The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

proceedings มศว ธนินท์รัฐ 5 กค 2562

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Thaninrat Kritchanthat Sirivisalsuwan, 2020-02-09 01:22:10

Proceedings มศว ระดับชาติ

proceedings มศว ธนินท์รัฐ 5 กค 2562

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 101

เง่ือนไข (Unconditional Positive Regard and Acceptance) ในการสร้างบรรยากาศเสริมสร้างการตระหนักรู้ ไม่ตัดสิน
ความคดิ และความรูส้ ึกของสมาชิก

ในคร้งั ตอ่ มาผู้วจิ ัยเริม่ ตน้ การใหค้ าปรึกษากล่มุ โดยการชวนสมาชกิ ทบทวนถึงการใช้ประโยชนจ์ ากความสามารถของตน
ในการสร้างคุณค่าและประโยชน์ให้ต่อตนเอง หรือบุคคลอื่น ส่งเสริมให้สมาชิกได้มองเห็นคุณค่าของความสามารถของตนเอง
โดยใช้กระบวนการ WDEP ของทฤษฎีการให้คาปรึกษากลุ่มแบบเผชิญความจริง ผู้วิจัยได้ให้สมาชิกกลุ่มสารวจความคิดและ
ความต้องการของตนเอง ในการสร้างความเชื่อม่ันให้กับตนเอง ใช้เทคนิคสะท้อนความรู้สึก (Reflecting feelings) เพ่ือเข้าใจ
อารมณ์และความรูส้ ึกท่ีซ่อนอยู่ภายใน สารวจการกระทาและแนวทางปฏิบัติโดยให้สมาชิกกลุ่มได้ตระหนักถึงการกระทาท่ีเขา
ต้องการทาว่าพฤติกรรมที่ได้เล่ามา ว่าสอดคล้องกับความต้องการของตนเองหรือไม่อย่างไร ใช้เทคนิคการเอ้ืออานวย
(Facilitating) ใหส้ มาชิกกลุม่ กล้าท่ีจะแสดงความคิดเห็นและประเมินตนเองได้ตรงตามความเปน็ จริง ตามแนวคดิ ของกลาสเซอร์
(Glasser) ทีเ่ ชอ่ื ว่ามนุษยม์ ีความสามารถในการที่จะนาศกั ยภาพท้งั หลายออกมาใช้เพื่อการเรียนรู้และความเจริญงอกงาม บุคคล
แต่ละคนจะมีความสามารถในการตัดสินใจด้วยตนเอง ถ้าหากเขาเห็นความสาคัญในการตัดสินใจมากกว่าความสาคัญของ
สถานการณ์ท่ีบุคคลเข้าไปเก่ียวข้อง และจะเป็นบุคคลท่ีมีความรับผิดชอบ ประสบความสาเร็จและมีความพึงพอใจในชีวิต (คม
เพชร ฉตั รศุภกลุ . 2547: 126-127)

2.3 ด้านการพัฒนาตนเอง ผลการวิจัยหลังการเข้าร่วมการให้คาปรึกษากลุ่มเพื่อเสริมสร้างพลังอานาจใน
ตนเองด้านการพัฒนาตนเองเพิ่มขึ้น จากการให้คาปรึกษากลุ่มคร้ังที่ 5-6 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้สมาชิกมีความมุ่งมั่น มีแรงจูงใจ
กระตือรือร้นในการพัฒนาตนเองและค้นหาแนวทางในการเปลี่ยนแปลงตนเอง โดยการให้คาปรึกษาครัง้ ท่ี 5 ผู้วิจัยใช้ทฤษฎีการ
ใหค้ าปรกึ ษาแบบอตั ถภิ าวนยิ ม (Existentialism) เปน็ แนวคดิ ทฤษฎีทีส่ อดคล้องกบั ปรชั ญาทวี่ ่าความหมายของชวี ิตคืออะไร เชื่อ
วา่ มนษุ ย์มีอิสรภาพ (Freedom) ท่ีจะแสวงหาความหมายหรือกาหนดชีวิตของตนเอง (Meaning of life) โดยมีจุดมงุ่ หมายของ
การให้คาปรึกษาคือเพ่ือให้ผู้รับคาปรึกษารู้จักตนเอง เข้าใจศักยภาพของตนเอง และรู้วิธีการขจัดอุปสรรคท่ีจะมาขัดขวางการ
เพ่ิมพูนศักยภาพภายในตนเอง (พงษ์พันธ์ พงษ์โสภา. 2544: 103-109) ผู้วิจัยเร่ิมต้นการให้คาปรึกษาโดยชวนสมาชิกสารวจ
ตัวตนของตนเอง ทบทวนความภาคภูมิใจในชีวิต และหาต้นแบบ (Role model) หลังจากนั้นให้สมาชิกแต่ละคนนาเสนอ
แนวทางในการพัฒนาตนเองเพ่ือนาไปสู่เป้าหมายท่ีวางไว้ โดยอธิบายความสัมพันธ์เก่ียวกับตนเองและบุคคลตัวอย่าง สมาชิก
กระตือรือรน้ ในการแสดงความคิดเห็นของตนเองต่อสมาชิกกลุม่ เป็นอย่างดี ซึ่งจันทร์เพญ็ แสงอรุณ (2557: 157) กล่าวไวว้ ่าตัว
แบบ (Modeling) เป็นกระบวนการท่ีสมาชิกกล่มุ ได้เรียนร้ผู ่านการสังเกตและเลยี นแบบ ตัวแบบของบทบาท (Role Modeling)
เปน็ เคร่อื งมอื การสอนที่มปี ระสิทธิภาพมากอยา่ งหนงึ่

ในการให้คาปรึกษากลุ่มคร้ังต่อมา ผู้วิจัยเลือกใช้ทฤษฎีการให้คาปรึกษาแบบมุ่งเน้นคาตอบ (Solution focused
group counseling) เป็นกระบวนการช่วยเหลือที่เน้นอนาคตและมีเป้าหมายในการนาทาง เปลี่ยนจากการมุ่งเน้นการแก้ไข
ปัญหาเป็นการมุ่งเน้นท่ีคาตอบของปัญหาโดยจะให้ความสาคัญกับจุดแข็งและคาตอบของผู้รับคาปรึกษา เป้าหมายของการให้
คาปรึกษากลุ่มแบบมุง่ เน้นคาตอบคือช่วยให้สมาชกิ กล่มุ มีเป้าหมายทชี่ ัดเจน สามารถนาไปปฏิบัตไิ ด้ เน้นที่น่ีและเด๋ียวนี้ สามารถ
บรรลุได้ ชัดเจนและเฉพาะเจาะจงเป็นสิ่งที่สามารถลงมือทาได้และควบคุมได้ (พัชราภรณ์ ศรีสวัสดิ์. 2561: 220-229) ผู้วิจัย
ชวนสมาชิกสารวจตัวตนของตนเอง พร้อมท้ังพูดคุยเกี่ยวกับประสบการณ์และเหตุการณ์ในชีวิตของสมาชิกแต่ละคน โดยใช้
เทคนิคคาถามปาฏิหาริย์ (Miracle question) เพื่อกระตุ้นให้สมาชิกได้ค้นพบกับความปรารถนาที่จะพัฒนาตนเอง และใช้
เทคนิคคาถามจัดระดับ (Scaling Questions) โดยให้สมาชิกให้คะแนนการพัฒนาตนเองในระดับ 1-10 ซ่ึงพบว่าเยาวชน
คาทอลิกท่เี ข้ารว่ มกลุม่ ยังมีการใหค้ ะแนนการพัฒนาตนเองไม่มากนัก ผู้วิจยั ชว่ ยให้สมาชกิ ได้ทาความรู้จัก หรือรวู้ ่าตนเองเปน็ ผู้มี
ความสามารถ สมรรถนะ (To help client recognize the competencies they possess) และให้สมาชิกกลุ่มได้ลอง
จินตนาการไปสู่คะแนนทีส่ งู ขึ้นและใหส้ มาชิกระบุแนวทางในการพฒั นาตนเอง จากสงิ่ เหลา่ นี้ชว่ ยให้สมาชิกกลุม่ เกดิ ความเชื่อมัน่
วา่ การปฏิบัติตามแนวทางและขั้นตอนต่างๆ ในการพัฒนาตนเองเป็นสิ่งที่ช่วยให้สามารถดาเนินไปสู่เป้าหมาย และตระหนักว่า
ไม่ใช่เรื่องนากสาหรับตนเอง แม้ว่าระกับการรับรู้จะสูงข้ึนเพียงเล็กน้อย แต่เป็นการช่วยให้สมาชิกตระหนักรู้ในส่ิงที่ต้องการ
พฒั นา

2.4 การเพ่ิมเปา้ หมายในชวี ติ ของตนเอง
ผลการวจิ ยั หลังการเข้าร่วมการให้คาปรึกษากลุ่ม พบว่ามเี ยาวชนคาทอลิกมีพลังอานาจในตนเอง ด้านการเพ่ิม
เป้าหมายในชีวิตเพิ่มขึ้น ท้ังนี้ในการให้คาปรึกษาครั้งน้ีผู้วิจัยเลือกใช้ทฤษฎีการให้คาปรึกษากลุ่มแบบเผชิญความจริง (Reality
group counseling theory) โดยใช้เทคนิค WDEP เพอ่ื สง่ เสริมให้สมาชกิ กลุ่มได้สารวจความต้องการของตนเอง ชว่ ยให้สมาชิก

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 102

ได้ประเมินตนเอง และวางแผนในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหส้ าเร็จตามเปา้ หมาย (พชั ราภรณ์ ศรีสวสั ดิ์. 2561: 198) และอาจ
เน่ืองมาจากการนากระบวนการ WDEP ตามทฤษฎีการให้คาปรึกษากลุ่มแบบเผชิญความจริงมาผสมผสานกับพลังอานาจด้าน
การเพิ่มเป้าหมายชีวิต สอดคล้องกับแนวคิดของกลาสเซอร์ (Glasser) ได้กล่าวไว้ว่าเป้าหมายของการให้คาปรึกษากลุ่มแบบ
เผชิญความจริงคือการช่วยให้สมาชิกสามารถแสดงออกและปฏิบัติในทางเลือกที่ดีกว่าสิ่งท่ีเขาเคยทา ค้นพบทางเลือกที่จะไปสู่
เปา้ หมายดว้ ยตนเอง เพอ่ื สนองตอบความต้องการของตนเองอย่างมีประสิทธภิ าพ สอดคลอ้ งกับแนวคิดการเสรมิ สรา้ งพลังอานาจ
ในตนเอง (Personal Empowerment) ของสจ๊อต (ยุพาพร ตรีนุกรักษ์. 2544: 28-30; อ้างอิงจาก Stewart. 1994) ดังท่ีวา่ การ
เสริมสร้างพลังอานาจของบุคคลต้องเร่ิมจากการขยายความพร้อมส่วนบุคคล ปราศจากความกลัว ไม่กล้าหรือรู้สึกว่าถูกจากัด
สร้างความม่ันใจให้ตนเองและต้องสร้างความหวัง เป้าหมายในอานาใจงานเพ่ือให้บรรลุตามเป้าหมายท่ีวางไว้ ผู้วิจัยให้สมาชิก
กลุ่มทบทวนความคิดและความต้องการของตนเอง ในการตั้งเป้าหมายชีวิต ผู้วิจัยใช้เทคนิคการเอ้ืออานวย (Facilitating) เพ่ือ
ช่วยให้สมาชิกเปิดเผยความรู้สึกต่อความต้องการของตน และช่วยให้สมาชิกกลุ่มวางแผนพัฒนาพฤติกรรม เพ่ือนาไปสู่การ
เปล่ียนแปลงอย่างเฉพาะเจาะจง เม่ือสมาชิกตัดสินใจได้แล้ว ผู้วิจัยจึงให้สมาชิกกลุ่มพัฒนาแผนการเพื่อแปลงแปลงด้าน
พฤติกรรม โดยที่สมาชิกจะต้องเปน็ ผ้รู เิ รม่ิ แผนการดว้ ยตวั เอง และให้สมาชกิ แสวงหาแนวทางปฏิบัติ หากต้องพบกับอปุ สรรคหรอื
ปญั หาต่าง ๆ จากการใหค้ าปรึกษาครั้งน้ีผู้วิจัยสังเกตได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของสมาชิกกลุ่มทุกคนในเร่ืองของการต้ังเป้าหมาย
สมาชิกส่วนใหญ่มกี ารวางแผนทเี่ ปน็ ขน้ั ตอนมากขึ้น แสดงให้เหน็ ว่าสมาชกิ กลมุ่ เกิดการเปล่ยี นแปลงในทางที่ดีขึน้

ข้อเสนอแนะ
ข้อเสนอแนะทว่ั ไป
1.1 แบบวัดพลังอานาจในตนเองของเยาวชนคาทอลิก สามารถนาไปใช้ได้กับกลุ่มนักเรียน นักศึกษาช่วงวัยอ่ืน ๆ

อาทเิ ชน่ กล่มุ เดก็ วยั ผ้ใู หญ่ ท้งั ในบริบท สถานศกึ ษา สถานดูแล ทัง้ น้ีแนวทางการให้คะแนนอาจจะมคี วามแตกต่างกนั ดังน้ันการ
นาแบบประเมินไปใช้เป็นเครื่องมือวัดพลังอานาจในตนเอง จึงควรพิจารณาให้มีลักษณะใกล้เคียงกับกลุ่มตัวอย่าง โดยอาจให้
ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบและเสนอแนะเพ่อื ปรบั ปรุงอีกครงั้

1.2 โปรแกรมการให้คาปรึกษากลุ่มเพื่อการเสรมิ สร้างพลังอานาจในตนเองของเยาวชนคาทอลิก สามารถนาไปเป็น
แนวทางหรือนาไปประยุกต์ใช้เพ่ือเสริมสรา้ งพลังอานาจในช่วงวยั อื่น ๆ ได้ และควรทาความเข้าใจเกี่ยวกับพลังอานาจในตนเอง
แต่ละดา้ น ผู้ท่ีจะนาโปรแกรมนไี้ ปใช้ ควรเป็นผูม้ ีความรู้ ความเขา้ ใจเกยี่ วกบั การใหค้ าปรกึ ษากลุ่ม

ขอ้ เสนอแนะในการวจิ ัยคร้งั ตอ่ ไป
2.1 ควรมีการศึกษาพลังอานาจในตนเองกับกลุ่มประชากรอื่น ๆ เช่น กลุ่มวันเด็ก วัยผู้ใหญ่ หรือในหน่วยงานต่างๆ

เป็นตน้
2.2 ควรมกี ารศึกษาการเสรมิ สร้างพลงั อานาจในตนเอง โดยใช้วิธกี ารอื่น ๆ เชน่ การให้คาปรึกษาเปน็ รายบุคคล หรอื

ใชว้ ธิ ีการฝกึ อบรม เนื่องจากเป็นการเสริมสรา้ งพลังอานาจในตนเองให้กบั กลุ่มทมี่ ีจานวนมาก ๆ ได้
2.3 ควรมีการประเมินผลโดยการติดตามผลเป็นระยะ เช่น ทกุ 3 เดือน หรือ 6 เดอื น เพือ่ ศึกษาความคงทนของการ

มีพลงั อานาจในตนเอง

เอกสารอ้างองิ
คณะกรรมการเยาวชนวดั นักบญุ ยอมแซฟบ้านโป่ง. (2556). การเลอื กตัง้ คณะกรรมการเยาวชน. สืบคน้ เม่อื 15 มีนาคม 2560,

จาก http://youth.cbct.net/Youth2013-Aboutus/
คมเพชร ฉัตรศุภกลุ . (2543). พลวัตแห่งกล่มุ . เอกสารประกอบการสอน. กรุงเทพฯ: คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัย

ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ.
จันทรเ์ พ็ญ แสงอรณุ . (2557). การให้คาปรึกษากลมุ่ . นครราชสมี า: คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครราชสมี า.
จติ ฤทัย เมาไธสง. (2559). ผลของการโปรแกรมการเสรมิ สรา้ งพลงั อานาจเพอ่ื พัฒนาการทางานเป็นทมี ของผ้นู าคณะกรรมการ

สโมสรนสิ คิ ณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร.์ วารสารวจิ ยั ทางการศกึ ษา คณะศึกษาศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒ ปีที่ 10, ฉบับที่ 2 (ก.พ.-ก.ค. 2559). หนา้ 18-28.
จิราภรณ์ ตัง้ กติ ติภาภรณ์. (2556). จติ วิทยาทวั่ ไป. พมิ พ์ครัง้ ที่ 1. กรงุ เทพฯ: สานักพิมพ์จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั .

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 103

เนตรนภา ขมุ ทอง. (2550). Empowerment. เอกสารประกอบการประชุมสานักงานศนู ยฯ์ รายวชิ าเวชศาสตรค์ รอบครัวและ
ชุมชน หลกั สูตรแพทยศาสตรบณั ฑติ คณะแพทยศ์ าสตรโ์ รงพยาบาลรามาธบิ ดี.

ประณต เค้าฉมิ . (2549). จิตวทิ ยาวยั ร่นุ . ตาราประกอบการสอนวิชาจติ วิทยาวยั รุน่ . คณะมนุษยศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั
ศรนี ครินทรวโิ รฒ.

ประภาศรี อึ่งกลุ . (2542). การสรา้ งทีมงาน. ภูเก็ต: สถาบนั ราชภัฏภูเก็ต.
ปรางทพิ ย์ อุจะรัตน.์ (2557). ผลของโปรแกรมการเสริมสรา้ งพลงั อานาจต่อการพัฒนาศักยภาพการดแู ลตนเองของผู้สูงอายใุ น

ชุมชน. วารสารพยาบาลทหารบกปที ่ี 15 ฉบบั ที่ 2 (พ.ค.-ส.ค.)
แผนกเยาวชน คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อครสิ ตชนฆาราวาส. (2552). ประวตั โิ ดยสงั เขปของสภาเยาวชน. สืบค้นเมอ่ื 15

มนี าคม 2560, จาก http://youth.cbct.net/Youth2013-Aboutus/
พงษพ์ นั ธ์ พงษ์โสภา. (2544). ทฤษฎีและเทคนคิ การใหค้ าปรึกษา. Theories and Technique of Counseling. พิมพค์ รั้งที่ 3.

กรงุ เทพฯ: สานกั พมิ พ์พัฒนาศกึ ษา.
พัชราภรณ์ ศรสี วสั ด.์ิ (2561). การใหค้ าปรึกษากลุ่มGroup Counseling. พมิ พ์คร้งั ที่ 1 กรุงเทพฯ: แดแนก็ ซอ์ ินเตอรค์ อร์ปอเรชนั่ .
-----------------------. (2561). การศกึ ษาและเสริมสรา้ งทนุ ทางจิตวทิ ยาของนิสิต/นักศกึ ษาโดยการใหค้ าปรกึ ษากลมุ่ .

วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์: ปีที่ 19. ฉบับที่ 1 เดอื นมกราคม-มิถนุ ายน 2561.
-----------------------. (2561). การศึกษาและพัฒนาการรับรคู้ วามสามารถในการให้คาปรึกษาครูแนะแนว. วารสารวิชาการ

ศกึ ษาศาสตรม์ หาวทิ ยาศรนี ครทิ รวโิ รฒ: ปที ี่ 9. ฉบบั ที่ 2. กมุ ภาพันธ-์ กรกฎาคม 2558.
ยุพาพร ตรีนรุ ักษ์. (2544). การเสริมสรา้ งพลังอานาจในงานกับความสามารถในการตดั สนิ ใจในการบริหารงานของผ้บู รหิ าร

ระดบั กลางในธนาคารออมสินสานกั งานใหญ่. วทิ ยานพิ นธ์ ศศ.ม.(รฐั ศาสตร)์ . กรงุ เทพฯ: บัณฑติ วทิ ยาลัยเกษตรศาสตร.์
ศริ ิบรู ณ์ สาย โกสมุ . (2555). การใหค้ าปรกึ ษาเปน็ กลุ่ม. พิมพ์ครัง้ ที่ 1. กรงุ เทพฯ: สานักพมิ พม์ หาวิทยาลยั รามคาแหง.
สมชาย บญุ ศริ ิเภสัช. (2544). การศกึ ษาการเสริมสรา้ งพลังอานาจการทางานครใู นโรงเรียนมัธยมศกึ ษาเขตการศึกษา 8.

ปริญญานพิ นธ์ กศ.ด.(การบริหารการศึกษา). กรุงเทพฯ: บณั ฑิตวทิ ยาลัยศรีนครนิ ทรวิโรฒ.
สุดารตั น์ วัฒนพฤกษา. (2552). การศึกษาการเสริมสร้างพลงั อานาจครูในโรงเรียนเอกชน. วารสารสมาคมนักวจิ ัย ปที ่ี 14 ฉบับที่

2 พฤษภาคม-สิงหาคม.
Gibson, C.H. (1993). A study of empowerment in mothers of chronically ill children. Michigan: Boston College.
Gibson, C.H. (1995). The process of empowerment in mothers of chronically ill children. Journal of advance

nursing, 21, 1201-1210.
Thomson, Rosemary A. (2003). Counseling Techniques. New York: Brunner-Roultledge.
Zimmerman, M.A. (1995). Psychological Empowerment: Issue and Illustration. Amerrican Journal of

Community Psychology. 23(5): 581-5

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 104

การเสรมิ สรา้ งความหยนุ่ ตัวของผู้ดแู ลผ้สู งู อายุอลั ไซเมอร์ โดยการใหค้ าปรกึ ษารายบุคคล
ENHANCEMENT OF RESILIENCE OF CAREGIVERS OF ELDERLY
WITH ALZHEIMERTHROUGH INDIVIDUAL COUNSELING

กชพร ธนพรชัยภัทร, พัชราภรณ์ ศรสี วสั ด์ิ, พศิ มยั รัตนโรจนส์ กลุ
E-mail: [email protected]

บดคัดย่อ
การวิจัยครั้งน้ีมวี ัตถุประสงค์เพื่อ1) พัฒนารูปแบบการให้คาปรึกษารายบุคคลเพ่ือเสริมสรา้ งความหยุ่นตัวให้กับผู้ดูแล

ผูส้ ูงอายุที่เป็นอัลไซเมอร์ และ 2) ศึกษาผลของการใช้รูปแบบการให้คาปรึกษารายบุคคลเพื่อเสริมสร้างความหยุ่นตัวของผู้ดูแล
ผ้สู ูงอายุอัลไซเมอร์ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ดูแลผู้สูงอายุอัลไซเมอร์ จานวน 5 คน โดยแต่ละรายเป็นผู้ดูแลผู้สูงอายุอัลไซเมอร์ที่เป็ น
สมาชิกในครอบครัว ท่ีมีคะแนนแบบวัดความหยุ่นตัว (RS-14) ฉบับภาษาไทย ต่ากว่า 74 คะแนน และสมัครใจเข้าร่วมการให้
คาปรึกษารายบุคคล เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบวัดความหยุ่นตัว (RS-14) ฉบับภาษาไทย แวคนายด์
(Wagnild. 2014: 22-228) 2) แนวคาถามกึ่งโครงสร้าง และ 3) โปรแกรมการให้คาปรกึ ษารายบคุ คลเพื่อเสรมิ สร้างความหยุ่นตวั
ของผู้ดแู ลผู้สูงอายุอัลไซเมอร์

ผลการวิจัย ส่วนท่ี 1 สรุปได้ว่าผู้ดูแลผู้สูงอายุอัลไซเมอร์ระหว่างการทดลองมีค่าเฉล่ียความหยุ่นตัวโดยรวมและราย
องค์ประกอบ ประกอบด้วย ความตระหนกั ถึงคุณค่าและความหมาย ความอุตสาหะและอดทน และความเช่อื มน่ั ในตนเองสูงกว่า
ก่อนการทดลอง หลังการทดลองมีค่าเฉลี่ยความหยุ่นตัวโดยรวมและทุกองค์ประกอบสูงกว่าก่อนการทดลอง หลังการทดลองมี
คา่ เฉล่ียความหยนุ่ ตวั โดยรวมและทุกองค์ประกอบสงู กว่าระหวา่ งการทดลองอย่างมีนัยสาคญั ทางสถติ ทิ ่ีระดบั .05

ส่วนท่ี 2 รปู แบบการให้คาปรึกษารายบุคคล เป็นการดาเนินการปรกึ ษารายบุคคลที่บรู ณาการเทคนิคจาก ทฤษฎีการ
ให้คาปรึกษาแบบยึดบุคคลเป็นศูนยก์ ลาง และทฤษฏีการให้คาปรึกษาแบบเผชิญความจริง ประกอบด้วย 6 ข้ันตอน คือ 1) การ
สร้างสัมพันธภาพและการสารวจปัญหา 2) การสร้างความตระหนักถึงคุณค่าและความหมายในชีวิต 3) การสรา้ งความอุตสาหะ
และอดทน 4) การสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง 5) การสร้างความสงบทางใจ และการดารงอยู่ได้อย่างเอกเทศ และ 6) การยุติ
การให้คาปรึกษา กระบวนการให้คาปรึกษาจะมีความยืดหยุ่นในเรื่องของเทคนิควิธีให้เหมาะสมกับผู้ดูแลแต่ละคน ดาเนินการ
ปรึกษาจานวนท้งั หมด 6 ครัง้ ใชเ้ วลานานครง้ั ละไม่เกนิ 90 นาที
คาสาคัญ: ความหยุ่นตัวผูด้ แู ลผูส้ งู อายอุ ัลไซเมอร์, การใหค้ าปรกึ ษารายบคุ คล

Abstract
The research aims 1) to develop the individual counseling model to enhance the resilience of

caregiversof elderly with Alzheimer and 2) to study the effect of individual counselingmodel toenhancethe
resilience of caregivers of elderly with Alzheimer.To provide an individual counseling with five selected
participants who are immediate family member living in the same house with elderly with Alzheimer and
the Resilience Scale ( RS-14) is lower than 74 takenbefore experiment with voluntarily participate in
individual counseling. Invented instruments in the research consist of 1) Resilience Scale (RS) Thai version
(Wagnild. 2014: 22-228) 2) Set of semi structure question and 3) Individual counseling model to enhance the
resilience of caregiver of elderly with Alzheimer.

Research result under Part 1 Caregiver with elderly with Alzheimer overview resilience and each
dimension consist of Meaningfulness, Perseverance, Self-reliance, Equanimity and Existential aloneness in
during experiment were higher level than before experiment and caregiver with elderly with Alzheimer have
overview resilience and each dimension in after experiment were higher level than before experiment at
statistically significantly rate of .05

Result under Part 2 Individual counseling model which is applied the techniques and theories from
Person-Centered Counseling Theory and Reality Counseling Theory consists of six methods: 1) Building a

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 105

relationship and Exploring the problems 2) Building Meaningfulness 3) Building Perseverance 4) Building Self-
reliance 5) Building Equanimity and Existential aloneness 6) Closing the counseling process. Individual
counseling modelshould be flexible in order to fit with an individual caregiver. There are 6 counseling
sessions which last not more than 90 minutes.
Keywords: Resilience, Caregiver, Alzheimer, Individual Counseling

บทนา
ผ้สู ูงอายุเป็นวัยที่มีความเส่ียงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ และหน่ึงในโรคท่ีผู้สูงอายุมคี วามเสย่ี งสูงมากกว่ากลุ่มประชากรวัย

อื่น ๆ คือโรคสมองเส่อื ม (Dementia) ซึง่ โรคทีพ่ บได้บ่อยที่สดุ ในกลุ่มโรคสมองเสอ่ื มกค็ อื โรคอลั ไซเมอร์ (Alzheimer’s Disease)
โดยมีอัตราความชุกเฉลี่ยราวร้อยละ 6-8 ในผู้ที่มีอายุเกิน 65 ปี โรคอัลไซเมอร์ทาให้เกิดการบกพร่องในด้านความคิดและการ
ทางานของสมองรวมถึงความจา มีอาการทางระบบประสาท รวมถึงความสามารถในการทากิจวัตรประจาวันท่ีลดลง โรคอัลไซ
เมอร์เป็นโรคท่ียังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้โดยระยะเวลาของโรคอัลไซเมอรน์ ้ันจะมรี ะยะประมาณ 15 ปี เพราะฉะนั้นการ
ดูแลระยะยาวจึงเป็นสิ่งจาเป็นอย่างมาก (Alzheimer’s Association. 2017: Online) ครอบครัวจึงมีบทบาทท่ีสาคัญและมี
หน้าท่ีหลักในการดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์ท่ีจะทาให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตท่ีดีท่ีสุด (Dias; et al., 2015: 12-19; ชลธิดา อุเทศนันท์.
2555: หน้า 2; Alzheimer’s Association. 2017: Online) แต่ไม่ว่าจะเพราะความรุนแรงของโรค หรือการที่ผู้ป่วยไม่สามารถ
ทาสง่ิ ต่าง ๆ ไดอ้ ยา่ งท่ีผู้ดูแลตอ้ งการ สง่ิ เหลา่ น้ีจงึ เปน็ ปจั จัยสาคัญทที่ าใหผ้ ดู้ ูแลเกดิ ภาระในการดแู ลเปน็ อยา่ งมาก

จากผลการวจิ ัยพบว่า ความหยุ่นตัวเปน็ พลังท่สี ามารถทาให้ผ้ดู แู ลยังคงทาหน้าทอ่ี ยไู่ ดอ้ ยา่ งเหมาะสม ซึง่ จากการศกึ ษา
งานวิจัยท่ีเก่ียวข้องพบว่าเม่ือผู้ดูแลมีความหยุ่นตัวเพิ่มข้ึน จะส่งผลให้ภาวะที่ทาให้ผู้ดูแลเกิดความเหน่ือยล้าในการดูแลลดลง
(Dias; et al. 2015: 12-19; Bookwala&Schulz. 1998; Hooker, Monahan; Bowman; Frazier; &Shifren, 1998 from
Dias; et al. 2015: 12-19) ถ้าผู้ดูแลท่ีมีความหยุ่นตัวสูงก็จะสามารถเผชิญหน้ากับสถานการณ์ได้อย่างม่ันใจ โดยสามารถปรับ
แนวทางของการดาเนินชีวิตใหม่ได้ อีกนัยหนึ่งคือความหยุ่นตัวของผู้ดูแลสามารถช่วยให้ผู้ดูแลสามารถก้าวข้ามปัญหาทางใจท่ี
ต้องเผชิญรวมถึงภาวะอารมณ์ท่ีไม่อาจควบคุมได้ (ธิดาจติ มณีวัฒ; สมเจริญ เลิศมหาฤทธ์ิ; และสุขเจริญ ต้ังวงษไ์ ชย. 2559: 2)
การเสริมสร้างความหยุ่นตัวสามารถสร้างโดยผ่านกระบวนการช่วยเหลือหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการให้คาปรึกษา การ
ฝึกอบรม หรอื กิจกรรมกลุม่ เปน็ ต้น ซง่ึ วธิ ีการตา่ ง ๆ ที่ใชใ้ นการพฒั นาจะถกู ออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างความหยุ่นตัวใหเ้ พ่ิมขน้ึ ได้
อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการให้คาปรึกษารายบุคคลซึ่งเป็นกระบวนการระหว่างผู้ให้คาปรึกษาและผู้รับคาปรึกษาช่วยให้ผู้รับ
คาปรกึ ษาได้เข้าใจตนเองและเข้าใจผอู้ ่ืน รวมถงึ สามารถเข้าใจปัญหาและมองเหน็ แนวทางในการแกป้ ัญหา สามารถตัดสินใจได้ดว้ ย
ตนเองอย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ (พัชราภรณ์ ศรสี วสั ด์ิ. 2558: 11-6) รวมถึงสง่ ผลใหผ้ ู้ดูแลผูส้ ูงอายุอัลไซเมอรม์ คี ุณภาพชีวติ ทดี่ ีข้นึ โดย
ในการวจิ ัยคร้ังน้ีผู้วิจัยได้เลือกนาแนวคิด เทคนิค จากทฤษฎีการให้คาปรึกษาแบบยึดบุคคลเป็นศูนย์กลาง (Person-Centered
Counseling Theory) และทฤษฏีการให้คาปรกึ ษาแบบเผชญิ ความจริง (Reality Counseling Theory) มาใชใ้ นการเสริมสร้าง
ความหย่นุ ตวั ให้กบั ผู้ดูแลผูส้ งู อายุอลั ไซเมอร์

กรอบแนวคิดในการวจิ ยั
ผู้วิจัยใช้แนวคิดและเทคนิคจากทฤษฎีการให้คาปรึกษาประกอบด้วย ทฤษฎีการให้คาปรึกษาแบบยึดบุคคลเป็น

ศูนย์กลาง (Person-Centered Counseling Theory) และทฤษฏีการให้คาปรึกษาแบบเผชิญความจริง (Reality Counseling
Theory) ในการพัฒนารูปแบบการให้คาปรกึ ษารายบุคคล ส่วนตวั แปรตามท่ีผู้วจิ ยั กาหนดคือความหยุน่ ตัวของผ้ดู ูแลผู้สูงอายอุ ัล
ไซเมอร์ทีพ่ ฒั นามาจากแนวคดิ ของ แวคนายด์ (Wagnild. 2014: 23-138) ซึ่งมอี งคป์ ระกอบสาคัญ 5 ดา้ น ไดแ้ ก่ การตระหนักถึง
คุณค่าและความหมายในชีวิต (Meaningful Life) ความอุตสาหะและอดทน (Perseverance) ความเชื่อม่ันใจตนเอง (Self-
Reliance) ความสงบทางใจ (Equanimity) และการดารงอยู่ไดอ้ ยา่ งเอกเทศ (Existential aloneness)

วัตถุประสงคข์ องการวิจัย
1. เพือ่ พัฒนารูปแบบการใหค้ าปรกึ ษารายบุคคลเพอ่ื เสรมิ สรา้ งความหยุ่นตวั ของผู้ดแู ลผู้สูงอายอุ ัลไซเมอร์
2. เพ่อื ศึกษาผลของการใช้รปู แบบการให้คาปรกึ ษารายบคุ คลเพือ่ เสริมสร้างความหย่นุ ตวั ของผ้ดู ูแลผู้สงู อายุอัลไซเมอร์

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 106

วิธีดาเนนิ การวจิ ยั
ในการวิจัยครั้งนี้เป็นวิธีการวิจัยเชิงผสานวิธี (Mixed Method Research) โดยใช้การวิจัยเชิงทดลองในการพัฒนา

รูปแบบการให้คาปรึกษารายบุคลไปพร้อม ๆ กับการเกบ็ ข้อมูลเชงิ คุณภาพด้วยการสัมภาษณ์และการสังเกตอย่างมสี ่วนร่วมเพ่ือ
ศกึ ษาพัฒนาการของความหยนุ่ ตัวของผู้ดแู ลผ้สู งู อายอุ ัลไซเมอร์โดยการใหค้ าปรึกษารายบุคคล

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ดูแลผู้สูงอายุอัลไซเมอร์ จานวน 5 คน โดยแต่ละรายเป็นผู้ดูแลผู้สูงอายุอัลไซเมอร์ท่ีเป็นสมาชิกใน
ครอบครัว ท่ีมีคะแนนความหยุ่นตัว ต่ากว่า 74 คะแนน และสมัครใจเข้าร่วมการให้คาปรึกษารายบุคคลเกณฑ์การคัดเลือกมี
ดงั ต่อไปนี้

1. เป็นสมาชกิ ในครอบครัวทม่ี ีผ้สู งู อายุเป็นอลั ไซเมอร์
2. ดแู ลผ้ปู ่วยอลั ไซเมอร์ระยะกลางและระยะสดุ ท้าย
3. มีความสมัครใจในการเข้าร่วมการวจิ ัยตลอดกระบวนการ และยนิ ยอมให้ผ้วู จิ ยั บนั ทกึ เสยี งเพือ่ เป็นการเก็บ
ขอ้ มลู มาใช้ในการวจิ ัย โดยผวู้ จิ ยั ไดส้ ร้างขอ้ ตกลงในการเกบ็ รกั ษาความลบั ต่าง ๆ ทีไ่ ดจ้ ากการวจิ ัย

ตวั แปรท่ศี ึกษา
1. ตัวแปรตน้ คอื การใหค้ าปรกึ ษารายบคุ คล
2. ตัวแปรตาม คือ ความหยนุ่ ตัวของผูด้ แู ลผู้สูงอายุอัลไซเมอร์

วธิ กี ารเก็บรวบรวมข้อมลู
วิธีการเก็บรวบข้อมลู มขี ้ันตอนดังต่อไปน้ี
1. นารูปแบบให้คาปรึกษารายบุคคลเพ่ือเสริมสร้างท่ีไดห้ าคุณภาพเครอื่ งมอื แล้ว ไปใช้เสรมิ สร้างความหยุ่น

ตวั ให้ผดู้ แู ลผูส้ ูงอายุอลั ไซเมอร์ จานวน 6 ครั้ง ครั้งละไม่เกนิ 90 นาที
2. นาขอ้ มลู ทีไ่ ด้จากแบบวัดก่อน แบบวดั ระหวา่ ง และแบบวัดหลัง มาวิเคราะหต์ อ่ ไป

เครื่องมือที่ใช้ในการวจิ ยั
เครื่องมือท่ใี ช้ในการวิจยั ครัง้ น้ีประกอบด้วย 3 ชุด ดงั น้ี
1. แบบวดั ความหยนุ่ ตวั Resilience Scale (RS-14) ฉบบั ภาษาไทย แวคนายด์ (Wagnild. 2014: 22-228)
2. รูปแบบการใหค้ าปรึกษารายบุคคล โดยการผสมผสานเทคนิคและทักษะของทฤษฎีการให้คาปรึกษา ไดแ้ ก่

ทฤษฎีการให้คาปรึกษาแบบยึดบุคคลเป็นศูนย์กลาง (Person-Centered Counseling Theory) และทฤษฏีการให้คาปรึกษา
แบบเผชิญความจรงิ (Reality Counseling Theory) เพือ่ ใหผ้ ู้ดแู ลผสู้ ูงอายอุ ลั ไซเมอรส์ ามารถปรบั จติ ใจ อารมณ์ และพฤตกิ รรม
ไดอ้ ย่างเหมาะสมเมอ่ื เผชิญกับปัญหาตา่ ง ๆ ประกอบดว้ ย 6 ข้ันตอน คอื ขนั้ การสร้างสมั พันธภาพและการสารวจปัญหา ขัน้ การ
สร้างความตระหนักถึงคุณค่าและความหมายในชีวิต ข้ันการสร้างความอุตสาหะและอดทน ขั้นการสร้างความเช่ือมั่นในตนเอง
ขัน้ ความสงบทางใจและการดารงอยู่ได้อย่างเอกเทศ และข้ันการยุติการให้คาปรึกษา โดยให้คาปรึกษาสัปดาห์ละคร้งั ครั้งละไม่
เกิน 90 นาที เป็นระยะเวลาต่อเนื่องกัน 6 ครั้ง และโปรแกรมให้คาปรึกษาดังกล่าวได้ผ่านการตรวจสอบความสอดคล้องของ
นิยามศัพท์ วัตถุประสงค์ ความเหมาะสมของข้ันตอนการให้คาปรึกษา เทคนิค และระยะเวลาที่ใช้ในการให้คาปรึกษา จาก
ผูเ้ ชย่ี วชาญท้ัง 3 ทา่ น

3. แนวคาถามกึ่งโครงสรา้ ง เป็นเครือ่ งมือหลกั ท่ีเอาไว้สาหรบั สัมภาษณ์ในระหวา่ งการทดลองเพื่อเก็บข้อมูล
โดยคาถามท่ีใช้ในการวิจยั ใช้เพียงเพื่อเป็นแนวทาง สามารถปรบั เปลีย่ นหรือเพิ่มเติมให้เหมาะสมกบั สถานการณ์ได้ อาจมีการตั้ง
คาถามเพิ่มเติมสาหรบั กลมุ่ เปา้ หมายแต่ละคน เนือ่ งจากแต่ละคนมสี ถานการณ์ทแี่ ตกตา่ งกัน แนวคาถามจะเป็นคาถามปลายเปิด
เพือ่ เปดิ โอกาสให้กลุ่มเปา้ หมายไดพ้ ูดคุย และเล่าเรอื่ งราวต่าง ๆ ไดอ้ ย่างอสิ ระ ซึ่งมผี ลสะท้อนใหผ้ ู้วิจัยเห็นถึงความคดิ ความรู้สึก
และอารมณข์ องกลมุ่ เป้าหมายเพือ่ นาไปวเิ คราะห์ความต้องการได้ลึกซึ้งมาก

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 107

การวเิ คราะหข์ อ้ มูล
วเิ คราะหข์ ้อมลู ในการวจิ ยั คร้งั น้ี ผวู้ ิจัยไดแ้ บ่งการวิเคราะห์ข้อมลู เป็น 2 สว่ น ดังต่อไปน้ี
1. ผลการวิเคราะห์ขอ้ มูลเชงิ ปริมาณ
1.1 วเิ คราะห์สถติ ิพ้นื ฐาน ได้แก่ รอ้ ยละ คา่ เฉลยี่ และสว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน
1.2 การเปรียบเทียบความแตกตา่ งของค่าเฉลี่ยของความหย่นุ ตัวของผูด้ ูแลผู้สงู อายุอลั ไซเมอร์ในระยะ

ก่อนการทดลอง ระหว่างการทดลอง และ หลงั การทดลอง
2. ผลการวิเคราะหข์ ้อมลู เชิงคณุ ภาพ
2.1 การวเิ คราะหร์ ปู แบบของการเสรมิ สร้างความหยุ่นตวั ของผู้ดแู ลผสู้ ูงอายอุ ัลไซเมอรท์ ี่ผูว้ จิ ยั ได้พฒั นา

มาจากกระบวนการทดลองกับกลุ่มเป้าหมายจานวน 5 คน วิเคราะห์เพ่ือนาเสนอเป็นรูปแบบท่ีถูกปรับให้เหมาะสมกับการ
นาไปใชก้ ับผู้ดูแลผสู้ ูงอายุอัลไซเมอรค์ นอ่นื ๆ

2.2 การเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ การสังเกต และการจดบันทึกข้อมูลระหว่างการให้
คาปรึกษา

สรุปและอภปิ รายผล
ผลการวจิ ัยครั้งน้ี ผวู้ จิ ัยได้แบ่งผลการวจิ ัยเป็น 2 สว่ น ดังน้ี
ตอนที่ 1 ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูลเชงิ ปรมิ าณ
การเสรมิ สร้างความหยุ่นตวั ของผู้ดแู ลผสู้ งู อายุอัลไซเมอรโ์ ดยการใหค้ าปรกึ ษารายบุคคล ผู้วจิ ัยมกี ารตรวจสอบขอ้ ตกลง

เบื้องต้นด้วยการวิเคราะห์การแจกแจงเป็นโค้งปกติ (Normality Test) ด้วยสถิติ Shapiro-Wilk มีค่า p อยู่ระหว่าง .06-.95
แสดงใหเ้ หน็ ว่า คา่ เฉลย่ี ของความหยุ่นตวั ของผ้ดู แู ลผสู้ งู อายุ อลั ไซเมอรโ์ ดยการให้คาปรึกษารายบุคคลมกี ารแจกแจงเปน็ โค้งปกติ
ผู้วจิ ัยจงึ ทาการวเิ คราะหค์ วามแปรปรวนแบบวดั ซา้ ทางเดยี ว (One-Way Repeated ANOVA) ดังตาราง1

ตาราง 1 คา่ เฉลยี่ ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และระดับของความหยุน่ ตวั ของผดู้ ูแลผ้สู ูงอายอุ ลั ไซเมอรโ์ ดยการให้

คาปรกึ ษารายบคุ คล (n=5)

ความหยุ่นตวั ก่อนการทดลอง ระหวา่ งการทดลอง หลงั การทดลอง
̅ S.D. ระดบั ̅ S.D. ระดบั ̅ S.D. ระดับ

ความหยนุ่ ตวั โดยรวม 4.08 0.51 ปานกลาง 4.51 0.38 ค่อนข้างสงู 6.27 0.36 สงู มาก

จากตาราง 1 พบว่า ก่อนการทดลองผู้ดูแลผู้สูงอายุอัลไซเมอร์มีค่าเฉลี่ยความหยุ่นตัวโดยรวมเท่ากับ 4.08 มีส่วน
เบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.51 อยู่ในระดับปานกลาง ระหว่างการทดลองผู้ดูแลผู้สูงอายุอัลไซเมอร์มีค่าเฉลี่ยความหยุ่นตัว
โดยรวมเท่ากับ 4.51 มสี ่วนเบีย่ งเบนมาตรฐานเทา่ กบั 0.38 อยู่ในระดบั ค่อนข้างสงู และหลงั การทดลองผู้ดูแลผูส้ ูงอายุอลั ไซเมอร์

มคี า่ เฉลย่ี ความหยุ่นตัวโดยรวมเทา่ กับ 6.27 มสี ว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐานเทา่ กบั 0.36 อย่ใู นระดับสงู มาก

ตาราง 2 การเปรียบเทยี บค่าเฉลีย่ ของความหยนุ่ ตวั ของผูด้ แู ลผู้สูงอายุอัลไซเมอรโ์ ดยการใหค้ าปรกึ ษารายบุคคล (n=5)

ความหยนุ่ ตวั SS df MS F p
.00
ความหยุ่นตวั โดยรวม

ระยะเวลาในการทดลอง 13.53 2 6.76 232.78*

ความคลาดเคล่อื น 0.23 8 0.02

Mauchly's W=0.17 2=5.19 df= 2 p=.07

*p<.05

จากตาราง 2 การตรวจสอบข้อตกลงเบ้ืองต้นของความหยุ่นตัวของผู้ดูแลผู้สูงอายุอัลไซเมอร์โดยการให้คาปรึกษา
รายบคุ คล พบว่า ผลต่างของค่าเฉลยี่ ของความแปรปรวนในการวดั ซ้าความหยุ่นตวั โดยรวม มคี วามเท่ากันอย่างไม่มีนยั สาคญั ซ่ึง
การเปรียบเทยี บค่าเฉล่ยี ของความหยุ่นตวั ของผดู้ แู ลผสู้ งู อายุอลั ไซเมอรโ์ ดยการให้คาปรกึ ษารายบคุ คล พบว่าผ้ดู ูแลผู้สูงอายอุ ลั ไซ

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 108

เมอร์ที่มีระยะเวลาในการทดลองแตกต่างกันมีความหยุ่นตัวโดยรวม (F=232.78 df=2 p=.00) มีความแตกต่างกันอย่างมี
นัยสาคัญทางสถิติท่ีระดบั .05 ผู้วจิ ัยจึงทาการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยรายคู่ด้วยวิธีการของบอนโฟโรนี (Bonferroni Method) ดัง
ตาราง 3

ตาราง 3 การเปรยี บเทียบความแตกตา่ งรายคู่ของความหยุ่นตัวของผู้ดแู ลผู้สูงอายอุ ัลไซเมอร์โดยการให้คาปรึกษารายบุคคลโดย

ภาพรวมและรายองค์ประกอบ (n=5)

ความหยุ่นตัว ระยะเวลา MD p

ความหยุ่นตวั โดยรวม ระหวา่ งการทดลอง-ก่อนการทดลอง 0.43* .00

หลงั การทดลอง-ก่อนการทดลอง 2.19* .00

หลังการทดลอง-ระหวา่ งการทดลอง 1.76* .00

*p<.05

จากตาราง 3 พบว่า ระหว่างการทดลองมีค่าเฉลี่ยความหยุ่นตัวโดยรวมสูงกว่าก่อนการทดลอง หลังการทดลองมี
ค่าเฉลี่ยความหยุ่นตัวโดยรวมสูงกว่าก่อนการทดลอง และหลังการทดลองมีค่าเฉลี่ยความหยุ่นตัวโดยรวมสูงกว่าระหว่างการ
ทดลองอยา่ งมีนยั สาคัญทางสถติ ิทีร่ ะดบั .05

ตอนที่ 2 ผลการวเิ คราะห์ข้อมลู เชงิ คณุ ภาพ
ผวู้ จิ ัยได้พัฒนารปู แบบการให้คาปรึกษารายบุคคล ตามสภาพปัญหาของผู้ดูแลแต่ละคนซ่ึงมีบริบทท่ีแตกต่างกนั โดยมี
เป้าหมายเพื่อช่วยให้ผู้ดูแลได้เข้าใจตนเอง และเข้าใจผู้อื่น รวมถึงสามารถเข้าใจปัญหา และมองเห็นแนวทางการแก้ไขปัญหา
สามารถตดั สนิ ใจไดด้ ว้ ยตนเองอยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ (พัชราภรณ์ ศรสี วสั ด์ิ. 2558: 11-6) ซึ่งทาใหเ้ กิดการยอมรับและสามารถปรับ
จติ ใจ อารมณ์ และพฤติกรรมได้อย่างเหมาะสมได้ด้วยตนเอง วิธีการดาเนินการให้คาปรึกษา ผู้วจิ ัยใช้ทักษะเบื้องต้นของการให้
คาปรึกษา ได้แก่ ทักษะการฟัง ทักษะการสะท้อนความรู้สึก ทักษะการสะท้อนเน้ือหา ทักษะการสรุปประเด็น ทักษะการให้
ข้อมูล ทักษะการให้คาแนะนา ทักษะการสังเกต และทักษะการให้กาลังใจ (พัชราภรณ์ ศรีสวัสดิ์. 2557: 7-18) ประกอบกับ
เทคนิคของทฤษฎีการให้คาปรึกษา 2 ทฤษฎี คือ ทฤษฎีการให้คาปรึกษาแบบยึดบุคคลเป็นศูนย์กลาง และทฤษฏีการให้
คาปรกึ ษาแบบเผชิญความจริง เพื่อชว่ ยใหผ้ ู้รบั คาปรึกษาไดม้ ีส่วนร่วมในกระบวนการให้คาปรึกษา (พชั ราภรณ์ ศรีสวัสด์.ิ 2557:
4)
กระบวนการให้คาปรึกษารายบคุ คลท่ีผวู้ ิจยั ดาเนนิ การประกอบด้วย6ขน้ั ตอนและสามารถสรุปแนวทางการให้
คาปรึกษาในแตล่ ะขึน้ ตอนไดด้ ังตอ่ ไปนี้
ขั้นตอนท่ี 1 การสรา้ งสัมพันธภาพและการสารวจปัญหา
ผู้วจิ ยั จะเรมิ่ สรา้ งสายสัมพนั ธ์กบั ผดู้ ูแลเป็นครง้ั แรก โดยการสร้างบรรยากาศที่เตม็ ไปดว้ ยความอบอ่นุ เป็นมติ ร เหน็ อก
เห็นใจ ความจริงใจ เช่ือถือ เพื่อให้เกิดความคุ้นเคยและไว้วางใจ และเน้นให้ผู้ดูแลสบายใจว่าทุกสิ่งท่ีพูดกันในระหว่างการให้
คาปรึกษาเป็นความลับ เพอื่ ให้เกิดความมั่นใจ และกลา้ ท่ีจะเปิดเผย หลังจากแนะนาตวั กันแล้ว ผู้วิจยั จะเริ่มด้วยการสนทนากับ
ผู้ดูแลแบบไม่เป็นทางการในเรื่องท่ัวๆ ไป เกี่ยวกับครอบครัวเพื่อให้เกิดความผ่อนคลาย ความตึงเครียดและความวิตกกังวล
ผู้ดูแลจะเร่ิมเข้าใจ เร่ิมแสดงความเปิดเผย เริ่มสารวจตนเองและแสดงออกถึงความรสู้ ึกต่าง ๆ (พัชราภรณ์ ศรีสวัสดิ์. 2557: 5;
วัชรี ทรัพยม์ .ี 2556: 6-7; สขุ อรุณ วงษท์ ิม. 2558: 9-9) สะท้อนได้จากกรณีของผรู้ ับคาปรึกษาคนท่ี 1คนท่ี 2คนท่ี 3 และคนท่ี 4
ที่พูดระบายอารมณ์ความรู้สึกท่ีมีต่อพฤติกรรมของผู้สูงอายุอัลไซเมอร์พร้อมกับร้องไห้ในขณะท่ีระบาย ตั้งแต่พบกันในขั้นตอน
แรก
ขน้ั ตอนท่ี 2 การสร้างความตระหนักถงึ คณุ คา่ และความหมายในชีวิต
ผู้วิจัยใช้กระบวนการ WDEP ของทฤษฎีการให้คาปรึกษาแบบเผชิญความจริง เพ่ือให้ผดู้ ูแลแตล่ ะคนเข้าใจตนเองและ
สามารถกาหนดเป้าหมายของตนเองได้ ซึง่ การมเี ปา้ หมายในชวี ิตทาใหเ้ กิดแรงขบั เคลื่อนทท่ี าใหส้ ามารถดารงชีวติ ต่อไปเมอ่ื เผชิญ
กับปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ผู้วิจัยจึงเร่ิมด้วยการาถามถึงเป้าหมายของผู้ดูแลในการทาหน้าที่ผู้ดูแล ซึ่งทุกคนตอบตรงกันว่า
ต้องการดูแลผู้สูงอายุอัลไซเมอร์ให้ดีที่สุด และให้เค้ามีความสุข ยกเว้นผู้รับคาปรึกษาคนท่ี 2ท่ีมีเป้าหมายที่แตกต่างท่ีอยากมี

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 109

ความเมตตากับนอ้ ง ซึง่ ไม่สามารถทาได้เลย โดยที่มพี ฤตกิ รรมทร่ี นุ แรงและก้าวรา้ วกับน้องชายและน้องสาวท่เี ป็นผ้สู งู อายุอลั ไซ
เมอรเ์ ปน็ ประจานานนบั 10 ปี ผวู้ ิจัยพบว่าถึงแมจ้ ะมเี ป้าหมายที่ชัดเจนแต่ถ้าไม่มกี ารประเมินและวางแผนในสิ่งท่ีตอ้ งการทาเพื่อ
การเปล่ียนแปลงให้ชัดเจน เป้าหมายนั้นก็ไม่สามารถไปถึงได้ เพ่ือให้ผู้รับคาปรึกษาคนท่ี 2เกิดความกระจ่างในปัญหา และ
ผลกระทบของปัญหา ผ้วู ิจัยไดใ้ ช้เทคนิคการอปุ มา (Metaphors) โดยให้ความรนุ แรงและความอ่อนโยนเป็นกอ้ นหนิ และดอกไม้
หลังจากน้ันผ้วู ิจัยให้ผู้รับคาปรกึ ษาคนท่ี 2พดู ถึงพฤติกรรมของตนเองทีต่ ้องการจะปรับเปล่ยี น และวางแผนในสง่ิ ทีต่ อ้ งการจะทา
เพอื่ ท่ีจะเปลีย่ นจากการปาก้อนหนิ ใสกันเปน็ การยนื่ ดอกไม้ให้กันแทน และมอบหมายให้นากลับไปลองทา

เพ่อื ให้ผู้ดแู ลแต่ละคนไดม้ องแนวทางในการแกไ้ ข ผวู้ ิจยั จึงเสนอใหผ้ ู้ดูแลค้นหาพฤติกรรมท่ีตอ้ งการจะปรบั เปลย่ี น โดย
ผู้ดูแลทุกคนเลือกจะเปล่ียนมุมมองและลดความคาดหวังของตนเองลง ในกรณีของผู้รับคาปรึกษาคนที่ 2 และคนที่ 3 ต้องการ
เพ่ิมเร่อื งของการจัดการกับอารมณ์ ส่วนกรณีของผู้รบั คาปรกึ ษาคนท่ี 5ต้องการเพิม่ เรอ่ื งของการกลา้ ทีจ่ ะบอกความต้องการของ
ตนเองกบั คนในบ้าน และมอบหมายใหผ้ ูด้ แู ลทุกคนได้นากลบั ไปลองทา

ขัน้ ตอนท่ี 3การสรา้ งความอตุ สาหะและอดทน
ผู้วิจัยใช้กระวนการ WDEP ของทฤษฎีการให้คาปรึกษาแบบเผชิญความจริง เพื่อให้ผู้ดูแลแต่ละคนได้ประเมินตนเอง
ตามแนวปฏิบัติท่ีกาหนดไว้ ผ้ดู ูแลทุกคนได้นากลับไปทาแต่ทาไดบ้ ้างไม่ได้บ้าง ผู้วิจยั จึงได้ถามถงึ อุปสรรคหรือปัญหาที่ผู้ดูแลพบ
เจอรวมถงึ วธิ กี ารจัดการกับอุปสรรคหรือปัญหานั้น ๆ ในกรณผี รู้ ับคาปรกึ ษาคนท่ี 1ผวู้ จิ ยั ทาให้ผ้ดู ูแลเกดิ ความกระจา่ งของปญั หา
โดยใชเ้ ทคนิคเกา้ อวี้ า่ งเปลา่ ซ่งึ จากการสงั เกตจากสีหนา้ แสดงให้เห็นว่าผูร้ ับคาปรึกษาคนท่ี 1เกดิ ความเข้าใจในปญั หาและพรอ้ มท่ี
จะกลับไปลองใหม่ สาหรับกรณีของผู้รับคาปรึกษาคนที่ 2กลับมาด้วยความกังวลในเร่ืองของการจัดการกับอารมณ์ของตนเอง
ผวู้ ิจัยใช้กระบวนการ WEDP โดยให้คน้ หาวิธีการควบคมุ อารมณ์ท่ผี ้รู ับคาปรกึ ษาคนท่ี 2เคยปฏิบัติ และพิจารณาผลทเี่ กิดขน้ึ ของ
แต่ละวิธี เพ่ือให้ผู้รับคาปรึกษาคนที่ 2เห็นแนวทางที่เหมาะสมในการนาไปใชใ้ นเวลาที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่จะกระทบต่อ
อารมณข์ องตนเอง ส่วนของผรู้ ับคาปรึกษาคนที่ 4ทที่ าได้บ้างไม่ได้บ้าง ผู้รบั คาปรึกษาคนที่ 4พิจารณาแนวปฏิบัติทกี่ าหนด และ
ตอ้ งการทีจ่ ะกลับไปลองพยายามอีกคร้ัง กรณีของผู้รบั คาปรกึ ษาคนท่ี 5 สง่ิ ที่ทาไม่ได้คือเร่ืองของการกลา้ ท่ีจะบอกความต้องการ
ของตนเองให้กับคนในบ้านได้รับรู้ ผู้วิจัยจึงใช้เทคนิคเกมการซ้อมบท เพื่อให้ผู้รับคาปรึกษาคนที่ 5ได้แสดงบทบาทในการบอก
ความรู้สึกและสิ่งท่ีต้องการเร่ืองการพักผ่อน ทาให้ผู้รับคาปรึกษาคนที่ 5รู้สึกม่ันใจ ผู้วิจัยได้สะท้อนให้ผู้ดูแลเห็นถึงความสาคัญ
และมกี าลังใจในการดาเนนิ ชีวิตตอ่ ไปได้ถึงแม้จะประสบกับสถานการณค์ วามยากลาบากที่ทาให้เกิดความทอ้ แท้ หรอื หมดกาลังใจ
โดยท่ีจะไมล่ ม้ เลกิ ความตง้ั ใจ และมคี วามอดทนในการตอ่ ส้กู ับปญั หาอปุ สรรคตา่ ง ๆ
ข้ันตอนท่ี 4การสร้างความเช่อื มั่นในตนเอง
ในข้ันตอนนี้ผู้วิจัยได้ทาการเก็บข้อมูลระหว่างการทดลองโดยใช้แบบวดั ความหยุ่นตัว การสัมภาษณ์และสังเกตแบบมี
ส่วนร่วม เพื่อนาผลไปวิเคราะห์ พบว่าผู้ดูแลแต่ละคนมีการเปล่ียนแปลงท่ีดีขึ้น ท้ังด้านพฤติกรรม อารมณ์และความรู้สึก และ
สามารถนาเอาส่ิงที่พูดคุยกันไปใช้ในชีวิตประจาวันได้ เช่นกรณีของผู้รับคาปรึกษาคนท่ี 1ท่ีพูดว่า “เอาส่ิงที่คุยกันไปพยายามใช้
แทบจะเรียกได้วา่ ทุกวันเลยก็คือไมเ่ อาใจไปผูกกับสง่ิ ทส่ี ามีทาไม่ได้ ช่วยไดเ้ ยอะมาก ช่วยให้สบายใจขนึ้ มาก แล้วยังบอกลกู ใหท้ า
ด้วยนะ เดย๋ี วน้ีแม่ลูกถอนหายใจน้อยลงเลย” สะทอ้ นใหเ้ ห็นถึงความคิดและรู้สึกท่ีเปลยี่ นไปหลังจากได้เข้าร่วมการให้คาปรึกษา
ครบ 3 ครงั้
ผู้วิจยั ใชท้ ฤษฎีการให้คาปรึกษาการให้คาปรึกษาแบบบุคคลเป็นศูนย์กลาง ผู้วิจัยใหผ้ ดู้ แู ลแตล่ ะคนได้เล่าประสบการณ์
ที่เคยทาให้รู้สึกโกรธ วิตกกังวล เบื่อหน่าย และแบ่งปันวิธีการแก้ปัญหา รวมถึงผลท่ีตามมา เพื่อเพ่ิมความสามารถในการ
พิจารณาอารมณ์และความรู้สึกของตนเองในสถานการณ์นั้น รวมถึงศักยภาพในการตระหนักถึงปัญหาเพ่ือให้ผู้ดูแลและ
ความสามารถในการตัดสินใจและแก้ไขปัญหาของตนเองอย่างมปี ระสิทธภิ าพ
เพ่ือทาให้ผู้ดแู ลมีความเชื่อม่ันในตนเองเพิ่มขึ้น และมีกาลังใจในการดูแลผ้สู ูงอายอุ ัลไซเมอร์ ผูว้ ิจัยแบ่งปันแลกเปล่ียน
ทักษะการจัดการกับปัญหาเก่ียวกับแต่ละพฤติกรรมและอารมณ์ที่จะเกิดข้ึนกับผู้สูงอายุอัลไซเมอร์ กับผู้ดูแลเพื่อให้เข้าใจใน
อาการของโรคซึ่งจะเป็นตัวช่วยสาคัญสาหรับผู้ดูแลในการยอมรับและลดความคาดหวังเกี่ยวกับพฤติกรรมและอารมณ์ของ
ผู้สูงอายุอัลไซเมอร์ซ่ึงเป็นต้นเหตุสาคัญในการทาให้ผู้ดูแลแต่ละคนรู้สึกวิตกกังลง เครียด และท้อ จากการสังเกตช่วงเวลาที่ทา
กิจกรรมนีพ้ บวา่ ทุกคนดูตน่ื เต้นและรว่ มกนั แบง่ ปันประสบการณ์ และสง่ิ ที่ได้เรียนรูเ้ พม่ิ เติมรวมถงึ ประโยชน์ท่ีได้รบั
ในกรณีของผู้รับคาปรึกษาคนท่ี 1คนที่ 4และคนที่ 5 ทุกคนมีสีหน้าท่ีสดชื่นขึ้น มีรอยย้ิม มีเสียงหัวเราะ สามารถทา
ตามแนวปฏิบัติที่กาหนดไว้ได้ดี โดยที่ สาหรับกรณีของผู้รับคาปรึกษาคนท่ี 2พบว่าผู้รับคาปรึกษาคนท่ี 2สามารถควบคุม
พฤตกิ รรมและอารมณ์ของตนเองได้ดี ในชว่ งประมาณ 2-3 วันหลงั จากเข้ากระบวนการให้คาปรึกษาเทา่ นั้น เพื่อเป็นการกระตุ้น

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 110

และสร้างแรงจงู ใจในการปรบั เปลี่ยนพฤติกรรม ผู้วจิ ัยจึงเสนอที่จะเพมิ่ การส่ือสารทางโทรศัพท์ในระหว่างอาทติ ย์ เป็นวันเว้นวัน
ก่อนทีจ่ ะถึงวันทนี่ ัดหมายในครง้ั ถัดไป ผู้รบั คาปรึกษาคนที่ 2เลา่ ถงึ พฤติกรรมและความร้สู กึ ด้วยนา้ เสยี งดีใจทีว่ ิธนี ช้ี ว่ ยไดม้ ากจาก
คาพูดของผู้รับคาปรึกษาคนที่ 2ที่ว่า “รู้สึกว่ามันจะสัมฤทธิ์ผลนะ พอเวลาโมโหตบต้นแขนเค้าไปที นึกขึ้นได้สติกลับมา คาม่ัน
สัญญามันมีนะ พอมีอะไรก็ขอโทษเค้าบ้าง มีอะไรก็ขอบคุณขอบใจเค้า มันก็ทาให้เราปล่อยว่างนะ กรณีอันน้ีก็รู้สึกว่าจะช่วยได้
เลยนะ” สะทอ้ นให้เห็นวา่ แมจ้ ะแตกตา่ งกันด้วยเทคนิควธิ แี ละระยะเวลาในแตล่ ะข้นั ตอน แต่สามารถปรบั เปลี่ยนพฤตกิ รรมของ
ตนเองจนประสบความสาเรจ็ ได้

ขนั้ ตอนท่ี 5 ความสงบทางใจ และการดารงอยู่ได้อย่างเอกเทศ ปรบั ชอ่ื ให้ตรงกบั ด้านบน
ผูว้ ิจยั ใหผ้ ู้ดูแลเล่าถงึ เหตุการณ์ท่ีทาให้ตนเองรู้สกึ ภูมใิ จมากท่สี ุด โดยยกตัวอย่างจากประสบการณ์ในแต่ละวันท่ไี ดเ้ จอ
และสามารถแกไ้ ขปญั หาไดจ้ นทาใหร้ สู้ กึ มั่นใจ เพ่ือใหผ้ ู้ดูแลแต่ละคนสามารถใช้เหตุการณต์ ่าง ๆ ท่ีผ่านมาเป็นตัวช่วยท่ีทาใหร้ ู้สึก
เข้มแขง็ ข้ึน สามารถก้าวผ่านส่ิงที่ตอ้ งเผชญิ ในแต่ละวนั ได้ และสามารถพึ่งพาตนเองผ่านการมองโลกในแง่บวก ผู้ดูแลแต่ละคนมี
ความสุขทไ่ี ดแ้ บ่งปันเร่ืองราวทีต่ นเองรสู้ กึ ภมู ิใจ สงั เกตได้จากแววตา และสีหนา้ ทเ่ี ต็มเป่ียมไปดว้ ยรอยยม้ิ ซง่ึ เปน็ ความรู้สึกดี ๆ ท่ี
เกิดขึ้นกับสิ่งท่ีตนเองได้ทา ไม่ว่าจะเป็น กรณีของผู้รบั คาปรึกษาคนท่ี 1ที่สามารถทาความสะอาดให้สามีที่ถา่ ยหนักเลอะเทอะน
อกบ้านได้โดยไม่หงุดหงิด เมื่อเปรียบเทียบกับครั้งแรกเพียงแค่ห้องน้าเลอะเทอะนิดหน่อยก็รู้สึกหงุดหงิดมาก แทบจะรับไม่ได้
กรณขี องผรู้ บั คาปรึกษาคนที่ 2ที่สามารถในการควบคมุ อารมณแ์ ละไมใ่ ชค้ วามรุนแรงกับนอ้ งชายและน้องสาวได้หลักจากทไี่ มเ่ คย
ทาไดเ้ ลยมาเป็นเวลานับ 10 ปี กรณีของผู้รบั คาปรึกษาคนท่ี 3รสู้ ึกภูมิใจทต่ี นเองเปน็ สามารถเป็นหลักในการดูแลไมว่ า่ จะเปน็ การ
หากิจกรรมให้แม่ทาในแต่ละวัน หรือการท่ีตนเป็นคนท่ีลุกมาดูแม่ได้เร็วท่ีสุดในแต่ละคืน ส่วนผู้รับคาปรึกษาคนที่ 4รู้สึกดีกับ
ตนเองท่ีมีสติสามารถควบคมุ อารมณข์ องตนเองได้ และกรณีผรู้ บั คาปรกึ ษาคนท่ี 5ท่ีไมเ่ คยบกพรอ่ งในหนา้ ท่ีการดูแลแม่และน้อง
รวมถึงอารมณ์ขันทีต่ นเองและน้องชายไดห้ ยอกล้อกนั ทาใหห้ ลาย ๆ สถานการณส์ ามารถลดความตึงเครียดลงได้
ขัน้ ตอนท่ี 6 การยตุ ิการให้คาปรกึ ษา
เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้รับคาปรึกษาได้สรุปในส่ิงต่าง ๆ ที่ได้จากการสนทนา โดยผู้ให้คาปรึกษาเพิ่มเติมในประเด็นท่ี
ขาดหายไป รวมถึงพิจารณาพฤติกรรม อารมณ์ และความรู้สึกของผู้รับคาปรึกษาว่าเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร โดย ใช้เทคนิคการ
เปดิ เผย ซ่ึงทาใหผ้ ดู้ แู ลไดเ้ ปดิ เผยถงึ ประสบการณ์ ความคิดและความรสู้ กึ ของตนเอง รว่ มกับเทคนคิ การสงั เกต ซึ่งดไู ด้จาก ผู้ดแู ล
มที ่าทางที่สดชื่นขึ้น มีสีหน้าแล้วแววตาที่ดผู ่อนคลายมากขึ้นกว่าเดิม หลังจากน้ันจงึ ให้กาลงั ใจแกผ่ ู้ดูแลในการปฏิบัตติ ามสิ่งท่ีได้
วางแผนและตัดสินใจระหว่างการใหค้ าปรึกษา (พัชราภรณ์ ศรสี วสั ด์ิ. 2557: 5; วัชรี ทรัพย์มี. 2556: 15)
ในขัน้ ตอนน้ีผู้วจิ ัยได้ทาการเกบ็ ข้อมลู หลงั การทดลองโดยใชแ้ บบวัดความหยุ่นตัว การสัมภาษณ์และสังเกตแบบมีส่วน
ร่วม เพ่ือนาผลไปวิเคราะห์ พบว่าผู้ดูแลแต่ละคนมีการเปลี่ยนแปลงท่ีดีข้ึน ซ่ึงส่งผลทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีทั้งด้าน
พฤติกรรม อารมณ์และความรู้สึก เชน่ กรณขี องผู้รบั คาปรึกษาคนที่ 1ที่พดู ว่า “รสู้ ึกใจเบาข้ึนเยอะ ถ้าเป็นแตก่ ่อนไม่ไดเ้ ลยนะ จะ
หงดุ หงิดมาก หลัง ๆ แทบไมไ่ ด้ถอนหายใจเลย” หรือคาพูดของผู้รบั คาปรกึ ษาคนที่ 2ทวี่ า่ “ตอนน้ีรู้สึกดีข้ึนมาก เพราะไมเ่ คยทุบ
ตกี นั ต้ังแตว่ ันนั้นจนวันนี้ นอกเหนือจากนน้ั ก็ยังมีความรสู้ ึกเวทนาน้องสาวเกิดขึ้น มันฉุกข้ึนมาในก้นบ้ึงของหัวใจ” รวมถึงคาพูด
ของผู้รับคาปรึกษาคนที่ 3ท่ีว่า “รู้สึกม่ันใจมากขึ้นในการดูแล พฤติกรรมต่าง ๆ ก็ดีข้ึน ตัวเราก็มีการเปล่ียนแปลงท่ีดีข้ึน"ผู้รับ
คาปรึกษาคนท่ี 4พูดวา่ “ตอนน้ีเราสามารถวางแผนได้ทีละข้ันทีละตอน ทาให้ผลลพั ธ์เป็นบวกมากข้ึน การเปลี่ยนแปลงเริ่มได้ท่ี
ตัวเรา เราเปลยี่ น คนอ่ืนกเ็ ปล่ียนด้วย ผู้รบั คาปรกึ ษาคนที่ 4เชื่อว่าผู้ดูแลทุกคนมีความเครียดไมม่ ากก็น้อย ทุกคนน่าจะมโี อกาส
ได้เข้าร่วมการให้คาปรึกษา และสุดท้ายผู้รับคาปรึกษาคนที่ 5บอกว่า พอเราปรับตัวได้ เรากจ็ ะไม่มองวา่ มันเปน็ ภาระสาหรับเรา
กค็ ิดวา่ มันคือหน้าท่ี ท่ีจะตอ้ งชว่ ยดูแลเพราะเขาช่วยเหลือตวั เองไม่ได้” สะท้อนใหเ้ หน็ ถงึ ความคดิ และรู้สกึ ท่เี ปลยี่ นไปในทิศทางท่ี
ดีของผูด้ ูแลแตล่ ะคนหลังจากไดเ้ ข้าร่วมการใหค้ าปรกึ ษาครบ 3 คร้ังจงึ ทาการยุติการให้คาปรกึ ษา
จากผลการวิจัยสรุปได้ว่าผู้ดูแลท่ีมีเป้าหมายในชีวิต และมีการวางแผนในการแก้ไขปัญหาอย่างชัดเจน รวมถึงความ
มุ่งมั่นที่จะทาให้สาเร็จผ่านมุมมองในแง่บวกโดยผ่านเทคนิคต่าง ๆ ท่ีจะเป็นเครื่องช่วยที่จะให้ผู้ดูแลเข้าใจตนเอง เข้าใจปัญหา
กล้าเผชิญหน้ากับปัญหา ตัดสินใจในการแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่ดีของ
ผู้ดูแลและส่งผลมากมายต่อกาลังใจของผู้ดูแลให้สามารถฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ ของชีวิตไปได้ด้วยความม่ันใจ ซึ่งสอดคล้องกับ
แนวคิดทฤษฎีการให้คาปรึกษาแบบเผชิญความจรงิ ท่ีอธิบายหลักการไว้ว่าเช่ือว่ามนุษย์สามารถใช้สติปญั ญาของตนในการแกไ้ ข
ปัญหาหรือตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพ และมีศักยภาพในการพัฒนาไปสู่ความสมบูรณ์ของชีวิตได้ เมื่อยู่ในสภาพการณ์ที่
เหมาะสม แตเ่ มือ่ มคี วามทกุ ขจ์ ะเกดิ ความสับสน วิตกกงั วล หรือเกบ็ กดอารมณ์ ซ่งึ ความรู้สึกเหลา่ น้จี ะบดบังความสามารถในการ

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 111

ใช้เหตุผล พฤติกรรมของคนเรามีจุดมุ่งหมายเพื่อท่ีจะลดช่องว่างระหว่างส่ิงที่คนเราต้องการกับส่ิงที่คนเราคาดว่าจะได้รับ (วัชรี
ทรัพยม์ ี . 2556: 205-237; Corey, 2009: 317-321 อา้ งองิ จาก ผ่องพรรณ เกดิ พทิ ักษ์. 2554. 9-71-9-72)

จึงสรุปได้ว่า กระบวนการให้คาปรึกษารายบุคคลที่ผู้วิจัยพัฒนาข้ึนในแต่ละข้ันตอนอันประกอบไปด้วยเทคนิควิธีการ
ต่าง ๆ ที่ผวู้ จิ ยั นามาประยกุ ต์ใช้กบั ผู้ดูแลแต่ละคนรว่ มกับการเสรมิ กาลังใจอยา่ งตอ่ เนื่องตงั้ แตเ่ ร่ิมต้นจนจบกระบวนการ สามารถ
แกไ้ ขปัญหาท่ีเฉพาะเจาะจงของผู้ดูแลแต่ละคนไดด้ ี เนื่องจากความต้องการของแตล่ ะคนมคี วามแตกตา่ งกันซึ่งสอดคล้องกับส่ิงท่ี
วิทเทอร์ คูณและอาเคอร์ (Whittier; Coon; & Aaker. 2001: 49-66) ท่ีได้อธิบายไว้ว่าการให้คาปรึกษารายบุคคลจะสามารถ
พัฒนาสาหรับแต่ละบุคคลได้ดีกว่าจึงส่งผลทาใหผ้ ู้ดูแลทเี่ ข้าร่วมงานวิจัยรู้สกึ ดีขึ้นทงั้ ร่างกายและจิตใจทาใหส้ ามารถแก้ไขปัญหา
ได้ดีขึ้น และผลของความหย่นุ ตวั ในผูด้ ูแลสามารถช่วยให้ผู้ดแู ลสามารถเกิดความสมดลุ ในจิตใจ ซงึ่ มผี ลทาใหจ้ ิตใจเข้มแข็ง มพี ลัง
ท่ีจะทาหน้าทีไ่ ด้อย่างเหมาะสม และสามารถเผชิญหน้ากบั สถานการณ์ไดอ้ ย่างม่นั ใจ ซึ่งสอดคล้องกับ ธดิ าจิต มณีวัฒ; สมเจริญ
เลิศมหาฤทธิ์; และสุขเจริญ ต้ังวงษ์ไชย. (2559: 2) ท่ีอธิบายไว้วา่ ความหยุ่นตัวของผู้ดูแลสามารถช่วยให้ผู้ดูแลสามารถก้าวข้าม
ปัญหาทางใจที่ต้องเผชิญรวมถึงภาวะทางอารมณ์ที่ไม่อาจควบคุมได้ ซ่ึงส่งผลให้ผู้ดูแลแต่ละคนมีความหยุ่นตัวที่ดีข้ึน แต่จะมี
ระดับที่แตกตา่ งกนั ออกไปตามความพร้อมของแต่ละคน

ข้อเสนอแนะ

ขอ้ เสนอแนะท่วั ไป
1. รปู แบบการใหค้ าปรึกษารายบคุ คลท่ผี ู้วจิ ัยพฒั นาข้ึน เพ่ือเป็นเครอ่ื งมือช่วยลดภาวะผลกระทบทางลบต่าง ๆ ไดแ้ ก่
ความเหนื่อยล้า ความเครียด ความโกรธ ความเบื่อหน่าย ท้อแท้ ความวิตกกังวลให้กับผู้ดูแลผู้สูงอายุอัลไซเมอร์ ซึ่งจะส่งผลให้
ผู้ดูแลผู้สูงอายุอัลไซเมอร์มีความหยุ่นตัวท่ีดีข้ึนและมีคุณภาพชีวิตท่ีดีข้ึน นักจิตวิทยาการให้คาปรึกษาสามารถนาทฤษฏีและ
เทคนคิ วธิ ีการต่างๆ ในแตล่ ะขั้นตอนที่ไดจ้ ากการวิจัยนี้ไปใช้เพื่อเสริมสร้างความหยุ่นตวั ของผู้ดูแลผ้สู ูงอายุอลั ไซเมอรต์ ามสภาพ
ปญั หาของแต่ละบคุ คล ใหส้ ามารถทาหนา้ ท่ีผู้ดแู ลได้อยา่ งเหมาะสม
2. องค์กรที่เก่ียวข้องหรือหน่วยงานท่ีช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตควรได้เรียนรู้และเข้าใจความสาคัญของความหยุ่นตัว
ของผู้ดูแลผู้สูงอายุอัลไซเมอร์ และนาทฤษฏีและเทคนิควิธีการต่างๆ ในแต่ละข้ันตอนจากรูปแบบการให้คาปรึกษารายบุคคลที่
ผวู้ ิจัยพัฒนาขึน้ ไปใชเ้ พอ่ื เสรมิ สร้างความหยนุ่ ตวั ของผู้ดูแลผสู้ งู อายอุ ลั ไซเมอร์ตามสภาพปัญหาของแต่ละบุคคลซ่ึงเปน็ เครอื่ งมือท่ี
สามารถปรับเปล่ียนพฤติกรรม อารมณ์และความรู้สึกใหผ้ ู้ดแู ลสามารถทาหน้าท่ีผูด้ ูแลได้อยา่ งเหมาะสมและมีประสิทธิภาพมาก
ยิ่งขึ้น
3. จากผลการให้คาปรกึ ษารายบุคคลกบั ผดู้ แู ลผูส้ ูงอายุอลั ไซเมอร์ ผู้วจิ ัยพบวา่ ผ้ดู ูแลส่วนใหญไ่ ม่เคยพูดคยุ หรอื ระบาย
ความรู้สึกกับสิ่งที่ตนเองเผชิญอยู่กับสมาชิกในบ้าน จึงเห็นว่าญาติพี่น้องหรือสมาชิกในครอบครัว ควรเข้ามามีส่วนร่วมในการ
ชว่ ยเหลือ รบั ฟังและให้กาลังใจผู้ดูแล เพอ่ื ให้ผดู้ แู ลผ้สู ูงอายอุ ลั ไซเมอร์ไดม้ ีกาลังใจทจ่ี ะทาหนา้ ท่นี ี้ตอ่ ไปได้อยา่ งมั่นใจ

ขอ้ เสนอแนะในการวิจยั ครงั้ ตอ่ ไป
1. ในการวิจัยครั้งต่อไป ผู้วิจัยอาจพิจารณาการพัฒนารูปแบบการให้คาปรึกษาให้มีช่องทางการให้คาปรึกษาที่
หลากหลายขน้ึ สาหรับผู้รบั คาปรึกษาที่ต้องการรับคาปรึกษาแตไ่ มส่ ามารถเดนิ ทางมาพบ หรอื ไม่สะดวกใหผ้ ู้ให้คาปรึกษาไปพบ
ได้ เช่นการให้คาปรึกษาทางโทรศัพท์ หรือ Social Media ต่าง ๆ เช่น Line หรือ Facebook ทาให้พวกเขาได้มีโอกาสเข้าถึง
ชอ่ งทางการชว่ ยเหลือได้มากขนึ้
2. เพื่อการติดตามผลการให้คาปรึกษาอย่างต่อเนื่องในงานวิจัยคร้ังต่อไป ควรเพิ่มช่องทางในการติดตาม ผลที่
หลากหลายข้ึน เพอ่ื ความสะดวกและตอ่ เนื่อง เช่นทางโทรศพั ท์ หรอื Social Media ต่าง ๆ เช่น Line หรือ Facebook

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 112

ตารางท่ี 4 รูปแบบการเสริมสร้างความหยุ่นตวั ของผแู้ ลผสู้ งู อายุอลั ไซเมอร์

รูปแบบการใหค้ าปรึกษารายบุคคลเพอื่ เสรมิ สรา้ งความหยนุ่ ตัวของผแู้ ลผ้สู งู อายอุ ลั ไซเมอร์

ขน้ั ตอนการใหค้ าปรึกษา ทฤษฎี เทคนิค ทักษะ

ขั้นตอนท่ี 1 การสร้างสมั พนั ธภาพและการ ทฤษฏกี ารให้ - เทคนคิ การตั้งคาถาม - ทกั ษะการฟัง

สารวจปญั หา คาปรึกษาแบบยดึ - เทคนคิ การสะท้อน -ทักษะการสงั เกต

- สร้างสมั พนั ธภาพ แนะนาตนเอง บุคคลเป็น ความรสู้ ึก -ทกั ษะการให้กาลงั ใจ

- ชแ้ี จงวัตถุประสงค์ของการใหค้ าปรึกษา ศูนยก์ ลาง - เทคนิคสรปุ ประเดน็ - ทักษะการยอมรบั และ

รวมถงึ ภาพรวมของโปรแกรม ใสใ่ จ

- เชิญชวนใหเ้ ลา่ ถงึ สภาพการณก์ ารดแู ล

ขนั้ ตอนท่ี 2 การตระหนักถึงคณุ คา่ และ ทฤษฏีการให้ - กระบวนการ WDEP - ทักษะการฟงั

ความหมายในชวี ิต คาปรกึ ษาแบบ - เทคนคิ การตัง้ คาถาม -ทักษะการสงั เกต

- สารวจมุมมองเกย่ี วกบั ความหมายในชวี ิต เผชญิ ความจริง - เทคนคิ การทวนความ -ทักษะการให้กาลงั ใจ

และเป้าหมาย - เทคนิคการยกตวั อย่าง - ทกั ษะการยอมรับและ

- สารวจความต้องการของตนเอง - เทคนิคการสะทอ้ น ใส่ใจ

- สารวจวิถีชีวติ แนวทาง และการปฏิบัติ จาก ความรสู้ กึ

พฤตกิ รรม ความคิด และความร้สู กึ รวมถงึ - เทคนคิ สรปุ ประเดน็

ปฏกิ ิริยาทางรา่ งกาย - เทคนคิ การมอบหมายงาน

- เลือกหาวธิ ีจัดการกับพฤติกรรม ความคิด ใหท้ า

และความรู้สกึ - เทคนิคการอุปมา

- วางแผนปฏบิ ัติอย่างชดั เจน

ข้ันตอนที่ 3 ความอตุ สาหะและอดทน ทฤษฏกี ารให้ - กระบวนการ WDEP - ทักษะการฟงั

- เลอื กหาวิธจี ัดการกับพฤติกรรม ความคดิ คาปรึกษาแบบ - เทคนคิ เก้าอี้ว่างเปลา่ -ทกั ษะการสังเกต

และความรู้สึก เผชิญความจรงิ - เทคนิคการซ้อมบท -ทกั ษะการให้กาลงั ใจ

- วางแผนปฏบิ ัติอย่างชดั เจน - เทคนคิ การสะทอ้ น - ทักษะการยอมรับและ

- ดาเนินการตามแผนปฏิบัติ ความรสู้ กึ ใส่ใจ

- ติดตามการปฏบิ ตั ิ - เทคนคิ สรปุ ประเด็น

ขน้ั ตอนท่ี 4 การเชอื่ ม่นั ในตนเอง ทฤษฏีการให้ - กระบวนการคิดแกไ้ ข - ทกั ษะการฟัง

- เชิญชวนใหเ้ ล่าเหตกุ ารณท์ ี่ทาใหร้ สู้ กึ โกรธ คาปรกึ ษาแบบยดึ ปัญหา -ทกั ษะการสงั เกต

วิตกกงั วล เบอื่ หน่าย บคุ คลเปน็ - ทักษะการจัดการกับปญั หา -ทกั ษะการใหก้ าลังใจ

- ระบสุ าเหตุของปญั หา ศนู ย์กลาง เกี่ยวกับพฤตกิ รรม และ - ทักษะการยอมรบั และ

- เลือกหาวธิ ีจดั การกบั อารมณ์ และความรสู้ ึก อารมณท์ เ่ี กิดขนึ้ กบั ใส่ใจ

- วางแผนอยา่ งชดั เจน ผสู้ ูงอายุอัลไซเมอร์

- ดาเนินการตามแผนปฏบิ ัติ - เทคนคิ การซอ้ มบท

- ตดิ ตามการปฏิบตั ิ - เทคนคิ สรปุ ประเดน็

- เทคนคิ การสะทอ้ น

ความรสู้ ึก

ข้นั ตอนที่ 5 ความสงบทางใจ และการดารง ทฤษฏกี ารให้ - เทคนคิ สรปุ ประเด็น - ทกั ษะการฟงั

อยไู่ ด้อย่างเอกเทศ คาปรึกษาแบบยดึ - เทคนิคการสะทอ้ น -ทกั ษะการสงั เกต

- เชญิ ชวนใหเ้ ลา่ เหตกุ ารณท์ ท่ี าใหร้ ู้สกึ ภมู ิใจ บุคคลเปน็ ความรสู้ กึ -ทกั ษะการให้กาลงั ใจ

- พจิ ารณาจดุ แขง็ ทที่ าให้ตนสามารถทาได้ ศูนยก์ ลาง - เทคนิคการตั้งคาถาม - ทักษะการยอมรับและ

สาเรจ็ ใสใ่ จ

- พิจารณาคณุ ค่าของตนเองผ่านการมองโลก

ในแง่บวก

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 113

- ฝึกการผ่อนคลายกล้ามเน้อื ทฤษฏีการให้ - เทคนคิ สรุปประเดน็ - ทกั ษะการฟัง
- ฝกึ การผ่อนคลายจติ ใจ คาปรกึ ษาแบบยดึ -ทกั ษะการสงั เกต
บุคคลเปน็ -ทักษะการใหก้ าลงั ใจ
ขั้นตอนท่ี 6 การยุติการให้คาปรึกษา ศนู ยก์ ลาง
- สรุปผลการใหค้ าปรึกษา
- ยตุ กิ ระบวนการ

เอกสารอ้างองิ
ชลธิดา อุเทศนันท์. (2555). กระบวนการปรับตัวของผู้ดูแลหลักในครอบครัวผู้สูงอายุอัลไซเมอร์.วิทยานิพนธ์ ศศ.ม.

(พัฒนาสงั คม). พษิ ณโุ ลก: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวทิ ยาลยั นเรศวร.
ธิดาจิต มณีวฒั ; สมเจรญิ เลศิ มหาฤทธ์ิ; และสุขเจริญ ตงั้ วงษ์ไชย. (2016). Development of caregiver
ผ่องพรรณ เกิดพทิ ักษ.์ (2554). เอกสารการสอนชุดวิชาจิตวทิ ยาและวิทยาการเรยี นรู้ หน่วยท่ี 8-15.นนทบุร:ี สาขาวชิ า

ศึกษาศาตร์ มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธริ าช.
พชั ราภรณ์ ศรีสวัสดิ.์ (2557). ทฤษฏีการใหค้ าปรกึ ษา. กรงุ เทพฯ: ภาควิชาการแนะแนวและจิตวทิ ยาการศกึ ษา
-----------------------. (2558). เอกสารการสอนชุดวชิ าประสบการณ์วิชาชพี การแนะแนว หน่วยที่ 8-15. นนทบุร:ี

สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธริ าช.
สุขอรณุ วงษ์ทมิ . (2558). เทคนคิ การปรกึ ษาเบื้องต้น ฉบับปรบั ปรุงครั้งท่ี 1. พมิ พค์ ร้ังท่ี 1. กรงุ เทพฯ: สานักพิมพ์

มหาวิทยาลยั สุโขทัยธรรมาธิราช.
วัชรี ทรพั ยม์ ี. (2556ก). ทฤษฎใี หบ้ ริการปรกึ ษา. พิมพ์คร้งั ที่ 7. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พแ์ ห่งจุฬาลงกรณ์วิทยาลัย.
---------------. (2556ข). กระบวนการปรึกษา : ข้ันตอน สายสัมพันธ์ ทักษะ. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่ง

จุฬาลงกรณ์วทิ ยาลยั .
American Psychological Association. (2017). The Road To Resilience. Retrieved April 24, 2017,

From http://apahelpcenter.org/featuredtopics/feature.php
Dias, Rachel; et al. (2015). Resilience of caregivers of people with dementia: asystematic review of

biological and psychosocial determinants. Trends PsychiatryPsychother. 37(1): 12-19. Retrieved
May 11, 2017, from http://dx.doi.org/10.1590/2237-6089-2014-0032
Whitter, Stephanie; Coon, David; & Aaker, Jolyn. (2017). Caregiver SupportInterventions. FamilyCaregiver in
California. 49-74. Retrieved May 11, 2017.
Wagnild, Gail.(2014).True Resilience: Building a Life of Strength, Courage and Meaning.NJ: Cape House Books.

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 114

การเสรมิ สร้างการสานึกรคู้ ุณตามแนวทางจติ วิทยาเชิงบวกของนกั เรยี นชัน้ มธั ยมศกึ ษาตอนปลายโดยกลุ่มพัฒนาตน
THE ENHANCEMENT OF GRATITUDE ACCORDING TO POSITIVE PSYVHOLOGY
IN SECONDARY SCHOOL STUDENTS THROUGH GROWTH GROUP

จุฑาทพิ ย์ เทพดนตร,ี พัชราภรณ์ ศรสี วสั ด์ิ, ครรชติ แสนอุบล
E-mail: [email protected]

บทคดั ย่อ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อ 1) ศึกษาการสานึกรู้คุณตามแนวทางจิตวิทยาเชิงบวกของนักเรียนใน

ระดับชน้ั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 2) เปรียบเทยี บการสานึกรู้คุณตามแนวทางจิตวิทยาเชงิ บวกของนักเรียนในระดับช้ันมธั ยมศึกษา
ตอนปลาย ก่อนและหลังการทากล่มุ พฒั นาตน และ 3) เปรยี บเทียบการสานึกรู้คุณตามแนวทางจิตวิทยาเชิงบวกของนักเรยี นใน
ระดับช้ันมัธยมศึกษาตอนปลายของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนในระดับชั้น
มธั ยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย จานวน 396 คน และกลุ่มตัวอยา่ งท่ีใช้ในการทดลองเป็นนักเรียนในระดับช้ัน
มัธยมศกึ ษาตอนปลายโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย จานวน 16 คน แบ่งออกเป็นกลุ่มทดลองและกล่มุ ควบคมุ จานวน 8 คน โดย
การเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง โดยมีค่าเฉล่ียการสานึกรู้คุณตามแนวทางจิตวิทยาเชิงบวกต่ากว่าเปอร์เซนไทล์ที่ 25 ลงมา
เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามการสานึกรู้คุณตามแนวทางจิตวิทยาเชิงบวกมีค่าอานาจจาแนกเท่ากับ 0.27-0.67
และมีค่าความเช่ือมั่นเท่ากับ 0.91และโปรแกรมการเสริมสร้างการสานึกรู้คุณตามแนวทางจิตวิทยาเชิงบวกของนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาตอนปลายโดยกลุ่มพัฒนาตน สถิติท่ีใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ สถิติพื้นฐาน และการเปรียบเทียบความแตกต่างของ
คา่ เฉลย่ี แบบไมม่ อี สิ ระจากกนั

ผลการวิจยั พบวา่
1) การศกึ ษาการสานกึ รคู้ ณุ ตามแนวทางจติ วิทยาเชิงบวกของนักเรียนในระดับชน้ั มธั ยมศกึ ษาตอนปลายพบวา่ นักเรียน
ในระดับชัน้ มธั ยมศกึ ษาตอนปลายมกี ารสานกึ รู้คุณตามแนวทางจิตวทิ ยาเชงิ บวกอยู่ในระดบั มาก
2)การสานึกรู้คุณตามแนวทางจิตวิทยาเชิงบวกหลังการเข้าร่วมกลุ่มพัฒนาตนของนักเรียนกลุ่มทดลองมีค่าเฉล่ียสูงข้ึน
อยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถติ ิทรี่ ะดับ .05
3) การสานกึ รคู้ ณุ ตามแนวทางจิตวทิ ยาเชิงบวกโดยรวมนักเรียนกลุ่มทดลองมีคา่ เฉลย่ี สงู กวา่ นกั เรยี นกลุ่มควบคุมอย่าง
มีนยั สาคญั ทางสถิติท่ีระดับ .05
คาสาคัญ: การสานึกรคู้ ุณ, จติ วิทยาเชงิ บวก, กลุ่มพัฒนาตน

Abstract
The objectives of this study were to 1) Study the Gratitude follows the Positive psychology in high

school students, 2) Compare the student’ s Positive psychology Gratitude between before and after
participated personal growth group program, and 3) Compare the student’s Positive psychology Gratitude
between experimental group control group. The sample group size for objective 1 above is students in
Hatyai Wittayalai School. The subjects were Hatyai Wittayalai School students. They were divided into two
group. The first group was a gratitude study group. This group consisted of 369 students. The scond group
included 16 subjects of students in Hatyai Wittayalai School This group of subjects were then randomly
clarified into an experimental group and a control group. Each group consisted of 8 students. The
Gratitude the Positive psychology Gratitude survey form which has Discrimination equal to 0.27 to 0.67 and
Reliability equal to 0.91.. The statistics used are fundamental statistic tools and the dependent sample
mean difference. The statistical analyses employed were descriptive statistics t-test for dependent samples
and t-test for independent samples.

The research results were as follows:

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 115

1. The study of gratitude according to positive psychology in secondary school students were at a
high level.

2. After of gratitude according to positive psychology in secondary school students through growth
group were significantly increased at a level of .05 levels.

3. Secondary school students in experiment group were gratitude according to positive psychology
of secondary school students in control group were significantly increased at a level of .01 levels.
Keywords: Gratitude, Positive Psychology, Growth Group

บทนา
สถานการณ์ในปัจจุบันมีการเปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็ว ทาให้เกิดการแข่งขันทางเศรษฐกิจเพ่ิมมากขึ้น สังคมมีการ

เชื่อมโยงใกล้ชิดกันมากขึ้นเป็นสภาพไร้พรมแดน การพัฒนาเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทาให้เกิดผลกระทบต่อ
การดาเนินชีวิตของบุคคลเป็นอย่างมาก ซึ่งแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) ได้ให้
ความสาคัญของการวางรากฐานและพัฒนาคนใหม้ ีสุขภาพกายและใจทด่ี ี มที ักษะทางสมอง ทกั ษะการเรยี นรู้ และทักษะชีวติ ใหม้ ี
คุณธรรมจรยิ ธรรม มีจิตสานึกที่ดีต่อตนเองและผู้อ่ืน ก่อให้เกิดการปรับตัวเท่าทนั กับการเปล่ียนแปลงรอบตัวท่ีรวดเร็ว เพอื่ เป็น
ทรัพยากรบคุ คลทีด่ ีในอนาคต (สานกั งานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติ (2560: 1; 8; 65)

ดังนั้นจิตวิทยาเชิงบวกจึงมีความสาคัญต่อการเสริมสร้างให้สังคมมีสุขภาพกายสุขภาพใจที่ดีตามแผนแผนพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) เพ่ือให้การพัฒนาประเทศไปสู่ความเจริญอย่างสมดุลและยั่งยืน
สอดคล้องกับ ชิคเซนมีไฮ(Csikszentmihalyi.2003:113)ที่กล่าวว่า แนวทางของจิตวิทยาเชิงบวก(Positive Psychology)
พยายามท่ีจะทาให้เกิดความสมดุล (balance) แทนที่จะมุ่งเน้นไปที่การศึกษาแต่เฉพาะท่ีประเด็นที่เป็นจุดอ่อน จุดด้อยของ
บุคคล ศาสตร์ของจิตวิทยาเชิงบวก จะพิจารณาจุดแข็งของบุคคล ความเจริญงอกงามทางจิตใจ การมีสัมพันธ์ท่ีดีกับผู้อ่ืนและ
สังคม โดยเป้าหมายคือ เพ่ือช่วยบุคคล องค์กร และสังคม ให้สามารถมีชีวิต มีการดาเนินการงาน กิจกรรมต่างๆ อย่างเป็นสุข
มากขึ้น บคุ คลมีความสุขมากขน้ึ สามารถดารงชวี ติ และทาการงานต่าง ๆ ได้ประโยชน์ ได้ผลดมี ากขนึ้ ภายใต้กรอบคณุ ธรรมและ
จริยธรรมของสังคม ดงั นั้นจิตวทิ ยาเชงิ บวกจึงเป็นการศกึ ษาประสบการณ์เชิงบวกของบุคคลโดยใช้กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
มาทาการศึกษาจุดแข็งและคุณธรรมความดีงามของบุคคลโดยทั่วไปที่ไม่จาเป็นต้องมีปัญหาทางจิตเวชโดยมีความสนใจในการ
ค้นหาวา่ อะไรทเ่ี ปน็ ธรรมชาตขิ องบคุ คลที่ทาการตา่ งๆ (function) ไดอ้ ยา่ งมปี ระโยชนม์ ีประสทิ ธภิ าพสามารถทีจ่ ะปรับตวั เขากับ
สถานการณ์ต่างๆท่ีเปลี่ยนแปลงไปสามารถที่จะมีทักษะในการเรียนรู้ได้และสามารถอธิบายในเชิงจติ วิทยาถึงความสามารถของ
บคุ คลส่วนใหญ่ท่ถี งึ แมจ้ ะต้องเผชญิ กับอุปสรรคในชีวิตตา่ งๆยงั คงสามารถทีฝ่ า่ ฝันไปได้อย่างมีเกียรตมิ ีจดุ หมาย(Sheldon et al.
2000:216-217)เซเลกแมน (Seligman, 2000:5-14) ได้ให้คานิยามไว้ว่า จิตวิทยาทางบวก (Positive psychology)คือ การ
คน้ พบและสง่ เสริมพัฒนาศักยภาพพเิ ศษว่าด้วยความฉลาด หรืออจั ฉรยิ ภาพและทาชวี ติ ท่ีปกตใิ ห้สมบูรณ์ยิง่ ข้ึนสรุปไดว้ ่าจติ วิทยา
เชงิ บวก เปน็ การส่งเสริมให้บุคคลมคี วามสมบูรณ์ท้งั รา่ งกายและจิตใจ และมพี ฤติกรรมทแ่ี สดงออกในเชงิ บวก โดยเน้นการพัฒนา
ที่จดุ แขง็ หรือคณุ ลักษณะเด่นของบคุ คลในสังคมนัน้ ๆ โดยใช้หลกั การทางวทิ ยาศาสตร์ มุ่งศึกษาการบ่มเพาะความแข็งแกร่ง และ
ความจาเป็นในการดารงชีวิตของบุคคลและสังคมอย่างเติมเต็ม และเก้ือกูลการมีชีวิตอยู่อย่างสมบูรณ์สอดคล้องกับ พัชราภรณ์
ศรีสวัสดิ์ (2555:34)กล่าวว่าจิตวิทยาเชิงบวกเป็นกระบวนทัศนใ์ หม่ที่มบี ทบาทต่อความคิดที่มงุ่ เน้นการพัฒนาความเข้มแข็งด้าน
จิตใจของบุคคล รวมท้ังมุ่งเสริมสร้างคุณภาพชีวิตท่ีดี ป้องกันปัญหาท่ีจะเกิดข้ึนในชีวิต โดยการเสริมสร้างประสบการณ์ของ
ตนเองทางบวก ซ่ึงในประเทศไทยมีการนาจิตวทิ ยาเชงิ บวกมาใช้ในการพัฒนานกั เรียนอีกด้วย อาทจิ ารวุ รรณ แสงดว้ ง (2556:1-
8) ได้ศึกษาและพัฒนาจติ วทิ ยาเชิงบวก ของนักเรียนระดบั ชั้นมัธยมผลการวิจยั พบว่า 1) นกั เรียนกลุ่มทดลองที่ได้ใช้ชดุ กจิ กรรม
แนะแนวเพอ่ื พฒั นาจติ วทิ ยาเชิงบวกมีจติ วิทยาเชงิ บวกสูงข้ึนอย่างมนี ัยทางสถิตทิ ่ีระดับ .01 และ 2) นักเรียนกลุ่มทดลองทีใ่ ชช้ ุด
กิจกรรมแนะแนวเพ่ือพัฒนาจิตวิทยาเชิงบวก มีจิตวิทยาเชิงบวกสูงข้ึนกว่ากลุ่มควบคุมที่ใช้ชุดกิจกรรมแนะแนวตามปกติ
สอดคลอ้ งกับชะไมพร พงษพ์ านิช (2555:196-210) ใช้กิจกรรมในการฝกึ ทักษะครอบครวั สาหรบั ผปู้ กครองและผปู้ ่วยกลมุ่ อาการ
ออทสิ ตกิ โดยเน้นการเสรมิ สรา้ งความสขุ ให้กับผปู้ กครองตามแนวคดิ ของจิตวิทยาเชงิ บวกผลการวจิ ยั พบวา่ ผ้ปู กครองของผ้ปู ่วย
กลุ่มอาการออทิสติกมีทักษะการสอนบุตรมากกว่าก่อนการเข้าร่วมโปรแกรมการฝกึ ทักษะครอบครัวอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ี
ระดับ 0.01จิตวิทยาเชิงบวก (Positive psychology) เป็นแนวคิดทางจิตวทิ ยา ทไ่ี ม่ได้เน้นการศึกษาเยียวยาอาการผิดปกติทาง
จิตเป็นหลัก แต่ก็สามารถใช้ได้กับผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางจิตได้ด้วย จิตวิทยาเชิงบวกจะเน้นไปในเร่ือง การศึกษาเรื่อง

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 116

ภูมิคุ้มกันทางจิตใจ ตลอดจนการ ส่งเสริมคุณลักษณะด้านบวก ของคนท่ีไม่ได้มีปัญหาทางจิตเป็นงานจิตวิทยาที่มุ่ง "ส่งเสริม"
มากกว่าการ ซ่อมแซม" และยังส่งเสริมให้มนุษย์เกิดการค้นพบ พัฒนา และนาไปใช้ของศักยภาพท่ีซ่อนอยู่เพ่ือนาไปสู่ ความ
ผาสุกทางกายและทางจิตใจ (Seligman et al. 2005: 410-421)ดังนั้นจิตวิทยาเชิงบวกสามารถเสริมสร้างและพัฒนาให้บุคคล
เกิดความสมดลุ ในชีวติ ได้ โดยเร่ิมจากการเสริมสรา้ งหรอื พฒั นาคุณลกั ษณะเด่นทีบ่ คุ คลหรอื สังคมนั้นมีอย่ใู ห้เพ่ิมขนึ้ และอยคู่ งทน
ถาวร

การสานึกรู้คุณ (Gratitude) เป็นส่วนหนงึ่ ของจิตวิทยาเชิงบวก ท่ีเน้นการพฒั นาและเสรมิ สร้างคณุ ลักษณะเดน่ ของคน
ในสงั คมให้มีสขุ ภาพกายและใจท่ีดซี ง่ึ จะนาไปสู่ความเปน็ อยูท่ ่ดี ใี นอนาคต และบุคคลท่ีมสี านกึ ร้คู ณุ จะมีความรสู้ ึกทางบวกด้วยซึ่ง
นบั เป็น คุณธรรมท่ีมคี วามสาคัญมากเพราะมีความเชอ่ื มโยงกับคุณคา่ ดา้ นคณุ ธรรมจริยธรรม เป็นความรู้สกึ ท่ีสง่ ผลต่อพฤติกรรม
ในเชิงบวกสอดคล้องกับแมคคอลลอจ์เอมมอนส์และแซง (McCullough; Emmons; &Tsang.2002:112-127) คือบุคคลผู้ท่ีมี
การสานึกรคู้ ณุ สูงจะมี ความร้สู กึ ทด่ี ีต่อโลกและชวี ติ มีคณุ ภาพชวี ติ ทด่ี ี มคี วามศรทั ธา ในการนับถือศาสนามีความเออ้ื อาทรสงั คม
รับรู้เร่ืองราวท่ีเข้ามาในชวี ิตในทางบวกมากกวา่ มีความสุข มีความมีชีวติ ชีวา มคี วามเห็นอกเห็นใจ มีการให้อภัย มีการให้ความ
ชว่ ยเหลือ มกี ารสนบั สนนุ ผู้อน่ื มีการมองโลกในแง่ดี มีความหวงั ในชวี ิต และมีความพึงพอใจในชีวิตสงู ซึง่ ตรงข้ามกับผู้ที่ไม่มกี าร
สานึกรู้คุณ ซึ่งมีการรับรู้ในทางลบมากกว่า เช่น มีความวิตกกังวล สูง มีความหดหู่ซึมเศร้ามาก มีความอิจฉาริษยามาก มีความ
หลงในวัตถุนิยมมาก เป็นต้นการสานึกรู้คุณ มีความเช่ือมโยงเกี่ยวกับการมีชีวิตที่ดี และการสานึกรู้คุณยังเป็นส่วนหนึ่งของ
จิตวิทยาเชิงบวกอีกด้วยผู้วิจัยจึงได้ศึกษาค้นคว้าเอกสารท่ีเก่ียวกับคุณลักษณะเด่นของคนไทย ซ่ึงพบว่า การสานึกรู้ คุณ
(Gratitude) เป็นหน่ึงในคุณลักษณะเด่นของคนไทย สอดคล้องกับ ธนยศ ศิริดารงค์ศักดิ์ (2552:ไม่ระบุหน้า)ได้ทาการวัด
คณุ ลกั ษณะเด่นของคนไทยในเขตกรงุ เทพมหานคร และปริมณฑล พบว่า การสานึกรคู้ ณุ เป็นหน่ึงในคุณลักษณะเดน่ ของคนไทย
สอดคล้องกับ ศรัณย์ พิมพ์-ทอง (2558:ไม่ระบุหน้า) พบวา่ การสานกึ รคู้ ุณ เป็นหน่ึงในคณุ ลักษณะเด่นของคนไทยแมคคอลลอจ์
(McCullough.2002)ไดท้ าการศกึ ษาการสานกึ รูค้ ุณและไดแ้ ยกองค์ประกอบของการสานึกรคู้ ณุ ไว้ 3 องค์ประกอบ ประกอบด้วย
1) ร้สู กึ ขอบคณุ (Thankful) 2) ความปลมื้ ปิติ (Gratefulness)และ3) ความซาบซ้งึ ใจ (Appreciativeness)

ในงานวิจัยนี้ผู้วิจัยเน้นการเสริมสร้างจึงใช้กระบวนการทางจิตวิทยามาเสริมสร้างเพื่อให้เกิดการสานึกรู้คุณโดยใช้
กระบวนการกลุ่มพัฒนาตน (Personal Growth Group) ท่ีเป็นส่วนหน่ึงของการปรึกษาแบบกลุ่มมุ่งเน้นให้ความสาคัญในการ
พัฒนาตนเอง เพื่อเพ่ิมการตระหนักรู้ในตน ขยายศักยภาพของตนเองและสามารถใช้ศักยภาพน้ันได้อย่างก่อให้เกิดประโยชน์
สงู สุดกบั ตนเอง เพื่อให้เป็นบุคคลที่มคี วามงอกงามทางดา้ นจติ ใจ และเป็นหนทางให้บุคคลบรรลุสัจการแห่งตน ทาให้บุคคลรู้สึก
ว่าตนมีคุณค่า เข้าใจและยอมรับตนเองอย่างแท้จริง รวมท้ังยังทาให้บุคคลมีสัมพันธภาพท่ีดีกับบุคคลรอบข้าง (Trotzer.
2006:375-378) ดงั การศึกษาของชัยญาสทิ ธ์ิ ศันสนะวีรกุล (2544:11) ได้ศกึ ษาสมาชิกกลุ่มหลงั การเข้ากลุ่มพัฒนาตน กล่าวว่า
กลุ่มพัฒนาตน เป็นการจัดประสบการณ์กลุ่มให้บุคคลเพ่ือความเจริญงอกงามเป็นวิธีเสริมสร้างค วามสัมพันธ์และการเรียนรู้
เกี่ยวกับตนเองและผู้อ่ืนอย่างมีประสิทธิภาพ ประสบการณ์กลุ่มน้ีจะเปิดโอกาสให้บุคคลได้เรียนรู้การสร้างสายสัมพันธ์อันดีกับ
ผู้อ่ืน ทาให้รู้จักยอมรับตนเองและผู้อื่น และนาไปสู่การดารงชีวิตอย่างมีความสุข สามารถปรับตัวเข้ากับผู้อ่ืนและสังคม โลก
ภายนอกได้อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ ช่วยให้บุคคลได้ใช้ความสามารถและศักยภาพของตนอยา่ งเต็มท่ีสอดคล้องกับครรชิต แสนอบุ ล
(2553:25) ไดศ้ ึกษาผลของกลุ่มพฒั นาตนและการปรกึ ษาเชิงจติ วทิ ยาแนวพทุ ธ และการฝึกอานาปานสตทิ ี่มตี อ่ ภาวะอุเบกขาและ
ปัญญา กล่าวว่ากลุ่มพัฒนาตน เป็นกลุ่มทางจิตวิทยาที่นักจิตวิทยาการปรึกษามีความรู้ความเข้าใจโลกและชีวิตท่ีเกิดจากการ
ฝึกฝนตนเองในการเอ้อื ใหก้ ระบวนการกลุ่มการปรึกษาทางจิตวิทยา เกิดพลังขบั เคลื่อนใหส้ มาชิกกลุ่มได้เรียนรูจ้ นเข้าใจโลกและ
ชวี ติ ตามเปน็ จริง เกดิ ความงอกงามเบกิ บาน ตอ้ นรบั ทุกสรรพสิ่งและอยู่อยา่ งกลมกลนื กับชีวติ ได้

จากข้างต้นท่ีกล่าวมาจะเห็นได้ว่ากลมุ่ พัฒนาตนมีความเชื่อมโยงกับการสานึกรู้คุณ เพราะกลมุ่ พัฒนาตนมุ่งเสรมิ สร้าง
ให้บุคคลมีความงอกงามเบิกบาน และใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างเติมเต็ม และกลุ่มพัฒนาตนกับการสานึกรู้คุณยังสอดคล้องกับ
จิตวิทยาเชิงบวกเป็นอย่างยิ่ง ซ่ึงมุ่งเน้นการเสริมสร้างมากกว่าการแก้ไข จิตวิทยาเชิงบวกเน้นเสริมสร้างคุณลักษณะเด่นของ
บคุ คลหรือสงั คมนั้นให้เข้มแข็งคงทน เพราะแม้วา่ บุคคลจะมเี หตกุ ารณห์ รอื ส่งิ ใด ๆ ในชีวติ ที่ผา่ นมาไมว่ ่าสง่ิ น้ันจะดีหรือรา้ ยบุคคล
สามารถมีมุมมองต่อสถานการณ์ในเชิงบวกได้ อย่างไรก็ตามจากการศึกษาพบว่า การสานึกรู้คุณ (Gratitude) เป็นหนึ่งใน
คุณลักษณะเด่นของคนไทย สอดคล้องกับ ธนยศ ศิริดารงค์ศักดิ์ (2552:ไม่ระบุหน้า) ได้ทาการวัดคุณลักษณะเด่น (strength)
ของคนไทยในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล พบวา่ การสานึกรู้คุณ เป็นหน่ึงในคุณลักษณะเด่นของคนไทย สอดคล้องกับ
ศรณั ย์ พิมพ์-ทอง (2558:ไม่ระบหุ น้า) พบว่า การสานึกรู้คุณ เป็นหนึง่ ในคณุ ลักษณะเด่นของคนไทย ผู้วจิ ยั จงึ ได้สนใจและมคี วาม
ต้องการท่ีจะพัฒนาใหว้ ยั รุ่นไทยนัน้ มกี ารสานกึ รูค้ ณุ ซึ่งตอ้ งอาศยั ศาสตรท์ างจติ วิทยาเชิงบวกมาพัฒนาด้วย การมีสานึกรคู้ ณุ ทดี่ ี

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 117

จะชว่ ยสง่ เสริมความสุขในการใช้ชีวิตประจาวันมากขึน้ โดยเฉพาะอย่างยง่ิ ในนกั เรียนระดับชัน้ มธั ยมศกึ ษาตอนปลายซ่งึ เปน็ วยั รุน่
จงึ เปน็ การชว่ ยป้องกนั ปญั หาทางดา้ นจติ และอารมณ์ด้วยโปรแกรมการพัฒนาตนเองท่ีชว่ ยใหเ้ กดิ การเรียนรู้ และฝกึ ปฏบิ ตั ใิ นการ
นาไปใช้ได้จริง ซ่ึงจากการศึกษาของผู้วิจัยการสานึกรู้คุณจะนาไปสู่การมีสุขภาวะทางจิตที่ดีในอนาคต อันจะเป็นประโยชน์ต่อ
การพัฒนานักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และเป็นประโยชน์ ต่อผู้ให้คาปรึกษาในโรงเรียน ผู้ปกครอง ครูอาจารย์
และบุคคลทเี่ กีย่ วข้องกบั เด็ก และเยาวชน รวมทงั้ เป็นประโยชนต์ ่อการพัฒนาคณุ ภาพชีวิตของคน เพ่ือให้สอดคลอ้ งกับแผนการ
พัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมของประเทศชาตติ ่อไป

กรอบแนวคิดการวจิ ยั
ผู้วิจัยใช้แนวคิดกลุ่มพัฒนาตนของทรอตเซอร์ (Trotzer.2006:93-116)ซึ่งกล่าวถึงกระแสกลุ่มที่มักมีการเคลื่อนไหว

ตามลาดับ คือ ขนั้ เรม่ิ ขัน้ ยอมรับขั้นความรู้สึกรบั ผดิ ชอบขั้นกระทา และขั้นการปดิ กลมุ่ ดงั ภาพประกอบ

ตวั แปรจดั กระทา ตัวแปรตาม

โปรแกรมการเสรมิ สรา้ งการสานึกรคู้ ณุ ตาม การสานกึ รคู้ ุณตาม
แนวทางจติ วทิ ยาเชิงบวกของนักเรยี นช้ัน แนวทางจติ วิทยาเชงิ บวก
มัธยมศึกษาตอนปลายโดยกลุ่มพฒั นาตน

ภาพประกอบ กรอบแนวคดิ การวจิ ัย

วตั ถุประสงค์การวจิ ัย
1. เพอื่ ศึกษาการสานึกรู้คณุ ตามแนวทางจติ วทิ ยาเชงิ บวกของนักเรยี นในระดับชัน้ มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
2.เพ่ือเปรียบเทียบการสานึกรู้คุณตามแนวทางจิตวิทยาเชิงบวกของนักเรียนในระดับช้ันมัธยมศึกษาตอนปลาย ก่อน

และหลงั การเข้าร่วมกล่มุ พัฒนาตน
3.เพ่ือเปรยี บเทยี บการสานึกรู้คุณตามแนวทางจิตวิทยาเชิงบวกของนกั เรยี นในระดบั ชน้ั มัธยมศกึ ษาตอนปลายของกลุ่ม

ทดลองและกลมุ่ ควบคมุ

สมมติฐานการวจิ ยั
1. นักเรียนมกี ารสานกึ รู้คณุ ตามแนวทางจิตวิทยาเชิงบวกสงู ขน้ึ หลงั จากการเข้ากลมุ่ พัฒนาตน
2. นกั เรยี นกลุ่มทดลองมกี ารสานกึ ร้คู ณุ หลงั จากการเขา้ กลมุ่ พัฒนาตนสงู กว่ากลมุ่ ควบคมุ

วิธดี าเนนิ การวิจยั
ประชากร
ประชากรที่ใชใ้ นการวิจยั เปน็ นกั เรียนในระดับชนั้ มธั ยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนหาดใหญว่ ทิ ยาลยั จานวน 2,435 คน

(สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน. 2560: ออนไลน์)
กล่มุ ตวั อย่าง
กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการศึกษาการสานึกรู้คุณตามแนวทางจิตวิทยาเชิงบวก เป็นนักเรียนในระดับช้ันมัธยมศึกษาตอน

ปลายโรงเรยี นหาดใหญ่วทิ ยาลยั จานวน 396 คน
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในทดลองเป็นนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย จานวน 16 คน

โดยการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ท่ีมีค่าเฉล่ียการสานึกรู้คุณตามแนวทางจิตวิทยาเชิงบวกต่ากว่า
เปอร์เซนไทล์ที่ 25 ลงมา และมีความสมัครใจในการเข้าร่วมกลุ่มพัฒนาตน และได้รับอนุญาตจากผู้ปกครองแล้วดาเนินการสุ่ม
เขา้ กลมุ่ ด้วยการส่มุ อย่างงา่ ยแบ่งออกเปน็ กล่มุ ทดลอง จานวน 8 คน และกลุม่ ควบคุม จานวน 8 คน

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 118

ตวั แปรท่ีศึกษา
1. ตัวแปรตน้ คอื โปรแกรมการเสรมิ สรา้ งการสานึกรคู้ ุณตามแนวทางจิตวิทยาเชิงบวกของนักเรยี นชนั้ มัธยมศกึ ษาตอน
ปลายโดยกลุ่มพัฒนาตน
2. ตวั แปรตาม คือ การสานกึ รคู้ ุณตามแนวทางจติ วิทยาเชงิ บวก

วธิ กี ารเก็บรวบรวมข้อมลู
1. ผู้วิจัยขอหนังสือขอความร่วมมือเพื่อการวิจัยจากทางบัณฑิตวิทยาลัยของมหาวิทย าลัยศรีนครินทรวิโรฒถึง
ผอู้ านวยการโรงเรียนหาดใหญว่ ิทยาลัย จังหวัดสงขลา เพือ่ ให้นักเรียนระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย จานวน 396 คน ซึ่งเป็นกลุ่ม
ตัวอย่างตอบแบบสอบถามการสานึกรู้คุณตามแนวทางจิตวิทยาเชิงบวกของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาตอนปลายจากน้ันผู้วิจัยทา
การวิเคราะห์ข้อมลู เพื่อศึกษาการสานึกรคู้ ณุ ตามแนวทางจิตวิทยาเชงิ บวกของนักเรียนในระดับช้ันมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย แลว้ ทา
การคัดเลือกนักเรียนในระดับช้ันมัธยมศึกษาตอนปลายท่ีมีค่าเฉลี่ยการสานึกรู้คุณตามแนวทางจิตวิทยาเชิงบวกโดยรวมท่ีมีค่า
เปอร์เซนไทล์ที่ 25ลงมา แลว้ สอบถามความสมัครใจในการเข้าร่วมโปรแกรมการเสริมสร้างการสานึกรู้คุณตามแนวทางจติ วทิ ยา
เชงิ บวกของนักเรียนชน้ั มัธยมศึกษาตอนปลายโดยกลุ่มพัฒนาตน ได้กลมุ่ ตัวอย่างจานวนทั้งสิ้น 16 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
กลมุ่ ทดลอง จานวน 8 คน และกลุ่มควบคุมจานวน 8 คน
2. ผูว้ ิจยั นาโปรแกรมการเสริมสร้างการสานึกรู้คณุ ตามแนวทางจติ วิทยาเชิงบวกของนักเรยี นชัน้ มัธยมศึกษาตอนปลาย
โดยกลุ่มพัฒนาตนไปทดลองใช้ตามวนั และเวลาทกี่ าหนดไว้ โดยกอ่ นเข้าร่วมโปรแกรมการเสรมิ สร้างการสานึกรู้คณุ ตามแนวทาง
จิตวิทยาเชิงบวกของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาตอนปลายโดยกลุ่มพัฒนาตน ครั้งแรกให้นักเรียนกลุ่มทดลองและนักเรียนกลุ่ม
ควบคุมตอบแบบสอบถาม และหลงั เขา้ รว่ มโปรแกรมการเสริมสรา้ งการสานกึ รู้คุณตามแนวทางจติ วทิ ยาเชิงบวกของนกั เรียนช้ัน
มัธยมศึกษาตอนปลายโดยกลมุ่ พฒั นาตนครั้งสุดทา้ ยใหน้ ักเรียนตอบแบบสอบถาม เพอ่ื นามาทาการวเิ คราะหข์ ้อมูลทางสถติ ติ อ่ ไป

เครอ่ื งมอื ที่ใชใ้ นการวจิ ัย
1. แบบสอบถามการสานึกรู้คุณตามแนวทางจิตวิทยาเชิงบวกของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาตอนปลายมีค่าดัชนีความ
สอดคล้องระหว่างข้อคาถามและนิยามปฏิบัติการอยู่ระหว่าง0.66-1.00มีค่าอานาจจาแนกรายข้ออยู่ระหว่าง 0.27-0.67และ
แบบสอบถามการสานึกร้คู ณุ ตามแนวทางจิตวทิ ยาเชงิ บวกของนกั เรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาตอนปลายท้ังฉบับ มีค่าความเช่ือมั่นเท่ากับ
0.91
2. โปรแกรมการเสริมสร้างการสานึกรู้คณุ ตามแนวทางจติ วิทยาเชิงบวกของนักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาตอนปลายโดยกลุ่ม
พัฒนาตนมีคา่ ดัชนีความสอดคลอ้ งเท่ากับ 1.00

การวิเคราะห์ขอ้ มลู
1. การใช้สถิติพ้ืนฐาน (Descriptive Statistics) ประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน
(Standard Deviation)
2. การเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉล่ียก่อนและหลังทดลอง โดยการเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ย
แบบไม่เปน็ อิสระจากกัน (t-test for Dependent Samples)
3. การเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉล่ียในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคมุ โดยการเปรียบเทียบความแตกต่างของ
คา่ เฉล่ยี แบบเปน็ อิสระจากกนั (t-test for Independent Samples)

สรุปผลการวิจัย
1. การศกึ ษาการสานกึ รู้คณุ ตามแนวทางจติ วิทยาเชงิ บวกของนกั เรยี นในระดบั ช้ันมัธยมศกึ ษาตอนปลายดังตาราง 1

ตาราง 1 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของการสานึกรู้คุณตามแนวทางจิตวิทยาเชิงบวกของนักเรียนในระดับชั้น
มัธยมศกึ ษาตอนปลาย (n=396)

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 119

การสานกึ รู้คณุ ตามแนวทางจติ วิทยาเชิงบวก ̅ S.D. ระดับ
ความรสู้ ึกขอบคุณ 4.00 0.52 มาก
ความปล้มื ปติ ิ 3.77 0.60 มาก
ความซาบซง้ึ ใจ 3.93 0.58 มาก
3.89 0.51 มาก
การสานึกรคู้ ณุ ตามแนวทางจติ วทิ ยาเชิงบวกโดยรวม

จากตาราง 1ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของการสานึกรู้คุณตามแนวทางจิตวิทยาเชิงบวกของนักเรียนใน
ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย พบวา่ นักเรยี นในระดับช้ันมธั ยมศึกษาตอนปลายมคี ่าเฉลี่ยการสานึกร้คู ุณตามแนวทางจติ วทิ ยา
เชิงบวกโดยรวมเท่ากับ 3.89 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.51 อยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า
ความรู้สึกขอบคุณ มีค่าเฉล่ียสูงสุดเท่ากับ 4.00 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.52 รองลงมาคือ ความซาบซ้ึงใจ มีค่าเฉลี่ย
เท่ากับ 3.93 มีส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.58 ส่วนความปลื้มปิติ มีค่าเฉล่ียต่าสุดเท่ากับ 3.77 มีส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน
เทา่ กบั 0.60 ตามลาดบั

2. การเปรียบเทียบการสานึกรู้คุณตามแนวทางจิตวิทยาเชิงบวกของนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ก่อน
และหลังการทากลมุ่ พัฒนาตน ดงั ตาราง 2

ตาราง 2 การเปรียบเทียบการสานึกรู้คุณตามแนวทางจิตวทิ ยาเชิงบวกของนกั เรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ก่อนและ
หลังการทากล่มุ พฒั นาตน (n=8)

การสานกึ รคู้ ุณตามแนวทางจติ วทิ ยาเชิงบวก กอ่ นการทากลมุ่ หลังการทากลุ่มพัฒนา MD t p

พัฒนาตน ตน

M S.D. M S.D.

ความรสู้ ึกขอบคณุ 3.10 0.13 3.40 0.31 0.30 2.10* .03

ความปลื้มปิติ 2.98 0.28 3.67 0.40 0.69 3.90* .01

ความซาบซ้ึงใจ 3.16 0.37 3.82 0.22 0.66 3.87* .01

การสานึกรู้คณุ ตามแนวทางจติ วทิ ยาเชิงบวก 3.11 0.22 3.63 0.23 0.52 3.59* .01

โดยรวม

*p<.05
จากตาราง 2 การเปรียบเทียบการสานึกรู้คุณตามแนวทางจิตวิทยาเชิงบวกของนักเรียนในระดับช้ันมัธยมศึกษาตอน
ปลาย ก่อนและหลังการทากลุ่มพัฒนาตน พบว่า หลังการทากล่มุ พัฒนาตนนกั เรียนในระดบั ช้ันมัธยมศึกษาตอนปลายมีค่าเฉลี่ย
การสานึกรู้คุณตามแนวทางจิตวิทยาเชิงบวกโดยรวมและรายด้าน ประกอบด้วย ความรู้สึกขอบคุณ ความปล้ืมปิติ และความ
ซาบซึ้งใจเพิ่มสูงข้ึนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิตทิ ่รี ะดับ .05

3. การเปรียบเทียบการสานึกรู้คุณตามแนวทางจิตวิทยาเชิงบวกของนักเรียนในระดับช้ันมัธยมศึกษาตอนปลายของ
กลุ่มทดลองและกล่มุ ควบคมุ ดงั ตาราง 3

จากตาราง 3 การเปรียบเทียบการสานึกรู้คุณตามแนวทางจิตวิทยาเชิงบวกของนักเรียนในระดับช้ันมัธยมศึกษาตอน
ปลาย หลังการทากลุ่มพัฒนาตน พบว่า นักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายกลุ่มทดลองมีค่าเฉล่ียการสานึกรู้คุณตาม
แนวทางจิตวทิ ยาเชิงบวกโดยรวมและรายด้านประกอบดว้ ย ความรูส้ กึ ขอบคุณ ความปลม้ื ปิติ และความซาบซง้ึ ใจสงู กว่านักเรยี น
ในระดับชน้ั มธั ยมศึกษาตอนปลายกล่มุ ควบคุมอยา่ งมนี ยั สาคญั ทางสถิติท่รี ะดับ .05

ตาราง 3 การเปรียบเทียบการสานึกรู้คุณตามแนวทางจิตวิทยาเชิงบวกของนักเรยี นในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย หลังการ
ทากลมุ่ พฒั นาตนของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคมุ (n=16)

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 120

การสานึกร้คู ณุ ตามแนวทางจิตวทิ ยาเชิงบวก กล่มุ ทดลอง กลุ่มควบคุม MD t p

M S.D. M S.D.

ความรสู้ ึกขอบคุณ 3.40 0.31 3.00 0.40 0.40 2.21* .02

ความปลม้ื ปิติ 3.67 0.40 3.05 0.36 0.62 3.24* .00

ความซาบซ้งึ ใจ 3.82 0.22 3.10 0.27 0.72 5.80* .00

การสานกึ รูค้ ุณตามแนวทางจิตวทิ ยาเชงิ บวก 3.63 0.23 3.05 0.27 0.58 4.60* .00

โดยรวม

*p<.05

สรุปผลการวิจยั

1. นักเรียนในระดับช้ันมัธยมศึกษาตอนปลายมีค่าเฉลี่ยการสานึกรู้คุณตามแนวทางจิตวิทยาเชิงบวกโดยรวมเท่ากับ

3.89 มีส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.51 อยู่ในระดบั มาก

2. หลงั การทากลุ่มพฒั นาตนนักเรยี นในระดับชน้ั มัธยมศึกษาตอนปลายมีค่าเฉล่ยี การสานึกรู้คุณตามแนวทางจติ วทิ ยา

เชงิ บวกโดยรวมเพม่ิ สงู ขนึ้ อยา่ งมนี ยั สาคัญทางสถิตทิ ี่ระดับ .05

3. นักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยการสานึกรู้คุณตามแนวทางจิตวิทยาเชิงบวก

โดยรวมสูงกวา่ นักเรยี นในระดับช้นั มธั ยมศกึ ษาตอนปลายกล่มุ ควบคุมอย่างมนี ยั สาคญั ทางสถิตทิ ร่ี ะดับ .05

อภปิ รายผล
1. นักเรียนในระดับช้ันมัธยมศึกษาตอนปลายมีค่าเฉล่ียการสานึกรู้คุณตามแนวทางจิตวิทยาเชิงบวกโดยรวมเท่ากับ

3.89 ซ่ึงอยู่ในระดับมากท้ังนี้อาจเน่ืองมาจากสถาบันครอบครัวที่นักเรียนส่วนใหญ่ได้รับการอบรมเล้ียงดูแบบประชาธิปไตย มี
ความสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทสนมกับครอบครัว รวมถึงครอบครัวเป็นแบบอย่างท่ีดี มีการขอบคุณและยินดีต่อทุกสถานการณ์ท่ี
เกิดข้ึน มีจิตสานึก ก่อให้เกิดการแสดงออกที่มีความกตัญญูรู้คุณต่อผู้อ่ืน ทาให้นักเรยี นได้มีการเรียนรู้และซึมซับพฤติกรรมของ
ครอบครัว ส่วนส่งิ แวดล้อมในโรงเรียนมีการจัดการเรียนการสอน การจัดกิจกรรมคุณธรรมจริยธรรมเพ่ือเสริมสร้างคา่ นิยมการมี
สานกึ รคู้ ุณ เช่น กิจกรรมวันพ่อวันแม่ กิจกรรมวันสงกรานต์ กจิ กรรมค่ายคณุ ธรรมจริยธรรม เป็นตน้ ทาใหน้ ักเรยี นมีคณุ ลักษณะ
ทางจิตท่ีมีการสานึกรู้คุณตามแนวทางจิตวิทยาเชิงบวกเพ่ิมสูงข้ึน ดังคากล่าวของสุวรรณ พรมตัน (2555:7) ที่ได้ทาการศึกษา
โมเดลความสมั พันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยบางประการที่สง่ ผลต่อการสานึกรู้คุณตอ่ บุพการีของนกั เรยี นระดับชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 3
สังกัดสานักงานเขตพื้นที่เขตพ้ืนที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 จานวน 500 คน ผลการวิจัยพบว่า โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ
ของปัจจัยบางประการทีส่ ่งผลต่อการสานึกรู้คุณต่อบุพการีของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สังกัดสานกั งานเขตพื้นทเ่ี ขต
พ้ืนท่ีการศึกษาเชียงใหม่ เขต 3มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยการสานึกรู้คุณต่อบุพการีได้รับอิทธิพลทางตรงจาก
ลักษณะทางจิตของนักเรียน มีค่าสัมประสิทธิ์อิทธิพลสูงสุดเท่ากับ 0.49 รองลงมาคือ ส่ิงแวดล้อมภายในครอบครั ว และ
ส่งิ แวดล้อมทางสงั คม มีค่าสัมประสิทธ์ิอิทธิพลเทา่ กบั 0.33 และ 0.12ตามลาดบั

2. การเปรียบเทียบการสานึกรู้คุณตามแนวทางจิตวิทยาเชิงบวกของนักเรียนกล่มทดลองหลังการทากลุ่มพัฒนาตนมี
ค่าเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยข้อ 1 จากผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า
นกั เรียนมกี ารสานึกรู้คุณตามแนวทางจติ วิทยาเชิงบวกเพิ่มขนึ้ หลังจากการเขา้ กลมุ่ พฒั นาตน ทั้งน้เี ปน็ เพราะกลุ่มพฒั นาตนเป็น
การให้คาปรึกษาเชิงจิตวิทยาเพ่ือเสริมสร้างความตระหนักรู้ในตนเอง เพอ่ื ใหบ้ ุคคลมีความเจรญิ งอกงามทางจิตใจ มีความเข้าใจ
และยอมรับตนเอง มีการเห็นคุณค่าในตนเอง และมีสัมพันธภาพท่ีดีต่อบุคคลรอบข้าง ดังท่ี (Trotzer. 2006: 375-378)ได้กลา่ ว
วา่ กลุ่มพัฒนาตนน้ันให้ความสาคัญต่อการพัฒนาตนเองเพ่ือเพ่ิมการตระหนักรู้ในตน ขยายศักยภาพของตนเองและสามารถใช้
ศักยภาพน้ันได้อย่างก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับตนเอง เพื่อให้เป็นบุคคลที่มีความงอกงามทางด้านจิตใจ และเป็นหนทางให้
บุคคลบรรลสุ ัจการแห่งตน ทาใหบ้ ุคคลรู้สกึ ว่าตนมคี ณุ ค่า เขา้ ใจและยอมรบั ตนเองอย่างแทจ้ ริงจึงทาให้นักเรยี นมกี ารสานึกรู้คุณ
ตามแนวทางจติ วทิ ยาเชงิ บวกเพม่ิ สงู ขึน้

3. นักเรียนในระดับช้ันมัธยมศึกษาตอนปลายกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยการสานึกรู้คุณตามแนวทางจิตวิทยาเชิงบวก
โดยรวมสูงกว่านักเรียนในระดับช้ันมัธยมศึกษาตอนปลายกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05ซ่ึงเป็นไปตาม
สมมติฐานการวิจัยข้อ 2 ท่ีว่านักเรียนกลุ่มทดลองมีการสานึกรู้คุณหลังจากการเข้ากลุ่มพัฒนาตนสูงกว่ากลุ่มควบคุมท้ังน้ีเป็น
เพราะ นักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายกลมุ่ ทดลองไดเ้ รียนรู้การสานึกรคู้ ุณดว้ ยการพัฒนาตนโดยใช้แนวคดิ ทฤษฎกี าร

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 121

ให้คาปรึกษาที่มคี วามหลากหลาย ทาใหน้ กั เรียนมคี วามร้คู วามเข้าใจในการสานึกรคู้ ณุ ไดอ้ ยา่ งลกึ ซ้ึง สว่ นนกั เรยี นกลุม่ ควบคุมน้ัน
ได้เรียนรู้จากการเรียนการสอนตามปกติเพียงอย่างเดียว จึงทาให้นักเรียนกลุ่มทดลองมีค่าเฉล่ียการสานึกรู้คุณสูงกว่านักเรียน
กลุ่มควบคมุ ดังการศึกษาของณัฎฐณิช เจริญวรชัย (2559: 87-88) ได้ทาการศกึ ษาผลการใหค้ าปรึกษากลุ่มตามทฤษฎียึดบุคคล
เปน็ ศูนย์กลางตอ่ ความสานึกรู้คณุ ของนิสิตปรญิ ญาตรี จานวน 18 คน แบง่ ออกเป็นกลุ่มทดลอง จานวน 9 คน และกลุ่มควบคุม
จานวน 9 คน ผลการวิจยั พบว่า กลุ่มและระยะเวลาท่ีแตกต่างกันมีความสานึกร้คู ุณแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถติ ิท่รี ะดับ
.05 โดยนักศึกษากลุ่มทดลองมีค่าเฉล่ียการสานึกรู้คุณระยะติดตามผลการทดลองและหลังการทดลองสูงกว่านักศึกษากลุ่ม
ควบคุมอยา่ งมีนยั สาคัญทางสถติ ทิ ่ีระดบั .05

ข้อเสนอแนะ
ขอ้ เสนอแนะทว่ั ไป
1. การสร้างสัมพันธภาพระหว่างผู้ให้คาปรึกษากับผู้รับคาปรึกษาเป็นสิ่งสาคัญที่สุด เพราะในกระบวนการสร้าง

สมั พนั ธภาพเป็นหัวใจสาคญั ในการเปดิ กลมุ่ ดังนน้ั ถ้าบรรยากาศการใหค้ าปรกึ ษากลุ่มไมอ่ านวย ไม่ควรรีบทจี่ ะทาตามโปรแกรม
ของผ้วู ิจยั ทนั ที อาจใช้วธิ ีคยุ เล่นกนั เองเพ่ือความผอ่ นคลาย

2. ตัวแปรการสานกึ รูค้ ุณ ภาษาองั กฤษใช้คาว่า Gratitude เป็นตวั แปรที่มีการศกึ ษาในต่างประเทศมากกว่าในประเทศ
จึงควรศึกษาจากวิจัยนเี้ พอ่ื ให้เข้าใจคาวา่ Gratitude ตรงกนั กอ่ นท่ีจะนาเอาไปใช้

3. แบบวัดการสานกึ รคู้ ณุ สามารถนาไปใช้เป็นเครื่องมือในการวดั การสานึกรู้คณุ ของกลุ่มทีม่ ีลักษณะคลา้ ยคลึงกับกลุ่ม
ตัวอย่างได้เน่ืองจากแบบวัดมีความเที่ยงตรง และความเช่ือมั่นในระดับสูง หากประสงค์จะใช้แบบวัดกับกลุ่มอ่ืน ๆ ได้แก่ กลุ่ม
วยั รนุ่ ท้งั วยั รุ่นตอนต้น วยั รุ่นตอนกลาง และวยั รนุ่ ตอนปลาย ทั้งในสถานศกึ ษาหรอื องค์กร และควรต้องปรับเปล่ยี นข้อคาถามให้
สอดคลอ้ งเหมาะสมกับกลมุ่ ตัวอยา่ งดงั กล่าวดว้ ย

4. จากการศึกษาวิจัยครั้งน้ี พบว่า การแสดงความเป็นกันเองและการเปิดเผยตัวเอง จะช่วยให้นักเรยี นวัยรุ่นสามารถ
เข้าทากลุ่มพัฒนาตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความกล้าแสดงออก และยังสามารถเช่ือมโยงประสบการณ์กับตนเองได้มากข้ึน
และสามารถนาสิ่งที่ได้เรียนรู้ในกลุ่มพัฒนาตนไปใช้ในชีวิตประจาวันได้ ที่เห็นได้ชัดเจนคือการเข้าเรียนตรงเวลา และไม่มา
โรงเรียนสาย

ขอ้ เสนอแนะในการวจิ ัยคร้ังต่อไป
1. ควรมีการศกึ ษาการติดตามผลหลังจากการทดลอง เพ่ือดูผลการคงอยู่ของระดับการสานึกรู้คุณจากการใช้โปรแกรม
การเสริมสร้างการสานกั รูค้ ณุ ตามแนวทางจติ วทิ ยาเชงิ บวกของนกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายโดยกลมุ่ พัฒนาตน
2. จากการศึกษาวิจัยครง้ั น้ี พบวา่ นักเรียนวยั รุ่นแต่ละคนมีการรับรู้ การคดิ การแสดงออก ความสามารถในการเขา้ ใจ
แตกต่างกัน ดังนั้นควรมีการเสริมสร้างการสานึกรู้คุณของนักเรียนวัยรุ่นโดยการให้คาปรึกษารายบุคคลเพ่ือเปรียบเทียบ
ประสิทธภิ าพกบั การให้คาปรกึ ษากลุ่ม
3. ควรมีการศึกษาองค์ประกอบอื่นๆ ท่ีส่งผลต่อการสึกรู้คุณ เช่น สภาพทางสังคมสภาพทางครอบครัว และ
สมั พนั ธภาพกบั เพ่ือน เปน็ ต้น

กิตตกิ รรมประกาศ
ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณผู้ช่วยศาสตราจารย์พัชราภรณ์ ศรีสวัสดิ์ และอาจารย์ ดร.ครรชิต แสนอุบล ที่ชี้แนะแนว
ทางการทาปริญญานิพนธ์ด้วยความรักความเมตตา ทาให้ผู้วิจัยได้เรียนรู้และมีประสบการณ์ในการทาวิจัยเป็นอย่างดี รวมถึง
ขอขอบพระคุณโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยท่ีกรุณาให้ความอนุเคราะห์สถานท่ีในการเก็บรวบรวมแบบสอบถามและการทดลอง
โปรแกรมกลมุ่ พัฒนาตน รวมถึงขอขอบคุณนกั เรยี นวัยรนุ่ ทกุ คนท่ีให้ความร่วมมือในการตอบแบบสอบถามและให้ความรว่ มมอื ใน
การเข้ารว่ มโปรแกรมเพือ่ เสรมิ สรา้ งการสานกึ รคู้ ุณเป็นอยา่ งดี

เอกสารอ้างอิง
ครรชิต แสนอุบล. (2553). ผลของกลุ่มพัฒนาตนและการปรึกษาเชงิ จติ วทิ ยาแนวพุทธและการฝกึ อานาปานสติที่มี ตอ่ ภาวะ

อเุ บกขาและปญั ญา. วิทยานพิ นธ์ ศศ.ด. (จิตวทิ ยา). กรุงเทพฯ: บณั ฑติ วิทยาลยั จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั .

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 122

จารุวรรณ แสงดว้ ง. (2556). ผลการใชช้ ดุ กิจกรรมแนะแนวเพอื่ พฒั นาจิตวิทยาเชิงบวก ของนกั เรียนระดับชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 2
โรงเรยี นผดุงปญั ญา จงั หวัดตาก. ปริญญานิพนธ์ ศษ.ม.(การแนะแนวและการปรึกษาเชิงจติ วทิ ยา). นนทบุร:ี บณั ฑติ
วทิ ยาลัยมหาวิทยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธิราช.

ชัยญาสิทธ์ิ ศันสนะวีรกุล. (2540). การวิเคราะห์ประสบการณข์ องสมาชิกกลุม่ หลังการเข้ากลมุ่ พฒั นาตน. วิทยานพิ นธ์ ศศ.ม.
(จิตวิทยาการปรึกษา). กรงุ เทพฯ: บัณฑติ วทิ ยาลยั จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั .

ชะไมพร พงษ์พานชิ และคณะ. (2555). ผลของโปรแกรมการฝึกทักษะครอบครวั สาหรับผู้ปกครองและผูป้ ว่ ยกล่มุ อาการออทสิ ตกิ
ตามแนวคดิ จติ วทิ ยาเชิงบวก.วารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสขุ . 22(1): 11-25.

ณฎั ฐณิช เจรญิ วรชัย. (2559). ผลการปรกึ ษากลมุ่ ตามทฤษฎียดึ บคุ คลเปน็ ศนู ยก์ ลางตอ่ ความสานกึ ขอบคุณของนิสติ ปริญญาตร.ี
วารสารวิชาการมหาวิทยาลยั ราชภัฎอุตรดติ ถ์. 11(1): 87-88.

ธนยศ ศริ ดิ ารงค์ศักด.ิ์ (2552). ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งคณุ ลักษณะเดน่ ความพึงพอใจในชีวิตและความพงึ พอใจในการทางานของ
คนไทยในเขตกรงุ เทพมหานครและปริมณฑล. วทิ ยานิพนธ์ ศศ.ม. (จิตวทิ ยาอตุ สาหกรรมและองคก์ าร). กรงุ เทพฯ:
บณั ฑิตวิทยาลัย จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.

พัชราภรณ์ ศรสี วสั ดิ์. (2555). ทุนทางจิตวทิ ยา. วารสารพฒั นาเทคนคิ ศึกษา. 25(84): 34.
สวุ รรณ พรมตนั . (2555). โมเดลความสมั พนั ธ์เชิงสาเหตุของปจั จัยบางประการทสี่ ง่ ผลตอ่ ความกตญั ญกู ตเวทตี ่อบพุ การีของ

นกั เรียนช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 3 สงั กดั สานกั งานเขตพ้ืนที่การศึกษาเชยี งใหม่ เขต 3. วารสารการวจิ ยั กาละลองคา. 6(1):
7.
สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกจิ และสังคมแหง่ ชาติ. (2560). แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาติ ฉบบั ท1ี่ 2
(พ.ศ. 2560-2564). กรุงเทพฯ: สานกั นายกรัฐมนตรี.
Csikszentmihalyi, Mihaly; & Hunter, Jeremy. (2003). Happiness in Everyday Life: the Uses ofExperience
Sampling. Journal of Happiness Studies. 4(2): 185-199.
McCullough, Michael E.; Emmons, Robert A.;& Tsang, J. (2002). The grateful disposition: A conceptual and
empirical topography. Journal of Personality and Social Psychology. 82(1): 112-127.
Seligman, Martin E.;& Csikszentmihalyi, M. (2000, January). Positive psychology: An introduction. American
Psychologist. 55: 5-14.
Seligman, Martin E. et al. (2005, July-August). Positive psychology progress: Empirical validation of
interventions. American Psychologist. 60(5): 410–421.
Sheldon, Ken et. al. (2000). Positive psychology manifesto. Manifesto presented at Akumal conference and
revised during the Akumal meeting. Retrieved May 3, 2018, from
http://www.optimalfunctioning.com/featured/positive-psychology-manifesto.html
Trotzer, Jame P. (2006). The Counselor and the Group. 4th ed. England: Taylor & Francis.

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 123

การศึกษาความตอ้ งการในการพัฒนาตนเองของนสิ ิตระดับปริญญาตรี
คณะศลิ ปกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ

STUDY OF PERSONAL DEVELOPMENT NEEDS OF UNDERGRADUATE STUDENTS IN FACULTY OF FINE ARTS,
SRINAKHARINWIROT UNIVERSITY

พัณณ์ชิตา ปติ ชิ ยั วิจติ ร์, จตุพล ยงศร, จักรกฤษณ์ โปณะทอง
E-mail : [email protected]

บทคดั ยอ่
การวิจัยในคร้ังนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาความต้องการในการพัฒนาตนเองของนิสิตระดับปริญญาตรี คณะศิลปกรรม

ศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒใน 4 ด้านคือ ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ ด้านสังคม ด้านสติปัญญา จาแนกตามเพศ ช้ันปี
สาขาและผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน กลมุ่ ตวั อย่างท่ีใชใ้ นงานวจิ ยั นีป้ ระกอบด้วย นิสิตระดบั ปริญญาตรี คณะศลิ ปกรรมศาสตร์ ภาค
เรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2561 รวมทั้งหมด 8 สาขา จานวน 320 คน เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบจานวน 32
ขอ้ โดยหาค่าความเช่ือม่ันวิเคราะห์ท้ังฉบับด้วยวธิ ีการหาค่าสมั ประสิทธ์ิแอลฟา (α – Coefficient) ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ
.945 สถิติท่ีใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าคะแนนเฉล่ีย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทาง
เดยี วและการทดสอบความแตกตา่ งเป็นรายคู่โดยวธิ ีการของเชฟเฟ่

ผลการวิจัยพบวา่ 1. นิสิตระดับปริญญาตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ มีความต้องการใน
การพฒั นาตนเองโดยรวมและเป็นรายดา้ น อยใู่ นระดบั มาก 2. นสิ ติ ระดบั ปรญิ ญาตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยศรนี คริ
นทรวิโรฒ เพศต่างกันมคี วามตอ้ งการในการพฒั นาตนเองด้านอารมณ์ ด้านสังคม ดา้ นสติปญั ญาและโดยรวม แตกตา่ งกันอย่างมี
นัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ.05 ยกเว้นด้านร่างกายท่ีไม่พบความแตกต่าง 3. นิสิตระดับปริญญาตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ชน้ั ปตี ่างกันมีความตอ้ งการในการพัฒนาตนเอง โดยรวมและรายด้านไม่แตกตา่ งต่างกัน 4. นิสิต
ระดับปริญญาตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ สาขาวิชาต่างกัน มีความต้องการในการพัฒนาตนเอง
โดยรวมและรายด้าน แตกต่างกัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 5. นิสิตระดับปริญญาตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒท่ีมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนต่างกัน มีความต้องการในการพัฒนาตนเองโดยรวมและรายด้านไม่
แตกต่างกนั
คาสาคญั : ความตอ้ งการ, การพัฒนาตนเอง
Abstract

The purpose of this research is to study personal development needs of undergraduate students in
Srinakharinwirot University’ s Faculty of Fine Arts in 4 areas: physical, emotional, social, and intellectual
while classifying study groups by gender, grade year, branch of study, and academic achievement. The
samples used in this research are 2nd semester, 2018 academic year undergraduate students in the Faculty
of Fine Arts, including 8 major branches of studies with a total of 320 people. The tool used for this study is
a questionnaire with 32 questions. The reliability measurement is done by using the coefficient alpha
(Cronbach’s alpha) which has a reliability value of .945. The statistics used for data analysis are average
scores, standard deviation, one-way analysis of variance (ANOVA), and the difference test utilizing Scheffe's
method.

The results of the research are as follows: 1. Undergraduate students in the Faculty of Fine Arts,
Srinakharinwirot University have high level of overall needs for self-development. 2. The needs for self-
development of undergraduates classified by gender groups in the emotional, social, and intellectual
aspects are statistically different by 0.05 with the exception of the physical aspect which is identical. 3. The
needs for self-development of the undergraduates compared by each grade year are overall and
individually identical. 4. The needs for self-development of the undergraduates classified by branch of
studies are statistically different by 0.05. 5. The needs for self-development of undergraduate students of
the Faculty of Arts with different academic achievement are overall and individually identical.
Keywords: Personal Development Needs

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 124

บทนา
จากการพัฒนาประเทศดว้ ยแผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชาติ ฉบบั ที่ 12 เป็นจดุ เปลีย่ นครั้งสาคัญของการพัฒนา

เพราะได้เช่ือมต่อกับภาพอนาคตประเทศไทย ใน 20 ปีข้างหน้าสู่การปฏิบัติในระยะเวลา 5 ปี(พ.ศ. 2560-2564) โดยแต่ละ
ยุทธศาสตร์ของแผนพัฒนาฯ ฉบับท่ี12 กาหนดแผนงานหรือโครงการสาคัญที่ต้องดาเนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรมในช่วง 5 ปี
แรกของการขับเคลื่อนภาพอนาคตเพื่อวางรากฐานการพัฒนาในระยะยาวสู่ประเทศพัฒนาแล้วและรองรับการเปล่ียนแปลงใน
อนาคตไดอ้ ยา่ งเหมาะสม เดก็ ไทยจงึ ควรมีการยกระดบั กระบวนการเรยี นรดู้ ว้ ยการสอนที่ม่งุ เนน้ ใหพ้ ฒั นาทกั ษะด้านวทิ ยาศาสตร์
เทคโนโลยีวศิ วกรรมศาสตร์ คณติ ศาสตร์และศิลปะ รวมท้ังได้มุ่งพัฒนาใหค้ นไทยทุกช่วงวัยเปน็ คนทส่ี มบรู ณ์ มีคณุ ธรรมจริยธรรม
มีระเบียบวินัย ค่านิยมท่ีดี มีจิตสาธารณะ และมีความสุข โดยมีสุขภาวะและสุขภาพท่ีดี ครอบครัวอบอุ่น เป็นคนเก่งที่มีทักษะ
ความรูค้ วามสามารถและพัฒนาตนเองได้ตอ่ เนอ่ื งตลอดชีวิต รวมถึงความม่ันคงทางเศรษฐกจิ และสงั คม

นอกจากน้ี ปอ.ปยุตฺโต พระธรรมปิฎก (2542, น.142-146) ได้กล่าวถึงการพัฒนาความเป็นมนุษย์ใน 3 ด้าน ได้แก่
ด้านพฤตกิ รรม พัฒนาได้ด้วยศีล ด้านจติ ใจ พัฒนาได้ด้วยสมาธแิ ละดา้ นความรู้ พัฒนาได้ดว้ ยปัญญา ซ่ึงจะต้องมีการพัฒนาไป
พร้อม ๆ กันเพราะเป็น 3 ด้านของชีวิตท่ีไม่อาจแยกขาดจากกันได้ การพัฒนาในลักษณะนี้จะเป็นการพัฒนาอย่างประสาน
กลมกลืนสง่ ผลเก้ือกลู กันไปด้วยดีทั้งระบบตามแนวพุทธจริยธรรมท่เี ปน็ เรือ่ งทค่ี รอบคลมุ ท้ังพฤติกรรม จติ ใจ และปญั ญาเป็นการ
พฒั นาชีวิตท้ังหมด ซ่งึ พจน์ พจนพาณิชย์กุล (2556) ได้กลา่ วกบั ความสาคัญของการพัฒนาตนให้เปน็ มนุษย์ทส่ี มบรู ณห์ รอื อยา่ ง
นอ้ ยก็ตอ้ งการมีชีวิตทีเ่ ป็นสุขในสังคม ประสบความสาเรจ็ ตามเป้าหมายและความต้องการของตนเอง พัฒนาตนเองไดท้ ันต่อการ
เปลย่ี นแปลงที่เกิดขึ้นในสังคมโลก ในส่วนของความสาคัญของการพัฒนาตนให้ดีข้นึ หรอื เป็นการเปลี่ยนแปลงเพ่ือสิ่งท่ีดีกว่าจาก
การพัฒนาประสิทธิภาพในการทางาน จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงเพ่ือให้ไดม้ าซึ่งผลผลิตท่เี พิ่มข้ึน หรือสามารถลดต้นทุนได้เพิ่มข้ึน
ถ้าจะว่าไปแล้วการพัฒนาประสิทธิภาพในการทางาน ถือเป็นการพัฒนาศักยภาพของบุคคลให้มีขีดความสามารถเพ่ิมมากข้ึน
นั่นเองแต่ส่ิงท่ีสาคัญที่สุดของการพัฒนาตนเอง คือการมีจิตใจที่มุ่งมั่นในการท่ีจะเปล่ียนแปลงตนเองไปในทิศทางที่ดีขึ้นและ
รวมถึงการเตรียมความพร้อมในด้านต่าง ๆ เพื่อรับกับสถานการณ์ท้งั หลายได้ดว้ ยความรูส้ ึกทด่ี ีต่อตนเองและยังรู้ถึงข้อบกพร่อง
เพ่ือปรับปรงุ พฒั นาพฤติกรรมให้เหมาะสม

จากนโยบายการประกันคุณภาพการศึกษา คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ ปีการศึกษา 2560
ได้มีการดาเนินการตรวจประเมินคุณภาพการศึกษาภายในของคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผลการ
ประเมินคณุ ภาพภายในโดยรวมอยู่ในระดบั ดี และมขี อ้ เสนอแนะท่ีเกยี่ วข้องกับการพัฒนานสิ ิตดังน้ี ดา้ นการผลิตบณั ฑิต จากผล
การดาเนินการจากคณะกรรมการการประเมิณคุณภาพภายใน พบว่า นิสิตต้องการให้มีการจัดบริการให้คาปรึกษาทางวิชาการ
และแนะแนวการใช้ชีวิตแก่นิสิตท้ังเรื่องกิจกรรม ทุนการศึกษา ปัญหาส่วนตัวและเร่ืองอ่ืน ๆ ท่ีนิสิตต้องการ เพื่อสร้างความ
พร้อมทั้งกายและใจและสงั คมไปพร้อมกันเพ่ิมเตมิ ด้านการพัฒนาตนเองของนิสิต คือควรให้มีการจัดกิจกรรมทางด้านคุณธรรม
และจริยธรรมเพ่ิมขึ้นเพ่ือเป็นการกล่อมเกลาจิตใจและเตรียมความพร้อมก่อนท่ีจะสาเร็จการศึกษาด้านกิจกรรมนิสิตระดับ
ปริญญาตรีได้มีการจัดกิจกรรมพัฒนานิสิต ให้ดาเนินกจิ กรรมท่ีสง่ เสริมตามคุณลักษณะบณั ฑิตตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ ตาม
กรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ 5 ประการ ซึ่งได้มีการจัดโครงการในแต่ละด้านโดยรวมที่มุ่งเน้นพัฒนานิสิต โดยให้จัดกิจกรรม
ทางด้านคณุ ธรรมและจรยิ ธรรมเพม่ิ ข้นึ

จากปัญหาที่พบดังกล่าว ผู้วิจัยจึงมีความสนใจท่ีจะทาการศึกษาการพัฒนาตนเองของนิสิตระดับปริญญาตรี คณะ
ศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนานิสิตระดับปริญญาตรี คณะ
ศิลปกรรมศาสตร์ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการพัฒนาตนเองเนื่องจากนิสิตเป็นทรัพยากรท่ีสาคัญในการสร้างสรรค์แนว
ทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทั้งในระดับจุลภาคและมหภาค ดังนั้น การพัฒนานิสิตให้มีความรู้ ความสามารถ มีทักษะและ
ประสบการณ์ มีคุณธรรมจริยธรรม มีทัศนคติท่ีเหมาะสมกับการปฎิบัติตนของแต่ละบุคคล ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อหน่วยงานที่
เกี่ยวขอ้ งและมคี วามสาคัญในการพัฒนาตนเองของนิสิตมหาวทิ ยาลยั
ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 125

กรอบแนวคิดในการวจิ ยั ตัวแปรตาม
ความต้องการพัฒนาตนเองของนิสิต
ตวั แปรอิสระ ระดับปริญญาตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์
ขอ้ มูลทว่ั ไปของนิสิต ม ห า วิ ท ย า ลั ย ศ รี น ค ริ น ท ร วิ โร ฒ
ประกอบดว้ ย 4 ด้าน
1. เพศ จาแนกเปน็
1.1 เพศชาย 1. ด้านร่างกาย
1.2 เพศหญิง 2. ดา้ นอารมณ์
1.3 เพศทางเลอื ก 3. ด้านสงั คม
2. ช้ันปี จาแนกเปน็
2.1 ชน้ั ปที 1่ี 4. ดา้ นสตปิ ัญญา
2.2 ชน้ั ปีท่ี 2
2.3 ชั้นปีที่ 3
2.4 ชน้ั ปีท่ี 4 หรอื สงู กว่า
3. สาขาวชิ า จาแนกเปน็
3.1 สาขาวิชาศลิ ปศึกษา
3.2 สาขาวิชาศลิ ปะจินตทศั น์
3.3 สาขาวชิ าการออกแบบสือ่ สาร
3.4 สาขาวิชาการออกแบบทศั นศลิ ป์
3.5 สาขาวิชาศลิ ปะการแสดง
3.6 สาขาวิชานาฏศลิ ป์
3.7 สาขาวชิ าดุรยิ างคศาสตร์ไทยและเอเชีย
3.8 สาขาวิชาดรุ ยิ างศาสตร์สากล
4. ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน จาแนกเป็น
4.1 ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนสงู
4.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนปานกลาง
4.3 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่า

วตั ถุประสงคข์ องการวิจยั
1. เพื่อศึกษาความต้องการพัฒนาตนเองของนิสิตระดับปริญญาตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒใน 4

ด้านคือ ดา้ นร่างกาย ด้านอารมณ์ ดา้ นสงั คม ด้านสตปิ ญั ญาและโดยรวมทุกด้าน
2. เพ่ือเปรียบเทียบความต้องการพัฒนาตนเองของนิสิตระดับปริญญาตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

โดยรวมและเป็นรายดา้ น จาแนกตาม เพศ ชน้ั ปี สาขาวชิ าและผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น

สมมตฐิ านการวิจยั
1. นิสิตเพศต่างกัน มคี วามตอ้ งการพัฒนาตนเองโดยรวมในแต่ละด้านแตกต่างกัน
2. นิสิตชน้ั ปตี ่างกัน มีความตอ้ งการพัฒนาตนเองโดยรวมในแตล่ ะดา้ นแตกตา่ งกัน
3. นิสิตสาขาวิชาตา่ งกัน มคี วามต้องการพัฒนาตนเองโดยรวมในแตล่ ะด้านแตกตา่ งกัน
4. นสิ ติ ท่ีมีผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นตา่ งกันมคี วามตอ้ งการพัฒนาตนเองโดยรวมในแต่ละดา้ นแตกต่างกัน

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 126

วิธดี าเนนิ การวจิ ัย/Methods
ประชากรและกลุ่มตวั อย่าง
ประชากร
ประชากรทใ่ี ช้ในการวิจัยครง้ั น้ี เปน็ นสิ ิตระดับปริญญาตรี คณะศลิ ปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครนิ ทรวโิ รฒ ภาคการศกึ ษา

ท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2561 ท้ังหมด 1,603 คน
กลุ่มตวั อย่าง
กลุ่มตัวอยา่ งที่ใชใ้ นการวจิ ยั ครง้ั นี้เป็นนสิ ิตระดบั ปริญญาตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ ภาคเรียนที่

2 ปีการศึกษา 2561 โดยกาหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง (Sample Size) โดยใช้สูตรการคานวณขนาดตัวอย่างของ ทาโร ยามาเน่ (Taro
Yamane. n.d.) ท่ีระดับความคลาดเคล่ือน ไม่เกินร้อยละ 5 ท่ีระดับความเช่ือม่ัน 95% ได้จานวนนสิ ิตท่ีเป็นกลุ่มตัวอย่างจานวน 320 คน
โดยมสี าขาวชิ าเปน็ ตัวแบ่งชัน้ และมนี สิ ติ แตล่ ะสาขาวิชาเปน็ หน่วยการสุม่ (Sampling Unit)

ตวั แปรทศ่ี ึกษา
ตวั แปรอิสระ ได้แก่ เพศ ชนั้ ปี สาขาวชิ าและผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน
ตวั แปรตาม ได้แก่ ความตอ้ งการพฒั นาตนเองของนสิ ติ ระดับปรญิ ญาตรี คณะศลิ ปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรี

นครินทรวโิ รฒ 4 ด้าน ไดแ้ ก่ ดา้ นร่างกาย ดา้ นอารมณ์ ดา้ นสังคมและดา้ นสติปญั ญา

วธิ กี ารเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
ผู้วจิ ัยดาเนินการเก็บรวบรวมข้อมลู ตามขั้นตอนดังนี้
1. ขอหนังสือแนะนาตัวจากบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ส่งถึงคณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ เพ่ือขอความอนเุ คราะหใ์ นการแจกแบบสอบถามและการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
2. นาหนงั สอื แนะนาตวั พร้อมแบบสอบถาม ไปทาการเกบ็ ขอ้ มลู กับนสิ ิตระดับปรญิ ญาตรี คณะศลิ ปกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ
3. ผู้วิจยั ดาเนินการเกบ็ รวบรวมข้อมลู ด้วยวธิ กี ารสง่ ไปตามสาขาวิชาตา่ ง ๆ หลงั จากน้ันเมื่อตอบแบบสอบถามเสรจ็ แลว้ ขอความ
อนุเคราะหใ์ ห้ส่งแบบสอบถามกลบั มายงั ผูว้ ิจัย เพอ่ื รวบรวมข้อมลู ตอ่ ไป
4. นาแบบสอบถามกลบั มาตรวจสอบความสมบูรณ์ของแตล่ ะชุด คัดเฉพาะชุดที่มีการตอบข้อมลู ครบถ้วนเท่านั้น นามาตรวจให้
คะแนนตามเกณฑท์ ่ีตง้ั ไว้ เพ่อื นาผลมาวิเคราะห์ข้อมูลและทดสอบสมมตฐิ าน

เครือ่ งมอื ทใ่ี ช้ในการวิจัย
ข้ันตอนในการสร้างเครอื่ งมือ
1. ศึกษาเอกสาร บทความ วารสาร ตาราและงานวจิ ยั ท่ีเก่ียวกบั การพฒั นาตนเอง
2. ศึกษาวิธกี ารสรา้ งแบบสอบถามแบบมาตราสว่ นประมาณค่า 5 ระดับตามแบบของ ไลเคริ ์ท (Likert’sScale)
3. นาข้อมูลที่ได้ มาสร้างเป็นแบบสอบถามเก่ียวกับความตอ้ งการพัฒนาตนเองใน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ ด้าน

สงั คม ด้านสติปญั ญา
5. นาแบบสอบถามเสนอตอ่ คณะกรรมการควบคุมปริญญานิพนธ์ เพ่ือรบั คาแนะนาในการตรวจแก้ไขเนอ้ื หาของแบบสอบถาม
6. นาแบบสอบถามท่ีสร้างและผ่านการพิจารณาจากอาจารย์ที่ปรึกษาปริญญานิพนธ์แล้วไปตรวจสอบความเที่ยวตรงเชิงพินิจ

(Face Validity) โดยผู้เช่ียวชาญจานวน 3 คน แล้วนาผลการตรวจสอบของผู้เชี่ยวชาญมาหาค่าความสอดคล้องระหว่างข้อคาถามกับ
วัตถปุ ระสงค์ (Index of Item Objective Congruence: IOC) ขอ้ คาถามทใี่ ชไ้ ด้คือข้อคาถามทมี่ คี า่ IOCมากกว่า 0.67-1

7. นาแบบสอบถามที่แก้ไขปรับปรุงแล้ว ไปทดลองใช้ (Try Out) กบั นสิ ิตระดบั ปริญญาตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย
ศรีนครนิ ทรวิโรฒ เพ่ือนาขอ้ มูลท่ีได้มาวิเคราะห์หาคา่ อานาจจาแนก (Discrimination Power) ของแบบสอบถามเป็นรายข้อ โดยใช้วิธกี าร
หาคา่ ร้อยละ 27 ของกลุม่ คะแนนสูงสดุ และกลมุ่ กลมุ่ ต่า จากนนั้ ใช้การทดสอบที (t-test) โดยคดั เลือกขอ้ คาถามทีม่ คี า่ อานาจจาแนกสูง คือ
t มากกว่า1.761 ขึ้นไป ไว้เป็นเครื่องมือในการวจิ ัย สาหรบั ข้อคาถามท่ีมีค่าอานาจจาแนกต่ากว่าเกณฑ์ ผู้วิจัยจะได้นามาปรบั ปรงุ เนื้อหา
และสานวนภาษาร่วมกับอาจารย์ที่ปรึกษาปริญญานิพนธ์

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 127

8. วเิ คราะห์หาค่าความเช่ือม่ัน (Reliability) จากแบบสอบถามที่ผ่านการคัดเลอื กวิเคราะห์ทงั้ ฉบับ โดยวิธกี ารหาค่าสัมประสิทธิ์
แอลฟา (α – Coefficient) โดยใชส้ ูตรของครอนบาค (Cronbach. 1990: 169) ได้คา่ ความเชื่อมั่น.945

ลกั ษณะของเครื่องมือ
แบบสอบถามท่ีใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถามเพื่อสารวจความต้องการในการพัฒนาตนเองของนิสิตระดับปริญญาตรี คณะ
ศิลปกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยศรีนครนิ ทรวโิ รฒ
เครอ่ื งมอื ทใ่ี ชใ้ นการวิจยั คร้งั นี้ เปน็ แบบสอบถามที่ผวู้ ิจยั สร้างขน้ึ แบ่งออกเป็น 2 ตอน ดังน้ี

ตอนท่ี 1 แบบสอบถามข้อมูลท่ัวไปเก่ียวกับด้านลักษณะส่วนตัวของผู้ตอบ ได้แก่ เพศ ชั้นปี สาขาวิชา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
โดยแบบสอบถามมีลักษณะใหเ้ ลือกตอบ

ตอนที่ 2 แบบสอบถามเกยี่ วกับความต้องการพัฒนาตนเองของนิสติ ระดับปริญญาตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั ศรีนค
รินทรวิโรฒ เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5ระดับ ของลิเคิร์ท (Likert. 1932: 1-55) สารวจความต้องการที่เก่ียวกับการ
พัฒนาตนเอง 4 ดา้ น คอื ด้านรา่ งกาย ด้านอารมณ์ ด้านสังคม ดา้ นสตปิ ญั ญา

ผู้วิจัยกาหนดคา่ นา้ หนกั คะแนนของตัวเลือกในแบบสอบถาม ดงั นี้
คะแนน 5 หมายถงึ ผูต้ อบมคี วามตอ้ งการพัฒนาตนเองในเร่ืองดังกลา่ วมากทีส่ ุด
คะแนน 4 หมายถึง ผตู้ อบมีความต้องการพัฒนาตนเองในเร่ืองดงั กล่าวมาก
คะแนน 3 หมายถึง ผู้ตอบมคี วามตอ้ งการพฒั นาตนเองในเร่อื งดังกล่าวปานกลาง
คะแนน 2 หมายถงึ ผู้ตอบมคี วามตอ้ งการพฒั นาตนเองในเรื่องดงั กล่าวน้อย
คะแนน 1 หมายถงึ ผตู้ อบมีความต้องการพัฒนาตนเองในเร่อื งดงั กล่าวนอ้ ยทีส่ ดุ
ผ้วู ิจัยได้กาหนดเกณฑ์ในการพิจารณาเพื่อแปลความหมายค่าเฉลีย่ ของแบบสอบถามเป็นรายข้อและรายด้านไว้ดงั น้ี
คะแนนเฉล่ยี 4.51-5.00 หมายถึง ผู้ตอบมีความต้องการพัฒนาตนเองในเรอ่ื งดังกล่าวมากทส่ี ดุ
คะแนนเฉลีย่ 3.51-4.50 หมายถงึ ผตู้ อบมีความต้องการพัฒนาตนเองในเร่อื งดังกลา่ วมาก
คะแนนเฉลยี่ 2.51-3.50 หมายถงึ ผู้ตอบมคี วามต้องการพฒั นาตนเองในเรื่องดังกลา่ วปานกลาง
คะแนนเฉล่ีย 1.51-2.50 หมายถงึ ผตู้ อบมคี วามตอ้ งการพัฒนาตนเองในเรอ่ื งดังกลา่ วนอ้ ย
คะแนนเฉลี่ย 1.00-1.50 หมายถึง ผูต้ อบมคี วามตอ้ งการพัฒนาตนเองในเรอ่ื งดังกล่าวน้อยที่สุด

การวเิ คราะหข์ ้อมูล
ผ้วู จิ ยั ดาเนินการดังนี้

1. ตามความมุ่งหมายของงานวิจัย ขอ้ ท่ี 1 เพ่ือศึกษาความต้องการในการพัฒนาตนเองของนิสิตระดับปริญญาตรี คณะ
ศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวโิ รฒ ด้านรา่ งกาย ด้านอารมณ์ ดา้ นสังคม ด้านสตปิ ัญญา และโดยรวมทกุ ดา้ น โดย
หาค่าเฉลยี่ (Mean) และคา่ ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)

2. ตามความมุ่งหมายของงานวจิ ยั ข้อที่ 2 เพือ่ เปรยี บเทียบความต้องการพฒั นาตนเองของนิสติ ระดับปรญิ ญาตรี คณะ
ศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ ด้านสังคม ด้านสติปัญญาและโดยรวมทุกด้าน
จาแนกตามเพศ ชั้นปี สาขาวิชาและผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One Way
Analysis of Variance) (Ferguson. 1981: 178)

สถิตทิ ี่ใช้ในการวิเคราะห์ขอ้ มูล
1.สถิตพิ ้นื ฐาน
1.1 ค่าความถ่ี (Frequency)
1.2 คา่ ร้อยละ (Percentage)
1.3 ค่าเฉลย่ี (Mean)
1.4 ค่าความเบย่ี งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
2. สถิตทิ ใี่ ชใ้ นการหาคณุ ภาพของเครอ่ื งมอื ผวู้ จิ ยั ใช้สถิติในการวิเคราะหด์ งั น้ี

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 128

2.1 สถิติท่ีใช้วิเคราะห์หาค่าอานาจจาแนก (Discrimination power) ของแบบสอบถามเป็นรายข้อ โดยใช้
วิธีการทดสอบที เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มสูงสุดและกลุ่มต่าสุดการหาค่าความเช่ือม่ันของแบบสอบถามผู้วิจัยใช้
วิธีการหาค่าสัมประสทิ ธิแอลฟา(  -coefficient) โดยใชส้ ูตรของครอนบาค (Cronbach. 1990: 169)

3. สถิตทิ ใ่ี ช้ในการวเิ คราะห์ทดสอบสมมติฐาน
3.1การทดสอบแบบสมมติฐานเปรียบเทียบความแตกต่างของคา่ เฉล่ียของกลุ่มตัวอยา่ งมากกว่า 2 กลุ่ม คือ

เพศ ช้ันปี สาขาวิชาและผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One Way Analysis of
Variance) และในกรณีที่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ จึงทาการทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่โดยวิธีการของ
เชฟเฟ่(Scheff’s method)

ผลการวจิ ยั
ผลการวิเคราะห์ พบวา่
1. กลุ่มตัวอย่าง จานวน 320 คนกลุ่มตัวอยา่ งส่วนมากเป็นนิสิตหญิง 197 คน (รอ้ ยละ 61.6) นสิ ิตชาย (ร้อยละ 27.8)

และนสิ ิตเพศทางเลือก (ร้อยละ 10.6) โดยแบ่งออกเปน็ ชนั้ ปีที่ 1 จานวน 294 คน (ร้อยละ 29.4) ช้นั ปีที่ 2 จานวน 86 คน (รอ้ ย
ละ 26.9) ชั้นปที ่ี 3 จานวน74 คน (รอ้ ยละ 23.1) ชนั้ ปที ี่ 4หรือสงู กว่า จานวน 66 คน (รอ้ ยละ 20.6) และมีนสิ ติ แต่ละสาขาวิชา
ศิลปศึกษา 24 (ร้อยละ7.5) สาขาวิชาศิลปะจินตทัศน์ 50 คน (ร้อยละ 15.6) สาขาวิชาการออกแบบสื่อสาร 35 คน (ร้อยละ
10.9) สาขาวิชาการออกแบบทัศนศิลป์ 53 คน (ร้อยละ 16.6) สาขาวิชาศิลปะการแสดง 38 คน (ร้อยละ 11.9) วิชาสาขาวิชา
นาฏศิลป์ 58 คน (ร้อยละ18.1) สาขาวิชาดรุ ิยางคศาสตร์ไทยและเอเชีย42 คน (ร้อยละ 13.1) สาขาวิชาดุรยิ างศาสตร์สากล 20
คน (ร้อยละ 6.3) เม่ือพิจารณาระดับผลสมฤทธ์ิทางการเรียนสูง จานวน 211 คน (ร้อยละ 65.9) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนปาน
กลาง 74 คน (รอ้ ยละ 23.1) ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นตา่ 35 คน (ร้อยละ 10.9)

2. ความต้องการในการพัฒนาตนเองของนิสิตระดับปริญญาตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรี
นครินทรวิโรฒ มคี วามตอ้ งการในการพัฒนาตนเองในดา้ นรา่ งกาย ด้านอารณ์ ดา้ นสังคมและด้านสติปญั ญาอยใู่ นระดับมากและ
โดยรวมอยู่ในระดับมากทค่ี ่าเฉล่ยี 4.24

3. การเปรียบเทียบความต้องการพัฒนาตนเองของนิสิตระดับปริญญาตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนคริ
นทรวโิ รฒ ในด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ ดา้ นสังคม ด้านสติปัญญาและโดยรวมทกุ ดา้ น จาแนกตามเพศพบวา่ เพศต่างกนั มคี วาม
ตอ้ งการด้านร่างกาย ไม่แตกตา่ งต่างส่วนความต้องการด้านอารมณ์ ด้านสังคมและด้านสติปัญญา แตกต่างกนั ซงึ่ พบวา่ นิสติ เพศ
ชายมีความต้องการในการพัฒนาตนเองทางด้านอารมณ์ ด้านสังคม ด้านสติปัญญา แตกต่างกับเพศทางเลือก อย่างมีนัยสาคัญ
ทางสถติ ิท่ีระดับ .05

4. การเปรียบเทียบความต้องการพัฒนาตนเองของนิสิตระดับปริญญาตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนคริ
นทรวโิ รฒโดยรวมทุกดา้ น จาแนกตามชน้ั ปีมีความตอ้ งการในการพฒั นาตนเอง โดยรวมและรายดา้ น ไมแ่ ตกตา่ งกัน

5. การเปรียบเทียบความต้องการพัฒนาตนเองของนิสิตระดบั ปรญิ ญาตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรนี คริ
นทรวิโรฒโดยรวมทุกด้าน จาแนกตามสาขาวิชามีความต้องการในการพัฒนาตนเอง โดยรวมและรายด้าน แตกต่างกัน อย่างมี
นัยสาคัญทางสถิติจึงทาการทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ โดยวิธีของเชฟเฟ่ (Scheffe)พบว่า มีความต้องการในการพัฒนา
ตนเองด้านร่างกายด้านสังคมและด้านสติปัญญา จาแนกตามสาขาวิชา ไม่แตกต่างกัน แตค่ วามต้องการในการพัฒนาตนเองดา้ น
อารมณ์ จาแนกตามสาขา แตกต่างกนั ของนิสิตท่ีศึกษาในสาขาวิชาการออกแบบส่ือสาร-สาขาวิชาศิลปะการแสดงและสาขาวิชา
การออกแบบสือ่ สาร-สาขาวิชานาฎศิลป์ มีความตอ้ งการในการพฒั นาตนเองดา้ นอารมณ์ แตกต่างกนั อยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถติ ิท่ี
ระดับ .05

6. การเปรียบเทียบความต้องการพัฒนาตนเองของนิสติ ระดบั ปรญิ ญาตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนคริ
นทรวิโรฒโดยรวมทุกด้าน จาแนกตามผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีความต้องการในการพัฒนาตนเอง โดยรวมและรายด้าน ไม่
แตกตา่ งกัน

สรปุ ผลการวิจยั
1. นสิ ิตระดับปรญิ ญาตรี คณะศลิ ปกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒ มคี วามต้องการในการพัฒนาตนเอง

โดยรวมและเปน็ รายด้าน อย่ใู นระดบั มาก

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 129

2. นสิ ิตระดับปรญิ ญาตรี คณะศลิ ปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒ เพศต่างกนั มคี วามต้องการในการ
พัฒนาตนเองดา้ นอารมณ์ ด้านสังคม ดา้ นสติปัญญาและโดยรวม แตกต่างกันอยา่ งมีนัยสาคัญทางสถติ ิท่ีระดบั .05 ยกเว้นด้าน
รา่ งกายท่ไี ม่พบความแตกตา่ ง

3. นิสติ ระดบั ปรญิ ญาตรี คณะศลิ ปกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยศรีนครนิ ทรวโิ รฒ ชนั้ ปตี ่างกนั มคี วามตอ้ งการในการ
พัฒนาตนเอง โดยรวมและรายด้านไมแ่ ตกตา่ งตา่ งกัน

4. นิสิตระดับปรญิ ญาตรี คณะศลิ ปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวิโรฒ สาขาวิชาต่างกัน มีความตอ้ งการใน
การพฒั นาตนเอง โดยรวมและรายด้าน แตกต่างกัน อย่างมีนยั สาคญั ทางสถิตทิ ีร่ ะดับ .05

5. นสิ ิตระดับปรญิ ญาตรี คณะศลิ ปกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยศรีนครนิ ทรวิโรฒทม่ี ผี ลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนต่างกนั มี
ความต้องการในการพฒั นาตนเองโดยรวมและรายดา้ นไม่แตกตา่ งกนั

อภิปรายผล
1. จากการศึกษาความต้องการในการพฒั นาตนเองของนสิ ติ ระดับปริญญาตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ศรี

นครินทรวโิ รฒ 4 ด้าน ด้านรา่ งกาย ดา้ นอารมณ์ ดา้ นสงั คม ดา้ นสติปัญญา พบว่า
1.1 ความตอ้ งการในการพฒั นาตนเองของนิสิตระดับปริญญาตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยศรีนครนิ ท

รวิโรฒ ทางดา้ นร่างกายอย่ใู นระดับมาก ท้ังน้ี เนอ่ื งจากการให้ความสาคัญกับสขุ ภาพ การออกกาลังกายอย่างสม่าเสมอ บริโภค
อาหารอย่างถูกสุขลกั ษณะเพ่ือเป็นการพัฒนาให้ร่างกายมีความแข็งแรง คือลักษณะของผู้ท่ีมสี ุขภาพกายที่ดี ซึ่งบอลินน์ Brolin
1989, อา้ งถึงใน (มัณฑรา ธรรมบุศย์, 2545, น. 2) ได้กลา่ วถึงทักษะการดูแลตนเองในการดารงชีวิตประจาวันว่า ความสามารถ
ในการดูแลตนเอง (Caring for personal needs) เช่น รู้จักเอาใจใส่สุขภาพ ของตนเอง มีจิตใจเบิกบาน แต่งกายได้เหมาะสม
หลกี เลีย่ งการใช้สารเสพตดิ มคี วามรู้เกีย่ วกับโรคภยั ไข้เจบ็ และสามารถดแู ลปอ้ งกันตนเองได้ รจู้ ักออกกาลงั กาย ร้หู ลกั โภชนาการ
และการควบคุมน้าหนัก ซึ่งการส่งเสริมสุขภาพเป็นเป้าหมายของพฤติกรรม ที่เกิดจากแรงจูงใจ ค่านิยม การรับรู้และ
องคป์ ระกอบดา้ นความรู้ลักษณะบุคลกิ ภาพของบุคคล ซ่งึ ครอบคลมุ ความรูส้ กึ ภาวะอารมณแ์ ละลกั ษณะเฉพาะตน ลักษณะนสิ ยั
ที่เกยี่ วขอ้ งกบั การรกั ษาสขุ ภาพและการกระทาใหส้ ุขภาพกลบั สู้ภาวะเดิม เพราะถ้าตัวเองมวี นิ ัยเรือ่ งสขุ ภาพมคี วามรู้เรอ่ื งสุขภาพ
ก็จะเป็นผลดีต่อทุก ๆ ด้าน และรู้จกั ท่จี ะป้องกนั ตัวเองไม่ให้เกิดโรค เมือ่ เจบ็ ป่วยก็รู้วิธที ่ีจะรักษาตวั เองเบื้องต้นจนหายเป็นปกติ
ซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยของ อาณัติ แพทย์วงษ์ (2550, น.83) ท่ีได้ศึกษาเรื่องสภาพการพัฒนานิสิตนักศึกษาของ
สถาบันอุดมศึกษาในกรุงเทพมหานคร ในด้านร่างกาย พบว่า นิสิตได้รับการพัฒนาทางด้านร่างกายอยู่ในระดับมาก โดยข้อท่ีมี
ค่าเฉล่ียสูงสุดคือด้านสุขภาพร่างกายแข็งแรง สดใส ร่าเริง และสอดคล้องกับงานวิจัยของ วรรณวิมล เมฆวิมล (2553, น.1) ได้
ศึกษาพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของประชาชนในพ้ืนท่ีฝึกปฏิบัติของนักศึกษาสาขาวิชาการแพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะ
วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลัยราชภฎั สวนสนุ ันทา พบว่า พฤตกิ รรมการดูแลสุขภาพของประชาชนในพนื้ ที่ฝึกปฏิบัติ
ของนักศึกษาสาขาวิชาการแพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา อยู่ ใน
ระดับมาก

1.2 ความต้องการในการพฒั นาตนเองของนสิ ติ ระดับปริญญาตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยศรีนครนิ ท
รวิโรฒ ทางด้านอารมณ์อยู่ในระดับมาก ท้ังน้ี เนื่องจากมีการสร้างเสริมสุขภาพจิตที่ดี รู้จักควบคุมอารมณ์ โดยการพัฒนา
ทางด้านจิตใจด้วยการใหท้ าน การทางานอดิเรกทช่ี ่ืนชอบ การเข้าร่วมกจิ กรรมสันทนาการ การฝึกสมาธิ การผอ่ นคลายด้วยการ
ฟังเพลง มีความอดทนอดกล้ัน ยอมรับคาวิจารณ์จากผู้อื่น และมีความเข้าใจในอารมณ์ของตนเองและผู้อ่ืน ซึ่ง กรมสุขภาพจิต,
(2546) ได้พัฒนาแนวคิดเรื่องความฉลาดทางอารมณ์ท่ีประกอบด้วยปัจจัย 3 ประการคือ 1. ดี หมายถึงความสามารถในการ
ควบคมุ อารมณ์และความตอ้ งการของตนเอง รจู้ ักเหน็ ใจผู้อ่ืนและมคี วามรับผิดชอบต่อส่วนรวม 2. เกง่ หมายถงึ ความสามารถใน
การรู้จักตนเอง มีแรงจูงใจ สามารถตัดสินใจแก้ปัญหาและแสดงออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมท้ัง มีสัมพันธภาพดีกับผู้อ่ืน 3.
สุข หมายถึง ความสามารถในการดาเนินชีวิตอย่างเป็นสุข มีความภาคภูมิใจในตนเอง พอใจในชีวิตและมีความสุขสงบทางใจ
นอกจากน้ีการพัฒนาด้านอารมณ์ เป็นการสร้างเสริมสุขภาพจิตท่ีดี รู้จักควบคุมอารมณ์โดยการ หม่ันฝึกให้ทาน การทางาน
อดิเรก การเข้าร่วมกิจกรรมสันทนาการ การฝึกสมาธิ เป็นต้น ดังน้ันการพัฒนาตนเองทางด้านอารมณ์เป็นการควบคุมอารมณ์
และความรู้สกึ เป็นเรอื่ งสาคัญที่มีผลต่อความสุข บางคร้งั อารมณ์ดีบางทีกอ็ ารมณเ์ สีย เมื่อเป็นทาสอารมณจ์ นขาดการควบคุม ทา
ให้มกี ารแสดงออกท่ไี มเ่ หมาะสมกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างเราและผอู้ ื่น การเรียนรู้ทจี่ ะควบคุมอารมณ์และควรฝึกสติ ฝกึ ให้
มีสติและรู้ตัวอยู่เสมอ ว่าขณะนี้เรากาลังรู้สึกอย่างไรกับตัวเองหรอื ต่อสิ่งท่ีเกิดข้ึนและควรมีการฝึกแนวคิดไปในทางบวกเพื่อให้

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 130

สุขภาพจิตของเราดีอีกด้วย ซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยของ และสอดคล้องกับงานวิจัย ณัฐดนัย เอี่ยมวัฒน เสรี; และคนอื่น ๆ
(2560, น.785) ไดศ้ ึกษาสขุ ภาพจติ ท่ีเก่ียวข้องกบั นิสติ ระดบั ปรญิ ญาตรีชน้ั ปที ่ี 1 พบว่า นสิ ติ ชน้ั ปีท่ี1 มีภาวะสขุ ภาพจิตในระดบั
ดีเท่ากับคนท่ัวไป

1.3 ความต้องการในการพัฒนาตนเองของนิสิตระดับปรญิ ญาตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินท
รวิโรฒ ทางด้านสงั คมอยู่ในระดบั มาก ท้งั นี้ เนื่องจากการสร้างมนษุ ยสมั พนั ธ์ในการทางานบุคคลทจ่ี ะมีมนษุ ยสัมพนั ธท์ ด่ี ตี ่อกนั ได้
น้นั จะต้องร้จู ักตนเอง ผู้อ่นื สงั คม สภาพแวดล้อม จึงจะสามารถปรบั ตัวให้ดารงชีวิตอยใู่ นครอบครัว สังคมได้อย่างมคี วามสขุ ซึ่ง
ปัทมา สมความคิด (2561, น.1) ได้กล่าวถึงพฤติกรรมการทางานร่วมกับผู้อื่นนั้นเป็นส่ิงสาคัญที่ทุกคนควรมี อาจจะด้วยการ
ฝกึ ฝน ปรับทัศนคติ มุมมอง แนวคิด มองโลกในแงบ่ วก หรอื ด้านอื่น ๆ เพ่ือให้ทางานรว่ มกบั ผูอ้ ่ืนได้และความตอ้ งการทางสังคม
เปน็ อกี ปจั จัยหนึ่งท่มี คี ุณสมบัตทิ ่ีอยู่ในตัวบุคคลที่จะสามารถพฒั นาตนเองใหเ้ ปน็ คนมีคณุ คา่ มากยิง่ ขึน้ ดังน้ัน การทางานรว่ มกับ
ผู้อื่นให้ประสบผลสาเร็จได้น้ัน ควรเริ่มต้นจากการมองตนเองและปรับเปล่ียนพฤติกรรมของตนเองให้เป็นคนท่ีมองโลกในแง่ดี
การยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอ มีความจริงใจในการให้ความช่วยเหลือ มีการประนีประนอม การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อ่ืนซึ่ง
พฤตกิ รรมตา่ ง ๆ เหล่าน้ยี อ่ มจะทาให้คุณมเี สน่ห์และสรา้ งความประทบั ท่ีดกี ับบคุ คลอ่ืนท่ีคุณตอ้ งทางานร่วมด้วย ซึ่งสอดคลอ้ งกับ
งานวิจัยของ วรวรรณ ดวงแข (2559, น.146) ได้ศึกษาปัจจัยท่ีมีอิทธิพลต่อการพัฒนาความรู้และทักษะในวิชาชีพของนิสิตเพ่ือ
เข้าสปู่ ระชาคมอาเซียนศึกษา เฉพาะกรณีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่า นิสิตที่มรี ะดับทักษะชีวิตในการสนับสนุนทางสังคม
และการพฒั นาตนเองเพ่ือเข้าส่ปู ระชาคมอาเซียน อย่ใู นระดับค่อนขา้ งสงู จึงสอดคลอ้ งกับงานวิจยั ของ อาณัติ แพทยว์ งษ์ (2550,
น.85) ได้ศึกษาแนวทางการพัฒนานิสิตนักศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาในกรุงเทพมหานคร พบว่า สภาพการดาเนินงานพัฒนา
นสิ ติ นกั ศกึ ษาของสถาบนั อดุ มศึกษาในกรุงเทพมหานคร โดยรวมและดา้ นสงั คม อยูใ่ นระดบั มาก

1.4 ความต้องการในการพัฒนาตนเองของนิสติ ระดับปรญิ ญาตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั ศรีนครินท
รวิโรฒ ทางด้านสติปัญญาอยู่ในระดับมาก ท้ังนี้ เน่ืองจากเป็นการเพิ่มทักษะทางด้านความรู้ให้กับตนเอง เช่น การอ่านหนังสือ
การเข้ารับการอบรม เพ่ือเพ่ิมพูนความรู้ ทักษะและประสบการณ์ในด้านต่าง ๆ การศึกษาข้อมูลด้วยตนเอง รวมถึง การหัด
สังเกตและติดตามการเปล่ียนแปลงของส่ิงแวดล้อม โดยปราศจากความรู้สกึ ว่าถูกบังคับ การพัฒนาจึงจะเกิดความเปลี่ยนแปลง
ในทางที่ดีข้ึนได้ง่ายและเป็นการพัฒนาอย่างมีคุณภาพและมีประสิทธิผล ซ่ึง Robert J. Stemberg (1986: p.21-23) ได้สรุป
ความหมายงา่ ย ๆ ของ "ปญั ญา" วา่ หมายถงึ "การมองเห็นความจริงและคดิ ถูกต้อง" ซง่ึ การมองเหน็ ความจริงนน้ั เชือ่ มโยงกับสัจ
ธรรมของชีวิตและสรรพสิ่ง การคิดถูกต้องก่อให้เกิดการกระทา ดังน้ัน การพัฒนาคุณภาพชีวิตทางด้านสติปัญญา เป็นการเพ่ิม
ทักษะทางด้านความรู้ซ่ึงประกอบไปด้วยสติ เพ่ือกาหนดรู้ให้กับตนเองและสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างทันทีและควรมี
การหาแหล่งความรู้เพ่ิมพูนมาเพ่ิมเตมิ จากภายนอกและติดตามการเปลี่ยนแปลงของสงิ่ แวดล้อมให้ทันยคุ สมัยโดยสอดคล้องกับ
งานวิจัยของ อาณัติ แพทย์วงษ์ (2550, น.85) ได้ศึกษาแนวทางการพัฒนานิสิตนักศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาใน
กรุงเทพมหานคร พบว่า สภาพการดาเนินงานพัฒนานิสิตนกั ศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาในกรุงเทพมหานคร โดยรวมและด้าน
สติปัญญา อยู่ในระดับมาก และสอดคล้องกับงานวิจัยของ สุนิษา กลึงพงษ์ (2556, น.84) ได้ศึกษาความต้องการพัฒนาตนเอง
ของบุคลากรสายปฏิบัติการ คณะพาณิชย์ศาสตรแ์ ละการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า บุคลากรสายปฏิบัติการ คณะ
พาณชิ ยศ์ าสตร์และการบญั ชี จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั มคี วามต้องการพฒั นาตนเองโดยรวมและดา้ นสติปญั ญาอยใู่ นระดับมาก

2. ผลเปรียบเทยี บความต้องการพัฒนาตนเองของนสิ ิตระดบั ปรญิ ญาตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนคริ
นทรวิโรฒ โดยรวมและเปน็ รายด้าน จาแนกตาม เพศ ช้ันปี สาขาวชิ าและผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน ผลการศึกษาสรปุ ได้ ด้ังน้ี

2.1 นิสิตระดับปริญญาตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยศรนี ครินทรวิโรฒ โดยรวม จาแนกตามเพศ จาก
ผลการวิจัยพบว่า เพศต่างกันมีความต้องการด้านอารมณ์ ด้านสังคม ด้านสติปัญญา แตกต่างกัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ ซึ่ง
เปน็ ไปตามสมมตฐิ านการวิจัยทต่ี งั้ ไว้ว่า นิสิตเพศตา่ งกนั มีความต้องการพฒั นาตนเองโดยรวมในแต่ละด้านแตกต่างกัน ทั้งน้ีอาจ
เน่ืองมาจากนิสิตเพศท่ีต่างกันมีความต้องการทางด้านอารมณ์ต่างกัน เนื่องจากบุคคลจะที่มีอารมณ์ต่าง ๆ อาจจะเป็นความพึง
พอใจ ความโกรธ ความร่าเริง ความเจ็บปวด ซ่ึงการจาแนกตามเพศทางด้านสังคมพบว่า มีความแตกต่างกัน อาจเป็นเพราะ
หลายปัจจัยท่ีส่งผลต่อการอยู่ร่วมกันในสังคมแต่ละเพศยอมมีส่ิงแวดล้อมที่ต่างกัน การอยู่ร่วมกันการใช้ชีวิตร่วมกันอาจจะไม่
เหมือนกันจงึ สง่ ผลใหเ้ พศตา่ งกันมีความตอ้ งการทางด้านสงั คมต่างกนั ซึ่งด้านสติปัญญากพ็ บว่าความตอ้ งการในแตล่ ะเพศมคี วาม
ตอ้ งการท่ีจะพัฒนาตนเองแตกต่างกัน โดยปัจจัยแวดล้อมทางสังคมท่ีมีวฒั นธรรมแตกต่างกันย่อมจะมองหรือจะยอมรับข้อมลู ใน
การส่ือสารแตกต่างกันไป ทาให้การยอมรับข้อมูลในการสื่อสารแตกต่างกัน ก็มีผลทาให้บุคคลมีความช่ืนชอบไม่เหมือนกันได้
ความแตกต่างน้ียังขึ้นอยู่กับสภาพทางสงั คมและวัฒนธรรมทาให้มพี ฤติกรรมการส่อื สารและการเลือกเปิดรบั สารท่แี ตกต่างกันอีก

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 131

ด้วย ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ นันทนพ เข็มเพชร (2561, น.186) ได้ศึกษาความสามารถในการปรับตัวของนิสิตระดับ
ปริญญาตรี วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม พบว่า นิสิตระดับปริญญาตรี วิทยาลัยการเมืองการ
ปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในภาพรวมความสาสมารถในการปรับตวั ดา้ นสงั คมและดา้ นอารมณ์ จาแนกตามเพศ พบว่า
นสิ ิตเพศตา่ งกันมีการปรบั ตัวทางสงั คมและอารมณ์ แตกต่างกัน

สว่ นด้านร่างกาย พบว่า นิสิตระดับปริญญาตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ จาแนกตามเพศ
ไม่แตกต่างกัน ซึ่งไมเ่ ป็นไปตามสมมติฐานการวจิ ัยท่ีตงั้ ไว้ว่า นิสติ เพศต่างกัน มีความต้องการพฒั นาตนเองโดยรวมในแต่ละด้าน
แตกต่างกัน เน่ืองจากความสาคัญของการพัฒนาตนเองด้านร่างกายของเพศชาย เพศหญิงและเพศทางเลือก มีความต้องการใน
ด้านรา่ งกายทีไ่ ม่แตกต่างกัน เพศจึงไม่ใช่ตวั แปรทม่ี อี ิทธิพลท่สี ง่ ผลตอ่ ความตอ้ งการในการพฒั นาตนเองของนสิ ติ ระดับปรญิ ญาตรี
คณะศลิ ปกรรม เน่อื งจากการพฒั นาทางดา้ นกายภาพเปน็ กระบวนการสรา้ งความเจรญิ งอกงามทางรา่ งกาย การฝกึ อบรมรา่ งกาย
ใหร้ ู้จักตดิ ต่อกับส่ิงภายนอกด้วยดแี ละปฏบิ ัตติ อ่ ส่ิงภายนอกเหล่าน้นั ในทางทเ่ี ป็นคณุ มใิ หเ้ กิดโทษ ให้กศุ ลธรรมเจริญงอกงามและ
กาจัดให้อกุศลธรรมเส่ือมสูญไป ซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยของ วรรณวิมล เมฆวิมล (2553, น.1) ได้ศึกษาพฤติกรรมการดูแล
สุขภาพของประชาชนในพ้ืนที่ฝึกปฏิบัติของนักศึกษาสาขาวิชาการแพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
มหาวทิ ยาลยั ราชภัฎสวนสุนันทา พบว่า พฤติกรรมการดูแลสุขภาพของประชาชนในพื้นท่ีฝึกปฏิบัติของนักศกึ ษาสาขานี้มีปัจจัย
ทางชวี สงั คมทีม่ คี วามสมั พันธ์กบั พฤติกรรมการดแู ลสขุ ภาพในเรอื่ งเพศไม่แตกต่างกัน เน่อื งจาก ปจั จัยความสมั พันธ์กับพฤติกรรม
การดูแลสุขภาพคือ ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ การรับรู้ประโยชน์ของการดูแลสุขภาพและการจัดกิจกรรมในการส่งเสริม
สุขภาพในชมุ ชน

2.2 นสิ ิตระดับปริญญาตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยรวมทุกด้าน จาแนกตาม
ชั้นปี พบว่า มีชั้นปีต่างกัน มีความต้องการในการพัฒนาตนเอง โดยรวมและรายด้าน ไม่แตกต่างต่างกัน ซึ่งไม่เป็นไปตาม
สมมติฐานการวิจัยที่ต้ังไว้ว่า นิสิตชั้นปีต่างกัน มีความต้องการพัฒนาตนเองโดยรวมในแต่ละด้านแตกต่างกัน เน่ืองจาก คณะ
ศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒมีการดาเนินการในการพัฒนานิสิต โดยมีกิจกรรมพัฒนาศักยภาพนิสิตตาม
แผนงานทง้ั ในระดับคณะและระดบั สาขาวชิ า เพ่อื ให้สอดคล้องกบั คณุ ลักษณะของบัณฑิตที่พึงประสงค์ของคณะศลิ ปกรรมศาสตร์
ซึง่ พบว่า ความตอ้ งการของนสิ ิตไปในทางเดียวกนั ไมว่ า่ จะอยชู่ น้ั ปีใด ก็มคี วามต้องการท่ีพฒั นาตนเองในทางเดยี วกันซง่ึ ตรงกบั อัต
ลักษณ์ของนสิ ิตของคณะศิลปกรรมศาสตร์ คือ “คิดนาอย่างสรา้ งสรรค์ สือ่ สารอย่างตรงประเด็น” โดยมีความสอดคล้องกับอัต
ลักษณ์นิสติ ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ คือ การมีทักษะสื่อสาร อนั มีรากฐานความเป็นครู นอกจากนี้ ยังมุ่งส่งเสริมและ
พฒั นาศักยภาพทางวิชาชีพด้วยการจดั กิจกรรมส่งเสริมประสบการณ์ตา่ ง ๆ และสอดคลอ้ งกับงานวิจัยของ วรรณวิมล เมฆวิมล
(2553, น.1) ได้ศึกษาพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของประชาชนในพื้นท่ีฝึกปฏิบัติของนักศึกษาสาขาวิชาการแพทย์แผนไทย
ประยุกต์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลยั ราชภัฎสวนสุนนั ทา โดยพบว่า พฤตกิ รรมการดูแลสุขภาพของประชาชน
ในพ้ืนท่ีฝึกปฏิบัติของนักศึกษาสาขานี้ มีปัจจัยทางชีวสังคมท่ีมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพในเรื่อง อายุ รายได้
ระดับการศึกษา ไม่แตกต่างกัน เนื่องจาก ปัจจัยความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตัวแปรท่ีสามารถทานายพฤติกรรม
การดูแลสุขภาพ ได้แก่ ปัจจัยเสริมด้านการได้รับคาแนะนา สนับสนุนให้ปฏิบัติพฤติกรรมการดูแลสุขภาพจากบุคคลต่าง ๆ
นอกจากน้ันยังสอดคล้องกับงานวิจัยของ เบญจพร อรุณประภารัตน์; และคนอ่ืนๆ (2556, น.1636)ได้ศึกษาพฤติกรรมสุขภาพ
ของนิสิตมหาวิทยาลัยนเรศวร ชั้นปีที่3 ปีการศึกษา 2556 พบว่า พฤติกรรมด้านอารมณ์ ความเครียดไม่พบความแตกต่างกัน
อยา่ งมนี ยั สาคัญทางสถิติทร่ี ะดบั .05

2.3 นิสิตระดับปริญญาตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒโดยรวมทุกด้าน จาแนกตาม
สาขาวิชา พบว่า มคี วามตอ้ งการในการพฒั นาตนเอง โดยรวมและรายด้าน แตกต่างต่างกัน ซึง่ เปน็ ไปตามสมมติฐานการวจิ ยั ท่ีตั้ง
ไว้ว่า นิสิตสาขาวิชาต่างกัน มีความต้องการพัฒนาตนเองโดยรวมในแต่ละด้านแตกต่างกัน เน่ืองจาก สาขาท่ีแตกต่างกันมีการ
จัดการเรยี นการสอนที่แตกตา่ งกันมคี วามต้องการในแต่ละด้านแตกต่างกัน ซึ่งจากการเรียนของแต่ละสาขาท่ตี ่างกันออกไปตาม
หลักสูตรการศึกษา ทางสถาบันอุดมศึกษาจึงแสวงหาเอกลักษณ์ด้านคุณภาพและความแตกต่าง ของผู้เรียนท่ีมีความต้องการ
การศึกษาท่ีมีคุณภาพและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและผู้เรียนมีโอกาสเลือกสาขาท่ีต้องการ จึงจะส่งผลให้
สถาบันอุดมศึกษาต่างพยายามพัฒนาตนเองให้แข่งขันได้ ด้วยเหตุนี้ สถาบันอุดมศึกษาจึงต้องค้นหาเอกลักษณ์เฉพาะท่ีนิสิตมี
ความถนัด ทาได้ดี มีความเชี่ยวชาญและมีประสิทธิภาพท่ีสุด เพ่ือพัฒนาหลักสูตร การจัด การเรียนการสอน การวิจัย ซ่ึง
สอดคล้องกับงานวิจัยของ กมลชนก กาเนิดนก (2551, น.1) ได้ศึกษาเรื่องการพัฒนาศักยภาพของนิสิตระดับปริญญาตรี
มหาวิทยาลัยนเรศวร ประจาปกี ารศึกษา 2550 พบว่า นิสิตระดบั ปริญญาตรีของมหาวทิ ยาลัยนเรศวร จาแนกตามกลุม่ สาขาวชิ า

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 132

พบว่า โดยรวมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 และพบว่ามีความแตกต่างกัน เป็นรายด้าน โดยการพัฒนา
อารมณ์ การพฒั นาความสัมพันธร์ ะหว่างบุคคล มีความแตกต่างกนั จึงสอดคลอ้ งกับงานวจิ ยั ของ แพรพรรณ โมสาศรี (2556, น.
68) ไดศ้ ึกษาการใช้ชีวติ ของนิสิตระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งพบว่า นิสิตระดบั ปริญญาตรี มหาวทิ ยาลัย
ศรีนครินทรวโิ รฒ ในกลมุ่ สาขาวชิ าทต่ี า่ งกัน มคี วามตอ้ งการทางดา้ นสงั คม แตกต่างกันอยา่ งมนี ยั สาคัญทางสถิติทรี่ ะดับ .05

2.4 นิสิตระดับปริญญาตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒโดยรวมทุกด้าน จาแนกตาม
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พบว่า มีความต้องการในการพัฒนาตนเอง โดยรวมและรายด้าน ไม่แตกต่างกัน ซ่ึงไม่เป็นไปตาม
สมมติฐานการวิจัยที่ต้ังไว้ว่า นิสิตสาขาวิชาต่างกัน มีความต้องการพัฒนาตนเองโดยรวมในแต่ละด้านแตกตา่ งกนั เนื่องจากเป็น
การศึกษาที่เตรียมบุคคลเข้าสู่อาชีพ โดยนิสิตท่ีจบการศึกษาในแต่ละผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ไม่มีผลต่อความต้องการในการ
พฒั นาตนเอง ในปัจจุบนั เปน็ ยุคการแข่งขันจึงมีความจาเป็นที่ต้องเน้นคุณภาพของบัณฑติ เพ่ือการแขง่ ขนั เนน้ ด้านประสบการณ์
วิชาชีพความเขา้ ใจในการทางานหรอื วิชาที่ศกึ ษา ซ่งึ จากหลกั การเรยี นรู้ที่สอดคล้องกับสมองวา่ สมองทางานพร้อมกันได้หลาย ๆ
อย่างในเวลาเดียวกัน ดังนั้น ในการจัดการเรียน การสอนควรใช้วิธีการหลากหลายอย่างเหมาะสม เพ่ือให้ผู้เรียนได้รับรู้
ประสบการณ์หลาย ๆ ด้าน ทั้ง การเห็น การฟัง การสัมผัส และการปฏิบัติเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ ซ่ึงสมองจะทางานได้ดีเม่ือ
ได้รบั การส่งเสริมและท้าทาย และจะไม่เกดิ การเรียนรูถ้ ้าอยใู่ น ภาวะเครียด หรือได้รับความกดดัน ดังนนั้ ควรจัดบรรยากาศทีท่ า
ให้ผู้เรียนรู้สึกสบายใจ ผ่อนคลาย ได้รับ ความสาเร็จ ไม่ควรทาให้รู้สึกว่าผิดพลาด ล้มเหลว ซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยของ
สมบูรณ์ ผุยดี (2547, น.59) ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการใช้เวลากับการพัฒนาตนเองของนิสิตระดับปริญญาตรี
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พบวา่ นิสิตระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่างกัน
แต่มีการพฒั นาตนเอง ไมแ่ ตกต่างกัน

ข้อเสนอแนะ
ขอ้ เสนอแนะในการนาผลการวิจยั ไปใช้
จากการศึกษาความต้องการพัฒนาตนเองของนิสิตระดบั ปริญญาตรี คณะศลิ ปกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยศรีนครินท

รวิโรฒ พบวา่ ความต้องการในการพัฒนาตนเองของนิสิตระดบั ปริญญาตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒ
มีความต้องการในการพัฒนาตนเองโดยรวมและเปน็ รายดา้ นอย่ใู นระดบั มาก ผู้วิจัยมขี อ้ เสนอแนะในแต่ละดา้ น ดังนี้

1. ดา้ นรา่ งกาย จากผลการศกึ ษาพบว่า นิสิตระดบั ปรญิ ญาตรี คณะศลิ ปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ
ความต้องการด้านร่างกายอยู่ในระดับมาก เม่ือพิจารณารายข้อพบว่า นิสิตมีความต้องการให้มีการตรวจสุขภาพประจาปี โดย
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ในระดับมากท่ีสุดและมีความต้องการให้มีสถานที่และภูมิทัศน์ของมหาวิทยาลัยที่เอื้อประโยชน์ต่อสุขภาพ
ตามลาดับ ดังน้ัน ทางคณะควรมีการตรวจสุขภาพนสิ ติ ประจาปี เพอื่ ส่งเสริมสุขภาพนิสิตให้มีความพร้อมทจี่ ะตอ่ สกู้ ับปัญหาของ
สุขภาพและวิธีการรกั ษาสขุ ภาพเบื้องตน้ โดยทางมหาวิทยาลยั ควรมกี าร ปรบั ปรุง พัฒนาบริเวณ อาคาร สถานทแี่ ละบรรยากาศ
ในมหาวทิ ยาลัยใหเ้ ป็นระเบียบ มีสถานทีพ่ ักผอ่ นหยอ่ นใจ

2. ด้านอารมณ์ จากผลการศึกษาพบว่า นสิ ิตระดับปริญญาตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ความต้องการทางด้านอารมณ์อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า นิสิตมีความต้องการให้มีการจัดกิจกรรมนันทนาการ
เพื่อคลายความเครียด เช่น การเล่นดนตรี เข้ารว่ มกิจกรรมสังสรรค์ ศลิ ปะบาบดั ฯ อยใู่ นระดับมากที่สุดและมีความตอ้ งการทจี่ ะ
ไดร้ บั ความเข้าใจและการยอมรบั ความแตกตา่ งของตนเองและบคุ คลอ่ืน ดงั นน้ั ทางคณะควรจดั บรกิ ารใหค้ าปรึกษาและแนะแนว
ดา้ นวุฒิภาวะอารมณ์ให้กบั นิสิต มุ่งใหน้ ิสิตเข้าใจตนเอง รักและเหน็ คุณค่าในตนเองและผู้อน่ื มีอารมณม์ น่ั คง มีมนษุ ยสัมพันธท์ ่ีดี
เขา้ ใจสง่ิ แวดล้อม และสามารถปรบั ตวั ให้ดารงชวี ติ อยู่ในสังคมอยา่ งเป็นสุข

3. ดา้ นสงั คม จากผลการศกึ ษาพบว่า นิสติ ระดบั ปรญิ ญาตรี คณะศลิ ปกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒ มี
ความต้องการด้านสังคมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายข้อพบว่า นิสิตมีความต้องการในการพัฒนาตนเองด้านสังคมมีความ
ต้องการได้รับการยอมรับจากบุคคลอื่นให้มากกว่าน้ีและต้องการให้มีการจัดกิจกรรมเพื่อสงั คมหรอื หน่วยงานที่เก่ียวข้องกับการ
บาเพ็ญประโยชน์แกช่ มุ ชน วดั ฯลฯ ดังน้นั ทางคณะอาจจะตอ้ งมีการฝกึ สมรรถภาพพน้ื ฐานเพ่ิมเตมิ เชน่ มรรยาททางสงั คม การ
วางตัว ความเป็นผู้นา เป็นต้น ซึ่งทางมหาวิทยาลัยควรจัดกิจกรรมการช่วยเหลือสังคม เป็นการกล่อมเกลาจิตใจ เพื่อให้นิสิตมี
คุณธรรมและจริยธรรมและเป็ฯแบบอยา่ งที่ดใี หแ้ กน่ ิสิตดว้ ย

4. ด้านสติปัญญา จากผลการศึกษาพบว่า นิสิตระดับปรญิ ญาตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิ
โรฒ มีความตอ้ งการดา้ นสติปัญญาอยู่ในระดับมาก เม่ือพิจารณารายข้อพบว่านิสิติ มีความตอ้ งการให้มีการจัดกิจกรรมเพื่อเพ่ิม

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 133

ความรู้ให้สอดคล้องกับรายวิชาหรือสาขาวิชาชีพท่ีเรียนเพ่ือเป็นการพัฒนาตนเองและเกิดความรู้และประสบการณ์ใหม่ๆและ
ตอ้ งการให้มีวิทยากร ผูเ้ ช่ียวชาญจากภายนอกเข้ามาให้ความรู้ในด้านที่นิสิตสนใจเพื่อเปิดโลกทศั นใ์ หม่ ดังน้ัน ทางคณะควรเพ่ิม
การสมั มนาโดยวทิ ยากรหรอื ผู้เช่ียวชาญในแต่ละสาขาวิชาชีพมาแนะแนวทางให้ความรู้ ความเข้าใจเก่ียวกับแนวทางการศึกษา
เพ่ือเข้าสู่งานอาชีพ การวางแผนงานอาชีพ เช่น ความถนัด ความสามารถ ความสนใจ จุดเด่น จุดด้อยของตนเอง และทาง
มหาวิทยาลัยควรมีการปรับปรุง พัฒนาแหล่งเรียนรู้ทางวิชาการตลอดจนมีผลงานการวิจัยท่ีทันสมัยอยู่เสมอและจัดให้มีการ
ร่วมมอื ทางวชิ าการระหวา่ งสถาบัน ทีจ่ ะนาไปสกู่ ารพฒั นาคณุ ภาพของนิสติ ต่อไป

ขอ้ เสนอแนะในการวิจยั คร้งั ต่อไป
1. ควรจะมกี ารศกึ ษาเกยี่ วกับรูปแบบการพัฒนาตนเองของนสิ ติ เพอ่ื จะไดเ้ ขา้ ใจข้ันตอนของการพัฒนา

ตนเองของนสิ ติ ท่ชี ัดเจน เพ่อื นาไปใช้ในการพัฒนานสิ ิตโดยตรง
2. ควรจะมีการศึกษาปัญหาความต้องการเพ่มิ เติมท่ีส่งผลต่อการพฒั นาตนเองและเปรยี บเทียบหาปญั หาใน

แตล่ ะดา้ นและแนวทางในการแกไ้ ข
3. ควรจะมีการศึกษาความตอ้ งการพัฒนาตนเองของนสิ ิตระดบั ปริญญาตรี คณะศลิ ปกรรมศาสตร์

มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒ ดา้ นการศึกษาต่อ ด้านการวิจยั ด้านเทคโนโลยแี ละการปรับตวั เพื่อใหน้ สิ ติ มคี ณุ ภาพและมี
ประสทิ ธภิ าพมากยง่ิ ข้นึ

กติ ติกรรมประกาศ
ปริญญานิพนธ์ฉบับนี้สาเร็จได้ด้วยความกรุณาจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จตุพล ยงศร อาจารย์ที่ปรึกษา

ปริญญานิพนธ์หลัก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จักรกฤษณ์ โปณะทอง อาจารย์ท่ีปรึกษาปริญญานิพนธ์ร่วม ท่ีสละเวลา อันมีค่า
เพ่อื ให้คาปรึกษา คาแนะนา ตรวจสอบ ตลอดจนช่วยแก้ไขข้อบกพรอ่ งตา่ งๆ ในการทาวจิ ยั ผูว้ ิจัยขอกราบขอบพระคณุ เป็นอยา่ ง
สูงไว้ ณ ท่นี ้ี

ขอกราบขอบพระคณุ อาจารย์ ดร.ประภาศรี พรหมประกาย ประธานกรรมการสอบปากเปล่า และ อาจารย์
ดร.ประภัศรา ธโนศวรรย์ กรรมการการสอบปากเปล่า ทีใ่ หข้ ้อเสนอแนะตา่ ง ๆ เพอ่ื ให้ปริญญานพิ นธ์ฉบบั น้มี คี วามสมบรู ณ์ย่งิ ขึน้

ขอกราบขอบพระคุณ คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
รวมทั้งคณาจารย์ท่ีชว่ ยตรวจสอบให้คาช้ีแนะข้อมูล เจ้าหน้าท่ีทกุ ท่านที่มีสว่ นอานวยความสะดวกในการดาเนินการเก็บรวบรวม
ข้อมลู

ขอกราบขอบพระคณุ คณบดคี ณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยศรีนครนิ ทรวิโรฒผู้ทรงคณุ วุฒิ ผู้เชีย่ วชาญ
ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.จักรพงษ์ แพทยห์ ลักฟ้า และอาจารย์ ดร.สุรรี ัตน์ จีนพงษ์ทรี่ วมท้ังรุ่นพี่ รุน่ น้องและเพ่ือนๆ ที่มสี ่วนช่วย
อานวยความสะดวกในการดาเนนิ การตรวจสอบเครอื่ งมอื และเก็บรวบรวมข้อมูลและให้คาปรึกษาดา้ นสถติ ิ

สุดท้ายน้ี ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงสาหรับ มารดาและครอบครัว ญาติพี่น้อง ทีให้ความ
สนับสนุนการศึกษาและเป็นกาลังใจสาคัญท่ีทาให้ผวู้ ิจัยประสบความสาเร็จในการจัดทาปริญญานิพนธ์ฉบับนีไ้ ปได้ด้วยดี คุณค่า
และประโยชน์ท่ีพึงไดจ้ ากปริญญานิพนธ์ฉบับน้ีผวู้ ิจยั ขอมอบเป็นการบชู าพระคณุ บิดา มารดาอาจารย์และบุคคลทีเ่ คารพรักและผู้
มีพระคุณทกุ ท่าน

เอกสารอา้ งองิ
กมลชนก กาเนดิ นก. (2551). การพัฒนาศักยภาพของนสิ ิตระดับปรญิ ญาตรี มหาวิทยาลัยนเรศวร ประจาปีการศึกษา 2550.

(ปรญิ ญานิพนธ์). บณั ฑติ วิทยาลัย มหาวิทยาลยั นเรศวร, พิษณุโลก.

กรมสุขภาพจิต, ก. (2546). สขุ ภาพจิตไทย. กรงุ เทพฯ: สานักพมิ พ์องคก์ ารรบั ส่งสินค้าและพัสดภุ ณั ฑ.์

เบญจพร อรณุ ประภารัตน์; และคนอื่นๆ. (2556). พฤติกรรมสุขภาพของนสิ ติ มหาวิทยาลยั นเรศวร ชั้นปีที3่ ปกี ารศึกษา 2556.
(ปรญิ ญานพิ นธ์). บณั ฑิตวิทยาลัย มหาวทิ ยาลยั นเรศวร พิษณโุ ลก.

ปทั มา สมความคิด. (2561). พฤตกิ รรมการทางานร่วมกับผู้อน่ื . สืบค้นจาก
http://www.doublepine.co.th/resource/view_knowleadge.php?id=556

พระธรรมปิฎก. (2542). พระพทุ ธศาสนาพัฒนาคนและสังคม. กรุงเทพฯ: ฝา่ ยเผยแพร่พระพุทธศาสนา กรมการศาสนา.
แพรพรรณ โมสาศรี. (2556). การศกึ ษาการใชช้ วี ติ ของนิสิตระดบั ปริญญาตรี มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวิโรฒ. (ปรญิ ญานิพนธ์

กศ.ม. (การอดุ มศกึ ษา)). บัณฑติ วทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, กรุงเทพฯ.

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 134

มัณฑรา ธรรมบศุ ย.์ (2545). การพัฒนาคุณภาพการเรยี นรู้ โดยใช้ PBL (Problem-Based Learning). วารสารวิชาการ ปที ่ี 5,
ฉบบั ท่ี 2 (ก.พ. 2545), หน้า 11-17.

วรรณวมิ ล เมฆวมิ ล. (2553). พฤตกิ รรมการดแู ลสุขภาพของประชาชนในพนื้ ท่ีฝกึ ปฏบิ ัตขิ องนกั ศกึ ษาสาขาวชิ าการแพทย์แผน
ไทยประยกุ ต์ คณะวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลัยราชภฎั สวนสุนนั ทา. (ปริญญานิพนธ)์ . มหาวิทยาลยั
ราชภัฎสวนสุนนั ทา, กรงุ เทพฯ.

สมบรู ณ์ ผยุ ดี. (2547). ความสมั พนั ธ์ระหว่างการใช้เวลากบั การพฒั นาตนเองของนสิ ิตระดบั ปรญิ ญาตรี มหาวิทยาลยั ศรี
นครนิ ทรวิโรฒ. (ปริญญานพิ นธ์ กศ.ม (การอุดมศกึ ษา)). บณั ฑติ วทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒ, กรงุ เทพฯ

Cronbach, L.J. (1990). Essentials of Psychological Testing. (5th ed.). NewYork: Harper & Row.
Ferguson, George A. (1981). Statistical Analysis in Psychology and Education. (5th ed). Singpore: McGraw-Hill

International Book Co
Likert, R.A. (1932). “Technique for the Measurement of Attitudes,” Arch Psychological. 25(140) : 1 – 55.
Yamane ,Taro. (1973). Statistics: An Introductory Analysis. Third editio. Newyork : Harper and Row
Publication.

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 135

ผลของการใชโ้ ปรแกรมการเรียนรูโ้ ดยใชป้ ญั หาเป็นฐานเพื่อเสริมสรา้ งการคดิ วิเคราะห์
ของนักเรยี นระดับมธั ยมศึกษาตอนตน้

EFFECTS OF PROBLEM-BASED LEARNING PROGRAMS ON ANALYTICAL THINKING
AMONG JUNIOR HIGH SCHOOL STUDENTS

มนัสวี มนัสตระกูล, พาสนา จุลรตั น์
E-mail:[email protected]

บทคดั ย่อ
การวิจัยครั้งน้ีมีความมุ่งหมายคือ 1) เพื่อศึกษาคะแนนพัฒนาการของการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนหลังเข้าร่วม

โปรแกรมการเรยี นรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน และ 2) เพื่อเปรียบเทยี บการคิดวเิ คราะห์ของนักเรียนก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม
การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเปน็ ฐาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจยั ครั้งนี้เป็นนกั เรยี นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรยี นบางกอกศึกษาและ
บางกอกวิทยา (มูลนิธ)ิ ปีการศึกษา 2562 ซ่งึ มคี ะแนนการคิดวิเคราะห์ต่ากว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 25 ลงมา จานวน 15 คน ซึ่งได้มา
จากการสุ่มอย่างง่าย การทดลองใช้แบบแผนการทดลอง One - group pretest – posttest design เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัย
คร้ังน้ีคือ 1) แบบวัดการคิดวิเคราะห์ 2) โปรแกรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉล่ีย ค่าความ
เบ่ียงเบนมาตรฐาน คะแนนพฒั นาการสมั พัทธ์ และการทดสอบคา่ ทแี บบไมเ่ ปน็ อสิ ระต่อกนั (t-test for dependent sample)

ผลการวจิ ยั พบวา่
1. นักเรียนท่ีเข้าร่วมโปรแกรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน มีคะแนนพัฒนาของการคิดวิเคราะห์โดยเฉล่ียเพ่ิมข้ึน
ร้อยละ 26.66 มพี ฒั นาการอยู่ในระดบั ปานกลาง
2. นักเรียนท่ีเข้าร่วมโปรแกรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานมีการคิดวิเคราะห์สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมการ
เรียนรโู้ ดยใช้ปญั หาเป็นฐาน อยา่ งมีนยั สาคัญทางสถติ ิท่ีระดับ .05
คาสาคัญ: การเรียนร้โู ดยใชป้ ญั หาเปน็ ฐาน, การคดิ วิเคราะห์

ABSTRACT
The purposes of this research were 1) to study the relative change gain score of the students after

participation in the problem – based learning program and 2) to compare the analytical thinking of the
students before and after participation in the problem – based learning program. The sample in this
research were 15 students of secondary school level 3, Bangkoksuksa school and Bangkok witthaya
(Foundation) school from score were 25 percentile and lower, Selected by using simple sampling. The
experimental design used pattern of one - group pretest – posttest design. The research instruments were
the analytical thinking test and the problem – based learning program. The data were analyzed using mean,
standard deviation, relative gain score and t-test for dependent sample.

The results of the study were as follows :
1. The relative gain score of students increased after participation in the problem – based learning
program. The relative gain score among 26.66%. They were in medium level.
2. The analytical thinking of the students increased after participation in the problem – based
learning program and significant at .05 level.
Keywords: Problem – Based Learning, Analytical Thinking

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 136

บทนา
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้

เพื่อให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสาคัญของผู้เรียน 5 ประการซึ่งสมรรถนะประการที่ 2 มุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนมีความสามารถในการคิด
กล่าวคือ ให้ผู้เรียนสามารถคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ คิดอย่างสร้างสรรค์ คิดอย่างมีวิจารณญาณ และคิดเป็นระบบเพ่ือนาไปสู่
การสรา้ งองคค์ วามรหู้ รือสารสนเทศเพ่อื การตดั สินใจเกยี่ วกับตนเองและสังคมไดอ้ ย่างเหมาะสม (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551: 6)

การคิดวิเคราะห์ถือเป็นการคิดพ้ืนฐานในการนาไปสู่การตัดสินใจ และการแก้ไขปัญหาของเร่ืองราวต่าง ๆ
ในชีวิตประจาวัน และการคิดวิเคราะห์ยังเป็นพ้ืนฐานของการคิดท่ีหลากหลายอาทิเช่น การคิดสร้างสรรค์ การ คิดวิจารณ์
เม่ือบุคคลมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ จะส่งผลให้เป็นบุคคลมีการแสดงออกทางการกระทาที่เหมาะสม และสามารถ
ตัดสินใจเร่ืองราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตได้อย่างดี (เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ , 2549: 42; สุวิทย์ มูลคา, 2548: 39) ด้วย
ประโยชน์ดังกล่าวจึงทาให้การคิดวิเคราะห์มีความสาคัญและจาเป็นท่ีจะต้องพัฒนาให้เกิดขึ้นในตัวบุคคล และเป็นรากฐานในการ
เรยี นรแู้ ละดาเนินชวี ิต

การคิดวิเคราะห์หมายถึง การขยายความคิดหรือความรู้ด้วยการใช้เหตุผล โดยใช้กระบวนการวิเคราะห์รายละเอียดที่
เฉพาะของขอ้ มูลบนพื้นฐานความรู้ที่มีอยู่ในความจาระยะส้ันอีกทั้งการวิเคราะห์ยงั เป็นการแสดงใหเ้ ห็นถงึ ลักษณะที่จาเป็นและไม่
จาเปน็ ของข้อมลู ซึ่งทาใหเ้ กิดความเข้าใจและนาไปสูก่ ารสร้างขอ้ มูลใหม่ (Marzano, 2001: 39) ซึง่ สอดคล้องกับ สคุ นธ์ สินธพา
นนท์ (2552: 13) ท่ีกล่าวว่าการคิดวิเคราะห์ คือ การคิดท่ีจาแนก แยกแยะข้อมูล วัตถุ เร่ืองราว หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ออกเป็น
ส่วนย่อย โดยอาศัยหลักเกณฑ์ หรือเกณฑ์ที่กาหนดเพื่อค้นหาความจริง หรือความสาคัญท่ีแฝงอยู่ หรือปรากฏอยู่ จนสามารถได้
ความคิดทีจ่ ะนาไปสขู่ ้อสรปุ และสามารถนาไปประยกุ ต์ใช้

การคิดวิเคราะห์เป็นการคิดที่มีแบบแผน มีข้ันตอน มีเหตผุ ล และอยูบ่ นพ้นื ฐานของความเหมาะสม (Jakus, 2014 : 5)
การคิดวิเคราะห์จึงมีองค์ประกอบต่าง ๆ โดยโรเบิร์ต เจ. มาร์ซาโน (Marzano, 2001: 39-45) ได้แบ่งองค์ประกอบของการคิด
วิเคราะห์ออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ (1) การจับคู่ (2) การจัดหมวดหมู่ (3) การวิเคราะห์ขอ้ ผิดพลาด (4) การสรุปหลักการ และ(5) การ
นาหลักการไปใช้ สาหรบั การวิจัยคร้ังน้ไี ดน้ าเอาองคป์ ระกอบของการคดิ วเิ คราะห์ 5 ด้าน ของมาร์ซาโน มาใชใ้ นการวจิ ยั

ปัจจุบันนักเรียนไทยขาดการคิดวเิ คราะห์ โดยผลการประเมินของโครงการ PISA ในปี 2552 พบว่าเด็กไทยกลมุ่ อายุ 15
ปี มีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนในทุกวิชาต่ากว่าค่าเฉล่ียนานาชาติ สะท้อนให้เห็นว่าเด็กขาดการคิดวิเคราะห์ (ผู้จัดการออนไลน์,
2554) ส่วนการศึกษาในปัจจุบัน เด็กไทยมองว่าเป็นการเรียนเพื่อสอบ ส่งผลให้เด็กไทยขาดระบบการคิดแบบเหตุและผล (สานัก
กองทุนสนับสนนุ การวจิ ยั , 2559) อีกท้ัง ผลการประเมินของสานกั งานรบั รองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) รอบ
3 สานกั งานกองทุนสนับสนุนการวิจยั และผลตรวจราชการเบอ้ื งต้นของกระทรวงศึกษาธิการ ในเขตกรงุ เทพมหานครและเขตตรวจ
ราชการที่ 1 ได้แก่ จังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา และสระบุรี พบว่านักเรียนมีการคิดวิเคราะห์ในระดับต่า ปัจจัย
ของปัญหาน้ีเกิดมาจากระบบการศึกษาในปัจจุบันท่ีไม่เอื้อต่อการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน และจากการสอนที่เน้นหนังสือเรียน
เรยี นรตู้ ามหนงั สือเรียนจงึ ทาใหน้ กั เรยี นไมม่ ีโอกาสท่จี ะฝึกความสามารถในการคดิ วเิ คราะห์ (เดลินวิ ส์, 2557; มตินชน, 2558)

และผู้วิจัยในฐานะของครูผู้สอนวิชาแนะแนวนักเรียนระดับช้ันมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนบางกอกศึกษา
ได้ทาการสงั เกตพฤติกรรมทางการเรยี นจากการทากจิ กรรมท่ีผู้วิจัยตอ้ งการให้นักเรียนคิดวเิ คราะห์ พบว่า เมื่อนักเรยี นตอบคาถาม
ในชั้นเรียนลักษณะของคาตอบเป็นข้อความสั้น ๆ ไม่มีการอธิบายเหตุผลของส่ิงท่ีตอบ เมื่อต้องตอบคาถามที่ต้องเปรียบเทียบ
นักเรยี นยังไม่สามารถอธิบายความเหมือนและความแตกต่างของสิ่งน้ันได้ และมักตอบคาถามโดยไม่เรียงลาดับเน้ือหาของคาตอบ
และผ้วู ิจัยยังได้สัมภาษณ์ครูท่ปี ฏิบัติหน้าทสี่ อนนักเรียนระดับชั้นมธั ยมศึกษาตอนตน้ จานวน 3 ท่าน เกยี่ วกบั การคิดวิเคราะห์ของ
นักเรียน พบว่า การตอบคาถามของนักเรียนจากกิจกรรมในห้องเรียน คาตอบของนักเรียนนั้นเป็นคาตอบสั้น ๆ ไม่มีการอธิบาย
เหตุผลประกอบ คาตอบไม่เป็นเหตุเปน็ ผล ไม่ลาดับเนื้อหาของตอบ และในการตอบคาถามจากการทาแบบฝึกหดั และแบบทดสอบ
นักเรยี นไม่มกี ารวเิ คราะห์คาถามกอ่ นตอบ กลา่ วคือ นักเรียนไมว่ ิเคราะห์วา่ คาถามนั้นต้องการคาตอบใดบา้ ง ไม่มกี ารลาดบั คาตอบ
ของคาถาม คือตอบโดยไม่มีการจัดลาดับข้อมูลในการตอบ อีกทั้งในการตอบคาถามมักจะเป็นข้อความท่ีไม่เป็นเหตุเป็ นผล
เท่าท่ีควร จะเป็นคาตอบส้ัน ๆ โดยไม่ให้เหตุผลของข้อความนั้น รวมถึงไม่สามารถสรุปความของคาตอบท่ีตนเองจะตอบได้ เช่น
คาถามในวิชาประวัติศาสตร์ถามถึงความแตกต่างระหว่างการปกครองในแต่ละยุคต่างกันอย่างไร และเหตุใดจึงแตกต่างกัน แต่
นักเรียนมักตอบประเด็นรอง กล่าวคือความแตกต่างของการปกครองในแต่ละยุคที่แตกต่างกันคือเวลาต่างกัน เปลี่ยนกษัตริย์
ปกครอง ซึ่งเป็นคาตอบทีไ่ ม่ใชป่ ระเดน็ หลกั ของคาถาม เปน็ ตน้

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 137

จากความสาคัญและปญั หาท่ีกล่าวมาข้างตน้ จะเห็นได้วา่ การคิดวิเคราะห์ของนกั เรียนไทยอยูใ่ นระดบั ท่ีไม่น่าพอใจนัก
ด้วยเหตดุ ังกล่าวผ้วู จิ ัยจงึ เหน็ ความสาคญั และตระหนกั ถงึ ความจาเป็นทต่ี อ้ งพัฒนาและสง่ เสริมให้นักเรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาตอนต้นมี
การคิดวิเคราะหส์ ูงขึ้น เพราะการคิดวเิ คราะห์มีความสาคญั ตอ่ การเรียนให้เกิดประสิทธภิ าพหรอื เรยี นให้ได้ดี ในวิชาเรียนสว่ นใหญ่
มักจะมีการคิดวิเคราะห์ในเรื่องต่าง ๆ (บรรจง อมรชีวิน, 2554: 138) และนอกจากทาให้เกิดการเรียนที่มีประสิทธิภาพแล้วนั้น
การคิดวิเคราะห์ยังทาให้นักเรียนสามารถแก้ปัญหาในเร่ืองต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม และปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ หรือ
เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ (สุคนธ์ สินธพานนท์, 2555: 31) ดังน้นั การที่นักเรียนมีการคิดวิเคราะห์สูงข้ึนก็จะเป็นประโยชน์ทั้ง
ตอ่ ตัวนกั เรยี น การเรยี น และการดาเนนิ ชีวติ ของนกั เรียนตอ่ ไป

การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปญั หาเป็นฐาน (Problem-based Learning) เปน็ กระบวนการเรียนรู้ทนี่ ักเรยี นจะได้เผชญิ กับ
สถานการณ์ที่เป็นปัญหา ซ่ึงสถานการณป์ ัญหาอาจเกดิ จากการจาลองสถานการณ์ปัญหาขน้ึ หรือเป็นสถานการณ์ปัญหาที่นกั เรยี น
ได้รับบทบาทเป็นเจ้าของสถานการณ์นั้นเอง เพ่ือให้ผู้เรียนได้ศึกษา ค้นคว้า ด้วยตนเองร่วมกับกลุ่มเพื่อหาแนวทางหรือทางออก
ของปัญหานั้นอย่างเหมาะสม โดยการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบนี้จะช่วยส่งเสริมให้นักเรียนสามารถเกิดการคิดวิเคราะห์ได้ เพราะ
การจัดการเรยี นรู้แบบ PBL เป็นการที่นักเรียนมสี ่วนร่วมและต้องลงมือเรียนรู้ และปฏิบตั ิด้วยตนเอง จากแนวคดิ ของ จอห์น ดิวอี้
(John Dewey)ท่วี ่าการเรียนรู้เกิดจากการกระทา (Learning by Doing) (บุญเล้ียง ทุมทอง, 2556: 23) โดยการจดั การเรียนรูโ้ ดย
ใช้ปัญหาเป็นฐานผู้วจิ ัยไดท้ าการสังเคราะห์กระบวนจากนักวิชาการ และนกั การศึกษาหลายท่าน ทาให้ได้กระบวนการออกมาเป็น
ข้ันตอน 7 ข้ัน ไดแ้ ก่ ข้ันท่ี 1 กาหนดปัญหา ข้ันที่ 2 ทาความเข้าใจกบั ปัญหาเพ่อื หาสาเหตุของปัญหา ขั้นท่ี 3 ศึกษาค้นคว้าข้อมูล
เพ่ือเสนอแนวทางการแก้ปัญหา ข้ันท่ี 4 ประเมินแนวทางการแก้ปัญหา ขั้นที่ 5 เลือกแนวทางการแก้ปัญหา ขั้นที่ 6 นาเสนอ
แนวทางการแกป้ ัญหา และขั้นที่ 7 ประเมินผลจากการเรียนรู้ และผู้วิจัยได้ทาการนาทฤษฎีทางจิตวทิ ยาบูรณาการร่วมกับการทา
กิจกรรมในการวิจยั ครงั้ นี้ด้วย โดยทฤษฎีทนี่ ามาบูรณาการร่วมกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ได้แก่ ทฤษฎีการเรียนรู้
โดยการเชื่อมโยงของธอร์นไดค์ (Throndike’s Classical Connectionism) และทฤษฎีการวางเง่ือนไขแบบการกระทาของสกิน
เนอร์ (Operant Conditioning Theory) โดยการนามาบรู ณาการในทุกกระบวนการของการทากจิ กรรม

ในการจดั การเรยี นรูโ้ ดยใชป้ ัญหาเป็นฐานน้ันมอี งคป์ ระกอบสาคญั คือการวิเคราะห์ปญั หาและหาสาเหตุของปัญหา (ทิศ
นา แขมมณี, 2559: 138) และในองค์ประกอบของการคิดวิเคราะห์ก็จะต้องมีการค้นหาความจริงหรือคาตอบของข้อมูล
(สุวทิ ย์ มูลคา, 2547: 17) อกี ท้งั การพัฒนาการคดิ วิเคราะหจ์ ะสามารถพัฒนาไดด้ ีเมอ่ื นักเรยี นไดเ้ ผชิญตอ่ สถานการณป์ ญั หาจรงิ ได้
เข้าไปอยู่สถานการณ์ปัญหานัน้ (เกรยี งศกั ด์ิ เจรญิ วงศ์ศักดิ์, 2549: 144) และจากการวิจัยของ พัชรี ชลเขียว(Chonkaew, 2016)
ได้ศกึ ษาการพฒั นาความสามารถในการคิดวิเคราะห์และทศั นคติตอ่ การเรียนวทิ ยาศาสตรข์ องนักเรียนเกรด 11 โดยผ่านการจดั การ
เรยี นรแู้ บบ STEM ในการเรยี นเรอ่ื งปรมิ าณของสารตา่ ง ๆ ในปฏิกิริยาเคมใี นงานวจิ ัยนไ้ี ด้บรู ณาการรูปแบบการเรียนรโู้ ดยใชป้ ัญหา
เปน็ ฐานกบั การเรยี นรูแ้ บบ STEM ผลการวิจยั พบว่า ในสว่ นของการคดิ วิเคราะหน์ กั เรยี นมคี ะแนนความสามารถในการคดิ วิเคราะห์
สูงข้ึนหลังจากได้เรียนด้วยการบูรณาการรูปแบบการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานกับการเรียนรู้แบบ STEM อย่างมีนัยสาคัญทาง
สถิติที่ระดับ .01 และการวิจยั ของ สิรินทรา มินทะขัติ (2556: 87) ได้ทาการศึกษา ผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหา
เป็นฐาน(Problem-Based Learning) เร่ืองพ้ืนผิวและปริมาตร ที่มีต่อความสามารถในการคิดวิเคราะห์ และความสามารถในการ
ให้เหตุผลทางคณิตศาสตรข์ องนักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 3 ผลการวิจัยพบวา่ นักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความสามารถในการ
คิดวิเคราะห์หลังจากจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง พ้ืนผิวและปริมาตร สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสาคัญทาง
สถติ ทิ ีร่ ะดบั .01

ดว้ ยเหตุน้ีผู้วจิ ัยจงึ มีความสนใจท่ีจะศึกษาผลของการใช้โปรแกรมการเรียนรูโ้ ดยใช้ปญั หาเปน็ ฐานเพื่อเสรมิ สร้างการคิด
วิเคราะหข์ องนักเรียนระดับมธั ยมศกึ ษาตอนต้น

กรอบแนวคิดในการวจิ ัย
จากการทาการศึกษาผู้วิจัยจะทาการพัฒนาโปรแกรมซึ่งนามาใช้ในการส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน โดยแบ่ง

การคดิ วิเคราะห์ออกเปน็ 5 ดา้ นตามประเภทการคิดวเิ คราะห์ของ มารซ์ าโน (Marzano, 2001: 39) ซงึ่ ไดแ้ ก่ 1) ด้านการจับคู่ 2)
ด้านการจัดหมวดหมู่ 3) ด้านการวิเคราะห์ข้อผิดพลาด 4) ด้านการสรุปหลักการ และ 5) ด้านการนาหลักการไปใช้ ในการนา
หลักการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับทฤษฎีทางจิตวิทยา ได้แก่ ทฤษฎีการเรียนรู้โดยการเช่ือมโยงของธอร์นไดค์ และ
ทฤษฎีการวางเง่ือนไขแบบการกระทาของสกินเนอร์ มาใช้ออกแบบโปรแกรมเพ่ือเสริมสร้างการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน จึง
สามารถสรุปกรอบแนวคิดการวิจยั ไดด้ ังนี้

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 138

การใช้โปรแกรมการเรียนรโู้ ดยใช้ การคิดวเิ คราะห์ แบง่ ออกเปน็ 5 ดา้ น ได้แก่
ปัญหาเปน็ ฐาน 1. ด้านการจบั คู่
2. ด้านการจัดหมวดหมู่
3. ด้านการวเิ คราะหข์ อ้ ผดิ พลาด
4. ด้านการสรุปหลกั การ
5. ด้านการนาหลกั การไปใช้

วตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ัย
1. เพือ่ ศึกษาคะแนนพฒั นาการของการคดิ วเิ คราะห์ของนกั เรียนหลงั เขา้ ร่วมโปรแกรมการเรยี นรโู้ ดยใชป้ ญั หาเป็นฐาน
2. เพอ่ื เปรียบเทียบการคิดวเิ คราะหข์ องนักเรยี นก่อนและหลงั เข้าร่วมโปรแกรมการเรยี นรโู้ ดยใชป้ ญั หาเป็นฐาน

สมมติฐานการวจิ ัย
นักเรียนที่เข้าร่วมโปรแกรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานมีการคิดวิเคราะห์สูงขึ้นหลังจากเข้าร่วมโปรแกรมการ

เรียนรู้โดยใชป้ ญั หาเป็นฐาน

วธิ ดี าเนินการวจิ ัย
ประชากร
ประชากรที่ใช้ในการวิจัย เป็นนักเรียนระดับช้ันมัธยมศึกษาตอนต้นของโรงเรียนบางกอกศึกษาและบางกอกวิทยา

(มูลนิธิ) เขตวังทองหลาง จังหวัดกรุงเทพมหานคร จานวน 194 คน เป็นนักเรียนหญิง จานวน 80 คน และเป็นนักเรียนชาย
จานวน 114 คน

กลุ่มตวั อยา่ ง
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ท่ีมีคะแนนเฉล่ียการคิดวิเคราะห์ต่ากว่านักเรียน
มัธยมศึกษาปีท่ี 1 และมัธยมศึกษาปีท่ี 2 ซ่ึงมีคะแนนการคิดวิเคราะห์ต่ากว่าเปอร์เซ็นไทล์ท่ี 25 ลงมา จานวน 15 คน
ซง่ึ ได้มาจากการสมุ่ อยา่ งงา่ ย

ตัวแปรทีศ่ ึกษา
1. ตัวแปรต้น ไดแ้ ก่ การใช้โปรแกรมการเรยี นรู้โดยใชป้ ญั หาเปน็ ฐาน
2. ตวั แปรตาม ได้แก่ การคดิ วเิ คราะห์ แบง่ ออกเปน็ 5 ดา้ น

2.1 ดา้ นการจบั คู่
2.2 ดา้ นการจัดหมวดหมู่
2.3 ด้านการวเิ คราะห์ข้อผดิ พลาด
2.4 ด้านการสรปุ หลกั การ
2.5 ด้านการนาหลกั การไปใช้

วธิ กี ารเกบ็ รวบรวมข้อมลู
ผ้วู ิจยั ดาเนินการการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล ดังน้ี

1. นาหนังสอื จากบณั ฑติ วิทยาลัย มหาวทิ ยาลัยศรีนครนิ ทรวิโรฒ เพือ่ ขอความอนเุ คราะห์ในการเกบ็ ข้อมูล
2. ตดิ ตอ่ โรงเรยี นเพ่อื ทาการยน่ื จดหมายขอความร่วมมอื ในการเกบ็ รวบรวมข้อมลู พรอ้ มท้งั กาหนดวัน เวลา
3. จัดเตรียมแบบวัดเพื่อนาไปวัดกับประชากรนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ของโรงเรียนบางกอกศึกษาและ
บางกอกวิทยา (มลู นธิ ิ)
4. ตรวจแบบวดั เพอื่ คัดเลอื กกลมุ่ ตัวอย่าง และนาคะแนนของแบบวัดกลุ่มตวั อย่างเปน็ คะแนนกอ่ นการทดลอง
(Pretest)

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 139

5. ผูว้ ิจัยดาเนินการทดลองโปรแกรมการเรียนรู้โดยใชป้ ญั หาเปน็ ฐานกับนักเรยี นกลุ่มตัวอย่าง ตามวัน และเวลาที่
ไดท้ าการขออนุญาตไว้

6. เม่ือทดลองโปรแกรมครบตามที่ได้ออกแบบไว้ จึงทาการวัดกลุ่มตัวอย่างด้วยแบบวัดชุดเดียวกันกับการวัดใน
ครงั้ แรก เปน็ คะแนนหลังการทดลอง (Posttest)

7. นาข้อมลู ทีร่ วบรวมดาเนินการวเิ คราะห์หาคา่ ทางสถติ ิตอ่ ไป

เคร่อื งมอื ท่ีใช้ในการวจิ ยั
1. แบบวัดการคดิ วิเคราะห์เปน็ แบบวดั ท่ีผู้วิจัยพัฒนาขึ้น มลี ักษณะเป็นแบบวัดปรนยั 4 ตวั เลือก ตอบถูกได้ 1 คะแนน
ตอบผิด ได้ 0 คะแนน โดยเลือกตอบข้อท่ีเหมาะสมที่สุดจากสถานการณ์ที่กาหนดให้ จานวน 20 ข้อ และนาไปทดลองใช้กับ
นกั เรยี นท่ีไม่ใช่กลุ่มตัวอยา่ งจานวน 100 คน ซ่ึงมีค่าความยากง่าย (Difficulty: P) ของข้อคาถามรายข้ออยู่ระหวา่ ง 0.40 - 0.73
มีคา่ อานาจจาแนก (Discrimination: r) ของข้อคาถามรายข้ออยู่ระหวา่ ง 0.36 - 0.60 และมคี ่าความเชื่อม่นั ของแบบวดั ทั้งฉบับ
เท่ากับ 0.81
2. โปรแกรมการเรียนรโู้ ดยใช้ปัญหาเปน็ ฐานที่ผวู้ จิ ยั ออกแบบข้ึน เป็นการประยกุ ตห์ ลกั การเรียนรูโ้ ดยใชป้ ัญหาเป็นฐาน
ร่วมกับทฤษฎีทางจิตวิทยา ได้แก่ ทฤษฎีการเรียนรู้โดยการเช่ือมโยงของธอร์นไดค์ และทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบการกระทา
ของสกินเนอร์ โดยมี 3 ขน้ั ดงั ตาราง 1

ตาราง 1 แนวทางการพัฒนาโปรแกรมโดยประยกุ ต์ใชห้ ลักการเรยี นร้โู ดยใชป้ ัญหาเป็นฐานร่วมกับทฤษฎีการเรียนรู้ทางจิตวิทยา

ขัน้ ตอน การประยกุ ตใ์ ชท้ ฤษฎี

ขน้ั นาเขา้ สกู่ ิจกรรม กฎแหง่ ความพร้อมของธอรน์ ไดค์

ขัน้ ดาเนนิ กจิ กรรม กฎแห่งการฝกึ หดั ของธอรน์ ไดค์

ขัน้ ท่ี 1 กาหนดปญั หาหรอื สารวจปัญหา การเสริมแรงทางบวกของสกินเนอร์

ขน้ั ที่ 2 ทาความเขา้ ใจกับปญั หาเพ่ือหาสาเหตุของปญั หา
ขั้นที่ 3 ศึกษาคน้ คว้าขอ้ มลู เพื่อเสนอแนวทางการ
แกป้ ญั หา
ขน้ั ท่ี 4 ประเมนิ แนวทางการแก้ปญั หา

ขนั้ ท่ี 5 เลอื กแนวทางการแก้ปญั หา

ข้นั ท่ี 6 นาเสนอแนวทางการแก้ปญั หา
ขัน้ ที่ 7 การประเมินผลจากการเรียนรู้

ข้นั สรปุ กจิ กรรม กฎแห่งการฝึกหดั ของธอร์นไดค์

การเสริมแรงทางบวกของสกินเนอร์

โดยมรี ะยะเวลาของโปรแกรมจานวน 10 ครงั้ ครงั้ ละ 50 นาที และผา่ นการตรวจสอบจากผ้ทู รงคณุ วฒุ ิ และนาไป
ทดลองใชก้ ับนักเรยี นท่ีไมใ่ ชก่ ลมุ่ ตวั อย่าง จานวน 15 คน

การวิเคราะหข์ ้อมลู
การจดั กระทาข้อมูลและการวเิ คราะห์ขอ้ มูล
1. การจัดกระทาขอ้ มลู

1.1 นาแบบวัดการคดิ วิเคราะหห์ ลังการทดลองมาตรวจและใหค้ ะแนน
1.2 นาคะแนนแบบวัดการคิดเคราะหท์ ้ังก่อนทดลองและหลงั ทดลองมาวเิ คราะหห์ าค่าทางสถติ ติ า่ ง ๆ โดยใช้
โปรแกรมคอมพวิ เตอร์
2. สถิตทิ ่ใี ชใ้ นการวิเคราะห์ขอ้ มูล
2.1 สถิตพิ ้นื ฐาน ไดแ้ ก่ ค่าเฉลีย่ ค่าความเบีย่ งเบนมาตรฐาน และคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ (ร้อยละ)

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 140

2.2 สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน ใช้สถิติเปรียบเทียบการคิดวิเคราะหก์ ่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมการ
เรียนรูโ้ ดยใช้ปัญหาเปน็ ฐานโดยทดสอบค่าทแี บบไม่เป็นอสิ ระตอ่ กัน (t-test for dependent sample)

ผลการวิจยั
1. การศึกษาคะแนนพัฒนาการของการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนหลังเข้าร่วมโปรแกรมการเรยี นรโู้ ดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
ผู้วิจัยใช้แบบวัดการคิดวิเคราะห์ศึกษาพัฒนาการของนักเรียน โดยใช้คะแนนก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมการเรียนรู้โดยใช้
ปญั หาเปน็ ฐาน ผลปรากฏดังตาราง 2

ตาราง 2 ผลคะแนนพัฒนาการของการคิดวิเคราะห์ของนักเรยี นหลงั เข้ารว่ มโปรแกรมการเรียนรูโ้ ดยใช้ปัญหาเปน็ ฐาน

คนที่ คะแนนก่อนเข้ารว่ ม คะแนนหลังเข้ารว่ ม คะแนนความแตกต่าง คะแนนพฒั นา

โปรแกรม โปรแกรม การสมั พทั ธ์

11 7 6 31.58

2 5 13 8 42.11

3 6 12 6 31.58

4 6 12 6 31.58

5 7 12 5 26.32

6 7 12 5 26.32

7 7 12 5 26.32

8 7 12 5 26.32

9 8 13 5 26.32

10 9 13 4 21.05

11 9 14 5 26.32

12 9 13 4 21.05

13 9 12 3 15.79

14 9 13 4 21.05

15 9 14 5 26.32

คา่ เฉลย่ี 7.27 12.27 5.06 26.66

จากตาราง 2 พบว่า นักเรยี นท่ีเขา้ ร่วมโปรแกรมการเรียนรโู้ ดยปญั หาเปน็ ฐาน มคี ะแนนพัฒนาการของการคดิ วิเคราะห์

สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน โดยมีคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์เฉล่ียเท่ากับ 26.66 แสดงว่า

นกั เรยี นมรี ะดับพัฒนาการของการคิดวเิ คราะห์อยูใ่ นระดับปานกลาง

2. การเปรียบเทียบการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ผู้วิจัยใช้

แบบวดั การคดิ วิเคราะห์เปรียบเทยี บการคดิ วิเคราะห์ของนกั เรียนก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมการเรียนรู้โดยใชป้ ัญหาเปน็ ฐาน

ผลปรากฏดังตาราง 3

ตาราง 3 ผลการเปรียบเทียบการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน

(N = 15)

กล่มุ ทดลอง N ̅ SD ∑D ∑D2 t p

หลังการทดลอง 15 12.27 1.624

76 404 16.874* .000

ก่อนการทดลอง 15 7.20 2.178

* มนี ยั สาคัญทางสถติ ิทร่ี ะดับ .05

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 141

จากตาราง 3 พบวา่ การคิดวเิ คราะหข์ องนกั เรยี นหลงั เข้ารว่ มโปรแกรมการเรยี นร้โู ดยใช้ปญั หาเป็นฐานสงู กว่าก่อนเข้า
ร่วมโปรแกรมการเรยี นรโู้ ดยใชป้ ัญหาเป็นฐาน อย่างมีนัยสาคัญทางสถติ ิท่รี ะดับ .05

สรุปผลการวิจัย
1. นักเรียนท่ีเข้าร่วมโปรแกรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน มีคะแนนพัฒนาการของการคิดวิเคราะห์โดยเฉลี่ย

เพม่ิ ข้นึ ร้อยละ 26.66 มีพฒั นาการอยใู่ นระดบั ปานกลาง
2. นักเรียนที่เข้าร่วมโปรแกรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานมีการคิดวิเคราะห์สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมการ

เรยี นรโู้ ดยใชป้ ญั หาเป็นฐาน อยา่ งมีนยั สาคัญทางสถติ ทิ ่ีระดับ .05

อภิปรายผล
จากการวิจัยคร้ังน้ีผู้วิจัยแบ่งการอภิปรายผลการวิจัยเป็น 2 ประเด็นคือ (1) การศึกษาคะแนนพัฒนาการของการคิด

วเิ คราะหข์ องนกั เรียนหลังเข้าร่วมโปรแกรมการเรยี นรโู้ ดยใชป้ ัญหาเป็นฐาน และ (2) การเปรยี บเทียบการคิดวเิ คราะห์ของนักเรยี น
กอ่ นและหลังเข้ารว่ มโปรแกรมการเรยี นรูโ้ ดยใชป้ ญั หาเป็นฐาน ซึ่งมรี ายละเอียดดงั นี้

1. การศึกษาคะแนนพัฒนาการของการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนหลังเข้าร่วมโปรแกรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหา
เปน็ ฐาน

ผลของการใช้โปรแกรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานเพื่อเสรมิ สร้างการคิดวเิ คราะห์ของนักเรียนระดับมัธยมศกึ ษา
ตอนตน้ จากผลการวเิ คราะห์ทางสถิตพิ บวา่ นักเรียนที่เขา้ รว่ มโปรแกรมการเรยี นรูโ้ ดยใชป้ ญั หาเปน็ ฐาน มีพัฒนาการของการคิด
วิเคราะห์โดยเฉลี่ยเพิ่มข้ึน ร้อยละ 26.66 มีพัฒนาการอยู่ในระดับปานกลาง แสดงว่า โปรแกรมการเรียนรู้โดยใช้ปญั หาเป็นฐาน
สามารถเสริมสร้างให้นักเรียนมีการคิดวิเคราะห์เพิ่มขึ้นได้ เน่ืองจากโปรแกรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานทาให้นักเรียนมี
โอกาสฝึกคิดวิเคราะห์ผ่านกิจกรรมที่ผู้วิจัยพัฒนาข้ึนโดยนักเรียนได้เรียนรู้ และฝึกฝนการคิดวิเคราะห์จากปัญหาและหาทาง
แกป้ ัญหารว่ มกัน โดยมสี ถานการณป์ ัญหาเปน็ ตัวกระตุ้นให้นกั เรียนเกดิ การค้นคว้าเพ่ือหาคาตอบ ทาให้นักเรียนมพี ฒั นาการของ
การคิดวิเคราะห์เพ่ิมขึ้น ดังแนวคิดของ จอห์น ดิวอ้ี (John Dewey) ที่กล่าวว่าการเรียนรู้เกิดจากการกระทา (Learning by
Doing) เป็นการเรียนรู้ด้วยการคน้ พบและการแก้ปัญหา โดยบุคคลมปี ระสบการณ์ด้วยตนเองวา่ กาลังเผชิญปัญหา และตอ้ งการ
แกป้ ัญหาที่ตนกาลงั ประสบอยู่ (สุรางค์ โค้วตระกูล, 2556: 347) ซง่ึ สอดคล้องกับผลการวจิ ยั ของ สริ ินทรา มินทะขัติ (2556: 87)
ที่ได้ศึกษา ผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่องพื้นผิวและปริมาตรท่ีมีต่อความสามารถในการคิด
วิเคราะห์ และความสามารถในการใหเ้ หตุผลทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 3 ผลการวิจยั พบวา่ นกั เรยี น
ช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 มคี วามสามารถในการคิดวิเคราะห์หลงั จากเขา้ รว่ มการจัดการเรยี นรู้โดยใชป้ ัญหาเปน็ ฐาน อย่างมีนัยสาคัญ
ทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั .01

2. การเปรียบเทียบการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน จาก
สมมติฐานของการวจิ ัยท่ีระบุว่า นักเรียนทเี่ ขา้ ร่วมโปรแกรมการเรียนรโู้ ดยใช้ปัญหาเป็นฐานมีการคิดวิเคราะห์สูงข้นึ หลงั จากเข้า
ร่วมโปรแกรมการเรียนรูโ้ ดยใชป้ ัญหาเป็นฐานเปน็ ไปตามสมมติฐาน จงึ อภิปรายผลดงั นี้

ผลของการใช้โปรแกรมการเรียนรู้โดยใชป้ ัญหาเป็นฐานเพ่ือเสรมิ สร้างการคิดวเิ คราะห์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา
ตอนต้น จากผลการวิเคราะห์ทางสถติ ิพบว่า นกั เรียนทเี่ ข้ารว่ มโปรแกรมการเรียนรโู้ ดยใชป้ ญั หาเปน็ ฐานมีการคิดวเิ คราะห์สูงกว่า
ก่อนเข้าร่วมโปรแกรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งนี้เป็นผลมาจาก โปรแกรมการ
เรียนรู้โดยใช้ปัญหาเปน็ ฐานที่ผูว้ ิจัยพัฒนาขน้ึ โดยในขั้นแรกผวู้ ิจัยสรา้ งความพร้อมให้กับนักเรยี นเพื่อใหน้ ักเรยี นเกิดความพร้อม
ในการเรียนรู้ โดยใช้กิจกรรมบริหารสมอง (Brain gym) ซึ่งเป็นการบริหารร่างกายส่วนท่ีสมองควบคุม เพื่อให้สมองทั้งซีกซ้าย
และซีกขวาทางานประสานกัน จะทาให้การถ่ายโยงข้อมูลการเรียนรู้ของสมองทั้งสองซีกเป็นไปอย่างสมดุล และมีประสิทธิภาพ
และยังช่วยให้เกิดความผ่อนคลายและเกิดความพร้อมที่จะเรียนรู้ โดยผู้วิจัยให้นักเรียนทาท่าบริหารสมอง เช่น การเคลื่อนไหว
สลับข้าง ท่านับ 1-10 และท่าจีบ L เป็นต้น ดังที่ธอร์นไดค์ได้กล่าวไว้ว่า ความพร้อมเป็นสภาวะของบุคคลที่เรียนรู้อย่างเกิดผล
ซึง่ ความพร้อมท่ีถูกกระตุ้นหรือสรา้ งขึ้น เป็นความพร้อมในตัวบุคคลจะเกิดขึ้นเมื่อบุคคลมีวุฒิภาวะและมีความสนใจ (วรรณี ลิม
อักษร, 2554: 86)

จากน้ันในข้ันต่อมาผวู้ ิจัยม่งุ ให้นักเรยี นไดฝ้ กึ การคิดวเิ คราะห์ผา่ นสถานการณ์ หรอื เหตกุ ารณป์ ัญหาตา่ ง ๆ มาใชใ้ นการ
คิดวิเคราะห์ ได้แก่ คลิปวิดีโอ บทความ เร่ืองสั้น และการแสดงบทบาทสมมติ ซ่ึงนักเรียนได้วิเคราะห์แยกแยะประเด็นต่าง ๆ

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 142

จากสถานการณ์ เชน่ ระบุประเด็นปัญหาสาคัญ หาสาเหตขุ องปัญหาต่าง ๆ ทเ่ี กิดขึ้นจากสถานการณ์ทีผ่ ู้วิจัยกาหนด ตลอดจน
สามารถหาแนวทางในการแก้ปัญหาต่อสถานการณ์น้ัน ๆ ได้อย่างเหมาะสม ซ่ึงการวิเคราะห์ปัญหาจากสถานการณ์หรือ
เหตุการณ์ ทาใหน้ ักเรยี นมีความเข้าใจตอ่ สถานการณ์ชดั เจนย่งิ ขึ้น อีกทั้งสถานการณ์ยังเป็นตัวกระตุน้ ความสนใจให้นกั เรียนเกิด
ความกระหายใคร่รู้ และพยายามแสวงหาข้อมูลเพื่อนามาใช้ประกอบการคิดวิเคราะห์อันจะนามาซึ่งแนวทางการแก้ปัญหาที่
เหมาะสม นอกจากนผ้ี ู้วจิ ัยไดท้ าการสมั ภาษณน์ กั เรียนที่เข้าร่วมโปรแกรมการเรยี นรโู้ ดยใชป้ ัญหาเป็นฐานพบว่า นกั เรียนมีความ
เข้าใจการคิดวเิ คราะห์มากข้ึนจากกจิ กรรมที่ใช้สถานการณ์จากคลปิ วิดโี อ และบทบาทสมมติ เพราะเป็นสถานการณ์ทเ่ี ห็นปัญหา
และเห็นสาเหตุท่ีชัดเจน ดังนั้น การที่นักเรียนได้เผชญิ ปัญหาในกิจกรรมท่ีผู้วิจัยกาหนดทาให้นักเรียนได้พัฒนาการคิดวิเคราะห์
จากการระบุปญั หา การหาสาเหตุต่างๆ ของปัญหา และการหาแนวทางการแกป้ ัญหา นอกจากนี้ผูว้ ิจยั ยังมงุ่ ให้นักเรยี นไดฝ้ ึกการ
คิดวิเคราะห์จากการทากิจกรรมกลุ่มโดยให้นักเรียนได้ซักถามและอภิปรายประเด็นปัญหาร่วมกันระหว่างนักเรียน และผู้วิจัย
และได้แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง อีกท้ังผู้วิจัยยังมอบหมายให้นักเรียนกลับไปฝึกคิดวิเคราะห์เป็นการบ้าน โดยให้นักเรียนใช้
ปัญหาที่นักเรียนกาลังประสบอยู่ในการวิเคราะห์ และจากการสัมภาษณ์นักเรียนพบว่า นักเรียนได้นาการคิดวิเคราะห์กลับไป
ฝึกฝนต่อโดยนาไปวิเคราะห์กับการบ้านวชิ าสงั คม และยงั นาปญั หาการติดเกมของตนเองไปคิดหาทางแก้ปญั หาอกี ดว้ ย ซ่งึ เกรยี ง
ศักดิ์ เจริญวงศ์ศักด์ิ (2549: 17) และชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์ (2560: 29) ได้กล่าวไว้ว่า การส่งเสริมหรือพัฒนาการคิดวิเคราะห์ให้
เพ่ิมข้ึนสามารถทาได้ด้วยการวิเคราะห์เหตุการณ์จริงท่ีเกิดขึ้นในชุมชน การวิเคราะห์ข่าว การวิเคราะห์กรณีตัวอย่าง และการ
วิเคราะห์เร่ืองราวในอินเทอร์เน็ต รวมถึงเมื่อนักเรียนได้เผชิญต่อสถานการณ์ปัญหาจริง การวิเคราะห์จากชีวิตประจาวันหรือ
เหตกุ ารณ์ท่ีอยรู่ อบ ๆ ตัว และการได้เข้าไปอยู่ในสถานการณ์ปัญหาน้ัน และยังสอดคล้องกับ ทิศนา แขมมณี (2559: 137-137)
และ อูเท็ค (Utecht, 2003: 6-7) ท่ีกล่าวว่า การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานเป็นการนาปัญหาท่ีเกิดขึ้นจากสถานการณ์ หรือ
เผชญิ กบั ปัญหาจรงิ มาใช้เพ่อื หาแนวทางในการแก้ปญั หา ผเู้ รยี นจะเรยี นรู้ด้วยตนเอง และคน้ พบทางออกดว้ ยตนเอง นอกจากน้ี
ในระหวา่ งการทากจิ กรรมผูว้ ิจยั ให้การชมเชยนกั เรยี นในการตอบคาถามหรือแสดงความคดิ เห็น และใหข้ องรางวลั เล็ก ๆ น้อย ๆ
หลังจากที่นักเรียนหาแนวทางการแก้ปัญหาได้สาเร็จ เม่ือนักเรียนได้รับการเสริมแรงทาให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้อย่างต่อเน่ือง
และจากการสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในขณะทากิจกรรม เม่ือนักเรียนได้รับการเสริมแรง นักเรียนมีความกระตือรือร้นมาก
ขนึ้ และให้ความรว่ มมอื ต่อกจิ กรรมมากขึน้ ดังที่สกนิ เนอร์ทไี่ ด้กลา่ วไวว้ ่า การท่ีบุคคลได้รับการเสริมแรงหลงั จากแสดงพฤติกรรม
บุคคลจะแสดงพฤติกรรมการเรียนรู้น้ันเพิ่มอีก (พาสนา จุลรัตน์, 2548: 130) ซ่ึงจากผลการศึกษาค้นคว้าดังกล่าวมีความ
สอดคล้องกับผลการวิจัยของศศธิ ร ปกั กาโล (2558) ทีไ่ ดศ้ กึ ษา การใชป้ ญั หาเป็นฐานพฒั นาความสามารถในการคิดวเิ คราะห์ของ
นกั เรยี นช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 5 เร่ือง ระบบต่อมไร้ท่อ ผลการศึกษาพบว่า นักเรยี นมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์หลังเรยี นสูง
กวา่ กอ่ นเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิตทิ ่ีระดับ .01 สอดคลอ้ งกบั ผลการวจิ ัยของณัฐพร ขาสุวรรณ์ (2556: 79) ได้ศึกษา ผลการ
จัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตรเ์ ร่ืองการใหเ้ หตุผลโดยใช้ปัญหาเป็นฐานที่มีต่อความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ความใฝ่รู้ใฝ่เรียน
ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4 ผลการศึกษาพบว่า ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลัง
ได้รับการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 65 อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และสอดคล้องกับ
ผลการวจิ ัยของบุญเหลือ หอมเนยี ม (2559 : 202-203) ได้ศึกษา การพัฒนาชุดการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐานผ่านส่ือสังคมเพ่ือ
ส่งเสริมทักษะชีวิตด้านการคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจ และแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาค
กลางตอนบน ผลการศึกษาพบว่า ผลการวัดทักษะชีวิตหลังใช้ชุดการสอนสูงกว่าก่อนใช้ชุดการสอนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ี
ระดบั .05
ขอ้ เสนอแนะ
ขอ้ เสนอแนะทว่ั ไป

1. โปรแกรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นมีขั้นตอนหลายข้ัน การนาโปรแกรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานไปใช้
ผนู้ าไปใช้จาเป็นจะต้องศกึ ษาขั้นตอนของโปรแกรมโดยละเอียด และฝึกฝนกระบวนการของโปรแกรมให้ชานาญก่อนนาไปใชก้ ับ
นกั เรยี น

2. โปรแกรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานนี้ นาบทความต่างๆ มาใช้เป็นข้อมูลในการฝึกคิดวิเคราะห์ ผู้นาไปใช้จึง
ควรคานึงถงึ ความพร้อมของนักเรียนก่อนร่วมกิจกรรม เพราะบทความเปน็ เนื้อเร่ืองที่นักเรียนต้องใช้เวลาในการอ่าน อาจจะทา
ให้นักเรยี นเกิดความร้สู ึกเบอื่ หน่ายตอ่ กจิ กรรมได้

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 143

ข้อเสนอแนะในการวิจยั ครั้งตอ่ ไป
1. การวิจยั คร้ังน้ีทาการศึกษาค้นคว้ากลุ่มตัวอย่างท่ีเป็นนักเรยี นระดับช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 สังกัดโรงเรียนเอกชน จึง
ควรทาการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมในกลุ่มตัวอยา่ งท่ีมีบริบทท่ีแตกตา่ งกัน เช่น นักเรียนในระดับชั้นอื่น ๆ หรือนักเรียนในโรงเรียน
สงั กดั อื่น ๆ เปน็ ตน้
2. การเสริมสร้างการคิดวิเคราะห์ในการศึกษาค้นคว้าครั้งน้ีมุ่งใช้กระบวนการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานเพียง
กระบวนการเดียว จึงควรศึกษาค้นคว้ากระบวนการอ่ืน ๆ เพิ่มเติมเพื่อให้ได้แนวทางในการเสริมสร้างการคิดวิเคราะห์ท่ี
หลากหลาย
เอกสารอ้างองิ
เกรยี งศกั ดิ์ เจริญวงศ์ศกั ด์.ิ (2549). การคิดเชิงวเิ คราะห์ (พิมพ์ครั้งท่ี 5). กรงุ เทพฯ: ซคั เซส มีเดยี .
___________________. (2553). การคดิ เชิงวิเคราะห์ (พิมพ์ครง้ั ท่ี 6). กรุงเทพฯ: ซัคเซส มเี ดีย.
กระทรวงศกึ ษาธิการ. (2551). หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551. สบื คน้ เมือ่ วันท่ี 11 มถิ ุนายน 2561
จาก http://lib.edu.chula.ac.th/FILEROOM/CABCU_PAMPHELT/DRAWER01/GENERAL/DATA0000/
00000218.PDF
เดลินวิ ส์. (2557). ศธ.ยอมรบั เดก็ ไทยทักษะคิดวิเคราะหต์ า่ . สืบค้นเม่ือวันที่ 11 มถิ นุ ายน 2561 จาก
http://www/dailynews.co.th/educa tion/275988
ทศิ นา เเขมมณ.ี (2549). ศาสตร์การสอน: องคค์ วามรเู้ พอ่ื การจดั กระบวนการเรียนรู้ทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพ (พิมพ์ครง้ั ที่ 20).
กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
บรรจง อมรชวี นิ . (2554). สอนให้คิด. กรุงเทพฯ: ภาพพมิ พ.์
บญุ เลยี้ ง ทุมทอง. (2556). ทฤษฎีและการพัฒนารูปแบบการจดั การเรียนร.ู้ กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พเ์ อส. พรนิ ต้ิง ไทย แฟคตอรี่
บญุ เหลือ หอมเนียม. (2559, มกราคม-มิถุนายน). การพฒั นาชุดการสอนโดยใชป้ ัญหาเป็นฐานผา่ นสื่อสงั คมออนไลน์เพ่ือส่งเสริม
ทกั ษะชีวิตด้านการคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจ และแก้ปญั หาอย่างสร้างสรรค์ สาหรบั นกั เรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 3 ภาค
กลางตอนบน. วารสารวชิ าการมหาวิทยาลยั ปทุมธาน.ี 8(1): 197-207.
ผ้จู ัดการออนไลน.์ (2554). เผยเดก็ ไทยขาดทกั ษะการใชช้ วี ิต แถมคิดเองไมเ่ ป็น. สบื คน้ เมอื่ วนั ที่ 11 มิถนุ ายน 2561 จาก
http://www/manager.co.th/qol/viewnews.aspxMNewsID=9540000066436
พาสนา จุลรัตน.์ (2448). จติ วิทยาการศึกษา. กรงุ เทพฯ: ภาควชิ าการแนะแนวและจติ วทิ ยาการศึกษา คณะศกึ ษาศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั ศรีนครนิ ทรวิโรฒ.
ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์. (2560). การจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดวิเคราะห์. ใน คิดวิเคราะห์ : สอนและสร้างได้อย่างไร
(พมิ พ์ครง้ั ท่ี 2). กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั .
มติชน. (2558). เผย 10 ปัญหาฉุดรง้ั การศึกษาไทย. สืบค้นเมอ่ื วันที่ 11 มถิ ุนายน 2561 จาก http://www.matichon.co.th/
news_detail.php?newsid=1435302805
วรรณี ลมิ อักษร. (2554). จิตวิทยาการศึกษา. (พมิ พ์คร้ังที่ 5). สงขลา: นาศิลป์โฆษณา.
ศศธิ ร ปกั กาโล. (2558). การใช้ปัญหาเป็นฐานพฒั นาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 5 เร่อื ง
ระบบต่อมไรท้ ่อ. การประชมุ ทางวชิ าการของมหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 53. สืบค้นเมอ่ื วนั ที่ 31 พฤษภาคม
2562 จาก https://kukr.lib.ku.ac.th/db/index.php?/BKN/search_detail/result/315402
สิรินทรา มินทะขัต.ิ (2556). ผลของการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้โดยใชป้ ญั หาเปน็ ฐาน (Problem-Based Learning) เร่อื งพืน้ ผิว
และปรมิ าตร ทม่ี ีต่อความสามารถในการคดิ วเิ คราะห์ และความสามารถในการใหเ้ หตผุ ลทางคณติ ศาสตรข์ องนกั เรยี น
ชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 3. ปรญิ ญพิ นธก์ ศ.ม. (การมธั ยมศกึ ษา). กรงุ เทพฯ: บัณฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลัยศรีนครนิ ทรวโิ รฒ.
สคุ นธ์ สนิ ธพานนท์ และคนอื่น. (2552). พัฒนาทกั ษะการคดิ พิชิตการสอน. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พ์เล่ียงเชียง.
______________________. (2555). พัฒนาทักษะการคดิ ตามแนวปฏริ ปู การศกึ ษา. กรุงเทพฯ : 9119 เทคนคิ พร้นิ ติ้ง.
สรุ างค์ โค้วตระกูล. (2556). จติ วทิ ยาการศึกษา (พิมพ์ครั้งท่ี 11). กรุงเทพฯ: โรงพมิ พแ์ ห่งจฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .
สวุ ทิ ย์ มูลคา. (2547). กลยุทธ์-การสอนคิดวิเคราะห:์ กรงุ เทพฯ : ดวงกมลสมัย.
สานกั งานกองทุนสนบั สนนุ การวจิ ยั . (2559). สกว.แถลงขา่ ว “กรณี PISA และทางออกการศึกษาไทย เดก็ ไทยไม่มคี วามสามารถ
ในการคดิ วิเคราะหจ์ รงิ หรือ". สืบคน้ เม่ือวันที่ 11 มถิ ุนายน 2561 จาก https://www.trf.or.th/index.php?option=
com_content&view=article&id=10238:2016-05-22-16-11-20 &catid=44:2013-11-25-06-49-47&Itemid=

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 144

369&option=com_content&view=article&id=10238:2016-05-22-16-11-20&catid=44:2013-11-25-06-49-
47&Itemid369
Utecht J. R. (2003). Problem-Based Learning in the Student Centered Classroom. Retrieved June 2, 2018,
from http://www.jeffutecht.com/docs/PBL.pdf
Jakus, D. (2014, december). ANALYTICAL AND CRITICAL THINKING SKILLS PUBLIC RELATIONS14(4), 3-11.
Retrieved June 2, 2018 from http://minib.pl/wp-content/uploads/2015/.../MINIB_4_14_2014_full-
issue.pdf
Marzano, R. J. (2001). Designing a new taxonomy of educational objectives: Thousand Oaks, CA : Corwin
Press London : Sage.
Chonkeaw, Patcharee. (2016). Development of analytical thinking ability and attitudes towards science
learning of grade-11 students through science technology engineering and mathematics (STEM
education) in study of stoichiometry. The Royal Society of Chemistry. Retrieved May 19, 2016 from
http://pubs.rsc.org/en/content/articlelanding/2016/rp/c6rp00074f/unauth#!divAbstract

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 145

ปัจจัยทีม่ คี วามสมั พนั ธก์ บั แรงบนั ดาลใจเพื่อการสร้างสรรคผ์ ลงานศลิ ปะ
และการออกแบบของนกั ศกึ ษา มหาวิทยาลัยศิลปากร

FACTORS OF INSPIRATION IN STUDENT ART AND DESIGN AT SILPAKORN UNIVERSITY

วทันยา ดงู าม, จตพุ ล ยงศร, จักรกฤษณ์ โปณะทอง
E-mail:[email protected]

บทคดั ยอ่
การวิจัยครั้งน้ีมจี ุดมุ่งหมายเพ่ือศกึ ษาปจั จัยที่มีความสัมพันธ์กบั แรงบันดาลใจเพอื่ การสรา้ งสรรคผ์ ลงานศิลปะและการ

ออกแบบของนักศึกษามหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศกึ ษามหาวทิ ยาลยั ศิลปากร จานวน 268 คน เครือ่ งมือทใ่ี ชใ้ น
การเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับตามแบบของ ไลเคริ ์ท(Likert) จานวน
40 ข้อ โดยหาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบท้ังฉบับโดยวธิ ีการหาค่าสัมประสิทธ์ิแอลฟา (α– Coefficient) ของครอนบาคได้ค่า
ความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .979 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน ค่า
สัมประสทิ ธ์ิสหสัมพนั ธ์ โดยใชส้ ตู รของเพยี ร์สนั (Pearson Product Moment Correlation Coefficient)

ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ปัจจัยแต่ละตัวมีความสัมพันธ์ทางบวกกับแรงบันดาลใจเพ่ือการสร้างสรรค์ผลงาน
ศิลปะและการออกแบบของนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยเมื่อพิจารณา
เป็นรายด้านพบว่า ตัวแปรด้านสภาพแวดล้อมในมหาวิทยาลัยมีความสัมพันธ์กับแรงบันดาลใจเพื่อการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ
และการออกแบบของนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากรในระดับมากท่ีสุด รองลงมาคือ ด้านแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธ์ิ ด้านบุคลิกภาพ
ด้านสภาพแวดลอ้ มภายในครอบครวั ตามลาดบั
คาสาคญั : แรงบนั ดาลใจ, การสรา้ งสรรคผ์ ลงาน, ศลิ ปะและการออกแบบ

Abstract
This research aimed to study factors related to inspiration for the creation of art and design of

Silpakorn University students. The sample group was 268 students of Silpakorn University. The instrument
used for data collection was the 40 items-5 Likert rating scale questionnaires based on the reliability of the
whole test by finding Cronbach's alpha coefficient ( α - Coefficient) with the confidence value of .979.
Statistics used in data analysis were percentage, mean, standard deviation and correlation coefficient by
using Pearson's formula (Pearson Product Moment Correlation Coefficient).

The hypothesis testing revealed that each factor had a positive correlation with the inspiration for
the creation of art and design of Silpakorn University students with statistical significance at the level of .01.
By considering on each variable, it was found that the university environment factor was related to the
inspiration for the creation of the art and design of Silpakorn University students at the highest level,
followed by achievement motivation, personality, and the family environment, respectively.
Keywords: Inspiration, Creation, Art and design

บทนา
ศิลปะ เปน็ ส่วนหนึ่งของชวี ิตมนษุ ย์ โดยทวั่ ไปแล้วจะนิยมใช้คาว่า “ศิลปะ” ใหเ้ กีย่ วพนั กับสง่ิ อืน่ ๆเสมอ ไมว่ า่ ในความ

เป็นจริงศิลปะจะเป็นอยา่ งไรกต็ าม เช่น เรามกั จะพูดถึงคนท่แี ต่งกายดีว่า มีศิลปะในการแตง่ กาย พูดถึงคนท่ีมีวาทะศิลป์ว่า เป็น
คนท่ีมีศิลปะในการพูด หรือนาเอาคาว่า “ศิลปะ” ไปใช้ในรูปแบบท่ีต่างกัน ตามความหมายของการกระทา เช่น ศิลปะในการ
ตอ่ สู้ ศิลปะในการเขียนโคลงกลอน ศลิ ปะในการตกแต่ง เปน็ ต้น สิง่ เหล่านี้เป็นส่ิงที่แสดงใหเ้ หน็ ว่าศลิ ปะถกู นาเขา้ มาเกยี่ วขอ้ งกับ
สงั คมอย่างหลีกเล่ียงไม่ได้ เน่ืองจากมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของสังคม แต่ละคนในสังคมอาจมีแนวคิดท่ีแตกต่างกันออกไป (โฆษิตา
บตุ รรตั น์. 2549 : 1)

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 146

ในปัจจุบันความสาคัญของการศึกษาถือว่า เป็นหัวใจสาคัญในการพัฒนามนุษย์ดังที่ รุสโซ (Jean Jacques
Rousseau. 1976: 168) ได้กล่าวถึงความสาคัญของการศึกษาว่า พืชเติบโตด้วยการเพาะปลูก มนุษย์จะเจริญงอกงามได้ด้วย
การศึกษา สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายการจัดการศึกษาในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 และที่แก้ไข
เพิม่ เตมิ (ฉบับที่ 2) พทุ ธศักราช 2545 ว่า การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เปน็ มนษุ ยท์ สี่ มบรู ณ์ทงั้ ร่างกาย จิตใจ
สติปญั ญา ความรแู้ ละคุณธรรม มจี ริยธรรมและวัฒนธรรมในการดารงชวี ติ สามารถอยูร่ ่วมกับผอู้ น่ื ไดอ้ ย่างมีความสขุ โดยเชื่อว่า
ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองไดแ้ ละให้ถือวา่ ผู้เรยี นมีความสาคัญที่สุด ดังนัน้ กระบวนการจัดการเรยี นรู้
ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตนตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ แต่จากสภาพปัญหาการเรียนการสอนท่ีผ่านมา
พบว่า การเรียนการสอน มีลกั ษณะมุ่งเน้นทเี่ น้ือหาการสอนมากกวา่ การใหผ้ ูเ้ รยี นฝึกคิด วิเคราะห์และการประเมนิ ผลการเรียนรู้
ส่วนใหญ่ให้ความสาคัญในเรื่องของคะแนน ซ่ึงยังไม่เป็นการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รับการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ
(นิภาพรรณ เจนสนั ติกลุ . 2554: 36)

สถานการณใ์ นปัจจบุ นั ของสถาบนั อดุ มศึกษา ที่ต้องจัดการเรยี นการสอนให้เปน็ ไปตามขอ้ กาหนดของกรอบมาตรฐาน
คณุ วุฒริ ะดับอดุ มศึกษา ที่ต้องการพัฒนาผู้เรยี นให้เกิดผลการเรียนรูท้ ้ัง 5 ด้าน คือ คุณธรรมจรยิ ธรรม ความรู้ ทักษะทางปัญญา
ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ ทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การส่ือสารและการใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศ เพ่ือเป็นการพิสูจน์และสะท้อนผลการจัดการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา จึงเห็นว่า มีความจาเป็นจะต้องมี
การศกึ ษา วเิ คราะห์ สังเคราะห์ งานวจิ ัยท่ีเกยี่ วข้องกับการจัดการเรยี นการสอนในระดบั อุดมศกึ ษา ทีเ่ นน้ ผ้เู รียนเป็นสาคัญ เพ่ือ
สะท้อนผลการจัดการศึกษาตามเป้าประสงค์ของกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา การจัดการเรยี นการสอนที่เน้นผู้เรียน
เปน็ สาคัญเปน็ ท้ังศาสตร์และศิลป์ ตอ้ งอาศยั การฝึกการสะสมประสบการณ์ และการพฒั นาแก้ไขปรบั ปรุงอย่างต่อเนอื่ ง และการ
พฒั นาการเรียนการสอนท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ มีแนวคิดและงานวิจัยที่ได้ศกึ ษาไว้มากมาย อย่างไรกต็ าม แนวคิดดังกล่าวอาจ
สามารถใช้ได้จริงกับบางกลุ่มบางสถาบันการศึกษาเท่าน้ัน เพราะว่าการเรียนการสอนท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ จะเกิด
ประสิทธิภาพเมื่อมีการยึดหลักการวิเคราะห์ความแตกต่างของผู้เรียน และการจัดการเรียนการสอนท่ีมีความพร้อมทั้ง 3 ส่วน
สาคัญคือ ผู้สอน ผู้เรียน และการเรียนการสอน โดยนาเอากระบวนการกล่อมเกลาทางสังคม ผนวกทฤษฎีทางการเรียนรู้และ
ปรชั ญา แนวคดิ ทางการศึกษาตา่ งๆ มาปรับใช้ให้มีสมดุลทงั้ ผูส้ อนและผเู้ รียน ซึ่งเชื่อไดว้ ่า เป็นการเรยี นการสอนทเ่ี นน้ ผู้เรียนเป็น
สาคัญ เพราะไม่ใช่การเรียนที่น่าเบื่อ เน้นไปที่การท่องจา แต่ผู้เรียนจะได้เป็นผู้ลงมอื ปฏิบัติ ร่วมกระบวนการสรา้ งความรู้และมี
ความรู้ ทักษะกระบวนการ คุณลักษณะท่พี ึงประสงคอ์ ันเป็นผลลัพธข์ องการเรยี นรทู้ ่ีแทจ้ ริง

“มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นมหาวิทยาลัยช้ันนาแห่งการสร้างสรรค์” คือ วิสัยทัศน์ท่ีชาวศิลปากรยึดถือในการ
ดาเนินงานการเรียนการสอนให้ครอบคลุมทั้งศาสตร์และศิลป์ ตลอดจนสร้างเสริมกิจกรรมทางการเรียนรตู้ ่างๆ เพื่อให้ศิลปากร
เป็นสถาบันที่พร้อมรับความเปล่ียนแปลง สามารถตอบสนองความต้องการของสังคมและเดินหน้าสู่ความเป็นเลิศในระดับ
อาเซียนผลิตบัณฑิตท่ีมีความรู้ความสามารถ รู้จักประยุกต์ใช้ความรู้อย่างสร้างสรรค์ได้ในระดับนานาชาติ แต่ก่อนจะมาเป็น
มหาวิทยาลัยศลิ ปากร สถาบันการศึกษาระดบั อุดมศึกษาชัน้ นาของรัฐดังเชน่ ปัจจบุ นั ศิลปากรมรี ากฐานมาจากการเรียนการสอน
ศิลปะในโรงเรียนประณีตศิลปกรรม ที่อานวยการสอนโดย ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี (นามเดิม CorradoFeroci) ประติมากร
ชาวอติ าเลยี นจากเมอื งฟลอเรนซ์ ซึง่ ได้รับการคดั เลอื กเข้ารบั ราชการในสมยั พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยหู่ ัว รชั กาลที่ 6
ในเวลาต่อมาโรงเรียนประณีตศิลปกรรมได้เปล่ียนชื่อเป็น โรงเรียนศิลปากรแผนกช่าง ดาเนินการสอนศิลปะสมัยใหม่ให้แก่
ข้าราชการ และเยาวชนไทย จนความรู้ความสามารถของนักเรียน และคุณค่าของผลงานศิลปะเป็นท่ีประจักษ์ จึงได้รับการยก
ฐานะขึ้นเปน็ มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยศิลปะแหง่ แรกของประเทศไทย บนพื้นท่บี ริเวณวงั ท่าพระ ซ่ึงเคยเป็นทป่ี ระทับ
ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจา้ ฟ้ากรมพระยานรศิ รานุวัดติวงศ์ ในปี พ.ศ.2486 โดยมีคณะจิตรกรรมและประติมากรรมเป็น
คณะวิชาแรก ต่อมาเปลยี่ นชื่อเป็นคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพมิ พ์ โดยมหาวิทยาลัยศิลปากรในปัจจุบัน พัฒนาเป็น
มหาวิทยาลัย Multi-disciplinary University โดยมีคณะวิชารวมท้ังสิ้น 14 คณะวิชา แบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มสาขาวิชา ได้แก่
1. กลุ่มสาขาศิลปะและการออกแบบ ประกอบด้วย คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
คณะมัณฑนศลิ ป์ และคณะดุรยิ างคศาสตร์ 2. กลุ่มสาขามนุษยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ ประกอบด้วยคณะโบราณคดี คณอักษร
ศาสตร์คณะศีกษาศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ และวิทยาลัยนานาชาติ และ 3. กลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ประกอบด้วย คณะวิทยาศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม คณะสัตวศาสตร์และ
เทคโนโลยกี ารเกษตร และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 147

ต้ังแต่มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้รับการสถาปนาข้ึน ในปี พ.ศ. 2486 จวบจนถึงปัจจุบัน มหาวิทยาลัยศิลปากรมี
พฒั นาการมาอยา่ งต่อเนอื่ ง โดยในสามทศวรรษแรกมหาวิทยาลยั ได้พฒั นาวชิ าการดา้ นศลิ ปะและการออกแบบเป็นหลกั จนทาให้
มหาวิทยาลัยมคี วามโดดเด่นด้านศิลปะและการออกแบบ และเป็นที่ยอมรับท้ังในวงการอุดมศึกษาและระดับชาติ มหาวิทยาลัย
ศิลปากร ได้ปรับปรุงและพัฒนาตนเองเพ่ือรองรับการเปลี่ยนแปลงมาตลอดระยะเวลา 74 ปี มีนโยบายในการพัฒนาและผลิต
บัณฑิตที่มีคุณภาพออกสู่สังคม จากรายงานผลการประเมินคุณภาพการศกึ ษา มหาวิทยาลัยศิลปากร ประจาปีการศึกษา2560
ข้อเสนอแนะภาพรวมให้กับมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนา คณะกรรมการได้เสนอ ควรมีการพัฒนามหาวิทยาลัยในศาสตร์ท่ีเป็น
จุดเน้นตามแนวทางของเกณฑ์คุณภาพการศึกษาเพื่อการดาเนินการท่ีเป็นเลิศ “Education Criteria for Performance
Excellence” หรือ EdPExเพ่ือเสริมสร้างความแข็งแกร่งขององค์ความรู้รากฐาน ซ่ึงเป็นเอกลักษณ์ของมหาวิทยาลัยศิลปากร
และเพ่ือให้การปลูกฝังอัตลักษณ์ของตัวนักศึกษาเป็นไปอย่างเข้มข้นและมีประสิทธิภาพ ควรมีการกาหนดกิจกรรมพัฒนา
นักศึกษา ที่ส่งเสริมด้านความคิดสร้างสรรค์ที่มีชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากข้ึน รวมท้ังควรกาหนดเป็นประเด็นการประเมิน
คุณภาพบัณฑิตของทุกคณะ ดังน้ัน มหาวิทยาลัยจึงตระหนักถึงความจาเป็นในการพัฒนาคุณภาพของบัณฑิต ส่งเสริมให้นิสิต
นักศึกษาได้เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆควบคู่ไปกับวิชาการ สนับสนุนให้นักศึกษาได้แสดงออกจากการเรียนรู้สิ่งต่างๆโดยตรงจาก
ประสบการณ์จริง และดว้ ยความคดิ ริเร่มิ และสร้างสรรค์ของนักศึกษาซ่งึ ส่งผลโดยตรงต่อการเสริมสร้างคุณลักษณะบณั ฑิตของ
มหาวิทยาลัยท่ีมีความเป็นเอกลักษณ์และสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัย “Silpakorn is a leading creative
university ศิลปากรเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนาแห่งการสร้างสรรค์” (กองแผนงาน สานักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ปี
การศึกษา 2560. 2560: ออนไลน)์

จากการให้ความสาคญั ทางด้านนโยบายและวสิ ยั ทศั น์ของมหาวิทยาลัยศิลปากร เพ่อื ใหส้ อดคลอ้ งกบั จุดมุง่ หมายในการ
จดั การศึกษา ที่ให้ความสาคัญโดยเน้นผู้เรยี นเป็นสาคัญ ส่งเสริมให้นักศึกษามีกระบวนการเรียนรู้ท่ีไม่จากัดความคิดสร้างสรรค์
ของผู้เรียน ดังน้ัน ผู้วิจัยจึงเกิดความสนใจในการศึกษา เร่ืองปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับแรงบันดาลใจเพื่อการสร้างสรรค์ผลงาน
ศิลปะและการออกแบบของนักศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร ในที่นี้ผูว้ ิจัยได้คัดเลือกปัจจัยบางประการที่น่าสนใจและอาจส่งผล
ต่อแรงบนั ดาลใจเพ่ือการสร้างสรรค์ผลงาน ผลการวจิ ัยคร้ังนจ้ี ะเปน็ ประโยชนแ์ ละเปน็ แนวทางในการสรา้ งสรรค์ผลงานทางศิลปะ
และการออกแบบแก่ผู้ที่สนใจ และทาให้บรรลุความสาเร็จตามนโยบายและจุดมุ่งหมายของมหาวิทยาลัยศิลปากรและการจัด
การศึกษาของชาติ อนั จะส่งผลใหน้ กั ศกึ ษาทจี่ ะจบไปเปน็ บัณฑติ ที่สมบูรณ์ย่งิ ขึน้ ต่อไป

กรอบแนวคิดในการวิจยั
ในการวิจยั ครั้งนี้ ผ้วู จิ ยั กาหนดกรอบแนวคดิ การวิจยั ดงั น้ี

ตวั แปรอิสระ ตัวแปรตาม
1. ดา้ นบคุ ลกิ ภาพ

2. ด้านแรงจงู ใจใฝ่สัมฤทธ์ิ แรงบันดาลใจ
3.ด้านสภาพแวดลอ้ มในมหาวทิ ยาลยั เพ่อื การสร้างสรรคผ์ ลงานศลิ ปะ

และการออกแบบ
ของนกั ศึกษามหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร

4.ด้านสภาพแวดล้อมภายในครอบครวั

วตั ถปุ ระสงค์ของการวิจัย
เพ่ือศึกษาปัจจยั ท่ีมคี วามสัมพันธก์ บั แรงบันดาลใจเพอื่ การสร้างสรรคผ์ ลงานศลิ ปะและการออกแบบของนักศกึ ษา

มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 148

สมมตฐิ านการวจิ ัย
ปัจจัยด้านบุคลกิ ภาพ แรงจงู ใจใฝส่ ัมฤทธิ์ สภาพแวดล้อมในมหาวทิ ยาลยั สภาพแวดล้อมในครอบครวั มคี วามสมั พนั ธ์

กบั แรงบนั ดาลใจเพ่อื การสร้างสรรคผ์ ลงานศิลปะและการออกแบบของนกั ศึกษามหาวิทยาลยั ศลิ ปากร

วธิ ีดาเนินการวิจยั
ประชากร
ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคร้ังนี้ เป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีสุดท้าย คณะวิชาด้านศิลปะและการออกแบบ

มหาวิทยาลัยศิลปากร ปีการศึกษา 2561 ได้แก่ คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
คณะมณั ฑนศลิ ป์ และคณะดุรยิ างคศาสตร์จานวนทง้ั สนิ้ 524 คน

กลุ่มตัวอยา่ ง
การเลือกกลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยครั้งน้ี เป็นนักศึกษาชั้นปีสุดท้ายของคณะวิชาด้านศิลปะและการออกแบบ
มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้แก่ คณะจติ รกรรมประติมากรรมและภาพพมิ พ์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะมัณฑนศิลป์ คณะดุริ
ยางคศาสตร์ โดยกาหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้สูตรการคานวณขนาดตัวอย่างของ ทาโร ยามาเน่ (พิชิต ฤทธิ์จรูญ. 2549:
117; อ้างอิงจาก Taro Yamane. n.d.) ที่ระดับความคลาดเคล่ือน ไม่เกินร้อยละ 5 ท่ีระดับความเชื่อมั่น 95% ได้จานวนนิสิต
เป็นกลุ่มตัวอย่างจานวน 268 คน จากนั้นใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling)ได้จานวนกลุ่มตัวอย่าง
จานวน 268 คน ประกอบด้วย คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ 64 คน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จานวน 41 คน
คณะมัณฑนศลิ ป์ จานวน 123 คน และคณะดุริยางคศาสตร์ จานวน 40 คน

ตัวแปรที่ศกึ ษา
ตัวแปรอิสระไดแ้ ก่ ด้านบุคลกิ ภาพด้านแรงจงู ใจใฝ่สัมฤทธิ์ด้านสภาพแวดล้อมในมหาวิทยาลยั และด้านสภาพแวดล้อม

ภายในครอบครัว
ตัวแปรตาม แรงบนั ดาลใจเพ่ือการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะและการออกแบบของนักศกึ ษามหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร

วธิ ีการเก็บรวบรวมขอ้ มูล
ผูว้ ิจัยดาเนินการเกบ็ ข้อมูลดงั น้ี

1. นาหนงั สอื จากบณั ฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครนิ ทรวโิ รฒ เพ่อื ขอความอนุเคราะห์ในการเกบ็ รวบรวมข้อมลู
2. ติดต่อหน่วยงานในคณะวิชาสาขาศิลปะและการออกแบบ เพื่อขอความร่วมมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล
พรอ้ มท้งั กาหนด วนั เวลา
3. จัดเตรียมแบบสอบถามให้เพยี งพอต่อจานวนกลมุ่ ตัวอยา่ งทจ่ี ะศึกษา
4. ผู้วิจัยดาเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล ด้วยวิธีการส่งไปตามหน่วยงานต่างๆ หลังจากน้ันเมื่อตอบแบบสอบถามเสร็จ
แลว้ ขอความอนุเคราะหใ์ หส้ ง่ แบบสอบถามกลบั มายังผู้วิจัย เพ่ือรวบรวมข้อมูลต่อไป
5. นาแบบสอบถามที่รวบรวมได้ท้ังหมด มาตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วนสมบูรณ์ของแต่ละชุด คัดเฉพาะชุ ด
ที่มีการตอบข้อมลู ครบถ้วนเทา่ น้ัน นามาตรวจใหค้ ะแนนตามเกณฑ์ทต่ี งั้ ไว้ เพื่อนาผลมาวเิ คราะห์ข้อมลู และทดสอบสมมติฐาน

เครือ่ งมอื ที่ใช้ในการวจิ ัย
เคร่ืองมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคร้ังนี้ เป็นแบบสอบถามซ่ึงผู้วิจัยสร้างและพัฒนาข้ึน โดยดาเนินการตามข้ันตอน

ดังต่อไปนี้
1. กาหนดจุดมุ่งหมายในการสร้างแบบสอบถาม ตามการศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับแรงบันดาลใจเพื่อการ

สรา้ งสรรค์ผลงานศลิ ปะและการออกแบบของนักศกึ ษา มหาวิทยาลัยศลิ ปากร
2. ศึกษาเอกสารบทความ วารสาร ตารา งานวิจัย ที่เก่ียวข้องกับปัจจัยท่ีมีความสัมพันธ์กับแรงบันด าลใจเพ่ือการ

สรา้ งสรรคผ์ ลงานศิลปะและการออกแบบของนักศึกษา มหาวิทยาลัยศลิ ปากร

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 149

3. นาข้อมลู ท่ไี ด้จากขอ้ 1 และ 2 มาสร้างและพฒั นารปู แบบแบบสอบถามปจั จัยท่มี ีความสมั พันธ์กบั แรงบันดาลใจเพ่ือ
การสรา้ งสรรค์ผลงานศลิ ปะและการออกแบบของนักศึกษา มหาวิทยาลยั ศิลปากร ใน 4 ด้าน คือ ด้านบุคลิกภาพ ดา้ นแรงจูงใจ
ใฝ่สมั ฤทธิ์ ด้านสภาพแวดลอ้ มในมหาวิทยาลัย และ ดา้ นสภาพแวดล้อมในครอบครัว

4. นาแบบสอบถามเสนอต่อคณะกรรมการควบคุมปริญญานิพนธ์ เพื่อรับคาแนะนาในการตรวจแก้ไขเนื้อหาของ
แบบสอบถาม

5. นาแบบสอบถามส่งผู้เช่ียวชาญ 3 คน เพ่ือตรวจสอบความตรงเชิงเน้ือหา (Content Validity) ตรวจสอบความ
เท่ียงตรงเชิงเน้ือหา (Content Validity) และความชัดเจนของภาษาให้ถูกต้องและเหมาะสมย่ิงข้ึน จากน้ันพิจารณาความ
สอดคล้องและความครอบคลุมของแบบสอบถามกับนิยามศัพท์เฉพาะและคัดเลือกข้อคาถามที่มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC)
ตั้งแต่ 0.5 ขนึ้ ไป

6. นาแบบสอบถามที่ผ่านการพิจารณาตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญแล้วนามาปรับปรุงแก้ไขอีกคร้ัง แล้วจึงนาเสนอต่อ
คณะกรรมการควบคุมปริญญานิพนธ์

7.นาแบบสอบถามไปทดลองใช้ (Try out) กับนักศึกษาช้ันปีสุดท้ายของคณะวิชาด้านศิลปะและการออกแบบ
มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร จานวน 30 คน เพื่อวเิ คราะหห์ าค่าอานาจจาแนกของแบบสอบถาม โดยหาคา่ รอ้ ยละ 27 ของกลุ่มคะแนน
สงู และกลุ่มคะแนนต่า จากนั้นใช้การทดสอบที (t-test)เพอื่ คดั เลือกขอ้ คาถามที่มคี ่าอานาจจาแนกต้ังแต่ 1.761 ขึน้ ไป ไว้เป็นข้อ
คาถามเพื่อการวิจัย สาหรับข้อคาถามทม่ี ีค่าอานาจจาแนกต่ากว่าเกณฑ์ ผู้วจิ ัยได้นามาปรับปรุงเน้ือหาและสานวนภาษารว่ มกับ
อาจารยท์ ปี่ รกึ ษาปริญญานิพนธร์ วมไดข้ อ้ คาถามจานวนท้งั สิ้น40 ขอ้ ดังน้ี

- แบบสอบถามปัจจัยด้านบุคลิกภาพมีข้อคาถามที่ผ่านเกณฑ์ทั้งหมด 12 ข้อ ค่าอานาจจาแนกอยู่ระหว่าง
1.976 ถึง 8.460ค่าความเช่อื มั่น คือ 0.97

- แบบสอบถามปัจจัยด้านแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์มีข้อคาถามท่ีผ่านเกณฑ์ทั้งหมด 10 ข้อ ค่าอานาจจาแนกอยู่
ระหวา่ ง 2.115 ถึง 9.364 คา่ ความเชือ่ ม่ัน คือ 0.97

- แบบสอบถามปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมในมหาวิทยาลัยมีข้อคาถามที่ผ่านเกณฑ์ท้ังหมด 10 ข้อ
คา่ อานาจจาแนกอยู่ระหว่าง 2.271 ถงึ 4.509คา่ ความเชอื่ มน่ั คือ 0.97

- แบบสอบถามปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมภายในครอบครัวมีข้อคาถามที่ผ่านเกณฑ์ท้ังหมด 8 ข้อ
คา่ อานาจจาแนกอยรู่ ะหว่าง 1.780 ถึง 3.771 ค่าความเช่อื ม่นั คอื 0.97

8. หาค่าความเช่ือมั่น (Reliability) ของแบบสอบถามนาข้อท่ีผ่านการคัดเลือกวิเคราะห์ท้ังฉบับโดยวิธีการหาค่า
สมั ประสทิ ธ์ิแอลฟา (α – Coefficient) ของครอนบาค (Cronbach. 1990: 161)ได้ค่าความเช่ือมั่นท้งั ฉบบั เท่ากับ 0.979

9. ปรบั ปรุงแบบสอบถาม จัดทาเปน็ แบบฉบับสมบูรณ์ เพ่อื ใชใ้ นการรวบรวมข้อมูล

ลกั ษณะของเครอื่ งมอื
เคร่ืองมอื ที่ใช้ในการวจิ ยั ครงั้ นี้ เป็นแบบสอบถามท่ีผู้วิจัยสรา้ งขึ้น แบ่งออกเป็น 2 ตอน ดังน้ี
ตอนที่ 1 แบบสอบถามข้อมลู ท่วั ไป เกีย่ วกบั สถานภาพของผูต้ อบ ได้แก่ เพศ คณะวชิ า ภูมิลาเนา ผลสมั ฤทธิ์

ทางการเรยี น โดยแบบสอบถามมลี กั ษณะให้เลือกตอบ
ตอนท่ี 2 แบบสอบถามเก่ยี วกบั ปจั จยั ทม่ี ีความสัมพันธ์กับแรงบันดาลใจเพ่ือการสร้างสรรคผ์ ลงานศลิ ปะและ

การออกแบบของนักศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร 4 ด้าน คือ ด้านบุคลิกภาพ ด้านแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ด้านสภาพแวดล้อมใน
มหาวิทยาลัย ด้านเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมของครอบครัว แบบสอบถามนี้เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scales) 5
ระดับ ตามแบบของลิเคิร์ท (Likert. 1932: 1-55) และในตอนท้ายของแบบสอบถามแต่ละด้านจะมีข้อคาถามแบบปลายเปิด
เพ่ือให้ผ้ตู อบแบบสอบถามแสดงความคดิ เหน็ และใหข้ อ้ เสนอแนะเพ่ิมเตมิ อยา่ งเสรีลกั ษณะของแบบสอบถามเปน็ แบบมาตราส่วน
ประมาณคา่ (Rating Scale) 5 ระดับ ของไลเคริ ์ท

การวิเคราะห์ขอ้ มลู
1. สถิติพื้นฐาน ได้แกค่ ่าความถี่ คา่ รอ้ ยละ ค่าคะแนนเฉลี่ย และค่าความเบย่ี งเบนมาตรฐาน
2. สถิตทิ ใ่ี ชใ้ นการหาคณุ ภาพของแบบสอบถาม
2.1 หาความเท่ยี งตรงเชงิ เนอ้ื หา (Content Validity) โดยใชว้ ิธหี าคา่ ดัชนีความสอดคลอ้ ง (IOC)

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 150

2.2 หาคา่ อานาจจาแนก (Discrimination Power) ของแบบสอบถามเปน็ รายขอ้ โดยการใช้การทดสอบที
(t-test) (Ferguson. 1981: 308)
2.3 คา่ ความเช่ือมัน่ (Reliability) ของแบบสอบถาม โดยใช้คา่ สมั ประสิทธ์ิแอลฟาของครอนบาค
(Cronbach. 1984: 161)
3. สถิติท่ใี ชใ้ นการทดสอบสมมติฐาน
3.1 สถติ ิพ้นื ฐาน คอื คา่ รอ้ ยละ คา่ เฉลยี่ และค่าส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน
3.2 คา่ สัมประสทิ ธ์ิสมั พันธ์ ใช้สูตรของเพียร์สนั (Pearson Product Moment Correlation Coefficient)
(ลว้ น สายยศ; และ องั คณา สายยศ. 2540: 103)การแปลความหมายของค่าสัมประสิทธสิ์ มั พันธ์
พิจารณาจากคา่ สมั ประสทิ ธ์สิ หสมั พันธท์ ่ีคานวณแลว้ เปรยี บเทยี บกบั เกณฑ์ ดังนี้

สูงกวา่ .90 มีความสมั พันธใ์ นระดับสงู มาก
.71 - .90 มคี วามสมั พันธ์ในระดบั สูง
.30 - .70 มคี วามสมั พนั ธ์ในระดบั ปานกลาง
.20 - .10 มีความสมั พนั ธใ์ นระดับต่า
.00 ไมม่ คี วามสมั พันธ์

ผลการวิจยั
ตวั แปรปัจจัยแต่ละตัวมีความสัมพันธ์ทางบวกกับแรงบันดาลใจเพื่อการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะและการออกแบบของ

นักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากรอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยท่ีตัวแปรด้านสภาพแวดล้อมในมหาวิทยาลัยมี
ความสัมพนั ธ์กับแรงบันดาลใจเพ่อื การสร้างสรรค์ผลงานศลิ ปะและการออกแบบของนกั ศกึ ษามหาวิทยาลัยศลิ ปากรมากท่ีสุด ซ่ึง
มีค่าเท่ากับ 0.805พิจารณาจากค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ที่คานวณแล้วเปรียบเทียบกับเกณฑ์ พบว่า มีความสัมพันธ์อยู่ใน
ระดับสงู รองลงมาคือแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธ์ิ มีความสัมพันธก์ ับแรงบันดาลใจเพือ่ การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะและการออกแบบของ
นักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร มากท่ีสุด ซึ่งมีค่าเท่ากับ 0.783 พิจารณาจากค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ที่คานวณแล้ว
เปรียบเทียบกับเกณฑ์ พบว่า มีความสัมพันธ์อยู่ในระดับสูง ด้านบุคลิกภาพมีความสัมพันธ์กับแรงบันดาลใจเพื่อการสร้างสรรค์
ผลงานศิลปะและการออกแบบของนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากรมากที่สุด ซึ่งมีค่าเท่ากับ 0.716 พิจารณาจากค่าสัมประสิทธิ์
สหสัมพันธ์ท่ีคานวณแล้วเปรียบเทียบกับเกณฑ์พบว่า มีความสัมพันธ์อยู่ในระดับสูงและด้านสภาพแวดล้อมภายในครอบครัว
มีความสัมพันธก์ ับแรงบันดาลใจเพ่ือการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะและการออกแบบของนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากรมากที่สุด
ซ่ึงมีค่าเท่ากับ 0.689 พิจารณาจากค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์ที่คานวณแล้วเปรียบเทียบกับเกณฑ์ พบว่า มีความสัมพันธ์อยู่ใน
ระดับปานกลาง

ตารางแสดงคา่ สมั ประสิทธส์ิ หสัมพันธ์ภายในระหวา่ งตวั แปรปจั จัย และค่าสัมประสทิ ธ์สิ หสมั พนั ธต์ ัวแปรปัจจัยกับแรงบันดาลใจ

เพอ่ื การสรา้ งสรรคผ์ ลงานศิลปะและการออกแบบของนกั ศกึ ษามหาวิทยาลยั ศลิ ปากร

ตัวแปร X1 X2 X3 X4 Y

ด้านบุคลกิ ภาพ (X 1) 1.000 .643(**) .277(**) .409(**) .716(**)

ดา้ นแรงจงู ใจใฝส่ มั ฤทธ์ิ (X 2) 1.000 .425(**) .460(**) .783(**)

ดา้ นสภาพแวดลอ้ มในมหาวทิ ยาลยั (X 3) 1.000 .406(**) .805(**)

ด้านสภาพแวดลอ้ มภายในครอบครัว (X4) 1.000 .689(**)

แรงบนั ดาลใจเพอ่ื การสรา้ งสรรคผ์ ลงานศลิ ปะและการ 1.000
ออกแบบของนกั ศกึ ษามหาวิทยาลยั ศลิ ปากร(Y)

** มีนัยสาคัญทางสถติ ทิ ่รี ะดับ 0.01


Click to View FlipBook Version