The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

proceedings มศว ธนินท์รัฐ 5 กค 2562

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Thaninrat Kritchanthat Sirivisalsuwan, 2020-02-09 01:22:10

Proceedings มศว ระดับชาติ

proceedings มศว ธนินท์รัฐ 5 กค 2562

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 451

7.3 ด้านกลไกการพัฒนาครูช่างอุตสาหกรรม มีค่าความต้องการจาเป็นสูงกว่าด้านอ่ืนๆซ่ึงมีค่าเท่ากับ PNIMODIFIED
เท่ากับ 0.16 อาจจะเป็นเพราะว่าผู้บริหารและครูช่างอุตสาหกรรมในสถานศึกษาเห็นว่า กลไกการพัฒนาครโู ดยเครือข่าย จตุ
ภาคี ซ่ึงเป็นกลไกความร่วมมือและการสนับสนุนของสถานศึกษา สถาบันผลิตครู ภาคเอกชนและต้นสังกัดของสถานศึกษา
ระดบั ประเทศ มคี วามจาเป็นและสาคญั ตอ่ กลไกการพฒั นาครูช่างอุตสาหกรรมทม่ี ีสมรรถนะสงู ในยคุ ประเทศไทย 4.0 เปน็ อยา่ ง
มาก

ข้อเสนอแนะ
ข้อเสนอแนะทวั่ ไป
สาหรับขอ้ เสนอแนะท่วั ไปจะกล่าวถึงข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ซึง่ มรี ายละเอียด ดังนี้
1) ดา้ นกระบวนทศั นก์ ารพฒั นาครชู า่ งอุตสาหกรรม
(1) เครอื ข่ายองค์กรวิชาชีพ ภาคอุตสาหกรรม สถาบันผลิตครู ต้นสงั กัดของสถานศึกษา และชุมชน ในพ้ืนที่

ควรรว่ มกันจัดทามาตรฐานอาชีพครูผสู้ อน เพ่ือพฒั นาครูช่างอตุ สาหกรรม เชน่ แผนพัฒนาครชู ่างอตุ สาหกรรมระยะสนั้ และระยะ
ยาว ทสี่ อดคล้องกับยทุ ธศาสตร์ชาติ

(2) เครือข่ายสถาบันผลิตครู ควรร่วมมือกับสถานศึกษา และต้นสังกัดของสถานศึกษา เพ่ือพัฒนาหลักสูตร
สาหรับพัฒนาครูช่างอุตสาหกรรมจากมาตรฐานอาชีพที่จัดทาขึ้น และมีเป้าหมายการดาเนินการพัฒนาครูช่างอุตสาหกรรมท่ี
ชดั เจนทงั้ สองฝ่าย

2) ดา้ นรูปแบบการพัฒนาครชู ่างอตุ สาหกรรม
รปู แบบทีใ่ ช้การพัฒนาครูช่างอุตสาหกรรมในยุคประเทศไทย 4.0 ควรจะตอ้ งสง่ เสริมใหใ้ ช้เทคโนโลยีดจิ ิทลั มาเป็น

เคร่ืองมอื หลักในการพฒั นาครูช่างอุตสาหกรรมในทุกมิติ ท่ีครูผสู้ อนสามารถเขา้ ถึงได้ง่าย และไมซ่ ับซ้อน
3) ดา้ นกลไกการพัฒนาครูชา่ งอุตสาหกรรม
ควรต้ังสถาบันท่ีเป็นหน่วยงานกลางระดับภูมิภาค ในการพัฒนาครูช่างอุตสาหกรรมเฉพาะทาง ซึ่งคอยประสาน

ระหว่างเครือข่ายสถาบันผลิตครูช่างอุตสาหกรรม สถานศึกษา และต้นสังกัดของสถานศึกษา เพ่ือร่วมมือกันพัฒนาครูช่าง
อุตสาหกรรม

ข้อเสนอแนะในการวิจัยคร้งั ต่อไป
สาหรับการวิจัยในครั้งต่อไปน้ัน ควรมีการศึกษาเก่ียวกับความต้องการจาเป็นในการพัฒนาครูช่างอุตสาหกรรม โดยความ
รว่ มมอื ระหวา่ งสถาบนั ผลิตครชู า่ งอตุ สาหกรรม สถานศึกษา และต้นสงั กดั ของสถานศกึ ษา

กิตตกิ รรมประกาศ
คณะผูว้ ิจยั ขอขอบคุณสานักงานเลขาธิการสภาการศกึ ษา ท่สี นับสนุนงบประมาณในการศึกษาวิจยั ในครั้งนี้

เอกสารอา้ งอิง
ประคอง กรรณสตู . (2542). สถิตเิ พ่ือการวิจยั ทางพฤติกรรมศาสตร์. กรงุ เทพฯ: โรงพิมพ์แห่งมหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลศรวี ิชัย.
ไมตรี อินทรป์ ระสิทธ์ิ (2560). แนวทางการกระจายอานาจการพัฒนาครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษาระดับพื้นทก่ี ารศึกษา ใน

ระบบและรปู แบบการพฒั นาครูทเี่ หมาะสมกับสังคมไทยและความเปน็ สากล หนา้ 139-143 กรงุ เทพฯ: สานกั งาน
เลขาธกิ ารสภาการศึกษา
สวุ มิ ล ว่องวาณชิ . (2558). การวจิ ัยประเมนิ ความต้องการจาเปน็ . พิมพค์ รัง้ ที่ 3 (ฉบับปรบั ปรุง). กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พ์แห่ง
มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลศรวี ชิ ยั .
สานักงานเลขาธกิ ารสภาการศึกษา (2561). กลไกขบั เคล่ือนระบบการผลิตและพัฒนาครสู มรรถนะสูงสาหรบั ประเทศไทย 4.0
Fekadu, A., &Melese, W. (2012). Partnership between Teacher Education Institutes and Secondary
Schools in Ethiopia: Status, Challenges, and Prospect. Ethiopian Journal of Education and
Sciences, 7(2), 43-60.

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 452

การศกึ ษาผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น ความสามารถในการแกป้ ัญหาทางวิทยาศาสตรข์ องนักเรยี นช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5
ที่ได้รับการจัดการเรยี นรแู้ บบบูรณาการสะเตม็ ศกึ ษาร่วมกบั วฏั จกั รการเรยี นรขู้ องคอรป์

THE STUDY OF LEARNING ACHIEVEMENT SCIENTIFIC PROBLEMS SOLVING ABILITY OF STUDENT GRADE 11
STUDENT LEARNING STYLE BY USING STEM EDUCATION AND KOLB’S LEARNING CIRCLE
มนตรา พ่ึงไพศาล, อรอุมา เจริญสุข
E-mail: [email protected]

บทคัดยอ่
การวิจัยครงั้ นี้เพ่ือเปรียบเทยี บผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนและความสามารถในการแก้ปญั หาทางวิทยาศาสตร์ของนกั เรยี น

ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการสะเต็มศึกษาร่วมกับวัฏจักรการเรียนรู้ของคอร์ป โดยใช้แบบแผนการวิจัย
แบบศึกษากลุ่มเดยี ว มีการทดสอบกอ่ นและหลังเรียน กลุ่มตัวอยา่ งคอื นกั เรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2561 โรงเรยี น
วดั พทุ ธบชู า จานวน 1 ห้องเรียน มีนักเรียนจานวน 44 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลอื กแบบเจาะจง เครื่องมือท่ีใช้ในการวจิ ัย ได้แก่
1) แผนการจัดการเรียนรูแ้ บบบูรณาการสะเต็มศกึ ษาร่วมกับวัฏจกั รการเรียนรู้ของคอรป์ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียน เร่ืองความร้อนและทฤษฎีจลน์ของแก๊สที่มีค่าความยากง่าย (p) ระหว่าง 0.241 – 0.793 ค่าอานาจจาแนก (r) ระหว่าง
0.214 – 0.571 และค่าความเชื่อม่ันของแบบทดสอบท้ังฉบับมีค่าเท่ากับ 0.880 3) แบบทดสอบความสามารถในการคิด
แก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์มีค่าความยากงา่ ย (p) ระหวา่ ง 0.414 – 0.585 ค่าอานาจจาแนก (r) ระหว่าง 0.429 – 0.683 และ
มีค่าความเช่ือมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.610 และการวิเคราะห์ข้อมูล ค่าเฉล่ีย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยใช้สถิติ
การวิเคราะห์ความแปรปรวนตวั แปรพหนุ าม ผลการวิจัยพบว่า หลังจากนักเรียนได้รบั การจัดการเรียนรู้แล้วมีผลสัมฤทธ์ทิ างการ
เรียนและความสามารถในการคิดแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์สูงข้ึนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 โดยก่อนเรียนค่าเฉล่ีย
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเท่ากับ 4.5 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.56 ขณะที่หลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 11.20
คะแนน ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 3.86 (F = 136.041, p-value = .000, 2 = .760) ส่วนความสามารถในการคิด
แก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์คะแนนก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 0.93 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.26 และคะแนน
หลังเรียนมคี า่ เฉลย่ี เทา่ กบั 8.68 คะแนน ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐานเทา่ กบั 2.58 (F = 489.293, p-value = .000, 2 = .919)
คาสาคัญ: สะเตม็ ศกึ ษา, วฏั จักรการเรยี นรขู้ องคอรป์ , ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน, ความสามารถในการแกป้ ัญหาทางวิทยาศาสตร์
Abstract

This research has a purpose to compare learning achievement and scientific problem-solving
ability of students before and after gave learning activity by using STEM Education and Kolb’s learning circle.
The study used a single group study research. There were tests before and after study. The sampling group
were 44 students study in Mattayom 5, academic year 2018 at Wat Phutthabucha School which was
obtained by purposive sampling.The tools which used in the research were 1) lesson plans by using STEM
Education and Kolb’s learning circle 2) Learning achievement test about heat and kinetic theory of gas test
with the item difficulty (p =0.241 – 0.793 ), discriminatory power (r = 0.214 – 0.571) and the reliability (KR-20
= 0.880) 3) the science problem-solving ability test with the item difficulty (p =0.414 – 0.585), discriminatory
power (r = 0.429 – 0.683) and the reliability (α = 0.610). The data was analyzed by using the arithmetical
mean, standard deviation and multivariate analysis. The result demonstrated that when testing the
hypothesis, learning achievement and scientific problem-solving ability of students after receiving integrated
learning management together with Kolb’ s learning circle was higher than before being taught at a
significant level of .05. the statistics of the average achievements of the before using was 4.5, standard
deviation was 1.56. And after using was 11.20, standard deviation was 3.86 (F = 136.041, p-value = .000, 2 =
.760) The problem solving ability about solving scientific problems had a statistical value the average of the
group was 0.93, the standard deviation was 1.26. And after using was 8.68, standard deviation was 2.56. (F =
489.293, p-value = .000, 2 = .919)
Keywords: STEM Education, Kolb’s Learning Circle, Learning Achievement, Scientific Problem-Solving Ability

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 453

บทนา
แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาติฉบับที่สองสอง พ.ศ. 2560 – 2562 ให้ความสาคัญกับพัฒนาเด็กวัยเรียนและ

วัยรุ่นให้มีทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ มีความคิดสร้างสรรค์ มีทักษะการทางานและการใช้ชีวิตที่พร้อมเข้าสู่
ตลาดแรงงาน ดังนี้ 1) ปรับกระบวนการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้เด็กมีการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงสอดคล้องกับการพัฒนาการของ
สมองแตล่ ะช่วงวัย เน้นพัฒนาทักษะพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ด้านวิศวกรรม ด้านคณิตศาสตร์ ด้านศิลปะ และด้าน
ภาษาต่างประเทศ 2) สนับสนุนให้เด็กเข้าร่วมกิจกรรมทั้งในและนอกห้องเรียนท่ีเอื้อต่อการพัฒนาทักษะชีวิตและทักษะการ
เรียนรู้อย่างต่อเน่ือง อาทิ การอ่าน การบาเพ็ญประโยชน์ทางสังคม การดูแลสุขภาพ การทางานร่วมกันเป็นกลุ่ม การวางแผน
ชีวิต

กระบวนการเรียนการสอนด้านสะเต็มศึกษา (STEM Education) เป็นการจัดการเรียนรู้ท่ีบูรณาการความรู้โดยใช้
ความรแู้ ละทกั ษะทางวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี วศิ วกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ที่ผู้เรยี นสามารถเชือ่ มโยงองค์ความรเู้ หล่านี้เขา้
ดว้ ยกันได้ สามารถประยุกตค์ วามร้แู ละทักษะเหลา่ นี้เพ่ือนาไปใช้ในการแกป้ ัญหาท่เี กิดข้ึนในชีวิตประจาวัน ซึง่ เป็นนวัตกรรมการ
เรียนการสอนแบบหนึ่งในการผลิตคนแนวใหม่ให้พร้อมท่ีจะรับความเปล่ียนแปลงของโลกอนาคต ในด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม
สังคม และเทคโนโลยี เพื่อช่วยพัฒนาประเทศในยุคแห่งการแข่งขันกับนานาชาติและก้าวให้ทันประเทศอื่น ๆ ในการเข้าสู่
ประชาคมอาเซียนและการเป็นประชาคมโลก ซ่ึงสอดคล้องกบั กมลฉัตร กล่อมอิม่ (2559) ว่าเปน็ แนวทางการจัดการเรยี นรแู้ บบ
บูรณาการ ที่มุ่งให้ผู้เรียนนาความรู้ไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตจริง โดยจะพัฒนากระบวนการหรือผลผลิตใหม่ท่ีเป็นประโยชน์ต่อการ
ดาเนินชีวิตและการประกอบอาชีพ ผ่านประสบการณ์ในกิจกรรมการเรยี นรู้แบบโครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning)
หรือกิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) ท่ีช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนมีทักษะและสมรรถนะที่
สอดคล้องกับความต้องการที่เปล่ียนแปลงไปตามสังคมปัจจุบันและความก้าวหน้าในศตวรรษท่ี 21 โดยมีกระบวนการการ
ออกแบบเชงิ วศิ วกรรมเปน็ ขนั้ ตอนของการแก้ปญั หาหรอื สนองความตอ้ งการ ซ่งึ มไี ดห้ ลายรูปแบบแตม่ ีขัน้ ตอนหลกั ๆดงั นี้ 1) ระบุ
ปัญหา (Problem Identification) เป็นขั้นตอนท่ีเร่ิมต้นจากการที่ผู้แก้ปัญหาตระหนักถึงสิ่งที่เป็นปัญหาในชีวิตประจาวันและ
จาเป็นต้องหาวิธีการหรือสร้างส่ิงประดิษฐ์(Innovation) เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว 2) รวบรวมข้อมูลและแนวคิดที่เก่ียวข้องกับ
ปัญหา (Relate Information Search) หลังจากผู้แก้ปัญหาทาคามเข้าใจปัญหาและสามารถระบุปัญหาย่อย ขั้นตอนต่อไปคือ
การรวบรวมข้อมูลและแนวคิดท่ีเก่ียวข้องกับการแก้ปัญหาดังกลา่ ว ในการค้นหาแนวคิดท่ีเกี่ยวขอ้ งกับการแก้ปัญหาดงั กล่าว 3)
ออกแบบวิธีการแก้ปัญหา (Solution Design) หลังจากเลือกแนวคิดที่เหมาะสมในการแก้ปัญหาแล้วขั้นตอนต่อไป คือการนา
ความรู้ที่ไดร้ วบรวมมาประยกุ ต์เพื่อออกแบบวิธีการ กาหนดองค์ประกอบของวิธีการหรือผลผลิต ทั้งน้ี ผู้แก้ปัญหาต้องอ้างอิงถึง
ความรู้วทิ ยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีท่ีรวบรวมได้ ประเมิน ตัดสนิ ใจเลือกและใช้ความรู้ที่ได้มาในการสร้างภาพร่าง
หรือกาหนดเค้าโครงของวิธีการแก้ปัญหา 4) วางแผนและดาเนินการแก้ปัญหา (Planning and Development) หลังจากท่ีได้
ออกแบบวิธีการและกาหนดเค้าโครงของวิธีการแก้ปัญหาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการพัฒนาต้นแบบ(Prototype) ของสิ่งที่ได้
ออกแบบไว้ในขั้นตอนน้ี 5) ทดสอบ ประเมินผลและปรับปรุงแก้ไขวิธีการแก้ปัญหาหรือชิ้นงาน (Testing Evaluation and
Design Improvement) เป็นขั้นตอนทดสอบและประเมนิ การใช้งานต้นแบบเพ่ือแก้ปัญหา ผลท่ีได้จากการทดสอบและประเมิน
อาจถกู นามาใชป้ รับปรงุ และพัฒนาผลลพั ธ์ให้มปี ระสิทธิภาพในการแก้ปัญหามากขึ้น การทดสอบและประเมนิ ผลสามารถเกิดขึ้น
ได้หลายครั้งในกระบวนการแก้ปัญหา 6) นาเสนอวิธีการแก้ปัญหา ผลการแก้ปัญหาหรือช้ินงาน (Presentation) หลังจากการ
พัฒนาปรับปรุงทดสอบและประเมินวิธีการแก้ปัญหาหรือผลลัพธ์จนมีประสิทธิภาพตามที่ต้องการแล้ว ผู้แก้ปัญหาต้องนาเสนอ
ผลลพั ธ์ตอ่ สาธารณชน โดยตอ้ งออกแบบวธิ กี ารนาเสนอข้อมูลทเ่ี ข้าใจงา่ ยและนา่ สนใจ (ศูนย์สะเต็มศึกษาแหง่ ชาติ, 2559)

ซ่ึงรปู แบบการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการสะเต็มศึกษา (สถาบันส่งเสริมการสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2557)
ได้กล่าวบทบาทผู้เรียนไว้ดังน้ี 1) ผู้เรยี นมที ักษะการคดิ วเิ คราะห์ คิดสร้างสรรค์ คิดแก้ปัญหาในชีวิตจริงและสรา้ งนวัตกรรมที่ใช้
สะเตม็ เป็นพ้ืนฐาน 2) ผู้เรียนเรียนร้อู ย่างมีความสขุ และมองเหน็ เส้นทางการประกอบอาชีพในอนาคต 3) ผลสัมฤทธ์ิในการเรยี น
วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยีสูงขึ้น 4) ผู้เรียนลงมือออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ท่ีท้าทายความรู้ความสามารถ
กระบวนการคดิ และการแกป้ ัญหาโดยใชส้ ถานการณ์ทเ่ี ปน็ ปัญหาในโลกปัจจบุ ัน ทาให้ผู้เรียนมคี วามต้งั ใจเรยี น ในส่วนบทบาทครู
ต่อการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการสะเต็มศึกษา จารัส อินทลาภาพร และคณะ (2558) ได้กล่าวถึงบทบาทของผู้สอน ดังนี้ 1)
จดั บรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่ต่ืนเต้น น่าสนใจ สนุกสนาน มีชีวิตชีวาเพื่อส่งเสริมให้ผเู้ รียนพัฒนากระบวนการคิดและการ
แก้ปญั หาในสถานการณ์จรงิ 2) ออกแบบกจิ กรรมการเรยี นรตู้ ามแนวทางสะเต็มศกึ ษาทที่ ้าทายความรูค้ วามสามารถกระบวนการ
คิดและการแก้ปัญหาของผู้เรียน โดยใช้สถานการณ์ท่ีเป็นปัญหาในโลกปัจจุบัน 3) จัดกิจกรรมท่ีให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติ 4) จัด

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 454

กจิ กรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการใน 3 สาระได้แก่ สาระวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสอดแทรกกระบวนการ
ออกแบบเชิงวิศวกรรม 5) จัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน (Project-based learning) โดยสร้างสถานการณ์ที่เป็น
ปัญหาเก่ียวกับชีวิตจรงิ และท้าทายกระบวนการคิดของผู้เรียน เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรยี นเกิดกระบวนการคิดหาคาตอบโดยใช้วธิ ีการ
ทางวิทยาศาสตร์และสามารถสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง 6) ผู้สอนเป็นโค้ช (Coach) 7) ผู้สอนเป็นพี่เล้ียงทางวิชาการ
(Mentor) 8)ผู้สอนเป็นผูต้ ้ังคาถามเพ่ือกระตุ้นให้ผ้เู รียนคิด สอดคล้องกบั จณาพิชญ์ อาสนาชัย และคณะ, (2556) ได้กล่าวไว้ว่า
วิธีที่จะทาให้เกิดการเรียนรู้ได้ดี จะต้องได้ฝึกการคิดสร้างความรู้ด้วยตนเอง รู้จักไตร่ตรองปัญหาร่วมกับผู้อื่นในระบบกลุ่ม ได้
เผชิญปัญหาได้ลงมือปฏิบัติได้รับประสบการณ์ตรงและอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซ่ึงเป็นการจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับ
ความตอ้ งการและความสนใจของนกั เรียนทง้ั ยังไดร้ ับความรู้และประสบการณ์ใหม่ๆในการเรยี นและมพี ฤติกรรมทพ่ี ึงประสงคท์ ี่ดี
ขนึ้ ซง่ึ คอร์ป (Kolb D. A & Fry R. E, 1974, p. 27) ได้เสนอรูปแบบการจัดการเรยี นรู้เชิงประสบการณ์ วา่ สามารถท่ีจะเรมิ่ จาก
จุดใดจุดหนึ่งและควรจะถูกพิจารณาเป็นวัฏจักรท่ีต่อเน่ือง โดยกระบวนการจัดการเรียนการรู้เร่ิมจากการจัดประสบการณ์การ
เรียนรซู้ ึ่งสอดคล้องกับขั้นตอนประสบการณ์จริงเชิงรูปธรรม (Concrete experiences) ในวัฏจักรการเรียนรู้ของคอรป์ จากน้ัน
ผู้เรียนจะตกผลึกความรู้จากประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้มา ซ่ึงสอดคล้องกับข้ันตอนการสังเกตท่ีมีการไตร่ตรอง สะท้อนความคิด
(reflective observation) โดยในขัน้ ตอนนีผ้ ้สู อนจะตอ้ งทาหน้าทเ่ี ป็นกระบวนกร (facilitator) และใหผ้ ลตอบกลับ (feedback)
กลับ หลังจากกระบวนการนี้ ผู้เรียนจะตกผลึกความคิด ซ่ึงตรงกับขั้นตอนของ abstract conceptualization และเมื่อนาไป
ทดลองทา/ทดลองใช้ ซึ่งเป็นข้ันตอน active experimentationจะทราบถึงสิง่ ท่ไี ด้เรียนรู้และนาส่ิงเหล่านี้ไปวางแผนการเรียนรู้
และวนกลับเขา้ ในวัฏจักรการเรยี นรู้เดิมอีกคร้ังหนึ่ง

ดังน้ันเม่อื บุคคลไดร้ ับประสบการณต์ รงหรอื ประสบการณท์ เ่ี ป็นรปู ธรรม (Concrete Experience) บุคคลจะเรียนรูจ้ าก
การสั งเกตและการไตร่ตรอง (Reflective Observation) ประสบ การณ์ นั้ นและสร้างความคิ ดรวบ ยอด (Abstract
Conceptualization) ซ่ึงบุคคลน้ันสามารถนามาปรับใช้หรือทดลองใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ (Active Experimentation) อัน
ก่อให้เกิดประสบการณ์ใหม่และเร่มิ การเรยี นรู้ ตามวัฏจักรในรอบใหม่ต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ (ทิศนา แขมมณี, 2551) อาจสรปุ ได้ว่า
“การเรียนรู้คอื กระบวนการทีซ่ ึ่งความรู้ได้ถูกสรา้ งขึ้นจากการแปรเปล่ียนประสบการณ์” ซึ่งสอดคล้องกับเสาวภา วิชาดี (2558)
ที่กลา่ วว่าการศึกษารูปแบบต่าง ๆ ทเี่ กย่ี วข้องกบั ทฤษฎกี ารเรียนรูแ้ บบประสบการณ์ ทาให้ผู้สอนเข้าใจผู้เรยี นมากข้นึ สามารถใช้
ความรูค้ วามเข้าใจเกย่ี วกับลีลาการเรียนรูข้ องผูเ้ รียนเป็นขอ้ มลู ในการวางแผนการสอน เพ่ือใหผ้ ู้เรียนมีแรงจงู ใจต่อการเรียนมาก
ทส่ี ุด ดังน้ันในการจัดการสอนโดยยึดลีลาการเรียนรู้ของผู้เรียนน้ัน ผู้สอนจาเป็นต้องจัดการเรียนการสอนอยา่ งหลากหลาก เพื่อ
ตอบสนองความต้องการ ความถนัด ความสนใจ ความสามารถของผู้เรียน โดยคานึงถึงลักษณะการเรียนรู้ของผู้เรียนที่แตกต่าง
กัน ผู้เรียนจึงจะเกิดความสุขในการเรียน โดยท่ีผู้เรียนสามารถบูรณาการความรู้และทักษะทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
วิศวกรรมศาสตร์และคณิตศาสตรเ์ ข้าด้วยกนั ตามกระบวนการสอนสะเต็มศกึ ษา ซึ่งเป็นสิ่งสาคัญในการเรียนรู้ท่ีสามารถส่งผลให้
ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตรข์ องนกั เรียนสงู ขึ้น ซง่ึ สอดคลอ้ งกบั อาทิตยา พูนเรอื ง
(2559) ไดศ้ ึกษาเปรียบเทยี บผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นและความสามารถในการแกป้ ัญหาทางวทิ ยาศาสตร์ของนกั เรยี นเร่อื ง เคมีท่ี
เปน็ พื้นฐานของสิง่ มีชวี ิต นักเรียนชัน้ มัธยมศกึ ษา ท่ีไดร้ ับการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเตม็ ศึกษา พบว่า นักเรียนมผี ลสมั ฤทธ์ิ
ทางการเรียนเฉลีย่ ก่อนเรยี นและหลังเรยี นแตกตา่ งกนั โดยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉล่ียหลงั เรียนสูงกว่ากอ่ นเรียน และ นกั เรียน
มีความสามารถในการแกป้ ัญหาเฉลยี่ กอ่ นเรียนและหลงั เรียนแตกต่างกนั โดยความสามารถในการแกป้ ญั หาทางวิทยาศาสตรห์ ลัง
เรยี นสงู กวา่ ก่อนเรียน

จากสภาพท่ีกล่าวมาทาให้ผู้วิจัยสนใจที่จะนาการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการสะเต็มศึกษาร่วมกับวัฏจักรการเรียนรู้
ของคอรป์ ซ่ึงเปน็ รูปแบบการสอนท่ีจะชว่ ยใหผ้ ู้เรียนมีความสามารถและส่งเสริมใหน้ ักเรียนมที ักษะกระบวนการแก้ปัญหาผ้เู รียน
ได้พฒั นาทกั ษะในการคดิ การแก้ปัญหา และสามารถนาความร้ทู ่ไี ดร้ ับไปใช้เพื่อตัดสนิ การแกป้ ัญหาต่างๆ ไดอ้ ย่างมีหลกั การและ
เหตุผล ซึง่ ยุทธวิธีในการฝึกให้บุคคลเกิดนสิ ัยต่างๆดังกล่าวมาข้างต้น จาเป็นท่จี ะต้องคานึงถึงองค์ประกอบดา้ นทักษะในการคิด
ความรสู้ กึ การแก้ปญั หา การลงมอื ปฏบิ ตั ิ รวมทง้ั ลักษณะนิสัยที่ดพี ร้อมในด้านตา่ งๆของผู้เรยี น ซงึ่ สง่ ผลให้เดก็ เกิดความพรอ้ มใน
การเรียนรู้และสามารถแสดงออกมาได้ในทักษะกระบวนการแก้ปัญหา ตามรูปแบบบูรณาการสะเต็มศึกษาเป็นกระบวนการใน
การแก้ปัญหาการตัดสินอย่างเป็นระบบ หากนามาใช้ในการเรียนการสอน จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างเป็นระบบซ่ึง
สามารถส่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้สูงขึ้น ตลอดจนสามารถนาไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจาวัน เพ่ือพัฒนาตนเอง
สงั คม และประเทศชาตติ อ่ ไป

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 455

กรอบแนวคิดในการวจิ ัย
จากการศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับวัฏจักรการเรียนรู้ของคอร์ปนั้น ประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอน คือ 1) ข้ันประสบการณ์

รู ป ธ ร ร ม (Concrete Experiences) 2) ขั้ น ก า ร ไต ร่ ต ร อ ง (Reflective Observation) 3) ขั้ น ก า ร ส รุ ป (Abstract
Conceptualization) และ 4) ขน้ั การทดลองปฏิบัติจริง (Active Experimentation) โดยวัฏจักรการเรียนรู้ของคอร์ปได้แสดงให้
เห็นวา่ ผู้เรยี นสามารถเรยี นรูไ้ ดอ้ ย่างไมจ่ ากดั โดยขน้ึ อยู่กบั ประสบการณร์ ูปธรรมที่ผเู้ รยี นจะได้เข้าไปสมั ผัสหรือมีส่วนร่วม ดังนั้น
การที่จะทาให้ผู้เรยี นได้เรียนรู้น้ัน ผู้สอนหรือครูเก้ือหนุนและผู้เกี่ยวข้องจาเป็นต้องสร้างหรือจัดประสบการณ์รูปธรรมต่าง ๆ ที่
เหมาะสมและสอดคล้องกบั เป้าหมายหรอื มาตรฐานการเรียนรขู้ องหลักสูตรให้กบั ผู้เรียนได้เข้าร่วม อกี ทง้ั ยังต้องกาหนดขั้นตอน
วิธกี าร และเคร่ืองมือช่วยเรียนรู้ท่ีจะสามารถกระตนุ้ ให้ผู้เรียนเข้าร่วมประสบการณ์และคงสภาพการเข้าร่วมนั้นอยา่ งตั้งใจอย่ไู ด้
เพื่อใหเ้ กดิ การเรยี นรู้และมสี มรรถนะตามความคาดหวังของหลักสูตร (ศนู ยน์ วัตกรรมนโยบาย, 2557)

กระบวนการเรียนการสอนสะเต็มศึกษา เป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
วิศวกรรมและคณิตศาสตร์ ที่มุ่งให้ผู้เรียนนาความรู้ไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตจริง โดยจะพัฒนากระบวนการหรือผลผลิตใหม่ท่ีเป็น
ประโยชน์ต่อการดาเนินชีวิตและการประกอบอาชีพ ผ่านประสบการณ์ในกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน (Project –
Based Learning) หรือกิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem – Based Learning) ท่ีช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนมี
ทักษะและสมรรถนะท่ีสอดคล้องกับความต้องการท่ีเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมปัจจุบันและความก้าวหน้าในศตวรรษที่ 21 (กมล
ฉัตร กล่อมอ่มิ , 2559) โดยมีกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมเปน็ ข้ันตอนของการแก้ปญั หาหรือสนองความต้องการ (ศูนย์สะ
เต็มศึกษาแหง่ ชาติ, 2559)

ดังนนั้ การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการสะเตม็ ศกึ ษารว่ มกับวัฏจักรการเรยี นรขู้ องคอรป์ จะชว่ ยให้ผู้เรยี นมีความสามารถ
และสง่ เสริมให้นกั เรยี นมที ักษะกระบวนการแกป้ ญั หา ชว่ ยใหเ้ กิดการเรียนรอู้ ยา่ งเปน็ ระบบซงึ่ สามารถส่งผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น
ให้สูงขึ้น และในการจัดการเรียนรู้ของผู้เรียนนั้น ควรจัดให้มีกิจกรรมหลากหลายในการฝึกฝนทักษะด้านต่างๆ เพื่อตอบสนอง
วิธีการเรียนรู้ให้มากที่สุด ซ่ึงเป็นส่ิงสาคัญในการเรียนรู้ที่สามารถส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการ
แก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนสูงข้ึนได้ (อาทิตยา พูนเรือง, 2559) จากท่ีกล่าวมาผู้วิจัยจึงใช้การจัดการเรียนรู้แบบ
บรู ณาการสะเต็มศึกษาร่วมกบั วฏั จักรการเรียนรู้ของคอรป์ เพอื่ ตรวจสอบผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน ความสามารถในการแก้ปัญหา
ทางวทิ ยาศาสตรข์ องผเู้ รียน ดงั ภาพประกอบ 1

การจดั การเรยี นรู้แบบบรู ณาการสะเตม็ ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน
ร่วมกับวฏั จักรการเรียนรขู้ องคอรป์
ความสามารถในการแก้ปญั หา
ทางวิทยาศาสตร์

ภาพประกอบ 2 กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั

วัตถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั
ในการวิจยั ครง้ั นผี้ ูว้ ิจยั ไดต้ ้ังวัตถุประสงคไ์ วด้ ังน้ี
เพื่อเปรยี บเทยี บผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นและความสามารถในการแก้ปญั หาทางวิทยาศาสตรข์ องนักเรียนกอ่ นและหลัง

ไดร้ ับการจัดการเรียนรูแ้ บบบรู ณาการสะเต็มศกึ ษารว่ มกับวฏั จักรการเรยี นรู้ของคอรป์

สมมตฐิ านการวจิ ัย
หลงั จากนักเรียนได้รับการจัดการเรยี นรูแ้ บบบรู ณาการสะเตม็ ศกึ ษารว่ มกับวฏั จกั รการเรียนรขู้ องคอร์ปแล้วมีผลสัมฤทธ์ิ

ทางการเรยี นและความสามารถในการแก้ปญั หาทางวทิ ยาศาสตร์สงู กวา่ กอ่ นได้รบั การจัดการเรียนรู้
วธิ ีดาเนินการวจิ ัย

ประชากรทีใ่ ช้ในการวจิ ยั

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 456

ประชากรท่ีใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 5 ท่ีกาลังศึกษาในภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2561 สังกัด

สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งมีโรงเรียนจานวน 67

โรงเรยี น จานวนนกั เรยี น 16,265 คน

กลุ่มตัวอยา่ งทใี่ ช้ในการวิจยั

กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวจิ ัยคร้ังนี้ เป็นนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่กาลังศึกษาในภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2561

โรงเรียนวัดพุทธบูชา ซึ่งกาหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยโปรแกรมสาเร็จรูป G*Power 3.1 โดยใช้ขนาดอิทธิพล 0.8 ระดับ

นยั สาคัญทางสถติ ิที่ระดบั .05 ทาให้ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่างขนั้ ต่าอยา่ งน้อย 19 คน โดยโรงเรยี นวัดพุทธบูชา มีหอ้ งเรยี นแผนการ

เรียนวิทยาศาสตร์ – คณติ ศาสตร์ จานวน 3 หอ้ งเรยี น ดังนี้

แผนการเรยี นวทิ ยาศาสตร์ – คณิตศาสตร์ (STEM) 2 หอ้ งเรยี น

แผนการเรียนวิทยาศาสตร์ – คณิตศาสตร์ 1 หอ้ งเรยี น

จากนั้นผู้วิจัยจึงทาการเลือกห้องเรียนแผนการเรียนวทิ ยาศาสตร์ - คณิตศาสตร์ท้ัง 3 ห้องเรียน โดยวิธีการเลือกแบบ

เจาะจง (purposive sampling) มา 1 หอ้ งเรียนคอื กลุ่มแผนการเรียนวิทยาศาสตร์ – คณติ ศาสตร์ โดยมีจานวนนกั เรียนทง้ั หมด

44 คน แบง่ เปน็ นักเรยี นชาย 19 คน และนักเรยี นหญิง 25 คน กลมุ่ ตัวอยา่ งนี้ได้รับการจดั การเรยี นรู้แบบบูรณาการสะเตม็ ศกึ ษา

ร่วมกับวัฏจักรการเรียนรู้ของคอร์ป โดยท่ีสามารถส่งเสริมความสามารถและการพัฒนาตนเอง มุ่งเติมเต็มความรู้ความชานาญ

และประสบการณ์ของผู้เรียนให้กวา้ งขวาง เพื่อการค้นพบความถนัดของตนเองได้ และเป็นห้องท่ีผู้วจิ ัยสามารถทาการทดลองได้

จบกระบวนการทดลองและรวบรวมข้อมูล

ตวั แปรทศ่ี ึกษา
ในการวิจยั คร้งั นี้ ผู้วิจยั จาแนกตัวแปรท่ีศึกษาดงั น้ี

1. ตัวแปรตน้ ได้แก่ การได้รับการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการสะเต็มศึกษาร่วมกับวัฏจักรการเรียนรู้ของคอร์ป
แบง่ เป็น ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้

2. ตวั แปรตาม การศกึ ษาครั้งน้ีแบ่งตัวแปรตามออกเปน็ 2 ตวั แปร ไดแ้ ก่
2.1 ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน
2.2 ความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์

วิธกี ารเกบ็ รวบรวมข้อมลู
การวิจัยครงั้ นเ้ี ป็นการทดลองใช้กระบวนการจดั การเรยี นรทู้ ่สี ง่ เสรมิ ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนและความสามารถใน

การแก้ปัญหาทางวทิ ยาศาสตรใ์ นวิชาฟิสิกส์ เรื่อง ความร้อนและทฤษฎีจลน์ของแก๊ส โดยใช้แนวคดิ การจัดการเรียนรู้แบบบูรณา
การสะเตม็ ศกึ ษาร่วมกับวัฏจกั รการเรยี นร้ขู องคอร์ป และในการดาเนินการทดลองวจิ ัย รูปแบบท่ีใช้ในการทดลองครั้งนี้คอื (The
One – Group Pretest - Posttest Design) และเก็บรวบรวมข้อมูลปรากฏการณ์ต่าง ๆ ท่ีเกิดขึ้นกับกลุ่มตัวอย่างท่ีได้รับการ
จดั การเรียนร้แู บบบูรณาการสะเต็มศึกษาร่วมกับวฏั จักรการเรียนรู้ของคอร์ป โดยใช้เวลาในการจดั การเรยี นรู้รวม 16 คาบเรยี น
แบ่งเป็น ทาการจัดการเรียนรู้ 12 คาบเรียน และทดสอบก่อนเรียนและหลังการจัดการเรียนรู้อย่างละ 2 คาบเรียน จากน้ันนา
ขอ้ มลู ทดสอบก่อนและหลงั มาวเิ คราะห์เปรียบเทียบผล การตคี วามผลการวจิ ยั ท่เี กดิ ขนึ้

เครือ่ งมือท่ีใชใ้ นการวิจยั แบ่งเป็น 1) เครือ่ งมอื ท่ีใช้ในการทดลอง คือ แผนการจัดการเรยี นรตู้ ามแนวคิดวัฏจักรการ
เรียนร้ขู องคอรป์ และ 2)เคร่ืองมอื ทีใ่ ช้ในการเก็บรวบรวมขอ้ มลู คอื แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน เรอ่ื งความรอ้ นและ
ทฤษฎีจลนข์ องแกส๊ และแบบทดสอบความสามารถในการแก้ปญั หาทางวิทยาศาสตร์

การวเิ คราะหข์ อ้ มูล
1 การวิเคราะหข์ อ้ มลู เพอื่ พฒั นาเครอื่ งมือ

1.1 วิเคราะห์หาคา่ ความเที่ยงตรงของ แผนการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้แบบบูรณาการสะเต็มศกึ ษาร่วมกับวัฏจักร
การเรยี นรขู้ องคอรป์ แบบทดสอบผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนและแบบทดสอบความสามารถในการแก้ปัญหาทางวทิ ยาศาสตร์โดยใช้
ค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item – Objective Congruence : IOC) โดยแผนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการสะเต็ม

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 457

ศึกษาร่วมกับวฏั จกั รการเรยี นรูข้ องคอร์ปจานวน 5 แผน ค่าดัชนีความสอดคลอ้ ง (IOC) มีคา่ เท่ากบั 1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียน มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.6 – 1.0 และแบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทาง
วิทยาศาสตร์ ที่มีคา่ ดชั นคี วามสอดคลอ้ ง (IOC) มคี ่าอยู่ระหว่าง 0.6 – 1.0

1.2 วิเคราะห์ความยากง่าย (p) ของแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีค่าความยากงา่ ยระหว่าง 0.241 –
0.793 และแบบวดั ความสามารถในการแกป้ ญั หาทางวทิ ยาศาสตร์มีคา่ ระหว่าง 0.414 – 0.585

1.3 วิเคราะห์ค่าอานาจจาแนก (r) สาหรับ แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนค่าอานาจจาแนกค่าระหว่าง
0.214 – 0.571 และแบบวดั ความสามารถในการแกป้ ัญหาทางวิทยาศาสตร์มีค่าอานาจจาแนกระหว่าง 0.429 – 0.683

1.4 วิเคราะห์หาค่าความเชอื่ มั่น (Reliabillity) แบบทดสอบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนโดยวธิ ีการใชส้ ูตรของ KR –
20 ของคูเดอร์ – ริชาร์ดสัน (Kuder - Richardson) และแบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์โดยใช้วิธีการ
หาสัมประสิทธิแอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s Alpha) และค่าความเช่ือมั่นของแบบทดสอบท้ังฉบับมีค่า 0.880 และ
0.610 ตามลาดบั

2 การวิเคราะหข์ ้อมลู เพ่ือตรวจสอบสมมติฐาน
ผู้วิจัยนาคะแนนที่ได้จากแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ มาทา
การวเิ คราะหข์ อ้ มลู โดยใชโ้ ปรแกรมคอมพิวเตอรส์ าเรจ็ รปู การวเิ คราะหข์ อ้ มูลในการทาวจิ ยั ครงั้ น้ผี ู้วิจัยแบ่งการวเิ คราะหอ์ อกเปน็
2.1 การวเิ คราะห์คา่ สถติ ิพืน้ ฐานของตัวแปร ไดแ้ ก่ ค่าเฉล่ยี (Mean) สว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน (Standard deviation)
คา่ ความเบ้ (Sk) และค่าความโดง่ (Ku)
2.2 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิท์ างการเรียนและความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ของนักเรยี นท่ีได้รับ
การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการสะเต็มศึกษาร่วมกบั วฏั จกั รการเรียนร้ขู องคอร์ป โดยใชก้ ารวเิ คราะหค์ วามแปรปรวนตัวแปรพหุ
นาม (Multivariate Analysis of variance: MANOVA)

ผลการวิจยั

1. ผลการวเิ คราะหค์ ่าสถติ พิ ืน้ ฐาน

นักเรียนกลุ่มท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการสะเต็มศึกษาร่วมกับวัฏจักรการเรียนรู้ของคอร์ป จานวน 44 คน

พบว่า มีคะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิทยาศาสตร์ จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน นักเรียนมีคะแนนเฉล่ียก่อนเรียนการเรียน

เท่ากับ 4.5 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.56 ส่วนคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 11.20 คะแนน ส่วนเบ่ียงเบน

มาตรฐานเทา่ กับ 3.86

เม่ือพิจารณาคะแนนการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนกลุ่มที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการสะเต็ม

ศึกษาร่วมกับวัฏจักรการเรียนรู้ของคอร์ป จานวน 44 คน จากคะแนนเต็ม 16 คะแนน นักเรียนมีคะแนนเฉล่ียก่อนเรียนเท่ากับ

0.93 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากบั 1.26 ส่วนคะแนนเฉลีย่ หลังเรียนเท่ากับ 8.68 คะแนน ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐานเทา่ กับ

2.58 เมือ่ พิจารณาการกระจายของข้อมูล พบว่า ขอ้ มลู มีการกระจายแจกแจงแตกต่างจากโค้งปกติเล็กน้อย ดงั ตาราง1

ตาราง 1 คะแนนก่อนเรียน คะแนนหลังเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการสะเต็มศึกษาร่วมกับวัฏจักร

การเรยี นรู้ของคอร์ป

ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน การแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์

(20 คะแนน) (16 คะแนน)

M SD MIN MAX Sk Ku M SD MIN MAX Sk Ku

ก่อนเรยี น 4.50 1.56 1.00 8.00 0.06 -0.11 0.93 1.26 0.00 4.00 1.36 0.94

หลงั เรยี น 11.20 3.86 4.00 18.00 0.21 -1.13 8.68 2.58 2.00 14.00 0.07 0.29

2. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนและความสามารถในการแกป้ ัญหาทางวิทยาศาสตรก์ ่อนและหลังการ
จดั การเรียนรู้ของนักเรียนทีไ่ ดร้ บั การจดั การเรยี นรแู้ บบบรู ณาการสะเตม็ ศึกษารว่ มกับวฏั จักรการเรยี นรขู้ องคอร์ป

การตรวจสอบข้อตกลงเบื้องต้นเรื่องความสัมพันธ์ของตัวแปรตามในงานวิจัยนี้โดยใช้ค่า Bartlett’s Test of
Sphericity เมื่อตัวแปรตามคือผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนและความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ พบว่าตัวแปรตามมี
ความสัมพันธ์กันแตกต่างจากเมตริกซ์เอกลักษณ์อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 (χ2 = 11.290, df = 2, p = .004)

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 458

กล่าวคือ ตัวแปรผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์มีความสัมพันธ์กันจึงเป็นไปตาม
เง่ือนไขของการวิเคราะห์ผลการวจิ ยั สถติ วิ เิ คราะห์ One – way Repeated Manova

จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า นักเรียนท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการสะเต็มศึกษาร่วมกับวัฏจักรการเรียนรู้
ของคอร์ป มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์หลังเรียนสงู กว่าก่อนเรียนอย่างมี
นยั สาคัญทางสถติ ิที่ระดับ .05 (Wilks’ Lamda = 0.072, F= 268.674, p = .000) และเนือ่ งจากการศกึ ษาวจิ ัยครง้ั น้มี ีการวัดซา้ 2
ครง้ั ผู้วจิ ยั จึงคานวณค่าสถติ ิ Hotelling’s T2 โดย ใชส้ ูตรคานวณทาใหไ้ ด้ค่า Hotelling’s T2 = 550.14

ดังน้นั จากผลการวิเคราะหไ์ ด้ค่า Hotelling’s T2 = 550.14 และขณะที่ผลจากการเปดิ ตาราง Hotelling’s T2 ทีม่ ีค่า
P = 2, df = 43 ทาให้ได้ค่า Hotelling’s T2 = 6.595 เม่ือเปรียบเทียบกันพบว่า ค่า Hotelling’s T2 จากการคานวณมีค่าสูง
กว่าค่าท่ีได้จากการเปิดตารางจึงสามารถสรุปผลได้ว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการสะเต็มศึกษาร่วมกับวัฏ
จกั รการเรียนรู้ของคอรป์ มีคะแนนผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการแก้ปัญหาทางวทิ ยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่า
ก่อนเรียน ดงั ตาราง 2

ตาราง 2 ผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนตัวแปรพหุนามของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการแก้ปัญหา

ทางวทิ ยาศาสตร์ของนักเรียนได้รับการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการสะเตม็ ศึกษาร่วมกับวัฏจักรการเรยี นรู้ของคอร์ป โดยใช้สถิติ
Hotelling’s T2

Effect Multivariate test Value F Hypothesis df Error df p-value

การจดั Pillai's Trace .928 268.674 2.000 42.000 .000 .928

การเรยี นรู้ Wilks' Lambda .072 268.674 2.000 42.000 .000 .928

Hotelling's Trace 12.794 268.674 2.000 42.000 .000 .928

Roy's Largest Root 12.794 268.674 2.000 42.000 .000 .928

Hotelling’s T2 = 550.14
Bartlett’s Test of Sphericity : Likelihood Ratio = .003 Approx. Chi – Square 11.29 df = 2 Sig. = .004

เมื่อพจิ ารณารายตัวแปรตามพบว่าเมือ่ ได้รับการจัดการเรียนร้แู บบบรู ณาการสะเตม็ ศึกษารว่ มกับวัฏจักรการเรียนรขู้ อง
คอร์ปแล้วนักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังจากการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้อย่ างมีนัยสาคัญทางสถิติที่
ระดับ .05 (F = 136.041, p-value = .000, 2 = .760) เช่นเดียวกับความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ของ
นักเรียนที่พบว่าหลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 (F = 489.293, p-
value = .000, 2 = .919) ซึ่งสอดคล้องกับสมมตฐิ าน ดังตาราง 3

ตาราง 3 ผลการวิเคราะห์รายตวั แปรตามของคะแนนผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนและความสามารถในการแก้ปัญหาทางวทิ ยาศาสตร์
ของนกั เรียนได้รับการจัดการเรียนรแู้ บบบูรณาการสะเตม็ ศกึ ษาร่วมกับวัฏจกั รการเรยี นร้ขู องคอรป์

Dependent Variable Sourse SS df MS F p-value

ผลสัมฤทธ์ิ Time 988.920 1 988.920 136.041 .000 .760
ทางการเรียน -
Error 313.580 43 7.269 - -

การแกป้ ญั หาทาง Time 1321.375 1 1321.375 489.293 .000 .919
วิทยาศาสตร์ - -
Error 116.125 43 2.701 -

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 459

แผนภูมิแสดงคะแนนเฉล่ยี ของนักเรยี น
20

16

12 11.2 8.68
8

4.5 0.93

4

0 ความสามารถในการแกป้ ญั หาทางวิทยาศาสตร์

ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น

ก่อนเรยี น หลงั เรยี น

สรุปผลการวจิ ยั
การศึกษาผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน ความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนไดร้ ับการจดั การ

เรยี นรูแ้ บบบูรณาการสะเตม็ ศกึ ษาร่วมกบั วฏั จกั รการเรียนร้ขู องคอร์ป พบวา่ มีคะแนนผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนกอ่ นเรยี นมคี า่ เฉลยี่
เทา่ กบั 4.5 คะแนน ส่วนคะแนนหลงั เรียนมคี ่าเฉลย่ี เท่ากับ 11.20 คะแนน เชน่ เดียวกบั คะแนนความสามารถในการคิดแกป้ ัญหา
ของนักเรียนกลุ่มท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการสะเต็มศึกษาร่วมกับวัฏจักรการเรียนรู้ของคอร์ปก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย
เท่ากับ 0.93 คะแนน ส่วนคะแนนหลงั เรียนมคี ่าเฉลี่ยเท่ากับ 8.68 คะแนน

เม่ือทดสอบด้วยสถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนตัวแปรพหุนาม พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและ
ความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ หลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ี
ระดับ .05

อภปิ รายผล
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์นักเรียนได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ

บูรณาการสะเต็มศึกษาร่วมกับวัฏจักรการเรียนรู้ของคอร์ปหลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยสาคัญ
ทางสถิติที่ระดับ .05 ซ่งึ ผลการวิจัยสอดคลอ้ งกับงานวิจัยของอาทิตยา พูนเรือง (2559 : 59 – 62) ท่ีได้เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนและความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง เอนไซม์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็ม
ศึกษา ผลการวิจัยพบว่านักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนและความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์หลังการจัดการ
เรียนรู้สูงกวา่ กอ่ นการจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยสาคญั ทางสถิติ และจากการเปรยี บเทียบผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นและความสามารถ
ในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ พบว่าคะแนนเฉล่ียผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ
นักเรียนหลงั การจดั การเรียนรูส้ ูงกว่ากอ่ นการจัดการเรยี นรูเ้ นื่องจากการจัดการเรียนรู้แบบบรู ณาการสะเต็มศกึ ษารว่ มกบั วฏั จักร
การเรียนรู้ของคอร์ป เป็นการบูรณาการ 4 สาขาวิชา วิทยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมศาสตร์มาเช่ือมโยงกัน
ทาให้นักเรียนได้เรียนรู้เน้ือหาและสถานการณ์ต่าง ๆ รอบตัวร่วมกับวัฏจักรการเรียนรู้ของคอร์ป 4 ขั้นตอน ได้แก่ การให้
ประสบการณร์ ูปธรรม การไตรต่ รอง การสรุปและการทดลองปฏบิ ตั จิ ริง เปน็ การจดั กิจกรรมการเรยี นรูใ้ หเ้ หมาะสมกับความถนัด
ของนักเรยี นแต่ละคน ซ่ึงส่งผลให้นักเรียนเรียนร้อู ย่างมีความสุขบนพน้ื ฐาน ความแตกต่างระหว่างบคุ คลและยงั ให้ได้เรียนรแู้ ละ
ฝึกการเรียนรู้ในแบบท่ีตนเองไม่ถนัด เปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ในทุกด้านอย่างเหมาะสม สามารถกระตุ้น
นักเรียนให้เกิดความคิดและตระหนักถึงการเชื่อมโยงระหว่างสาขาวิชา สามารถนาความรู้และประสบการณ์ท่ีได้มาจัดระเบียบ
และสร้างเปน็ ความรู้ใหม่ของตนเอง ทาให้เกดิ การเรยี นรูไ้ ดอ้ ย่างมีประสิทธภิ าพเพ่ิมมากขนึ้ ซ่งึ การจดั การเรยี นรู้ตามแนวทางสะ

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 460

เตม็ ศึกษาทาให้นักเรียนมีผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนสูงข้ึนและมีทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์สงู ขึ้นด้วย (พลศักด์ิ แสงพรม
ศรี. 2558) และสอดคล้องกับงานวิจัยของซาฮิน (Sahin. 2558) พบว่านักเรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้มากขึ้นเม่ือใช้
การจดั การเรียนร้ตู ามแนวทางสะเตม็ ศกึ ษา

ความสามารถในการคิดแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ ทผ่ี ู้วิจยั สรา้ งขนึ้ โดยอาศัยวธิ ีการทางวทิ ยาศาสตร์ 4 ขน้ั ตอน
ได้แก่ ข้ันระบุปัญหา ข้ันวิเคราะห์ปัญหา ขั้นกาหนดวิธีการเพื่อแก้ปัญหาและขั้นการตรวจสอบผลลัพธ์ พบว่า คะแนนเฉลี่ยของ
ความสามารถในการคิดแก้ปญั หาทางวทิ ยาศาสตร์ หลงั การจดั การเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจดั การเรียนรู้ ท้ังนี้เนือ่ งจากการจัดการ
เรยี นรู้เน้นผ้เู รียนเป็นสาคัญ โดยสถานการณ์ท่ีกาหนดให้เปน็ สถานการณท์ ่สี อดคล้องกับชีวิตประจาวัน เพ่ือใหน้ กั เรียนฝึกการคิด
ในการแก้ปัญหาโดยใช้การบูรณาการสาขาวิชาต่างๆ เข้าด้วยกัน เกิดเป็นความสามารถในการคิดแก้ปัญหา โดยมพี ้ืนฐานมาจาก
แนวคิดทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งสอดคล้องกับการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษาที่เน้นกระบวนการคิดและการแก้ปัญหาใน
ชวี ติ ประจาวันโดยใชก้ ารผสมผสานศาสตร์วชิ าการทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และกระบวนการออกแบบทาง
วิศวกรรม เข้าด้วยกัน โดยผู้วิจัยจัดการจัดการเรยี นร้อู อกเป็น 4 ขัน้ ตามแนวคิดวัฏจักรการเรียนรู้ของคอรป์ ซ่ึงทาให้นักเรียนได้
เรียนตามบทเรยี นความแตกตา่ งของแตล่ ะบคุ คล ในแบบทต่ี นเองถนดั มากทส่ี ุดและยงั ได้ฝึกการเรียนรูใ้ นแบบทต่ี นเองไม่ถนัด ทา
ให้นักเรียนได้ดึงศักยภาพของตนเองออกมา ส่งผลให้เกิดความกระตือรือร้นที่จะค้นหาความรู้ในเร่ืองท่ีกาลังจะศึกษา ซึ่ง
สอดคล้องกับงานวิจัยของลี (Lee. 2558) ที่ศึกษาการบูรณาการชีววิทยาเข้ากับSTEM หรือ BTEM ท่ีเพิ่มทักษะการเรียนรู้ใน
ศตวรรษท่ี 21 โดยนักเรียนสามารถแก้ปัญหาที่เกิดข้ึนในชีวิตจริง โดยการออกแบบเชิงวิศวกรรมจะช่วยให้นักเรียนสามารถ
แก้ปัญหาได้ ส่วนการใช้เทคโนโลยีจะช่วยให้นักเรียนได้ข้อมูลตา่ งๆ เพิ่มเตมิ ตามความต้องการ และคณติ ศาสตร์ใชเ้ ป็นเครอ่ื งมือ
ในการคานวณและวิเคราะห์ข้อมูล การนาความรู้มาบูรณาการร่วมกันจงึ จะสามารถแก้ปัญหาเหล่าน้ีได้ ดังน้ันการจัดการเรียนรู้
แบบบูรณาการสะเต็มศึกษาร่วมกับวัฏจักรการเรียนรู้ของคอร์ปท่ีให้นักเรียนฝึกฝนผ่านกระบวนการคิดและการแก้ปัญหาทาง
วิทยาศาสตร์ ผสมผสานศาสตร์วิชาการดา้ นตา่ งๆ เข้าด้วยกนั จะเป็นสว่ นที่ช่วยใหผ้ ้เู รียนเกิดทกั ษะการเรยี นรใู้ นศตวรรษท่ี 21

ขอ้ เสนอแนะ
ขอ้ เสนอแนะทว่ั ไป
1. ในการจัดการเรียนร้แู บบบูรณาการสะเต็มศึกษารว่ มกับวัฏจักรการเรยี นรู้ของคอร์ปสง่ ผลให้นักเรียนมีทักษะ

กระบวนการคิดซึ่งสามารถช่วยนักเรียนในการแก้ปัญหาต่างๆ ส่งผลทาให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการ
แก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ดีขึ้น ดังนั้นครูควรใช้การจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับเน้ือหาที่ใช้สอน เน่ืองจากจะทาให้ง่ายต่อการ
เรียนรู้ช่วยกระตุ้นความสนใจของผู้เรียน จะสามารถส่งเสริมให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการแก้ปัญหาทาง
วิทยาศาสตรใ์ ห้สงู ขน้ึ

2. ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการสะเต็มศึกษารว่ มกับวัฏจักรการเรียนรู้ของคอร์ป ครูผู้สอนต้องมี
การจัดการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างอิสระ ท้ังในด้านการคิดและการปฏิบัติ คอยกระตุ้นให้นักเรีย นคิดอย่างเป็นระบบ เพ่ือดึง
ศกั ยภาพของตนเองงออกมา ทาให้เกิดความกระตือรอื ร้นในการเรยี นรู้ ไม่ต้ังคาถามช้นี าทางความคิดเพราะจะทาให้นกั เรยี นไม่
เกิดการพฒั นากระบวนการคดิ ได้อยา่ งถกู ต้องและเหมาะสม

ข้อเสนอแนะในการวิจยั ครง้ั ตอ่ ไป
1. วฏั จักรการเรยี นรขู้ องคอร์ป สามารถแบง่ กลมุ่ ผเู้ รียนตามลลี าการเรียนรู้ได้ 4 รปู แบบ ดงั นั้น ผวู้ ิจัยควรทาการ

สารวจลีลาการเรียนรู้เพ่ือนามาเป็นข้อมูลประกอบการเก็บรวบรวมข้อมูลและดาเนินการจัดกิจกรรมให้สอดคล้องกับลีลาการ
เรียนร้ใู หเ้ หมาะสมกับผ้เู รียนแตล่ ะกลุ่มโดยเฉพาะ

2. ควรมีการเปรยี บเทียบการจัดการเรียนรตู้ ามวัฏจักรการเรยี นรู้ของคอร์ป กับตัวแปรตามอนื่ ๆ โดยเฉพาะอยา่ ง
ย่ิงทักษะท่ีจาเป็นในการเรียนรู้ศตวรรษท่ี 21 เช่น การคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร การร่วมมือ และความคิดสร้างสรรค์ เพ่ือให้
นกั เรียนไดร้ ู้เท่าทันการเปล่ยี นแปลง ซงึ่ มอี ิทธิพลตอ่ การใชช้ วี ิตประจาวนั เป็นอย่างมาก

เอกสารอ้างองิ
กมลฉัตร กลอ่ มอิม่ . (2559). การจดั การเรียนรแู้ บบบรู ณาการสะเตม็ ศกึ ษาสาหรบั นกั ศกึ ษาวชิ าชีพคร.ู วารสารศึกษาศาสตร์

มหาวิทยาลยั นเรศวร, 18(4), 334-335.

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 461

จณาพชิ ญ์ อาสนาชยั และคณะ. (2556). การพัฒนากิจกรรมการเรยี นรู้คณติ ศาสตร์ โดยใช้รปู แบบการจัดการเรยี นรู้ตาม
แนวคิดคอนสตรัคติวสิ ต์ท่เี นน้ ทักษะการคิดวเิ คราะห์เรอ่ื ง รูปสามเหล่ยี ม ช้ันประถมศึกษาปที ่ี 5. วารสารศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลยั ขอนแกน่ , 36(4),33-34.

จารัส อนิ ทลาภาพร. (2558). การศกึ ษาแนวทางการจดั การเรยี นรู้ตามแนวสะเต็มศกึ ษาสาหรบั ผเู้ รยี นระดับประถมศึกษา.
วารสารวชิ าการ Viridian Ejournal,8(1), 61-73

ทิศนา แขมมณี. (2551). ลีลาการเรียนรู้-ลลี าการสอน = Learning-teaching styles (พิมพค์ รง้ั ท่ี 1). กรงุ เทพฯ: กรงุ เทพฯ :
ศูนยต์ าราและเอกสารทางวชิ าการ คณะครศุ าสตร์ จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย.

พรทพิ ย์ ศิริภัทราชัย. (2556). STEM Education and 21st Century Skills Development. วารสารนกั บริหาร.
พลศักด์ิ แสงพรมศรี. (2558). การเปรียบเทียบผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรข์ ั้นสงู และเจตคติ

ตอ่ การเรียนเคมีของนกั เรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 5 ทไ่ี ดร้ ับการจัดการเรียนรู้สะเต็มศึกษากบั แบบปกติ วารสาร
ศึกษาศาสตร์(ฉบับพเิ ศษ), 401-418.
วศณิ สี ์ อศิ รเสนา ณ อยธุ ยา. (2559). เร่อื งน่ารู้เก่ยี วกบั STEM Education (สะเตม็ ศึกษา) (พมิ พค์ รั้งที่ 1.). กรุงเทพฯ:
กรุงเทพฯ : สานักพมิ พ์แหง่ จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.
ศูนย์นวัตกรรมนโยบาย. (2557). การจดั การเรียนการสอนในแนว Project-based Learning สาหรับโรงเรียนเทคโนโลยีฐาน
วทิ ยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยพี ระจอมเกลา้ ธนบรุ .ี
ศูนยส์ ะเต็มศกึ ษาแห่งชาติ. (2559). คูม่ อื หลักสตู รอบรมครสู ะเตม็ ศกึ ษา. กรุงเทพฯ: สถาบันส่งเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตร์
และเทคโนโลยี, กระทรวงศกึ ษาธิการ.
สถาบนั ส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลย.ี (2557). เอกสารการจัดกิจกรรมการเรียนรสู้ ะเต็มศกึ ษา. กรุงเทพฯ:
สถาบนั ส่งเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี.
สุวมิ ล ตริ กานันท์. (2557). ระเบยี บวิธกี ารวิจัยทางสงั คมศาสตร์ : แนวทางสกู่ ารปฏบิ ตั ิ (พมิ พ์ครง้ั ที่ 12). กรงุ เทพฯ: กรงุ เทพฯ
: ศนู ย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั ผจู้ ดั จาหนา่ ย.
เสาวภา วิชาดี. (2554). รูปแบบการเรียนของผู้เรียนในมมุ มองของทฤษฎกี ารเรียนรู้แบบประสบการณ์. นกั บรหิ าร ปีที่ 31,
ฉบบั ท่ี 1 (ม.ค.-มี.ค. 2554), หน้า 175-180.
สานักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาต.ิ (2559). แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหง่ ชาติฉบับที่ 12
(พ.ศ.2560-2564). คน้ เม่ือ 15 มิถนุ ายน 2562, จาก http://www.ratchakitcha.soc.go.th.
อาทติ ยา พูนเรอื ง. (2559). การพัฒนาผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นและความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตรเ์ ร่อื ง
เอนไซม์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษา. ปริญญานิพนธ์ (กศ.ม. (ชีววิทยา)) – มหาวิทยาลัย
ศรีนครินทรวโิ รฒ, 2559.
David A Kolb. (1981). Learning styles and disciplinary differences. The modern American college, 232-255.
Kolb D. A, & Fry R. E. (1974). Toward an applied theory of experiential learning. MIT Alfred P.
Lee C.H., & Kamisah O. (2015). An interdisciplinary approach for biology, technology, engineering and
mathematics (BTEM) to enhance 21st century skills in Malaysia. K–12 STEM education, 1(3), 137-147.
Sahin A. (2013). STEM Clubs and Science Fair Competitions: Effects on Post– Secondary Matriculation.
Journal of STEM Education, 14(1), 5-11.

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 462

การศึกษาระบบบรกิ ารการศึกษาออนไลนข์ องสานกั ส่งเสริมวชิ าการและงานทะเบยี น
มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร

STUDY OF ONLINE EDUCATION SERVICE SYSTEM OF INSTITUTE OF ACADEMIC SUPPORT
AND REGISTRATION RAJAMANGALA UNIVERSITY OF TECHNOLOGY PHRA NAKHON

วันดี แกว้ เหลก็ , จกั รกฤษณ์ โปณะทอง, จตุพล ยงศร
E-mail: address:[email protected]

บทคดั ย่อ
การวิจยั คร้ังน้ีมีความมุ่งหมายเพื่อ 1)ศกึ ษาความคิดเหน็ ของนักศกึ ษาท่ีมีต่อระบบบริการการศกึ ษาออนไลนข์ องสานัก

ส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร โดยรวมและเป็นรายด้าน 2 ด้านคือด้าน
ประสิทธิภาพของระบบบริการการศึกษาและด้านความพึงพอใจต่อการใชร้ ะบบบริการการศึกษา2)เปรียบเทียบความคิดเหน็ ของ
นักศึกษาที่มีต่อระบบบริการการศกึ ษาออนไลน์ของสานักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระ
นครโดยรวมและเป็นรายด้าน จาแนกตามเพศ ชั้นปีท่ีศึกษา คณะท่ีนักศึกษาสังกัด และผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน กลุ่มตัวอย่าง
ได้แก่ นักศึกษา ระดับปริญญาตรี ในปีการศึกษา 2561รวมจานวนทั้งสิ้น 387คน เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัย คือแบบสอบถาม
มาตราส่วนประมาณค่า 5ระดับของไลเคิร์ท(Likert’ Scale)จานวน 50 ขอ้ มีค่าความเชือ่ ม่นั ท้ังฉบับเท่ากบั 0.853สถิตทิ ี่ใช้ในการ
วิเคราะห์ขอ้ มูล ได้แก่ ค่าความถ่ี ค่ารอ้ ยละคา่ คะแนนเฉลี่ย ค่าความเบ่ียงเบนมาตรฐานการทดสอบค่าที (t-test) การวิเคราะห์
คา่ ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One Way Analysis of Variance)และการทดสอบเป็นรายคู่ ในกรณที ี่มคี วามแตกตา่ งอยา่ งมี
นัยสาคญั ทางสถิตจิ งึ ทาการทดสอบความแตกต่างของค่าคะแนนเฉลี่ยเป็นรายคู่ โดยใชว้ ธิ ีการของเชฟเฟ(่ Scheffe’s)

ผลการวจิ ัยสรปุ ได้ว่า
1. นักศึกษาเห็นด้วยต่อระบบบริการการศึกษาออนไลน์ของสานักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน มหาวิทยาลัย
เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร โดยรวมและเป็นรายดา้ นอยใู่ นระดบั มาก
2. การเปรียบเทียบความคิดเห็นของนักศึกษาต่อระบบบริการการศึกษาออนไลน์ของสานักส่งเสริมวิชาการและงาน
ทะเบียน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร โดยรวมและเป็นรายด้าน จาแนกตามเพศ ชั้นปีที่ศึกษาคณะที่นักศึกษา
สังกัด และผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น พบว่า

2.1 นกั ศกึ ษาเพศชาย และเพศหญงิ มีความคิดเหน็ ดว้ ยตอ่ ระบบบรกิ ารการศกึ ษาออนไลน์ของสานักส่งเสริมวิชาการ
และงานทะเบียน มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร โดยรวมและเปน็ รายด้าน ไม่แตกต่างกัน

2.2 นักศึกษาช้ันปีต่างกัน มีความคิดเห็นด้วยต่อระบบบริการการศึกษาออนไลน์ของสานักส่งเสริมวิชาการและงาน
ทะเบยี น มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร โดยรวมและเป็นรายดา้ น ไม่แตกต่างกัน

2.3 นักศึกษาคณะต่างกนั มีความคิดเห็นด้วยตอ่ ระบบบรกิ ารการศกึ ษาออนไลน์ของสานักส่งเสริมวชิ าการและงาน
ทะเบียน มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร โดยรวมและเป็นรายด้านแตกต่างกนั อยา่ งมนี ยั สาคัญทางสถติ ิที่ .05

2.4 นักศึกษาที่มีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนต่างกัน มีความคิดเห็นด้วยต่อระบบบริการการศึกษาออนไลน์ของสานัก
ส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร โดยรวมเปน็ รายดา้ น ไม่แตกตา่ ง
คาสาคัญ: ระบบบรกิ ารการศกึ ษาออนไลนน์ ักศกึ ษา, สานักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน

Abstract
This research aims to 1) study the student opinions towards online education service system of the

Academic Promotion and Registration Office of Rajamangala University of Technology Phra Nakhon as a
whole and in two aspects: the efficiency of education service system and the satisfaction of the educational
service system 2) compare the student opinions on the online education service system of the Academic
Promotion and Registration Office of Rajamangala University of Technology Phra Nakhon as a whole and
classified by gender, grade, year of study, faculty and learning achievement. The sample consisted of 387
undergraduate students in the academic year 2018. The data collection instruments were the questionnaires.

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 463

The 5 levels of Likert Scale was used to determine the total confidence value of 50 items and all items
scored 0.853. The data were analyzed by the frequency values, the percentage values, the average scores,
the standard deviation, T-test, One Way Analysis of Variance and Paired test ( in case of a significant
difference in statistics, the paired means are tested by using the Scheffe’s method).

The results of this research can be summarized as follows:
1. Students agreed with the online education service system of the Academic Promotion and
Registration Office of Rajamangala University of Technology Phra Nakhon as a whole.
2. The comparison of the student opinions towards the online education service system of the
Academic Promotion and Registration Office of Rajamangala University of Technology Phra Nakhon in
categorized by sex, year of study, faculty and learning achievement both overall and each aspect.

2.1 Both male and female student opinions based on the online education service system of
the Academic Promotion and Registration Office of Rajamangala University of Technology Phra Nakhon were
not different both overall and each aspect.

2.2 The different year students’ opinions based on the online education service system of the
Academic Promotion and Registration Office of Rajamangala University of Technology Phra Nakhon were not
different both overall and each aspect.

2.3 The student opinions in each faculty based on the online education service system of the
Academic Promotion and Registration Office of Rajamangala University of Technology Phra Nakhon had
different significance at the level of .05 both overall and each aspect.

2.4 The student opinions with different learning achievement based on the online education
system of the Academic Promotion and Registration Office of Rajamangala University of Technology Phra
Nakhon were not differentboth overall and each aspect.
Keywords: Online Education Service System, Students, Academic Support And Registration

บทนา
ปัจจุบันอินเทอร์เน็ตได้กลายมาเป็นส่วนหน่ึงของชีวิตประจาวัน และมีบทบาทอย่างมากต่อการดารงชีวิตของคนในสังคม

เพราะปัจจุบนั เราสามารถเปิดรบั ข่าวสารต่างๆ ผ่านระบบเครอื ขา่ ยอินเทอร์เนต็ ได้ท่ัวทุกมุมโลก ตัดปัญหาในเร่ืองของเวลาและสถานที่
ในการใชง้ านออกไป เนือ่ งจากการบริการเครือขา่ ยอินเทอร์เน็ต มกี ารใช้งานกันอย่างกวา้ งขวางมากขึ้น ทาใหม้ ีความจาเป็นในการขยาย
เครือข่ายอินเทอรเ์ นต็ เข้ามาใช้ในงานภายในองค์กร เพื่อช่วยอานวยความสะดวกในการแลกเปลยี่ นข้อมูลข่าวสาร และการทางานต่างๆ
ร่วมกนั (อริศรา คงสนทิ : 2556)

ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์เป็นที่รู้จักแพร่หลายและมีบทบาทในการเพ่ิมประสิทธิภาพของการทางานในองค์กรให้มีความ
ทันสมัย ถูกต้อง ปลอดภัย และรวดเร็ว ในการปฏิบัติงานของบุคคลท่ีเกี่ยวข้องกับการใช้ระบบบริการการศึกษา โดยสามารถตรวจสอบ
ข้อมูล การประมวลผลข้อมูล สามารถให้ข้อมูลที่มีความสอดคล้องกับการดาเนินงานขององค์กร ซ่ึงประกอบด้วยการบริหาร ระบบ
ฐานข้อมูล และคลังข้อมูลระบบการสื่อสารและเครือข่าย ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ ระบบการวางแผนการใช้ทรัพยากรตลอดจน
ระบบความปลอดภัยและระบบสารสนเทศ เพื่อการบริหารจัดการองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพเพราะการจัดการฐานข้อมูลและการ
จัดเก็บข้อมูลอย่างมีระบบจะทาให้การตรวจสอบข้อมูล การเรียกดู และการรายงานข้อมูลสารสนเทศเป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็ว โดย
ข้อมูลที่จัดเก็บ เน้นความสมบูรณ์ ถูกต้องเช่ือถือได้ ท้ังนี้บุคลากรและนักศึกษาที่ใช้งานทุกคนในองค์กรต้องให้ความร่วมมือในการให้
ข้อมลู เพือ่ ความถกู ต้องและเขา้ ใจตรงกันในการนาเสนอข้อมูลตา่ งๆ

ในปัจจุบันเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทเป็นอย่างกว้างขวาง และระบบการทางานส่วนใหญ่เชื่อมต่อด้วยระบบ
เครือข่ายคอมพิวเตอร์ระบบสารสนเทศที่มีความสาคัญต่อการปฏิบัติงาน การวางแผน การควบคุม ติดตามและประเมินผล ตลอดจน
รายงานผลการดาเนินงานของสถานศึกษา เพ่ือให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้บริหารองค์กร ในการสืบค้นข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว สะดวก
และถูกตอ้ ง โดยคุณสมบตั ิของสารสนเทศที่ดีจะต้องประกอบด้วย 1) ความเป็นสว่ นบุคคล คุณค่าและประโยชน์ของสารสนเทศเป็นสง่ิ ท่ี
เกดิ ขึ้นกับบุคคลหรือสิทธ์ิส่วนบุคคล ซึ่งบุคคลอืน่ ไม่สามารถรู้ได้ 2) ความสัมพันธ์กัน สารสนเทศจะต้องมีความสัมพันธ์กบั เหตุการณ์ท่ี

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 464

จะนาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ท่ีเสียไป 3) ความทันสมัยหรือทันต่อเหตุการณ์ สารสนเทศจะต้องมีการนาเสนอในเวลาที่เหมาะสม สถานที่
เหมาะสม และคนที่เหมาะสมหรือคนท่ีจะใช้สารสนเทศ4) ความถูกตอ้ ง สารสนเทศที่ดีจะตอ้ งไม่มขี ้อผิดพลาด เพราะหากนาสารสนเทศ
ท่ีมีข้อผิดพลาดไปใช้ก็อาจทาให้การตัดสินใจไม่ถูกต้อง ก่อให้เกิดความเสียหายได้5) รูปแบบท่ีถูกต้อง รูปแบบของสารสนเทศที่ดี คือ
รูปแบบที่ผู้ใช้สามารถนาไปใช้ประโยชน์ โดยไม่ต้องนาไปประมวลผล6) ความสมบูรณ์ สารสนเทศจะมีความสมบูรณ์หรือไม่ ข้ึนอยู่กับ
ผู้นาไปใช้สามารถนาสารสนเทศท่ีมีอยู่น้ันไปช่วยในการตัดสินใจ แต่ความเป็นจริง สารสนเทศส่วนใหญ่ ไม่มีความสมบูรณ์ทั้งหมด
โดยเฉพาะเม่ือต้องตัดสินใจในสถานการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจา (Non-routine) 7) การเข้าถึงสารสนเทศ หากไม่สามารถเรียกมาใช้ใน
รูปแบบท่ีต้องการและเม่ือต้องการ อย่างไรก็ตามความสามารถในการเข้าถึงสารสนเทศ มีแง่บวกและแง่ลบ แง่บวกคือทาให้สามารถ
นาไปใช้ประโยชนไ์ ด(้ สกาวรตั น์ จงพฒั นากร 2551 : 4)

จากสภาพปญั หาทเี่ กิดขึน้ ในปัจจบุ นั โดยการเข้าใชร้ ะบบบรกิ ารการศกึ ษาของนักศึกษาสรปุ ไดด้ งั น้ี
1. ด้านประสิทธิภาพของระบบบริการการศึกษา พบว่า ช่วงการลงทะเบียนพร้อมกันตามปฏิทินการศึกษานักศึกษาส่วนใหญ่
มีความคิดเห็นว่าระบบบริการการศึกษาไม่สามารถรองรับการใช้งานของนักศึกษาจานวนมากเน็ตช้า บันทึกข้อมูล มีความล่าช้า
บางครั้งไม่สามารถเข้าสรู่ ะบบได้ สญั ญาณขาดการเช่ือมต่อกับระบบทะเบียนออนไลน์ เช่น ชว่ งการลงทะเบียนเรียนช่วงการเขา้ ดูผลการ
เรยี นช่วงของการแจ้งสาเร็จการศึกษา นักศึกษาเข้าสู่ระบบด้วยการล็อกอินเพ่ือเข้าใช้งานในเมนูหลกั ของระบบบริการการศึกษา ลืมกด
ล็อคเพ่ือออกจากระบบ แต่จะปิดแว็บไซต์ไปเลย ใบแจ้งยอดเงินท่ีชาระผ่านธนาคารไม่ตรงกับความเป็นจริง ช่วงที่นักศึกษาติดเกรด I
ระบบยังไม่สามารถคานวนหน่วยกิตได้ ระบบไม่มีการล็อคข้อมูล สาหรับนกั ศึกษาที่กาลังอยู่ในสถานนะรอพินิจ หรือรอพ้นสภาพ ต้อง
มาทาเร่อื งเพื่อขอคืนเงินภายหลัง ทาให้ยงุ่ ยากในขัน้ ตอนการปฏิบัตงิ านการขอคนื เงนิ
2. ความพึงพอใจต่อการใช้ระบบบริการการศึกษา พบว่ารูปแบบของการเข้าใช้งาน หาเมนูที่ต้องการไม่พบ เช่นการ
ลงทะเบียนเรียน การแจ้งสาเร็จการศึกษาไม่ครบทุกข้ันตอนมีรูปแบบยุ่งยาก ไม่สะดวกต่อการใช้งาน ระบบบริการการศึกษาไม่เสถียร
ช่วงเวลาทน่ี ักศึกษาใช้งานพร้อมกัน บางครั้งมีการปรับปรงุ ระบบบริการการศึกษา ก็ไม่สามารถเข้าดูระบบอื่นๆ ได้ ข้อความ ตัวอักษระ
บางครง้ั เลก็ ไป ขาดสีสัน เมนไู มส่ วยงาม ไมเ่ หมาะกบั การใช้งาน

กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั
การศึกษาวิจัยเร่ืองการศกึ ษาระบบบริการการศกึ ษาออนไลน์ของสานักสง่ เสรมิ วิชาการและงานทะเบียน มหาวิทยาลัย

เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ผู้วจิ ัยได้ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และงานวจิ ัยท่ีเกีย่ วข้อง และกาหนดกรอบแนวคิดของการวิจัย 2
ด้าน คือ ดา้ นประสิทธิภาพของระบบบรกิ ารการศกึ ษา และด้านความพึงพอใจต่อการใช้ระบบบริการการศึกษา

ตวั แปรอิสระ ตัวแปรตาม
- เพศ 1. ด้านประสิทธิภาพของระบบบรกิ ารการศกึ ษา
- ชัน้ ปที ศ่ี กึ ษา
- คณะท่นี กั ศึกษาสงั กัด 1.1ความเรว็
- ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น 1.2ความปลอดภยั
1.3 ความถูกต้องเชอื่ ถือได้
1.4การประมวลผล
2. ดา้ นความพึงพอใจตอ่ การใชร้ ะบบบรกิ ารการศกึ ษา
2.1รปู แบบของเมนู
2.2เครอื ขา่ ยอนิ เทอรเ์ นต็
2.3การออกแบบเว็บไซต์
2.4เนือ้ หาการใช้งานระบบทะเบยี นออนไลน์

ภาพประกอบ 1 กรอบแนวคิดของการวจิ ยั

วตั ถุประสงคข์ องการวิจัย
1. เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อระบบบริการการศึกษาออนไลน์ของสานักส่งเสริมวิชาการและงาน

ทะเบียน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครโดยรวมและเป็นรายด้าน 2 ด้าน คือ ด้านประสิทธิภาพของระบบบริการ
การศกึ ษา และดา้ นความพึงพอใจตอ่ การใชร้ ะบบบรกิ ารการศกึ ษา

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 465

2. เพ่ือเปรียบเทียบความคดิ เหน็ ของนกั ศึกษาทม่ี ีตอ่ ระบบบรกิ ารการศึกษาออนไลน์ของสานักส่งเสริมวิชาการและงาน
ทะเบียน มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร โดยรวมและเป็นรายดา้ น จาแนกตามเพศ ชน้ั ปี คณะทีน่ ักศกึ ษาสังกัด และ
ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น

สมมตฐิ านการวิจยั
1. นักศึกษาชาย และนักศึกษาหญิง มีความคิดเห็นต่อการใช้บริการของระบบบริการการศึกษาออนไลน์ของสานัก

สง่ เสริมวชิ าการและงานทะเบยี น มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร โดยรวมและเป็นรายด้านแตกต่างกนั
2. นักศกึ ษาทีช่ นั้ ปีตา่ งกนั มคี วามคิดเห็นต่อการใชบ้ ริการของระบบบรกิ ารการศึกษาออนไลน์ของสานักสง่ เสรมิ วิชาการ

และงานทะเบยี น มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร โดยรวมและเปน็ รายด้านแตกตา่ งกนั
3. คณะที่นักศึกษาสังกดั ต่างกันมีความคิดเห็นต่อการใช้บริการของระบบบริการการศึกษาออนไลน์ของสานักส่งเสริม

วิชาการและงานทะเบยี น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร โดยรวมและเป็นรายดา้ นแตกต่างกนั
4. นักศึกษาท่ีมผี ลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนต่างกันมคี วามคิดเหน็ ต่อการใชบ้ รกิ ารของระบบบริการการศึกษาออนไลน์ของ

สานกั ส่งเสริมวิชาการและงานทะเบยี น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร โดยรวมและเปน็ รายดา้ นแตกต่างกนั

วธิ ดี าเนินการวิจยั
ประชากรและกลมุ่ ตวั อยา่ ง
ประชากรท่ีใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักศกึ ษาระดบั ปรญิ ญาตรี ช้นั ปที ่ี 1 – ชนั้ ปที ี่ 4 หรอื สูงกว่า ปีการศกึ ษา 2561 รวม

ทัง้ ส้นิ จานวน 387 คน การกาหนดขนาดกลมุ่ ตวั อย่าง (Sample Size) โดยใช้สตู รการคานวณขนาดตวั อยา่ งจากวิธขี อง
Yamane (Yamane.1967:1088-1089)โดยการคานวณคา่ ความเชอ่ื ม่ันท่รี อ้ ยละ 95คา่ ความคลาดเคลือ่ นในการสมุ่ ตัวอยา่ งรอ้ ย
ละ 5 จานวนกลมุ่ ตวั อย่าง 387 คน โดยใช้วิธที าการสมุ่ แบบตามระดับชัน้ (Stratified random sampling) โดยการเลือกแบบ
องิ สดั สว่ นจาแนกตามคณะทศ่ี กึ ษา

ตัวแปรที่ศกึ ษาตวั แปรท่ีศึกษาแบ่งเปน็
1. ตัวแปรอสิ ระ ได้แก่

1.1เพศ จาแนกเป็น เพศชายเพศหญงิ
1.2ช้ันปีท่ีศึกษา จาแนกเปน็ ชั้นปีที่ 1ช้นั ปีท่ี 2 ช้นั ปที ่ี 3และชนั้ ปีที่ 4 หรือสงู กวา่
1.3 คณะท่ีนกั ศกึ ษาสงั กัดจาแนกเป็น คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมคณะเทคโนโลยีสอ่ื สารมวลชน
คณะเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร์ คณะสถาปตั ยกรรมศาสตร์คณะบรหิ ารธุรกจิ คณะศลิ ปศาสตร์ คณะอุตสาหกรรม
สง่ิ ทอและออกแบบแฟชัน่ คณะวศิ วกรรมศาสตร์คณะวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
1.4 ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นจาแนกเปน็ ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นตา่ (ค่า GPA ตา่ กวา่ หรอื เท่ากบั 2.00)
ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนปานกลาง(ค่า GPA ต้งั แต่ 2.01- 2.99)ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นสูง (ค่า GPA 3.00 ขน้ึ ไป)

2. ตวั แปรตาม ไดแ้ ก่ ความคดิ เหน็ นกั ศกึ ษาทมี่ ีต่อระบบบริการการศกึ ษาของสานกั สง่ เสริมวชิ าการและ
งานทะเบยี น มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร ประกอบดว้ ย 2ดา้ น คอื ดา้ นประสทิ ธภิ าพของระบบบรกิ ารการศกึ ษา
และดา้ นความพึงพอใจต่อการใชร้ ะบบบรกิ ารการศกึ ษา

วิธีการเก็บรวบรวมขอ้ มลู
1. ขอหนงั สือจากบณั ฑิตวทิ ยาลัยมหาวิทยาลยั ศรีนครนิ ทรวิโรฒเพอ่ื ขอความอนุเคราะห์อนญุ าตแจกแบบสอบถาม
ให้กบั นักศึกษาและขอความรว่ มมอื ในการเก็บรวบรวมข้อมลู ในการวจิ ัย
2. นาหนังสอื แนะนาตัวพร้อมแบบสอบถามไปติดต่อมหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร เพ่ือขออนุญาต แจก
แบบสอบถามและทาการเกบ็ รวมรวมข้อมลู นักศึกษาทเ่ี ป็นกลมุ่ ตวั อย่าง
3. นาข้อมลู ทีไ่ ดไ้ ปวเิ คราะหโ์ ดยใชว้ ธิ กี ารทางสถติ ิดว้ ยโปรแกรมคอมพวิ เตอร์

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 466

เครือ่ งมอื ท่ีใช้ในการวิจัย
การศึกษาวจิ ยั เร่ือง การศกึ ษาระบบบริการการศึกษาออนไลน์ของสานักสง่ เสรมิ วชิ าการและงานทะเบยี น มหาวทิ ยาลยั
เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร เป็นการศึกษา ในรูปแบบการวิจัยเชิงสารวจ (Survey Research)โดยใช้ ระเบียบวิธีวิจัยเชิง
ปริมาณ (Quantitative Research) ในการใช้แบบสอบถาม (Questionnaire) แบบวัดผลครง้ั เดียว เพ่ือศึกษาตวั แปรด้าน
ต่าง ๆ โดยเครอ่ื งมอื ท่ีใช้ในการวิจยั ครั้งนผ้ี วู้ ิจยั ได้ใชแ้ บบสอบถามแบง่ เปน็ 3ตอน คือ
ตอนท่ี1เปน็ แบบสอบถามเกยี่ วกบั ขอ้ มูลทั่วไปของผตู้ อบแบบสอบถามมีลักษณะเป็นแบบเลือกตอบ (Checklist) ได้แก่
เพศชน้ั ปีท่ศี กึ ษา คณะท่ีนักศกึ ษาสังกัด ผลสัมฤทธ์ทิ างเรียน
ตอนท่ี 2 เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณคา่ (Rating Scale) 5ระดับ สอบถามข้อมูลเก่ยี วกับระบบบริการ
การศึกษาออนไลนข์ องสานักสง่ เสรมิ วิชาการและงานทะบียน มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ประกอบด้วย

1. ประสิทธิภาพของระบบบริการการศึกษาได้แก่ ความเร็ว ความปลอดภัย ความถูกต้องเชื่อถือได้ และ การ
ประมวลผลจานวน 25 ข้อ

2. ความพงึ พอใจตอ่ การใชร้ ะบบบริการการศึกษา ไดแ้ ก่ รปู แบบของเมนู ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
การออกแบบเวบ็ ไซต์ และเนื้อหาการใช้งานระบบทะเบียนออนไลน์ จานวน 25 ขอ้

ตอนท่ี 3 เป็นแบบสอบถามปลายเปิด เพื่อให้ผู้ตอบแบบสอบถามได้แสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพ่ือใช้
ประกอบการอภปิ รายผล

การวเิ คราะหข์ อ้ มลู
การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาความคิดเห็นทีม่ ีต่อระบบบริการการศกึ ษาออนไลน์ของสานักสง่ เสริมวิชาการ
และงานทะเบียน และเปรียบเทียบความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อระบบบริการการศึกษาออนไลน์ของสานักส่งเสริมวิชาการ
และงานทะเบียน มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร ผู้วจิ ัยขอนาเสนอผลการวเิ คราะห์ข้อมูลตามลาดับ ดังนี้

สัญลกั ษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะหข์ อ้ มลู
เพ่อื ใหก้ ารวิเคราะหข์ อ้ มลู เปน็ ทเี่ ขา้ ใจตรงกนั ในการแปลความหมาย ผู้วิจยั ไดก้ าหนดสญั ลกั ษณ์ตา่ ง ๆ ในการแปล
ความหมายดงั นี้

n แทน จานวนคนในกล่มุ ตัวอย่าง
x̄ แทน คา่ คะแนนเฉลี่ย (Mean)
S.D. แทน ค่าความเบย่ี งเบนมาตรฐาน (Standard Devitation)
F แทน คา่ ท่ใี ชพ้ จิ ารณาใน F-distribution
t แทน ค่าท่ใี ช้พิจารณาใน t-distribution
SS แทน ผลรวมยกกาลังสอง (Sum of Squares)
MS แทน ค่าเฉลีย่ ของผลรวมยกกาลงั สอง (Mean Squares)
df แทน ระดบั ชัน้ ของความเปน็ อสิ ระ (Degrees of Freedom)
p แทน ความนา่ จะเปน็ ทีม่ ีคา่ สถติ ิทใี่ ชท้ ดสอบจะตกอยู่ในช่วงปฏิเสธสมมตฐิ าน
* แทน มนี ยั สาคญั ทางสถิตทิ ร่ี ะดับ .05

การวเิ คราะหข์ อ้ มลู ในการวิจยั เรอื่ ง การศกึ ษาระบบบรกิ ารการศกึ ษาออนไลน์ของสานักสง่ เสรมิ วชิ าการและงาน
ทะเบยี น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร แบ่งเป็น 4 ตอน ดงั นี้

ตอนที่ 1 การวเิ คราะหข์ ้อมลู ทวั่ ไปของกลมุ่ ตวั ออย่าง โดยการแจกแจงความถ่ี และร้อยละ
ตอนที่ 2 การศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาท่ีมีต่อระบบบริการการศึกษาออนไลน์ของสานักส่งเสริมวิชาการและ
งานทะเบยี น มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร2ดา้ นคอื 1)ด้านประสิทธภิ าพของระบบบริการการศกึ ษา ได้แกค่ วามเร็ว
ความปลอดภัย ความถูกต้องเชื่อถือได้ และการประมวลผล2)ดา้ นความพึงพอใจต่อการใช้ระบบบริการการศึกษา ได้แก่ รปู แบบ
ของเมนู ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต การออกแบบเว็บไซต์ และเน้ือหาการใชง้ านระบบทะเบียนออนไลน์ โดยรวมและเปน็ ราย
ดา้ น วิเคราะหข์ ้อมูลโดยการหาค่าคะแนนเฉลย่ี (Mean) และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 467

ตอนท่ี 3 การเปรียบเทียบความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อกับระบบบริการการศึกษาออนไลน์ของสานักส่งเสริม
วิชาการและงานทะเบียน มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร 2 ด้านคือ1)ด้านประสิทธิภาพของระบบบริการการศกึ ษา
ได้แก่ความเร็ว ความปลอดภัย ความถูกต้องเช่ือถอื ได้ และการประมวลผล2)ด้านความพึงพอใจต่อการใช้ระบบบริการการศึกษา
ได้แก่ รูปแบบของเมนู ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต การออกแบบเว็บไซต์ และเน้ือหาการใช้งานระบบทะเบียนออนไลน์
วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าคะแนนเฉลี่ย (Mean) และค่าความเบ่ียงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)โดยรวมและราย
ด้าน จาแนกตามตวั แปร เพศ โดยการทดสอบที (t-test) สว่ นตัวแปร ชัน้ ปีทศ่ี กึ ษา คณะทีน่ กั ศึกษาสังกัด และผลสัมฤทธ์ทิ างการ
เรียน ใช้การวิเคราะห์หาค่าความแปรปรวนแบบทางเดียว (One way ANOVA) และในกรณีที่พบว่ามีความแตกต่างอย่างมี
นัยสาคัญทางสถติ ิ .05 จงึ ทาการทดสอบความแตกตา่ งเปน็ รายคู่ โดยใช้วิธขี องเชฟเฟ่ (Scheffe’s method)

ตอนที่ 4 การสรุปความคดิ เหน็ และขอ้ เสนอแนะในการให้บรกิ ารเพื่อนาไปปรบั ปรงุ แกไ้ ข จากแบบสอบถามปลายเปดิ
(Open-End Response Questions) เกย่ี วกับความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อการบริการการศึกษาออนไลน์ของสานักส่งเสริม
วชิ าการและงานทะเบียน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร2 ด้านคือ1)ด้านประสิทธิภาพของระบบบริการการศึกษา
ไดแ้ ก่ความเรว็ ความปลอดภัย ความถูกต้องเชื่อถอื ได้ และการประมวลผล2)ดา้ นความพงึ พอใจต่อการใช้ระบบบริการการศึกษา
ได้แก่ รูปแบบของเมนู ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต การออกแบบเว็บไซต์ และเน้ือหาการใช้งานระบบทะเบียนออนไลน์ ผู้วิจัย
วเิ คราะห์ขอ้ มูลโดยการแจงความถีแ่ ละนาเสนอในเชงิ บรรยาย

ผลการวิจยั

1.ข้อมูลสว่ นตวั ของนักศกึ ษา

ผลการวิเคราะหข์ ้อมลู ส่วนตัวของนักศึกษา ดังน้ี เพศ พบว่า เพศหญิง มากทสี่ ุดมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 52.71 ชั้นปีท่ีกาลัง

ศึกษา พบว่า ชั้นปีที่ 3 มากที่สุด มีค่าเฉล่ียร้อยละ 37.21 คณะที่นักศึกษาสังกัด พบว่า คณะบริหารธุรกิจ มากที่สุด มีค่าเฉลี่ย

รอ้ ยละ 37.21 ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น พบวา่ ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนปานกลาง มคี า่ เฉลีย่ ร้อยละ 54.26

2. การวิเคราะห์ข้อมูลความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อระบบบริการการศึกษาออนไลน์ของสานักส่งเสริมวิชาการและ

งานทะเบียน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร โดยการหาค่าคะแนนเฉลี่ย และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยรวม

และเปน็ รายด้าน

การศึกษาระบบบรกิ ารการศกึ ษาออนไลน์ นสิ ิต (n = 387) ระดับ

x̄ S.D. ความคิดเหน็

ดา้ นประสิทธภิ าพของระบบบรกิ ารการศึกษา

1. ความเรว็ 3.78 0.69 เห็นด้วยมาก

2. ความปลอดภยั 3.76 0.70 เหน็ ดว้ ยมาก

3. ความถูกตอ้ งเชอ่ื ถอื ได้ 3.95 0.61 เห็นดว้ ยมาก

4. การประมวลผล 3.92 0.65 เหน็ ดว้ ยมาก

รวม 3.86 0.59 เหน็ ดว้ ยมาก

ดา้ นความพงึ พอใจตอ่ การใช้ระบบบริการการศกึ ษา

1. รูปแบบของเมนู 3.86 0.66 เห็นดว้ ยมาก

2. ระบบเครอื ข่ายอนิ เทอรเ์ นต็ 3.71 0.80 เห็นดว้ ยมาก

3. ออกแบบเวบ็ ไซต์ 3.83 0.65 เห็นด้วยมาก

4. เนือ้ หาการใช้งานระบบทะเบยี นออนไลน์ 3.87 0.66 เหน็ ด้วยมาก

รวม 3.82 0.62 เห็นด้วยมาก

รวมทงั้ สน้ิ 3.84 0.57 เห็นดว้ ยมาก

แสดงว่า นกั ศึกษามีความคิดเห็นดว้ ยตอ่ ระบบบรกิ ารการศึกษาออนไลน์ของสานักสง่ เสริมวิชาการและงานทะเบียน
มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร โดยรวมและเป็นรายดา้ นอย่ใู นระดบั มาก

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 468

3. การเปรยี บเทยี บความคดิ เห็นของนักศกึ ษาท่ีมตี อ่ ระบบบริการการศกึ ษาออนไลน์ของสานกั สง่ เสรมิ วชิ าการและงาน

ทะเบยี น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร โดยรวมและเปน็ รายดา้ น จาแนกตามเพศ

การศึกษาระบบบริการการศกึ ษาออนไลน์ เพศ

ชาย (n=183) หญิง (n=204) t p
x̄ S.D. x̄ S.D.

ด้านประสิทธภิ าพของระบบบริการการศกึ ษา

1. ความเร็ว 3.74 0.69 3.81 0.68 -0.999 0.813

2. ความปลอดภยั 3.75 0.73 3.76 0.67 -0.203 0.433

3. ความถกู ตอ้ งเชื่อถอื ได้ 3.92 0.59 3.97 0.63 -0.845 0.580

4. การประมวลผล 3.90 0.65 3.94 0.65 -0.603 0.897

รวม 3.84 0.59 3.88 0.59 -0.767 0.953

ดา้ นความพงึ พอใจต่อการใชร้ ะบบบริการการศกึ ษา

1. รปู แบบของเมนู 3.81 0.68 3.90 0.65 -1.411 0.615

2. ระบบเครือข่ายอนิ เทอรเ์ นต็ 3.67 0.80 3.74 0.80 -0.839 0.307

3. การออกแบบเว็บไซต์ 3.81 0.62 3.85 0.68 -0.618 0.193

4. เนือ้ หาการใช้งานระบบทะเบยี นออนไลน์ 3.86 0.64 3.88 0.68 -0.175 0.181

รวม 3.79 0.60 3.84 0.63 0.818 0.240

รวมทงั้ สนิ้ 3.81 0.57 3.86 0.58 -0.831 0.492

แสดงว่านกั ศึกษาเพศชาย และเพศหญงิ มคี วามคดิ เหน็ ต่อระบบบรกิ ารการศึกษาออนไลน์ของสานักสง่ เสรมิ วชิ าการ
และงานทะเบยี น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร โดยรวมและเปน็ รายด้านไมแ่ ตกตา่ งกัน

สรปุ ผลการวิจยั
1. นักศึกษามคี วามคิดเห็นตอ่ ระบบบริการการศกึ ษาออนไลนข์ องสานักสง่ เสริมวชิ าการและงานทะเบียน มหาวทิ ยาลัย

เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร โดยรวมและเปน็ รายด้าน มีความคิดเห็นอยใู่ นระดบั มาก
2. เปรียบเทียบความคิดเห็นของนักศึกษาท่ีมีต่อระบบบริการการศึกษาออนไลน์ของสานักส่งเสริมวิชาการและงาน

ทะเบียน มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร โดยรวมและเปน็ รายดา้ น ดังน้ี
2.1 นักศึกษาเพศชาย และเพศหญิง มีความคิดเห็นต่อระบบบริการการศึกษาออนไลน์ของสานักส่งเสริม

วิชาการและงานทะเบยี น มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร โดยรวมและเปน็ รายด้าน ไม่แตกตา่ งกัน
2.2 นักศึกษาช้ันปีท่ี 1 – 4 หรือสูงกว่า มีความคิดเห็นต่อระบบบริการการศึกษาออนไลน์ของสานักส่งเสริม

วิชาการและงานทะเบยี น มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร โดยรวมไมแ่ ตกตา่ งกนั
2.3 นักศึกษาคณะต่างกนั มีความคิดเห็นตอ่ ระบบบริการการศกึ ษาออนไลนข์ องสานักส่งเสรมิ วิชาการ

และงานทะเบียน มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร โดยรวมและเปน็ รายดา้ น แตกตา่ งกันอยา่ งมนี ยั สาคัญทางสถติ ทิ ่ี .05
2.4 นักศึกษาที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่างกันมีความคิดเห็นต่อระบบบริการการศึกษาออนไลน์ของสานัก

สง่ เสริมวชิ าการและงานทะเบียน มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร โดยรวมและเปน็ รายดา้ นไมแ่ ตกตา่ ง

อภปิ รายผล
1. ผลการศึกษาความคิดเห็นท่ีมีต่อระบบบริการการศึกษาออนไลน์ของสานักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร โดยรวมและเป็นรายด้านมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ผู้วิจัยขอนาเสนอการ
อภิปรายผลเป็นรายดา้ น ดังน้ี

1.1 ด้านประสิทธิภาพของระบบบริการการศึกษา พบว่า นักศึกษามีความคิดเห็นต่อระบบบริการการศึกษา
ออนไลนอ์ ย่ใู นระดับมากทุกด้าน ได้แก่ ความเรว็ ความปลอดภัย ความถูกต้องเชอื่ ถือได้ และการประมวลผล ซ่ึงเมื่อพิจารณาแต่
ละด้าน พบวา่ ด้านทมี่ คี ่าเฉล่ียความคดิ เหน็ มากท่ีสุดได้แก่ ความถูกต้องเช่อื ถือได้ ทง้ั นเี้ น่ืองจากระบบบรกิ ารการศึกษาออนไลน์

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 469

ของสานักงานส่งเสรมิ วิชาการและงานทะเบียนมกี ารพฒั นาระบบสารสนเทศต่อเน่ืองอย่างเป็นระบบและมีการปรับปรุงข้อมลู ให้
เป็นปจั จุบนั อยู่ตลอดเวลา อีกทั้งหน่วยงานยังได้ตรวจสอบขอ้ มูลก่อนนามาใช้งาน ซึง่ สอดคล้องกบั งานวิจัยของพัชราภรณ์ ตณั ฑ
พาทย์ (2554 : 81)ท่ีได้ทาการศึกษาประสิทธิภาพของการใช้งานระบบทะเบียนนักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล
ธญั บุรี พบวา่ ดา้ นความถูกตอ้ ง มปี ระสิทธิภาพอย่ใู นระดบั มาก ระบบทะเบยี นนกั ศกึ ษามีความถกู ตอ้ งตรงตามความต้องการของ
ผใู้ ชง้ าน และสอดคล้องกับงานวิจัยของดารารัตน์ มะหะหมัด (2552: บทคัดย่อ) ไดท้ าการพัฒนาระบบสารสนเทศเพ่ืองานบรกิ าร
การศกึ ษานอกพ้ืนท่ี ประกอบดว้ ย ระบบบริหารสารสนเทศผูส้ มัคร ระบบสารสนเทศนกั ศกึ ษา ระบบลงทะเบียนเรียน และระบบ
ประมวลผล พบว่า ระบบสารสนเทศท่ีพฒั นาขึน้ มปี ระสิทธภิ าพอยใู่ นระดับมาก

1.2 ด้านความพึงพอใจต่อการใช้ระบบบริการการศึกษา พบว่า นักศึกษามีความพึงพอใจต่อระบบบริการ
การศึกษาออนไลน์อยู่ในระดับมากทุกด้าน ได้แก่ รูปแบบของเมนู ระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ออกแบบเว็บไซต์ เน้ือหาการใช้
งานระบบทะเบียนออนไลน์ ซ่ึงเม่ือพิจารณาแต่ละด้าน พบว่า ด้านท่ีมีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจมากที่สุดได้แก่เน้ือหาการใช้งาน
ระบบทะเบียนออนไลน์ ท้ังน้ีเน่ืองจากระบบบริการการศึกษาออนไลน์ที่พัฒนาข้ึน มีเน้ือหาการใช้งานที่เข้าใจง่าย มกี ารจัดการ
เน้ือหาท่ีเป็นระบบโดยรวบรวมและจัดเก็บข้อมูลจากแหล่งข้อมูลตา่ ง ๆ ที่สาคัญนามาช่วยสนับสนุนการทางานและการตัดสินใจ
ในด้านต่าง ๆ ของผู้บริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการจัดการระบบสารสนเทศของวิชญะ นาครักษ์
(2553:3) ที่กล่าวไว้ว่า การพัฒนาระบบที่มีประสิทธิภาพต้องมีหน้าที่หลัก 2 ประการ คือ สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่ง
ต่าง ๆ ได้ และสามารถประมวลผลข้อมูลเพ่ือให้ได้สารสนเทศที่ช่วยสนับสนุนการปฏิบัติงานและการบริหารงานของผู้บริหาร
ระบบ อีกท้ังสอดคล้องกับแนวคิดของพิมลพรรณ ประเสริฐวงษ์ และคณะ (2551:2) ที่กล่าวไว้วา่ ระบบสารสนเทศต้องสามารถ
จดั การขอ้ มูลตง้ั แตก่ ารรวบรวมและตรวจสอบข้อมลู การประมวลผล รวมถงึ การดูแลรกั ษา เพ่ือให้ได้สารสนเทศท่ถี ูกตอ้ งและทัน
ต่อความต้องการของผู้ใช้งาน และผู้ใช้สามารถนาสารสนเทศไปประกอบการตัดสินใจได้อยา่ งมีประสิทธิภาพ และสอดคลอ้ งกับ
งานวิจัยของวิชิระ วีระพลินและคณะ(2561: บทคัดย่อ) ท่ีได้ทาการพัฒนาระบบสารสนเทศงานทะเบียนและประมวลผล
การศึกษา มหาวิทยาลัยพิษณุโลก พบว่า ผู้ใช้มีความพึงพอใจระบบสารสนเทศงานทะเบียนและประมวลผลการศึกษา
มหาวทิ ยาลยั พิษณโุ ลก ในภาพรวมอย่ใู นระดบั มาก

2. การเปรียบเทยี บความคดิ เห็นของนักศึกษาที่มตี ่อระบบบริการการศึกษาออนไลน์ของสานักสง่ เสริมวิชาการและ
งานทะเบียน มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร

2.1 การเปรียบเทียบนักศึกษาเพศชาย และเพศหญิง พบว่ามีความคิดเห็นต่อระบบบริการการศึกษาออนไลน์
ของสานักส่งเสรมิ วิชาการและงานทะเบยี น มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร โดยรวมไม่แตกต่างกนั และเมอ่ื พิจารณา
เป็นรายด้าน พบว่า เพศชายและเพศหญิง มีความคิดเห็นไม่แตกต่างกันท้ังนี้เนื่องมาจากระบบบริการสามารถให้ข้อมูลท่ี
น่าเชื่อถือได้ และประมวลผลได้อย่างรวดเร็ว จึงทาให้ความแตกต่างระหว่างเพศไม่มีผลกระทบต่อระบบบริการการศึกษา
ออนไลน์ ซ่ึงสอดคล้องงานวิจัยของชมพนู ุช ตันพานิช และคณะ (2555: บทคัดย่อ) ที่พัฒนาการให้บริการของสานักงานสง่ เสริม
วิชาการและงานทะเบียน โดยพบว่า เพศชายและเพศหญิงมีความเสมอภาคในการให้บริการ จึงทาให้นักศึกษามีความคิดเห็น
เกีย่ วกับการพัฒนาให้บริการไม่แตกต่างกันและสอดคล้องกับงานวิจัยของพชั ราภรณ์ ตัณฑพาทย์ (2554 : 81)ที่ได้ทาการศึกษา
ประสิทธิภาพของการใช้งานระบบทะเบียนนักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี พบว่าเพศที่แตกต่างกันมีผลต่อ
ประสิทธิภาพของการใช้งานระบบทะเบียนนักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี โดยรวมและเป็นรายด้านไม่
แตกต่างกัน และสอดคล้องงานวิจัยของ จินตนา ศักด์ิเสถียรกุล (2560 : บทคัดย่อ) ท่ีพัฒนาการให้บริการการศึกษาของสานัก
ส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน มหาวิทยาลัยราชภัฎเพชรบูรณ์ พบว่าเพศ ท่ีแตกต่างกันมีความพึงพอใจต่อการให้บริการ
การศึกษา ไมแ่ ตกต่างกัน

2.2 การเปรียบเทียบนักศึกษาช้ันปีท่ี 1 - 4หรือสูงกว่า พบว่า มีความคิดเห็นต่อระบบบริการการศึกษา
ออนไลน์ของสานักส่งเสรมิ วชิ าการและงานทะเบียน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร โดยรวมไม่แตกต่างกนั และเมื่อ
พิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า นักศึกษาทุกช้ันปีมีความคิดเห็นต่อระบบบริการการศึกษาแต่ะละด้านไม่แตกต่างกันซ่ึงไม่เป็นไป
ตามสมมติฐานของการวิจัยที่ตัง้ ไว้ ท้ังนี้เนื่องมาจากนักศึกษาช้นั ปที ่ี 1 - 4 ได้รับการบรกิ ารท่ีเสมอภาค และมีการเขา้ ถงึ ข้อมูลใน
ระบบทะเบียนออนไลน์ท่ีไม่แตกต่างกัน โดยลักษณะการจัดใหม่นั้นจะต้องเป็นไปอย่างเท่าเทียมกัน และเสมอภาคกัน การ
ใหบ้ ริการด้านความรวดเรว็ ทันต่อเวลา พร้อมท้งั มีความถูกต้องและแมน่ ยาและตรงกับความต้องการของลูกค้าในการบริการนัน้ ๆ
จงึ ถือได้ว่ามีความสาคัญอย่างยิ่งในปจั จุบนั จึงสง่ ผลให้นกั ศกึ ษาแตล่ ะชน้ั ปีมีความคดิ เห็นไมแ่ ตกต่างกัน ซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจยั
ของวิรงรอง สิตไทย (2557: บทคัดย่อ) ท่ีได้ทาการศึกษาความพึงพอใจต่อการให้บริการของงานบริการการศึกษา คณะแพทย์

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 470

ศาสตร์ศริ ิราชพยาบาล ด้านคณุ ลกั ษณะของผใู้ ห้บรกิ ารการศกึ ษาในแต่ละชั้นปี โดยรวมไมแ่ ตกตา่ งกนั และสอดคล้องกับงานวิจยั
ของพัชราภรณ์ ตัณฑพาทย์ (2554 : 81)ท่ีได้ทาการศึกษาประสิทธิภาพของการใช้งานระบบทะเบียนนักศึกษา มหาวิทยาลัย
เทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี พบว่า ชนั้ ปีที่แตกต่างกันมีผลต่อประสิทธิภาพของการใช้งานระบบทะเบียนนักศึกษา มหาวิทยาลัย
เทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี โดยรวมและเป็นรายดา้ นไมแ่ ตกตา่ งกนั

2.3 การเปรียบเทียบนักศึกษาต่างคณะ มีความคิดเห็นต่อระบบบริการการศึกษาออนไลน์ของสานักส่งเสริม
วชิ าการและงานทะเบยี น มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร โดยรวมแตกตา่ ง เมอ่ื พจิ ารณาเปน็ รายดา้ น พบว่าความเร็ว
ความปลอดภัย ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต การออกแบบเว็บไซต์เนื้อหาการใช้งานระบบทะเบียนออนไลน์ แตกต่างกันอย่างมี
นยั สาคัญทางสถิติที่ระดับ.05 ส่วนด้านความถูกต้องเชื่อถือได้ด้านการประมวลผล ด้านรูปแบบของเมนู ไม่พบความแตกต่างเป็นไป
ตามสมมติฐานของการวจิ ยั ทต่ี ้งั ไว้ ท้งั นี้เนือ่ งมาจากมหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนครมศี นู ยก์ ารจดั การเรยี นการสอนแบง่
ออกเป็น 5 ศูนย์ จึงทาให้ระบบเครือข่ายของแต่ละศูนย์อาจมีความแตกต่างกัน จึงส่งผลให้เม่ือนักศึกษาแต่ละคณะเข้าใช้งาน
ความรวดเรว็ ในการส่งข้อมูลจึงแตกต่างกนั สอดคล้องกบั งานวิจัยของแสงแข โคละทัต (2554: บทคัดย่อ) ได้ทาการศึกษาความ
คิดเห็นของนักศึกษาต่อการให้บริการของกองบริการการศึกษา สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พบว่า นักศึกษาที่ศึกษาในคณะวิชา
ต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการให้บรกิ ารของกองบริการการศึกษาโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อ
พจิ ารณาเปน็ รายด้านพบว่าทกุ ดา้ นมคี วามแตกต่างกันอย่างมนี ัยสาคญั ทางสถิตทิ ร่ี ะดับ .05

2.4 การเปรียบเทียบนกั ศกึ ษาท่มี ผี ลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน ระดับสงู ระดับปานกลางระดับต่า มีความคดิ เหน็ ต่อ
ระบบบริการการศกึ ษาออนไลน์ของสานักส่งเสรมิ วิชาการและงานทะเบียน มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร โดยรวมไม่
แตกต่าง เม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ความถูกต้องเช่ือถือได้ แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ . 05ท้ังนี้
เนอ่ื งมาจากระบบบริการการศึกษาออนไลนเ์ ป็นเพียงแคก่ ารแสดงข้อมูลให้นักศึกษาทราบว่าตนเองมผี ลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นอยู่
ในระดับใด ไม่สามารถแก้ไขข้อมูลได้ จึงส่งผลให้นักศึกษามีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน สอดคล้องกับงานวิจัย รวีโรจน์ สิงห์
ลาพอง (2554 :68) ได้ทาการวิจัยเรื่องความคิดเห็นของนักศึกษาท่ีมีต่องานบริการจุดเดียว มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา
พบว่า นกั ศึกษาที่มผี ลสัมฤทธท์ิ างการเรียนต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการใหบ้ ริการของงานบริการจุดเดียว มหาวทิ ยาลัยราชภัฎ
สวนสุนันทา โดยรวมไม่แตกต่างกัน อาจเป็นเพราะนักศึกษาที่มผี ลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในระดับสูง ปานกลาง หรอื ต่ายอ่ มได้รับ
การบริการทเี่ ทา่ เทยี มกนั ตามเกณฑ์ทีม่ หาวทิ ยาลัยกาหนดไว้

ข้อเสนอแนะ
ขอ้ เสนอแนะท่ัวไป
จากผลการวจิ ัย พบวา่ นักศึกษาเพศชายและนกั ศึกษาเพศหญงิ มีความคิดเห็นต่อระบบบริการการศกึ ษาออนไลน์ของ

สานักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร ด้านประสทิ ธิภาพของระบบบริการการศึกษา
และด้านความพงึ พอใจต่อการใช้ระบบบรกิ ารการศึกษา โดยรวมมคี วามคดิ เห็นอยใู่ นระดับมาก เมอื่ พิจารณาในแต่ละดา้ น พบว่า
ทกุ ด้านมคี วามคิดเห็นอยใู่ นระดบั มาก ผูว้ ิจัยจงึ ขอเสนอแนะการพฒั นางานบรกิ ารการศึกษา เป็นรายด้าน ดังต่อไปน้ี

1. ดา้ นประสทิ ธิภาพของระบบบริการการศึกษาออนไลนไ์ ด้แก่ 1)ความเรว็ จากการศึกษาพบว่านักศึกษามคี วามคดิ เห็น
ว่าระบบบริการการศึกษาออนไลน์ของสานักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ท่ีมี
ค่าเฉลยี่ น้อย ในดา้ นการกรอกขอ้ มลู และบนั ทึกระเบียบประวัตินักศึกษาใหม่ ควรมีการพฒั นาระบบในสว่ นของอินเทอร์เนต็ ดา้ น
ความเร็วของระบบบริการการศึกษา หรือจัดทาระบบให้กรอกข้อมูลได้สะดวกรวดเร็ว เช่นการอ่านบาร์โค้ช 2)ความปลอดภัย
จากการศึกษาพบว่านักศึกษามีความคิดเห็นว่าระบบบริการการศึกษาออนไลน์ของสานักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ท่ีมคี ่าเฉลย่ี นอ้ ยในสว่ นของการเช่อื มต่อข้อมูล กรณรี ะบบล่ม หลงั จากได้รับการแก้ไข
ข้อมูลยังคงอยู่เหมือนเดมิ ควรมีการพฒั นาในส่วนของความปลอดภัยตอ่ การเขา้ ใชง้ าน ในระบบบริการการศึกษา3)ความถูกตอ้ ง
เชื่อถือได้จากการศึกษาพบว่านักศึกษามีความคิดเห็นว่าระบบบริการการศึกษาออนไลน์ของสานักส่งเสริมวิชาการและงาน
ทะเบียน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ท่ีมีค่าเฉลี่ยน้อย ความถูกต้องของระบบลงทะเบียนเรียน สามารถทาการ
เพิ่ม หรือถอนรายวิชาได้ ตามระยะเวลาท่ีมหาวิทยาลัยกาหนด ควรปรับปรุงระบบบริการการศึกษาออนไลน์ในปัจจุบันยังไม่มี
การเพ่มิ หรอื ถอนรายวชิ าเรียนผ่านระบบทะเบียนออนไลน์การประมวลผลจากการศกึ ษา พบว่านักศกึ ษามคี วามคิดเห็นวา่ ระบบ
บริการการศึกษาออนไลน์ของสานักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร 4)การ

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 471

ประมวลผลจากการศกึ ษาทม่ี ีคา่ เฉลยี่ นอ้ ยในสว่ นของการลงทะเบียนเรียนสามารถเหน็ ตารางเรียนและตารางสอบทันที ควรมีการ
ปรบั ปรงุ ดา้ นการลงทะเบียนเรียน เพื่อใหน้ ักศึกษาไดเ้ ห็นตารางเรยี น และได้วางแผนการเรียนไดอ้ ย่างถกู ต้อง

2. ดา้ นความพึงพอใจต่อการใช้ระบบบรกิ ารการศึกษาออนไลน์ ได้แก่ 1)รปู แบบของเมนูพบว่านกั ศกึ ษามีความคิดเห็น
ว่าระบบบริการการศึกษาออนไลน์ของสานักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ด้าน
รปู แบบของเมนู ที่มีค่าเฉล่ียน้อยในส่วนของการจดั รูปแบบเมนูมีสัญลักษณ์แจ้งเตือนเพื่อยืนยันข้อมูลการลงทะเบียนเรียนอย่าง
ชดั เจน ควรมกี ารปรบั ปรงุ ระบบทะเบียนออนไลน์ เพ่ือให้นักศึกษาได้ทราบเกยี่ วกับข้ันตอนในการลงทะเบยี น หากนักศกึ ษาทาไม่
ถูกต้องตามขั้นตอนต้องมีสัญลักษณ์แจ้งเตือน หรือมีเสียงแจ้งเตือนทุกคร้ัง เพื่อป้องกันการผิดพลาดของข้อมูล 2)ด้านระบบ
เครือข่ายอินเทอร์เน็ต พบว่านักศึกษามีความคิดเห็นว่าระบบบริการการศึกษาออนไลน์ของสานักส่งเสริมวิชาการและงาน
ทะเบียน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ด้านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ท่ีมีค่าเฉล่ียน้อยในส่วนของการจัดระบบ
สัญญาของเครอื ข่าย WiFi ทส่ี ามารถใช้งานอินเทอรเ์ น็ตได้อยา่ งตอ่ เนอื่ ง ควรมีการปรับปรงุ ระบบสัญญาณเครือขา่ ยอนิ เทอรเ์ น็ต
ให้มีความแรง เพ่ือรองรับกับการใช้งานของนักศึกษาและอาจารย์จานวนมาก3) ด้านออกแบบเว็บไซต์พบว่านักศึกษามีความ
คดิ เห็นว่าระบบบริการการศกึ ษาออนไลน์ของสานักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ดา้ นออกแบบเว็บไซต์ท่มี ีค่าเฉล่ียน้อย ในส่วนของการออกแบบหน้าจอ มีสัดส่วน และตาแหน่งของข้อความเหมาะสมกับการใช้
งานของนักศกึ ษา ควรมกี ารปรับปรุงเพ่ือให้มีสดั ส่วนและเหมาะสมกบั การใชง้ านของนักศึกษา4)เนื้อหาการใช้งานระบบทะเบยี น
ออนไลน์ พบว่านักศึกษามีความคิดเห็นว่าระบบบริการการศึกษาออนไลน์ของสานักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ด้านเน้ือหาการใช้งานระบบทะเบียนออนไลน์ ท่ีมีค่าเฉล่ียน้อยคือการส่งข้อความถึง
อาจารยท์ ่ีปรึกษา สามารถแสดงเนอ้ื หา ตัวอกั ษรที่เขา้ ใจง่ายไมซ่ ับซ้อน ควรมีการปรบั ปรงุ ข้อความเนื้อหาในการใช้งานในระบบ
เพื่อให้มเี นอ้ื หา ขนาดของตัวอักษร ชัดเจน และครอบคลุมกบั ข้อมลู นักศกึ ษารายบุคคล

ข้อเสนอแนะในการวจิ ัยคร้งั ต่อไป
1. ควรศกึ ษาความต้องการของนักศึกษาที่สง่ ผลตอ่ การให้บริการผ่านระบบออนไลนภ์ ายในมหาวทิ ยาลยั
2. ควรศึกษาปจั จัยท่ีส่งผลกระทบตอ่ การดาเนินงานของระบบทะเบยี นออนไลนข์ องมหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคล
พระนคร
3. ควรศึกษาระบบเครือขา่ ยอินเทอร์เน็ตที่ส่งผลกระทบตอ่ ความตอ้ งการของนักศกึ ษาระดบั ปรญิ ญาตรี มหาวิทยาลยั
เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
4. ควรศึกษาความต้องการของนกั ศึกษาต่างชาตทิ ่สี ่งผลต่อการใชร้ ะบบบรกิ ารการศึกษาออนไลน์ของ สานักส่งเสรมิ
วิชาการและงานทะเบียน มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
5. ควรศกึ ษาปจั จยั ท่ีสง่ ผลกระทบตอ่ การสมคั รเรียนโดยผา่ นระบบรบั สมคั รนกั ศึกษาออนไลนข์ อง
สานักส่งเสรมิ วิชาการและงานทะเบยี น มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร

กิตตกิ รรมประกาศ
ปริญญานิพนธ์ฉบับน้ีสาเร็จได้ด้วยความกรุณาจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จักรกฤษณ์ โปณะทอง อาจารย์ที่ปรึกษา
ปริญญานิพนธ์หลัก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. จตุพล ยงศร อาจารย์ที่ปรึกษาปริญญานิพนธ์ร่วม ท่ีสละเวลาอันมีค่าเพื่อให้
คาปรกึ ษา ตรวจสอบ และชว่ ยแก้ไขข้อบกพรอ่ งต่างๆ ตลอดจนให้คาแนะนาในการทาวิจยั ผวู้ จิ ยั ขอกราบ ขอบพระคุณเปน็ อย่าง
สูงไว้ ณ ทน่ี ้ี
ขอกราบขอบพระคุณ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ รวมท้ังคณาจารย์ทุกท่านที่ให้คาแนะนา และ
อานวยความสะดวกด้านการดาเนินงานวจิ ยั
ขอกราบขอบพระคุณ คณาจารย์ เพ่ือนร่วมงานฝ่ายวิชาการและวิจัย คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัย
เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร ที่ให้คาแนะนา ปรึกษา ช่วยเหลืองานดา้ นการวจิ ัย
ขอขอบคณุ นอ้ ง ๆ รุ่น 57 ป.โท ทุกคน ทใ่ี ห้คาแนะนา ช่วยเหลือ และใหก้ าลังใจ มาโดยตลอด
สุดท้ายนี้ ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณ บิดา มารดา พ่ีสาว น้องชาย และบุตรสาว ท่ี เป็นกาลังใจ ในการฟันฝ่า
อปุ สรรคในการเรียนและการดาเนินงานวิจยั ในคร้งั นี้

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 472

เอกสารอา้ งองิ
แสงแข โคละทตั (2554). ความคิดเหน็ ของนกั ศกึ ษาต่อการให้บริการของกองบริการการศึกษา สถาบนั บณั ฑติ พัฒนศ์ ลิ ป์.

ปรญิ ญานพิ นธก์ ารศึกษามหาบณั ฑิต(การอดุ มศกึ ษา). กรุงเทพฯ: บณั ฑิตวิทยาลัย มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวิโรฒ.
จนิ ตนา ศักดิเ์ สถียรกลุ (2560). การพัฒนาการให้บรกิ ารการศกึ ษาของสานักส่งเสริมวชิ าการและงานทะเบียน มหาวทิ ยาลยั ราช

ภฎั เพชรบรู ณ์. บทความวจิ ัยการประชมุ วิชาการระดบั ชาติ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฎเพชรบรู ณ์. เพชรบรู ณ.์
ชมพนู ชุ ตนั พานิช และคณะ (2555: บทคดั ย่อ). การพัฒนาการใหบ้ รกิ ารของสานกั สง่ เสรมิ วิชาการและงานทะเบยี น. กรงุ เทพฯ:

สานกั สง่ เสรมิ วิชาการและงานทะเบียน มหาวทิ ยาลยั ราชภฎั จนั ทรเกษม.
ดารารัตน์ มะหะหมดั (2552: บทคดั ยอ่ ). การพัฒนาระบบสารสนเทศเพ่ืองานบริการการศกึ ษานอกพืน้ ท่ี ระดบั บณั ฑิตศกึ ษา.

มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลสุวรรณภมู ิ. นนทบรุ ี
พัชราภรณ์ ตัณฑพาทย์ (2554 : 81). ประสิทธภิ าพของการใชง้ านระบบทะเบยี นนักศกึ ษา มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล

ธัญบุร.ี มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลธญั บรุ .ี ปทมุ ธานี.
พิมลพรรณ ประเสรฐิ วงษ์ และคณะ (2551:2). เทคโนโลยีสารสนเทศและการสอ่ื สาร. กรุงเทพฯ: มหาวทิ ยาลัยกรงุ เทพ.
รวโี รจน์ สิงหล์ าพอง (2554 :68). ความคิดเหน็ ของน้กศกึ ษาทีม่ ตี ่องานบริการจุดเดียว มหาวทิ ยาลยั ราชภฎั สวนสุนันทา.

ปรญิ ญานพิ นธ์ กศ.ม. (การอดุ มศกึ ษา). กรุงเทพฯ:
วิชญะ นาครกั ษ์ (2553:3) ระบบสารสนเทศเพือ่ การจดั การ. กรงุ เทพฯ:
วิชริ ะ วรี ะพลินและคณะ(2561: บทคัดย่อ). การพฒั นาระบบสารสนเทศงานทะเบียนและประมวลผลการศึกษามหาวิทยาลัย

พิษณุโลก. พิษณโุ ลก.
วริ งรอง สิตไทย (2557: บทคัดย่อ). ความพงึ พอใจของนกั ศึกษาแพทยท์ ่ีมีตอ่ การให้บริการการศึกษา.ปรญิ ญานพิ นธ์

กศ.ม. (การอดุ มศกึ ษา). กรงุ เทพฯ:
สกาวรตั น์ จงพัฒนากร 2551 : 4) วิทยาการคอมพิวเตอร์และสารสนเทศ. กรงุ เทพฯ:มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์.
อริศรา คงสนทิ : 2556). เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต. สืบค้นออนไลนเ์ ม่ือวนั ท่ี 1 กรกฎาคม 2560. http://arissaramay.blogspot.com
Yamane.Taro.(1967). Statistices: An Introduction Analysis. New York: Harper & Row.

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 473

การพัฒนาค่มู ือการจดั กิจกรรม Executive Functions (EF) ทกั ษะชีวติ เพ่อื ความสาเรจ็ สาหรบั เดก็ ในศตวรรษที่ 21
ในเขตพ้นื ท่ีตาบลนางแล อาเภอเมือง จงั หวัดเชยี งราย

DEVELOPMENT OF EXECUTIVE FUNCTIONSACTIVITIES MANUAL TO ENHANCE LIFE SKILLS OF SUCCESS
FOR 21ST CENTURY CHILDHOODIN NANGLAEDISTRICT MUEANGCHIANG RAI PROVINCE
เกศรนิ ทร์ ศรีธนะ, กรรณกิ าร์ แซใ่ ช้, อไุ รวรรณ กมิ เฮง
E-mail: [email protected]

บทคดั ย่อ
การวิจัยคร้ังน้ีมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับกิจกรรม Executive Functions ( EF) เพ่ือสังเกต

การจัดกิจกรรมการคิดเชิงบริหารและเพ่ือประเมินประสิทธิภาพของคู่มือของครูและผู้ปกครองต่อการจัดกิจกรรมการคิดเชิง
บริหารที่ส่งเสริมทกั ษะชวี ิตเพ่ือความสาเร็จ สาหรับเด็กในศตวรรษที่ 21 ในเขตพ้ืนทตี่ าบลนางแล อาเภอเมือง จังหวัดเชียงราย
กลุ่มประชากรเป้าหมายประกอบด้วย และเดก็ ปฐมวัยทก่ี าลังศึกษาในสถานศกึ ษา จานวน 11 แห่ง ในเขตเทศบาลตาบลนางแล
อาเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เลือกกลุ่มเป้าหมายในการร่วมพัฒนาคู่มือจัดกิจกรรมแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ 1)แบบสอบถามปลายเปิดเร่อื งความรู้ความเขา้ ใจเกี่ยวกบั EFของครู 2) แบบสงั เกตการจัด
กจิ กรรมตามคูม่ ือการจัดกจิ กรรมเพื่อการพฒั นา EF 3) แบบประเมนิ ประสิทธิภาพของคู่มอื การจดั กิจกรรมเพื่อการพัฒนาEFของ
ครแู ละผู้ปกครอง 4)คมู่ อื การจดั กจิ กรรม EFเขตพื้นท่ตี าบลนางแล อาเภอเมอื ง จังหวัดเชยี งราย วิเคราะห์ขอ้ มลู โดยการวิเคราะห์
เน้ือหาโดยการจัดหมวดหมู่สรุปเป็นข้อค้นพบประเด็นในแต่ละด้านโดยใชก้ ารบรรยาย รว่ มกับการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าสถิติ
พื้นฐาน ไดแ้ ก่ ค่าความถี่ คา่ ร้อยละ และคา่ เฉลี่ย

ผลการวจิ ยั พบว่า 1) ด้านความรู้ความเขา้ ใจ ผู้ตอบแบบสอบถามร้จู ัก EF โดยทราบวา่ เปน็ ทักษะซง่ึ มีความสาคัญ ทั้งยงั
ทราบแนวทางในการจดั กิจกรรมเพ่ือเพมิ่ EF โดยเชื่อว่าเด็กทม่ี ี EF ดจี ะสามารถปรบั ตัวกบั สภาพแวดลอ้ ม โรงเรียน สังคมใหม่ ๆ
ได้งา่ ย ควบคุมตนเองได้ ชว่ ยใหเ้ ด็กประสบความสาเร็จในการใช้ชีวติ และสามารถดารงชีวติ ร่วมกับผู้อนื่ ได้อยา่ งมคี วามสขุ 2) ดา้ น
การสังเกตการจัดกิจกรรมการคิดเชิงบริหารที่ส่งเสริมทักษะชีวิตเพื่อความสาเร็จ พบว่าการจัดกิจกรรมการคิดเชิงบริหารมี
องค์ประกอบครบถ้วน/ถกู ต้อง/สมบรู ณ์ ดา้ นกิจกรรมการเรียนการสอน สอดคลอ้ งกับวัตถุประสงค์ ดา้ นสื่อประกอบกจิ กรรมการ
เรียนรู้ สือ่ ประกอบการสอนท่ีสอดคล้องกับกจิ กรรม มีความน่าสนใจ ดา้ นการวัดและประเมินผล มคี วามหลากหลาย สอดคล้อง
กบั การพฒั นา EF เพอ่ื การพัฒนาทักษะชีวติ เพอ่ื ความสาเร็จ สาหรบั เดก็ ในศตวรรษท่ี 21 คดิ เปน็ ร้อยละ 100.00 การสังเกตการ
จัดการเรยี นรขู้ องครู อย่ใู นระดบั ดีมากถงึ ดีเยย่ี ม โดยพบว่าครผู ู้จัดการเรียนรมู้ ีจดุ เด่นในด้านการเตรียมความพร้อมก่อนการสอน
การดาเนนิ การตามลาดบั ขนั้ ตอน ส่วนสิ่งทีค่ รผู ูส้ อนควรปรับปรงุ และพฒั นา ฝึกฝนการสอน และความแม่นยาในทักษะการคดิ เชงิ
บริหาร EF และ 3) ด้านการประเมนิ ประสทิ ธภิ าพของคู่มือการจดั กจิ กรรมเพ่ือการพัฒนา EF พบว่า คมู่ ือการจัดกจิ กรรมเพอื่ การ
พฒั นา EF ในด้านลกั ษณะรูปเลม่ การจดั ภาพประกอบ การใชภ้ าษาอักษรการนาเสนอ การนาไปใชป้ ระโยชน์ มีประสิทธิภาพอยู่
ในระดับมาก นาเสนอรายละเอยี ด ไดแ้ ก่ โดยประสทิ ธิภาพในดา้ นภาษาท่ีใชม้ ีความเหมาะสมกบั ผู้อ่าน (x̄= 4.82) อยูใ่ นระดับสูง
ทีส่ ดุ รองลงมาได้แก่ด้าน ตัวอักษรมีความเปน็ ระเบยี บ (x̄= 4.81) และภาษาท่ีใช้มคี วามชดั เจนเข้าใจง่าย (x̄= 4.79) ตามลาดับ
คาสาคัญ: Executive Functions (EF), ทกั ษะชวี ติ เพอ่ื ความสาเร็จเด็กในศตวรรษที่ 21
Abstract

The purpose of the research were to study the level of knowledge and understanding of
teachers about Executive Functions: EF activities to enhance life Skills of Success for 21st Century
Childhood,toobserve the efficiency of EF activities when using with childhood, and to study the efficiency
and satisfaction of teachers and caretakers when usingEF activities manual in Nanglae district Mueang Chiang
Rai province.The target group used in this study included 11 schools of school administrators and students
in the area ofNanglae district, selected by the purposive sampling. The instruments employed in this study
were 1)open ended questionnaire for teacher aboutthe knowledge of Executive Functions 2) a teaching
observation formbased on executive functionsactivities manual to enhance life skills 3) anefficacy
assessment form ofexecutive functionsactivities manual to enhance life skills and4) The executive
functionsactivities manual to enhance life skills in Nanglae district Mueang Chiang Rai province. Descriptive
statistics, content analysis with frequency, percentage and mean were used to analyze the data.

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 474

The research findings are shown as follows; 1) The teachers shows knowledgeable and
understandable about Executive Functions, The EF are relatable with adaptive behavior with childhood and
would predictsthesucceeded in lifelong living. 2) The efficiency of EF activities when using with childhood
were all complete with essential element, the lesson plans and activities are relatable withthe goals,
usinginteresting instructional materialsaccord with the activities, and have various of assessmentconform to
EF activities at 100 percentage. The teaching observation form shows that the teachers have high to
excellent level of performance, the teachers have prominent pointonwell prepare, follow instructions in the
manual. However, the teachers should adjust some instructions when using EF methods with students. 3)
The efficiency and satisfaction of teachers and caretakers when usingEF activities manual in Nanglae district
Mueang Chiang Rai province arehighof the appearance of the manual, theillustration, the usage of language,
the font, and the utilization. For more details of the high level of the manual such as the usage that
appropriate with the users is the highest rate (x̄= 4.82), then the font is nice and orderly (x̄= 4.82), and using
easily understood of the sentences at the last (x=̄ 4.79) in order.
Keywords: Executive Functions (EF), Life Skills of Success 21st Century Childhood
บทนา

เนื่องด้วยความเชื่อและค่านิยมในสังคมปัจจุบันที่ให้ความสาคัญกับคนที่มีความรู้ทางวิชาการหรือคนเก่ง (สายสุรี จุติ
กุล.2560) โดยเช่ือว่าเด็กที่เก่งจะเป็นเด็กมีอนาคตและการงานท่ีดี ซ่ึงสิ่งที่จะวัดการมีความรู้ทางวิชาการหรือความเก่งได้คือ
คะแนน สง่ ผลใหผ้ ู้ปกครองมุ่งความสนใจไปท่กี ารผลักดนั ให้เดก็ ประสบความสาเร็จในดา้ นการเรียนและการสอบ การแข่งขนั ของ
เด็กจึงมีแนวโน้มสูงข้ึนเร่ือยๆ (เอกพจน์ สืบญาติ.2561) สร้างความเครียดและความกดดันให้เด็กเป็นอย่างยิ่ง ทาให้เด็กหลายๆ
คนร้สู ึกไม่ชอบ เบ่ือการเรยี น และไม่มคี วามสขุ กับการเรยี นเพือ่ การสอบแขง่ ขนั อกี ท้ังความเจริญก้าวหน้าของการใชเ้ ทคโนโลยีท่ี
ผปู้ กครองนามาใช้ในการเลี้ยงลูก พร้อมกับผลเสียหากผู้ปกครองไม่สามารถควบคุมระยะเวลาการใช้งานของเด็กให้เหมาะสมได้
ซึ่งจะส่งผลต่อ(สุภาวดี หาญเมธี.2558) การคิด ความรู้สึก และการกระทา เช่น การยั้งใจคิดไตร่ตรอง การควบคุมอารมณ์ การ
ยืดหยุ่นทางความคิด การต้ังเป้าหมาย วางแผน ความมุ่งมั่น การจดจาและเรียกใช้ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดลาดับ
ความสาคัญของเร่อื งต่างๆ และการทาส่ิงตา่ งๆ อย่างเป็นขนั้ เปน็ ตอนจนบรรลคุ วามสาเร็จ ซึ่งเปน็ ทักษะทมี่ นษุ ยเ์ ราทุกคนต้องใช้
และมีความสาคญั ยิ่งต่อท้งั ความสาเรจ็ ในการเรยี น การทางาน รวมท้งั การมีชีวติ ครอบครัว (อรรัตน์ เชาว์กลุ จรัสศริ ิ.2562)

หลักสูตรการเรียนการสอนในระดับปฐมวัยควรเป็นไปตามหลักวิชาการอนุบาล ที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย
อารมณ์ สังคม สตปิ ัญญา เมื่อพัฒนาการสมวัยเกดิ ความสัมพนั ธ์ระหว่างสมอง สายตา และใช้มอื เขียนเสน้ รู้จกั สีและอุปกรณ์ใน
ลักษณะต่าง ๆ ก็จะทาให้เติบโตและเรียนเร่ืองของการเขียน การอ่าน และการคิดเลขต่อไปได้เร็วข้ึน ทั้งจะสร้างทักษะการคิด
วิเคราะห์ให้เด็กได้เป็นอย่างดีนอกจากนี้หน่วยงานที่เก่ียวข้องท้ังภาครัฐ ภาคเอกชน รวมทั้งภาคประชาชน ระบบการผลิตครู
หลักสูตรการศึกษาและระบบการประเมินผลเพื่อการพัฒนาเด็กปฐมวัยต้องมีส่วนร่วมกันในการจัดการศึกษาปฐมวัย เพ่ือสร้าง
อนาคตท่ีสดใสและมั่นคงให้แก่สังคมไทย ดังวลที ี่ว่า “เด็กในวันน้ีคือผู้ใหญ่ในวนั หน้า”(สุริยา ฆ้องเสนาะ.2558) ดงั นั้นการปิดก้ัน
พัฒนาการทางสมองของเด็กตามวัยที่เหมาะสม เม่ือการศึกษาในระดับปฐมวัยเน้นแต่ด้านวิชาการทาให้ระบบการจัดการศึกษา
ของโรงเรียนส่วนใหญ่เป็นไปตามนั้นทาให้เด็กมีโอกาสในการเล่น รวมถึงการเรียนทักษะต่างๆท่ีควรฝึกในช่วงปฐมวัยท่ีตามวัย
ลดลง

Executive Functions (EF) เปน็ การทางานระดบั สงู ของสมองท่ีช่วยใหเ้ รากากบั ตนเองท้ังดา้ น อารมณ์ ความคดิ และ
การกระทาเพื่อนาไปสคู่ วามสาเรจ็ (สิริยากร กองทอง.2559) กระบวนการทางานระดบั สูงของสมอง ท่คี วบคมุ ความคิด อารมณ์
การตัดสินใจ และการกระทา ทาใหเ้ ริม่ ตน้ ลงมอื ทาและมงุ่ มั่นทางานจนบรรลผุ ลตามเป้าหมาย (Goal Directed Behaviors)
ทักษะนี้จะเรมิ่ พัฒนาอย่างมากในเด็กวยั 2-6 ปีและเปน็ พ้นื ฐานสาคัญทจ่ี ะทาให้เด็กรู้จักหยุดคดิ กอ่ นตดั สินใจเมอื่ เขาโตข้ึน รจู้ กั
ควบคมุ อารมณค์ วามตอ้ งการความอยากและกากับความคดิ และการกระทาของตนเองใหจ้ ดจ่อกบั งานได้จนเสรจ็ ไมว่ อกแวกไป
กบั ส่ิงที่มาลอ่ ใจ รจู้ ักคดิ วเิ คราะหจ์ ัดการกบั ปญั หาท่ีซบั ซอ้ นรวมถงึ มคี วามพยายาม ครูทด่ี แู ลเดก็ ปฐมวยั จงึ ควรเข้าใจพัฒนาการ
ด้านการคดิ และฝึกเดก็ ตามแนวทางที่สอดคลอ้ งกบั ศักยภาพ สมองดา้ นการคดิ ของเด็ก เช่น การคดิ ไตรต่ รอง การมคี วามจาทดี่ ี
การคิดยดื หยุ่น การวางแผน มีเปา้ หมาย มีความมงุ่ มนั่ ทจ่ี ะทาให้สาเรจ็ อดทน และร้จู กั แกป้ ญั หา ความสามารถในการควบคมุ
ความคิดตนเอง การมสี มาธิ ความสามารถในการปรับเปล่ียนความคดิ และความสนใจตามสถานการณร์ วมถงึ การทางานที่ซบั ซอ้ น
จนสาเรจ็ ซงึ่ กระบวนการนส้ี ามารถพฒั นาได้ ผ่านกจิ กรรมทีต่ อ้ งใชท้ กั ษะดา้ นสงั คม อารมณ์ และร่างกาย เพื่อช่วยส่งเสรมิ หนา้ ท่ี
บริหารจดั การของสมองใหด้ ขี ึ้น (พชั รินทร์ พาหริ ัญ.2561) มงี านวจิ ยั จานวนมากทีช่ ่วยยืนยนั ว่าทักษะดา้ น EF มคี วามสาคัญต่อ

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 475

ความพร้อมและความสาเรจ็ ทางการเรยี น มากกว่าการอา่ นการเขียน การคานวณและระดับสตปิ ญั ญา (IQ) จนเป็นทย่ี อมรบั กนั
ท่วั ไปว่าเดก็ ทม่ี ีทกั ษะดา้ นการคดิ เชงิ บรหิ าร (EF) ดมี ักจะมผี ลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนทด่ี ีด้วย ชว่ งปฐมวัยจงึ เป็นชว่ งเวลาสาคัญท่ี
ควรฝกึ เดก็ ใช้สมองสว่ นหน้าสดุ ใหแ้ ขง็ แรงโดยการเปิดโอกาสให้เดก็ ได้ฝึกคดิ ฝึกตัดสินใจ ฝึกกากบั ตนเอง มากกวา่ การเร่งให้เดก็
เรียนเขยี น อา่ นกอ่ นวยั อันควร

จากข้อมูลข้างต้น จะเห็นว่า EF เป็นทักษะท่ีต้องฝึกฝนและพัฒนาอย่างต่อเนื่องเป็นลาดับขั้นตอน ผ่านกิจกรรมการ
เรียนรู้ ในรปู แบบประสบการณจ์ รงิ ทีห่ ลากหลาย ไม่ไดเ้ กดิ ขนึ้ เองตามธรรมชาติการปลกู ฝงั ให้เดก็ ได้ประสบการณ์ในโรงเรียนและ
ครอบครัว คือเครื่องมือส่งเสริมทักษะสมอง EF ดังนั้นการใช้กิจกรรมเพ่ือส่งเสริมกระบวนการคิดเกี่ยวกับสิ่งท่ีเขาได้ลงมือทา
(Active Learning) ซ่ึงจะชว่ ยพัฒนา EF ของเด็กได้ดีกว่าการเรียนการสอน ทใ่ี ห้เด็กนงั่ ฟังครูเพียงอย่างเดียว สมองส่วนหน้าสุด
จะถูกใช้งานเมื่อเด็กได้ฝึกคิด ฝึกตัดสนิ ใจ เมอ่ื ต้องยับย้ังความคิดและการกระทาของตนเอง เด็กแต่ละคนมีทักษะด้าน EF มาก
น้อยต่างกัน เด็กท่ีมีทักษะด้าน EF ดีกว่าจะมีความพร้อมทางการ เรียนและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีกว่า นอกจากน้ันความ
บกพร่องของ EF มกั จะนามาซ่ึงปัญหาพฤติกรรม ในช้ันเรียนและปัญหาสงั คมต่างๆตามมา ดังน้ันจึงมคี วามจาเป็นอย่างย่ิงที่ผ้ทู า
งาน เก่ียวข้องกับเด็กปฐมวัยควรต้องเข้าใจพัฒนาการด้าน EF ของเด็กวัยน้ี เพ่ือการพัฒนาทักษะชีวิตเพ่ือความสาเร็จ สาหรับ
เด็กปฐมวัย ชว่ ยให้เดก็ มีความพร้อมทางการเรียนและ ลดปัญหาสังคมตา่ งๆทจ่ี ะตามมา

การศึกษาคร้ังนี้จึงมุ่งศึกษาการพัฒนาคู่มือการจัดกิจกรรม Executive Functions:EFที่ส่งเสริมทักษะชีวิตเพ่ือ
ความสาเรจ็ สาหรับเด็กท่ีสาคัญ 3 ทักษะ 9 ด้าน ซ่ึงเป็นทักษะจาเป็นอย่างย่ิงต่อการจัดการ การดาเนินชีวิตและการพัฒนาเด็ก
ได้เจริญเติบโตเป็นทรัพยากรบคุ คลที่มคี ุณภาพเปน็ กาลงั สาคัญในการสรา้ งและการพฒั นาชมุ ชน สังคม ประเทศชาตติ อ่ ไป

กรอบแนวคิดในการวจิ ัย
ทกั ษะการคดิ เชิงบรหิ าร (EF)

กลมุ่ ทกั ษะพ้ืนฐาน 1.ศึก ษ าความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ กิจก รรม
1. Working memory Executive Functions (EF)
2. Inhibitory Control 2. สงั เกตการจดั กิจกรรม Executive Functions
3. Shiftingหรือ Cognitive Flexibility (EF)
3. ประเมนิ ประสิทธภิ าพของคมู่ อื การจดั กิจกรรม
กลุ่มทักษะกากบั ตนเอง Executive Functions (EF)
4. Focus Attention

5. Emotional Control

6. Self-Monitoring แผนงานวจิ ยั
กลุม่ ทักษะปฏิบตั ิ 1. มีความรคู้ วามเข้าใจเกยี่ วกับกจิ กรรมExecutive Functions (EF)
2. วิธกี ารจดั กิจกรรม Executive Functions (EF)
7. Initiating 3. ประสทิ ธภิ าพของค่มู ือการจัดกจิ กรรม Executive Functions (EF)
8. Planning and Organizing
9. Goal- Directed Persistence

ทกั ษะชวี ติ เพ่อื ความสาเรจ็ สาหรบั เดก็ คู่มอื การจดั กิจกรรม Executive Functions (EF) ที่สง่ เสรมิ ทักษะ
ในศตวรรษที่ 21 ชวี ิตเพ่ือความสาเร็จ
โครงการวิจัยยอ่ ยท่ี 1
1. ทักษะทางสังคม (Social Skills)
2. ทักษะในการตดั สนิ ใจ (Decision-making skills) 1. คู่มอื การจดั กิจกรรมExecutive Functions (EF) ที่
3. ความสามารถในการทางาน (Employability) ส่งเสรมิ ทกั ษะชวี ิตเพ่ือความสาเรจ็ สาหรบั เด็กปฐมวัย
4. การบริหารการเงนิ (Money management) โครงการวิจยั ยอ่ ยที่ 2
5. การเดนิ ทางไปทางาน (Transportation)
6. สขุ ภาพ (Health) 2. คมู่ อื การจดั กจิ กรรม Executive Functions (EF) ที่
7. ความรับผิดชอบต่อครอบครัว (Family responsibilities) ส่งเสริมทักษะชวี ติ เพอื่ ความสาเร็จ สาหรบั เดก็ เส่ยี งต่อความตอ้ งการ
พิเศษในระดบั ปฐมวัย

8. ความเข้าใจเบอื้ งตน้ เก่ยี วกับกฎหมาย (Basic

วัต9uถ.nุปdทeรกั rะsษสtะa1งกn.คาdเร์ขiพnใอชgื่อ้โงทoศกfรึกาศtษรhัพวeาทิจค์l(aยัวTwาe)lมeรpู้คhoวnาeมเsขki้าllใsจ) เกี่ยวกับกิจกรรม Executive Functions (EF)ที่ส่งเสริมทักษะชีวิตเพื่อความสาเร็จ

สาหรับเด็ก ในศตวรรษที่ 21 ในเขตพ้นื ที่ตาบลนางแล อาเภอเมือง จงั หวัดเชียงราย

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 476

2. เพ่ือสังเกตการจัดกิจกรรม Executive Functions (EF) ท่ีส่งเสริมทักษะชีวิตเพ่ือความสาเร็จ สาหรับเด็ก ใน
ศตวรรษท่ี 21 ในเขตพ้ืนทต่ี าบลนางแล อาเภอเมือง จังหวดั เชียงราย

3. เพ่ือประเมินประสิทธิภาพของคู่มือการจัดกิจกรรมExecutive Functions (EF)เพ่ือการพัฒนาทักษะชีวิตเพ่ือ
ความสาเร็จ สาหรบั เดก็ ในศตวรรษท่ี 21ของครูและผูป้ กครอง

วิธดี าเนนิ การวิจัย
ประชากรและกลมุ่ ตวั อย่าง/กลมุ่ เป้าหมาย/กรณศี ึกษา
ประชากรที่ศึกษาคอื สถานศึกษาที่จัดการศึกษาระดับปฐมวยั จานวน 11 แหง่ ในเขตเทศบาลตาบลนางแล อาเภอเมอื ง

จงั หวัดเชียงรายแยกเป็นโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1 จานวน 5 โรงเรียน ได้แก่ 1.
โรงเรียนบ้านนางแล 2. โรงเรยี นอนุบาลนางแล (บ้านทุ่ง) 3. โรงเรียนบ้านนางแลใน 4. โรงเรียนบ้านป่ารวก 5. โรงเรียนบ้านสัน
ต้นขาม ศนู ย์พัฒนาเด็กเล็ก สงั กดั องค์กรปกครองสว่ นท้องถิน่ จานวน 6 ศนู ย์ ได้แก่ 1. ศูนย์พฒั นาเด็กเล็กบ้านนางแล 2. ศนู ย์
พัฒนาเด็กเล็กอนุบาลนางแล (บ้านทุ่ง) 3. ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านนางแลใน4. ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านป่ารวก 5. ศูนย์พัฒนา
เด็กเลก็ บา้ นสนั ต้นขาม 6. ศนู ย์พัฒนาเด็กเลก็ บ้านลไิ ข่

กลุ่มตัวอย่าง ในการร่วมพัฒนาการจัดกิจกรรม Executive Functions (EF) ท่ีส่งเสริมทักษะชีวิตเพื่อความสาเร็จ
สาหรบั เด็ก ในศตวรรษท่ี 21 ในเขตพื้นที่ตาบลนางแล อาเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ในครงั้ นี้ได้แก่ โรงเรยี นบ้านนางแลใน และ
ศูนยพ์ ัฒนาเด็กเลก็ บา้ นนางแล ไดม้ าจากการเลอื กแบบเจาะจง (Purposive Sampling)

ตัวแปรท่ีศกึ ษา
ตวั แปรอิสระ คูม่ ือการจดั กิจกรรมExecutive Functions (EF)
ตวั แปรตาม ทักษะชวี ิตเพื่อความสาเรจ็ สาหรับเด็กปฐมวยั ในศตวรรษที่ 21

วธิ ีการเกบ็ รวบรวมข้อมลู
ผูว้ จิ ยั ดาเนนิ การเก็บรวบรวมขอ้ มลู ตามลาดบั ขั้นต่อไปนี้
1. การเกบ็ ข้อมลู จากแบบสอบถามปลายเปิดเรอื่ งความรูค้ วามเขา้ ใจเกีย่ วกบั Executive Functions (EF)ของครู
2. การเก็บขอ้ มลู จากแบบสังเกตการจัดกิจกรรมตามคมู่ อื การจดั กิจกรรมเพ่อื การพัฒนา Executive Functions (EF)
3. การเก็บข้อมูลจากแบบประเมินประสทิ ธภิ าพของคู่มือการจัดกจิ กรรมเพ่ือการพฒั นา Executive Functions
(EF)ของครแู ละผู้ปกครอง

เครื่องมือท่ใี ช้ในการวิจัย
เครือ่ งมอื ทใ่ี ชใ้ นการวิจยั ครง้ั นี้ ไดแ้ ก่
1. แบบสอบถามปลายเปดิ เรือ่ งความร้คู วามเข้าใจเกยี่ วกบั Executive Functions (EF)ของครู
ผ้วู จิ ยั ได้นาแบบสอบถามความรู้ ความเขา้ ใจ เก่ียวกบั ความเขา้ ใจเก่ียวกับ Executive Functions (EF)เพอ่ื การพัฒนาทักษะชวี ิต
เพ่ือความสาเร็จ สาหรับเด็กในศตวรรษท่ี 21ท่ีสร้างขึ้นไปตรวจสอบความตรงตามเน้ือหา ( Content Validity) โดยให้
ผู้ทรงคุณวุฒิจานวน 3 ท่านได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาการศึกษาพิเศษ การศึกษาปฐมวัย ครูอนุบาล และปรับปรุงแก้ไขตาม
ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ และหาค่าความเที่ยงของเครื่องมือ ( Reliability) โดยคานวณค่าความสอดคล้องภายในด้วยค่า
ดชั นีความสอดคล้อง IOC (Index of Item-Objective Congruence) ไดเ้ ท่ากับ 0.86 และเลือกข้อคาถามท่ีมีคา่ IOC มากกว่า
0.5 มาใชเ้ ป็นข้อคาถาม
2. แบบสังเกตการจัดกิจกรรมตามคู่มือการจัดกิจกรรมExecutive Functions (EF)ผู้วิจัยได้นาแบบสังเกตการจัด
กิจกรรมตามคมู่ อื การจดั กิจกรรมExecutive Functions (EF)เพ่อื การพฒั นาทกั ษะชวี ิตเพ่อื ความสาเร็จ สาหรับเด็กในศตวรรษท่ี

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 477

21 ที่สร้างข้ึนไปตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา ( Content Validity) โดยใหผ้ ู้ทรงคุณวุฒิจานวน 3 ท่านได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิใน
สาขาการศกึ ษาพิเศษ การศึกษาปฐมวัย ครูอนุบาล และปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ และหาค่าความเที่ยง
ของเครอื่ งมือ ( Reliability) โดยคานวณคา่ ความสอดคล้องภายในด้วยค่าดชั นีความสอดคล้อง IOC (Index of Item-Objective
Congruence) ได้เทา่ กบั 0.96และเลอื กข้อคาถามทีม่ ีคา่ IOC มากกวา่ 0.5 มาใชเ้ ปน็ ข้อคาถาม

3. แบบประเมินประสิทธิภาพของคู่มือการจัดกิจกรรมExecutive Functions (EF)ของครูและผู้ปกครองนาแบบ
ประเมนิ คุณภาพของคูม่ ือทสี่ ร้างข้ึนให้ผู้เชี่ยวชาญ จานวน 3 ท่าน (ชดุ เดิม) ตรวจสอบด้านเนื้อหา ความถูกต้อง ความเหมาะสม
เปน็ การตรวจสอบความเทยี่ งตรงเชงิ ประจกั ษ์ (Face Validity) แลว้ ปรับปรุงตามข้อเสนอแนะ
การวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉล่ีย แล้วนาค่าเฉล่ียมาแปลความหมาย ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมนาเสนอในรูปแบบการเขียน
พรรณนาความโดยกาหนดเกณฑด์ งั นี้

คะแนน 4.51 – 5.00 หมายถึง มปี ระสิทธิภาพอยูใ่ นระดบั มากทสี่ ุด
คะแนน 3.51 – 4.50 หมายถึง มปี ระสิทธิภาพอย่ใู นระดบั มาก
คะแนน 2.51 – 3.50 หมายถงึ มีประสิทธิภาพอยใู่ นระดบั ปานกลาง
คะแนน 1.51 – 2.50 หมายถงึ มีประสทิ ธภิ าพอยู่ในระดบั นอ้ ย
คะแนน 1.00 – 1.50 หมายถึง มีประสิทธภิ าพอยใู่ นระดบั น้อยทสี่ ดุ

การวเิ คราะหข์ อ้ มูล
วเิ คราะหข์ ้อมูลเชิงคณุ ภาพโดยการจดั หมวดหมสู่ รุปเปน็ ขอ้ คน้ พบประเดน็ ในแต่ละด้านตามเครือ่ งมอื ทีใ่ ชใ้ นการเก็บ
รวบรวมขอ้ มลู ร่วมกบั การวเิ คราะห์ข้อมูลโดยใช้คา่ สถติ ิพืน้ ฐาน ได้แก่ คา่ ความถ่ี คา่ รอ้ ยละ และค่าเฉลย่ี

สรุปผลการวิจัย
ตอนที่ 1 ความรูค้ วามเขา้ ใจเก่ียวกับกิจกรรมการคดิ เชงิ บรหิ าร (Executive Functions: EF) ที่สง่ เสรมิ ทกั ษะ

ชวี ิตเพ่ือความสาเร็จ สาหรับเดก็ ในศตวรรษที่ 21 ในเขตพื้นที่ตาบลนางแล อาเภอเมือง จงั หวัดเชียงราย
ผู้ตอบแบบสอบถามรู้จัก Executive Functions (EF) ท้ัง 10 คน ผ่านการอบรม และศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง โดย

ทราบว่า EF คือ ทักษะการคิดเชิงบริหาร เป็นกระบวนการที่เน้นความคิด การทางานของสมองส่วนหน้า เกี่ยวข้องกับการ
แสดงออกทางพฤติกรรมต่างๆ ท่ีตอบโต้กับสถานการณ์ในชีวิตประจาวันของเด็ก ทั้งน้ีรากฐานท่ีสาคัญของ EF มาจากการถูก
ปลูกฝงั ในชว่ งแรกเกดิ จนถงึ ชว่ งปฐมวัยโดยครอบครวั หรือผใู้ กล้ชิด เริม่ ต้นตง้ั แตก่ ารให้ความรกั ความอบอนุ่ เพือ่ ใหเ้ ดก็ เติบโตอยา่ ง
มีความสขุ การปลกู ฝังความรับผดิ ชอบใหเ้ ดก็ สามารถชว่ ยเหลอื ตนเองไดต้ ามวัย ได้เรยี นรกู้ จิ กรรมทหี่ ลากหลาย เนน้ กจิ กรรมการ
เล่นท่ีเป็นการริเริ่มและลงมือทา ฝึกให้เด็กได้คิดนอกกรอบ มีกระบวนการให้ได้มาซ่ึงผลลัพธ์ที่หลากหลาย ได้ลองผิดลองถูก
ภายใต้การดูแลของพ่อแม่ หลีกเลี่ยงการเร่งอ่านเขียน ไม่เรง่ หรือกดดันเดก็ ในสง่ิ ท่ีไม่ถนัดและทาไม่ได้ สิ่งเหล่าน้ีนอกจากจะเกิด
เป็นทักษะการคิดเชิงบริหารแล้ว ยังเป็นพื้นฐานสาคัญในการดารงชีวิตของเด็กต่อไปด้วย เด็กที่มี EF ดีจะสามารถปรับตัวกับ
สภาพแวดล้อม โรงเรียน สังคมใหม่ ๆ ได้ง่าย ควบคุมตนเองได้ ช่วยให้เด็กประสบความสาเร็จในการใช้ชีวิตและสามารถ
ดารงชวี ติ ร่วมกับผอู้ ่นื ไดอ้ ยา่ งมคี วามสุข

อย่างไรก็ตามผู้ตอบต่างมองปัญหาของเด็กในปัจจุบันไปในทิศทางเดียวกันว่าทักษะ EF มีความสาคัญ หากเด็กขาด
ทกั ษะนี้ จะมผี ลตอ่ การดาเนินชีวิตและความสาเร็จในทกุ ชว่ งวัย เพราะ EF เป็นศนู ย์รวมของลักษณะนสิ ัยท่ที าให้คนๆหนึง่ ประสบ
ความสาเร็จต่อไปได้ การปลกู ฝังให้เดก็ มี EF นั้น ไมใ่ ชห่ น้าทข่ี องผใู้ ดผู้หนึ่งแต่เป็นความร่วมมือรว่ มใจในการอบรมและเลี้ยงดู ให้
ความสาคัญกบั พฒั นาการตามวัย ให้ความรัก ความเอาใจใส่จากทุกคนในสงั คม การสอนเด็กใหเ้ กิด EF ตอ้ งอาศัยการฝกึ ฝนอยา่ ง
ตอ่ เนื่อง จนกอ่ ให้เกิดเป็นโครงสร้างถาวรในสมอง จนกลายเปน็ “วิธคี ดิ ” ทีเ่ ปน็ แบบแผนของแตล่ ะบุคคลไปตลอดชีวิต

ตอนท่ี 2 เพื่อสงั เกตการจัดกิจกรรมการคิดเชงิ บรหิ าร (Executive Functions: EF) ทีส่ ่งเสรมิ ทักษะชวี ิตเพื่อ
ความสาเรจ็ สาหรบั เด็ก ในศตวรรษที่ 21 ในเขตพน้ื ทตี่ าบลนางแล อาเภอเมือง จงั หวัดเชยี งราย

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 478

1. สังเกตการณ์สอน จากแผนการจัดการเรียนรู้ ผู้สังเกตคนที่ 1ด้านองค์ประกอบของด้านแผนการจัดการเรียนรู้ มี
องค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ครบถ้วน/ถูกต้อง/สมบูรณ์ ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน สอดคล้องกับวัตถุประสงค์
ดา้ นสื่อประกอบกิจกรรมการเรียนรู้ ส่ือประกอบการสอนท่ีสอดคล้องกบั กิจกรรม น่าสนใจ ดา้ นการวัดและประเมินผล มีความ
หลากหลาย สอดคล้องกับการพัฒนา Executive Functions (EF)เพื่อการพัฒนาทักษะชีวิตเพื่อความสาเร็จ สาหรับเด็กใน
ศตวรรษที่ 21 คิดเป็นร้อยละ 100.00

2. สังเกตการณ์สอน จากแผนการจัดการเรียนรู้ ผู้สังเกตคนที่ 2ด้านองค์ประกอบของด้านแผนการจัดการเรียนรู้ มี
องค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ครบถ้วน/ถูกต้อง/สมบูรณ์ ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน สอดคล้องกับวัตถุประสงค์
ดา้ นสื่อประกอบกิจกรรมการเรียนรู้ ส่ือประกอบการสอนท่ีสอดคล้องกับกิจกรรม น่าสนใจ ด้านการวดั และประเมินผล มีความ
หลากหลาย สอดคล้องกับการพัฒนา Executive Functions (EF)เพ่ือการพัฒนาทักษะชีวิตเพ่ือความสาเร็จ สาหรับเด็กใน
ศตวรรษที่ 21 คิดเป็นรอ้ ยละ 100.00

3. แสดงการจัดการเรียนรู้ ผ้สู งั เกตคนที่ 1 ครัง้ ท่ี 1 คะแนน 81 คะแนน ผลการสังเกตระดบั ดีมาก คร้ังที่ 2 คะแนน
90 ครง้ั ที่ 3 คะแนน 97 คะแนน ครัง้ ท่ี 4 คะแนน 99 คะแนน คร้ังท่ี 5 คะแนน 99 คะแนน ผลการสงั เกตระดบั ดเี ยี่ยม

ตอนที่ 3 บันทกึ ผลการ สังเกตการจัดกจิ กรรม บันทึกผลการจดั กิจกรรม ขอนาเสนอขอ้ มลู แบบพรรณนา
จุดเดน่ ของครผู สู้ อน มกี ารเตรียมความพรอ้ มกอ่ นการสอน
สง่ิ ทคี่ รูผสู้ อนทาแลว้ ประสบความสาเรจ็ ในชัน้ เรยี น การดาเนนิ การตามลาดับข้นั ตอน
สง่ิ ที่ครผู สู้ อนควรปรับปรงุ และพฒั นา ฝกึ ฝนการสอน และความแม่นยาในทักษะการคดิ เชงิ บริหาร EF

4. แสดงการจดั การเรียนรู้ ผสู้ ังเกตคนท่ี 2 คร้ังที่ 1 คะแนน 86 คะแนน ผลการสังเกตระดับ ดมี าก คร้งั ท่ี 2 คะแนน
92 ครงั้ ที่ 3 คะแนน 98 คะแนน ครัง้ ที่ 4 คะแนน 99 คะแนน ครง้ั ที่ 5 คะแนน 99 คะแนน ผลการสังเกตระดบั ดเี ยีย่ ม

ตอนท่ี 3บนั ทึกผลการ สงั เกตการจดั กจิ กรรม บนั ทึกผลการจัดกิจกรรม ขอนาเสนอข้อมลู แบบพรรณนา
จุดเดน่ ของครผู ูส้ อน มกี ารเตรียมความพรอ้ มก่อนการสอน
ส่ิงทค่ี รผู สู้ อนทาแล้วประสบความสาเรจ็ ในชน้ั เรยี น การดาเนินการตามลาดับขน้ั ตอน
ส่งิ ทค่ี รูผสู้ อนควรปรับปรุงและพฒั นา ฝึกฝนการสอน และความแม่นยาในทกั ษะการคิดเชงิ บรหิ าร EF

ตอนท่ี 3 เพื่อประเมนิ ประสทิ ธิภาพของคู่มือการจดั กิจกรรมเพ่อื การพฒั นา Executive Functions (EF)เพอ่ื การ
พัฒนาทักษะชวี ิตเพ่ือความสาเร็จ สาหรับเด็กในศตวรรษที่ 21ของครูและผู้ปกครอง

ประสิทธิภาพของคู่มือการจัดกิจกรรมเพื่อการพัฒนา Executive Functions (EF)เพ่ือการพัฒนาทักษะชีวิตเพื่อ
ความสาเรจ็ สาหรับเด็กในศตวรรษท่ี 21 ของครูและผู้ปกครองมปี ระสทิ ธิภาพของคู่มอื ดา้ นลักษณะรูปเลม่ การจัดภาพประกอบ
การใชภ้ าษาอกั ษรการนาเสนอ การนาไปใช้ประโยชน์ มปี ระสิทธิภาพระดบั มาก นาเสนอรายละเอียดดงั นี้

การเข้าเล่มและการเย็บเลม่ มคี วามคงทน (x̄ 4.78) ภาพปกมคี วามสวยงามน่าสนใจหรือส่ือความหมายมีความสัมพันธ์
กบั เร่ือง (x̄ 4.74) ภาษาที่ใชม้ คี วามเหมาะสมกบั ผู้อา่ น (x4̄ .82) ภาษาท่ใี ชม้ ีความชัดเจนเขา้ ใจงา่ ย (x̄4.79) ตัวอักษรมคี วามเป็น
ระเบียบ (x̄ 4.81) มีการนาเสนอท่ีชัดเจน (x4̄ .77) ประสทิ ธภิ าพมากทส่ี ุดรปู เลม่ ภายนอกสวยงามน่าอ่าน (x̄ 4.26) ขนาดของ
เล่มคู่มือมีความเหมาะสมจับได้สะดวก (x̄ 4.12) การจัดหน้าสวยงามอ่านได้สะดวก (x̄ 4.75) ภาพประกอบแต่ละตอนมีความ
สวยงาม(x̄ 4.48) ภาพประกอบมีความสัมพันธ์กับเนื้อหาในแต่ละตอน (x̄ 4.59)ภาพประกอบช่วยให้เข้าใจเนื้อหาสาระเพิ่มข้ึน
(x̄ 4.44) ประสิทธิภาพมาก

อภปิ รายผล
ข้อค้นพบจากการวิจัยครั้งนี้ มีประเด็นสาคัญของการพัฒนาคู่มือการจัดกิจกรรม Executive Functions (EF) เพื่อ

พัฒนาทักษะชีวิตเพ่ือความสาเร็จ สาหรับเด็กในศตวรรษที่ 21 เขตพ้ืนที่ตาบลนางแล อาเภอเมือง จังหวัดเชยี งราย ผู้วิจัยจึงขอ
อภิปรายผล ดงั น้ี

ด้านความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ Executive Functions (EF)เพ่ือการพัฒนาทักษะชีวิตเพ่ือความสาเร็จสาหรับเด็กใน
ศตวรรษที่ 21 ในคร้ังนี้ คือเรอ่ื งรปู แบบและวิธกี ารดูแลเด็กใหเ้ ปน็ ไปตามพัฒนาการ รวมถึง การใช้เวลาคณุ ภาพระหวา่ งบคุ คลใน
ครอบครัว เพื่อสร้างความสัมพันธ์ ส่งเสริมการใช้การเล่นร่วมกับคนในครอบครัว เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง เพราะการเล่นน้ันช่วย
ส่งเสริมทักษะการคิดเชิงบริหารของเด็กปฐมวัยและเด็กท่ีมีความเส่ียงต่อความต้องการพิเศษในระดับปฐมวัย สอดคล้องกับ

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 479

แนวคิดของสุภาวดี หาญเมธี (2559: เว็ปไซด์) กล่าวว่า EF (Executive Functions) เป็นกระบวนการทางความคิด (Mental
process) ในสมองส่วนหน้าทเี่ กย่ี วข้องกับการคิด ความรสู้ ึก และการกระทา เชน่ การยัง้ ใจคิดไตร่ตรอง การควบคุมอารมณ์ การ
ยืดหยุ่นทางความคิด การตั้งเป้าหมาย วางแผน ความมุ่งม่ัน การจดจาและเรียกใช้ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดลาดับ
ความสาคญั ของเรอ่ื งต่างๆ และการทาส่ิงตา่ งๆ อย่างเป็นข้ันเป็นตอนจนบรรลคุ วามสาเรจ็ ซ่งึ เป็นทกั ษะทมี่ นษุ ยเ์ ราทกุ คนตอ้ งใช้
และมคี วามสาคัญยิ่งตอ่ ทัง้ ความสาเรจ็ ในการเรียน การทางาน รวมทัง้ การมชี ีวิตครอบครัว โดยทักษะ EF น้ี นักวิชาการระดับโลก
ช้ีแล้วว่าสาคัญกว่า IQ ท้ังนี้ มีงานวิจัยชัดเจนว่า ช่วงวัย 3-6 ปีน้ี เป็นช่วงเวลาทองของชีวิตในการพัฒนาทักษะ EF ให้กับเด็ก
เพราะสมองจะมีการพัฒนาทักษะ EF ได้ดีท่ีสุดในช่วงเวลาน้ีและ John R. Best ,Patricia H. Miller (2011:4) ความถี่ของการ
เข้าเรียกใชข้ อง EF การเปล่ียนแปลงเชิงคณุ ภาพและเชิงปริมาณรวมถึงกลไกการพัฒนาท้ังในด้านพฤติกรรมและระบบประสาท
องค์ประกอบหลักของการวจิ ัยท่จี าเปน็ ตอ้ งใช้ ไดแ้ ก่ 1) การใชช้ ว่ งอายทุ ี่กว้างและกิจกรรมที่คล้ายคลงึ กันเพ่อื การดาเนนิ กจิ กรรม
ตามรูปแบบของการพัฒนาของแต่ละองค์ประกอบของ EF 2) การตรวจสอบส่วนประกอบต่างๆของ EF เพ่ือให้ความสัมพันธ์
ระหวา่ งส่วนประกอบสามารถตรวจสอบได้และ 3) การประเมินกลไกการพัฒนาท่ีเป็นไปได้ การออกแบบตามรายการงกล่าวจะ
ช่วยให้การค้นคว้าวจิ ัยเร่ือง EF ตามการศึกษาด้านทฤษฎีและทฤษฎีเชิงประจักษ์ของหน่วยงานภาครฐั ที่มีอยู่ในปัจจุบนั เกย่ี วกับ
เด็กก่อนวัยเรียน งานวิจัยที่ไม่ได้ผสานรวมกับเด็กที่อายุน้อยและเน้นคาอธิบายเก่ียวกับความแตกต่างด้านวัยสู่การพัฒนาอย่าง
แท้จริง งานนี้จะให้ความสาคัญทางทฤษฎีพัฒนาการกับการเรียนรู้เก่ียวกับระบบประสาทวิทยาของเด็กกับ EF ในทางกลับกัน
ทฤษฎีประสาทวิทยาพัฒนาการทางทฤษฎีนั้นมีมากข้ึนจะให้ข้อ จากัด ที่มากขึ้นเก่ียวกับประเด็นการพัฒนาและทฤษฎีของ EF
มากกว่าที่เรามีตอนน้ีรวมถึง Dorian J. G. (2018) ได้ศึกษาเก่ียวกับการสารวจผลกระทบต่อการพัฒนาการของเด็ก ทักษะการ
คิดเชิงบริหาร และความก้าวหน้าในระดับประถมศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบผลการเรียนในโรงเรียนประถมศึกษา
หลังจากได้เข้าร่วมในโปรแกรมการศึกษาปฐมวัย เช่น โรงเรียนอนุบาล ซ่ึงจากการใช้ข้อมูลจากการศึกษาระยะยาวของเด็ก
ปฐมวยั ในปี 1998 และ 2011 ผลการวเิ คราะห์แสดงหลักฐานวา่ เดก็ ไดร้ บั ประโยชนจ์ ากโปรแกรมการศกึ ษาปฐมวัยในระดับหนึ่ง
เด็กท่ีเข้าร่วมอนุบาลจะมีทักษะความพร้อมของโรงเรียนสูงกว่าและแสดงทักษะการคิดเชิงบริหารท่ีสูงกว่าผู้ที่ไม่ได้เข้าเรียน
นอกจากนี้โรงเรียนในระดบั ประถมศึกษายงั มกี ารตรวจสอบการเก็บขอ้ มูลภายใต้บริบทของการมีสว่ นร่วมในโปรแกรมการศึกษา
ปฐมวัย โดยผลการวิจยั ช้ีใหเ้ ห็นว่าการมสี ่วนร่วมในโปรแกรมการศกึ ษาปฐมวัยดเู หมอื นจะลดความเส่ียงในการเกบ็ ข้อมลู อย่างไร
ก็ตามโปรแกรมการศึกษาปฐมวัยก็มีข้อจากัด ในการวิเคราะห์ข้อมูล เน่ืองจากเอกสารตัวช้ีวัดการมีส่วนร่วมการศึกษาปฐมวัย
และเนื่องจากระยะเวลาการรวบรวมข้อมูลไมต่ ่อเนื่อง ข้อจากัดของข้อมูลนี้ทาให้มีความจาเป็นสาหรับการปรับปรุงเอกสารเพ่ือ
ตรวจสอบผลกระทบของการมีส่วนร่วมของโปรแกรมการศึกษาปฐมวัยอย่างเตม็ ที่เก่ียวกับผลการเรียนและระดับความก้าวหน้า
ความคิดริเริ่มการวิจัยในอนาคตควรใช้มุมมองหลักสูตรชีวติ เพื่อประเมินและติดตามผลกระทบระยะยาวของโครงการการศึกษา
ปฐมวัยตอ่ เดก็ อยา่ งเพียงพอ

ด้านการจดั กิจกรรมสาหรับเด็กปฐมวัยและเด็กเสี่ยงตอ่ ความต้องการพิเศษระดบั ปฐมวยั นน้ั เด็กได้ลงมือเล่น ลงมือทา
จะเกิดเป็นความทรงจาท้ังระยะสั้นและระยะยาวโดยท่ีเด็กไม่ต้องท่องจา และสามารถนาไปประยุกต์ใช้ได้เมื่อพบเ จอกับ
สถานการณท์ ้ังในหอ้ งเรียนและนอกห้องเรยี นทเี่ ช่อื มโยงกบั ส่ิงที่เคยได้ลงมอื ทาเมอื่ เด็กไดล้ งมือทา ได้เลน่ จะเกดิ ความยับยัง้ ชัง่ ใจ
คิดไตรต่ รองก่อนลงมือทาเปน็ ไม่ด่วนได้ ดว่ นทา ดว่ นสรุปโดยไมค่ านึงถงึ ความปลอดภัย ความเสี่ยงของตนเอง การเล่นตอ้ งอาศัย
การคิดไตร่ตรอง และยับย้งั ชั่งใจอยู่มากเพ่ือบรรลุเป้าหมายของเกม เด็กที่ขาดความยับยง้ั ช่ังใจมักเดือดร้อนจากการกระทาของ
ตนเอง และทาให้ผู้อ่ืนเดือดร้อนฝึกให้เด็กได้คิดนอกกรอบ มีไหวพริบ มีกระบวนการให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ท่ีหลากหลาย ความ
ยดื หยนุ่ ทางความคิด มีไหวพรบิ คิดนอกกรอบช่วยใหเ้ ดก็ มีทักษะการแก้ปญั หาทีด่ นี าพาตัวเองได้รอดจากสถานการณท์ ่ไี มค่ าดคิด
ต่างๆใหเ้ ด็กเจอสถานการณท์ ไ่ี ด้ใชค้ วามสามารถในการควบคุมตวั เองใหไ้ มว่ อกแวก แม้จะมสี ่งิ มารบกวนทาให้เดก็ ทางานไดส้ าเรจ็
อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อเด็กได้เล่นจะพัฒนาให้เด็กเกิดความใส่ใจจดจ่อต่อสิ่งท่ีอยู่ตรงหน้าได้ดีโดยไม่ต้องบังคับ ขู่เข็ญเด็กเลย
แมแ้ ตน่ ้อยหากส่ิงเหลา่ นีไ้ ม่ได้รบั ตอบสนองจะเปิดปญั หาสาหรบั เด็กในอนาคต สอดคล้องกับมุจลินท์ กล่ินหวลและวรวรรณ เหม
ชะญาต (2558) ศึกษาเก่ียวกับการวิเคราะห์ความคิดเห็นของผู้ปกครองท่ีมีต่อทักษะชีวิตของเด็กวัยอนุบาลในโรงเรียนสาธิต
มหาวิทยาลัยศิลปากร (ปฐมวัยและประถมศึกษา)โดยการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพ่ือวิเคราะห์ความคิดเห็นของผู้ปกครองท่ีมีต่อ
ทักษะชีวิตของเด็กวัยอนุบาลในโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศิลปากร (ปฐมวัยและประถมศึกษา) ใน 4 ด้าน ได้แก่ ความ
ภาคภูมิใจในตนเอง ทักษะทางสังคม การช่วยเหลือตนเอง และการคิดแก้ปัญหา ตัวอย่างประชากร คือ ผู้ปกครองเด็กอนุบาลท่ี
กาลังศึกษาในภาคการศึกษาปลาย ปีการศึกษา 2557 จานวน 108 คน เครื่องมือท่ีใชใ้ นการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม วิเคราะห์
ข้อมูล โดยการหาค่าเฉล่ีย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละ ซึ่งผลการวิจัยพบว่า ความคิดเห็นของผู้ปกครองท่ีมีต่อ

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 480

ทักษะชีวิตของเด็กวัยอนุบาลโดยภาพรวมอยู่ในระดับดี โดยมีรายละเอียดในแต่ละด้าน คือ (1) ด้านความภาคภูมิใจในตนเอง
รายการท่ีมีค่าเฉล่ียสูงสุดคือ การแสดงสีหน้าท่าทางดีใจเม่ือทาอะไรได้สาเรจ็ (2) ด้านการช่วยเหลือตนเอง รายการท่ีมีค่าเฉล่ีย
สูงสุดคือ การสนกุ กบั การเล่นและการออกกาลงั กายกลางแจ้ง (3) ดา้ นทกั ษะทางสงั คม รายการทม่ี คี ่าเฉลย่ี สงู สุดคอื การสามารถ
เข้าแถวรอคอยได้โดยไม่แซงเพ่ือนหรือแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว (4) ด้านการคิดแก้ปัญหา รายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ รู้จักขอ
ความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่เม่ือแก้ปัญหาด้วยตนเองไม่สาเร็จและซิปโปรา, เมย์ราฟและจูดี้(Zipora, Merav; &Judy.2005) ได้
ศกึ ษาผลของการฝึกทกั ษะชวี ติ ตอ่ การรบั รขู้ องครเู ก่ียวกับสภาพแวดลอ้ มและความในความสามารถแห่งตนซึ่งมุ่งเนน้ ทักษะชวี ิต 4
ดา้ น ไดแ้ ก่ ดา้ นเป้าหมายแห่งชีวิตและการพฒั นาเอกลักษณ์แหง่ ตนดา้ นการตัดสินใจและการแก้ปญั หา ดา้ นสมั พนั ธภาพระหวา่ ง
บุคคล และด้านการรักษาสุขภาพรา่ งกายโดยกลมุ่ ตัวอย่างทีใ่ ชใ้ นการศึกษาแบ่งออกเปน็ 3 กลุม่ จานวน 214 คน แบง่ เป็นกลุ่มท่ี
1 คือกลมุ่ ครูทไี่ ม่ได้รบั ฝกึ ทักษะชีวิต กลุ่มท่ี 2 คอื กลุ่มครทู ี่ได้รบั การฝึก 1 ปี และกลุ่มท่ี 3 กลุ่มครูท่ีได้รบั การฝึกทักษะชีวติ 2 ปี
ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มครูที่ได้รับการฝึกทักษะชีวิต 2 ปี มีระดับคะแนนในการรับรู้สภาพแวดล้อมและคะแนนในการเช่ือม
ความสามารถแหง่ ตนมากกวา่ กลมุ่ อืน่

ดา้ นการพัฒนาคู่มอื การพัฒนาคู่มือ เพื่อแนวทางในการจัดกิจกรรมสาหรบั เดกปฐมวัยและเด็กเสี่ยงต่อความต้องการ
พเิ ศษระดบั ปฐมวยั เพ่อื เปน็ แนวทางในการนาไปใช้ การพัฒนา EF ในเดก็ และเยาวชนจงึ เป็นเร่ืองทสี่ าคัญท่สี ุดเร่ืองหน่งึ ทพี่ อ่ แม่
และครูควรเข้าใจและใส่ใจ โดยเฉพาะในช่วงปฐมวัยซึ่งเป็นช่วงที่อัตราการพัฒนาEFดาเนินไปได้ดีท่ีสุดครูปฐมวัยจึงเป็นผู้มี
บทบาทสูงย่ิงในการสร้างรากฐานชีวติ ที่สาเร็จให้แก่เด็ก สอดคล้องกับ สานักงาน ป.ป.ส (2558:คาแถลงการณ์) ครูอนุบาลและ
ผู้ดูแลเด็กบุคคลสาคัญที่มีส่วนในการวางรากฐานชีวิตและพัฒนาเด็กปฐมวัยเข้าใจและสามารถสร้างประสบการณ์ฝึกฝนทั กษะ
สมอง EF แก่เด็กไดอ้ ยา่ งมีคุณภาพจงึ ได้จัดทาหนงั สือ “EF ภูมิคุม้ กันชีวิตและป้องกันยาเสพตดิ : ค่มู อื สาหรับครูอนุบาล” ข้นึ เพื่อ
ขยายความรู้เรื่อง EF แก่กลุ่มครูอนุบาลผู้ดูแลเด็กในโรงเรียนอนุบาลและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทุกสังกัดให้มีความรู้ความเข้าใจ
เก่ียวกบั การพฒั นาทักษะสมอง EF แกเ่ ด็กปฐมวัยท่แี ม่นยายิ่งข้ึนและมีการประยกุ ตใ์ ช้อยา่ งต่อเนื่อง อกี ทั้ง พีระพร รัตนาเกยี รต์ิ,
สิริมาภิญโญอนันตพงศ์, บุญเชิด ภิญโญอนันตพงศ์และราชันย์ บุญธิมา (2560) ศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบการเรียนการ
สอนแบบ 4R เพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตในการเข้าใจผู้อ่ืนของเด็กปฐมวัย การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบของ
ทักษะชวี ิตในการเข้าใจผอู้ ่นื ของเดก็ ปฐมวัย สรา้ งรปู แบบการเรียนการสอนแบบ 4R และส่งเสรมิ ทกั ษะชีวติ ในการเข้าใจผู้อน่ื ของ
เดก็ ปฐมวัยด้วยรูปแบบการเรยี นการสอนแบบ 4R กลุ่มตวั อยา่ งที่ใช้ในการวจิ ยั เป็นเดก็ ปฐมวยั อายุ 5-6 ปี ของโรงเรยี นในสังกัด
สานักงานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษามหาสารคาม แบ่งเปน็ กล่มุ ตวั อย่างที่ใช้ในการศึกษาองค์ประกอบของทกั ษะชวี ติ ในการ
เข้าใจผู้อ่ืน จานวน 462 คน จากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi Stage Random Sampling) และกลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการ
สง่ เสริมทักษะชวี ิตในการเข้าใจผอู้ ่ืนได้จากการเลอื กแบบเจาะจงจานวน 2 ห้องเรยี น แบ่งเป็นกล่มุ ทดลองได้รับการเรียนการสอน
ตามรปู แบบ 4R จานวน 27 คน และกลุ่มควบคุมได้รับการเรยี นการสอนแบบปกติของโรงเรียนจานวน 27 คน เคร่ืองมือท่ีใช้ใน
การวิจัย คือแบบประเมินทกั ษะชีวติ ในการเข้าใจผอู้ ่ืนของเด็กปฐมวัย และรปู แบบการเรยี นการสอนแบบ 4R เพื่อส่งเสริมทกั ษะ
ชีวติ ในการเข้าใจผอู้ ่ืนของเด็กปฐมวยั ผลการวิจัยพบวา่ 1) การวิเคราะห์องค์ประกอบทกั ษะชวี ติ ในการเข้าใจผู้อืน่ ของเดก็ ปฐมวัย
พบว่า โมเดลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันทักษะชีวิตในการเข้าใจผู้อ่ืนของเด็กปฐมวัย ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ
ได้แก่ ดา้ นการรู้ ความรู้ สกึ ของตนเอง ด้านการเข้าใจความรู้สึกของผูอ้ ื่น และด้านการเอื้ออาทร โมเดลทักษะชวี ิตในการเข้าใจ
ผู้อ่ืนของเด็กปฐมวัยมีความเหมาะสมพอดีกับข้อมูลเชิงประจักษ์ มีน้าหนักองค์ประกอบในแต่ละด้านมีค่าเป็นบวกอย่างมี
นัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทุกด้าน และสามารถวัดองค์ประกอบทักษะชีวิตในการเข้าใจผู้อ่ืนของเด็กปฐมวัยได้ 2) ผลการ
สรา้ งรูปแบบการเรียนการสอนแบบ 4R ประกอบด้วย ขั้นกระตุ้นการรบั ความรู้สกึ (Receiving to feeling) ขั้นสะทอ้ นความรูส้ ึก
รว่ มกัน (Reflect feeling together) ข้นั สร้างความเช่ือมโยงสู่การเข้าใจผู้อื่น (Reconnection to others) และขั้นแสดงความ
เข้าใจผู้อ่ืน (Responding to others) มีคุณภาพอยู่ในระดับเหมาะสมมาก และ 3) รูปแบบการเรียนการสอนแบบ 4R สามารถ
ส่งเสริมทักษะชีวิตในการเข้าใจผู้อ่ืนของเด็กปฐมวัยได้ โดยมีคะแนนหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง และสูงกว่ากลุ่ม
ควบคุมอย่างมีนยั สาคัญทางสถติ ิที่ระดับ 0.01 ทงั้ โดยรวมและรายดา้ น

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 481

ข้อเสนอแนะ
ในการวจิ ยั ครง้ั นี้ คณะผวู้ จิ ยั มีขอ้ เสนอแนะใน 3 ประเดน็ ดังนี้
ขอ้ เสนอแนะทว่ั ไป
1. ทกั ษะ Executive Functions (EF) เป็นทักษะท่สี าคัญ ควรปฏิบตั กิ ิจกรรมอยา่ งตอ่ เนอ่ื งและสมา่ เสมอ เพราะคอื สิ่ง

ท่ีไม่ไดเ้ กิดขึน้ เองตามธรรมชาติ อาศยั การฝกึ ฝนจากผใู้ หญ่
2. การจัดกจิ กรรม Executive Functions (EF) ควรเรมิ่ จากการหนั มาใหค้ วามสาคัญกบั การเล่นในสนามของเด็ก

ไม่ใช่ใหค้ วามสาคญั ของการเล่นในร่มเพียงอย่างเดยี วเด็กควรมีโอกาสได้ วง่ิ กระโดด คลาน อยา่ งเต็มที่
3 การจะพัฒนาเด็กต้องอาศัยความร่วมมือกันระหว่างพ่อแมแ่ ละครู ดงั นนั้ การสนบั สนนุ ใหพ้ อ่ แม่ทากจิ กรรมกับลกู ควร

มกี ารให้ความรูใ้ นประเดน็ ทส่ี าคัญ
ข้อเสนอแนะตอ่ หน่วยงานทนี่ าไปใช้ประโยชน์
1. โรงเรยี นที่จดั การเรยี นการสอนระดับปฐมวยั หากจะพฒั นา Executive Functions (EF) ควรสอดแทรก

รายละเอยี ดของกิจกรรมทส่ี อนใหเ้ ด็กรจู้ ักทักษะดา้ นต่าง ๆ เพอ่ื ท่เี ดก็ จะสามารถนาประสบการณน์ นั้ ไปใช้เม่ือเขาออกไปเจอ
สถานการณ์ตา่ ง ๆ ในชีวติ จรงิ

2. เทศบาลตาบลทเ่ี ป็นหนว่ ยงานหรือทอ้ งถิน่ ทด่ี แู ลการจดั การศกึ ษาระดับปฐมวัย ควรมกี ารวางแผน การจดั สรร
งบประมาณในการพัฒนาเดก็ ผ่านการพฒั นาด้านรา่ งกาย อารมณ์ สงั คม สติปัญญา เพอ่ื การสง่ เสริมพฒั นาการตามวยั มากกว่า
การน่ังขดี เขียน

3. รฐั บาล หน่วยงานราชการ อ่ืน ๆ ในฐานะตัวกลางในการรับนโยบายของกระทรวง ควรตระหนักถึงความสาคญั ของ
การเลน่ เพอ่ื พฒั นา Executive Functions (EF) ของเด็กมากกวา่ จะมีนโยบายเนน้ อ่านเขยี น นอกจากจะเปน็ การบังคับหรอื เร่ง
แล้ว ยังทาใหเ้ ด็กไม่ได้รับการพัฒนาทสี่ มวัย จะทาใหป้ ญั หาท่จี ะเกดิ ขึ้นในการพัฒนาตนเองของเด็กตดิ ขัดได้

ข้อเสนอแนะเพอ่ื การวิจัยครงั้ ตอ่ ไป
1. ควรมีการทางานวจิ ยั ในด้านการตดิ ตามการพฒั นา Executive Functions (EF) ของเดก็ ในเขตเทศบาลตาบลนาง
แลต่อไปว่า เมือ่ มกี ารใช้กิจกรรมตามคู่มือแล้ว เดก็ มกี ารเปล่ียนแปลงไปในทศิ ทางใด
2. ควรมีการศึกษาเปรยี บเทียบบรบิ ทหรือรูปแบบการเลย้ี งดูทม่ี อี ิทธิพลตอ่ การเปลี่ยนแปลงพฤตกิ รรมของเดก็
3. การวิจยั อย่างตอ่ เน่ืองเพื่อผลในการศึกษาระยะยาวจะช่วยทาใหค้ รูและผ้ปู กครองเห็นถงึ ความสาคญั ของการ
พฒั นาการเด็กตามวัย ไม่มุ่งเน้นการอา่ นออก เขยี นได้

เอกสารอ้างองิ
กระทรวงยุติธรรม. (2549). คู่มือ “เทคนิคการจัดกจิ กรรมเพอื่ สอนทักษะชวี ิตสาหรบั เยาวชน” ของโครงการทีป่ รกึ ษาด้านยาเสพ

ตดิ สานักงานแผนโคลัมโบ. กรงุ เทพมหานคร : บริษัททีฟลิ ม์ จากดั .
กระทรวงศึกษาธกิ าร. (2552).ความลบั สมองลูก.กรุงเทพ: สานกั งาน. หนา้ :11-12.
คณะกรรมการพัฒนาเดก็ ปฐมวัยแห่งชาติ. (2561). มาตรฐานสถานพฒั นาเดก็ ปฐมวยั แหง่ ชาติ พ.ศ. 2561

(National Standard for Early Childhood Care, Development and Education Thailand 2018). กรุงเทพฯ :
คณะกรรมการพฒั นาเด็กปฐมวยั แหง่ ชาติ (ก.พ.ป.).
ดษุ ฎี อุปการ และอรปรยี า ญาณะชัย. (2561). การเสรมิ สรา้ งพฒั นาการการเรียนร้ขู องเดก็ ปฐมวัยควรเลอื กใชห้ ลกั การใด: “การ
เรียนรโู้ ดยใช้สมองเปน็ ฐาน” หรือ “การคิดเชงิ บริหาร”.Veridian E-Journal, Silpakorn University(Humanities,
Social Sciences and arts), 11(1), 1635-1651.
พัชรินทร์ พาหริ ญั . (2561). ผลของโปรแกรมสมอง จิตใจ และการเรยี นรู้ ต่อหหนา้ ทีบ่ รหิ ารจดั การของสมองในนักเรียนช้ัน
ประถมศกึ ษา. (วิทยานิพนธ์ปรญิ ญามหาบณั ฑติ ). มหาวิทยาลัยบรู พา, คณะศกึ ษาศาสตร,์ สาขาวชิ าสมอง จิตใจ และ
การเรยี นรู้
พรี ะพร รตั นาเกียรติ์, สริ ิมา ภญิ โญอนนั ตพงษ์, บุญเชดิ ภญิ โญอนนั ตพงษ์ และราชนั ย์ บุญธมิ า. (2560).
การพัฒนารปู แบบการเรยี นการสอนแบบ 4R เพ่ือส่งเสริมทกั ษะชวี ติ ในการเข้าใจผู้อน่ื ของเดก็ ปฐมวัย The
Development of a 4R Instructional Model to Promote the Life Skill in Understanding Others of
Young Children. วารสารมหาวทิ ยาลัยราชภฏั มหาสารคาม, 11(1), 79

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 482

มุจลนิ ท์ กล่นิ หวลและวรวรรณ เหมชะญาต. (2558). การวิเคราะหค์ วามคิดเห็นของผู้ปกครองทม่ี ตี ่อทกั ษะชีวติ ของเดก็ วยั
อนุบาลในโรงเรียนสาธติ มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร (ปฐมวัยและประถมศึกษา). OJED.10(1), 318-328.

สมาคมกมุ ารแพทยแ์ หง่ ประเทศไทย. (2560). คู่มือสาหรับพ่อแม่ เพือ่ เผยแพรค่ วามรู้ดา้ นการดูแลและพฒั นาเดก็ ตอนเดก็ วัย
อนบุ าล 3-6 ปี, สืบคน้ เม่อื 25 สิงหาคม 2561 สืบค้นจาก
http://www.thaipediatrics.org/pages/News/Detail/23/172

สายสรุ ี จตุ กิ ลุ . (2560). สมาคมอนุบาลศกึ ษาฯ แนะแนวทาง แกว้ กิ ฤตเดก็ ปฐมวยั ห่วงเดก็ ไทยถูกพัฒนาในทางทผี่ ิด เร่งแกไ้ ข 4
ค่านยิ มรา้ ยของพอ่ แม่ และให้ความรูใ้ นการดแู ลอย่างถกู ตอ้ ง กอ่ นสายเกนิ แก้ .[เวบ็ บลอ็ ก].
สืบคน้ เมอ่ื 25 สิงหาคม 2561 สืบคน้ จากhttps://www.matichon.co.th/publicize/news_685820

สริ ิยากร กองทอง. (2559). กลยุทธ์การพัฒนาระบบการประกนั คุณภาพภายในศนู ย์พัฒนาเด็กเลก็ ที่มงุ่ เนน้ แนวคิดการทางานทาง
สมองดา้ นการบรหิ ารจัดการ. (วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎบี ณั ฑติ ). จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย, คณะครศุ าสตร์, สาขาวชิ า
บรหิ ารการศึกษา.

สุภาวดี หาญเมธ.ี (2559). พัฒนาทกั ษะสมอง EF ด้วยการอ่าน. กรงุ เทพฯ : สถาบันอารแ์ อลจี (รักลูกเลิรน์ นิ่งกร๊ปุ ).
สุริยา ฆอ้ งเสนา. (2558). การศึกษาของเดก็ ปฐมวัย หวั ใจสาคญั ของการศึกษา. สานกั งานเลขาธกิ ารสภาผู้แทนราษฎร
สานกั ทดสอบทางการศึกษา สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐาน. (2555). คมู่ อื ประเมนิ สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รียน

ระดบั การศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 ช้ันประถมศึกษาปีที่ 6.
กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์สานักงานพระพทุ ธศาสนาแหง่ ชาติ.
อรรัตน์ เชาว์กลุ จรสั ศิร.ิ (2562). EF Executive Functions ทักษะสาคญั ตอ่ พัฒนาการเดก็ .สบื ค้นเมอ่ื 25 สิงหาคม 2561
สืบค้นจากhttps://www.facebook.com/ThaiPsychiatricAssociation/posts/1716379318466077
เอกพจน์ สบื ญาต.ิ (2561). การสรา้ งทกั ษะชวี ติ ในเด็กวยั เรียน. สืบคน้ เมอื่ 25 สงิ หาคม 2561 สืบคน้ จาก
http://164.115.41.60/excellencecenter/?author=23
Dorian J. Garrick and Nicolas Lopez-Villalobos.(2001). Opportunities for Genetic Selection to Increase Milk
Quality.Massey University, Private Bag 11-222, Palmerston North 5320, New Zealand.
Galindo, Dorian L. (2018). Early Childhood Education: Exploring the Impact on ChildDevelopment, Executive
Functions, and Elementary School Grade Progression.(Doctor’s Thesis). The University of Texas at
San Antonio, College of Public Policy, Department of Demography.
Sharon M. R.(2015). Impact of cognitive training on the executive function of children aged 5-9.
The Graduate School of Binghamton University State University of New York, Department of
Education

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 483

การพฒั นาความสามารถรูค้ ่าจานวนและการบวกของนกั เรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 1
ทม่ี คี วามบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญาระดับเลก็ นอ้ ยจากการสอนโดยวธิ ีสอนตรงร่วมกบั เทคนคิ ทชั แมทช์

THE DEVELOPMENT OF VALUE OF NUMBER ABILITY OF GRADE 1 STUDENT
WITH MILD INTELLECTUAL DISABILITY BY USING DIRECT INSTRUCTION AND TOUCH MATH TECHNIQUE

จนิ ดารตั น์ ทองประพนั ธ์ุ, ดารณี ศักดศ์ิ ิรผิ ล
E-mail: [email protected]

บทคัดยอ่
การวิจัยคร้ังน้มี จี ุดมุ่งหมายเพ่อื การพฒั นาความสามารถรู้คา่ จานวนและการบวก ของนกั เรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 1ทีม่ ี

ความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อย จากการสอนโดยวิธีสอนตรงร่วมกับเทคนิคทัชแมทช์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัย
เป็นนักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อย(IQ 50 – 70)ท่ีได้รับการตรวจความสามารถทางเชาวน์ปัญญา จาก
นกั จิตวิทยาคลินิก และไม่มีความพิการอ่ืน ๆแทรกซ้อน กาลังศกึ ษาอยู่ในระดบั ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1 ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา
2562 ของโรงเรียนบ้านเมืองปักสามัคคี จังหวัดนครราชสมี าได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จานวน 5
คน เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่แผนการจัดการเรียนรู้การรู้ค่าจานวนและการบวก จากการสอนโดยใช้วิธีสอนตรงร่วมกับ
เทคนิคทัชแมทช์ และแบบทดสอบความสามารถการรู้ค่าจานวนและการบวก ดาเนินการทดลองตามแบบแผนการทดลองแบบ
One-Group Pretest – Posttest Designเป็นระยะเวลา 3 สปั ดาห์ สัปดาหล์ ะ 7 วัน วนั ละ 60 นาที รวมทั้งส้ิน 20 ครั้ง ตงั้ แต่
วันท่ี 18 พฤษภาคม 2562 ถึง 6 มิถุนายน 2562สถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่ามัธยฐาน ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ และ
The Wilcoxon Matched – Pairs Signed – Ranks Test

ผลการวิจัยพบว่า
1) ความสามารถรคู้ ่าจานวนของนักเรยี นช้ันประถมศึกษาปีที่ 1 ท่มี ีความบกพรอ่ งทางสติปัญญาระดบั เล็กน้อย หลัง

การสอนโดยใช้วธิ สี อนตรงรว่ มกบั เทคนคิ ทัชแมทช์ อยใู่ นระดบั ดมี าก
2) ความสามารถรู้ค่าจานวนหลงั การสอนโดยใชว้ ธิ สี อนตรงร่วมกบั เทคนคิ ทชั แมทช์ สูงขึน้
3) ความสามารถในการบวกของนักเรียนชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 1 ที่มีความบกพรอ่ งทางสตปิ ัญญาระดับเล็กนอ้ ย หลัง

การสอนโดยใชว้ ธิ ีสอนตรงรว่ มกบั เทคนิคทัชแมทช์ อยู่ในระดบั ดี
4) ความสามารถในการบวกหลงั การสอนโดยใชว้ ธิ สี อนตรงร่วมกบั เทคนคิ ทัชแมทช์ สูงข้นึ
คาสาคัญ: ความสามารถรคู้ า่ จานวนและการบวก, ความบกพรอ่ งทางสตปิ ัญญาระดับเล็กน้อย, วิธสี อนตรง, เทคนิคทัชแมทช์

Abstract
The main purpose of this thesis was to develop the value and addition of number ability, among

grade 1 students who had mild intellectual disabilities, by using the Direct Instruction Method and Touch Math
Techniques. The participants were students who had mild intellectual disabilities (IQ 50 – 70) and had no
disability overlap. The selected groups of students were grade 1 students from Ban MuangpakSamakkhi
School, NakhonRatchasima in their first semester of the education year 2018. The among grade 1 students
who participated in this study were selected by Purposive Sampling method. The research instruments were
teaching plan for teaching value and addition of number by using the Direct Instruction Method and Touch
Math Techniques. The study was conducted by using One Group Pretest-Posttest Design. The total duration
of this study was 3 weeks which included 2 0 sections. Each section was 6 0 minutes long and it was
conducted 7 days per week. The time of the study was from 18th May 2019 to 6th June 2019. The statistics
used in analyzing the information were median, interquartile range and The Wilcoxon Matched Pairs Signed
– Ranks Test.

The result of this research revealed that
1. The value of number abilitywas at the very good level

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 484

2. The value of number abilityafter using the Direct Instruction Method and Touch Math
Techniqueswas increased at .05 satisfactory level.

3. The addition of number abilitywas at the good level
4. The addition of number abilityafter using the Direct Instruction Method and Touch Math

Techniqueswas increased at .05 satisfactory level.
Keywords: Value and Addition of Number Ability, Mild Intellectual Disabilities, Direct Instruction, Touch
Math Techniques

บทนา
คณติ ศาสตร์ เป็นทักษะหนึ่งท่ีมีความสาคัญและมีความจาเป็นสาหรับมนุษย์ ซ่ึงมีผลต่อการเรียนรู้และการนาไปใชใ้ น

การดารงชีวิต ซึ่งคณิตศาสตร์จะช่วยให้มนุษย์คิดอย่างมเี หตมุ ีผล คดิ อยา่ งเป็นระบบ รู้จักการคิดวิเคราะห์ปัญหาตอ่ สถานการณ์
ต่างๆ อย่างรอบคอบ และหาวิธีการแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสม รวมถึงการพัฒนาด้านความสร้างสรรค์อีกด้วย ดังน้ันการ
พัฒนาเด็กให้มีความรู้ความสามารถทางด้านคณิตศาสตร์ เพื่อการใช้ความรู้ไปพัฒนาตนเอง และประเทศชาติให้มีความ
เจริญก้าวหน้า จึงเป็นเรื่องที่ทกุ หน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องให้ความสาคญั โดยการส่งเสริมในการจัดการเรียนการสอนให้แก่เด็กต้ังแต่
ระดับปฐมวัย จนถึงระดับอุดมศึกษา ที่ต้องเรียนรู้คณิตศาสตร์ โดยมีสาระการเรียนรู้ท่ีประกอบด้วยองค์ความรู้ ทักษะหรือ
กระบวนการเรียนรู้ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ซ่ึงกาหนดให้ผู้เรียนทุกคนในระดับการศึกษาขั้นพ้ืนฐานจาเป็นต้องเรียนรู้
โดยแบ่งเปน็ 8 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้

การจัดการเรียนการสอนในปัจจุบนั เป็นลกั ษณะของการจัดการเรยี นรวม ที่เปิดโอกาสให้เดก็ ที่มีความต้องการพเิ ศษได้
เขา้ เรียนรวมกบั เดก็ ปกติ ซึ่งเด็กทม่ี คี วามบกพรอ่ งทางสติปญั ญาเป็นเดก็ ประเภทหนงึ่ ท่ีเขา้ เรยี นรวมและในการเรียนจะเรยี นใน 8
กล่มุ สาระการเรยี นรู้ซง่ึ คณิตศาสตร์เปน็ กลุม่ สาระหนึ่งทีน่ ักเรียนทม่ี ีความบกพรอ่ งทางสติปัญญาจะต้องเรยี นรปู้ ัญหาในการเรียน
คณิตศาสตร์ของเด็กกลุ่มนี้คือ มีการใช้สื่อการสอนท่ีไม่เหมาะสมกับระดับพัฒนาการของนักเรียน มีการสอนในช่วงระยะเวลา
ยาวๆ ทาให้นักเรียนไม่มีความสนใจ มีเนื้อหาท่ีมากและซับซ้อนทาให้นักเรียนไม่สามารถทาความเข้าใจได้ มีการอธิบายท่ีไม่
ชัดเจน ขาดขั้นตอนในการสอน การให้แรงเสริมกับเด็ก จึงส่งผลทาให้นักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาเรียนรู้ช้า ขาด
แรงจูงใจในการเรียนรู้

การพัฒนาทักษะในการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญามีหลายวิธี ซ่ึงวิธีการสอนตรง (Direct
Instruction) เป็นวิธีหนึ่งที่นามาใช้สอนนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ วิธีสอนตรงเป็นวิธีสอนที่เน้นกระบวนการสอนที่เป็น
ระบบ ซ่ึงจอยส์ และวีล (ทิศนา แขมมณี. 2547; อ้างอิงจาก Joyce; Weil. 1996) ได้นาเสนอรูปแบบการสอนตรงไว้ 5 ข้ันตอน
คือ ขั้นท่ี 1 การปฐมนิเทศ ข้ันนี้ผู้สอนบอกเน้ือหาที่จะเรียน ทบทวนเร่ืองที่เรียนมาแล้ว บอกจุดประสงค์ของบทเรียนและ
กระบวนการเรียนการสอนที่จะใช้ในบทเรียน ขน้ั ที่ 2 การนาเสนอ ขั้นนีผ้ ู้สอนอธิบายหรือสาธิตเน้ือหาหรอื ทักษะใหม่ โดยใช้ส่ือ
และกิจกรรมท่ีให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติประกอบพร้อมกับตรวจสอบความเข้าใจของผู้เรียน ข้ันท่ี 3 การนาเสนอแบบฝึกหัด/การฝึก
ปฏิบัติตามแบบ ผู้สอนนาเสนอใหผ้ ้เู รียนปฏิบัตติ าม ใหผ้ ู้เรียนตอบคาถามโดยผูส้ อนใหข้ ้อมูลย้อนกลับเพอ่ื แก้ไขและเสริมแรงเม่ือ
คาตอบนั้นถูก ขั้นที่ 4 การฝึกตามคาแนะนา ข้ันนี้ผู้สอนให้ผู้เรียนฝึกปฏิบัติแบบก่ึงทาด้วยตนเอง ภายใต้การดูแลควบคุมของ
ผู้สอน ซึ่งต้องให้ข้อมูลย้อนกลับแก่ผู้เรียน ด้วยการให้คาชมเชยและบอกให้แก้ไขในส่ิงที่ผิด โดยบอกว่าทาผิดหรือถูกและแก้ไข
อย่างไร หรืออาจสอนหรือเร่ิมอธิบายใหม่ (ใช้ข้ันที่ 1 – 4 ใหม่อีกครั้ง) ข้ันที่ 5 การฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง ผู้สอนให้ผู้เรียนฝึก
ปฏิบัติด้วยตนเองที่บ้านหรือในชั้นเรียน มีการให้ข้อมูลย้อนกลับที่ช้าลง การฝึกปฏิบัติด้วยตนเองมีเกิดขึ้นบ่อยครั้งแล้วแต่เวลา
ผสู้ อนอาจจะขยายออกไป ซึ่งวิธีการสอนตรงนี้มีลาดับขั้นตอนในการสอนท่ีทาให้เกิดความเข้าใจ การเห็นตัวเลขซ้าๆ และแบ่ง
ขนั้ ตอนได้ชัดเจน ทาให้การเรียนรู้ของนักเรียนท่ีมีความบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญาพัฒนาไดด้ ขี ้ึน สอดคลอ้ งกับหลัก 3R’S (ประกฤติ
พูลพัฒน์. 2561. Online) ได้แก่ 1) การสอนซ้า (Repetition) 2) การสอนแบบไม่ตึงเครียด (Relexation) 3) การสอนให้เป็น
กิจวัตรประจาวัน (Routine) ซ่ึงหลักการสอนดังกล่าวเป็นการสอนท่ีเหมาะกับการเรียนรู้ของนักเรียนท่ีมีความบกพร่องทาง
สติปัญญา ท่ีมีลกั ษณะการเรียนรู้ช้า และลืมง่ายจึงตอ้ งสอนซ้าๆ จึงจะทาใหจ้ ดจาไดด้ ี สอนแบบไม่ตงึ เครยี ด มคี วามสนุกสนานก็
จะสร้างแรงจูงใจให้แก่นักเรียนในการเรียนรู้ นอกจากนี้ต้องสอนให้เป็นกิจวัตรประจาวันจะช่วยให้นักเรียนได้ปฏิบัติเป็นประจา
สมา่ เสมอทาใหเ้ กดิ ความคงทนในการจดจาสิ่งทไี่ ดเ้ รียนร้ไู ปแลว้ อกี ด้วย

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 485

นอกจากวิธีการสอนแล้วเทคนิคการสอนก็มีความสาคัญเช่นเดียวกัน เพราะเทคนิคการสอน ส่ืออุปกรณ์ จะช่วยเพ่ิม
ประสิทธิภาพในการเรียนรู้ เน่ืองจากนักเรียนกลุ่มนี้จะมีการรับรู้ช้ากว่านักเรียนปกติ ดังนั้นการใช้อุปกรณ์ประกอบจะช่วยให้
นกั เรียนเข้าใจและการใชเ้ ทคนคิ จะทาใหด้ ึงดดู ความสนใจของนกั เรยี น สง่ ผลใหน้ กั เรียนมีความสามารถในการจดจาส่งิ ที่ไดเ้ รียนรู้
ซ่ึงเทคนิคทัชแมทช์ (สถาบันราชานุกูล. 2555) เป็นเทคนิคหนึ่งที่ใช้สอนคณิตศาสตร์โดยใช้หลักการใช้ประสาทสัมผัสหลายด้าน
ได้แก่ การรับรู้ทางสายตา การฟัง และการสัมผัส มาช่วยในการรับรู้ ซ่ึงตัวเลขแต่ละตัวจะมีลักษณะพิเศษ คือ มีจุดอยู่บนเส้น
ตัวเลขตามจานวน ตวั เลขท่ีใช้มีจุดกากบั ไวเ้ พ่อื ให้เดก็ เหน็ ความหมายของจานวนชดั เจน เชน่ เลข 1 มจี ดุ 1 จดุ เลข 2 มจี ุด 2 จดุ
เป็นต้น สาหรับเลข 6 ถงึ 9 จะใช้วงกลมล้อมรอบจุด ซ่ึงหมายถึงให้นับเพิ่มอีก 1 คร้ัง การสอนจะให้เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง
การดูตวั เลข การฟังและออกเสยี งชอื่ ของตัวเลขแต่ละตัว และการใช้น้ิวสัมผสั ไปบนจุดท่อี ยบู่ นตัวเลขแตล่ ะตวั ซ่งึ การใช้ประสาท
สมั ผัสหลายดา้ นนี้จะช่วยใหน้ ักเรียนที่มีความบกพร่องทางสตปิ ัญญาได้เรยี นรแู้ ละจาจดตัวเลขและคา่ ของตัวเลขแต่ละตัว อีกทั้ง
จะเชื่อมโยงไปสู่การดาเนนิ การในการบวกเลขอีกดว้ ย

จากสภาพปัญหาของเด็กที่มคี วามบกพร่องทางสติปัญญาทางด้านคณิตศาสตร์ จึงสนใจในการพัฒนาความสามารถใน
การเรียนรูโ้ ดยการใชว้ ิธีสอนตรงรว่ มกบั เทคนคิ ทัชแมทช์ เพอื่ พฒั นาความสามารถรู้คา่ จานวนและการบวก ของนกั เรียนที่มีความ
บกพรอ่ งทางสติปญั ญาระดับเล็กนอ้ ย (IQ 50 – 70) และเพ่อื เปน็ แนวทางสาหรบั ครูผ้สู อน ผปู้ กครอง และผ้ทู ่ีเกย่ี วข้องนาวิธีการ
สอนดังกล่าวไปใช้ในการพัฒนาการเรยี นรู้คณิตศาสตร์ให้แกน่ ักเรยี นท่ีมีความบกพร่องทางสตปิ ัญญาต่อไป

กรอบแนวคดิ การวิจัย 1. ความสามารถรู้ค่าจานวน
2. ความสามารถในการบวก
การสอนโดยใชว้ ธิ สี อนตรง
รว่ มกับ

เทคนิคทัชแมทช์

วตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ยั
1. เพื่อศึกษาความสามารถรู้ค่าจานวนและการบวก ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีความบกพร่องทาง
สตปิ ญั ญาระดบั เล็กนอ้ ย หลงั การสอนโดยใชว้ ธิ สี อนตรงร่วมกบั เทคนิคทัชแมทช์
2. เพ่ือเปรียบเทียบความสามารถรู้ค่าจานวนและการบวก ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีความบกพร่อง
ทางสติปญั ญาระดับเล็กนอ้ ย กอ่ นและหลงั การสอนโดยใช้วิธีสอนตรงร่วมกับ เทคนิคทชั แมทช์

สมมติฐานการวิจยั
1. ความสามารถรู้ค่าจานวนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1 ท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อย
หลังการสอนโดยใช้วธิ สี อนตรงรว่ มกับเทคนิคทัชแมทช์ อยูใ่ นระดับดี
2. ความสามารถรู้ค่าจานวนของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1 ท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อย
หลงั การสอนโดยใช้วธิ สี อนตรงรว่ มกับเทคนคิ ทัชแมทช์ สงู ขึ้น
3. ความสามารถในการบวกของนกั เรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ 1 ที่มคี วามบกพร่องทางสตปิ ัญญาระดบั เล็กนอ้ ย หลัง
การสอนโดยใชว้ ธิ สี อนตรงรว่ มกบั เทคนิคทัชแมทช์ อยู่ในระดับดี
4. ความสามารถในการบวกของนกั เรยี นชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 1 ท่มี ีความบกพร่องทางสติปญั ญาระดับเลก็ นอ้ ย หลงั
การสอนโดยใช้วิธสี อนตรงรว่ มกบั เทคนิคทัชแมทช์ สงู ข้ึน

วิธีดาเนนิ การวจิ ยั
ประชากรและกลมุ่ ตัวอยา่ ง
ประชากร เป็นนกั เรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเลก็ น้อย (IQ 50 – 70) ไม่มีความพิการซ้อน กาลังศึกษา

อย่ใู นระดบั ช้นั ประถมศึกษาปที ี่ 1 สังกดั สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พื้นฐาน

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 486

กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อย (IQ 50 – 70) ซ่ึงได้รับการตรวจ
ความสามารถทางเชาวน์ปัญญาจากนักจิตวิทยาคลินิก ไม่มีความพิการซ้อน กาลังศึกษาอยู่ในระดับช้ันประถมศึกษาปีที่ 1 ภาค
เรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนบ้านเมืองปักสามัคคี จังหวัดนครราชสีมา จานวน 5 คนเลือกโดยวิธีเจาะจง (Purposive
Sampling)

ตวั แปรท่ศี กึ ษา
ตัวแปรต้น การสอนโดยวิธกี ารสอนตรงรว่ มกับเทคนคิ ทัชแมทช์
ตัวแปรตาม ความสามารถรู้ค่าจานวนและการบวก

นิยามศัพท์เฉพาะ
1. วิธีการสอนตรงร่วมกับเทคนิคทัชแมทช์หมายถึงรูปแบบการสอนตรงมี 5 ขั้นตอน คือ ข้ันท่ี 1 การปฐมนิเทศ ข้ันนี้
ผู้สอนบอกเนื้อหาที่จะเรียน ทบทวนเรื่องท่ีเรียนมาแล้ว บอกจุดประสงค์ของบทเรียนและกระบวนการเรียนการสอนท่ีจะใช้ใน
บทเรียน ข้ันที่ 2 การนาเสนอ ขั้นนี้ผู้สอนอธิบายหรือสาธิตเน้ือหาหรือทักษะใหม่ โดยใช้สื่อเทคนิคทัชแมทช์และกิจกรรมที่ให้
ผู้เรียนได้ปฏิบัติประกอบพร้อมกับตรวจสอบความเข้าใจของผู้เรียน ขั้นท่ี 3 การนาเสนอแบบฝึกหัด/การฝึกปฏิบัติตามแบบ
ผู้สอนนาเสนอให้ผู้เรียนปฏิบัติตาม ให้ผู้เรียนตอบคาถามโดยผู้สอนให้ข้อมูลย้อนกลับเพื่อแก้ไขและเสริมแรงเม่ือคาตอบนั้น
ถูกตอ้ ง ขั้นที่ 4 การฝึกตามคาแนะนา ข้นั นี้ผูส้ อนให้ผู้เรียนฝึกปฏิบตั ิแบบก่ึงทาด้วยตนเอง ภายใต้การดูแลควบคุมของผสู้ อน ซ่ึง
ตอ้ งให้ขอ้ มูลย้อนกลับแกผ่ เู้ รียน ด้วยการใหค้ าชมเชยและบอกให้แก้ไขในสิง่ ท่ผี ดิ โดยบอกวา่ ทาผดิ หรือถูกและแก้ไขอย่างไร หรือ
อาจสอนหรือเรมิ่ อธบิ ายใหม่ (ใช้ขั้นท่ี 1 – 4 ใหม่อกี ครั้ง) ขั้นท่ี 5 การฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง ผสู้ อนให้ผเู้ รียนฝกึ ปฏิบัติด้วยตนเอง
ทัง้ ในช้ันเรียนและท่ีบ้าน มกี ารใหข้ ้อมลู ยอ้ นกลบั ทชี่ ้าลง การฝกึ ปฏิบัติดว้ ยตนเองเกิดข้ึนบอ่ ยครง้ั แตเ่ วลาผูส้ อนอาจขยายออกไป
2. ความสามารถรู้คา่ จานวน หมายถงึ การบอกความหมายของค่าจานวนของตัวเลขแต่ละตัว ได้แก่ 1 ถงึ 9 และ 0 ได้
ถูกตอ้ ง โดยวดั ไดจ้ ากการทาแบบทดสอบรู้คา่ จานวน
3. ความสามารถในการบวก หมายถึง การนาจานวน 2 จานวนมารวมกันแล้วได้ผลรวมที่ถูกต้องมีผลลัพธ์ไม่เกิน 10
โดยวัดได้จากการทาแบบทดสอบการบวก

เครื่องมอื ที่ใช้ในการวิจัย
1. แผนการจัดการเรียนรู้การรู้ค่าจานวนและการบวก จากการสอนโดยใช้วิธีสอนตรงร่วมกับเทคนิคทัชแมทช์เป็น
ระยะเวลา 3 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 7 วัน วันละ 60 นาที จานวน 20 แผนได้แก่ แผนที่ 1 – 8 มีเนื้อหาเก่ียวกับตัวเลขและค่า
จานวนของตวั เลข 1 – 9 และ 0 แผนท่ี 9 มีเน้ือหาของเคร่ืองหมายบวกและความหมายของการบวก แผนท่ี 10 –15 มเี นอื้ หา
การบวกเลขหลกั เดียวท่ีมผี ลลพั ธ์ไม่เกิน 5แผนท่ี 16 – 19 มีเน้อื หาการบวกเลขหลกั เดียวท่มี ีผลลพั ธไ์ ม่เกนิ 10 และแผนท่ี 20 มี
เนอื้ หาเก่ยี วกบั การทบกวนตัวเลข คา่ จานวนของตัวเลข 1 – 9 และ 0 การบวก ผลลัพธ์ไมเ่ กิน 5 และไม่เกิน 10
2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยการนาแบบทดสอบของแพรว อมรรังสฤษฏ์ (2556)ซ่ึงมีลักษณะเป็น
แบบทดสอบอัตนัยจานวน 20 ข้อ แบ่งเป็น แบบทดสอบรู้ค่าจานวน ไม่เกิน 9 จานวน 5 ข้อ และแบบทดสอบการบวกท่ีมี
ผลลัพธ์ไม่เกิน 10 จานวน 15 ข้อ มีค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.60 – 0.80ค่าอานาจจาแนกอยู่ระหวา่ ง 0.40 - 0.84 และค่า
ความเชื่อม่ันโดยใชส้ ตู ร KR-20มีคา่ ความเช่ือมน่ั เท่ากบั 0.94

การวิเคราะห์ขอ้ มูล
การวิเคราะห์ข้อมูลเพ่ือศึกษาความสามารถรู้ค่าจานวนและการบวก ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1 ที่มีความ
บกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อย หลังการสอนโดยใช้วิธีสอนตรงร่วมกับเทคนิคทัชแมทช์โดยใช้สถิติพ้ืนฐาน ได้แก่ ค่ามัธย
ฐาน (Median) (พิชิต ฤทธ์ิจรูญ. 2545: 174) ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ (Interquartile Range: IQR) (ยุทธพงษ์ ไกยวรรณ์.
2543) และสถิติทดสอบเพ่ือเปรียบเทียบความสามารถรู้ค่าจานวนและการบวก ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1 ท่ีมีความ
บกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อย ก่อนและหลังการสอนโดยใช้วิธีสอนตรงร่วมกับ เทคนิคทัชแมทช์ ได้แก่ The Wicoxon
Matched – Pairs Signed – Ranks Test (นิภา ศรีไพโรจน์. 2553)

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 487

ผลการวิจัย

1) ความสามารถรู้ค่าจานวนของนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีความบกพร่องทางสติปญั ญาเลก็ น้อย หลังการสอน

โดยใช้วิธสี อนตรงร่วมกบั เทคนคิ ทชั แมทช์ อยใู่ นระดับดีมาก(ค่ามธั ยฐานเท่ากับ 3 คะแนน จากคะแนนเตม็ 5 คะแนน)

ตาราง 1 จานวนคะแนน ค่ามัธยฐานและค่าพิสยั ระหวา่ งควอไทล์ ความสามารถรู้ค่าจานวนของนักเรยี นช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1

ที่มีความบกพรอ่ งทางสติปญั ญาระดบั เลก็ น้อย หลงั การสอนโดยใช้วธิ สี อนตรงร่วมกับเทคนคิ ทัชแมทช์

คนที่ คะแนนก่อนเรียน ระดับ คะแนนหลงั เรยี น ระดับ

(คะแนนเต็ม 5 คะแนน) (คะแนนเต็ม 5 คะแนน)

14 ดีมาก 5 ดีมาก

2 1 พอใช้ 4 ดีมาก

34 ดมี าก 5 ดีมาก

4 2 พอใช้ 5 ดมี าก

53 ดี 5 ดมี าก

Mdn 3 ดี 5 ดีมาก

IQR 3 1

จากตาราง1ความสามารถรู้ค่าจานวนของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1 ท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับ
เล็กน้อย จากการสอนโดยวิธีการสอนตรงร่วมกับเทคนิคทัชแมทช์ ก่อนการสอนมีคะแนนระหว่าง 1 ถึง 4 คะแนน ค่ามัธยฐาน
เท่ากับ 3 และค่าพิสัยควอไทล์เท่ากับ 3 มีความสามารถร้คู ่าจานวนอยู่ในระดับดี และหลังการสอนโดยวิธีการสอนตรงร่วมกับ
เทคนิคทัชแมทช์ นกั เรยี นมีคะแนนระหว่าง 4 ถึง 5 คะแนน คะแนนมัธยฐานเท่ากับ 5 และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์เท่ากับ 1 มี
ความสามารถรู้ค่าจานวนอยู่ในระดับดีมากซ่ึงสอดคล้องกับสมมติฐานข้อ 1 ที่ตั้งไว้ว่าความสามารถรู้ค่าจานวน ของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปที ่ี 1 ทม่ี ีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กนอ้ ย หลังการสอนโดยใช้วิธีสอนตรงร่วมกับเทคนิคทัชแมทช์อย่ใู น
ระดบั ดี

2) ความสามารถรู้ค่าจานวนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1 ท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อย หลัง
การสอนโดยใชว้ ธิ ีสอนตรงร่วมกบั เทคนิคทชั แมทชส์ งู ข้ึน (T = 0 , P <.05)

ตาราง 2 การเปรียบเทียบข้อมลู การศึกษาความสามารถรู้ค่าจานวน ของนักเรยี นชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 1 ทีม่ ีความบกพร่องทาง

สตปิ ัญญาระดับเล็กนอ้ ย ก่อนและหลงั การสอนโดยใช้วธิ สี อนตรงรว่ มกบั เทคนิคทัชแมทช์

คะแนนหลงั เรียน ผลตา่ งของ ลาดับที่ของความ ลาดบั ตามเคร่อื งหมาย
(คะแนนเตม็ 5 คะแนน) คะแนน แตกต่าง
คนที่ D=Y-X
T

กอ่ นสอน หลังสอน +-
(x) (y)

14 5 1 1.5 + 1.5 - 0*

21 4 3 4.5 + 4.5 -

34 5 1 1.5 + 1.5 - 0*

42 5 3 4.5 + 4.5 -
53 5 2 3 +3 -

รวม + 15 0

* มีนัยสาคญั ทางสถติ ิทรี่ ะดับ .05

จากตาราง 2 แสดงว่า ความสามารถการรู้ค่าจานวน ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีความบกพร่องทาง

สติปัญญาระดับเล็กนอ้ ย หลังการสอนโดยใช้วิธีสอนตรงร่วมกับเทคนิคทัชแมทช์ สูงขึ้นอย่างมีนัยสาคญั ทางสถติ ิที่ระดับ .05 ซึ่ง

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 488

สอดคล้องกับสมมติฐานข้อ2ที่ต้ังไว้ว่าความสามารถรู้ค่าจานวน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีความบกพร่องทาง
สติปญั ญาระดับเล็กนอ้ ย หลงั การสอนโดยใช้วธิ สี อนตรงรว่ มกับเทคนิคทัชแมทช์ สูงขนึ้

3) ความสามารถในการบวกของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1 ท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อย หลัง

การสอนโดยใช้วิธีสอนตรงรว่ มกบั เทคนคิ ทชั แมทช์อย่ใู นระดบั ดี(คา่ มธั ยฐานเท่ากับ 9คะแนนจากคะแนนเตม็ 15 คะแนน)

ตาราง 3 จานวนคะแนน คา่ มัธยฐานและค่าพสิ ยั ระหว่างควอไทล์ ความสามารถในการบวกของนกั เรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 1 ท่ี

มีความบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญาระดบั เล็กน้อย หลังการสอนโดยใช้วธิ สี อนตรงร่วมกับเทคนิคทชั แมทช์

คนท่ี คะแนนกอ่ นเรียน ระดบั คะแนนหลังเรียน ระดบั

(คะแนนเต็ม 15 คะแนน) (คะแนนเต็ม 15 คะแนน)

18 ดี 10 ดี

24 พอใช้ 8 ดี

35 พอใช้ 9 ดี

40 พอใช้ 5 พอใช้

59 ดี 10 ดี

Mdn 5 พอใช้ 9 ดี

IQR 8 5

จากตาราง 3 แสดงว่า ความสามารถการบวกของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีความบกพรอ่ งทางสติปญั ญาระดับ

เล็กน้อย จากการสอนโดยวิธีการสอนตรงร่วมกับเทคนิคทัชแมทช์ก่อนการสอนมีคะแนนระหว่าง 0 ถึง 9 คะแนน ค่ามัธยฐาน

เท่ากับ 5 และค่าพิสัยควอไทล์เท่ากับ 8 มีความสามารถรู้ค่าจานวนอยู่ในระดับพอใช้ และหลังการสอนโดยวิธีการสอนตรง

ร่วมกับเทคนิคทัชแมทช์ นักเรียนมีคะแนนระหว่าง 5 ถึง 10 คะแนน คะแนนมัธยฐานเท่ากับ 9 และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์

เทา่ กบั 5 มีความสามารถรู้ค่าจานวนอยใู่ นระดบั ดสี อดคลอ้ งกับสมมตฐิ านขอ้ 3ทีต่ งั้ ไว้ว่าความสามารถในการบวกของนกั เรยี นชั้น

ประถมศึกษาปีท่ี 1 ที่มีความบกพรอ่ งทางสติปัญญาระดับเล็กนอ้ ย หลงั การสอนโดยใชว้ ิธีสอนตรงรว่ มกับเทคนิคทัชแมทช์อยใู่ น

ระดับดี

4) เปรียบเทียบความสามารถในการบวกของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับ

เลก็ น้อย หลงั การสอนโดยใช้วิธสี อนตรงรว่ มกบั เทคนิคทชั แมทช์สงู ขึ้น

ตาราง 4 การเปรียบเทียบข้อมูลการศึกษาความสามารถในการบวกของนักเรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 1 ท่ีมีความบกพร่องทาง

สติปัญญาระดบั เล็กนอ้ ย ก่อนและหลงั การสอนโดยใชว้ ธิ สี อนตรงร่วมกับ เทคนิคทัชแมทช์

คะแนนหลังเรียน

(คะแนนเต็ม 15คะแนน) ผลตา่ งของ ลาดบั ทข่ี อง ลาดบั ตามเครอื่ งหมาย

คนที่ คะแนน ความแตกตา่ ง T

ก่อนสอน หลงั สอน D=Y-X

(x) (y) +-

18 10 2 2 +2 - 0*

2 4 8 4 3.5 + 3.5 -

3 5 9 4 3.5 + 3.5 -

4 0 5 5 5 +5 -

5 9 10 1 1 + 1 -

รวม + 15 0

* มนี ัยสาคัญทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั .05

จากตาราง 4 แสดงว่า ความสามารถการบวกของนักเรยี นชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 1 ที่มคี วามบกพร่องทางสตปิ ญั ญาระดับ

เล็กน้อย หลังการสอนโดยใช้วิธีสอนตรงร่วมกับเทคนิคทัชแมทช์ สูงขึ้นอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05สอดคล้องกับ

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 489

สมมติฐานข้อ 4 ท่ีตั้งไว้ว่าความสามารถในการบวกของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1 ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับ
เลก็ นอ้ ย หลงั การสอนโดยใช้วธิ สี อนตรงร่วมกับเทคนิคทชั แมทช์ สงู ขน้ึ

สรปุ ผลการวจิ ัย
จากการพัฒนาความสามารถรู้ค่าจานวนและการบวก ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1 ที่มีความบกพร่องทาง

สตปิ ญั ญาระดับเลก็ น้อย จากการสอนโดยวธิ สี อนตรงร่วมกับเทคนคิ ทัชแมทช์ ผลการวิจยั พบวา่
1. ความสามารถรู้ค่าจานวนของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อย หลัง

การสอนโดยใช้วธิ ีสอนตรงรว่ มกบั เทคนิคทชั แมทช์ อยูใ่ นระดบั ดีมาก (คา่ มัธยฐานเท่ากับ 3 คะแนน จากคะแนนเต็ม 5 คะแนน)
2. ความสามารถรู้ค่าจานวนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1 ท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อย หลัง

การสอนโดยใช้วิธสี อนตรงรว่ มกับเทคนคิ ทัชแมทช์ สูงขนึ้ (T = 0 , P <.05)
3. ความสามารถในการบวกของนกั เรยี นช้นั ประถมศึกษาปีที่ 1 ทีม่ ีความบกพรอ่ งทางสติปัญญาระดับเลก็ น้อย หลังการ

สอนโดยใช้วิธีสอนตรงร่วมกับเทคนคิ ทชั แมทช์อยู่ในระดับดี (คา่ มธั ยฐานเทา่ กับ 9 คะแนน จากคะแนนเตม็ 15 คะแนน)
4. ความสามารถในการบวกของนกั เรียนชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 1 ท่ีมีความบกพรอ่ งทางสติปัญญาระดับเลก็ น้อย หลังการ

สอนโดยใชว้ ิธสี อนตรงรว่ มกบั เทคนคิ ทชั แมทช์ สงู ข้ึน(T = 0 , P <.05)

อภิปรายผล
การวิจัยครั้งน้ีเพื่อพัฒนาความสามารถรู้ค่าจานวนและการบวก ของนักเรียนช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 1 ท่ีมีความบกพร่อง

ทางสตปิ ัญญาระดบั เลก็ นอ้ ย จากการสอนโดยวธิ ีสอนตรงร่วมกบั เทคนิคทัชแมทชผ์ ลการวิจยั พบวา่
1. ความสามารถรู้ค่าจานวนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1 ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อย หลัง

การสอนโดยใช้วิธีสอนตรงร่วมกบั เทคนิคทัชแมทช์ อยูใ่ นระดับดีมากและความสามารถในการบวกของนักเรียนช้นั ประถมศึกษาปี
ท่ี 1 ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อย หลังการสอนโดยใช้วิธีสอนตรงร่วมกับเทคนิคทัชแมทช์ อยู่ในระดับดี
สอดคลอ้ งกับสมมติฐานการวจิ ยั ขอ้ 1 และขอ้ 3ท่ีต้งั ไว้ คือความสามารถรคู้ ่าจานวนและการบวกของนกั เรยี นชัน้ ประถมศึกษาปที ี่
1 ทมี่ คี วามบกพร่อง ทางสติปัญญาระดบั เลก็ นอ้ ย หลังการสอนโดยใช้วธิ ีสอนตรงร่วมกบั เทคนคิ ทชั แมทช์ อยูใ่ นระดบั ดี

จากผลการวิจยั ดังกลา่ วการสอนโดยวิธีการสอนตรงมาใช้ร่วมกับเทคนคิ ทชั แมทช์ เป็นวิธที ี่ชว่ ยส่งเสรมิ การเรียนร้เู รือ่ ง
ค่าของตัวเลขของนักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อย เพราะมีขั้นตอนการสอน5 ขั้นตอนท่ีเหมาะสมกับ
ลักษณะการเรยี นรูข้ องนกั เรียนที่มีความบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญาระดบั เล็กน้อย ไดแ้ ก่ ขั้นท่ี 1 ขั้นการปฐมนิเทศ เป็นขั้นทเ่ี ป็นการ
เตรียมความพร้อมนักเรียนก่อนที่จะเรียนเน้ือหาโดยการมีการบอกให้นักเรียนรู้ถึงจุดประสงค์ในการเรียน ว่าจะเรียนเร่ืองอะไร
เช่น ผู้สอนบอกให้นักเรียนได้มีการเตรียมตัวในการเรียนโดยใช้กิจกรรมการพูดคุย โดยการใช้คาถาม พูดคุยทาความคุ้นเคยกับ
นักเรียน ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมนักเรียนก่อนเรียน ข้ันที่ 2 ขั้นการนาเสนอ เป็นขั้นที่นักเรียนท่ีมีความบกพร่องทาง
สตปิ ัญญาระดับเล็กนอ้ ย ไดเ้ ห็น ไดส้ ัมผัส และได้เคลอื่ นไหว จากวิธกี ารและสอื่ การสอนท่คี รูนามาใชใ้ นการจัดการเรยี นการสอน
เชน่ ผู้สอนนาตวั เลขให้นักเรียนได้ดู พูดออกเสยี งช่ือตวั เลข และได้สัมผสั จุดท่ีติดอยู่บนตัวเลข โดยใช้นิ้วลากทับไปบนตัวเลข ซ่ึง
เป็นการสอนโดยใช้เทคนิคทัชแมทช์แล้วพูดชื่อตัวเลขนั้น ซึ่งการสอนดังกล่าวสอดคล้องกับลักษณะการเรียนรู้ของเด็กที่มีความ
บกพร่องทางสติปัญญา คือการได้เรียนโดยการเห็น สัมผัส และได้ปฏิบัติจะทาให้เด็กเกิดการเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น ข้ันท่ี 3 การฝึก
ปฏิบัติ ในขั้นน้ีครูจะให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติโดยการทาแบบฝึกหัดในใบงานซึ่งเป็นการทบทวนสิ่งท่ีนักเรียนได้ฝึกมาจากขั้นท่ี 1
และขัน้ ที่ 2 เช่น ผู้สอนให้บตั รตัวเลข โดยการให้นักเรียนติดจดุ สัมผัส และให้พดู ชื่อตัวเลข พรอ้ มทั้งนาอปุ กรณ์จรงิ อาทิ ดินสอ
ยางลบ มาใหน้ ักเรยี นหยบิ ตามตวั เลขทกี่ าหนดให้ แลว้ มาวางไว้ค่กู ัน ขน้ั ท่ี 4 ฝกึ ตามคาแนะนา เปน็ ขน้ั ทค่ี รใู หน้ ักเรยี นไดฝ้ ึกทีละ
คน และให้คาแนะนานกั เรยี นอย่างใกล้ชิดเป็นรายบคุ คล เพ่ือให้นักเรียนมีความเข้าใจอย่างแท้จริงร่วมกับการให้ แรงเสริม เพื่อ
เปน็ การกระต้นุ ให้นกั เรยี นมีแรงจงู ใจในการเรยี นมากขึน้ เช่น ใหน้ กั เรียนฝกึ ปฏบิ ตั คิ รัง้ ละ 1 คน โดยมผี ้สู อนให้คาแนะนา และให้
นกั เรยี นเลือกรูปภาพให้ตรงกับจานวนตวั เลขนน้ั ๆถา้ นกั เรยี นปฏบิ ัติไดถ้ กู ต้องให้คาชมเชยเป็นการเสริมแรง แต่ถ้านักเรยี นปฏิบัติ
ไม่ถูกต้องใหผ้ ู้สอนชี้แนะหรือให้คาแนะนาจนนักเรียนสามารถปฏิบัติได้ถูกต้อง ข้นั ที่ 5 การฝกึ ปฏิบัตดิ ้วยตนเอง เป็นข้ันสุดท้าย
ซึ่งนักเรียนจะได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเองโดยมีส่ือการสอนที่เหมาะสมกับลักษณะการเรียนรู้ของนักเรียน คือ ใช้ของจริง ของ
จาลอง บัตรภาพ และบัตรตัวเลข โดยมีครูคอยสังเกตอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งได้ให้แบบฝึกหัดกลับไปทาที่บ้าน จากท่ีกลา่ วมาจะ
เห็นได้ว่านักเรียนได้ลงมอื ปฏิบตั ิด้วยตนเอง ทาใหน้ ักเรียนเกิดการเรียนรู้ จึงส่งผลให้ความสามารถรคู้ า่ จานวนและการบวก ของ

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 490

นักเรียนเพ่ิมข้ึน สอดคล้องกับทิศนา แขมมณี (2547)ท่ีกล่าวว่าวิธีการสอนตรงเป็นวิธีท่ีสอนท่ีเน้นกระบวนการให้เป็นไป
ตามลาดับขั้นตอนท่ีชัดเจนเหมาะสาหรับการสอนกลุ่มย่อย ประมาณ 4 -10 คน โดยลักษณะท่ีน่าสนใจของการสอนตรง นี้คือ
การเน้นลาดับข้ันตอนท่ีชัดเจน มีการให้จังหวะในการฝึกปฏิบัติเพื่อให้นักเรียนเกิดความชานาญและมีการให้ข้อมูลย้อนกลับ
ในทันที เมื่อนักเรียนปฏิบัติได้ถูกต้อง ตลอดจนนาวิธีการสอนแบบวิเคราะห์งานมาใช้ร่วมกับ ทักษะการสอนมีองค์ประกอบที่
สาคญั อยู่ 3 ประการ คอื การสาธิต การฝึกปฏบิ ตั ิภายใตก้ ารดแู ลของครูและการปฏิบตั ดิ ้วยตนเองตามลาพงั การสอนตรงจะช่วย
พัฒนาการฝึกทักษะของนักเรียน ภายในเวลาที่กาหนดและสอดคล้องกับผดุง อารยะวิญญู (2553) ที่ว่าการดาเนินการจัด
กจิ กรรมการเรียนการสอนรว่ มกับเทคนิคทชั แมทช์หรอื คณติ ศาสตรท์ ีส่ ัมผสั ได้วา่ เป็นเทคนิคหนงึ่ ท่ใี ช้สอนนับ และความหมายของ
จานวนโดยกาหนดจุด หรือดอกจัน หรือดาว หรือเครื่องหมายอ่ืนลงไปในตัวเลข ให้มีจานวนเท่ากับตัวเลขนั้น เมื่อผู้เรียนเห็น
ตวั เลขและจานวนจุด (หรือดาว) ไปพรอ้ มกนั ทาให้ผู้เรียนเกิดความคิดรวบยอดได้ดขี ึน้ และเรว็ ข้ึน

ดังน้ันการสอนโดยวิธีการสอนตรงร่วมกับเทคนิคทัชแมทช์ ตามแผนการจัดการเรียนรู้ จานวน 20 ครั้ง จึงส่งผลให้
นักเรยี นชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 1 ทีม่ คี วามบกพรอ่ งทางสตปิ ัญญาระดบั เล็กน้อย มีความสามารถรู้คา่ จานวน อยใู่ นระดบั ดมี าก และ
ความสามารถการบวก อย่ใู นระดบั ดี

2. ความสามารถรู้ค่าจานวนและการบวก ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับ
เลก็ น้อย ก่อนและ หลังการสอนโดยใช้วธิ ีสอนตรงรว่ มกับ เทคนคิ ทัชแมทชส์ ูงขนึ้ อยา่ งมนี ัยสาคัญทางสถติ ิท่ี .05 ซง่ึ สอดคล้องกับ
สมมติฐานการวิจัยข้อ 2 และ 4 ท่ีต้ังไว้ คือความสามารถรู้ค่าจานวนและการบวกของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1 ที่มีความ
บกพร่องทางสตปิ ญั ญาระดับเลก็ นอ้ ย หลงั การสอนโดยใช้วธิ ีสอนตรงร่วมกับเทคนคิ ทชั แมทชส์ งู ขนึ้

ทง้ั น้เี ป็นผลมาจากเครื่องมือท่ใี ช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้การรคู้ ่าจานวนและการบวก จากการสอนโดย
ใช้วิธีสอนตรงรว่ มกบั เทคนิคทัชแมทช์ ท้งั 20 แผน ผ่านการพิจารณาจากผู้เชยี่ วชาญท่ีใหข้ ้อเสนอแนะในการปรบั แก้จนได้แผนที่
เหมาะสมกบั การนาไปใช้สอนนักเรยี นทีม่ คี วามบกพร่องทางสตปิ ัญญาระดับเลก็ น้อย รวมทั้งสื่อการสอนที่ใชเ้ ทคนิคทชั แมทชแ์ ละ
จัดทาสาหรับนกั เรียนทุกคนได้เรยี นรู้ รวมท้งั การสอนโดยนาวิธีการสอนตรงมาใช้รว่ มกับเทคนิคทชั แมทช์ซึ่งเป็นวธิ ที ่ีช่วยส่งเสริม
การเรียนรู้เรือ่ งคา่ จานวนและการบวกมีข้นั ตอนการสอน 5 ขั้นตอน ได้แก่ ข้ันที่ 1 ขัน้ การปฐมนิเทศ ข้ันท่ี 2 ขน้ั การนาเสนอ ขั้น
ท่ี 3 การฝึกปฏิบัติ ขั้นที่4 ฝกึ ตามคาแนะนา ข้นั ท่ี 5 การฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง ข้ันตอนดังกล่าวเป็นการสอนท่ีจัดเรียงลาดับเพ่ือ
การเรียนรู้ของนักเรียนท่ีช่วยให้นักเรียนประสบความสาเร็จในการเรียน สอดคล้องกับงานวิจัยของ (ฮัลเมท ยิกมิส. 2016) ได้
ทาการศึกษาผลของการใช้เทคนิคทัชแมทช์สอนเพ่ิมพ้ืนฐานกับเด็กออทิสติก ผลการวิจัยพบว่าเทคนิคทัชแมทช์ มีประสิทธิภาพ
ในการสอนคณิตศาสตรข์ ั้นพื้นฐาน ซ่ึงนักเรียนท้งั 3 คนพบว่าประสบความสาเร็จในช่วงสุดท้ายของการเรียนการสอนเมื่อเทียบ
กับการเรียนการสอนแบบเดิม นอกจากน้ีในการสอนขั้นท่ี 2 การนาเสนอ นักเรยี นทีม่ ีความบกพร่องทางสติปญั ญาระดับเล็กนอ้ ย
ได้เรียนรู้จากส่ือการสอนที่ใช้เทคนิคทัชแมทช์โดยได้ใช้ประสาทสัมผัสหลายด้านท้ังการเห็น การได้ยิน การสัมผัสมาใช้ในการ
เรียนรู้ ซ่ึงทชั แมทช์เป็นเทคนิคที่ส่งเสริมทักษะในการเรียนรู้ด้านคณิตศาสตรข์ องนักเรยี น สอดคล้องกับงานวิจยั ของ (อมาล อาร์
เม็ด โมสตาฟา. 2013) ได้ทาการศึกษาผลจากการใช้เทคนิคทัชแมทช์ ในการสอนเสริมทักษะของเด็กปฐมวัยที่มีความเสี่ยงต่อ
ภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถทางคณิตศาสตร์ของกลุ่มทดลองหลังการเรียนโดยใช้เทคนิค
ทชั แมทช์สูงข้ึน

ข้อสงั เกตจากการวิจยั
การวิจยั ครั้งน้ีผู้วิจัยพบวา่ หลังการสอนโดยวิธีการสอนตรงร่วมกับเทคนิคทัชแมทช์ นักเรยี นทกุ คนมีความสามารถรู้ค่า

จานวน 1 – 9 และ 0 ไดอ้ ยู่ในระดับดมี าก และความสามารถการบวกเลขหนง่ึ หลักที่มีผลลัพธ์ไม่เกิน 10 อยใู่ นระดบั ดี และเม่ือ
เปรียบเทียบคะแนนความสามารถก่อนและหลังการสอน นักเรียนมีคะแนนสูงข้ึนทุกคน อย่างไรก็ตามจากการสังเกตพฤติกรรม
ของนักเรียนในระหว่างการสอน พบว่านักเรียนมีความกระตือรือร้นท่ีจะเรียนรู้ และสนใจในการลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ตาม
ข้นั ตอนการสอน 5 ขั้นตอน ซ่ึงเป็นขนั้ ตอนทเี่ หมาะสมกับลักษณะการเรยี นรู้ของนักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับ
เล็กน้อย มีการใช้สอ่ื การสอนทใ่ี ชเ้ ทคนิคทัชแมทช์อยา่ งเหมาะสม มีการเคลอื่ นไหวในขณะดาเนินการสอน และให้นักเรียนได้ฝึก
ปฏิบัติดว้ ยตนเองโดยมีครูคอยให้คาแนะนา ทาใหน้ ักเรยี นเกิดความเข้าใจและมคี วามสามารถในการเรียนเพ่มิ ขึน้ นอกจากน้จี าก
การสงั เกตนกั เรียนคนท่ี 2 และคนที่ 4 ซ่ึงก่อนสอนมีคะแนนการรู้คา่ จานวน อยู่ในระดับพอใช้ แต่หลงั การสอนอยู่ในระดับดีมาก
และคะแนนการบวก่อนสอน อยู่ในระดับพอใช้ หลังการสอนอยู่ในระดับดีท่ีผลเป็นเช่นน้ีเพราะนักเรียนให้ความร่วมมือและมี
ความพยายามในการฝึกปฏิบตั หิ ลงั จากการเรียน และจากการสอบถามนักเรยี นให้ข้อมลู วา่ ชอบเรียนกับครู อยากให้ครมู าสอนอกี

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 491

และไดน้ าไปฝึกทาซ้าท่ีบ้าน ด้วยเหตุผลดงั กล่าวจึงส่งผลให้นักเรียนมีความสามารถรู้ค่าจานวนและการบวกเลขหลังการสอนสูง
กว่าก่อนสอน

ข้อเสนอแนะ
จากการวิจัยคร้ังนี้ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะท่ีเป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอนสาหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทาง

สติปญั ญาระดบั เลก็ น้อย ดังนี้
ข้อเสนอแนะทั่วไป
1. ผสู้ อนควรดาเนินการสอนตามขัน้ ตอนทก่ี าหนดไวเ้ พราะแตล่ ะขน้ั ตอนจะมีกระบวนการสอนและการใช้สื่อ

การสอนเพือ่ ให้นกั เรียนเรยี นรูแ้ ละฝึกปฏิบตั ดิ ว้ ยตนเอง
2. ผู้สอนจะต้องจัดเตรียมส่ืออุปกรณ์ให้เพียงพอกับนักเรียนทุกคน และให้คาแนะนาอย่างใกล้ชิดในขณะที่

นักเรยี นฝึกปฏิบตั เิ ปน็ รายบคุ คล
3. ผู้สอนจะต้องใหแ้ รงเสริมด้วยการพูดชมเชยเมื่อนักเรียนสามารถปฏบิ ตั ไิ ดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง เพราะการเสริมแรงจะ

ทาใหน้ ักเรยี นมีความตัง้ ใจ กระตอื รอื รน้ และสนใจท่จี ะเรียนมากย่งิ ขนึ้
ข้อเสนอแนะในการวจิ ัยคร้งั ต่อไป
1. ควรศึกษาโดยนาวิธีน้ีไปทดลองใช้ในการสอนบวกเลขสองหลักท่ีไม่มีทด แก่นักเรียนท่ีมีความบกพร่องทาง

สติปญั ญาระดับเล็กน้อย
2. ควรพัฒนาขัน้ ตอนการสอน โดยเพมิ่ ขน้ั นาทักษะการบวกไปใช้ในสถานการณ์จาลอง หรือในชีวิตประจาวัน
3. ควรศึกษาเร่ือง ความคงทนในการเรยี นร้คู า่ จานวน และการบวกของนกั เรียนทม่ี ีความบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญา

ระดับเลก็ น้อย

เอกสารอ้างองิ

ทศิ นา แขมมณี. (2547). ศาสตร์การสอน องคค์ วามรเู้ พื่อการจดั กระบวนการเรยี นรูท้ ี่มีประสทิ ธภิ าพ. พิมพ์คร้งั ท่ี 3 กรงุ เทพฯ:
สานกั พมิ พจ์ ุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย.

นภิ า ศรีไพโรจน.์ (2553). สถิตนิ อนพาราเมตริก. พิมพค์ รงั้ ที่ 2. กรุงเทพฯ: โอเดยี นสโตร์.
ประกฤติ พลู พฒั น์. (2561). การจดั การศึกษาสาหรับเด็กปญั ญาอ่อน,7 กรกฎาคม 2561.

http://education.dusit.ac.th/book/book1.html
ผดุง อารยะวญิ ญ.ู (2553). วธิ ีสอนคณิตศาสตร์ สาหรับเดก็ ทมี่ คี วามบกพรอ่ งทางการเรียนรู้.
พชิ ิต ฤทธจ์ิ รญู . (2545). หลักการวดั และประเมนิ ผลการศึกษา. พมิ พ์ครง้ั ที่ 2. กรงุ เทพฯ: เฮา้ ออฟเคอร์ มีสท์.
ยทุ ธพงษ์ ไกยวรรณ.์ (2543). พื้นฐานการวจิ ัย = Basic of research. กรงุ เทพฯ: กรุงเทพฯ : สวุ รี ิยาสาสน์.
แพรว อมรรังสฤษฏ.์ (2556). การศกึ ษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเร่อื งการบวก ของนักเรียนช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี 1 ท่ีมีความ

บกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญาระดับเลก็ นอ้ ย จากการสอนด้วยวธิ ี CSA SEQUENCE รว่ มกับสื่อคอมพวิ เตอรม์ ัลตมิ เี ดยี .
(ปรญิ ญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษาพิเศษ)), บัณฑติ วทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวิโรฒ.
สถาบนั ราชานกุ ลู . (2555). เดก็ แอลดี คู่มือสาหรบั คร.ู บริษัท บียอนด์ พับลสิ ซ่งิ จากดั , กรงุ เทพฯ.
Amaal Ahmed Mostafa.(2013).The Effectiveness of Touch Math Intervention in Teaching Addition
Skills to Preschoolers at-risk for future learning disabilities. International Journal of Psycho-
Educational Sciences Volume (2), Issue. (3), December–2013
Ahmet Yikmis. (2016). Effectiveness of the Touch Math Technique in Teaching Basic Addition to Children
with Autism.Educational Sciences: Theory & Practice, June 2016.

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 492

การศึกษาความสามารถอ่านคาทม่ี ีตวั สะกดไมต่ รงตามมาตราของนักเรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 1
ที่มคี วามบกพร่องทางสตปิ ัญญาระดับเล็กนอ้ ยจากการสอนโดยวธิ ีพพี พี ีรว่ มกบั การใช้ไซทเวดิ ส์ แฟลชการ์ด
A STUDY OF THE READING ABILITY IN THAI WORDS WITH NON-CONSISTENT FINAL SOUND AMONG GRADE 7
STUDENTS WITH MILD INTELLECTUAL DISABILITIES THROUGH PPP AND SIGHT WORDS FLASHCARDS

จตุ พิ ร พลอยเพชรมณ,ี ดารณี ศักด์ิศริ ผิ ล
E-mail: [email protected]

บทคดั ย่อ
การวิจยั ในครง้ั น้ีมีความมุง่ หมายเพอื่ ศึกษาความสามารถอา่ นคาทม่ี ีตวั สะกดไม่ตรงตามมาตราของนกั เรยี นมัธยมศกึ ษา

ปีท่ี 1 ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อย จากการสอนโดยใช้วิธีพีพีพี (PPP) ร่วมกับไซทเวิดส์ แฟลชการ์ด (Sight
Words Flashcards) กลมุ่ ตัวอยา่ งทใ่ี ชใ้ นงานวิจยั เปน็ นกั เรียนท่มี คี วามบกพร่องทางสตปิ ญั ญาระดบั เลก็ นอ้ ย (IQ 50 – 70) ไมม่ ี
ความพิการซ้อน กาลังศึกษาอยู่ในช้ันระดับมัธยมศึกษาปีท่ี 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 โรงเรียนเพลินพัฒนา
กรุงเทพมหานคร เลือกโดยวิธีเจาะจง (Purposive Sampling) จานวน 5 คน เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการ
เรียนรู้ เรื่อง การอ่านคาจากการสอนโดยใช้วิธีพพี ีพีร่วมกับไซทเวิดส์แฟลชการ์ดและแบบทดสอบการอ่านคาท่ีมีตัวสะกดไม่ตรง
ตามมาตรา ดาเนินการทดลองตามแบบแผนการทดลอง One Group Pretest – Posttest Design เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์
สัปดาห์ละ 5 วันวันละ 60 นาที รวมท้ังสิ้น 20 คร้ัง ต้ังแต่วันท่ี 20 มีนาคม ถึงวันท่ี 16 เมษายน พ.ศ.2562 สถิติท่ีใช้ในการ
วิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่ามัธยฐาน ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ และสถิติทดสอบ The Wilcoxon Matched Pairs Signed Ranks
Test ผลการวิจยั พบว่า ความสามารถอ่านคาทมี่ ีตวั สะกดไมต่ รงตามมาตราของนกั เรยี นมธั ยมศึกษาปที ่ี 1 ทมี่ ีความบกพร่องทาง
สติปัญญาระดับเล็กน้อย หลงั การสอนโดยใช้วธิ ีพีพพี รี ่วมกบั ไซทเวดิ ส์ แฟลชการด์ อยู่ในระดับดีมากและสูงขน้ึ
คาสาคญั : ความสามารถอ่านคาท่ีมีตวั สะกดไมต่ รงตามมาตรา, ความบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญาระดบั เลก็ น้อย, วิธีพีพีพ,ี ไซทเวิดส์
แฟลชการ์ด

Abstract
The main purpose of this thesis was to examine the reading ability in Thai words with non-

consistent final sound, among grade 7 students who had mild intellectual disabilities, by using the PPP
method and sight words flashcards. The participants were students who had mild intellectual disabilities
(IQ 50 – 70) and had no disability overlap. The selected groups of students were grade 7 students from
Plearnpattana School, Bangkok in their second semester of the education year 2018. The 5 students who
participated in this study were selected by Purposive Sampling method. The research instruments were
teaching plan for teaching reading by using the PPP method along with sight words flashcards and Thai
words with non-consistent final sound reading exercises. The study was conducted by using One Group
Pretest-Posttest Design. The total duration of this study was 4 weeks which included 20 sections. Each
section was 60 minutes long and it was conducted 5 days per week. The time of the study was from 20th
March 2019 to 16th April 2019. The statistics used in analyzing the information were median, interquartile
range, and The Wilcoxon Matched Pairs Signed – Ranks Test. The result revealed that by using PPP method
and sight words flashcards to teach grade 7 students who had mild intellectual disabilities to read Thai
words with non-consistent final sound, their ability to read was at a satisfactory level and seemed to be
increasing.
Keywords: The Reading Ability in Thai Words with Non-Consistent Final Sound, Mild Intellectual Disabilities
PPP, Sight Words Flashcards

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 493

บทนา
มนุษย์ใช้ภาษาเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการดารงชีวิตและการพัฒนาตนเอง ท้ังในด้านการเรียนรู้การมีปฏิสัมพันธ์

ดังนั้นภาษาจึงเป็นส่ิงจาเป็นที่ต้องเรียนรู้และพัฒนาอยู่เสมอทั้ง ด้านการฟัง การพูด การอ่านและการเขียน ซึ่งการอ่านเป็น
เคร่ืองมือท่ีสาคัญในการแสวงหาความรู้ ช่วยให้มีความฉลาดรอบรู้ เสริมสร้างบุคลิกภาพและเกิดความเพลิดเพลิน (พงศ์เกษม.
2550) แต่กอ่ นท่ีจะเริ่มอ่านสง่ิ ใดเปน็ เร่ืองราวจนได้สาระสาคัญ สิ่งทจ่ี าเปน็ สาหรบั การเริ่มตน้ การอ่าน คือ การอ่านคา เดก็ จะต้อง
จดจาตวั พยญั ชนะ สระ วรรณยุกต์ และนามาประสมเปน็ คา

การจัดการเรียนการสอนภาษาไทยตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ให้ความสาคัญกับ
การท่เี ด็กตอ้ งเรียนภาษาไทย เพราะภาษาไทยเปน็ เอกลกั ษณ์ของชาติ เป็นสมบตั ิทางวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือในการติดตอ่ สอื่ สาร
เพือ่ สร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์ทดี่ ีตอ่ กัน และเปน็ เครอื่ งมอื ในการแสวงหาความรู้ ซ่ึงเด็กจะเรียนรทู้ ักษะทั้งดา้ นการอา่ น
การเขียน การฟัง การดู และการพดู โดยการอ่านจะมุ่งเน้นการอา่ นออกเสยี งคา ประโยค การอ่านบทรอ้ ยแกว้ คาประพันธ์ชนิด
ตา่ งๆ การอ่านในใจเพอ่ื สรา้ งความเข้าใจ และการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ความรู้จากสิ่งทีอ่ า่ น เพอ่ื นาไปปรับใชใ้ นชีวติ ประจาวัน
(กระทรวงศกึ ษาธิการ. 2551)

เด็กท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญ ญ าสามารถพัฒ นาได้และมีสิทธิที่จะได้รับกา รศึกษาเช่นเดียวกันกับเด็กปกติ
ดังจะเห็นได้จากพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสาหรับคนพิการ พ.ศ.2551 ท่ีได้กาหนดสิทธิและหน้าที่ทางการศึกษาของคน
พิการ โดยกาหนดให้คนพิการได้รับการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตั้งแต่แรกเกิดหรือพบความพิการจนตลอดชีวิต พร้อมได้รับ
เทคโนโลยี สิ่งอานวยความสะดวก สื่อ บริการและความช่วยเหลืออ่ืนใดทางการศึกษา (กระทรวงศึกษาธิการ. 2551) จากสิทธิ
ดังกล่าวจึงทาให้เด็กท่ีมีความต้องการพิเศษทุกคนได้รับการจัดการศึกษา เด็กท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อย มี
ระดับสติปัญญา 50 – 70 ส่วนใหญ่เด็กกลุ่มน้ีจะเรียนรวมกบั เด็กปกติ แตค่ วามสามารถในการเรียนรู้จะล่าช้ากว่าเด็กปกติในวัย
เดียวกัน สาหรับด้านการอ่านเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อยจะมีลักษณะการอ่าน ดังต่อไปน้ี (1) เรื่อง
ตัวอักษร เนื่องจากรจู้ ักตัวอักษรไม่ครบ มีความสับสนในการเรียงลาดับตัวอักษร และแยกแยะความแตกต่างระหวา่ งตัวอักษรท่ี
ออกเสียงคล้ายกันไม่ได้ (2) เรื่องเสียงกับตัวอักษร เนื่องจากไม่สามารถเช่ือมโยงเสียงกับตัวอักษร มีปัญหาในการอ่านออกเสียง
(3) เร่ืองคาศัพท์ เนื่องจากรู้จักคาศัพท์น้อย จาคาศัพท์ได้ไม่แม่น (4) เร่ืองความเข้าใจในการอ่าน เนื่องจากมีปัญหาในการทา
ความเข้าใจเก่ียวกบั สิง่ ท่อี ่าน ไม่เข้าใจเน้ือเรื่องทอ่ี า่ น ไม่สามารถลาดบั เหตกุ ารณข์ องเรื่องทีอ่ ่าน ไม่สามารถจับใจความสาคัญของ
เร่ืองท่ีอ่าน ไม่เข้าใจตัวย่อหรือคาผสม รวมถึงบางครั้งอ่านข้าม อ่านเพ่ิมหรือสลับตัวอักษร คา หรือเสียง (ยงยศ โคต รภูธร:
Online)การจัดการเรียนการสอนในปัจจุบัน ทกุ สาระวชิ ามีการอา่ นเขา้ ไปเกีย่ วข้อง และการอา่ น เปน็ ทักษะสาคัญในการสง่ เสริม
สติปัญญา ความรู้ ความคิด ความรู้สึก ปัญหาที่พบบ่อยของการอ่าน คือ การอ่านไม่ออก เด็กที่มีความต้องการพิเศษเป็นกลุ่ม
หน่ึงที่พบปัญหาในการอ่าน ซ่ึงมีผลมาจากข้อจากดั ของสาเหตุต่างๆ ทาให้ไม่สามารถอ่านได้ สง่ ผลให้เด็กที่มีความบกพร่องทาง
สติปัญญาเรียนรชู้ ้า ขาดแรงจูงใจในการเรยี นรู้ การมขี ั้นตอนและรูปธรรมทีชัดเจนจะช่วยให้เด็กท่ีมีความบกพร่องทางสติปญั ญา
อ่านคาและนาไปใชใ้ นชีวิตประจาวนั ไดม้ ากขนึ้

วธิ กี ารพีพีพี เข้ามามบี ทบาทในการสอนภาษา เปน็ วิธีทใ่ี ช้ทฤษฎีการเรยี นรพู้ ฤตกิ รรมนยิ ม และได้มาตรฐานนาไปใช้ทั่ว
โลก ฮาร์เมอร์ (Harmer, 2001) แนะนาให้กับครฝู ึกสอนมาต้งั แตก่ ่อนปี 1990 ได้อธบิ ายไว้วา่ การสอนแบบฟัง พูด อ่านมักจะถูก
เรียกว่าเป็นวิธีการพีพีพี (PPP) ซ่ึงย่อมาจาก Presentation, Practice and Production เป็นวิธีการสอนที่นาความรู้ที่เรียนมา
ฝึกฝนจนเป็นทกั ษะ เรียนรจู้ ากจุดเล็กไปส่จู ดุ ทใี่ หญ่ข้ึน และวธิ กี ารนอ้ี าศัยความถกู ต้องเปน็ ตวั นาไปสคู่ วามถูกต้องในการใช้ภาษา
วิธีการพีพีพีท่นี ามาใชใ้ นการสอนอา่ น วิธนี ีป้ ระกอบด้วย 3 ขน้ั ตอน ได้แก่ ขนั้ ที่ 1 ขั้นนาเสนอ (Presentation stage) ในขน้ั นีค้ รู
จะเริ่มต้นบทเรียนโดยการสร้างสถานการณ์จาลอง ซ่ึงสามารถประกอบไปด้วยรูปแบบท่ีหลากหลาย ขั้นท่ี 2 ข้ันฝึกปฏิบัติ
(Practice stage) นกั เรยี นจะฝึกฝนทกั ษะการใช้ภาษาภายใต้การควบคุมและดแู ลของครู นักเรียนจะฝึกการพูดประโยคหรือบท
สนทนาโดยการพูดตามครู หรือพูดตามจากเทป ทั้งในรูปแบบกลุ่มและเป็นรายบุคคล จนกระทั่งพูดได้อย่างถูกต้อง และขั้นท่ี 3
ขัน้ นาไปใช้ (Production stage) นักเรียนจะได้รับการสนบั สนุนและส่งเสรมิ ให้ใชร้ ปู แบบภาษาท่ีเรียนมาจากขนั้ นาเสนอและข้ัน
ฝกึ ปฏิบัติอย่างอิสระ เชน่ ในรูปแบบของการเลน่ บทบาทสมมติหรือจาลองสถานการณ์ให้นักเรียนได้นาสงิ่ ท่ีได้เรยี นนามาใชด้ ้วย
ตนเองอย่างมีประสทิ ธิภาพ เป็นตน้ ซ่ึงข้อดีของวิธีการพีพีพี คือ การแบ่งขั้นตอนที่ชัดเจนจะชว่ ยเพ่ิมประสิทธภิ าพในการเรียนรู้
ของนกั เรยี นทม่ี ีความบกพรอ่ งทางสติปญั ญา เนื่องจากนักเรยี นกลุม่ น้ีจะมีลักษณะการเรยี นร้ทู ใ่ี ช้หลัก 3 R’s ซึ่งประกอบด้วยการ
สอนซ้า (Repetition) การสอนแบบไม่เครียด (Relaxation) และการสอนให้เป็นกิจวัตรประจาวัน (Routine) (พัชรีวัลย์ แก่น
จนั ทร์. 2539)

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 494

ไซทเวิดส์ แฟลชการ์ด เป็นอีกวิธีหน่ึงท่ีนิยมนามาใช้ในการสอนอ่าน ไซทเวิดส์ แฟลชการ์ดเป็นบัตรคาศัพท์
ทม่ี ขี นาดใหญ่ แสดงใหเ้ หน็ ถึงความหมายของคา โดยมีรูปภาพแสดงถึงคาศัพท์ พรอ้ มทั้งสัญลกั ษณ์ทชี่ ว่ ยในการเรียนรู้ หรอื ฝกึ ฝน
เกย่ี วกับคาศัพท์ ชว่ ยส่งเสริมใหน้ กั เรยี นไดเ้ รียนร้คู าศัพท์ได้มากขึน้

จากวิธีพีพีพีและไซทเวิดส์ แฟลชการ์ดที่กล่าวมาเห็นได้ว่าแต่ละวิธีมีจุดเด่นที่เอื้อในการนามาประยุกต์ใช้ในการสอน
เร่ือง การอ่านคาทม่ี ีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตราโดยเมื่อใช้วธิ ีพพี ีพีรว่ มกบั การใช้ไซทเวดิ ส์ แฟลชการ์ดมีลาดบั ข้ันตอนการสอนท้ัง
สองวิธีร่วมกัน ดังน้ี ข้ันที่ 1 ขั้นนาเสนอ (Presentation stage) ครูเริ่มต้นบทเรียนโดยการนาเสนอรูปภาพของคาศัพท์ท่ี
เก่ียวข้อง แลว้ รว่ มกันอภปิ รายเกยี่ วกบั รปู ภาพ โดยครูจะกระต้นุ ความสนใจและตง้ั คาถามเกีย่ วกับสิ่งที่เห็นในภาพ พรอ้ มทงั้ จดส่ิง
ที่นักเรียนตอบคาถาม แล้วสรุปร่วมกันขั้นที่ 2 ข้ันฝึกปฏิบัติ (Practice stage) ครูนาบัตรคาติดบนกระดาน โดยบัตรคาจะมี
ทั้งหมด 3 ระดับ คือระดับที่ 1 บัตรคาจะมีภาพแสดงถึงคาศัพท์ที่นักเรียนจะฝึกฝน และมีคาศัพท์พิมพ์ด้วยตัวอักษรสีดา ใต้
คาศัพท์จะมีลูกศรสีแดงท่ีหัวลูกศรจะอยู่ในตาแหน่งตัวอักษรตัวสุดท้ายของคา ระดับท่ี 2 บัตรคาจะมีภาพแสดงคาศัพท์ และมี
คาศัพท์ท่ีพมิ พ์ด้วยตัวอักษรสดี าระดับท่ี 3 บตั รคาจะมีคาศัพท์ท่พี ิมพ์ดว้ ยตวั อักษรสดี า ครูให้นักเรียนฝึกอา่ นคาจากบัตรคาศพั ท์
ระดับท่ี 1 – ระดบั ท่ี 3 โดยการอ่านตามครู จากนนั้ นักเรียนจะฝึกอ่านแบบกลุ่มโดยผลัดกันเป็นผนู้ าในการอ่านแต่ละคาและเม่ือ
ผ่านในข้ันตอนแบบกลุ่มก็เพิ่มเป็นการอ่านรายบุคคล จนกระท่ังนักเรียนสามารถอ่านได้อย่างถูกต้อง ข้ันท่ี 3 ข้ันนาไปใช้
(Production stage) นกั เรียนจะได้รบั การส่งเสริมให้ใชค้ าศพั ท์ทีเ่ รียนมาจากข้นั นาเสนอและข้นั ฝกึ ปฏบิ ัติ ในรปู แบบของการทา
ใบงาน หรอื แบบฝึกหัดโดยสิ่งที่ไดเ้ รยี นมานามาใช้ดว้ ยตนเอง

จากเหตุผลดงั กล่าวขา้ งต้นจึงไดพ้ ัฒนาการสอนอ่านคาที่มตี ัวสะกดไม่ตรงตามมาตราโดยใช้วิธีพพี ีพี (PPP) รว่ มกับการ
ใช้ไซทเวิดส์ แฟลชการ์ด (Sight Words Flash Cards) เพื่อนาไปใช้พัฒนาความสามารถอ่านคาท่ีมีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อย และเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนา
ความสามารถอา่ นคาทีม่ ตี วั สะกดไมต่ รงตามมาตรา สาหรับครผู ูส้ อน ผูป้ กครอง และผเู้ ก่ียวข้องสามารถนาไปใชใ้ นการพัฒนาการ
เรียนรู้ของนักเรยี นท่ีมีความบกพรอ่ งทางสติปัญญาระดบั เลก็ น้อยต่อไป

นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ
1. นักเรียนทีมีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อย (Mild Intellectual Disability)หมายถึง เด็กท่ีมีระดับ

เชาวน์ปญั ญา (IQ) อยู่ระหว่าง 50 - 70 ไมม่ คี วามพกิ ารซอ้ น สามารถช่วยเหลือตนเอง พูดส่ือสารและปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นได้
2. ความสามารถอ่านคาท่ีมตี วั สะกดไม่ตรงตามมาตรา หมายถงึ การอ่านออกเสียงเปน็ คา ในคาท่ีมตี วั สะกดไม่ตรงตาม

มาตราได้ถูกต้องตามวิธีการอ่านท่ีถูกต้อง ซึ่งมี 4 มาตรา คือ (1) มาตราแม่กน คือ คาที่มี ญ , ณ, ร, ล เป็นตัวสะกด
(2) มาตราแม่กก คือ คาท่ีมี ข, ค, ฆ เป็นตัวสะกด (3) มาตราแม่กบ คือ คาที่มี พ, ฟ เป็นตวั สะกด และ (4) มาตราแม่กด คือ
คาที่มี จ, ช, ซ, ต, ถ, ท, ษ เป็นตัวสะกด โดยวัดได้จากการทาแบบทดสอบวดั ความสามารถอา่ นคามตี ัวสะกดไมต่ รงตามมาตราท่ี
สร้างขึน้ เป็นแบบทดสอบอัตนยั

3. การสอนดว้ ยวธิ ีพพี ีพี (PPP) ร่วมกับการใช้ไซทเวิดส์ แฟลชการ์ด (Sight Words Flash Cards) มีลาดบั ขั้นตอนการ
สอนทั้งสองวิธรี ่วมกัน ดังน้ี ขน้ั ที่ 1 ขั้นนาเสนอ (Presentation stage) ครเู ร่มิ ต้นบทเรียนโดยการนาเสนอรปู ภาพของคาศัพท์
ที่เก่ยี วข้อง แล้วร่วมกันอภิปรายเก่ียวกับรูปภาพ โดยครูจะกระตุ้นความสนใจและต้ังคาถามเกี่ยวกบั สิ่งที่เห็นในภาพ พร้อมทงั้ จด
สิ่งที่นกั เรียนตอบคาถาม แล้วสรุปร่วมกนั ข้ันท่ี 2 ข้นั ฝึกปฏิบัติ (Practice stage) ครูนาบัตรคาติดบนกระดาน โดยบัตรคาจะมี
ทั้งหมด 3 ระดับ คือ ระดับท่ี 1 บัตรคาจะมีภาพแสดงถึงคาศัพท์ที่นักเรียนจะฝึกฝน และมีคาศัพท์พิมพ์ด้วยตัวอักษรสีดา ใต้
คาศัพท์จะมีลูกศรสีแดงท่ีหัวลูกศรจะอยู่ในตาแหน่งตัวอักษรตัวสุดท้ายของคา ระดับที่ 2 บัตรคาจะมีภาพแสดงคาศัพท์ และมี
คาศัพทท์ ่ีพมิ พ์ด้วยตวั อกั ษรสีดา ระดบั ท่ี 3 บตั รคาจะมคี าศัพท์ท่ีพมิ พ์ดว้ ยตวั อักษรสดี า ครใู หน้ ักเรยี นฝกึ อ่านคาจากบัตรคาศพั ท์
ระดบั ที่ 1 – ระดับที่ 3 โดยการอ่านตามครู จากนั้นนกั เรยี นจะฝึกอา่ นแบบกลมุ่ โดยผลัดกันเป็นผูน้ าในการอ่านแตล่ ะคาและเมื่อ
ผ่านในขั้นตอนแบบกลุ่มก็เพ่ิมเป็นการอ่านรายบุคคล จนกระท่ังนักเรียนสามารถอ่านได้อย่างถูกต้อง ขั้นที่ 3 ขั้นนาไปใช้
(Production stage) นักเรียนจะได้รับการส่งเสริมใหใ้ ช้คาศัพทท์ ่ีเรยี นมาจากขั้นนาเสนอและข้นั ฝึกปฏบิ ัติ ในรปู แบบของการทา
ใบงาน หรือแบบฝึกหัดโดยสิง่ ทไ่ี ดเ้ รียนมานามาใช้ด้วยตนเอง

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 495

กรอบแนวคดิ ในการวิจัย

การสอนโดยใช้วธิ ีพีพีพรี ว่ มกบั ไซทเวดิ ส์ แฟลชการด์ เนือ้ หา
ข้นั ตอนการสอน
ข้ันที่ 1 ข้ัน นาเสนอ (Presentation stage)ครูเร่ิมต้น หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 1
บทเรียนโดยการนาเสนอรูปภาพของคาศัพท์ แล้วร่วมกัน คามาตรา แมก่ ก
อภิปรายเกี่ยวกับรูปภาพ โดยครูจะกระตุ้นความสนใจและต้ัง จานวน 10 คา
คาถามเก่ียวกับสิ่งท่ีเห็นในภาพ พร้อมท้ังจดส่ิงท่ีนักเรียนตอบ
คาถาม แล้วสรปุ รว่ มกนั
หน่วยการเรียนรู้ท่ี 2
ข้ันท่ี 2 ข้นั ฝึกปฏิบตั ิ (Practice stage)
ครูนาบัตรคาติดบนกระดาน โดยบัตรคาจะมีท้ังหมด 3 ระดับ คามาตรา แม่กด
คือ จานวน 10 คา
ระดับที่ 1 บัตรคาจะมีภาพแสดงถึงคาศพั ท์ที่นักเรียนจะฝึกฝน
และมคี าศพั ทพ์ ิมพด์ ้วยตวั อักษรสีดา ใต้คาศพั ทจ์ ะมลี กู ศรสแี ดง
ทห่ี วั ลูกศรจะอยู่ในตาแหน่งตัวอักษรตัวสุดทา้ ยของคา หน่วยการเรียนรู้ที่ 3
ระดับที่ 2 บัตรคาจะมีภาพแสดงคาศัพท์ และมีคาศัพท์ที่พิมพ์ คามาตรา แมก่ น ความสามารถอา่ นคา
ด้วยตัวอักษรสีดา ระดับที่ 3 บัตรคาจะมีคาศัพท์ท่ีพิมพ์ด้วย จานวน 10 คา ทมี่ ีตวั สะกดไมต่ รงตามมาตรา

ตัวอักษรสีดา ครูให้นักเรียนฝึกอ่านคาจากบัตรคาศัพท์ระดับท่ี
1 – ระดับที่ 3 โดยการอ่านตามครู จากนั้นนักเรียนจะฝึกอ่าน
แบบกลุ่มโดยผลัดกันเป็นผู้นาในการอ่านแต่ละคาและเม่ือผ่าน หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 4
ในข้ันตอนแบบกลุ่มก็เพ่ิมเป็นการอ่านรายบุคคล จนกระท่ัง คามาตรา แมก่ บ
นกั เรยี นสามารถอ่านได้อยา่ งถูกต้อง จานวน 10 คา

ขั้นที่ 3 ข้ันนาไปใช้ (Production stage)นักเรียนจะได้รับ
การส่งเสริมให้ใช้คาศัพท์ที่เรียนมาจากข้ันนาเสนอและข้ันฝึก
ปฏิบัติ ในรูปแบบของการทาใบงาน หรือแบบฝึกหัดโดยสิ่งทไ่ี ด้
เรยี นมานามาใชด้ ้วยตนเอง

วัตถุประสงค์ของการวจิ ยั
1. เพื่อศึกษาความสามารถอ่านคาที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตราของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1 ที่มีความบกพร่อง

ทางสตปิ ัญญาระดับเล็กน้อย หลังการสอนโดยใชว้ ธิ พี ีพีพี (PPP) ร่วมกบั ไซทเวดิ ส์ แฟลชการ์ด (Sight Words Flash Cards)
2. เพ่ือเปรียบเทียบความสามารถอ่านคาที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตราของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 ท่ีมีความ

บกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อย ก่อนและหลงั การสอนโดยใช้วธิ ีพีพีพี (PPP) ร่วมกับไซทเวิดส์ แฟลชการ์ด (Sight Words
Flash Cards)

สมมตฐิ านการวจิ ยั
1. ความสามารถอ่านคาท่ีมีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตราของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ท่ีมีความบกพร่องทาง

สติปัญญาระดับเล็กน้อย หลังการสอนโดยใช้วิธีพีพีพี (PPP) ร่วมกับการใช้ไซทเวิดส์ แฟลชการ์ด (Sight Words Flash Cards)
อย่ใู นระดบั ดี

2. ความสามารถอ่านคาที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตราของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ท่ีมีความบกพร่องทาง
สติปัญญาระดับเล็กน้อย หลังการสอนโดยวิธีพีพีพี (PPP) ร่วมกับการใช้ไซทเวิดส์ แฟลชการ์ด (Sight Words Flash Cards)
สูงขึน้

วธิ ดี าเนนิ การวจิ ัย
ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง
ประชากร เป็นนักเรียนทีม่ ีความบกพร่องทางสติปญั ญาระดับเล็กนอ้ ย (IQ 50 – 70) ไม่มีความพิการซ้อน กาลงั ศกึ ษา

อยูใ่ นชั้นระดบั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 1 สานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศกึ ษาเอกชน

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 496

กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อย (IQ 50 – 70) ไม่มีความพิการซ้อน กาลัง
ศึกษาอยู่ในชั้นระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2561 โรงเรียนเพลินพัฒนา กรงุ เทพมหานคร เลือกโดยวิธี
เจาะจง (Purposive Sampling) จานวน 5 คน

ตวั แปรท่ศี กึ ษา
ตวั แปรต้น ได้แก่ การสอนด้วยวิธพี พี ีพีรว่ มกับการสอนโดยใช้ไซทเวดิ ส์ แฟลชการด์
ตัวแปรตาม ได้แก่ ความสามารถอา่ นคาทม่ี ีตัวสะกดไมต่ รงตามมาตรา

วิธีการเกบ็ รวบรวมข้อมลู
ดาเนินการทดลองโดยใช้แบบแผนการทดลองแบบ One Group Pretest – Posttest Design ทาการทดสอบ
ความสามารถอ่านคาที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตราก่อนการทดลอง (Pretest) กับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักเรียนที่มีความบกพร่อง
ทางสติปัญญาระดับเล็กน้อย ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 ในภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2561 แล้วจึงดาเนินการสอนโดยใช้แผนการ
จัดการเรียนรู้ เร่ือง การอ่านคาจากการสอนโดยวิธีพีพีพี (PPP) ร่วมกับไซทเวิดส์ แฟลชการ์ด (Sight Words Flash Cards)
จานวน 20 แผนการจดั การเรียนรู้

เคร่ืองมอื ท่ีใชใ้ นการวจิ ัย
1. แผนการจัดการเรียนรู้ เร่ือง การอ่านคาจากการสอนโดยใช้วิธีพีพีพี (PPP) ร่วมกับ ไซทเวิดส์ แฟลชการ์ด
(Sight Words Flash Cards)ดาเนินการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 20 แผน แผนละ 1 ช่ัวโมง คาท่ีมี
ตัวสะกดไมต่ รงตามมาตราใช้ในแผนการจดั การเรยี นรู้ มี 4 มาตรา คือ มาตราแมก่ น แม่กก แมก่ บ และแมก่ ด จานวน 40 คา
2. แบบทดสอบการอ่านคาที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตราจานวน 40 ข้อ โดยนาไปทดลองใช้กับนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ 3 จานวน 1 ห้องเรียน ท่ีไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง (เน่ืองจากศึกษาความสามารถการอ่านของกลุ่มตัวอย่าง โดย
พิจารณาจากรายงานผลการทดสอบทางจิตวิทยาที่ประเมินโดยนักจิตวิทยาคลินิก แบบทดสอบท่ีใช้ คือ Achievement Test:-
Wide Range Achievement Test – THAI (WRAT-THAI) เพื่อทราบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนด้านการอ่านกลุ่มตัวอย่างมีผล
ความสามารถด้านการอ่านอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3) แล้วนาข้อมูลจากการทดสอบโดยใช้แบบทดสอบการอ่านคาท่ีมี
ตวั สะกดไมต่ รงตามมาตรามาตรวจให้คะแนนเพื่อหาค่าความยากง่าย (p) และค่าอานาจจาแนก (r) คัดเลือกขอ้ สอบที่มีค่าความ
ยากง่ายระหว่าง .20 - .80 ค่าอานาจจาแนก .20 ขึ้นไป ได้แบบทดสอบความสามารถอ่านคาที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา
จานวน 40 ข้อ ค่าความยากง่ายระหว่าง 0.40 – 0.66 และค่าอานาจจาแนกระหว่าง 0.20 – 0.46 จานวน 1 ฉบับ จากนั้น
นาไปหาคา่ ความเชือ่ มนั่ ดว้ ยสตู ร KR – 20 ได้คา่ ความเช่ือม่นั เท่ากับ 0.79และกาหนดเกณฑใ์ นการประเมนิ ผลคะแนนของการทา
แบบทดสอบการอ่านคาที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตราก่อนและหลังการสอนโดยใช้วิธีพีพีพีร่วมกับการใช้ไซทเวิดส์แฟลชการ์ด
โดยการนาคะแนนท่ีนักเรียนทาได้ถูกต้องคิดเป็นอัตราส่วนร้อยละแล้วนามาเปรียบเทียบกับเกณฑ์(สานักบรหิ ารงานการศึกษา
พเิ ศษ. 2547: 200-202) ซึ่งมรี ายละเอียด ดังนี้
คะแนน 36 – 40 คะแนน หมายถงึ มีความสามารถอา่ นคาท่มี ตี ัวสะกดไม่ตรงตามมาตราอยู่ในระดบั ดมี าก

(คดิ เป็นรอ้ ยละ 80 ขนึ้ ไป)
คะแนน 27 – 35 คะแนน หมายถึง มคี วามสามารถอา่ นคาท่มี ตี ัวสะกดไม่ตรงตามมาตราอยใู่ นระดับดี

(คิดเป็นร้อยละ 70 – 79)
คะแนน 18 – 26 คะแนน หมายถงึ มีความสามารถอา่ นคาท่ีมตี วั สะกดไม่ตรงตามมาตราอยู่ในระดบั ปานกลาง

(คิดเปน็ รอ้ ยละ 60 – 69)
คะแนน 9 – 17 คะแนน หมายถงึ มีความสามารถอา่ นคาทมี่ ตี ัวสะกดไม่ตรงตามมาตราอยู่ในระดบั พอใช้

(คิดเป็นรอ้ ยละ 50 – 59)
คะแนน 0 – 8 คะแนน หมายถึง มีความสามารถอา่ นคาที่มตี วั สะกดไม่ตรงตามมาตราอยใู่ นระดบั ปรบั ปรุง

(คิดเปน็ รอ้ ยละ 0 – 49)

การวิเคราะห์ข้อมูล
1. วิเคราะห์ผลการทดสอบการอ่านคาที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1ท่ีมีความ
บกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญาระดับเลก็ นอ้ ย จากการใชว้ ิธีพีพีพี (PPP) ร่วมกับไซทเวดิ ส์ แฟลชการด์ (Sight Words Flash Cards) ทา
การวิเคราะห์ขอ้ มลู โดยใชส้ ถติ ิพ้ืนฐาน ได้แก่ ค่ามธั ยฐาน (Median) คา่ พสิ ัยระหวา่ งควอไทล์ (Interquartile Range: IQR)

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 497

2. เปรียบเทยี บความสามารถอา่ นคาท่ีมีตัวสะกดไมต่ รงตามมาตรา ของนักเรียน มัธยมศึกษาปีท่ี 1 ท่ีมีความบกพร่อง
ทางสติปัญญาระดับเล็กน้อย วิธีพีพีพี (PPP) ร่วมกับไซทเวิดส์ แฟลชการ์ด (Sight Words Flash Cards) ก่อนเรียนและหลัง
เรียน ทาการวิเคราะหข์ อ้ มลู โดยวธิ ีทดสอบ The Wilcoxon Matched Pairs Signed – Ranks Test

ผลการวจิ ัย
ผลการวิเคราะห์ข้อมูลการศึกษาความสามารถอ่านคาที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตราของนักเรียนมัธยมศึกษาปีท่ี 1 ท่ีมี
ความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อย จากการสอนโดยใช้วิธีพีพีพีร่วมกับไซทเวิดส์ แฟลชการ์ด แสดงรายละเอียดได้
ดงั ตอ่ ไปน้ี

ตาราง 1 จานวนคะแนน ค่ามัธยฐานและค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ ความสามารถอ่านคาท่ีมีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตราของ
นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อย จากการสอนโดยใช้วิธีพีพีพีร่วมกับไซทเวิดส์แฟล
ชการ์ด

คนท่ี คะแนนก่อนเรียน ระดับ คะแนนหลังเรยี น ระดบั
(คะแนนเต็ม 40 คะแนน) (คะแนนเต็ม 40 คะแนน)
1 5 ปรับปรุง 38 ดีมาก
2 9 ปรบั ปรุง 40 ดมี าก
3 17 พอใช้ 40 ดมี าก
4 13 พอใช้ 40 ดีมาก
5 12 พอใช้ 40 ดีมาก
Mdn 12 พอใช้ 40 ดมี าก
IQR 8 2

จากตาราง 1 แสดงว่า ความสามารถอ่านคาที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตราของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 ท่ีมีความ
บกพร่องทางสตปิ ญั ญาระดบั เลก็ น้อย หลังการสอนโดยใช้วธิ พี พี ีพีรว่ มกับไซทเวดิ ส์ แฟลชการด์ กอ่ นการสอนมีคะแนนระหว่าง 5
ถึง 17 คะแนน ค่ามัธยฐานเท่ากับ 12 และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์เท่ากับ 8 มีความสามารถอ่านคาที่มีตัวสะกดไม่ตรงตาม
มาตราอยู่ในระดับพอใช้ และหลังการสอนโดยใช้วิธีพีพีพีร่วมกับไซทเวิดส์ แฟลชการ์ดนักเรียนมีคะแนนระหว่าง 38 ถึง 40
คะแนน คะแนนค่ามัธยฐานเท่ากับ 40 และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์เท่ากับ 2 มีความสามารถอ่านคาท่ีมีตัวสะกดไม่ตรงตาม
มาตราอยใู่ นระดับดมี าก

ตาราง 2 การเปรียบเทียบข้อมลู การศึกษาความสามารถอา่ นคาที่มตี ัวสะกดไม่ตรงตามมาตราของนักเรยี นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 ท่ีมี
ความบกพร่องทางสติปญั ญาระดับเล็กนอ้ ย กอ่ นและหลังการสอนโดยใชว้ ธิ พี ีพีพีร่วมกบั ไซทเวดิ ส์ แฟลชการ์ด

คนท่ี คะแนนหลงั เรยี น ผลตา่ งของ ลาดับท่ีของ ลาดับตามเคร่อื งหมาย T
(คะแนนเต็ม 40 คะแนน) คะแนน ความต่าง +-
ก่อนสอน(X) หลังสอน(Y) D = Y-X
15 38 33 5 +5 - *0
29 40 31 4 +4 -
3 17 40 23 1 +1 -
4 13 40 27 2 +2 -
5 12 40 28 3 +3 -
รวม - +15 0

* มีนยั สาคญั ทางสถิตทิ ่ีระดบั .05
จากตาราง 2 แสดงว่า ความสามารถอ่านคาที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตราของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 ท่ีมีความ
บกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อย หลังการสอนโดยใช้วธิ ีพพี ีพีร่วมกับไซทเวดิ ส์ แฟลชการ์ดสูงขึ้นอย่างมีนยั สาคัญทางสถิติที่

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 498

ระดับ .05 ซ่ึงสอดคล้องกับสมมุติฐานข้อท่ี 2 ท่ีต้ังไว้ว่าความสามารถอ่านคาที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตราของนักเรียนช้ัน
มธั ยมศึกษาปีท่ี 1 ท่ีมีความบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญาระดบั เล็กน้อยหลงั การสอนโดยวธิ พี พี ีพีร่วมกับการใชไ้ ซทเวิดส์ แฟลชการ์ดสูง
ขึ้น

สรปุ ผลการวจิ ยั
1. ความสามารถอา่ นคาทม่ี ตี วั สะกดไมต่ รงตามมาตราของนกั เรยี นชัน้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 1ท่ีมคี วามบกพร่องทางสติปัญญา

ระดับเลก็ น้อย หลังการสอนโดยวธิ พี ีพพี ี (PPP) รว่ มกับการใช้ไซทเวดิ ส์ แฟลชการ์ด (Sight Words Flash Cards) อยู่ในระดับดี
(ค่ามัธยฐานเทา่ กบั 40 คะแนน จากคะแนนเต็ม 40 คะแนน; t = 5)

2. ความสามารถอา่ นคาทม่ี ตี วั สะกดไมต่ รงตามมาตราของนักเรยี นชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 1ทีม่ ีความบกพร่องทางสตปิ ัญญา
ระดับเล็กนอ้ ย หลงั การสอนโดยวิธีพพี ีพี (PPP) ร่วมกบั การใช้ไซทเวิดส์ แฟลชการ์ด (Sight Words Flash Cards) สงู ขึน้ (T = 0,
P < .05)

อภิปรายผล
การวิจัยครั้งนี้เพื่อพัฒนาความสามารถอ่านคาท่ีมีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตราของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1

ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อย จากการสอนโดยวิธีพีพีพี (PPP) ร่วมกับการใช้ไซทเวิดส์ แฟลชการ์ด (Sight
Words Flash Cards) ผลการวิจยั พบวา่

1. ความสามารถอ่านคาทม่ี ีตัวสะกดไมต่ รงตามมาตราของนกั เรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 1ท่มี คี วามบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญา
ระดับเล็กน้อย หลังการสอนโดยวิธีพีพีพีรว่ มกับการใช้ไซทเวิดส์ แฟลชการ์ดอยู่ในระดับดีมาก สอดคล้องกับสมมุติฐานการวิจัย
ท่ตี ั้งไว้ คือ ความสามารถอ่านคาท่ีมีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตราของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
ระดับเลก็ น้อยหลังการสอนโดยวธิ พี ีพพี รี ่วมกบั การใชไ้ ซทเวดิ ส์ แฟลชการด์ อยใู่ นระดับดี

จากผลการวจิ ัยดังกล่าวการสอนโดยวิธพี ีพีพนี ้ันเป็นรูปแบบการสอนท่ีมีข้ันตอนชดั เจน ซงึ่ การแบง่ ข้นั ตอนที่ชัดเจนจะ
ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ของนักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา รวมถึงการนาความรู้ที่เรียนมาฝึกฝนจนเป็น
ทักษะ สะท้อนแนวความคิดที่ว่าการฝึกฝนบ่อยๆ ทาให้จดจาได้ ตรงกับลักษณะการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีความบกพร่องทาง
สติปัญญา ที่ใช้หลัก 3 R’s ซึ่งประกอบด้วย การสอนซ้า (Repetition) คือ การสอนและใช้เวลาสอนมากกว่าเด็กปกติ ใช้วิธี
หลายๆ วิธีในการสอนเนอ้ื หาเดิม การสอนแบบไม่เครียด (Relaxation) คอื การสอนทไ่ี มส่ อนเน้ือหาวชิ าเดยี วเกิน 15 นาที ควร
เปล่ียนกิจกรรมวิชาการเป็นการเล่น ร้องเพลง เล่านิทาน หรือให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติจริง และการสอนให้เป็นกิจวัตรประจาวัน
(Routine) คือ การสอนให้เป็นประจาทุกวันเป็นกิจกรรมการสอนจะต้องทาสม่าเสมอเป็นประจา(พัชรีวัลย์ แก่นจันทร์. 2539)
การสอนโดยวิธพี ีพพี ีนน้ั เหมาะสาหรับการเรียนร้ทู กั ษะในทกุ ด้านและเป็นวิธกี ารที่ทาให้ครูสามารถควบคุมเนอ้ื หาและความเรว็ ใน
การเรียนได้

นอกจากนกี้ ารใช้ ไซทเวิดส์ แฟลชการ์ด (Sight Words Flash Cards) ยงั เปน็ อีกวิธหี นึ่งทนี่ ิยมนามาใช้ในการสอนอ่าน
ไซทเวิดส์ แฟลชการ์ดเป็นบัตรคาศัพท์ท่ีมีขนาดใหญ่ แสดงให้เห็นถึงความหมายของคา โดยมีรูปภาพแสดงถึงคาศัพท์ พร้อมท้ัง
สัญลักษณท์ ช่ี ่วยในการเรยี นรู้ หรอื ฝกึ ฝนเก่ยี วกบั คาศพั ท์ ช่วยส่งเสริมให้นกั เรียนไดเ้ รยี นรคู้ าศัพทไ์ ดม้ ากขนึ้ จากการวจิ ัยของเอล
ซา (Elsa, 2013) ได้ทาการวิจัยเรอ่ื งการสอนคาศัพท์โดยใช้แฟลชการ์ดกบั รายการคาศพั ท์โดยการศึกษาน้ีตอ้ งการตรวจสอบผล
ของการใช้แฟลชการ์ดกับรายการคาศัพท์ 50 คา ผลการศึกษาพบวา่ ความรู้ด้านคาศัพท์ของนักเรียนเพ่ิมข้ึนหลังจากได้รับการ
สอนโดยแฟลชการ์ดและรายการคาศัพท์ สามารถจาคาศัพทไ์ ด้งา่ ยขึ้นและมีแรงจูงใจในการเรียนภาษาอังกฤษมากข้ึน สรุปไดว้ ่า
ควรใช้แฟลชการ์ดในการสอนคาศัพท์ให้เด็ก รวมถึงพัฒนาทักษะการมองเห็นและทักษะการฟังไปพร้อมกันเหมาะกับการเรียนรู้
ของนกั เรยี นท่ีมคี วามบกพรอ่ งทางสตปิ ัญญา

การสอนโดยวิธีพีพีพีร่วมกับการใช้ไซทเวิดส์ แฟลชการ์ดมีทั้งหมด 3 ข้ันตอน ข้ันที่ 1 ข้ันนาเสนอ (Presentation
stage) ครูจะเริม่ ต้นบทเรยี นโดยการนาเสนอรปู ภาพของคาศัพท์ทเ่ี กี่ยวข้อง พรอ้ มร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกบั รูปภาพของคาศัพท์
เหลา่ น้ัน โดยครูจะกระตุ้นความสนใจและตั้งคาถามให้นักเรียนคดิ และตอบว่าสิ่งที่เห็นในภาพคืออะไร พร้อมท้ังจดสิ่งท่นี ักเรียน
ตอบคาถาม แล้วมาสรุปร่วมกันว่าส่ิงที่เห็นในรูปภาพคืออะไร ข้ันที่ 2 ขั้นฝึกปฏิบัติ (Practice stage) ครูนาบัตรคาติดบน
กระดาน โดยบัตรคาจะมีทั้งหมด 3 ระดับ คือ ระดับท่ี 1 บัตรคาน้ันจะมีภาพแสดงถึงคาศัพท์ท่ีนักเรียนจะฝึกฝน และมีคาศัพท์
พมิ พด์ ้วยตวั อักษรสดี า ใตค้ าศพั ทจ์ ะมีลูกศรสแี ดงทหี่ ัวลูกศรจะแสดงไปยงั ตัวอกั ษรสดุ ท้ายของคา ระดบั ท่ี 2 บตั รคานั้นจะมีภาพ
แสดงถึงคาศัพท์ทีน่ ักเรยี นจะฝึกฝน และมีคาศพั ทพ์ ิมพ์ด้วยตัวอักษรสีดา ระดับที่ 3 บัตรคาจะมีคาศัพท์ทีน่ ักเรยี นจะฝึกฝนพิมพ์

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 499

ด้วยตัวอักษรสีดา ครูให้นักเรียนฝึกอ่านคาจากบัตรคาศัพท์ระดับที่ 1 – 3 ตามที่กล่าวมาข้างต้นโดยการอ่านตามครู จากน้ัน
นกั เรียนจะฝึกอ่านแบบกลมุ่ โดยผลดั กันเป็นผนู้ าในการอา่ นแตล่ ะคาและเมอื่ ผ่านในขั้นตอนแบบกลุม่ กเ็ พิม่ เป็นการอ่านรายบคุ คล
จนกระทั่งนักเรียนสามารถอ่านได้อย่างถูกต้อง ข้ันที่ 3 ข้ันนาไปใช้ (Production stage) นักเรียนจะได้รับการส่งเสริมให้ใช้
คาศัพท์ที่เรียนมาจากขั้นนาเสนอและข้นั ฝึกปฏิบัติ ในรูปแบบของการทาใบงาน หรอื แบบฝึกหัดโดยสงิ่ ที่ได้เรียนมานามาใชด้ ้วย
ตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ ซ่ึงการสอนโดยใช้วิธีพีพีพีสอดคล้องกับอังเกรนีเอ็ม.เอส ลากาโล (Anggraeni M.S Lagalo. 2013:
Abstract) ได้ทาการวิจัยเร่ืองการใช้ Presentation, Practice and Production (PPP) เพื่อพัฒนาความสามารถด้านการพูด
ของนักเรียนช้ัน 10 โรงเรียน MAN Batudaaในปีการศึกษา 2550 – 2551 ผลการวิจัยพบว่าความสามารถทางการพูดของ
นักเรียนเพ่ิมมากขึ้นดูได้จากผลการทดสอบหลังเรียนซ่ึงดีกว่าผลการทดสอบก่อนเรียน คะแนนรวมของแบบทดสอบก่อนเรียน
403 คะแนนและคะแนนรวมแบบทดสอบหลังเรียน 467 คะแนน งานวิจัยนี้วัดผลจากความสามารถของนักเรียนในการใช้
คาศัพท์ ไวยากรณ์ การออกเสียง ความคล่องแคล่ว และความเข้าใจการใช้ Presentation, Practice and Production ทาให้
ความสามารถในการพดู ภาษาอังกฤษพัฒนาขนึ้ จากเดิม

ดังน้ันการสอนโดยใช้วิธีพีพีพีร่วมกับการใช้ไซทเวิดส์ แฟลชการ์ดตามแผนการจัดการเรียน รู้จานวน 20 คร้ัง
จงึ ส่งผลใหน้ ักเรียนชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 1 ทมี่ ีความบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญาระดบั เลก็ นอ้ ยมคี วามสามารถอ่านคาท่ีมตี วั สะกดไม่ตรง
ตามมาตราอย่ใู นระดับทด่ี ีมาก

2. การเปรียบเทียบความสามารถอ่านคาที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตราของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1 ที่มีความ
บกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อย หลังการสอนโดยวิธีพีพีพีร่วมกับการใช้ไซทเวิดส์ แฟลชการ์ดสูงขึ้นอย่างมีนัยสาคัญทาง
สถิติท่ีระดับ .05 ซ่ึงสอดคล้องกับสมมุติฐานการวิจัยข้อท่ี 2 ที่ตั้งไว้ คือ ความสามารถอ่านคาท่ีมีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตราของ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 ท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อย หลังการสอนโดยวิธีพีพีพีร่วมกับการใช้ไซทเวิดส์
แฟลชการด์ สงู ขน้ึ

ทัง้ นี้เป็นผลเน่ืองจากวิธพี ีพีพีไม่ใช่วิธีการสอนอ่านคาโดยตรง แต่เป็นกรอบแนวคิดในการใชข้ ั้นตอนเข้ามาประยกุ ต์กับ
การอ่านคา โดยทั้ง 3 ขั้นตอน คือ ข้ันท่ี 1 ข้ันนาเสนอ (Presentation stage) ข้ันท่ี 2 ขั้นฝึกปฏิบัติ (Practice stage) ข้ันที่ 3
ขน้ั นาไปใช้ (Production stage) ให้นักเรียนมสี ว่ นร่วมในการแสดงความคิดเห็น การทากิจกรรมร่วมกนั ระหว่างครูและนกั เรยี น
รวมทั้งการนา ไซทเวดิ ส์ แฟลชการ์ดซ่งึ เปน็ สอ่ื ทใ่ี ช้รูปภาพและคามารวมไวใ้ นการเรียนการสอน ก่อใหเ้ กิดความเชื่อมโยงระหว่าง
รปู ภาพและคาศัพท์ ทาให้ผู้เรียนเข้าใจความหมายและจดจาคานามาอ่านได้ถูกต้อง กระบวนการดังกล่าวข้างต้นนอกจากสร้าง
ความสนุกยงั คงความเขา้ ใจและการเหน็ คาซ้าๆ และแบ่งขั้นตอนอย่างชัดเจนดว้ ยวธิ ีการพีพีพี ทาให้ผู้เรียนจาคาศพั ทไ์ ด้ดีมากข้ึน
เพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ของนักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาสอดคล้องกับ (พัชรีวัลย์ แก่นจันทร์. 2539) ที่
กลา่ วถงึ การเรียนรูท้ ่ีใช้หลกั 3 R’s ซ่งึ ประกอบด้วย การสอนซา้ (Repetition) คือ การสอนและใช้เวลาสอนมากกวา่ เด็กปกติ ใช้
วิธีหลายๆ วิธีในการสอนเนื้อหาเดิม การสอนแบบไม่เครียด (Relaxation) คือ การสอนที่ไม่สอนเน้ือหาวิชาเดียวเกิน 15 นาที
ควรเปล่ียนกิจกรรมวชิ าการเปน็ การเลน่ ร้องเพลง เล่านทิ าน หรือใหเ้ ด็กไดล้ งมอื ปฏบิ ตั จิ รงิ และการสอนใหเ้ ป็นกจิ วัตรประจาวัน
(Routine) คือ การสอนให้เป็นประจาทุกวันเป็นกิจกรรมการสอนท่ีต้องทาสม่าเสมอเป็นประจา ซึ่งกระบวนงานวิจัยในข้ันที่ 2
ของการสอนที่แบ่งบัตรคาออกเป็น 3 ระดับ คือระดับที่ 1 บัตรคาจะมีภาพแสดงถึงคาศัพท์ท่ีนักเรียนจะฝึกฝน และมีคาศัพท์
พิมพ์ด้วยตัวอักษรสีดา ใต้คาศัพท์จะมีลูกศรสแี ดงท่ีหวั ลูกศรจะอยใู่ นตาแหน่งตัวอักษรตัวสุดท้ายของคา ระดับที่ 2 บัตรคาจะมี
ภาพแสดงคาศพั ท์ และมีคาศพั ท์ท่ีพิมพ์ด้วยตัวอกั ษรสดี า ระดบั ที่ 3 บตั รคาจะมีคาศพั ท์ท่ีพมิ พ์ด้วยตัวอักษรสีดา หลังจากนั้นจะ
มีการย้า ซ้า ทวนโดยครูใหน้ ักเรียนฝึกอา่ นคาจากบัตรคาศัพท์ระดับท่ี 1 – ระดับที่ 3 โดยการอา่ นตามครู จากน้ันนักเรียนจะฝึก
อ่านแบบกลุ่มโดยผลัดกันเป็นผู้นาในการอ่านแต่ละคาและเม่ือผ่านในข้ันตอนแบบกลุ่มก็เพิ่มเป็นการอ่านรายบุคคล จนกระท่ัง
นักเรยี นสามารถอา่ นได้อยา่ งถูกตอ้ ง

จากข้อมูลข้างต้น พบว่า ก่อนการสอนนักเรียนมีความเข้าใจ และอ่านคาศัพท์อยู่ในระดับต่าเมื่อเทียบจากเกณฑ์
ที่กาหนด แต่เม่ือมีการเรียนโดยใช้วิธีพีพีพีร่วมกับการใช้ไซทเวิดส์ แฟลชการ์ดนักเรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียน
มคี วามมั่นใจในการอา่ นคาศัพท์ มีสว่ นรว่ มตอบคาถามและกิจกรรมในชั้นเรียนมากขึ้น มแี รงจงู ใจในการเรียนดว้ ยตนเองสงู ขึน้

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 500

ข้อเสนอแนะ
ขอ้ เสนอแนะท่ัวไป
1.ครผู สู้ อนควรใช้รปู ภาพและคาสงั่ สน้ั ๆ เพื่อใหผ้ ู้เรยี นเขา้ ใจง่ายจะทาใหผ้ ูเ้ รียนไดพ้ ัฒนาทักษะการอา่ นคาไดด้ ียง่ิ ขึ้น
2. ผู้สอนควรให้การเสริมแรงทางบวก เช่น คาชมคะแนนสต๊ิกเกอร์ เป็นต้น เพ่ือกระตุ้นให้ผู้เรียนมีความสนใจและมี

ความกระตือรอื ร้นมสี ่วนร่วมในการเรยี นการสอน แมเ้ ป็นเพยี งการตอบคาถามส้นั ๆ หรอื การยกมือแสดงความคิดเหน็
ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งตอ่ ไป
1. ควรมีงานวิจัยท่ีนาการสอนโดยใช้วิธีพีพีพีร่วมกับการใช้ไซทเวิดส์ แฟลชการ์ดไปทดลองใช้กับนักเรียนที่มีความ

บกพร่องทางสติปัญญาในระดับชั้นประถมศึกษา เพ่ือพัฒนาความสามารถในการอ่านคาศัพท์ที่เหมาะสมกับระดับช้ันให้กับ
นกั เรียนทีม่ คี วามบกพรอ่ งทางสติปญั ญา

2. ควรมีงานวิจัยนาการสอนโดยใช้วิธีพีพีพีร่วมกับการใช้ไซทเวิดส์ แฟลชการ์ดไปทดลองใช้กับนักเรียนท่ีมีความ
บกพร่องทางสติปัญญาในกลมุ่ การเรยี นร้วู ชิ าภาษาต่างประเทศ

เอกสารอ้างองิ
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (2551). หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พื้นฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑. กรุงเทพฯ: โรงพมิ พ์ชมุ นุม

สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย
พงศเ์ กษม สนธิไทย. (2550). ภาษาไทย 1. กรุงเทพฯ : ไอ. เอส. พรนิ้ ดงิ้ เฮ้าส.์
ยงยศ โคตรภูธร.(2555).ส่งเสริมการอา่ นในกลมุ่ เดก็ พิเศษ.สืบคน้ เมอ่ื วันที่ 20 สิงหาคม 2561, จาก

https://www.gotoknow.org/posts/289701
สานกั งานคณะกรรมการการประถมศึกษาแหง่ ชาติ. (2543). การประกันคณุ ภาพการศกึ ษาพิเศษโรงเรยี นเรยี นรว่ ม เล่ม 2.

กรุงเทพฯ: สานักนเิ ทศและพฒั นามาตรฐานการศกึ ษา สานกั งานคณะกรรมการการประถมศึกษาแหง่ ชาต.ิ
สุรางค์โคว้ ตระกูล (2553).จิตวทิ ยาการศึกษา. พมิ พค์ รงั้ ท่ี 9.กรงุ เทพฯ : สานักพิมพ์แหง่ จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั
อัมริน เบบี้ แอนด์ คิด (Amarin Baby & Kids). (2016). แฟลชการด์ – บัตรคา กระตนุ้ การเรียนรขู้ องลูก. สบื ค้นเมอื่ 28กนั ยายน

2560, จาก http://www.amarinbabyandkids.com/parenting/toddler/free-download-flash-card/
Anggraeni, M.S Lagalo. (2013). The Application of Presentation, Practice and Production (PPP) Method to

Increase Students’ Speaking Ability. State University of Gorontalo.
Harmer, J. (2001).The practice of English language teaching (third edition). England: Longman.
Rachel, B.S., Laman. (2013). Strategies to Teach Sight Words in an Elementary Classroom. International

Journal of Education, Vol.5(4).


Click to View FlipBook Version