The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

proceedings มศว ธนินท์รัฐ 5 กค 2562

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Thaninrat Kritchanthat Sirivisalsuwan, 2020-02-09 01:22:10

Proceedings มศว ระดับชาติ

proceedings มศว ธนินท์รัฐ 5 กค 2562

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 251

2. เพอ่ื วิเคราะหส์ าเหตุทีท่ าใหเ้ กิดความตอ้ งการจาเป็นในการมสี ว่ นร่วมของบคุ ลากรในการดาเนินการประกันคณุ ภาพ
ภายในสถานศกึ ษา ของโรงเรยี นในสงั กดั สานกั งานเขตพ้นื ที่การศกึ ษามัธยมศึกษาเขต 6

3. เพ่อื เสนอแนวทางในการสร้างการมีสว่ นร่วมของบคุ ลากรในการดาเนนิ การประกนั คณุ ภาพภายในสถานศกึ ษา ของ
โรงเรียนในสงั กดั สานักงานเขตพ้ืนท่กี ารศกึ ษามัธยมศึกษาเขต 6

วธิ ีดาเนนิ การวจิ ยั
ประชากรกลมุ่ ตัวอยา่ งและผู้ให้ขอ้ มลู
ประชากร คือ บคุ ลากรของโรงเรยี นในสังกัดสานกั งานเขตพื้นที่การศกึ ษามธั ยมศึกษาเขต 6จานวน 54 โรงเรยี น

รวมประชากรทั้งหมด 3,958 คน
กลุ่มตัวอย่างในระยะที่ 1 ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งช้ัน โดยใช้ขนาดของโรงเรียนเป็นเกณฑ์ ซึ่งได้กลุ่มตัวอย่าง

จานวน 329 คน
ผู้ให้ขอ้ มูลในระยะท่ี 2 ไดแ้ ก่
1. ผบู้ รหิ าร แบง่ ตามขนาดของโรงเรียนขนาดละ 1 คน รวมเป็น 4 คน
2. หัวหน้างานประกันคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนหรือผู้ท่ีดูแลงานประกันคุณภาพ แบ่งตามขนาดของ

โรงเรยี นขนาดละ 1 คน รวมเปน็ 4 คน
3. ครผู ู้สอน โดยจะตอ้ งมีประสบการณ์ในการทางาน ไม่นอ้ ยกวา่ 5 ปี แบ่งตามขนาดของโรงเรียนขนาดละ

2 คน รวมเปน็ 8 คน

ตวั แปรทีศ่ ึกษา
ความต้องการจาเป็นในการมีส่วนรว่ มของบุคลากรในการดาเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาใน 3 ข้ันตอน
ได้แก่ 1) ขนั้ เตรยี มการ 2) ข้นั ดาเนินการ และ 3) ขั้นการรายงาน

วธิ ีการเกบ็ รวบรวมข้อมลู
การเก็บขอ้ มูลในระยะท่ี 1 โดยใช้แบบสอบถาม เร่ือง การประเมินความต้องการจาเปน็ ในการมีส่วนร่วมของบุคลากร
ในการดาเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา โดยผู้วิจัยไดส้ ง่ แบบสอบถามทางไปรษณีย์ และไปรบั แบบสอบถามกลบั ดว้ ย
ตัวเอง
การเก็บข้อมูลในระยะที่ 2 โดยใช้แบบสัมภาษณ์เพื่อวิเคราะห์สาเหตุของความต้องการจาเป็นในการมีส่วนร่วมของ
บุคลากรในการดาเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาและหาแนวทางในการสร้างการมีส่วนร่วมของบุคลากร ในการ
ดาเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ของโรงเรียนในสังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษาเขต 6 ซ่ึงผู้วิจัย
เดนิ ทางไปสมั ภาษณ์ด้วยตนเอง

เคร่อื งมือที่ใช้ในการวิจัย
1. แบบสอบถาม เร่ือง การประเมินความต้องการจาเป็นในการมีส่วนร่วมของบุคลากรในการดาเนินการประกัน
คุณภาพภายในสถานศึกษา แบบสอบถามแบ่งเป็น 3 ตอน ได้แก่ ตอนที่ 1 เป็นแบบตรวจสอบรายการ (Checklist) เพื่อเป็น
ข้อมูลพ้ืนฐานเกยี่ วกับสถานภาพผู้ตอบแบบสอบถาม ตอนท่ี 2 แบบสอบถามเก่ียวกบั ความต้องการจาเป็นในการมีสว่ นร่วมของ
บคุ ลากรในการดาเนินการประกันคณุ ภาพภายในสถานศกึ ษา มีลกั ษณะเปน็ มาตรประมาณค่า 5 ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปาน
กลาง น้อย และน้อยที่สุด โดยใช้รูปแบบการตอบสนองคู่ (dual response format) ระหว่างสภาพท่ีเป็นจริงและสภาพที่
คาดหวัง และตอนที่ 3 ขอ้ เสนอแนะอืน่ ๆ เป็นแบบปลายเปดิ
2. แบบสัมภาษณเ์ พื่อวิเคราะหส์ าเหตุของความต้องการจาเป็นในการมีส่วนร่วมของบุคลากรในการดาเนนิ การประกัน
คุณภาพภายในสถานศึกษาและหาแนวทางในการสร้างการมีส่วนร่วมของบุคลากรในการดาเนินการประกันคุณภาพภายใน
สถานศกึ ษา ของโรงเรียนในสงั กัดสานักงานเขตพน้ื ท่กี ารศกึ ษามัธยมศกึ ษาเขต 6 แบ่งออกเปน็ 2ตอน ไดแ้ ก่ ตอนท่ี 1 สถานภาพ
ของผใู้ ห้สมั ภาษณ์ และตอนท่ี 2 แบบสมั ภาษณ์ถงึ สาเหตุของความต้องการจาเป็น และแนวทางในการสรา้ งการมีส่วนรว่ มในการ
ดาเนนิ การประกนั คุณภาพภายในสถานศึกษา

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 252

การวเิ คราะหข์ อ้ มูล
1. วิเคราะห์ข้อมูลพ้ืนฐานของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สถิติพ้ืนฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉล่ีย (Arithmetic
Mean) และความเบ่ยี งเบนมาตรฐาน (Standard deviation)
2. วิเคราะหก์ ารมสี ่วนรว่ มของบุคลากรในการประกันคณุ ภาพภายในโดยวเิ คราะหค์ ่าเฉลยี่ ส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน
3. วิเคราะหค์ วามต้องการจาเป็นในการมสี ่วนรว่ มของบคุ ลากรในการดาเนนิ การประกันคณุ ภาพภายในสถานศึกษาของ
โรงเรียนในสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต โดยการระบุความแตกต่างระหว่างสภาพที่เป็นอยู่จริงกับสภาพที่
คาดหวัง แล้วจัดลาดบั ข้อมูลโดยใช้วิธี Priority Needs Index (PNI) โดยใช้สตู ร PNIModified = (I - D) / D
เม่ือI หมายถึง ระดับความคาดหวังท่ีต้องการให้เกิด D หมายถงึ ระดบั สภาพทเ่ี ปน็ จริงในปจั จุบันสาหรับค่าดัชนี PNIModifiedที่มี
ค่า 0.30 ข้ึนไปเป็นเกณฑ์ที่ถือว่ามีความต้องการจาเป็น ดัชนีที่มคี ่ามากหมายถึงมีความต้องการจาเป็นสูงท่ีควรได้รับการพัฒนา
มากกว่าดชั นีทีม่ คี า่ นอ้ ย
4. การวิเคราะห์สาเหตทุ ่ีทาให้เกิดความต้องการจาเป็นในการมีสว่ นรว่ มของบุคลากรในการดาเนินการประกันคณุ ภาพ
ภายในสถานศกึ ษา โดยการวิเคราะห์เนอ้ื หา (Content Analysis)
5. วิเคราะห์แนวทางในการสร้างการมีส่วนร่วมของบุคลากรในการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาเพ่ือตอบสนอง
ความต้องการจาเป็นในการมสี ่วนรว่ มของบคุ ลากรในการดาเนินการประกนั คณุ ภาพภายในสถานศกึ ษา โดยการวเิ คราะห์เนอื้ หา
(Content Analysis)

ผลการวจิ ยั
1. ผลการประเมินความตอ้ งการจาเปน็ ในการมสี ่วนรว่ มของบคุ ลากรในการดาเนนิ การประกันคณุ ภาพภายใน
สถานศึกษาของโรงเรยี นในสงั กัดสานักงานเขตพ้นื ทกี่ ารศกึ ษามัธยมศึกษา เขต 6
ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเก่ียวกับระดบั การมีส่วนร่วมของบุคลากรในการดาเนนิ การประกันคณุ ภาพภายในสถานศึกษา
ของโรงเรียนในสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 6 โดยแบ่งตามขนาดของโรงเรียนคือ โรงเรียนขนาดเล็ก
โรงเรียนขนาดกลาง โรงเรียนขนาดใหญ่ และโรงเรยี นขนาดใหญ่พเิ ศษ พบว่า โรงเรียนขนาดเลก็ มีคา่ เฉลยี่ ในภาพรวมของสภาพ
ปัจจบุ ันอยู่ในระดับปานกลาง (M = 3.49 ,SD = 0.32) ค่าเฉล่ียในภาพรวมของสภาพที่คาดหวงั อยใู่ นระดบั มาก (M = 4.27, SD
=0 .23) โรงเรียนขนาดกลางมีคา่ เฉลี่ยในภาพรวมของสภาพปจั จุบันอยู่ในระดับปานกลาง (M = 3.19 ,SD = 0.37) ค่าเฉล่ียใน
ภาพรวมของสภาพที่คาดหวังอยู่ในระดับมาก (M = 4.16, SD = 0.28) โรงเรียนขนาดใหญ่มีค่าเฉล่ียในภาพรวมของสภาพ
ปัจจุบันอยู่ในระดับปานกลาง (M = 3.25, SD = 0 .41) ค่าเฉลี่ยในภาพรวมของสภาพที่คาดหวังอยู่ในระดับมาก (M = 3.99 ,
SD = 0.33) และโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษมีค่าเฉลี่ยในภาพรวมของสภาพปัจจุบันอยู่ในระดับปานกลาง (M = 3.15 , SD =
0.41) คา่ เฉลีย่ ในภาพรวมของสภาพที่คาดหวงั อยู่ในระดับมาก (M = 3.89, SD = 0.33) รายละเอียดดงั ตาราง1

ตาราง 1 ผลการวิเคราะหข์ ้อมูลสภาพปัจจุบนั และสภาพท่ีคาดหวงั ในการมีส่วนรว่ มของบุคลากรในการดาเนินการประกัน

คณุ ภาพภายในสถานศึกษา ของโรงเรยี นในสังกดั สานกั งานเขตพนื้ ทก่ี ารศึกษามัธยมศกึ ษาเขต 6

ขัน้ ตอนการประกันคุณภาพ ขั้นการ ขั้นการดาเนนิ การ ขน้ั ภาพรวม

เตรียมการ (P) (D) (C) (A) รวมขั้นการ การรายงาน

ดาเนนิ การ

โรงเรยี น สภาพ M 3.71 3.43 3.53 3.49 3.39 3.46 3.44 3.49

ขนาดเลก็ ปจั จุบนั SD 0.39 0.38 0.40 0.29 0.24 0.42 0.21 0.32

แปลผล มาก ปาน มาก ปาน ปาน ปานกลาง ปานกลาง ปานกลาง

กลาง กลาง กลาง

สภาพที่ M 4.44 4.22 4.22 4.24 4.23 4.23 4.27 4.27

คาดหวัง SD 0.21 0.28 0.30 0.20 0.19 0.31 0.17 0.23

แปลผล มาก มาก มาก มาก มาก มาก มาก มาก

โรงเรยี น สภาพ M 3.19 3.22 3.36 3.10 3.10 3.21 3.17 3.19

ขนาด ปัจจบุ ัน SD 0.46 0.47 0.40 0.35 0.28 0.47 0.28 0.37

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 253

กลาง แปลผล ปานกลาง ปาน ปาน ปาน ปาน ปานกลาง ปานกลาง ปานกลาง

กลาง กลาง กลาง กลาง 4.16 4.17 4.16
0.33 0.27 0.28
สภาพท่ี M 4.19 4.17 4.22 4.17 4.06 มาก มาก มาก
3.25 3.24 3.25
คาดหวงั SD 0.34 0.32 0.28 0.26 .23 0.53 0.26 0.41
ปานกลาง ปานกลาง ปานกลาง
แปลผล มาก มาก มาก มาก มาก
3.97 4.08 3.99
โรงเรียน สภาพ M 3.27 3.25 3.36 3.18 3.17 0.42 0.24 0.33
มาก มาก มาก
ขนาด ปจั จบุ นั SD 0.52 0.52 0.48 0.36 0.30 3.14 3.15 3.15
0.52 0.34 0.40
ใหญ่ แปลผล ปานกลาง ปาน ปาน ปาน ปาน ปานกลาง ปานกลาง ปานกลาง

กลาง กลาง กลาง กลาง 3.89 3.88 3.89
0.42 0.29 0.33
สภาพท่ี M 4.01 3.97 4.02 3.91 3.96 มาก มาก มาก

คาดหวัง SD 0.40 0.40 0.35 0.32 0.26

แปลผล มาก มาก มาก มาก มาก

โรงเรยี น สภาพ M 3.21 3.09 3.34 3.08 3.05

ขนาด ปจั จุบัน SD 0.50 0.49 0.42 0.34 0.33

ใหญ่ แปลผล ปานกลาง ปาน ปาน ปาน ปาน

พิเศษ กลาง กลาง กลาง กลาง

สภาพที่ M 3.88 3.85 4.00 3.88 3.83

คาดหวงั SD 0.38 0.39 0.34 0.25 0.30

แปลผล มาก มาก มาก มาก มาก

ผลการวิเคราะห์ความต้องการจาเป็นในการมีส่วนร่วมของบุคลากรในการดาเนินการประ กันคุณภาพภายใน
สถานศึกษาในภาพรวมจาแนกตามขนาดของโรงเรียน พบว่าค่า PNImodifiedของโรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนขนาดกลาง โรงเรียน
ขนาดใหญ่ และโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษมีค่าเท่ากับ 0.22 0.31 0.23 และ 0.22ตามลาดับ เม่ือวิเคราะห์ตามขั้นตอนการ
ประกันคุณภาพ ในข้ันการเตรียมการ ข้ันการดาเนินการ และขั้นการจัดทารายงานผลการประเมิน ค่า PNImodifiedมีค่าเท่ากับ
0.24 0.25 และ 0.26 ตามลาดบั รายละเอยี ดดงั ตาราง 2

ตาราง 2 ความตอ้ งการจาเป็นในการมสี ่วนรว่ มของบุคลากรในการดาเนินการประกนั คณุ ภาพ จาแนกตามขนาดของโรงเรยี นโดย

ภาพรวม

ขั้นตอนการประกนั คุณภาพ ค่า PNImodified
โรงเรียน โรงเรยี น โรงเรียน โรงเรยี น ภาพรวม

ขนาดเลก็ ขนาด ขนาดใหญ่ ขนาดใหญ่

กลาง พิเศษ

1.ขัน้ การเตรยี มการ 0.20 0.31* 0.22 0.21 0.24

2.ขน้ั การดาเนนิ การ 0.22 0.30* 0.22 0.24 0.25

2.1 ขั้นการวางแผน (P) 0.23 0.29 0.22 0.25 0.25

2.2 ขน้ั การปฏบิ ัตติ ามแผน (D) 0.20 0.26 0.20 0.20 0.22

2.3 ขั้นการตรวจสอบการประเมินผล (C) 0.22 0.34* 0.23 0.26 0.26

2.4 ขน้ั การนาผลการดาเนินงานมาปรบั ปรงุ (A) 0.25 0.31* 0.25 0.25 0.27

3. ข้นั การรายงาน 0.24 0.32* 0.26 0.23 0.26

*หมายถึง มีความตอ้ งการจาเป็นเรง่ ด่วน

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 254

2. สาเหตุที่ทาให้เกิดความต้องการต้องการจาเป็นในการมีส่วนร่วมของบุคลากรในการดาเนินการประกันคุณภาพภายใน
สถานศึกษาของโรงเรียนในสังกดั สานักงานเขตพน้ื ท่กี ารศึกษามัธยมศึกษา เขต 6

2.1 ขัน้ เตรยี มการ
สาเหตุท่ีทาให้เกิดความต้องการจาเป็นในการมีส่วนร่วมของบุคลากรในการดาเนินการประกันคุณภาพภายใน
สถานศึกษาในขั้นการเตรียมการ ได้แก่ 1) บุคลากรส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นแกนนาในการปฏิบัตงิ านด้านประกันคุณภาพโดยตรง จึง
ไมม่ สี ว่ นเกีย่ วขอ้ งในการดาเนนิ การ 2)บุคลากรขาดความรูแ้ ละความพร้อมในการทางาน 3) ขาดหนว่ ยงานทร่ี บั ผดิ ชอบเก็บขอ้ มูล
สารสนเทศของสถานศึกษาโดยตรงและ 4) ขาดโอกาสในการเข้าร่วมดาเนนิ การประกันคณุ ภาพภายในสถานศกึ ษา
2.2 ขัน้ การดาเนินการ
สาเหตุท่ีทาให้เกิดความต้องการจาเป็นในการมีส่วนร่วมของบุคลากรในการดาเนินการป ระกันคุณภาพภายใน
สถานศึกษาในขั้นดาเนินการ ได้แก่ 1) การกาหนดกลยุทธ์ วิสัยทัศน์พันธกิจ เป้าหมาย ดาเนินการโดยฝ่ายบริหารและ
คณะกรรมการท่ีได้รับการแต่งต้ังขึ้น2) บุคลากรได้รับมอบหมายให้ดาเนินการในส่วนที่เก่ียวข้องกับภาระหน้าท่ีของตนจึงไม่
สามารถไปร่วมเตรียมข้อมูลท้ังระบบได้3) การสร้างเคร่ืองมือท่ีมีความเชื่อม่ันและความเที่ยงตรงต้องใช้ผู้ที่มีความรู้เฉพาะด้าน
เป็นผู้นาดาเนินการ และ 4) ขาดการประสานงาน และ 5) ขาดความเข้าใจและไม่ให้ความสาคัญในการดาเนินงานประกัน
คณุ ภาพภายในสถานศกึ ษา
2.3 ขั้นการรายงาน
สาเหตุท่ีทาให้เกิดความต้องการจาเป็นในการมีส่วนร่วมของบุคลากรในการดาเนินการประกันคุณภาพภายใน
สถานศึกษาในข้ันการจดั ทารายงานผลการประเมิน ไดแ้ ก่1) บุคลากรยงั ขาดความรู้ความเข้าใจในการวิเคราะห์ สังเคราะห์จึงยัง
ไมส่ ามารถรวบรวมผลการดาเนนิ งานไดแ้ ละ 2) ไมไ่ ดใ้ ห้ความสาคัญกบั การเผยแพร่ข้อมลู ผลการประเมินต่อผู้ปกครองและชุมชน
ที่เกย่ี วข้อง

3. แนวทางในการสร้างการมีส่วนร่วมของบุคลากรในการดาเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาของโรงเรียนในสังกัด
สานักงานเขตพ้นื ท่ีการศึกษามธั ยมศกึ ษา เขต 6

3.1 ขั้นเตรยี มการ
แนวทางในการสร้างการมีส่วนร่วมของบุ คลากรใน การดาเนิน การประกันคุณ ภาพภ ายในสถานศึกษาในขั้นการ
เตรียมการ ได้แก่ 1) จัดอบรมให้ความรู้ความเข้าใจในเร่ืองระบบประกันคุณภาพให้ถกู ต้องและให้ไปในแนวทางเดียวกัน 2) เปิด
โอกาสใหบ้ ุคลากรไดว้ ิเคราะห์ปญั หาของโรงเรียนแล้วนามาพิจารณารว่ มกันและ 3) พฒั นาระบบฐานข้อมูลใหญข่ องสถานศึกษา
ใหส้ มบรู ณก์ อ่ น สมาชกิ ของสถานศึกษาจงึ จะสามารถร่วมวางแผนการจดั ระบบฐานขอ้ มูลได้
3.2 ขน้ั การดาเนนิ การ
แนวทางในการสร้างการมีส่วนร่วมของบุคลากรในการดาเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาในขน้ั ดาเนินการ
ไดแ้ ก่ 1) สรา้ งความตระหนักและกาหนดกาหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ เปา้ หมาย และแผนการดาเนินการรว่ มกัน 2) ทมี งานประกัน
คุณภาพศึกษาข้อมูลรายละเอียดข้ันตอนวิธีการในการดาเนินการประกันคุณภาพควบคู่กับแนวทางในการบริหารการศึกษา 3)
นาเสนอข้อมูลท่ีผ่านวิเคราะห์ในท่ีประชุมใหญ่เพื่อรับรู้ เพ่ิมเติม เสนอแนะร่วมกัน เพ่ือเกิดความสมบูรณ์ของข้อมูล 4) จัดการ
ประชุมช้ีแจงให้บุคลากรทราบถงึ หัวข้อและเป้าหมายการประกนั เพ่ือกาหนดโครงการและกิจกรรมท่ีให้สอดคล้องกับการประกัน
คุณภาพและ 5) เปิดอบรมให้ความร้เู ก่ยี วกบั การดาเนนิ การประกันคุณภาพ
3.3 ขน้ั การรายงาน
แนวทางในการสร้างการมีส่วนร่วมของบุคลากรในการดาเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาในข้ันการจัดทา
รายงานผลการประเมนิ ได้แก่ 1) บุคลากรร่วมกันวเิ คราะห์ สังเคราะห์ จากผลการดาเนนิ งานตามมาตรฐานต่าง ๆ จากน้ันนาไป
เปรียบเทียบกับสิ่งที่งานประกันคุณภาพได้ดาเนินการหากไม่สอดคล้องกันต้องนามาพิจารณาดาเนินการใหม่และ 2) บุคลากร
รว่ มกนั เผยแพรผ่ ลการประเมินตอ่ ผปู้ กครอง และชุมชน ผา่ น สื่อสง่ิ พมิ พ์ และสื่อออนไลน์

สรุปผลการวิจยั
1. ระดับการมีส่วนร่วมของบุคลากรในการดาเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาของโรงเรียนในสังกัด

สานกั งานเขตพน้ื ท่กี ารศึกษามัธยมศกึ ษาเขต 6 ในสภาพปัจจุบันอยู่ในระดบั ปานกลางสว่ นสภาพทีค่ าดหวงั อยู่ในระดับมาก

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 255

2. ความต้องการจาเป็นในการมีส่วนร่วมของบุคลากรในการดาเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาวิเคราะห์
ตามขนั้ ตอนการประกันคณุ ภาพ ในขนั้ การเตรยี มการ ขั้นการดาเนินการ และขัน้ การรายงาน ค่า PNImodifiedระหว่าง 0.24 - 0.26
ในขัน้ การรายงานมีคา่ PNImodifiedสงู ท่ีสดุ

3. สาเหตุที่ทาให้เกิดความต้องการจาเป็นในการมีส่วนร่วมของบุคลากรในการดาเนินการประกันคุณภาพภายใน
สถานศึกษา ของโรงเรยี นในสงั กัดสานกั งานเขตพน้ื ท่กี ารศกึ ษามัธยมศึกษาเขต 6 คอื 1) บุคลากรขาดโอกาสในการเข้ารว่ มในการ
ดาเนินการประกันคุณภาพ2) บุคลากรขาดความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับการประกันคุณภาพ3) บุคลากรขาดความสนใจในการ
ดาเนนิ การประกนั คณุ ภาพและ 4) บุคลากรขาดการประสานงาน

4. แนวทางในการสรา้ งการมีส่วนร่วมของบุคลากรในการดาเนนิ การประกนั คุณภาพภายในสถานศกึ ษา ของโรงเรียนใน
สังกัดสานักงานเขตพ้นื ทกี่ ารศึกษามัธยมศึกษาเขต 6 คือ1) เปดิ โอกาสใหบ้ ุคลากรทุกคนในสถานศกึ ษาเข้าร่วมในการดาเนินการ
ประกันคุณภาพ รับฟังความคิดเหน็ ของบุคลากร2) จดั การอบรมเพอ่ื สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกบั การประกันคณุ ภาพภายใน
สถานศึกษาให้กับบุคลากรทุกคน3) สร้างความตระหนักให้บุคลากรเห็นถึงความสาคัญของการประกันคุณภาพ และ 4) จัด
ประชุมเพือ่ ชแี้ จงภาระงาน วางแผนการดาเนนิ งาน วเิ คราะหป์ ญั หา และประสานความรว่ มมือกนั

อภิปรายผล
จากผลการวิจัยการประเมนิ ความตอ้ งการจาเปน็ ในการสร้างการมสี ว่ นร่วมของบุคลากรในการดาเนนิ การประกนั คุณภาพ

ภายในสถานศกึ ษาของโรงเรียนในสังกดั สานักงานเขตพนื้ ท่ีการศึกษามธั ยมศึกษา เขต 6 สามารถอภิปรายผลการวิจยั ได้ดงั น้ี
1. การวิเคราะหค์ วามต้องการจาเป็นในการมสี ว่ นร่วมของบคุ ลากรในการดาเนินการประกนั คณุ ภาพภายในสถานศกึ ษา

ของโรงเรยี นในสังกัดสานกั งานเขตพืน้ ทก่ี ารศึกษามธั ยมศกึ ษา เขต 6 โรงเรยี นขนาดกลางมีความตอ้ งการจาเป็นเรง่ ด่วนมากทีส่ ุด
แต่โรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนขนาดใหญ่ และโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษไม่มีความต้องการจาเป็นเร่งด่วนทั้งนี้อาจเน่ืองมาจาก
ขนาดของสถานศึกษาเป็นปัจจัยท่ีทาให้ความร่วมมือในการดาเนินการประกันคุณภาพแตกต่างกัน โรงเรียนขนาดเล็ก มีจานวน
บุคลากรน้อยจึงส่งผลให้ทกุ คนในโรงเรียนมีส่วนร่วม โรงเรยี นขนาดใหญ่ และโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษไม่มีความต้องการจาเป็น
เร่งด่วนอาจเนอื่ งมาจากโรงเรียนขนาดใหญ่มีความพรอ้ มทางด้านทรัพยากรและบุคลากร อาจมีระบบการประกันคุณภาพทีเ่ ป็น
ระบบ มีการกระจายงานใหบ้ ุคลากรในโรงเรียน ส่วนโรงเรียนขนาดกลางเปน็ โรงเรียนท่ีมีจานวนของบคุ ลากรไม่มากส่งผลให้เกิด
ความต้องการจาเป็นสูงอาจเนื่องมาจากโรงเรียนต้องการพัฒนาให้มีคุณภาพทัดเทียมกับโรงเรียนขนาดใหญ่ สอดคล้องกับ
น้าอ้อย เดชจุ้ย (2551) อธิบายว่าขนาดของสถานศึกษาเป็นเป็นปัจจัยหน่ึงที่ทาให้เกิดความพร้อมในการดาเนินการประกัน
คุณภาพ เนื่องจากสถานศึกษาขนาดใหญ่มีจานวนบุคลากรเพียงพอสามารถท่ีจะกระจายความรับผิดชอบการดาเนินงานไปสู่
บุคลากรได้หลายคนและไม่เป็นภาระที่มากเกินไปสาหรับบุคลากรแต่ละคน สาหรับโรงเรียนขนาดกลางท่ีอาจกล่าวว่าระดับการ
ปฏิบัติงานและการดาเนินกิจกรรมในการดาเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาต่ากว่า จึงทาให้การมีส่วนร่วมในการ
ดาเนนิ การประกันคุณภาพภายในโรงเรียนขนาดกลางและโรงเรียนขนาดใหญแ่ ตกตา่ งกัน สอดคลอ้ งกบั งานวิจัยของภาณพ แจ้ง
พลอย (2556) ที่พบว่าผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนปฏิบัติหน้าท่ีในสถานศึกษาขนาดกลางและสถานศึกษาขนาดใหญ่ มี
สภาพการดาเนนิ งานประกนั คณุ ภาพภายในสถานศกึ ษาแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถติ ทิ ีร่ ะดับ .05

2. ความตอ้ งการจาเป็นในการมสี ว่ นรว่ มของบคุ ลากรในการดาเนินการประกนั คณุ ภาพภายในสถานศกึ ษาเมือ่ วิเคราะห์
ตามข้นั ตอนการประกันคณุ ภาพ ในข้นั การเตรียมการ ขนั้ การดาเนินการ และขน้ั การจดั ทารายงานผลการประเมนิ ค่า PNImodified
ระหว่าง 0.24 - 0.26 ซึง่ ในข้ันการรายงานมีค่า PNImodified สูงท่ีสดุ เน่อื งจากการเขียนรายงานผลการประเมินมีความสาคัญมาก
เพราะเป็นการเสนอผลการดาเนินงานภาพรวมเพ่ือเผยแพร่ให้กับผู้ปกครอง ชุมชน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทราบ กิจกรรม การ
ดาเนินการในด้านตา่ ง ๆ ของสถานศกึ ษา

3. สาเหตุที่ทาให้เกิดความต้องการจาเป็นในการมีส่วนร่วมของบุคลากรในการดาเนินการประกันคุณภาพภายใน
สถานศึกษา ของโรงเรยี นในสังกัดสานักงานเขตพืน้ ท่ีการศึกษามัธยมศึกษาเขต 6 จากการสัมภาษณ์บุคลากรของโรงเรยี นขนาด
เล็ก โรงเรยี นขนาดกลาง โรงเรียนขนาดใหญ่ และโรงเรยี นขนาดใหญ่พิเศษเกย่ี วกับสาเหตุของความต้องการจาเป็นในการมสี ่วน
ร่วมของบุคลากรในการดาเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา พบว่า 1) บุคลากรส่วนใหญ่ขาดโอกาสในการเข้าร่วมใน
การดาเนินการประกันคุณภาพเน่ืองจากบุคลากรขาดประสบการณ์ ขาดความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับการดาเนินการประกัน
คุณภาพ ซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยของ เกษรา ตรีไพชยนต์ศักด์ิ (2560)พบว่า สาเหตุที่ทาให้เกิดความต้องการจาเป็น คือ
บคุ ลากรส่วนใหญ่มีความเห็นว่าสถานศึกษาขาดการเปิดโอกาสใหบ้ ุคลากรเขา้ ไปมีบทบาทในระบบประกันคุณภาพ 2) บุคลากร

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 256

ขาดความสนใจในการดาเนนิ การประกนั คุณภาพ และขาดการประสานงานเนือ่ งจากบุคลากรไมใ่ ห้ความสาคญั กับการดาเนินการ
ประกนั คุณภาพเพราะคิดวา่ การประกันคณุ ภาพภายในสถานศกึ ษาเป็นเรื่องไกลตวั จงึ ไม่ใหค้ วามสาคญั สอดคลอ้ งกับงานวิจยั ของ
เมษา นวลศรี (2550) พบว่าสาเหตุท่ีทาให้เกิดความต้องการจาเป็นในการมีส่วนร่วมของชุมชนสูงท่ีสุด คือ การขาดความ
ตระหนักและขาดความรใู้ นการประกันคุณภาพการศกึ ษา

4. แนวทางในการสร้างการมีส่วนรว่ มของบุคลากรในการดาเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ของโรงเรียน
ในสงั กัดสานกั งานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามธั ยมศกึ ษาเขต 6 ซ่งึ ผูว้ ิจัยไดเ้ ก็บข้อมลู โดยการสมั ภาษณจ์ ากบุคลากรในสถานศกึ ษา พบวา่
แนวทางในการสร้างการมีส่วนร่วมในการดาเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา คือ เปิดโอกาสให้บุ คลากรทุกคนใน
สถานศึกษาเข้าร่วมในการดาเนินการประกันคุณภาพ รับฟังความคิดเห็นของบุคลากรจัดการอบรมเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ
เก่ียวกับการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาให้กับบุคลากรทุกคนสร้างความตระหนักให้บุคลากรเห็นถึงความสาคัญของการ
ประกนั คุณภาพจัดประชุมเพ่ือชี้แจงภาระงาน วางแผนการดาเนินงาน วเิ คราะห์ปัญหา และประสานความร่วมมือกนั สอดคล้อง
กับงานวิจัยของ เมษา นวลศรี (2550) พบว่าแนวทางในการใหช้ ุมชนเขา้ มามีส่วนรว่ มในการประกันคุณภาพการศึกษาท่ีสาคัญ
ที่สุด คือ การสร้างความตระหนักและการให้ความรู้เกี่ยวกับการประกันคุณภาพการศึกษาแก่ชุมชนการสร้างความร่วมมือให้
บุคลากรเข้ามามีส่วนร่วมในการดาเนินการประกันคุณภาพจะส่งผลให้การดาเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษามี
ประสทิ ธิภาพและชว่ ยยกระดบั คณุ ภาพของการจดั การศึกษาใหม้ คี ณุ ภาพย่ิงข้นึ การจัดการอบรมหรอื การประชุมเพอ่ื สร้างความรู้
ความเข้าใจเป็นแนวทางในการสร้างความร่วมมือให้บุคลากรเข้ามามีส่วนร่วมในการดาเนินการประกันคุณภาพ สอดคล้องกับ
รุ่งเรือง สิทธิจันทร์ (2560) ที่กล่าวว่ากิจกรรมฝึกอบรมบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับการประกันคุณภาพ มีการเผยแพร่ผลการ
ดาเนินงานและผลการประเมินประกันคณุ ภาพ ชี้แจงให้ทุกคนเข้าใจว่าการประกันคณุ ภาพเป็นสว่ นหนึง่ ของงานที่ปฏิบตั อิ ยู่ และ
ควรมีช่องทางหรือเปิดโอกาสให้บุคลากรทุกคนรว่ มแสดงความคดิ เหน็ และขอ้ เสนอแนะต่าง ๆ เพอ่ื ปรบั ปรงุ การดาเนนิ งาน

ข้อเสนอแนะ
ข้อเสนอแนะทั่วไป
จากการศึกษาความตอ้ งการจาเป็นในการมีส่วนร่วมของบุคลากรในการดาเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา

ของโรงเรียนในสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 6 พบว่าบุคลากรมีความต้องการจาเป็นในการดาเนินการ
ประกันคุณภาพในสถานศึกษาในข้ันการจัดทารายงานผลการประเมินมากท่ีสุด ดังนั้นสถานศึกษาควรการจัดอบรม สัมมนาให้
ความร้เู กย่ี วกบั การดาเนินการประกนั คุณภาพภายในสถานศกึ ษา และเปิดโอกาสให้บคุ ลากรทุกคนและผมู้ ีสว่ นเกย่ี วข้องเขา้ รว่ ม

ข้อเสนอแนะในการวิจยั คร้ังต่อไป
จากการศึกษาความต้องการจาเป็นในการมีส่วนร่วมของบุคลากรในการดาเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา
ของโรงเรียนในสังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 6 พบว่าสาเหตุที่ทาให้เกิดความต้องการจาเป็นในการมีส่วน
ร่วมในการดาเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษามีหลายสาเหตุ และพบว่าโรงเรียนขนาดกลางเป็นโรงเรียนที่มีความ
ตอ้ งการจาเป็นเรง่ ดว่ นเก่ียวกับการมีสว่ นรว่ มของบุคลากรในการดาเนนิ การประกันคุณภาพภายในสถานศกึ ษา ดงั น้ันจึงควรศึกษา
ถึงสาเหตุและแนวทางในการสร้างการมีส่วนร่วมในการดาเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาขนาดกลาง เพื่อแก้ไขความ
ต้องการจาเป็น และเสนอแนวทางในการสร้างการมีส่วนร่วมในการดาเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาสาหรับ
สถานศกึ ษาขนาดกลาง

เอกสารอ้างองิ
กระทรวงศกึ ษาธิการ. (2546). คูม่ ือการบริหารสถานศกึ ษาขั้นพื้นฐานทเ่ี ปน็ นติ ิบุคคล.
เกษรา ตรไี พชยนต์ศกั ดิ์. (2560). การประเมนิ ความต้องการจาเปน็ แบบสมบรู ณ์ในการมีสว่ นรว่ มของบุคลากรในการประกนั

คุณภาพการศึกษาภายในมหาวิทยาลยั ราชภฏั สวนสุนนั ทา.ปรญิ ญานพิ นธ์ (กศ.ม. (การวิจยั และพฒั นาศกั ยภาพมนุษย์
แขนงวิชาการตรวจสอบและการประกันคณุ ภาพทางการศึกษา)) -- มหาวิทยาลยั ศรีนครนิ ทรวิโรฒ, 2560.
ธร สุนทรายทุ ธ. (2551). การบรหิ ารจดั การเชิงปฏริ ปู : ทฤษฎวี ิจัยและปฏิบตั ิทางการศกึ ษา: ชลบรุ ี : ภาควชิ าบริหารการศึกษา
มหาวิทยาลยั บรู พา.
ธีระภาพ เพชรมาลัยกลุ . (2560). การประเมนิ ความต้องการจาเป็นทางการศกึ ษาและการบริหารการศกึ ษา. วารสารบริหาร
การศกึ ษา มศว ปที ่ี 14, ฉบบั ท่ี 26 (ม.ค.-มิ.ย. 2560), หนา้ 118-129.

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 257

นรินทร์ชยั พัฒนพงศา. (2547). การมสี ่วนรว่ ม : หลกั การพนื้ ฐานเทคนคิ และกรณตี ัวอย่าง (พิมพ์ครั้งท่ี 2.. ed.): กรงุ เทพฯ :
ศนู ยห์ นังสอื จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั ผจู้ ัดจาหนา่ ย.

น้าอ้อย เดชจ้ยุ . (2551). การประเมนิ สภาพการดาเนินการประกันคณุ ภาพในสถานศกึ ษาของโรงเรยี นขยายโอกาสทางการศกึ ษา
อาเภอสามพรานสงั กดั สานกั งานเขตพ้ืนทกี่ ารศกึ ษานครปฐมเขต 2.ปริญญานพิ นธ์ (วท.ม. (วิทยาการการประเมนิ )) --
มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวิโรฒ, 2551.

ไพฑูรย์ สินลารตั น.์ (2559). การศึกษา 4.0 เป็นยิ่งกว่าการศึกษา (พิมพค์ รัง้ ท่ี 2, [ฉบับพมิ พซ์ ้า]. ed.). กรงุ เทพฯ: กรงุ เทพฯ :
วทิ ยาลัยครศุ าสตรม์ หาวทิ ยาลยั ธรุ กิจบณั ฑติ ย์.

ภาณพ แจง้ พลอย. (2556). การศึกษาสภาพการดาเนินงานประกนั คณุ ภาพภายในสถานศกึ ษาสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่กี ารศึกษา
ประถมศึกษาจนั ทบรุ .ี (วิทยานิพนธ์ (คศ.ม.), มหาวิทยาลยั ราชภฏั ราไพพรรณ)ี .

เมษา นวลศรี. (2550). การวจิ ยั ประเมินความตอ้ งการจาเปน็ ในการมีส่วนรว่ มของชมุ ชนในการประกนั คณุ ภาพภายในของ
สถานศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน. (วิทยานิพนธ,์ จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย).

ราชกิจจานเุ บกษา. (2561). ระบบการประกันคณุ ภาพภายในของสถานศึกษาRetrieved from
http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2561/A/011/3.PDF

รุง่ ชชั ดาพร เวหะชาติ. (2550). การบรหิ ารงานวิชาการสถานศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน (พิมพค์ ร้ังท่ี 1.. ed.): สงขลา : ภาควชิ าการบรหิ าร
การศกึ ษามหาวทิ ยาลยั ทักษิน.

รุ่งเรือง สิทธิจันทร์. (2560). การมีสว่ นรว่ มในการประกนั คณุ ภาพการศกึ ษาของบคุ ลากรสานกั วทิ ยบรกิ าร มหาวิทยาลยั สารคาม.
เริงรณ ล้อมลาย. (2560). การศึกษากับการประกนั คณุ ภาพ = Educational and quality assurance EDF 3127 (พิมพ์ครงั้

ท่ี 1.. ed.). กรงุ เทพฯ: กรงุ เทพฯ : สานกั พมิ พ์มหาวทิ ยาลัยรามคาแหง.
สาธมิ า สิทธกิ ลู . (2558, 23 สงิ หาคม 2561). การประเมินความต้องการจาเป็นในการฝึกอบรมเก่ียวกบั การจดั การศึกษาโดย

บูรณาการหลกั ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี งของสถานศึกษาในสงั กดั สานกั งานคณะกรรมการการสง่ เสรมิ การศึกษา
เอกชน. Retrieved from file:///C:/Users/admin/Downloads/706-1291-1-SM.pdf
สานักงานเขตพื้นทก่ี ารศึกษามัธยมศกึ ษา เขต 6. (2561). แผนปฏฺบตั กิ ารประจาปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 สานกั งานเขตพื้นที่
การศกึ ษามธั ยมศึกษา เขต 6.
http://118.173.197.228/sec6/gis/ShowPage_orgDownload.php?item=1482&action=tbl_orgdownload
สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพนื้ ฐาน สานกั ทดสอบทางการศึกษา. (2554). ตามกฎกระทรวงวา่ ด้วยระบบหลกั เกณฑ์
และวธิ ีการประกันคณุ ภาพการศึกษาพ.ศ. 2553 (พิมพค์ รั้งท่ี 1.. ed.). กรงุ เทพฯ: กรงุ เทพฯ : สานกั งาน.
สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาแห่งชาติ. (2545). แนวทางการประกันคณุ ภาพภายในสถานศึกษา : เพ่ือพรอ้ มรบั การประเมนิ
ภายนอก. กรงุ เทพฯ: กรุงเทพฯ : สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ.
สวุ ิมล ว่องวาณิช. (2558). การวจิ ัยประเมินความต้องการจาเปน็ = Needs assessment research (พมิ พค์ รัง้ ท่ี 3, (ฉบับ
ปรับปรุง). ed.). กรุงเทพฯ: กรุงเทพฯ : สานกั พิมพ์แห่งจุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั .
เอกพล จนั ทร์สถติ ยพ์ ร. (2551). การประเมินความตอ้ งการจาเป็นในการจัดการเรยี นรู้ตลอดชีวิตของผสู้ ูงอายุในเขต
กรงุ เทพมหานคร.ปรญิ ญานพิ นธ์ (กศ.ม. (การวจิ ยั และสถิติทางการศกึ ษา)) -- มหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวิโรฒ, 2551.
Yamane, Taro. (1967). Statistics : an introductory analysis (2nd ed.. ed.): New York : Harper.

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 258

การพฒั นาแบบประเมนิ ทกั ษะการชว่ ยเหลอื ตนเองของเด็กปฐมวยั ท่ีมคี วามบกพร่องทางสติปัญญา
โดยประยุกต์ใชก้ ารประเมนิ ตามสภาพจริง และทฤษฎกี ารสรุปอ้างอิงความน่าเชอ่ื ถือของผลการวดั
A DEVELOPMENT OF THE EVALUATION FORM FOR SELF-HELP SKILLS OF EARLYCHILDHOODWITH INTELLECTUAL
DISABILITIES BY APPLYING THE AUTHENTIC ASSESSMENT AND GENERALIZABILITY THEORY

ศิรนิ ภา สน่ันวงศ์, ทวกิ า ต้ังประภา, วไิ ลลกั ษณ์ ลงั กา
E-mail: [email protected]

บทคัดย่อ

การวิจยั ครั้งนีม้ ีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อสร้างแบบประเมินทักษะการชว่ ยเหลือตนเองของเด็กปฐมวัยท่ีมีความบกพร่องทาง

สตปิ ญั ญา โดยประยกุ ต์ใชก้ ารประเมินตามสภาพจริง และทฤษฎีการสรุปอ้างอิงความนา่ เชื่อถือของผลการวัดและ2. เพ่ือตรวจสอบ

คุณภาพของแบบประเมินทักษะการช่วยเหลือตนเองของเด็กปฐมวัยท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา โดยประยุกต์ใช้การประเมิน

ตามสภาพจริง และทฤษฎีการสรุปอ้างอิงความน่าเชื่อถือของผลการวัดวิธีดาเนินการวิจัย มี 2 ระยะ ระยะที่ 1 การสร้างแบบ

ประเมนิ ทักษะการช่วยเหลือตนเองของเด็กปฐมวัยที่มีความบกพรอ่ งทางสติปัญญา เป็นการสร้างรายการประเมินและเกณฑก์ ารให้

คะแนนจากการศึกษาข้อมูล เอกสารและสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการศึกษาพิเศษและปฐมวัยและระยะที่ 2 การตรวจสอบ

คุณภาพของแบบประเมินทักษะการช่วยเหลือตนเองของเด็กปฐมวัยที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา เป็นการตรวจสอบคุณภาพ

ของแบบประเมิน โดยศึกษาจากประชากร คือ นักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา อายุ 4 – 6 ปี ปีการศึกษา 2561 ใน

โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร จานวน 22 คน การวิเคราะห์ข้อมูลเพ่ือตรวจสอบคุณภาพของแบบประเมิน ได้แก่ ความเที่ยงตรง

ตามเนื้อหา อานาจจาแนกความเชื่อม่ันแบบความสอดคล้องภายในโดยใช้ค่าสัมประสิทธ์ิแอลฟาของครอนบาค ความเช่ือมั่นแบบ

ความสอดคล้องของผู้ประเมินโดยใช้ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างผู้ประเมิน และความน่าเช่ือถือของผลการวัดโดยใช้ค่า

สมั ประสิทธิ์การสรปุ อา้ งอิง

ผลการวจิ ัยพบว่า

1. ผลการสร้างแบบประเมนิ ทกั ษะการช่วยเหลอื ตนเองของเด็กปฐมวยั ท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา ได้เครอ่ื งมือท่ีมี

4 ทักษะ ได้แก่ 1.ทักษะการแต่งตัว 2. ทักษะการรับประทานอาหาร 3. ทักษะการดูแลอนามัยตนเอง และ 4. ทักษะการดูแล

สุขภาพและความปลอดภัยในชีวิตประจาวันโดยมีจานวนรายการประเมิน 25 รายการ มีเกณฑ์การให้คะแนนแบบรูบริคแยก

องคป์ ระกอบ แบ่งเกณฑ์การประเมินออกเป็น 4 ระดับ ซึ่งแบบประเมินทกั ษะการชว่ ยเหลอื ตนเองเป็นเครื่องมือทีป่ ระเมินจาก

สภาพการปฏิบตั ิจรงิ

2. ผลการตรวจสอบคุณภาพของแบบประเมินทักษะการช่วยเหลือตนเองของเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

พบวา่ แบบประเมินมีความเท่ียงตรงตามเน้ือหาโดยใชก้ ารประเมินจากผเู้ ช่ยี วชาญซง่ึ พบวา่ มีค่าดัชนคี วามสอดคลอ้ ง (IOC) รายข้อ

ตั้งแต่0.80 – 1.00 มีค่าอานาจจาแนกต้ังแต่ 0.182 - 0.852ความเช่ือมั่นแบบสอดคล้องภายในโดยใช้การหาค่าสัมประสิทธิ์

แอลฟาครอนบาคเท่ากับ 0.943 ค่าดัชนีความสอดคลอ้ งระหวา่ งผู้ประเมิน (Rater Agreement Index: RAI) เท่ากับ 0.75 และ

มีความน่าเช่ือถือของผลการวัดที่ได้จากค่าสัมประสิทธิ์การสรุปอ้างอิงความน่าเช่ือถือของผลการวัด (G – Coefficient) ค่า
   
สัมประสิทธ์ิการสรุปอ้างอิงตัดสินใจเชิงสัมบูรณ์ 2 s และสัมประสิทธิ์การสรุปอ้างอิงตัดสินใจเชิงสัมพัทธ์ 2 l เม่ือครู
Ab Re
ผปู้ กครอง และครู-ผปู้ กครอง เป็นผูป้ ระเมินเทา่ กับ 0.922 และ 0.955 , 0.848 และ 0.903 ,0.896 และ 0.943 ตามลาดบั

คาสาคญั : ทักษะการช่วยเหลือตนเอง, เดก็ ที่มีความบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญา, การประเมนิ ตามสภาพจรงิ , ทฤษฎกี ารสรุปอา้ งองิ ความ

น่าเช่อื ถือของผลการวัด

Abstract
The objectives of this study are: ( 1) To develop an evaluation form for self-help skills in early

childhood with intellectual disabilities by applying the authentic assessment and generalizability theory, and
(2) To evaluate the quality of the evaluation form for self-help skills in early childhood with intellectual
disabilities by applying the authentic assessment and generalizability theory. The methodology consists of two
phases. Phase 1 is the development of the evaluation form for self-help skills in early childhood with

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 259

intellectual disabilitiesalong with the development of the evaluation list and scoring criteria by studying

information and conducting special education expert and primary teacher interviews. Phase 2 is the quality

evaluation of the evaluation form for self-help skills in early childhood with intellectual disabilities. The

population in this study comprises 22 students who are 4-6 years old and have intellectual disabilities,

conducted in the Academic Year 2018, in Bangkok. Data analysis is carried out to evaluate the quality of the

evaluation form in Content Validity, Discrimination, and Internal Consistency by the Cronbach's alpha

coefficient, in Consistency Reliability of Evaluators by the Rater Agreement Index (RAI), and in reliability of

measurement results by the Generalizability Coefficient.

The results from the study show that:

1. The developed evaluation form for self-help skills in early childhood with intellectual

disabilitiesprovides tools which consist of four skills, namely:(1) Dressing skill,(2) Eating skill, (3) Self-health

care skill, and (4) Daily health and safety skills. There are 25 items to be evaluated and scoring criteria are

provided in theanalytic scoring rubric. Evaluation criteria are separated into four levels for which the

evaluation form for self-help skills is the authentic assessment.

2. The results of the evaluation of the quality of the evaluation form for self-help skills in

early childhood with intellectual disabilities show that the evaluation form has good content validity

according to the evaluation by experts. It is found that the range of Item-Objective Congruence (IOC) of

each item is0. 80 – 1. 00, discriminationis 0. 182 – 0. 852, internal consistency by Cronbach's alpha

coefficientis0.943, and the Rater Agreement Index (RAI)is 0.75. Reliability of measurement results by the
  2
Generalizability Coefficient (G – Coefficient) ,absolute coefficient ( 2 ), and relative coefficient Re l
Abs
when teachers, parents, and teacher-parents are evaluators are 0.922 and 0.955, 0.848 and 0.903,0.896, and

0.943respectively.

Keywords: Self-Help Skills, Intellectual Disabilities, Authentic Assessment, Generalizability Theory

บทนา
หลักการจัดการศึกษาในประเทศไทยได้กาหนดไว้ว่า ต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนา

ตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสาคัญท่ีสุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและ
เต็มตามศักยภาพ (กระทรวงศึกษาธิการ.2542) และในมาตรา 10 วรรคส่ี ท่ีระบุไว้ว่า การจัดการศึกษาสาหรับบุคคลซึ่งมี
ความสามารถพิเศษ ต้องจัดด้วยรูปแบบที่เหมาะสม โดยคานึงถึงความสามารถของบุคคลนั้น ทาให้การจัดการศึกษาของไทยใน
ปัจจบุ ันที่จัดการศึกษาเกี่ยวกับเด็กท่ีมีความต้องการพเิ ศษน้ัน ไดจ้ ัดการศกึ ษาที่มีความหลากหลายและเหมาะสมกับความสามารถ
ของแตล่ ะบคุ คลซงึ่ จะเปน็ ประโยชนท์ ส่ี าคญั ที่จะทาใหเ้ ด็กได้รับการเรียนอยา่ งเตม็ ความสามารถ(กระทรวงศึกษาธกิ าร.2542)

ภาวะบกพร่องทางสตปิ ญั ญาเป็นความบกพร่องทางพฒั นาการประเภทหน่ึง โดยเด็กทมี่ ภี าวะบกพร่องทางสตปิ ัญญาจะ
มขี อ้ จากัดในการดาเนนิ ชีวิต ทั้งความล่าช้าทางดา้ นสตปิ ญั ญา วิชาการ จิตวิทยา ภาษาและสงั คมต่ากว่าเกณฑ์ ความจากัดเหลา่ น้ี
ทาให้บุคคลน้ันไม่สามารถตอบสนองต่อความคาดหวังของสังคมที่เขาต้องเผชิญในต่ละวันได้ ภาวะบกพร่องทางสติปัญญาระดับ
เล็กน้อยที่มคี วามย่งุ ยากในการแกป้ ัญหาและจดั การชวี ิตประจาวันเพียงบางเรื่อง จนถึงภาวะบกพรอ่ งทางสติปัญญาระดับรุนแรงท่ี
ทาใหบ้ คุ คลนนั้ มปี ัญหาด้านทกั ษะการดารงชีวติ ประจาวัน(กุลยา ก่อสุวรรณ.2553)

ทักษะการช่วยเหลือตนเองเป็นทักษะที่สาคัญท่ีเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ควรได้รับการฝึก โดยศูนย์พัฒน
ศึกษาแห่งประเทศได้กล่าวไว้ว่า การมีพัฒนาการในพฤติกรรมการช่วยเหลือตนเอง ทาให้เด็กมีความสุข มีอิสระในครอบครัวและ
ชุมชน เด็กจะพ่ึงตนเองได้มากขึ้นเป็นการลดภาระของสมาชิกครอบครัวในการดูแลเด็ก (ศูนย์พัฒนศึกษาแห่งประเทศไทย.2529)
อีกทั้ง ทักษะการช่วยเหลือตนเองเป็นทักษะท่ีส่งเสริมความเชื่อม่ันในตนเองและการนับถือตนเอง(Stephens.2018) ดังนั้นทักษะ
การช่วยเหลือตนเองจึงเป็นทักษะพื้นฐานที่สาคัญท่ีเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาควรได้รับการช่วยเหลือ ซึ่งสอดคล้องกับ
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 ท่ีได้ให้ความสาคัญกับทักษะการช่วยเหลือตนเอง โดยมีหน่ึงข้อได้ระบุไว้ว่า
“ช่วยเหลือตนเองไดเ้ หมาะสมกับวัย” ซึ่งเด็กปฐมวัยจะเป็นวัยที่ควรได้รับการวางรากฐานในด้านต่างๆให้ม่ันคง ทั้งในด้านร่างกาย

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 260

ดา้ นอารมณ์และจิตใจ ดา้ นสงั คม และดา้ นสติปัญญา ซึง่ เป็นคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์สาหรับเด็กอายุต่ากว่า 3 ปี และสาหรับเด็ก
3-5 ปี (กรมวิชาการกระทรวงศกึ ษาธิการ.2548) จากคณุ ลกั ษณะดังกลา่ วการพัฒนาทักษะการช่วยเหลอื ตนเองของเด็กปฐมวัยจงึ มี
ความสาคญั และควรไดร้ บั การจดั การศึกษาและพฒั นาให้เหมาะสม

การประเมินทักษะการช่วยเหลือตนเองของเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาส่วนใหญ่เป็นแบบประเมินท่ีใช้เกณฑ์
การให้คะแนนแบบรวมท้ังทักษะ เกณฑ์ที่กาหนดเป็นเกณฑ์อย่างง่าย อีกทั้งแบบประเมินท่ีมีอยู่ในปัจจุบันเป็นแบบประเมินที่
สร้างข้ึนแยกในแตล่ ะทักษะย่อย เป็นแบบสงั เกตพฤติกรรมอย่างง่าย หรือแบบบันทึกพฤติกรรมการประเมินตามสภาพจริงจะเป็น
การประเมินที่ใช้วิธีการและเกณฑ์ท่ีหลากหลายในการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ความสามารถ และคุณลักษณะต่างๆ ของ
ผู้เรียน ซ่ึงกิจกรรมที่นามาใช้ในการประเมินน้ัน จะมีลักษณะเหมือนและเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการเรียนรู้มากกว่าเป็นการ
ทดสอบ และข้อมลู ของการประเมินผลไดม้ าจากท้งั การเกบ็ รวบรวมผลงานท่ีผเู้ รียนได้ปฏบิ ตั อิ ยา่ งสอดคลอ้ งกบั ชวี ติ ประจาวัน การ
สงั เกตพฤตกิ รรม ควบคู่ไปกบั การทดสอบความรู้ ความเข้าใจ(กิตติ กติ ตศิ ัพท.์ 2547)ลักษณะของการประเมินตามสภาพจรงิ น้นั เป็น
งานที่ปฏบิ ัติเปน็ งานทีม่ ีความหมาย สอดคลอ้ งกับชวี ิตประจาวนั เปน็ งานที่มาจากเหตกุ ารณจ์ รงิ มากกว่ากิจกรรมท่ีจาลองขึน้ เพ่ือใช้
ในการทดสอบ โดยท่ีนักเรยี นจะต้องมีปฏสิ มั พันธ์ทางบวก นักเรียนตอ้ งไม่รสู้ ึกเครียดหรือเบ่ือหนา่ ยต่อการประเมิน ครู ผปู้ กครอง
และนักเรยี นตอ้ งเกิดความร่วมมือท่ีดีตอ่ กันในการประเมินและใช้ผลการประเมนิ มาแกไ้ ขปรบั ปรงุ นักเรยี น (สานกั นเิ ทศและพัฒนา
มาตรฐานการศึกษา.2542) อีกท้ังการประเมินตามสภาพจริงจะทาให้ผู้ปกครองรับรู้ถึงปัญหาและยอมรับในผลการประเมิน
(AnastasiosPekis and EfthymiaGourgiotou. 2017)ดังนั้นในกระบวนการวัดและประเมินผลเด็กท่ีมีบกพร่องทางสติปัญญาจึง
ควรจดั ให้มีลักษณะการประเมินทีเ่ ปน็ ไปตามสภาพจรงิ

ทฤษฎีการสรุปอ้างอิงความน่าเชื่อถือของผลการวัด (Generalizability Theory) หรือเรียกว่า G-Theory เป็นโมเดล
ของการศึกษาวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของผลการวัด หรือความเช่ือมั่นในสถานการณ์หรือเง่ือนไขต่างๆของการวัด ทาให้ทราบ
และสามารถควบคุมแหลง่ ความคลาดเคลอื่ นได้ตรงประเดน็ เพอื่ ผลการวดั มคี วามนา่ เชอ่ื ถือ หรือมีความเชอื่ มัน่ ถงึ ระดบั ท่ีตอ้ งการ
(ศิริชัย กาญจนวาสี.2555) ซึ่งสามารถนาผลค่าสัมประสิทธ์ิการสรุปอ้างอิง(G-Coefficient) ไปใช้ตรวจสอบคุณภาพของแบบ
ประเมนิ ได้อย่างมีประสทิ ธภิ าพ

จากเหตุผลดังกล่าวผู้วิจัยจึงมีความสนใจพัฒนาแบบประเมินทักษะการช่วยเหลือตนเองของเด็กปฐมวัยที่มีความ
บกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญา โดยประยกุ ตใ์ ช้การประเมนิ ตามสภาพจรงิ และทฤษฎกี ารสรปุ อา้ งอิงความน่าเช่อื ถอื ของผลการวัด

กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั
กรอบแนวคดิ ในการวิจัยคร้งั น้ี มดี ังน้ี

ทักษะการชว่ ยเหลือ แบบประเมินทักษะทักษะการชว่ ยเหลอื ตนเอง
ตนเอง ของเดก็ ปฐมวยั ที่มีความบกพรอ่ งทาง
การประเมินตาม สติปัญญา โดยประยกุ ต์ใช้การประเมนิ ตาม
สภาพจรงิ สภาพจริง และทฤษฎกี ารสรุปอา้ งองิ ความ
ทฤษฎกี ารสรุปอา้ งองิ นา่ เชือ่ ถอื ของผลการวัด
ความนา่ เช่ือถอื ของ คณุ ภาพของแบบประเมนิ ทักษะการช่วยเหลือ
ผลการวดั (G- ตนเองของเดก็ ปฐมวัยทีม่ คี วามบกพร่องทาง
Theory) สตปิ ัญญาโดยประยกุ ต์ใชก้ ารประเมนิ ตาม
สภาพจริงและทฤษฎีการสรุปอา้ งอิงความ
นา่ เชื่อถือของผลการวดั

1.ความเทย่ี งตรงตามเนือ้ หา
2.อานาจจาแนก
3. ความเชือ่ มน่ั แบบความสอดคลอ้ ง
ภายในโดยใช้คา่ สัมประสิทธแ์ิ อลฟาของครอ
นบาค
4. ความเชอื่ มน่ั แบบความสอดคล้อง
ของผ้ปู ระเมินโดยใชค้ า่ ดชั นีความสอดคลอ้ ง
ระหวา่ งผ้ปู ระเมิน
5.ความนา่ เชื่อถือของผลการวดั โดย
ใชค้ า่ สมั ประสทิ ธก์ิ ารสรุปอา้ งอิง

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 261

วัตถุประสงค์ของการวิจยั
1. เพ่ือสร้างแบบประเมินทักษะการช่วยเหลือตนเองของเด็กปฐมวัยที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา โดยประยุกต์ใช้

การประเมินตามสภาพจรงิ และทฤษฎีการสรปุ อ้างองิ ความนา่ เช่ือถือของผลการวดั
2. เพื่อตรวจสอบคุณภาพของแบบประเมินทักษะการชว่ ยเหลือตนเองของเด็กปฐมวัยท่ีมคี วามบกพร่องทางสติปัญญา

โดยประยุกตใ์ ชก้ ารประเมนิ ตามสภาพจริง และทฤษฎีการสรุปอา้ งองิ ความนา่ เช่ือถือของผลการวัด

วธิ ีดาเนนิ การวิจยั
ในการวิจยั ครัง้ น้ี เป็นการวจิ ัยเพือ่ สร้างแบบประเมนิ และตรวจสอบคณุ ภาพของแบบประเมนิ ทักษะการชว่ ยเหลอื ตนเอง

ของเด็กปฐมวัยที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา โดยประยุกต์ใช้การประเมินตามสภาพจริง และทฤษฎีการสรุปอ้างอิงความ
น่าเชื่อถอื ของผลการวัด ผู้วจิ ัยไดด้ าเนนิ การ 2 ระยะดงั นี้

ระยะที่ 1 การสร้างแบบประเมนิ ทักษะการช่วยเหลอื ตนเองของเด็กที่มีความบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญา โดยประยกุ ตใ์ ช้การ
ประเมินตามสภาพจริง และทฤษฎกี ารสรุปอ้างองิ ความนา่ เชือ่ ถือของผลการวัด

การดาเนนิ การวิจยั
1. การศึกษาข้อมูลในเรื่องทักษะการช่วยเหลือตนเองของเด็กท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา โดยใช้การ

ประเมินตามสภาพจรงิ ของโรงเรยี นในเขตกรุงเทพมหานคร
1.1 ศกึ ษา เอกสาร แนวคิดและทฤษฎใี นงานวิจัยทเี่ กี่ยวข้องกับทักษะการช่วยเหลอื ตนเองของเด็ก

ทีม่ ีความบกพร่องทางสติปัญญา
1.2 สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการศึกษาพิเศษ 2ท่าน และผู้เช่ียวชาญทางด้านการสอนเด็ก

ปฐมวัย1ท่าน เกีย่ วกบั ทกั ษะการชว่ ยเหลือตนเองของเด็กปฐมวัยทีม่ คี วามบกพร่องทางสติปัญญา
1.3 สังเคราะห์เอกสาร แนวคดิ และทฤษฎกี บั ขอ้ มูลทีไ่ ดจ้ ากการสัมภาษณผ์ ู้เชยี่ วชาญท้งั 3 ท่าน

2. การสร้างแบบประเมินทักษะการช่วยเหลือตนเองของเด็กปฐมวัยท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา โดย
ประยุกตใ์ ชก้ ารประเมนิ ตามสภาพจรงิ และทฤษฎกี ารสรปุ อ้างองิ ความนา่ เชอ่ื ถือของผลการวดั

2.1 กาหนด กรอบแนวคิดของงานวิจัยเพ่ือสร้างแบบประเมินทักษะการช่วยเหลือตนเองของเด็ก
ปฐมวัยท่มี ีความบกพร่องทางสติปัญญา โดยประยุกตใ์ ชก้ ารประเมินตามสภาพจริง และทฤษฎีการสรุปอา้ งอิงความน่าเช่ือถือของ
ผลการวัดแบบประเมินทกั ษะการช่วยเหลอื ตนเอง ประเดน็ การประเมิน

2.2 สร้างเกณฑ์การให้คะแนนแบบรูบริคแยกองค์ประกอบ (analytic scoring rubric)ในการ
ประเมินทักษะการช่วยเหลือตนเองในด้าน ทักษะการแต่งตัว ทักษะการรับประทานอาหาร ทักษะการดูแลอนามัยตนเอง และ
ทกั ษะการดแู ลสขุ ภาพและความปลอดภยั ในชวี ติ ประจาวันโดยกาหนดเกณฑ์การประเมินออกเป็น 4 ระดับ คือ 3,2,1,0

ผู้ให้ขอ้ มลู
ผใู้ หข้ อ้ มูลที่ใช้ในการสัมภาษณ์ เปน็ ผูเ้ ช่ยี วชาญจานวน 3 คน ประกอบด้วย ผู้เชีย่ วชาญทางด้านการศึกษาพเิ ศษ

2 ท่าน และผู้เชย่ี วชาญทางดา้ นเดก็ ปฐมวยั 1 ท่าน

เครอ่ื งมือทใ่ี ช้ในงานวจิ ัย
เครื่องมือท่ีใช้ในงานวิจัยคือ แบบสัมภาษณ์ก่ึงมีโครงสร้าง (semi-structural interview form)ผู้เชี่ยวชาญ

ทางด้านการศกึ ษาพิเศษและผู้เช่ียวชาญทางด้านเด็กปฐมวัย เกี่ยวกับทักษะการช่วยเหลือตนเองของเด็กท่ีมีความบกพร่องทาง
สตปิ ัญญา

การวิเคราะห์ข้อมลู
การวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ ผู้เช่ียวชาญทางด้านการศึกษาพิเศษผู้เช่ียวชาญทางด้านการสอนเด็ก

ปฐมวยั นาขอ้ มูลท่ีได้จากการสัมภาษณ์มาตรวจสอบเพ่ือคน้ หาข้อความสาคัญ (Significant Statements)จากนั้นนามาจดั กลุ่ม
(Categories)เพือ่ นามาสรปุ เป็นประเด็นขอ้ คน้ พบ (Themes)

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 262

ระยะที่ 2 การตรวจสอบคณุ ภาพของแบบประเมินทักษะการช่วยเหลือตนเองของเด็กทม่ี ีความบกพร่องทาง
สตปิ ญั ญา โดยประยุกต์ใชก้ ารประเมนิ ตามสภาพจริง และทฤษฎกี ารสรุปอา้ งอิงความน่าเชอ่ื ถอื ของผลการวัด

การดาเนนิ การวิจัย
1.นาแบบประเมินทักษะการช่วยเหลือตนเองของเด็กปฐมวัยท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา ท่ีสร้างข้ึนไปให้

ผู้เช่ียวชาญทางด้านการศึกษาพิเศษ ทางด้านปฐมวัยและทางด้านการวัดผลการศึกษาตรวจความเที่ยงตรงตามเน้ือหา โดย
พิจารณาตรวจสอบข้อคาถามในแต่ละข้อว่ามีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างรายการประเมินกับนิยามศัพท์เฉพาะท่ีมีค่าเท่ากับ
หรือ มากกว่า0.50ข้ึนไป ถา้ ข้อใดมีค่าดชั นีความสอดคล้องนอ้ ยกวา่ 0.50ผวู้ จิ ัยไดไ้ ปปรบั ปรุงแก้ไขตามคาแนะนาของผู้เชย่ี วชาญ

2.นาแบบประเมินทักษะการช่วยเหลือตนเองของเด็กปฐมวัยท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาที่ผ่านการ
คัดเลือก จะนาไปใช้ประเมินทักษะการช่วยเหลือตนเองของเด็กปฐมวัยท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา โดยผู้ประเมินเป็นครู
และผู้ปกครอง เพ่ือนาข้อมูลไปใช้ในการตรวจสอบคุณภาพของแบบประเมินประกอบด้วย ความเท่ียงตรง อานาจจาแนก
ความเชื่อม่นั และความนา่ เชอ่ื ถอื ของผลการวัด

ประชากร
ประชากรที่ใช้ในงานวิจยั ครั้งน้ี เป็นนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา อายุ 4 - 6 ปี ภาคเรียนท่ี 2 ปี

การศึกษา 2561 จานวน 11 โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครมีประชากรท้ังสิ้น 22 คน ซึ่งในการวิจัยคร้ังน้ีผู้วิจัยได้
ทาการศึกษากบั ประชากรทง้ั หมด

เครอ่ื งมอื ท่ใี ชใ้ นงานวิจัย
เครือ่ งมอื ท่ใี ช้ในงานวจิ ัย คือ แบบประเมนิ ทกั ษะการชว่ ยเหลอื ตนเองของเดก็ ที่มีความบกพร่องทางสติปญั ญา

การวเิ คราะห์ข้อมูล
การวเิ คราะห์ข้อมูลเพือ่ ตรวจสอบคุณภาพของแบบประเมนิ ดังนี้

1. การวิเคราะห์ความเที่ยงตรงตามเนื้อหา (Content Validity) ของแบบประเมิน โดยผู้เชี่ยวชาญทางด้าน
การศึกษาพิเศษ 2ท่านผู้เชี่ยวชาญทางด้านการสอนเด็กปฐมวัย 2 ท่านและผู้เช่ียวชาญทางด้านวัดผล 1 ท่าน เพ่ือตรวจสอบ
ความเที่ยงตรงด้านเนื้อหา ภาษาและลักษณะ พฤติกรรมบ่งชี้ของแบบประเมินท่ีสร้างข้ึนให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับ
นยิ าม ซ่ึงมเี กณฑ์การคดั เลือก ค่า IOC ต้องใช้0.50 เป็นตน้ ไป

2. การตรวจสอบคุณภาพของแบบประเมินทักษะการช่วยเหลือตนเองของเด็กปฐมวัยที่มีความบกพร่องทาง
สตปิ ญั ญา

2.1 อานาจจาแนก (Discrimination) ของแบบประเมินทักษะการช่วยเหลือตนเอง โดยการหาค่า
ความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนรายข้อกับคะแนนรวม (Item Total Correlation)(ล้วน สายยศ,อังคณา สายยศ. 2539) เก็บ
ข้อมูลจากนักเรยี นจานวน 22 คน

2.2 ความเชอื่ มน่ั (Reliability)โดยวิธหี าความสอดคลอ้ งภายใน (Internal Consistency)ของแบบประเมิน
ทักษะการช่วยเหลือตนเอง ซ่ึงคานวณได้จากสูตรของครอนบาค (Cronbach alpha procedure) (ล้วน สายยศ,อังคณา สาย
ยศ.2539) เกบ็ ข้อมูลจากนกั เรยี นจานวน 22 คน

2.3 ความเช่ือมน่ั โดยใช้ความสอดคล้องระหว่างผ้ปู ระเมนิ จากดัชนคี วามสอดคลอ้ งระหวา่ งผู้ประเมนิ (Rater
Agreement Index: RAI)ได้จากแบบประเมนิ ท้ัง 9 ชุดซ่งึ ไดม้ าจากการประเมนิ ของของครู 3 คนประเมินเดก็ 3 คน คนละ 3ชดุ

2.4 ความน่าเชื่อถือของผลการวัด โดยการหาค่าสัมประสิทธิ์การสรุปอ้างอิงความน่าเช่ือถือของผลการวัด
(G-Coefficient) ในสถานการณ์ที่กาหนดนั้นเก็บข้อมูลจากนักเรียนจานวน 22คน โดยมีผู้ปกครอง 22คน และครู 22คนเป็นผุ้
ประเมิน โดยนามาหาค่าความเช่ือม่ันเป็นรายบุคคลจานวนทั้งสิ้น25 ข้อ โดยโมเดลของการวัดคือ P × I (I คือจานวน
รายการประเมิน)

- สมั ประสิทธ์กิ ารสรุปอา้ งอิงสาหรับการตัดสนิ ใจเชิงสมั บูรณ์( 2Abs)คานวณจากสูตร Brennan(2001)
โดยใช้โปรแกรมสาเรจ็ รปู G-String

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 263

- สมั ประสทิ ธิ์การสรปุ อ้างอิงสาหรับการตัดสินใจเชิงสมั พัทธ์ ( 2 )คานวณจากสูตร Brennan (2001)โดย
ใช้โปรแกรมสาเรจ็ รูป G-String

ผลการวิจัย
1. ผลการสร้างแบบประเมินทักษะการช่วยเหลือตนเองของเด็กท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา โดยประยุกต์ใช้การ
ประเมินตามสภาพจริง และทฤษฎีการสรุปอ้างอิงความน่าเช่ือถือของผลการวัดผลการสร้างแบบประเมินทักษะการช่วยเหลือ
ตนเองของเดก็ ปฐมวัยท่ีมคี วามบกพร่องทางสตปิ ัญญา เป็นเครือ่ งมือท่มี ี 4 ทักษะ โดยมจี านวนรายการประเมิน 25 รายการ มี
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนแบบรูบรคิ แยกองค์ประกอบ แบ่งเกณฑ์การประเมนิ ออกเป็น 4 ระดบั ซง่ึ แบบประเมินทักษะการช่วยเหลือ
ตนเองของเด็กปฐมวัยท่ีมคี วามบกพร่องทางสตปิ ัญญาท่ีไดเ้ ปน็ เครื่องมือที่ประเมินจากสภาพการปฏบิ ัติจรงิ

ตวั อย่างเครื่องมือ

คาชแี้ จง ใส่คะแนนตามระดบั การประเมนิ ทส่ี ังเกตไดใ้ นชอ่ งคะแนน

ลาดบั รายการประเมิน ระดับการประเมิน(เกณฑก์ ารให้คะแนน) คะแนน

3 2 10

ทักษะการแต่งตวั

1. นักเรียนสามารถถอดถุง สามารถถอดถงุ สามารถถอดถุง สามารถถอด ไมส่ ามารถ

เท้าได้ เทา้ ไดด้ ้วยตนเอง เทา้ ได้ 1ข้างดว้ ย ถุงเทา้ ได้โดยมี ถอดถุงเท้าได้

ทั้ง 2 ขา้ ง โดยไมม่ ี ตนเอง หรอื ถอด คนช่วยดงึ

คนชว่ ยเหลอื ได้ท้ัง 2ข้างโดยมี

คนคอยบอก

2. นักเรียนสามารถสวมถุง สามารถสวมถงุ เทา้ สามารถสวมถุง สามารถสวม ไม่สามารถ

เท้าได้ ได้ดว้ ยตนเอง ท้งั เทา้ ได้ 1ขา้ งด้วย ถุงเท้าไดโ้ ดยมี สวมถุงเทา้ ได้

2 ขา้ ง โดยไมม่ คี น ตนเอง หรอื สวม คนช่วยดงึ

ชว่ ยเหลือ ไดท้ ง้ั 2ขา้ งโดยมี

คนคอยบอก

3. นักเรียนสามารถถอด สามารถถอด สามารถถอด สามารถถอด ไม่สามารถ

รองเท้าแบบตดิ แถบได้ รองเทา้ แบบตดิ รองเทา้ แบบตดิ รองเทา้ แบบ ถอดรองเทา้

แถบได้ดว้ ยตนเอง แถบได้ 1ข้างด้วย ตดิ แถบไดโ้ ดย แบบตดิ แถบ

ท้ัง 2 ขา้ ง ตนเอง หรอื ถอด มีคนชว่ ยจบั ได้

ไดท้ ั้ง 2ขา้ งโดยมี

คนคอยบอก

2. ผลการตรวจสอบคณุ ภาพของแบบประเมนิ ทกั ษะการชว่ ยเหลือตนเองของเด็กทีม่ คี วามบกพรอ่ งทางสติปญั ญา โดย
ประยุกต์ใชก้ ารประเมินตามสภาพจรงิ และทฤษฎีการสรุปอ้างอิงความนา่ เชื่อถือของผลการวดั

2.1 ผลการวิเคราะห์ค่าความเท่ียงตรงเชิงเน้ือหาของแบบประเมินทักษะการช่วยเหลือตนเองของเด็กที่มี
ความบกพรอ่ งทางสติปญั ญา โดยพิจารณาค่าดัชนีความสอดคลอ้ ง (IOC) พบว่าแบบประเมนิ ที่ใช้ในการวัดทักษะการช่วยเหลือ
ตนเองของเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาที่ผ่านการพิจารณาท้ัง 4 ทักษะ มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ตั้งแต่0.20 ถึง 1.00
ซง่ึ ผวู้ ิจัยคัดเลือกรายการประเมนิ ท่ีมีดัชนีความสอดคล้องท่ยี อมรบั ได้ตอ้ งมีคา่ ตัง้ แต่ 0.50 ขึ้นไปรวมท้ังฉบบั 25 ขอ้ ซึ่งมคี ่าดชั นี
ความสอดคล้องอยู่ตงั้ แต่0.80 ถงึ 1.00

2.2 ผลการวิเคราะห์หาอานาจจาแนกของแบบประเมนิ ทักษะการช่วยเหลือตนเองของเดก็ ท่มี คี วามบกพรอ่ ง
ทางสติปัญญาพบว่า แบบประเมินทักษะการช่วยเหลือตนเองของเด็กที่มคี วามบกพรอ่ งทางสติปัญญา จานวน25ข้อ มีค่าอานาจ
จาแนกรายข้อตงั้ แต่ 0.182ถงึ 0.852 และสรปุ แยกเปน็ รายทักษะไดด้ ังตาราง 1

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 264

ตาราง 1 อานาจจาแนกของแบบประเมินทักษะการช่วยเหลอื ตนเอง

ทักษะการชว่ ยเหลอื ตนเอง จานวนข้อ คา่ อานาจจาแนก
0.182 – 0.812
ทักษะการแตง่ ตวั 11 ข้อ 0.278 – 0.558
0.640 – 0.831
ทกั ษะการรับประทานอาหาร 4 ขอ้ 0.546 – 0.852
0.182 - 0.852
ทกั ษะการดูแลอนามยั ตนเอง 6 ขอ้

ทกั ษะการดแู ลสุขภาพและความปลอดภัยในชีวิตประจาวนั 4 ข้อ

ทงั้ ฉบบั 25 ข้อ

2.3 ผลการวิเคราะห์หาค่าความเชื่อม่ันแบบความสอดคล้องภายในท่ีได้จากสูตรสัมประสิทธ์ิแอลฟา (  -

Coefficient) ของครอนบาค (Cronbach)พบวา่ แบบประเมินทกั ษะการช่วยเหลอื ตนเองของเด็กที่มคี วามบกพรอ่ งทางสตปิ ัญญา

มคี า่ ความเชื่อม่ันรายทกั ษะต้ังแต่ 0.773ถงึ 0.918 และ มคี า่ ความเชื่อมั่นของแบบประเมนิ ทักษะการช่วยเหลอื ตนเองของเดก็ ท่ี

มคี วามบกพร่องทางสตปิ ญั ญา ทง้ั ฉบบั มคี ่าเท่ากบั 0.943ดังตาราง2

ตาราง 2 ความเช่อื ม่ันแบบความสอดคล้องภายในโดยใช้คา่ สมั ประสิทธิแ์ อลฟาของครอนบาค

ทกั ษะการช่วยเหลอื ตนเอง จานวนข้อ ค่าความเชือ่ มั่น
0.868
ทกั ษะการแต่งตวั 11 ขอ้ 0.773
0.918
ทักษะการรับประทานอาหาร 4 ขอ้ 0.814
0.943
ทกั ษะการดูแลอนามยั ตนเอง 6 ข้อ

ทักษะการดแู ลสขุ ภาพและความปลอดภัยในชวี ิตประจาวนั 4 ขอ้

ท้ังฉบับ 25 ข้อ

2.4 ผลการวิเคราะห์หาค่าความเช่ือม่ันแบบความสอดคล้องระหว่างผู้ประเมินท่ีได้จากค่าดัชนีความ

สอดคล้องระหว่างผู้ประเมิน (Rater Agreement Index: RAI)พบว่า ค่าดัชนีความเชื่อม่ันของผู้ประเมินจานวน 3 คน ทาการ

ประเมินทกั ษะการชว่ ยเหลอื ตนเองของเดก็ ที่มคี วามบกพรอ่ งทางสติปญั ญา ได้ค่าดชั นคี วามสอดคล้องของผู้ประเมนิ เป็น 0.75

2.5 ผลการวิเคราะห์หาค่าความน่าเช่ือถือของผลการวัดโดยใช้ค่าสัมประสิทธ์ิการสรุปอ้างอิง(G –

Coefficient) จากทฤษฎีการสรุปอา้ งอิงความน่าเช่ือถือของผลการวัด พบว่าค่าสัมประสทิ ธิ์การสรุปอา้ งอิงตัดสินใจเชงิ สมั บูรณ์
 และสัมประสิทธิ์การสรุปอ้างอิงตัดสินใจเชิงสัมพัทธ์  
2 2 ตามทฤษฎีการสรุปอ้างอิงความน่าเช่ือถือของผลการวัด
Äbs Re l
ผู้วิจัยทาการวิเคราะห์ข้อมูลจานวน 25 ข้อท่ีมีครูเป็นผู้ประเมิน จะได้ ค่าสัมประสิทธิ์การสรุปอ้างอิงตัดสินใจเชิงสัมบูรณ์
ปสัมระปRA22เebรมlsะินสเแิททจละ่าธะกไ์ิกสดบัาัม้ รคป0ส่าร.ร8สะุป9เัมสม6อปทิ ื่แอ้ารธลงผะก์ิ อะู้ปสาิงริ0ทกตส.ธคัด9ริ์ก4รสุปา3อินอรงใา้ตสเจงารปอเมุปช็นิงลิองตผาส้าดั ู้ปดงัมสับอรพนิ ิงดะัทใตงัเจธมัดตเ์ชิาสนริงินสาจใR2งมัจะeพlเ3ไชดัทิงเ้ธทสค์ ัม่า่ากบสับRู2รัมeณlป0์.ร8เะท4ส8า่A2กิแbทsบัลธะิ์กแ0าล.09ระ.29สส20รัม3ุแปปลตอระาะ้ามสง0ลอิท.9ิางธ5ดต์ิก5ัับดารตแสสาลินมระใุปลเจมอาเด่ือ้าชับงคิงอสริงูัแมตลบัดะูรสผณินู้ปใ์ กจคเชรA2ิงอbสsงัมเปพแ็นัทลผธะ์ู้

ตาราง 3 ความน่าเช่ือถือของผลการวัดโดยใช้ค่าสัมประสิทธิก์ ารสรปุ อา้ งองิ

G-STUDY EFFECT ครู ผ้ปู ระเมิน ครูและผู้ปกครอง
2 ผปู้ กครอง
2 0.319 0.212
2 0.015 0.160 0.013
0.027 0.017 0.024
0.029

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 265

D-STUDY
CCooeef.fG.G. .areblsaotlivueteR2Ae2lbs
0.955 0.903 0.943
0.922 0.848 0.896

สรุปผลการวิจัย

1. ผลการสร้างแบบประเมินทักษะการช่วยเหลือตนเองของเด็กปฐมวัยที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา โดย

ประยกุ ตใ์ ชก้ ารประเมินตามสภาพจรงิ และทฤษฎกี ารสรปุ อา้ งอิงความนา่ เชื่อถอื ของผลการวัดจะได้แบบประเมนิ ที่แบ่งออกเป็น

4 ทักษะ จานวน25 ข้อ มีเกณฑ์การให้คะแนนแบบรูบริคแยกองค์ประกอบ แบ่งเกณฑ์การประเมินออกเป็น 4 ระดับ ซ่ึงแบบ

ประเมินทักษะการชว่ ยเหลอื ตนเองของเดก็ ปฐมวยั ที่มคี วามบกพรอ่ งทางสติปัญญาทีไ่ ดเ้ ป็นแบบประเมนิ ท่ปี ระเมนิ จากสภาพการ

ปฏบิ ตั จิ รงิ

2. ผลการตรวจสอบคุณภาพของแบบประเมินทักษะการช่วยเหลือตนเองของเด็กท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา

พบวา่ แบบประเมนิ มคี วามเท่ียงตรงตามเน้ือหาโดยใชก้ ารประเมนิ จากผเู้ ช่ียวชาญซึ่งพบว่ามคี ่าดชั นคี วามสอดคล้อง (IOC) รายขอ้

ต้ังแต่ 0.80 – 1.00 มีค่าอานาจจาแนกตั้งแต่ 0.182 - 0.852ความเช่ือมั่นแบบสอดคล้องภายในโดยใช้การหาค่าสัมประสิทธ์ิ

แอลฟาครอนบาคเท่ากบั 0.943 ค่าดชั นีความสอดคล้องระหว่างผูป้ ระเมิน (Rater Agreement Index: RAI) เท่ากับ 0.75 และ

มีความน่าเช่ือถือของผลการวัดท่ีได้จากค่าสัมประสิทธิ์การสรุปอ้างอิงความน่าเช่ือถือของผลการวัด (G – Coefficient) ค่า
   
สัมประสิทธิ์การสรุปอ้างอิงตัดสินใจเชิงสัมบูรณ์ 2 s และสัมประสิทธิ์การสรุปอ้างอิงตัดสินใจเชิงสัมพัทธ์ 2 l เม่ือครู
Ab Re
ผ้ปู กครอง และครู-ผปู้ กครอง เปน็ ผู้ประเมินเท่ากบั 0.922 และ 0.955 , 0.848 และ 0.903 ,0.896 และ 0.943 ตามลาดบั

อภปิ รายผล
ผลจากการวจิ ยั มีประเด็นสาคัญทน่ี ามาอภิปราย ดงั นี้
การตรวจสอบคุณภาพของแบบประเมินทักษะการช่วยเหลือตนเองของเด็กท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา โดย
ประยุกตใ์ ชก้ ารประเมินตามสภาพจรงิ และทฤษฎีการสรุปอ้างอิงความน่าเชื่อถอื ของผลการวัด เพือ่ ใหแ้ บบวัดสามารถทาหนา้ ท่ี
ได้อย่างเท่ียงตรงตามลักษณะท่ีต้องการวัดการตรวจสอบคุณภาพของแบบประเมินจึงมีความสาคัญ จากการตรวจสอบคุณภาพ
ในด้านต่างๆ จะพบว่า มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) รายข้อ มีค่าต้ังแต่0.80 – 1.00 ค่าอานาจจาแนกรายข้ออยู่ต้ังแต่
0.182 ถึง 0.852 และมีความเชื่อมั่นแบบสอดคล้องภายในโดยใช้การหาค่าสัมประสทิ ธิ์แอลฟาของครอนบาครายทักษะตง้ั แต่
0.773 ถึง 0.918 และทั้งฉบับ มีค่าเท่ากับ 0.943 แบบประเมินมีค่าความเช่ือม่ันค่อนข้างสูง ที่เป็นเช่นน้ีเพราะ แบบประเมิน
ดังกล่าวผ่านการวิเคราะห์มาจากเอกสารทางด้านทักษะการช่วยเหลือตนเองทางด้านการสอนเด็กปฐมวัย และพัฒนาการของ
เด็กปฐมวัย นอกจากนี้ยังได้ข้อมูลมาจากการสัมภาษณ์ผู้ที่ปฏิบตั ิงานจรงิ และสามารถเหน็ พฤตกิ รรมของเด็กได้อยา่ งแท้จรงิ จึง
ทาให้ผลการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาจากผู้เช่ียวชาญมีค่าที่สูง ซึ่งสอดคล้องกับ ล้วน สายยศและอังคณา สายยศ
(2539) ซึ่งระบุไว้ว่า การพิจารณาค่า IOC น้ี จะต้องมีค่ามากกว่าหรือเท่ากับ 0.5 จึงจะถือว่าวัดได้สอดคล้องกัน จะทาให้แบบ
ประเมินท่ีได้มีคุณภาพและประสพชัย พสุนนท์(2557)ท่ีระบุไว้ว่าค่าสัมประสิทธ์ิของความสอดคล้องภายใน (Coefficient of
Internal Consistency) หากมีค่าความสอดคล้องมาก จะทาให้ค่าสัมประสิทธิ์สูงตามไปด้วย น่ันคือรายการประเมินในแบบ
ประเมินวัดในประเด็นเดียวกัน อีกทั้งค่าดชั นีความสอดคล้องระหว่างผู้ประเมิน (Rater Agreement Index: RAI) เท่ากับ 0.75
ทเ่ี ป็นเช่นนเ้ี พราะ ผู้ประเมินซึ่งเป็นครูการศึกษาพเิ ศษทง้ั 3 ท่านประเมินไดส้ อดคลอ้ งกนั ทาให้คา่ ดัชนคี วามสอดคล้องระหว่างผู้
ประเมินมีค่าท่ีสูง ซง่ึ สอดคลอ้ งกับ สรุ ชยั มีชาญ (2547) ได้เสนอวา่ ค่าดัชนีความสอดคล้องกันของคะแนนท่ีได้จากผูป้ ระเมิน 2
คน หรือมากกว่า โดยดัชนีน้ีจะมีค่าตั้งแต่ 0 - 1 เม่ือใดที่มคี ่าเข้าใกล้ 1 แสดงว่าผู้ประเมินสามารถให้คะแนนไดอ้ ยา่ งสอดดคลอ้ ง
กนั สงู
การวิเคราะห์หาความนา่ เชื่อถือของผลการวดั ทไ่ี ดจ้ ากค่าสัมประสิทธิ์การสรุปอา้ งอิงความนา่ เช่ือถือของผลการวัด (G
– Coefficient) ค่าสมั ประสิทธก์ิ ารสรุปอ้างอิงตดั สินใจเชงิ สมั บูรณ์   และสัมประสทิ ธิ์การสรุปอ้างอิงตดั สินใจเชงิ สัมพัทธ์
  เม่ือครู ผปู้ กครอง และครู-ผูป้ กครอง เป็นผปู้ ระเมินเท่ากบั 2
Abs
0.922 และ 0.955, 0.848 และ 0.903 ,0.896 และ 0.943
2 l
Re
ตามลาดับความน่าเช่ือถือของผลการวัดที่ได้จากค่าสัมประสิทธ์ิการสรุปอ้างอิงความน่าเช่ือถือของผลการวัดมีค่าท่ีสูงในแต่ละผู้
ประเมิน ท่ีเป็นเช่นนี้เพราะคุณลักษณะท่ีผู้วิจัยมุ่งวัดมีความเก่ียวข้องสัมพันธ์ ผลการประเมินจากเคร่ืองมือมีความสอดคล้อง
สัมพนั ธ์กนั ไม่วา่ จะเป็นครูหรอื ผูป้ กครองเป็นผปู้ ระเมิน ซ่ึงสอดคลอ้ งกับการศึกษาวเิ คราะหค์ วามนา่ เชื่อถือของผลการวดั จะทา
ให้ได้ผลการประเมินท่ีมีความน่าเชื่อถือ หรือมีความเชื่อม่ันถึงระดับที่ต้องการ (ศิริชัย กาญจนวาสี.2555) และค่าสัมประสิทธิ์
การสรุปอา้ งองิ ตัดสินใจเชงิ สัมบูรณ์   และสัมประสทิ ธ์ิการสรุปอ้างอิงตัดสินใจเชิงสมั พทั ธ์  เม่ือครูเป็นผปู้ ระเมินได้
2 2 l
Abs Re

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 266

คา่ ท่ีสูงที่สุดจะเห็นได้ว่าค่าความแปรปรวนของแบบประเมินมีค่าที่น้อยท่ีสุดที่เป็นเช่นนี้เพราะเกณฑ์การประเมินมีความชัดเจน
ผา่ นการตรวจสอบคุณภาพในด้านต่างๆ ซึ่งสอดคล้องกับ สุวิมล กฤชคฤหาสน์ (2015) ได้กลา่ วไว้ว่า เม่ือนักวิจัยทราบถึงแหล่ง
ความคลาดเคลือ่ นจึงสามารถออกแบบการวดั เพื่อควบคมุ แหล่งความคลาดเคลื่อนได้ตรงประเด็นอีกท้ังยงั สรปุ อ้างอิงจากคะแนน
ทสี่ งั เกตไดไ้ ปยงั คะแนนเฉลี่ยของผ้ถู กู ประเมินท่ีควรจะได้ภายใต้สถานการณห์ รือเง่ือนไขของการวดั ที่ยอมรับได้
ข้อเสนอแนะ

ขอ้ เสนอแนะทั่วไป
1. การใชแ้ บบประเมนิ ผู้ใช้ควรทาความเข้าใจรายการประเมิน เกณฑ์ทใ่ี ชใ้ นการประเมนิ ท้ังนี้อาจพจิ ารณาถึงบรบิ ท
ในแตล่ ะโรงเรยี นดว้ ย
2. บุคคลท่จี ะเป็นผู้ประเมินต้องเป็นผ้ทู ่มี คี ุณสมบัตติ ามเกณฑท์ ่ีกาหนด
3. ในการพิจารณาสถานการณ์ในการประเมินควรพิจารณาความน่าเชอ่ื ถือของผลการวัดเป็นสาคัญ ทั้งนี้ใช้ครูเป็นผู้
ประเมนิ หลกั เน่ืองจากคา่ ความน่าเชื่อถอื ของผลการวดั เมื่อเทียบกบั ผปู้ ระเมนิ อ่ืนมีคา่ ท่ีสงู กวา่
4. นาผลที่ได้จากการนาแบบประเมินไปใช้นามาจัดทาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล(IEP) เพ่ือจัดทาแผนพัฒนา
การศึกษาของเด็กในกลุ่มที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาของโรงเรียนและนาผลไปสู่ระดับนโยบายของสานักการศึกษา
กรุงเทพมหานครตอ่ ไปในอนาคต
ข้อเสนอแนะในการวิจยั คร้ังต่อไป
1.การวิจยั ครัง้ น้ี ประชากรเป็นเดก็ ปฐมวัยทีม่ คี วามบกพรอ่ งทางสติปัญญาในโรงเรยี นสังกดั กรงุ เทพมหานคร ดังนน้ั ควร
ทาการวจิ ัยกับประชากรในสังกัดสานกั งานคณะกรรมการศึกษาข้ันพื้นฐาน หรือสงั กดั เอกชน เพ่ือให้ได้แบบประเมินท่เี หมาะสม
กับบรบิ ทของเด็กในสังกัดอ่นื ต่อไป
2.ควรพัฒนาแบบประเมินทักษะการช่วยเหลือตนเองที่เหมาะสมกับกลุ่มเด็ กท่ีมีความต้องการพิเศษกลุ่มอื่น
นอกเหนือจากกลมุ่ ทีม่ ีความบกพร่องทางสติปัญญา เพอ่ื ให้ไดแ้ บบประเมนิ ทม่ี คี วามเหมาะสมกับกลุ่มเด็กท่มี ีความต้องการพิเศษ
กลุม่ อน่ื ต่อไป
เอกสารอ้างอิง
กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ. (2548). หลักสูตรการศกึ ษาปฐมวัย พุทธศกั ราช 2546. กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พ์คุรุ
สภาลาดพรา้ ว.
กระทรวงศึกษาธกิ าร. (2542). พระราชบัญญตั กิ ารศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542. กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พค์ รุ สุ ภาลาดพร้าว.
กติ ติ กิตตศิ พั ท์.(2547). การประเมนิ ผลตามสภาพจรงิ . วารสารโรงเรียนทหารเรือ, 4(4), 1-13, ตุลาคม - ธันวาคม.
กลุ ยา ก่อสวุ รรณ. (2553). ภาวะบกพร่องทางสติปัญญา. กรงุ เทพมหานคร: มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ.
ประสพชัย พสนุ นท์. (2557). ความเชอ่ื ม่นั ของแบบสอบถามในการวิจยั เชิงปรมิ าณ. วารสารปาริชาต มหาวิทยาลยั ทกั ษณิ , ปีท่ี
27 ฉบับที่ 1 เม.ย. – ก.ย. 2557.
ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. (2539). เทคนิคการวดั ผลการเรยี นรู้. กรุงเทพมหานคร: สวุ รี ิยาสาส์น.
ศริ ชิ ยั กาญจนวาส.ี (2555). ทฤษฎกี ารทดสอบแนวใหม.่ กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พ์แหง่ จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั .
ศูนย์พัฒนศึกษาแห่งประเทศไทย ทบวงมหาวิทยาลยั . (2529). ค่มู อื การจดั การเรยี นร่วม. นนทบรุ ี: โรงพิมพ์
มหาวิทยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธิราช.
สานกั นเิ ทศและพฒั นามาตรฐานการศึกษา. (2542). แนวทางการประเมินตามสภาพจรงิ . กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พ์ครุ ุ
สภาลาดพรา้ ว.
สรุ ชยั มีชาญ. (2547). ดชั นคี วามสอดคล้องระหว่างผ้ปู ระเมนิ . วารสารสงขลานครินทร์ ฉบับสงั คมศาสตรแ์ ละมนุษย์
ศาสตร์, ปที ี่ 10 ฉบับท่ี 2 พ.ค. - ส.ค. 2547.
สุวิมล กกฤชคฤหาสน์. (2015). ทฤษฎกี ารสรุปอา้ งอิงความนา่ เชื่อถือของผลการวัด. สารานุกรมศกึ ษาศาสตร์ คณะ
ศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวโิ รฒ,ฉบับท่ี 50 เมษายน 2558.
Anastasios, P., &Efthymia, G. (2017).Parental Perceptions about Children's Authentic Assessment and the
Work Sampling System's implementation. International Journal of Assessment Tools in Education, 4(2).
Brennan, R. L. (2001). Generalizability theory. New York: Springer-Verlag
Stephens, K. (2018). Self- Help Skills and Chores Build Children’s Identity and Confidence. Retrieved
April 23, 2018, from www.ParentingExchange.com

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 267

การศึกษาอตั ลักษณ์ดา้ นทกั ษะสอื่ สาร ของนสิ ติ หลกั สตู รการศึกษาบณั ฑิต มหาวทิ ยาลัยศรนี ครินทรวิโรฒ
STUDY OF IDENTITIES OF COMMUNICATION SKILLS OF STUDENTS IN BACHELOR OF EDUCATION,

SRINAKHARINWIROT UNIVERSITY

กรร คลา้ ยสังข,์ จตพุ ล ยงศร, จักรกฤษณ์ โปณะทอง
E-mail: [email protected]

บทคัดยอ่
การวิจัยคร้ังน้ีมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความคิดเห็นของนิสิตหลักสูตรการศึกษาบัณฑิตท่ีมีต่ออัต

ลกั ษณ์ด้านทักษะส่อื สาร ของนิสิตหลักสตู รการศึกษาบัณฑิต มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวิโรฒ ใน 3 ด้าน ได้แก่ ความสามารถใน
การใช้ภาษาสื่อสารได้เข้าใจชัดเจน (Language) ความสามารถในการถ่ายทอดข้อมูล/ความรู้ (Teaching) และความสามารถใน
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพอ่ื การสื่อสาร (Information Communication Technology: ICT) จาแนกตาม เพศ ชั้นปี คณะ
และผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ในปีการศึกษา 2561 กลุ่มตัวอย่างมีจานวน 353 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม
แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จานวน 29 ข้อ ซ่ึงมีค่าความเชื่อม่ันเท่ากับ 0.951 สถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่
ค่าความถ่ี ค่าร้อยละ ค่าคะแนนเฉล่ีย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ค่าความแปรปรวนแบบทางเดียว และการ
ทดสอบเปน็ รายคู่ ในกรณีทม่ี ีความแตกต่างอยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถติ ิโดยใช้วิธขี องเชฟเฟ่ (Scheffe’ s Method)

ผลการวิจัยพบว่า 1.) นิสิตหลกั สูตรการศึกษาบณั ฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครนิ ทรวิโรฒ มคี วามคดิ เหน็ เกี่ยวกบั อตั ลักษณ์
ด้านทักษะสื่อสาร โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2.) นิสิตหลักสูตรการศึกษาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒท่ีมี
เพศต่างกัน มีความคดิ เห็นต่ออตั ลักษณ์ด้านทักษะส่ือสาร มหาวทิ ยาลัยศรีนครินทรวิโรฒโดยรวมและด้านความสามารถในการ
ถา่ ยทอดข้อมูล/ความรู้ (Teaching) แตกต่างกัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนด้านอ่ืนๆ ไม่พบความแตกต่าง 3.)
นิสิตหลักสูตรการศึกษาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒชั้นปีต่างกัน มีความคิดเห็นต่ออัตลักษณ์ด้านทักษะส่ือสาร
โดยรวมและเป็นรายดา้ น แตกต่างกนั อยา่ งมนี ยั สาคญั ทางสถิตทิ ี่ระดบั 0.05 4.) นิสิตหลกั สูตรการศกึ ษาบัณฑติ มหาวิทยาลัยศรี
นครินทรวิโรฒคณะวิชาต่างกนั มคี วามคิดเห็นต่ออตั ลักษณด์ า้ นทกั ษะสอื่ สาร มหาวทิ ยาลยั ศรีนครนิ ทรวิโรฒโดยรวม และในด้าน
ความสามารถในการใช้ภาษาสื่อสารได้เข้าใจชัดเจน (Language) และด้านความสามารถในการถ่ายทอดข้อมูล/ความรู้
(Teaching) แตกต่างกัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนด้านความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพ่ือการ
ส่ือสาร (Information Communication Technology: ICT) ไม่พบความแตกต่าง 5.) นิสิตหลักสูตรการศึกษาบัณฑิต
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นตา่ งกัน มีความคิดเห็นตอ่ อตั ลักษณด์ ้านทกั ษะสอ่ื สาร มหาวทิ ยาลัยศรนี คริ
นทรวิโรฒโดยรวม และในด้านความสามารถในการใช้ภาษาส่อื สารไดเ้ ขา้ ใจชัดเจน (Language) แตกตา่ งกัน อย่างมนี ยั สาคญั ทาง
สถิติท่ีระดบั 0.05 ส่วนดา้ นอื่นๆ ไมพ่ บความแตกต่าง
คาสาคญั : ทักษะส่ือสาร, อัตลกั ษณ,์ หลักสูตรการศึกษาบณั ฑติ

Abstract
This research is aimed at To study and compare the opinions of graduate education curriculum

students on communication skills Of graduate education program students Srinakharinwirot University in 3
areas, namely the ability to use communication language to understand clearly (Language) the ability to
transfer information / knowledge (Teaching Communication) and the ability to use information technology
for communication (ICT). According to gender, class, year, faculty and learning achievement in the academic
year 2018. The sample group consisted of 353 people. The research instrument was a scale-scale
questionnaire. The 5 at the level of 29, which deals with the reliability of 0.951 statistics used to analyze
data were frequency, percentage points on average. Standard deviation One-way analysis of variance And
testing in pairs In the case of statistically significant differences using the Scheffe ’s Method

The results of the research were as follows: 1. ) Graduate education students Srinakharinwirot
University Have opinions about communication skills Overall and each aspect is at a high level. 2.) Graduate

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 268

education program students Srinakharinwirot University with different gender Have opinions on communication
skills Srinakharinwirot University Overall and the ability to transfer information / teaching is different with
statistical significance at the level of 0.05. No differences found. 3.) Graduate Education Program Students
Srinakharinwirot University, different year Have opinions on communication skills Overall and each aspect was
significantly different at the level of 0.05. 4.) Graduate education program students Srinakharinwirot University,
Faculty of different subjects Have opinions on communication skills Srinakharinwirot University as a whole and
in terms of the ability to use language to communicate clearly (Language) and the ability to transfer information/
teaching (Teaching) is different with statistically significant at the level of 0.05. In using Information Communication
Technology (ICT). There is no difference. 5.) Graduate Education Program Students Srinakharinwirot University,
different learning achievement Have opinions on communication skills Srinakharinwirot University as a whole and
in terms of the ability to use the language to communicate clearly (Language) are different with statistical
significance at the level of 0.05. No differences
Keywords: Identities,Communication Skills, Bachelor Of Education

บทนา
การสร้างครูที่มีคุณภาพเป็นส่ิงสาคัญอยา่ งยิ่งในการพัฒนาการศึกษา เพราะครูเป็นผู้สร้าง บุคลากรทุกสาขาอาชีพ ครู

เป็นบุคคลสาคัญที่มหี น้าท่ีรวบรวมองค์ความรู้ต่าง ๆ มาถ่ายทอดให้ ลูกศิษยไ์ ด้รบั ความรู้จากการเรียนการสอนในโรงเรยี น และ
ออกแบบการเรียนรใู้ ห้ลูกศิษย์ (วิจารณ์ พานิช, 2555) จากปัญหาที่ครตู ้องมีเทคนิควิธีการสอนให้เหมาะกับผเู้ รยี นในศตวรรษที่
21 ที่มี คุณลักษณะแตกต่างจากศตวรรษท่ีผ่านมา คือมีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ เพ่ืออานวย ความสะดวกใน
ชีวิตประจาวัน เช่น เทคโนโลยีเพื่อการติดต่อสื่อสาร ส่ือสังคม (social media) ผ่าน ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตด้วย
คอมพวิ เตอรแ์ บบต่าง ๆ รวมไปถึงอุปกรณ์สื่อสารแบบพกพารปู แบบ ใหม่ ๆ ที่ทันสมัย และสามารถคน้ หาข้อมูลข่าวสารได้ด้วย
ความรวดเร็ว ล้วนแล้วแต่สามารถประยุกต์ ใช้ในการเรียนการสอนได้ท้ังส้ิน หรือเรียกว่า เทคโนโลยีเพ่ือการศึกษา ซ่ึงได้มีการ
กาหนดมาตรฐาน ผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 (The International Society for Technology in Education, Online, 2007)
สรปุ เป็นหัวข้อท่ีสาคัญ ได้แก่ การมีความคิดสร้างสรรค์ และพัฒนานวัตกรรม การสื่อสารและการทางานร่วมกันกับผู้อื่น ความ
คล่องแคลว่ วอ่ งไวในการค้นคว้าหาข้อมูลสารสนเทศ การคิดอย่างมีวจิ ารณญาณ การคิดแก้ปัญหา และการคิดตดั สนิ ใจ การเป็น
ประชากรดิจทิ ลั และการดาเนนิ การดา้ นเทคโนโลยีและหลกั การ

ช่วงวัยนิสิตนักศึกษาเป็นช่วงที่บุคคลกาลังค้นหาอัตลักษณ์ตัวเอง (Chickering อ้างถึงในสุภัชฌาน์ ศรีเอี่ยม, 2554)
ในช่วงท่ีแสวงหาอัตลักษณ์นั้น นิสิตนักศึกษาอาจเรียนรู้จากประสบการณ์ สภาพแวดล้อม และบุคคลรอบข้าง ส่ิงเหล่าน้ีอาจ
ก่อให้เกิดความไม่แน่ใจ และเกิดปัญหาในการสร้างอัตลักษณ์ เพราะขาดผู้แนะนา แนวทางที่ถูกต้อง และมีความสับสนในการ
รบั รู้อตั ลักษณ์ตนเอง (สมร ทองดี อ้างถึงในสุภชั ฌาน์ ศรเี อี่ยม, 2554) ความสบั สนและไม่แน่ใจส่งผลตอ่ เป้าหมายในอนาคต การ
เลอื กอาชีพ และความสมั พันธ์กับบคุ คลอนื่ ๆ (Chickering อา้ งถึงในสุภชั ฌาน์ ศรีเอย่ี ม, 2554)

และจากพื้นฐานอัตลักษณ์นิสิต 9 ประการของมหาวทิ ยาลัยศรนี ครินทรวิโรฒ น้ัน ในปีการศึกษา 2554 ด้วยที่ประชุม
สภามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เม่ือวันที่ 13 กันยายน 2554 มีมติเกย่ี วกบั การประกันคุณภาพการศึกษาประจาปีการศึกษา
2554 ในประเด็นที่เก่ียวกับอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลยั โดยท่ีประชุมสภามหาวทิ ยาลยั ให้ความเห็นชอบกับตัวบ่งชอ้ี ัตลักษณ์ของ
มหาวิทยาลัย และกาหนดให้อัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัย คือ อัตลักษณ์นิสิตท่ีมหาวิทยาลัยให้ความสาคัญ ได้แก่ “มีทักษะ
ส่ือสาร” ที่ครอบคลุมทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ความสามารถในการใช้ภาษาส่ือสารได้เข้าใจชัดเจน (Language) ความสามารถในการ
ถ่ายทอดข้อมูล/ความรู้ (Teaching) และความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพ่ือการสื่อสาร (Information
Communication Technology: ICT) อันมาจากรากฐานของ “ความเป็นครู” ซึ่งผลการบริหารสถาบันให้เกิดอัตลักษณ์จะ
เกิดข้ึนเม่ือผู้บริหารคณาจารย์ และบุคลากรมุ่งส่งเสริม ผลักดัน และสร้างโอกาสให้นิสิตได้พัฒนาตนเองให้ “มีทักษะสื่อสาร”
พร้อมร่วมเป็นต้นแบบในการ “มีทักษะสื่อสาร” ท่ีดี และผลการพัฒนาบัณฑิตตามอัตลักษณ์นั้นจะเกิดขึ้นเม่ือนิสิตและบัณฑิต
พัฒนาตนเองให้ “มีทักษะสื่อสาร” ครอบคลุมทั้ง 3 ด้าน (Language, Teaching and ICT) พร้อมท้ังพัฒนาตนเองให้“มีทักษะ
สอื่ สาร” ที่ดเี ป็นที่ยอมรับในระดับชาตหิ รือนานาชาตติ อ่ ไป (มหาวทิ ยาลัยศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ 2554:. 45)

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 269

จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยยังไม่พบการศึกษาเกี่ยวกับอัตลักษณ์ครูในด้านทักษะส่ือสาร ที่ผู้วิจัยเสนอข้างต้น
ผูว้ จิ ัยจงึ สนใจทีจ่ ะศึกษาว่านสิ ิตหลกั สตู รการศกึ ษาบณั ฑติ มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวิโรฒ มีความคาดหวังและมกี ารปฏบิ ัตจิ ริงใน
เรื่องอัตลักษณ์ด้านทักษะส่ือสารอย่างไร ซึ่งก็คือการประเมินความต้องการจาเป็น ผลท่ีได้จากการประเมิน จะเป็นสารสนเทศที่
จะนาไปใช้ในการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาของครูต่อไปและด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ผู้วิจัยมีความหวังว่า เพื่อให้บรรลุ
เจตนารมณ์ของการกาหนดอัตลักษณ์นิสิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ด้านการมีทักษะสื่อสาร จึงควรมีการศึกษาอัตลักษณ์
นิสิตหลักสูตรการศึกษาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ด้านทักษะส่ือสาร โดยศึกษาความคิดเห็นของนิสิตหลักสูตร
การศึกษาบัณฑิตที่มีต่ออัตลักษณ์ด้านทักษะสื่อสาร ของนิสิตหลักสูตรการศึกษาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ใน 3
ด้าน ได้แก่ ความสามารถในการใช้ภาษาสื่อสารได้เข้าใจชัดเจน (Language) ความสามารถในการถ่ายทอดข้อมูล/ความรู้
(Teaching) และความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพ่ือการสื่อสาร (Information Communication Technology:
ICT) อันมาจากรากฐานของ “ความเป็นครู” เพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพของนิสิตตามความคาดหวังของมหาวิทยาลัย
และเพอ่ื ให้นสิ ิตมีคณุ ลักษณะทีพ่ ึงประสงค์ตามความต้องการของสงั คม
ดงั นนั้ ผู้วิจยั จึงมีความสนใจทจ่ี ะศกึ ษาความคิดเหน็ อตั ลกั ษณ์ด้านทกั ษะสือ่ สาร ของนสิ ิตหลกั สูตรการศกึ ษาบัณฑิต มหาวทิ ยาลัย
ศรีนครินทรวิโรฒ เพ่ือใช้ข้อมูลสาหรับเป็นแนวทางในการปรับปรุงการ และเพื่อตรวจสอบว่านิสิตหลักสูตรการศึกษาบัณฑิตมี
ความคิดเห็นต่ออัตลักษณ์ด้านทักษะส่ือสารดังกล่าวมากน้อยเพียงใด ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาศักยภาพนิสิตให้เป็นไป
ตามอตั ลกั ษณ์นิสิต ดา้ นการมที ักษะสื่อสารทดี่ ีตอ่ ไป

กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั

ตวั แปรอสิ ระ ตวั แปรตาม
1. เพศ ความคิดเหน็ ของนสิ ิตหลักสตู รการศกึ ษาบณั ฑติ ทีม่ ี
ตอ่ อัตลกั ษณด์ า้ นการมที ักษะสือ่ สาร ของนิสิตหลกั สูตร
1.1 เพศชาย 1.2 เพศหญิง การศกึ ษาบณั ฑติ มหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวโิ รฒ ที่
2 ชัน้ ปี ครอบคลมุ ทง้ั 3 ด้าน ได้แก่
1. ความสามารถในการใชภ้ าษาสอื่ สารได้เขา้ ใจชัดเจน
2.1 ช้ันปีท่ี 1 2.2 ชัน้ ปที ่ี 2 (Language)
2.3 ช้นั ปที ่ี 3 2.4 ชั้นปที ่ี 4 2. ความสามารถในการถา่ ยทอดขอ้ มลู /ความรู้
2.5 ชัน้ ปีท่ี 5 หรอื สูงกวา่ (Teaching)
3 คณะวชิ า 3. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพอื่ การ
3.1 คณะศึกษาศาสตร์ 3.2 คณะมนุษยศาสตร์ ส่อื สาร (Information Communication
3.3 คณะวิทยาศาสตร์ 3.4 คณะสังคมศาสตร์ Technology: ICT)
3.5 คณะศลิ ปกรรมศาสตร์ 3.6 คณะพลศึกษา
4 ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น
4.1 ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นตา่
4.2 ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นปานกลาง
4.3 ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นสงู

วัตถุประสงค์ของการวจิ ยั
1. เพ่ือศึกษาความคิดเห็นของนิสิตหลักสูตรการศึกษาบัณฑิตท่ีมีต่ออัตลักษณ์ด้านทักษะส่ือสาร ของนิสิตหลักสูตร

การศึกษาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ใน 3 ด้าน ได้แก่ ความสามารถใน การใช้ภาษาส่ือสารได้เข้าใจชัดเจน
(Language) ความสามารถในการถ่ายทอดข้อมูล/ความรู้ (Teaching) และความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการ
ส่อื สาร (Information Communication Technology: ICT)

2. เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของนิสิตหลักสูตรการศึกษาบัณฑิตที่มีต่ออัตลักษณ์ด้านทักษะสื่อสาร ของนิสิต
หลกั สูตรการศกึ ษาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวโิ รฒโดยรวม และเปน็ รายดา้ น จาแนกตาม เพศชน้ั ปี คณะ และผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียน

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 270

สมมติฐานการวิจยั
1. นสิ ิตหลกั สูตรการศึกษาบณั ฑิตชาย และนิสติ หลักสูตรการศึกษาบณั ฑติ หญิง มคี วามคิดเหน็ ต่ออตั ลกั ษณ์ดา้ นทกั ษะ

สื่อสาร มหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวิโรฒแตกต่างกนั
2. นสิ ติ หลกั สตู รการศึกษาบณั ฑิตท่ีศกึ ษาในชัน้ ปตี า่ งกนั มคี วามคดิ เหน็ ตอ่ อัตลักษณด์ ้านทักษะสอ่ื สาร มหาวทิ ยาลยั ศรี

นครินทรวิโรฒแตกตา่ งกนั
3. นิสิตหลักสูตรการศึกษาบัณฑิตที่ศึกษาในคณะวิชาต่างกัน มี ความคิดเห็นต่ออัตลักษณ์ด้านทักษะส่ือสาร

มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวิโรฒแตกต่างกนั
4. นิสิตหลักสูตรการศึกษาบัณฑิตที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่างกัน มีความคิดเห็นต่ออัตลักษณ์ด้านทักษะสื่อสาร

มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒแตกตา่ งกนั
วิธดี าเนินการวจิ ัย

ประชากรและกลุ่มตวั อย่าง
ประชากรท่ีใชใ้ นการวิจยั ครง้ั น้ี เปน็ นสิ ิตภาคปกติ ระดับปริญญาตรี หลักสตู รการศกึ ษาบณั ฑติ มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ท
รวิโรฒปีการศกึ ษา 2561 ซ่งึ มจี านวนทง้ั หมด 3,026 คน
กลมุ่ ตัวอยา่ งที่ใช้ในการวิจัยคร้ังน้เี ป็นนิสติ ภาคปกติ ระดับปริญญาตรี หลกั สูตรการศึกษาบัณฑิต มหาวทิ ยาลัยศรีนคริ
นทรวิโรฒปีการศึกษา 2561 โดยกาหนดขนาดของกลมุ่ ตัวอยา่ ง (Sample Size) โดยใช้สตู รการคานวณขนาดตัวอย่างของ ทาโร
ยามาเน่ ที่ระดับความคลาดเคล่ือน ไม่เกินร้อยละ 5 ที่ระดับความเช่ือม่ัน 95% ได้จานวนนิสิตที่เป็นกลุ่มตัวอย่างจานวน 353
คน จากน้ันใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) โดยมีคณะวชิ าเป็นตัวแบ่งช้ัน (Strata) โดยมีนิสิตแต่ละ
ชน้ั ปีเป็นหน่วยการสุ่ม (Sampling Unit)
ตัวแปรท่ศี กึ ษา

1. ตัวแปรอสิ ระ ไดแ้ ก่
1.1 เพศ จาแนกเปน็
1.1.1 เพศชาย 1.1.2 เพศหญิง
1.2 ชน้ั ปี จาแนกเป็น
1.2.1 ชนั้ ปีท่ี 1 1.2.2 ช้นั ปีที่ 2
1.2.3 ช้ันปที ่ี 3 1.2.4 ชั้นปีท่ี 4
1.2.5 ชั้นปที ี่ 5 หรือสงู กวา่
1.3 คณะวชิ า จาแนกเปน็
1.3.1 คณะศึกษาศาสตร์ 1.3.2 คณะมนุษยศาสตร์
1.3.3 คณะวิทยาศาสตร์ 1.3.4 คณะสังคมศาสตร์
1.3.5 คณะศิลปกรรมศาสตร์ 1.3.6 คณะพลศึกษา
1.4 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น จาแนกเปน็
1.4.1 ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนตา่
1.4.2 ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นปานกลาง
1.4.3 ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นสูง

2. ตวั แปรตาม ไดแ้ ก่ ความคิดเหน็ ของนิสติ หลกั สตู รการศกึ ษาบัณฑติ ที่มีต่ออตั ลักษณด์ า้ นทักษะสอื่ สาร ของ
นิสิตหลักสูตรการศึกษาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ใน 3 ด้าน ได้แก่ ความสามารถในการใช้ภาษาส่ือสารได้เข้าใจ
ชดั เจน (Language) ความสามารถในการถ่ายทอดข้อมูล/ความรู้ (Teaching) และความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
เพอ่ื การส่อื สาร (Information Communication Technology: ICT)

วิธกี ารเก็บรวบรวมขอ้ มูล
ผูว้ จิ ัยเก็บรวบรวมขอ้ มลู ด้วยตนเอง โดยดาเนนิ การตามขัน้ ตอน ดงั นี้
1. ผู้วิจัยติดต่อขอหนังสือแนะนาตัวจากบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒถึงคณบดีคณะศึกษาศาสตร์
คณะมนุษยศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ คณะพลศึกษา และคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิ

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 271

โรฒ เพื่อขอความอนุเคราะห์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากนิสิตระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 – 5 หรือสูงกว่า ปีการศึกษา 2561
จานวน 353 คนทใี่ ช้เป็นกลมุ่ ตวั อยา่ งในการวจิ ยั ครั้งนี้

2. ผวู้ ิจยั แจกแบบสอบถามใหก้ บั นิสติ จานวน 353 คน ด้วยตนเอง และรบั คนื ด้วยตนเอง
3. ตรวจสอบความสมบูรณข์ องแบบสอบถามทีไ่ ดร้ ับคืนมา และดาเนนิ การวเิ คราะหข์ อ้ มูลต่อไป
เครอ่ื งมือทีใ่ ชใ้ นการวิจยั (ระบุคณุ ภาพของขอ้ มลู )
เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งน้ี คือ แบบสอบถามความคิดเห็นอัตลักษณ์นิสิตหลักสูตรการศึกษาบัณฑิต มหาวิทยาลัย
ศรีนครินทรวิโรฒ ด้านการมีทักษะสื่อสาร โดยผู้วิจัยได้ดาเนินการสร้างการสร้างแบบสอบถามความคิดเห็นอัตลักษณ์นิสิต
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒดา้ นการมีทกั ษะส่ือสาร
การวิเคราะห์ขอ้ มูล
ตอนที่ 1 แบบสอบถามเกี่ยวกบั ข้อมลู ท่วั ไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ เพศชัน้ ปี สาขาวิชา และผลสัมฤทธท์ิ างการ
เรยี น
ตอนท่ี 2 แบบสอบถามเพ่ือศึกษาความคิดเห็นของนิสิตหลักสูตรการศึกษาบัณฑิตท่ีมีต่ออัตลักษณ์ด้านทักษะสื่อสาร
ของนิสิตหลักสูตรการศึกษาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ แบบสอบถามนี้เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating
Scales) 5 ระดับ ตามแบบของลิเคิร์ท และในตอนท้ายของแบบสอบถามแต่ละด้านจะมีข้อคาถามแบบปลายเปิดเพื่อให้ผู้ตอบ
แบบสอบถามแสดงความคิดเหน็ และใหข้ อ้ เสนอแนะเพ่ิมเตมิ อยา่ งเสรี
สรุปผลการวจิ ัย
การวิจัยเร่ืองการศกึ ษาอัตลักษณ์ดา้ นทักษะสือ่ สาร ของนิสติ หลกั สตู รการศึกษาบณั ฑติ มหาวิทยาลยั ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ
สามารถสรปุ ผลการวิจยั ไดด้ ังน้ี
1. นิสิตหลักสูตรการศึกษาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครนิ ทรวิโรฒ มีความคิดเห็นเกี่ยวกับอัตลักษณ์ด้านทักษะสื่อสาร
โดยรวม อยใู่ นระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า นิสิตมีความคิดเห็นเกี่ยวกับอัตลักษณ์ด้านทักษะส่ือสาร อยู่ในระดับ
มากทกุ ด้าน
2. นสิ ิตหลักสูตรการศกึ ษาบัณฑิต มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวิโรฒท่มี เี พศตา่ งกนั มคี วามคดิ เห็นตอ่ อัตลักษณ์ด้านทกั ษะ
สื่อสาร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒโดยรวมและด้านความสามารถในการถ่ายทอดข้อมูล/ความรู้ (Teaching) แตกต่างกัน
อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ 0.05 ส่วนด้านความสามารถในการใช้ภาษาส่ือสารได้เข้าใจชัดเจน (Language) และด้าน
ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เพอื่ การสื่อสาร (Information Communication Technology: ICT)ไม่พบความ
แตกต่าง
3. นิสิตหลักสูตรการศึกษาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒช้ันปีต่างกัน มีความคิดเห็นต่ออัตลักษณ์ด้านทักษะ
สอ่ื สาร โดยรวมและเป็นรายด้าน แตกต่างกนั อยา่ งมนี ัยสาคัญทางสถติ ิทีร่ ะดบั 0.05
4. นิสิตหลักสูตรการศึกษาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒคณะวิชาต่างกัน มีความคิดเห็นต่ออัตลักษณ์ด้าน
ทักษะส่ือสาร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒโดยรวม และในด้านความสามารถในการใช้ภาษาส่ือสารได้เข้าใจชัดเจน
(Language) และด้านความสามารถในการถ่ายทอดข้อมูล/ความรู้ (Teaching) แตกต่างกัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ
0.05สว่ นด้านความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศเพ่อื การส่ือสาร (Information Communication Technology: ICT)
ไม่พบความแตกตา่ ง
5. นิสิตหลักสตู รการศึกษาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวิโรฒผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนต่างกนั มีความคิดเหน็ ต่ออัต
ลักษณ์ด้านทักษะส่ือสาร มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครินทรวิโรฒโดยรวม และในดา้ นความสามารถในการใช้ภาษาสอื่ สารไดเ้ ข้าใจชัดเจน
(Language) แตกต่างกัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05ส่วนด้านความสามารถในการถ่ายทอดข้อมูล/ความรู้
(Teaching) และด้านความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการสื่อสาร(Information Communication
Technology: ICT) ไม่พบความแตกตา่ ง

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 272

อภปิ รายผล
การศึกษาอัตลักษณ์ด้านทักษะส่ือสาร ของนิสิตหลักสูตรการศึกษาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒสามารถ

อภปิ รายผลได้ ดังน้ี
1. จากการศึกษาอัตลกั ษณ์ด้านทักษะสอ่ื สาร ของนิสติ หลกั สตู รการศึกษาบัณฑิต มหาวทิ ยาลัยศรนี ครนิ ทรวิโรฒพบว่า

นสิ ิตหลักสตู รการศึกษาบัณฑติ มีความคดิ เห็นต่ออตั ลกั ษณด์ า้ นทักษะสอ่ื สาร ของนสิ ติ หลักสูตรการศึกษาบณั ฑติ มหาวิทยาลยั ศรี
นครินทรวิโรฒ โดยรวมอยู่ในระดับมาก ท้ังน้ีอาจเนื่องมาจาก พื้นฐานอัตลักษณ์นิสิต 9 ประการของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิ
โรฒ นั้น ในปีการศึกษา 2554 ด้วยทป่ี ระชุมสภามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เม่ือวนั ที่ 13 กันยายน 2554 มีมติเกี่ยวกับการ
ประกันคุณภาพการศึกษาประจาปีการศึกษา 2554 ในประเด็นท่ีเกี่ยวกับอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยโดยที่ประชุมสภา
มหาวิทยาลัยให้ความเห็นชอบกับตัวบ่งช้ีอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัย และกาหนดให้อัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัย คือ อัตลักษณ์
นิสติ ท่มี หาวิทยาลัยให้ความสาคัญ ได้แก่ “มที กั ษะสื่อสาร” ทค่ี รอบคลมุ ท้ัง 3 ดา้ น ได้แก่ ความสามารถในการใชภ้ าษาส่ือสารได้
เข้าใจชัดเจน (Language) ความสามารถในการถ่ายทอดข้อมูล/ความรู้ (Teaching) และความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศเพือ่ การสอื่ สาร (Information Communication Technology: ICT) อันมาจากรากฐานของ “ความเป็นครู” ซึ่งผล
การบรหิ ารสถาบันให้เกดิ อัตลกั ษณจ์ ะเกิดขน้ึ เม่ือผู้บรหิ าร คณาจารย์ และบคุ ลากรมุง่ สง่ เสรมิ ผลกั ดนั และสร้างโอกาสใหน้ ิสิตได้
พฒั นาตนเองให้ “มีทักษะสอ่ื สาร” พรอ้ มร่วมเปน็ ตน้ แบบในการ “มที ักษะสอื่ สาร” ท่ีดี และผลการพัฒนาบณั ฑติ ตามอัตลักษณ์
น้ันจะเกิดขึ้นเม่ือนิสิตและบัณฑิตพัฒนาตนเองให้ “มีทักษะส่ือสาร” ครอบคลุมทั้ง 3 ด้าน (Language, Teaching and ICT)
พร้อมท้ังพัฒนาตนเองให้“มีทักษะส่ือสาร” ที่ดีเป็นที่ยอมรับในระดับชาติหรือนานาชาติต่อไป (มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
2554:. 45) เมือ่ พิจารณาเป็นรายดา้ นสามารถอภิปรายผลได้ดงั น้ี

1.1 ด้านความสามารถในการใช้ภาษาส่ือสารได้เข้าใจชัดเจน (Language) จากการศึกษาพบว่า นิสิต
หลักสูตรการศึกษาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มีความคิดเห็นเกี่ยวกับอัตลักษณ์ด้านทั กษะสื่อสาร ในด้าน
ความสามารถในการใช้ภาษาส่ือสารได้เขา้ ใจชัดเจน (Language) โดยรวม อยู่ในระดับมากท้ังน้ีอาจเป็นเพราะ การจดั การเรียน
การสอนของหลกั สูตรการศกึ ษาบัณฑติ มกี ารมงุ่ เนน้ ใหน้ ิสิตไดม้ โี อกาสไดฝ้ กึ ฝนความสามารถในการรับและสง่ สาร มวี ัฒนธรรมใน
การใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพ่ือแลกเปล่ียนข้อมูลข่าวสารและ
ประสบการณ์อันจะเป็น ประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมท้ังการเจรจาต่อรองเพ่ือขจัดและลดปัญหาความขัดแย้ง
ต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่อสาร ที่มี
ประสิทธิภาพโดยคานึงถึงผลกระทบที่มีต่อตนเองและสังคมโดยเฉพาะในการศึกษาช้ันปีท่ี 5 ทางหลักสูตรการศึกษาบัณฑิตได้มี
การจดั ให้มีการฝึกประสบการณ์วิชาชพี ครู เพือ่ ฝึกทักษะความสามารถในการใช้ภาษาส่ือสารไดเ้ ขา้ ใจชัดเจนผ่านการจัดการเรยี น
การสอนกับผู้เรียนจริง เพื่อท่ีจะส่งเสริมและฝึกฝนการใช้ภาษาเพ่ือการสื่อสารให้ได้ผลและเกิดประโยชน์ มีความเข้าใจเรื่อง
องค์ประกอบในการส่ือสาร และปัจจัยทางจิตวิทยาที่เก่ียวข้องกับระบบการรับรู้ การคิด การเรียนรู้ การจา ซ่ึงมีผลต่อ
ประสทิ ธภิ าพในการใช้ภาษาในการสอ่ื สารไดเ้ ขา้ ใจชดั เจน

1.2 ด้านความสามารถในการถ่ายทอดข้อมูล/ความรู้ (Teaching) จากการศึกษาพบว่า นิสิตหลักสูตร
การศึกษาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครนิ ทรวิโรฒ มคี วามคิดเห็นเกี่ยวกบั อัตลกั ษณด์ า้ นทักษะสื่อสาร ในดา้ นความสามารถในการ
ถ่ายทอดข้อมูล/ความรู้ (Teaching) โดยรวม อยู่ในระดับมาก ทั้งน้ีอาจเป็นเพราะยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย ท่ีจัดกิจกรรม
พฒั นาศกั ยภาพนิสิตหลกั สูตรการศึกษาบัณฑติ และมีการเปิดโอกาสให้นิสิตเขา้ ร่วมกิจกรรมด้านตา่ งๆทมี่ หาวทิ ยาลยั จัดข้ึน ล้วน
เปน็ สว่ นหนง่ึ ในการหล่อหลอมใหน้ สิ ิตและบณั ฑิตของมหาวิทยาลัยมีคุณลกั ษณะทพ่ี ึงประสงค์ตามท่ีมหาวิทยาลัยและสังคมคาดหวัง
ซงึ่ การดาเนินการดังกล่าวน้ันเป็นไปตามเจตนารมณ์ของมหาวิทยาลยั ที่กาหนดอัตลักษณ์ของนิสิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
โดยเฉพาะ “ทักษะส่ือสาร” ซงึ่ หมายถึง ความสามารถในการใช้ภาษาสื่อสารได้ การถ่ายทอดใช้การส่ือสารเป็นเครอ่ื งมอื ทางานท่ี
สาคัญ องค์ประกอบหลักของการถ่ายทอดจึงเป็นองค์ประกอบเช่นเดียวกับการส่ือสาร ได้แก่ ผู้ส่ง ผู้รับ เน้ือหา (สาร) และ
ช่องทาง (วิธีการ) โดยการถ่ายทอดน้ันจะดาเนินการภายใต้เป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อตอบสนองความต้องการตามเป้าหมายของ
บุคคล โดยใช้การถ่ายทอดที่เหมาะสม (Appropriate Technology) ซึ่งบุคคลได้รับการถ่ายทอดไปแล้วสามารถนาไปใช้
ประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพหรือการดารงชีวิตได้อย่างแท้จริง ดังท่ี ทิศนา แขมมณี (2547: 113-115) กล่าวว่า การจัดการ
เรยี นการสอนทางตรง เป็นการถ่ายทอดหรือเป็นการบรรยายทกี่ ระทาอยา่ งกระชับ ตรงประเด็น และมีความยาวเหมาะสมกบั วัย
ของผเู้ รียน โดยเฉพาะอย่างย่ิงการบรรยายทเี่ หมาะสมกบั เนื้อหาสาระ เหมาะสมกับเวลา เหมาะสมกบั วตั ถุประสงค์ การบรรยาย
ในลกั ษณะท่เี ปน็ การสอนทางตรงน้ี ควรใช้วัตถปุ ระสงคใ์ นการถา่ ยทอดเนอ้ื หาสาระทไี่ มอ่ ยูใ่ นตารา แบบเรียน หรือแบบฝกึ หดั

1.3 ด้านความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการส่ือสาร (Information Communication
Technology: ICT) จากการศึกษาพบว่า นิสิตหลักสูตรการศึกษาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มีความคิดเห็น
เก่ียวกับอัตลักษณ์ด้านทักษะส่ือสาร ในด้านความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพ่ือการสื่อสาร (Information

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 273

Communication Technology: ICT) โดยรวมและเป็นรายข้ออยู่ในระดับมาก ทั้งน้ีอาจเป็นเพราะเป็นคุณลักษณะหรืออัต
ลักษณ์ทจี่ าเป็นสาหรบั นสิ ิตในยุคปัจจบุ ัน ความสามารถของนิสิตในการใช้เทคโนโลยคี อมพวิ เตอรแ์ ละสื่อสารโทรคมนาคมในการ
เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุม ทักษะต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ทักษะในการสืบค้น ทักษะในด้านการใช้เคร่ืองมือ
ติดต่อสื่อสารผ่าน ICT หรือ ทักษะในการเลือกใช้ซอฟต์แวร์ท่ีเหมาะสม เป็นต้น และเป็นการยืนยันว่าการที่นิสิตมีคุณลักษณะ
ของการเป็นนกั คน้ คว้าทดี่ ี ชอบทจ่ี ะศึกษาคน้ คว้าส่ิงต่างๆ เพอ่ื พสิ จู น์สมมติฐานของตน โดยสังเกตเปรียบเทียบความเหมอื นความ
แตกต่าง รวมท้ังสืบค้นเพื่อการศึกษาค้นคว้า ความรู้ ข้อมูล สารสนเทศที่มีอยู่อย่างมหาศาล ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต
ครอบคลุมการท่ีผู้เรียนจะต้องมีทักษะในการเลือกสรร คัดกรอง สารสนเทศท่ีเหมาะสม เพื่อให้สามารถค้นหาสารสนเทศที่
ต้องการ ได้อย่างเที่ยงตรง รวดเรว็ อย่างมีประสิทธิภาพดังที่ นนั ทนา วงษ์อนิ ทร์ (2543) ได้กลา่ วถึงเยาวชนไทยในปจั จุบันซ่ึงอยู่
ในยุคโลกาภิวัฒน์ท่ีโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายและรวดเร็วเนื่องจากมีก ารพัฒนาเทคโนโลยีจนกลายเป็นโลกท่ีไร้
พรมแดนมนุษย์ได้รับรู้มีประสบการณแ์ ละเรยี นร้สู งิ่ ตา่ งๆได้สะดวกและกวา้ งขวางมากขนึ้ มนษุ ยร์ ับเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหน่ึง
ในชีวติ และพยายามพัฒนาตนเองให้ทันกับเทคโนโลยีทีม่ ีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาจนทาให้เกิดความเครียดขน้ึ โดยรู้ตัวและไม่
รู้ตัวดังนั้นจึงเห็นได้ว่าเทคโนโลยีมีทั้งประโยชน์และโทษนักศึกษาควรรู้จักใช้เทคโนโลยีไปในทางท่ีถูกต้องสร้างสรรค์เพ่ือให้เกิด
ประโยชนก์ ับตนเองมากทีส่ ดุ

2. การเปรียบเทียบความคิดเหน็ ตอ่ อัตลกั ษณ์ดา้ นทักษะสอ่ื สาร ของนิสติ หลักสูตรการศกึ ษาบณั ฑติ มหาวิทยาลัยศรนี คริ
นทรวิโรฒ โดยรวมและในแต่ละด้าน จาแนกตามตัวแปรเพศ ช้ันปี คณะวิชา และผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ผู้วิจัยจึงขอนาเสนอ
การอภปิ รายผลเป็นรายด้าน ดังน้ี

2.1 นิสิตหลักสูตรการศึกษาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒที่มีเพศต่างกัน มีความคิดเห็นต่ออัต
ลักษณ์ด้านทักษะสื่อสาร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยรวมและด้านความสามารถในการถ่ายทอดข้อมูล/ความรู้
(Teaching) แตกต่างกัน อย่างมีนยั สาคัญทางสถติ ทิ ่ีระดบั 0.05 ทงั้ นี้อาจเปน็ เพราะ เน่ืองมาจากเพศชายและเพศหญงิ มีลักษณะ
การใช้ชีวิต รวมท้ัง บทบาทในสังคมที่แตกต่างกัน สภาวะทางอารมณ์ ความพิถีพิถัน มีส่วนที่จะทาให้เกิดคณุ ลักษณะที่แตกต่าง
กันได้ สอดคลอ้ งกับงานวิจัยของ พมิ พพ์ รรณ เทพสเุ มธานนท์ (2546: 51) ทศ่ี กึ ษาเรอื่ ง พฤติกรรม ความรบั ผดิ ชอบของนักศึกษา
มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง พบว่า นกั ศึกษาทมี่ เี พศต่างกนั มพี ฤตกิ รรมความรบั ผิดชอบแตกต่างกนั ในด้านความรับผดิ ชอบต่อตนเอง
และการกระทาของตนเอง และความรับผิดชอบต่อการศึกษาเลา่ เรยี น

ส่วนด้านความสามารถในการใช้ภาษาสื่อสารได้เข้าใจชัดเจน (Language) และด้านความสามารถในการใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อการสื่อสาร (Information Communication Technology: ICT) ไม่พบความแตกต่างกัน ทั้งนี้อาจ
เป็นเพราะ หลักสูตรการศึกษาบัณฑิตมีการจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรการศึกษาบัณฑิต โดยมีจุดเน้นให้มีทักษะทางด้าน
การใช้ภาษาในการส่ือสารให้ผู้รบั สารเกิดความเขา้ ใจไดง้ ่าย มีการนาเทคโนโลยีทีเ่ ข้ามาสนับสนุนการจดั การศึกษา คอมพิวเตอร์
และระบบสื่อสารโทรคมนาคมเข้ามามบี ทบาททสี่ าคัญในชีวิตในร่วั มหาวิทยาลัย โดยไม่แบง่ แยกวา่ เปน็ เพศชาย หรอื เพศหญิง ทา
ให้นสิ ิตทัง้ ชายและหญงิ เกดิ ความชานาญ และเกิดความเคยชิน ในด้านดงั กล่าว จนกลายเปน็ ทักษะทงี่ า่ ยต่อการเข้าถึง และเข้าใจ
สอดคล้องกับ เลิศลักษณ์ วงศ์สวรรค์ (2553: บทคัดย่อ) ที่ศึกษาเร่ืองการศึกษาคุณลักษณะความเป็นครูของนิสิตหลักสูตร
การศึกษาบัณฑิต (กศ.บ. 5 ปี) มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พบว่า นิสิตเพศชายและหญิงมีคุณลักษณะของนักศึกษาไม่
แตกต่างกนั

2.2 นิสิตหลักสูตรการศึกษาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒช้ันปีต่างกัน มีความคดิ เห็นต่ออัตลักษณ์
ด้านทกั ษะสื่อสาร โดยรวมและเป็นรายด้าน แตกต่างกัน อยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถิติที่ระดับ 0.05 ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ นิสิตแต่ละ
ช้ันปีไดร้ ับการถ่ายทอดคณุ ลักษณะตามอตั ลักษณ์ดา้ นทักษะส่ือสาร ในความหมายที่แตกตา่ ง กนั ทัง้ นี้แต่ละชั้นปียังมีการจัดการ
เรียนการสอน เพ่ือชว่ ยพัฒนาศักยภาพทางการศกึ ษาของนิสติ เป็นไปตามอัตลักษณ์ของแตล่ ะชั้นปี นอกจากนน้ั คุณลกั ษณะของ
นิสิตแต่ละชั้นปีมีความสาคัญแตกต่างกันออกไปตามพัฒนาการของวัยและสภาพแวดล้อม ดังที่ ฐิตินันท์ สัมมานุช (2556:70)
ศึกษาเรื่อง การสร้างแบบวัดอัตลักษณ์นิสิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ด้านการมีทักษะสื่อสาร พบว่า นิสิตชั้นปีที่ 5 มี
ค่าเฉล่ียด้านความสามารถในการใช้ภาษาสื่อสารได้เข้าใจชัดเจนสูงกว่าชั้นปีที่ 4,3,2 และ 1 ด้านความสามารถในการถ่ายทอด
ขอ้ มลู /ความรู้ พบว่า นิสิตช้ันปีท่ี 4 มีค่าเฉลี่ยด้านความสามารถในการถ่ายทอดข้อมูล/ความรู้สูงกว่าชนั้ ปี 5,3,2 และ 1 สาหรับ
ด้านความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการส่ือสาร พบว่า นสิ ิตชนั้ ปี 3 และ 4 มคี ่าเฉลี่ยดา้ นความสามารถในการใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศเพ่ือการสื่อสารสูงกว่าช้ันปี 5,1 และ 2 สอดคล้องกับ เกษร ปิยะทัต (2554: 60) ศึกษาเร่ือง ความ
รบั ผิดชอบตอ่ ตนเองของนักศึกษามหาวทิ ยาลัยเกษมบัณฑติ ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาระดับชน้ั ปีที่ 1 และนักศึกษาระดับชัน้ ปี
ท่ี 3 มีความรบั ผดิ ชอบตอ่ ตนเอง ด้านความสมั พันธ์ในครอบครวั แตกต่างกัน

2.3 นิสิตหลักสูตรการศึกษาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒคณะวิชาต่างกัน มีความคิดเห็นต่ออัต
ลกั ษณ์ดา้ นทกั ษะส่อื สาร มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒ โดยรวม และในดา้ นความสามารถในการใชภ้ าษาสอ่ื สารไดเ้ ข้าใจชัดเจน

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 274

(Language) และด้านความสามารถในการถ่ายทอดข้อมูล/ความรู้ (Teaching) แตกต่างกัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ
0.05ทั้งนอ้ี าจเป็นเพราะการจัดการเรยี นการสอนในแตล่ ะคณะวชิ าของหลักสูตรการศึกษาบัณฑิต มีจุดเน้นท่ีแตกต่างกันออกไป
มีกิจกรรมระหว่างการเรียนที่ได้เปิดโอกาสให้นิสิตแต่ละคนได้แสดงออกไม่เท่ากัน ดังท่ี ธิดารัตน์ บุญนุช (2525: 264) กล่าวว่า
นักศึกษาแต่ละสาขาวิชามีเอกลักษณ์ของตนเอง สถาบันอุดมศึกษาต้อง ดูแล เอาใจใส่ในสภาพที่เขามีความเป็นเอกลักษณ์
เชน่ นั้น โดยการจัดบรรยากาศในมหาวิทยาลัย ในสภาพท่ีชว่ ยให้นักศกึ ษาได้พัฒนาตนเองได้เต็มที่ ไปในทศิ ทางเดียวกับสถิดาพร
คาสด (2546: บทคัดย่อ) ศึกษาเรื่อง พฤติกรรมความมีวินัยในตนเองของนิสิตระดับปรญิ ญาตรี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ผลการวิจัยพบว่า นิสิตท่ีศึกษาในสาขาวิชาท่ีต่างกัน และนิสิตท่ีมีส่วนร่วมในกิจกรรมนิสิตต่างกัน มีพฤติกรรมความมีวินัยใน
ตนเองโดยรวมแตกต่างกัน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านความรับผิดชอบ ความเชื่อม่ันในตนเอง ความเป็นผู้นา ความ
อดทน และความซ่อื สัตยแ์ ตกตา่ งกัน

ส่วนด้านความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพ่ือการส่ือสาร (Information Communication
Technology: ICT) ไม่พบความแตกต่างทั้งนี้อาจเป็นเพราะการจัดการเรียนการสอนในแต่ละคณะวิชาของหลักสูตรการศึกษา
บัณฑิต มีจุดเน้นให้เทคโนโลยีสารสนเทศได้เข้ามามีบทบาทต่อการศึกษาอย่างมาก โดยเฉพาะเทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์
และการส่ือสารโทรคมนาคมมีบทบาทที่สาคัญต่อการพัฒนาการศึกษาเทคโนโลยีที่มีบทบาทสาคัญต่อการศึกษาประกอบกับ
เทคโนโลยีท่ีเข้ามาสนับสนุนการจัดการศึกษาในการจัดการศึกษาสมัยใหม่จาเป็นต้องอาศัยข้อมูลข่าวสารเพื่อการวางแผนการ
ดาเนินการ การติดตามและประเมินผลคอมพิวเตอร์และระบบสื่อสารโทรคมนาคมเข้ามามีบทบาทที่สาคัญในเรื่องน้ี ทาให้นิสิต
เกิดความชานาญ และเกิดความเคยชิน จนกลายเป็นทักษะท่ีง่ายต่อการเข้าถึง และเข้าใจ สอดคล้องกับ สุภัชฌาน์ ศรีเอี่ยม
(2558: บทคัดย่อ 204-206) ทีศ่ กึ ษาเรื่อง อัตลกั ษณ์นักศึกษาในยุคปรญิ ญาลน้ ประเทศ พบว่า การสร้าง อัตลักษณ์นักศึกษาใน
ยุคปริญญาล้นประเทศมีส่วนช่วยให้นักศกึ ษามีความเข้าใจในตนเองรบั ร้หู น้าทีข่ องตนที่มตี อ่ สังคมรวมถึงมีการเตรียมความพร้อม
สู่อาชีพในอนาคตในอัตลักษณ์ด้านต่างๆและควรมีทักษะทางเทคโนโลยีสารสนเทศในการสื่อสารและค้นคว้าข้อมูลได้อย่างมี
ประสทิ ธิภาพซง่ึ มีบทบาทมากในการดารงชีวิตในปัจจุบัน

2.4 นิสิตหลักสูตรการศึกษาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนต่างกัน มีความ
คดิ เห็นต่ออตั ลักษณ์ดา้ นทักษะสอื่ สาร มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ โดยรวม และในด้านความสามารถในการใช้ภาษาสอื่ สารได้
เข้าใจชัดเจน (Language) แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05ทั้งน้ีอาจเป็นเพราะ นิสิตท่ีมีผลการเรียนที่ต่างกัน
อาจมีความชานาญ และความเข้าใจที่แตกต่างกัน อยู่กับความให้ความสาคัญกับการเรียน การทดสอบ การถ่ายทอดความรู้
โดยเฉพาะการใช้ภาษาส่ือสาร เช่นภาษาต่างประเทศ อาจทาให้นิสิตที่ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนท่ีแตกต่างกัน อาจมีระดับความ
ชานาญ ความเขา้ ใจ การส่ือสารออกไปใหไ้ ดเ้ ขา้ ใจชัดเจน ท่ไี มเ่ หมอื นกัน

ส่วนด้านความสามารถในการถ่ายทอดข้อมูล/ความรู้ (Teaching) และด้านความสามารถในการใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการส่ือสาร(Information Communication Technology: ICT) ไม่พบความแตกต่างท้ังนี้อาจเป็น
เพราะ นิสิตหลักสูตรการศึกษาบัณฑิตส่วนใหญ่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมือนกัน รวมถึงนิสิตทุกคนมีโอกาสทากิจกรรมร่วมกัน
อีกทั้งการจัดการเรียนการสอน ที่ถือว่าเป็น กระบวนการถ่ายทอดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ โดยหลักน้ันก็ไม่ได้เลือกปฏิบัติกับ
นสิ ิตทีม่ ีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนใดผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนหน่ึงโดยเฉพาะเท่านั้น แต่เปน็ การปฏบิ ัติกับนสิ ิตทุกคนอย่างเทา่ เทียม
กันโดยความเสมอภาค ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงไม่พบว่านิสิตท่ีมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนแตกต่างกันจะมีทักษะสื่อสารในด้าน
ดังกล่าวแตกต่างกัน กระบวนการดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางในการจัดการเรียนการสอนตามพระราชบัญญัติการศึกษา
แห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 10 ที่กาหนดถึงจุดมุ่งหมายทางการศึกษา ว่า จะต้องจัดให้กับบุคคลอย่างเสมอภาคโดยไม่เลือก
ปฏิบัติ สอดคล้องกบั สวุ รรณี คามั่น และคณะ (2551) กล่าวว่า การพัฒนาประเทศที่มคี วามยั่งยืนจะต้องให้ความสาคัญกับการ
พัฒนาทุนมนุษย์เป็นอันดับแรก โดยไม่แบง่ แยกและไม่เลือกปฏิบัติโดยเฉพาะในประเด็นทางด้านการศึกษา จะต้องให้การศึกษา
อย่างเท่าเทียมกันโดยไม่เลือกปฏิบัติว่านักเรียนหรือนักศึกษาคนน้ันมีพื้นฐานทางสังคมเป็นเช่นไร แต่หากได้เข้ามาเรียนแล้ว
จะต้องใหบ้ รกิ ารทางการศกึ ษาอย่างไมเ่ ลอื กปฏบิ ตั ิ
ขอ้ เสนอแนะ

ข้อเสนอแนะทั่วไป
จากการศึกษาเรื่อง ความคิดเห็นของนิสิตหลักสูตรการศึกษาบัณฑิตที่มีต่ออัตลักษณ์ด้านทักษะสื่อสาร ของนิสิต
หลักสูตรการศึกษาบณั ฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ใน 3 ดา้ น ได้แก่ ความสามารถในการใช้ภาษาสื่อสารไดเ้ ข้าใจชดั เจน
(Language) ความสามารถในการถ่ายทอดข้อมูล/ความรู้ (Teaching) และความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพ่อื การ
สอื่ สาร (Information Communication Technology: ICT) ทุกด้านนิสิตมีคุณลักษณะในระดับมาก โดยผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะ
ดังน้ี

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 275

1. ด้านความสามารถในการใช้ภาษาสื่อสารได้เข้าใจชัดเจน (Language) ในข้อคาถามท่ี 4 ความสามารถในการใช้
ภาษาอังกฤษในการสื่อสารได้ และข้อคาถามที่ 7 ความเข้าใจประโยคภาษาอังกฤษ หรือภาษาต่างประเทศอื่นๆได้ถูกต้องตาม
หลักไวยากรณ์ พบว่า นิสติ หลักสูตรการศึกษาบัณฑิตมคี วามคดิ เห็นในระดับปานกลาง ผบู้ ริหารคณะที่มสี ่วนเก่ียวข้องที่เกย่ี วกับ
หลกั สตู รการศึกษาบณั ฑติ ควรจัดให้มกี ารเรียนการสอนเกี่ยวกบั ทักษะภาษาอังกฤษ พรอ้ มทั้งมีการฝึกประสบการณ์และส่งเสริม
เพอื่ ใหม้ ีพน้ื ฐานทางดา้ นภาษาอังกฤษทีด่ ี และนาไปสกู่ ารพัฒนาต่อยอดตอ่ ไปได้

2. ด้านความสามารถในการถ่ายทอดข้อมูล/ความรู้ (Teaching) ในข้อคาถามที่ 4 ความสามารถในการบอกเล่า
ประสบการณ์ ความรู้ด้านต่างๆด้วยภาษาอังกฤษได้พบว่า นิสิตหลักสูตรการศึกษาบัณฑิตมีความคิดเห็นในระดับปานกลางซ่ึง
สอดคล้องกับอัตลักษณ์ด้านทักษะส่ือสารในด้านท่ี 1 ผบู้ ริหารคณะที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่เก่ียวกับหลักสูตรการศึกษาบัณฑิตจึงควร
จัดให้มีการเรียนการสอนเก่ียวกับทักษะภาษาอังกฤษ พร้อมท้ังมีการฝึกประสบการณ์ทางด้านภาษาอังกฤษ เพ่ือให้มีพ้ืนฐาน
ทางด้านภาษาอังกฤษทีด่ ี และนาไปประยุกต์ใช้ในระดบั สูงต่อไปได้ นอกจากน้นั ควรมีส่ิงสนับสนุนการเรยี นร้ทู ่ีเหมาะสม สาหรับ
ไวถ้ ่ายทอดประสบการณ์ทดี่ ีในแตล่ ะคณะวชิ าทีเ่ กย่ี วข้องกบั หลักสตู รการศึกษาบัณฑติ ต่อไป

3. ด้านความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศเพ่ือการส่ือสาร (Information Communication Technology:
ICT)พบวา่ นิสิตหลักสูตรการศึกษาบณั ฑติ มีความคดิ เห็นในระดับมาก ในขอ้ คาถามท่มี คี า่ คะแนนเฉล่ียนอ้ ยที่สุด คือ ในข้อคาถาม
ที่ 7ใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศและการสอ่ื สารไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพและเหมาะสมกบั การเรยี นร้ใู นชั้นเรยี นคณะทม่ี สี ่วนเกยี่ วข้องท่ี
เก่ียวกับหลักสูตรการศึกษาบัณฑิต ควรมีการส่งเสริม และพัฒนาองค์ความรู้ และความชานาญในการใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ ใน
ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร เพ่ือให้นิสิตหลักสูตรการศึกษาบัณฑิตมีความเป็นเลิศทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
และการสื่อสาร เพือ่ เปน็ ประโยชนใ์ นการจัดการเรียนการสอนในอนาคตต่อไป

ข้อเสนอแนะในการวิจัยครงั้ ตอ่ ไป
1.ควรมีการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความคิดเห็นตามอัตลักษณ์ต่ออัตลักษณ์ด้านทักษะสื่อสาร ของนิสิตหลักสูตร
การศกึ ษาบัณฑติ มหาวทิ ยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ
2.ควรมีการศึกษารูปแบบการจัดกิจกรรม และการจัดการเรยี นการสอน เพื่อส่งเสรมิ ความคดิ เห็นตามอัตลกั ษณ์ตอ่ อัต
ลกั ษณ์ด้านทกั ษะสือ่ สาร ของนิสิตหลักสูตรการศกึ ษาบณั ฑิต มหาวทิ ยาลัยศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ
3.ควรมีการศึกษาและเปรียบเทียบตามอัตลักษณ์ต่ออัตลักษณ์ด้านทักษะสื่อสาร ของนิสิตหลักสูตรทมี่ ีความเกี่ยวข้อง
กบั การผลิตครู ในมหาวิทยาลยั อน่ื ๆ เพมิ่ เตมิ
กติ ตกิ รรมประกาศ

ปริญญานพิ นธฉ์ บับน้ี เสร็จสมบูรณไ์ ด้ด้วยความอนเุ คราะห์และความกรณุ าเป็นอย่างยิ่ง จาก ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์ ดร.
จตพุ ล ยงศร และ ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จกั รกฤษณ์ โปณะทอง อาจารย์ทปี่ รกึ ษาปรญิ ญานพิ นธ์ ทไ่ี ด้กรณุ าให้ความชว่ ยเหลือใน
การใหค้ าปรกึ ษา แนะนาตรวจสอบ ปรบั ปรงุ แกไ้ ข และขอ้ เสนอแนะอนั เป็นประโยชนต์ ่อปริญญานพิ นธ์ฉบบั น้ี รวมถงึ ความเอาใจ
ใส่และกาลังใจในการทางานวจิ ัยฉบับน้เี ป็นอย่างดียิ่ง ผู้วจิ ยั จงึ ขอขอบพระคณุ ท่านอาจารย์เปน็ อยา่ งสูง

ขอกราบขอบพระคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ฐะนุพงศ์ ศรีกาฬสินธุ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัมพวัลย์ วิศวธีรานนท์
อาจารย์ ดร.ประภาศรี พรหมประกาย และอาจารย์ ดร.ประภัศรา ธโนศวรรย์ คณะกรรมการควบคุมปริญญานิพนธ์ ที่กรุณาให้
คาแนะนาที่เป็นประโยชน์ต่อการวิจัย ตลอดจนแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆจนทาให้ปริญญานิพนธ์ฉบับนี้มีความสมบูรณ์และบรรลุตาม
วัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ อีกทั้งให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมในการทาปรญิ ญานิพนธ์ให้ถูกต้องและมีคุณภาพตามหลักสูตรปริญญาการศึกษา
มหาบัณฑติ

ขอขอบพระคุณผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กิตติชยั สุธาสิโนบลอาจารย์ประจาภาควิชาหลักสูตรและการสอน มหาวทิ ยาลัยศรี
นครนิ ทรวโิ รฒรองศาสตราจารย์ ดร.สกลวรเจรญิ ศรีอาจารยป์ ระจาภาควชิ าการแนะแนว และจิตวทิ ยาการศกึ ษามหาวิทยาลยั ศรีนคริ
นทรวิโรฒอาจารย์ ดร.ประภัศรา ธโนศวรรย์ อาจารย์ประจาภาควิชาการการบรหิ ารการศึกษาและการอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยศรี
นครินทรวโิ รฒ ทก่ี รณุ ารับเป็นผ้เู ชย่ี วชาญ และสละเวลาอนั มีค่าในการตรวจสอบ แก้ไข และใหค้ าแนะนาเพื่อใหเ้ ครอื่ งมือท่ใี ช้ในการ
วิจัยสมบูรณ์และมคี ณุ ภาพ นอกจากน้ขี อขอบคุณ คณบดีคณะศกึ ษาศาสตร์ คณะมนษุ ยศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์
คณะศลิ ปกรรมศาสตร์ และคณะพลศกึ ษามหาวทิ ยาลัยศรนี ครินทรวโิ รฒ ทใี่ หค้ วามอนเุ คราะห์ในการเก็บขอ้ มลู เพื่อการวจิ ยั

ขอขอบคุณพี่ๆ เพื่อนๆ นิสิตสาขาวิชาการการการบริหารและการจัดการศึกษา แขนงวิชาการบริหารอุดมศึกษา
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ รวมท้ังพ่ีๆ เพื่อนๆ และลูกศิษย์ โรงเรียนวัดสุคนธาราม สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา
ประถมศึกษา พระนครศรีอยุธยา เขต 2 ทกุ ท่านที่คอยให้ความชว่ ยเหลอื และเปน็ กาลังใจตลอดมา

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 276

สุดท้ายน้ี ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณนายอุดม คล้ายสังข์ และนางกอบกุล คล้ายสงั ข์ ผู้ซึ่งเป็นบิดา มารดา ตลอดจน
ทุกทา่ นทไี่ ม่ได้กลา่ วนามไว้ณ ท่นี ี้ ท่ีมสี ว่ นใหค้ าปรึกษาและช่วยเหลือในการทาปริญญานิพนธ์กับผู้วิจัยตลอดมา คุณค่าและประโยชน์
อันใดที่เกิดจากการวิจัยคร้ังน้ี ผู้วิจัยขอมอบแด่พระคุณของบิดา มารดา อีกท้ังคณาจารย์ ผู้ประสิทธ์ิประสาทวิชาทุกท่านท่ีได้
อบรมสงั่ สอน และผู้มีพระคุณทกุ ท่าน
เอกสารอ้างอิง
สภุ ชั ฌาน์ ศรีเอี่ยม. (2554). การพัฒนาอัตลกั ษณน์ สิ ติ นักศึกษาในสถาบนั อดุ มศึกษา. วทิ ยานิพนธป์ ริญญาครุ ศาสตรด์ ุษฎีบณั ฑิต

ภาควชิ านโยบาย การจัดการและความเป็นผู้น าทางการศึกษา จฬุ าลงกรณ์ มหาวิทยาลัย.
วจิ ารณ์ พานชิ . (2555). วิถสี รา้ งการเรยี นรู้เพื่อศิษย์ในศตวรรษที่ 21. กรงุ เทพฯ: มลู นิธสิ ดศรี-สฤษดิ์วงศ์
มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ. (2554). อตั ลักษณ์นิสิตมศว 9 ประกำร. (2554, 23 มีนาคม) SWU สปั ดาห์วารสารราย

สปั ดาห์ หนา้ 3.
ทิศนา แขมมณ.ี (2555). บณั ฑติ ศกึ ษำในศตวรรษที่ 21: กำรปรบั หลักสตู รกำรสอน.ถ่ายเอกสาร.
นนั ทนา วงษ์อนิ ทร.์ (2543).รวมบทควำมวชิ ำกำร EQ เรื่อง กำรพฒั นำอำรมณ.์ กรงุ เทพฯ:ชมรมผสู้ นใจอคี ิว.
พิมพ์พรรณ เทพสุเมธานนท์. (2546). รายงานการวิจัย เร่ือง การศึกษาพฤติกรรมความรับผิดชอบของนักศึกษามหาวิทยาลัย

รามคาแหง. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยรามคาแหง. ถ่ายเอกสาร.
เลศิ ลักษณ์ วงศ์สวรรค์. (2553). การศกึ ษาคณุ ลกั ษณะความเป็นครขู องนิสติ หลักสตู รการศกึ ษาบณั ฑิต
เกษร ปิยะทตั . (2554). การศกึ ษาความรบั ผดิ ชอบตอ่ ตนเองของนักศึกษามหาวิทยาลยั เกษมบณั ฑติ .สารนิพนธ์ กศ.ม. (จิตวทิ ยา

แนะแนว). กรุงเทพฯ: บณั ฑิตวิทยาลัย มหาวทิ ยาลัยศรีนครนิ ทรวโิ รฒ ถา่ ยเอกสาร.
สถดิ าพร คาสด. (2546). การศกึ ษาพฤติกรรมความมวี นิ ัยในตนเองของนสิ ิตระดับปรญิ ญาตรี มหาวทิ ยาลัยศรนี ครนิ ทรวิโรฒ.

ปริญญานพิ นธ์ กศ.ม. (อดุ มศึกษา). กรุงเทพฯ: บัณฑติ วทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ.
สุภัชฌาน์ ศรีเอ่ยี ม. (2558). อัตลกั ษณ์นักศึกษาในยคุ ปรญิ ญาลน้ ประเทศ. วารสารวไลยอลงกรณป์ รทิ ัศน.์ ปีที่ 5 ฉบบั ที่ 1

มกราคมมิถุนายน 2558.
สวุ รรณี คาม่ัน และคณะ. (2551). กรอบแผนอดุ มศกึ ษาระยะยาวกบั การแปลงสู่การปฏบิ ตั ิ. ม.ป.ท.:ม.ป.พ.(อดั สาเนา).
ธิดารตั น์ บญุ นชุ . (2543). การพัฒนากิจกรรมนสิ ติ นกั ศึกษา. สานกั งานมาตรฐานอดุ มศกึ ษา ส่วนวจิ ัยและพฒั นา. กรงุ เทพฯ:

ส่วนวจิ ัยและพฒั นา สานักงานมาตรฐานอุดมศึกษา ทบวงมหาวทิ ยาลัย.
ฐติ ินันท์ สมั มานุช. (2556). การสรา้ งแบบวัดอตั ลกั ษณน์ สิ ติ มหาวทิ ยาลัยศรนี ครินทรวโิ รฒ ดา้ นการมที กั ษะสื่อสาร.

มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ.ปรญิ ญานิพนธ์ กศ.ม.(การวดั ผลการศกึ ษา). กรงุ เทพฯ : บัณฑติ วิทยาลัย มหาวทิ ยาลัย
ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ. ถา่ ยเอกสาร.
ทศิ นา แขมมณี. (2555). บณั ฑิตศึกษาในศตวรรษท่ี 21: การปรับหลักสูตรการสอน.ถา่ ยเอกสาร.

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 277

ทศั นะของนกั ศกึ ษาท่ีมตี ่อการจัดสภาพแวดลอ้ มทางวิชาการระดบั บณั ฑติ ศึกษา
คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลยั ในกากับของรฐั

Attitudes of Students toward the Graduate Study Environment
in the Faculty of Medicine at National University

ญาดา ฉายแสง, ประภศั รา ธโนศวรรย์, จักรกฤษณ์ โปณะทอง
E-mail: [email protected]

บทคัดยอ่
การวิจัยคร้ังนี้มีจุดมุ่งหมายเพ่ือศึกษาและเปรียบเทียบทัศนะของนักศึกษาท่ีมีต่อสภาพแวดล้อมทางวิชาการระดับ

บัณฑิตศึกษา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ใน 5 ด้าน คือ ด้านหลักสูตร ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้าน
อาจารยท์ ี่ปรกึ ษา ด้านการบริการนกั ศึกษา และด้านการวจิ ัย จาแนกตาม ระดับการเรียน ช้ันปีทศี่ ึกษา กลุ่มสาขาวิชา ประชากรทใ่ี ช้ใน
การวิจัย คือ นักศึกษาระดับปริญญาโทและระดับปริญญาเอกทุกช้ันปีที่กาลังศึกษาอยู่ในปีการศึกษา 2561 ของคณะแพทยศาสตร์ศิริ
ราชพยาบาล จานวนทั้งสิ้น 334 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ตามแบบ
ของลิเคิร์ท (Likert Scale) จานวน 70 ข้อ โดยแบบสอบถามมีค่าความเช่ือม่ัน (Reliability) ทั้งฉบับเท่ากับ 0.976 สถิติท่ีใช้ในการ
วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าคะแนนเฉลี่ย (Mean) ค่าความเบ่ียงเบนมาตรฐาน
(Standard Deviation) การทดสอบที (t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One Way Analysis of Variance) และการ
ทดสอบความแตกต่างของค่าเฉล่ียรายคู่ด้วยวิธีของเชฟเฟ่ (Scheffe’s method) ผลของการวิจัย พบว่า 1) นักศึกษาเห็นด้วยกับ
สภาพแวดล้อมทางวิชาการระดับบัณฑิตศึกษา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล โดยรวมและเป็นรายด้านอยู่ในระดับมาก 2)
นักศกึ ษาท่ีมีระดบั การเรียนตา่ งกันมีทัศนะต่อการจัดสภาพแวดล้อมทางวิชาการระดับบัณฑิตศึกษา คณะแพทยศาสตร์ศริ ิราชพยาบาล
โดยรวมและเกือบทกุ ด้าน แตกต่างกนั อย่างมีนยั สาคัญทางสถิตทิ ่ีระดับ .05 ยกเว้นด้านหลักสตู ร 3) นักศกึ ษาที่ศึกษาในช้ันปีที่ตา่ งกันมี
ทัศนะต่อการจัดสภาพแวดล้อมทางวชิ าการระดับบัณฑิตศึกษา คณะแพทยศาสตร์ศริ ริ าชพยาบาล โดยรวมแตกต่างกันอย่างมนี ัยสาคัญ
ทางสถิติท่ีระดับ .05 เมอื่ พจิ ารณาเป็นรายด้านพบวา่ เกือบทุกดา้ นไม่พบความแตกต่างกัน ยกเวน้ ดา้ นการบริการนกั ศกึ ษาและดา้ นการ
วิจัย 4) นักศึกษาที่ศึกษาในกลุ่มสาขาวิชาที่ต่างกันมีทัศนะต่อการจัดสภาพแวดล้อมทางวิชาการระดับบัณฑิตศึกษา คณะ
แพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล โดยรวมไม่แตกต่างกัน เม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านอาจารย์ท่ีปรึกษา ด้านการบริการ และด้าน
การวิจยั แตกต่างกนั อย่างมีนยั สาคญั ทางสถติ ทิ ี่ระดบั .05 สว่ นดา้ นหลักสูตรและดา้ นการจดั การเรยี นการสอน ไมพ่ บความแตกตา่ ง
คาสาคัญ: สภาพแวดล้อมทางวิชาการ, บัณฑิตศกึ ษา, คณะแพทยศาสตร์
Abstract

This study was aimed to explore the opinion of graduate students to the academic environment administrated
by the Faculty of Medicine in Siriraj Hospital at Mahidol University in five aspects; curriculums, learning and teaching
processes, supervisions, academic services and research facilities, Subsequently, each aspect was classified by a
level of study, year of study, and a field of study. The total number was 334 individuals who registered in the
academic year, 2018. Data collection was performed under a Likert five-point rating-scale questionnaire containing
70 items with the overall alpha reliability coefficient of 0.976. Analysis statistics were frequencies, percentages,
means, standard deviations, t-test scores, one-way analysis of variance and Scheffe’s method statistics.

The results reveal that the overall and individual aspects of the graduate environments are high level.
However, students from different level of study showed significantly different perspectives in the overall and in
every single aspect, except the curriculum. While there were significant difference between different year
respondents, data showed a significant difference perspectives in the overall aspect but not a separated aspect,
except academic services and research facilities. Finally, students from different majors showed no significant
difference in the overall perspective as well as in an individual aspect except supervision, academic services and
research facilities.
Keywords: Academic Environment, Graduate Study, Faculty of Medicine

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 278

บทนา
บัณฑิตศึกษามีความสาคัญอย่างย่ิงต่อความก้าวหน้าทางวิทยาการ การพัฒนาและการเพ่ิมขีดความสามารถในการ

แข่งขันของประเทศ เป็นการศึกษาช้ันสูงที่มีพันธกิจหลักในการผลิตองค์ความรู้ที่เป็นนวัตกรรม ผลิตผู้นาทางปัญญาช้ัน
“หัวกระทิ” (Elites) โดยมหาบัณฑิตและดษุ ฎีบัณฑิตผูท้ ี่มีความรู้ความสามารถทางวิชาการและวิชาชีพเฉพาะด้าน ข้อน่าสังเกต
คือ องค์ความรู้ที่เป็นผลผลิตของการศึกษาในระดับดังกล่าวมิใช่ความรู้เพ่ือประโยชน์ในภาคปฏิบัติเฉพาะหน้า แต่เป็นการ
แสวงหาความรู้เพ่ือความรู้ (Knowledge for its own sake) เป็นความรู้ท่ีเรียกว่า “ปัญญา” ปลดปล่อยจิตใจให้จิตของผู้ศึกษา
เป็นอิสระจากอวิชชา ขณะเดียวกันเป็นการยกระดับจิตใจ (Cultivation of Mind) ให้ผู้น้ันมีความเป็นอารยะ (วิชัย ตันศิริ, 2549, น.
177-178) หลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษามีความสาคัญต่อการพัฒนาประเทศเน่ืองจากเป็นกลไกในการผลิตผู้ท่ี มีความรู้
ความสามารถทางวชิ าการและวชิ าชีพเฉพาะดา้ นซ่ึงจะเป็นผ้นู าทางปัญญา ผู้สานตอ่ และผู้สร้างสรรค์องค์ความรู้ที่เป็นนวัตกรรม
หลกั สตู รในระดับนี้จงึ ใหค้ วามสาคญั วตั ถปุ ระสงคส์ าคญั ในการเปิดสอนหลกั สูตรระดับบัณฑติ ศึกษา คอื การผลิตมหาบัณฑิตและ
ดุษฎีบัณฑิตผู้มีความภาคภูมิ เป็นนักวิชาการและนักวิชาชีพช้ันสูงท่ีมี “ภูมิรู้” และ “ภูมิธรรม” เป็นผู้นาทางวิชาการและสังคม
(ชนิตา รกั ษพ์ ลเมอื ง, 2549, น. 7)

ความเช่ือท่ีว่าสภาพแวดล้อมมีอิทธิพลต่อมนุษย์นั้นมีมาเป็นเวลาช้านานพฤติกรรมของบุคคลนั้นสามารถเข้าใจและ
ทานายไดโ้ ดยพจิ ารณาจากปฏิกิรยิ าระหวา่ งบุคคลกับสภาพแวดลอ้ มทบี่ คุ คลอาศัยอยูส่ ว่ นระบบนเิ วศวทิ ยาของสถาบนั อดุ มศกึ ษา
(Campus Ecology) คอื การประยุกต์หลักการท่ีเก่ียวกบั ปฏิกิริยาระหว่างบคุ คลกบั สภาพแวดล้อมมาใชอ้ ธบิ ายปฏิกิรยิ าระหวา่ ง
นักศึกษากับสถาบันอุดมศึกษาเพราะพฤติกรรมของนักศึกษามีส่วน สัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมของสถาบันอุดมศึกษามาก
พฤติกรรมที่ไม่ดีหรือไมพ่ ึงประสงค์ของนักศึกษาอาจเกิดจากสภาพแวดล้อมท่ีไม่ดขี องสถาบันอุดมศึกษาวิธกี ารพัฒนานกั ศึกษาที่
ไดผ้ ลอกี ทางหนึ่งคือ การเข้าไปจัดการกับปฏกิ ริ ิยาระหว่างนักศึกษากับสภาพแวดลอ้ มเพื่อให้นกั ศกึ ษาอยู่ในสภาพแวดล้อมทีช่ ่วย
ส่งเสริมทงั้ การศกึ ษาและพฒั นานักศกึ ษา (สาเนาว์ ขจรศิลป์, 2542, น. 69) นอกจากน้ีสภาพแวดลอ้ มภายในสถาบันอดุ มศึกษามี
ความสาคัญต่อกระบวนการพัฒนานักศึกษาเพราะสภาพแวดล้อมที่มีความสมบูรณ์ย่อมทาให้การพัฒนานักศึกษาได้ผลดีเช่นมี
อาคารสถานที่พร้อมใชง้ านมีเคร่ืองมือที่ใช้งานไดแ้ ละมีระบบการบริหารงานท่ีดีในทางตรงกันข้ามหากสภาพแวดล้อมไม่ดียอ่ มทา
ให้การพัฒนานักศึกษาไม่ได้ผลดีเช่นไม่มีอาคารสถานที่ไม่มีเคร่ืองมือและไม่มีระบบการบริหารงานท่ีดีย่อมทาให้การพัฒนา
นักศกึ ษาไมไ่ ดผ้ ลดดี ว้ ย

กรมวิชาการ (2544, น. 4-6) ได้กล่าวถึง สิ่งแวดล้อมทางวิชาการว่าการจัดบรรยากาศในช้ันเรียนเป็นปัจจัยหนึ่งท่ีมี
อทิ ธิพลต่อการเรียนรู้ของผูเ้ รียนโดยตรงบรรยากาศการเรียนที่ดีจะชว่ ยสนับสนุนใหผ้ เู้ รียนไดเ้ รียนเตม็ ความสามารถและส่งเสริม
ความรว่ มมือระหว่างผู้สอนและผู้เรยี นและระหว่างผู้เรียนดว้ ยกันจะช่วยให้ผเู้ รียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนสูงมคี วามสามารถใน
การแก้ปัญหามีความคดิ ริเริม่ สร้างสรรคม์ ีเจตคติทีด่ ีต่อตนเองและผู้อนื่ นอกจากนสี้ ื่อการสอนวัสดอุ ุปกรณท์ ี่เหมาะสมกับการเรียน
การสอนสถานทที่ งั้ ในหอ้ งเรยี นและนอกห้องเรยี นลว้ นมคี วามสาคญั และมีอิทธิพลต่อการเรยี นการสอน ซึง่ สอดคลอ้ งกบั สุวพร ต้งั
สมวรพงษ์ (2545, น. 3) ได้กล่าวถึงสภาพแวดล้อมด้านวิชาการ (การเรียนการสอน) ได้แก่ การจัดหลักสูตรการเรียนการสอน
พฤติกรรมการสอนของอาจารย์ รวมทั้งการใชส้ อ่ื ตา่ ง ๆ ในการสอน และปฏสิ ัมพนั ธร์ ะหวา่ งผสู้ อนกบั ผเู้ รียน หากทกุ อยา่ งทก่ี ลา่ ว
มาเป็นไปในทางที่เหมาะสมก็จะส่งผลให้ผู้เรียนได้รับความรู้และสามารถนาความรู้ไปปฏิบัติได้ ส่งผลให้นิสิตนักศึกษามี
ความสาเรจ็ ในการเรียนและจะพัฒนาทักษะ แนวคิด และอุดมการณ์ต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นในตนเองได้ และแอสติน; และ ลี ( Astin;
& Lee. 1972, pp. 67 อ้างถึงใน พระมหาปราโมทย์ วงศ์ราพันธ์, 2548, น. 32) ก็ได้กล่าวถึงสิ่งเร้าเชิงสภาพแวดล้อมของ
สถาบันท่ีจะมีผลตอ่ การเรียนรขู้ องนักศกึ ษาว่าหมายถึง พฤติกรรม เหตุการณ์ หรือคณุ ลกั ษณะอื่น ๆ ของสถาบันทมี่ ีศักยภาพทา
ให้การรับรู้ของนักศึกษาเปลี่ยนไปซ่ึงสิ่งเหล่าน้ีสามารถยืนยันได้โดยการสังเกตเห็นและแบ่งสิ่งเร้าเชิงสภาพแวดล้อมออกเป็น 4
ดา้ น คือ ด้านกายภาพ ด้านการบรหิ าร ด้านวิชาการ และด้านสงั คมและกลุ่มเพ่ือน ดังน้ัน สภาพแวดล้อมทางวิชาการ หมายถึง
ลกั ษณะ องคป์ ระกอบต่างๆ ทีอ่ ย่ภู ายในสถาบนั อุดมศกึ ษาทงั้ ทีเ่ ปน็ สิง่ ทม่ี ชี วี ิตและไมม่ ชี วี ิต และเปน็ ส่งิ เร้าทมี่ ีอิทธิพลต่อนกั ศกึ ษา
ท้ังทางตรงและทางอ้อมที่จะส่งเสริมและเอื้อต่อการศึกษาและพัฒนาการในทุกด้านของนักศึกษา โดยส่ิงเร้าดงั กล่าวอาจจะเป็น
วัตถุ บคุ คล พฤติกรรม เหตุการณ์ และส่งิ ต่างๆ ทีจ่ ะทาใหน้ กั ศึกษาเกิดการพัฒนาและเปลีย่ นแปลงพฤติกรรมทัศนคติ

ในการจัดการศึกษาสถาบนั การศกึ ษาจาเป็นต้องจัดหาบริการและส่งิ อานวยความสะดวกแกน่ ิสติ นกั ศกึ ษาให้ครอบคลุม
ทุกดา้ นเพ่ือให้นิสติ นกั ศึกษาเกดิ สนุ ทรยี ภาพในการเรียนร้เู กิดการพัฒนาทั้งทางสติปญั ญาร่างกายอารมณแ์ ละสังคมเพื่อให้บรรลุ
วัตถุประสงค์ในการผลิตบัณฑิตให้มีความรู้ความสามารถมีคุณธรรมจริยธรรมตลอ ดจนมีทักษะในการดารงชีวิตตามท่ี
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ. 2542 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ได้กาหนดความมุ่งหมายและหลักการ

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 279

การจัดการศึกษาไว้ในมาตรา 6 ว่าการจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ท่ีสมบูรณ์ท้ังร่างกายจิตใจ
สติปัญญาความรู้และคุณธรรมมีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดารงชีวิตสามารถอยู่ร่วมกับผู้อ่ืนได้อย่างมีความสุขและได้ให้
ความสาคัญกบั การจัดการสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการศกึ ษาโดยระบใุ นมาตรา 4 ว่าการศึกษาหมายความวา่ กระบวนการเรยี นรู้
เพ่ือความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคมโดยการถ่ายทอดความรู้ การฝึก การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การ
สร้างสรรค์จรรโลงความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อมสังคมการเรียนรู้และปัจจัย
เกื้อหนุนให้บคุ คลเรยี นรู้อย่างต่อเน่ืองตลอดชีวิตสถาบันอดุ มศึกษาเป็นแหล่งท่จี ะช่วยหลอ่ หลอมนกั ศึกษาให้เป็นคนที่สมบูรณไ์ ด้
ท้ังทางด้านสติปัญญาสังคมอารมณ์ร่างกายและจิตใจการเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสาคัญอย่างยิ่งเม่ือ
นกั ศึกษาไดเ้ ข้ามาอยู่ในสถาบันการศึกษายอ่ มมีปฏสิ ัมพันธ์กับสถาบัน (กระทรวงศึกษาธกิ าร, 2545, น. 2) ในการจัดการศกึ ษาที่
จะส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาให้มีคุณภาพน้ัน องค์ประกอบที่สาคัญท่ีสุดประการหนึ่ง คือ การจัดสภาพแวดล้อม
ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการ จาเป็นจะตอ้ งเขา้ ใจและเอาใจใสต่ ่อความต้องการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เปิดโอกาสให้
นสิ ติ นกั ศึกษาได้แสดงความคิดเห็นต่อสถานศึกษา รบั ฟังและใหค้ วามชว่ ยเหลือเม่อื นิสิตนกั ศึกษามีปญั หา ซึง่ เปน็ การมีทัศนะคติ
ที่ดี และมีความภาคภูมใิ จต่อการเป็นส่วนหน่งึ ของสถานศกึ ษา (Astin, 1968, pp. 50-51)

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นโรงพยาบาลและคณะแพทย์แห่งแรกของประเทศไทย มี
การจดั การศึกษาระดบั บัณฑิตศึกษา ซึ่งนับเป็นส่วนสาคัญท่สี ุดส่วนหนึ่งของการศึกษาระดับอุดมศกึ ษา มาต้ังแต่ พ.ศ.2505 โดย
สามารถประสานการจัดการศึกษาเข้ากับการวิจัยและการบริการทางการแพทย์ รวมทั้งความทันสมัยทางเทคโนโลยีได้อย่าง
กลมกลืน ปณิธานของคณะแพทยศาสตร์ศิรริ าชพยาบาล ประการหน่ึง คือ การคน้ คว้าวิจัยเพอื่ สร้างองค์ความร้ใู หม่ และพัฒนา
วิทยาการอย่างต่อเน่ือง โดยยึดประโยชน์สุขของประชาชนทุกระดับเป็นจุดหมายสูงสุด ดังนั้นงานวิจัยของหลักสูตรระดับ
บณั ฑิตศึกษาจึงครอบคลมุ ตั้งแต่วทิ ยาศาสตรก์ ารแพทย์พ้นื ฐาน จนถึงงานวิจยั ทางคลนิ ิก และสว่ นใหญ่จะมีความร่วมมือระหว่าง
ภาควชิ าทางปรีคลินกิ และคลินิก เพ่อื ให้บรรลุวัตถุประสงคร์ ่วมกันในอนั ที่จะนาผลงานวจิ ยั ไปประยุกตใ์ ชใ้ นการวนิ ิจฉัยและรกั ษา
โรคในปัจจุบันนี้ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลมีการจัดการสอนในหลักสูตรระดับปริญญาโทและเอกในสาขาต่างๆ ท่ี
เก่ียวข้องกับการแพทย์และวิทยาศาสตร์ในการจัดการเรียนการสอนระดับบัณฑิตศึกษา จะดาเนินการโดยภาควิชาฯ ทั้งคลินิก
และปรีคลินิก โดยมีทั้งหลักสูตรภาษาไทยและหลักสูตรนานาชาติ แบ่งเป็น หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต จานวน 16
หลักสูตร และหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต จานวน 6 หลักสูตร รวม 22 หลักสูตร (คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล, 2558)
(เอกสารจากเวบ็ ไซต)์

การจัดการศกึ ษาในระดับบณั ฑิตศกึ ษาจะประสบความสาเร็จได้นัน้ จะตอ้ งมกี ารร่วมมือของทกุ ฝา่ ยที่จะส่งเสริมใหก้ าร
จดั การศกึ ษาเป็นไปอย่างเหมาะสมในทุกด้าน โดยประกอบดว้ ยองค์ประกอบหลายด้านท่ีเก่ียวเนื่องกัน เช่น ด้านหลักสูตร ด้าน
การเรียนการสอน ด้านอาจารย์ที่ปรึกษา ด้านการบริการนักศึกษา และด้านการวิจัย ดังน้ันสภาพแวดล้อมทางวิชาการใน
สถาบนั อดุ มศกึ ษาจึงมีความสาคญั และมีอทิ ธพิ ลตอ่ พัฒนาการทกุ ดา้ นของนักศึกษาสภาพแวดล้อมทดี่ ีจะเอื้ออานวยตอ่ การเรียนรู้
และการพัฒนาท้ังทางสติปัญญา สังคม อารมณ์ร่างกาย และจิตใจ ช่วยให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนที่ดี ทาให้เกิดการ
เปลี่ยนแปลงทางด้านความรู้ ความคิด อุดมการณ์ บุคลิกภาพ และมีความรับผิดชอบส่งผลให้นักศึกษาประสบความสาเร็จใน
การศึกษา เพื่อที่จะให้การจัดการศึกษาดังกล่าวได้ตรงตามวัตถุประสงค์และบรรลุจุดมุ่งหมายในการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา
สามารถพฒั นานักศึกษาในด้านต่างๆ ใหพ้ ร้อมเปน็ นกั วชิ าการและนกั วิชาชพี ทีม่ คี วามรู้ ความสามารถระดบั สูงในสาขาวชิ าตา่ ง ๆ
เพอื่ ไปพฒั นาสงั คมและประเทศชาติต่อไป

ดงั น้ันผู้วจิ ัยเห็นวา่ การจดั สภาพแวดล้อมทางวิชาการเปน็ ปจั จยั ที่สาคญั อีกประการหนง่ึ ในการพฒั นานกั ศึกษา การท่ีจะ
ทาให้นักศึกษาพัฒนาได้ดีน้ันจะต้องจัดบรรยากาศและสภาพแวดล้อมในด้านต่างๆ ให้เอื้อต่อการเรียนรู้ เพื่อส่งเสริม
สนับสนุนพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนให้บรรลุจุดมุ่งหมายแห่งการศึกษา ผู้วิจัยจึงมีความสนใจศึกษาทัศนะของนักศึกษาที่มีต่อ
การจัดสภาพแวดล้อมทางวิชาการระดับบัณฑิตศึกษา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ใน 5 ด้าน คือ 1)
ด้านหลกั สูตร 2) ดา้ นการเรียนการสอน 3) ด้านอาจารย์ที่ปรึกษา 4) ดา้ นการบริการนักศึกษา และ 5) ด้านการวจิ ัย เพื่อนาผลที่
ได้จากการวิจัยในครั้งนี้เป็นแนวทางสาหรับผู้บริหาร คณาจารย์และผู้เก่ียวข้องในการพัฒนาปรับปรุงสภาพแวดล้อมทาง
วิชาการระดับบัณฑิตศึกษาของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ให้เอ้ือต่อการผลิตบัณฑิตอย่างมี
คณุ ภาพและประสทิ ธภิ าพ ประสบความสาเร็จตามวตั ถุประสงคแ์ ละจดุ มุ่งหมายทค่ี ณะไดต้ ัง้ ไว้

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 280

กรอบแนวคิดในการวจิ ยั ตัวแปรตาม
ตวั แปรตน้
ทศั นะของนกั ศกึ ษาท่มี ตี ่อการจดั สภาพแวดลอ้ ม
1. ระดับการเรียน จาแนกเป็น ทางวิชาการระดับบณั ฑิตศกึ ษา
1.1 ระดบั ปริญญาโท คณะแพทยศาสตรศ์ ริ ริ าชพยาบาล
1.2 ระดบั ปริญญาเอก มหาวิทยาลยั มหดิ ล ใน 5 ด้าน คือ
1. ดา้ นหลกั สตู ร
2. ช้นั ปี จาแนกเป็น 2. ดา้ นการเรยี นการสอน
2.1 ชั้นปที ี่ 1 3. ดา้ นอาจารยท์ ปี่ รึกษา
2.2 ชั้นปที ี่ 2 4. ด้านการบรกิ ารนกั ศกึ ษา
2.3 สูงกว่าชนั้ ปีท่ี 2 5. ดา้ นการวจิ ัย

3. กลมุ่ สาขาวิชา จาแนกเป็น
3.1 กลมุ่ สาขา Clinical Science
3.2 กลมุ่ สาขา Bio-Medical Science

วัตถปุ ระสงค์ของการวิจัย
1. เพ่ือศึกษาทัศนะของนักศึกษาท่ีมีต่อการจัดสภาพแวดล้อมทางวิชาการระดับบัณฑิตศึกษา คณะแพทยศาสตร์ศิริราช

พยาบาล มหาวทิ ยาลัยมหิดล ใน 5 ด้าน คอื ด้านหลักสูตร ด้านการเรียนการสอน ด้านอาจารย์ท่ีปรึกษา ด้านการบรกิ ารนักศึกษา และ
ดา้ นการวิจยั

2. เพ่ือเปรยี บเทียบทัศนะของนักศกึ ษาที่มีต่อการจัดสภาพแวดล้อมทางวิชาการระดับบัณฑิตศึกษา คณะแพทยศาสตร์ศิริ
ราชพยาบาล มหาวิทยาลยั มหิดล โดยรวมและในแต่ละด้าน จาแนกตาม ระดบั การเรยี น ชนั้ ปีที่ศึกษา
กลุ่มสาขาวชิ า

สมมตฐิ านการวจิ ัย
1. นักศึกษาที่มีระดับการเรียนต่างกันมีทัศนะต่อการจัดสภาพแวดล้อมทางวิชาการระดับบัณฑิตศึกษา คณะ

แพทยศาสตรศ์ ริ ิราชพยาบาล มหาวทิ ยาลัยมหิดล โดยรวมและในแต่ละดา้ น แตกต่างกนั
2. นักศึกษาท่ีศึกษาในช้นั ปีทตี่ ่างกันมีทัศนะต่อการจัดสภาพแวดล้อมทางวิชาการระดับบัณฑิตศกึ ษา คณะแพทยศาสตร์ศิ

รริ าชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหดิ ล โดยรวมและในแต่ละด้าน แตกตา่ งกัน
3. นักศึกษาที่ศึกษาในกลุ่มสาขาวิชาที่ต่างกันมีทัศนะต่อการจัดสภาพแวดล้อมทางวิชาการระดับบัณฑิตศึกษา คณะ

แพทยศาสตรศ์ ริ ริ าชพยาบาล มหาวิทยาลยั มหดิ ล โดยรวมและในแตล่ ะด้าน แตกต่างกนั

วธิ ดี าเนินการวิจยั /Methods
ประชากรและกล่มุ ตวั อย่าง
ประชากรทใ่ี ช้ในการวจิ ัย เปน็ นกั ศึกษาระดับบัณฑติ ศกึ ษา คือ นักศกึ ษาระดับปริญญาโทและระดับปรญิ ญาเอกทุกชั้น

ปีท่ีกาลังศึกษาอยู่ในปีการศึกษา 2561 ของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล จานวนท้ังสิ้น 334 คน โดย
ผูว้ ิจยั ใชป้ ระชากรท้งั หมดเปน็ กลมุ่ ตัวอย่าง

ตัวแปรทีศ่ ึกษา
1. ตัวแปรอสิ ระ ได้แก่ 1.1 ระดับการเรียน จาแนกเปน็ ระดับปริญญาโท และปริญญาเอก 1.2 ชั้นปี จาแนกเป็นชัน้ ปี
ที่ 1 ชั้นปีที่ 2 และสูงกว่าช้ันปีท่ี 2 1.3 กลุ่มสาขาวิชา จาแนกเป็น กลุ่มสาขา Clinical Science ประกอบด้วย สาขาวิชา
จิตวิทยาคลินิก สาขาวิชานิติวิทยาศาสตร์ สาขาวิชารังสีวิทยา สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การบริการโลหิต สาขาวิชาเทคโนโลยี
หุ่นจาลอง สาขาวิชาชีวสารสนเทศทางการแพทย์ และกลุ่มสาขา Bio-Medical Science ประกอบด้วย สาขาวิชากายวิภาค
ศาสตร์ สาขาวชิ าจุลชีววิทยาและจุลชวี วิทยาการแพทย์ สาขาวิชาชีวเคมี สาขาวิชาเภสชั วิทยา สาขาวิชาสรีรวิทยาทางการแพทย์
สาขาวิชาวทิ ยาภมู ิคุ้มกนั

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 281

2. ตัวแปรตาม ได้แก่ ทัศนะของนักศึกษาที่มีต่อการจัดสภาพแวดล้อมทางวิชาการระดับบัณฑิตศึกษา คณะ
แพทยศาสตร์ศริ ิราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหดิ ล ใน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านหลักสูตร ด้านการเรียนการสอน ด้านอาจารย์ท่ีปรึกษา
ดา้ นการบริการนกั ศึกษา ด้านการวิจยั

วธิ ีการเกบ็ รวบรวมข้อมลู
1. ผ้วู ิจยั ดาเนินการเก็บรวบรวมขอ้ มูล ด้วยวธิ ีการส่งแบบสอบถามไปตามภาควิชาต่างๆ หลังจากนั้นเมอื่ ตอบแบบสอบถาม
เสรจ็ แลว้ ขอความอนุเคราะห์ให้เจา้ หนา้ ท่กี ารศึกษาภาควิชาส่งแบบสอบถามกลับมายังผวู้ จิ ัย เพอื่ รวบรวมข้อมลู ตอ่ ไป ในส่วนทไ่ี ม่
ต้องการตอบเปน็ เอกสารผู้วิจยั สง่ URL สาหรับใชใ้ นการเชอ่ื มตอ่ เขา้ google form ใหเ้ จา้ หน้าทีก่ ารศกึ ษาภาควชิ าฯ ทางอีเมล
โดยผวู้ จิ ยั ไดด้ าเนนิ การแจกแบบสอบถามกับนักศึกษา จานวน 334 คน ไดร้ บั แบบสอบถามคืนมาทั้งหมด 289 ฉบับ คดิ เป็นร้อยละ
86.53
2. นาแบบสอบถามที่ได้รับคืนมาตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วนสมบูรณ์ของแต่ละชุด คัดเฉพาะชุดท่ีมีการตอบข้อมูล
ครบถ้วนเท่านน้ั นามาตรวจให้คะแนนตามเกณฑท์ ่ีตงั้ ไว้ และนาไปวเิ คราะห์ขอ้ มลู โดยโปรแกรมคอมพิวเตอรต์ ่อไป

เคร่อื งมือทใ่ี ช้ในการวจิ ัย
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามท่ีผู้วิจัยสร้างขึ้น แบ่งออกเป็น 3 ตอน คือ ตอนที่ 1 แบบสอบถาม
ข้อมูลท่ัวไป เกี่ยวกับสถานภาพของผู้ตอบได้แก่ เพศ ระดับการเรียน ชั้นปีที่ศึกษา กลุ่มสาขาวิชา ที่ศึกษาโดยแบบสอบถามมีลักษณะ
ให้เลือกตอบ ส่วนตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถามเก่ียวกับทัศนะต่อสภาพแวดล้อมทางวิชาการระดับบณั ฑิตศึกษา ในคณะแพทยศาสตร์ศิริ
ราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล 5 ด้าน คือ ด้านหลักสูตร ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านอาจารย์ท่ีปรึกษา ด้านการบริการ
นักศึกษา และด้านการวิจัย ทั้งหมดจานวน 70 ข้อ ลักษณะของแบบสอบถามเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า(Rating Scale)
5 ระดับ ของลิเคิร์ท (Likert scale) และตอนที่ 3 เป็นแบบสอบถามแบบปลายเปิดเพื่อให้ผู้ตอบได้แสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ
เพ่ิมเตมิ อย่างเสรี โดยการทดสอบคุณภาพของเคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัย ผูว้ ิจัยนาแบบสอบถามทสี่ ร้างเสร็จแล้วให้ผู้เช่ียวชาญตรวจสอบ
ความเท่ียงตรงเชงิ เน้ือหา (Content Validity) จานวน 3 ท่าน เพื่อพิจารณาความสอดคล้องของข้อคาถามกับเน้ือหาตามกรอบแนวคิดที่
ใช้ในการวิจัย โดยวิเคราะห์หาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence: IOC) เลือกค่าความเท่ียงตรงเชิง
เนื้อหาต้ังแต่ 0.5 ข้ึนไป และนาเคร่ืองมือไปทดลองใช้ (Try out) กับนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
จานวน 30 คน ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างจริง เพ่ือหาค่าอานาจจาแนกรายข้อ (r) โดยใช้วิธีการหาสหสัมพันธ์ระหว่างคะแนนรายข้อกับ
คะแนนรวม (Item-total Correlation) โดยใช้สูตรสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson Product Moment Correlation) แล้วพิจารณา
ข้อคาถามทม่ี ีค่าอานาจจาแนกต้ังแต่ 0.20 ขึ้นไป (บุญเชิด ภิญโญอนันตพงษ,์ 2547, น. 165-166) และหาค่าความเช่ือม่ัน (Reliability)
ของแบบสอบถามทั้งฉบับ โดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์อัลฟา (Alpha Coefficient) ของครอนบาค (Cronbach, 1984, pp. 160) ปรากฏว่า
ได้คา่ ความเชือ่ มน่ั ของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากบั 0.976

การวิเคราะห์ขอ้ มลู
1. วิเคราะห์ข้อมูลท่ัวไปของผู้ตอบแบบสอบถาม จาแนกตามตัวแปรท่ีศึกษา โดยการแจกแจงค่าความถ่ี (Frequency) และ
ค่าร้อยละ (Percentage)
2. ศึกษาทัศนะของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาท่ีมีต่อการจัดสภาพแวดล้อมทางวิชาการ คณะแพทยศาสตร์ศิริราช
พยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ใน 5 ด้าน คือ ด้านหลักสูตร ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านอาจารย์ท่ีปรึกษา ด้านการบริการ
นักศึกษา และด้านการวิจัย โดยรวมและในแต่ละด้าน โดยการหาค่าคะแนนเฉลี่ย (Mean) และค่าความเบ่ียงเบนมาตรฐาน (Standard
Deviation)
3. เปรียบเทียบทัศนะของนักศึกษาระดับบัณฑติ ศึกษา ที่มีต่อการจัดสภาพแวดล้อมทางวิชาการ คณะแพทยศาสตร์ศิริราช
พยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โดยรวมและในแต่ละด้าน จาแนกตาม ตามระดับการเรียน และกลุ่มสาขาวิชา โดยใช้การทดสอบที (t-
test) และชั้นปีท่ีศึกษา โดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One Way Analysis of Variance) และในกรณีท่ีพบความ
แตกตา่ งอยา่ งมีนยั สาคัญทางสถิติ จึงจะทาการทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ โดยวธิ ีของเชฟเฟ่ (Scheffe’s Method)

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 282

4. สรุปและจัดกลุ่มคาตอบของนักศึกษาที่เสนอความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมต่อการจัดสภาพแวดล้อมทาง
วิชาการระดับบัณฑิตศึกษาในรายด้านจากแบบสอบถามปลายเปิด แล้วนาเสนอผลในรูปของการแจกแจงความถี่ของคาตอบเพ่ือใช้
ประกอบการอภิปรายผลต่อไป

สรุปผลการวิจยั
ตาราง 1 การเปรียบเทียบทัศนะของนักศึกษาท่ีมีต่อการจัดสภาพแวดล้อมทางวิชาการระดับบัณฑิตศึกษา คณะแพทยศาสตร์
ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลยั มหิดล โดยรวมและเป็นรายด้าน จาแนกตามระดับการเรียน และกลุ่มสาขาวิชา

ทัศนะทม่ี ีตอ่ การจัด ระดบั การเรียน tP กลุม่ สาขาวิชา tP
สภาพแวดล้อมทาง ปริญญาโท ปรญิ ญาเอก
วิชาการ (n=196) (n=93) Clinical Bio-Medical
Science Science
(n=84) (n=205)
̅ S.D. ̅ S.D. x̅ S.D. x̅ S.D.

1. ด้านหลกั สตู ร 4.11 0.54 4.14 0.46 -0.50 .620 4.09 0.55 4.13 0.50 -0.48 .628

2. ด้านการเรยี นการสอน 4.12 0.55 3.94 0.50 2.65 .008 4.14 0.55 4.04 0.54 1.43 .154
3. ด้านอาจารย์ที่ปรึกษา 4.39 0.57 4.52 0.47 -1.99 .048 4.26 0.55 4.50 0.53 -3.54 .001
4. ด้านการบรกิ ารนักศกึ ษา 3.92 0.52 3.44 0.65 6.17 .001* 4.00 0.46 3.67 0.64 4.82 .001
5. ดา้ นการวจิ ยั 3.74 0.61 3.29 0.69 5.55 .001* 3.76 0.59 3.52 0.69 2.80 .006
4.06 0.45 3.87 0.42 3.40 .001 4.05 0.45 3.97 0.45 1.35 .179
รวม
*

* มนี ยั สาคญั ทางสถติ ิทร่ี ะดับ .05

ตาราง 2 การเปรยี บเทยี บทศั นะของนักศึกษาท่ีมตี ่อการจัดสภาพแวดล้อมทางวิชาการระดบั บณั ฑติ ศกึ ษา คณะแพทยศาสตรศ์ ริ ิ
ราชพยาบาล มหาวิทยาลยั มหิดล โดยรวมและเป็นรายด้าน จาแนกตามช้นั ปีท่ีศึกษา

ทัศนะทม่ี ีต่อการจัด แหล่งความ SS df. MS F p
สภาพแวดลอ้ มทางวิชาการ แปรปรวน

1. ด้านหลักสตู ร ระหว่างกลมุ่ 0.62 2 0.31 1.19 0.308
ภายในกลมุ่ 75.40 286 0.26
รวม 76.02 288

2. ด้านการเรยี นการสอน ระหวา่ งกลมุ่ 1.35 2 0.68 2.32 .101
ภายในกลุ่ม 83.58 286 0.29
รวม 84.94 288

3. ด้านอาจารยท์ ป่ี รึกษา ระหว่างกลมุ่ 1.71 2 0.85 2.93 .055
ภายในกลมุ่ 83.41 286 0.29
รวม 85.12 288

4. ด้านการบริการนักศึกษา ระหว่างกลมุ่ 12.38 2 6.19 18.68 .001*
ภายในกลมุ่ 94.77 286 0.33
รวม 107.15 288

5. ดา้ นการวิจยั ระหวา่ งกลมุ่ 12.97 2 6.49 16.10 .001*
ภายในกลุ่ม 115.17 286 0.40
รวม 128.14 288

รวม ระหวา่ งกลุ่ม 2.73 2 1.37 7.11 .001*
ภายในกลมุ่ 55.02 286 0.19
รวม 57.76 288

* มีนยั สาคัญทางสถิตทิ ่ีระดับ .05

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 283

จากการศึกษาทศั นะของนักศึกษาท่ีมีต่อสภาพแวดล้อมทางวิชาการระดบั บัณฑิตศึกษา คณะแพทยศาสตรศ์ ิริราชพยาบาล
มหาวิทยาลัยมหิดล โดยรวมและในแต่ละด้าน คือ ด้านหลักสูตร ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านอาจารย์ที่ปรึกษา ด้านการบริการ
นกั ศกึ ษา และดา้ นการวจิ ัย สรุปผลการวจิ ยั ได้ดังนี้

1. นักศึกษาเห็นด้วยกับสภาพแวดล้อมทางวิชาการระดับบัณฑิตศึกษา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
มหาวิทยาลยั มหิดล โดยรวมและเป็นรายด้านอยู่ในระดับมาก

2. นักศึกษาท่ีมีระดับการเรียนต่างกันมีทัศนะต่อการจัดสภาพแวดล้อมทางวิชาการระดับบัณฑิตศึกษา คณะ
แพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โดยรวมและในแต่ละด้าน แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยกเว้น
ดา้ นหลักสูตร

3. นักศึกษาที่ศึกษาในชั้นปีท่ตี ่างกันมีทัศนะต่อการจัดสภาพแวดลอ้ มทางวิชาการระดับบัณฑิตศกึ ษา คณะแพทยศาสตร์ศิ
ริราชพยาบาล มหาวทิ ยาลัยมหิดล โดยรวมแตกตา่ งกันอยา่ งมนี ัยสาคญั ทางสถิติที่ระดับ .05 เม่ือพจิ ารณาเป็นรายดา้ นพบวา่ นกั ศึกษา
ที่ศึกษาในชั้นปีที่ต่างกันมีทัศนะต่อการจัดสภาพแวดล้อมทางวิชาการระดับบัณฑิตศึกษา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
มหาวิทยาลัยมหิดล เกือบทุกด้านไม่พบความแตกต่างกัน ยกเว้นด้านการบริการนักศึกษาและด้านการวิจัย นักศึกษาท่ีศึกษาช้ันปีที่ 1
และ นักศึกษาท่ศี ึกษาชัน้ ปีท่ี 2 มีทศั นะแตกตา่ งจากนกั ศกึ ษาท่ีศกึ ษาสงู กวา่ ช้ันปที ี่ 2 อยา่ งมีนยั สาคัญทางสถติ ทิ ี่ระดบั .05

4. นักศึกษาที่ศึกษาในกลุ่มสาขาวิชาท่ีต่างกันมีทัศนะต่อการจัดสภาพแวดล้อมทางวิชาการระดับบัณฑิตศึกษา คณะ
แพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวทิ ยาลัยมหิดล โดยรวมไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านอาจารย์ท่ีปรึกษา ด้าน
การบริการนักศึกษา และด้านการวิจัย แตกต่างกัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนด้านหลักสูตรและด้านการจัดการเรียน
การสอน ไม่พบความแตกตา่ ง

อภปิ รายผล
1. การศึกษาทัศนะของนักศึกษาท่ีมีต่อสภาพแวดล้อมทางวิชาการระดับบัณฑิตศึกษา คณะแพทยศาสตร์ศิริราช

พยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โดยรวมและเป็นรายด้าน ใน 5 ด้าน คือ ด้านหลักสูตร ด้านการเรียนการสอน ด้านอาจารย์ที่
ปรึกษา ด้านการบริการนักศกึ ษา และด้านการวิจัย โดยรวมอย่ใู นระดบั มาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบวา่ ทกุ ด้านนักศึกษาเห็นด้วย
อยใู่ นระดบั มาก ผวู้ ิจัยขอนาเสนอการอภปิ รายเป็นรายด้านดังน้ี

1.1 ด้านหลักสูตร พบว่า นักศึกษาเห็นด้วยกับสภาพแวดล้อมทางวิชาการอยู่ในระดับมาก อาจเป็นเพราะ คณะ
แพทยศาสตร์ มีการจัดหลักสูตรในระดับบัณฑิตศึกษามีสาขาวิชาท่ีหลากหลายตรงกับความคาดหวงั ของนักศึกษาและหลักสูตรมีความ
ทันสมัยสอดคล้องกับความตอ้ งการของสงั คม อกี ทงั้ หลักสตู รยังส่งเสริมใหผ้ ู้เรียนสามารถวเิ คราะห์และแก้ปัญหาได้ ส่งเสรมิ ให้ผู้เรียนมี
ความคิดสร้างสรรค์ มีทักษะในการศึกษาเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยผลลัพธ์ของหลักสูตรมุ่งผลิตบัณฑิตให้เป็นผู้มีความรู้ความเช่ียวชาญใน
สาขาวิชาต่างๆ เพ่ือไปพัฒนาสังคมและประเทศ ดังท่ี อัจฉรา วัฒนาณรงค์ (2550, น.17) กล่าวว่า ในการผลิตบัณฑิตเพื่อเป็นกาลังใน
การพัฒนาประเทศ หลักสูตรและองค์ประกอบต่างๆ ทเ่ี กย่ี วกับหลักสูตร เปน็ ส่ิงที่มีความสาคัญ เน่ืองจากเป็นกรอบหรือแนวทางในการ
จัดการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษา เพื่อใหไ้ ด้บณั ฑิตท่ีมีคณุ ลกั ษณะและคุณสมบตั ิตามท่ีม่งุ หวัง ความรคู้ วามเข้าใจเกยี่ วกับความหมาย
และสาระสาคัญต่างๆ ของหลักสูตรและการสอน จึงเป็นสิ่งจาเป็นในการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาให้มีประสิทธิภาพ และทอง
อินทร์ วงโสธร (2549, น.72-74) กล่าวว่า หลักสูตรท่ีดีย่อมสามารถสร้างและผลิตบัณฑิตให้ สอดคล้องกับความต้องการของสังคมและ
เป็นหลักสูตรท่ีสนองความต้องการของนักศึกษาในสถาบันด้วย สอดคล้องกับงานวิจัยของนันนท์นภัส อัจฉริยบุตร (2557, น.136) ที่
ศึกษาทัศนะของนิสิตต่อสภาพแวดล้อมทางวิชาการมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พบว่า นิสิตเห็นด้วยกับสภาพแวดล้อมทางวิชาการ
ด้านหลักสูตรในระดบั มาก

1.2 ด้านการเรียนการสอน พบว่า นักศึกษาเห็นด้วยกับสภาพแวดล้อมทางวิชาการอยู่ในระดับมาก อาจเป็นเพราะ
การจดั การเรยี นการสอนเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตร ในรายวิชาต่างๆ อาจารย์ผู้สอนเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถในการสอน
เป็นอย่างดี มีการช้ีแจงจุดมุ่งหมายและรายละเอียดของของแต่ละรายวิชา วิธีการเรียน และการวัดประเมินผลให้ผู้เรียนทราบอย่าง
ชัดเจน ใช้สื่อการเรียนการสอนสมัยใหม่ สร้างบรรยากาศการเรียนการสอนที่ดี ส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดความกระตือรือร้นในการเรียน
นอกจากนี้ในส่วนของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในระดับบัณฑิตศึกษาซึ่งเป็นกระบวนการจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียนเกิดการ
เรียนรู้ด้วยวิธีต่างๆ เน้นให้ผู้เรียนมีทักษะในการวิจัย การคิดวิเคราะห์ เพื่อสร้างองค์ความรู้ข้ึนมาใหม่ได้ ประกอบกับส่ือและอุปกรณ์
การเรียนการสอนมีสภาพพร้อมใช้งาน ดังที่ธารง บัวศรี (2542, น.164-169) ได้กล่าวว่า จุดมุ่งหมายของหลักสูตรต้องสอดคล้องและ
ส่งเสริมค่านิยมของสังคม สนองต่อความต้องการของผู้เรียน แก้ปัญหาสังคม ต้องมีความสมดุลระหว่างความรู้และทักษะ และระหว่าง

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 284

ทฤษฎีกบั การปฏบิ ัติโดยสามารถนาไปปฏิบตั ิจริงได้ นอกจากน้ีกระบวนการเรียนการสอนต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนวิเคราะห์และแก้ปัญหา
ได้ และมีภาคปฏิบัติเพียงพอมีทักษะต่างๆ มีการศึกษาดูงานที่เป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอนทาให้ผู้เรียนเป็นผู้มีความรู้ในศาสตร์
ศึกษา ส่งเสริมความเป็นนักวิชาการ มีทักษะในการวิจัย และสามารถนาไปประกอบอาชีพได้ สอดคล้องกับงานวิจัยของปาจรีย์ สิริ
ปริญญา (2558, น. 79) ท่ีศึกษาสภาพแวดล้อมท่ีเก่ียวข้องกับการจัดการศึกษาในมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง พบว่า นักศึกษา
เห็นด้วยกับสภาพแวดล้อมท่ีเก่ียวข้องกับการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ในด้านการเรียนการสอนในระดับ
มาก

1.3 ด้านอาจารย์ที่ปรึกษา พบวา่ นักศึกษาเหน็ ด้วยกับสภาพแวดล้อมทางวิชาการอยู่ในระดับมาก อาจเป็นเพราะ ใน
การศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาอาจารย์ท่ีปรึกษามีบทบาทสาคัญอย่างย่ิงในการช้ีแนะ ให้คาปรึกษาเพื่อให้นักศึกษาดาเนินการทา
วิทยานิพนธ์ให้ประสบผลสาเร็จ ซ่ึงคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มีคณาจารย์ท่ีเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่หลากหลายซึ่งมี
ความเช่ียวชาญอย่างลึกซึ่งในศาสตร์ที่เก่ียวข้อง มีประสบการณ์ทางวิชาการสูง มีผลงานทางวิชาการทางสาขาวิชาที่สอนอยู่เสมอ
สามารถวเิ คราะห์ วพิ ากษ์ให้ข้อคดิ เห็นและข้อมูลป้อนกลับในการทาวิทยานพิ นธ์หรือข้อเสนอแนะทางด้านตา่ งๆ ให้กับนักศึกษาได้เป็น
อย่างดี นอกจากนี้อาจารย์ยังเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับนักศึกษาบนพ้ืนฐานของคุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณ เปิดโอกาสให้
นักศึกษาได้แลกเปล่ียนความรู้ทางวิชาการได้อย่างกว้างขวาง และจัดสรรเวลาให้นักศึกษาได้เข้าพบเพ่ือขอคาปรึกษาและคาแนะนาใน
การทาวิจัย ดังที่ สุวิมล ว่องวาณิช, นงลักษณ์ วิรัชชัย (2550, น.22) ได้กล่าวว่าอาจารย์ในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษา ท่ี
จัดการเรียนการสอนระดับบัณฑิตศึกษามีภารกิจสาคัญที่สุด คือ การสอนและการให้คาปรึกษาหรือควบคุมวิทยานิพนธ์ และการสอบ
วทิ ยานิพนธ์ของนิสิตนักศกึ ษาอย่างไรก็ดีแม้ว่าอาจารย์ทกุ คนจะสามารถสอนรายวชิ าได้ทุกคน แต่มิใช้ว่าอาจารย์ทุกคนจะสามารถเป็น
อาจารย์ท่ีปรึกษาวิทยานิพนธ์ได้ เพราะอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ต้องมีคุณสมบัติ และมีความรู้ความเช่ียวชาญสูงกว่าอาจารย์
ผู้สอนโดยท่ัวไป ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของทรงธรรม ธีระกุล (2547, น.18) ที่ได้ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสาเร็จในการทา
วิทยานิพนธ์ของมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยทักษิณ ได้สรุปว่า คุณลักษณะของอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ทั้งในด้านความรู้
ความสามารถ ความเชี่ยวชาญในสาขาวิชา ประสบการณ์ในการวจิ ัย ประสบการณ์ในการเป็นท่ีปรึกษาวิทยานิพนธ์ ความเอาใจใส่ ดูแล
ช่วยเหลือให้คาปรึกษานักศึกษา ตลอดจนความสัมพันธ์และทัศนะคติท่ีดีต่อนักศึกษาส่งผลอย่างมากต่อความสาเร็จในการทา
วทิ ยานิพนธ์ของนักศึกษา

1.4 ด้านการบริการนกั ศึกษา พบวา่ นักศกึ ษาเห็นด้วยกับสภาพแวดลอ้ มทางวิชาการอยู่ในระดับมาก อาจเป็นเพราะ คณะ
แพทยศาสตร์ มีการจัดบรกิ ารด้านต่างๆ ได้อยา่ งเหมาะสมเป็นอย่างดี และมที รัพยากรทอ่ี านวยความสะดวกและส่งเสรมิ การเรียนรู้ของ
ผู้เรียนได้อย่างเหมาะสม เพียงพอต่อความต้องการของนักศึกษา คือ มีการจัดปฐมนิเทศ มีการจัดสรรทุนการศึกษา มีระบบสวัสดิการ
ด้านการรักษาพยาบาลดูแลท้ังสุขภาพกายและสุขภาพใจท่ีเหมาะสม ในด้านห้องสมุดมีจานวนตารา หนังสือ เอกสารทางวิชาการ
วารสาร และทรัพยากรสารสนเทศ รวมถึงฐานข้อมูลสารสนเทศท่ีทันสมัย มีความหลากหลายตามสาขาวิชาที่เปิดสอน และเจ้าหน้าท่ีใน
ห้องสมุดมีความเต็มในการให้บริการ มีการให้บริการทางระบบออนไลน์เพ่ือเพ่ิมความสะดวกและรวดเร็วให้กับนักศึกษา มีเคร่ือง
คอมพิวเตอร์ไว้บรกิ ารนักศึกษา เพิ่มระบบเครือข่ายสัญญาณอนิ เตอร์เน็ต WIFI ใหค้ รอบคลุมพ้ืนที่มากยง่ิ ขึ้น ในส่วนของห้องปฏิบตั ิการ
ทางวิทยาศาสตร์ มีอุปกรณ์และเคร่ืองมือท่ีมีความทันสมัย คลอบคลุมการทาวิจัยในทุกสาขา ดังท่ี อัจฉรา วัฒนาณรงค์ (2545, น. 9)
กล่าวว่า การจัดบริการนักศึกษาเป็นงานท่ีช่วยเอื้ออานวยและสนับสนุนให้ผู้เรียนมีความพร้อมในการเรียน และได้รับความสะดวก
ตลอดระยะเวลาท่ีศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย สถาบันอุดมศึกษาควรจัดข้ึนเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างมีคุณภาพและ
ประสิทธิภาพ มีอาคารสถานที่ที่เอื้ออานวยตอ่ การจัดการเรียนการสอน มีห้องสมุด ตารา หนังสือ วารสาร มีเครื่องคอมพิวเตอร์ สื่อการ
เรียนการสอน และวัสดุอุปกรณ์ที่เอื้ออานวยต่อการสืบค้น และเสาะแสวงหาความรู้ท้ังภายในและภายนอกประเทศ มีบรรยากาศที่
เสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ ใฝ่เรียนใฝ่รู้ของผู้เรียน สอดคล้องกับผลการวิจัยของ วัชราวลี วัชรีวงศ์ ณ อยุธยา (2551, น. 100) ท่ี
ศึกษาทัศนะของนักศึกษาที่มีต่อสภาพแวดล้อมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี พบว่า นักศึกษาระดับ
ปริญญาตรแี ละนกั ศกึ ษาระดับบัณฑิตศกึ ษาเหน็ ด้วยกบั สภาพแวดล้อมทางวิชาการดา้ นการจดั บรกิ ารทางวิชาการในระดบั มาก

1.5 ด้านการวิจัย พบว่า นักศึกษาเห็นด้วยกับสภาพแวดล้อมทางวิชาการอยู่ในระดับมาก อาจเป็นเพราะ คณะ
แพทยศาสตร์ มีการสง่ เสริม สนบั สนุน ทรัพยากรในการดาเนินการวจิ ัยในด้านต่างๆ คือ มีการจดั หนว่ ยงานในการให้บรกิ ารเก่ียวกับการ
ให้ความรู้ ให้คาปรึกษาในการดาเนินการวิจัย มีการจัดอบรม ประชุม สัมมนาเพื่อเสริมทักษะความรู้เกี่ยวกับการทาวิจัยและเผยแพร่
แลกเปลี่ยนประสบการณ์การทาวิจัยให้กับนักศึกษา มีห้องปฏิบัติการเครื่องมือกลางของคณะฯ ท่ีมีเคร่ืองมืออุปกรณ์สนับสนุนในการ
ทาวิจัยให้แก่นกั ศกึ ษา จดั สรรทุนเพ่ือสนบั สนุนการทาวจิ ัยให้กับนักศึกษา รวมถึงมีการรวบรวมข้อมูลประชาสมั พันธท์ ่ีเก่ียวข้องกบั การ
ทาวิจัยแหล่งเงินทนุ สนับสนุนการวิจยั ท้ังภายในและภายนอกคณะฯ ผา่ นเวบ็ ไซต์ของงานวิจัยของคณะฯ ดังท่ี วิจารณ์ พานชิ (2546, น.

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 285

7-12) ได้กล่าวว่า สถาบันอุดมศึกษาควรสร้างบรรยากาศสร้างสรรค์ สนับสนุนความเป็นอิสระ ความคล่องตัว และความสะดวกในการ
วิจัยของบุคลากรและนักศึกษาในลักษณะต่างๆ เช่น สามารถให้ใช้ห้องปฏิบัติการและเคร่ืองมือในการวิจัยได้อย่างเต็มที่ ส่งเสริมการ
แลกเปล่ียนความคิดเห็นและประสบการณ์วิจัยระหว่างคณาจารย์ด้วยกันเอง และระหว่างนักเรียนและคณาจารย์ สรา้ งบรรยากาศท่ียก
ย่องยอมรับผู้ที่มีผลงานดีเด่น และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างการวิจัยกับภารกิจด้านอ่ืนๆ เพื่อให้เกิดพลังสงู สุดและคมุ้ ค่าในทรัพยากร
ทมี่ อี ยอู่ ยา่ งจากัด

2. ผลการศึกษาเปรียบเทียบทัศนะของนักศึกษาที่มีต่อสภาพแวดล้อมทางวิชาการระดับบัณฑิตศึกษาคณะแพทยศาสตร์ศิริ
ราชพยาบาล มหาวิทยาลยั มหดิ ล จาแนกตาม ระดบั การเรียน ชัน้ ปี และกลมุ่ สาขาวชิ า ผวู้ ิจัยขอเสนอการอภปิ รายผล ดังน้ี

2.1 นักศึกษาท่ีมีระดับการเรียนต่างกันมีทัศนะต่อการจัดสภาพแวดล้อมทางวิชาการระดับบัณฑิตศึกษา คณะ
แพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โดยรวมและในแต่ละด้าน แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งตรง
กับสมมติฐานที่ต้ังไว้ ยกเว้นด้านหลักสูตรท่ีไม่พบความแตกต่าง ทั้งน้ีอาจเป็นเพราะความแตกต่างในเร่ืองของคุณวุฒิและวัยวุฒิ
นกั ศึกษาปรญิ ญาเอกมีประสบการณ์และวุฒิภาวะสงู กว่านักศกึ ษาปริญญาโท อีกทงั้ นักศึกษาปริญญาเอกได้ผ่านกระบวนการเรียนการ
สอนในระดับบัณฑิตศึกษามาแล้ว แต่นักศึกษาปริญญาโทซ่ึงเพิ่งผ่านการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรีซึ่งอาจจะยังติดพฤติกรรม
การเรียนแบบที่อาจารย์จะต้องคอยป้อนข้อมูลซึง่ แตกต่างกับระดบั บัณฑิตศึกษาที่มุ่งเน้นให้นักศึกษาศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง อาจารย์
จะมีหน้าที่ในการให้คาแนะนา ปรึกษาเท่านั้น มีรูปแบบการเรียนการสอนท่ีมุ่งเน้นให้นักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติ การทางานในสถานการณ์
จริง เน้นการเสริมทักษะ ในการคิดวิเคราะห์ การวิจัย และทักษะในการเป็นนักวิชาการและวชิ าชีพเพ่ือท่ีจะนาไปใช้ในการทางานต่อไป
เพ่ือพัฒนาองค์ความรู้ใหม่โดยผ่านการวิจัยและนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษาจะต้องทาวิทยานิพนธ์ซึ่งเป็นการจะฝึกให้นักศึกษา
จะต้องวางแผนการการเรียนรู้ด้วยตนเองตามความสนใจของตนเอง ทาให้นักศึกษาปริญญาเอกมองสภาพแวดล้อมทางวิชาการในด้าน
การเรยี นการสอน ด้านอาจารย์ทปี่ รกึ ษา ด้านการบรกิ ารนักศึกษาและดา้ นการวจิ ัยแตกต่างกับนักศึกษาปรญิ ญาโท ดังที่ อัจฉรา ธรรมา
ภรณ์ (2546, น.1) การจัดการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาเป็นการศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่ต้องการยกระดับคุณภาพของทรัพยากร
มนุษย์ โดยมหาวิทยาลัยเป็นแหล่งผลิตกาลังคนที่มีความสาคัญ การศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาในมหาวิทยาลัยทุกแห่ง มุ่งเน้นให้ผู้เรียน
คิดค้น แสวงหา และพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ วิธีการเรียนต้องอาศัยความกระตือรือร้นต่อการรับรู้ การแสวงหาความรู้ และการ
เปลี่ยนแปลงใหม่ จะต้องรู้แหล่งความรู้แล้วนามาวิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ กลั่นกรอง ทดสอบ ตลอดจนการแลกเปล่ียนความคิดเห็น
ระหว่างอาจารย์ผู้สอนและเพื่อนร่วมห้อง มีการทาวิจัยเพื่อวิทยานิพนธ์ซ่ึงเป็นส่วนสาคัญอย่างย่ิงในกระบวนการศึกษาระดับ
บัณฑิตศึกษา ซึ่งให้ความสาคัญกับการเรียนรู้โดยผ่านกระบวนการวิจัย สอดคล้องกับงานวิจัยวัชราวลี วัชรีวงศ์ ณ อยุธยา (2551, น.
104) ที่ศึกษาทัศนะของนักศึกษาที่มีต่อสภาพแวดล้อมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี พบว่า นักศึกษา
ระดับปริญญาตรีและนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษามีทัศนะต่อสภาพแวดล้อมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า
ธนบุรีโดยรวมแตกต่างกนั

2.2 นักศึกษาที่ศึกษาในช้ันปีท่ีต่างกันมีทัศนะต่อการจัดสภาพแวดล้อมทางวิชาการระดับบัณฑิตศึกษา คณะ
แพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถติ ิที่ระดบั .05 ซ่งึ สอดคล้องกับสมมติฐาน
ท่ีต้ังไว้ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะการจัดการเรียนการสอนในแต่ละชั้นปีมีระดับความยากง่ายที่แตกต่างกันตามระดับช้ันปีที่สูงข้ึน จุดเน้นใน
แต่ละช่วงช้ันเรียนที่แตกต่างกันตามแผนการศึกษา คือ 1. หลักสตู รปริญญาโท โดยแบ่งการศึกษาเป็น 2 แผน คือ แผน ก เป็นแผนการ
ศึกษาท่ีเน้นการวิจยั โดยการมีการทาวทิ ยานิพนธ์ แผน ข เปน็ แผนการศึกษาท่ีเน้นการศึกษางานรายวชิ า โดยไม่ตอ้ งทาวทิ ยานิพนธ์ แต่
ตอ้ งมีการค้นคว้าอิสระ 2. หลักสูตรปริญญาเอก แบ่งการศึกษาเป็น 2 แบบ โดยเน้นการวจิ ัยเพื่อพฒั นานักวิชาการและนักวิชาชพี ช้ันสูง
คือ แบบ 1 เป็นแผนการศึกษาที่เน้นการวิจัยโดยมีการทาวิทยานิพนธ์ท่ีก่อให้เกิดความรู้ใหม่ สถาบันอุดมศึกษาอาจกาหนดให้เรียน
รายวิชาเพ่ิมเติมหรือทากิจกรรมทางวิชาการอ่ืนเพ่ิมข้ึนก็ได้โดยไม่นับหน่วยกิต แต่จะต้องมีผลสัมฤทธ์ิตามท่ีสถาบันอุดมศึกษากาหนด
แบบ 2 เป็นแผนการศึกษาที่เน้นการวิจัย โดยมีการทา วิทยานิพนธ์ท่ีมีคุณภาพสูงและก่อให้เกิดความก้าวหน้าทางวิชาการและวิชาชีพ
และศึกษางานรายวิชาเพ่ิมเติม กระทรวงศึกษาธิการ (2558, น. 14 - 15) สอดคล้องกับภราดร อ่อนแก้ว (2552, น. 98) ได้ศึกษาเร่ือง
สภาพแวดล้อมท่ีเก่ียวข้องกับการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัยมหามงกุฏราชวิทยาลัยในทัศนะของนักศึกษา พบว่า นักศึกษาท่ีกาลัง
ศึกษาในระดับชั้นปีที่ต่างกัน มีทัศนะต่อสภาพแวดล้อมที่เก่ียวข้องกบั การจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัยโดยรวม
แตกต่างกัน อย่างมีนยั สาคญั ทางสถติ ิท่ีระดับ .05 และเม่ือพจิ ารณาเปน็ รายดา้ น พบว่า นกั ศกึ ษาท่ีกาลงั ศึกษาในระดับช้ันปีท่ีตา่ งกนั มี
ทัศนะต่อสภาพแวดล้อมท่ีเก่ียวข้องกับการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย ด้านการเรียนการสอน ด้านอาจารย์
ผสู้ อน ด้านการบริการนักศึกษา และด้านอาคารสถานที่แตกตา่ งกัน อยา่ งมีนัยสาคัญทางสถิติท่รี ะดบั .05

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 286

เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า นักศึกษาท่ีศึกษาในช้ันปีท่ีต่างกันมีทัศนะต่อการจัดสภาพแวดล้อมทางวิชาการระดับ
บัณฑิตศึกษา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เกือบทุกด้านไม่พบความแตกต่างกัน ยกเว้นด้านการบริการ
นักศึกษาและด้านการวิจยั นกั ศึกษาทศี่ ึกษาช้ันปีที่ 1 และ นักศกึ ษาที่ศกึ ษาชัน้ ปที ่ี 2 มที ัศนะแตกตา่ งจากนักศึกษาทีศ่ กึ ษาสูงกว่าชั้นปี
ท่ี 2 อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งน้ีอาจเป็นเพราะนักศึกษาช้ันปีที่ 1 และช้ันปีท่ี 2 อยู่ในช่วงของการเรียนรู้ในภาคทฤษฎี
และปฏิบัติเบ้ืองต้นที่จะต้องปรับพื้นฐานและเร่ิมเรียนรายวิชาท่ีเฉพาะของสาขาวิชาในระดับที่สูงข้ึนตามลาดับ การจัดการเรียนการ
สอนในแต่ละชั้นปีมีระดับความยากง่ายที่แตกต่างกันตามระดับช้ันปีท่ีสูงข้ึน แต่ในช่วงของระดับชั้นท่ีสูงกว่าชั้นปีท่ี 2 จะเน้นไป
ทางการทาวิจัยเพื่อวิทยานิพนธ์ จึงมีความคาดหวังในการจัดสภาพแวดล้อมทางด้านการบริการนักศึกษาและด้านการวิจัยท่ีจะส่งเสริม
สนับสนุนให้ดาเนนิ การวิจัยได้สาเร็จ และมากกว่านักศึกษาชั้นปีท่ี 1 และชั้นปีที่ 2 จึงทาให้มีทัศนะแตกต่างกนั ดังที่ วิทยากร เชียงกูล
(2548, น. 14-15) กล่าวว่า ปัจจัยที่เป็นตัวกาหนดทัศนะของบุคคลเกดิ จากความแตกต่างส่วนบุคคล เช่น ผู้ท่ีมีระดับการศึกษาหรือชั้น
ปีท่ีต่างกนั อาจมีทัศนะหรอื ประสบการณ์ต่อเรื่องใดเร่ืองหนึ่งตา่ งกันตามสิ่งที่ได้เรียนร้มู า สอดคล้องกับจันทร์เพ็ญ หงสท์ อง (2545, น.
87) ที่ได้ศึกษาสภาพแวดล้อมท่ีเกี่ยวข้องข้องกับการจัดการศึกษา คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ตามทัศนะของ
นิสิตแพทย์ พบว่า นักศึกษาท่ีศึกษาในช้ันปีท่ีต่างกันมีทัศนะต่อสภาพแวดล้อมที่เก่ียวข้องกับการจัดการศึกษา คณะแพทยศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยศรีนครนิ ทรวโิ รฒ ในแตล่ ะด้านและโดยรวมแตกต่างกัน

2.3 นักศกึ ษาที่ศึกษาในกลุ่มสาขาวชิ าที่ต่างกันมีทศั นะต่อการจัดสภาพแวดล้อมทางวชิ าการระดบั บัณฑิตศกึ ษา คณะ
แพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โดยรวมไม่แตกต่าง ซึ่งไม่เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ ทั้งนี้อาจเน่ืองมาจากการ
นักศึกษาทั้งในกลุ่ม Clinical Science และ ในกลุ่ม Bio-Medical Science ได้เรียนในสภาพแวดล้อมแต่ละสาขาวิชาท่ีตรงตามความ
ต้องการของผู้เรียน ประกอบกับคณะฯ ได้มีการจัดกิจกรรมวิชาการต่างๆ ท่ีนักศึกษาได้ทากิจกรรมร่วมกันทางวิชาการในด้านต่างๆ
เช่น การทัศนศึกษา ดูงาน การเข้าอบรมฟังบรรยายทางวิชาการในกลุ่มสาขาต่างๆ สร้างบรรยายทางวิชาการ มีเวที ประชุมวิชาการให้
นักศึกษาได้ร่วมกันแลกเปล่ียนความคิดเห็นกัน ซ่ึงจะช่วยเสริมสร้างความรู้และประสบการณ์การพัฒนาตนเองของนักศึกษา ทาให้
นักศึกษาต่างกลุ่มสาขามีมุมมองไปในทางเดียวกันส่งผลให้นักศึกษามีทัศนะต่อสภาพแวดล้อมทางวิชาการไม่แตกต่าง ดังท่ี สุชาดา สุ
ธรรมรักษ์ (2545, น.127) ได้กล่าวไว้ว่าการจัดการเรียนการสอน การสร้างบรรยากาศการเรียนการสอนที่ดีย่อมมีส่วนสาคัญต่อการ
พัฒนาการเรียนรู้ของนักศึกษาได้ ผู้สอนท่ีดีนอกจากมีความรู้ดีแล้วการตระหนักถึงความสาคัญของบรรยากาศการเรียนการสอน และ
พยายามส่งเสริมให้การเรียนการสอนในช้ันเรียนดาเนินไปอย่างสร้างสรรค์นับเป็นปัจจัยอีกประการ หนึ่งที่จะช่วยให้นักศึกษาเกิดการ
เรียนรู้สมตามความมุ่งหมายของการจัดการเรียนการสอน ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ สุมิตรา ชิตามร (2546, น. 77) ซ่ึงได้ทาการ
วจิ ัยเกี่ยวกับเร่ือง ทัศนะของ นิสิตที่มีต่อสภาพแวดล้อมมหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวิโรฒ พบว่า นิสิตท่ีศึกษาในกลุ่มคณะวิชา ต่างกัน มี
ทศั นะต่อสภาพแวดล้อมมหาวิทยาลัยศรนี ครนิ ทรวิโรฒโดยรวมไมแ่ ตกต่างกัน

เม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านอาจารย์ที่ปรึกษา ด้านการบริการนักศึกษา และด้านการวิจัย แตกต่างกัน อย่างมี
นัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทงั้ น้อี าจเน่ืองมาจากด้วยบรบิ ทการทางานของอาจารย์ในกลุ่ม Clinical Science กบั กลุม่ อาจารยใ์ นกลุ่ม
Bio-Medical Science มีความรู้ ความเชี่ยวชาญแตกต่างกันไปตามสาขาวิชา เทคนิคและวิธีการสอนย่อมใช้วิธีท่ีต่างกันเพื่อให้เกิด
ประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน ในด้านการบริการนักศึกษาและด้านการวิจัยสืบเน่ืองจากบริบทการเรียนรู้ในท้ังสองกลุ่มสาขามี
ความแตกต่างกันทาให้รูปแบบความต้องการในการใช้สงิ่ อานวยความสะดวกในแตล่ ะด้านย่อมแตกต่างกนั ไปตามสภาพการเรยี นของแต่
ละสาขาวิชาด้วย ดังที่ ไพฑูรย์ สินลารัตน์ (2525, น. 222-223) ที่กล่าวว่าผู้เรียนในแต่ละสาขาวิชามีแบบการเรียนที่แตกต่างกัน การ
ดาเนินการสอนผสู้ อนควรคานงึ ถึงความแตกต่างระหว่างสาขาท่เี รยี นด้วยและวธิ ีการสอนให้เหมาะสมสอดคล้องกับธรรมชาติของผูเ้ รยี น

ขอ้ เสนอแนะ
ข้อเสนอแนะทั่วไป
1. ด้านหลกั สตู ร ควรมกี ารสง่ เสรมิ ใหผ้ ู้เรียนมที ักษะดา้ นความคิดรเิ รมิ่ สรา้ งสรรค์ โดยมกี ารจดั กิจกรรมเสรมิ หลกั สูตรทช่ี ่วย

ส่งเสรมิ กระบวนการเรียนร้ทู ่ีเป็นการพฒั นาผู้เรยี นในดา้ นความคดิ สรา้ งสรรคเ์ พม่ิ มากขนึ้ เพ่ือสนับสนนุ ใหน้ ักศึกษามีทักษะการเรียนรู้
ครบทุกดา้ น

2. ด้านการจัดการเรียนการสอน ควรมีการสารวจความพรอ้ มใช้และประสิทธิภาพของอุปกรณส์ นับสนุนการเรียนต่างๆ เป็น
ประจา มีการวางแผนซ่อมบารุงและมีการวางแผนจัดซ้ืออุปกรณ์ใหม่โดยมีการกาหนดผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อ
การจัดการเรยี นการสอนนักศกึ ษาจะได้เรียนรู้อยา่ งเตม็ ที่

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 287

3. ด้านอาจารย์ท่ีปรึกษา ควรพิจารณาจัดหาผู้ช่วยสอน ผู้ช่วยวิจัย เพื่อให้อาจารย์สามารถจัดสรรเวลาให้นักศึกษาเข้าพบใน
การขอคาปรึกษาในเรื่องตา่ งๆ ได้

4. ด้านการบริการนักศึกษา ควรเพ่ิมจุดสัญญาณอินเตอร์เน็ตและเพ่ิมเครือข่ายสัญญาณอินเตอร์เน็ตโดยอาจจะขอความ
รว่ มมือกับบริษัทเอกชน เพื่อพัฒนาระบบอินเตอร์เน็ตของคณะฯ ให้มีความรวดเร็ว และนักศึกษาสามารถใช้งานไดค้ ลอบคลุมทุกพื้นท่ี
ภายในคณะฯ เพอ่ื ใหน้ ักศกึ ษาได้สืบค้นขอ้ มูลความรู้ทางวิชาการและงานวิจยั สนบั สนนุ ให้นกั ศกึ ษาบรรลุผลแหง่ การเรยี นรู้มากที่สุด

5. ดา้ นการวจิ ยั ควรพิจารณาใชร้ ะบบออนไลน์มาช่วยสนับสนุนในขนั้ ตอนการเบิกจ่ายเงินทุนการวิจยั เพื่อลดขนั้ ตอนความ
ซบั ซ้อนในการเบิกเงินทุนให้กับผรู้ ับทนุ มคี วามสะดวกในการเบิกเงินทุนมากย่ิงข้นึ

ขอ้ เสนอแนะในการวิจยั ครง้ั ต่อไป
1. ควรทาวิจยั เปรยี บเทียบสภาพแวดล้อมทางวิชาการระดับบณั ฑิตศึกษาของคณะแพทยศาสตรศ์ ิรริ าชพยาบาล กับคณะ
อืน่ ๆ ท่ีมกี ารจดั การเรยี นการสอนอยู่ทว่ี ทิ ยาเขตบางกอกน้อยเหมือนกัน
2. ควรทาวิจัยเปรียบเทยี บสภาพแวดล้อมทางวิชาการระดับบัณฑิตศกึ ษาของคณะแพทยศาสตร์ศริ ริ าชพยาบาล โดยศึกษา
ตวั แปรตน้ จาแนกตามแผนการศึกษา สถานภาพของนักศึกษา นักศึกษาไทยกบั นักศึกษาต่างชาติ
3. ควรศกึ ษาสภาพแวดล้อมทางวิชาการของระดับบัณฑติ ศึกษาคณะแพทยศาสตรศ์ ิริราชพยาบาล ดว้ ยระเบยี บวิธวี จิ ยั เชิง
คณุ ภาพ หรอื ดว้ ยวธิ ี Focus Group กบั นักศึกษาปริญญาโท นักศึกษาปรญิ ญาเอก ท่ีเปน็ คนไทยและต่างชาติ เพื่อจะได้รบั ขอ้ มลู เชิงลึก
จากนักศึกษาทั้งหมด

กติ ตกิ รรมประกาศ
ปริญญานิพนธ์ฉบับนี้สาเร็จได้ด้วยความกรุณาจาก อาจารย์ ดร.ประภัศรา ธโนศวรรย์ อาจารย์ท่ีปรกึ ษาปริญญานิพนธ์หลัก

ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.จักรกฤษณ์ โปณะทอง อาจารย์ที่ปรึกษาปริญญานิพนธ์ร่วม ท่ีได้เสียสละเวลาอันมีค่าเพ่ือให้คาปรึกษา แนะนา
ตรวจสอบ และชว่ ยแกไ้ ขขอ้ บกพร่องต่างๆ ในการจัดทางานวจิ ัยน้ีทุกข้นั ตอนจนสาเร็จสมบูรณ์ ผู้วจิ ัยขอกราบขอบพระคุณเป็นอยา่ งสูง
ไว้ ณ ที่นี้ และขออกราบขอบพระคุณคณาจารย์ในสาขาวิชาการอดุ มศึกษาที่ได้ประสิทธ์ิประสาทวิชาความรอู้ ันทรงค่าแก่ผ้วู ิจัย รวมถึง
เพื่อนนิสิตปริญญาโท สาขาวชิ าอุดมศกึ ษา รหสั 57 ทกุ ท่านท่ีช่วยให้คาปรกึ ษา แนะนา ใหก้ าลังใจและชว่ ยเหลือตลอดมา

ขอกราบขอบพระคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์สรชัย ศรีสุมะ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. จตุพล ยงศร และผู้ช่วย
ศาสตราจารย์ ดร.มนตา ตุลย์เมธาการ ที่ได้ให้ความอนุเคราะห์ตรวจสอบคุณภาพเคร่ืองมือการวิจัย และคาแนะนาอันเป็นประโยชน์
และทรงคุณค่าย่งิ

ขอขอบคุณคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ท่ีมอบทุนการศึกษาเล่าเรียนในคร้ังนี้ คณบดี หัวหน้าภาควิชานิติเวช
ศาสตร์ คณาจารย์และเพื่อนร่วมงานในสานักงานและหน่วยการศึกษาและวิจัยภาควิชานิติเวชศาสตร์ทุกท่าน ที่ให้โอกาส ให้ความ
ชว่ ยเหลือในทกุ ด้านแก่ผวู้ ิจยั ตลอดมา และขอขอบคุณนกั ศกึ ษาบัณฑิตศึกษา คณะแพทยศาสตรศ์ ิริราชพยาบาล มหาวทิ ยาลัยมหิดล ท่ี
กรุณาให้ความร่วมมือในการตอบแบบสอบถามเป็นอย่างดี ตลอดจนหัวหน้าภาควิชาและเจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานของทุกภาควิชาท่ีให้
ความชว่ ยเหลอื ในการเกบ็ ข้อมูลวจิ ัย

ขอกราบขอบพระคุณบิดา มารดา คุณป้า คุณน้าทุกท่านในครอบครัวที่ไม่สามารถกล่าวนามในท่ีน้ีได้ท้ังหมด ท่ีคอยเป็นแรง
สนบั สนนุ เป็นกาลงั ใจท่ีสาคญั ยิง่ แกผ่ วู้ จิ ยั ในการทาปริญญานพิ นธ์ฉบับนจี้ นสาเรจ็ ลลุ ่วงไปดว้ ยดี

สุดท้ายน้ีคุณค่าของปริญญานิพนธ์ฉบับน้ี ผู้วิจัยขอมอบเป็นเคร่ืองบูชาพระคุณบิดา มารดา ครู อาจารย์ และบุคคลที่มี
พระคณุ และเคารพรักทกุ ทา่ น

เอกสารอา้ งองิ
กรมวิชาการ กระทรวงศกึ ษาธิการ. (2544). เอกสารชดุ เทคนิคการจัดกระบวนการเรียนรทู้ ีผ่ เู้ รียนสาคญั ทีส่ ุด. กรุงเทพฯ: ศนู ยพ์ ัฒนา

หลกั สูตร กรมวิชาการ.
กระทรวงศึกษาธิการ. (2545). พระราชบญั ญัติการศึกษาแห่งชาตพิ ุทธศักราช 2542 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบบั ที่ 2) พ.ศ. 2545.

กรุงเทพฯ: องค์การรับส่งสินค้าและพัสดภุ ัณฑ์.
กระทรวงศกึ ษาธิการ. (2558). ประกาศกระทรวงศึกษาธกิ าร เร่ือง เกณฑม์ าตรฐานหลกั สูตรระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ. 2558. กรงุ เทพฯ:

กระทรวงศกึ ษาธิการ.

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 288

คณะแพทยศาสตร์ศริ ริ าชพยาบาล. (2558). หลักสตู รบณั ฑิตศึกษา. สืบคน้ จาก
http://www1.si.mahidol.ac.th/ education/postgraduate/history

จันทร์เพ็ญ หงษ์ทอง. (2545). สภาพแวดล้อมท่ีเก่ียวข้องข้องกับการจัดการศกึ ษาของคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลยั
ศรนี ครนิ ทรวิโรฒตามทัศนะของนิสิตแพทย์ (ปรญิ ญานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต), มหาวิทยาลยั ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ, กรงุ เทพฯ.

ชนิตา รักษ์พลเมือง. (2549). อาจารย์ท่ีปรึกษาวิทยานพิ นธ:์ หน้าทแ่ี ละบทบาท. กรุงเทพฯ: สานักงานคณะกรรมการการอดุ มศึกษา.
ทรงธรรม ธรี ะกลุ . (2547). ปัจจัยที่ส่งผลตอ่ ความสาเรจ็ ในดารทาวิทยานิพนธ์ของมหาบัณฑติ มหาวิทยาลัยทกั ษิณ. สานักงาน

บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั ทักษิณ.
ทองอินทร์ วงโสธร. (2549). ระบบอุดมศึกษาไทย. กรุงเทพฯ: สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาต.ิ
ธารง บัวศร.ี (2542). ทฤษฎีหลักสูตรและการออกแบบพัฒนา. กรุงเทพฯ: ธนวัชการพิมพ์.
นนั ทน์ ภสั อจั ฉริยบตุ ร. (2557). ทศั นะของนิสิตต่อสภาพแวดล้อมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ (ปรญิ ญานิพนธ์

ปริญญามหาบณั ฑติ ), มหาวทิ ยาลัยศรีนครนิ ทรวิโรฒ, กรุงเทพฯ.
บุญเชดิ ภิญโญอนนั ตพงษ.์ (2547). การวัดประเมินการเรยี นรู้ (การวดั ประเมนิ แนวใหม่). [เอกสารประกอบคาสอน]. กรุงเทพฯ: คณะ

ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวิโรฒ.
ปาจรีย์ สริ ิปริญญา. (2558). สภาพแวดล้อมที่เกีย่ วขอ้ งกับการจดั การศกึ ษาในหมาวิทยาลยั ราชภัฏหม่บู า้ นจอมบึง (ปริญญานิพนธ์

ปริญญามหาบณั ฑติ ), มหาวทิ ยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ, กรงุ เทพฯ.
ไพฑูรย์ สินลารตั น.์ (2525). หลักการและวธิ ีการสอนระดบั อดุ มศึกษา. กรุงเทพฯ: ภาควชิ าอุดมศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
พระมหาปราโมทย์ วงศร์ าพันธ์. (2548). สภาพแวดลอ้ มท่ีเก่ยี วขอ้ งกับการจดั การเรยี นการสอนของคณะพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหา

จุฬาลงกรณราชวิทยาลัยสว่ นกลางในทศั นะของพระนิสิต. (ปรญิ ญานิพนธป์ ริญญามหาบัณฑติ ). มหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวิ
โรฒ, กรุงเทพฯ.
วชั ราวลี วัชรวี งศ์ ณ อยธุ ยา. (2551). ทศั นะของนักศกึ ษาที่มีตอ่ สภาพแวดล้อมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกลา้
ธนบุรี (ปรญิ ญานิพนธ์ปรญิ ญามหาบณั ฑติ ), มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ, กรุงเทพฯ.
วจิ ารณ์ พานิช. (2540). การพัฒนาการวจิ ัยในมหาวิทยาลัย. กรงุ เทพฯ: จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
วชิ ยั ตันสิร.ิ (2549). อดุ มการณท์ างการศึกษา: ทฤษฎแี ละภาคปฏบิ ัติ. กรงุ เทพฯ: สานักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั .
วิทยากร เชียงกลู . (2548). เรยี นลึก ร้ไู ว ใชส้ มองอย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ. กรุงเทพฯ: อมรนิ ทร์พร้นิ ตงิ้ แอนดพ์ บั ลิชชง่ิ .
ภราดร ออ่ นแก้ว. (2552). สภาพแวดล้อมทีเ่ กีย่ วข้องกับการจดั การศกึ ษาของมหาวิทยาลยั มหามกฏุ ราชวิทยาลัยในทัศนะของนักศึกษา
(ปรญิ ญานิพนธ์ปริญญามหาบณั ฑิต), มหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวิโรฒ, กรงุ เทพฯ.
สาเนาว์ ขจรศลิ ป.์ (2542). มติ ิใหม่ของกิจการนักศกึ ษา 2: การพัฒนานกั ศึกษา. กรุงเทพฯ: ภาควิชาการศึกษา คณะศกึ ษาศาสตร์
มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร.์
สุชาดา สธุ รรมรักษ์. (2545). ปจั จยั เชิงสาเหตทุ มี ีอ่ ทิ ธพิ ลตอ่ การพัฒนาการเรยี นรู้ของนสิ ิตช้นั ปที ี่ 1 มหาวทิ ยาลยั ศรี
นครินทรวโิ รฒ: การวิเคราะห์โมเดลลสิ เรลทม่ี ตี วั แปรแฝง. กรุงเทพฯ: สาขาวิชาการอดุ มศกึ ษา คณะศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวิโรฒ.
สมุ ิตรา ชติ ามร. (2546). ทัศนะของนสิ ติ ที่มตี อ่ สภาพแวดลอ้ มมหาวิทยาลัยศรนี ครนิ ทรวิโรฒ (ปริญญานิพนธ์ปรญิ ญามหาบัณฑติ ),
มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ, กรุงเทพฯ.
สุวพร ต้ังสมวรพงษ์. (2545). การพัฒนาบัณฑิตในศตวรรษท่ี 21. กรุงเทพฯ: พริน้ ต์โพร.
สวุ มิ ล ว่องวาณชิ ; นงลักษณ์ วิรัชชัย. (2550). แนวทางการให้คาปรึกษาวทิ ยานพิ นธ.์ กรงุ เทพฯ: ศูนยต์ าราและเอกสารทางวิชาการ
คณะครศุ าสตร์ จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั .
อัจฉรา ธรรมาภรณ.์ (2546). รายงานการวิจัยเรอื่ ง ปัจจัยทส่ี ง่ ผลตอ่ ระยะเวลาสาเร็จการศึกษาของนกั ศึกษาระดบั มหาบัณฑิต
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร.์ ปัตตานี: บัณฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.
อจั ฉรา วัฒนาณรงค์. (2545). สมั มนาปญั หาด้านวิชาการในระดับอุดมศกึ ษา [เอกสารประกอบการสอน]. กรุงเทพฯ: สาขาการ
อดุ มศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
อจั ฉรา วัฒนาณรงค์. (2551). การสอนทีม่ ปี ระสิทธิภาพระดบั อุดมศึกษา. กรงุ เทพฯ: สนิ ทวีการพมิ พ์.
Astin, Alexander W. (1968). The College Environment. Washington, D.C.: American Council on Education.
Cronbach Lee Joseph. (1984). Essentials of Psychological Testing. New York: Harper and Row.

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 289

การพฒั นาทกั ษะการบริหารของผ้บู ริหารสถานศึกษา
ในสงั กดั สานกั งานพืน้ ที่การศกึ ษามธั ยมศึกษาเขต 1 กรงุ เทพมหานคร ในยุคไทยแลนด์ 4.0

DEVELOPMENT OF ADMINISTATIVE SKILLS OF EDUCATIONAL MANAGER
THE SECONDARY EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE 1 BANGKOK IN THAILAND 4.0 VERSION

นิภาธร มลุ กุณี, ชนกนารถ บุญวฒั นะกุล, กมั ปนาท บรบิ รู ณ,์ สมบรู ณ์ บูรศิรริ กั ษ์
E-mail: [email protected]

บทคัดยอ่
การพัฒนาทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษาเขต 1

กรุงเทพมหานคร ในยุคไทยแลนด์ 4.0 มีวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อ 1) ศึกษาปัญหาทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาใน
สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศกึ ษาเขต 1 กรุงเทพมหานคร 2) ศกึ ษาระดับทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาในสานักงาน
เขตพื้นทีก่ ารศึกษามัธยมศึกษาเขต 1 กรุงเทพมหานคร และ 3) เพื่อนาเสนอแนวทางการพัฒนาทักษะการบริหารการศึกษาท่ีสอดคล้อง
กับยุคไทยแลนด์ 4.0เคร่ืองมือการวิจัยคือแบบสอบถาม การตรวจคุณภาพของเคร่ืองมือโดยการวิเคราะห์หาค่า IOC = 0.85 และค่า
Reliability = 0.935 ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือ สถานศึกษาในสังกดั สานักงานเขตพนื้ ที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 1 กรุงเทพมหานคร
จานวนทั้งหมด 67 แห่ง รวมประชากรได้ 4,530 คน โดยกาหนดจานวนกลุ่มตัวอย่างด้วยการใช้ตารางจานวนตัวอย่างที่เหมาะสมท่ี
ระดับความคลาดเคลื่อน .05 ของทาโรห์ ยามาเน่ ได้จานวน 367 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสาเร็จรูปทางสถิติ (SPSS)
ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัญหาทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา คือ ทักษะการบริหารด้านเทคนิค ทักษะการบริหารด้านมนุษย
สัมพันธ์ และ ทักษะการบริหารด้านมโนมติ 2) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 31-40 ปี มีระดับการศึกษาปริญญาตรี มี
ประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน 21-25 ปี มีตาแหน่งหน้าท่ีครูผู้สอนระดับชานาญการ และส่วนใหญ่เป็นข้อมูลขนาดของสถานศึกษา
ใหญ่พิเศษ 2) ในภาพรวม ส่วนใหญ่มีระดับความคิดเห็นเก่ียวกับทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาฯ อยู่ในระดับมาก ทั้ง 3
ด้าน โดยทักษะการบริหารด้านมโนมติ มีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก รองลงมาคือ ทักษะการบริหารด้านเทคนิค และ ทักษะ
การบริหารด้านมนุษยสัมพันธ์ 3) ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาฯ ที่มี เพศ ระดับการศึกษา และขนาด
สถานศึกษา แตกต่างกัน มีทักษะการบริหารสถานศึกษาฯ ไม่แตกต่างกัน และพบว่า อายุ ประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน และ
ตาแหน่งหน้าที่ ที่แตกต่างกันมีทักษะการบริหารสถานศึกษาฯ แตกต่างกัน และ 4) แนวทางการพัฒนาทักษะการบริหารการศึกษาที่
สอดคล้องกบั ยคุ ไทยแลนด์ 4.0 พบว่า ทักษะการบรหิ ารด้านเทคนคิ ควรมกี ระบวนการขั้นตอนวิธกี ารใช้ระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศการ
ติดต่อสื่อสารที่เข้าถึงได้ง่าย ทักษะการบริหารด้านมนุษยสัมพันธ์ ควรมีความสามารถปฏิบัติงานร่วมกันได้กับผู้ใต้บังคับบัญชาและ
หน่วยงานที่เก่ียวขอ้ งได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทักษะการบริหารด้านมโนมติ ควรมีความสามารถในการนานโยบายของชาติมาปฏิบัติ
ให้เกดิ เปน็ รูปธรรม
คาสาคัญ: การพัฒนาทกั ษะการบริหาร, ผู้บริหารสถานศกึ ษา, ยคุ ไทยแลนด์ 4.0

Abstract
Development of Administrative Skill of Educational Manager The Secondary Educational Service Area

Office 1 Bangkok in Thailand 4. 0 Version With the purpose of research for 1) To study the problems of
administrative skills of school administrators in the secondary education area office, Region 1, Bangkok 2) To
study the level of administrative skills of school administrators in the secondary education service area office 1,
Bangkok and 3) To present guidelines for developing educational management skills that are in line with the Thai
4.0 era. Research tools are questionnaires and Tool quality checking by analyzing the IOC value = 0 .8 5 and
Reliability = 0.935. The population used in the research is Educational institutions under the Office of Secondary
Educational Service Area 1, Bangkok, total of 67, with a population of 4,530 person, By specifying the number of
samples by using the appropriate number of samples at the level of .05 error of Taroh Yamane. The number of
3 6 7 people was analyzed by statistical program (SPSS). The research discover that 1 ) Administrative skills
problems of school administrators in the secondary education area office, District 1 , Bangkok of is Technical

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 290

management skills Human relations management skills and Conceptual management skills. 2 ) In the overview
Most of them have opinions about the administrative skills of school administrators, at a high level in all 3 areas
when classified by individual, it was found that : Technical management skills there is a high level of opinion,
Second rank is Conceptual management skills and Human relations management skills successive. 3 ) The
hypothesis test discover that the school administrators who have gender, education level and school size are
different in school administration skills not different and discover age, work experience and position different . 4)
Guidelines for developing educational management skills that are consistent with the Thailand 4.0 0 version
discover that Technical management skills should have a process how to use the information technology system
easily accessible communication, for human relations management skills should have the ability to work
together with subordinates and related agencies efficiently and Conceptual management skills should have the
ability to apply national policies come to practice to be concrete.
Keywords: Development of administrative skills, Educational Manager, Thailand 4.0

บทนา
สถานศกึ ษา เป็นสถานพัฒนาเดก็ ปฐมวัย โรงเรียน ศูนยก์ ารเรียน วิทยาลัย สถาบัน มหาวทิ ยาลัย หน่วยงานการศึกษา

หรอื หน่วยงานอน่ื ของรฐั หรือของเอกชน ที่มอี านาจหน้าท่หี รือมีวตั ถุประสงค์ในการจดั การศกึ ษา ซึ่งถือเป็นองค์กรหนึง่ ในสังคมที่
มีสว่ นเกยี่ วข้องโดยตรงในการพัฒนาคน เน่ืองจากมภี ารกิจ ในการให้การศึกษาอบรมแก่เดก็ เยาวชน และผู้สอนหรอื คณาจารย์
อาจารย์ คือองคป์ ระกอบที่สาคัญของสถานศึกษา ด้วยหากจะมีเพยี งแค่สถานศกึ ษากค็ งไม่เกดิ ประโยชนส์ าหรับการจดั การศึกษา
แต่องค์ประกอบที่จะขับเคลื่อนให้สถานศึกษาและครูผู้สอนได้ดาเนินกิจการด้านการศึกษาไปได้ก็คือ ผู้บริหารสถานศึกษา
(กระทรวงศึกษาธกิ าร, 2553: 4) และท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21กับสังคมไทยกาลังเขา้ สยู่ ุคที่เรียกว่าไทยแลนด์
4.0 สิ่งท่ีเก่ียวข้องกับการศึกษากับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ได้นั้นก็คือการพัฒนาในกลุ่มท่ี 4 คือการศึกษาข้นั พ้ืนฐานและพัฒนา
ผนู้ าซ่งึ จะนาไปสู่ความสาเรจ็ ตอ้ งอาศัยความร่วมมอื ของสถานศกึ ษา ผู้บรหิ ารสถานศกึ ษา ในการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาเยาวชน
รวมถึงต้องใช้ทักษะและเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรมเข้ามาประสานและมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
(คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2559) ท้ังทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศการติดต่อส่ือสารรวมถึงด้าน
วิทยาศาสตรท์ าให้มนุษย์สามารถเข้าถึงข้อมูลขา่ วสารได้อย่างสะดวกรวดเร็วมากยิ่งข้ึน ส่งผลให้สงั คมเช่ือมโยงเขา้ ถึงกนั ได้อย่าง
ง่าย และเกิดพัฒนาการทางด้านทฤษฎีความรู้ต่างๆ และระบบการศึกษาจึงเป็นรากฐานของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซ่ึงองค์
ความรู้ทางด้านการบริหารถือเป็นหนึ่งในองค์ความรู้ท่ีมีการปรับเปล่ียนและพัฒนาอย่างมากเพ่ือให้ตอบสนองต่อสังคมและ
วัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา (ชมพู โกติรัมย์, 2551) ดังแนวคิดของแคทซ์ (Katz, 1971: 55–58) กล่าวว่าต้องมี
ทักษะด้านเทคนคิ วิธี ทักษะดา้ นมนุษย์ และทกั ษะดา้ นความคิดรวบยอด

จากการค้นหาข้อมูลของผู้วิจัยพบว่ามีโรงเรียนในกรุงเทพมหานครทั้งหมด ทั้งโรงเรียนรัฐบาล โรงเรียนสังกัด
กรุงเทพมหานคร โรงเรียนสังกัดมหาวิทยาลัย โรงเรียนเอกชน ในการที่ต้องพัฒนาจัดการศึกษาท่ีมีความหลากหลายรองรับ
นักเรียนที่มีความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ถือเป็นปัญหาสาคัญของการบริหารโรงเรียนของผู้บริหาร ซึ่งผู้วิจัยได้อาศัยและ
ประกอบอาชีพในกรุงเทพมหานครมาเป็นเวลา 5 ปี และอยู่ในสถานศึกษาของรัฐจงึ มแี นวคดิ และความสนใจเกี่ยวกับการบริหาร
ของผู้บริหารสถานศึกษาที่จะมีทักษะการบริหารและนาพาสถานศึกษาของตนเองเป็น สถานศึกษาช้ันนาเพื่อเตรียมพร้อมการ
ประสารพลงั เขา้ สู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ได้อยา่ งอยา่ งไร จึงทาให้ผูว้ ิจัยสนใจศึกษาทักษะการบริหารของผู้บริหารในยคุ ไทยแลนด์ 4.0
รวมถึงการสอบถามความคิดเห็นของครูผู้ใต้บังคับบัญชาเพ่ือสรุปเป็นแนวทางการศึกษาทักษะการบริหารของผู้บริหารอั นจะทา
ใหเ้ กดิ ผลในการบริหารสถานศกึ ษาและทาให้การศกึ ษาเกิดคุณภาพตอ่ ไป

กรอบแนวคดิ ในการวิจัย
การศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยได้ดาเนินการศึกษาเอกสาร แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เก่ียวข้องกับการพัฒนาทักษะการ

บรหิ ารของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษาเขต 1 กรุงเทพมหานคร ในยุคไทยแลนด์ 4.0
เพ่อื ศึกษาปญั หาทักษะการบรหิ ารของผู้บริหารสถานศึกษาในสานกั งานเขตพ้นื ทกี่ ารศึกษามธั ยมศึกษาเขต 1 กรุงเทพมหานครใน
การบริหารสถานศึกษา ในประเด็นต่างๆ จากนั้นจึงศึกษาระดับทักษะการบริหารของผู้บรหิ ารสถานศึกษาในสานกั งานเขตพื้นท่ี

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 291

การศึกษามัธยมศึกษาเขต 1 กรุงเทพมหานคร ในโรงเรียนท่ีมีขนาดต่างกัน เพื่อนาเสนอแนวทางการพัฒนาทักษะการบริหาร
การศกึ ษาที่สอดคล้องกบั ยุคไทยแลนด์ 4.0 ดงั ภาพประกอบแนวคิดในการวิจยั ตอ่ ไปนี้

วัตถปุ ระสงค์ของการวจิ ัย
1. เพ่ือศึกษาปัญหาทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาในสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 1

กรุงเทพมหานครในการบริหารสถานศึกษา
2. เพ่ือศึกษาระดับทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาในสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 1

กรุงเทพมหานคร ในโรงเรยี นท่ีมขี นาดต่างกัน
3. เพ่ือนาเสนอแนวทางการพัฒนาทกั ษะการบริหารการศกึ ษาทสี่ อดคลอ้ งกับยุคไทยแลนด์ 4.0

สมมตฐิ านการวิจัย
1. ผู้บริหารสถานศกึ ษาท่มี ีปจั จยั ส่วนบุคล ประกอบด้วย เพศ อายุ ระดบั การศึกษา ประสบการณ์ และ ตาแหนง่ หน้าที่

ทีแ่ ตกตา่ งกันมีทกั ษะการบริหารสถานศึกษา สงั กดั สานกั งานเขตพืน้ ที่การศึกษามธั ยมศึกษาเขต 1 กรุงเทพมหานครแตกต่างกัน
2. ผู้บรหิ ารสถานศึกษาของสถานศกึ ษาทม่ี ขี นาดแตกตา่ งกนั มที กั ษะการบรหิ ารสถานศกึ ษา สังกัดสานกั งานเขตพืน้ ท่ี

การศึกษามธั ยมศึกษาเขต 1 กรงุ เทพมหานครแตกตา่ งกนั
วิธดี าเนนิ การวิจยั

ประชากร คือ สถานศกึ ษาในสงั กดั สานักงานเขตพน้ื ท่กี ารศึกษามธั ยมศึกษาเขต 1 กรงุ เทพมหานคร โดยมจี านวน
ทง้ั หมด 67 แหง่ และมีบุคลากรในตาแหนง่ ผูบ้ รหิ าร และครผู สู้ อน รวมจานวน 4,530 คน

กลุ่มตัวอย่าง คือบุคลากรในตาแหน่ง ผู้บริหาร และครูผู้สอน ในสงั กัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศกึ ษามัธยมศึกษาเขต 1
กรุงเทพมหานคร จานวน 367 คน ซ่ึงกาหนดจานวนกลุ่มตัวอย่างด้วยการใช้ตารางจานวนตัวอย่างที่เหมาะสมท่ีระดับความ
คลาดเคลื่อน .05 ของทาโรห์ ยามาเน่ (Yamane, 1973, p.725) จากนนั้ จงึ ทาการระบหุ น่วยตวั อย่างด้วยวธิ ีการสุ่มตวั อยา่ งแบบ
ง่าย (Simple Random Sampling)

ตัวแปรที่ศึกษา
1) ตัวแปรอสิ ระ แบง่ เปน็ 2 ตวั แปร ดงั นี้

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 292

- ขอ้ มูลสว่ นบคุ คล ประกอบดว้ ย เพศ อายุ ระดับการศกึ ษา ประสบการณ์ และ ตาแหน่งหนา้ ที่
- ขนาดของสถานศกึ ษา จาแนกเป็น ขนาดใหญพ่ เิ ศษ ขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และ ขนาดเล็ก ตามทีก่ ระทรวงศึกษา
ประกาศให้เขตพ้ืนทก่ี ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษาเขตมีจานวนสถานศึกษาทั้งหมด 67 แหง่
2) ตวั แปรตาม ไดแ้ ก่ ทกั ษะการบริหารของผู้บรหิ ารสถานศึกษา ประกอบด้วย ทักษะดา้ นเทคนคิ ทักษะด้านมนษุ ย
สัมพันธ์ และทักษะดา้ นมโนมติ

วธิ กี ารเก็บรวบรวมข้อมูล
1. ผู้วิจัยดาเนินการเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามด้วยตัวเอง โดยทาหนังสือจากบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิ ทยาลัย
ศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร เพอ่ื ชแ้ี จงในการเก็บรวบรวมข้อมูล
2. ผู้วิจัยนาส่งชุดข้อคาถามของแบบสอบถามด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยการใช้ระบบการสร้างแบบสอบถาม
ออนไลน์ (e-form) แล้วสง่ ลงิ คแ์ บบสอบถามไปยังกลมุ่ ตวั อย่างที่ผ้วู ิจยั นาส่งหนังสือชแี้ จงแล้ว จานวน 367 คน
3. ภายหลังเม่ือได้ข้อมูลการตอบคาถามจากชุดแบบสอบถามผ่านระบบออนไลน์ (e-form) จนครบเรียบร้อยแล้ว
ผูว้ ิจัยจึงนาคาตอบมาบันทกึ ลงในโปรแกรมเพอื่ วเิ คราะห์ผลตอ่ ไป

เครอ่ื งมอื ที่ใชใ้ นการวจิ ัย (ระบุคุณภาพของข้อมลู )
1. การสรา้ งเคร่ืองมือทใ่ี ช้ในการวิจยั ผวู้ จิ ัยได้ดาเนนิ การสร้างเคร่ืองมอื ครั้งน้ี คือ แบบสอบถาม

ศกึ ษาจากเอกสาร แนวคิดและทฤษฎีโดยครอบคลุมเนื้อหาตามจุดมุ่งหมายทต่ี ้องการเกยี่ วกับทกั ษะการบริหารของ
ผบู้ ริหารสถานศึกษา เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างข้อคาถามแบบสอบถามประกอบดว้ ย ทักษะการบรหิ ารดา้ นเทคนิค ทกั ษะการ
บรหิ ารด้านมนุษยสมั พันธ์ และ ทักษะการบรหิ ารด้านมโนมติ

2. การสรา้ งแบบสอบถาม ผู้วิจยั แบ่งออกเปน็ 3 ตอน ดังน้ี
ตอนท่ี 1 แบบสอบถามข้อมูลสอบถามเกี่ยวกับประวัติข้อมูลส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา

ประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน ตาแหน่งหน้าที่ และขนาดสถานศึกษา เป็นแบบสอบถามแบบปลายปิด (Closed End) ชนิด
เลอื กตอบตามรายการท่กี าหนด (Check List)

ตอนที่ 2 แบบสอบถามขอ้ มูลเก่ียวกับระดบั ความคิดเห็นทกั ษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็น
ของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 1 กรุงเทพมหานคร ซ่ึงเป็นข้อคาถาม
แบบมาตราสว่ นประมาณค่า (Rating scale) ตามแบบของ ไลเคริ ท์ (Likert’s Scale)

3. การตรวจสอบคุณภาพของเครอื่ งมือ
3.1 การตรวจหาความตรงของเน้ือหา (Content Validity) โดยการนาไปให้ผู้ทรงคุณวุฒิหรืออาจารย์ที่ปรึกษา

จานวน 5 คนตรวจสอบความถูกต้อง เพ่ือตรวจสอบความครอบคลุมของเนื้อหาท่ตี ้องการศึกษา แล้วนามาหาคา่ ดชั นีความสอดคล้อง
(Index of Item Object Congruency: IOC) ของข้อคาถามแต่ละข้อ ภายหลังการตรวจสอบความครอบคลุมของเนอ้ื หาที่ต้องการ
ศึกษาจากผู้ทรงคุณวุฒิแล้วเรียบร้อย ผู้วิจัยจึงนาแบบสอบถามชุดดังกล่าวไปใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยข้อคาถามของ
แบบสอบถามพิจารณาจากค่า IOC ท่ีมีค่าต้ังแต่ 0.5 ขึ้นไป (พิชิต ฤทธ์ิจรูญ, 2548) โดยทั้งชุดแบบสอบถามผลการวิเคราะห์ค่า
IOC มคี า่ เทา่ กับ 0.85

3.2 การตรวจสอบหาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) โดยนาแบบสอบถามที่ปรับปรุงแล้วไปทดลองใช้ (Try-Out)
กบั กลุ่มทดลองท่ีเป็นผู้บรหิ ารและครใู นสถานศึกษาของผวู้ จิ ยั และพน้ื ท่ีใกลเ้ คียงก่อนจานวน 30 คน เพื่อทดสอบความเชอ่ื มนั่ ของ
แบบสอบถาม แล้วนามาหาค่าความเชื่อมั่นโดยวิธีสัมประสิทธิ์แอลฟ่า ( - Coefficient) ตามวิธีของครอนบาค (Cronbach,
1990) โดยค่าแอลฟ่าที่ได้จะแสดงถึงระดบั ความคงทข่ี องแบบสอบถาม ซึ่งจะมีค่าระหว่าง คา่ ท่ีใกล้เคียงกับ 1 มาก แสดงว่ามี
ความเชอื่ มนั่ สงู (กลั ยา วานิชยบ์ ญั ชา, 2551) สาหรบั ผลการวิเคราะห์หาคา่ ความเชื่อม่ัน มคี ่าเท่ากบั 0.935

การวิเคราะหข์ ้อมูล
1. ผลวิเคราะห์ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่ผู้วิจัยกาหนดข้ึนด้วยแบบสอบถาม พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีจานวน 191
คน คิดเปน็ ร้อยละ 52.00 และเป็นเพศชาย มีจานวน 176 คน คิดเป็นร้อยละ 48.00 ส่วนใหญ่อายุ 31-40 ปี จานวน 107คน คิดเป็น
ร้อยละ 29.20 รองลงมาอายุไม่เกิน 30 ปี จานวน 94 คน คิดเป็นร้อยละ 25.60 และอายุ 41-50 ปี จานวน 84 คน คิดเป็นร้อยละ

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 293

22.90 ส่วนใหญ่มีระดับการศึกษาปริญญาตรี จานวน 219 คน คิดเป็นร้อยละ 59.7 รองลงมามีการศึกษาอยู่ในระดับปริญญาโท
จานวน 143 คน คิดเปน็ ร้อยละ 39.0 ตามลาดับ ส่วนใหญ่มีประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน 21-25 ปี จานวน 73 คน คดิ เป็นร้อยละ
19.9 รองลงมามีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานอยู่ระหว่าง 6-10 ปี จานวน 70 คน คิดเป็นร้อยละ 19.1 ตามลาดับ ส่วนใหญ่มี
ตาแหน่งหนา้ ท่ีครูผู้สอนระดับชานาญการ จานวน 159 คน คิดเป็นร้อยละ 43.3 รองลงมามตี าแหน่งหน้าทค่ี รูผสู้ อนระดับชานาญการ
พิเศษ จานวน 82 คน คิดเป็นร้อยละ 22.3 และมีตาแหน่งหน้าท่ีรองผู้อานวยการ จานวน 70 คน คิดเป็นร้อยละ 19.10 คน
ตามลาดับ และพบว่าข้อมูลของขนาดสถานศึกษาส่วนใหญ่คือ ข้อมูลขนาดของสถานศึกษาใหญ่พิเศษ จานวน 251 คน คิดเป็นร้อย
ละ 68.40 รองลงมาคือ ข้อมลู ขนาดสถานศึกษาขนาดใหญ่ จานวน 68 คน คิดเป็นร้อยละ 18.50 ข้อมลู ขนาดสถานศึกษาขนาดกลาง
จานวน 38 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 10.40 และขอ้ มูลสถานศกึ ษาขนาดเล็ก จานวน 10 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 2.70 ตามลาดบั

2. ผลการวิเคราะห์ระดับความคิดเห็นเกย่ี วกบั ทักษะการบริหารของผู้บริหารในภาพรวม พบว่า ทักษะการบรหิ ารด้าน
มโนมติ มีระดับความคิดเหน็ อยู่ในระดับมาก X = 4.053) รองลงมาคือทักษะการบริหารด้านเทคนิค มรี ะดับความคิดเห็นอยู่
ในระดับมาก ( X = 4.038) และทักษะการบริหารด้านมนุษยสัมพันธ์ มีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก ( X = 4.034) เมื่อ
จาแนกรายดา้ นแตล่ ะด้านพบวา่

2.1 ทักษะการบรหิ ารด้านเทคนคิ ในทุกๆ รายการมีระดับความคดิ เห็นอยู่ในระดับมาก โดยรายการที่มีค่าเฉลี่ยอยู่
ในระดับมากสุดคือ ผู้บรหิ ารสถานศึกษาฯ ควรมีกระบวนการข้ันตอนวิธีการใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศการติดต่อส่ือสาร ที่
เข้าถึงได้ง่าย ( X = 4.11) รองลงมาคือผู้บริหารสถานศึกษาฯ ควรมีความชานาญในการนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆมา
บริหารสถานศึกษาให้เชื่อมโยงถึงกันทุกหน่วยงาน ( X = 4.09) และผู้บริหารสถานศึกษาฯ ควรมีการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา
เกี่ยวกบั การบริหารสถานศึกษาให้มศี กั ยภาพเทา่ ทันยคุ สมัยปัจจุบันแบบมีประสิทธภิ าพ ( X = 3.96) ตามลาดับ

2.2 ทกั ษะการบริหารด้านมนุษยสัมพันธใ์ นทุกๆ รายการมีระดับความคดิ เห็นอยู่ในระดบั มาก โดย ข้อ 7. ผู้บริหาร
สถานศกึ ษาฯ ควรมคี วามเกี่ยวขอ้ งและให้ความร่วมมือในกิจกรรมต่างๆ กับผู้ใต้บังคับบัญชาและผ้รู ่วมงานทุกฝ่ายได้เป็นอย่างดี
กบั ข้อ 10. ผ้บู ริหารสถานศึกษาฯ ควรมีความสามารถปฏบิ ตั ิงานร่วมกันไดก้ บั ผู้ใต้บงั คบั บัญชาและหนว่ ยงานทเี่ กีย่ วข้องไดอ้ ยา่ ง
มีประสิทธิภาพ มีค่าเฉลี่ยอยู่ระดับมากท่ีสุด ( X = 4.08) รองลงมาคือ ข้อ 1. ผู้บริหารสถานศึกษาฯ ควรมีความเข้าใจในการ
สร้างสายสัมพันธ์ท่ีดีระหว่างกันในแต่ละหน่วยงานของสถานศึกษา ( X = 4.07) และ ข้อ 4. ผู้บริหารสถานศึกษาฯ ควรมีความ
เปน็ ผนู้ าท่ีดตี ่อสายตาผูบ้ ังคับบัญชาและหนว่ ยงานอน่ื ๆ ( X = 3.99) ตามลาดบั

2.3 ทักษะการบริหารด้านมโนมติ ในทุกๆ ข้อมีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก โดย ข้อ 5. ผู้บริหาร
สถานศึกษาฯ ควรมีความสามารถในการนานโยบายของชาติมาปฏิบัติให้เกิดเป็นรูปธรรม มีค่าเฉลี่ยสูงสุดเท่ากับ ( X =4.11)
รองลงมาคือข้อ 3. ผู้บริหารสถานศึกษาฯ ควรมีความเข้าถึงงานในทุกลักษณะของการบริหารสถานศึกษาแบบครอบคลุมและ
เช่ือมโยงท่ัวกัน ( X =4.10) และ ข้อ 8. ผู้บริหารสถานศึกษาฯ ควรมีการศึกษาถึงความต้องการของชุมชนโดยรอบสถานศึกษา
กอ่ นนามาใชเ้ ปน็ แนวทางในการจัดการทางการศึกษาของแต่ละสถานศกึ ษา ( X =3.98) ตามลาดับ

สรุปผลการวิจยั
จากผลการวจิ ัยสรุปไดว้ า่
1. สรุปผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ของการวิจยั ข้อ 1 เพื่อศึกษาปัญหาทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาใน

สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 1 กรุงเทพมหานครในการบริหารสถานศึกษา มีด้วยกัน 3 ทักษะ ดังน้ี 1) ทักษะ
การบริหารด้านเทคนิค (Technic) 2) ทักษะการบริหารด้านมนุษย์สัมพันธ์ (Human Relation) และ 3) ทักษะการบริหารด้าน
ทางมโนมติ (Conceptual)

2. สรุปผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยข้อ 2 เพ่ือศึกษาระดับทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาใน
สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 1 กรุงเทพมหานคร ในโรงเรียนที่มีขนาดต่างกัน ส่วนใหญ่มีระดับความคิดเห็น
เก่ียวกับทักษะการบริหารของผบู้ ริหารสถานศึกษาฯ อยู่ในระดับมาก ท้ัง 3 ดา้ นคือ ทักษะด้านมโนมติ รองลงมาคือ ทักษะด้าน
เทคนิค และ ทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์ และผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาฯ ท่ีมี เพศ ระดับการศึกษา
และขนาดสถานศึกษา แตกต่างกันมีทักษะการบริหารสถานศึกษาฯ ไม่แตกต่างกัน และพบว่า อายุ ประสบการณ์ในการ
ปฏิบัติงาน และ ตาแหน่งหน้าที่ ท่ีแตกตา่ งกนั มที ักษะการบรหิ ารสถานศกึ ษาฯ แตกต่างกัน

3. สรุปผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยข้อ 3 นาเสนอแนวทางการพัฒนาทักษะการบริหารการศึกษาท่ี
สอดคลอ้ งกบั ยคุ ไทยแลนด์ 4.0 สรุปได้แนวทางการพัฒนาทักษะการบริหารการศึกษาทสี่ อดคลอ้ งกับยุคไทยแลนด์ 4.0 ดังนี้

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 294

ทักษะการบริหารด้านเทคนิค ได้แก่ การมีกระบวนการข้ันตอนวิธีการใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศการติดต่อ
ส่ือสารที่เข้าถึงได้ง่าย และ การมีความชานาญในการนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆ มาบริหารให้เชื่อมโยงถึงกันทุก
หนว่ ยงาน

ทักษะการบริหารด้านมนุษยสัมพันธ์ ได้แก่ การมีความสามารถปฏิบัติงานร่วมกันได้กับผู้ใต้บังคับบัญชาและ
หน่วยงานทเี่ ก่ียวขอ้ งได้อยา่ งมีประสทิ ธิภาพ และ การมคี วามเขา้ ใจในการสรา้ งสายสัมพันธท์ ด่ี ีระหวา่ งกนั ในแตล่ ะหนว่ ยงานของ
สถานศกึ ษา

ทักษะการบรหิ ารด้านมโนมติ ได้แก่ การมีความสามารถในการนานโยบายของชาติมาปฏิบัติให้เกิดเป็นรูปธรรม
และ การมีความเขา้ ถงึ งานในทกุ ลักษณะของการบรหิ ารสถานศึกษาแบบครอบคลุมและเชอ่ื มโยงท่ัวกนั

อภิปรายผล
จากผลการวิจัยท่ีค้นพบสามารถอภิปรายผลได้ว่า การพัฒนาทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัด

สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษาเขต 1 กรุงเทพมหานคร ในยุคไทยแลนด์ 4.0 ส่วนใหญ่มีระดับความคิดเห็นเก่ียวกับ
ทกั ษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาฯ อยู่ในระดบั มาก ท้ัง 3 ด้านคือ ทักษะด้านมโนมติ รองลงมาคือ ทักษะด้านเทคนิค
และ ทกั ษะด้านมนุษยสมั พันธ์ ท้ังนเี้ พราะ การบรหิ ารการศึกษาในสถานศึกษาไม่ว่าจะอยู่ในยุคสมัยใด ผู้บริหารมีส่วนสาคัญต่อ
การพัฒนาเยาวชนไทยให้เป็นผู้มีองค์ความรู้ในข้ันพ้ืนฐานจนนาไปสู่การพัฒนาระดับความคิด ความรู้ตามระดับขั้นการศึกษา
ตลอดจนทัง้ สามารถนาความร้ไู ปใช้ในการดาเนนิ ชีวิตได้ในอนาคต นอกจากนี้ด้วยเป็นยคุ กระแสสมยั ใหม่ท่มี ีเทคโนโลยีต่างๆ เข้า
มาเก่ียวข้องกับระบบการศึกษา ย่ิงส่งผลให้ผู้บรหิ ารสถานศึกษาต้องเร่งให้ความสาคัญกับระบบการศึกษาต่างๆ เพ่ือสอดรบั กับ
กระแสความเปลี่ยนแปลงรอบด้านที่มีเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามีเกี่ยวข้องในการศึกษา เช่น เนื้อหาการเรียนรู้ เคร่ืองมือการ
สื่อสาร ระบบการสอื่ สารเพื่อส่งเสริมการเรยี นรู้ เป็นต้น จึงนับได้ว่ายิ่งมีการเปลย่ี นแปลงทน่ี าไปสู่การพัฒนาผู้เรียนมากเท่าไหร่
ผู้บรหิ ารและผู้สอนยง่ิ ต้องพฒั นาศกั ยภาพต่างๆ รอบตวั ให้กา้ วทันอย่เู สมอ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ สานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาแห่งชาติ (2549: 32) กล่าววา่ บทบาทหน้าทีข่ องผู้บริหารสถานศกึ ษาว่าจะต้องมีบทบาทการเป็นผนู้ าการพัฒนาไปสู่
เป้าหมายใหม่ๆ ของสถานศึกษาโดยร่วมมือและเก่ียวข้องกับฝ่ายต่าง ๆ แต่อย่างไรก็ตามทักษะการบริหารที่มีระดับการบริหาร
สถานศึกษาท่ีแตกต่างกนั อาจเป็นผลทาใหก้ ารบริหารสถานศึกษาของแตล่ ะผู้บริหารสถานศึกษา มีความแตกตา่ งกัน สอดคลอ้ ง
กับแนวคิดของ สุรัสวดี ราชกุลชัย (2547: 7) กล่าวว่า ทักษะการบริหารของผู้บริหารในแต่ละระดับต้องการ ทักษะท้ังสาม
แตกต่างกัน ผู้บริหารระดับสูงต้องการทักษะด้านเทคนิคน้อยกว่าผู้บริหารระดับต่า แต่ต้องการทักษะด้านความคิดรวบยอด
มากกว่าผูบ้ ริหารระดบั ตา่ เปน็ ตน้ ท้ังน้ีไมว่ า่ จะอยา่ งไรก็ตามในแต่ละทักษะการบริหารของผู้บริหารจาเปน็ ต้องมกี ารเตรยี มพรอ้ ม
และพร้อมพัฒนาอยู่เสมอ เพ่ือการบรรลุวัตถุประสงค์การบริหารสถานศึกษาที่มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับแนวคิดของ
แคทซ์ (Katz, 1955: 33-42) กล่าวว่า ผู้บริหารจะทาหน้าที่ของตนได้ดีเพียงใด ประสบความสาเร็จมากน้อยหรือไม่ ข้ึนอยู่กับ
ทักษะ 3 ประการคือ ความสามารถในการใช้เทคนิควิธีการท่ีเหมาะสมในการบริหารงานให้บรรลุผลสาเร็จ ความสามารถของ
ผบู้ รหิ ารในการทางานร่วมกับผู้อ่ืนได้อย่างมีประสิทธิภาพในฐานะสมาชกิ ของกลุ่ม และ ความสามารถของผ้บู ริหารในการเข้าใจ
หน่วยงานในทุกลกั ษณะ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจยั ท่ีเกี่ยวขอ้ งของ อานนท์ นามเพง็ (2553: 166-167) ได้ทาการศกึ ษาการมีส่วน
ร่วมในการบริหารสถานศึกษาตามอานาจหน้าที่ของคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
ร้อยเอ็ด เขต 2 ผลการวิจัยพบว่า การมีส่วนร่วมในการบริหารสถานศึกษาตามอานาจหน้าที่ของคณะกรรมการสถานศึกษาข้ัน
พืน้ ฐาน สังกัดสานักงานเขตพื้นท่กี ารศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 จาแนกตามสถานภาพและขนาดโรงเรยี น โดยรวมอย่ใู นระดับมาก 2)
เปรียบเทยี บการมสี ว่ นร่วมในการบริหารสถานศึกษาตามอานาจหน้าท่ีของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพน้ื ฐาน สังกดั สานักงาน
เขตพ้ืนท่ีการศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 จาแนกตามสถานภาพ โดยรวมและรายด้านทุกด้าน พบว่า ผู้บริหาร ครู ประธาน
คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน และผู้แทนผู้ปกครอง มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในการบริหารสถานศึกษา
แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 เม่ือพิจารณาตามขนาดโรงเรียน พบว่า โรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนขนาด
ใหญ่ มีความคิดเห็นเก่ยี วกบั การมีส่วนรว่ มในการบรหิ ารสถานศกึ ษาในภาพรวมแตกต่างกนั อยา่ งมนี ัยสาคัญทางสถติ ทิ ่ีระดบั .01

นอกจากนี้พบว่า ทกั ษะดา้ นมโนมติ เป็นด้านทักษะที่มรี ะดับความคดิ เห็นอยู่ในระดบั มาก ทั้งนี้เพราะ การที่ผบู้ ริหารมี
ความสามารถในการเข้าใจเข้าถึงในทุกระดับการบริหารงานและการปฏิบัติงาน ยอ่ มแสดงให้เห็นไดว้ ่า ผู้บรหิ ารให้ความใส่ใจต่อ
รายละเอียดของการบรหิ ารงานไม่ว่าจะเป็นผู้ใตบ้ ังคับบัญชาหรอื ระบบการดาเนนิ งานตา่ งๆ รวมไปถงึ กจิ กรรมอ่ืนๆ ในหน่วยงาน
ที่ตนบริหาร ซ่ึงสอดคล้องกับแนวคดิ ของ บุญเลศิ เขียนวงศ์ (2549) กล่าวว่า ผ้บู ริหารสถานศกึ ษาจะต้องมีทักษะมโนมติสามารถ

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 295

มองเหน็ ภาพรวมและความสัมพนั ธ์ของการศึกษาไดท้ ั้งระบบ นาปัญหาและความต้องการของโรงเรียนและชมุ ชนมากาหนดเป็น
นโยบายและทิศทางในการบริหารและจัดการศึกษาของโรงเรียนอย่างสอดคล้องและเป็นเอกลักษณ์ของตนเองซ่ึงเป็นเป็นอีก
ทักษะหน่ึงท่ีผู้บริหารในยุคปฏิรูปการเรียนรู้จะต้องมีมากยิ่งข้ึน ซ่ึงสอดคล้องกับแนวคิดของ บูรชัย ศิริมหาสาคร ( 2548: 16)
กล่าวว่า ผู้บริหารสถานศึกษาท่ีมคี วามสามารถจะต้องเก่งคน - เก่งงาน – เก่งคิด ซึ่งเป็นทักษะที่สาคัญท่ีสุดของผู้บริหาร เพราะ
ผบู้ ริหารเป็นผู้ตัดสินใจ และกาหนดนโยบายให้ผู้อื่นนาไปปฏิบัติ และสอดคล้องกับแนวคิดของประกอบ กุลเกล้ียง และสิทธพิ ร
ลิ่มบริบูรณ์ (2549) กล่าวว่า การบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา หมายถึง กิจกรรมที่สลับซับซ้อน กว่าการบริหารอ่ืนๆ จึง
ต้องอาศัยรูปแบบการบริหารที่มีประสิทธิภาพ รูปแบบท่ีสอดคล้องกับความต้องการของสังคมไทยขณะน้ีและเป็นมาตรฐานที่
สากลยอมรับจงึ ควรบริหารในฐานะกจิ กรรมเชิงมนุษยสมั พันธ์เปน็ หลัก ซ่ึงสอดคล้องกบั งานวิจยั ของมอร์เฟท (Morphet, 2007:
705) ได้ทาการศึกษาการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา พบว่าผู้บริหารสถานศึกษาเป็นผู้มีความรู้ความสามารถในการ
บริหารโรงเรียนและมีทักษะในการเปน็ ผู้นาสูงประกอบกบั ครูมีความพึงพอใจในการทางานก็จะทาให้โรงเรียนทาหน้าท่ีได้อย่างมี
ประสิทธภิ าพและประสทิ ธิผล และสอดคล้องกบั งานวิจัยของเจนลิ้ง (Jenlink, 2000 ; อ้างถึงใน มะลิกามาศ เสง่ียมแก้ว, 2550:
98) ไดท้ าการศึกษาความคิดเห็นของบุคคลสาคัญท่ีมีความรู้ความสามารถดา้ นการสรา้ งความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรยี นกับชุมชน
ในประเทศอาฟรกิ าและสหรัฐอเมริกา ผลการศึกษาพบวา่ ผ้นู าของชมุ ชนท่ีอยู่ในพื้นท่ีเขตบริการของโรงเรยี นมบี ทบาทสูงในการ
ท่ีจะเข้าร่วมวางแผน กาหนดนโยบาย และเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาของโรงเรียน ในเร่ืองท่ีเกี่ยวกับการบริหาร
จัดการ ความรว่ มมือร่วมใจของชุมชน กาหนดมาตรฐานการจดั การศึกษาของโรงเรียนเพอ่ื ความเป็นเลิศทางดา้ นการศึกษา ผู้นา
ชุมชนตอ้ งทาตนใหเ้ ปน็ แบบอยา่ งที่ดแี ละทาใหผ้ ูเ้ กย่ี วข้องทุกๆ ฝา่ ยมองเห็นความสาคัญของการศกึ ษา

ข้อเสนอแนะ
ขอ้ เสนอแนะท่วั ไป
1. ผู้บริหารสถานศึกษาควรเข้าใจและเข้าถึงให้ได้กับการนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ในการบริหาร

สถานศึกษา และต้องเข้าใจถึงวิธีการเลือกระบบมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ตรงวัตถุประสงค์การบริหารท่ี
ชดั เจน

2. ควรมีการประเมินความพึงพอใจของครูผสู้ อน หรือผู้ใต้บังคับบญั ชาในสถานศึกษา เพื่อประเมินความพึงใจต่อการ
บรหิ ารของผ้บู ริหารทน่ี าระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศมาเปน็ นโยบายในการบรหิ ารสถานศกึ ษา

3. การนาผลวิจัยมาปรับใช้ควรนาผลที่มีค่าระดับความคิดเห็นในระดับน้อยที่สุดมาปรับใช้ เพื่อให้เกิดแนวทางการ
พัฒนาทักษะการบริหารของผ้บู ริหารสถานศึกษาในแต่ละขนาดสถานศึกษา

4. การนาผลวิจัยมาปรับใช้ในกรณีท่ีนาผลค่าระดับความคิดเห็นในระดับมากท่ีสุดมาปรับใช้ ควรพิจารณาถึงความ
เหมาะสมและระบบการบริหารจดั การสถานศึกษาในสภาพปัจจุบนั เพือ่ สง่ ผลตอ่ การเรยี นการสอนในทุกส่วนทเี่ ก่ียวข้อง

ขอ้ เสนอแนะในการวิจัยครั้งตอ่ ไป
1. ควรทาการศึกษาประสิทธิภาพของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศท่ีผู้บริหารสถานศึกษานามาเป็นข้อกาหนดใช้ใน
สถานศึกษา เพ่ือประเมินผลของประสิทธิภาพจากระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ผู้บริหารนามาเป็นนโยบายที่ครอบคลุมท้งั ระบบ
ในหนว่ ยงาน
2. ควรทาการศึกษาความรู้ความเข้าใจระบบการบริหารด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศของครูผู้สอน เพ่ือประเมินความรู้
ความเขา้ ใจของครูผสู้ อนวา่ สามารถนาความรู้ความเข้าใจในระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศไปใช้ในการเรยี นการสอนตอ่ ผเู้ รยี นอย่ใู น
ระดับใด และควรปรบั ปรุงอยา่ งไรบ้าง

กติ ติกรรมประกาศ
การศึกษาวิจัยครั้งน้ี สาเร็จลุล่วงได้ด้วยความช่วยเหลือจากผู้มีพระคุณหลายท่าน นับต้ังแต่เริ่มดาเนินการ ผู้วิจัย

ขอขอบพระคุณ รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ฉตั รชยั เอกปญั ญาสกลุ คณบดบี ัณฑิตวิทยาลยั มหาวทิ ยาลัยศรีนคริทรวโิ รฒ ท่ไี ด้
ให้โอกาสและให้ความเมตตาในทุกเรื่องที่เป็นผลให้ผู้วิจัยดาเนินการศึกษาวิจัยสาเร็จลุล่วง ผู้วิจัยขอขอบพระคุณ ดร.กัม ปนาท
บริบูรณ์ อาจารย์ท่ปี รกึ ษา ท่ไี ด้กรุณาเสียสละเวลาอันมคี ่าเพ่ือใหค้ าปรึกษา คาแนะนา ตรวจแก้ไขความเรียบร้อย ตลอดจนการ
ชแ้ี นะในการหาคาตอบในปัญหาต่างๆ ระหว่างจดั ทาการวิจยั ฉบบั นี้ ด้วยความเอาใจใสอ่ ย่างย่งิ

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 296

ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณ ประธานและคณะกรรมการผู้คุมสอบวิทยานิพนธ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ .ดร.รัฐพล ประดับ
เวทย์ ประธาน ดร.ชนันภรณ์ อารีกุล ดร.สมบูรณ์ บูรศิริรักษ์ และ ดร.ชไมพร ดิสถาพร กรรมการ ที่ได้ช้ีแนะแนวทางใน
การศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลในการวิจัย และได้เสียสละเวลาในการตรวจทานข้อมูล ผู้วิจัยตระหนักถึงความตั้งใจจริ งและความ
ทุม่ เทของคณาจารยท์ ุกท่านและขอกราบขอบพระคณุ เป็นอย่างสูงไว้ ณ ทน่ี ้ี

ผวู้ จิ ยั ขอกราบขอบพระคณุ ผทู้ รงคณุ วุฒิท่ีเสยี สละเวลาเป็นผู้ตรวจสอบคุณภาพของเคร่ืองมือการวจิ ัย และขอบพระคุณ
กลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามทุกท่านท่ีได้สละเวลาและให้ควาทอนุเคราะห์ในการตอบแบบสอบถามคร้ังนี้ ส่งผลให้การศึกษาวจิ ัยได้
ผลการวจิ ัยตามวตั ถปุ ระสงคท์ ีต่ ั้งไว้และทาให้การศกึ ษาวจิ ยั เปน็ ประโยชน์ต่อประเทศชาติตอ่ ไป

ท้ังนี้ด้วยความกรุณาและคุณูปการของบิดา มารดา คณาจารย์ เพื่อนร่วมงาน ที่เข้ามามีส่วนร่วมผลักดันให้การ
ศกึ ษาวิจยั ครงั้ นข้ี องผู้วิจยั ประสบความสาเร็จ และขอขอบคุณเจ้าหนา้ ที่บัณฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลัยศรีนคริทรวิโรฒ ทุกท่านท่ี
ใหค้ วามสะดวกในเรือ่ งตา่ งๆ ดว้ ยความจรงิ ใจ และใหก้ ารสนับสนุนช่วยเหลอื ให้ไดเ้ ขา้ มาเป็นสว่ นหนึ่งในคณะนักศึกษารนุ่ น้ี

หากผลงานการศกึ ษาวจิ ยั เล่มนี้จะเปน็ ประโยชน์ใด ๆ ก็ดี ขอมอบให้แดผ่ ูม้ ีพระคณุ ทุกทา่ นที่ไดก้ ลา่ วมาแล้ว

เอกสารอา้ งอิง
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร, (2553). หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551. พมิ พ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ์

ชมุ นมุ สหกรณ์การเกษตรแหง่ ประเทศไทย จากดั .
คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาติ. (26 สงิ หาคม 2559). ยทุ ธศาสตร์ชาติ 20 อนาคตประเทศไทย เพ่อื ความ

ม่ันคง ม่งั คั่ง ย่งั ยืน. สบื ค้น 28 กุมภาพันธ์ 2562 จาก http://plan.vru.ac.th/wp-
content/uploads/2016/11/EO%B9%81%EO%B8%9C%EO%
B8%99%EO%B8%8A%EO%B8%B2%EO%B8%95%EO%B8%B4-2O-%EO%B8%9B%EO% B8%B5-1.pdf
ชมพู โกติรมั ย์. (2551). ศตวรรษที่ 21 ปัจจัยการผลติ ทีท้าทายกา้ วยา่ งท่ีต้องปรับของไทย. สืบคน้ 31 มีนาคม 2562 จาก
http://dspace.spu.ac.th/handle/123456789/919
สรุ สั วดี ราชกลุ ชัย. (2547). การวางแผนและการควบคมุ การบรหิ าร. กรงุ เทพฯ: จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย.
สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาแหง่ ชาติ (2549). คณุ ภาพของครสู ู่คณุ ภาพการเรยี นร้.ู กรงุ เทพฯ: สานกั งานคณะกรรมการ
การศึกษาแหง่ ชาติ.
อานนท์ นามเพ็ง. (2553). การมีสว่ นรว่ มในการบรหิ ารสถานศกึ ษาตามอานาจหน้าที่ของคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน
สังกดั สานกั งานเขตพืน้ ทก่ี ารศึกษาร้อยเอด็ เขต 2. วิทยานพิ นธ์ปรญิ ญาครศุ าสตรมหาบณั ฑติ สาขาวิชาการบริหาร
การศกึ ษา มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม.
Robert L. Katz. (1955 : 33-42). “Skill of Effective Administrator”, Harvard Business Review 33 (January –
February, 1955)

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 297

การศึกษาปจั จัยบางประการทีส่ ่งผลตอ่ ความผกู พนั ตอ่ องค์กรของบุคลากร
สายสนบั สนนุ ด้านการศึกษาคณะแพทยศาสตรศ์ ิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหดิ ล
STUDY OF SOME FACTORS AFFECTING ORGANIZATIONAL COMMITMENT OF EMPLOYEES OF EDUCATOR OF

THE FACULTY OF MEDICINE SIRIRAJ HOSPITAL, MAHIDOL UNIVERSITY

พชร แสงแกว้ , จกั รกฤษณ์ โปณะทอง, ประภัศรา ธโนศวรรย์
E-mail: [email protected]

บทคดั ย่อ
การวิจัยครง้ั น้มี ีจดุ มุ่งหมายเพื่อศึกษาระดับความผูกพันตอ่ องค์กรของบุคลากรสายสนับสนุนด้านการศึกษา เพ่อื ศึกษา

ความสัมพันธ์ของตัวแปรปัจจัยบางประการที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองคก์ รของบุคลากรสายสนับสนุนด้านการศึกษา และเพื่อ
ศึกษาปัจจัยบางประการท่ีส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรสายสนับสนุนด้านการศึกษา คณะแพทยศาสตร์ศิริราช
พยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ทาการศึกษาตัวแปร ดังนี้ (1) วัฒนธรรมองค์กร (2) เจตคติที่มีต่องาน (3) ความพึงพอใจต่อ
ผลตอบแทนที่ได้รับจากองค์กร (4) สัมพันธภาพระหว่างบุคลากรในที่ทางาน (5) สถานท่ีและวัสดุอุปกรณ์ในที่ทางาน และ (6)
นโยบายและการบริหารงานขององค์กร กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยคร้ังน้ี เป็นบุคลากรสายสนับสนุนด้านการศึกษาของ คณะ
แพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ปีการศึกษา 2561 จานวน 161 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
เป็นแบบสอบถามมาตราสว่ นประมาณคา่ (Rating Scale) 5 ระดับตามแบบของไลเคิร์ท (Likert) จานวน 68 ขอ้ โดยหาคา่ ความ
เชื่อมั่นของแบบสอบท้ังฉบับโดยวธิ ีการหาคา่ สัมประสทิ ธ์ิแอลฟา ของครอนบาค ได้ค่าความเช่ือมั่นท้ังฉบับเท่ากับ 0.959 สถิติท่ี
ใช้ในการการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ คา่ เฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์ โดยใช้สูตรของ
เพียร์สัน การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ แบบเพิ่มตัวแปรเป็นข้ัน (Stepwise Multiple Regression) เพื่อคัดเลือกตัวแปรท่ีดี
ท่ีสดุ

ผลวิจัยพบว่า 1. บุคลากรสายสนับสนุนดา้ นการศึกษาคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล มีระดับ
ความผูกพนั ต่อองคก์ รโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เม่อื พิจารณาเปน็ รายด้านพบว่าวัฒนธรรมองคก์ ร เจตคติที่มีตอ่ งาน สถานท่ี
และวัสดุอุปกรณ์ในท่ีทางานมคี ่าเฉล่ียอยใู่ นระดับมาก 2. ปัจจัยแตล่ ะตัวมคี วามสัมพันธท์ างบวกกับความผูกพนั ต่อองคก์ รอยา่ งมี
นยั สาคัญทางสถิตทิ ี่ระดับ .01 โดยที่ปัจจัยดา้ นสัมพันธภาพระหว่างบคุ ลากรในท่ีทางานมีความสัมพันธ์กับความผูกพนั ต่อองค์กร
มากที่สดุ รองลงมาคอื ปัจจัยดา้ นวฒั นธรรมองค์กร และปจั จัยดา้ นเจตคติที่มตี ่องาน 3. ค่าสัมประสิทธ์สิ หสมั พันธพ์ หุคณู ระหวา่ ง
ปัจจัยดา้ นวัฒนธรรมองค์กร ปัจจัยด้านเจตคตทิ ี่มีต่องาน ปัจจยั ดา้ นความพึงพอใจตอ่ ผลตอบแทนท่ีได้รบั จากองค์กร ปัจจัยด้าน
สัมพันธภาพระหว่างบุคลากรในท่ีทางาน ปจั จัยด้านสถานที่และวัสดุอุปกรณ์ในท่ีทางาน ปัจจัยด้านนโยบายและการบรหิ ารงาน
ขององค์กร และความผูกพันต่อองค์กร มีค่าเท่ากับ 0.645 ซึ่งมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และ 4. ค่าน้าหนักความสาคัญ
ของปัจจัยดา้ นวฒั นธรรมองค์กร ปัจจัยด้านสถานที่และวัสดุอุปกรณ์ในท่ีทางาน และปัจจยั ด้านเจตคติทมี่ ีต่องาน ส่งผลทางบวก
ต่อความผกู พนั ตอ่ องคก์ รอย่างมีนัยสาคัญทางสถติ ทิ รี่ ะดับ 0.01
คาสาคญั : ความผูกพนั ตอ่ องคก์ ร, บคุ ลากรสายสนบั สนนุ ดา้ นการศกึ ษา

ABSTRACT
This research aimed to study the level of organization commitment of educational supporting staff,

the correlation of some variables affecting the organization commitment of the supporting staff and to
study some factors affecting organization commitment of supporting staff of the Faculty of Medicine, Siriraj
Hospital, Mahidol University. The variables are corporate culture, attitude towards work, satisfaction
from the renumeration, workplace relationship, facilities and equipment of the workplace, and policies and
administration of the organization.

The samples of this research were 161 supporting staff of Siriraj Hospital, Mahidol University in the
2018 academic year. The instruments used in this study were a rating scale questionnaire. There were 68
items in the questionnaire. The reliability of the research tool is determined by Cronbach's alpha coefficient,

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 298

and the overall confidence value is 0.959. Statistics used are mean, standard deviation, Pearson Product
Moment Correlation Coefficient, and Stepwise Multiple Regression to determine the most influential
variables. The research revealed that a moderate level of engagement with the organization of supporting
staff, Faculty of Medicine, Siriraj Hospital, Mahidol University.
The results are:

( 1) There is a moderate level of engagement of the supporting staff with the organization. When
considering each element, it was found that the corporate culture, attitude towards work, facilities and
equipment in the workplace were rated at a high level.

(2) Each factor positively correlated with organization commitment at the statistical significance
level of .01. Workplace relationship has the highest correlation with organization commitment followed by
organizational culture and attitude toward work.

(3) Multiple correlation between organizational culture, attitude toward work, satisfaction from the
renumeration, workplace relationship, facilities and equipment in the workplace, policy and administration
of the organization, and engagement with the organization is 0.645, which is statistically significant at 0.01.

(4) The values of importance of organizational culture, facilities and equipment of the workplace,
and attitude towards workplace positively affect the commitment to the organization at the statistical
significance of 0.01.
Keywords: Organization Commitment, Supporting Staff, Siriraj Hospital

บทนา
ทรพั ยากรมนุษย์เป็นองค์ประกอบสาคัญต่อความสาเร็จขององคก์ ร เพราะทรพั ยากรมนษุ ย์เป็นตวั ขับเคลื่อนผลงาน

ผ่านการปฏบิ ัตงิ านในรูปแบบต่างๆ การใช้ศกั ยภาพของทรพั ยากรมนุษย์ใหเ้ ต็มท่ีจาเป็นต้องมีการบริหารจัดการทรัพยากรมนษุ ย์
เชิงรุกแบบมียุทธศาสตร์ และการจะทาเช่นนี้ได้องค์กรจะต้องเตรียมความพร้อม โดยเฉพาะสถานการณ์ในปัจจุบันท่ีมีความท้า
ทายในหลายมิติขององคก์ ร (สานักวิจัยและพัฒนาระบบงานบุคคล, 2549) ซ่ึงแสดงให้เห็นวา่ องค์กรให้ความสาคัญอย่างมากต่อ
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ในฐานะเป็นยุทธศาสตร์หลักในการผลักดันองค์กรไปสู่วิสัยทัศน์ อันพึงปรารถนาเพราะมนุษย์เป็น
ทรัพยากรทีม่ คี วามสาคญั อยา่ งยง่ิ ในองคก์ ร รวมทั้งเป็นปัจจัยสาคัญในการบริหารองค์กรไปสู่ความสาเรจ็ ได้เป็นอยา่ งดี เนอ่ื งจาก
มนษุ ยม์ ีความรู้ความสามารถ ทง้ั สติปัญญาและสามารถพัฒนาศักยภาพได้อย่างไม่มีข้อจากดั และยังไม่มเี ครอื่ งมือหรอื เทคโนโลยี
ใดทสี่ ามารถมาทดแทนมนษุ ยไ์ ดอ้ ย่างแท้จริง

องค์กรด้านการศึกษาก็เช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าจะเป็นองค์กรท่ีมีความแตกต่างจากองค์กรทั่วไปในด้านเป้าหมายของ
องค์กร เพราะองค์กรทางด้านการศึกษามีภารกิจสาคัญอย่างย่ิงในการพัฒนาคน ซึ่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.
2542 กล่าวว่า การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ท่ีสมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และ
คุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดารงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข เป้าหมายดังกล่าวจะประสบ
ความสาเร็จได้จึงอยทู่ ี่ครูและบคุ ลากรทางการศึกษา ซึง่ ถือเป็นทรพั ยากรมนุษย์ทส่ี าคัญขององค์กรทางการศึกษา (ศักดิพันธ์ ตัน
วมิ ลรตั น์, 2557, น. 845-846) สถาบนั อดุ มศึกษาเปน็ แหล่งพฒั นาทรัพยากรมนุษย์ จดั การศึกษาหลากหลายสาขาวิชาตามความ
ต้องการของประเทศ การบริหารงานในสถาบันอุดมศึกษาเพ่ือให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการผลิตทรัพยากรมนุษย์ระดับสูงที่มี
บทบาทช้ีนา ร่วมพัฒนาชุมชน และสังคมไทยในโลกแห่งการแข่งขันให้เป็นสังคมแห่งภูมิปัญญา และการเรียนรู้นั้น ทรัพยากร
บุคคลในสถาบันอุดมศึกษาเป็นปัจจัยสาคัญท่ีมีผลต่อความสาเร็จความก้าวหน้าหรือความล้มเหลวขององค์กร (สานักงาน
คณะกรรมการการอุดมศกึ ษา, 2551, น. 1)

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นหนึ่งในสถาบันอุดมศึกษาในกากับของรัฐ ซึ่งเป็นทั้ง
โรงพยาบาลและโรงเรียนแพทย์แห่งแรกที่ใหญ่และเก่าแก่ท่ีสุดของประเทศไทย จนได้รับการยอมรับว่าเป็นสถาบันท่ีมีคุณภาพ
และศักยภาพในระดับประเทศ โดยกาหนดวิสยั ทศั น์ไว้ดงั นี้ เปน็ สถาบันทางการแพทยข์ องแผ่นดนิ มุ่งสู่ความเป็นเลศิ ระดับสากล
ดังนั้น การบรรลุเป้าหมายตามที่องค์กรได้กาหนดไว้ บุคลากรของคณะแพทยศาสตร์ศริ ิราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล จึงถือ
เปน็ ทรัพยากรสาคัญอยา่ งยง่ิ ตอ่ ความสาเรจ็ ตามวิสัยทัศน์ และยทุ ธศาสตร์ท่อี งค์กรกาหนดไว้ ส่งผลให้ การบริหารงานบุคคล การ

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 299

ให้สวัสดิการ ตลอดจนสิทธิประโยชน์ของบุคลากรจึงเป็นสิ่งที่องค์กรจะต้องคานึงถึง เพ่ือให้การบริหารงานบุคคลมีความเป็น
เอกภาพ มีประสิทธิภาพ รวมท้ังมีกรอบมาตรฐานในการกาหนด ตาแหน่ง เงินเดือน ค่าจ้าง ค่าตอบแทน สวัสดิการ ตลอดจน
สิทธิประโยชน์อ่ืนของบุคลากรในองค์กร ซึ่งข้อมูลการอบรม เรื่อง การใช้เกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติ (Thailand Quality
Award: TQA) /เกณฑ์คุณภาพการศึกษาเพื่อการดาเนินงานท่ีเป็นเลิศ (Education Criteria for Performance Excellence:
EdPEx) ตามบริบทศิรริ าช: Siriraj Implementation Model (SilM) สรุปวา่ ปจั จยั สนับสนนุ องคก์ รทมี่ ีผลต่อความผูกพันในการ
บรรลุพันธกิจและวิสัยทัศน์ตามกลมุ่ บุคลากร ได้แก่ ภาพลักษณ์องคก์ ร งานท่ีท้าทาย ความม่ันคงในการทางาน สัมพันธภาพกับ
เพื่อนร่วมงาน โอกาสในการพฒั นา และความชัดเจนในหน้าท่ีท่ีรบั ผดิ ชอบและอานาจ

ดว้ ยเหตุนี้ ผวู้ ิจัยจงึ สนใจท่จี ะศึกษาปัจจัยบางประการทส่ี ่งผลต่อความผกู พันตอ่ องคก์ รของ
บุคลากรสายสนบั สนุนด้านการศกึ ษาคณะแพทยศาสตร์ศริ ริ าชพยาบาล มหาวิทยาลยั มหิดล การวจิ ัยในครง้ั นผี้ ู้วจิ ัยได้
ทาการศกึ ษาตวั แปร ดังนี้ วัฒนธรรมองค์กร เจตคติทีม่ ตี ่องาน ความพงึ พอใจตอ่ ผลตอบแทนทีไ่ ดร้ บั จากองคก์ ร สัมพนั ธภาพ
ระหวา่ งบคุ ลากรในท่ที างาน สถานทีแ่ ละวสั ดุอุปกรณ์ในที่ทางาน และนโยบายและการบรหิ ารงานขององค์กร เพอื่ ศึกษาระดบั
ความผกู พนั ต่อองค์กรของบคุ ลากรสายสนบั สนุนด้านการศึกษา คณะแพทยศาสตรศ์ ริ ิราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เพอื่
ศึกษาความสมั พันธ์ของตวั แปรปัจจัยบางประการทส่ี ง่ ผลตอ่ ความผูกพนั ต่อองค์กรของบุคลากรสายสนบั สนนุ ดา้ นการศกึ ษา คณะ
แพทยศาสตรศ์ ริ ริ าชพยาบาลมหาวทิ ยาลัยมหดิ ล และเพ่อื ศกึ ษาปัจจยั บางประการทีส่ ง่ ผลต่อความผูกพนั ตอ่ องค์กรของบุคลากร
สายสนบั สนุนดา้ นการศกึ ษา คณะแพทยศาสตร์ศริ ริ าชพยาบาล มหาวทิ ยาลัยมหิดล

กรอบแนวคิดในการวิจยั ตวั แปรตาม
ตัวแปรอสิ ระ

1. วัฒนธรรมองคก์ ร ความผูกพนั ต่อความผกู พัน
ตอ่ องค์กรของบคุ ลากรสาย
2. เจตคตทิ ่ีมตี ่องาน สนบั สนุนดา้ นการศึกษา
คณะแพทยศาสตร์
3. ความพงึ พอใจต่อผลตอบแทนทไี่ ดร้ ับจากองค์กร ศิรริ าชพยาบาล
มหาวิทยาลยั มหดิ ล
4. สมั พันธภาพระหวา่ งบคุ ลากรในทที่ างาน

5. สถานทแี่ ละวัสดอุ ุปกรณ์ในท่ีทางาน

6. นโยบายและการบรหิ ารงานขององคก์ ร

วตั ถุประสงค์ของการวจิ ัย
การวจิ ยั ครัง้ นผี้ วู้ ิจัยไดก้ าหนดความมงุ่ หมายของการวิจยั ดังน้ี
1. เพือ่ ศกึ ษาระดบั ความผูกพนั ต่อองค์กรของบุคลากรสายสนับสนนุ ด้านการศึกษา คณะแพทยศาสตรศ์ ิริราชพยาบาล

มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล
2. เพ่ือศกึ ษาความสัมพันธข์ องตวั แปรปัจจยั บางประการทส่ี ง่ ผลตอ่ ความผูกพันตอ่ องค์กรของบคุ ลากรสายสนับสนนุ

ด้านการศกึ ษา คณะแพทยศาสตรศ์ ิรริ าชพยาบาลมหาวทิ ยาลัยมหดิ ล
3. เพื่อศึกษาปจั จยั บางประการทส่ี ง่ ผลกับความผูกพันตอ่ องค์กรของบุคลากรสายสนบั สนุนดา้ นการศกึ ษา คณะ

แพทยศาสตร์ศริ ริ าชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 300

สมมติฐานการวจิ ยั
1. ตัวแปรปจั จัยบางประการ ได้แก่ วัฒนธรรมองคก์ ร เจตคตทิ ีม่ ตี อ่ งาน ความพึงพอใจตอ่ ผลตอบแทนทไ่ี ด้รบั จาก

องคก์ ร สมั พันธภาพระหวา่ งบคุ ลากรในท่ที างาน สถานที่และวสั ดอุ ุปกรณใ์ นทท่ี างาน นโยบายและการบริหารงานขององค์กร มี
ความ สัมพนั ธก์ ับความผูกพันต่อองค์กร

2. ปจั จยั บางประการ ได้แก่ วฒั นธรรมองค์กร เจตคตทิ มี่ ตี ่องาน ความพึงพอใจตอ่ ผลตอบแทนทไ่ี ดร้ ับจากองคก์ ร
สัมพันธภาพระหว่างบคุ ลากรในทที่ างาน สถานทแ่ี ละวัสดอุ ุปกรณใ์ นทท่ี างาน นโยบายและการบรหิ ารงานขององค์กร ส่งผลตอ่
ความผกู พนั ตอ่ องคก์ รของบคุ ลากรสายสนบั สนุนด้านการศกึ ษา คณะแพทยศาสตรศ์ ริ ิราชพยาบาล มหาวิทยาลยั มหดิ ล

3. ค่านา้ หนักความสาคญั ของตัวแปรปจั จัยอยา่ งน้อย 1 ตวั แปร สง่ ผลต่อความผกู พนั ตอ่ องค์กรของบคุ ลากรสาย
สนับสนนุ ดา้ นการศึกษา คณะแพทยศาสตรศ์ ิรริ าชพยาบาล มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล

วธิ ดี าเนนิ การวจิ ยั
ประชากรท่ีใชใ้ นการวิจยั
ประชากรท่ีใช้ในการวิจัยคร้ังน้ี เป็นบุคลากรสายสนับสนุนด้านการศึกษาของคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล

มหาวทิ ยาลยั มหิดล ปกี ารศกึ ษา 2561 รวมท้งั ส้ิน 2,674 คน
กล่มุ ตวั อยา่ ง
การเลือกกลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยครั้งน้ี เป็นบุคลากรสายสนับสนุนด้านการศึกษาของคณะแพทยศาสตร์ศิริราช

พยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ซ่ึงผู้วิจัยได้กาหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้แนวคิดของ แฮร์และคณะ (Hair; et al. 2006:
245) ซงึ่ เสนอว่าขนาดของกลุ่มตวั อย่างเพอ่ื การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ตอ้ งมขี นาดอย่างน้อย 20 เท่าของตัวแปรท่ีศึกษา ดงั นั้น
ขนาดกลุ่มตัวอย่างขนั้ ตา่ จึงเป็น 120 คน เนื่องจากงานวิจัยส่วนใหญ่รายงานอัตราการตอบกลับของผูต้ อบแบบสอบถามคอ่ นขา้ ง
น้อย ดังนั้น ผู้วิจัยจึงเพิ่มจานวนกลุ่มตัวอย่างอีก ร้อยละ 60 ดังน้ัน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในคร้ังนี้จานวนท้ังหมด 192 คน โดยใช้
วิธีการสุ่มแบบโควต้าเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) ได้บุคลากรแต่ละหน่วยงาน ดัง
แสดงในตาราง 1

ตาราง 1 สรปุ จานวนประชากรและกลมุ่ ตวั อย่าง ประชากร กลุ่มตัวอยา่ ง
ลาดบั หน่วยงาน/สงั กัด 2,182 158
276 20
1 ภาควิชาท้งั หมด 179 14
2 ฝา่ ยการศกึ ษา 2,674 192
3 โรงเรยี นและสถาน

รวม

ตัวแปรทีศ่ ึกษา
1. ตัวแปรอสิ ระ ไดแ้ ก่
1.1 วัฒนธรรมองคก์ ร
1.2 เจตคติทมี่ ตี ่องาน
1.3 ความพงึ พอใจต่อผลตอบแทนทไี่ ด้รับจากองคก์ ร
1.4 สัมพนั ธภาพระหวา่ งบุคลากรในที่ทางาน
1.5 สถานท่ีและวัสดุอปุ กรณ์ในท่ที างาน
1.6 นโยบายและการบรหิ ารงานขององค์กร
2. ตวั แปรตาม ไดแ้ ก่ ความผูกพนั ตอ่ องค์กรของบคุ ลากรสายสนับสนุนดา้ นการศึกษา คณะแพทยศาสตรศ์ ิริ

ราชพยาบาล มหาวิทยาลยั มหิดล


Click to View FlipBook Version