเปน็ จริงเปน็ บรบิ ทของการเรียนรู้ (ชวลติ ชูกาแพง. 2551:
135) เพ่ือให้ผเู้ รียนเกิดทกั ษะในการคดิ วเิ คราะหแ์ ละคิดแก้ปญั หา รวมท้งั ได้ความรตู้ ามศาสตรใ์ นสาขาวิชาท่ีตนศกึ ษาไปพร้อมกัน
ด้วย การจดั การเรยี นรโู้ ดยใชป้ ญั หาเปน็ ฐานเปน็ ผลมาจากกระบวนการทางานทตี่ อ้ งอาศยั ความเขา้ ใจและการแกป้ ญั หาเป็นหลกั
นอกจากน้นั แล้วการฝึกการทางานร่วมกับผูอ้ ่ืนก็มคี วามสาคญั เช่นเดยี วกัน ซง่ึ สามารถฝกึ ได้จากการจัดการเรยี นรูแ้ บบกล่มุ
สบื สวนสอบสวนซงึ่ มลี ักษณะการเรียนการสอนเป็นกลมุ่ ยอ่ ยตามแนวคิดของการเรยี นร้แู บบร่วมมอื และสอดคล้องกับทฤษฎี
เนือ่ งจากการจัดการเรียนรสู้ ่งเสรมิ ปฏสิ มั พันธ์ระหว่างบคุ คล ซึง่ นักเรียนจะไดร้ บั การแนะแนวทางในการเรยี นผ่านการสืบสอบ
และแสวงหาความรเู้ ปน็ กลมุ่ ดังนนั้ ในการวจิ ยั คร้งั นี้ ผู้วจิ ยั จึงได้ใชก้ ารจดั เรยี นรแู้ บบใชป้ ัญหาเป็นฐานทเี่ นน้ การทางานแบบ
รว่ มมือโดยใช้เทคนคิ สบื ค้นเป็นกลมุ่ เพ่ือสง่ เสริมความสามารถในการสรา้ งคาอธิบายเชงิ วทิ ยาศาสตร์ และพัฒนาดา้ น
ความสามารถในการทางานเปน็ ทมี ในการแกป้ ญั หารว่ มกนั ระหว่างเรียน
ตัวแปรอสิ ระ ตวั แปรตาม
การจัดการเรยี นรู้ 1. ความสามารถในการสรา้ งคาอธบิ ายเชิง
- โดยใชป้ ัญหาเป็นฐานท่เี นน้ การทางานแบบ วิทยาศาสตร์
รว่ มมอื โดยใช้เทคนคิ สืบค้นเปน็ กลุ่ม 2. ทักษะการทางานเปน็ ทมี
- แบบปกติ
วัตถปุ ระสงค์ของการวจิ ัย
1. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการสร้างคาอธิบายเชิงวทิ ยาศาสตร์ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 5 ท่ีได้รบั การ
จดั การเรียนรโู้ ดยใชป้ ญั หาเป็นฐานทีเ่ นน้ เทคนิคการสบื คน้ เป็นกลุม่ กับนกั เรยี นที่ได้รบั การจดั การเรยี นรแู้ บบปกติ
2. เพื่อเปรยี บเทียบทักษะการทางานเป็นทีม ก่อนและหลังเรียนของนักเรียนชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 5 ท่ีไดร้ ับการของการ
จดั การเรียนร้โู ดยใชป้ ญั หาเปน็ ฐานทเ่ี นน้ เทคนิคการสืบค้นเปน็ กลุ่ม
สมมตฐิ านการวิจยั
1. นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานท่ีเน้นเทคนิคการสืบค้นเป็นกลุ่มจะมีความสามารถในการ
สรา้ งคาอธิบายเชิงวทิ ยาศาสตร์สูงกวา่ นักเรียนทีไ่ ดร้ บั การจัดการเรยี นรูแ้ บบปกติ
2. นักเรยี นที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานที่เนน้ เทคนิคการสบื ค้นเป็นกลุ่ม จะมีทักษะการทางานแบบ
เปน็ ทีมหลงั เรยี นสงู กว่าก่อนเรยี น
วธิ ีดาเนินการวจิ ัย
ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง
ประชากรท่ีใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา แขวงพญาไทเขตปทุมวัน
จังหวัดกรุงเทพมหานคร ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2561 ทงั้ หมด 3 ห้อง จานวน 129 คน
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา แขวงพญาไทเขตปทุมวัน
จังหวัดกรุงเทพมหานคร ที่เรียนอยู่ในภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา2561 จานวน 2 ห้อง ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม
(Cluster Random Sampling) จากนั้นจึงสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) มา 1 ห้อง เพ่อื เปน็ กลุ่มทดลองส่วนอีก
หอ้ งเปน็ กลุม่ ควบคุม
กลมุ่ ทดลอง ได้รบั การจดั การเรียนรู้โดยใช้ปญั หาเป็นฐานท่ีเน้นทกั ษะการสืบคน้ เป็นกลมุ่ จานวน 45 คน
กลุ่มควบคมุ ไดร้ ับการจดั การเรียนร้แู บบปกตจิ านวน 45 คน
ตัวแปรที่ศกึ ษา
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 363
1. ตัวแปรอิสระ คอื การจัดการเรยี นรู้ ซึง่ มี 2 วธิ ี คือ
1.1 การจดั การเรียนรโู้ ดยใชป้ ญั หาเป็นฐานที่เนน้ เทคนิคการสบื ค้นเป็นกลุ่ม
1.2 การจัดการเรียนรูแ้ บบปกติ
2. ตัวแปรตาม 2 ตวั ไดแ้ ก่
2.1 ความสามารถในการสรา้ งคาอธิบายเชงิ วิทยาศาสตร์
2.2 ทักษะการทางานเป็นทีม
วธิ กี ารเกบ็ รวบรวมข้อมูล
1. กอ่ นการจัดการเรียนรู้ ผู้วิจยั ดาเนินการทดสอบกอ่ นเรยี น (Pretest) กบั กลุม่ ตัวอย่างทั้ง 2 กลุม่ โดยใช้แบบทดสอบ
ความสามารถในการสรา้ งคาอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ท่ีผูว้ จิ ยั สร้างขึน้
2. ผู้วิจัยดาเนินการจัดการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานท่ีเน้นเทคนิคการสืบค้นเป็นกลุ่ม
เร่ือง การสังเคราะห์ด้วยแสง ใช้เวลาสอนรวมท้ังสิ้น 24 คาบ ส่วนนักเรียนกลุม่ ควบคุมดาเนินการจดั การเรียนรู้แบบปกติ เป็น
เวลา 24 คาบ โดยผวู้ ิจัยใช้กระบวนการจดั การเรยี นรู้ 5 ขนั้ ตอน
3. เม่อื ดาเนินการจัดการเรียนรู้เสร็จเรยี บร้อย นาแบบวัดความสามารถในการสร้างคาอธบิ ายเชิงวทิ ยาศาสตรช์ ดุ เดิมไป
ใชท้ ดสอบหลังเรียน (Posttest) กับกลมุ่ ตวั อยา่ งทั้ง 2 กลุ่ม
4. วัดทกั ษะการทางานเป็นทีมกบั กลุ่มทดลอง โดยใชแ้ บบวัดวัดทกั ษะการทางานเป็นทมี
5. ผู้วจิ ยั จดั เกบ็ รวบรวมขอ้ มูลทั้งหมดใหเ้ รียบร้อย ก่อนนาผลข้อมลู ที่ได้ไปจดั กระทาและนาข้อมลู วิเคราะห์ไปวเิ คราะห์
ตอ่ ไป
เคร่อื งมอื ทใี่ ชใ้ นการวจิ ัย
1. แผนการจัดการเรียนร้โู ดยใช้ปัญหาเปน็ ฐานท่ีเนน้ เทคนคิ การสืบค้นเป็นกลุ่ม หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 4 เรื่องกระบวนการ
สังเคราะห์ดว้ ยแสง จานวน 8 แผนการเรียนรู้ มคี ่าดชั นีความสอดคล้องของแผนการจัดการเรยี นรู้อยรู่ ะหวา่ ง 0.67-1.00 ซ่ึงมคี ่า
สูงกว่า 0.50 ถือวา่ แผนการจดั การเรียนรูท้ ีส่ รา้ งขนึ้ มีความสอดคล้องในการนาไปทดลองใช้
2. แบบประเมินความสามารถในการสร้างคาอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ เป็นแบบทดสอบแบบอัตนัยจานวน 4 ข้อ โดยมี
การตรวจให้คะแนนโดยใช้เกณฑ์การประเมิน (Scoring rubrics) 4 ระดับ กาหนดค่าคะแนนต้ังแต่ 0-3 คะแนน (คะแนนเต็ม 9
คะแนน) ซ่ึงคาถามทกุ ข้อจะมีเกณฑก์ ารประเมินเดียวกนั แตจ่ ะมีการปรบั เปล่ยี นตามบรบิ ทของเนือ้ หา มคี ่าความยากง่าย (p) อยู่
ระหว่าง 0.20-0.77 และคา่ อานาจจาแนก อยู่ในช่วง 0.20-0.68
3. แบบประเมินความสามารถในการทางานเป็นทีม เป็นแบบตรวจสอบรายการ (Check list) ให้นักเรียนสังเกตว่าใน
กลุ่มเกิดพฤตกิ รรมดังกล่าวหรอื ไม่ ถ้าเกิดให้ทาเคร่ืองหมายถูกในช่องเกิดพฤติกรรมในกลุ่มแต่ละกลุ่ม มีค่าดชั นีความสอดคล้อง
(Index of Consistency, IC) อยู่ระหวา่ ง 0.67-1.00 และมีคา่ ความเช่อื ม่ันระหว่างผูใ้ ห้คะแนน เทา่ กับ 0.87
การวิเคราะห์ขอ้ มูล
1. นาคะแนนมาวิเคราะหส์ ถิตพิ นื้ ฐาน คือ ค่าเฉลยี่ (̅X) ค่าเบยี่ งเบนมาตรฐาน (S.D.)
2. ใช้สถิติ t-test for independent samples ในการเปรียบเทียบความแตกต่างของความสามารถในการสร้าง
คาอธบิ ายเชงิ วทิ ยาศาสตร์ โดยทดสอบความแตกตา่ งของคะแนนกอ่ นเรยี นของทั้ง 2 กลุ่ม
3. ใช้สถิติ t-test for dependent samples ในการตรวจสอบผลต่างของทักษะการทางานเป็นทีม โดยผู้วิจัย
ดาเนินการทดสอบความแตกต่างของคะแนนหลังการทากิจกรรมของกล่มุ ทดลอง
ผลการวิจัย
ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์ความสามารถในการสรา้ งคาอธิบายเชิงวทิ ยาศาสตร์
การวเิ คราะหค์ วามสามารถในการสร้างคาอธิบายเชิงวทิ ยาศาสตร์ ผวู้ จิ ยั วิเคราะห์จากแบบวัดความสามารถในการสร้าง
คาอธิบายเชงิ วิทยาศาสตร์ ที่ได้จากกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม หลังการทดลอง มคี ะแนนเต็ม 36 คะแนน จากน้นั นาคะแนน
เฉล่ียมาวิเคราะห์ดงั นี้
การเปรยี บเทยี บคะแนนเฉลีย่ การสร้างคาอธบิ ายเชงิ วิทยาศาสตร์ระหวา่ งนกั เรยี นกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคมุ ไดผ้ ลดังตารางท่ี 1
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 364
ตวั แปรตาม ̅ S.D. ผลต่างของคา่ เฉลีย่ t Sig
1. กลุ่มทดลอง 30.76 2.47 11.71 19.025* 0.000
2. กลุ่มควบคมุ 19.04 3.31
*P< 0.05
จากตาราง พบว่า นักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนความสามารถในการสร้างคาอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์เฉลี่ยเท่ากับ
30.76 คะแนน จากคะแนนเตม็ 36 คะแนน ซ่ึงจดั อย่ใู นเกณฑร์ ะดบั ดีมากเมอื่ เปรียบเทยี บคะแนนเฉลย่ี ความสามารถในการสรา้ ง
คาอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมี 30.76 และ 19.04 คะแนน ตามลาดับ และมีส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐานเป็น 2.47 และ 3.31 ตามลาดับ เมื่อเปรียบเทียบแล้วท้ังสองกลุ่มมีค่าเฉล่ียแตกต่างกันเท่ากับ 11.71 ดังน้ันนักเรียน
กลุ่มทดลองมีความสามารถในการสร้างคาอธบิ ายเชิงวิทยาศาสตรส์ ูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุม อยา่ งมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ
.05
ตอนที่ 2 ผลการวเิ คราะหท์ ักษะการทางานเปน็ ทีม
การวิเคราะห์ทักษะการทางานเป็นทีมผู้วิจัยวิเคราะห์จากแบบวัดทักษะการทางานเป็นทีม ท่ีได้จากกลุ่มทดลอง ท้ัง
ก่อนและหลังเรียน ดังแสดงในตารางท่ี 2
ตารางที่ 2 แสดงผลการเปรียบเทียบค่าเฉล่ียทักษะการทางานเป็นทีมจากแบบวัดทักษะการทางานเป็นทีมของกลุ่ม
ทดลองทง้ั ก่อนและหลงั เรยี น
̅
คะแนน S.D. การแปลความ t Sig
2.19 ระดบั ปานกลาง 4.98* 0.0000
กอ่ นเรยี น 15.62
1.82 ระดบั มาก
หลังเรียน 17.98
*P< 0.05
จากตาราง ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่าค่าเฉล่ียทักษะการทางานเป็นทีมของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้
ปัญหาเป็นฐานท่ีเนน้ เทคนิคการสืบค้นเปน็ กล่มุ กอ่ นเรียน คะแนนอยู่ในระดบั น้อย (15.62 คะแนน) และหลังเรียนภาพรวมอยใู่ น
ระดับมาก (17.98 คะแนน) แสดงให้เหน็ วา่ ค่าเฉลยี่ ทกั ษะการทางานเป็นทมี หลงั เรยี นสูงกวา่ กอ่ นเรียนอยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถติ ิท่ี
ระดบั .05
สรุปผลการวิจัย
1. นักเรียนท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานท่ีเน้นเทคนิคการสืบค้นเป็นกลุ่มมีคะแนนความสามารถใน
การสรา้ งคาอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์อยูใ่ นเกณฑร์ ะดบั ดีมาก ซ่ึงสูงกวา่ นักเรียนกลมุ่ ควบคุมทม่ี ีคะแนนอยู่ในเกณฑ์ระดับดี อยา่ งมี
นัยสาคัญทางสถติ ิท่ีระดับ .05
2. นักเรียนท่ีได้รับการจดั การเรียนรู้โดยใช้ปญั หาเป็นฐานท่ีเนน้ เทคนิคการสืบคน้ เป็นกลุ่มก่อนเรยี น คะแนนเฉล่ียอยู่
ในระดับน้อย และหลังเรียนภาพรวมอยใู่ นระดับมาก แสดงให้เห็นว่าค่าเฉลี่ยทักษะการทางานเป็นทีมหลังเรียนสงู กว่าก่อนเรียน
อยา่ งมีนยั สาคัญทางสถติ ิทีร่ ะดบั .05
อภิปรายผล
จากผลการวจิ ยั สามารถอภปิ รายผลการวจิ ยั ได้ 2 ประเด็น ดงั นี้
ประเด็นที่ 1: ความสามารถในการสร้างคาอธิบายเชงิ วิทยาศาสตร์ นักเรยี นที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็น
ฐานท่ีเน้นเทคนิคการสืบค้นเป็นกลุ่ม(problem-based learning method with a group investigation technique) มี
คะแนนความสามารถในการสรา้ งคาอธิบายเชิงวทิ ยาศาสตร์อยใู่ นเกณฑ์ระดบั ดีมาก ซ่ึงสูงกว่านักเรียนกลมุ่ ควบคุมทีม่ ีคะแนนอยู่
ในเกณฑ์ระดับดี อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานข้อท่ี 1 ซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยของสันติชัย
อนุวรชัย (2553: 112) ท่ีจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการเรียนการสอนแบบสืบสอบร่วมกับกลวิธีการโต้แย้ง กับนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 4 ผลวจิ ัยพบวา่ นักเรียนมคี วามสามารถในการสรา้ งคาอธบิ ายเชิงวิทยาศาสตร์อย่ใู นระดับดี และผลการเปรียบ
เปรียบคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการสร้างคาอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ สูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ
.05 ท้ังน้ียงั สอดคลอ้ งกับงานวิจัยของกรกนก เลิศเดชาภัทร (2559: 95) ท่จี ัดการเรียนรูแ้ บบสืบสอบแบบร่วมมือรวมพลังในวิชา
วิทยาศาสตร์กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผลวิจัยพบว่า นักเรียนกลุ่มทดลองมีความสามารถในการสร้างคาอธิบายเชิง
วิทยาศาสตร์หลังเรียนสงู กวา่ กล่มุ ควบคุม อยา่ งมนี ัยสาคญั ทางสถิตทิ ร่ี ะดับ .05 ทงั้ น้ีเน่ืองจาก ในการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหา
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 365
เป็นฐานท่ีเน้นเทคนิคการสืบค้นเป็นกลุ่ม ผู้วิจัยได้ฝึกกระบวนการแก้ปัญหาอย่างเป็นขั้นเป็นตอนให้กับนักเรียน ตั้งแต่การเปิด
โอกาสใหน้ ักเรียนได้ค้นหาปญั หาด้วยตนเอง เม่อื ค้นพบปัญหาแล้วนักเรียนจะต้องระบสุ าเหตทุ ี่มาของปัญหาใหช้ ัดเจนตังแต่แรก
จากนั้นจึงพิจารณาทางเลือกในการแก้ปัญหา และรู้จักวางแผนแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ เมื่อนักเรียนได้ทาการแก้ไขปัญหา
เรียบร้อยแลว้ นกั เรียนต้องระบหุ ลกั ฐานทเ่ี หมาะสมเพยี งพอทีจ่ ะมายนื ยนั และเชื่อมโยงหลักฐานกบั ส่งิ ท่ีนักเรยี นกลา่ วอ้างข้นึ มา
ประเด็นที่ 2: ทกั ษะการทางานเป็นทีม โดยภาพรวมนักเรียนกลุ่มที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใชป้ ัญหาเป็นฐานที่เน้น
เทคนิคการสบื ค้นเป็นกล่มุ มที ักษะการทางานเปน็ ทีมอยู่ในระดับดี และสูงกวา่ กอ่ นเรยี นซงึ่ มคี ะแนนอยใู่ นระดับนอ้ ย เน่อื งมาจาก
การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานที่เน้นเทคนิคการสบื ค้นเป็นกลมุ่ ได้มกี ารระบุใหน้ ักเรยี นท่ีอยู่ในกลมุ่ เดียวกันสามารถเลอื ก
บทบาทหน้าทที่ ี่ตนเองจะรับผิดชอบสาหรับกจิ กรรมนั้นๆไดอ้ ย่างอิสระ เม่อื เสร็จส้ินกิจกรรมเข้าสู่กจิ กรรมถัดไปนกั เรียนจะต้อง
หมุนเวียนผลัดเปล่ียนหน้าที่กันทาให้นักเรียนแต่ละคนได้ฝึกการทาหน้าท่ีร่วมกันในกลุ่ม โดยเม่ือเสร็จส้ินกิจกรรมทั้งหมดแล้ว
สมาชิกทุกคนจะได้ฝึกหน้าที่ครบตามองค์ประกอบของการทางานเป็นทีม โดยในระหว่างทากิจกรรมสมาชิกในทีมยังได้มี
ปฏิสัมพันธก์ ันในทมี อีกดว้ ย ซึ่งสอดคล้องกับ ทิศนา แขมมณี (2556, ก) ที่กล่าวว่า การเรียนรู้แบบร่วมมอื เปน็ รปู แบบการสอนท่ี
ส่งเสรมิ ให้นกั เรียนเกิดทกั ษะทางสงั คมและการทางานรว่ มกับผู้อื่นซึ่งเป็นทกั ษะท่ีสาคญั ในการดารงชีวิต การท่ีนักเรยี นไดท้ างาน
รว่ มกนั ช่วยเสรมิ สร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูและนักเรียน ซึ่งการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปํญหาเป็นฐานท่ีเนน้ เทคนิคการสืบค้นเป็น
กลมุ่ สง่ ผลใหท้ กั ษะการทางานเปน็ ทีมของนักเรยี นอยู่ในระดบั ดี
ขอ้ เสนอแนะ
ขอ้ เสนอแนะทว่ั ไป
1. การจัดการเรียนรู้โดยใชป้ ัญหาเปน็ ฐานทีเ่ น้นเทคนิคการสบื ค้นเปน็ กลุ่ม มีหลายข้นั ตอน แต่ข้ันตอนที่สาคญั ทสี่ ดุ ของ
การจัดการเรียนรคู้ ือขนั้ กาหนดปัญหา ครคู วรจะเปิดโอกาสให้นักเรียนตัง้ ปัญหาด้วยตนเอง และครูควรเตรียมปัญหาท่ีมแี นวทาง
ในการค้นคว้าหาคาตอบตามแนวทางจัดการเรียนรู้เพื่อฝึกฝนให้นักเรียนเกิดคุณลักษณะท่ีสาคัญต่างๆ นอกจากนี้กระบวนการ
ตา่ งๆตอ้ งมีการกระตุ้นใหส้ มาชกิ ในกลมุ่ ร่วมกันในการทางานเพอ่ื ใหท้ ุกคนมสี ่วนร่วมในการทางาน
2. ก่อนการจัดการเรียนรโู้ ดยใช้ปัญหาเป็นฐานที่เน้นเทคนิคการสืบค้นเป็นกลุ่มครูต้องอธิบายขั้นตอนการจัดกิจกรรม
การเรียนรอู้ ยา่ งละเอยี ด เนื่องจากนักเรยี นยงั ไมค่ ้นุ เคยกบั การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ในลักษณะนีม้ ากอ่ น
3. ในการเน้นการแก้ปัญหาควรเพิ่มเวลาในการสืบคน้ ข้อมูล เพื่อใหน้ กั เรียนค้นพบและหาขอ้ กลา่ วอ้าง และนาข้อมูลมา
ใช้ในการวางแผนแก้ปัญหา ก่อนจะเช่ือมโยงหลักฐานและข้อกล่าวอ้างที่นักเรียนได้ศึกษามา จะช่วยให้นักเรียนได้เกิด
กระบวนการวางแผนแกป้ ัญหาอย่างมีประสิทธภิ าพ
ขอ้ เสนอแนะในการวจิ ัยครงั้ ตอ่ ไป
1. ควรศึกษาผลระยะยาวตลอดปีการศึกษาแล้ววัดและประเมินผลเป็นระยะยาวเพ่ือดูพฒั นาการของนักเรียนใน
ระยะเวลาต่างๆ
2. ควรมีการศึกษาตัวแปรอ่ืนๆ จากการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เช่น ทักษะกระบวนการทาง
วทิ ยาศาสตร์ และความสุขในการเรยี น เป็นตน้
3. ควรนาการจัดการเรียนรโู้ ดยใช้ปัญหาเป็นฐานที่เน้นเทคนิคการสืบค้นเป็นกลุ่มไปปรับใช้ในเรอ่ื งสะเต็มศึกษา
เพอ่ื ใหน้ ักเรยี นสามารถแกป้ ัญหาไดอ้ ยา่ งสมเหตุสมผลและมีวจิ ารณญาณ
เอกสารอ้างองิ
กรกนก เลศิ เดชาภัทร. (2559).ผลของการสืบสอบแบบร่วมมือรว่ มพลังที่มตี อ่ ความสามารถในการสร้างคาอธบิ ายเชงิ
วทิ ยาศาสตรแ์ ละความสามารถในการแก้ปญั หาแบบร่วมมอื รวมพลังของนกั เรยี นมธั ยมศกึ ษาตอนตน้ .วทิ ยานพิ นธ์ คบ.
(การศกึ ษาวทิ ยาศาสตร์). กรงุ เทพฯ: คณะครศุ าสตร์ จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั . ถา่ ยเอกสาร.
จันทรา ตนั ตพิ งศานุรักษ์. (2544). การจัดการเรียนรูแ้ บบรว่ มมือ. กรงุ เทพฯ: กรงุ เทพฯ :ศูนยพ์ ฒั นาหนงั สอื กรมวชิ าการ.
ชวลติ ชูกาแพง.(2551).การพฒั นาหลกั สตู ร = Curriculum Development : การพัฒนา บริหาร นาไปใช้ ประเมนิ วจิ ยั และ
พัฒนา. พิมพ์ครง้ั ท่ี 1.มหาสารคาม: สานกั พมิ พม์ หาวิทยาลัยมหาสารคาม.
ตระกลู พร นวภทั ร; และ พทิ ักษ์ นลิ มณี.(2016).การพัฒนาความสามารถในการคดิ อย่างมวี จิ ารณญาณและทักษะการ แสวงหา
ความรู้ ของนักเรียนชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 5 โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem - Based
Learning) ร่วมกับการเรยี นแบบรว่ มมือเทคนิคกลมุ่ สืบสวนสอบสวน (Group Investigation).
ทศิ นา แขมมณี.(2556). ศาสตรก์ ารสอน. พิมพ์ครัง้ ท่ี 14. กรงุ เทพฯ: สานกั พมิ พแ์ หง่ จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั .
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 366
ธีระเดช ริว้ มงคล. (2555). การทางานเปน็ ทมี = Teamwork : Hrm4318 (Hr414). พิมพค์ ร้งั ท่ี 1. กรุงเทพฯ: กรงุ เทพฯ : ภาค
วิชาการบริหารทรัพยากรมนุษย์ มหาวทิ ยาลัยรามคาแหง.
นันทวัน นนั ทวนชิ .(2557). การประเมนิ การรเู้ รอ่ื งวทิ ยาศาสตร์ของ Pisa 2015. นติ ยสาร สสวท. 42(186 มกราคม-กุมภาพันธ์
2557): 40-43.
พิมพ์พนั ธ์ เดชะคปุ ต.์ (2544). การเรยี นการสอนท่เี น้นผู้เรยี นเป็นสาคญั :แนวคดิ วธิ ี และเทคนคิ การสอน. พมิ พ์ครง้ั ที่ 2.
กรงุ เทพฯ: สถาบนั พัฒนาคณุ ภาพวชิ าการ (พว.).
รัฐพล ประดบั เวทย.์ (2551). การพฒั นารปู แบบการเรียนการสอนบนเครอื ข่ายอนิ เทอรเ์ น็ตเพื่อสรา้ งเสรมิ ความสามารถในการ
ทางานเปน็ ทีม ของนิสิตในระดับอดุ มศึกษา. ปรญิ ญานิพนธ์ (กศ.ด. (เทคโนโลยีการศึกษา)) - มหาวทิ ยาลัยศรีนครินท
รวโิ รฒ, 2551.
วราภรณ์ ตระกูลสฤษดิ์. (2549). การทางานเปน็ ทมี .พิมพค์ รั้งที่ 1.กรุงเทพฯ: กรงุ เทพฯ : ศูนยส์ ง่ เสรมิ วิชาการ.
วฒั นาพร ระงบั ทกุ ข.์ (2541). การจดั การเรยี นการสอนท่ีเนน้ ผเู้ รียนเปน็ ศนู ย์กลาง. กรงุ เทพฯ: กรุงเทพฯ : ตน้ อ้อ 1999.
ศศเิ ทพ ปติ ิพรเทพิน. (2558). การจดั การเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์กบั สังคมแห่งศตวรรษท่ี 21. กรงุ เทพฯ: เนว่าเอด็ ดเู คชนั่ .
สถาบันสง่ เสรมิ การสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลย.ี (2546). คู่มอื วัดและประเมินผลวทิ ยาศาสตร์. กรงุ เทพฯ: สถาบนั ส่งเสรมิ
การสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลย.ี
สันตชิ ยั อนุวรชัย. (2553). ผลของการเรียนการสอนชีววิทยาดว้ ยรปู แบบการเรยี นการสอนสืบสอบรว่ มกบั กลวิธกี ารโต้แย้งทมี่ ตี อ่
ความสามารถในการสรา้ งคาอธบิ ายเชงิ วิทยาศาสตรแ์ ละความมเี หตผุ ลของนกั เรยี นช้ันมัธยมศกึ ษาตอนปลาย.
วทิ ยานพิ นธ์ คบ. (การศึกษาวทิ ยาศาสตร์). กรงุ เทพฯ: คณะครศุ าสตร์ จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย. ถ่ายเอกสาร.
สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาแหง่ ชาต.ิ (2545). การดาเนนิ งานตามยทุ ธศาสตรป์ ฏริ ูปการศึกษา. กรุงเทพฯ: สานักงาน
คณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน.
สปุ รียา วงศต์ ระหง่าน. (2545). การจดั การเรยี นการสอนทใี่ ช้ปญั หาเป็นหลัก (Problem-Based Learning). ขา่ วสารกองบริการ
การศึกษา. 14(10): 1-4.
เอกรินทร์ อัชชะกลุ วิสทุ ธ์ิ (2557). การประเมนิ ด้านการแกป้ ัญหาแบบร่วมมอื ของ Pisa 2015. นติ ยสาร สสวท. 43(191
พฤศจิกายน- ธันวาคม 2557): 37-41.
Development BSCS Center for Professional. (2008). Developing Scientific Explanations. จาก
http://www.washingtonesds.org/cms/lib4/WA07001775/Centricity/Domain/32/Developing-Scientific-
Explanations.pdf
Gagnon Mark J.; และ Abell Sandra K. (2008). Perspectives: Explaining Science. Science and Children. 45(5): 60-61.
Gilbert J.K. et al.(2000).Explanation with Models in Science Education. Netherlands: Kluwer Academic Publishers.
Hmelo C.E. and Evensen, Dorothy H. (2000). Problem-Based Learning : Gaining Insights on Learning
Interactions through Multiple of Inquiry. Mahwah, NewJersey: Lawrence Erlbaum Associates.
Kagan Spencer. (1994). Cooperative Learning. New ed... San Clemente, Calif: San Clemente, Calif. : Kagan.
McNeill K. L. et al. (2006).Supporting Students' Construction of Scientific Explanation by Fading Scaffolds in
Instructional Materials. The journal of the Learning Sciences. 15(2): 153-191.
-------. (2008). Assessing Middle School Students' Content Knowledge and Reasoning through Written
Scientific Explanations. Assessing Explanations.101-116. สืบคน้ เมือ่ 28 เมษายน 2561.
Nitko A. J. and Brookhart, S. M. (2007).Educational Assessment of Students. 5th. New Jersey: Pearson Merrill
Prentice Hall.
OECD. (2013).Pisa2015: Draft Science Framework สืบค้นเมอื่ 22 เมษายน 2561.
Reiser Brian J.; Berland Leema K.; และ Kenyon Lisa. (2012). Engaging Students in the Scientific Practices of
Explanation and Argumentation. Science and Children. 49(8): 8-13.
Robert W. Lingard. (2010). Teaching and Assessing Teamwork Skills in Engineering and Computer Science.
Journal of Systemics. 8(1): 34-37.
Thailand สถาบนั ส่งเสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี โครงการ Pisa.(2553). รายงานผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู เบอื้ งต้น
โครงการ Pisa 2009. กรุงเทพฯ: กรุงเทพฯ : สถาบันสง่ เสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลย.ี
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 367
ผลการจัดการเรยี นรูต้ ามแนวฉันทศึกษา เพือ่ สง่ เสริมการคดิ เชิงคานวณ (Computational thinking)
และการทางานเปน็ ทีม ในวิชาฉนั ทศกึ ษา สาหรับนักเรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 3
โรงเรียนสาธติ มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ ประสานมติ ร (ฝ่ายประถม)
THE EFFECTIVENESS OF CHANTA EDUCATION TO ENHANCE THE COMPUTATIONAL THINKING AND TEAM WORK
SKILLS IN CHANTA EDUCATION SUBJECT FOR GRADE 3 STUDENTS AT SRINAKHARINWIROT UNIVERSITY:
PRASARNMIT DEMONSTRATION SCHOOL (ELEMENTARY)
พิชญานนิ ศิริหล้า, วลิ าวัลย์ ดา่ นสิรสิ ขุ , กิตติชัย สธุ าสโิ นบล
E-mail [email protected]
บทคัดย่อ
การศึกษาในคร้ังนี้มีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาความสามารถทางการคิดเชิงคานวณ (Computational Thinking)ของ
นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวฉันทศึกษา ซึ่งมีวัตถุประสงค์ 3 ข้อคือ 1) เปรียบเทียบความสามารถทางการคิดเชิง
คานวณของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวฉันทศึกษา กับนักเรียนท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ
2) เปรยี บเทยี บความสามารถทางการคิดเชงิ คานวณของนักเรียนทไ่ี ดร้ ับการจัดการเรยี นร้ตู ามแนวฉันทศึกษา ก่อนเรียนและหลัง
เรียน และ 3) ศึกษาการทางานเป็นทีม ของนักเรียนท่ีได้รับการเรียนรู้ตามแนวฉันทศึกษา โดยมีกลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายประถม) จานวน 60 คน โดยเลือกแบบ
เจาะจง (Purposive sampling) ซ่ึงเป็นนักเรียนที่มีความสนใจในการเลือกเรียนฉันทะ Coding แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยการ
สุ่มอย่างง่าย คือ กลุ่มทดลอง เป็นนักเรียนท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวฉันทศึกษา จานวน 30 คน และกลุ่มควบคุม เป็น
นักเรียนท่ีได้รบั การจัดการเรียนรูแ้ บบปกติ จานวน 30 คน เคร่ืองมือท่ใี ช้ในการวิจัยประกอบดว้ ย 1) แผนการจดั การเรยี นรู้ตาม
แนวฉนั ทศกึ ษา เพื่อส่งเสริมการคดิ เชงิ คานวณ (Computation thinking) และการทางานเปน็ ทีม 2) แบบประเมินความสามารถ
ในการคิดเชิงคานวณ และ 3) แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทางานเปน็ ทีมผลการวจิ ยั พบว่า 1) นักเรียนกลมุ่ ท่ีไดร้ ับการจัดการเรยี นรู้
ตามแนวฉันทศกึ ษามคี วามสามารถทางการคิดเชิงคานวณสูงกวา่ นกั เรยี นท่ไี ดร้ ับการจัดการเรียนร้แู บบปกติ อย่างมีนัยสาคัญทาง
สถิตทิ ี่ระดับ .05 2) นักเรยี นที่ได้รบั การจัดการเรียนรตู้ ามแนวฉนั ทศึกษามีความสามารถทางการคดิ เชิงคานวณหลงั เรยี นสูงกว่า
ก่อนเรียน อยา่ งมนี ัยสาคัญทางสถติ ิท่ีระดับ .05 และ 3) ระดบั การทางานเป็นทีมของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3 ทไ่ี ด้รบั การ
จดั การเรียนรตู้ ามแนวฉนั ทศกึ ษา โดยรวมอยูใ่ นระดบั ดีมาก
คาสาคญั : การจัดการเรยี นรตู้ ามแนวฉันทศกึ ษา, การคิดเชงิ คานวณ, การทางานเป็นทีม
Abstract
This research aimed to study the computational thinking abilities that students gained from Chanta
education, which has three main purposes, as follows : (1) to compare computational thinking ability of
students, according to Chanta education and those who took basic courses;(2) to compare computational
thinking skills before and after taking part in Chanta education ;(3) to study the team work skills of students
after they completed Chanta education. The participants in this study consisted of sixty students in Grade
Three fromPrasarnmit Demonstration ( Elementary) at Srinakharinwirot University. These students were
chosen using the purposive sampling method and these students were interested in the coding corner
ofChanta education. They were divided into two groups, which are included the following :(1)atrail group
with the group with thirty students who studiedChanta education ;(2) acontroll group with thirty students in
a basic program. The tools used in this study were :( 1) Chantalesson plans to enhance computational
thinking and team work skills ; ( 2) computational thinking and a teamwork skills evaluation form ;( 3)
teamwork skills were tracked with a form. The results showed that (1) the groupswho have studied with
theChanta teaching methods were more likely to have higher abilitylevels in computational thinking than
other groups. The differences between these two groups was a .05 T-value ;(2) students who studied with
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 368
theChanta teaching method and the Grade three students tended to have higher abilities in computational
thinking; (3) Overall, achieved a good level in teamwork skills.
Keywords: Chanta education, Computational Thinking, Team work skills
บทนา
กระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 ส่งผลกระทบทั้งทางเศรษฐกิจสังคมส่ิงแวดล้อม วิทยาศาสตร์
เทคโนโลยีและการเมืองของทุกประเทศอย่างรวดเร็ว ทาให้ทุกประเทศต้องมีการทบทวนวาระของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
และการศึกษาอย่างรอบด้าน เพื่อเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศ ประเด็นสาคัญในการพัฒนาการศึกษาที่หน่วยงานระดับ
โลกให้ความสาคัญ (สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2557) การจัดการศึกษาในยุคปัจจุบันจึงต้องมุ่งเน้นให้ผู้เรียนพัฒนา
ความสามารถเพื่อเตรียมพร้อมสาหรับศตวรรษท่ี 21 ซ่ึงมุ่งเน้นในด้านการนาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการจัดการเรียนการสอนซึ่ง
กระบวนการคิดทางคอมพิวเตอร์เป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มทักษะการคิด ทั้งยังสามารถนาไปประยุกต์ใช้เพื่อช่วยแก้โจทย์
ปัญหาในวิชาการสาขาอื่น ๆ ด้วย ในประเทศอังกฤษมีการปรับหลักสูตรคอมพิวเตอร์ให้นักเรียนได้รู้จักกระบวนการคิดเชิง
คานวณ (Computational Thinking) ต้ังแต่ปี พ.ศ. 2557 ให้ในระดับ Key stage1 อายุ 5-6 ปี โดยมีขอบเขตเนื้อหาให้เด็ก ๆ
ทราบว่า อัลกอลิทึม คืออะไร การจัดลาดบั ข้ันตอนการทางาน เพ่อื ให้บรรลุโจทย์ การฝกึ หาข้อบกพรอ่ ง (Debugging) เพื่อแกไ้ ข
แล้วจึงค่อยรจู้ ักกับการใช้คอมพิวเตอร์ การสร้างหรือ จัดการดจิ ิทัลคอนเทนต์ตา่ งๆ ไคล์ฟบีล อ้างถึงใน (สายพิณ กุลกนกวรรณ
ฮัมดานี, 2560)
(สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2560) ได้ระบุบทบาทของผู้เรียนไว้ว่า ผู้เรียนจะต้องได้เรียนรู้ พัฒนาทักษะ
ความรู้ รวมถงึ คุณลกั ษณะจากการเรยี นรู้ ในห้องเรียนและนอกห้องเรยี น โดยเนน้ การฝึกปฏบิ ัตมิ ากข้ึน นอกจากนผ้ี เู้ รยี นยังไดฝ้ ึก
ทักษะการคิด ทกั ษะการใชเ้ หตผุ ล และทักษะกระบวนการกลมุ่ มากข้ึน ซ่ึงสอดคล้องกับทกั ษะทจี่ าเป็นในศตวรรษที่ 21 น่นั ก็คือ
ทักษะด้านความร่วมมือ การทางานเป็นทีม และภาวะผู้นา (Collaboration Teamwork and Leadership) ดังนั้นผู้เรียนจึง
จาเป็นต้องมีความสามารถในการทางานกลุ่ม ต้องมีการวางแผนการทางานภายในกลุ่ม มีการแบ่งหน้าที่ และปฏิบัติงานตาม
บทบาทท่ีได้รับมอบหมาย แสดงความคิดเห็นและยอมรับความคิดเห็นของเพื่อนในกลุ่ม รู้จักการเป็นผู้นาผู้ตามที่ดี มีมนุษย
สัมพนั ธ์ สามารถทางานรว่ มกนั ในกล่มุ จนงานบรรลผุ ลสาเรจ็
ซง่ึ ในโรงเรียนสาธติ มหาวิทยาลัยศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ประสานมติ ร (ฝ่ายประถม) ได้พัฒนาศกั ยภาพของผ้เู รยี นโดยจัดการ
เรยี นการสอนทมี่ ุ่งสโู่ รงเรียนพัฒนาการคดิ ได้จัดการเรียนการสอนในวิชาฉนั ทศึกษาข้ึนสาหรบั นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6
ให้นกั เรยี นได้เลือกเรียนตามความสนใจด้วยตนเอง เมื่อนักเรียนเกดิ ความรักความสนใจแล้ว นักเรยี นกจ็ ะมุ่งมัน่ ทจี่ ะพัฒนาทกั ษะ
และความสามารถจนเกิดความภาคภูมิใจในความสาเร็จของตนเองการจัดการเรียนรู้ฉันทศึกษา มุ่งเน้นพัฒนานักเรียนให้เกิด
ความสามารถที่หลากหลาย ซึ่งประกอบไปด้วยฉนั ทะ Creative ฉันทะ Life skill ฉันทะ Communication และฉันทะ Coding
ซง่ึ ในส่วนของฉนั ทะ Coding นั้น มุ่งเน้นพัฒนานักเรียนในด้านเทคโนโลยี ฝึกการเรียนรู้การเขียนโปรแกรมเบอ้ื งตน้ ท้ังยังได้ฝึก
การทางานเป็นทีม อาศัยความสามารถของแต่ละบุคคลที่แตกต่างกัน ในการสร้างชิ้นงานข้ึนมา ซ่ึงในการทางานแต่ละครั้งน้ัน
นกั เรียนจะไดร้ จู้ ักการลองผิดลองถูก การวางแผน และลาดับการคดิ ก่อนหลัง สิ่งท่นี กั เรยี นไดเ้ รียนรเู้ หลา่ น้ี จะพัฒนาไปสูก่ ารคิด
เชงิ คานวณ (Computational Thinking) ได้ซ่ึงตรงกับตัวช้ีวัดกลุม่ สาระวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี(วิทยาการคานวณ) ว.4.2 ฉบับ
ปรับปรุง 2560 ป.3/1 ที่มุ่งเน้นให้นักเรียนสามารถแสดงอัลกอริทึมในการทางานหรือการแก้ปัญหาอย่างง่ายโดยใช้ภาพ
สญั ลักษณ์ หรอื ข้อความ ได้ (สถาบันส่งเสรมิ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี กระทรวงศกึ ษาธิการ, 2561)
ดังนั้นเม่ือทาการศึกษางานวจิ ัยที่มีการจัดการเรยี นรู้เพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคานวณ รวมท้ังเอกสารงานวิจัยหลกั การที่
มุ่งสง่ เสริมพัฒนานกั เรยี นผ่านการจัดการเรยี นรตู้ ามแนวฉันทศึกษา พบว่านอกจากขั้นตอนในการจัดการเรยี นการสอนฉนั ทศกึ ษา
แล้ว จะสามารถพัฒนานักเรียนให้มีความสามารถในด้านการคิดเชิงคานวณได้ จากผลการศึกษาเอกสารและงานวจิ ัยที่กล่าวมา
ขา้ งต้นผู้วจิ ัยได้เล็งเหน็ ว่า การพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้ตามแนวฉันทศึกษา ในฉันทะ Coding นั้นสามารถช่วยส่งเสริม
ใหน้ ักเรียนพฒั นาความสามารถในการคิดเชงิ คานวณได้ ด้วยเหตุน้ี ผวู้ จิ ัยจึงมคี วามสนใจที่จะศึกษาผลการจดั การเรียนรู้ตามแนว
ฉันทศึกษา เพ่ือส่งเสริมการคิดเชิงคานวณและการทางานเป็นทีมสาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิต
มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ ประสานมิตร (ฝา่ ยประถม)
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 369
กรอบแนวคดิ ในการวิจัย
การวจิ ยั ครัง้ นี้ ผู้วจิ ยั สนใจศึกษาและพฒั นาการจัดการเรียนรูต้ ามแนวฉันทศึกษา เพอ่ื ส่งเสรมิ การคดิ เชงิ คานวณ และ
การทางานเปน็ ทีมในวชิ าฉันทศกึ ษา สาหรบั นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรยี นสาธติ มหาวิทยาลัยศรีนครนิ ทรวิโรฒ
ประสานมิตร (ฝา่ ยประถม) โดยมกี รอบแนวคิดในการวจิ ัยดงั น้ี
การจัดการเรยี นรู้ การคดิ เชงิ คานวณ
ตามแนวฉันทศึกษา การทางานเป็นทมี
วตั ถุประสงค์ของการวจิ ยั
1. เพ่ือเปรียบเทียบความสามารถในการคิดเชิงคานวณ (Computational thinking) ของนักเรียนท่ีได้รับการ
จดั การเรียนรตู้ ามแนวฉันทศกึ ษากับนกั เรียนท่ีได้รับการจัดการเรยี นรู้แบบปกติ สาหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียน
สาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมติ ร (ฝ่ายประถม)
2. เพ่ือเปรียบเทียบความสามารถในการคิดเชิงคานวณ (Computational thinking) ของนักเรียนท่ีได้รับการ
จัดการเรียนรู้ตามแนวฉันทศึกษา สาหรับนกั เรียนชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรยี นสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครนิ ทรวิโรฒ ประสาน
มติ ร (ฝ่ายประถม) ก่อนเรียนและหลงั เรยี น
3. เพื่อศึกษาการทางานเป็นทีม ของนักเรียนท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวฉันทศึกษา สาหรับนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปที ่ี 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวิโรฒ ประสานมติ ร (ฝา่ ยประถม)
สมมตฐิ านการวจิ ัย
1. นกั เรยี นทไี่ ดร้ ับการจัดการเรียนร้ตู ามแนวฉันทศึกษา มีความสามารถในการคิดเชงิ คานวณ (Computational
thinking) สงู กวา่ นกั เรียนทไ่ี ดร้ ับการจดั การเรยี นรู้แบบปกติ
2. นกั เรยี นทไี่ ดร้ ับการจดั การเรยี นรตู้ ามแนวฉันทศึกษา มคี วามสามารถในการคดิ เชิงคานวณ (Computational
thinking) หลงั เรียนสูงกว่าก่อนเรียน
3. นักเรียนทีไ่ ดร้ บั การจัดการเรยี นรตู้ ามแนวฉันทศกึ ษา มีการทางานเป็นทีม อยใู่ นระดบั ดีขึ้นไป
วธิ ีดาเนนิ การวิจัย
ประชากรและกลมุ่ ตวั อย่าง
ประชากรที่ใช้ในการวจิ ัยคร้ังน้ี เปน็ นักเรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 3 โรงเรียนสาธติ มหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวิโรฒ
ประสานมิตร (ฝา่ ยประถม) ปกี ารศกึ ษา 2561 จานวน 220 คน
กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยครั้งน้ี เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัย
ศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายประถม) ปีการศึกษา 2561 จานวน 60 คน โดยเลือกมาแบบเจาะจง ( Purposive
sampling) ซ่ึงเป็นนักเรียนที่มีความสนใจในการเลือกเรียนฉันทะ Coding แบ่งออกเป็น 2 กลมุ่ คือ กลุ่มทดลอง เป็นนกั เรียนท่ี
ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวฉันทศึกษา จานวน 30 คน และกลุ่มควบคุม เป็นนักเรียนท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ
จานวน 30 คน
ตัวแปรทศ่ี กึ ษา
1. ตัวแปรอิสระ คือ การจัดการเรยี นรตู้ ามแนวฉันทศึกษา
2. ตัวแปรตาม
2.1 การคดิ เชงิ คานวณ
2.2 การทางานเป็นทมี
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 370
วิธีการเก็บรวบรวมขอ้ มูล
1. นาแผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวฉันทศึกษา ที่ส่งเสริมความสามารถในการคิดเชิงคานวณ(Computational
Thinking) ไปใช้กับกลุม่ ตวั อยา่ ง จานวน 60 คน แบง่ โดยการสมุ่ อยา่ งงา่ ย ออกเปน็ กล่มุ ทดลอง 30 คน และกลุ่มควบคมุ 30 คน
โดยใชเ้ วลาเรยี นท้งั หมด 9 คาบ คาบละ 45 นาที
2. ทาการทดสอบกอ่ นเรยี นและหลังเรียน โดยใชแ้ บบประเมินความสามารถในการคิดเชิงคานวณมลี กั ษณะเป็นข้อสอบ
แบบปรนยั ชนิดเลือกตอบ จานวน 20 ข้อ
3. ระหว่างจัดกิจกรรมการเรียนการสอน บันทึกการสังเกตนักเรียนลงในแบบบันทึกพฤติกรรมการทางานเป็นทีมของ
ผู้เรยี น แล้วนาค่าทไี่ ดท้ ้ังหมดไปแปรผลการวจิ ัย
เครอ่ื งมือท่ีใชใ้ นการวิจยั
1. แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวฉันทศึกษา เพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคานวณ (Computation thinking) และการ
ทางานเปน็ ทมี ในวิชาฉนั ทศกึ ษา สาหรบั นักเรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 3มีค่าความเที่ยงตรงตามเนอื้ หา อย่รู ะหวา่ ง 0.66-1.00
2.แผนการจดั การเรยี นร้แู บบปกติ สาหรบั นกั เรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ 3
3. แบบประเมินความสามารถในการคดิ เชิงคานวณมคี า่ ความเทย่ี งตรงตามเนอ้ื หาเท่ากบั คา่ ความยากงา่ ย (p) ระหว่าง
0.21-0.79 คา่ อานาจจาแนก (r) 0.34 -0.88 และคา่ ความเช่ือม่ันท้งั ฉบับเท่ากบั 0.66
4. แบบสงั เกตพฤติกรรมการทางานเป็นทีมมคี า่ ความเทย่ี งตรงตามเน้อื หา อยรู่ ะหว่าง 0.66-1.00
การวเิ คราะห์ข้อมลู
1.วิเคราะห์ข้อมูลจากแบบประเมินความสามารถในการคิดเชิงคานวณโดยใช้สิถิติทดสอบแบบ t-test for
Independentหาค่าเฉล่ีย (x̅) ในการเปรียบเทียบการจัดการเรียนรู้ตามแนวฉันทศึกษาของกลุ่มทดลง และ การจัดการเรียนรู้
แบบปกติของกลมุ่ ควบคมุ
2.วเิ คราะห์ขอ้ มูลจากแบบประเมนิ ความสามารถในการคิดเชงิ คานวณก่อนเรียนและหลงั เรียน โดยใช้สิถิติทดสอบแบบ
t-test for Dependentหาค่าเฉลี่ย(x)̅ ในการเปรยี บเทยี บความสามารถในการคิดเชงิ คานวณ ของนกั เรยี นชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 3
ทไ่ี ดร้ บั การจัดการเรยี นรู้แบบฉนั ทศกึ ษาก่อนเรยี นและหลังเรยี น
3.วิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสังเกตพฤติกรรมการทางานเป็นทีมโดยวิเคราะห์จากการหาค่าเฉลยี่ (x)̅ และ ส่วนเบ่ียงเบน
มาตรฐาน (S.D.)ของนักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 3ทีไ่ ด้รับการเรยี นรตู้ ามแนวฉนั ทศึกษา
ผลการวจิ ัย
1. ผลวเิ คราะห์เปรียบเทียบความสามารถในการคิดเชิงคานวณ ของนักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 3 ท่ีได้รับการจัดการ
เรียนรูต้ ามแนวฉันทศกึ ษา และ การจัดการเรียนรูแ้ บบปกติได้จากการนาขอ้ มูลมาวเิ คราะห์วิเคราะห์เปรียบเทียบความสามารถ
ในการคดิ เชงิ คานวณ ระหว่างกลุม่ ทดลองและกล่มุ ควบคมุ โดยใชส้ ถติ ิt-test for Independent
กลุ่ม N x̅ S.D. t p
กลุ่มทดลอง 30 13.70 1.84 3.27 .002
กลุ่มควบคมุ 30 11.93 2.32
จากตารางพบวา่ นกั เรียนทีไ่ ดร้ ับการจัดการเรยี นรูแ้ บบปกติมีคะแนนเฉลย่ี อยู่ที่ 11.93 คะแนน สว่ นนกั เรียนท่ไี ด้รับการ
จดั การเรียนรู้ตามแนวฉันทศึกษา มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ท่ี 13.70โดยมีค่า t=3.27 และค่า p= .002ซึ่งเม่ือเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม
พบว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวฉันทศึกษา มีคะแนนเฉล่ียสูงกว่า นักเรียนท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ
อย่างมนี ยั สาคัญทางสถิติทร่ี ะดับ .05
2. ผลวเิ คราะห์เปรียบเทียบความสามารถในการคิดเชิงคานวณ ของนกั เรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 3 ท่ีได้รบั การจัดการ
เรียนรู้ตามแนวฉันทศึกษา ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยนาข้อมูลมาวิเคราะห์เปรียบเทียบความสามารถในการคิดเชิงคานวณ
กอ่ นเรียนและหลงั เรียนของกลมุ่ ทดลอง โดยใช้สถิติt-test for Dependent
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 371
คะแนน N x̅ S.D. t p
T1 30 10.07 1.68 -12.06 .00
T2 30 13.70 1.84
จากตารางพบว่าความสามารถในการการคิดเชิงคานวณของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้
ตามแนวฉันทศึกษา นักเรียนมีค่าเฉลี่ยคะแนนก่อนเรียนอยู่ท่ี 10.07 คะแนนและ คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนอยู่ที่ 13.70 คะแนน
t=-12.06 และค่า p= .00แสดงวา่ นักเรยี นมีคะแนนหลังเรยี นสูงกวา่ กอ่ นเรียน อย่างมีนัยสาคญั ทางสถติ ิทร่ี ะดบั .05
3. ผลวิเคราะหก์ ารทางานเป็นทีมของนักเรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 3 ทีไ่ ดร้ บั การจดั การเรียนรู้ตามแนวฉันทศกึ ษา โดย
นาขอ้ มลู มาวเิ คราะหโ์ ดยการหาค่าเฉล่ีย(x)̅ และ ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน (S.D.)
ดา้ นท่ี การทางานเปน็ ทีม x̅ S.D. ระดบั
1 ข้ันตอนการทางานร่วมกัน 3.72 0.13 ดมี าก
2 การแบง่ หน้าที่รบั ผดิ ชอบในกลุ่ม 3.64 0.24 ดีมาก
3 ความร่วมมือของสมาชิก 3.80 0.07 ดีมาก
4 การยอมรับฟงั ความคดิ เห็นของผอู้ นื่ 3.80 0.10 ดีมาก
5 ระยะเวลาในการส่งงาน 3.70 0.16 ดีมาก
รวม 3.73 0.14 ดีมาก
จากตารางพบว่า ระดับการทางานเป็นทีมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3 ท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวฉันท
ศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับดีมาก (x̅= 3.73 , S.D.= 0.14)เม่ือพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าอยู่ในระดับดีมากทุกด้าน โดย
เรียงลาดบั ค่าเฉลีย่ จากมากไปหานอ้ ยคือ ด้านความรว่ มมือของสมาชิก (x̅ = 3.80 , S.D.= 0.07) ด้านการยอมรับฟังความคิดเห็น
ของผู้อื่น (x=̅ 3.80 , S.D.= 0.10) ด้านข้ันตอนการทางานร่วมกัน (x̅= 3.72 , S.D.= 0.13) ด้านระยะเวลาในการส่งงาน (x̅ =
3.70 , S.D.= 0.16) และ ด้านการแบง่ หน้าท่ีรับผิดชอบในกลมุ่ (x̅= 3.64 , S.D.= 0.24)
สรุปผลการวิจัย
จากการศึกษาผลการจัดการเรียนรู้ตามแนวฉันทศึกษาเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคานวณ และการทางานเป็นทีม ในวิชา
ฉันทศึกษา สาหรบั นักเรยี นช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวทิ ยาลัยศรีนครนิ ทรวโิ รฒ ประสานมิตร (ฝ่ายประถม) สรุป
ผลไดด้ งั น้ี
1. นักเรียนท่ีไดร้ ับการจดั การเรียนร้แู บบปกตมิ คี ะแนนเฉล่ียอยทู่ ่ี 11.93 คะแนน สว่ นนกั เรยี นที่ได้รบั การจัดการเรียนรู้
ตามแนวฉันทศกึ ษา มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ท่ี 13.70 ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบระหวา่ งกลมุ่ พบวา่ นักเรยี นท่ีได้รับการจัดการเรยี นรู้ตามแนว
ฉันทศกึ ษา มีคะแนนเฉลยี สูงกวา่ นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนร้แู บบปกติ โดยมีค่า Sig = .002 น่ันหมายความว่าคะแนนของ
นักเรียนกลุ่มท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวฉันทศึกษาสูงกว่าคะแนนของนักเรียนท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ อย่างมี
นยั สาคญั ทางสถิตทิ ่รี ะดบั .05
2. นักเรียนมีค่าเฉลี่ยคะแนนก่อนเรียนอยู่ที่ 10.07 คะแนนและ คะแนนเฉล่ียหลังเรียนอยู่ท่ี 13.70 คะแนน เม่ือ
ทดสอบด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนตัวแปรพหุนามปรากฏว่าได้ค่า Sig = .00 แสดงว่านักเรียนมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่า
ก่อนเรียน อยา่ งมนี ยั สาคญั ทางสถติ ิทร่ี ะดับ .05
3. ระดบั การทางานเป็นทมี ของนักเรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 3 ทีไ่ ด้รับการจดั การเรยี นรตู้ ามแนวฉนั ทศกึ ษา โดยรวมอยู่
ในระดบั ดีมาก (x̅= 3.73 , S.D.= 0.14) เม่อื พิจารณาเป็นรายดา้ นพบวา่ อยูใ่ นระดบั ดมี ากทกุ ดา้ น โดยเรียงลาดับคา่ เฉลีย่ จากมาก
ไปหาน้อยคือ ด้านความร่วมมือของสมาชิก (x̅ = 3.80 , S.D.= 0.07) ด้านการยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อ่ืน (x̅ = 3.80 ,
S.D.= 0.10) ด้านขั้นตอนการทางานร่วมกัน (x̅ = 3.72 , S.D.= 0.13) ด้านระยะเวลาในการส่งงาน (x̅ = 3.70 , S.D.= 0.16)
และ ดา้ นการแบง่ หนา้ ที่รับผดิ ชอบในกลมุ่ (x̅= 3.64 , S.D.= 0.24)
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 372
อภปิ รายผล
จากการศึกษาผลการจัดการเรียนรู้ตามแนวฉันทศึกษา เพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคานวณและการทางานเป็นทีมสาหรับ
นักเรียนช้ันประถมศึกษาปที ี่ 3 โรงเรยี นสาธติ มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝา่ ยประถม) สามารถอภปิ รายผลได้
ดงั น้ี
1. นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวฉันทศึกษา มีคะแนนเฉล่ียความสามารถในการคิดเชิงคานวณสูงกว่า
นกั เรียนท่ีได้รบั การจัดการเรยี นร้แู บบปกติ อย่างมีนยั สาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 ซึ่งเปน็ ไปตามสมมตฐิ านท่ีตงั้ ไว้ ดังท่ี ดิสกร กุน
ธร (2556) กล่าวว่าการจัดการเรียนรู้ตามแนวฉันทศกึ ษานนั้ เป็นการจัดการเรียนรทู้ เ่ี น้นให้นักเรยี นได้ทาตามความพึงพอใจ ซ่ึง
จะทาให้นักเรยี นเกิดความสขุ เพราะไมใ่ ชก่ ารเรียนที่ถูกบังคับ จึงมีความม่งุ ม่ันท่ีจะทาสิ่งนนั้ จนเกิดผลสาเร็จ โดยเนน้ การพัฒนา
ทักษะ การปฏิบัติ และได้ลงมือทาจริง นอกจากน้ีผลการวิจัยยังสอดคล้องกับงานวิจัยของพิไลพร หวังทรัพย์ทวี (2558) ที่ได้
พัฒนาชดุ กิจกรรมการเรียนรวู้ ชิ ากิจกรรมฉนั ทะ สาหรบั นกั เรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 1-3 โดยมีข้ันตอนการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้
ตามหลักการฉนั ทศกึ ษา 4 ขน้ั ตอน ซงึ่ ผลปรากฏวา่ นกั เรยี นท่ีได้เรียนผา่ นชดุ กจิ กรรมฉนั ทะมคี วามพอใจระดบั มากทีส่ ดุ นกั เรยี น
ไดค้ ้นพบความสามารถและความชอบของตนเอง จึงทาให้เกดิ การพัฒนาความชานาญจนสามารถ คดิ เปน็ ผลติ เป็น ทาเป็น ขาย
เป็น และมคี วามสุข ภาคภมู ิใจในตนเอง โดยการวจิ ัยในครง้ั น้ี ผู้วจิ ัยได้นาขั้นตอนทง้ั 4 ขน้ั ตอน มาประยุกตใ์ ชด้ ังนี้
1) ขน้ั กจิ กรรมฉันทะพ้นื ฐาน เป็นการจัดกิจกรรมทีเ่ น้นสร้างความเข้าใจของนักเรยี นในหวั ข้อของกจิ กรรมนั้นๆ ผ่านส่ือ
วดิ โี อ รปู ภาพ และผ่านเทคนิคการตั้งคาถามท่ีจะสามารถทาให้นักเรียนระดมความคิดร่วมกันได้ โดยในขั้นนน้ี ักเรียนจะตอ้ งบอก
ความหมายของหัวข้อในแต่ละหัวข้อได้แก่ Computational Thinking การแบ่งแยกส่วนของปัญหา การจัดรูปแบบของปัญหา
การกาหนดสาระสาคัญของปัญหา และการออกแบบอัลกอริทึม จากน้ันผู้สอนจึงเช่ือมโยงความหมายเพ่ือเข้าสู่ขน้ั ตอนในแต่ละ
เร่ือง ให้นักเรียนเขา้ ใจข้ันตอน กระต้นุ การฝึกคิด และมีพน้ื ฐานความรู้ในหัวข้อนน้ั ๆ ในขน้ั นีผ้ ู้เรยี นจะไดค้ วามรู้พืน้ ฐานของหัวข้อ
ต่างๆ เพ่อื เปน็ ความร้ทู ่จี ะสามารถนาไปต่อยอดในข้ันอ่ืนๆได้
2) ข้นั กิจกรรมฉนั ทะฝึกปฏบิ ัติ ขน้ั นี้นักเรียนแต่ละกลมุ่ จะไดฝ้ ึกปฏบิ ัตกิ ารแกป้ ญั หาในรปู แบบตา่ งๆ ผ่าน แอพพลเิ คช่ัน
ตัวตอ่ หรอื ส่ิงของใกล้ตัว เช่น การแบ่งแยกส่วนของปญั หา นักเรียนแตล่ ะกลุ่มจะตอ้ งแยกตัวต่อในเวลาท่ีกาหนด ซึ่งบางกลุ่มแยก
ออกตามสี บางกลุ่มแยกออกตามรปู รา่ ง และบางกลุ่มแยกท้ังสีและรูปร่าง หรือในการหารูปแบบของปัญหานักเรียนแต่ละกลุ่ม
จะฝึกแก้ปัญหาผ่านแอพพลเิ คช่ัน Brain bean ในหัวข้อ Pattern ซึ่งเป็นเกมทเ่ี ป็นลักษณะของการมองภาพแบบมิตสิ มั พันธ์ ข้ัน
ของการฝึกปฏิบัตินี้ นักเรียนแต่ละกลุ่ม จะได้ร่วมมือกันฝึกฝนในกิจกรรมต่างๆ จนมีความรู้ความเข้าใจท่ีมากข้ึน นักเรียนได้
รว่ มกันแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่างๆ เป็นการฝึกการทางานร่วมกัน ก่อนท่ีจะร่วมสร้างช้ินงาน ซ่ึงสอดคลอ้ งกับ (กิตติชัย สุธาสิ
โนบล, 2559)ได้กลา่ วถึงการเรียนรู้อยา่ งมีชีวิตชีวา (Active Learning) ที่เนน้ ให้ผู้เรียนได้ลงมือกระทาและได้ใช้กระบวนการคิด
ในส่ิงท่ีได้ทาลงไป โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีเข้ามาเก่ียวข้องแต่ไม่มองข้ามความสาคัญของการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับ
ผ้เู รียน เพื่อให้ผู้เรียนได้พฒั นาศกั ยภาพ เกดิ ความกระตอื รือร้น ได้ลงมอื ทาและมีสว่ นร่วมซง่ึ กนั และกนั
3) ขั้นกจิ กรรมฉันทะโครงงาน ข้ันนีเ้ ป็นข้ันท่สี าคัญทสี่ ดุ ท่นี กั เรยี นแตล่ ะกลมุ่ จะตอ้ งนาความร้ไู ด้จากข้ันพ้นื ฐานและการ
ฝึกจากข้ันปฏบิ ัติมาสรา้ งเปน็ ช้ินงานของตนเอง ร่วมกนั ระดมความคิดและแบ่งหนา้ ท่ีของสมาชกิ ในกลมุ่ ให้ทุกคนไดม้ ีสว่ นร่วมกับ
การสร้างช้ินงาน ในแต่ละหัวข้อ สอดคล้องกับวิจัยของ ในข้ันน้ีนักเรียนจะได้ทางานร่วมกันเป็นทีม ฝึกการวางแผน การแบ่ง
หน้าที่ นอกจากนี้จะได้พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ นาความรูท้ ี่ได้รับจากการเรียนและการฝึกปฏิบัติในขั้นท่ี 3 มาบูรณาการเพ่ือ
สรา้ งชิ้นงาน และได้ใช้เทคโนโลยีในการสร้างช้ินงาน เช่น การออกแบบตวั ละคร ในหัวข้อ การจดั รปู แบบของปัญหา ผู้สอนจะให้
ส่วนประกอบต่างๆไป จากนั้นนักเรียนแต่ละกลุ่มจะสร้างตัวละครจากส่วนประกอบต่างๆในแอพพลิเคช่ัน Tynkerแล้วใส่โค้ด
เพอ่ื ทาใหต้ ัวละครเกิดการเคลื่อนไหว ซ่งึ หัวข้อนจี้ ะตอ่ ยอดไปยงั การออกแบบอลั กอรทิ มึ ได้
4) ข้ันกิจกรรมฉันทะแสดงผลงาน เป็นขั้นตอนที่ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มได้ออกมานาเสนอผลงานของตนเอง โดยการ
นาเสนอหน้าชั้นเรียน ในรูปแบบต่างๆ มีการแลกเปล่ียนความคิดเห็นระหว่างกลุ่ม นอกจากนี้นักเรียนแต่ละกลุม่ รว่ มสรุปส่งิ ทไี่ ด้
จากกิจกรรมออกมาเป็นองค์ความรู้ ซึ่งขั้นตอนของการแสดงผลงานนจี้ ะทาให้นักเรียนมีความกล้าแสดงออก ได้ฝึกการพูด และ
ฝกึ ความมน่ั ใจ ซึ่งกจิ กรรมแตล่ ะข้นั จะส่งเสริมให้นกั เรียน คิดเปน็ พดู เป็น ทาเป็น ผลติ เปน็ เปน็ คนมคี วามสขุ และภมู ใิ จในตนเอง
ซงึ่ เป็น 5 ใน 8 ลักษณะของฉันทะ 8 เป็น ซึ่งเป็นคุณลักษณะของนักเรียนฉันทะ อันประกอบไปด้วย 1) เป็นคนดี 2) คิดเป็น 3)
พดู เป็น 4) ทาเป็น 5) ผลิตเปน็ 6) ชายเปน็ 7) ให้เป็น และ 8) เปน็ คนมีความสุขและภมู ิใจในตนเอง (พิไลพร หวังทรัพย์ทวี และ
อทุ ิศ บารงุ ชพี , 2561)
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 373
ดงั นั้นการจัดการเรยี นรู้ตามแนวฉันทศึกษา ท่ีประกอบไปด้วยขั้นตอน 4 ข้ันตอน โดยการนาใช้เทคโนโลยีและส่ือการ
สอนทท่ี ันสมัยมาใช้ จงึ ทาให้นกั เรียนทไ่ี ด้รับมคี วามพงึ พอใจในการเรียน ม่งุ ม่นั และ มีความสุข ส่งผลให้มีความสามารถในการคดิ
เชิงคานวณท่ดี กี ว่าการเรยี นการสอนแบบปกติ
2. นกั เรียนทไี่ ด้รับการจดั การเรียนรู้ตามแนวฉนั ทศึกษา มีคะแนนเฉลยี่ ความสามารถในการคดิ เชงิ คานวณ หลังเรยี นสงู
กว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ี .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานท่ีตั้งไว้ ผลการวิจัยสอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ใน
สาระเทคโนโลยี ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคานวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่างเป็นข้ันตอนและเป็นระบบ ใช้
เทคโนโลยีสาระสนเทศและการส่ือสารในการเรียนรู้การทางานและการแก้ปญั หาไดอ้ ย่างมีประสิทธภิ าพ รู้เทา่ ทันและมีจรยิ ธรรม
(สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ,2560) โดยในกิจกรรมแต่ละหัวข้อซ่ึงประกอบด้วย
Computational Thinking การแบ่งแยกส่วนของปญั หา การจัดรปู แบบของปัญหา การกาหนดสาระสาคัญของปัญหา และการ
ออกแบบอัลกอริทึม น้ันเป็นการจัดการเรียนการสอนท่ีส่งเสริมการคิดเชิงคานวณซึ่งเป็นการจัดการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ท่ี
ส่งเสริมทักษะของนักเรียนในศตวรรษที่ 21 เป็นกิจกรรมท่ีฝึกให้นักเรียนได้พัฒนาทักษะการเรียนรู้ ทักษะการคิด ทักษะการ
สร้างสรรค์ ทักษะการทางานร่วมกบั ผู้อนื่ และทักษะเทคโนโลยี ซ่ึงในการวจิ ัยครัง้ น้ีผวู้ ิจยั ได้นาเทคโนโลยีมาใชอ้ ยา่ งหลากหลาย
ทง้ั สอื่ การสอน และแอพพลิเคชัน่ ต่างๆ ท่ีทนั สมัยเน้นให้นักเรยี นได้สร้างนวัตกรรมโดยใช้เทคโนโลยี เพื่อช่วยส่งเสริมให้นักเรียน
เกิดการเรียนรู้ เข้าใจ จนพัฒนาเป็นความสามารถทางการคิดเชิงคานวณ ซึ่งตรงกับงานวิจัยของ กติ ติ เสือแพร, มีชัย โลหะการ
และ ปณิตา วรรณพิรุณ (2559) ที่ได้พัฒนารูปแบบการเรียนการสอนแบบผสมผสานด้วยการเรียนแบบปรับเหมาะร่วมกับ
เครือข่ายสังคมออนไลน์เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดเชงิ คานวณและทักษะการเขียนโปรแกรม ผลการวิจยั พบว่า นกั เรียนมีคะแนน
ด้านทักษะการคิดคานวณหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ .01 ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารูปแบบการเรียนแบบ
ผสมผสานนี้สามารถสง่ เสรมิ ทักษะการคิดคานวณและทกั ษะการเขียนโปรแกรมของนกั เรียนได้เป็นอยา่ งดี
ดังน้ันการใช้แนวคิดเชิงคานวณในการแก้ปัญหา ที่ส่งเสริมให้นักเรียนรู้จัก การแยกแยะปัญหา หารูปแบบของปัญหา
เรยี งลาดับความสาคัญของปัญหา และ ฝึกการออกแบบลาดับขั้นตอนการแกป้ ัญหา ซ่ึงจะช่วยให้นักเรียนได้ฝึกคดิ ฝึกแกป้ ัญหา
อย่างเป็นระบบ จนสามารถนาไปแก้ไขกับสถานการณ์ในชีวิตประจาวันได้ ผ่านกิจกรรมต่างๆ และการทางานเป็นทีม จึงส่งผล
ให้ผลการทดสอบความสามารถทางการคิดเชงิ คานวณหลังเรียนสงู กว่ากอ่ นเรียน
3. สมรรถนะการทางานเป็นทีมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวฉันทศึกษา
โดยรวมอยูใ่ นระดบั ดีมาก เม่อื พจิ ารณาเป็นรายด้านพบว่าอยู่ในระดับดมี ากทกุ ด้าน โดยเรียงลาดับคา่ เฉลยี่ จากมากไปหาน้อยคือ
ดา้ นความร่วมมือของสมาชิก ด้านการยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อ่ืน ด้านขั้นตอนการทางานร่วมกัน ด้านระยะเวลาในการส่ง
งาน และ ด้านการแบ่งหนา้ ท่ีรับผดิ ชอบในกลุ่ม ท่ีเป็นเช่นนี้เพราะนกั เรียนแต่ละกล่มุ ให้ความร่วมมือในการทางาน มีการสื่อสาร
วางแผนการทางาน เพ่ือให้งานท่ีแต่ละกลุ่มรับผิดชอบนั้นบรรลุจุดหมายที่ตั้งไว้ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ วัชรี วงศ์ยิ้มย่อง
(2556) ที่ได้ศึกษาการพัฒนาความสามารถในการทางานกลุ่ม โดยใช้กระบวนการสร้างความตระหนักของนักเรียนชั้น
ประถมศกึ ษาปที ่ี 2 โดยสังเกตการทางานของกล่มุ นกั เรยี น แลว้ อภปิ รายความสาคัญของการทางานกกลมุ่ กระต้นุ ใหน้ ักเรยี นเห็น
ความสาคัญของการทางานกลุ่ม ผลการวิจัยพบว่านักเรยี นได้รบั การพัฒนาความสามารถในการทางานกลุ่ม โดยมีค่าร้อยละของ
จานวนกลุ่มนักเรียนหลังเรียนที่มีผลการประเมินความสามารถในการทางานกลุ่มท่ีอยู่ในระดับคุณภาพดีมาก สูงกว่าค่าร้อยละ
ของจานวนกลุ่มนักเรียนก่อนเรียนท่ีอยู่ในระดับคุณภาพดีมาก คิดเป็นร้อยละ 83.33 ซึ่งการจัดการเรียนรู้ตามแนวฉันทศึกษา
เพอ่ื ส่งเสรมิ ความสามารถในการคิดเชงิ คานวณ ในแตล่ ะหัวข้อน้ันเน้นให้นกั เรียนได้มสี ว่ นร่วมในการเรียนรู้ สมาชิกในแตล่ ะกลุ่ม
จะต้อง ร่วมคิด ร่วมแก้ไขปัญหา ร่วมออกแบบ ร่วมสร้างผลงาน ซึ่งจะทาให้นักเรียนเกิดความสามัคคีและมีทักษะการทางาน
ดงั น้นั การทน่ี กั เรียนแตล่ ะคนมคี วามชอบที่เหมือนกนั ได้มาทากิจกรรมร่วมกัน ผ่านการลงมอื ปฏบิ ัติ จงึ เกดิ การแลกเปลยี่ นเรยี นรู้
ในหัวข้อท่ีตนเองสนใจ ทาให้นักเรียนท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวฉันทศึกษามีสมรรถนะการทางานเป็นทีมโดยรวมอยู่ใน
ระดับดีมาก
ข้อเสนอแนะ
ขอ้ เสนอแนะทว่ั ไป
1. การจัดการเรียนรู้ตามแนวฉันทศึกษา เพ่ือส่งเสริมการคิดเชิงคานวณ มีการจัดการเรียนการสอนที่เน้นการทางาน
เปน็ ทีม และฝกึ ใหน้ ักเรยี นทางานอย่างเป็นข้นั ตอน ผู้สอนควรชแ้ี จงข้ันตอนการจดั กจิ กรรมให้นักเรียนเขา้ ใจอยา่ งชัดเจน บอกถึง
วัตถปุ ระสงคข์ องการจัดกจิ กรรม เพ่อื ให้นักเรียนเข้าใจ และสามารถปฏิบตั ิกิจกรรมต่างๆ ใหเ้ กิดประสทิ ธภิ าพสูงสุด
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 374
2. การจัดการเรยี นรตู้ ามแนวฉันทศกึ ษา เพอ่ื สง่ เสริมการคิดเชิงคานวณ ควรนาสถานการณต์ า่ งๆในชีวิตประจาวนั ท่อี ยู่
รอบตวั ของนกั เรียนมาใชใ้ นทุกๆหัวขอ้ ของกิจกรรม ควรเลอื กให้เหมาะสมกับวัยและความสนใจของนักเรียน เพื่อให้นักเรยี นเกิด
การเรยี นรูแ้ ละเกดิ ความเขา้ ใจในขน้ั ตอนของการคิดเชิงคานวณเพิ่มมากขน้ึ
3. การนาขั้นตอนการจดั กจิ กรรมการเรยี นรตู้ ามแนวฉนั ทศกึ ษาไปใชส้ ามารถปรบั ให้เขา้ กบั เน้ือหาในแตล่ ะรายวิชา โดย
กิจกรรมควรม่งุ เน้นให้นักเรียนไดเ้ ลือกเรียนตามความถนัดและความสนใจ เพ่ือช่วยส่งเสริมทักษะการคิดและการทางานร่วมกับ
ผอู้ ืน่ เพ่ือใหน้ กั เรียนเกิดความมงุ่ ม่นั ทจี่ ะสรา้ งผลงานจนสาเร็จ และไดเ้ รียนอย่างมีความสุข
ขอ้ เสนอแนะในการวจิ ัยครัง้ ต่อไป
1. การทาวิจยั เกย่ี วกับการส่งเสรมิ การคิดเชิงคานวณควรนาไปใช้กับนักเรียนในระดับช้ันอื่นๆ เพ่ือเป็นแนวทางในการ
จัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้นักเรียนมีความเข้าใจในด้านการคิดเชิงคานวณมากขึ้น ผ่านการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนด้วยระยะเวลาที่
น้อยลง
2. ควรทาวิจัยการจัดการเรียนรู้ตามแนวฉันทศึกษา กับตัวแปรอ่ืนๆ เช่น ความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถในการ
แกป้ ัญหา การคดิ อย่างมีวจิ ารณญาณ เปน็ ต้น
เอกสารอา้ งองิ
กิตติ เสอื แพร, มชี ยั โลหะการ และ ปณติ า วรรณพิรณุ .(2559).การพฒั นารปู แบบการเรียนการสอนแบบผสมผสานด้วย
การเรยี นแบบปรบั เหมาะร่วมกับเครอื ข่ายสงั คมออนไลนเ์ พอ่ื สง่ เสรมิ ทักษะการคดิ คานวณและทักษะการเขยี น
โปรแกรมสาหรบั นกั ศึกษาสาขาวศิ วกรรมไฟฟ้า. วารสารบณั ฑิตศกึ ษา มหาวทิ ยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรม
ราชปู ถมั ภ.์ 10(3): 1-13.
กิตตชิ ัย สธุ าสิโนบล.(2559). การเรยี นรอู้ ย่างมีชวี ติ ชีวา. สารานุกรมศกึ ษาศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั
ศรนี ครินทรวโิ รฒ. 51 : 97-102.
ดิสสกร กนุ ธร.(2556). วธิ ีปลกู รากแก้วของแผ่นดนิ ด้วยฉันทศกึ ษาสูแ่ ม่ท้ังแผน่ ดิน.สืบค้นเมื่อ 8 ตุลาคม 2561, จาก
https://www.creativecitizen.com/dissakorn-kunthara/
พไิ ลพร หวังทรัพยท์ วี และ อุทศิ บารุงชพี . (2561). ฉันทศึกษา: นวัตกรรมการออกแบบสภาพแวดลอ้ มการเรยี นรเู้ ชิงรกุ ผ่าน
การเลน่ อยา่ งสขุ ใจของเด็กไทยยุค 4.0. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั บรู พา. 29(3): 14-30.
พิไลพร หวงั ทรัพยท์ ว.ี 2558.การพฒั นาชุดกิจกรรมการเรยี นรู้ วชิ ากจิ กรรมฉนั ทะ สาหรับนกั เรยี นชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 1-3,
โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรีนครนิ ทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายประถม) คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย
ศรนี ครินทรวโิ รฒ. กรงุ เทพฯ: บณั ฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ.
วชั รี วงศย์ ม้ิ ยอ่ ง. (2556).วิจัยการพัฒนาความสามารถในการทางานกลุ่ม โดยใชก้ ระบวนการสรา้ งความตระหนัก ของ
นกั เรียนชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 2 โรงเรียนปรินส์รอยแยลสว์ ิทยาลยั . สบื คน้ เมื่อ17 มกราคม 2562, จาก
https://academic.prc.ac.th/TeacherResearch/ResearchDetail.php?ID=1234
สถาบนั ส่งเสรมิ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (2561). หนงั สอื รายวชิ าพื้นฐานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
(วทิ ยาการคานวณ). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แหง่ จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั .
สายพิณ กลุ กนกวรรณฮัมดาน.ี (2560).Coding จาเป็นแคไ่ หนสาหรบั เด็ก. สืบค้นเมอื่ 21 เมษายน 2561, จาก
https://themomentum.co/coding-for-kids/
สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาแหง่ ชาติ สานักนายกัฐมนตร.ี (2542). พระราชบญั ญัตกิ ารศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542.
กรุงเทพฯ: บริษทั พรกิ หวานกราฟกิ จากัด.
สานกั งานเลขาธกิ ารสภาการศึกษา. (2557). บทวเิ คราะหก์ ารศึกษาไทยในโลกศตวรรษที่ 21. วารสารวิจยั การศกึ ษา. 2(4): 1-3.
สานักงานเลขาธิการสภาการศกึ ษา. (2560). แผนการศกึ ษาแห่งชาตพิ .ศ. 2560-2579. บรษิ ทั พริกหวานกราฟกิ จากัด.
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 375
การประเมนิ ความสามารถในการแก้ปญั หาของนกั เรียนช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2
แผนการเรียนวทิ ยาศาสตร์และคณิตศาสตร์
ASSESSING PROBLEM-SOLVING ABILITY OF EIGHTH GRADE STUDENTS
IN SCIENCE AND MATHEMATICS PROGRAM
สธุ ดิ า วนั สดุ ล, ชนนิ ันท์ พฤกษป์ ระมูล
E-mail: [email protected]
บทคัดยอ่
การวิจัยคร้ังนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 แผนการ
เรียนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ กลุ่มท่ีศึกษาได้แก่ นักเรียนท่ีศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2แผนการเรียนวิทยาศาสตร์
และคณิตศาสตร์ ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2561 ของโรงเรียนรัฐบาลแห่งหน่ึง เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร จานวน 100
คน เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ผู้วิจัย
พฒั นาขน้ึ เปน็ แบบทดสอบแบบเลอื กตอบ 3 ตวั เลอื ก แบง่ ออกเปน็ 5 สถานการณ์แตล่ ะสถานการณ์ประกอบดว้ ยคาถามยอ่ ย 4
ข้อ รวมทง้ั หมด 20 ขอ้ เพอ่ื ประเมินความสามารถในการแก้ปัญหา 4 องค์ประกอบคือ การระบุปัญหา การวิเคราะหป์ ัญหา การ
เสนอวิธกี ารแกป้ ญั หา และการตรวจสอบวธิ กี ารแก้ปัญหา ผลการวจิ ยั พบว่า
1. นักเรยี นกลุ่มท่ีศึกษามีคะแนนเฉลยี่ ความสามารถในการแก้ปญั หาเทา่ กบั 14.94 คะแนน (SD = 2.20) โดย นกั เรียน
มีคะแนนเฉล่ียความสามารถในองค์ประกอบการตรวจสอบวิธีการแก้ปัญหาสูงที่สุด ( x̅ =3.83, SD = 1.41) รองลงมาคือ
ความสามารถในการการระบุปัญหา ( x̅ =3.73, SD = 2.12) ความสามารถในการวิเคราะห์ปญั หา ( x̅ =3.72, SD = 0.20) และ
ความสามารถในการเสนอวธิ กี ารแกป้ ญั หา ( x̅ =3.66, SD = 2.83)
2. นกั เรียนกลุ่มที่ศึกษามคี วามสามารถในการแก้ปัญหาโดยภาพรวมอยู่ในระดับดมี าก คิดเป็นร้อยละ 39.0ระดบั ดี คิด
เป็นร้อยละ 58.0และระดบั พอใช้ คดิ เปน็ ร้อยละ 3.0
คาสาคญั : ความสามารถในการแกป้ ัญหา, นกั เรยี นระดบั ชน้ั มัธยมศกึ ษา, แผนการเรยี นวทิ ยาศาสตรแ์ ละคณติ ศาสตร์
Abstract
The purpose of this research was to assess problem-solving ability of eighth grade students in
science and mathematics program. The sample group comprised of 100 eighth grade students in science
and mathematics program who were studying in the second semester of 2018 academic year of a public
school in HuaiKhwang district, Bangkok, Thailand. The research instrument used in this study was eighth
grade students problem-solving ability test developed by the researcher. The test was a three-choice
question consisted of five situations and each situation composed of four questions, 20 questions in total in
order to assess problem-solving ability covering four components: identifying the problem, analyzing the
problem, proposing problem-solving method and verifying the problem-solving method.
The findings revealed that
1. The eight grade students’problemsolvingability mean score equaled to 14.94 (SD = 2.20). The
students earned the highest mean score in verifying the problem-solving method component ( x̅ =3.83, SD
= 1.41), followed by identifying the problemcomponent( x̅ =3.73, SD = 2.12), analyzing the problemcomponent
( x̅ =3.72, SD = 0.20), and proposing problem-solving method component( x̅ =3.66, SD = 2.83), respectively.
2. The students in this study earned problem solving abilityan excellent levelaccounting for 39%, at
a good level accounting for 58%, and at a fair level accounting for 3%.
Keywords: Problem-solving Ability, Secondary School Students, Scienceand Mathematics Program
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 376
บทนา
ความสามารถในการแก้ปัญหาเป็นสมรรถนะหนึ่งท่ีมีความสาคัญและควรส่งเสริมให้มีในตัวของผู้เรียน ดังปรากฏใน
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ที่ได้กาหนดสมรรถนะสาคัญของผู้เรียนไว้ 5 ด้าน ได้แก่ความสามารถ
ในการสื่อสาร ความสามารถในการคิด ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต และความสามารถใน
การใช้เทคโนโลยี (กระทรวงศกึ ษาธิการ, 2551) นอกจากนี้ความสามารถในการแก้ปัญหายังถูกกาหนดให้เปน็ หนึ่งในสมรรถนะที่
สาคัญในโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ (Programme for International Student Assessment หรือ PISA)
ซ่ึงดาเนินการโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and
Development หรือ OECD) ทาการประเมินผลสัมฤทธ์ิด้านการศึกษาโดยสารวจความรู้ด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ท่ี
เก่ียวข้องกับสถานการณ์ท่ัวไปในชีวติ ประจาวนั ซึ่งทาการทดสอบกับนักเรยี นอายุ 15 ปี ท่ีกาลงั ศึกษาอยใู่ นช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1
ข้ึนไปจากโรงเรยี นทุกสังกดั อีกท้ังความสามารถในการแก้ปัญหาเป็นหนึ่งในทักษะที่สาคัญในศตวรรษท่ี 21(Partnership for 21st
CenturySkills [P21], 2015; วิชัย วงษ์ใหญ่, 2554) ซ่ึงปัจจุบันเป็นยุคโลกาภิวัตน์ที่มีความเจริญก้าวหน้าท้ังด้านวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี หากผู้เรียนมีความรู้และความสามารถในการแกป้ ัญหาที่ดีจะสามารถดารงชีวิตเพื่อความอย่รู อดในสังคมปัจจุบัน
ได้ (Martin, 2010) โดยความสามารถในการแก้ปัญหาน้ันเป็นกระบวนการทางความคิดท่ีเป็นผลจากจิตใจของมนุษย์ ช่วยให้
บุคคลสามารถปรบั ตวั เข้ากับสงั คมและสิ่งแวดล้อมรอบขา้ งได้ (ชตุ ินันทพ์ ุ่มกลิ่น. 2546) อีกท้ังความสามารถในการแกป้ ัญหาเป็น
การเรียนรู้ที่อาศัยกระบวนการเรียนรู้และการผสมผสานของความรู้ต่าง ๆ (Gagne. 1970) และความสามารถในการแก้ปัญหา
เป็นสภาวะท่ีมีความยุ่งยากซับซ้อนหรือเป็นการพยายามตรวจสอบข้อมูลที่หามาได้โดยมีการตั้งสมมติฐานตรวจสอบสมมติฐาน
เก็บรวบรวมข้อมูลจากการทดลองและนาไปสู่การสรุปผล (Good. 1973)ซึ่งความสามารถในการแก้ปัญหาของแต่ละบุคคลมี
ความแตกตา่ งกนั ข้ึนอยู่กับระดับสตปิ ัญญา อารมณ์ ประสบการณ์ รวมถงึ การได้รับการพฒั นา (ประพนั ธ์ศริ ิ สเุ สารัจ.2556) โดย
การแก้ปญั หาเปน็ ความสามารถอย่างหนึ่งท่ีต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างสม่าเสมอและต้องอาศัยการเรียนรจู้ ากประสบการณ์เดมิ มา
ใชใ้ นแกป้ ัญหาใหม่โดยความสามารถในการแก้ปัญหาท่ีเป็นระบบหรือมีแบบแผนจะทาให้นักเรียนสามารถแก้ไขปญั หาได้ดียิ่งขึ้น
(Krulik; & Rudnick, 1993)
จากการท่ีผู้วิจัยได้สอนในรายวิชาวิทยาศาสตร์ระดับช้ันมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่ ง ในสังกัด
สานกั งานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศกึ ษากรงุ เทพมหานคร ซึง่ มีการจัดบริบทการเรียนในระดบั มัธยมศึกษาตอนตน้ แตกต่างจาก
โรงเรียนอื่น ๆ โดยมีการแบ่งกลุ่มนักเรียน ออกเป็น 3 แผนการเรียน ได้แก่ วิทยาศาสตร์ - คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ –
ภาษาจีน และกีฬา โดยเริ่มดาเนินการจัดการเรียนรู้แบบแผนการเรียนในปี พ.ศ. 2560 ในการจัดการเรียนรู้ให้กับนักเรียนใน
แผนการเรียนวิทยาศาสตร์ – คณิตศาสตร์น้ันโรงเรียนเน้นการพัฒนาศกั ยภาพของนักเรยี น โดยจัดหลักสูตรท่ีมุ่งพัฒนานักเรียน
ให้คิดเป็น ทาเป็น เรียนรู้ด้วยตนเอง โดยใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการแก้ปัญหาสามารถนาความรู้ไปใช้ใน
ชีวิตประจาวันได้ (หลักสูตรสถานศึกษา.2560) ซึ่งจะเห็นได้ว่าความสามารถในการแก้ปัญหาถือเป็นจุดเน้นในการเรียนรู้ของ
นกั เรียนแผนการเรยี นวทิ ยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ อย่างไรก็ตาม จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ พบว่ายังไมม่ ีการวัดความสามารถ
ในการแก้ปัญหาของนักเรียนแผนการเรียนวิทยาศาสตร์ – คณิตศาสตร์ ที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากนัก ท้ังนี้ในการวัดและ
ประเมินความสามารถในการแก้ปัญหานั้น ได้มีการศึกษาทั้งงานวิจัยไทยและต่างประเทศ โดยทาการวัดและประเมิน
ความสามารถในการแกป้ ัญหาด้วยเครอื่ งมอื ท่ีหลากหลาย อาทิ ปยิ พร ค้าสวุ รรณ์ (2558) ไดศ้ กึ ษาความสามารถในการแก้ปัญหา
ของนักเรียนระดับปฐมวัยผ่านกิจกรรมสะเต็มศึกษา โดยทาการวัดและประเมินความสามารถในการแก้ปัญหาโดยใช้แบบ
สัมภาษณ์ซึ่งมีลักษณะเป็นคาถามจาลองสถานการณ์ จานวน 10 ข้อ นอกจากนี้งานวิจัยของ Fang (2014) ได้ทาการศึกษา
ความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาตอนปลายผ่านการสร้างโมเดล โดยมุ่งเน้นศึกษาพฤติกรรมท่ีสะท้อน
ความสามารถในการแกป้ ัญหาของผู้เรยี นดว้ ยเทคนคิ ความคิดสร้างสรรคเ์ พ่อื แก้ปญั หาและงานวิจยั ของ นิตยา ภูผาบาง (2559) มี
การวัดความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้การสัมภาษณ์แบบไม่มีระบบ ซ่ึงมีลักษณะเป็น
สถานการณ์ปัญหาและมีรายการปัญหาท่ีสอดคล้องกับพฤติกรรมทแ่ี สดงถึงความสามารถในการแกป้ ัญหา นอกจากน้ียงั มีการวัด
ความสามารถในการแก้ปัญหาผ่านแบบทดสอบแบบอัตนัย โดยมีสถานการณ์มาให้และมีข้อคาถามท่ีสอดคล้องกับพฤติกรรมที่
แสดงถึงความสามารถในการแก้ปัญหา (อาทิตยา พูนเรือง.2559) และการวัดความสามารถในการแก้ปัญหาผ่านแบบทดสอบ
แบบปรนัยหรอื แบบทดสอบแบบเลอื กตอบ ซ่ึงสามารถวัดความสามารถของสมองในดา้ นการรู้และการคิดตั้งแตร่ ะดับพ้ืนฐานถึง
ระดับสูง โดยคาตอบในข้อน้ันจะมีข้อถูกเพียงข้อเดียว การทดสอบแบบนี้เหมาะสาหรับการเก็บข้อมูลท่ีมีจานวนมาก (นาตยา
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 377
ช่วยชูเชิด.2557) ซึ่งแต่ละเคร่ืองมือสร้างขึ้นเพื่อใช้ในการวัดและประเมินความสามารถในการแก้แก้ปัญหาตามองค์ประกอบที่
งานวิจัยนัน้ สังเคราะหแ์ ละกาหนดขึ้นซงึ่ มีความแตกต่างกนั
ด้วยเหตุผลดังกล่าวขา้ งตน้ จงึ ทาใหผ้ วู้ จิ ัยสนใจทีจ่ ะประเมินความสามารถในการแกป้ ัญหาของนกั เรียนชั้นมธั ยมศกึ ษาปี
ที่ 2ท่ีเรียนแผนการเรียนวิทยาศาสตร์ – คณิตศาสตร์ โดยใช้แบบทดสอบความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีท่ี 2 ท่ีผู้วิจัยสร้างขึ้น มีลักษณะเป็นแบบทดสอบแบบเลือกตอบ 3 ตัวเลือก แบ่งออกเป็น 5 สถานการณ์แต่ละ
สถานการณ์ประกอบด้วยคาถามย่อย 4 ข้อ รวมทั้งหมด 20 ข้อ เพ่ือประเมินความสามารถในการแก้ปัญหา 4 องค์ประกอบคือ
การระบุปญั หา การวิเคราะหป์ ัญหา การเสนอวิธีการแก้ปัญหา และการตรวจสอบวธิ ีการแกป้ ัญหา จากน้ันทาการวิเคราะห์โดย
กาหนดเกณฑ์ความสามารถในการแก้ปัญหาออกเป็น 4 ระดับ ไดแ้ ก่ ดมี าก ดี พอใช้ และปรับปรุง โดยมุง่ หวังวา่ ผลจากการวิจัย
คร้ังนี้สะท้อนถึงสภาพปัจจุบันของความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนระดับช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 แผนการเรียน
วทิ ยาศาสตร์-คณติ ศาสตร์ของโรงเรียนแห่งน้ี เพอื่ เปน็ ข้อมูลพืน้ ฐานในการพัฒนาความสามารถในการแก้ปญั หาของนักเรียนและ
การพฒั นาหลักสูตรการเรยี นรสู้ าหรบั นักเรียนแผนการเรยี นวิทยาศาสตร์-คณติ ศาสตร์ต่อไป
วตั ถุประสงคข์ องการวิจยั
เพอื่ ประเมนิ ความสามารถในการแก้ปัญหาของนกั เรยี นช้ันมัธยมศกึ ษาปที ่ี 2 แผนการเรยี นวทิ ยาศาสตรแ์ ละ
คณติ ศาสตร์
วิธดี าเนินการวิจัย
ประชากรและกลมุ่ ตวั อย่าง
ในการวิจัยคร้ังน้ีกลุ่มท่ีศึกษาได้แก่ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 2 แผนการเรียนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ของ
โรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่ง เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร จานวน 100 คน ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2561 โดยการเลือกแบบ
เจาะจง (Purposive Sampling)
ตวั แปรทีศ่ กึ ษา
ความสามารถในการแกป้ ญั หาของนกั เรียน
วธิ กี ารเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
1. การศกึ ษาเอกสารและงานวิจยั ทเ่ี ก่ียวขอ้ ง
1.1 ศึกษาเอกสาร หนังสือ บทความและงานวิจัยที่เกี่ยวกับการแก้ปญั หาโดยทาการศึกษาเกี่ยวกบั ความหมายของการ
แก้ปัญหา แนวทางในการแก้ปัญหา องค์ประกอบของการแก้ปัญหา ตลอดจนการวัดและการประเมินการแก้ปัญหา จาก
การศึกษาผู้วิจยั สามารถกาหนดนยิ ามศพั ท์เฉพาะของความสามารถในการแกป้ ัญหา ดงั นี้
ความสามารถในการแก้ปัญหา หมายถึง พฤตกิ รรมของผเู้ รียนที่แสดงถึงการนาความรมู้ าปรับใช้ในการแก้ปัญหาจาก
สถานการณ์หรือเหตุการณ์ที่พบเห็นในชีวติ ประจาวนั เพ่ือไขขอ้ สงสยั หรือเพือ่ ให้ได้คาตอบของปัญหาน้นั ๆ ความสามารถในการ
แก้ปัญหา แบง่ ออกเป็น 4 องค์ประกอบ ได้แก่
1. การระบปุ ัญหา เป็นความสามารถท่ีนักเรยี นเรยี นสามารถค้นพบปัญหาจากสถานการณ์ที่กาหนดโดยนักเรียน
จะเขยี นสงิ่ ทเี่ ปน็ ปญั หาจากนน้ั พจิ ารณาปัญหาแลว้ เลอื กว่าอะไรคอื ปญั หาทแี่ ทจ้ รงิ
2. การวิเคราะหป์ ัญหา เป็นความสามารถทน่ี กั เรยี นสามารถจาแนกสาเหตขุ องปัญหา โดยนกั เรียนระดมความคิด
และวิเคราะห์ข้อมูลที่กาหนดให้จากสถานการณ์ จากนั้นจาแนกและจัดหมวดหมู่สาเหตุของปัญหาและคาดคะเนหาสาเหตุที่
แทจ้ ริงของปญั หาหรือสาเหตุทเี่ ปน็ ไปได้ของปญั หาจากขอ้ เท็จจริงจากสถานการณ์ท่กี าหนด
3. การเสนอวิธีแก้ปัญหา เป็นความสามารถที่นักเรียนระบุขั้นตอนการแก้ปัญหาและอุปกรณ์ท่ีใช้ในใบกิจกรรม
อยา่ งละเอยี ด โดยอภปิ รายรว่ มกนั เพื่อหาวิธีในการแกป้ ัญหาท่เี หมาะสมทส่ี ดุ
4. การตรวจสอบวธิ ีแกป้ ัญหาเป็นความสามารถท่ีนักเรียนสามารถปฏิบัติตามวิธกี ารแก้ปัญหาท่ีได้เลอื กไว้พร้อม
ท้ังหาข้อบกพร่องและปรับปรุงแก้ไขวิธกี ารแกป้ ัญหาใหม้ คี วามเหมาะสมสามารถนาไปแก้ปญั หาจากสถานการณ์ที่กาหนดได้
2. การสร้างและการหาประสทิ ธภิ าพของเคร่ืองมือวิจัย
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 378
2.1 การสร้างเคร่ืองมอื วิจยั
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งน้ีคือ แบบทดสอบความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2ซึ่งวัด
พฤติกรรมของนักเรียนท่ีแสดงถึงการนาความรู้ที่ได้รับมาปรับใช้ในการแก้ปัญหาจากสถานการณ์ เพ่ือไขข้อสงสัยหรือเพื่อให้ได้
คาตอบของปัญหาน้ัน ๆ โดยมีลักษณะเป็นสถานการณ์ 5 สถานการณ์ซ่ึงเป็นสถานการณ์หรือเหตุการณ์ที่เก่ียวข้องกับ
ชีวติ ประจาวนั แต่ละสถานการณป์ ระกอบด้วยคาถามยอ่ ย 4 ข้อในแต่ละขอ้ มตี ัวเลือก 3 ตัวเลือกรวมคาถามย่อยท้ังหมด 20 ข้อ
ซ่ึงมขี น้ั ตอนการสร้างดงั นี้
2.1.1 สร้างแบบทดสอบความสามารถในการแก้ปัญหาฯ ตามนิยามศัพท์เฉพาะโดยเป็นแบบทดสอบแบบ
เลือกตอบ 3 ตัวเลือก มีลักษณะเป็นสถานการณ์ท่ีเกยี่ วข้องกับชวี ิตประจาวนั ซึ่งผู้วิจัยกาหนดให้มีสถานการณ์ 10 สถานการณ์
สถานการณล์ ะ 4 ขอ้ รวมเปน็ ขอ้ คาถาม 40 ขอ้
2.1.2 นาแบบทดสอบความสามารถในการแก้ปัญหาที่สร้างข้ึนเสนอให้ที่ปรึกษาปริญญานิพนธ์ตรวจพิจารณา
ความถกู ตอ้ งของสถานการณ์ข้อคาถามและตัวเลอื กนามาแกไ้ ขให้ถูกตอ้ ง
2.2 การหาประสิทธิภาพของแบบทดสอบความสามารถในการแก้ปญั หา
2.2.1 นาแบบทดสอบความสามารถในการแก้ปัญหาฯ ทพี่ ัฒนาข้ึนให้ผู้เชยี่ วชาญดา้ นการศึกษาและวทิ ยาศาสตร
ศึกษาจานวน 3 ท่าน พิจารณา 3 ส่วน ได้แก่ ความสอดคล้องระหว่างสถานการณ์ ข้อคาถามกับนิยามศัพท์เฉพาะของ
ความสามารถในการแก้ปัญหา ความถูกต้องและความเหมาะสมในการนาไปใช้ของแบบทดสอบความสามารถในการแก้ปัญหา
ของนักเรยี นช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 2 โดยผลการตรวจสอบความสอดคลอ้ งระหว่างสถานการณ์ ข้อคาถามกับนยิ ามศัพท์เฉพาะของ
ความสามารถในการแก้ปัญหา ความถูกต้องความเหมาะสมในการนาไปใช้ของแบบทดสอบฯ โดยผู้เช่ียวชาญมีค่าอยู่ในระดับ
0.67-1.00 ถือวา่ ผา่ นเกณฑ์สามารถนาไปใช้ได้ทกุ ขอ้
2.2.2 นาแบบทดสอบความสามารถในการแก้ปญั หาฯ ทพี่ ัฒนาข้ึนไปทดลองใชก้ บั นักเรียนชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 2ท่ี
ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จานวน 30 คน ที่กาลังศึกษาในภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2561 ของโรงเรียนรฐั บาลแห่งหน่ึง เขตห้วยขวาง
กรุงเทพมหานคร จากนั้นหาค่าความยากและอานาจจาแนก โดยคา่ ความยาก มีค่า 0.6 – 0.8 ค่าอานาจจาแนก มีค่า 0.2 – 0.6
ถอื วา่ ผ่านเกณฑ์สามารถนาไปใช้ไดท้ ุกข้อ
2.2.3 จากผลการหาประสิทธิภาพของแบบทดสอบฯ ผู้วิจัยเลือกสถานการณ์ 5 สถานการณ์นามาใช้ใน
แบบทดสอบความสามารถในการแก้ปัญหาฯ ซ่ึงเป็นสถานการณ์หรือเหตุการณ์ที่เก่ียวข้อ งกับชีวิตประจาวัน โดยแต่ละ
สถานการณป์ ระกอบด้วยคาถามย่อย 4 ข้อในแต่ละข้อมีตัวเลือก 3 ตัวเลือกรวมคาถามยอ่ ยท้ังหมด 20 ข้อโดยมีค่าความเชือ่ มั่น
แบบทดสอบท้งั ฉบับ เท่ากบั 0.77
เคร่อื งมือทีใ่ ช้ในการวจิ ัย
เคร่อื งมือท่ีใช้ในการศกึ ษาความสามารถในการแกป้ ญั หาของนกั เรียนคร้งั น้ี คอื แบบทดสอบความสามารถในการ
แก้ปัญหาของนกั เรยี นชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 2
การวเิ คราะหข์ ้อมูล
การศกึ ษาความสามารถในการแกป้ ญั หาของนักเรยี นช้ันมัธยมศกึ ษาปที ่ี 2
1. นาแบบทดสอบความสามารถในการแก้ปญั หาไปใชก้ บั กลุม่ ท่ีศึกษา
2. ทาการวิเคราะห์ข้อมูล โดยการตรวจให้คะแนน คาตอบถูกให้ 1 คะแนน ตอบผิดให้ 0 คะแนน คะแนนเต็ม 20
คะแนน และมีการแบ่งระดบั ความสามารถในการแกป้ ัญหาโดยผูว้ ิจัยกาหนดเกณฑ์ 4 ระดบั ไดแ้ ก่
ชว่ งคะแนน 16 – 20 ระดบั ดีมาก
ชว่ งคะแนน 12 – 15 ระดบั ดี
ชว่ งคะแนน 6 – 11 ระดับพอใช้
ชว่ งคะแนน 0 – 5 ระดบั ปรับปรงุ
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 379
สรุปผลการวจิ ัย
1. ผลการวิเคราะห์ความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2แผนการเรียนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์
พบว่า นักเรียนกลุ่มท่ีศึกษามีคะแนนความสามารถในการแก้ปัญหาเฉล่ียเท่ากับ 14.94 (SD = 2.20) อยู่ในระดับดี แสดงดัง
ตาราง 1
ตาราง 1 ผลการวเิ คราะห์ความสามารถในการแกป้ ญั หาของนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี 2แผนการเรยี นวทิ ยาศาสตรแ์ ละ
คณิตศาสตร์ ̅
n คะแนน คะแนนสูงสดุ คะแนนตา่ สดุ S.D.
100 20 19 11 14.94 2.20
2. นกั เรียนระดบั ช้ันมธั ยมศึกษาปที ี่ 2 แผนการเรยี นวิทยาศาสตร์และคณติ ศาสตร์ กลุ่มทีศ่ ึกษาจานวน 100 คน มคี วามสามารถ
ในการแกป้ ัญหาในระดบั ดมี าก คดิ เปน็ ร้อยละ 39 ระดับดี คิดเปน็ ร้อยละ 58 และระดับพอใช้ คิดเปน็ รอ้ ยละ 3 ดงั ตาราง 2
ตาราง 2 ผลการวิเคราะหร์ ะดับความสามารถในการแกป้ ญั หาของนกั เรียนช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 2
ระดับความสามารถในการแกป้ ญั หา ร้อยละ
ระดบั ดมี าก 39.0
ระดบั ดี 58.0
ระดับพอใช้ 3.0
รวม 100.0
3. ผลการวิเคราะห์คะแนนความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2แผนการเรียนวิทยาศาสตร์และ
คณิตศาสตร์ ทั้ง 4 องค์ประกอบ พบว่า นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถในองค์ประกอบการตรวจสอบวิธีการแก้ปัญหาสูง
ท่ีสุด ( x̅ =3.83, SD = 1.41) รองลงมาคือความสามารถในการการระบุปัญหา ( x̅ =3.73, SD = 2.12)ความสามารถในการ
วเิ คราะห์ปัญหา ( x̅ =3.72, SD = 0.20)และความสามารถในการเสนอวิธีการแกป้ ญั หา ( x̅ =3.66, SD = 2.83) ดงั ตาราง 3
ตาราง 3 ผลการวเิ คราะห์ความสามารถในการแกป้ ญั หาของนกั เรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ 2 ท้งั 4 องค์ประกอบ
̅ S.D.
องคป์ ระกอบ คะแนนเตม็ คะแนนสงู สุด คะแนนตา่ สุด
การระบุปัญหา 5 5 2 3.73 2.12
การวิเคราะหป์ ัญหา 5 5 2 3.72 0.20
การเสนอวธิ ีการแกป้ ัญหา 5 5 1 3.66 2.83
การตรวจสอบวธิ ีการแกป้ ัญหา 5 5 2 3.83 1.41
อภปิ รายผล
การวิจยั ในคร้ังนีม้ ีวตั ถุประสงค์เพอ่ื ศึกษาความสามารถในการแกป้ ญั หาของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 2 ซ่งึ สามารถ
อภปิ รายผลการศกึ ษาได้ ดังน้ี
1. นกั เรียนกลุม่ ทีศ่ กึ ษามคี ะแนนความสามารถในการแกป้ ญั หาเฉลย่ี เท่ากับ 14.94 จากคะแนนเตม็ 20 คะแนนซ่งึ แปล
ได้ว่านักเรียนกลุ่มท่ีศึกษาโดยภาพรวมมีความสามารถในการแก้ปัญหาอยู่ในระดับดี ซึ่งเม่ือวิเคราะห์รายระดับพบว่า นักเรียน
กล่มุ ท่ีศึกษามีความสามารถในการแกป้ ัญหาในระดบั ดีมาก คิดเป็นร้อยละ 39.0ระดบั ดี คิดเป็นร้อยละ 58.0และระดบั พอใช้ คิด
เปน็ รอ้ ยละ 3.0ทั้งน้ีเนื่องมาจาก นักเรียนทเ่ี รียนในบริบทแผนการเรียนวทิ ยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ได้เรยี นรู้ผ่านกิจกรรมการ
เรยี นรทู้ เี่ นน้ การสง่ เสรมิ กระบวนการและพัฒนาทักษะดา้ นการคดิ จงึ ทาใหม้ คี วามสามารถในการแก้ปัญหาอยู่ในระดบั ดถี งึ ดมี าก
เป็นส่วนใหญ่ สอดคล้องกับประภาณี ราญมีชัย (2559) ท่ีได้ทาการศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในรูปแบบสะเต็มศึกษา
เรื่องไฟฟ้าเคมีของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผลการศึกษาพบว่า การให้นักเรียนได้รับการเรียนการสอนที่เน้นทักษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เน้นพัฒนาทักษะการคิดผ่านการลงมือปฏิบัติ จะส่งผลทาให้นักเรียนมีความสามารถในการ
แก้ปัญหาท่ีดี นอกจากนี้จากการวิจัยทางประสาทวิทยาและสมองท่ีว่าวัยเด็กตอนปลาย มีอายุอยู่ในช่วง 6-12 ปี จะมีการ
เจริญเติบโตทั้งด้านร่างกายและวุฒภิ าวะ เดก็ วัยน้ีสามารถคิด วเิ คราะห์ และแก้ปัญหาได้ชดั เจนมากขน้ึ รู้จกั การใช้เหตผุ ลในการ
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 380
แก้ปัญหา รับผดิ ชอบและตดั สนิ ใจได้ด้วยตนเอง รับฟังคนอนื่ มากขึ้น กระตือรือร้นในการแสวงหาความรู้จากแหล่งตา่ ง ๆ เพื่อให้
ได้ข้อมูลสาหรบั เพยี งพอต่อการแก้ปัญหา การเสนอความคิดเหน็ และการมีบทบาทในการช่วยเหลือกลุ่ม ตลอดจนสร้างสรรค์ส่ิง
ใหม่ ๆ ใหเ้ กิดข้ึน พฤติกรรมดังกล่าวจะนามาซึ่งความร้สู ึกเช่ือมั่นและภาคภูมิใจในตนเอง (จันทร์เพ็ญ ชูประภาวรรณ. 2551) ซึ่ง
นักเรียนในกลุ่มตวั อย่างเป็นนักเรียนในระดับช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 2 อยู่ในช่วงวยั ทมี่ ีการเจรญิ เติบโตสอดคลอ้ งกบั งานวจิ ัยดงั กล่าว
ดังนั้นนักเรียนกลุ่มน้ีจึงสามารถคิด วิเคราะห์และแก้ปัญหาได้ดี รู้จักการใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา มีการวางแผน ค้นคว้าข้อมูล
เพื่อนามาใช้ในการแก้ปัญหาตา่ ง ๆ ได้ดี
2. นักเรียนมีคะแนนเฉล่ียความสามารถในการแก้ปัญหาในแต่ละองค์ประกอบไม่แตกต่างกันมากนัก อย่างไรก็ดี ใน
องค์ประกอบการตรวจสอบวธิ ีการแก้ปัญหา พบว่านักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถสูงท่ีสุดอาจเนื่องมาจากองค์ประกอบน้ี
เป็นความสามารถที่นักเรียนสามารถปฏิบัติตามวิธีการแก้ปัญหาที่ได้เลือกไว้พร้อมทั้งหาข้อบกพร่องและปรับปรุงแก้ไขวิธีการ
แกป้ ญั หาให้มีความเหมาะสมสามารถนาไปแกป้ ัญหาจากสถานการณ์ทกี่ าหนดได้ซึ่งข้อคาถามในแบบทดสอบขององค์ประกอบนี้
เป็นข้อคาถามทนี่ ักเรยี นอาจไม่ต้องใช้การพิจารณาท่ีซับซอ้ น เป็นเพยี งการตรวจสอบผลท่เี กดิ จากวธิ ีการแก้ปัญหาทไี่ ดเ้ ลือกไว้ จงึ
ทาให้ผู้เรยี นมีคะแนนเฉล่ียความสามารถในองค์ประกอบสูงที่สุด โดยนักเรียนท่ีมีอายุระหว่าง 11-15 ปี จะมพี ัฒนาการทางการ
คดิ ทเี่ ป็นนามธรรมมากขึ้น สามารถคดิ อย่างมีเหตมุ ีผล วิเคราะห์ข้อดี ขอ้ เสยี ของสิง่ ท่ีพบได้ (Piaget. 1985) และในองค์ประกอบ
การเสนอวธิ ีการแก้ปญั หา พบว่านกั เรยี นมีคะแนนเฉล่ยี ความสามารถตา่ ที่สดุ อาจเนื่องมาจากองค์ประกอบน้ีเป็นความสามารถที่
นกั เรียนระบุขั้นตอนการแก้ปัญหาและอุปกรณ์ที่ใช้ในใบกิจกรรมอย่างละเอียด โดยอภิปรายร่วมกันเพ่ือหาวิธีในการแก้ปัญหาท่ี
เหมาะสมที่สุดซ่ึงข้อคาถามในแบบทดสอบขององค์ประกอบนี้อาจเป็นสถานการณ์หรือเหตุการณ์ท่ีนักเรียนอาจต้องใช้การคิด
พิจารณาเลือกวิธีการในการแก้ปัญหาให้เหมาะสมกับสถานการณ์น้ัน ๆ จึงทาให้ผู้เรียนมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถใน
องค์ประกอบตา่ ท่สี ุด
3. แบบทดสอบความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2ที่พัฒนาข้ึนเป็นเคร่ืองมือที่เหมาะ
สาหรับการวัดพฤติกรรมท่ีแสดงถึงความสามารถในการแก้ปัญหา สามารถใช้ได้สะดวก เน่ืองจากสามารถทดสอบนักเรียนได้
จานวนมากในเวลาเดียวกัน อย่างไรก็ตามแบบทดสอบท่ีมีคุณภาพ ต้องใช้เวลาในการสร้างนาน ต้องอาศัยความรู้และ
ประสบการณ์ดา้ นการวัดผลมาเปน็ พนื้ ฐานในการสรา้ ง จึงจะชว่ ยให้แบบทดสอบมีคณุ ภาพที่เทีย่ งตรงย่ิงขึน้
ขอ้ เสนอแนะ
ขอ้ เสนอแนะท่ัวไป
1.1 การนาแบบทดสอบความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ไปใช้ เพื่อพัฒนาและส่งเสริม
ความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียน ผู้สอนควรทาความเข้าใจและศึกษารายละเอียดของแบบทดสอบให้ชัดเจน เพื่อท่ีจะ
สามารถนาไปใชไ้ ด้อยา่ งมีประสิทธิภาพ หรือนาแบบทดสอบไปใช้ร่วมกับรูปแบบการสอนที่ส่งเสริมกระบวนการคิดของนักเรียน
เพือ่ ใหเ้ กดิ ประโยชนต์ อ่ การพัฒนาความสามารถในการแก้ปญั หาของนกั เรยี นตอ่ ไป
1.2 ในองค์ประกอบการเสนอวิธีการแก้ปัญหา พบว่านักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถต่าที่สุดดังนัน้ ในการจัดการ
เรียนรใู้ หก้ บั นกั เรยี นในแผนการเรียนวิทยาศาสตร์-คณติ ศาสตร์ ผูเ้ กยี่ วข้องควรมงุ่ เนน้ สง่ เสรมิ ใหน้ ักเรียนไดศ้ ึกษาค้นควา้ รวบรวม
ข้อมูลอย่างเป็นระบบ มีการทางานอย่างเป็นขั้นตอน สามารถระบุข้ันตอนการแก้ปัญหา และเพ่ือหาวิธีในการแก้ปัญหาท่ี
เหมาะสม
ขอ้ เสนอแนะในการวจิ ยั ครง้ั ตอ่ ไป
2.1 ควรทาการศึกษาความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนในเชิงลึกด้วยระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อให้ได้
ข้อมลู ในดา้ นต่าง ๆ ไปใชใ้ นการพฒั นานักเรยี นเปน็ รายกรณีได้
2.2 ควรทาการวิจัยเพื่อพัฒนาหน่วยการเรียนรู้หรือกจิ กรรมการเรียนรทู้ ่ีส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหา ให้กับ
นักเรียนในระดับชัน้ มัธยมศกึ ษาตอนต้นที่มงุ่ เนน้ ความสามารถในการแก้ปัญหาท้ัง 4 องค์ประกอบ
2.3 ศึกษาในเชิงเปรียบเทียบความสามารถในการแกป้ ัญหาในกลมุ่ ผู้เรียนท่ีแตกต่างกัน เพอ่ื นาสารสนเทศทไ่ี ด้มาใช้ใน
การปรบั ปรงุ และพฒั นาการเรียนการสอนต่อไป
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 381
เอกสารอ้างอิง
กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธกิ าร. (2541). แผนพฒั นาการศกึ ษาสาหรับเดก็ และเยาวชนผูม้ คี วามสามารถพิเศษ.กรงุ เทพฯ:สานกั
นายกรัฐมนตรี.
กรมวชิ าการ กระทรวงศึกษาธิการ. (2544). คู่มอื การจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรยี นรคู้ ณติ ศาสตร์. กรงุ เทพฯ: องคก์ ารรบั สง่
สนิ ค้าและพัสดภุ ณั ฑ.์
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน (สานกั งาน). (2552). เอกสารประกอบหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน พุทธศักราช
2551 แนวปฏบิ ตั กิ ารวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู.้ กรุงเทพฯ: ชมุ นมุ สหกรณก์ ารเกษตรแหง่ ประเทศไทย จากัด.
จนั ทรเ์ พ็ญ ชูประภาวรรณ และคณะ. (2551). รู้จกั kid รู้จติ เดก็ . กรุงเทพฯ. ฐานการพิมพ.์
นิตยา ภผู าบาง. (2559). การใชก้ ิจกรรมสะเตม็ ศกึ ษา เรือ่ ง พลาสตกิ ชวี ภาพจากแปง้ มันสาปะหลงั เพอ่ื พฒั นาทกั ษะกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตรข์ ัน้ บรู ณาการสาหรบั นักเรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 2. (วิทยานิพนธ์ปริญญาวทิ ยาศาสตรมหาบณั ฑิต
ไม่ได้ตีพมิ พ์). มหาวทิ ยาลัยบูรพา, ชลบุร.ี
บญุ ชม ศรสี ะอาด. (2546). การวิจยั เบ้ืองต้น(พมิ พ์ครัง้ ท่ี 7). กรงุ เทพฯ: สวุ รี ิยาสาสน์ .
บญุ ธรรม กจิ ปรีดาบรสิ ุทธ.ิ์ (2542). เทคนิคการสร้างเครื่องมอื รวบรวมขอ้ มูลสาหรับการวจิ ัย.กรงุ เทพฯ: ภาควิชาศกึ ษาศาสตร์,
คณะสงั คมศาสตรแ์ ละมนษุ ยศาสตร์,มหาวิทยาลัยมหิดล.
ประพันธ์ศริ สิ ุเสารัจ. (2556). การพฒั นาการคดิ กรงุ เทพฯ: เทคนคิ พรน้ิ ต้งิ .
ปิยพร ค้าสุวรรณ.์ (2558). ผลการจดั กจิ กรรมสะเตม็ ศกึ ษาสาหรับเดก็ ปฐมวยั ทม่ี ตี อ่ ความสามารถในการคดิ แก้ปญั หา.
(วิทยานิพนธ์ ศกึ ษาศาสตรมหาบณั ฑิต). มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์, คณะศกึ ษาศาสตร.์ สาขาวชิ าปฐมวยั ศกึ ษา.
วิชยั วงษ์ใหญ.่ (2554). พัฒนาหลักสูตรและการสอนมติ ิใหม่.กรุงเทพฯ: รงุ่ เรอื ง.
อาทติ ยา พูนเรอื ง. (2558). การเปรยี บเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการแก้ปญั หาทางวทิ ยาศาสตรเ์ รือ่ ง
เคมีทเี่ ปน็ พื้นฐานของสิง่ มีชีวติ โดยจดั การเรียนรตู้ ามแนวทางสะเตม็ ศึกษา สาหรับนักเรยี นช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 5. การ
ประชมุ ระดบั ชาตคิ รศุ าสตรค์ ร้ังท่ี 1 การจัดการศกึ ษาเพือ่ พัฒนาทอ้ งถ่ิน สู่ประชาคมอาเซียน: ทศิ ทางใหมใ่ นศตวรรษที่
21. มหาวทิ ยาลยั ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ
Albrecht, Karl. (1980). Brain Power Learn to Improve Your Thinking Skills. New Jersey: Prentice-Hall.
Amanda Shackleford Roberts. (2013). Preferred Instructional Design Strategies for Preparation of Pre-service
Teacher of Integrated STEM Education. A Dissertation Submitted to the Faculty of Education.
OldDominion University.
American Association for the Advancement of Science (AAAS). (1993). Benchmarks for Science Literacy. New
York: Oxford University Press.
Fang, N. (2014). Increasing High School Students Interest in STEM Education ThroughCollaborative
Brainstorming with Yo-Yos. Journal of STEM Education.14(4).
Gange, Robert M. (1970). The Conditions of Learning. New York: Holt, Rinehart and Winston.
Good, C. V. (1973). Dictionary of Education. New York: McGraw – Hill.
Krulik, S. & Rudnick, J. (1988). Problem Solving. Boston, MA : Allyn & Bacon. (1993). Reasoning and Problem
Solving : A Handbook for Elementary Teachers. Boston, MA : Allyn & Bacon.
Martin, J. (2010). The meaning of the 21st Century.Bangkok: L.T.P.
Piaget, J. (1985). The Equilibration of Cognitive Structures. Chicago, IL: University of Chicago Press.
Stollberg, R.J. (1956). "Problem Solving, The Process Game in Science Teaching".Science Teacher. 23
(September 1956): 225 – 228.
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 382
การศึกษาผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนและจติ วทิ ยาศาสตรข์ องนกั เรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 5
ทไี่ ดร้ บั การจดั การเรยี นรดู้ ้วยหน่วยการเรียนรู้แบบบูรณาการ เรื่อง ผักกระเฉด
A STUDY OF SCIENCE LEARNING ACHIEVEMENT AND SCIENTIFIC MIND OF FIFTH GRADE STUDENTS BY USING
SCIENCE INTEGRATED LEARNING UNIT ON THE TOPIC WATER MIMOSA
เหมอื นฝนั ทองดี, พรทพิ ย์ ศริ ภิ ทั ราชยั
E-mail: [email protected]
บทคัดย่อ
การวิจัยมีจุดมุ่งหมายเพื่อศกึ ษาผลการจัดการเรียนรู้ด้วยหนว่ ยการเรยี นรู้แบบบูรณาการ เรื่อง ผักกระเฉด ในด้าน 1)
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นวิทยาศาสตรก์ ่อนเรียนและหลังเรยี น 2) จิตวิทยาศาสตร์ก่อนเรยี นและหลังเรยี น 3) ผลสัมฤทธ์ิทางการ
เรยี นวทิ ยาศาสตร์หลงั เรยี นเทียบกบั เกณฑท์ กี่ าหนดร้อยละ 70
กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดหัวคู้อาเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ 1 ห้องเรียน
จานวนนักเรยี น 32 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจงภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2561 ใช้เวลาเรียน 22 คาบ เคร่ืองมือที่ใช้ใน
การวิจัยคร้ังน้ี คือหน่วยการเรียนรู้แบบบูรณาการเรื่อง ผักกระเฉดแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบวัดจติ วิทยาศาสตร์
แบบแผนการทดลองใช้One Group Pretest-PosttestDesign วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ t-test for Dependent Samples
และ t-test for One Sample
ผลการวิจัยว่า
1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์หลังได้รับการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนได้รับการจัดการเรียนรู้ อย่างมี
นัยสาคญั ทางสถิตทิ ี่ระดับ.01
2. จติ วทิ ยาศาสตรห์ ลงั ไดร้ ับการจดั การเรยี นรู้สงู กว่าก่อนไดร้ บั การจดั การเรยี นรู้ อย่างมนี ัยสาคัญทางสถติ ทิ ีร่ ะดับ .01
3. ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนวิทยาศาสตร์หลังได้รบั การจัดการเรยี นรู้สูงกวา่ เกณฑท์ ี่กาหนดร้อยละ 70 อย่างมีนัยสาคัญ
ทางสถติ ทิ ีร่ ะดบั .01
คาสาคัญ: หน่วยการเรียนรู้แบบบูรณาการ, ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นวทิ ยาศาสตร์, จติ วิทยาศาสตร์
Abstract
The purposes of this research wereto study science learning achievement, scientific mind of fifth
grade students and criteria set 70 percent by using science integrated learning unit on the topic water
mimosa.
The samples werethe 32 fifth grade students who were enrolled in the second semester of the
2018 academic year atWathuaku school,SamutPrakan Province. They were selected by using purposive
sampling method. The teaching period covered 22 hours of class meeting.The instruments used for data
collection wereIntegrated learning unit on the topic water mimosa, a science achievement test and
ascientific mind test. Theresearch design was One Group Pretest-Posttest Design. The data were analyzed by
t-test for Dependent Samples and t-test for One Sample.
The results of this study were as follows:
1. After learning, science learning achievement was higher than before learning at the .01 level of
significance.
2. After learning, scientific mindwas higher than before learning atthe .01 level of significance.
3. After learning, science learning achievement it was higher than the criteria set at 70 percent at
the .01 level of significance.
Keywords: Integrated Learning Unit, Science Learning Achievement, Scientific Mind
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 383
บทนา
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ ที่เชื่อมโยงความรู้
กบั กระบวนการ มีทักษะสาคัญในการค้นควา้ และสรา้ งองค์ความรู้โดยใชก้ ระบวนการในการสืบเสาะหาความรู้ และการแก้ปัญหา
ที่หลากหลาย มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้เป็นผู้เรียนรู้และค้นพบด้วยตนเองมากที่สุด เพ่ือให้ได้ทั้งกระบวนการและ
องค์ความรู้ เข้าใจหลักการ ทฤษฎีท่ีเป็นพื้นฐานในวิทยาศาสตร์ พัฒนากระบวนการคิด (กระทรวงศึกษาธิการ. 2553: 13)
ในการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนขนาดเล็กท่ีส่วนใหญ่ครูมีจานวนไม่เพียงพอ ซ่ึงครูต้องรับผิดชอบงานสอนและ
ภาระหน้าที่อ่ืน ทาให้คุณภาพการจัดการเรียนการสอนไม่เต็มตามศักยภาพ (ทรายทอง พวกสันเทียะ. 2554: 52) การสอน
วิทยาศาสตร์ในระดับช้ันประถมศึกษามุ่งเน้นเนื้อหาวิชาการมากกว่าการเรียนรู้จากสภาพจริง ไม่นิยมให้เด็กได้ทาการ ศึกษา
คน้ คว้าด้วยตนเองประกอบกับเนือ้ หาท่มี ีมากไม่สัมพันธ์กับระยะเวลาเรียน จงึ ทาให้โรงเรียนส่วนใหญ่มักทาการสอนวทิ ยาศาสตร์
ในรูปแบบบรรยาย ผู้เรียนไม่ได้มีส่วนร่วมในบทเรียน ไม่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงความคิดเห็น และไม่สามารถนาความรู้ท่ี
เรียนมาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาได้ จึงทาให้ผู้เรียนไม่เข้าใจแก่นแท้ของเนื้อหา จากเหตุผลดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงปัญหา
เกย่ี วกับการจดั การเรยี นรู้ ซึง่ ทาให้ผลการเรียนรู้ไมบ่ รรลวุ ตั ถปุ ระสงค์ทตี่ ้ังไว้ สอดคล้องกับผลการทดสอบระดับชาตขิ นั้ พน้ื ฐาน
(O-NET) ระดับชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 6 ปกี ารศกึ ษา 2560 พบว่า คะแนนเฉลย่ี ในกลุ่มสาระวชิ าวิทยาศาสตร์ มีคะแนนเฉลี่ยร้อย
ละ 42.59 ซ่ึงมีคะแนนน้อยกว่าระดับประเทศ(สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ. 2560: ออนไลน์) สภาพปัญหาท่ีเกิดข้ึน
ช้ใี ห้เห็นวา่ คุณภาพของผ้เู รียนในการเรยี นวิทยาศาสตรย์ งั ไม่เปน็ ทน่ี ่าพอใจ
ดังนั้นการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเป็นการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับความเป็นจริง เป็นการเชื่อมโยงความรู้
หลากหลายให้สัมพันธ์กัน โดยไม่ได้แบ่งแยกเน้ือหาแต่ละวิชา จึงทาให้ลดระยะเวลาเรียน ลดความซ้าซ้อนของเนื้อหาวิชา
ตอบสนองความต้องการและความสามารถของผู้เรียน แก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากร และสิ่งสาคัญช่วยส่งเสริมพัฒนา
ความสามารถทางสติปัญญาที่หลากหลาย (Multiple Intelligences) รวมถึงตอบสนองต่อรูปแบบการเรียนรู้ท่ีแตกต่างกันของ
นักเรียนแต่ละบุคคล นักเรียนจะเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างวิชา (ทรายทอง พวกสันเทียะ. 2554: 53) และจากการศึกษา
งานวิจัยเกี่ยวกับการเรียนรู้แบบบูรณาการพบว่าการนาเอาเรื่องราวในท้องถิ่นมาผสมผสานเนื้อหาความรู้ในบทเรียนเช่ือมโยง
อย่างมีความหมายกับสิ่งต่างๆ ที่นักเรียนคุ้นเคย ทาให้นักเรียนมีส่วนร่วมในสถานการณ์ต่างๆ เรียนรู้และนาไปใช้ในชีวิตจริงได้
ซ่ึงจะส่งผลให้ผเู้ รยี นมีพัฒนาการด้านทักษะในการเรียน ทักษะการคดิ มีผลสมั ฤทธิท์ ี่ดีขึน้ (สันต์ สวุ ทันพรกุล. 2551:258 และศิริ
รัตน์ ราชยอด. 2558: 90-91)
จากเหตุผลดังกล่าวผู้วิจัยสนใจที่จะพัฒนาหน่วยการเรียนรู้แบบบูรณาการ ใช้ในกิจกรรมการเรียนการสอนวิชา
วิทยาศาสตร์ สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยพัฒนาหน่วยการเรียนรู้แบบบูรณาการ เรื่อง ผักกระเฉด ท่ีจัดให้
สอดคล้องกับสภาพท้องถิ่นของจังหวัดสมุทรปราการท่ีมักปลูกผักกระเฉดในหลายพ้ืนท่ีท้ังในอาเภอบางพลี อาเภอ
บางเสาธง มีพื้นท่ีเพาะปลูกผักกระเฉดมากกว่า 1,500 ไร่ (ชดุ าณฎั ฐ์ ภคสขุ ไพบรู ณ์. 2556: 2)โดยเฉพาะตาบลศีรษะจระเข้น้อย
ของอาเภอบางเสาธงมีพื้นที่ปลูกผักกระเฉดมากถึง 627 ไร่ เน่ืองมาจากสภาพภูมิประเทศเป็นพ้ืนที่ราบลุ่ม มีลาคลองสายใหญ่
และคลองซอยแยกไปตามหมู่บ้านเช่ือมถึงกัน มีน้าไหลตลอดปี สภาพพื้นท่ีจึงเหมาะกับการทาการเกษตร (สานักงานเกษตร
อาเภอบางเสาธง. 2561: ออนไลน์)ซึ่งจัดได้ว่าผักกระเฉดเป็นพืชท่ีสาคัญในชุมชน เพ่ือให้นักเรียนได้เรียนรู้วิถีชีวิตของตนใน
ท้องถ่นิ ตระหนักถงึ ความสาคัญของชุมชน ปลูกฝงั ลักษณะนสิ ัยดา้ นการเรียนรู้ ดังนนั้ ผวู้ ิจยั จึงสร้างหนว่ ยการเรยี นรู้แบบบูรณา
การให้มีเน้ือหาสาระสัมพันธ์กับการดารงชีวิต โดยเชื่อมโยงส่ิงที่เรียนเข้ากับชีวิตจรงิ เกิดการสร้างองค์ความรูท้ ักษะกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตร์ และจิตวิทยาศาสตร์ ให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าความสาคัญของวิชาวิทยาศาสตร์ มีความสุขที่จะค้นคว้าในสิ่งท่ีอยู่
รอบตัว โดยได้รบั จากกจิ กรรมท่ีผวู้ จิ ยั สรา้ งข้นึ อนั จะนาไปสูก่ ารเรียนร้อู ย่างมีประสทิ ธิภาพ
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 384
กรอบแนวคดิ ในการวจิ ัย
หน่วยการเรียนรู้แบบบูรณาการ เป็นการบูรณาการภายในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ที่ประกอบไปด้วยสาระ
วิชาชีววิทยา ตรงกับสาระการเรียนรู้ท่ี 1 สิ่งมีชีวิตและกระบวนการดารงชีวิตสาระวิชาเคมี ตรงกับสาระการเรียนรู้ที่ 3
สารและสมบัติของสาร และสาระวิชาฟิสิกส์ ตรงกับสาระการเรียนรู้ท่ี 4 แรงและการเคลื่อนที่ ผนวกเข้ากับลักษณะทาง
พฤกษศาสตรข์ องผกั กระเฉดท่ีเปน็ พืชในท้องถิ่น จัดทาเป็นหน่วยการเรียนรแู้ บบบรู ณาการ (ทิศนา แขมมณี. 2555: 147) โดยใช้
กิจกรรมทีห่ ลากหลาย ทาให้นักเรียนเกดิ ความรู้ความเขา้ ใจในภาพรวม สามารถเชอื่ มโยงความรู้ ส่งเสริมพัฒนาความสามารถทาง
สติปัญญาท่ีหลากหลายพัฒนาให้เกิดคุณลักษณะต่างๆ ทั้งในด้านความรู้สึกและอารมณ์ทาให้นักเรียนมีผลการเรียนสูงขึ้น มี
พฤตกิ รรมการเรียน ความสนใจใฝ่รู้ ความร่วมมือในการเรียนมากข้ึน จากแนวคิดข้างต้นสามารถสรุปเป็นกรอบแนวคิด ได้ดังน้ี
(ทรายทอง พวกสนั เทียะ และสุชาดา บวรกิติวงศ์ 2554:56)
ตัวแปรอิสระ ตวั แปรตาม
การจัดการเรยี นรดู้ ว้ ยหน่วยการเรยี นรู้ 1. ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์
2. จิตวทิ ยาศาสตร์
แบบบูรณาการ เรอื่ ง ผักกระเฉด
กรอบแนวคดิ ในการวิจยั
วัตถปุ ระสงค์ของการวจิ ัย
1. เพื่อเปรยี บเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 ท่ีได้รับการจัดการเรียนรูด้ ้วยหน่วยการ
เรยี นรแู้ บบบรู ณาการเร่ือง ผักกระเฉด
2. เพื่อเปรียบเทียบจิตวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 ท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยหน่วยการเรียนรู้
แบบบูรณาการเรือ่ ง ผกั กระเฉด
3. เพ่ือเปรียบเทยี บผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นของนกั เรยี นชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 5 หลงั ท่ีไดร้ บั การจดั การเรยี นรู้ด้วยหนว่ ย
การเรยี นร้แู บบบรู ณาการ เร่ือง ผกั กระเฉด เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70
สมมตฐิ านการวจิ ยั
1. เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนสูงกว่าก่อนท่ีได้รับการจัดการ
เรียนรดู้ ว้ ยหน่วยการเรียนรู้แบบบรู ณาการเรอ่ื ง ผักกระเฉด
2. เปรียบเทียบจิตวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5หลังเรียนสูงกว่าก่อนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วย
หนว่ ยการเรยี นรแู้ บบบูรณาการเรอ่ื ง ผกั กระเฉด
3. เปรียบเทยี บผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นของนักเรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 5 หลังทไ่ี ด้รับการจัดการเรียนรดู้ ้วยหน่วยการ
เรยี นรูแ้ บบบรู ณาการ เรือ่ ง ผกั กระเฉด สงู กว่าเกณฑท์ ี่กาหนดรอ้ ยละ 70
วิธีดาเนนิ การวจิ ยั
ประชากรและกล่มุ ตวั อย่าง
ประชากรและกลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัย เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนท่ี 2ปีการศึกษา 2561
ของโรงเรียนวัดหัวคู้อาเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ จานวน 1 ห้องเรียน นักเรียนจานวน 32 คน ใช้วิธีการเลือก
แบบเจาะจง
ตวั แปรท่ศี กึ ษา
1. ตวั แปรอิสระ ไดแ้ ก่ การจัดการเรยี นร้ดู ว้ ยหน่วยการเรยี นรู้แบบบูรณาการ เร่อื ง ผกั กระเฉด
2. ตวั แปรตามได้แก่
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 385
2.1 ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนวทิ ยาศาสตร์
2.2 จิตวิทยาศาสตร์
วธิ ีการเกบ็ รวบรวมข้อมลู
1. เลือกนกั เรยี นชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 5 จานวน32 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง
2. ทดสอบกอ่ นเรียนโดยใช้แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละแบบวัดจติ วทิ ยาศาสตรจ์ านวน 1
คาบ
3. ดาเนินการทดลองกับกลมุ่ ตัวอย่าง ดว้ ยการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเร่ือง ผกั กระเฉด ใชร้ ะยะเวลา 11 สปั ดาห์
จานวน 22คาบ
4. ทดสอบหลังเรยี นโดยใชแ้ บบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนรวู้ ิทยาศาสตรแ์ ละแบบวัดจิตวิทยาศาสตร์ชุดเดมิ
จานวน 1 คาบ
5. นาคะแนนจากแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นวิทยาศาสตรแ์ ละแบบวัดจิตวทิ ยาศาสตร์วเิ คราะห์
ผลโดยใช้วธิ ีทางสถติ เิ พื่อตรวจสอบสมมตฐิ าน
เครื่องมอื ท่ีใช้ในการวิจัย
1. เครอ่ื งมอื ทใ่ี ชใ้ นการทดลอง ได้แก่
1.1 หน่วยการเรียนรแู้ บบบรู ณาการและแผนการจดั การเรยี นรู้
หน่วยการเรียนรู้แบบบูรณ าการท่ีสร้างข้ึนเป็นหน่วยการเรียนรู้แบ บบูรณาการภายในกลุ่มสาระการเรียนรู้
วทิ ยาศาสตร์ท่ีศึกษามาตรฐาน ตัวชี้วัดจากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551ประกอบไปด้วยสาระท่ี1
ส่ิงมีชีวิตกับกระบวนการดารงชีวิตสาระท่ี 3 สารและสมบัติของสาร สาระที่ 4แรงและการเคล่ือนที่ ผนวกกับลักษณะทาง
พฤกษศาสตร์ของผักกระเฉดและความรู้จากภูมิปัญญาท้องถ่ินประกอบด้วยหน่วยย่อย 3 หน่วย ได้แก่ 1) ลักษณะทาง
พฤกษศาสตร์ ภายในประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้จานวน7แผน14 คาบ2) ท้องถ่ินของเรา ภายในประกอบด้วยแผนการ
จัดการเรียนรู้จานวน1แผน4คาบ3) สร้างสรรค์ชิ้นงาน ภายในประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้จานวน1แผน 4 คาบ รวม
ระยะเวลาทัง้ ส้ิน 22คาบ ผลการวเิ คราะหห์ าค่าความสอดคล้อง (IOC) โดยผเู้ ชี่ยวชาญ พบวา่ มคี ่าความสอดคลอ้ งเทา่ กบั 0.89
2. เคร่ืองมอื ทใ่ี ชใ้ นการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล ไดแ้ ก่
2.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิท์ างการเรียนวิทยาศาสตร์
แบบทดสอบที่สร้างขึ้นเป็นแบบทดสอบคู่ขนาน ปรนัยชนิดเลือกตอบ4 ตัวเลือก จานวน 30 ข้อ 2 ชุด ที่
ครอบคลุมเน้ือหาและจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมของบลูม6 ระดับ คือ ความรู้ความจา ความเข้าใจ การประยุกต์ใช้การวิเคราะห์
การสังเคราะห์และการประเมินค่า ผลการวิเคราะห์หาค่าความสอดคล้อง(IOC) โดยผู้เช่ียวชาญ พบว่า มีค่าความสอดคล้อง
เท่ากับ 0.89 และคัดเลือกแบบทดสอบท่ีตรงตามจุดประสงค์ไว้จานวน 30ข้อวิเคราะห์ค่าความยากง่าย (p) มีค่าระหว่าง 0.38-
0.78 อานาจจาแนกมีคา่ ระหว่าง 0.21-0.80 ค่าความเชื่อม่ันท้ังฉบับมคี า่ เทา่ กบั 0.77
2.2 แบบวดั จิตวิทยาศาสตร์
แบบวัดจติ วทิ ยาศาสตร์ท่ีสร้างข้ึนเป็นแบบวดั จติ วทิ ยาศาสตรค์ ู่ขนาน แบ่งการวดั ออกเป็น 5 ด้าน ไดแ้ ก่ ความ
อยากรู้อยากเห็น ความรับผิดชอบ ความรอบคอบความร่วมมือช่วยเหลือและความมีเหตุผล จานวน 30 ข้อ 2 ชุด ผลการ
วิเคราะห์หาค่าความสอดคล้อง (IOC) โดยผู้เชี่ยวชาญ พบว่ามีค่าความสอดคล้องเท่ากบั 0.74 และคัดเลือกข้อคาถามทีต่ รงตาม
จุดประสงค์ไวจ้ านวน 30 ข้อ วิเคราะหห์ าคา่ ความเชื่อม่ันทง้ั ฉบบั มีคา่ เทา่ กับ 0.88
การวเิ คราะห์ข้อมูล
1. เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลังท่ีได้รับ
การจดั การเรยี นรดู้ ว้ ยหนว่ ยการเรยี นรูแ้ บบบรู ณาการ เรือ่ ง ผักกระเฉด โดยวิธกี ารทางสถิติ t-test for Dependent Samples
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 386
2. เปรียบเทียบจิตวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 ก่อนและหลังท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้
ด้วยหนว่ ยการเรยี นรแู้ บบบูรณาการ เร่อื ง ผกั กระเฉด โดยวิธกี ารทางสถิติ t-test for Dependent Samples
3. เปรียบเทยี บผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นวิทยาศาสตร์ของนกั เรียนช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ 5 หลังไดร้ ับการจดั การเรยี นรดู้ ว้ ย
หน่วยการเรียนร้แู บบบรู ณาการ เรอื่ ง ผักกระเฉด สูงกว่าเกณฑท์ ี่กาหนดรอ้ ยละ 70โดยวธิ กี ารทางสถติ ิ t-test for One
Sample.
สรปุ ผลการวจิ ยั
1. นักเรยี นที่ไดร้ บั การจดั การเรยี นรดู้ ว้ ยหน่วยการเรยี นรู้แบบบรู ณาการ เรือ่ ง ผักกระเฉด มีผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นหลัง
ได้รับการจัดการเรยี นรสู้ งู กว่าก่อนไดร้ บั การจดั การเรียนรู้ อยา่ งมนี ยั สาคญั ทางสถิตทิ ี่ระดับ .01
2. นกั เรียนที่ได้รบั การจัดการเรียนรู้ดว้ ยหน่วยการเรียนรู้แบบบูรณาการ เรื่อง ผักกระเฉด มีจิตวิทยาศาสตร์หลังได้รับ
การจัดการเรยี นรู้สงู กว่ากอ่ นได้รบั การจดั การเรียนรู้ อย่างมีนยั สาคัญทางสถิตทิ ่รี ะดบั .01
3. นักเรยี นท่ไี ด้รับการจดั การเรยี นรู้ดว้ ยหนว่ ยการเรยี นร้แู บบบูรณาการ เร่อื ง ผกั กระเฉด มผี ลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นหลัง
ไดร้ บั การจัดการเรยี นรสู้ งู กว่าเกณฑ์ที่กาหนดร้อยละ 70 อย่างมีนัยสาคญั ทางสถติ ิที่ระดับ .01
อภปิ รายผล
1. ผลการวิจัยนักเรยี นมผี ลสัมฤทธทิ์ างการเรียนวิทยาศาสตรห์ ลังเรยี นสูงกวา่ ก่อนเรยี น สามารถอภปิ รายไดด้ งั น้ี
นักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน เม่ือพิจารณาพบว่าหน่วยการเรียนรู้แบบ
บูรณาการท่ีสร้างข้ึนเป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่นาความรู้ภายในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์มาเช่ือมโยงเข้ากับผัก
กระเฉดที่เป็นพืชในท้องถ่ิน ซึ่งประกอบไปด้วยสาระท่ี 1ส่ิงมีชีวิตกับกระบวนการดารงชีวิต สาระท่ี 3 สารและสมบัติของสาร
สาระท่ี 4 แรงและการเคล่ือนท่ี โดยมีการกาหนดเน้ือหาให้เช่อื มโยงสัมพนั ธก์ ันจดั กจิ กรรมให้ผู้เรียนอย่างหลากหลายตามความ
เหมาะสม การจัดการเรียนการสอนด้วยหน่วยการเรียนรู้แบบบูรณาการ จึงทาให้นักเรียนมองเห็นเนื้อหาในภาพรวมเป็นการ
จัดการเรียนรู้ท่ีสอดคล้องกับความเป็นจริง นาเอาความรู้ที่มีอยู่มาเชื่อมโยงกับความรู้ใหม่ที่หลากหลายให้สัมพันธ์กัน โดยไม่
แบ่งแยกเน้ือหา จึงทาให้ลดความซ้าซ้อนของวิชา ลดระยะเวลาในการสอน เกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ได้ใช้
กระบวนการคิดและการแก้ปัญหา พัฒนาความสามารถทางสติปัญญาที่หลากหลายตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันของ
นกั เรียนแตล่ ะบคุ คล นาความรู้ไปแก้ปัญหาในชีวิตประจาวันสอดคลอ้ งกับพรทิพย์ ศิริภทั ราชยั (2556:49) ได้กล่าวว่า การบรู ณา
การเป็นการนาศาสตร์ดา้ นตา่ งๆ มาบรู ณาการในห้องเรียนกบั ชีวิตจรงิ เกิดการเรียนรอู้ ยา่ งมีความหมาย นักเรยี นไดเ้ หน็ ประโยชน์
คุณค่าของการเรียนและสามารถนาไปใช้ในชีวิตประจาวันได้สอดคล้องกับพิมพันธ์ เดชะคุปต์พเยาว์ ยินดีสุข และ ราเชน มีศรี
(2556:12) ได้กล่าวว่า การเรยี นรู้แบบการบูรณาการนน้ั ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้หรือตอบปัญหาที่สงสัยด้วยการผสมผสานสาระ
กระบวนการวิธีสอน เทคนิคที่เน้นให้ผู้เรียนปฏิบัติด้วยการสอดแทรกสาระความรู้อ่ืนๆ และคุณธรรมจริยธรรมอย่างเหมาะสม
เกิดความสมบูรณ์อย่างสมดุลเสมือนเป็นชีวิตของผู้เรียน นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับผลการวิจัยของกนกพรรณโชคชัย (2554:
134-135) ที่พบว่าการพัฒนาการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่6โดยใช้การสอนแบบบูรณการทาให้
นักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการภายในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ มี
คา่ เฉลีย่ ความก้าวหน้าของผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นเท่ากบั 31.73
2. ผลการวจิ ยั นกั เรยี นมีจิตวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่ากอ่ นเรียน สามารถอภปิ รายได้ดงั นี้
นักเรียนมีจิตวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านความอยากรู้อยากเห็นมี
คะแนนเฉลี่ยเพ่ิมข้ึนสูงท่ีสุด ด้านความมีเหตุผล ด้านความรอบคอบ ด้านความร่วมมือช่วยเหลือและด้านความรับผิดชอบ มี
คะแนนเฉลี่ยรองลงมาตามลาดับ ท้ังนี้อาจ เนื่องมาจากหน่วยการเรียนรู้แบบบูรณาการที่สร้างขึ้นสอดคล้องกับสภาพ
การดาเนินชีวิตของคนในชุมชน จึงทาให้นักเรียนเกิดความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้สิ่งแวดล้อมใกล้ตัวรู้จักแสวงหาความรู้
ได้ด้วยตนเอง มีอิสระทางความคิด เกิดการแลกเปล่ียนแนวคิดและอภิปรายร่วมกัน สามารถเช่ือมโยงความรู้ในบทเรียนเข้ากับ
ความรู้ใหม่ตลอดจนสามารถอธิบายและ ตอบคาถามได้อย่างมีหลักการและเหตุผล และที่สาคัญด้วยการจัดกระบวน
การเรียนการสอนท่ีเน้นให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริงร่วมกันเป็นกลุ่ม ทาให้นักเรียนได้แสดงออกอย่างอิสระ ทาให้เห็นถึง
ความรู้สึกนึกคิดการกระทา การแสวงหาความรู้และการตัดสินใจของนักเรียนปรากฏออกมาในรูปของพฤติกรรมท่ีแสดงออกให้
เหน็ ได้ ซ่ึงเปน็ ปัจจยั ที่สาคญั ทีส่ ง่ ผลใหน้ ักเรยี นมคี วามกระตอื รอื ร้นท่ีจะเรยี นรเู้ กิดแรงจูงใจในการเรยี นรู้ ส่งผลใหน้ กั เรยี นเกิดการ
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 387
เรยี นร้อู ย่างมีความหมาย สอดคล้องกบั ทรายทอง พวกสันเทียะ และสชุ าดา บวรกิติวงศ์ (2554. 59-61) ทีก่ ลา่ ววา่ ในการพฒั นา
คุณลักษณะด้านต่างๆ ของจิตวทิ ยาศาสตร์มหี ลายวิธีข้นึ อยู่กับประสบการณ์ความรูค้ วามสามารถของครู วธิ ีการจดั การเรียนการ
สอน และท่ีสาคญั ขน้ึ อยกู่ ับตัวนักเรยี นเอง การจัดกิจกรรมการเรียนแบบบูรณาการกลมุ่ สาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์
และภาษาไทยระดับประถมศึกษาสาหรับโรงเรียนขนาดเล็ก ผลการวิจัยพบว่านักเรียนท่ีได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ
บูรณาการมีคุณลักษณะของจิตวิทยาศาสตร์มีความสนใจใฝ่รู้ มีความอยากรู้อยากเห็น มีความรับผิดชอบ มีความรอบคอบและ
ความมีเหตุผลท่ีดีข้ึน ทั้งน้ีสอดคล้องกับผลการวิจัยของปราณีต ช่างสีดา (2559. 130-131) ที่พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
หนว่ ยการเรยี นรูพ้ ฤติกรรมและการตอบสนองต่อส่ิงเร้าของสัตว์ ความสามารถในการแก้ปัญหา และจิตวิทยาศาสตรข์ องนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมี
นยั สาคัญทางสถติ ทิ ีร่ ะดับ .05
3. ผลการวจิ ยั นกั เรยี นมีผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนวิทยาศาสตร์หลังเรยี นสูงกวา่ เกณฑ์ท่กี าหนดร้อยละ 70สามารถ
อภิปรายไดด้ ังนี้
นักเรยี นมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ที่กาหนด ร้อยละ 70 ทงั้ น้อี าจเน่ืองมาจากหน่วยการเรียนรู้
แบบบรู ณาการทพ่ี ัฒนาน้ันสอดคล้องกับสภาพจริงในท้องถิ่นและการดาเนนิ ชีวิตของคนในชมุ ชน มกี ารให้ความรู้และเทคนิคภูมิ
ปัญญาจากปราชญ์ชาวบ้าน เกิดความรว่ มมือระหว่างชุมชนและโรงเรยี น ทาให้เกิดความมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดการเรียน
การสอนสร้างประสบการณ์จริง เรยี นรู้จากการลงมอื ปฏิบัตเิ ปิดโอกาสให้นกั เรียนไดแ้ สดงความคดิ ความสามารถอย่างเตม็ ท่ี การ
จัดกิจกรรมท่ีนาเรื่องใกล้ตัวของนักเรียนมาใช้ในการเรียนการสอนจะเป็นตัวช่วยกระตุ้นความอยากรู้ของนักเรียน ให้บทเรียน
กลายเปน็ เรื่องที่น่าสนใจ เกิดการเรียนรู้อยา่ งมคี วามหมาย เข้าใจสภาพชุมชนและภาคภมู ใิ จในทอ้ งถ่นิ ของตน สง่ ผลให้นกั เรียนมี
ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นวิทยาศาสตร์สูงกว่าเกณฑ์ท่ีกาหนด ซง่ึ สอดคลอ้ งกบั ผลการวิจยั ของศริ ริ ตั น์ ราชยอด (2558:90) ที่พบว่า
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์แบบบูรณาการ เร่ือง ระบบร่างกายของมนุษย์ มีประสิทธิภาพในการ
จดั การเรียนรแู้ บบบรู ณาการ ทาให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นวิทยาศาสตร์หลงั เรยี นสูงกว่าก่อนเรียนและสูงกว่าเกณฑท์ ก่ี าหนดรอ้ ย
ละ 65 อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 และยังสอดคล้องกับผลการวิจัยของจารีพร ผลมูล (2558: 93) ที่พบว่าหน่วยการ
เรยี นรบู้ ูรณาการแบบ STEAM กรณีศึกษาชุมชนวังตะกอ ท่นี าเอาการสอนแบบบูรณาการทส่ี อดคล้องกับวิถีการดาเนินชีวิตเป็น
แกนหลกั กระตุน้ ความอยากรู้อยากเห็นด้วยสิ่งแวดล้อมรอบตัว เปิดโอกาสใหน้ ักเรียนได้ประสบการณ์ตรง เชื่อมโยงขอ้ เทจ็ จริง
และมีความสุขในการเรยี น ซ่ึงส่งผลใหผ้ ลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสงู ขึ้น และผ่านเกณฑ์ที่กาหนดร้อยละ 65 นอกจากนย้ี ังสอดคล้อง
ผลการวจิ ยั ของศิริลักษณ์ ชาวลมุ่ บวั (2558:147) ท่ีพบว่าการจัดกิจกรรมตามแนวทางสะเต็มศกึ ษา ทน่ี าวิถีชีวิตของคนในทอ้ งถ่ิน
ผนวกกับสภาพปัญหาและความต้องการในปัจจุบันกลายเป็นหัวเรื่อง ผู้เรียนได้เรียนรู้เนื้อหาจากสิ่งแวดล้อมใกลต้ ัว สัมพันธ์กับ
ประสบการณเ์ ดิมของตนเอง ทาให้นักเรียนมีผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนสงู ข้ึน และมากกว่าเกณฑท์ ีก่ าหนดรอ้ ยละ 65
ข้อเสนอแนะ
ข้อเสนอแนะท่วั ไป
1. การจัดการเรียนรู้ด้วยหน่วยการเรียนรู้แบบบูรณาการท่ีสอดคล้องกับสภาพท้องถ่ิน เปิดโอกาสให้นักเรียน
ไดล้ งมือปฏบิ ัติจรงิ มปี ราชญ์ชาวบา้ นให้ความรู้ภูมิปญั ญาที่หลากหลาย ส่งผลให้นกั เรยี นมีผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนหลังเรียนเพ่ิม
สงู ข้ึน ดงั นน้ั เพ่อื ให้หน่วยการเรยี นรแู้ บบบูรณาการมคี ณุ ภาพ ครจู าเป็นตอ้ งศึกษาสภาพแวดลอ้ ม บรบิ ทของโรงเรยี น และวิถชี ีวิต
ความเป็นอยู่ของคนในชมุ ชน
2. ครูผู้สอนควรมีการวัดและประเมินผลท่ีหลากหลาย และตรงตามสภาพจริง เช่น วัดประเมินผลในภาคปฏิบัติ
จะทาใหท้ ราบพฒั นาการด้านความร้แู ละทกั ษะอ่นื ๆ
ขอ้ เสนอแนะในการทาวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรทาการศกึ ษาวิจัยและพฒั นาหน่วยการเรยี นรแู้ บบบูรณาการใหเ้ ป็นหลักสตู รท้องถนิ่
2. ควรทาการศกึ ษาวจิ ัยการจดั การเรยี นรแู้ บบบูรณาการข้ามกล่มุ สาระ ทส่ี อดคล้องกับชมุ ชนในทอ้ งถ่ิน เชน่ การจดั การ
เรียนการสอนแบบ STEM Educationและ STEAM Education เพ่ือใหส้ อดคลอ้ งกับแนวการจดั การเรียนรตู้ ามหลกั สตู ร
แกนกลางการศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐาน พ.ศ. 2551 (ฉบบั ปรับปรงุ 2560)
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 388
เอกสารอ้างองิ
กนกพรรณ โชคชัย.(2554). การพฒั นาการเรยี นรู้วิทยาศาสตรข์ องนักเรยี นชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 โดยใชก้ ารสอนแบบบูรณาการ.
ปรญิ ญานิพนธ์ ศ.ม. (ประถมศึกษา). เชยี งใหม:่ บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม่. ถ่ายเอกสาร.
กระทรวงศึกษาธิการ.(2553). แนวทางการจัดกิจกรรมพัฒนาผเู้ รยี น: ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐานพุทธศักราช
2551. พิมพ์ครั้งท่ี 2.กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ชมุ นุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จากดั .
จารีพร ผลมลู . (2558). การพฒั นาหน่วยการเรียนรู้บรู ณาการแบบ STEAM สาหรับนักเรยี นชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3กรณีศกึ ษา
ชมุ ชนวังตะกอ จังหวดั ชมุ พร.ปริญญานพิ นธ์ กศ.ม. (วิทยาการทางการศึกษาและการจดั การเรยี นรู้). กรุงเทพฯ: บณั ฑติ
วิทยาลยั มหาวทิ ยาลัยศรนี ครินทรวิโรฒ. ถ่ายเอกสาร.
ชุดาณัฏฐ์ ภคสุขไพบรู ณ.์ (2556).ความสัมพันธข์ องการรบั สมั ผสั กับอาการทางผิวหนงั ในกลมุ่ เกษตรกรปลกู ผกั กระเฉด ในเขต
อาเภอบางพลี จงั หวดั สมุทรปราการ.ปรญิ ญานพิ นธ์ ส.ม. (การจดั การอนามยั ส่งิ แวดลอ้ มและความปลอดภัย).
ปทมุ ธานี: บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศนู ยร์ ังสติ . ถ่ายเอกสาร.
ทรายทอง พวกสันเทยี ะ และสชุ าดา บวรกิติวงศ์. (2554,กรกฎาคม-กันยายน ). จติ วทิ ยาศาสตรข์ องนกั เรยี นประถมศึกษาไทย.
วิชาการ.14(3): 52-61.
ทรายทอง พวกสันเทยี ะ. (2554, พฤษภาคม-มถิ ุนายน). การวิจยั และพฒั นากิจกรรมการเรยี นรบู้ รู ณาการกลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์ และภาษาไทย ชนั้ ประถมศึกษา สาหรับโรงเรยี นขนาดเลก็ . สสวท. 39(171): 52-55.
ทิศนา แขมมณ.ี (2555). ศาสตรก์ ารสอน: องคค์ วามรเู้ พือ่ การจดั การกระบวนการเรยี นรทู้ ป่ี ระสทิ ธภิ าพ. พมิ พ์ครัง้ ที่ 15.
กรุงเทพฯ: ด่านสุทธา.
ประณตี ช่างสดี า.(2559, มกราคม-มีนาคม). การศึกษาผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น ความสามารถในการแก้ปญั หาและจติ วทิ ยา
ศาสตร์ ของนกั เรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 4 จากการจดั การเรียนรูแ้ บบสบื เสาะหาความรรู้ ว่ มกบั ผงั มโนทศั น.์
ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั มหาสารคาม.1(10): 130-141.
พรทพิ ย์ ศริ ิภัทราชัย. (2556, เมษายน-มิถุนายน). STEM Education กบั การพฒั นาทักษะในศตวรรษท่ี 21. วารสาร
นักบรหิ าร.33(2): 49-55.
พมิ พันธ์ เดชะคปุ ต์;พเยาว์ ยนิ ดสี ขุ ; และ ราเชน มีศรี. (2556). การสอนคดิ ดว้ ยโครงงานการเรียนการสอนแบบบรู ณาการ ทกั ษะ
ในศตวรรษท่ี 21. พมิ พ์ครั้งท่ี 3. กรุงเทพฯ: โรงพมิ พ์แหง่ จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั .
ศิริรัตน์ ราชยอด. (2558). ผลของการใชช้ ดุ กิจกรรมวทิ ยาศาสตรแ์ บบบรู ณาการ เร่อื งระบบรา่ งกายมนษุ ย์ สาหรับ
นกั เรียนชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 2. ปรญิ ญานิพนธ์ กศ.ม. (วทิ ยาการทางการศกึ ษาและการจดั การเรยี นรู)้ . กรุงเทพฯ:
บณั ฑติ วทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวิโรฒ. ถา่ ยเอกสาร.
สถาบันทดสอบทางการศึกษาระดบั ชาตขิ ้ันพนื้ ฐาน. (2560). สรปุ ผลการทดสอบทางการศกึ ษาระดับชาติข้ันพนื้ ฐาน
(O-Net) ชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 6 ปกี ารศึกษา 2560. สืบค้นเมอื่ 24 มีนาคม 2561, จาก
http://www.newonetresult.niets.or.th/AnnouncementWeb/PDF/SummaryONETP6_2560.pdf.
สนั ต์ สุวทนั พรกลู .(2551). การวจิ ยั และพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ทีบ่ รู ณาการสาระท้องถ่ินโดยใช้กระบวนการ
วิจัยเปน็ ฐานเพ่อื พฒั นาทักษะชวี ติ สาหรบั นักเรยี นประถมศึกษา. วิทยานิพนธ์ ค.ม.(วจิ ัยและจิตวทิ ยาการศกึ ษา).
กรงุ เทพฯ: จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั . ถ่ายเอกสาร.
สานกั งานเกษตรอาเภอบางเสาธง.(2561). แผนพัฒนาตาบลศีรษะจรเข้น้อย. สบื ค้นเมือ่ 21 มีนาคม 2561, จาก
http://bangsaothong.samutprakan.doae.go.th/oldsite/index.php.
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 389
ผลการจดั การเรียนร้โู ดยใชร้ ูปแบบหอ้ งเรียนกลับทางทมี่ ตี ่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
และเจตคตติ ่อการเรียนวรรณคดีไทยของนกั เรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 6
EFFECTS OF LEARNING MANAGEMENT USING THE FLIPPED CLASSROOM MODEL ON LEARNING ACHIEVEMENT
AND ATTITUDES TOWARDS LEARNING THAI LITERATURE AMONG GRADE TWELVE STUDENTS
อมรรตั น์ รัชตะทวกี ุล, รุ่งอรุณ โรจนร์ ัตนาดารง ไชยศรี
E-mail: [email protected]
บทคัดย่อ
การวิจยั ครั้งน้มี ีความมงุ่ หมายเพ่อื ศกึ ษาผลการจดั การเรียนรู้โดยใชร้ ปู แบบห้องเรียนกลับทางที่มตี อ่ ผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนและเจตคตติ อ่ การเรียนวรรณคดีไทยของนกั เรียนชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 6
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งน้ี เป็นนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จ
เจ้าพระยา (มัธยม) กรุงเทพมหานคร ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 จานวน 73 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 38 คน จัดการ
เรียนรู้โดยใช้รูปแบบห้องเรียนกลับทางและกลุ่มควบคุม 35 คน จัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบเดิม ใช้เวลาในการทดลองกลุ่มละ 16
คาบ คาบละ 50 นาที โดยใช้เน้ือหาเดียวกันทั้งสองกลุ่ม และดาเนินการทดลองโดยใช้แบบแผนการวิจัยแบบ Control Group
Pretest – Posttest Design
เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยและแบบวัดเจตคติต่อการ
เรียนวรรณคดีไทย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติแบบ t – test for independent samples และหาค่าแบบวัดเจตคติต่อการ
เรยี นวรรณคดีไทยโดยใชค้ ่าเฉล่ียรอ้ ยละ
ผลการวจิ ยั พบวา่ (1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยของนักเรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 6 ทีไ่ ดร้ ับการจดั การเรียนรู้
โดยใช้รูปแบบห้องเรียนกลับทาง ก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (2) ผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนวรรณคดีไทยของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบห้องเรียนกลับทางกับ การจัดการ
เรียนรู้โดยใช้รูปแบบเดิมแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 (3) เจตคติต่อการเรียนวรรณคดีไทยของนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการจัดการเรียนรโู้ ดยใชร้ ูปแบบห้องเรียนกลับทาง โดยรวมอยู่ในระดับมาก
คาสาคญั : การจดั การเรยี นรู้, หอ้ งเรียนกลับทาง, ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน, เจตคตติ ่อการเรียน
Abstract
This study aimed to investigate theeffects of learning management using the flipped classroom
model on learning achievement and attitudes towards studying Thai literature amongGrade Twelve
Students.
The samples included seventy-three Grade Twelve students at the Demonstration School of
BansomdejchaoprayaRajabhat University in the second semester of the 2018 academic year. The samples
were divided into an experimental group of thirty-eight students and a control group of thirty-five students.
The control group was taught with the flipped classroom model, while the experimental group was taught
using the traditional approach. Each group was observed sixteen times for fifty minutes per time. The
contents of the teaching for both groups were the same. The research design was a randomized control
group pretest-posttest design.
The research instruments consisted of an achievement test on Thai literature and attitude tests
regarding the study of Thai literature. The data analysis was conducted through the use of a t-test for the
independent samples and a t-test for the dependent samples.
The findings of this study consisted of the following points: (1) the learning achievement in Thai
literature among Grade Twelve students taught with a flipped classroom model was statistically significant
at a level of .01 before and after using this approach; (2) the learning achievement in Thai literature among
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 390
Grade Twelve students taught with a flipped classroom model was statistically significant at a level of .01 in
comparison to the traditional approach; (3) the attitudes of Grade Twelve studentstowardslearning Thai
literature and taught with a flipped classroom model were generally satisfactory.
Keywords: Learning management, Flipped classroom model, Learning achievement and attitudes, Thai
literature
บทนา
การจดั การเรียนร้วู ิชาภาษาไทยเปน็ วิชาท่ีตอ้ งฝึกฝนเพอื่ ให้เกิดทักษะจนมีความชานาญในการใช้ภาษาเพื่อการสอื่ สาร
การเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพและเพ่ือนาไปใช้ในชีวิตจริง โดยการจัดการเรียนรู้มุ่งพัฒนาทักษะตามสาระและมาตรฐานการ
เรียนรู้ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551: 12) ดังน้ี สาระการอ่าน ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนาไปใช้ตัดสินใจ
แก้ปัญหาในการดาเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน สาระการเขียน ใช้กระบวนการเขียน เขียนสื่อสาร เขียนเรยี งความ ย่อความ
และเขยี นเรอ่ื งราวในรูปแบบต่างๆ เขียนรายงานข้อมลู สารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมีประสิทธิภาพ สาระการ
ฟัง การดู และการพูด สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ความคิดและความรู้สึกในโอกาสต่าง ๆ
อย่างมีวจิ ารณญาณและสรา้ งสรรคส์ าระหลกั การใชภ้ าษาไทย เข้าใจธรรมชาตขิ องภาษาและหลกั ภาษาไทย การเปล่ยี นแปลงของ
ภาษาและพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษาและรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ และสาระวรรณคดีและวรรณกรรมท่ี
มงุ่ เน้นให้นักเรียนเข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่าและนามาประยุกต์ใช้ในชีวิต
จริง วรรณคดีไทยจึงเป็นส่วนหน่ึงซึ่งขาดไม่ได้ ครูต้องสอนวรรณคดีไทยให้นักเรียนได้รับความรู้อย่างกว้างขวางลึกซ้ึง เกิดความ
ซาบซ้ึง รู้คุณค่าของวรรณคดี และพยายามที่จะช่วยกันทานุบารุงมรดกน้ีไว้ให้คงอยู่สืบไป ดังนั้นครูจึงต้องมีวิธีการจัดการเรียนรู้ท่ี
หลากหลาย เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ นอกจากความรู้ที่ได้รับแล้ว นักเรียนต้องรู้สึกรักและเห็นความสาคัญของการเรียน
วรรณคดอี กี ด้วย
การจัดการเรียนรู้น้ันครูเป็นบุคคลท่ีสาคัญท่ีสุด ในการออกแบบการเรียนรู้ ครูจึงจาเป็นต้องคานึงถึงความพร้อม
ความสามารถ ความสนใจ รวมถงึ บริบทรอบขา้ งในสังคมทน่ี ักเรียนอยู่ อาจหมายรวมถึงความเจรญิ กา้ วหน้าทางเทคโนโลยีที่เข้ามา
มีบทบาทสาคญั ในการดาเนินชวี ิต ครูจงึ มหี นา้ ทีห่ ลกั ในการคดิ ค้นและออกแบบการเรยี นรู้ เพื่อตอบสนองปัจจัยดงั กลา่ วดังน้นั สง่ิ ท่ี
ท้าทายครูในยุคใหม่คือ ทาอย่างไรให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้แบบท่ีครูไม่ต้องสอน ไม่เน้นการบรรยายหน้าชั้นในแบบเดิม แต่เน้นให้
นักเรยี นไดเ้ รียนรู้จากการลงมอื ปฏบิ ัติจรงิ โดยการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ สร้างห้องเรียนให้เกิดมิตรภาพและมีความสัมพันธ์ท่ีดี
และครูต้องเป็นต้นแบบท่ีดี ซึ่งเป็นแนวทางในการจัดการศึกษายุคไทยแลนด์ 4.0 สู่ศตวรรษท่ี 21 ห้องเรียนกลับทาง (Flipped
Classroom) จึงเปน็ รูปแบบการจดั การเรียนรู้ทีน่ ่าสนใจท่คี รูน่าจะนามาเป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียน ซ่ึงห้องเรียนกลับทาง เป็นการนาเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการเรียนรู้ ฝึกให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยตนเอง เช่น แนะวิธีการดูวีดิ
ทัศน์ นักเรียนสามารถหยุดหรือกรอกลับวีดิทัศน์เพ่ือกลับมาดูใหม่ได้หากมีข้อสงสัย สอนให้รู้จักบันทึกสาระสาคัญ นักเรียนต้ัง
คาถามท่ีอยากรู้ได้ และเตรียมถามครู สาหรับครู ต้องพัฒนาตนให้มีความรู้ พร้อมเรียนรู้ส่ิงใหม่ สามารถสร้างแรงจูงใจให้แก่
นักเรียน และสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ ครเู ปล่ียนแปลงกระบวนการเรียนรู้และสร้างทกั ษะท่ีจาเป็น แก่นักเรียนด้วยการลงมือ
ทาแบบ Active Learning ครูจึงเปล่ียนบทบาทจากครูผู้สอนเป็นครูพี่เลี้ยง ครูฝึก (Coach) สามารถเชื่อมโยงความรู้กับ
จินตนาการ ใหน้ ักเรยี นมที ักษะท่ตี อ้ งการในศตวรรษท่ี 21
แนวคิดห้องเรียนกลับทาง (Flipped Classroom) เป็นแนวทางจัดการเรยี นรู้รูปแบบใหม่ที่คิดค้นข้ึนจากประสบการณ์การ
สอนในช้ันเรียนของโจนาธานเบิร์กแมน และแอรอน แซมส์ (Jonathan Bergmann andAaron Sams, 2012) ครูสอนวิชาเคมี
โรงเรียน Woodland Park High School รฐั โคโลราโด ประเทศสหรฐั อเมรกิ า ซ่ึงแนวคิดนเี้ กดิ จากนกั เรียนบางส่วนในห้องเรียนถูก
ดึงไปทากิจกรรมอ่ืนๆ ทาให้ไม่สามารถเข้าห้องเรียนได้ครบถ้วน ดังนั้น โจนาธานเบิร์กแมน และ แอรอน แซมส์ จึงคิดแก้ไข
ปัญหาจนนาไปสู่การจัดการเรยี นรู้รปู แบบห้องเรยี นกลับทาง ซ่ึงเปน็ รปู แบบการเรียนรู้ท่ไี ดร้ บั ความนยิ มอย่างมากเน่ืองจากเช่อื วา่
สามารถพัฒนาการจัดการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพมากย่ิงข้ึนดังน้ันการจัดการเรียนรู้วรรณคดีไทยเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
บทบาทหน้าที่ของครจู ึงเปล่ียนไปจากอดตี ทคี่ รเู ปน็ ผู้บรรยาย คอยปอ้ นความรูแ้ ละประสบการณต์ า่ ง ๆ ให้กับนักเรียนตอ้ งเปลยี่ น
บทบาทมาเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียนอยากศึกษาค้นคว้า อยากเรียนรู้ เพ่ือให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้
และนาไปสู่ทักษะการประมวลความรู้ วิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินคุณค่าด้วย และเม่ือนักเรียนเกิดการเรียนรู้ มีความรู้จาก
เรื่องที่ศึกษาแล้วจึงมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนสูงขึ้น รวมทั้งทาให้นักเรียนมีเจตคติท่ีดีต่อการเรียนวรรณคดีไทยอีกด้วย ซึ่ง
สอดคล้องกับงานวิจัยของ สุภาพร สุดบนิด (2557) ซึ่งได้ศึกษาการเปรียบเทียบความรับผิดชอบต่อการเรียน เจตคติต่อการเรียน
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 391
และผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน วิชาวทิ ยาศาสตร์ของนักเรียนชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 1 ท่ีได้รับการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ตามแนวคดิ ห้องเรยี น
กลบั ทางและการจดั กิจกรรมการเรยี นรูแ้ บบปกติ ผลการวจิ ยั พบว่า นกั เรียนท่ไี ดร้ ับการจัดกิจกรรมการเรยี นรตู้ ามแนวคิดห้องเรียน
กลับทางมีความรับผิดชอบต่อการเรียน เจตคติต่อการเรียนและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี
นัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 เน่ืองจากการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับทางนั้นจะมุ่งเน้นการสร้างองค์ความรู้ด้วยตัว
นักเรียนเองตามทักษะความรู้ความสามารถและสติปัญญาของแต่ละบุคคล (Individualized Competency) ตามอัตรา
ความสามารถทางการเรียนของแต่ละคน (Self-Paced) จากกิจกรรมที่ครูจัดให้ผ่านส่ือเทคโนโลยี ICT ตลอดจนเอกสาร
ประกอบการสอน เปน็ ลักษณะการเรียนรู้จากแหล่งเรยี นรนู้ อกช้นั เรยี นทีท่ าให้นักเรียนสามารถเรยี นรูไ้ ด้ทกุ ทีท่ กุ เวลา
ผ้วู ิจัยจึงสนใจการจัดการเรยี นรู้โดยใช้รูปแบบห้องเรียนกลับทาง (Flipped Classroom) ตามแนวคิดของ โจนาธานเบิร์
กแมน และ แอรอน แซมส์ (Jonathan Bergmann andAaron Sams, 2012) “เรียนท่ีบ้าน ทาการบ้านที่โรงเรียน” มาใช้ในการ
จัดการเรยี นรู้วรรณคดไี ทย ซ่ึงเป็นแนวคิดท่ีเปิดโอกาสให้นักเรียนกลับไปศึกษาหาข้อมูลเนื้อหาในบทเรียนหรือเร่ืองที่นักเรยี นให้
ความสนใจท่บี ้าน ผา่ นสอ่ื ต่าง ๆ เชน่ กูเกลิ ยูทบู หนังสือ หรอื ส่ือต่าง ๆ แล้วนาความรทู้ ่ีได้มาแลกเปลย่ี นเรยี นรู้ในชน้ั เรียน โดย
ครูจะมีหนา้ ท่ีในการเสรมิ สว่ นท่ีขาด และคอยให้คาแนะนา ดังนนั้ การจัดการเรียนรู้รูปแบบนค้ี รูต้องออกแบบการเรียนรู้เพอ่ื ตอบ
รบั ความต้องการและความสนใจของนกั เรียน รวมถึงครตู ้องสรปุ ความคดิ รวบยอดทนี่ ักเรยี นค้นคว้ามาแลว้ เชอ่ื มโยงเข้าส่บู ทเรยี น
ซึ่งถอื เป็นการจัดการเรียนรู้ที่ตรงกับทักษะการเรียนรู้ที่นักเรียนตอ้ งมีในการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 รวมทั้งเป็นการจัดการ
เรียนรู้ที่สอดคล้องกับหลักสูตรของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา (มัธยม) ท่ีมุ่งพัฒนาให้นักเรียนเกิดการ
เรียนรู้และรู้จักการใชเ้ ทคโนโลยีที่ทันสมัยในการค้นควา้ หาความรู้ ดังนัน้ จะเห็นได้ว่ารปู แบบห้องเรียนกลับทางมคี วามสอดคลอ้ งและ
เหมาะสมกับบริบทในสังคมปัจจุบันอย่างมาก จึงเหมาะแก่การนามาใช้ในการจัดการเรียนรู้ในยุคท่ีเทคโนโลยีเปิดกว้างและ
นกั เรียนมคี วามมน่ั ใจและกลา้ ทีจ่ ะแสดงความคิดเห็น นอกจากนผ้ี วู้ จิ ยั เห็นว่า การจดั การเรยี นรดู้ ว้ ยรปู แบบห้องเรยี นกลบั ทาง จะ
สามารถพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนและเจตคติต่อการเรียนวรรณคดีไทยของนักเรยี นได้ รวมท้ังทาให้นักเรียนมีความสุขและ
สนกุ กับการเรยี นร้ภู าษาไทยมากขนึ้
กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั
ตวั แปรต้น ตวั แปรตาม
ผลสัมฤทธิท์ างการเรียนวรรณคดไี ทย
วธิ ีการจัดการเรียนรู้ แบง่ ออกเปน็ 2 รูปแบบ คือ
- การจัดการเรยี นรู้โดยใชว้ ิธีสอนแบบห้องเรยี น กลบั
ทาง (Flipped Classroom)- เจตคตติ อ่ การเรยี น
วรรณคดีไทย
- การจัดการเรียนรูร้ ปู แบบเดิม
ภาพประกอบ 1 กรอบแนวคดิ ในการวจิ ัย
วตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ยั
1. เพ่ือเปรียบเทยี บผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นวรรณคดไี ทยของนักเรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 6 ที่ไดร้ ับการจดั การเรยี นรู้โดย
ใช้รูปแบบห้องเรียนกลับทาง กอ่ นเรยี นและหลังเรยี น
2. เพื่อเปรียบเทยี บผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นวรรณคดไี ทยของนักเรยี นชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 6 หลงั ไดร้ ับการจัดการเรยี นรู้
โดยใชร้ ูปแบบหอ้ งเรยี นกลับทางกบั การจัดการเรยี นรโู้ ดยใช้รูปแบบเดิม
3. เพื่อศึกษาเจตคตติ ่อการเรยี นวรรณคดไี ทยของนักเรยี นช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 6 ที่ได้รับการจดั การเรยี นรูโ้ ดยใช้รปู แบบ
หอ้ งเรียนกลับทาง
สมมติฐานการวจิ ัย
1. ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนวรรณคดไี ทยของนักเรยี นชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 6 ทไ่ี ด้รบั การจดั การเรียนรู้โดยใชร้ ูปแบบ
หอ้ งเรียนกลับทางหลงั เรยี นสูงกวา่ ก่อนเรยี น
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 392
2. ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนวรรณคดีไทยของนักเรยี นช้นั มัธยมศึกษาปที ี่ 6 ทไี่ ด้รับการจดั การเรียนรโู้ ดยใชร้ ูปแบบ
หอ้ งเรยี นกลบั ทางสงู กวา่ นกั เรยี นที่ได้รบั การจัดการเรียนรโู้ ดยใช้รูปแบบเดิม
3. เจตคตติ อ่ การเรียนวรรณคดไี ทยของนกั เรยี นชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 6 ทไ่ี ดร้ ับการจัดการเรยี นรโู้ ดยใชร้ ปู แบบห้องเรยี น
กลบั ทาง อยูใ่ นระดับมาก
วธิ ดี าเนนิ การวิจัย
ประชากรและกล่มุ ตวั อย่าง
ประชากรท่ีใช้ในการทาวิจัยคร้ังน้ี เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จ
เจา้ พระยา (มัธยม) ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศึกษา 2561 จานวน 3 ห้องเรยี น ซึ่งนักเรยี นในแตล่ ะหอ้ งเรยี นน้นั มีความสามารถในการ
เรยี นร้คู ละกนั รวมจานวนนกั เรียนทั้งหมด 105 คน
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จ
เจ้าพระยา (มัธยม) ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2561 ผู้วิจัยให้การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random
Sampling) จานวน 2 ห้องเรียน และใช้การเลือกกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยการจับสลากเป็นกลุ่มทดลอง 1 ห้องเรียน
ไดแ้ ก่ หอ้ งเรียน ม.6/2 จานวน 38 คน จัดการเรียนรู้โดยใช้รปู แบบห้องเรียนกลับทาง (Flipped Classroom) และกลมุ่ ควบคุม
1 ห้องเรียน ไดแ้ ก่ หอ้ งเรยี น ม.6/1 จานวน 35 คน จัดการเรยี นรโู้ ดยใช้รูปแบบเดมิ
ตวั แปรท่ีศกึ ษา
1. ตวั แปรต้น ได้แก่วธิ ีการจัดการเรยี นรู้ แบ่งเปน็ 2 รปู แบบคอื
1.1 การจดั การเรยี นรโู้ ดยใชร้ ปู แบบหอ้ งเรียนกลับทาง
1.2 การจดั การเรยี นรโู้ ดยใชร้ ปู แบบเดมิ
2. ตวั แปรตาม ไดแ้ ก่
2.1 ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนวรรณคดไี ทย
2.2 เจตคติต่อการเรยี นวรรณคดไี ทย
วธิ ีการเกบ็ รวบรวมข้อมลู
ผวู้ จิ ัยดาเนินการทดลองตามลาดบั ดงั นี้
1. ทาการทดสอบกอ่ นเรียน (Pre-test) กับกลุม่ ทดลองและกลุม่ ควบคมุ โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน
วรรณคดีไทยแบบปรนยั ทผ่ี ้วู จิ ยั สรา้ งขึ้น เพ่อื เกบ็ ข้อมูลเบอื้ งต้น
2. ดาเนินการสอนในภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 2561 โดยผู้วิจัยเป็นผู้ดาเนินการจดั การเรียนรเู้ องตามแผนการจดั การ
เรียนรู้โดยใช้รูปแบบห้องเรียนกลับทาง จานวน 14 คาบ คาบละ 50 นาที และจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบเดิม จานวน 14 คาบ
คาบละ 50 นาที
3. ทดสอบหลังเรียน (Post-test) กับกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
วรรณคดีไทยแบบปรนยั ทีผ่ ู้วจิ ัยสรา้ งขน้ึ ซึ่งเป็นฉบับเดียวกับแบบทดสอบก่อนเรยี นและแบบวดั เจตคติตอ่ การเรยี นวรรณคดไี ทย
4. ตรวจแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวรรณคดีไทยและแบบวัดเจตคติต่อการเรียนวรรณคดีไทย แล้วนา
คะแนนท่ีได้มาวิเคราะห์โดยใชว้ ธิ ีการทางสถิติเพอ่ื ทดสอบสมมตฐิ าน
เครือ่ งมอื ทใ่ี ช้ในการวิจยั
1. แผนการจดั การเรยี นรู้วรรณคดไี ทยโดยใช้รปู แบบหอ้ งเรยี นกลบั ทาง จานวน 7 แผน ดาเนนิ การจดั การเรยี นรู้ 14 คาบ คาบ
ละ 50 นาที
2. แผนการจัดการเรียนรวู้ รรณคดไี ทยโดยใชร้ ูปแบบเดมิ จานวน 7 แผน ดาเนินการจัดการเรียนรู้ 14 คาบ คาบละ
50 นาที
3. แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวรรณคดีไทย ผู้วิจัยศึกษาหลักสูตรแกนกลางวิเคราะห์ตัวช้ีวัดกลุ่มสาระ
การเรียนรู้ภาษาไทยวิธีการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนและการหาคุณภาพของเครื่องมือวัดผล จากนั้นสร้าง
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนแบบปรนัย จานวน 60 ข้อ ตามตัวช้ีวดั กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยโดยมีเกณฑ์การให้
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 393
คะแนนคือ ตอบถกู ให้ 1 คะแนน และตอบผิดให้ 0 คะแนน นาแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นทส่ี รา้ งขึ้นไปใหผ้ เู้ ช่ียวชาญ
ตรวจแกไ้ ข และดูความเท่ียงตรงเชิงเนอ้ื หาและจุดประสงค์การเรียนรู้ จากน้ันนาผลการประเมนิ ของผ้เู ชยี่ วชาญในแตล่ ะขอ้ ไปหา
ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) โดยผู้วิจัยคัดเลือกข้อที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องมากกว่าหรือเท่ากับ 0.5 และนาแบบทดสอบ
วัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนท่ีผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญและปรับปรุงแล้ว ไปทดสอบกับผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา (มัธยม) ท่ีไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างในการทดลอง จากน้ันนามาหาคุณภาพ
เครื่องมือวิเคราะห์หาค่าความยากง่าย (p) และค่าอานาจจาแนก (r) ของแบบทดสอบเป็นรายข้อแล้วเลือกข้อสอบที่มีค่าความ
ยากงา่ ยอยู่ในเกณฑ์ (0.35-0.76) และค่าอานาจจาแนกอยู่ในเกณฑ์ (0.41-0.88) เป็นแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน มี
ค่าความเช่ือมนั่ เท่ากับ 0.84
4. แบบวดั เจตคติต่อการเรียนวรรณคดไี ทย ผู้วจิ ัยศึกษาวิธีการสร้างแบบวัดเจตคติเพื่อนามาเปน็ แนวทางในการสรา้ ง
แบบวดั เจตคติต่อการเรียนวรรณคดีไทย จากน้ันสรา้ งแบบวัดเจตคติต่อการเรียนวรรณคดีไทยท่ีแสดงลักษณะของเจตคติตอ่ การ
เรียนวรรณคดีไทย และนาไปให้ผู้เช่ียวชาญตรวจสอบความถูกต้อง แก้ไขปรับปรุงตามคาแนะนา และนาแบบวัดเจตคติต่อการ
เรียนวรรณคดีไทยท่ีคัดเลือกไว้ไปหาค่าความเชื่อม่ันกับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้าน
สมเด็จเจ้าพระยา (มัธยม) จานวน 1 ห้องเรียน ท่ีไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างในการทดลอง แล้วหาค่าความเช่ือม่ันของแบบวัดเจตคติต่อ
การเรียนวรรณคดีไทย และนาแบบวัดเจตคติต่อการเรียนวรรณคดีไทยที่มีค่าความเช่ือมั่นเท่ากับ 0.92 ไปดาเนนิ การเก็บข้อมูล
ตอ่ ไป
การวเิ คราะหข์ ้อมลู
1. เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ
ห้องเรียนกลบั ทาง ระหว่างก่อนเรยี นและหลงั เรยี น โดยใชแ้ บบทดสอบวดั ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนวรรณคดีไทย
2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดไี ทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ทไ่ี ดร้ ับการจัดการเรียนร้โู ดยใช้
รูปแบบห้องเรียนกลับทางและการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบเดิม จากคะแนนหลังเรียน โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนวรรณคดีไทย
3. ศึกษาเจตคติต่อการเรียนวรรณคดีไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6 ท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ
ห้องเรียนกลบั ทาง โดยใช้คะแนนจากแบบวัดเจตคตติ อ่ การเรียนวรรณคดไี ทย หาคา่ ร้อยละ (percent) คา่ เฉลย่ี (mean) และค่า
ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation) จากน้นั แปลผลค่าเฉล่ียของคะแนนเจตคตติ ่อการเรยี นวรรณคดไี ทย
สรปุ ผลการวจิ ยั
1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6 ท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ
ห้องเรยี นกลับทาง กอ่ นเรยี นและหลังเรยี น โดยคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน เทา่ กับ 14.42 คะแนนเฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ 17.21 แสดง
ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นวรรณคดีไทยของนักเรยี นชัน้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 6 ที่ได้รับการจัดการเรยี นรู้โดยใช้รูปแบบห้องเรียนกลับ
ทาง หลังเรียนสูงกว่ากอ่ นเรยี น แตกต่างกันอยา่ งมนี ัยสาคญั ทางสถิตทิ ่ีระดับ .01
2. ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวรรณคดีไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ
ห้องเรียนกลับทางกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบเดิมคะแนนเฉลี่ยของผลต่างของคะแนนของนักเรียนท่ีได้รับการจัดการ
เรยี นรู้โดยใช้รูปแบบห้องเรียนกลบั ทาง เท่ากับ 2.79 คะแนนเฉล่ียของผลตา่ งของคะแนนของนักเรียนท่ีไดร้ ับการจดั การเรยี นรู้
โดยใชร้ ูปแบบเดมิ เทา่ กบั 2.39 แสดงวา่ ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นวรรณคดไี ทยของนกั เรียนชนั้ มัธยมศึกษาปที ี่ 6 ทไี่ ดร้ บั การจดั การ
เรียนรู้โดยใช้รูปแบบห้องเรียนกลับทางสูงกว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการ
จดั การเรยี นรโู้ ดยใชร้ ปู แบบเดมิ แตกต่างกนั อย่างมีนยั สาคญั ทางสถิติท่รี ะดับ .01 ซง่ึ เปน็ ไปตามสมมตฐิ านที่ต้งั ไว้
3. หลังจากได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบห้องเรียนกลับทาง นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6 มีเจตคติต่อการเรียน
วรรณคดีไทย โดยรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.13 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านปรากฏว่าเจตคติต่อการเรียนวรรณคดี
ไทยของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6 ด้านความคิดเกี่ยวกับการเรียนวรรณคดีไทย นักเรียนคิดว่าวรรณคดีไทยเป็นสมบัติของ
ชาติควรอนุรักษ์ไว้ ( X= 4.71) ด้านความรู้สึกเกยี่ วกับการเรยี นวรรณคดไี ทย นักเรียนรู้สึกมคี วามสุขเม่ือได้เรยี นวรรณคดีไทย (
X= 4.21) และด้านพฤติกรรมเกีย่ วกบั การเรียนวรรณคดไี ทย นกั เรียนเตม็ ใจทากจิ กรรมเกี่ยวกบั วรรณคดไี ทย
( X= 4.18) ซ่ึงเป็นไปตามสมมตุ ิฐานที่ตงั้ ไว้
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 394
อภิปรายผล
การวิจยั คร้งั น้เี ปน็ การวิจัยเชิงทดลอง เร่อื ง ผลการจดั การเรียนรโู้ ดยใชร้ ูปแบบหอ้ งเรียนกลับทางท่ีมตี อ่ ผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนและเจตคตติ อ่ การเรยี นวรรณคดไี ทยของนักเรียนชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 6
1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ
ห้องเรยี นกลบั ทาง พบวา่ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นของนักเรียนท่ไี ด้รับการจดั การเรยี นรโู้ ดยใช้รูปแบบห้องเรียนกลับทาง หลงั เรียนสูง
กว่าก่อนเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 ซ่ึงเป็นไปตามสมมติฐานท่ีต้ังไว้ คือ คะแนนเฉล่ียของนักเรียนก่อน
การทดลองต่ากว่าหลังการทดลอง เพราะหลังจากนักเรียนได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบห้องเรียนกลับทางแล้ว นักเรียนเข้าใจ
บทเรียนมากขนึ้
การจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบห้องเรียนกลับทาง เป็นการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะกับการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21
เป็นการนาเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการสร้างรูปแบบการเรียนรู้ท่ีน่าสนใจ ครูไม่ได้ยืนบรรยายหน้าชั้นเรียนเหมือนในอดีต แต่ครู
เดินดูนักเรียนขณะทากิจกรรมต่าง ๆ คอยช้ีแนะเสมือนเป็นพ่ีเลี้ยงคอยเพ่ิมเติมส่วนขาดที่นักเรียนต้องการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้
รูปแบบห้องเรียนกลับทางจึงทาให้การเรียนรู้ไม่น่าเบ่ือ นักเรียนกระตือรือร้นและมีความสุขที่ได้เรียนรู้ การเปิดโอกาสให้นักเรียนได้
เรยี นรู้มาก่อนล่วงหน้าจากส่ือท่ีนักเรียนสามารถเข้าถึงได้ง่ายและสะดวก สามารถกดหยุดเม่ือไม่พรอ้ มจะเรยี นรู้ หรอื สามารถศึกษาได้
หลายคร้ังเมอื่ ยังไม่เข้าใจในเน้ือหา ทาให้นักเรยี นเกิดการเรียนรู้ดขี ้ึนจึงสง่ ผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลงั เรยี นสงู กว่าก่อน
เรียน ซึ่งสอดคลอ้ งกับคากลา่ วของวิจารณ์ พานชิ (2557) วา่ หอ้ งเรยี นกลบั ทาง คือ การให้เรียนท่บี ้าน ทาการบ้านท่ีโรงเรียน และทาให้
หอ้ งเรียนเป็นที่ที่นักเรียนแตล่ ะคนเรียนตามอัตราความเรว็ ของตนเอง โดย ICT ช่วยให้ครสู ามารถติดตามประเมินความก้าวหน้าในการเรียน
ของนักเรียนได้เป็นรายบุคคล ซ่ึง ICT และหนงั สือ ช่วยให้นักเรียนคน้ หาและเรยี นรู้เนือ้ หาไดเ้ อง กจิ กรรมน้ีเปน็ ส่วนท่ีง่าย จึงควรทาทีบ่ ้าน
แต่การเรียนรู้ที่แท้จริง คือ การทาแบบฝึกหัดหรอื การประยุกต์ใช้ความรู้ในการแก้ปัญหา การเรียนเปน็ ทีมกับเพ่ือน การช่วยอธิบายส่วนที่
เพ่ือนไม่เข้าใจ การทาความเข้าใจเน้ือหาสาระวิชาน้ันเป็นเรื่องสาคัญจงึ ต้องทาที่โรงเรียนโดยมีครูเป็นโค้ชซ่ึงสอดคล้องกับสุรศักดิ์ ปา
เฮ (2556: ออนไลน)์ ได้กลา่ วไวว้ ่า หอ้ งเรยี นกลับทาง เปน็ รูปแบบหน่งึ ของการสอนโดยทนี่ ักเรยี นจะได้เรยี นรจู้ ากการบ้านท่ีได้รบั ผา่ นการ
เรียนด้วยตนเองจากสื่อวดี ิทัศน์ (Video) นอกช้ันเรียนหรือที่บา้ น สว่ นการเรียนในชั้นเรยี นปกตินั้นจะเป็นการเรียนแบบสืบค้นหาความรู้ที่
ได้รับร่วมกันกับเพื่อนร่วมชั้น โดยมีครูเป็นผู้คอยให้ความช่วยเหลือชี้แนะและงานวิจัยของ Shannon (2012) ซ่ึงทาวิจัยเก่ียวกับการใช้
เทคนิคห้องเรยี นกลับทางกบั นักเรียนในกลุ่มเสยี่ งเพื่อตอ้ งการปรบั ปรงุ เก่ียวกับการเรียนการสอนของนักเรยี นระดบั ช้ันมัธยมศึกษาท่ี 3 ใหม้ ี
ผลสัมฤทธิ์เพิ่มขึ้น โดยใช้ห้องเรียนแบบกลับทาง ซ่ึงเป็นเครื่องมือแบบเทคโนโลยีเพ่ือการศึกษา ผลการวิจัยพบว่าเม่ือใช้เทคนิคห้องเรียน
กลับทางกับกลุ่มทดลองกลุ่มเล็กและกลมุ่ ควบคุม นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นดีข้ึน 11 %ดังน้ันจะเห็นได้วา่ การจัดการเรยี นรู้โดยใช้
รูปแบบหอ้ งเรียนกลับทางนั้นทาให้นักเรยี นมผี ลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นวรรณคดีไทยดขี ึ้น
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6 ท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ
ห้องเรียนกลับทางสูงกว่านักเรียนที่ได้รบั การจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบเดิม พบว่า ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนวรรณคดีไทยของ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 6 ที่ไดร้ ับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบห้องเรียนกลบั ทางกับการจัดการเรยี นรู้โดยใชร้ ปู แบบเดมิ แตกต่าง
กนั อยา่ งมีนยั สาคัญทางสถติ ิทร่ี ะดับ .01 คะแนนเฉล่ยี ของผลต่างของคะแนนของนกั เรียนท่ไี ด้รบั การจดั การเรยี นรู้โดยใช้รปู แบบ
ห้องเรียนกลับทาง เท่ากับ 2.79 คะแนนเฉลี่ยของผลต่างของคะแนนของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบเดิม
เท่ากับ 2.39 แสดงว่าผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวรรณคดีไทยของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6 ท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้
รปู แบบห้องเรยี นกลับทางสูงกว่าผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนวรรณคดไี ทยของนักเรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 6 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้
โดยใช้รูปแบบเดมิ
การจัดการเรยี นรโู้ ดยใช้รูปแบบห้องเรียนกลบั ทาง นกั เรยี นมีส่วนรว่ มกับกิจกรรมการเรยี นรู้มากกว่าการจัดการเรียนรู้
โดยใชร้ ูปแบบเดมิ เนื่องจากการจดั การเรียนรรู้ ปู แบบเดิม ครูจะเน้นการบรรยายเป็นส่วนใหญ่ นักเรียนจะไดร้ ับความรพู้ รอ้ มกัน
เม่ือนั่งฟังครูสอนซึ่งบางคร้ังอาจจะไม่มีความพร้อมในขณะเรยี น ขาดความสนใจและไม่มีความกระตือรือร้น แต่นกั เรียนท่ีได้รับ
การจัดการเรียนร้โู ดยใช้รูปแบบห้องเรียนกลับทางซึง่ มีโอกาสได้ศึกษาบทเรยี นมาก่อนล่วงหน้าจะสามารถทากิจกรรมต่าง ๆ ได้
ดีกว่าเพราะการเรียนในชั้นเรียนจะเป็นลักษณะการทวนซ้าความรู้ให้มั่นคงมากข้ึน นักเรียนสามารถเรยี นรู้เพ่ิมเติมได้ตามความ
สนใจเป็นการตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคลได้เป็นอย่างดี ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของนิชาภา บุรีกาญจน์ (2556) ซึ่งได้
ศกึ ษาผลการจดั การเรยี นรวู้ ชิ าสุขศึกษาโดยใชแ้ นวคิดแบบหอ้ งเรียนกลับด้านที่มตี อ่ ความรับผิดชอบและผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน
ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น พบว่า การจัดการเรียนรู้วิชาสุขศึกษาโดยใช้รูปแบบแนวคิดห้องเรียนกลับด้านมีผลต่อความ
รับผิดชอบและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ค่าเฉล่ียของคะแนนความรับผิดชอบและผลสัมฤทธิ์
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 395
ทางการเรียนวชิ าสุขศึกษาของนกั เรียนกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง อยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถิตทิ ี่ระดับ .05 และคา่ เฉลี่ยของ
คะแนนความรับผิดชอบและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสุขศึกษาของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมอย่างมี
นยั สาคัญทางสถิติทร่ี ะดับ .05 และงานวิจยั ต่างประเทศหลายเรื่องที่พบวา่ การจดั การเรียนรู้โดยใช้รูปแบบห้องเรียนกลับทางน้ัน
ทาให้นักเรยี นมผี ลสัมฤทธทิ์ างการเรียนสูงข้นึ เช่นLara (2016) ทไี่ ด้ทาการวิจัยเกี่ยวกับการนากระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรยี น
กลับทางมาใชใ้ นห้องเรียนเพื่อพัฒนาการคิดวิเคราะห์ กลุ่มตัวอย่างในคร้ังน้ีเป็นนักเรียนวิทยาลัยศิลปะศาสตร์ จานวน 50 - 80
คน ซง่ึ ไดท้ าการเปรียบเทียบระหวา่ งห้องเรียนท่เี รียนแบบกลับทางกบั ห้องเรียนทใ่ี ชก้ ารเรยี นการสอนแบบปกติ พบวา่ นกั เรียนท่ี
เรียนแบบห้องเรียนกลับทางสามารถปฏิบัตงิ านได้ผลลพั ธ์ทีด่ ีกวา่ ห้องเรยี นแบบปกติ 85.5%และYiran(2014) ได้ทาการวจิ ัยเรื่อง
การประเมินผลจากการเรียนแบบห้องเรียนกลับทางกับนักศึกษาที่เรียนประวัติศาสตร์ระดับปริญญาตรีกับมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
และเอ็มไอที จากการใช้รูปแบบห้องเรียนกลับทางโดยใช้วิดีโอออนไลน์ จาก edxและยังมีการอภิปราย รวมท้ังกิจกรรมภายใน
หอ้ งเรียน พบว่า นักเรียน 37 คน มคี วามคิดเห็นเกี่ยวกับห้องเรยี นกลบั ทางและมเี จตคติท่ีดี 46% และผ้เู รียนที่ชอบการเรยี นแบบเดิม
38% จากงานวจิ ัยจะเห็นว่าการจัดการเรยี นรู้โดยใช้รูปแบบห้องเรียนกลับทางน้ันนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนที่
ไดร้ ับการจดั การเรียนร้โู ดยใชร้ ปู แบบเดมิ
3. เจตคตติ ่อการเรียนวรรณคดไี ทยของนักเรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 6 ทไ่ี ดร้ ับการจัดการเรียนรู้โดยใชร้ ูปแบบห้องเรียน
กลับทาง พบว่า เจตคติต่อการเรียนวรรณคดีไทยของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6 ท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ
ห้องเรยี นกลับทาง มีค่าเฉล่ีย ( X) เท่ากบั 4.13
นักเรยี นท่ีไดร้ บั การจดั การเรยี นรู้โดยใชร้ ปู แบบหอ้ งเรยี นกลบั ทางมเี จตคตติ อ่ การเรียนวรรณคดีไทยอยู่ในระดับมาก ทั้ง
3 ด้าน เนื่องจากนักเรียนเห็นวา่ การจดั การเรียนรู้โดยใช้รูปแบบห้องเรียนกลับทางเป็นการจดั การเรียนรู้ท่นี ักเรียนมีความพร้อม
ในการเรียนรู้มากกว่าการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบเดิมเพราะนักเรียนมีความรู้มาก่อนจากการศึกษาเนื้อหามาล่วงหน้าจึงทาให้มี
ความรู้มาทากิจกรรมต่าง ๆ ในช้ันเรียน และในขณะเดียวกันนักเรียนก็สามารถสอบถามหรือขอคาแนะนาจากครูเม่ือตนเองเกิด
ความสนใจเรื่องใดเพ่ิมเติม โดยในการทดลองครัง้ น้ีขณะผู้วจิ ยั กาลงั จดั การเรยี นรใู้ นช้ันเรยี นนกั เรยี นมีการนาเสนอความคิดเห็นวา่
อยากทดลองทาส่ือการเรียนโดยใช้การ์ตูนในการอธิบายการกาเนิดของมนุษย์จึงสนใจจะศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาในสาขา
แอนิเมชันเพ่ือจะนาความรมู้ าสรา้ งส่อื ตามท่ีตนเองสนใจ จึงถอื เป็นการต่อยอดความร้จู ากการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบห้องเรียนกลับ
ทางท่มี ปี ระสทิ ธิภาพประการหนึง่ ท่ีทาใหน้ กั เรยี นมีเจตคติที่ดีต่อการเรยี นวรรณคดีไทยมากขนึ้ ซึ่งสอดคลอ้ งกับงานวิจัยของ พิรุณ
โปรย สาโรงทอง (2554: 94) ซึ่งได้ศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนและเจตคตติ ่อการเรียนภาษาไทยของนักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 5
ที่ได้รับการจดั การเรยี นรโู้ ดยใชห้ นงั สืออเิ ลก็ ทรอนกิ สก์ ับการจดั การเรยี นร้ตู ามค่มู ือครู ผลการวิจยั พบวา่ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นและ
เจตคติต่อการเรียนภาษาไทยของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 5 ท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์กับการ
จดั การเรียนรู้ตามคู่มือครู แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถติ ิที่ระดับ .01 แต่เมื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจต
คติต่อการเรียนภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์กับการจัดการ
เรยี นรู้ตามคูม่ อื ครกู ่อนและหลังการเรียน พบวา่ แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคญั ทางสถิตทิ รี่ ะดับ .05 ทั้ง 2 กลุ่ม และสอดคล้องกับ
แสงสุรีย์ วาดวิจิตร (2554: 95) ได้ศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนและเจตคติต่อการเรียนหลักภาษาไทยของนักเรียนระดับช้ัน
มัธยมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โครงการการศึกษาพหุภาษาศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษาที่
เรียนโดยการจัดการเรียนรตู้ ามวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขนั้ (7E) กับคู่มือครู ผลการวิจัยพบวา่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติต่อ
การเรียนหลักภาษาไทยของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 5 ท่ีเรียนโดยการจัดการเรียนรู้ตามวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น (7E) กับ
การจัดการเรียนรู้ตามคู่มือครู แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 แต่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติต่อการ
เรียนหลักภาษาไทยของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 5 ท่ีเรียนโดยการจัดการเรียนรู้ตามวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น (7E) และ
การจัดการเรียนรู้ตามคูม่ ือครู หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอยา่ งมนี ัยสาคัญทางสถติ ิที่ระดบั .01 ทั้งสองแบบ รวมทัง้ งานวจิ ยั ของ
Bethany (2010) ท่ีได้ทาการวิจัยเก่ียวกับการใช้ห้องเรียนกลับทางว่าจะสามารถเพ่ิมผลการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมของ
นกั เรียน ซึง่ กลมุ่ ตัวอย่างคือนักศกึ ษาทางโรคพันธุกรรม จานวน 30 คน ประเทศโคลมั เบยี ผลการวิจยั พบว่า นักเรียนที่เรียนโดย
ห้องเรียนกลบั ทางมผี ลการเรียนเพ่มิ ข้นึ และทัศนคติของนกั เรียนที่เรียนโดยหอ้ งเรียนกลับทางมที ศั นคตใิ นทางบวก
ข้อเสนอแนะ
ขอ้ เสนอแนะทั่วไป
1. ครผู ู้สอนท่ีสนใจจะจดั การเรียนรู้โดยใชร้ ูปแบบห้องเรยี นกลบั ทาง ต้องเตรียมความพร้อมของเนื้อหาสาระและกิจกรรม
ใหน้ ่าสนใจ เพือ่ ให้นกั เรียนไดศ้ ึกษาค้นคว้าลว่ งหนา้
2. ครูผู้สอนท่ีต้องการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบห้องเรียนกลับทางต้องมีความรู้เบ้ืองต้นด้านคอมพิวเตอร์และความ
พร้อมของสถานศกึ ษาและความพร้อมของนักเรยี นวา่ มีความพรอ้ มในการจดั การเรียนรู้ได้เพียงใด
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 396
3. สอ่ื ทน่ี ามาให้นกั เรียนศึกษาลว่ งหนา้ ต้องมีความทนั สมัย ใช้เวลาในการศึกษาแตล่ ะเรอ่ื งไม่ควรเกิน 30 นาที เนื่องจาก
ถ้าสื่อการเรียนรู้ทต่ี อ้ งใชร้ ะยะเวลายาวนานในการศกึ ษาอาจจะทาใหน้ กั เรยี นไมใ่ หค้ วามสนใจเท่าที่ควร
4. ครูผสู้ อนควรหาวิธกี ารสอนที่หลากหลายเพื่อนามาพฒั นาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นวิชาภาษาไทยในสาระอื่น ๆ
ข้อเสนอแนะในการวิจัยคร้งั ตอ่ ไป
1. ควรจดั การเรยี นรโู้ ดยใช้รูปแบบห้องเรยี นกลับทางเพื่อพฒั นาผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นวิชาอน่ื ๆ
2. ควรหารูปแบบการสอนที่นาเทคโนโลยมี าประยุกต์ใช้เพื่อทาให้การจัดการเรียนรู้น่าสนใจและเหมาะสมกับการจัดการ
เรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21
กิตติกรรมประกาศ
งานวิจัยเรื่องนี้สาเร็จได้ด้วยความเมตตาจากอาจารย์ ดร.รุ่งอรุณ โรจน์รัตนาดารง ไชยศรี ท่ีให้คาปรึกษา คาแนะนา
ชว่ ยเหลอื ปรับปรุงแก้ไขข้อบกพรอ่ งตา่ ง ๆ อย่างดีย่ิง ขอกราบขอบพระคณุ ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.อภิรักษ์ อนะมาน อาจารย์
คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยสุโขทยั ธรรมาธริ าช ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ศภุ วรรณ สัจจพิบูล ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.พิษณุ
บางเขียว ผู้ช่วยศาสตราจารย์เพชราวดี จงประดับเกียรติ และอาจารย์ใบศรี เนตรสืบสาย ที่กรุณาให้คาแนะนา ข้อคิดเห็นท่ี
เป็นประโยชนอ์ ยา่ งยิง่ ตอ่ งานวิจยั
ขอกราบขอบพระคุณอาจารย์ทวีศักดิ์ จงประดับเกียรติ ผู้อานวยการโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จ
เจ้าพระยา ท่ีสนับสนุน ส่งเสริมและให้โอกาสในการศึกษาต่อแก่ผู้วิจัย และขอกราบขอบพระคุณคณะผู้บริหาร โรงเรียนสาธิต
มหาวิทยาลัยราชภัฏบา้ นสมเด็จเจ้าพระยาทกุ ท่านทีไ่ ด้ให้คาแนะนา และใหก้ าลังใจแกผ่ ู้วจิ ยั ดว้ ยดเี สมอมา
เอกสารอา้ งองิ
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (2551). หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: คุรุสภา
นชิ าภา บรุ ีกาญจน์. (2556). ผลการจดั การเรียนรู้วิชาสขุ ศกึ ษาโดยใชแ้ นวคดิ แบบหอ้ งเรียนกลับดา้ นท่ีมีตอ่ ความรบั ผดิ ชอบและ
ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นของนกั เรยี นมธั ยมศกึ ษาตอนตน้ . วิทยานิพนธ์ คม. (สขุ ศกึ ษาและพลศกึ ษา). กรงุ เทพฯ:
จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
พิรุณโปรย สาโรงทอง. (2554). การศกึ ษาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นและเจตคตติ อ่ การเรียนภาษาไทยของนกั เรียนชั้นมธั ยมศกึ ษา
ปีท่ี 5 ท่ไี ด้รบั การจดั การเรียนรูโ้ ดยใช้หนงั สืออเิ ลก็ ทรอนิกสก์ ับการจัดการเรียนรู้ตามคมู่ ือครู. ปริญญานพิ นธ์ กศ.ม. (การ
มัธยมศกึ ษา). กรุงเทพฯ: บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลยั ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ.
วิจารณ์ พานชิ . (2557). ครเู พอื่ ศษิ ย์สรา้ งห้องเรยี นกลับทาง. พมิ พ์คร้งั ท่ี 3. กรุงเทพฯ: มูลนธิ สิ ยามกมั มาจล.
สุภาพร สุดบนิด. (2557). การเปรยี บเทียบความรบั ผดิ ชอบต่อการเรยี นเจตคตติ อ่ การเรยี นและผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน วิชา
วทิ ยาศาสตรข์ องนกั เรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 1 ทไ่ี ด้รบั การจดั กจิ กรรมการเรียนรตู้ าม แนวคิดหอ้ งเรียนกลบั ทาง
(Flipped Classroom) และการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้แบบปกติ. วทิ ยานิพนธ์ กศ.ม. (วิจัยและประเมนิ ผล
การศกึ ษา). มหาสารคาม: มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม.
สรุ ศักด์ิ ปาเฮ. (2556). หอ้ งเรยี นกลับทาง : ห้องเรียนมติ ใิ หมใ่ นศตวรรษท่ี 21*. สืบคน้ เมื่อ 29 มิ.ย. 2559.
แสงสรุ ยี ์ วาดวิจิตร. (2554). การศกึ ษาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนและเจตคตติ อ่ การเรยี นหลักภาษาไทยของนักเรียน
ระดับช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5 โรงเรยี นสาธิตแหง่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โครงการการศึกษาพหภุ าษา
ศนู ยว์ จิ ัยและพฒั นาการศกึ ษาทีเ่ รยี นโดยการจดั การเรยี นรตู้ ามวัฏจกั รการเรียนรู้ 7 ช้ัน (7E) กับคมู่ ือครู.
ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การมัธยมศึกษา). กรงุ เทพฯ: บัณฑติ วิทยาลยั มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ. ถ่ายเอกสาร.
Bergman, J., Sams, A., (2012). Flip Your Classroom: Reach Every Student in Every Class Every Day, ISTE, ASCD
Bethany, B. (2012). Flip Your Classroom to Increase Active Learning and Student Engagement. Columbia
University of Missouri.
Flumerfelt, S., & Green, G. (2013). Using Lean in the Flipped Classroom for At Risk Students. Educational
Technology & Society, 16 (1), 356-366.
Lara R. DeRuisseau. The flipped classroom allows for more class time devoted to criticalThinking.
Downloaded from http://advan.physiology.org/ by 10.220.33.5 on May 21, 2017.
Zhao, Y., & Ho, A. D. (2014). Evaluating the flipped classroom in an undergraduate history course(HarvardX
Research Memo).
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 397
ผลการใช้รปู แบบการสอนเปน็ ทีมระหว่างครไู ทยกับครชู าวต่างประเทศแบบการแบ่งบทบาทหน้าท่ีอยา่ งเทา่
เทยี มกันในบรบิ ทการสอนคณติ ศาสตรใ์ นห้องเรียนสองภาษาของนักเรยี นระดับมธั ยมศึกษาปีท่ี 4
THE EFFECTS OF TEAM TEACHING BETWEEN THAI AND FOREIGN TEACHERS IN THE FORM OF
SHARE EQUAL ROLES FORMATHEMATICS CONTENTS IN BILINGUAL
CLASSROOMS OF TENTHGRADERS
อรนิภา ไทยแท้, สทิ ธชิ ัย วชิ ยั ดษิ ฐ, นฤพจน์ พุธวัฒนะ
E-mail: [email protected]
บทคดั ยอ่
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนระดับช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยรูปแบบการสอนเป็นทีมระหว่างครูไทยกับครูต่างชาติแบบการแบ่งหน้าที่อย่างเท่าเทียมกันกับ
รูปแบบการสอนแบบปกติ 2) เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นของนักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 4 ที่เรียนดว้ ยรปู แบบการ
สอนเป็นทีมระหว่างครูไทยกับครูต่างชาติแบบการแบ่งหน้าที่อย่างเท่าเทียมกันกับรูปแบบการสอนแบบปกติและ 3) เพื่อ
เปรยี บเทียบระดับความพึงพอใจของนักเรยี นท่ีเรียนด้วยรูปแบบการแบง่ หนา้ ท่ีอยา่ งเท่าเทยี มกนั กับรูปแบบการสอนแบบปกติ4)
เพอ่ื ศึกษาปจั จัยท่ีส่งผลต่อการมองเห็นคณุ คา่ ในตนเองของครูไทยและครูต่างชาตทิ ่ใี ช้รปู แบบการสอนเป็นทีมแบบการแบ่งหนา้ ท่ี
อย่างเท่าเทียมกันและ 5) เพื่อศึกษาปัจจัยท่ีส่งผลต่อความท้าทายของรูปแบบการสอนเป็นทีมระหว่างครูไทยกับครูต่างชาติใน
การสอนแบบการแบ่งหนา้ ท่ีอยา่ งเทา่ เทียมกนั
กล่มุ ตวั อย่างในการศกึ ษาคร้ังนเ้ี ปน็ นกั เรียนช้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี 4 ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2561 โรงเรยี นเซนต์-คาเบ
รยี ล กรุงเทพมหานคร และครูไทยกบั ครูตา่ งชาติทท่ี าการสอนเปน็ ทีมจานวน 2 คนใช้วธิ กี ารเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง
(Purposive Selection) จานวน 2 ห้องเรียนท่ีมีระดับความสามารถในการเรียนรู้ใกล้เคียงกันและมีครูต่างชาติกับครูไทย
เหมือนกันทาการสอน 2 ห้องเรียน การได้มาของกลุ่มทดลองใช้วิธีจับสลากเป็นกลุ่มทดลอง 1 ห้องเรียน และกลุ่มควบคุม 1
ห้องเรียน หอ้ งเรียนละ 43 คน เก็บข้อมูลจากการทาแบบทดสอบก่อนเรยี นและหลังเรียน การตอบแบบสอบถามความพึงพอใจ
สาหรับนักเรียน การสังเกตการสอน และการสมั ภาษณส์ าหรบั ครูไทยและครูตา่ งชาติทที่ าการสอนเป็นทมี
ผลการศกึ ษาสรปุ ได้ดงั น้ี
1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้เรียนด้วยรูปแบบการสอนเป็นทีมระหวา่ งครไู ทยกับ
ครตู า่ งชาติแบบการแบ่งหนา้ ท่อี ย่างเท่าเทียมกันและแบบการสอนแบบปกติ ทัง้ สองรูปแบบมีผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นหลังเรียนสูง
กวา่ กอ่ นเรียน
2. ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นหลังเรยี นของนกั เรียนที่เรียนดว้ ยรูปแบบการสอนเป็นทมี ระหวา่ งครไู ทยกบั ครตู ่างชาติแบบ
การแบ่งหน้าทอี่ ย่างเท่าเทียมกนั สงู กวา่ นักเรยี นทเี่ รียนด้วยรปู แบบการสอนแบบปกติ
3. ความพึงพอใจของนักเรียนท่ีเรียนด้วยรูปแบบการแบ่งหน้าท่ีอย่างเท่าเทียมกันสูงกว่าความพึงพอใจของนักเรียนที่
เรยี นด้วยรูปแบบการสอนแบบปกติ
4. ปัจจัยท่ีมีความสัมพันธ์กับการเห็นคุณค่าในตนเองของครูไทยและต่างชาติในการสอนเป็นทีมด้วยรูปแบบการแบ่ง
หน้าทอี่ ยา่ งเท่าเทยี มกันได้แก่ การวางแผนการสอน การควบคุมช้ันเรยี น และผลกระทบทางวัฒนธรรม
5. ปัจจัยที่ส่งผลต่อความท้าทายของครูไทยในการสอนเป็นทีมร่วมกับครูต่างชาติ ได้แก่ ความรู้และทักษะทางภาษา
การวางแผนการสอนร่วมกัน รูปแบบการสอน การควบคมุ ช้ันเรียนและการวัดประเมินผล
คาสาคัญ: การแบ่งหน้าท่อี ยา่ งเทา่ เทียมกัน, การสอนเปน็ ทมี , ห้องเรียนสองภาษา
Abstract
The purposes of this study were to 1) to compare learning outcomes of tenth graders between
before and after using the share equal roles and original approaches, 2) to compare learning outcomes of
tenth-graders learning with the share equal roles and original approaches, 3) to compare level of students’
satisfaction between the original approach with the share equal roles approach, 4) to study thefactors
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 398
affected Thai and foreign teachers’ self-esteems while they are using share equal roles approach and 5) to
study the factors affected challenges that occurred while Thai and foreign teachers used share equal roles
approach.
In this research, participants are Saint Gabriel’ s College’ s tenth graders studying in the second
semester in 2018, two Thai and foreign teachers chosen by purposive selection, and two classrooms having
compatible learning abilities which were similarly taught by Thai and foreign teachers. The classes are
randomly set to be experimental and controlled classes which include 43 students. Data is collected from
tests before and after studying, answering satisfaction surveys, observing classes, and interviewing Thai and
foreign teachers.
Conclusion
1. Tenth graders’ studying with the share equal roles approach learning outcomes are better after
taking classes.
2. Tenth graders’ studying with the share equal roles approach learning outcomes are better than
taught with original approach students’ outcomes.
3. Students’ studying with the share equal role approach satisfactions are higher than students’
learning in the normal class.
4. Factors which affect Thai and foreign teachers self-esteem in equally shared roles class are
planning, classroom controlling, and culture effects.
5. Factors which affect Thai teachers self-esteem in teaching along side with foreign teacher are
language skills, planning, teaching approach, class controlling, and evaluation.
Keywords: Share Equal Roles, Team Teaching, Co-Teaching, Bilingual Classrooms
บทนา
ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ใช้ในการตดิ ตอ่ สื่อสารในสงั คมโลก และส่ือกลางในการรับรูข้ ้อมูลขา่ วสารท่สี าคัญจานวนมาก
ทาให้ความต้องการท่ีจะพัฒนาความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจาวันของเยาวชนเป็นส่ิงท่ี
ผูป้ กครองใหค้ วามสาคัญ จึงนาไปสกู่ ระแสนิยมในการส่งบตุ รหลานเข้าศกึ ษาในหลกั สูตรภาษาอังกฤษและหลกั สตู รสองภาษา ทา
ใหร้ ปู แบบการเรียนการสอนแบบสองภาษาได้รบั ความนิยมและถูกใชอ้ ย่างแพร่หลายมากขึ้นในโรงเรียนระดบั มธั ยมศึกษาจานวน
มากของไทยมีการใช้หลกั สตู รภาษาอังกฤษเป็นทัง้ หลักสูตรพื้นฐานและหลักสูตรเสรมิ ในการจัดการเรยี นการสอน เช่น หลักสูตร
ภาษาอังกฤษ (English Program หรือ EP) โดยมีครูต่างชาติทาการสอนวิชาในหลักสูตร EP และมีครูไทยช่วยอธิบายเนื้อหา
เพมิ่ เติมเปน็ ภาษาไทย ทั้งนี้ผ้ปู กครองสว่ นใหญจ่ งึ มัน่ ใจว่าหลกั สตู รสองภาษาในโรงเรียนจะชว่ ยเพมิ่ ทกั ษะด้านภาษาองั กฤษให้กบั
นกั เรียน ทาให้นกั เรียนมีความสามารถในการพูด การฟัง การอ่าน และการเขียนได้ทงั้ สองภาษา และเตรียมพ้ืนฐานในการเรียน
ภาษาที่สามได้ง่ายขึ้น อีกท้ังเป็นการวางพ้ืนฐานอนาคตที่ม่ันคงสาหรับการศึกษาต่อหรือการติดต่อสื่อสารด้านการงานกับ
ชาวตา่ งชาติ และที่สาคญั มคี ่าใชจ้ ่ายที่ใกล้เคยี งกนั เมอ่ื เทยี บกบั การเรยี นโรงเรียนนานาชาตหิ รอื การไปเรยี นต่างประเทศ
ปัจจบุ นั มีการวิจยั ทางการศกึ ษาอย่างต่อเนอื่ งเก่ยี วกบั การจดั การเรยี นการสอนเปน็ ภาษาองั กฤษในหลายวิชา แตใ่ นการ
วิจัยเก่ียวกับการจัดการเรียนการสอนในวิชาคณิตศาสตร์เป็นภาษาอังกฤษยังไม่ค่อยมีมากนัก เนื่องจากธรรมชาติของวิชา
คณิตศาสตรม์ ีลักษณะเป็นนามธรรม มีโครงสร้างซ่ึงประกอบด้วยคาอนิยาม บทนิยามและสัจพจน์ต่าง ๆ ท่ียากต่อการทาความ
เขา้ ใจ นักเรยี นส่วนหนึ่งมมี ุมมองว่าคณิตศาสตรเ์ ปน็ วิชาทย่ี ากประกอบกบั ครูยังไม่สามารถจดั กิจกรรมการเรยี นรใู้ หน้ ักเรียนเกิด
การเรียนรู้ได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ (หทัยรัตน์ ยศแผ่น, 2557) ด้วยเหตุผลดังกล่าวทาให้นักวิจัยส่วนหนึ่งเริ่มสนใจเกี่ยวกับการ
จดั การเรยี นการสอนในวชิ าคณิตศาสตร์เปน็ ภาษาอังกฤษ และการพฒั นารปู แบบการสอนในวิชาคณิตศาสตรเ์ ป็นภาษาองั กฤษใน
ประเทศไทยเร่ิมต้นจากการสอนร่วมกันของครูต่างวัฒนธรรมในห้องเรียน EFL (English as a Foreign Language) ท่ีสอน
ภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศเพื่อทาให้ครูและนักเรียนท่ีไม่ได้เป็นเจ้าของภาษาอังกฤษ ได้พัฒนาทักษะการสื่อสารกับครู
เจ้าของภาษาอังกฤษโดยตรงและช่วยเพ่ิมความมน่ั ใจในการใชภ้ าษาองั กฤษให้มากขึน้ (Thornbury, 2005)ทาให้ปจั จบุ ันโรงเรียน
ต้องมีครูชาวต่างชาติสอนร่วมกับครูไทยในรูปแบบการสอนเป็นภาษาอังกฤษ เพราะการสรรหาครูไทยท่ีทาการสอนตามความ
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 399
ถนัดในสาขาวิชาต่าง ๆ ท่ีไม่ใช่วิชาภาษาอังกฤษ เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ฯลฯ นั้นไม่สามารถกาหนดระดับทักษะ
ภาษาอังกฤษของครูไทยได้ ทาให้ครูส่วนหน่ึงขาดความม่ันใจในการใช้ทักษะภาษาอังกฤษและไม่สามารถทาการสอนเป็น
ภาษาอังกฤษโดยไม่มีครูต่างชาติทาการสอนร่วม(รัฐภูมิฉัตรวิโรจน์, 2557) จึงเป็นเหตุให้ครูไทยท่ีมีระดับทักษะภาษาอังกฤษใน
ระดบั ปานกลางจะต้องทาการสอนร่วมกับครชู าวตา่ งชาติในหอ้ งเรยี น
การท่ีมีครูต่างชาติทาการสอนร่วมกับครูไทยในห้องเรียนไม่ใช่เพียงเพ่ือแก้ปัญหาครูไทยที่ไม่สามารถจัดการเรียนการ
สอนเป็นภาษาอังกฤษด้วยตนเองเพียงลาพังเท่านั้น แต่ยังชว่ ยให้นกั เรียนเรียนรู้คณิตศาสตร์เปน็ ภาษาอังกฤษไดด้ ีขน้ึ ดว้ ย เพราะ
เม่ือนักเรียนไม่เข้าใจโจทย์ทางคณิตศาสตร์ที่เป็นภาษาอังกฤษ ครูไทยสามารถช่วยอธิบายเสริมให้เข้าใจชัดเจนข้ึนด้วยการใช้
ภาษาไทยซ่งึ เป็นภาษาแมข่ องนักเรียน ดังการศกึ ษาของ Moschkovich (2007) กลา่ ววา่ นักเรยี นจะมโี อกาสประสบความสาเรจ็
ในการเรียนคณิตศาสตร์มากข้ึนหากได้เรยี นรู้ด้วยภาษาแม่ เพราะการเรยี นรคู้ ณติ ศาสตร์ในภาษาที่สองส่งผลใหเ้ กิดปญั หาในการ
ทาความเข้าใจโจทย์ทางคณิตศาสตร์ ซ่ึงในการเรียนคณติ ศาสตรด์ ้วยภาษาแมจ่ ะทาใหน้ กั เรียนมคี วามเข้าใจโจทยท์ างคณติ ศาสตร์
ไดม้ ากกวา่ โจทย์ทางคณิตศาสตรท์ ีเ่ ปน็ ภาษาท่สี อง
การสอนเป็นทีมในหอ้ งเรียน EFL ในประเทศไทยนั้นต้องการเพ่มิ การใช้ภาษาอังกฤษใหม้ ากข้ึนซึ่งในทางปฏิบตั ิมีความ
ซับซ้อนหลายอย่าง นอกเหนือจากความแตกต่างดา้ นภมู ิหลังทางวฒั นธรรมและภาษาของครูในทีมการสอนแบบทีมยงั เกี่ยวข้อง
กับปัญหาด้านการสอนในความไม่ชัดเจนของบทบาท และความรับผิดชอบด้านการสอนของครูชาวต่างชาติและครูท่ีใชภ้ าษาแม่
อาจทาให้เกิดมุมมองท่ีแตกต่างกันของครูนอกจากน้ีนโยบายด้านการศึกษาก็เป็นอปุ สรรคของการสอนเป็นทีม โดยเฉพาะระบบ
การสอบเข้าซ่ึงครอบงาวิธีการจัดรูปแบบการสอนในบริบทห้องเรียน EFL ให้เน้นไปที่การจาไวยากรณ์มากกว่าการใช้
ภาษาอังกฤษเพ่ือการส่ือสาร เช่นเดียวกับWalker (2001) ที่กล่าวถึง ความลาบากของครูชาวต่างชาติในการสอนเน้ือหาให้
สอดคล้องกับการระบบสอบเข้า ทาให้ปญั หาระหว่างการสอนเป็นทีมของครเู จา้ ของภาษาเนน้ การส่ือสารใหก้ ับนักเรียน และครูที่
ไม่ใช่เจา้ ของภาษาอังกฤษท่ีมักให้ความสนใจกับการเตรยี มไวยากรณ์และการสอบมากกว่า รวมถึงมุมมองที่แตกต่างกันและเป็น
สาเหตุให้ครูชาวต่างชาติไม่เข้าใจในจุดมุ่งหมายและบทบาทหน้าที่ในการสอนอย่างไรก็ตามวิธีการสอนท่ีไม่เอื้อให้ครูต่างชาติ
แสดงบทบาทหรือใชค้ วามสามารถอยา่ งเตม็ ท่อี าจเป็นสาเหตหุ นึ่งในการทาใหค้ รูตา่ งชาติไม่เห็นคุณคา่ ของตนเองในการสอน โดย
งานวิจัยของ Kokkinos (2007) พบว่า โรงเรียนส่วนใหญ่เรม่ิ ประสบปัญหาขาดแคลนครูชาวต่างชาติ เน่ืองจากปัจจัยภายในของ
ความรู้สึกครูท่ีมีท้ังความเบื่อหน่ายและขาดแรงจูงใจในการสอน เพราะครูถูกมองว่างานของตนไร้ประโยชน์และไม่สามารถ
ควบคุมเนื้อหาท่ีตนเองสอนได้ ทาให้ครูต่างชาติส่วนใหญ่ขาดความมั่นใจในตนเอง ปัญหาเหล่าน้ีมีลักษณะคล้ายคลึงกับการ
จัดการเรียนการสอนแบบสองภาษาในประเทศไทยคือ อัตราการลาออกของครูต่างชาติเพ่ิมสูงขึ้น โดยมีสาเหตุมาจากครูขาด
แรงจูงใจในการปฏิบัตงิ าน ครรู ู้สึกถึงการไม่ได้รับการยอมรับนับถอื จากผู้เรียน และการไม่ได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนร่วมงาน
หรือความสัมพันธ์ของการทางานเป็นทีมไม่ดี (ทักดนัย เพชรเภรี, 2556) ทาให้ประเทศต่าง ๆ อย่างประเทศสหรัฐอเมริกาให้
ความสาคัญกับการเห็นคุณค่าในตนเองของครู เพื่อเป็นแบบอย่างให้นักเรียนเล็งเห็นคุณค่าในตนเอง โดยปลูกฝังให้ครูและ
นกั เรียนเหน็ คณุ คา่ ในตนเองผา่ นบทเรียนหรอื วธิ กี ารสอนของครใู นโรงเรยี นมัธยม
รูปแบบการจัดการสอนท่ไี ด้รบั ความนยิ มในการทางานรว่ มกนั ของครูต่างเชือ้ ชาตทิ ่ชี ว่ ยแกป้ ัญหาความสบั สนในบทบาท
หนา้ ท่ีของครคู ือ รูปแบบการสอนแบบการแบง่ หนา้ ท่ีที่เท่าเทียมกนั หรือ share equal roles ทั้งในด้านการวางแผนการทางาน
การจัดการเรียนการสอน และการวัดประเมินผล (Macedo, 2002) และรปู แบบการสอนแบบการแบ่งหน้าทอี่ ย่างเทา่ เทียมกันได้
ถูกนาไปใช้ในห้องเรียนวิชาภาษาอังกฤษของไทย ดังงานวิจัยของภัทรานีร์ เวก้า (2553) พบว่านักเรียนได้เห็นรูปแบบการสอน
ของครูที่ทางานร่วมกันได้ดีในการสอนเป็นทีมของครูไทยกับครูต่างชาติที่มีบทบาทหน้าที่เท่าเทียมกัน โดยครูจะอยูใ่ นห้องเรียน
ดว้ ยกันตลอดการสอน ในขณะทคี่ รคู นหน่ึงสอนจะมีครูอกี คนคอยสนับสนุนการสอน และครูทั้งสองจะประเมินความสามารถของ
นกั เรยี นรว่ มกัน ซ่ึงสอดคล้องกับ Richards and Farrell (2005) ท่กี ลา่ วถึงการสอนเป็นทมี ที่มีประสทิ ธิภาพว่า รปู แบบการสอน
เป็นทีมของครจู าเป็นตอ้ งให้ครมู ีความรบั ผดิ ชอบที่เท่าเทียมกนั ในขน้ั ตอนตา่ ง ๆ ของกระบวนการสอนของครูซึ่งจะทาใหก้ ารสอน
เป็นทีมนั้นประสบความสาเร็จจากที่กล่าวมาข้างต้นทาให้ผู้วิจัยสนใจศึกษาผลของการใช้รูปแบบการสอนเป็นทีมแบบ การแบ่ง
หน้าท่ีอย่างเท่าเทียมกันระหว่างครูไทยกับครูชาวต่างชาติในการสอนรายวิชาคณิตศาสตร์ และเพ่ือศึกษาว่ารูปแบบการแบ่ง
หน้าท่ีอย่างเท่าเทียมกันมีผลต่อการเรียนรู้ของนักเรียนและการพัฒนาครูหรือไม่ ท้ังน้ีเพ่ือนาผลท่ีได้จากการวิจัยไปใช้เป็น
แนวทางในการพัฒนาการสอนร่วมกันของครูไทยกับครูต่างชาติในห้องเรยี นสองภาษาให้มีความเหมาะสมกับครูในด้านความท้า
ทายในการสอนเป็นทีมและการเห็นคุณค่าในตนเองของครูต่างชาติและครูไทยอีกท้ังเป็นแนวทางในการพัฒนาการสอนให้
สอดคล้องความต้องการและความพงึ พอใจของผเู้ รียนที่หลากหลายในอนาคตตอ่ ไป
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 400
กรอบแนวคิดในการวิจยั
สาหรับการศึกษาค้นคว้าในคร้ังนี้ผู้วจิ ยั ได้ศึกษาผลของการสอนคณติ ศาสตร์ท่ีใช้รูปแบบการสอนเปน็ ทีมระหว่างครูไทย
กับครูตา่ งชาติในห้องเรียนสองภาษาโดยใช้รปู แบบการสอนแบบการแบ่งหน้าท่อี ย่างเท่าเทยี มกันท่ีมตี ่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
ของผูเ้ รียน โดยเปรียบเทียบกบั กลมุ่ ควบคุมที่ใช้รูปแบบการสอนเปน็ ทมี ระหวา่ งครูไทยกับครูชาวตา่ งชาติโดยใช้รูปแบบการสอน
แบบปกติท่ีหน้าที่ของครูแยกขาดจากกัน ท้ังเน้ือหาการสอน การควบคุมช้ันเรียน และการวัดประเมินผล และศึกษาความพึง
พอใจของผู้เรียนทีม่ ีต่อรูปแบบการสอนแบบการแบ่งหนา้ ท่ีอย่างเท่าเทียมกัน อกี ทัง้ ในด้านครูผู้สอน ผวู้ ิจัยได้ศึกษาผลของการใช้
รูปแบบการสอนแบบการแบ่งหน้าที่อย่างเท่าเทียมกันกับการเห็นคุณค่าในตัวเองของครูไทยและครูชาวต่างชาติ และความท้า
ทายในการสอนเป็นทมี ของครูไทยและครชู าวตา่ งชาตทิ ่เี กิดขึ้นจากการสอนเปน็ ทมี แบบการแบง่ หนา้ ทอ่ี ยา่ งเท่าเทียมกนั
วัตถปุ ระสงค์ของการวิจัย
1. เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 ที่ได้เรียนด้วย
รูปแบบการสอนเปน็ ทีมระหวา่ งครูไทยกบั ครตู ่างชาตแิ บบการแบ่งหน้าท่ีอยา่ งเท่าเทยี มกันกับรูปแบบการสอนแบบปกติ
2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 ที่เรียนด้วยรูปแบบการสอนเป็นทีม
ระหวา่ งครูไทยกับครูต่างชาติแบบการแบ่งหนา้ ท่ีอยา่ งเท่าเทียมกันกับรปู แบบการสอนแบบปกติ
3. เพ่ือเปรยี บเทียบระดับความพึงพอใจของนักเรียนชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 4 ท่ีเรียนด้วยรูปแบบการสอนเป็นทีมระหว่าง
ครไู ทยกับครตู า่ งชาติแบบการแบง่ หน้าทอี่ ยา่ งเทา่ เทยี มกนั กับรูปแบบการสอนแบบปกติ
4. เพื่อศึกษาปัจจัยทส่ี ง่ ผลตอ่ การเหน็ คุณค่าในตนเองของครูไทยและครตู ่างชาติท่ใี ช้รูปแบบการสอนเป็นทีมระหว่างครู
ไทยกบั ครูต่างชาติแบบการแบง่ หน้าที่อยา่ งเท่าเทียมกัน
5. เพ่ือศึกษาปัจจัยที่ส่งผลความท้าทายของรูปแบบการสอนเป็นทีมระหว่างครูไทยกับครูต่างชาติแบบการแบ่งหน้าที่
อยา่ งเท่าเทียมกัน
สมมตฐิ านการวจิ ยั
1. นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4 ท่ีเรียนด้วยรูปแบบการสอนเป็นทีมระหว่างครูไทยกับครูต่างชาติแบบการแบ่งหน้าที่
อยา่ งเทา่ เทียมกันกับรูปแบบการสอนแบบปกติมผี ลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นหลงั เรียนสงู กวา่ กอ่ นเรียน
2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ท่ีเรียนด้วยรูปแบบการสอนเป็นทีมระหว่างครูไทยกับครูต่างชาติแบบการแบ่งหน้าท่ี
อยา่ งเท่าเทยี มกันมผี ลสัมฤทธ์ิทางการเรียนสงู กว่ารปู แบบการสอนแบบปกติ
3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 ที่เรียนด้วยรูปแบบการสอนเป็นทีมระหว่างครูไทยกับครูต่างชาติแบบการแบ่งหน้าท่ี
อย่างเทา่ เทียมกันมีระดบั ความพงึ พอใจในการเรียนคณติ ศาสตร์ท่สี งู กวา่ รูปแบบการสอนแบบปกติ
4. ปจั จัยท่ีส่งผลต่อการเห็นคุณคา่ ในตนเองของครูไทยและต่างชาตใิ นการใช้รูปแบบการสอนเปน็ ทมี ระหวา่ งครูไทยกับ
ครูต่างชาติแบบการแบง่ หน้าท่ีอย่างเทา่ เทยี มกนั มอี ะไรบ้าง