ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 51
ทางด้านรา่ งกาย แต่จะเป็นเรื่องการวางหลกั ฐานของชีวิต การประกอบอาชีพ การเลือกคู่ครองหรอื ภารกิจในครอบครัวเป็นส่วน
ใหญ่ บุคคลทีม่ ีพฒั นาการที่เหมาะสมในวัยทผ่ี ่านมาจะมคี วามม่นั คงทางอารมณ์ รู้สกึ มนั่ ใจและภมู ใิ จในตนเองจะสามารถปรบั ตัว
ได้ดี ในทางกลับกัน หากบุคคลถูกอบรมเล้ียงดูอย่างทะนุถนอมหรือปล่อยปละละเลยมากเกินไปในวัยที่ผ่านมา มักจะประสบ
ปัญหาการปรับตัวในชีวิต ตามที่จิราภรณ์ ต้ังกิตติภาภรณ์ (2557: 61) อธิบายไว้ ซึ่งตรงกับช่วงอายุของพนักงานต้อนรับบน
เครื่องบินทม่ี ีอายุ25-40ปี และยงั สอดคลอ้ งกบั ทฤษฎีพฒั นาบุคลกิ ภาพของอรี ิกสนั (Erik Erikson) ดงั ทพ่ี รรณทิพย์ ศริ ิวรรณบุศย์
(2553: 103) ได้อธบิ ายถึงทฤษฏนี ี้ว่ามีการแบ่งระยะพัฒนาการออกเป็น 8 ขน้ั โดยขน้ั ท่ี 7 ความรู้สกึ รบั ผดิ ชอบแบบผใู้ หญ่หรือ
ความรู้สึกเฉ่ือยชา (Generativityvs. Stagnation) ในบุคคลช่วงอายุ22-40 ปี กล่าวคือ วัยนี้บุคคลเริ่มมีความรับผิดชอบแบบ
ผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเปน็ ความรับผิดชอบต่อตนเองหรือรู้สกึ มีความรับผดิ ชอบต่อผู้อืน่ บุคคลท่ีไดร้ ับความสาเร็จจากพัฒนาการชว่ งวัย
ก่อนหน้ามา จะรู้จักบทบาทหน้าที่ตนเอง รสู้ ึกรับผิดชอบ พอใจในฐานะและชีวิตของตน หากบุคคลใดไม่ประสบความสาเร็จใน
ชวี ิต อาจทาใหข้ าดความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม ขาดความกระตือรือร้นในการสร้างหลักฐานให้กับตนเองและครอบครัว
จึงสรุปได้วา่ ช่วงอายุมอี ทิ ธพิ ลตอ่ การกากับอารมณอ์ ย่างมาก จึงส่งผลให้การกากบั อารมณข์ องพนกั งานต้อนรบั บนเครอ่ื งบินท่เี ป็น
ช่วงวยั ผู้ใหญ่ตอนต้นน้ีอยูใ่ นระดบั มาก
2. การเปรียบเทียบการกากับอารมณ์ของพนักงานต้อนรับบนเคร่ืองบินกลุ่มทดลองก่อนและหลังการเข้าร่วม การให้
คาปรกึ ษาแบบกลมุ่ ตามแนวคิดพิจารณาเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรม
จากวัตถุประสงค์ข้อท่ี 2 เพื่อเปรียบเทียบการกากับอารมณ์ของพนักงานต้อนรับบนเคร่ืองบินกลุ่มทดลอง
กอ่ นและหลงั การเข้าร่วมการใหค้ าปรึกษาแบบกลุ่มตามแนวคิดพจิ ารณาเหตผุ ล อารมณ์ และพฤติกรรม พบวา่ พนักงานต้อนรับ
บนเคร่อื งบินทไ่ี ด้รับการให้คาปรึกษาแบบกลุ่มตามแนวคิดพิจารณาเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรม มีการกากับอารมณ์หลังการ
ไดร้ ับการให้คาปรกึ ษาแบบกลมุ่ ตามแนวคดิ พิจารณาเหตผุ ล อารมณ์ และพฤติกรรม สูงกวา่ กอ่ นไดร้ ับการให้คาปรึกษาแบบกลุ่ม
ตามแนวคิดพจิ ารณาเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรม อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติทรี่ ะดับ .01 ซ่ึงเป็นไปตามสมมตฐิ านที่ตั้งไว้ ทั้งน้ี
เป็นเพราะ เทคนิค และทฤษฎที ี่นามาใช้มคี วามสอดคล้องกับปัญหาการขาดการกากับอารมณ์ของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน
จงึ ส่งผลให้พนกั งานต้อนรับบนเครื่องบนิ มีการเปล่ียนแปลงการกากับอารมณ์ทัง้ 4ด้านโดยเทคนิคท่ีมีส่วนสาคัญมากที่สุดในการ
เสริมสรา้ งการกากบั อารมณ์คือ เทคนิคทฤษฎีบุคลิกภาพ ABCอันเป็นหัวใจหลกั ของทฤษฎีการใหค้ าปรึกษาตามแนวคิดพิจารณา
เหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรม เน่ืองจากการเปล่ียนแปลงความคิดของสมาชิก มีส่วนช่วยส่งเสริมให้สมาชิกในกลุ่ ม เกิดการ
เปล่ียนแปลงตั้งแต่ชว่ งแรกของการให้คาปรกึ ษา ซงึ่ สอดคล้องกบั
ศิริบูรณ์ สายโกสุม (2554: 101-102) ได้อธิบายถึงหลักการของการให้คาปรึกษาตามทฤษฎีพิจารณาเหตุผล อารมณ์ และ
พฤติกรรมไวว้ ่า เป็นวิธีการบาบัดที่เน้นความคิด การวเิ คราะห์ การตัดสินใจ รวมถึงการกระทา โดยมีข้อตกลงพื้นฐานว่าปัญหา
ทางจิตใจรวมท้ังอาการท่ีเกิดจากปัญหาเป็นผลมาจากตวั บุคคลเอง โดยการแปลความหมายเหตุการณ์และสภาพการณ์ REBT มี
พืน้ ฐานมาจากข้อเสนอวา่ การรคู้ ิด อารมณ์และพฤติกรรม มีปฏิสัมพันธร์ ะหว่างกนั และเป็นผลแก่กันและกัน ดังคาสอนของนัก
ปรัชญาเอพิคติตุส Epictitusท่ีว่า “คนเราไม่ได้ถูกรบกวนจากส่ิงภายนอก แต่จากความคิดของเราเอง” นอกจากนี้กระบวนการ
REBT มีวัตุประสงค์เพื่อสมาชิกเรียนรู้ทักษะท่ีช่วยพิสูจน์และโต้แย้งความคิดท่ีไรเ้ หตุผลที่เกิดจากการรับมาและสร้างขึ้นมาด้วย
ตนเอง สามารถเรยี นรู้ท่ีจะทดแทนความคิดที่ไม่สมเหตุสมผลท่ีไม่มีประสิทธิภาพน้ันด้วยความคิดท่ีมีประสทิ ธิภาพมากข้ึนและมี
เหตุผล ซ่ึงสอดคล้องกับพัชราภรณ์ ศรีสวัสด์ิ (2561: 175) ท่ีอธิบายว่าทฤษฎี ABC น้ันสมาชิกกลุ่มจะได้รับการสอนว่า การ
เรียนรูอ้ ยา่ งไรไมม่ ีเหตผุ ลของเขาดว้ ยความเชือ่ วา่ “นา่ จะ” “ควรจะ” และ “ตอ้ ง” นนั้ เปน็ ส่ิงไร้สาระ สร้างพลังใหส้ มาชกิ เรม่ ต้น
ใหม่เพ่ือหยุดความเช่ือที่ไม่ปกติเหล่านี้ นอกจากเทคนิคทฤษฎีบุคลิกภาพ ABC แล้ว ยังพบว่ามีเทคนิคอื่นอีกที่ช่วยให้เกิดการ
เปลี่ยนแปลงการการกากับอารมณ์อย่างเห็นได้ชัด ได้แก่ เทคนิคการใช้จินตภาพ ซ่ึงสอดคล้องกับ ศิริบูรณ์ สายโกสุม (2554:
111-112) อธบิ ายว่า การใช้จินตนาการจะช่วยใหเ้ กดิ ภาพตวั เองทชี่ ัดเจนข้นึ ปล่อยให้ตวั เองรู้สึกและจมด่ิงกบั อารมณน์ นั้ ชั่วขณะ
ช่วยให้เราสังเกตตวั เองได้อย่างชดั เจน จะพบว่าเกิดการเปลีย่ นแปลงทางระบบความคิดของเรา เกิดการเปลี่ยนความรู้สึก พฒั นา
ต่อไปจนเกิดการควบคุมความรู้สึกได้ อีกทั้งยังตรงกับพัชราภรณ์ ศรีสวัสด์ิ (2561: 176) ที่อธิบายว่าการจินตนาการเชิงเหตุผล
และอารมณ์ (Rational-Emotive Imagery) เปน็ เทคนิคทชี่ ่วยให้สมาชิกกลุ่มได้จนิ ตนาการถึงบางสิ่งท่ีสมาชิกคดิ ว่าแย่ที่สุดและ
ฝึกตนเองท่ีจะพัฒนาการใช้อารมณ์อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์นั้นเพ่ือให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามมา นอกจากนี้
เทคนิคบัตรเชิญของดรายเดน (Dryden’s Invitation Technique)(Dryden. 1995: 18-20) อธิบายไว้ เป็นอีกหน่ึงเทคนิคท่ี
สาคญั และเหน็ ผลชดั เจนมากในการทากลมุ่ กลา่ วคอื เมอื่ ใชเ้ ทคนิคบัตรเชิญของดรายเดน ระหวา่ งดาเนนิ กล่มุ ในโปรแกรมการให้
คาปรึกษาครั้งที่ 7 พบว่าพนักงานต้อนรับบนเคร่ืองบินมีอาการตื่นตัวสังเกตเห็นได้อย่างเด่นชัดเหมือนกาลังครุ่นคิดพิจารณา
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 52
คาถามท่ีใช้เทคนิคดังกล่าว เกิดปฏิกิรยิ าการแสดงออกทางร่างกายที่แสดงถึงการประเมินความคิดแบบใหมแ่ ละยอมรบั ฟังอย่าง
ไม่มเี งอ่ื นไข (Unconditional Acceptance) พรอ้ มนาไปปรบั ใชก้ บั ตนเองในการกากบั อารมณ์ตอ่ ไป
3. การเปรียบเทียบการกากับอารมณข์ องพนักงานตอ้ นรับบนเครือ่ งบินกลุม่ ทดลองและกลุ่มควบคมุ
จากวัตถุประสงค์ข้อท่ี 3 เพ่ือเปรียบเทียบการกากับอารมณ์ของพนักงานต้อนรับบนเคร่ืองบินกลุ่มทดลอง
และกลุ่มควบคุม พบวา่ ในระยะหลงั การทดลอง พนักงานต้อนรบั บนเคร่ืองบินท่ีได้รบั การให้คาปรกึ ษากลุ่ม มีการกากับอารมณ์
สูงกว่าพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่ไม่ได้รับการให้คาปรึกษากลุ่ม อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 ซึ่งเป็นไปตาม
สมมติฐานทตี่ งั้ ไว้ ท้ังนเี้ ป็นเพราะการให้คาปรกึ ษากลุม่ สามารถช่วยส่งเสริมการกากับอารมณ์ใหก้ บั พนักงานตอ้ นรับบนเคร่ืองบิน
ได้ จึงทาให้การกากับอารมณข์ องพนกั งานต้อนรบั บนเคร่ืองบินทีไ่ ด้รบั การให้คาปรกึ ษากลมุ่ สูงกว่าพนักงานต้อนรับบนเครอื่ งบิน
ที่ไมไ่ ดร้ บั คาปรึกษากลุม่ เมื่อพจิ ารณาที่กระบวนการใหค้ าปรกึ ษากลุ่ม จะเหน็ ไดว้ ่ากระบวนการกลุ่มสามารถส่งเสริมให้พนักงาน
ต้อนรับบนเคร่ืองบินได้ช่วยเหลือกัน มีแนวทางในการพัฒนาตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับศิริบูรณ์ สายโกสุม(2555: 32-35) ที่ได้
อธิบายถึงประโยชน์ที่ได้จากพลังการบาบัดในรูปแบบของกลุ่มการให้คาปรึกษาของยาลอม (Yalom’s Curative Factors )ไว้
ดังน้ี คือสมาชกิ เกิดการมองว่ากลุ่มเป็นวิธีการที่ทาให้เกิดความหวงั คาดหวังในความสาเร็จ ให้โอกาสสมาชิกท่ีมปี ระสบการณ์ได้
แลกเปลี่ยนกันกับสมาชิกภายในกลุ่ม เกิดการให้กาลังใจ เกิดการเสริมแรงข้ึน มีความรู้สึกกล้าเปิดเผยตนเอง ตระหนักได้ว่าตน
ไม่ได้เผชิญกับเรื่องท่ีกังวลเพียงลาพัง เกิดความรู้สึกร่วมมีความเป็นหน่ึงเดียวกัน ส่งผลให้มองปัญหาที่เกิดข้ึนได้อย่างลึกซึ้ง มี
มมุ มองกวา้ งข้ึน เกิดความสามัคคีภายในกลุ่ม เริ่มมองตนเองว่ามีศักยภาพที่สามารถในการแบ่งปัน ช่วยเหลือสมาชิกอื่นได้ เกิด
การตระหนกั รู้และเรยี นรู้ทกั ษะทางสงั คม เกดิ การเรยี นรทู้ จี่ ะปฏสิ มั พันธ์กบั บุคคลอนื่ มคี วามไวว้ างใจ ยังผลให้รู้สึกปลอดภัยท่จี ะ
แบ่งปันเรอ่ื งราวส่วนตัวมากขนึ้ เกดิ ความห่วงใยท่ีพัฒนาขึ้นภายในกลมุ่ ย่งิ ไปกว่านนั้ พลังบาบดั ในรปู แบบการให้คาปรึกษากลมุ่ นี้
ยังทาให้สมาชิกได้ปลดปล่อยอารมณ์ความรู้สึกท่ีไม่เคยเปิดเผยมาก่อน เกิดบรรยากาศผ่อนคลาย ไม่มีความตึงเครียด ต่างรู้สึก
อสิ ระที่จะแบ่งปันเรื่องราวและเกิดความรู้สึกรับผิดชอบต่อชีวิตตนเองเพ่ิมข้ึนอีกด้วย ซ่ึงตรงกับคาอธิบายเก่ียวกับพลังของกลุ่ม
(Group As Power) ดังพัชราภรณ์ ศรีสวสั ด์ิ(2561: 6) ให้ความหมายว่า การให้คาปรึกษากลุ่มเป็นการนาพลังของกลุ่มมาใช้ใน
การช่วยเหลือสมาชิกให้สามารถแก้ไขปัญหาของตนเอง จะทาให้บุคคลตระหนักถึงความต้องการท่ีจะทาหรือควรทาอย่างไรกับ
ตนเอง หากยังไม่แสดงพฤติกรรมนั้นจนกว่าจะรู้สึกถึงการยอมรับและการมีคุณค่าโดยสมาชิกกลุ่ม นอกจากนี้พลังของกลุ่มจะ
แสดงออกมาโดยธรรมชาติ มีอิทธิพลต่อสมาชิกกลุ่มแต่ละคนในลักษณะของการทาตามกลุ่ม มีพฤติกรรมท่ีเสริมสร้างแนว
ทางการแก้ไขปัญหาของตนเองได้
กลา่ วถึงพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินกลุ่มควบคุมน้ัน แมว้ ่าองคก์ รจะจัดวนั ให้พนกั งานต้อนรับบนเครื่องบิน
ทุกคนเข้ารับการอบรมหลักสูตรเพ่ือเรียนรู้สถานการณ์การทางานด้วยแรงกดดันจากสถานการณ์ที่ต่างกันออกไปบนเครื่องบิน
เปน็ ประจาทุกปี (Civil Aviation Authority2016: ออนไลน์)แตเ่ นื่องด้วยการอบรมแต่ละครั้งจานวนผู้เข้ารับการอบรมมีจานวน
มากไม่สมดุลกับวิทยากรและอาจารย์จากกองโรงเรียน อีกทั้งระยะเวลาการทากิจกรรมรวมถึงความเอาใจใส่ดูแลอย่างใกล้ชิด
รายบุคคลยังไม่ท่ัวถึง เป็นผลทาให้พนักงานต้อนรับบนเคร่ืองบินกลุ่มควบคุมน้ีไม่ได้เกิดการแลกเปล่ียนเหตุผล อารมณ์ และ
พฤติกรรมอย่างจรงิ จังเหมือนการใหค้ าปรกึ ษาแบบกลมุ่ ตามแนวคดิ พิจารณาเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรมทีม่ ีสมาชกิ กลุม่ เพยี ง
8 คน ต่อผู้ให้คาปรึกษา 1 คน ท่ีมีการใช้เทคนิคการให้คาปรึกษาแบบกลุ่มตามแนวคิดพิจารณาเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรม
ร่วมดว้ ยท่ีเจาะจงและเล็งเห็นความสาคัญของความต่างของแต่ละบุคคลและให้เวลาแลกเปล่ียนประสบการณ์การกากับอารมณ์
กนั อยา่ งจริงจังต่อเนือ่ ง
ขอ้ เสนอแนะ
ข้อเสนอแนะทว่ั ไป
1.1จากการใช้โปรแกรมการให้คาปรึกษาแบบกลุ่มตามแนวคิดพิจารณาเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรมกับ
พนกั งานต้อนรบั บนเคร่อื งบนิ พบว่า สมาชิกกลมุ่ มปี ฏิสัมพันธ์ทีด่ ตี ่อกันอย่างรวดเรว็ ตงั้ แต่การทากลุ่มครง้ั แรก เน่อื งด้วยธรรมชาติ
ของการเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินนั้น ลักษณะงานมีการติดต่อสื่อสาร พบปะผู้คนที่ไม่รู้จักอยู่ตลอดเวลา ทาให้เกิดการ
ปรับตัวภายในกลุ่มได้อย่างราบร่ืน ไม่มีอุปสรรค ดังน้ันการใช้เอกสารและใบงาน เป็นส่วนหน่ึงท่ีช่วยเสริมให้ก ารให้คาปรึกษา
ราบรื่นขึ้น เนื่องจากสมาชิกเข้าใจขั้นตอนการให้คาปรึกษา และสามารถจดจาเรื่องราวในการให้คาปรึกษาได้ อีกท้ังสมาชิกยัง
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 53
ชอบท่ีจะเขียนบรรยายถึงสถานการณ์หรอื ความร้สู ึกนั้นอย่างมคี วามสุขเม่ือให้ทาใบงาน สาหรบั สมาชิกที่ช่วงแรกไมก่ ล้าเปิดเผย
เรื่องราวตนเองมากนกั สามารถใชก้ ารเขยี นใบงานเพื่อชว่ ยใหเ้ กดิ การสือ่ สารโดยการอธิบายออกมาเปน็ ตัวหนังสอื ได้
1.2 การสร้างพลวัตในกลุ่มมีส่วนช่วยในการกาหนดทิศทางของกลุ่ม และช่วยให้สมาชิกกลุ่มกล้าเปิดเผย
ตนเอง และนาส่ิงทไ่ี ด้เรียนรู้ไปปฏิบตั ิอย่างตอ่ เน่ือง ซึ่งพลวัตกลุ่มสามารถสร้างได้โดยการเสริมแรงสมาชิกที่เป็นแบบอยา่ งที่ดีใน
กล่มุ เชน่ กลา้ เปิดเผยเรอื่ งราวของตนเอง สมาชกิ ที่เรียนรู้และกลา้ นาเสนอจุดบกพรอ่ งหรอื ความคิดที่ไม่สมเหตุสมผลของตนเอง
รวมถงึ สมาชิกทพ่ี ยายามเปลีย่ นแปลงตนเองจนประสบความสาเรจ็ เปน็ ต้น
1.3 ผ้ทู ่ีจะนาโปรแกรมการให้คาปรึกษาแบบกลุม่ ตามแนวคิดพิจารณาเหตผุ ล อารมณ์ และ
พฤติกรรมเพื่อเสริมสร้างการกากับอารมณ์ของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินไปใช้ จะต้องมีความเข้าใจในกระบวนการให้
คาปรึกษา มีความยืดหยุ่นไปตามธรรมชาติของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน เนื่องจากเป็นการให้คาปรึกษากลุ่มมาราธอนท่ีใช้
ระยะเวลาต่อเน่ืองยาวนาน 8 ชั่วโมงต่อวัน ก่อให้เกิดความเหน่ือยล้าและทาให้ระดับความสนใจฟังภายในกลุ่มเร่ิมลดลงบ้าง
เพอ่ื ให้กลมุ่ ตวั อยา่ งสามารถแสดงออกไดอ้ ย่างเต็มท่ี และพรอ้ มทจ่ี ะให้ความร่วมมอื ในการให้คาปรึกษา
ขอ้ เสนอแนะในการวจิ ัยคร้งั ตอ่ ไป
2.1 ควรมีการศึกษาการกากับอารมณ์ในกลุ่มอาชีพท่มี ีแนวโน้มเผชิญกับสภาวะความกดดนั และความเครียด
อ่ืน เช่นพนกั งานขา้ ราชการตามหนว่ ยงานบรกิ ารประชาชนต่างๆ ไดแ้ ก่ กรมกงสลุ รับทาหนังสือเดนิ ทาง กรมขนส่ง เป็นตน้
2.2 ควรมีการตดิ ตามผลเปน็ ระยะ เช่น ทกุ ๆ 2 หรอื 4 เดือน เพื่อศึกษาความคงทนของการกากบั อารมณ์
เอกสารอา้ งองิ
จิราภรณ์ ตัง้ กติ ตภิ าภรณ.์ (2557). จิตวทิ ยาทัว่ ไป. พมิ พ์ครั้งท่ี5. กรงุ เทพฯ: สานักพิมพ์จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .
พรรณทิพย์ ศริ วิ รรณบุศย์. (2553). ทฤษฎีจิตวทิ ยาพฒั นาการ.พมิ พค์ ร้งั ที่2. กรงุ เทพฯ: สานักพมิ พจ์ ฬุ าลงกรณ์
มหาวทิ ยาลยั .
พัชราภรณ์ ศรสี วัสดิ.์ (2557). ทฤษฎกี ารให้คาปรึกษาPDC611. กรงุ เทพฯ : มหาวทิ ยาลยั ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ
________________(2561). การใหค้ าปรกึ ษากลุ่ม Group Counseling. กรุงเทพฯ: แดเน็กซอ์ นิ เตอรค์ อร์ปอเรชัน.
ศิรบิ ูรณ์ สายโกสุม. (2554). ทฤษฎกี ารใหค้ าปรกึ ษา PC621. กรุงเทพฯ: มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง.
_______________(2555). การใหค้ าปรึกษาเปน็ กลุ่ม Group Counseling PC623. กรงุ เทพฯ: มหาวทิ ยาลัยรามคาแหง.
สานกั งานคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาต.ิ (2560). แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาติฉบับที่ 12
(พ.ศ. 2560-2564). กรุงเทพฯ: สานกั นายกรฐั มนตร.ี
หนังสอื พิมพ์คมชัดลกึ . (2554). สยบความ “เหวีย่ ง”เพียงแค่หยดุ คดิ .(ออนไลน์). เขา้ ถึงได้จาก :
http://www.komchadluek.net/news/lifestyle/109876.(วนั ท่ีค้นขอ้ มูล : 1ธันวาคม 2560)
Civil Aviation Authority. (2016). Flightcrew human factors handbook.สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม2562, จาก
https://publicapps.caa.co.uk/modalapplication.aspx?appid=11&mode=detail&id=6480.
Dryden, Windy. (1995). Facilitating Client Change In Rational Emotive Behavior Therapy. Whurr Publishers Ltd
: London.
Greenberg, Leslie S.. (2001). Emotion-Focused Therapy Coaching clients to work through their feelings.
Washington DC: American Psychological Association.
Gross, J. J. (2015). Handbook of Emotion Regulation. 2nded. Guildford Press :New York.
_________(2007). Emotion Regulation: Conceptual foundation.Handbook of Emotion Regulation. Guildford
Press :New York.
Holloway, Stephen. 2002. Airlines: Managing To Make Money. England: Ashgate.
Liberman,David J. 2555: Make Peace With Anyone คู่มือควบคมุ อารมณค์ น. พมิ พ์ครง้ั ที่ 2. กรงุ เทพฯ: วีเลริ ์น.
Matin, Azar et al. (2012). The effect of group rational emotive behavior restructuring on mental health of
parents of exceptional children. Procedia – Social and Behavioral Sciences 46.
Thompson, Ross A. (1994).Emotion Regulation: A ThemeIn Search Of Definition.Monographs of the Society
for Research in Child Development Vol. 59. Chicago.
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 54
ผลการใช้โปรแกรมเพือ่ ส่งเสรมิ จิตสาธารณะของนักเรียนระดบั ชนั้ มัธยมศกึ ษาตอนต้น
EFFECTS OF THE PUBLIC MIND ENHANCING PROGRAM IN JUNIOR HIGH SCHOOL STUDENTS
ปญั จพร สอนพดู , นฤมล พระใหญ่
E-mail: [email protected]
บทคัดยอ่
การวจิ ัยครัง้ นี้มีความม่งุ หมาย 1) เพ่ือศกึ ษาระดับจิตสาธารณะของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนหอ
วัง ปทมุ ธานี และ 2) เพอื่ เปรยี บเทยี บระดบั จติ สาธารณะของนกั เรียนระดบั ชัน้ มธั ยมศกึ ษาตอนต้น โรงเรยี นหอวงั ปทมุ ธานี กอ่ น
และหลังการทดลองใช้โปรแกรมส่งเสริมจิตสาธารณะ ประชากรที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนระดับช้ันมัธยมศึกษาตอนต้น
โรงเรียนหอวงั ปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี จานวน 274 คน กลุ่มตวั อย่างท่ีใช้ในการวิจัยคร้ังน้ี เป็นนักเรียนระดับช้ันมัธยมศึกษา
ตอนต้น โรงเรียนหอวัง ปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี จานวน 30 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย จากนักเรียนที่มีคะแนนจิต
สาธารณะต่ากว่าระดบั ปานกลางลงมาและมคี วามสมัครใจของนักเรียนในการเขา้ ร่วมโปรแกรมส่งเสริมจิตสาธารณะ เครอื่ งมอื ที่
ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ แบบวัดจิตสาธารณะ มีค่าความเช่ือมั่นท้ังฉบับเท่ากับ 0.87 และ โปรแกรมส่งเสริมจิตสาธารณะของ
นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.67-1.00 และแบบวัดจิตสาธารณะของนักเรียน
ระดับชน้ั มัธยมศึกษาตอนต้น ซึ่งวเิ คราะหข์ ้อมลู โดยใชค้ า่ เฉลยี่ คา่ เบย่ี งเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทแี บบไม่เป็นอิสระต่อกนั (t-
test for dependent Sample)
ผลการวจิ ัยพบว่า
1. ผลการศกึ ษาระดับจิตสาธารณะของนักเรียนระดับชน้ั มัธยมศึกษาตอนตน้ โรงเรยี นหอวัง ปทุมธานี พบว่า นักเรยี น
ชนั้ มัธยมศึกษาตอนต้นมจี ิตสาธารณะโดยภาพรวมมีค่าเฉล่ียอยูใ่ นระดบั มาก
2. หลังการเข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมจิตสาธารณะ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น มีค่าเฉล่ียจิตสาธารณะโดย
ภาพรวมและทุกด้านสูงกวา่ ก่อนทดลองใช้โปรแกรมสง่ เสริมจิตสาธารณะอย่างมีนยั สาคัญทางสถติ ทิ ี่ระดบั .01
คาสาคญั : จติ สาธารณะ
Abstract
The objectives of this research were 1) to study public mind level in junior high school at Horwang
Pathumthani School and 2) to compare mean level before and after attending the public mind enhancing
program. The population in this study was two hundred seventy four thirty junior high school students at
Horwang Pathumthani School. The samples in the study were thirty junior high school students at Horwang
Pathumthani School selected by simple random sampling from students who have a public mind level
lower medium level, and students have a voluntary participation in public mind enhancing program. The
research instruments used in this study were public mind scale with the reliability coefficient of 0.87 and
the public mind enhancing program in junior high school at Horwang Pathumthani School with the Index of
Congruence ranged from0.67-1.00. The statistical analyses employed were descriptive statistics of the mean,
standard deviation and a t-test for dependent samples.
The research results were as follows:
1. The results of public mind level in junior high school at Horwang Pathumthani School found that
the junior high school had an overall average at a high level.
2. The study found that the average scores of public minded behavior among junior high school at
Horwang Pathumthani School after attending the public mind enhancing program were higher in both whole
average scores and in each aspect. It is statistically significantly a level of .01
Keywords: Public Mind
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 55
บทนา
การเปล่ียนแปลงทางด้านเศรษฐกิจและสังคมไทยและความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างไม่
หยุดนิ่ง เป็นสาเหตุท่ีทาให้สังคมมีค่านิยมที่ให้ความสาคัญกับการแสวงหาซึ่งเงินทองและอานาจมีค่านิยมทางวัตถุมากขึ้นจน
ก่อให้เกิดปัญหาด้านพฤติกรรมท่ีไม่พึงประสงค์ในสังคม เช่น เกิดการเอาเปรียบซ่ึงกันและกัน มุ่งแสวงหาผลประโยชน์ให้กับ
ตนเองมากกวา่ ทีจ่ ะคานึงถึงส่วนรวม มักเฉยชากบั เหตุการณ์ท่ีไม่สง่ ผลกระทบกับตนเอง รวมท้ังการทาลายสาธารณสมบัตทิ ่ีเป็น
ส่วนรวมต่าง ๆ สังคมในปัจจุบันจึงกลับเส่ือมโทรมลงอย่างเห็นได้ชัด (สื่อพลัง. 2542: 3 – 4) การปลูกฝังความมีจิตสานึกให้กับ
บุคคลเพื่อให้มีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคมจึงควรท่ีจะเกิดขึ้นในสังคม ด้วยเหตุนี้ในปัจจุบันจึงมีการกล่าวถึงคาว่า “จิต
สาธารณะ” เพ่อื ใหผ้ ู้คนไดต้ ระหนกั ถึงความรบั ผิดชอบต่อสาธารณะมากกว่าตนเอง น่นั หมายถงึ วา่ บคุ คลจะตอ้ งมีความร้สู ึกเห็น
อกเห็นใจผู้อื่น มีความเสียสละ เอื้ออาทรต่อบุคคลอ่ืน คานึงถึงประโยชน์ของส่วนรวมควบคู่ไปกับประโยชน์ส่วนตน มีความ
เชื่อมัน่ ในตนเอง เหน็ คณุ ค่า ความสามารถของตนเองและพลังของการรวมกล่มุ ในการแกไ้ ขปญั หาต่าง ๆ ทเ่ี กดิ ข้ึนในสังคม (เรยี ม
นมรกั ษ์ 2552:10)
มาตรฐานการศึกษาของชาติ กลา่ วว่า คุณลกั ษณะของคนไทยท่ีพึงประสงค์ ท้งั ในฐานะพลเมอื งและพลโลกนัน้ คนไทย
ต้องเป็นคนเก่ง คนดี และมีความสุข ตัวบ่งชี้ คือ มีกาลังกายกาลังใจท่ีสมบูรณ์ มีความรู้และทักษะที่จาเป็นและเพียงพอในการ
ดารงชีวิต และมีทกั ษะการเรียนร้แู ละการปรับตวั ทางสงั คม มคี ุณธรรมจรยิ ธรรมมีจิตสาธารณะและจิตสานึกในความเปน็ พลเมอื ง
ไทยและพลโลก โดยมุ่งปลูกฝังจิตสานึกที่ถูกต้องในด้านต่างๆ ให้กับผู้เรียน รวมถึงการรู้จักรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมและของ
ประเทศชาติ (กระทรวงศึกษาธิการ. 2551: 4-8) ซ่ึงสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และท่ีแก้ไข
เพิม่ เติม (ฉบบั ที่ 2) พ.ศ. 2545 หมวด 4 มาตรา 6 และมาตรา 7 ได้กาหนดแนวการจดั การศกึ ษาเพอื่ ใหไ้ ดค้ ณุ ภาพและมาตรฐาน
ตามมาตรา 6 ได้กาหนดไว้วา่ การจดั การศึกษาต้องเป็นไปเพ่ือพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา
ความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดารงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อ่ืนได้อย่างมีความสุข และมาตรา 7 ได้
กาหนดไว้ว่ากระบวนการเรียนรู้ต้องมุ่งปลูกฝังจิตสานึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมี
พระมหากษัตริย์เป็นประมุข รู้จักรักษาและส่งเสริมสิทธิหน้าท่ี เสรีภาพ เคารพกฎหมาย ความเสมอภาคและศักดิ์ศรีความเป็น
มนษุ ย์ ความภมู ใิ จในความเป็นไทยรู้จกั รักษาผลประโยชนส์ ว่ นรวมและของประเทศชาติรวมทง้ั สง่ เสรมิ ศาสนา ศลิ ปะ วัฒนธรรม
ของชาติอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมมีความสามารถในการประกอบอาชีพ รู้จักพึ่งตนเองมีความคิดริเร่ิม
สร้างสรรค์ ใฝ่รู้และเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องและหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ได้ให้
ความสาคัญกับ “จิตสาธารณะ” โดยกาหนดให้จิตสาธารณะ เป็นหน่ึงในคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 8 ประการ ซ่ึงคุณลักษณะ
ดังกล่าวจะต้องได้รับการปลูกฝังและพัฒนาผ่านการจัดการเรียนรู้ การปฏิบัติกิจกรรมพัฒนานักเรียน ในลักษณะต่าง ๆ จนตก
ผลึกเป็นคุณลักษณะในตัวนักเรียน (สานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา. 2553: 3) ซ่ึงการมีจิตสาธารณะนั้น เป็นสิ่งที่เกิดข้ึน
ตามวิถีการดาเนินชีวติ ของแตล่ ะบุคคลในสภาพแวดลอ้ มต่าง ๆ ต้งั แตร่ ะดับครอบครวั ชุมชน และสงั คม จิตสาธารณะอยู่ภายใต้
อิทธิพลของปจั จัยแวดลอ้ มทั้งภายในและภายนอก ทีเ่ กี่ยวกับภาวะทางสัมพนั ธภาพของมนษุ ย์ ภาวะทางสงั คมเป็นภาวะที่ลมุ่ ลึก
ที่มีผลต่อจิตสานึกด้านต่าง ๆ ของบุคคลเป็นภาวะท่ีได้ฝึกกล่อมเกลา และสะสมอยู่ในส่วนของการรับรู้ทีละน้อยทาให้เกิด
จิตสานึกที่มีรูปแบบหลากหลาย โดยเฉพาะในโรงเรียนท่ีกาหนดให้มีจิตสาธารณะในหลักสูตรนับว่าเป็นส่ิงท่ีดียิ่งเพราะเป็นการ
ช่วยให้ผู้เรียนได้ทากิจกรรมเพ่ือสาธารณะประโยชน์มากข้ึนซ่ึงจิตสาธารณะนี้จะติดตัวเขาไปจนเป็นผู้ใหญ่ที่ ดีในสังคมและร่วม
สรา้ งสังคมทีอ่ ยรู่ ว่ มกนั อยา่ งสันตสิ ุข (ไพบลู ย์ วฒั นศิริธรรม. 2549 : 28)
จิตสาธารณะเป็นลักษณะหน่ึงท่ีสาคัญของการเป็นพลเมืองดีของประเทศ เพราะบุคคลท่ีมีจิตสาธารณะจะเป็นผู้ท่ีมี
คณุ ลักษณะทีแ่ สดงออกถงึ การมีสว่ นรว่ มในกจิ กรรมหรอื สถานการณท์ ่ีกอ่ ใหเ้ กดิ ประโยชนแ์ ก่ผู้อนื่ ชมุ ชนและสงั คม ด้วยความเตม็
ใจกระตือรือร้นโดยไม่หวังผลตอบแทน โดยผู้ที่มีจติ สาธารณะ จะเป็นผู้ท่ีมีลักษณะเป็นผู้ให้และช่วยเหลือผู้อ่นื แบ่งปันความสุข
ส่วนตนเพื่อทาประโยชน์แก่ส่วนรวม เข้าใจ เห็นใจผ้อู ื่นทีม่ ีความเดือนรอ้ น อาสาชว่ ยเหลอื สังคม อนุรักษ์ส่ิงแวดล้อมด้วยแรงกาย
สติปัญญา ลงมือปฏิบัตเิ พื่อแกป้ ัญหาหรือร่วมสรา้ งสรรค์สิ่งทดี่ ีงามให้เกดิ ในชุมชนโดยไม่หวังส่ิงตอบแทน (กระทรวงศึกษาธิการ.
2551: 11)
จากท่ีกล่าวมาข้างต้น จะเห็นไดว้ ่าโรงเรียนในฐานะท่ีเป็นสถาบันที่มีหน้าทีโ่ ดยตรงในการให้การศึกษา นอกจากจะให้
ความรทู้ างด้านวิชาการ และฝกึ ทักษะความสามารถในด้านต่าง ๆ แลว้ โรงเรียนยังมีหน้าท่ีพัฒนาค่านยิ มให้แก่เด็กและเยาวชน
ชว่ ยปรับและพัฒนาใหเ้ ด็กมพี ฤติกรรมทดี่ ี รับผดิ ชอบตอ่ สงั คม เออื้ ต่อการพัฒนาประเทศ ซง่ึ ผวู้ ิจัยได้ปฏบิ ตั งิ านท่ีเกีย่ วข้องกับ
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 56
โรงเรียนโดยเปน็ ครูผสู้ อนในรายวชิ าแนะแนวในระดบั มัธยมศึกษาตอนตน้ โรงเรยี นหอวงั ปทมุ ธานี จากการได้สมั ภาษณ์ครผู สู้ อน
ในโรงเรียน สังเกตพฤติกรรมนักเรียน และจากการสัมภาษณ์ พูดคุยกับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นพบว่านักเรียนมี
พฤติกรรมท่ีไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความมีจิตสาธารณะในหลาย ๆ ด้าน เช่น ไม่ให้ความร่วมมือในการทากิจกรรมเพ่ือส่วนรวม
ไม่ให้ความช่วยเหลือผู้อ่ืน ขาดการร่วมมือกันในการดูแลสาธารณสมบัติท่ีเป็นของส่วนรวม บางคร้ังนาสิ่งของท่ีเป็นส่วนรวมไป
เป็นของตนเอง ขาดความรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ครูมอบหมาย ไม่ช่วยกันรักษาความสะอาดบริเวณต่าง ๆ ของพื้นที่ในโรงเรียน
และมักทาตามคาส่งั มากกว่าการอาสาสมัครดว้ ยความเต็มใจ ปัญหาดงั กลา่ วล้วนแลว้ แตเ่ ป็นปัญหาท่ีเกย่ี วกบั จติ สาธารณะท้งั สน้ิ
ผูว้ จิ ยั จึงเห็นถึงความสาคญั ของการปลกู ฝังจติ สาธารณะใหเ้ กิดข้นึ กบั บคุ คลโดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ นักเรยี นทีอ่ ยู่ในช่วงอายุ
13 - 16 ปี (นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนตน้ )เพราะเป็นชว่ งวัยที่เหมาะสมต่อการปลกู ฝังและส่งเสรมิ จริยธรรม วัฒนธรรมเป็น
อยา่ งยิง่ ซงึ่ ถ้าเด็กได้รบั การปลูกฝังจิตสาธารณะใหเ้ ป็นไปในทางทถี่ ูกต้องเหมาะสม เม่ือเติบโตขึ้นจะทาใหส้ ามารถเผชญิ กับความ
เปลี่ยนแปลงของกระแสเศรษฐกิจ และวัฒนธรรม อันจะส่งผลให้สามารถอยู่ร่วมกับคนในสังคมได้อย่างมีความสุขกาย สบายใจ
ตลอดจนเป็นบุคลากรท่ีดีทีเ่ หมาะสมของครอบครัว สงั คมและประเทศชาติสืบเนอ่ื งตอ่ ไป รวมท้ังการสร้างเสริมจติ สาธารณะควร
บรู ณาการและต้องให้ความสาคัญท้ัง 3ด้าน คอื 1) ด้านการใช้ คือ การกระทาที่ถูกต้องตามกฎระเบียบการใช้ทรัพยส์ ินส่วนรวม
2) ด้านการถอื เป็นหนา้ ที่คือ ความภาคภมู ิใจท่ีได้ทาในส่ิงท่ีถกู ต้องตามหน้าที่ที่ได้รบั มอบหมายในการดูแลทรัพย์สินของส่วนรวม
และ 3) ด้านการเคารพสิทธิ คือ การให้โอกาสผู้อ่ืนได้มีโอกาสใช้ทรัพย์สินส่วนรวมจึงจะทาให้คนเกิดจิตสาธารณะท่ียั่งยืน
(ชัยวฒั น์ สทุ ธริ ัตน์. 2552: 4)
จาการศึกษาแนวทางในการพัฒนาจิตสาธารณะในรูปแบบต่าง ๆ ผู้วิจัยได้นารูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือ
(Cooperative Learning) ซ่ึงเป็นการจัดการเรียนรู้เปน็ กลุ่มเล็ก ๆ ท่ีสมาชกิ ทุกคนในกลุ่มแต่ละคนจะมีความสามารถท่แี ตกตา่ ง
กันมีการแลกเปลี่ยนความคดิ เห็นช่วยเหลอื ซึง่ กันและกัน มสี ่วนรับผดิ ชอบในการเรียนร้แู ละความสาเรจ็ ของตนเองและของกลุ่ม
ซ่ึงเป็นการเอ้ือต่อการพัฒนาผู้เรียนให้เป็นผู้ที่สามารถเรียนรู้ได้ด้วยการนาตนเอง เนื่องจากผู้เรียนมีส่วนร่วม รับผิดชอบในการ
เรียนรู้ของตนและของกลุ่ม มีความสาเร็จของทุกคนและของกลุ่ม ซ่ึงเป็นเป้าหมายสาคัญในการเรียนรู้ ฝึกให้ผู้เรียนได้รู้จักการ
เรียนรู้ร่วมกับผู้อื่น (เขมณัฏฐ์ ม่ิงศิริธรรม. 2554: 436)มาใช้พัฒนาและส่งเสริมการมีจิตสาธารณะของผู้เรียนซึ่งสอดคล้องกับ
อดิศร ขาวสะอาด (2555 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการอ่านจับใจความและคุณลักษณะจิตสาธารณะของ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 โรงเรียนนวลนรดิศวิทยาคม รัชมังคลาภิเษก ท่ีจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD
ผลการวจิ ยั พบวา่ ผลสมั ฤทธทิ์ างการอ่านจบั ใจความของนกั เรียนชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 2 โรงเรยี นนวลนรดศิ วิทยาคมรชั มังคลาภิเษก
ท่ีจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD หลังจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 และ
นักเรียนมีคุณลักษณะจิตสาธารณะหลังจัดการเรยี นรู้แบบรว่ มมือด้วยเทคนิค STAD ทีม่ ีเนื้อหาส่งเสริมคุณลักษณะจิตสาธารณะ
สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 อีกทั้งผู้วิจัยได้นารูปแบบการเรียนรู้จากการสังเกตจากตัวแบบของ
Bandura (นงเยาว์ พรมวัง. 2556 : 45 อ้างองิ จาก Bandura, 1986) ซึ่งเกิดจากการท่ีบคุ คลมีการเรียนรู้จากตัวแบบ (Model)
ในสังคมโดยใช้การสังเกต โดยบุคคลจะเก็บตัวแบบในรูปของรหัสลับไว้ในสมอง ซ่ึงพร้อมจะปรากฏขึ้นเป็นแบบอย่างของ
บุคลิกภาพ ให้บุคคลเลียนแบบได้ตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้จึงเชื่อว่าบุคลิกภาพที่แสดงออกมาในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการพูดจา
การแต่งกาย ท่าทาง กิริยามารยาท หรือพฤติกรรมอ่ืน ๆ เป็นเพราะบุคคลน้ันมีพฤติกรรมเลียนแบบท่ีเก็บไว้ซึ่งตัวแบบสามารถ
แบง่ ออกได้เป็น 2 ลกั ษณะ คอื ตัวแบบท่เี ปน็ ของจรงิ (Live Modeling) และตัวแบบทเี่ ปน็ สญั ลกั ษณ์ (Symbolic Modeling) มา
พฒั นาส่งเสริมจิตสาธารณะควบคู่กันไปสอดคล้องกับงานวิจัยของปนพงศ์ งามมาก (2557 : บทคัดย่อ)ได้ศึกษาผลของโปรแกรม
การเสนอตัวแบบและการเสริมแรงทางสงั คมทม่ี ตี ่อการพฒั นาจติ สาธารณะของนกั เรยี นชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรยี นบ้านแสลง
พันธ์ จังหวัดสุรินทร์ ผลการวจิ ัยพบว่า 1) หลังการทดลอง นักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนจากแบบวัดจิตสาธารณะภายหลังการ
ทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 และ 2) นักเรียนกลุ่มทดลองมีความคิดเห็นสอดคลอ้ งกันว่า
ภายหลงั การเข้ารว่ มโปรแกรมฯ ทาให้นักเรียนได้เรียนรู้ เข้าใจความหมาย ตระหนักถึงความสาคัญของการมีจิตสาธารณะ ดูแล
รกั ษาสาธารณสมบตั ิ สิง่ แวดล้อม เขา้ ร่วมกิจกรรมทเี่ ป็นประโยชนต์ ่อโรงเรยี น ชมุ ชน และสังคม
ด้วยเหตุน้ีผู้วิจัยจึงเห็นความสาคัญและสนใจท่ีจะใช้โปรแกรมเพื่อส่งเสริมจิตสาธารณะซ่ึงประกอบด้วยโปรแกรมที่
เกี่ยวกับการเรียนรแู้ บบร่วมมอื และโปรแกรมที่เก่ียวกับการเรยี นรจู้ ากการสังเกตจากตวั แบบมาสง่ เสรมิ นกั เรียนระดับมัธยมศึกษา
ตอนต้น โรงเรียนหอวัง ปทมุ ธานี เพอ่ื ให้นกั เรยี นมีจิตสาธารณะเพ่ิมมากขึ้นและเปน็ ผทู้ ่ตี ระหนกั รู้ถงึ การมีสว่ นรวมโดยทาสง่ิ ใดส่ิง
หนึ่งเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม มีความรับผิดชอบต่อสังคม ดูแลรักษาสาธารณสมบัติท่ีทุกคนใช้ประโยชน์ร่วมกัน โดยไม่ยึด
ครองมาเปน็ ของตนเอง และสามารถพัฒนาตนเองใหเ้ ป็นผทู้ มี่ ีจิตสาธารณะและเปน็ กาลังสาคัญในการพฒั นาประเทศชาตติ ่อไป
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 57
กรอบแนวคิดในการวจิ ยั
ในการวิจัยคร้ังน้ี ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องกับการสร้างโปรแกรมส่งเสริมจิตสาธารณะโดยใช้
แนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ และทฤษฎีการเรียนรู้จากการสังเกตจากตัวแบบ รวมถึงกิจกรรมต่าง ๆ ไปใช้ในการจัด
โปรแกรมส่งเสริมจิตสาธารณะโดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดการแลกเปลี่ยนความความคิดเห็นร่วมกัน มีการวิเคราะห์ อภิปราย
กิจกรรมต่าง ๆ และมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม สร้างบรรยากาศทางสังคมและเกิ ดการพัฒนาจิตสาธารณะต่อไป ดัง
ภาพประกอบ 1
ตัวแปรอสิ ระ ตัวแปรตาม
โปรแกรมสง่ เสรมิ จิตสาธารณะ
จติ สาธารณะ 3 ดา้ น
1. ดา้ นการใช้
2. ด้านการถือเปน็ หนา้ ที่
3. ดา้ นการเคารพสิทธิ
ภาพประกอบ 1 กรอบแนวคดิ ในการวิจยั
วตั ถุประสงค์ของการวิจัย
1. เพอื่ ศึกษาระดับจิตสาธารณะของนกั เรียนระดับช้ันมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรยี นหอวงั ปทมุ ธานี
2. เพ่ือเปรียบเทียบระดับจิตสาธารณะของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนหอวัง ปทุมธานี ก่อนและ
หลงั การทดลองใชโ้ ปรแกรมสง่ เสรมิ จิตสาธารณะ
สมมตฐิ านของการวจิ ยั
นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นโรงเรียนหอวัง ปทุมธานี ท่ีเข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมจิตสาธารณะ มีระดับ
จติ สาธารณะหลงั การทดลองสงู กวา่ กอ่ นทดลอง
วิธีดาเนนิ การวจิ ยั
ประชากรและกลมุ่ ตัวอย่าง
1. ประชากรทีใ่ ชใ้ นการวจิ ัยครัง้ นี้ เป็นนกั เรยี นระดบั ชนั้ มธั ยมศึกษาตอนต้น โรงเรยี นหอวัง ปทมุ ธานี จังหวัดปทุมธานี
ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศึกษา 2561 รวมท้งั หมด 274 คน
2. กลุ่มตวั อย่างท่ีใช้ในการวจิ ยั ครงั้ นี้ เปน็ นักเรียนระดับช้นั มธั ยมศกึ ษาตอนตน้ โรงเรียนหอวงั ปทุมธานี จงั หวัด
ปทุมธานี จานวน 30 คน ซ่งึ ได้มาจากการสมุ่ อยา่ งงา่ ย (Simple random sampling) จากนกั เรียนทม่ี คี ะแนน จติ สาธารณะต่า
กว่าระดับปานกลางลงมาและจากความสมคั รใจของนักเรียนในการเข้ารว่ มโปรแกรมส่งเสริมจติ สาธารณะ
ตัวแปรท่ศี ึกษา
1. ตัวแปรอสิ ระ คอื โปรแกรมสง่ เสรมิ จติ สาธารณะ
2. ตัวแปรตาม คือ จิตสาธารณะ มีจานวน 3 ด้าน ประกอบด้วย ด้านการใช้ ด้านการถือเป็นหน้าที่ และด้านการ
เคารพสทิ ธิ
วธิ ีการเก็บรวบรวมข้อมูล
ผูว้ ิจัยได้ดาเนินการเก็บรวบรวมขอ้ มลู สาหรบั การวจิ ยั โดยมีขั้นตอนดังน้ี
1. ผู้วิจัยติดต่อขอหนังสือขอความอนุเคราะห์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากบัณฑิตวทิ ยาลัย มหาวิทยาลัศรีนครินทรวิ
โรฒ ถึงโรงเรียนหอวัง ปทุมธานี เพ่ือขอทาการวิจัยกับนักเรียนระดับช้ันมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนหอวัง ปทุมธานี จังหวัด
ปทมุ ธานี
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 58
2. เมื่อผู้บริหารโรงเรียนอนุญาตให้เก็บรวบรวมข้อมูลแล้ว ผู้วิจัยได้ทาการติดตอ่ กับอาจารย์ทีป่ รกึ ษาของนักเรียน ซึ่งมี
ลกั ษณะใกล้เคียงกับกลมุ่ ตัวอย่าง เพื่อชแี้ จงวตั ถุประสงค์ ของการวจิ ัยและขอความอนุเคราะห์ให้นักเรียนเข้าร่วมการทดลองใช้
แบบวดั จติ สาธารณะและโปรแกรมส่งเสรมิ จติ สาธารณะ
3. หลังจากการทดลองใช้เคร่ืองมอื แล้ว ผวู้ ิจยั ไดต้ ดิ ต่อกับอาจารย์ทปี่ รกึ ษาของนักเรียน เพ่อื ช้ีแจงวัตถปุ ระสงคข์ องการ
วจิ ัยและขอความอนุเคราะหใ์ หน้ ักเรียนทาแบบวดั จิตสาธารณะและโปรแกรมสง่ เสริมจิตสาธารณะ
4. ผู้วิจัยรวบรวมข้อมูลท้ังหมดมาตรวจวิเคราะห์ตามเกณฑ์ที่กาหนดไว้ เพื่อนาไปใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ
ตอ่ ไป
เครื่องมือที่ใชใ้ นการวิจยั
เครื่องมอื ที่ใชใ้ นการวจิ ัยครั้งน้ี ประกอบด้วยแบบวัดจติ สาธารณะและโปรแกรมส่งเสรมิ จิตสาธารณะ
1. ขน้ั ตอนในการสร้างแบบวดั จติ สาธารณะ ผู้วิจยั ไดด้ าเนินการสร้างแบบวัดจิตสาธารณะ ดังนี้
1.1 ผู้วิจยั ศึกษาแนวคิดทฤษฎีเอกสารและงานวิจยั ที่เก่ียวข้องกับจิตสาธารณะเพื่อนามาเป็นแนวทางในการ
สร้างข้อคาถามในแบบวัดจิตสาธารณะ
1.2 ผู้วิจัยทาการศึกษาแบบวัดจิตสาธารณะ จากงานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง เพื่อนามากาหนดเป็นนิยามศัพท์ และ
สร้างข้อคาถามเกี่ยวกับจิตสาธารณะ จานวน 36 ข้อ
1.3 นาข้อคาถามท่ีปรับแล้วเสนออาจารย์ท่ีปรึกษาพิจารณา แก้ไขตามข้อเสนอแนะ ของอาจารย์ท่ีปรึกษา
จากน้นั จดั พิมพ์เป็นแบบวดั จติ สาธารณะ
1.4 นาแบบวัดจิตสาธารณะไปให้ผู้เชี่ยวชาญทางด้านจิตวิทยาการศึกษา จานวน 3 ท่าน ตรวจสอบความ
เทีย่ งตรงเชิงเน้ือหา (Content Validity) เพือ่ พจิ ารณาความเหมาะสมของเนื้อหา ความครอบคลุมและสอดคล้องตามนิยามศัพท์
เฉพาะ จากนั้นนาคาแนะนาท่ีได้จากผู้เช่ียวชาญทั้ง 3 ท่าน ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องของทุกข้ออยู่ระหว่าง 0.67-1.00 ได้ข้อ
คาถามจานวนท้งั ส้นิ 30 ขอ้
1.5 นาแบบวัดจิตสาธารณะที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เช่ียวชาญและปรับแก้ไขแล้วไปทดลองใช้
(Try out) กับนักเรียนระดับช้ันมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนหอวัง ปทุมธานี ท่ีมีลักษณะใกล้เคียงกับกลุ่มตัวอย่าง จานวน 50
คน มีค่าอานาจจาแนกอยู่ระหว่าง 0.23-0.66 และมีค่าความเช่ือม่ันของแบบวัดจิตสาธารณะทั้งฉบับเท่ากับ0.87 ซึ่งแบบวัดจิต
สาธารณะผา่ นเกณฑ์และสามารถนาไปใชก้ ับกลมุ่ ทดลองไดม้ ีจานวน 28 ขอ้
2. ขน้ั ตอนในการสรา้ งโปรแกรมสง่ เสริมจติ สาธารณะ ผู้วจิ ัยได้ดาเนนิ การสร้างโปรแกรม ดังน้ี
2.1 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องกับจิตสาธารณะ เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือและเทคนิคการ
เรียนรู้จากการสังเกตจากตัวแบบ รวมทั้งแนวคิดและทฤษฎีทางจิตวิทยากิจกรรมและเทคนิคต่างๆ ที่ใช้ในการส่งเสริมจิต
สาธารณะเพ่อื เป็นแนวทางในการกาหนดเนื้อหาและกจิ กรรมให้เหมาะสมของโปรแกรม
2.2 กาหนดนิยามศพั ทแ์ ละโครงสรา้ งของโปรแกรมสง่ เสรมิ จติ สาธารณะ
2.3 สร้างโปรแกรมตามโครงสร้างที่กาหนดไว้โดยกาหนดข้ันตอนสร้างโปรแกรมส่งเสริมจิตสาธารณะของ
นกั เรียนชัน้ มัธยมศึกษาตอนตน้
2.4 นาโปรแกรมส่งเสรมิ จิตสาธารณะ ท่ีผ้วู ิจัยสร้างข้ึนไปให้ผู้เช่ียวชาญ จานวน 3 ท่านเพื่อตรวจสอบความ
เท่ียงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) พิจารณาความเหมาะสมของข้ันตอน และกิจกรรมในแต่ละโปรแกรม และนาคะแนนท่ี
ได้มาคานวณหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) จากน้ันนาความคิดเห็นรวมท้ังข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญไปปรับปรุงแก้ไข
โปรแกรมใหส้ ามารถนาไปใชไ้ ด้อยา่ งมีคุณภาพต่อไป
2.5 ผวู้ จิ ัยนาโปรแกรมสง่ เสริมจติ สาธารณะทไี่ ด้ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองใช้ (Try Out) กับนกั เรียนระดับ
มัธยมศึกษาตอนต้นท่ีไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างจานวน 10 คนเพื่อพิจารณาความเหมาะสมของเน้ือหาวิธีการและเวลาท่ีใช้ในการ
ดาเนนิ การ
2.6 วิเคราะห์และสรุปผลข้อมูล โปรแกรมส่งเสริมจิตสาธารณะ ผลการตรวจสอบจากผู้เช่ียวชาญพบว่า มี
คาแนะนาให้ปรบั แก้และเพม่ิ เติมในส่วนของใบความรู้ทนี่ ามาใช้ในโปรแกรมควรมเี นอ้ื หาทชี่ ดั เจน เข้าใจง่ายและเหมาะสมกับช่วง
วัยการเรียนรู้ ควรอ้างอิงแหล่งท่ีมาของคลิปวิดีโอ รูปภาพ ข่าวหรือสิ่งท่ีนามาจากแหล่งต่าง ๆ ควร มีแบบบันทึกการสังเกต
พฤติกรรมให้เห็นชัดเจนและมีรูปแบบการประเมินผลท่ีตรงตามวัตถุประสงค์ ควรมีการวัดความรู้หรือมีการให้คะแนนใบงานท่ี
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 59
มากกว่าแค่การสังเกตควรให้นักเรียนลงปฏิบัติกิจกรรมที่หลากหลาย และผู้วิจัยควรศึกษาทฤษฎกี ารเรยี นรู้ แนวคิดต่าง ๆ อยา่ ง
ละเอยี ดเพ่อื นามาปรับใช้และพฒั นาโปรแกรมใหส้ มบูรณม์ ากยิ่งขึ้น
การวเิ คราะห์ขอ้ มูล
1. สถิตพิ ื้นฐาน ไดแ้ ก่ ค่าเฉลย่ี (Mean) และคา่ ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
2. สถิตทิ ใ่ี ชว้ ิเคราะห์คณุ ภาพเครอ่ื งมือ
2.1 ค่าความเทีย่ งตรงตามเนื้อหา (Content Validity) โดยใช้สูตรวัดดชั นคี วามสอดคลอ้ ง (Index of Item-
Objective Congruence: IOC)
2.2 การหาค่าความเชื่อม่ันของแบบวัดจิตสาธารณะ หาได้จากสูตรสัมประสิทธ์ิของแอลฟาของครอนบาค
(Coefficient Cronbach‘s Alpha)
3. สถิติท่ีใช้ในการทดสอบสมมติฐาน เป็นการเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉล่ียก่อนและหลังทดลอง โดยการ
เปรยี บเทยี บความแตกตา่ งของคา่ เฉลยี่ แบบไม่เปน็ อิสระจากกัน (t-test for Dependent Samples)
ผลการวจิ ัย
1. การศึกษาระดับจิตสาธารณะของนักเรียนระดบั ชนั้ มัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรยี นหอวงั ปทุมธานี ดังตาราง 1
ตาราง 1 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของจิตสาธารณะของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนหอวัง ปทุมธานี
(n=274)
จติ สาธารณะ M S.D. ระดบั
การใช้ของสว่ นรวม 3.67 0.38 มาก
การถือเป็นหนา้ ที่ 3.51 0.46 มาก
การเคารพสทิ ธิ 3.63 0.48 มาก
จิตสาธารณะโดยรวม 3.60 0.39 มาก
จากตาราง 1 คา่ เฉล่ยี และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของจติ สาธารณะของนักเรียนระดบั มัธยมศกึ ษาตอนต้น โรงเรียนหอ
วัง ปทุมธานี พบว่า นักเรียนชนั้ มัธยมศึกษาตอนต้นมีจิตสาธารณะโดยภาพรวมมีค่าเฉล่ยี เท่ากับ 3.60 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
เท่ากับ 0.39 อยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า การใช้ของส่วนรวม มีค่าเฉล่ียสูงสุดเท่ากับ 3.67 มีส่วน
เบย่ี งเบนมาตรฐานเท่ากบั 0.38 รองลงมาคอื การเคารพสิทธิ มคี า่ เฉลี่ยเท่ากับ 3.63 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.48 และ
การถอื เป็นหนา้ ที่ มีค่าเฉล่ียต่าสดุ เทา่ กบั 3.51 มสี ่วนเบย่ี งเบนมาตรฐานเทา่ กับ 0.46 ตามลาดับ
2. การเปรียบเทียบระดับจิตสาธารณะของนักเรียนระดับช้ันมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนหอวัง ปทุมธานี
ก่อนและหลังการทดลองใชโ้ ปรแกรมส่งเสรมิ จติ สาธารณะ ดงั ตาราง 2
ตาราง 2 การเปรียบเทียบระดับจิตสาธารณะของนักเรียนระดับระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นโรงเรียนหอวัง ปทุมธานีก่อนและ
หลงั การทดลองใชโ้ ปรแกรมสง่ เสรมิ จิตสาธารณะ (n=30)
จิตสาธารณะ กอ่ นทดลองใช้ หลงั ทดลองใช้ MD tp
̅ S.D. ระดบั ̅ S.D. ระดบั
ด้านการใช้ 3.90 0.17 มาก 4.25 0.17 มาก 0.35 9.68** .00
ด้านการถือเป็นหนา้ ที่ 4.06 0.24 มาก 4.31 0.18 มาก 0.25 6.80** .00
ด้านการเคารพสิทธิ 4.13 0.20 มาก 4.50 0.26 มาก 0.37 7.01** .00
รวม 4.03 0.12 มาก 4.35 0.14 มาก 0.32 11.00** .0
0
**p<.01
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 60
จากตาราง 2 การเปรยี บเทยี บระดับจิตสาธารณะของนักเรียนระดบั ช้ันมธั ยมศึกษาตอนต้นโรงเรยี นหอวัง ปทุมธานีกอ่ นและ
หลงั การทดลองใช้โปรแกรมสง่ เสรมิ จิตสาธารณะโดยภาพรวมและทุกดา้ น ประกอบด้วย การใช้ของสว่ นรวม การถอื เปน็ หนา้ ที่ และการ
เคารพสิทธมิ คี วามแตกตา่ งกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถติ ทิ ่รี ะดบั .01 โดยหลังทดลองใชโ้ ปรแกรมสง่ เสรมิ จติ สาธารณะนักเรยี นมีค่าเฉล่ีย
จิตสาธารณะโดยภาพรวมและทุกด้านสงู กวา่ ก่อนทดลองใชโ้ ปรแกรมส่งเสริมจิตสาธารณะ
สรุปผลการวิจยั
1. ผลการศึกษาระดับจิตสาธารณะของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนหอวัง ปทุมธานี พบว่า นักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาตอนต้นมีค่าเฉล่ียของจิตสาธารณะในภาพรวมอยู่ในระดับมากซึ่งประกอบด้วย 1) ด้านการใช้ มีค่าเฉล่ียสูงสุดเท่ากับ 3.67 2)
ดา้ นการเคารพสิทธิ มคี า่ เฉล่ยี เทา่ กบั 3.63 และ 3) ดา้ นการถือเปน็ หนา้ ที่ มีค่าเฉลี่ยต่าสุดเท่ากบั 3.51 ตามลาดับ
2. ผลการศึกษาหลงั จากการทดลองใช้โปรแกรมสง่ เสรมิ จติ สาธารณะ พบวา่ นกั เรียนระดบั ช้นั มธั ยมศึกษาตอนต้นทีเ่ ป็น
กลุ่มทดลอง มีค่าเฉลี่ยระดบั จติ สาธารณะสูงกวา่ ก่อนการทดลองอยา่ งมนี ยั สาคญั ทางสถติ ทิ ่ีระดบั .01
เม่ือพิจารณาค่าเฉล่ียจิตสาธารณะรายด้านพบว่า 1) ด้านการใช้ ก่อนการทดลองใช้โปรแกรมส่งเสริมจิตสาธารณะ
นักเรยี นมีคา่ เฉลยี่ รวมเท่ากบั 3.90 อยู่ในระดบั มาก หลังทดลองใชโ้ ปรแกรมสง่ เสริมจิตสาธารณะ นกั เรยี นมีค่าเฉล่ยี เทา่ กบั 4.25
อยู่ในระดับมาก 2) ด้านการถือเป็นหน้าท่ี ก่อนทดลองใช้โปรแกรมส่งเสริมจิตสาธารณะ นักเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.06 อยู่ใน
ระดับมาก หลังทดลองใชโ้ ปรแกรมส่งเสรมิ จิตสาธารณะ นกั เรยี นมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.31 อย่ใู นระดับมาก และ 3) ด้านการเคารพ
สิทธิ ก่อนทดลองใช้โปรแกรมส่งเสริมจิตสาธารณะ นักเรียนมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.13 อยู่ในระดับมาก หลังทดลองใช้โปรแกรม
ส่งเสริมจิตสาธารณะ นักเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.50 มีส่วนเท่ากับ 0.26 อยู่ในระดับมากซ่ึงสรุปได้ว่าหลังทดลองใช้โปรแกรม
สง่ เสริมจติ สาธารณะนกั เรยี นมีคา่ เฉล่ียจิตสาธารณะทกุ ดา้ นสูงกว่าก่อนทดลองใชโ้ ปรแกรมสง่ เสรมิ จิตสาธารณะ
อภิปรายผล
1. ผลการศึกษาระดับจิตสาธารณะของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนหอวัง ปทุมธานีพบว่า นักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาตอนต้นมีจิตสาธารณะโดยภาพรวมมีค่าเฉล่ียอยู่ในระดับมาก ทั้งนี้อาจเป็นผลมาจากวสิ ัยทัศน์ หลักการดาเนินงาน
ของทางโรงเรยี นทมี่ นี โยบายใหจ้ ัดกิจกรรมการเรียนรู้ ค่ายสง่ เสรมิ คณุ ธรรม กิจกรรมชมุ นมุ และกิจกรรมนอกเหนอื เวลาเรยี นต่าง
ๆ ท่ีเน้นในด้านการส่งเสริมจิตสาธารณะของนักเรียน และมีการดาเนินการและการปฏิบัติอย่างจริงจังเป็นผ ลให้นักเรียนใน
ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นท่ีได้เข้าร่วมกิจกรรมเหล่านี้ของทางโรงเรียนได้เรียนรู้พฤติกรรมการมีจิตสาธารณะและมีจิต
สาธารณะอยูใ่ นระดับมาก ซึ่งสอดคลอ้ งกับฉนั ทนา จนั ทร์บรรจง และคณะ (2551: 73) ท่ีไดศ้ กึ ษาผลกระทบของนโยบายรฐั บาล
ตอ่ การปลูกฝังจิตสาธารณะและตระหนักถึงความรบั ผิดชอบตอ่ สังคมของนักเรียนในระดับการศึกษาภาคบังคบั พบวา่ นโยบาย
ตามรัฐธรรมนูญพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติและหลักสูตรการศกึ ษาระดับชาติมีความมุ่งหมายท่ีจะให้ผ้จู บการศึกษามีจิต
สาธารณะ รู้จักรบั ผิดชอบต่อสังคม ครูและผู้ท่ีเก่ียวข้องทางการศึกษามีการดาเนินงานตามนโยบายการให้ปลูกฝังจิตสาธารณะ
และความรับผดิ ชอบต่อสังคมโดยการจัดการเรียนรู้ในกลมุ่ สาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมและกิจกรรมพฒั นาผู้เรียนใน
ระดับมาก และสอดคล้องกับฉวีวรรณ ดาประไพ (2554: 93) ที่ได้ศึกษาการเปรียบเทียบจิตสาธารณะของนักเรียนช่วงชั้นที่ 3
ในกลุ่มกรงุ ธนใต้ สังกัดกรุงเทพมหานคร พบว่า 1) นักเรียนช่วงชั้นท่ี 3 มีจิตสาธารณะอยู่ในระดับสูง และ 2) นักเรียนระดับช้ัน
ต่างกัน มจี ิตสาธารณะแตกตา่ งกันอย่างมนี ยั สาคัญทางสถติ ทิ ร่ี ะดับ .05
2. หลังการทดลองใช้โปรแกรมสง่ เสรมิ จติ สาธารณะของนักเรยี นระดับชั้นมธั ยมศกึ ษาตอนต้นมีค่าเฉลีย่ จติ สาธารณะสูง
กว่าก่อนทดลองใช้โปรแกรมส่งเสริมจิตสาธารณะในทุกด้านซ่ึงมีความสอดคล้องกับสมมติฐานการวิจัยที่ตั้งไว้ แสดงให้เห็นว่า
โปรแกรมส่งเสริมจิตสาธารณะท่ีประกอบด้วยแนวคิดและทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือเป็นวิธีหนึ่งท่ีสามารถพัฒนาคว ามมีจิต
สาธารณะของนักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาตอนต้นได้ ท้ังน้ีเพราะ การเรียนรู้แบบร่วมมือเป็นการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่นักเรียนมี
ความรู้ความสามารถต่างกัน ได้ร่วมมือกันทางานกลุ่มด้วยความตั้งใจ ทาให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมลงมือทากิจกรรมแลกเปลี่ยน
ประสบการณ์ ซ่ึงกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ การร่วมรับผิดชอบในกิจกรรมกลุ่มและร่วมกันไปสู่เป้าหมายของกลุ่ม สอดคล้องกับ
แนวคิดของทิศนา แขมมณี (2552 : 101) ที่ได้กล่าวว่า การเรียนรู้แบบร่วมมือคือ การเรียนที่มีวัตถุประสงค์ให้ผู้เรียนเกิดการ
เรียนรใู้ นเรื่องท่ีศึกษาอยา่ งมากทสี่ ุด โดยอาศยั การร่วมมือกนั ช่วยเหลือกนั และแลกเปลย่ี นความร้กู นั ระหว่างกลุ่มผู้เรียนดว้ ยกัน
และสอดคล้องกับเขมณฏั ฐ์ มิ่งศิริธรรม (2554 : 435)ได้กลา่ วว่า การเรียนร้แู บบรว่ มมอื เปน็ การเออื้ ตอ่ การพฒั นาผเู้ รียนให้เป็นผู้
ทสี่ ามารถเรียนรไู้ ด้ด้วยการนาตนเอง เน่ืองจากผู้เรียนมสี ว่ นรว่ ม รับผิดชอบในการเรยี นรู้ของตน และของกลุ่ม มคี วามสาเร็จของ
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 61
ทกุ คนและของกลุ่ม ซ่งึ เป็นเปา้ หมาย สาคัญในการเรียนรู้ ฝึกให้ผ้เู รยี นได้ร้จู ักการเรียนรรู้ ่วมกับผู้อ่ืน เป็นการเรียนรู้แบบแข่งขัน
กันฉันมติ ร ผลการวจิ ยั ครั้งน้สี อดคล้องกับอดศิ ร ขาวสะอาด (2555 : 250) ได้ศึกษาการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านจับใจความ
และคณุ ลกั ษณะจติ สาธารณะของนกั เรียนชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 2 โรงเรยี นนวลนรดิศวิทยาคม รัชมังคลาภิเษก ที่จัดการเรียนรแู้ บบ
ร่วมมือด้วยเทคนิค STAD ผลการวิจัยพบว่าผลสัมฤทธ์ิทางการอ่านจับใจความของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน
นวลนรดิศวิทยาคมรัชมังคลาภิเษกท่ีจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD หลังจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี
นัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 และนักเรียนมีคุณลักษณะจิตสาธารณะหลังจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD ท่ีมี
เนื้อหาส่งเสริมคุณลักษณะจิตสาธารณะสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05และสอดคล้องกับเรณู เบ้าวรรณ
(2558: บทคัดย่อ)ไดศ้ ึกษาการพัฒนาทักษะทางสังคมและจิตสาธารณะของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1 หอ้ งเรียนอัจฉริยะด้วย
การเรียนรู้แบบร่วมมือ ผลการวิจัยพบว่า 1) การจดั การเรยี นรู้ด้วยวิธกี ารเรียนแบบร่วมมือมีผลทาให้นักเรียนมีทักษะทางสังคม
และจิตสาธารณะหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) การจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการเรียนแบบ
รว่ มมือมีผลทาให้ทักษะทางสงั คมและจิตสาธารณะของนกั เรยี นทไี่ ดร้ บั การเรยี นแบบรว่ มมือสงู กว่านักเรียนท่ีไดร้ ับการเรยี นแบบ
ปกตอิ ยา่ งมีนยั สาคัญทางสถิติท่ีระดบั .01 และนอกจากนีโ้ ปรแกรมสง่ เสริมจติ สาธารณะยงั ประกอบไปด้วยแนวคดิ และทฤษฎีการ
เรียนรู้จากการสังเกตจากตัวแบบซ่ึงเป็นวิธีท่ีสามารถพัฒนาความมีจิตสาธารณะของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นได้ ทั้งน้ี
เพราะการเรยี นร้ขู องบุคคลเกดิ จากการสงั เกตพฤติกรรมของบคุ คลอ่ืน การให้ตวั แบบจงึ เปน็ วธิ ชี ่วยให้ผู้เรียนเรยี นรกู้ ารกระทาตน
เปน็ ผู้มจี ิตสาธารณะ เกิดการเรยี นรูล้ กั ษณะของพฤติกรรมและนาไปสกู่ ารปฏิบัติท่ีเหมาะสม สอดคล้องกับแนวคดิ ของศริ นิ ภา ใจ
เมือง (2557 อา้ งอิงจาก Bandura, 1986: 17) ไดก้ ลา่ วไว้วา่ การเรยี นรขู้ องมนษุ ยส์ ว่ นมากเปน็ การเรียนรโู้ ดยการสังเกตหรอื การ
เลียนแบบ จึงเรียกการเรียนรู้จากการสังเกตว่า “การเรียนรู้โดยการสังเกต” หรือ “การเลียนแบบ” สาเหตุที่สาคัญอย่างหนง่ึ ใน
การเรียนรู้ด้วยการสงั เกต คือผเู้ รียนจะตอ้ งเลอื กสังเกตสง่ิ ทตี่ ้องการเรยี นรู้โดยเฉพาะและสง่ิ สาคญั อกี อย่างหน่ึงก็คือผูเ้ รยี นจะต้อง
มีการเข้ารหสั (Encoding) ในความทรงจา ระยะยาวไดอ้ ย่างถกู ต้องนอกจากนผ้ี ู้เรียนตอ้ งสามารถทจ่ี ะประเมนิ ไดว้ ่าตนเลยี นแบบ
ไดด้ ีหรอื ไม่ดีอย่างไร และจะตอ้ งควบคมุ พฤติกรรมของตนเองได้ด้วย (Metacognitive) และสอดคล้องกบั นงลักษณ์ วิรัชชยั และ
รงุ่ นภา ต้ังจิตรเจริญกุล (2551: 16) ได้กล่าวว่า พฤติกรรมตัวแบบหรือแม่แบบเป็นพฤติกรรมท่ีบุคคลหน่ึงกระทาแล้วส่งผลให้
บุคคลอ่ืนนาไปเป็นแนวทางการกระทาและใช้สติปัญญาเก็บจาไว้จากน้ันจึงประสานความรู้ใหม่เข้ากับประสบการณ์เดิมและ
กาหนดเป็นการคาดหวังพร้อมกับแสดงเป็นพฤติกรรมตามความคาดหวังของตนเองผลการวิจัยคร้ังน้ีสอดคล้องกับกับ ปนพงศ์
งามมาก (2557: บทคดั ย่อ) ไดศ้ ึกษาผลของโปรแกรมการเสนอตัวแบบและการเสริมแรงทางสังคมทีม่ ีต่อการพฒั นาจิตสาธารณะ
ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านแสลงพันธ์ จังหวัดสุรินทร์ ผลการวิจัยพบว่า 1) หลังการทดลอง นักเรียนกลุ่ม
ทดลองมีคะแนนจากแบบวัดจิตสาธารณะภายหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 2)
นกั เรียนกล่มุ ทดลองมคี วามคิดเห็นสอดคล้องกันว่าภายหลังการเขา้ รว่ มโปรแกรมการเสนอตัวแบบและการเสรมิ แรงทางสงั คมทา
ใหน้ กั เรยี นได้เรียนรู้ เขา้ ใจความหมาย ตระหนักถงึ ความสาคัญของการมจี ติ สาธารณะ ดแู ลรักษาสาธารณสมบตั ิ สง่ิ แวดลอ้ ม เข้า
ร่วมกิจกรรมที่เป็นประโยชนต์ ่อโรงเรียน ชุมชน และสงั คม
ในการวจิ ัยคร้ังน้ี ผู้วิจัยได้จัดรูปแบบกิจกรรมใหเ้ หมาะสมกับช่วงวัยของนกั เรียนมรี ปู แบบกิจกรรมท่ีหลากหลาย ท้ังนา
เทคนิคของกจิ กรรมการเรียนรูแ้ บบรว่ มมือ ได้แก่ การแบง่ กลมุ่ ร่วมมือช่วยเหลือ ร่วมมือกันทางานตามบทบาทหน้าท่ีท่ีได้รับ ทุก
คนร่วมรับผิดชอบ ร่วมคิด ร่วมแสดงความคดิ เหน็ และเทคนิคการเรียนรู้จากการสังเกตจากตัวแบบ ไดแ้ ก่ ตัวแบบทเ่ี ปน็ ของจริง
เช่น ครูนักเรียนรุ่นพี่ เพื่อนนักเรียน เป็นต้น และตัวแบบที่เป็นสัญลักษณ์ เช่น รูปภาพในใบงาน โฆษณา หนังส้ัน เป็นต้น
นอกจากการมรี ปู แบบกจิ กรรมท่ีหลากหลายแลว้ ผู้วจิ ยั ไดจ้ ดั เตรยี มสอื่ ต่างๆ ในการจัดกิจกรรมคร้งั นี้ดว้ ย ได้แก่ วิดีทศั น์ สอ่ื สไลด์
เพลง ข่าว รูปภาพประกอบ บัตรคา อุปกรณ์การทาจิตอาสา เป็นต้น ทาให้นักเรียนไม่เกดิ ความเบื่อหน่าย ส่งผลให้นักเรียนได้มี
โอกาสแลกเปล่ียนความคิดเห็นและประสบการณ์ของตนเองกับผู้อ่ืน ซ่ึงทาให้แนวคิดหลายๆ ด้านท่ีเป็นประโยชน์และสามารถ
เลือกปฏิบัติได้ตามความเหมาะสมของตนเอง รวมถึงมีกิจกรรมท่ีช่วยสร้างความน่าสนใจของกิจกรรม เช่น การเล่าเร่ืองรอบวง
มมุ สนทนา คู่ตรวจสอบ คู่คิด การแสดงบทบาทสมมติ กรณีตัวอยา่ ง เป็นต้น เพราะเทคนิคต่างๆ ดังกล่าวสามารถชว่ ยสอนและ
ฝกึ ในเรื่องของการสร้างแนวคิด ฝกึ การวเิ คราะห์ โดยเน้นการจัดสภาพแวดลอ้ มและบรรยากาศทสี่ ่งเสรมิ ให้ผเู้ รียนกล้าแสดงออก
รวมท้ังจัดให้มีเนือ้ หาที่เกี่ยวข้องกับชีวติ ประจาวันทาให้เกิดความสนใจท่ีจะเรียนรแู้ ละพัฒนาความคิดของตนผ่านเทคนิคต่าง ๆ
ของกจิ กรรมการเรยี นรู้แบบร่วมมือและกิจกรรมการเรียนรจู้ ากการสงั เกตจากตวั แบบ อีกทั้งยังชว่ ยทาให้เกิดความเขา้ ใจในเร่ือง
จิตสาธารณะท้ัง 3 ด้าน คือ ด้านการใชข้ องสว่ นรวม การถือเป็นหน้าที่ และการเคารพสิทธิ สามารถนาไปประยุกตใ์ ชใ้ หเ้ หมาะสม
กับความรู้ความสามารถของตนเอง รู้จักและเข้าใจผู้อ่ืนได้ดีข้ึน ดังน้ันจึงกล่าวได้ว่าการใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือและ
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 62
กจิ กรรมการเรียนรจู้ ากการสังเกตจากตวั แบบ อย่างเหมาะสมเป็นส่วนสาคัญท่สี ามารถชว่ ยพัฒนานักเรียนในกลุ่มทดลองให้มีจิต
สาธารณะสงู ขึน้ ได้
จากการทดลองพบวา่ นักเรียนที่เขา้ ร่วมโปรแกรมส่งเสริมจิตสาธารณะมีการพัฒนาความมจี ิตสาธารณะสูงขน้ึ โดยแบ่ง
ออกเป็น 3 ดา้ นดงั นี้
ด้านการใช้ของส่วนรวม นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาตอนต้น ท่ีเข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมจิตสาธารณะ ก่อนการทดลองมี
คา่ เฉลี่ยระดับจติ สาธารณะด้านการใช้ของส่วนรวม 3.90 หลังการทดลองมีคา่ ค่าเฉลี่ยระดบั จิตสาธารณะด้านการใช้ของส่วนรวม
4.25 จากการทากิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือและกิจกรรมการเรียนรู้จากการสังเกตจากตัวแบบ ผ้วู ิจัยได้สังเกตเห็นนักเรียน
กลุ่มทดลองแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับพฤติกรรมการทาลายทรัพย์สินที่เป็นส่วนรวมผ่านตัวแบบท่ีเป็นรูปภาพ นักเรียนได้เกิด
การจัดกลุม่ แบ่งหน้าทีใ่ นการวิเคราะห์ขอ้ มลู จากรูปภาพทีพ่ บเห็นและอภปิ รายร่วมกัน เกิดการแสดงความคิดเหน็ ต่อรูปภาพใน
ทิศทางเดียวกันว่าเป็นพฤติกรรมท่ีไม่ควรเลียนแบบต่าง ๆ เช่น การขีดเขียนกาแพง การท้ิงขยะไม่เป็นท่ีเป็นทางการลักขโมย
ทรัพย์สินส่วนรวมเป็นต้น และนักเรียนเกิดการอภิปรายและแลกเปลี่ยนความรู้เก่ียวกับการดูแลรักษาส่ิงของที่เป็นทรัพย์สิน
ส่วนรวมของโรงเรยี นและมีแนวทางทนี่ กั เรียนจะสามารถปฏิบัติอย่างถูกตอ้ งในการดแู ลรกั ษาสง่ิ ของทเี่ ป็นทรัพยส์ นิ ส่วนรวมเห็น
ได้ว่า กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือและกิจกรรมการเรยี นรู้จากการสังเกตจากตวั แบบ ทาให้นกั เรียนเกิดการเรียนรู้และแสดง
ความคิดเห็นต่าง ๆ ที่สะท้อนถึงแนวคดิ และพฤติกรรมที่เหมาะสมเก่ียวกับความมีจิตสาธารณะจากการได้สังเกตเห็นตัวแบบใน
ลักษณะต่าง ๆ สอดคล้องกับธิดา สุวรรณสาครกุล (2554: 24) ได้กล่าวว่า การเรียนรู้จากการสังเกตจากตัวแบบคือ การทีบ่ ุคคล
ท่ีมชี ีวิตอยหู่ รือไม่มชี วี ิตอยู่จรงิ ผู้ซง่ึ จุดประกายให้บุคคลเลียนแบบหรือเปน็ แรงบันดาลใจซึ่งก็คอื บคุ คลที่ปรารถนาจะเป็นเหมอื น
ตวั แบบในลักษณะใดลักษณะหน่ึง และสอดคล้องกับชยั วัฒน์ สุทธริ ัตน์ (2552: 71) ได้กลา่ วว่า แนวทางในการเสรมิ สรา้ งให้เด็ก
มีจิตสาธารณะ คือวิธีการจัดการเรียนการสอนท่ีให้ผู้เรียนเกิดจากการเรียนรู้ด้วยตนเองโดยผ่านกระบวนการเรียนรู้จากการ
กระทา (Learning by doing) จะช่วยพัฒนาเด็กให้สามารถจดจาตัวแบบและสามารถเรียนรู้พฤติกรรมจิตสาธารณะท่ีถูกต้อง
เหมาะสม
ดา้ นการถือเป็นหนา้ ท่ี นักเรยี นชัน้ มัธยมศึกษาตอนตน้ ท่เี ขา้ รว่ มโปรแกรมสง่ เสริมจิตสาธารณะก่อนการทดลองมคี า่ เฉลย่ี ระดับจติ
สาธารณะด้านการถือเป็นหนา้ ท่ี 4.06 หลังการทดลองมีค่าคา่ เฉลย่ี ระดับจิตสาธารณะดา้ นการถอื เป็นหนา้ ท่ี 4.31 จากการทากิจกรรมการ
เรียนรูแ้ บบรว่ มมอื และกจิ กรรมการเรียนรจู้ ากการสงั เกตจากตัวแบบ ผวู้ จิ ัยได้สงั เกตนกั เรียนกลุ่มทดลองว่ามีการแสดงความคิดเหน็ เกยี่ วกับ
เกย่ี วกับเรอ่ื งส้นั และโฆษณาจากการดสู ื่อวดี ีทัศนแ์ ละนักเรียนได้เรยี นรู้พฤตกิ รรมการขาดจติ สาธารณะและมจี ิตสาธารณะในขณะที่เดินชม
บริเวณรอบ ๆ โรงเรียนและสามารถนาเอาลักษณะของบุคคลที่มีพฤติกรรมจิตสาธารณะมาเป็นต้นแบบในการแสดงพฤติกรรมความมีจิต
สาธารณะได้อย่างเหมาะสม เมอื่ มีนกั เรยี นหนงึ่ คนแสดงพฤติกรรมการเก็บขยะ นักเรยี นทเ่ี หลือกเ็ รมิ่ แสดงพฤตกิ รรมตาม อีกท้ังนักเรียนยัง
สามารถวเิ คราะห์สาธารณสมบตั ิของโรงเรยี นทคี่ วรได้รับการดแู ลรักษา และการหาแนวทางเพื่อชว่ ยกันรณรงคใ์ ห้นกั เรียนคนอ่ืนในโรงเรียน
หันมาร่วมกันดูแลสาธารณสมบัติของโรงเรียน และเกิดเรียนรกู้ ารทางานเป็นกลุ่ม มีความรับผิดชอบในหน้าท่ีของตนเอง เกิดการทบทวน
ตนเองหลังจากการทากิจกรรม สามารถพัฒนาพฤติกรรมจิตสาธารณะโดยรู้จักการอาสาทาบางสิ่งบางอยา่ งเพื่อส่วนรวม และมีส่วนร่วมใน
การชว่ ยดูแล หาแนวทางพัฒนา แก้ปัญหา และรักษาโรงเรียนให้สะอาดมากข้ึนซ่ึงสอดคล้องกับวลัยกรณ์ แพร่กิจธรรมชัย (2555 ;อา้ งอิง
จาก Bandura, 1977: 35) กล่าวว่า การเรียนรู้จากตัวแบบเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนอันเกิดจากท่ีบุคคลได้เห็นพฤติกรรมของผู้อื่น และ
พฤติกรรมน้ันๆจะชี้นาให้เลียนแบบ กระบวนการน้ีเรียกว่า กระบวนการเรียนรู้ด้วยการสังเกต ซ่ึงมีองค์ประกอบสาคัญ 4ประการคือ
กระบวนการใส่ใจ กระบวนการเก็บจา กระบวนการแสดงออก กระบวนการจูงใจ ซึ่งผู้สังเกตจะเลียนแบบพฤติกรรมที่พึงพอใจนั้นไว้และ
นามาดดั แปลงแก้ไขให้เหมาะสมย่ิงข้ึน กระบวนการจูงใจโดยการให้รางวัลหรือการเสริมแรงทางบวกเพื่อกระตุ้นให้ผู้สงั เกตแสดงพฤติกรรม
นั้นมากขึ้น
ดา้ นการเคารพสิทธิ นักเรยี นช้ันมธั ยมศึกษาตอนต้นท่ีเขา้ รว่ มโปรแกรมส่งเสรมิ จติ สาธารณะ กอ่ นการทดลองมคี า่ เฉลี่ย
ระดับจิตสาธารณะดา้ นการเคารพสทิ ธิ 4.13 หลังการทดลองมีคา่ เฉล่ียระดบั จติ สาธารณะด้านการเคารพสทิ ธิ 4.50 จากการทา
กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือและกิจกรรมการเรียนรู้จากการสังเกตจากตัวแบบ ผู้วิจัยได้สังเกตเห็นจากการให้นักเรียนกลุ่ม
ทดลองชมวิดีทัศน์เกี่ยวกับการแบ่งปันที่ย่ิงใหญ่ และให้นักเรียนแบ่งกลุ่มร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์ตัวอย่างที่เกี่ยวกับการ
แบ่งปันและการเปิดโอกาสให้ผู้อื่นได้ใช้ของส่วนรวม โดยให้นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันทาความเข้าใจในเหตุการณ์นั้น ๆ ว่า
พฤติกรรมในสถานการณ์ตัวอย่างน้ันเหมาะสมหรือไม่ ควรแก้ไขอย่างไร พร้อมทั้งร่วมกันวิเคราะห์ถึงแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง
พรอ้ มทั้งแบ่งหนา้ ท่ีรบั ผิดชอบในการแสดงบทบาทสมติให้ถูกต้องเหมาะสมตามหลักของการเคารพสทิ ธิและเปิดโอกาสให้ผู้อ่ืนได้
ใช้สิ่งของร่วมกัน นักเรียนแต่ละกลุ่มเกิดการเรียนรู้จากการแสดงบทบาทสมมติของกลุ่มเพ่ือนในด้านที่ดีและไม่ดีเกี่ยวกับการ
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 63
เคารพสิทธิและสามารถแยกแยะการกระทาและบอกเหตุผลของการไม่กระทาพฤตกิ รรมน้ัน ๆ ได้สอดคล้องกับอาภรณ์ ใจเที่ยง
(2550: 112)กล่าวว่า การเรียนรู้แบบร่วมมือต้องพ่ึงพาอาศัยกัน มีเป้าหมายร่วมกัน มีบทบาทหน้าท่ีทุกคนทั่วกัน ทุกคนมี
ความรู้สกึ วา่ งานจะสาเร็จไดต้ อ้ งช่วยเหลือซงึ่ กันและกนั เห็นความสาคัญของการทาประโยชนเ์ พ่อื ตนเองและเพือ่ สว่ นรวมซ่งึ เป็น
จดุ เร่ิมต้นของการสรา้ งจติ สาธารณะในตนเอง
ดังนั้น ผลการวิจัยในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ผลของการเข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมจิตสาธารณะสามารถพัฒนา
จิตสาธารณะของนักเรียนระดับช้ันมธั ยมศกึ ษาตอนตน้ โรงเรยี นหอวงั ปทมุ ธานไี ด้
ขอ้ เสนอแนะ
ขอ้ เสนอแนะทัว่ ไป
ควรส่งเสริมให้ครูและผู้ทเ่ี ก่ียวขอ้ งทางการศึกษานาโปรแกรมสง่ เสริมจิตสาธารณะไปใช้ในการพัฒนาจิตสาธารณะของ
นักเรียน อาจเปน็ การจัดการเรยี นการสอนในหอ้ งเรยี น จัดกจิ กรรมนอกห้องเรียน ค่ายการเรยี นรู้ตา่ ง ๆ เปน็ ต้น เพ่ือเสรมิ สร้างให้
นักเรียนมีจิตสาธารณะเพมิ่ มากขนึ้
ขอ้ เสนอแนะในการวิจยั ครงั้ ตอ่ ไป
1. ควรมกี ารวิจยั เพ่ือศกึ ษาองค์ประกอบของจติ สาธารณะให้มคี วามหลากหลายมากขน้ึ
2. ควรมีการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยหรือคุณลักษณะอ่ืนกับจิตสาธารณะ เช่น เพศ อายุ การอบรมเล้ียงดู
เป็นต้น
3. ควรมกี ารศกึ ษาในระยะติดตามผลเพอ่ื การมพี ฤตกิ รรมจติ สาธารณะทค่ี งทน
กติ ติกรรมประกาศ
ปริญญานิพนธ์ฉบับนี้สาเร็จได้ด้วยดี เน่ืองจากผู้วิจัยได้รับความกรุณาจากอาจารย์ ดร.นฤมล พระใหญ่ อาจารย์ท่ี
ปรึกษาและกรรมการควบคุมปริญญานิพนธ์ทีก่ รณุ าให้ความรู้ คาแนะนา ช่วยเหลือ และตรวจแกไ้ ขข้อบกพรอ่ งต่างๆ ด้วยความ
เอาใจใส่เปน็ อย่างดียงิ่ เพอ่ื ให้ปรญิ ญานิพนธฉ์ บับน้สี มบูรณ์ ผูว้ จิ ยั ขอกราบพระคณุ ไว้ ณ โอกาสน้ี
ขอบกราบขอบพระคุณ ผู้เช่ียวชาญทั้ง 3 ท่านที่เสียสละเวลาตรวจสอบและให้คาแนะนาในการปรับปรุงแก้ไขให้
งานวิจยั มีคณุ ภาพมากยง่ิ ขึ้น
ขอกราบขอบพระคุณผู้อานวยการธนพจ แก้ววงษา คณะครูและนักเรียน โรงเรียนหอวังปทุมธานี ที่กรุณาให้ความ
ช่วยเหลือ ให้ความเมตตา เออ้ื เฟ้อื สถานทใ่ี นการเกบ็ รวบรวมข้อมลู การวิจัยคร้ังน้จี นสาเร็จลุล่วงไปด้วยดี
ขอบคุณนายเชาวรัตน์ สอนพูดและนางกนกภณั ฑ์ สอนพดู บิดาและมารดาของผู้วิจัย ทคี่ อยสนบั สนนุ และให้กาลังใจ
ต่อผวู้ ิจยั ตลอดชวี ิตที่ผา่ นมา รวมทั้งผู้มีพระคณุ ทุกท่านทีไ่ มไ่ ดก้ ลา่ วนาม ที่มีสว่ นในการชว่ ยเหลอื ผลกั ดนั ให้การวจิ ัยครงั้ นสี้ าเร็จ
ไปไดด้ ว้ ยดี
ขอบคุณเพื่อนๆ นิสิตสาขาวิชาจิตวิทยาการศึกษารุ่นปี 2558 ทุกคนสาหรับกาลังใจ ความห่วงใย และการช่วยเหลือ
ตลอดระยะเวลาทศี่ กึ ษาอยใู่ นมหาวิทยาลยั จนปรญิ ญานพิ นธฉ์ บบั น้ี สาเรจ็ ลลุ ่วงเปน็ ผลใหเ้ กดิ ความเจรญิ ทางสติปญั ญาและสังคม
สุดท้ายนี้ผู้วิจัยขอขอบพระคุณ ครอบครัวท่ีเป็นกาลังใจสาคัญและมอบโอกาสที่สาคัญทางการศึกษา ตลอดจนพ่ีน้อง
และเพ่ือนทุกคนที่คอยห่วงใย และให้กาลังใจในการศึกษาตลอดมา จนทาให้งานปริญญานิพนธ์ฉบับนี้สาเร็จลุล่วงด้วยดี ผู้วิจัย
อุทศิ ส่งิ ดีงามแก่พระคณุ ทกุ ท่าน และขอขอบพระคุณเป็นอย่างสงู
เอกสารอา้ งอิง
กรรยา พรรณนา. (2553). การศกึ ษาผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นและจติ สาธารณะของนกั เรยี นชัน้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 ทีเ่ รียนโดยการ
จดั การเรยี นรแู้ บบเทคนิคการเรยี นรู้ดว้ ยการรับใชส้ ังคมและการจดั การเรยี นร้แู บบเทคนคิ ศกึ ษากรณตี ัวอย่างทเี่ น้นการ
เสนอตวั แบบสญั ลกั ษณ์. ปรญิ ญานิพนธ์ กศ.ม. (การมัธยมศึกษา). กรุงเทพฯ: บัณฑติ วทิ ยาลยั มหาวิทยาลัย
ศรีนครินทรวโิ รฒ.
กระทรวงศกึ ษาธิการ. (2551). หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551. กรงุ เทพฯ โรงพมิ พ์ชมุ นมุ สหกรณ์
การเกษตรแห่งประเทศไทย จากดั .
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 64
เขมณฏั ฐ์ มิ่งศริ ธิ รรม. (2554, พฤษภาคม-สงิ หาคม). การบรู ณาการวธิ กี ารเรียนแบบร่วมมือกับการเรยี นร่วมกนั . วารสารวิชาการ
บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร. 4(1): 435-444.
ฉันทนา จนั ทรบ์ รรจง และคณะ. (2551). รายงานการวิจัยเรอ่ื งผลกระทบของนโยบายรัฐบาลตอ่ การปลกู ฝังจติ สาธารณะและ
ความรับผดิ ชอบตอ่ สังคมของนกั เรียนในระดบั การศึกษาภาคบังคับ. กรุงเทพ: สานกั งานคณะกรรมการวิจยั แหง่ ชาติ.
ฉวีวรรณ ดาประไพ(2554). การศกึ ษาเปรียบเทยี บจติ สาธารณะของนักเรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 3 ในโรงเรียนกลุม่ กรุงธนใต้
สงั กดั กรุงเทพมหานคร ท่ีมคี วามสามารถในการคดิ วเิ คราะหต์ ่างกนั . ปริญญานพิ นธ์ กศ.ม. (การวัดผลการศึกษา).
กรุงเทพฯ: บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ.
ชยั วฒั น์ สุทธิรตั น.์ (2552). สอนเดก็ ให้มีจติ สาธารณะ. กรงุ เทพฯ: วพี รนิ ท์.
ทศิ นา แขมมณ.ี (2545). ศาสตร์การสอน : องค์ความรเู้ พือ่ การจดั กระบวนการเรยี นรูท้ ม่ี ปี ระสิทธภิ าพ. กรุงเทพฯ:
จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั .
ทศิ นา แขมมณ.ี (2552). วิทยาการดา้ นการคดิ . กรงุ เทพฯ: บริษทั เดอมาสเตอรก์ รุ๊ปแมนเนจเมน้ ทจ์ ากดั .
ธดิ า สวุ รรณสาครกลุ . (2554). การศึกษาคุณลกั ษณะของตัวแบบในการอา่ นที่สง่ ผลตอ่ นสิ ยั รักการอา่ นของเดก็ วัยร่นุ ในโรงเรยี น
มธั ยมศึกษา เขตกรงุ เทพมหานคร. วิทยานพิ นธ์ กศ.ม. (จติ วิทยาพฒั นาการ). กรุงเทพฯ: บณั ฑติ วิทยาลยั มหาวิทยาลัย
ศรนี ครินทรวโิ รฒ.
นงเยาว์ พรมวงั . (2556). การพฒั นาแผนการจดั การเรยี นรูท้ ักษะชีวติ ทีเ่ ก่ียวกบั เพศศึกษารายวิชาสุขศกึ ษา โดยใชก้ ิจกรรมการ
เรียนรู้แบบมสี ่วนร่วมบรู ณาการกบั ทฤษฎีการเรยี นรู้ทางสังคมเชิงพทุ ธิปญั ญาและวธิ ีการคดิ แบบโยนโิ สมนสิการเพอื่
พัฒนาเจตคตผิ ลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นและทกั ษะชีวติ สาหรบั นักเรียนชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 2. ปริญญานพิ นธ์ กศ.ม. (วจิ ัย
และพฒั นาการศึกษา). สกลนคร: บัณฑิตวทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั ราชภฏั สกลนคร.
นงลกั ษณ์ วิรชั ชัยและรงุ่ นภา ตัง้ จิตรเจริญกลุ . (2551). การวเิ คราะห์แนวโนม้ การเปลย่ี นแปลงคณุ ธรรมจรยิ ธรรมของคนไทย.
กรุงเทพฯ: ศนู ยส์ ง่ เสรมิ และพัฒนาพลงั แผน่ ดินเชิงคณุ ธรรม.
ปนพงศ์ งามมาก. (2557). ผลของโปรแกรมการเสนอตวั แบบและการเสริมแรงทางสังคมทม่ี ตี ่อการพฒั นาจติ สาธารณะของ
นักเรยี นชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 5 โรงเรยี นบ้านแสลงพนั ธ์ จงั หวดั สรุ ินทร.์ วทิ ยานิพนธ์ ศศ.ม. (จิตวทิ ยาการศกึ ษาและ
การแนะแนว). กรงุ เทพฯ: บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร.์
ไพบลู ย์ วัฒนศริ ธิ รรม. (2549). สานึกไทยทพ่ี ึงปรารถนา. กรุงเทพ: มลู นิธิบรู ณะชนบทแหง่ ประเทศไทยฯ.
เรณู เบา้ วรรณ. (2558). การพัฒนาทกั ษะทางสงั คมและจติ สาธารณะของนักเรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี1่ ห้องเรยี นอจั ฉรยิ ะดว้ ยการ
เรยี นแบบร่วมมือ. ปรญิ ญานิพนธ์ กศ.ม. (การมัธยมศกึ ษา). กรงุ เทพฯ: บัณฑติ วทิ ยาลยั มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ.
วลัยกรณ์ แพร่กจิ ธรรมชัย. (2555). ผลของการปรบั พฤติกรรมเพ่อื ลดความก้าวรา้ วของวยั รุ่นกลมุ่ เสี่ยง. วิทยานิพนธ์ กศ.ม.
(จติ วิทยาการแนะแนว). ปรญิ ญานิพนธ์ กศ.ม. (การมธั ยมศกึ ษา). กรุงเทพฯ: บัณฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั
ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ.
ศิรินภา ใจเมือง. (2557). ผลของการเรยี นรู้โดยการสงั เกตตัวแบบดว้ ยการใช้ส่ือเครอื ข่ายสังคมออนไลนต์ ่อทักษะในการยิงลกู ใต้
ห่วงของนกั กฬี าบาสเกตบอล. วิทยานิพนธ์ วท.ม. (วทิ ยาศาสตร์การกีฬา). เชียงใหม:่ บัณฑิตวทิ ยาลยั
มหาวิทยาลยั เชยี งใหม.่
สมโภชน์ เอ่ยี มสภุ าษิต. (2553). ทฤษฏแี ละเทคนิคการปรับพฤตกิ รรม. พิมพค์ ร้งั ที่ 6. กรุงเทพฯ จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั .
สือ่ พลงั . (2542). จติ สานึกสาธารณะ เส้นทางสูป่ ระชาสังคม. วารสารส่ือพลัง. 7(3): 3-19.
สานักวชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา. (2553). แนวทางการจัดกิจกรรมพัฒนาผูเ้ รยี น ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ัน
พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551. กรุงเทพฯ: โรงพมิ พ์ชมุ นุมสหกรณก์ ารเกษตรแหง่ ประเทศไทย จากดั .
อดิศร ขาวสะอาด. (2555). การพัฒนาผลสัมฤทธทิ์ างการอ่านจับใจความและคุณลกั ษณะจติ สาธารณะของนักเรียนชั้น
มัธยมศกึ ษาปที ี่ 2 โรงเรยี นนวลนรดศิ วทิ ยาคม รัชมังคลาภเิ ษก ทจี่ ดั การเรยี นรแู้ บบร่วมมอื ด้วยเทคนิค STAD.
วทิ ยานิพนธ์ กศ.ม. (การสอนภาษาไทย). นครปฐม: มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร.
อาภรณ์ ใจเทย่ี ง. (2550). หลักการสอน. พิมพ์คร้งั ท่ี 4. กรงุ เทพฯ: โอเดยี นสโตร.์
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 65
การเสรมิ สรา้ งการควบคมุ ตนเองของเยาวชนท่กี ระทาผดิ โดยการใหค้ าปรึกษากลมุ่
ENHANCEMENT OF SELF-CONTROL OF JUVENILE DELINQUENT THROUGH GROUP COUNSELING
พงศกร เฮงวิวัฒนชัย, สกล วรเจรญิ ศรี, พชั ราภรณ์ ศรีสวสั ดิ์
E-mail: [email protected]
บทคัดย่อ
การวจิ ัยคร้ังนมี้ ีความมงุ่ หมายคอื 1) เพ่ือศึกษาระดับการควบคมุ ตนเองของเยาวชนที่กระทาผิด 2) เพ่ือเปรยี บเทียบ
ผลของการเสริมสรา้ งการควบคมุ ตนเองของเยาวชนที่กระทาผิดทงั้ ก่อนและหลังการเขา้ ร่วมการใหค้ าปรกึ ษากลุ่ม กลมุ่ ตัวอยา่ งที่
ใช้ในการวิจัยครั้งน้ีเป็นเยาวชนในศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนสิรินธร จานวน 8 คน ซ่ึงได้มาจากวิธีการเลือกแบบเฉพาะ
เจาะจง (Purposive Sampling) ที่มีคะแนนจากการตอบในมาตรวัดการควบคุมตนเองที่ไม่ดี (Poor Self-control) ต้ังแต่
คะแนนเฉล่ียท่ี 3.50 ข้ึนไป และมีคะแนนจากการตอบในมาตรวัดการควบคุมตนเองที่ดี (Good Self-control) ตั้งแต่คะแนน
เฉลี่ยท่ี 2.49 ลงมา และมีความสมัครใจเข้าร่วมโปรแกรมน้ี การทดลองเป็นการวิจัยเชิงผสานวิธี (Mixed Method Research)
ระหว่างการวิจัยกึ่งทดลอง(Quasi-Experimental Research Design) แบบ One-Group Pretest-Posttest Design กับการ
วิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัยคร้ังน้ีคือ 1) แบบสอบถามวัดการควบคุมตนเองของเยาวชนที่กระทาผิด มีดัชนีความ
สอดคลอ้ ง (Index of Item – Objective Congruence: IOC) ได้คา่ ดัชนคี วามสอดคล้องของแบบวดั อยู่ระหว่าง 0.67 –1.00 มี
ค่าความเชื่อมั่น(Reliability) ทั้งฉบับเท่ากับ .81 และ 2) โปรแกรมการให้คาปรึกษากลุ่มเพื่อเสริมสร้างการควบคุมตนเองของ
เยาวชนที่กระทาผิด วิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้สถิตินอนพาราเมตริก (Nonparametric Statistics) ด้วยวิธีการทดสอบของ
วิลคอ็ กซัน (Wilcoxon Matched-Pairs Signed Ranks Test) แบบกลุม่ ทีไ่ ม่อิสระต่อกัน (Dependent Sample) และ 3) แบบ
สมั ภาษณ์แบบกึ่งมโี ครงสร้างมาใชใ้ นการวจิ ยั ชว่ งระยะติดตามผล
ผลการวิจัยพบวา่ 1) การควบคุมตนเองของเยาวชนท่ีกระทาผิดในภาพรวมของการควบคุมตนเองที่ดี (Good Self-
control) พบว่าอยู่ในระดบั มาก และระดับการควบคุมตนเองที่ไม่ดี (Poor Self-control) พบว่าอยู่ในระดับปานกลาง 2) หลัง
การเขา้ รว่ มโปรแกรมการใหค้ าปรกึ ษากลมุ่ ในดา้ นการควบคุมตนเองทดี่ ี (Good Self-control) มคี า่ เฉลี่ยของคะแนนการควบคมุ
ตนเองในภาพรวมและรายด้านสูงขึ้นอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนในด้านการควบคุมตนเองท่ีไม่ดี (Poor Self-
control) มคี า่ เฉล่ยี ของคะแนนการควบคุมตนเองในภาพรวมและรายด้านตา่ ลงอย่างมนี ัยสาคญั ทางสถิติทรี่ ะดับ .05
คาสาคัญ: การควบคมุ ตนเอง , เยาวชนทีก่ ระทาผิด , การใหค้ าปรกึ ษากลมุ่
Abstract
The purposes of this research were to: 1)To study the level of self-control of juvenile delinquent.
and 2) To compare the effects of enhancing self-control of juvenile delinquent both before and after
participating the group counseling. The samples used in this research were 8 youths in The Sirindhorn
Vocational Training Centre. Which is derived from a purposive sampling method with scores from the
answers in the poor self-control measure from an average score of 3.50 and above and with a score based
on responses in the good self-control scale since the average score of 2. 49 comes down. And have
voluntary participation in this program. The experiment is mixed method research. During quasi-
experimentalresearchdesign. One-group pretest-posttest design with qualitative research. The tools used
in this research were 1) Questionnaire to measure self-control of juvenile delinquent. Index of Item –
objective congruence: IOC of the measurement is between 0.67 - 1.00 with the confidence value of both
the value of .81 and 2)Group counseling program to enhancement self-control of juvenile delinquent who
analyze data by using nonparametric statistics by wilcoxon matched-pairs signed ranks test with
dependent sample and 3) Semi-structured interview forms used in research during the follow-up phase.
The results of the study were as follows: 1) Self-control of juvenile delinquents in the overall of
good self-control was found to be at a high level. And the level of poor self-control was found to be at
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 66
a moderate level. 2) After participating in the good self-control program, the average of self-control scores
in the overall and in each aspect increased significantly at the level of .05. In terms of poor self-control, the
mean scores of self-control scores in overall and in each aspect were significantly lower at the level of .05.
Keywords: Self-Control, Juvenile Delinquent, Group Counseling
บทนา
เด็กและเยาวชนทุกคนจาเป็นต้องได้รับการเอาใจใส่และดูแลอย่างเหมาะสมและรอบด้านในแต่ละช่วงวัยจากพ่อแม่
ผูด้ แู ล ชมุ ชนและสงั คมด้วยความรทู้ ่หี ลากหลายแบบสหวิชาชีพ รวมท้งั ต้องใช้ทักษะ และเจตคตทิ ี่เหน็ คณุ ค่าของเดก็ และเยาวชน
โดยไม่เลือกปฏิบัติ แต่คานึงถึงความเท่าเทียมเป็นธรรมและการมีส่วนร่วม ซ่ึงเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าเด็กและเยาวชนเป็น
ทรพั ยากรที่มีคุณค่าและมีความสาคัญอยา่ งยิ่งของประเทศ ทงั้ รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คม
แห่งชาติ แผนพัฒนาเด็กและเยาวชน รวมถึงแผนพัฒนาอ่ืนๆ ทุกฉบับท้ังในอดีตและปัจจุบัน ตลอดจนในกฎหมาย กฎระเบียบ
และอนุสัญญาระหว่างประเทศได้ระบถุ ึงประโยชน์สงู สดุ และความตอ้ งการของเดก็ และเยาวชนท่ีรัฐจะตอ้ งให้ความสาคญั และต้อง
คานงึ ถงึ เปน็ อันดบั แรก (ศิรินทร์รัตน์ ทองปาน. 2550: 1)
จากสภาพความเป็นจริงของสงั คมจะพบวา่ เยาวชนมิได้มีเพียงกลุ่มท่พี ร้อมจะรับการพัฒนาคุณภาพเทา่ นั้น แต่ยังมอี ีก
กลุ่มหนึ่งซ่ึงมีจานวนไม่น้อยที่เป็นเด็กและเยาวชนที่มีปัญหาในเรื่องของการกระทาความผิด (Juvenile Delinquent) และยัง
ตอ้ งการการแก้ไขฟ้ืนฟูเพื่อกลบั คนื สู่สงั คมอีกครงั้ หนง่ึ ท้ังนี้เพราะเดก็ และเยาวชนเปรียบเสมือนไมอ้ อ่ นที่รอรับการดัด ตดั แตง่ ให้
สวยงาม แม้ว่าจะเคยกระทาความผิดมาแล้วหลายครั้งก็ตาม (Recidivism) และหากจะกล่าวถึงการกระทาผิดของเด็กและ
เยาวชน (Juvenile Delinquency) นับว่าเป็นปัญหาสังคมท่ีมีอยู่ในทุกชุมชนและทุกยุคสมัย เพียงแต่แตกต่างกันในด้านของ
รูปแบบและระดับความรนุ แรงของปญั หาเท่านนั้ (จติ ราภรณ์ จิตรธร.2551: 1) โดยจากสถานการณ์การกระทาผดิ ในกลุ่มเด็กและ
เยาวชนนีย้ ังคงเป็นปัญหาสงั คมท่ีมีความสาคัญมากในปัจจุบันและย่ิงทวีความรุนแรงมากขนึ้ เร่ือยๆ ทัง้ ในแงป่ ริมาณและลกั ษณะ
ความรนุ แรงของการกระทาความผิดที่จะสงั เกตเห็นว่ามใิ ชเ่ ฉพาะความผดิ ทางศีลธรรมเล็กๆ นอ้ ยๆ เทา่ น้นั แต่ไดค้ รอบคลุมไปถึง
การกระทาผิดกฎหมายของบ้านเมือง โดยจะพบเห็นได้จากขา่ วสารตา่ งๆ ท่ปี รากฏพฤติกรรมทไี่ ม่เหมาะสมของเด็กและเยาวชน
เช่น การลักขโมย การเสพยาเสพติด การยกพวกตีกันของกลุ่มนักศึกษาระหว่างสถาบัน การก่อคดีข่มขืน กระท่ังการก่อคดี
ฆาตกรรมโดยเฉพาะความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ (ณัชชา ชุนช่วยเจริญ. 2559: 60) อีกทั้งยังมีปัญหาของการกระทาความผิดซ้าท่ี
จาเป็นอย่างย่ิงท่ีจะต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไขโดยเร่งด่วน และจากข้อมูลสถิติจากกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนได้
แสดงให้เห็นแล้วว่าจานวนและร้อยละของคดีเด็กและเยาวชนที่เป็นการกระทาผิดซ้าเมื่อ เปรียบเทียบกับคดีที่ถูกดาเนินคดีโดย
สถานพินิจฯ ทั่วประเทศตง้ั แต่ปี พ.ศ. 2554-2558 มีสถิติที่เพ่ิมมากย่ิงขน้ึ โดยรอ้ ยละของคดีที่เป็นการกระทาความผิดซา้ คิดเป็น
15.86 , 12.03 , 18.63 , 20.50 และ 19.03 ตามลาดับ ซ่ึงจะเห็นได้ว่าการกระทาความผิดซ้าของเยาวชนมีแนวโน้มที่จะเพ่ิม
มากข้ึนเรือ่ ยๆ (กรมพินิจและค้มุ ครองเดก็ และเยาวชน กระทรวงยุติธรรม.2560) ท้งั น้สี าเหตหุ นง่ึ อาจสบื เนอื่ งดว้ ยเยาวชนเหลา่ นี้
เป็นวัยท่ีอยู่ในช่วงหัวเล้ียวหัวต่อ (Transitional Period) ระหว่างวัยเด็กเข้าไปสู่วัยผู้ใหญ่ตอนต้น ซ่ึงช่วงอายุดังกล่าวน้ีในทาง
อาชญาวิทยาในกลุ่มของ Life-Course Theory ถือว่าเป็นช่วงอายุท่ีมปี ัญหามากกว่ากลมุ่ อื่นๆ โดยเป็นช่วงท่ีมีการเปลี่ยนแปลง
ทั้งดา้ นร่างกายและจิตใจและยังพบอกี วา่ เป็นช่วงท่ีมีการกระทาผดิ มากท่สี ุดหรือสงู ทีส่ ุดโดยเฉพาะกลุ่มทมี่ ีอายุระหว่าง 13-18 ปี
(Sampson and Laub. 2003: 312 อ้างถึงในชาญคณิต กฤตยา สุริยะมณีและอุนิษา เลิศโตมรสกุล. 2553: 191-192) และ
อกี หนึ่งสาเหตุท่ีก่อให้เกิดการการกระทาผิด (Predisposition) น้ันมักจะมีความสัมพันธ์กับปัจจัยในเรอ่ื งของการควบคุมตนเอง
(Self-Control) เพราะหากคนเราขาดความสามารถที่จะหักห้ามหรือระงับยับยั้งหรือข่มอาการต่างๆ ทางบุคลิกภาพ (Signs) ก็
สง่ ผลทาให้มีแนวโน้มที่จะกระทาความผิดได้ง่ายและสามารถท่จี ะกระทาความผิดไดใ้ นทุกๆ เรื่อง ซ่ึงในเร่ืองน้ีก็อตเฟรดสันและ
เฮอรส์ ชี (Gottfredson and Hirschi) ท่ีเป็นเจ้าของทฤษฎกี ารควบคมุ ตนเองไดอ้ ธบิ ายไว้อยา่ งชัดเจนวา่ คนท่ขี าดการควบคุม
ตนเองหรือควบคุมตนเองไม่ดีสามารถท่ีจะกระทาผิดได้ทุกๆ เร่อื ง (Siegel. 2000: 291) ซึ่งก็สอดคล้องกับงานวิจยั เรื่องของการ
กระทาผิดซ้าของเดก็ และเยาวชนในคดีความผิดเกย่ี วกบั ทรพั ย์: แนวทางในการป้องกันและแก้ไขโดยอาศยั ปจั จัยทีเ่ ปน็ ตัวทานาย
ทางด้านอาชญาวิทยาที่ได้วิเคราะห์ถึงปัจจัยท่ีมีผลหรือสามารถทานายการกระทาผิดซ้าเกี่ยวกับทรัพย์ของเด็กและเยาวชนทั่ว
ประเทศพบว่ากลุ่มตัวแปรส่วนบุคคลหรือระดบั บุคคล (Individual Level Factor) ซึ่งไดแ้ ก่ การควบคมุ ตนเอง (Self-Control)
เป็นปจั จัยทมี่ ีอิทธพิ ลสงู สุดทีส่ ามารถทานายการกระทาผดิ ซา้ ไดม้ ากทส่ี ดุ (ชาญคณติ กฤตยา สรุ ิยะมณแี ละอนุ ษิ า เลิศโตมรสกุล.
2553: 188-189) และยังมีงานวิจัยเร่ืองการศึกษาเปรียบเทยี บความเชอ่ื มั่นในตนเองและการควบคุมตนเองของเยาวชนท่ีกระทา
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 67
ความผิดและเยาวชนทไ่ี ม่ได้กระทาความผิดที่ผลการวิจัยสรุปว่า เยาวชนทกี่ ระทาความผดิ มีการควบคุมตนเองอยู่ในระดบั ปาน
กลางและเยาวชนที่ไม่ได้กระทาความผิดมีการควบคุมตนเองอยู่ในระดับมากซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ี
ระดับ .001 (จิรัปปภา เลิศวฒุ ิ.2547: 5) ทง้ั นี้ผูว้ จิ ัยได้แบ่งการวดั การควบคุมตนเองออกเป็น 2 ด้าน คอื ดา้ นการควบคุมตนเอง
ท่ีดี (Good Self-Control) และด้านการควบคุมตนเองท่ีไม่ดี (Poor Self-Control) ตามงานวิจัยของวิลล์และคณะ (Wills et
al.2001: 145-163) ที่ได้แบ่งมิติการควบคุมตนเองท่ีดีไว้ 3 ด้านคือ 1.ความสามารถในการสงบอารมณ์ (Soothability) 2.
ความสามารถในการชะลอความปรารถนา (Delay of gratification) 3.ความสามารถในการแก้ปัญหา (Problem solving)
และมิตกิ ารควบคุมตนเองที่ไม่ดไี ว้ 3 ดา้ นคอื 1.ความหนุ หันพลันแล่น (Impulsiveness) 2.การขาดสมาธจิ ดจ่อ (Distractibility)
3.ขาดความอดทนอดกล้ัน (Impatience) ดังน้ันการควบคุมตนเองคือความสามารถของเยาวชนในการจัดการกับความคิด
อารมณ์และพฤติกรรมของตนเองเม่อื ต้องเผชิญกบั สถานการณ์ท่ีกดดันหรือสุ่มเสย่ี ง โดยสามารถท่จี ะตัดสินใจและแสดงออกได้
อย่างเหมาะสมด้วยตนเอง ท้ังนี้การที่จะพัฒนาและเสริมสร้างการควบคุมตนเองให้กับเยาวชนท่ีกระทาผิดนั้นมีหลากหลายวิธี
และวิธีการหนึ่งที่ได้รับความนิยมและมีการใช้กันอย่างแพร่หลายนั่นก็คือการให้คาปรึกษากลุ่ม เพราะเป็นวิธีการที่สามารถ
นามาใช้ในการชว่ ยเหลือบคุ คลในการแกป้ ัญหาให้กับตนเองและในขณะเดียวกันก็สรา้ งความเจรญิ งอกงามใหก้ ับผู้รับคาปรกึ ษาได้
อีกด้วยนอกจากน้ีการให้คาปรึกษากลุ่มยังสามารถช่วยสร้างความไว้วางใจและบรรยากาศให้เป็นท่ียอมรับระหว่างสมาชิกด้วย
กันเองอีกท้ังยังช่วยกระตุ้นให้สมาชิกได้แสดงออกถึงความคิด ความรู้สึก อันจะส่งผลให้สมาชิกผู้เข้าร่วมเกิดการเปล่ียนแปลง
และเกดิ พฤติกรรมใหมท่ ่พี งึ ประสงค์ ซึ่งการใหค้ าปรกึ ษากลมุ่ นไ้ี ด้มุ่งเน้นให้ความสาคัญกบั ความรูส้ ึกและประเดน็ ปัญหาเป็นหลกั
สาคัญและช่วยให้ผรู้ ับการปรกึ ษาได้แก้ปัญหาต่างๆ ดว้ ยตนเอง ถงึ แม้ว่าโดยท่ัวไปหลายคนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าการใหค้ าปรกึ ษา
กลมุ่ จะมุ่งเนน้ ทกี่ ารแกป้ ัญหาเป็นหลกั แตใ่ นทางปฏิบัติกส็ ามารถชว่ ยในการพัฒนาควบคกู่ ับการแก้ปญั หาต่างๆ ไปพรอ้ มกบั การ
มุ่งการให้บริการในเชิงป้องกันได้ด้วยเช่นกัน (Morganett. 1990 อ้างถึงใน สกล วรเจริญศรี.2560: 4) และเน่ืองจากเยาวชนท่ี
กระทาความผิดเหลา่ นี้มอี ายุและประสบการณ์การกระทาผดิ ท่คี ลา้ ยคลึงกันย่อมมีความเข้าใจเรื่องราวของกนั และกนั ดงั น้นั การ
เลือกนาเอาวิธีการให้คาปรึกษากลุ่มมาใช้ในการเสริมสร้างการควบคุมตนเองจึงเปรียบเสมือนเป็นการรวมกลุ่มของบุคคลที่มี
ลักษณะเร่ืองราวของประสบการณ์และสภาพของปัญหาที่คล้ายคลึงกัน ย่อมส่งผลให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเกิดความ
เขา้ ใจซ่ึงกันและกันนอกจากน้ีจะเห็นไดว้ า่ วิธกี ารใหค้ าปรึกษากลุ่มมีสว่ นช่วยในการเสริมสรา้ งการควบคุมตนเองดั่งจะเหน็ ไดจ้ าก
งานวิจัยของสาวิตรี ล้าเลิศ (2552) ที่ได้ทาการศึกษาเรื่องการศึกษาพฤติกรรมก้าวร้าวและการพัฒนาโปรแกรมการควบคุม
ตนเองเพือ่ ลดพฤตกิ รรมก้าวร้าวของเยาวชนหญิงท่กี ระทาผิด ซ่ึงผลการวิจัยพบวา่ เยาวชนหญงิ ที่กระทาผิดท่ีเข้าร่วมโปรแกรม
การควบคุมตนเองเพื่อลดพฤติกรรมก้าวร้าว มีพฤติกรรมก้าวร้าวต่ากว่าก่อนการเข้าร่วมโปรแกรมการควบคุมตนเองเพื่อลด
พฤตกิ รรมก้าวร้าว อย่างมนี ยั สาคัญทางสถิติท่รี ะดับ .01และด้วยเหตนุ ้จี ึงทาใหผ้ ้วู ิจยั สนใจที่จะนาเอาการใหค้ าปรึกษากลุ่มแบบ
ผสมผสานมาใช้ในการเพิ่มระดบั การควบคมุ ตนเองเพ่ือที่จะเสรมิ สรา้ งการควบคุมตนเองใหก้ บั กลมุ่ เยาวชนทก่ี ระทาผดิ เน่อื งจาก
แนวคิดของการให้การปรึกษาแบบผสมของ Frederick Charles Thorne มีความเช่ือว่าไม่มีวิธีการให้การปรึกษาใดท่ีมีความ
สมบูรณ์ แต่ละวิธีตา่ งก็มีข้อดีและข้อจากัด จงึ สมควรทีจ่ ะดึงเอาแต่ข้อดีของแต่ละวธิ ีการมาปรับเป็นวิธีใหม่และเรยี กว่าการให้
การปรึกษาแบบผสม (ลกั ขณา สรวิ ฒั น์. 2560: 105) โดยในทีน่ ผ้ี ู้วิจัยเลือกใชท้ ฤษฎีการให้คาปรกึ ษาทางจิตวทิ ยามาผสมผสาน
กันเพ่อื ให้สอดคล้องกับเร่ืองของการควบคุมตนเองของเยาวชนที่กระทาผดิ และทฤษฎที ่ีผู้วจิ ัยนามาใชใ้ นการให้คาปรกึ ษาคร้ังนี้
ได้ใช้กลุ่มทฤษฎีการให้คาปรึกษาในระดับของความคิด ได้แก่ ทฤษฎีการให้คาปรึกษาแบบพิจารณาเหตุผล อารมณ์และ
พฤติกรรม (Rational Emotive Behavior Therapy) , กลุ่มทฤษฎีการให้คาปรึกษาในระดับของความรู้สึก ได้แก่ ทฤษฎี
การให้คาปรึกษาแบบผู้รับการปรึกษาเป็นศูนย์กลาง (Client-Centered Counseling Theory) และกลุ่มทฤษฎีการให้
คาปรึกษาในระดับของพฤติกรรม ได้แก่ ทฤษฎีการให้คาปรึกษาแบบเผชิญความจริง (Reality Counseling Theory) ,
ทฤษฎีการให้คาปรึกษาแบบพฤติกรรมนิยม (Behavioral Counseling Theory) และจากปัญหาเยาวชนท่ีกระทาผิดดังที่ได้
กล่าวมาในข้างต้น จึงมีความจาเป็นอย่างย่งิ ที่จะต้องมโี ปรแกรมทจ่ี ะพัฒนา แก้ไข ฟื้นฟใู ห้เยาวชนที่กระทาผิดได้มีการควบคุม
ตนเองที่ดี มีพฤตกิ รรมทเี่ ปน็ ไปในทิศทางท่ีพึงประสงค์และไม่หนั กลับไปสเู่ ส้นทางการกระทาความผิดซ้าอีกเม่ือได้กลับไปอยใู่ น
สังคมของตนเองอีกคร้ัง ดังนั้นหากเยาวชนมีการควบคุมตนเองท่ีดีแล้วก็จะเป็นเสมือนภูมิคุ้มกันที่จะช่วยทาให้เยาวชนเหล่าน้ี
สามารถท่ีจะเผชิญกับส่ิงเร้าภายนอกต่างๆ จากสังคมและสามารถท่ีจะหลีกเลี่ยง ยับย้ังการกระทาอันจะก่อให้เกิดความเส่ียง
หรอื การกระทาทจ่ี ะไม่นาไปซ่งึ พฤตกิ รรมการกระทาผดิ ซา้ อีกตอ่ ไปในภายภาคหนา้
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 68
กรอบแนวคดิ ในการวิจยั
ในการเสริมสร้างการควบคุมตนเองของเยาวชนที่กระทาผิดโดยการให้คาปรึกษากลุ่มนี้ ผวู้ ิจัยได้ใช้การวัดการควบคุม
ตนเองที่ดีและไม่ดีตามงานวิจัยของวิลล์และคณะ (Wills et al.2001: 145-163) ทไ่ี ด้แบ่งมิติการควบคุมตนเองท่ีดีไว้ 3 ด้านคือ
1.ความสามารถในการสงบอารมณ์ (Soothability)2.ความสามารถในการชะลอความปรารถนา (Delay of gratification) 3.
ความสามารถในการแก้ปัญหา (Problem solving) และมิติการควบคุมตนเองที่ไม่ดีไว้ 3 ด้านคือ 1.ความหุนหันพลันแล่น
(Impulsiveness) 2.การขาดสมาธจิ ดจ่อ (Distractibility) 3.ขาดความอดทนอดกล้ัน (Impatience) และกาหนดใหก้ ารควบคุม
ตนเองของเยาวชนที่กระทาผิดเป็นเป็นตัวแปรตาม (Dependent Variable) ในส่วนของโปรแกรมการให้คาปรึกษากลุ่ม ผู้วิจัย
ไดใ้ ชแ้ นวคดิ และทฤษฎกี ารให้คาปรึกษาทางจติ วิทยามาผสมผสานเพอ่ื เสริมสร้างการควบคมุ ตนเองของเยาวชนท่ีกระทาผิด
วัตถุประสงค์ของการวจิ ยั /Objectives
1. เพอื่ ศึกษาระดับการควบคุมตนเองของเยาวชนที่กระทาผดิ
2. เพอื่ เปรยี บเทยี บผลของการเสรมิ สรา้ งการควบคมุ ตนเองของเยาวชนท่กี ระทาผิดท้ังก่อนและหลังการเขา้ ร่วมการให้
คาปรกึ ษากลมุ่
สมมติฐานการวจิ ยั
1. เยาวชนทีก่ ระทาผดิ มกี ารควบคมุ ตนเองทดี่ ีเพ่มิ ข้ึนหลังจากทไ่ี ดร้ บั การให้คาปรกึ ษากลมุ่
2. เยาวชนทก่ี ระทาผดิ มกี ารควบคมุ ตนเองท่ีไมด่ ีลดลงหลังจากท่ไี ดร้ บั การใหค้ าปรกึ ษากลมุ่
วิธีดาเนนิ การวจิ ัย/Methods
ประชากรและกลมุ่ ตวั อย่าง
ในการวิจัยครงั้ น้ีผู้วจิ ัยได้ทาการเก็บข้อมูลจากประชากรท้ังหมด คือ เยาวชนที่กระทาผิดที่มีอายุอยใู่ นช่วง
ระหว่าง 15-25 ปี ที่อาศยั อยู่ในศนู ย์ฝกึ และอบรมเด็กและเยาวชนสิรินธร จานวน 102 คน (ศนู ย์ฝึกและอบรมเดก็ และเยาวชนสิ
รินธร. 2562) ประกอบดว้ ย 2 กลุ่ม ดังนี้
1. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาการควบคุมตนเอง คือ เยาวชนที่กระทาผดิ ที่มีอายุอยู่ในชว่ งระหว่าง 15-
25 ปี ท่ีอาศยั อยู่ในศูนยฝ์ ึกและอบรมเดก็ และเยาวชนสิรินธร จานวน 102 คน ซ่ึงผวู้ ิจัยสามารถเก็บแบบสอบถามกลับคืนมาได้
จานวน 102 ชุด คิดเปน็ รอ้ ยละ 100
2. กล่มุ ตวั อย่างท่เี ข้ารบั การเสรมิ สรา้ งการควบคมุ ตนเองโดยการให้คาปรึกษากลมุ่ คอื เยาวชนท่กี ระทาผิด
ที่มีอายอุ ยู่ในช่วงระหว่าง 15-25 ปี ท่อี าศัยอยใู่ นศูนยฝ์ ึกและอบรมเด็กและเยาวชนสิรนิ ธรที่ได้มาจากการคัดเลือกกลุ่มตัวอยา่ ง
อย่างเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) จากคะแนนการตอบในมาตรวัดการควบคุมตนเองที่ไม่ดี (Poor Self-control)
ต้ังแต่คะแนนเฉลี่ยท่ี 3.50 ข้ึนไป และมีคะแนนจากการตอบในมาตรวัดการควบคุมตนเองท่ีดี (Good Self-control) ต้ังแต่
คะแนนเฉลี่ยท่ี 2.49 ลงมา และมีความสมัครใจเข้าร่วมโปรแกรมนี้เป็นจานวนทั้งสิ้น 8 คน โดยใช้เกณฑ์ในการกาหนดจานวน
สมาชิกสาหรับเขา้ รับการให้คาปรึกษากลุ่มตามแนวคิดของคอเรย์ (Corey. 2012: 99) ที่กาหนดไว้ว่าจานวนสมาชิกท่ีเหมาะสม
ในการให้คาปรกึ ษากลุ่มควรจะมสี มาชิกประมาณ 8 คน เพ่อื ใหส้ มาชิกได้เกดิ การแลกเปลย่ี นเรยี นรู้และหากมีเยาวชนท่ีกระทาผดิ
มากกว่า 8 คน ผ้วู จิ ยั จะใช้การสมุ่ อยา่ งงา่ ยจากเยาวชนทสี่ มคั รใจเพอ่ื กาหนดกลมุ่ ตัวอย่างเข้ากลุม่
ตวั แปรทศ่ี ึกษา
ตวั แปรอสิ ระ คอื การให้คาปรึกษากล่มุ
ตัวแปรตาม คือ การควบคุมตนเอง
วิธกี ารเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล
1. ผู้วิจัยให้เยาวชนท่ีกระทาผิดท่ีอายุอยู่ระหว่าง 15-25 ปี ท่ีอาศัยอยู่ในศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนสิรินธร
จานวนท้ังส้ิน 102 คน ได้ทาแบบสอบถามวัดการควบคุมตนเองซ่ึงผู้วิจัยได้เก็บแบบสอบถามกลับคืนมาได้ท้ังหมดจานวน 102
ชุด คิดเป็นร้อยละ 100 แล้วคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างที่ได้มาจากการใช้วิธีการเลือกอย่างเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling)
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 69
จากผลคะแนนการตอบในมาตรวัดการควบคุมตนเองท่ีไม่ดี (Poor Self-control) ต้ังแต่คะแนนเฉล่ียท่ี 3.50 ข้ึนไป และมี
คะแนนจากการตอบในมาตรวัดการควบคุมตนเองท่ีดี (Good Self-control) ต้ังแต่คะแนนเฉลี่ยท่ี 2.49 ลงมา และมีความ
สมัครใจเข้าร่วมโปรแกรมน้ีเป็นจานวนท้ังสิ้น 8 คน โดยคะแนนการทดสอบคร้ังแรกนี้เป็นคะแนนก่อนการเข้าโปรแกรม (Pre-
test)
2. ผู้วิจัยได้ดาเนินการทดลองโดยการให้คาปรึกษากลุ่มเพ่ือเสริมสร้างการควบคุมตนเองในเยาวชนที่กระทาผิดตาม
โปรแกรมท่กี าหนดไว้จานวนทัง้ 8คร้งั โดยโปรแกรมการให้คาปรึกษากลุ่มมที ้ังหมด3 สัปดาห์ คอื สัปดาห์ละ 3 คร้งั ครงั้ ละ 60-
90 นาที
3. หลังจากท่กี ลุ่มตวั อย่างคือเยาวชนที่กระทาผิดได้เข้าโปรแกรมการให้คาปรึกษากลุ่มทง้ั 8 คร้ังเสรจ็ สนิ้ แล้ว ผู้วิจัยจึง
ให้กลุม่ ตวั อยา่ งท้ัง 8คนไดท้ าแบบสอบถามวดั การควบคมุ ตนเองอกี ครง้ั หนึง่ ซงึ่ ผ้วู จิ ัยจะนาแบบสอบถามวดั การควบคมุ ตนเองใน
คร้งั นี้เปน็ คะแนนหลังการเข้ารว่ มโปรแกรม (Post-test) และทาการสมั ภาษณ์ขอ้ มูลเชงิ ลึกเก่ยี วกบั เรื่องการควบคุมตนเอง
4. ผู้วิจัยได้นาคะแนนค่าเฉลี่ยท่ีได้จากการตอบแบบสอบถามวัดการควบคุมตนเองท้ังก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม
การใหค้ าปรึกษากล่มุ มาทาการวิเคราะหข์ ้อมลู ตามวิธีการทางสถติ เิ พื่อทดสอบตามสมมติฐานการวิจัยตอ่ ไป
เครื่องมอื ทใ่ี ชใ้ นการวิจยั
เครอ่ื งมอื ท่ใี ช้ในการวิจัยครั้งนป้ี ระกอบไปด้วย 3 ส่วนดว้ ยกนั ดังน้ี
1. แบบสอบถามวดั การควบคมุ ตนเองของเยาวชนทีก่ ระทาผิด
2. โปรแกรมการใหค้ าปรึกษากลมุ่ เพอื่ เสรมิ สร้างการควบคุมตนเองของเยาวชนทกี่ ระทาผิด
3. แบบสัมภาษณแ์ บบกึง่ มีโครงสร้าง
การวเิ คราะห์ข้อมลู
ผวู้ ิจัยดาเนินการวิเคราะห์หาสถิติพ้ืนฐาน หาความเชือ่ ม่ันของแบบวดั และเปรียบเทียบค่าเฉลีย่ การควบคุม
ตนเองในเยาวชนที่กระทาผิดก่อนการทดลองและหลงั การทดลอง โดยมรี ายละเอียดดังตอ่ ไปนี้
1. วิเคราะห์ความเทยี่ งตรงเชิงเน้ือหา (Content validity) ของแบบวดั การควบคมุ ตนเองในเยาวชนท่ีกระทา
ผดิ โดยใช้สูตรคานวณหาดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence: IOC) ระหว่างข้อคาถามกบั นิยาม
ศพั ทเ์ ชงิ ปฏิบัตกิ ารจากคะแนนของผู้ทรงคณุ วุฒิทีเ่ ป็นผเู้ ชยี่ วชาญ
2. วิเคราะห์ค่าอานาจจาแนกรายข้อของแบบวัด โดยการใช้ค่าความสัมพันธ์ของแบบสอบถาม รายข้อ
(Corrected Item-Total Correlation)
3. วิเคราะห์หาคา่ ความเชอ่ื ม่นั (Reliability) ของแบบวัดการควบคุมตนเองในเยาวชนที่กระทาผดิ โดยใช้สตู ร
สมั ประสิทธ์ิอัลฟา (α – Coefficient) ของครอนบาค (สมบตั ิ ทา้ ยเรือคา. 2555: 118)
4. สถิติพื้นฐาน ค่าเฉลี่ย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานของแบบวัดการควบคุมตนเองในเยาวชนที่กระทาผิดก่อน
การทดลอง (Pretest) และหลงั การทดลอง (Posttest) ของกลุ่มตัวอยา่ งจากแบบวัด
5. วิเคราะห์ความแตกตา่ งของค่าเฉล่ียการควบคุมตนเองในเยาวชนท่ีกระทาผิดก่อนการทดลองและหลงั การ
ทดลองโดยใช้สถิตินอนพาราเมตริก (Nonparametric Statistics) ด้วยวิธีการทดสอบของวิลค็อกซัน (Wilcoxon matched-
pairs signed ranks test) ในการเปรยี บเทียบความแตกต่างของตัวแปรทง้ั สองที่ไม่อสิ ระตอ่ กัน (Dependent Sample)
6. ผู้วิจัยนาข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-Depth Interview) ในช่วงระยะติดตามผลมาทาการ
วิเคราะห์จนได้รายละเอียดที่ครบถ้วนแล้วนาข้อมูลที่ได้มาทาการวิเคราะห์เน้ือหา (Content Analysis) โดยการตีความ ให้
ความหมาย หาข้อสรุปและนามาอภิปรายผลการทดลอง
ผลการวิจัย
1. การศกึ ษาระดบั การควบคุมตนเองของเยาวชนที่กระทาผดิ
การศึกษาระดับการควบคุมตนเองของเยาวชนท่ีกระทาผิด โดยการวิเคราะห์หาค่าเฉล่ียและส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน ดังในตารางท่ี 1
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 70
ตารางที่ 1 แสดงค่าเฉลยี่ สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐานของการควบคุมตนเองของเยาวชนทีก่ ระทาผดิ
ระดบั การควบคมุ ตนเอง Mean SD การแปลผล
การควบคมุ ตนเองท่ดี ี (Good Self-Control) ปานกลาง
มาก
ดา้ นการสงบอารมณ์ (Soothability) 3.17 0.66 มาก
มาก
ด้านการชะลอความปรารถนา (Delay of gratification) 3.86 0.49
ปานกลาง
ด้านการแกป้ ญั หา (Problem solving) 3.63 0.59
รวม 3.55 0.42
การควบคุมตนเองทีไ่ ม่ดี (Poor Self-Control)
ดา้ นการหนุ หันพลนั แล่น (Impulsiveness) 3.36 0.70
ด้านการขาดสมาธจิ ดจอ่ (Distractibility) 2.94 0.80 ปานกลาง
ดา้ นการขาดความอดทนอดกล้นั (Impatience) 3.47 0.87 ปานกลาง
รวม 3.25 0.66 ปานกลาง
จากตารางที่ 1 พบวา่ เยาวชนทก่ี ระทาผิดมกี ารควบคุมตนเองทด่ี ี (Good Self-Control) โดยภาพรวมอยูใ่ นระดับมาก
มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 3.55 มีค่าเฉล่ียเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.42 และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านการชะลอความ
ปรารถนามคี า่ เฉลีย่ สงู สุดเท่ากบั 3.86 มีค่าเฉลยี่ เบ่ยี งเบนมาตรฐานเทา่ กบั 0.49 รองลงมาคอื ด้านการแก้ปัญหามีค่าเฉลย่ี เท่ากับ
3.63 มีค่าเฉลี่ยเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.59 และด้านการสงบอารมณ์มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 3.17 มีค่าเฉล่ียเบ่ียงเบนมาตรฐาน
เท่ากับ 0.66 ตามลาดับ ส่วนการควบคุมตนเองท่ีไม่ดี (Poor Self-Control) โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉล่ีย
เทา่ กับ 3.25 มีค่าเฉล่ียเบ่ยี งเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.66 และเม่ือพิจารณาเปน็ รายด้านพบวา่ ด้านการขาดความอดทนอดกลั้นมี
ค่าเฉลี่ยสูงสุดเท่ากับ 3.47 มีค่าเฉลี่ยเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.87 รองลงมาคือ ด้านการหุนหันพลันแล่น มีค่าเฉล่ียเท่ากับ
3.36 มีค่าเฉล่ียเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.70 และด้านการขาดสมาธิจดจ่อ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.94 มีค่าเฉลี่ยเบ่ียงเบน
มาตรฐานเท่ากับ 0.80 ตามลาดบั
2. การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของการควบคุมตนเองที่ดีและไม่ดีของกลุ่มตัวอย่างก่อนและหลังการเข้าร่วม
โปรแกรมการให้คาปรึกษาเพ่อื เสรมิ สร้างการควบคุมตนเอง
การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของการควบคุมตนเองท่ีดีและไม่ดีทั้งในภาพรวมและรายด้านของก่อนและหลัง
การเขา้ รว่ มโปรแกรมการให้คาปรกึ ษาโดยใช้สถิตนิ อนพาราเมตรกิ (Nonparametric Statistics) ด้วยวิธกี ารทดสอบของวลิ คอ็ ก
ซัน (Wilcoxon Matched-Pairs Signed Ranks Test) แบบกลมุ่ ทไี่ มอ่ ิสระตอ่ กัน (Dependent Sample) ดังในตารางที่ 2
ตารางท่ี 2 ผลการเปรยี บเทียบค่าเฉลี่ยของการควบคมุ ตนเองของเยาวชนทก่ี ระทาผดิ กอ่ นและหลังการเข้ารว่ มการให้คาปรึกษา
กล่มุ การเสริมสรา้ งการควบคมุ ตนเอง (n = 8 คน)
กอ่ นการให้คาปรกึ ษา หลังการใหค้ าปรึกษา
การควบคมุ ตนเอง กลมุ่ กลุม่ t p
Mean SD Mean SD
การควบคุมตนเองทดี่ ี (Good Self-Control)
ดา้ นการสงบอารมณ์ (Soothability) 2.90 0.47 3.95 0.53 -2.38 0.02*
ด้านการชะลอความปรารถนา (Delay of 3.44 0.31 4.02 0.19 -2.55 0.01*
gratification)
ด้านการแกป้ ญั หา (Problem solving) 3.09 0.62 4.05 0.55 -2.10 0.04*
รวม 3.14 0.26 4.01 0.26 -2.52 0.01*
การควบคุมตนเองทีไ่ มด่ ี (Poor Self-Control)
ด้านการหุนหนั พลันแล่น (Impulsiveness) 4.08 0.43 2.10 0.44 -2.54 0.01*
ด้านการขาดสมาธจิ ดจ่อ (Distractibility) 3.75 0.46 2.43 0.25 -2.54 0.01*
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 71
ดา้ นการขาดความอดทนอดกลั้น (Impatience) 4.10 0.44 2.40 0.46 -2.54 0.01*
รวม 3.98 0.25 2.31 0.32 -2.52 0.01*
*มนี ยั สาคญั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั .05
จากตารางที่ 2พบว่าเม่ือเปรียบเทียบคา่ เฉลี่ยของการควบคุมตนเองของเยาวชนท่ีกระทาผดิ ก่อนและหลังการเข้าร่วม
โปรแกรมการให้คาปรึกษากลุ่มการเสริมสร้างการควบคุมตนเองที่ดี (Good Self-Control) โดยภาพรวมและทุกด้าน
ประกอบดว้ ย ดา้ นการสงบอารมณ์ ด้านการชะลอความปรารถนาและด้านการแก้ปญั หา มีความแตกต่างกนั อย่างมนี ัยสาคัญทาง
สถิติที่ระดับ .05 โดยหลังเข้ารว่ มโปรแกรมการเสริมสร้างการควบคุมตนเองโดยภาพรวมและรายด้านสูงกว่าก่อนการเสรมิ สร้าง
การควบคมุ ตนเอง ส่วนการควบคมุ ตนเองทีไ่ ม่ดี (Poor Self-Control) โดยภาพรวมและทกุ ด้าน ประกอบดว้ ย ด้านการหนุ หัน
พลันแล่น ด้านการขาดสมาธิจดจ่อและด้านการขาดความอดทนอดกลั้น มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ
.05 โดยหลังเข้าร่วมโปรแกรมการเสริมสร้างการควบคุมตนเองโดยภาพรวมและรายด้านต่ากว่าก่อนการเสริมสร้างการควบคุม
ตนเอง
สรุปผลการวิจัย
การศกึ ษาคน้ คว้าวจิ ัยในครั้งนี้ สรุปผลได้ดงั นี้
1. การศึกษาระดับการควบคุมตนเองของเยาวชนท่ีกระทาผิด พบว่า เยาวชนท่ีกระทาผิดมีการควบคุมตนเองที่ดี
(Good Self-Control) ในภาพรวมมคี ่าเฉล่ียอย่ใู นระดับที่มาก และการควบคุมตนเองที่ไม่ดี (Poor Self-Control) ในภาพรวม
มีค่าเฉลยี่ อย่ใู นระดบั ปานกลาง
2. การเปรียบเทียบการควบคุมตนเองก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมการเสริมสร้างการควบคุมตนเองโดยการให้
คาปรึกษากลุ่ม พบว่า หลังการเข้าร่วมโปรแกรมการให้คาปรึกษากลุ่มในด้านการควบคุมตนเองท่ีดี (Good Self-Control) มี
ค่าเฉล่ียของคะแนนการควบคุมตนเองในภาพรวมและรายด้านสูงข้ึนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนในด้านการ
ควบคุมตนเองท่ีไม่ดี (Poor Self-Control) มีค่าเฉล่ียของคะแนนการควบคุมตนเองในภาพรวมและรายด้านต่าลงอย่างมี
นัยสาคัญทางสถิตทิ ี่ระดบั .05
อภปิ รายผล
1. การศึกษาระดับการควบคุมตนเองของเยาวชนท่ีกระทาผิด พบว่า เยาวชนท่ีกระทาผิดมีการควบคุมตนเองที่ดี
(Good Self-Control) ในภาพรวมมคี ่าเฉลี่ยอยูใ่ นระดับมาก และการควบคุมตนเองที่ไม่ดี (Poor Self-Control) ในภาพรวมมี
ค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง ท้ังน้ีในภาพรวมของเยาวชนท่ีกระทาผิดพบว่ามีระดับการควบคุมตนเองที่ดีอยู่ในระดับมากและ
การควบคมุ ตนเองท่ีไม่ดีอยู่ในระดับปานกลางอาจเนื่องด้วยศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนสิรินธรเป็นศูนย์ฝึกที่มุ่งเน้นแก้ไข
ฟื้นฟูและฝึกอบรมให้เยาวชนได้กลับตัวเป็นคนดีจึงมีการเรียนการสอนทางวิชาการเพ่ือให้เยาวชนได้มีความรู้มีการฝึก
ประสบการณ์ทางวิชาชีพเพือ่ ให้มงี านทาและมีการพัฒนาทักษะชีวิตเพือ่ ให้สามารถช่วยเหลือตนเองได้เมอื่ ตอ้ งกลบั คนื ส่สู ังคมจึง
อาจทาให้เยาวชนในกลุ่มนี้มีระดับการควบคุมตนเองที่ดี ประกอบกับช่วงอายุของเยาวชนส่วนใหญ่ในศูนย์นี้ที่มีอายุอยู่ในช่วง
ระหว่าง 18-20 ปี ซึ่งจัดเป็นช่วงวัยรุ่นตอนปลายจึงทาให้มีวุฒิภาวะมากกว่าเยาวชนท่ีมีอายุอยู่ในช่วงวัยรุ่นตอนต้นรวมถึง
ระยะเวลาของเยาวชนทอี่ าศัยอยใู่ นศนู ยฝ์ ึกต่างๆ มาแลว้ ไม่ตา่ กวา่ 1-3 ปี จึงทาให้เดก็ มวี ุฒภิ าวะทางความคดิ และอารมณเ์ พม่ิ ขนึ้
ซึ่งสอดคล้องกบั พัฒนาการของวัยรุ่นตอนปลายท่พี บว่า พฤติกรรม ทัศนคติ ลักษณะร่างกายมวี ุฒิภาวะพรอ้ มทุกด้าน สามารถ
ที่จะควบคมุ อารมณ์และแสดงออกได้อย่างเหมาะสม มีเหตุผลและเปน็ ผใู้ หญ่อย่างเตม็ ที่(อุบลรัตน์ เพ็งสถติ ย.์ 2542: 213-214)
โดยทั้งน้ีหากพิจารณาอย่างละเอียดของค่าเฉล่ียในภาพรวมของด้านการควบคุมตนเองที่ดีเท่ากับ 3.55 ซ่ึงเมื่อเทียบกับเกณฑ์
คะแนนถือว่ามีคา่ เฉลีย่ สูงเกินเกณฑร์ ะดับปานกลางเพยี งเล็กนอ้ ย สว่ นด้านการควบคมุ ตนเองที่ไม่ดีพบว่ามีค่าเฉลย่ี เท่ากบั 3.25
ซึ่งก็อยู่ในเกณฑ์ระดับปานกลางซึ่งผลที่ได้มีความสอดคล้องกับงานวิจัยของจิรัปปภา เลิศวุฒิ (2547: 80) ท่ีได้ทาการศึกษา
เปรียบเทียบความเชื่อม่ันในตนเองและการควบคุมตนเองของเยาวชนท่ีกระทาผดิ และเยาวชนท่ไี ม่ได้กระทาผดิ ซ่งึ ผลการทดลอง
พบว่า เยาวชนทก่ี ระทาความผดิ และไมก่ ระทาความผิดมกี ารควบคุมตนเองแตกต่างกันอย่างมนี ัยสาคญั ทางสถิติทรี่ ะดบั .01 โดย
เยาวชนที่กระทาความผิดมีการควบคุมตนเองต่ากว่าเยาวชนท่ีไม่ได้กระทาความผิด ซ่ึงเยาวชนที่กระทาผิดมีระดับการควบคุม
ตนเองอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนเยาวชนท่ีไม่ได้กระทาความผิดมีระดับการควบคุมตนเองอยู่ในระดับมากซ่ึงผลของงานวิจัยน้ี
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 72
สะทอ้ นให้เหน็ วา่ เยาวชนทีก่ ระทาผิดมีระดบั การควบคุมตนเองได้น้อยกว่าเยาวชนที่ไม่ได้กระทาผิดดังนั้นการท่ีเยาวชนทก่ี ระทา
ผดิ มีระดบั การควบคุมตนเองน้อยกว่ากลุ่มเยาวชนทีไ่ ม่ไดก้ ระทาผดิ อาจสบื เนือ่ งมาจากช่วงวยั ของเยาวชนท่ีนอ้ ยเพราะการท่ศี าล
ตัดสินดาเนินคดีจะพิจารณาตามอายุจริงในวันท่ีก่อคดีซึ่งเยาวชนท่ีกระทาผิดน้ันจะมีช่วงอายุท่ีต่ากว่า 18 ปี และหลังจากคา
พพิ ากษาของศาลส้ินสุดลงเยาวชนจะถกู ส่งตัวไปยงั ศูนยแ์ ละสถานพินิจต่างๆ ตามกาหนดอตั ราโทษในระยะเวลาท่แี ตกต่างกนั ไป
ในแต่ละรูปแบบของคดีท่ีได้กระทาผิด และด้วยช่วงวัยท่ีน้อยของเยาวชนท่ีกระทาผิดจึงอาจทาให้การจัดการด้านความคิดและ
อารมณ์ยงั ไม่ดีพอท่ีจะสามารถควบคมุ ตนเองได้ซึ่งมีความสอดคลอ้ งกบั การศึกษาค้นคว้าทพ่ี บว่าเด็กและเยาวชนเหล่าน้ีเปน็ วัยท่ี
อยู่ในช่วงหัวเล้ียวหัวต่อ (Transitional Period) โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนคือเป็นช่วงที่เช่ือมต่อระหว่างวัยเด็กเข้าไปสู่วัยผู้ใหญ่
ตอนต้น ซ่ึงช่วงอายุดังกล่าวน้ีในทางอาชญาวิทยาในกลุ่มของ Life-Course Theory ถือว่าเป็นช่วงอายุทีม่ ีปัญหามากกวา่ กลุ่ม
อ่ืนๆ โดยเป็นช่วงท่ีมีการเปลี่ยนแปลงท้ังด้านร่างกายและจิตใจและยังพบอีกว่าเป็นช่วงท่ีมีการกระทาผิดมากที่สุดหรือสูงท่ีสุด
โดยเฉพาะกลุ่มท่ีมีอายุระหว่าง 13-18 ปี (Sampson and Laub.2003: 312 อ้างถึงในชาญคณิต กฤตยา สุริยะมณีและอุ
นษิ า เลศิ โตมรสกลุ .2553: 191-192) นอกจากน้แี ล้วจะพบว่าเยาวชนในกลุม่ ทก่ี ระทาผดิ ส่วนใหญม่ ีการศกึ ษาอยใู่ นระดบั ประถม
หรือมัธยมศึกษาตอนต้นแสดงให้เห็นว่าเยาวชนท่ีกระทาผิดมีระดับการศกึ ษาทตี่ ่าซ่ึงอาจทาให้มีความรู้น้อยทั้งในด้านวิชาความรู้
ต่างๆ และทักษะชีวติ จึงทาให้กระทาผิดโดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ได้ง่าย และหากพิจารณาปัจจัยด้านอื่นๆ เพ่ิมเติมจะพบว่า
เยาวชนทีก่ ระทาผิดสว่ นใหญ่มีสถานภาพครอบครัวคอื บิดาและมารดาจะแยกทางหรอื หย่ารา้ งกันซ่ึงอาจอธบิ ายได้ว่า ครอบครัว
ไมอ่ บอุน่ อันเน่ืองจากความไม่ปรองดองกันในครอบครัวระหว่างพ่อแม่มกี ารทะเลาะววิ าทกันบ่อยๆ ครอบครวั แตกแยกหรือหย่า
ร้าง (Broken Home) มารดาหรือบิดามีครอบครวั ใหม่ทาให้เด็กเกิดความเบ่ือหน่ายหรือพัฒนานิสัยที่ก้าวร้าวข้ึนมา หรือบาง
ครอบครวั ท่ีมบี ตุ รมากเกินไปและยากจน บิดามารดาต้องประกอบอาชีพหาเช้ากนิ ค่าหรือหากินรายวัน ไม่มีเวลาเอาใจใส่บุตรที่
ท่ัวถึงเด็กจึงมีโอกาสพบเพื่อนเกเรถูกชักชวนไปกระทาผิดได้ (ชาลี ติยายน. 2554: 48-50) หรือบางครอบครัวบิดาและมารดา
ของเยาวชนอาจจะอย่รู ่วมกนั แตว่ ิธีในการอบรมเลี้ยงดูแบบไม่เขม้ งวด ปล่อยปละละเลย เปน็ ครอบครวั ท่ีขาดระเบียบวนิ ัยหรือ
เป็นครอบครวั ที่ตามใจบตุ รมากเกินไปไม่ว่าเดก็ ตอ้ งการอะไรกย็ อ่ มได้ บดิ ามารดาหรือผู้ปกครองขาดความรู้ทางจิตวทิ ยาเกี่ยวกับ
การอบรมเลี้ยงดูบุตร ครอบครัวประเภทนี้ก็จะส่งเสริมให้เด็กมีพฤติกรรมท่ีผิดแผกจากมาตรฐานของสังคมได้ หรือแม้กระทั่ง
สภาพแวดล้อมครอบครัวของเด็กและเยาวชนนนั้ อยใู่ นชมุ ชนแวดล้อมบา้ นทไ่ี ม่ดีเปน็ แหลง่ สลัมหรือยา่ นชมุ ชนแออดั ท่เี ตม็ ไปดว้ ย
ปัญหาอาชญากรรม ปัญหายาเสพติด เปน็ ต้น เมือ่ เยาวชนเตบิ โตข้นึ มาจากสิ่งแวดล้อมดังกลา่ วจงึ รู้สกึ เคยชินมองเหน็ เป็นเรื่อง
ธรรมดาไป (ชาลี ติยายน. 2554: 51-52)นอกจากน้ี Gottfredson และ Hirschi ยงั ไดอ้ ธิบายถึงรากเหง้าของการควบคุมตนเอง
ทีไ่ มด่ ีหรือการขาดการควบคุมตนเองว่ามีสาเหตมุ าจากการขาดการฝึกอบรมเล้ยี งดูทีด่ ใี นวยั เด็ก (Child rearing practice) พ่อ
แม่หรือผู้ปกครองเด็กท่ีขาดการอบรมเล้ียงดูการดูแลเอาใจใส่ ไม่มีการลงโทษห้ามปรามเมื่อเด็กกระทาผิดหรือมีพฤติกรรม
เบี่ยงเบนเหล่าน้ีจะส่งผลทาใหเ้ ดก็ ขาดการควบคมุ ตนเอง (Lack of self control) ในที่สดุ ซ่งึ เด็กทีข่ าดความใกล้ชดิ ผกู พันกบั
พ่อ-แมแ่ ละเด็กที่ขาดการดูแลเอาใจใส่จากพ่อแมห่ รือเด็กที่พอ่ แม่มีพฤติกรรมเบยี่ งเบนหรือประกอบอาชญากรรมเหล่านจ้ี ะส่งผล
ต่อการพัฒนา Self control ของเด็กตามไปด้วย ทั้งนี้การพัฒนา Lack of self control นั้นจะพัฒนาไปเรื่อยๆ อย่างไม่
หยุดย้ัง (Gibbs and Giever. 1995: 231-255.) ในทางกลับกันหากเด็กและเยาวชนได้รับการอบรมเลี้ยงดูอย่างดีจาก
ครอบครวั โดยมีการอบรมบม่ นิสยั (Socialized Child) มกี ารดแู ลเอาใจใส่ (Supervision) และมกี ารลงโทษ (Punishment) เมื่อ
กระทาผิดจะหล่อหลอมให้เด็กและเยาวชนมีพลังอานาจในการควบคุมตนเอง มีขันติธรรม มีสติสัมปชัญญะ สามารถยับยั้ง
ความคดิ และพฤตกิ รรมของตนเองได้ฉะนนั้ การควบคุมตนเองจึงมคี วามสัมพันธก์ ับแนวโนม้ ในการกระทาผดิ คอื คนทีม่ ีการควบคุม
ตนเองสงู จะมีแนวโนม้ ในการกระทาความผิดตา่ และคนท่ีมีการควบคุมตนเองตา่ จะมีแนวโนม้ ในการกระทาผดิ สงู ซ่ึงกส็ อดคลอ้ ง
กับแนวคิดของก็อตเฟรดสันและเฮอร์สชี (Gottfredson and Hirschi) เจ้าของทฤษฎีการควบคุมตนเองได้อธิบายไว้อย่าง
ชดั เจนวา่ คนทข่ี าดการควบคุมตนเองหรอื ควบคมุ ตนเองไม่ดสี ามารถท่ีจะกระทาผดิ ได้ทกุ ๆ เรอื่ ง (Siegel.2000: 291) และหาก
จะกล่าวถึงแนวโน้มของการกระทาผิด (Predisposition) มักจะมีความสัมพันธ์กับปัจจัยในเร่ืองของการควบคุมตนเอง (Self-
Control) เพราะหากคนเราขาดความสามารถที่จะหักห้ามหรือระงับยับย้ังหรือข่มอาการต่างๆ ทางบุคลิกภาพ (Signs) ซึ่งเป็น
แนวโนม้ ที่จะทาให้คนเราสามารถกระทาผิดไดง้ ่ายและสามารถท่ีจะกระทาผิดได้ในทกุ ๆ เรื่องซ่งึ สามารถตอบความมุ่งหมายของ
การวิจัยข้อ 1 ในการศกึ ษาระดับการควบคมุ ตนเองของเยาวชนท่กี ระทาผดิ ไดเ้ ป็นอย่างดี
2. การเปรียบเทียบผลของการเสริมสร้างการควบคุมตนเองของเยาวชนที่กระทาผิดท้งั กอ่ นและหลงั การเข้าร่วมการให้
คาปรกึ ษากลุ่ม พบว่า หลังการใช้โปรแกรมการเสรมิ สร้างการควบคุมตนเองของเยาวชนท่ีกระทาผิดโดยการให้คาปรึกษากลุ่ม
แบบผสมผสานมีค่าเฉล่ียของคะแนนการควบคุมตนเองท่ีดี (Good Self-control) ในภาพรวมและรายด้านสูงกว่าก่อนการใช้
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 73
โปรแกรม และค่าเฉลี่ยของคะแนนการควบคุมตนเองท่ีไม่ดี (Poor Self-control) ในภาพรวมและรายด้านต่ากว่าก่อนการใช้
โปรแกรมอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 แสดงให้เห็นว่าการให้คาปรึกษากลุ่มช่วยเสริมสร้างการควบคุมตนเองทาให้
เยาวชนท่ีกระทาผิดมีการควบคุมตนเองท่ีดี (Good Self-control) เพ่ิมขึ้นและการควบคุมตนเองท่ีไม่ดี (Poor Self-control)
ลดนอ้ ยลง ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานของการวิจัยท่ีกล่าวไว้วา่ เยาวชนท่ีกระทาผดิ มคี ะแนนการควบคมุ ตนเองมากขึน้ หลังจาก
ทีไ่ ด้รับการให้คาปรึกษากลุ่ม และจากผลของการวิจัยน้ีแสดงให้เห็นว่าการให้คาปรกึ ษากลุ่มแบบผสมผสานสามารถเสริมสร้าง
การควบคมุ ตนเองในเยาวชนทีก่ ระทาผดิ ไดด้ ขี ้ึน ทัง้ นอ้ี าจเป็นเพราะการนาทฤษฎแี บบผสมผสานมาใชใ้ นการใหค้ าปรกึ ษาในครงั้
นี้โดยเริ่มจากกลุ่มทฤษฎีการให้คาปรึกษาท่ีมุ่งเน้นพัฒนาด้านความคิด ได้แก่ ทฤษฎีการให้คาปรึกษาแบบพิจารณาเหตุผล
อารมณ์และพฤติกรรม (Rational Emotive Behavior Therapy) , กลุ่มทฤษฎีการให้คาปรึกษาในระดับของความรู้สึก
ได้แก่ ทฤษฎีการให้คาปรึกษาแบบผู้รับการปรึกษาเป็นศนู ย์กลาง (Client-Centered Counseling Theory) และกลุ่มทฤษฎี
การให้คาปรึกษาท่ีเน้นการพัฒนาพฤติกรรม ได้แก่ ทฤษฎีการให้คาปรึกษาแบบเผชิญความจริง (Reality Counseling
Theory) , ทฤษฎีการให้คาปรึกษาแบบพฤติกรรมนิยม (Behavioral Counseling Theory) โดยทฤษฎีท้ังหมดที่ผู้วิจัย
นามาใช้นี้ยังมีความสอดคล้องกับนิยามศัพท์การควบคุมตนเองที่กล่าวไว้ว่าความสามารถของเยาวชนในการจัดการกับความคิด
อารมณ์และพฤติกรรมของตนเองเม่ือต้องเผชิญกบั สถานการณ์ท่กี ดดนั หรอื สุม่ เส่ยี ง โดยสามารถตดั สินใจและแสดงออกได้อยา่ ง
เหมาะสมด้วยตนเองซงึ่ สะท้อนและมุ่งเนน้ ให้เห็นถึงในเร่ืองของการจัดการท่ีความคิด อารมณ์และพฤติกรรม ซ่ึงสอดคล้องกับ
แนวคิดการให้การปรึกษาแบบผสมของ Frederick Charles Thorne ท่ีมีความเช่ือว่าไม่มีวิธีการให้การปรึกษาใดที่มีความ
สมบูรณ์ แต่ละวิธีต่างกม็ ีข้อดีและขอ้ จากัด จงึ สมควรที่จะดึงเอาแตข่ ้อดีของแต่ละวธิ ีการมาปรับเป็นวิธีใหม่และเรยี กว่าการให้
การปรึกษาแบบผสม (ลักขณา สริวัฒน์.2560: 105) นอกจากน้ีผลของการเสริมสร้างการควบคุมตนเองโดยการให้คาปรึกษา
กลุ่มยังมีความสอดคล้องกับงานวิจัยของสาวิตรี ล้าเลิศ (2552) ท่ีได้ทาการศึกษาเรื่องการศึกษาพฤติกรรมก้าวร้าวและการ
พัฒนาโปรแกรมการควบคุมตนเองเพื่อลดพฤติกรรมก้าวร้าวของเยาวชนหญิงทก่ี ระทาผดิ ซึ่งผลการวิจัยพบว่า เยาวชนหญิงท่ี
กระทาผิดทเ่ี ข้าร่วมโปรแกรมการควบคุมตนเองเพื่อลดพฤติกรรมก้าวร้าว มีพฤติกรรมก้าวร้าวต่ากว่าก่อนการเข้าร่วมโปรแกรม
การควบคุมตนเองเพื่อลดพฤติกรรมก้าวร้าว อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01จากผลการศึกษาและงานวิจัยสะท้อนให้เห็น
วา่ การให้คาปรกึ ษากลมุ่ เป็นวิธกี ารหนึง่ ท่ีสามารถนามาใช้ในการชว่ ยเหลอื บุคคลในการแกป้ ญั หาใหก้ บั ตนเองและในขณะเดยี วกัน
ก็สร้างความเจริญงอกงามให้กับผู้รับคาปรึกษาได้อีกด้วย นอกจากน้ีในการให้คาปรึกษากลุ่มยังสามารถช่วยสร้างบรรยากาศที่
ยอมรับซ่ึงกนั และกนั กระตุน้ การแสดงความคดิ ความรู้สึก ตลอดจนสร้างความรสู้ กึ ไว้วางใจกบั สมาชิกในกลมุ่ อนั สง่ ผลให้เกดิ
การเปล่ียนแปลงและการเกิดพฤติกรรมใหม่ท่ีพึงประสงค์ได้ (Morganett. 1990 อ้างถึงใน สกล วรเจริญศรี.2560: 4) และ
เน่ืองจากเยาวชนเหล่านี้มีอายุและประสบการณ์การกระทาผิดที่คล้ายคลึงกันย่อมมีความเข้าใจเร่ืองราวของกันและกัน ดังน้ัน
การที่ผู้วิจัยเลือกนาเอาการปรึกษากลุ่มมาใช้จึงเปรียบเสมือนเป็นการสร้างกลุ่มสังคมเพ่ือนเล็กๆ กลุ่มหน่ึงที่ให้วัยรุ่นได้มาอยู่
ร่วมกันซ่ึงเป็นกลุ่มบุคคลท่ีมีปัญหาทางอารมณ์หรือปัญหาต่างๆ ท่ีคล้ายคลึงกันยิ่งทาให้เยาวชนรู้สึกว่าได้อยู่ร่วมกับคนท่ี
เหมือนกัน อีกทั้งการให้คาปรึกษากลุ่มยังมีเพื่อนสมาชิกท่ีสามารถเป็นแบบอย่าง (Role Model) ให้แก่สมาชิกคนอื่นๆ
ตลอดจนการไดร้ บั การสนบั สนุนและใหก้ าลังใจซึง่ กนั และกันในกลุ่มดว้ ย
ข้อเสนอแนะ
ข้อเสนอแนะท่ัวไป
1. การมีโปรแกรมการให้คาปรึกษากลุ่มถือว่าเป็นกระบวนการสาคัญที่จะช่วยทาให้ผู้เข้าร่วมกลุ่มเกิดบรรยากาศของ
ความไว้วางใจและมีความกล้าในการท่ีจะแลกเปลี่ยนมุมมองความคิดหรือประสบการณ์เรื่องราวของตัวเองท่ีผ่านมา ท้ังนี้
โปรแกรมการเสรมิ สร้างการควบคมุ ตนเองยังช่วยทาให้ผ้เู ข้าร่วมได้เกดิ ความตระหนกั และเขา้ ใจตวั เองมากยงิ่ ข้นึ อกี ทงั้ ยงั ไดเ้ กิด
การการเรยี นร้แู ละยอมรบั ความผิดพลาดในอดีตมาเป็นบทเรยี นเพ่ือเตือนสตทิ ่จี ะช่วยไมใ่ หห้ นั กลับไปกระทาผิดซ้า
2. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนท่ีกระทาผิดสามารถนาองค์ความรทู้ ่ีได้รับจากการวิจยั คร้ังนี้ไปประยกุ ต์ใช้
ในการจัดโปรแกรมเพอื่ เสรมิ สรา้ งการควบคมุ ตนเองของเยาวชนท่กี ระทาผดิ อย่างจริงจัง เนือ่ งจากการควบคุมตนเองมีประโยชน์
และทาใหเ้ ยาวชนผกู้ ระทาผิดไดม้ ีภูมคิ ุ้มกนั และจากการศึกษาพบวา่ โปรแกรมการให้คาปรกึ ษากลุ่มเพอ่ื เสริมสร้างการควบคุม
ตนเองมีส่วนช่วยให้เยาวชนที่กระทาผิดมีความสามารถในการจัดการกับความคิด อารมณ์และพฤติกรรมของตัวเองได้เมื่อต้อง
เผชญิ กับสถานการณค์ วามกดดนั หรือสมุ่ เสย่ี ง
3. หน่วยงานท่ีเกย่ี วข้องกับเดก็ และเยาวชนกล่มุ อ่ืนๆ ท่ีมคี วามสุ่มเสี่ยงที่จะกระทาความผิด สามารถนาความรู้ที่ได้รับ
จากการวิจัยครง้ั นไ้ี ปประยุกต์ใช้ในการจดั โปรแกรมเพื่อเสรมิ สรา้ งการควบคุมตนเอง เนือ่ งจากหากเยาวชนมกี ารควบคุมตนเองท่ี
ดีกจ็ ะช่วยให้สามารถลดปญั หาหรอื คดกี ารกระทาผดิ ของเยาวชนท่ีอาจจะเกิดขึน้ ในภายภาคหน้า
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 74
ขอ้ เสนอแนะในการวจิ ัยครง้ั ต่อไป
1.เนื่องจากการวิจัยน้ีพบว่า นอกจากสาเหตุหลักที่เยาวชนขาดการควบคุมตนเองแลว้ สาเหตุอีกส่วนหน่ึงเกิดมาจาก
รปู แบบการอบรมเลีย้ งดขู องครอบครวั และการขาดตวั แบบอยา่ งท่ีดใี ห้กับเยาวชน ทั้งนห้ี ากมงี านวิจัยในลักษณะนี้อีก ผู้วจิ ัยอาจ
นาครอบครวั ไดเ้ ขา้ มามบี ทบาทและส่วนรว่ มในการทากลมุ่ รว่ มด้วยกจ็ ะชว่ ยทาให้ประสทิ ธผิ ลดยี ่งิ ขน้ึ
2. ในการศึกษาต่อไปควรมีการติดตามผลในระยะยาวหลังจากที่เสร็จส้ินโปรแกรมการทดลองของผู้เข้าร่วมในแต่ละ
เดือน เพ่ือศึกษาถึงผลความคงอย่ขู องพฤติกรรมการควบคมุ ตนเองและชว่ ยเสริมแรงให้พฤติกรรมการควบคุมตนเองคงอยู่อย่าง
ถาวรตอ่ ไป
เอกสารอา้ งองิ
กรมพนิ ิจและคมุ้ ครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยตุ ิธรรม. (2560). สถิติคดยี อ้ นหลังระหว่างปี พ.ศ. 2554 – 2558.สืบคน้ เมื่อ 9
ธนั วาคม 2560, จาก from http://www.djop.go.th/home
จิรัปปภา เลิศวุฒ.ิ (2547). การศึกษาเปรียบเทยี บความเชื่อมั่นในตนเองและการควบคมุ ตนเองของเยาวชนทก่ี ระทาความผดิ
และเยาวชนทีไ่ มไ่ ด้กระทาความผดิ . วิทยานิพนธ์ วท.ม. (จติ วทิ ยาพัฒนาการ).กรงุ เทพมหานคร: บณั ฑติ วทิ ยาลยั
มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง.
จติ ราภรณ์ จติ รธร. (2551). การกระทาความผิดซา้ ของเด็กและเยาวชนในฐานความผดิ เกย่ี วกับทรพั ย์ ศึกษาเชงิ ทฤษฎีการ
ควบคมุ ตนเอง การควบคมุ ทางสงั คมและการคบหาสมาคมท่ีแตกตา่ ง. วทิ ยานพิ นธ์ ศศ.ม. (อาชญาวิทยาและงาน
ยุติธรรม). กรุงเทพมหานคร: บัณฑิตวทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั มหดิ ล.
ชาญคณิต กฤตยา สรุ ยิ ะมณแี ละอุนษิ า เลศิ โตมรสกุล. (2553, มนี าคม-สงิ หาคม). การกระทาผดิ ซา้ ของเดก็ และเยาวชนในคดี
ความผิดเกย่ี วกบั ทรพั ย์:แนวทางในการป้องกันและแกไ้ ขโดยอาศยั ปจั จัยทเ่ี ปน็ ตวั ทานายทางดา้ นอาชญาวิทยา.
วารสารสหศาสตร์.10(1): 188-217.
ชาลี ติยายน. (2554). ความสัมพนั ธ์เชงิ อานาจของเด็กและเยาวชนทก่ี ระทาผิดซ้าทอ่ี ย่ใู นความดแู ลของสถานพินจิ และคมุ้ ครอง
เด็กและเยาวชนจังหวดั เชยี งใหม่. วทิ ยานิพนธ์ ศษ.ม. (จติ วิทยาการศึกษาและการแนะแนว). เชียงใหม่: บัณฑติ
วิทยาลัย มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่.
ณชั ชา ชนุ ชว่ ยเจริญ. (2559, กรกฏาคม-ธันวาคม). ผลการปรกึ ษากลมุ่ เกสตลั ทต์ ่อการยับยง้ั ชัง่ ใจของเยาวชนที่กระทาผดิ ซ้า.
วารสารพยาบาลตารวจ.8(2): 58-72.
ลกั ขณา สริวัฒน์. (2560). ทฤษฎีและเทคนคิ การใหก้ ารปรกึ ษา. พมิ พ์คร้ังที่ 1. กรงุ เทพฯ: สานกั พิมพโ์ อเดียนสโตร.์
ศิรนิ ทร์รตั น์ ทองปาน. (2550). แนวทางการประยุกตใ์ ชร้ ปู แบบการแกไ้ ขฟ้นื ฟแู ละพฒั นาเดก็ และเยาวชนที่กระทาผิดในศนู ยฝ์ ึก
และอบรมเดก็ และเยาวชนบ้านกาญจนาภเิ ษก. วิทยานพิ นธ์ สส.ด. (การบริหารสังคม). กรุงเทพมหานคร: บณั ฑติ
วทิ ยาลยั มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
สกล วรเจรญิ ศรี. (2560). เทคนคิ เชงิ สรา้ งสรรคแ์ ละกจิ กรรมสาหรบั การให้คาปรกึ ษากล่มุ วัยรนุ่ . พิมพ์คร้งั ท่ี 1. กรุงเทพฯ: คณะ
ศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ.
สมบตั ิ ทา้ ยเรอื คา. (2555). ระเบยี บวธิ ีวิจยั สาหรบั มนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร.์ พมิ พค์ รั้งท่ี 5. มหาสารคาม: โรงพิมพ์
มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม.
สาวิตรี ล้าเลิศ. (2552). การศกึ ษาพฤตกิ รรมกา้ วรา้ วและการพฒั นาโปรแกรมการควบคุมตนเองเพื่อลดพฤติกรรมกา้ วรา้ วของ
เยาวชนหญงิ ทกี่ ระทาความผดิ . ปริญญานพิ นธ์ กศ.ม. (จิตวทิ ยาการแนะแนว). กรุงเทพฯ: บณั ฑติ วิทยาลยั
มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ.
อุบลรตั น์ เพ็งสถติ ย.์ (2542). จิตวิทยาพัฒนาการ. พมิ พ์คร้งั ที่ 3. กรงุ เทพมหานคร: สานักพิมพม์ หาวทิ ยาลัยรามคาแหง.
Corey, G. (2012). Theory and practice of group counseling. 8thed.CA: Thomson Brooks/Cole.
Gibbs, J. J., & Giever, D. (1995, June). Self-control and its manifestations among university students: an
empirical test of Gottfredson and Hirschi’s general theory. Justice Quarterly.12(2): 231-255.
Siegel, L. J. (2000). Criminology. Belmont, Calif: Wadsworth/Thomson Learning.
Wills, T.A., Cleary, S.D., Filer, M., Shinar, O., Mariani, J., & Spera, K. (2001, September). Temperament
related to early--onset substance use: Test of a developmental model. Prevention Science. 2(3): 145-
163.
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 75
การเสริมสรา้ งความสุขในการทางานของพนกั งานขายสนิ เชือ่ ทางโทรศพั ท์ ด้วยการให้คาปรกึ ษาแบบกลมุ่
THE ENHANCEMENT OF HAPPINESS AT WORK OF PERSONAL CREDIT TELESALES
THROUGH GROUP COUNSELING
วัชรพล วิริยะสรรคส์ กลุ , มณฑริ า จารเุ พง็ , สกล วรเจริญศรี
[email protected]
บทคัดยอ่
การวิจัยในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพ่ือ 1) ศึกษาระดับความสุขในการทางานของพนักงานขายสินเช่ือทางโทรศัพท์ และ2)
เปรียบเทียบระดับความสุขในการทางานของพนักงานขายสินเชื่อทางโทรศัพท์ ก่อนและหลังเข้าร่วมการให้คาปรึกษา กลุ่ม
ตัวอย่างท่ีใช้ในการศึกษา เป็นพนักงานขายสินเชื่อทางโทรศัพท์ของธนาคารแห่งหน่ึงจานวน 152 คน และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน
การทดลอง ได้แก่ พนักงานขายสินเชื่อทางโทรศัพท์ที่มีคะแนนความสุขในการทางาน ต้ังแต่เปอรเ์ ซ็นไทล์ที่ 25 ลงมาจานวน 8
คน เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามความสุขในการทางาน ที่มีอานาจจาแนกอยู่ระหว่าง 0.24 – 0.65
และมีค่าความเชอ่ื ม่นั ของแบบประเมนิ ทง้ั ฉบับเทา่ กับ 0.92และ 2) โปรแกรมการให้คาปรกึ ษาแบบกลุ่มเพ่ือเสรมิ สรา้ งความสุขใน
การทางานของพนักงานขายสินเช่ือทางโทรศัพท์ ส่วนในการวิเคราะห์ข้อมูล โดยการเปรียบเทียบความ แตกต่างของค่าเฉล่ีย
ความสุขในการทางานของพนักงานขายสนิ เช่อื ทางโทรศัพท์กอ่ นและหลังการทดลอง ภายในกลุ่มทดลอง โดยใช้สตู รการทดสอบ
คา่ เฉลยี่ สองกลมุ่ ท่ีไมเ่ ปน็ อิสระจากกัน
ผลการศึกษาวิจัย พบว่าพนักงานขายสินเช่ือทางโทรศัพท์มีความสุขในการทางานท้ังโดยรวมและรายด้าน ได้แก่ ด้าน
ความพึงพอใจในชีวิต ด้านความพึงพอใจในงาน ด้านอารมณ์ทางบวก และด้านอารมณ์ทางลบ อยู่ในระดับปานกลางและ
พนักงานขายสินเชอ่ื ทางโทรศัพท์ท่ีได้รับการให้คาปรึกษากลุ่ม มีความสุขในการทางานก่อนและหลังได้รับการให้คาปรึกษากลุ่ม
แตกต่างกันอยา่ งมนี ัยสาคัญทางสถติ ิท่รี ะดับ .05 ท้งั ในภาพรวมและรายด้าน โดยหลังไดร้ ับการใหค้ าปรกึ ษากล่มุ พนักงานขายสิน
เช่อื งทางโทรศัพทม์ คี วามสขุ ในการทางานสงู กวา่ กอ่ นไดร้ บั การใหค้ าปรึกษากลุ่ม
คาสาคัญ: ความสขุ ในการทางาน, การให้คาปรึกษาแบบกลุ่ม, พนกั งานขายสินเชอ่ื ทางโทรศัพท์
Abstract
The purposes of this research were to: 1) study the happiness at work level of personal credit
telesales. and 2) compare the happiness at work of personal credit telesales before and after participating
in the group counseling. The sample group was the 152 personal credit telesales entered the bank. The
experimental group were 8 personal credit telesales whose the Happiness at work score 25 percentile and
below. The research instruments were 1) the Happiness at Work Questionnaire with the discrimination
valued ranging from 0 .24 – 0.65 and reliability coefficient (alpha) of 0.92 and 2) the Group Counseling
Program to Develop Happiness at Work. The t-test for dependent samples was used the analyze the data.
The results of the study were as follows: 1. The happiness at work level of personal credit
telesalesas a whole and in the sub aspects: life satisfaction, work satisfaction, positive effectand negative
effect in average level. 2. After participated the Group Counseling Program to Develop Happiness at Work,
the happiness at work level of personal credit telesales as a whole and in the sub aspects were significant
increasing at .05 level
Keywords: Happiness at Work, The Group Counseling, Personal Credit Tele Sales
บทนา
มนุษย์หรือบุคลากรที่มีอยู่จึงเป็นทรัพยากรที่สาคัญและมีค่าท่ีสุดในองค์กร หากองค์กรใดมีบุคลากรท่ีมีประสิทธิภาพ
และมีคุณภาพ เป็นบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถมีความพร้อมและมีความเต็มใจที่จะปฏิบัติงานอย่างเต็มกาลังความสามารถ
องค์กรนั้นย่อมมีโอกาสท่ีจะประสบความสาเร็จและเจริญเติบโตสูง (ณัฎฐพันธ์เขจรนันทน์. 2541: 1) ด้วยเหตุน้ีองค์กรต่างๆจึง
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 76
พยายามหาหนทางในการรักษาพนักงานให้อยู่กับองค์กรให้นานท่ีสุด ด้วยวิธีการต่างๆ โดยพยายามเสริมสร้างความสุขในการ
ทางานให้กับพนักงานในองค์กรซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ คอล (อรรถพร คงเขียว. 2554 :19 ;อ้างอิงจาก Kall. 2004)
พบว่า ความสุขในการทางานมีความสัมพันธ์ทางลบกับอัตราการลาออกจากงาน และยังพบว่า ความรู้สึกท่ีเป็นสุขเกิดจาก
ประสบการณท์ ่ีสมหวังจากการทางาน เพราะมีแรงจูงใจที่ทาให้สนกุ สนานและมีความรู้สึกทีด่ ตี อ่ การทางาน ใหผ้ ลลพั ธ์เชิงบวกใน
ประสบการณช์ ีวิต เชน่ ผลงานทม่ี คี ณุ ภาพ มชี ีวิตชีวาในการทางาน
ซ่ึงตามแนวคิดเรื่องความสุขในการทางานของไดเนอร์ (Diener 2003: 67) ได้กล่าวไว้ว่า ความสุขในการทางาน เป็น
การตอบสนองความตอ้ งการของบุคคลตามแรงปรารถนา ในสิ่งน้ันๆมีความพึงพอใจในภารกจิ หลักซง่ึ คือ งานทีก่ ระทา สง่ ผลต่อ
ความพึงพอใจในชีวิตให้ความรู้สึกของอารมณ์ด้านบวกสูง และความรู้สึกของอารมณ์ดา้ นลบในระดับต่า อนั ประกอบด้วย ความ
พึงพอใจในชีวิต ความพึงพอใจในงานอารมณ์ทางบวก และอารมณ์ทางลบ ซึ่งสอดคล้องกับอากีลล์ (กนกวรรณ วังมณี. 2554:
11-12; อ้างองิ จาก Argyle. 1991: 77-95) ซึ่งประกอบด้วย 2 องคป์ ระกอบ ได้แก่ 1 องคป์ ระกอบทางความคิด นั้นคือ ความพึง
พอใจในชีวิต และองค์ประกอบที่ 2 องค์ประกอบทางอารมณ์ คือ การประเมินความสุขในแง่ของอารมณ์ทางบวก และอารมณ์
ทางลบนน้ั เอง
บุคคลที่ทางานในตาแหน่ง พนักงานขายสินเชื่อทางโทรศัพท์ ซ่ึงพนักงานเหล่าน้ีเป็นเปรียบเสมือนด่านแรกและเป็น
ตัวแทนของบริษัท ต้องเผชิญกับสถานการณ์ท่ีบีบค้ันบ่อยคร้ัง เช่น การรองรับอารมณ์จากลูกค้าที่มาใช้บริการ รวมทั้งการมี
รายรับท่ีไม่แนน่ อนของพนกั งาน กอ่ ให้พนักงานไม่มีความสุขในการทางานได้ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจยั ท่ีได้ศึกษามาท่ีได้กล่าวไว้
ว่า การทางานผ่านช่องทางโทรศัพท์หรือเรียกว่าการตลาดทางโทรศัพท์ พบว่า พนักงานทที่ทางานในลักษณะแบบน้ีจะมีระดับ
ความเครียดท่ีค่อนข้างสูง เช่นจากการศึกษา รุ่งระวี พันธานนท์ (2548: 67-80) ได้ศึกษาความเครียดในการปฏิบัติงานของ
พนักงานศูนย์รบั โทรศัพทส์ ายดว่ น พบว่า ระดับความเครียดในการปฏบิ ัติงานในภาพรวมอยใู่ นเกณฑส์ ูงกว่าปกติถึงร้อยละ 92
จากข้อมูลข้างต้นผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาการเสริมสร้างความสุขในการทางานของพนักงานขายสินเช่ือทางโทรศัพท์
โดยนากระบวนการให้คาปรึกษากลุ่มแบบผสมผสานและเทคนิคต่างๆมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการให้คาปรึกษาแบบกลุ่มตาม
ทฤษฎกี ารให้คาปรกึ ษาแบบยึดบุคคลเป็นศนู ย์กลาง ทฤษฎกี ารให้คาปรึกษากลุ่มแบบอัตถิภาวนิยม ทฤษฎีการให้คาปรึกษากลุ่ม
แบบภวนิยม ทฤษฎีการให้คาปรึกษาแบบพิจารณาเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรม ทฤษฎีการให้คาปรึกษาแบบพฤติกรรมนิยม
และทฤษฎีการใหค้ าปรึกษาแบบเกสตลั ท์ ซ่ึงผู้วิจยั มองเห็นว่ากระบวนการดังกล่าวมีความเหมาะสมและจะมสี ่วนช่วยใหพ้ นักงาน
สามารถคน้ พบแนวทางในการสร้างความสขุ และการเรียนร้ทู ี่จะอยู่ร่วมกับบคุ คลอนื่ ในสังคมการทางานได้
กรอบแนวคดิ ในการวจิ ัย
ผวู้ ิจัยได้นาแนวคิดของไดเนอร์ (Diener. 2003: 542-574) มาสรา้ งเป็นกรอบแนวคดิ ในการเสรมิ สร้างความสุขในการ
ทางาน โดยการให้คาปรกึ ษาแบบกลมุ่ โดยมีองค์ประกอบท่นี ามาใช้ในการศึกษา ได้แก่ ความพงึ พอใจในชวี ติ , ความพงึ พอใจใน
งาน, อารมณ์ทางบวก, และอารมณ์ทางลบ ดังที่แสดงในภาพประกอบ
ตวั แปรตน้ ตัวแปรตาม
การใหค้ าปรึกษาแบบกลุ่ม ความสขุ ในการทางาน
วัตถุประสงคข์ องการวิจัย
1. เพื่อศึกษาความสุขในการทางานของพนักงานขายสนิ เชือ่ ทางโทรศพั ท์
2. เพ่ือเปรียบเทียบความสุขในการทางานของพนักงานขายสินเชื่อส่ทางโทรศัพท์ก่อนและหลังการเข้าร่วมการให้
คาปรึกษาแบบกล่มุ
สมมตฐิ านการวิจัย (ถา้ ม)ี
พนกั งานขายสินเชื่อทางโทรศพั ทม์ ีคะแนนความสขุ ในการทางานสงู ขน้ึ หลงั จากการได้รบั การให้คาปรกึ ษาแบบกลมุ่
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 77
วิธีดาเนินการวจิ ยั /Methods
ประชากรที่ใช้ในการวจิ ยั
ประชากรท่ีใช้ในการศึกษาคร้ังนี้ เป็นพนักงานขายสินเช่ือทางโทรศัพท์ของธนาคารแห่งหน่ึงในเขตกรุงเทพมหานคร
จานวน 250 คน
กลุ่มตัวอยา่ งท่ใี ช้ในการวิจัย
1. กล่มุ ตัวอย่างที่ผูว้ ิจัยนามาเพือ่ เสริมสรา้ งความสขุ ในการทางาน เป็นพนกั งานขายสนิ เชอ่ื ทางโทรศัพท์ ธนาคาร
แห่งหน่งึ จานวนท้ังสิน้ 152 คน ซ่ึงมาจากเกณฑก์ ารกาหนดขนาดกลมุ่ ตัวอยา่ ง จากจานวนประชากร 250 คน
2. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการให้คาปรึกษาแบบกลุ่มเพื่อเสริมสร้างความสุขในการทางาน เป็นพนักงานขายสินเชื่อทาง
โทรศัพทข์ องธนาคารแห่งหนง่ึ โดยพจิ ารณาจากกลมุ่ ตวั อยา่ งทม่ี คี ะแนนการทาแบบทดสอบความสุขในการทางาน ตงั้ แตเ่ ปอร์เซ็น
ไทล์ที่ 25 ลงมาและสมัครใจเข้าร่วมการให้คาปรึกษากลุ่มคร้ังนี้ จานวน 12 คน แล้วสุ่มอย่างง่าย โดยการจับฉลาก เพื่อได้กลุ่ม
ทดลอง เป็นจานวน 8 คน
ตวั แปรทีศ่ ึกษา
ตวั แปรจดั ต้น ได้แก่ การให้คาปรกึ ษาแบบกลมุ่
ตัวแปรตาม ไดแ้ ก่ ความสขุ ในการทางาน
วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล
1. ผู้วิจัยนาแบบสอบถามความสุขในการทางาน จานวน 33 ข้อ ไปเก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง ซ่ึงเป็นพนักงานขาย
สินเชื่อทางโทรศัพท์ ธนาคารแห่งหนึ่ง จานวน จานวน 152 ฉบับ และผู้วิจัยได้ใช้ข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถามดังกล่าวเป็น
คะแนนสาหรบั การทดสอบกอ่ น ในกล่มุ ทดลอง
2. ผู้วิจัยได้นาคะแนนท่ีได้จากแบบสอบถามของพนักงานขายสินเช่ือทางโทรศัพท์ที่มีคะแนนความสุขในการทางาน
ตงั้ แต่เปอเซนตไ์ ทล์ท่ี 25 ลงมา และทาการสมุ่ อย่างง่ายเพ่อื คดั เลอื กพนักงานมาถามความสมัครใจในการเขา้ ร่วมการทดลอง โดย
ไดก้ ลุ่มตวั อย่างในการเข้าร่วมการทดลองคร้งั น้ีจานวน 8 คน
3. ผู้วิจัยได้ดาเนินการทดลองใช้โปรแกรมการให้คาปรกึ ษากลุ่มเพ่ือเสริมสร้างความสุขในการทางานของพนักงานขาย
ทางโทรศัพท์กับกลุ่มทดลอง จานวน 8 คน โดยใช้เวลาครั้งละประมาณ 1 ช่ัวโมง จานวนท้ังสิ้น 8 ครั้ง ในระหว่างวันท่ี 16
กุมภาพนั ธ์ พ.ศ. 2562–30 มีนาคมพ.ศ. 2562 เมื่อสน้ิ สุดการโปรแกรมการให้คาปรึกษากลุม่ ผูว้ จิ ัยได้ทาการทดสอบกลุม่ ทดลอง
อีกครัง้ โดยการทาแบบสอบถามความสขุ ในการทางานและนาข้อมลู ทีไ่ ด้ทั้งก่อนและหลังการทดลองมาวิเคราะห์ตามวธิ ีทางสถิติ
เพอ่ื ทดสอบสมมติฐานตอ่ ไป
เครอื่ งมอื ทใ่ี ชใ้ นการวจิ ัย
1.แบบสอบถามความสขุ ในการทางาน
แบบสอบถามความสุขในการทางานท่ีผู้วิจัยได้สร้างขึ้น โดยให้มาตราส่วนประมาณค่า 4 ระดับ ประกอบไปด้วยข้อ
คาถาม4 ด้าน รวมทัง้ ส้ินจานวน 33 ข้อ โดยผู้วิจยั ได้ใช้ข้อคาถามท่ีมคี ่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคาถามมีคา่ มากกวา่ 0.5
มาใช้ในการสร้างแบบสอบถามครั้งนี้ และได้นาแบบวัดมีค่าอานาจจาแนกรายขอ้ อยรู่ ะหว่าง 0.24-0.66และค่าความเชื่อมัน่ ของ
แบบวัดท้งั ฉบับโดยใช้วิธหี าสัมประสิทธ์ิแอลฟ่าของครอนบาค มีเท่ากับ 0.92
2. โปรแกรมการให้คาปรกึ ษาแบบกลมุ่ เพ่อื เสรมิ สรา้ งความสขุ ในการทางานของพนกั งานขายสนิ เชือ่ ทางโทรศพั ท์
ผ้วู จิ ยั ได้บรู ณาการเทคนคิ และทฤษฎีต่างๆ ท่มี ีความเกี่ยวข้องกบั การเสรมิ สร้างความสุขในการทางานของพนักงานขาย
สินเชอ่ื ทางโทรศัพท์ ประกอบด้วยการใหค้ าปรึกษาท้งั หมด 8 โปรแกรม โดยใช้วธิ กี ารผสมผสานเทคนิคและวิธีการของทฤษฎกี าร
ให้คาปรึกษาแบบยึดบุคคลเป็นศนู ย์กลาง ทฤษฎีการให้คาปรึกษากลุ่มแบบอัตถิภาวนิยม ทฤษฎีการให้คาปรึกษาแบบพิจารณา
เหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรมทฤษฎีการให้คาปรึกษาแบบพฤติกรรมนิยม และทฤษฎีการให้คาปรึกษาแบบเกสตัลท์ มาใช้ใน
การเสรมิ สร้างความสขุ ในการทางาน
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 78
การวเิ คราะห์ขอ้ มลู
ผูว้ จิ ัยดาเนนิ การเพอ่ื วิเคราะห์ข้อมูลเพ่อื การทดสอบสมมติฐาน โดยการเปรยี บเทียบความแตกตา่ งของคา่ เฉล่ียความสุข
ในการทางานของพนักงานขายสนิ เช่ือทางโทรศัพท์ก่อนและหลังการทดลอง ภายในกลุ่มทดลอง โดยใช้สูตรการทดสอบคา่ เฉล่ีย
สองกลุ่มทีไ่ ม่เปน็ อสิ ระจากกัน
ผลการวจิ ยั
1. การศกึ ษาความความสุขในการทางานของพนักงานขายสินเช่ือทางโทรศพั ท์
ผู้วิจัยนาข้อมลู จากแบบสอบถามความสขุ ในการทางานของกล่มุ ตัวอยา่ งจานวน 152 คน มาหาคา่ เฉลยี่ และสว่ น
เบย่ี งเบนมาตรฐาน ดังแสดงในตาราง 1 ดังน้ี
ตาราง 1 คา่ เฉลย่ี ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐานและระดบั ของความสขุ ในการทางานของกลุ่มตวั อย่าง (n=152)
ความสุขในการทางาน M SD การแปลผล
ความสุขในการทางานภาพรวม 2.84 0.39 ปานกลาง
ความพงึ พอใจในชีวิต 2.76 0.42 ปานกลาง
ความพึงพอใจในงาน 2.92 0.45 ปานกลาง
อารมณท์ างบวก 2.81 0.54 ปานกลาง
อารมณ์ทางลบ 2.85 0.44 ปานกลาง
จากผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู จากตาราง 1 พบวา่ กลมุ่ ตัวอยา่ งมคี า่ ความสุขในการทางานภาพรวมอยู่ในระดบั ปานกลาง
โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.84 เมื่อพิจารณารายด้านของกลุ่มตัวอย่างพบว่า ค่าเฉล่ียของความพึงพอใจในงานมีค่าสูงที่สุด เท่ากับ
2.92 ตามด้วยอารมณท์ างลบ มีค่าเฉลย่ี เท่ากบั 2.85 รองลงมาค่าเฉล่ียของอารมณท์ างบวก เท่ากบั 2.81 และค่าเฉลี่ยของความ
พงึ พอใจในชีวติ เทา่ กบั 2.76 ตามลาดับ
2. การเปรียบเทียบคา่ เฉลี่ยความสขุ ในการทางานของพนักงานขายสนิ เช่อื ทางโทรศพั ทก์ อ่ นและหลังการเขา้ รว่ ม
โปรแกรมการใหค้ าปรกึ ษาการเสรมิ สร้างความสุขในการทางาน
2.1 การเปรียบเทยี บค่าเฉลี่ยความสขุ ในการทางานกลมุ่ ทดลองทั้งก่อนและหลงั การให้คาปรึกษากล่มุ ในภาพรวมและ
รายด้าน โดยใช้การเปรียบเทียบคา่ เฉลี่ยแบบไม่เปน็ อิสระต่อกัน (t-test for dependent samples)
ตาราง 2การเปรียบเทียบความสุขในการทางานกลุ่มทดลอง กอ่ นและหลงั การไดร้ ับการใหค้ าปรึกษากลุ่ม (n=8)
ความสุขในการทางาน กอ่ นทดลอง หลงั ทดลอง MD t df p
M SD M SD
ความพึงพอใจในชวี ิต 2.02 0.10 3.05 0.28 1.03 11.37*** 7 0.00
ความพงึ พอใจในงาน 1.94 0.28 3.01 0.31 1.08 6.14*** 7 0.00
อารมณท์ างบวก 1.45 0.26 2.77 0.32 1.32 8.69*** 7 0.00
อารมณ์ทางลบ 1.92 0.38 3.27 0.44 1.34 6.29*** 7 0.00
รวม 1.85 0.18 3.03 0.11 1.18 16.16*** 7 0.00
***p <.05
จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากตาราง2 พบว่า กลุ่มทดลองมีค่าเฉล่ียความสุขในการทางานก่อนและหลังการทดลอง
แตกต่างกันอยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิติท่รี ะดับ .05 ท้ังในภาพรวมและรายดา้ น โดยหลังการทดลองกลมุ่ ตัวอยา่ งมีค่าเฉล่ียความสุข
ในการทางานสงู กว่าก่อนการทดลอง โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.03และ 1.85 ตามลาดับ เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ความพึง
พอใจในชีวิต กลุ่มทดลองมีค่าเฉลีย่ ความพงึ พอใจในชีวิตหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง โดยมคี ่าเฉล่ียเท่ากับ 3.05 และ
2.01 ตามลาดับ สาหรับความพึงพอใจในงาน กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยหลงั การทดลองสงู กวา่ ก่อนการทดลอง โดยมคี ่าเฉลย่ี เท่ากับ
3.01 และ 1.94 ตามลาดับ ด้านอารมณ์ทางบวก กลุ่มทดลองมีค่าเฉล่ียหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง โดยมีค่าเฉล่ีย
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 79
เท่ากับ 2.77 และ 1.45 ตามลาดับ และอารมณ์ทางลบ กลุ่มทดลองมีค่าเฉล่ียหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง โดยมี
ค่าเฉลีย่ เท่ากบั 3.27 และ 1.92 ตามลาดบั
สรุปผลการวิจยั
1. พนักงานขายสินเช่ือทางโทรศัพท์มีความสุขในการทางานระดับปานกลาง โดยมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 2.84เม่ือพิจารณา
รายดา้ น พบว่า พนักงานขายสนิ เชอื่ ทางโทรศพั ทม์ ีความพึงพอใจในงานสงู ท่ีสุด โดยมคี ่าเฉล่ยี เทา่ กบั 2.92 ตามด้วยด้านอารมณ์
ทางลบ มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 2.85 รองลงมาด้านอารมณ์ทางบวก มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 2.81 และด้านความพึงพอใจในชีวิต มีค่าเฉลี่ย
เท่ากบั 2.76 ตามลาดับ
2. พนักงานขายสินเชื่อทางโทรศัพท์ที่ได้รับการให้คาปรึกษากลุ่ม มีความสุขในการทางานก่อนและหลังได้รับการให้
คาปรึกษากลุ่มแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิตทิ ่ีระดับ .05 ทั้งในภาพรวมและรายด้าน โดยหลังไดร้ ับการให้คาปรึกษากลุ่ม
พนักงานขายสินเชือ่ งทางโทรศพั ท์มคี วามสุขในการทางานสงู กวา่ ก่อนได้รับการให้คาปรกึ ษากลุม่
อภิปรายผล
การวิจยั เรอื่ ง การเสริมสรา้ งความสุขในการทางานของพนักงานขายสินเช่ือทางโทรศพั ท์โดยการใหค้ าปรึกษาแบบกลุ่ม
สามารถอภิปรายผล ได้ดงั นี้
1. การศกึ ษาความสุขในการทางานของพนกั งานขายสนิ เช่ือทางโทรศพั ท์
จากจุดมุ่งหมายการวจิ ัยข้อท่ี 1 เพ่ือศึกษาความสขุ ในการทางานของพนักงานขายสินเชื่อทางโทรศัพท์ จากการศึกษา
พบว่า พนักงานขายสินเช่ือทางโทรศัพท์มีความสุขในการทางานในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับปานกลาง ท้ังน้ีเนื่องจากใน
กระบวนการคดั สรรบุคลากรมาทางานในแผนกการตลาดทางโทรศัพท์น้ัน พนักงานจะต้องมีคณุ สมบตั ิ นา้ เสียงท่ีชัดเจน อบอุ่น มี
ความม่ันใจความสามารถในการเรียนรู้แนวคิดใหม่ๆได้อย่างรวดเร็วมีความผ่อนคลาย ไม่เครียดมีความม่ันใจในตนเองและ
ต้องการประสบความสาเร็จความสามารถในการฟัง และทาความเข้าใจชอบติดต่อกับผู้คน และชอบการแนะนาบุคคลอ่ืน และ
เป็นคนต้ังใจจริง มีความมุ่งม่ัน(อรชร มณีสงฆ์. 2546: 176-181) ซ่ึงสอดคล้องกับผลงานวิจัยของศิริรัตน์ หมางสูงเนิน (2547 :
60-63) ทีไ่ ด้ศกึ ษาปจั จัยที่ก่อให้เกิดความเครียดในงานบรกิ ารศึกษาพนักงานฝ่ายลูกคา้ สัมพนั ธ์ Orange Customer Care 1331
บริษัท ทีเอ ออเร้นจ์ จากัดพบว่าระดับความเครียดของพนักงานอยู่ในเกณฑ์ปกติ ข้อมูลด้านปัจจัยแวดล้อมในการทางานพบว่า
ระดบั ความคิดเหน็ เกย่ี วข้องกับสภาพแวดลอ้ มในการปฏบิ ัติงานอยใู่ นระดบั ปานกลาง ปัจจัยความสมั พันธก์ ับเพอื่ นรว่ มงาน ความ
ต้องการจากงานและภาวะผู้นาแบบควบคุม มีความสัมพันธ์กับความเครียดในงานบริการ และสอดคล้องกับงานวิจัยของ
กมลวรรณ โพธิ์วิทยากร (2557 : 68) ซึ่งได้ศึกษาเร่ือง ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสุขในการทางานของพนักงานโรงงาน
อุตสาหกรรมแปรรูปไม้ยางพาราในอาเภอยะลา พบว่าคุณภาพชีวิตในการทางานโดยรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับปาน
กลางกับความสุขในการทางาน การรับรู้สภาพแวดล้อมในการทางานโดยรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับปานกลางกับ
ความสุขในการทางาน ส่วนการรบั รคู้ วามเสย่ี งในการทางานโดยรวมมคี วามสมั พนั ธเ์ ชิงลบในระดบั ตา่ กบั ความสุขในการทางาน
2. ผลการใหค้ าปรกึ ษากลุ่มเพอ่ื เสรมิ สรา้ งความสุขในการทางานของพนกั งานขายสินเช่ือ
จากจุดม่งุ หมายการวจิ ยั ข้อท่ี 2 เพอื่ เปรยี บเทยี บความสุขในการทางานของพนักงานขายสนิ เชือ่ สว่ นบคุ คลทางโทรศัพท์
ก่อนและหลังการเข้าร่วมการให้คาปรึกษาแบบกลุ่ม จากการศึกษาพบว่า พนักงานขายสินเช่ือทางโทรศัพท์ที่ได้รับการให้
คาปรึกษากลุ่ม มีความสุขในการทางานกอ่ นและหลังได้รับการใหค้ าปรึกษากลุม่ แตกตา่ งกนั อยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถิติท่ีระดบั .05
ทงั้ ในภาพรวมและรายด้าน โดยหลังได้รบั การให้คาปรึกษากลมุ่ พนกั งานขายสินเชื่องทางโทรศัพท์มคี วามสุขในการทางานสูงกว่า
ก่อนได้รบั การใหค้ าปรกึ ษากลมุ่
จากผลการศกึ ษาข้างต้นแสดงให้เห็นว่า โปรแกรมการให้คาปรึกษาแบบกลมุ่ เพ่ือเสริมสร้างความสุขในการทางานของ
พนกั งานขายสนิ เช่ือทางโทรศัพท์ สามารถสง่ เสริมความสขุ ในการทางานให้กับพนักงานขายสินเช่อื ทางโทรศัพท์ได้ทั้งในภาพรวม
และรายด้าน ทั้งนีม้ าจากกระบวนการการให้คาปรกึ ษาแบบกล่มุ มจี ุดมุ่งหมายอันนาไปส่กู ารพฒั นาตนเอง ตระหนกั รู้ตนเอง ผ่าน
การมีปฎิสัมพันธ์ภายในกลุ่ม เพ่ือค้นหาทางเลือกต่างๆ ท่ีจะจัดการกับปัญหา เพื่อให้เกิดการพัฒนาตนเองและการแก้ไขความ
ขัดแย้งที่เกิดขึ้นเพิ่มพูนความสามารถในการนาตนเอง ความเป็นตัวของตัวเอง และความรับผิดชอบท่ีมีต่อตนเองและผู้อื่น
วางแผนอย่างเฉพาะเจาะจงทีจ่ ะลงมือปฏบิ ัติ เปลีย่ นแปลงพฤติกรรมบางอย่างให้เหมาะสม และกาหนดข้อตกลงกับตนเองที่จะ
ดาเนินการตามแผนนั้นๆให้บรรลวุ ัตถุประสงค์ และเพื่อเรียนรู้ทักษะในการเข้าสังคมใหม้ ีประสิทธิภาพมากข้ึน(Corey 2004: 7)
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 80
ซ่ึงสอดคล้องกับกาญจนา ไชยพันธ์ (2549: 6) ท่ีได้กล่าวถึง จุดมุ่งหมายของการให้คาปรึกษาแบบกลุ่มไว้ว่า การให้คาปรึกษา
แบบกลุ่มกลุ่ม เพื่อให้สมาชิกกล่มุ เข้าใจตนเอง ม่ันใจ และกล้าแสดงออก อีกทั้งยอมรับในการพัฒนาตนเอง รู้ว่าตนเองมีค่า เพ่ือ
ช่วยให้สมาชิกของกลุ่มแต่ละคน พัฒนาแนวทางการแก้ไขปัญหาของตนเอง พร้อมท่ีจะเผชิญปัญหา สามารถจะตัดสินใจ
แก้ปัญหาท่ปี ระสบไดอ้ ย่างมีประสิทธภิ าพ เข้าใจถงึ การทผ่ี ู้อน่ื ต้องเผชิญปัญหาและหาทางแกไ้ ขเชน่ เดียวกบั ตนเอง รวมท้ังเพือ่ ให้
สมาชกิ ของกลุ่มแต่ละคนพัฒนาความเข้าใจเกีย่ วกบั ความต้องการและความร้สู กึ ของบุคคลอนื่ ยอมรับทัศนคตทิ ี่ดตี ่อผอู้ ่ืน รู้จักท่ี
จะพัฒนาสัมพนั ธภาพท่ีดีกับผ้อู ื่นเกิดการรักใครปรองดองกนั ในกลุม่ และร้จู ักปรับปรุงตนเอง รับรู้ แก้ไขข้อคับข้องใจของตนเอง
ซึ่งตรงกับการศึกษาของวิภาพร นาชิน (2555: 73) ได้ศึกษา การเสริมสร้างความสุขของบุคลากรโรงพยาบาล โดยการให้
คาปรึกษาแบบกลุ่มตามแนวพุทธวิธี พบว่าบุคลากรท่ีเข้าร่วมการให้คาปรึกษาแบบกลุ่มตามแนวพุทธวิธีมีคะแนนความสุขหลัง
การทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 และบุคลากรที่เข้าร่วมการให้คาปรึกษาแบบกลุ่มตาม
แนวพุทธวิธีมีคะแนนความสุขสูงกว่าบุคลากรท่ีไม่เข้าร่วมการให้คาปรึกษาแบบกลุ่มตามแนวพุทธวิธอี ย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่
ระดับ .05และสอดคล้องกับการวิจัยของเมธา ชุดขัน (2553) ท่ีได้ศึกษา การใช้การให้คาปรึกษาแบบผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง
เพ่ือพัฒนาการปฏิบัติงานของพนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ พบว่า คะแนนการพัฒนาการปฏิบัติงานของ
พนักงานก่อนการใช้การให้คาปรึกษาแบบผู้รบั บริการเป็นศูนย์กลางมคี ่าเฉลี่ยเท่ากับ 33.54 และหลังการให้คาปรกึ ษามีคา่ เฉล่ีย
เท่ากับ 41.59 แสดงให้เห็นว่า จากการวิจัยก่อนและหลังการให้คาปรึกษามีความแตกต่างอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05
ดว้ ยเหตผุ ลข้างต้น การให้คาปรึกษาแบบกล่มุ จงึ มีความเหมาะสมกบั ทุกช่วงอายุหรือช่วงวัย และการให้คาปรึกษาแบบกลุ่มส่งผล
ทาให้สมาชิกเกิดการพัฒนาปัจจัยต่างๆได้ และมีผลที่ตามคือ การมีพฤติกรรมเหมาะและกระบวนการแก้ไขปัญหาได้อย่าง
เหมาะสมอีกด้วยดังนั้นแสดงให้เห็นว่าการให้คาปรึกษาแบบกลุ่มช่วยเสริมสร้างความสุขในการทางานของพนักงานขายสินเช่ือ
ทางโทรศัพทไ์ ดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธิภาพ และผวู้ ิจัยไดด้ าเนนิ การเสรมิ สรา้ งความสุขในการทางานทง้ั 4 ด้านด้วยกัน ดังนี้
1. การเปลี่ยนแปลงของความพงึ พอใจในชวี ติ
โปรแกรมการให้คาปรึกษาเพื่อเสริมสร้างความสุขในการทางาน คร้ังที่ 2 ผู้วิจัยได้เลือกใช้ทฤษฎีให้คาปรึกษาแบบยึด
บุคคลเป็นศูนย์กลาง เป็นทฤษฎีหลัก เน่ืองจากเป้าหมายของของการให้ปรึกษากลุ่มแบบยึดบุคคลเป็นศูนย์กลางเพื่อก่อให้เกิด
การเปลีย่ นแปลงเม่อื บคุ คลได้ผา่ นประสบการณ์กล่มุ ด้วยความสาเร็จสมาชิกกลุ่มจะตระหนกั ร้ตู อ่ ความรูส้ กึ ของตนเองมากข้ึน อยู่
ในโลกของความเป็นจริง และมีความชัดเจนในตนเองมากย่ิงขึน้ สมาชิกกลุ่มจะเกิดความรู้สึกซาบซึ้งต่อตนเองในส่ิงท่ีตนเองเป็น
และเปลี่ยนแปลงตนเองตามทิศทางที่ตนเองกาหนดสมาชิกกลุ่มจะสร้างพลังให้แก่ตนเองด้วยวิธีการใหม่ๆ และจะเกิดความ
ไว้วางใจในตนเองมากข้ึน รวมท้ังยอมรับเอกลักษณ์ของตนเอง (Corey. 2008: 248 – 254)ตามคากล่าวของรัญจวน คาวชิรพิ
ทกั ษ์ (2545 : 269-272) เป็นการสื่อสารให้ผู้รบั คาปรึกษาได้ตระหนกั ว่า ผู้ให้คาปรึกษาเขา้ ใจโลกภายในของผู้รับคาปรึกษาเป็น
การสะทอ้ นความรสู้ กึ ของผูร้ บั คาปรึกษาท่ยี ังคลุมเครือให้เกดิ ความกระจา่ งชัด เพ่ือชว่ ยให้ผ้รู บั คาปรกึ ษาไดต้ ระหนักถงึ ความรสู้ ึก
ท่ีแทจ้ รงิ ของตนเอง
โปรแกรมการให้คาปรึกษาเพื่อเสริมสร้างความสุขในการทางาน ครั้งที่ 3 ผู้วิจัยได้เลือกใช้ทฤษฎีให้คาปรึกษากลุ่ม
แบบอัตถิภาวนยิ มโดยทางผู้วจิ ัยได้เล็งเหน็ วา่ ทฤษฎีให้คาปรึกษากลุม่ แบบอตั ถิภาวนิยมมีความเชอื่ ของทฤษฎนี ้ีทีว่ ่า การแสวงหา
จดุ ม่งุ หมายในชีวิตและมีความรบั ผดิ ชอบในการดาเนนิ ชีวิตของตน โดยใช้สตปิ ัญญามากกว่าเป็นไปโดยสัญชาตญาณ ความหมาย
ในชีวิตของของแต่ละคนเป็นเรื่องเฉพาะตัว ซ่ึงแตกต่างจากค่านิยม อันอาจมีร่วมกับผู้อ่ืนในสังคม เขาสามารถเป็นผู้นาชีวิตของ
ตนได้ (วัชรี ทรัพย์มี. 2554: 46-47; อ้างอิงจาก Viktor Frankle. 1905-1997) ซึ่งสอดคล้องกับพัชราภรณ์ ศรีสวัสด์ิ (2557:
133-135) ได้กล่าวไว้ว่า การให้คาปรึกษากลุ่มจะทาให้สมาชิกค้นพบเอกลักษณ์เฉพาะตนเกี่ยวกบั การดารงชีพ ในกลุ่มสมาชิกมี
โอกาสในการแสดงความรู้สึกท่ีเป็นเอกลักษณ์ของตน และการมองโลกของแต่ละคน สมาชิกยังต้องเผชิญหน้ากับผู้อื่นอย่าง
เปิดเผย และสอดคล้องกับแฟรงเคิล (Frankle. 1963. Cited Corey.2008: 260) กล่าวว่า มีวิธีการมากมายในการค้นหา
ความหมายไดโ้ ดยผ่านการทางาน ความรัก ความทกุ ขท์ รมาน และผา่ นการปฏิบัตติ ่อผอู้ ่นื หน้าทข่ี องผนู้ ากลุ่มไมต่ อ้ งบอกสมาชิก
กลุ่มเก่ียวกับความหมายในชวี ิตของพวกเขาเปน็ อยา่ งไร แต่ควรใหก้ าลังใจในการค้นพบความหมายสาหรับของพวกเขาเอง หรือ
เรียกว่า การค้นหาความหมายชีวิต โดยใช้เทคนิค การตระหนักรู้หรือมีสติมากขึ้นต่อการดารงอยู่ ซ่ึงจะทาให้ผู้รับคาปรึกษาเกิด
ความตระหนกั รู้ในตวั เองและโลกของตนมากยงิ่ ขึน้ หลงั จากรับฟังเรอ่ื งราวของผูร้ ับคาปรกึ ษาอยา่ งเขา้ ใจ โดยเฉพาะการตระหนกั
รู้ถึงความสัมพันธ์กับตนเองและผู้อื่นอย่างไม่สมดุล การตระหนักรู้ถึงการดาเนินชีวิตท่ีปฏิเสธของตนรวมถึงการมีชีวิตอยู่อย่าง
ไมใ่ ช่ตัวตนที่แทจ้ ริง(ดวงมณี จงรกั ษ์. 2548: 171-172)และส่วนทฤษฎีการใหค้ าปรึกษากลุม่ แบบภวนยิ ม ทางผ้วู ิจยั มองวา่ ทฤษฎี
น้ีจะกระตนุ้ ใหผ้ รู้ บั คาปรึกษารู้จกั แสวงหาความหมาย จดุ ม่งุ หมาย ค่านยิ ม และเป้าหมายในชวี ิต รวมถงึ การคน้ หาเอกลักษณ์ของ
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 81
ตนเอง และการสร้างสัมพนั ธภาพที่มคี วามหมายกบั บคุ คลอืน่ การกลา้ เผชิญกับความวิตกกังวล อกี ทัง้ การตระหนกั รู้ว่า ความตาย
เป็นสิ่งท่ีสาคัญต่อการค้นหาความหมายและจุดมุ่งหมายในชีวิต ตลอดจนช่วยให้ผู้รับคาปรึกษามีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน (ชูศรี เลิศ
รตั น์เดชากุล. 2545: 370)
2. การเปล่ยี นแปลงความพงึ พอใจในงาน
ส่วนด้านความพึงพอใจในงาน ผู้วิจัยได้เลือกใช้ทฤษฎีให้คาปรึกษาแบบยึดบุคคลเป็นศูนย์กลางและการให้คาปรึกษา
กลุ่มแบบอัตถิภาวนิยมโดยผู้วิจัยได้แบ่งโปรแกรมเสริมสร้างความสุขในการทางานของพนักงานขายสินเช่ือทางโทรศัพท์ ด้าน
ความพงึ พอใจในงาน เปน็ การให้คาปรกึ ษาคร้งั ที่ 4 และครั้งท่ี 5
โดยผู้วจิ ัยใชเ้ ทคนิค การรับผิดชอบตอ่ ตนเอง (Self-Responsibility) ซ่ึงดวงมณี จงรักษ์ (2548: 171-172) ได้กล่าวไว้
ว่า ผู้ให้คาปรึกษา สนับสนุนให้ผู้รับคาปรึกษามีความรับผิดชอบต่อการเลือกใหม่ที่มีข้อจากัดส่งเสริมให้ผู้รับคาปรึกษามีความ
รับผิดชอบในความรู้สึก ความคิด การกระทา โดยผ่านคาถาม “ความรู้สึกต่อการเป็นพนักงานขายสินเช่ือทางโทรศัพท์เป็น
อย่างไร มีความหมายต่อคุณอย่างไร และมคี วามสาคญั ต่อชีวิตคณุ อย่างไร” โดยใช้ทฤษฎีทฤษฎีให้คาปรกึ ษากลุ่มแบบอัตถิภาวนิ
ยม ซ่ึงสอดคล้องกับพัชรภรณ์ ศรีสวัสดิ์ (2557: 133-135) ที่ว่า การกาหนดตนเองและความรับผิดชอบมนุษย์สามารถกาหนด
ชีวิตของตนเอง มอี ิสระเลือกท่านกลางทางเลือกทีห่ ลากหลาย เพราะฉะนนั้ เป็นความรับผิดชอบของเราที่จะนาชีวติ และกาหนด
โชคชะตาของเราตามมุมมองของนกั อตั ถิภาวนิยมในแนวคดิ “ถึงแมว้ า่ เราถกู ผลกั ใหเ้ ข้าสูโ่ ลกใบน้ี แต่จุดทีเ่ ราอยู่และส่ิงทเี่ ราเป็น
น้ันผลจากการเลือกของเรา” รวมทั้งใช้ทฤษฎีการให้คาปรึกษาแบบยึดบุคคลเป็นศูนย์กลาง ในหลักการของความใส่ใจและการ
ยอมรับทางบวกอย่างเงื่อนไงซ่ึงเป็นการยอมรับและการดูแลเอาใจใส่สมาชิกกลุ่ม ยอมรับ ไม่ตัดสิน ซ่ึงสอดคล้องกับโรเจอร์
(Corey. 2008: 248 – 254) ท่ีกล่าวไว้ว่า การจะเกิดเปล่ียนแปลงในการให้คาปรึกษากลุ่มแบบยึดบุคคลเป็นศูนย์กลางนั้น
บรรยากาศของความรูส้ กึ ปลอดภัยภายในกลุ่ม ทาใหส้ มาชิกกลุม่ ไมเ่ กิดความรู้สึกว่าตนเองถูกคกุ คามได้โดยง่าย และสมาชิกกลุ่ม
จะเขา้ ใจและยอมรับในสง่ิ ทีผ่ ้อู น่ื เป็นมากขึน้
3. การเปล่ยี นแปลงอารมณท์ างบวก
ผู้วิจัยได้ใช้ทฤษฎีการให้คาปรึกษากลุ่มแบบเกสตัลท์ โดยใช้เทคนิคการอยกู่ ับความรู้สึก (Staying with Feeling) การ
เงียบ การต้ังคาถาม และการให้กาลังใจ โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้บุคคลดาเนินชีวิตอยู่กับปัจจุบัน เด๋ียวน้ี และที่นี่เพิ่มความ
ภาคภูมิใจ การยอมรับตนเอง และการใช้ศักยภาพของตนเอง และพัฒนาทักษะที่จาเป็นต่อการดาเนินชีวิตอย่างประสบ
ความสาเร็จโดยไม่ละเมิดทาร้ายผู้อื่น(Corey. 2008) โดยการใช้การอยู่กับความรู้สึก (Staying with Feeling) คือเทคนิคที่ให้
สมาชิกกลุ่มได้เผชิญกับความรู้สึกอันเป็นสิ่งที่จาเป็นต่อการปลดปล่อย และเป็นหนทางที่จะนาไปสู่ความงอกงามได้อีกด้วย(เสรี
ใหมจ่ นั ทร์. 2553: 111) ผา่ นการเลา่ ประสบการณข์ องตนเองท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั สถานการณ์ท่ีทาให้เกิดความสุขในการทางาน ว่ารสู้ ึก
อยา่ งไร และเกดิ อะไรข้นึ ขึน้ บ้าง
4. การเปล่ียนแปลงอารมณ์ทางลบ
ส่วนด้านอารมณ์ทางลบ ผู้วิจัยได้เลือกใช้ทฤษฎีการให้คาปรึกษาแบบพิจารณาเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรม และ
ทฤษฎีการใหค้ าปรึกษาแบบพฤติกรรมนิยม โดยโปรแกรมเสริมสรา้ งความสุขในการทางานของพนักงานขายสินเช่ือทางโทรศพั ท์
ด้านอารมณท์ างลบ จะเปน็ การใหค้ าปรึกษาครง้ั ที่ 6
ผู้วจิ ยั ไดใ้ ชท้ ฤษฎีการใหค้ าปรกึ ษากลมุ่ แบบแบบพจิ ารณาเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรม โดยอลั เบิรท์ เอลลิส (Albert
Ellis. 1984: 75) มีเปา้ หมายช่วยให้บุคคลเกดิ การเรียนรู้ และปรับเปล่ียนจากการเป็นผู้ที่มีความคดิ ความเชื่อไร้เหตุผล มาเปน็ ผู้
ที่มีความคิด ความเช่อที่มีเหตุผลมากข้ึน โดยผ่านเทคนิค การทาการบ้านเพื่อฝึกการคิดหรือเทคนิคการคิดให้เป็นการบ้าน เป็น
เทคนคิ ท่ีผู้ใหค้ าปรึกษามอบให้ผรู้ บั คาปรึกษาได้ทากิจกรรมต่างๆ ดว้ ยตนเองเทคนคิ การเรยี นร้จู ากตัวแบบ ผรู้ ับคาปรึกษาสงั เกต
และเรยี นรทู้ จ่ี ะมีความคดิ ความเช่อื มอี ารมณ์ ความร้สู กึ และมพี ฤตกิ รรมท่ีเหมาะสมข้นึ และ เทคนคิ การเรยี นรู้จากตัวแบบ เพ่ือ
การพัฒนาพฤติกรรมของผู้รับคาปรึกษา เพื่อให้พฤติกรรมเหมาะสมขึ้นซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของสินีนาฏ สุทิน (2548) ได้
ศกึ ษา การให้คาปรึกษากลุ่มตามทฤษฎพี ฤตกิ รรมนิยมเพ่ือพัฒนาพฤตกิ รรมการเรียนของนักเรียนชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 2 โรงเรียน
ศรีวิกรม์ กรงุ เทพมหานคร ผลการศึกษาพบว่า พฤตกิ รรมการเรียนคณิตศาสตรข์ องนกั เรยี นก่อนและหลงั เขา้ รว่ มโปรแกรมการให้
คาปรึกษากลมุ่ ตามทฤษฎีพฤติกรรมนิยมเพ่ือพฤติกรรมการเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 และภายหลัง
การทดลองพฤติกรรมการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรยี นกลุ่มทดลองท่ีไดร้ ับการใหค้ าปรกึ ษากลุม่ ตามพฤตกิ รรมนยิ มและนกั เรยี น
กลมุ่ ควบคุมท่ีไม่ได้ใหค้ าปรึกษากลุ่มตามทฤษฎพี ฤติกรรมนยิ มแตกต่างกนั อย่างมนี ัยสาคญั ทางสถิติที่ระดับ .01 ทส่ี ามารถแสดง
ให้เห็นวา่ ทฤษฎีการใหค้ าปรึกษากลุ่มแบบพฤตกิ รรมนิยมสามารถแกไ้ ขพฤตกิ รรมได้
ดังน้ัน การให้คาปรึกษากลุ่มจึงสามารถเสริมสร้างความสุขในการทางานของพนักงานขายสินเชื่อทางโทรศัพท์ได้ ท้ังน้ี
อาจเน่ืองมาจากการให้คาปรึกษากลุ่มทาให้พนักงานขายสินเช่ืองทางโทรศัพ์มองเห็นเป้าหมายของชีวิตว่าตนเองต้องการอะไร
ยอมรับในงานทีต่ นเองเลอื ก ปรบั มมุ มองการมองอาชีพของตนเอง และมีความสามารถรับมือและจัดการกบั อารมณไ์ ดด้ ี อนั ทาให้
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 82
เกิดความสุขในการทางาน และอีกส่ิงท่ีทาให้การคาปรึกษาในคร้ังนี้ประสบผลสาเร็จ เกิดจากปฏิสัมพันธ์ภายในกลุ่มการให้
คาปรึกษา เกิดการแลกเปล่ียนความคิดระหว่างกัน และวิธีกาแก้ไขปัญหาหรือข้อเสนอแนะระหว่าวงสมาชิกในกลุ่ม อันนาไปสู่
การชว่ ยเหลอื ซ่งึ กนั และกนั พรอ้ มท้ังให้กาลังใจซึ่งกันและกัน ผ่านกระบวนการให้คาปรึกษา เทคนิคการให้คาปรกึ ษาและทฤษฎี
ท่ีผู้วิจัยนามาใช้ สามารถรองรับ แก้ไขปัญหาด้านความสุขในการทางานได้ ผ่านทฤษฎีต่างๆ ทาให้พนกงานขายสินเชื่อทาง
โทรศัพท์เกิดการเรยี นรูต้ นเอง การยอมรบั ตนเอง และยังสามารถมองเห็นถึงคุณค่าของตนเอง อันนาไปสู่การเตรียมเผชิญปญั หา
ในอนาคตของตนเองต่อไป
ขอ้ เสนอแนะ
ขอ้ เสนอแนะท่ัวไป
1. สาหรับผทู้ ี่ตอ้ งการนาแบบทดสอบความสุขในการทางานของพนกั งานขายสนิ เชือ่ ทางโทรศพั ท์ไปใช้นัน้ ควรคานึงถึง
บริบทของกล่มุ ตัวอยา่ งให้มีความใกล้เคยี งหรือสอดคล้องกบั กลมุ่ ตัวอยา่ งทใี่ ช้ในงานวิจัยครง้ั น้ี
2. โปรแกรมการให้คาปรึกษาเพื่อเสริมสร้างความสุขในการทางาน สามารถนาไปเป็นแนวทางหรือประยุกต์ใช้เพ่ือ
เสริมสรา้ งความสขุ ในการทางาน โดยควรจะศึกษาและทาความเขา้ ใจก่ยี วกบั ความสุขในการทางานแตล่ ะดา้ น พรอ้ มท้ังควรเปน็ ผู้
ทม่ี คี วามรเู้ กีย่ วกบั การให้คาปรึกษาแบบกลมุ่
ข้อเสนอแนะในการวจิ ัยคร้ังตอ่ ไป
1. ควรมกี ารติดตามผลเปน็ ระยะ เพ่ือศกึ ษาการรกั ษาระดบั ของความสุขในการทางานของพนกั งาน
2. ควรมกี ารศกึ ษาถงึ ปัจจัยที่สง่ ผลต่อความสุขในการทางาน เชน่ สภาพแวดลอ้ มในการทางาน การตดิ ตอ่ สมั พันธ์ เป็นต้น
3. ควรมีการศึกษาและทดลองการให้คาปรึกษาแบบกลุ่มกับกลุ่มตัวอย่างอื่นๆ เช่น เจ้าหน้าที่บริการลูกค้า เจ้าหน้าที่บริการ
ขอ้ มูลลกู คา้ เป็นต้น
เอกสารอา้ งองิ
กนกวรรณ วังมณ.ี (2554). การพัฒนาความสขุ ของวยั รุ่นไทย โดยใชโ้ ปรแกรมพัฒนาตนเอง. ปรญิ ญานิพนธ์ กศ.ม. (จิตวทิ ยาการ
แนะแนว). กรุงเทพฯ: บณั ฑติ วทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ.
กมลวรรณ โพธว์ิ ิทยาการ. (2557). ปจั จัยท่ีมีอทิ ธิพลตอ่ ความสุขในการทางานของพนกั งานโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปไม้
ยางพาราในอาเภอเมอื งยะลา. ปรญิ ญานพิ นธ์ พย.บ. (พยาบาลเวชปฏบิ ัติชมุ ชน). สงขลา: บณั ฑติ วทิ ยาลยั
มหาวิทยาลยั สงขลานครนิ ทร.์
กาญจนา ไชยพันธ.์ (2549). การให้คาปรึกษาแบบกลมุ่ . พิมพค์ รั้งที่ 1. กรงุ เทพฯ: โอ.เอส.พรน้ิ ด้งิ เฮา้ ส.์
ชศู รี เลศิ รตั นเ์ ดชากลุ . (2545). ทฤษฎแี ละแนวปฏบิ ตั ิในการใหค้ าปรึกษาแบบภวนิยม. ในประมวลสาระชุดวชิ าทฤษฎีและแนว
ปฎิบตั ใิ นการให้คาปรกึ ษา.พิมพ์ครั้งท่ี1. นนทบุร:ี มหาวทิ ยาลยั สุโขทัยธรรมธริ าช.
ดวงมณี จงรกั ษ.์ (2548). การปรกึ ษาแบบกลุ่ม. ภาควิชาจติ วิทยาการแนะแนว คณะศึกษาศาสตรม์ หาวิทยาลัยสงขลานครนิ ทร์
วิทยาเขตปตั ตานี.
พชั ราภรณ์ ศรสี วสั ด.์ิ (2557). การให้คาปรึกษากลุ่มเบ้ืองตน้ . กรุงเทพฯ: มหาวิทยาศรนี ครินทรวิโรฒ.
เมธา ชดุ ขนั . (2553). การใช้การใหค้ าปรึกษาแบบผ้รู ับบริการเป็นศนู ย์กลางเพือ่ พฒั นาการปฏิบตั ิงานของพนกั งานบรษิ ทั เอกชน
แห่งหนง่ึ ในจังหวัดเชียงใหม.่ ปริญญานพิ นธ์ ศศ.ม. (จิตวิทยาวิทยาการศกึ ษาและการแนะแนว). เชยี งใหม่: บัณฑติ
วิทยาลยั มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่
รัญจวน คาวชิรพทิ กั ษ์. (2545). ทฤษฎีและแนวปฏิบัตใิ นการใหค้ าปรึกษาแบบผรู้ ับการปรกึ ษาเปน็ ศูนย์กลาง.ศกึ ษาศาสตร.์
นนทบุร:ี มหาวิทยาลัยสโุ ขทยั ธรรมธริ าช.
ร่งุ ระวี พันธานนท.์ (2548). ความเครียดในการปฏิบตั งิ านขงพนักงานศนู ยร์ ับโทรศพั ท์สายด่วน. วิทยานพิ นธศ์ ศ.บ. (การพัฒนา
สงั คม). กรุงเทพฯ: พัฒนาสังคมและสิง่ แวดล้อมสถาบนั บณั ฑิตพัฒนบรหิ ารศาสตร.์
วชั รี ทรพั ยม์ .ี (2554). ทฤษฎใี ห้บริการปรึกษา. กรุงเทพฯ:คณะจติ วทิ ยา จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลัย.
วภิ าพรนาชิน. (2555). การเสริมสร้างความสขุ ของบคุ ลากรโรงพยาบาลโดยการให้คาปรกึ ษาแบบกลมุ่ ตามแนวพทุ ธวิธี.
วิทยานิพนธ์ ศษ.ม. (ศึกษาศาสตร)์ . ขอนแก่น: บณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ .
ศริ ริ ัตน์ หมางสูงเนนิ . (2547). ปจั จยั ท่ีก่อใหเ้ กิดความเครียดในงานบรกิ าร. วิทยานิพนธ์ ศศ.บ. (การพฒั นาสังคม). กรุงเทพฯ:
พัฒนาสังคมและส่ิงแวดลอ้ มสถาบนั บัณฑติ พัฒนบริหารศาสตร.์
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 83
สินีนาฏ สุทนิ . (2548). การใหค้ าปรึกษากลมุ่ ตามทฤษฎีพฤตกิ รรมนิยมเพอ่ื พฒั นาพฤตกิ รรมการเรียนของนักเรยี นชน้ั มัธยมศึกษา
ปที ี่ 2 โรงเรียนศรีวกิ รม์ กรุงเทพมหานคร. สารนิพนธ์ กศ.ม. (จติ วิทยาการแนะแนว). กรุงเทพฯ: บณั ฑติ วทิ ยาลยั
มหาวิทยาลยั ศรีนครนิ ทรวิโรฒ.
เสรี ใหมจ่ นั ทร์. (2553). การวเิ คราะห์องคป์ ระกอบและการเสรมิ สรา้ งอิสระแหง่ ตนของนักเรยี นวยั รุ่นโดยการใหค้ าปรึกษากลุ่ม.
ปริญญานิพนธ์ กศ.บ. (จติ วทิ ยาการให้คาปรกึ ษา). กรุงเทพฯ: บัณฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ.
อรรถพร คงเขยี ว. (2554). ปัจจัยทีม่ ผี ลตอ่ ระดับความสขุ ในการทางานของพนักงาน : กรณีศกึ ษา บรษิ ทั ด.ี อี.เอม็ คอนฟเิ ดนท์
จากัด. ปริญญานิพนธ์ ศศ.บ. (การจดั การวิศวกรรมธรุ กจิ ) กรุงเทพฯ: บณั ฑิตวทิ ยาลัยมหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคล
ธญั บรุ .ี
อรชร มณสี งฆ์. (2546). การตลาดทางตรง. กรงุ เทพฯ: นพบรุ กี ารพมิ พ์.
Albert Ellis. (1984, October). The Responsibility of Counselors and Psychologists in PreventingNuclear
Warfare. Journal of Counseling & Development. 63(2): 75
Corey, G. (2008). Theory and Practice of Group Counseling. 7nd ed. California: Thomson Brooks/Cole Inc.
Diener, E. (2003). Subjective Well-Being. Psychological Bulletin, 95(3), 542-575
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 84
การเสริมสรา้ งอสิ ระแห่งตนของวัยรุน่ ตอนต้นโดยการใหค้ าปรกึ ษากลมุ่
ENHANCEMENT OF AUTONOMY OF EARLY ADOLESCENCE THROUGH GROUP COUNSELING
วิทติ มนสั ชวี นิ , มณฑริ า จารุเพ็ง, พชั ราภรณ์ ศรสี วสั ด์ิ
E-mail: [email protected]
บทคดั ย่อ
การวิจัยครั้งน้ีมีจุดมุ่งหมายเพ่ือ 1) ศึกษาอิสระแห่งตนของวัยรุ่นตอนต้น 2) เปรียบเทียบอิสระแห่งตนของวัยรุ่น
ตอนต้นก่อนและหลังการให้คาปรึกษากลุ่ม และ 3) เปรียบเทียบอิสระแห่งตนของวัยรุ่นตอนต้นระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่ม
ควบคุม กล่มุ ตัวอย่างท่ใี ช้ในการวิจยั แบง่ เป็นสองกล่มุ คือ กลุ่มที่หน่ึง ท่ใี ชใ้ นการศึกษาอิสระแหง่ ตนของวยั รุ่นตอนต้น เป็นวัยรุ่น
ทกี่ าลังศึกษาอยู่ในระดับช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 1-3 ปีการศกึ ษา 2561 ในโรงเรียนขนาดใหญ่ และขนาดใหญ่พิเศษ สังกัดสานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ เขต 9 จานวน 481 คน และกลุ่มท่ีสอง ท่ีใช้ในการทดลอง เป็น
นกั เรียนระดับชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 1-3 ปีการศึกษา 2561 โรงเรียนวัดไร่ขงิ วทิ ยา จานวน 18 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง
จากนักเรียนที่มีคะแนนแบบวัดอิสระแห่งตนของวัยรุ่นตอนต้นต้ังแต่เปอร์เซ็นไทล์ท่ี 25 ลงมา และสมัครใจเข้าร่วมการให้
คาปรึกษากลุ่ม แล้วดาเนินการสุ่มอย่างง่ายเข้ากลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 9 คน โดยกลุ่มทดลองได้รับการให้
คาปรึกษากลุ่ม ในขณะที่กลุ่มควบคุมไม่ได้รับการให้คาปรึกษากลุ่ม เครอ่ื งมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) แบบวัดอิสระแห่งตนของ
วยั รุ่นตอนต้นทผ่ี วู้ จิ ัยสรา้ งข้ึน และ 2) โปรแกรมการให้คาปรกึ ษากลุ่มเพ่อื เสรมิ สรา้ งอิสระแห่งตนของวัยร่นุ ตอนตน้
ผลการวจิ ัยสรุปได้ดงั น้ี 1) วัยร่นุ ตอนตน้ มีอสิ ระแห่งตนทงั้ โดยรวม และรายด้านอยู่ในระดับปานกลาง 2) อิสระแห่งตน
โดยรวม และรายด้านของวัยรนุ่ กลุ่มทดลอง ในระยะหลังการทดลอง สูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .01
และ 3) อิสระแห่งตนโดยรวม และรายด้านของวัยรนุ่ กลุม่ ทดลอง สูงกว่าวยั รุ่นกลุม่ ควบคมุ อย่างมนี ยั สาคญั ทางสถิตทิ ่ีระดบั .01
คาสาคญั : อสิ ระแห่งตน, วัยรุน่ ตอนต้น, การใหค้ าปรกึ ษากลุ่ม
Abstract
The purpose of this research were to 1) study autonomy of early adolescence 2) compare
the autonomy between before and after the experiment and 3) compare the autonomy between
experimental group and control group. The subject of this study were divided into two groups. The
first group were the adolescent grade 1-3 secondary school from large and extra large schools inthe
2018 academic year from the Office of the Basic Education Commission, Ministry of education, Area
Office 9 amount 481 students. The second group were grade 1-3 secondary school at Wat Rai
KhingWittayaschool included 18 students studying in 2018 academic year who have total autonomy
score at the 25thpercentile and lower, and voluntarily participate in group counseling. They were
divided into experimental group and control group included 9 subjects for each group.
The research results were as follow: 1) The early adolescence have overview autonomy and
each dimension at medium range level. 2) The overview autonomy and each dimension of the
experimental group after experiment were higher than before experimentat a statistically significantly
rate of .01and 3)The overview autonomy and each dimension of the experimental group were higher
than the control group at a statistically significantlyrate of .01.
Keywords: Autonomy, Early Adolescence, Group Counseling
บทนา
อิสระแห่งตน (Autonomy) หรือในอดีตใช้คาว่าการเป็นตัวของตัวเองน้ัน มีความหมายแตกต่างกันไปตามบริบทของ
การศึกษา จึงทาให้พบเห็นการให้นิยามอิสระแห่งตนท่ีหลากหลายในงานวิจัยหลายเล่ม ถึงแม้อิสระแห่งตนจะถกู นิยามแตกต่าง
กันออกไป แต่มบี างประเด็นที่เหมอื นกนั คือ การแสดงพฤตกิ รรมตา่ ง ๆ โดยไมต่ กอยภู่ ายใตอ้ ทิ ธิพลของคนอื่นหรือมีความสามารถ
ในการต้านทานอิทธิพลของคนอื่นได้ (ศิริพร ยาวิราช. 2555: 4; เสรี ใหม่จันทร์. 2553: 22; ประนิษฐา วรพุทธ. 2543: 7;
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 85
Ryan; & Deci. 2006: 1557) โดยในการวิจัยคร้ังน้ีผู้วิจัยได้เลือกแนวคิดอิสระแห่งตนของนูม เด็คโกวิค และมีอัส (Noom;
Deckovic; &Meeus. 2001: 577-595) มาใช้เปน็ พ้ืนฐานในการศึกษาอิสระแหง่ ตนของวยั รนุ่ ให้สอดคลอ้ งกบั ประเดน็ ที่เก่ยี วขอ้ ง
กับเพ่ือน โดยในแนวคิดน้ี นูม เด็คโกวิค และมีอัส (Noom; Deckovic; &Meeus. 2001: 578-581) ได้สรุปอิสระแห่งตนจาก
แนวคิดท่ีหลากหลายและแบ่งอิสระแห่งตนออกเป็น 3 มิติ ได้แก่ มิติอิสระแห่งตนด้านเจตคติ (Attitudinal Autonomy) มิติ
อิสระแห่งตนด้านอารมณ์ (Emotional Autonomy) และมิติอิสระแห่งตนด้าน การกระทา (Functional Autonomy) โดยใน
อิสระแห่งตนด้านเจตคติ เปน็ มิตทิ ่ีเกี่ยวข้องกับการสร้างทางเลือกได้หลากหลาย การตดั สนิ ใจ และการระบุเป้าหมายของตนเอง
ในส่วนอิสระแห่งตนด้านอารมณ์ จะเก่ียวข้องกับความมั่นคงทางอารมณ์จากการถูกคาดหวังและกดดัน และมีความมั่นใจใน
ตัวเลือกและเป้าหมาย สาหรับอิสระแห่งตนด้านการกระทา จะมุ่งเน้นศึกษาการควบคุมตนเอง การใช้วิธีที่หลากหลายในการ
บรรลุเป้าหมาย ซ่ึงผ้วู ิจัยได้นาองค์ประกอบของอิสระแห่งตนเหล่าน้ีไปปรับให้สอดคล้องกับพัฒนาการและบริบทของวัยรุ่นไทย
กบั กลมุ่ เพ่อื นมากขึ้นโดยการนามาวิเคราะห์ร่วมกบั สาเหตุการขาดอสิ ระแหง่ ตนของวยั รุน่ เพื่อนามาพฒั นาองคป์ ระกอบอสิ ระแห่ง
ตนของวัยรุน่ ตอนตน้
ในความเป็นจรงิ แลว้ มนุษยไ์ ดร้ ับอิทธิพลจากสิง่ แวดล้อมเสมอ เนื่องจากมนุษย์อยู่กันเป็นสังคม และมีความต้องการให้
สังคมยอมรับ มนุษย์จึงพยายามทาตามความคาดหวังของสังคมรอบข้าง ดังน้ันอิสระแห่งตนไม่ใช่อิสระที่สมบูรณ์แบบ กล่าวคือ
มนุษย์ไม่สามารถทาในส่ิงท่ีตนเองตอ้ งการได้โดยไม่สนใจผู้อน่ื เลย เนื่องจากมนุษย์อยู่ร่วมกันเป็นสังคม มีการช่วยเหลือพึ่งพากัน
ดังนั้นอิสระแห่งตนมักจะมีกรอบอยู่เสมอ สาหรับวัยรุ่นที่จาเป็นต้องมีเพ่ือนเพื่อพัฒนาทักษะทางสังคม วัยรุ่นก็สามารถมีอิสระ
แห่งตนได้ภายใต้กรอบท่ียังต้องรักษาสัมพันธภาพที่ดีกับกลุ่มเพ่ือน คนท่ีขาดอิสระแห่งตนจะมองว่าการรักษาสัมพันธภาพกับ
เพ่ือนจะต้องคอยเอาใจหรือตามใจเพื่อน ยอมทาทุกอย่างท่ีเพื่อนต้องการตลอดเวลา ในขณะท่ีคนที่มีอิสระแห่งตนจะมองว่าส่ิง
เหล่าน้ันไม่จาเป็น การสร้างความสัมพันธ์ท่ีดีกับเพื่อนสามารถทาได้หลายวิธี พวกเขาเรียนรู้ที่จะปฏิเสธอย่างเหมาะสม ทาให้
สามารถมีอิสระในการคิดหรือตัดสินใจทาส่ิงต่าง ๆ มากข้ึน จะเห็นได้ว่าคนท่ีมีอิสระแห่งตนจะสามารถหาวิธีที่จะทาให้ตนเองมี
อิสระได้เสมอไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์ใด ซ่ึงสาเหตุที่ทาให้วัยรุ่นขาดอิสระแห่งตนนั้นมาจากความต้องการการยอมรับจาก
ผู้อ่ืน (ศิริบูรณ์ สายโกสุม. 2554: 104; พงษ์พันธ์พงษ์โสภา และวิไลลักษณ์ พงษ์โสภา. 2557: 88) ความต้องการพึ่งพาผู้อื่น
(พงษ์พันธ์พงษ์โสภา และวิไลลักษณ์ พงษ์โสภา. 2557: 90-91; วัชรี ทรัพย์มี. 2556: 125) หรือต้องการหาที่พึ่งทางอารมณ์
(Ingersoll. 1989: 228-229) ในระดบั ที่มากเกินปกติ ความตอ้ งการเหล่าน้ีเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ แต่ถ้าหากอยู่ในระดับท่ีสูง
เกนิ ไปจะทาให้ขาดอสิ ระแหง่ ตนได้
ในการพฒั นามนุษยม์ มี ากมายหลายวธิ ี ได้แก่ การสอน การฝกึ อบรม การให้คาปรกึ ษา สาหรับการเสริมสร้างอสิ ระแห่ง
ตนในวยั รุ่น ผู้วิจัยได้นากระบวนการใหค้ าปรกึ ษากล่มุ มาใช้ในการเสริมสร้างตัวแปรดงั กล่าว ท้ังนเ้ี พราะกระบวนการกลุ่มช่วยให้
สมาชกิ เกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และความคิดเห็น ซึ่งทาให้สมาชิกเกิดการเรียนรู้ และนาไปประยกุ ต์ใช้กับสถานการณ์
จริงได้ (พัชราภรณ์ ศรีสวัสด์ิ. 2561: 3662)นอกจากน้ีการให้คาปรึกษากลุ่มยังมุ่งเน้นการใช้สัมพันธภาพระหว่างบุคคลในการ
ป้องกัน พัฒนา ฟ้ืนฟู หรือแก้ปัญหาความเครียดในระดับภาวะจิตรู้สึกนึกทั้งในด้านความคิด อารมณ์ และพฤติกรรม เพ่ือให้
สมาชิกมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความกังวล ปัญหาชีวิต มีการสนับสนุนซึ่งกันและกัน (Corey. 2014: 9-10) โดยในการ
วิจัยครั้งน้ีผู้วิจัยได้เลือกนาแนวคิด และเทคนิค ของทฤษฎีการให้คาปรึกษามาใช้ ได้แก่ ทฤษฎีอัตถิภาวนิยม (Existential
Theory) ทฤษฎีพิจารณาเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรม (Rational Emotive Behavior Theory) และทฤษฎีเผชิญความจริง
(Reality Theory) มาใชใ้ นการเสรมิ สรา้ งอิสระแห่งตนให้กับวยั รุ่นตอนต้น เน่ืองจากปัญหาการขาดอิสระแห่งตนสามารถเกิดได้
ท้ังด้านความคิด อารมณ์ และการกระทา ผู้วิจัยจึงนาทฤษฎีการให้คาปรึกษาดังกล่าว ท่ีมีความเก่ียวข้องกับความคิด อารมณ์
และการกระทามาใช้ในการเสริมสรา้ งอิสระแห่งตนในคร้ังนี้
เนื่องจากวยั รุ่นเป็นวัยท่ีมีความสาคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในชีวิตมนุษย์ทั้งในด้านพัฒนาการ การเรียน การค้นหาและ
การสร้างเอกลักษณ์ในตนเอง ซึ่งสิ่งเหล่าน้ีมีความสาคัญต่อการพัฒนาเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต แต่ในสภาพสังคมท่ีเต็มไปด้วย
อบายมุขและส่ิงล่อลวงต่าง ๆ จึงทาให้วัยรุ่นเสี่ยงต่อการล้มเหลวที่จะพัฒนาไปในทางที่ถูกต้องตามความต้องการ และ
ความสามารถท่วี ัยร่นุ มี รวมถงึ มกี ารแสดงออกท่ีไมเ่ หมาะสมด้วย ดังท่ี มณฑิราจารุเพง็ (2560: 185) ได้อธิบายวา่ วัยรุน่ เปน็ วยั ที่
มีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย และจิตใจ จึงทาให้เกิดความสับสน ปรับตัวได้ยาก และมีการแสดงออกทางอารมณ์ท่ีรุนแรง มี
ความอยากรู้อยากลอง และขัดแยง้ กับผู้ใหญ่ได้งา่ ย มคี วามต้องการให้เพือ่ นยอมรบั จึงทาให้วัยรุ่นถูกชักชวนจากเพื่อนได้ง่าย อีก
ทงั้ ความต้องการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มและการได้รับคาชมจากเพื่อน ทาให้วัยรุ่นไมส่ ามารถควบคุมอารมณ์ และพฤติกรรมของ
ตนเองให้มีการแสดงออกท่ีเหมาะสมได้ ซ่งึ ในวยั รนุ่ ตอนต้นที่กล่มุ เพ่อื นมอี ิทธพิ ลอย่างมากตอ่ การดาเนนิ ชีวิต ทาให้วยั รุ่นออ่ นไหว
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 86
ต่อการชักจูงไปทางที่ผิดได้มากกว่าวัยอื่น ๆ จากที่กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยได้เห็นถึงความสาคัญของการส่งเสริมให้วัยรุ่นตอนต้น
ผา่ นพ้นช่วงวัยท่ีอ่อนไหวตอ่ อิทธิพลของกลมุ่ เพื่อน และผู้วิจยั ใช้การให้คาปรึกษากลุ่มในการส่งเสรมิ อิสระแหง่ ตนจากกล่มุ เพื่อน
เพอ่ื ให้วยั รุ่นตอนต้นผ่านพ้นช่วงวัยหัวเลยี้ วหวั ต่อ และพฒั นาตนเองให้สอดคลอ้ งกับความต้องการและความสามารถที่ตนมีต่อไป
ในอนาคต
กรอบแนวคดิ ในการวิจัย
ในการเสรมิ สรา้ งอสิ ระแหง่ ตนของวยั รุ่นตอนต้นผ้วู ิจยั ไดใ้ ช้แนวคดิ ของของนมู เดค็ โกวคิ และมอี สั (Noom; Deckovic;
&Meeus. 2001: 577-595) มาเป็นพื้นฐานในการแบ่งมิติอิสระแห่งตนออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่อิสระแห่งตนด้านความคิด ด้าน
อารมณ์ และดา้ นการกระทา และกาหนดใหอ้ ิสระแห่งตนของวยั รุ่นตอนต้นเปน็ ตัวแปรตาม (Dependent Variable) ในสว่ นของ
โปแกรมการให้คาปรึกษากลุ่ม ผู้วิจัยได้ใช้แนวคิด เทคนิค และของทฤษฎีอัตถิภาวนิยม ทฤษฎีพิจารณาเหตุผล อารมณ์ และ
พฤติกรรม และทฤษฎีเผชิญความจริงในการสร้างโปรแกรมให้คาปรึกษากลุ่มเพ่ือพัฒนาอิสระแห่งตนของวัยรุ่นตอนต้น และ
กาหนดให้เปน็ ตัวแปรจดั กระทา (Treatment Variable)
วตั ถปุ ระสงค์ของการวิจยั
1. เพ่อื ศึกษาอสิ ระแห่งตนของวยั รุน่ ตอนตน้
2. เพ่ือเปรียบเทยี บอสิ ระแห่งตนของวยั รนุ่ ตอนต้นก่อนและหลังการใหค้ าปรกึ ษากลุม่
3. เพอ่ื เปรยี บเทยี บอิสระแห่งตนของวัยร่นุ ตอนต้นระหวา่ งกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคมุ
สมมติฐานการวจิ ัย
1. วัยรุ่นตอนต้นกล่มุ ทดลองท่ีได้รับการใหค้ าปรกึ ษากลมุ่ มีอิสระแหง่ ตนในระยะหลงั การทดลอง สูงกว่าระยะ
กอ่ นการทดลอง
2. วัยรุ่นตอนตน้ กลุ่มทดลองที่ได้รับการให้คาปรึกษากลุม่ มีอิสระแห่งตนในระยะหลังการทดลอง สูงกว่าวัยรุ่น
ตอนต้นกลมุ่ ควบคุม
วิธีดาเนินการวิจัย
ประชากรและกลุม่ ตัวอย่าง (ระบุรายละเอียดการไดม้ าและการส่มุ กลุ่มตวั อยา่ ง)
ประชากร คือ วัยรุ่นที่กาลังศึกษาอยู่ในระดับช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1-3 ปีการศึกษา 2561 ในโรงเรียนขนาดใหญ่ และ
ขนาดใหญ่พิเศษ สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน กระทรวงศึกษาธิการ เขต 9 จานวน 27,751 คน (สานัก
คณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพ้นื ฐาน. 2561: ออนไลน์)
กลุ่มตัวอยา่ งในการวจิ ัยคร้งั นแ้ี บ่งออกเปน็ 2 สว่ นดงั นี้
1. กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการศึกษาอิสระแห่งตนของวัยรุ่นตอนต้น ได้แก่ วัยรุ่นท่ีกาลังศึกษาอยู่ในระดับช้ัน
มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 1-3 ปีการศึกษา 2561 ในโรงเรียนขนาดใหญ่ และขนาดใหญ่พิเศษ สังกัดสานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขั้น
พน้ื ฐาน กระทรวงศึกษาธกิ าร เขต 9 จานวน 481 คน โดยใชก้ ารสมุ่ แบบหลายข้ันตอน (Multistage Random Sampling)
2. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการเสริมสร้างอิสระแห่งตนของวยั รุ่นตอนตน้ โดยการให้คาปรกึ ษากลมุ่ ได้แก่ วัยรนุ่ ท่ี
กาลงั ศกึ ษาอยู่ในระดับช้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี 1-3 ปีการศึกษา 2561 โรงเรียนวัดไร่ขิงวิทยา ที่มีค่าเฉล่ียอสิ ระแห่งตนต้ังแต่เปอร์เซ็น
ไทลท์ ่ี 25 ลงมา จานวน 18 คน จากนน้ั ถามความสมัครใจในการเข้าร่วมการทดลอง แล้วดาเนนิ การสมุ่ เข้ากลุ่มทดลองจานวน 9
คน และกลมุ่ ควบคุมจานวน 9 คน
ตัวแปรทีศ่ ึกษา
1. ตัวแปรจัดกระทา ได้แก่ โปรแกรมการใหค้ าปรกึ ษากลมุ่
2. ตัวแปรตาม ไดแ้ ก่ อิสระแหง่ ตน
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 87
วิธกี ารเก็บรวบรวมขอ้ มูล
วิธกี ารเก็บรวบขอ้ มูลมีขั้นตอนดังตอ่ ไปน้ี
1. นาแบบวัดอิสระแห่งตนของวัยรุ่นตอนต้น จานวน 28 ข้อ ที่ผ่านการหาคุณภาพเคร่ืองมือแล้ว ไปเก็บ
ข้อมูลกับวัยรุ่นที่กาลังศึกษาอยู่ในระดับช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1-3 ปีการศึกษา 2561 ในโรงเรียนขนาดใหญ่ และขนาดใหญ่พิเศษ
สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพ้นื ฐาน กระทรวงศึกษาธิการ เขต 9 จานวน 481 คน ที่เป็นกลมุ่ ตวั อย่าง เพอ่ื ศึกษา
ระดับอสิ ระแห่งตนของวัยรุ่นตอนตน้
2. นาข้อมูลทไี่ ดม้ าหาค่าเฉลี่ยอิสระแห่งตนของกลุ่มตัวอย่าง และหาค่าเปอร์เซ็นไทล์ท่ี 25 เพ่ือคัดเลือกกลุ่ม
ตวั อยา่ งมาใชใ้ นการทดลอง
3. คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างที่มีคะแนนอิสระแหง่ ตนตั้งแตเ่ ปอร์เซ็นไทล์ท่ี 25 ลงมา ให้เหลือ 18 คนโดยการถาม
ความสมัครใจในการเข้าร่วมการทดลอง แล้วดาเนินการสุม่ กล่มุ ตวั อย่างเขา้ กลมุ่ ทดลอง และกลมุ่ ควบคุม กลุ่มละ 9 คน
4. นาโปรแกรมให้คาปรึกษากลุ่มเพื่อเสริมสร้างท่ีได้หาคุณภาพเคร่ืองมือแล้ว ไปใช้เสริมสร้างอิสระแห่งตน
ให้กับนักเรียนโรงเรียนวัดไร่ขิงวิทยา ระดับช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 1-3 จานวน 9 คนที่เป็นกลุ่มทดลอง จานวน 8 ครั้ง แต่ละครั้งใช้
ระยะเวลา 1 ช่วั โมง โดยกาหนดให้มกี ารให้คาปรกึ ษาสัปดาห์ละ 3 ครั้ง
5. นาขอ้ มูลทไี่ ด้จากแบบวัดก่อน (Pretest) และแบบวดั หลัง (Posttest) มาวเิ คราะหต์ ามวัตถปุ ระสงคก์ าร
วิจัย
เครอื่ งมอื ทีใ่ ช้ในการวจิ ยั
เครือ่ งมือทีใ่ ช้ในการวิจัยครัง้ นีแ้ บ่งเปน็ 2 ส่วน ดงั น้ี
1. แบบวัดอิสระแห่งตนของวยั ร่นุ ตอนต้น จานวน 28 ขอ้ ลกั ษณะของแบบวัดเปน็ แบบมาตราส่วนประมาณ
ค่า 5 ระดบั โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของผู้เช่ียวชาญท้ัง 3 ท่าน อยู่ระหว่าง 0.67-1.00 และหาค่าอานาจจะแนกราย
ข้อ โดยการวิเคราะห์ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างคะแนนรายข้อกับคะแนนรวม (Item-Total Correlation) ซึ่งมีค่าอานาจจาแนกอยู่
ระหว่าง .22 - .63 และ หาค่าความเช่ือม่ันของแบบวัดท้ังฉบับโดยใช้วิธีหาสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค (Cronbach’s
Alpha Coefficient) มีค่าเทา่ กบั .86
2. โปรแกรมให้คาปรึกษากลุ่มเพ่ือเสริมสร้างอิสระแห่งตนของวัยรุ่นตอนต้น ประกอบไปด้วยการผสมผสาน
เทคนิค ของทฤษฎีการให้คาปรกึ ษาต่าง ๆ ได้แกท่ ฤษฎีอัตถิภาวนิยม ทฤษฎีพิจารณาเหตุผล อารมณ์ และพฤตกิ รรม และทฤษฎี
เผชญิ ความจริง เพ่ือใช้ในการเสริมสร้างอิสระแห่งตน โดยมีจานวน 8 คร้ัง ซ่ึงแต่ละคร้งั ใช้ระยะเวลา 1 ชั่วโมง และโปรแกรมให้
คาปรึกษาดังกล่าวได้ผ่านการตรวจสอบความสอดคล้องของนิยามศัพท์ วัตถุประสงค์ ความเหมาะสมของขั้นตอนการให้
คาปรกึ ษา เทคนคิ กจิ กรรม และระยะเวลาท่ีใชใ้ นการใหค้ าปรกึ ษา จากผูเ้ ช่ียวชาญท้ัง 3 ทา่ น
การวเิ คราะหข์ ้อมลู
การวเิ คราะห์ขอ้ มลู คร้งั นี้ ผวู้ จิ ัยไดใ้ ชส้ ถติ ดิ ังต่อไปน้ี
1. วิเคราะหส์ ถติ ิพื้นฐาน ได้แก่ รอ้ ยละ ค่าเฉลี่ย และสว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน
2. การเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยอิสระแห่งตนของวัยรุ่นก่อนและหลังการทดลอง ภายในกลุ่ม
ทดลอง และกล่มุ ควบคมุ โดยใชส้ ูตรการทดสอบค่าเฉลยี่ สองกลุ่มทไี่ ม่เปน็ อสิ ระจากกนั (t-test for dependent samples)
3. การเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยอิสระแห่งตนก่อนและหลังการทดลอง ระหว่างกลุ่มทดลอง
และกลุ่มควบคมุ โดยใชส้ ตู รการทดสอบคา่ เฉลยี่ สองกลุ่มท่เี ปน็ อสิ ระจากกนั (t-test for independent samples)
ผลการวจิ ัย
1. การศกึ ษาอสิ ระแห่งตนของวัยร่นุ ตอนต้น
การศึกษาอิสระแห่งตนของวัยรุ่นตอนต้น โดยการวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดังแสดงใน
ตาราง1
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 88
ตาราง 1 ค่าเฉลย่ี ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานของอิสระแห่งตนในวยั ร่นุ ตอนต้น
อสิ ระแหง่ ตนของวยั ร่นุ ตอนต้น M SD การแปลผล
อสิ ระแหง่ ตนด้านความคดิ 3.49 0.49 ปานกลาง
อิสระแห่งตนด้านอารมณ์ 3.05 0.59 ปานกลาง
อสิ ระแหง่ ตนดา้ นการกระทา 3.34 0.52 ปานกลาง
อิสระแหง่ ตนโดยรวม 3.29 0.40 ปานกลาง
จากตาราง 1 พบวา่ กลุ่มตัวอยา่ งมีค่าเฉล่ียอิสระแหง่ ตนโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีคา่ เฉลย่ี เท่ากบั 3.29 เมื่อ
พิจารณาเป็นรายด้านพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยอิสระแห่งด้านความคิดสูงท่ีสุดเท่ากับ 3.49 รองลงมาเป็นอิสระแห่งตนด้าน
การกระทา มคี ่าเฉล่ียเทา่ กับ 3.34 และอิสระแห่งตนดา้ นอารมณ์ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.05 ตามลาดับ
2. การเปรยี บเทยี บอสิ ระแห่งตนของวยั รุ่นตอนต้นภายในกลุ่มทดลอง และกลมุ่ ควบคมุ
การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยอิสระแห่งตนท้ังโดยรวม และรายด้าน ภายในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยใช้การ
ทดสอบคา่ เฉล่ยี สองกล่มุ ทไี่ มเ่ ปน็ อิสระจากกัน (t-test dependent) โดยแสดงในตาราง 2
ตาราง 2 การเปรียบเทยี บอิสระแห่งตนภายในกล่มุ ทดลอง และกลุ่มควบคุม กอ่ นและหลงั การไดร้ บั การให้คาปรกึ ษากลุม่ โดยใช้
สถติ ิ t-test dependent (n=9)
อสิ ระแหง่ ตน ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง P
MD t df
M SD M SD
ดา้ นความคดิ 2.98 0.36 4.07 0.25 1.09 6.24** 8 0.00
กลุ่มทดลอง ดา้ นอารมณ์ 2.33 0.42 3.72 0.55 1.39 5.96** 8 0.00
ด้านการกระทา 2.93 0.32 4.17 0.46 1.24 10.06** 8 0.00
โดยรวม 2.73 0.27 3.98 0.38 1.25 8.43** 8 0.00
ดา้ นความคดิ 2.69 0.47 2.94 0.36 0.25 3.36 8 0.01
กลุ่มควบ ุคม ด้านอารมณ์ 2.36 0.53 2.37 0.53 0.01 0.07 8 0.95
ดา้ นการกระทา 3.07 0.65 3.31 0.33 0.24 1.01 8 0.34
โดยรวม 2.67 0.29 2.81 0.31 0.14 2.01 8 0.08
**p < .01
จากตาราง 2 พบว่า กลุ่มทดลองมีคา่ เฉล่ียอิสระแห่งตนก่อนการทดลองเท่ากับ 2.73 และหลังการทดลองเท่ากับ 3.98
เม่ือพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อิสระแห่งตนด้านความคิด มีค่าเฉล่ียอิสระแห่งตนก่อนการทดลองเท่ากับ 2.98 และหลังการ
ทดลองเท่ากับ 4.07สาหรับอิสระแห่งตนด้านอารมณ์ มีค่าเฉล่ียอิสระแห่งตนก่อนการทดลองเท่ากับ 2.33 และหลังการทดลอง
เท่ากับ 3.72และอิสระแห่งตนด้านการกระทา มีค่าเฉลี่ยอิสระแห่งตนก่อนการทดลองเท่ากับ 2.93 และหลังการทดลองเท่ากับ
4.17เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างอิสระแห่งตนของกลุ่มทดลอง ในระยะก่อนการทดลอง และหลังการทดลองพบว่า หลังการ
ทดลอง มคี า่ เฉล่ียอิสระแห่งตนโดยรวม และรายด้าน สงู กวา่ ก่อนการทดลองอยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถิติทรี่ ะดับ .01
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 89
สาหรับกลมุ่ ควบคุมมคี ่าเฉลีย่ อิสระแห่งตนกอ่ นการทดลองเท่ากับ 2.67 และหลังการทดลองเท่ากับ 2.81เมอ่ื พิจารณา
เป็นรายด้านพบว่า อิสระแห่งตนด้านความคิด มีค่าเฉลี่ยอิสระแห่งตนก่อนการทดลองเท่ากับ 2.69 และหลังการทดลองเท่ากับ
2.94 สาหรับอิสระแห่งตนด้านอารมณ์ มีค่าเฉล่ียอิสระแห่งตนก่อนการทดลองเท่ากับ 2.36 และหลังการทดลองเท่ากับ 2.37
และอิสระแห่งตนด้านการกระทา มีค่าเฉลี่ยอิสระแห่งตนก่อนการทดลองเท่ากับ 3.07 และหลังการทดลองเท่ากับ 3.31เม่ือ
เปรียบเทียบความแตกตา่ งอิสระแห่งตนของกลุ่มควบคุม ในระยะก่อนการทดลอง และหลังการทดลองพบว่า ก่อนและหลงั การ
ทดลอง มคี า่ เฉล่ียอิสระแห่งตนไม่แตกตา่ งกัน
3. การเปรยี บเทยี บอสิ ระแหง่ ตนของวัยรุน่ ตอนตน้ ระหวา่ งกล่มุ ทดลอง และกลุ่มควบคุม
การเปรียบเทียบค่าเฉล่ียอิสระแห่งตนท้ังโดยรวมและรายด้าน ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยใช้การ
ทดสอบคา่ เฉล่ยี สองกลุ่มทเ่ี ป็นอิสระจากกัน (t-test independent) โดยแสดงในตาราง3
ตาราง 3การเปรียบเทียบอสิ ระแห่งตนของกลุ่มทดลองและกลมุ่ ควบคุม กอ่ นการทดลอง โดยใช้สถิติ t-test independent
(n=18)
อสิ ระแหง่ ตน กลุม่ ทดลอง กล่มุ ควบคุม MD t df P
M SD M SD
ดา้ นความคดิ 2.98 0.36 2.69 0.47 0.29 1.44 16 0.17
่กอนการทดลอง ดา้ นอารมณ์ 2.33 0.42 2.36 0.53 -0.03 -0.10 16 0.92
ดา้ นการกระทา 2.93 0.32 3.07 0.65 -0.14 -0.62 16 0.55
โดยรวม 2.73 0.27 2.67 0.29 0.06 0.45 16 0.66
ดา้ นความคดิ 4.07 0.25 2.94 0.36 1.13 7.86** 16 0.00
ห ัลงการทดลอง ดา้ นอารมณ์ 3.72 0.55 2.37 0.53 1.35 5.34** 16 0.00
ด้านการกระทา 4.17 0.46 3.31 0.33 0.86 4.56** 16 0.00
โดยรวม 3.98 0.38 2.81 0.31 1.17 7.19*** 16 0.00
**p < .01
จากตาราง 3พบว่า พบว่า ในระยะก่อนการทดลอง กลุ่มทดลองมีเฉล่ียอิสระแห่งตนเท่ากับ 2.73 และกลุ่มควบคุมมี
คา่ เฉล่ยี เทา่ กับ 2.67 เมื่อพิจารณาเปน็ รายด้านพบว่า อสิ ระแห่งตนดา้ นความคิดของกลุ่มทดลองมีค่าเฉลยี่ เท่ากับ 2.98 และกลุ่ม
ควบคมุ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.69สาหรับอิสระแหง่ ตนดา้ นอารมณ์ของกลมุ่ ทดลองมีคา่ เฉล่ียเทา่ กบั 2.33 และกลุ่มควบคมุ มคี ่าเฉลี่ย
เทา่ กับ 2.36และอิสระแหง่ ตนด้านการกระทาของกลุม่ ทดลองมคี ่าเฉล่ียเท่ากับ 2.93 และกลุ่มควบคุมมีคา่ เฉลี่ยเทา่ กบั 3.07เม่ือ
เปรียบเทียบความแตกต่างอิสระแห่งตนก่อนการทดลอง ระหว่างกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุมพบว่า กลุ่มทดลอง และกลุ่ม
ควบคุม มีค่าเฉล่ยี อสิ ระแหง่ ตนไม่แตกต่างกัน
ในระยะหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีเฉลี่ยอิสระแห่งตนเท่ากับ 3.98 และกลุ่มควบคุมมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 2.81 เม่ือ
พจิ ารณาเป็นรายดา้ นพบว่า อิสระแหง่ ตนด้านความคดิ ของกลุ่มทดลองมคี ่าเฉล่ียเทา่ กับ 4.07 และกลุ่มควบคุมมีค่าเฉล่ียเท่ากับ
2.94สาหรับอิสระแห่งตนด้านอารมณ์ของกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.72 และกลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.37และอิสระ
แห่งตนด้านการกระทาของกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.17 และกลุ่มควบคุมมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 3.31เมื่อเปรียบเทียบความ
แตกต่างอิสระแหง่ ตนหลังการทดลอง ระหว่างกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุมพบว่า กลุ่มทดลอง มีค่าเฉลี่ยอิสระแห่งตนโดยรวม
และรายด้านสูงกวา่ กลุ่มควบคมุ อย่างมีนัยสาคญั ทางสถิตทิ ร่ี ะดับ .01
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 90
สรปุ ผลการวิจัย
1. วัยรุ่นตอนต้นมีอิสระแห่งตนอยู่ในระดับปานกลางโดยมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 3.29 เม่ือพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า
นกั เรยี นมีอิสระแห่งตนด้านความคดิ สูงที่สุด โดยมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 3.49 ซ่ึงอย่ใู นระดบั ปานกลาง รองลงมาเปน็ อสิ ระแหง่ ตนดา้ น
การกระทา มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 3.34 อยู่ในระดบั ปานกลาง และและอิสระแห่งตนด้านอารมณ์ มีค่าเฉล่ยี เท่ากับ 3.05 อยู่ในระดับ
ปานกลาง ตามลาดับ
2. วัยรุ่นตอนตน้ ที่ไดร้ ับการให้คาปรกึ ษากลุ่ม มีอิสระแห่งตนโดยรวม และรายด้าน หลังได้รับการให้คาปรกึ ษากลุ่ม สูง
กวา่ ก่อนไดร้ ับการให้คาปรกึ ษากลมุ่ อยา่ งมนี ยั สาคัญทางสถติ ทิ ีร่ ะดับ .01
3. วัยรนุ่ ตอนต้นท่ีได้รับการให้คาปรึกษากลมุ่ มอี ิสระแห่งตนโดยรวม และรายดา้ น สูงกวา่ วัยรนุ่ ตอนตน้ ทไี่ ม่ได้รับการให้
คาปรึกษากล่มุ อยา่ งมนี ัยสาคัญทางสถิติทรี่ ะดบั .01
อภิปรายผล
1. การศกึ ษาอิสระแห่งตนของวัยรุน่ ตอนตน้
จากการศึกษาพบว่าวยั รนุ่ ตอนต้นมีอิสระแห่งตนโดยรวมและรายด้านอยูใ่ นระดับปานกลาง ทั้งนี้เป็นเพราะ ตามหลกั พัฒนาการ
ทางสังคมของวัยรุ่น เพื่อนมีอิทธิพลอย่างมากในการกาหนดทิศทางความคิด อารมณ์ และการกระทาของวัยรุ่น แต่ในบริบท
สงั คมไทยผ้ปู กครองจะดูแลลูกของตนเองอย่างใกล้ชิด และให้ความช่วยเหลือวัยรุ่น โดยเฉพาะวัยรนุ่ ตอนต้นที่พ่ึงผ่านพ้นวัยเด็ก
มา ส่งผลให้วัยรุ่นจะถูกกากับการกระทาโดยพ่อแม่ รวมไปถึงการเลือกคบเพื่อนดว้ ย จงึ ทาใหอ้ ทิ ธพิ ลของพอ่ แม่จะยังคงส่งผลต่อ
การตัดสินใจ และการกระทาของวัยรุ่น ถึงแม้ว่าวัยรุ่นจะใช้เวลาอยู่กับเพื่อนมากกว่าก็ตาม นอกจากน้ีสาหรับวัยรุ่นบางคน
ต้องการเป็นอสิ ระ ใชช้ ีวิตกบั เพือ่ น แตย่ งั มีความต้องการพึ่งพาพอ่ แม่อยู่ ก็จะมแี นวโน้มแสดงพฤตกิ รรมตามความต้องการของพ่อ
แม่ มากกว่าเพ่ือน ถ้าหากพ่อแม่ยังคงเป็นที่พ่ึงให้วัยรุ่นได้ ดังท่ี ชาน และชาน (Chan; & Chan. 2013: 286-302) ที่ได้ศึกษา
ความอ่อนไหวของวัยรุ่นท่ีมีต่อแรงกดดันของเพื่อน พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อความอ่อนไหวต่อแรงกดดันของเพ่ือน คือการรับรู้
ความอบอุ่นของพ่อแม่ของวัยรุ่น ซ่ึงสอดคลอ้ งกับท่ี อินเจอโซล (Ingersoll. 1989: 228-229) ได้อธบิ ายว่า ถ้าหากวัยรุ่นรบั รู้ว่า
พ่อแม่ของเขาสามารถไว้ใจและเช่ือถือได้ อิทธิพลของพ่อแม่ท่ีมีต่อวัยรุ่นก็จะยังอยู่ในระดับท่ีสูง กล่าวโดยสรุปคือ ถ้าหากวัยรุ่น
รับรู้ว่าพ่อแม่ให้ความอบอุ่นเป็นที่พึ่งพาได้ จะทาให้วัยรุ่นอ่อนไหวต่อแรงกดดันของเพื่อนน้อยลง แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าหาก
วัยรุ่นรับรู้ว่าตนเองขาดความรักความอบอุ่นจากพ่อแม่ วัยรุ่นจะมองหาที่พึ่งอื่น ซ่ึงในวัยรุ่นบุคคลท่ีจะช่วยตอบสนองความ
ต้องการหลายอย่างให้กับวัยรุ่นได้ก็คือเพื่อนการที่พ่อแม่ดูแลวัยรุ่นอย่างใกล้ชิด จึงส่งผลให้อิทธิพลของเพ่ือนท่ีมีต่อวัยรุ่นลดลง
และสง่ ผลใหอ้ สิ ระแห่งตนของวัยรุ่นตอนต้นอย่ใู นระดบั ปานกลาง
เมือ่ พิจารณารายดา้ นพบว่า อิสระแห่งตนด้านความคดิ มคี า่ เฉลยี่ สงู สดุ ทงั้ น้ีเปน็ เพราะ วยั รุ่นเปน็ ทีก่ า้ วเข้าสู่การพัฒนา
ทางความคิดเชิงนามธรรม สามารถคิดหาเหตุผลได้หลากหลายมากขึ้น ดังท่ี อุสา สทุ ธิสาคร (2558: 38) ได้สรุปพัฒนาการด้าน
ความคิดของวัยรุ่นไว้ว่า วัยรุ่นเป็นวัยที่สามารถคิดถึงวิธีท่ีเป็นไปได้ในการแก้ปัญหาได้หลากหลาย มีความคิดเชิงนามธรรม
สามารถตัง้ สมมตฐิ านต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาโดยใชเ้ หตุผล จะเห็นไดว้ ่าการที่วัยรุ่นมีความคดิ เชิงนามธรรม ทาให้วัยรุ่นมีอิสระทาง
ความคิดเพ่ิมมากข้ึนจากวัยเด็ก นอกจากนเี้ มื่อวัยรุ่นคิด ไม่ว่าการคิดในคร้งั น้ันจะเป็นเร่ืองท่ถี ูก หรอื ผิด จะไม่มีการลงโทษ หรือ
ผลลัพธท์ างลบต่อตวั วัยรนุ่ เอง ถา้ หากไม่ไดแ้ สดงออกมา ซ่ึงแตกต่างจากการแสดงออกทางอารมณ์ และการกระทา ทีม่ ีผลตามมา
เสมอดังนั้นการมีอิสระทางความคิดจึงเป็นเร่ืองที่เกิดได้ง่ายกว่า และส่งผลให้วัยรุ่นมีอิสระแห่งตนด้านความคิดสูงท่ีสุด เม่ือ
เปรียบเทียบกับอิสระแห่งตนด้านอารมณ์ และด้านการกระทา แต่ในทางตรงข้าม วัยรุ่นเป็นวัยที่อารมณ์ไม่คงที่ และมีอารมณ์
แปรปรวนมากกว่าวัยอ่ืน ดังท่ี อุสา สุทธิสาคร (2558: 62-77) ได้อธิบายพัฒนาการของทางด้านอารมณ์ของวัยรุ่นไว้ สรุปได้ว่า
วัยรนุ่ จะมีอารมณ์แปรปรวนไม่คงท่ี มีความกังวล กลัวทีต่ ้องพบกบั ประสบการณ์ใหม่ ๆ และต้องเผชิญปัญหาด้วยตนเองมากข้ึน
แต่ถา้ หากวยั รนุ่ มีการจดั การกบั อารมณท์ ี่เหมาะสมจะชว่ ยใหว้ ัยรนุ่ มีวุฒภิ าวะทางอารมณ์เพิ่มข้นึ จะเห็นได้วา่ หากวัยรนุ่ ไม่มวี ิธีการ
จัดการกับอารมณ์ของตนเอง หรือเลือกวิธีการจัดการกับอารมณ์ท่ีไม่เหมาะสม จะส่งผลให้อารมณ์ของวัยรุ่นค้างคาอยู่ในจิตใจ
ไม่ได้รับการแก้ไข ซ่ึงวัยรุ่นไทยมีการฝึกฝนเร่ืองการจัดการกับอารมณ์อย่างเหมาะสมไม่มากนัก ทาให้ไม่มีวิธีกา รจัดการกับ
อารมณท์ ช่ี ดั เจน จงึ ส่งผลใหว้ ยั รุน่ มอี ิสระแหง่ ตนด้านอารมณ์นอ้ ยทีส่ ดุ
2. การเปรียบเทียบอิสระแหง่ ตนของวยั รุ่นตอนต้นกอ่ นและหลังการให้คาปรกึ ษากลุม่
จากวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 เพื่อเปรียบเทียบอิสระแห่งตนของวัยรุ่นตอนต้นก่อนและหลังการให้คาปรึกษากลุ่ม พบว่า
วยั รนุ่ ตอนต้นที่ได้รับการใหค้ าปรึกษากลุ่ม มอี ิสระแห่งตนหลังการได้รับการให้คาปรึกษากลุ่มสูงกว่าก่อนได้รบั การให้คาปรึกษา
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 91
กลุ่ม อย่างมนี ัยสาคัญทางสถิติที่ระดบั .01 ซง่ึ เป็นไปตามสมมตฐิ านทต่ี ้ังไว้ ท้งั นเ้ี ป็นเพราะ เทคนิคของทฤษฎกี ารให้คาปรึกษาที่
นามาใช้มีความสอดคล้องกับปัญหาการขาดอิสระแห่งตนของวัยรุ่นจึงส่งผลให้วัยรุ่นมีการเปล่ียนแปลงอิสระแห่งตนทั้ง 3 ด้าน
ดังท่ี พัชราภรณ์ ศรีสวัสด์ิ (2561: 157) กล่าวว่า หากผู้ให้คาปรึกษาเข้าใจพฤติกรรมของผู้รับคาปรึกษา จะทาให้สามารถเลือก
เทคนคิ และทฤษฎที ี่เหมาะสมมาใชใ้ นการช่วยเหลอื ผู้รับคาปรึกษาใหส้ ามารถแก้ไขปัญหาของตนเองได้อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ โดย
เทคนิคที่มีส่วนสาคัญมากที่สุดในการเสริมสร้างอิสระแห่งตน คือ เทคนิค ABC ของทฤษฎีพิจารณาเหตุผล อารมณ์ และ
พฤติกรรม เน่ืองจากการเปล่ยี นแปลงความคิดของสมาชิก มสี ว่ นชว่ ยส่งเสรมิ ใหส้ มาชกิ บางคน เกิดการเปลี่ยนแปลงอสิ ระแหง่ ตน
ด้านอารมณ์ และการกระทาต้ังแตช่ ่วงแรกของการให้คาปรึกษา ซึ่งสอดคล้องกบั ท่ี วัชรี ทรพั ย์มี (2556: 121-123) ได้อธิบายถึง
หลกั การของการให้คาปรึกษาตามทฤษฎพี ิจารณาเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรมไว้ว่า การทม่ี นษุ ย์ได้สร้างความคิดทมี่ ีต่อตนเอง
ใหม่ จะช่วยเปลี่ยนแปลงอารมณ์และพฤติกรรมไปสู่เป้าหมายตามท่ีตนเองต้องการ นอกจากน้ีการที่สมาชิกได้โต้แย้งความคิด
ของตนเองยังมีส่วนช่วยให้สมาชิกได้ทบทวนความคิดของตนเอง ได้ลองคิด และหาตัวเลือกใหม่ ๆ ในการตอบสนองต่อ
สถานการณ์ที่เป็นปัญหา ซึ่งสอดคล้องกับท่ี ชาร์ฟ (Sharf. 2012: 8) ได้อธิบายถึงเทคนิคที่สาคัญใช้ได้ผลในการเปลี่ยนแปลง
ความคดิ คอื เทคนิคการโต้แย้งและท้าทายความเช่ือท่ไี ม่สมเหตุสมผล ซ่งึ จะนาไปสกู่ ารลดความกงั วลและพฒั นาการมปี ฏิสมั พนั ธ์
กับบุคคลอน่ื ได้อย่างเต็มท่ี นอกจากน้ีการที่มีเทคนิคอ่นื ๆ ได้แก่เทคนิคการจินตนาการ เทคนิคการวาดภาพในจินตนาการ และ
เทคนิคการระดมพูดจุดแข็ง มาเสริม ช่วยให้วัยรุ่นเข้าใจในอารมณ์ของตนเองมากข้ึน อีกท้ังยังช่วยเพิ่มความมั่นใจในการเผชิญ
ปญั หาได้เปน็ อย่างดี สังเกตได้จากวัยรุ่นกล่มุ ทดลองกลา้ ทาในสงิ่ ท่ีตนเองไม่เคยทามากขึ้น เชน่ การปฏิเสธเพื่อน และการกินข้าว
คนเดยี ว เป็นตน้ และสดุ ท้ายสาหรับสมาชิกท่ียังไมส่ ามารถเปล่ียนแปลงการกระทาของตนเองท่นี าไปสูก่ ารขาดอิสระแหง่ ตนจาก
เพ่อื นได้ ผู้วจิ ยั ไดน้ ากระบวนการ WDEP จากทฤษฎีเผชญิ ความจรงิ มาช่วยในการวางแผนอยา่ งเป็นระบบ เพอ่ื ใหส้ มาชิกมีอสิ ระ
ในการเเปลี่ยนแปลงตนเอง ดังท่ีพงษ์พันธ์ พงษ์โสภา และวิไลลักษณ์ พงษ์โสภา (2557: 154-155) ได้อธิบายไว้ว่า เป้าหมาย
ท่ัวไปของการให้คาปรึกษาตามทฤษฎเี ผชญิ ความจริงคือ การม่งุ เน้นให้ผูร้ ับคาปรึกษามีอิสระแห่งตน หรอื เปน็ ตัวของตวั เองใหไ้ ด้
มากที่สุด เพ่ือให้เขามีความรับผิดชอบต่อตนเอง พัฒนาเอกลักษณ์ของตนเอง รวมไปถึงการพัฒนาความรับผิดชอบเพ่ือให้
สอดคล้องกับความเป็นจริงในชีวิตประจาวันดังนั้นจะเห็นได้ว่า เทคนิค และทฤษฎีที่นามาใช้มีส่วนช่วยส่งเสริมให้สมาชิกมี
ตัวเลอื กมากข้ึนในการตอบสนองตอ่ ปัญหา รวมถึงการมีอิสระในการคิด และการแสดงออก รวมถึงเสริมสร้างความมั่นใจในการ
เผชิญปัญหา และนาไปส่กู ารเปลี่ยนแปลงอิสระแหง่ ตนท้ัง 3 ด้านในทา้ ยท่ีสุดซ่งึ แตกต่างจากก่อนการให้คาปรกึ ษาท่ีสมาชิกไมไ่ ด้
รบั การส่งเสริมโดยใชเ้ ทคนิค และทฤษฎดี งั กลา่ ว
3. การเปรยี บเทียบอิสระแหง่ ตนของวัยร่นุ ตอนตน้ ระหว่างกลมุ่ ทดลองและกลุม่ ควบคุม
จากผลการวจิ ัยพบว่า ในระยะหลงั การทดลอง วัยรุ่นตอนต้นทไี่ ด้รับการให้คาปรึกษากลุ่ม มีอิสระแห่งตนสูงกวา่ วัยรุ่น
ตอนต้นที่ไม่ได้รับการให้คาปรึกษากลุ่ม อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซ่ึงเป็นไปตามสมมติฐานที่ต้ังไว้ ทั้งนี้เป็นเพราะ
การให้คาปรึกษากลุ่มสามารถช่วยส่งเสริมอิสระแห่งตนให้กับวัยรุ่นตอนต้นได้ จึงทาให้อิสระแห่งตนของวัยรุ่นท่ีได้รับการให้
คาปรึกษากลุ่มสงู กว่าวัยรนุ่ ทไี่ มไ่ ด้รบั คาปรึกษากลุ่ม เมื่อพจิ ารณาท่กี ระบวนการให้คาปรึกษากลุ่ม จะเห็นไดว้ ่ากระบวนการกลุ่ม
สามารถส่งเสริมให้วัยรนุ่ ได้ช่วยเหลือกัน มแี นวทางในการพฒั นาตนเอง อกี ทง้ั เพือ่ นมีอิทธิพลต่อวยั รนุ่ อย่างมาก ซ่ึงกระบวนการ
ใหค้ าปรึกษากล่มุ ได้นาข้อดีกล่มุ เพ่อื น มาช่วยส่งเสริมให้เกดิ การเรยี นรูร้ ว่ มกนั ดังที่ พชั ราภรณ์ ศรสี วสั ดิ์ (2561: 250) ไดอ้ ธิบาย
เกี่ยวกับการให้คาปรึกษาในวัยรุ่นไว้ว่า การให้คาปรึกษาจะช่วยใหก้ ล่มุ ได้เห็นปัญหา ท้ังเร่อื งเพศ เรื่องเรียน หรือเรื่องเพอื่ น โดย
ในวยั รุ่นจะฟังคาแนะนาจากเพ่ือนมากกว่าพ่อแม่ ดังนั้นกิจกรรมให้คาปรึกษาแบบกลุ่มจึงเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มท่ีมีปัญหาต่าง ๆ
การที่สมาชิกกลุ่มมีปัญหาการขาดอิสระแห่งตนใกล้เคียงกัน เช่น การไม่กล้าไปไหนคนเดียว กังวลเวลาอยู่คนเดียว ไม่กล้าทา
อะไรคนเดียว ไมก่ ลา้ ปฏิเสธเพื่อน ทาใหส้ มาชกิ แต่ละคนเข้าใจกัน และชว่ ยกนั หาแนวทางร่วมกันในการแก้ไขปญั หาท่ีเกดิ ข้นึ จน
ทาให้เกิดการเปล่ียนแปลงอิสระแห่งตนในท่ีสุด ซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยของ เสรี ใหม่จันทร์ (2553: 230) ท่ีได้ศึกษาการ
วเิ คราะห์องค์ประกอบและการเสริมสรา้ งอิสระแห่งตนของนักเรียนวัยรุ่นโดยการใหค้ าปรึกษากลมุ่ พบว่า การใหค้ าปรึกษากลุ่ม
สามารถเสรมิ สร้างอิสระแห่งตนของวัยรุ่นได้ โดยในกลุ่มทดลอง มีค่าเฉล่ียอิสระแห่งตนหลังการทดลอง และหลังการติดตามผล
สงู กวา่ ก่อนการทดลองอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ ศิริพร ยาวริ าช (2555: 89) ได้ศึกษาผลของการปรึกษา
เชิงจิตวิทยาแบบกลุ่มตามแนวทรอทเซอร์ ที่มีต่ออิสระแห่งตนของวัยรุ่นที่เข้ารับการบาบัดฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดใน
รูปแบบชุมชนบาบัด พบว่า หลังการได้รับการให้คาปรึกษาแบบกลุ่ม วัยรุ่นมีค่าเฉล่ียอิสระแห่งตนเพิ่มข้ึนก่อนได้รับการให้
คาปรึกษา อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากงานวิจัยข้างต้นแสดงให้เห็นว่าการให้คาปรึกษากลุ่ม สามารถช่วยส่งเสริม
อิสระแห่งตนให้กับวัยรุ่นได้ นอกจากนี้การท่ีสมาชิกกลุ่มมีความตั้งใจ และกระตือรือร้นในการเปลี่ยนแปลงตนเอง ยังส่งผลให้
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 92
สมาชิกกลุม่ บางคนมีการเปลี่ยนแปลงเกดิ ขึ้นตง้ั แต่ช่วงแรกของการใหค้ าปรกึ ษา สง่ ผลให้เกิดพลวัตกิ ล่มุ และการเปล่ียนแปลงใน
สมาชิกกลุ่มคนอื่น ๆ ตามมา ซงึ่ สอดคลอ้ งกับท่ี จาคอปส์ แมสสันและฮารว์ ิล (Jacobs; Masson; &Harvil. 2009: 40-49) และ
วัชรี ทรัพย์มี (2550: 114-116) ไดอ้ ธิบายถึงหลักการในการให้คาปรึกษากลมุ่ ไว้วา่ ระดบั ความมุ่งมั่นของสมาชิกส่งผลตอ่ การจด
จ่อกบั เร่อื งต่าง ๆ ที่เกิดขึน้ ในกลุม่ การที่สมาชิกกลุ่มมคี วามม่งุ มัน่ จะชว่ ยใหง้ ่ายตอ่ การให้คาปรกึ ษา
ขอ้ เสนอแนะ
ขอ้ เสนอแนะทว่ั ไป
1.1 จากการใช้โปรแกรมการใหค้ าปรกึ ษากลมุ่ กบั วัยรุ่นตอนตน้ พบวา่ การใช้เอกสารและใบงาน ชว่ ยให้การใหค้ าปรกึ ษา
ราบรื่นข้ึน เน่ืองจากสมาชิกเข้าใจขั้นตอนการใหค้ าปรึกษา และสามารถจดจาเรอ่ื งราวในการให้คาปรึกษาได้ สาหรับสมาชิกทไ่ี ม่
กลา้ พูด สามารถใช้การเขยี นใบงานเพ่ือชว่ ยใหเ้ กิดการสือ่ สารได้มากขึ้น
1.2 กิจกรรมที่มกี ารวาดรปู จะช่วยดงึ ดดู ความสนใจของสมาชกิ ไดม้ ากในการทากจิ กรรม ดงั น้ันควรมีการเสริมกิจกรรม
ทเ่ี ก่ียวกบั การวาดรปู เพอ่ื ใหส้ มาชกิ ได้เปิดเผยตนเอง หรอื เขา้ ใจตนเองมากขึน้
1.3 ผูท้ ่จี ะนาโปรแกรมการให้คาปรกึ ษากลุ่มเพอ่ื เสริมสรา้ งอิสระแห่งตนของวยั ร่นุ ตอนต้นไปใช้ จะตอ้ งมีความเข้าใจใน
กระบวนการให้คาปรึกษา มีความยดื หยุ่นไปตามธรรมชาตขิ องวัยรุ่นตอนต้น เพือ่ ให้กลมุ่ ตัวอย่างสามารถแสดงออกได้อย่างเต็มท่ี
และพรอ้ มทีจ่ ะให้ความร่วมมอื ในการใหค้ าปรกึ ษา
ข้อเสนอแนะในการวิจัยครัง้ ตอ่ ไป
2.1 ควรมีการศึกษาอิสระแห่งตนในกลุ่มประชากรอื่น เช่น วัยรุ่นตอนปลาย นักศึกษา และศึกษากับประชากรในเขต
พื้นท่อี นื่ ๆ เพมิ่ เตมิ ท้ังวัยรนุ่ ในเมือง และชนบท
2.2 ควรมีการตดิ ตามผลเป็นระยะ เช่น ทกุ ๆ 2 หรอื 4 เดือน เพ่อื ศึกษาความคงทนของอสิ ระแห่งตน
เอกสารอา้ งองิ
ประนษิ ฐา วรพุทธ. (2543). ผลของการใช้บทบาทสมมตเิ พอื่ พัฒนาความเป็นตวั ของตัวเองของเดก็ วยั รนุ่ ในสถานสงเคราะห์
เด็กหญงิ ภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื จงั หวดั อดุ รธานี. วทิ ยานิพนธ์ กศ.ม. (จติ วิทยาการศึกษา). ขอนแก่น: บณั ฑิต
วทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ .
พงษ์พนั ธ์ พงษ์โสภา และวิไลลักษณ์ พงษโ์ สภา. (2557). ทฤษฎีและเทคนิคการให้บริการปรึกษา. พิมพค์ ร้งั ท2่ี . กรุงเทพฯ:
สานกั พมิ พ์จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั .
พัชราภรณ์ ศรสี วสั ดิ.์ (2561, มกราคม-มถิ นุ ายน). การศกึ ษาและพฒั นาการรับรคู้ วามสามารถในการให้คาปรกึ ษาของครูแนะ
แนว. วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์. 19(1):150-159
พชั ราภรณ์ ศรีสวสั ด์ิ; และคนอนื่ ๆ. (2561, มกราคม-เมษายน). การพัฒนารปู แบบการปอ้ งกันการขม่ เหงรงั แกในโรงเรยี น.
Veridian E-Journal, Silpakorn University. 11(1):3653-3667
พัชราภรณ์ ศรีสวสั ด.ิ์ (2561). การให้คาปรึกษากลุ่ม (Group Counseling).กรุงเทพฯ: แดเนก็ ซ์อนิ เตอรค์ อรป์ อเรช่ัน.
มณฑริ า จารเุ พง็ . (2560). การศึกษาและพฒั นาภมู ิคุ้มกันทางจติ ของวยั รุ่นไทย. วารสารวจิ ยั ทางการศกึ ษา.12(1): 173-192.
วชั รี ทรัพย์ม.ี (2550). กระบวนการปรกึ ษา: ขั้นตอน สัมพันธภาพ ทักษะ. พิมพ์ครั้งท่ี 2. กรุงเทพฯ: สานักพมิ พ์จฬุ าลงกรณ์
มหาวทิ ยาลยั .
วัชรี ทรพั ย์ม.ี (2556). ทฤษฎีใหบ้ รกิ ารปรกึ ษา. พิมพ์คร้งั ท่ี 7. กรุงเทพฯ: สานักพิมพจ์ ุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั .
ศิริบูรณ์ สายโกสมุ . (2554). ทฤษฎีการใหค้ าปรึกษา. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยรามคาแหง.
ศิริพร ยาวิราช. (2555). ผลของการปรกึ ษาเชิงจติ วิทยาแบบกลุ่มตามแนว Trotzerทมี่ ตี ่ออสิ ระแห่งตนของวัยรุ่นท่ีเข้ารบั การ
บาบัดฟืน้ ฟสู มรรถภาพผู้ตดิ ยาเสพตดิ ในรปู แบบชุมชนบาบัด. วิทยานิพนธ์ วท.ม. (จิตวทิ ยาการปรึกษา). เชยี งใหม:่
บัณฑิตวทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่.
สานักคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน. (2561). ข้อมูลพ้ืนฐานโรงเรยี น สังกัด สพม.เขต 9 (สพุ รรณบรุ ี-นครปฐม).
สืบค้นเม่อื 22 สงิ หาคม 2561, จาก http://data.boppobec.info/emis/school.php?Area_CODE=101709
เสรี ใหมจ่ ันทร์. (2553). การวิเคราะหอ์ งค์ประกอบและการเสรมิ สรา้ งอสิ ระแห่งตนชองนักเรยี นวยั รุน่ โดยการให้คาปรกึ ษากลุ่ม.
ปรญิ ญานพิ นธ์ กศ.ด. (จิตวิทยาการใหค้ าปรกึ ษา). กรงุ เทพฯ: บณั ฑติ วิทยาลัย มหาวทิ ยาลยั ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ.
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 93
อสุ า สทุ ธสิ าคร. (2558). จิตวิทยาวัยรุน่ . กรุงเทพฯ: หจก.สามลดา
Chan, Siu Mui; & Chan Kwok-Wai. (2013). Adolescents’ Susceptibility to Peer Pressure: Relations to
Parent- Adolescent Relationship and Adolescents’ Emotional Autonomy From Parents. Youth
& Society. 45(2): 286-302.
Corey, Marianne S.; Corey, Gerald; & Corey, Cindy. (2014). Groups Process and Practice. 9thed.
Australia: Brooks Cole Cengage Learning.
Ingersoll, Gary M. (1989). Adolescents. Englewood Cliffs, N.J.: Prentice Hall.
Jacobs, Ed E.; Masson, Robert L.; &Harvil, Riley L. (2009). Group Counseling: Strategies and Skills. 6thed.
Pacific Grove: Brooks/Cole.
Noom, Marc J., Dekovic, Maja; &Meeus, Wim H.J. (2001). Conceptual Analysis and Measurement of
Adolescent Autonomy. Journal of Youth and Adolescence. 30(5): 577-595.
Ryan, Richard M.; & Deci, Edward L. (2006). Self-Regulation and the Problem of Human Autonomy: Does
Psychology Need Choice, Self-Determination, and Will? Journal of Personality. 74(6): 1557-1586.
Sharf, Richard S. (2012). Theories of Psychotherapy and Counseling Concept and Cases. 5thed. Australia:
Brooks/Cole Cengage Learning.
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 94
การเสริมสร้างพลงั อานาจในตนเองของเยาวชนคาทอลกิ โดยการใหค้ าปรึกษากลุ่ม
ENHANCEMENT SELF-EMPOWERMENT OF YOUTH CATHOLIC THROUGH GROUP COUNSELING
เอ้ือทิพย์ คงกระพันธ์, พชั ราภรณ์ ศรีสวสั ด์ิ, มณฑริ า จารเุ พง็
E-mail: [email protected]
บทคัดยอ่
การวจิ ยั ครง้ั นม้ี จี ุดมุ่งหมายเพือ่ 1) ศกึ ษาพลังอานาจในตนเองของเยาวชนคาทอลกิ และ 2) เปรยี บเทยี บพลังอานาจใน
ตนเองของเยาวชนคาทอลิก กอ่ นและหลังการให้คาปรกึ ษากลมุ่ ประชากรท่ีใช้ในการวิจัย เป็นเยาวชนที่อายุระหว่าง 14-18 ปี ท่ี
เป็นสมาชิกของกลุ่มเยาวชนคาทอลิก จังหวัดราชบุรี จานวน 240 คน กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการเสริมสร้างพัลงอานาจในตนเอง
ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายข้ันตอน จานวน 154 คน และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการให้คาปรึกษากลุ่มเพื่อเสริมสร้างพลัง
อานาจในตนเอง ใชว้ ธิ กี ารเลอื กแบบเจาะจง เป็นเยาวชนคาทอลกิ ท่มี ีคะแนนพลังอานาจในตนเองตง้ั แต่เปอรเ์ ซ็นไทล์ท่ี 25 ลงมา
และสมัครใจเข้าร่วมการให้คาปรึกษากลุ่มคร้ังน้ี จานวน 8 คน เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบวัดพลังอานาจในตนเอง มีค่า
อานาจจาแนกอยู่ ระหว่าง .21 - .84 และมีค่าความเชือ่ ม่ันของแบบประเมนิ ท้ังฉบับเท่ากับ .94 และโปรแกรมการให้คาปรึกษา
กลุ่มเพื่อเสริมสร้างพลังอานาจในตนเองของเยาวชนคาทอลิก สถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือสถิตินอนพาราเมตริก การ
ทดสอบวลิ คอกซนั
ผลการศึกษาวิจัย พบว่า 1) เยาวชนคาทอลิก มีพลังอานาจในตัวเองโดยรวมอยู่ในระดับมาก และ 2) เยาวชน
คาทอลิกกลุ่มทดลองมีพลังอานาจในตนเองโดยรวมหลังเข้าร่วมการให้คาปรกึ ษากลุ่มเพ่ือเสริมสร้างพลังอานาจในตนเองสูงข้ึน
กว่าก่อนเขา้ รว่ มการให้คาปรกึ ษากลมุ่ อย่างมีนยั สาคัญทางสถติ ิท่ีระดบั .05 และเม่ือพิจารณารายดา้ นพบว่า พลังอานาจในตนเอง
ทง้ั 4 ด้าน หลังเขา้ ร่วมการใหค้ าปรึกษากลุม่ สูงข้ึนอย่างมีนัยสาคญั ทางสถิตทิ ี่ระดับ .05
คาสาคัญ: พลังอานาจในตนเอง, การเสริมสร้าง, โปรแกรมการให้คาปรึกษากลุ่มเพื่อเสริมสร้างพลังอานาจในตนเอง, เยาวชน
คาทอลกิ
Abstract
The purposes of this study are to: 1) study the self-empowerment of Catholic youth. and 2)
compare the self-empowerment of catholic youth before and after participating in group counseling to
enhance self-empowerment. The population research is in between fourteen to eighteen years old. They
are members of Ratchaburi Catholic youth. They were divided into two groups. The first group was a self-
empowerment study. This group consisted one hundred fifty four from two hundred forty people. They are
cluster random selected from Multistage random sampling. The second group consisted of eight voluntary
students from Saint Josesp Crunch whose self-empowerment scores are lower than twenty fifth percentile.
This group participated in group counseling Program. The research instruments used in this study were the
self-empowerment questionnaire with the discrimination valued ranging from . 21 - . 84 and reliability
coefficient ( alpha) of .97 and group counseling to enhance self-empowerment of Catholic youth. The
statistical analyses employed were nonparametric Wilcoxon matched-pairs and a signed ranks test.
The results of the study were as follows: 1) The Catholic Youth had overall self-empowerment at
the high range level. and 2) The statistically significant differences in total of self-empowerment and each of
the four aspects of self-empowerment of the experimental group were found to exist before and after
counseling at a level of .05
Keywords: Self-Empowerment, Enhancement, Group Counseling, Catholic Youth
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 95
บทนา
การเสริมสร้างพลังอานาจ (Empowerment) เป็นแนวทางการพัฒนาคนท่ีสาคัญมากในปัจจุบัน และเป็นแนวคิดที่
สอดคล้องกับสถานการณ์ในศตวรรษที่ 21 ที่คานึงถึงการมีสิทธิมีเสียงของประชาชนทั่วไปท่ีจะสามารถมีอานาจในการตัดสินใจ
เร่ืองต่างๆท่ีเก่ียวกับตัวเองได้ด้วยตนเอง การเสริมสรา้ งพลังอานาจเป็นเร่ืองเดียวกับการสร้างสมรรถนะ และการพัฒนา (เนตร
นภา ขุมทอง. 2550: 3) ซง่ึ เป็นสงิ่ สาคญั และจาเปน็ ตอ่ ชวี ิตของบคุ คลในปัจจบุ ัน ดังที่ สมชาย เทพแสง (2553: 93-97) ที่กลา่ วไว้
วา่ ในสงั คมยุคใหม่นน้ั การส่งเสรมิ พลงั อานาจในตนเองถอื เป็นหลกั การทีส่ าคัญ เน่ืองจากการเพิ่มพลังอานาจเป็นการกระตุ้นและ
สรา้ งกาลังใจให้บุคคลเกิดพลังในการทางาน นาศักยภาพและขีดความสามารถของตนมาใช้ในการพัฒนางานที่ได้รับมอบหมาย
อยา่ งเตม็ ศกั ยภาพ ส่งผลทาใหบ้ ุคคลรู้สึกมคี ุณคา่ ในตนเอง เกิดความภาคภูมิใจ สามารถนาเอาความรคู้ วามสามารถของตนเองที่
มีอยู่มาใช้งานได้อย่างดี นาไปสู่ความสาเร็จบรรลุเป้าหมาย (จิตฤทัย เมาไธสง. 2559: 20) สอดคล้องกับแนวคิดของก๊ิบสัน
(ปรางค์ทิพย์ อุจะรัตน์. 2557: 217; อ้างอิงจาก Gibson. 1995: 1201-1210 ) ว่าการเสริมสร้างพลังอานาจเป็นแนวคิดแบบ
พลวัตมีการให้ การรบั การแลกเปล่ยี น การมีปฏิสัมพนั ธก์ นั ในการทางานรว่ มกันชว่ ยใหบ้ ุคคลเกิดการเรียนรู้ เกดิ ความตระหนัก
เปน็ การสรา้ งความเข้มแข็งใหบ้ ุคคล มงุ่ เนน้ การแก้ปญั หา
การเสริมสร้างพลังอานาจถูกนามาใช้การพัฒนาในแวดวงต่าง ๆ เช่น ธุรกิจ การศึกษา และรวมทั้งทางด้านสุขภาพ
(เนตรนภา ขุมทอง. 2550: 4) เพราะเป็นสิ่งสาคัญและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคน คณะกรรมการคาทอลิกเพ่ือคริสตชน
ฆราวาส แผนกเยาวชนเป็นอีกหนึ่งหนว่ ยงานท่ใี ห้ความสาคัญกบั การพัฒนาและหล่อหลอมใหเ้ ยาวชนเปน็ บุคคลที่มคี ุณภาพครบ
ทั้งกายและใจ จึงได้จัดตั้งสภาเยาวชนคาทอลิกแห่งประเทศไทย มีเยาวชนอายุระหว่าง 14 – 18 ปี ท้ังชายและหญิงท่ีสมัครใจ
และอาสาสมัครตนเองเข้ามาเพื่อทากิจกรรม (แผนกเยาวชน คณะกรรมการคาทอลิกเพ่ือคริสตชนฆาราวาส. 2554: ออนไลน์ )
และการทางานเป็นทีมเป็นสิ่งท่ีสาคัญต่อการทางานในกลุ่มเยาวชน ต้องมีการติดต่อประสานงานและการส่ือสารท่ีดี เพื่ อ
ความสาเรจ็ ตามเปา้ หมายทไี่ ด้วางไว้ (ประภาศรี อ่งึ กุล. 2542) ซึ่งตามข้ันพฒั นาการมนษุ ยก์ ลุ่มเยาวชนท่ีมอี ายรุ ะหว่าง 14 – 18
ปี จดั เปน็ ช่วงวัยรนุ่ ทมี่ ีภาวะหัวเลย้ี วหวั ตอ่ ระหวา่ งวัยเดก็ กับวยั ผู้ใหญ่ เป็นวยั ทเี่ กดิ การเปล่ยี นแปลงท้งั ดา้ นรา่ งกาย อารมณ์ และ
สังคม ย่ิงไปกว่าน้ันยังมีปัญหาใหม่ ๆ ที่วัยรุ่นต้องเผชิญ ดังที่ประณต เค้าฉิม (2549: 10-11) กล่าวว่าพวกเขารู้ดีว่าการท่ีเขา
มองดูเหมือนผู้ใหญ่ เขาจงึ ถกู คาดหวังใหม้ พี ฤติกรรมแบบผู้ใหญด่ ้วยแต่ในขณะเดยี วกนั เขาก็ไมร่ ู้วธิ ีการปฏบิ ตั ิตนเชน่ น้นั ผู้วจิ ัยจึง
สนใจที่จะศึกษาพลงั อานาจในตนเอง โดยนาองค์ประกอบของพลงั อานาจในตนเองตามแนวคิดของก๊บิ สัน (Gibson. 1993: 293-
294) มาใชใ้ นงานวิจัยครัง้ น้ี ประกอบด้วย ความสามารถท่ีจะควบคุมหรือจดั การสถานการณ์ได้ ความพึงพอใจในความสามารถ
ของตนเอง การพัฒนาตนเอง และ การเพิ่มเป้าหมายในชีวิตของตนเอง ในเยาวชนคาทอลิกจังหวัดราชบุรี สาหรับการให้
คาปรึกษากลุ่มเพ่ือเสริมสร้างพลังอานาจในตนเอง เพ่ือความต่อเนื่องในการเก็บข้อมูลและการให้คาปรึกษากลุ่ม ผู้วิจัยจึงเลือก
กลุ่มเยาวชนของวัดนักบุญยอแซฟ บ้านโป่งมาเป็นกลุ่มเป้าหมายในการเข้าการให้คาปรึกษากลุ่ม โดยใช้การให้คาปรึกษากลุ่ม
แบบผสมผสานหลายทฤษฏแี ละเทคนิคการให้คาปรกึ ษากลุ่มไว้ด้วยกัน ประกอบด้วยทฤษฎีการให้คาปรึกษาแบบยึดบุคคลเป็น
ศูนย์กลาง ทฤษฎีการให้คาปรึกษากลุ่มอัตถิภาวนิยม ทฤษฎีการให้คาปรึกษาแบบเผชิญความจริง และทฤษฎีการให้คาปรึกษา
แบบมุ่งเน้นคาตอบ พลังของการให้คาปรึกษากลุ่มจะทาให้ผู้เข้าร่วมได้รับการแบ่งปัน เรียนรู้ประสบการณ์ของกลุ่มวัยรุ่นที่เป็น
สมาชิกของกลุ่มเยาวชนเปิดโอกาสให้เขาได้เป็นผู้ตัดสินใจเลือกวิธีการที่จะแก้ปัญหาด้วยตนเอง และเป็นการเสริมสร้างพลัง
อานาจตอ่ ไป
กรอบแนวคิดในการวจิ ยั
ในการเสริมสร้างพลังอานาจในตนเองของเยาวชนคาทอลิก ผู้วิจัยใช้แนวคิดของก๊ิบสัน (Gibson. 1993: 293-294)
มาเป็นพื้นฐานในการแบ่งองค์ประกอบของพลังอานาจในตนเอง และใช้โปรแกรมให้คาปรึกษากลุ่มเพื่อส่งเสริมพลังอานาจใน
ตนเองของเยาวชนคาทอลกิ ดงั ทแ่ี สดงในภาพประกอบ
ตวั แปรตน้ ตวั แปรตาม
การใหค้ าปรกึ ษากลุ่ม พลงั อานาจในตนเอง
เพอ่ื เสรมิ สรา้ งพลงั อานาจในตนเอง ของเยาวชนคาทอลกิ
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 96
วัตถปุ ระสงคข์ องการวิจัย
1. เพ่อื ศึกษาพลงั อานาจในตนเองของเยาวชนคาทอลิก
2. เพอ่ื เปรียบเทียบพลังอานาจในตนเองของเยาวชนคาทอลกิ ก่อนและหลังการใหค้ าปรกึ ษากลุ่ม
สมมตฐิ านการวจิ ัย
เยาวชนคาทอลิกมพี ลังอานาจในตนเองสูงขนึ้ หลังเข้าร่วมการให้คาปรึกษากลมุ่
วิธดี าเนนิ การวจิ ัย
ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง
ประชากรทใี่ ชใ้ นการวิจยั
ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ เยาวชนชายและหญิงที่อายุระหวา่ ง 14-18 ปี ที่เป็นสมาชิกของกลุ่มเยาวชนคาทอลิก
จงั หวัดราชบุรี จานวน 19 โบสถ์ รวมจานวนนกั เรียนทง้ั สน้ิ 240 คน (สานกั มสิ ซังคาทอลิกเขตราชบรุ ี. 2560: ออนไลน์)
กลมุ่ ตวั อย่างที่นามาใชใ้ นการวจิ ัยครง้ั น้ีประกอบด้วย 2 กลุ่ม ดังน้ี
1. กลุ่มตัวอยา่ งทีผ่ วู้ ิจัยนามาเพื่อการศึกษาพลงั อานาจในตนเอง เป็นเยาวชนชายและหญงิ ท่ีอายรุ ะหว่าง 14-18 ปี ท่ี
เป็นสมาชิกของกลุ่มเยาวชนคาทอลิก จังหวัดราชบุรี โดยการกาหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง ตามแนวคิดของเครจซ่ีและมอร์แกน
(Krejcie; & Morgan. 1970: 608) แล้วดาเนินการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบหลายข้ันตอน (Multistage stage sampling) ได้กลุ่ม
ตัวอย่างจานวนทง้ั ส้ิน 154 คน
2. กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการเสริมสร้างพลังอานาจในตนเองโดยการให้คาปรึกษากลุ่ม ใช้วิธีการเลือกแบบเจา ะจง
(Purposive sampling) เปน็ กลุ่มเยาวชนท่ีมีคะแนนพลังอานาจในตนเองตง้ั แต่เปอร์เซ็นไทลท์ ่ี 25 ลงมาและสมัครใจเข้ารว่ มการ
ให้คาปรึกษากลุ่มครงั้ น้ี จานวน 8 คน โดยมีเกณฑ์การกาหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างตามแนวคดิ ของวัชรี ทรัพย์มี (2556: 126)
ท่ีว่ากลุ่มเด็กควรมีสมาชิก 6 – 8 คน ซึ่งจานวนสมาชิกท่ีเหมาะสมจะทาให้เกิดปฏิสัมพันธ์และง่ายต่อการเข้าถึงสมาชิกอย่าง
ทัว่ ถึง
ตัวแปรท่ศี กึ ษา
ตวั แปรต้น ไดแ้ ก่ โปรแกรมการให้คาปรึกษากลุ่มเพื่อเสรมิ สรา้ งพลังอานาจในตนเอง
ตัวแปรตาม ไดแ้ ก่ พลังอานาจในตนเองของเยาวชนคาทอลกิ
วธิ กี ารเกบ็ รวบรวมข้อมลู
ผู้วิจัยสร้างแบบวัดพลังอานาจในตนเองและนาไปทดลองใช้กับเยาวชนคาทอลิก 30 คน เพื่อวิเคราะห์หาค่าอานาจ
จาแนกของแบบประเมินรายข้อ และหาความเช่ือมั่นของแบบประเมินท้ังฉบับ เท่ากับ .94 และนาแบบวัดพลังอานาจในตนเอง
ของเยาวชนคาทอลิก ฉบับสมบูรณ์ท่ีผ่านการตรวจสอบคุณภาพ ไปทดสอบกับกลุ่มตัวอย่าง จานวน 154 คน ท่ีเป็น เยาวชน
คาทอลิกอายรุ ะหว่าง 14 – 18 ปี ในจงั หวัดราชบรุ ี และนาแบบประเมนิ ทต่ี อบกลบั สมบูรณท์ ัง้ หมดมาวิเคราะหผ์ ลทางสถติ ิ
ผู้วิจัยสร้างโปรแกรมการให้คาปรึกษากลุ่มเพ่ือเสริมสร้างพลังอานาจในตนเองของเยาวชนคาทอลิก และเลือกกลุ่ม
ตัวอย่างแบบเจาะจง คือเยาวชนคาทอลิกท่ีมีคะแนนพลังอานาจในตนเอง ตง้ั แต่เปอรเ์ ซ็นไทลท์ ี่ 25 ลงมา จานวน 8 คน ทสี่ มคั ร
ใจเข้ารว่ มการใหค้ าปรึกษากล่มุ ผู้วจิ ยั นาคะแนนจากแบบวัดพลงั อานาใจในตนเองของกลุ่มตัวอยา่ ง มาใช้เป็นขอ้ มูลคะแนนก่อน
การทดลอง และดาเนินการทดลอง โดยการให้คาปรึกษากลุ่มเพื่อเสริมสร้างพลังอานาจในตนเองของเยาวชนคาทอลิก และ
วเิ คราะห์ระดับพลังอานาจในตนเองของเยาวชนคาทอลิก หลังจากการเข้ารับการใหค้ าปรกึ ษากลุ่ม โดยเปรียบเทียบผลก่อนการ
ทดลอง และหลังการทดลอง และทาการสัมภาษณ์ข้อมูลเชิงลึกโดยใช้แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้างเพื่อดูการเปลี่ยนแปลง
ของกลมุ่ ทดลองหลังการใหค้ าปรึกษากลุ่ม 1 เดอื น
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 97
เครอ่ื งมอื ทใี่ ช้ในการวจิ ัย
1. แบบวัดพลังอานาจในตนเองของเยาวชนคาทอลิก
แบบวัดพลังอานาจในตนเองของเยาวชนคาทอลิกท่ีผู้วิจัยสร้างขึ้น เป็นแบบวัดมาตราส่วนประมาณค่า (Rating
scale) มี 4 ระดับ คือ จริงท่ีสุด ค่อนข้างจริง ค่อนข้างไม่จริง ไม่จริงเลย มีทั้งสิ้น 4 ด้าน รวมจานวน 44 ข้อ โดยมีค่าอานาจ
จาแนกรายขอ้ อย่รู ะหวา่ ง .21 - .84 และมคี า่ ความเชื่อม่ันของแบบประเมนิ ทัง้ ฉบับเทา่ กับ .94
2. โปรแกรมการใหค้ าปรกึ ษากลุ่มเพ่อื เสริมสรา้ งพลงั อานาจในตนเอง
3. แบบสมั ภาษณแ์ บบกง่ึ มโี ครงสร้าง
การวเิ คราะห์ขอ้ มูล
ผู้วิจัยจะทาการวิเคราะห์สถิติพื้นฐาน การเปรียบเทียบค่าเฉล่ียพลังอานาจในตนเองของเยาวชนคาทอลิกก่อนการ
ทดลอง และหลังการทดลอง โดยใช้สถิติพื้นฐาน ค่าเฉล่ีย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานของแบบวัดพลังอานาจในตนเองของเยาวชน
คาทอลิก กอ่ นการทดลอง (Pretest) และหลงั การทดลอง (Posttest) ของกลุ่มตัวอยา่ งจากแบบวัด วิเคราะห์เปรียบเทียบการให้
คาปรึกษากลุ่มเพ่ือเสรมิ สร้างพลังอานาจในตนเองของเยาวชนคาทอลิก โดยวิเคราะห์เปรียบเทียบค่าเฉล่ียพลังอานาจในตนเอง
ของเยาวชนคาทอลิก ของกลุ่มทดลอง กอ่ นและหลังการทดลอง ซึง่ สถิตทิ ี่ใชใ้ นการวเิ คราะห์ขอ้ มลู คอื สถิตินอนพาราเมตริก การ
ทดสอบวลิ คอกซัน
ผลการวจิ ยั
1. คา่ เฉลย่ี และสว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐานของแบบวดั พลงั อานาจในตนเองของเยาวชนคาทอลิก
ผู้วิจัยนาข้อมูลจากแบบวัดพลังอานาจในตนเองรายด้านของกลุ่มตัวอย่างจานวน 154 คน มาหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐานดงั แสดงในตาราง 1 ดังนี้
ตาราง 1 ค่าเฉล่ีย และสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐานของพลังอานาจในตนเองของกลุ่มตวั อย่าง จาแนกรายดา้ น (n = 154)
พลงั อานาจในตนเอง x̅ SD แปลผล
1. ความสามารถทจี่ ะควบคมุ หรือจัดการ สถานการณ์ได้ 2.93 .43 มาก
2. ความพึงพอใจในความสามารถของตนเอง 3.17 .39 มาก
3. การพฒั นาตนเอง 3.14 .40 มาก
4. การเพิม่ เป้าหมายในชวี ติ 3.01 .35 มาก
โดยรวม 3.07 .32 มาก
ผลการวิเคราะหข์ อ้ มูลตาราง 1 พบว่า เยาวชนคาทอลกิ มีพลังอานาจในตนเอง โดยรวม มีคา่ เฉล่ยี เท่ากับ 3.07 อยใู่ น
ระดับมากท้ัง 4 ด้าน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ .32 เมื่อจาแนกรายด้าน พบว่า ดา้ นท่ีมีค่าเฉลย่ี ของคะแนนมากที่สุดคือ
ด้านความพึงพอใจในความสามารถของตนเอง มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 3.17 รองลงมาคือด้านการพัฒนาตนเอง มีค่าเฉล่ีย 3.14 ด้าน
การเพ่ิมเป้าหมายในชีวิต มีค่าเฉล่ีย 3.01 และด้านความสามารถที่จะควบคุมหรือจัดการสถานการณ์ได้ มีค่าเฉลี่ย 2.93
ตามลาดบั
2. การเปรียบเทียบพลังอานาจในตนเองของเยาวชนคาทอลิกท่ีเข้าร่วมการให้คาปรึกษากลุ่มก่อนและหลังการเข้า
รว่ มการให้คาปรกึ ษากลุม่
2.1 การวเิ คราะหค์ า่ เฉลย่ี พลังอานาจในตนเองของเยาวชนคาทอลิกในภาพรวมและรายดา้ นของกลมุ่ ทดลอง
ผู้วิจัยนาคะแนนแบบวัดพลังอานาจในตนเองของเยาวชนคาทอลิกรายด้านและโดยรวม ท้ังก่อนและหลังการทดลอง
จานวน 8 คน มาหาคา่ เฉลีย่ และสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน ดังแสดงในตาราง 2
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 98
ตาราง 2 ค่าเฉลยี่ และสว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐานของพลังอานาจในตนเองของเยาวชนคาทอลกิ กลุ่มทดลอง (n = 8)
ก่อนทดลอง หลงั ทดลอง
พลังอานาจในตนเอง x̅ SD แปลผล x̅ SD แปลผล
มาก
1. ความสามารถทจ่ี ะควบคมุ หรือจดั การ สถานการณ์ได้ 2.34 .59 น้อย 2.95 .26
2. ความพงึ พอใจในความสามารถของตนเอง 2.43 .46 น้อย 3.04 .32 มาก
3. การพัฒนาตนเอง 2.80 .32 มาก 3.20 .27 มาก
4. การเพ่ิมเปา้ หมายในชวี ติ 2.49 .32 น้อย 3.03 .13 มาก
โดยรวม 2.57 .26 มาก 3.13 .16 มาก
จากตาราง 2 พบว่า คะแนนพลงั อานาจในตนเองของเยาวชนคาทอลิกโดยรวมก่อนการทดลอง และหลังการทดลอง
มคี ่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.57 และ 3.13 ซึง่ อยู่ในระดับมาก ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ .26 และ .16 เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า
ดา้ น ความสามารถทจ่ี ะควบคมุ หรอื จดั การ สถานการณ์ได้ ก่อนและหลังการทดลอง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.34 และ 2.95 ซง่ึ อยใู่ น
ระดับน้อยและระดับมาก ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ .59 และ.26 ตามลาดับ ด้านความพงึ พอใจในความสามารถของตนเอง
มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.43 และ 3.04 ซ่ึงอยู่ในระดับน้อยและระดับมาก ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ .46 และ .32 ตามลาดับ
ด้านการพัฒนาตนเอง มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 2.80 และ 3.20 ซึ่งอยู่ในระดับมาก ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ .32 และ .27
ตามลาดับ ด้านการเพ่ิมเป้าหมายในชีวิต มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.49 และ 3.03 ซ่ึงอยู่ในระดับน้อยและระดับมาก ส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐานเท่ากับ .32 และ .13 ตามลาดบั
a. การเปรียบเทียบพลังอานาจในตนเองของเยาวชนคาทอลิก ก่อนและหลังการเข้าร่วมการให้คาปรึกษากลุ่มเพื่อ
เสริมสร้างพลังอานาจในตนเองของเยาวชนคาทอลิก โดยใช้การทดสอบวิลคอกซนั (Wilcoxon matched-pairs signed ranks
test)
ตาราง 3 การเปรียบเทียบพลังอานาจในตนเองของกลุม่ ทดลอง ก่อนและหลงั การได้รบั การใหค้ าปรกึ ษากลมุ่ (n=8)
ผลการให้คาปรกึ ษา
พลงั อานาจในตนเอง ทนี่ ามา Negative Positive Ties Z P
เปรยี บเทียบ rank Rank
1. ความสามารถท่ีจะควบคมุ หรอื หลงั -ก่อน 8 0 0 -2.53* .01
จัดการสถานการณไ์ ด้
2. ความพึงพอใจในความสามารถ
ของตนเอง หลัง-กอ่ น 7 0 1 -2.37* .02
3. การพฒั นาตนเอง หลัง-ก่อน 8 0 0 -2.54* .01
4. การเพิม่ เปา้ หมายในชีวติ หลงั -ก่อน 8 0 0 -2.53* .01
พลงั อานาจโดยรวม หลัง-กอ่ น 8 0 0 -2.52* .01
*P < .05
จากการวิเคราะหข์ ้อมูลตาราง 3 การเปรียบเทยี บคะแนนพลังอานาจในตนเองของเยาวชนคาทอลิก ก่อนและหลงั การ
ใหค้ าปรึกษากลุม่ เพ่อื เสรมิ สรา้ งพลงั อานาจในตนเองได้ผลดังน้ี คะแนนพลังอานาจในตนเองโดยรวมหลงั การทดลอง สงู ข้ึนอย่างมี
นยั สาคัญทางสถิติท่รี ะดบั .05 เม่อื พิจารณาเปน็ รายดา้ นพบว่าความสามารถท่จี ะควบคมุ หรือจัดการสถานการณไ์ ด้ (Z = -2.53
p = .01) ด้านความพึงพอใจในความสามารถของตนเอง (Z = -2.37, p = .02) ด้านการพัฒนาตนเอง (Z = -2.54, p = .01)
ดา้ นการเพิ่มเป้าหมายในชวี ติ (Z = -2.53, p = .01) สงู ข้นึ อยา่ งมีนยั สาคัญทางสถิติ ท่ีระดับ .05
สรุปผลการวจิ ัย
1. การศึกษาพลงั อานาจในตนเองของเยาวชนคาทอลกิ
1.1 ค่าสถิติพื้นฐาน พลังอานาจโดยรวมของเยาวชนคาทอลิกมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 3.07 อยู่ในระดับมาก เมื่อ
จาแนกรายด้าน พบว่า ดา้ นที่มีค่าเฉลี่ยของคะแนนมากท่ีสุดคือ ด้านความพงึ พอใจในความสามารถของตนเอง มีค่าเฉล่ียเท่ากับ
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 99
3.17 รองลงมาคือด้านการพัฒนาตนเอง มคี ่าเฉล่ีย 3.14 ด้านการเพิ่มเป้าหมายในชีวิต มีค่าเฉล่ีย 3.01 และด้านความสามารถที่
จะควบคมุ หรือจดั การสถานการณ์ได้ มคี ่าเฉลย่ี 2.93 ตามลาดบั
2. การวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบการให้คาปรึกษากลุ่มเพื่อเสริมสร้างพลังอานาจในตนเองของเยาวชนคาทอลิก
กอ่ นการทดลอง และหลังการทดลอง
2.1 ค่าเฉลย่ี และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของเยาวชนคาทอลิกกลมุ่ ทดลอง พบว่าคะแนนพลังอานาจในตนเอง
ของเยาวชนคาทอลิกก่อนการทดลอง และหลังการทดลอง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.57 และ 3.13 ซึ่งอยู่ในระดับมาก ส่วนเบ่ียงเบน
มาตรฐานเท่ากับ .26 และ .16 เม่ือพิจารณารายด้าน พบว่า ด้าน ความสามารถที่จะควบคุมหรือจัดการ สถานการณ์ได้ ก่อน
และหลังการทดลอง มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 2.34 และ 2.95 ซึ่งอยู่ในระดับน้อยและระดับมาก ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ .59
และ .26 ตามลาดับ ด้านความพึงพอใจในความสามารถของตนเอง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.43 และ 3.04 ซึ่งอยู่ในระดับน้อยและ
ระดับมาก ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ .46 และ .32 ตามลาดบั ด้านการพัฒนาตนเอง มีค่าเฉลีย่ เท่ากับ 2.80 และ 3.20 ซ่ึง
อยู่ในระดับมาก ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ .32 และ .27 ตามลาดับ ด้านการเพ่ิมเป้าหมายในชีวิต มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.49
และ 3.03 ซึง่ อยู่ในระดบั น้อยและระดบั มาก สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐานเทา่ กับ .32 และ .13 ตามลาดบั
2.2 การวเิ คราะห์ขอ้ มลู เปรียบเทยี บคะแนนพลงั อานาจในตนเองของเยาวชนคาทอลิกกลุ่มทดลอง ก่อนและ
หลังการให้คาปรึกษาเพ่ือเสริมสร้างพลังอานาจในตนเองของเยาวชนคาทอลิก มีคะแนนพลังอานาจในตัวเองโดยรวม และราย
ด้านหลังการทดลองกับก่อนการทดลองคะแนนพลังอานาจในตนเองโดยรวมหลังการทดลอง สูงข้ึนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ี
ระดับ .05
อภิปรายผล
1. การศกึ ษาพลงั อานาจในตนเองของเยาวชนคาทอลกิ
การศึกษาพลังอานาจในตนเองของเยาวชนคาทอลิกจากจุดมุ่งหมายงานวิจัยในข้อท่ี 1 ผลการศึกษาพบว่าเยาวชน
คาทอลิกมีพลังอานาจในตนเอง โดยรวมอยู่ในระดับมาก ท้ังน้ีอาจเน่ืองมาจากพลังอานาจในตนเองเป็นเรื่องของเหตุการณ์และ
สิ่งแวดลอ้ มรอบตัว และปจั จัยสาคัญท่ีจะทาให้บคุ คลเกดิ พลงั อานาจในตนเองนนั่ ก็คอื ประสบการณ์สว่ นบคุ คล (Gibson. 1991)
ซง่ึ กลุ่มเยาวชนอยู่ในสภาพแวดลอ้ มของการทางานเพอื่ สว่ นรวมส่งผลใหเ้ กดิ ความร้สู กึ ที่มีคณุ คา่ สอดคล้องกบั แนวคดิ พลงั อานาจ
แห่งตนของโทมสั และเวลท์เฮาส์ (สดุ ารตั ย์ วัฒนพฤกษา. 2552; อ้างอิงจาก; Thomas and Velthouse 1990.) ท่กี ล่าววา่ พลัง
อานาจเป็นเรื่องของการรู้คิดที่ส่งผลต่อการกระทาของบุคคล โดยเหตุการณ์แวดล้อมที่เกิดขึ้น ส่งผลต่อความคิดและความรู้สึก
ของบุคคล นาไปสู่การวัดและประเมินตนเอง โดยบุคคลมีมุมมองว่าส่ิงที่ทาอยู่มีอิทธิผล ผลกระทบจากผู้อ่ืน ทาให้การรับร้แู ละ
ความเช่อื ในความสามารถของตนเอง ส่งผลใหบ้ คุ คลเกิดคณุ ค่า และความหมายของชีวติ
อย่างไรกต็ าม ผลจากการศกึ ษาพลังอานาจในตนเองของเยาวชนคาทอลิก ยังมกี ลุ่มท่ีไดค้ ะแนนพลงั อานาจในตนเองต่า
กว่าเปอร์เซ็นไทลท์ ่ี 25 อาจเนื่องมาจากพัฒนาการตามช่วงอายุของกล่มุ เยาวชนท่ีมีอายุระหวา่ ง 14 – 18 ปี ซ่ึงเป็นช่วงวัยรนุ่ จิ
ราภรณ์ ตั้งกิตติภาภรณ์ (2556: 60) อธิบายว่า วัยนี้เป็นวัยคาบเกี่ยวระหว่างความเป็นเด็กและการเป็นผู้ใหญ่ เป็นวัยหัวเลี้ยว
หัวตอ่ ของชีวิต เนื่องจากเป็นวยั ท่ีมพี ัฒนาการทางดา้ นร่างกายอย่างสมบูรณ์ แต่พัฒนาการทางดา้ นจิตใจยังไม่เจริญเท่าท่คี วร ทา
ให้ความสัมพันธ์ของพัฒนาการทั้ง 2 ด้านน้ียังไม่สัมพันธ์กันเท่าที่ควร คอนเจอร์และคาร์นูโก (Conger & Kanungo. 1988)
กล่าววา่ การเสริมสร้างพลงั อานาจต้องประกอบด้วยท้ังดา้ นโครงสร้างและด้านจิตใจ และในความเปน็ จริงไม่มีใครสามารถให้พลัง
อานาจที่แท้จริงแก่บคุ คลได้ บคุ คลเหล่านน้ั เองตา่ งหากทจ่ี ะทาใหเ้ กิดพลงั อานาจท่แี ทจ้ รงิ ข้นึ ในตน โดยอาศัยเหตุปัจจัยต่าง ๆ ใน
แต่ละเหตกุ ารณ์ (สมชาย บญุ ศิรเิ ภสัช. 2545; อ้างอิงจากSergiovanni; &Starratt. 1998)
2. การเปรยี บเทียบพลังอานาจในตนเองของเยาวชนคาทอลิก กอ่ นและหลังการใหค้ าปรึกษากลมุ่
ผลการวิจัย เยาวชนกลุ่มทดลองมีพลังอานาจในตนเองโดยรวมและรายด้านหลังเข้าร่วมโปรแกรมการให้คาปรึกษา
กล่มุ เพ่ือเสริมสรา้ งพลังอานาจในตนเองของเยาวชนคาทอลิกสูงขึ้นอย่างมีนยั สาคญั ทางสถติ ิท่ีระดับ .05 แสดงใหเ้ ห็นวา่ เยาวชน
คาทอลกิ มีพลงั อานาจในตนเองโดยรวมและรายดา้ นสูงขน้ึ หลงั เข้าร่วมโปรแกรมการให้คาปรึกษากลุ่มเพ่ือเสริมสรา้ งพลังอานาใจ
ในตนเองดีขึ้น ท้งั นี้อาจเนอ่ื งมาจากการใหค้ าปรึกษากลุ่มเป็นกระบวนการให้ความช่วยเหลือท่ีเน้นการมีปฏสิ ัมพันธ์ระหวา่ งผู้นา
กล่มุ และสมาชกิ กลมุ่ ทกุ คน สมาชิกได้แลกเปล่ียนประสบการณร์ ่วมกันจนทาให้เกดิ การเรยี นรู้และพัฒนาตนเองในทางทด่ี ขี ้นึ (พชั
ราภรณ์ ศรีสวสั ดิ.์ 2558: 143) โดยในการใหค้ าปรกึ ษากลมุ่ คร้ังแรก ผวู้ ิจัยพบว่าสมาชกิ กลมุ่ รู้จกั และมคี วามคุ้นเคยกันพอสมควร
อาจยงั มีการแบง่ กลมุ่ ของรุ่นพ่ี ร่นุ นอ้ งอยู่บ้าง ดงั น้ันการสร้างความสัมพนั ธ์ วางโครงสร้างและสร้างข้อตกลงของกลุ่มจึงเปน็ เรื่อง
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 100
สาคัญอย่างย่ิงท่ีจะช่วยให้กลุ่มดาเนินไปได้ด้วยดี ดังท่ี เคาช์ (ศิริบูรณ์ สายโกสุม. 2555: 61; อ้างอิงจาก Couch. 1995) ว่าการ
ทาความกระจ่างเกี่ยวกับเป้าหมายและกระบวนการให้คาปรึกษากลุ่ม ช่วยให้สมาชิกเกิดพลังในการเข้าร่วมกลุ่ม สอดคล้องกับ
งานวิจัยของ พัชราภรณ์ ศรีสวัสดิ์ (2561: 150) ทไี่ ด้ศึกษาและพัฒนาการรับรู้ความสามารถในการให้คาปรึกษาของครูแนะแนว
พบว่าองค์ประกอบที่มีค่าน้าหนักมากที่สุดคือกระบวนการให้คาปรึกษา เน่ืองจากกระบวนการให้คาปรึกษาเป็นองค์ประกอบท่ี
สาคัญที่ทาให้ผู้ให้คาปรึกษาเข้าใจวิธีการ และแนวทางในการให้คาปรึกษากับผู้รับคาปรึกษาได้ดี ผู้วิจัยเลือกใช้ทฤษฎีการให้
คาปรึกษาแบบยดึ บุคคลเป็นศูนยก์ ลาง (The Person-Centered Group Counseling Theory) และใช้เทคนิคการฟังอย่างใส่ใจ
(Active Listening) และการยอมรับโดยปราศจากเงื่อนไข (Unconditional Positive Regard and Acceptance) เพื่อช่วย
สรา้ งบรรยากาศการรับฟังซึ่งกันและกัน พบว่าสมาชิกผอ่ นคลายมากขนึ้ บรรยากาศในกลุ่มดาเนินไปด้วยดีไม่มกี ารแสดงออกถึง
ความขดั แยง้ แบ่งแยกกนั สอดคล้องกับ คาลโรเจอรส์ (Carl Rogers) ทพ่ี ดู ไว้อย่างชัดเจนว่ากลมุ่ จะพัฒนาไปขา้ งหนา้ ได้ ตอ้ งเกิด
จากการยอมรับ ไว้วางใจ เปิดเผยด้านต่าง ๆ ของตนที่มักปกปิดเอาไว้ และมุ่งไปสู่การเกิดพฤติกรรมใหม่ (ศิริบูรณ์ สายโ กสุม.
2555: 173) สมาชิกมคี วามเป็นกลมุ่ เปน็ การหลอมรวมเข้ามาเปน็ พวกเดียวกันอยา่ งแทจ้ ริง และพัฒนาทักษะการมีความสมั พันธ์
ชว่ ยให้มีความเป็นอิสระแก่ตนมากขน้ึ พงึ่ พาผู้นาลดลง มีการค้นหาและตนเองและความรู้สกึ ร่วมกันเพ่ิมขึ้น แสดงให้เห็นว่าการ
ให้คาปรึกษากลุ่มช่วยเสริมสร้างพลังอานาจในตนเองของเยาวชนคาทอลิกนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในการดาเนินการให้
คาปรึกษากลุ่มเพื่อเสริมสร้างพลังอานาจในตนเองของเยาวชนคาทอลกิ น้ัน ผู้วิจัยได้ดาเนินการเสริมสร้างพลังอานาจทั้ง 4 ด้าน
ด้วยกัน ดงั นี้
2.1 ความสามารถทีจ่ ะควบคุมหรอื จดั การสถานการณ์ได้
การให้คาปรกึ ษากลมุ่ คร้งั ที่ 2 ผลการวิจัยพบวา่ หลังการให้คาปรกึ ษากลุ่มเยาวชนมีพลงั อานาจในตนเองดา้ น
ความสามารถท่ีจะควบคุมหรือจัดการสถานการณ์ได้เพิ่มขึ้น ท้ังนี้ท้ังนี้อาจเป็นเพราะผู้วิจัยได้เลือกใช้แนวคิดทฤษฎีการให้
คาปรึกษาแบบแบบยึดบุคคลเป็นศูนย์กลาง (Person centered Group Counseling) เพ่ือให้สมาชิกมีความสามารถในการ
แก้ไขปัญหาและสามารถตัดสนิ ใจดว้ ยตนเองได้ เป็นผทู้ กี่ าหนดวถิ ีชีวติ และแกป้ ญั หาดว้ ยตนเองหากผรู้ ับคาปรกึ ษามโี อกาสได้รบั รู้
เกยี่ วกับตนเอง บุคคลจะมีแรงจูงใจท่ีจะผลักดันตนเองไปส่กู ารเป็นมนุษย์อย่างสมบรู ณ์ (Self Actualization) โดยมีจดุ มุ่งหมาย
เพื่อให้ผู้รับคาปรึกษาค้นพบตนเองเข้าใจและยอมรับตนเอง ก้าวไปสู่การเป็นบุคคลที่มีประสบการณ์เปิดกว้าง (พงษ์พันธ์ พงษ์
โสภา. 2544: 83-87) ผู้วิจัยให้คาปรึกษากลุ่มภายใต้บรรยากาศของการให้คาปรึกษาท่ีอบอุ่น เป็นการกระตุ้นให้สมาชิกเปิดเผย
ตนเองอย่างตรงไปตรงมา เปิดรับความจริงภายนอกมากข้ึน และตระหนกั ถึงประสบการณ์ภายในตนเองมากข้ึน แลกเปล่ยี นและ
เรียนรู้จากประสบการณ์ของสมาชิกด้วยกัน หลังจากน้ันผู้วิจัยนาเข้าสู่การให้คาปรึกษากลุ่มโดยการจาลองสถานการณ์การ
แก้ปัญหา และใช้ทักษะการถามเพ่ือกระตุ้นให้สมาชิกได้ทบทวนและสะท้อนถึงการมองตัวตนของตนเอง จากประการณ์ในอดีต
ทง้ั ในแงบ่ วกและแง่ลบ การทผี่ ูว้ จิ ยั เลือกใช้เทคนิคการเปดิ เผยตนเอง (Disclosing oneself) สามารถเปน็ แรงสนับสนนุ ให้สมาชิก
กลุ่มมีความกล้าเปิดเผยเรือ่ งราว ความรสู้ กึ และความคิดของตนเองมากย่ิงข้นึ และหากสมาชิกมีการพดู ถงึ ตนเองในดา้ นลบ ผนู้ า
กลุ่มจะใช้เทคนิคการยืนยันทางบวก (Positive Affirmation) เพ่ือให้สมาชิกมีความมั่นใจในตนเองเพ่ิมข้ึน โดยให้สมาชิกเขียน
ความรูส้ ึกยินดีทางบวกเพ่อื ชนื่ ชมตนเองถงึ ความสามารถในการเผชิญปญั หา
2.2 ดา้ นความพงึ พอใจในความสามารถของตนเอง
เยาวชนคาทอลิกมีพลังอานาจในตนเองด้านความพึงพอใจในความสามารถของตนเองสูงขึ้นหลังจากการเข้า
ร่วมการให้คาปรึกษากลุม่ เพ่ือเสรมิ สร้างพลงั อานาจในตนเอง จากการให้คาปรึกษากลมุ่ คร้ังที่ 3-4 ผวู้ ิจยั ให้สมาชิกกล่มุ ทบทวน
ถงึ เหตุการณ์ท่ีมีความรสู้ ึกทางบวกตอ่ ความสามารถของตนเอง และแบ่งปันสถานการณ์ท่ีทาใหส้ มาชิกเกิดความรู้สกึ พึงพอใจใน
ความสามารถของแต่ละคนมา โดยผู้นากลุ่มใช้เทคนิคการให้คาปรึกษาตามแนวคิดแบบยึดบุคคลเป็นศูนย์กลาง ( Person
centered Group Counseling) โรเจอร์ส (Carl Rogers. 1989) กล่าวว่ามนุษย์มีแนวโน้มในการตระหนักถึงศักยภาพของ
ตนเองเต็มท่ี หากบุคคลมีความร้สู ึกไวว้ างในศกั ยภาพของกลุ่มกจ็ ะสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองไปในทศิ ทางท่สี ร้างสรรคไ์ ด้
การที่กลุ่มจะเคล่ือนที่ไปข้างหน้าได้ต้องพัฒนาบรรยากาศการยอมรับ และความไว้วางใจซึ่งกันจะทาให้สมาชิกสามารถแสดง
ตนเองโดยไม่ปิดบังและนาไปสู่การเปล่ียนแปลงพฤติกรรมใหม่ (พัชราภรณ์ ศรีสวัสดิ์. 2561: 113) ผู้วิจัยเลือกใช้เทคนิคการ
เปิดเผยตนเอง (Disclosing oneself) เริ่มต้นจากให้สมาชิกได้คิดทบทวนเกี่ยวกับตนเองดังเช่นต้นไม้ว่าหากข้อดีในตัวเรา
(ความสามารถ ความรู้) เปรียบเสมือนการบ่มเพาะใหต้ ้นไม้ให้เกิดกงิ่ กา้ นสาขา ออกดอกใบและผล อะไรเปน็ ความสามารถที่เรา
สมาชิกรับรู้ว่าตนเอง เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกกลุ่มรับรู้ถึงจุดดีของตนเอง มองเห็นคุณค่าและประโยชน์ของความสามารถของตน
หลังจากน้นั จึงให้สมาชิกไดถ้ ่ายทอดเรอ่ื งราวคณุ ค่าความสามารถของตนเองแก่สมาชิกกล่มุ ผู้วิจัยใช้เทคนิคการยอมรับแบบไม่มี