ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 151
สรุปผลการวจิ ัย
ปัจจัยแต่ละตัวมปี จั จยั ทมี่ ีความสัมพนั ธท์ างบวกกับแรงบนั ดาลใจเพ่อื การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะและการออกแบบของ
นักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยเม่ือพิจารณาเป็นรายปัจจัย พบว่า ตัวแปรด้าน
สภาพแวดล้อมในมหาวทิ ยาลัย มีความสัมพันธก์ ับแรงบันดาลใจเพือ่ การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะและการออกแบบของนักศึกษา
มหาวิทยาลัยศิลปากรในระดับมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ด้านบุคลิกภาพ ด้านสภาพแวดล้อมภายใน
ครอบครัว ตามลาดับ
อภปิ รายผล
1. จากการศกึ ษาพบว่า ตวั แปรปจั จัยด้านบคุ ลกิ ภาพ ด้านแรงจูงใจใฝ่สมั ฤทธิ์ ด้านสภาพแวดลอ้ มในมหาวิทยาลยั และ
ด้านสภาพแวดลอ้ มภายในครอบครัว มีความสัมพนั ธ์ทางบวกกับแรงบันดาลใจเพื่อการสรา้ งสรรค์ผลงานศลิ ปะและการออกแบบ
ของนกั ศกึ ษา มหาวิทยาลัยศลิ ปากร เมื่อพจิ ารณาปจั จัยที่มีความสมั พันธ์กับแรงบันดาลใจในแต่ละด้านพบวา่
1.1 ด้านสภาพแวดล้อมในมหาวิทยาลัย มคี วามสมั พันธ์ทางบวกกับแรงบันดาลใจเพื่อการสร้างสรรค์ผลงาน
ศิลปะและการออกแบบของนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากรมากทส่ี ดุ มีความสัมพันธ์อย่ใู นระดับสูง ทงั้ นี้อาจเน่ืองมาจากการสร้าง
บรรยากาศและสภาพแวดล้อมท่ดี ีในมหาวิทยาลยั รวมถึงสภาพแวดล้อมภายในและภายนอกห้องเรียน ทาให้ผู้เรียนมีส่วนรว่ มใน
การคิด การกระทา ส่งเสรมิ การเรียนรูแ้ บบเสรีของความสนใจ จะช่วยสง่ เสรมิ ให้ผู้เรยี นเกิดแรงบันดาลใจและความคดิ สรา้ งสรรค์
นอกจากน้ี อารยี ์ พนั ธ์มณี (2542: 192) ได้กลา่ วถงึ สถานการณ์ต่างๆ ในสงิ่ แวดลอ้ มวา่ คอื สถานการณต์ ่างๆ ในแต่ละส่งิ แวดลอ้ ม
ยอ่ มสง่ ผลให้บุคคลเกิดแรงจูงใจต่างกัน และวฒั นธรรมแต่ละสงั คมย่อมสง่ ผลใหพ้ ัฒนาการของผเู้ รียนมีความแตกต่างกันด้วย ซ่ึง
สอดคล้องกับแนวคิดของ ฮอลแมน (Hallman. อ้างถึงใน ศศิพันธ์ พัดสมร, 2540, น.21) ได้กล่าวว่า การจัดบรรยากาศการ
เรียนรู้แบบเสรีให้ผู้รียนมีอิสระในการคิดและแสดงออก มีอิสระในการศึกษาค้นคว้าในกรอบของความสนใจและความสามารถ
ของเขา ผู้สอนต้องไม่มีลักษณะเผด็จการทางความคิด ซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยของฤทัยรัตน์ชิดมงคล และเปรมฤดี บริบาล
(2555 : น.45) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธ์ิของนักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุดรธานี พบว่า
บรรยากาศในการเรยี นรู้ มคี วามสัมพันธ์ทางบวกกับแรงจงู ใจใฝ่สัมฤทธิ์แสดงว่า ในส่ิงแวดล้อมของวิทยาลัยทม่ี บี รรยากาศในการ
เรียนรู้ที่ดมี ีแนวโนม้ ที่นกั ศึกษาจะมีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ในทิศทางท่ีดีด้วย ทั้งนี้อาจเนือ่ งมาจาก บรรยากาศในการเรยี นรู้ทม่ี ีความ
พร้อมทง้ั ทางกายภาพและในบรรยากาศการเรยี นการสอนท่ีอบอุ่น จะกระตุ้นใหเ้ กดิ ความตอ้ งการความสาเร็จมากขึน้ ดงั ที่ เขียน
วันทนียตระกูล (2553) ไดก้ ล่าวว่าถงึ บรรยากาศในการเรียนการสอนวา่ เป็นปัจจัยภายนอกที่จะผลักดันให้นักเรียนเกิดแรงจงู ใจ
ในการเรียน นอกจากน้ันสภาพแวดล้อมทเี่ อ้อื ตอ่ การเรียนรู้ควรมีขนาดห้องเรียนที่เหมาะสม มีแสงสวา่ งเพียงพอ มีเสยี งและกล่ิน
ที่ไม่รบกวนการเรยี นรพู้ รอ้ มท้งั มีเคร่ืองมอื อปุ กรณต์ ่างๆพรอ้ มและเพียงพอ นอกจากนยี้ ังสอดคลอ้ งกับผลการวิจัยของ กนกวรรณ
ทองฉวี (2545 : น.184) ศึกษาความสัมพันธร์ ะหวา่ งความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง บทบาทอาจารย์ในการอานวยความสะดวกใน
การเรยี นรูส้ ภาพแวดลอ้ มในสถาบนั กบั ความพรอ้ มในการเรยี นรูด้ ว้ ยตนเอง ของนักศกึ ษาพยาบาล สถาบันการศึกษาษาพยาบาล
ของรัฐ สังกดั ทบวงมหาวิทยาลยั พบวา่ สภาพแวดล้อมในสถาบันมีความสมั พันธ์ทางบวกกับความพร้อมในการเรยี นรูด้ ้วยตนเอง
ของนักศึกษา อยา่ งมนี ยั สาคญั ทางสถิติทร่ี ะดบั .05
1.2 ด้านแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธ์ิ เป็นอีกปัจจยั หน่ึงมีความสัมพันธ์ทางบวกกับแรงบันดาลใจเพื่อการสร้างสรรค์
ผลงานศิลปะและการออกแบบของนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร มีความสัมพันธ์อยู่ในระดับสูงเช่นกัน ท้ังน้ีอาจเป็นเพราะ
แรงจงู ใจใฝ่สัมฤทธิ์ เกดิ จากความพึงพอใจ ความสาเร็จ ความรักส่ิงต่างๆ แรงกระตุ้นความต้องการ ส่งผลต่อความคิดสร้างสรรค์
และการที่บคุ คลจะสามารถปฏบิ ัตงิ านไดอ้ ยา่ งมีประสิทธภิ าพหรือไม่นน้ั ข้ึนอยกู่ ับความสามารถเฉพาะตัวที่จะสร้างแรงจงู ใจของ
ตนเองที่จะสร้างขวัญและกาลังใจเพ่ือเป็นการกระตุ้นหรือจูงใจให้นักศึกษาทางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้านักศึกษาคนใดมี
แรงจูงใจการปฏิบัติงานสูงก็แสดงว่านักศึกษาคนน้ันเป็นผู้มีจุดมุ่งหมายในชีวิต มีความคล่องแคล่ว ไม่อยู่น่ิง กระตือรือร้น
ตลอดเวลาจะสามารถปฏบิ ัติงานไดอ้ ย่างมปี ระสิทธิภาพ ซึง่ สอดคลอ้ งกบั แนวคดิ ทฤษฎขี องแมคเคลแลนด์ (McClelland. 1985:
p.812-825) ได้กล่าวถึงแรงจูงใจของบุคคล ว่าเป็นการกระทาเพ่ือมุ่งเป้าหมายท่ีต้องการการผลักดันอย่างแรงกล้าและเป็นเลิศ
เฉพาะตัวบุคคล และบุคคลจะดาเนินการใดใดให้สาเร็จตามเป้าหมายน้ันจะต้องมีองค์ประกอบของความสรรถนะ
(competency) ที่สาคัญคือแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ซ่ึงสอดคล้องกับแนวคิดทฤษฎีของ เดอร์ ซีคโก (De Cecco. อ้างถึงในศศิพันธ์
พดั สมร, 2540) ได้กล่าวว่า การให้รางวัลเม่ือนักเรียนทากิจกรรมสร้างสรรค์สามารถพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ได้ สอดคล้องกับ
วนิช สุธารัตน์ (2547, น.239) ได้กล่าวถึงปัจจัยด้านแรงจูงใจที่ผลักดันให้บุคคลกระทากิจกรรมนั้น พบว่า บุคคลที่มีความคิด
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 152
สรา้ งสรรคจ์ ะมีแรงจูงใจท่ีเกดิ ขนึ้ ภายในจิตใจ (Intrinsic Motivation) เช่น ความพึงพอใจ ความสาเร็จ ความรักสงิ่ ตา่ งๆ เหลา่ น้ี
สามารถกระตุน้ ให้บุคคลกระทากิจกรรมต่างๆในการสร้างสรรค์มากกว่าแรงจงู ใจภายนอกและยังสอดคล้องกับทฤษฎีของ สตอร์
นเบิร์คและลูบาร์ท (Sternberg and Lubart. 1995: p.405) ได้กล่าวว่า แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ เป็นปัจจัยหน่ึงที่ทาให้บุคคลเกิด
ความคดิ สรา้ งสรรค์ ซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยของ ทพิ วัลย์ ปัญจมะวัต(2548, น.100) ไดศ้ ึกษาปจั จยั ทม่ี ผี ลตอ่ ความคิดสรา้ งสรรค์
ของนิสิตระดับปริญญาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า ปัจจัยท่ีสามารถอธิบายความคิดสร้างสรรค์รวม ความคิ ดริเร่ิม
และความคิดยืดหยุ่นของนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย คือ แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธ์ิ ซง่ึ อาจอธิบายโดยสรปุ ไดว้ ่า แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์
เป็นแรงขับท่ที าให้นกั ศกึ ษาเกดิ พลังความคิดสร้างสรรค์
1.3 ปัจจัยด้านบุคลิกภาพ เป็นอีกปัจจัยหนึ่งท่ีมีความสัมพันธ์ทางบวกกับแรงบันดาลใจเพื่อการสร้างสรรค์
ผลงานศิลปะและการออกแบบของนักศกึ ษามหาวิทยาลัยศิลปากรมีความสัมพันธ์อยใู่ นระดับสูงเช่นกัน ท้งั นีอ้ าจเป็นเพราะ แรง
บันดาลใจและความคิดสร้างสรรค์เกิดข้ึนได้จากบุคลิกภาพของแต่ละบุคคลท่ีแตกต่างกัน อันเนื่องมาจากพันธุกรรมและ
สง่ิ แวดล้อม ผู้ที่เปิดใจรับประสบการณ์ใหม่มีอิสระในการคิด ตดั สินใจ กล้าเผชญิ กับส่ิงต่างๆที่เข้ามา มีความเช่ือมั่นในตนเอง มี
ทัศนคติที่ดี จะมีแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานได้ดี ซ่ึงสอดคล้องกับแนวคิดทฤษฎีบุคลิกภาพท่ีโลปาซและคาโรลีน
(Lopez and Caroline. 2013: p.22) ได้กล่าวถึง บุคลิกภาพ หมายถึง รูปแบบท่ีประกอบเป็นพฤติกรรมของบุคคล และ
กระบวนการปฏิสัมพันธ์ภายในตนเอง ซ่ึงประกอบเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่หนึ่งเป็นรูปแบบของพฤติกรรม ส่วนท่ีสองเป็น
กระบวนการปฏิสัมพันธ์ภายในตนเองเกี่ยวกับเร่ืองของอารมณ์ แรงจูงใจ และกระบวนการรู้คิดที่อยู่ภายในจิตใจและมีผลให้
บุคคลแสดงความรู้สึกออกมา ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ สุดาทิพย์ ภู่อัครสวัสด์ิ (2558: น.76-77) ท่ีได้ศึกษาความสัมพันธ์
ระหวา่ งปัจจัยของบุคลิกภาพกบั ภาวะผ้นู าการเปลี่ยนแปลงของนายกองค์การบรหิ ารส่วนตาบลในเขตจังหวัดนครราชสีมา พบว่า
บุคลิกภาพด้านการเปดิ รับประสบการณ์ มคี วามสัมพันธท์ างบวกกับภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลงอย่างมนี ัยสาคัญทางสถิตทิ ่ีระดับ
.01 โดยมีความสัมพันธ์กบั ภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลง เป็นลาดับท่ี 1 จากตัวแปรท้ังหมด 5 ด้าน ทั้งนี้อาจเน่ืองมาจากบุคคลท่ีมี
บคุ ลกิ ภาพด้านการเปิดรับประสบการณ์มกั จะปฏิบัตติ ามกฎเกณฑ์ของสงั คม จินตนาการถงึ อนาคต สนใจงานศลิ ปะมคี วามสนใจ
ใคร่รู้ในเรอ่ื งต่างๆ ชอบหาประสบการณ์แปลกๆใหม่ๆ ให้ตนเองอยู่เสมอ ทาให้มีความคิดใหม่ๆในการพัฒนาชุมชนให้ดีกว่าเดิม
ไม่น่ิงเฉยต่อปัญหา เรียนรู้กับประสบการณ์ใหม่ๆอยู่เสมอ ซึ่งสอดคล้องกับ เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักด์ิ (2545, น. 21-22) ท่ีได้
นาเสนอองคป์ ระกอบรูปแบบของการคิดของแต่ละคน ซึ่งมีผลต่อบคุ ลิกลักษณะของคนนัน้ ๆสว่ นองค์ประกอบด้านบุคลิกลักษณะ
สรปุ ไดว้ า่ นกั คดิ สรา้ งสรรคท์ ปี่ ระสบความสาเร็จส่วนใหญจ่ ะมีบุคลกิ ลักษณะดังต่อไปนี้ คือ เป็นคนทเ่ี ปิดใจกว้างรับประสบการณ์
ใหม่ๆ มอี สิ ระในการคดิ และตัดสินใจ กลา้ เผชญิ ความเสย่ี ง มีความเชอ่ื มน่ั และเป็นตัวของตัวเอง มีทัศนคตเิ ชิงบวกตอ่ สถานการณ์
มีแรงจูงใจอันสูงส่งที่จะทาให้สาเร็จ เป็นคนที่ทางานหนัก มีความสนใจต่อส่ิงที่มีความซับซ้อน อดทนต่อปัญหฟาที่มองไม่เห็น
คาตอบ มีความสามารถในการปรับตัวด้านสุนทรียะ บากบ่ัน อุตสาหะ เรียนรู้จากประสบการณ์ความล้มเหลวและรับมือกับ
สถานการณไ์ ดเ้ ป็นอยา่ งดี
1.4 ด้านสภาพแวดล้อมภายในครอบครัว เป็นอีกปัจจัยหน่ึงท่ีมีความสัมพันธ์ทางบวกกับแรงบันดาลใจเพ่ือ
การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะและการออกแบบของนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากรมีความสัมพันธ์อยู่ในระดับสูง อาจเป็นเพราะ
ด้านสภาพแวดล้อมภายในครอบครัว ส่งผลทาให้ผู้เรียนเกิดความคิดสร้างสรรค์ หากผู้ปกครองให้การสนับสนุนและผลักดันจะ
ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนมีแรงขับในการพัฒนาความคิดด้านบวกและมีแรงบันดาลใจใหม่ๆ มีความม่ันใจมาก ขึ้น
ในการสร้างสรรค์ผลงาน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ แบนดี้ และ โมว์ (Bandy, T. and Moore, K.A., 2008: p.1-7)
ไดก้ ลา่ วถึง การเกิดความสัมพนั ธ์ในครอบครัวทด่ี ีควรมีลกั ษณะดังน้ี 1. มีความเคารพกันและกนั กล่าวคือ 1. คนในครอบครัวรับ
ฟังความคิดเห็นของกันและกัน มีความเกรงใจ การมีประชาธิปไตยในครอบครัว เป็นต้น 2. คนในครอบครัวดูแลเอาใจใส่ซ่ึงกัน
และกัน มีความเอ้ืออาทรต่อกัน เอาใจใส่ดูแลเรอื่ งความเป็นอยู่ของคนในครอบครัว เป็นต้น 3. คนในครอบครัวมีความไว้วางใจ
ให้กาลังใจ ให้อภัยซึ่งกันและกัน 4. ปฏิบัติหน้าท่ีตามบทบาทของตนเองอย่างเต็มท่ีและเหมาะสม 5. มีความใกล้ชิด สื่อสารกัน
ด้วยใจและให้ความอบอุ่น ซึ่งกันและกัน ซ่ึงสอดคล้องกับทอแรนซ์ (Terrance. อ้างถึงใน มาลี จุฑา, 2544, น.221) ได้ศึกษา
ปัจจยั ดา้ นการอบรมเล้ยี งดู พบวา่ การที่บิดามารดาหรือผู้ปกครองให้กาลังใจ ทาให้เด็กสนองตอบความอยากรู้อยากเหน็ และให้
อสิ ระในการสารวจ ศกึ ษาค้นควา้ หรอื ทาในสิง่ ทชี่ อบของเดก็ ส่งผลทาใหเ้ พิม่ ระดับความคิดสรา้ งสรรค์ของเด็กได้
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 153
ข้อเสนอแนะ
ขอ้ เสนอแนะในการนาผลการวจิ ยั ไปใช้
1. จากการศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับแรงบันดาลใจเพื่อการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะและการออก แบบของ
นักศึกษา มหาวทิ ยาลัยศิลปากร ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะเพ่ือการนาผลวจิ ัยไปใช้ในการส่งเสรมิ และพัฒนาให้เกิดแรงบันดาลใจเพ่ือ
การสร้างสรรคผ์ ลงานศลิ ปะและการออกแบบของนกั ศกึ ษาในแตล่ ะด้าน ดังน้ี
1.1 ดา้ นบคุ ลกิ ภาพ จากผลการศกึ ษาพบว่า ความคดิ เหน็ ของนักศึกษาเกยี่ วกบั ปัจจัยที่มีความสมั พนั ธ์
กับแรงบันดาลใจเพ่ือการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะและการออกแบบของนักศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร โดยรวมอยู่ใน
ระดบั มากท่สี ุด เม่อื พิจารณารายข้อพบวา่ การเปน็ คนมองโลกในแงด่ ี การเป็นคนมีอารมณอ์ อ่ นไหวและอ่อนโยน มีคา่ เฉลยี่ ตา่ กว่า
ข้ออื่นๆ ดังนั้นมหาวิทยาลัยศิลปากรควรส่งเสริมกิจกรรมพัฒนานักศึกษาด้านอารมณ์ สังคมการมองโลกในแง่บวก ส่งเสริม
กิจกรรมบูรณาการระหว่างคณะวิชา ระหว่างมหาวิทยาลัย จะทาให้นักศึกษามีปฏิสัมพันธ์ท่ีดีร่วมกับผู้อ่ืน มีทัศนคติ
ท่ีเปิดกว้าง รับฟังความคิดเห็นของผู้อ่ืนมากขึ้นส่งเสริมการหาประสบการณ์ใหม่ๆ ทาให้เกิดแนวคิดใหม่ๆมาสร้างสรรค์ผลงาน
ของตนเองจะช่วยเป็นแรงเสรมิ ใหน้ ักศึกษามีแรงบนั ดาลใจในการสรา้ งสรรคผ์ ลงานและพฒั นาความคดิ สร้างสรรค์ของตนเองมาก
ยิ่งข้ึน
1.2 ด้านแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธ์ิ จากการศึกษาพบวา่ ความคดิ เห็นของนักศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยท่ีมีความสัมพันธ์
กับแรงบันดาลใจเพอื่ การสรา้ งสรรค์ผลงานศิลปะและการออกแบบของนักศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร โดยรวมอยู่ในระดบั มาก
ท่ีสุด เม่ือพิจารณารายข้อพบว่า การแข่งขันกับบุคลลอื่นท่ีเก่งกว่า การได้งานที่ดี เป็นศิลปินที่มีช่ือเสียงในอนาคต มีค่าเฉลี่ยต่า
กว่าข้ออ่ืนๆ มหาวิทยาลัยควรส่งเสริมและพัฒนานักศึกษาให้มีความมั่นใจในตนเอง เพ่ืออนาคตในวันข้างหน้าของนักศึกษาใน
การแข่งขันเวทีระดับชาติ ระดับโลก ให้นักศึกษารู้สึกว่าการแข่งขันกับบุคลลอ่ืนท่ีเก่งกว่าเป็นเรื่องธรรมดา ชีวิตของเราผลงาน
ของเราจะต้องเป็นตัวเลือกและช้ินงานที่ดีท่ีสุดไม่ว่าเราจะอยากจะแข่งกับคนอื่นหรือไม่ก็ตามทาให้นักศึกษารู้สึกว่านักศึกษาทุก
คนคือคนสาคัญ และมหาวิทยาลัยส่งเสริมให้นักศึกษาทุกคนประสบความสาเร็จได้รับการการยกย่องและให้ความไว้วางใจ จะ
ช่วยเป็นแรงเสรมิ ให้นักศึกษามีแรงบนั ดาลใจในการสรา้ งสรรคผ์ ลงานและพฒั นาความคิดสร้างสรรค์ได้
1.3 ด้านสภาพแวดล้อมในมหาวิทยาลัย จากการศึกษาพบว่า ความคิดเห็นของนักศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยที่มี
ความสัมพันธ์กบั แรงบนั ดาลใจเพ่ือการสรา้ งสรรค์ผลงานศิลปะและการออกแบบของนกั ศึกษา มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร โดยรวมอยู่
ในระดับมากท่ีสุด เมื่อพิจารณารายขอ้ พบว่า การได้ฝึกทางานร่วมกับเพ่ือนคณะอื่นๆทาให้เกิดความคิดที่หลากหลาย และ การ
ได้รับการส่งเสริมให้ฝึกฝนให้คิดและสร้างสรรค์ผลงาน การแก้ไขปัญหาต่างๆในระหว่างที่ศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยศิลปากรมี
คา่ เฉลยี่ ตา่ กวา่ ขอ้ อนื่ ๆ ดงั น้นั มหาวทิ ยาลยั ควรมกี จิ กรรมการสนับสนนุ ใหน้ ักศึกษาเปิดใจเรยี นรสู้ งิ่ ใหม่ๆไดท้ ากจิ กรรมร่วมกันกบั
เพ่อื นใหมต่ ่างคณะวิชา ตา่ งมหาวิทยาลัย เพ่ือส่งเสริมใหน้ ักศึกษาได้มคี วามสามารถทีจ่ ะบริหารตนเองเพ่ือใหท้ างานร่วมกบั ผ้อู ่ืน
ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มองเห็นคุณค่าของตนเองและผู้อ่ืน ทาให้มีความสามารถในการสรา้ งสรรค์เรียนรู้ส่ิงใหม่จากการบูรณา
การทางศาสตร์และศิลป์รว่ มกัน เกิดทกั ษะในการวเิ คราะห์แก้ไขปญั หาร่วมกันในทมี ทาให้มองปญั หาเป็นเร่ืองไม่น่ากลัว ซ่ึงจะทา
ให้นกั ศึกษาเกดิ ทกั ษะการแกไ้ ขปญั หาทด่ี ไี ด้
1.4 ด้านสภาพแวดล้อมภายในครอบครัว จากการศึกษาพบว่า ความคิดเห็นของนักศึกษาเก่ียวกับปัจจัยท่ีมี
ความสัมพนั ธ์กบั แรงบันดาลใจเพ่ือการสร้างสรรค์ผลงานศลิ ปะและการออกแบบของนักศึกษา มหาวิทยาลัยศลิ ปากร โดยรวมอยู่
ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณารายข้อพบว่า การเลือกเรียนสาขาวิชาศิลปะและการออกแบบ ครอบครัวเป็นส่วนสาคัญท่ี
สนับสนุนและผลักดันให้เรียน และการวางพื้นฐานการคิดสร้างสรรค์ในครอบครัวต้ังแต่เด็ก มีค่าเฉล่ียต่ากว่าข้ออ่ืนๆ ดังนั้น
มหาวิทยาลัยควรแนะนาให้ผู้ปกครองมีส่วนสนับสนุน ส่งเสริมให้นักศึกษาได้ลองคิดและลองทาสิ่งต่างๆอย่างอิสระ
สภาพแวดล้อมภายในครอบครวั เปน็ ปัจจยั หน่งึ ในตวั ขับเคลือ่ นให้นักศึกษาเกดิ แรงบันดาลใจ เพราะครอบครวั เป็นสถาบนั แรกที่มี
อิทธิพลต่อบุคคลในการสร้างและพัฒนาอารมณ์ สังคม สติปัญญา บุคลิกภาพ ความเชื่อ เจตคติต่างๆ หากครอบครัวสามารถ
ส่งเสรมิ ด้านน้ไี ด้ จะทาให้นักศึกษาจะประสบความสาเร็จในดา้ นน้ตี อ่ ไปในอนาคต
ขอ้ เสนอแนะในการวิจัยคร้ังต่อไป
1. ควรศึกษาปัจจัยท่ีมีความสัมพนั ธ์กับแรงบนั ดาลใจเพื่อการสร้างสรรค์ผลงานสาขาอาชีพในกลุ่มสาขามนุษยศาสตร์
และสังคมศาสตร์ และกลุ่มสาขาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีในมหาวิทยาลยั ศลิ ปากร เพ่ือเปน็ แนวทางในบูรณาการการสรา้ งแรง
บันดาลใจเพอื่ การสรา้ งสรรค์งานของกล่มุ สาขาอ่ืนๆด้วย
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 154
2. ควรศึกษาแนวทางในการพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาของนักศึกษาในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะและ การ
ออกแบบของนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร เพ่ือใช้เป็นข้อมูลในการพิจารณาและวางแผนการดาเนินงานของผู้สอน เป็น
แนวทางและแรงผลกั ดันทด่ี สี าหรบั ผเู้ รียน
3. ควรศึกษาตัวแปรปัจจัยอื่นๆ ท่ีมีผลต่อความสัมพันธ์กับแรงบันดาลใจเพื่อการสร้างสรรค์ผลงาน เช่น รูปแบบการ
เรยี นรู้ ความรู้ รปู แบบการคิดสร้างสรรคผ์ ลงาน เป็นตน้
กิตติกรรมประกาศ
ปริญญานิพนธ์ฉบับนี้สาเร็จได้ด้วยความกรุณาจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จตุพล ยงศรอาจารย์ท่ีปรึกษาปริญญา
นิพนธ์หลัก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จักรกฤษณ์ โปณะทอง อาจารย์ที่ปรึกษาปริญญานิพนธ์ร่วม ท่ีสละเวลาอันมีค่าเพ่ือให้
คาปรึกษา คาแนะนา ตรวจสอบ ตลอดจนช่วยแก้ไขขอ้ บกพรอ่ งต่างๆในการทาวิจัย ผูว้ จิ ัยขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสงู ไว้ ณ
ที่น้ี
ขอกราบขอบพระคุณ อาจารย์ดร.ประภาศรีพรหมประกาย ประธานกรรมการสอบปากเปล่า และ อาจารย์ ดร.ประภศั รา
ธโนศวรรย์ กรรมการการสอบปากเปล่า ท่ใี ห้ขอ้ เสนอแนะตา่ ง ๆ เพื่อให้ปริญญานพิ นธฉ์ บบั นี้มคี วามสมบูรณย์ ิ่งขน้ึ
ขอกราบขอบพระคณุ คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ คณบดีบณั ฑิตวิทยาลัย มหาวทิ ยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ รวมทงั้ คณบดี
คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณบดีคณะมัณฑนศิลป์ คณบดีคณะดุริยางค
ศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยศิลปากร รวมทัง้ อาจารย์ พ่ีๆ น้องๆ ที่ทางาน นักกิจการนักศกึ ษาคณะวิชาต่างๆ ที่มีสว่ นช่วยอานวยความ
สะดวกในการดาเนนิ การเก็บรวบรวมขอ้ มลู และใหค้ าปรึกษาดา้ นสถิติ
ขอขอบคุณ เพื่อนๆ พี่ๆน้องๆ ปริญญาโท สาขาวิชาการบริหารการจัดการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรี
นครนิ ทรวโิ รฒ ทเี่ ป็นกาลงั ใจ ใหค้ าแนะนาและข้อเสนอแนะเสมอมา
ขอขอบคุณ Mr.Micah Nicholas John Dillon ผู้ให้กาลังใจและให้คาปรึกษาให้การช่วยเหลือในการค้นคว้าทฤษฎี
ตา่ งๆจากห้องสมุดตา่ งประเทศ
สุดท้ายน้ี ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณคุณพ่อ ร.ต.ท.เกียรติชัย ดูงาม คุณแม่พิศมัย ดูงาม และน้องชาย นายอภิวัฒน์
ดงู าม ทเี่ ป็นกาลังใจสาคัญที่ทาให้ผ้วู ิจัยทาปริญญานิพนธ์ฉบับน้ีสาเรจ็ ลุล่วงไปได้ด้วยดี คุณค่าของปริญญานพิ นธ์ฉบับนี้ผู้วจิ ัยขอ
มอบเปน็ เครื่องบูชาพระคณุ บิดา มารดาอาจารย์และบุคคลท่เี คารพรัก
เอกสารอา้ งองิ
กนกวรรณ ทองฉว.ี (2545). ความสมั พันธ์ระหว่างความรู้สึกมคี ณุ คา่ ในตนเอง บทบาทอาจารย์ในการอานวยความ
สะดวกในการเรียนรสู้ ภาพแวดลอ้ มในสถาบนั กบั ความพรอ้ มในการเรยี นรดู้ ว้ ยตนเองของนกั ศกึ ษาพยาบาล
สถาบนั การศึกษาษาพยาบาลของรัฐ สังกดั ทบวงมหาวิทยาลัย. วทิ ยานิพนธ์ ปรญิ ญาพยาบาลศาสตรมหาบัณฑติ
คณะพยาบาลศาสตร์. จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั .
กองแผนงาน มหาวิทยาลัยศลิ ปากร. (2560). รายงานสารสนเทศเพอ่ื การบริหาร มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร ปกี ารศกึ ษา
2560. สบื ค้นเมื่อวันท่ี 15 มกราคม 2562, จาก http://www.plan.su.ac.th
เกรียงศักดิ์ เจรญิ วงศ์ศกั ด.์ิ (2545). การคดิ เชิงสรา้ งสรรค.์ พิมพค์ รงั้ ที่ 3. กรุงเทพฯ: ซคั เซสมเี ดีย.
เขียน วันทนยี ตระกลู . (2553). แรงจงู ใจมีความสาคญั ตอ่ การเรยี นการสอนอยางไร. สืบค้นเม่อื วันท่ี 13 มิถุนายน 2562,
จาก http://www.lanna.mbu.ac.th/artilces/Intrinsic_Kh.asp
โฆษิตา บุตรรตั น.์ (2549). ปจั จัยทส่ี ง่ ผลให้เกดิ แรงบนั ดาลใจในการสร้างสรรค์งานศลิ ปะของสรพงษ์ สีชมพู. ปริญญานิพนธ์
ศษ.ม. (จิตวทิ ยาการศึกษาและการแนะแนว). เชียงใหม่: บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่.
นิภาพรรณ เจนสันติกลุ . (2554). การเรยี นการสอนทีเ่ น้นผู้เรยี นเปน็ สาคัญ : บทพสิ ูจน์ทางทฤษฎี.วารสารศกึ ษาศาสตร์
มหาวิทยาลยั สงขลานครนิ ทร์ วทิ ยาเขตปัตตาน.ี ปตั ตาน:ี คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั สงขลานครินทร.์
พชิ ติ ฤทธิ์จรูญ. (2549). ระเบยี บวิธีการวิจยั ทางสงั คมศาสตร.์ พมิ พค์ ร้งั ที่ 3. กรุงเทพฯ: เฮ้าส์ ออฟ เคอร์ มสี ท์.
มาลี จุฑา. (2544). การประยกุ ตจ์ ติ วทิ ยาเพอื่ การเรียนร.ู้ กรุงเทพฯ: ทพิ ยว์ สิ ทุ ธิ์.
ฤทยั รัตน์ ชดิ มงคล และเปรมฤดี บรบิ าล. (2555). ปัจจัยทีม่ ผี ลต่อแรงจูงใจใฝส่ มั ฤทธิข์ องนักศกึ ษาพยาบาล วทิ ยาลยั
พยาบาลบรมราชชนนีอุดรธานี. Nursing Journal of the Ministry of Public Health. สบื คน้ เมื่อวนั ที่ 1 มิถุนายน
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 155
2562, จาก https://www.tci-thaijo.org/index.php/tnaph/article/download/4843/4183/.
ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. (2540). สถิตวิ ิทยาทางการวจิ ยั . พมิ พค์ ร้ังที่ 3. กรุงเทพฯ: สวุ รี ยิ าสาสน์.
วนชิ สุธารตั น.์ (2547). ความคดิ และความคิดสร้างสรรค์. กรงุ เทพฯ: สวุ ีริยาสาสน์ .
ศศพิ ันธ์ พดั สมร. (2540). ผลของการฝกึ คดิ เปน็ กลมุ่ ตามแนวคดิ ของวิลเลยี มส์ เพื่อพัฒนาความคดิ สรา้ งสรรค์ ของนกั เรยี นชัน้
มัธยมศึกษาปที ่ี 1 โรงเรยี นเจ้าพระยาวิทยาคม กรงุ เทพมหานคร. อปริญญานพิ นธ์ กศ.ม. (จติ วิทยาการศึกษา).
สงขลา: มหาวิทยาลยั ทักษณิ . ถา่ ยเอกสาร.
สุดาทพิ ย์ ภู่อคั รสวสั ดิ.์ (2558). ความสัมพันธ์ระหวา่ งปัจจัยของบุคลิกภาพกับภาวะผนู้ าการเปล่ียนแปลงของนายก
องคก์ ารบริหารส่วนตาบลในเขตจงั หวัดนครราชสมี า. ปรญิ ญานิพนธ์บธ.ม. (บริหารธรุ กิจ). มหาวิทยาลยั
เทคโนโลยรี าชมงคลอสี าน.
อารี พันธม์ ณ.ี (2542). ความคดิ สรา้ งสรรคก์ บั การเรียนรู.้ กรุงเทพฯ: ตน้ ออ้ แกรมม่.ี
Bandy, T. and Moore, K.A. (2008). The Parent-Child Relationship: A Family Strength.Trends Child. Retrieved
June 1, 2019, from https://www.researchgate.net/publication/237288306_THE_PARENT-
CHILD_RELATIONSHIP_A_FAMILY_STRENGTH
Lee J.Cronbach. (1990). Essentials of Psychology Testing. 5th ed. New York: Harper Collins Publishers.
Ferguson, George A. (1981). Statistical Analysis in Psychology and Education. 5th ed. New York:Mc
Graw-Hill Book Company.
Lopez, C. R. and Caroline, J.S. (2013). Personality and Leadership in Counselor Educators:
The Big Five Factors, Transformational Leadership, and Transactional Leadership. Counselor
Education. The Patton College of Educationof Ohio University.
Rousseau, Jean-Jacques. (1976). Discourse on Inequality. translated by Maurice Cranston.
Harmondsworth: Penguin.
Sternberg, R.J. and Lubart, T.I. (1995). Defining the crowd: Cultivating in a culture of conformity.
NewYork: The Free Press.
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 156
ผลของการใชโ้ ปรแกรมการเรยี นรแู้ บบนาตนเองทม่ี ตี อ่ การตดั สนิ ใจเลือกอาชีพของนกั เรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4
EFFECTS OF SELF-DIRECTED LEARNING PROGRAM ON CAREER DECISION-MAKING
OF MATAYOMSUKSA 4 STUDENTS.
สธุ าสนิ ี สตั ย์เจรญิ , พาสนา จลุ รัตน,์ นฤมล พระใหญ่
E-mail: [email protected]
บทคดั ย่อ
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงคเ์ พ่อื 1) เพ่อื เปรียบเทยี บการตัดสินใจเลอื กอาชีพของนักเรียนก่อนและหลังการเข้าร่วม
โปรแกรมการเรียนรู้แบบนาตนเอง 2) เพื่อเปรียบเทียบการตัดสินใจเลือกอาชีพระหว่างนักเรยี นกลุ่มท่ีได้เข้าร่วมโปรแกรมการ
เรียนรู้แบบนาตนเองกับกลุ่มที่ไม่ได้เข้าร่วมโปรแกรมการเรียนรู้แบบนาตนเองกลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4
โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน ที่มีคะแนนการตัดสินใจเลือกอาชีพต่ากว่าเปอร์เซ็นไทล์ท่ี 50 จากน้ันสุ่ม
อยา่ งงา่ ยโดยการจับฉลากเพอื่ เป็นกล่มุ ทดลองจานวน 30 คนและกลุม่ ควบคมุ 30 คนเครื่องมือทใ่ี ชใ้ นการวจิ ัยคือ 1) แบบวดั การ
ตดั สินใจเลอื กอาชีพที่มคี ่าความเชื่อม่นั ของแบบวดั ท้ังฉบับเท่ากบั 0.902 2) โปรแกรมการเรียนรแู้ บบนาตนเอง ทีม่ ีคา่ ดัชนีความ
สอดคลอ้ งอยูร่ ะหว่าง 0.67–1.00 สถิตทิ ่ีใชว้ ิเคราะห์ขอ้ มูล ได้แก่ คา่ เฉล่ยี ค่าความเบย่ี งเบนมาตรฐาน การทดสอบคา่ ทีแบบเป็น
อิสระต่อกันและแบบไม่เปน็ อสิ ระตอ่ กัน
ผลการวจิ ยั พบว่า
1) หลังการทดลองนักเรียนที่เข้าร่วมโปรแกรมการเรียนรู้แบบนาตนเองเพื่อพัฒนาการตัดสินใจเลือกอาชีพมีการ
ตัดสินใจเลือกอาชพี สูงกวา่ กอ่ นเขา้ ร่วมโปรแกรมการเรยี นรู้แบบนาตนเอง อย่างมีนัยสาคญั ทางสถิติทรี่ ะดับ .05
2) นักเรียนท่ีเข้าร่วมโปรแกรมการเรียนรู้แบบนาตนเองมีการตัดสินใจเลือกอาชีพสูงกว่านักเรียนที่ไม่ได้เข้าร่วม
โปรแกรมการเรียนรแู้ บบนาตนเอง อย่างมนี ัยสาคญั ทางสถิตทิ ี่ระดบั .05
คาสาคญั : การเรยี นรูแ้ บบนาตนเอง, การตัดสินใจเลือกอาชีพ
Abstract
The purpose of this researchwere1) to compare the differences in scores with regard career
decision-makingin the experimental group before and after participation in the self-directed learning
program. 2) to compare the differences in scores with regard career decision-makingin the experimental
group and controlled group.The samples were sixty matayomsuksa 4students ofPatumwan Demonstration
School, Srinakharinwirot University whocareer decision-making scores were lower than 50th percentile. The
samples, selected by simple random sampling,were classified into an experimental and a control group;
with each group consisted of thirty students.The research instruments were1 )career decision scale with
thecombination of 0.9022) self-directed learning program with the IOC (Item Objective Congruence) ranged
from 0.67–1.00.The data were analyzed using mean, standard deviation, t-test for dependent sample and t-
test for independent sample. The findings revealed that:
1) After participating the program, the experimental group students had career dicision-making
scores at .05 level of significance.
2) After participating the program, the experimental group students had higher career dicision-
making scores than the control group students at .05 level of significance.
Keywords: Self-Directed Learning, Career Decision-Making
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 157
บทนา
การจัดการศึกษาในยุคปัจจุบันมุ่งเน้นในการเตรียมผู้เรียนให้พร้อมรับมือกับวิถีชีวิตในศตวรรษท่ี 21 เน้นให้ผู้เรียนมี
ทักษะศตวรรษท่ี 21 7 ประการ คือ ทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ทักษะการทางาน
อย่างรวมพลัง ทักษะการสื่อสาร ทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ ทักษะอาชพี และการใช้ชีวิต และทักษะการใช้ชีวติ ในวฒั นธรรมข้าม
ชาติ จากปัญหาแรงงานที่ประเทศไทยกาลังประสบท้ังการขาดแคลนแรงงาน การผลิตกาลังคนไม่ตรงกับตลาดแรงงาน ทักษะ
อาชีพและการใช้ชีวิตน้ันจงึ กลายมาเป็นทักษะท่ีมคี วามสาคญั ในยคุ ปัจจบุ ันเป็นทกั ษะที่มุ่งเน้นให้ผู้เรยี นมีความชานาญในอาชีพที่
ตนสนใจและมีความถนดั โดยมพี ้ืนฐานมาจากการเรยี นในระดบั การศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน การมีอาชีพทาให้ชีวิตมีความสุข จึงนาไปสู่
ความเชี่ยวชาญในการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ (พิมพันธ์ เดชะคุปต์; และพเยาว์ ยินดีสุข.2558: 3) สอดคล้องกับ วิจารณ์ พานิช
(2555: 48) ได้กล่าวไว้ว่า ทักษะอาชีพและทักษะชีวิตน้ันต้องได้เรียนรู้มาต้ังแต่ชั้นอนุบาลไปจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดย
ผู้เรียนเรียนตามพัฒนาการของสมอง ผู้สอนมีหน้าที่เรียนรู้ท่ีจะออกแบบการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนแต่ละกลุ่มอายุและตาม
พัฒนาการของสมองของผเู้ รียนแต่ละคน เพราะทักษะนเ้ี ป็นทกั ษะทีส่ อนกันไม่ได้ ผู้เรยี นตอ้ งเรยี นรู้ดว้ ยตนเอง ในฐานะผสู้ อนจึง
ต้องมีความตน่ื ตัวและเตรียมพร้อมในการจัดการเรียนรู้เพื่อเตรยี มความพร้อมให้นักเรียนมีทกั ษะสาหรับการออกไปดารงชีวติ ใน
โลกที่เปล่ียนไปจากอดีต โดย ซูเปอร์ (วัชรี ทรัพย์มี. 2553: 31 อ้างอิงจาก Super. 1960) กล่าวถึงพัฒนาการด้านอาชีพว่า
ความสนใจของนักเรียนในระดับมัธยมศกึ ษานั้นอยู่ในข้ันของการก่อตัวของความสนใจในอาชีพและนักเรียนในวัยนย้ี ังไมส่ ามารถ
คิดหรือตัดสินใจได้อย่างรอบคอบเพียงพอ ดังนั้นจึงมีความจาเป็นอย่างย่ิงท่ีจะต้องให้นักเรียนได้เรียนรู้เก่ียวกับการตัดสินใจใน
อาชีพ ได้รับข้อมูลที่ถกู ต้องและการแนะแนวทางอาชีพท่ีเหมาะสม เพื่อจะช่วยให้นักเรียนได้สารวจและรู้จักตนเอง ตลอดจนได้
เรียนรู้ถึงโลกของอาชีพ สอดคล้องกับ อีไล กินซ์เบิร์ก และคณะ (ประดินันท์ อุปรมัย และคณะ. 2534: 18 อ้างอิงจาก
Ginzberg et al., 1951) ได้ร่วมกันพัฒนาทฤษฎีพัฒนาการทางอาชีพมาจากทฤษฎีการเลือกอาชีพ โดยได้แบ่งกระบวนการ
ตดั สินใจเลือกอาชีพออกเป็น 3 ระยะ โดยระบุว่า ช่วงอายุระหว่าง 11-17 ปี อยู่ในระยะที่ 2 เป็นการพิจารณาเลอื กอาชพี อย่าง
คร่าวๆระยะนี้นักเรียนประจักษ์แล้วว่าชอบหรือสนใจกิจกรรมอะไรและเร่ิมค้นพบว่าตนเองมีความสามารถในการทากิจกรรม
อย่างไรไดด้ ี และการเลอื กอาชีพจะคานึงถงึ ความสนใจ ความสามารถ ค่านยิ มที่มตี อ่ อาชพี มาใชป้ ระกอบการพจิ ารณาเลือกอาชีพ
อย่างครา่ วๆ และเมื่อเริ่มอายุ 17 ปถี ึงวยั ผู้ใหญ่ตอนต้น จะอยู่ในระยะที่ 3 เปน็ ระยะการพิจารณาเลือกอาชีพตามความเป็นจริง
ระยะนี้บุคคลจะพิจารณาเลือกอาชีพจากการวิเคราะห์ตนเองอย่างรอบด้านตามความเป็นจรงิ รวมไปถึงวิเคราะห์ข้อมูลทางด้น
อาชีพตามสภาพความเป็นจริงด้วยเช่นกัน ฉะนั้นช่วงวัยที่เหมาะสมที่จะพัฒนาการตัดสินใจอาชีพมากที่สุดคือ ชั้นมัธยมศึกษา
ตอนปลาย
ในการศึกษาคร้ังน้ีผู้วิจัยในฐานะอาจารย์ผู้สอนแนะแนว โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒปทุมวัน จาก
ประสบการณ์การสอนท่ผี ่านมาผูว้ จิ ัยเห็นวา่ นักเรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 6 ประสบปัญหาในการค้นหาอาชพี ทเี่ หมาะสมกบั ตนเอง
ไม่สามารถเลือกคณะเพื่อศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาได้โรงเรียนควรมีการเตรียมความพร้อมทางด้านอาชีพให้กับนักเรียนนั้น
ต้ังแต่ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4 เพื่อนักเรียนจะได้มีเวลาในการเตรียมตัว วางแผน เพ่ือเข้าศึกษาต่อใระดับอุดมศึกษา ในการ
พัฒนาการตัดสินใจเลือกอาชีพ ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสาร งานวิจัย และบทความวิชาการต่างๆ ในการช่วยเหลือให้ผู้เรียนสามารถ
ตัดสินใจในอาชีพได้ ซ่ึงมีหลากหลายเทคนิคและวิธีการท่ีจะพัฒนาการตัดสินใจเลือกอาชีพ อาทิเช่น การใช้โปรแกรมการให้
คาปรึกษาทางอาชีพเป็นการให้คาปรกึ ษาแบบกลุ่มมุ่งเน้นในเรือ่ งของอาชพี (Rose.1993:42) ชดุ การสอนแนะแนวอาชพี เป็นการ
จัดการเรยี นการสอนในรายวิชาแนะแนวเก่ียวกับอาชีพ (ชยั ยงค์ พรหมวงศ.์ 2540: 135) เป็นต้น นอกจากน้ี สุคนธ์ สินธพานนท์
(2545: 205) ได้กลา่ วไวว้ า่ ในการชว่ ยเหลือนักเรยี นให้มคี วามสามารถในการตดั สนิ ใจทถี่ กู ต้องน้ัน จาเปน็ ต้องใช้บริการแนะแนว
เพ่ือช่วยให้นักเรียนได้รู้จักและเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง มีการพัฒนาทักษะท่ีจาเป็นในการตัดสินใจศึกษาหรือเลือกอาชีพ โดย
ผู้สอนต้องเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ใช้ความคิดอยู่เสมอ ฝึกฝนการคิด การตัดสินใจและผู้สอนไม่ควรบอกวิธีแก้ปัญหาให้กับ
นกั เรยี นโดยตรง ต้องกระตุ้นให้นักเรียนใช้ความคิด เม่ือนักเรียนเรียนรูก้ ็จะสามารถถปรบั ตวั เข้ากับสถานการณแ์ ละดารงชวี ิตได้
อย่างมีความสุข สาหรับในต่างประเทศ เดอเบียน และคอร์นิเลียส (Bruin; & Cornelius.2011:214)ได้ศึกษาความสัมพันธ์
ระหว่างการเรียนรู้แบบนาตนเองกับการตัดสินใจด้านอาชีพของนักศึกษาปีที่ 1 มหาวิทยาลัยเซาท์แอฟริกา ผลปรากฎว่า การ
เรียนรู้แบบนาตนเองมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสาคัญกับการตัดสินใจอาชีพด้านการรับรู้สมรรถนะตนเอง ด้านความเชื่อมั่นและ
ความไม่แน่ใจ สอดคล้องกับท่ี วัฒนาพร ระงับทุกข์ (2545: 50-51) ได้กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้เพ่ือส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการ
เรียนรู้ด้วยตนเองนั้นเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีประสบการณ์ในการตัดสินใจ แก้ปัญหากาหนดแนวทางการเรียนรู้ และ
เลือกวิธีการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับตนเอง และจากที่ ทิพยวรรณ กิตติพร (2531: 8-9) ได้กล่าวว่า กระบวนการตัดสินใจเลือก
อาชีพเป็นกระบวนการที่บุคคลต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับข้อมูลมากข้ึนด้วยตนเอง รวมทั้งความเข้าใจในตนเอง นามาพิจารณา
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 158
เปรียบเทียบอันจะนาไปสู่การเลือกอาชีพทีใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด บุคคลจึงจาเป็นต้องมีข้อมูลที่ละเอียดเกี่ยวกับ
อาชพี นนั้ รวมถึงรายละเอยี ดเก่ียวกับทักษะ ความสนใจ และคา่ นิยมในระดับเชงิ ลกึ จนกระท่งั สามารถเลือกอาชพี ทเี่ หมาะสมกับ
ตัวเองมากท่สี ุดได้ จากทก่ี ล่าวมาการจัดการเรียนรูด้ ้วยทฤษฎกี ารเรยี นรแู้ บบนาตนเองจงึ เป็นทฤษฎที นี่ ่าสนใจและเหมาะสมท่จี ะ
นามาปรับใช้ในการพัฒนาการตัดสินใจด้านอาชีพของผู้เรียน ด้วยเหตุน้ีผู้วิจัยจึงมีความสนใจศึกษาผลของการใช้โปรแกรมการ
เรียนรู้แบบนาตนเองท่ีมีต่อการตัดสินใจเลือกอาชีพของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิ
โรฒปทุมวัน
กรอบแนวคิดในการวิจยั
ตัวแปรตน้ ตวั แปรตาม
โปรแกรมการเรียนร้แู บบนาตนเอง การตดั สินใจเลือกอาชีพ
แบ่งออกเปน็ 5 ขน้ั ตอน (Knowles. 1975: 9-13) ดงั น้ี ของนกั เรียน
1. การสรา้ งบรรยากาศการเรยี นรู้
2. การวิเคราะหค์ วามตอ้ งการในการเรยี นรู้
3. การตง้ั เป้าหมาย
4. การวางแผนการเรยี นรู้
5. การประเมนิ ผลการเรยี นรู้
วตั ถุประสงค์ของการวิจัย
1. เพือ่ เปรยี บเทียบการตดั สนิ ใจเลอื กอาชพี ของนักเรียนกอ่ นและหลงั การเข้ารว่ มโปรแกรมการเรยี นรแู้ บบนาตนเอง
2. เพื่อเปรียบเทียบการตัดสินใจเลือกอาชีพ ระหว่างนักเรียนกลุ่มที่ได้เข้าร่วมโปรแกรมการเรียนรู้แบบนาตนเองกับ
กลุ่มทีไ่ ม่ไดเ้ ข้าร่วมโปรแกรมการเรียนรแู้ บบนาตนเอง
สมมตฐิ านการวจิ ยั
1. นักเรยี นที่ไดเ้ ข้าร่วมโปรแกรมการเรยี นร้แู บบนาตนเองมกี ารตัดสนิ ใจเลือกอาชพี ดขี นึ้
2. นักเรยี นท่ีไดเ้ ขา้ รว่ มโปรแกรมการเรียนรู้แบบนาตนเองมีการตัดสินใจเลือกอาชีพดีกว่านักเรียนท่กี ลุ่มทไ่ี มไ่ ดเ้ ข้าร่วม
โปรแกรมการเรียนรแู้ บบนาตนเอง
วธิ ีดาเนินการวิจยั
ประชากร
ประชากรท่นี ามาศึกษาวิจยั เปน็ นกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี 4 โรงเรยี นสาธติ มหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวิโรฒ ปทมุ วนั
จงั หวัดกรุงเทพมหานคร จานวน 300 คน
กล่มุ ตัวอยา่ ง
กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยคร้ังน้ีเป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ปทุมวัน จังหวัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้มาจากนักเรียนท่ีมีคะแนนการตัดสินใจเลือกอาชีพต่ากว่าเปอร์เซ็นไทล์ท่ี 50จานวน 60
คน จากนนั้ ส่มุ อย่างง่ายโดยการจบั ฉลากเพอื่ เป็นกล่มุ ทดลองจานวน 30 คนและกล่มุ ควบคมุ 30 คน
ตวั แปรที่ศกึ ษา
1. ตัวแปรอิสระ ได้แก่ การใชโ้ ปรแกรมการเรียนรแู้ บบนาตนเอง
2. ตัวแปรตาม ได้แก่ การตัดสนิ ใจเลอื กอาชีพ
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 159
วธิ กี ารเกบ็ รวบรวมข้อมูล
ผวู้ ิจัยดาเนนิ การเกบ็ รวบรวมข้อมูล ดังน้ี
1. ผู้วิจัยติดต่อประสานกับโรงเรียนสาธิตมหาวทิ ยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวนั และติดต่อกับบัณฑิตวทิ ยาลัย
เพ่ือขอหนังสอื รบั รองการเกบ็ ข้อมลู ไปใหก้ ับผู้อานวยการโรงเรยี น เพอ่ื ขอความอนุเคราะหใ์ นเกบ็ รวบรวมข้อมูลจากนักเรียน
2. ผู้วิจัยให้นักเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง ทาแบบประเมินการตัดสินใจ และนาคะแนนท่ีได้จากการตอบแบบ
ประเมินดังกล่าวเป็นคะแนนก่อนการทดลอง จากนั้นดาเนนิ การใชก้ ิจกรรมเพ่ือพัฒนาการตัดสินใจ ทดลองทง้ั หมด 10 ครั้ง ครั้ง
ละ 50 นาที
3. หลังจากเสร็จส้ินการทดลอง ผู้วิจัยให้นักเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง ทาประเมินการตัดสินใจอีกครั้ง เพื่อนา
คะแนนทไี่ ด้มาเป็นคะแนนหลังการทดลอง
4. นาคะแนนทไ่ี ดก้ ่อน – หลังการทดลองมาวิเคราะห์ตามวิธกี ารทางสถิติเพ่อื ทดสอบสมมติฐานตอ่ ไป
เคร่อื งมือที่ใช้ในการวจิ ัย
ในการวจิ ยั คร้ังนเ้ี คร่อื งมือท่ใี ช้ประกอบดว้ ยแบบวดั การตดั สินใจเลอื กอาชพี และโปรแกรมการเรยี นร้แู บบนาตนเอง โดย
มรี ายละเอียดดังน้ี
1. แบบวดั การตดั สินใจเลือกอาชีพซ่ึงผู้วิจัยไดพ้ ฒั นาขึน้ จากแบบวดั การตดั สนิ ใจเลือกอาชีพของOsipow(Meyer.1987:
99-102; citing Osipow. 1976) ประกอบด้วยข้อคาถาม 2 ตอน ตอนที่ 1 เป็นข้อมูลท่ัวไปของผู้ตอบแบบสอบถาม และตอนที่
2 ประกอบด้วยข้อคาถามที่มีมาตรประมาณค่าแบบลิเคิร์ท 4 ระดับทั้งหมด 25 ข้อ ท่ีมีค่าอานาจจาแนก อยู่ระหว่าง 0.24 –
0.81 และคา่ ความเชอ่ื มั่นของแบบวดั ทง้ั ฉบบั เทา่ กบั 0.902
2. โปรแกรมการเรียนรู้แบบนาตนเอง โปรแกรมท่ีผู้วิจัยสร้างขึ้นจากทฤษฏีการเรียนรู้แบบนาตนเองของโนลส์
(Knowles)แบ่งออกเป็น 5 ข้ันตอน (Knowles. 1975: 9-13) ดังนี้การสร้างบรรยากาศการเรยี นรู้การวเิ คราะห์ความต้องการใน
การเรียนรู้การต้ังเป้าหมายการวางแผนการเรียนรู้ และการประเมินผลการเรียนรู้ โดยมีการจัดกิจกรรมตามขั้นตอนดังกล่าว
ท้งั หมด10 กิจกรรม ใชร้ ะยะเวลากิจกรรมละ 50 นาที ทีม่ ีคา่ ดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.67 – 1.00
การวเิ คราะหข์ อ้ มลู
ผู้วิจัยดาเนินการวิเคราะห์ข้อมูลตามวิธีการทางสถิติด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สาเร็จรู ปเพ่ือเปรียบเทียบผลการ
ตดั สินใจเลอื กอาชีพก่อนการทดลองและหลังการทดลอง ดังนี้
1. สถติ พิ น้ื ฐาน
1.1 ค่าเฉลีย่ (Mean)
1.2 ค่าความเบย่ี งเบนมาตรฐานของคะแนน (Standard Deviation)
2. สถิติท่ีใชต้ รวจสอบคุณภาพเครือ่ งมอื
2.1 ค่าความเท่ียงตรงของแบบวัดการตัดสินใจเลือกอาชีพ โดยใช้ดัชนีความสอดคล้อง IOC: Index of Item –
Object Congruence
2.2 หาค่าอานาจจาแนก (t) ของแบบวัดการตัดสินใจเลือกอาชีพจากค่าสหสัมพันธ์ระหว่างคะแนนรายข้อกับ
คะแนนรวม (Corrected Item-Total Correlation)
2.3 หาค่าความเชื่อมั่นของแบบวัดการตัดสินใจเลือกอาชีพโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบัค
(Cronbach, -Coefficient)
3. สถติ ทิ ่ใี ช้ในการทดสอบสมมิติฐาน
3.1 เปรียบเทียบผลการตัดสินใจเลือกอาชีพก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมการเรียนรู้แบบนาตนเองของ
นักเรยี น โดยการวเิ คราะห์คะแนนเฉลย่ี t-test for dependent Sample
3.2 เปรยี บเทียบผลการตดั สนิ ใจเลอื กอาชีพ ระหวา่ งกลุ่มท่ีเข้ารว่ มโปรแกรมการเรยี นรู้การนาตนเองกบั กลมุ่ ที่ไมไ่ ด้
เขา้ ร่วมโปรแกรมการเรียนร้แู บบนาตนเอง โดยการวเิ คราะห์คะแนนเฉล่ีย t-test for independent Sample
สรุปผลการวิจัย
ผลการวจิ ยั พบว่า 1) หลงั การทดลองนักเรียนท่ีเข้าร่วมโปรแกรมการเรียนรแู้ บบนาตนเองเพื่อพฒั นาการตดั สนิ ใจเลือก
อาชีพมกี ารตดั สินใจเลือกอาชีพสงู กว่าก่อนเขา้ รว่ มโปรแกรมการเรียนรูแ้ บบนาตนเอง อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดบั .05และ
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 160
2) นักเรียนท่ีเข้าร่วมโปรแกรมการเรียนรู้แบบนาตนเองมีการตัดสินใจเลือกอาชีพสูงกว่านักเรียนท่ีไม่ได้เข้าร่วมโปรแกรมการ
เรยี นรแู้ บบนาตนเอง อยา่ งมีนัยสาคัญทางสถติ ิทร่ี ะดบั .05 ซ่ึงมีรายละเอียดดังน้ี
ตาราง 1 ผลการวเิ คราะหค์ วามแตกต่างของการตดั สนิ ใจเลือกอาชพี ของนักเรียนก่อนและหลังเข้ารว่ มโปรแกรมการเรยี นรูแ้ บบ
นาตนเอง
ระยะ N ̅ S.D. t df P
กอ่ นการทดลอง 30 60.37 8.503 13.535 29 .000*
หลังการทดลอง 30 71.93 10.409
*มีนยั ทางสถติ ทิ ่รี ะดับ .05
จากตาราง 1 ผลการทดสอบความแตกต่างของค่าเฉล่ียคะแนนการตัดสินใจเลือกอาชีพของนักเรียนท่ีเข้าร่วม
โปรแกรมการเรียนรู้แบบนาตนเองระหว่างก่อนและหลังการทดลอง พบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนการตัดสินใจเลือกอาชีพหลังการ
ทดลอง ( ̅ = 71.93, S.D. = 10.409) สูงกว่าค่าเฉล่ียคะแนนการตัดสินใจเลือกอาชีพก่อนการทดลอง ( ̅ = 60.37, S.D. =
8.503)อย่างมนี ยั สาคัญทางสถิติท่รี ะดบั .05
ตาราง2 ผลการตดั สินใจเลอื กอาชพี ของนักเรียนกลุ่มท่ไี ด้เข้ารว่ มและไมไ่ ด้เขา้ รว่ มโปรแกรมการเรยี นรแู้ บบนาตนเอง
ระยะ N ̅ S.D. t df P
กลมุ่ ท่เี ขา้ รว่ มโปรแกรม 30 71.93 10.409 2.022 52.665 .024*
กลุ่มท่ไี ม่ไดเ้ ข้ารว่ มโปรแกรม 30 67.20 7.485
*มนี ยั ทางสถิติท่ีระดับ .05
จากตาราง 2ผลการทดสอบความแตกต่างของค่าเฉล่ยี คะแนนการตัดสินใจเลือกอาชพี ของนักเรียนทเี่ ข้ารว่ มโปรแกรม
การเรียนรู้แบบนาตนเองระหว่างกลุ่มท่ีเข้าร่วมโปรแกรมการเรียนรู้แบบนาตนเองและไม่ได้เข้าร่วมโปรแกรมการเรียนรแู้ บบนา
ตนเอง พบว่า ค่าเฉล่ียคะแนนการตัดสินใจเลือกอาชีพของกลุ่มที่เข้าร่วมโปรแกรมการเรียนรู้แบบนาตนเองหลังการทดลอง
( ̅ = 71.93, S.D. = 10.409) สูงกว่าค่าเฉล่ียคะแนนการตัดสินใจเลือกอาชีพกลุ่มที่เข้าร่วมโปรแกรมการเรียนรู้แบบนาตนเอง
( ̅ = 67.20, S.D. = 7.485) อยา่ งมนี ัยสาคัญทางสถิตทิ ่รี ะดับ .05
อภปิ รายผล
ผวู้ ิจยั แบ่งการอภิปรายผลจากการวจิ ยั เป็น 2 ประเดน็ คือ (1) การตัดสินใจเลือกอาชีพของนักเรียนกอ่ นและหลงั การใช้
โปรแกรมการเรยี นรู้แบบนาตนเองและ (2) การตัดสินใจเลือกอาชพี ระหว่างนกั เรียนกลุม่ ทีไ่ ด้เขา้ ร่วมโปรแกรมการเรียนรแู้ บบนา
ตนเองกับกลุ่มทไี่ ม่ไดเ้ ข้ารว่ มโปรแกรมการเรยี นรแู้ บบนาตนเอง ซึง่ มรี ายละเอยี ดดังน้ี
1. การตดั สินใจเลอื กอาชีพของนกั เรียนกอ่ นและหลังการใชโ้ ปรแกรมการเรียนรแู้ บบนาตนเอง
ผลของการใช้โปรแกรมการเรยี นรู้แบบนาตนเองท่ีมีต่อการตดั สินใจเลอื กอาชีพของนกั เรียนชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 4 จาก
การวเิ คราะห์ทางสถติ ิพบว่า นักเรียนท่ีเข้าร่วมโปรแกรมการเรียนรู้แบบนาตนเองหลังการทดลองสูงกวา่ ก่อนการทดลองอย่างมี
นัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งนี้เป็นผลเน่ืองมาจาก โปรแกรมการเรียนรู้แบบนาตนเองที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมานั้นมุ่งเน้นให้
นกั เรียนวิเคราะห์ความตอ้ งการในการเรยี นรขู้ องตนเองอย่างรอบด้านเกย่ี วกบั อาชีพ เรม่ิ ต้นด้วยการวิเคราะห์ความตอ้ งการที่จะ
เรียนรู้ด้วยตนเองเป็นการให้อิสระกับผู้เรียนท่ีจะกาหนดหัวข้อท่ีเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจเลือกอาชีพ ว่าอยากเรียนรู้ให้เร่ือง
ใดบ้าง จากน้ันกาหนดเป้าหมายเป็นการให้ผู้เรียนตั้งวัตถุประสงค์ว่าต้องการศึกษาแต่ละหัวข้อเพ่ือส่ิงใด มีเป้าหมายอย่างไรใน
การเรียนรู้พร้อมท้ังวางแผนการเรียนรู้ของตนเอง ว่าจะรวบรวบข้อมูลจากแหล่งข้อมูลใดทั้งท่ีเป็นวัสดุและบุคคล ด้วยวิธีการใด
กาหนดระยะเวลาทใ่ี ช้ รวมถึงกาหนดวธิ กี ารประเมินผลกาหนดชน้ิ งานทไี่ ด้ในแตล่ ะคร้ัง และหลังจากจบกิจกรรมในแต่ละครง้ั จะ
มกี ารประเมินผลการเรียนรูเ้ พ่ือเป็นการทบทวนและให้ขอ้ มูลย้อนกลับแก่นกั เรียน โดยนักเรียนจะแลกเปล่ียนสงิ่ ท่ีได้เรยี นรู้ในแต่
ครั้ง อภิปรายถึงกระบวนการเรียนรู้ อุปสรรคที่พบและแนวทางการแก้ไข รวมท้ังการเตรียมตัวในกิจกรรมต่อๆ ไป โดยตลอด
โปรแกรมการเรียนรู้แบบนาตนเองผู้วิจัยจะทาหน้าที่ในการอานวยความสะดวกและแนะนา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมรวมถึงให้ข้อมูล
ยอ้ นกลับแก่นักเรียนเพื่อใช้ในการเรียนในครั้งถัดไป สอดคล้องกับ ทิพยวรรณ กิตติพร (2531: 8-9) ท่ีได้กล่าวว่า กระบวนการ
ตัดสินใจเลือกอาชีพเป็นกระบวนที่บุคคลต้องการเรียนรู้เก่ียวกับข้อมูลมากข้ึนด้วยตนเอง รวมทั้งความเข้าใจในตนเอง นามา
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 161
พิจารณาเปรียบเทียบอันจะนาไปสู่การเลือกอาชีพทีใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากท่ีสุด บุคคลจึงจาเป็นต้องมีข้อมูลท่ีละเอียด
เกี่ยวกับอาชีพน้ัน รวมถึงรายละเอียดเก่ียวกับทักษะ ความสนใจ และค่านิยมในระดับเชิงลึกจนกระท่ังสามารถเลือกอาชีพที่
เหมาะสมกับตัวเองมากท่ีสุดได้ สอดคล้องกับ เดวิส (Isaacson; & Brown. 2000: 27; citing Davis. 1996)กล่าวไว้ว่า การ
ตดั สินใจเลอื กอาชีพนั้นเริม่ ต้นจากการวเิ คราะห์ถงึ คุณคา่ และความสามารถซึ่งจะเปน็ ไปตามลักษณะของความสามารถและคณุ คา่
ในแตล่ ะอาชพี บุคคลจะมีการตัดสนิ ใจในอาชพี จากการเปรยี บเทียบถึงความพึงพอใจในงานและตอบสนอง ความต้องการของตน
และสอดคล้องกับ เกอแลต(Gelatt. 1962: 240-245) ได้กล่าวถึง การตัดสินใจเลือกอาชีพท่ีดีและมีคุณภาพนั้น จะต้องได้รับ
ข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจนและสมบูรณ์ทาให้มีการตัดสินใจท่ีดี รวมท้ังระบบค่านิยมในแต่ละสถานการณ์นอกจากน้ีในการสร้าง
บรรยากาศการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นกบั ผู้เรียนผู้วิจัยจงึ นากิจกรรมท่ีส่งเสรมิ ทักษะทางด้านการเรียนรู้และการตัดสินใจ เช่น กจิ กรรม
กลุ่ม เกมต่างๆ เป็นตน้ เพ่ือส่งเสรมิ ทักษะการเรยี นรูแ้ ละการตัดสินใจ ส่งผลให้นักเรียนได้รับข้อมลู ทีต่ รงตามทต่ี นเองตอ้ งการ มี
การเปิดโอกาสให้นักเรียนมีการซักถามและพูดคุยแลกเปล่ียนความคิดเห็นจากเพ่ือนๆ และผู้วิจัยให้คาแนะนา ช้ีแนะและสร้าง
บรรยากาศในการเรียนรจู้ ากการสงั เกตพบว่านกั เรยี นมคี วามเชื่อมน่ั ในความสามารถของตนเองมากข้ึน มีแรงขบั ทจี่ ะทาใหต้ นเอง
ประกอบอาชีพที่เลือกไว้มากขึ้น สอดคล้องกับ โรเจอร์ส (Rogers. 1969, อ้างถึงใน ทิศนา แขมมณี. 2556: 70)ท่ีกล่าวไว้ว่า
มนษุ ยจ์ ะสามารถพัฒนาตนเองได้ดีหากอยู่ในสภาพการณ์ท่ผี ่อนคลายและเปน็ อิสระ เน้นให้ผู้เรยี นเปน็ ศนู ย์กลาง ผ้สู อนทาหน้าท่ี
ชี้แนะอานวยความสะดวกให้กับผู้เรียนจัดบรรยากาศให้ผู้เรียนรู้สึกไว้วางใจ ปลอดภัยให้ผู้เรียนเป็นผู้นาในเรียนรู้ของตน และ
ผสู้ อนคอยชว่ ยเหลือผู้เรยี นให้บรรลผุ ล จากทกี่ ล่าวมาผเู้ รยี นที่เขา้ รว่ มโปรแกรมการเรียนรูแ้ บบนาตนเองจงึ มคี ะแนนการตดั สินใจ
เลือกอาชีพท่ีสูงข้ัน สอดคล้องกับผลการวิจัยของ เดอเบียนและคอร์นิเลียส (Bruin; & Cornelius. 2011: 214) ที่ได้ศึกษา
ความสัมพันธ์ระหว่างการเรียนรู้แบบนาตนเองกับการตัดสินใจด้านอาชีพของนักศึกษาปีท่ี 1 มหาวิทยาลัยเซาท์แอฟริกา ผล
ปรากฎว่า การเรียนรู้แบบนาตนเองมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสาคัญกับการตัดสินใจอาชีพด้านการรับรู้สมรรถนะตนเอง ด้าน
ความเชื่อม่นั และความไม่แน่ใจ การเรียนรแู้ บบนาตนเองมคี วามสมั พันธอ์ ย่างมีนยั สาคัญกับการตัดสินใจอาชีพ
2. การตัดสินใจเลือกอาชีพระหว่างนักเรียนกลุ่มที่ไดเ้ ข้าร่วมโปรแกรมการเรียนรู้แบบนาตนเองกบั กลุ่มที่ไม่ได้เขา้ ร่วมโปรแกรม
การเรียนรแู้ บบนาตนเอง
ผลของการใช้โปรแกรมการเรยี นรู้แบบนาตนเองท่ีมีตอ่ การตดั สนิ ใจเลือกอาชีพของนักเรียนช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 4 จาก
การวิเคราะห์ทางสถิตพิ บว่า นักเรียนท่ีเข้ารว่ มโปรแกรมการเรียนรู้แบบนาตนเองหลงั การทดลองสูงกว่านักเรียนท่ีไม่ได้เข้าร่วม
โปรแกรมการเรียนรู้แบบนาตนเอง อย่างมนี ยั สาคัญทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั .05 กลา่ วคือ นกั เรยี นทเี่ ขา้ ร่วมโปรแกรมการเรยี นรแู้ บบนา
ตนเองได้รับการสนับสนุนการด้านการตัดสินใจเลือกอาชีพอย่างรอบด้าน นักเรียนได้วางแผนการเรียนรู้และลงมือปฏิบัติด้วย
ตนเองจึงส่งผลให้มีการตัดสินใจเลือกอาชีพท่ีชัดเจนกว่านักเรียนท่ีไม่ได้เข้าร่วมโปรแกรมการเรียนรู้แบบนาตนเองท่ีอยู่ในการ
เรียนการสอนตามปกติ ทีม่ ผี ูส้ อนใหค้ วามรู้ นักเรียนเรียนรูจ้ ากผสู้ อนและส่อื การสอน โดยไมไ่ ดว้ เิ คราะห์ความต้องการของตนเอง
เป็นเพียงการรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับอาชีพเท่าน้ันสอดคล้องกับ โนลส์ (ทิศนา แขมมณี. 2556: 70-71; อ้างอิงจาก Knowles.
n.d.) กล่าวไว้ว่า การเรียนรู้เป็นกระบวนการภายใน ผู้เรียนจะนาประสบการณ์ ความรู้ ทักษะและค่านิยมมาสู่การเรียนรขู้ องตน การ
ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี จึงควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เลือกส่ิงท่ีเรียน วิธีเรียนด้วย
ตนเองตัดสินใจด้วยตัวเอง ลงมือกระทา และยอมรับผลของการตัดสินใจหรือการกระทาน้ันโดยโปรแกรมการเรียนรู้แบบนา
ตนเองช่วยให้นักเรียนได้เกิดกระบวนการเรียนรู้เก่ียวกับอาชีพ เริ่มต้ังแต่การวิเคราะห์ความต้องการในการเรียนรู้ กาหนด
เปา้ หมายการเรยี นรู้ การออกแบบการเรยี นรู้ แสวงหาขอ้ มูลจากแหล่งวิทยาการ และการประเมินและสรปุ ผลการเรยี นรู้ เนน้ การ
ยอมรับในความแตกต่างระหว่างบุคคล ผ้เู รียนทุกคนมสี ิทธใิ นการเรยี นรู้ในเรื่องที่ตนเองต้องการ ด้วยวิธกี ารทผี่ ู้เรยี นพึงพอใจ ซ่ึง
ต่างจากนักเรียนที่ไม่ได้เข้าร่วมโปรแกรมการเรียนรู้แบบนาตนเองท่ีใช้การเรียนรู้ภายในห้องเรียน ทุกคนเรียนรู้ในเร่ืองที่ผู้สอน
เป็นผู้กาหนด สอดคลอ้ งกับ แฟร์ (ทศิ นา แขมมณี. 2556: 71-72; อ้างอิงจาก Faire.n.d.)ผู้เรียนมศี ักยภาพและมีความคิดริเร่ิม
สร้างสรรค์ที่จะกระทาส่ิงต่างๆ ด้วยตนเอง ควรถูกปลดปล่อยจากการกดขข่ี องครูที่สอนแบบเก่า นอกจากน้ีโปรแกรมการเรียนรู้
แบบนาตนเองยงั มีการจัดกิจกรรมเสริมทักษะการตัดสินใจทีก่ ระตุ้นในนกั เรียนไดต้ ัดสนิ ใจ การให้ข้อมูลยอ้ นกลับและคาแนะนา
แกน่ กั เรียนอย่างใกลช้ ดิ ทาให้นักเรียนได้มีโอกาสรบั ผดิ ชอบการเรยี นรขู้ องตนเอง เลือกวธิ ีการเรียนร้เู อง แสวงหาแหล่งความรู้ใน
การรวบรวมขอ้ มูลและวิเคราะห์ขอ้ มลู ตนเอง ส่งผลให้นกั เรยี นสามารถตัดสินใจเลอื กอาชีพได้ดกี ว่านักเรยี นทไ่ี ม่เขา้ โปรแกรมการ
เรียนรู้แบบนาตนเองสอดคล้องกับผลการวิจัยของ เดอเบียนและคอร์นิเลียส (Bruin; & Cornelius. 2011: 214) ท่ีได้ศึกษา
ความสัมพันธ์ระหว่างการเรียนรู้แบบนาตนเองกับการตัดสินใจด้านอาชีพของนักศึกษาปีที่ 1 มหาวิทยาลัยเซาท์แอฟริกา ผล
ปรากฎว่า การเรียนรู้แบบนาตนเองมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสาคัญกับการตัดสินใจอาชีพด้านการรับรู้สมรรถนะตนเอง ด้าน
ความเช่ือมั่นและความไม่แน่ใจ การเรยี นรแู้ บบนาตนเองมีความสมั พันธอ์ ยา่ งมีนัยสาคญั กบั การตัดสนิ ใจอาชีพ
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 162
ขอ้ เสนอแนะ
ข้อเสนอแนะทว่ั ไป
1. การเตรยี มความพรอ้ มใหก้ บั ผเู้ รียนเปน็ ขั้นตอนทสี่ าคญั มากในการเรียนรู้แบบนาตนเอง ผูส้ อนควรให้เวลาและ
ทาความเข้าใจให้กบั ผู้เรียน อธบิ ายและเปิดโอกาสให้นักเรยี นได้ซักถามอยา่ งกัลยาณมิตร เพราะการเรียนรู้แบบนาตนเองน้ันต้อง
อาศยั ความสมั พันธ์ทดี่ ีระหวา่ งผสู้ อนและผู้เรยี น จงึ จะสามารถสร้างบรรยากาศในการเรยี นรูใ้ ห้เกิดขนึ้ ได้
2. โปรแกรมการเรียนรู้แบบนาตนเองน้ันมีความต่อเนื่องกันในหลายๆ กิจกรรม จึงควรพัฒนาการบันทึกผลเพ่ือ
ติดตามข้อมูลได้สะดวกและทันต่อสถานการณ์ เช่น การสร้าง google classroom เป็นต้น จะช่วยให้ติดตามและนาข้อมูลมา
ใช้ไดส้ ะดวกยงิ่ ขึน้ ในการทากจิ กรรมคร้งั ต่อๆ ไป
ขอ้ เสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป
1. เนื่องจากการวิจัยในคร้ังน้ีทาการศึกษากับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรยี นท่ี 1 เพ่ือให้นักเรียนนาผลท่ี
ได้ไปวางแผนในการเตรียมตัวศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาได้ แต่นักเรียนจะยังไม่สามารถตัดสินใจเลือกอาชีพและแนวทาง
การศึกษาต่อได้อย่างแม่นยานัก เน่ืองจากเริ่มศึกษาในระดับช้ันมัธยมศึกษาตอนปลาย จึงควรนาโปรแกรมการเรียนรู้แบบนา
ตนเองไปใช้ในระดับชั้นอืน่ ๆ เพ่อื ใหน้ ักเรียนได้มโี อกาสทบทวนความร้แู ละความสามารถของตนเองอีกครงั้
2.ในการวิจัยคร้ังนี้ผู้วิจัยเลือกการตัดสินใจเลือกอาชีพโดยใช้แบบวัดการตัดสิน ใจท่ีพัฒนาขึ้นจากแบบวัดการ
ตดั สินใจเลอื กอาชพี (Career Decision Scale: CDS) ของ Osipow (1976) ซ่งึ ในการศึกษาการตัดสินใจเลือกอาชีพนัน้ ยงั มีแบบ
วัดการตดั สินใจอ่นื ๆ ที่สามารถนามาปรับใช้ได้ เช่นแบบสอบถามกระบวนการตดั สินใจเพื่อเลือกอาชีพแบบสถานการณ์ มาตรวัด
การรับรู้ความสามารถของตนในการตดั สินใจเลอื กอาชีพ (Career Decision-Making Self-Efficacy Scale หรอื CDMSES) เป็น
ต้น จงึ ควรมีการศกึ ษาโดยการนาแบบวัดอน่ื ๆ มาใช้วัดผลการตัดสนิ ใจเลอื กอาชีพ
เอกสารอา้ งองิ
ชัยยงค์ พรหมวงศ.์ (2540). ชุดการสอนรายบคุ คล. เอกสารการสอนชดุ วิชาส่อื การศกึ ษาพฒั นสรร เล่ม 1. สืบค้นเมอื่ 15
มกราคม 2562, จาก https://digitallib.stou.ac.th/handle/6625047444/2042.
ทพิ ยวรรณ กิตติพร. (2531). คมู่ ือการสอนอาชพี ศึกษาเบ้ืองตน้ . พษิ ณุโลก: ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั ศรีนครวโิ รฒ พษิ ณโุ ลก.
ทพิ ยวรรณ กิตติพร. (2531). คู่มอื การสอนอาชพี ศึกษาเบอื้ งตน้ . พิษณุโลก: ภาควิชาการแนะแนวและจิตวทิ ยาการศึกษา
มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒ พษิ ณโุ ลก.
ทิศนา แขมมณ.ี (2556). ศาสตรก์ ารสอน : องค์ความรเู้ พอื่ การจดั กระบวนการเรียนรู้ท่ีมปี ระสิทธภิ าพ. พมิ พค์ ร้งั ที่ 17.กรุงเทพฯ
: สานกั พมิ พแ์ ห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั .
ประดินนั ท์ อุปรมัย. (2534). พัฒนาการทางอาชีพของนักเรียนสาธติ เสรมิ สมอง มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธริ าช : การรบั รู้และ
ความสนใจเกยี่ วกับอาชพี . นนทบรุ ี : มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช.
พมิ พันธ์ เดชะคุปต์; และ พเยาว์ ยนิ ดสี ุข. (2558). การจัดการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย.
วชั รี ทรพั ยม์ ี. (2553). การแนะแนวอาชพี . กรุงเทพฯ : ภาควชิ าจติ วิทยา จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั .
วัฒนาพร ระงับทุกข.์ (2545). เทคนคิ และกิจกรรมการเรียนรู้ทเี นน้ ผูเ้ รยี นเป็นสาคัญ ตามหลักสตู รการศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน พ.ศ.
2544. กรุงเทพฯ: พริกหวานกราฟฟคิ .
วจิ ารณ์ พานิช. (2555). วิถสี รา้ งการเรยี นร้เู พ่ือศษิ ย์ ในศตวรรษที่ 21. กรงุ เทพฯ: มูลนธิ สิ ดศรี-สฤษดิ์วงศ์.
สุคนธ์ สินธพานนท์; และคนอน่ื ๆ. (2545). การจัดกระบวนการเรยี นรุ้: เน้นผเู้ รียนเป็นสาคญั ตามหลกั สูตรการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน.
กรุงเทพฯ: อกั ษรเจรญิ ทศั น.์
Bruin, K. d.; & Cornelius, E. (2011). Self-directed learning and career decision-making. ActaAcademica, 43(2), 214-234.
Gelatt, H. B. (1962). Decision-Making A Conceptual Frame of Reference For Counseling. Journal of Counseling
Psychology, 9(1), 240-245.
Isaacson, L. E., & Brown, D. (2000). Career Information, Career Counseling & Career Development MA: Allyn and Bacon.
Knowles, M. S. (1975). Self-directed learning. New York: Association Press.
Meyer, Breuce W.. (1987). The Career Decision Scale as A Measure of Chronic Indecision. Dissertation, Ph.D.
(Psychology). Texas: Texas Tech University.
Rose, Kelly Ann. (1993). The Decision – Making Process of Dual – Career Couples. Dissertation Abstracts
International. 31(1): 42.
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 163
ผลการให้คาปรกึ ษากล่มุ ตามแนวคิดพิจารณาเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรม
เพอ่ื ลดความเชอื่ ทีไ่ มส่ มเหตุสมผลของนกั เรียนวยั รุน่
THE EFFECTS OF RATIONAL EMOTIVE BEHAVIOR GROUP
COUNSELING TO REDUCE IRRATIONAL BELIEFS IN STUDY OF ADOLESCENT STUDENTS
อไุ รวรรณ จันทรส์ ร, สกล วรเจรญิ ศรี, มณฑริ า จารเุ พ็ง
E-mail: [email protected]
บทคดั ย่อ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความเชือ่ ทไ่ี ม่สมเหตสุ มผลของนักเรียนวยั รุ่นและ 2) เปรียบเทียบความเช่ือทไี่ ม่
สมเหตุสมผลของนักเรียนวัยรุ่น ก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมการให้คาปรึกษากลุ่มตามแนวคิดพิจารณาเหตุผล อารมณ์
และพฤติกรรมประชากรท่ใี ชใ้ นการศึกษาเปน็ นกั เรยี นชนั้ มัธยมศึกษาปที ี่ 2 โรงเรียนราชนิ ี จานวน 217 คน และกล่มุ ตัวอยา่ งท่ีใช้
ในการทดลองเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนราชินี โดยการเลือกแบบเจาะจงที่มีค่าเฉล่ียความเชื่ อท่ีไม่สมเหตุ
สมเหตุสมผลทีม่ ีค่าเปอรเ์ ซนต์ไทล์ท่ี 75 ข้ึนไป และมคี วามสมัครใจในการเข้ารว่ มกลุม่ ทดลอง จานวน 8 คน เครือ่ งมือทใี่ ชใ้ นการ
วิจัย คือ แบบสอบถามความเช่ือที่ไม่สมเหตุสมผลของนักเรียนวัยรุ่น มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.93และโปรแกรมการให้
คาปรึกษากล่มุ ตามแนวคดิ พจิ ารณาเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรมเพอ่ื ลดความเชื่อที่ไมส่ มเหตุสมผลของนักเรยี นวยั รนุ่ สถิติท่ใี ช้
วิเคราะหข์ อ้ มลู คอื สถิตพิ ้ืนฐาน ประกอบด้วย คา่ เฉลี่ยคา่ เบย่ี งเบนมาตรฐาน และสถติ ินอนพารามเิ ตอรด์ ว้ ยวิธวี ิลคอกสัน
ผลการวจิ ยั พบว่า
1.ความเชือ่ ท่ีไมส่ มเหตุสมผลของนักเรียนวยั รนุ่ โดยรวมอยใู่ นระดบั น้อยและเมอื่ พิจารณาเปน็ รายดา้ น พบวา่ ความโนม้
เอียงในการประณามมีค่าเฉล่ียสูงสุด รองลงมาคือการมีปฏิกิริยาต่อความคับข้องใจ และการเรียกร้องความสมบูรณ์แบบ
ตามลาดบั
2.หลังเข้ารว่ มโปรแกรมการให้คาปรกึ ษากลมุ่ ตามแนวคิดพจิ ารณาเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรมนักเรียนวัยรนุ่ มคี วาม
เชื่อทไ่ี ม่สมเหตสุ มผลโดยรวมและทกุ ดา้ นลดลงอย่างมีนัยสาคญั ทางสถิติที่ระดับ .05
คาสาคัญ: การให้คาปรกึ ษากลุม่ , ความเช่ือท่ไี ม่สมเหตุสมผล
Abstract
The purposes of this research were to 1) study of irrational beliefs of adolescent students and 2)
comparisonirrational beliefs of adolescent students before and after rational emotive behavior group
counseling program. The populations in this study were two hundred seventeen of two secondary school
students at the Rajini School. The subjects in an experiment group were eight students selected by
purposive sampling who had irrational beliefs mean more than the seventy-fifth percentile and they were
volunteers to participate in the experiment. The research instruments were 1) irrational beliefs of
adolescent student questionnaire and a reliability coefficient of 0.93 and 2) rational emotive behavior group
counseling to reduce irrational beliefs of adolescent student. The statistical analyses were descriptive
statistics of the mean, standard deviation and nonparametric statisticswilcoxon matched pairs signed ranks
test.
The research results were as follows:
1. The irrational beliefs of adolescent students as a whole and each aspect of irrational beliefs in
study were at a low level. The factor of each in descending order as follows: blame proneness, frustration
reaction and demand for perfectionism.
2. A after the rational emotive behavior group counseling programwas significantly decreased with
statistics at a level of .05 level.
Keywords: Group Counseling, Irrational Beliefs
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 164
บทนา
แผนการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ ฉบับท่ี 2 พ.ศ. 2560-2564 มีเป้าหมายหลักเพ่ือให้เด็กและเยาวชนมี
คุณภาพชีวิตที่เหมาะสมตามช่วงวัย ท้ังด้านสุขภาพกาย ใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา มีทักษะการเรียนรู้ท่ีสอดคล้องกับ
ศตวรรษที่ 21 มีความเป็นพลเมืองท่ีมีความคิดสร้างสรรค์ สามารถปรับตัวเท่ากันกับการเปล่ียนแปลงท่ีเกิดข้ึนได้เป็นอย่างดี มี
ความรับผิดชอบต่อส่วนรวม และมีส่วนร่วมในการพัฒนาพัฒนาสังคมให้เป็นกาลังสาคัญของชาติในอนาคต คณะกรรมการการ
ส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ (2561: 3) และแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ (พ.ศ. 2560-2579) ยังมุ่งพัฒนาให้
ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถ มีทักษะและคุณลักษณะท่ีแสดงออกถึงความมีวินัยและจิตสาธารณะมากขึ้น เป็นบุคคลท่ีมีความ
สมบูรณ์ท้ังร่างกายและจิตใจ สามารถดาเนินชีวิตรว่ มกับผู้อ่ืนได้อย่างมีความสุข อย่างไรก็ตามถงึ แม้ว่าจะมีการดูแลของทุกภาค
ส่วน (สานกั งานเลขาธกิ ารสภาการศกึ ษา กระทรวงศกึ ษาธิการ 2560: ญ) แตก่ ็ยงั มีปัญหาเกดิ ข้นึ กับเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะ
อายุ 11-21 ปี ท่ีเราเรียกว่า “วัยรุ่น” ซึ่งเป็นวัยท่ีมีการเปล่ียนแปลงท้ังร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม ดังจะเห็นได้จาก
แนวโน้มของสถานการณ์ปญั หาทีพ่ บในวัยรุ่น เช่น การลาออกจากโรงเรียนกลางคัน ภาวะซมึ เศร้า การตดิ เกม ฯลฯ ทส่ี ่งผลต่อ
ปัญหาสังคมท่ีรุนแรงเพิ่มข้ึน (กรมสุขภาพจิต 2558: 30) ซ่ึงจะเห็นได้ว่า วัยรุ่นยังขาดการใช้เหตุผล ความรอบคอบ ในการคิด
พิจารณาแก้ไขปัญหาในสถานการณต์ ่าง ๆ ทเี่ กิดขนึ้ อย่างสมเหตสุ มผล
บคุ คลทกุ คนเกิดมาพร้อมกับศักยภาพในการคิดที่สมเหตุสมผลและการคดิ ที่ไม่สมเหตุสมผล เพราะบุคคลมีแรงจูงใจ
ทงั้ ในการคดิ การพูด การส่ือสารกับผู้อ่ืน การแสดงความรัก การสร้างความสุขและความสาเร็จต่อตนเองในขณะเดียวกนั มนุษย์ก็
มีแรงจูงใจในการทาลายตนเอง ดว้ ยการหลีกเลีย่ งท่ีจะคิดและหลีกเล่ยี งท่ีจะเปน็ ตัวของตนเอง มคี วามเชื่ออยา่ งงมงาย การขาด
ความอดทน การเข้าใจผิด การไม่ผ่อนปรน การต้องการความสมบูรณ์แบบ และการตาหนิตนเอง รวมทั้งการหลีกเลี่ยงการ
ประสบความสาเร็จในตนเอง (Corey. 1996: 320) ซ่ึงบุคคลที่มีการคิดที่ไม่สมเหตุสมผล จะส่งผลต่อความเชื่อ ค่านิยม และ
ทัศนคติท่ีเป็นปัญหาต่ออารมณ์ ก่อให้เกิดพฤติกรรมท่ีปรับตัวไม่ได้ (Livneh; & Wright. 1995: 331; citing Ellis. 1989) ซ่ึง
สอดคล้องกบั ปรชั ญาอพี ิคทิจสู (The stoic Philosopher Epictetus) ทกี่ ล่าวว่า คนเราไมไ่ ด้เกดิ ปญั หาจากสถานการณ์ท่เี กดิ ข้นึ
แต่เกิดจากการที่บุคคลมีมุมมองต่อสถานการณ์นั้น ซึ่งเอลลิส (Ellis) มีมุมมองว่าความคิดที่ไม่มีประโยชน์น้ันเป็นความเช่ือท่ีไม่
สมเหตสุ มผล” (Irrational Beliefs) (Dryden; Mytton. 1999: 91)
การคิดอย่างสมเหตุสมผลเป็นสิ่งท่ีจาเป็นในกระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์ เพราะนอกจากจะทาให้มนุษย์ เกิด
กระบวนการคิดวเิ คราะหอ์ ย่างมขี ้ันตอน ส่งผลดตี ่อการเรยี นรู้และการจดจาของสมองในระยะยาวแล้ว การใชเ้ หตุผลทาให้มนษุ ย์
สามารถ เรียนรู้และพัฒนาตนเองและสังคมได้สูงกว่าสิ่งมีชีวิตประเภทอื่นอีกด้วย “เหตุผล” จึงเป็นเคร่ืองมือสาคัญในการ
แสวงหาความรขู้ องมนุษย์ เนือ่ งจากบุคคลที่มีลักษณะการคิดอยา่ งมีเหตผุ ล จะมคี วามเข้าใจและสามารถจัดการกับเรอ่ื งราวต่าง
ๆ และปัญหาท่ีเกิดขึ้นกับตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความสามารถในการยับยั้งช่ังใจ ไม่เอาแต่อารมณ์ รู้จักให้เหตุผลใช้
ปญั ญาไตร่ตรองก่อนจะกระทาสิ่งใดกต็ าม ซึ่งลักษณะความคิดท่ีสมเหตสุ มผลเป็นลกั ษณะความคิดท่ีต้ังอยู่บนพ้นื ฐานของความ
จริงทีไ่ ม่สร้างความขัดแย้งและความเดือดร้อนตอ่ ตนเองและผอู้ ่ืน ซ่ึงเป็นความคิดที่นาไปสเู่ ป้าหมายทีก่ าหนดไว(้ Ellis 1963 อา้ ง
ถึงใน Maultsby 1984: 16) โดยบุคคลที่เป็นคนมีความสมเหตุสมผลจะมีความรอบคอบ ทาให้สามารถทาในส่ิงท่ีนาไปสู่การ
บรรลเุ ปา้ หมายได้สาเรจ็ และสามารถอดทนตอ่ ความคบั ข้องใจได้ การคดิ อย่างสมเหตุสมผลนั้น ต้องอาศยั ความรอบคอบ และใช้
สติปัญญาในการไตร่ตรองพิจารณาข้อมูลท่ีได้รับ มีการตรวจสอบข้อมูลอย่างถูกต้องจากแหล่งข้อมูล และส ามารถพิจารณา
กลั่นกรองความน่าเชื่อถือของข้อมูลได้ โดยมีกระบวนการวางแผนทางความคิดที่เน้นความจริงเป็นหลัก มากกว่าการใช้อารมณ์
อคติ และความคิดส่วนตัว อีกท้ังยังสามารถวิเคราะห์รายละเอียดเพื่อประเมินถึงข้อเท็จจริงของข้อมูลท่ีได้รับ เพ่ือนาไปสู่การ
บรรลุเปา้ หมาย และวตั ถปุ ระสงคข์ องกระบวนการคิด (ลกั ขณา สิริวัฒน2์ 549 : 90-91) นอกจากน้แี ล้วการคิดอย่างสมเหตุสมผล
ทาให้กระบวนการคิดไม่ตกอยู่ภายใต้อานาจของอารมณ์ ความรสู้ ึก ความตอ้ งการหรือความอยากในรูปแบบต่าง ๆ ซงึ่ มอี ิทธิพล
ครอบงาความคดิ ของบคุ คลอยโู่ ดยไมร่ ู้ตัว และเป็นกระบวนการคิดท่ีมีความถูกต้อง เทีย่ งตรง สมบรู ณ์ สามารถทาให้บุคคลเขา้ ใจ
ชีวิต กาหนดทา่ ทีและการปฏบิ ัติสิ่งตา่ ง ๆ หรอื เหตกุ ารณ์ต่าง ๆ ได้อยา่ งเหมาะสม (วนิช สธุ ารตั น์ 2547: 47) ดงั น้นั การพัฒนา
คนจึงจาเป็นต้องสง่ เสรมิ ให้มีลกั ษณะการคดิ ทีส่ มเหตสุ มผล เนือ่ งจากการคิดอยา่ งสมเหตุสมผลเปน็ กลไกสาคญั ท่ใี ชใ้ นการเรยี นรู้
ของคนในสังคม การส่งเสริมให้นักเรียนมีลักษณะการคิดอย่างสมเหตุสมผล ย่อมขึ้นอยู่กบั ปัจจัยสนับสนุนทั้งภายในตนเองและ
ปัจจัยสนับสนุนภายนอกตนเอง ไดแ้ ก่ ครอบครัว ครู โรงเรยี น เพื่อน รวมถึงส่งิ แวดล้อมทีเ่ ดก็ มปี ฏิสมั พันธ์ การอบรมส่ังสอน การ
แนะนา การบอกเลา่ ข่าวสาร คาช้แี จงหรอื การเรียนรู้จากบุคคลอ่ืน เน่อื งจากพฤติกรรมของบุคคลยอ่ มไดร้ ับอทิ ธพิ ลมาจากความรู้
ความเข้าใจ ความร้สู ึกนึกคิด ความเชอ่ื ของแตล่ ะบุคคล (ลักษณา สรวิ ัฒน์ 2549: 183)
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 165
การให้คาปรึกษากลุ่มท่ีผู้วิจัยสนใจนามาพัฒนาการคิดอย่างสมเหตุสมผลให้กับนักเรียนวัยรุ่น คือ แนวคิดพิจารณา
เหตุผลอารมณ์และพฤติกรรม (Rational Emotive Behavior Therapy: REBT) เป็นการให้คาปรึกษาที่ให้ความสาคัญ กับ
ความสัมพันธร์ ะหว่าง ความคิด ความเชือ่ พฤตกิ รรมและความรู้สกึ ของบุคคล โดยแนวคดิ นมี้ ีมุมมองว่า
ความรู้สึกและพฤติกรรมท่ีบุคคลมีการแสดงออกนั้นเกิดจากความเชื่อของบุคคลท่ีมีต่อสถานการณ์น้ัน ถ้าบุคคลมี
ความคิดความเช่ือทไ่ี ม่สมเหตสุ มผล กจ็ ะแสดงอารมณ์ และพฤติกรรมทีไ่ มพ่ งึ ประสงค์ออกมา ซงึ่ การให้คาปรกึ ษากลมุ่ นนั้ จะช่วย
ใหส้ มาชิกกลุ่มมีความตระหนักรู้ในความคิดของตนเองได้ดี สามารถชว่ ยสะท้อนความคิดทีไ่ มส่ มเหตุสมผลของสมาชิกกลุ่มแตล่ ะ
คน ช่วยให้สมาชิกกลุ่มมีการปรับเปลี่ยนมุมมองความคิดและความเช่ือให้มีความถูกต้อง และมีการดาเนินชีวิตท่ีมีความสุข
โดยเฉพาะนักเรียนวัยรุ่นเพราะเป็นผู้อ่อนเยาว์ต่อความคิด ประสบการณ์และการพิจารณาไตร่ตรองด้วยเหตุผล ลักษณะ
พัฒนาการด้านต่าง ๆ ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสติปัญญา ซ่ึงยังไม่พัฒนาเต็มที่ ลักษณะอารมณ์ก็มักจะรุนแรง
ฉุนเฉยี ว ขาดวุฒิภาวะทางอารมณ์ มกั จะหุนหนั พลันแล่นยังไม่มีความสามารถในการยับยั้ง หรอื ควบคุมอารมณ์ได้ดีพอ จึงควรมี
การฝึกฝนกระบวนการคิดที่สมเหตุสมผล ต่อการดาเนินชวี ิตในสังคมปัจจุบันเพื่อจะได้นาสิ่งท่ฝี ึกฝนไปปรบั ใช้ได้อย่างเหมาะสม
(เรวดี นามทองมี2554: 2)
จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ผู้วิจัยในฐานะที่เป็นครูแนะแนว และทาหน้าท่ีสอนกิจกรรมแนะแนวและทักษะชีวิต ได้
สงั เกตและสารวจขอ้ มูลเบ้ืองต้น จากการสัมภาษณ์ครูประจาช้ันและครูผู้สอนในวิชาตา่ ง ๆ พบว่า นักเรียนช้นั มัธยมศึกษาปที ่ี 2
ยังคงมีปัญหาในการแสดงออกทางอารมณ์และพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น การคิดและใช้เหตุผลในสถานการณ์ต่าง ๆ ไม่
สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดข้ึน ทาให้มีอุปสรรคในด้านการเรียนและการดาเนินชีวิตประจาวัน ส่งผลทาให้นักเรียนกลุ่มนี้มี
ปัญหาด้านอื่น ๆ ตามมา เช่น ไม่เป็นที่ยอมรับของกลุ่มเพ่ือน ผลการเรียนลดลง ขาดเรียนบ่อย เก็บตัว มีความเครียด ซึมเศร้า
วิตกกังวล ไมม่ ีความสุขในการเรยี นและการดาเนนิ ชวี ติ ผูว้ ิจยั ซ่ึงกาลังศกึ ษาในสาขาการวจิ ัยและการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ เห็น
ถงึ ปัญหาท่ีเกิดขึ้น จงึ เห็นสมควรที่จะจดั โปรแกรมให้คาปรึกษากลุ่ม เพื่อลดความเช่ือท่ีไม่สมเหตุสมผลให้นักเรียน และส่งเสริม
การคิดอย่างสมเหตุสมผลของนกั เรยี นวัยรุ่น ใหเ้ หมาะสมทง้ั ทางดา้ นอารมณแ์ ละพฤติกรรมสามารถใชเ้ หตุผลในการคิด ตัดสนิ ใจ
แก้ไขปัญหาและรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ในยุคปัจจุบัน ดังน้ันผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาผลของการให้คาปรึกษากลุ่ม ( Group
Counseling) ตามทฤษฎีพิจารณาเหตุผล-อารมณ์และพฤติกรรม เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมการคิดอย่างสมเหตุสมผลของ
นักเรียนวัยรุ่น ให้ได้เข้าใจตนเองในเหตุการณ์ที่เผชิญ ดาเนินชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีความสุขและพัฒนาประเทศชาติให้
เจริญก้าวหนา้ ตอ่ ไป
วัตถุประสงค์การวิจยั
1. เพือ่ ศกึ ษาความเชอ่ื ทีไ่ ม่สมเหตสุ มผลของนักเรยี นวยั รุ่น
2. เพ่ือเปรียบเทียบความเชื่อที่ไม่สมเหตสุ มผลของนกั เรียนวยั รุ่น ก่อนและหลงั การเข้ารว่ มโปรแกรมการให้คาปรึกษา
กลมุ่ ตามแนวคิดพิจารณาเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรม
กรอบแนวคิดการวิจัย
ผู้วิจัยได้ศึกษาการให้คาปรึกษากลุ่มตามแนวคดิ เหตุผลอารมณ์และพฤติกรรมเพื่อลดความเช่ือที่ไมส่ มเหตุสมผลของ
เอลสิส (Ellis. 1995: 1-15)พบว่า ความเชื่อท่ีไม่สมเหตุสมผล มีจานวน 10 ด้าน ประกอบด้วย การเรียกร้องความรักและการ
ยอมรับการคาดหวังในตนเองสูงความโน้มเอียงในการประณามการมีปฏิกิริยาต่อความคับข้องใจการขาดความรับผิดชอบทาง
อารมณ์ความกระวนกระวายใจมากเกินไปการหลีกเลี่ยงปญั หาการพึง่ พาผู้อืน่ การปฏเิ สธความรบั ผดิ ชอบ และการเรียกร้องความ
สมบูรณ์แบบซ่ึงความเช่ือท่ีไม่สมเหตุสมผลทุกด้านจะเป็นแนวทางในการลดความเช่ือท่ีไม่สมเหตุสมผลให้น้อยลง ดัง
ภาพประกอบ
การใหค้ าปรึกษากลุม่ ตามแนวคดิ ความเชื่อทไี่ มส่ มเหตุสมผล
พิจารณาเหตผุ ล อารมณ์ และพฤติกรรม
ภาพประกอบ กรอบแนวคดิ การวจิ ัย
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 166
สมมตฐิ านการวจิ ยั
ภายหลังท่ีนักเรียนกลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมการให้คาปรึกษากลุ่มตามแนวคิดพิจารณาเหตุผล อารมณ์ และ
พฤตกิ รรมนักเรยี นกลมุ่ ทดลองมีความเชือ่ ทีไ่ ม่สมเหตุสมผลลดลง
วิธีดาเนินการวจิ ัย
ประชากร
ประชากรท่ใี ช้ในการศกึ ษาครง้ั นี้ เปน็ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรยี นราชินี จานวน 217 คน
กลุ่มตวั อยา่ ง
กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการทดลองเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนราชินี จานวน 8 คนโดยเลือกกลุ่มตัวอย่าง
แบบเจาะจง (Purposive Sampling) ท่ีมีค่าเฉล่ียความเช่ือท่ีไม่สมเหตุสมผลเปอร์เซ็นไทล์ท่ี 75 ข้ึนไป และมีความสมัครใจใน
การเขา้ รว่ มโปรแกรมการให้คาปรึกษากลมุ่ ตามแนวคดิ พจิ ารณาเหตผุ ล อารมณ์ และพฤติกรรมเพือ่ ลดความเชื่อท่ีไมส่ มเหตสุ มผล
ของนกั เรียนวัยรุ่น จานวน 8 คน
ตัวแปรทศี่ ึกษา
1. ตวั แปรต้น คือ โปรแกรมการใหค้ าปรึกษากลุ่มตามแนวคิดพจิ ารณาเหตผุ ล อารมณ์ และพฤติกรรม
2. ตัวแปรตาม คือ ความเชอื่ ทไ่ี ม่สมเหตุสมผล
เครอื่ งมอื ทีใ่ ชใ้ นการวิจัย
1. แบบสอบถามความเชอ่ื ทไ่ี ม่สมเหตสุ มผลของนักเรยี นวยั รุ่นมีข้ันตอนการสรา้ งแบบสอบถามดงั น้ี
1.1 ผู้วจิ ยั ทาการศึกษาคน้ คว้าเอกสารและงานวจิ ัยท่ีเก่ียวข้องกับความเชอื่ ท่ีไม่สมเหตุสมผลจากน้ันผวู้ ิจยั ทา
การสร้างแบบสอบถามความเชื่อที่ไม่สมเหตุสมผลของนักเรียนวัยรุ่น โดยมีลักษณะเป็นมาตราประมาณค่า (Rating Scale) มี
จานวน 5 ระดบั ประกอบด้วย มากที่สุด มาก ปานกลาง นอ้ ย และนอ้ ยทส่ี ดุ
1.2 ผู้วิจัยนาแบบสอบถามความเช่ือท่ีไม่สมเหตุสมผลของนักเรียนวัยรุ่นไปให้อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้าน
จิตวิทยา จานวน 3 ท่าน เพื่อพิจารณาความสอดคล้องของเน้ือหาตามนิยามศัพท์เฉพาะ ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องของทุกข้อ
เทา่ กับ 0.67-1.00 แล้วผู้วจิ ยั นาข้อคาถามของแบบสอบถามมาปรบั ปรงุ แกไ้ ขใหเ้ หมาะสมตามขอ้ เสนอแนะของผ้เู ชีย่ วชาญ ได้ข้อ
คาถามจานวน 71 ข้อ
1.3 ผู้วิจัยนาแบบสอบถามความเช่ือท่ีไม่สมเหตุสมผลของนักเรียนวัยรุ่นไปทดองใช้กับนักเรียนช้ั น
มัธยมศึกษาชั้นปีท่ี 2 ท่ีมีคุณลักษณะใกล้เคียงกับกลุ่มตัวอย่าง จานวน40 คน แล้วนาแบบสอบถามความเชื่อท่ีไม่สมเหตุสมผล
ของนักเรียนวัยรุ่นมาวิเคราะห์เพ่ือหาค่าอานาจจาแนกรายข้อ โดยใช้การหาค่าความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนรายข้อกับคะแนน
รวม (Item - Total Correlation) มีค่าอานาจจาแนกอยู่ระหว่าง 0.24-0.78 และมีค่าความเช่ือมั่น (Reliability) โดยใช้สูตร
สัมประสทิ ธ์แิ อลฟา่ (α – Coefficient) ของครอนบัค มคี า่ ความเชือ่ มั่นเทา่ กับ 0.93 มจี านวน 56 ข้อ
1.4 ผู้วิจัยนาแบบสอบถามความเชื่อที่ไม่สมเหตุสมผลของนักเรียนวัยรุ่นไปทาการเก็บรวบรวมข้อมูลก่อน
และหลังการทดลอง
2. โปรแกรมการให้คาปรึกษากลุ่มตามแนวคิดพิจารณาเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรมเพื่อลดความเช่ือที่ไม่
สมเหตุสมผลของนกั เรียนวัยรุ่นมีขัน้ ตอนการสรา้ งโปรแกรมดงั น้ี
2.1 ศกึ ษาเอกสารและงานวิจยั ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั การใหค้ าปรึกษากลมุ่ ตามแนวคิดพิจารณาเหตุผล อารมณ์ และ
พฤติกรรม เพื่อเป็นแนวทางในการกาหนดขั้นตอนในการสร้างโปรแกรมการให้คาปรึกษากลุ่มตามแนวคิดพิจารณาเหตุผล
อารมณ์ และพฤติกรรมเพื่อลดความเชอ่ื ท่ไี มส่ มเหตุสมผลของนกั เรยี นวัยรุ่นให้เหมาะสมกับจุดม่งุ หมายของการวิจัย
2.2 สร้างโปรแกรมการให้คาปรึกษากลุ่มตามแนวคิดพิจารณาเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรมเพื่อลดความ
เชอื่ ท่ีไมส่ มเหตสุ มผลของนักเรียนวัยรนุ่ โดยกาหนดประเดน็ การสนทนาและกจิ กรรมให้สอดคลอ้ งกับความมุ่งหมายของการวจิ ัย
และนยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ ซ่งึ ผูว้ จิ ัยใช้เวลาในการเข้ารว่ มการใหค้ าปรึกษากลมุ่ จานวน 8 คร้ัง ครง้ั ละ 90 นาที
2.3 ผู้วิจัยนาโปรแกรมการให้คาปรึกษากลุ่มตามแนวคิดพิจารณาเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรมเพ่ือลด
ความเช่ือท่ีไม่สมเหตุสมผลของนักเรียนวัยรุ่น ไปให้อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านจิตวิทยา จานวน 3 ท่าน เพื่อพิจารณาความ
สอดคล้องของเน้ือหาตามนิยามศัพท์เฉพาะ ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.67-1.00 แล้วผู้วิจัยนาโปรแกรมการให้
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 167
คาปรึกษากลุ่มตามแนวคิดพิจารณาเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรมเพื่อลดความเชื่อท่ีไม่สมเหตุสมผลของนักเรียนวัยรุ่นมา
ปรบั ปรุงแกไ้ ขให้เหมาะสมตามข้อเสนอแนะของผเู้ ชยี่ วชาญ
2.4 ผู้วิจัยนาโปรแกรมการให้คาปรึกษากลุ่มตามแนวคิดพิจารณาเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรมเพื่อลด
ความเช่ือทไ่ี ม่สมเหตุสมผลของนักเรียนวัยรุ่นไปทดลองใช้กับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาตอนต้นโรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย จานวน 8
คน จากนนั้ ทาการปรบั ปรุงและพัฒนาโปรแกรมให้มคี วามเหมาะสมก่อนท่ีจะทาไปใช้จริง
2.5 ผู้วิจัยนาโปรแกรมการให้คาปรึกษากลุ่มตามแนวคิดพิจารณาเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรมเพื่อลด
ความเชอื่ ท่ไี ม่สมเหตุสมผลของนักเรียนวัยรุ่นไปทดลองจริงกับนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศึกษาตอนต้น จานวน 8 คน
วิธีการเก็บรวบรวมขอ้ มลู
1. ผู้วิจัยขอหนังสือขอความร่วมมือเพ่ือการวิจัยจากทางบัณฑิตวิทยาลัยของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒถึง
ผู้อานวยการโรงเรียนราชินี จังหวัดกรุงเทพมหานคร เพื่อให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาชั้นปีท่ี 2 จานวน 217 คน ซ่ึงเป็นกลุ่ม
ตวั อย่างตอบแบบสอบถามความเช่อื ทีไ่ มส่ มเหตุสมผลของนักเรยี นวยั รนุ่ จากนนั้ ผวู้ ิจยั ทาการวิเคราะหข์ อ้ มลู เพ่ือศึกษาความเช่ือท่ี
ไมส่ มเหตุสมผลของนักเรียนวยั รุน่ แลว้ ทาการคัดเลอื กนักเรยี นวัยรนุ่ ทมี่ ีคะแนนความเช่ือท่ีไม่สมเหตสุ มผลตัง้ แต่เปอร์เซนไทล์ที่
75 ขึ้นไป แล้วสอบถามความสมัครใจในการเข้าร่วมโปรแกรมการให้คาปรึกษากลุ่มตามแนวคิดพิจารณาเหตุผล อารมณ์ และ
พฤติกรรมเพอ่ื ลดความเชอ่ื ท่ีไมส่ มเหตุสมผลของนักเรียนวัยร่นุ ไดก้ ลุ่มตัวอยา่ งจานวนท้ังสิน้ 8 คน
2. ผู้วิจัยนาโปรแกรมการให้คาปรึกษากลุ่มตามแนวคิดพิจารณาเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรมเพ่ือลดความเช่ือท่ีไม่
สมเหตุสมผลของนักเรียนวัยรุ่นไปทดลองใช้ตามวันและเวลาท่ีกาหนดไว้ โดยก่อนเข้าร่วมโปรแกรมการให้คาปรึกษากลุ่มตาม
แนวคิดพิจารณาเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรมเพ่ือลดความเช่ือท่ีไม่สมเหตุสมผลของนักเรียนวัยรุ่นคร้ังแรกให้นักเรียนตอบ
แบบสอบถาม และหลังเขา้ โปรแกรมการใหค้ าปรึกษากลมุ่ ตามแนวคิดพิจารณาเหตุผล อารมณ์ และพฤตกิ รรมเพ่ือลดความเชื่อที่
ไมส่ มเหตุสมผลของนกั เรียนวยั รุ่นตอบแบบสอบถาม เพ่ือนามาทาการวเิ คราะห์ข้อมูลทางสถติ ติ ่อไป
การวเิ คราะหข์ อ้ มลู
1. การใช้สถิติพื้นฐาน (Descriptive Statistics) ประกอบด้วย ค่าเฉล่ีย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
(Standard Deviation)
2. การเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉล่ียก่อนและหลังทดลอง โดยสถิตินอนพารามิเตอร์ด้วยวิธีวิลคอกสัน
(nonparametric statisticswilcoxon matched pairs signed ranks test)
ผลการวิจยั
1. ผวู้ ิจยั ทาการศกึ ษาความเชอ่ื ทไี่ ม่สมเหตุสมผลของนกั เรียนวยั ร่นุ ดังตาราง 1
ตาราง 1 คา่ เฉลี่ยและสว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐานของความเช่ือทไ่ี มส่ มเหตุสมผลของนกั เรียนวัยร่นุ (N=217)
ความเชื่อทไี่ มส่ มเหตสุ มผล ระดับ
นอ้ ย
การเรียกร้องความรักและการยอมรบั 2.16 0.65 น้อย
ปานกลาง
การคาดหวงั ในตนเองสงู 1.98 0.80 น้อย
น้อย
ความโน้มเอียงในการประณาม 2.56 0.90 น้อย
น้อย
การมปี ฏิกริ ยิ าต่อความคับขอ้ งใจ 2.42 0.81 นอ้ ย
นอ้ ย
การขาดความรับผิดชอบทางอารมณ์ 2.15 0.71 นอ้ ย
น้อย
ความกระวนกระวายใจมากเกินไป 1.66 0.58
การหลกี เลี่ยงปญั หา 1.64 0.63
การพึ่งพาผู้อน่ื 2.17 0.72
การปฏเิ สธความรับผิดชอบ 2.08 0.84
การเรยี กร้องความสมบูรณแ์ บบ 2.36 0.92
ความเช่ือท่ีไมเ่ หตสุ มผลโดยรวม 2.12 0.57
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 168
จากตาราง 1 พบว่า นักเรยี นวัยรุน่ มีความเชือ่ ไม่สมเหตุสมผลโดยรวม มคี า่ เฉลย่ี เท่ากับ 2.12 มสี ว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน
เท่ากับ 0.57 อยู่ในระดับน้อย เม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ความโน้มเอียงในการประณาม มีค่าเฉลี่ยสูงสุดเท่ากับ 2.56 มี
ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.90 รองลงมาคือ การมีปฏิกิริยาต่อความคับข้องใจ มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 2.42 มีส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐานเท่ากับ 0.81 และการเรียกร้องความสมบูรณ์แบบ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.36 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ ากับ 0.92
ตามลาดบั
2. ผู้วจิ ัยทาการเปรียบเทียบความเช่ือที่ไม่สมเหตุสมผลของนักเรียนวัยรุ่น ก่อนและหลังการเข้าร่วมการให้คาปรึกษา
กล่มุ ตามแนวคดิ พิจารณาเหตุผล อารมณ์ และพฤตกิ รรมดังตาราง 2
ตาราง 2การเปรียบเทียบความเช่ือที่ไม่สมเหตุสมผลของนักเรียนวัยรุ่น ก่อนและหลังการเข้าร่วมการให้คาปรึกษากลุ่มตาม
แนวคดิ พจิ ารณาเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรม(n=8)
ความเชื่อทไี่ มส่ มเหตุสมผล ก่อนเข้ารว่ ม หลังเข้ารว่ ม Positive Negative Ties Z p
โปรแกรม โปรแกรม Rank Rank
การเรียกร้องความรักและการ 3.18 0.52 2.36 0.56 7.00 1.00 0.00 2.10* .01
ยอมรบั
การคาดหวังในตนเองสงู 3.50 0.98 2.13 0.88 7.00 1.00 0.00 2.03* .02
ความโน้มเอียงในการประณาม 3.50 0.90 2.52 0.62 7.00 1.00 0.00 2.10* .01
การมปี ฏิกิริยาตอ่ ความคับข้องใจ 3.08 0.27 2.29 0.82 6.00 2.00 0.00 1.61* .05
การขาด ค วาม รับ ผิ ด ชอบ ท าง 3.19 0.61 2.25 0.62 7.00 1.00 0.00 1.89* .02
อารมณ์
ความกระวนกระวายใจมากเกนิ ไป 2.22 0.75 1.72 0.60 6.00 1.00 1.00 1.78* .03
การหลีกเลีย่ งปญั หา 2.46 0.75 1.71 0.65 5.00 1.00 2.00 1.99* .02
การพงึ่ พาผูอ้ ่ืน 3.25 0.54 2.20 0.66 7.00 1.00 0.00 2.31* .01
การปฏิเสธความรบั ผดิ ชอบ 3.31 0.73 2.63 0.68 7.00 1.00 0.00 1.82* .03
การเรยี กร้องความสมบรู ณแ์ บบ 3.83 0.70 2.83 0.79 7.00 1.00 0.00 1.76* .03
ความเชอ่ื ทีไ่ มเ่ หตุสมผลโดยรวม 3.15 0.43 2.26 0.57 7.00 1.00 0.00 2.38* .01
*p<.05
จากตาราง 2 พบว่า หลังเข้าร่วมโปรแกรมการให้คาปรึกษากลุ่มตามแนวคิดพิจารณาเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรม
นกั เรยี นวัยรนุ่ มีค่าเฉล่ียความเช่ือที่ไม่สมเหตุสมผลโดยรวมและทุกด้าน ประกอบด้วยการเรียกร้องความรกั และการยอมรับการ
คาดหวังในตนเองสูงความโน้มเอียงในการประณามการมีปฏิกิริยาต่อความคับข้องใจการขาดความรับผดิ ชอบทางอารมณ์ความ
กระวนกระวายใจมากเกินไปการหลีกเลี่ยงปัญหาการพึ่งพาผ้อู ื่นการปฏิเสธความรบั ผิดชอบ และการเรียกร้องความสมบูรณ์แบบ
ลดลงอย่างมีนยั สาคัญทางสถติ ิท่ีระดบั .05
สรุปผลการวิจัย
1.นักเรียนวัยร่นุ มีความเช่ือไม่สมเหตุสมผลโดยรวม มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.12 มีส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.57 อยู่
ในระดบั น้อย
2. หลงั เขา้ ร่วมการให้คาปรกึ ษากลุ่มตามแนวคิดพิจารณาเหตุผล อารมณ์ และพฤตกิ รรมนักเรียนวัยรุ่นมีค่าเฉลยี่ ความ
เชอื่ ทไี่ มส่ มเหตุสมผลโดยรวมและทุกด้านลดลงอยา่ งมนี ยั สาคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 169
อภิปรายผล
1. การศกึ ษาความเชื่อทีไ่ ม่สมเหตุสมผลของนักเรียนวยั รุ่น พบว่า นกั เรยี นวัยรุ่นมีความเชือ่ ไม่สมเหตสุ มผลโดยรวม มี
ค่าเฉล่ียเท่ากับ 2.12 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.57 อยู่ในระดับน้อยซึ่งผู้วิจัยได้ทาการสัมภาษณ์ความคิดเห็นของ
นกั เรยี นเก่ียวกบั ความเช่อื ที่ไมส่ มเหตสุ มผล พบว่า ครอบครัวของนกั เรียนมีความคดิ และทัศนคตทิ ่ีเหมาะสมในการดาเนินชีวติ มี
การมองโลกในแง่ดี มีการยอมรบั และให้เกียรตผิ ู้อ่ืน ปฏิบัตติ นเป็นตวั อยา่ งที่ดีแกน่ ักเรยี นอยา่ งสม่าเสมอและต่อเนื่อง ยอ่ มทาให้
นักเรียนมีความคิดและเชื่อท่ีสมเหตุสมผลด้วย ดังคากล่าวของประณต เค้าฉิม (2549: 355) ท่ีได้กล่าวว่า การอบรมเลี้ยงดูใน
ครอบครัว ทาให้เด็กมีมุมมองต่อครอบครัวในพฤติกรรมและการกระทาน้ันเป็นเร่ืองปกติ ก่อให้เกิดแนวโน้มท่ีเด็กจะเลียนแบบ
และปฏิบัติตามพฤตกิ รรมของครอบครวั ดว้ ยเชน่ กัน ส่วนศิรกิ ุล อิศรานรุ ักษ์และปราณี สุทธิสุคนธ์ (2550: 105) ได้กลา่ วว่า การ
อบรมเล้ียงดูจากครอบครัวทาให้นักเรียนมีสุขภาพร่างกายและจิตใจท่ีสมบูรณ์แข็งแรง อารมณ์สดชื่นแจ่มใส สามารถควบคุม
ตนเองได้ มคี วามรบั ผดิ ชอบต่อหนา้ ท่ี และมีการแสดงออกทางพฤติกรรมทเ่ี หมาะสม นอกจากน้ี ทางโรงเรียนมีการจัดการเรยี น
การสอนและกจิ กรรมประจาหลักสูตรท่ีม่งุ เนน้ ให้นักเรียนมีความรคู้ วามสามารถทางวิชาการ มคี ่านยิ มเปน็ กุลสตรไี ทยตามสมบัติ
ผู้ดี 10 ประการ รวมถึงมีการฝึกทักษะชีวติ ให้นักเรียนได้เรียนรตู้ ามสภาพจริง ทาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีประสบการณ์ท่ี
เหมาะสม ก่อให้เกิดความความคิดและความเช่ือที่สมเหตุสมผล ซึ่งสอดคล้องกับวิทวัฒน์ ขัตติยะมาน (2549: 59-60) ที่กลา่ วไว้
วา่ การท่ีนักเรียนไดเ้ รียนรู้และมปี ระสบการณ์จริงที่หลากหลาย ย่อมทาใหน้ ักเรยี นเกิดการเรยี นรแู้ ละมองเห็นปญั หาทีเ่ กิดข้นึ จริง
กอ่ ใหก้ ารปรบั เปล่ียนความคดิ ความเชือ่ ความร้สู กึ กอ่ ให้เกดิ การแสดงออกทางพฤติกรรมท่ีเหมาะสม
และเม่อื พจิ ารณาเป็นรายดา้ น พบวา่ ความโนม้ เอยี งในการประณาม มีคา่ เฉล่ยี สูงสดุ เท่ากับ 2.56 ซ่งึ จากการสัมภาษณ์
ความคดิ เหน็ ของนักเรียน พบวา่ นักเรยี นมีการเรียนรแู้ ละความเขา้ ใจในกฎระเบยี บและขอ้ บงั คับทตี่ อ้ งปฏบิ ตั ติ าม จึงมีความเช่ือ
ว่าการเปน็ คนดีหรือคนท่ีทาถูกต้อง เป็นคนท่ีปฏิบัติตามกฎระเบียบและข้อบังคับอยา่ งเคร่งครัด ในขณะเดียวกันกม็ ีความเชอื่ ว่า
คนที่กระทาความผิดเป็นคนที่เลวร้าย จึงทาการตัดสินและลงโทษผู้อ่ืนด้วยตนเอง รวมถึงเลียนแบบความเชื่อตามเพ่ือนในกลุ่ม
เพ่ือต้องการการยอมรับและเป็นส่วนหน่ึงของกลุ่มโดการทาร้ายร่างกาย การต่อว่าด้วยถ้อยคาที่รุนแรง การโพสต์ข้อความ
ประจานบนสื่อออนไลน์ ทาให้คนที่กระทาความคิดมีความอับอายขายหน้าและมีความโศกเศร้าเสียใจในการดาเนินชีวิต ซ่ึง
สอดคล้องกับเติมศักดิ์ คทวณิช (2546: 72-74)ที่กล่าวถึงทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรมของโคลเบอร์ก (Kohberg’ Moral
Development)เป็นการที่นักเรียนมีการแสดงพฤติกรรมท่ีเป็นไปตามความคาดหวังของสังคมท่ีตนเองเป็นสมาชิกอยู่ โดย
นักเรียนท่ีเป็นวัยรุ่นต้องการการเป็นที่รักและการได้รับการยอมรับจากกลุ่มเพ่ือนเป็นอย่างมาก จึงพยายามปฏิ บัติตนและ
เลียนแบบเพ่อื น เพอ่ื ให้ไดร้ บั การยอมรบั และเปน็ ส่วนหนึ่งของกลมุ่ รวมถงึ มกี ารปฏิบัติตนตามกฎระเบยี บท่ตี นเองเปน็ สมาชิกอยู่
อย่างเคร่งครัดเพื่อเป็นไปตามความคาดหวังของสังคมที่ตนเองเป็นสมาชิกอยู่ รองลงมาคือการมีปฏิกิริยาต่อความคับข้องใจ มี
คา่ เฉลี่ยเท่ากบั 2.42 ซ่งึ เกิดจากการท่ีนักเรียนเริ่มเข้าสู่ช่วงวัยร่นุ ซึ่งเป็นช่วงวัยพายบุ ุแคม จึงมีการแสดงออกทางอารมณ์ที่มกี าร
เปล่ียนแปลงได้ง่าย บางคร้งั มีเหตุผล บางครัง้ ก็ไร้เหตุผล จึงทาให้นักเรียนคิดและร้สู ึกอย่างไร ก็ไม่กล้าที่แสดงออกมา ทาให้เกิด
ความรุนแรงทางอารมณ์ ซึ่งจากการสัมภาษณ์ความคิดเห็นของนักเรียน พบว่า เม่ือสถานการณ์ไม่เป็นไปอย่างตนเองต้องการ
นักเรยี นมีความเชอ่ื วา่ เป็นเรือ่ งทีเ่ ลวรา้ ยในชีวิต เชน่ การอยากพูดเร่อื งสาคัญ แตก่ ็ไม่ได้พดู ไดด้ ่ังใจคิด ความหงดุ หงิดใจทตี่ ้องเก็บ
กดอารมณ์ของตนเองไว้ไม่ให้แสดงออก การถูกกดดันจากพ่อแม่และเพื่อน เป็นต้น ย่อมทาให้นักเรียนมีความอึดอัดใจในการ
ดาเนินชวี ิต ดงั คากล่าวของสุชน ประวตั ิดี (2552: 65) ที่ได้กล่าวว่า นักเรียนเป็นวยั ที่เริ่มเขา้ สวู่ ัยรุ่น มีการเปลี่ยนแปลงทางด้าน
ร่างกายและจติ ใจ ทาให้ไมส่ ามารถปรับตัวกับการเปล่ยี นแปลงที่เกิดขึ้นไดด้ มี ากนกั มคี วามอ่อนไหวต่อความรสู้ ึกได้ง่าย และเมื่อ
ไม่ไดแ้ สดงออกทางอารมณ์ความรู้สึกตามท่ีตนเองต้องการ จึงก่อให้เกิดความคบั ข้องใจและอึดอัดใจในการดาเนินชีวิต ส่วนการ
เรียกร้องความสมบูรณ์แบบ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.36 ซึ่งจากการสัมภาษณ์ความคิดเห็นของนักเรียน พบว่า การท่ีนักเรียนส่วน
ใหญ่อยู่ร่วมกับสมาชิกในครอบครัวท่ีประสบความสาเรจ็ ในการดาเนินชีวิต ทาให้นักเรียนมีความเช่ือว่าตนเองต้องเรียนเก่ง ทา
กจิ กรรมเปน็ เลิศ มีความสามารถรอบดา้ นเหมอื นสมาชิกคนอื่นในครอบครวั ทาใหน้ กั เรยี นมคี วามกดดนั ในตนเอง เม่อื ตอ้ งกระทา
สิ่งใดส่ิงหนง่ึ กต็ าม นักเรียนกจ็ ะมีความมงุ่ มั่นต้งั ใจในการทาส่งิ นน้ั มาก ตอ้ งทาสงิ่ นั้นให้ดที ่สี ุดและต้องประสบความสาเร็จ ถึงจะมี
ความพึงพอใจและมีความสุขในการดาเนินชวี ิต แต่ในทางกลับกันถ้านักเรียนทาส่ิงนั้นไม่สาเรจ็ ก็จะโทษตนเองว่าทาไมถึงทาส่ิง
นนั้ ไมไ่ ด้ ทาไมถึงแก้ไขปญั หาใหส้ าเร็จไมไ่ ด้ กอ่ ให้เกิดร้สู ึกต่าต้อยด้อยค่า จนหมดกาลังใจทจ่ี ะทาส่งิ ตา่ งๆ ทาให้ไมส่ ามารถดาเนนิ
ชีวิตได้อย่างมีความสุขได้ ดังคากล่าวของพงษ์พันธ์ พงษ์โสภาและวิไลลักษณ์ พงษ์โสภา (2556: 89) ที่กล่าวว่า การที่บุคคลมี
ความรู้ความสามารถรอบตัว มีทุกสิ่งทุกอย่างพร้อม จึงจะเป็นคนที่มีคุณค่าและประสบความสาเร็จในการดาเนินชีวิต ซึ่งเป็น
ความเช่ือที่ไม่สมเหตุสมผล เน่ืองจากบุคคลไม่มีใครที่สมบูรณ์แบบในทุกเร่ือง ทุกคนย่อมมีความสามารถที่แตกต่างกันไป .ซ่ึง
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 170
บุคคลท่มี ีความตอ้ งการความสมบรู ณแ์ บบ และเมื่อกระทาสง่ิ ใดไมเ่ ป็นผลตามทค่ี าดหวังไว้ จะเฝา้ โทษตนเองจนกลายเปน็ คนมปี ม
ด้อย คอยจับผิดเพ่อื หาโอกาสประณามผอู้ ่ืน จนหมดความสุขในการดาเนนิ ชวี ิต แต่ในทางกลับกันถ้าบุคคลยอมรับว่าในความไม่
สมบรู ณแ์ บบได้ ย่อมจะประเมนิ ความสามารถของตนเองทใี่ กลเ้ คียงกับความจรงิ ย่อมมีความสุขในการดาเนินชวี ติ มากขึ้น
2. การเปรยี บเทียบความเช่ือทไ่ี ม่สมเหตุสมผลของนักเรยี นวยั รนุ่ ก่อนและหลงั การเข้ารว่ มโปรแกรมการให้คาปรกึ ษา
กลมุ่ ตามแนวคดิ พิจารณาเหตผุ ล อารมณ์ และพฤตกิ รรม พบวา่ หลังเขา้ รว่ มโปรแกรมการใหค้ าปรึกษากลุ่มตามแนวคิดพจิ ารณา
เหตผุ ล อารมณ์ และพฤตกิ รรมนักเรียนวัยรุ่นมีค่าเฉล่ยี ความเช่ือทไ่ี มส่ มเหตุสมผลโดยรวมและทุกดา้ นลดลงอยา่ งมนี ัยสาคญั ทาง
สถิติท่ีระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ว่าหลังการเข้าร่วมการให้คาปรึกษากลุ่มตามแนวคิดพิจารณาเหตุผล อารมณ์ และ
พฤติกรรมนักเรียนวยั รุ่นมีความเช่อื ที่ไม่สมเหตุสมผลลดลง ท้ังนเ้ี ป็นเพราะ โปรแกรมการให้คาปรึกษากลุ่มตามแนวคิดพิจารณา
เหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรมนั้นชว่ ยให้สมาชิกกล่มุ มีความตระหนักรวู้ ่าเรอื่ งท่ตี นเองคิดอยูน่ ้นั เป็นความเชื่อทไี่ มส่ มเหตุสมผล
ก่อให้เกิดอารมณ์ทางลบ สามารถปรับปรุงแก้ไขได้ด้วยการเรียนรู้ความเช่ือที่สมเหตุสมผล เพื่อให้ สมาชิกกลุ่มได้ตระหนักถึง
ตนเอง สามารถควบคุมอารมณ์และความรู้สึกได้ดี โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสถานการณ์ท่ีเป็นทุกข์ ทาให้สมาชิกกลุ่ม
สามารถคิดและเปล่ียนความเชื่อใหม่ให้มีความเหมาะสมโดยมีการใช้เทคนิคการสอนตามกรอบแนวคิดเอบีซี ( A-B-C
Framework) โดยให้สมาชิกกลุ่มช่วยกันคิดว่าความเช่ือของตนเองนั้นเป็นความเช่ือท่ีเป็นอย่างไร มีความเชื่อที่สมเหตุสมผล
หรือไมม่ ีผลท่ีตามมาเป็นอยา่ งไร มีการฝกึ โต้แยง้ ความคิดและความเช่ือท่ีเกิดข้ึนว่ามีความสอดคล้องกบั ความจรงิ หรอื ไม่อย่างไร
แล้วผลของการโต้แย้งเป็นอย่างไร ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความรู้สึกอย่างไรบ้างจากน้ันจึงให้สมาชิกกลุ่มร่วมกันแสดงความ
คิดเห็น มีการแนะนา การเสริมแรง และให้กาลังใจซ่ึงกันและกันภายในกลุ่ม ทาให้นักเรียนได้เรียนรู้ถึงรากเหง้าของปัญหาที่
เกิดขึ้นนั้นมาจากความเชอ่ื ที่ไม่สมเหตุสมผล ทาใหน้ ักเรียนมีความเชื่อที่ไม่สมเหตสุ มผลลดลง และมีความสุขในการดาเนินชีวิต
มากย่งิ ข้นึ ซงึ่ สอดคล้องกับงานวิจยั ของชอ่ ลัดดา ขวัญเมอื ง (2548:182;194) ได้ทาการศกึ ษาผลของการใหค้ าปรกึ ษาเพื่อลดความ
เช่ือท่ีไม่สมเหตสุ มผลและปัญหาทางอารมณ์ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภฎั จานวน 16 คน แบ่งออกเป็นกลมุ่ ทดลอง จานวน
8 คน และกลุ่มควบคุม จานวน 8 คน ผลการวิจัยพบว่า เวลาและกลุ่มที่แตกต่างกันมีความเชื่อท่ีไม่สมเหตุสมผลแตกต่างกันท่ี
นัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยระยะติดตามผลและระยะหลังการทดลองมีค่าเฉล่ียความเชื่อท่ีไม่สมเหตุสมผลต่ากว่าระยะ
กอ่ นการทดลองอย่างมนี ยั สาคัญทางสถิตทิ รี่ ะดบั .05 ซ่ึงเกิดจากการทน่ี ักศึกษาที่ได้รบั การใหค้ าปรึกษากลมุ่ ตามแนวคดิ พิจารณา
เหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรมมโี อกาสได้เรียนรเู้ รอื่ งราวจากสมาชกิ ในกลมุ่ ทาให้นักศึกษาหายกลวั ปญั หาหรอื กลัวในสิ่งทไ่ี มค่ วร
กลัว จึงสามารถคิดและแก้ไขปัญหาดว้ ยการมีความคิดที่สมเหตุสมผลมากข้ึน ทาให้สมาชิกกลุ่มมคี วามเป็นตัวของตัวเอง มีความ
ยดื หยุน่ ทางความคิด ความร้สู ึกและการกระทามากขนึ้ มีความอดทน สามารถดาเนินชวี ติ ตอ่ ไปไดอ้ ย่างมีความสขุ
ขอ้ เสนอแนะ
ข้อเสนอแนะทวั่ ไป
1. ผลการวิจัยคร้ังน้ีเหมาะสมกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เพศหญิง ซึ่งผู้ท่ีจะนาโปรแกรมการให้คาปรึกษากลุ่ม
ตามแนวคิดพิจารณาเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรมเพ่ือลดความเช่ือที่ไม่สมเหตุสมผลของนักเรยี นวยั รุ่นไปใชต้ ้องปรับปรุงและ
พัฒนาโปรแกรมการใหค้ าปรกึ ษากลุ่มตามแนวคิดพิจารณาเหตผุ ล อารมณ์ และพฤติกรรมเพ่ือลดความเชอื่ ที่ไมส่ มเหตุสมผลของ
นักเรยี นวยั รุ่นให้เหมาะสมตามบรบิ ทของนักเรยี น
2. ผู้ที่จะนาโปรแกรมการให้คาปรึกษากลุ่มตามแนวคิดพิจารณาเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรมเพ่ือลดความเช่ือที่ไม่
สมเหตุสมผลของนักเรียนวัยรุ่นไปใช้ ควรมีความรู้เกี่ยวกับการใช้เทคนิคการสอนตามกรอบแนวคิดเอบีซี (A-B-C Framework)
เพ่ือท่ีสามารถลดความเชือ่ ท่ีไม่สมเหตุสมผลได้
ขอ้ เสนอแนะในการวจิ ยั ครัง้ ต่อไป
1. ควรมีการศึกษาความเชื่อที่ไม่สมเหตุสมผลโดยการติดตามผลนักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นอย่างตอ่ เน่ืองถงึ ความ
คงทนของการเปลีย่ นแปลงความเชื่อทีไ่ ม่สมเหตสุ มผล
3. ควรมกี ารศกึ ษาโปรแกรมการให้คาปรกึ ษากลมุ่ ตามแนวคิดพิจารณาเหตผุ ล อารมณ์ และพฤตกิ รรมเพ่ือลดความเช่ือ
ทไี่ มส่ มเหตุสมผลของนักเรยี นวัยรุ่นกลมุ่ ทดลองและกลุ่มควบคมุ
3. ควรมีการศกึ ษาโปรแกรมการใหค้ าปรึกษากล่มุ ตามแนวคดิ พจิ ารณาเหตุผล อารมณ์ และพฤตกิ รรมเพ่อื ลดความเช่ือ
ทไ่ี ม่สมเหตุสมผลของนักเรยี นวยั รนุ่ ในกลมุ่ โรงเรียนชายลว้ น โรงเรยี นสหศึกษา โรงเรยี นขยายโอกาส เพอ่ื ตรวจสอบประสิทธภิ าพ
ของโปรแกรมการใหค้ าปรกึ ษากล่มุ
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 171
กิตติกรรมประกาศ
ผู้วิจยั ขอกราบขอบพระคุณรองศาตราจารย์ ดร.สกล วรเจริญศรี และรองศาตราจารย์ ดร.มณฑิรา จารเุ พ็งทชี่ ีแ้ นะแนว
ทางการทาปรญิ ญานิพนธ์ด้วยความรักความเมตตา ทาให้ผู้วิจัยได้เรียนรู้และมีประสบการณ์ในการทาวิจัยเปน็ อย่างดี รวมถึงขอ
พระคุณโรงเรียนราชินีที่กรุณาให้ความอนุเคราะห์สถานที่ในการเก็บรวบรวมแบบสอบถามและทาการทดลองโปรแกรมการให้
คาปรึกษากลุ่มรวมถึงขอขอบคุณนักเรียนวัยรุ่นทุกคนที่ให้ความร่วมมือในการตอบแบบสอบถามและให้ความร่วมมือในการเข้า
รว่ มโปรแกรมเพ่อื ลดความเช่อื ที่ไมส่ มเหตสุ มผลเปน็ อยา่ งดี
เอกสารอา้ งองิ
กรมสุขภาพจติ . (2558). รายงานประจาปีกรมสุขภาพจิต ปี 2558. กรงุ เทพฯ: กรมสุขภาพจติ กระทรวงสาธารณสขุ .
คณะกรรมการการส่งเสริมการพฒั นาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ. (2561). แผนการพฒั นาเด็กและเยาวชนแหง่ ชาติ ฉบับที่ 2
พ.ศ. 2560-2564.พมิ พ์ครั้งที่ 2. กรงุ เทพฯ: เจ.เอสการพิมพ.์
ชอ่ ลัดดา ขวัญเมอื ง. (2548). การศึกษาและการใหค้ าปรกึ ษาเพื่อลดความเช่อื ทไี่ มส่ มเหตสุ มผลและปญั หาทางอารมณ์ของ
นักศกึ ษามหาวทิ ยาลยั ราชภฏั . ปรญิ ญานพิ นธ์. กศ.ด. (จติ วิทยาการใหค้ าปรึกษา). กรงุ เทพฯ: บณั ฑติ วิทยาลยั
มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวิโรฒ.
เตมิ ศักดิ์ คทวณิช. (2546). จติ วิทยาท่วั ไป. พมิ พ์ครงั้ ท่ี 1. กรงุ เทพฯ: ซเี อ็ดยเู คช่นั .
ประณต เค้าฉมิ . (2549). จติ วทิ ยาวัยรนุ่ . กรงุ เทพฯ: ภาควิชาจิตวิทยา มหาวทิ ยาลัยศรนี ครินทรวิโรฒ.
พงษพ์ ันธ์ พงษโ์ สภาและวิไลลักษณ์ พงษ์โสภา. (2556). ทฤษฎแี ละเทคนิคการให้บรกิ ารปรึกษา. กรงุ เทพฯ: จฬุ าลงกรณ์
มหาวิทยาลยั .
เรวดี นามทองด.ี (2554). การคดิ อย่างมีเหตผุ ลของนักเรียนชว่ งชน้ั ท่ี 4 โรงเรียนในสังกัดสานกั งานเขตพนื้ ที่การศกึ ษา
มัธยมศึกษา เขต 9 อาเภอเมอื งนครปฐม จังหวดั นครปฐม. วทิ ยานพิ นธ์ วท.ม. (จติ วิทยาและการแนะแนว).
นครปฐม: บณั ฑติ วิทยาลยั มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร.
ลักขณา สรวิ ฒั น.์ (2549). การคิด. พิมพค์ ร้ังท่ี 1. กรุงเทพฯ: โอเดยี นสโตร.์
วนิช สุธารัตน.์ (2546). ความคิดและความคิดสร้างสรรค.์ กรุงเทพฯ: สวุ ีริยาสาส์น.
วทิ วัฒน์ ขตั ตยิ ะมาน. (2549: มกราคม-มิถนุ ายน) การจัดการเรยี นการสอนตามสภาพจริง.สานกั หอสมดุ มหาวิทยาลัยทกั ษณิ .
5(1): 59-60.
ศริ ิกลุ อศิ รานรุ กั ษแ์ ละปราณี สทุ ธสิ ุคนธ.์ (2550). การอบรมเลี้ยงดเู ด็ก. วารสารสาธารณสขุ และการพฒั นา. 5(1): 105.
สชุ น ประวตั ดิ ี.(2552). จติ วิทยาพัฒนาการ.กรุงเทพฯ:มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
สานักงานเลขาธกิ ารสภาการศกึ ษา กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (2560). แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาต.ิ (พ.ศ. 2560-2579).
พมิ พ์ครัง้ ที่ 1. กรงุ เทพฯ: พริกหวานกราฟฟิค.
Dryden, W.; & Mytton, J. (1999). Four Approaches to Counselling and Psychotherapy. New York: Routledge.
Maultsby, Maxie C. (1984). RationalBehaviorTherapy New Jersey: Prentice-Hall.
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 172
แนวทางการพฒั นาคุณภาพการศกึ ษาโดยใชผ้ ลการประเมนิ คุณภาพภายนอกรอบสาม ด้านผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น ของ
โรงเรยี นในสงั กดั องคก์ ารบริหารสว่ นจงั หวัดสกลนคร
GUIDELINES FOR DEVELOPING EDUCATION QUALITY BY USING THE THIRD ROUND EXTERNAL QUALITY
ASSESMENT RESULTS ON LEARNING ACHIVEMENT OF SCHOOLS UNDER THE PROVINICIAL ADMINISTRATIVE
ORGANIZATIONS OF SAKONNAKHON
กนกวรรณ ทมุ สะกะ, มนตา ตลุ ยเ์ มธากาล, อิทธพิ ัทธ์ สุวทันพรกูล
E-mail: [email protected]
บทคดั ย่อ
การวิจัยคร้ังนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1. ศึกษาสภาพ ปัญหา และกระบวนการพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ของ
โรงเรยี นในสังกดั องค์การบรหิ ารสว่ นจังหวัดสกลนครที่ไมผ่ า่ นการประเมินคณุ ภาพภายนอกรอบทส่ี าม 2. เพอ่ื ศึกษาแนวทางการ
พัฒนาคุณภาพการศึกษาโดยใช้ผลการประเมินคุณภาพภายนอกรอบสาม ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของโรงเรียนสังกัด
องค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร เคร่ืองมือท่ีใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบสัมภาษณ์ (Interview) การวิเคราะห์ข้อมูลใช้
เทคนิคการวเิ คราะหเ์ น้ือหา (Content analysis) นาผลการวเิ คราะห์ สังเคราะห์เพอื่ เสนอแนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษา
โดยใช้ผลการประเมินคุณภาพภายนอกรอบสาม ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของโรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด
สกลนคร ที่เหมาะสมและสามารถนาไปใช้ได้
ผลการวจิ ยั ปรากฏดังนี้
1. โรงเรียนในสงั กัดองค์การบริหารสว่ นจงั หวัดสกลนครที่ไม่ผ่านการประเมินคณุ ภาพภายนอกรอบสาม มีการกาหนด
มาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา จัดทาแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษาที่มุ่งคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา
จัดระบบบริหารและสารสนเทศ ดาเนินงานตามแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา มีการติดตามตรวจสอบคุณภาพ
การศึกษา มีการประเมินคุณภาพภายในตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา มีการจัดทารายงานประจาปีและจัดให้มีการ
พฒั นาคณุ ภาพการศกึ ษาอยา่ งตอ่ เนือ่ ง ปัญหาทีพ่ บ คือ การจัดระบบขอ้ มูลสารสนเทศ ไมเ่ ป็นระบบ การกากบั ตดิ ตามไม่ตอ่ เนอื่ ง
และปัญหาดา้ นความรว่ มมือจากบคุ ลากรทเ่ี กี่ยวข้อง
2. แนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโดยใช้ผลการประเมินคุณภาพภายนอกรอบสาม ดา้ นผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
ของโรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร พบว่า ควรจัดทาแผนพัฒนาการจัดการศึกษาให้ตรงตามมาตรฐานการ
เรียนรู้ในหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พื้นฐาน และหลักสูตรสถานศึกษา จดั ระบบประกันคณุ ภาพการศกึ ษาตามกระบวนการ
PDCA สร้างความตระหนักรู้และนาสู่การปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพของบุคคลากรทุกระดับโดยทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ครูจัดการ
เรยี นรโู้ ดยเนน้ ผู้เรียนเป็นสาคัญ ใช้สื่อนวัตกรรมท่ีเหมาะสม จัดทาแผนกิจกรรมสอนซ่อมเสริม สอนเพ่ิมเติม เตรียมความพร้อม
ในการทดสอบระดับชาติ มีระบบติดตามและประเมินผลการจดั การเรยี นรูอ้ ย่างมีประสิทธิภาพ ให้ตรงตามมาตรฐานตัวชวี้ ัดตาม
หลักสูตรแกนกลางและหลักสูตรสถานศึกษา มีระบบประเมินและพัฒนาครูเพื่อพัฒนาศักยภาพครูด้านการเรียนการสอนตาม
สาระการเรยี นรู้ มีการจดั ทาวิจยั ในช้นั เรียนเพ่ือพฒั นาผลสัมฤทธ์ิของนักเรียน
คาสาคญั : แนวทางการพฒั นา, การประเมินคณุ ภาพภายนอก, ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น
Abstract
The purpose of this research were 1) To study the problem and the development process of
learning achievement that did not pass the third round of external qualitye assessment 2) To study the
guideline for the development of external quality assessment results, the third round, indicator on learning
achievement of schools under the provincial administrative organizations of Sakonnakhon. The tools of data
collection is an interviewing form. The technique of data analysis was used for content analysis. The results
of the analysis were synthesized for guidelines, development of external quality assessment, third round,
indicator of learning achievement of schools under the provincial administrative organizations of Sakonnakhon
that can be applied properly
The results were as follows
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 173
1. Schools under the Sakon Nakhon provincial administration organization that did not pass the
external quality assessment. The results were as follows ; Development plans of educational institutions
aimed at quality in accordance with educational standards, organize administrative and information systems.
Implementation of the educational management development plan of educational institutions. There is a
follow-up study of quality. There was an internal quality assessment in accordance with educational
standards of educational institutions. And annual report is prepared as a Self-Assessment Report (SAR) and
provide continuous quality development. The problem is that the information system is not systematic.
Discontinuity monitoring and cooperation issues from relevant personnel.
2. Guidelis for developing education quality by using the third round external quality assessment
results on learning achievement of schools under the Sakon Nakhon provincial administration organization.
The results were as follows ; The plan should be developed to meet educational standards in the core
curriculum of basic education and school curriculum provide education quality assurance system according
to PDCA process. Create awareness and lead to effective practices of personnel at all levels, with all sectors
participating. Learning management by student is important .Use appropriate innovative media create a plan
for remedial teaching activities. Prepare for national testing. Monitoring and evaluation system for effective
learning management. To meet the standard of indicators according to the core curriculum and school
curriculum. There is a system for evaluating and developing teachers to develop teachers' potential in
teaching and learning according to the learning content. There is a classroom research to develop student
achievement.
Keywords: Guideline for Developing, External Evaluation, Achievement
บทนา
สานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์กรมหาชน) เรียกโดยย่อว่า สมศ. ทาหน้าที่พัฒนา
เกณฑ์วิธีการประเมินคุณภาพภายนอก และทาการประเมินผลการจัดการศึกษาเพ่ือให้มีการตรวจสอบคุณภาพของสถานศึกษา
สมศ. ได้ดาเนินการประเมินคุณภาพภายนอกรอบแรก พ.ศ. 2544-2548 สาหรับการประเมินคุณภาพภายนอกรอบสอง พ.ศ.
2549-2553 และการประเมินคุณภาพภายนอกรอบท่ีสาม พ.ศ.2554-2558 การประเมินคุณภาพภายนอกและการประเมินซ้า
สาหรับสถานศกึ ษาในรอบสามนี้จะต้องดาเนินการให้เสรจ็ สิ้นภายในเดือนกันยายน พ.ศ. 2558 เท่านั้น (ชาญณรงค์ พรรุง่ โรจน์.
2546) กรณีสถานศึกษาไม่ได้รับการรับรองมาตรฐาน หรือรับรองแบบมีเงื่อนไข ให้สถานศึกษาปรับปรุงแก้ไขโดยจัดทา
แผนพัฒนาคุณภาพสง่ ให้ต้นสังกดั (พร้อมสาเนาแจ้งมายัง สมศ.) เพอ่ื พจิ ารณาอนุมัติภายในสามสบิ วันนบั ตัง้ แต่วนั ที่ได้รับแจง้ ผล
การประเมิน โดยกาหนดระยะเวลาให้ต้นสังกัดสามารถทักท้วงแผนพัฒนานั้นภายในสามสิบวัน สถานศึกษาสามารถขอรับการ
ประเมินซ้าได้ภายในสองปี นับต้ังแต่วันที่สถานศึกษาส่งแผนพัฒนาไปยังต้นสังกัด และ สมศ. หากสถานศึกษามิได้ดาเนินการ
ดังกล่าว สานักงานจะไม่ทาการประเมินซ้าสาหรับสถานศึกษานั้น (สานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา
(องค์การมหาชน), 2555 )
จากการประเมินคณุ ภาพภายนอกรอบที่สาม โรงเรยี นในสงั กัดองคก์ ารบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร มโี รงเรียนมธั ยมใน
สังกัดจานวน 6 โรงเรียน ได้เข้ารับการประเมินคุณภาพภายนอกรอบสาม โดยทั้ง 6 โรงเรียน พบว่าต่างก็ประสบปัญหาในการ
ประเมินคุณภาพ ตัวบ่งช้ีที่ 5 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน ซ่ึงได้รับการประเมินระดับคุณภาพ ต้องปรับปรุง จานวน 4
โรงเรียน คดิ เป็นรอ้ ยละ 66.67 และตอ้ งปรับปรุงเร่งด่วน จานวน 2 โรงเรียน คิดเปน็ ร้อยละ 33.33 เมอื่ ได้รับผลการประเมนิ ไม่
ผ่าน โรงเรียนจึงต้องทาการปรับปรุงเพ่ือรับการประเมินซ้าจาก สมศ. ให้ปรับปรุงแก้ไขโดยจัดทาแผนพัฒนาคุณภาพส่งให้ต้น
สังกัด (พร้อมสาเนาแจ้งมายัง สมศ.) เพ่ือพิจารณาอนุมัติภายในสามสิบวันนับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งผลการประเมิน โดยกาหนด
ระยะเวลาใหต้ น้ สงั กัดสามารถทักท้วงแผนพฒั นาน้ันภายในสามสบิ วัน (สานกั งานรับรองมาตรฐานและประเมนิ คุณภาพการศึกษา
(องค์การมหาชน), 2555 ) ซ่ึงมีโรงเรียนท่ีร่วมประเมินซ้า จานวน 4 โรงเรียน ผลการประเมินหลังจากแก้ไข คือ ผ่าน จานวน 3
โรงเรียน ไม่ผ่าน 1 โรงเรยี นและไมย่ ื่นแกไ้ ข จานวน 2 โรงเรียน
ความสัมพันธ์ของการประกันคุณภาพภายนอกที่เป็นงานต่อเนื่องสัมพันธ์กับการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา
เป็นการตรวจสอบผลการประเมินตนเองของสถานศึกษา ตามมารตรฐานการศึกษาเพื่อการประเมินตนเองของสถานศึกษา
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 174
ตามมมารตฐานการศึกษาเพ่อื การประเมินภายนอกระดบั การศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน เพื่อให้ข้อเสนอแนะในการปรบั ปรุงการดาเนนิ งาน
แก่สถานศึกษา และสามารถทาให้สถานศึกษาสามารถพัฒนาคุณภาพในการจัดการศึกษาได้อยา่ งต่อเนื่อง การประเมินคุณภาพ
ภายนอกจึงมีความสมั พันธก์ ับการประกันคณุ ภาพภายใน ความสมั พันธ์ระหว่างการประกันคณุ ภาพภายในและภายนอกในแต่ละ
ขั้นตอนการดาเนินการประกันคุณภาพภายในและภายนอก สามารถนาหลักการมาใช้ในแต่ละขั้นตอนได้ ดังนั้นการประกัน
คณุ ภาพภายในยอ่ มส่งผลถึงการประเมินคณุ ภาพภายนอกโดยตรง (สานักประกันคณุ ภาพการศกึ ษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราช
มงคลธญั บรุ ี, 2019)
จากผลการประเมินคุณภาพภายนอก ทาใหผ้ ู้วิจัยเกดิ ความสนใจศกึ ษาแนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโดยใช้ผล
การประเมินคุณภาพภายนอก ด้านผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ของโรงเรียนในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร เพื่อการ
พัฒนาผลการประเมินตัวบ่งช้ีท่ี 5 ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของผู้เรียน ตามท่ีได้รับข้อเสนอแนะที่ได้จากการประเมินคุณภาพ
ภายนอก โดยสานักงานรบั รองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา ผูว้ ิจัยจึงสนใจศึกษา สภาพ ปัญหาท่ีเกดิ ในการประกัน
คุณภาพภายในสถานศึกษา ใน 8 องค์ประกอบ คือ 1) การกาหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา 2) การจัดทาแผนพัฒนา
การจดั การศกึ ษาของสถานศกึ ษาท่มี ุง่ คณุ ภาพตามมาตรฐานการศกึ ษาของสถานศกึ ษา 3) การจัดระบบบรหิ ารและสารสนเทศ 4)
การดาเนินงานตามแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา 5) การจดั ให้มีการติดตามตรวจสอบคุณภาพการศึกษา 6) การ
จัดให้มีการประเมินคุณภาพภายในตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา 7) การจัดทารายงานประจาปีท่ีเป็นรายงานการ
ประเมินคุณภาพภายใน 8) การจัดให้มีการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง และศึกษาแนวทางในการพัฒนาตาม 5
องค์ประกอบ การพัฒนาคุณภาพการศึกษา ประยุกต์ใช้ข้อเสนอแนะจากงานวิจัยของสถาบันวิจัยเพ่ือการพัฒนาประเทศไทย
(TDRI) ใน 5 องค์ประกอบ คือ 1) การจัดการเรียนรู้ หลักสูตร สื่อการสอน และเทคโนโลยี 2) ระบบการประเมินผลผู้เรียน 3)
ระบบประเมินและพัฒนาครู 4) ระบบการประเมินคุณภาพสถานศึกษา 5) ระบบการเงินเพื่อการศึกษา (สมเกียรติ และคณะ,
2556) ของโรงเรียนในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร เพ่ือศึกษาว่ามีแนวทางการปฏิบัติใดของโรงเรียนท่ีผ่านการ
ประเมิน ในห้วงเวลาท่ีให้ประเมินซ้า สามารถเป็นแนวทางสาหรับการปฏิบัติเพื่อปรับปรุงแก้ไขการพัฒนาคุณภาพของ
สถานศกึ ษาไดต้ ามบรบิ ทของสถานศึกษาในสงั กดั องค์การบริหารสว่ นจังหวดั สกลนคร
กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั
ในการวิจัยคร้ังนี้ ผู้วิจัยต้องการศึกษาสภาพ ปัญหา และกระบวนการพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ของโรงเรียนใน
สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนครที่ไม่ผ่านการประเมินคุณภาพภายนอกรอบสาม โดยศึกษาจากเอกสาร หลักการ ที่
เกี่ยวกับการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา การประเมินคุณภาพภายนอก แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง เพ่ือเป็น
ข้อมูลและสร้างความเข้าใจในการดาเนนิ การประกันคุณภาพในสถานศึกษา การประเมินคณุ ภาพภายนอกและความเช่อื มโยงกัน
ระหว่างการประกันคุณภาพภายในและการประเมินคุณภาพภายนอก ศึกษาแนวทางการพฒั นาคุณภาพการศึกษาโดยใช้ผลการ
ประเมินคณุ ภาพภายนอกรอบสาม ดา้ นสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของโรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร โดยศึกษา
สภาพ ปัญหา ตามองค์ประกอบการประกันคุณภาพภายใน 8 องค์ประกอบ คือ 1) การกาหนดมาตรฐานการศึกษาของ
สถานศึกษา 2) การจัดทาแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษาท่ีมุ่งคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา 3)
การจัดระบบบริหารและสารสนเทศ 4) การดาเนินงานตามแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา 5) การจัดให้มีการ
ติดตามตรวจสอบคุณภาพการศึกษา 6) การจัดให้มกี ารประเมินคุณภาพภายในตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา 7) การ
จัดทารายงานประจาปีที่เป็นรายงานประเมินคุณภาพภายใน 8) การจัดให้มีการพัฒนาคุณภาพการศึ กษาอย่างต่อเน่ือง และ
ศึกษาแนวทางในการพัฒนาตาม 5 องค์ประกอบ การพัฒนาคุณภาพการศึกษา ประยุกต์ใช้ข้อเสนอแนะจากงานวิจัยของ
สถาบันวิจัยเพ่ือการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ใน 5 องค์ประกอบ คือ 1) การจัดการเรียนรู้ หลักสูตร ส่ือการสอน และ
เทคโนโลยี 2) ระบบการประเมนิ ผลผู้เรียน 3) ระบบประเมินและพัฒนาครู 4) ระบบการประเมินคุณภาพสถานศึกษา 5) ระบบ
การเงินเพอื่ การศกึ ษา ท่ีส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ด้านผลสัมฤทิท์ างการเรยี น ของโรงเรียนในสังกดั องค์การบรหิ าร
สว่ นจงั หวัดสกลนคร
วัตถุประสงค์ของการวจิ ยั
1. เพอ่ื ศกึ ษาสภาพ ปญั หา และกระบวนการพัฒนาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น ของโรงเรยี นในสงั กดั องคก์ ารบริหารส่วน
จงั หวดั สกลนครทไี่ มผ่ า่ นการประเมนิ คุณภาพภายนอกรอบสาม
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 175
2. เพ่ือศึกษาแนวทางการพัฒ นาคุณ ภาพการศึกษาโดยใช้ผลการประเมินคุณ ภาพภายนอกรอบสาม
ด้านผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน ของโรงเรยี นสังกดั องค์การบรหิ ารส่วนจงั หวัดสกลนคร
วธิ ดี าเนินการวจิ ยั
กลุ่มเปา้ หมาย
ผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key Informant) ที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ กาหนดโดยใช้การเลือกแบบเจาะจง (Purposive
Sampling) ผู้วิจัยเลือกโดยยึดหลักว่าต้องเป็นบุคลที่เป็นสมาชิกของโรงเรียนและรับผิดชอบงานประกันและเกี่ยวข้องกับงาน
ประกันมากท่ีสุด ในโรงเรยี น 3 โรงเรยี น ซงึ่ มีลักษณะดงั น้ี โรงเรยี นท่ี 1 โรงเรยี นท่ีย่ืนแก้ไขผลการประเมินคุณภาพภายนอกรอบ
สามแลว้ ผา่ น โรงเรียนที่ 2 โรงเรียนทยี่ น่ื แก้ไขผลการประเมนิ คุณภาพภายนอกรอบสามแลว้ ไมผ่ ่าน โรงเรยี นท่ี 3 โรงเรียนทีไ่ ม่ยืน่
แกไ้ ขผลการประเมนิ คุณภาพภายนอกรอบสาม ประกอบดว้ ย ผู้อานวยการสถานศกึ ษา 3 คน รองผู้อานวยการสถานศึกษา 3 คน
หวั หน้าฝา่ ยงานบริหารงานวิชาการ 3 คน หวั หน้าฝ่ายงานบริหารงบประมาณ 3 คน หัวหนา้ ฝา่ ยบริหารทั่วไป 3 คน หัวหน้าฝ่าย
บุคคล 3 คน ผูร้ ับผิดชอบงานแผน 3 คน และผู้รับผดิ ชอบงานประกันคณุ ภาพการศกึ ษา 3 คน รวมทั้งส้ิน 42 คน
วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล
ในการวิจยั คร้ังนผี้ ู้วจิ ัยดาเนนิ การต่าง ๆ เพอื่ การเกบ็ รวบรวมข้อมลู โดยมีขั้นตอนดังน้ี
1) การศกึ ษาเอกสาร (Documentary study) เอกสารของสถานศกึ ษา ได้แก่ ประวตั แิ ละความเปน็ มาของโรงเรยี น
คู่มอื คร/ู คมู่ ือนกั เรยี น แผนพัฒนาคุณภาพการศกึ ษา แผนปฏบิ ตั ิการประจาปี ขอ้ มลู สารสนเทศตา่ ง ๆ หลกั สตู รสถานศึกษา
หลกั สตู รระดับช้นั เรยี น แผนการสอน รายงานประเมนิ ตนเอง รายงานวจิ ัยในช้นั เรียน เปน็ ตน้
2) การสังเกต (Observation) ใช้การสังเกตแบบมีส่วนร่วมและการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม โดยเน้นการสังเกตแบบ
แผนพฤติกรรมที่เป็นวิถีประจาวันของบุคลากรในสถานศึกษาและนักเรียน การมาปฏิบัติงาน การปฏิบัติตามหน้าที่ต่าง ๆ การ
สอน การปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคลากร ผู้บริหารและนักเรียน การสังเกตการณ์ประชุมต่าง ๆ รวมทั้งสภาพบริบทท่ัวไปของ
สถานศกึ ษา
3) โดยใช้การสมั ภาษณ์แบบเจาะลกึ (Indepth interview) เพ่ือใหไ้ ด้ข้อมูลในเชงิ ลกึ เกีย่ วกบั สภาพ ปญั หาของโรงเรียน
ท่ีไม่ผา่ นการประเมนิ คุณภาพภายนอกรอบท่สี าม ผวู้ จิ ยั ได้ดาเนนิ การตามขน้ั ตอนดงั น้ี
3.1) ตดิ ตอ่ บัณฑติ วทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒเพื่อออกหนงั สือถึงผู้อานวยการโรงเรยี นในสังกดั
องค์การบรหิ ารสว่ นจงั หวัดสกลนคร ทีเ่ ปน็ กลุม่ ตวั อย่าง จานวน 3 โรง เพ่อื ขอความอนุเคราะห์ในการการตอบแบบสอบถาม
3.2 ) ผู้วิจัยนาหนังสือขอความอนุเคราะห์พร้อมแบบสอบถามจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ประสานงานกับผู้อานวยการ โรงเรียนในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร เพ่ือขอความอนุเคราะห์ในการให้สัมภาษณ์
พรอ้ มนัดหมายวันเวลาทจี่ ะมาสมั ภาษณ์ โดยกาหนดระยะเวลาหลังจากแจง้ ประเดน็ สมั ภาษณแ์ ล้ว 3 วัน โดยมีกาหนดการในการ
เกบ็ ข้อมลู ในช่วง 1เมษายน 2562 -31 พฤษภาคม 2562
เคร่อื งมอื ท่ีใชใ้ นการวจิ ัย
เครือ่ งมอื ท่ใี ชใ้ นการวิจยั ครง้ั น้ี คือ แบบสมั ภาษณ์ (Interview) โดยเปน็ แบบสมั ภาษณ์แบบกึ่งมโี ครงสร้าง (Semi
Structure Interview) โดยแบง่ ออกเปน็ 2 ตอน ได้แก่ ตอนท่ี 1 ข้อมลู ของผูส้ มั ภาษณ์ และตอนที่ 2 แบบสัมภาษณ์สภาพ
ปัญหา และกระบวนการพัฒนาผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น
การวเิ คราะหข์ อ้ มลู
การวเิ คราะหข์ อ้ มูลผวู้ จิ ัยได้ดาเนนิ การตามข้ันตอนการวเิ คราะห์โดยมีการตรวจสอบและตีความขอ้ มูลตลอดเวลาขณะที่
ปฏิบัติการภาคสนาม มีการจัดทาบันทึกภาคสนามไว้อย่างละเอียดและเป็นระบบ ผู้วิจัยใช้การวิเคราะห์เน้ือหา ( Content
analysis)
สรุปผลการวิจัย
ตอนท่ี 1 เพ่ือศึกษาสภาพ ปัญหา และกระบวนการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของโรงเรียนในสังกัดองค์การ
บรหิ ารสว่ นจงั หวดั สกลนครทไี่ มผ่ า่ นการประเมินคณุ ภาพภายนอกรอบสาม
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 176
1.1. การกาหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา โรงเรียน มีการกาหนดมาตรฐานและตัวบ่งชี้เพื่อการปร ะกัน
คุณภาพภายใน เพื่อใช้เป็นเป้ามายในการพัฒนาคุณภาพของสถานศึกษา ตามมาตรฐานการศึกษาของกรมส่งเสริมการปกครอง
ท้องถ่นิ จานวน 24 มาตรฐาน 106 ตวั บ่งช้ี แบ่งเป็นมาตรฐาน ด้านปัจจยั มาตรฐานด้านกระบวนการ และมาตรฐานดา้ นผลผลิต
มีการวางแผนดาเนินงาน ประชุมร่วมกนั เพื่อจัดทามาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา โดยผู้บริหาร ครูบุคลากรทางการศึกษา
และกรรมการสถานศึกษา
1.2. การจัดทาแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษาที่มุ่งคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา
โรงเรยี น มกี ารวางแผนดาเนนิ งาน ประชมุ ร่วมกนั เพ่ือจัดทาแผนพัฒนาการจัดการศกึ ษาของสถานศึกษา จดั ทาแผนตามระเบยี บ
กระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจัดทาแผนขององค์กรปกครองท้องถิ่น ประกอบด้วยแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา 5 ปี แผนพัฒนา
คณุ ภาพการศึกษาสามปี แผนปฏบิ ตั ิการประจาปงี บประมาณ และแผนปฏบิ ัติการประจาปีการศึกษา แตย่ ังมีปญั หาคือจัดทาแผน
ที่ยังไม่ครอบคลุมบริบทของตนเอง ยังไม่มีการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมท้ังภายในและภายนอก และบุคลากร ผู้มีส่วนได้เสียยัง
ไม่ใหค้ วามรว่ มมือในการจัดทาแผนพฒั นาคุณภาพการศกึ ษา
1.3. การจัดระบบบริหารและสารสนเทศ โรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนครบางโรงเรียนการจัดทา
ระบบสารสนเทศไม่เปน็ หมวดหมู่ ไม่ครอบคลุม ส่งผลให้ไม่พร้อมใช้ในการวางแผนการจัดการศึกษาท่ีครอบคลุมภารกิจด้านการ
บริหารวิชาการ การบรหิ ารงบประมาณ การบรหิ ารงานบุคคล และงานบรหิ ารทั่วไป รวมท้งั งานสนบั สนุนอืน่ ๆ
1.4. การดาเนินงานตามแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา โรงเรียนมีการดาเนินงานตามแผนพัฒนาการจัด
การศึกษาของสถานศึกษาต้องจัดทาแผนปฏิบตั ิการประจาปที ่ีสอดคล้องกับแผนพัฒนาการจัดการศกึ ษาของสถานศึกษาท่ีแสดง
โครงการ กิจกรรม วิธีการ งบประมาณ ทรัพยากร และผู้รับผิดชอบอย่างชัดเจน และเสนอแผนปฏิบัติการประจาปี ต่อ
คณะกรรมการสถานศกึ ษาขั้นพื้นฐานให้ความเหน็ ชอบ แต่ยังมปี ัญหาคอื โรงเรียนมกี ารจดั ทาแผนปฏบิ ัตกิ ารประจาปี แต่โครงการ
กิจกรรมที่ดาเนินการไม่ได้บรรจุไว้ในแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาสามปีของสถานศึกษา ประกอบกับโครงการกิจกรรมที่
ดาเนินการเป็นโครงการเร่งด่วนจากหน่วยงานต้นสังกัดทาให้สถานศึกษาใช้จ่ายงบประมาณไม่เป็นไปตามแผนพัฒนาการศกึ ษา
ของสถานศึกษา
1.5. การจดั ใหม้ กี ารตดิ ตามตรวจสอบคณุ ภาพการศึกษา โรงเรยี นมกี ารจดั ใหม้ กี ารตดิ ตามตรวจสอบคณุ ภาพการศกึ ษา
ซึ่งมีทั้งโดยสถานศึกษาเองและจากหน่วยงานต้นสังกัด มีการแต่งต้ัง คณะกรรมการติดตามตรวจสอบคุณภาพการศึกษาระดับ
สถานศึกษา มีปฏิทินการปฏบิ ัตงิ าน จัดทารายงานเสนอเพือ่ ดาเนินการพฒั นาคณุ ภาพ แต่ยังมีปัญหาคอื ขาดความต่อเนื่องในการ
กากบั ติดตาม
1.6. การจัดใหม้ กี ารประเมินคุณภาพภายในตามมาตรฐานการศกึ ษาของสถานศกึ ษา โรงเรยี นมีการจัดให้มีการประเมนิ
คุณภาพภายในตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา มีการประชุมชี้แจงสร้างความตระหนักความเข้าใจในการประเมิน
คุณภาพภายในน้ันเป็นส่ิงสาคัญ กาหนดวัตถุประสงค์ เป้าหมายของการประเมินอย่างชัดเจน จัดทาเครื่องมือการประเมินตาม
มาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา และนาผลการประเมินคุณภาพภายในมาวิเคราะห์ วางแผน แก้ไข ปรับปรุงการดาเนินงาน
ของสถานศึกษาโดยดาเนินตาม กระบวนการ PDCA แต่ยังมีปัญหาคือ ขาดความเข้าใจความร่วมมือจากบุคลากรบางส่วน ครู
บุคลากรหลายคนยังไม่ให้ความสาคัญในเรื่องการประกันคุณภาพภายในงานส่วนใหญ่จึงเป็นหน้าที่ของผู้รับผิดชอบงานประกัน
ถงึ แมจ้ ะมีการแตง่ ต้ัง ผ้รู บั ผิดชอบงาน อย่างชัดเจน
1.7. การจัดทารายงานประจาปีทเ่ี ปน็ รายงานการประเมนิ คุณภาพภายใน โรงเรียนมีการจดั ทารายงานประจาปีโดย
นาผลการดาเนินงานในรอบปีท้ังหมดของโรงเรียนเป็นรายงานการประเมินตนเองมานาเสนอต่อคณะกรรมการสถานศึกษา
หนว่ ยงานต้นสังกัด หน่วยงานท่ีเก่ียวข้อง ท้ังภาครัฐและเอกชนพร้อมทัง้ เผยแพรต่ อ่ สาธารณะชน ตามหว้ งเวลา
1.8. การจัดให้มีการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเน่ือง โรงเรียนมีการนาผลการประเมินคุณภาพภายใน
สถานศึกษา มาใช้เป็นแนวทางในการดาเนินงานของสถานศึกษา จัดทาแผนพัฒนาการจัดการศึกษา แผนปฏิบัติการประจาปี
งบประมาณ โครงการ กิจกรรมท่ีสอดคล้องกับสภาพและบริบทของโรงเรียน มีการกากับ ติดตาม และควบคุมการดาเนินงานให้
เป็นไปตามแผนพฒั นาการจัดการศึกษาสามปี เพอื่ เป็นกรอบในการดาเนินโครง กิจกรรมในปีงบประมาณและปีการศกึ ษา แตย่ ัง
พบปัญหาว่าบางโรงเรียน ผู้บริหารไม่นาปัญหาและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการประเมินคุณภาพภายในสถานศึกษามา
ทบทวนและปรบั ปรงุ คุณภาพสถานศึกษา
ผลกระทบจากสภาพ ปัญหา ต่อกระบวนการพัฒนาผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน พบว่าหากโรงเรียนไม่มกี ารจัดทาประกัน
คุณภาพภายในสถานศึกษาอย่างเป็นระบบตามกระบวนการประกันคุณภาพภายในทั้ง 8 องค์ประกอบ ไม่มีการวิเคราะห์สภาพ
ปญั หา ไม่กาหนดทิศทางและแนวทางการพฒั นาทชี่ ดั เจน ก็จะทาใหก้ ารบริหารงานไมม่ ปี ระสทิ ธภิ าพไร้ทศิ ทางในการพัฒนา และ
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 177
สง่ ผลถงึ การกาหนดมาตรฐานการจดั การศึกษา โครงการกจิ กรรมที่โรงเรียนดาเนินการต้องสอดคล้องและบรรจุไว้ในแผนพัฒนา
การจัดการศึกษาซ่ึงจะต้องได้รับความร่วมมือจาก บุคลากรในสถานศึกษา นักเรยี น ผู้ปกครอง ผู้นาชุมชนและหน่วยงานท่ีเก่ียง
ขอ้ งผมู้ ีส่วนได้สว่ นเสียทุกภาคส่วน เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของโรงเรียน ชุมชน ท้องถิ่น นาสกู่ ารปฏิบัติท่ีมปี ระสิทธิภาพรวม
ไปถึงระบบบริหารและสารสนเทศมีผลต่อการการวางแผนการจัดการศึกษา โครงการ กิจกรรรม ที่ไม่เป็นไปตามแผนงานของ
สถานศกึ ษาสง่ ผลกระทบตอ่ การจัดกจิ กรรมการเรียน การสอน ส่งผลต่อการพฒั นาคณุ ภาพการศกึ ษา
ตอนท่ี 2 แนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโดยใช้ผลการประเมินคุณภาพภายนอกรอบสาม ด้านผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรยี น ของโรงเรยี นสงั กดั องค์การบริหารสว่ นจังหวดั สกลนคร
1) การจัดการเรียนรู้ แนวทางการพัฒนาโรงเรียนต้องจัดทาแผนการจัดการศึกษาให้ตรงตามมาตรฐานการเรียนรู้
หลักสูตรแกนกลาง และหลักสูตรสถานศึกษา ใชส้ ื่อนวตั กรรมที่เหมาะสม จัดทาแผนกจิ กรรมสอนซอ่ มเสริม สอนเพิ่มเติม เตรียม
ความพร้อมในการทดสอบระดบั ชาติ มรี ะบบติดตามและประเมินผลการจัดการเรียนร้อู ยา่ งมีประสิทธิภาพ โดยจัดการเรยี นการ
สอนในแต่ละกลุ่มสาระ ให้ตรงตามมาตรฐานตัวช้วี ัดตามหลักสูตรแกนกลางและหลักสูตรสถานศึกษาที่สอดคล้องกับบริบทของ
ชุมชน จัดการสอนเสริมและค่ายกิจกรรมให้กบั นักเรียนตามสภาพจริงและตามความต้องการของนักเรียน เช่น โครงการพัฒนา
ศักยภาพผู้เรียน ค่ายพัฒนาผู้เรียน (ค่ายทศปัญญา) กิจกรรมสอนซ่อมเสริมและติวเข้ม O-Net โครงการรักการอ่าน โครงการ
ส่งเสริมอัฉริยภาพด้านคณิตศาสตร์ โดยมีการบรรจุโครงการ กิจกรรม ในแผนการจัดการศกึ ษาของสถานศกึ ษา ครูจัดทาส่ือการ
สอน และนวตั กรรม ทที่ นั สมยั
2) การประเมินผลผู้เรียน แนวทางการพัฒนาโรงเรียนต้องจัดให้มีการประเมินผลท่ีหลากหลาย มีคุณภาพ ตรง
ตามมารตฐานตวั ชีว้ ัด มีการประเมินผ้เู รยี นรายบุคคลพร้อมทัง้ แก้ไขปญั หาอย่างตอ่ เนื่อง โดยมกี ารประเมินผลผ้เู รียนด้วยรูปแบบ
ทีห่ ลากหลายเหมาะสมกบั ผูเ้ รียนอย่างต่อเนือ่ ง ตรงตามมาตรฐานตวั ชี้วัดตามหลักสูตรแกนกลางและหลกั สูตรสถานศกึ ษา มกี าร
ประเมินผเู้ รียนรายบุคคล เพอื่ แก้ไขปญั หา พฒั นาและส่งเสริมผ้เู รียนตามศกั ยภาพ
3) ระบบประเมินและพัฒนาครู แนวทางการพัฒนาโรงเรียนต้องมีการพัฒนาศักยภาพครูด้านการเรียนการสอน ตาม
สาระการเรยี นรู้ มกี ารประเมนิ คุณภาพครูด้วยวธิ ที ี่หลากหลาย มีการจดั ทาวิจัยในชัน้ เรยี นเพือ่ พฒั นาผลสัมฤทธข์ิ องนกั เรยี น โดย
มกี ารประเมินคุณภาพการเรยี นการสอนของครู โดยผู้อานวยการโรงเรียน หวั หน้ากลุ่มสาระ และนกั เรยี น ครูมีการจดั ทาวิจัยใน
ช้ันเรียนเพ่ือพัฒนาผลสัมฤทธ์ิของนักเรียนเทอมละ 1 ครั้ง ส่งเสริมสนับสนุนให้ครูมีการพัฒนาตนเอง โดยการจัดอบรมจาก
หน่วยงานต้นสังกัด การอบรมในระดับโรงเรียน หรือเข้าร่วมกิจกรรมในหน่วยงานอื่นเกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้เพ่ือจะได้
เทคนิค และวิธีการสอน มีศักยภาพในการจัดการเรียนการสอน ตามสาระการเรียนรู้ ตามหลักสูตรแกนกลาง และหลักสูตร
สถานศึกษาโดยเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ โรงเรียนมีการบรรจุโครงการศักยภาพครู กิจกรรมการพัฒนาศักยภาพครู เช่น โครงการ
อบรมเชงิ ปฏบิ ัตกิ ารการทาวจิ ัยในช้นั เรียน โครงการศึกษาดงู านโรงเรยี นสง่ เสริมการคดิ
4) ระบบการประเมินคุณภาพสถานศึกษา แนวทางการพัฒนา โรงเรียนจัดระบบประกันคุณภาพการศึกษาตาม
กระบวนการ PDCA สร้างความตระหนักรแู้ ละนาสู่การปฏิบัตทิ ม่ี ีประสิทธิภาพของบุคคลากรทุกระดับโดยทกุ ภาคส่วนมีส่วนรว่ ม
โดยโรงเรยี นจดั ทาการประกันคุณภาพภายในตามกระบวนการ PDCA แตง่ ตั้งคณะกรรมการประเมนิ คุณภาพภายในสภานศึกษา
ซึง่ ประกอบด้วย ผบู้ รหิ าร บคุ ลากรในโรงเรียน คณะกรรมการสถานศกึ ษา ผปู้ กครอง ผู้นาชมุ ชน
5) ด้านระบบการเงินเพ่ือการศึกษา แนวทางการพฒั นาโรงเรียนมีการวางแผนการใช้จ่ายเงินงบประมาณให้สอดคล้อง
กับแผนปฏิบัติการประจาปีการศึกษา ติดตามตรวจสอบและรายงานผลการใช้จ่ายงบประมาณประจาปี โดยมีวางแผนการใช้
จ่ายเงินงบประมาณ ตามโครงการ กิจกรรมในแผนพัฒนาการศึกษา ท่ีได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษา โดย
พจิ ารณาจัดสรรงบประมาณการใชจ้ า่ ยตามโครงการ กิจกรรมท่ีเหมาะสม สรุปผลการดาเนนิ โครงการ กิจกรรม และรายงานการ
ใช้จา่ ยเงนิ งบประมาณหลงั จากดาเนนิ งาน
อภปิ รายผล
1.1 การกาหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา โรงเรียนมีการกาหนดมาตรฐานและตัวบ่งชี้เพ่ือการประกัน
คุณภาพภายใน เพื่อใช้เป็นเปา้ มายในการพัฒนาคุณภาพของสถานศึกษา ตามมาตรฐานการศึกษาของกรมส่งเสริมการปกครอง
ท้องถิ่น จานวน 24 มาตรฐาน 106 ตวั บ่งช้ี แบง่ เปน็ มาตรฐาน ด้านปจั จยั มาตรฐานด้านกระบวนการ และมาตรฐานด้านผลผลิต
มีการวางแผนดาเนินงาน ประชุมร่วมกันเพื่อจัดทามาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา โดยผู้บริหาร ครูบุคลากรทางการศึกษา
และกรรมการสถานศึกษา สอดคล้องกับมาตรฐานการจัดการศึกษาท้องถิ่น (2548) ได้กาหนดมาตรฐานการศึกษาของ
สถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ได้กาหนดขึ้นตามกรอบมาตรฐานการศึกษาท้องถ่ินเดิม (มถ.) มาตรฐานของ
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 178
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และมาตรฐานของสานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพ
การศึกษา (สมศ.)โดยประกอบด้วยมาตรฐานการศึกษาข้ันพื้นฐานของสถาบันการศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมี 24
มาตรฐาน 106 ตัวบ่งชี้ประกอบด้วย มาตรฐานด้านปัจจัยทางการศึกษา (จานวน 5 มาตรฐาน 24 ตัวบ่งชี้) มาตรฐานด้าน
กระบวนการทางการศึกษา (จานวน 8 มาตรฐาน 40 ตัวบง่ ชี้) และมาตรฐานด้านผลผลติ (ผู้เรียน) (จานวน 11 มาตรฐาน 42 ตัว
บ่งช้ี) สอดคล้องกับอุทัยวรรณ สอนเจริญ (2556 ) ที่กล่าวว่าการกาหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา พบว่าโรงเรียนท้ัง
สองขนาดได้มีการกาหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาตามข้ันตอนของ PDCA ท่ีสะท้อนอัตลักษณของโรงเรียน มีการ
กาหนดบทบาทหน้าที่ให้บุคลากร โดยโรงเรียนขนาดเล็กกาหนดให้บุคลากรทุกคนในโรงเรียนร่วมรับผิดชอบ และให้
คณะกรรมการสถานศึกษาพิจารณาเห็นชอบแต่ไม่ได้มีส่วนร่วมโดยตรงในการกาหนด ส่วนโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษกาหนดให้
ตัวแทนบุคลากรแต่ละฝ่ายภายในโรงเรียนร่วมรับผิดชอบ และคณะกรรมการสถานศึกษามีส่วนร่วมโดยตรงในการกาหนด
มาตรฐานและตัวบ่งชี้
1.2. การจัดทาแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษาที่มุ่งคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา
โรงเรียน มีการวางแผนดาเนนิ งาน ประชุมรว่ มกนั เพื่อจัดทาแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศกึ ษา จดั ทาแผนตามระเบยี บ
กระทรวงมหาดไทยวา่ ด้วยการจัดทาแผนขององค์กรปกครองท้องถิ่น ประกอบด้วยแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา 5 ปี แผนพัฒนา
คณุ ภาพการศึกษาสามปี แผนปฏบิ ัติการประจาปีงบประมาณ และแผนปฏบิ ัตกิ ารประจาปกี ารศึกษา แตย่ งั มปี ัญหาคอื จัดทาแผน
ที่ยังไม่ครอบคลุมบริบทของตนเอง ยังไม่มีการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอก และบุคลากร ผู้มีส่วนได้เสียยัง
ไม่ให้ความร่วมมือในการจัดทาแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา สอดคล้องกับรังสรรค์ มณีเล็ก (2549) ที่กล่าวว่าการวิเคราะห์
สภาพแวดลอ้ มของสถานศกึ ษาประกอบดว้ ย 1) การวิเคราะหจ์ ดุ แข็งและจดุ ออ่ นของสถานศึกษาควรเกบ็ ขอ้ มูลจากหลาย ๆ แห่ง
เช่น จากระบบสารสนเทศของสถานศึกษาเอง จากชุมชน ผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้บริหาร ครู และนักเรียน
สาหรับประเด็นที่จะนามาศึกษาจดุ แข็ง จุดอ่อน สอดคล้องกบั บุญเลี้ยง คาชู (2544) กล่าววา่ การวิเคราะห์ SWOT 1) เปน็ การ
สารวจถึงปัจจัยเพื่อหา จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและอุปสรรค ท่ีจะต้องดาเนินงานตามภารกิจของโรงเรียน คอื (1) ศึกษาปัจจัยท่ี
จาเป็นในการบริหารโรงเรียน (2) วิเคราะห์จุดเด่นจุดด้อยของโรงเรียน (3) วิเคราะห์ปัญหาอุปสรรคในการจัดการ ศึกษาของ
โรงเรียน (4) ศึกษาแนวทางที่ดีในการปรับปรุงการบริหารงาน (5) วิเคราะห์และประสานงานในการจัดทาแผนให้สอดคล้องกับ
นโยบายของหน่วยงานระดับสูงและนโยบายของโรงเรียน (6) ประสานการวางแผนกับฝา่ ยแผนงานของโรงเรียน หมวดวิชาและ
หน่วยงานท่ีเกี่ยวข้อง (7) กากับดแู ล ตรวจสอบติดตามประเมินผลงานโครงการ 2) เป็นความคาดหวังและความต้องการของผู้มี
ส่วนเก่ียวข้อง มุ่งหวังผลสาเร็จในการจัดการศึกษาของโรงเรียน คือ (1) การเตรียมการดาเนินงาน การพัฒนาและแก้ปัญหาไว้
ล่วงหน้าให้การทางานมีเป้าหมายกา้ วไปข้างหนา้ อยู่ตลอดเวลา ชว่ ยให้ภารกจิ ได้รับการพัฒนาอยเู่ สมอ (2) การปฏบิ ตั งิ านทมี่ ีแผน
ระบบ ขั้นตอน ระยะเวลาและเป้าหมายที่กาหนดไว้ชัดเจน (3) กรณีเกิดปัญหาหรือมีการเปล่ียนแปลงต่าง ๆ ทั้งภายในและ
ภายนอก ปรบั ปรุงแก้ไขได้ทันทว่ งที (4) เป็นเครือ่ งมือให้ผู้เก่ียวข้องวินิจฉัยตัดสินใจได้อย่างมีหลักเกณฑ์และถูกต้อง (5) ทาให้รู้
อดีต ปัจจุบันและอนาคต เป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงพัฒนา (6) มีการใช้ทรัพยากรอย่างประหยัดและได้ผลอย่างคุ้มค่า (7)
ก่อให้เกิดความร่วมมือในการประสานงานทั้งภายในและภายนอก เพื่อให้การดาเนินงานสอดคล้องกันประหยัดเวลา ประสบ
ความสาเรจ็ ในเวลาท่รี วดเรว็
1.3. การจัดระบบบริหารและสารสนเทศ โรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนครบางโรงเรียนการจัดทา
ระบบสารสนเทศไม่เป็นหมวดหมู่ ไม่เป็นระบบ ไม่ครอบคลุมและไม่เป็นปัจจุบัน ส่งผลให้ไม่พร้อมใช้ในการวางแผนการจัด
การศึกษาท่ีครอบคลุมภารกิจด้านการบริหารวิชาการ การบริหารงบประมาณ การบริหารงานบุคคล และงานบริหารท่ัวไป
รวมทั้งงานสนับสนุนอ่ืน ๆ ทั้งน้ีการจัดระบบบริหารและสารสนเทศของสถานศึกษา นับว่ามีความสาคัญและจาเป็นอย่างย่ิงใน
การดาเนนิ การประกนั คณุ ภาพการศกึ ษาของสถานศึกษา เพ่ือให้บรรลเุ ปา้ หมายในการพฒั นาคุณภาพของสถานศึกษาเปน็ ไปตาม
มาตรฐานท่ีต้องการ และครอบคลุมภารกิจด้านการบริหารจัดการได้อย่างมีคณุ ภาพ สถานศกึ ษาตอ้ งมีระบบการบริหารและการ
จดั การศกึ ษาทน่ี าไปสู่คุณภาพของผู้เรยี น รวมถึงระบบสารสนเทศทม่ี ีประสทิ ธิภาพ เปน็ ระบบ ถูกต้อง สมบูรณ์เป็นปัจจบุ นั และ
สามารถเรียกใช้ข้อมูลสารสนเทศได้ตลอดเวลาโดยผู้บริหารสถานศึกษาสามารถนาไปใช้ในการตัดสินใจดาเนินการต่าง ๆ ตาม
ระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับอุทัยวรรณ สอนเจริญ (2556) กล่าวว่าการ
จดั ระบบบริหารและสารสนเทศ พบว่าโรงเรียนทั้งสองขนาดได้มกี ารจดั ระบบบริหารและสารสนเทศ ตามขน้ั ตอนของ PDCA มี
การจัดโครงสร้างในการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในของโรงเรียนอย่างชดั เจน โดยโรงเรียนขนาดเล็กให้เป็นส่วนหนึ่ง
ของงานวิชาการของโรงเรียน ส่วนโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษให้อยู่ในฝ่ายแผนงาน กลุ่มงานงบประมาณ ในการกาหนด
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 179
ผ้รู ับผดิ ชอบระบบสารสนเทศโดยโรงเรยี นขนาดเล็กกาหนดให้เป็นครผู ู้รบั ผิดชอบงานประกันคุณภาพภายใน ส่วนโรงเรียนขนาด
ใหญพ่ เิ ศษกาหนดใหเ้ ปน็ กล่มุ บุคลากรของฝา่ ยแผนงาน
1.4. การดาเนินงานตามแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา โรงเรียนมกี ารดาเนินงานตามแผนพัฒนาการจัด
การศึกษาของสถานศึกษาต้องจัดทาแผนปฏิบตั ิการประจาปีท่ีสอดคลอ้ งกับแผนพฒั นาการจัดการศกึ ษาของสถานศึกษาท่ีแสดง
โครงการ กิจกรรม วิธีการ งบประมาณ ทรัพยากร และผู้รับผิดชอบอย่างชัดเจน และเสนอแผนปฏิบัติการประจาปี ต่อ
คณะกรรมการสถานศกึ ษาขั้นพื้นฐานให้ความเหน็ ชอบ แต่ยังมปี ญั หาคือโรงเรียนมีการจัดทาแผนปฏบิ ตั กิ ารประจาปี แต่โครงการ
กิจกรรมที่ดาเนินการไม่ได้บรรจุไว้ในแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาสามปีของสถานศึกษา ประกอบกับโครงการกิจกรรมที่
ดาเนินการเป็นโครงการเร่งด่วนจากหน่วยงานต้นสังกัดทาให้สถานศึกษาใช้จ่ายงบประมาณไม่เป็นไปตามแผนพัฒนาการศกึ ษา
ของสถานศึกษา สอดคล้องกับอุทัยวรรณ สอนเจริญ (2556) ท่ีกล่าวว่า การดาเนินงานตามแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของ
สถานศึกษา พบว่าโรงเรียนท้ังสองขนาดได้มีการดาเนินงานตามแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษาตามข้ันตอนของ
PDCA มีการนาแผนปฏิบัติการประจาปีสู่การปฏิบัติตามปฏิทินการปฏิบัติงานมีการตรวจสอบผลการดาเนินงาน โดยโรงเรียน
ขนาดเล็กตรวจสอบจากการสอบถาม หรือนิเทศติดตามจากหัวหน้างาน ส่วนโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษตรวจสอบจากการส่ง
รายงานของผูด้ าเนนิ งาน
1.5. การจัดใหม้ ีการตดิ ตามตรวจสอบคุณภาพการศึกษา โรงเรยี นมกี ารจัดใหม้ กี ารติดตามตรวจสอบคุณภาพการศกึ ษา
ซ่ึงมีท้ังโดยสถานศึกษาเองและจากหน่วยงานต้นสังกัด มีการแต่งต้ัง คณะกรรมการติดตามตรวจสอบคุณภาพการศึกษาระดับ
สถานศึกษา มปี ฏทิ ินการปฏิบัติงาน จัดทารายงานเสนอเพอื่ ดาเนินการพัฒนาคุณภาพ แตย่ งั มปี ัญหาคือขาดความต่อเนอื่ งในการ
กากับติดตาม สอดคล้องกับงานวิจัยของไสว วงศ์สาลี (2546 ) พบว่า ปัญหาการดาเนินการวางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา
โรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสานักงานการประถมศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี ตามทัศนะของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาท่ีมี
ประสบการณ์ในการทางานต่างกนั และผ้บู รหิ ารโรงเรียนประถมศกึ ษาท่ีปฏิบัติงานในโรงเรียนทม่ี ีขนาดตา่ งกัน ไม่มคี วามแตกต่าง
กัน อาจเป็นเพราะว่าสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาได้กาหนดนโยบายและแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้สถานศึกษาในสังกัด
ปฏิบัติตามในทิศทางเดียวกัน แผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา ส่งผลให้ปัญหาการจัดทาแผนพัฒนาคุณภาพ
การศึกษาของสถานศึกษาในภาพรวมและรายด้านของสถานศึกษาไม่แตกต่างกัน สอดคล้องกับอทุ ัยวรรณ สอนเจริญ (2556) ท่ี
กล่าว่าการจัดให้มีการติดตามตรวจสอบคุณภาพการศึกษา พบว่าโรงเรียนท้ังสองขนาดได้มีการจัดให้มีการติดตามตรวจสอบ
คุณภาพการศึกษาตามข้ันตอนของ PDCA มีการดาเนินงานการประกันคุณภาพภายในอย่างสม่าเสมอและเป็นปัจจุบันจึงไม่ถือ
เป็นการเตรียมการในการติดตามตรวจสอบคุณภาพการศึกษาจากหน่วยงานต้นสังกัด มีการกาหนดผู้ติดตามตรวจสอบโดย
โรงเรียนขนาดเล็ก ได้กาหนดให้ผู้บริหารโรงเรียนและหัวหน้าฝ่ายแต่ละฝ่ายทาหน้าท่ีเป็นผู้ติดตามและตรวจสอบทั้งในระดับ
บุคคล และในระดับโรงเรียน ส่วนโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ ได้มีการกาหนดให้ผู้บริหารโรงเรียนเป็นผู้ดาเนินการตรวจสอบใน
ระดบั โรงเรียนและหวั หน้าฝ่ายเป็นผู้ดาเนินการตรวจสอบในระดับบุคคล
1.6. การจัดใหม้ ีการประเมินคุณภาพภายในตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศกึ ษา โรงเรียนมกี ารจดั ให้มกี ารประเมิน
คุณภาพภายในตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา มีการประชุมช้ีแจงสร้างความตระหนักความเข้าใจในการประเมิน
คุณภาพภายในน้ันเป็นส่ิงสาคัญ กาหนดวัตถุประสงค์ เป้าหมายของการประเมินอย่างชัดเจน จัดทาเครื่องมือการประเมินตาม
มาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา และนาผลการประเมินคุณภาพภายในมาวเิ คราะห์ วางแผน แก้ไข ปรับปรุงการดาเนินงาน
ของสถานศึกษา โดยดาเนินตาม กระบวนการ PDCA แต่ยังมีปัญหาคือ ขาดความเข้าใจความร่วมมือจากบุคลากรบางส่วน ครู
บุคลากรหลายคนยังไม่ให้ความสาคัญในเร่ืองการประกันคุณภาพภายในงานส่วนใหญ่จึงเป็นหน้าที่ของผู้รับผิดชอบงานประกัน
ถงึ แม้จะมกี ารแต่งตัง้ ผู้รับผิดชอบงาน อยา่ งชัดเจน สอดคล้องกับงานวิจัยของวินัย หร่มิ เทศ (2550) พบว่าสภาพการดาเนนิ งาน
ประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ตามวงจร PDCA สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาพิจิตร เขต 1 โดยภาพรวมมีการ
ปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก และเม่ือพิจารณาเป็นรายด้านพบว่ามีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากทุกด้าน สอดคล้องกับงานวิจัยของ
สมบัติ เสนวิรัช (2550) ท่ีพบว่าการดาเนินงานการประกันคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนท่ีผ่านการประเมินจาก สมศ.กรณี
ตัวอย่าง 3 โรง ปีการศึกษา 2548 ดาเนินการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโดยใช้วงจรคุณภาพของเดมม่ิง (PDCA) ด้านผู้บริหาร
ดา้ นครู ด้านผเู้ รียน กรรมการสถานศกึ ษาและผ้ปู กครองนักเรียนมีความพงึ พอใจในการพัฒนาคณุ ภาพการศึกษา สาเหตุดังกลา่ ว
ทาให้โรงเรียนท้ังสองขนาดมีการดาเนินงานการประกันคุณภาพภายใน ตามข้นั ตอนของ PDCA ในทุกด้าน ในขณะท่ีสอดคล้อง
กับอุทัยวรรณ สอนเจริญ (2556) ที่กล่าวว่าการจัดให้มีการประเมินคุณภาพภายในตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา
พบว่า โรงเรยี นท้ังสองขนาด ไดม้ ีการจดั ใหม้ กี ารประเมินคุณภาพภายในตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาตามขนั้ ตอนของ
PDCA มีการกาหนดผู้ประเมินคุณภาพภายใน โดยโรงเรียนขนาดเล็กกาหนดให้บุคลากรทุกคนในโรงเรียนมีส่วนร่วมในการ
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 180
ประเมินคุณภาพภายในส่วนโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษกาหนดให้ผู้บริหารโรงเรียนและหัวหน้าฝ่ายทุกฝ่ายเป็นผู้ประเมินคุณภาพ
ภายในในสว่ นของการตรวจสอบผลการดาเนินงาน โรงเรยี นขนาดเล็กตรวจสอบโดยการประชุม เพื่อสอบถามความคืบหนา้ และ
ตดิ ตามงาน ส่วนโรงเรียนขนาดใหญพ่ ิเศษตรวจสอบตามระยะเวลาและวัตถุประสงค์ของงานที่ต้งั ไว้
1.7. การจัดทารายงานประจาปีทีเ่ ป็นรายงานการประเมินคณุ ภาพภายใน โรงเรียนมีการจดั ทารายงานประจาปโี ดย
นาผลการดาเนินงานในรอบปีท้ังหมดของโรงเรียนเป็นรายงานการประเมินตนเองมานาเสนอต่อคณะกรรมการสถานศึกษา
หน่วยงานต้นสังกัด หน่วยงานท่ีเก่ียวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชนพร้อมทั้งเผยแพร่ต่อสาธารณะชน ตามห้วงเวลา สอดคล้องกับ
อทุ ัยวรรณ สอนเจริญ (2556) ทกี่ ล่าววา่ การจดั ทารายงานประจาปีท่ีเป็นรายงานประเมินคณุ ภาพภายใน พบว่าโรงเรียนทั้งสอง
ขนาดได้มีการจัดทารายงานประจาปีท่ีเป็นรายงานประเมนิ คุณภาพภายในตามข้นั ตอนของ PDCA โดยจัดทารายงานประจาปีท่ี
เป็นรายงานประเมินคุณภาพภายใน (SAR) โดยใชร้ ูปแบบตามทีห่ นว่ ยงานต้นสังกดั กาหนดให้ มีการตรวจสอบการจัดทารายงาน
โดยโรงเรียนขนาดเล็กมีการจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการจัดทารายงาน ส่วนโรงเรียนขนาดใหญ่มีการตรวจสอบโดย
บุคลากรภายในโรงเรยี นและภายนอกโรงเรยี น
1.8. การจัดให้มีการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โรงเรียนมีการนาผลการประเมินคุณภาพภายใน
สถานศึกษา มาใช้เป็นแนวทางในการดาเนินงานของสถานศึกษา จัดทาแผนพัฒนาการจัดการศึกษา แผนปฏิบัติการประจาปี
งบประมาณ โครงการ กิจกรรมท่ีสอดคล้องกับสภาพและบริบทของโรงเรียน มีการกากับ ติดตาม และควบคุมการดาเนินงานให้
เป็นไปตามแผนพัฒนาการจัดการศึกษาสามปี เพอ่ื เป็นกรอบในการดาเนินโครง กิจกรรมในปีงบประมาณและปีการศกึ ษา แต่ยัง
พบปัญหาว่าบางโรงเรียน ผู้บริหารไม่นาปัญหาและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการประเมินคุณภาพภายในสถานศึกษามา
ทบทวนและปรับปรุงคุณภาพสถานศึกษา สอดคล้องกับอุทัยวรรณ สอนเจริญ (2556) ท่ีกล่าวว่าการจัดให้มีการพัฒนาคุณภาพ
การศึกษาอย่างตอ่ เนือ่ ง พบวา่ โรงเรียนท้ังสองขนาดไดม้ ีการจัดให้มกี ารพฒั นาคุณภาพการ ศึกษาอยา่ งต่อเน่ือง ตามขนั้ ตอนของ
PDCA มีการสง่ เสรมิ เร่อื งการประกนั คุณภาพการศึกษา โรงเรียนขนาดเลก็ มีการสง่ เสรมิ โดยการส่งบคุ ลากรไปอบรม ศกึ ษาดงู าน
สว่ นโรงเรียนขนาดใหญ่ส่งเสริมโดยการจดั โครงสร้างงานให้เหมาะสม ให้ความรู้แก่บคุ ลากรทุกคนในโรงเรียน หรือเชิญวิทยากร
มาให้ความรู้ มกี ารปรับปรุงการดาเนินงาน และเผยแพร่ผลการปรับปรุงการดาเนินงานของโรงเรยี นให้สาธารณชนและหนว่ ยงาน
ทเ่ี ก่ยี วข้องไดร้ ับทราบ
ผลกระทบจากสภาพ ปัญหา ต่อกระบวนการพัฒนาผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน พบว่าหากโรงเรยี นไม่มกี ารจดั ทาประกัน
คุณภาพภายในสถานศึกษาอย่างเป็นระบบตามกระบวนการประกันคุณภาพภายในท้ัง 8 องค์ประกอบ ไม่มีการวิเคราะห์สภาพ
ปญั หา ไมต่ ้งั เป้าหมายวัตถุประสงค์ กาหนดทศิ ทางและแนวทางการพัฒนาทีช่ ัดเจน ก็จะทาใหก้ ารบริหารงานไม่มปี ระสิทธิภาพไร้
ทิศทางในการพัฒนา และส่งผลถึงการกาหนดมาตรฐานการจัดการศึกษา โครงการกิจกรรมท่ีโรงเรียนดาเนินการต้องสอดคล้อง
และบรรจุไว้ในแผนพัฒนาการจัดการศึกษาซึ่งจะต้องได้รับความร่วมมือจาก บุคลากรในสถานศึกษา นักเรียน ผู้ปกครอง ผู้นา
ชุมชนและหน่วยงานที่เก่ียงข้องผู้มีสว่ นได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของโรงเรียน ชุมชน ท้องถิ่น นาสู่การ
ปฏบิ ัตทิ ่ีมปี ระสทิ ธภิ าพรวมไปถึงระบบบริหารและสารสนเทศมผี ลตอ่ การการวางแผนการจดั การศึกษา โครงการ กิจกรรรม ท่ีไม่
เป็นไปตามแผนงานของสถานศึกษาส่งผลกระทบต่อการจัดกิจกรรมการเรียน การสอน ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ ส่งผลต่อการ
พฒั นาคุณภาพการศึกษา
ตอนท่ี 2 แนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโดยใช้ผลการประเมินคุณภาพภายนอกรอบสาม ด้านผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียน ของโรงเรียนสังกดั องคก์ ารบรหิ ารสว่ นจงั หวัดสกลนคร
1) การจัดการเรียนรู้ แนวทางการพัฒนาโรงเรียนต้องจัดทาแผนการจัดการศึกษาให้ตรงตามมาตรฐานการเรียนรู้
หลักสูตรแกนกลาง และหลักสตู รสถานศึกษา ใช้สอ่ื นวัตกรรมทีเ่ หมาะสม จดั ทาแผนกิจกรรมสอนซ่อมเสรมิ สอนเพ่ิมเติม เตรียม
ความพร้อมในการทดสอบระดับชาติ มรี ะบบติดตามและประเมินผลการจัดการเรียนรูอ้ ย่างมีประสิทธิภาพ โดยจัดการเรยี นการ
สอนในแต่ละกลุ่มสาระ ให้ตรงตามมาตรฐานตัวชีว้ ัดตามหลักสูตรแกนกลางและหลักสูตรสถานศึกษาท่ีสอดคล้องกับบริบทของ
ชมุ ชน จัดการสอนเสริมและค่ายกิจกรรมให้กบั นักเรียนตามสภาพจรงิ และตามความต้องการของนักเรียน เช่น โครงการพัฒนา
ศักยภาพผู้เรียน ค่ายพัฒนาผู้เรียน (ค่ายทศปัญญา) กิจกรรมสอนซ่อมเสริมและติวเข้ม O-Net โครงการรักการอ่าน โครงการ
ส่งเสริมอัฉริยภาพด้านคณิตศาสตร์ โดยมีการบรรจุโครงการ กิจกรรม ในแผนการจัดการศกึ ษาของสถานศกึ ษา ครูจัดทาสื่อการ
สอน และนวัตกรรม ทท่ี ันสมัย สอดคลอ้ งกบั งานวจิ ัยของ กัญญา ศรีต้ิง (2556) พบวา่ สภาพการจัดการเรยี นรู้ที่หลากหลายเพื่อ
พัฒนาคุณภาพผู้เรียนด้านการจัดทาแผนการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมากเม่ือพิจารณารายข้อพบว่ามีการกา หนดเทคนิกการ
สอนให้มีเทคนิควธิ กี ารสอนทีห่ ลากหลายและมีการกาหนดกิจกรรมการเรียนร้ทู ีส่ อดคล้องสัมพันธก์ ับหลกั การจดุ หมายมาตรฐาน
การเรยี นรู้ สมรรถนรายวิชา สอดคลอ้ งกับงานวิจยั ของ ปรชี า รอดมณี (2550) พบวา่ การนาผลการประเมนิ ภายนอกไปใช้ในการ
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 181
พัฒนาโรงเรียนของเครอื ข่ายโรงเรยี นท่ี 40 ใน มาตรฐานดา้ นครู พัฒนาโดยสนบั สนนุ ใหค้ รไู ดร้ บั การศึกษา อบรมเพมิ่ เติม เน้นให้
ครูจัดกิจกรรมการเรยี นการสอนทีเ่ น้นผเู้ รยี นเปน็ สาคัญ จัดครเู ขา้ สอนตามความรูค้ วามสามารถ ความถนัดและสาขาวิชาท่ีสาเร็จ
การศึกษา
2) การประเมินผลผู้เรียน แนวทางการพัฒนาโรงเรียนต้องจัดให้มีการประเมินผลที่หลากหลาย มีคุณภาพ ตรง
ตามมารตฐานตวั ชว้ี ัด มีการประเมินผ้เู รยี นรายบุคคลพร้อมทงั้ แกไ้ ขปญั หาอย่างต่อเน่อื ง โดยมกี ารประเมินผลผู้เรยี นดว้ ยรปู แบบ
ทห่ี ลากหลายเหมาะสมกับผ้เู รียนอย่างตอ่ เน่อื ง ตรงตามมาตรฐานตัวชวี้ ัดตามหลักสตู รแกนกลางและหลกั สูตรสถานศึกษา มีการ
ประเมนิ ผู้เรียนรายบุคคล เพื่อแกไ้ ขปัญหา พัฒนาและสง่ เสรมิ ผ้เู รียนตามศักยภาพ สอดคล้องกับ ประภารัตน์ ธิตศิ ุภกุล (2559)
ทกี่ ลา่ วว่า ควรมกี ารวดั ประเมินผลทห่ี ลากหลายกบั สภาพความเป็นจรงิ และเหมาะสมกบั ความสามารถผเู้ รียนแตล่ ะบุคคล
3) ระบบประเมินและพัฒนาครู แนวทางการพัฒนาโรงเรียนต้องมีการพัฒนาศักยภาพครูด้านการเรียนการสอน ตาม
สาระการเรยี นรู้ มกี ารประเมนิ คณุ ภาพครูด้วยวิธีทหี่ ลากหลาย มีการจดั ทาวจิ ยั ในช้ันเรียนเพ่ือพัฒนาผลสัมฤทธข์ิ องนักเรยี น โดย
มีการประเมินคุณภาพการเรยี นการสอนของครู โดยผู้อานวยการโรงเรียน หวั หน้ากลมุ่ สาระ และนักเรยี น ครูมีการจัดทาวจิ ัยใน
ชั้นเรียนเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนเทอมละ 1 คร้ัง ส่งเสริมสนับสนุนให้ครูมีการพัฒนาตนเอง โดยการจัดอบรมจาก
หน่วยงานต้นสังกัด การอบรมในระดับโรงเรียน หรือเข้าร่วมกิจกรรมในหน่วยงานอ่ืนเกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้เพื่อจะได้
เทคนิค และวิธีการสอน มีศักยภาพในการจัดการเรียนการสอน ตามสาระการเรียนรู้ ตามหลักสูตรแกนกลาง และหลักสูตร
สถานศึกษาโดยเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ โรงเรียนมีการบรรจุโครงการศักยภาพครู กิจกรรมการพัฒนาศักยภาพครู เช่น โครงการ
อบรมเชิงปฏิบัติการการทาวิจัยในช้ันเรียน โครงการศึกษาดูงานโรงเรียนส่งเสริมการคิด สอดคล้องกับ รายงานติดตามและ
ประเมนิ ผลการจัดการศึกษาตามนโยบายการศกึ ษาของรฐั บาล ปี 2556 (2556) กล่าววา่ แนวทาง/มาตรการในการเพม่ิ ผลสมั ฤทธ์ิ
ทางการเรียนของผู้เรียนใน 8 กลุ่มสาระวิชา โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ให้มคี ะแนน
สูงขึ้น สถานศึกษาส่งเสริมให้ครไู ด้รับคาแนะนาการจัดการเรียนรอู้ ยู่เสมอ โดยผู้เช่ียวชาญ ได้แก่เพ่ือนครู ผู้บริหารสถานศึกษา
ด้วยกันเอง หรือผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก เช่น ศึกษานิเทศก์ของเขตพ้ืนที่การศึกษา หรืออาจารย์มหาวิทย าลัย เพื่อจะได้
แลกเปลีย่ นเรยี นรู้กนั อย่างสมา่ เสมอ สอดคลอ้ งกบั งานวจิ ยั ของ พบวา่ การนาผลการประเมนิ ภายนอกไปใช้ในการพฒั นาโรงเรยี น
ของเครอื ข่ายโรงเรียนท่ี 40 ใน มาตรฐานด้านครู พฒั นาโดยสนับสนุนใหค้ รูได้รบั การศึกษา อบรมเพม่ิ เติม เน้นใหค้ รจู ดั กจิ กรรม
การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ จัดครูเข้าสอนตามความรู้ความสามารถ ความถนัดและสาขาวิชาท่ีสาเร็จการศึกษา
ด้านผู้บริหาร พัฒนาโดยจัดโครงสร้างองค์กรการบริหารงานอย่างเปน็ ระบบ ส่งเสริมให้ครูใชว้ ิจัยมาพัฒนาการเรียนการสอน ใช้
ศักยภาพดา้ นวิชาการที่เป็นจุดเดน่ ของสถานศึกษามาให้บริการดา้ นการศึกษาแกช่ ุมชน สอดคลอ้ งกับงานวจิ ัยของ กัญญา ศรีติ้ง
(2556) พบว่า สภาพการจัดการเรยี นรู้ท่ีหลากหลายเพ่ือพัฒนาคุณภาพผู้เรียนด้านการจัดทาแผนการเรยี นรูโ้ ดยรวมอยใู่ นระดับ
มากเม่ือพิจารณารายข้อพบว่ามีการกาหนดเทคนิกการสอนให้มีเทคนิควิธีการสอนท่ีหลากหลายและมีการกาหนดกิจกรรมการ
เรยี นร้ทู สี่ อดคล้องสมั พันธ์กับหลักการจดุ หมายมาตรฐานการเรียนรู้ สมรรถนรายวิชา
4) ระบบการประเมินคุณภาพสถานศึกษา แนวทางการพัฒนา โรงเรียนจัดระบบประกันคุณภาพการศึกษาตาม
กระบวนการ PDCA สร้างความตระหนักรแู้ ละนาสกู่ ารปฏิบัตทิ ีม่ ีประสิทธิภาพของบุคคลากรทกุ ระดบั โดยทุกภาคสว่ นมสี ่วนร่วม
โดยโรงเรยี นจัดทาการประกันคุณภาพภายในตามกระบวนการ PDCA แตง่ ตัง้ คณะกรรมการประเมินคุณภาพภายในสภานศกึ ษา
ซงึ่ ประกอบด้วย ผู้บริหาร บุคลากรในโรงเรียน คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง ผู้นาชุมชน สอดคล้องกับงานวิจัยของ รุ่ง
รัตน์ ดวงสร้อยทอง (2559) ท่ีได้ศึกษาการนานโยบายการประกันคุณภาพการศึกษาไปปฏิบัติ: กรณีศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏ
จันทรเกษม โดยพบว่า ปัจจยั ทีม่ ีผลตอ่ ความสาเร็จในการนานโยบายการประกนั คุณภาพการศกึ ษาไปปฏิบัติ ภายในมหาวทิ ยาลัย
ราชภัฏจันทรเกษม ได้แก่ ความชัดเจนในวัตถุประสงค์ของนโยบาย การมอบหมายงาน การกาหนดมาตรฐาน ระบบวัดผลการ
ปฏิบัติงาน และการให้คุณให้โทษ ส่วนสมรรถนะ องค์กร ด้านบุคลากร เป็นปัจจัยที่ส่งผลมากที่สุด สอดคล้องกับงานวิจัยของ
สมบัติ เสนวิรัช (2550) ที่พบว่าการดาเนินงานการประกันคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนที่ผ่านการประเมินจาก สมศ.กรณี
ตัวอย่าง 3 โรง ปีการศึกษา 2548 ดาเนินการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโดยใช้วงจรคุณภาพของเดมม่ิง (PDCA) ด้านผู้บริหาร
ดา้ นครู ดา้ นผู้เรียน กรรมการสถานศกึ ษาและผปู้ กครองนกั เรียนมีความพึงพอใจในการพฒั นาคณุ ภาพการศึกษา สาเหตุดังกลา่ ว
ทาให้โรงเรียนทงั้ สองขนาดมีการดาเนนิ งานการประกันคุณภาพภายใน ตามขัน้ ตอนของ PDCA ในทกุ ด้าน
5) ด้านระบบการเงินเพือ่ การศึกษา แนวทางการพัฒนาโรงเรียนมีการวางแผนการใชจ้ ่ายเงนิ งบประมาณให้สอดคล้อง
กับแผนปฏิบัติการประจาปีการศึกษา ติดตามตรวจสอบและรายงานผลการใช้จ่ายงบประมาณประจาปี โดยมีวางแผนการใช้
จ่ายเงินงบประมาณ ตามโครงการ กิจกรรมในแผนพัฒนาการศึกษา ท่ีได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษา โดย
พจิ ารณาจัดสรรงบประมาณการใชจ้ า่ ยตามโครงการ กจิ กรรมที่เหมาะสม สรปุ ผลการดาเนินโครงการ กิจกรรม และรายงานการ
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 182
ใชจ้ า่ ยเงนิ งบประมาณหลังจากดาเนินงาน ซึ่งสอดคลอ้ งกับรงั สรรค์ มณีเลก็ (2549) ท่ีกล่าววา่ การวิเคราะห์สภาพแวดลอ้ มของ
สถานศึกษาประกอบด้วย 1) การวิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนของสถานศึกษาควรเก็บข้อมูลจากหลาย ๆ แห่ง เช่น จากระบบ
สารสนเทศของสถานศกึ ษาเอง จากชมุ ชน ผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศกึ ษา ผูบ้ ริหาร ครู และนกั เรยี น สาหรบั ประเด็นที่จะ
นามาศกึ ษาจดุ แขง็ จดุ ออ่ น โดยศึกษาปจั จยั และกระบวนการซงึ่ เกย่ี วกับ (1) Man มีครูและบุคลากรอยา่ งพอเพยี งและมีคณุ ภาพ
(2) Money มีเงินพอเพียงท่ีจะนาไปใช้ในการบริหารจัดการเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย (3) Materials มีวัสดุอุปกรณ์เพียงพอและมี
คุณภาพตอ่ การนาไปใชง้ าน (4) Management หมายถึง การจดั โครงสรา้ งการบรหิ ารของสถานศกึ ษา
ขอ้ เสนอแนะ
ขอ้ เสนอแนะทัว่ ไป
1. ผลการวิจยั แสดงใหเ้ ป็นวา่ สภาพปัญหาท่ีเกดิ ขึน้ ในการดาเนนิ การตามกระบวนการประกันคณุ ภาพภายในควรสรา้ ง
ความรู้ ความตระหนกั ใหท้ ุกคนเขา้ ใจไม่ว่าจะเป็น ครูบุคลากร หรอื ผูม้ ีส่วนไดส้ ่วนเสยี และเหน็ ความสาคัญเพื่อสรา้ งความ
รว่ วมมอื ในการดาเนนิ งาน มกี ารกาหนดวตั ถุประสงคเ์ ปา้ หมาย แต่งตั้งผู้รบั ผิดชอบงาน โครงการ กจิ กรรมอย่างชัดเจน และมกี าร
กากับตดิ ตามอยา่ งสมา่ เสมอ
2. ผลกระทบจากสภาพ ปัญหา ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน ถ้าโรงเรียนมีการจัดทาประกนั คุณภาพภายใน
อย่างเป็นระบบ ตามกระบวนการ PDCA มีการวิเคราะห์สภาพปัญหา กาหนดทิศทางและแนวทางการพัฒนาก็จะทาให้การ
บริหารงานมีประสิทธิภาพ มีการกาหนดมาตรฐานการศึกษา การจัดทาแผนพัฒนาการศึกษาแบบมีส่วนร่วมจากผูม้ ีส่วนได้ส่วน
เสยี ทุกภาคส่วน สอดคล้องกับบริบทของชมุ ชน และนาสู่การปฏบิ ัติ มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างเหมาะสมและมีคุณภาพ
มกี ารจดั กระบวนการเรยี นการสอนทีเ่ น้นผเู้ รียนเป็นสาคญั จะทาใหท้ าใหน้ กั เรียนมผี ลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นทีส่ ูงขนึ้
ข้อเสนอแนะในการวิจยั คร้งั ต่อไป
1.ควรศกึ ษาถงึ แนวทางพฒั นาผลการประเมนิ คณุ ภาพในตัวบง่ ชี้อ่นื ๆ ในภาพรวมท่ีควรพัฒนาเพอื่ ให้ไดก้ ารพัฒนาทม่ี ี
ความครอบคลุมในทุกด้าน
2.ควรศึกษาถึงปัจจัยท่สี นับสนนุ และปจั จยั ท่เี ปน็ อปุ รรคในประกันคณุ ภาพภายในท่ีส่งผลถงึ การพัฒนาผลการประเมิน
คณุ ภาพภายนอก
เอกสารอา้ งอิง
กญั ญา ศรตี ้ิง. (2556). การจดั การเรียนรู้ทห่ี ลากหลายเพ่ือพฒั นาคณุ ภาพผู้เรยี นในวิทยาลยั การอาชีพวังไกลกงั วล.
สารนพิ นธ์ (คษ.ม.(การจดั การศึกษา)). มหาวิทยาลัยธรุ กจิ บณั ฑติ , กรุงเทพฯ
ชาญณรงค์ พรรงุ่ โรจน์. (2546). ความคดิ สร้างสรรค.์ กรุงเทพฯ: บรษิ ัทดา่ นสธุ าการพิมพจ์ ากัด.
บุญเลยี้ ง คาช.ู (2544). การดาเนนิ งานสรา้ งแผนกลยทุ ธข์ องโรงเรยี นประถมศกึ ษา สงั กดั สานักงานการประถมศกึ ษา
จังหวัดสุรินทร.์ ( รป.ม. มหาสารคาม). มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม., มหาวิทยาลยั มหาสารคาม.
ประภารัตน์ ธิติศภุ กุล. (2559). การศกึ ษาปจั จัยทสี่ ง่ ผลตอ่ การจดั การเรยี นการสอนวชิ าภาษาอังกฤษของโรงเรียนในสังกัด
กรงุ เทพมหานคร. ปริญญานิพนธ์ (กศ.ด. (การบรหิ ารการศึกษา)). มหาวทิ ยาลัยศรีนครนิ ทรวิโรฒ, กรงุ เทพฯ.
ปรชี า รอดมณ.ี (2550). การศึกษาการใชผ้ ลการประเมินภายนอกเพ่อื การพฒั นาคณุ ภาพของโรงเรยี นขยายโอกาสทาง
การศึกษา สงั กดั สานักงานเขตพนื้ ท่กี ารศกึ ษานนทบรุ .ี สารนพิ นธ์ (กศ.ม. (การบรหิ ารการศกึ ษา )).
มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒ, กรุงเทพฯ.
รังสรรค์ มณเี ลก็ . (2549). การวางแผนกลยทุ ธแ์ ละการจดั ทางบประมาณในสถานศกึ ษา:หนังสอื ชุดการพฒั นาส่มู าตรฐาน
การศกึ ษาข้นั พ้นื ฐาน. นนทบุรี: สานกั พมิ พ์ศนู ย์ส่งเสริมวิชาการ.
รงุ่ รตั น์ ดวงสรอ้ ยทอง. (2559). การนานโยบายการประกนั คณุ ภาพการศึกษาไปปฏิบตั :ิ กรณศี กึ ษามหาวิทยาลัย
ราชจนั ทรเกษม. สารนิพนธ์ (ร.บ. (นโยบายสาธารณะ )) มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ, กรงุ เทพฯ.
วนิ ยั หรม่ิ เทศ. (2550). การศกึ ษาและปญั หาการดาเนินการประกนั คณุ ภาพภายในสถานศึกษา ตามวงจร PDCA
สานกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษาพจิ ติ ร เขต 1. (วิทยานิพนธ์ ปรญิ ญาครศุ าสตร์มหาบณั ฑติ สาขาวิชาการบรหิ าร
การศกึ ษา). มหาวทิ ยาลยั ราชภฎั เพชรบูรณ์
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 183
สมบัติ เสนวริ ัช. (2550). การดาเนินการประกันคณุ ภาพการศึกษาของโรงเรยี นที่ผ่านการประเมนิ จากสานกั งานรบั รอง
มาตรฐานและประเมนิ คณุ ภาพการศกึ ษา กรณตี ัวอยา่ ง 3 โรง สงั กดั สานกั งานเขตพ้ืนทก่ี ารศกึ ษาแพร่ เขต 1.
(วทิ ยานพิ นธ์ ปรญิ ญาครศุ าสตรม์ หาบณั ฑติ สาขาวชิ าการบริหารการศึกษา). มหาวิทยาลัยราชภัฎอตุ รดิตย์.
สมเกียรติ และคณะ. (2557). การจัดทายุทธศาสตรก์ ารปฏริ ูปการศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐานให้เกิดความรับผดิ ชอบ
(ISSN 0859-0036): สถาบันวิจยั เพอื่ การพฒั นาประเทศไทย
สานักงานเลขาธกิ ารสภาการศกึ ษา กระทรวงศึกษาธกิ าร. (2557). รายงานการตดิ ตามและแระเมนิ ผลการจดั การศึกษาตาม
นโยบายดา้ นการศกึ ษาของรฐั บาล ปี 2556 (พมิ พ์คร้ังท่ี 1). กรุงเทพฯ: สานักประเมนิ ผลจัดการศกึ ษา
สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
สพุ ักตร์ พิบูลย.์ (2544). การวิจัยเพ่อื การพัฒนาการเรยี นรู้การวจิ ยั ในช้ันเรยี น. นนทบุร.มหาวิทยาลยั สุโขทยั ธรรมาธริ าช.
สานกั งานรบั รองมาตรฐานและประเมินคณุ ภาพการศึกษา (องค์การมหาชน). (2555). คู่มอื ผู้ประเมนิ เพอื่ การประเมนิ
คณุ ภาพภายนอกรอบสาม ระดับการศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐาน (พ.ศ.2554–2558). กรงุ เทพฯ: บริษทั ออฟเซ็ท พลสั จากัด.
ไสว วงศ์สาลี. (2546). การศึกษาสภาพและปัญหาการดาเนนิ การวางแผนพฒั นาคณุ ภาพการศึกษาของโรงเรยี นประถมศกึ ษา
สังกดั สานกั งานการประถมศึกษา. (ครศุ าสตรมหาบัณฑติ สาขาวิชาการบริหารการศกึ ษา).
มหาวิทยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี, จงั หวดั อบุ ลราชธาน.ี
อุทัยวรรณ สอนเจรญิ . (2556). การดาเนินงานการประกนั คุณภาพภายในของโรงเรยี นในสังกัดสานักงานเขตพน้ื ทก่ี ารศึกษา
มธั ยมศกึ ษาเขต 25 จงั หวดั ขอนแก่น. วารสารศกึ ษาศาสตร์ ฉบับวิจยั บัณฑติ ศึกษา, ฉบับที่ 2 (ปที ่ี 7), 229-248.
อทุ ัยวรรณ สอนเจรญิ . (2556). การดาเนนิ งานประกันคณุ ภาพภายในของโรงเรยี นในสงั กัดสานักงานเขตพ้ืนท่กี ารศึกษา
มธั ยมศึกษาเขต 25 จงั หวัดขอนแก่น. วารสารศึกษาศาสตร์ ฉบบั วิจยั บณั ฑติ ศกึ ษา ปีท่ี 7, ฉบบั ท่ี (เม.ย.-ม.ิ ย. 2556),
หนา้ 239-248.
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 184
การพัฒนาแบบวดั ความยึดมนั่ ผูกพันตอ่ องคก์ รของบุคลากรสายสนบั สนุน มหาวทิ ยาลัยสุโขทัยธรรมาธริ าช
DEVELOPMENT OFORGANIZATIONAL ENGAGEMENT SCALE FOR SUPPORTING STAFFS
SUKHOTHAI THAMMATHIRAT OPEN UNIVERSITY
กุลนติ ิ กฤตมิ าธมนต์, สรุ ชัย มีชาญ, พนดิ า ศกนุ ตนาค
E-mail: [email protected]
บทคดั ยอ่
การวิจัยคร้ังนี้มีจุดมุ่งหมาย1) เพ่ือสร้างแบบวัดความยึดมั่นผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรสายสนับสนุนมหาวิทยาลัย
สุโขทัยธรรมาธิราช 2) เพื่อตรวจสอบคุณภาพของแบบวัดความยึดม่ันผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรสายสนับสนุนมหาวิทยาลัย
สุโขทัยธรรมาธิราช 3) เพ่ือสร้างเกณ ฑ์ปกติของแบบวัดความยึดม่ันผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรสายสนับสนุน
มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธิราชกลมุ่ ตวั อย่างท่ใี ช้ในการวจิ ยั คอื บคุ ลากรสายสนับสนนุ มหาวทิ ยาลัยสุโขทยั ธรรมาธิราช ประจาปี
งบประมาณ 2561 จานวน 459 คน เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวจิ ัยคือแบบวดั ความยึดม่ันผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรสายสนับสนุน
มหาวิทยาลัย สุโขทัยธรรมาธิราช มีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ตรวจสอบคุณภาพของแบบวัดด้วยวิธีการหา
ความเทย่ี งตรงเชิงเนอ้ื หาอานาจจาแนก ความเที่ยงตรงเชงิ โครงสร้าง ความเชื่อม่ัน และสร้างเกณฑ์ปกติดว้ ยวธิ ีการแปลงคะแนน
ดิบเปน็ เปอร์เซน็ ไทลแ์ ละคะแนนT ปกติ
ผลการวิจัยพบว่า 1) แบบวัดความยึดม่ันผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรสายสนับสนุนมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
ประกอบด้วย 4 ดา้ น ได้แก่ ดา้ นความตอ้ งการพืน้ ฐาน ด้านการให้รายบคุ คล ดา้ นการทางานเป็นทมี ด้านความกา้ วหน้าในงาน รวม
ท้ังหมด 70 ข้อ2) แบบวัดความยึดม่ันผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรสายสนับสนุนมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
มีความเท่ียงตรงเชิงเนื้อหา โดยมีค่าดัชนี IOC ตั้งแต่ 0.67-1.00ค่าอานาจจาแนกตั้งแต่0.24 – 0.77แบบวดั มีความเท่ียงตรงเชิง
โครงสร้าง (2=0.38, df= 1, p = 0.54, GFI = 1.00, AGFI = 0.99, RMSEA = 0.00)และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.97
3) เกณฑ์ปกติของแบบวัดความยึดมั่นผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรสายสนับสนุนมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชมีคะแนน
เปอรเ์ ซน็ ไทลต์ ้งั แต่0.11 – 99.78มคี ะแนน T ปกติ ตงั้ แต่ 20 –78
คาสาคัญ: ความผกู พนั ตอ่ องค์กร, บคุ ลากรสายสนบั สนุน, คณุ ภาพของแบบวดั , เกณฑป์ กติ
Abstract
The main purposes of this research are 1 ) To construct the Organizational Engagement Scale for
supporting staffs SukhothaiThammathirat Open University2) To find out the quality of scale the Organizational
Engagement Scale for supporting staffs SukhothaiThammathirat Open University3 ) To construct the norm
criteria of the Organizational Engagement Scalefor supporting staffs SukhothaiThammathirat Open University.
The sample group used in the research was university support personnel SukhothaiThammathirat. For the
fiscal year 2018, the number of 459 people. The scale used in the research were Organizational Engagement
Scale for supporting staffs SukhothaiThammathirat Open University. It is a 5-level evaluation scale. The
quality inspection is measured by means of Content validity,Discriminant index,Construct Validity, and
Reliability. And to construct the norm criteria by means of converting raw scores into percentile and normal
T scores.
The results of the research were as follows: 1) The results of the construct the Organizational
Engagement Scale for supporting staffs SukhothaiThammathirat Open University which the researcher
created consisted of 4 aspects: Basic needs Individual Teamwork and The Growth of work in a total of 70
items. 2) Organizational Engagement Scale for supporting staffs SukhothaiThammathiratOpen University.
With Content validity With the IOC index from 0.67-1. 00, the Discriminant index from 0.24 - 0.77, The
Construct Validity from (2=0.38, df= 1, p = 0.54, GFI = 1.00, AGFI = 0.99, RMSEA = 0.00) and The Reliability
value is 0. 97. 3) The norm criteria of the Organizational Engagement Scale for supporting staffs
SukhothaiThammathirat Open University. With percentile scores from 0.11 - 99.78 with normal T scores from
20 - 78
Keywords: Organizational Engagement, Supporting Staffs, Quality of Scale, Norm
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 185
บทนา
จากสภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบันจะพบปัญหาการแข่งขันในด้านต่าง ๆ เพ่ิมสูงข้ึน เช่น ด้านบริการ ด้าน
แรงงานท่ีมีฝีมือ ด้านการศึกษา ส่งผลให้องค์กรต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรภาครัฐหรือภาคเอกชนต้องการบุคลากรท่ีมีความรู้
ความสามารถ และทางานได้มีประสิทธิภาพ แต่เน่ืองจากบุคลากรทม่ี ีความรู้ ความสามารถเหล่านี้มีความต้องการท่ีหลากหลาย
ไมว่ ่าจะเปน็ ความตอ้ งการดา้ นผลตอบแทน ดา้ นความกา้ วหน้าในงาน หรือตอ้ งการความทา้ ทายในงาน บคุ ลากรกส็ ามารถเปลยี่ น
งานไปตามองคก์ รท่ีใหผ้ ลตอบแทนสูงหรือให้สิ่งท่ีบุคลากรเหล่าน้ันต้องการไดง้ ่าย จึงเป็นเหตุผลทีท่ าให้มีอตั ราการเข้า-ออกจาก
งานสูงตามไปด้วย ดังนั้นองค์กรต่าง ๆ จึงต้องปรับตัว ปรับกลยุทธ์ในการบริหารงาน โดยเฉพาะการบริหารทรัพยากรบุคคลถือ
เปน็ จดุ สาคัญที่แต่ละองค์กรตอ้ งปรับและกาหนดกลยุทธ์ เพือ่ ดึงดูดคนที่มคี ุณภาพ มีความรูค้ วามสามารถ มที ักษะในการทางาน
ทเี่ หมาะกับองค์กร และส่ิงที่องค์กรต้องคานงึ ถึงกค็ อื ทาอยา่ งไรให้บคุ ลากรทม่ี ีความสามารถเหลา่ นอี้ ยู่กบั องค์กรไดน้ านทส่ี ุด และ
จะทาอย่างไรให้บุคลากรมีความรู้สึกว่าเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของตนเองน้ันสอดคล้องกับเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของ
องค์กร ทาใหร้ ู้สึกว่าเป็นส่วนหน่ึงขององคก์ รท่ีจะต้องทมุ่ เทท้ังกาลังกายและกาลงั ใจในการจะสร้างผลงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ทาให้บุคลากรรูส้ ึกวา่ มีความยดึ ม่ันผกู พนั กับองค์กร เกดิ ความจงรกั ภักดซี ง่ึ แสดงออกมาในด้านพฤตกิ รรมและจิตใจ เช่น พรอ้ มท่ี
จะเสียสละเวลาอุทิศตนเพ่อื งานและองค์กรโดยไม่มีใครบงั คับ (สุวรรณี วิริยะ, 2553) ซ่ึงแสดงให้เห็นถึงความยึดมั่นผูกพันท่ีจะ
อยกู่ ับองคก์ รตอ่ ไป
ดังน้ันองค์กรจะทาอย่างไรท่ีจะบริหารจัดการบุคคลภายในองค์กรให้พร้อมท่ีจะทุ่มเท ตั้งใจ เต็มใจและมุ่งมั่นท่ีจะ
ปฏิบัติงานให้กับองค์กรตลอดไป ซ่ึงส่ิงท่ีจะทาให้บุคลากรอยู่ในองค์กรได้อย่างยาวนาน คือ ความยึดมั่นผกู พันของบุคลากรที่มี
ต่อองค์กร หากบุคลากรมีความยึดม่ันผูกพันต่อองค์กรสูงก็ย่อมจะพร้อมที่จะทุ่มเทความรู้ความสามารถท่ีตนมีเพ่ือให้องค์กรได้
บรรลุตามเปา้ หมาย ในทางตรงข้ามหากบคุ ลากรมีความยดึ มั่นผูกพันนอ้ ยหรือไมม่ ีความยดึ ม่ันผูกพันต่อองค์กรเลยบุคลากรก็จะ
ไม่สนใจ ไม่เอาใจใส่กบั งานท่ตี นได้รบั มอบหมายจนองค์กรไดร้ ับผลกระทบหรือสูญเสียโอกาสบางอย่างไป ดังนนั้ องค์กรจึงต้องมี
การจัดการทรพั ยากรมนุษย์ พรอ้ มสรา้ งความยึดมั่นผกู พนั ให้เกิดกบั บุคลากร เพื่อบรหิ ารจดั การบคุ ลากรที่มีความรคู้ วามสามารถ
ให้อยกู่ ับองคก์ รตลอดไป และเพื่อลดอตั ราการลาออกหรือป้องกันการซื้อตัวบุคลากรจากองค์กรอื่นด้วย(ภัทริน อิฐสวุ รรณศิลป์,
2547) ซ่ึงการที่จะให้บคุ ลากรมีความรู้สึกอยากทางานให้องค์กรตลอดไป องค์กรจะต้องคานึงถึงสวัสดิการข้ันพื้นฐานท่ีบุคลากร
ต้องได้รบั ผู้บรหิ ารสนใจ ใส่ใจ ให้ขวัญและกาลังใจแก่บุคลากรในการทางาน ทาให้บุคลากรรู้สึกว่าตนมีคุณค่า มโี อกาสกา้ วหน้า
ในงาน รู้สึกยึดมั่นผกู พันกับองคก์ รของตนเอง
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชเป็นมหาวิทยาลัยเปิดที่มีแนวคิดที่จะขยายโอกาสทางการศึกษาระดับอุดมศึกษาแก่
ประชาชนให้มากท่ีสุด ดาเนินการสอนโดยใช้ระบบการสอนทางไกลเพ่ือถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์แก่นักศึกษา
ใช้ส่อื การสอนทางไปรษณีย์ วทิ ยุกระจายเสียง วิทยโุ ทรทัศน์ สอื่ ออนไลน์ หรือวิธกี ารอ่ืนทีผ่ ู้เรียนสามารถศึกษาได้ด้วยตนเองโดย
ไม่ต้องเข้าช้ันเรียน ซ่ึงมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชมีหลายหน่วยงานประกอบกันโดยมีการแบ่งหน้าที่กันทางาน
มกี ารประสานงานระหวา่ งหน่วยงานภายในเพอื่ ให้บรรลุเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์เชน่ เดียวกบั องคก์ รต่าง ๆ โดยมกี ารแบ่งส่วน
ราชการออกเป็น 2 สายงาน คือ สายวิชาการ และสายสนบั สนุนวิชาการ ซึ่งบคุ ลากรสายสนับสนนุ วิชาการมีอยู่ในทุกหน่วยงาน
โดยจาแนกตามประเภทบุคลากรทาหน้าท่ีสนับสนุนด้านวิชาการตามแต่ภารกิจของแต่ละหน่วยงาน และมีจานวนมากกว่า
บคุ ลากรสายวิชาการ หน่วยงานในสายสนับสนนุ วิชาการประกอบดว้ ย 11 หนว่ ยงาน ได้แก่ สานักงานอธกิ ารบดี สานกั ทะเบียน
และวัดผล สานักเทคโนโลยกี ารศกึ ษา สานกั บรกิ ารการศึกษา สานกั วิชาการ สานักบรรณสารสนเทศ สานักพมิ พ์ สานักการศกึ ษา
ต่อเนื่อง สานักคอมพิวเตอร์ สถาบันวิจัยและพัฒนา สานักบัณฑิตศึกษา(มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2561: 2-13) ดังน้ัน
บคุ ลากรสายสนับสนุนจึงมีความสาคัญท่ีจะเปน็ ตวั ขับเคลื่อนองค์กร และเพ่ือจะรักษาบุคลากรที่ดมี ีความรู้ความสามารถ องค์กร
จะต้องสร้างให้บุคลากรน้ัน ๆ มีความคิดที่อยากปฏิบัติหน้าที่ให้กับองค์กรอย่างตั้งใจ เต็มใจ อุทิศ ทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพ่ือให้
ประสบผลสาเร็จตามเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ขององค์กร สร้างความยึดม่ันผูกพัน และลดความคิดท่ีจะลาออก และส่ิงหนึ่งที่
องค์กรต้องทาคือการสารวจว่าบุคลากรมีความยึดม่ันผูกพันกับองค์กรเพียงใดเพราะส่ิงนี้จะแสดงให้เห็นถึงความปรารถนาท่ีจะ
ยังคงอยกู่ ับองค์กรต่อไป เพ่อื อุทศิ ตนใหก้ ับองคก์ รทีต่ นเองเลอื่ มใสศรัทธา
จากข้อมลู การลาออกยอ้ นหลงั 5 ปี ของบุคลากรสายสนับสนุนมหาวทิ ยาลยั สุโขทัยธรรมาธิราชต้ังแต่ปีงบประมาณ2557
มีจานวน11คน ปีงบประมาณ 2558 มีจานวน29คนปีงบประมาณ 2559 มีจานวน17คนปีงบประมาณ 2560 มีจานวน18คน
ปีงบประมาณ 2561 มีจานวน31คน(กองการเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2561)จะเห็นว่าปีงบประมาณ 2661มี
บุคลากรลาออก/โอนย้ายสูงขนึ้ และในระยะเวลา 5 ปี มอี ตั ราการลาออก/โอนย้ายมากขึ้นทุกปดี ังนนั้ ผ้วู ิจัยจงึ มีความสนใจท่จี ะ
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 186
พัฒนาแบบวัดความยึดม่ันผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรสายสนับสนุน ซ่ึงเคร่ืองมือที่จะสร้างขึ้นนี้จะต้องมีคุณภาพและมีความ
นา่ เชื่อถอื เพ่ือให้สามารถนาไปวัดความยึดมนั่ ผกู พันต่อองค์กรของบุคลากรสายสนับสนุนได้ตรงตามความเป็นจริงมากที่สุด และ
ผู้ที่เก่ียวข้องสามารถนาสารสนเทศที่ได้จากการสร้างแบบวัดน้ีไปใช้วางแผนการพัฒนาบุคลากรให้เกิดความยึดม่ันผูกพันต่อ
องค์กรใหม้ ากขนึ้
กรอบแนวคดิ ในการวิจัย
การวิจัยน้ีสร้างแบบวัดความยึดม่ันผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรสายสนับสนุนมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชตาม
แนวคิดของแกลลัพ ออร์กาไนเซชั่น (Gallup Organization, 2016) ซึ่งความยึดม่ันผูกพันต่อองค์กรประกอบด้วย 4 ด้าน คือ ด้าน
ความต้องการพื้นฐาน ด้านการให้รายบุคคล ด้านการทางานเป็นทีม ด้านความก้าวหน้าในงาน และเพ่ือให้แบบวัดที่สร้างขึ้นมี
คุณภาพจึงจาเปน็ ต้องมีการตรวจสอบคุณภาพของแบบวัดในด้านความเที่ยงตรงอานาจจาแนก และความเชื่อมนั่ เพอื่ ให้สารสนเทศที่
ได้จากการวัดมีความถูกต้องและน่าเชื่อถือรวมทั้งสร้างเกณฑ์ปกติของแบบวัดความยึดมั่นผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรสาย
สนับสนุนมหาวทิ ยาลัยสุโขทยั ธรรมาธริ าช
วัตถุประสงค์ของการวจิ ัย
1. เพอื่ สร้างแบบวัดความยดึ ม่ันผกู พนั ตอ่ องคก์ รของบุคลากรสายสนับสนนุ มหาวิทยาลยั สุโขทยั ธรรมาธริ าช
2. เพือ่ ตรวจสอบคณุ ภาพของแบบวดั ความยดึ มัน่ ผกู พนั ต่อองค์กรของบคุ ลากรสายสนับสนุน
มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธริ าช ในด้านความเทยี่ งตรง อานาจจาแนก และความเช่อื ม่ัน
3. เพื่อสร้างเกณฑ์ปกตขิ องแบบวดั ความยดึ ม่ันผกู พันต่อองค์กรของบคุ ลากรสายสนับสนุน
มหาวิทยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธริ าช
วิธดี าเนินการวจิ ัย
ประชากรและกล่มุ ตัวอย่าง
ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ บุคลากรสายสนับสนุนของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ประจาปีงบประมาณ 2561
จานวนทั้งหมด 1,291 คนประกอบด้วย ข้าราชการ จานวน 431 คน พนักงานมหาวิทยาลัย จานวน 308 คน ลูกจ้างประจา
งบประมาณแผ่นดนิ จานวน 52 คน ลูกจ้างประจาเงินรายได้ จานวน 408 คน และลูกจ้างประจาลักษณะพิเศษ จานวน 92 คน
(มหาวทิ ยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช,2562)
กลุ่มตัวอย่างท่ใี ช้ในการวจิ ยั ประกอบดว้ ย 3 กลุม่ ดงั น้ี
1. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลองใช้เครื่องมือเพื่อตรวจสอบคุณภาพด้านอานาจจาแนก คือ บุคลากรสายสนับสนุน
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จานวน 100 คน ได้แก่ ข้าราชการ จานวน 26 คน พนักงานมหาวิทยาลัย จานวน 48 คน
ลกู จ้างประจาเงินรายได้ จานวน 24 คน และลูกจา้ งประจาลักษณะพิเศษ จานวน 2 คน
2. กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการทดลองใช้เคร่ืองมือเพ่ือตรวจสอบคุณภาพด้านความเท่ียงตรงเชิงโครงสร้างและ
ความเชื่อมั่น คือ บุคลากรสายสนับสนุนมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จานวน 350คน ซึ่งการวิจัยครั้งนี้ใช้การวิเคราะห์
องค์ประกอบ ผ้วู ิจัยจงึ กาหนดขนาดตวั อย่างเป็น5 เทา่ ของจานวนข้อคาถามตามแนวคดิ ของ Hair (2010) โดยใช้การสมุ่ แบบแบ่ง
ช้ัน (stratified random sampling) ตามหน่วยงาน กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยข้าราชการ จานวน 111คน พนักงาน
มหาวิทยาลัยจานวน99คนลูกจ้างประจางบประมาณแผ่นดิน จานวน 14 คนลูกจ้างประจาเงินรายได้จานวน95คนและ
ลกู จ้างประจาลกั ษณะพเิ ศษจานวน31คน
3. กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการสร้างเกณฑ์ปกติ คือ บุคลากรสายสนับสนุนมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จานวน 459
คน โดยใชก้ ลุ่มตัวอยา่ งเดมิ 350 คน และเกบ็ ขอ้ มลู เพิ่มเติมอีก 109 คน ไดแ้ ก่ ข้าราชการ จานวน 36 คน พนักงานมหาวิทยาลัย
จานวน 31 คน ลูกจ้างประจางบประมาณแผ่นดิน จานวน 4 คนลูกจ้างประจาเงินรายได้ จานวน 28 คน และลูกจ้างประจา
ลักษณะพเิ ศษ จานวน 10 คนเพื่อให้กลมุ่ ตวั อย่างมีขนาดใหญ่เพียงพอที่จะเปน็ ตัวแทนท่ดี ีของประชากร
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 187
เคร่ืองมอื ที่ใชใ้ นการวจิ ัย
เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัย คือ แบบวัดความยึดมั่นผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรสายสนับสนุนมหาวิทยาลัย
สุโขทัยธรรมาธิราชแบ่งออกเป็น 3 ตอน ได้แก่ ตอนที่ 1 ข้อมูลส่วนตัวของผู้ตอบ ตอนที่ 2ข้อคาถามที่ใช้วัดความยึดมั่นผูกพันต่อ
องค์กรของบุคลากรสายสนับสนุนมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชมีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับคือเห็นด้วย
อยา่ งย่งิ เห็นด้วยไมแ่ น่ใจไมเ่ หน็ ด้วยและไม่เหน็ ดว้ ยอย่างย่งิ และตอนที่ 3 ขอ้ เสนอแนะอน่ื ๆ
วธิ ีการเก็บรวบรวมข้อมูล
ผวู้ ิจัยดาเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง โดยนาแบบวัดความยึดม่ันผูกพันตอ่ องค์กรของบุคลากรสายสนับสนุน
มหาวิทยาลัยสุโขทยั ธรรมาธิราช แจกให้กบั บุคลากรสายสนับสนนุ มหาวิทยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธริ าช ในเดือนเมษายน 2562 และ
ติดตามแบบวดั กลบั คืนดว้ ยตนเอง
การวิเคราะหข์ อ้ มลู
1. ตรวจสอบความเทยี่ งตรงเชงิ เนื้อหาโดยหาคา่ ดัชนคี วามสอดคลอ้ งระหว่างข้อคาถามและวตั ถุประสงค์ หรอื คา่ IOC
2. ตรวจสอบอานาจจาแนกรายข้อ ด้วยการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนในแต่ละข้อกับคะแนนรวม
(โดยคะแนนรวมน้ันไดห้ กั คะแนนของข้อนน้ั ๆ ออกแล้ว) โดยใชส้ ูตรสมั ประสทิ ธสิ์ หสัมพนั ธ์แบบเพยี ร์สนั
3. ตรวจสอบความเทีย่ งตรงเชงิ โครงสรา้ ง ด้วยวิธกี ารวิเคราะหอ์ งคป์ ระกอบเชิงยืนยนั
4. ตรวจสอบความเชือ่ ม่ันด้วยวิธีการวดั ความสอดคล้องภายใน โดยหาค่าสมั ประสิทธ์ิแอลฟาของครอนบาค
5. สร้างเกณฑป์ กติของแบบวัดความยดึ มั่นผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรสายสนับสนุนมหาวทิ ยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชโดย
การแปลงคะแนนดบิ เป็นคะแนนเปอร์เซ็นไทล์และคะแนน Tปกติ
ผลการวิจยั
1. ผลการสร้างแบบวัดความยึดม่ันผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรสายสนับสนุนมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
พบว่าแบบวัดทผี่ ู้วิจยั สร้างข้ึนมี 4 ด้าน ตามแนวคิดของแกลลัพ ออรก์ าไนเซช่ัน(Gallup Organization, 2016) โดยมีขอ้ คาถาม
ทั้งหมด 72 ข้อ ได้แก่ ด้านความต้องการพ้ืนฐาน 18 ข้อ ด้านการให้รายบุคคล 18 ข้อ ด้านการทางานเป็นทีม 18 ข้อ และด้าน
ความกา้ วหนา้ ในงาน 18 ขอ้
2. ผลการตรวจสอบคุณภาพของแบบวดั
2.1 ผลการตรวจสอบความเท่ียงตรงเชิงเนื้อหาโดยนาแบบวัดที่สร้างข้ึน จานวน 72 ข้อ ไปให้ผู้เช่ียวชาญ 6 คน
พจิ ารณา แลว้ นาผลการประเมินท่ีได้มาวเิ คราะห์หาคา่ ดัชนีความสอดคลอ้ งระหว่างข้อคาถามและวตั ถุประสงค์ (IOC) พบว่ามคี ่า
IOC ต้ังแต่ 0.50 – 1.00 ผู้วิจยั จงึ ตัดขอ้ คาถามท่ีมคี ่า IOC เทา่ กบั 0.50 ออกจานวน 2 ข้อ ได้แก่ ข้อคาถามด้านการทางานเปน็ ที
จานวน 1 ข้อ และข้อคาถามด้านความก้าวหน้าในงาน จานวน 1 ข้อ ทาให้เหลือข้อคาถามท้ังหมด 70 ข้อ มีค่า IOC เท่ากับ
0.67-1.00 ดงั ตาราง1
ตาราง 1 ผลการตรวจสอบความเที่ยงตรงตามเน้ือหาของแบบวัดความยึดมั่นผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรสายสนับสนุน
มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธิราช
องค์ประกอบ กอ่ นคัดเลอื ก หลังคัดเลือก
จานวนข้อ ค่า IOC จานวนขอ้ ค่า IOC
1.ด้านความต้องการพืน้ ฐาน 18 0.83-1.00 18 0.83-1.00
2.ด้านการใหร้ ายบคุ คล 18 0.83-1.00 18 0.83-1.00
3.ด้านการทางานเปน็ ทีม 18 0.50-1.00 17 0.67-1.00
4.ด้านความกา้ วหน้าในงาน 18 0.50-1.00 17 0.67-1.00
รวมทง้ั ฉบับ 72 0.50-1.00 70 0.67-1.00
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 188
2.2 อานาจจาแนก ผลการวิเคราะหข์ ้อมูลพบว่าขอ้ คาถามมคี ่าอานาจจาแนกต้งั แต0่ .24-0.77 เมอ่ื พิจารณาเป็นราย
ดา้ นพบว่า ขอ้ คาถามด้านความต้องการพื้นฐาน มีค่าอานาจจาแนกตงั้ แต่0.24-0.65 ขอ้ คาถามด้านการให้รายบุคคล มีค่าอานาจ
จาแนกต้ังแต่0.36-0.70 ข้อคาถามด้านการทางานเป็นทีม มีค่าอานาจจาแนกตั้งแต่ 0.55-0.77 ข้อคาถามด้านความก้าวหน้าใน
งาน มีคา่ อานาจจาแนกตัง้ แต่ 0.41-0.70
2.3 ความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลเพ่ือตรวจสอบข้อตกลงเบื้องต้นของการวิเคราะห์
องค์ประกอบ พบว่าเมทริกซ์สหสัมพันธ์ของตัวแปรทั้ง 4 ตัวแปรไม่เป็นเมทริกซ์เอกลักษณ์แสดงว่าตัวแปรท้ัง 4 ตัวแปร มี
ความสัมพันธ์กันเพียงพอที่จะสามารถนามาวิเคราะห์องค์ประกอบได้ (Bartlett's Test: 2 = 648.99, df= 6, p= 0.00) ค่า
ความพอเพยี งของการเลือกตวั อย่างโดยรวม (KMO) เทา่ กับ 0.78 และคา่ พสิ ยั ของค่าความพอเพียงของการเลือกตวั อยา่ ง (MSA)
ของตัวแปรทั้ง 4 ตัวมีค่าต้ังแต่ 0.748 – 0.819 ซ่ึงมากกว่า 0.5 ทุกค่าแสดงว่าสามารถนาตัวแปรทุกตัวที่ศึกษามาใช้ในการ
วเิ คราะหอ์ งค์ประกอบได้
ผลการวิเคราะห์องคป์ ระกอบเชงิ ยืนยันพบวา่ โมเดลการวัดความยึดม่ันผูกพันตอ่ องค์กรของบุคลากรสายสนับสนุน
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์พิจารณาได้จากค่าไค -สแควร์
ที่แตกต่างจากศูนย์อย่างไม่มีนัยสาคัญทางสถิติ (2 = 0.38, df= 1, p = 0.54) ค่าไค-สแควร์สัมพัทธ์ (2 /df) = 0.38
ค่าดัชนีวัดความสอดคล้องกลมกลืนเชิงสัมพัทธ์ (CFI) = 1.00 ค่าดัชนีวัดระดับความกลมกลืน (GFI) = 1.00 ค่าดัชนีวัดระดับ
ความกลมกลืนที่ปรับแก้แล้ว (AGFI) = 0.99 และค่าดัชนีรากที่สองของค่าเฉล่ียความคลาดเคล่ือนกาลังสองของการประมาณ
(RMSEA) = 0.00
2.3 ความเช่ือม่ัน แบบวัดความยึดมั่นผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรสายสนับสนุนมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชมีค่า
ความเช่ือมน่ั ทั้งฉบับเท่ากับ 0.97 เม่อื พิจารณาความเชื่อมั่นเป็นรายด้าน พบว่า ด้านความต้องการพื้นฐานด้านการให้รายบุคคล
ดา้ นการทางานเป็นทีมและด้านความก้าวหน้าในงานมีคา่ ความเชอื่ มั่นเท่ากบั 0.92, 0.94, 0.95และ0.94ตามลาดับ
3. ผลการสร้างเกณฑ์ปกติของแบบวัดความยึดม่ันผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรสายสนับสนุนมหาวิทยาลัย
สโุ ขทัยธรรมาธริ าช พบว่า แบบวัดความยึดมนั่ ผูกพนั ต่อองคก์ รมคี ะแนนดิบต้ังแต1่ 35-343 คะแนนมคี ะแนนเปอร์เซน็ ไทลต์ งั้ แต่
0.11 – 99.78 และมีคะแนนT ปกติตั้งแต่ 20 – 78ดังตาราง 2
ตาราง2 เกณฑ์ปกติของแบบวัดความยึดม่ันผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรสายสนับสนุนมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
ในรูปเปอรเ์ ซ็นไทล์ และคะแนน T- ปกติ มีคะแนนเตม็ 350 คะแนน (n=459)
คะแนน เปอร์เซน็ คะแนน T คะแนน เปอร์เซ็น คะแนน T คะแนน เปอรเ์ ซน็ คะแนน T
ดิบ ไทล์ ปกติ ดิบ ไทล์ ปกติ ดบิ ไทล์ ปกติ
343 99.78 78 313 92.92 65 283 75.93 57
342 99.56 76 312 92.48 64 282 74.62 57
341 99.56 76 311 92.37 64 281 73.09 56
340 99.56 76 310 92.16 64 280 69.93 55
339 99.46 76 309 91.94 64 279 67.10 54
338 99.35 75 308 91.50 64 278 66.23 54
337 99.35 75 307 91.07 63 277 65.25 54
336 99.24 74 306 90.74 63 276 63.73 53
335 99.02 73 305 90.09 63 275 62.20 53
334 98.69 72 304 89.43 63 274 60.78 53
333 98.47 72 303 88.67 62 273 59.59 53
332 98.37 71 302 87.91 61 272 58.71 52
331 98.26 71 301 87.36 61 271 57.41 52
330 98.15 71 300 86.93 61 270 55.77 51
329 97.93 70 299 86.27 61 269 54.47 51
328 97.71 70 298 85.51 60 268 53.81 51
327 97.60 70 297 84.97 60 267 52.83 51
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 189
326 97.39 69 296 84.53 60 266 51.20 50
325 97.06 69 295 83.88 60 265 49.56 50
324 96.73 68 294 83.01 60 264 48.26 50
323 96.41 68 293 82.46 60 263 46.62 49
322 96.19 68 292 81.92 59 262 44.55 49
321 95.86 67 291 80.94 59 261 43.14 48
320 95.53 67 290 80.28 59 260 41.61 48
319 95.42 67 289 79.74 59 259 39.32 47
318 94.99 66 288 79.19 59 258 37.80 47
317 94.44 66 287 78.76 58 257 36.93 47
316 94.34 66 286 78.00 58 256 36.06 46
315 94.12 66 285 77.34 58 255 35.51 46
314 93.57 65 284 76.80 57 254 34.97 46
คะแนน เปอรเ์ ซน็ คะแนน T คะแนน เปอร์เซ็น คะแนน T คะแนน เปอร์เซน็ คะแนน T
ดบิ ไทล์ ปกติ ดิบ ไทล์ ปกติ ดิบ ไทล์ ปกติ
253 33.88 46 213 6.64 35 173 0.87 26
252 32.03 45 212 6.21 35 172 0.87 26
251 30.17 45 211 5.66 34 171 0.76 26
250 29.08 45 210 5.23 34 170 0.65 25
249 28.43 44 209 4.90 33 169 0.65 25
248 27.45 44 208 4.58 33 168 0.65 25
247 26.47 44 207 4.25 33 167 0.65 25
246 25.71 43 206 4.03 33 166 0.65 25
245 25.16 43 205 3.81 32 165 0.65 25
244 24.62 43 204 3.70 32 164 0.65 25
243 23.75 43 203 3.59 32 163 0.65 25
242 22.98 43 202 3.49 32 162 0.65 25
241 22.33 42 201 3.38 32 161 0.65 25
240 21.90 42 200 3.16 32 160 0.54 25
239 21.79 42 199 2.94 31 159 0.44 24
238 21.46 42 198 2.72 31 158 0.44 24
237 20.81 42 197 2.61 31 157 0.44 24
236 19.83 41 196 2.61 31 156 0.44 24
235 18.52 41 195 2.51 30 155 0.44 24
234 17.65 41 194 2.40 30 154 0.44 24
233 17.21 41 193 2.40 30 153 0.44 24
232 16.34 40 192 2.40 30 152 0.44 24
231 15.36 40 191 2.29 30 151 0.44 24
230 14.60 39 190 2.07 30 150 0.44 24
229 13.73 39 189 1.96 29 149 0.44 24
228 12.75 39 188 1.96 29 148 0.44 24
227 11.55 38 187 1.74 29 147 0.44 24
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 190
226 10.46 37 186 1.53 28 146 0.33 23
225 10.02 37 185 1.53 28 145 0.22 21
224 9.80 37 184 1.42 28 144 0.22 21
223 9.48 37 183 1.31 28 143 0.22 21
222 9.15 37 182 1.31 28 142 0.22 21
221 8.61 36 181 1.20 28 141 0.22 21
220 8.17 36 180 1.09 27 140 0.22 21
219 8.06 36 179 1.09 27 139 0.22 21
218 7.84 36 178 1.09 27 138 0.22 21
217 7.52 36 177 1.09 27 137 0.22 21
216 7.19 35 176 1.09 27 136 0.22 21
215 6.97 35 175 1.09 27 135 0.11 20
214 6.86 35 174 0.98 27
อภปิ รายผล
ก าร วิ จั ย ค ร้ั งนี้ เป็ น ก า ร พั ฒ น าแ บ บ วั ด ค ว าม ยึ ด ม่ั น ผู ก พั น ต่ อ อ งค์ ก ร ข อ ง บุ คลากรสายสนั บสนุ นมหาวิ ทยาลั ย
สโุ ขทัยธรรมาธิราช ซ่งึ ขอ้ ค้นพบท่ีได้จากการวิจัยสามารถอภปิ รายผลได้ดังน้ี
1. ผลการตรวจสอบความเท่ียงตรงเชงิ เน้อื หาพบว่าข้อคาถามมีค่าดัชนีความสอดคลอ้ งตงั้ แต่ 0.67-1.00 ซึ่งเป็นไปตาม
เกณฑ์ และสอดคล้องกับ สุวิมล ติรกานันท์ (2557, 148) ท่ีกล่าววว่าข้อคาถามท่ีดีควรมีค่า IOC เข้าใกล้ 1 ส่วนข้อที่มีค่า IOC
ตา่ กวา่ 0.5 ควรมกี ารปรับปรุงหรือคัดออก ทงั้ น้อี าจเนอ่ื งมาจากผวู้ จิ ยั สรา้ งขอ้ คาถามข้นึ จากแนวคิดของแกลลัพออร์กาไนเซชัน่ ซ่ึง
เปน็ แนวคิดท่ีเปน็ ท่ียอมรับอยา่ งแพร่หลาย
2. แบบวดั ความยึดมั่นผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรสายสนับสนุนมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธริ าชมีค่าอานาจจาแนก
ต้งั แต่ 0.24-0.77 ซึ่งจะเห็นได้วา่ แบบวัดที่สร้างข้ึนมีคุณภาพเป็นไปตามเกณฑ์ ท้ังน้ีเป็นเพราะแบบวัดที่สร้างขึน้ มีกระบวนการ
สร้างตามลาดบั ขั้นตอนและผ่านการตรวจสอบคุณภาพเบื้องต้นจากผู้เชี่ยวชาญ และปรับปรุงแก้ไขตามขอ้ เสนอแนะ ซึ่งทาให้ได้
แบบวดั ทีม่ ีคุณภาพดา้ นอานาจจาแนก สอดคล้องกบั ล้วน สายยศ และ อังคณา สายยศ (2543a) ท่ีกล่าวว่า คา่ อานาจจาแนกท่ี
ได้จากการหาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างคะแนนรายข้อกับคะแนนรวมจากข้ออื่น ๆ ท่ีเหลือทั้งหมด (Item-total
Correlation) โดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ถ้าทดสอบกับบุคคลต้ังแต่ 100 คนข้ึนไป ค่าอานาจจาแนกมีค่า
ต้ังแต่ 0.20 ข้ึนไป ใช้เป็นเกณฑ์ในการคัดเลือกข้อคาถามได้ และสอดคล้องกับ ณัฏฐภรณ์ หลาวทอง (2559) ที่กล่าวว่าข้อ
คาถามท่ีมคี า่ อานาจจาแนกในระดับ 0.20 ข้ึนไป จะเป็นข้อคาถามทเ่ี หมาะสมท่ีจะคัดเลือกใชใ้ นเครือ่ งมือวิจัยได้
3. แบบวัดความยึดมั่นผกู พนั ต่อองค์กรของบคุ ลากรสายสนับสนุนมหาวทิ ยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธิราชมีความเทยี่ งตรงเชิง
โครงสร้าง จากผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน พบว่า ค่าไค-สแควร์ ( 2 ) = 0.38 (df= 1, p = 0.54) ค่าไค-สแควร์
สมั พัทธ์ (2/df) = 0.38 ค่าดัชนีวัดความสอดคลอ้ งกลมกลืนเชิงสัมพัทธ์ (CFI) = 1.00 ค่าดัชนีวดั ระดบั ความกลมกลืน (GFI) =
1.00 ค่าดชั นีวดั ระดบั ความกลมกลนื ทีป่ รบั แก้แลว้ (AGFI) = 0.99 และค่าดชั นรี ากทีส่ องของค่าเฉล่ยี ความคลาดเคลื่อนกาลงั สอง
ของการประมาณ (RMSEA) = 0.00 จากขอ้ มูลดังกล่าวสรปุ ได้ว่าค่าสถิติท่ีใช้ในการพิจารณาความสอดคล้องกลมกลืนของโมเดล
กับข้อมูลเชิงประจักษ์มีความสอดคล้องกลมกลืนเป็นไปตามเกณฑ์ท่ีกาหนด สอดคล้องกับ สุภมาส อังศุโชติ, สมถวิล วิจิตร
วรรณา, และ รชั นกี ูล ภญิ โญภานุวัฒน์ (2554)ได้กาหนดเกณฑก์ ารพจิ ารณาตรวจสอบค่าดชั นีความสอดคลอ้ งทีน่ ยิ มใช้คือ ค่าไค-
สแควร์ ต้องไม่มีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ 0.05 ค่าไค-สแควร์สัมพัทธ์มีค่าน้อยกว่า 2.00 ค่า CFI, GFI และ AGFI ควรมีค่า
มากกวา่ หรอื เทา่ กบั 0.95 และค่า RMSEA ควรมีค่าน้อยกวา่ 0.05
4. แบบวัดความยึดมั่นผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรสายสนับสนุนมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชมีค่าความเชื่อม่ันทั้ง
ฉบับเท่ากับ 0.97จะเห็นได้วา่ แบบวัดท่ีผวู้ ิจยั สร้างข้ึนมคี ุณภาพดา้ นความเช่ือมั่นสูง ทั้งนเี้ ป็นเพราะแบบวัดได้ผา่ นการตรวจสอบ
คุณภาพ และการปรับปรุงข้อคาถามให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น แสดงให้เห็นว่าแบบวัดมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับและเชื่อถือได้ ซึ่ง
สอดคล้องกบั ลว้ น สายยศ และ อังคณา สายยศ (2543b, 209) ซ่งึ กล่าววา่ ค่าความเช่ือมน่ั ของแบบวัดควรมีค่ามากกวา่ 0.70
จงึ จะเปน็ แบบวัดท่ีมคี วามเชอ่ื ม่นั ได้
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 191
5. การสร้างเกณฑ์ปกติของแบบวัดความยึดม่ันผูกพันต่อองคก์ รของบุคลากรสายสนับสนุนมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธริ าช
ด้วยวิธีแปลงคะแนนดิบท่ีได้จากแบบวัดเป็นคะแนนทีปกติ และแปลความหมายด้วยช่วงคะแนนเปอร์เซ็นไทล์ ทาให้คะแนนท่ีแปลง
แล้วมีความหมายและง่ายต่อความเข้าใจมากข้ึน และยังสามารถนาคะแนนท่ีได้มาเปรียบเทียบกันได้ซ่ึง ล้วน สายยศ และ อังคณา
สายยศ (2543b) กล่าวไว้ว่า การแปลงคะแนนจากรูปแบบการแจกแจงเดิม ไปสู่การแจกแจงปกติเพื่อให้คะแนนท่ีแปลงแล้วสามารถ
นามาเปรยี บเทียบกนั ได้เหมอื นกบั ทาคะแนนจากการแจกแจงรปู แบบตา่ ง ๆ มาใหเ้ ป็นรูปแบบเดยี วกนั หรือหน่วยเดียวกันนน่ั เอง
ข้อเสนอแนะ
ขอ้ เสนอแนะในการนาผลการวิจัยไปใช้
1. การวิจัยครง้ั นท้ี าใหไ้ ด้แบบวัดความยึดมน่ั ผูกพันต่อองคก์ รของบุคลากรสายสนับสนนุ มหาวิทยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธิราชท่ีมี
คุณภาพทั้งด้านความเที่ยงตรง อานาจจาแนก และความเชื่อมั่น พร้อมทั้งเกณฑ์ปกติที่ใช้สาหรับการแปลความหมาย ดังน้ัน
ผทู้ ่ีเกี่ยวข้องสามารถนาแบบวัดนี้ไปใช้วัดความยึดมั่นผูกพันต่ององค์กรของบุคลากรสายสนบั สนุนมหาวทิ ยาลัยสุโขทัยธรรมาธริ าช เพ่ือ
นาขอ้ มูลทไี่ ดม้ าใชใ้ นการวางแผนการพัฒนาบุคลากรให้มคี วามยึดมัน่ ผูกพันตอ่ องค์กรให้มากขึ้น
2. เกณฑ์ปกติท่ีสร้างข้ึนในการวิจัยคร้ังน้ีเป็นเกณฑ์ท่ีใช้ในการแปลความหมายเฉพาะสาหรับบุคลากรสายสนับสนุน
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชเท่าน้ัน หากผู้สนใจของหน่วยงานอื่นนาแบบวัดฉบับนี้ไปใช้ควรเก็บข้อมูลกับบุคลากรใน
หนว่ ยงานของตนเองแลว้ สร้างเกณฑ์ปกตขิ ้นึ มาใหม่
ข้อเสนอแนะในการวจิ ยั ครั้งต่อไป
1. แบบวัดความยึดม่ันผูกพนั ต่อองค์กรของบุคลากรสายสนับสนุนมหาวทิ ยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชที่พัฒนาขึ้นในการ
วิจัยครั้งน้ีมีจานวน 70 ข้อ ทาให้ผู้ตอบต้องใช้เวลานานในการตอบข้อคาถามดังนั้น ควรมีการพัฒนาแบบวัดฉบับสั้น (short
form) พรอ้ มท้ังตรวจสอบคุณภาพ เพอื่ ใหส้ ามารถนาไปใชง้ านไดส้ ะดวกมากข้นึ
2. การวิจัยครั้งน้ีมุ่งพัฒนาแบบวัดความยึดมั่นผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรสายสนับสนุนมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมา
ธิราชท่ีมีคุณภาพเท่าน้ัน ดังน้ัน การวิจัยครั้งต่อไปควรมีการศึกษาถึงสาเหตุหรือปัจจัยท่ีทาให้บุคลากรมีความยึดม่ันผูกพันต่อ
องค์กรแตกตา่ งกันรวมทงั้ หาแนวทางหรอื กลยทุ ธ์การพัฒนาให้บุคลากรมคี วามยึดมน่ั ผกู พันต่อองค์กรมากข้นึ
เอกสารอ้างองิ
กองการเจ้าหน้าที่ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธริ าช. (2561). ข้อมลู การลาออก/โอนย้ายต้งั แต่ปีงบประมาณ 2557-2561.
ณัฏฐภรณ์ หลาวทอง. (2559). การสรา้ งเครือ่ งมือการวิจัยทางการศกึ ษา. กรุงเทพฯ: สานกั พมิ พ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.
ภัทริน อฐิ สวุ รรณศลิ ป.์ (2547). ความผกู พนั ตอ่ องค์การของข้าราชการมหาวิทยาลยั สุโขทัยธรรมาธริ าช: Organization
commitment of government officer of Sukhothai Thamathirat Open University.
รงุ่ โรจน์ อรรถานทิ ธ์ิ. (2554). การสรา้ งความผูกพันของพนักงานในองค์กร: Employee engagement (พมิ พค์ รัง้ ที่ 1..):
กรุงเทพฯ : เอช อาร์ เซน็ เตอร.์
ลว้ น สายยศ, และ อังคณา สายยศ. (2543a). การวดั ด้านจติ พสิ ัย. กรุงเทพฯ: สุวีรยิ าสาส์น.
ลว้ น สายยศ, และ อังคณา สายยศ. (2543b). เทคนคิ การวัดผลการเรียนรู้ (พิมพ์คร้ังที่ 2). กรุงเทพฯ: สุวีรยิ าสาส์น.
สุภมาส อังศุโชติ, สมถวิล วิจิตรวรรณา, และ รชั นกี ูล ภญิ โญภานวุ ฒั น.์ (2554). สถติ วิ เิ คราะห์สาหรบั การวิจัยทางสังคมศาสตร์
และพฤติกรรมศาสตร์: เทคนคิ การใชโ้ ปรแกรม LISREL. กรงุ เทพฯ: เจริญดมี ั่นคงการพิมพ์.
สวุ รรณี วิริยะ. (2553). ความผูกพนั ต่อองคก์ ารของพนกั งานมหาวทิ ยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย. In ก่งึ พร ทองใบ และ ราณี
อสิ ิชัยกุล (Eds.): มหาวิทยาลยั สุโขทยั ธรรมาธริ าช.
สุวมิ ล ตริ กานนั ท์. (2557). ระเบยี บวิธีการวจิ ัยทางสงั คมศาสตร์: แนวทางสกู่ ารปฏิบตั ิ (พมิ พค์ ร้งั ที่ 12). กรงุ เทพฯ: โรงพิมพ์แห่ง
จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั .
Gallup Organization. (2016). Employee Engagement Hierarchy. http://web.jhu.edu/administration/finance/
initiatives/Employee_Engagement_Hierarchy.pdf
Hair, J. F. (2010). Multivariate data analysis: a global perspective. Upper Saddle River, N.J.: Prentice Hall.
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 192
การพฒั นาแบบวัดความสนใจในการทากจิ กรรมเพ่ือการแนะแนวอาชีพ
โดยประยกุ ต์ทฤษฎพี หุปญั ญาสาหรบั นักเรียนช้ันมัธยมศกึ ษาตอนปลาย
A DEVELOPMENT OF THE INTERESTTEST INDOING ACTIVITIES FOR CAREER GUIDANCE BY APPLYING THEORY
OF MULTIPLE INTELLIGENCES FOR SENIOR HIGH SCHOOL STUDENTS
จตุพล บญุ ภญิ โญ, ทวกิ า ต้งั ประภา, มนตา ตลุ ยเ์ มธาการ
E-mail: [email protected]
บทคดั ยอ่
การวิจัยคร้งั นมี้ ีจุดมุ่งหมาย 1. เพือ่ สร้างแบบวัดความสนใจในการทากจิ กรรมเพ่ือการแนะแนวอาชีพโดยประยุกต์ทฤษฎีพหุ
ปญั ญา สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาตอนปลาย และ 2. เพ่ือตรวจสอบคุณภาพของแบบวัดความสนใจในการทากิจกรรมเพอื่ การแนะ
แนวอาชีพโดยประยุกต์ทฤษฎีพหุปัญญา สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาตอนปลาย วิธีดาเนินการวิจัย มี 2 ระยะ ระยะที่ 1 การ
สร้างแบบวัดความสนใจในการทากิจกรรมเพื่อการแนะแนวอาชพี โดยประยุกตท์ ฤษฎีพหุปัญญา สาหรับนักเรยี นชนั้ มัธยมศึกษา
ตอนปลายโดยการศึกษาเอกสาร บทความและงานวิจัยที่เกย่ี วข้องและระยะที่ 2 การตรวจสอบคณุ ภาพของแบบวดั ความสนใจใน
การทากิจกรรมเพื่อการแนะแนวอาชีพโดยประยุกต์ทฤษฎีพหุปัญญากลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ภาค
เรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2562 สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 1 จานวน 720 คน การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อ
ตรวจสอบคุณภาพของแบบวัดความสนใจในการทากิจกรรม ได้แก่ ความเท่ียงตรงเชิงเน้ือหา อานาจจาแนก ความเชื่อม่ันแบบ
การวดั ความสอดคล้องภายในโดยใช้ค่าสัมประสทิ ธ์ิแอลฟาของครอนบาค ความเช่อื มนั่ แบบวัดซ้าโดยใช้คา่ สมั ประสทิ ธิส์ หสัมพนั ธ์
แบบเพียร์สันและสัมประสิทธส์ิ หสัมพันธ์แบบคาร์เมอร์วีและความเท่ียงตรงเชิงสภาพโดยใช้คา่ สมั ประสิทธ์ิสหสัมพนั ธ์แบบเพียร์
สนั และสัมประสิทธ์ิสหสมั พนั ธแ์ บบคาร์เมอร์วี
ผลการวิจยั พบว่า
1. ผลการสร้างแบบวัดความสนใจในการทากิจกรรมเพ่ือการแนะแนวอาชีพโดยประยุกต์ทฤษฎีพหุปัญญา สาหรับ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายมีลักษณะเป็นแบบสถานการณ์ โดยมี 10 ข้อคาถาม แต่ละข้อคาถามมีตัวเลือกท้ังหมด 8 ตัวเลือก
เปน็ ตัวแทนความสนใจท้งั 8 ด้าน โดยใหต้ อบแบบจัดลาดบั ความสนใจ 3 อันดับแรกที่สนใจ
2. ผลการตรวจสอบคุณภาพของแบบวัดความสนใจในการทากิจกรรมเพ่อื การแนะแนวอาชีพโดยประยกุ ตท์ ฤษฎี
พหปุ ญั ญา พบวา่
2.1 ความเทยี่ งตรง (Validity)
2.1.1 ความเที่ยงตรงเชิงเน้ือหา (Content Validity) จากการพิจารณาของผู้เช่ียวชาญ 5 ท่าน
โดยมีคา่ ดัชนคี วามสอดคล้อง (IOC) ตงั้ แต่ 0.80 – 1.00
2.1.2 ความเที่ยงตรงเชิงสภาพ (Concurrent Validity) โดยการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง
คะแนนความสนใจท่ีได้จากแบบวัดความสนใจในการทากิจกรรมกับคะแนนความสนใจในสภาพจริงท่ีได้จากการประเมินตนเอง
โดยใช้สัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์แบบเพียร์สันและวิเคราะห์ความสัมพันธร์ ะหว่างผลของความสนใจท่ีได้จากแบบวัดความสนใจใน
การทากิจกรรมกับผลความสนใจตามสภาพจรงิ ท่ีได้จากการประเมินตนเอง โดยใชส้ ัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์แบบคาเมอร์วีพบว่ามี
ความสมั พนั ธก์ ันอย่างมนี ัยสาคญั ทางสถิตทิ ี่ระดบั .05 โดยมีความสัมพันธอ์ ยู่ในระดบั สงู
2.2 อานาจจาแนก (Discrimination) เปน็ ไปตามเกณฑ์ โดยมีคา่ อานาจจาแนก ดังน้ี ด้านภาษามีคา่ ต้ังแต่0.40 -
0.73 ด้านตรรกะและคณิตศาสตร์มีค่าต้ังแต่ 0.36 – 0.73 ด้านมิติสัมพันธ์มีค่าตั้งแต่ 0.21 - 0.82 ด้านร่างกายและการ
เคล่ือนไหวมีค่าต้ังแต่ 0.22 - 0.75 ด้านดนตรีมีคา่ ต้ังแต่ 0.27 - 0.81ด้านความเข้าใจระหว่างบุคคลมคี ่าตั้งแต่ 0.20 - 0.54
ดา้ นความเขา้ ใจตนเองมีคา่ ตง้ั แต่ 0.38 - 0.68และดา้ นธรรมชาติวทิ ยามคี ่าต้งั แต่ 0.28 -0.58
2.3 ความเชอ่ื มน่ั (Reliability)
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 193
2.3.1 ความเชื่อม่ันแบบการวัดความสอดคล้องภายใน (Internal Consistency)พบว่าด้านภาษามีค่า
เทา่ กับ 0.83 ด้านตรรกะและคณิตศาสตร์มคี ่าเท่ากับ0.80 ด้านมิติสัมพนั ธม์ ีค่าเท่ากับ 0.76 ดา้ นร่างกายและการเคลื่อนไหว
มีค่าเท่ากับ 0.79 ด้านดนตรีมีค่าเท่ากับ 0.82 ดา้ นความเข้าใจระหว่างบุคคลมีค่าเท่ากับ 0.71 ด้านความเข้าใจตนเองมีค่า
เท่ากบั 0.76และดา้ นธรรมชาตวิ ทิ ยามีคา่ เท่ากับ 0.76
2.3.2 ความเช่ือม่ันแบบการวัดซ้า (test and retest) โดยการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างคะแนน
ความสนใจในการทากิจกรรมของการวัดครั้งท่ี 1 กับครั้งท่ี 2 โดยใช้สัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และวิเคราะห์
ความสัมพันธ์ระหว่างผลของความสนใจในการทากิจกรรมของการวัดครั้งท่ี 1 กับคร้ังที่ 2 โดยใช้สัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์
แบบคาเมอร์วี พบว่ามคี วามเช่อื ม่ันอย่างมีนยั สาคญั ทางสถติ ทิ ี่ระดับ .05 โดยมคี า่ ความเชอ่ื มั่นอยูใ่ นระดับสูง
คาสาคญั : แบบวดั ความสนใจในการทากิจกรรม, การแนะแนวอาชีพ, ทฤษฎพี หุปญั ญา
Abstract
Objectives of this study are 1 . To develop interest test for career guidance activities by applying
Theory of Multiple Intelligences for senior high school studentsand 2.To evaluate qualityof interest
test for career guidance activities by applying Theory of Multiple Intelligences for senior high school
students. Methodology can be separated into 2 phases, Phase 1 The development of interest test for
career guidance activities by applying Theory of Multiple Intelligences for senior high school
studentsby studying documents Related articles and research and Phase 2 The evaluation of interest
test for career guidance activities by applying Theory of Multiple Intelligences. Samples in this study
are 720 senior high school students, 1st semester, academic year 2019, Secondary Educational Service
Area Office, Area 1.Data analysis for evaluating interest test for career guidance activities are Content
Validity,Discrimination, Internal Consistencyby using Cronbach Alpha Coefficient,test and retestby
using Pearson Correlation Coefficientand Cramer's V correlation coefficient, and Concurrent
Validityby using Pearson Correlation Coefficientand Cramer's V correlation coefficient.
The results from the study show that;
1. The developed interest test for career guidance activities by applying Theory of Multiple
Intelligences for senior high school studentsis 10 simulation-based questions and each has 8 choices. They
are representatives of 8 aspects of interest when students are instructed to choose the first 3 interested choices.
2. The quality evaluation of interest test for career guidance activities by applying Theory of
Multiple Intelligences shows that;
2.1 Validity
2.1.1 Content Validity is evaluated by 5 experts and the range of IOC is 0.80 – 1.00.
2.1.2 Concurrent Validity by analyzing the relationship between interest scores
from interest test and interest score in real conditions obtained from self-assessmentby using Pearson
Correlation Coefficientand analyzing the relationship between interest scores from interest test and interest
score in real conditions obtained from self-assessment by using Cramer’s Vcorrelation coefficientshow that
they are significantly correlated according to the statistic at the level of 0.05 when the correlation is high.
2.2 Discriminationmeets the standard. Discrimination of different aspects can be shown as
follows; Language 0.40 - 0.73,Logic and mathematics0.36 – 0.73,Spatial Ability0.21 - 0.82,Bodily-
Kinesthetic 0 .2 2 - 0 .7 5 ,Music 0 .2 7 - 0 .8 1 , Interpersonal Understanding0 .2 0 - 0 .5 4 ,Intrapersonal
Understanding0.38 - 0.68, and Natural science 0.28 -0.58.
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 194
2.3 Reliability
2.3.1 Internal Consistency of different aspects can be shown as follows; Language
0.83,Logic and mathematics0.80,Spatial Ability0.76 ,Bodily-Kinesthetic 0.79,Music 0.82 ,Interpersonal
Understanding0.71,Intrapersonal Understanding0.76, and Natural science 0.76.
2.3.2 Test and retestby analyzing the relationship between interest score in activities
of the 1st and 2nd test by using Pearson Correlation Coefficient and Cramer's V correlation
coefficientshows that it is reliable significantly according to the statistic at the level of 0.05 when the
reliability is high.
Keywords: Interest Test In Doing Activities, Career Guidance, Theory of Multiple Intelligences
บทนา
การศึกษาเปน็ หัวใจสาคัญของการพัฒนาประเทศและได้รับการคาดหวังให้ทาหนา้ ท่ีต่าง ๆ ทเ่ี ป็นรากฐานสาคัญในการ
พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เป็นส่วนช่วยในการเพิ่มความเท่าเทียมในสังคม และเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างอาชีพ ซ่ึงเป็นตัว
ขับเคล่อื นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกจิ และความเจริญรุ่งเรอื งของประเทศ แต่ในสภาวการณ์ปจั จบุ นั ท่ัวโลกกาลังเผชิญกับการ
เปลยี่ นแปลงทางสงั คม วัฒนธรรม การเมือง เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ไม่วา่ จะเป็นประเทศท่ีพัฒนาแล้วหรอื กาลัง
พัฒนา ส่งผลให้วิถีชีวิตของคนท่ีแตกต่างกนั มีความแตกต่างกันมากขนึ้ ปรับเปลี่ยนจากการทางานทบ่ี ุคคลทม่ี ีองค์ความร้เู ดียวกัน
ทักษะเดียวกัน และทางานในสายงานเดียวกัน จาเป็นต้องปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง โดยต้องจัดการศึกษาให้ทันกับ
สถานการณ์โลก ท่ีเต็มไปด้วยความรู้และข้อมูลท่ีเพ่ิมขึ้น รวมทั้งต้องวางแผนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในอนาคต (สานัก
บริหารงานการมัธยมศึกษาตอนปลาย. 2558 : 3) ด้วยเหตุนี้จึงสอดคล้องกับ นิรันดร์ จุลทรัพย์(2558 : 33) ได้กล่าวไว้ว่า การ
แนะแนวเป็นบริการท่ีจัดขน้ึ เพื่อช่วยให้บุคคลสามารถตัดสนิ ใจได้ดว้ ยตนเอง อย่างถูกต้องและเฉลียวฉลาด การแนะแนวถือหลัก
วา่ ผูแ้ นะแนวเพียงแตแ่ นะแนวทางหรือช้ชี ่องทางให้เทา่ นัน้ ผูร้ ับการแนะแนวจะเป็นผตู้ ดั สนิ ใจ แกป้ ญั หาเองตามความสมัครใจ ผู้
แนะแนวจะใช้กลวิธีและเคร่ืองมือต่าง ๆ เข้าช่วยเพ่ือให้ผู้รับการแนะแนวเข้าใจตนเองได้อย่างถูกต้อง ผู้แนะแนวจะทาหนา้ ทเ่ี ป็น
พี่เล้ียงชว่ ยให้ผู้รับการแนะแนวสามารถตัดสินใจ ผแู้ นะแนวจะใช้กลวิธแี ละเครอ่ื งมือตา่ ง ๆ เข้าชว่ ยเพื่อใหผ้ ู้รบั การแนะแนวเข้าใจ
ตนเองได้อย่างถูกต้อง เข้าใจปัญหาของตนเอง มองเห็นลู่ทางแก้ปัญหา และสามารถตัดสินใจได้เอง การแนะแนวอาจจะช่วยให้
คนเราสามารถมองเห็นลู่ทางต่าง ๆ ที่ตนเองมองข้ามเสียแต่แรกได้อีกด้วย ซึ่งการทราบความสนใจของบุคคลด้วยการวัด โดย
แบบทดสอบและแบบสารวจได้รบั การยอมรับว่า เป็นวิธีการท่ใี ห้ความเชื่อถือและเที่ยงตรงมากในการคน้ หาความสนใจท่แี ทจ้ ริง
ของบุคคล โฟรลิช และฮอยท์ (Froehlich and Hoyt, 1959 : 193 - 194) ได้เสนอวิธีการวินิจฉัยความสนใจด้วยการวัด
ประเภทที่ 2 จากทัง้ หมด 3 ประเภท วา่ ในระดบั ชั้นมัธยมศกึ ษาตอนปลาย ให้ใช้แบบทดสอบและแบบสารวจความสนใจเพือ่ การ
ตรวจสอบความสนใจเดิมของนักเรียนให้ละเอียด และชัดเจนย่ิงข้ึน ท้ังนี้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช
2551 ได้กาหนดกิจกรรมพฒั นาผู้เรยี นไว้ 3 ลกั ษณะ หนึ่งในน้ันคือกิจกรรมแนะแนว ซ่ึงเป็นกจิ กรรมหนึ่งท่ีสามารถใชใ้ นการเติม
เต็ม ความรู้ความชานาญและประสบการณ์ของนักเรียนเกี่ยวกับอาชีพให้กว้างขวางยิ่งข้ึน เพ่ือค้นพบความถนัดความสนใจของ
ตนเอง และพฒั นาตนเองให้เต็มตามศักยภาพ ในการจัดกจิ กรรมตามความถนัดและความสนใจของนักเรียนเพอ่ื สร้างคุณลกั ษณะ
ท่ีจาเปน็ ของอาชพี ต่าง ๆ และการเสริมสร้างประสบการณ์อาชพี ในชัน้ เรียนคอื การจัดประสบการณ์ให้นักเรียนได้สารวจและรู้จัก
ตนเองเก่ียวกับอาชีพที่เหมาะสมกับความสามารถ ความถนัด และความสนใจ รวมท้ังบุคลิกภาพโดยการเสริมทักษะอาชีพผ่าน
หลักสตู รสถานศึกษาในรูปแบบที่หลากหลาย การใช้กระบวนการและการจดั กจิ กรรมแนะแนวในชน้ั เรยี นเชน่ แบบวดั ความสนใจ
ในอาชีพ แบบวัดบคุ ลกิ ภาพ และแบบวดั ความถนดั เปน็ ต้น (สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พืน้ ฐาน 2561: 28)
ความสนใจ คือนิสัยการเอาใจใส่เรื่องราวหรอื ส่ิงต่าง ๆ ต้องค้นให้พบว่าตนเองมีความสนใจหรือชอบงานในลักษณะใด
มากน้อยเพียงใด ถ้าจะไปศึกษาหรือฝึกอบรมในสายงานน้ัน ๆ จะศึกษาฝึกอบรมจนสาเร็จหรือไม่ทากิจกรรมหรือทางานน้ัน ๆ
เปน็ ระยะเวลาที่ยาวนานหรอื ทาเป็นประจา หรือสนใจท่ีจะลงมอื ปฏิบัติด้วยตนเอง (กรมการจัดหางาน 2552: 61) สอดคล้องกับ
การสรา้ งแบบวัดท่ีช่วยในเร่ืองของการแนะแนวอาชีพจะมีแบบวัดความสนใจในอาชีพ แบบวดั บุคลกิ ภาพ และแบบวัดความถนัด
ซึ่งเป็นเคร่ืองมือวัดที่นิยมใช้กันมานาน แต่แบบวัดความสนใจในการทากิจกรรม ยังไม่มีผู้ริเริ่มพัฒนาแบบวัด ทั้งนี้ กิจกรรมท่ี
ผเู้ รียนได้ทากิจกรรมรว่ มกนั ไดล้ งมือกระทากิจกรรมลักษณะต่าง ๆ ได้ประยุกต์ใช้ความรู้ เช่นกจิ กรรมทัศนศึกษา กิจกรรมค่าย
กจิ กรรมวันสาคญั กจิ กรรมชมรม/ชุมนมุ กิจกรรมโครงงาน/โครงการ กจิ กรรมจิตอาสา เป็นต้น กจิ กรรมเหลา่ น้เี ป็นกิจกรรมที่จะ
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 195
ทาให้ผเู้ รียนเกิดการพัฒนาทักษะชวี ติ ได้เสริมสรา้ งสมั พันธภาพและใช้ทักษะการสือ่ สาร ได้ฝกึ จัดการกับอารมณ์และความเครียด
ของตนเองการได้รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ทาให้เข้าใจผู้อ่ืน นาไปสู่การยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่นรู้จักไตร่ตรองทาความ
เข้าใจและตรวจสอบตนเอง ทาให้เข้าใจตนเองและเห็นใจผอู้ ่ืนการได้รบั การยอมรับจากกล่มุ ได้แสดงออกด้านความคิด การพูด
และการทางานมีความสาเร็จทาให้ได้รับคาชม เกิดเป็นความภาคภูมิใจและเห็นคุณค่าในตนเอง นาไปสู่ความรับผิดชอบทั้งต่อ
ตนเองและสังคม (สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน 2560: 17) จึงเป็นท่ีมาของการสร้างแบบวัดความสนใจในการ
ทากิจกรรมเพ่ือการแนะแนวอาชีพ ซ่ึงสอดคล้องกับตัวบ่งชี้ท่ี 2.2. ผู้เรียนสามารถคิดวิเคราะห์ ตัดสินใจ แก้ปัญหาและวางแผน
ด้านอาชีพ โดยมีคาอธิบายว่าผู้เรียนสามารถคิดวิเคราะห์ ตัดสินใจ แก้ปัญหาและวางแผนด้านอาชีพ หมายถึงผู้เรียนสามารถ
ศกึ ษาขอ้ มูลด้านอาชีพ เช่น หลักสูตรของคณะ / สาขาที่เก่ยี วข้องแตล่ ะอาชีพ ข้อมูลอาชีพ ความต้องการตลาดแรงงาน ค่านิยม
ทางสังคมทม่ี ีต่ออาชีพ คุณลักษณะของผู้ประกอบอาชีพ การเตรียมตวั สู่อาชีพ เจตคต/ิ ค่านิยมที่ดีต่ออาชีพ คุณธรรมจริยธรรมใน
อาชีพ วิเคราะห์คุณลักษณ์ของตนเอง นาผลมาประกอบการตัดสินใจ วางแผน พัฒนา และปรับปรุงตนเองเพ่ือเข้าสู่อาชีพใน
อนาคต (สมาคมแนะแนวแห่งประเทศไทย. 2559ข: 8) จงึ ต้องมีเครอื่ งมือมาเป็นตัวช่วย โดยอารี สณั หฉวี (2535: คานา) กล่าว
วา่ ความรู้ในเรื่องพหุปัญญาจะช่วยให้ครูใจถึงความสามารถ ความถนัดของตนเอง ตลอดจนเข้าใจถึงความสามารถ หรือปัญญา
ด้านตา่ ง ๆ ของนักเรยี น ปัญญาด้านท่ีเด่นของนักเรียนกจ็ ะเป็นสไตล์การเรียนของนักเรียนผนู้ ้นั กลา่ วคือนักเรียนไดด้ ีจากปัญญา
ด้านนั้นจาเป็นต้องพยายามจัดกิจกรรมท่ีใช้ปัญญาด้านน้ันๆ เพ่ือให้เกิดการเรียนรู้ เนื่องจากนักเรียนแต่ละคน มีปัญญาด้านต่าง
ๆ ไม่เหมือนกัน ครูจึงต้องหาวิธีท่ีจะดาเนินการสอนท่ีได้ใช้ปัญญาท้ังแปดด้าน จึงเป็นที่มาของครูแนะแนวจะต้องช่วยเหลือ
นักเรียนแต่ละคนให้ได้มีการประเมินตนเองอย่างสมา่ เสมอในทกุ ช่วงชีวิต และปรบั ปรงุ เป้าหมายของชวี ติ ครแู นะแนวสามารถทา
หน้าท่ีป้อนกลับข้อมูลให้เด็กได้เพราะมีความรู้ทางจิตวิทยาในด้านต่างๆ เช่นพัฒนาการตามช่วงวัย จิตวิทยาวัยรุ่น การให้
คาปรกึ ษาและการทาแบบทดสอบต่าง ๆ ซ่งึ จากแนวคดิ เรอื่ งพหปุ ญั ญา (Gardner, 1999: 44) อธบิ ายถงึ พหปุ ัญญาว่าปญั ญาของ
มนุษย์เป็นองค์ประกอบซึ่งสร้างขึ้นจากกระบวนการคิดจากชุดพื้นฐานของปัญญา (Human Beings are Organisms Who
Possess A Basic Set of Intelligences) มนุษย์มีปัญญาท่ีแตกต่างกัน สิ่งที่ท้าทาย คือจะทาอย่างไรท่ีจะใช้ความสามารถของ
มนุษย์ท่ีมีความแตกต่างกันในการพัฒนาการแสดงออกทางปัญญาที่หลากหลายให้ดีที่สุด สอดคล้องกับ (สมาคมแนะแนวแห่ง
ประเทศไทย. 2559ก: 29) ทก่ี ลา่ วว่าแนวคดิ เรือ่ งพหุปัญญามงุ่ อธบิ ายวธิ ีการที่มนุษย์จะใชศ้ ักยภาพแสดงออกซ่งึ ผลงาน หรือการ
ทางานด้วยปัญญาด้านต่าง ๆ อย่างกว้างขวางหลากหลาย ซ่ึงจะช่วยให้เด็กและเยาวชนเห็นช่องทางในการประกอบอาชีพที่
เหมาะสมกับปัญญาความสามารถดา้ นทตี่ นมี ซ่ึงในกระบวนการสง่ เสริมแนะแนวให้คาปรกึ ษาดา้ นอาชีพของนกั เรียน สามารถนา
ทฤษฎีพหุปัญญาไปใช้ประโยชน์ โดยการสนับสนุนให้นักเรียนสารวจตรวจสอบโลกของงานอาชีพ ควบคู่ไปกับพหุปัญญาด้านที่
ตนเองพฒั นาไดด้ ี โดยใช้กิจกรรมและวธิ ีการสอดแทรกบรู ณาการเขา้ สกู่ ระบวนการใช้หลกั สูตรอย่างเปน็ ระบบ
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะพฒั นาแบบวัดความสนใจในการทากิจกรรมเพ่อื การแนะแนวอาชีพ โดย
ประยุกต์ทฤษฎีพหุปัญญาของนักเรียนระดับช้ันมัธยมศึกษาตอนปลายเพื่อให้ทราบความสนใจในกิจกรรมของนักเรียน ซึ่งจะ
เชอ่ื มโยงไปยังการแนะแนวอาชีพท่ีสอดคลอ้ งกบั ความสนใจในการทากิจกรรมและผลการวจิ ัยครงั้ นี้จะเป็นประโยชน์แก่ทกุ ฝ่ายท่ี
จะนาผลไปพัฒนา จัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมแก้ไขและพัฒนาความสนใจในอาชีพให้ได้รับการพัฒนาเพ่ือนาไปสู่การวางแผนด้าน
การศกึ ษาตอ่ ในอนาคตของนกั เรียนได้อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ
กรอบแนวคิดในการวิจัย
จากการศึกษาเอกสารและงานวิจยั ท่ีเก่ยี วขอ้ ง นามาสร้างเป็นกรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั โดยศกึ ษาจากทฤษฎพี หปุ ัญญา
ของการ์ดเนอร์ และศึกษาเอกสารและงานวิจัยด้านการพัฒนาแบบวัดความสนใจในการทากิจกรรมเพื่อการแนะแนวอาชีพโดย
ประยุกต์ทฤษฎีพหุปัญญา เพื่อแสดงหลักฐานความเที่ยงตรง อานาจจาแนกและความเช่ือม่ันของแบบวัดความสนใจในการทา
กจิ กรรมเพอื่ การแนะแนวอาชพี โดยประยุกตท์ ฤษฎีพหุปญั ญา ดงั ภาพประกอบ 1
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 196
ความสนใจในการทากจิ กรรม แบบวดั ความสนใจในการทากจิ กรรมเพ่อื การแนะแนวอาชพี โดยประยุกตท์ ฤษฎี
พหปุ ัญญา
ทฤษฎีพหุปญั ญาได้แก่
ความสนใจในการทากจิ กรรม 1. คุณภาพของแบบวดั ความสนใจในการทากจิ กรรมเพอื่ การแนะแนวอาชีพโดย
1. ดา้ นภาษา ประยุกต์ทฤษฎีพหุปญั ญา
2. ดา้ นตรรกะและคณติ ศาสตร์
3. ดา้ นมิติสมั พนั ธ์ 1.1 ความเท่ยี งตรง (Validity)
4. ดา้ นร่างกายและการเคลือ่ นไหว 1.1.1 ความเทยี่ งตรงเชงิ เนอื้ หา (Content Validity)
5. ดา้ นดนตรี 1.1.2 ความเทยี่ งตรงเชิงสภาพ (Concurrent Validity)
6. ด้านความเขา้ ใจระหวา่ งบุคคล
7. ด้านความเข้าใจตนเอง 1.2 อานาจจาแนก (Discrimination)
8. ดา้ นธรรมชาติวทิ ยา 1.3 ความเชื่อมน่ั (Reliability)
1.3.1 แบบการวัดความสอดคลอ้ งภายใน (Internal Consistency)
1.3.2 แบบการวัดซา้ (test and retest)
วตั ถปุ ระสงคข์ องการวิจยั
ในการวจิ ยั ครงั้ น้ี ผวู้ ิจัยมคี วามมงุ่ หมายไวด้ ังนี้
1.เพื่อสร้างแบบวัดความสนใจในการทากิจกรรมเพ่ือการแนะแนวอาชีพโดยประยุกต์ทฤษฎีพหุปัญญา สาหรับนักเรียน
ชนั้ มัธยมศึกษาตอนปลาย
2.เพ่ือตรวจสอบคุณภาพของแบบวัดความสนใจในการทากิจกรรมเพื่อการแนะแนวอาชีพโดยประยุกต์ทฤษฎีพหุปัญญา
สาหรับนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาตอนปลาย
วธิ ีดาเนนิ การวจิ ัย
การวจิ ัยครงั้ นมี้ วี ธิ ดี าเนินการวจิ ัยแบง่ เป็น 2 ระยะ ตามวตั ถุประสงค์ย่อยของการวจิ ัยสรปุ ได้ดงั นี้
ระยะที่ 1 การสรา้ งแบบวัดความสนใจในการทากิจกรรมเพ่อื การแนะแนวอาชพี โดยประยกุ ต์ทฤษฎพี หปุ ัญญา สาหรับนักเรยี นชน้ั
มัธยมศกึ ษาตอนปลาย
1.1 ศกึ ษาทฤษฎี ตารา บทความและงานวจิ ยั ทเี่ กี่ยวขอ้ งกบั ความสนใจในการทากจิ กรรมโดยประยุกตท์ ฤษฎพี หปุ ัญญา
สาหรับนักเรียนชัน้ มัธยมศึกษาตอนปลาย
1.2 สังเคราะห์เอกสาร แนวคิดและทฤษฎีท่ีได้มาสร้างแบบวัดความสนใจในการทากิจกรรมโดยประยุกต์ทฤษฎีพหุ
ปัญญาสาหรับนักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาตอนปลาย
1.3 กาหนดแนวคาถามเปน็ ลักษณะของข้อคาถามเชงิ สถานการณ์ ให้เลือกตอบโดยเรียงลาดับความสนใจ 3 อนั ดบั แรก
จากจานวนตวั เลอื กทัง้ สน้ิ 8 ตวั เลอื ก
1.4 สรา้ งข้อคาถามได้จานวน 10 ข้อ โดยในแตล่ ะขอ้ คาถามจะมีตวั เลอื ก 8 ตัวเลือก แยกออกเป็นตัวเลือกละหน่งึ ดา้ น
รวมเป็น 8 ด้าน ซ่ึงประกอบด้วยความสนใจในการทากิจกรรมด้านภาษา ด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ ด้านมิติสัมพันธ์ ด้าน
ร่างกายและการเคลื่อนไหว ด้านดนตรี ด้านความเข้าใจระหว่างบุคคล ด้านความเข้าใจตนเอง และด้านธรรมชาติวิทยาโดยให้
เลือกตัวเลือกทสี่ นใจเพยี ง 3 ตวั เลอื ก ตัวเลอื กท่ีสนใจเป็นลาดับ 1 ให้ 3 คะแนน ตวั เลอื กที่สนใจเป็นลาดับ 2 ให้ 2 คะแนน และ
ตวั เลือกท่สี นใจเปน็ ลาดบั 3 ให้ 1 คะแนน ตวั เลือกทไ่ี ม่ถกู เลือกเลยจะได้ 0 คะแนน
ระยะท่ี 2 การตรวจสอบคุณภาพของแบบวัดความสนใจในการทากิจกรรมเพ่ือการแนะแนวอาชีพโดยประยุกต์ทฤษฎีพหุปัญญา
สาหรับนกั เรยี นชน้ั มัธยมศึกษาตอนปลาย
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 197
การดาเนนิ การวิจัย
1. ตรวจสอบความเหมาะสมโดยนาเครื่องมือที่สร้างข้ึนให้ผู้เชี่ยวชาญ จานวน 5 ท่าน ตรวจสอบความเท่ียงตรงเชิง
เนื้อหา (Content Validity) โดยให้ผู้เช่ียวชาญพิจารณาข้อคาถามที่ต้องการวัดสอดคล้องและครอบคลุมเนื้อหานิยามศัพท์เชิง
ปฏิบัติการหรือไม่ โดยคานวณค่าดัชนีความสอดคล้องของเครื่องมือ IOC (Index of Item Objective Congruence) โดยมี
เกณฑก์ ารคัดเลือกข้อคาถามที่มีคา่ (IOC) มากกว่า 0.5 ขนึ้ ไป
2.นาแบบวัดความสนใจในการทากิจกรรมเพื่อการแนะแนวอาชีพโดยประยุกต์ทฤษฎีพหุปัญญาสาหรับนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาตอนปลาย โดยผู้ประเมินนักเรียน เพ่ือนาข้อมูลไปใช้ในการตรวจสอบคุณภาพของแบบวัด ประกอ บด้วย ความ
เทยี่ งตรง อานาจจาแนก ความเช่ือมน่ั ของแบบวัดความสนใจในการทากจิ กรรม
ในการวิจยั ครั้งน้ี ผวู้ จิ ยั ดาเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล ดงั นี้
1. ติดต่อทาหนังสือจากบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ถึงผู้อานวยการโรงเรียนที่ทาการเก็บ
รวบรวมขอ้ มลู เพือ่ ขอความอนุเคราะห์ในการเกบ็ รวบรวมข้อมูล
2. ติดต่อโรงเรยี นท่ีทาการเกบ็ รวบรวมข้อมลู นัดมายวัน/เวลา ท่ีทาการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยเตรียมเครอื่ งมอื ให้
มีจานวนมากกว่ากลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการเก็บข้อมูล
2.1 การทดสอบครงั้ ท่ี 1 กับนักเรียนโรงเรียนในสังกดั สานกั งานเขตพนื้ ทีก่ ารศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 กลุ่ม 5
จานวน 2 โรงเรยี น ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2562 จานวน 360 คน เพื่อตรวจสอบอานาจจาแนก
2.2 การทดสอบคร้ังท่ี 2 กับนักเรยี นโรงเรียนในสงั กดั สานกั งานเขตพ้ืนท่กี ารศกึ ษามธั ยมศึกษา เขต 1 กลุ่ม 5
จานวน 2 โรงเรยี นภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2562จานวน 360 คน เพ่ือตรวจสอบความเช่อื มั่นและความเที่ยงตรงเชิงสภาพ
3. ตรวจสอบและคัดแยกแบบวัดความสนใจในการทากิจกรรมโดยประยุกต์ทฤษฎีพหุปัญญาที่ได้รับการตอบวัดที่
ไม่สมบูรณ์หรือมีร่องรอยระบุถึงการไม่ต้ังใจทา แบบวัดความสนใจในการทากิจกรรมโดยประยุกต์ทฤษฎีพหุปัญญาท่ีได้รับท้ังส้ิน 720
ฉบับ หลังจากคัดเลือกแล้วได้กลมุ่ ตวั อย่างทนี่ ามาใช้ในการวิเคราะหข์ ้อมลู จานวน 700 ฉบับ
4. ทาการลงรหสั และจัดระบบเพ่อื การวิเคราะหข์ อ้ มลู
ประชากรและกลมุ่ ตัวอยา่ ง
ประชากรท่ีใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนระดับช้ันมัธยมศึกษาตอนปลาย ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนในสังกัดสานักงาน
เขตพื้นทก่ี ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษา เขต 1 (สพม.1) กลมุ่ 5 จานวน 11 โรงเรยี น มีนักเรยี นจานวนทง้ั สิ้น 10,916 คน
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนระดับช้ันมัธยมศึกษาตอนปลายภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนใน
สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 (สพม.1) กลุ่ม 5 จานวน 11 โรงเรียน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งช้ัน
(Stratified random sampling)จานวน 720 คนซ่งึ ในการวจิ ยั คร้งั นีผ้ ู้วิจัยได้ทาการศึกษากบั กลมุ่ ตวั อยา่ งท้ังหมด
เคร่อื งมอื ทใ่ี ชใ้ นการวิจัย
แบบตรวจสอบคณุ ภาพของแบบวดั ความสนใจในการทากิจกรรมเพอ่ื การแนะแนวอาชีพโดยประยกุ ตท์ ฤษฎพี หุปญั ญา
สาหรบั นกั เรียนชนั้ มธั ยมศึกษาตอนปลายสาหรับผู้เชี่ยวชาญ
การวเิ คราะหข์ อ้ มูล
การวิเคราะห์ขอ้ มลู เพอ่ื ตรวจสอบคุณภาพของแบบวัดความสนใจในการทากิจกรรม ดังน้ี
1. ความเทีย่ งตรง (Validity)
1.1 ความเทย่ี งตรงเชิงเน้อื หา (Content Validity) โดยให้ผเู้ ชี่ยวชาญจานวน 5 ท่าน ประกอบด้วย
ผูเ้ ชี่ยวชาญทางด้านการวัดและประเมินผล จานวน 3 ท่าน และผู้เชี่ยวชาญทางด้านจิตวทิ ยาและการแนะแนว จานวน 2 ท่าน
พิจารณาความครอบคลมุ เนอื้ หาว่านยิ ามศพั ทเ์ ชงิ ปฏบิ ัตกิ ารสอดคลอ้ งกับขอ้ คาถามท่ีตอ้ งการวัดหรอื ไม่ โดยคานวณคา่ ดชั นคี วาม
สอดคล้อง(Index of Item Objective Congruence:IOC)
1.2 ความเที่ยงตรงเชิงสภาพ (Concurrent Validity)โดยการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง
คะแนนความสนใจท่ีได้จากแบบวัดความสนใจในการทากิจกรรมกับคะแนนความสนใจในสภาพจริงที่ได้จากการประเมินตนเอง
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 198
โดยใช้สัมประสิทธ์ิสหสัมพนั ธ์แบบเพียร์สัน และวิเคราะหค์ วามสัมพันธ์ระหว่างผลของความสนใจท่ีได้จากแบบวดั ความสนใจใน
การทากิจกรรมกบั ผลความสนใจตามสภาพจริงที่ไดจ้ ากการประเมินตนเอง โดยใชส้ ัมประสทิ ธ์สิ หสมั พันธ์แบบคาเมอรว์ ี
2. อานาจจาแนก (Discrimination) โดยใชก้ ารวเิ คราะห์ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งคะแนนรายข้อกับคะแนนรวม
Item – Total Correlation
3. ความเชื่อม่ัน (Reliability)
3.1แบบการวัดความสอดคล้องภายใน (Internal Consistency) โดยใช้สัมประสิทธ์ิแอลฟา (α -
coefficient ) ของครอนบาค (Cronbach )
3.2ความเชอื่ มน่ั แบบการวัดซ้า (test and retest) โดยการวิเคราะห์ความสัมพนั ธ์ระหว่างคะแนน
ความสนใจในการทากิจกรรมของการวัดคร้ังท่ี 1 กับครั้งที่ 2 โดยใช้สัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และวิเคราะห์
ความสัมพันธร์ ะหวา่ งผลของความสนใจในการทากิจกรรมของการวดั ครั้งท่ี 1 กับคร้ังที่ 2 โดยใชส้ ัมประสิทธิ์สหสัมพันธแ์ บบคา
เมอรว์ ี
ผลการวิจยั
1. ผลการสร้างแบบวดั ความสนใจในการทากิจกรรมเพอื่ การแนะแนวอาชีพโดยประยกุ ตท์ ฤษฎีพหปุ ญั ญา สาหรบั
นักเรยี นชนั้ มัธยมศึกษาตอนปลาย
ผลการสร้างแบบวัดความสนใจในการทากิจกรรมเป็นเคร่ืองมือที่มีลักษณะข้อคาถามเชิงสถานการณ์ จานวน 10 ข้อ
คาถาม แต่ละข้อคาถามมี 8 ตวั เลอื ก ซงึ่ แต่ละตัวเลือกเป็นตวั แทนความสนใจมาจาก 8 ดา้ น ไดแ้ ก่ ความสนใจในการทากิจกรรม
ด้านภาษา ด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ ด้านมิติสัมพันธ์ ด้านร่างกายและการเคล่ือนไหว ด้านดนตรี ด้านความเข้าใ จระหว่าง
บุคคล ด้านความเข้าใจตนเอง และด้านธรรมชาติวิทยา โดยในการทาในแต่ละข้อจะให้เลือกตัวเลือกท่ีสนใจเพียง 3 ตัวเลือก
ตัวเลือกที่สนใจเป็นลาดับ 1 ให้ 3 คะแนน ตัวเลือกที่สนใจเป็นลาดับ 2 ให้ 2 คะแนน และตัวเลือกท่ีสนใจเป็นลาดับ 3 ให้ 1
คะแนน ตวั เลือกท่ไี ม่ถูกเลือกเลยจะได้ 0 คะแนน
ตวั อยา่ ง
0. เม่ือมีเวลาว่างในวันหยุดสุดสัปดาห์สุดท้ายท่ีจะถึง ก่อนที่นักเรียนจะไม่ได้หยุดอีกเลย งานอดิเรกหรือสิ่งท่ีนักเรียน
ชอบทาและสนใจทจี่ ะทาในวนั หยดุ คืออะไร
1)………ฟงั เพลง 2)………เล่นเกมจับผดิ ภาพ
3)………ปลูกตน้ ไม้ 4)………ชวนเพ่ือนออกไปเทย่ี วนอกบ้าน
5)………ทาสมาธิ ฝึกจติ ใจ 6)………วาดภาพหรอื ออกแบบงานศลิ ปะ
7)………เลน่ เกมต่อคาศัพท์ 8)………เล่นกีฬาหรอื กจิ กรรมการเคล่ือนไหวรา่ งกาย
00. หากสัปดาห์หน้านกั เรียนจะต้องเลอื กโครงงานท่ีสนใจเพ่ือมานาเสนอหนา้ ช้ันเรยี น นักเรียนจะเลือกโครงงานเรื่อง
ใดมานาเสนอหนา้ ชัน้ เรียน
1)………การพิชิตใจเพอื่ นร่วมหอ้ ง 2)………การเหน็ คณุ คา่ ในตนเอง
3)………การทดลองทางวทิ ยาศาสตร์ 4)………แกโ้ จทย์ปญั หากบั ตัวเลข 24
5)………ก้อนเมฆและกลมุ่ ดาวบนทอ้ งฟ้า 6)………กิจกรรมเข้าจังหวะกบั การรอ้ งเพลง
7)………คุณค่าและประโยชน์ของการออกกาลังกาย 8)………โครงสร้างและไวยากรณท์ างภาษา
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 199
การแปลผล ความสนใจในกจิ กรรมเปน็ กราฟใยแมงมมุ มรี ายละเอยี ดแยกเปน็ โปรไฟลร์ ายบคุ คลเพอื่ การแนะแนว
รายละเอยี ดคะแนนความสนใจในการทากิจกรรมในแตล่ ะดา้ น ดงั น้ี
ดา้ นที่ 1 ดา้ นภาษา = 5คะแนน ดา้ นที่ 2 ด้านตรรกะและคณติ ศาสตร์ = 3คะแนน
ด้านที่ 3 ด้านมิตสิ มั พนั ธ์ = 1คะแนน ดา้ นที่ 4 ด้านร่างกายและการเคลอ่ื นไหว = 10คะแนน
ด้านท่ี 5 ด้านดนตรี = 4คะแนน ด้านที่ 6 ดา้ นความเข้าใจระหวา่ งบคุ คล = 11คะแนน
ดา้ นท่ี 7 ดา้ นความเข้าใจตนเอง = 20คะแนน ดา้ นที่ 8 ด้านธรรมชาติวทิ ยา = 6คะแนน
ดา้ นที่ 1 ความสนใจในการทากจิ กรรม
ดา้ นที่ 8 ดา้ นที่ 2
จากกา21ร..ทคคาววแาาบมมดบสสา้วนนนัดใใ2ทคจจ0วี่ดด7าา้า้ มนนสคนควใวาจามใมนสสกนนาใ6รใจทจดดาา้ กา้ นิจน5คกควรวารา31มมมเดขเ้าข้าน้าใทใจจมี่รตะคี นหะเวแอา่นงงนดบสา้ คุนงู คสทลุดี่ 33 ดา้ นแรกได้แก่ คะแนน
= 20 คะแนน
= 11 คะแนน
3. ความสนใจด้าน ความ11สนใจด้าน4ร่างกาย1แ0ละการเคลือ่ นไหว = 10 คะแนน
ดา้ นที่ 6 ดา้ นที่ 4
ดา้ นที่ 5
2. ผลการตรวจสอบคุณภาพของแบบวัดความสนใจในการทากิจกรรมเพ่ือการแนะแนวอาชีพโดยประยุกตท์ ฤษฎีพหุปัญญา
สาหรับนกั เรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาตอนปลาย
ผลนาเสนอตามกระบวนการในการพัฒนาเครื่องมือ ผู้วิจัยขอนาเสนอผลการตรวจสอบความเท่ียงตรงเชิงเนื้อหา
อานาจจาแนก ความเชื่อม่นั และความเที่ยงตรงเชิงสภาพ ตามลาดับ ดงั นี้
2.1 ผลการตรวจสอบความเท่ยี งตรงเชิงเน้ือหา (Content Validity)
ผลการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเน้ือหา (Content Validity)ของแบบวัดความสนใจในการทากิจกรรมโดยประยุกต์
ทฤษฎีพหุปัญญา สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยการพิจารณา จากผู้เช่ียวชาญจานวน 5 ท่าน ประกอบด้วย
ผู้เชี่ยวชาญ ด้านการวัดและประเมินผลการศึกษา จานวน 2 ท่าน และ ด้านจิตวิทยาและการแนะแนวจานวน 3 ท่าน พบว่า
ความสอดคล้องระหว่างข้อคาถามที่ต้องการวัดกบั นิยามศัพท์เชิงปฏิบัติการ พบวา่ มีค่าดชั นีความสอดคล้อง (IOC) ตั้งแต่ 0.80 -
1.00
2.2 ผลการตรวจสอบอานาจจาแนก (r)
ผลการตรวจสอบอานาจจาแนก (r)ของแบบวัดความสนใจในการทากิจกรรมโดยประยุกต์ทฤษฎีพหุปัญญา สาหรับ
นกั เรยี นช้ันมัธยมศึกษาตอนปลายพบว่า แบบวัดความสนใจในการทากิจกรรม จานวน 8 ด้าน ดา้ นละ 10 ข้อ มีค่าอานาจจาแนก
ระหวา่ ง 0.20 – 0.82 โดยรายละเอยี ดดังตาราง
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 200
ตารางที่ 1 คา่ อานาจจาแนกของแบบวดั ความสนใจในการทากจิ กรรม
ความสนใจในการทากจิ กรรม จานวนข้อ คา่ อานาจจาแนก
0.40 – 0.74
ดา้ นภาษา 10 ขอ้
0.36 – 0.73
ด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ 10 ข้อ 0.21 – 0.82
0.22 – 0.75
ดา้ นมิติสัมพันธ์ 10 ข้อ 0.27 – 0.81
0.20 – 0.54
ด้านร่างกายและการเคล่ือนไหว 10 ข้อ 0.28 – 0.62
ด้านดนตรี 10 ข้อ 0.31 – 0.63
0.20 – 0.82
ดา้ นความเข้าใจระหว่างบคุ คล 10 ข้อ
ด้านความเข้าใจตนเอง 10 ข้อ
ด้านธรรมชาตวิ ทิ ยา 10 ข้อ
ทง้ั ฉบบั 80ขอ้
2.3 ผลการตรวจสอบความเชือ่ มัน่ (Reliability)
การตรวจสอบความเชื่อม่ัน มีท้ังส้ิน 2 แบบ ได้แก่ แบบการวัดความสอดคล้องภายใน (Internal Consistency) โดยใช้
สัมประสิทธิ์แอลฟา (α - coefficient ) ของครอนบาค (Cronbach )พบว่าด้านภาษามีค่าเท่ากับ 0.83 ด้านตรรกะและ
คณติ ศาสตรม์ ีคา่ เทา่ กบั 0.80 ดา้ นมิติสัมพันธม์ คี ่าเท่ากับ 0.76 ด้านร่างกายและการเคลื่อนไหวมีค่าเท่ากับ 0.79 ด้านดนตรีมี
คา่ เท่ากบั 0.82 ด้านความเข้าใจระหว่างบุคคลมีคา่ เทา่ กับ 0.71 ดา้ นความเข้าใจตนเองมีคา่ เท่ากับ 0.76และด้านธรรมชาติ
วิทยามีค่าเท่ากับ 0.76และ แบบการวัดซ้า (test and retest)โดยใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สนั และสัมประสิทธิ์
สหสัมพันธ์แบบคาเมอร์วี พบว่ามีความเชื่อมั่นอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 โดยมีค่าความเชื่อม่ันอยู่ในระดับสูง
รายละเอยี ดดังตาราง 2 – 4
ตารางที่ 2 ความเชือ่ มั่นแบบการวดั ความสอดคลอ้ งภายในโดยใช้ค่าสัมประสทิ ธิแ์ อลฟาของครอนบาค
ความสนใจในการทากจิ กรรม จานวนขอ้ คา่ ความเชอ่ื มน่ั
ดา้ นภาษา 10 ข้อ 0.83
ดา้ นตรรกะและคณติ ศาสตร์ 10 ขอ้ 0.80
ดา้ นมิติสัมพนั ธ์ 10 ขอ้ 0.76
ด้านร่างกายและการเคลือ่ นไหว 10 ขอ้ 0.79
ด้านดนตรี 10 ขอ้ 0.82
ดา้ นความเข้าใจระหวา่ งบุคคล 10 ขอ้ 0.71
ดา้ นความเขา้ ใจตนเอง 10 ข้อ 0.76
ด้านธรรมชาติวิทยา 10 ขอ้ 0.76
ตารางที่ 3 ความเชือ่ มน่ั แบบการวัดซา้ โดยใชส้ ัมประสทิ ธิ์สหสมั พันธแ์ บบเพียร์สัน(rxy)
ความสนใจในการทากิจกรรม จานวนข้อ rxy
0.96*
ดา้ นภาษา 10 ขอ้ 0.95*
ดา้ นตรรกะและคณติ ศาสตร์ 10 ข้อ 0.96*
ด้านมติ ิสมั พนั ธ์ 10 ขอ้ 0.94*
ดา้ นร่างกายและการเคลอ่ื นไหว 10 ข้อ 0.94*
ดา้ นดนตรี 10 ข้อ 0.88*
ดา้ นความเขา้ ใจระหวา่ งบุคคล 10 ข้อ 0.95*
ดา้ นความเข้าใจตนเอง 10 ข้อ 0.95*
ดา้ นธรรมชาตวิ ิทยา 10 ข้อ
*มีนยั สาคญั ทางสถติ ิทร่ี ะดับ 0.05