The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

proceedings มศว ธนินท์รัฐ 5 กค 2562

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Thaninrat Kritchanthat Sirivisalsuwan, 2020-02-09 01:22:10

Proceedings มศว ระดับชาติ

proceedings มศว ธนินท์รัฐ 5 กค 2562

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 301

วธิ ีการเกบ็ รวบรวมข้อมูล
1. นาหนังสอื จากบัณฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒ เพอ่ื ขอความอนเุ คราะห์ในการเก็บรวบรวมขอ้ มลู
2. ติดต่อหน่วยงานในคณะแพทยศาสตร์ศิรริ าชพยาบาล เพอื่ ขอความร่วมมือในการเกบ็ รวบรวมข้อมลู บคุ ลากรท่เี ปน็
กลมุ่ ตัวอย่างตามท่ชี แี้ จงรายละเอยี ดของแบบสอบถาม และเก็บรวบรวมต้วยตนเอง
3. นาขอ้ มลู ที่ไดไ้ ปวิเคราะหโ์ ดยใชว้ ธิ กี ารทางสถติ ดิ ้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์

เครื่องมอื ที่ใชใ้ นการวจิ ัย
1. การเลือกกลุ่มตวั อย่างที่ใช้ในการวิจยั คร้ังน้ี เป็นบคุ ลากรสายสนับสนุนด้านการศกึ ษาของคณะแพทยศาสตร์ศิริราช
พยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ซ่ึงผู้วิจัยได้กาหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้แนวคิดของ แฮร์และคณะ (Hair; et al. 2006:
245) ซง่ึ เสนอวา่ ขนาดของกลุ่มตัวอย่างเพอื่ การวเิ คราะหถ์ ดถอยพหุคูณ ต้องมขี นาดอยา่ งน้อย 20 เท่าของตัวแปรท่ศี ึกษา ดังน้ัน
ขนาดกลุ่มตวั อยา่ งข้ันตา่ จึงเป็น 120 คน เนื่องจากงานวิจัยส่วนใหญร่ ายงานอัตราการตอบกลบั ของผู้ตอบแบบสอบถามค่อนขา้ ง
น้อย ดังนั้น ผู้วิจัยจึงเพิ่มจานวนกลุ่มตัวอย่างอีก ร้อยละ 60 ดังน้ัน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในครั้งน้ีจานวนทั้งหมด 192 คน โดยใช้
วิธีการสมุ่ แบบโควต้าเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสมุ่ อย่างง่าย ไดร้ บั แบบสอบถามทีม่ ีความสมบูรณ์กลับมา จานวน 161 ชดุ คิด
เปน็ ร้อยละ 83.85
2. นาข้อมูลท่ีได้ศึกษาเอกสาร บทความ วารสาร ตาราและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยบางประการท่ีส่งผลต่อความ
ผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรสายสนับสนุนด้านการศึกษาคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เพ่ือนามา
กาหนดขอบเขตเน้ือหาในการสร้างแบบสอบถาม นาข้อมูลมาตรวจสอบความตรงเชิงเน้ือหา (Content Validity) โดย
ผู้เช่ียวชาญ ซ่ึงในการวิจัยคร้ังน้ีได้ขอความอนุเคราะห์จากผู้เช่ียวชาญจานวน 3 ท่าน เพ่ือพิจารณาความสอดคล้องและความ
ครอบคลุมของแบบสอบถามกับนิยามศัพท์แล้วคัดกรองข้อท่ีผูเ้ ช่ียวชาญมีความคิดเห็นว่าวดั ได้ตรงกับนิยามศัพท์โดยคัดเลือกข้อ
คาถาม และทาการวิเคราะห์เลือกขอ้ คาถามทม่ี คี ่าดัชนีความสอดคล้องของเน้อื หา (IOC: Index of consistency) ตัง้ แต่ .50 ข้ึน
ไป (ล้วน สายยศ; และ อังคณา สายยศ. 2543: 248-249) พร้อมทั้งพิจารณาปรับปรุงข้อคาถามตามข้อเสนอแนะของ
ผู้เช่ียวชาญ พบว่า ปัจจัยด้านวัฒนธรรมองค์กร มีข้อคาถามผ่านเกณฑ์ 11 ข้อ ปัจจัยด้านเจตคติที่มีต่องาน มีข้อคาถามผ่าน
เกณฑ์ 10 ข้อ ปัจจัยด้านความพึงพอใจต่อผลตอบแทนที่ได้รบั จากองค์กร มีข้อคาถามผ่านเกณฑ์ 9 ข้อ ปัจจัยด้านสัมพันธภาพ
ระหวา่ งบคุ ลากรในทที่ างาน มขี ้อคาถามผ่านเกณฑ์ 11 ข้อ ปจั จัยด้านสถานที่และวัสดุอุปกรณใ์ นท่ที างาน มีขอ้ คาถามผา่ นเกณฑ์
7 ข้อ ปัจจัยด้านนโยบายและการบริหารงานขององค์กร มีข้อคาถามผ่านเกณฑ์ 8 ข้อ และด้านความผูกพันต่อองค์กร มีข้อ
คาถามผ่านเกณฑ์ 12 ข้อ มีขอ้ คาถามผา่ นเกณฑ์รวมท้ังส้นิ จานวน 68 ขอ้
2. เครื่องมือท่ีใช้ในการรวบรวมข้อมูล เป็นแบบสอบถามความคิดเห็นของบุคลากรสายสนับสนุนด้านการศึกษาของ
คณะแพทยศาสตร์ศิรริ าชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล รวมข้อคาถามทง้ั ส้ิน 68 ข้อ แบบสอบถามมลี กั ษณะเป็นแบบมาตราส่วน
ประมาณค่า(Rating Scale) 5 ระดับ ตามวิธีของลิเคิร์ท (Likert) และตอนท้ายของแบบสอบถามเป็นคาถามปลายเปิดให้ผู้ตอบ
แบบสอบถามได้แสดงความคิดเห็น และข้อเสนอแนะเพ่ิมเติม โดยแบบสอบถามท้ังฉบับมีค่าความเชื่อมั่น (Reliability) เท่ากับ
.959
การวิเคราะห์ขอ้ มลู
1. การจัดกระทาข้อมูล

1. นาแบบสอบถามที่ไดร้ บั กลับคนื มา มาตรวจความสมบรู ณ์ และใหค้ ะแนนตามเกณฑ์ท่กี าหนดไว้
2. นาแบบสอบถามไปวเิ คราะห์หาค่าสถติ ติ า่ งๆ โดยใชโ้ ปรแกรมคอมพวิ เตอร์
2. การวิเคราะหข์ ้อมูล
1. นาแบบสอบถามทีไ่ ดร้ บั กลบั คนื มาท้ังหมดตรวจสอบความสมบูรณ์ และใหค้ ะแนนตามเกณฑ์ทีก่ าหนดไว้
แลว้ นาข้อมลู ทง้ั หมดไปวเิ คราะหด์ ว้ ยคอมพวิ เตอรโ์ ดยโปรแกรมสาเรจ็ รูป
2. การวเิ คราะหข์ อ้ มลู ทว่ั ไปของผตู้ อบแบบสอบถาม ไดแ้ ก่ เพศ อายุ หนว่ ยงาน ระยะเวลาทป่ี ฏิบตั งิ านใน
หนว่ ยงาน โดยนามาหาคา่ ความถ่ี และคา่ รอ้ ยละ
3. ตามจดุ มุง่ หมายของการวจิ ยั ขอ้ ที่ 1 เพือ่ ศกึ ษาระดบั ความผกู พันตอ่ องค์กรของบคุ ลากรสายสนบั สนนุ
ดา้ นการศึกษา คณะแพทยศาสตรศ์ ริ ริ าชพยาบาล มหาวิทยาลยั มหดิ ล วเิ คราะหโ์ ดยใชค้ ่าคะแนนเฉลย่ี (X̅) คา่ ความเบ่ียงเบน

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 302

มาตรฐาน (S.D.) และค่าสมั ประสทิ ธ์ิสหสมั พนั ธ์ โดยใช้สูตรของเพียร์สนั (Pearson Product Moment Correlation
Coefficient)

4. ตามจดุ มุ่งหมายของการวจิ ยั ขอ้ ท่ี 2 เพอื่ ศกึ ษาปัจจัยบางประการท่ีสง่ ผลต่อความผกู พันต่อองคก์ รของ
บุคลากรสายสนบั สนุนดา้ นการศึกษา คณะแพทยศาสตรศ์ ริ ริ าชพยาบาล มหาวทิ ยาลยั มหิดล วเิ คราะหโ์ ดยใชว้ ธิ ีการวิเคราะห์การ
ถดถอยพหคุ ณู แบบเพม่ิ ตัวแปรเปน็ ข้ัน (Stepwise Multiple Regression) เพ่ือคัดเลอื กตัวแปรท่ีดที ส่ี ุด

5. รวบรวมความคดิ เห็น และข้อเสนอแนะทไ่ี ดจ้ ากแบบสอบถามปลายเปดิ โดยการแจกแจงความถแ่ี ล้ว
นาเสนอผลสรุปในเชงิ บรรยาย

ผลการวจิ ัย
ผลการวจิ ัย พบว่า
1. ระดับความผกู พันตอ่ องค์กร (Y) อยูใ่ นช่วงคา่ เฉล่ยี 3.60 – 3.20 ซงึ่ มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานอยู่ในชว่ ง 0.72 – 0.51
โดยตัวแปรท่ีมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือ ตัวแปรปัจจัยวัฒนธรรมองค์กร (X1) ค่าเฉล่ียเท่ากับ 3.60 มีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ
0.56 และตวั แปรท่ีมคี ่าเฉล่ียตา่ ทสี่ ดุ คอื นโยบายและการบริหารงานขององค์กร (X 6) มีค่าเฉลีย่ เท่ากบั 3.20 มีค่าส่วนเบ่ยี งเบน
มาตรฐานเท่ากับ 0.72 ระดับความผูกพันต่อองค์กรโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.44 มีค่าส่วนเบ่ียงเบน
มาตรฐานเท่ากบั 0.51
2. ตัวแปรปัจจยั แต่ละตัวมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความผูกพันต่อองค์กรอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยที่
สัมพันธภาพระหว่างบุคลากรในท่ีทางานมีความสมั พนั ธก์ ับความผูกพันต่อองค์กรมากที่สดุ ซ่ึงมีค่าเทา่ กับ 0.551 มคี วาม สมั พนั ธ์
อยู่ในระดับปานกลาง รองลงมาคือ วัฒนธรรมองค์กร (X 1) เจตคติท่ีมีต่องาน (X 2) สถานที่และวัสดุอุปกรณ์ในท่ีทางาน (X 5)
นโยบายและการบริหารงานขององค์กร (X 6) และความพึงพอใจต่อผลตอบแทนท่ีได้รับจากองค์กร (X 3) โดยมีค่าสัมประสิทธ์ิ
สหสัมพันธ์เท่ากับ 0.536, 0.528, 0.526, 0.518, และ 0.463 ตามลาดับ โดยทุกตัวแปรปัจจัยมีความสัมพันธ์อยู่ในระดับปาน
กลาง เมื่อพจิ ารณาตวั แปรปจั จยั พบวา่ มคี วามสมั พันธ์อยา่ งมีนยั สาคัญทางสถติ ิที่ระดับ .01 ทุกตวั โดยมีคา่ สัมประสทิ ธ์ิสหสัมพันธ์
อยู่ระหว่าง 0.412 ถึง 0.768 ซึ่งค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ภายในสูงที่สุดนั้น เป็นสัมพันธภาพระหว่างบุคลากรในที่ทางานกับ
วฒั นธรรมองคก์ ร
3. ค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์พหุคูณระหว่างตัวแปรปัจจัยได้แก่วัฒนธรรมองค์กร เจตคติท่ีมีต่องานความพึงพอใจต่อ
ผลตอบแทนทีไ่ ด้รับจากองค์กร สัมพันธภาพระหวา่ งบุคลากรในที่ทางาน สถานท่ีและวัสดอุ ุปกรณ์ในท่ีทางาน นโยบายและการ
บริหารงานขององคก์ ร และความผูกพันต่อองค์กร มีค่าเท่ากับ 0.645 ซึ่งมีนัยสาคัญทางสถิตทิ ี่ระดับ 0.01 และกาลังสองของค่า
สมั ประสทิ ธิส์ หสัมพันธ์พหุคณู ระหวา่ งตัวแปรปัจจยั กับความผกู พนั ต่อองคก์ รมีคา่ เทา่ กบั 0.416 ซึ่งแสดงว่าตวั แปรปจั จยั ท้งั 6 ตัว
แปรรว่ มกันอธิบายความแปรปรวนของความผูกพนั ต่อองคก์ รไดร้ ้อยละ 41.6
4. ค่าน้าหนักความสาคัญของตัวแปรปัจจัยวัฒนธรรมองค์กร สถานท่ีและวัสดุอุปกรณ์ในที่ทางาน และเจตคติท่ีมีต่อ
งาน สง่ ผลทางบวก ต่อความผกู พันตอ่ องคก์ รอย่างมนี ัยสาคญั ทางสถติ ทิ ีร่ ะดับ 0.01
5. ปัจจัยท่ีส่งผลตอ่ ความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรสายสนับสนุนด้านการศึกษา ด้วยการวเิ คราะหแ์ บบการถดถอย
พหคุ ณู (Stepwise Multiple Regression) ปจั จัยสถานท่แี ละวัสดุอุปกรณ์ในท่ีทางาน (X 5) วัฒนธรรมองค์กร (X 1) และเจตคติ
ท่ีมีต่องาน (X 2) สามารถอธิบายความแปรปรวนของความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรสายสนับสนุนด้านการศึกษาได้ร้อยละ
41.6 ปัจจัยท่ีส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรสายสนับสนุนด้านการศึกษา มากที่สุด คือ วัฒนธรรมองค์กร (X 1)
รองลงมาคอื สถานทีแ่ ละวัสดุอุปกรณ์ในที่ทางาน (X 5) เจตคติที่มตี ่องาน (X 2) มีคา่ น้าหนักความสาคัญของตัวแปรอิสระในรูป
คะแนนดิบ(b) เทา่ กับ 0.236, 0.227 และ 0.163 ตามลาดบั เขียนสมการทานายไดด้ งั นี้

สมการถดถอยในรปู คะแนนดบิ
Y= 1.205 + 0.236 X1 + 0.227 X5 + 0.163 X2
สมการถดถอยในรูปคะแนนมาตรฐาน
Y= 0.259 X1 + 0.315 X5 + 0.212 X2

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 303

สรุปผลการวจิ ัย
1. บุคลากรสายสนับสนุนด้านการศึกษาคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล มีระดับความ

ผูกพันตอ่ องค์กรโดยรวมอยู่ในระดบั ปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า วฒั นธรรมองค์กร เจตคตทิ ่ีมีตอ่ งาน สถานท่ีและ
วสั ดุอปุ กรณใ์ นทท่ี างาน อยู่ในระดบั มาก ดงั แสดงในตาราง 2

ตาราง 2 คา่ เฉลยี่ และคา่ ส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน

ตวั แปร n xˉ S.D. การแปลความหมาย

วัฒนธรรมองค์กร (X1) 161 3.60 0.56 มาก

เจตคติทมี่ ตี ่องาน (X2) 161 3.56 0.66 มาก

ความพึงพอใจต่อผลตอบแทนทไี่ ดร้ บั จากองค์กร (X3) 161 3.21 0.64 ปานกลาง

สัมพันธภาพระหวา่ งบุคลากรในทที่ างาน (X4) 161 3.48 0.72 ปานกลาง

สถานทีแ่ ละวสั ดอุ ปุ กรณ์ในท่ีทางาน (X5) 161 3.54 0.71 มาก

นโยบายและการบริหารงานขององค์กร (X6) 161 3.20 0.72 ปานกลาง

ความผกู พนั ตอ่ องคก์ ร (Y) 161 3.44 0.50 ปานกลาง

รวม 161 3.44 0.51 ปานกลาง

2. ปัจจัยแต่ละตัวมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความผูกพันต่อองค์กรอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยท่ี

ปัจจัยด้านสัมพันธภาพระหว่างบุคลากรในท่ีทางานมีความสัมพันธ์กับความผูกพันต่อองค์กรมากที่สุด รองลงมาคือปัจจัยด้าน

วัฒนธรรมองค์กร ปจั จยั ดา้ นเจตคติที่มตี ่องาน ดงั แสดงในตาราง 3

ตาราง 3 คา่ สมั ประสทิ ธ์ิสหสมั พันธภ์ ายในระหว่างตัวแปรปัจจยั และค่าสมั ประสทิ ธสิ์ หสมั พันธต์ ัวแปรปัจจยั กบั ความผกู พนั ต่อ

องคก์ ร

ตัวแปร X1 X2 X3 X4 X5 X6 Y

วฒั นธรรมองค์กร (X1) 1.000 .657(**) .412(**) .768(**) .436(**) .608(**) .536(**)

เจตคตทิ ม่ี ตี ่องาน (X2) 1.000 .563(**) .720(**) .462(**) .536(**) .528(**)
ความพงึ พอใจตอ่ ผลตอบแทนทไ่ี ดร้ ับจาก 1.000 .588(**) .593(**) .646(**) .463(**)
องคก์ ร (X3) 1.000 .553(**) .694(**) .551(**)
สมั พันธภาพระหวา่ งบุคลากรในทท่ี างาน (X4)

สถานที่และวสั ดอุ ปุ กรณใ์ นท่ที างาน (X5) 1.000 .551(**) .526(**)
นโยบายและการบรหิ ารงานขององค์กร (X6) 1.000 .518(**)

ความผูกพันต่อองคก์ ร (Y) 1.000

3. ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธพ์ หุคูณระหว่างปัจจัยด้านวัฒนธรรมองค์กร ปัจจัยด้านเจตคติท่ีมีต่องาน ปัจจัยด้าน

ความพึงพอใจต่อผลตอบแทนท่ไี ด้รับจากองคก์ ร ปัจจัยด้านสัมพันธภาพระหว่างบุคลากรในท่ที างาน ปัจจัยด้านสถานท่แี ละวสั ดุ

อุปกรณ์ในที่ทางาน ปัจจัยด้านนโยบายและการบริหารงานขององค์กร และความผูกพันต่อองค์กร มีค่าเท่ากับ 0.645 ซ่ึงมี

นัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ 0.01 โดยปัจจัยทั้ง 6 ด้านร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของความผูกพันต่อองค์กรได้ร้อยละ 41.60

ดงั แสดงในตาราง 4

ตาราง 4 ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณระหว่างตัวแปรปัจจัยกับความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรสายสนับสนุนด้าน

การศกึ ษา

แหล่งความแปรปรวน df SS MS F

Regression 3 17.272 5.757 37.343

Residual 157 24.206 0.154

total 160 41.478

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 304

R=0.645, R2=0.416, Adjusted R2 = 0.405

4. ค่าน้าหนักความสาคัญของปัจจัยด้านวัฒนธรรมองค์กร ปัจจัยด้านสถานที่และวัสดุอุปกรณ์ในท่ีทางาน และ
ปัจจัยด้านเจตคติท่ีมีต่องาน ส่งผลทางบวกต่อความผูกพันต่อองค์กรอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยค่าน้าหนัก
ความสาคัญในรูปคะแนนมาตรฐาน (β) ของปัจจัยด้านสถานท่ีและวัสดุอุปกรณ์ในท่ีทางาน ส่งผลทางบวกต่อความผูกพันต่อ
องค์กรมากที่สุด เท่ากับ 0.315 รองลงมาคือ ปัจจัยด้านวัฒนธรรมองค์กร ปัจจัยเจตคติที่มีต่องาน เท่ากับ 0.259 และ 0.212
ตามลาดับ ดังแสดงในตาราง 5

ตาราง 5 ค่าน้าหนักความสาคัญของตัวแปรปัจจยั ทสี่ ่งผลตอ่ ความผกู พันต่อองค์กรของบคุ ลากรสายสนับสนุนดา้ นการศึกษา

ตัวแปรพยากรณท์ ดี่ ี b SEest β t p ลาดบั
สถานท่แี ละวสั ดุอปุ กรณ์ในท่ที างาน (X 5)
.227 .051 .315 4.493** 0.000 2
.236 .075 .259 3.144** 0.002 1
วฒั นธรรมองค์กร (X 1) .163 .064 .212 2.526** 0.013 3

เจตคตทิ มี่ ตี ่องาน (X 2)

** มนี ยั สาคัญทางสถิตทิ รี่ ะดบั 0.01

อภปิ รายผล
1. การศึกษาระดับความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรสายสนับสนุนด้านการศึกษา คณะแพทยศาสตร์ศิริราช

พยาบาล มหาวทิ ยาลยั มหิดล มรี ะดบั ความผูกพันตอ่ องคก์ รโดยรวมอยูใ่ นระดับปานกลาง ทัง้ นอ้ี าจเปน็ เพราะ บุคลากรเมื่อได้รับ
ความพึงพอใจ ในส่ิงหน่ึงแล้วก็จะยังคงเรียกร้องความพึงพอใจสิ่งอื่นๆ ต่อไปอีก เช่น ความต้องการด้านร่างกาย ด้านความ
ปลอดภัย และด้านสังคม ซึ่งถือเป็นคุณลักษณะของมนษุ ย์ เมอ่ื ความตอ้ งการในระดับหนึ่งไดร้ ับการตอบสนองแล้ว มนุษย์ก็ยังมี
ความต้องการดา้ นอื่น ๆ เพ่ิมขึน้ ในระดบั ที่สูงขน้ึ ไป ซึ่งคณะแพทยศาสตร์ศริ ิราชพยาบาลใหก้ ารสนบั สนุนและส่งเสริมบคุ ลากรใน
ทกุ ๆ ดา้ นทาใหบ้ ุคลากรจะไดร้ บั ส่ิงต่างๆ อยู่เสมอ ดังนน้ั ความปรารถนาเหลา่ นจ้ี ะเรยี งลาดับข้ันของความปรารถนา ต้ังแต่ตา่ สดุ
ไปสู่ความปรารถนาขั้นสูงขึ้นไปเป็นลาดับ ซ่ึงสอดคล้องกับทฤษฎีลาดับความต้องการของมาสโลว์ (Maslow’s hierarchy of
needs theory) ซึ่งพบว่า เม่ือบุคคลปรารถนาท่ีจะได้รับความพึงพอใจและเมื่อบุคคลได้รับความพึงพอใจ ในสิ่งหนึ่งแล้วก็จะ
ยังคงเรียกร้องความพึงพอใจสิ่งอ่นื ๆ ต่อไปอีก นอกจากนยี้ งั สอดคล้องกบั นรู มี ัน ดอเลาะ(2556, 110) ได้ศึกษาเรอ่ื ง ความผกู พัน
ตอ่ องค์กรของบุคลากรมหาวิทยาลยั นราธิวาสราชนครนิ ทร์ บุคลากรมหาวิทยาลัยนราธวิ าสราชนครินทร์ ผลจากการวิจัย พบว่า
บคุ ลากรมหาวทิ ยาลัยนราธวิ าสราชนครินทร์ มคี วามผกู พันต่อองค์กรโดยภาพรวมและรายด้านอย่ใู นระดับมาก

2. การศึกษาความสัมพันธข์ องตัวแปรปัจจัยบางประการทีส่ ่งผลตอ่ ความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรสายสนับสนุน
ดา้ นการศกึ ษา คณะแพทยศาสตรศ์ ิรริ าชพยาบาลมหาวิทยาลยั มหดิ ล พบวา่

2.1 ปัจจัยสัมพนั ธภาพระหว่างบุคลากรในที่ทางานมีความสัมพันธ์กับความผูกพันต่อองค์กรมากที่สุด ท้ังนี้อาจ
เป็นเพราะ บุคลากรของคณะแพทยศาสตรศ์ ิริราชพยาบาลมหาวิทยาลยั มหิดล ซง่ึ ประกอบด้วยผบู้ งั คบั บญั ชา เพอ่ื นรว่ มงาน และ
ผู้ใต้บังคับบญั ชานั้นมสี มั พันธภาพทดี่ ีต่อกนั กล่าวคือ ผู้บังคับบัญชายอมรบั ฟังความคิดเหน็ ให้ความไว้วางใจ ให้การยกย่องชนื่ ชม
เมื่อบุคลากรปฏิบัติงานได้เป็นอย่างดี และคอยแนะนาเมื่อมีปัญหาในการปฏิบัติงาน รวมท้ังส่งเสริมในด้านการพัฒนาความรู้
ความสามารถ นอกจากน้สี มั พนั ธภาพระหว่างเพ่อื นรว่ มงานก็เป็นสว่ นหน่ึงท่ที าใหบ้ ุคลากรมีสมั พนั ธภาพท่ีดดี ้วยเพราะบุคลากรท่ี
ปฏิบัติงานร่วมกันมีการยอมรับ และรับฟังความคิดเห็นระหว่างเพื่อนร่วมงาน ให้การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สร้างความรู้สึก
อบอุ่น มีมิตรไมตรีท่ีดีต่อกัน การมีสัมพันธภาพท่ีดีระหว่างบุคลากรทุกระดับจึงเป็นส่ิงสาคัญที่ทุกองค์กรจะต้องมีเพราะเป็นส่ิง
สาคญั ทจ่ี ะทาให้บคุ ลากรรว่ มแรง ร่วมใจในการปฏบิ ตั งิ านซ่ึงจะนาไปสู่เป้าหมายท่ีองคก์ รตั้งไว้ ซ่ึงสอดคลอ้ งตามทฤษฎีสังคมของ
เฮนร่ี (Henry, 1964) ทีไ่ ดก้ ล่าวไวว้ า่ เปน็ เรื่องของรปู แบบความสัมพนั ธ์ระหว่างมนษุ ย์ การกระทาหรอื วฒั นธรรมที่แตกตา่ งกนั ท่ี
เกี่ยวขอ้ งกับคนและความสมั พันธร์ ะหวา่ งคนรวมทง้ั ระหวา่ งคนกับส่งิ แวดลอ้ ม ถ้าหากบคุ ลากรในหน่วยงานมคี วามสัมพนั ธท์ ด่ี ีต่อ
กันก็จะพยากรณ์ได้ว่าบุคลากรในหน่วยงานมีความสุขในการทางาน ซึ่งสอดคล้องกับ คเณศ จุลสุคนธ์ (2555, น. 52-65) ได้ทา
วิจัยเร่อื ง ความสมั พันธ์ระหว่างสมั พนั ธภาพระหว่างบุคคลและการเป็นสมาชิกกลุ่มไมเ่ ป็นทางการกับประสทิ ธภิ าพในการทางาน
ของพนักงาน พบว่า พนักงานมีความสัมพันธท์ ่ีดีตอ่ กัน การทางานเต็มไปด้วยความราบรื่น และทางานรว่ มกันไดอ้ ย่างมีความสุข

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 305

ส่งผลให้ได้ใช้ความรู้ความสามารถ และทักษะในการปฏิบัติงานอย่างเต็มท่ี ก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทางาน ดล้อมในการ
ทางาน และภาวะผนู้ า ปัจจัยดังกลา่ วสง่ ผลให้เกดิ การคงอยู่ในอตั ราท่สี ูงข้ึน

2.2 วัฒนธรรมองค์กร เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีความสัมพันธ์กับความผูกพันต่อองค์กรเช่นกัน ท้ังนี้อาจเป็นเพราะ
การปลูกฝังค่านิยมและความเช่ือที่บุคลากรคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลยึดถือตามพระราชปณิธานของสมเด็จพระมหิต
ลาธิบศรอดุลยเดชวิกรมพระบรมราชชนก ที่ว่า ให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพ่ือนมนุษย์เป็นกิจท่ีหน่ึง ลาภ
ทรพั ย์และเกียรติยศจะตกมาแก่ทา่ นเอง ถ้าท่านทรงธรรมะแห่งวชิ าชีพไว้ให้บรสิ ุทธ์ิ เปน็ หลักยึดเหนีย่ วด้านจติ ใจท่สี าคญั ท่ีทาให้
บุคลากร คิดและทางานต่างๆ ไปในแนวทางเดียวกนั ทาให้งานบรรลุตามเป้าหมายขององคก์ ร จนเกิดเป็นคุณลักษณะที่ดีต่อกัน
การมีส่วนรว่ มในการปฏิบัตงิ าน การแก้ปัญหาการทางานร่วมกัน มุ่งเน้นการทางานเปน็ ทมี มีการแบ่งปนั และแลกเปล่ยี นความรู้
ใหม่ๆ ระหว่างทีม มีการประสานงานและส่ือสารกันได้ตลอดเวลา ทาให้เข้าใจทิศทางและกลยุทธ์ของคณะฯ อย่างชัดเจน เกิด
ความกระตือรือรน้ ที่จะทางานขององค์กรและเสียสละเวลาส่วนตัวในการทางานเพ่ือให้งานบรรลุเป้าหมายกลายเป็นวัฒนธรรม
องค์กรท่ีปฏิบัติต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งสอดคล้องกับ เดเนียล (Daniel,1990) ที่ศึกษาในปัจจัยด้านวัฒนธรรมองค์กรและ
ประสิทธิผลขององค์กร พบว่า วัฒนธรรมองค์กรจะส่งผลต่อประสิทธิผลขององค์กรเป็นอย่างมาก เม่ือวัฒนธรรมองค์กรน้ัน
ก่อให้เกิด ความผูกพันและการมีส่วนร่วมในการทางานเพ่ือองค์กร และการปรับตัวท่ีเหมาะสมกับการเปล่ียนแปลงของ
สภาพแวดลอ้ มท้ังภายนอกและภายในองค์กร การประพฤติปฏิบัติทสี่ ม่าเสมอ จึงทาให้เกิดการทางานทีป่ ระสานกันและสามารถ
คาดหมายพฤติกรรมต่างๆ ที่เกิดข้ึนได้ นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับ ปาริชาติ ขาเรือง และ กระมล ทองธรรมชาติ (2555, น.90-
101) ได้ศึกษาเร่ือง ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความผูกพันต่อองค์การของอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏ ผลการวิจัยพ บว่า
วฒั นธรรมองค์การมคี วามสัมพันธเ์ ชิงบวกกับความผูกพันต่อองคก์ ารของอาจารยม์ หาวทิ ยาลยั ราชภัฏอยู่ในระดบั ปานกลาง

2.3 เจตคติท่ีมีต่องาน เป็นอีกปัจจัยหน่ึงท่ีมีความสัมพันธ์กับความผูกพันต่อองค์กรเช่นกัน ท้ังน้ีอาจเป็นเพราะ
บุคลากรมีความรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งในองค์กร จนทาให้มีความทุ่มเทต่องานที่ปฏิบัติอยู่ในคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล เกดิ เปน็ ความภาคภูมใิ จในการท่ีไดป้ ฏิบัติงานท่ีคณะแพทยศาสตร์ศริ ิราชพยาบาลเพราะถอื วา่ เปน็ การทางาน
ท่ีมีประโยชน์ต่อส่วนรวมและสังคม สร้างความม่ันคงให้แก่ตนเองและครอบครัว การปฏิบัติงานทาให้มองเห็นความก้าวหน้าต่อ
ตนเองและความสาเร็จในชีวิต มีโอกาสได้เลื่อนตาแหน่งที่สูงขึ้น ได้รับการยอมรับนับถือ ทาให้เป็นคนท่ีมีคุณภาพ มีความรู้
ความสามารถจึงทาให้แสดงออกมาเป็นพฤติกรรมต่องานท่ีปฏิบัติอยู่ในทางที่ดี ซ่ึงสอดคล้องกับ ปาริชาติ ขาเรือง และ กระมล
ทองธรรมชาติ (2555, น. 90-101) ไดศ้ กึ ษาเรอ่ื ง ปจั จัยที่มคี วามสัมพนั ธ์กับความผกู พนั ต่อองค์การของอาจารยม์ หาวิทยาลัยราช
ภัฏ ผลการวิจัยพบวา่ เจตคติต่อองคก์ ารมีความสัมพนั ธ์เชิงบวกกับความผูกพนั ต่อองค์การของอาจารยม์ หาวิทยาลยั ราชภฏั อยู่ใน
ระดับค่อนข้างสูง นอกจากน้ียังสอดคล้องกับผลการศึกษาของ จุตริ ตั น์ ถาวโร และภาสชนก พิชญเวทย์วงศา (2551, น. 448) ท่ี
พบว่า เจตคติต่อองคก์ ารมคี วามสมั พนั ธเ์ ชงิ บวกกบั ความผกู พนั ต่อองค์การ

3. การศึกษาปัจจัยบางประการท่ีส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรสายสนับสนุนด้านการศึกษา คณะ
แพทยศาสตร์ศิรริ าชพยาบาล มหาวิทยาลยั มหดิ ล พบวา่ ปจั จัยวัฒนธรรมองคก์ ร ปจั จัยสถานทแ่ี ละวสั ดุอุปกรณ์ในทท่ี างาน และ
ปจั จัยเจตคติท่ีมีต่องาน สง่ ผลทางบวก ต่อความผูกพนั ตอ่ องค์กรอยา่ งมีนยั สาคัญทางสถติ ิทร่ี ะดับ 0.01 สอดคลอ้ งกับสมมติฐาน

3.1 วัฒนธรรมองคก์ ร เหตผุ ลที่ทาให้วฒั นธรรมองคก์ รส่งผลทางบวกต่อความผูกพนั ขององคก์ รน้ัน อาจเกิดจาก
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลให้ความสาคัญ เน้นย้าให้เกิดวัฒนธรรมองค์กรท่ีเป็นรูปธรรมกับบุคลากรทุกระดับ สร้าง
ลกั ษณะท่ีบอกถึงความเป็นศิรริ าชสิ่งที่ยดึ ปฏิบัติอยู่แล้ว และที่เปน็ แนวทางเพื่อความเป็นเลิศ เพ่ือการเผยแพรใ่ หส้ ามารถจางา่ ย
และเป็นแนวทางการดาเนินงานของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล โดยกาหนดวัฒนธรรมองค์กร ดังน้ี Seniority คือ
กลั ยาณมิตร ชว่ ยเหลอื กัน Integrity คอื ซ่อื สัตย์ ยึดม่ันในคณุ ธรรม Responsibility คอื คิดถงึ ประโยชน์ขององคก์ ร รับผิดชอบ
Innovation คือ มีความคิดสร้างสรรค์ ใฝ่รู้ Respect คือ เห็นคุณค่าของคนทุกระดับ Altruism คือ เห็นประโยชน์ส่วนรวมเป็น
ท่ีตั้ง ไม่เห็นแกต่ ัว Journey to excellence and sustainability คือ ร่วมมอื ร่วมใจ สู่ความเป็นเลิศ (คณะแพทยศาสตร์ศิริราช
พยาบาล. 2559) ซง่ึ สอดคล้องกับ ออรเ์ พน (นพวรรณ ยตุ ิธรรม, 2550, น. 64, อ้างอิงจาก orpen, 1993, P. 557) ไดศ้ ึกษาเร่ือง
อิทธิพลของบรรทัดฐานของวัฒนธรรมองค์กรท่ีมีต่อการสร้างให้พนักงานมีความผูกพันต่อองค์กร เพื่อทดสอบว่าองค์กรท่ีมี
วัฒนธรรมท่ีแข็งแกร่งจะมีอิทธิพลทางบวกต่อความผูกพันของพนักงานมากกว่าองค์กรที่มีบรรทัดฐานของวัฒนธรรมอ่อน ผล
การศึกษาพบวา่ พนักงานใหม่ที่ผา่ นการขัดเกลาทางสังคมภายในองค์กร มคี วามสัมพนั ธ์ทางบวกกับความร้สู ึกผูกพนั ตอ่ องคก์ ร

3.2 สถานท่ีและวัสดุอุปกรณ์ในท่ีทางาน เหตุผลท่ีทาให้สถานท่ีและวัสดุอุปกรณ์ในที่ทางานส่งผลทางบวกต่อ
ความผูกพันขององค์กรน้ัน อาจเกิดจาก ความเพียงพอ ความทันสมัยของวัสดุอุปกรณ์ที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 306

สนับสนนุ ในเรอ่ื งการทางานของบุคลากรทุกระดับ มีการพัฒนาและนาอปุ กรณ์ท่ที นั สมยั มาใช้ในการปฏิบัตงิ าน ทาให้บุคลากรใช้
งานไดต้ รงตามความต้องการและเหมาะสม มีความสะดวกสบาย สถานท่ีและวัสดุอุปกรณ์ในท่ีทางาน เป็นสิ่งสาคัญท่ีสุดท่ีคณะ
แพทยศาสตรศ์ ิรริ าชพยาบาลให้ความสาคัญเน่ืองจากเป็นส่ิงทมี่ ีผลกระทบต่อสุขภาพ และความปลอดภัยของผปู้ ฏิบตั ิงาน ดังนั้น
การจัดสภาพแวดล้อมในท่ีทางานท่ีดีและเหมาะสม จะมีส่วนช่วยให้บุคลากรสามารถทางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลด
อุบัติเหตุได้เป็นอย่างดี ซึ่งสอดคล้องกับเกณฑ์มาตรฐานคุณวุฒิระดับปริญญาตรี สาขาวิชาแพทยศาสตร์ พ.ศ.2560 ท่ีว่า ให้
สถาบันการศึกษา มีส่ิงอานวยความสะดวกด้านกายภาพ ได้แก่ ห้องบรรยาย ห้องเรียนกลุ่มย่อย ห้องปฏิบัติการ ห้องสมุด
อุปกรณ์ทางเทคโนโลยีสารสนเทศ และอุปกรณ์นันทนาการ อย่างเพียงพอกับจานวนอาจารย์และนักศึกษา เพื่อให้มั่นใจได้ว่า
หลกั สตู รมีการจดั การเรยี นการสอนไดอ้ ย่างเหมาะสม และมีการพัฒนาสภาพแวดลอ้ มเพือ่ การเรียนรู้ของนักศกึ ษา โดยควรไดร้ ับ
การปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอ เพิ่มเติมสง่ิ อานวยความสะดวกให้สอดคล้องกับพัฒนาการทางการศึกษา มีระบบและมาตรการ
รักษาความปลอดภัยสาหรบั นักศึกษาและอาจารย์ เพือ่ ปอ้ งกันอันตรายที่อาจเกิดระหวา่ งการฝึกปฏบิ ัติงานของนกั ศึกษา รวมไป
ถึงระหวา่ งการเดินทางไปและกลับจากแหล่งฝึกปฏิบัติโดยสิ่งอานวยความสะดวกเพอ่ื การฝึกปฏิบัติทางคลินิกหมายความรวมถึง
โรงพยาบาลหรอื สถานฝึกปฏิบตั ทิ างคลนิ ิก ทมี่ ีการรักษาแบบผสมผสานทั้งระดับปฐมภมู ิ ทตุ ยิ ภมู ิ และตติยภูมิ มกี ารรกั ษาผปู้ ว่ ย
ฉกุ เฉิน คลินิกตรวจโรค ศนู ย์บรกิ ารปฐมภูมิ ศูนย์บริการสาธารณสุข สถานบรกิ ารสาธารณสขุ ชุมชนอ่นื ๆ และห้องปฏิบตั ิการฝึก
ทักษะ ท้ังนี้ บุคลากรควรได้รับการประเมินและพัฒนาอย่างสม่าเสมอ เพ่ือให้มีความเหมาะสมและมีคุณภาพสอดคล้องกับ
หลักสูตร (มาตรฐานคุณวุฒิระดับปริญญาตรี สาขาวชิ าแพทยศาสตร์, 2561) นอกจากน้ีสอดคล้องกบั เสนาะ ติเยาว์ (2534, P.
344) ซ่ึงกล่าวว่า การจัดสภาพการทางานเป็นปัจจัยหน่ึงท่ที าให้เกิดความพึงพอใจในการทางานเพราะจะทาให้บุคคลรสู้ ึกว่า ไม่
ต้องมีชีวิตหวาดระแวง วิตกกังวลต่อการเส่ียงอันตรายต่างๆ สภาพแวดล้อมในที่ทางานที่เหมาะสมจะช่วยสนับสนุนการ
ปฏิบัติงานของบุคลากร ได้แก่ 1) การจัดบริเวณ และความงามของบริเวณ การจัดสภาพแวดล้อมที่ดีและสวยงาม มีผลต่อจิตใจ
ของผู้อยู่อาศัย ทาให้มีทัศนคติที่ดีต่องาน และยังสามารถลดปัญหา และความกดดันต่าง ๆ ที่เกิดข้ึนในชีวิตประจาวันได้ 2)
อุณหภูมิ สิ่งที่สาคัญท่ีทาให้เกิดความสุขสบายทางร่างกาย ปัจจัยท่ีเกี่ยวกับอุณหภูมิ และความช้ืนในอากาศ ในปัจจุบันเรา
สามารถปรับระดับร้อนหนาวภายในอาคารได้ ตามท่ีเราตอ้ งการ ทาให้การปฏบิ ัติงานไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย ไม่เครียด ไม่หงดุ หงิด
ไม่ทาอะไรผิดพลาดอยู่เสมอ และไม่ทาให้เกิดความเบ่ือหน่าย 3) แสง สี เสียง การมองเห็น ต้องให้พอเหมาะกับสภาพทางาน
ต้องใหท้ ั้งประโยชน์ และมีประสทิ ธิภาพทจี่ ะปฏบิ ัตงิ าน

3.3 เจตคติที่มีต่องาน เหตุผลท่ีเจตคติท่ีมีต่องาน ส่งผลทางบวก ต่อความผูกพันต่อองค์กร อาจเกิดจาก ความรู้สึก
ของบุคลากรท่ีได้จากการสัมผัส เรียนรู้ และประสบการณ์ที่ได้จากการทางานจนเกิดเป็นความสัมพันธ์ระหว่างองค์กร ทาให้
บุคลากรแสดงภาวะทางร่างกายและจิตใจที่พร้อมจะทุ่มเท การทาหน้าท่ีท่ีได้รับมอบหมายท่ีปฏิบัติอยู่ในคณะแพทยศาสตร์ศิริ
ราชพยาบาล เข้าใจถงึ ความสาคัญของงานวา่ มีประโยชน์ตอ่ ส่วนรวม สามารถสร้างความมัน่ คง ความสาเร็จ และความก้าวหน้า
ให้แก่ตนเอง และมปี ระโยชน์ต่อส่วนรวมด้วย ซึ่งสอดคล้องกับ ทฤษฎีแรงจูงใจของแมคเคลแลนด์ (McClelland, 1961, P. 36-
62) ซงึ่ ทฤษฎีนี้ให้แนวคิดการเกิดเจตคติว่าเป็นกระบวนการให้น้าหนักจากคณุ และโทษของเป้าเจตคตินั้นๆ แล้วพิจารณาตัดสิน
เลือกท่ีเหมาะสมที่สุด ลองพิจารณาดวู ่าท่เี รารักหรือชอบสิ่งใดสง่ิ หนง่ึ นั้นอยู่ๆ เกิดรกั และชอบขึ้นมาเป็นไปไม่ได้ ส่ิงท่ีเรารักหรือ
ชอบจะต้องมีคุณมีประโยชน์ต่อเราซ่งึ อาจจะมีสงิ่ ไมด่ ีอยู่บ้างแตเ่ ม่อื ชัง่ ใจดคู ุณและโทษแล้ว เห็นว่านา้ หนักของคณุ ประโยชน์มีสูง
กว่า เราก็จะชอบส่ิงนน้ั ในทางตรงกนั ข้าม ถ้าเป้าเจตคตติ วั น้นั มโี ทษหรอื ไรป้ ระโยชนม์ ากกวา่ ก็จะไม่ชอบส่ิงน้ัน จากการพิจารณา
ตดั สนิ โดยกระบวนการแบบน้ี จึงทาให้เกดิ เจตคตทิ างบวกหรือทางลบข้นึ ได้

ขอ้ เสนอแนะ
ข้อเสนอแนะทว่ั ไป
1. ผลการวิจัย พบว่า ความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรด้านการศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ดังนั้น

องค์กรควรสร้างความผูกพันตอ่ องค์กรให้อย่รู ะดับที่สูงขึ้น โดยส่งเสริมและสนับสนุนใหบ้ ุคลากร มีความเป็นอันหน่ึงอนั เดยี วกัน
กบั องคก์ รมีวัฒนธรรมและเจตคติทีด่ ีตอ่ งาน สรา้ งค่านิยมที่กลมกลืนกบั สมาชิกในองค์กรเดียวกัน ส่งเสริมให้บุคลากรปฏิบัติงาน
อย่างเต็มท่ี เพ่ือให้งานบรรลุเป้าหมายและมีความรู้สึกท่ีจะดารงไว้ซ่ึงความเป็นสมาชิกภาพขององค์กร ไม่โยกย้าย เปลี่ยนงาน
หรือลาออกและรกั ษาความผกู พนั น้ีให้คงอยู่ตลอดไป

2. ผลการวิจัย พบว่า ปัจจยั ท่ีมคี ่าเฉล่ียต่าท่สี ุด คือ ปจั จัยด้านนโยบายและการบรหิ ารงานขององค์กร ดังนั้น องค์กร
ควรกาหนดนโยบายขององค์กรให้ชัดเจน ง่ายต่อความเข้าใจและการปฏิบัติของบุคลากร โดยพัฒนาให้บุคลากรมีศักยภาพด้าน

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 307

ความรู้ความสามารถท่ีสูงข้ึน ให้ทันกบั การเปลี่ยนแปลงนโยบายที่มาในองค์กร โดยเน้นการมีส่วนร่วม การทางานเป็นทมี ให้ทุก
คนร้สู กึ ว่าเปน็ ส่วนหนง่ึ และมคี วามสาคญั ในการขับเคลอื่ นองค์กรไปสเู่ ป้าหมายทกี่ าหนด

ข้อเสนอแนะในการวจิ ยั คร้งั ต่อไป
1. ควรมกี ารศกึ ษาตวั แปรปัจจยั ขา้ งเคียง เช่น ภาวะผู้นา การรบั ร้ลู กั ษณะงาน ซึ่งอาจมีส่งผลตอ่ ความผูกพนั ต่อ
องค์กรของบคุ ลากร
2. ในการวิจัยครัง้ ต่อไปควรศกึ ษาดว้ ยระเบยี บวิธีวจิ ัยเชิงคณุ ภาพ หรอื ดว้ ยวธิ ี Focus Group กบั บคุ ลากรทกุ ระดบั
ทุกสว่ นงาน เพ่อื จะไดร้ ับขอ้ มูลเชงิ ลกึ จากบคุ ลากรทัง้ หมดทุกสว่ นงานขององคก์ ร

กติ ติกรรมประกาศ
ปริญญานิพนธ์ฉบับนี้สาเร็จได้ด้วยความกรุณาจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จักรกฤษณ์ โปณะทอง อาจารย์ที่ปรึกษา

ปริญญานิพนธ์หลัก และอาจารย์ ดร.ประภัศรา ธโนศวรรย์ อาจารย์ที่ปรึกษาปริญญานิพนธ์ร่วม ที่สละเวลา อันมีค่าเพื่อให้
คาปรึกษา ตรวจสอบ และช่วยแก้ไขขอ้ บกพร่องต่างๆ ตลอดจนให้คาแนะนาในการทาวจิ ยั ผ้วู ิจยั ขอกราบ ขอบพระคุณเป็นอย่าง
สูงไว้ ณ ที่น้ี

ขอกราบขอบพระคุณ ผูช้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จตุพล ยงศร และ อาจารย์ ดร. ประภาศรี พรหมประกาย กรรมการการ
สอบปากเปล่า ที่ใหข้ อ้ เสนอแนะต่าง ๆ เพอ่ื ใหป้ รญิ ญานิพนธ์ฉบบั น้มี ีความสมบูรณย์ ่งิ ขนึ้

ขอกราบขอบพระคุณ คณบดี คณะศึกษาศาสตร์ บัณฑิตวทิ ยาลยั มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ รวมท้ังคณาจารยท์ ุก
ท่านท่ีมสี ว่ นชว่ ยอานวยความสะดวกในการดาเนนิ การวิจัย

ขอกราบขอบพระคุณ คณบดี ผู้อานวยการโรงเรียนแพทย์ รองคณบดีฝ่ายการศึกษาก่อนปริญญา ผู้ช่วยคณบดีฝ่าย
การศึกษาก่อนปริญญา รวมท้ังอาจารย์ หัวหน้าฝ่าย หัวหน้างาน และกรรมการกองทุนพัฒนาศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราช
พยาบาล ที่ใหโ้ อกาสมอบทนุ การศึกษาในคร้งั นี้

ขอกราบขอบพระคุณ รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ร่งุ นิรันดร์ ประดิษฐสุวรรณ รองศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์เชิด
ศกั ด์ิ ไอรมณรี ตั น์ และรองศาสตราจารย์ ดร.สิทธา ปิยสลี กลุ ทีใ่ หค้ วามกรุณาเป็นผู้เช่ยี วชาญตรวจเครอ่ื งมอื การวจิ ัย

ขอกราบขอบพระคุณ อาจารย์ ดร.เกียรติยศ กุลเดชชัยชาญ และ ดร.พัชดาพรรณ อุดมเพ็ชร ที่ให้การช่วยเหลือ ให้
คาแนะนาทเี่ ป็นประโยชน์เพ่ือให้ปริญญานิพนธ์ฉบบั น้มี คี วามสมบรู ณ์ย่ิงขน้ึ

ขอกราบขอบพระคณุ พี่ๆ น้องๆ ฝ่ายการศึกษา คณะแพทยศาสตร์ศริ ิราชพยาบาล ที่มีส่วนช่วยอานวยความสะดวกใน
การดาเนินการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู

ขอขอบคุณ สามีและลูก คุณประเสริฐ สารบรรณ และ ด.ญ.ประภาวรินทร์ สารบรรณ ผู้เป็นกาลังใจให้ก้าวผ่านทุก
อปุ สรรคตา่ งๆ และเป็นท่รี ักยิง่ ของข้าพเจ้า

สุดทา้ ยน้ี ผ้วู จิ ัยขอกราบขอบพระคุณ คุณพอ่ นายเต็ม แสงแกว้ และคุณแม่ นางสรุ ัตน์ แสงแก้ว ที่เป็นกาลังใจสาคญั ที่
ทาให้ผวู้ ิจยั ทาปริญญานพิ นธ์ฉบับนี้สาเร็จลุล่วงไปไดด้ ้วยดี คุณค่าของปริญญานิพนธฉ์ บบั น้ีผ้วู ิจยั ขอมอบเปน็ เครอื่ งบูชาพระคุณ
บดิ า มารดาอาจารยแ์ ละบุคคลทเี่ คารพรกั

เอกสารอ้างองิ
คเณศ จลุ สคุ นธ.์ (2555). ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งสมั พนั ธภาพระหว่างบุคคล และการเปน็ สมาชิกกลมุ่ ไม่เป็นทางการกับ

ประสทิ ธภิ าพในการทางานของพนกั งาน. วิทยานพิ นธป์ ริญญามหาบัณฑติ , มหาวิทยาลัยเทคโนโลยพี ระจอมเกล้าพระ
นครเหนือ.
คณะแพทยศาสตร์ศิรริ าชพยาบาล. (2559). รายงานประจาป.ี คณะแพทยศาสตรศ์ ิรริ าชพยาบาล มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล บางกอก
นอ้ ย กรุงเทพฯ.
. (2562). http://www.educationsi.sicsc.net/index. สืบค้นเมอ่ื วันที่ 24 พฤษภาคม 2562.
จตุ ิรตั น์ ถาวโร และ ภาสชนก พชิ ญเวทย์วงศา. (2551). ปจั จยั ทานายทม่ี ผี ลต่อความผกู พันตอ่ องค์การของบุคลากรฝ่ายบรกิ าร
พยาบาล โรงพยาบาลสงขลานครนิ ทร.์ สงขลานครินทร์เวชสาร. 26(5), 441-449

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 308

นรู มี นั ดอเลาะ. (2556). ความผูกพันตอ่ องค์การของบุคลากรมหาวทิ ยาลัยนราธวิ าสราชนครนิ ทร์ บคุ ลากรมหาวทิ ยาลยั
นราธิวาสราชนครินทร.์ Princess of Naradhiwas University Journal.

นพวรรณ ยตุ ธิ รรม. (2550). ความผูกพนั ตอ่ องค์กรของบคุ ลากรหอ้ งสมุดมหาวทิ ยาลยั เอกชนในเขตกรุงเทพมหานคร.
วิทยานิพนธ์ ศศ.ม. (บรรณารกั ษศาสตรแ์ ละสารนเิ ทศศาสตร)์ . กรุงเทพฯ: บัณฑติ วทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลัยศรนี ครินทร
วิโรฒ. อดั สาเนา.

ประกาศกระทรวงศกึ ษาธิการ เรื่อง มาตรฐานคณุ วุฒริ ะดบั ปรญิ ญาตรี สาขาวิชาแพทยศาสตร์ พ.ศ. 2561. (2561, 28
พฤศจิกายน). ราชกจิ จานเุ บกษา. เล่ม 135 ตอนพเิ ศษที่ 302 ง. หน้า 17.

ปารชิ าติ ขาเรือง และ กระมล ทองธรรมชาต.ิ (2555, มกราคม-เมษายน). ปจั จยั ทมี่ ีความสมั พนั ธก์ บั ความผกู พันตอ่ องคก์ ารของ
อาจารย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ. วารสารสมาคมนักวิจยั . 17(1): 90-101

ปรยี าพร วงศอ์ นตุ รโรจน์. (2532). ความผกู พนั ตอ่ สถาบนั ของอาจารยใ์ นสาขาครศุ าสตร์อตุ สาหกรรมสถาบันเทคโนโลยีพระ
จอมเกล้า. ปรญิ ญานพิ นธ์ กศ.ด. (การบรหิ ารการศึกษา). กรุงเทพฯ: บณั ฑติ วิทยาลยั มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒ.
ถา่ ยเอกสาร.

ล้วน สายยศ และ อังคณา สายยศ. (2543). สถิตวิ ิทยาทางการวจิ ยั . กรุงเทพมหานคร: สุวรี ิยาสาสน์ . 52-63.
วรรณี รตั นพนั ธ.์ (2552). ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพชีวติ การทางานและความผกู พนั ต่อองค์กรของบคุ ลากรสายสนับสนนุ ที่

ปฏบิ ัตงิ านในมหาวิทยาลยั รามคาแหง. กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง. อดั สาเนา.
ศกั ดพิ นั ธ์ ตนั วมิ ลรตั น์. (2557, กันยายน-ธนั วาคม). การบรหิ ารทรพั ยากรมนษุ ย์ทางการศึกษา แนวคิด ทฤษฎีและบทบญั ญตั ิทาง

กฎหมายท่ีเกย่ี วข้อง. วารสารวชิ าการ Veridian E-Journal. 7(3): 845-846.
สุภาวดี ทองบุญส่ง. (2556, พฤษภาคม-สิงหาคม). ปจั จัยบางประการท่ีส่งผลต่อความสุขในการท างานของบคุ ลากรสังกัด

สานักงาน อัยการสูงสดุ . วารสารวิชาการ Veridian E-Journal, บณั ฑติ วิทยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร, 6(2): 548
สานกั วิจยั และพฒั นาระบบงานบคุ คล. (2549). คมู่ อื การจัดทาแผนกลยุทธ์การบรหิ าร
สานกั งานคณะกรรมการการอุดมศึกษา. (2551). คู่มือการปฏิบัติงาน เร่อื ง การวางแผนอตั รากาลงั ทรพั ยากรบคุ คลอดุ มศึกษา.

กรงุ เทพฯ: กลมุ่ มาตรฐานการบรหิ ารงานบคุ คล สานกั งานฯ.
สานกั งานเลขาธิการสภาการศกึ ษา. (2548). มาตรฐานการศกึ ษาของชาต.ิ กรุงเทพ: เลขาธกิ ารสภาการศกึ ษา สานักงานฯ.
เสนาะ ติเยาว.์ (2534). การบริหารงานบคุ คล. พมิ พค์ รั้งที่ 12. กรุงเทพฯ.
Cronbach, L. J. (1990). Essentials of psychological testing. (5th ed.). New York: Harper Collins. 161.
Daniel R. Denison. (1990). Corporate culture and organizational effectiveness. New York :John Wiley Publisher.
Fairchild, Henry. (1964). Dictionary of Sociology. Paterson, N.J. : Littlefield Sdams and Co.
Maslow, Abraham. (1970). Motivation and Personality. New York: Harper and Row Publishers.
McClelland, David C. (1961). Achieving Society. Simon and Schuster.

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 309

แนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพในการบรหิ ารทรัพยากรของสถานศกึ ษา
กรณศี กึ ษา โรงเรยี นปาณยา พัฒนาการ

APPROACH TO DEVELOPING EFFICIENCIES IN THE MANAGEMENT OF SCHOOL RESOURCES:
CASE STUDY OF PANAYA PHATTANAKAN SCHOOL

พันธ์รุ ะวี ตันตนิ ริ นั ดร์, ม่งิ ขวัญ คงเจรญิ , ภานุวฒั น์ ศิรินพุ งศ์
E-mail: [email protected]

บทคัดยอ่
การวจิ ยั คร้งั นีเ้ ป็นการวิจยั เชงิ คณุ ภาพมีวัตถปุ ระสงคเ์ พอ่ื (1) ศกึ ษาสภาพปจั จุบนั ของการบริหารงานของโรงเรียนปาณ

ยา พฒั นาการ ใน 4 ดา้ น คอื 1) ดา้ นการบริหารวิชาการ 2) ดา้ นการบรหิ ารงบประมาณและการเงนิ 3) ดา้ นการบริหารบุคลากร
และ 4) ด้านการบริหารงานท่วั ไป โดยศึกษาการบรหิ ารทรัพยากรทางการศึกษา 4 ด้าน ได้แก่ 1) ทรัพยากรบุคคล 2) ทรพั ยากร
ทางการเงินและงบประมาณ 3) ทรัพยากรทางด้านวัสดุอุปกรณ์ และ 4) ทรัพยากรทางดา้ นเวลา (2) เพอ่ื เปน็ แนวทางการพัฒนา
ประสิทธิภาพการบรหิ ารทรัพยากรของโรงเรียนปาณยา พัฒนาการ โดยใช้แบบสัมภาษณ์ และการสนทนากลุ่มเป็นเครื่องมือใน
การเก็บข้อมูล โดยแบ่งเปน็ 2 กลุ่ม คอื 1) กลุ่มผใู้ ห้ข้อมูลสาคัญที่ใช้ในการสมั ภาษณ์ จานวน 4 ท่าน ซ่ึงปจั จบุ ันเป็นหัวหนา้ การ
บริหารงานในแต่ละด้านของสถานศึกษาและมีความรู้ในข้อมูลเชิงลึกในการบริหารงานของฝ่าย เพื่อสัมภาษณ์และศึกษา
ประสิทธภิ าพในการบรหิ ารทรัพยากรของสถานศึกษาในปัจจบุ ัน 2) กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ 9 ท่าน เพ่ือการศึกษาและหาแนวทางการ
พัฒนาประสิทธิภาพการบริหารทรัพยากรของโรงเรียนปาณยา พัฒนาการ โดยใช้การสนทนากลุ่ม ยืนยันข้อมูลและตรวจสอบ
ความเปน็ ไปได้ในการนาแนวทางการพฒั นาประสิทธภิ าพในการบริหารทรพั ยากรของสถานศกึ ษานาไปดาเนินการใช้กับโรงเรยี น
ปาณยา พัฒนาการ

ผลการศึกษา พบว่า ปัจจุบันโรงเรียนปาณยา พัฒนาการ ได้บริหารทรัพยากรทางการศึกษา 4 ด้าน ได้แก่ 1)
ทรัพยากรบุคคล 2) ทรัพยากรทางการเงินและงบประมาณ 3) ทรัพยากรทางด้านวัสดุอุปกรณ์ และ 4) ทรัพยากรทางด้านเวลา
ตามแนวทางการบริหารสถานศึกษา 4 ด้าน คือ โดยการบรหิ ารทรัพยากรจะพบปญั หาการปฎิบัติงานจากการบริหารทรัพยากร
บคุ คลจากฝ่ายวิชาการ งบประมาณ และบรหิ ารงานท่ัวไป และการบริหารทรัพยากรด้านวสั ดุอุปกรณ์จากฝ่ายบริหารงานทั่วไป
แต่สภาพปัญหาของแต่ละฝ่าย สามารถที่จะดาเนินการหาทางแก้ไขได้ ขึ้นอยู่กับว่าปัญหานั้นเป็นปัญหาในรูปแบบใด ข้อมูลท่ี
ปรากฎจึงมี 2 มิติ คือ มิติของการบริหารทรัพยากร และมิติของการบริหารโรงเรียนปาณยา พัฒนาการ จึงนาข้อมูลไปกาหนด
แนวทาง เพื่อการพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารทรพั ยากรของโรงเรยี นปาณยา พัฒนาการ ที่สามารถดาเนินการปฏิบตั ิไดจ้ รงิ ใน
สถานศึกษา

แนวทางการพัฒนาประสิทธภิ าพการบริหารทรพั ยากรของโรงเรยี นปาณยา พัฒนาการ สามารถนาไปดาเนนิ การปฏบิ ัติ
ในสถานศึกษา ท้ัง 4 ด้าน คือ 1) ด้านการบริหารจัดการวิชาการ 2) ด้านการบริหารจัดการงบประมาณ 3) ด้านการบริหาร
จดั การบคุ ลากร และ 4) ด้านการบริหารจัดการท่ัวไป มี 14 แนวทางดังน้ี แนวทางการพฒั นาประสิทธิภาพการบริหารทรัพยากร
ด้านบุคคล คือ 1) การสรรหาคัดเลือกบุคลากรหรือลูกจ้าง ท่ีมีความรู้ ความสามารถอย่างเหมาะสมกับหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติ2)
ผู้บรหิ ารสถานศกึ ษาต้องเขา้ ใจสภาพปัญหา สามารถแกไ้ ขปัญหาของบคุ ลากรได้ 3) มกี ารวางแผนบริหารและแผนการปฏิบตั งิ าน
อย่างชัดเจน 4) มีการตอบแทนบุคลากรอย่างเป็นธรรมและเหมาะสมกับหน้าท่ีและความรับผิดชอบ แนวทางการพัฒนา
ประสิทธิภาพในการบริหารทรัพยากรทางการเงิน คือ 5) ยึดหลักของการใช้จ่ายงบประมาณอย่างคุ้มค่า และให้ได้ประโยชน์สูง
ท่ีสุด 6) มีวางแผนงบประมาณและงบการใช้จ่าย 7) มีการควบคุมการเบิกค่าใช้จ่ายของสถานศึกษาท่ีมีการบริหารงานอย่าง
โปร่งใส และตรวจสอบได้ 8) มีการบริหารจัดการทางด้านบัญชีโดยใช้เทคโนโลยีช่วยในการบันทึกรายรับและรายจ่ายอย่างเป็น
ระบบ แนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพในการบริหารทรัพยากรทางด้านวัสดุอุปกรณ์ คือ 9) มีการวางแผนความต้องการวัสดุ
อุปกรณ์ 10) มีแนวทางการใช้วัสดุอุปกรณ์อย่างคุ้มค่าและมีการบารุงรักษา 11) มีการพัฒนาการใช้อุปกรณ์ และส่ือเทคโนโลยี
สารสนเทศ เพื่อใชใ้ นการบรหิ ารในทุก ๆ ฝ่าย แนวทางการพัฒนาประสิทธภิ าพในการบริหารทรพั ยากรทางดา้ นเวลา คือ 12) มี
การเนน้ เรื่องจดั สรรเวลาในการปฏิบตั ิงานของบคุ ลากร 13) มีการจัดลาดบั ความสาคญั ของงานท่ีได้รับมอบหมาย 14) สนับสนุน
ให้บุคลากรในการศึกษานาเทคโนโลยีทเี่ หมาะสมมาประยกุ ต์ใชเ้ พอื่ ลดเวลาการปฎิบัตงิ าน
คาสาคัญ: ประสทิ ธิภาพในการบรหิ ารทรพั ยากร, การพัฒนาประสิทธิภาพ, สถานศึกษา

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 310

Abstract
The purposes of this research were to ( 1) study the current state of management at Panaya

Phattanakan School in terms of resources in the four departments, according to the school management
models, which included: (1) academic department; (2) budgeting and planning department; (3) human
resources department and (4) the general Administrative department. The school resources studied in this
research were as follows: (1) human resources; (2) financial resources; (3) material resources and (4) time
resources. Furthermore, this research attempted to find the most appropriate approaches to developing
efficiency in the management of school resources at Panaya Phattanakan School. The first sample of
respondents targeted for in-depth interviews consisted of four important key informants, who held
management positions and had a unique knowledge and the deep understanding of the day-to-day
operations in each of the four departments in the school. The research used a structured interview with
four key informants to study the current state of resources management at Panaya Phattanakan School
resources in all four school departments; ( 2) The second sample of respondents was a group of nine
qualified experts in school management. The purpose of this group of nine qualified experts in the research
were as follows (1) confirmed the findings, including a review of the analyzed information gathered from
previous interviews by using the Focus Group format; and (2) engaged the nine qualified experts in an open
discussion in the attempt to identify the appropriate approaches to develop efficiency in the management
of school resources with the possibility of applying them to the management of Panaya Phattanakan
School.

The conclusions of theapproaches to the development of efficiency in the management of school
resources that could be applied to the management of Panaya Phattanakan School in each department
were as follows:

1) approaches to developing efficiency in Human Resources management: (1) the hiring of qualified
personnel with appropriate skills and qualifications required for all positions at the school; ( 2) the
management of the school had adequate understanding of the current problems of the school, the ability
to immediately solve any management problems and prevent any that may arise; ( 3) possess a clear
management structure for all personnel in each department about their responsibilities and required tasks
involved; (4) fair compensations to all personnel according to their positions and responsibilities.

2) approaches to developing efficiency of the management of financial resources: (5) to adopt a
Value Driven Policy, which uses the budget wisely with minimal waste while gaining the most value; (6)
precise forward planning of the use of the budget and financial assets; (7) to monitor all expenses and
payments with the focus on transparency and (8) to develop the management system of all accounting
related work by adopting a financial accounting system program, to assist in recording revenue and
expenses of the school for improving accuracy.

3) approaches to developing efficiency in the management of material resources: (9) the thorough
planning of all materials and equipment needed for the entire academic year; (10) to provide training to all
personnel on the proper usage and maintenance of all equipment related to their department; and (11) to
develop and initiate the use of new technological innovations or applications in the management of all
departments.

4) approaches to developing efficiency in the management of time resources: (12) to reinforce the
importance and teaching the practice of time management to all personnel; ( 13) to prioritize all tasks
according to the importance and urgency of each task; and (14) to support all personnel in studying and
adopting appropriate technology to use less time in completing the required tasks.
Keywords: School Resources Management, Efficiency, Developing Management Efficiency.

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 311

บทนา
ในปัจจุบันการบริหารงานท่ีมีประสิทธิภาพมีความสาคัญและมีความจาเป็นอย่างย่ิงในการบริหารงานท้ังภาครัฐและ

ภาคเอกชนตลอดจนสถานศกึ ษา หรอื องค์กรท่ไี ม่ไดม้ ่งุ แสวงหาผลกาไร ทกุ องค์กรจะมกี ารจดั โครงสร้างการบริหารงานให้มีความ
ชัดเจนและเหมาะสมกับองค์กรนั้นๆ ซึ่งประกอบไปด้วย บุคลากรและทรัพยากรต่างๆ ดังน้ัน องค์กรหรือหน่วยงานต่างๆ จึง
จาเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีแนวคิดและแนวทางในการพัฒนาการบรหิ ารจัดการทรัพยากรเหล่านั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุด (วิโรจน์
สารรัตนะ, 2542: 12) ในปัจจุบันการแข่งขันทางธุรกิจมีแต่จะเพิ่มพูนข้ึน องค์กรไม่สามารถจะขับเคล่ือนได้หากปราศจากการ
ปรบั ปรุงและการพฒั นาประสิทธภิ าพของการบรหิ ารทรพั ยากร ไมเ่ ว้นแม้แต่องคก์ รทางการศกึ ษา

จากการวิจัยการจัดการสถานศึกษาในทศวรรษหน้านั้น พบว่า สถานศึกษาเอกชนมีการแข่งขันท่ีรุนแรงมากขึ้น ทั้ง
ระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน และระหว่างภาคเอกชนด้วยกันเอง รวมไปถงึ การแข่งขันกับสถานศึกษาจากต่างประเทศที่เข้ามา
จัดตั้งในประเทศไทย (สมเกยี รติ รัตนะรตั , 2549: 84) ดังน้ัน สถานศกึ ษาเอกชนในประเทศไทยควรพัฒนาการบริหาร เพ่ือเพิ่ม
สมรรถนะในการแข่งขันเพ่ือความอยู่รอด ในกรณีของสถานศึกษาเอกชนน้ัน ย่ิงเลวร้ายลงเรื่อยๆ เพราะนอกจากการแข่งขัน
ระหว่างสถานศึกษาเอกชนเองและกับสถานศึกษาของรัฐแล้ว สถานภาพทางการเงินนั้นยังเสียเปรียบสถานศึกษาของรัฐ
โดยเฉพาะสถานศึกษาสังกัด สานักคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน (สพฐ.) เพราะแม้ว่าสถานศึกษาเอกชนจะได้รับเงิน
อดุ หนนุ ข้ันพ้ืนฐานรายบุคคลเท่ากับสถานศึกษาในสังกัด สพฐ. ก็ตาม แต่เงินสมทบเงนิ เดือนครูท่ีสถานศึกษาเอกชนได้รบั นั้นต่า
กว่ามาก และการปรับเพ่ิมขึ้นตามเวลาช้ามาก ในขณะท่ีเงินเดือนของครูสถานศึกษาสพฐ. จะปรับเพิ่มข้ึนทุกปี ซ่ึงเป็นภาระที่
สถานศึกษาเอกชนตอ้ งแบกรับส่วนต่างของเงินเดือนครูเพือ่ รักษาบุคลากรครูทจ่ี าเป็น นอกจากน้ี สถานศึกษาเอกชนทไี่ ด้รับการ
อดุ หนุนจากรฐั ยงั ถูกควบคุมรายไดต้ ่อนักเรียนไมใ่ ห้เกินตน้ ทนุ ในการจดั การศึกษาต่อหน่วยของสถานศึกษาในสังกัด สพฐ. ทาให้
สถานศึกษาเอกชนไมส่ ามารถเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการศกึ ษาเพ่ิมข้ึนได้ ซึ่งผลกค็ ือ สถานศึกษาเอกชนมีรายรบั ต่อนักเรียนหนึ่ง
คนน้อยกว่า อีกทั้งการมีค่าใช้จ่ายในซึ่งเป็นอัตราเงินเดือนของบุคลากรครูมากกว่า เมื่อเทียบกับสถานศึกษาในสังกัด สพฐ.
(สมเกียรติ ตงั้ กจิ วานชิ ย์ และคณะ, 2555)

จากสถานการณ์ดังกล่าว ทาให้สถานศึกษาเอกชนต้องพัฒนาการบริหารภายในองค์กรการศึกษา และพัฒนา
ประสิทธภิ าพการบริหารทรพั ยากรทม่ี อี ยใู่ นปัจจบุ นั ใหม้ ากท่สี ดุ การจดั การศกึ ษาจึงเปน็ เรือ่ งที่สาคญั และตอ้ งอาศยั ความร่วมมอื
จากหลายฝ่ายท่ีเก่ียวข้องเข้ามามีส่วนร่วมในการดาเนินการจัดการศึกษา โรงเรียนปาณยา พัฒนาการ เป็นโรงเรียนหนึ่งที่เห็น
ความสาคัญ โดยพบวา่ จานวนนักเรียนมอี ัตราการเพ่ิมข้นึ ทุกปี ทาให้โรงเรยี นมีความจาเป็นที่ตอ้ งขยายเพิ่มการใช้ทรัพยากรตาม
จานวนนักเรียน รวมถึงการท่ีจะต้องพัฒนาทรพั ยากรในการทางาน เพื่อให้เกิดการบริการทางการศึกษาที่มีคุณภาพแก่นักเรียน
และมีความสามารถในการแข่งขันเชิงธุรกิจทางด้านการศึกษาในปัจจุบันได้ ดังนั้น ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาการพัฒนาประสิทธิภาพ
การบริหารทรพั ยากรของสถานศกึ ษาในด้านการบริหารวิชาการ ด้านการบริหารงบประมาณและการเงิน ด้านการบริหารบุคคล
และด้านการบริหารท่ัวไป เพ่อื ให้ได้องค์ความรสู้ าหรับนาไปใชเ้ ป็นแนวทางในการบริหารทรพั ยากรของสถานศกึ ษาอันจะนาไปสู่
การบรหิ ารสถานศึกษาอย่างมปี ระสิทธภิ าพและบรรลุตามเปา้ หมายของโรงเรยี นปาณยา พัฒนาการ ในการบรหิ ารสถานศึกษาที่
มีประสิทธิภาพ

กรอบแนวคิดในการวจิ ยั
การศึกษาครง้ั นี้ ผ้วู ิจยั ทาความเขา้ ใจการพฒั นาประสิทธภิ าพการบรหิ ารทรัพยากรของสถานศกึ ษา แนวคิดการบรหิ าร

สถานศกึ ษา และค้นหาแนวทางการพฒั นาประสทิ ธิภาพการบริหารทรัพยากรของสถานศึกษา ท่ีนาไปส่กู ารพัฒนาประสทิ ธภิ าพ
ในการบรหิ ารทรัพยากรของโรงเรยี นปาณยา พฒั นาการ กรงุ เทพฯ โดยกาหนดกรอบแนวคิดของการศกึ ษา ดงั ภาพประกอบ 1

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 312

แนวคดิ การบรหิ ารทรัพยากรและการพฒั นาประสิทธิภาพ แนวทางการพัฒนาประสิทธภิ าพการบริหารทรัพยากรของ
1. แนวคิดการบรหิ ารทรัพยากรของสถานศกึ ษา โรงเรียนปาณยา พฒั นาการ
2. กระบวนการบรหิ ารทรพั ยากรของสถานศึกษา
3. แนวคดิ เกี่ยวกบั ประสทิ ธภิ าพ
4. แนวคิดการพฒั นาประสทิ ธิภาพ
5. แนวคิดการบรหิ ารพฒั นาการบริหารทรพั ยากร
ของสถานศึกษา

แนวคดิ การบรหิ ารสถานศกึ ษา
1. ดา้ นการบริหารวชิ าการ
2. ด้านการบริหารงบประมาณและการเงนิ
3. ดา้ นการบรหิ ารบุคคล
4. ด้านการบริหารทั่วไป

ภาพประกอบ 1 กรอบแนวคิดของการวจิ ยั

วัตถปุ ระสงค์ของการวจิ ยั
1. เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบนั ของการบริหารงานของโรงเรียนปาณยา พัฒนาการ ใน 4 ด้าน คอื 1) ทรพั ยากรบุคคล 2)

ทรัพยากรทางการเงินและงบประมาณ 3) ทรัพยากรทางด้านวสั ดอุ ุปกรณ์ และ 4) ทรพั ยากรทางด้านเวลา
2. เพ่ือศึกษาแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารทรัพยากรของโรงเรียนปาณยา พัฒนาการ ใน 4 ประเภท

คือ 1) ดา้ นการบริหารจัดการวชิ าการ 2) ด้านการบริหารจัดการงบประมาณ 3) ดา้ นการบริหารจัดการบคุ ลากร และ 4) ด้านการ
บรหิ ารจัดการทว่ั ไป

วธิ ีดาเนินการวจิ ยั
กลุม่ ผใู้ หข้ ้อมลู
ผู้ใหข้ อ้ มลู ในการศึกษาคร้งั นี้ แบง่ ออกเป็น 2 กลุม่ ได้แก่1)กลุม่ ผ้ใู หข้ อ้ มลู หลัก และ2)กลุ่มผทู้ รงคณุ วฒุ ิ ดงั น้ี:
1) กลุ่มผู้ใหข้ ้อมูลหลัก เป็นกลุ่มผู้ให้ข้อมูลที่สามารถตอบประเด็นวัตถุประสงค์การวจิ ัยได้อย่างชัดเจน ซ่ึงเป็นผู้บริหาร

ครู และผู้เก่ียวข้อง ของโรงเรียนปาณยา พัฒนาการ ใช้วิธีการเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก เพื่อตอบวัตถุประสงค์ข้อที่ 1
โดยผ้ใู ห้ข้อมูลหลัก ได้แก่ หัวหน้าฝา่ ยหรือผู้ปฏิบัติงานประจาของโรงเรียนปาณยา พัฒนาการ ซ่ึงมีคุณสมบัติจากประสบการณ์
การบริหารงานเป็นเวลามากกว่า 10 ปี เป็นผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือสูงกว่า ซึ่งเป็นผู้ท่ีมีข้อมูลเชิงลึกในการ
บริหารงานในแต่ละด้านคือ 1) ด้านวิชาการ 2) ด้านการเงินและการ บัญชี 3) ด้านบุคคล และ 4) ด้านการบริหารทั่วไป รวม
ทั้งหมด 4 ท่าน

2) กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ คือบุคคลผู้ท่ีมีประสบการณ์ในการปฏิบตั ิงานและเป็นผู้บรหิ ารสถานศึกษาหรอื บริหารการศึกษา
เป็นเวลาอย่างนอ้ ย 10 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่ยนื ยันข้อมูลและตรวจสอบความเป็นไปได้ของการดาเนินงาน อีกทั้งสนับสนุนการ
ตอบวัตถุประสงค์การวิจัยข้อท่ี 2 และเพื่อการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูล คือ คณะกรรมการโรงเรียนปาณยา
พฒั นาการ ซง่ึ ประกอบไปด้วย 1) คณะผู้บริหาร 2) คณะกรรมการ และ 3) ผู้ทรงคุณวุฒิของโรงเรยี นปาณยา พัฒนาการ รวม 9
ท่านโดยใช้วธิ กี ารสนทนากล่มุ (Focus Group)

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 313

วิธกี ารเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
การเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยเชิงคุณภาพเป็นการเก็บข้อมูลจากแหล่งข้อมูลขนาดเล็กไม่เน้นการสารวจจากคน
จานวนมาก การศึกษาครั้งน้ี ได้เลือกใช้วิธีการศึกษาและเครื่องมือในการเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ (Interview) เป็นหลัก
ประกอบกบั การศกึ ษาจากเอกสาร และการสงั เกต โดยผ้วู จิ ัยไดด้ าเนินวธิ กี ารเก็บรวบรวมขอ้ มลู เป็น 2 ระยะ ดงั นี้
1. การดาเนินการเกบ็ รวบรวมข้อมูลระยะที่ 1: การสมั ภาษณผ์ ู้ให้ขอ้ มูลหลัก

1.1 การวจิ ัยเอกสาร (Documentary research) ศึกษาหลักการแนวคิดเอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องกับ
ประสทิ ธิภาพการบรหิ ารทรัพยากร ขอ้ มลู เก่ียวกับแนวทางการพัฒนาประสทิ ธิภาพในการบรหิ ารทรัพยากรของสถานศกึ ษา

1.2 การสังเกต (Observation) ในการลงสนาม ผู้วิจัยมีเป้าหมายเพื่อเข้าร่วมในกิจกรรมต่างๆ ตามความ
เหมาะสมของสถานการณ์และการสังเกตผคู้ น กจิ กรรมต่างๆ และลักษณะกายภาพของสถานที่ (งามพิศ สัตยส์ งวน, 2551) โดย
ใชเ้ ป็นเคร่ืองมอื ควบคกู่ บั การสัมภาษณ์แบบเจาะลกึ

1.3 การสัมภาษณ์แบบเจาะลกึ (In-depth interview) โดยจะนามาใช้เป็นเคร่อื งมือหลักในการเก็บรวบรวม
ข้อมูลเชิงคุณภาพ เพื่อให้ผู้ให้ข้อมูลหลักได้พูดอย่างละเอียดและลึกในประเด็นท่ีทาการสัมภาษณ์ (งามพิศ สัตย์สงวน, 2551)
เพอื่ ศึกษาสภาพปจั จุบนั ของการบรหิ ารทรัพยากรของสถานศกึ ษาและตอบวตั ถปุ ระสงคข์ องการวิจยั ขอ้ ที่ 1

2. การดาเนนิ การเก็บรวบรวมขอ้ มูลระยะท่ี 2: การสนทนากลุม่ กับผทู้ รงคุณวฒุ ิ
2.1 การสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) การศึกษาคร้ังน้ีผู้วิจัยใช้การสนทนากลุ่มเพื่อตอบ

วตั ถุประสงค์ของการวจิ ัยขอ้ ท่ี 2 เพ่ือค้นหาแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพในการบริหารทรพั ยากรของสถานศึกษา โดยทาการ
สนทนากลมุ่ กับผู้ทรงคุณวฒุ ิ เพ่อื วิเคราะห์ ร่างแนวทางการพัฒนาประสทิ ธภิ าพการบริหารทรพั ยากรของสถานศกึ ษา และยืนยัน
แนวทางและความเป็นไปได้ในการพัฒนาประสิทธภิ าพการบริหารทรัพยากรของสถานศกึ ษา

เครอ่ื งมือท่ใี ช้ในการวจิ ยั
เครื่องมอื ท่ีใชใ้ นการเก็บรวบรวมข้อมลู ในการศึกษาครง้ั นี้ คอื 1) แบบสมั ภาษณ์ ซึ่งมแี นวคาถามสาหรับการสัมภาษณ์
เชงิ ลกึ และมีลักษณะเป็นประเด็นท่ีกาหนดขึ้นตามกรอบของปญั หาการวิจยั เพ่ือใช้เป็นแนวทางสาหรับการพัฒนาประสิทธิภาพ
ของการบริหารทรัพยากรของสถานศึกษา และ 2) การสนทนากลุ่ม ซึ่งผู้วิจัยได้กาหนดประเด็นการสนทนา เป็นการอภิปราย
ปลายเปิดเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารทรัพยากรของสถานศึกษา โดยเครื่องมือทั้ง 2 ชนิดผ่านการ
ตรวจสอบความเหมาะสมของเนื้อหาจากผู้เชีย่ วชาญ 3 ทา่ น
1) แบบสัมภาษณ์
ในการวิจัยคร้ังนี้ ผู้วิจัยใช้แนวคาถามสาหรับการสัมภาษณ์ด้วยแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง แบ่งออกเป็น 2 ตอน
คือ
ตอนที่ 1 ข้อคาถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวของผู้ให้ข้อมูลสาคัญ โดยจาแนกเป็น ช่ือ อายุ อาชีพ ตาแหน่งทางการงาน
และประสบการณก์ ารทางาน จานวน 4 ข้อ
ตอนท่ี 2 ขอ้ คาถามปลายเปดิ เกี่ยวกบั แนวทางการพฒั นาประสิทธภิ าพการบริหารทรพั ยากรของสถานศึกษาใน 4 ดา้ น
คอื ด้านการบรหิ ารวิชาการ ด้านการบรหิ ารงบประมาณและการเงิน ด้านการบริหารบุคคล และ ด้านการบริหารทั่วไป จานวน
12 ข้อ
2) การสนทนากลมุ่
นาข้อมูลท่ีได้จากการสมั ภาษณ์มาสร้างต้งั ขอ้ คาถามตามขอบเขตของการสนทนากลุ่มโดยดาเนินการสนทนา และการ
อภิปรายปลายเปิดเพื่อสรุปแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพของการบริหารทรัพยากรของโรงเรียนปาณยา พัฒนาการ ดังน้ี 1)
ความคดิ เหน็ ของกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิต่อข้อมูลและข้อคน้ พบจากการศกึ ษาและการสมั ภาษณ์ของผใู้ หข้ ้อมูลหลกั 2) ความคดิ เหน็ ของ
กลุ่มผทู้ รงคณุ วฒุ ติ ่อแนวทางการพัฒนาประสิทธภิ าพในการบริหารทรัพยากรของโรงเรียนปาณยา พฒั นาการ

การวิเคราะห์ข้อมลู
ผู้ศึกษาได้นาข้อมูลที่ได้จากการเก็บข้อมูลทุติยภูมิจากเอกสารและข้อมูลปฐมภูมิจากการจัดเก็บภาคสนาม ทาการ
วิเคราะห์ หาข้อสรุป ด้วยการนาข้อมูลมาจัดให้เป็นหมวดหมู่ แยกแยะตามองค์ประกอบต่างๆ หาความหมายและหา
ความสัมพันธ์เชื่อมโยงในแต่ละประเด็นและความสัมพันธ์กับบริบทที่ศึกษา เพ่ือตอบวัตถุประสงค์ของการวิจัย แล้วนาเสนอใน

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 314

รูปแบบของความเรยี งเชิงบรรยาย ผ้วู จิ ัยนาข้อมลู ท่ไี ดบ้ ันทกึ ไว้จากการสมั ภาษณผ์ ใู้ ห้ขอ้ มลู สาคัญทีม่ ลี กั ษณะเปน็ ขอ้ มลู ปลายเปดิ
มาเรียบเรียง จัดเป็นหมวดหมู่ และดาเนินการวิเคราะห์เนื้อหาตามแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารทรัพยากรของ
สถานศึกษาใน 4 ด้าน ดังน้ี 1) การบริหารวิชาการ 2) การบริหารงบประมาณและการเงิน 3) การบริหารบุคคล และ 4) การ
บริหารท่ัวไป เพ่ือนาไปร่างแนวทางการพัฒนาประสิทธภิ าพการบรหิ ารทรพั ยากรของสถานศึกษา เม่ือไดร้ ่างแนวทางการพัฒนา
ประสิทธิภาพการบริหารทรัพยากรของสถานศึกษา จึงนาไปขอความเห็นของกลุ่มจากการสนทนากลุ่ม โดยวิเคราะห์และบันทึก
ความเหน็ ของกลุ่มผู้ทรงคณุ วฒุ ิตอ่ แนวทาง เพอื่ ยืนยนั แนวทางและความเป็นไปได้

สรุปผลการวจิ ัย
สภาพปจั จบุ นั ของการบริหารทรัพยากรของโรงเรยี นปาณยา พัฒนาการ
การบริหารทรัพยากรกับการบริหารด้านวิชาการของสถานศึกษา เพ่ือค้นหาแนวทางการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ

พบว่า การบริหารด้านวิชาการเป็นหัวใจสาคัญของโรงเรียน โดยสามารถสร้างความเช่ือมั่นให้แก่ผู้ปกครอง ในการคัดเลือก
โรงเรียนให้บุตรหลานโดยสภาพปัญหาการปฎิบัติงานท่ีพบในการบริหารทรัพยากรบุคคลกับงานวิชาการนั้น ที่ผ่านมาจะเกิด
ปัญหาท่ีเป็นเรอ่ื งของการจดั สรรบุคลากรทีท่ างโรงเรยี นมกี ารจา้ งครชู าวต่างชาติเพอ่ื การสอนหลายวชิ า แตไ่ ม่สามารถสื่อสารเป็น
ภาษาไทยกับผู้ปกครองได้ ทาให้การพูดคุยแลกเปล่ียน และอธิบายการประเมินผลการเรียนการสอนของนักเรียนในวิชาที่ใช้
ภาษาอังกฤษให้ผู้ปกครองเช้าใจอย่างถ่องแท้ เป็นไปอย่างยากลาบาก โรงเรียนจึงได้หาแนวทางแก้ไข โดยการจัดทาการให้
ความเห็นในผลการเรียนของนักเรียนด้วยการใช้สองภาษา คือภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพ่ืออานวยความสะดวกให้แก่
ผู้ปกครอง และเพือ่ เสรมิ ความเข้าใจในผลการเรียนของลูกหลาน

การบริหารทรัพยากรกับการบริหารด้านงบประมาณ ของส ถานศึ กษาเป็นเรื่องท่ีส าคัญ ภ ายในโรงเรียนปาณ ย า
พัฒนาการ การพัฒนาสถานศึกษาเอกชนท่ีจะต้องระดมทรัพยากรด้านการเงินด้วยตนเอง จากการบริหารทรัพยากรกับการ
บริหารด้านงบประมาณของโรงเรียนปาณยา พัฒนาการ จะให้ความสาคัญของการบรหิ ารที่เป็นรปู ธรรมอย่างชัดเจน มีระเบียบ
ในการปฏิบตั ิที่เปน็ ระบบ ปญั หาการปฎิบตั งิ านทพ่ี บในการบริหารทรพั ยากรดา้ นบคุ คลกบั การบรหิ ารด้านงบประมาณซึง่ ปัญหาที่
เกิดข้ึนนั้นจะพบได้ในเรื่องของการติดตามรายรับ (ค่าเล่าเรียน) มีความล่าช้าหลายคร้ัง ทาให้ผู้ปฏิบัติงานต้องเพ่ิมงานในการ
ติดตาม โรงเรียนจงึ หาแนวทางแกไ้ ขปัญหาด้วยการทาความเขา้ ใจกับผู้ปกครองและประชาสัมพันธ์ตอ่ ผูป้ กครองถึงวันกาหนดใน
การชาระค่าเล่าเรียน และเพ่ิมช่องทางในการชาระท่ีสะดวกและรวดเร็ว อย่างเช่นการชาระโดยบัตรเครดิต การโอนผ่านบัญชี
ธนาคาร ฯลฯ

การบริหารทรัพยากรกับการบริหารด้านบุคลากรมีความสาคัญในการเป็นตัวแป รที่สาคัญช่วยขับเคลื่อนการจัด
การศึกษาของสถานศึกษา การบริหารทรัพยากรด้านการบริหารด้านบุคลากรของโรงเรียนปาณยา พัฒนาการ ตระหนักถึง
ความสาคญั ของการบริหารด้านบุคลากร ตัง้ แตก่ ระบวนการวางแผนกาลังคน และสรรหาบุคลากรทจ่ี ะเข้ามาปฏิบตั ิหนา้ ที่ใหต้ รง
กบั ความต้องการของสถานศึกษา พร้อมทัง้ สนับสนนุ ให้บุคลากรได้พัฒนาตนเอง และมีความเชี่ยวชาญในศาสตรว์ ิชานั้น และยัง
กาหนดบทบาทหน้าท่ีในการปฏิบัติงานอยา่ งชัดเจน เพอ่ื ให้เกดิ ความคลอ่ งตวั ในการทางาน โดยสถานศึกษามหี นา้ ที่วางแผน และ
สนับสนุนการทางานให้มีประสิทธิภาพมากท่ีสุด และให้บุคลากรทุกคนมีส่วนร่วมในทุกๆ กิจกรรมท่ีดาเนินอยู่ ผู้บริหาร หรือ
หัวหน้างาน จะคอยกากับ ติดตาม และดแู ลเอาใจ เพื่อสรา้ งขวญั และกาลังใจให้กับบุคลากรทุกคน เกิดความพึงพอใจ ซึ่งจะเป็น
ประโยชน์อย่างย่ิงต่อสถานศึกษา ปัญหาท่ีโรงเรียนปาณยา พัฒนาการ ตระหนัก คือ การศึกษาของบุคลาก ร จึงอนุญาตให้
บุคลากรได้ ศึกษาในระดบั ที่สูงข้ึน เพือ่ ท่จี ะธารงบุคลากรท่มี คี ณุ ภาพให้อยคู่ ู่กับสถานศึกษา โดยทไี่ ม่ต้องสรรหาบุคลากรใหม่ อีก
ทงั้ ยัง ไดใ้ หบ้ คุ ลากรทาความเขา้ ใจระเบยี บและหนา้ ท่ีในการปฏบิ ัติงานชัดเจน ด้วยการประชุมพดุ คยุ สักถาม ถึงปัญหาการทางาน
อยู่ตลอดเวลา การพัฒนาบุคลากรจึงพัฒนาศักยภาพให้เท่าเทียมกับบุคลากรภายนอก ในด้านน้ีจากการทางานของบุคลากรทุก
ฝา่ ย จะพบเจอปัญหาน้อยมากหรืออาจจะไม่มีเลย เนื่องจากทางผู้บรหิ ารโรงเรยี นปาณยา พัฒนาการจะตระหนกั ถงึ ความสาคัญ
ของบคุ ลากรของสถานศึกษาเปน็ สาคัญ

การบริหารทรพั ยากรกับการบริหารด้านการบรหิ ารงานท่ัวไปใหเ้ กิดประสิทธภิ าพท่ีสูงน้ัน โรงเรียนปาณยา พัฒนาการ
ไดใ้ ชห้ ลกั ของการวางแผนการทางานไวล้ ว่ งหน้า มีบริหารการทรัพยากรดา้ นตา่ งๆ ซึ่งทรัพยากรน้ีสามารถท่ีจะนามาปฏิบัตหิ นา้ ท่ี
ได้พร้อมๆกัน ไม่ว่าจะเป็นบุคลากร การเงิน วัสดุอุกรณ์ และเวลา ในปัจจุบันนี้เป็นยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ จึงมีการนาเอา
เทคโนโลยตี า่ งๆ เขา้ มาชว่ ยอานวยความสะดวกในการทางาน เช่น ชว่ ยในระบบจดั เกบ็ ข้อมลู งานสารบรรณ ซง่ึ จะทาให้สบื คน้ ได้
ง่ายขึ้น หรือในงานประชาสัมพันธ์ ที่สามารถติดต่อส่ือสารกันผ่านสื่อสังคมออนไลน์หรือเฟซบุ๊ค ทาให้ประหยัดเวลา สะดวก

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 315

รวดเรว็ ในการแจง้ ขอ้ มลู ข่าวสาร เป็นต้น หลกั การบรหิ ารงานสว่ นใหญ่ยงั คงยึดหลกั การของการวางแผนงานทด่ี ี และทาลว่ งหน้า
ก่อนเปิดปีการศึกษานั้นๆ และเป็นท่พี ึงพอใจของผู้ปกครองหลายท่าน หลักในการวางแผนท่ีดีจะช่วยให้โรงเรียนบริหารงานงาน
ได้อย่างมีประสิทธิภาพท่ีผ่านมาพบปัญหาที่เกิดขึ้นกับการบริหารด้านงานท่ัวไป โดยจะพบว่า ในฝ่ายงานบริหารท่ัวไปน้ันมี
จานวนงานทตี่ ้องปฏิบัตอิ ยู่เปน็ จานวนมาก และงานประชาสัมพันธ์ข้อมลู ขา่ วสารกับผ้ปู กครอง เปน็ งานที่สาคัญทม่ี จี าเปน็ มาก ใน
การปฏิบัติงานส่วนน้ีจึงมีความจาเป็นที่ีจะต้องใช้ความแม่นยา ละเอียดรอบคอบที่จะทา เพ่ือให้เกิดความเข้าใจท่ีตรงกัน และ
ได้รับข้อมูลท่ีไม่คลาดเคล่ือน โรงเรียนจึงการใช้ช่องทางสื่อทางเครือข่ายสังคมออนไลน์ ซ่ึงเป็นท่ีนิยมกับผู้ปกครอง ในการ
ประชาสมั พนั ธข์ อ้ มูลสาคัญ เพือ่ ประหยัดเวลาในการสอื่ สารกับผ้ปู กครองและเพอื่ เสรมิ ความแมน่ ยาของข้อมูลและความเขา้ ใจต่อ
ผปู้ กครอง และยังประหยดั งบประมาณ เมอ่ื เทียบกบั การที่ต้องทาจดหมายดว้ ยกระดาษ นอกจากน้ี ในบางกรณี การบรหิ ารด้าน
งานท่ัวไปยังต้องปฎิบัตงิ าน หรือเร่ิมต้นงานใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี การติดต่อส่ือสาร เช่น ใน
ปัจจุบันมีเทคโนโลยีต่างๆ ที่สามารถนาเข้ามาเป็นเครื่องมือหรือเคร่ืองทุ่นแรงได้ ในการบริหารทรัพยากรด้านวัสดุอุปกรณ์ของ
ฝา่ ยบริหารด้านงานทัว่ ไป จึงได้พัฒนาระบบขอ้ มูลสารสนเทศ ด้วยการใช้เอกสารอเิ ล็กทรอนิกสใ์ หม้ ากขน้ึ และลดการใช้กระดาษ
ในการส่อื สารภายในฝา่ ย ระหวา่ งฝา่ ย และผู้ปกครอง โดยนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ มาใช้ในการเผยแพรข่ อ้ มูลของโรงเรียน
ให้แก่ผู้ปกครองผ่านเว็ปไซต์ของโรงเรียน และ social media application เช่น LINE และ FACEBOOK นาระบบการเผยแพร่
การวดั ผลการเรียนของนักเรยี นใหแ้ ก่ผ้ปู กครองผ่ายเว็บไซต์ของโรงเรยี น ซ่งึ มรี ะบบควบคมุ ความเปน็ สว่ นตัวของข้อมูล (secured
website)

แนวทางการพฒั นาประสิทธิภาพการบรหิ ารทรพั ยากรของโรงเรียนปาณยา พฒั นาการ
ข้อมูลที่ได้จากการสนทนากลมุ่ กบั กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่าการพฒั นาประสทิ ธิภาพการบริหารทรัพยากร จะใช้หลักของ
การทาหน้าที่การบริหารงานในแต่ละด้าน คือ 1) ด้านการบริหารวิชาการ 2) ด้านการบริหารงบประมาณ 3) ด้านการบริหาร
บุคลากร และ 4) ด้านการบริหารงานท่ัวไป ที่มีการกาหนดข้ันตอนการปฏิบัติไว้เป็นระบบ เพ่ือให้เกิดความเข้าใจและปฏิบัติได้
ตรงกัน จงึ เนน้ การบริหารทรพั ยากรตามแนวทางการบรหิ ารสถานศึกษา โดยมีรายละเอียดดังนี้
แนวทางการบริหารทรัพยากรด้านบุคคล จะเน้นที่ตัวบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งเป็นกลไกสาคัญในการปฏิบัติงาน
แนวทางของสถานศึกษาจึงสรรหาคัดเลือกบุคลากรหรือลูกจ้าง และจะคัดเลือกผู้ที่มีความรู้ ความสามารถอย่างเหมาะสมกับ
หน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติ นอกจากน้ี ผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องเข้าใจสภาพปัญหา เพื่อสามารถแก้ไขปัญหาของบุคลากรไดม้ ีแนว
ทางการวางแผนบริหารของสถานศกึ ษาอย่างชัดเจนในทุกๆ ฝ่าย มกี ารกาหนดบทบาทหนา้ ทขี่ องบุคลากรอย่างชัดเจน และมแี นว
ทางการตอบแทนบุคลากรอย่างเป็นธรรมและเหมาะสมกับหน้าที่และความรับผิดชอบเพ่ือเป็นแรงจูงใจในการปฎิบัติงานอย่าง
สม่าเสมอ พร้อมกบั สร้างสภาพแวดล้อมในสถานศกึ ษาท่ีดี จงึ กาหนดแนวทางการพฒั นาประสิทธิภาพการบริหารทรัพยากรดา้ น
บุคคลได้ 4 แนวทาง คือ 1) การสรรหาคัดเลือกบุคลากรหรือลกู จ้าง ท่ีมีความรู้ ความสามารถอย่างเหมาะสมกบั หน้าท่ีท่ีจะต้อง
ปฏิบัติ 2) ผบู้ ริหารสถานศึกษาต้องเขา้ ใจสภาพปัญหา สามารถแก้ไขปัญหาของบุคลากรได้ 3) มีการวางแผนบรหิ ารและแผนการ
ปฏบิ ตั ิงานอย่างชดั เจน 4) มีการตอบแทนบุคลากรอยา่ งเปน็ ธรรมและเหมาะสมกับหน้าท่แี ละความรบั ผิดชอบ
แนวทางการบริหารทรัพยากรด้านงบประมาณและการเงิน จะยึดหลกั ของการใช้จ่ายงบประมาณอยา่ งคุ้มค่า และให้ได้
ประโยชน์สูงท่ีสุดมีการกาหนดแนวทางการวางแผนงบประมาณและงบการใช้จ่ายของสถานศึกษาแนวทางควบคุมการเบิก
ค่าใช้จ่ายของสถานศึกษาท่ีมีการบริหารงานอย่างโปร่งใส และตรวจสอบได้ และใช้แนวทางการบริหารจัดการทางดา้ นบัญชีโดย
ใช้เทคโนโลยีช่วยในการบันทึกรายรับและรายจ่ายอย่างเป็นระบบ จึงกาหนดแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพในการบริหาร
ทรัพยากรทางการเงินได้ 4 แนวทาง คือ 1) ยึดหลักของการใช้จ่ายงบประมาณอย่างคุ้มค่า และให้ได้ประโยชน์สูงที่สุด 2) มี
วางแผนงบประมาณและงบการใช้จ่าย 3) มีการควบคุมการเบิกค่าใช้จ่ายของสถานศึกษาท่ีมีการบริหารงานอย่างโปร่งใส และ
ตรวจสอบได้ 4) มกี ารบรหิ ารจัดการทางดา้ นบัญชีโดยใชเ้ ทคโนโลยชี ว่ ยในการบนั ทกึ รายรับและรายจ่ายอยา่ งเปน็ ระบบ
แนวทางการบริหารทรัพยากรทางด้านวัสดุอุปกรณ์ จะต้องมีแนวทางการวางแผนความต้องการวัสดุอุปกรณ์ การใช้
วสั ดุอปุ กรณอ์ ย่างคุม้ คา่ และมกี ารบารุงรักษา แนวทางพัฒนาการใชอ้ ปุ กรณ์ และส่อื เทคโนโลยสี ารสนเทศ เพื่อใชใ้ นการบริหารใน
ทกุ ๆ ฝา่ ย จงึ จะทาใหเ้ กิดประสิทธภิ าพในการบรหิ ารทรัพยากรท่ีไดผ้ ลตามทต่ี ้องการ จงึ กาหนดแนวทางการพัฒนาประสทิ ธิภาพ
ในการบริหารทรัพยากรทางด้านวัสดุอุปกรณ์ได้ 3 แนวทาง คอื 1) มีการวางแผนความต้องการวัสดุอปุ กรณ์ 2) มีแนวทางการใช้
วัสดุอุปกรณ์อยา่ งคุ้มค่าและมีการบารุงรักษา 3) มีการพัฒนาการใช้อุปกรณ์ และส่ือเทคโนโลยีสารสนเทศ เพ่ือใช้ในการบริหาร
ในทุก ๆ ฝ่าย

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 316

แนวทางการบริหารทรัพยากรทางด้านเวลา มีแนวทางในการเน้นเร่ืองจัดสรรเวลา โดยมีแนวทางการพัฒนา คือ การ
วางแผน การดาเนินการ และการควบคมุ การใช้เวลาในการปฏบิ ัตงิ านของบุคลากรมกี ารให้ความสาคัญของบุคลากรทกุ คนในการ
ใชเ้ วลาปฏิบตั ิงานของตนเอง มีแนวทางในการทีใ่ หบ้ ุคลากรร้จู ักการจัดลาดับความสาคัญของงานในทุกชิ้นงานที่ได้รบั มอบหมาย
และมแี นวทางให้บคุ ลากรทางการศกึ ษาใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัตงิ านเพ่ือลดเวลาการปฏิบตั ิงานและ
เพิ่มประสิทธิภาพ จึงกาหนดแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพในการบริหารทรัพยากรทางด้านเวลาได้ 3 แนวทาง คือ 1) มีการ
เน้นเร่ืองจัดสรรเวลาในการปฏิบัติงานของบุคลากร 2) มีการจัดลาดับความสาคัญของงานที่ได้รับมอบหมาย 3) สนับสนุนให้
บุคลากรในการศึกษานาเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาประยุกตใ์ ช้เพื่อลดเวลาการปฏิบัติงาน
อภิปรายผล

ดา้ นการบริหารวิชาการนั้นจาเปน็ ต้องบริหารทรัพยากรท้ัง 4 ด้าน จากผลการวิจัยพบว่า ทรัพยากร ทัง้ 4 ด้าน จะตอ้ ง
เปน็ ทางานร่วมกัน จะขาดสว่ นใดส่วนหนึ่งไมไ่ ด้ หากขาดไปเพียง 1 องคป์ ระกอบ จะสามารถทาให้งานมีประสิทธภิ าพลดน้อยลง
ได้ การมีบุคลากร และการวางแผนงานท่ีดี จะช่วยในการพัฒนาโรงเรียนใหม้ ีประสิทธภิ าพท่ีดียงิ่ ขน้ึ ไป สอดคลอ้ งกับงานวิจยั ของ
วิเชียร ยอดจักร์ (2555) ที่ทาการศึกษา การบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาเอกชน พบว่า การบริหารงานวิชาการของ
สถานศึกษาเอกชน สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฏร์ธานี เขต 1 ควรพัฒนาหลักสูตร ด้วยจัดอบรม
ครูผู้สอน ให้ร่วมจัดทาหลักสูตร พัฒนาปรับปรุงแก้ไขร่วมกัน นาหลักสูตรมาวิเคราะห์ และจัดทาหลักสูตรสถานศึกษาให้
สอดคล้องกับพ้ืนฐานทางการเรียนของผู้เรยี นมากข้ึน ควรมีการอานวยความสะดวกแก่สถานศึกษาในเร่ืองอุปกรณ์ เคร่ืองมือใน
การเรียนการสอนใหม้ ากขึ้น เพียงพอกับจานวนของผู้เรียน ควรจัดสรรงบประมาณในการจัดทาสื่อใหเ้ หมาะสม เพ่ือเอื้อต่อการ
จดั การเรยี นการสอน ลดการทางานที่ซา้ ซอ้ นและสน้ิ เปลืองเวลา

ด้านการบริหารงบประมาณและการเงิน จะใช้หลักการบริหารท่ีเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน ด้วยการทาบัญชีรายรับ -
รายจ่าย มีระเบียบการปฏิบัติและที่เป็นระบบ จะต้องวางแผนล่วงหน้า เพื่อจัดสรรงบประมาณ ในการบริหา รและควบคุม
งบประมาณ เพ่อื ให้เกิดตรวจสอบ ติดตาม และประเมินการใชจ้ ่ายงบประมาณได้ง่ายยิ่งข้นึ เน้นหลกั การทางานด้วยความโปรง่ ใส
สามารถตรวจสอบได้ ผ่านคณะกรรมการของโรงเรียน การบริหารด้านการเงินจะต้องประหยัด และใช้จ่ายเงิน เพ่ือให้เกิด
ประโยชน์สูงที่สุด กับนักเรียนในโรงเรียน สอดคล้องกับงานวิจัยของ นิเลาะ แวอุเซ็ง และคณะ (2552) พบว่า การจัดทาแผน
และการนาแผนงบประมาณไปใช้ ควรดาเนินงาน คือ จัดให้มีแผนการใช้จ่ายงบประมาณอย่างเป็นระบบ ลักษณะที่พบในการ
บริหารงบประมาณและการเงินน้ี สามารถอธิบายได้ว่าเป็นไปตามการจัดทางบประมาณฐา นกิจกรรม (Activity-Based
Budgeting: ABB) คือ กิจการต้องพยากรณ์ประเภท/ปริมาณการผลิต แล้วตรวจสอบกิจกรรมที่จะใช้ในการผลิต จากนั้น จึง
จัดหาทรัพยากร ซึ่งอาจได้ข้อมูลจากการสอบถามผู้รับผิดชอบงานภายในองค์กร ผลของกิจกรรมจะเน้นผลลัพธ์มากกว่า
ทรัพยากรท่ีป้อนเข้าไป รวมท้ังให้ความสนใจว่ากิจกรรมที่ทาจะต้องไม่เป็นการเพ่ิมภาระงานให้กับพนักงาน โดยที่การจัดทา
งบประมาณฐานกิจกรรมจะมองย้อนกลับจากต้นทุนฐานกิจกรรม สาหรับกิจการท่ีใช้งบประมาณฐานกิจกรรมได้ดีน้ัน จะต้องมี
การวิเคราะห์กิจกรรมท่ีเพิ่มมูลค่าและกิจกรรมที่ไม่เพิ่มมูลค่าตามวิธีการคิดต้นทุนฐานกิจกรรม (ABC) มาก่อน การประยุกต์ใช้
งบประมาณฐานกิจกรรมในองค์กรจึงเป็นประโยชน์ตอ่ การบริหารค่าใช้จ่ายการผลิตได้อย่างถูกต้อง ช่วยลดและปรับปรุงขนั้ ตอน
ในการปฏบิ ัติงานอย่างต่อเนื่อง เพมิ่ ประสิทธิภาพในการใชส้ ินทรัพย์และทาให้การจดั ทางบประมาณสอดคลอ้ งไปกับ แผนกลยุทธ์
ซ่ึงเป็นวิธีทช่ี ว่ ยสนบั สนนุ การตัดสินใจของผบู้ ริหาร ทาให้เพิ่มโอกาสทากาไรในระยะยาวได้ (สวุ รรณ หวงั เจรญิ เดช, 2557: 63)

ด้านการบรหิ ารดา้ นบคุ ลากร ให้ความสาคัญของการบรหิ ารดา้ นบุคลากร ตง้ั แต่กระบวนการวางแผนกาลังคน และสรร
หาบุคลากรที่จะเข้ามาปฏิบัติหน้าท่ีให้ตรงกับความต้องการของโรงเรียน พร้อมท้ังสนับสนุนให้บุคลากรได้พัฒนาตนเอง และมี
ความเชี่ยวชาญในศาสตร์วิชานั้น ด้วยการสนับสนุนให้บุคลากรได้ ศึกษาในระดับท่ีสูงขึ้น ให้บุคลากรทุกคนมีส่วนร่วมในทุกๆ
กจิ กรรมทด่ี าเนินอยู่ ด้วยการกาหนดบทบาทหน้าที่ในการปฏิบัติงานอย่างชัดเจน โดยมีผู้บริหาร หรือหัวหน้างาน จะคอยกากับ
ติดตาม และดูแลเอาใจ เพ่ือสร้างขวัญและกาลังใจใหก้ ับบุคลากรทกุ คน เกิดความพึงพอใจ สอดคลอ้ งกบั วจิ ิตร ศรีสอา้ น (2544)
ท่ีอธบิ ายแนวคดิ การบริหารงานบุคคลมคี วามสาคัญทส่ี ดุ ในการบรหิ ารองค์การ โดยครอบคลุมตง้ั แต่การแสวงหา การเลือกคนเข้า
สู่หน่วยงานจนกระทั่งพ้นจากการปฏิบัติงาน เป็นกระบวนการที่เกี่ยวเนื่องกันเป็นลูกโซ่ ต้ังแต่การวางนโยบายการกาหนดแผน
และความต้องการด้านบุคลากร การสรรหา การเลือกสรร การพัฒนา การกาหนดสวัสดิการและการเก้ือกูล การประเมินผล
การฏบิ ัติงาน การเลื่อนตาแหน่ง การโอนการยา้ ย และการพน้ จากการปฏบิ ตั ิหน้าทข่ี องบุคคล

ด้านการบริหารงานทว่ั ไป จะทาหน้าทป่ี ระสานส่งเสรมิ สนับสนุน และการอานวยความสะดวกต่างๆ หลกั การหรือแนว
ทางการบริหารงานสว่ นใหญึง่ ยดึ หลักการของการวางแผนงานที่ดี และทาล่วงหน้ากอ่ นเปิดปีการศกึ ษา นาเทคโนโลยตี า่ งๆ เข้ามา
ช่วยอานวยความสะดวกในการทางาน สอดคล้องกับงานวิจัยของ สอดคล้องกับงานวิจัยของ ฐปนรรฆ์ มาลี และผดุง พรมมูล
(2561) พบว่า การบริหารงานทวั่ ไปของโรงเรียน จะมปี ระสิทธิภาพได้น้ัน ในทุกงานตอ้ งเรม่ิ จากการวางแผนเปน็ ภารกจิ หลัก โดย

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 317

มีขั้นตอนการวางแผนที่ชัดเจน ส่งผลให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพ หากมีการวางแผนที่ดี สามารถเลือกวิธีการดาเนินการที่
เหมาะสม สถานศึกษาจะได้กาหนดวัตถุประสงค์ เป้าหมายและแนวปฏิบัติได้ชัดเจน ทาให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถทางานได้ตาม
แผนงานท่ีวางไว้ เพราะมีการกาหนดระยะเวลา และผู้รับผิดชอบ ส่งผลให้การดาเนินงานบรรลุ วัตถุประสงค์ตามเป้าหมายท่ี
ต้องการอย่างมีประสทิ ธภิ าพ

การที่โรงเรียนปาณยา พัฒนาการ สามารถดาเนินงานต่างๆ ตามภารกิจ หน้าท่ีของโรงเรียน โดยใช้ทรัพยากรปัจจัย
ต่างๆ รวมถึงกาลังคน อย่างคุ้มค่าท่ีสุด มีการสูญเปล่าน้อยทส่ี ุด มีลักษณะของการดาเนินงานไปสู่ผลตามวตั ถุประสงค์ได้อยา่ งดี
โดยประหยดั ทัง้ เวลา ทรพั ยากร และกาลังคน ถือไดว้ ่า โรงเรียนมรี ะบบการบรหิ ารจัดการที่เอือ้ ตอ่ การผลติ และการบริการไดต้ าม
เป้าหมาย องค์การมีความสามารถใช้ยุทธศาสตร์ กลยุทธ เทคนิควิธีการ และเทคโนโลยีอย่าง ฉลาด ทาให้เกิดวิธี การทางานที่
เหมาะสม มคี วามราบรนื่ ในการดาเนินงาน มปี ัญหาอุปสรรคและ ความขดั แย้งน้อยทส่ี ุด บคุ ลากรมีขวัญกาลังใจดีมคี วามสุขความ
พอใจในการทางาน (จติ ตมิ า อัครธิติพงศ์, 2556: 6)
ข้อเสนอแนะ

ข้อเสนอแนะท่วั ไป
1. การบริหารงานในสถานศึกษาให้มีประสิทธิภาพ ควรมีการวางแผนการบริหารงานอย่างเป็นระบบ ปรับปรุง และ
ประเมินผล ให้มีคุณภาพ เพ่ือส่งเสริมให้ดาเนินงานตามแผนที่วางไว้ รวมถึงการวางระบบการสร้างงานท่ีมีขั้นตอนไม่ซับซ้อน
สะดวก รวดเร็ว ใหส้ อดคลอ้ งกับสภาพสงั คม เศรษฐกิจ และสง่ิ แวดลอ้ มทเ่ี ปล่ยี นแปลงเสมอ
2. ในกระบวนการบริหารงานในสถานศึกษาให้มีประสิทธิภาพ ควรสนับสนุนหรือพัฒนาความรู้ครู และบุคลากร
ทางการศึกษา เพ่ือให้ปฏิบัตงิ านอย่างมีประสิทธิภาพ ฝึกการพัฒนาการคิดอยา่ งเป็นระบบ และสนับสนุนให้ทุกคนได้มีส่วนร่วม
ในการทางานทุกขั้นตอน
ขอ้ เสนอแนะในการวจิ ัยครงั้ ตอ่ ไป

1. ควรมกี ารศึกษาวิจัยในเชิงปริมาณในประเด็น ปจั จยั ทเ่ี กีย่ วข้องกับการบริหารงานของสถานศึกษาเอกชน โดย
เก็บขอ้ มูลจากครผู ้สู อน นักเรยี น และผู้ปกครอง เพอื่ หาสาเหตใุ นเชงิ ของการยนื ยันขอ้ ค้นพบว่า ปจั จยั เหลา่ นเ้ี ป็นตัวแปรที่สาคัญ
ทที่ าใหก้ ารบริหารโรงเรยี นมีประสทิ ธภิ าพ ขอ้ ค้นพบที่ได้จะสามารถนาไปสกู่ ารพฒั นาได้ตรงจุดอย่างแท้จริง

2. ควรทาการศึกษาวิจัยการบริหารงานด้านต่างๆ ของโรงเรียน ให้ลุ่มลึกมากยิ่งขึน้ เช่น มิติของการบริหารงาน
วิชาการ มีขัน้ ตอนการปฏิบัตงิ าน วธิ กี ารแก้ปัญหา จุดเด่นจุดด้อยในการทางานของฝ่ายน้ี การกาหนดกลยทุ ธใ์ นการบริหาร โดย
อธบิ าย เปรยี บเทยี บให้เหน็ ภาพท่ชี ัดเจน ถงึ สภาพการบริหารทแี่ ท้จรงิ ปญั หาที่เกิดข้นึ และแนวทางการพัฒนา ซง่ึ ไม่จาเป็นต้อง
ศึกษาในทกุ มิติ อาจจะเลือกศกึ ษามิตทิ สี่ าคัญท่ีสดุ เพียงมติ ิเดยี ว
เอกสารอ้างอิง
งามพิศ สตั ยส์ งวน. (2551). การวิจัยเชิงคณุ ภาพทางมานษุ ยวทิ ยา. กรุงเทพมหานคร: สานกั พิมพ์แห่งจุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย.
จติ ตมิ า อคั รธติ พิ งศ.์ (2556). วิชาการพัฒนาประสทิ ธิภาพในการทางาน. เอกสารประกอบการสอน. สาขาวิชาบริหารทรัพยากร

มนษุ ย.์ คณะวิทยาจัดการ: มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏพระนครศรอี ยธุ ยา.
ฐปนรรฆ์ มาลี และผดงุ พรมมลู . (2561). การบริหารงานท่ัวไปของโรงเรยี น สงั กดั กรงุ เทพมหานคร เขตบางพลดั . บณั ฑิต

วิทยาลยั มหาวิทยาลยั สวนดสุ ติ , 4(1), 177-190.
นเิ ลาะ แวอเุ ซง็ และคณะ. (2552). การจัดการศึกษาโรงเรยี นเอกชนสอนศาสนาอสิ ลามในสามจังหวดั ชายแดนภาคใต้. วารสาร

สงขลานครินทร์ ฉบบั สงั คมศาสตรแ์ ละมนุษยศาสตร,์ 15(5), 739-765.
วจิ ิตร ศรสี อ้าน. (2544). หลักการบรหิ ารการศกึ ษา. กรุงเทพมหานคร: ไทยวฒั นาพานิช.
วิเชียร ยอดจักร.์ (2555). การบรหิ ารงานวชิ าการของสถานศกึ ษาเอกชน สงั กดั สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษา

สุราษฏรธ์ านี เขต 1. สารนพิ นธป์ ริญญาการศกึ ษามหาบณั ฑิต มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ.
วิโรจน์ สารรตั นะ. (2544).โรงเรยี นองค์การแห่งการเรยี นร้.ู กรงุ เทพมหานคร: หจก. ทิพยวสิ ุทธิ์.
สมเกยี รติ ตงั้ กจิ วานิชย์ และ คณะ. (2555). ระบบการบริหารและการเงนิ เพ่อื สร้างความรบั ผดิ ชอบในการจดั การศกึ ษา.

เอกสารประกอบการสัมมนาวชิ าการประจาปี 2554 ของสถาบนั วิจยั เพอื่ การพฒั นาประเทศไทย.
สมเกียรติ รตั นะรัต. (2549). ศึกษาแนวโนม้ การบรหิ ารจดั การโรงเรยี นเอกชนในทศวรรษหนา้ (พ.ศ. 2548-2558).วทิ ยานิพนธ์

ครศุ าสตรมหาบณั ฑติ , สาขาวิชาการบรหิ ารการศกึ ษา, สานักวิทยุบรกิ ารและเทคโนโลยีสารสนเทศ, มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต.
สุวรรณ หวังเจรญิ เดช. (2557). กลยุทธ์การบริหารตน้ ทุนในยุคโลกาภิวตั น์. วารสารนกั บรหิ าร 34(1): 60-67.

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 318

แนวทางการบริหารจัดการศกึ ษาเพื่อเสรมิ สร้างความใฝ่เรียนรใู้ ห้แก่ผ้เู รยี นในจงั หวดั สพุ รรณบรุ ี
THE EDUCATIONAL MANAGEMENT TO ENHANCE CURIOSITY CHARACTERISTIC
OF THE STUDENT IN SUPHANBURI

รงุ่ นภา วีระพงษ,์ ชไมพร ดสิ ถาพร, สนอง ทองปาน
E-mail: [email protected]

บทคดั ยอ่
ความมุ่งหมายในการวิจัย 1) เพื่อศึกษาความใฝเ่ รียนรู้ของผเู้ รยี นในโรงเรยี นมธั ยมศึกษาขนาดเลก็ จังหวดั สพุ รรณบุรี

2) เพ่ือศึกษาการบริหารจัดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างความใฝ่เรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็ก จังหวัด
สุพรรณบุรีและ 3) เพ่ือเสนอแนวทางการบริหารจัดการศึกษาเพ่ือเสริมสร้างความใฝ่เรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษา
ขนาดเล็ก จังหวัดสุพรรณบุรี ทาการเก็บข้อมูลโดยแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ
.927 และแบบสัมภาษณ์ก่ึงโครงสร้าง ประชากรท่ีใช้ในการวิจัยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1) ประชากรของการศึกษาความใฝ่เรียนรู้
ของผู้เรียนคือผู้เรียนระดับช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1-6จานวน 2,912 คน และ 2) ประชากรของการศึกษาและเสนอแนวทางการ
บริหารจัดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างความใฝ่เรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนคือโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็ก จังหวัดสุพรรณบุรี จานวน 11
โรงเรียน การเลือกกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาความใฝ่เรียนรู้ของผู้เรียนใช้วิธีการสุ่มอย่างง่ายกาหนดขนาดตัวอย่างโดยการเปิด
ตารางของเครจซ่ีและมอร์แกนท่ีระดับความเชื่อมั่น 95% ยินยอมให้คาดเคล่ือน ± 5 ได้กลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 366 คนและกลุ่ม
ตวั อย่างของการศกึ ษาและเสนอแนวทางการบรหิ ารจดั การศึกษาเพือ่ เสริมสรา้ งความใฝเ่ รยี นรูใ้ หแ้ ก่ผู้เรยี น กาหนดขนาดตัวอยา่ ง
จานวน 2 โรงเรียน แล้วใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling)เพ่ือให้ได้ผู้บริหารโรงเรียนและบุคลากรสาย
บรหิ ารรวม18 คน ครูผู้สอน 4 คน นักเรยี น 4 คน และผูป้ กครอง 4 คน

ผลการวิจัยพบว่า ความใฝ่เรียนรู้ของผู้เรียนในภาพรวมอยู่ในระดับค่อนข้างดี โดยแยกเป็นพฤติกรรมบ่งชี้ความใฝ่
เรียนรู้ แบ่งออกเปน็ 5 สว่ นดังนี้ พฤตกิ รรมม่งุ มั่นตั้งใจ มีความพยายาม ศึกษาคน้ ควา้ ดว้ ยตนเอง พฤติกรรมอยากร้อู ยากเห็น มี
ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และจนิ ตนาการ โดยพฤตกิ รรมมงุ่ มน่ั ต้ังใจ( ̅X= 3.56, S.D. = 0.64) มีความพยายาม( ̅X= 3.54, S.D.
= 0.67) และศึกษาค้นคว้าดว้ ยตนเอง( ̅X= 3.43, S.D. = 0.71) อยู่ในระดบั ค่อนขา้ งมากพฤติกรรมอยากรู้อยากเหน็ ( ̅X = 3.38,
S.D. = 0.72)มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และจินตนาการ ( X̅ = 3.34, S.D. = 0.72)อยู่ในระดับปานกลางและจากการศึกษา
แนวทางบริหารจัดการศกึ ษาเพื่อเสริมสร้างความใฝ่เรยี นรู้ใหแ้ ก่ผู้เรียน พบว่าสามารถบริหารจดั การโรงเรียนโดยแบ่งเป็น 4 ดา้ น
คือด้านวิชาการ งบประมาณ บุคคล และท่ัวไป โดยบุคคลท่ีมีส่วนกระตุ้นให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าและเพิ่มพฤติกรรมใฝ่เรียนรู้คือ
ผบู้ ริหาร ครู และผ้ปู กครอง
คาสาคัญ: การบริหารจดั การศกึ ษา, ความใฝเ่ รียนรู้

Abstract
The purposes of this research were 1) to study the curiosity characteristic of the students in

Suphanburi’ s small secondary schools 2) to investigate the educational management for enhancing
students’ learning in Suphanburi’s small secondary schools 3) to provide guidelines to enhance the curiosity
characteristic of the students in Suphanburi’ s small secondary schools. The samples consisted of
366students 2 principles 2 teachers and 2 parents. at Suphanburi’s small secondary schools. They were
selected by Simple Random Sampling. The research instrument was a five point rating scale. The data
collected from the investigation were analysed through the use of frequencies, percentage, mean and
standard deviation and In-depth interview.

The demonstrable results were as follows: an overview of the level of the students’ curiosity
characteristic was at a fairly good level. The layer of curiosity behavior can be divided into 5 main aspects;
Concentration, Effort, Self-Study, Curiosity, and Creativity. The level of Concentration, Effort, and Self-Study
were at an above average level, and the level of Curiosity and Creativity were at a moderate level.

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 319

There are some guidelines for developing students’ learning behavior, with the following
composite factors; 1) Academic section 2) Education budget 3) Personnel 4) General sectionEspecially, the
personnel factor, which motivates the learner to value and increase the behavior, are principle, teachers
and parents.
Keywords: Education Management, Curiosity

บทนา
ประเทศไทยเป็นประเทศกาลังพัฒนาท่ีให้ความสาคัญและเห็นคุณค่าของการศึกษาเป็นอย่างย่ิง โดยการศึกษาของ

ประเทศไทยได้รับการพัฒนาให้เหมาะสมกับสภาพสังคมและประชาชนแต่ละยุคสมัย จนมาถึงปัจจุบันน้ีท่ีเข้าสู่ยุคของ
“การศึกษาตลอดชีวิต” ซ่ึงคนในวงการศึกษาจะได้พบเจอกับคาน้ีอยู่เสมอ ดังเช่นท่ีปรากฏในส่วนหนึ่งของ มาตรา 49
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 (สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. 2552: 15) ความว่า “การจัดการ
ศกึ ษาอบรมขององค์กรวชิ าชพี หรือเอกชน การศึกษาทางเลือกของประชาชน การเรียนร้ดู ้วยตนเอง และการเรียนรู้ตลอดชวี ิต
ย่อมได้รับความคุ้มครองและส่งเสริมท่ีเหมาะสมจากรัฐ” พร้อมด้วยในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 แก้ไข
เพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2553 มาตรา 4 ระบุว่า “การศึกษาตลอดชีวิต” หมายความว่า การศึกษาท่ีเกิดจากการผสมผสาน
ระหว่างการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั เพ่ือให้สามารถพฒั นาคุณภาพชีวิตได้อยา่ งต่อเน่ือง
ตลอดชีวิต” และใน มาตรา 8 กล่าวว่า การจัดการศึกษาให้ยึดหลักดังนี้ 1.เป็นการศึกษาตลอดชีวิตสาหรบั ประชาชน 2.ให้
สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา และ 3.การพัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างต่อเน่ือง อีกทั้งในทิศทาง
ของแผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาติ ฉบับที่ 12 (สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาติ. 2558:
19) ในแนวทางพัฒนาประเทศในส่วนการยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ให้มีคุณภาพ เท่าเทียมและทั่วถึง โดย
ปฏิรูประบบการเรียนรู้ มุ่งจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างสมรรถนะกาลังคนท้ังระบบการศึกษาตั้งแต่ระดับก่อนประถมศึกษา ระดับ
ประถมศึกษา ระดบั มธั ยมศกึ ษา ระดบั อุดมศึกษา จนถงึ การเรียนรูต้ ลอดชวี ิต พัฒนาส่อื เพ่อื การเรียนรู้ ปรับหลักสูตรและผลิต
กาลังคนให้สอดคล้องกบั การเปลยี่ นแปลงและความต้องการของตลาด การวิจัยและการใช้เทคโนโลยแี ละสอื่ เพ่อื การเรียนรู้ และ
ในร่างกรอบทิศทางแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2574 จะเป็นแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวสาหรับหน่วยงานท่ีเก่ียวขอ้ ง
กับการศึกษา ทั้งท่ีอยู่ในกระทรวงศึกษาธกิ ารและนอกกระทรวงศกึ ษาธกิ าร ได้นาไปเปน็ กรอบและแนวทางการพัฒนาการศึกษา
และการเรยี นรู้สาหรับพลเมอื งทุกช่วงวัย ตัง้ แต่เกิดจนตลอดชีวิต เพราะปจั จุบันโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เราอยู่ในยุค
ดิจิตอลที่ข้อมูลข่าวสารเดินทางไปสู่คนท่ัวทุกมุมโลกได้ภายในเวลาไม่ก่ีนาที การศึกษาประเภทใดประเภทหน่ึงเพียงอย่างเดียว
หรอื ประเภทเดยี วจงึ อาจจะไม่เพียงพอตอ่ การปรับตวั ให้ทันกับการเปลีย่ นแปลงดังกล่าว การศึกษาตลอดชีวิตจงึ มลี ักษณะทเ่ี ป็น
การบูรณาการ การประสานประสมระหว่างกิจกรรมต่างๆ ในสังคมไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมการศึกษาในระบบโรงเรียน กิจกรรม
การศึกษานอกระบบโรงเรียน และกิจกรรมการศึกษาทเ่ี กดิ ขน้ึ ในชีวติ ประจาวัน

สาหรับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้กาหนดให้ผู้เรียนเรียนรู้และปฏิบัติตาม
มาตรฐานตัวชี้วดั ที่ประกอบดว้ ย ความรู้ ความสามารถ คุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมอนั พึงประสงค์ โดยกาหนดคุณลักษณะ
อันพึงประสงค์ 8 ประการ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานคุณภาพการเรียนรู้ คือ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซ่ือสัตย์สุจริต มีวินัย ใฝ่
เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง มุ่งม่ันในการทางาน รักความเป็นไทย และมีจิตสาธารณะ (สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้น
พื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. 2554: 3-5) เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาผู้เรียนให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมี
ความสุข อนึ่งความใฝ่เรียนรู้ท่ีเป็น 1 ใน 8 ของคุณลักษณะอันพึงประสงค์จะแสดงออกมาในรูปแบบของพฤติกรรมตั้งใจเรียน
เอาใจใส่และมีความเพียรพยายามในการเรียนรู้ สนใจเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ ศึกษาค้นคว้าหาความรู้จากหนังสือ
เอกสาร สิ่งพิมพ์ ส่ือเทคโนโลยีต่างๆ แหลง่ เรียนรู้ทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน เลือกใชส้ ่ือได้อยา่ งเหมาะสม บันทกึ ความรู้
วิเคราะห์ตรวจสอบจากสิ่งท่ีเรียนรู้ สรุปเป็นองค์ความรู้ แลกเปล่ียนความรู้ด้วยวิธีการต่างๆ และนาไปใช้ในชีวิตประจาวันได้
ดังเช่นท่ีสานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (2547: 108) กล่าวไว้ว่า “การใฝ่รู้เป็นปฐมเหตุแห่ง
ความสาเร็จของชีวติ มนุษย์ และจะนาพาสังคมทอ่ี าศัยอย่นู น้ั มคี วามเจริญกา้ วหนา้ เทา่ ทันการเปลย่ี นแปลง ซ่ึงเยาวชนจะต้องมี
จิตสานึกใฝ่หาความรู้เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต และต่ืนตัวในการเรียนรู้เกี่ยวกับความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ เพ่ือช่วย
เพมิ่ พูนสตปิ ญั ญามากขึ้น” และเมอ่ื บุคคลมีความใฝเ่ รยี นรแู้ ลว้ จะทาให้บุคคลนนั้ เกิดทักษะการเรียนรูด้ ว้ ยตนเอง สามารถศึกษา
ค้นคว้าหาคาตอบได้ด้วยตนเอง มีความสามารถในการสืบสอบคุณค่า มีความรับผิดชอบ มีวินัย มีความสามัคคี มีผลสัมฤทธิ์

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 320

ทางการเรียนสูงข้ึน เกิดการพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เกิดการพัฒนาตนเองให้มีความสามารถด้านวิชาการและ
วชิ าชพี จนเกิดความรูใ้ หม่ๆ ตลอดจนรูเ้ ท่าทันการเปล่ียนแปลง (วฒั นา พาผล. 2551: 18)

ในระดับประเทศได้มีการกาหนดนโยบายส่งเสริมเร่ืองความใฝ่เรียนรู้ เช่น โครงการรักการอ่าน การพานักเรียนไป
ทัศนศึกษาในแหล่งเรียนรู้ต่างๆ การรณรงค์ให้รู้จักเรียนรดู้ ้วยตนเองจากเทคโนโลยีหรือแหล่งเรยี นรู้รอบตัว เปน็ ต้น นโยบาย
เหล่าน้ีได้กระจายสู่ทั่วทุกจังหวัดของประเทศไทยและได้รับการตอบรับสู่การลงมือปฏิบัติ โดยจะเห็นได้ชัดเจนจากกิจกรรม
สง่ เสริมการเรยี นรดู้ ้านตา่ งๆ ทเี่ กิดขนึ้ ในสถานศกึ ษาตงั้ แตป่ ฐมวยั ประถมศกึ ษา มธั ยมศึกษา อาชวี ศกึ ษา ตลอดจนอดุ มศึกษา
ถึงแม้จะมีนโยบายส่งเสริมความใฝ่เรียนรู้ให้กับผู้เรียนในประเทศไทย แต่ก็ยังพบว่าวัยรุ่นไทยส่วนใหญ่ไม่ใฝ่เรียนรู้ ไม่นิยมนา
หนังสือติดตัวไปไหนๆ เหมือนคนต่างชาติที่ใฝ่เรียนรู้ด้วยการนาหนังสือติดตัวไปด้วยทุกสถานที่ทุกเวลา (วิชาญ อัครวนสกุล.
2545: 14-15) หรือพฤติกรรมการอ่านที่ค่อนข้างน้อยของประชากรไทยจนมีวาทกรรมที่ว่า “คนไทยอ่านหนังสือปีละ 8
บรรทัด” เป็นประโยคฮิตที่เผยแพร่อย่างรวดเรว็ ในสังคมออนไลน์เมื่อไม่กี่ปีท่ีผ่านมา ซึ่งแม้คนส่วนใหญ่จะไม่รทู้ ี่ไปที่มา ไม่รู้ว่า
ใครสารวจ และไม่เชื่อว่าคนไทยจะอ่านหนังสือปีละ 8 บรรทัดจริง แต่ประโยคนี้ก็ถูกนาไปใช้อย่างกว้างขวางในความหมาย
ประชดประชนั และเปน็ มุกตลกกับ “ความข้ีเกียจอ่าน” ของคนทั้งในสงั คมออนไลน์และสังคมจรงิ จนมีวลีฮิต “ยาวไปไม่อ่าน”
ตามมาติดๆ (อุมาพร โกมลรุจินันท์. 2560) และเมื่อไปศึกษาข้อมูลเก่ียวกับการประเมินคุณภาพภายนอกสถานศึกษาระดับ
การศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศในภาพรวม (พ.ศ.2549-2550) พบว่า ผู้เรียนยังไม่ได้มาตรฐานในมาตรฐานท่ี 6 ทักษะการ
แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง รักการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง (สานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพ
การศกึ ษา. 2553) ซึง่ เป็นอกี สงิ่ หนงึ่ ที่สะท้อนใหเ้ หน็ ถงึ สภาพปญั หาด้านความใฝ่เรียนร้ขู องผูเ้ รียนในประเทศไทย

ผู้วิจัยซ่ึงเป็นครูผู้สอนในโรงเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาของจังหวัดสุพรรณบุรีก็ได้สังเกตเห็นความเปล่ียนแปลงของ
ผู้เรียนด้านความใฝ่เรียนรู้รุ่นแล้วรุ่นเล่า ซึ่งความใฝ่เรียนรู้ของผู้เรียนมีแนวโน้มที่จะลดน้อยถอยลงไปเรื่อย สังเกตได้จาก
พฤติกรรมของผ้เู รยี นบางคนในหอ้ งเรียนทีจ่ ะพูดคยุ เลน่ ไมต่ ้ังใจเรยี น แอบฟังเพลงหรือเลน่ โทรศัพท์มอื ถือ หรอื พฤติกรรมนอก
ห้องเรยี นท่ีจะสังเกตเห็นว่าผู้เรียนใชเ้ วลาไปกับเทคโนโลยีสอ่ื สงั คมออนไลน์และสือ่ ทีใ่ ห้ความบันเทงิ เปน็ ส่วนใหญ่ อัตราการเข้า
หอ้ งสมุดโรงเรียนของผู้เรียนลดลง มกี ารค้นคว้าเพิ่มพูนความรูด้ ้วยตนเองนอ้ ย ตรวจสอบได้จากการบ้านหรือผลงานทีท่ ามาส่ง
ครู หรือผู้เรียนบางคนก็เพิกเฉยไม่ส่งงาน ไม่เข้าเรียน จนเกิดปัญหาทาให้ติด 0, ร, มส., และ มผ. ส่งผลให้เกิดปัญหาด้าน
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่อเน่อื งยิ่งข้ึนไปอกี แต่สาหรับผูเ้ รียนที่มคี วามใฝ่เรียนรู้ ต้ังใจเรียนและค้นควา้ หาความรู้ได้ด้วยตนเอง
จะประสบผลสาเร็จด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ตลอดจนสามารถเลือกศึกษาต่อและมีอาชีพท่ีสามารถเล้ียงดูตนเองแล ะ
ครอบครัวได้ในอนาคตและจากการประเมินผลคุณภาพภายนอกของสถานศึกษา รอบ 3 (ปี 2554-2558) ของโรงเรียนระดับ
มัธยมศึกษาจังหวัดสุพรรณบุรี จานวน 32 โรงเรียน พบว่าคะแนนการประเมินตัวบ่งช้ีที่ 3 ผู้เรียนมีความใฝ่รู้และเรียนรู้อย่าง
ต่อเน่ือง ของโรงเรียนขนาดเล็กได้น้อยกว่าโรงเรียนขนาดกลางและโรงเรียนขนาดใหญ่ และมีการให้ข้อเสนอแนะในบทสรุป
สาหรับผบู้ ริหารว่าสถานศกึ ษายังจดั กิจกรรมทจ่ี ะกระตุ้นใหผ้ เู้ รียนรู้จักคิดวิเคราะห์ รจู้ ักศกึ ษาหาความรูแ้ ละแสวงหาคาตอบดว้ ย
ตนเองยังมีน้อยกว่าท่ีควร ต้องพัฒนาผู้เรียนให้มีความมุมานะในการเรียน มีนิสัยรักการอ่าน โดยสถานศึกษาควรจัดกิจกรรม
ส่งเสริมการอ่าน การสืบค้นการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง นอกจากน้ันสถานศึกษาควรนาผลการประเมินจากการประเมิน
คุณภาพภายนอก ผลการประเมินโดยต้นสังกัดและผลการประเมินตนเองมาใช้เป็นข้อมูลในการวางแผน ดาเนินการตามแผน
และปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพ่ือพัฒนาผู้เรียนให้สอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษท่ี 2 ในส่วนการ
พฒั นาผู้เรยี นใหเ้ ปน็ คนไทยยุคใหม่ที่มคี วามใฝ่รู้และเรียนรูอ้ ย่างตอ่ เนอ่ื งดว้ ยตนเอง จะเห็นว่าสถานศึกษาเป็นตวั แปรสาคัญทจี่ ะ
ชว่ ยปลูกฝังและเสริมสร้างความใฝ่เรยี นรู้ให้เกิดข้ึนกับผู้เรียนได้ โดยการหาแนวทางบริหารจัดการศึกษาให้เหมาะสมกับบรบิ ท
ด้านต่างๆ ของสถานศกึ ษา

จากความเป็นมาและสภาพปัญหาที่ได้กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาเกี่ยวกับการบริหารจัดการศึกษาเพื่อ
เสริมสร้างความใฝ่เรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนในจังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อศึกษาและวิเคราะห์หาพฤติกรรมที่ต้องรีบปรับปรุงแก้ไขและ
พัฒนาใหเ้ กดิ แก่ผู้เรยี น และเพื่อศึกษาหาว่ามแี นวทางใดบ้างทจี่ ะสามารถส่งเสริมความใฝ่เรียนรู้ให้แกผ่ ู้เรยี นซึ่งเป็นคุณลักษณะ
อนั พึงประสงค์ทม่ี ีความสาคญั และจาเปน็ ต่อผเู้ รยี นท่จี ะติดตวั ไปใช้ในชีวติ ในอนาคต เพราะการเรยี นรไู้ ม่ได้อยแู่ ค่ในโรงเรียนหรือ
สถานศึกษา ทุกคนต้องเรียนรู้ตลอดชีวิตและเลือกใช้วิชาความรู้อย่างถูกต้องเหมาะสมเพื่อประโยชน์แก่ตนเอง สังคมและ
ประเทศชาติต่อไป

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 321

กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั

วตั ถุประสงคข์ องการวิจยั
1. เพอ่ื ศกึ ษาความใฝเ่ รยี นรขู้ องผเู้ รยี นในโรงเรียนมัธยมศกึ ษาขนาดเล็ก จังหวัดสพุ รรณบุรี
2. เพื่อศึกษาการบรหิ ารจดั การศกึ ษาเพอ่ื เสรมิ สรา้ งความใฝเ่ รยี นรู้ใหแ้ ก่ผู้เรยี นในโรงเรียนมธั ยมศึกษาขนาดเลก็

จงั หวัดสุพรรณบรุ ี
3. เพื่อเสนอแนวทางการบริหารจดั การศึกษาเพอ่ื เสริมสร้างความใฝเ่ รยี นรใู้ หแ้ กผ่ ้เู รียนในโรงเรียนมัธยมศกึ ษาขนาด

เล็ก จงั หวัดสุพรรณบรุ ี

วธิ ีดาเนนิ การวิจัย
ประชากร
ประชากรในการวิจัยคร้ังน้ีแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1. ประชากรของการศึกษาความใฝ่เรียนรู้ของผู้เรียนในโรงเรียน

มัธยมศึกษาขนาดเล็ก จังหวัดสุพรรณบุรี คือผู้เรียนระดับช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1-6 ในโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็ก จังหวัด
สุพรรณบุรี จานวน 2,912 คน และ 2. ประชากรของการศกึ ษาและเสนอแนวทางการบรหิ ารจัดการศึกษาเพอื่ เสรมิ สรา้ งความใฝ่
เรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็ก จังหวัดสุพรรณบุรี คือ โรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็ก จังหวัดสุพรรณบุรี
จานวน 11 โรงเรยี น

กลมุ่ ตัวอยา่ ง
กลุ่มตัวอย่างของการศึกษาความใฝ่เรียนรู้ของผู้เรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็ก จังหวัดสุพรรณบุรี กาหนด
ขนาดตัวอย่างโดยการเปิดตารางของเครจซี่และมอร์แกน (Krejcie ; & Morgan, 1970: 608-610) ที่ระดับความเช่ือมั่น 95%
ยนิ ยอมให้คลาดเคลอื่ น ± 5 ได้กลมุ่ ตัวอย่างทง้ั สน้ิ 341 คน
กลุ่มตัวอย่างของการศึกษาและเสนอแนวทางการบริหารจัดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างความใฝ่เรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนใน
โรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็ก จังหวัดสุพรรณบุรี กาหนดขนาดตัวอย่าง จานวน 2 โรงเรียน แล้วใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย
(Simple Random Sampling) สาหรับแตล่ ะโรงเรียนเพื่อให้ได้ผบู้ ริหารโรงเรียน 1 คน ครูผู้สอน 2 คน นักเรียน 2 คน และ
ผู้ปกครอง 2 คน รวมท้งั สนิ้ 14 คน

วธิ ีการเกบ็ รวบรวมข้อมลู
การดาเนินการเกบ็ รวบรวมข้อมูลมีวธิ กี ารและข้นั ตอนดังตอ่ ไปนี้
ตอนท่ี 1 ศึกษาความใฝ่เรียนรู้ของผู้เรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็ก จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อสรุปเป็นข้อมูล
สารสนเทศและสาหรับใชง้ านตอ่ ไปในตอนที่ 2

1. ขอหนงั สือจากบณั ฑิตวิทยาลัย มหาวทิ ยาลัยศรนี ครินทรวิโรฒ ถึงผ้บู ริหารสถานศึกษาเพ่ือขออนุญาตเข้าไป
เกบ็ ขอ้ มลู สาหรับงานวิจยั ในครง้ั น้ี

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 322

2. นาหนงั สือท่ีไดจ้ ากบัณฑติ วทิ ยาลยั มหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวิโรฒไปยื่นต่อสถานศึกษาเพื่อขออนญุ าตเข้าไป
เก็บขอ้ มูลสาหรบั งานวจิ ยั ในครง้ั น้ี พรอ้ มทงั้ นดั วนั เวลา ทจี่ ะเกบ็ ขอ้ มูล ดว้ ยตนเอง

3. เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามวัดความใฝ่เรียนรู้ของผู้เรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็ก จังหวัดสุพรรณบุรี
และตามวนั เวลาท่ีนัดหมาย

4. จัดกระทาและวเิ คราะห์ข้อมูล
ตอนท่ี 2 การศึกษาและเสนอแนวทางการบริหารจดั การศกึ ษาเพ่อื เสริมสร้างความใฝ่เรยี นรู้ให้แกผ่ ู้เรียนในโรงเรียน
มธั ยมศึกษาขนาดเล็ก จังหวดั สุพรรณบุรี

1. นาผลสรุปที่ได้จากการวิเคราะหข์ ้อมูลในตอนที่ 1มาใชเ้ ป็นขอ้ มลู เพ่ือตง้ั ขอ้ คาถามในการสมั ภาษณ์เชงิ ลึก (In-
depth interview) ผบู้ ริหารโรงเรยี น ครผู ู้สอน นกั เรยี นและผ้ปู กครอง ในโรงเรียนมัธยมศกึ ษาขนาดเล็ก จังหวัดสุพรรณบุรี

2. ขอหนงั สือจากบัณฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลัยศรีนครนิ ทรวิโรฒ ถงึ ผู้บริหารสถานศึกษาเพ่ือขออนญุ าตเข้าไป
เกบ็ ข้อมลู สาหรับงานวจิ ยั ในครัง้ น้ี

3. นาหนงั สือที่ได้จากบัณฑติ วทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒไปยื่นต่อสถานศึกษาเพื่อขออนุญาตเขา้ ไป
เกบ็ ข้อมูลสาหรบั งานวจิ ัยในครงั้ นี้ พรอ้ มท้ังนัดวัน เวลา ท่จี ะเกบ็ ข้อมลู ดว้ ยตนเอง

4. เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) ผู้บริหารโรงเรียน ครูผู้สอน นักเรียนและ
ผปู้ กครอง ในโรงเรียนมธั ยมศึกษาขนาดเล็ก จังหวดั สพุ รรณบุรี ตามวนั เวลาท่ีนดั หมาย

5. จัดกระทาและวเิ คราะหข์ อ้ มูล
6.เขยี นรา่ งแนวทางการบรหิ ารจดั การศึกษาเพอ่ื เสริมสร้างความใฝ่เรียนรใู้ หแ้ กผ่ เู้ รยี นในจังหวัดสพุ รรณบรุ ี
7.นาร่างแนวทางเสนอต่อผู้ทรงคุณวุฒแิ ละสัมภาษณเ์ ชงิ ลึก (In-depth interview)เพ่ือประเมินร่างแนวทางการ
บรหิ ารจัดการศึกษาเพือ่ เสริมสร้างความใฝ่เรยี นรู้ใหแ้ ก่ผเู้ รียนในจังหวัดสุพรรณบรุ ี

เคร่ืองมือที่ใชใ้ นการวิจยั
เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัยในครั้งน้ี เป็นแบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ ที่ผู้วิจัยสร้างและพัฒนาขึ้น เพื่อสอบถาม
เก่ียวกับความใฝ่เรียนรู้ของผู้เรียนและแนวทางการบริหารจัดการศึกษาเพ่ื อเสริมสร้างความใฝ่เรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนในโรงเรียน
มัธยมศึกษาขนาดเล็ก จงั หวดั สุพรรณบรุ ี มเี ครอ่ื งมอื 2 ชน้ิ คอื

1.แบบสอบถามวัดความใฝ่เรียนรู้ของผู้เรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็ก จังหวัดสุพรรณบุรีลักษณะของ
แบบสอบถามเปน็ แบบมาตราส่วนประมาณคา่ (Rating Scale) ตามแบบของ ลิเคริ ท์ (Likert) มี 5 ระดับคา่ ดชั นคี วามสอดคลอ้ ง
(IOC) ตงั้ แต่ 0.50 ขึน้ ไป และหาค่าความเชอ่ื มนั่ (Reliability) โดยวิธสี ัมประสิทธิ์แอลฟ่า (Alpha Coefficient) ตามวธิ ีของของ
ครอนบาค (Cronbach. 1990: 169)ได้ .927

2.แบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับแนวทางการบริหารจัดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างความใฝ่เรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนในโรงเรยี น
มัธยมศึกษาขนาดเล็ก จังหวัดสุพรรณบุรีเป็นแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-Structured interviews) ตรวจสอบ
ความเที่ยงตรงของเนื้อหา (Content Validity) โดยใช้เกณฑ์ความคิดเห็นสอดคล้องกันของผู้เช่ียวชาญ 3 ใน 5 ท่าน ในการ
คดั เลือกข้อคาถามและคดั เลอื กขอ้ คาถามทีม่ ีคา่ ดัชนคี วามสอดคลอ้ ง (IOC) ตงั้ แต่ 0.50 ขน้ึ ไป

การวิเคราะหข์ ้อมูล
ตอนท่ี 1 ศึกษาความใฝ่เรยี นรู้ของผเู้ รยี นในโรงเรยี นมธั ยมศกึ ษาขนาดเล็ก จังหวัดสพุ รรณบุรี
1. นาข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถามวัดความใฝ่เรียนรู้ของผู้เรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็ก จังหวัด

สพุ รรณบรุ ี ในตอนที่1 เก่ียวกับขอ้ มูลส่วนตวั ของผู้เรยี นมาบนั ทกึ และวิเคราะหข์ ้อมลู โดยการแจกแจงความถี่และหาคา่ ร้อยละ
2. นาข้อมูลท่ีได้จากแบบสอบถามวัดความใฝ่เรียนรู้ของผู้เรียนในโรงเรียนมั ธยมศึกษาขนาดเล็ก จังหวัด

สุพรรณบุรี ในตอนท่ี2 จัดเรียง ตรวจสอบข้อมูลและบันทึกท่ีได้ลงในตารางบันทึกข้อมูล โดยแสดงจานวนค่าเฉล่ีย ส่วน
เบยี่ งเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละ

3. สรุปผลจากแบบสอบถามวดั ความใฝ่เรียนรขู้ องผู้เรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเลก็ จงั หวัดสุพรรณบรุ ี ใน
รูปแบบของขอ้ มลู เชิงสถติ ิและเชงิ คณุ ภาพ

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 323

ตอนท่ี 2 ศึกษาและเสนอแนวทางการบริหารจัดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างความใฝ่เรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนในโรงเรียน
มธั ยมศึกษาขนาดเล็ก จงั หวดั สพุ รรณบุรี

1. ผู้วจิ ัยวเิ คราะหข์ อ้ มลู ทีไ่ ด้จากการสัมภาษณบ์ ุคลากรสายบริหาร โดยวิธกี ารตคี วามและสร้างขอ้ สรปุ จากนั้น
นาเสนอผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู ดว้ ยการเขียนสรุปในเชิงพรรณนาโวหาร

2. นาผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ ประกอบกับแนวคิด/หลักการการบริหารจัดการองค์กรและสถานศึกษาที่
เหมาะสม มาคัดเลือก สรุป และเสนอเป็นแนวทางการบริหารจัดการศึกษาท่ีเหมาะสมท่ีสุด สาหรับการนาไปดาเนินการ
ทางการบริหารจดั การศกึ ษาเพือ่ เสรมิ สร้างความใฝ่เรยี นรใู้ ห้แกผ่ ู้เรยี นในจังหวดั สุพรรณบุรี

สรปุ ผลการวจิ ัย
ระดับความใฝ่เรียนรู้ของนักเรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็ก จังหวัดสุพรรณบุรี โดยภาพรวมอยู่ในระดับ

ค่อนขา้ งมาก เพือ่ พจิ ารณารายด้าน สามารถเรยี งลาดบั ค่าเฉลย่ี จากมากไปนอ้ ย ไดด้ งั น้ี มากทส่ี ุด ได้แก่ดา้ น ความมุ่งม่ันต้ังใจ ( x ̅
= 3.56, S.D. = 0.64) รองลงมาคอื ดา้ นมีความพยายาม ( x ̅ = 3.54, S.D. = 0.67) ด้านศึกษาคน้ คว้าด้วยต้นเอง ( x ̅ = 3.43,
S.D. = 0.71) ด้านความอยากรู้อยากเห็น ( x ̅ = 3.38, S.D. = 0.72) และน้อยท่ีสุดคือ ด้านมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และ
จนิ ตนาการ ( x ̅ = 3.34, S.D. = 0.72)ระดับความใฝ่เรียนรู้ของนักเรียนระดับชน้ั มัธยมศึกษาตอนตน้ โดยภาพรวมอยู่ในระดับ
ปานกลาง( x ̅ = 3.36, S.D. = 0.61)และนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายโดยภาพรวมอยู่ในระดับค่อนข้างมาก( x ̅ =
3.63, S.D. = 0.49)

แนวทางการบริหารการศึกษาเพื่อเสริมสร้างความใฝ่เรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็ก จังหวัด
สุพรรณบุรี สามารถบริหารตามโครงสร้างการบริหารโรงเรียน ซึ่งการบริหารงานสถานศึกษา 4 ด้าน คือ1.การบริหารงาน
วิชาการ2.การบรหิ ารงานงบประมาณ3.การบริหารงานบคุ คลและ 4.การบริหารงานท่ัวไปดังแผนภาพต่อไปนี้

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 324

อภปิ รายผล
1. ระดับความใฝ่เรียนรู้ของนักเรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็ก จังหวัดสุพรรณบุรี โดยภาพรวมอยู่ในระดับ

ค่อนข้างมาก เพื่อพิจารณารายด้าน สามารถเรียงลาดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้ดังนี้ มากที่สุด ได้แก่ด้าน ความมุ่งมั่นตั้งใจ
รองลงมาคือ ดา้ นมีความพยายามด้านศึกษาค้นควา้ ดว้ ยต้นเองด้านความอยากรู้อยากเห็นและนอ้ ยที่สดุ คือ ด้านมีความคิดริเร่ิม
สร้างสรรค์และจินตนาการ โดยระดับความใฝ่เรียนรู้ของนักเรียนระดับช้ันมัธยมศึกษาตอนต้น โดยภาพรวมอยู่ในระดับปาน
กลาง และนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายโดยภาพรวมอยู่ในระดับค่อนข้างมาก ซึ่งจะเห็นได้ว่านักเรียนในระดับชั้น
มธั ยมศึกษาตอนต้นควรได้รับการเสริมสร้างความใฝ่เรียนรู้ให้มากยิ่งขึ้น และในส่วนของนกั เรียนในชน้ั มัธยมศึกษาตอนปลายก็
ควรได้รับการเสริมสร้างความใฝ่เรียนรู้อย่างต่อเน่ืองเพื่อให้ยังคงพฤติกรรมความใฝ่เรียนรตู้ ่อไปเพ่ือเป็นพ้ืนฐานท่ีดีของบุคคลท่ี
สามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต ดังเช่นงานวิจัยของไซออน; และ ซาเด (Zion; &Sadeh. 2007: 162) ท่ีได้ศึกษาเพื่อทาความ
เขา้ ใจวา่ นกั เรยี นแสดงออกถึงคณุ ลักษณะใฝเ่ รยี นรรู้ ะหวา่ งบทเรยี นอยา่ งไร และพบว่า นักเรียนท่ีมีคณุ ลักษณะใฝเ่ รยี นรนู้ ั้นจะไม่
เรยี นหรือฟังอยนู่ ิ่งๆ แตจ่ ะพยายามหาคาตอบให้กบั ความสงสยั ของตนอยตู่ ลอดเวลา

2. แนวทางการบริหารการศึกษาเพ่ือเสริมสรา้ งความใฝเ่ รยี นรู้ให้แก่ผู้เรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็ก จังหวัด
สุพรรณบุรี สามารถบริหารตามโครงสร้างการบริหารโรงเรียน ซ่ึงการบริหารงานสถานศึกษา 4 ด้าน ซึ่งสอดคล้องกับ
พระราชบัญญัติการศกึ ษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ท่ีกาหนดภาระหน้าท่ใี นการบริหารงานโรงเรียนไว้ 4 ดา้ น โดยในแตล่ ะด้านมีส่วน
ช่วยในการเสรมิ สร้างความใฝเ่ รยี นรใู้ ห้แก่ผู้เรียน ดงั นี้

1) การบริหารงานวิชาการ เป็นการวางแผนงานตั้งแต่การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา รวมถึงการนาความรู้ท่ีมี
อยู่ในท้องถ่ินมาบรรจุในหลักสูตรเพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากเร่ืองใกล้ตัว มีการจัดการเรียนการสอนและพัฒนากระบวนการ
เรียนรู้ให้เหมาะกับผู้เรียนในปัจจุบัน โดยกระตุ้นให้ผู้เรียนกระตือรือร้น เกิดความสนใจท่ีจะเรียนรู้ด้วยตนเอง ด้วยการพัฒนา
และใชส้ ื่อเทคโนโลยเี พอ่ื การศกึ ษา การเรียนร้นู อกห้องเรียนจะทาใหผ้ เู้ รยี นไดเ้ รียนรู้โดยตรงดว้ ยตนเอง เช่น การไปทัศนศึกษา
เรียนรอู้ าชีพในชุมชน ได้ดูการสาธิต พร้อมทั้งได้ทดลองปฏิบตั ิจริง ดังนั้นสถานศึกษาจงึ ควรมีการประสานงานและร่วมมือกับ
สถานศึกษา องค์กรอ่ืนๆ และชุมชน เพ่ือเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมแี หล่งเรียนรู้และบุคคลที่จะให้ความรู้เพิ่มมากข้ึน นอกจากน้ัน
ผู้เรียนยังจาเป็นที่จะต้องได้รับการแนะแนวจากครูผู้สอนในเร่ืองส่วนตัวและสังคม การศึกษา และอาชีพ เพ่ือทาให้ผู้เรียนมี
ขอ้ มลู และมองเห็นเส้นทางและคณุ ประโยชนข์ องการเรยี นรตู้ ่อไปในอนาคตไดด้ ้วยตนเอง

2) การบรหิ ารงานงบประมาณ จาเป็นต้องวางแผนและประมาณการค่าใชจ้ า่ ยทีจ่ ะเกิดข้ึนในสถานศึกษา เพราะ
การเบิกจ่ายงบประมาณด้วยความสะดวกราบร่ืนจะช่วยสนับสนุนให้มีกระบวนการเรียนรู้ และโครงการพิเศษต่างๆ เกิดข้ึนได้
อยา่ งรวดเร็ว พรอ้ มตอบสนองความต้องการเรียนรู้ของผู้เรียนไดอ้ ยา่ งทันทว่ งที นอกจากนน้ั การระดมทรัพยากรและการลงทุน
เพ่อื การศกึ ษา การบรหิ ารจดั การทรพั ยากรเพื่อการศึกษาท้ังพัสดุ ครุภัณฑ์และส่ิงก่อสรา้ งต่างๆ จะช่วยส่งเสริมการเรียนร้ขู อง
ผเู้ รียน พรอ้ มทง้ั ตอ้ งมนี โยบายในการชว่ ยเหลือดูแลด้านทนุ การศึกษาใหก้ ับนักเรียน

3) การบริหารงานบุคคล จาเป็นจะต้องจัดสรรครูและบุคลากรทางการศึกษาให้เหมาะสมกับผู้เรียน น่นั คอื การ
จดั สรรครูผู้สอนที่มคี วามถนัดและเชยี่ วชาญตามสาขาวิชาท่ีต้องถา่ ยทอดความรใู้ หก้ ับผู้เรียน มีครใู นปรมิ าณท่ีเพียงพอทจ่ี ะดูแล
ผู้เรยี น หากขาดแคลนครกู จ็ าเป็นตอ้ งเชญิ วิทยากรหรือคนในชมุ ชนมาให้ความรูแ้ ทนเพื่อผู้เรยี นจะไม่สูญเสียโอกาสในการเรียนรู้
และสาหรับครูก็ควรได้รับการพัฒนาอย่างต่อเน่ือง ซ่ึงผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคนมีความใกล้ชิดกับนักเรียน
ดงั น้นั ควรดารงตนเปน็ บุคคลแห่งการเรียนรแู้ ละมคี วามใฝ่เรยี นรเู้ พื่อเป็นแบบอยา่ งใหแ้ กน่ กั เรียนในการปฏบิ ตั ติ นต่อไป

4) การบริหารงานทัว่ ไป มีส่วนช่วยเสริมสร้างความใฝ่เรียนรู้ใหแ้ ก่ผู้เรียนในเร่อื งการพัฒนาระบบและเครอื ข่าย
ข้อมูลสารสนเทศ เทคโนโลยีเพ่ือการศึกษา อินเตอร์เน็ตเพ่ือการสืบค้นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่างๆ และช่วยการดูแลอาคาร
สถานที่และสภาพแวดล้อมจะส่งผลให้นักเรียนมีบรรยากาศในการเรียนท่ีดี ส่งผลให้ผู้เรียนเกิดความสุขในการเรียนรู้และ
สามารถพัฒนาตนเองไดอ้ ยา่ งเตม็ ศกั ยภาพ

ในการบริหารจัดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างความใฝ่เรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนในจังหวัดสุพรรณบุรี ผู้บริหารสถานศึกษา
จะต้องคานึงถึงนโยบายที่ได้รับมาจากศึกษาธิการจังหวัดและเขตพ้ืนท่ีการศึกษา จากนั้นต้องนามาปรับให้เข้ากับผู้เรียนและ
บริบทของโรงเรียน โดยผูท้ ่ีมสี ่วนสาคัญในการตดั สินใจและขบั เคลื่อนการบริหารจดั การศึกษาคอื คณะกรรมการสถานศึกษาขั้น
พ้ืนฐาน ซ่ึงในโรงเรียนขนาดเล็กจะมี 9 คน ประกอบด้วย ประธานกรรมการ กรรมที่เป็นผู้แทนผู้ปกครอง ครู องค์กร
ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ศิษย์เก่า พระภิกษุสงฆ์หรือผู้แทนองค์กรศาสนาในพ้ืนที่ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และ
ผ้อู านวยการเป็นกรรมการและเลขนุการ นอกจากนนั้ เครือข่ายผปู้ กครอง ชุมชน และศิษย์เก่า ยังเป็นบุคคลสาคัญท่ีสามารถให้
การสนับสนนุ ด้านความรู้ แหล่งเรยี นรู้ รวมถึงขอ้ คดิ เห็นต่างๆ ทเี่ ป็นประโยชนต์ ่อการพัฒนาปรับปรุงแนวทางเสริมสร้างความใฝ่
เรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน ซึ่งครูผู้สอนและบุคลากรในโรงเรียนจะเป็นผู้ทาหน้าท่ีขับเคลื่อนกระบวนการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นกับผู้เรี ยน
สอดคล้องกับ Tory (1997. อ้างอิงจาก ฤทัยรัตน์ แสนศิลา. 2557: 104) ได้ศึกษาปัจจัยท่ีส่งผลให้โรงเรียนมีประสิทธิภาพ ผล

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 325

การศึกษาพบว่า สมาชิกของโรงเรียน ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียนครู ผู้ปกครอง และนักเรียนเชื่อว่า ส่ิงสาคัญท่ีทาให้โรงเรียนมี
ประสิทธิภาพคือ บุคลากรมีคุณภาพ มีจุดมุ่งหมายของโรงเรียนที่ชัดเจน มีความเช่ียวชาญทางวิชาการและผู้บริหารโรงเรียนมี
ความเป็นผนู้ า โรงเรยี นมสี ภาพแวดลอ้ มท่ีปลอดภัยและมบี รรยากาศทีด่ ีในการเรียน
ข้อเสนอแนะ

ขอ้ เสนอแนะทวั่ ไป
1. จากการศึกษาความใฝ่เรยี นรู้ของผเู้ รียนในโรงเรียนมัธยมศกึ ษาขนาดเล็ก จังหวัดสพุ รรณบุรี พบว่าพฤติกรรมอยาก
รอู้ ยากเห็น และพฤติกรรมมีความคดิ ริเริ่มสร้างสรรค์และจนิ ตนาการ อยู่ในระดบั ปานกลาง ซ่ึงโรงเรยี นควรใหค้ วามสาคัญ และ
ใชแ้ นวทางในการบรหิ ารจัดการศกึ ษาเพื่อส่งเสริมความใฝเ่ รียนรใู้ หก้ ับนกั เรยี นต่อไป
2. แนวทางการบริหารจัดการศกึ ษาเพือ่ เสริมสร้างความใฝ่เรียนรใู้ หแ้ ก่ผู้เรยี นในโรงเรียนมธั ยมศึกษาขนาดเลก็ จงั หวัด
สพุ รรณบุรี ทีไ่ ด้จากการวิจยั ในคร้งั นี้ เป็นแนวทางที่ยืดหยนุ่ ซึง่ ผู้บรหิ ารสามารถนาไปปรบั ใช้ให้เข้ากบั บรบิ ทของแต่ละโรงเรยี น
ได้
ขอ้ เสนอแนะในการวิจัยครง้ั ตอ่ ไป
1. ควรมีวจิ ัยเพื่อการตดิ ตามและประเมินผลการนาแนวทางการบริหารจดั การศึกษาเพอ่ื เสริมสร้างความใฝเ่ รยี นรู้ใหแ้ ก่
ผู้เรยี นในจงั หวัดสพุ รรณบรุ ี ไปใชใ้ นการบริหารจดั การสถานศกึ ษาต่อไป
2. ควรมีวิจัยหรือการศึกษาโรงเรียนต้นแบบท่ีมีแนวทางบริหารจัดการศึกษาท่ีมีคุณภาพและส่งผลให้ผู้เรียนเป็นเลิศ
ทางด้านความใฝเ่ รียนรู้ท้ังในประเทศและต่างประเทศต่อไป
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (2551).หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551. กรงุ เทพฯ : ชุมนมุ สหกรณ์การเกษตร
แหง่ ประเทศไทย.
ฤทัยรัตน์ แสนศิลา. (2557). ปัจจัยด้านการบริหารจัดการศึกษาที่ส่งผลต่อความเป็นพลเมืองอาเซียนของนักเรียนในโรงเรียน
สังกัดกรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์ ศษ.ม (พัฒนศึกษา). นครปฐม: บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยศิลปากร. ถ่าย
เอกสาร.
วัฒนา พาผล. (2551). การวิเคราะห์โครงสร้างความสัมพันธ์ของปัจจัยท่ีมีอิทธิพลต่อความใฝ่รู้ใฝ่เรียนของนักเรียนช้ัน
มธั ยมศึกษาปีท่ี 3. วิทยานิพนธ์ กศ.ม. (การวจิ ัยและสถิติทางการศึกษา). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย
ศรีนครนิ ทรวิโรฒ. ถ่ายเอกสาร.
สานกั งานเขตพื้นท่ีการศกึ ษามัธยมศกึ ษาเขต 9. (2559). 9 จดุ เนน้ สานกั งานเขตพื้นทกี่ ารศกึ ษามัธยมศกึ ษาเขต 9. สืบค้นเมอ่ื
20 ธันวาคม 2559, จาก www.mathayom9.go.th
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. (2553). พระราชบัญญัตกิ ารศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพ่ิมเตมิ (ฉบบั ที่ 3)
พ.ศ.2553.กรุงเทพฯ: สานักนายกรฐั มนตรี.
สานักงานคณะกรรมการการวัฒนธรรมแห่งชาติ. (2540). จิตพิสัยมิติสาคัญของการพัฒนาคน. กรุงเทพฯ: สานักงาน
คณะกรรมการการวฒั นธรรมแห่งชาติ.
สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2547). คุณลกั ษณะสาคัญที่พึงประสงค์ของคนไทยตามแต่ละช่วงวยั . กรุงเทพฯ: องค์การ
คา้ ของครุ สุ ภา.
_________________________. (2552). รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550. กรุงเทพฯ: คณะรัฐมนตรี
และราชกิจจานเุ บกษา.
อมุ าพร โกมลรุจนิ นั ท.์ (2560). คนไทยอา่ นหนงั สอื ปลี ะ 8 บรรทัด ?. สบื ค้นเมอ่ื 26 มีนาคม 2560, จาก
http://www.pr.chula.ac.th/index.php/15-article/71-8
สานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา. (2554). คู่มือการประเมินคุณภาพภายนอกรอบสาม (พ.ศ. 2554-
2558) ระดบั การศึกษาขั้นพื้นฐาน ฉบบั สถานศกึ ษา พ.ศ. 2554 กรงุ เทพฯ: ม.ป.พ.
Zion, Michal; &Sadeh, Irit. (2007, Autumn).Cutiosity and Open Inquiry Learning. Journal of Biological
Education (JBE). 41(4): 162-168.

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 326

การพฒั นาตนเองของนิสิตวิชาชพี ครูมหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวิโรฒในฐานะประชาคมอาเซยี น
SELF DEVELOPMENT OF STUDENTS IN TEACHING PROFESSION OF

SRINAKARINWIROT UNIVERSITY IN THE COMTEXT OF THE ASEAN COMMUNITY

วชั รภัทร์ แสงแก่นเพ็ชร์, ฐะณุพงศ์ ศรีกาฬสนิ ธ์ุ, จักรกฤษณ์ โปณะทอง
E-mail: [email protected]

บทคดั ยอ่
ก า ร วิ จั ย ค รั้ ง น้ี มี จุ ด มุ่ ง ห ม า ย เพื่ อ ศึ ก ษ า แ ล ะ เป รี ย บ เที ย บ ก า ร พั ฒ น า ต น เอ ง ข อ ง นิ สิ ต วิ ช า ชี พ ค รู ม ห า วิ ท ย า ลั ย

ศรนี ครินทรวิโรฒในฐานะประชาคมอาเซียนใน 5 ด้านคือ ด้านภาษา ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านกระบวนการคิดวิเคราะห์
ดา้ นทักษะชวี ิต และดา้ นวัฒนธรรมของประชาคมอาเซยี นจาแนกตามเพศ ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นและคณะวิชา กลุ่มตัวอย่างที่
ใช้ในการวิจัยคร้ังน้ีเป็นนิสิตปริญญาตรีวิชาชีพครูชั้น ปีที่ 2 ถึงช้ันปีท่ี 4 จานวน 6 คณะ ได้แก่ คณะศึกษาศาสตร์ คณะ
มนุษยศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ คณะศลิ ปกรรมศาสตร์ คณะพลศึกษา และคณะวิทยาศาสตร์ จานวนท้ังสนิ้ 320 คน เคร่อื งมือ
ทใี่ ช้ในการรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราประมาณค่า 5 ระดบั จานวน 50 ข้อ ตามแบบของลิเคริท์(Likert) โดยการหา
ความเช่ือมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับโดยใช้วิธีการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค ซ่ึงมีค่าความเชื่อม่ันของ
แบบสอบถามท้ังฉบับเท่ากับ 0.986 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าคะแนนเฉล่ีย ค่าความเบ่ียงเบนมาตรฐาน การ
ทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว การทดสอบความแตกต่างของค่าคะแนนเฉล่ียเป็นรายคู่ของเซฟเฟ่
(Scheffe)

ผลของการวิจัย พบว่า 1) นิสิตวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เห็นด้วยในการพัฒนาตนเองในฐานะ
ประชาคมอาเซียนโดยรวมและเป็นรายด้านอยู่ในระดับมาก 2)นิสิตวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพศชายและเพศ
หญิง มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาตนเองในฐานะประชาคมอาเซียนโดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน 3)นิสิตวิชาชีพครู
มหาวทิ ยาลัยศรีนครนิ ทรวิโรฒทีม่ ผี ลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนแตกตา่ งกนั มคี วามคดิ เห็นเก่ียวกบั การพัฒนาตนเองในฐานะประชาคม
อาเซยี น โดยรวมและรายด้านทุกด้านไมแ่ ตกต่างกนั 4)นิสิตวชิ าชีพครู มหาวทิ ยาลัยศรนี ครินทรวโิ รฒที่มีคณะวิชาแตกต่างกัน มี
ความคดิ เหน็ เก่ียวกับในการพัฒนาตนเองในฐานะประชาคมอาเซียน โดยรวมและรายดา้ นแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคญั ทางสถติ ิท่ี
ระดบั .05
คาสาคญั : การพฒั นาตนเอง, ประชาคมอาเซียน, นสิ ติ วชิ าชีพครู

Abstract
The purpose of this study is to study and to compare between personal development in terms five

factors including language, information technology, critical thinking, life skills, and ASEAN community
culture classifyied by gender, educational achievement, and faculties.A total of three hundred and twenty
student teachers between second-year, third-year, and fourth-year students in the 2016 academic
year were randomly selected from six faculties the including the containing Faculty of Education, the
Faculty of Humanities, the Faculty of Social Sciences, the Faculty of Fine Arts, the Faculty of Physical
Education, and the Faculty of Science at Srinakharinwirot University.This study calculated the sample size by
using a Yamane formula confidence score at ninety five and the margin of error ( MoR) at five. The
instruments used in this study included a rating scale questionnaireahich calculated the confidence score
by using the Cronbach's alpha coefficient formula of 0.986.The data were analyzed by using mean, standard
deviation, t-test and one way ANOVA.

Of the study revealed the following: The opinions of the student teachers at Srinakharinwirot
University on personal development in ASEAN community was good for all and for each factor.Both male
and female student teachers at Srinakharinwirot University had no significant differences in opinion.Student
teachers at Srinakharinwirot University with a variety of educational achievement scores had no significant

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 327

difference in opinion. Student teachers at Srinakharinwirot University from the Faculty of Science had
significantly better scores than the other faculties at 0. 05 a level of. Furthermore student teachers at
Srinakharinwirot University in the Faculty of Fine Arts had significantly different better scores than the
Faculty of Education, the Faculty of Humanities, the Faculty of Social Sciences, and the Faculty of Physical
Education at a level of 0.05 .
Keywords: Personal Development, ASEAN Community , Student In Teaching

บทนา
ประเทศในภมู ภิ าคเอเชยี ตะวันออกเฉยี งใตม้ ีนโยบายและเจตนารมณ์ มงุ่ มัน่ กระชับความสมั พนั ธร์ ะหว่างมติ รประเทศ

ในภมู ภิ าคใหเ้ ป็นปกึ แผ่นมาช้านาน แตก่ ารขาดประสบการณ์และสงิ่ แวดลอ้ มไมเ่ อื้ออานวยให้ความพยายามนนั้ บรรลผุ ลสาเรจ็ มี
ความคิดเห็นแตกต่างกันและลักษณะทางภูมิศาสตร์หลากหลาย แต่ทุกประเทศต้องเผชิญปญั หาท่คี ล้ายคลงึ กนั หลายลักษณะคือ
ปัญหาร่วมกัน ท้ังการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม แต่ละประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ประสบปัญหาร่วมกันจาก
ภาวะกดดัน ทั้งภายในและภายนอก ด้วยเหตเุ ชน่ นี้การก่อต้ังประชาคมอาเซยี น เป้าประสงค์หลัก ของการกอ่ ตง้ั อาเซียน คือเพื่อ
จัดตั้งสมาคมความร่วมมือกันในการเพ่ิมอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาสังคม การพัฒนาวัฒนธรรมในกลุ่ม
ประเทศสมาชิกอาเซียน และการธารงรักษาสันติภาพและความม่ันคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่งผลให้ประเทศไทย
ต้องมีการพัฒนาตนเอง เมื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และการเข้าสู่การแข่งขันในระดับนานาชาติ ต้องเตรียมความพร้อม ท้ังใน
ดา้ นทรพั ยากรมนุษย์ สาธารณูปโภค การพัฒนาการศึกษา และการเรียนรปู้ ระเทศเพ่ือนบ้าน เพ่ือเสริมสร้างความสัมพันธไมตรี
ระหวา่ งกนั (ดนัย ไชยโยธา, 2557: 75-76)

เมือ่ เปิดประเทศเขา้ สู่ประชาคมอาเซียนจะมีการเคล่ือนยา้ ยแรงงานอยา่ งเสรี ท้ังระดบั ฝีมือ และระดบั ใชส้ มองเข้ามาหา
งานทาในประเทศ ยิ่งทาให้มีการแย่งงาน ยิ่งตอกย้าให้บัณฑิตไทยต้องว่างงานมากขึ้น หรือถูกผลักดันไปทางานใช้แรงงาน ซึ่งเป็น
การแบ่งผลประโยชน์ของชาติให้แก่แรงงานจากต่างประเทศที่มีฝีมือ และทักษะวิชาชีพดีกว่า สาเหตุสาคัญเกิดจากปัญหาในการ
สอนภาษาต่างประเทศ และการสอนภาษาของประเทศเพือ่ นบา้ นในประชาคมอาเซียนของไทยยังไมม่ คี ุณภาพเท่าทค่ี วร การบูรณา
การเน้ือหาเกี่ยวกับประชาคมอาเซียนในการสอนยังไม่มีคุณภาพ ในเร่ืองวัฒนธรรม ภาษา และความรอบรู้ รวมถึงปัญหาการใช้
เทคโนโลยอี ย่างไมเ่ หมาะสม (ไพฑรู ย์ สินลารตั น์, 2556: 224-229)

การเปล่ียนแปลงท้ังในมิติการใช้ชีวิต การเรียนรู้ ครอบครัว ตลอดจนภาวะเสี่ยงต่างๆ สะท้อนถึงแนวโน้มของสังคม
ภายหลังยุคอุตสาหกรรมและความทันสมัยท้ังปวง มีสัญญาณช้ีการเปล่ียนแปลงชีวิตงานของบัณฑิตในอนาคตที่แตกต่างจาก
ปจั จุบัน เชน่ การทางานโดยมหี ลายอาชีพตลอดช่วงอายกุ ารทางานไร้สงั กดั ความเสีย่ งตอ่ รายได้ไม่แนน่ อน การจบั คู่ผรู้ ว่ มงานและ
เปลี่ยนผู้ร่วมงาน เป็นต้น มีความไม่สอดคล้องกันระหว่างการศึกษา ทักษะชีวิตที่พึงประสงค์ในอนาคตนอกจากความเช่ียวชาญ
เฉพาะศาสตร์ ด้านทักษะเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร ทักษะชีวิต ทักษะสังคม ทักษะภาษาและวัฒนธรรม กระบวนการคิด
วิเคราะห์ การแก้ปัญหา การออกแบบและความสร้างสรรค์ ความรับผิดชอบต่อตนเองและต่อผู้อ่ืน การเรียนรู้อย่างต่อเน่ือง
(สานกั งานคณะกรรมการการอุดมศึกษา, 2551: บทนา)

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒไดก้ าหนดการปฏิรปู การศกึ ษาศาสตรใ์ นหลากหลายประเด็นคอื การแสวงหาและกาหนด
กระบวนทัศน์ใหม่วิสัยทัศน์ใหม่พันธกิจใหม่ของการศึกษาศาสตร์เพ่ือเป็นแนวทางสาหรบั การปฏิรปู การศึกษาวางโครงสร้างระบบ
และกลไกใหม่ของการศึกษาศาสตร์ยกเครื่องหลักสูตรทุกระดับหลกั สูตรให้มคี วามแตกต่างหลากหลายเพ่อื ตอบสนองสังคมปจั จุบัน
ที่มีความต้องการท่ีหลากหลายยกเคร่ืองกระบวนการเรียนรู้และส่ือการเรียนรู้ใหม่แสวงหาและพัฒนาอาจารย์ผู้สอนนิสิตครูท่ีมี
ประสิทธิภาพอุทิศตนแหลมคมและเป็นต้นแบบความดีงามวางแผนวิจัยงบประมาณและพัฒนาบุคลากรเพื่อการวิจัยวางแผน
โครงสรา้ งระบบและความรใู้ นระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารฯลฯ
(มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ, 2551: 78-80)

นสิ ิตวิชาชพี ครูมหาวิทยาลัยศรนี ครนิ ทรวโิ รฒควรใหค้ วามสนใจและตระหนกั ผลท่เี กิดขึน้ อันเน่ืองมาจากการรวมตัวของ
ประเทศตา่ งๆสูป่ ระชาคมอาเซียนท้ังในเชิงประโยชน์ท่ีไดร้ ับและข้อควรระวังคือปรับกระบวนการเรียนรูร้ ู้จักท่ีจะสร้างมูลค่าเพ่ิมใน
ตนเองทาให้เปน็ คนมีศักยภาพรอบด้านมีแนวคิดจะเสรมิ สร้างตนเองให้สามารถทางานได้ท่ัวอาเซยี นตระหนักถึงความเป็นชาติและ
การดารงอยู่เคารพเช้ือชาติและวัฒนธรรมทักษะชีวิตสร้างความสามารถในการทางานร่วมกับผู้อื่นสร้างโอกาสในการเรียนรู้
ภาษาต่างประเทศกระบวนการคิดวิเคราะห์ รวมไปถึงภาษาวัฒนธรรมของเพื่อนบ้านในประชาคมอาเซียนรวมไปถึงการใช้

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 328

เทคโนโลยีในการเสรมิ สรา้ งความร้คู วามสามารถตา่ งๆดังนนั้ จะกล่าวได้วา่ ปัจจัยสาคัญในการพัฒนาตนเองสูก่ ารเปน็ บณั ฑติ ในฐานะ
ประชาคมอาเซียนคือการพัฒนาทักษะด้านภาษาซึ่งมีความสาคัญเพื่อใช้ในการส่ือสารของประชาคมอาเซียนการพัฒนาทักษะเรื่อง
เทคโนโลยีเพื่อการเข้าถึงการศึกษาพัฒนาตนเองในการเข้าประชาคมอาเซียนการพัฒนาทักษะกระบวนการคิดวิเคราะห์เพ่ือการ
แก้ปญั หาการพฒั นาทักษะชีวติ เพ่อื ตอบสนองการเขา้ สู่ประชาคมอาเซยี นการเขา้ ใจและการเผยแพร่วฒั นธรรมในประชาคมอาเซยี น
(มหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวโิ รฒ, 2553: 11-22)

จากการศึกษาเอกสารที่เก่ียวข้อง ปัญหาความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนของประเทศไทย การเตรียมความ
พร้อมของสถาบันอดุ มศึกษา มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวิโรฒ และจากการสัมภาษณ์ผู้วิจัยจึงจัดทาวิจัยการพัฒนาตนเองของนสิ ิต
วิชาชีพครู มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒในฐานะประชาคมอาเซียน ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบด้วย ด้านภาษา ด้าน
เทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านกระบวนการคิดวเิ คราะห์ ด้านทกั ษะชวี ิต และด้านวัฒนธรรมของประชาคมอาเซียน โดยมหาวทิ ยาลยั
ศรีนครินทรวิโรฒ รวมไปถึงกระทรวงศึกษาธิการสามารถนาผลการวิจัยไปใช้เป็นแนวทางในการกาหนดแนวทางการพัฒนา
การศกึ ษาใหม้ ีคณุ ภาพและประสิทธิภาพมากยงิ่ ข้ึนต่อไป

กรอบแนวคิดในการวิจยั

ตัวแปรอสิ ระ ตัวแปรตาม

1. ลักษณะสว่ นบุคคลประกอบด้วย การพัฒนาตนเองของนิสิตวิชาชพี ครู มหาวิทยาลัย
1.1. เพศ จาแนกเปน็ เพศชายเพศหญงิ ศรีนครนิ วโิ รฒในฐานะประชาคมอาเซยี นใน 5 ด้าน
1.2 ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นจาแนกเปน็ ประกอบด้วย
ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนระดับสูงผลสมั ฤทธ์ิทางการ 1.ดา้ นภาษา
2.ดา้ นเทคโนโลยีสารสนเทศ
เรียนระดับกลางและผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นระดบั ต่า 3.ด้านกระบวนการคิดวิเคราะห์
1.3 คณะวชิ าจาแนกเป็นคณะศกึ ษาศาสตร์ 4.ดา้ นทกั ษะชีวิต
5.ด้านวัฒนธรรมของประชาคมอาเซยี น
คณะมนุษยศาสตร์คณะสงั คมศาสตรค์ ณะศลิ ปกรรมศาสตร์
คณะพลศึกษาและคณะวิทยาศาสตร์

วัตถปุ ระสงคข์ องการวิจัย
1. เพอ่ื ศกึ ษาการพัฒนาตนเองของนิสิตวิชาชีพครู มหาวทิ ยาลยั ศรีนครนิ ทรวิโรฒในฐานะประชาคมอาเซียน
2. เพื่อเปรียบเทียบการพัฒนาตนเองของนิสิตวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒในฐานะประชาคมอาเซียน

จาแนกตาม เพศ ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น และคณะวชิ า
สมมติฐานการวิจัย

1. นิสติ ที่เพศชายและเพศหญงิ มีการพัฒนาตนเองของนสิ ติ วชิ าชพี ครูมหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒในฐานะประชาคม
อาเซียนโดยรวมและในแตล่ ะด้านแตกตา่ งกัน

2. นิสิตที่ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นตา่ งกันมีการพฒั นาตนเองของนสิ ิตวิชาชพี ครูมหาวิทยาลยั ศรีนครนิ ทรวิโรฒในฐานะ
ประชาคมอาเซยี นโดยรวมและในแตล่ ะดา้ นแตกต่างกนั

3. นสิ ติ ทีศ่ ึกษาในคณะวชิ าทีต่ ่างกนั มีการพัฒนาตนเองของนิสติ วิชาชพี ครมู หาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒในฐานะ
ประชาคมอาเซยี นโดยรวมและในแต่ละดา้ นแตกต่างกนั
วิธดี าเนินการวจิ ยั

ประชากรท่ใี ชใ้ นการวจิ ยั
ประชากรท่ีใช้ในการวิจัยคร้ังนี้เป็น นิสิตระดับปริญญาตรีวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ที่กาลังศึกษาอยู่ในปี
การศึกษา 2559 ชั้นปีที่ 2-4 คณะศึกษาศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ คณะพลศึกษา
และคณะวทิ ยาศาสตร์ รวมทัง้ หมด 1,670 คน (มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครินทรวิโรฒ, 2559: 9-10)

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 329

กลมุ่ ตัวอย่างทีใ่ ชใ้ นการวิจยั
กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการศึกษาค้นคว้า เป็นนิสิตปริญญาตรีวิชาชีพครูชั้นปีที่ 2 ถึงชั้นปีท่ี 4 จานวน 6 คณะ ได้แก่ คณะ
ศึกษาศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ คณะสงั คมศาสตร์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ คณะพลศกึ ษา และคณะวิทยาศาสตร์ ซงึ่ ไดห้ าขนาด
กลุ่มตัวอย่างจากวิธีของ Yamane (Yamane, 1970: 1088-1089)โดยการคานวณค่าความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 95 ค่าความคลาด
เคล่ือนในการส่มุ ตัวอย่างร้อยละ 5 ไดจ้ านวนกลุม่ ตัวอยา่ ง 320 คน โดยใช้วธิ ที าการสมุ่ แบบตามระดบั ช้ัน

ตัวแปรทศ่ี กึ ษา
1. ตัวแปรอิสระ ได้แก่
1.1 เพศ จาแนกเป็นชายและหญงิ
1.2 ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน จาแนกเป็นผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นระดับสูงผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนระดบั ปาน

กลางและ ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นระดบั ตา่
1.3 คณะ วิชาจาแนกเป็นคณะศึกษาศาสตร์คณะมนุษยศาสตร์คณะสังคมศาสตร์ คณะศิลปกรรมศาสตร์

คณะพลศกึ ษา และคณะวทิ ยาศาสตร์
2. ตวั แปรตาม ได้แก่ การพัฒนาตนเองของนิสิตวิชาชพี ครมู หาวิทยาลัยศรนี ครนิ ทรวโิ รฒในฐานะประชาคม

อาเซียน ใน 5 ดา้ นได้แก่ ด้านภาษาดา้ นเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านกระบวนการคิดวิเคราะห์ด้านทักษะชีวติ และด้านวฒั นธรรม
ของประชาคมอาเซียน

วิธีการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
ผวู้ ิจยั ดาเนนิ การเกบ็ รวบรวมข้อมลู ตามขนั้ ตอนดังน้ี
1. ขอหนังสอื จากบณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ เพ่ือขอความอนเุ คราะห์ในการเกบ็ ข้อมลู การวจิ ัย
2. นาหนงั สอื แนะนาตวั พรอ้ มแบบสอบถามไปทาการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลนิสิตทเ่ี ป็นกล่มุ ตัวอย่างตามทีช่ ้ีแจงรายละเอียด
ของแบบสอบถาม และเก็บรวบรวมด้วยตนเอง
3.นาขอ้ มูลทีไ่ ดไ้ ปวิเคราะหโ์ ดยใช้วธิ กี ารทางสถติ ิดว้ ยโปรแกรมคอมพวิ เตอร์

เครื่องมือท่ีใช้ในการวจิ ัย
1. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า เป็นนิสิตปริญญาตรีวิชาชีพครูช้ันปีท่ี 2 ถึงชั้นปีท่ี 4 จานวน 6 คณะ ได้แก่
คณะศึกษาศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ คณะพลศึกษา และคณะวิทยาศาสตร์ ในปี
การศึกษา 2559 จาแนกตามหน่วยงาน จานวนทั้งสิ้น 320 คน ผู้วิจัยได้ดาเนินการเก็บข้อมูลตามจานวนกลุ่มตัวอย่าง ได้รับ
แบบสอบถามท่มี คี วามสมบูรณ์กลับมา จานวน 320 ชดุ คดิ เป็นร้อยละ 100
2.เคร่ืองมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามการพัฒนาตนเองของนิสิตวิชาชีพครู มหาวิทยาลัย
ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒในฐานะประชาคมอาเซยี น ลกั ษณะของแบบสอบถามแบ่งเปน็ 3 ตอน ไดแ้ ก่
ตอนที่ 1 เป็นแบบสอบถามข้อมลู ท่วั ไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ เพศ ผลสัมฤทธิท์ างการเรียน และคณะวชิ า
ตอนท่ี 2 เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณคา่ (Rating Scale) 5 ระดับ สอบถามข้อมูลการการพฒั นาตนเอง
ของนิสิตวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒในฐานะประชาคมอาเซียนประกอบด้วย ด้านภาษา ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
ด้านกระบวนการคิดวิเคราะห์ ด้านทักษะชีวิต และด้านวัฒนธรรมของประชาคมอาเซียน หาค่าความเช่ือม่ัน (Reliability) ของ
แบบสอบถามท้งั ฉบับโดยใช้วธิ ีการหาค่าสมั ประสทิ ธแ์ิ อลฟา่ (Alpha Coefficent) ของครอนบาค(Cronbach, 1984: 161)โดยมคี ่า
ความเชอื่ มน่ั เทา่ กบั .986
ตอนท่ี 3 เป็นแบบสอบถามปลายเปิด เพ่ือให้ผู้ตอบแบบสอบถามได้แสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อใช้
ประกอบการอภปิ รายผล

การวเิ คราะหข์ ้อมูล
1. การจัดกระทาขอ้ มูล
1.1. นาแบบสอบถามท่ีได้รับกลับคนื มาตรวจความสมบรู ณ์ และใหค้ ะแนนตามเกณฑท์ ่กี าหนดไว้

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 330

1.2. นาแบบสอบถามไปวิเคราะห์หาคา่ สถติ ิตา่ ง ๆ โดยใชโ้ ปรแกรมคอมพิวเตอร์
2.การวิเคราะห์ขอ้ มลู

2.1. ลักษณะทว่ั ไปของผตู้ อบแบบสอบถาม วเิ คราะหข์ อ้ มลู โดยการแจกแจงความถี่ (Frequency) และคา่ รอ้ ยละ
2.2. ตามความมุ่งหมายของวิจัยข้อท่ี 1 เพ่ือศึกษาความคิดเห็นในการพัฒนาตนเองของนิสิตวิชาชีพครู
มหาวทิ ยาลัยศรีนครนิ ทรวิโรฒในฐานะประชาคมอาเซยี น ใน 5 ด้าน คอื ดา้ นภาษา ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านกระบวนการ
คิดวิเคราะห์ ด้านทักษะชีวิต และด้านวัฒนธรรมของประชาคมอาเซียน โดยหาค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
(standard Deviatiom) (Ferguson, 1971: 68)
2.3. ตามความมุ่งหมายของวิจยั ข้อที่ 2 เพือ่ เปรยี บเทียบการพัฒนาตนเองของนิสิตวชิ าชีพครู มหาวิทยาลัย
ศรีนครินทรวิโรฒในฐานะประชาคมอาเซียนในแต่ละด้านและโดยรวมจาแนกตาม เพศ ใช้สถิติทดสอบค่าที (t-test)(Ferguson,
1971: 180)ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และคณะวิชา ใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One Way Analysis of
Variance) ในกรณีที่พบความแตกต่างอย่างมีนัยความสาคัญทางสถิติ จึงทาการทดสอบความแตกต่างของค่าคะแนนเฉล่ียเป็น
รายคู่ โดยใชว้ ิธขี องเชฟเฟ่ (Scheffe’s)(Ferguson, 1971: 190)
2.4. การวิเคราะห์ข้อมูลปลายเปิด จัดกลุ่มลักษณะคาตอบของผู้ตอบแบสอบถาม ได้วิเคราะห์แจกแจง
ความถี่

สรุปผลการวิจัย
จากการศึกษาการพัฒนาตนเองของนิสิตวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒในฐานะประชาคมอาเซียน ในการ
พัฒนาด้านภาษา ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านกระบวนการคิดวิเคราะห์ ด้านทักษะชีวิต และด้านวัฒนธรรมของประชาคม
อาเซียน โดยรวมและในแต่ละดา้ น จาแนกตามตัวแปร เพศ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และคณะวิชาเพ่อื ความเข้าใจทต่ี รงกันผู้วิจยั ได้
กาหนดสญั ลกั ษณต์ ่างๆ ในการนาเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวจิ ยั สรปุ ไดด้ งั นี้
1.นิสิตวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒเห็นด้วยในการพัฒนาตนเองของนิสิตวิชาชีพครูมหาวิทยาลัยศรีนคริ
นทรวโิ รฒในฐานะประชาคมอาเซียนโดยรวมและรายได้อยู่ในระดบั มาก
2.นิสิตวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพศชายและเพศหญิง มีความคิดเห็น ในการพัฒนาตนเองของนิสิต
วิชาชีพครูมหาวทิ ยาลัยศรนี ครนิ ทรวิโรฒในฐานะประชาคมอาเซยี นโดยรวมและรายดา้ น ไมแ่ ตกตา่ งกัน
3.นิสิตวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแตกต่างกันมีความคิดเห็นในการพัฒนา
ตนเองของนสิ ิตวิชาชพี ครมู หาวทิ ยาลัยศรีนครนิ ทรวโิ รฒในฐานะประชาคมอาเซยี น โดยรวมและรายดา้ นไมแ่ ตกตา่ งกัน
4. นิสิตวิชาชีพครูมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒที่มีคณะวิชาแตกต่างกันมีความคิดเห็น โดยรวมแตกต่างกันและเม่ือ
พจิ ารณารายด้านพบวา่ ทกุ ด้านมีความแตกตา่ งกนั อย่างมีนัยสาคัญทางสถติ ิ .05

ผลการวิเคราะหข์ อ้ มูล

ตาราง ค่าคะแนนเฉลย่ี และคา่ ความเบ่ียงเบนมาตรฐานของการพฒั นาตนเองของนสิ ติ วชิ าชีพครู

การพัฒนาตนเองของนิสติ วชิ าชพี ครู มหาวทิ ยาลยั n = 320 ระดบั ความคดิ เห็น

ศรนี ครินทรวโิ รฒในฐานะประชาคมอาเซียน Xˉ S.D. เห็นด้วยมาก
เห็นด้วยมาก
1. ดา้ นภาษา 3.75 0.86 เหน็ ด้วยมาก
เหน็ ดว้ ยมาก
2. ด้านเทคโนโลยสี ารสนเทศ 3.86 0.74 เหน็ ด้วยมาก
เหน็ ด้วยมาก
3. ด้านกระบวนการคิดวิเคราะห์ 3.98 0.70

4. ด้านทักษะชีวติ 3.96 0.70

5. ด้านทกั ษะวฒั นธรรมของประชาคมอาเซียน 3.80 0.70

รวม 3.86 0.75

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 331

ตารางค่าคะแนนเฉลย่ี และคา่ ความเบย่ี งเบนมาตรฐานของการพัฒนาตนเองของนสิ ติ วชิ าชีพครูมหาวทิ ยาลยั
ศรีนครินทรวโิ รฒในฐานะประชาคมอาเซยี นดา้ นภาษาเป็นรายข้อ

ดา้ นภาษา n = 320 ระดับความคดิ เห็น
Xˉ S.D.

1. นสิ ติ วชิ าชีพครคู วรตระหนักถงึ ความสาคัญในการพฒั นาทักษะดา้ น 4.03 0.62 เหน็ ดว้ ยมาก

ภาษาอังกฤษเพ่อื เข้าสู่ประชาคมอาเซยี น

2. นสิ ิตวิชาชพี ครคู วรพฒั นาทกั ษะภาษาอังกฤษเพ่ือการประกอบอาชพี 3.93 0.65 เหน็ ด้วยมาก

3. นิสติ วชิ าชีพครูควรพัฒนาทกั ษะภาษาอังกฤษเพ่ือเป็นเครือ่ งมือถ่ายทอด 3.95 0.61 เหน็ ด้วยมาก

วฒั นธรรม

4. นสิ ิตวิชาชีพครูควรพฒั นาทกั ษะภาษาองั กฤษเพื่อการร่วมมอื กบั บคุ ลากรใน 3.88 0.66 เหน็ ดว้ ยมาก

ประชาคมอาเซยี น

5. นสิ ติ วิชาชีพครูควรพฒั นาทักษะภาษาองั กฤษในการศกึ ษาระดบั อุดมศึกษา 3.88 0.68 เห็นดว้ ยมาก

ในประชาคมอาเซยี น

6. นิสติ วิชาชพี ครูควรมีสว่ นรว่ มในกิจกรรมเผยแพรภ่ าษาไทยในประชาคม 3.82 0.71 เห็นดว้ ยมาก

อาเซียน

7. นสิ ติ วิชาชีพครูควรมสี ว่ นรว่ มในการพัฒนาส่ือการเรียนร้ดู า้ นภาษา 3.42 1.08 เหน็ ดว้ ยปานกลาง

8. นิสิตวชิ าชพี ครูควรตระหนักถงึ ความสาคัญในกิจกรรมการพัฒนาภาษาใน 3.88 0.96 เห็นดว้ ยมาก

ระดบั อุดมศกึ ษา

9. นิสติ วชิ าชพี ครูควรพฒั นาทกั ษะด้านภาษาองั กฤษ เพอื่ รว่ มงานกับ 3.57 1.00 เหน็ ด้วยมาก

ประชาคมอาเซียน

10. นิสิตวชิ าชพี ครูควรจะศกึ ษาภาษาอน่ื ๆในอาเซยี น เพ่อื เขา้ ถึงวัฒนธรรมของ 3.38 0.66 เหน็ ดว้ ยปานกลาง

ประเทศในอาเซยี น

รวม 3.75 0.82 เห็นด้วยมาก

ตารางคา่ คะแนนเฉลย่ี และค่าความเบยี่ งเบนมาตรฐานของการพฒั นาตนเองของนสิ ิตวิชาชพี ครมู หาวิทยาลัย

ศรีนครนิ ทรวโิ รฒในฐานะประชาคมอาเซียนดา้ นเทคโนโลยสี ารสนเทศเป็นรายขอ้

ดา้ นเทคโนโลยสี ารสนเทศ n = 320 ระดบั ความคิดเหน็
Xˉ S.D.

11. นิสิตวชิ าชพี ครคู วรใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศในการหาความรู้ ในการ 3.48 1.04 เหน็ ด้วยปานกลาง

พฒั นาภาษาอังกฤษเพ่ือสื่อสารในประชาคมอาเซยี น

12. นสิ ิตวิชาชพี ครคู วรใช้เทคโนโลยีสารสนเทศผา่ นระบบออนไลน์ ใน 3.77 0.66 เห็นดว้ ยมาก

การเรยี นรูว้ ฒั นธรรมประชาคมอาเซียน

13. นิสติ วิชาชีพครูควรใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศผา่ นระบบออนไลน์ ใน

การเผยแพร่วัฒนธรรมไทยสู่ประชาคมอาเซยี น 3.82 0.67 เหน็ ด้วยมาก

14. นิสิตวชิ าชีพครูควรใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศผา่ นระบบออนไลน์ ใน .

การศกึ ษาระดบั อดุ มศึกษาในอาเซยี น เพือ่ เรียนรู้ เช่น วัฒนธรรม วิธกี าร 3.88 0.65 เห็นดว้ ยมาก

สอน การจัดการเรยี นรู้

15. นิสิตวิชาชีพครคู วรใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการศึกษาผ่านระบบ

ออนไลน์ ในการพฒั นาทกั ษะชีวติ เชน่ ทักษะการทางานร่วมกับผอู้ น่ื 3.96 0.63 เห็นด้วยมาก

จิตสานึกตอ่ สงั คม

16. นิสิตวชิ าชพี ครคู วรใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศผ่านระบบออนไลน์ ใน 3.94 0.66 เหน็ ดว้ ยมาก

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 332

การพฒั นาภาษาอื่น ๆ ในอาเซยี น 3.90 0.66 เห็นดว้ ยมาก
17. นสิ ติ วิชาชพี ครคู วรใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศผา่ นระบบออนไลน์ เพือ่ 3.91 0.72 เห็นดว้ ยมาก
การพัฒนาตนเอง ในการประกอบอาชพี ครูในอาเซยี น 3.94 0.73
18. นิสิตวิชาชพี ครูควรใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศผ่านระบบออนไลน์ ใน 3.94 0.73 เหน็ ด้วยมาก
การพัฒนาทักษะการคดิ ,การแก้ปญั หา,ความคดิ สร้างสรรค์ เหน็ ดว้ ยมาก
19. นสิ ิตวชิ าชพี ครคู วรใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศ ในการเผยแพรภ่ าษาไทย
ส่อู าเซียน ผ่านระบบออนไลน์
20. นสิ ติ วชิ าชีพครูควรมสี ว่ นร่วมในกิจกรรมพัฒนาความรู้ ความสามารถ
ดว้ ยเทคโนโลยสี ารสนเทศเพือ่ นาไปใชใ้ นการเรียนการสอน

รวม 3.86 0.74 เหน็ ด้วย
มาก

ตารางคา่ คะแนนเฉลย่ี และคา่ ความเบ่ียงเบนมาตรฐานของการพฒั นาตนเองของนิสติ วชิ าชีพครูมหาวทิ ยาลยั

ศรีนครนิ ทรวโิ รฒในฐานะประชาคมอาเซียนดา้ นกระบวนการคิดวเิ คราะหเ์ ปน็ รายขอ้

ด้านกระบวนการคิดวเิ คราะห์ n = 320 ระดบั ความคดิ เหน็
Xˉ S.D.

21. นสิ ิตวชิ าชีพครูควรพัฒนาทักษะกระบวนการคิดวิเคราะห์ เพอ่ื 3.93 0.76 เห็นดว้ ยมาก

แสวงหาความรตู้ า่ งๆในอาเซยี น

22. นิสิตวชิ าชีพครูควรพฒั นาทักษะกระบวนการคดิ วิเคราะห์ ใน 3.88 0.71 เหน็ ดว้ ยมาก

กระบวนการแกป้ ญั หา

23. นิสิตวชิ าชีพครคู วรพฒั นาทกั ษะกระบวนการคดิ วเิ คราะห์ ในการคิด 3.88 0.70 เห็นด้วยมาก

เปน็ เหตผุ ลเปน็ ผล

24. นิสิตวิชาชพี ครูควรพฒั นาทกั ษะกระบวนการคิดวเิ คราะห์ ในการ 3.99 0.67 เห็นด้วยมาก

สร้างกระบวนการเรยี นรู้

25. นิสติ วิชาชีพครคู วรพัฒนาทกั ษะกระบวนการคิดวเิ คราะห์ ใหเ้ ปน็

ลาดับขัน้ ตอนถกู ต้องสามารถปรบั ได้ตามสถานการณ์ 4.03 0.69 เห็นด้วยมาก

26. นิสิตวิชาชพี ครคู วรพฒั นาทกั ษะกระบวนการคิดวเิ คราะห์ ใหม้ ี

แนวคิดในการพัฒนาตนเองเพ่อื อยูร่ ว่ มในอาเซียน 4.02 0.70 เหน็ ด้วยมาก

27. นิสติ วชิ าชีพครูควรพฒั นาทักษะกระบวนการคิดวเิ คราะห์ ใหม้ ี 4.00 0.69 เหน็ ดว้ ยมาก

แนวคดิ ในการพัฒนาทักษะภาษา

28. นิสติ วชิ าชพี ครคู วรพัฒนาทักษะกระบวนการคดิ วิเคราะห์ ใหม้ ี

แนวคิดในการพัฒนาทักษะเทคโนโลยสี ารสนเทศ 4.03 0.67 เห็นด้วยมาก

29. นสิ ติ วิชาชพี ครูควรพฒั นาทักษะกระบวนการคดิ วเิ คราะห์ ใหม้ ี 3.99 0.71 เหน็ ด้วยมาก

แนวคดิ ในการพฒั นาทกั ษะชวี ิต

30. นิสิตวิชาชพี ครูควรพัฒนาทกั ษะกระบวนการคิดวเิ คราะห์ ใหม้ ี

แนวคิดในการพฒั นาตนเองเพอ่ื ประกอบอาชพี 4.01 0.71 เห็นดว้ ยมาก

รวม 3.98 0.70 เหน็ ด้วยมาก

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 333

ตารางค่าคะแนนเฉลยี่ และคา่ ความเบ่ียงเบนมาตรฐานของการพฒั นาตนเองของนิสิตวชิ าชพี ครูมหาวิทยาลัย

ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒในฐานะประชาคมอาเซยี นดา้ นทักษะชีวติ เปน็ รายขอ้

ด้านทกั ษะชวี ติ n = 320
Xˉ S.D. ระดบั ความคิดเหน็

31. นิสติ วิชาชีพครคู วรตระหนักถงึ ทักษะการสื่อสารระหว่างบคุ คลใน 3.98 0.74 เหน็ ด้วยมาก
ประชาคมอาเซยี น 3.97 0.77 เหน็ ดว้ ยมาก
32. นิสิตวชิ าชพี ครูควรตระหนกั ถงึ การมจี ติ สานึกต่อสังคม 3.88 0.70 เหน็ ด้วยมาก
3.87 0.70 เหน็ ดว้ ยมาก
33. นสิ ติ วิชาชพี ครูควรตระหนกั ถงึ หน้าท่ใี นการพัฒนาตนเพอ่ื เขา้ สู่ 3.95 0.68 เหน็ ดว้ ยมาก
ประชาคมอาเซยี น 3.98 0.66 เหน็ ดว้ ยมาก
3.98 0.69 เหน็ ด้วยมาก
34. นิสิตวชิ าชีพครคู วรตระหนกั ถงึ คณุ คา่ ในความสามารถของตนเอง 3.99 0.68 เห็นด้วยมาก
เพ่ือการนาไปประกอบวชิ าชพี เมอ่ื เข้าส่ปู ระชาคมอาเซียน 4.02 0.65 เห็นด้วยมาก
35. นิสติ วชิ าชพี ครูควรตระหนกั ถงึ คณุ คา่ ของบุคคลอนื่ ด้วยการเคารพ
ความแตกตา่ ง ของวฒั นธรรม วชิ าชีพ 3.95 0.68 เห็นด้วยมาก
36. นิสติ วชิ าชีพครคู วรตระหนักถงึ ทักษะการทางานร่วมกบั ผู้อื่น เมอ่ื
ตอ้ งร่วมงานกบั บคุ คลทเ่ี ขา้ มาจากประชาคมอาเซยี น 3.96 0.70 เห็นดว้ ยมาก

37. นสิ ิตวชิ าชพี ครูควรตระหนักถงึ การมสี ่วนรว่ มในการแก้ปญั หาสงั คม
เชน่ ปัญหายาเสพติด ความรุนแรงในครอบครัว ปญั หาในโรงเรียน

38. นสิ ติ วชิ าชีพครคู วรตระหนกั ถงึ ความสาคัญในการพฒั นาความรู้
ความสามารถ ในการประกอบวชิ าชพี เมอื่ เขา้ สูป่ ระชาคมอาเซียน

39. นสิ ิตวิชาชพี ครคู วรตระหนกั ถงึ ความสาคญั ของวฒั นธรรมท่ี
หลากหลายในประชาคมอาเซยี น เพื่อการปรบั เปลย่ี นการสอนไปตาม
ประชาคมอาเซยี น

40. นสิ ติ วิชาชพี ครคู วรตระหนักถงึ ความสาคญั ในการเขา้ รว่ มใน
ประชาคมอาเซียน เชน่ วธิ ีการเรียนการสอน การจดั ทาส่อื การสอนให้
เหมาะสม กบั ประเทศตา่ งๆ ในอาเซยี น

รวม

ตารางค่าคะแนนเฉลยี่ และคา่ ความเบ่ียงเบนมาตรฐานของการพัฒนาตนเองของนสิ ติ วชิ าชีพครมู หาวิทยาลยั

ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒในฐานะประชาคมอาเซยี นดา้ นทักษะวฒั นธรรมของประชาคมอาเซยี นเป็นรายขอ้

ด้านทักษะวฒั นธรรมของประชาคมอาเซียน n = 320 ระดบั ความคดิ เหน็
Xˉ S.D.

41. นิสิตวิชาชพี ครคู วรตระหนกั ถงึ ความสาคญั ของวฒั นธรรมของประเทศ

ในประชาคมอาเซยี น เพื่อการปรบั เปล่ยี นการเรยี นการสอนให้มีความ 3.96 0.67 เหน็ ดว้ ยมาก

สอดคลอ้ งกับประชาคมอาเซยี น

42. นิสติ วิชาชพี ครูควรตระหนกั ถงึ ความสาคญั ของวัฒนธรรมทางภาษา 3.96 0.69 เห็นด้วยมาก

เครื่องแต่งกายในอาเซียน

43. นิสติ วชิ าชพี ครูควรตระหนักถงึ ความสาคัญของวฒั นธรรม กฎหมาย 3.72 0.72 เหน็ ด้วยมาก

ขนบประเพณีของประชาคมอาเซยี น

44. นสิ ิตวชิ าชีพครคู วรตระหนักถงึ ความสาคัญของวัฒนธรรมของการ 3.74 0.69 เหน็ ดว้ ยมาก

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 334

ประกอบอาชพี ในประชาคมอาเซยี น 3.77 0.69 เห็นด้วยมาก
45. นสิ ิตวิชาชีพครูควรตระหนักถงึ ความสาคัญของวฒั นธรรมไทยใน 3.76 0.71 เหน็ ด้วยมาก
ประชาคมอาเซียน
46. นิสิตวิชาชพี ครูควรพัฒนาความรใู้ นวฒั นธรรมของกลมุ่ ประเทศ 3.76 0.69 เห็นด้วยมาก
ประชาคมอาเซียน 3.77 0.72 เห็นดว้ ยมาก
47.นิสติ วชิ าชีพครคู วรพัฒนาในการสร้างความสมั พนั ธ์ท่ีดีตอ่ กนั และ 3.73 0.69 เหน็ ด้วยมาก
รว่ มมอื กัน สง่ เสริมอตั ลักษณข์ องประชาคมอาเซยี น 3.72 0.70 เหน็ ดว้ ยมาก
48.นิสิตวชิ าชพี ครูควรเผยแพรว่ ัฒนธรรมไทยในประชาคมอาเซยี น
49.นสิ ิตวชิ าชพี ครูควรศกึ ษาการอยดู่ ว้ ยและความเขา้ ใจกนั ของประชาคม 3.80 0.70 เห็นด้วยมาก
อาเซยี น
50. นสิ ิตวิชาชพี ครูควรเขา้ ใจและยอมรบั ความแตกต่างทางวัฒนธรรมของ
ประชาคมอาเซียน

รวม

ตารางการเปรยี บการศึกษาการพฒั นาตนเองของนสิ ิตวชิ าชีพครูมหาวทิ ยาลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒในฐานะประชาคม

อาเซียน โดยรวมและรายดา้ น จาแนกตาม เพศ

การศึกษาการพัฒนาตนเองของนสิ ติ วิชาชพี ครู เพศ (n = 320)

มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒในฐานะประชาคมอาเซียน ชาย (n=150) หญิง (n=170) t p

Xˉ S.D. Xˉ S.D.

1. ด้านภาษา 3.69 0.86 3. 80 0.85 -1.62 .053

2. ดา้ นเทคโนโลยสี ารสนเทศ 3.82 0.76 3.88 0.71 -0.96 .167

3. ดา้ นกระบวนการคิดวเิ คราะห์ 3.93 0.72 4.02 0.68 -1.32 .093

4. ด้านทักษะชวี ิต 3.92 0.70 3.99 0.69 -1.09 .137

5. ด้านทกั ษะวฒั นธรรมของประชาคมอาเซยี น 3.77 0.70 3.81 0.70 -0.62 .267

รวม 3.83 0.76 3.90 0.73 -1.37 .085

ตารางการเปรยี บการศกึ ษาการพัฒนาตนเองของนิสติ วิชาชพี ครูมหาวทิ ยาลัยศรีนครนิ ทรวโิ รฒในฐานะประชาคม
อาเซยี น โดยรวมและรายดา้ น จาแนกตามตวั แปร ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น

การศกึ ษาการพฒั นาตนเองของนิสติ

วชิ าชพี ครู มหาวทิ ยาลัย แหล่งความ SS df MS F p
ศรีนครินทรวโิ รฒในฐานะประชาคม แปรปรวน
อาเซียน

1. ดา้ นภาษา ระหว่างกลมุ่ 1.134 2 .567 1.421 .243

ภายในกลุ่ม 126.544 317 .399
รวม 127.679 319

2. ดา้ นเทคโนโลยสี ารสนเทศ ระหวา่ งกลมุ่ .226 2 0.113 .364 .695

ภายในกลมุ่ 98.284 317 0.310

รวม 98.511 319

3. ด้านกระบวนการคิดวิเคราะห์ ระหวา่ งกลมุ่ .746 2 0.373 1.19 .305

ภายในกลุ่ม 99.423 317 0.313

รวม 100.169 319

4. ด้านทักษะชวี ิต ระหวา่ งกลมุ่ .187 2 .093 .307 .736

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 335

ภายในกลุ่ม 96.599 317 .304
รวม 96.786 319
5. ดา้ นทกั ษะวัฒนธรรมของประชาคม 0.317 1.075 .342
อาเซียน ระหวา่ งกลมุ่ 0.635 2 0.295
ภายในกลมุ่ 93.719 317
โดยรวม รวม 94.354 319 0.203 .894 .410
0.227
ระหว่างกลมุ่ 0.407 2
ภายในกลมุ่ 72.164 317
รวม 72.571 319

ตารางการเปรียบการศึกษาการพฒั นาตนเองของนสิ ติ วิชาชีพครมู หาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒในฐานะประชาคม

อาเซียน โดยรวมและรายดา้ น จาแนกตามคณะวิชา

การศึกษาการพฒั นาตนเองของนสิ ติ

วชิ าชพี ครู มหาวทิ ยาลยั แหลง่ ความ SS df MS F p

ศรีนครินทรวโิ รฒในฐานะประชาคม แปรปรวน

อาเซียน

1. ดา้ นภาษา ระหว่างกลมุ่ 42.576 5 8.515 29.886 .001

ภายในกลุ่ม 89.464 314 .285

รวม 132.039 319

2. ด้านเทคโนโลยสี ารสนเทศ ระหว่างกลมุ่ 21.268 5 4.254 17.291 .001

ภายในกล่มุ 77.243 314 .246

รวม 98.511 319

3. ดา้ นกระบวนการคิดวเิ คราะห์ ระหวา่ งกลมุ่ 18.935 5 3.787 14.037 .001

ภายในกลุม่ 84.715 314 .270

รวม 103.650 319

4. ด้านทักษะชวี ติ ระหว่างกลมุ่ 17.792 5 3.558 14.144 .001

ภายในกลมุ่ 78.994 314 .252

รวม 96.786 319

5. ด้านทักษะวฒั นธรรมของประชาคม ระหวา่ งกลมุ่ 21.533 5 4.307 18.569 .001

อาเซียน ภายในกลมุ่ 72.822 314 .232

รวม 94.355 319

โดยรวม ระหวา่ งกลมุ่ 20.419 5 4.084 24.587 .001

ภายในกลุ่ม 52.153 314 .166

รวม 72.572 319

ตารางการทดสอบความแตกต่างคา่ เฉล่ยี เป็นรายคู่ของความคดิ เห็นของนิสิตวชิ าชพี ครู โดยรวมจาแนกตามคณะวิชา

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 336

อภปิ รายผล
จากการศึกษาการพัฒนาตนเองของนิสิตวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒในฐานะประชาคมอาเซียนสามารถ

อภิปรายผลดังนี้
1. ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาตนเองของนิสิตวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒในฐานะประชาคมอาเซียน

ในด้าน 5 ด้าน คือ ด้านภาษา ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านกระบวนการคิดวิเคราะห์ ด้านทักษะชีวิต และด้านวัฒนธรรมของ
ประชาคมอาเซียน พบว่า นิสิตวิชาชีพครูมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒมีความคิดเห็นโดยรวมอยู่ในระดับมาก ท้ังนี้อาจ
เน่อื งมาจากนิสิตวชิ าชีพครมู หาวิทยาลัยศรนี ครินทรวิโรฒเลง็ เหน็ ความสาคัญในการพฒั นาตนเองของวิชาชพี ครู ซง่ึ มหาวทิ ยาลัยศรี
นครินทรวิโรฒเป็นมหาวิทยาลัยในกากับของรัฐ ซึ่งนิสิตมีอัตลกั ษณ์ ซ่ึงเป็นตัวบ่งช้ีลักษณะเฉพาะของบคุ คล สังคม มหาวทิ ยาลัย
ศรีนครินทรวิโรฒ ตระหนักได้ถึง ความสาคัญของนิสิตวิชาชีพครู ว่า เป็นอนาคตที่สาคัญของประเทศ ทั้งครอบครัว สังคม และ
มหาวิทยาลัย ต้องช่วยกันสร้างนิสติ ที่ดีงามและมีคุณภาพ เพื่อจะนาไปสสู่ ังคม และโลกในอนาคตท่ีดีงามและมีคุณภาพด้วย ดังที่
มหาวิทยาลยั ศรีนครนิ ทรวโิ รฒมีกระบวนการศึกษา ด้วยการหล่อหลอมสร้างนิสติ มหาวทิ ยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ที่เพียบพร้อมดว้ ย
ความดีงามและมีคุณภาพ จากทุกศาสตร์ ทุกคณะ/สถาบัน/สานกั ทุกรายวชิ า ทุกกิจกรรม โดยครู/อาจารยท์ ุกคน จากทุกรายวชิ า
ตอ้ งรว่ มกันรบั ผดิ ชอบอยา่ งเต็มกาลังความสามารถ ผ่านการพฒั นาอัตลกั ษณ์ หรอื ลกั ษณะเฉพาะของนิสติ มหาวิทยาลยั ศรีนครินท
รวโิ รฒ9 ประการ (มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ, 2550)

ซ่ึงประการแรกคือการใฝ่เรียนรู้ตลอดชีวิต สอดคล้องกับการพัฒนานิสิตวิชาชีพครูด้านภาษา ด้ านเทคโนโลยี
สารสนเทศ ด้านกระบวนการคิดวิเคราะห์ ด้านทักษะชีวิต และด้านวัฒนธรรมของประชาคมอาเซียน ย่อมทาให้นิสิตฉลาด รอบรู้
เป็นคนดี และสามารถปรับตัวได้ในประชาคม อาเซียน ในประการท่ีสองคือ คดิ เปน็ ทาเป็น การที่นิสิตให้ความสาคัญในการพัฒนา
ตนเอง ชว่ ยให้นิสิตคิด สามารถลงมือกระทา และเปน็ สว่ นหน่งึ ในประชาคมอาเซียน ประการทสี่ ามและสี่ คอื การหนกั เอาเบาส้แู ละ
การรู้กาลเทศะ กเ็ ปน็ สว่ นหนึ่งท่ีจะทาใหน้ ิสิตวิชาชีพครูประสบความสาเรจ็ เป็นหน่ึงในวัฒนธรรมของความเปน็ ไทย พัฒนาตนเอง
ด้านวัฒนธรรมของประชาคมอาเซียน แสดงออกมาอย่างเหมาะสม ประการที่ห้าคือ เปี่ยมจิตสานึกสาธารณะ สอดคล้องกับการ
พัฒนาด้านทักษะชีวิต ประการท่ีหกคือการมีทักษะสื่อสาร สอดคล้องกับการพัฒนาด้านภาษา กล้าคิด กล้าทา กล้าแสดงออก มี
ศักยภาพในการถ่ายทอดความรู้ ความสามารถ เพื่อการเขา้ รว่ มการเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมอาเซียน ประการท่ีเจ็ดและแปดคือ
การอ่อนนอ้ มถอ่ มตนและงามด้วยบุคลิก เป็นปัจจยั ที่สาคัญย่ิงของ ความเป็นไทย บคุ ลิกภาพท่สี งา่ งามท้ังรา่ งกาย พฤติกรรม จติ ใจ
ย่อมเป็นเสน่ห์ และบอกความเป็นไทย สอดคล้องการพัฒนาด้านทักษะชีวิต และประการสุดท้ายคือ พร้อมด้วยศาสตร์และศิลป์
เป็นการพัฒนาท้ังด้านภาษา ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านกระบวนการคิดวิเคราะห์ ด้านทักษะชีวิต และด้านวัฒนธรรมของ
ประชาคมอาเซยี น

เม่ือพจิ ารณาเป็นรายด้าน พบว่า
1.1 ด้านภาษาพบวา่ นิสิตวิชาชีพครมู หาวิทยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒเห็นด้วยในการพัฒนาตนเองดา้ นภาษาอยู่ใน

ระดบั มาก ทั้งน้อี าจเนื่องมาจากนสิ ติ วิชาชพี ครใู หค้ วามสาคัญต่อการพัฒนาทางภาษา ซ่งึ มคี วามสาคัญในการส่ือสารในประชาคม
อาเซียน ไม่เพียงแต่ภาษาอังกฤษเพียงเท่าน้ัน รวมถึงการเผยแพร่ภาษาไทยแก่ประชาคมอาเซียนและภาษาอ่ืนๆในประชาคม
อาเซียน ตอบสนองการเตรยี มความพร้อมของไทยบนเส้นทางสู่ประชาคมอาเซียน มีการส่งเสริมการเตรียมความพร้อมสาหรับ
บุคลากรในสาขาต่างๆ อาทภิ าษาองั กฤษ และภาษาทอ้ งถน่ิ เนือ่ งจากอาเซยี นใชภ้ าษาอังกฤษเปน็ ภาษากลางในการประสานงาน
สว่ นภาษาท้องถิ่น ใชส้ าหรับการตดิ ตอ่ สอ่ื สาร และอานวยความสะดวกต่อประชาชน และนกั ทอ่ งเทีย่ วของสมาชกิ สอดคล้องกับ
งานวจิ ัยของกริช ภทั รภาคิน (2558: 150) ที่ศึกษาเร่ืองการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมเพอื่ เสริมสรา้ งทักษะภาษาองั กฤษในการเข้า
สู่ประชาคมอาเซียนสาหรับนักศึกษาคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี พบว่า เน้ือหาหลักสูตรแต่ละบทเรียน

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 337

ประกอบด้วย 3 ส่วนหลกั คอื 1) ส่วนการฝกึ ทกั ษะการฟัง-พดู เน้นบริบทตา่ ง ๆ ของประชาคมอาเซียน 2) ส่วนฝกึ ทกั ษะการอา่ น
เขียน เพื่อความเข้าใจและสามารถเขียนอธิบายเกี่ยวกับข้อมูลที่ได้จากการอ่านได้อย่างชัดเจน 3)ส่วนทบทวนหลักไวยากรณ์
ภาษาองั กฤษ และสอดคล้องกับงานวิจยั ของ(ประภาภรณห์ าญคณุ ะเศรษฐ์, 2547: 73) ท่ีศกึ ษาเร่ืองการจดั การเรยี นการสอนวิชา
ทักษะพฒั นาเพือ่ การสอ่ื สารภาษาองั กฤษในวิทยาลยั บริหารธุรกจิ และการท่องเท่ยี วกรุงเทพตามความคิดเหน็ ของนกั ศึกษาพบว่า
นักศึกษามีความคิดเห็นต่อการจัดการเรียนการสอนสอนวิชาทักษะพัฒนาเพื่อการสื่อสา รภาษาอังกฤษในวิทยาลัยบริหารธุรกิจ
และการทอ่ งเทย่ี วกรุงเทพโดยรวมวา่ มคี วามเหมาะสมอยา่ งมาก

1.2 ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ พบว่า นิสิตวิชาชีพครูมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒเห็นด้วยกับการพัฒนาด้าน
เทคโนโลยีสารสนเทศอยู่ในระดับมาก ทั้งน้ีอาจเน่ืองมาจากเทคโนโลยีสารสนเทศมีความสาคัญ ในการหาความรู้ ในการพัฒนา
ภาษาอังกฤษผ่านระบบออนไลน์ เป็นหนทางในการเผยแพร่ความรู้และวัฒนธรรมความเป็นไทย มีส่วนช่วยสาคัญในการศึกษา
ระดบั อุดมศึกษา ดงั แผนอุดมศึกษาของ สานกั งานคณะกรรมการการอุดมศกึ ษา (2551: 13-14) ทกี่ ล่าวถึงความเปล่ยี นแปลงทาง
เทคโนโลยี เป็นปัจจัยสาคัญท่ีส่งผลต่อการจ้างงาน นับตั้งแต่เทคโนโลยีที่เอื้อต่อการเพ่ิมผลผลิตในภาคเกษตร เทคโนโลยีท่ีเป็น
แรงขับเคลอื่ นการปฏิวัติอุตสาหกรรม เทคโนโลยที ี่เพิ่มมูลในภาคบริการ ตลอดจนเทคโนโลยีนาสมัยในยุคฐานความรู้ ก่อใหเ้ กิด
ส่ิงท่ีเรียกว่า ผลิตภาพและนวัตกรรม ในกระบวนการผลิตท้ังท่ีเป็นสินค้าและบริการ นอกเหนือจากการมองภาพอนาคตทาง
เทคโนโลยีแลว้ ในโลกตะวันตกมีนักคดิ อนาคต ท่ีมีแนวคิดต่อเทคโนโลยีที่มองไม่เห็นในวันน้ี เช่น เทคโนโลยีการแพทย์เพื่ออายุ
ยนื ยาว เทคโนโลยีเพ่ือรองรบั ความเปลีย่ นแปลงทางภูมิอากาศ เทคโนโลยดี ้านพลังงานใหม่ ๆ ซึ่งเกีย่ วกับอุดมศกึ ษา การพัฒนา
เทคโนโลยีโดยอุดมศึกษานั้น นอกเหนือจากการวิจัยและพัฒนาเพ่ือการตีพิมพ์บทความทางวิชาการแล้ว การทาวิจัยตามความ
ตอ้ งการของประเทศก็เป็นประโยชน์เช่นเดียวกัน ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างอุดมศึกษากับหน่วยงานพัฒนาวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยีระดับประเทศ สอดคล้องกับงานวิจัยของ เมธี คชาไพร (2558: บทคัดย่อ) เรื่องการพัฒนารูปแบบการเรียนการ
สอนแบบผสมผสานเพ่ือ เสริมสร้างความรู้และสมรรถนะด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา สาหรับนิสิต
หลักสูตรการศึกษาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.พบว่าการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนแบบผสมผสานเพื่อ
เสริมสร้างความรู้และสมรรถนะด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา สาหรับนิสิตหลักสูตรการศึกษาบัณฑิต
มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ พบว่า ผลการประเมนิ รบั รองรูปแบบโดยผู้เชีย่ วชาญมคี วามเหมาะสมอย่ใู นระดบั มากท่สี ุด

1.3 ด้านกระบวนการคิดวิเคราะห์ พบว่า นิสิตวิชาชีพครูมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒเห็นด้วยในการพัฒนา
ตนเองด้านกระบวนการคิดวิเคราะห์ ในระดับมากทั้งนี้อาจเนื่องมา จากนิสิตวิชาชีพครูให้ความสาคัญต่อการคิดวิเคราะห์เพ่ือ
พัฒนาแสวงหาความรู้ต่างๆในอาเซียน มีการตะหนักถึงความสาคัญในกระบวนการแก้ปัญหา การคิดเป็นเหตุเป็นผล สอดคล้อง
งานวิจัยของ มนตรี แย้มกสิกร (2546: 155) ได้ศึกษาการพัฒนารูปแบบการสอนเพ่ือพัฒนาการคิดเชิงระบบของนิสิตระดับ
ปริญญาตรีสาขาเทคโนโลยีทางการศึกษา. พบว่า นิสิตแสดงความพึงพอใจต่อกระบวนการเรียนรู้เป็นอย่างมาก นิสิตยอมรับว่า
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามแนวทางของรูปแบบการสอนท่ีพัฒนาขึ้นนั้น เป็นแนวทางที่ดี มีประโยชน์ ช่วยพัฒนาการ
คิดของนสิ ิตไดเ้ ป็นอย่างดี

1.4 ด้านทักษะชวี ิต พบวา่ นสิ ิตวชิ าชีพครมู หาวิทยาลัยศรนี ครนิ ทรวิโรฒเหน็ ดว้ ยในการพฒั นาเองด้านทกั ษะชวี ติ
ในระดับมากท้ังนี้อาจเน่ืองมานิสิตวิชาชีพครูให้ความสาคัญต่อการทักษะที่ใช้ในการดารงชีวิต ต่างๆในอาเซียน สอดคล้องกับ
งานวิจัยของ วรินท์พร ฉัตรพลกิตติ์ (2558: บทคัดย่อ) ได้ศึกษา ทักษะชีวิตนิสิตปริญญาตรี หลักสูตรการศึกษาบัณฑิต
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พบว่า นิสิตปริญญาตรี หลักสูตรการศึกษาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มีทักษะชีวิต
ในแต่ละด้านและโดยรวมอยู่ในระดับมากและสอดคล้องกับงานวิจัยของสุดารัตน์พิมลรัตนกานต์ (2558: 240) ได้ศึกษา
ความสัมพันธ์กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตกับการพัฒนาคนมีรายละเอียดว่าการพัฒนาคุณภาพชีวิตของร่างกายได้แก่ สุขภาพ
รา่ งกายทแ่ี ข็งแรงปราศจากโรคภัยซ่ึงจาเป็นตอ้ งบริโภคอาหารท่ีมีคณุ ค่าครบถ้วนเพียงพอการออกกาลังกายเป็นประจาและการ
พักผ่อนท่ีพอเพยี งการพฒั นาคณุ ภาพชีวติ ทางสติปัญญาได้แก่การเพิ่มทกั ษะการเรียนรแู้ ละประสบการณ์ในการดาเนินชีวติ ให้เท่า
ทันโลกปัจจุบันและรองรับการเปลี่ยนแปลงท่ีเกิดขึ้นในอนาคตการพัฒนาคุณภาพชีวิตทางด้านอามรณ์ได้แก่การเสริมสร้าง
สุขภาพจิตท่ีดีการรู้จักควบคุมอารมณ์สามารถจัดการความเครียดของจิตใจได้การพัฒนาคุณภาพชีวิตทางด้านสังคมได้แก่การ
ได้รับการยอมรบั และการยกยอ่ งจากสังคมไดม้ ีส่วนร่วมในการสร้างประโยชนใ์ หส้ ังคมและส่วนรวม

1.5 ด้านวัฒนธรรมของประชาคมอาเซียน พบว่านิสิตวิชาชีพครูมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒเห็นด้วยในการ
พัฒนาตนเองด้านวัฒนธรรมของประชาคมอาเซียน ในระดับมากท้ังน้ีอาจเนื่องมานิสิตวิชาชีพครูให้ความสาคัญต่อการพัฒนา
เล็งเหน็ คุณคา่ ในด้านวฒั นธรรม มีความรกั ในวัฒนธรรมไทย อกี ท้งั พรอ้ มเปิดรับวฒั นธรรมจากประเทศในประชาคมอาเซยี น ดังท่ี
ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ (2559: 24)กล่าวว่าประชาคมอาเซียนเป็นประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียนทีมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง
สงั คมเอื้ออาทรและแบ่งปัน มีการพัฒนาในทุกดา้ นเพ่ือยกระดับคุณภาพชีวิต ส่งเสรมิ การใช้ทรพั ยากรธรรมชาติอย่างยงั ยืนและ
สอดคล้องกับงานวิจัยของอัมพวัลย์วิศวธีรานนท์ (2556: 184) ที่ศึกษาเรื่องการพัฒนาตัวบ่งชี้คุณภาพการจัดการศึกษาระดับ

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 338

ดษุ ฎบี ัณฑติ สาขาวชิ าศลิ ปวัฒนธรรมพบว่าตวั บง่ ชีค้ ณุ ภาพของกระบวนการจดั การเรียนรูค้ ณะกรรมการบริหารหลักสตู รและนิสติ
นกั ศกึ ษาเหน็ ด้วยในระดับมากกับการกาหนดตวั บง่ ช้คี ุณภาพของกระบวนการจัดการเรยี นรโู้ ดยรวม

2. การเปรยี บเทียบความคิดเหน็ ต่อการพัฒนาตนเองของนิสิตวิชาชีพครูมหาวทิ ยาลัยศรนี ครนิ ทรวโิ รฒโดยรวมและเป็น
รายด้าน 5 ด้าน คือด้านภาษา ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านกระบวนการคิดวิเคราะห์ด้านทักษะชีวิต และด้านวัฒนธรรมของ
ประชาคมอาเซยี น จาแนกตาม เพศ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น และคณะวิชา

2.1 นิสิตชายและนสิ ิตหญิงมีความคิดเห็นต่อการพัฒนาตนเองของนิสติ วชิ าชีพครูมหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวโิ รฒ
โดยรวมไม่แตกต่างกัน อาจเป็นเพราะ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จัดการเรียนการสอนให้กับนิสิตชายและนิสิตหญิงเรียน
ร่วมกันในช้ันเรียนเดียวกัน ไม่ได้มีการแบ่งชั้นเรียนเป็นเพศหญิงหรือเพศชาย นิสิตทากิจกรรมร่วมกัน ในสภาพแวดล้อมท่ี
เหมือนกัน จึงไม่เกิดความแตกต่างระหว่างตัวแปรเพศ สอดคล้องกับ ธารง บัวศรี (2549: 9-11) กล่าวว่า ความสาคัญของ
หลักสูตรคือการจัดการศึกษาแบบส่วนรวม หลักสูตรถือเป็นส่ิงท่ีช้ีให้เห็นแนวทางในการจัดประสบการณ์แก่ผู้เรียน การจัดการ
ศึกษาแบบส่วนรวมคือการที่สามารถจัดการศึกษาได้ทั่วถึงและเสมอภาคโดยเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกเพศ ทุกวัยได้มีสิทธิ์ใน
การศึกษาเล่าเรียนทัดเทยี ม

2.2 นิสิตที่มีผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนต่างกันมีการพัฒนาตนเองของนสิ ิตวชิ าชพี ครมู หาวิทยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ
โดยรวมและเป็นรายด้านทุกด้านไม่แตกต่างกันท้ังนี้อาจเนื่องมาจากนิสิตทุกคนได้รับการจัดการเรียนการสอนท่ีเหมือนกัน และ
อยู่ในสภาพแวดล้อมทางวิชาการเดียวกัน ดังน้ัน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจึงไม่ได้เป็นปัจจัยท่ีจะทาให้นิสิตเกิดความคิดเห็น
แตกต่างกันต่อการจัดการเรียนการสอนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนถือเป็นเรื่องของสติปัญญา และการเอาใจใส่ของแต่ละคนท่ีจะ
เรียนรู้ในรายวิชา โดยไม่มีการแบง่ แยกระดับความรคู้ วามสามารถ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นของนิสิต สอดคลอ้ งกับสุพรรณี เพ
ชระ (2552: 85)ที่ศึกษาทัศนะของนิสิตที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขต
พัทลุงพบว่า นิสิตที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่างกัน มีทัศนะต่อการจัดการเรียนการสอนของคณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัย
ทักษณิ วทิ ยาเขตพัทลุงโดยรวมและในแต่ละดา้ นไมแ่ ตกต่างกนั

2.3 นิสิตที่ศึกษาคณะวิชาต่างกันมีการพัฒนาตนเองของนิสิตวิชาชีพครูมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒโดยรวม
และรายด้านแตกต่างกันอยา่ งมนี ัยสาคญั ทางสถติ ทิ ี่ระดับ .05 ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากความแตกต่างระหว่างภาควิชาทนี่ ิสิตเรียนอยู่
มคี วามแตกต่างในสาขาวชิ าท่ีเรียนความหลากหลายของสาขาวิชา ซ่ึงการจัดการเรียนการสอนที่มีความหลากหลายของศาสตร์
สาขาวชิ าท่ีแตกต่างกันในแตล่ ะภาควิชา อาจสง่ ผลต่อความคดิ เห็นของนิสติ ซึ่ง สอดคลอ้ งกับงานวิจัยของ ชรยี ์นาท จิตต์บรรเทา
(2555: 3)เรือ่ งการพฒั นาระบบการใหค้ าปรึกษานิสิตนักศึกษาสาหรับสถาบนั อุดมศึกษาในกรุงเทพมหานคร พบว่านิสติ นักศึกษา
ยอ่ มมีลักษณะแตกต่างกันไปตามกลมุ่ ภาควชิ า/สาขาวิชา
ขอ้ เสนอแนะ

ขอ้ เสนอแนะทวั่ ไป
1. ด้านภาษา จากผลการศึกษาพบว่า นิสิตวิชาชีพครูมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มีระดบั ความคดิ เห็นด้านภาษาอยู่
ในระดับมากและพิจารณาเป็นรายขอ้ พบว่า ประเด็นนิสติ วิชาชพี ครูควรมีส่วนรว่ มในการพัฒนาสอื่ การเรียนรู้ด้านภาษาเม่ือเทียบ
กับประเด็นอ่ืน พบว่า มีความคิดเห็นอยู่ในระดับต่ากว่าประเด็นอื่น ดังนั้นมหาวิทยาลัยจึงควรจัดให้มีการปรับปรุงพ้ืนที่ของ
หน่วยงานในสังกัด ให้มพี ้ืนในการพัฒนาทักษะด้านภาษา รายวชิ า ชมรม ท่ีมีอยู่แลว้ ให้มีความหลากหลายและมีประสิทธิภาพมาก
ยิง่ ขึ้น
2. ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ จากผลการศกึ ษาพบว่า นิสิตวชิ าชพี ครูมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ มคี วามคิดเห็นดา้ น
เทคโนโลยีสารสนเทศอยู่ในระดับมากและพิจารณารายข้อพบว่า ประเด็นนิสิตวิชาชีพครูควรใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการหา
ความรู้ ในการพฒั นาภาษาอังกฤษเพ่อื สือ่ สารในประชาคมอาเซียนเม่ือเทียบกบั ประเดน็ อน่ื พบวา่ มคี วามคิดเห็นอยใู่ นระดบั ตา่ กว่า
ประเด็นอ่ืน ดังน้ันมหาวิทยาลัยจึงควรวางแผนส่งเสริมและการพัฒนาครูให้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการพัฒนาภาษาอังกฤษ
เพ่ือให้สามารถส่ือสารในประชาคมอาเซียนไดอ้ ยา่ งมคี ุณภาพ
3. ด้านกระบวนการคิดวิเคราะห์จากผลการศึกษาพบว่า นิสิตวิชาชีพครูมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มีระดับความ
คิดเห็นด้านกระบวนการคิดวิเคราะห์อยู่ในระดับมากและพิจารณารายข้อพบว่า นิสิตวิชาชีพครูควรพัฒนาทักษะกระบวนการคิด
วิเคราะห์ ในกระบวนการแก้ปัญหา เมื่อเทียบกับประเด็นอ่ืน พบว่า มีความคิดเห็นอยู่ในระดับต่ากว่าประเด็นอ่ืนดั่งนั้น ทาง
มหาวิทยาลัยจึงควรให้การส่งเสริมเร่ืองรายวิชา อาจเป็นวิชาทางเลือกสาคัญนิสิตท่ีให้ความสนใจให้เล็งเห็นถึงความสาคัญของ
กระบวนการคิด
4. ด้านทักษะชีวิตจากผลการศึกษาพบว่า นิสิตวิชาชีพครูมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มีระดับความคิดเห็นด้าน
ทักษะชีวิตอยู่ในระดับมากและพิจารณารายข้อพบว่า นิสิตวิชาชีพครูควรตระหนักถึงคุณค่าในความสามารถของตนเอง เพื่อการ

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 339

นาไปประกอบวิชาชีพเม่ือเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เมื่อเทียบกับประเด็นอื่น พบว่า มีความคิดเห็นอยู่ในระดับต่ากว่าประเด็นอ่ืน
ดังนั้นทางมหาวิทยาลัยจึงควรให้การส่งเสริมเร่ืองรายวิชา อาจเป็นวิชาทางเลือกสาคัญนิสิตที่ให้ความสนใจให้เล็งเห็นถึง
ความสาคญั ของเรื่องทกั ษะชวี ิต

5. ด้านทักษะวัฒนธรรมของประชาคมอาเซียนจากผลการศึกษาพบว่า นิสิตวิชาชีพครูมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มี
ระดับความคดิ เห็นด้านทักษะวัฒนธรรมของประชาคมอาเซยี นอยู่ในระดับมากและพิจารณารายขอ้ พบว่านิสติ วชิ าชีพครูควรเข้าใจ
และยอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรมของประชาคมอาเซียนเม่ือเทียบกับประเด็นอ่ืน พบว่า มีความคิดเห็นอยู่ในระดับต่ากว่า
ประเด็นอื่น ดังนั้นทางมหาวทิ ยาลัยจึงควรให้การส่งเสริมเร่อื งรายวิชา อาจเป็นวิชาทางเลือกสาคัญนิสิตที่ให้ความสนใจให้เล็งเห็น
ถึงความสาคญั ของเรอื่ งทักษะวฒั นธรรมของประชาคมอาเซยี น

ข้อเสนอแนะในการวจิ ัยครั้งตอ่ ไป
1.ควรมกี ารศึกษาการพัฒนาตนเองของนิสติ มหาวทิ ยาลัยศรนี ครินทรวิโรฒในส่วนคณะวิชาอ่นื ๆ และเปรยี บเทียบความ
แตกตา่ งแต่ละคณะวิชา เพ่อื ใชเ้ ปน็ ขอ้ มลู ในการวางแผนการพัฒนาตนเองของนสิ ิตมหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ
2. ควรมีการศึกษาตัวแปรอื่นๆ ท่ีส่งผลต่อการพัฒนาตนเองของนิสิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒอ่ืนๆ เช่น
ความสามารถพิเศษ การบริหารการจัดการ การวดั ประเมินผล การบริหารจัดการ ด้านการพัฒนานิสติ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิ
โรฒในฐานะประชาคมอาเซียน
3.ควรมีการศึกษาการพัฒนาตนเองของนิสิตเพ่ือเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ในมหาวิทยาลัยอื่นๆ ของประเทศไทยในทุก
กล่มุ เช่น มหาวทิ ยาลยั ของรฐั มหาวิทยาลยั ในกากับของรัฐ เพือ่ เปน็ ขอ้ มูลในการพัฒนานิสิตในระดับประเทศ ตอ่ ไป
กิตตกิ รรมประกาศ
ปริญญานิพนธ์ฉบับนี้สาเร็จได้ด้วยความกรุณาจากผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร. ฐะณุพงศ์ศรีกาฬสินธุ์อาจารย์ที่ปรึกษา
ปริญญานิพนธ์หลักผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.จักรกฤษณ์โปณะทองอาจารย์ที่ปรึกษาปริญญานิพนธ์ร่ วมท่ีสละเวลาอันมีค่าเพ่ือให้
คาปรึกษาตรวจสอบและช่วยแกไ้ ขข้อบกพร่องต่างๆตลอดจนให้คาแนะนาในการทาวิจัยผู้วิจัยขอกราบขอบพระคณุ เป็นอย่างสูง
ไวณ้ ท่ีนี้
ขอกราบขอบพระคุณผู้ช่วยศาสตราจารยด์ ร.จตุพลยงศรและอาจารย์ดร. ประภาศรีพรหมประกายกรรมการการสอบ
ปากเปลา่ ท่ีให้ข้อเสนอแนะตา่ งๆเพื่อใหป้ รญิ ญานพิ นธ์ฉบบั นมี้ คี วามสมบรู ณ์ยงิ่ ขนึ้
ขอกราบขอบพระคุณคณบดีคณะศึกษาศาสตร์คณะมนุษยศาสตร์คณะวิทยาศาสตร์คณะศิลปกรรมศาสตร์คณะพล
ศึกษาและคณะสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒรวมท้ังคณาจารย์ทุกท่านที่มีส่วนช่วยอานวยความสะดวกในการ
ดาเนินการเก็บรวบรวมข้อมลู
ขอขอบคณุ คณุ เกวลิณคล้ายนาคผู้เปน็ กาลังใจและเปน็ ที่รกั ย่งิ ของข้าพเจ้า
สุ ด ท้ า ย น้ี ผู้ วิ จั ย ข อ ก ร า บ ข อ บ พ ร ะ คุ ณ เป็ น อ ย่ า งสู งส า ห รั บ บิ ด า น า ย วั ย ช า ติ แ ส งแ ก่ น เพ็ ช ร์ ม า ร ด า น า งสุ ว ลี
แสงแก่นเพ็ชร์และนายกิตติพัฒน์แสงแก่นเพ็ชร์ที่เป็นกาลังใจสาคัญทที่ าให้ผู้วิจัยทาปริญญานพิ นธ์ฉบับน้ีสาเรจ็ ลุล่วงไปได้ด้วยดี
คณุ ค่าของปรญิ ญานพิ นธ์ฉบบั นผ้ี ูว้ จิ ยั ขอมอบเปน็ เครือ่ งบชู าพระคุณบดิ ามารดาอาจารย์และบุคคลท่เี คารพรัก
เอกสารอ้างองิ
ดนยั ไชยโยธา. (2557). อาเซยี นศกึ ษา = ASEAN studies: กรงุ เทพฯ : โอเดียนสโตร.์
ธวัชชัย ศภุ ดิษฐ.์ (2559). อาเซียนกับการประยุกตใ์ ชน้ โยบาย "อตุ สาหกรรมสีเขยี ว": กรงุ เทพฯ : ศูนย.์
ธารง บวั ศรี. (2549). ทฤษฎหี ลักสูตรและการออกแบบพฒั นา : กรงุ เทพฯ: ธนวชั การพิมพ์.
ประภาภรณ์ หาญคณุ ะเศรษฐ์. (2547). การจดั การเรยี นการสอนวิชาทกั ษะพัฒนาเพื่อการสือ่ สารภาษาอังกฤษในวิทยาลยั
บริหารธรุ กิจและการท่องเที่ยวกรงุ เทพ ตามความคดิ เห็นของนักศกึ ษา. ปรญิ ญานพิ นธ์ (กศ.ม. (การอดุ มศึกษา)) --
มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวิโรฒ, 2547.
ปิยาภรณ์ ลักษมพี เิ ชษฐ์. (2547). ความคิดเหน็ ของนักศึกษาต่อการเรยี นการสอนวชิ าชพี ครูของคณะครศุ าสตร์ สถาบันราชภฏั
นครปฐม. ปรญิ ญานพิ นธ์ (กศ.ม. (การอุดมศกึ ษา)) -- มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒ, 2547.
เพญ็ แข วงศส์ ุรยิ า. (2546). การพัฒนาความสามารถในการฟัง-พดู ภาษาอังกฤษเพ่ือการส่ือสารโดยใชส้ ถานการณ์จริงของ
นกั ศึกษาระดับ ประกาศนยี บัตรวชิ าชพี ชั้นสูงชัน้ ปีท่ี 1 สถาบันเทคโนโลยรี าชมงคล วิทยาเขตสกลนคร. ปริญญานพิ นธ์
(ศศ.ม. (การสอนภาษาองั กฤษในฐานะภาษาตา่ งประเทศ)) -- มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒ, 2546.
ไพฑูรย์ สนิ ลารตั น.์ (2556). วิกฤติการศึกษาไทย : ทางออกที่รอการแกไ้ ข: กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลยั ธรุ กิจบัณฑติ ย.์

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 340

ภทั รพร คาปาเ่ชอื้ . (2556). ความคดิ เห็นของนิสติ ทม่ี ีต่อการจดั การเรียนการสอนของคณะวทิ ยาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยศรี
นครนิ ทรวโิ รฒ. ปริญญานิพนธ์ (กศ.ม. (การอุดมศกึ ษา)) -- มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ, 2556.

มนตรี แยม้ กสิกร. (2546). การพัฒนารปู แบบการสอนเพ่ือพฒั นากระบวนการคดิ เชิงระบบของนสิ ติ ระดับปรญิ ญาตรี สาขา
เทคโนโลยที างการศึกษา. ปรญิ ญานพิ นธ์ (กศ.ด. (การวิจยั และพัฒนาหลกั สตู ร))--มหาวิทยาลัยศรีนครนิ ทรวิโรฒ,
2546.

มนตรี วงษส์ ะพาน. (2554). การพฒั นาหลกั สตู รฝกึ อบรมครใู นการสร้างนวตั กรรมบทเรยี นคอมพวิ เตอรม์ ลั ตมิ เี ดยี ท่ีเนน้
กระบวนการคดิ วเิ คราะห์. ปรญิ ญานพิ นธ์ (กศ.ด. (การวจิ ยั และพัฒนาหลกั สตู ร)) -- มหาวิทยาลยั ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ,
2554.

มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร.์ (2541). ส่งิ แวดล้อมเทคโนโลยีและชีวติ : กรงุ เทพฯ : สานกั พมิ พม์ หาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร.์
มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ. (2550). อดตี เพอ่ื อนาคต 2550 : พิธสี มโภชพระพุทธภควาจติ ร ศรนี ครินทรวิโรฒ, แหล่งการ

เรยี นรู้ มศว เพื่อชุมชน: กรงุ เทพฯ : มหาวทิ ยาลัย.
มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ. (2553). แผนยทุ ธศาสตร์ 15 ปี (พ.ศ. 2553-2567) มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ: กรุงเทพฯ :

มหาวิทยาลยั .
มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ. (2559). จานวนนสิ ติ จาแนกตามระดบั การศึกษาประจาปกี ารศกึ ษา 2559 มหาวทิ ยาลยั

ศรีนครินทรวโิ รฒ ณ วันท่ี 5 กนั ยายน 2559: กรุงเทพฯ มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ.
เมธี คชาไพร. (2558). การพฒั นารปู แบบการเรยี นการสอนแบบผสมผสานเพอ่ื เสริมสร้างความร้แู ละสมรรถนะดา้ นนวตั กรรม

และเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา สาหรบั นสิ ิตหลกั สตู รการศกึ ษาบณั ฑติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวิโรฒ.
ปรญิ ญานิพนธ์ (กศ.ด. (เทคโนโลยกี ารศึกษา)) -- มหาวทิ ยาลัยศรีนครนิ ทรวิโรฒ, 2558.
วรนิ ทพ์ ร ฉตั รพลกติ ต์ิ. (2558). ทักษะชวี ติ นิสิตปรญิ ญาตรี หลกั สตู รการศกึ ษาบณั ฑติ มหาวทิ ยาลยั ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ. ปรญิ ญา
นพิ นธ์ (กศ.ม. (การอุดมศกึ ษา)) -- มหาวทิ ยาลัยศรนี ครนิ ทรวิโรฒ, 2558.
วชิ ยั วงษใ์ หญ.่ (2553). การพัฒนาหลกั สตู รอุดมศกึ ษา.: กรงุ เทพฯ: โรงพิมพช์ วนชม.
วิไล ตั้งจติ สมคดิ . (2557). ความเป็นครู = Self actualization for teachers. กรงุ เทพฯ : โอเดยี นสโตร.์
สกล วรเจรญิ ศรี. (2550). การศึกษาทักษะชวี ิตและการสรา้ งโมเดลกลุ่มฝกึ อบรมเพือ่ พัฒนาทักษะชีวติ ของนกั เรียนวยั ร่นุ .
ปรญิ ญานิพนธ์ (กศ.ด. (จติ วิทยาการใหค้ าปรึกษา)) -- มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ, 2550.
สมใจ ธรี ทฐิ . (2556). กลยทุ ธก์ ารพฒั นาผู้เรยี นใหม้ คี ณุ ลกั ษณะพลเมืองอาเซียนทพ่ี งึ ประสงค.์ ปรญิ ญานิพนธ์ (กศ.ด. (การบริหาร
การศกึ ษา)) -- มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครินทรวิโรฒ, 2556.
สานกั งานคณะกรรมการการอุดมศกึ ษา. (2551). กรอบแผนอดุ มศึกษาระยะยาว 15 ปี ฉบบั ท่ี 2 (พ.ศ.2551-2565) (พมิ พค์ รง้ั ท่ี
3.. ed.): กรุงเทพฯ : กระทรวง.
สุดารตั น์ พิมลรตั นกานต์. (2558). ทกั ษะชีวติ และสังคม = Life skills and society: กรุงเทพฯ : ซเี อด็ ยูเคชัน่ .
สพุ รรณี เพชระ. (2552). ทศั นะของนิสิตทีม่ ตี ่อการจดั การเรยี นการสอนของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยทกั ษณิ วทิ ยาเขต
พัทลุง. ปรญิ ญานิพนธ์ (กศ.ม. (การอุดมศึกษา)) -- มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครินทรวิโรฒ, 2552.
สุรางค์ โค้วตระกลู . (2559). จิตวทิ ยาการศกึ ษา. : กรงุ เทพฯ : สานกั พิมพแ์ ห่งจุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .
อมั พวัลย์ วิศวธรี านนท.์ (2556). การพัฒนาตวั บ่งชคี้ ณุ ภาพการจัดการศึกษาระดบั ดุษฎบี ัณฑิต สาขาวชิ าศลิ ปวฒั นธรรม.
ปริญญานพิ นธ์ (กศ.ด. (การอุดมศกึ ษา)) -- มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒ, 2556.
อาพร ไตรภัทร. (2543). คู่มอื การเรียนการสอนการคิดวเิ คราะห์วจิ ารณ:์ ขอนแก่น : คณะอนกุ รรมการส่งเสรมิ การเรียนการสอน
เน้นการพัฒนาความคดิ วิเคราะหว์ จิ ารณ์ มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ .
Cronbach, L. J. (1984). Essentials of psychological testing: New York : Harper & Row.
Ferguson, G. A. (1971). Statistical analysis in psychology & education: New York : McGraw-Hill.
Likert, R. (1961). New patterns of management: New York : McGraw-Hill.
Michaelis, J. U. (1992). Social studies for children : a guide to basic instruction: Boston : Allyn and Bacon.
Yamane, T. (1970). Statistics : an introductory analysis: New York : Harper & Row.

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 341

การพัฒนารูปแบบการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย
ในกจิ กรรมลดเวลาเรยี นเพิม่ เวลารู้ สาหรับนกั เรียนระดับประถมศึกษา

THE DEVELOPMENT OF THE THAI LANGUAGE LEARNING ACTIVITIES MODEL IN THE “MODERATE CLASS MORE
KNOWLEDGE” ACTIVITIES FOR ELEMENTARY SCHOOL STUDENTS

ธนนิ ท์รัฐ กฤษฎิฉ์ ันทัชท์ ศิริวศิ าลสุวรรณ, วรรณวรี ์ บุญคมุ้ , รัชฎาพร เกตานนท์ แนวแห่งธรรม
E-mail: [email protected]

บทคดั ยอ่
การวิจัยคร้ังนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพความต้องการของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้

ภาษาไทยในกิจกรรมลดเวลาเรยี นเพ่มิ เวลารู้ สาหรับนกั เรียนประถมศกึ ษา 2) สร้างและพฒั นารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยในกิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ สาหรับนักเรียนประถมศึกษากลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ
นกั เรียนชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรยี นอนบุ าลพระสมุทรเจดีย์ จานวน 38 คน เก็บรวบรวมขอ้ มูลโดยการสมั ภาษณ์เชงิ ลึก และ
การจัดสนทนากลุ่มในเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน พ.ศ. 2561 เครือ่ งมือทใ่ี ชใ้ นการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์ ประเดน็ การสนทนา
กลุ่ม รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยในกิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ คู่มือการใช้รูปแบบ
แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบทดสอบความสามารถทางภาษาไทย สาหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 และ
แบบสอบถามความคิดเห็น วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยหาค่าเฉลี่ย ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน ค่าทีแบบไม่อิสระ และวิเคราะห์
ขอ้ มูลเชงิ คุณภาพโดยการวเิ คราะหเ์ น้ือหา

ผลการวิจยั พบว่า
1. สภาพความต้องการของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยในกิจกรรมลดเวลาเรียนเพ่ิม
เวลารู้ สาหรับนักเรียนประถมศึกษา พบว่า วิธีการจัดการเรียนการสอนท่ีมีคุณภาพและตอบสนองกับการเรียนการสอนใน
Thailand Education 4.0 หรือตอบสนองใหเ้ ข้ากับทักษะในศตวรรษท่ี 21 ผสู้ อนตอ้ งปรบั เปลย่ี นเทคนิควธิ ีการสอนปรับเปลีย่ น
มมุ มองและความคิดใหม่โดยอาจศกึ ษาจากตัวอย่างการจัดกจิ กรรมการเรียนการสอนท่ีประสบผลสาเร็จจากโรงเรียนตา่ ง ๆมีการ
นาส่ือเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ประกอบในการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ฝึกการใชค้ าถามกระต้นุ ใหผ้ ู้เรียนคดิ และมีส่วนร่วมใน
กิจกรรมให้มากข้ึนมีการสร้างสถานการณ์จาลองเพื่อฝึกกระบวนการคิดการแก้ปัญหาใช้เทคนิควิธีการสอนท่ีหลากหลาย
ปรับเปล่ียนหมุนเวียนกันตามความเหมาะสมของเน้ือหาวิชามีการจัดเตรียมแผนการจัดการเรียนรู้สื่ออุปกรณ์แหล่งเรียนรู้ที่
เหมาะสมมกี ารวดั และประเมินผลท่ีหลากหลายตามสภาพจริงการจัดกิจกรรมทจ่ี ะส่งเสริมความสามารถด้านการคดิ วิเคราะหไ์ ด้
นั้นต้องดาเนินการอย่างต่อเน่ืองเพราะทักษะกระบวนการคิดจะเกิดขึ้นได้ด้วยการฝึกคิดและปฏิบัติอย่างช้า ๆดังน้ันผู้สอนต้อง
ร่วมมอื กันเพื่อพฒั นาผู้เรียนอยา่ งจริงจังเพราะเปน็ เรื่องทสี่ าคัญสาหรับการเตรยี มผู้เรยี นส่กู ารใชช้ วี ติ จรงิ
2. รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยในกิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้สาหรับ
นักเรียนประถมศึกษา ท่ีผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีช่ือว่า “ITDRmodel” ประกอบด้วย 4 ข้ัน คือขั้นท่ี 1 Inspiring: I(ผู้สอนสร้างแรง
บันดาลใจในการเรยี นรู้ใหก้ ับผู้เรียน) ขัน้ ท่ี 2 Thinking: T(ผสู้ อนกระตนุ้ ด้วยคาถามให้ผเู้ รยี นไดเ้ กิดกระบวนการคิดวิเคราะห์) ขั้น
ท่ี 3 Doing: D(การลงมือปฏิบัติแบบร่วมมือของผู้เรียน)และข้ันที่ 4 Reflecting: R(ผู้เรียนสะท้อนสิง่ ที่ตนเองได้เรียนรู้) รูปแบบ
ดังกล่าวผ่านการประเมนิ โดยผทู้ รงคณุ วฒุ แิ ละผา่ นการรับรองจากการสนทนากลมุ่ แลว้ โดยมผี ลการประเมนิ ความเหมาะสมอยู่ใน
ระดับมาก พบว่า ผลการใช้รูปแบบก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยในกิจกรรมลดเวลา
เรียนเพิ่มเวลารู้สาหรับนักเรียนประถมศึกษา มีความสามารถทางภาษาไทย เรื่อง คา 7 ชนิด แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทาง
สถติ ิทร่ี ะดับ .05 โดยผลการเรยี นรูห้ ลังเรยี นสงู กวา่ กอ่ นเรียน และผู้เรยี นมคี วามคดิ เห็นอยใู่ นระดับมากทสี่ ุด
คาสาคญั : รปู แบบการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้กล่มุ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย, กจิ กรรมลดเวลาเรยี นเพม่ิ เวลารู้

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 342

Abstract
The objectives of this research were to: 1)study the needs of the Thai Language Learning activities

in the “Moderate Class More Knowledge” activities for elementary school student 2) create and develop of
the Thai Language Learning activities in the “ Moderate Class More Knowledge” activities for elementary
school students. The sample consisted of 38 students in grade 6 atAnuban Prasamutjadee School. Data
were collected by in-depth interviews and focus group discussion during May – June 2018. The instruments
used in this study were interview schedules, Thai Language learning activities model, user guide plan to
organize learning activities, a questionnaire. The data were analyzed by percentage, mean, standard
deviation, t-test dependent and content analysis.

The research findings were as follows:
1 . The need of the Thai Language Learning activities in the “ Moderate Class More Knowledge”
activities for elementary school students indicate as follows: Regarding a teaching method that was quality
and responsive to schooling in Thailand Education 4.0 or skills in the 21st century, teachers were required to
modify their teaching techniques, viewpoints and ideas by studying from case studies of successful learning
activity arrangements of various schools, using information technology media to organize learning activities,
practicing the uses of questions to encourage thinking and activity participation of students increasingly,
simulating situations to practice thinking process and problem solving, using various teaching methods
rotationally as appropriate to subject matters, preparing proper learning management plans, media,
equipment and learning resources as well as conducting measurements and assessments according to
actual conditions. Organizing learning activities that can promote analytical skills must be carried out
continuously. This was because thinking skills can be achieved by gradual practices of thinking and
performing. Therefore, teachers must collaborate practically to develop students as it was crucial to
prepare students for the real world.
2 . The Thai Language Learning activities in the “ Moderate Class More Knowledge” activities for
elementary school students developed by the researcher was called "ITDR" consisting of 4 steps: Step 1 -
Inspiring: I (Teachers must create an learning inspiration for students), Step 2 - Thinking: T (Teachers must
motivate students with questions to enhance their analytical processing skills) , Step 3 - Doing: D
(Cooperative actions of students) and Step 4 - Reflecting: R (Students reflect on what they have learned).
The learning activity model was assessed by experts and certified by a group discussion. The assessment
results were at a high level of appropriateness. In addition, the results of pre-learning and post-learning of
the Thai Language Learning activities in the “ Moderate Class More Knowledge” activities for elementary
school students had different Thai language proficiency in the topic of 7 different word types with a
statistical significance level of .05. The post-learning results were higher than pre-learning results. And the
students had the highest level of opinions.
Keywords: Thai Language Learning Activities Model, Moderate Class More Knowledge Activities

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ท่ี 6 P a g e | 343

บทนา
“...การจดั การศึกษาตอ้ งดภู าพรวมทั้งประเทศเพราะทุกวนั นก้ี ารศกึ ษาค่อนข้างออ่ นแอ

และมุ่งเนน้ การเรยี นการสอนเน้ือหาบางเร่อื งมากเกินไป การนาองค์ 4 แห่งการศึกษา คอื พุทธิ
ศึกษา จริยศึกษา หัตถศึกษา และพลศึกษา และหัวใจนักปราชญ์ คือ สุ จิ ปุ ลิ หมายถึง การ
ฟัง การคิด การถาม และการเขียน ซึ่งเป็นหัวใจสาคัญของนักปราชญ์และบัณฑิตอีกท้ังยังจะ
เปน็ เทคนิคในการชว่ ยให้ผเู้ รียนมที ักษะการเรียนเกง่ มาก…”

พระราชดารัสในเรอ่ื งการศกึ ษาของ
สมเดจ็ พระกนษิ ฐาธริ าชเจ้า กรมสมเดจ็ พระเทพรตั นราชสดุ าฯ

จากพระราชดารัสของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ดังกล่าว
รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการได้จัดการศึกษาตามแนวทางการปฏริ ูปการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรมนโยบายหน่ึงของรัฐบาล คือ
กิจกรรมลดเวลาเรียนเพ่ิมเวลารู้ โดยการลดเวลาเรียนภาควิชาการลงแต่ต้องไม่กระทบเน้ือหาหลักท่ีเด็ก ๆ ควรเรียนรู้ซ่ึง
หมายความวา่ ครูตอ้ งใช้ความสามารถในการออกแบบการเรียนรใู้ หน้ ักเรียนได้สาระทตี่ ้องร้คู รบถ้วนอย่างมีประสิทธิภาพมากข้ึน
จากนโยบายการลดเวลาเรยี นดังกลา่ ว จึงนามาสกู่ ารปฏิบัติโดยกาหนดให้โรงเรียนเรยี นภาควชิ าการถึงเวลาบ่ายสองโมงคร่ึงเป็น
ต้นไป แต่เวลาท่ีโรงเรียนเลิกยังคงเหมือนปกติตามกาหนดของแต่ละโรงเรียน ซึ่งมักจะเป็นช่วงเวลาบ่ายสี่โมง ดังน้ันช่วง
ระยะเวลาระหว่างหลังเลิกเรียนจนกว่านักเรียนจะกลบั บา้ นซึ่งนักเรยี นยงั คงอยู่ทโี่ รงเรียน โรงเรียนจะต้องจดั กจิ กรรมสร้างสรรค์
ต่าง ๆ ใหน้ กั เรียนปฏิบัติและควรเปน็ กจิ กรรมท่มี คี วามหลากหลายท่ีช่วยเพิ่มพูนทกั ษะการคดิ วิเคราะห์ ความมีน้าใจตอ่ กัน การ
ทางานเป็นทีม และท่ีสาคัญควรมีกิจกรรมกระตุ้นให้เด็กได้ค้นหาศักยภาพ และความชอบของตนเอง ซ่ึงเช่ือว่าเด็กทุกคนมี
ความพิเศษมคี วามสามารถในแบบฉบบั ของตนเองการจดั กิจกรรมไมจ่ าเป็นตอ้ งเปดิ ให้เฉพาะห้องเดียวกนั หรอื ระดบั ชั้นเดยี วกัน
บางกจิ กรรมสามารถศกึ ษา หรือทาร่วมกนั หลายระดบั ช้นั ได้เพอื่ ใหเ้ ดก็ ๆ รู้จกั ปรับตวั การช่วยเหลอื ดูแลกนั การมีปฏิสัมพันธ์กับ
คนหลายชว่ งวยั โดยเป็นการจาลองสภาพจริงในสังคมให้เดก็ ได้เรียนร้ซู ่งึ จะยิง่ ชว่ ยเพิม่ ทกั ษะในการแกป้ ญั หาให้กบั เดก็ ไทยตอ่ ไป

กิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้เป็นนโยบายหน่ึงของรัฐบาลท่ีใช้เป็นแนวทางการปฏิรูปการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม
เพ่ือเตรียมผูเ้ รยี นให้พร้อมเข้าสู่การเรียนรใู้ นศตวรรษที่ 21 ซ่งึ ครูต้องใช้ความสามารถในการออกแบบการเรยี นรู้ เพื่อส่งเสริมให้
ผู้เรียนมีคณุ ธรรม จรยิ ธรรม มีทักษะในการคิดวิเคราะห์ การแกป้ ญั หา รจู้ ักการทางานเปน็ ทีม รู้จักการปรบั ตัวมปี ฏสิ มั พันธ์กบั คน
อื่น มีความรู้ความสามารถตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และท่ีสาคัญต้องพัฒนาผู้เรียนให้
ค้นหาศักยภาพ ความชอบของตนเอง สามารถปรับตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ ๆ ได้ สามารถเรียนรู้และปรับตัวต่อการ
เปล่ยี นแปลงไดต้ ลอดเวลา

ปจั จุบันประเทศไทยได้นากรอบแนวคิดการพัฒนาการศึกษาในศตวรรษที่ 21 มาจัดทาแผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคม
แห่งชาติฉบับท่ี 12 (พ.ศ.2560 – 2564) ซึ่งเสนอคณะรัฐมนตรีวันที่ 13 กันยายน 2559 โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างและพัฒนา
ศักยภาพทุนมนุษย์มีเป้าหมายเพ่ือปรับเปลี่ยนให้คนในสังคมไทยมีค่านิยมตามบรรทัดฐานท่ีดีทางสังคมและเตรียมคนใน
สงั คมไทยให้มีทกั ษะการดารงชีวติ เพ่ือให้บรรลเุ ป้าหมายนี้ได้มีการกาหนดแนวทางการพัฒนาศักยภาพคนให้มีทกั ษะความรแู้ ละ
ความสามารถในการดารงชวี ติ อยา่ งมคี ุณค่ารวมถึงปรบั กระบวนการเรยี นรทู้ ีส่ ง่ เสรมิ ให้เด็กเรียนรู้จากการปฏบิ ัตจิ รงิ สอดคลอ้ งกบั
พัฒนาการสมองแต่ละช่วงวัยซ่ึงสอดคล้องกับการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษท่ีสอง (พุทธศักราช 2552–2561) เน้นการปฏิรูป
การศึกษาและการเรียนรู้อย่างเป็นระบบการจัดการศึกษาต้องเน้นการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนให้เด็กทุกคนบรรลุ
ศกั ยภาพสงู สดุ ของตน (สานักงานเลขาธิการสภาการศกึ ษา, 2552: 5-9) ครูผูส้ อนจงึ ตอ้ งปรับวธิ กี ารจดั การเรียนร้แู ละผเู้ รียนต้อง
เปลี่ยนวิธีการเรียนรู้ของตนเองโดยครูและผู้เรียนมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเรียนรู้และสื่ อการเรียนรู้ในชีวิตประจาวันโดยไม่จากัด
ขอบเขตสามารถเรยี นรู้ได้ด้วยตนเองทกุ ท่ที ุกเวลาตามความสนใจความพร้อมและความสามารถของผ้เู รยี น (Richardson, 2016)
นอกจากน้กี ารจดั การเรยี นรูค้ วรเน้นการนาความรู้และสามารถถ่ายโยงความรู้ไปประยุกต์ใช้ในบริบทอืน่ ๆได้ซ่ึงกลยทุ ธ์การจดั การ
เรียนรจู้ ากการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) จะชว่ ยใหผ้ เู้ รยี นนาตนเองและฝกึ ฝนทักษะของตนการเรียนรจู้ ึงมี
ความหมายเชอื่ มโยงกับบริบทภายนอกทีเ่ ปน็ ปัจจบุ ันและอนาคตช่วยเพิม่ พูนทักษะซ่ึงเปน็ ฐานของทกั ษะอื่นๆขยายประสบการณ์
และพฒั นาความเข้าใจสิ่งทท่ี าให้ลุม่ ลกึ ขึ้น (Winthrop and McGivney, 2017)

สานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษาได้น้อมนาพระราชดารัสของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จเทพ
รตั นราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และนโยบายของรฐั บาลเก่ยี วกับการบริหารจัดการเวลาเรยี นกิจกรรมลดเวลาเรียนเพมิ่ เวลารู้

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 344

มาสู่การปฏิบัติในโรงเรียนอย่างเปน็ รปู ธรรม ครผู ู้สอนมีการปรับเปลยี่ นรปู แบบการจัดการเรยี นรทู้ ี่เน้นให้นักเรียนได้ปฏิบัติและ
เรียนรู้ด้วยตนเองมากข้ึน นักเรียนได้รับการพัฒนาให้มีคุณภาพและมีความสุขในการเรียนรู้อย่างแท้จริง (สานักงาน
คณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพ้นื ฐาน, 2558: 1-2) โดยสถานศกึ ษาตระหนกั ในการขบั เคล่ือนนโยบายลดเวลาเรยี นเพิม่ เวลารมู้ ีการ
ออกแบบและจัดกิจกรรมการเรียนรู้อนั จะนาไปสู่การพัฒนาผเู้ รียนและจัดกิจกรรมการเรียนโดยให้ผู้เรียนปฏิบัติจริง (Learning
by Doing) โดยการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยการปฏิบัติ (Action Learning) โดยผสมผสานวิถีการดาเนินชีวิตหรือการ
จัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษาการจัดประสบการณ์จากปัญหาจริง (Real Problem) การ
จัดการปัญหาด้วยโครงงาน (Project - Based Learning) เป็นต้นนอกจากนี้ครูเป็นผู้อานวยความสะดวก (Facilitator) ที่ช่วย
ส่งเสรมิ และสนับสนุนสรา้ งบรรยากาศการเรยี นรู้อย่างมีความสุขสร้างความรกั ความศรัทธาให้กบั ผู้เรียนใหผ้ เู้ รยี นสามารถพฒั นา
ตนเองได้อยา่ งเต็มศกั ยภาพจัดการเรียนรู้ให้มีความสมดุล บรรยากาศและสภาพแวดล้อมให้ผู้เรยี นได้สนุกสนานกบั กิจกรรมการ
เรยี นและเสริมสร้างประสบการณ์ท่สี ร้างสรรค์ ให้ผู้เรียนมีความสุขจากการช่วยเหลือเอื้ออาทรและรว่ มมอื ร่วมใจกัน การเรียนรู้
อย่างมีความสุขนับเป็นรากฐานสาคัญของการทาให้ผู้เรียนคิดเป็นพึงพอใจในการเรียนรู้ และสามารถนาไปสู่การประยุกต์ใช้ใน
ชวี ติ ประจาวนั ดังน้นั ผทู้ ี่เกี่ยวข้องกบั การจดั กจิ กรรมลดเวลาเรียนเพมิ่ เวลารู้ต้องปรบั เปลีย่ นความเชอื่ ท้ังของตนเองบุคลากรและ
ผูเ้ รียนไปสู่การเจริญงอกงามทางความคิด (Growth Mindset) โดยท้ังครูและนักเรียนเป็นผู้เรียนรู้ไปพร้อม ๆ กันครูเรียนรู้วิธี
“ลดเวลาเรียน” ของผู้เรียนในฐานะผู้รับความรู้และหาวิธี “เพิ่มเวลารู้” ให้นักเรียนลงมือคิดลงมือทาเพ่ือนาไปสู่การพัฒนา
ความร้ทู ักษะกระบวนการคุณธรรมจริยธรรม จากการทากิจกรรมต่าง ๆ ที่มีความหลากหลายลุ่มลึกและยืดหยุ่นท้ังวิธีการเรียน
การใช้แหล่งเรียนรู้การวัดและประเมินผล การมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ของผู้เรียน และการทาให้การเรียนรู้มีความหมายต่อการ
ดาเนินชีวิต การสรา้ งบรรยากาศในการเรียนรทู้ ี่กระต้นุ ให้ผู้เรียนมสี ่วนร่วมในการเรียนรู้ เกิดปฏิสมั พันธอ์ นั ดีระหว่างกันส่งเสริม
นักเรียนให้ใช้ความสามารถที่แตกต่างในการทางานสร้างโอกาสพัฒนาต่อยอดความสามารถให้ประสบความสาเร็จ เกิดความ
ภาคภูมใิ จรบั รู้คณุ ค่าของตนเองและสร้างแรงจงู ใจพัฒนาตนเองอยา่ งตอ่ เนื่อง(สานกั วชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา, 2558: 3)

ท้ังน้ีจากผลการสังเคราะห์เอกสารงานวิจัยเก่ียวกับหลักสูตรและผลการใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน
พุทธศักราช 2551 ตลอดจนผลการประเมินคุณภาพการศึกษาต่าง ๆ พบว่า ประเด็นท่ีหนึ่ง ผลการประเมินคุณภาพการศกึ ษา
ของนักเรียนต่ากว่าเกณฑ์ท่ีกาหนดทั้งผลการทดสอบระดับชาติ (O-NET) ผลการสอบ PISA ท้ัง ๆ ที่โรงเรียนใช้เวลาจัดการ
เรียนการสอนมากขนึ้ เปน็ เวลาเจ็ดหรอื แปดชั่วโมงตอ่ วันประเด็นท่ีสอง เด็กคดิ ไม่เป็นวิเคราะห์ไม่ได้ขาดทกั ษะชวี ิตอดั แน่นเนือ้ หา
วชิ าการมากกวา่ ใหเ้ รยี นรูด้ ้วยตนเอง ประเดน็ ทส่ี ามเดก็ นักเรยี นมีภาระงานการบ้านมากเกินไปหรือตอ้ งนาการบ้านไปทาท่ีบา้ น
และประเดน็ ท่สี ี่ เดก็ เครยี ดและต้องเรยี นพิเศษมาก(สานกั วิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2559: 2-3)

การจดั การเรยี นการสอนระดับประถมศึกษาน้นั ตามข้อกาหนดของกระทรวงศกึ ษาธิการไดก้ าหนดกลุ่มสาระการเรยี นรู้
ทั้งส้ิน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ คือ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรยี นรสู้ ังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม กลุ่มสาระการเรยี นรู้สุขศกึ ษาและพลศกึ ษา กลุ่มสาระการ
เรียนรู้ศิลปะ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี และกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ โดยผู้วิจัยเป็น
ครผู สู้ อนในกลุ่มสาระการเรยี นรภู้ าษาไทย ซ่ึงเหน็ ความสาคญั และตระหนักถงึ การจัดกจิ กรรมการเรยี นรดู้ า้ นภาษาไทยเป็นอยา่ ง
มาก เน่ืองจากภาษาไทยเป็นภาษาประจาชาติเป็นภาษาท่ีใช้ติดต่อส่ือสารของคนในชาติเป็นพื้นฐานใช้ศึกษาในรายวิชาอ่ืน ๆ
เป็นเคร่ืองมือในการแสวงหาความรู้ และประสบการณ์จากสื่อสารสนเทศต่าง ๆ เพื่อพัฒนาความรู้ ความคิดคา่ นิยมให้สามารถ
ปรับตัวเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม และดาเนินชีวิตประจาวันได้อย่างสงบสุขนอกจากนี้ภาษาไทยยังเป็นมรดกทาง
วฒั นธรรมท่ีควรคา่ แก่การอนุรักษ์และธารงรักษาให้อยู่คู่ชาตติ ลอดไป ภาษาไทยเป็นวชิ าหน่ึงที่กระทรวงศึกษาธกิ ารกาหนดไวใ้ น
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 จากความสาคัญของภาษาไทยและการใช้ภาษาไทยดังกล่าว
กระทรวงศึกษาธกิ ารจงึ ได้กาหนดให้วิชาภาษาไทยเปน็ วชิ าบังคับแกนในหลักสูตรการศึกษาทุกระดับช้ัน ซง่ึ ไดก้ าหนดจุดม่งุ หมาย
ของวชิ าภาษาไทยโดยมุ่งเนน้ พัฒนาทักษะทงั้ สค่ี ือฟงั พดู อ่านและเขียนเพ่ือให้นกั เรียนสามารถใช้ภาษาไทยได้อย่างมปี ระสิทธิภาพ
และเหมาะสมกับวัยในการติดต่อส่ือสารใช้ภาษาเป็นเครอ่ื งมือในการแสวงหาความรู้ปลูกฝงั ใหร้ ักการอา่ นคดิ วิเคราะหเ์ ห็นคุณค่า
ของวรรณคดี และวัฒนธรรมทางภาษามีเจตคติท่ถี ูกต้องตอ่ การเรียนภาษาไทยและวรรณคดี ตลอดจนใชภ้ าษาในเชงิ สร้างสรรค์
ได้ ดังนั้นกิจกรรมกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยในกิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้จึงมีส่วนสาคัญอย่างยิ่งยวดสาหรับนักเรียน
ประถมศกึ ษาท่จี ะชว่ ยพฒั นาผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนใหก้ ับผเู้ รยี น เหน็ ได้จากรายงานการดาเนนิ กิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้
ของโรงเรียนทเี่ ข้ารว่ มกิจกรรมลดเวลาเรยี นเพมิ่ เวลารู้ ปีการศึกษา 2558 มผี ลการเปรยี บเทยี บคะแนนการทดสอบทางการศกึ ษา

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค รั้ ง ที่ 6 P a g e | 345

ระดับชาติขั้นพ้ืนฐาน (O-NET) ระดับช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 มีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าโรงเรียนไม่เข้าร่วมกิจกรรมลดเวลาเรียนเพ่ิม
เวลารู้ (สานักทดสอบทางการศึกษา, 2559: 93)

จากข้อมูลและสถานการณ์ดังกล่าวข้างต้น กิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ส่งผลให้ผู้เรียนมีผลการทดสอบทาง
การศึกษาระดบั ชาติขั้นพน้ื ฐาน (O-NET) สูงข้ึนและเพิ่มพูนทักษะการคดิ วเิ คราะห์ ความมีนา้ ใจตอ่ กนั การทางานเปน็ ทมี และท่ี
สาคัญควรมีกิจกรรมกระตุ้นให้เด็กได้ค้นหาศักยภาพ และความชอบของตนเอง ประกอบกับการวิเคราะห์ข้อมูลคะแนนการ
ทดสอบทางการศกึ ษาระดับชาติข้ันพื้นฐาน (O-NET) กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียนระดับชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 ปี
การศึกษา 2560 โรงเรียนอนุบาลพระสมุทรเจดีย์ มีคะแนนการทดสอบต่ากว่าระดับชาติ ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาเร่ือง “การ
พัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยในกิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ สาหรับนักเรียน
ประถมศึกษา” เพอื่ เสนอการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้กลมุ่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทยในรปู แบบใหมข่ นึ้ เพราะจากการศึกษาค้นคว้า
ผลการวิจัยทผี่ า่ นมายังไม่พบว่ามีการวิจัยและพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนร้กู ลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทยในกจิ กรรม
ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ สาหรบั นักเรยี นประถมศึกษา ซ่ึงหากมีการวจิ ัยและพฒั นารปู แบบดงั กล่าวขน้ึ ได้ก็จะทาให้ผ้เู รียนมคี วามรู้
ความเข้าใจ สามารถดารงชีวติ อยู่บนโลกของความเปลี่ยนแปลงไดอ้ ย่างมีคุณภาพ มีความสขุ และจะเป็นประโยชนต์ ่อหน่วยงาน
ทางการศกึ ษาต่าง ๆ ตอ่ ไป

กรอบแนวคิดในการวิจยั
จากการทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยทเ่ี กี่ยวข้อง ผู้วจิ ัยได้นามาสังเคราะห์และปรบั ประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการ

สรา้ งกรอบแนวคิดในการดาเนินการวจิ ยั ซ่ึงได้นาแนวคิดองค์ประกอบของรูปแบบการเรียนการสอนเปน็ 4 องค์ประกอบ ได้แก่
องค์ประกอบที่ 1 หลักการแนวคิดทฤษฎีที่เป็นพื้นฐานของรูปแบบองค์ประกอบท่ี 2 วัตถุประสงค์ของรปู แบบองค์ประกอบที่ 3
วิธีการและกิจกรรมการเรียนการสอนท่ีจะช่วยให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของรูปแบบและองค์ประกอบที่ 4 การวัดและการ
ประเมินผลการเรยี นรู้ตามวัตถุประสงค์ของรูปแบบ (Joyce and Weil, 1986; ทิศนาแขมมณี, 2545) แนวคิดทฤษฎีพัฒนาการ
ทางสติปัญญาของเพียเจต์ (Jean Piaget, 2008 : 1-2) เมื่อนามาใช้ในการจัดการเรียนการสอนครูควรคานึงพัฒนาการทาง
สตปิ ญั ญาของเด็กแตล่ ะคนเพราะมกี ารเรยี นรู้ท่แี ตกต่างกนั โดยพฒั นาการทางสติปัญญาของเด็กนกั เรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 6 มี
อายุ 11-12 ปีจะอยู่ในข้ันปฏิบัติการคิดค้นด้วยรูปธรรม (Concrete Operational Stage) และข้ันปฏิบัติการคิดค้นด้วย
นามธรรม (Formal Operational Stage) แนวคิดเทคนิคการต้ังคาถามเพื่อการคิดวิเคราะห์ 8 ประการ คือ 1) ความชัดเจน
(Clarity)2) ความเท่ียงตรง (Accuracy)3) ความกระชับความพอดี (Precision)4) ความสัมพันธ์เกี่ยวข้อง (Relevance)5) ความ
ลึก (Depth) 6) ความกว้างของการมอง (Breadth) 7) หลักตรรกวิทยา (Logic) และ 8) ความสาคัญ (Significance) (Center
for Critical Thinking, 1996: 8-9) แนวคิดการเรียนแบบร่วมมือ 5 ประการ คือ 1) การพึ่งพาอาศัยกันในทางบวก2) การมี
ปฏิสัมพันธ์ซ่ึงกันและกัน3) ความรับผิดชอบของแต่ละบุคคล4) ทักษะมนุษยสัมพันธ์และทักษะการทางานเป็นกลุ่มและ 5)
กระบวนการกลุ่ม (Johnsonและ Johnson, 1987 อ้างถงึ ในศิจิตราภรณ์ศิลปะ, 2547: 35) ผ่านแนวคิดการจดั กิจกรรมลดเวลา
เรียนเพิ่มเวลารู้ 4 H ได้แก่ 1) กิจกรรมพัฒนาสมอง (Heads) 2) กิจกรรมพัฒนาจิตใจ (Heart) 3) กิจกรรมพัฒนาทักษะการ
ปฏบิ ตั ิ (Hand) และ 4) กจิ กรรมพฒั นาสุขภาพ (Health) (สานักวิชาการและมาตรฐานการศกึ ษา, 2559: 18)

ดังน้ันในการวิจัยคร้ังนี้เป็นการศึกษาวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) (วรรณวีร์ บุญคุ้ม,
2556: 187-189) ด้วยการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Methods) ร่วมกับการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative
Methods) (Creswell and Clark, 2011: 90-95)โดยมีกระบวนการวิจัยประกอบด้วย 4 ขั้นตอนคือขั้นตอนที่ 1 การวิจัย
(Research: R1) เป็นการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานข้ันตอนท่ี 2 การพัฒนา (Development: D1) เป็นการออกแบบ/
พัฒนาและรับรองรูปแบบขั้นตอนที่ 3 การวิจัย (Research: R2) เป็นการนารูปแบบการเรียนการสอนไปใช้จริงและขั้นตอนที่ 4
การพฒั นา (Development: D2) เปน็ การประเมนิ ผลและปรับปรงุ รูปแบบ

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 346

R1 แนวคดิ การจดั กิจกรรมลดเวลาเรียน เพ่มิ เวลารใู้ น
ประเทศไทย ผา่ นกจิ กรรม 4 H ได้แก่ 1) กจิ กรรม
สภาพความต้องการของรูปแบบการจัดกิจกรรมกลุ่มสาระการ พัฒนาสมอง (Head) 2) กิจกรรมพัฒนาจิตใจ
เรียนรู้ภาษาไทยในกิจกรรมลดเวลาเรยี นเพิ่มเวลารู้ สาหรับ (Heart) 3) กิจกรรมพัฒนาทักษะการปฏิบัติ
นกั เรียนประถมศกึ ษา (Hand) แ ล ะ 4) กิ จ ก ร ร ม พั ฒ น า สุ ข ภ า พ
(Health)(สานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา,
รูปแบบการเรียนการสอน (Joyce and Weil, 1986; 2559: 18)
ทิศนาแขมมณี, 2548) องค์ประกอบที่ 1 หลักการ
แนวคิดองค์ประกอบที่ 2 วัตถุประสงค์ของรูปแบบ D1
องค์ประกอบท่ี 3 วิธีการและกิจกรรมองค์ประกอบท่ี
4 การวดั และการประเมนิ ผล ร่างรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระ
การเรียนรู้ภาษาไทยในกิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่ม
แนวคดิ ทฤษฎีพัฒนาการทางสตปิ ัญญา เวลารู้ สาหรับนักเรียนประถมศึกษาและพัฒนา
ของเพียเจต์(Jean Piaget, 2008: 1-2) เคร่ืองมือประกอบการใช้รูปแบบฯ และรับรอง
1. ขน้ั ปฏิบัตกิ ารคดิ ค้นดว้ ยรูปธรรม รปู แบบ

(Concrete Operational Stage) R2
2. ข้นั ปฏบิ ัตกิ ารคดิ คน้ ด้วยนามธรรม
ทดลองใช้
(Formal Operational Stage)
D2
แนวคิดเทคนิคการต้ังคาถามเพ่ือการคิดวิเคราะห์ 8
ประการ ของ Center for Critical Thinking, (1996: 8-9) ประเมินผลและปรับปรุงรูปแบบการจัดกิจกรรม
1. ความชดั เจน (Clarity) การเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยใน
2. ความเที่ยงตรง (Accuracy) กิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ สาหรับนักเรียน
3. ความกระชับความพอดี (Precision) ประถมศึกษา
4. ความสมั พนั ธ์เกยี่ วข้อง (Relevance)
5. ความลึก (Depth)
6. ความกว้างของการมอง (Breadth)
7. หลกั ตรรกวทิ ยา (Logic)
8. ความสาคญั (Significance)

แนวคิดการเรียนแบบร่วมมือ 5 ประการ ของ (Johnson รูปแบบการจดั กจิ กรรมการ
และJohnson, 1987 อ้างถงึ ใน เรยี นรู้กลุ่มสาระ
ศิจติ ราภรณ์ศลิ ปะ, 2547: 35)
1. การพง่ึ พาอาศัยกันในทางบวก การเรียนรภู้ าษาไทย
2. การมีปฏสิ ัมพนั ธ์ซ่ึงกนั และกัน ในกจิ กรรมลดเวลาเรยี น
3. ความรับผดิ ชอบของแต่ละบคุ คล เพิ่มเวลารู้ สาหรบั นกั เรยี น
4. ทักษะมนษุ ยสมั พนั ธแ์ ละทกั ษะการทางาน ประถมศกึ ษาฉบบั สมบูรณ์
เป็นกลมุ่
5. กระบวนการกลุม่

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ที่ 6 P a g e | 347

วัตถุประสงคข์ องการวจิ ยั /Objectives
1. เพอ่ื ศกึ ษาสภาพความต้องการของการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้กลุม่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทยในกจิ กรรมลดเวลาเรียน

เพ่ิมเวลารู้ สาหรับนักเรยี นระดับชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 6
2. เพ่ือสร้างและพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยในกิจกรรมลดเวลาเรียนเพ่ิม

เวลารู้ สาหรับนกั เรยี นระดับช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี 6

วธิ ดี าเนินการวจิ ัย/Methods
ประชากร (Population) คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนอนุบาลพระสมุทรเจดีย์ สานักงานเขตพื้นท่ี

การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 จานวน 160 คน (สานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน, 2561: ออนไลน)์

กลุ่มตัวอย่าง (Sample) คือ นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6/3 จานวน 38 คน ในกิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้
โรงเรียนอนุบาลพระสมุทรเจดีย์ สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา
2561 โดยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) (วรรณวีร์ บุญคุ้ม, 2556: 207) ด้วยการจับสลากจากจานวน
ทั้งส้ิน 4 ห้องเรียน คือ ป.6/1 ป.6/2 ป.6/3 และ ป.6/4 เนื่องจากโรงเรียนอนุบาลพระสมุทรเจดีย์มีการคละความสามารถ
ทางการเรียนรู้ของนักเรียนทุกห้องเรียน ท้ังน้ีนักเรียนทั้ง 4 ห้องเรียนน้ันจึงมีความทัดเทียมกันสามารถเป็นกลุ่มตัวอย่างของ
ประชากรได้อยา่ งสมบรู ณ์

ผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key Informants) คือ ผู้ที่มีส่วนเก่ียวข้องกับกิจกรรมลดเวลาเรียนเพ่ิมเวลารู้ ของสานักงานเขต
พื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 โดยใช้วิธีการเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเจาะจง (Purposive sampling)ซ่ึงแบ่ง
ออกเปน็ 4 กลุม่ ได้แก่

1) ครูกลมุ่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทยโรงเรียนท่ีดาเนินกิจกรรมลดเวลาเรียนเพ่ิมเวลารู้ ที่มีวิธีปฏิบัติท่ีดีต้นแบบ (Best
Practice) ของสานกั งานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศกึ ษาสมทุ รปราการ เขต 1 จานวน 5 คน

2) ศึกษานิเทศก์ผู้รับผิดชอบกิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ และศึกษานิเทศก์ผู้รับผิดชอบกลุ่มสาระการเรียนรู้
ภาษาไทย ของสานักงานเขตพนื้ ทกี่ ารศึกษาประถมศกึ ษาสมุทรปราการ เขต 1 จานวน 3 คน

3) นักเรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 6/3 ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศึกษา 2561 ท่เี รยี นกลุ่มสาระการเรยี นรภู้ าษาไทยในกจิ กรรม
ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ โรงเรียนอนุบาลพระสมุทรเจดีย์ ของสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1
จานวน 38 คน

4) ครูกลมุ่ สาระการเรยี นรูภ้ าษาไทย และครูกลุ่มงานบริหารวิชาการ โรงเรียนอนุบาลพระสมุทรเจดีย์ ของสานกั งาน
เขตพน้ื ท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษาสมุทรปราการ เขต 1 จานวน 11 คน

วิธีการเก็บรวบรวมข้อมลู
การวิจัยคร้ังนี้เป็นการศึกษาวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) (วรรณวีร์ บุญคุ้ม, 2556: 187-
189) ด้วยการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Methods) ร่วมกับการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Methods)
(Creswell and Clark, 2011: 90-95) โดยการศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่ม และการทดลองใช้ เพื่อให้ได้
ข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ และการตอบคาถามการวิจัยให้มีความครอบคลุมในประเด็นต่างๆ ทั้งนี้เน่ืองจากการการ
วิจัยและพัฒนาเหมาะกับการศึกษาและพัฒนานวัตกรรม หรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ท่ีประกอบด้วยข้ันตอนการศึกษาหลายขั้นตอน
เมอื่ สนิ้ สุดการวิจัยจะได้รูปแบบ (Model) ซ่งึ เปน็ นวตั กรรมท่ผี ่านการสร้างสรรค์ โดยแบง่ ข้นั ตอนการวจิ ยั เป็น 4 ขน้ั ตอนดงั น้ี
ขัน้ ตอนที่ 1 การวิจัย (Research: R1) ผู้วิจัยได้ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพ้ืนฐานเชิงนโยบายของหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง สัมภาษณ์ครูกลุ่มสาระการเรียนรู้
ภาษาไทยโรงเรียนที่ดาเนินกิจกรรมลดเวลาเรียนเพ่ิมเวลารู้ ที่มีวิธีปฏิบัติที่ดีต้นแบบ (Best Practice) จานวน 5 คน สัมภาษณ์
ศกึ ษานิเทศกผ์ ูร้ บั ผิดชอบกจิ กรรมลดเวลาเรยี นเพิ่มเวลารู้ และศกึ ษานเิ ทศกผ์ รู้ ับผดิ ชอบกลมุ่ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย จานวน 3
คนสนทนากลุ่มนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6/3 จานวน 38 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 ที่เรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้
ภาษาไทยในกิจกรรมลดเวลาเรยี นเพ่มิ เวลารู้ โรงเรียนอนบุ าลพระสมุทรเจดยี ์ สนทนากล่มุ ครกู ลมุ่ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย และ
ครูกลุ่มงานบริหารวิชาการ โรงเรียนอนุบาลพระสมุทรเจดีย์ จานวน 11 คนเพ่ือให้ได้สภาพข้อมูลความต้องการของ การจัด
กิจกรรมการเรยี นรู้กลุม่ สาระการเรยี นร้ภู าษาไทยในกิจกรรมลดเวลาเรยี นเพม่ิ เวลารู้ สาหรับนักเรยี นประถมศึกษา และสรุปเป็น

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 348

ขอ้ มูลในการพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนร้กู ลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยในกิจกรรมลดเวลาเรยี นเพิ่มเวลารู้ สาหรับ
นักเรยี นประถมศึกษาต่อไป

ข้ันตอนที่ 2 การพัฒนา (Development: D1) ผู้วิจัยได้ออกแบบ/พัฒนาและรับรองรูปแบบการจัดกิจกรรมการ
เรยี นรกู้ ลุ่มสาระการเรยี นรู้ภาษาไทยในกิจกรรมลดเวลาเรยี นเพม่ิ เวลารู้ สาหรบั นักเรียนประถมศึกษารวมทง้ั เคร่ืองมือทใี่ ช้ในการ
วิจัย คอื 1) รปู แบบการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทยในกิจกรรมลดเวลาเรียนเพมิ่ เวลารู้ สาหรบั นกั เรยี น
ประถมศึกษา โดยมีการประเมินความเหมาะสมของรูปแบบและรับรองรูปแบบ สาหรับผู้ทรงคุณวุฒิจานวน 5 คนโดยใช้เกณฑ์
การประเมินค่า 5 ระดับมีผลการประเมินในภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.43ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.84
2) คู่มือการใช้รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยในกิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ สาหรับ
นักเรียนประถมศึกษา โดยมีการประเมินความเหมาะสมของคู่มือการใช้รูปแบบ สาหรับผู้ทรงคุณวุฒิจานวน 5 คนโดยใช้เกณฑ์
การประเมินค่า 5 ระดับมีผลการประเมินในภาพรวมอยู่ในระดับมากท่ีสุด มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.84 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ
0.36 3) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยในกิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ สาหรับนักเรียน
ประถมศึกษา โดยมีการหาคุณภาพเคร่ืองมือจากการประเมินค่าความสอดคล้อง (IOC) กับผู้เชี่ยวชาญจานวน 3 คนมีค่าความ
สอดคล้องเฉลี่ยรวมเท่ากับ 1.00 4) แบบทดสอบความสามารถทางภาษาไทย เร่ือง คา 7 ชนิด โดยมีการหาคุณภาพเคร่อื งมือ
จากการประเมินค่าความสอดคล้อง (IOC) กับผู้เช่ียวชาญจานวน 3 คนมีค่าความสอดคล้องเฉลี่ยรวมเท่ากับ 1.00 ค่าความ
เชือ่ ม่นั ทั้งฉบบั เทา่ กับ 0.76 5) แบบสอบถามความคดิ เห็นหลงั จากการใช้รูปแบบการจัดกจิ กรรมการเรยี นรกู้ ล่มุ สาระการเรยี นรู้
ภาษาไทยในกิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ สาหรับนักเรียนประถมศึกษา โดยมีการหาคุณภาพเคร่ืองมือจากการประเมินค่า
ความสอดคล้อง (IOC) กับผู้เชี่ยวชาญจานวน 3 คนมีค่าความสอดคล้องเฉล่ียรวมเท่ากับ 1.00 ค่าความเช่ือมั่นท้ังฉบับ เท่ากับ
0.79

ข้ันตอนที่ 3 การวิจัย (Research: R2) ผู้วิจัยได้ทดลองใช้รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้
ภาษาไทยในกิจกรรมลดเวลาเรยี นเพ่ิมเวลารู้ สาหรับนักเรียนประถมศกึ ษา โดยนารูปแบบ “ITDR” ทสี่ ร้างขึน้ ในขั้นตอนท่ี 2 ซ่ึง
ผ่านการตรวจสอบคุณภาพและประเมินความเหมาะสมของรูปแบบจากผู้ทรงคุณวุฒิเรียบร้อยแล้วรวมท้ังความสอดคล้องของ
แผนการจดั กิจกรรมการเรียนร้โู ดยผเู้ ชี่ยวชาญ แลว้ นาไปทดลองใช้จรงิ กับนกั เรยี นกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรยี นช้ันประถมศึกษาปีท่ี
6/3 โรงเรียนอนุบาลพระสมุทรเจดีย์ สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 จานวน 38 คน ด้วยแบบ
แผนการทดลองแบบ The One Group Pretest – Posttest Design โดยใช้เวลา 4 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 5 ช่ัวโมง เป็นเวลา
ทง้ั สิ้น 20 ช่ัวโมง ทดลองใช้ระหวา่ งเดือนพฤษภาคม ถงึ เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2561 ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2561โดยทาการ
ทดสอบก่อนเรียนและหลงั เรยี นเพ่ือเปรยี บเทยี บความสามารถทางภาษาไทยของผเู้ รียน จากนั้นใชแ้ บบสอบถามความคิดเห็นของ
ผู้เรยี นหลังจากการใช้รปู แบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ “ITDR”

ขั้นตอนท่ี 4 การพัฒนา (Development: D2) ผู้วิจัยได้ประเมินผลและปรับปรุงรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
กลุ่มสาระการเรยี นร้ภู าษาไทยในกจิ กรรมลดเวลาเรียนเพ่ิมเวลารู้ สาหรับนักเรียนประถมศกึ ษาโดยการสนทนากล่มุ กับผู้ท่ีมีส่วน
ได้ส่วนเสีย(Stakeholders) ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยในกิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้
สาหรับนักเรียนประถมศึกษา จานวน 11 คน คือ 1) ผู้อานวยการโรงเรียน จานวน 1 คน 2) ครหู ัวหน้างานบริหารวิชาการของ
โรงเรียน จานวน 1 คน 3) ครกู ลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยของโรงเรียน จานวน 5 คน 4) ศกึ ษานิเทศก์ผูด้ ูแลกิจกรรมลดเวลา
เรียน เพ่ิมเวลารู้/ภาษาไทย จานวน 2 คน 5) ผู้ปกครองนักเรียน จานวน 2 คน ท้ังน้ีได้รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่ม
สาระการเรยี นรู้ภาษาไทยในกจิ กรรมลดเวลาเรยี นเพ่มิ เวลารู้ สาหรบั นักเรยี นประถมศึกษาฉบบั สมบูรณ์เพ่ือการเผยแพรต่ ่อไป

เคร่อื งมือทใี่ ชใ้ นการวจิ ยั
1. แบบสัมภาษณ์การวิจัยสาหรับครกู ลมุ่ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทยโรงเรียนทดี่ าเนนิ กิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารทู้ ี่มี
วธิ ีปฏิบตั ิที่ดีต้นแบบ (Best Practice)เพ่ือศึกษาแนวทางการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้กลุ่มสาระการเรยี นรู้ภาษาไทยในกจิ กรรมลด
เวลาเรียนเพ่ิมเวลารู้ สาหรับนกั เรียนประถมศึกษา โดยมกี ารหาคุณภาพเครื่องมือจากการประเมินค่าความสอดคล้อง (IOC) กับ
ผเู้ ชยี่ วชาญจานวน 3 คนมคี า่ ความสอดคลอ้ งเฉลย่ี รวมเทา่ กบั 1.00
2. แบบสัมภาษณ์การวิจัยสาหรับศึกษานิเทศก์ผู้รับผิดชอบกิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่ มเวลารู้ และศึกษานิเทศก์
ผู้รับผิดชอบกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เพ่ือศึกษาแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยใน
กิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ สาหรับนักเรียนประถมศึกษา โดยมีการหาคุณภาพเคร่อื งมือจากการประเมนิ ค่าความสอดคลอ้ ง
(IOC) กับผู้เชย่ี วชาญจานวน 3 คนมคี ่าความสอดคลอ้ งเฉล่ยี รวมเทา่ กับ 1.00
3. ประเด็นการสนทนากลุ่มการวิจัยสาหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 เพ่ือศึกษาสภาพความต้องการของการจัด
กจิ กรรมการเรียนรูก้ ลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยในกิจกรรมลดเวลาเรียนเพ่มิ เวลารู้ สาหรับนกั เรียนประถมศึกษา โดยมีการหา

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 349

คุณภาพเคร่ืองมือจากการประเมินค่าความสอดคล้อง (IOC) กับผู้เช่ียวชาญจานวน 3 คนมีค่าความสอดคล้องเฉลี่ยรวมเท่ากับ
1.00

4. ประเด็นการสนทนากลุ่มการวิจัยสาหรับครูกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย และครูกลุ่มงานบริหารวิชาการ เพื่อ
ศึกษาสภาพความต้องการของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยในกิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้
สาหรบั นักเรยี นประถมศึกษา โดยมีการหาคุณภาพเคร่ืองมือจากการประเมินค่าความสอดคลอ้ ง (IOC) กับผู้เช่ียวชาญจานวน 3
คนมีค่าความสอดคล้องเฉล่ียรวมเท่ากบั 1.00

5. รูปแบบการจดั กจิ กรรมการเรียนรกู้ ลุ่มสาระการเรียนรภู้ าษาไทยในกจิ กรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ สาหรบั นักเรยี น
ประถมศึกษา โดยมีการประเมินความเหมาะสมของรูปแบบและรับรองรูปแบบ สาหรับผู้ทรงคุณวุฒิจานวน 5 คนโดยใช้เกณฑ์
การประเมนิ ค่า 5 ระดบั มผี ลการประเมนิ ในภาพรวมอยใู่ นระดบั มาก มีคา่ เฉลีย่ เทา่ กบั 4.43ค่าเบ่ยี งเบนมาตรฐานเท่ากบั 0.84

6. คู่มือการใช้รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยในกิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้
สาหรับนักเรยี นประถมศึกษา โดยมีการประเมินความเหมาะสมของคู่มือการใช้รูปแบบ สาหรับผู้ทรงคุณวุฒิจานวน 5 คนโดยใช้
เกณฑ์การประเมินค่า 5 ระดับมีผลการประเมินในภาพรวมอยู่ในระดับมากท่ีสุด มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.84 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
เทา่ กับ 0.36

7. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยในกิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ สาหรับนักเรียน
ประถมศึกษา โดยมีการหาคุณภาพเคร่ืองมือจากการประเมินค่าความสอดคล้อง (IOC) กับผู้เช่ียวชาญจานวน 3 คนมีค่าความ
สอดคล้องเฉล่ยี รวมเท่ากบั 1.00

8. แบบทดสอบความสามารถทางภาษาไทย เรอื่ ง คา 7 ชนิด โดยมกี ารหาคุณภาพเคร่ืองมือจากการประเมินค่าความ
สอดคล้อง (IOC) กับผู้เชี่ยวชาญจานวน 3 คนมีค่าความสอดคล้องแต่ละข้อคาถามมากกว่า 0.5 ขึ้นไปจานวน 20 ข้อ ค่า
ความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากบั 0.76

9. แบบสอบถามความคิดเห็นหลังจากการใช้รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยใน
กจิ กรรมลดเวลาเรียนเพ่ิมเวลารู้ สาหรบั นกั เรียนประถมศึกษา โดยมีการหาคุณภาพเครอ่ื งมือจากการประเมนิ ค่าความสอดคลอ้ ง
(IOC) กบั ผู้เชย่ี วชาญจานวน 3 คนมีค่าความสอดคลอ้ งแต่ละข้อคาถามมากกวา่ 0.5 ขนึ้ ไปจานวน 10 ขอ้ ค่าความเช่ือมั่นท้ัง
ฉบบั เทา่ กับ 0.79

การวิเคราะหข์ อ้ มลู
วเิ คราะห์ขอ้ มูลเชงิ ปริมาณโดยหาคา่ เฉลย่ี คา่ เบ่ียงเบนมาตรฐาน ค่าทีแบบไม่อิสระ และวเิ คราะห์ข้อมลู เชงิ คุณภาพโดย
การวเิ คราะหเ์ น้ือหา ดงั นี้
1.ผลการประเมินความเหมาะสมของรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยในกิจกรรมลด
เวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ สาหรับนกั เรยี นประถมศึกษา

ท่ี รายการประเมนิ คา่ เฉลย่ี S.D. ผลการประเมิน

1 หลกั การ 4.40 0.89 มาก
2 วัตถปุ ระสงค์ 4.60 0.55 มากที่สุด
3 กระบวนการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ 4.40 0.89
4 การวดั และประเมินผล 4.40 0.89 มาก
5 ปจั จยั สนบั สนนุ 4.40 0.89 มาก
6 เงอื่ นไขในการนารปู แบบไปใชใ้ ห้ประสบผล สาเรจ็ 4.40 0.89 มาก
4.43 0.84 มาก
รวม มาก

ความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิท่ีมีต่อรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยในกิจกรรมลด

เวลาเรียนเพ่ิมเวลารู้ สาหรับนักเรียนประถมศกึ ษาในภาพรวมอยู่ระดับมาก ( X= 4.43, S.D. = 0.84) เม่ือพิจารณาเป็นรายข้อ
พบว่า วัตถุประสงค์ มีระดับสูงที่สุด ( X= 4.60, S.D. = 0.55) ส่วนหลักการกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การวัดและ
ประเมนิ ผลปจั จัยสนับสนุน และเงือ่ นไขในการนารปู แบบไปใชใ้ ห้ประสบผล สาเร็จ มีระดับทเ่ี ทา่ กนั ( X= 4.40, S.D. = 0.89)

ก า ร ป ร ะ ชุ ม วิ ช า ก า ร ร ะ ดั บ ช า ติ ค ร้ั ง ท่ี 6 P a g e | 350

2. ผลการพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยในกิจกรรมลดเวลาเรียนเพ่ิมเวลารู้
สาหรับนกั เรยี นประถมศึกษา

โดยท่ีมาของรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยในกิจกรรมลดเวลาเรียนเพ่ิมเวลารู้
สาหรับนักเรียนประถมศึกษา “ITDR model” ได้มาจากผลการวิเคราะห์ข้อมูลสภาพความต้องการของการจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยในกิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ สาหรับนักเรียนประถมศึกษา ประกอบด้วย 1) ผลการ
วิเคราะห์หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 2) ผลการวิเคราะห์หลักสูตรสถานศึกษา โรงเรียนอนุบาล
พระสมุทรเจดีย์ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2561) 3) ผลการ
สังเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และผลการวิจัยท่ีเก่ียวข้องกับรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยใน
กิจกรรมลดเวลาเรียนเพ่ิมเวลารู้ สาหรับนักเรียนประถมศึกษา คือ รูปแบบการเรียนการสอน แนวคิดกิจกรรมลดเวลาเรียนเพ่ิม
เวลารู้ของประเทศไทย แนวคิดและทฤษฎีท่ีเก่ียวข้องกับพัฒนาการทางสติปัญญา แนวคิดและทฤษฎีเก่ียวกับการคิดวิเคราะห์
แนวคิดและทฤษฎีเก่ียวกับการเรียนแบบร่วมมือ 4) ผลการศึกษาความคดิ เห็นของศึกษานิเทศก์ผู้ดแู ลกิจกรรมลดเวลาเรียนเพ่ิม
เวลารู้ ศึกษานิเทศก์ผู้ดูแลกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย และครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยในกิจกรรมลดเวลาเรยี น
เพิ่มเวลารู้ ของโรงเรียนท่ีมีวิธีปฏิบัติดีต้นแบบ (Best Practice) 5) ผลการศึกษาความคิดเห็นของครูกลุ่มสาระการเรียนรู้
ภาษาไทย ครูกลมุ่ งานบริหารวิชาการ และนกั เรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6/3 โดยมรี ายละเอยี ดดังน้ี

ที่ ข้นั ตอนกระบวนการ ทม่ี า
จดั กิจกรรมการเรยี นรู้

ผลการศึกษาความคิดเห็นของศึกษานิเทศก์ผู้ดูแลกิจกรรมลดเวลาเรียนเพ่ิมเวลารู้

1 ขนั้ ที่ 1 Inspiring ศึกษานิเทศก์ผู้ดูแลกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย และครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้
สรา้ งแรงบันดาลใจ ภาษาไทยในกิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ ของโรงเรียนที่มีวิธีปฏิบัติดีต้นแบบ (Best

Practice)

แนวคิดทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์ (Piaget, 2008) แนวคิดเทคนิคการต้ัง

2 ข้ันที่ 2 Thinking คาถามเพ่ือการคิดวิเคราะห์ (Thinking, 1996) และผลการศึกษาความคิดเห็นของ
คาถามคดิ วเิ คราะห์ ศึกษานเิ ทศกผ์ ู้ดูแลกจิ กรรมลดเวลาเรยี นเพ่ิมเวลารู้ ศกึ ษานเิ ทศกผ์ ู้ดแู ลกลมุ่ สาระการเรียนรู้
ภาษาไทย และครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยในกิจกรรมลดเวลาเรียนเพ่ิมเวลารู้

ของโรงเรียนท่มี ีวธิ ปี ฏบิ ตั ิดีตน้ แบบ (Best Practice)

แนวคดิ การเรยี นแบบ (Johnson, 1987) ผ่านแนวคดิ การจัดกิจกรรมลดเวลาเรยี นเพ่ิมเวลา

3 ขน้ั ที่ 3 Doing รู้ (สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พนื้ ฐาน, 2559) และผลการศกึ ษาความคิดเห็นของ
ลงมอื ปฏิบัติแบบรว่ มมอื ครูกลุ่มสาระการเรยี นรภู้ าษาไทย ครูกลมุ่ งานบริหารวชิ าการ และนกั เรยี นชั้นประถมศึกษา

ปที ี่ 6/3

4 ขน้ั ท่ี 4 Reflecting ผลการศกึ ษาความคิดเห็นของครูกลมุ่ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย ครูกลุ่มงานบริหารวิชาการ
สะท้อนส่ิงท่ีเรยี นรู้ และนักเรียนช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี 6/3

3. ผลการเปรียบเทียบคะแนนความสามารถทางภาษาไทย เร่ือง คา 7 ชนิด ก่อนเรยี นและหลงั เรยี นด้วยรปู แบบการจัด

กจิ กรรมการเรียนรูก้ ลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยในกิจกรรมลดเวลาเรียนเพมิ่ เวลารู้ สาหรับนกั เรยี นประถมศึกษา ของนักเรยี น

กลุ่มตัวอยา่ ง คือ นักเรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 6/3 จานวน 38 คน ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2561 โรงเรยี นอนุบาลพระสมุทร

เจดีย์ ที่เรียนกิจกรรมกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยในกิจกรรมลดเวลาเรียนเพ่ิมเวลารู้โดยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple

Random Sampling) วเิ คราะห์ขอ้ มลู โดยใช้ t-test dependent

ระยะทดลอง N คะแนนเตม็ ค่าเฉลย่ี S.D. t-test P
9.16 2.19 -31.37* .00
ก่อนเรียน 38 20 16.42 2.21

หลังเรยี น 38 20

*P<.05


Click to View FlipBook Version