The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kungnangkap, 2022-09-17 09:46:41

หลักสูตร 64

หลักสูตร 64

394

ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรเู พมิ่ เติม
10. มคี วามรูความเขา ใจการแขง ขนั แบบ กตกิ าการแขงขันกีฬาบาสเกตบอลพน้ื ฐาน
ตา งๆและสามารถนำไปปฏิบัติในการแขง ขนั - แบบฝก การเลน ทมี
ได - การเลน ทมี

395

คำอธิบายรายวชิ าเพิ่มเตมิ
รหัสวชิ า พ32201 รายวชิ าบาสเกตบอล 1 กลมุ สาระการเรียนรูส ุขศึกษาและพลศกึ ษา
ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท่ี 5 ภาคเรียนที่ 1 จำนวน 20 ชว่ั โมง / 0.5 หนวยกิต

ศึกษาวเิ คราะหมีสวนรว มและปฏบิ ัตจิ รงิ ในกายบรหิ าร การเคลอื่ นไหวแบบตาง ๆ การทดสอบสมรรถภาพและการออก
กำลงั กายดว ยกจิ กรรมกีฬาบาสเกตบอลอยางถูกตอง ปลอดภัย สนกุ สนาน พรอ มกับเรยี นรปู ระวตั ิความเปนมา ความนยิ ม
ประโยชน มารยาทของผูเลน ผดู ทู ด่ี ี การรักษาอปุ กรณ กฎ กตกิ า ทักษะหลกั ในการรกุ และการรบั การแขง ขัน การปฏิบัติ
ตามหนาท่ี ความมีน้ำใจนักกีฬา การจดั การแขงขันระดับตาง ๆ การปอ งกนั และแกไขเสริมสรางสมรรถภาพ เพ่ือใหมี
ความรู ความเขา ใจทักษะ มีสมรรถภาพทางกายและจติ ใจที่ดี

เรยี นรกู ารวเิ คราะหความคดิ รวบยอดเกีย่ วกบั การเคลื่อนไหวรปู แบบตางๆ ในการเลน กีฬา ใชค วามสามารถของตน
เพ่อื เพ่มิ ศักยภาพของทีมคำนึงถงึ ผลทเี่ กดิ ตอผูอน่ื และสงั คม เลน กฬี าไทย กฬี าสากลประเภทบุคคล / คู กีฬาประเภททีม
ไดอ ยา งนอ ย 1 ชนดิ
ผลการเรียนรู
1. มคี วามรูค วามเขาใจถงึ ประวัติความเปนมาและประโยชนของบาสเกตบอล
2. นักเรียนสามารถปฏิบตั กิ ารเคลื่อนไหวตา งๆ ไดถูกตอง
3. นกั เรยี นมสี มรรถภาพทางกายท่ดี ี
4. นกั เรียนสามารถจับไมและตีลูกตา งๆแบบตางๆ ได
5. มีความรูความเขาใจเทคนิควิธีการ
6. สามารถนำไปปฏบิ ัตจิ รงิ ไดถูกตอง
7. มีความรูความเขาใจอธบิ ายไดและสามารถนำทกั ษะตา งๆ ปฏบิ ัติในการเลนไดถกู ตอง
8. นักเรียนรูเก่ยี วกับกติกาการเลน ทถี่ ูกตอง
9. มคี วามรูและสามารถนำไปปฏิบตั ิในการเปน ผูเลน ผูด ู ทีด่ ีได
10. มคี วามรูความเขา ใจการแขง ขันแบบตางๆและสามารถนำไปปฏิบัตใิ นการแขงขันได
รวมจำนวนผลการเรยี นรูท้ังหมด 10 ผลการเรียนรู

396

คำอธิบายรายวชิ าเพิ่มเตมิ
รหสั วชิ า พ32202 รายวชิ าบาสเกตบอล 2 กลุมสาระการเรียนรสู ุขศึกษาและพลศกึ ษา
ชัน้ มธั ยมศึกษาปท ี่ 5 ภาคเรียนท่ี 2 จำนวน 20 ช่ัวโมง / 0.5 หนวยกติ

ศกึ ษาวเิ คราะหม สี ว นรว มและปฏบิ ตั จิ ริงในกายบรหิ าร การเคลื่อนไหวแบบตา ง ๆ การทดสอบสมรรถภาพและ
การออกกำลังกายดวยกิจกรรมกีฬาบาสเกตบอล อยางถกู ตอง ปลอดภัย สนกุ สนาน พรอ มกบั เรยี นรปู ระวัตคิ วามเปนมา
ความนยิ ม ประโยชน มารยาทของผเู ลน ผูดูท่ีดี การรกั ษาอุปกรณ กฎ กติกา ทกั ษะหลักในการรุกและการรับ การแขงขัน
การปฏิบตั ติ ามหนาที่ ความมีน้ำใจนกั กีฬา การจัดการแขง ขนั ระดบั ตาง ๆ การปอ งกนั และแกไขเสริมสรางสมรรถภาพ
เพอ่ื ใหมคี วามรู ความเขาใจทักษะ มีสมรรถภาพทางกายและจิตใจท่ีดี

เรียนรกู ารวิเคราะหความคิดรวบยอดเกีย่ วกับการเคลอ่ื นไหวรูปแบบตา งๆ ในการเลนกีฬา ใชค วามสามารถของตน
เพือ่ เพิม่ ศกั ยภาพของทมี คำนึงถึงผลทเี่ กิดตอ ผูอ่ืนและสงั คม เลนกีฬาไทย กฬี าสากลประเภทบคุ คล / คู
กีฬาประเภททีมไดอยา งนอย 1 ชนดิ
ผลการเรียนรู

1. มคี วามรูความเขาใจถึงประวัตคิ วามเปน มาและประโยชนของบาสเกตบอล
2. นกั เรียนสามารถปฏิบัติการเคลอ่ื นไหวตางๆประกอบอปุ กรณก ีฬาบาสเกตบอล ไดถูกตอ ง
3. นักเรียนมีสมรรถภาพทางกายทีด่ ี
4. นักเรียนสามารถเล้ยี งบาสเกตบอลแบบตางๆ ได
5. มคี วามรูความเขา ใจเทคนิควธิ กี ารเลน
6. สามารถนำไปปฏิบตั ิจริงไดถกู ตอง
7. มคี วามรูความเขาใจอธบิ ายไดและสามารถนำทกั ษะตา งๆ ปฏบิ ัตใิ นการเลนไดถกู ตอง
8. นกั เรยี นรูเก่ียวกบั กติกาการเลน ที่ถกู ตอง
9. มคี วามรูและสามารถนำไปปฏิบตั ิในการเปน ผเู ลน ผูดู ท่ีดีได
10. มคี วามรูความเขาใจการแขง ขันแบบตา งๆและสามารถนำไปปฏิบตั ใิ นการแขงขนั ได
จำนวนผลการเรยี นรูทงั้ หมด 10 ผลการเรียนรู

397

วชิ ารายวิชากจิ กรรมเขา จังหวะ เพิ่มเติม สาระการเรยี นรูเพ่มิ เติม
ช้ัน ผลการเรียนรู
ม.6 1. มคี วามรคู วามเขาใจถึงประวัตคิ วาม -ประวัติความเปนมาและประโยชนของกจิ กรรมเขา
เปนมาและประโยชนของกจิ กรรมเขา จังหวะ
จังหวะ -ประวตั กิ ิจกรรมเขาจังหวะในประเทศ
-ประโยชนของบกจิ กรรมเขาจังหวะ
2. นักเรยี นสามารถปฏิบตั กิ ารเคล่อื นไหว 1. การเคลอ่ื นไหวเบือ้ งตน (Fundamental
ตา งๆ ไดถกู ตอง Movement or Basic Movement)
-รูปแบบการเคลื่อนไหวพน้ื ฐานกิจกรรมเขาจงั หวะ
-การเคล่ือนทใี่ นรูปแบบตางๆ เชน การเดนิ การวิ่ง
การกระโดด
3. นกั เรยี นมสี มรรถภาพทางกายท่ดี ี -การวางแผนพัฒนาสมรรถภาพทางกายและ
สมรรถภาพกลไก
4.นกั เรยี นสามารถเคลื่อนไหวประกอบ -การเคลื่อนไหวประกอบจงั หวะแบบตางๆ
จงั หวะแบบตางๆ ได - การเคลื่อนไหวแบบเคลอ่ื นท่ี
(Locomotor Movement)
- การเคลื่อนไหวแบบอยูกบั ที่
(Non Locomotor Movement)
5. มคี วามรูความเขา ใจเทคนิควิธกี าร - การเคล่ือนไหวประกอบเพลง
- การเตน รำพื้นเมืองของไทย
– การเตนรำพนื้ เมืองนานาชาติ
6. สามารถนำทกั ษะไปปฏิบัติจริงไดถ ูกตอ ง - กายบรหิ ารประกอบดนตรี
7. มีความรูค วามเขา ใจอธิบายไดแ ละ -การเลนแบบคิดสรา งสรรค (Creative Rhythms)
สามารถนำทักษะตา งๆ ปฏบิ ัติในการเลน ได สามารถแบง ออกไดเปน 2 อยางคือ
ถกู ตอง 1. Identification Rhythms
2. Dramatic Rhythms
8. นกั เรยี นรเู กยี่ วกบั กติกาการเลนพืน้ ฐานที่ - เตนประกอบเพลง เลน ตามกติกาขอ ตกลงในการ
ถูกตอง เตนประกอบจงั หวะท่ถี ูกตอง
9. มีความรูและสามารถนำไปปฏบิ ตั ใิ นการ -แสดงออกถงึ ความ สนกุ สนาน เพลิดเพลนิ และ
เปน ผูเ ลน ผูดู ที่ดไี ด มสี ว นรวมในการแสดงออก การปฏบิ ัตกิ ิจกรรมการ
เปน ผูเลน ผูชมที่ดี
- ปฏิบตั ติ นในเรือ่ งมารยาทในการดู การเลน การ
แขง ขัน ความมนี ำ้ ใจนักกีฬา
10. มคี วามรูความเขาใจการแขง ขันแบบ -เตน ประกอบจังหวะในการแขงขนั แตละประเภท
ตางๆและสามารถนำไปปฏิบัติในการแขง ขัน เชน แอโรบคิ
ได

398

คำอธิบายรายวิชาเพ่ิมเตมิ
รหสั วิชา พ33203 รายวิชากจิ กรรมเขา จงั หวะ กลุมสาระการเรยี นรสู ุขศึกษาและพลศึกษา
ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปท่ี 6 ภาคเรียนที่ 1 จำนวน 20 ช่ัวโมง / 0.5 หนว ยกิต

ศกึ ษาวิเคราะหม สี วนรว มและปฏิบตั จิ ริงในกายบรหิ าร การเคลือ่ นไหวแบบตาง ๆ การทดสอบสมรรถภาพและ
การออกกำลังกายดว ยกิจกรรมประกอบการเคล่ือนไหวอยา งถูกตอง ปลอดภยั สนุกสนาน พรอมกบั เรียนรปู ระวัตคิ วาม
เปนมา ความนยิ ม ประโยชน มารยาทของผูเลน ผูดูทีด่ ี การรักษาอุปกรณ กฎ กตกิ า ทักษะหลกั ในการรกุ และการรบั การ
แขงขนั การปฏบิ ัตติ ามหนา ที่ ความมีนำ้ ใจนักกีฬา การจัดการแขง ขันระดับตาง ๆ การปองกนั และแกไขเสรมิ สราง
สมรรถภาพ เพ่ือใหม ีความรู ความเขา ใจทักษะ มสี มรรถภาพทางกายและจติ ใจท่ดี ี

เรียนรูการวเิ คราะหความคิดรวบยอดเก่ียวกบั การเคลือ่ นไหวรูปแบบตา งๆ ในการเลน กีฬา ใชความสามารถของตน
เพอื่ เพ่ิมศักยภาพของทีมคำนึงถงึ ผลที่เกิดตอ ผูอืน่ และสงั คม เลน กีฬาไทย กีฬาสากลประเภทบุคคล / คู กีฬาประเภททมี
ไดอ ยางนอ ย 1 ชนดิ
ผลการเรียนรู

1. มีความรูความเขาใจถึงประวัติความเปน มาและประโยชนของกิจกรรมเขา จงั หวะ
2. นักเรียนสามารถปฏิบตั ิการเคลอ่ื นไหวตางๆ ไดถกู ตอง
3. นักเรียนมสี มรรถภาพทางกายทีด่ ี
4. นกั เรียนสามารถจบั ไมและตีลูกตางๆแบบตา งๆ ได
5. มีความรูความเขาใจเทคนิควิธกี าร
6. สามารถนำไปปฏบิ ตั ิจริงไดถกู ตอง
7. มคี วามรคู วามเขาใจอธิบายไดและสามารถนำทกั ษะตา งๆ ปฏบิ ัตใิ นการเลน ไดถกู ตอง
8. นักเรยี นรเู กี่ยวกับกติกาการเลนทถี่ ูกตอง
9. มีความรแู ละสามารถนำไปปฏบิ ัติในการเปน ผเู ลน ผูดู ทด่ี ไี ด
10. มีความรูค วามเขาใจการแขงขนั แบบตา งๆและสามารถนำไปปฏิบตั ใิ นการแขง ขนั ได
รวมจำนวนผลการเรยี นรทู ้ังหมด 10 ผลการเรียนรู

399

รายวชิ า ลีลาศ เพ่ิมเตมิ สาระการเรียนรเู พมิ่ เติม
ช้นั ผลการเรยี นรู
ม.6 1. มคี วามรูความเขา ใจถึงประวตั คิ วาม - มีความรูเรื่องประวัติความเปน มาของกีฬา
เปนมาและประโยชนข องลีลาศ ลีลาศ
- เพ่มิ พนู ความสามารถของตน ตามหลกั การ
เคล่อื นไหวที่ใชท กั ษะกลไกและทกั ษะพื้นฐานท่ี
นำไปสูการพัฒนาทักษะการเลน ลีลาศ
- นำกิจกรรมและนำหลักความรูท ่ีไดไปเช่อื มโยง
สมั พันธก ับวชิ าอืน่
-อธิบายประโยชนข องลีลาศ และความสำคญั ของ
การเลน ลีลาศ
2. นกั เรียนสามารถปฏิบตั กิ ารเคลอื่ นไหว 1. การเคล่อื นไหวเบอ้ื งตน (Fundamental
ตางๆ ไดถูกตอง Movement or Basic Movement)
-รปู แบบการเคล่ือนไหวพนื้ ฐานลีลาศ
-การเคลอื่ นที่ในรูปแบบตางๆ
3. นกั เรยี นมสี มรรถภาพทางกายทด่ี ี -การวางแผนพัฒนาสมรรถภาพทางกายและ
สมรรถภาพกลไก
4.นักเรยี นสามารถเคลอื่ นไหวประกอบ -การเคลอ่ื นไหวประกอบจังหวะแบบตางๆ
จังหวะแบบตา งๆ ได - การเคลื่อนไหวแบบเคลื่อนที่
(Locomotor Movement)
- การเคลือ่ นไหวแบบอยูกับที่
(Non Locomotor Movement)
5. มีความรูค วามเขา ใจเทคนิควธิ ีการ -ทกั ษะการเคล่อื นท่ีแบบตา งๆ ทักษะการเลน
ประกอบเพลง ทักษะการเคลื่อนไหวตามบทเพลง
และอน่ื ๆอยา งถูกตอง ปลอดภัยและสนกุ สนาน
6. สามารถนำทักษะไปปฏบิ ตั ิจรงิ ไดถ ูกตอง -เพม่ิ พนู ความสามารถของตน ตามหลกั การ
เคลือ่ นไหวที่ใชทกั ษะกลไกและทกั ษะพืน้ ฐานที่
นำไปสกู ารพฒั นาทักษะการเลน ลลี าศ
7. มคี วามรูค วามเขาใจอธิบายไดและ -การเตน แบบคิดสรา งสรรค (Creative Rhythms)
สามารถนำทักษะตางๆ ปฏบิ ัตใิ นการเลน ได สามารถแบงออกไดเปน 2 อยา งคือ
ถูกตอง 1. Identification Rhythms
2. Dramatic Rhythms
8. นกั เรียนรูเ ก่ยี วกับกติกาการเลนพน้ื ฐานที่ - ลลี าศประกอบเพลง เลน ตามกติกาขอตกลงในการ
ถกู ตอง เตนประกอบจังหวะทีถ่ ูกตอง
9. มคี วามรแู ละสามารถนำไปปฏบิ ัตใิ นการ -แสดงออกถึงความ สนกุ สนาน เพลดิ เพลนิ และ
เปน ผเู ลน ผูด ู ทดี่ ีได มสี ว นรวมในการแสดงออก การปฏบิ ตั กิ จิ กรรมการ
เปนผูเ ลน ผชู มท่ีดี

400

ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรูเ พมิ่ เติม
- ปฏบิ ตั ิตนในเร่ืองมารยาทในการดู การเลน การ
แขงขัน ความมีนำ้ ใจนักกีฬา
10. มีความรคู วามเขา ใจการแขง ขันแบบ -นำกจิ กรรมพลศึกษาอืน่ ๆ ที่มีคุณคา เทาเทียมกับ
ตา งๆและสามารถนำไปปฏิบัตใิ นการแขง ขัน กีฬาลลี าศแทนตามความเหมาะสม
ได -เหน็ คุณคาของกฬี าลีลาศ และนำไปใชใ น
ชีวติ ประจำวนั การปอ งกนั การแกไ ข การสง เสริม
สุขภาพ

401

คำอธิบายรายวชิ าเพ่ิมเตมิ
รหสั วชิ า พ33201 รายวิชา ลลี าศ กลุมสาระการเรยี นรูสุขศกึ ษาและพลศกึ ษา
ชั้นมัธยมศกึ ษาปที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 จำนวน 20 ช่วั โมง / 0.5 หนวยกิต

ศกึ ษาวเิ คราะหมีสวนรวมและปฏบิ ตั จิ ริงในกายบรหิ าร การเคล่ือนไหวแบบตาง ๆ การทดสอบสมรรถภาพและ
การออกกำลังกายดว ย กฬี าลีลาศ อยา งถูกตอง ปลอดภัย สนกุ สนาน พรอมกบั เรยี นรูประวตั คิ วามเปน มา ความนิยม
ประโยชน มารยาทของผูเลน ผูด ูท่ดี ี การรกั ษาอุปกรณ กฎ กติกา ทักษะหลักในการรุกและการรบั การแขง ขนั การปฏิบตั ิ
ตามหนา ที่ ความมีนำ้ ใจนักกีฬา การจดั การแขงขนั ระดับตาง ๆ การปอ งกันและแกไขเสรมิ สรา งสมรรถภาพ เพื่อใหมี
ความรู ความเขา ใจทักษะ มีสมรรถภาพทางกายและจิตใจท่ีดี

เรียนรูการวิเคราะหค วามคิดรวบยอดเก่ียวกับการเคลอ่ื นไหวรปู แบบตางๆ ในการเลน กีฬา ใชความสามารถของตน
เพื่อเพ่มิ ศกั ยภาพของทีมคำนึงถึงผลทเี่ กิดตอ ผูอื่นและสงั คม เลน กีฬาไทย กีฬาสากลประเภทบคุ คล / คู กีฬาประเภททมี
ไดอยางนอ ย 1 ชนดิ
ผลการเรียนรู

1. มีความรคู วามเขาใจถงึ ประวตั คิ วามเปน มาและประโยชนของกีฬาลลี าศ
2. นกั เรียนสามารถปฏิบัตกิ ารเคลื่อนไหวตางๆ ไดถกู ตอง
3. นักเรยี นมสี มรรถภาพทางกายทดี่ ี
4. นักเรยี นสามารถจับไมและตลี กู ตางๆแบบตางๆ ได
5. มคี วามรคู วามเขาใจเทคนิควิธกี าร
6. สามารถนำไปปฏบิ ตั ิจริงไดถูกตอง
7. มคี วามรคู วามเขา ใจอธิบายไดแ ละสามารถนำทกั ษะตางๆ ปฏบิ ตั ใิ นการเลนไดถกู ตอง
8. นกั เรยี นรเู ก่ยี วกบั กติกาการเลน ที่ถูกตอง
9. มคี วามรแู ละสามารถนำไปปฏิบตั ใิ นการเปน ผเู ลน ผูด ู ทีด่ ีได
10. มคี วามรคู วามเขาใจการแขง ขนั แบบตางๆและสามารถนำไปปฏิบตั ใิ นการแขงขันได
รวมจำนวนผลการเรยี นรูท ั้งหมด 10 ผลการเรียนรู

402

วชิ าการงานอาชีพเพิ่มเตมิ

ชน้ั ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรเู พ่มิ เตมิ
ม.4 1. อธบิ ายลกั ษณะการจัดอาหารประจำวนั หลักการจัดอาหารประจำวัน การหุงตมอาหาร การ
สงวนคณุ คา ทางโภชนาการ สขุ อนามยั
2. เลอื กใชว ัสดุ อปุ กรณ เคร่อื งใชใ ห เหมาะสม เลอื กใชว สั ดุ อุปกรณ เครื่องใชให เหมาะสมกับชนดิ
กับชนิดของอาหาร ของอาหาร
3. อธบิ ายวิธกี ารเลอื กซ้ืออาหารสด อาหารแหง วธิ กี ารเลือกซ้ืออาหารสด อาหารแหง สำหรับ
สำหรับประกอบอาหารไทย ประกอบอาหารไทย
4. วเิ คราะหข อมูลความตองการของ ผูบ ริโภค วเิ คราะหขอมลู ความตอ งการของ ผูบ รโิ ภค
5. เขาใจและใหความสำคัญเกี่ยวกบั การ การวางแผนการทำอาหารไทย
วางแผนการทำอาหารไทย
6. อธบิ ายข้ันตอนการปฏิบตั ิงาน อาหารไทย ขน้ั ตอนการปฏิบตั งิ าน อาหารไทยประเภทตา งๆ
ประเภทตางๆ
7. เลือกใชว สั ดุ อุปกรณ เครือ่ งมือใน เลือกใชวสั ดุ อปุ กรณ เคร่ืองมือใน
การทำอาหารไทยประเภทตางๆ การทำอาหารไทยประเภทตางๆ
8. ปฏบิ ัติงานอาหารไทยประเภท แกงจืด อาหารไทยประเภท แกงจดื
9. ปฏิบตั ิงานอาหารไทยประเภท แกงเผด็ อาหารไทยประเภท แกงเผด็
10. ปฏบิ ตั งิ านอาหารไทยประเภทผัด อาหารไทยประเภทผัด
11. ปฏบิ ตั ิงานอาหารไทยประเภทยำ อาหารไทยประเภทยำ
12. การตลาดและการคำนวณคาใชจ าย การตลาดและการคำนวณคาใชจา ย
13. การผลติ และการจำหนายอาหารไทย การผลติ และการจำหนายอาหารไทย
14. บอกความหมายของอาหารวางได ความหมาย ประเภทของอาหารวา ง ประโยชนของ
อาหารวาง
15. เปรียบเทยี บลกั ษณะของอาหารวา งและ เปรียบเทียบลกั ษณะของอาหารวา งและอาหารหลัก
อาหารหลักได
16. วเิ คราะหคณคา และประโยชนจ ากอาหาร วิเคราะหค ณคาและประโยชนจากอาหารวา ง
วางได
17. จําแนกประเภทของอาหารวา งได จาํ แนกประเภทของอาหารวา ง
18. อธบิ ายเทคนิคในการประกอบอาหารวา งได เทคนิคในการประกอบอาหารวาง
19. แสดงการจดั วางและการเสริ ฟ อาหารวางได การจดั วางและการเสิรฟ อาหารวางไดอยา งสวยงาม
อยา งสวยงามและถูกตอง
20. เปรยี บเทียบอาหารวางของไทย และ เปรียบเทยี บอาหารวา งของไทย และอาหารวางของ
อาหารวางของนานาชาติได นานาชาติ
21. คดิ ตน ทุน กําไร และกาํ หนดราคาขาย การคิดตนทุน กําไร และกําหนดราคาขายอาหารวา ง
อาหารวา งได

403

ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรูเพมิ่ เติม
ม.4 (ตอ ) 22. จดั บรรจหีบหอ ุ และจดั จําหนา ยอาหาร การจัดบรรจหีบหอุ และจัดจําหนา ยอาหารวาง
วา งได
ม.5 การจดั ทำบญั ชรี ายรบั - รายจาย
23. การจดั ทำบัญชรี ายรบั - รายจา ย ปฏบิ ตอิ าหารวา งของไทยไดอยางมรี สชาติ
ม.6 24. ฝก ปฏบิ ตอิ าหารวา งของไทยไดอยา งมี ความสำคญั และประโยชนของการปลกู พชื สมนุ ไพร
รสชาตทิ ถ่ี กู ตอง การเลอื กพืน้ ท่ี และบอกปจ จัยทีม่ อี ิทธพิ ลตอ การ
1. อธบิ ายความสำคัญและประโยชนข องการ เจริญเติบโตของพืชสมนุ ไพร
ปลกู พืชสมนุ ไพร การเลอื กใชและเกบ็ รกั ษาเคร่ืองมืออุปกรณใ นการ
2. เลอื กพนื้ ท่ี และบอกปจ จยั ทีม่ ีอิทธิพลตอ การ ปลกู พชื สมุนไพร
เจริญเตบิ โตของพชื สมุนไพร ความสำคัญเกี่ยวกับการเตรยี มดนิ และมีทกั ษะ
3. เลอื กใชแ ละเก็บรกั ษาเคร่ืองมืออปุ กรณใน เตรียมดินไวส ำหรบั ปลกู พืชสมุนไพร
การปลกู พชื สมนุ ไพรไดอยา งถูกตอ งเหมาะสม การปลูกสมนุ ไพรแตล ะชนิด
4. เขาใจ เห็นความสำคัญเก่ยี วกบั การเตรียม การขยายพนั ธุ
ดิน และมที ักษะเตรียมดนิ ไวสำหรับปลกู พืช การใหน ้ำ
สมนุ ไพร การใหปุย
5. การปลกู สมนุ ไพรแตละชนดิ การเก็บเก่ยี วและการปฏิบตั ิหลังการปลูกพชื
6. การขยายพันธุ สมนุ ไพร
7. การใหน ำ้ การตลาดและการคำนวณคา ใชจ า ย
8. การใหป ุย ศัตรแู ละการปองกนั จำกดั
9. การเก็บเก่ียวและการปฏิบัติหลงั การปลกู พืช ความหมาย ความสำคัญ ประโยชนข องไมประดบั
สมุนไพร การใชอุปกรณในการปลูก การดูแลรกั ษาพนั ธไุ ม
10. การตลาดและการคำนวณคาใชจ าย การขยายพันธุไมประดับโดยวธิ ีตางๆ
11. ศตั รูและการปอ งกนั จำกัด ปฏบิ ัตติ ามกระบวนการการปลกู และขยายพนั ธุพืช
1. อธิบายความหมาย ความสำคัญ ประโยชน การจดั การผลผลิตและการจัดจำหนาย
ของไมประดับได การทำปยุ หมักชีวภาพและนำไปปรับใชใน
2. ใชอุปกรณใ นการปลูก การดแู ลรักษาพันธไุ ม ชีวติ ประจำวนั
ไดอยางเหมาะสม ความหมายของงานถักโครเชต
3. สามารถขยายพันธไุ มประดับโดยวิธีตางๆได วิเคราะห และวางแผนผลติ ช้ินงานจากสิง่ ประดิษฐ
4. ปฏิบตั ติ ามกระบวนการการปลูกและ จากงานถักโครเชต
ขยายพนั ธุพชื ได
5. การจัดการผลผลติ และการจดั จำหนาย
6. สามารถทำปยุ หมักชวี ภาพและนำไปปรบั ใช
ในชวี ติ ประจำวันได
1. อธบิ ายความหมายของงานถักโครเชตได
2. วเิ คราะห และวางแผนผลติ ชน้ิ งานจาก
สิ่งประดิษฐจ ากงานถักโครเชตไ ด

404

ชนั้ ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรูเพม่ิ เตมิ
ม.6 (ตอ) 3. มคี วามรู ความเขาใจในการเลอื กเครื่องมือ การเลือกเครื่องมือ เคร่อื งใช และการบำรุงรักษาใน
เครอ่ื งใช และการบำรงุ รักษาในการถักโครเชต การถกั โครเชตมคี วามคดิ ริเร่ิมสรางสรรคในการอา น
มคี วามคิดรเิ ริ่มสรางสรรคใ นการอา นแบบ การ แบบ การถกั โครเชตไดเ หมาะสมกบั ประโยชนก ารใช
ถักโครเชตไ ดเหมาะสมกบั ประโยชนก ารใชสอย สอยและสามารถนำไปใชใ นชีวิตประจำวนั
และสามารถนำไปใชในชีวติ ประจำวันได ทักษะในการฝก หัด ถกั ลายถักโครเชตต าง ๆ เพื่อ
4. มคี วามรู ความเขา ใจ มที ักษะในการฝกหัด นำมาใชในชวี ติ ประจำวัน
ถกั ลายถักโครเชตตาง ๆ เพื่อนำมาใชใน ทกั ษะในการถักโครเชตข องประดบั ตกแตง บาน โดย
ชวี ติ ประจำวนั ใชง านถกั โครเชตไ ดอ ยางคุมคาและสามารถนำไปใช
5. มคี วามรู ความเขา ใจ และทกั ษะในการถกั ในชีวติ ประจำวัน
โครเชตข องประดับตกแตง บา น โดยใชงานถกั ประดิษฐชน้ิ งานจากสิง่ ประดิษฐจ ากงานถักโครเชต
โครเชตไ ดอยางคมุ คาและสามารถนำไปใชใ น จัดนทิ รรศการแสดงผลงานและจำหนา ย
ชีวิตประจำวันได พนื้ ฐานการประดิษฐดอกไมสด ดอกไมแ หง ใบตอง
6. ประดษิ ฐช น้ิ งานจากสิง่ ประดษิ ฐจ ากงานถัก และแกะสลักผัก ผลไม
โครเชต จดั นทิ รรศการแสดงผลงานและ หลกั การเลือกใชว สั ดุ อปุ กรณประดษิ ฐด อกไมสด
จำหนา ยได ดอกไมแ หง ใบตองและแกะสลกั ผกั ผลไม
1. เขา ใจเก่ียวกับพนื้ ฐานการประดิษฐดอกไม ทักษะในการประดิษฐด อกไมสด ดอกไมแ หง ใบตอง
สด ดอกไมแ หง ใบตองและแกะสลักผัก ผลไม และแกะสลักผัก ผลไม และงานประดษิ ฐตามสมัย
2. มีความรคู วามเขาใจหลกั การเลอื กใชว สั ดุ นยิ ม
อปุ กรณ นำความรูหรือทักษะไปใชใ นชวี ิตประจำวนั หรือการ
3. ทกั ษะในการประดษิ ฐดอกไมสด ดอกไมแ หง ประกอบอาชีพ
ใบตองและแกะสลักผัก ผลไม และงานประดษิ ฐ กจิ นิสัยในการทำงาน ปฏบิ ัติงานดวยความเปน
ตามสมยั นิยม ระเบยี บเรยี บรอย ประณตี รอบคอบ ปลอดภยั ใช
4. สามารถนำความรูหรือทกั ษะไปใชใน ทรพั ยากรอยา งประหยดั และรักษาสง่ิ แวดลอม
ชวี ิตประจำวนั หรือการประกอบอาชีพ
5. มกี จิ นสิ ัยในการทำงาน ปฏบิ ตั ิงานดวยความ
เปนระเบยี บเรียบรอย ประณตี รอบคอบ
ปลอดภัย ใชทรพั ยากรอยา งประหยดั และ
รักษาสงิ่ แวดลอม

405

รหสั วิชา ง30261 คำอธิบายรายวชิ าเพิ่มเตมิ กลมุ สาระการเรียนรูก ารงานอาชพี
ชนั้ มัธยมศึกษาปท่ี 4 รายวิชาอาหารไทย
ภาคเรียนที่ 1 จำนวน 40 ชั่วโมง/1 หนว ยกติ

ศึกษาหลักการจัดอาหารประจำวัน การหุงตมอาหาร การสงวนคุณคาทางโภชนาการ สุขอนามัย การเลือกซ้ือ
อาหารสดและอาหารแหง การเลือกใชอุปกรณ เครื่องใชใหเหมาะสมกับชนิดของอาหาร การประกอบอาหารไทยประเภท
ตางๆ

ปฏิบัติงานจัดรายการอาหารประจำวนั ซื้ออาหารสด อาหารแหง ใชอุปกรณเครือ่ งใชเหมาะสมกับชนดิ ของอาหาร
ประกอบอาหารไทยประเภทตางๆ คำนวณคาใชจาย กำหนดราคาหรือคาบรกิ าร จดั จำหนายจดบันทึก การปฏิบตั ิงาน ทำ
บัญชีรายรับ – รายจาย และประเมินผล เพื่อใหมีความรูความเขาใจและมีทักษะเกี่ยวกับการประกอบอาหารไทยและ
จำหนายได และมีเจตคติที่ดีตอการทำอาหารไทย เห็นแนวทางในการปฏิบัติงาน การปรับปรุงแกไขขอบกพรองและการ
พัฒนางานใหเหมาะสมสอดคลองกับบรรทัดฐานของสังคม ตระหนักในความสำคัญของการทำงานอยางมีขั้นตอน และมี
ความรับผดิ ชอบ

ผลการเรยี นรู
1. อธิบายลักษณะการจัดอาหารประจำวัน
2. เลอื กใชว สั ดุ อุปกรณ เคร่ืองใชใ ห เหมาะสมกับชนิดของอาหาร
3. อธิบายวิธกี ารเลอื กซื้ออาหารสด อาหารแหง สำหรับประกอบอาหารไทย
4. วิเคราะหข อมลู ความตองการของ ผูบริโภค
5. เขาใจและใหความสำคญั เก่ียวกบั การวางแผนการทำอาหารไทย
6. อธิบายขนั้ ตอนการปฏบิ ตั ิงาน อาหารไทยประเภทตางๆ
7. เลอื กใชวัสดุ อปุ กรณ เคร่ืองมือใน การทำอาหารไทยประเภทตา งๆ
8. ปฏิบัตงิ านอาหารไทยประเภท แกงจืด
9. ปฏิบัติงานอาหารไทยประเภท แกงเผ็ด
10. ปฏบิ ัติงานอาหารไทยประเภทผดั
11. ปฏบิ ัติงานอาหารไทยประเภทยำ
12. การตลาดและการคำนวณคาใชจ า ย
13. การผลติ และการจำหนา ยอาหารไทย

รวมจำนวนผลการรยี นรูท ั้งหมด 13 ตัวชี้วดั

406

รหัสวิชา ง30272 คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเติม กลุมสาระการเรียนรูการงานอาชพี
ช้ันมธั ยมศึกษาปท ่ี 4 รายวิชาอาหารวา ง จำนวน 40 ช่วั โมง/1 หนวยกิต
ภาคเรียนที่ 2

บอกความหมาย ประเภทของอาหารวาง ประโยชนของอาหารวาง เทคนิคในการประกอบอาหารวาง การจัดวาง
และ
จดั เสิรฟ อาหารวางของคนไทย การคดิ ตน ทนุ และกําหนดราคาขาย การจดั บรรจุหีบหอและการจัดจําหนาย การจดั ทำบัญชี
รายรบั - รายจา ย และฝกปฏบิ ตั ิอาหารวา งไทย

ผลการเรียนรู
1. บอกความหมายของอาหารวา งได
2. เปรียบเทยี บลกั ษณะของอาหารวา งและอาหารหลกั ได
3. วเิ คราะหคณคา และประโยชนจ ากอาหารวางได
4. จําแนกประเภทของอาหารวา งได
5. อธบิ ายเทคนคิ ในการประกอบอาหารวางได
6. แสดงการจดั วางและการเสิรฟอาหารวา งไดอยางสวยงามและถูกตอง
7. เปรียบเทียบอาหารวา งของไทย และอาหารวางของนานาชาตไิ ด
8. คิดตนทุน กําไร และกําหนดราคาขายอาหารวางได
9. จัดบรรจหีบหอ ุ และจัดจําหนา ยอาหารวา งได
10. การจดั ทำบัญชรี ายรับ - รายจาย
11. ฝกปฏิบตอิ าหารวา งของไทยไดอยางมีรสชาติที่ถกตอง

รวมจำนวนผลการรยี นรทู ง้ั หมด 10 ตวั ชีว้ ดั

407

รหสั วชิ า ง30268 คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเติม กลมุ สาระการเรียนรูการงานอาชีพ
ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที่ 5 รายวชิ างานเกษตร 1
ภาคเรียนที่ 1 จำนวน 40 ชั่วโมง/1 หนวยกติ

ศึกษาความหมาย ความสำคัญ และประโยชนข องพืชสมุนไพรในทองถนิ่ เชน ขิง ขา ขม้ิน ตะไคร กระชาย ดีปลี
ลักษณะประเภท และสรรพคุณทางยาของพืชสมุนไพร การปลูกพืชสมุนไพร การดูแลบำรุงรักษา การเก็บเกี่ยว การจัด
ผลผลิตจำหนายวิเคราะหขอมูลการตลาด เลือกพชื สมุนไพรสำหรับปลกู และขยายพันธุอยางนอย 3 ชนิดปลูกพืชสมุนไพร
ในแปลงหรือในภาชนะตางๆ ดูแลรักษา เก็บเกี่ยว จัดผลผลิตจำหนา ย คำนวณคาใชจาย กำหนดราคาขาย จัดจำหนาย จด
บนั ทกึ การปฏบิ ัตงิ านทำบญั ชรี ายรับ-รายจาย และประเมินผล

เพอ่ื ใหมคี วามรูความเขาใจ และมีทกั ษะในการปลูก และขยายพนั ธุพ ชื สวนสมุนไพรในทองถ่ินจำหนายไดได และ
มีเจตคติที่ดีตอการทำงาน เห็นแนวทางในการปฏิบัติงาน การปรับปรุงแกไขขอบกพรองและการพัฒนางานใหเหมาะสม
สอดคลอ งกบั บรรทดั ฐานของสังคม ตระหนักในความสำคัญของการทำงานอยางมีขน้ั ตอนและมีความรบั ผิดชอบ

ผลการเรียนรู
1. อธบิ ายความสำคัญและประโยชนข องการปลกู พืชสมนุ ไพร
2. เลอื กพน้ื ท่ี และบอกปจ จยั ทีม่ ีอิทธิพลตอการเจริญเตบิ โตของพืชสมุนไพร
3. เลอื กใชแ ละเกบ็ รักษาเคร่ืองมืออุปกรณในการปลกู พชื สมุนไพรไดอยา งถูกตอ งเหมาะสม
4. เขา ใจ เห็นความสำคญั เก่ยี วกบั การเตรยี มดิน และมีทักษะเตรียมดนิ ไวสำหรบั ปลกู พชื สมุนไพร
5. การปลูกสมุนไพรแตละชนดิ
6. การขยายพันธุ
7. การใหน้ำ
8. การใหป ุย
9. การเก็บเกีย่ วและการปฏบิ ัตหิ ลังการปลูกพชื สมุนไพร
10. การตลาดและการคำนวณคา ใชจาย
11. ศัตรแู ละการปอ งกนั จำกัด

รวมจำนวนผลการรียนรทู ้ังหมด 11 ตัวชว้ี ัด

408

รหัสวชิ า ง30270 คำอธิบายรายวชิ าเพ่ิมเติม กลมุ สาระการเรียนรกู ารงานอาชพี
ช้นั มธั ยมศึกษาปท่ี 5 รายวชิ างานเกษตร 2
ภาคเรียนที่ 2 จำนวน 40 ช่ัวโมง/1 หนว ยกิต

ศึกษาความหมาย ความสำคัญ และประโยชนของไมดอก ไมประดับ การใชอุปกรณในการปลูก การดูแล
บำรุงรกั ษาพันธุไ มม การขยายพนั ธพุ ืชและการเก็บเก่ียว การจดั การผลผลิตและการจดั ทำปุยชวี ภาพ

มีทักษะในการปลูก และขยายพันธุไมดอก ไมประดับ และการจัดจำหนาย มีเจตคติที่ดีตอการทำงาน เห็น
แนวทางในการปฏบิ ตั ิงาน การปรบั ปรงุ แกไ ขขอบกพรองและการพฒั นางานใหเหมาะสมสอดคลองกบั บรรทดั ฐานของสังคม
ตระหนักในความสำคัญของการทำงานอยางมีขัน้ ตอนและมีความรับผดิ ชอบ

ผลการเรยี นรู
1. อธบิ ายความหมาย ความสำคัญ ประโยชนข องไมประดับได
2. ใชอุปกรณใ นการปลกู การดูแลรกั ษาพนั ธุไมไดอยางเหมาะสม
3. สามารถขยายพันธุไมป ระดบั โดยวิธตี า งๆได
4. ปฏบิ ัตติ ามกระบวนการการปลูกและขยายพนั ธุพชื ได
5. การจัดการผลผลติ และการจัดจำหนา ย
6. สามารถทำปยุ หมักชีวภาพและนำไปปรับใชในชีวติ ประจำวนั ได

รวมจำนวนผลการรยี นรทู ั้งหมด 6 ตวั ช้ีวัด

409

รหสั วชิ า ง30265 คำอธิบายรายวชิ าเพ่ิมเติม
ชน้ั มัธยมศึกษาปท่ี 6 รายวชิ าศิลปะประดษิ ฐ 1 กลุมสาระการเรียนรกู ารงานอาชพี
ภาคเรยี นที่ 1 จำนวน 40 ชั่วโมง/1 หนวยกิต

ศึกษางานถกั โครเชต วเิ คราะห วางแผน และลงมอื ปฏบิ ตั ิ ในเรอื่ งการเลือกใชงานถักโครเชต วธิ ีตา ง ๆ แบบ ลาย
และการออกแบบลายถักโครเชต การใช การเกบ็ รักษา และบำรงุ รักษาเครอ่ื งมือ และอุปกรณ และผลิตชนิ้ งานตามความ
ตองการของตนเอง และครอบครัวคำนวณคาใชจาย กำหนดราคาหรือคาบริการ จัดจำหนาย ทำบัญชีรายรับ-รายจาย
ประเมินผลโดยใชก ระบวนการฝกทกั ษะปฏบิ ัตแิ ละการสบื คน ในชวี ติ ประจำวัน

ฝกปฏิบัติงานถกโครเชต มีความคิดริเริ่มสรางสรรค สามารถประดิษฐชิ้นงานไดตามขั้นตอนและมีนิสัยขยัน
อดทน ประณีต ระเบียบและประหยดั สามารถนำไปใชประโยชนใ นชีวิตประจำวันได

ผลการเรียนรู
1. อธิบายความหมายของงานถักโครเชตได
2. วเิ คราะห และวางแผนผลิตชิน้ งานจากส่ิงประดิษฐจากงานถกั โครเชตได
3. มคี วามรู ความเขา ใจในการเลอื กเครื่องมือ เครื่องใช และการบำรงุ รักษาในการถักโครเชตม คี วามคิดรเิ ริ่ม

สรา งสรรคในการอา นแบบ การถกั โครเชตไ ดเ หมาะสมกับประโยชนการใชส อยและสามารถนำไปใชในชีวติ ประจำวันได
4. มคี วามรู ความเขา ใจ มีทักษะในการฝกหัด ถกั ลายถักโครเชตต า ง ๆ เพ่ือนำมาใช

ในชีวติ ประจำวนั
5. มคี วามรู ความเขาใจ และทกั ษะในการถักโครเชตของประดบั ตกแตงบา น โดยใชงานถกั โครเชตไ ดอยา งคุมคา

และสามารถนำไปใชในชวี ิตประจำวันได
6. ประดิษฐช ิน้ งานจากส่ิงประดิษฐจากงานถักโครเชต จดั นทิ รรศการแสดงผลงานและจำหนา ยได

รวมจำนวนผลการรยี นรทู ั้งหมด 6 ตวั ชี้วัด

410

รหัสวิชา ง30266 คำอธิบายรายวชิ าเพ่ิมเตมิ กลมุ สาระการเรียนรูการงาน
อาชพี รายวชิ าศิลปะประดษิ ฐ 2 จำนวน 40 ชว่ั โมง/1 หนวยกติ
ช้นั มัธยมศึกษาปท ่ี 6 ภาคเรยี นที่ 2

ศึกษาความหมายและความสำคัญเกี่ยวกับพ้ืนฐานการประดิษฐดอกไมสด ดอกไมแหง ใบตองและแกะสลักผัก
ผลไม งานประดิษฐตามสมัยนิยม ประดิษฐงาน ศิลปะประดิษฐ มีความรูความเขาใจหลัก การเลือกใชวัสดุ อุปกรณ
สามารถนำความรูและทักษะไปใชใ นชีวติ ประจำวันหรือการประกอบอาชีพ

ฝก ปฏบิ ตั ิการประดษิ ฐดอกไมสด ดอกไมแหง ใบตองและแกะสลักผัก ผลไม งานประดิษฐตามสมัยนิยม มีกิจนิสัย
ในการทางาน ปฏิบัติงานดวยความเปนระเบียบเรียบรอย ประณตี รอบคอบ ปลอดภัยใชทรัพยากร อยางประหยัดและ
รักษาส่ิงแวดลอม

ผลการเรยี นรู
1. เขาใจเก่ยี วกบั พืน้ ฐานการประดิษฐด อกไมส ด ดอกไมแหง ใบตองและแกะสลกั ผัก ผลไม
2. มคี วามรูความเขาใจหลกั การเลือกใชว ัสดุ อปุ กรณ
3. ทกั ษะในการประดิษฐด อกไมส ด ดอกไมแหง ใบตองและแกะสลกั ผัก ผลไม และงานประดษิ ฐตามสมยั นิยม
4. สามารถนำความรหู รือทกั ษะไปใชในชวี ิตประจำวนั หรือการประกอบอาชีพ
5. มกี จิ นสิ ัยในการทางาน ปฏบิ ัตงิ านดวยความเปน ระเบียบเรียบรอ ย ประณตี รอบคอบ ปลอดภัย ใชท รพั ยากร

อยางประหยดั และรักษาส่ิงแวดลอ ม

รวมจำนวนผลการเรยี นรูท้ังหมด 5 ตัวชว้ี ดั

411

รายวชิ าเพมิ่ เติม
ภาษาองั กฤษ

ช้นั ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรเู พม่ิ เติม
ม.4 1.ปฏิบตั ติ ามคำอธิบาย และคำบรรยายทฟ่ี ง และ การสนทนาเก่ียวกับตัวเอง บุคคลอน่ื และครอบครวั
อา น แลวสนทนาโตตอบ เขยี น และบอกรายละเอยี ดได
2.จบั ใจความสำคญั ตีความและแสดงความ อยา งเหมาะสม การใชคำขออนุญาต/ตอบอนญุ าต
คิดเห็นจากการฟง หรือไมอนุญาตและการตอบขอบคณุ และตอบรับคำ
3.สนทนาและเขียนโตต อบขอมูลเกยี่ วกับตนเอง ขอบคุณ และการสรางสัมพันธภาพตอผอู ื่นในสังคม
และเรือ่ งตางๆ ใกลต วั การบอกทิศทางแลว ระบุรายละเอยี ดไดถูกตอ ง การ
4.พูดและเขียนนำเสนอขอมูลเกี่ยวกบั ตนเองเรือ่ ง พดู และเขยี นบอกทิศทาง ตำแหนง ของสง่ิ ตางๆ ได
ประเด็นตา งๆ ตามความสนใจของสงั คม การถามความตองการและเสนอบรกิ ารในรานอาหาร
5.เลือกใชภ าษา นำ้ เสยี ง กริยาทาทางเหมาะกับ ได (Offering Food) และการพดู ส่ังอาหารได
ระดบั ของบุคคล โอกาสและสถานที่ ตาม (Ordering Food) โดยเขาใจความเหมอื นและความ
มรรยาทสงั คม และวฒั นธรรมของเจา ของภาษา แตกตา งของวฒั นธรรมไทยและเจา ของภาษาในเร่ือง
6.เขารว มและจดั กิจกรรมทางภาษาและ อาหารการจดั โตะอาหารและมารยาทในการ
วัฒนธรรมอยางเหมาะสม รบั ประทานอาหาร การถาม-ตอบเก่ียวกับกิจวัตร
7.วเิ คราะหความเหมือนและความแตกตาง ประจำวนั และกิจกรรมยามวาง โดยใชโ ครงสราง
ระหวา งวิถชี วี ิต ความเชอื่ และวัฒนธรรม ของ ไวยากรณปจจบุ นั กาลทีถ่ ูกตอง คำแสดงความถ่ี และ
เจา ของภาษากับของไทย และนำไปใชอ ยา งมี คำบอกเวลาเปน การฝกใชภ าษาท่ีนำมาใชใน
เหตุผล ชีวติ ประจำวนั ได
8.คนควา ขอมลู ทเี่ กย่ี วของกบั กลมุ สาระการ
เรียนรูอ่ืนๆ จากแหลงเรยี นรูต างๆ นำเสนอดว ย
การพดู และการเขียน
9.ใชภาษาสือ่ สารในสถานการณจรงิ สถานการณ
จำลอง ทเ่ี กิดขึ้นในหองเรยี น สถานศกึ ษาชมุ ชน
1.ปฏบิ ตั ิตามคำอธบิ าย และคำบรรยายท่ฟี งและ การศึกษา คน ควาเกย่ี วกับประวัติวันสำคัญตางๆ
อา น ของชาติตะวนั ตก ลกั ษณะของอากาศ การเสนอแนะ
2.จับใจความสำคัญ ตีความและแสดงความ หรอื การเชิญ สขุ ภาพ การประกอบอาชีพ เพ่ือนำมา
คดิ เหน็ จากการฟง คดิ วเิ คราะหเ ปรียบเทียบความเหมือนและความ
3.สนทนาและเขียนโตต อบขอมลู เกย่ี วกับตนเอง แตกตางเชงิ วัฒนธรรม จบั ใจความสำคญั และ
และเรอื่ งตา งๆ ใกลตวั รายละเอยี ดได การสรางสัมพันธภาพทด่ี ใี นสังคม
4.พดู และเขยี นนำเสนอขอมูลเกยี่ วกับตนเองเรอ่ื ง โดยใชโครงสรา งคำศพั ท สำนวนถกู ตอ งและ
ประเด็นตา งๆ ตามความสนใจของสังคม เหมาะสมเปนการฝกใชภาษาทีใ่ ชใ นชวี ิต
5.เลือกใชภ าษา นำ้ เสียง กริยาทา ทางเหมาะกบั ประจำวันได เพื่อประโยชนต อการส่ือสารและการ
ระดับของบคุ คล โอกาสและสถานที่ ตาม ประกอบอาชีพในอนาคต
มรรยาทสังคม และวฒั นธรรมของเจา ของภาษา

412

ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรียนรูเพมิ่ เตมิ
6.เขารวมและจดั กจิ กรรมทางภาษาและ
วัฒนธรรมอยา งเหมาะสม
7.วิเคราะหความเหมือนและความแตกตาง
ระหวา งวถิ ชี วี ติ ความเชอ่ื และวฒั นธรรม ของ
เจา ของภาษากับของไทย และนำไปใชอ ยางมี
เหตผุ ล
8.คนควา ขอมลู ท่ีเกย่ี วของกบั กลมุ สาระการ
เรียนรูอนื่ ๆ จากแหลงเรียนรูต างๆ นำเสนอดว ย
การพดู และการเขยี น
9.ใชภาษาส่ือสารในสถานการณจ รงิ สถานการณ
จำลอง ทเ่ี กิดขนึ้ ในหองเรียน สถานศึกษาชมุ ชน
ม.5 1. ใชภาษาในการสนทนาเก่ียวกบั สถานการณ การสนทนา สรุปใจความสำคัญเกีย่ วกบั สถานการณ
ตา งๆ ในท่ีทำงาน บอกเลาเก่ียวกับอาชีพตางๆ ตางๆ ในที่ทำงาน บอกเลา เกี่ยวกับอาชีพตางๆ
ลกั ษณะงานและสถานท่ีทำงานได ลกั ษณะงานและสถานที่ทำงาน ปฏบิ ตั ิตามคำสง่ั
2. ฟง และสรปุ ใจความสำคัญตามสถานการณ คูมอื คำแนะนำ อา นโฆษณา ฉลาก ปา ยเตือน ปาย
ตางๆ ได ประกาศที่พบในการทำงานตางๆ ใชส อื่ และ
3. อานและปฏบิ ัติตามคำส่ัง คูม อื คำแนะนำ เทคโนโลยีตางๆ แสวงหาความรูจ ากแหลงขอมูลตา ง
อา นโฆษณา ฉลาก ปายเตือน ปายประกาศท่ีพบ ๆ เพ่อื ประโยชนใ นการศึกษาและการประกอบอาชพี
ในการ และยงั เขาใจความเหมอื นและความแตกตางระหวา ง
ทำงานตา งๆ วัฒนธรรมไทยและเจา ของภาษา
4. เขาใจความเหมือนและความแตกตางระหวาง
วัฒนธรรมไทยและเจา ของภาษา
5. เลอื กใชส่ือและเทคโนโลยีตางๆ เพื่อเสริมสราง
ความรูค วามเขาใจภาษาตามความจำเปน และ
ความสนใจ
6. ใชความรูภ าษาอังกฤษในการแสวงหาความรู
จากแหลงขอมูลตาง ๆ เพ่อื ประโยชนใ น
การศึกษาและการประกอบอาชพี
1. ใชภ าษาในการสนทนาเก่ียวกบั สถานการณ การสนทนาเก่ยี วกับสถานการณก ารตดิ ตอซ้ือขาย ที่
ตา งๆ ในท่ีทำงาน บอกเลา เก่ียวกบั อาชพี ตางๆ ผิดพลาดในสินคา และขอโทษลูกคาทม่ี ารองทุกข ให
ลกั ษณะงานและสถานท่ีทำงานได คำแนะนำในการใชสนิ คา แลว อธิบายใหลกู คา หรือ
2. ฟง และสรปุ ใจความสำคญั ตามสถานการณ บุคคลอนื่ ๆ ไดเ ขา ใจ พดู โตต อบ สอบถามราคาคา
ตางๆ ได โดยสารและสถานทตี่ าง ๆ ใชภ าษาองั กฤษ เพอ่ื การ
3. อา นและปฏิบัติตามคำส่งั คูม ือ คำแนะนำ ส่ือสาร ประชาสมั พนั ธแ หลงทอ งเทย่ี ว โดยเลอื กใช
อานโฆษณา ฉลาก ปายเตือน ปา ยประกาศท่ีพบ ภาษา นำ้ เสยี ง และกริ ยิ าทา ทางเหมาะกับระดับของ
ในการ

413

ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรเู พ่ิมเติม
ทำงานตางๆ บคุ คล โอกาส และสถานที่ ตามมารยาททางสงั คม
4. เขา ใจความเหมือนและความแตกตางระหวา ง และวฒั นธรรมของเจาของภาษา
วฒั นธรรมไทยและเจา ของภาษา
5. เลอื กใชส ่อื และเทคโนโลยีตา งๆ เพื่อ
เสรมิ สรางความรคู วามเขา ใจภาษาตามความ
จำเปนและความสนใจ
6. ใชค วามรูภ าษาองั กฤษในการแสวงหาความรู
จากแหลง ขอมูลตา ง ๆ เพอ่ื ประโยชนใ น
การศกึ ษาและการประกอบอาชีพ
ม.6 1. ปฏิบัติตามคำแนะนำในคูมือการใชง านตา งๆ การใชภ าษาอังกฤษในการสืบคน ขอมลู ฟงเพลง ดู
คำชีแ้ จง คำอธบิ าย และคำบรรยายทฟ่ี ง และอาน ภาพยนตรค วามบนั เทิงทางอินเทอรเ นต็ จับใจความ
2. จับใจความสำคัญ วเิ คราะห สรุปความ และ สำคญั และเขา ใจเนื้อหาเก่ยี วการศึกษาตอ ในอนาคต
แสดงความคดิ เห็นจากการฟง และอาน เรื่องท่ี ฝกทักษะทางภาษาจากการชมภาพยนตรและการฟง
เปนสารคดี และบนั เทงิ คดี พรอมทั้งใหเ หตุผล เพลง เรียนรูประเพณแี ละวัฒนธรรมของแตละชาติ
และยกตวั อยา งประกอบ ไดด ยี ิ่งขึน้ และตระหนักในความสำคญั ของการ
3. พดู และเขียนบรรยาย อธบิ าย เปรยี บเทียบ รว มกันรกั ษาสง่ิ แวดลอมเปน การปลูกฝง จิตสำนกึ ที่ดี
และแสดงความคดิ เห็นเก่ยี วกับเรอ่ื ง/ประเดน็ / ของการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอ ม
ขา ว/เหตุการณที่อานอยางเหมาะสม
4. พูดและเขียนนำเสนอขอ มูลเกี่ยวกบั ตนเอง
ประสบการณ ขาว/เหตุการณ/เร่อื ง และประเด็น
ตางๆตามความสนใจของสงั คม
5. พูดและเขยี นแสดงความคิดเหน็ เก่ียวกับ
กิจกรรม ประสบการณและเหตกุ ารณท ้ังใน
ทอ งถน่ิ สังคม โลก พรอมท้ังใหเ หตผุ ลและ
ยกตัวอยางประกอบ
6. อธบิ าย/อภิปรายวิถชี ีวติ ความคดิ ความเชือ่
และทม่ี าของขนบธรรมเนยี ม และประเพณีของ
เจา ของภาษา
7. เขารวม แนะนำ และจัดกจิ กรรมทางภาษา
และวฒั นธรรมอยางเหมาะสม
8. วเิ คราะห /อภิปราย ความเหมอื นและความ
แตกตา งระหวางวถิ ชี วี ิต ความเช่อื และ
วัฒนธรรมของเจา ของภาษากับของไทยและ
นำไปใชอ ยา งมีวจิ ารณญาณ

414

ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรียนรูเพิม่ เติม
9. คน ควา/สืบคน บันทกึ สรุป และแสดงความ
คดิ เห็นเก่ียวกับขอมลู ทีเ่ กี่ยวของกับกลมุ สาระ
การเรยี นรูอน่ื
จากแหลงเรียนรตู างๆและนำเสนอดว ยการพดู
และการเรยี น
10. ใชภ าษาอังกฤษในการสืบคน/คน ควา
รวบรวม วิเคราะห สรปุ ความร/ู ขอ มูลตา งๆจาก
สอื่ และ
เผยแพร/ ประชาสัมพันธ ขอมูล ขาวสารของ
โรงเรียน ชุมชนและทอ งถน่ิ /ประเทศเปน
ภาษาองั กฤษ
1. ปฏิบตั ติ ามคำแนะนำในคูมือการใชง านตางๆ การสบื คน คน ควา ขอมูล จับใจความสำคัญและ
คำชแี้ จง คำอธิบาย และคำบรรยายท่ีฟง และอาน เขาใจเนื้อหาเกี่ยวกับการศึกษาตอตา งประเทศ ชวย
2. จับใจความสำคัญ วิเคราะห สรปุ ความ และ ใหผเู รียนสามารถวางแผนในการศกึ ษาในอนาคตของ
แสดงความคิดเห็นจากการฟง และอาน เร่ืองท่ี ตนเองได พฒั นาเพ่ิมพูนความรู
เปนสารคดี และบนั เทงิ คดี พรอมทงั้ ใหเหตผุ ล ในสิ่งที่ตนสนใจ ภาคภูมิใจเก่ียวกบั วัฒนธรรมของ
และยกตัวอยางประกอบ ชาติเปนส่ิงทผ่ี เู รยี นควรตระหนกั เขาใจที่มาของ
3. พูดและเขยี นบรรยาย อธบิ าย เปรียบเทียบ วัฒนธรรม และประเพณตี า งๆ สามารถเผยแพร
และแสดงความคดิ เหน็ เกยี่ วกับเรอ่ื ง/ประเด็น/ ความรแู กผ ูอนื่ ได โดยผา นทางสอ่ื สง่ิ พิมพ
ขาว/เหตกุ ารณท่ีอา นอยางเหมาะสม (Brochure) ศึกษาอัตชีวประวตั ิของบคุ คลสำคัญที่มี
4. พูดและเขียนนำเสนอขอ มูลเกย่ี วกบั ตนเอง ช่ือเสยี ง ชว ยใหผเู รยี นเห็นแนวทางการดำเนนิ ชีวติ
ประสบการณ ขาว/เหตุการณ/เรือ่ ง และประเด็น ของตนเอง เกิดแรง
ตางๆตามความสนใจของสงั คม บันดาลใจ สามารถวางแผนการดำเนินชีวิตของ
5. พูดและเขยี นแสดงความคิดเห็นเกยี่ วกบั ตนเองได
กจิ กรรม ประสบการณและเหตกุ ารณทั้งใน
ทองถน่ิ สังคม โลก พรอมท้ังใหเ หตุผลและ
ยกตัวอยางประกอบ
6. อธิบาย/อภิปรายวิถชี วี ติ ความคดิ ความเชอื่
และทีม่ าของขนบธรรมเนยี ม และประเพณีของ
เจา ของภาษา
7. เขา รวม แนะนำ และจัดกจิ กรรมทางภาษา
และวัฒนธรรมอยางเหมาะสม
8. วิเคราะห /อภิปราย ความเหมือนและความ
แตกตา งระหวา งวิถีชีวติ ความเชอ่ื และ
วฒั นธรรมของเจา ของภาษากับของไทยและ
นำไปใชอยา งมวี จิ ารณญาณ

415

ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรเู พ่มิ เตมิ
9. คนควา /สบื คน บันทึกสรุป และแสดงความ
คดิ เห็นเกี่ยวกับขอ มลู ทเี่ กย่ี วของกบั กลมุ สาระ
การเรียนรูอ่ืน
จากแหลงเรยี นรูต า งๆและนำเสนอดวยการพดู
และการเรยี น
10. ใชภ าษาองั กฤษในการสบื คน/คนควา
รวบรวม วเิ คราะห สรุปความร/ู ขอมูลตางๆจาก
ส่ือและ
เผยแพร/ประชาสัมพนั ธ ขอ มูล ขา วสารของ
โรงเรียน ชุมชนและทองถิ่น/ประเทศเปน
ภาษาอังกฤษ

416

คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเติม
รหสั วชิ า อ31201 รายวิชาภาษาอังกฤษเพ่ือการสอ่ื สาร 1 กลุมสาระการเรียนรภู าษาตา งประเทศ
ช้ันมธั ยมศึกษาปที่ 4 ภาคเรียนท่ี 1 จำนวน 50 ช่ัวโมง/1.5 หนว ยกติ
การฟง ขอความและบทสนทนาเกยี่ วกับตวั เอง บคุ คลอนื่ และครอบครวั แลว สนทนาโตต อบ เขียน และบอก
รายละเอยี ดไดอยางเหมาะสม เปนประโยชน ตอ การสื่อสารในชีวิต ประจำวัน การใชภาษาในการขออนุญาต/ตอบอนุญาต
หรือไมอนุญาตและการใชภ าษาในการตอบขอบคุณ และตอบรับคำขอบคุณ เปน ประโยชนตอการสอื่ สารในชวี ติ ประจำวัน
และการสรางสัมพนั ธภาพตอผอู ื่นในสังคม การฟงขอความบอกทิศทางแลว ระบุรายละเอียดไดถูกตอ ง การพดู และเขียน
บอกทิศทาง ตำแหนงของสงิ่ ตางๆ ได เปนประโยชนต อการสอื่ สารในชวี ิต ประจำวันและชว ยใหก ารสอื่ ความ หมายชดั เจน
ยงิ่ ข้นึ
อาน ฟงคำอธบิ ายและคำบรรยาย จับใจความสำคัญและตคี วาม แสดงความคิดเหน็ จากเรื่องท่ีฟง และอา นได ใช
ภาษาสื่อสารระหวางบุคคลในการแลกเปลยี่ นขอมลู เกย่ี วกบั ตนเอง บคุ คลใกลตัวและสถานการณต างๆ ในชีวิตประจำวัน ใน
สถานการณจำลอง ท้งั ในและนอกหองเรียน ตลอดจนสังคมและชุมชนทอ งถน่ิ โดยเลือกใชภาษา น้ำเสียง กริยาทาทางทีใ่ ช
สอื่ สารตามมารยาทในสงั คมและวัฒนธรรมของเจาของภาษาไดอ ยางเหมาะสม วเิ คราะหความเหมอื นและความแตกตาง
ระหวา งวฒั น ธรรมของเจา ของภาษา และของไทย คน ควาและนำเสนอขอมูลจาก แหลงเรยี นรตู างๆ ตลอดจนนำมา
ประยกุ ต ใชก ับ ความรใู นทองถ่นิ (จงั หวดั ปทมุ ธาน)ี เปน ผูม ีความรักชาติ ศาสน กษตั ริย ซือ่ สัตยส จุ ริต มีวนิ ัย ใฝเ รยี นรู
อยอู ยางพอเพยี ง มงุ ม่นั ในการทำงาน รกั ความเปน ไทย มีจิตสาธารณะ และกตญั ู

ผลการเรียนรู
1.ปฏิบตั ิตามคำอธบิ าย และคำบรรยายทฟ่ี ง และอาน
2.จบั ใจความสำคญั ตีความและแสดงความคิดเห็นจากการฟง
3.สนทนาและเขียนโตตอบขอมูลเกย่ี วกับตนเองและเรอื่ งตา งๆ ใกลต ัว
4.พูดและเขียนนำเสนอขอมลู เกย่ี วกบั ตนเองเรือ่ งประเด็นตางๆ ตามความสนใจของสงั คม
5.เลือกใชภาษา น้ำเสียง กริยาทาทางเหมาะกับระดับของบุคคล โอกาสและสถานท่ี ตามมรรยาทสงั คม และวฒั นธรรมของ
เจาของภาษา
6.เขารวมและจัดกจิ กรรมทางภาษาและวฒั นธรรมอยางเหมาะสม
7.วิเคราะหความเหมอื นและความแตกตา งระหวา งวถิ ีชีวิต ความเชื่อและวัฒนธรรม ของเจาของภาษากบั ของไทย และ
นำไปใชอยา งมีเหตุผล
8.คนควาขอมลู ทเ่ี ก่ียวขอ งกับกลมุ สาระการเรยี นรอู น่ื ๆ จากแหลง เรยี นรตู างๆ นำเสนอดวยการพดู และการเขียน
9.ใชภาษาส่ือสารในสถานการณจริง สถานการณจ ำลอง ท่ีเกดิ ขึน้ ในหองเรียน สถานศึกษาชุมชน

จำนวนผลการเรยี นรทู ั้งหมด 9 ผลการเรยี นรู

417

คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเติม
รหสั วชิ า อ31202 รายวชิ าภาษาอังกฤษเพ่ือการส่อื สาร 2 กลุมสาระการเรียนรูภาษาตา งประเทศ
ชน้ั มธั ยมศึกษาปที่ 4 ภาคเรยี นที่ 2 จำนวน 50 ชั่วโมง/1.5 หนว ยกิต

การฟงและอานรวมถึงคนควา ประวัติวนั สำคญั ตางๆ ของชาติตะวันตกเพื่อนำมาคิดวิเคราะห เปรียบเทยี บความ
เหมอื นและความแตกตา ง ระหวางวัฒนธรรมของไทยและเจา ของภาษา เปนประโยชนในการศกึ ษาในระดบั สงู ตอไป การฟง
และอา นขอ มลู เกยี่ วกบั พยากรณอ ากาศ จะไดความรูค ำศัพทเ ก่ียวกับลกั ษณะของอากาศสามารถใชสื่อสารในชีวติ ประจำวนั
ได การฟง บทสนทนาเกีย่ วกับการเสนอแนะหรือการเชิญแลวจับใจความสำคญั และรายละเอียดได การพูดเสนอแนะหรือ
เชญิ ตอบรบั และปฏเิ สธไดอยางมเี หตุผล เปน ประโยชนต อการสื่อสารในชวี ติ ประจำวนั และการสรางสัมพนั ธภาพท่ดี ีใน
สงั คม

อา น ฟง คำอธบิ ายและคำบรรยาย จับใจความสำคญั และตีความ แสดงความคิดเหน็ จากเร่ืองที่ฟง และอานได ใช
ภาษาสื่อสารระหวางบุคคลในการแลกเปลี่ยนขอมลู เก่ียวกับตนเอง บุคคลใกลต วั และสถานการณต างๆ ในชีวิตประจำวัน ใน
สถานการณจำลอง ท้งั ในและนอกหองเรยี น ตลอดจนสงั คมและชมุ ชนทอ งถนิ่ โดยเลือกใชภ าษา นำ้ เสียง กริยาทา ทางท่ใี ช
สือ่ สารตามมารยาทในสังคมและวัฒนธรรมของเจาของภาษาไดอ ยางเหมาะสม วเิ คราะหความเหมอื นและความแตกตาง
ระหวางวฒั น ธรรมของเจา ของภาษา และของไทย คน ควาและนำเสนอขอมูลจาก แหลง

เรยี นรูต า งๆ ตลอดจนนำมาประยกุ ต ใชกบั ความรูในทองถิ่น (จังหวัดปทมุ ธานี) เปน ผูมคี วามรักชาติ ศาสน
กษัตริย ซื่อสตั ยส ุจริต มีวินัย ใฝเ รียนรู อยอู ยางพอเพยี ง มุงมัน่ ในการทำงาน รกั ความเปน ไทย มจี ติ สาธารณะ และกตญั ู

ผลการเรียนรู
1.ปฏบิ ัติตามคำอธิบาย และคำบรรยายทีฟ่ งและอาน
2.จบั ใจความสำคญั ตีความและแสดงความคิดเห็นจากการฟง
3.สนทนาและเขยี นโตตอบขอมลู เก่ียวกบั ตนเองและเรอ่ื งตา งๆ ใกลต วั
4.พดู และเขียนนำเสนอขอ มูลเก่ียวกบั ตนเองเร่อื งประเดน็ ตางๆ ตามความสนใจของสังคม
5.เลือกใชภาษา นำ้ เสียง กริยาทา ทางเหมาะกับระดับของบุคคล โอกาสและสถานที่ ตามมรรยาทสังคม และวฒั นธรรมของ
เจา ของภาษา
6.เขา รวมและจัดกจิ กรรมทางภาษาและวฒั นธรรมอยางเหมาะสม
7.วิเคราะหความเหมือนและความแตกตา งระหวา งวถิ ชี ีวิต ความเชอ่ื และวัฒนธรรม ของเจา ของภาษากับของไทย และ
นำไปใชอ ยางมีเหตุผล
8.คน ควาขอ มูลทีเ่ กีย่ วขอ งกับกลุม สาระการเรียนรอู ืน่ ๆ จากแหลงเรียนรูตา งๆ นำเสนอดวยการพดู และการเขยี น
9.ใชภ าษาส่อื สารในสถานการณจ ริง สถานการณจ ำลอง ท่เี กิดขนึ้ ในหองเรียน สถานศกึ ษาชุมชน

จำนวนผลการเรยี นรูท ง้ั หมด 9 ผลการเรียนรู

418

คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเตมิ
รหสั วชิ า อ32201 รายวิชาภาษาอังกฤษเพื่องานอาชีพ 1 กลมุ สาระการเรียนรภู าษาตางประเทศ
ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 5 ภาคเรยี นท่ี 1 จำนวน 50 ชั่วโมง/1.5 หนว ยกิต

คำแนะนำในคูมือการใชงานตางๆ คำชี้แจง คำอธิบาย และคำบรรยายท่ฟี งและอานแลวสามารถอธบิ ายและเขียน
ประโยค และขอความใหส มั พันธกนั โดยสามารถจบั ใจความสำคัญ และแสดงความคิดเห็นจากการฟง และอา นเน้ือเรือ่ ง
พรอ มทั้งใหเหตุผล และยกตัวอยางประกอบ ขอความเกย่ี วกับการปฏิบตั ิงานตา งๆ สนทนา และเขยี นโตตอบขอมลู เก่ียวกบั
ตนเอง และเรื่องตางๆ ใกลต ัว มคี วามสามารถในการพูดเพื่อแสดงความคิดเหน็ พูดเลา ประสบการณดานการทำงานตา งๆ
ตลอดจนการศึกษาเลา เรียนเพอ่ื เปน ประโยชนใ นการสัมภาษณเขาทำงาน คำช้ีแจงและคำบรรยายท่ีฟง และอา น เลอื กและ
ใชคำขอรองใหคำแนะนำ พดู และเขยี นแสดงความตองการเสนอ ตอบรับและปฏิเสธการใหความชวยเหลอื ในสถานการณ
ตาง ๆ อยางเหมาะสม พูดและเขียนแสดงความคดิ เห็นเกี่ยวกับกิจกรรม ประสบการณ ท้งั ในทองถิน่ สังคม โลก พรอ ม
ทั้งใหเ หตผุ ล และยกตัวอยางประกอบ

ศกึ ษา ฝกปฏบิ ัติ การใชภ าษาองั กฤษในการทำงาน ลักษณะงาน และสถานท่ีทำงาน การตอ นรับ การนัด
หมาย การรบั โทรศพั ท การใชแ ละขอมูลนำเสนอรายงานสั้นๆ ท่ีเก่ยี วขอ งกับอาชีพ อานโฆษณาสนิ คา บรกิ าร
ประกาศรบั สมัครงาน แผนภูมิ คูมอื ฉลาก ประกาศ ตารางการกรอกแบบฟอรมประเภทตางๆ ใบสมคั ร ประวัติยอ
การศกึ ษา ประสบการณ/ อาชพี ในการสัมภาษณงาน โดยใชภาษาทา ทางในการส่ือสารไดเ หมาะสมตามมารยาทสงั คมและ
ถกู ตองตามกาลเทศะ วางแผนการเรียน แสวงหาวิธกี ารเรียนท่เี หมาะสมกบั ตนเองโดยใชส ือ่ และเทคโนโลยี จากศนู ยการ
เรยี นรูในสถานศึกษาและนอกสถานศึกษา

ผลการเรียนรู
1. ใชภาษาในการสนทนาเกี่ยวกับสถานการณตา งๆ ในที่ทำงาน บอกเลาเก่ียวกับอาชีพตา งๆ ลักษณะงานและสถานท่ี
ทำงานได
2. ฟง และสรุปใจความสำคัญตามสถานการณต า งๆ ได
3. อานและปฏบิ ตั ติ ามคำส่งั คูม อื คำแนะนำ อานโฆษณา ฉลาก ปายเตอื น ปา ยประกาศทีพ่ บในการทำงานตา งๆ
4. เขาใจความเหมือนและความแตกตางระหวา งวัฒนธรรมไทยและเจาของภาษา
5. เลือกใชสือ่ และเทคโนโลยีตา งๆ เพ่ือเสรมิ สรางความรคู วามเขา ใจภาษาตามความจำเปนและความสนใจ
6. ใชความรภู าษาองั กฤษในการแสวงหาความรจู ากแหลงขอ มูลตาง ๆ เพ่ือประโยชนใ นการศึกษาและการประกอบอาชพี

จำนวนผลการเรียนรูท ้งั หมด 6 ผลการเรยี นรู

419

รหสั วชิ า อ32202 คำอธิบายรายวชิ าเพ่ิมเตมิ กลมุ สาระการเรยี นรภู าษาตา งประเทศ
ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที่ 5 รายวชิ าภาษาอังกฤษเพื่องานอาชพี 2 จำนวน 50 ชั่วโมง/1.5 หนวยกติ
ภาคเรียนที่ 2

ขอ มลู เกย่ี วกบั ตนเอง และเรื่องตางๆ ใกลตัว ประสบการณสถานการณท่ีอยูในความสนใจของสังคม พูดและเขยี น
บรรยายความรูสกึ ในการติดตอซื้อขาย และขอโทษลูกคาที่มารอ งทกุ ขเกยี่ วกับการซ้ือขาย และความผดิ พลาดในสินคา
เลอื กใชภ าษา นำ้ เสียง และกิรยิ าทา ทางเหมาะกบั ระดบั ของบุคคล โอกาส และสถานท่ี ตามมารยาททางสังคม และ
วฒั นธรรมของเจาของภาษา ขอความขาว ประกาศ โฆษณา อานคำแนะนำในการใชสนิ คา แลวอธบิ ายใหลูกคาหรอื บุคคล
อ่นื ๆ ไดเขาใจ และปฏิบตั ิไดถกู ตอง พดู และเขียนแสดงความตองการเสนอ ตอบรับและปฏิบตั ิการใหค วามชว ยเหลอื ใน
สถานการณจำลองหรือสถานการณจริงอยางเหมาะสม ขอมูลเกย่ี วกบั ตนเองประสบการณ ขาว เหตุการณ เร่ืองราว และ
ประเด็นตางๆ ตามความสนใจของสังคม มีความสามารถในการใชภาษาอังกฤษ เพื่อการส่ือสาร ประชาสมั พนั ธ แหลง
ทอ งเทยี่ ววิเคราะห หรืออภปิ รายความเหมือน และความแตกตางระหวา งวถิ ชี วี ติ ความเชอื่ และวฒั นธรรมของเจาของภาษา
กบั ของไทย และนำไปใชอ ยางมเี หตผุ ล ใชภาษาตา งประเทศในการสืบคน และแหลง เรียนรูตา ง ๆ ในการศึกษาตอและ
ประกอบอาชีพ

ศึกษา ฝกปฏิบตั ิ การใชภาษาองั กฤษในการทำงาน ลักษณะงาน และสถานท่ีทำงาน การตอ นรับ การนดั
หมาย การรบั โทรศพั ท การใชและขอมูลนำเสนอรายงานสั้นๆ ที่เก่ยี วขอ งกบั อาชพี อานโฆษณาสนิ คา บริการ
ประกาศรบั สมคั รงาน แผนภูมิ คูม ือ ฉลาก ประกาศ ตารางการกรอกแบบฟอรมประเภทตางๆ ใบสมคั ร ประวัติยอ
การศกึ ษา ประสบการณ/ อาชพี ในการสมั ภาษณงาน โดยใชภ าษาทาทางในการส่ือสารไดเ หมาะสมตามมารยาทสงั คมและ
ถกู ตองตามกาลเทศะ วางแผนการเรียน แสวงหาวธิ ีการเรียนที่เหมาะสมกับตนเองโดยใชส่อื และเทคโนโลยี จากศูนยการ
เรียนรูในสถานศึกษาและนอกสถานศกึ ษา

ผลการเรยี นรู
1. ใชภาษาในการสนทนาเก่ียวกบั สถานการณต า งๆ ในที่ทำงาน บอกเลาเกีย่ วกับอาชีพตางๆ
ลักษณะงานและสถานท่ีทำงานได
2. ฟงและสรปุ ใจความสำคญั ตามสถานการณต า งๆ ได
3. อา นและปฏิบัตติ ามคำส่ัง คมู อื คำแนะนำ อานโฆษณา ฉลาก ปา ยเตอื น ปา ยประกาศท่พี บในการ
ทำงานตางๆ
4. เขา ใจความเหมือนและความแตกตางระหวา งวัฒนธรรมไทยและเจา ของภาษา
5. เลอื กใชส ่ือและเทคโนโลยตี างๆ เพื่อเสริมสรางความรคู วามเขา ใจภาษาตามความจำเปน และความสนใจ
6. ใชความรูภ าษาองั กฤษในการแสวงหาความรจู ากแหลงขอ มูลตาง ๆ เพ่ือประโยชนใ นการศึกษาและการประกอบอาชีพ

จำนวนผลการเรยี นรูทั้งหมด 6 ผลการเรียนรู

420

คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเติม
รหัสวิชา อ33201 ภาษาอังกฤษเพื่อการเขาสสู งั คมโลก 1 กลมุ สาระการเรียนรู ภาษาตา งประเทศ
ช้นั มธั ยมศกึ ษาปท่ี 6 ภาคเรยี นท่ี 1 จำนวน 60 ชั่วโมง/1.5 หนว ยกติ

ศึกษาเก่ยี วกบั คำแนะนำ คำชี้แจง คำอธบิ าย และคำบรรยายในคูม ือสิง่ ของเคร่ืองใช บทอานและเรอ่ื งที่ฟง
ทีเ่ ปนสารคดแี ละบนั เทงิ คดี ขอมูลเกีย่ วกับวิถีชวี ติ ความคดิ ความเชื่อ ประเพณแี ละวัฒนธรรมของเจา ของภาษาและ
ของไทย รวมทง้ั ขอ มูลท่อี ยุในกลมุ สาระอื่น เชน เนือ้ หาเก่ยี วกบั เทคโนโลยี และการใชภ าษาองั กฤษเฉพาะดาน

โดยใชทักษะกระบวนการฟง และการอาน ในการจับใจความ วิเคราะห เปรยี บเทยี บและสรุปขอมูล และนำเสนอ
ขอมลู ดวยการพดู และการเขยี น พรอ มแสดงความคิดเหน็ เพอื่ นำความรูไปใชในการศกึ ษาตอ และประกอบอาชพี ในอนาคต
โดยมกี ารสืบคนจากส่ือและแหลง การเรยี นรตู า งๆ อยา งมงุ มั่นต้ังใจ มีความรกั ชาติ ศาสน กษัตริย
มีความซ่ือสัตย สจุ รติ มีวินยั ใฝเ รยี นรู อยูอยางพอเพยี ง มจี ติ สาธารณะและกตัญู

ผลการเรยี นรู
1. ปฏบิ ตั ติ ามคำแนะนำในคมู ือการใชง านตา งๆ คำชีแ้ จง คำอธบิ าย และคำบรรยายท่ีฟง และอา น
2. จับใจความสำคัญ วิเคราะห สรุปความ และแสดงความคิดเห็นจากการฟงและอาน เรื่องที่เปนสารคดี และบันเทิงคดี
พรอมท้ังใหเหตผุ ล และยกตัวอยา งประกอบ
3. พูดและเขยี นบรรยาย อธิบาย เปรียบเทียบ และแสดงความคิดเห็นเก่ยี วกบั เร่ือง/ประเด็น/ขา ว/เหตกุ ารณที่อานอยา ง
เหมาะสม
4. พูดและเขียนนำเสนอขอ มูลเก่ียวกับตนเอง ประสบการณ ขา ว/เหตกุ ารณ/ เรอื่ ง และประเดน็ ตา งๆตามความสนใจของ
สังคม
5. พดู และเขียนแสดงความคิดเหน็ เก่ยี วกับกิจกรรม ประสบการณและเหตกุ ารณทัง้ ในทองถิน่ สังคม โลก พรอมทั้งให
เหตผุ ลและยกตวั อยา งประกอบ
6. อธิบาย/อภิปรายวถิ ีชีวติ ความคดิ ความเชือ่ และท่ีมาของขนบธรรมเนียม และประเพณขี องเจา ของภาษา
7. เขารว ม แนะนำ และจดั กิจกรรมทางภาษาและวฒั นธรรมอยางเหมาะสม
8. วิเคราะห /อภปิ ราย ความเหมือนและความแตกตา งระหวางวถิ ีชีวิต ความเชอื่ และวฒั นธรรมของเจา ของภาษากับของ
ไทยและนำไปใชอยา งมีวจิ ารณญาณ
9. คน ควา /สืบคน บันทกึ สรุป และแสดงความคดิ เห็นเก่ียวกับขอมูลท่เี กย่ี วของกับกลุมสาระการเรยี นรูอ่นื
จากแหลงเรียนรูต า งๆและนำเสนอดว ยการพูดและการเรียน
10. ใชภ าษาอังกฤษในการสบื คน/คน ควา รวบรวม วเิ คราะห สรปุ ความรู/ ขอ มลู ตางๆจากส่ือและ
เผยแพร/ ประชาสัมพันธ ขอมูล ขาวสารของโรงเรยี น ชมุ ชนและทองถิ่น/ประเทศเปนภาษาองั กฤษ

จำนวนผลการเรยี นรทู ั้งหมด 10 ผลการเรียนรู

421

รหสั วชิ า อ33202 คำอธิบายรายวชิ าเพ่ิมเติม
ภาษาอังกฤษเพื่อการเขาสูส ังคมโลก 2 กลุม สาระการเรยี นรู ภาษาตา งประเทศ
ชนั้ มัธยมศกึ ษาปท่ี 6 ภาคเรียนที่ 2 จำนวน 60 ชั่วโมง/1.5 หนวยกิต
ศกึ ษา วิเคราะห และสรปุ ความ เก่ียววถิ ีชวี ิต ความคิด ความเช่อื ประเพณแี ละวฒั นธรรมของไทย วถิ ีชีวติ ความ
เปน อยูของชุมชน การใชภาษาอังกฤษเพ่ือการศึกษาและประกอบอาชีพ และจับใจความสำคญั บทความอัตชวี ประวตั ิบุคคล
สำคัญในสังคม และโลก
โดยใชท กั ษะกระบวนการฟง และการอา น ในการจบั ใจความ วเิ คราะห เปรยี บเทยี บและสรุปขอมลู และนำเสนอ
ขอ มูลดวยการพดู และการเขียน พรอมแสดงความคิดเหน็ เพือ่ นำความรูไปใชใ นการศกึ ษาตอและประกอบอาชีพในอนาคต
โดยมกี ารสืบคน จากส่ือและแหลงการเรยี นรูตางๆ อยางมุงมัน่ ต้ังใจ มคี วามรกั ชาติ ศาสน กษตั รยิ 
มคี วามซื่อสตั ย สุจรติ มีวินัย ใฝเ รียนรู อยูอยางพอเพียง มจี ติ สาธารณะและกตัญู

ผลการเรียนรู
1. ปฏิบัติตามคำแนะนำในคมู อื การใชง านตา งๆ คำชแ้ี จง คำอธิบาย และคำบรรยายท่ีฟง และอาน
2. จับใจความสำคัญ วิเคราะห สรุปความ และแสดงความคิดเห็นจากการฟงและอาน เรื่องที่เปนสารคดี และบันเทิงคดี
พรอมทั้งใหเหตผุ ล และยกตัวอยางประกอบ
3. พดู และเขียนบรรยาย อธิบาย เปรยี บเทยี บ และแสดงความคดิ เห็นเกยี่ วกบั เรอื่ ง/ประเดน็ /ขา ว/เหตุการณทอ่ี านอยาง
เหมาะสม
4. พูดและเขียนนำเสนอขอ มูลเกย่ี วกบั ตนเอง ประสบการณ ขา ว/เหตกุ ารณ/เรอ่ื ง และประเดน็ ตางๆตามความสนใจของ
สงั คม
5. พูดและเขียนแสดงความคิดเหน็ เก่ียวกับกจิ กรรม ประสบการณแ ละเหตกุ ารณท ั้งในทองถิ่น สังคม โลก พรอ มทั้งให
เหตผุ ลและยกตัวอยางประกอบ
6. อธิบาย/อภปิ รายวถิ ีชีวติ ความคิด ความเชอื่ และที่มาของขนบธรรมเนยี ม และประเพณขี องเจา ของภาษา
7. เขารว ม แนะนำ และจดั กจิ กรรมทางภาษาและวฒั นธรรมอยา งเหมาะสม
8. วิเคราะห /อภิปราย ความเหมอื นและความแตกตา งระหวางวถิ ชี วี ิต ความเช่อื และวฒั นธรรมของเจาของภาษากบั ของ
ไทยและนำไปใชอ ยา งมีวจิ ารณญาณ
9. คนควา /สืบคน บนั ทกึ สรุป และแสดงความคดิ เห็นเก่ยี วกับขอมลู ทเ่ี กยี่ วขอ งกับกลุมสาระการเรียนรูอนื่
จากแหลงเรียนรตู า งๆและนำเสนอดว ยการพูดและการเรยี น
10. ใชภ าษาองั กฤษในการสบื คน/คน ควา รวบรวม วเิ คราะห สรปุ ความรู/ขอ มูลตางๆจากสอื่ และ
เผยแพร/ ประชาสมั พนั ธ ขอมูล ขาวสารของโรงเรยี น ชมุ ชนและทองถิ่น/ประเทศเปนภาษาอังกฤษ

จำนวนผลการเรยี นรูท้งั หมด 10 ผลการเรียนรู

422

คำอธิบายรายวิชาคำเพิม่ เติม

รหสั วิชา จ31201 รายวชิ าภาษาจนี 1 กลมุ สาระการเรียนรู ภาษาตางประเทศ
ช้นั มัธยมศกึ ษาปที่ 4 ภาคเรยี นท่ี 1 จำนวน 40 ช่ัวโมง/ จำนวน 1.0 หนวยกิต

ศกึ ษา และอธบิ ายหลักการใชสัทอักษร การอานออกเสยี ง กลมุ คำและประโยคสั้นๆ ประโยคที่ใช
ในชีวิตประจำวนั ความสำคัญของการสรางความสัมพันธระหวา งบคุ คล การเขาใจความแตกตา งระหวา งสระ พยัญชนะ คำ
วลี ประโยคและขอความ ระหวา งวัฒนธรรมจีนและวฒั นธรรมไทย เหน็ ประโยชนของการรูภาษาจนี

โดยใชทักษะกระบวนการฟง พูด อาน และเขียน การจำ คิด วิเคราะห เพื่อความเขาใจในคำส่ัง คำขอรอง ทาทาง
ประโยคที่ใชในชีวิตประจำวัน เพื่อพัฒนาความสามารถในการฟง พูด อาน และเขียนภาษาจีนซึ่งเปนภาษาที่ 2 และนำ
ความรูไปใชในการศึกษาตอและประกอบอาชีพในอนาคต มีเจตคติที่ดีตอวิชาภาษาจีน มีคุณธรรม จริยธรรม และคานิยมท่ี
พึงประสงครักชาติ ศาสนกษัตริย อยูอยางพอเพียง ซื่อสัตย มีวินัย ใฝ เรียนรู มุงมั่นในการทำงาน รักความเปนไทย และมี
จติ สาธารณะ

ผลการเรียนรู
1. อาน/เขียนพยญั ชนะ/สระถกู ตองตามหลักการ
2. ฟง/อา น/เขียนวรรณยุกตถกู ตองตามหลักการ
3. ฟง/พดู /อา น/เขยี น การผนั เสยี งพยัญชนะ สระ วรรณยกุ ต และคำศพั ทถ กู ตอ งตามหลกั การ
4. ฟง /พดู /อาน/เขียนโตตอบในการสือ่ สารระหวา งบคุ คลเขาใจความหมายภาษาทาทางและการใชถอยคำงา ยๆ
ในการตดิ ตอปฏิสมั พนั ธต ามวัฒนธรรมของเจาของภาษา
5. การเขียนอักษรจีนถกู ตอ งตามหลักการเขยี น
6. นักเรยี นสามารถใชคำศพั ทรูปประโยคถกู ตองในการส่ือสารไดม ากขึน้
7. ฟง/พดู /อาน/เขียนคำศัพท ถกู ตอ งตามหลักการ
8. ฟง/พดู /อาน/เขียนโตตอบในการส่อื สารระหวา งบคุ คลเขา ใจความหมายภาษาทาทางและการใชถอยคำงายๆ
ในการตดิ ตอ
จำนวนผลการเรียนรทู ั้งหมด 8 ผลการเรียนรู

423

คำอธิบายรายวิชาคำเพ่มิ เติม
รหัสวิชา จ31202 รายวิชาภาษาจนี 2 กลมุ สาระการเรยี นรู ภาษาตา งประเทศ
ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที่ 4 ภาคเรียนท่ี 2 จำนวน 40 ชั่วโมง/ จำนวน 1.0 หนวยกติ

ศกึ ษา และอธบิ ายเกี่ยวคำศพั ท วลี ประโยค และสถานการณท่ใี ชใ นชีวติ ประจำวัน เรื่องเกย่ี วกบั การ
บอกทิศทาง สิง่ ของเครื่องใชสวนตวั เพอื่ น และบุคคลท่มี ชี ื่อเสียง การนำความรไู ปใชใ นการสอ่ื สารในสถานการณจ รงิ และ
สถานการณจำลอง การเขาใจความแตกตา งระหวางสระ พยัญชนะ คำ วลี ประโยคและขอ ความ ระหวา งวัฒนธรรมจีนและ
วฒั นธรรมไทย เห็นประโยชนข องการรภู าษาจนี

โดยใชทักษะกระบวนการฟง พูด อาน และเขียน การจำ คิด วิเคราะห เพื่อความเขาใจในคำส่ัง คำขอรอง ทาทาง
ประโยคที่ใชในชีวิตประจำวัน และใชเพื่อการสื่อสารระหวางบุคคลในสังคม และนำความรูไปใชในการศึกษาตอและ
ประกอบอาชีพในอนาคต มีเจตคตทิ ่ีดตี อวิชาภาษาจีน มีคณุ ธรรม จริยธรรม และคา นยิ มที่พงึ ประสงคร ักชาติ ศาสนกษัตริย
อยอู ยางพอเพียง ซอื่ สัตย มวี ินยั ใฝ เรยี นรู มุง ม่นั ในการทำงาน รักความเปนไทย และมีจิตสาธารณะ
ผลการเรียนรู
1. อา น/เขียนพยัญชนะ/สระถกู ตองตามหลักการ
2. ฟง/อาน/เขยี นวรรณยุกตถ ูกตองตามหลกั การ
3. ฟง/พดู /อาน/เขียน การผนั เสยี งพยญั ชนะ สระ วรรณยกุ ต ถกู ตองตามหลกั การ
4. ฟง /พดู /อาน/เขียนโตต อบในการสื่อสารระหวา งบคุ คลเขาใจความหมายภาษาทาทางและการใชถอยคำงายๆ
ในการตดิ ตอปฏสิ ัมพันธตามวัฒนธรรมของเจา ของภาษา
5. การเขียนอักษรจีนถูกตอ งตามหลกั การเขยี น
6. นักเรียนสามารถใชค ำศัพทรูปประโยคถกู ตอ งในการส่ือสารไดม ากขน้ึ
7. ฟง/พดู /อาน/เขียนคำศัพท ถูกตองตามหลักการ
8. ฟง/พูด/อาน/เขยี นโตตอบในการสื่อสารระหวา งบุคคลเขา ใจความหมายภาษาทาทางและการใชถอยคำงา ยๆ
ในการติดตอ

จำนวนผลการเรยี นรูทงั้ หมด 8 ผลการเรียนรู

424

รหสั จ32202 คำอธิบายรายวชิ าเพ่ิมเติม กลุม สาระการเรยี นรู ภาษาตา งประเทศ
ช้นั มัธยมศกึ ษาปท ่ี 5 รายวิชาภาษาจีน 4
ภาคเรียนที่ 2 จำนวน 40 ชัว่ โมง/จำนวน 1.0 หนว ยกติ

ศกึ ษา และอธิบาย ความรเู กยี่ วกับหลกั การใชส ัทอักษร คำส่ัง คำขอรอ ง ภาษาทาทาง ประโยคทใ่ี ชใน
ชวี ิตประจำวนั ความรเู ก่ียวกับประเทศ เมอื ง ตำแหนงที่ตั้ง สุขภาพและดา นกีฬา การเขาใจความแตกตางระหวา งสระ
พยญั ชนะ คำ วลี ประโยคและขอความ ระหวางวัฒนธรรมจนี และวัฒนธรรมไทยไทย เห็นประโยชนของการรูภ าษาจนี

โดยใชท ักษะกระบวนการฟง พูด อา น และเขยี น ท่นี ำไปใชในการสื่อสาร ใหขอ มลู ถาม - ตอบในสถานการณต างๆ
ท่ีเกิดขึ้น ดวยน้ำเสยี ง ทาทางทเ่ี หมาะสมกับวฒั นธรรมของเจา ของภาษา และมีคุณธรรม จรยิ ธรรมและคานิยมท่พี งึ ประสงค
รักชาติ ศาสนก ษัตริย อยอู ยางพอเพียง ซ่ือสัตย มีวนิ ัย ใฝ เรียนรู มงุ มน่ั ในการทำงาน รกั ความเปน ไทย และมีจติ สาธารณะ

ผลการเรยี นรู
1. อาน/เขยี นพยัญชนะ/สระถกู ตองตามหลักการ
2. ฟง /อาน/เขียนวรรณยุกตถ กู ตอ งตามหลักการ
3. ฟง/พูด/อาน/เขียน การผันเสยี งพยัญชนะ สระ วรรณยุกต คำศพั ทถ ูกตอ งตามหลกั การ
4. ฟง /พูด/อาน/เขียนโตตอบในการสื่อสารระหวางบุคคลเขา ใจความหมายภาษาทาทางและการใชถอยคำงา ยๆในการ
ตดิ ตอ ปฏิสัมพนั ธต ามวฒั นธรรมของเจา ของภาษา
5. การเขียนอักษรจีนถูกตอ งตามหลกั การเขยี น
6. นักเรียนสามารถใชค ำศพั ทรูปประโยคถกู ตองในการสื่อสารไดมากข้ึน
7. ฟง /พูด/อา น/เขียนคำศัพท ถูกตอ งตามหลกั การ
8. ฟง/พดู /อาน/เขียนโตตอบในการส่อื สารระหวางบุคคลเขา ใจความหมายภาษาทาทางและการใชถอ ยคำงายๆในการ
ติดตอ

จำนวนผลการเรียนรูทัง้ หมด 8 ผลการเรียนรู

425

คำอธิบายรายวชิ าเพ่ิมเตมิ
รหสั จ33201 รายวชิ าภาษาจีน 5 กลุมสาระการเรียนรู ภาษาตางประเทศ
ช้ันมธั ยมศึกษาปท่ี 6 ภาคเรียนท่ี 1 จำนวน 40 ช่ัวโมง/1.0 หนวยกติ

ศึกษา วิเคราะห และอธิบายหลักการใช สัทอักษร การอา นออกเสยี ง กลุมคำและประโยคส้ันๆ ประโยคคำสง่ั คำ
ขอรอง ภาษาทาทาง และประโยคท่ีใชในชีวติ ประจำวัน สถานการณเก่ียวกับสถานท่ี การออกกำลังกาย วชิ าเรยี น และหอง
เฟอรนเิ จอรตางๆ เพ่ือสรางความสรางความสัมพันธร ะหวางบุคคล การเขาใจความแตกตางระหวางวัฒนธรรมจนี และ
วัฒนธรรมไทย เห็นประโยชนของการรภู าษาจนี

โดยใชท ักษะกระบวนการฟง พดู อา น และเขียน ท่ีนำไปใชในการสือ่ สาร ใหขอมูล ถาม - ตอบในสถานการณตา งๆ
ทเี่ กิดข้ึน ดว ยน้ำเสยี ง ทาทางที่เหมาะสมกับวัฒนธรรมของเจาของภาษา และมีคุณธรรม จรยิ ธรรมท่เี หมาะสม
ผลการเรียนรู
1. อา น/เขียนพยัญชนะ/สระถกู ตองตามหลักการ
2. ฟง /อาน/เขียนวรรณยกุ ตถกู ตอ งตามหลักการ
3. ฟง /พดู /อาน/เขยี น การผันเสียงพยัญชนะ สระ วรรณยุกต คำศพั ทถูกตองตามหลกั การ
4. ฟง/พูด/อา น/เขยี นโตต อบในการสือ่ สารระหวางบคุ คลเขาใจความหมายภาษาทาทางและการใชถอยคำงายๆในการ
ตดิ ตอ ปฏิสมั พนั ธตามวฒั นธรรมของเจา ของภาษา
5. การเขียนอักษรจีนถูกตอ งตามหลักการเขยี น
6. นักเรียนสามารถใชค ำศัพทรูปประโยคถกู ตองในการส่ือสารไดม ากข้ึน
7. ฟง/พูด/อา น/เขียนคำศัพท ถูกตอ งตามหลกั การ
8. ฟง /พดู /อา น/เขยี นโตตอบในการส่ือสารระหวา งบุคคลเขา ใจความหมายภาษาทาทางและการใชถอ ยคำงายๆในการ
ติดตอ

จำนวนผลการเรียนรทู ั้งหมด 8 ผลการเรียนรู

426

รหัส จ33202 คำอธิบายรายวิชาเพ่ิมเตมิ
ชัน้ มัธยมศึกษาปท่ี 6 รายวิชาภาษาจีน 6 กลุมสาระการเรียนรู ภาษาตา งประเทศ
ภาคเรยี นที่ 2 จำนวน 40 ช่ัวโมง/1.0 หนวยกติ

ศกึ ษา และอธิบายหลักการใชสัทอักษร การอานออกเสยี ง กลมุ คำและประโยคสน้ั ๆ ประโยคคำสั่ง คำขอรอง
ภาษาทาทาง และประโยคที่ใชใ นชีวติ ประจำวัน สถานการณเ กี่ยวกับอบอนุ รางกายกอนออกกำลังกาย กีฬา สขุ ภาพ เพอ่ื
สรา งความสรา งความสัมพนั ธระหวา งบุคคล การเขาใจความแตกตา งระหวางวัฒนธรรมจีนและวฒั นธรรมไทย เหน็
ประโยชนข องการรภู าษาจีน

โดยใชทกั ษะกระบวนการฟง พดู อาน และเขียน ท่ีนำไปใชในการสื่อสาร ใหขอมูล ถาม - ตอบในสถานการณตางๆ
ทีเ่ กิดขึ้น ดวยน้ำเสียง ทาทางทีเ่ หมาะสมกับวฒั นธรรมของเจา ของภาษา และมีคุณธรรม จริยธรรมทเี่ หมาะสม

ผลการเรยี นรู
1. อา น/เขียนพยัญชนะ/สระถกู ตองตามหลักการ
2. ฟง/อา น/เขยี นวรรณยกุ ตถ กู ตอ งตามหลักการ
3. ฟง /พดู /อา น/เขียน การผันเสียงพยญั ชนะ สระ วรรณยุกต คำศพั ทถ กู ตอ งตามหลกั การ
4. ฟง/พดู /อาน/เขยี นโตตอบในการส่อื สารระหวางบคุ คลเขา ใจความหมายภาษาทาทางและการใชถอ ยคำงายๆในการ
ติดตอ ปฏสิ มั พนั ธตามวัฒนธรรมของเจา ของภาษา
5. การเขียนอักษรจีนถูกตองตามหลกั การเขยี น
6. นกั เรียนสามารถใชคำศพั ทรปู ประโยคถูกตอ งในการส่ือสารไดม ากขึน้
7. ฟง /พดู /อา น/เขียนคำศัพท ถกู ตอ งตามหลักการ
8. ฟง /พูด/อาน/เขยี นโตต อบในการส่ือสารระหวางบคุ คลเขา ใจความหมายภาษาทาทางและการใชถอ ยคำงา ยๆในการ
ติดตอ

จำนวนผลการเรยี นรูท ้งั หมด 8 ผลการเรยี นรู

427

กิจกรรมพัฒนาผเู รยี น

กิจกรรมพฒั นาผเู รยี น เปน กิจกรรมที่มุงใหผูเรียนพัฒนาตนเองตามศกั ยภาพ พัฒนาอยา งรอบดา นเพือ่ ความเปน
มนุษยท ่สี มบรู ณ ท้ังรา งกาย สติปญญา อารมณ และสงั คม เสรมิ สรา งใหเ ปน ผมู ศี ีลธรรม จรยิ ธรรม มรี ะเบยี บวนิ ัย ปลูกฝง
และสรางจติ สำนึกของการทำประโยชนเพ่ือสังคม สามารถจัดการตนเองได และอยรู ว มกับผอู ่ืนอยางมคี วามสุข

โรงเรยี นวดั เขยี นเขตไดจ ดั กจิ กรรมพฒั นาผูเรียน โดยแบง ออกเปน 3 ลกั ษณะ ดงั นี้
1. กจิ กรรมแนะแนว เปน กจิ กรรมทสี่ งเสริมและพฒั นานักเรยี นใหร ูจ ักตนเอง รรู ักษส ่ิงแวดลอม สามารถคิด
ตัดสนิ ใจ คิดแกป ญหา กำหนดเปาหมายชีวติ ท้งั ดา นการเรียน และอาชีพ สามารถปรับตนไดอยา งเหมาะสม นอกจากนี้ยงั
ชวยใหค รรู จู ักและเขาใจผูเรยี น ท้ังยังเปน กิจกรรมท่ชี ว ยเหลอื และใหค ำปรึกษาแกผปู กครองในการมสี ว นรวมพฒั นาผเู รียน
นักเรยี นทกุ คนตอ งเขา รวมกิจกรรมแนะแนว 40 ช่ัวโมงตอปการศกึ ษา(ระดบั ประถมศึกษา) 20 ชว่ั โมงตอภาคเรียน
(ระดับมธั ยมศกึ ษา)
แนวทางการจัดกิจกรรมแนะแนว

1. สำรวจสภาพปญ หา ความตองการ ความสนใจ และธรรมชาตขิ องผูเรยี น
2. ศึกษาวิสยั ทัศนของสถานศกึ ษาและวิเคราะหข อมลู ที่ไดจากการสำรวจ
3. กำหนดสัดสวนสาระของกิจกรรมในแตล ะดาน
4. กำหนดแผนการปฏิบัติกิจกรรมแนะแนว
5. การจดั ทำรายละเอียดของแตละกจิ กรรม
6. ปฏิบตั ิตามแผน วัดผลและประเมนิ ผล และสรุปรายงาน
2. กจิ กรรมนกั เรียน เปน กจิ กรรมที่สงเสรมิ และพัฒนานกั เรียนใหเปนคนมีระเบยี บวนิ ัย มีความเปนผูน ำ การเปน
ผตู ามทีด่ ี มคี วามรบั ผิดชอบ การทำงานรวมกนั การรูจกั แกไ ขปญหา การตัดสินใจที่เหมาะสม ความมเี หตผุ ล การชว ยเหลอื
แบงปน กัน เอ้อื อาทรและสมานฉนั ท
กิจกรรมนักเรยี นประกอบดวย
2.1 กิจกรรมลกู เสอื /เนตรนารี/ยุวกาชาด นกั เรียนทุกคนตองเขารวมกจิ กรรมลูกเสอื /เนตรนาร/ี
ยวุ กาชาด 40 ชว่ั โมงตอปก ารศกึ ษา(ระดบั ประถมศึกษา 20 ชวั่ โมงตอภาคเรียน(ระดบั มธั ยมศกึ ษา)
แนวการจดั กิจกรรมลูกเสอื /เนตรนาร/ี ยวุ กาชาด
จดั กิจกรรมตามวิธกี ารลกู เสอื ซึง่ มอี งคประกอบ 7 ประการคือ คำปฏิญาณและกฎ, การเรียนรจู ากการกระทำ,
ระบบหม,ู การใชสัญลักษณร วมกนั , การศึกษาธรรมชาต,ิ ความกา วหนา ในการรวมกิจกรรม
และการสนบั สนุนโดยผูใหญ
2.2 กจิ กรรมชุมนมุ นักเรียนทุกคนตอ งเขารว มกิจกรรมชุมนมุ 40 ช่วั โมงตอ ปก ารศึกษา(ระดับประถมศึกษา
20 ชวั่ โมงตอภาคเรียน(ระดบั มธั ยมศึกษา)

428

แนวการจดั กจิ กรรมชมุ นุม
จดั บริการใหผเู รียนดำเนินกิจกรรมไดหลากหลาย ทง้ั ภายในและนอกหองเรียนเปนการจัดกจิ กกรมที่สอดคลอ งกับ
ความสนใจของผูเรยี น มีครูเปนทป่ี รึกษา นักเรียนดำเนนิ กิจกรรมดวยตนเอง ครูทป่ี รึกษากิจกรรม
และผเู ช่ียวชาญเปน ผปู ระเมินผล
3. กจิ กรรมเพ่ือสงั คมและสาธารณประโยชน เปน กิจกรรมที่สงเสริมและพัฒนานักเรียนใหสามารถพัฒนาตนเอง
ตามธรรมชาติ และเตม็ ศกั ยภาพ โดยคำนึงถึงความแตกตา งระหวางบุคคล และพฒั นาการทางสมอง เนนใหความรู และ
คณุ ธรรมจรยิ ธรรม จัดกิจกรรมโดยใหผ เู รียนคิดสรางสรรค ออกแบบกจิ กรรมบำเพญ็ ประโยชนอยา งหลากหลายรูปแบบ
เพ่อื แสดงถึงความรบั ผิดชอบตอ สังคม ในลักษณะจิตอาสา
นกั เรยี นทุกคนตอ งเขา รวมกิจกรรมเพื่อสงั คมและสาธารณประโยชน 10 ชัว่ โมงตอ ปการศกึ ษา
(ระดับประถมศกึ ษา) 7.5 ชวั่ โมงตอ ภาคเรยี น(ระดับมัธยมศึกษา)
แนวการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน
เปนกจิ กรรมที่เนน ใหผูเรยี นรวมกนั สำรวจ และวิเคราะหป ญหารวมกัน ออกแบบและวางแผนการจดั กจิ กรรม
ปฏบิ ัตติ ามแผน รวมสรุปและประเมินผล ประชาสมั พนั ธ และเผยแพรการจัดกิจกรรม อาจจัดกิจกรรมภายในและนอก
โรงเรยี น จัดกจิ กรรมในลกั ษณะบูรณาการ
แนวทางการประเมินผลกจิ กรรมพฒั นาผเู รยี น
มกี ารประเมนิ กิจกรรมพฒั นาผูเรียนรายกจิ กรรม และประเมินผูเ รยี นเพือ่ การตัดสนิ โดยผูเรียนจะตองมเี วลาเขา
รวมกจิ กรรมตาเกณฑท่สี ถานศกึ ษากำหนดคือ รอยละ 80 ของเวลาเรยี นทัง้ หมด ปฏิบตั ิกจิ กรรมมีผลงานและชนิ้ งาน และมี
คุณลักษณะผา นเกณฑตามที่สถานศกึ ษากำหนดคือ อยูในเกณฑ ดี ขึน้ ไป

429

การจัดการเรียนรู

การจดั การเรียนรูเปนกระบวนการสำคญั ในการนำหลกั สูตรสูก ารปฏิบตั ิ หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรยี นวดั เขยี นเขต
2551 เปนหลักสตู รที่มีมาตรฐานการเรียนรู สมรรถนะสำคัญและคุณลักษณะอันพึงประสงคของผเู รยี น
เปนเปาหมายสำหรับพัฒนาเดก็ และเยาวชน

ในการพัฒนาผเู รียนใหมคี ุณสมบตั ติ ามเปา หมายหลกั สูตร ผูสอนพยายามคดั สรรกระบวนการเรียนรู จัดการเรียนรู
โดยชว ยใหผ เู รียนเรยี นรผู านสาระท่ีกำหนดไวในหลกั สูตร 8 กลมุ สาระ การเรียนรู รวมทงั้ ปลกู ฝงเสริมสรางคณุ ลักษณะอนั
พึงประสงค พัฒนาทกั ษะตางๆ อันเปน สมรรถนะสำคญั ใหผเู รยี นบรรลุตามเปา หมาย

1. หลกั การจดั การเรียนรู
การจัดการเรียนรเู พ่ือใหผ ูเรยี นมคี วามรูความสามารถตามมาตรฐานการเรยี นรู สมรรถนะสำคัญ และ

คณุ ลักษณะอนั พึงประสงคตามทีก่ ำหนดไวในหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พื้นฐาน โดยยดึ หลกั วา ผเู รยี นมีความสำคัญ
ท่สี ุด เชอื่ วา ทุกคนมคี วามสามารถเรียนรูและพฒั นาตนเองได ยดึ ประโยชนท ี่เกิดกับผเู รียน กระบวนการจดั การเรยี นรูตอง
สงเสริมใหผ เู รียน สามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ คำนึงถงึ ความแตกตางระหวา งบคุ คลและพัฒนาการ
ทางสมองเนนใหความสำคัญทง้ั ความรู และคุณธรรม

2. กระบวนการเรยี นรู
การจัดการเรียนรูที่เนนผูเรียนเปนสำคญั ผเู รยี นจะตองอาศัยกระบวนการเรียนรทู หี่ ลากหลาย เปนเคร่ืองมอื ท่ี

จะนำพาตนเองไปสูเปาหมายของหลกั สตู ร กระบวนการเรียนรูท จ่ี ำเปน สำหรบั ผูเ รยี น อาทิ กระบวนการเรียนรูแบบบูรณา
การ กระบวนการสรา งความรู กระบวนการคิด กระบวนการทางสงั คม กระบวนการเผชญิ สถานการณและแกป ญหา
กระบวนการเรยี นรู จากประสบการณจ รงิ กระบวนการปฏิบตั ิ ลงมอื ทำจรงิ กระบวนการจดั การ กระบวนการวิจัย
กระบวนการเรียนรูการเรียนรูของตนเอง กระบวนการพฒั นาลักษณะนิสยั

กระบวนการเหลา นเี้ ปน แนวทางในการจดั การเรียนรทู ่ีผูเรียนควรไดรับการฝก ฝน พัฒนา เพราะจะสามารถ
ชวยใหผูเ รยี นเกดิ การเรยี นรูไดดี บรรลุเปาหมายของหลักสูตร ดังนั้น ผสู อน จงึ จำเปนตอ งศกึ ษาทำความเขาใจใน
กระบวนการเรียนรตู าง ๆ เพื่อใหส ามารถเลอื กใชในการจัดกระบวนการเรยี นรูไดอยา งมีประสิทธิภาพ

3. การออกแบบการจดั การเรยี นรู
ผสู อนตองศึกษาหลักสูตรสถานศกึ ษาใหเขา ใจถงึ มาตรฐานการเรียนรู ตวั ช้วี ดั สมรรถนะสำคัญของผูเรียน

คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค และสาระการเรยี นรูท่ีเหมาะสมกบั ผเู รียน แลว จึงพจิ ารณาออกแบบการจดั การเรียนรูโดย
เลอื กใชวธิ สี อนและเทคนิคการสอน ส่อื /แหลงเรียนรู การวัดและประเมนิ ผล เพ่ือใหผูเ รยี นไดพัฒนาเตม็ ตามศักยภาพและ
บรรลุตามเปา หมายท่ีกำหนด

430

4. บทบาทของผสู อนและผเู รยี น
การจัดการเรยี นรเู พื่อใหผเู รียนมคี ณุ ภาพตามเปา หมายของหลกั สูตร ท้ังผูสอนและผูเ รียน ควรมบี ทบาท ดังนี้
4.1 บทบาทของผสู อน
1) ศึกษาวิเคราะหผ เู รียนเปน รายบคุ คล แลว นำขอมลู มาใชในการวางแผน

การจดั การเรยี นรู ท่ีทา ทายความสามารถของผเู รียน
2) กำหนดเปาหมายทตี่ องการใหเ กิดขึ้นกับผเู รียน ดา นความรแู ละทักษะ

กระบวนการ ท่เี ปน ความคิดรวบยอด หลกั การ และความสัมพนั ธ รวมทงั้ คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค
3) ออกแบบการเรียนรแู ละจัดการเรยี นรูท่ตี อบสนองความแตกตา งระหวา งบุคคลและ

พฒั นาการทางสมอง เพ่ือนำผูเรยี นไปสูเ ปา หมาย
4) จัดบรรยากาศทเี่ อ้ือตอการเรยี นรู และดูแลชว ยเหลอื ผูเรียนใหเ กดิ การเรยี นรู
5) จัดเตรียมและเลือกใชสอื่ ใหเ หมาะสมกับกิจกรรม นำภมู ปิ ญ ญาทองถิน่

เทคโนโลยีที่เหมาะสมมาประยกุ ตใชในการจดั การเรียนการสอน
6) ประเมนิ ความกา วหนาของผเู รยี นดว ยวธิ ีการทีห่ ลากหลาย เหมาะสมกบั

ธรรมชาติของวชิ าและระดับพัฒนาการของผูเรียน
7) วเิ คราะหผลการประเมนิ มาใชใ นการซอมเสรมิ และพัฒนาผูเรียน รวมทงั้

ปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนของตนเอง
4.2 บทบาทของผเู รยี น
1) กำหนดเปา หมาย วางแผน และรับผิดชอบการเรียนรขู องตนเอง
2) เสาะแสวงหาความรู เขาถงึ แหลงการเรยี นรู วเิ คราะห สงั เคราะหขอ ความรู

ตั้งคำถาม คดิ หาคำตอบหรอื หาแนวทางแกปญ หาดวยวิธกี ารตาง ๆ
๒) ลงมือปฏิบัติจริง สรุปส่ิงท่ไี ดเ รยี นรูดวยตนเอง และนำความรไู ปประยุกตใ ช

ในสถานการณต า ง ๆ
๓) มปี ฏิสัมพันธ ทำงาน ทำกิจกรรมรว มกับกลมุ และครู
๔) ประเมนิ และพฒั นากระบวนการเรยี นรูข องตนเองอยางตอเนอื่ ง

431

สอ่ื การเรยี นรู

สอื่ การเรยี นรเู ปนเครอื่ งมือสง เสรมิ สนับสนุนการจดั การกระบวนการเรยี นรู ใหผเู รียนเขาถึงความรู
ทกั ษะกระบวนการ และคณุ ลักษณะตามมาตรฐานของหลักสูตรไดอยา งมปี ระสิทธิภาพ สอื่ การเรียนรมู ีหลากหลายประเภท
ท้ังสื่อธรรมชาติ สื่อสง่ิ พิมพ สอ่ื เทคโนโลยี และเครือขา ย การเรียนรูตางๆ ท่ีมีในทอ งถิ่น การเลือกใชส อ่ื ควรเลือกใหมีความ
เหมาะสมกับระดับพฒั นาการ และลลี าการเรียนรูทหี่ ลากหลายของผเู รียน

การจัดหาสอ่ื การเรียนรู ผูเรยี นและผูส อนสามารถจัดทำและพฒั นาขนึ้ เอง หรือปรบั ปรุงเลือกใชอยางมคี ุณภาพจาก
สอ่ื ตางๆ ที่มอี ยรู อบตวั เพื่อนำมาใชประกอบในการจัดการเรียนรทู ่ีสามารถสงเสริมและสือ่ สารใหผูเรียนเกดิ การเรยี นรู โดย
จดั ใหมอี ยางพอเพียง เพ่ือพัฒนาใหผ เู รียนเกิดการเรยี นรูอยางแทจ รงิ โรงเรียนวัดเขียนเขต ไดดำเนนิ การดังนี้

1. จดั ใหมีแหลง การเรียนรู ศูนยส ่อื การเรียนรู ระบบสารสนเทศการเรียนรู และเครือขา ย
การเรยี นรทู ่มี ปี ระสิทธภิ าพท้ังในสถานศึกษาและในชมุ ชน เพือ่ การศึกษาคนควา และการแลกเปลีย่ นประสบการณการ
เรยี นรู ระหวางสถานศึกษา ทองถ่ิน ชมุ ชน สงั คมโลก

2. จดั ทำและจดั หาส่อื การเรียนรสู ำหรบั การศึกษาคน ควาของผูเรียน เสรมิ ความรูใหผ สู อน รวมท้งั จดั หาสิ่งท่ีมอี ยู
ในทองถนิ่ มาประยกุ ตใ ชเ ปนส่ือการเรียนรู

3. เลอื กและใชส ื่อการเรยี นรูท่มี ีคุณภาพ มคี วามเหมาะสม มคี วามหลากหลาย สอดคลองกับวิธกี ารเรียนรู
ธรรมชาติของสาระการเรยี นรู และความแตกตางระหวางบุคคลของผเู รียน

4. ประเมนิ คุณภาพของส่ือการเรียนรทู ่ีเลอื กใชอยา งเปนระบบ
5. ศึกษาคนควา วจิ ยั เพอ่ื พัฒนาส่อื การเรียนรูใหส อดคลองกบั กระบวนการเรยี นรูข องผูเรยี น
6. จดั ใหม ีการกำกบั ตดิ ตาม ประเมนิ คุณภาพและประสิทธิภาพเก่ียวกบั สื่อและการใชส อื่ การเรียนรเู ปน ระยะๆ
และสม่ำเสมอ
ในการจัดทำ การเลือกใช และการประเมินคุณภาพส่ือการเรยี นรทู ีใ่ ชในโรงเรยี นวดั เขยี นเขต
คำนงึ ถึงหลักการสำคัญของส่ือการเรียนรู เชน ความสอดคลองกับหลกั สูตร วัตถุประสงคการเรยี นรู การออกแบบกิจกรรม
การเรยี นรู การจัดประสบการณใหผ เู รยี น เน้ือหามีความถูกตองและทนั สมัย
ไมก ระทบความม่นั คงของชาติ ไมข ดั ตอศลี ธรรม มีการใชภ าษาทีถ่ ูกตอง รปู แบบการนำเสนอท่ีเขาใจงา ย และนาสนใจ

432

การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู

การวัดและประเมนิ ผลการเรียนรูข องผเู รยี นตองต้งั อยูบนหลกั การพ้นื ฐานสองประการคือ การประเมนิ
เพื่อพฒั นาผูเ รียนและเพ่ือตัดสนิ ผลการเรียน ในการพฒั นาคณุ ภาพการเรียนรขู องผเู รียน ใหประสบผลสำเร็จน้นั ผเู รยี น
จะตองไดร บั การพัฒนาและประเมนิ ตามตวั ช้วี ดั เพ่ือใหบ รรลุตามมาตรฐานการเรยี นรู สะทอ นสมรรถนะสำคัญ และ
คุณลกั ษณะอันพึงประสงคข องผูเ รยี นซ่งึ เปน เปาหมายหลกั ในการวัดและประเมินผลการเรียนรใู นทกุ ระดับไมวาจะเปน
ระดบั ชน้ั เรียน ระดับสถานศกึ ษา ระดับเขตพนื้ ที่การศึกษา และระดับชาติ การวดั และประเมินผลการเรยี นรู เปน
กระบวนการพัฒนาคุณภาพผูเรียนโดยใชผลการประเมนิ เปนขอมูลและสารสนเทศทแี่ สดงพัฒนาการ ความกาวหนา และ
ความสำเรจ็ ทางการเรยี นของผูเรยี น ตลอดจนขอ มลู ทเ่ี ปนประโยชนต อการสง เสรมิ ใหผ ูเ รยี นเกดิ การพฒั นาและเรยี นรูอยาง
เตม็ ตามศกั ยภาพ

การวัดและประเมินผลการเรียนรู แบง ออกเปน 4 ระดบั ไดแก ระดับชั้นเรียน ระดับสถานศึกษา ระดบั เขตพืน้ ที่
การศึกษา และระดับชาติ มรี ายละเอียด ดงั นี้

1. การประเมินระดับชน้ั เรยี น เปนการวัดและประเมินผลทอ่ี ยูในกระบวนการจัดการเรียนรู
ผูสอนดำเนินการเปนปกติและสมำ่ เสมอ ในการจัดการเรยี นการสอน ใชเทคนคิ การประเมนิ อยา งหลากหลาย
เชน การซกั ถาม การสังเกต การตรวจการบาน การประเมินโครงงาน การประเมนิ ชนิ้ งาน/ ภาระงาน แฟมสะสมงาน การใช
แบบทดสอบ ฯลฯ โดยผสู อนเปน ผปู ระเมนิ เองหรือเปดโอกาส ใหผูเรียนประเมนิ ตนเอง เพ่ือนประเมินเพื่อน ผูป กครองรวม
ประเมนิ ในกรณีท่ีไมผานตวั ชี้วัดใหม กี ารสอนซอมเสริม

การประเมินระดับชน้ั เรียนเปน การตรวจสอบวา ผูเรยี นมพี ฒั นาการความกาวหนาในการเรยี นรู
อนั เปนผลมาจากการจัดกิจกรรมการเรยี นการสอนหรือไม และมากนอยเพยี งใด มีสง่ิ ที่จะตอ งไดร ับการพฒั นาปรบั ปรุงและ
สงเสริมในดา นใด นอกจากน้ียังเปนขอ มูลใหผ ูส อนใชป รบั ปรุง การเรียนการสอนของตนดว ย
ท้งั น้โี ดยสอดคลองกับมาตรฐานการเรยี นรแู ละตัวชว้ี ัด

2. การประเมินระดับสถานศึกษา เปนการประเมินทส่ี ถานศึกษาดำเนินการเพื่อตดั สินผล การเรียนของผูเรียน
เปน รายป/ รายภาค ผลการประเมินการอาน คิดวเิ คราะหและเขียน คุณลักษณะ อันพึงประสงค และกิจกรรมพฒั นาผูเ รียน
นอกจากน้ีเพื่อใหไดข อมูลเก่ียวกบั การจดั การศึกษา ของสถานศกึ ษา วาสง ผลตอการเรยี นรูของผเู รียนตามเปาหมายหรอื ไม
ผเู รียนมจี ดุ พัฒนาในดา นใด รวมทั้งสามารถนำผลการเรียนของผเู รยี นในสถานศึกษาเปรียบเทียบกับเกณฑระดับชาติ ผล
การประเมินระดบั สถานศึกษาจะเปนขอมูลและสารสนเทศเพื่อการปรับปรงุ นโยบาย หลกั สตู ร โครงการ หรือวิธกี ารจัดการ
เรียนการสอน ตลอดจนเพ่ือการจดั ทำแผนพฒั นาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา ตามแนวทางการประกันคณุ ภาพ
การศึกษาและการรายงานผลการจดั การศึกษาตอ คณะกรรมการสถานศกึ ษา สำนกั งานเขตพ้นื ท่ีการศึกษา สำนักงาน
คณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน ผูป กครองและชุมชน

3. การประเมินระดับเขตพ้ืนทกี่ ารศึกษา เปนการประเมินคุณภาพผูเรียนในระดบั เขตพื้นท่กี ารศึกษาตาม
มาตรฐานการเรียนรูตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พื้นฐาน เพื่อใชเปนขอมูลพ้นื ฐานในการพัฒนาคณุ ภาพการศึกษา
ของเขตพน้ื ที่การศึกษา ตามภาระความรบั ผิดชอบ สามารถดำเนนิ การโดยประเมินคณุ ภาพผลสมั ฤทธข์ิ องผูเรยี นดว ย
ขอ สอบมาตรฐานทจ่ี ัดทำและดำเนินการโดยเขตพนื้ ท่ีการศึกษา หรอื ดว ยความรว มมือกับหนวยงานตน สงั กดั ในการ
ดำเนินการจดั สอบ นอกจากนี้ยังไดจากการตรวจสอบทบทวนขอมลู จากการประเมินระดับสถานศกึ ษาในเขตพ้ืนที่การศกึ ษา

4. การประเมินระดับชาติ เปน การประเมินคุณภาพผเู รียนในระดับชาตติ ามมาตรฐาน การเรียนรตู ามหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขนั้ พื้นฐาน สถานศึกษาตอ งจัดใหผ เู รียนทุกคนทีเ่ รียน ในชนั้ ประถมศึกษาปท่ี 3 ช้ันประถมศึกษาปที่ 6

433

ช้ันมัธยมศกึ ษาปที่ 3 และชนั้ มัธยมศกึ ษาปท่ี 6 เขา รบั การประเมนิ ผลจากการประเมนิ ใชเปนขอ มูลในการเทยี บเคยี ง
คุณภาพการศึกษาในระดับตาง ๆ เพอื่ นำไปใชในการวางแผนยกระดับคุณภาพการจดั การศึกษา ตลอดจนเปนขอมูล
สนบั สนนุ การตัดสนิ ใจในระดับนโยบายของประเทศ

ขอมลู การประเมนิ ในระดับตา ง ๆ ขางตน เปน ประโยชนตอ สถานศกึ ษาในการตรวจสอบทบทวนพัฒนาคณุ ภาพ
ผูเ รยี น และเปน ภาระความรับผิดชอบของสถานศึกษาทีจ่ ะตองจดั ระบบดแู ลชว ยเหลือ ปรับปรงุ แกไข สงเสรมิ สนับสนุน
เพอื่ ใหผ เู รยี นไดพัฒนาเต็มตามศกั ยภาพบนพ้ืนฐาน ความแตกตางระหวา งบคุ คลทจ่ี ำแนกตามสภาพปญหาและความ
ตอ งการ ไดแก กลมุ ผเู รียนทั่วไป กลุมผูเรยี นท่ีมคี วามสามารถพเิ ศษ กลุมผูเรียนที่มีผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนต่ำ กลมุ ผูเรียน
ทมี่ ีปญ หาดา นวินัยและพฤตกิ รรม กลุมผเู รียนท่ปี ฏเิ สธโรงเรยี น กลุมผเู รยี นท่มี ปี ญ หาทางเศรษฐกจิ และสงั คม กลมุ พิการ
ทางรางกายและสตปิ ญ ญา เปนตน ขอมูลจากการประเมินจึงเปนหวั ใจของสถานศึกษาในการดำเนนิ การชว ยเหลือผเู รียนได
ทันทว งที ปดโอกาสใหผูเ รียนไดรับการพัฒนาและประสบความสำเรจ็ ในการเรียน

โรงเรยี นวัดเขยี นเขตในฐานะผูรบั ผิดชอบจดั การศึกษา ไดจัดทำระเบยี บวาดวยการวดั และประเมินผลการเรียนของ
สถานศกึ ษาโดยเนน ความสอดคลอ งและเปน ไปตามหลักเกณฑและแนวปฏิบัติ ท่เี ปน ขอกำหนดของหลกั สตู รแกนกลาง
การศกึ ษาข้ันพ้ืนฐาน เพ่ือใหบ ุคลากรที่เกยี่ วขอ งทุกฝายถอื ปฏิบตั ริ วมกัน

434

เกณฑการวดั และประเมนิ ผลการเรียน

1. การตดั สนิ การใหระดับและการรายงานผลการเรยี น
1.1 การตดั สินผลการเรียน
ในการตัดสินผลการเรียนของกลมุ สาระการเรียนรู การอา น คิดวิเคราะหและเขียน คุณลักษณะอันพึง

ประสงค และกิจกรรมพฒั นาผูเ รยี นนน้ั ผสู อนตอ งคำนึงถงึ การพฒั นาผเู รียนแตล ะคน เปนหลัก และตอ งเก็บขอมูลของ
ผเู รียนทุกดานอยา งสม่ำเสมอและตอเน่ืองในแตล ะภาคเรียน รวมทั้งสอนซอมเสรมิ ผเู รียนใหพัฒนาจนเต็มตามศักยภาพ

ระดับประถมศกึ ษา
(1) ผเู รยี นตอ งมีเวลาเรียนไมน อยกวา รอ ยละ 80 ของเวลาเรียนทัง้ หมด
(2) ผูเ รียนตอ งไดร ับการประเมนิ ทุกตวั ชวี้ ัด และผา นตามเกณฑท่ีสถานศึกษากำหนด
(3) ผูเรียนตองไดรบั การตัดสินผลการเรียนทุกรายวชิ า
(4) ผเู รยี นตอ งไดรับการประเมิน และมีผลการประเมนิ ผานตามเกณฑทสี่ ถานศกึ ษา

กำหนด ในการอา น คิดวิเคราะหและเขียน คณุ ลักษณะอันพึงประสงค และกจิ กรรมพฒั นาผูเ รียน
ระดบั มัธยมศกึ ษา
(1) ตัดสนิ ผลการเรียนเปน รายวิชา ผเู รยี นตองมีเวลาเรียนตลอดภาคเรยี นไมน อย

กวารอ ยละ 80 ของเวลาเรยี นทงั้ หมดในรายวชิ านนั้ ๆ
(2) ผเู รียนตองไดร ับการประเมนิ ทกุ ตวั ช้วี ดั และผานตามเกณฑทส่ี ถานศึกษากำหนด
(3) ผเู รียนตอ งไดร ับการตัดสนิ ผลการเรียนทุกรายวิชา
(4) ผูเรยี นตอ งไดร ับการประเมนิ และมีผลการประเมินผา นตามเกณฑท ่ี

สถานศกึ ษากำหนด ในการอาน คิดวิเคราะหและเขียน คุณลักษณะอันพึงประสงค และกิจกรรมพัฒนาผูเรยี น
การพจิ ารณาเลอื่ นชั้นทง้ั ระดับประถมศกึ ษาและมธั ยมศึกษา ถา ผเู รยี นมขี อบกพรองเพียงเลก็ นอ ย และ

สถานศกึ ษาพจิ ารณาเห็นวาสามารถพัฒนาและสอนซอมเสริมได ใหอยูในดุลพินิจของสถานศกึ ษาท่ีจะผอนผนั ใหเลอ่ื นช้นั ได
แตห ากผูเรียนไมผา นรายวิชาจำนวนมาก และมแี นวโนมวา จะเปน ปญ หาตอการเรียนในระดบั ชนั้ ทส่ี ูงข้นึ สถานศึกษาอาจตั้ง
คณะกรรมการพิจารณาใหเ รยี นซ้ำชน้ั ได ทง้ั น้ใี หคำนึงถึงวุฒิภาวะและความรูความสามารถของผูเรียนเปน สำคญั

1.2 การใหร ะดับผลการเรียน
ระดับประถมศึกษา ในการตัดสินเพอ่ื ใหระดับผลการเรยี นรายวชิ า สถานศึกษาสามารถ

ใหระดบั ผลการเรียนหรือระดับคุณภาพการปฏิบัตขิ องผเู รียน เปนระบบตัวเลข ระบบตวั อักษร ระบบรอยละ
และระบบทีใ่ ชค ำสำคญั สะทอนมาตรฐาน

การประเมนิ การอา น คดิ วเิ คราะหแ ละเขยี น และคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงคน นั้ ใหร ะดบั ผล
การประเมินเปน ดีเยีย่ ม ดี และผาน

การประเมนิ กจิ กรรมพฒั นาผเู รียน จะตองพจิ ารณาทั้งเวลาการเขา รวมกิจกรรม การปฏบิ ตั ิกิจกรรมและ
ผลงานของผูเ รยี น ตามเกณฑที่สถานศึกษากำหนด และใหผลการเขา รวมกจิ กรรมเปน ผาน และไมผ าน

435

ระดับมัธยมศึกษา ในการตัดสนิ เพ่อื ใหร ะดับผลการเรยี นรายวิชา ใหใชต ัวเลขแสดงระดับผลการเรยี นเปน
8 ระดบั

การประเมนิ การอา น คิดวเิ คราะหแ ละเขียน และคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงคนั้น ใหร ะดับผล
การประเมินเปน ดีเยี่ยม ดี และผา น

การประเมินกิจกรรมพฒั นาผเู รยี น จะตอ งพิจารณาทั้งเวลาการเขา รว มกิจกรรม การปฏบิ ตั ิกจิ กรรมและ
ผลงานของผเู รยี น ตามเกณฑที่สถานศึกษากำหนด และใหผลการเขา รวมกิจกรรมเปนผาน และไมผ าน

1.3 การรายงานผลการเรยี น
การรายงานผลการเรียนเปน การสื่อสารใหผ ูป กครองและผูเรยี นทราบความกา วหนา ในการเรียนรูข องผูเ รยี น

ซง่ึ สถานศึกษาตองสรปุ ผลการประเมินและจดั ทำเอกสารรายงานใหผ ปู กครองทราบเปนระยะ ๆ หรืออยา งนอยภาคเรียนละ
1 คร้ัง

การรายงานผลการเรยี นสามารถรายงานเปน ระดบั คุณภาพการปฏบิ ัตขิ องผเู รียนทสี่ ะทอนมาตรฐานการเรียนรู
กลุม สาระการเรยี นรู

436

เกณฑการจบการศึกษา

หลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน กำหนดเกณฑกลางสำหรับการจบการศึกษาเปน 3 ระดบั คอื ระดับ
ประถมศึกษา ระดบั มธั ยมศึกษาตอนตน และระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย

1 เกณฑการจบระดับประถมศกึ ษา
(1) ผูเรียนเรียนรายวชิ าพืน้ ฐาน และรายวิชา/กจิ กรรมเพ่ิมเติมตามโครงสรางเวลาเรยี น ท่หี ลกั สตู ร

แกนกลางการศึกษาข้นั พ้นื ฐานกำหนด
(2) ผูเรียนตอ งมีผลการประเมินรายวชิ าพื้นฐาน ผานเกณฑการประเมนิ ในระดบั คะแนน 1 ขนึ้ ไป
(3) ผูเ รียนมผี ลการประเมินการอาน คดิ วเิ คราะห และเขยี นในระดับผานเกณฑ ในระดบั ดี
(4) ผูเรียนมีผลการประเมนิ คุณลกั ษณะอันพึงประสงคใ นระดับผานเกณฑการประเมินในระดับดี
(5) ผูเ รยี นเขารว มกจิ กรรมพัฒนาผเู รียนและมผี ลการประเมนิ ผา นเกณฑก ารประเมิน

2 เกณฑก ารจบระดับมธั ยมศกึ ษาตอนตน
(1) ผูเรยี นเรียนรายวิชาพ้ืนฐานและเพ่ิมเติมไมเ กิน 81 หนวยกติ โดยเปน รายวชิ าพื้นฐาน

66 หนวยกิต และรายวิชาเพิ่มเตมิ 14 หนวยกิต
(2) ผเู รียนตองไดห นว ยกติ ตลอดหลกั สตู รไมนอยกวา 77 หนว ยกิต โดยเปน รายวชิ าพ้ืนฐาน

66 หนว ยกติ และรายวชิ าเพ่ิมเติมไมนอ ยกวา 11 หนวยกิต
(3) ผเู รียนมีผลการประเมนิ การอา น คิดวิเคราะหและเขียน ในระดับผาน เกณฑ

การประเมินตามทีส่ ถานศึกษากำหนด
(4) ผเู รียนมีผลการประเมนิ คุณลักษณะอนั พึงประสงค ในระดบั ดี
(5) ผูเรยี นเขา รว มกจิ กรรมพัฒนาผูเรยี นและมผี ลการประเมนิ ผา นเกณฑก ารประเมนิ

3 เกณฑก ารจบระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย
(1) ผูเรยี นเรียนรายวชิ าพน้ื ฐานและเพิ่มเตมิ ไมนอยกวา 81 หนว ยกิต โดยเปน รายวิชาพ้ืนฐาน

41 หนว ยกิต และรายวชิ าเพิ่มเตมิ 42 หนวยกติ
(2) ผเู รียนตอ งไดหนว ยกติ ตลอดหลกั สตู รไมนอ ยกวา 77 หนว ยกติ โดยเปน รายวชิ าพ้นื ฐาน

41 หนวยกิต และรายวชิ าเพ่ิมเตมิ ไมน อ ยวา 36 หนว ยกติ
(3) ผูเรียนมีผลการประเมนิ การอา น คิดวเิ คราะหและเขยี น ในระดับดี
(4) ผูเรียนมีผลการประเมินคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค ในระดับดี
(5) ผเู รียนเขารวมกิจกรรมพัฒนาผูเรียนและมผี ลการประเมนิ ผานเกณฑก ารประเมนิ

สำหรบั การจบการศึกษาสำหรับกลุมเปาหมายเฉพาะ เชน การศกึ ษาเฉพาะทาง การศึกษาสำหรบั ผมู ีความสามารถ
พเิ ศษ การศึกษาทางเลอื ก การศึกษาสำหรบั ผูดอยโอกาส การศกึ ษาตามอัธยาศัย ใหค ณะกรรมการของสถานศึกษา เขต
พ้นื ทกี่ ารศกึ ษา และผูที่เกีย่ วของ ดำเนนิ การวดั และประเมินผล การเรียนรูตามหลักเกณฑในแนวปฏิบัตกิ ารวัดและ
ประเมินผลการเรียนรูของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐานสำหรับกลุมเปาหมายเฉพาะ

437

เอกสารหลกั ฐานการศกึ ษา
เอกสารหลักฐานการศึกษา เปนเอกสารสำคัญท่ีบันทึกผลการเรียน ขอมลู และสารสนเทศ ท่เี ก่ียวของกับพัฒนาการ

ของผเู รยี นในดานตา ง ๆ แบง ออกเปน 2 ประเภท ดังนี้
1. เอกสารหลกั ฐานการศกึ ษาท่ีกระทรวงศึกษาธกิ ารกำหนด
1.1 ระเบียนแสดงผลการเรยี น เปน เอกสารแสดงผลการเรียนและรบั รองผลการเรียนของผูเรียนตาม

รายวิชา ผลการประเมนิ การอาน คดิ วเิ คราะหแ ละเขยี น ผลการประเมินคณุ ลักษณะอนั พึงประสงคของสถานศึกษา และผล
การประเมนิ กิจกรรมพัฒนาผเู รียน สถานศึกษาจะตองบันทึกขอ มูลและออกเอกสารนี้ใหผ ูเรยี นเปน รายบคุ คล เมื่อผเู รียนจบ
การศึกษาระดับประถมศึกษา (ช้นั ประถมศกึ ษาปท ี่ 6) จบการศกึ ษาภาคบังคับ(ชัน้ มัธยมศึกษาปท่ี 3) จบการศกึ ษาขั้น
พืน้ ฐาน(ชนั้ มัธยมศึกษาปท่ี 6) หรอื เม่ือลาออกจากสถานศึกษาในทุกกรณี

1.2 ประกาศนียบัตร เปน เอกสารแสดงวุฒกิ ารศึกษาเพ่อื รับรองศักดิ์และสทิ ธข์ิ องผูจ บการศึกษา
ทสี่ ถานศึกษาใหไวแกผูจ บการศึกษาภาคบังคับ และผจู บการศึกษาข้ันพื้นฐานตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน

1.3 แบบรายงานผูส ำเร็จการศกึ ษา เปน เอกสารอนุมัตกิ ารจบหลกั สูตรโดยบันทึกรายชอ่ื และขอมูลของผจู บ
การศึกษาระดับประถมศึกษา (ชน้ั ประถมศกึ ษาปท ่ี 6) ผจู บการศกึ ษาภาคบังคับ (ชัน้ มัธยมศึกษาปท ี่ 3)
และผจู บการศึกษาขัน้ พนื้ ฐาน (ชั้นมธั ยมศึกษาปท ่ี 6)

2. เอกสารหลักฐานการศึกษาท่ีสถานศกึ ษากำหนด
เปน เอกสารทส่ี ถานศึกษาจัดทำข้นึ เพ่ือบันทกึ พัฒนาการ ผลการเรียนรู และขอมลู สำคัญ เกี่ยวกับผูเรยี น เชน
แบบรายงานประจำตวั นกั เรยี น แบบบันทกึ ผลการเรียนประจำรายวิชา ระเบยี นสะสม ใบรบั รองผลการเรยี น และ เอกสาร
อนื่ ๆ ตามวัตถปุ ระสงคข องการนำเอกสารไปใช
การเทียบโอนผลการเรยี น
สถานศกึ ษาสามารถเทียบโอนผลการเรยี นของผูเรียนในกรณตี างๆไดแก การยายสถานศึกษา การเปลยี่ นรูปแบบ
การศึกษา การยายหลักสตู ร การออกกลางคนั และขอกลับเขารบั การศึกษาตอ การศกึ ษาจากตา งประเทศและขอเขาศึกษา
ตอในประเทศ นอกจากน้ี ยงั สามารถเทียบโอนความรู ทักษะ ประสบการณจากแหลงการเรยี นรอู ืน่ ๆ เชน สถาน
ประกอบการ สถาบนั ศาสนา สถาบันการฝกอบรมอาชีพ การจัดการศึกษาโดยครอบครวั
การเทยี บโอนผลการเรียนควรดำเนินการในชวงกอนเปดภาคเรียนแรก หรือตนภาคเรียนแรก ท่สี ถานศึกษารบั ผูขอ
เทียบโอนเปนผเู รียน ทงั้ นี้ ผูเรยี นทีไ่ ดรบั การเทียบโอนผลการเรยี นตอ งศึกษาตอ เน่ืองในสถานศึกษาทร่ี บั เทยี บโอนอยาง
นอ ย 1 ภาคเรยี น โดยสถานศึกษาทร่ี บั ผูเ รยี นจาก
การเทียบโอนควรกำหนดรายวิชา/จำนวนหนวยกติ ทจี่ ะรับเทยี บโอนตามความเหมาะสม
การพิจารณาการเทียบโอน สามารถดำเนินการได ดงั น้ี
1. พจิ ารณาจากหลักฐานการศึกษา และเอกสารอ่ืน ๆ ที่ใหขอมูลแสดงความรู ความสามารถของผูเรียน
2. พิจารณาจากความรู ความสามารถของผเู รียนโดยการทดสอบดว ยวธิ ีการตา ง ๆ ท้งั ภาคความรแู ละภาคปฏิบัติ
3. พจิ ารณาจากความสามารถและการปฏบิ ตั ิในสภาพจริง
การเทยี บโอนผลการเรียนใหเปน ไปตาม ประกาศ หรือ แนวปฏบิ ตั ิ ของกระทรวงศึกษาธิการ

438

การบริหารจัดการหลกั สูตรสถานศึกษา

ในระบบการศกึ ษาที่มีการกระจายอำนาจใหทองถิน่ และสถานศกึ ษามบี ทบาทในการพฒั นาหลักสตู รนน้ั
หนวยงานตางๆ ที่เกยี่ วของในแตล ะระดับ ต้ังแตร ะดบั ชาติ ระดับทองถ่นิ จนถึงระดับสถานศกึ ษา มบี ทบาทหนาที่ และ
ความรบั ผดิ ชอบในการพัฒนา สนับสนุน สง เสริม การใชแ ละพฒั นาหลักสตู รใหเปน ไปอยางมปี ระสิทธภิ าพ
ทำใหการดำเนนิ การจดั ทำหลักสตู รสถานศึกษาและการจดั การเรียนการสอนของสถานศึกษามปี ระสทิ ธภิ าพสูงสดุ
อันจะสง ผลใหการพัฒนาคณุ ภาพผเู รียนบรรลุตามมาตรฐานการเรยี นรูที่กำหนดไวใ นระดับชาติ

สำนักงานเขตพื้นทก่ี ารศึกษา มบี ทบาทในการขับเคลอ่ื นคณุ ภาพการจัดการศกึ ษา เปน ตัวกลาง
ในการเชอ่ื มโยงหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพ้นื ฐานท่กี ำหนดในระดับชาตใิ หสอดคลองกับสภาพและ
ความตอ งการของทองถิ่น และนำไปสูการจัดทำหลักสตู รของสถานศึกษา ทง้ั สงเสริมการใชแ ละพัฒนาหลักสูตร
ในระดับสถานศึกษา ใหประสบความสำเร็จ โดยไดป ฏบิ ัตภิ ารกจิ สำคญั คือ กำหนดเปาหมาย และจุดเนนการพฒั นา
คณุ ภาพผูเรียนในระดบั ทองถิ่น ท่ีสอดคลองกับสงิ่ ท่ีเปน ความตอ งการในระดบั ชาติ พฒั นาสาระการเรียนรทู องถ่ิน ประเมนิ
คุณภาพการศึกษาในระดับทองถิ่น รวมทงั้ เพมิ่ พูนคุณภาพการใชหลักสตู รดวยการวจิ ยั และพัฒนา
การพัฒนาบุคลากร สนับสนนุ สงเสริม ติดตามผล ประเมนิ ผล วเิ คราะห และรายงานผลคุณภาพของผูเรยี น

โรงเรยี นมีหนาที่สำคัญในการพฒั นาหลักสตู รสถานศึกษา การวางแผนและดำเนินการใชหลกั สูตร
การเพ่ิมพนู คุณภาพการใชหลักสูตรดวยการวิจยั และพฒั นา การปรับปรุงและพฒั นาหลกั สูตร จัดทำระเบียบการวัด
และประเมินผล ในการพฒั นาหลักสูตรสถานศกึ ษาไดพจิ ารณาใหส อดคลอ ง กับหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน
และรายละเอยี ดทเ่ี ขตพนื้ ท่ีการศกึ ษา รวมท้ังโรงเรียนไดเ พ่ิมเติมในสวนท่ีเกี่ยวกับสภาพปญ หาในชุมชนและสงั คม ภมู ิ
ปญ ญาทองถนิ่ และความตองการของผเู รยี น โดยทกุ ภาคสว นเขามามสี ว นรว มในการพฒั นาหลักสตู รสถานศึกษา

439

เอกสารอา งอิง

กระทรวงศกึ ษาธิการ. (2551) หลกั สูตรการศึกษาขัน้ พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551. กรุงเทพฯ : โรงพมิ พช มุ นุม สหกรณ
การเกษตรแหงประเทศไทย จำกัด.

กระทรวงศกึ ษาธิการ. (2551) ตวั ชี้วดั และสาระการเรยี นรแู กนกลางกลุม สาระการเรียนรูภ าษาไทย. กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ
ชมุ นุม สหกรณการเกษตรแหงประเทศไทย จำกัด.

กระทรวงศึกษาธกิ าร. (2551) ตวั ชว้ี ดั และสาระการเรียนรูแกนกลางกลมุ สาระการเรยี นรูค ณิตศาสตร. กรงุ เทพฯ : โรง
พมิ พช มุ นมุ สหกรณการเกษตรแหง ประเทศไทย จำกัด.

กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (2551) ตัวชว้ี ดั และสาระการเรียนรูแ กนกลางกลุม สาระการเรียนรวู ิทยาศาสตร. กรุงเทพฯ : โรง
พมิ พช ุมนมุ สหกรณการเกษตรแหงประเทศไทย จำกดั .

กระทรวงศึกษาธิการ. (2551) ตวั ชว้ี ัดและสาระการเรยี นรแู กนกลางกลมุ สาระการเรียนรูสังคมศึกษา ศาสนาและ
วฒั นธรรม. กรุงเทพฯ : โรงพมิ พช ุมนุม สหกรณการเกษตรแหง ประเทศไทย จำกัด.

กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (2551) ตวั ช้ีวัดและสาระการเรียนรแู กนกลางกลมุ สาระการเรยี นรูการงานอาชพี และเทคโนโลยี.
กรุงเทพฯ : โรงพิมพชุมนุม สหกรณก ารเกษตรแหง ประเทศไทย จำกัด.

กระทรวงศกึ ษาธิการ. (2551) ตวั ชี้วัดและสาระการเรียนรแู กนกลางกลมุ สาระการเรียนรศู ิลปะ.
กรงุ เทพฯ : โรงพิมพช มุ นุม สหกรณการเกษตรแหงประเทศไทย จำกัด.

กระทรวงศึกษาธิการ. (2551) ตวั ชี้วดั และสาระการเรียนรูแกนกลางกลมุ สาระการเรยี นรสู ุขศกึ ษาและพลศกึ ษา.
กรุงเทพฯ : โรงพิมพช ุมนุม สหกรณก ารเกษตรแหง ประเทศไทย จำกดั .


Click to View FlipBook Version