ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 401
5. ปัจจัยท่ีส่งผลต่อความท้าทายในการทางานร่วมกันของครูไทยกับครูต่างชาติในรูปแบบการสอนเป็นทีมระหว่างครู
ไทยกบั ครตู า่ งชาตแิ บบการแบง่ หน้าที่อยา่ งเทา่ เทยี มกนั มอี ะไรบา้ ง
วิธีดาเนนิ การวิจัย
ประชากร
การวิจัยคร้ังน้ีผู้วิจัยได้กาหนดขอบเขตของประชากรเป็นครูไทยและครูต่างชาติท่ีสอนรายวิชาคณิตศาสตร์ร่วมกันใน
บริบทห้องเรียนสองภาษาของโรงเรียนในเครือมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย ซ่ึงมีทั้งหมด 16โรงเรียน(ในปี
การศกึ ษา 2561 ประกอบดว้ ยนักเรียน 44269คน) ไดแ้ ก่ โรงเรียนอัสสัมชญั โรงเรยี นเซนต์คาเบรยี ล โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย
(ประถม)โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย (มัธยม)โรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชยการ โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา โรงเรียนเซนต์หลุยส์
ฉะเชิงเทรา โรงเรยี นอัสสัมชญั ลาปาง โรงเรียนอสั สัมชญั ธนบุรี โรงเรียนอัสสมั ชัญระยองโรงเรียนอัสสัมชญั อบุ ลราชธานี โรงเรียน
อสั สัมชญั นครราชสีมา โรงเรียนอสั สมั ชญั สมทุ รปราการ โรงเรียนอสั สัมชญั เทคนคิ นครพนม โรงเรียนอัสสัมชญั แผนกประถม และ
โรงเรยี นอสั สัมชัญหลกั สตู รภาษาองั กฤษ
กลุ่มตวั อย่าง
ผู้วิจัยได้กาหนดขอบเขตของกลุ่มตัวอย่าง โดยเลือกครูไทยและครูต่างชาติท่ีสอนรายวิชาคณิตศาสตร์ร่วมกันในช้ัน
มัธยมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนเซนต์คาเบรียล ท่ีกาลังทาการสอนอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 เนื่องจากผู้วิจัยสามารถ
สังเกตการทางานร่วมกันของผู้ถูกวิจัยและติดตามผลได้ตลอดการทางานวิจัยจานวน 2 คนที่ทาการสอนทั้งสองห้องเรียน
เหมือนกัน จากทั้งหมด 8 ห้องเรียน ซึ่งมีนักเรียนทั้งหมด 317 คน โดยครูไทยคือ ครูท่ีเป็นคนไทยและทาหน้าท่ีในการสอน
คณิตศาสตร์เปน็ ภาษาอังกฤษร่วมกับครูชาวต่างชาติ และครูตา่ งชาติคือ ครูชาวตา่ งชาติท่ีใช้ภาษาอังกฤษเป็นสอ่ื ในการสอนและ
ทาหน้าท่ีในการสอนคณิตศาสตร์เป็นภาษาอังกฤษร่วมกับครูไทย นอกจากน้ีห้องท่ีเป็นกลุ่มตัวอย่างเป็น 2 ห้องท่ีนักเรียนมี
ผลสัมฤทธิ์ที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งมีจานวนนักเรียนรวมกันท้ังหมด 86 คนนักเรียนท่ีเป็นกลุ่มตัวอย่างเหล่าน้ีได้มาจากการสุ่มแบบ
เจาะจง (Purposive sampling) โดยท้ัง 2 ห้องเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่างเป็นแผนการเรียนเดียวกัน มีระดับความสามารถในการ
เรยี นรขู้ องนักเรียนคละกันท้งั นกั เรียนเก่ง ปานกลาง และอ่อน
ตวั แปรทีศ่ กึ ษา
1. ตวั แปรตน้ รูปแบบการสอนเป็นทีมระหว่างครูไทยกับครูต่างชาติแบบการแบง่ หน้าทีอ่ ยา่ งเทา่ เทยี มกันและรปู แบบการ
สอนปกติ
2. ตวั แปรตาม ดา้ นครผู ูส้ อน 2.1 การเห็นคณุ ค่าในตวั เองของครูไทยและครูชาวตา่ งชาติ
2.2 ความท้าทายในการสอนเป็นทีมของครูไทยและครูชาวตา่ งชาติ
ด้านผู้เรียน 2.3 ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นของผู้เรยี น
2.4 ความพงึ พอใจของผูเ้ รยี นทมี่ ตี อ่ การสอน
วธิ ีการเก็บรวบรวมข้อมลู
ผวู้ ิจัยดาเนนิ การทดลองตามแบบแผนการทดลองเป็นขนั้ 3 ข้ันตอน ดังน้ี
1. ขนั้ ก่อนการทดลองสอนเป็นทีมด้วยรูปแบบการสอนแบบการแบง่ หน้าที่อยา่ งเท่าเทยี มกนั
1.1 ทาแบบทดสอบก่อนการทดลอง ให้นกั เรยี นห้องกลุ่มควบคุมและหอ้ งกลุ่มทดลองทาแบบทดสอบก่อนเรียน
เพอื่ วัดผลสัมฤทธิท์ างการเรียนวชิ าคณิตศาสตร์ แล้วเก็บไว้เป็นคะแนนก่อนการทดลอง (Pre-test)
1.2 สัมภาษณค์ รไู ทยและครตู ่างชาติเกีย่ วกับประสบการณก์ ารสอนของครเู ปน็ รายบุคคล
2. ขัน้ ทดลอง ครูไทยและครูต่างชาติที่ทาการสอนเป็นทีมด้วยรูปแบบการแบง่ หน้าทอี่ ยา่ งเท่าเทียมกันกับนักเรียนห้อง
กลุ่มทดลอง
2.1 สังเกตครไู ทยและครตู ่างชาติทง้ั สังเกตโดยตรงและโดยอ้อมในแตล่ ะคาบท่ีทาการสอนเป็นทีมทั้งรปู แบบการ
สอนแบบการแบง่ หน้าที่อย่างเทา่ เทียมกนั และรปู แบบการสอนปกติ
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 402
2.2 สัมภาษณ์ครูไทยและครูต่างชาติเกี่ยวกับประสบการณ์การสอน อารมณ์ และความรู้สึก ในแต่ละคาบหลัง
การทาการสอนเป็นทมี ด้วยรปู แบบการสอนแบบการแบง่ หน้าท่ีอย่างเท่าเทียมกนั
3. ขัน้ หลงั ทดลอง เม่ือสน้ิ สดุ การทดลอง
3.1 ทาแบบทดสอบ ให้นักเรยี นหอ้ งกลมุ่ ทดลองและห้องกลมุ่ ควบคมุ ทาแบบทดสอบหลังเรยี น เพอ่ื วัดผลสมั ฤทธิ์
ทางการเรยี นวชิ าคณิตศาสตร์อีกคร้ังแล้วเก็บไวเ้ ป็นคะแนนหลงั การทดลอง (Post-test)
3.2 ทาแบบสอบถาม ให้นักเรียนทั้งสองห้องทาแบบสอบถามเกี่ยวกับความพึงพอใจของนักเรยี นที่มีตอ่ การสอน
เปน็ ทีมระหว่างครูไทยกบั ครตู ่างชาติด้วยรูปแบบการสอนแบบการแบ่งหนา้ ท่ีอย่างเทา่ เทียมกันและรูปแบบการสอนปกติ
3.3 สมั ภาษณค์ รไู ทยและครตู า่ งชาตทิ ี่ทาการสอนเป็นทีมดว้ ยรูปแบบการสอนแบบการแบ่งหนา้ ท่ีอยา่ งเท่าเทยี ม
กันเกี่ยวกับการประสบการณ์การสอนเป็นทมี การเหน็ คุณค่าในตนเอง และความทา้ ทายท่เี กดิ ขนึ้ ในการสอนทัง้ หมด
เครอ่ื งมอื ทีใ่ ชใ้ นการวิจัย
1. เครอื่ งมือท่ีใช้ในการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ
1.1 แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนเพ่ือวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนในวิชาคณิตศาสตร์เป็นภาษาอังกฤษ
เรือ่ ง ความน่าจะเป็น เป็นแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 30 ข้อ ผู้เช่ียวชาญพิจารณาความเทย่ี งตรงเชงิ เนอื้ หา ความถูกต้อง
เหมาะสมของการใช้ภาษา หาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคาถามจุดประสงค์การเรียนรู้เลือกข้อที่คา่ ดัชนี IOC ตั้งแต่ 0.8
ขึ้นไป นาไปทดลองกับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง เลือกเฉพาะข้อสอบที่มีค่าความยากง่าย (p) ระหว่าง 0.32– 0.77และมีค่า
อานาจจาแนก (r) ตั้งแต่ 0.22 – 0.42 จานวน 20 ข้อและหาค่าความเช่ือม่ัน โดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค
(Cronbach’s Alpha-Coeffcient) พบว่าค่าความเชื่อมัน่ เท่ากบั 0.81
1.2 แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการสอนเป็นทีมระหว่างครูไทยกับครูต่างชาติ เพื่อสอบถาม
รูปแบบการสอนในหอ้ งเรียนและความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอ่ การสอนเปน็ ทมี ระหว่างครูไทยกบั ครูตา่ งชาติในห้องเรียนโดย
ใช้แบบสอบถามนี้กับในรายวิชาคณิตศาสตร์ ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2561 ซ่ึงมีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า
(Rating scale) แบ่งเปน็ ดา้ นรปู แบบการสอน (จานวน 10 ข้อ) และด้านความพึงพอใจตอ่ การสอน (จานวน 20 ข้อ) โดยกาหนด
ระดับความพึงพอใจเป็น 5 ระดับ หาค่าความเชื่อม่ัน โดยใช้สูตรสัมประสิทธ์ิแอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s Alpha-
Coeffcient) พบวา่ คา่ ความเชือ่ ม่ันเท่ากบั 0.70
2. เครอื่ งมือทีใ่ ชใ้ นการเก็บขอ้ มลู เชิงคณุ ภาพ
2.1 แบบสัมภาษณ์ครผู ู้สอนเกยี่ วกับการสะทอ้ นความรสู้ กึ ในการเหน็ คณุ ค่าในตัวเองและความทา้ ทายในรปู แบบ
การสอนเปน็ ทีม ผู้วจิ ยั สัมภาษณอ์ ย่างไม่เปน็ ทางการ (informal interview) ใช้การสัมภาษณแ์ บบเปิดกว้าง และการสมั ภาษณ์
แบบเจาะลกึ เพอ่ื ใหท้ ราบขอ้ มูลเชิงลึกเกีย่ วกับความรสู้ ึกนึกคิดและความต้องการของครูกรณีศกึ ษา
2.2 สมดุ บนั ทกึ เพ่อื จดบันทกึ ภาคสนามจากการสงั เกต เช่น บันทึกพฤตกิ รรมสหี น้า และท่าทาง
การวเิ คราะหข์ ้อมูล
1. วิเคราะห์ข้อมูลจากแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้สถิติทดสอบ t-test for independent samples
ในการเปรยี บเทยี บผลสัมฤทธิท์ างการเรียน และใชส้ ถิตทิ ดสอบ t-test for dependent samples ในการทดสอบความแตกตา่ ง
ของผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นของนักเรยี นหอ้ งกลุ่มทดลองและห้องกลุ่มควบคมุ ทั้งกอ่ นเรียนและหลังเรยี น
2. วเิ คราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามความพึงพอใจ โดยใช้การวิเคราะห์คา่ เฉล่ีย รอ้ ยละ ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน และใช้
สถิติทดสอบ t-test for independent samples ในการเปรียบเทียบความพึงพอใจของนักเรียนห้องกลุ่มทดลองและห้องกลุ่ม
ควบคมุ
3. วิเคราะหข์ อ้ มลู จากการสมั ภาษณ์ครไู ทยและครตู ่างชาติ โดยใชก้ ารวิเคราะห์เนือ้ หา
ผลการวิจัย
1. เปรียบเทียบผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนก่อนเรียนของนักเรียนช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 4ท่ีได้เรียนด้วยรูปแบบการสอนเป็น
ทีมระหว่างครไู ทยกับครตู ่างชาตแิ บบการแบ่งหนา้ ทีอ่ ย่างเทา่ เทยี มกันกบั รปู แบบการสอนแบบปกติ
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 403
ตารางที่ 1 ผลการเปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนกอ่ นเรียน (pre-test) ของนักเรียนกลุม่ ทดลองและกลุม่ ควบคุม
กลมุ่ ตัวอยา่ ง n mean SD t df Sig
กลุม่ ทดลอง 43 7.77 2.47 1.566 84 0.061
กลุ่มควบคมุ 43 6.98 2.21
จากตารางที่ 1 พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางเรียนก่อนเรียน (pre-test) ของนักเรียนกลุ่มทดลองมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 7.77 และ
กลมุ่ ควบคุมมีค่าเฉลยี่ เท่ากับ 6.98 และคา่ สถิติ t เท่ากับ 1.566 เมือ่ พิจารณาระดับนัยสาคญั ของกลมุ่ ตัวอย่างมคี ่าเท่ากับ 0.061
ซงึ่ มากกวา่ ระดบั นัยสาคัญทางสถิติท่ีกาหนดไว้ คือ .05 สรุปไดว้ ่า ผลสัมฤทธิ์ทางเรียนก่อนเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบ
การสอนเป็นทีมระหว่างครูไทยกับครูต่างชาติแบบการแบ่งหน้าที่อย่างเท่าเทียมกันกับรูปแบบการสอนแบบปกติไม่แตกต่างกัน
อย่างมีนยั สาคญั ทางสถิติทร่ี ะดบั .05
ตารางที่ 2 ผลการเปรียบเทียบผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นของนกั เรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมหลังการทดลอง
กล่มุ ตวั อยา่ ง n mean SD ค่าเฉลย่ี ของ t df Sig
ผลตา่ ง 0.013
กลมุ่ ทดลอง 43 10.95 3.90 1.70 2.263 84
กลุ่มควบคมุ 43 9.26 3.00
จากตารางท่ี 2 พบว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 10.95 และ
กลุ่มควบคุมมีคา่ เฉลีย่ เท่ากับ 9.26 ค่าสถิติ t เท่ากับ 2.263 เมือ่ พิจารณาระดับนัยสาคัญของกลุ่มตัวอย่างมีค่าเท่ากบั 0.013 ซ่ึง
น้อยกว่าระดับนัยสาคัญทางสถิติท่ีกาหนดไว้ คือ .05 น่ันคือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนท่ีเรียนด้วยรูปแบบ
การสอนเป็นทีมระหว่างครูไทยกับครูต่างชาติแบบการแบ่งหน้าที่อย่างเท่าเทียมกันสูงกว่านักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการสอน
แบบปกติ
2. เปรียบเทยี บความพงึ พอใจของนักเรยี นช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 4ทเ่ี รียนด้วยรปู แบบการสอนเปน็ ทีมระหว่างครไู ทยกบั ครู
ตา่ งชาตแิ บบการแบง่ หนา้ ท่อี ยา่ งเท่าเทยี มกันกบั รูปแบบการสอนแบบปกติ
ตาราง 3 ผลการเปรียบเทยี บความพงึ พอใจของนกั เรยี นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคมุ
แปลผลระดบั คา่ เฉล่ยี
กลุ่มตัวอยา่ ง n mean SD ความพึงพอใจ ของ t df Sig
ผลตา่ ง
กลมุ่ ทดลอง 43 3.55 0.27 มาก 0.95 19.198 84 0.0001
กลมุ่ ควบคมุ 43
2.60 0.18 ปานกลาง
จากตาราง 3 พบว่า ความพึงพอใจของนกั เรียนกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยเท่ากบั 3.55 และความพงึ พอใจของนักเรยี นกลุ่ม
ควบคมุ มีค่าเฉลี่ยเท่ากบั 2.60 และค่าสถิติ t เท่ากับ 19.198 เม่ือพิจารณาระดบั นัยสาคัญของกลุ่มทดลองมีค่าเท่ากับ 0.00001
ซึ่งน้อยกว่าระดับนยั สาคัญทางสถิติทก่ี าหนดไว้ คือ .05 จึงสรุปได้ว่า นักเรยี นทเ่ี รียนด้วยรูปแบบการสอนเป็นทีมระหว่างครูไทย
กับครูต่างชาตแิ บบการแบง่ หนา้ ที่อยา่ งเท่าเทยี มกนั มีความพึงพอใจสูงกว่านกั เรยี นท่เี รยี นด้วยรูปแบบการสอนแบบปกติ
สรุปผลการวิจัย
จากการศึกษาตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 ท่ีศึกษาการเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของ
นักเรียนระดบั ชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 4 ทเี่ รยี นด้วยรูปแบบการสอนเป็นทีมระหว่างครูไทยกับครตู ่างชาตแิ บบการแบ่งหนา้ ท่ีอยา่ งเท่า
เทียมกันกับรปู แบบการสอนแบบปกติ ผ้วู จิ ยั สรุปผลการศกึ ษา ดังน้ี
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 404
1. ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นก่อนเรียนของนักเรียนชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 4ที่ได้เรยี นด้วยรูปแบบการสอนเปน็ ทีมระหว่างครู
ไทยกับครูต่างชาติแบบการแบ่งหน้าที่อย่างเท่าเทียมกันกับรูปแบบการสอนแบบปกติไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ี
ระดับ 0.05
2.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนกั เรียนชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 4 ท่ีไดเ้ รยี นดว้ ยรูปแบบการสอนเปน็ ทีมระหว่างครไู ทยกบั ครู
ตา่ งชาติแบบการแบง่ หน้าท่อี ย่างเท่าเทยี มกนั และรูปแบบการสอนแบบปกติ มีผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นหลังเรยี นสูงกว่าก่อนเรียน
อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่รี ะดบั 0.05
จากการศึกษาตามวัตถุประสงค์ข้อท่ี 2 ท่ีศึกษาการเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของ
นกั เรียนระดบั ชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 4 ทเ่ี รียนด้วยรปู แบบการสอนเป็นทีมระหว่างครไู ทยกับครตู ่างชาติแบบการแบง่ หน้าท่ีอย่างเท่า
เทียมกันกับรูปแบบการสอนแบบปกติ ผลการศึกษาพบว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 4 ท่ี
เรียนด้วยรูปแบบการสอนเป็นทีมระหว่างครูไทยกับครูต่างชาติแบบการแบ่งหน้าท่ีอย่างเท่าเทียมกันสูงกว่านักเรียนที่เรียนด้วย
รูปแบบการสอนแบบปกตอิ ยา่ งมีนยั สาคัญทางสถติ ิท่ีระดบั 0.05
จากการศกึ ษาตามวัตถุประสงค์ข้อท่ี 3 ท่ีศึกษาการเปรยี บเทียบระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4
ทเ่ี รียนด้วยรูปแบบการสอนเป็นทีมระหว่างครูไทยกับครูต่างชาติแบบการแบ่งหน้าท่ีอย่างเท่าเทยี มกันสูงกว่าความพึงพอใจของ
นักเรยี นทเ่ี รยี นดว้ ยรูปแบบการสอนแบบปกติ ผ้วู ิจยั แบ่งออกเป็น 4 ดา้ น ดงั น้ี
1.ด้านการวางแผนการสอนร่วมกันของครูไทยและครูตา่ งชาติทีท่ าใหน้ ักเรียนเข้าใจเนือ้ หาการสอนมากขึ้น
2.ด้านรูปแบบการสอนท่ีมีท้ังครูไทยและครูต่างชาติในห้องเรียนท่ีคล้ายกับการสนทนาของครูสองคนที่ไม่ใช่การพูด
เนอ้ื หาสลบั กัน มวี ิธีการสอนท่ีหลากหลาย รูปแบบการสอนที่ไมท่ าให้นักเรยี นเกิดความสับสน รูปแบบการสอนทีม่ ที ้ังครูไทยและ
ครตู ่างชาติในห้องเรียนทีท่ าใหเ้ ข้าใจในเนอ้ื หาคณติ ศาสตรเ์ ป็นภาษาองั กฤษได้ดขี ้ึน การตอบคาถามท่นี กั เรยี นสงสัยทาให้นกั เรียน
รู้สึกดี รูปแบบการสอนเป็นทีมทาให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รูปแบบการสอนเป็นทีมทาให้นักเรียนเรียน
คณติ ศาสตรอ์ ยา่ งสนกุ สนานมากกว่าที่เคย และรูปแบบการสอนเป็นทีมทาให้นกั เรยี นมคี วามพึงพอใจมากกวา่ การสอนโดยครไู ทย
หรือครตู า่ งชาติเพียงท่านเดียว
3.ด้านบทบาทหน้าท่ีในการสอนเป็นทีมของครูไทยและครูต่างชาติ ที่มีบทบาทการควบคุมช้ันเรียนของครูไทยและครู
ตา่ งชาติมีความเท่าเทียมกัน บทบาทในการวัดผลและประเมนิ ผลอย่างเทา่ เทียมกนั การแบ่งหน้าท่ีของครูอยา่ งเทา่ เทยี มกนั ทาให้
นักเรียนมีความเข้าใจในเน้ือหาโดยไม่มีภาษามาเป็นอปุ สรรค และการทางานร่วมกันที่ดีทาให้การเรียนในห้องเรียนเป็นไปอย่าง
ราบร่ืน
4.ด้านบรรยากาศในห้องเรียนของการสอนเป็นทีมท่ีมีการเอ้ือให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการเรียน ไม่ทาให้นักเรียนเกิด
ความเครียดในการเรียนมากเกินไป และการเรยี นคณิตศาสตรเ์ ปน็ ภาษาอังกฤษในชนั้ เรยี นทาใหเ้ กิดความสนุกสนาน
จากการศึกษาตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 4ท่ีศึกษาการเห็นคุณค่าในตนเองของครูไทยและครตู ่างชาตทิ ่ีใช้รูปแบบการสอน
เป็นทีมระหว่างครูไทยกบั ครูต่างชาติแบบการแบ่งหนา้ ที่อยา่ งเทา่ เทียมกนั ผลการศึกษาท่ีได้จากข้อมูลการสมั ภาษณ์พบวา่ ปจั จัย
ทส่ี ง่ ผลใหค้ รไู ทยและครูตา่ งชาติสะทอ้ นถึงความรู้สกึ การเห็นคุณค่าในตนเอง ผวู้ ิจัยแบ่งออกเปน็ 3 ด้าน ดังน้ี
1.การวางแผนการสอนร่วมกันของครูไทยและครูตา่ งชาติในการสอนเป็นทีมแบบการแบง่ หน้าท่ีอย่างเทา่ เทียมกันน้ี ทา
ให้ครูท้ังสองคนมีบทบาทในออกแบบการสอน และการแก้ปัญหาในการวางแผนการสอนร่วมกันในคาบต่อไปมากข้ึนและครูมี
ความรู้สึกได้รับการยอมรับจากการร่วมกันออกแบบการสอน ในทานองเดียวกันการแสดงออกถึงพฤติกรรมในการวางแผนการ
สอนร่วมกันของครไู ทยและครูต่างชาติ ตามแนวคิดของ Coopersmith (1981) ท่ีกล่าวถึงการเห็นคุณค่าในตนเองของครูเมื่อมา
ประยุกต์ใชก้ ับการสอน โดยครูไทยมีลักษณะการเหน็ คุณค่าในตวั เองสูง เพราะครไู ทยได้รับการยอมรับจากครูตา่ งชาตใิ นการวาง
แผนการสอนของตนเอง เพราะครูต่างชาติมีความมั่นใจในครูไทยเกี่ยวกับหลักสูตร เน้ือหา และระยะเวลาในการสอน ทาให้ครู
ไทยมีความมน่ั ใจและภาคภมู ิใจในการทาสง่ิ ต่าง ๆ ท่ีเกยี่ วกับการวางแผนการสอนไดด้ ้วยวธิ ีของตวั เองเพยี งคนเดยี ว และสามารถ
จัดการกับความท้าทายใหม่ ๆ ท่ีเกิดข้ึนจากนาเสนอรูปแบบการสอนของครูต่างชาตไิ ด้ ในส่วนของครูตา่ งชาติมีลักษณะการเห็น
คุณค่าในตัวเองตา่ เพราะครตู ่างชาติไมม่ ีความเชอ่ื มัน่ ในตนเองในการออกแบบการสอนเพยี งคนเดยี ว โดยมคี วามกังวลในการวาง
แผนการสอนเกี่ยวกับเนอื้ หา หลักสตู ร และระยะเวลาในการสอนทีต่ ้องสอดคล้องตามปฏิทนิ ของโรงเรียน และไม่มีความมัน่ ใจใน
ตนเองในการวางแผนการสอนร่วมกับครูไทย ซ่ึงมักจะยอมรับความคิดเห็นครูไทยและเป็นเพียงคนสนับสนุนในการร่วมกันวาง
แผนการสอนเทา่ นั้น
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 405
2.การควบคุมช้ันเรียน จากรูปแบบการสอนเป็นทีมแบบการแบ่งหน้าที่อย่างเท่าเทียมกันท่ีให้ครูไทยและครูต่างชาติมี
บทบาทการควบคุมช้ันเรียนที่เท่าเทียมกัน ซ่ึงจากบทสัมภาษณ์ที่ครูไทยลดบทบาทการควบคุมชั้นเรียนของตนเอง เพื่อให้ครู
ต่างชาติมีบทบาทมากขึ้นจากที่ผ่านมา แต่พฤติกรรมการแสดงออกของนักเรียนก็ยังแสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ของการควบคุมชั้น
เรยี นของครตู า่ งชาติท่ีแตกต่างกับครูไทย ทาให้ครูตา่ งชาติมคี วามมั่นใจท่ลี ดน้อยลงในการจัดการห้องเรียนและสะท้อนให้เห็นถึง
บทบาทการควบคุมชั้นเรียนที่เพิ่มข้ึนไม่ได้ส่งผลต่อพฤติกรรมของนักเรียนท่ีเปลี่ยนแปลงกับครูต่างชาติ โดยความม่ันใจที่ลด
น้อยลงนี้ตามแนวคิดของ Coopersmith (1981) โดยปัจจัยเรื่องบทบาทหน้าที่ในการควบคุมช้ันเรียนท่ีเพิ่มข้ึนนั้นไม่ได้ทาให้
พฤติกรรมของนกั เรียนเปลี่ยนแปลงและไม่สามารถทาให้ครตู า่ งชาติมคี วามม่ันใจในการจัดการห้องเรียนไดด้ ว้ ยตนเอง จงึ สง่ ผลให้
ครูต่างชาติมีการประเมินคุณค่าในตนเองในระดับต่า ส่วนครูไทยมีความม่ันใจในการควบคุมช้ันเรียนอยู่ในระดับสูง จากบท
สมั ภาษณ์ที่กลา่ วว่า “พอดิฉันมองหนา้ นักเรียน พวกเขาก็หยุดคุย” แสดงให้เห็นถงึ การแสดงออกทางภาษากายของครูก็สามารถ
ควบคุมสถานการณ์ท่ีนักเรียนคุยได้ ซ่ึงการสะท้อนถึงบทบาทการควบคุมชั้นเรียนของครูไทยที่เป็นลักษณะการเห็นคุณค่าใน
ตนเองสูง นอกจากน้กี ารที่ครูไทยทาการสอนในพื้นท่ีและวัฒนธรรมของตนเอง ทาให้ครไู ทยมีความรสู้ ึกปลอดภัย คุ้นเคยในการ
สอนและพฤตกิ รรมของนักเรยี น ซงึ่ ก็เปน็ สว่ นหน่งึ ในการทาใหค้ รไู ทยมีลกั ษณะการเหน็ คุณคา่ ในตนเองสงู เชน่ กนั
3.ผลกระทบทางวัฒนธรรมก่อนการใช้รูปแบบการสอนเป็นทีมแบบแบ่งหน้าท่ีอย่างเท่าเทียมกัน การแสดงออกทาง
คา่ นิยมหรือพฤติกรรมของนกั เรยี นในห้องเรียนไทยสง่ ผลต่อการเหน็ คุณค่าในตนเองของครูต่างชาติ ซึ่งครตู ่างชาติไม่มีความมั่นใจ
ในตนเองเม่ือนักเรียนในห้องหัวเราะกัน ครูต่างชาติเกิดความกังวลที่จะถูกนักเรยี นเยาะเย้ย ซ่ึงตามแนวคิดของ Coopersmith
(1981) ลักษณะดงั กล่าวของครูตา่ งชาตเิ ปน็ การเห็นคุณค่าในตนเองตา่ และเม่ือทาการสอนเปน็ ทีมแบบแบ่งหนา้ ที่อยา่ งเทา่ เทยี ม
กนั กบั ครูไทย ครูต่างชาติก็ยังมีความกงั วลอยู่ สังเกตจากท่าทางและคาตอบของครูต่างชาติท่ใี หส้ ัมภาษณ์ “ไม่มนี ักเรยี นหัวเราะ
ดิฉัน หรือมี นักเรยี นหัวเราะในการสนทนาของดิฉันกับเอม” ส่วนครูไทยมีความเชื่อม่ันในตนเองสูงที่สามารถจัดการพฤติกรรม
หรือค่านยิ มท่ีนักเรียนแสดงออกกับครตู ่างชาติ จากบทสมั ภาษณ์ของครไู ทย กลา่ ววา่ “ดิฉันจะด่าให้นักเรียนหยุดหัวเราะ” และ
“ดฉิ ันคอยควบคุมและสอนดว้ ยอยู่ตลอด” ทาให้เห็นถึงความม่ันใจของครูไทยในการควบคมุ พฤติกรรมของนักเรียนได้ ในขณะท่ี
พฤติกรรมในการเยาะเย้ยน้าเสียงหรือภาษาพูดของครูต่างชาติท่ีใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อในการสอนของนักเรียนบางคนเกิดจาก
ประเภทชนช้ันของนักเรียนกล่มุ ตัวอย่าง ซง่ึ ตามแนวคดิ ของ Bourdieu (1989) ที่แบ่งแยกประเภทชนชั้นของบุคคลออกเป็นชน
ช้ันล่างและชนช้ันสูงตามปัจจัยด้านเศรษฐกิจ อาชีพ รสนิยม วัฒนธรรม และกิจกรรมต่าง ๆ ท่ีทาในเวลาว่างไม่ว่าจะเป็นการดู
กีฬา การไปงานแสดงสินค้า การบริโภคความบันเทิง การชมการแสดง คอนเสิร์ต ภาพยนตร์ หรือการแสดงเปียโน พบว่าชน
ชนั้ สูงมีอัตราการปฏิบัติในสิ่งต่าง ๆ ดังกล่าวมากกว่าชนช้ันล่าง นอกจากน้ีโอกาสทางการศึกษาและอาชีพของบิดามารดาก็เป็น
สิ่งสะท้อนใหเ้ หน็ ทุนของแต่ละชนช้นั ซึ่งกลมุ่ อาชพี ของบิดามารดามคี วามสมั พันธ์กับโอกาสทางการศกึ ษาของนักเรียนทแ่ี ตกตา่ ง
กัน โดยนักเรียนของกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จัดอยู่ในประเภทชนชั้นสูง ตามแนวคิดของ Bourdieu (1989) เพราะนักเรียนส่วน
ใหญ่มีโอกาสทางการศึกษาในต่างประเทศ ได้เรียนรู้และส่ือสารภาษาอังกฤษจากประเทศเจ้าของภาษาอังกฤษ ซึ่งเห็นได้จาก
นักเรยี นส่วนใหญ่จะใช้เวลาว่างช่วงปิดเทอมไปเรียนภาษาอังกฤษกับเจ้าของภาษาท่ีต่างประเทศหรือเรียนกบั ครเู จา้ ของภาษาใน
สถาบันกวดวชิ าตา่ ง ๆ ทาใหน้ กั เรียนสว่ นใหญไ่ ดเ้ รียนรภู้ าษาพูดหรือสาเนียงภาษาจากครเู จา้ ของภาษาองั กฤษ
จากการศกึ ษาตามวัตถปุ ระสงค์ข้อที่ 5ทศ่ี ึกษาความทา้ ทายของรูปแบบการสอนเป็นทีมระหว่างครไู ทยกับครูตา่ งชาติใน
การสอนแบบการแบ่งหน้าทีอ่ ย่างเท่าเทยี มกัน ผลการศึกษาที่ได้จากข้อมลู การสมั ภาษณ์พบว่า ปัจจัยท่ีส่งผลต่อความท้าทายใน
การสอนเป็นทีมของครไู ทยและครูตา่ งชาติ ผูว้ ิจยั แบ่งออกเป็น 4 ด้าน ดงั นี้
1.ความรู้และทักษะทางภาษา เป็นส่วนหนึ่งในความท้าทายในการสื่อสารของครูไทยและครูต่างชาติท่ีทาการสอนเป็น
ทีมด้วยรูปแบบการแบ่งหน้าที่อย่างเท่าเทียมกันสามารถแบ่งออกเป็นสองด้าน คือ ความท้าทายในการเรียนรู้ของครูในทีม
เก่ียวกับความรู้ความเข้าใจในภาษาอังกฤษและภาษาไทย และความท้าทายในการสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษของครูไทย
ตัวอย่างเช่น ในการปรึกษาหารอื กันของครูในทีมเกี่ยวกับการวางแผนการสอน รูปแบบการสอน จุดอ่อนหรอื จุดแข็งในการสอน
และการปรับเปลี่ยนการสอนให้สอดคล้องกับเวลาและความสามารถของนักเรียน ทาให้ครูท้ังสองต้องใช้ความรู้ความเข้าใจใน
ภาษาของกันและกันในการสื่อสารเพื่อให้การสื่อสารเก่ียวกับการสอนมีประสิทธิภาพ และการท่ีครูตา่ งชาติมีความรู้ความเข้าใจ
เก่ียวกับคาพูดภาษาไทยของนักเรยี นก็สามารถทาใหเ้ ขา้ ใจสง่ิ ทน่ี ักเรยี นตอ้ งการในการสอนได้ และความท้าทายในการสอื่ สารเปน็
ภาษาอังกฤษของครูไทย ซึ่งเกิดความแตกต่างระหว่างความคิดเห็นในระดับความสามารถการสื่อสารภาษาอังกฤษของครูไทย
จากความเห็นของครูท้ังสองเป็นผลมาจากการรับรู้ท่ีต่างกัน ซึ่งครูต่างชาติมีความคิดเห็นว่า ครูไทยมีการส่ือสา รภาษาอังกฤษ
ท่ีมากขึ้นเมื่อต้องปรึกษาหารือกันในเร่ืองต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการสอนร่วมกัน เพราะครูไทยกล้าที่จะพูดคุยทั้งท่ีพูดผิดบ้างหรอื พูด
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 406
ภาษาอังกฤษปนกับภาษาไทยบ้างก็ตาม ซ่ึงครตู ่างชาตพิ ยายามสอบถามและทาความเข้าใจเพ่อื ให้สามารถทาการสือ่ สารร่วมกัน
ได้ สว่ นครูไทยมคี วามคิดเห็นว่าตนเองมีการสอ่ื สารภาษาอังกฤษท่ไี ม่เปลย่ี นแปลงจากเดิมหรือดขี ึน้ เลก็ น้อย เพราะมาตรฐานการ
สอ่ื สารภาษาอังกฤษท่ีดีในความคิดเหน็ ของครูไทย คือการทีพ่ ูดไม่ผิดและพดู ถูกหลักไวยากรณภ์ าษาอังกฤษ ทาให้ครไู ทยมีความ
ท้าทายในการที่ต้องพัฒนาความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษเพ่ือการสื่อสารกับครูต่างชาติ ในส่วนของครูต่างชาติมีความท้า
ทายในการปรับคาศัพท์ภาษาอังกฤษที่ใช้ในการสอนนักเรยี นให้ง่ายข้ึน เพ่ือให้สอดคล้องกับความสามารถทางภาษาองั กฤษของ
นักเรียน ซง่ึ ความร้แู ละทกั ษะทางภาษาเป็นสว่ นหน่งึ ทท่ี าให้ครูไทยและครตู า่ งชาติเกดิ ความท้าทายทีต่ ้องเรยี นรภู้ าษาของกันและ
กันใหม้ ากข้นึ เพอ่ื การสอื่ สารและการสอนท่มี ปี ระสิทธิภาพ
2.การวางแผนการสอน ในการวางแผนการสอนของครูไทยและครูต่างชาติในการสอนเป็นทีมรูปแบบการแบ่งหน้าท่ี
อย่างเท่าเทียมกันนั้น ครูทั้งสองคนต้องวางแผนการสอนร่วมกันท้ังการเลือกหัวข้อในการสอนและการออกแบบการสอนใน
หอ้ งเรยี น ซงึ่ การวางแผนการสอนบางคร้ังก็เกิดข้นึ ในระหวา่ งการสอนทาให้ครทู ้งั สองคนต้องแก้ไขสถานการณใ์ นขณะนั้น และใน
บางครั้งปจั จยั อ่ืน ๆ ได้เขา้ มามอี ทิ ธิพลทาให้การวางแผนการสอนล่วงหน้าไม่ได้ทาทกุ คร้ังในการสอน จากบทสัมภาษณท์ าให้เห็น
ไดว้ ่า ครตู ่างชาตมิ ีความท้าทายในการสอนเป็นทมี ที่เกิดจากการทไี่ มไ่ ด้วางแผนการสอนร่วมกันทุกครัง้ ทีท่ าการสอน รูปแบบการ
สอนในห้องท่ีไม่ได้เป็นไปตามท่ีวางแผนการสอนไว้ และต้องแก้ไขสถานการณ์ในระหว่างการสอน ทาให้ครูต่างชาติมีความรู้สึก
ประหม่าและกลวั การสอนจะผดิ พลาด เพราะไมไ่ ดเ้ ตรียมตัวในการสอนตามทีว่ างแผนไว้
3. รูปแบบการสอน ครูไทยและครูตา่ งชาติเกดิ ความท้าทายในการสอนมากขึ้นเน่อื งจากรูปแบบการสอนทแี่ ตกต่างกัน
ท้ังวิธีการสอนและภาษาท่ีใช้ โดยครูไทยได้เรียนรู้การสอนเป็นทีมกับครูต่างชาติท้ังรูปแบบการสอนและกิจกรรมการสอนเป็น
หลัก เมือ่ ทาการสอนร่วมกันที่คล้ายการสนทนาทาให้ครูไทยเกิดความท้าทายในการสอน เพราะต้องใช้เวลาเตรยี มการสอนมาก
ข้ึน ในการอธบิ ายเนื้อหาเพิม่ เตมิ หรือพูดเสรมิ เนอื้ หาต่าง ๆ ท้งั ภาษาอังกฤษและภาษาไทยในการสอนร่วมกับครูตา่ งชาติ ในขณะ
ท่ีครตู ่างชาตเิ กดิ ความท้าทายในการติดตาม ประเมนิ ผล และพฒั นารปู แบบการสอนของตนเอง เนอื่ งจากอุปสรรคด้านภาษาที่ทา
ให้นักเรยี นประสบปญั หาไม่เขา้ ใจบทเรียนหรอื คาอธิบายภาษาอังกฤษในการสอน นอกจากนค้ี รูต่างชาตติ อ้ งปรบั รูปแบบการสอน
ของตนเองใหเ้ หมาะสมกับนกั เรยี นและบรรยากาศในห้องเรยี นอกี ดว้ ย
4.การควบคุมช้นั เรียนและการวัดประเมินผล จากบทสัมภาษณ์ของทั้งครูไทยและครูต่างชาติ พบว่าประสิทธภิ าพการ
ควบคุมชนั้ เรียนของครูที่ทาการสอนเปน็ ทมี เปน็ ผลมาจากการแสดงบทบาทการวัดและประเมนิ ผลของครทู ้ังสอง จากเดมิ ครูไทย
มีหน้าท่ีหลักในการควบคุมชั้นเรียนของการสอนเป็นทีม ส่วนครูต่างชาติทาหน้าท่ีในการตอบข้อสงสัยและสังเกตการเรียนของ
นักเรียน เมื่อใช้การสอนเป็นทีมด้วยรูปแบบการแบ่งหน้าท่ีอย่างเท่าเทียมกัน ครูไทยได้ลดบทบาทการควบคุมช้ันเรียนและครู
ต่างชาตมิ ีบทบาทในการควบคมุ ช้ันเรยี นมากขึน้ หรือเทียบเทา่ กับครูไทย ทาให้ครตู ่างชาติไดใ้ ช้วิธีการควบคมุ ช้ันเรียนแบบต่าง ๆ
เพ่อื จัดการนกั เรียนท่ีคุยเสียงดังในขณะที่ครูทาการสอน เช่น ครูตา่ งชาติใช้วิธีการเงียบไมส่ อนตอ่ จนกวา่ นักเรยี นจะหยุดคุย หรือ
ใช้วิธีการการนับเลข One Two Three เป็นเหมือนการเตือนใหห้ ยุดคุย จากวธิ ีการดังกล่าวท่ีครูต่างชาตใิ ชน้ ้ันครูไทยสะท้อนให้
เห็นว่า วิธีการเหล่าน้ันบางคร้ังใช้ได้ผลและหลายครั้งใช้ไม่ได้ผล ทาให้หลายครั้งครูไทยจะคอยช่วยจัดการช้ันเรียนเม่ือเห็นว่า
วิธีการของครูต่างชาติน้ันไม่ได้ผล ซ่ึงบางครั้งครูไทยใช้วิธีการจัดการช้ันเรียนด้วยภาษากายก็สามารถควบคุมช้ันเรียนได้ โดย
วิธีการของครูต่างชาตทิ ีใ่ ช้น้นั ไม่สามารถควบคุมชัน้ เรยี นนักเรยี นไทยได้ มีสาเหตุหลกั มาจากความเคยชนิ ของนกั เรยี นไทยท่ีเขา้ ใจ
เก่ียวกับครูต่างชาติในการทาหน้าท่ีเป็นเพียงครูผู้สอนภาษาอังกฤษเท่าน้ัน ซ่ึงมีบทบาทในการวัดและประเมินผลนักเรียนเพียง
เล็กน้อย ทาให้นักเรียนส่วนใหญ่จึงให้ความสาคัญกับครูไทย เนื่องจากนักเรียนยังมีความเข้าใจว่า ครูไทยมีบทบาทการวัดและ
ประเมินผลนกั เรยี นมากกว่าครูตา่ งชาติ ทาใหค้ รตู ่างชาติเกดิ ความท้าทายทตี่ อ้ งหารูปแบบการสอนหรือวิธีการทแี่ สดงใหน้ ักเรียน
เหน็ ถึงบทบาทการวัดและประเมินผลของครตู า่ งชาติท่ีมีมากข้นึ
อภิปรายผล
1. ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้เรียนด้วยรูปแบบการสอนเป็นทีมระหวา่ งครไู ทยกับ
ครูต่างชาติแบบการแบ่งหน้าท่ีอย่างเทา่ เทียมกันและแบบการสอนแบบปกติ พบว่า นักเรยี นมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังเรียน
สูงกวา่ ก่อนเรียนเน่ืองจากนักเรียนได้รับการสอนจากจานวนครูในชั้นเรียนที่มีมากกว่าการสอนแบบครูคนเดียว โดยรูปแบบการ
สอนเป็นทีมนี้ช่วยให้นักเรียนได้รับประโยชน์ในการเรียนรู้จากวิธีการสอนที่หลากหลาย เพราะนักเรียนได้รับกระตุ้นเรียนรจู้ าก
การมีครูสองคนในห้องเรียนที่สามารถสร้างโอกาสให้นักเรียนได้รับการเรียนรู้มากขึ้น เช่นเดียวกับการศึกษาของ
Baniabdelrahman (2013) ท่แี สดงให้เห็นว่ารูปแบบการสอนเปน็ ทีมช่วยเพ่ิมผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นของนักเรียนเมือ่ เทียบกับ
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 407
นักเรียนที่ได้รับการสอนโดยครูคนเดียว การสอนเป็นทีมเป็นรูปแบบท่ีเหมาะสมในห้องเรียน EFL (English as a Foreign
Language) ที่สอนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศเพราะช่วยให้นักเรียนประสบความสาเร็จในการเรยี นมากขึ้นจากการที่มี
ทงั้ ครเู จ้าของภาษาอังกฤษและครภู าษาแม่
2. ผลสัมฤทธิท์ างการเรียนหลังเรยี นของนกั เรียนที่เรยี นดว้ ยรปู แบบการสอนเป็นทีมระหวา่ งครูไทยกับครตู ่างชาติแบบ
การแบง่ หน้าทอ่ี ย่างเท่าเทียมกันสูงกวา่ นักเรยี นท่เี รียนดว้ ยรปู แบบการสอนแบบปกติ เพราะรูปแบบการสอนเป็นทมี ของครูมีการ
แบ่งบทบาทหน้าที่อย่างเท่าเทียมกันและไม่มีครูคนใดคนหน่ึงมีบทบาทมากกว่าอีกคน ท้ังบทบาทการวางแผนการสอน การ
ควบคุมช้ันเรียน และการวัดผลประเมินผล ทาให้นักเรียนมีความเข้าใจในการเรียนคณิตศาสตร์เป็นภาษาอังกฤษมากขึ้น ทาให้
การสอนของครมู ีประสิทธิภาพและส่งผลให้การเรียนคณิตศาสตรใ์ นภาษาท่ีสองของนักเรียนมีประสิทธิภาพเชน่ กนั ซ่ึงสอดคล้อง
กับงานวิจัยของภัทรานีร์ เวก้า (2553) ที่พบว่า นักเรียนที่ได้รับการสอนเป็นทีมด้วยครูไทยและครูต่างชาติในวิชาภาษาอังกฤษ
ทาให้นักเรียนเห็นการสอนของครูที่เป็นทั้งผู้นาสอนและครูอีกคนเป็นผู้สนับสนุนการสอน การวัดและประเมินผลหรือการให้
คะแนนนักเรียนของครูทั้งสองคนเป็นไปอย่างสอดคล้องกัน ทาให้นักเรียนเห็นถึงความร่วมมือกันของครูสองคนและนักเรียนมี
สว่ นรว่ มในการเรยี นมากขนึ้
3.ระดับความพึงพอใจของนักเรยี นทีเ่ รยี นด้วยรูปแบบการสอนเป็นทีมระหว่างครไู ทยกับครูต่างชาตแิ บบการแบง่ หน้าที่
อยา่ งเทา่ เทียมกันสูงกว่าความพึงพอใจของนักเรยี นท่เี รยี นด้วยรปู แบบการสอนแบบปกติ แบง่ ออกเป็น 4 ด้าน ดงั น้ี
3.1 ด้านการวางแผนการสอนร่วมกนั นักเรียนมีความพึงพอใจในการวางแผนการสอนร่วมกันของครไู ทยและครู
ต่างชาติทาให้นักเรียนเข้าใจเนื้อหาการสอนมากขึ้น เพราะรูปแบบการสอนแสดงให้เห็นถึงการสอนของครูทั้งสองคนที่ผลัดกัน
อธิบายเนื้อหาการสอนอย่างราบรื่นและมีการแบ่งหน้าที่กันชัดเจน โดยครูไทยจะคอยเดินดูนักเรียนในขณะท่ีครูต่างชาติอธิบาย
โจทย์ และครูไทยจะเข้ามาเสรมิ เนอื้ หาในโจทยน์ ้ันทันทีเมอ่ื ครูตา่ งชาติอธบิ ายโจทย์เสร็จเรยี บร้อย ทาให้นักเรียนพึงพอใจในการ
สอนท่ีครไู ทยและครตู ่างชาติวางแผนการสอนร่วมกัน ซึง่ ผลการวิจัยได้สอดคลอ้ งกับงานวจิ ัยของ Loeser(2015) ท่ีกล่าวถึง การ
วางแผนการสอนรว่ มกันของครทู าให้นักเรยี นมคี วามพึงพอใจในการเห็นแบบอย่างการสอนร่วมกันของครูที่มีความเข้าใจในความ
แตกตา่ งของครใู นทีมและมีปฏสิ มั พันธท์ ีด่ ีระหว่างกนั ทาใหก้ ารสอนเปน็ ทมี เป็นไปราบร่นื และนกั เรยี นไดเ้ รียนรู้การวางแผนงานท่ี
ดี เพอ่ื นามาเป็นแบบอย่างในการทางานของตนเองในอนาคตได้
3.2 ดา้ นรปู แบบการสอนนักเรยี นมีความพงึ พอใจในรูปแบบการสอนทค่ี ล้ายกับการสนทนาของครสู องคนท่ีไม่ใช่
การพูดเนื้อหาสลับกัน เพราะนักเรียนได้ฟังการอธิบายเนื้อหาจากทั้งสองภาษาและมีการอธิบายเสริมจากครูไทยอยู่ตลอดเวลา
ซ่งึ สอดคล้องกับข้อค้นพบของ Moschkovich (2007) กล่าวถึงการเรียนคณติ ศาสตร์ดว้ ยภาษาแม่จะทาให้นักเรียนมีความเข้าใจ
โจทยท์ างคณิตศาสตร์ได้มากกว่าโจทย์ทางคณิตศาสตร์ทเี่ ป็นภาษาทส่ี อง ดังน้ันการเรียนคณิตศาสตร์ในภาษาที่สองน้ันจึงควรมี
ทง้ั ครไู ทยและครูต่างชาตสิ อนร่วมในหอ้ งเรยี นเดียวกัน และรปู แบบการสอนจากครูทง้ั สองคนที่มีความแตกต่างกนั ทาใหน้ ักเรียน
เข้าใจในเนอื้ หาคณิตศาสตร์เป็นภาษาอังกฤษได้ดีข้ึน เพราะครูต่างชาติใช้รปู แบบการสอนที่เน้นการส่ือสารถามตอบกับนักเรียน
เพอ่ื ทาให้นักเรียนเข้าใจเนอื้ หาอย่างชดั เจน สว่ นครูไทยใช้รูปแบบการสอนท่เี น้นการแสดงขน้ั ตอนการทาโจทย์ปญั หา ซึง่ รูปแบบ
การสอนของครทู ง้ั สองที่ใหค้ วามสาคัญต่างกนั ทาใหน้ ักเรยี นได้เรียนรอู้ ยา่ งมีประสทิ ธิภาพมากขนึ้
3.3 ด้านบทบาทหน้าท่ีในการสอนเป็นทีมนักเรียนมีความพึงพอใจในบทบาทการควบคุมช้ันเรียน และการวัด
ประเมินผลของครูไทยและครูต่างชาติที่มีความเท่าเทียมกัน เน่ืองจากครูต่างชาติได้แสดงบทบาทการควบคุมช้ันเรียนในขณะท่ี
อธิบายเนื้อหาและการวัดประเมินผลมากข้นึ โดยรูปแบบการสอนของครูต่างชาติท่ีมกี ารใหค้ ะแนนนักเรียนเวลาถามตอบ ทาให้
นักเรยี นที่มีความสามารถในการส่อื สารภาษาอังกฤษไดค้ ะแนนจากการตอบคาถามมากขึ้น ส่วนนกั เรยี นที่ไม่ม่ันใจในการส่อื สาร
ภาษาอังกฤษก็ตอบคาถามของครูไทย ซ่ึงนักเรียนสว่ นใหญ่เห็นบทบาทการวดั ผลโดยการให้คะแนนและการควบคุมชัน้ เรียนของ
ครูตา่ งชาตทิ ีม่ ีมากขน้ึ เทียบเท่ากับครูไทย ทาให้นกั เรียนมคี วามพึงพอใจในการวัดผลทไี่ มไ่ ดอ้ ยกู่ บั ครูไทยเพยี งคนเดียว นอกจากนี้
การแบ่งหน้าท่ีของครูอย่างเท่าเทียมกันทาให้นักเรียนมีความเข้าใจในเนื้อหาโดยไม่มีภาษามาเป็นอุปสรรค เพราะนักเรียน
สามารถได้ถามตอบครูไทยและครูต่างชาติได้ตลอดเวลาตรงตามความต้องการและความสามารถของนักเรียน ซ่ึงสอดคล้องกับ
งานวจิ ัยของ Ali Ibrahim Mohammad Migdadi (2016) ที่กลา่ วถงึ ความตอ้ งการของนักเรียนในการใหค้ รูทีท่ าการสอนเปน็ ทีม
มีบทบาทในห้องเรยี นที่ชัดเจนและเท่าเทียมกัน เพ่ือนักเรียนได้มีโอกาสในการเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรทู้ ี่หลากหลายจากการ
สอนของครูทั้งสองคนมากข้ึน เพราะเม่ือครูท้ังสองทาการสอนเป็นทีมในห้องเรียนเดียวกัน โดยครูในทีมมีการประเมินและวาง
แผนการสอนร่วมกัน มวี ิธกี ารสอนท่ีสลับหนา้ ท่กี ันในการเปน็ ทั้งผ้นู าการสอนและผู้สนับสนุนหรืออานวยความสะดวกในการสอน
มีการควบคุมชั้นเรียนในการออกกฎระเบียบของห้องเรียนร่วมกัน และมีการวัดผลในการให้เกรดนักเรียนที่มีความเท่าเทียมกัน
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 408
สิง่ เหล่านีช้ ่วยแสดงให้นักเรยี นเห็นถงึ ความร่วมมอื และการแบง่ บทบาทหน้าทีอ่ ย่างเทา่ เทยี มกันของครูสองคน เพราะบทบาทของ
ครูทั้งสองคนที่ทางานร่วมกันได้ดีมีส่วนช่วยทาให้การเรียนในห้องเรยี นเป็นไปอย่างราบรื่นและนักเรียนสามารถเข้าใจเน้ือหาได้
มากข้นึ (ภทั รานรี ์ เวกา้ , 2553)
3.4 ด้านการเรียนในห้องเรียนของการสอนเป็นทีม นักเรยี นมีความพึงพอใจในบรรยากาศของห้องเรียนที่เอ้อื ให้
นักเรียนมีส่วนร่วมในการเรียน ไม่ทาให้นักเรียนเกิดความเครียดในการเรียนมากเกินไป และการเรียนคณิตศาสตร์เป็น
ภาษาอังกฤษในชั้นเรียนทาให้เกิดความสนุกสนาน เพราะบรรยากาศในห้องเรียนท่ีครูทาการสอนเป็นทีมด้วยรูปแบบการแบ่ง
หนา้ ท่อี ย่างเท่าเทียมกันไม่มีความตงึ เครียด เนือ่ งจากครูไทยและครูตา่ งชาติทาการสอนที่คลา้ ยกับการสนทนากันตลอดการสอน
โดยครูทงั้ สอนจะผลัดกนั อธิบายเนื้อหา สนับสนุนการสอน และช่วยเหลือนักเรยี นท่ีมีข้อสงสัย จะเห็นไดจ้ าก เม่ือครูไทยอธิบาย
เน้ือหาจะมนี กั เรยี นบางคนทม่ี ีความสามารถในการส่อื สารภาษาองั กฤษก็จะถามข้อสงสัยกับครูตา่ งชาติได้ทันที ส่วนนักเรยี นบาง
คนทไ่ี ม่ม่นั ใจในการสอ่ื สารภาษาอังกฤษก็จะรอถามขอ้ สงสยั นนั้ กับครไู ทย ทาให้นักเรียนส่วนใหญม่ คี วามพงึ พอใจในการถามตอบ
คาถามไดต้ ลอดเวลา ส่งผลใหน้ ักเรยี นมีปฏิสมั พนั ธก์ ับครทู ้งั สองคนตลอดเวลาและสนุกสนานกับการถามตอบของครูในห้องเรียน
ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของภัทรานีร์ เวก้า (2553) ที่ทาการสัมภาษณ์นักเรียนท่ีเรียนด้วยการสอนเป็นทีมของครูไทยและครู
ต่างชาติในวิชาภาษาอังกฤษนั้น นักเรียนมีความพอใจและสนุกสนานในการเรียน เพราะการออกแบบการเรียนของครูทาให้
นักเรียนมีส่วนร่วมในการเรียนอย่างเต็มท่ี ซ่ึงนักเรียนได้รับรู้ถึงบทบาทของตนเองในชั้นเรียนและได้รับการสนับสนุนเป็น
รายบุคคลจากครมู ากกว่าหน่งึ คนท่ีร่วมกนั ออกแบบการสอน
4. ปัจจยั ทม่ี ีความสัมพนั ธ์กบั รปู แบบการสอนเปน็ ทมี ระหว่างครูไทยกับครตู ่างชาติเป็น 3 ประเด็น ดังตอ่ ไปนี้
4.1 การวางแผนการสอนมีความสัมพันธ์กับการเห็นคุณค่าในตนเองของครูไทยและต่างชาติในการสอนเป็นทีม
ด้วยรปู แบบการแบ่งหน้าทอี่ ยา่ งเท่าเทยี มกนั จากผลการศกึ ษาทไ่ี ด้จากข้อมูลการสัมภาษณพ์ บวา่ บทบาทท่ีมากข้ึนของครทู ง้ั สอง
คนในการนาเสนอรูปแบบการสอนและการพูดคุยถึงจุดแข็งจุดอ่อนในการสอน ทาให้ครูได้แสดงพฤติกรรมท่ีต่างกันในการวาง
แผนการสอน โดยครูไทยได้รับการยอมรับจากครูต่างชาติในการวางแผนการสอน เพราะครูต่างชาติมีความม่ันใจในครูไทย
เก่ียวกับหลักสูตร เนื้อหา และระยะเวลาในการสอน ทาให้ครูไทยมีความรู้สึกม่ันใจและภาคภูมิใจในการทาส่ิงต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับ
การวางแผนการสอนได้ด้วยวิธีของตัวเองเพียงคนเดียว และสามารถจัดการกับความท้าทายใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นจากการนาเสนอ
รูปแบบการสอนของครูต่างชาติได้ ซึ่งตามแนวคิดของ Coopersmith (1981) กล่าวได้ว่าครูไทยมีลักษณะการเห็นคุณค่าใน
ตัวเองสูง นอกจากน้ีผ้วู ิจัยยังพบว่า ครูต่างชาตมิ ีลักษณะการเห็นคณุ ค่าในตัวเองต่า เพราะครูต่างชาติไมม่ ีความเช่ือม่ันในตนเอง
ในการออกแบบการสอนเพียงคนเดยี ว โดยมีความกงั วลในการวางแผนการสอนเก่ียวกับเนื้อหา หลักสูตร และระยะเวลาในการ
สอนที่ต้องสอดคล้องตามปฏิทินของโรงเรียน และไม่มีความม่ันใจในตนเองเวลาวางแผนการสอนร่วมกับครูไทย ซึ่งมักยอมรับ
ความคิดเหน็ ครไู ทยและเปน็ เพียงคนสนับสนุนในการวางแผนการสอนเท่านั้น
4.2 การควบคุมชั้นเรียนมีความสัมพันธ์กับการเห็นคุณค่าในตนเองของครูไทยและต่างชาติในการสอนเป็นทีม
ดว้ ยรปู แบบการแบง่ หน้าที่อย่างเท่าเทียมกัน จากผลการศึกษาพบว่า การสอนดว้ ยรูปแบบการสอนเป็นทีมระหว่างครูไทยกบั ครู
ต่างชาตแิ บบการแบ่งหน้าท่อี ย่างเทา่ เทียมกันทาให้บทบาทการควบคมุ ชนั้ เรียนของครไู ทยลดลงและครูต่างชาตมิ ีบทบาทเพิ่มข้ึน
แต่ผลจากการควบคมุ ชัน้ เรียนของครตู า่ งชาตทิ ่เี พมิ่ ขึน้ ไม่ไดส้ ง่ ผลตอ่ พฤติกรรมของนกั เรยี นทเ่ี ปล่ียนแปลงกบั ครตู า่ งชาติ ทาให้ครู
ตา่ งชาตมิ ีความมน่ั ใจท่ลี ดนอ้ ยลงในการจัดการหอ้ งเรยี น โดยปจั จยั เร่ืองบทบาทหนา้ ทใ่ี นการควบคุมชน้ั เรียนท่ีเพม่ิ ขึ้นน้ันไมไ่ ดท้ า
ใหพ้ ฤตกิ รรมของนกั เรยี นเปลี่ยนแปลงและไมส่ ามารถทาให้ครตู ่างชาติมีความมนั่ ใจในการจัดการหอ้ งเรียนไดด้ ว้ ยตนเอง จงึ ส่งผล
ให้ครตู า่ งชาตมิ ีการประเมินคณุ ค่าในตนเองในระดับต่า ซงึ่ สอดคลอ้ งกับผลการวิจัยของ ฐนดิ า น้อยสกลุ (2549) ท่ีพบว่า ขอ้ เสีย
ของการท่ีโรงเรียนไทยส่วนใหญ่มคี รูไทยเขา้ ไปสอนรว่ มกับครตู ่างชาติ ทาให้นักเรียนไมค่ ่อยให้ความเคารพครูตา่ งชาติ เพราะเม่ือ
เกิดข้อสงสยั หรือปัญหาใดข้นึ ในขณะที่ครูต่างชาติสอนอยู่ นักเรียนบางคนจะหันไปถามครูไทยทันที ทาใหค้ รูตา่ งชาติเสียสมาธใิ น
การสอนและเกิดความรู้สึกถึงการไม่ได้รับการยอมรับนับถือจากนักเรียน ส่วนครูไทยมีความมั่นใจในการควบคุมช้ันเรียนอยู่ใน
ระดับสูง จากบทสัมภาษณ์แสดงให้เห็นถึงการแสดงออกทางภาษากายของครูก็สามารถควบคุมชั้นเรียนได้ ซึ่งการสะท้อนถึง
บทบาทการควบคุมชั้นเรียนของครูไทยท่ีเป็นลักษณะการเห็นคุณค่าในตนเองสูง เพราะครูไทยจะรู้จักนักเรยี นดีกว่าครูต่างชาติ
และคุ้นชนิ กบั บริบทของนกั เรียนไทยมากกวา่ ครูตา่ งชาติ ในขณะท่กี ารค้นุ เคยกบั พฤตกิ รรมของนกั เรียนและการสอนในหอ้ งเรียน
ไทย ทาให้ครูไทยมีความรู้สึกปลอดภัยกับการสอนในวัฒนธรรมทางภาษาของตนเอง ซ่ึงก็เป็นส่วนหน่ึงในการทาให้ครูไทยมี
ลักษณะการเหน็ คุณค่าในตนเองสูงเช่นกนั
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 409
4.3 ผลกระทบทางวัฒนธรรมมีความสัมพันธ์กับการเหน็ คุณค่าในตนเองของครูไทยและต่างชาติในการสอนเป็น
ทีมด้วยรูปแบบการแบ่งหน้าที่อย่างเท่าเทียมกัน จากผลการศึกษาพบว่า ครูต่างชาติที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อในการสอนใน
ห้องเรียนไทยต้องเรียนรูว้ ัฒนธรรมจากนักเรียนไทยด้วย เพราะนักเรียนมีการแสดงพฤติกรรมที่บ่งบอกความเป็นตนเองออกมา
ซึ่งพฤติกรรมที่แสดงออกมาน้ันขึ้นอยู่กับชนช้ันทางสังคมของนักเรียน (McKay, 2002)โดยนักเรียนของกลุ่มตัวอย่างที่ผู้วิจัยได้
ทาการศึกษาน้ันจัดอยู่ในประเภทชนชน้ั สงู (Bourdieu, 1989) เพราะนักเรยี นส่วนใหญม่ ีโอกาสทางการศกึ ษาในต่างประเทศ ได้
เรียนรู้และสื่อสารภาษาอังกฤษจากประเทศเจ้าของภาษาอังกฤษโดยตรง ซึ่งเห็นได้จากนักเรียนส่วนใหญ่จะใช้เวลาว่างช่วงปิด
เทอมไปเรียนภาษาอังกฤษกับเจ้าของภาษาที่ต่างประเทศ ทาให้นักเรียนส่วนใหญ่ได้เรียนรู้ภาษาพูดหรือสาเนียงภาษาจากครู
เจ้าของภาษาอังกฤษ ซึ่งส่งผลให้นักเรียนบางคนแสดงพฤติกรรมในการเยาะเย้ยน้าเสียงหรือภาษาพูดของครูต่างชาติที่ ใช้
ภาษาองั กฤษเป็นสือ่ ในการสอน เนอ่ื งจากครูตา่ งชาติสว่ นใหญ่ที่ทาการสอนในวิชาคณิตศาสตร์เป็นครูชาวเอเชียท่ีไม่เป็นเจ้าของ
ภาษาอังกฤษ โดยการให้ครตู า่ งชาติบางท่านสามารถใช้ภาษาองั กฤษไดด้ แี ตม่ ีสาเนียงที่ไมด่ ี ส่งผลให้ครเู หล่านน้ั ไมม่ คี วามมั่นใจใน
ตนเองและมีลักษณะการเห็นคณุ ค่าในตนเองต่า เพราะครูต่างชาติมคี วามกังวลในการถกู หวั เราะและการถูกเยาะเยย้ เร่ืองสาเนียง
ภาษา เน่ืองจากนักเรียนมคี วามเช่อื เกีย่ วกบั การฝึกพูดภาษาอังกฤษต้องเรยี นกับครูเจ้าของภาษา คือชาวอังกฤษและชาวอเมรกิ า
จงึ มคี วามเหมาะสมที่สุดในการสอนทักษะการสอื่ สาร ทาให้ครตู ่างชาติถูกครอบงาเก่ียวกับความเชื่อในการจดั การเรยี นการสอน
ภาษาอังกฤษจากทัศนคติของนักเรียนไทย ด้วยเหตุนี้ครูไทยต้องพยายามปรับเปลี่ยนทัศนคติของนักเรียนไม่ให้ยึดติดกับ
วัฒนธรรมของภาษา และให้ความสาคญั กับการสอนภาษาองั กฤษของครูตา่ งชาตใิ นวฒั นธรรมอน่ื ๆ ผู้วจิ ยั เหน็ ว่าครทู ่ที าการสอน
เป็นทีมควรได้เรียนรู้เก่ียวกับวัฒนธรรมของกันและกนั โดยเฉพาะครูต่างชาติควรได้รับความเข้าใจที่ดีข้ึนเกี่ยวกบั วัฒนธรรมไทย
เพ่ือทาให้ครูต่างชาติคุ้นเคยกับวัฒนธรรมของไทยมากขึ้น ในทางกลับกันครูต่างชาติต้องเรียนรู้ที่จะรับมือกับผลกระทบทาง
วัฒนธรรมไทยอกี ดว้ ย
5. ปจั จัยทส่ี ง่ ผลตอ่ ความท้าทายในการทางานร่วมกนั ของครไู ทยกบั ครตู า่ งชาติเปน็ 4 ประเดน็ ดังต่อไปน้ี
5.1 ความรแู้ ละทักษะทางภาษาของครไู ทยและครตู ่างชาติ จากผลการศึกษาพบว่า ครูทั้งสองต้องเรียนรู้และทา
ความเข้าใจในภาษาของกนั และกันในการส่อื สาร เพ่อื การปรึกษาหารอื กันเกยี่ วกับการวางแผนการสอน การปรับเปลี่ยนการสอน
ให้สอดคล้องกับเวลาและความสามารถของนักเรียน รวมถึงวิธีการสื่อสารกับนักเรียนท่ีทาให้นักเรียนมีความสนใจในการเรียน
และพึงพอใจต่อการสอนมากข้ึน ทาให้ครูต่างชาติมคี วามท้าทายในการปรับคาศัพท์และอธิบายคาศัพท์ภาษาอังกฤษท่ีใช้ในการ
สอนให้ง่ายข้ึนเพ่ือให้เหมาะสมกับความสามารถของนักเรียน นอกจากนี้ครูไทยมีความกังวลในระดับภาษาอังกฤษของตนเองที่
ต้องสื่อสารกับครูต่างชาติ ทาให้ครูไทยต้องพัฒนาความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการส่ือสาร เพราะครูส่วนหน่ึงไม่มี
คุณวฒุ ิทางการสอนภาษาองั กฤษทาให้ครูเหล่าน้ันขาดความมั่นใจในการใชท้ ักษะภาษาองั กฤษ ครจู ึงไมส่ ามารถจัดการเรียนการ
สอนเป็นภาษาอังกฤษได้โดยไม่มีครูต่างชาติทาการสอนร่วม (รัฐภูมิฉัตรวิโรจน์, 2557) ส่งผลให้ครูไทยเกิดความท้าทายท่ีต้อง
พัฒนาระดับความสามารถภาษาองั กฤษของตนเองในการสอนเปน็ ทีมกบั ครูต่างชาติ
5.2 การวางแผนการสอนของครูไทยและครูต่างชาติ จากผลการศึกษาพบว่า ความท้าทายในการสอนเป็นทีมที่
เกดิ จากการทีไ่ มไ่ ด้วางแผนการสอนร่วมกันทุกคร้งั ที่ทาการสอน ทาให้รปู แบบการสอนในห้องไมไ่ ด้เป็นไปตามท่วี างแผนการสอน
ไว้ เนื่องจากการขาดเวลาในการวางแผนการสอนรว่ มกนั ของครู สง่ ผลให้ครูต้องแกไ้ ขสถานการณ์เฉพาะหน้าในระหวา่ งการสอน
ทาให้ครูไม่สามารถจัดการสอนหรอื สภาพแวดลอ้ มในการเรียนรู้ทีเ่ หมาะสมให้กับนักเรยี นได้
5.3 รูปแบบการสอนท่ีแตกต่างกันทั้งวิธีการสอนและภาษาท่ีใช้ของครูไทยและครูต่างชาติท่ีทาการสอนเป็นทีม
จากผลการสัมภาษณ์พบว่าครูไทยเกิดความท้าทายในการสอน เพราะต้องใช้เวลาเตรียมการสอนมากข้ึน ในการอธิบายหรือพูด
เสริมเน้ือหาต่าง ๆ ทั้งเป็นภาษาอังกฤษและภาษาไทยในการสอนร่วมกับครูต่างชาติหน้าช้ันเรยี น ในขณะที่ครูตา่ งชาติเกดิ ความ
ท้าทายในการติดตาม ประเมินผล และพัฒนารูปแบบการสอนของตนเอง เนื่องจากอุปสรรคด้านภาษาที่ทาให้นักเรียนประสบ
ปัญหาไม่เข้าใจบทเรียนหรือคาอธิบายภาษาอังกฤษในการสอน นอกจากนี้ครูต่างชาติต้องปรับรูปแบบการสอนของตนเองให้
เหมาะสมกับนกั เรียนและบรรยากาศในห้องเรียนอีกด้วย นอกจากน้ีนโยบายด้านการศึกษากเ็ ป็นความท้าทายในการปรับเปลีย่ น
รูปแบบการสอนของครูต่างชาติ โดยเฉพาะระบบการสอบเข้าซึ่งยังคงครอบงาวิธีการจัดรูปแบบการเรียนการสอนในบริบท
ห้องเรียน EFL ให้เน้นไปท่ีการจาไวยากรณ์มากกว่าการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ส่งผลให้ครูต่างชาติเกิดความท้าทายท่ี
ต้องปรบั เปลี่ยนรูปแบบการสอนให้สอดคล้องกับเนื้อหาหลักสตู รและกิจกรรมการเรียนการสอนภาษาอังกฤษจะต้องมุ่งไปสู่การ
ช่วยนกั เรยี นให้ผ่านการสอบ
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 410
5.4 การแสดงบทบาทการวัดและประเมินผลของครูต่างชาติในการสอนเป็นทีม จากผลการศึกษาพบว่า บทบาท
การให้ความสาคัญของนักเรียนต่อการควบคุมช้ันเรียนของครูทั้งสองคนต่างกัน โดยครูไทยมีวิธีการจัดการชั้นเรียนที่ได้ผล
มากกว่าครูต่างชาติ เน่ืองจากนักเรียนมีความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทการวัดประเมินผลนักเรียนของครูทั้งสองท่ีครูไทยมีบทบาท
การวดั ประเมนิ ผลมากกว่าครตู ่างชาติ ทาให้เป็นครตู ่างชาติเกดิ ความท้าทายทต่ี ้องแสดงบทบาทการวดั และประเมนิ ผลนกั เรยี นที่
มมี ากข้ึน ซ่ึงสอดคล้องกบั ผลการวิจัยของ รฐั ภูมิ ฉัตรวิโรจน์ (2557) พบวา่ ในแต่ละโรงเรียนกาหนดบทบาทหน้าที่การวัดและ
ประเมินผลนักเรียนของครไู ทยและครูต่างชาตแิ ตกตา่ งกัน บางโรงเรยี นกาหนดให้ครูต่างชาติทาหน้าท่ีวัดและประเมินผลในดา้ น
ทักษะและภาษาเพื่อตรวจสอบระดับภาษาของนักเรียนอยู่ในระดับใด ส่วนครูไทยทาหน้าที่ในการวัดและประเมินผลในด้าน
วิชาการหรอื การใหเ้ กรดนกั เรียนเพอ่ื นาไปศกึ ษาต่อ สง่ ผลใหน้ กั เรยี นใหค้ วามสาคัญกับการวัดและประเมินผลของครูไทยมากกว่า
ครูต่างชาติ
ข้อเสนอแนะ
ขอ้ เสนอแนะทว่ั ไป
1. ผลการวจิ ัยพบว่า ผลกระทบทางวัฒนธรรมไทยมผี ลต่อการไม่เห็นคุณคา่ ในตนเองของครูตา่ งชาติ และความทา้ ทาย
ของครูต่างชาติเกิดจากการขาดความรู้และความเข้าใจเก่ียวกับนโยบายด้านการศึกษาของไทย ดังน้ันการให้ครูต่างชาติสอน
รว่ มกับครูไทยในห้องเรียนไทย ควรเน้นเรื่องการให้ครูต่างชาติเข้ารับการอบรมด้านหลักสูตรหรือนโยบายด้านการศึกษา ภาษา
และวัฒนธรรมไทย และเนน้ การอบรมพัฒนาการสอนภาษาอังกฤษเพ่อื การสือ่ สารใหก้ บั ครูไทย
2. ผลการวิจยั พบวา่ ครูไทยท่ีทาการสอนรว่ มกับครตู ่างชาติขาดทักษะการส่อื สารเป็นภาษาอังกฤษ ทาให้เกิดความท้า
ทายในการสอนเปน็ ทีมด้วยรูปแบบการแบ่งหนา้ ท่ีอยา่ งเท่าเทยี มกัน ดังนัน้ รูปแบบการสอนน้ีจะมีประสิทธภิ าพตอ้ งอาศัยทมี งาน
ครูไทยท่ีมีความรู้และทักษะด้านภาษาอังกฤษภายในโรงเรียนเป็นพลังขับเคลื่อนเพื่อนารูปแบบไปสู่การปฏิบัติการสอนเป็นทีม
ระหวา่ งครูไทยและครตู า่ งชาติแบบการแบ่งหน้าทีอ่ ย่างเท่าเทียมกัน
ข้อเสนอแนะในการวิจยั คร้ังตอ่ ไป
1. ควรมีการวิจัยเกี่ยวกับรูปแบบการพัฒนาครูต่างชาติในการจัดการเรียนการสอนในห้องเรียนไทยเป็นภาษาอังกฤษ
เพอื่ เพมิ่ ความรู้ความเข้าใจในหลักสูตรและนโยบายด้านการศกึ ษาของไทย
2. ควรมีการวิจัยเก่ียวกับความท้าทายของครูไทยและครูต่างชาติท่ีทาการสอนร่วมกันเป็นทีมในโรงเรียนท่ัวประเทศ
เนื่องจากอาจมีความท้าทายอนื่ ๆ ที่แตกตา่ งจากข้อค้นพบทพี่ บในโรงเรยี นกรงุ เทพมหานคร
เอกสารอา้ งองิ
ฐนิดา น้อยสกลุ . (2549). การศกึ ษาสภาพและปญั หาการดาเนนิ งานโครงการจดั การเรียนการสอนตามหลกั สตู รกระทรวง
ศึกษาธกิ ารเป็นภาษาอังกฤษของโรงเรยี นสงั กดั สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พืน้ ฐานในกรุงเทพมหานคร.
(วิทยานพิ นธ์ครุศาสตรมหาบณั ฑติ ). กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .
ทกั ดนัย เพชรเภรี. (2556). การพฒั นารูปแบบการธารงรกั ษาบุคลากรครูในโรงเรยี นเอกชน ประเภทสามัญศึกษา.วารสาร
ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั นเรศวร, 15, 8-19.
ภัทรานีร์ เวก้า. (2553). ผลการสอนแบบรว่ มมอื ของครูภาษาอังกฤษชาวไทยและชาวตา่ งประเทศในการสอนแบบเนน้ งานทม่ี ี
ตอ่ ความสามารถในการพดู ภาษาองั กฤษและความคิดเห็นทมี่ ตี ่อการสอนแบบร่วมมือของนักเรียนมธั ยมศึกษา
ตอนปลาย.(วิทยานพิ นธ์ครุศาสตรมหาบัณฑติ ). กรุงเทพฯ: จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั .
รฐั ภูมิ ฉตั รวิโรจน.์ (2557). การบริหารบุคลากรครไู ทยให้มีทักษะภาษาองั กฤษ: กรณีศกึ ษาโรงเรียนอสั สมั ชญั สมทุ รปราการ.
วารสารอเิ ล็กทรอนิกส์ทางการศึกษา OJED, 9(3), 562-569.
หทยั รตั น์ ยศแผน่ . (2557). ผลการจดั กิจกรรมการเรยี นร้คู ณติ ศาสตร์โดยใชก้ ลวิธกี ารเสรมิ ตอ่ การเรยี นรู้ทมี่ ีตอ่ มโนทัศน์และ
ความสามารถในการส่ือสารทางคณติ ศาสตรข์ องนกั เรยี นช้ันมัธยมศกึ ษาปที ่ี 2. วารสารอิเล็กทรอนิกสท์ างการศึกษา
OJED, 9(1), 92-104.
Ali Ibrahim Mohammad Migdadi. (2016). The Effect of Using Team Teaching on Jordanian EFL Eleventh Grade
Students' Reading Comprehension and Their Attitudes Towards This Strategy. Journal of Education
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 411
and e-Learning Research, 3(2), 38-50.
Baniabdelrahman, A. (2013). The effect of team teaching and being the teacher native or non-native on EFL
Students English language proficiency. Africana Educational Research,1(2), 85-95.
Bourdieu, Pierre. (1989). Distinction: A Social Critique of the Judgement of Taste. London: Routledge.
Coopersmith, S. (1981). The antecedents of self-esteem. California: Consulting Psychologists Press.
Kokkinos, Constntinos M. (2007). Job Stressors, Personality and burnout in primary school teachers. British
Journal of Educational Psychology, 77(1) 229-243.
Loeser, J. (2015). Team-teaching. Research Starters, Education (Online edition).
Macedo, A. (2002). Team-Teaching: Who Should Really Be in Charge? A Look at Reverse VS Traditional Team-
Teaching, Doctoral dissertation. School of Humanities, University of Birmingham.
McKay, S. L. (2002). Teaching English as an International Language. Oxford University Press.
Moschkovich, J. (2007). Bilingual Mathematics Learners: How Views of Language, Bilingual Learners, and
Mathematical Communication Impact Instruction. In N. Nasir & P. Cobb (eds.), Improving Access to
Mathematics. Diversity and equity the Classroom. Multicultural Education Series. New York: Teachers
College, Columbia University Press.
Richards, J. C., and Farrell, T.S.C. (2005). Professional Development for Language Teachers: Strategies for
Teacher Learning. Cambridge: Cambridge University Press.
Thornbury, S. (2005). How to Teach Speaking. England, Pearson Education.
Walker, E. (2001). Roles of native-speaker English teachers (NETs) in Hong Kong secondary schools. Asia
Pacific Journal of Language in Education, 4, 51-77.
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 412
การวิเคราะหอ์ งค์ประกอบของคุณภาพการศึกษาและปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน
สงั กดั สานกั งานเขตพนื้ ทก่ี ารศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร
THE ANALYSIS OFEDUCATIONAL QUALITY AND FACTORS EFFECTING THE QUALITY OF SCHOOL UNDER
THE OFFICE OF BANGKOK PRIMARY EDUCATION SERVICE AREA
กันตพัฒน์ มณฑา, บญุ มี เณรยอด, ชญาพมิ พ์ อสุ าโห
E-mail: [email protected]
บทคัดย่อ
งานวิจัยเรอ่ื งนี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย เพ่ือวิเคราะห์องค์ประกอบคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน สังกัดสานักงาน
เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร และเพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบของปัจจัยท่ีส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาของ
โรงเรยี น สงั กดั สานักงานเขตพื้นทก่ี ารศึกษาประถมศึกษากรงุ เทพมหานคร เกบ็ รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามมีลักษณะเป็น
แบบมาตราประมาณค่า 5 ระดับ จากผู้บริหารโรงเรียน รองผู้บริหารโรงเรียน หรือผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้านวิชาการโรงเรียน และ
ครูผู้สอนของโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานครจานวน 955 คน มีค่าดัชนีความ
สอดคล้องระหว่างข้อคาถามและวัตถุประสงค์ (IOC) เท่ากับ 0.60 – 1.00 และค่าความเชื่อม่ัน เท่ากับ 0.804 – 0.956
วิเคราะห์ขอ้ มลู โดยใชโ้ ปรแกรม LISREL
ผลการวิจัย พบว่า 1) องค์ประกอบคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
กรุงเทพมหานคร สามารถวัดได้ด้วยตัวแปรสังเกตทั้ง 4 ตัว โดยตัวแปรสังเกตที่มีค่าน้าหนักองค์ประกอบสูงสุดคือ ผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียน รองลงมาคือ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน ความพึงพอใจของครู และความพึงพอใจของผู้ปกครอง
ตามลาดบั 2) องค์ประกอบของปจั จยั ทส่ี ่งผลต่อคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน ปรากฏผลดังนี้ ด้านผูบ้ ริหาร ตัวแปรสังเกตที่มี
ค่าน้าหนักองค์ประกอบสูงสุด คือ พฤติกรรมของผู้บริหารและคุณลักษณะของผู้บริหารด้านครู ตัวแปรสังเกตที่มีค่าน้าหนัก
องค์ประกอบสูงสุด คือ ทักษะ/ความสามารถ ด้านการบริหารการศึกษา ตัวแปรสังเกตท่ีมีค่าน้าหนักองค์ประกอบสูงสุด คือ
งบประมาณวัสดุอุปกรณ์ ด้านการจัดการเรียนรู้และการวิจัย ตัวแปรสังเกตท่ีมีค่าน้าหนักองค์ประกอบสูงสุด คือ การบูรณาการ
สาระในหลักสูตร ด้านความสัมพันธ์และความร่วมมือของชุมชน ตัวแปรสังเกตท่ีมีค่าน้าหนักองค์ประกอบสูงสุด คือ บทบาท
การมีสว่ นร่วมของผปู้ กครองในการจัดการศกึ ษา
คาสาคัญ: คณุ ภาพการศึกษา , โรงเรยี นสงั กัดสานักงานเขตพืน้ ที่การศึกษาประถมศกึ ษากรงุ เทพมหานคร , การวิเคราะห์
องค์ประกอบ
Abstract
The purpose of this researchwere : 1) to analyze the factors of educational quality from schools
under the office of Bangkok primary educational service area. 2) to analyze the factors that affect the
educational quality of schools under the office of Bangkok primary educational service area. Data collected
by using fivelevel of rating scale questionnaire from 955 persons. Directors, deputy directors, academic
staffs, and teachers from Bangkok primary educational service area office. The index of item objective
congruence (IOC) were 0.60 - 1.00 and the Cronbach’s alpha coefficient were 0.804 - 0.956. Data analyzed
by using LISREL program.
The results of the research were as follows : 1) the educational quality of school under the office
of Bangkok primary educational service area. Can be measured by four observable variables that were
academics achievement, desirable features of student, parents and teachers desirable, respectively 2) there
were five latent variables that affect educational quality, director factor, teacher factor, educational
administration factor, learning management and research factor, and community relation and cooperation
factor. In each latent variable there were the most highest factor loading value of observable variables ;
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 413
behaviors and quantification of director, skills ability, tools and budget, curriculum integration, and parents
rote in educational management.
Keywords : Educational Quality, Schools Under The Office Of Bangkok Primary Educational Service Area,
Factor Analysis
บทนา
การศึกษาเป็นเคร่ืองมือสาคัญในการพัฒนาคนให้มีความเจริญงอกงาม เพื่อเป็นต้นทุนทางปัญญาในการพัฒนาทักษะ
คุณลักษณะ และสมรรถนะในการประกอบอาชีพ ตลอดจนการดารงชีวิตร่วมกับผู้อ่ืนในสังคมได้อย่างมีความสุข เพื่อก้าวเป็น
บุคคลคุณภาพในยุคเศรษฐกิจฐานความรู้ท่ีขับเคล่ือนด้วยนวัตกรรม เป็นกาลังสาคัญในการพัฒนาประเทศชาติสู่ความ
เจรญิ กา้ วหนา้ ทัดเทยี มอารยประเทศในเวทโี ลกทา่ มกลางกระแสการเปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกศตวรรษท่ี 21
ประเทศไทยได้ให้ความสาคัญกับการจัดการศึกษาในฐานะกลไกหลักเพ่ือพัฒนาศักยภาพและขีดความสามารถของ
เยาวชนให้มีความรู้ความสามารถ ทักษะ และสมรรถนะตลอดจนไม่ลืมรากเหง้าของความเป็นไทยด้วยการน้อมนาหลักปรัชญา
เศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวันเพ่ือให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน รองรับการเปลี่ยนแปลง
ของโลกท้ังในปัจจุบันและอนาคต เพ่ือให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตท่ีดี ก่อเกิดสังคมคุณธรรม และประเทศสามารถก้าวข้ามกับดัก
ประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปสปู่ ระเทศทพ่ี ัฒนาแล้วด้วยความม่ันคง มั่งคงั่ และย่งั ยนื และจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คม
แห่งชาติ ฉบับท่ี 12 (พ.ศ. 2560 – 2564) หลกั การสาคัญของการพัฒนาประเทศ คือ “ยดึ คนเปน็ ศูนย์กลางของการพัฒนา” แต่
ในสภาพปัจจุบันของการศึกษาจากผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติข้ันพื้นฐาน (O-NET) ในปี 2555 - 2558 ในระดับชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 6 มัธยมศึกษาปีท่ี 3 และมัธยมศึกษาปีท่ี 6 พบว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้หลัก คือ
ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ยังไม่เป็นท่ีน่าพอใจ(สานักงาน
ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, 2560 :31-32)
จากสภาพปัญหาดังกล่าว กระบวนการบริหารจัดการศึกษาของโรงเรียนควรพัฒนาเพ่ือรองรับเกณฑ์การประเมิน
คณุ ภาพผู้เรียนระดับชาติ อันนามาซ่ึงคุณภาพการศึกษาดังที่ เซอร์จิโอวานี (Sergiovanni. 1991 : 76) ไดก้ ล่าวว่าโรงเรียนที่ดีมี
คุณภาพ ทาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ และกุญแจสาคัญท่ีไขไปสู่การเป็นโรงเรียนที่ดีมีคุณภาพน้ัน คือ คุณภาพการ
บริหารโรงเรียน ซ่ึงสอดคล้องกับ ออสติน และเรนโนลด์ (Austin; & Reynolds. 1990 : 151-153) ท่ีกล่าวว่ากระบวนการ
บริหารของโรงเรียน ครูใหญ่มีอิทธิพลตอ่ ความสาเร็จและความมปี ระสทิ ธผิ ลของโรงเรียน
จากที่กล่าวมาแล้วน้ันสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร ปัจจุบันมีโรงเรียนจานวน
ทั้งสิ้น 37 โรงเรียน และแบ่งกลุ่มโรงเรียนออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทวาราวดี กลุ่มรัตนโกสินทร์ และกลุ่มกรุงธนบุรี พบว่า
กระบวนการบรหิ ารจดั การด้านวิชาการมีประสิทธิภาพดว้ ยสามารถยกระดับคณุ ภาพการจัดการศึกษาให้อยใู่ นระดับช้นั แนวหน้า
ของประเทศมาโดยตลอด (กลมุ่ นโยบายและแผน สานกั งานเขตพ้นื ทีก่ ารศกึ ษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร, 2560 : 15 – 16)
ด้วยแนวคิดและทฤษฎีทางการศึกษา ความเป็นครูและการมีจิตอาสาของบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันใน
การมงุ่ สู่เป้าหมายทชี่ ัดเจน อกี ทงั้ การมีวสิ ัยทศั นข์ องการบรหิ ารหลกั สตู รทีก่ ว้างไกลและความเป็นผู้นาของผ้บู รหิ ารและครใู นการ
พัฒนา พร้อมท้ังบรรยากาศแห่งการยอมรับนับถือและไว้วางใจซึ่งกันและกัน เป็นแนวทางในการสนับสนุน (วิโรจน์ สารัตนะ.
2546 : 38-39)
จากความสาเร็จของโรงเรียนท่ีกล่าวมานน้ั ผูว้ จิ ัยจึงมคี วามสนใจศกึ ษาปัจจัยที่ส่งผลตอ่ คุณภาพการศกึ ษาของโรงเรียน
สงั กดั สานักงานเขตพ้ืนทีก่ ารศกึ ษาประถมศึกษากรงุ เทพมหานคร เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารจัดการและการจัดการศึกษาใหม้ ี
คุณภาพตามมาตรฐานบนพ้ืนฐานการขับเคล่อื นเศรษฐกจิ ดว้ ยนวตั กรรม และความเปน็ สากลในยุคศตวรรษท่ี 21
กรอบแนวคดิ ในการวิจัย
ผู้วิจัยได้ศึกษาและสังเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เก่ียวข้องกับปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาของ
โรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร เพ่ือกาหนดกรอบแนวคิดในการวิจัยครั้งนี้ โดยมีตัว
แปรแฝง จานวน 6 ตัวแปร วัดจากตัวแปรสังเกตได้ 25 ตัวแปร ได้แก่ ดา้ นผ้บู รหิ าร ด้านครู ด้านการบรหิ ารการศกึ ษา ด้านการ
จดั การเรียนรู้และการวจิ ยั ด้านความสัมพันธ์และความร่วมมอื ของชุมชน และดา้ นคณุ ภาพการศึกษาของโรงเรยี น
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 414
วัตถุประสงคข์ องการวจิ ัย
1. เพ่ือวิเคราะห์องค์ประกอบคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษา
กรงุ เทพมหานคร
2. เพ่ือวิเคราะห์องค์ประกอบของปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
ประถมศึกษากรุงเทพมหานคร
วธิ ีดาเนนิ การวิจัย
ประชากร
ประชากรท่ีใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย โรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร
จานวน 37 โรงเรียน
กลมุ่ ผ้ใู ห้ขอ้ มลู ในแตล่ ะโรงเรียน ประกอบด้วย
1.1 ผู้บริหารโรงเรียน หรือผู้ที่ปฏิบัติราชการแทนในตาแหน่งผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ี
การศึกษาประถมศกึ ษากรงุ เทพมหานคร 37 โรงเรียน จานวน 37 คน
1.2 รองผู้บริหารโรงเรียน หรือผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้านวิชาการโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา
ประถมศกึ ษากรุงเทพมหานคร 37 โรงเรียน จานวน 37 คน
1.3 ครูประจาการที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นครูผู้สอนในระดับชั้นประถมศึกษาทุกคนของโรงเรียน สังกัดสานักงาน
เขตพนื้ ท่ีการศกึ ษาประถมศึกษากรงุ เทพมหานคร 37 โรงเรยี น รวมจานวน 1,023 คน
รวมประชากรท่ใี ช้ในการวิจยั ทัง้ หมด จานวน 1,097 คนโดยศึกษาจากประชากรทง้ั หมด
ตวั แปรทีศ่ ึกษา
ตวั แปรทศี่ กึ ษาในการวิจัยคร้ังนี้ ได้จากการวิเคราะห์และสังเคราะหเ์ อกสาร เพอ่ื คดั เลือกตัวแปรทีเ่ ก่ยี วข้อง ดงั น้ี
1. ตัวแปรแฝงภายนอก (Exogenous Variables) ประกอบด้วย ปัจจัยด้านผู้บริหาร ด้านครู และด้านการบริหาร
การศกึ ษา
2. ตัวแปรแฝงภายใน (Endogenous Variables) ประกอบด้วย ปัจจัยด้านการจัดการเรียนรู้และการวิจัย ด้าน
ความสัมพันธ์และความร่วมมือของชุมชน และด้านคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีก ารศึกษา
ประถมศึกษากรุงเทพมหานคร
วิธกี ารเก็บรวบรวมข้อมูล
ผู้วิจัยดาเนนิ การเกบ็ รวบรวมข้อมูลดว้ ยวธิ กี ารสง่ แบบสอบถาม
1. ขอหนังสอื ขอความรว่ มมอื ในการเก็บข้อมลู การวจิ ัย จากบณั ฑติ วิทยาลัยศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม เสนอไป
ยงั ผอู้ านวยการเขตพืน้ ท่ีการศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร และผู้อานวยการโรงเรียน สงั กัดสานกั งานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
ประถมศกึ ษากรุงเทพมหานคร เพ่อื ขอความอนุเคราะห์เก็บขอ้ มลู
2. ผ้วู ิจัยส่งแบบสอบถามพร้อมหนังสือขอความอนุเคราะห์ในการเก็บรวบรวมขอ้ มูลวิจัยด้วยตนเอง ถึงโรงเรยี นสังกัด
สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร ไปถึงผู้อานวยการโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษากรุงเทพมหานคร รองผู้อานวยการโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร
ครผู ู้สอนในระดับช้นั ประถมศกึ ษา ขอความอนุเคราะห์ในการตอบและสง่ แบบสอบถามคืนผ้วู ิจยั
3. หลังจากส่งแบบสอบถามไปแล้วท้ังหมด 4 สัปดาห์ ได้มีการสอบความคืบหน้าและเก็บแบบสอบถามคืน จาก
โรงเรียนในสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร 37 โรงเรียน จานวนประชากรท้ังส้ิน 1,097 คน
ไดร้ บั แบบสอบถามคนื กลบั มา จานวนท้ังสนิ้ 955 คน คิดเป็นร้อยละ 87.06 ของกลมุ่ ประชากร
4. นาแบบสอบถามที่ได้รบั กลบั คืน ทาการลงรหสั (Coding) เพือ่ เตรียมทาการวิเคราะหข์ อ้ มลู ต่อไป
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 415
เครื่องมอื ทใี่ ช้ในการวจิ ยั และการตรวจสอบคุณภาพเครอื่ งมือวจิ ยั
เครื่องมือท่ีใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคร้ังน้ี เป็นเครื่องมือท่ีผู้วิจัยสร้างขึ้นจากฐานแนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยท่ี
เกี่ยวข้อง และเป็นเครื่องมือที่มีผู้วิจัยได้ดัดแปลงและพัฒนาให้เหมาะสมกับการศึกษาในคร้ังน้ี ลักษณะของเครื่องมือมี
รายละเอยี ดพอสังเขปดงั น้ี
แบบสอบถาม สาหรับบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานของโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา
ประถมศกึ ษากรงุ เทพมหานคร แบง่ ออกเปน็ 3 ตอน ดงั นี้
ตอนที่ 1 แบบสอบถามเกย่ี วกับสภาพทัว่ ไปของประชากรท่ศี ึกษา
ตอนท่ี 2 แบบสอบถามสภาพความเป็นจริง เกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน สังกัดสานักงาน
เขตพ้ืนทกี่ ารศึกษาประถมศึกษากรงุ เทพมหานคร ผลการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวิจัยพบว่า คา่ ดัชนีความสอดคลอ้ งระหวา่ ง
ขอ้ คาถามและวตั ถุประสงค์ (IOC) เทา่ กบั 0.60 – 1.00 และมีคา่ ความเชอื่ ม่ัน เทา่ กบั 0.760 – 0.937
ตอนท่ี 3 แบบสอบถามเก่ียวกบั สภาพความเปน็ จรงิ เกย่ี วกับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่
การศึกษาประถมศึกษากรงุ เทพมหานคร ผลการตรวจสอบคุณภาพเครอ่ื งมอื วิจัยพบว่า ค่าดัชนีความสอดคลอ้ งระหว่างขอ้ คาถาม
และวัตถุประสงค์ (IOC) เท่ากับ 0.60 – 1.00 และมคี า่ ความเช่อื ม่ัน เท่ากบั 0.748 – 0.940
การวิเคราะห์ขอ้ มูล
การวิเคราะห์ข้อมูล แบ่งการวิเคราะห์ออกเป็น 2 ตอน คือ การวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น และการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อ
ตอบคาถามวจิ ัย ซงึ่ เปน็ แนวทางในการวิเคราะห์ขอ้ มลู ดังนี้
1. การวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นโดยใช้สถิติบรรยายลักษณะประชากรและลักษณะของตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย โดยใช้
โปรแกรมสาเร็จรูป SPSS for window
2. การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตอบคาถามการวิจัย โดยใช้โปรแกรมสาเร็จรูป LISREL เพื่อวิเคราะห์ค่าน้าหนัก
องค์ประกอบ (Factor loading) และค่าสถติ ิทีใ่ ช้ ได้แก่ ค่าไค-สแควร์ (chi-square) ดัชนีวัดระดับความกลมกลืน (Goodness
of fit index : GFI) ดัชนีวัดระดับความกลมกลืนที่ปรับแก้แล้ว (adjusted goodness of fit index : AGFI) ดัชนีรากของ
คา่ เฉล่ยี กาลงั สองของเศษ (root mean square residual : RMR)
ผลการวิจยั
1. ผลการวเิ คราะหส์ ถติ ิพ้ืนฐานของตวั แปรสังเกตได้
การวิเคราะห์สถิติพื้นฐานของตัวแปรสังเกตได้ (Observed variable) จานวนทั้งส้ิน 25 ตัวแปรท่ีใช้วัดหรือใช้อธิบาย
ตัวแปรแฝง 6 ด้าน คือ ตัวแปรด้านผู้บริหาร ตัวแปรแฝงด้านครู ตัวแปรแฝงด้านการบริหารการศึกษา ตัวแปรแฝงด้านการ
จัดการเรียนรู้และการวิจัย ตัวแปรแฝงด้านความสัมพันธ์และความร่วมมือของชุมชน และตัวแปรแฝงด้านคุณภาพการศึกษา
ของโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพน้ื ท่ีการศึกษาประถมศกึ ษากรุงเทพมหานครผลการวิเคราะห์ค่าสถิตพิ ้ืนฐานของตัวแปรสังเกต
ได้ค่าสถิติท่ีนาเสนอคือ ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (SD)ค่าต่าสุด (MIN) ค่าสูงสุด (MAX) และค่าสัมประสิทธ์ิ
การกระจาย (CV) แสดงในตารางที่ 1
2. ผลการตรวจสอบการแจกแจงของตวั แปรสงั เกตได้
การตรวจสอบการแจกแจงของตัวแปรสังเกตได้ (Observed variable) ค่าสถิติที่นาเสนอ คือ ค่าความเบ้ (SK) ความ
โด่ง (KU) และสถิตทิ ดสอบ Komogorov-Sminov(KS) แสดงในตารางที่ 1 มรี ายละเอียดดังนี้
ตารางท่ี 1 ผลการตรวจสอบการแจกแจงของตัวแปรสังเกตได้
ตัวแปร Mean SD MIN MAX CV SK KU KS p
ตัวแปรสังเกตได้ดา้ นผบู้ รหิ าร (LEAD)
LEAD1 4.22 .55 1.80 5.00 0.13 -.84 1.03 .13** .00
LEAD2 4.14 .58 1.00 5.00 0.14 -1.01 2.35 .14** .00
LEAD3 4.21 .56 1.20 5.00 0.13 -.75 1.66 .11** .00
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 416
LEAD4 4.23 .54 1.80 5.00 0.13 -.77 1.72 .14** .00
ตัวแปรสงั เกตได้ด้านครู (TEAC)
TEAC1 4.20 .46 2.60 5.00 0.11 -.16 -.29 .13** .00
TEAC2 4.23 .47 2.40 5.00 0.11 -.37 .21 .13** .00
TEAC3 4.15 .54 2.20 5.00 0.13 -.47 .22 .14** .00
TEAC4 4.35 .52 2.40 5.00 0.12 -.57 -.23 .13** .00
ตวั แปรสงั เกตได้ด้านการบริหารการศึกษา (MANA)
MANA1 4.28 .53 2.40 5.00 0.12 -.33 -.34 .12** .00
MANA2 4.28 .53 2.20 5.00 0.12 -.40 .12 .14** .00
MANA3 4.14 .56 1.60 5.00 0.14 -.52 .39 .15** .00
MANA4 4.15 .57 2.40 5.00 0.14 -.47 -.21 .14** .00
ตวั แปรสงั เกตไดด้ า้ นการจัดการเรยี นรู้และการวจิ ยั (LEAR)
LEAR1 4.33 .50 2.60 5.00 0.12 -.28 -.36 .15** .00
LEAR2 4.17 .51 2.00 5.00 0.12 -.50 .20 .14** .00
LEAR3 4.19 .53 2.20 5.00 0.13 -.31 -.26 .13** .00
LEAR4 4.12 .56 2.00 5.00 0.14 -.45 .10 .16** .00
LEAR5 4.24 .51 2.80 5.00 0.12 -.27 -.32 .12** .00
LEAR6 4.21 .51 2.40 5.00 0.12 -.33 .30 .13** .00
ตวั แปรสงั เกตได้ดา้ นความสมั พนั ธแ์ ละความร่วมมอื ของชุมชน(PAR)
PAR1 4.08 .65 2.00 5.00 0.16 -.82 .58 .20** .00
PAR2 4.16 .54 2.40 5.00 0.13 -.47 -.10 .12** .00
PAR3 3.97 .66 1.40 5.00 0.17 -.91 .97 .19** .00
ตัวแปรสงั เกตได้ดา้ นคณุ ภาพการศึกษาของโรงเรยี น (QUAL)
QUAL1 4.08 .55 2.20 5.00 0.13 -.41 -.22 .12** .00
QUAL2 4.14 .52 2.60 5.00 0.13 -.12 -.38 .12** .00
QUAL3 4.25 .50 2.20 5.00 0.12 -.28 -.09 .13** .00
QUAL4 4.29 .49 2.80 5.00 0.11 -.18 -.35 .20** .00
** มนี ยั สาคญั ทางสถิตทิ ี่ระดบั 0.01 (p < .01)
จากตารางที่ 1 พบว่า
1) ด้านผู้บริหาร ประกอบด้วยตัวแปรสังเกตได้4 ตัว คือ ภาวะผู้นาของผู้บริหาร(LEAD1) คุณลักษณะของผู้บริหาร
(LEAD2) พฤติกรรมของผู้บริหาร(LEAD3) และบทบาทของผบู้ ริหาร (LEAD4) พบว่ามีค่าเฉล่ียอยู่ระหว่าง 4.14ถึง 4.23มีค่า
สมั ประสทิ ธ์กิ ระจาย (CV) อยู่ระหวา่ ง 0.13 ถึง 0.14 โดยตัวแปรทมี่ ีค่าเฉล่ยี สงู สดุ คือ บทบาทของผู้บรหิ าร (LEAD4) มีคา่ เฉล่ยี
เท่ากับ 4.23 สว่ นตวั แปรทีม่ ีคา่ เฉล่ยี ต่าสดุ คอื คณุ ลักษณะของผ้บู รหิ าร(LEAD1) มคี า่ เฉลีย่ เทา่ กบั 4.14
2) ด้านครู ประกอบด้วยตัวแปรสังเกตได้ 4 ตัว คือ ทักษะ/ความสามารถ(TEAC1) ความเป็นครูมืออาชีพ(TEAC2)
แรงจูงใจ(TEAC3) และคุณธรรมจริยธรรมของครู(TEAC4) พบว่า มีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 4.15 ถึง 4.35 มีค่าสัมประสิทธิ์
กระจาย (CV) อยรู่ ะหวา่ ง 0.11 ถึง 0.13 โดยตัวแปรที่มคี ่าเฉลี่ยสูงสุดคือ คุณธรรมจริยธรรมของคร(ู TEAC4) มีค่าเฉล่ียเท่ากับ
4.35 ส่วนตวั แปรที่มคี ่าเฉล่ียตา่ สดุ คือ แรงจงู ใจ(TEAC3) มีคา่ เฉล่ียเทา่ กับ 4.15
3) ด้านการบริหารการศึกษา ประกอบด้วยตัวแปรสังเกตได้ 4 ตัว คือ ภารกิจนโยบายและจุดเน้น(MANA1) การจัด
โครงสร้างและการบริหารอย่างเป็นระบบ(MANA2) งบประมาณวัสดุอุปกรณ์(MANA3) และเทคโนโลยีสารสนเทศและการ
สื่อสาร(MANA4) พบว่า มีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 4.14ถึง 4.28มีค่าสัมประสิทธิ์กระจาย (CV) อยู่ระหว่าง 0.12 ถึง 0.14 โดยตัว
แปรท่ีมีค่าเฉล่ียสูงสุดคือ ภารกิจนโยบายและจุดเน้น(MANA1) การจัดโครงสร้างและการบริหารอย่างเป็นระบบ(MANA2) มี
คา่ เฉลยี่ เท่ากับ 4.28สว่ นตัวแปรทม่ี คี า่ เฉลี่ยตา่ สดุ คือ งบประมาณวัสดอุ ุปกรณ(์ MANA3) มคี า่ เฉล่ยี เทา่ กับ 4.14
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 417
4) ด้านการจัดการเรียนรู้และการวิจัย ประกอบด้วยตัวแปรสังเกตได้ 6 ตัว คือ การเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ(LEAR1)
การใชเ้ ทคโนโลยใี นการจัดการศึกษา(LEAR2) การจัดกจิ กรรมส่งเสรมิ คุณภาพผ้เู รียน(LEAR3) การวิจยั เพ่อื พฒั นาการเรียนการ
สอน(LEAR4) การบูรณาการสาระในหลักสตู ร(LEAR5) และการจดั บรรยากาศทเี่ ออื้ ตอ่ การเรียนร้(ู LEAR6) พบว่ามคี ่าเฉลย่ี อยู่
ระหวา่ ง 4.12ถึง 4.33มีค่าสัมประสทิ ธิก์ ระจาย (CV) อยู่ระหว่าง 0.12 ถึง 0.14 โดยตัวแปรที่มีคา่ เฉล่ียสูงสดุ คอื การเน้นผู้เรียน
เป็นสาคัญ(LEAR1) มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.33ส่วนตัวแปรที่มีค่าเฉลี่ยต่าสุดคือ การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน(LEAR4) มี
คา่ เฉลยี่ เทา่ กบั 4.12
5) ด้านความสัมพันธ์และความร่วมมือของชุมชน ประกอบด้วยตัวแปรสังเกตได้ 3 ตัว คือรูปแบบการบริหารแบบมี
ส่วนร่วมของผูป้ กครอง(PAR1) บทบาทการมีส่วนรว่ มของผู้ปกครองในการจัดการศึกษา(PAR2) และพฤติกรรมการมีสว่ นร่วม
ในการดาเนินการของผู้ปกครอง(PAR3) พบว่ามีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 3.97ถึง 4.16มีค่าสัมประสิทธิ์กระจาย (CV) อยู่ระหว่าง
0.13 ถึง 0.17 โดยตัวแปรท่ีมีค่าเฉล่ียสูงสุดคือ บทบาทการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการจัดการศึกษา(PAR2) มีค่าเฉล่ีย
เท่ากบั 4.16สว่ นตัวแปรท่ีมีค่าเฉลี่ยต่าสุดคือ พฤติกรรมการมสี ่วนรว่ มในการดาเนินการของผูป้ กครอง(PAR3) มีค่าเฉลย่ี เท่ากับ
3.97
6) ตัวแปรคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน ประกอบด้วยตัวแปรสังเกตได้ 4 ตัว คือผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน(QUAL1)
คุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ของผู้เรียน(QUAL2) ความพึงพอใจของครู(QUAL3) และความพึงพอใจของผู้ปกครอง(QUAL4)
พบวา่ มคี ่าเฉลีย่ อยรู่ ะหวา่ ง 4.08ถึง 4.29มีค่าสัมประสทิ ธิ์กระจาย (CV) อย่รู ะหว่าง 0.11 ถึง 0.13 โดยตวั แปรท่ีมีคา่ เฉลี่ยสูงสุด
คือ ความพึงพอใจของผู้ปกครอง(QUAL4) มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.29ส่วนตัวแปรที่มีค่าเฉล่ียต่าสุดคือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
(QUAL1) มีคา่ เฉลี่ยเทา่ กับ 4.08
จากผลการทดสอบด้วยสถติ ิ Komogorov-Sminov (KS) ) ของตวั แปรสงั เกตไดท้ ุกตวั พบว่ามีนัยสาคัญทางสถิติที่
ระดบั .05 แสดงว่าตวั แปรสังเกตได้ทั้งหมดไมม่ ีการแจกแจงปกติ (Normal distribution) โดยมีลักษณะการแจกแจงของข้อมูล
ในลกั ษณะเบซ้ ้าย ซ่ึงพจิ ารณาไดจ้ ากค่าความเบ้ (SK) ติดลบ และความโดง่ (KU) สงู หรอื ต่ากวา่ ปกตเิ ลก็ น้อย อยา่ งไรกต็ ามแม้ว่า
ขอ้ มลู ไม่เป็นไปตามข้อตกลงเบื้องตน้ (Assumption) ผู้วิจยั ยงั สามารถใช้สถิติวเิ คราะห์ได้เนอ่ื งจากมีขนาดกลุ่มตวั อย่างมากพอ
(n 100) การแจกแจงจะลเู่ ขา้ สูก่ ารแจกแจงปกติ (บญุ เรียง ขจรศิลป์, 2549: 69)
3. ผลการวิเคราะหอ์ งคป์ ระกอบ
พิจารณาโมเดลการวัด (Measurement model) ด้วยค่าน้าหนักปัจจัย (Factor loading) ของตัวแปรแฝงภายนอก
(Exogenous Variables)3 ตัวแปร คือ ตัวแปรดา้ นผู้บริหาร ตัวแปรด้านครู และตัวแปรด้านการบริหารการศึกษา และตวั แปร
แฝงภายใน (Endogenous Variables)3 ตวั คือ ตัวแปรด้านการจัดการเรียนร้แู ละการวิจัย ตวั แปรด้านความสัมพันธ์และความ
ร่วมมอื ของชุมชน ดังตารางท่ี 2 – 7
ตารางท่ี 2 ผลการวเิ คราะหค์ า่ นา้ หนกั ปจั จยั ของตัวแปรแฝงภายนอกด้านผู้บรหิ าร
Matrix LAMDA-X EP t R2
LEAD LEAD1 0.38 21.73** 0.54
LEAD LEAD2 0.41 24.48** 0.65
LEAD LEAD3 0.41 25.00** 0.66
0.37 22.89** 0.60
LEAD LEAD4
** มีนยั สาคญั ทางสถิติที่ระดบั 0.01 (p < .01)
ตัวแปรแฝงด้านผู้บริหาร พบว่าสามารถวัดได้ด้วยตัวแปรสังเกตทั้ง 4 ตัว โดยมีค่าน้าหนักองค์ประกอบ (Factor
loading) ทุกตัวมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01แสดงว่าตัวแปรสังเกตท้ัง 4 ตัวสามารถใช้เป็นตัวบ่งช้ีท่ีดีของตัวแปรแฝงด้าน
ผู้บริหารโดยตัวแปรสังเกตท่ีมีค่าน้าหนักองค์ประกอบสูงสุดคือ พฤติกรรมของผู้บริหาร(LEAD3) และคุณลักษณะของผู้บริหาร
(LEAD2) รองลงมาคือ ภาวะผู้นาของผู้บรหิ าร(LEAD1) มคี ่านา้ หนกั องค์ประกอบ 0.41และ 0.38ตามลาดับ
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 418
ตารางท่ี 3 ผลการวิเคราะหค์ ่าน้าหนักปัจจยั ของตวั แปรแฝงภายนอกด้านครู
Matrix LAMDA-X EP t R2
30.72** 0.81
TEAC TEAC1 0.42 31.16** 0.82
TEAC TEAC2 0.41 29.60** 0.78
TEAC TEAC3 0.39 27.49** 0.70
TEAC TEAC4 0.38
** มีนยั สาคญั ทางสถติ ิทรี่ ะดับ 0.01 (p < .01)
ตัวแปรแฝงด้านครู พบว่าสามารถวัดได้ด้วยตัวแปรสังเกตทั้ง 4 ตัว โดยมีค่าน้าหนักองค์ประกอบ (Factor loading)
ทุกตัวมีนยั สาคัญทางสถิตทิ ี่ระดับ .01แสดงว่าตวั แปรสังเกตทั้ง 4 ตวั สามารถใช้เปน็ ตัวบ่งชี้ท่ดี ีของตัวแปรแฝงด้านครูโดยตวั แปร
สังเกตที่มีค่าน้าหนักองค์ประกอบสูงสุดคือ ทักษะ/ความสามารถ (TEAC1)รองลงมาคือ ความเป็นครูมืออาชีพ (TEAC2) มีค่า
น้าหนักองค์ประกอบ 0.42และ 0.41ตามลาดบั
ตารางท่ี 4 ผลการวิเคราะหค์ า่ นา้ หนกั ปัจจยั ของตัวแปรแฝงภายนอก ดา้ นการบรหิ ารการศกึ ษา
Matrix LAMDA-X EP t R2
MANA MANA1 0.36 21.46** 0.52
MANA MANA2 0.33 18.23** 0.42
MANA MANA3 0.43 25.60** 0.68
MANA MANA4 0.41 24.30** 0.63
** มีนยั สาคญั ทางสถติ ิท่ีระดบั 0.01 (p < .01)
ตัวแปรแฝงด้านการบริหารการศึกษา พบว่าสามารถวัดได้ด้วยตัวแปรสังเกตท้ัง 4 ตัว โดยมีค่าน้าหนักองค์ประกอบ
(Factor loading) ทกุ ตัวมนี ยั สาคญั ทางสถิตทิ ่ีระดบั .01แสดงว่าตัวแปรสังเกตท้ัง 4 ตวั สามารถใช้เปน็ ตวั บง่ ช้ที ่ีดีของตวั แปรแฝง
ดา้ นการบริหารการศึกษาโดยตัวแปรสังเกตท่ีมีค่านา้ หนักองค์ประกอบสูงสุดคือ งบประมาณวัสดุอุปกรณ์ (MANA3) รองลงมา
คือ เทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสาร (MANA4) มีค่าน้าหนกั องคป์ ระกอบ 0.43และ 0.41ตามลาดบั
ตารางท่ี 5 ผลการวิเคราะหค์ า่ น้าหนักปัจจยั ของตวั แปรแฝงภายใน ดา้ นการจดั การเรยี นรูแ้ ละการวจิ ัย
Matrix LAMDA-Y EP t R2
0.48
LEAR LEAR1 0.33 - 0.41
LEAR LEAR2 0.32 16.43** 0.61
LEAR LEAR3 0.40 19.81** 0.65
LEAR LEAR4 0.41 20.14** 0.72
LEAR LEAR5 0.42 21.37** 0.61
LEAR LEAR6 0.36 19.42**
** มีนยั สาคัญทางสถิตทิ รี่ ะดบั 0.01 (p < .01)
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 419
ตัวแปรแฝงด้านการจัดการเรียนรู้และการวิจัย พบว่าสามารถวัดได้ด้วยตัวแปรสังเกตทั้ง 6 ตัว โดยมีค่าน้าหนัก
องค์ประกอบ (Factor loading) ทุกตัวมีนัยสาคัญทางสถิติทีร่ ะดับ .01แสดงว่าตัวแปรสงั เกตทั้ง 6 ตัวสามารถใช้เป็นตัวบ่งช้ีที่ดี
ของตวั แปรแฝงด้านการจดั การเรียนรูแ้ ละการวจิ ัย โดยตัวแปรสังเกตท่มี ีคา่ นา้ หนักองคป์ ระกอบสงู สุดคือ การบรู ณาการสาระใน
หลักสูตร (LEAR5) รองลงมาคือ การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน (LEAR4) มีค่าน้าหนักองค์ประกอบ 0.42 และ 0.41
ตามลาดบั
ตารางท่ี 6 ผลการวิเคราะห์ค่านา้ หนักปจั จยั ของตัวแปรแฝงภายใน ดา้ นความสัมพันธแ์ ละความรว่ มมอื ของชุมชน
Matrix LAMDA-Y EP t R2
PAR PAR1 0.45 - 0.73
PAR PAR2 0.46 31.95** 0.86
PAR PAR3 0.42 29.39** 0.61
** มีนยั สาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (p < .01)
ตัวแปรแฝงด้านความสัมพันธ์และความร่วมมือของชุมชน พบว่าสามารถวัดได้ด้วยตัวแปรสังเกตทั้ง 3 ตัว โดยมีค่า
นา้ หนักองค์ประกอบ (Factor loading) ทุกตัวมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .01แสดงวา่ ตัวแปรสังเกตท้ัง 3 ตัวสามารถใช้เป็นตัว
บ่งชี้ท่ีดีของตัวแปรแฝงด้านความสัมพันธ์และความร่วมมือของชุมชน โดยตัวแปรสังเกตที่มีค่าน้าหนักองค์ประกอบสูงสุดคือ
บทบาทการมสี ่วนร่วมของผปู้ กครองในการจัดการศกึ ษา (PAR2) รองลงมาคือ รูปแบบการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผปู้ กครอง
(PAR1) มคี า่ นา้ หนักองค์ประกอบ 0.46 และ 0.45ตามลาดบั
ตารางที่ 7 ผลการวิเคราะห์คา่ น้าหนกั ปัจจยั ของตัวแปรแฝงภายใน ด้านคุณภาพการศกึ ษาของโรงเรียน
Matrix LAMDA-Y EP t R2
0.68
QUAL QUAL1 0.42 - 0.67
0.60
QUAL QUAL2 0.40 23.74** 0.56
QUAL QUAL3 0.39 21.98**
QUALQUAL4 0.36 18.99**
** มีนยั สาคญั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั 0.01 (p < .01)
ตัวแปรแฝงคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานครพบว่า
สามารถวดั ไดด้ ้วยตัวแปรสังเกตท้ัง 4 ตัว โดยมคี า่ น้าหนกั องค์ประกอบ (Factor loading) ทุกตวั มนี ัยสาคัญทางสถติ ิท่ีระดับ .01
แสดงว่าตัวแปรสังเกตทั้งสองตัวสามารถใช้เป็นตัวบ่งช้ีท่ีดีของตัวแปรแฝงคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน สังกัดสานักงานเขต
พ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานครโดยตัวแปรสังเกตท่ีมีค่าน้าหนักองค์ประกอบสูงสุดคือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
(QUAL1) รองลงมาคอื คณุ ลักษณะท่พี งึ ประสงค์ของผู้เรยี น (QUAL2) มีค่าน้าหนักองค์ประกอบ 0.42และ 0.40ตามลาดับ
สรปุ ผลการวิจยั
1. องค์ประกอบคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร
พบว่า สามารถวัดได้ด้วยตัวแปรสังเกตทั้ง 4 ตัว โดยมีค่าน้าหนักองค์ประกอบ (Factor loading) ทุกตัวมีนัยสาคัญทางสถิติที่
ระดับ .01แสดงว่าตัวแปรสังเกตทั้งสองตัวสามารถใช้เป็นตัวบ่งช้ีที่ดีของตัวแปรแฝงคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน สังกัด
สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานครโดยตัวแปรสังเกตท่ีมีค่าน้าหนักองค์ประกอบสูงสุดคือ ผลสัมฤทธ์ิ
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 420
ทางการเรียน (QUAL1) รองลงมาคือ คุณลกั ษณะที่พึงประสงคข์ องผเู้ รยี น (QUAL2) มคี ่าน้าหนักองค์ประกอบ 0.42และ 0.40
ตามลาดบั
2. องค์ประกอบของปัจจัยท่ีส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษา
กรุงเทพมหานคร มี 5 ตวั แปร ดังน้ี
2.1) ด้านผู้บริหาร พบว่าสามารถวัดได้ด้วยตัวแปรสังเกตท้ัง 4 ตัว โดยมีค่าน้าหนักองค์ประกอบ (Factor
loading) ทุกตัวมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01แสดงว่าตัวแปรสังเกตทั้ง 4 ตัวสามารถใช้เป็นตัวบ่งช้ีท่ีดีของตัวแปรแฝงด้าน
ผู้บริหารโดยตัวแปรสังเกตที่มีค่าน้าหนักองค์ประกอบสูงสุดคือ พฤติกรรมของผู้บริหาร(LEAD3) และคุณลักษณะของผู้บริหาร
(LEAD2) รองลงมาคือ ภาวะผนู้ าของผู้บริหาร(LEAD1) มีค่าน้าหนกั องคป์ ระกอบ 0.41และ 0.38ตามลาดับ
2.2) ด้านครู พบวา่ สามารถวัดไดด้ ้วยตวั แปรสงั เกตท้ัง 4 ตัว โดยมคี า่ น้าหนักองค์ประกอบ (Factor loading)
ทกุ ตัวมีนยั สาคัญทางสถิตทิ ี่ระดบั .01แสดงวา่ ตวั แปรสังเกตท้ัง 4 ตวั สามารถใช้เปน็ ตัวบ่งช้ีท่ีดีของตวั แปรแฝงดา้ นครูโดยตัวแปร
สังเกตที่มีค่าน้าหนักองค์ประกอบสูงสุดคือ ทักษะ/ความสามารถ (TEAC1)รองลงมาคือ ความเป็นครูมืออาชีพ (TEAC2) มีค่า
นา้ หนกั องคป์ ระกอบ 0.42และ 0.41ตามลาดบั
2.3) ด้านการบริหารการศึกษา พบว่าสามารถวดั ได้ดว้ ยตัวแปรสงั เกตทง้ั 4 ตัว โดยมีคา่ นา้ หนกั องคป์ ระกอบ
(Factor loading) ทุกตัวมนี ยั สาคญั ทางสถิตทิ ่ีระดับ .01แสดงวา่ ตวั แปรสงั เกตท้งั 4 ตวั สามารถใช้เป็นตวั บ่งชท้ี ่ีดีของตวั แปรแฝง
ดา้ นการบริหารการศึกษาโดยตัวแปรสังเกตท่ีมีค่านา้ หนักองค์ประกอบสูงสุดคือ งบประมาณวสั ดุอุปกรณ์ (MANA3) รองลงมา
คอื เทคโนโลยีสารสนเทศและการสอ่ื สาร (MANA4) มีคา่ น้าหนักองคป์ ระกอบ 0.43และ 0.41ตามลาดับ
2.4) ด้านการจัดการเรียนรู้และการวิจัย พบว่าสามารถวัดได้ด้วยตัวแปรสังเกตท้ัง 6 ตัว โดยมีค่าน้าหนัก
องค์ประกอบ (Factor loading) ทุกตัวมีนัยสาคัญทางสถิติทีร่ ะดับ .01แสดงว่าตัวแปรสงั เกตทั้ง 6 ตัวสามารถใช้เป็นตัวบ่งช้ีที่ดี
ของตัวแปรแฝงด้านการจดั การเรียนรูแ้ ละการวิจัย โดยตัวแปรสังเกตทมี่ ีค่าน้าหนกั องคป์ ระกอบสูงสุดคือ การบรู ณาการสาระใน
หลักสูตร (LEAR5) รองลงมาคือ การวิจัยเพ่ือพัฒนาการเรียนการสอน (LEAR4) มีค่าน้าหนักองค์ประกอบ 0.42 และ 0.41
ตามลาดับ
2.5) ด้านความสัมพันธ์และความร่วมมือของชุมชน พบว่าสามารถวัดได้ด้วยตัวแปรสังเกตท้ัง 3 ตัว โดยมีค่า
น้าหนักองค์ประกอบ (Factor loading) ทุกตัวมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .01แสดงวา่ ตัวแปรสังเกตท้ัง 3 ตัวสามารถใช้เป็นตัว
บ่งชี้ที่ดีของตัวแปรแฝงด้านความสัมพันธ์และความร่วมมือของชุมชน โดยตัวแปรสังเกตท่ีมีค่าน้าหนักองค์ประกอบสูงสุดคือ
บทบาทการมสี ่วนร่วมของผ้ปู กครองในการจัดการศกึ ษา (PAR2) รองลงมาคอื รปู แบบการบริหารแบบมีสว่ นรว่ มของผ้ปู กครอง
(PAR1) มีคา่ น้าหนกั องค์ประกอบ 0.46 และ 0.45ตามลาดับ
อภิปรายผล
จากผลการวิจัย องค์ประกอบคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษา
กรุงเทพมหานครพบว่า ตัวแปรสังเกตท่ีมีค่าน้าหนักองค์ประกอบสูงสุดคือ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน สอดคล้องกับสานักงาน
รับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษาองค์การมหาชน (2559) กล่าวว่า การประเมินคุณภาพผู้เรียนระดับชาติ จะ
สะท้อนให้เห็นถึงความสาเร็จหรือคุณภาพในการจัดการศึกษาของหน่วยงานต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้องในทุกระดับ รวมทั้งเป็นข้อมูล
พื้นฐานประกอบการวางแผน หรือกาหนดทิศทางในการพัฒนาคุณภาพของหน่วยงานต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้องกับการจัดการศึกษา
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นหน่วยงานท่ีรับผิดชอบในการจัดการศึกษาต้ังแต่ระดับปฐมวัยจนถึงระดับ
มัธยมศึกษาจาเป็นต้องใช้ประโยชน์จากสารสนเทศผลการประเมินคุณภาพการศึกษาท้ังในระดับชาติ ระดับจังหวัด ระดับเขต
พ้ืนท่ีการศึกษาและระดับสถานศึกษาในสังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐานไปใช้ในการปรับปรุงและพัฒนา
หลกั สูตร พฒั นากระบวนการจดั การเรยี นรู้ รวมทง้ั ใช้ในการพัฒนาระบบการวัดและประเมนิ ในทุกระดับ ต้ังแตร่ ะดับสถานศกึ ษา
จนถึงระดบั ชาติ นอกจากนผ้ี ลการประเมนิ คุณภาพผู้เรยี นยงั ช่วยในการวางแผนพัฒนาผู้เรียนเป็นรายบุคคลให้สามารถพัฒนาได้
เตม็ ตามศกั ยภาพของตนเองอกี ด้วย
การวิเคราะห์ค่าน้าหนักองค์ประกอบของปัจจัยท่ีส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพื้นที่
การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานครพบว่า องค์ประกอบด้านผู้บริหารที่มีตวั แปรสงั เกตได้คือ ด้านคุณลักษณะของผู้บริหาร
และพฤตกิ รรมของผู้บรหิ าร มีค่าน้าหนักองค์ประกอบสูงสดุ สอดคล้องกบั สิงห์ ยิม้ แย้ม (2550) ไดก้ ล่าววา่ ผบู้ ริหารสถานศึกษาท่ี
มีประสิทธิภาพจะต้องมีคุณลักษณะ คือ มีภาวะผู้นา มีวิสัยทัศน์ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ใส่ใจความรู้สึกความเป็นอยู่ของ
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 421
ผู้ใต้บังคับบัญชา เฉลียวฉลาด มีปฏิภาณไหวพริบ ใช้เหตผุ ลแก้ปัญหา มีความรู้ความสามารถในวิชาชีพ การบรหิ ารจัดการ การ
วางแผน การตัดสินใจการ วินิจฉัยสั่งการ การจัดโครงสร้างองค์การ การจัดกระบวนการเรียนรู้ การนิเทศกากับติดตาม การวัด
ประเมินผล มคี วามรู้ความสามารถด้านสอ่ื เทคโนโลยแี ละนวตั กรรมทางการศกึ ษา มีทักษะด้านสังคม มมี นุษยส์ มั พันธ์ท่ดี ี เหน็ อก
เห็นใจเอ้อื อาทรตอ่ ผู้อ่ืน มนี ้าใจสามารถ แก้ปัญหาความขัดแยง้ ก็จะสง่ ผลให้การจดั การศกึ ษามีคณุ ภาพมากขนึ้
องค์ประกอบด้านครู ตัวแปรสังเกตได้ที่มีค่าน้าหนักองคป์ ระกอบสูงสุด คือ ทักษะ/ความสามารถ สอดคล้องกับวนิดา
ภูวนารถนุรกั ษ์ (2552) กล่าวว่า ความสามารถในการค้นหาวิธกี ารปรับพฤติกรรม ความรู้ ทักษะของแต่ละบุคคลในองค์กรต่าง
ๆ ให้ดีขึ้นกว่าเดิมเพ่ือให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพสูงสุดหรือสูงกว่าท่ีองค์กรนั้น ๆ ต้องการตามวิสัยทัศน์และพันธกิจที่
วางแผนไว้ ซ่ึงนอกจากความสามารถพ้ืนฐานท่ที ุกคนควรมีเหมือนกันแล้ว ยังตอ้ งพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องให้มคี วามสามารถท่ี
โดดเด่นนอกเหนอื ไปจากงานในหน้าที่ตามมาตรฐานหรือสงู กวา่ มาตรฐานทก่ี าหนดไว้
องคป์ ระกอบด้านการบรหิ ารการศกึ ษา ตัวแปรสงั เกตไดท้ ม่ี ีค่าน้าหนักองค์ประกอบสูงสุด คอื งบประมาณวัสดุอุปกรณ์
สอดคล้องกับ การบริหารงบประมาณการเงินในสถานศึกษา (2557) กล่าวว่า การบริหารงานงบประมาณในสถานศึกษา เพื่อ
ม่งุ เน้นความเป็นอิสระในการบริหารจัดการ ให้มีความคล่องตัว โปร่งใส ตรวจสอบได้ ยดึ หลักการบริหารมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ และ
บริหารงบประมาณแบบมุ่นเน้นผลงาน โดยการระดมทรัพยากรจากหน่วยงาน องค์กร ชุมชน และผู้ปกครองนักเรียนมาช่วย
สนับสนุนการจัดการศึกษาของโรงเรียน ส่งผลให้เกิดคุณภาพท่ีดีขึ้นต่อผู้เรียน สอดคล้องกับ Gold; &Szemerenyi(1999) ได้
กลา่ วว่า งบประมาณ เป็นคา่ ใชจ้ า่ ยของส่งิ ท่ีโรงเรยี นตอ้ งการใหบ้ รรลุผล เป็นเครอ่ื งมือท่ใี ชใ้ นการดาเนนิ การตามจุดมุ่งหมายและ
ลาดับความสาคญั ของโรงเรยี น
องค์ประกอบด้านการจดั การเรียนรู้และการวิจัย ตัวแปรสังเกตได้ท่ีมคี ่านา้ หนักองค์ประกอบสูงสุด คือ การบูรณาการ
สาระในหลักสูตร สอดคล้องกับทิศนา แขมมณี (2550) กล่าวว่า การจัดการเรียนการสอนโดยเน้นการบูรณาการ คือการนา
เน้ือหาสาระที่มีความเกี่ยวข้องกันมาสัมพันธ์ให้เป็นเรื่องเดียวกัน และจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจใน
ลกั ษณะทเี่ ป็นองคร์ วม และสามารถนาความร้คู วามเขา้ ใจไป ประยกุ ต์ใชใ้ นชวี ติ ประจาวนั ได้
องค์ประกอบด้านความสัมพันธ์และความร่วมมือของชุมชน ตัวแปรสังเกตได้ท่ีมีค่าน้าหนักองค์ประกอบสูงสุด คือ
บทบาทการมีสว่ นร่วมของผู้ปกครองในการจดั การศกึ ษา สอดคลอ้ งกับ สุวมิ ล หงส์วิไล (2559) ไดก้ ลา่ วถงึ การมีส่วนร่วมในการ
จัดการศึกษา คือ 1) ดา้ นการวางแผน หมายถึง การกาหนดวสิ ัยทศั น์ พันธกิจ เป้าหมาย ยทุ ธศาสตร์ และแผนงานโครงการของ
ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และยังเป็นกระบวนการที่องค์การหรือหน่วยงาน ดาเนินการเพ่ือให้ได้ผลที่ต้องการในอนาคต โดยการ
ตัดสินใจล่วงหน้าในการเลือกวิธีทางานที่ดีท่ีสุด มีประสิทธิภาพมากท่ีสุด ให้บรรลุผลตามท่ีต้องการภายในเวลาท่ีกาหนด และ
เป็นกระบวนการท่ีต้องดาเนินการอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนสามารถปรับปรุงแก้ไขได้อยู่เสมอ 2) ด้านการประสานงาน หมายถึง
การประสานงานกับคนในท้องถิน่ และประสานงานกับหน่วยราชการของศูนย์พฒั นาเดก็ เล็ก รวมถึงการจัดระเบียบวิธีการทางาน
เพอื่ ให้งานและเจ้าหนา้ ทฝี่ ่ายตา่ ง ๆ รว่ มมอื ปฏบิ ตั งิ านเปน็ นา้ หน่ึงใจเดียว ไม่ทาให้งานซ้อนกัน ขดั แยง้ กัน หรือเหลอื่ มล้ากัน ท้ังนี้
เพื่อให้งานดาเนินไปอย่างราบร่ืน สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ และนโยบายขององค์การนั้นอย่างสมานฉันท์ และมปี ระสทิ ธิภาพ
3) ดา้ นการจัดหาทรพั ยากร หมายถึง การจดั หา และจดั สรรเงิน กาลงั คน และวัสดอุ ุปกรณข์ องศูนย์พัฒนาเด็กเลก็ รวมถึงการจัด
มอบ หรือจดั แบ่งทรพั ยากรใหก้ ับหนว่ ยงานตา่ ง ๆ เพ่ือให้หน่วยงานหรือบุคลากรได้ใช้ทรพั ยากรท่เี หมาะสมเพ่ือการดาเนินงานสู่
เป้าหมายขององคก์ ร การจัดสรรทรพั ยากรมคี วามสาคญั ตอ่ ระบบการบริหารงานคณุ ภาพด้วย
ข้อเสนอแนะ
ข้อเสนอแนะทั่วไป
องค์ความรู้ใหม่ท่ีได้จากการวิจัยสามารถนาแนวทางการจัดการศึกษาของโรงเรียนสังกัดสานัก งานเขตพื้นที่
การศกึ ษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร ทีไ่ ดจ้ ากการศกึ ษาในคร้ังน้ีไปใชใ้ นการจัดการศกึ ษาเพื่อพัฒนาคุณภาพนกั เรียนใหส้ งู ข้นึ
ขอ้ เสนอแนะในการวิจัยครั้งตอ่ ไป
ผลการวิจัยที่นาเสนอเป็นการวิเคราะห์โมเดลการวัด (Measurement model) หรือวิเคราะห์องค์ประกอบ
ของแตล่ ะตัวแปรแฝง เพือ่ ตรวจสอบวา่ ตวั แปรแฝงสามารถวดั ไดด้ ว้ ยตวั แปรสงั เกตที่คาดไว้หรอื ไมส่ ง่ิ สาคัญในการวเิ คราะหต์ ่อไป
คือการศึกษาปัจจัยท่ีส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 422
เพื่อตรวจสอบว่าตัวแปรแฝงมีความสัมพันธ์กันตามโมเดลที่คาดไว้หรือไม่ โดยใช้ผลการวิเคราะห์จากโมเดลโครงสร้าง
(Structural Model) ตอ่ ไป
เอกสารอา้ งองิ
ทศิ นา แขมมณ.ี (2548). ศาสตรก์ ารสอน. กรุงเทพฯ : สานักพิมพ์แหง่ จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย.
บุญเรยี ง ขจรศลิ ป.์ (2549). สถิตวิ ิจัย 1. พิมพค์ ร้งั ท่ี 9. กรงุ เทพมหานคร : พีเอส. พร้ินท์.
สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาแหง่ ชาต.ิ (2545). พระราชบญั ญตั กิ ารศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542 และท่แี ก้ไขเพมิ่ เตมิ (ฉบับท่ี
2) พ.ศ. 2545.กรุงเทพมหานคร : พรกิ หวานกราฟฟคิ .
ยนต์ ชุม่ จติ . (2553). วชิ าชพี ครู. กรงุ เทพฯ : โอเดยี นสโตร์.
วนิดา ภวู นารถนรุ กั ษ.์ (2552). “สมรรถนะครไู ทย.” วารสารรามคาแหง 26, ฉบบั พเิ ศษ (ตุลาคม- ธนั วาคม) : 69-79.
วิโรจน์ สารรตั นะ. (2546). การบรหิ าร : หลักการ ทฤษฎี และประเด็นทางการศกึ ษา. กรงุ เทพมหานคร : อักษราพิพัฒน.์
ศรัณยู ศิริเจรญิ ธรรม. (2556). ปัจจัยจูงใจที่ส่งผลตอ่ ความเป็นครมู ืออาชีพของครูในสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน สงั กัดสานักงานเขต
พ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี. วิทยานิพนธ์ ค.ม. (การบริหารการศึกษา). จันทบุรี : บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลยั ราชภฏั ราไพพรรรณี
สงิ ห์ ย้มิ แยม้ . (2550). ภาวะผู้นาเหนอื ผนู้ าของผู้บริหารสถานศึกษาขนั้ พื้นฐาน ชว่ งชัน้ ท่ี 1-2 สังกดั สานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
กาญจนบรุ .ี วทิ ยานิพนธค์ รุศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวชิ าการบริหารการศกึ ษา มหาวิทยาลยั ราชภัฏกาญจนบรุ ี.
Sergiovanni, Thomas J.,Burlingame, Martin, Coombs, Fred S., and Thurston, Pual W. (1992). Education
Governance and Administration.3rd ed. Massachusetts : A Division of Simon and Schutter.
Stogdill. Ralph M. (1974). Handbook of Leadership. New York: A Division of Macmillanb Publisher.
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 423
เสน้ ทางสูว่ ิทยฐานะครูเชี่ยวชาญพเิ ศษ: การศกึ ษาพหุชีวประวัติ
THE PATHWAY OF ADVISORY LEVEL TEACHEERS: THE MULTI-BIOGRAPHICAL STUDY
เขมรฐั อม่ิ อรุ งั , อทิ ธิพัทธ์ สวุ ทันพรกูล
E-mail: [email protected]
บทคัดยอ่
การวจิ ยั น้ีมีความมงุ่ หมายเพอื่ 1) ศึกษาเรื่องราวชีวประวัติ ผลงานทางวิชาการ และกระบวนการสรา้ งสรรคผ์ ลงานทาง
วิชาการของครูเชี่ยวชาญพิเศษ และ 2) ค้นหาความหมาย คุณค่า และคุณลักษณะสาคัญของครูเช่ียวชาญพิเศษ
ศึกษาโดยใช้วิธีวิทยาการวิจยั เชิงคุณภาพ ตามแนวทางการศึกษาพหุชวี ประวตั ิ เกบ็ รวบรวบขอ้ มลู โดยการศึกษาเอกสารและการ
สัมภาษณ์เชิงลึกครูเชี่ยวชาญพิเศษ จานวน 3 ราย และผู้ท่ีเก่ียวข้อง จานวน 22 ราย ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจงผสานกับ
การเลือกแบบลูกโซ่ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้วิจัย แบบบันทึกประวัติ แบบวิเคราะห์ผลงานทางวิชาการ และแบบบันทึก
การสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เน้ือหา วิเคราะห์อุปนัย การตีความ การจาแนกและเปรียบเทียบข้อมูล
ผลการวจิ ยั พบวา่ 1) กระบวนการสร้างสรรค์ผลงานทางวิชาการของครเู ช่ียวชาญพิเศษท้ัง 3 ราย แบ่งได้เป็น 2 ระยะ คอื ระยะ
พัฒนา เป็นระยะท่ีพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ จนได้รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ท่ีดีที่สุด และระยะรายงานผลการ
พัฒนา เป็นการเขียนรายงานผลการพัฒนาโดยระเบียบวิธีวิจัยทางการศึกษาที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ 2) ความหมาย คุณค่า
และคุณลกั ษณะสาคัญของครูเชี่ยวชาญพิเศษ (2.1) ครูเช่ียวชาญพิเศษต้องมีความเชี่ยวชาญในเนอื้ หาทส่ี อนและรู้หน้าที่ของตน
อย่างถ่องแท้ โดยครูเชีย่ วชาญพเิ ศษทุกท่าน มคี วามภาคภูมใิ จเป็นอย่างสงู ทไ่ี ด้เล่ือนวิทยฐานะเป็นครูเชี่ยวชาญพเิ ศษ และนับว่า
วิทยฐานะครูเช่ียวชาญพิเศษเป็นรางวัลท่ีย่ิงใหญ่ที่สุดในชีวิตความเป็นครู เพราะเป็นตาแหน่งที่มีพระบรมราชการโปรดเกล้าฯ
แต่งต้ัง จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างไรก็ตามเป้าหมายสูงสุดของเส้นทางชีวิตครูอยู่ท่ีนักเรียน กลา่ วคือความตอ้ งการ
ให้นักเรียนพัฒนาตนเองตามศักยภาพและประสบความสาเร็จในชีวิต (2.2) คุณลักษณะสาคัญร่วมของครูเช่ียวชาญพิเศษ มี 4
ประการ คอื มีความรักและเหน็ คณุ คา่ ของขอ้ มูลสารสนเทศ มีความม่งุ มนั่ ทมุ่ เทในการทางาน ใฝ่เรียนรู้ และมคี วามภาคภมู ใิ จใน
ตนเอง
คาสาคัญ: ครเู ช่ยี วชาญพิเศษ, การศึกษาพหชุ วี ประวตั ิ, ผลงานทางวชิ าการ
Abstract
The purposes of this research are to 1) study the history, biography and academic works and
including the process of creating academic work of advisory level teachers, and 2) to find the meaning, value
and essential characteristics of advisory level teachers. This research used qualitative research methodology is
detailed research in multi-biographical study. The research instruments were the researcher, the history log,
the academic performance analysis form and the in-depth interview recording form. The collecting data by
studying documents and in-depth interviews with 3 advisory level teachers and interviewing 22 people
involved, which were obtained by purposive sampling and snowball sampling. Research results in 1) The
process of creating academic work of all 3 advisory level teachers can be divided into 2 phases: the
development phase, the period in which the development of learning activities is organised until the model of
the best learning activity is assembled and the development report period is writed a report of development
results using the correct academic report format. 2) Meaning, value and important characteristics of advisory
level teachers, (2.1) advisory level teachers must have expertise in the content that teaches and knows their
duties correctly. The advisory level teachers are highly proud of being promoted to an advisory level teachers,
that the greatest reward in life as a teacher because the Majesty King has appointed this position. However,
the ultimate goal of the teacher life path is at the students, that is, the need for students to develop
themselves according to their potential and success in life, and (2.2) there are 4 crucial characteristics of
advisory level teachers: having love and appreciation of documents, having commitment and dedication in
work, pursuing learning and having self-esteem.
Keywords: Advisory Level Teachers, Multi-Biographical Study, Academic Work
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 424
บทนา
การประกาศใช้พระราชบญั ญัติการศกึ ษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ส่งผลให้เกดิ การปฏริ ปู การศึกษาอยา่ งจรงิ จัง โดยเฉพาะ
ดา้ นการจัดการเรยี นรู้ ซึง่ บัญญัติไวใ้ นหมวด 4 ว่าด้วยเรื่อง แนวทางการจัดการศึกษา มาตรา 22 กล่าววา่ การจัดการศึกษาต้อง
ยดึ หลักวา่ ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือว่าผู้เรียนมีความสาคัญท่ีสุดกระบวนการจัดการศึกษา
ต้องส่งเสริมให้ผเู้ รยี นสามารถพัฒนาตามธรรมชาตแิ ละเตม็ ตามศกั ยภาพ การพัฒนาคุณภาพการเรยี นร้ขู องผู้เรียนเพื่อใหผ้ ู้เรียน
ใหม้ ศี ักยภาพเพ่มิ ขนึ้ บรรลุความมุง่ หมายและหลักการของการจัดการศึกษาดังกลา่ วนนั้ บุคคลท่ีสาคัญท่ีสดุ ในกระบวนการพฒั นา
การศึกษาและการพัฒนาการเรียนรู้ ก็คือ “ครู” นอกจากน้ีครูยังคงเป็นผู้ท่ีมีความหมายและเป็นบุคคลสาคัญมากท่ีสุดต่อ
คุณภาพการศึกษาอีกด้วย ทั้งน้ีเพราะคุณภาพของผเู้ รยี นขึ้นอยู่กบั คุณภาพของครู (กระทรวงศึกษาธิการ. 2553; ศูนยพ์ ัฒนาทุน
มนุษย์ มหาวิทยาลยั สวนดุสิต. 2557; วราภรณ์ สามโกเศศ.2553; ดเิ รก พรสมี า. 2554) จากความสาคัญของครดู ังกล่าวข้างต้น
ส่งผลให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 80 วรรค 3 กาหนดให้มีการพัฒนาวิชาชีพครู และ
พระราชบัญญตั กิ ารศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 หมวด 7 มาตรา 52 ไดก้ าหนดใหก้ ระทรวงศึกษาธกิ ารสง่ เสรมิ ให้มีระบบพฒั นาครู
คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาอย่างพอเพียง นอกจากนี้มติที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี
คณะที่ 4 ในคราวประชุมเมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2547 ได้อนุมัติหลักการแผนยุทธศาสตร์การปฏิรูปครูและบุคลากรทางการ
ศกึ ษา ซ่งึ แผนยทุ ธศาสตรข์ ้อที่ 2 คือ ยทุ ธศาสตรก์ ารพฒั นาศักยภาพครู โดยระบุให้มีการสร้างเอกภาพ การอบรมทเี่ น้นโรงเรยี น
เป็นฐาน (SBT: School-Based Training) และสนับสนุนส่งเสริมเครือข่ายการพัฒนาครู ได้แก่ ครูแกนนา ครูต้นแบบ ครู
แหง่ ชาติ (สานกั เลขาธิการนายกรัฐมนตร.ี 2547 อ้างถงึ ใน พมิ พ์พนั ธ์ เดชะคุปต์ และพรทพิ ย์ แข็งขนั . 2551) จงึ อาจกล่าวได้ว่า
ท้ังกฎหมายสูงสุดของประเทศ กฎหมายแม่บททางการศึกษา และนโยบายของรัฐบาลต่างกใ็ ห้ความสาคัญต่อการพฒั นาครูอยา่ ง
สอดคลอ้ งกันซงึ่ ในปี พ.ศ. 2547 ไดม้ กี ารประกาศใชพ้ ระราชบญั ญตั ริ ะเบยี บข้าราชการครแู ละบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547
โดยมีสาระสาคัญที่แสดงถึงความเจริญก้าวหน้าในการประกอบวิชาชีพครู คือ การกาหนดตาแหน่งและวิทยฐานะของครู ซึ่ง
ตาแหน่งของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่จัดการศึกษาในระดับการศึกษาข้ันพื้นฐานหรอื ต่ากว่าระดับปริญญาตรี
น้ัน มี 2 ตาแหน่ง คือ 1) ครูผู้ช่วย และ 2) ครู ซึ่งครูและบุคลากรทางการศึกษาทด่ี ารงตาแหน่งครสู ามารถขอมีหรอื ขอเลอื่ นวิทย
ฐานะได้ 4 วิทยฐานะ ได้แก่ ครูชานาญการ ครูชานาญการพิเศษ ครเู ช่ียวชาญ และครูเชี่ยวชาญพิเศษ การปรับเปลี่ยนตาแหน่ง
ครูและวิทยฐานะของครูตามพระราชบัญญัตินี้ ส่งผลให้ครูและบุคลากรทางการศึกษามีความมุ่งมั่นในการจัดการเรียนการสอน
พัฒนาผลงานทางวิชาการของตนเอง และพัฒนาคุณภาพผู้เรียน เพื่อขอเล่ือนวิทยฐานะให้สูงขึ้นไป ซึ่งการได้เลื่อนวิทยฐานะที่
สงู ขนึ้ นั้นนับไดว้ ่าเป็นความก้าวหน้าในวิชาชีพครูอย่างหนึ่ง และการได้รับการเล่อื นวทิ ยฐานะเป็นครูเช่ียวชาญพิเศษก็นับว่าเป็น
ความสาเร็จสูงสดุ ในวิชาชพี ครอู กี ด้านหน่งึ (สมาน จนั ทะดี. 2556; สุวทิ ย์ มลู คา. 2553; กรมวิชาการ. 2553)
การขอรับการประเมินเพ่ือเล่ือนวิทยฐานะเป็นครูเช่ียวชาญพเิ ศษนั้น ผู้ขอรบั การประเมินต้องเป็นครูเช่ียวชาญไม่น้อย
กว่า 2 ปี โดยประเมิน 3 ด้าน คือ 1) ด้านคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพครู 2) ดา้ นความรู้ความสามารถ และ 3)
ด้านผลการปฏิบัติงาน เป็นรายงานผลการพัฒนาผู้เรียน และผลงานทางวิชาการอย่า งน้อย 2 รายการ ซ่ึงต้องเป็น
การวิจัยและพัฒนาอย่างน้อย 1 รายการ ผู้ท่ีได้การเล่ือนวิทยฐานะเป็นครูเชี่ยวชาญพิเศษต้องมีค่าคะแนนเฉลี่ยท้ัง 3 ด้าน
ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 (กรมวิชาการ. 2553) จากการศึกษาข้อมูลของกลุ่มสารสนเทศ สานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพน้ื ฐาน พบว่า นับต้ังแต่มกี ารประกาศใช้พระราชบญั ญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศกึ ษา พ.ศ. 2547 จนถึง
ปี พ.ศ. 2561 มีข้าราชการครูและบคุ ลากรทางการศกึ ษา ตาแหนง่ ครูทีไ่ ด้รับการแต่งตั้งให้เลื่อนวิทยฐานะเป็นครเู ชี่ยวชาญพเิ ศษ
เพยี ง 3 ราย เทา่ นนั้ เป็นครูสาขาวชิ าวทิ ยาศาสตร์ (เคม)ี 2 ราย และสาขาวิชาภาษาไทย 1 ราย ดังนั้นครูเชย่ี วชาญพเิ ศษจึงเป็น
กลมุ่ บุคคลท่ีมคี วามนา่ สนใจในการศึกษาเรื่องราว การศึกษาชีวประวัตผิ ู้ที่มีวทิ ยฐานะสูงสุดในวิชาชีพครเู ปน็ วธิ ีการท่ีทาให้ทราบ
กระบวนการสร้างสรรคผ์ ลงานทางวิชาการของครเู ชี่ยวชาญพิเศษต้ังแตจ่ ุดเร่ิมต้นจนถึงจุดที่ประสบความสาเรจ็ ในการเลื่อนวิทย
ฐานะ ผสานกับการค้นหาคุณลักษณะสาคัญท่ีส่งเสริมการประสบความสาเร็จดังกล่าว ซ่ึงเป็นแนวทางในการพัฒนาครูและจัด
กิจกรรมการเรยี นรู้ให้มปี ระสิทธภิ าพ อีกทงั้ ยงั นาไปใชใ้ นการพัฒนาคุณลักษณะสาคัญทน่ี าไปสูว่ ิทยฐานะท่ีสงู ข้ึน ผู้วจิ ัยจึงมคี วาม
สนใจท่ีจะทาการศึกษาชีวประวัติ ผลงานทางวิชาการ กระบวนการสร้างสรรค์ผลงานทางวิชาการ รวมทั้งการให้ความหมาย
คุณค่า และคุณลักษณะสาคัญของครูเช่ียวชาญพิเศษ โดยท่ัวไปแล้วศึกษาชีวประวัตินั้นจะศึกษาชีวประวัติของบุคคลใดบุคคล
หนึ่งเท่าน้ัน แต่การวิจัยคร้ังน้ีมีความมุ่งหมายเพื่อฉายภาพชีวประวัติ ประสบการณ์ชีวิต ผลงานทางวิชาการ กระบวนการ
สร้างสรรค์ผลงานทางวิชาการ และคุณลักษณะสาคัญของครูเชี่ยวชาญพิเศษ จานวน 3 ราย จึงเรียกว่าเป็นการศึกษาพหุ
ชวี ประวัติ (Multi-biographical Study)
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 425
กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั
ผู้วิจยั ศึกษาเส้นทางส่วู ิทยฐานะครเู ช่ยี วชาญพิเศษโดยอาศยั ทฤษฎแี รงจูงใจ อาทิ ลาดบั ขน้ั ความตอ้ งการ 8 ขน้ั ของมาส
โลว์ ความคาดหวงั การตั้งเป้าหมาย แรงจงู ใจใฝ่สัมฤทธ์ิ แรงจูงใจใฝ่สัมพันธ์ และแรงจูงใจใฝ่อานาจ (จิราภรณ์ ตั้งกิตติภาภรณ์.
2556) มาใช้เป็นแนวทางในการกาหนดประเด็นคาถามประกอบในการสัมภาษณ์เชิงลึก เพ่ือศึกษาชีวประวัติ กระบวนการ
สร้างสรรค์ผลงานทางวิชาการ ความหมาย คุณค่า และคุณลักษณะสาคัญของครูเช่ียวชาญพิเศษ ซ่ึงสามารถเขียนภาพกรอบ
แนวคิดชว่ั คราวของการวจิ ัยดังได้ภาพประกอบ 1
ภาพประกอบ 1 กรอบแนวคดิ ชว่ั คราวในการวิจัย
วตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั
1. เพ่ือศึกษาเร่ืองราวชีวประวัติ ผลงานทางวชิ าการ และกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานทางวิชาการของครูเชี่ยวชาญ
พิเศษ
2. เพื่อค้นหาความหมาย คณุ ค่า และสังเคราะห์คณุ ลักษณะสาคญั ของครเู ชยี่ วชาญพเิ ศษ
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 426
วิธดี าเนินการวิจยั
กลุ่มผ้ใู ห้ขอ้ มลู
กลุ่มผู้ให้ข้อมูลในการวิจัยในคร้ังน้ีแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ ข้าราชการครูและ
บุคลากรทางการศึกษา ตาแหน่งครู วิทยฐานะครูเชี่ยวชาญพิเศษ ท่ีได้รับการแต่งตั้งให้เลื่อนวิทยฐานะเป็นครูเช่ียวชาญพิเศษ
ในช่วงปี พ.ศ. 2547-2561 จานวน 3 ราย ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (purposive sampling) และกลมุ่ ท่ี 2 กลุ่มผู้ให้ขอ้ มูล
รอง ได้แก่ บุคคลในครอบครัว ผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน นักเรียนท่ีเคยเรียนกับครูเชี่ยวชาญพิเศษ หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้มา
โดยการเลือกแบบเจาะจง (purposive sampling) โดยใช้เทคนิคการเลือกกรณีเป็นไปตามสภาพปกติ (typical-case
sampling) ผสมผสานกบั การเลอื กกรณีสืบเนอื่ งแบบลกู โซ่ (Snowball sampling) จานวน 22 ราย
วิธีการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
ผวู้ ิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการศึกษาเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักและกลุ่มผู้ให้ข้อมูลรอง
โดยผูว้ จิ ัยเก็บรวบรวมขอ้ มลู เป็น 3 ระยะ ระยะท่ี 1 การศึกษาขอ้ มูลจากเอกสาร รายงานต่าง ๆ ระยะที่ 2 การลงพ้นื ท่สี ัมภาษณ์
เชงิ ลึกอย่างไม่เปน็ ทางการ โดยผู้วิจัยเตรยี มอุปกรณ์ภาคสนาม เช่น เครอ่ื งบันทกึ เสียง กล้องถา่ ยรูป สมุดบันทึกภาคสนาม และ
แฟ้มสาหรับเก็บรวมรวมเอกสาร และระยะท่ี 3 การตรวจสอบข้อมูล หลักฐาน ท่ีได้จากการศึกษาเอกสารและการสัมภาษณเ์ ชิง
ลกึ
เครอ่ื งมือทใ่ี ชใ้ นการวิจัย
เคร่ืองมือที่ใช้ผู้วิจัยใช้ในการเกบ็ รวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพนั้นคือตัวผู้วิจยั แบบบันทึกประวัติ แบบวิเคราะห์ผลงาน
ทางวิชาการ และแบบบันทึกการสัมภาษณ์เชิงลึก ซ่งึ เป็นแบบสัมภาษณ์แบบกง่ึ โครงสร้าง ประกอบด้วยประเด็นคาถามเก่ียวกับ
ประวัติส่วนตัว ประวัติการศึกษา เส้นทางสู่วิทยฐานะครูเช่ียวชาญพิเศษ รางวัลเชิดชูเกียรติและเกียรติคุณ ผลงานทางวิชาการ
กระบวนการสร้างสรรค์ผลงานทางวิชาการ การให้ความหมาย คุณค่า และคุณลักษะของครูเชี่ยวชาญพิเศษ ตรวจสอบความ
สอดคลอ้ งและเหมาะสมโดยผู้เชี่ยวชาญ จานวน 5 ท่าน การตรวจสอบความถูกต้อง/ความเชื่อถอื ได้ (Trustworthiness) 3 ด้าน
คือ 1) ความวางใจ (credibility) ด้วยการตรวจสอบความถูกต้องโดยกลุ่มเพ่ือนผู้วิจัย (peer exam) และการเชื่อมโยงสามเส้า
(triangulation) โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากครูเชี่ยวชาญพิเศษ 3 คน และกลุ่มผู้ให้ข้อมูลรอง 22 คน การศึกษาเอกสาร การ
สัมภาษณ์เชิงลึก และตรวจสอบโดยนักวิจัยหลายคน 2) ความเช่ือใจ (dependability) โดยขอความอนุเคราะห์จากอาจารย์
ผูเ้ ชี่ยวชาญในการตรวจสอบร่องรอย (audit trail) ต่าง ๆ ไดแ้ ก่ บนั ทกึ ประวตั คิ รูเช่ียวชาญพิเศษ บันทึกการวิเคราะห์ผลงานทาง
วชิ าการ บันทึกการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสังเกต ถ้อยคาที่ถอดจากเครื่องบันทึกเสียง และ 3) การรับรอง (confirm ability)
ผู้วิจัยตรวจสอบการรับรองโดยกระทาร่วมกับการตรวจสอบความเช่ือใจ ซ่ึงใช้วิธีการตรวจสอบแบบบันทึกชีวประวัติ แบบ
วิเคราะห์ผลงานทางวชิ าการ สมดุ บนั ทึกการสมั ภาษณ์เชิงลึกและสังเกตในภาคสนาม (field note) และเอกสารสาเนาขอ้ มูลการ
ถอดเสยี งถอ้ ยคาใหส้ ัมภาษณ์ (interview transcript)
การวิเคราะห์ข้อมลู
ผูว้ จิ ยั วิเคราะหข์ ้อมูลดว้ ยการวิเคราะห์เน้อื หา โดยการจาแนกเน้อื ออกเป็น 3 ดา้ น คือ 1) ชวี ประวตั ิของครูเชยี่ วชาญ
พิเศษ 2) ผลงานทางวชิ าการและกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานทางวิชาการของครูเช่ียวชาญพิเศษ และ 3) ความหมาย คุณค่า
และคณุ ลักษณะของครูเช่ียวชาญพิเศษ การวิเคราะห์แบบสรา้ งขอ้ สรุปดว้ ยการวิเคราะห์แบบอปุ นัย ใชก้ ารตีความหมายเพอ่ื สร้าง
ขอ้ สรปุ จากเหตุการณ์ที่ได้จากการสังเกต สัมภาษณ์เชิงลกึ และวิเคราะห์เอกสาร ทาการวเิ คราะห์โดยการจาแนกชนดิ ของข้อมูล
และการเปรียบเทียบข้อมูล นาเสนอข้อมูลในลักษณะของการอุปนัยแบบพรรณนาและพรรณนาวิเคราะห์วิจัย โดยออกเป็น 2
รูปแบบ ได้แก่ การนาเสนอด้วยการบรรยายโดยใช้ถ้อยคา และการนาเสนอด้วยแผนภาพทีเ่ กิดจากการวิเคราะห์และสงั เคราะห์
ข้อมลู
สรปุ ผลการวิจัย
1 ชีวประวตั ิ ผลงานทางวชิ าการ และกระบวนการสรา้ งสรรคผ์ ลงานทางวิชาการของครูเชี่ยวชาญพเิ ศษ
1.1 ชีวประวัติของ ครูศรีลักษณ์ ผลวัฒนะ ครูเช่ียวชาญพิเศษ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ (เคมี) ท่านแรกของ
ประเทศไทย ท่านการศึกษาระดับปรญิ ญาตรจี ากวิทยาลัยการศกึ ษาปทุมวนั ระดบั ปรญิ ญาโท สาขาการศึกษาวทิ ยาศาสตร์ คณะครุ
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 427
ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั และได้รบั ทนุ จากศูนย์ภมู ิภาควา่ ด้วยการสอนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (SEMEO: RECSAM)
ด้าน Technique in Teaching Secondary Science to Gifted and Slow Learner ศูนย์เรคแซม ปีนัง ประเทศมาเลเซีย ท่าน
ได้รวมรวมข้อมูลส่งขอรับการประเมินเพื่อเล่ือนวิทยฐานะเป็นครเู ชี่ยวชาญพิเศษในปี พ.ศ. 2549 และมีพระบรมราชโองการโปรด
เกล้าฯ แต่งต้ังให้ดารงตาแหน่งครู วิทยฐานะครูเช่ียวชาญพิเศษ ในวันท่ี 10 เมษายน พ.ศ. 2551 ท่านปฏิบัติงานด้วยความมุ่งม่ัน
ทุ่มเท มีผลงานโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ ส่งผลให้ท่านได้รับพระราชทานเคร่ืองราชอิสริยาภรณ์ ช้ันสายสะพายชั้นสูงสุด คือ
เคร่ืองราชอิสริยาภรณอ์ นั มเี กยี รติยศยิ่งมงกฎุ ไทย ชั้นสงู สุด มหาวชิรมงกฎุ (ม.ว.ม.) นอกจากนย้ี งั ได้รับรางวลั มากหมาย อาทิ 1) โล่
รางวัลครูวิทยาศาสตร์ดีเด่น ระดับประเทศ จากสมคมวิทยาสาสตร์แห่งประเทศไทย สาขาครูวิทยาศาสตร์ 2) โล่รางวัลครูผู้
ปฏบิ ัติการสอนดีเด่น จากคุรสุ ภาในกรมสามญั ศึกษา 3) โล่รางวัลครูเกยี รติยศ บคุ คลต้นแบบปฏิรูปการเรียนรู้
ผลงานทางวิชาการของ ครูศรีลักษณ์ ผลวัฒนะ ท่านส่งขอรบั การประเมินเพื่อเลื่อนวิทยฐานะครูเชี่ยวชาญพิเศษ มี
2 รายการ ได้แก่ 1) การพัฒนานวัตกรรมส่ือการเรียนรู้หน่วยสมบูรณ์แบบท่ีเน้นการเรียนรู้แบบกระตือรือร้น รายวิชาเคมี ว
40224 เร่ือง ไฟฟ้าเคมี และธาตุและสารประกอบในอุตสาหกรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6 และ 2) การพัฒนานวัตกรรมส่ือการ
เรียนรู้หน่วยสมบูรณ์แบบท่ีเน้นการเรียนรู้แบบกระตือรือร้น รายวิชาเคมี ว40225 เรื่อง เคมีอินทรีย์ สารชีวโมเลกุล และเช่ือ
เพลิงซากดึกดาบรรพ์ ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งท่านได้รับแรงบันดาลใจในการพัฒนาผลงานทางวิชาการจากครูผู้สอนท่ีเป็น
แบบอย่างท่ีดี และมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนานักเรียนให้มีผลสัมฤทธิ์ที่สูงขึ้น และมีความกระตือรือร้นในการเรียน ผลงานทาง
วิชาการของ ครูศรีลักษณ์ ผลวัฒนะ มี 2 องค์ประกอบ คอื 1) เอกสารบทเรียนหน่วยสมบูรณ์แบบท่ีเน้นการจัดการเรียนรู้แบบ
กระตือรือร้น 1 หน่วย มีส่วนประกอบสาคัญ คือ (1) ลาดับแนวคิดสาคัญในหน่วยการเรียนรู้ (Idea Flow) (2) ผังมโนทัศน์
ประจาหน่วยการเรียนรู้ (3) บทเรียนประจาหน่วยการเรียนรู้ (4) กิจกรรมตรวจสอบความเข้าใจประจาหน่วย (5) กิจกรรมฝึก
ทักษะปฏิบัติประจาหน่วย และ (6) แบบทดสอบเข้ามหาวิทยาลัย และ 2) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกระตือรือร้น
ประกอบด้วย (1) การกระตุ้นให้นักเรยี นเกิดความกระตือรอื ร้น (2) จัดกิจกรรมการเรียนร้ทู ่หี ลากหลายและเนน้ ผู้เรียนเป็นสาคัญ
(3) การประเมินผลการเรยี นร้สู ภาพจรงิ และ (4) การสร้างแรงจงู ใจ
กระบวนการสร้างสรรค์ผลงานทางวิชาการของ ครูศรีลักษณ์ ผลวัฒนะ มี 2 ระยะ คือ 1) ระยะพัฒนา ท่านเริ่มต้น
จากการเรียนรู้จากครูผู้เป็นแบบอย่างท่ีดี ผสานกับการวิเคราะห์หลักสูตร นักเรียน บริบทของโรงเรียน และปัญหาท่ีพบในช้ัน
เรียน แล้วสร้างเอกสารประกอบการสอน แลว้ นาไปใชจ้ ดั กิจกรรมการเรียนรู้ โดยกระตุน้ นักเรียนใหเ้ กิดความกระตอื รือรน้ ในการ
เรียน เสริมแรงดว้ ยการเปิดโอกาสให้นักเรียนเพ่ิมคะแนนได้ สังเกตและบันทึกผลอยา่ งละเอียด แล้วนาข้อมูลไปวางแผนเพื่อหา
แนวทางแก้ไขหรือพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในครั้งต่อไป จนได้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นการจัดการเรียนรู้บบก
ระตือรือรน้ โดยใช้นวัตกรรมหน่วยการเรียนร้สู มบูรณแ์ บบ 2) ระยะรายงานผล ทา่ นได้รวบรวมขอ้ มลู ท่ีเกดิ จากการจัดการเรยี นรู้
แลว้ จัดทาเป็นรายงานการใช้นวัตกรรมโดยใชร้ ะเบียบวิธีวจิ ัยทางการศึกษา
ความหมายและคุณค่าของครูเช่ียวชาญพิเศษในทัศนของท่าน คือ ครูเช่ียวชาญพิเศษต้องเป็นครูที่มีความรู้
ความเข้าใจในเนื้อหาวิชาที่สอนได้ถูกต้อง รู้หน้าท่ีของตนเอง ไม่ละท้ิงห้องเรียน ใส่ใจนักเรียนทุกคน และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ
ท่านมีความภาคภูมิใจท่ีได้เลอ่ื นวิทยฐานะเป็นครูเชีย่ วชาญพเิ ศษคนแรกของประเทศไทย และถอื วา่ เป็นรางวลั สงู สุดในชวี ิตความ
เป็นครู ครูศรีลกั ษณ์ ผลวัฒนะ มคี ณุ ลักษณะสาคญั 9 ประการ คือ 1) ใส่ใจสิ่งรอบตัวอย่างละเอยี ด 2) มคี วามรกั และเห็นคุณค่า
ของข้อมลู สารสนเทศ 3) มีความมุ่งมั่น ทมุ่ เท ในการทางาน 4) มีความคิดสร้างสรรค์ 5) ใฝ่เรียนรู้ 6) ชอบวางแผน 7) มีสมาธิ 8)
มีความภาคภมู ใิ จในตนเอง และ 9 มองโลกในแง่ดี
1.2 ชีวประวตั ขิ อง ครพู รพิมล ชาญชัยเชาว์ววิ ฒั น์ ครูเช่ียวชาญพิเศษ สาขาวชิ าวิทยาศาสตร์ (เคมี) ทา่ นจบปรญิ ญา
ตรี สาขาเคมี เกียรตินิยมอันดับ 1 และปริญญาโท สาขาการสอนวิทยาศาสตร์ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ
ได้รับทุนจากศูนย์ภูมิภาคว่าด้วยการสอนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (SEMEAO: RECSAM) เพื่อไปศึกษาเกี่ยวกับเรียนรู้ตาม
ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivist Theory) ศูนย์เรคแซม ปีนัง ประเทศมาเลเซีย ท่านได้รวบรวมข้อมูลส่งขอรับการ
ประเมินเพ่ือเล่ือนวิทยฐานะเป็นครเู ชี่ยวชาญพิเศษ ในปี พ.ศ. 2550 และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งต้ังให้เล่ือนวิทย
ฐานะเป็นครเู ชย่ี วชาญพเิ ศษ ตั้งแต่วันท่ี 16 พฤษภาคม 2551 ทา่ นมุ่งมน่ั ท่มุ เท เสียสละทัง้ แรงกาย แรงใจ ทุนทรัพย์ เพือ่ พัฒนา
นักเรียนให้แสดงความสามารถตามศักยภาพของตนเอง มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ส่งผลให้ท่านได้รับพระราชทาน
เครอื่ งราชอิสริยาภรณ์ ช้ันสายสะพาย ชน้ั สูงสุด คือ เคร่ืองราชอิสรยิ าภรณ์อันเป็นทเี่ ชิดชูย่ิงช้างเผือก ชั้นสูงสุด มหาปรมาภรณ์
ช้างเผือก (ม.ป.ช.) นอกจากนี้ยังได้รับรางวลั มากหมาย อาทิ 1) โล่พระราชทานสาหรับผู้ทาคณุ ประโยชน์ตอ่ เยาวชน จากสมเด็จ
พระบรมโอรสาธิราชฯ สยามกุฎราชกุมาร (พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้า
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 428
เจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน) 2) โล่เกียรติคุณ ครูแม่แบบสาขาวิทยาศาสตร์ดีเด่น จากคุรุสภา 3) โล่เชิดชูเกียรติและก็เกียรติบัตร
ครูผูส้ อนดเี ด่นระดับมธั ยมศึกษา จากสานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐาน
ผลงานทางวิชาการท่ีท่านส่งขอรับการประเมินเพื่อเล่ือนวิทยฐานะครูเชี่ยวชาญพิเศษ มี 2 รายการ ได้แก่
1) ผลของการจัดการเรียนการสอนรายวิชา ว41101 วิทยาศาสตร์พ้ืนฐาน สารและสมบัติของสารช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4
โดยสอดแทรกกระบวนการทาโครงงานวิทยาศาสตร์ที่มีต่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน การคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ และ
ความคิดสร้างสรรค์ และ 2) ผลการพฒั นาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนท่สี อดแทรกกระบวนการทาโครงงานวทิ ยาศาสตร์ เรอ่ื ง
สารและสมบัติของสาร โดยท่านได้รับแรงบันดาลใจในการพัฒนาผลงานทางวิชาการจากครูต้นแบบ และการเตระหนักถึง
ความสาคัญของการทาโครงงานวิทยาศาสตร์ ท่ีสามารถพัฒนาความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และประเทศชาติให้
เจริญรุ่งเรืองได้ เพราะการทาโครงงานวิทยาศาสตร์จะส่งเสริมให้นักเรียนมีความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ ความคิด
สร้างสรรค์ และนักเรียนสามารถนากระบวนการทาโครงงานไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวันได้ นอกจากน้ียังสามารถพัฒนา
นักเรียนให้ได้แสดงออกอย่างเต็มศักยภาพและช่วยเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้สูงข้ึน ผลงานทางวิชาการของ ครูพรพิมล
ชาญชัยเชาว์วิวัฒน์ มี 2 รายการ คือ 1) เอกสารประกอบการสอนท่ีสอดแทรกกระบวนการทาโครงงาน ประกอบด้วย ผังมโน
ทัศน์ในประจาหน่วย เน้ือหาสาระ กิจกรรมตรวจสอบความเข้าใจของนักเรียน ความรู้เก่ียวกับกระบวนการทาโครงงาน
วิทยาศาสตร์ และแบบฝึกหัดเก่ียวกับกระบวนการทาโครงงานวิทยาศาสตร์ และ 2) บทเรียนคอมพิเตอร์ช่วยสอนท่ีสอดแทรก
กระบวนการทาโครงงาน ประกอบด้วย (1) หน้าเมนูหลัก ซ่ึงประกอบด้วย หน่วยการเรียนรู้ กระบวนการทาโครงงาน
วิทยาศาสตร์ ผลการเรียนรู้ ผังมโนทัศน์ประจาหน่วย และผู้จัดทา (2) หน่วยการเรียนรู้ มีส่วนประกอบย่อย ได้แก่ จุดประสงค์
การเรียนรู้ เนื้อหาสาระการเรียนรู้ แบบฝึกหัด และแบบทดสอบ (3) กระบวนการทาโครงงานวิทยาศาสตร์ มีส่วนประกอบย่อย
ได้แก่ ที่มาและความสาคัญของโครงงานวิทยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แบบทดสอบเกี่ยวกับทักษะ
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
กระบวนการสร้างสรรค์ผลงานทางวิชาการของ ครูพรพิมล ชาญชัยเชาว์วิวฒั น์ มี 2 ระยะ คือ 1) ระยะพัฒนา ทา่ น
เร่ิมต้นจากการตระหนักถงึ ความสาคัญของการทาโครงงานวิยาศาสตร์ และเรียนรู้จากครูต้นแบบ จากนั้นท่านได้พัฒนาเอกสาร
ประกอบการสอนและบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนโดยสอดแทรกกระบวนการทาโครงงานวิทยาศาสตร์ แล้วนาไปใช้ในการจัด
กิจกรรมการเรียนรู้ สังเกตและบันทึกผล เพื่อนาข้อมูลไปใช้ในการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในคร้ังต่อไป จนได้รูปแบบ
การเรียนรู้โดยสอดแทรกกระบวนการทาโครงงานวิทยาศาสตร์ 2) ระยะรายงานผล ท่านได้รวบรวมข้อมูลท่ีเกิดจากการจัดการ
เรียนรู้ แล้วจดั ทาเป็นรายงานการใช้นวตั กรรมโดยใช้ระเบยี บวิธีวิจัยทางการศกึ ษาทถ่ี กู ตอ้ งตามหลักวิชาการ
ความหมายและคณุ คา่ ของครเู ชยี่ วชาญพเิ ศษในทัศนของทา่ น ตอ้ งเปน็ บุคคลท่ีรหู้ น้าทขี่ องตนเองอยา่ งถ่องแท้ มคี วามรู้
และความเชี่ยวชาญด้านเน้ือหา และต้องเสียสละท้ังกาลังกาย เวลา ทุนทรัพย์ และทุ่มเทในการปฏิบัติหน้าที่ ท่านมีความ
ภาคภูมิใจที่ได้เล่ือนวิยฐานะเป็นครูเชี่ยวชาญพิเศษ และถือว่าเป็นรางวัลสูงสุดในชีวิต ครูพรพิมล ชาญชัยเชาว์วิวัฒน์ มี
คณุ ลกั ษณะสาคัญ 6 ประการ คือ 1) มีความรกั และเห็นคุณคา่ ของข้อมูลสารสนเทศ 2) มคี วามม่งุ มนั่ ท่มุ เท ในการทางาน 3) ใฝ่
เรียนรู้ 4) มคี วามภูมิใจในตนเอง 5) มองโลกในแง่ดี และ 6) มีระเบียบวนิ ยั
1.3 ชีวประวัติของ ครูรัตนา สถิตานนท์ ครูเชี่ยวชาญพิเศษ สาขาภาษาไทย ท่านจบการศึกษาระดับปริญญาตรี
สาขาวิชาภาษาไทย และระดบั ปริญญาโท สาขาภาษาไทยและวรรณคดี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวิโรฒ ท่าน
ได้รวมรวมข้อมูลส่งขอรับการประเมินเพื่อเลื่อนวิทยฐานะเป็นครูเชี่ยวชาญพิเศษ ในปี พ.ศ. 2550 และมีพระบรมราชโองการ
โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดารงตาแหน่งครู วิทยฐานะครเู ช่ียวชาญพิเศษ ตั้งแต่วันท่ี 30 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ทา่ นได้พัฒนานักเรียน
โดยจดั กจิ กรรมกรรมการเรียนรใู้ หน้ กั เรยี นไดม้ สี ว่ นร่วมดว้ ยการลงมือปฏบิ ัตแิ ละมคี วามกระตอื รือรน้ ในการเรยี น จนมผี ลงานโดด
เดน่ เป็นที่ประจักษณ์ ส่งผลให้ทา่ นได้รับพระราชทานเครื่องราชอสิ รยิ าภรณ์ ชั้นสายสะพาย ชน้ั สงู สุด คือ เครือ่ งราชอิสริยาภรณ์
อันมีเกียรติยศย่งิ มงกุฎไทย ช้นั สงู สุด มหาวชิรมงกฎุ (ม.ว.ม.) นอกจากน้ียังได้รับรางวลั มากหมาย อาทิ 1) ครผู สู้ อนดีเดน่ ระดับ
มัธยมศึกษา จากกรมสามัญศึกษา 2) ครูภาษาไทยดีเด่น จากคุรุสภา 5) ครูต้นแบบ จากสานักงานคณะกรรมการการศึกษา
แห่งชาติ 3) รางวัลเชิดชูเกยี รตบิ ุษบกทอง จากสานกั งานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม
ผลงานทางวชิ าการที่ท่านส่งขอรับการประเมินเพ่อื เลื่อนวทิ ยฐานะครเู ช่ยี วชาญพเิ ศษ มี 2 รายการ ไดแ้ ก่ 1) วจิ ัยและ
พัฒนา เร่ือง การทดลองจัดการเรียนรู้บูรณาการในระดับชั้นมัธยมศึกษา เพ่ือพัฒนาคุณลักษณะ เก่ง ดี มีสุข และ 2) วิจัยและ
พัฒนา เร่ือง การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ ท่ีเน้นบทบาทผู้เรียนเป็นสาคัญ โดยท่านได้รับแรงจูงใจในการทาผลงานทาง
วชิ าการของทา่ นเกดิ จากตวั ทา่ นชอบทดลองทาสิ่งใหม่ ๆ และต้องการใหน้ ักเรยี นมีความกระตอื รอื ร้นระหวา่ งการจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้ และต้องการให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมเรียนรู้และได้เรียนรู้โดยการลงมือปฏิบัติจริง และให้นักเรียนได้
พัฒนาความรู้และพัฒนาทักษะในทุกสาระการเรียนรู้ ผลงานทางวิชาการของ ครูรัตนา สถิตานนท์ ประกอบด้วย 1) เอกสาร
วิชาการสาหรับการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ ได้แก่ (1) เอกสารประกอบการการเรียนรู้แบบบูรณาการ (2) แบบฝึกเสริม
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 429
ทักษะการอ่านและพิจารณาวรรณกรรม ชุด สอนภาษาสร้างค่านิยม (3) หนังสืออ่านเสริมความรู้ เร่ือง สานวนชวนคิด-ภาษิต
สอนใจ, เรื่องเก่าเล่าขาน, แด่...ดรุณี, ลานา-คาคม, รัตนโกสินทร์ และที่น่ี...สาทร (4) แผนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ 2)
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการ ประกอบด้วย (1) การกาหนดเป้าหมายของการจัดการเรียนรู้บูรณาการ (2) การ
กาหนดแนวทางในการเรียนรู้บูรณาการทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ด้วยการเขียนผังมโนทัศน์ (3) การการสร้างชิ้นงาน ผลงาน
หรือภาระงาน ที่สามารถไปบูรณาการได้ท้ัง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และ (4) การประเมินช้ินงาน ผลงาน หรือภาระงาน ของครู
ทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรยี นรู้
กระบวนการสร้างสรรค์ผลงานทางวิชาการของ ครูรัตนา สถิตานนท์ มี 2 ระยะ คือ 1) ระยะพัฒนา การพัฒนา
ผลงานทางวิชาของท่านเร่มิ ต้นจากความต้องการใหน้ กั เรียนมีความกระตือรือร้นและได้เรียนร้ดู ้วยการลงมือปฏิบัติ ผสานกับการ
ได้เรียนรู้จากผู้ทรงคุณวุฒิของกระทรวงศึกษาธิการ ส่งผลให้ท่านได้รับคัดเลอื กเป็นครตู ้นแบบด้านการจัดการเรยี นรู้แบบบูรณา
การ โดยท่านได้จัดอบรมใหก้ บั ครเู ครือขา่ ย แล้วรวบรวบผลที่ได้จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของครูเครอื ข่าย แลว้ นามาพัฒนา
ในการจัดกิจกรรมการเรียนในห้องเรียนที่ท่านสอน จนได้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ 2) ระยะรายงานผล ท่านได้
รวบรวมข้อมูลที่เกิดจากการจดั การเรียนรู้แบบบูรณาการ แล้วจัดทาเป็นรายงานการใช้นวัตกรรมโดยใช้ระเบียบวธิ ีวิจัยทางการ
ศกึ ษา
ความหมายและคุณค่าของครูเชี่ยวชาญพิเศษในทัศนของท่าน ครูเช่ียวชาญพิเศษต้องเป็นบุคคลที่มีความเช่ียวชาญ
ดา้ นเนื้อหา แสวงหาวิธีการ เทคนิค ใหม่ ๆ ในจดั กรรมการเรียนรู้ ที่สามารถดึงดูดความสนใจของนักเรียน และทาให้นักเรียนได้
เรียนร้อู ย่างมีความสขุ ท่านมีความภาคภมู ใิ จทีไ่ ดเ้ ลอ่ื นวิทยฐานะครเู ช่ยี วชาญพิเศษ สาขาวชิ าภาษาไทยคนแรกของประเทศ และ
นับว่าเป็นรางวัลท่ีย่ิงใหญ่ที่สุดในชีวิตความเป็นครู ครูรัตนา สถิตานนท์ มีคุณลักษณะสาคัญ 7 ประการ คือ 1) ใส่ใจสิ่งรอบ
ตัวอย่างละเอียด 2) มีความรักและเห็นคุณค่าของข้อมูลสารสนเทศ 3) มีความมุ่งม่ัน ทุ่มเท ในการทางาน 4) มีความคิด
สร้างสรรค์ 5) ใฝ่เรียนรู้ 6) มีสมาธิ 7) มคี วามภาคภูมใิ จในตนเอง
จากผลการวิจัยข้างต้น สรปุ ไดว้ ่ากระบวนการสร้างสรรค์ผลงานทางวิชาการของครูเช่ียวชาญพิเศษท้ัง 3 ราย แบง่ ได้
เป็น 2 ระยะ คือ 1) ระยะพัฒนา เป็นระยะที่พัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จนได้รปู แบบการตัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ดีท่ีสุด
และ 2) ระยะรายงานผลการพัฒนา เป็นการเขยี นรายงานผลการพัฒนาโดยใช้ใช้ระเบียบวธิ วี ิจัยทางการศกึ ษาท่ีถกู ต้องตามหลัก
วชิ าการ ดงั ภาพประกอบ 2
ภาพประกอบ 2 รูปแบบกระบวนการสร้างสรรคผ์ ลงานทางวชิ าการของครเู ชีย่ วชาญพิเศษ
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 430
ครูเช่ียวชาญพิเศษทั้ง 3 ราย ให้ความหมายและคุณค่าในทานองเดียวกัน คือ ครูเช่ียวชาญพิเศษจะต้องมีความ
เช่ียวชาญในเนื้อหาที่สอนและรหู้ น้าท่ีของตนอย่างถ่องแท้ และครูเช่ยี วชาญพิเศษทุกท่านมีความภาคภูมิใจที่ได้เลื่อนวิทยฐานะ
เป็นครูเชี่ยวชาญพิเศษ และถือว่าเป็นรางวัลที่ยิ่งในในชีวิตความเป็นครู อย่างไรก็ตามวิทยฐานะครูเช่ียวชาญพิเศษเป็นเพียง
รางวัลท่ีเป็นผลพลอยได้จากความมุ่งม่ันทุ่มเทในการทางาน เพราะเป้าหมายสาคัญอยู่ท่ีการให้นักเรียนได้พัฒนาตนเองตาม
ศกั ยภาพ และประสบความสาเร็จประสบความสาเร็จในชวี ิต สาหรับคณุ ลักษณะสาคัญรว่ มของครเู ช่ียวชาญพเิ ศษทัง้ 3 ราย มี 4
ประการ คือ 1) มีความรักและเห็นคุณค่าของข้อมูลสารสนเทศ 2) มีความมุ่งม่ัน ทุ่มเท ในการทางาน 3) ใฝ่เรียนรู้ และ 4) มี
ความภาคภูมิใจในตนเอง
อภปิ รายผล
จากาการศึกษาชีวประวัติ ผลงานทางวิชาการ กระบวนการสรา้ งสรรคผ์ ลงานทางวชิ าการ คณุ คา่ และความหมายของ
ครูเชย่ี วชาญพเิ ศษ และคุณลักษณะสาคัญของครูเชีย่ วชาญพิเศษ สามารถอภิปรายลการวิจัยโดยนาเสนอดังรายละเอยี ดต่อไปนี้
1. ผลงานทางวิชาการ จากการวิจัยพบว่า ผลงานทางวิชาการที่ใช้ในการพัฒนานักเรียนมีความทันสมัย และสามารถ
พัฒนานกั เรียนทง้ั ด้านพฤติกรรมของนักเรยี นท้ังดา้ นพุทธพิ สิ ัย ทักษะพสิ ยั และจติ พสิ ยั ซ่ึงเกดิ จากการส่ังสมประสบการณ์ในการ
สอน ผนวกกับการคิดค้นเทคนิค วิธีการสอนใหม่ ๆ เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติและเร้าให้นักเรีย นมีความ
กระตือรือร้นในการเรียน สาหรับกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานทางวิชาการนั้น ครูเช่ียวชาญพิเศษทุกท่านได้ดาเนินการใน
รูปแบบการวิจัยและพัฒนา โดยดาเนินการเป็น 2 ระยะ กล่าวคือ 1) ระยะพัฒนา ครูเช่ียวชาญพิเศษได้พัฒนาการจัดกิจกรรม
การเรียนรู้จากครูต้นแบบ แล้วนาความรู้มาประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ เก็บรวบรวบผลการจัด
กิจกรรมอย่างละเอียด เพ่ือนาไปวิเคราะห์แนวทางในการแก้ปัญหาหรือพัฒนาต่อไป โดยดาเนินการเป็นวัฏจักรจนได้นวตั กรรม
การจัดการเรียนรู้ที่ดีท่ีสุด ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการสั่งสมบ่มเพาะประสบการณ์ทั้งด้านการสอนและการทางาน แล้วรวบรวบ
ข้อมูลที่เกิดจากการปฏิบัติมาเขียนรายงานการพัฒนา 2) ระยะรายงานผลการพัฒนา เป็นการเขียนรายงานผลการพัฒนา
นวัตกรรมในลักษณะการวิจัยและพัฒนาโดยใช้ระเบียบวิธีวิทยาการวจิ ัย ซ่ึงลักษณะผลงานทางวชิ าการท่ีของครเู ช่ยี วชาญพิเศษ
ซ่ึง สุวทิ ย์ มลู คา (2553) กล่าวไวท้ านองเดียวกันวา่ ลักษณะสาคัญของผลงานทางวชิ าการทด่ี ีประกอบด้วย 1) เปน็ ผลงานท่ีเกิด
จากการวิจยั และพัฒนาเพ่ือแก้ปญั หาหรอื พัฒนานกั เรยี นในช้ันเรียนอยา่ งสรา้ งสรรค์ 2) เปน็ ผลงานท่ีเกิดจากการจัดการเรยี นรู้ท่ี
เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ และ 3) มีรูปแบบ เทคนิค วิธีการสอน ร่วมสมัย ในรูปแบบของตนเอง ซ่ึงหลักเกณฑ์และวิธีการให้
ขา้ ราชการครเู ล่ือนวทิ ยฐานะเป็นครเู ชี่ยวชาญพเิ ศษ การประเมินดา้ นท่ี 3 ผลการปฏบิ ัติงาน สว่ นที่ 2 ผลงานทางวิชาการ ซึง่ ระบุ
วา่ ผลงานทางวิชาการเป็นรายงานการค้นคว้าหรือผลการวจิ ัยในช้ันเรยี น หรอื ผลงานทางวิชาการทีม่ ีลักษณะอื่น ท่มี ีจุดม่งุ หมาย
ในการแกป้ ัญหาด้านการเรียนของผู้เรยี น และสอดคลอ้ งกบั แผนการจดั การเรียนรู้ มีแนวการศกึ ษาแนวคิด ทฤษฎีและองค์ความรู้
ต่าง ๆ เพ่ือแก้ปัญหา และนาความรู้ไปส่กู ารสรุปองคค์ วามรู้เพ่ือพฒั นาผเู้ รียนจานวนไมน่ อ้ ยกวา่ 2 รายการ โดยตอ้ งเปน็ งานวิจัย
และพัฒนาอย่างน้อย 1 รายการ นอกจากน้ีผลงานทางวิชาการทค่ี รูเชี่ยวชาญพิเศษสร้างข้นึ ยังมีความสอดคล้องกับลกั ษณะของ
ผลงานทางวิชาการที่ดีของ ทวีพล จูฑะพล (2556) ซ่ึงกล่าวไว้ว่า ลักษณะของผลงานทางวิชาการท่ีดีจะต้องมี 1) ความถูกต้อง
ซึง่ เปน็ องค์ประกอบสาคญั ทีส่ ดุ ในการจัดทาผลงานทางวิชาการ 2) ความทนั สมยั หรือมีความร้ใู หม่ ผู้จดั ทาผลงานทางวชิ าการตอ้ ง
มคี วามคิดสร้างสรรค์ แสวงหาความรู้ ทักษะใหม่ ๆ เพื่อนามาวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประยุกต์ ดัดแปลง พัฒนาข้อมูลและความรู้
เพ่ือสร้างนวตั กรรมทางการศกึ ษาใหม่ ๆ และ 3) การนาผลงานทางวิชาการไปใชใ้ หเ้ กดิ ประโยชน์ กล่าวคือ นวตั กรรมท่ีสร้างข้ึน
นอกจากจะความรู้ ทกั ษะกระบวนการแล้ว ยังต้องสามารถนาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ตอ่ ผเู้ รียนอย่างแทจ้ รงิ สามารถใชไ้ ดอ้ ยา่ ง
กว้างขวาง
2. คณุ ค่าและความหมายของครเู ชย่ี วชาญพิเศษ ครูเชี่ยวชาญพเิ ศษเป็นครูทตี่ อ้ งร้หู น้าทข่ี องตนเองอย่างถ่องแท้ และ
มีความเช่ียวชาญด้านการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบของตนเอง สามารถพัฒนานักเรียนให้ประสบความสาเร็จตามศักยภาพและ
ประสบความสาเรจ็ ในชวี ิต การไดร้ ับการแต่งต้ังใหเ้ ลื่อนวิทยฐานะเป็นครูเชี่ยวชาญพิเศษจึงเปน็ สิ่งท่ีนา่ ภาคภูมิใจ และนับว่าเป็น
รางวัลท่ีย่ิงในในชีวิตความเป็นครู แต่อย่างไรก็ตามเป้าหมายสาคัญของชีวิตความเป็นครูของครูเช่ียวชาญพิเศษท้ัง 3 ราย คือ
ความต้องการให้นักเรียนได้พัฒนาตนเองตามศักยภาพของตนเอง เมื่อศึกษาเปรียบเทียบกับทฤษฎีลาดับข้ันความต้องการของ
มาสโลว์ (Maslow’s Hierarchy of Needs) 8 ขั้น แล้วพบว่า ครเู ช่ียวชาญพิเศษมีความตอ้ งการอยู่ในขัน้ ลาดับข้นั ท่ี 7 กลา่ วคือ
มคี วามต้องการการพัฒนาตนเองอย่างแท้จริง (Selft-Actualization) เป็นความต้องการขนึ้ สูงสุดของมนุษย์ เพราะครูเชยี่ วชาญ
พิเศษมพี ฤติกรรมท่ีสอดคล้องกบั ความต้องการในระดับน้ี คือ 1) สรา้ งการตระหนกั รู้เก่ยี วกับศักยภาพของตนเอง 2) ยอมรบั ไม่
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 431
หลีกเลี่ยง หรือปฏิเสธความเป็นจริงตามธรรมชาติ 3) เป็นคนพร้อมท่ีจะพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ 4) มีความคิด
สร้างสรรค์ สามารถแสวงหาแนวทางเพ่ือพัฒนาศักยภาพและความเจริญก้าวหน้ายิ่ง ๆ ข้ึน 5) มีความเป็นอิสระจากส่ิงล่อใจใน
สังคม และ 6) มีมโนธรรมและจริยธรรมประจาใจ (Abraham Maslow. 1908-1970 อ้างถึงใน จิราภรณ์ ตั้งกิตติภาภรณ์.
2556) ซ่ึงการกาหนดให้นักเรียนเป็นเป้าหมายสาคัญ จะส่งผลให้ครูท่ีมุ่งม่ัน ทุ่มเท ในการจัดกิจกรรมการเรียนก ารสอนเพ่ือ
พฒั นานกั เรยี น ประสบความสาเรจ็ ในการเล่ือนวิทยฐานะเปน็ ครูเช่ยี วชาญพิเศษ ซึง่ สอดคล้องกบั ทฤษฎีการต้ังเป้าหมาย (Gold-
Setting Theory) ของ Edwin Locke and Gary Latham (1968) (อ้างถึงใน จิราภรณ์ ต้ังกิตติภาภรณ์. 2556) กล่าวไว้ว่า
การตั้งเป้าหมายและการรับรู้ผลการปฏิบัติงานเป็นกระบวนการรับรู้ การคิด ที่มีอิทธิพลต่อการกระตุ้นเร้าให้บุคคลเกิดความ
พยายามในการกระทาสิ่งใดสง่ิ หนึ่งใหส้ าเร็จ
ความสาเร็จในการสร้างสรรค์ผลงานทางวิชาการเพื่อเลื่อนวิทยฐานะเป็นครูเช่ียวชาญพิเศษนั้น เกิดจากคุณลักษณะ
สาคญั ท่ีแฝงอยู่ภายในตัวครูเช่ียวชาญพิเศษ ได้แก่ 1) มีความรักและเห็นคุณค่าของข้อมูลสารสนเทศ 2) มีความมุ่งมนั่ ทุ่มเท ใน
การทางาน 3) ใฝ่เรียนรู้ 4) มีความภาคภูมิใจในตนเอง ซ่ึงมีส่วนผลักดันให้ประสบความสาเร็จในวิชาชีพครู ซ่ึงสอดคล้องกับ
ผลการวิจัยของ Robert J. Walker (2008) ซ่ึงกล่าวไว้ว่า คุณลักษณะของครูที่มีประสิทธิภาพตามทัศนะของนักเรียน มี 12
ประการ คือ 1) มีการเตรียมการสอน (Prepared) 2) มีทัศนคติเชิงบวก (Positive) 3) มีความขยัน มุ่งม่ัน (Hold high
expectations) 4) มีความคิดสร้างสรรค์ (Creative) 5) มีความยุติธรรม (Fair) 6) เอาใจใส่นักเรียนเป็นรายบุคคล (Display a
personal touch) 7) มีการควบคุมอารมณ์ความรสู้ ึก (Cultivate a sense of belonging) 8) มคี วามเมตา (Compassionate)
9) เป็นบุคคลท่ีอารมณ์ดี (Have a sense of humor) 10) รับฟังความคิดเห็นของนักเรียน (Respect student) 11) ให้อภัย
(Forgiving) 12) ยอมรับความผิดพลาด (Admit mistakes) อย่างไรก็ตามคุณลักษณะสาคัญด้านการมีความรักและเห็นคุณค่า
ของข้อมลู สารสนเทศ เป็นข้อค้นพบท่ีผู้วิจัยไดค้ ้นพบว่ามีส่วนสาคญั ต่อกระบวนการการสร้างสรรค์ผลงานทางวิชาการระยะท่ี 2
กล่าวคือ ขอ้ มูลและเอกสารตา่ ง ๆ ทค่ี รูเช่ียวชาญพิเศษเก็บรวบรวมไว้เปน็ อย่างดี จะเป็นหลักฐานสาคัญที่สามารถนามาใชใ้ นการ
เขยี นรายงานการวิจัยและพฒั นา นอกจากนี้ยังเป็นหลักฐานสาคัญทแ่ี สดงให้เห็นว่าผลงานทางวิชาการที่ครูเชี่ยวชาญพิเศษสร้าง
ขน้ึ เป็นผลงานท่ีเกดิ จากความม่งุ มน่ั ในการพัฒนานกั เรียนจนเกิดนวัตกรรมการเรยี นรู้ที่เปน็ เลิศ
ข้อเสนอแนะ
ขอ้ เสนอแนะทว่ั ไป
1. การพัฒนาตนเองเป็นการพัฒนาท่ีสาคัญท่ีสุด เพราะฉะนั้นจุดเร่ิมต้นของการผลิตครูให้มีความก้าวหน้าวิต
ความเป็นครู จึงต้องเริ่มตน้ จากการฝึกฝนและพัฒนาตนเองให้มีความรู้ความสามารถ และมีคุณลักษณะสาคัญของครูเช่ียวชาญ
พิเศษ โดยเฉพาะด้านการมีความรักและเห็นคุณค่าของข้อมูลสารสนเทศ ซ่ึงส่งผลให้ผู้ที่ประสงค์ขอเลื่อนวิทยฐานะเป็นครู
เช่ียวชาญพิเศษ มีข้อมูล หลักฐาน ของการวิจัยและพัฒนาซึ่งเกิดจากการปฏิบัติจริง ในการเขียนรายงานการพัฒนาผลงานทาง
วชิ าการ ซ่ึงจะนาไปสคู่ วามสาเรจ็ ในขอเล่ือนวิทยฐานะทส่ี งู ขนึ้
2. สถาบันการศึกษา สามารถนามาใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมคุณลักษณะของครู ให้เป็นบุคคลที่สามารถ
พัฒนาตนเองสู่ความสาเร็จในการประกอบวิชาชีพครูได้ อีกทั้งยังสามารถนามาเป็นแนวทางในการหล่อหลอมคุณลักษณะแห่ง
ความสาเรจ็ ให้กับนสิ ิตสายวิชาชพี ครูได้ นอกจากนก้ี ารฉายภาพประสบการณ์ในการพัฒนานกั เรยี นของครเู ชี่ยวชาญพเิ ศษยงั เป็น
แบบอยา่ งอนั ดงี ามให้แก่ข้าราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา ตลอดจนบุคคลที่ประกอบวชิ าชีพครูทุกคน
ข้อเสนอแนะในการวิจยั ครง้ั ตอ่ ไป
การวิจยั ในครัง้ น้ีม่งุ ศึกษาความหมาย คณุ ค่า และคณุ ลักษณะสาคญั ของครเู ช่ียวชาญพิเศษ ซงึ่ เปน็ ปัจจัยภายใน
ท่ีส่งผลต่อความสาเร็จในการขอเล่ือนวิทยฐานะเป็นครูเชี่ยวชาญพิเศษ ดังน้ันเพ่ือให้งานวิจัยสมบูรณ์มากข้ึนควรศึกษาปัจจัย
ภายนอกทม่ี ีผลต่อความสาเรจ็ ในการขอเลอื่ นวิทยฐานะเป็นครูเชยี่ วชาญพเิ ศษ เพ่ือนาผลงานวจิ ยั มาหลอมรวมกัน แลว้ นาไปเป็น
ข้อมูลในการพฒั นาขา้ ราชการครแู ลบุคลากรทางการศกึ ษาใหป้ ระสบความสาเร็จในการขอเลอื่ นวิทยฐานะ
กติ ตกิ รรมประกาศ
ผวู้ ิจยั ขอขอบพระคุณอาจารย์ทีป่ รึกษาท่ีกรณุ าให้คาแนะนา ช้ีแนะแนวทางและให้กาลังใจตลอดเวลาในการทา
วิจัย รวมท้ังผู้ให้ข้อมูลทุกท่านที่อนุญาตให้ผู้วิจัยเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยข้อค้นพบน้ีจะเป็นแนวทางใน
การจดั กจิ กรรมการเรยี นร้ทู นี่ าไปสูก่ ารสรา้ งสรรค์ผลงานทางวิชาการทนี่ าไปสคู่ วามสาเร็จในวิชาชีพครู
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 432
เอกสารอ้างอิง
กรมวิชาการ. (2553). พระราชบัญญัตริ ะเบยี บข้าราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 แก้ไขเพมิ่ เติม (ฉบับที่ 2)
พ.ศ. 2551 และ (ฉบบั ที่ 3) พ.ศ. 2553. (online) สืบค้นจาก
http://www.sesa10.go.th/sesa10/data/mar55/7.pdf.เขา้ ถึงเมอื่ วันท่ี 23 ธันวาคม 2558.
กระทรวงศึกษาธิการ. (2553). พระราชบญั ญัตกิ ารศกึ ษาแห่งชาติ พทุ ธศกั ราช 2542 แกไ้ ขเพิ่มเตมิ (ฉบบั ท่ี 2) พุทธศกั ราช
2545 และ (ฉบบั ท่ี 3) พุทธศักราช 2553. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์องคก์ ารรับสง่ สินคา้ และพสั ดุภณั ฑ์ (ร.ส.พ.).
จริ าภรณ์ ตง้ั กิตติภาภรณ์. (2556). จิตวิทยาทั่วไป. กรงุ เทพฯ: สานักพมิ พแ์ หง่ จฬุ าลงกรณ์ มหาวิทยาลยั .
ดเิ รก พรสีมา. (2554). แนวทางการพัฒนาวชิ าชีพครู.(เอกสารอดั สาเนา).
ทวี จูฑะพล. (2556). การทาผลงานทางวิชาการ STEP BY STEP. กรุงเทพฯ: พัฒนาคณุ ภาพวิชาการ (ว.พ.).
พมิ พนั ธ์ เดชะคปุ ต์ และพรทพิ ย์ แขง็ ขนั . (2551). สมรรถนะและแนวทางการพัฒนาครูในสังคมทเ่ี ปลยี่ นแปลง. กรงุ เทพฯ: บริษัท
พริกหวานกราฟฟิค จากดั .
วรากรณ์ สามโกเศศ และคณะ. (2553). ข้อเสนอระบบการศกึ ษาทางเลอื กทเี่ หมาะสมกบั สขุ ภาวะคนไทย. กรงุ เทพฯ: ภาพพมิ พ์.
ศูนย์พฒั นาทนุ มนุษย์ มหาวทิ ยาลยั สวนดสุ ิต. (2557).เอกสารประกอบการพฒั นา โครงการพฒั นาครแู ละบุคลากรทางการศึกษา
ก่อนแตง่ ตั้งใหม้ ีและเล่ือนเปน็ วทิ ยฐานะครชู านาญการพเิ ศษ.
สมาน จันทะด.ี (2556). คู่มือปฏบิ ตั ิการพฒั นาวิชาชพี ครู เกิดเป็นครทู ้งั ที เอา คศ.4 ใหไ้ ด้. กรุงเทพฯ: บริษทั เอส.พ.ี เอ็น. การ
พมิ พ์ จากัด.
สุวทิ ย์ มูลคา. (2553). การพัฒนาตนเองและพฒั นางานสกู่ ารเลือ่ นวทิ ยฐานะคร.ู กรงุ เทพฯ: ห้างหนุ้ ส่วนจากดั ภาพพิมพ.์
Robert J. Walker. (2008). Twelve Charateristics of and Effective Teacher. A Longitudinal, Qualitative, Quasi-
Research Study of In-service and Pre-service Teacher’ Teacher. College of Education, Department of
Curriculum and Instruction, at Alabama State University.
Susan Thompson; John G. Greer and Bonnie B. Greer. (2006). Highly Qualified for Successful Teaching:
Characteristics Every Teacher Should Possess. Education Research Association, New Orleans.
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 433
การพฒั นาชุดฝึกอบรมตามแนวคดิ TPCK Model เพ่ือสง่ เสรมิ สมรรถนะ
ดา้ นนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา สาหรับนิสติ ครู
THE DEVELOPMENT OF TRAINING PACKAGE BY TPCKMODEL FOR
SUPPORTINGTHE COMPETENCY INNOVATION AND EDUCATIONAL INFORMATION TECHNOLOGY
FOR STUDENT TEACHERS
ณัฐพงษ์ บางทา่ ไม้, นฤมล ศิระวงษ์, รัฐพล ประดบั เวทย์
E-mail: [email protected]
บทคดั ย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพ่ือพัฒนาและศึกษาผลการใช้ชุดฝึกอบรมตามแนวคิด TPCK Model เพ่ือส่งเสริม
สมรรถนะด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศกึ ษา สาหรบั นิสิตครูกลุ่มตวั อย่างท่ีใช้ในการวจิ ัยครั้งน้ี คือ นิสิตฝึก
ประสบการณ์วิชาชีพครู โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายประถม) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา
2561 ในหลกั สตู รการศึกษาบัณฑิต ระดับปรญิ ญาตรี มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ จานวน 30 คน ทไ่ี ด้มาโดยการสมัครใจร่วม
ฝึกอบรมซึ่งผลการวิจัยพบว่า1.ชุดฝึกอบรมตามแนวคิดTPCK Model เพื่อส่งเสริมสมรรถนะด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี
สารสนเทศทางการศึกษา สาหรบั นสิ ิตครู ได้นากระบวนการของแนวคิด TPCK Modelซึ่งประกอบด้วย ความรู้ความสามารถใน
เน้ือหาวิชาท่ีตนเองมีความชานาญ (CK) ความรู้ความสามารถในเรื่องของทฤษฏีและเทคนิคในการจัดการเรียนรู้ (PK)ความรู้
ความสามารถในเร่ืองของเทคโนโลยีหรือซอฟแวร์ต่างๆ (TK)ความรู้ความสามารถในการนาทฤษฏีและเทคนิคในการจัดการ
เรียนรู้ มาประยุกต์ใช้ในเนื้อหาวิชาที่ตนเองเช่ียวชาญ (PCK) ความรู้ความสามารถในการนาเทคโนโลยีหรือซอฟแวร์ต่างๆมา
ประยุกต์ใช้ในให้สอดคล้องกบั ทฤษฏีและเทคนิคในการจัดการเรียนรู้ (TPK)ความรู้ความสามารถในการนาเนื้อหาวชิ าที่ตนเองมี
ความเช่ยี วชาญไปประยุกต์ใช้ในส่ือการเรียนการสอน(TCK) และการบูรณาการความรู้ เทคโนโลยี เน้อื หา และทฤษฏีและเทคนิค
ในการจัดการเรียนรู้ (TPCK)มาประยุกต์ใชใ้ นการดาเนินกิจกรรมของชุดฝึกอบรมโดยองคป์ ระกอบของชุดฝึกอบรมประกอบดว้ ย
ด้านการออกแบบชุดฝึกอบรม ด้านการออกแบบกิจกรรม ด้านการออกแบบส่ือคุณภาพและด้านการวัดและประเมินผล ซึ่งผล
การประเมินคุณภาพของชุดฝึกอบรมอยู่ในระดับดี (x̅ = 4.02 ,S.D.=0.55)2.นิสิตครูที่เข้าฝึกอบรมมีสมรรถนะด้านนวัตกรรม
และเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา อยใู่ นระดบั ดีมาก(x̅ =2.74, S.D.=0.05)3.การประเมินตนเองของนิสิตครูหลังใช้ชดุ ฝึก
อบรมตามแนวคิด TPCK Model เพอื่ สง่ เสรมิ สมรรถนะดา้ นนวัตกรรมและเทคโนโลยสี ารสนเทศทางการศึกษา มีสมรรถนะอยใู่ น
ระดับดมี าก(x̅ =4.60, S.D.=0.53)
คาสาคัญ: การพัฒนาชดุ ฝกึ อบรม, แนวคิด TPCK Model, สมรรถนะด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยสี ารสนเทศทางการศึกษา
Abstract
This research aims to develop and look into the result of using TPCK Model training package in
order to support competencyinnovation and educational information Technology for student teachers. The
samples were 30 student teachers 2018 from Srinakharinwirot University Prasarnmit Demonstration School
( Elementary) . The result showed that1. TPCK Model training package in order to support competency
innovation and educational information Technology for student teachers adopt some TPCK Model concepts
which contained Content Knowledge ( CK) Pedagogical Knowledge ( PK) Technological Knowledge ( TK)
Pedagogical Content Knowledge (PCK) Technological Pedagogical Knowledge (TPK) Technological Content
Knowledge ( TCK) and Technological PedagogicalContent Knowledge ( TPCK) in order to apply into the
training package activities. It was consisted of package training design , activities design , high quality
materials and evaluation . The results of which were at the high level (x̅ = 4 .0 2 ,S.D.= 0 .55) 2. Student
teachers who participatedinthe training were competencyinnovation and educational information
technology at high level (x̅ = 2.74 ,S.D.=0.05)3. Self-assessment of student teachers after using the training
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 434
package by TPCK Model for supporting the competency innovation and educational information were at
high level (x̅ =4.60 , S.D.=0.53).
Keywords: The Training Package Development, TPCK Model, The Competency Innovation And Educational
Information.
บทนา
เน่ืองจากเป็นที่ยอมรบั กันว่านวตั กรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศนับเป็นเคร่ืองมือสาคัญในการพฒั นาประเทศ ซึ่งประเทศไทยก็
ตระหนักถึงความสาคัญและความจาเป็นในการนาเทคโนโลยีเข้ามาใช้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะในการพัฒนาประเทศด้าน
การศกึ ษาและผู้ท่มี ีบทบาทสาคญั ในการนานวัตกรรมและเทคโนโลยสี ารสนเทศเขา้ มาใชใ้ นการศึกษาก็คือบคุ ลากรทางการศกึ ษา
หรอื ครูผู้สอนน่ันเอง ในปจั จุบันคณะกรรมการคุรุสภา(http://www.ksp.or.th)กาหนดมาตรฐานวชิ าชีพครไู ว้วา่ ผู้ที่จะประกอบ
วิชาชีพครูได้นั้นต้องมีมาตรฐานความรู้ 9 มาตรฐาน ซ่ึงมาตรฐานความรู้ท่ี 8 เป็นเร่ืองเก่ียวกับนวัตกรรมและเทคโนโลยี
สารสนเทศทางการศึกษา ซ่ึงเป็นมาตรฐานความรู้ท่ีมุ่งให้ครูผู้สอนหรือผู้ที่จะประกอบอาชีพครูต้องเป็นผู้ท่ีมีความรู้เกี่ยวกับ
เทคโนโลยีสารสนเทศ ทั้งในเรื่องของหลักการ แนวคิดและนวัตกรรมการศึกษาท่ีส่งเสริมพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ โดยมีการ
กาหนดสมรรถนะไว้ คอื 1) สามารถเลือกใช้ ออกแบบ สร้าง และปรับปรุงนวัตกรรมเพอื่ ให้ผู้เรียนเกิดการเรยี นรู้ทีด่ ี 2) สามารถ
พัฒนาเทคโนโลยีและสารสนเทศเพ่ือให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่ดี และ 3) สามารถแสวงหาแหล่งการเรียนรู้ที่หลากหลายเพ่ือ
ส่งเสรมิ การเรยี นรู้ของผู้เรียน
ในสภาพความเป็นจรงิ จากผลการสารวจของสานักเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศกึ ษาธิการ (2556: 15) เก่ียวกับ
สภาพและปัญหาด้านส่ือการเรียนการสอน กลับพบวา่ การจดั การเรียนการสอนของครูผู้สอนส่วนใหญ่เน้นการบรรยายและยังใช้
สื่อนวัตกรรมการสอนน้อย โดยยังใช้การสอนแบบครูเป็นศูนย์กลาง ไม่นิยมการใช้ส่ือการเรียนการสอนหรือนวัตกรรมรวมถึง
ครูผู้สอนส่วนใหญ่ขาดความรู้และทักษะในการผลิตและพัฒนาสื่อก ารเรียนการสอนเน่ืองจากไม่ได้รับการฝึกและสนับสนุน
เทา่ ทคี่ วร รวมถงึ ขาดความรใู้ นเรอ่ื งของการเลอื กใชส้ ื่อการเรียนรใู้ ห้เหมาะสมกับเนอ้ื หาและผูเ้ รียน
จากปัญหาที่กล่าวข้างต้นทาให้ผู้วิจัยเห็นถึงความสาคัญท่ีต้องเร่งพัฒนาครูผู้สอนรวมถึงนิสิตนักศึกษาท่ีกาลังจะก้าว
ขน้ึ มาเปน็ ครผู ูส้ อนในอนาคตให้มคี วามรคู้ วามสามารถทางด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยสี ารสนเทศให้มากย่งิ ขนึ้ ซึง่ หนง่ึ ในวิธีการ
พัฒนาที่ดีที่สุดวธิ ีหน่ึงก็คือการฝกึ อบรมทั้งน้กี ็เพราะการฝึกอบรมเป็นกระบวนการหรอื กิจกรรมการเรียนรู้เฉพาะบุคคลที่มุ่งเน้น
กระบวนการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมอย่างมีระบบ เพื่อพัฒนาทักษะ ความชานาญ ความสามารถ และทัศนคติของบุคคลให้ไป
ตามวตั ถุประสงค์ท่กี าหนดไว้ เพื่อช่วยใหก้ ารปฏิบัติงานและภาระหนา้ ทต่ี ่างๆศุภรัตน์ แตงนอ้ ย(2550: 10)ดังนัน้ จึงมีความจาเป็น
อย่างย่ิงท่ีชุดการฝึกอบรมควรท่ีจะเป็นกระบวนการที่พัฒนาอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ก็เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการฝึกอบรมและ
ตอบสนองความต้องการท่ีหลากหลายของผู้เรียนในยุคปัจจุบันซ่ึงPunya Mishra& Matthew J.Koehler(2006) นักวิชาการ
ศึกษาทางด้านเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัยมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกาได้พัฒนาต่อยอดโมเดลการเรียนรู้ Pedagogical
Content Knowledge Knowledge (PCK) โดยเพิ่มเติมในส่วนของเทคโนโลยี เนื่องจากเช่ือว่าเทคโนโลยีจะเป็นเคร่ืองมือที่
สาคัญในการจัดการเรียนการสอนท่ีทาให้การจัดการเรียนการสอนมีคุณภาพและสามารถพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่ซับซ้อนได้
หรือเรียกอีกอย่างว่าความรู้ในการสอนจาเพาะเนื้อหาโดยใช้เทคโนโลยี ทาให้ได้มาซึ่งโมเดลการเรียนรู้ใหม่ที่เรียกว่า
Technological Pedagogical Content Knowledge (TPCK) ซึ่งในประเทศไทยก็มีการให้ความสาคัญกับ TPCK Model
เช่นเดียวกัน โดยสถาบันคุรุพัฒนาซึ่งเป็นหน่วยงานในสานักเลขาธิการคุรุสภาได้สนับสนุนให้มีการนา TPCK Model มา
ประยุกต์ใช้ในการพัฒนาหลักสูตรซ่ึง ดร.มนตรี แย้มกสิกร (สถาบันคุรุพัฒนา: ออนไลน์) ได้กล่าวว่าการออกแบบหลักสูตรการ
สอนด้วย TPCK Model เป็นแนวคิดท่ีทางสถาบันคุรุพัฒนาจะมุ่งเน้นเพื่อพัฒนาให้ครูในทุกระดับหรือทุกกลุ่มสาระนามาใช้ใน
การออกแบบหลักสูตร เนือ่ งจากเป็นโมเดลสาคญั ทีจ่ ะนามาใชใ้ นการจดั การเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่มุ่งเน้นในการผลิตครูและบุคลากรทางการศึกษาได้มีการ
กาหนดการจัดการเรียนการสอนสาหรับนิสิตในหลักสูตรการศึกษาบัณฑิตท่ีสอดคล้องกั บมาตรฐานวิชาชีพครบทุกมาตรฐาน
ความรแู้ ละได้มีการสง่ นิสิตที่ศกึ ษาในหลักสูตรการศึกษาบณั ฑติ ออกไปฝกึ ประสบการณ์วิชาชีพครตู ามโรงเรยี นตา่ งๆ ซึ่งโรงเรยี น
สาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายประถม) เป็นหนึ่งในโรงเรียนต้นแบบทางด้านการจัดการศึกษาตาม
มาตรฐานสากล และหนงึ่ ในพันธกิจสาคัญในการจดั ต้งั โรงเรียนขึ้นมาก็เพื่อเป็นสถานทพ่ี ัฒนาศูนย์ฝึกประสบการณว์ ิชาชีพครูมือ
อาชีพในด้านความรู้ การปฏิบัติตน และคุณลักษณะความเป็นครู เป็นครูที่มีสมรรถนะตามที่คุรุสภากาหนดโดยมีศูนย์ฝึก
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 435
ประสบการณ์วิชาชีพครเู ป็นหน่ึงหน่วยงานสาคญั ของทางโรงเรยี นฯที่คอยดูแล ประสานงาน และตดิ ตามการฝึกประสบการณใ์ ห้
เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งหน่ึงในบทบาทหน้าที่อีกอย่างหน่ึงที่สาคัญของศูนย์ฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูก็คือ การพัฒนา
สมรรถภาพนิสิตปฏิบัติการสอน โดยการจัดการอบรมให้ความรู้และนวัตกรรมท่ีเป็นประโยชน์เ พ่ิมเติมแก่นิสิต
(prathom.swu.ac.th)
ดว้ ยเหตุผลดงั ท่ีกล่าวมาน้ี ผู้วิจัยจงึ เห็นวา่ ควรที่จะมีการพฒั นาสมรรถนะดา้ นนวตั กรรมและเทคโนโลยสี ารสนเทศทาง
การศึกษาสาหรับนิสิตครู เพ่ือส่งเสริมความรู้ในการนาเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนและตอบสนองต่อ
ความต้องการในยุคท่ีเทคโนโลยีมีความหลากหลาย ประกอบกับการท่ีโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ
ประสานมิตร (ฝา่ ยประถม) มกี ารสนบั สนุนใหม้ กี ารจดั การฝกึ อบรมให้ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีกบั นิสิตฝึกประสบการณว์ ิชาชีพ
ครู ผู้วจิ ัยจึงมคี วามสนใจทีจ่ ะพัฒนาชดุ ฝกึ อบรมตามแนวคิด TPCK Model เพ่ือส่งเสริมสมรรถนะด้านนวตั กรรมและเทคโนโลยี
สารสนเทศทางการศึกษาสาหรับนิสิตครู ท้ังนี้ก็เพื่อให้นิสิตครูนาความรู้และสมรรถนะที่ได้รับจากชุดฝึกอบรมไปประยุกต์ใช้ใน
การจัดการเรียนการสอน และเป็นการเตรียมความพร้อมให้นิสิตครูได้มีสมรรถนะวิชาชีพครูที่เหมาะสมสอดคล้องตามที่คุรุสภา
กาหนด เพอ่ื อนาคตเม่อื ได้เป็นครูจะได้สามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ ทาใหส้ ามารถตอบสนองผู้เรยี นในยุค
ปัจจุบันท่ีเป็นยุคแห่งเทคโนโลยีได้และผลการวิจัยในครง้ั นี้ยังจะเป็นแนวทางในการพัฒนาฝึกอบรมนิสติ ครูหรือครูผู้สอนในด้าน
อื่นๆ ต่อไปอีกดว้ ย
กรอบแนวคิดการวจิ ัย
ชุดฝกึ อบรมตามแนวคดิ สมรรถนะด้านนวตั กรรมและ
TPCK Model เทคโนโลยีสารสนเทศทางการศกึ ษา
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1.เพ่ือพัฒนาชุดฝึกอบรมตามแนวคิด TPCK Model เพื่อส่งเสริมสมรรถนะด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ
ทางการศกึ ษา สาหรับนสิ ิตครู
2.เพื่อศึกษาผลการใช้ชุดฝึกอบรมตามแนวคิด TPCK Model เพื่อส่งเสริมสมรรถนะด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี
สารสนเทศทางการศึกษา สาหรบั นสิ ิตครู
วิธีดาเนินการวิจยั
ประชากรและกลมุ่ ตัวอย่าง
ประชากร ได้แก่ นิสิตฝึกประสบการณ์วชิ าชีพครูในหลักสูตรการศึกษาบัณฑิต ระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลยั ศรีนคริ
นทรวิโรฒ ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 2561 จานวน 519 คน
กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นิสิตฝึกประสบการณว์ ิชาชีพครู โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่าย
ประถม) ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2561 ในหลกั สูตรการศกึ ษาบัณฑิต ระดับปรญิ ญาตรี มหาวิทยาลัยศรีนครนิ ทรวิโรฒ จานวน
30 คน ท่ไี ด้มาโดยการสมัครใจร่วมฝึกอบรม
ตวั แปรทศี่ ึกษา
ตัวแปรต้น คอื ชุดฝกึ อบรมตามแนวคดิ TPCK Model เพื่อสง่ เสริมสมรรถนะด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ
ทางการศึกษา สาหรับนสิ ิตครู
ตัวแปรตาม คอื สมรรถนะดา้ นนวตั กรรมและเทคโนโลยสี ารสนเทศทางการศกึ ษา สาหรบั นสิ ิตครู
วธิ ีการเก็บรวบรวมข้อมูล
1. สารวจความตอ้ งการฝกึ อบรมของนิสติ ครู จากแบบสารวจความตอ้ งการฝึกอบรมทางดา้ นนวตั กรรมและเทคโนโลยี
สารสนเทศทางการศกึ ษา สาหรับนสิ ิตครู
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 436
2. พฒั นาชดุ ฝึกอบรมตามแนวคดิ TPCK Model เพื่อสง่ เสรมิ สมรรถนะดา้ นนวตั กรรมและเทคโนโลยสี ารสนเทศทาง
การศกึ ษาสาหรับนสิ ิตครู
3. พัฒนาแบบประเมนิ สมรรถนะด้านนวตั กรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศกึ ษาในชุดฝึกอบรมตามแนวคดิ
TPCK Model
4. การประสานงานก่อนการฝึกอบรม ผวู้ ิจยั ดาเนินการตดิ ตอ่ ประสานงานกบั ทางโรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลัยศรีนครนิ ท
รวิโรฒ (ฝา่ ยประถม) เพือ่ ขออนุญาตดาเนนิ การวิจยั กับกลุม่ นสิ ติ ฝึกประสบการณว์ ชิ าชพี ครู
5. ดาเนินการใช้ชดุ ฝกึ อบรมตามแนวคดิ TPCK Model เพ่ือสง่ เสริมด้านนวตั กรรมและเทคโนโลยสี ารสนเทศทาง
การศึกษาสาหรบั นสิ ิตครู โดยนาไปฝึกอบรมกบั กลมุ่ ตวั อย่างท่ีเปน็ นสิ ติ ครจู านวน 30 คน จานวน 7 สัปดาหๆ์ ละ 3 ชว่ั โมง รวม
ท้ังสิ้น 21 ชั่วโมง
สปั ดาหท์ ่ี 1 หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 1 เทคโนโลยที ใ่ี ชใ้ นการจดั การเรียนการสอน
สัปดาหท์ ี่ 2 หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 2 ทฤษฎกี ารเรยี นรู้
สปั ดาหท์ ี่ 3 หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 3 การออกแบบสือ่ การเรียนการสอน
สัปดาหท์ ี่ 4-7 หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 4 การพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยสี ารสนเทศทางการศกึ ษา
6. เกบ็ รวบรวมผลการดาเนินการฝกึ อบรม นาผลทไี่ ด้มาวเิ คราะหส์ งั เคราะหแ์ ละอภปิ รายผลการฝกึ อบรม
7. หลงั การฝกึ อบรมใหน้ ิสติ ทาการประเมินตนเอง
เครอ่ื งมือท่ใี ช้ในการวจิ ัย
1. ชุดฝึกอบรมตามแนวคิด TPCK Model เพ่ือส่งเสริมสมรรถนะด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทาง
การศกึ ษา สาหรบั นิสติ ครู ซึง่ มคี ุณภาพอยู่ในระดบั ดี (x̅= 4.02 , S.D.=0.55 )
2. แบบประเมนิ ชุดฝกึ อบรมตามแนวคดิ TPCK Model เพอ่ื สง่ เสริมสมรรถนะด้านนวตั กรรมและเทคโนโลยสี ารสนเทศ
ทางการศกึ ษา สาหรับนสิ ิตครู
3. แบบประเมินสมรรถนะด้านนวตั กรรมและเทคโนโลยสี ารสนเทศทางการศกึ ษา
4. แบบประเมนิ ตนเองหลังการใชช้ ดุ ฝึกอบรมตามแนวคดิ TPCK Model เพ่อื ส่งเสรมิ สมรรถนะดา้ นนวัตกรรมและ
เทคโนโลยสี ารสนเทศทางการศึกษา สาหรบั นสิ ติ ครู
การวิเคราะหข์ ้อมลู
1. วเิ คราะห์ขอ้ มลู จากแบบประเมนิ คณุ ภาพชุดฝึกอบรม โดยการหาค่าเฉลีย่ และสว่ นเบยี่ งเบนมาตราฐาน
2.วเิ คราะหข์ ้อมลู ของแบบประเมนิ สมรรถนะด้านนวตั กรรมและเทคโนโลยสี ารสนเทศทางการศึกษา ซ่งึ ประเมนิ จาก
ชิ้นงานของกจิ กรรม โดยใชก้ ารประเมินตามสภาพจรงิ Rubric Score
3.วิเคราะหแ์ บบประเมนิ ตนเองหลงั การใชช้ ุดฝึกอบรมโดยการหาคา่ เฉลีย่ และส่วนเบี่ยงเบนมาตราฐาน
สรปุ ผลการวจิ ยั
1. ผลการพัฒนาชุดฝึกอบรมตามแนวคิดTPCK Model เพ่ือส่งเสริมสมรรถนะด้านนวัตกรรมแลtเทคโนโลยี
สารสนเทศทางการศกึ ษาสาหรบั นสิ ิตครู
1.1 ได้ชุดฝึกอบรมตามแนวคิด TPCK Model เพ่ือส่งเสริมสมรรถนะด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี
สารสนเทศทางการศึกษาสาหรับนิสิตครูผู้วิจัยได้นากระบวนการตามแนวคิด TPCK Model มาประยกุ ต์ใชใ้ นการดาเนินกจิ กรรม
ของชุดการฝึกอบรม ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพ่ือพัฒนาสมรรถนะนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา ควบคู่กับการ
พัฒนาความรู้และทักษะตามวัตถุประสงค์ของชุดฝึกอบรม โดยมีส่วนประกอบ คือ คู่มือประกอบชุดฝึกอบรม วัตถุประสงค์ คา
ชแี้ จงในการใชช้ ดุ ฝึกอบรม ตารางฝึกอบรม แผนการฝึกอบรมตามแนวคิด TPCK Model แบบประเมนิ สมรรถนะด้านนวตั กรรม
และเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา สาหรับนิสิตครู และแบบประเมินตนเองหลังการใช้ชุดฝึกอบรมตามแนวคิด TPCK
Model เพอ่ื สง่ เสริมสมรรถนะด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาสาหรับนสิ ติ ครู
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 437
1.2 ผลการประเมนิ คณุ ภาพของชุดฝกึ อบรมตามแนวคดิ TPCK Model เพอ่ื ส่งเสรมิ สมรรถนะดา้ นนวัตกรรม
และเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาสาหรบั นสิ ิตครู ผู้วิจัยได้นาชดุ ฝึกอบรมและแบบประเมนิ ทไี่ ดพ้ ัฒนาขึ้นไปให้ผู้เชี่ยวชาญ
ดา้ นเทคโนโลยีการศกึ ษา จานวน 3 ท่าน พจิ ารณาและประเมนิ คณุ ภาพ
รายการประเมิน x̅ S.D. ระดับคุณภาพ
ดา้ นการออกแบบชดุ ฝึกอบรม4.130.63 ระดับดี
1. แนวคดิ พ้ืนฐานในการพัฒนาชุดฝกึ อบรม 4.00 1.00 ระดบั ดี
4.33 0.58 ระดบั ดี
2. วัตถุประสงค์ของชดุ การฝกึ อบรมมคี วามเหมาะสม 3.66 0.57 ระดับดี
4.33 0.58 ระดับดี
3. แผนการดาเนนิ การฝึกอบรมมคี วามเหมาะสม 4.33 0.58 ระดับดี
4.06 0.58 ระดับดี
4.ระยะเวลาในการฝกึ อบรมมคี วามเหมาะสม 3.66 1.15 ระดับดี
4.33 0.58 ระดบั ดี
5.แนวคดิ TPCK Model ท่นี ามาใช้ในชดุ ฝึกอบรมมคี วามเหมาะสม 3.66 0.57 ระดบั ดี
4.33 0.58 ระดับดี
ดา้ นการออกแบบกจิ กรรม
4.33 0.58 ระดบั ดี
1.กจิ กรรมการฝึกอบรมแตล่ ะหน่วยมคี วามเหมาะสม 3.99 0.51 ระดับดี
2. ระยะเวลาเหมาะสมกับหนว่ ยการเรยี นรู้มีความเหมาะสม 4.33 0.58 ระดบั ดี
40 ระดบั ดี
3. การลาดับเน้ือหาและกิจกรรมมคี วามเหมาะสม 40 ระดบั ดี
40 ระดับดี
4. การนาคู่มอื ประกอบชดุ ฝึกอบรมมาใช้ในกจิ กรรมมคี วามเหมาะสม 4.33 0.58 ระดบั ดี
3.66 0.57 ระดับดี
5. กจิ กรรมทใ่ี ห้ผฝู้ กึ อบรมเรียนรู้ดว้ ยตนเองมคี วามเหมาะสม 3.66 0.57 ระดบั ดี
ดา้ นการออกแบบสื่อ 4.33 0.58 ระดับดี
1. การใช้สีในภาพรวมมีความเหมาะสม
2. แบบตวั อักษรมีความเหมาะสม
3. สีตัวอักษรและพืน้ หลงั มีความเหมาะสม
4. ขนาดตัวอักษรมีความเหมาะสม
5. ความคมชดั ของภาพประกอบ
6. ภาพประกอบมีความเหมาะสม
7. ภาพประกอบจดั วางไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
ดา้ นการวัดและประเมนิ ผล
การประเมนิ ผลจากช้ินงานมคี วามเหมาะสม
จากตาราง พบว่า ผู้เช่ียวชาญมีความคิดเห็นเกี่ยวกับคุณภาพของชุดฝึกอบรมตามแนวคิดTPCK Model เพื่อส่งเสริม
สมรรถนะดา้ นนวตั กรรมและเทคโนโลยสี ารสนเทศทางการศกึ ษาสาหรบั นสิ ิตครู ดังนี้
ดา้ นการออกแบบชุดฝึกอบรม มคี ุณภาพเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับดี ( x̅= 4.13 ,S.D.=0.63 ) ซ่งึ เมื่อพิจารณาเปน็ รายการ
ประเมิน พบวา่ รายการประเมินท่ีมรี ะดับคณุ ภาพมากทส่ี ุด มีระดบั คุณภาพเท่ากัน 3 รายการ คือข้อประเมินวตั ถปุ ระสงค์ของชุด
การฝึกอบรมมคี วามเหมาะสม, ระยะเวลาในการฝกึ อบรมมีความเหมาะสม และแนวคิดTPCK Modelท่นี ามาใชใ้ นชดุ ฝึกอบรม มี
ระดับคุณภาพเท่ากันอยู่ในระดับดี ( x̅= 4.33,S.D.=0.58 ) รองลงมาคือ ข้อแนวคิดพ้ืนฐานในการพัฒนาชุดฝึกอบรม มีระดับ
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 438
คุณภาพอยู่ในระดับดี ( x̅= 4.00 ,S.D.=1.00 ) และรายการประเมินท่ีมีระดับคุณภาพน้อยท่ีสุดคือ ข้อแผนการดาเนินการ
ฝกึ อบรมมคี วามเหมาะสมมรี ะดับคณุ ภาพอยูใ่ นระดบั ดี ( x̅ = 3.66,S.D.=0.57 )
ด้านการออกแบบกิจกรรม มีคุณภาพเฉล่ียรวมอยู่ในระดับดี ( x̅ = 4.06 , S.D.=0.70 ) ซ่ึงเมื่อพิจารณาเป็นรายการ
ประเมิน พบว่า รายการประเมินที่มีระดับคุณภาพมากท่ีสุด มีระดับคุณภาพเท่ากัน 3 รายการ คือข้อระยะเวลาเหมาะสมกับ
หน่วยการเรียนรู้มีความเหมาะสม การนาคู่มือประกอบชุดฝึกอบรมมาใช้ในกิจกรรมมีความเหมาะสม กิจกรรมท่ีให้ผู้ฝึกอบรม
เรียนรู้ด้วยตนเองมีความเหมาะสม มีระดับคุณภาพเท่ากันอยู่ในระดับดี ( x̅= 4.33,S.D.=0.58 ) รองลงมาคือ ข้อการลาดับ
เนื้อหาและกิจกรรมมีความเหมาะสม ( x̅= 3.66,S.D.=0.57 )และรายการประเมนิ ท่ีมีระดับคุณภาพนอ้ ยที่สดุ คือ ข้อกิจกรรมการ
ฝึกอบรมแตล่ ะหน่วยมีความเหมาะสม มรี ะดบั คุณภาพอย่ใู นระดบั ดี ( x̅= 3.66,S.D.=0.57 )
ด้านการออกแบบส่ือ มีคุณภาพเฉล่ยี รวมอยู่ในระดับดี ( x̅= 3.99 , S.D.=0.51 ) ซ่ึงเมื่อพิจารณาเปน็ รายการประเมิน
พบว่า รายการประเมนิ ทมี่ ีระดับคณุ ภาพมากทสี่ ุด มีระดับคณุ ภาพเท่ากัน 2 รายการ คือขอ้ การใช้สีในภาพรวมมีความเหมาะสม
และ ความคมชัดของภาพประกอบ มีคุณภาพอยู่ในระดับดี ( x̅= 4.33 , S.D.=0.58 ) รองลงมา มีระดับคุณภาพเท่ากัน 3
รายการ คือ แบบตัวอักษรมีความเหมาะสม สีตัวอักษรและพืน้ หลังมีความเหมาะสม ขนาดตัวอักษรมีความเหมาะสม มคี ุณภาพ
อยู่ในระดับดี (x̅ = 4.00 , S.D.= 0 ) และรายการประเมินที่มีระดับคุณภาพน้อยที่สุดคือ ข้อภาพประกอบมีความเหมาะสม
ภาพประกอบจดั วางไดอ้ ยา่ งเหมาะสม มคี ณุ ภาพอยู่ในระดบั ดี ( x̅ = 3.66,S.D.=0.57 )
ด้านการวัดและประเมินผล ผลการประเมินคณุ ภาพพบว่า ผู้เช่ียวชาญมีความคิดเห็นเก่ียวกบั คุณภาพของชุดฝึกอบรม
ตามแนวคิดTPCK Model เพื่อส่งเสริมสมรรถนะด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา สาหรับนิสิตครูใน มี
คุณภาพอยใู่ นระดบั ดี (x̅=4.33 ,S.D.=0.58)
2. ผลการใช้ชุดฝึกอบรมตามแนวคิด TPCK Model เพ่ือส่งเสริมสมรรถนะด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ
ทางการศึกษาสาหรับนสิ ิตครู
2.1 การประเมินสมรรถนะด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยสี ารสนเทศทางการศึกษาสาหรับนิสิตครู หลังจากใช้
ชุดการฝึกอบรม ของกลุ่มตัวอย่างจานวน 30 คน ได้รับการฝึกอบรมด้วยชุดฝึกอบรมตามแนวคิด TPCK Model ตามลาดับ
ขน้ั ตอนของกิจกรรมและสร้างช้ินงานตามกิจกรรมในหนว่ ยการเรียนรู้ จากน้ันผวู้ ิจัยประเมินช้ินงานด้วยแบบประเมินสมรรถนะ
ด้านนวตั กรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาและนาคะแนนที่ไดไ้ ปวเิ คราะหผ์ ลขอ้ มูล ดงั ตาราง
รายการประเมนิ x̅ S.D. ระดับสมรรถนะ
องคป์ ระกอบที่1สามารถใช้ ออกแบบ สร้างและปรบั ปรงุ นวตั กรรมเพ่อื ให้ผูเ้ รยี นเกดิ การเรียนร้ทู ่ดี ี
1.สามารถนาซอฟแวร์มาใชใ้ นการออกแบบสือ่ การเรยี นการสอนไดอ้ ย่าง 73.2 44.0 ดมี าก
เหมาะสม ดีมาก
2.สามารถนาส่ือทางเทคโนโลยสี ารสนเทศมาประยกุ ต์ใช้ในการเรยี นการ 86.2 34.0 ดมี าก
สอน ดีมาก
ดมี าก
องค์ประกอบท่ี 2 สามารถพฒั นาเทคโนโลยแี ละสารสนเทศเพ่อื ให้ผเู้ รียนเกดิ การเรยี นรู้ทดี่ ี
ดีมาก
3.สามารถวเิ คราะหเ์ นื้อหาทนี่ ามาใช้ในสอื่ การเรียนการสอน 2.83 0.37
2.73 0.44
4.สามารถจดั วางองค์ประกอบของสอ่ื การเรยี นการสอนได้
2.73 0.44
5.สามารถออกแบบส่อื การสอนประกอบการเรียนการสอนของตนเองได้
เป็นอยา่ งดี
องค์ประกอบท่ี 3 ความสามารถในการแสวงหาแหล่งเรียนร้ทู ี่หลากหลายเพอ่ื สง่ เสริมการเรยี นร้ขู องผเู้ รียน
6.สามารถใชส้ อ่ื อินเตอร์เนต็ เพอ่ื การเรยี นการสอนได้ 2.60 0.49
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 439
รายการประเมนิ x̅ S.D. ระดบั สมรรถนะ
7.สามารถเลอื กแหล่งข้อมลู ทางเทคโนโลยสี ารสนเทศได้ 2.73 0.44 ดมี าก
เฉลย่ี รวม 2.74 0.05 ดมี าก
จากตาราง พบวา่ นิสิตครูหลังจากใช้ชุดการฝึกอบรมตามแนวคิด TPCK Model มีสมรรถนะด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี
สารสนเทศทางการศกึ ษาอยู่ในระดบั ดมี าก โดยหากพิจารณาทง้ั 3 องคป์ ระกอบของสมรรถนะสามารถสรุปผลการประเมินดงั น้ี
องค์ประกอบท่ี 1 สามารถใช้ ออกแบบ สร้างและปรับปรุงนวัตกรรมเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่ดี พบว่า ในด้านที่ 1
สามารถนาซอฟแวร์มาใช้ในการออกแบบส่ือการเรียนการสอนได้อย่างเหมาะสมนิสิตครูมีสมรรถนะในระดับดีมาก (x̅ = 2.73
,S.D.=0.44)และในด้านที่ 2 สามารถนาสื่อทางเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยกุ ตใ์ ช้ในการเรยี นการสอน มีนสิ ติ ครทู ีม่ สี มรรถนะใน
ระดบั ดีมาก (x̅ = 2.86 , S.D.=0.34)
องค์ประกอบที่ 2 สามารถพัฒนาเทคโนโลยีและสารสนเทศเพ่ือให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ท่ีดี พบว่า ในด้านที่ 3 สามารถ
วเิ คราะหเ์ นอ้ื หาที่นามาใช้ในสอ่ื การเรียนการสอนนิสิตครมู ีสมรรถนะในระดับดีมาก (x̅ = 2.83 ,S.D.=0.37) ดา้ นที่ 4 สามารถ
จัดวางองค์ประกอบของสื่อการเรียนการสอนได้ นิสิตครูมีสมรรถนะในระดับดีมาก(x̅ = 2.73 , S.D.=0.44) และด้านที่ 5
สามารถออกแบบสือ่ การสอนประกอบการเรียนการสอนของตนเองได้เปน็ อย่างดี นิสิตครูมสี มรรถนะในระดบั ดีมาก (x̅ = 2.73 ,
S.D.=0.44)
องค์ประกอบท่ี 3 ความสามารถในการแสวงหาแหลง่ เรยี นรู้ทีห่ ลากหลายเพอื่ ส่งเสริมการเรยี นร้ขู องผู้เรยี น พบว่า ในดา้ น
ที่ 6 สามารถใชส้ ื่ออินเตอร์เน็ตเพอ่ื การเรียนการสอนได้ นิสิตครมู ีสมรรถนะในระดับดมี าก (x̅ = 2.60 ,S.D.=0. 49) และด้านที่
7 สามารถเลือกแหลง่ ข้อมลู ทางเทคโนโลยีสารสนเทศได้ นสิ ิตครมู ีสมรรถนะในระดบั ดีมาก(x̅ = 2.73 ,S.D.=0.44)
2.2 ผลการประเมินตนเองของนิสิตครูหลังใช้ชุดฝึกอบรมตามแนวคิด TPCK Model เพ่ือส่งเสริมสมรรถนะด้าน
นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา ผู้วิจัยได้นาแบบประเมินตนเองท่ีได้พัฒนาข้ึนไปให้นิสิตครู จานวน 30 คน
ประเมนิ ตนเองหลังใช้ชดุ ฝึกอบรมตามแนวคิด TPCK Model เพอื่ สง่ เสริมสมรรถนะด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทาง
การศกึ ษา พิจารณาและประเมินคณุ ภาพ
รายการประเมนิ x̅ S.D. ระดบั
สมรรถนะ
1.สามารถนาซอฟแวร์มาใชใ้ นการออกแบบสอ่ื การเรยี นการสอนได้อย่างเหมาะสม 4.46 0.57
2.สามารถนาส่อื ทางเทคโนโลยสี ารสนเทศมาประยุกตใ์ ช้ในการเรียนการสอน 4.63 0.49 ระดบั ดี
3.สามารถวเิ คราะห์เน้อื หาท่นี ามาใช้ในสื่อการเรยี นการสอน 4.60 0.56 ระดบั ดีมาก
4.สามารถจัดวางองคป์ ระกอบของสอื่ การเรยี นการสอนได้ 4.73 0.50 ระดบั ดีมาก
ระดบั ดีมาก
5.สามารถออกแบบสอื่ การสอนประกอบการเรยี นการสอนของตนเองได้เปน็ อยา่ ง 4.63 0.49
ดี 4.53 0.57 ระดบั ดีมาก
6.สามารถใชส้ อื่ อนิ เตอรเ์ นต็ เพื่อการเรยี นการสอนได้ ระดับดีมาก
ระดับดมี าก
7.สามารถเลือกแหล่งขอ้ มูลทางเทคโนโลยสี ารสนเทศได้ 4.63 0.55 ระดับดีมาก
เฉล่ยี รวม 4.60
0.53
จากตาราง พบว่า นิสิตครูส่วนใหญ่ประเมินตนเองหลังการใช้ชุดฝึกอบรมแล้วเห็นว่ามีสมรรถนะด้านนวัตกรรมและ
เทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาหลังการฝึกอบรมอยู่ในระดับดีมาก(x̅ = 4.60 ,S.D.=0.53) โดยเมื่อพิจารณาในรายข้อจะ
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 440
พบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงท่ีสุดคือสามารถจัดวางองค์ประกอบของส่ือการเรียนก ารสอนได้อยู่ในระดับดีมาก (x̅ = 4.73
,S.D.=0.50) รองลงมาคือสามารถออกแบบวิธีการสอนที่สอดคล้องกับส่ือการเรยี นการสอนได้และสามารถออกแบบสื่อการสอน
ประกอบการเรียนการสอนของตนเองได้เป็นอย่างดี ซ่ึงทั้งสองข้อมีค่าเฉลี่ยเท่ากันในระดับดีมาก (x̅ = 4.63 ,S.D.=0.49)
สามารถเลือกแหล่งข้อมูลทางเทคโนโลยีสารสนเทศได้อยู่ในระดับดีมาก (x̅ = 4.63 ,S.D.=0.55)สามารถวิเคราะห์เนื้อหาท่ี
นามาใชใ้ นสื่อการเรียนการสอนอยู่ในระดับดีมาก (x̅ = 4.60 ,S.D.=0.56)สามารถใชส้ ื่ออินเตอร์เน็ตเพื่อการเรยี นการสอนได้อยู่
ในระดับดีมาก (x̅ = 4.53 ,S.D.=0.57)และข้อท่ีมคี ่าเฉล่ียน้อยท่ีสุดคือสามารถวิเคราะห์เน้ือหาในการออกแบบส่ือการเรยี นการ
สอนไดอ้ ยใู่ นระดบั ดี (x̅ = 4.46 ,S.D.=0.57)
นอกจากน้ใี นสว่ นของแบบประเมินตนเองยังมีสว่ นของขอ้ คาถามปลายเปิดหรือขอ้ เสนอแนะซึ่งจากการประเมินตนเอง
ของนิสิตครู พบว่านิสิตครูมีความคิดเห็นเกย่ี วกับว่าชดุ ฝกึ อบรมตามแนวคิด TPCK Model เพอื่ สง่ เสรมิ สมรรถนะด้านนวัตกรรม
และเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศกึ ษาสาหรบั นิสิตครู วา่ สามารถส่งเสริมให้นิสิตได้ฝึกปฏิบัติในการสรา้ งนวัตกรรมด้วยตนเอง
ไดร้ ับความร้ทู ห่ี ลากหลายในเรือ่ งของนวัตกรรมและเทคโนโลยีท่ีสามารถนาไปประยกุ ตใ์ ช้กับการจัดการเรียนการสอนของตนเอง
ได้ ทาให้สื่อการเรยี นการสอนมคี วามหลากหลายมากยิ่งขึ้น ลดเวลาในการสร้างสื่อการเรยี นการสอนทาให้การสร้างสื่อการเรยี น
การสอนมีความสะดวกรวดเร็ว นอกจากน้ียังสามารถนาความรู้ที่ได้ไปต่อยอดในการทาวิจัยได้อีกด้วย และในส่ วนของ
ข้อเสนอแนะเพ่ิมเติม พบว่า นิสิตอยากให้มีการจัดฝึกอบรมในช่วงของเทอมแรกในการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ เพ่ือจะได้นา
ความรู้ไปใช้ในการจัดการเรยี นการสอนและอยากให้มีการจัดฝึกอบรมในเร่ืองอนื่ ๆที่สามารถนาไปใชก้ ับการจัดการเรยี นการสอน
ในด้านอ่ืนๆดว้ ย
อภปิ รายผล
จากการศึกษาวิจัย เร่ือง การพัฒนาชุดฝึกอบรมตามแนวคิด TPCK Model เพื่อส่งเสริมสมรรถนะด้านนวัตกรรมและ
เทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา สาหรับนิสิตครู ผู้วิจัยได้ดาเนินการตามข้ันตอนและการพัฒนาตามกระบวนการด้วยการศึกษา
เอกสารและงานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง จากน้ันนาข้อมูลท่ีได้ไปวิเคราะห์และสังเคราะห์ เพ่ือให้ได้มาซึ่งข้อมูลท่ีสามารถนามาใช้ในงานวิจัย
แล้วนาชุดฝึกอบรมท่ีพัฒนาขึ้นไปให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินคุณภาพ ทาให้ได้มาซึ่งชุดฝึกอบรมตามแนวคิด TPCK Model เพื่อส่งเสริม
สมรรถนะด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา สาหรับนิสิตครู ซ่ึงมีวัตถุประสงค์เพ่ือพัฒนาและศึกษาผลการใช้
ชุดฝึกอบรมตามแนวคิด TPCK Model เพื่อส่งเสริมสมรรถนะด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา สาหรับนิสติ ครู
โดยการวิจัยดงั กลา่ วผู้วจิ ัยได้แบง่ หวั ข้อการอภิปรายผลการวจิ ัยได้ ดงั น้ี
1.การพัฒนาชุดฝึกอบรมตามแนวคิด TPCK Model เพ่ือส่งเสริมสมรรถนะด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ
ทางการศกึ ษา สาหรับนิสติ ครู พบว่า ผลการประเมินของผ้เู ชีย่ วชาญชุดฝึกอบรมมีคณุ ภาพอยู่ในระดับดี ท้ังน้ีอาจเป็นผลมาจาก
การศึกษางานวิจัยอย่างเป็นระบบ ซึ่งผู้วิจัยได้ทาการศึกษาในเรื่องของกระบวนการในการส ร้างชุดฝึกอบรมว่าควรท่ีจะ
ประกอบด้วยขั้นตอนใดบ้างและในแต่ละขน้ั ตอนมีองคป์ ระกอบอยา่ งไร จากน้ันผู้วจิ ัยได้ศกึ ษาในสว่ นของแนวคดิ TPCK Model
ว่ามอี งคป์ ระกอบอยา่ งไรและสามารถนามาประยกุ ต์ใช้กับชดุ การฝึกอบรมได้อยา่ งไรบา้ ง จากนั้นผ้วู จิ ัยนาข้อมูลท่ีได้ทาการศึกษา
มาสังเคราะหใ์ ห้สอดคลอ้ งกับชดุ ฝกึ อบรมทจี่ ะสร้างข้นึ โดยมผี ลการดาเนินการวจิ ัยดงั น้ี
1.1 สร้างชุดฝึกอบรมตามกระบวนการ 4 ข้ันตอน คือ 1)การกาหนดเป้าหมาย เป็นขั้นตอนการกาหนด
วัตถุประสงค์ของชุดการฝึกอบรมว่าต้องการมุ่งเน้นท่ีจะส่งเสริมหรือพัฒนาในเร่ืองใด 2)การออกแบบ เป็นข้ันตอนในการ
ออกแบบชุดฝึกอบรม ทั้งในเร่ืองของเนอ้ื หาให้สอดคล้องกับเปา้ หมาย และในเรอ่ื งของส่ือหรอื กิจกรรมที่จะนามาใชใ้ นชุดกจิ กรรม
3)การดาเนินการฝึกอบรม เป็นขั้นตอนในการดาเนินกิจกรรมของชุดฝึกอบรมตามแนวคิด TPCK Model 4)การประเมนิ ผล เป็น
ขั้นตอนในการวัดคุณภาพของชุดฝึกอบรม ซ่ึงกระบวนการสร้างชุดฝึกอบรมดังกล่าวจะทาให้สามารถสร้างชุดฝึกอบรมได้อย่าง
เปน็ ระบบและเหมาะสมกับผู้ฝกึ อบรม สอดคล้องกบั พัชรี ศิรมิ าก (2559) ที่ได้พัฒนาชดุ ฝกึ อบรมเพื่อเสรมิ สรา้ งการทางานเป็น
ทีมของอาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมู่บ้านโดยใช้กระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์ ซ่ึงได้มีขั้นตอนของการพัฒนาชุด
ฝึกอบรมท่ีประกอบด้วย ข้ันท่ี 1 วิเคราะห์เนื้อหาโดยใช้ข้อมูลจากการศึกษาค้นคว้าข้อมูลพื้นฐาน ข้ันที่ 2 วางแผนการจัด
กิจกรรมฝึกอบรม จัดทาแผนในแต่ละหน่วย ข้ันที่ 3 ผลิตชุดฝึกอบรมและสื่อประกอบกิจกรรมฝึกอบรมให้สอดคล้องกับผู้เรียน
ได้แก่ แนวทางการฝึกอบรม แผนการจัดกิจกรรมแต่ละหน่วย คู่มือชุดฝึกอบรมพร้อมสื่อ เอกสารความรู้สาหรับผู้เข้ารับอบรม
แบบทดสอบความรูค้ วามเข้าใจการทางานเปน็ ทีม และ แบบประเมินทกั ษะการทางานเป็นทีม ข้นั ที่ 4 ตรวจสอบคุณภาพของชุด
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 441
ฝึกอบรม ซึง่ ผลการวจิ ยั พบวา่ ชุดฝกึ อบรมมคี วามเหมาะสมท่จี ะนาไปใชม้ ากท่สี ดุ นอกจากนห้ี ลังการทดลองใช้ชดุ ฝกึ อบรมยังพบ
อีกว่า อาสาสมคั รสาธารณะสขุ ประจาหมู่บ้านมีความรคู้ วามเขา้ ใจ และทกั ษะการทางานเป็นทมี สูงกวา่ ก่อนการฝกึ อบรม
1.2 ชุดฝึกอบรมที่พัฒนาตามแนวคิด TPCK Model เพื่อส่งเสริมสมรรถนะด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี
สารสนเทศทางการศึกษา สาหรับนิสิตครู ผู้วิจัยได้นากระบวนการของแนวคิด TPCK Model ซึ่งประกอบด้วย ความรู้
ความสามารถในเนื้อหาวิชาที่ตนเองมีความชานาญ(CK) ความรู้ความสามารถในเรือ่ งของทฤษฏีและเทคนิคในการจดั การเรียนรู้
(PK) ความรคู้ วามสามารถในเรอ่ื งของเทคโนโลยหี รอื ซอฟแวร์ต่างๆ (TK) ความรู้ความสามารถในการนาทฤษฏแี ละเทคนิคในการ
จัดการเรียนรู้ มาประยกุ ต์ใชใ้ นเนื้อหาวิชาท่ีตนเองเชย่ี วชาญ (PCK) ความรคู้ วามสามารถในการนาเทคโนโลยีหรือซอฟแวรต์ ่างๆ
มาประยกุ ตใ์ ชใ้ นให้สอดคลอ้ งกบั ทฤษฏีและเทคนิคในการจัดการเรียนรู้ (TPK) ความรูค้ วามสามารถในการนาเนอ้ื หาวิชาทต่ี นเอง
มีความเชี่ยวชาญไปประยุกต์ใช้ในสื่อการเรียนการสอน(TCK) และการบูรณาการความรู้ เทคโนโลยี เน้ือหา และทฤษฏีและ
เทคนิคในการจัดการเรยี นรู้ (TPCK) มาประยุกต์ใชใ้ นการดาเนินกจิ กรรมของชุดฝึกอบรม ทั้งนี้กเ็ พื่อนามาใช้เป็นฐานแนวคิดของ
การพฒั นาชุดฝึกอบรมให้มปี ระสิทธิภาพและสนับสนนุ ในส่วนของการนาเทคโนโลยไี ปประยุกต์ใชใ้ นการพฒั นานิสิตครูให้เป็นไป
ตามวตั ถุประสงค์ของการพัฒนาชุดฝึกอบรมที่ต้ังไว้ สอดคลอ้ งกบั นรัญจ์ โกศลเวช (2557) ท่ีได้พัฒนาโมเดลการวัดความรู้ด้าน
ทักษะชวี ิตและโมเดลการวัด TPCK ท่ีบูรณาการร่วมกับความรู้ดา้ นทักษะชีวิตของครู พบวา่ โมเดลดังกลา่ วมีความสอดคล้องกับ
ขอ้ มูลเชิงประจกั ษ์ ทาให้ผลการวิจัยนี้ได้สร้างองค์ความรเู้ ก่ียวกับโมเดลการวัดความรู้ด้านทักษะชีวิต โมเดลการวัด TPCK และ
โมเดลการวัด TPCK ท่ีบูรณาการร่วมกับความรู้ด้านทักษะชีวิตท่ีจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาครู โดยเคร่ืองมือวัดความรู้ด้าน
ทักษะชีวิตและคุณลักษณะตามกรอบความรู้ TPCK ที่บูรณาการร่วมกับความรู้ด้านทักษะชีวิต ตามโมเดลการวัดซึ่งมีคุณภาพ
เหมาะสม ท้ังด้านความตรงเชิงโครงสร้างและด้านความเท่ียงแบบความสอดคล้องภายใน และสอดคล้องกับ วรดานันท์ เหมนิธิ
และ มนตรี บุญเรืองเศษ (2560) ท่ีได้พัฒนาแบบจาลองความรู้ด้านเทคโนโลยีผนวกวิธีการสอนและเนื้อหา (TPCK) ในการ
ประเมินศักยภาพความพร้อมของนักศึกษาชั้นปีท่ี 5 ท่ีผ่านการลงทะเบียนฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู พบว่า การออกแบบการ
เรียนการสอนของสถาบันท่ีผลิตครูผู้สอนนั้น ควรมีการเชื่อมโยงความรดู้ ้านต่างๆ ภายใต้กรอบ TPCK เพ่ือถ่ายทอดเนื้อหาผ่าน
เทคโนโลยีท่ีเหมาะสม นอกจากน้ันยังสอดคล้องกับ Liu (2016) ท่ีได้ทาวิจัยเกี่ยวกับการบูรณาการเทคโนโลยีในห้องเรียน
ประถมศกึ ษา : การสอนการปฏิบัตขิ องครูฝึกสอน ซึ่งมีการอภิปรายเกี่ยวกับ TPCK ไว้ว่า ดา้ น TCK ครมู กั ใช้เทคโนโลยีซอฟแวร์
หรอื ฮาร์ดแวรท์ ี่มีอยแู่ ล้วในหอ้ งเรียน ซึง่ นน้ั แสดงให้เห็นถงึ ความจาเป็นในความรูแ้ ละทกั ษะด้านเทคโนโลยีเพอื่ เพิม่ ประสิทธิภาพ
ระหว่างจัดการเรียนการสอน ด้าน TPK การวางแผนการสอนมีความจาเป็นในการกาหนดวิธีการท่ีจะนามาใช้เป็นอย่างมาก
รวมถงึ การแบ่งพนื้ ที่ในห้องเรียน ประเภทของกลุ่มนักเรยี นและเทคโนโลยที ี่ใช้ และในด้าน TPCK ครูผสู้ อนควรที่จะมกี ารบรู ณา
การเทคโนโลยใี นการจดั การเรยี นการสอน ควรคานึงถึงความต้องการของผเู้ รียนและวตั ถุประสงค์ในการจดั การเรยี นการสอน ใน
ดา้ นเทคโนโลยีและการจดั โปรแกรมเตรียมครูผสู้ อนจะถือเป็นประโยชนอ์ ย่างมากต่อการบูรณาการเทคโนโลยีในการจัดการเรยี น
การสอน
2. การศึกษาผลการใช้ชุดฝึกอบรมตามแนวคิด TPCK Model เพื่อส่งเสริมสมรรถนะด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี
สารสนเทศทางการศึกษา สาหรับนิสิตครู พบว่า นิสิตครูมีสมรรถนะอยู่ในระดับดีมาก ซึ่งอาจเป็นผลมาจากสมรรถนะด้าน
นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา เปน็ สมรรถนะท่ีจาเป็นสาหรบั นสิ ิตครูในการดาเนนิ การจัดการเรยี นการสอน
ทั้งน้ีกเ็ พราะในยุคปัจจุบันเทคโนโลยีเป็นส่ิงทีจ่ าเป็นในการจัดการเรียนรู้ เนื่องจากสามารถตอบสนองการเรียนรู้ในยคุ ปจั จบุ ันได้
อย่างมีประสิทธิภาพ ซ่ึงหากจะวิเคราะห์ในส่วนของสมรรถนะด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา ตาม
องค์ประกอบท่ีสาคัญจะประกอบด้วย องคป์ ระกอบท่ี 1 สามารถใช้ ออกแบบ สร้างและปรับปรุงนวตั กรรมเพอ่ื ให้ผู้เรยี นเกิดการ
เรียนรู้ทด่ี ี เป็นองค์ประกอบที่สง่ เสริมให้นสิ ิตครูสามารถนาซอฟแวร์มาใชใ้ นการออกแบบสือ่ การเรียนการสอนได้อย่างเหมาะสม
และสามารถนาสื่อทางเทคโนโลยสี ารสนเทศมาประยุกต์ใช้ในการเรยี นการสอน องคป์ ระกอบที่ 2 สามารถพัฒนาเทคโนโลยีและ
สารสนเทศเพื่อให้ผูเ้ รียนเกดิ การเรียนรทู้ ด่ี ี เปน็ องค์ประกอบที่ส่งเสรมิ ใหน้ สิ ติ ครสู ามารถวิเคราะห์เน้ือหาและจัดวางองคป์ ระกอบ
ทีน่ ามาใช้ในสอ่ื การเรียนการสอน เพื่อออกแบบสื่อการสอนประกอบการเรียนการสอนของตนเองไดเ้ ป็นอย่างดี องคป์ ระกอบที่
3 ความสามารถในการแสวงหาแหลง่ เรยี นรู้ทหี่ ลากหลายเพ่ือสง่ เสรมิ การเรียนรูข้ องผเู้ รียน เปน็ องคป์ ระกอบทส่ี นับสนนุ ให้ผูเ้ รียน
สามารถใช้และเลือกแหล่งข้อมูลทางเทคโนโลยีสารสนเทศได้ สอดคล้องกับ ปิยานี จิตร์เจริญ (2557) ได้พัฒนากระบวนการ
ฝึกอบรมครูด้วยเครือข่ายครูและแนวคิดการออกแบบเพ่ือเสริมสร้างสมรรถนะครูด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทาง
การศึกษา กับครูประจาการสังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน (สพฐ.) ภาคกลาง ที่ต้องการพัฒนาสมรรถนะ
ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา โดยมีขัน้ ตอนการจัดการอบรมที่เน้นให้ครูผู้รับการอบรมได้ฝกึ ฝน ลงมือปฏิบัติและ
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 442
ศึกษาด้วยตนเอง ซ่ึงพบว่ากระบวนการฝึกอบรมท่ีพัฒนาขึ้นทาให้กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนจากแบบประเมินสมรรถนะครูด้าน
นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาสูงขึ้นอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ี.05 โดยอธิบายในแต่ละด้านดังน้ี ด้านท่ี1
สมรรถนะด้านรู้และเข้าใจ จะทาให้ผู้ฝึกอบรมมีความรู้และความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และการส่ือสารเพ่ือ
การศึกษามากข้ึน ดา้ นท่ี2 ดา้ นประยุกต์ใช้ จะทาให้สามารถนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร
เพื่อการศึกษาไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนได้อย่างเหมาะสม ด้านท่ี3 วิเคราะห์และแก้ปัญหา จะทาให้สามารถนาความรู้
ความเข้าใจเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษา ไปใช้เพิ่มขึ้น นาไปสู่การพัฒนาความรู้ได้อย่างต่อเน่ืองร่วมกัน
ด้านท่ี4 ด้านออกแบบสร้างผลงาน จะทาให้สามารถนาความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารเพ่ือ
การศกึ ษาไปใชอ้ อกแบบ สรา้ ง ประเมนิ และปรบั ปรงุ แผนการสอนและส่ือได้อยา่ งเหมาะสม
3.การศึกษาผลประเมินตนเองของนิสิตครูหลังใช้ชุดฝึกอบรมตามแนวคิด TPCK Model เพื่อส่งเสริมสมรรถนะด้าน
นวตั กรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา พบว่า นิสิตครูประเมินตนเองหลังการใช้ชุดฝึกอบรมแล้วเห็นวา่ มีสมรรถนะ
ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาที่เปลี่ยนไปหลังการฝึกอบรมอยู่ในระดับดีมาก ท้ังนี้อาจเป็นเพราะการ
ดาเนินกิจกรรมของชุดฝึกอบรมตามแนวคิด TPCK Model มุ่งเน้นให้นิสิตครูสามารถบูรณาการเทคโนโลยีร่วมกับเน้ือหาและ
ทฤษฎีการเรยี นร้ใู นการจัดการเรียนการสอน ทาให้นิสติ ครูมีสว่ นร่วมในการดาเนนิ กจิ กรรม สนบั สนุนใหส้ ามารถสรา้ งส่อื การสอน
ของตนเองได้อย่างเป็นระบบ มีการแนะนาเทคนิควิธีการในการนาซอฟแวร์ต่างๆไปประยุกต์ใช้ การอภิปรายแลกเปลี่ยนเรียนรู้
และสง่ เสรมิ ให้นิสิตครูได้สร้างและนาส่อื การเรียนการสอนของตนเองไปประยุกตใ์ ช้ในการจัดการเรียนการสอนได้ สอดคล้องกับ
Arwa Ahmed AbdoQasem,GandleViswanathappa (2016) ที่ได้ศึกษาการเรียนรู้แบบผสมผสานเพ่ือพัฒนาครูผู้สอนด้วย
TPACK กับ ครูวิทยาศาสตร์ โดยมีองค์ประกอบคือ T = Web Literacy Applications ,P = Social Networks , การ
ประเมินผลผา่ นเวบ็ ไซต์ TK = ทักษะเว็บความรู้ , PK = วิธหี รอื ทกั ษะในการเรียนรู้ผา่ นเว็บ , CK = วตั ถปุ ระสงค์ท่ีถูกกาหนดโดย
ครู ซึ่งการดาเนินกิจกรรมนักเรียนจะเป็นผู้ค้นหาเกี่ยวกับเนื้อหาหรืองานที่ได้รับมอบหมาย ซ่ึงครูจะคอยสนับสนุนในส่วนของ
การค้นหาและเทคนิคท่ีใช้ และผลท่ีพบก็คือ TPACK เป็นเครื่องมือที่สาคัญในการประเมินความรู้ครูผู้สอนเกี่ยวกับความรู้ด้าน
เทคโนโลยีสารสนเทศและการเรียนรู้แบบผสมผสานจะช่วยให้มีปฏิสัมพันธ์และความยืดหยุ่นของสภาพแวดล้อมในการจัดการ
เรียนรู้ สอดคล้องกับ Jodi Pilgrim and Elda Martinez (2015) ท่ีได้ทาการวิจัยเว็บความรู้และการบูรณาการเทคโนโลยีไปสู่
TPACK ท่ีมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางกับครูประถมและมัธยม โดยเร่ิมจากออกแบบการฝึกอบรมโดยใช้การเรียนรู้ผ่านเว็บ ซึ่ง
ผู้วิจัยเลือกใช้ซอฟแวร์ NVioออกแบบการเรียนรู้ผ่านเว็บโดยบูรณาการภายใต้กรอบ TPACK จากน้ันดาเนินการทดลองและ
ประเมินผลจากเว็บไซต์ที่ทากิจกรรมและการสังเกตระหว่างดาเนินกิจกรรมรวมถึงการอภิปรายร่วมกันหลังเสร็จกิจกรรม ซ่ึง
ผลการวิจยั พบว่า TPACK ช่วยให้การพัฒนาเทคโนโลยีของครูมคี วามต่อเน่ืองได้เป็นอย่างดี เช่นเดียวกับ Rienties et al (2014)
ท่ีได้ทาการพัฒนาการฝึกอบรมออนไลน์เก่ียวกับทักษะTPACK ของนักการศึกษา:ศึกษาผลกระทบข้ามสถาบันกับกลุ่ม ครู
อาจารย์ นักวิชาการ ประเทศเนเธอร์แลนด์ เพ่ือพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาให้มีประสิทธิภาพในการนาเทคโนโลยีไป
ประยุกต์ใช้และได้ซ่งึ โปรแกรมการฝกึ อบรมมืออาชพี โดยมีการออกแบบตาม TPACK และจากการพัฒนา พบว่า ความพึงพอใจ
ทวั่ ไปอยู่ในระดับค่อนข้างดี ในส่วนของวดิ โี อconference ผู้ดูแล,เนือ้ หา,ความยืดหยุ่นมคี วามพงึ พอใจ ระดับกลาง นอกจากน้ยี ัง
สอดคล้องกบั ธนานนั ต์ ดียิง่ (2556) ท่ีไดก้ ล่าวไวว้ ่า โปรแกรมการพฒั นาสมรรถนะครูระดบั การศึกษาข้ันพืน้ ฐานเป็นโปรแกรมท่ี
สามารถนาไปใช้ในการพฒั นาครูได้ ทงั้ นเี้ ป็นเพราะโปรแกรมมีการพัฒนาตามขน้ั ตอนของกระบวนการพัฒนาสมรรถนะด้านการ
วัดและประเมินผลและสามารถนาไปใช้ในการพัฒนาผู้เรียนได้ จึงทาให้ผู้เข้าฝึกอบรมการพัฒนาตามโปรแกรมการพัฒนา
สมรรถนะครูข้นั พ้นื ฐานมผี ลจากการศึกษาความคดิ เหน็ อยู่ในระดับมากในทุกดา้ น
ขอ้ เสนอแนะ
ข้อเสนอแนะทั่วไป
1.1 การพัฒนาชดุ ฝกึ อบรมตามแนวคดิ TPCK Model เพื่อส่งเสริมสมรรถนะด้านนวตั กรรมและเทคโนโลยสี ารสนเทศ
ทางการศกึ ษา สาหรบั นิสิตครู ในคร้ังนี้มีคุณภาพระดบั ดี จงึ ควรนาไปส่งเสริมและพฒั นาสมรรถนะให้กบั นิสิตในรนุ่ อ่ืนๆต่อไป
1.2 การพัฒนาชดุ ฝึกอบรมตามแนวคิด TPCK Model เพ่ือส่งเสริมสมรรถนะด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยสี ารสนเทศ
ทางการศึกษา สาหรับนิสิตครู ในครั้งนี้มีการออกแบบชุดฝึกอบรมจากการสารวจความต้องการของผู้เข้าฝึกอบรม ดังน้ันหาก
ตอ้ งการจะนาชุดฝึกอบรมไปใช้จึงควรมีการสารวจความต้องการของผู้เข้าฝึกอบรมเสียกอ่ น หากมีความสอดคล้องกันจึงสามารถ
นาชดุ ฝกึ อบรมไปใชไ้ ด้
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 443
1.3 ในการดาเนินกิจกรรมที่เน้นให้ผู้เข้าฝึกอบรมมีสมรรถนะเพ่ิมขึ้นน้ัน ผู้ฝึกอบรมและผู้เข้ารับการฝึกควรมีการทา
ขอ้ ตกลงร่วมกันในรายละเอียดของงานที่มีการมอบหมายหรือการติดตามผลหลังจากนาชิ้นงานไปใช้ เพื่อใหม้ ีความสมบูรณ์มาก
ยิ่งขึ้นในสว่ นของการประเมินผล
ข้อเสนอแนะในการวจิ ยั ครง้ั ตอ่ ไป
2.1 ควรมกี ารศึกษาเพมิ่ เติมเกย่ี วกับการนาแนวคิด TPCK Model มาประยุกต์ใช้ร่วมกับชุดฝึกอบรม เพื่อส่งเสรมิ หรือ
พฒั นาสมรรถนะในด้านอื่นๆต่อไป
2.2 การศกึ ษาวจิ ัยในครั้งนี้เป็นการทดลองกับผู้เรยี นที่เป็นนิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู มหาวิทยาลัยศรีนครนิ ทรวิ
โรฒเพียงกลุ่มเดียว ในการวิจัยครั้งต่อไปควรออกแบบการวิจัยให้มีการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม เพ่ือ
สามารถนาผลการศกึ ษาไปเปรียบเทียบกัน เพือ่ ช่วยเพิ่มประสิทธภิ าพของชดุ การฝกึ อบรมท่ีพัฒนาข้ึน
เอกสารอา้ งองิ
คณะกรรมการคุรสุ ภา.(2556). มาตรฐานการประกอบวิชาชีพคร,ู 20 มกราคม 2560.http://www.ksp.or.th
นรัญจ์ โกศลเวช. (2557). การพัฒนาโมเดลการวดั ความรู้ดา้ นทักษะชีวติ และโมเดลการวดั ทแี พคท่บี ูรณาการรว่ มกบั
ความรดู้ า้ นทักษะชีวิตของคร.ู วิทยานพิ นธ์. สาขาวชิ าวิธวี ทิ ยาการวจิ ยั การศึกษา. ภาควิชาวิจยั และจติ วทิ ยา
การศึกษา. คณะครุศาสตร์. จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั .
ปิยานี จิตรเ์ จรญิ . (2557). การพฒั นากระบวนการฝกึ อบรมครูดว้ ยเครือข่ายครแู ละแนวคดิ การออกแบบเพ่อื เสรมิ สร้าง
สมรรถนะครดู ้านนวตั กรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา. (วิทยานิพนธ)์ . คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์
มหาวทิ ยาลยั .
พชั รี ศิรมิ า.(2559). การพัฒนาชุดฝึกอบรมเพือ่ เสรมิ สร้างการทางานเปน็ ทีมของอาสาสมคั รสาธารณสขุ ประจาหมู่บ้านโดย
ใชก้ ระบวนการเรยี นรู้จากประสบการณ.์ ปรญิ ญานพิ นธ์ กศด. (การศกึ ษาผู้ใหญ่). กรุงเทพฯ .บณั ฑิตวทิ ยาลยั
มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวิโรฒ
มง่ิ ขวญั ภาคสญั ไชย. (2555). การวิจัยและพัฒนาชดุ ฝกึ อบรมเพอ่ื พัฒนาการแกป้ ญั หาเชงิ สรา้ งสรรค์ของนกั ศึกษาปรญิ ญาตรี.
สาขาวชิ าวิธวี ทิ ยาการวิจยั การศึกษา. ครุศาสตร.์ จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.
โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒ ประสานมติ ร (ฝา่ ยประถม). วจิ ัย นเิ ทศและฝกึ ประสบการณ์วิชาชีพ.
สืบค้นจาก. http://prathom.swu.ac.th.
ศภุ รตั น์ แตงน้อย. (2550). ชุดฝกึ อบรมเพอ่ื พฒั นาทักษะในการดาเนินธรุ กิจและเปน็ ผ้ปู ระกอบการโดยใชก้ ระบวนการกลมุ่
สัมพนั ธ์ สาหรบั นักศึกษาระดบั ประกาศนยี บตั รวชิ าชีพ ชั้นปีที่3 สาขาพณชิ ยการ. วิทยานิพนธ์ ค.ม.(หลกั สตู รและการ
สอน). บณั ฑติ วทิ ยาลยั . มหาวิทยาลยั ราชภฏั อตุ รดติ ถ.์
สานักงานคุรพุ ฒั นา.(2561). กรอบแนวคดิ ในการออกแบบหลกั สูตรเพอื่ พัฒนาครู ประจาปงี บประมาณ 2561, 15
สิงหาคม 2561. https://youtu.be/0K4XRjhY_kI
สานกั งานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2556). บทวเิ คราะหส์ ถานภาพการพัฒนาครทู ั้งระบบและขอ้ เสนอแนะแนวทางการ
พฒั นาครเู พอ่ื คณุ ภาพผเู้ รยี น. กระทรวงศกึ ษาธกิ าร.
วรดานนั ท์ เหมนธิ ิ และ มนตรี บญุ เรอื งเศษ (2560). การพฒั นาแบบจาลองความรดู้ า้ นเทคโนโลยีผนวกวิธีการสอนและ
เน้อื หา (TPCK) ในการประเมินศักยภาพความพรอ้ มของนักศกึ ษาฝึกสอนสายชา่ งอตุ สาหกรรม. คณะครศุ าสตร์
อุตสาหกรรม. มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร.
Mishra, P., & Koehler, M.J. (2006). Technological pedagogical content knowledge: A freamwork for
integrating technology in teacher knowledge. Teachers College Record, 108(6), 1017-1054
Liu, P. (2016). Technology Integration in Elementary Classrooms: Teaching Practices of Student Teachers.
Australian journal of Teacher Education, 41(3)
Rienties et al. (2014). Online training of TPACK skills of higher education scholars: a cross-institutional impact
study. European Journal of Teacher Education.
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 444
การประเมินความต้องการจาเป็นในการพัฒนากระบวนทัศน์ รปู แบบ
และกลไกเพื่อพฒั นาครูชา่ งอตุ สาหกรรมท่มี ีสมรรถนะสูง ในยคุ ประเทศไทย 4.0
THE NEEDS ASSESSMENT IN DEVELOPMENT OF PARADIGM, MODEL AND MECHANISM FOR THE DEVELOPMENT
OF HIGH COMPETENCIES INDUSTRIAL TECHNICIAN INSTRUCTOR, THAILAND 4.0
บษุ ราคัม ทองเพชร, ไชยยะ ธนพฒั น์ศริ ิ, พชิ ิต เพง็ สุวรรณ
E-mail: [email protected]
บทคดั ยอ่
งานวิจัยคร้ังน้ีมวี ัตถุประสงค์ 1)เพ่อื ศกึ ษาสภาพปัจจุบนั และสภาพพึงประสงค์ในการพัฒนากระบวนทัศน์ รูปแบบและ
กลไกสาหรบั การพัฒนาครูชา่ งอุตสาหกรรมที่มีสรรถนะสูง ยคุ ประเทศไทย 4.0 และ 2) เพอื่ ประเมินความต้องการจาเปน็ ในการ
พฒั นากระบวนทศั น์ รปู แบบและกลไกสาหรับการพัฒนาครชู ่างอตุ สาหกรรมท่ีมสี รรถนะสูง ยุคประเทศไทย 4.0 โดยเครื่องมือที่
ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามสาหรับผู้บริหารและครูช่างอุตสาหกรรมในสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารใน
สถานศกึ ษา และครูผ้สู อนในแผนกช่างอุตสาหกรรม จากสถานศึกษาในสงั กดั สานกั งานคณะกรรมการอาชวี ศกึ ษา(สอศ.) ในเขต
ภาคใต้ตอนล่าง ทั้งหมด 90 คน จากสถานศึกษาท้ังหมด 15 แห่ง โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง การดาเนินการวิจัยแบ่ง
ออกเป็น 3 ขั้นตอนคือ 1) กาหนดกรอบแนวคิด 2) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพพึงประสงค์ในการพัฒนากระบวนทัศน์
รปู แบบ และกลไกสาหรับการพฒั นาครชู ่างอุตสาหกรรมทม่ี สี มรรถนะสูงยคุ ประเทศไทย 4.0 3) ประเมินความต้องการจาเปน็ ใน
การพฒั นากระบวนทัศน์ รูปแบบและกลไกสาหรบั การพัฒนาครูชา่ งอตุ สาหกรรม สถิตทิ ใี่ ช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ไดแ้ ก่ ค่าเฉลย่ี ,
คา่ เบย่ี งเบนมาตรฐาน และคา่ ความต้องการจาเปน็ โดยวธิ ี Priority Needs Index แบบปรับปรุง (PNI Modified)
ผลการวิจยั พบวา่
1) ผู้บริหารและครูช่างอุตสาหกรรมในสถานศึกษา ทั้งหมด 90 คน เห็นว่าด้านกระบวนทัศน์ รูปแบบ และกลไกการ
พัฒนาครชู า่ งอุตสาหกรรมทมี่ สี มรรถนะสูง โดยภาพรวมมีสภาพปจั จุบันทเ่ี กดิ ขึ้นอย่ใู นระดบั มาก ( ̅ =3.77 , SD=0.92 )
2) ผู้บริหารและครูช่างอุตสาหกรรมในสถานศึกษา ท้ังหมด 90 คน เห็นว่าด้านกระบวนทัศน์ รูปแบบ และกลไกการ
พัฒนาครูช่างอุตสาหกรรมท่ีมสี มรรถนะสูง โดยภาพรวมมีสภาพพงึ ประสงคท์ ี่คาดว่าจะมกี ารปฏบิ ัตอิ ยู่ในระดับมาก ( ̅ =4.27 ,
SD=0.69 )
3) ความตอ้ งการจาเป็นดา้ นกลไกการพัฒนาครชู ่างอตุ สาหกรรม มีความต้องการจาเปน็ เป็นอนั ดบั แรก (ค่า PNIModified
เท่ากับ 0.16) รองลงมาคือด้านรูปแบบการพัฒนาครูช่างอุตสาหกรรม (ค่า PNIModified เท่ากับ 0.14) และด้านกระบวนทัศน์การ
พัฒนาครูชา่ งอุตสาหกรรม (ค่า PNIModified เท่ากบั 0.11) ตามลาดบั
คาสาคญั : การประเมินความตอ้ งการจาเปน็ , การพฒั นาครูชา่ งอตุ สาหกรรม
Abstract
The objectives of this research were 1. ) to study the actual state and desirable state in
development of the paradigm, model and mechanism for the development of high competencies industrial
technician instructors in Thailand 4.0 and 2.) to assess the priority needs in development of paradigm,
model and mechanism for developing the high competencies of industrial technician instructors in Thailand
4.0. The instrument for this study was questionnaire of the directors and the instructors in technical college.
The samples were collected by 90 directors in technical college and industrial technician instructors in
Industrial Technician Department of 15 technical college under the control of Office of the Vocational
Education Commission by using purposive sampling to collect the sample groups. There were 3 procedures
of the research. 1.) to specify the conceptual framework 2.) to study the actual state and desirable state in
development of paradigm, model and mechanism for developing the engineering teacher 3.) to assess the
priority needs in development of paradigm, model and mechanism for developing the high competencies
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 445
of industrial instructors. The data was analyzed by frequency, percentage, mean, standard deviation and PNI
Modified.
The findings indicated that
1) 90 directors and industrial technician instructors in technical college had opinion that overall
the actual state in term of paradigm, model and mechanism for the development of high
competencies engineering teacher was at a high level. (mean=3.77, SD=0.92)
2) 90 directors and industrial technician instructors in technical college had opinion that overall
the desirable state in term of paradigm, model and mechanism for the development of high
competencies engineering teacher was at a high level. (mean=4.27, SD=0.69)
3) The priority needs in term of development mechanism of industrial technician instructors was
at first (PNI Modified= 0.16). The second term was the model of industrial technician instructors
development ( PNI Modified= 0.14) and in term of paradigm of industrial technician instructors
development (PNI Modified=0.11) respectively.
Keywords: The Needs Assessment, Industrial Technician Instructors Development
บทนา
ในยุคประเทศไทย 4.0 นั้นการพัฒนาครูผู้สอนเพื่อยกระดับความรู้ ทักษะ และสมรรถนะของครูผู้สอนอย่างต่อเนื่อง
ถือเปน็ ประเด็นสาคญั ในการนาไปส่กู ารสรา้ งคุณภาพการศกึ ษาของประเทศทสี่ ูงข้ึน ท้ังนีเ้ พราะความรู้ ทกั ษะ และสมรรถนะด้าน
การสอนของครูผู้สอนเป็นกุญแจสาคัญในการนาไปสู่ผลการเรียนรู้ของผู้เรียนและระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ ข้อค้นพบจาก
งานวจิ ัยหลายเรื่องที่อธิบายถึงความเช่ือมโยงของผลสัมฤทธิท์ างการเรียนของผเู้ รียนกับการพัฒนาครู ทาให้ประเทศกาลังพัฒนา
หลายๆประเทศเพ่ิมความสาคัญกับการลงทุนเพื่อการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาเพ่ิมมากขึ้น แต่ในยุคท่ีมีการ
เปล่ียนแปลงสูงทางเทคโนโลยีและสงั คมอย่างในปัจจุบันกลับมีงานวิจัยทพี่ บว่าไม่มีความเช่ือมโยงในทางบวกของการลงทุนเพ่ือ
การพัฒนาและอบรมครูกับการเพ่ิมขึ้นข องผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนอย่างมีนัยสาคัญ(สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ,2561)
(ไมตรี อินทร์ประสิทธ์ิ, 2560) ( Fekadu, A., &Melese, W. ,2012)จากผลการศึกษาวิจัยดังกล่าวทาให้เกิดข้อคาถามถึงการ
จดั สรรงบประมาณจานวนมหาศาลของประเทศที่กาลังพัฒนาตอ่ ผลลัพธ์ทางการศึกษาที่ต้องการว่ามีรูปแบบหรือวธิ ีการพัฒนาที่
ถกู ต้องแลว้ หรือไม่ ซึ่งคาถามดังกล่าวจะนาไปสูก่ ารศึกษาเพื่อหาวิธีการในการพัฒนาครใู นรปู แบบท่ีเหมาะสมเพ่ือตอบสนองการ
พัฒนาการศึกษาของประเทศชาติต่อไป ซ่ึงการพัฒนาครูในงานวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยหมายถึงการพัฒนาครูช่างอุตสาหกรรม ซึ่ง
หมายถึงครูผสู้ อนในแผนกช่างอุตสาหกรรม ในสถานศึกษาทสี่ ังกัดในสานักงานคณะกรรมการการอาชวี ศึกษา
ปัจจบุ ันครูชา่ งอุตสาหกรรมในประเทศไทย ไดร้ บั การพัฒนาความรู้ ทกั ษะ และสมรรถนะท่หี ลากหลาย ซงึ่ รูปแบบหรือ
วธิ ีการท่ีพัฒนาครชู ่างอตุ สาหกรรมนน้ั จะขนึ้ อยู่กบั สถานศกึ ษา และต้นสังกัดของสถานศกึ ษาน่นั คือสานักงานคณะกรรมการการ
อาชีวศึกษา ซ่ึงในแต่ละปีต้องใช้งบประมาณจานวนมหาศาลในการพัฒนาครูช่างอุตสาหกรรม สาหรับงานวิจัยคร้ังนี้เป็น
การศึกษาสภาพปจั จบุ ัน สภาพพึงประสงค์ และความตอ้ งการจาเป็นในเร่ืองรปู แบบและวิธกี ารพัฒนาครชู า่ งอุตสาหกรรมใหม้ สี ร
รถนะสูงว่าควรจะเป็นเช่นไร เพื่อนาผลการวิจัยท่ีได้ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาครูช่างอุตสาหกรรมที่มีสมรรถนะสูงให้กับ
สถานศึกษา และต้นสังกัดของสถานศึกษาให้มีรูปแบบและวิธีการพัฒนาครูท่ีสอดรับกับความต้องการจาเป็น เพื่อให้ได้ครูช่าง
อุตสาหกรรมท่มี สี มรรถนะสูงในอนาคต ท่นี าไปสผู่ ลการเรียนร้ขู องผูเ้ รียนและระบบการศึกษาทม่ี คี ณุ ภาพต่อไป
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 446
กรอบแนวคิดในการวิจยั
2.1 กระบวนทัศน์การพัฒนาครูช่างอุตสาหกรรมสมรรถนะสงู 2.2 รูปแบบการพัฒนาครูชา่ งอตุ สาหกรรมสมรรถนะ
สงู
ประกอบด้วย 2 กระบวนทัศน์หลัก ดังน้ี
ประกอบดว้ ย 5 รปู แบบหลัก ดังนี้
1) กระบวนทัศน์แบบด้งั เดมิ (Old Paradigm) 1) การพัฒนาครใู นระหว่างการปฏิบตั ิงานโดยไมผ่ ่านระบบออนไลน์
(Offline - On the Job Training) ประกอบดว้ ย 10 วธิ ีการ
(1) การพฒั นาครตู ามคาสั่งทีส่ ่งมาจากหนว่ ยงานทก่ี ากบั หรอื องค์กรวชิ าชพี 2) การพัฒนาครูนอกเวลาการปฏบิ ตั ิงานโดยไม่ผ่านระบบออนไลน์
(2) การพัฒนาครูตามทศิ ทางทีห่ นว่ ยงานทก่ี ากับหรอื องคก์ รวิชาชพี กาหนด (Offline - Off the Job Training) ประกอบดว้ ย 6 วธิ กี าร
(3) การพัฒนาครูตามเน้อื หาทีห่ นว่ ยงานทกี่ ากบั หรอื องค์กรวชิ าชีพกาหนด 3) การพัฒนาครใู นระหว่างการปฏบิ ัติงานโดยผ่านระบบออนไลน์
(4) การพฒั นาครตู ามหลกั สูตรทกี่ าหนดจากสว่ นกลาง (Online - On the Job Training) ประกอบด้วย 3 วธิ ีการ
(5) การพัฒนาครูตามหลกั สูตรที่มกี ารจดั ลาดบั ก่อนหลังตามความยากง่ายของเนอ้ื หา 4) การพัฒนาครูนอกเวลาการปฏิบตั ิงานแบบออนไลน(์ Online -
(6) การพฒั นาครูตามโครงสร้างตาแหนง่ /วทิ ยฐานะในแนวดิง่ Off the Job Training) ประกอบด้วย 5 วธิ ีการ
(7) การพัฒนาครูโดยวิธกี ารสมุ่ ผ้เู ข้ารบั การอบรม 5) การพฒั นาครใู นรูปแบบผสมผสาน (Blended Learning)
ประกอบดว้ ย 2 วิธกี าร
2) กระบวนทัศนแ์ บบใหม่ (New Paradigm)
2.3 กลไกการพัฒนาครชู ่างอตุ สาหกรรมสมรรถนะสูง
(1) การพฒั นาครตู ามความตอ้ งการจาเปน็ ของครรู ายบุคคล
(2) การพฒั นาครตู ามเนอ้ื หาทก่ี าหนดโดยครูรายบุคคล ประกอบด้วย 2 กลไกหลกั ดังนี้
(3) การพัฒนาครตู ามลาดบั โดยท่ผี ้รู บั การพฒั นาเป็นผเู้ ลือกเอง 1) กลไกหนว่ ยงาน (Organization Mechanism) ประกอบดว้ ย 4
(4) การพฒั นาครูด้วยหลกั สูตรเสริมสร้างความกา้ วหน้าของครรู ายบุคคล แบบ
(5) การพัฒนาครตู ามแรงผลกั ดนั และคณุ ภาพจากภายใน 2) กลไกเครอื ข่าย (Network Mechanism)ประกอบดว้ ย 4 แบบ
(6) การพัฒนาครูตามโครงสร้างแบบเปิด
(7) การพฒั นาครโู ดยไมก่ าหนดหลักสูตรภาคบังคับ (1) กลไกการพฒั นาครโู ดยเครือขา่ ยสถานศกึ ษา ประกอบด้วย 4
(8) การพฒั นาครโู ดยสถาบันหรือหน่วยงานเบือ้ งบนเปน็ ผ้สู นบั สนุนให้ครูไดร้ ับการพฒั นา แบบยอ่ ย
(9) การพฒั นาครูโดยใชส้ มรรถนะเปน็ ฐาน
(10) การพัฒนาโดยใช้ผลการปฏิบัติงานเปน็ ฐาน (2) กลไกการพัฒนาครูโดยเครือขา่ ยไตรภาคี ประกอบด้วย 3 แบบ
(11) การพัฒนาครโู ดยเนน้ ผลลพั ธท์ เี่ กดิ กบั ผู้เรียนเปน็ ฐาน ย่อย
(12) การพฒั นาครโู ดยประยุกต์ใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีการสอ่ื สาร และดจิ ทิ ลั
แพลตฟอรม์ (3) กลไกการพัฒนาครโู ดยเครือขา่ ยจตภุ าคี ประกอบดว้ ย 3 แบบ
ย่อย
(13) การพัฒนาครตู ามความต้องการของสถานศกึ ษา ภาคอุตสาหกรรม และชมุ ชน
(4) กลไกการพฒั นาครโู ดยเครอื ข่ายเบญจภาคี ประกอบด้วย 3
แบบย่อย
วัตถุประสงคข์ องการวิจัย
3.1 เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพพึงประสงค์ในการพฒั นากระบวนทศั น์ รูปแบบ และกลไกสาหรับการพัฒนา
ครูชา่ งอตุ สาหกรรมทมี่ สี มรรถนะสูง ยุคประเทศไทย 4.0
3.2 เพื่อประเมนิ ความต้องการจาเป็นในการพฒั นากระบวนทศั น์ รปู แบบ และกลไกสาหรบั การพัฒนาครชู า่ ง
อตุ สาหกรรมที่มสี มรรถนะสูง ยคุ ประเทศไทย 4.0
วิธดี าเนินการวิจยั
ประชากรและกลมุ่ ตวั อย่าง
1) ประชากรที่ใช้ในการอ้างอิงผลการวิจัยคร้ังนี้ ได้แก่ ผบู้ ริหารสถานศึกษา และครูผู้สอนที่อยใู่ นแผนกช่าง
อุตสาหกรรม ของสถานศกึ ษาท่อี ยใู่ นสังกดั สานกั งานคณะกรรมการอาชีวศึกษา(สอศ.) ในเขตภาคใตต้ อนล่าง
2) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผบู้ ริหารสถานศึกษา และครูผสู้ อนท่ีอยู่ในแผนกชา่ งอุตสาหกรรม ของสถานศึกษาที่
อยใู่ นสังกัดสานักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา(สอศ.) ในเขตภาคใต้ จานวนทง้ั หมด 90 คน ที่ได้จากการส่มุ แบบเจาะจง
ตัวแปรท่ศี กึ ษา
1) ตัวแปรต้น ได้แก่
กระบวนทศั น์ รปู แบบ และกลไกเพอ่ื พัฒนาครชู ่างอตุ สาหกรรมที่มสี รรถนะสูงในยุคประเทศไทย 4.0
2) ตัวแปรตาม ไดแ้ ก่
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 447
(1) ความคิดเห็นของผู้บริหารและครูช่างอุตสาหกรรม เก่ียวกับสภาพปัจจุบันที่มีการปฏิบัติในเรื่อง
กระบวนทัศน์ รูปแบบ และกลไกเพ่ือพฒั นาครชู ่างอตุ สาหกรรมทม่ี ีสรรถนะสงู ในยุคประเทศไทย 4.0
(2) ความคิดเห็นของผู้บริหารและครูช่างอุตสาหกรรม เก่ียวกับสภาพพึงประสงค์ท่ีคาดว่าจะมีการ
ปฏิบตั ใิ นเรอ่ื งกระบวนทศั น์ รูปแบบ และกลไกเพอ่ื พฒั นาครชู ่างอตุ สาหกรรมทม่ี ีสรรถนะสงู ในยุคประเทศไทย 4.0
(3) ความตอ้ งการจาเป็นเก่ียวกับกระบวนทัศน์ รูปแบบ และกลไกเพื่อพัฒนาครูช่างอตุ สาหกรรมที่มี
สรรถนะสงู ในยุคประเทศไทย 4.0
เครอ่ื งมอื ท่ีใชใ้ นการวจิ ัย
เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถามสาหรับผู้บริหารและครูช่างอุตสาหกรรมในสถานศึกษา โดย
แบบสอบถามดังกล่าวแบ่งออกเป็น 3 ตอน ได้แก่ ตอนที่ 1) ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ เพศ อายุ วุฒิการศึกษา
และกลุ่มผู้ให้ข้อมูล ตอนที่ 2) สภาพปัจจุบัน และสภาพพึงประสงค์ของกระบวนทัศน์ รูปแบบ และกลไกการพัฒนาครูช่าง
อุตสาหกรรมที่มีสมรรถนะสูงยุคประเทศไทย 4.0 และ ตอนที่ 3) ข้อเสนอแนะหรือความเห็นเพ่ิมเติม ได้แก่การปรับเปล่ียน
กระบวนทัศน์ รูปแบบ และกลไกการพัฒนาครูช่างอุตสาหกรรมทมี่ ีสมรรถนะสูง รวมถงึ ปัจจัยท่ีเสรมิ สร้างความเขม้ แข็งในการ
พฒั นาครูชา่ งอุตสาหกรรมในปจั จุบันและอนาคต
วธิ กี ารเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล
ผ้วู ิจัยได้ดาเนินการเก็บรวบรวมขอ้ มูลกบั กลมุ่ ตัวอยา่ งทัง้ หมด 90 คน โดยการเลือกกลุ่มตวั อยา่ งแบบเจาะจง
จากท้ังหมด 15 สถานศึกษาในเขตภาคใต้ตอนล่าง ที่อยู่ในสังกัดสานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดยใช้แบบสอบถาม
ความคิดเห็น ซ่ึงการเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างนั้นแบ่งเป็นผู้บริหารสถานศึกษาทั้งหมด 30 ฉบับ (สถานศึกษาละ 2
ฉบับ) และเก็บรวบรวมข้อมูลกับครูช่างอุตสาหกรรมทั้งหมด 60 ฉบับ (สถานศึกษาละ 4 ฉบับ) และนาแบบสอบถามท่ีเก็บ
รวบรวมได้ทั้งหมด 90 ฉบบั ไปดาเนนิ การวิเคราะห์ข้อมลู ตอ่ ไป
การวิเคราะห์ข้อมูล
ผวู้ จิ ยั นาแบบสอบถามความคดิ เหน็ ท่รี วบรวมได้ท้ังหมด 90 ชดุ วิเคราะห์หาค่าตา่ งๆ ดังนี้
(1) การแจกแจงความถ่ีและหาคา่ รอ้ ยละ
ในการวิเคราะห์ข้อมูลตอนท่ี1ข้อมูลของผู้ตอบแบบสอบถามได้แก่ เพศ อายุ วุฒิการศึกษา และกลุ่มให้ข้อมูลข้อเสนอแนะและ
ความคดิ เหน็ เพม่ิ เติม ใช้สถิติความถี่ และร้อยละ ในการวเิ คราะห์
(2) การวเิ คราะหโ์ ดยหาค่าเฉลี่ย (Mean) และสว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
ของดา้ นสภาพปัจจุบัน และสภาพพึงประสงคข์ องกระบวนทัศน์ รปู แบบ และกลไกการพัฒนาครูช่างอุตสาหกรรมที่มีสมรรถนะ
สูงยุคประเทศไทย 4.0 โดยใช้เกณฑก์ ารแปลความหมายดังน้ี (ประคอง กรรณสตู ,2542)
คา่ เฉลยี่ ความหมาย
4.50-5.00 สภาพปจั จบุ นั มกี ารปฏิบตั /ิ สภาพพึงประสงค์คาดว่าจะมกี ารปฏบิ ตั อิ ยูใ่ นระดบั มากทีส่ ุด
3.50-4.49 สภาพปจั จุบันมีการปฏบิ ัต/ิ สภาพพึงประสงคค์ าดว่าจะมกี ารปฏบิ ตั อิ ยใู่ นระดบั มาก
2.50-3.49 สภาพปจั จบุ ันมกี ารปฏิบตั /ิ สภาพพึงประสงค์คาดว่าจะมีการปฏิบตั อิ ยใู่ นระดบั ปานกลาง
1.50-2.49 สภาพปจั จุบนั มีการปฏิบตั /ิ สภาพพึงประสงค์คาดว่าจะมีการปฏบิ ตั อิ ย่ใู นระดบั น้อย
1.00-1.49 สภาพปจั จุบันมีการปฏิบัต/ิ สภาพพึงประสงคค์ าดวา่ จะมีการปฏบิ ตั อิ ยใู่ นระดับน้อยทส่ี ดุ
วเิ คราะห์ความต้องการจาเป็นด้านกระบวนทัศน์ รูปแบบและกลไกการพัฒนาครูช่างอตุ สาหกรรม
สมรรถนะสูงยคุ ประเทศไทย 4.0 โดยใชค้ า่ ดชั นคี วามสาคัญของความตอ้ งการจาเปน็ (Priority Needs Index:PNI) แบบปรบั ปรุง
PNImodified (สุวิมล ว่องวาณิช, 2558) จากน้ันดาเนินการจัดลาดับความสาคัญการพัฒนาครูช่างอุตสาหกรรม โดยพิจารณาค่า
PNImodified ในภาพรวมของกระบวนทัศน์ รปู แบบ และกลไกเพื่อพฒั นาครูช่างอุตสาหกรรมที่มีสมรรถนะสงู ในยุคประเทศไทย 4.0
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 448
5. ผลการวิจัย
5.1 ผลการวิเคราะหส์ ภาพปจั จบุ นั และสภาพพึงประสงคข์ องด้านกระบวนทศั น์ รปู แบบ และกลไกการพฒั นาครู
ชา่ งอตุ สาหกรรมท่มี สี มรรถนะสงู ยคุ ประเทศไทย 4.0
จากผลการเกบ็ รวบรวมข้อมลู กับผบู้ ริหารและครูช่างอตุ สาหกรรม ทง้ั หมด 90 คน นามาวิเคราะหส์ ภาพ
ปจั จุบันและสภาพพงึ ประสงค์ โดยมรี ายละเอยี ดดังน้ี
ตารางที่ 1 ผลการวิเคราะหส์ ภาพปจั จบุ ันและสภาพพงึ ประสงค์
กระบวนทศั น์ รูปแบบ และกลไกการพฒั นาครูชา่ ง สภาพปัจจุบัน สภาพพงึ ประสงค์
อตุ สาหกรรมท่มี สี มรรถนะสูง ยุคประเทศไทย 4.0 ̅ SD การ ̅ SD การ
แปลผล แปลผล
1. กระบวนทัศนก์ ารพัฒนาครูชา่ งอตุ สาหกรรม 3.83 0.86 มาก 4.26 0.71 มาก
2. รปู แบบการพัฒนาครูช่างอุตสาหกรรม 3.76 0.92 มาก 4.28 0.67 มาก
3. กลไกการพัฒนาครชู ่างอุตสาหกรรม 3.70 0.98 มาก 4.28 0.68 มาก
เฉลย่ี 3.77 0.92 มาก 4.27 0.69 มาก
จากตารางท่ี 1 สภาพปจั จบุ นั และสภาพพึงประสงค์ของการพัฒนาครูช่างอุตสาหกรรมสมรรถนะสงู ยคุ ประเทศไทย 4.0
ด้านกระบวนทศั น์ รูปแบบ และกลไกการพฒั นาครชู ่างอุตสาหกรรม ในภาพรวมพบวา่ ภาพรวมของสภาพปจั จุบันในทุกมิติมกี าร
ปฏิบตั อิ ยู่ในระดับมาก ( ̅ = 3.77, SD=0.92) และสภาพพึงประสงคใ์ นทกุ มิตคิ าดว่าจะมกี ารปฏิบัติอย่ใู นระดับมาก ( ̅ = 4.27,
SD=0.69) ซ่ึงเม่ือพิจารณารายด้าน พบวา่ สภาพปัจจบุ ันน้ัน ด้านที่มีการปฏิบตั ิสูงกวา่ ด้านอ่ืนๆ คอื ด้านกระบวนทศั น์การพัฒนา
ครูช่างอุตสาหกรรม ซ่ึงมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก( ̅ = 3.83, SD=0.86) รองลงมาคือด้านรูปแบบการพัฒนาครูช่าง
อุตสาหกรรม มกี ารปฏิบตั อิ ย่ใู นระดบั มาก ( ̅ = 3.76, SD=0.92) ส่วนสภาพพึงประสงค์นั้น ด้านทค่ี าดวา่ จะมกี ารปฏบิ ตั สิ ูงกว่า
ดา้ นอ่นื ๆ คอื ดา้ นรูปแบบการพัฒนาครูช่างอุตสาหกรรม( ̅ = 4.28, SD=0.67) และด้านกลไกการพัฒนาครชู ่างอตุ สาหกรรม
( ̅ = 4.28, SD=0.68 ) ซ่ึงทั้งสองด้าน คาดว่าจะมกี ารปฏิบัติอยใู่ นระดับมาก
5.2 ผลการวิเคราะห์ความต้องการจาเป็นด้านกระบวนทัศน์ รูปแบบ และกลไกการพัฒนาครูช่างอุตสาหกรรมท่ีมี
สมรรถนะสงู ยคุ ประเทศไทย 4.0
การวิเคราะห์ผลความต้องการจาเป็นเปรียบเทียบสภาพพึงประสงค์ของการพัฒนากระบวนทัศน์ รูปแบบ และ
กลไกเพอื่ พฒั นาครชู า่ งอุตสาหกรรมทีม่ ีสมรรถนะสงู ยุคประเทศไทย 4.0 มีรายละเอียดดังน้ี
ตารางท่ี 2 ผลการวเิ คราะหค์ วามตอ้ งการจาเป็นเปรยี บเทยี บกบั สภาพพงึ ประสงค์ โดยภาพรวม
ความต้องการ
กระบวนทัศน์ รปู แบบ และกลไกการพัฒนาครชู า่ งอตุ สาหกรรมทมี่ ี สภาพพึงประสงค์ จาเป็น
สมรรถนะสงู ̅ SD การแปล PNIModifie ลาดับ
ยุคประเทศไทย 4.0 ผล
d
1. กระบวนทศั น์การพฒั นาครูชา่ งอุตสาหกรรม 4.2 0.7 มาก 0.11 3
2. รูปแบบการพัฒนาครชู ่างอุตสาหกรรม 61 มาก 0.14 2
3. กลไกการพฒั นาครูช่างอุตสาหกรรม มาก 0.16 1
4.2 0.6
87
4.2 0.6
88
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 449
จากตารางท่ี 2 ในภาพรวม พบว่า สภาพพึงประสงค์อยู่ในระดบั มาก ขณะที่ ความต้องการจาเปน็ ด้านกลไกการพัฒนา
ครูช่างอุตสาหกรรมมีความต้องการเป็นอันดับแรก รองลงมาคือด้านรูปแบบการพัฒนาครูช่างอุตสาหกรรม และด้านกระบวน
ทัศนก์ ารพฒั นาครูช่างอุตสาหกรรม ตามลาดับ
ตารางที่ 3 ผลการวิเคราะห์ความต้องการจาเป็นเปรยี บเทียบกบั สภาพพงึ ประสงค์ แยกรายด้าน
กระบวนทศั น์ รูปแบบ และกลไกการพฒั นาครชู า่ งอุตสาหกรรมที่ สภาพพึงประสงค์ ความต้องการจาเปน็
มีสมรรถนะสูงยคุ ประเทศไทย 4.0
̅ SD การแปลผล PNIModified ลาดบั
1.กระบวนทัศนก์ ารพัฒนาครูชา่ งอุตสาหกรรม 4.23 0.72 มาก 0.07 2
4.27 0.71 มาก 0.13 1
(1) กระบวนทัศนแ์ บบดั้งเดมิ (Old paradigm)
4.31 0.65 มาก 0.14 2
(2) กระบวนทศั น์แบบใหม่ (New paradigm) 4.28 0.67 มาก 0.15 1
4.24 0.61 มาก 0.09 4
2. รปู แบบการพฒั นาครชู า่ งอตุ สาหกรรม 4.20 0.73 มาก 0.13 3
(1)การพฒั นาครใู นระหวา่ งการปฏิบัติงานโดยไมผ่ า่ นระบบออนไลน์
(Offline - On the Job Training)
(2)การพัฒนาครูนอกเวลาการปฏบิ ตั ิงานโดยไมผ่ า่ นระบบออนไลน์
(Offline - Off the Job Training)
(3)การพัฒนาครใู นระหวา่ งการปฏิบัติงานโดยผา่ นระบบออนไลน์
(Online - On the Job Training)
(4)การพฒั นาครูนอกเวลาการปฏบิ ตั ิงานแบบออนไลน์ (Online - Off
the Job Training)
(5)การพฒั นาครใู นรปู แบบผสมผสาน (Blended Learning) 4.33 0.68 มาก 0.15 1
3. กลไกการพฒั นาครชู ่างอตุ สาหกรรม
(1)กลไกหนว่ ยงาน (Organization Mechanism) 4.31 0.64 มาก 0.13 6
(2)กลไกเครือข่าย (Network Mechanism) 4.27 0.70 มาก 0.17 3
(2.1)กลไกการพัฒนาครโู ดยเครือขา่ ยสถานศกึ ษา 4.17 0.69 มาก 0.14 5
(2.2)กลไกการพฒั นาครโู ดยเครือข่ายไตรภาคี 4.34 0.64 มาก 0.15 4
(2.3)กลไกการพฒั นาครโู ดยเครือขา่ ยจตุภาคี 4.30 0.68 มาก 0.19 1
(2.4)กลไกการพฒั นาครโู ดยเครอื ข่ายเบญจภาคี 4.26 0.77 มาก 0.18 2
จากตารางท่ี 3 พบว่า ด้านกระบวนทัศน์การพัฒ นาครูช่างอุตสาหกรรม น้ัน กระบวนทัศน์แบบใหม่
(New paradigm)มีความต้องการเป็นอันดับแรก (ค่า PNIModified เท่ากับ 0.13) โดยมีสภาพพึงประสงค์อยู่ในระดับมาก ด้าน
รูปแบบการพัฒนาครูช่างอุตสาหกรรม พบว่า การพัฒนาครูนอกเวลาการปฏิบัติงานโดยไม่ผ่านระบบออนไลน์ (Offline - Off
the Job Training) และ การพัฒนาครูในรปู แบบผสมผสาน (Blended Learning) จะมีความตอ้ งการเป็นอันดบั แรกเท่ากนั (ค่า
PNIModified เท่ากับ 0.15) โดยมีสภาพพึงประสงค์อยู่ในระดับมาก และด้านกลไกการพัฒนาครู พบว่ากลไกการพัฒนาครูโดย
เครือข่ายจตุภาคี มีความต้องการจาเป็นเป็นอันดับแรก(ค่า PNIModified เท่ากับ 0.19) โดยมีสภาพพึงประสงค์อยู่ในระดับมาก
เช่นกัน
สรุปผลการวิจยั
6.1) ผู้บริหารและครผู ู้สอนในสถานศึกษา ท้ังหมด 90 คน เห็นว่าด้านกระบวนทัศน์ รูปแบบ และกลไกการพัฒนาครู
ช่างอุตสาหกรรมที่มีสมรรถนะสูงยุคประเทศไทย 4.0 โดยภาพรวมของสภาพปัจจุบันมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ( ̅ =3.77 ,
SD=0.92 ) ซึ่งพบว่าด้านท่ีมีสภาพปัจจุบันสูงท่ีสุดได้แก่ด้านกระบวนทัศน์การพัฒนาครูช่างอุตสาหกรรม สภาพปัจจุบันมีการ
ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 450
ปฏิบัตงิ านอย่ใู นระดับมาก ( ̅ =3.83 , SD=0.86 ) รองลงมาไดแ้ ก่ดา้ นรปู แบบการพัฒนาครูช่างอุตสาหกรรม สภาพปัจจบุ ันมกี าร
ปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก ( ̅ =3.76 , SD=0.92 ) ส่วนด้านที่มีสภาพปัจจุบันมีการปฏิบัติงานต่ากว่าด้านอื่นๆ ได้แก่ ด้านกลไก
การพฒั นาครชู า่ งอุตสาหกรรม แตก่ ย็ งั มีสภาพปจั จบุ ันการปฏิบตั งิ านอยู่ในระดบั มาก ( ̅ =3.70 , SD=0.98 )
6.2) ผู้บริหารและครูผู้สอนในสถานศึกษา ท้ังหมด 90 คน เห็นว่าด้านกระบวนทัศน์ รูปแบบ และกลไกการพัฒนาครู
ช่างอุตสาหกรรมที่มีสมรรถนะสูงยุคประเทศไทย 4.0 โดยภาพรวมมีสภาพพึงประสงค์ท่ีคาดว่าจะมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก
( ̅ =4.27 , SD=0.69 ) ซ่ึงพบว่ามี 2 ด้านท่ีมีสภาพพึงประสงค์สูงเป็นอันดับแรก ได้แก่ ด้านรูปแบบการพัฒนาครูช่าง
อุตสาหกรรม มีสภาพพึงประสงค์อยู่ในระดับมาก ( ̅ = 4.28, SD=0.67) และด้านกลไกการพัฒนาครูชา่ งอุตสาหกรรม มีสภาพ
พึงประสงค์อยู่ในระดับมากเช่นกัน ( ̅ = 4.28, SD=0.68) ส่วนด้านท่ีมีสภาพพึงประสงค์เปน็ อันดับสุดท้าย ไดแ้ ก่ ด้านกระบวน
ทัศนก์ ารพัฒนาครูช่างอตุ สาหกรรม แต่ทัง้ นี้ก็ยงั คงมสี ภาพพึงประสงคอ์ ยู่ในระดับมาก( ̅ = 4.26, SD=0.71)
6.3) ความต้องการจาเป็น พบว่าด้านกลไกการพัฒนาครูช่างอุตสาหกรรมมีความต้องการเป็นเป็นอันดับแรก (ค่า
PNIModified เท่ากับ 0.16) โดยมีสภาพพึงประสงค์อยู่ในระดับมาก ( ̅ = 4.28, SD=0.68) ซ่ึงพบว่ากลไกการพัฒนาครูช่าง
อตุ สาหกรรมโดยเครอื ขา่ ยจตุภาคี มีความต้องการจาเปน็ เป็นอันดับแรก(ค่า PNIModified เท่ากบั 0.19) โดยมีสภาพพงึ ประสงคอ์ ยู่
ในระดับมาก( ̅ = 4.30, SD=0.68) รองลงมาคอื ด้านรูปแบบการพัฒนาครูช่างอุตสาหกรรม มีความต้องการจาเป็นเป็นอันดับ
ที่2 (ค่า PNIModified เท่ากับ 0.14) โดยมีสภาพพึงประสงค์อยู่ในระดับมาก ( ̅ = 4.28, SD=0.67) ซ่ึงพบว่ามี 2 รายการในด้าน
รปู แบบการพัฒนาครูช่างอุตสาหกรรมทีม่ ีความต้องการจาเป็นเปน็ อนั ดับแรก(คา่ PNIModified เท่ากบั 0.15) ได้แก่ 1) การพฒั นา
ครูนอกเวลาการปฏิบัติงานโดยไม่ผ่านระบบออนไลน์(Offline-Off the Job Training) โดยมีสภาพพึงประสงค์อยู่ในระดับมาก
( ̅ = 4.28, SD=0.67) และ 2)การพัฒนาครูในรูปแบบผสมผสาน(Blended Learning) โดยมสี ภาพพึงประสงค์อยู่ในระดบั มาก
(( ̅ = 4.33, SD=0.68) และด้านที่มีความต้องการจาเป็นน้อยกว่าด้านอ่ืนๆ ได้แก่ด้านกระบวนทัศน์การพัฒนาครูช่าง
อตุ สาหกรรม ซ่ึงมีความตอ้ งการจาเป็นเป็นอันดบั ท่ี3 (ค่า PNIModified เท่ากับ 0.11) โดยมีสภาพพึงประสงค์อยู่ในระดับมาก ( ̅ =
4.26, SD=0.71) ซ่ึงพบว่ากระบวนทัศน์แบบใหม่(New paradigm) มีความต้องการจาเป็นเป็นอันดับแรก (ค่า PNIModified
เทา่ กบั 0.13) และมสี ภาพพงึ ประสงค์อยู่ในระดับมาก( ̅ = 4.27, SD=0.71)
อภิปรายผล
7.1 สภาพพึงประสงค์ พบว่าโดยภาพรวมมีค่าเฉล่ียสูงสุดเท่ากัน 2 ด้าน คือ (1) ด้านรูปแบบการพัฒนาครูช่าง
อุตสาหกรรม ( ̅ =4.28, SD=0.67) และ (2) ด้านกลไกการพัฒนาครชู ่างอตุ สาหกรรม ( ̅ =4.28, SD=0.68) ทั้งน้อี าจจะเป็น
เพราะว่า
1) ผู้บรหิ ารและครูช่างอุตสาหกรรมในสถานศึกษา ส่วนใหญ่เห็นด้วยในระดับมากเก่ียวกับเรื่องรูปแบบการ
พัฒนาครูในรูปแบบผสมผสาน(Blended Learning) ( ̅ =4.33 ,SD = 0.68) ที่เป็นการพัฒนาครูด้วยวิธีการเรียนรู้แบบ
ผสมผสานผา่ นการทางานหรือการลงมือปฏบิ ัติจรงิ รอ้ ยละ 70 การพัฒนาครดู ้วยวธิ กี ารเรียนรูผ้ า่ นผอู้ ่ืนรอ้ ยละ 20 และการพฒั นา
ครดู ้วยวิธีการอบรม/สัมมนาร้อยละ 10
2) ผบู้ ริหารและครูช่างอุตสาหกรรมในสถานศกึ ษา ส่วนใหญเ่ ห็นด้วยในระดับมาก เกย่ี วกับกลไกการพัฒนา
ครูโดยเครอื ขา่ ยไตรภาคี ( ̅ = 4.34, 0.64) ท่เี ปน็ กลไกความร่วมมอื และการสนับสนุนของสถานศกึ ษา สถาบนั ผลติ ครู และต้น
สังกัดของสถานศึกษาระดับประเทศ โดยกลไกความร่วมมือท้ังสามภาคส่วนน้ัน เป็นสิ่งที่ผู้บริหารและครูช่างอุตสาหกรรมส่วน
ใหญ่เหน็ ดว้ ยเปน็ อย่างมากในการพฒั นาครูช่างอุตสาหกรรม ในสังกดั สอศ.
7.2 จากผลการวจิ ยั การพฒั นาครชู า่ งอุตสาหกรรมทม่ี ีสมรรถนะสูงในยคุ ประเทศไทย 4.0 ทัง้ 3 ด้าน ได้แก่ 1)
ด้านกระบวนทศั น์การพัฒนาครูช่างอุตสาหกรรม 2) ด้านรูปแบบการพฒั นาครูชา่ งอตุ สาหกรรม และ 3) ด้านกลไกการพัฒนาครู
ชา่ งอตุ สาหกรรม พบว่า สภาพพึงประสงค์ ของท้ัง3 ด้านมคี ่าเฉลย่ี สงู กว่าสภาพปัจจุบนั ที่มีการปฏบิ ัตอิ ยู่ ทั้งน้ีอาจเป็นเพราะว่า
การเก็บรวบรวมข้อมูลกับสถานศึกษากลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ซึ่งทั้งหมดเป็นสถานศึกษาที่อยู่ในสังกัดสานักงาน
คณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) ซ่ึงลักษณะการทางานของบุคลากรในสถานศึกษานั้น จะต้องปฏิบัติงานตามคาส่ังของ
สถานศึกษา และต้นสังกัดของสถานศึกษาทส่ี ่ังการลงมา สง่ ผลใหส้ ภาพพงึ ประสงคใ์ นทั้งสามด้านดังกล่าวมีค่าเฉล่ียสูงกวา่ สภาพ
ปจั จุบันทีม่ กี ารปฏิบัติเก่ยี วกับด้านกระบวนทัศน์ รูปแบบ และกลไกการพัฒนาครชู ่างอตุ สาหกรรมที่มสี มรรถนะสูงในยคุ ประเทศ
ไทย 4.0