344
ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรเู พิ่มเติม
7. สืบคน ขอ มลู อธบิ าย เปรียบเทียบ โครงสรา งอายุของประชากร อตั ราสวนระหวาง
และยกตวั อยางการเพม่ิ ของประชากร เพศ อัตราการเกดิ และอัตราการตาย การอพยพเขาการ
แบบเอ็กโพเนนเชียลและการเพมิ่ ของ อพยพออกของประชากร และการรอดชวี ิตของสมาชกิ ที่มี
ประชากรแบบลอจสิ ติก อายตุ า งกัน
8. อธบิ าย และยกตัวอยางปจจัยท่ี - ลกั ษณะเฉพาะของประชากรมีอิทธพิ ลตอ
ควบคมุ การเตบิ โตของประชากร การเปลี่ยนแปลงขนาดของประชากรซงึ่ เปน
กระบวนการที่เกิดขึน้ อยเู สมอ
- การเพิ่มประชากรแบบเอ็กโพเนนเชียลเปนการเพม่ิ
จำนวนประชากรอยา งรวดเร็วแบบทวคี ูณ
- การเพ่มิ ประชากรแบบลอจิสตกิ เปนการเพม่ิ
จำนวนประชากรทขี่ นึ้ อยกู ับสภาพแวดลอ ม
หรอื มตี ัวตา นทานในส่งิ แวดลอมมาเกี่ยวของ
- การเตบิ โตของประชากรขึ้นกบั ปจจัยตา ง ๆ
ซึ่งแบง ไดเปน ปจ จยั ท่ีขึน้ กบั ความหนาแนน
ของประชากร และปจ จยั ท่ไี มขน้ึ กับความหนาแนน ของ
ประชากร
- ประชากรมนษุ ยมีอัตราการเตบิ โตอยางรวดเร็วแบบเอ็ก
โพเนนเชยี ลหลงั จากการปฏวิ ตั ิ
ทางอตุ สาหกรรมเปนตน มา
9. วิเคราะห อภิปราย และสรุปปญ หา - ปญหาทเ่ี กิดกับทรัพยากรน้ำ สว นใหญเกดิ จาก
การขาดแคลนนำ้ การเกิดมลพิษทาง การปลอยนำ้ ท่ีผา นการใชป ระโยชนจากกจิ กรรม
น้ำ และผลกระทบท่ีมตี อมนุษยและ ตาง ๆ ของมนษุ ยและยังไมไดรบั การบำบัดลง
สิ่งแวดลอ ม รวมทงั้ เสนอแนวทางการ สแู หลง น้ำ ทำใหเกดิ มลพษิ ทางนำ้
วางแผนการจัดการนำ้ และการแกไ ข - การตรวจสอบคณุ ภาพนำ้ นิยมใชการหาคา
ปญ หา ปริมาณออกซเิ จนท่ีละลายน้ำ และคาปริมาณ
ออกซเิ จนที่จลุ นิ ทรียในน้ำใชใ นการยอ ยสลายสารอนิ ทรยี
ในนำ้
- การจดั การทรัพยากรนำ้ เพ่ือใหเกดิ ประโยชนส ูงสดุ ควร
มีการวางแผนการใชนำ้ การแกไขปญหาคุณภาพน้ำ
รวมทง้ั การปลกู จติ สำนึกในการใชน ้ำอยางถูกตอง
10. วเิ คราะห อภปิ ราย และสรุป -การปนเปอนของสารเคมี ฝุน ละออง และจลุ ินทรียตาง ๆ
ปญหามลพษิ ทางอากาศ และ ทำใหเกิดมลพิษทางอากาศ ซ่ึงเกิดไดทัง้ จากธรรมชาตแิ ละ
ผลกระทบท่ีมตี อมนุษยและ จากการกระทำของมนุษย
สงิ่ แวดลอ ม รวมทั้งเสนอแนวทางการ - การเกดิ มลพษิ ทางอากาศท่เี กิดข้นึ เองตามธรรมชาติเชน
แกไขปญ หา การเกิดพายุ การเกิดไฟปา และการเกิดแกส พิษจากการ
ยอ ยสลายของจุลนิ ทรีย
345
ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรียนรูเพม่ิ เตมิ
- การเกดิ มลพิษทางอากาศที่เกิดจากการกระทำ
ของมนษุ ย เชน การใชเชอื้ เพลิงฟอสซิลในรูปแบบตา ง ๆ
- การจดั การทรัพยากรอากาศควรประกอบดว ย
การกำหนดนโยบาย และวางแผนงานเพ่ือปองกันและ
แกไข รวมทั้งการปลูกจติ สำนึกในการดูแลรักษาคุณภาพ
อากาศ
11. วเิ คราะห อภปิ ราย และสรุป - มลพิษทางดินและปญหาความเส่อื มโทรมของดินสวน
ปญหาท่ีเกดิ กับทรัพยากรดิน และ ใหญม ีสาเหตุจากการกระทำของมนุษย
ผลกระทบท่ีมีตอมนษุ ยแ ละ - การจัดการทรัพยากรดินเพ่ือใหเ กดิ ประโยชน
สง่ิ แวดลอ ม รวมท้งั เสนอแนวทางการ สงู สดุ ควรมีการปองกันและการแกปญหาการเกดิ มลพษิ
แกไ ขปญ หา และความเส่ือมโทรมของดิน รวมทั้งการปลูกจิตสำนึกใน
การใชดินอยางถูกตอ ง
12. วิเคราะห อภิปราย และสรปุ - พ้ืนท่ปี าไมท่ลี ดลงอาจมสี าเหตมุ าจากธรรมชาตเิ ชน ไฟ
ปญหา ผลกระทบท่ีเกิดจากการทำลาย ปา แผนดนิ ไหว ภูเขาไฟระเบิด หรืออาจมีสาเหตมุ าจาก
ปา ไม รวมทง้ั เสนอแนวทางในการ การกระทำของมนษุ ย เชน การตดั ไมทำลายปา การบุกรุก
ปอ งกนั การทำลายปาไมและการ พื้นที่ปา เพือ่ ครอบครองท่ีดินการเผาปา การทำเหมืองแร
อนรุ ักษปาไม - พืน้ ที่ปา ไมท ่ลี ดลงทำใหภ มู ปิ ระเทศมสี ภาพ
แหงแลง เกิดอทุ กภยั เกดิ การพงั ทลายของดิน
ตลอดจนการเพ่ิมข้ึนของแกคารบอนไดออกไซด
ซึ่งเปน แกส เรือนกระจกชนดิ หนง่ึ นอกจากนี้
ทำใหส ตั วป า และพชื พรรณธรรมชาตลิ ดจำนวนลงหรือสญู
พันธไุ ด
-การจดั การทรัพยากรปาไมควรจดั การใหม ี
ทรพั ยากรปาไมคงอยอู ยา งยั่งยนื หรือเพิ่มขน้ึ เชน การ
กำหนดพ้นื ที่ปาอนุรักษ สงเสริมการปลกู ปา ปองกันการ
บกุ รุกปา การใชไ มอยางมคี ุณคา และมปี ระสทิ ธิภาพ
รวมถงึ การปลูกจิตสำนกึ เรื่องการอนุรักษป าไม
13. วเิ คราะห อภปิ ราย และสรุป - การลดจำนวนลงของสตั วปาเปนผลเนอ่ื งมาจากการ
ปญ หา ผลกระทบทที่ ำใหส ตั วปามี กระทำของมนุษยเปนสวนใหญ คือ การทำใหแหลงที่อยู
จำนวนลดลง และแนวทางในการ อาศยั ลดลงและการลาสตั วป า
อนรุ ักษสตั วปา - การจดั การทรัพยากรสัตวปาควรมีการดำเนนิ การใหมี
พนื้ ท่ีปาไมเพอื่ การอยูอาศยั อยา งเพียงพอรวมทัง้ การไมทำ
รา ยสตั วป า หรอื ทำใหสตั วปาลดจำนวนลง รวมทง้ั การปลูก
จิตสำนกึ ใหช วยกันอนุรักษ
346
คำอธิบายรายวชิ าเพ่ิมเตมิ
รหสั วิชา ว30202 รายวชิ าวิทยาศาสตรส่ิงแวดลอม กลุม สาระการเรยี นรูวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
ชน้ั มธั ยมศึกษาปที่ 6 ภาคเรียนท่ี 2 จำนวน 60 ช่ัวโมง/1.5 หนวยกติ
อธิบาย อภิปราย วิเคราะห วางแผนและดำเนินการเฝาระวัง เขาใจสิ่งแวดลอมในทองถิ่น ความสัมพันธระหวาง
สิ่งแวดลอมกับสิ่งมีชีวิต ความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวิตตาง ๆ ในระบบนิเวศ สมดุลในธรรมชาติ ปญหามลพิษ
ส่ิงแวดลอ ม กับการแกไ ขและปองกนั ปญ หาสงิ่ แวดลอ มตาง ๆ การใชทรพั ยากรธรรมชาติในระดับทองถิน่ ประเทศและโลก
นำความรูไปใชใ นในการจดั การทรพั ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมในทองถ่นิ อยา งยั่งยนื
โดยใชก ระบวนการทางวทิ ยาศาสตร และจติ วทิ ยาศาสตรใ นการสืบเสาะหาความรู การสำรวจตรวจสอบ การสืบคน
ขอมลู และการอภิปราย เพอ่ื ใหเ กดิ ความรู ความคดิ ความเขา ใจ สามารถส่ือสารสงิ่ ทีเ่ รยี นรู มคี วามสามารถในการตัดสินใจ
นำความรูไปใชในชีวิตประจำวัน มีจริยธรรม คุณธรรม และคานิยมที่ถูกตองเหมาะสม โดยมุงเนนความเปนไทยควบคูกับ
ความเปน สากล
ผลการเรยี นรู
1. อธิบายความสัมพนั ธร ะหวา งสง่ิ มีชีวิตกบั ส่ิงมชี ีวิตและสิ่งมชี วี ติ กบั สภาพแวดลอ มในระบบนิเวศได
2. สบื คน ขอ มูล และอธบิ ายลักษณะของระบบนเิ วศในภมู ิภาคตางๆ ของโลกได
3. บอกประเภทของระบบนิเวศบนดนิ และระบบนิเวศแหลงนำ้ ได
4. อธบิ ายลกั ษณะและองคป ระกอบของระบบนิเวศบนดนิ และระบบนเิ วศแหลง น้ำได
5. วางแผน สำรวจ และรวบรวมขอ มลู เก่ียวกบั องคป ระกอบทไ่ี มมีชีวิตและองคป ระกอบท่มี ชี ีวติ ของระบบ
นเิ วศในทองถ่นิ ได
6. อธบิ ายองคป ระกอบในระบบนิเวศได
7. วางแผน ออกแบบ และสรางระบบนเิ วศจำลองได
8. สังเกต รวบรวมขอ มลู และอธบิ ายความสัมพันธใ นระบบนเิ วศจำลองได
9. อธบิ ายความสมั พนั ธของสิ่งมชี วี ิตที่อาศัยอยูรว มกนั ในระบบนิเวศได
10. อธบิ ายสาเหตทุ ี่ทำใหประชากรในระบบนิเวศเกดิ การเปลย่ี นแปลงได
11. สืบคนขอ มูล และรวบรวมขอมูลประชากรมนุษยได
12. วิเคราะหแนวโนม การเพ่ิมข้ึนของประชากรมนุษยเปรียบเทยี บกับการใชทรัพยากรธรรมชาติได
13.อธิบายหลกั การของกระบวนการเปล่ยี นแปลงแทนที่ได
14.วิเคราะหส าเหตุของการเปล่ยี นแปลงแทนท่ี และยกตวั อยางการเปล่ยี นแปลงแทนท่ีท่ีเกิดขึ้นในทองถนิ่ ได
15. บอกปญหาสิ่งแวดลอมและทรพั ยากรธรรมชาติที่เกดิ ขึ้นในทอ งถิ่น ประเทศ และระดบั โลกได
16. วเิ คราะหปญ หา สาเหตขุ องปญ หา และนำเสนอแนวทางปองกนั และแกไขปญหาส่ิงแวดลอ มและ
ทรพั ยากรธรรมชาตใิ นระดบั ทองถิ่นประเทศ และระดับโลกได
จำนวนผลการเรยี นรูทัง้ หมด 16 ผลการเรยี นรู
347
รหสั วชิ า ว33287 คำอธิบายรายวชิ าเพมิ่ เติม
ชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 6 รายวิชาโครงงานSMT 1 กลมุ สาระการเรียนรูวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
ภาคเรยี นที่ 1 เวลาเรียน 40 ชวั่ โมง/1.0 หนวยกิต
ศึกษาและทำความเขาใจเกีย่ วกับการต้งั ปญ หาทางวิทยาศาสตร จากการสังเกต สำรวจ คดิ วเิ คราะหสถาณการณได
มีทักษะการหาขอมลู ความรูทางวิทยาศาสตร คณติ ศาสตรและเทคโนโลยี จากแหลงความรเู พ่อื แกป ญ หา ตัง้ วตั ถปุ ระสงคท่ี
ชดั เจนในการแกป ญ หา สรางสมมตฐิ านท่ีนำไปสูการแกปญหา กำหนดตวั แปรทเี่ ก่ียวของ เพอื่ นำไปสกู ารแกปญหาที่ถูกตอง
ชัดเจน ออกแบบการศึกษาเพื่อแกไขปญหาที่นักเรียนกำหนด อยางเปนขั้นตอน ชัดเจน มีการใชองคความรูวิทยาศาสตร
คณิตศาสตร และเทคโนโลยีในการศึกษา วางแผนการจดั การวสั ดุอปุ กรณ ระยะเวลาลงมือปฏิบัติสรา งนวตั กรรมจากปญหา
และการออกแบบการศึกษาอยางเปนขั้นตอน มีการบันทึกผลชัดเจน สรุปและอภิปรายผลจากการศึกษาและจัดทำรูปเลม
รายงาน
โดยใหผูเรียนคิด วิเคราะห สืบคนหาขอมูล เพื่อใหเกิดความรูความเขาใจ ความคิดรวบยอด มีความใฝรูใฝเรียน มี
วนิ ยั ในการเรียน และมีความมงุ มนุ ในการทำงาน รจู ักทำความรูไปประยุกตใชใ นการดำรงชีวิตไดอยางพอเพยี ง รวมท้ังมีเจต
คติทด่ี ตี อ คอมพิวเตอรและเทคโนโลยสี ารสนเทศ
ผลการเรยี นรู
1. ต้ังปญหาทางวทิ ยาศาสตร จากการสงั เกต สำรวจ คดิ วิเคราะหสถาณการณได
2. มที กั ษะการหาขอมลู ความรูทางวิทยาศาสตร คณิตศาสตรและเทคโนโลยี จากแหลงความรเู พ่ือแกป ญหา
3. ตงั้ วัตถปุ ระสงคทช่ี ัดเจนในการแกปญ หา
4. สรา งสมมตฐิ านที่นำไปสูการแกปญ หา
5. กำหนดตวั แปรทเี่ ก่ียวขอ ง เพ่ือนำไปสูการแกปญ หาท่ีถูกตองชัดเจน
6. ออกแบบการศกึ ษาเพ่อื แกไขปญ หาทน่ี กั เรียนกำหนด อยางเปน ขน้ั ตอน ชดั เจน มีการใชองคความรวู ทิ ยาศาสตร
คณิตศาสตร และเทคโนโลยีในการศึกษา
7. วางแผนการจัดการวสั ดอุ ุปกรณ ระยะเวลา
8. สรา งนวัตกรรมจากปญหาและการออกแบบการศึกษาอยา งเปน ขน้ั ตอน มีการบนั ทึกผลชดั เจน
9. สรุปและอภิปรายผลจากการศึกษา
10. จัดทำรปู เลมรายงานไดถูกตอ ง
รวมจำนวนผลการเรยี นรูท้ังหมด 10 ผลการเรยี นรู
348
คำอธบิ ายรายวิชาเพ่มิ เติม
รหสั วิชา ว33288 รายวชิ าโครงงานSMT 2 กลุมสาระการเรยี นรูวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
ช้ันมธั ยมศึกษาปที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 เวลาเรยี น 40 ช่ัวโมง/1.0 หนวยกติ
ศึกษาและทำความเขาใจเกี่ยวกับ จัดทำภาพนิ่งนำเสนอนาสนใจ เขาใจงายสื่อสารไดครบถวน สื่อสารนำเสนอ
นวัตกรรม ดวยภาษาที่ชัดเจน สื่อสารใหผูอื่นเขาใจ มีความเขาใจลึกซึ้งในนวัตกรรมของตน สามารถตอบปญหา ขอสงสัย
ของผูอื่นที่เกี่ยวกับนวัตกรรมของตน จัดทำโปสเตอรผลงานวิชาการไดอยางถูกตอง จัดทำคลิปวิดีทัศน นำเสนอผลการ
นวตั กรรม ขั้นตอนการสรางนวัตกรรมโดยละเอยี ด
โดยใหผูเรียนคิด วิเคราะห สืบคนหาขอมูล เพื่อใหเกิดความรูความเขาใจ ความคิดรวบยอด มีความใฝรูใฝเรียน มี
วนิ ยั ในการเรยี น และมีความมงุ มนุ ในการทำงาน รจู กั ทำความรไู ปประยุกตใชในการดำรงชีวิตไดอยา งพอเพียง รวมท้ังมีเจต
คตทิ ีด่ ีตอคอมพิวเตอรแ ละเทคโนโลยสี ารสนเทศ
ผลการเรยี นรู
1. จดั ทำภาพน่งิ นำเสนอนา สนใจ เขาใจงายสื่อสารไดครบถวน
2. สือ่ สารนำเสนอนวตั กรรม ดวยภาษาทชี่ ดั เจน สื่อสารใหผ ูอื่นเขา ใจ
3. มีความเขา ใจลกึ ซ้งึ ในนวัตกรรมของตน สามารถตอบปญ หา ขอ สงสยั ของผอู นื่ ท่ีเกยี่ วกบั นวัตกรรมของตน
4. จดั ทำโปสเตอรผลงานวชิ าการไดอยางถูกตอ ง
5. จดั ทำคลปิ วิดที ศั น นำเสนอผลการนวตั กรรม ขนั้ ตอนการสรางนวตั กรรมโดยละเอียด
รวมจำนวนผลการเรยี นรูทั้งหมด 5 ผลการเรียนรู
349
รายวิชาโลกดาราศาสตรแ ละอวกาศ สาระการเรียนรูเพ่มิ เติม
ช้ัน ผลการเรยี นรู - การศกึ ษาโครงสรา งโลกใชขอมูลหลายดานเชน
ม.4 1. อธิบายการแบง ช้นั และสมบตั ขิ อง องคป ระกอบทางเคมีของหินและแรองคประกอบทางเคมี
โครงสรา งโลกพรอ มยกตัวอยางขอมูลท่ี ของอกุ กาบาต ขอมูลคลื่นไหวสะเทอื นที่เคล่ือนทผ่ี านโลก
สนบั สนนุ จงึ สามารถแบงชน้ั โครงสรา งโลกได 2 แบบ คือ
2. อธบิ ายหลกั ฐานทางธรณวี ิทยาที่ โครงสรา งโลกตามองคประกอบทางเคมี แบงไดเปน 3
สนบั สนุนการเคล่ือนที่ของแผนธรณี ชน้ั ไดแก เปลือกโลก เนือ้ โลก และแกน โลก และ
3. ระบุสาเหตแุ ละอธิบายแนวรอยตอ โครงสรางโลกตามสมบตั ิเชงิ กล แบงไดเปน 5 ชนั้
ของแผนธรณีที่สมั พนั ธกับการเคลอ่ื นที่ ไดแ ก ธรณภี าค ฐานธรณภี าค มัชฌมิ ภาค แกนโลก
ของแผน ธรณี พรอ มยกตวั อยาง ชน้ั นอก และแกนโลกชั้นใน นอกจากนี้ ยงั มีการคน พบ
หลกั ฐานทางธรณวี ทิ ยาท่ี รอยตอ ระหวา งช้นั โครงสรา งโลก
เชน แนวแบง เขตโมโฮโรวิซิก แนวแบง เขตกูเทนเบิรก
แนวแบงเขตเลหแมน
- แผนธรณตี าง ๆ เปนสวนประกอบของธรณภี าคซ่ึงเปน
ชั้นนอกสุดของโครงสรางโลก โดยมีการเปล่ยี นแปลง
ขนาดและตำแหนงตง้ั แตอดีต
จนถึงปจ จุบนั การเคล่ือนที่ของแผน ธรณีดงั กลาวอธิบาย
ไดตามทฤษฎีธรณีแปรสัณฐาน ซึ่งมรี ากฐานมาจากทฤษฎี
ทวปี เลอ่ื นและทฤษฎีการแผขยายพน้ื สมทุ ร โดยมี
หลกั ฐานทส่ี นบั สนุน
ไดแ ก รูปรางของขอบทวีปทสี่ ามารถเชือ่ มตอ กนั ไดค วาม
คลายคลงึ กันของกลมุ หินและแนวเทอื กเขาซากดกึ ดำ
บรรพ รองรอย การเคลื่อนท่ีของ
ตะกอนธารน้ำแข็ง ภาวะแมเ หลก็ โลกบรรพกาลอายุหนิ
ของพืน้ มหาสมุทร รวมทง้ั การคน พบสันเขากลางสมุทร
และรองลึกกน สมุทร
- การพาความรอนของแมกมาภายในโลก ทำใหเกิดการ
เคลือ่ นท่ีของแผนธรณี ตามทฤษฎีธรณีแปรสัณฐาน ซงึ่
นักวทิ ยาศาสตรไดสำรวจพบ
หลกั ฐานทางธรณีวิทยา ไดแก ธรณสี ณั ฐานและธรณี
โครงสรา งที่บรเิ วณแนวรอยตอของแผนธรณี เชน รอ งลึก
กน สมุทร หมเู กาะภเู ขาไฟรปู โคง แนวภเู ขาไฟ แนว
เทือกเขา หบุ เขาทรุด
และสันเขากลางสมุทร รอยเลอื่ น นอกจากนยี้ งั พบการ
เกิดธรณพี ิบัตภิ ัยท่ีบริเวณแนวรอยตอ ของแผนธรณี เชน
350
ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรเู พ่มิ เติม
แผนดินไหว ภเู ขาไฟระเบิดสึนามิ ซง่ึ หลักฐานดงั กลา ว
สัมพนั ธกับรูปแบบ
การเคลอื่ นท่ขี องแผนธรณีนักวิทยาศาสตรจึงสรปุ ไดวา
แนวรอยตอของแผน ธรณีมี 3 รูปแบบ ไดแ ก แนวแผน
ธรณีแยกตัว แนวแผน ธรณเี คลือ่ นทเ่ี ขาหากัน แนวแผน
ธรณีเคล่ือนทผี่ า นกันในแนวราบ
4. วิเคราะหห ลักฐานทางธรณีวิทยาที่ - การลำดบั ชั้นหิน เปน การศึกษาการวางตัวการแผ
พบในปจ จุบันและอธบิ ายลำดับ กระจาย ลำดบั อายุ ความสมั พนั ธข องชัน้ หินรอยช้นั ไม
เหตุการณ ทางธรณวี ิทยาในอดีต ตอ เนื่อง และหลกั ฐานทางธรณีวิทยา
อ่ืน ๆ ทีป่ รากฏ ทำใหทราบลำดบั เหตุการณทาง
ธรณีวทิ ยา การเปล่ยี นแปลงสภาพแวดลอ ม
ววิ ัฒนาการของสิง่ มีชีวติ ทเี่ กิดขึ้นบนโลกตง้ั แตกำเนิดโลก
จนถงึ ปจ จุบัน
- หลกั ฐานทางธรณวี ทิ ยา ไดแก ซากดึกดำบรรพ หิน
และลักษณะโครงสรางทางธรณี ซง่ึ นำมาหาอายุได 2
แบบ ไดแ ก อายเุ ปรยี บเทียบ คอื อายขุ องซากดกึ ดำ
บรรพ หิน และ/หรอื
เหตุการณทางธรณีวทิ ยา เม่ือเทยี บกับ
ซากดึกดำบรรพ หิน และ/หรือเหตกุ ารณทางธรณีวิทยา
อ่ืน ๆ และอายสุ มั บรู ณ คอื อายุทีร่ ะบเุ ปน ตวั เลขของหิน
และ/หรอื เหตุการณทางธรณีวิทยาซ่ึงคำนวณไดจ าก
ไอโซโทปของธาตุ
- ขอ มลู จากอายุเปรยี บเทียบและอายุสัมบรู ณส ามารถ
นำมาจัดทำมาตราธรณกี าล คือ การลำดับชวงเวลาของ
โลกตงั้ แตเ กดิ จนถึงปจ จุบนั แบง ออกเปน บรมยุค มหายุค
ยคุ และสมัย ซึ่งแตล ะ
ชวงเวลามสี ิ่งมชี ีวติ สภาพแวดลอมและเหตุการณท ี่
เกดิ ขน้ึ แตกตา งกนั
5. อธิบายสาเหตุ กระบวนการเกดิ ภูเขา - ภูเขาไฟระเบิด เกิดจากการแทรกดนั ของแมกมาข้นึ มา
ไฟระเบิดและปจจัยทีท่ ำใหความรุนแรง ตามสวนเปราะบาง หรือรอยแตกบนเปลอื กโลก มกั พบ
ของการปะทแุ ละรปู รางของภูเขาไฟ หนาแนนบรเิ วณรอยตอระหวางแผน ธรณที ำใหบริเวณ
แตกตางกนั รวมทั้งสบื คนขอ มูลพน้ื ที่ ดงั กลาวเปน พนื้ ท่ี
เสย่ี งภัย ออกแบบและนำเสนอแนว เสยี่ งภยั ความรนุ แรงของการปะทุและรูปรา งของภูเขา
ทางการเฝาระวังและการปฏิบัตติ น ไฟท่ีแตกตางกนั ข้นึ อยูกบั องคประกอบของแมกมา ผล
ใหปลอดภยั จากการระเบิดของภเู ขาไฟมีทัง้ ประโยชนและโทษ จงึ
ตองศึกษาแนวทางในการ
351
ช้ัน ผลการเรียนรู สาระการเรียนรูเ พิ่มเตมิ
เฝาระวัง และการปฏบิ ัตติ นใหป ลอดภัย
6. อธิบายสาเหตุ กระบวนการเกดิ - แผน ดินไหวเกดิ จากการปลดปลอยพลงั งานทส่ี ะสมไว
ขนาดและความรนุ แรง และผลจาก ของเปลือกโลกในรูปของคล่ืนไหวสะเทือนแผน ดนิ ไหวมี
แผนดนิ ไหว รวมท้ังสบื คน ขอมูลพื้นที่ ขนาดและความรุนแรงแตกตา งกัน
เสย่ี งภัย ออกแบบและนำเสนอ และทำลายทรัพยส นิ ศูนยเ กิดแผน ดินไหวมักอยบู รเิ วณ
แนวทางการเฝา ระวังและการปฏิบตั ิตน รอยตอของแผนธรณี และพนื้ ที่ภายใตอทิ ธิพลของการ
ใหป ลอดภยั เคล่อื นของแผนธรณีทรี่ ะดบั
ความลกึ ตา งกนั ใหบ รเิ วณดังกลา วเปนพืน้ ทเ่ี สี่ยงภยั
แผน ดนิ ไหว ซึง่ สง ผลใหส ิ่งกอสรา งเสียหายเกิดอนั ตราย
ตอชวี ติ และทรัพยส ิน จึงตองศึกษาแนวทางในการเฝา
ระวัง และการปฏบิ ตั ิตน
ใหปลอดภัย
7. อธบิ ายสาเหตุ กระบวนการเกิด และ - สึนามิ คือคลืน่ นำ้ ทีเ่ กดิ จากการแทนท่ีมวลน้ำในปริมาณ
ผลจาก มหาศาล สวนมากจะเกิดในทะเลหรือมหาสมุทร โดย
สึนามิ รวมทงั้ สืบคน ขอมลู พ้นื ที่เส่ียงภยั คลนื่ มลี กั ษณะเฉพาะ คือความยาวคลนื่ มากและเคลื่อนท่ี
ออกแบบ ดว ยความเรว็ สงู เมอ่ื อยูกลางมหาสมุทรจะมีความสงู คลนื่
และนำเสนอแนวทางการเฝา ระวงั และ นอย
การปฏบิ ัตติ น และอาจเพมิ่ ความสูงขน้ึ อยางรวดเร็วเม่ือคล่ืนเคล่ือนที่
ใหปลอดภัย ผานบรเิ วณนำ้ ตื้น ทำใหพนื้ ท่ีบริเวณชายฝง บางบรเิ วณ
เปน พืน้ ท่เี ส่ียงภยั สนึ ามิกอ ใหเ กดิ อันตรายแกมนษุ ยแ ละ
ส่ิงกอสรางในบรเิ วณชายหาดนัน้ จงึ ตอ งศึกษาแนวทาง
ในการเฝา ระวงั และการปฏบิ ัตติ นใหปลอดภยั
8. ตรวจสอบ และระบุชนิดแร รวมท้งั - แร คือ ธาตุหรอื สารประกอบอนินทรียท ี่มีสถานะเปน
วเิ คราะหส มบัติและนำเสนอการใช ของแข็ง เกิดขนึ้ เองตามธรรมชาติ มโี ครงสรา งภายในท่ี
ประโยชนจ ากทรัพยากรแรท เ่ี หมาะสม เปน ระเบียบ และมีสตู รเคมีและสมบตั ิ
อื่น ๆ ทแี่ นนอน หรืออาจเปลี่ยนแปลงไดภายใตว งจำกดั
ทำใหแรม ีสมบัติทางกายภาพทแ่ี นนอนสามารถนำมาใช
เพ่ือตรวจสอบชนดิ ของแรท างกายภาพ และการทำ
ปฏกิ ริ ิยาเคมีกบั กรด
- ทรัพยากรแรสามารถนำไปใชเ ปนวัตถดุ ิบใน
อตุ สาหกรรมไดหลายประเภท เชน อาหารและยา
เคร่ืองมือแพทย อปุ กรณอิเล็กทรอนกิ ส อัญมณี
9. ตรวจสอบ จำแนกประเภท และระบุ - หิน เปน มวลของแข็งทป่ี ระกอบดว ยแร ตั้งแต 1 ชนดิ
ชือ่ หินรวมท้ังวเิ คราะหสมบตั ิและ ขึน้ ไป หรปื ระกอบดวยแกว ธรรมชาติหรอื สสารจาก
นำเสนอการใชประโยชนของทรพั ยากร ส่งิ มีชีวิตทเ่ี กดิ ข้ึนเอง
หนิ ทเี่ หมาะสม
352
ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรเู พ่มิ เติม
- หินสามารถจำแนกตามลกั ษณะการเกิดและเน้ือหิน ได
เปน 3 ประเภท ไดแก หินอัคนี หนิ ตะกอน และหินแปร
การระบุชอื่ ของหิน
แตล ะประเภท จะใชลกั ษณะและองคประกอบทางแร
ของหินเปน เกณฑ หินสามารถนำไปใชประโยชนไ ดห ลาย
ดา น เชน วัสดกุ อ สรา งเครอื่ งประดบั วัตถุดบิ ใน
อตุ สาหกรรม
10. อธบิ ายกระบวนการเกิด และการ - ทรพั ยากรปโตรเลียมและถานหนิ เปนทรพั ยากร
สำรวจแหลง ปโตรเลียมและถานหิน โดย สน้ิ เปลืองทม่ี ีอยอู ยางจำกัด ใชแลว หมดไปไมส ามารถ
ใชขอ มลู ทางธรณวี ทิ ยา เกดิ ขนึ้ ทดแทนไดใ นเวลาอันรวดเรว็ ทรพั ยากรปโ ตรเลยี ม
11. อธิบายสมบัติของผลิตภณั ฑท ี่ได และถานหินถกู นำมาใช
จากปโตรเลยี มและถา นหิน พรอม ในอตุ สาหกรรม ทส่ี ำคัญของประเทศ เชน การคมนาคม
นำเสนอการใชประโยชนอ ยา งเหมาะสม การผลติ ไฟฟา เชื้อเพลิงในอุตสาหกรรมตาง ๆ
- การศกึ ษากระบวนการเกิดและการสำรวจแหลง
ปโ ตรเลียมและถา นหนิ ตองใชความรูพ้ืนฐานธรณวี ทิ ยา
หลายดา น เชน ตะกอนวิทยาการลำดบั ชั้นหนิ ธรณี
โครงสราง รวมทัง้ วธิ ีการและเทคนิคตา ง ๆ ท่เี หมาะสม
เพอ่ื ท่ีจะนำ
ทรัพยากรมาใชไดอยางคุมคาและยั่งยนื
12. อานและแปลความหมายจากแผนท่ี - แผนท่ีภมู ปิ ระเทศ เปนแผนที่ทีส่ รา งเพื่อจำลองลักษณะ
ภมู ิประเทศและแผนท่ธี รณีวทิ ยาของ ของผวิ โลกหรือบางสว นของพ้ืนท่บี นผิวโลกโดยมที ศิ ทาง
พืน้ ท่ี ที่กำหนดพรอมท้ังอธิบายและ ท่ชี ดั เจน และมาตราสว นขนาดตาง ๆ ตามความ
ยกตัวอยาง การนำไปใชประโยชน เหมาะสมกับการใชงาน แผนท่ภี ูมิประเทศมักแสดงเสน
ช้นั ความสูง และคำอธบิ ายสัญลกั ษณต างๆ ที่ปรากฏใน
แผนที่
- แผนท่ธี รณวี ิทยา เปน แผนท่ีแสดงการกระจายตัวของ
หินกลุมตา งๆ ทีโ่ ผลใหเหน็ บนพน้ื ผิว ทำใหทราบถึง
ขอบเขตของหนิ ในพนื้ ที่ นอกจากนีย้ งั
แสดงลกั ษณะการวางตัวของช้นั หนิ
ซากดกึ ดำบรรพ และธรณโี ครงสราง
- ขอ มลู จากแผนทภี่ มู ปิ ระเทศและแผนทธี่ รณีวิทยา
สามารถนำไปใชวางแผนการใชป ระโยชนแ ละประเมนิ
ศักยภาพของพื้นท่ีไดอยา งเหมาะสม
เชน ประเมินศกั ยภาพแหลงทรพั ยากรธรณีตาง ๆ การ
วางผงั เมือง การสรางเขื่อน
353
คำอธิบายรายวชิ าเพิ่มเติม
รหสั วิชา ว31261 รายวิชาโลกดาราศาสตรและอวกาศ 1 กลมุ สาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปท่ี 4 ภาคเรียนท่ี 1 จำนวน 20 ช่วั โมง/0.5 หนว ยกติ
ศึกษาการแบงชั้นและสมบัติของโครงสรางโลก รอยตอระหวางชั้นโครงสรางพรอมหลักฐานสนับสนุน ศึกษาการ
เคล่ือนทขี่ องแผนธรณีตามทฤษฎธี รณแี ปรสัณฐานพรอมหลักฐานสนับสนนุ ศกึ ษาสาเหตแุ ละรูปแบบ แนวรอยตอของแผน
ธรณีทสี่ มั พันธการเคล่ือนทีข่ องแผนธรณี และหลักฐานทเ่ี ปน ผลจากการเคล่ือนทขี่ องแผน ธรณี ศึกษาสาเหตุ กระบวนการ
เกิด และผลจากการเกิดภูเขาไฟระเบิด แผนดินไหว และ สึนามิ พรอมแนวทาง การเฝาระวังและปฏิบัติตนใหปลอดภัย
รวมท้ังอธิบายลำดับเหตกุ ารณทางธรณีวิทยาในอดีตจากการใช หลกั ฐานทพี่ บในปจจบุ นั
โดยใชก ระบวนการทางวิทยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู การสบื คน ขอมูล การ สังเกต วิเคราะห เปรยี บเทียบ
อธิบาย อภิปราย และสรุป เพื่อใหเกิดความรู ความเขาใจ มีความสามารถใน การตัดสินใจ มีทักษะปฏิบัติการทาง
วิทยาศาสตร รวมทั้งทักษะการเรียนรูในศตวรรษที่ 21 ในดานการใช เทคโนโลยีสารสนเทศ ดานการคิดและการแกปญหา
ดานการสื่อสาร สามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนำความรู ไปใชในชีวิตของตนเอง มีจิตวิทยาศาสตร จริยธรรม คุณธรรม
และคา นยิ มทีเ่ หมาะสม
ผลการเรียนรู
1. อธิบายการแบงชนั้ และสมบตั ิของโครงสรา งโลก พรอมยกตัวอยา งขอมูลที่สนบั สนุน
2. อธิบายหลักฐานทางธรณีวทิ ยาทสี่ นบั สนุนการเคลื่อนทข่ี องแผน ธรณี
3. ระบสุ าเหตุ และอธิบายแนวรอยตอ ของแผน ธรณที สี่ มั พนั ธการเคล่อื นทข่ี องแผน ธรณี พรอม
ยกตัวอยา งหลกั ฐานทางธรณีวทิ ยาทีพ่ บ
4. วิเคราะหห ลักฐานทางธรณีวิทยาที่พบในปจ จุบัน และอธบิ ายลำดบั เหตกุ ารณทางธรณีวิทยาในอดตี
5. อธิบายสาเหตุ กระบวนการเกิดภูเขาไฟระเบิดและปจจยั ที่ทำใหค วามรุนแรงของการปะทุและ
รูปรา งของภเู ขาไฟแตกตางกนั กนั รวมท้ังสืบคนขอมลู พ้ืนที่เส่ยี งภยั ออกแบบและนำเสนอแนว
ทางการเฝาระวังและการปฏบิ ัตติ นใหป ลอดภัย
6. อธิบายสาเหตุ กระบวนการเกิด ขนาดและความรนุ แรง และผลจากแผน ดนิ ไหว รวมทัง้ สบื คน
ขอมูลพนื้ ท่เี สย่ี งภัย ออกแบบและนำเสนอแนวทางการเฝาระวงั และการปฏิบตั ิตนใหปลอดภยั
7. อธิบายสาเหตุ กระบวนการเกิด และผลจากสึนามิ รวมทงั้ สืบคน ขอมลู พนื้ ทีเ่ สย่ี งภยั ออกแบบและนำเสนอแนว
ทางการเฝาระวงั และการปฏิบตั ติ นใหป ลอดภยั
จำนวนผลการเรียนรูท้ังหมด 7 ผลการเรียนรู
354
คำอธิบายรายวิชาเพ่ิมเติม
รหัสวิชา ว31262 รายวิชาโลกดาราศาสตรแ ละอวกาศ 2 กลุม สาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
ชัน้ มธั ยมศึกษาปที่ 4 ภาคเรียนท่ี 2 จำนวน 20 ช่ัวโมง/0.5 หนวยกิต
ศกึ ษาชนดิ แรและหิน สมบัตขิ องแรแ ละหิน การจำแนกแรตามสมบัติของแร การจำแนกหนิ ตาม ลกั ษณะการเกิด
และเนื้อหิน และการใชประโยชนจากทรัพยากรแรและหินที่เหมาะสม ศึกษากระบวนการเกิด และการสำรวจแหลง
ปโ ตรเลยี มและถานหินโดยใชความรพู นื้ ฐานธรณีวิทยาดานตา ง ๆ รวมท้งั วิธกี ารและ เทคนคิ ที่เหมาะสมเพื่อนำทรัพยากรมา
ใชไ ดอ ยางคุมคาและยง่ั ยนื ศกึ ษาองคป ระกอบและการแปลความหมาย ของแผนทภ่ี มู ิประเทศและแผนท่ธี รณวี ิทยา พรอม
ท้ังนำเสนอการนำขอ มลู จากแผนทภี่ ูมปิ ระเทศและแผนที่ ธรณีวทิ ยาไปใชประโยชน
โดยใชก ระบวนการทางวิทยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู การสืบคน ขอมูล การสังเกต วเิ คราะห เปรียบเทียบ
อธิบาย อภิปราย และสรุป เพื่อใหเกิดความรู ความเขใจ มีความสามารถใน การตัดสินใจ มีทักษะปฏิบัติการทาง
วิทยาศาสตร รวมทั้งทักษะการเรียนรูในศตวรรษที่ 21 ในดานการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ ดานการคิดและการแกปญหา
ดานการสื่อสาร สามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนำความรู ไปใชในชีวิตของตนเอง มีจิตวิทยาศาสตร จริยธรรม คุณธรรม
และคานิยมท่เี หมาะสม
ผลการเรยี นรู
1. ตรวจสอบ และระบชุ นดิ แร รวมทั้งวเิ คราะหสมบัติและนำเสนอการใชประโยชนจากทรัพยากรแรที่
เหมาะสม
2. ตรวจสอบ จำแนกประเภท และระบชุ อ่ื หนิ รวมท้ังวิเคราะหสมบัติและนำเสนอการใชป ระโยชน
ของทรพั ยากรหนิ ท่ีเหมาะสม
3. อธิบายกระบวนการเกิด และการสำรวจแหลงปโตรเลยี มและถา นหิน โดยใชขอมลู ธรณีวทิ ยา
4. อธิบายสมบตั ขิ องผลติ ภัณฑท่ไี ดจ ากปโ ตรเลยี มและถานหิน พรอมนำเสนอการใชป ระโยชนอยา ง
เหมาะสม
5. อา นและแปลความหมายจากแผนทภี่ มู ิประเทศและแผนที่ธรณวี ิทยาของพื้นที่ท่ีกำหนด พรอมทง้ั
อธิบายและยกตวั อยา งการนำไปใชป ระโยชน
จำนวนผลการเรยี นรทู ัง้ หมด 5 ผลการเรยี นรู
355
รายวิชา KidBright สาระการเรียนรเู พิ่มเติม
ช้นั ผลการเรยี นรู การระบุขอ มูลเขา (input) การพจิ ารณาขอ มูลและ
ม.4 1. ระบขุ อมลู เขา ขอมลู ออก และ เง่อื นไขท่ีกำหนดมาในปญหา การระบุขอ มูลออก
เงอ่ื นไขของปญหา (output) การพจิ ารณาสิง่ ทีต่ องหาคำตอบ การกำหนด
วธิ ีประมวลผล (processing) การพิจารณาขนั้ ตอนวิธีหา
2. ออกแบบข้ันตอนวิธีในการแกปญหา คำตอบหรือขอมูลออก
การแกปญหาจำเปนตองใชรูปแบบ การกำหนดเงือ่ นไข
โดยใชร ปู แบบ การกำหนดเง่ือนไข และ และการทำซำ้ จนไดงานทเ่ี สร็จสมบูรณ
การทำซ้ำ
3. เขยี นขั้นตอนวธิ ีตามท่ไี ดออกแบบเพื่อ โครงงานเปน กิจกรรมทีต่ องทำอยางตอเน่อื งหลาย
สรา งโครงงานอยางงาย ขน้ั ตอน และแตล ะขัน้ ตอนจะมคี วามสำคัญตอ
ความสำเรจ็ ของโครงงานนั้นๆ การคัดเลือกโครงงานท่ี
4. ใชงานตัวแปรและตัวดำเนินการทาง สนใจจะทำ ควรเปน ไปตามความสามารถ ความถนัด
ความสนใจ และความตองการของตัวผูเ รยี นเอง การ
สำรวจและการเลือกเรื่องทจ่ี ะทำโครงงาน เปนขั้นตอน
แรกของการทำโครงงาน
ตัวแปรและตัวดำเนนิ การทางคณิตศาสตรในการ
คณิตศาสตรในการแกปญ หาดวย แกป ญ หาดว ยคอมพวิ เตอร เปนหลกั การการทำงานของ
คอมพิวเตอร การเขียนผงั งานหรือการเขียนโปรแกรมของระบบงาน
5. ปรบั ปรงุ โปรแกรมเพ่ือใชง านกบั วิธีปรับปรุงโปรแกรมเพ่ือใชง านกับสถานการณควร
สถานการณท่ีกำหนดได กำหนดใหมีลำดับขนั้ ตอนการทำงาน เพ่ือสรา งสิง่ ของ
เครอ่ื งใชหรือวิธกี ารอยางใดอยา งหน่ึงขึน้ มาเพ่ือ
แกป ญ หาหรือสนองความตอ งการของมนษุ ย
6. พฒั นาโครงงานเพ่ือประยกุ ตใ ชงานใน โครงงานสามารถนำมาประยุกตใชงานในชีวติ ประจำวนั
ชีวิตประจำวัน โดยจะตองวางแผนการดำเนินงาน ศกึ ษา พฒั นา
โปรแกรม โดยใชค วามรูทางกระบวนการวศิ วกรรม
ซอฟตแ วร เครือ่ งคอมพิวเตอรและอุปกรณท เี่ กี่ยวของ
ตลอดจนทักษะพนื้ ฐานในการพัฒนาโครงงาน
7. ประยกุ ตแ นวคิดของ IoT ในการพัฒนา แนวคดิ ของ IoT ในการพัฒนาโครงงาน ท่ีอยรู อบตัวเรา
โครงงาน ในชีวติ ประจำวนั สามารถเช่ือมตอ กนั สื่อสาร
แลกเปลยี่ นขอมูลกนั ได ผา นเครอื ขา ยไรส าย (Internet)
8. เก็บรวบรวมขอมลู จากอุปกรณ IoT ขอมลู จากอปุ กรณ IoT สามารถนำมาวเิ คราะหและ
เพื่อนำมาวเิ คราะหและแสดงผล แสดงผล นำมาประยกุ ตใ ชเ พ่ือชวยสรางประสบการณ
356
ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรียนรูเพิม่ เตมิ
หรือนำเสนอขอมลู ในสถานการณนอกหองเรียน
Informal learning environment
ม.4 1. อธบิ ายความหมายของหลักการคิดเชิง การคิดเชิงคำนวณ (Computational Thinking) เปนทักะ
การคิดรูปแบบหนึ่งที่ใชกระบวนการคิดวิเคราะห
คำนวณไดถกู ตอง หลากหลาย ลักษณะเพื่อแกปญหา (Problem-solving)
อยางมเี หตุผลและมีขน้ั ตอน
2. บอกวิธีการแบงปญหาใหญออกเปน การแบงปญ หาใหญออกเปนปญหายอย สามารถชว ยหา
ปญ หายอย สามารถหารูปแบบของปญหา รูปแบบของปญ หา และวธิ ีการสำหรบั การวางแผน
ออกแบบขัน้ ตอนวิธีสำหรับการวางแผนได กระบวนการแกปญหาในหลากหลายลกั ษณะ เชน การ
จัดลำดบั เชงิ ตรรกศาสตร การวิเคราะหขอมูล และการ
สรา งสรรคว ิธแี กป ญ หาไปทลี ะขั้นทีละตอน(หรือที่
เรียกวาอลั กอรทิ ่มึ ) รวมทงั้ การยอ ยปญ หาท่ีชว ยให
รับมอื กบั ปญหาท่ซี ับซอ นหรือมีลกั ษณะเปนคำถาม
ปลายเปด
3. เขียนโปรแกรมพนื้ ฐานของบอรด องคป ระกอบของบอรด สมองกลฝงตัว (Embedded
KidBright เบอ้ื งตน และอธิบาย Board) ขนาดเลก็ ประกอบดวย ไมโครคอนโทรลเลอร
องคประกอบของบอรด ได ESP32 ทำหนาที่ ประมวลผล และควบคุมส่ังงาน
อุปกรณ ทปี่ ระกอบอยูบ นบอรด ซงึ่ ไดแกห นา
จอแสดงผลแบบ Matrix LED ขนาด 16×8 จดุ และ
เซน็ เซอรตรวจจับพน้ื ฐาน
4. เขยี นโปรแกรมสง่ั ใหบอรด KidBright โปรแกรมคำสงั่ บอรด KidBright ทำงานไดต ามความ
ทำงานไดตามความตอ งการ ตองการ จะใชการลากกลองขอความหรือบล็อกคำส่งั
มาวางตอ กนั (Drag and Drop) ซงึ่ โปรแกรมจะทำงาน
แปลงภาษา ท่ีเรยี กวาการ compile เพอ่ื ใหไ ดเ ปนโคด
การทำงานที่ใชก บั โปรเซสเซอร ESP32 ทอ่ี ยบู นบอรด
5. บอกหนา ท่ีการสั่งคอมไพลโปรแกรมได - compile เปน ตัวแปลภาษารูปแบบหนง่ึ มีหนา ทหี่ ลกั
อยางเหมาะสม คอื การแปลภาษาโปรแกรมท่ีมนษุ ยเ ขยี นขนึ้ ไปเปน
ภาษาเครอ่ื ง โดยคอมไพเลอรของภาษาซี คือ C
Compiler ซึ่งหลักการที่คอมไพเลอร
ใช เรยี กวา คอมไพล (compile) โดยจะทำการอา น
โปรแกรมภาษาซีทง้ั หมดต้งั แตต น จนจบ แลวทำการ
แปลผลทีเดียว
6. สรา งรปู ภาพและภาพเคลือ่ นไหวโดยใช การออกแบบสรางรูปภาพและภาพเคลื่อนไหวโดยใช
คำสง่ั บลอ็ กไดต ามจนิ ตนาการ คำส่งั บลอ็ กไดต ามจินตนาการ แบบ Learn and Play
บอรด ถูกออกแบบใหมีการแสดงผลและเซนเซอรแบบ
งา ยซงึ่ จะทำงานสอดคลอ งกับชุดคำส่งั ควบคุมการ
357
ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรูเพ่มิ เติม
ทำงานสามารถออกแบบและสรา งชดุ คำสัง่ แบบ Block-
structured Programming ผา นแอปพลเิ คชันบน
สมารทโฟน
7. สรางและใชงานตวั แปร กำหนดคา การกำหนดคาใหกับตวั แปรสรางชุดคำสง่ั ในการคำนวณ
ใหกบั ตัวแปร สรา งชดุ คำสัง่ ในการคำนวณ เปนการใชช ่อื ตัวแปรแทนตำแหนง บนหนว ยความจำ
สำหรับเก็บขอมูลระหวา งการประมวลผล ซ่งึ อาจเปน
ขอ มูลนำเขา ขอมลู ท่เี กดิ จากการดำเนนิ การ หรือขอมลู
ผลลพั ธ
8. มคี วามรแู ละความสามารถประยุกตใช เซนเซอรว ดั อุณหภมู ิสามารถสรางเซนเซอรว ดั ความเขม
งานเซนเซอรว ดั อณุ หภูมิ เซนเซอรวัด แสงและสวติ ซ เขยี นโปรแกรมแบบทางเลือก แบบ
ความเขม แสง และสวติ ซ เขียนโปรแกรม วนรอบ
แบบทางเลือก แบบวนรอบได
358
คำอธิบายรายวิชาเพ่ิมเตมิ
รหสั วิชา ว31285 รายวชิ าคอมพิวเตอร 1 กลมุ สาระการเรียนรูว ทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
ช้นั มธั ยมศึกษาปท ี่ 4 ภาคเรยี นท่ี 1 จำนวน 20 ช่ัวโมง/0.5 หนวยกติ
ศึกษาและปฏิบัติเกี่ยวกับบอรด สมองกลฝงตัวที่สามารถทำงานตามชุดคำสั่ง โดยผูเรียนสามารถสรางชุดคำสั่งผา น
โปรแกรม KidBright IDE บนคอมพวิ เตอร ท่ใี ชง านงา ย เพยี งใชก ารลากบล็อกคำส่ังมาวางตอกัน (Drag and Drop) ชว ยลด
ความกังวลเร่ืองการพิมพช ุดคำสงั่ ผิด ชดุ คำส่ังท่ีถูกสรางดังกลา วจะถูกสงไปท่ีบอรด KidBright ใหท ำงานตามท่ีโปรแกรมไว
เชน รดน้ำตนไมต ามระดบั ความชนื้ ท่กี ำหนด หรือเปด-ปด ไฟตามเวลาที่กำหนด
โดยอาศัยกระบวนการเรยี นรูโ ดยใชปญหาเปน ฐาน (Problem–based Learning) และการเรียนรูแบบใชโครงงาน
เปนฐาน (Project-based Learning) เพื่อเนนใหผูเรียนไดลงมือปฏิบัติ ฝกทักษะการคิด เผชิญสถานการณการแกปญหา
วางแผนการเรียนรู ตรวจสอบการเรียนรู และนำเสนอผานการทำกิจกรรมโครงงาน เพื่อใหเกิดทักษะ ความรู ความเขาใจ
และทักษะในการวเิ คราะห โจทยปญหา จนสามารถนำเอาแนวคิดเชิงคำนวณมาประยุกตใชในการสรางโครงงานได เพื่อให
ผูเรยี นสามารถใชค วามรูทางดานวิทยาการคอมพิวเตอร สอ่ื ดิจิทลั เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อรวบรวมขอมูล
ในชีวิตจริงจากแหลงตาง ๆ และความรูจากศาสตรอื่นมาประยุกตใช สรางความรูใหม เขาใจการเปลี่ยนแปลง ของ
เทคโนโลยีที่มีผลตอการดำเนินชีวิต อาชีพ สังคม วัฒนธรรม และใชอยางปลอดภัย มีจริยธรรม ตลอดจนนำความรูความ
เขาใจ ในวิชาวิทยาศาสตร และเทคโนโลยีไปใชใหเกิดประโยชนต อ สังคมและการดำรงชีวิต จนสามารถพัฒนากระบวนการ
คิดและ จินตนาการ ความสามารถในการแกปญหาและการจัดการทักษะในการสื่อสาร และความสามารถในการตัดสินใจ
และเปน ผทู มี่ ี จิตวิทยาศาสตร มีคณุ ธรรม จริยธรรม และคา นยิ มในการใชว ิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยอี ยางสรางสรรค
ผลการเรยี นรู
1. ระบุขอ มลู เขา ขอ มลู ออก และเงื่อนไขของปญหา
2. ออกแบบข้นั ตอนวิธีในการแกปญ หา โดยใชรปู แบบ การกำหนดเงอื่ นไข และการทำซ้ำ
3. เขยี นขน้ั ตอนวิธตี ามที่ไดออกแบบเพ่ือสรางโครงงานอยางงาย
4. ใชง านตวั แปรและตัวดำเนนิ การทางคณิตศาสตรในการแกปญ หาดว ยคอมพวิ เตอร
5. ปรบั ปรุงโปรแกรมเพ่อื ใชงานกับสถานการณท ก่ี ำหนดได
6. พัฒนาโครงงานเพ่ือประยุกตใ ชงานในชวี ิตประจำวนั
7. ประยกุ ตแ นวคิดของ IoT ในกการพฒั นาโครงงาน
8. เกบ็ รวบรวมขอ มูลจากอุปกรณ IoT เพอ่ื นำมาวเิ คราะหแ ละแสดงผล
จำนวนผลการเรียนรทู งั้ หมด 8 ผลการเรยี นรู
359
คำอธิบายรายวชิ าเพิ่มเติม
รหัสวชิ า ว31286 รายวชิ าคอมพิวเตอร 2 กลุมสาระการเรยี นรูวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
ชนั้ มธั ยมศึกษาปท ่ี 4 ภาคเรียนที่ 2 จำนวน 20 ชวั่ โมง/0.5 หนว ยกิต
ศึกษาหลักการโปรแกรมขั้นพื้นฐาน บอรดอิเล็กทรอนิกส KidBright นี้ไดรับการออกแบบโดยทีมนักวิจัยไทย เพ่ือ
มุงหวังใหเด็กไทยทุกคนสามารถเขาถึงและ ไดฝกทักะทางดานการออกแบบ การคำนวณ การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร
และการเชื่อมตอวงจรอิเล็กทรอนกิ สได โดยงาย โดยไมจำเปนตอ งมพี ื้นฐานการเขียนโปรแกรมใด ๆ มากอน การที่เด็กไทย
สามารถเขาถึงการ “เลน” ผสมกับการ “เรียนรู” ผานบอรด KidBright นี้จะทำใหเกิดความเชื่อมั่นทางดิจิทัล (Digital
Confidence)
โดยอาศยั กระบวนการเรยี นรูโดยใชป ญหาเปน ฐาน (Problem–based Learning) และการเรยี นรูแบบใชโครงงาน
เปนฐาน (Project-based Learning) เพื่อเนนใหผูเรียนไดลงมือปฏิบัติ ฝกทักษะการคิด เผชิญสถานการณการแกปญหา
วางแผนการเรียนรู ตรวจสอบการเรียนรู และนำเสนอผานการทำกิจกรรมโครงงาน เพื่อใหเกิดทักษะ ความรู ความเขาใจ
และทักษะในการวิเคราะห โจทยปญหา จนสามารถนำเอาแนวคิดเชิงคำนวณมาประยุกตใ ชในการสรางโครงงานได เพื่อให
ผเู รยี นสามารถใชค วามรูทางดานวิทยาการคอมพวิ เตอร สื่อดิจิทัล เทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสาร เพ่อื รวบรวมขอมูล
ในชีวิตจริงจากแหลงตาง ๆ และความรูจากศาสตรอื่นมาประยุกตใช สรางความรูใหม เขาใจการเปลี่ยนแปลง ของ
เทคโนโลยีที่มีผลตอการดำเนินชีวิต อาชีพ สังคม วัฒนธรรม และใชอยางปลอดภัย มีจริยธรรม ตลอดจนนำความรูความ
เขาใจ ในวิชาวิทยาศาสตร และเทคโนโลยไี ปใชใหเกิดประโยชนต อ สังคมและการดำรงชีวติ จนสามารถพัฒนากระบวนการ
คิดและ จินตนาการ ความสามารถในการแกปญหาและการจัดการทักษะในการสื่อสาร และความสามารถในการตัดสินใจ
และเปนผูทมี่ ี จิตวทิ ยาศาสตร มคี ุณธรรม จริยธรรม และคานยิ มในการใชว ทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยอี ยา งสรางสรรค
ผลการเรยี นรู
1. อธบิ ายความหมายของหลักการคิดเชิงคำนวณไดถูกตอง
2. แบงปญหาใหญออกเปน ปญหายอย สามารถหารปู แบบของปญหา ออกแบบข้ันตอนวธิ ีสำหรบั การวางแผนได
3. การเขยี นโปรแกรมพน้ื ฐานของบอรด KidBright เบือ้ งตน และอธบิ ายองคประกอบของบอรดได
4. เขียนโปรแกรมสัง่ ใหบอรด KidBright ทำงานไดตามความตอ งการ
5. เขาใจการสัง่ คอมไพลโปรแกรม
6. สรางรูปภาพและภาพเคล่อื นไหวโดยใชคำสัง่ บล็อกไดตามจนิ ตนาการ
7. สรางและใชงานตวั แปร กำหนดคาใหกบั ตวั แปร สรางชุดคำส่ังในการคำนวณ
8. มีความรูและความสามารถประยุกตใชงานเซนเซอรวัดอุณหภูมิ เซนเซอรวัดความเขมแสง และสวิตซ เขียน
โปรแกรมแบบทางเลือก แบบวนรอบได
จำนวนผลการเรียนรทู งั้ หมด 8 ผลการเรียนรู
360
รายวิชา การเขียนโปรแกรมเบ้ืองตนดวยภาษา HTML สาระการเรยี นรเู พิม่ เติม
ช้นั ผลการเรยี นรู
ม.5 1. บอกความหมายของเวบ็ เพจและ เวบ็ เพจสามารถเผยแพรข อมูลไดด วยขอ ความภาพ
ประโยชนข องเวบ็ เพจ เสียง และวีดโี อ ดังน้ันเราจงึ พบเห็นการนำเวบ็
เพจ ไปสรา งและพัฒนา เพ่ือนำเสนอขอมูล และ
ขาวสารในรูปแบบตา งๆ ไดอยางมากมาย
2. บอกคำศัพทพ้ืนฐานเกี่ยวกับการสรา งเว็บ คำศัพทต า งๆ ท่ีจะชวยใหเ ราเขา ใจและสามารถศกึ ษา
เพจ การสรางเว็บเพจ
3. บอกโปรแกรมทใ่ี ชส รา งเว็บเพจและ การสรา งเว็บเพจ ใหผ ูชมเขา มาเยย่ี มชมไดทราบ เชน
หลักการออกแบบเวบ็ ไซตและโครงสราง ท้ังเวบ็ ไซตจ ะมีก่ีหนา แตล ะหนาจะมีเน้ือหาอะไร
เวบ็ ไซต เนื้อหาแตละสวนจะเชื่อมโยงกันอยา งไร เปรียบเสมือน
การเขยี นหนังสือท่ีแบง เน้อื หาออกเปน บทยอยๆ และ
แตล ะบทมีหัวขอ ยอยเรียงลำดับกนั ไป
4. อธิบายความหมาย และรูปแบบของ รปู แบบของ HTML ได สามารถแบง ออกได
HTML ได เปน 2 สวน คือ สว นทีเ่ ปน ขอ ความทัว่ ๆไป และสวนท่ี
เปน คำสง่ั ทใ่ี ชใ นการกำหนดรูปแบบของขอความที่
แสดง ซงึ่ เราเรียกคำสง่ั น้ีวา แทก็ (Tag) โดยแท็กคำสง่ั
ของ HTML จะอยูในเคร่ืองหมาย < และ > ซ่งึ มีหลกั
ในการเขียน
5. บอกวิธีการตัดคำดวย<br>และ<p> การตัดคำดวย<br>และ<p> การวางตำแหนง
การวางตำแหนงขอความ การจัดรูปแบบ ขอ ความ การจัดรูปแบบเอกสาร การ
เอกสาร การสรางเสนคั่น การเพิ่มหมาย สรางเสน ค่ัน การเพิม่ หมายเหตุ ของแท็ก <br />
เหตุ เปนคำสงั่ ท่ีกำหนดจดุ ส้ินสดุ ของบรรทดั (break rule)
แลว ทำการขน้ึ บรรทัดใหมเ พื่อแสดงขอความสว นที่
เหลอื ในบรรทัดถัดไป คำส่งั น้ีจึงใหผ ลเสมือนการกดคีย
ENTER บนคยี บ อรด
6. กำหนดรูปแบบขอความ ที่เปนหัวเรื่อง การกำหนดรปู แบบตวั อักษรในเว็บเพจนนั้ เปนการใช
กำหนดลกั ษณะตัวอักษร ปรบั เปล่ยี นขนาด Tag คเู ปน สวนมาก โดยขอ ความทอี่ ยุใน Tag น้ันจะ
ตวั อกั ษร การกำหนดแบบตัวอักษร การใช เปน ขอ ความทถ่ี ูกกำหนดลกั ษณะ ตาม Tag ตา งๆ
สใี นเว็บเพจ กำหนดสีพืน้ และสี ตัวอกั ษร
7. สรางลสิ ตแบบไมมลี ำดับ การสรา งลสิ ต วิธีการสรางลิสตแบบไมม ลี ำดับ การสรางลสิ ตแ บบมี
แบบมลี ำดับ การสรา งลสิ ตแบบเมนู การ ลำดบั การสรา งลสิ ตแบบเมนู การสรา งลสิ ตแ บบ
สรางลิสตแบบไดเร็กทอรีลิสต การสราง ไดเร็กทอรีลิสต การสรา งลสิ ตจ ำกดั ความ การสราง
ลสิ ตจำกดั ความ การสรา งลสิ ตซอนกนั ลสิ ตซ อนกัน การนำเสนอขอมูลอีกรูปแบบเพื่อชว ยยก
ขอมูลที่เปนประเดน็ มาจดั เปน รายการหรอื ลิสต
8. สรางลิงค ใชภาพเปนลิงค การลิงคไป การสรา งลงิ ค ใชภาพเปนลิงค การลิงคไปยงั ไฟล
ยังไฟล การสรางลิงคเพื่อสงอีเมล การ การสรางลิงคเ พอ่ื สงอเี มล การกำหนดสีของลิงค การ
361
ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรเู พม่ิ เติม
กำหนดสีของลิงค การทำ Image map ทำ Image map สรางลงิ คแ บบ Rollover การ
สรา งลงิ คแบบ Rollover เช่ือมโยงหนาเว็บเพจ คือการกำหนดสว นของ
ขอความท่ตี องการ หรือรปู ภาพที่ไดเ ลอื กไวเพอ่ื เปน
จดุ เชื่อมโยงไปยังเนื้อหาจดุ อ่ืน ๆ ซงึ่ เนือ้ หาท่ี
เชื่อมโยงไปนัน้ อาจจะอยูภายในหนาเดียวกนั หรอื อยู
คนละหนา ก็ได หรอื อาจอยูคนละเวบ็ ไซตก็ได การ
เชอ่ื มโยงหนา เวบ็ เพจจะประกอบดวยสว นประกอบ
สำคัญ 2 สว น คอื
1. จุดทใ่ี ชส ำหรบั เชือ่ มโยง (Link) เปน สวนที่ใชเปน
จุดเช่ือมโยงไปยังเปา หมายปลายทางอาจเปนรปู ภาพ
หรือขอ ความก็ได
2. เปาหมาย (Target) เปน สว นปลายทางหรือจุดที่
ตองการใหเ ชอื่ มโยงมาถงึ จะอยสู ว นใดของเอกสารก็
ไดแ ลวแตผูเขียนโปรแกรมกำหนด
9. สรางตาราง การใสหัวขอ การกำหนด การสรา งตาราง การใสหวั ขอ การกำหนดขอความ
ขอความกำกับใหตาราง ความหนาของเสน กำกับใหตาราง ความหนาของเสนตาราง และความ
ตาราง และความหนาของชองเซลล ปรับ หนาของชองเซลล ปรบั ความกวางและความสูงของ
ความกวางและความสูงของตาราง ใสสี ตาราง ใสสใี หกบั เซลลแ ละตาราง ใสร ปู ภาพใหกบั
ใหกับเซลลและตาราง ใสรูปภาพใหกับพ้ืน พื้นหลงั ของตาราง การซอนตาราง การแบง สวน
หลังของตาราง การซอนตาราง การแบง ตาราง โดยใชคำสง่ั ตางๆ เปนตวั กำหนดตำแหนงของ
สว นตาราง แถวและสดมภ
10. สรางภาพกราฟกชนิดตางๆ แสดงภาพ การสรางภาพกราฟกชนดิ ตา งๆ แสดงภาพบนเว็บ
บนเว็บ การใสขอความกำกับภาพ การ การใสข อความกำกับภาพ การปรับขนาดรปู ภาพ
ปรับขนาดรูปภาพ การจัดตำแหนงรูปภาพ การจัดตำแหนงรูปภาพ แสดงภาพเปน ฉากหลงั การ
แสดงภาพเปนฉากหลัง สรา งเว็บเพจ ทำใหผอู านเขาใจเร่ืองราวทีน่ ำเสนอมาก
ย่งิ ข้ึน และชวยใหเ ว็บเพจมสี ีสนั สวยงาม สิ่งท่ีจะตอง
คำนึงถึง คือ ภาพควรจะตองมขี นาดเลก็ เพอื่ นำไป
เรียกใชบนเว็บเพจไดอยา งรวดเร็ว เชน GIF, JPEG
และ PNG เพราะแตล ะแบบมีลักษณะการบีบอดั ขอมลู
และสามารถ เลือกใชต ามความเหมาะสม การนำ
ภาพกราฟก มาใชใ นเวบ็ เพจนิยมใชภาพ 3 ฟอรแมต
(นามสกุล) คือ .gif , .jpg และ .png
11. สรางเฟรม การกำหนดลักษณะของ การสรา งเฟรม การกำหนดลักษณะของกรอบเฟรม
กรอบเฟรม การกำหนดชองวางระหวาง การกำหนดชองวา งระหวา งเว็บเพจกบั เฟรมการแทรก
เว็บเพจกับเฟรมการแทรก เฟรมภายในเว็บ เฟรมภายในเวบ็ เพจ การแบงสว นหนาตางออกเปน
เพจ สว นๆ ในเว็บเพจเรยี กวา เฟรม (Frame) เราสามารถ
362
ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรียนรูเพม่ิ เติม
จดั วาง เฟรมตามแนวแถวและแนวคอลัมน โดยแตล ะ
สวนมีขอมูล และทำงานเปนอิสระไมเ ก่ยี วขอ งกัน เรา
เรียกเว็บเพจที่มกี ารใชเ ฟรมวา เฟรมเซท (Frameset)
ในหนงึ่ เฟรมเซทอาจมีจำนวนเฟรมก่เี ฟรมกไ็ ดตาม
ความตองการ แตโ ดยปกติแลวเรามักใช2 -3 เฟรม
12. อธิบายรูปแบบการทำงานของฟอรม รูปแบบการทำงานของฟอรมและ CGI การสราง
และ CGI การสรา งฟอรม อปุ กรณใ นการ ฟอรม อุปกรณในการรบั ขอมูล ตัวเลอื กรายการ
รับขอมูล ตัวเลือกรายการ ตัวเลือกแบบ ตัวเลือกแบบจดั กลมุ ตัวเลอื กรายการแบบหลาย
จดั กลมุ ตวั เลอื กรายการแบบหลายบรรทัด บรรทดั การจัดแบงฟอรม การสรา งแบบฟอรมถือ
การจัดแบงฟอรม เปนอีกสว นหน่งึ ที่ขาดไมไ ดในการสรางเวบ็ ไซต เพราะ
การสรางแบบฟอรมสามารถนำมาใชประโยชนได
หลายอยา ง ไดแก การทำแบบฟอรมเพ่ือรบั สมัคร
สมาชิกของเวบ็ ไซต การทำแบบฟอรมเพื่อการสมคั ร
งานของเว็บไซตทร่ี บั สมคั รงาน การทำแบบฟอรม
สำหรับการตอบคำถามในเวบ็ ไซต
363
คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเตมิ
รหัสวชิ า ว32283 รายวชิ าคอมพิวเตอร 3 กลุมสาระการเรียนรูวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
ช้ันมธั ยมศกึ ษาปท ่ี 5 ภาคเรียนที่ 1 จำนวน 20 ช่ัวโมง/0.5 หนว ยกติ
ศึกษาและปฏิบัติเกี่ยวกับหลักการสรางเว็บเพจดวยภาษา Hypertext Markup Language (HTML) โครงสราง
ภาษา HTML เครือ่ งมือทใ่ี ชในการสรางเอกสาร HTML การจดั วางเนอื้ หาบนหนาเว็บ การจัดการขอ ความ เชอื่ มโยงเว็บเพจ
ดวยลิงค ตกแตงเว็บเพจดวยกราฟกตางๆ การแบงหนาจอดโดยใชเฟรม การสรางตาราง และการใสเทคนิคพิเศษดวย
Dynamic HTML
โดยอาศยั กระบวนการเรียนรูโดยใชปญหาเปนฐาน (Problem–based Learning) และการเรียนรูแบบใชโครงงาน
เปนฐาน (Project-based Learning) เพื่อเนนใหผูเรียนไดลงมือปฏิบัติ ฝกทักษะการคิด เผชิญสถานการณการแกปญหา
วางแผนการเรียนรู ตรวจสอบการเรียนรู และนำเสนอผานการทำกิจกรรมโครงงาน เพื่อใหเกิดทักษะ ความรู ความเขาใจ
และทักษะในการวิเคราะห โจทยปญหา จนสามารถนำเอาแนวคิดเชิงคำนวณมาประยุกตใชในการสรางโครงงานได เพื่อให
ผูเรยี นสามารถใชค วามรูทางดา นวิทยาการคอมพวิ เตอร สอ่ื ดิจิทัล เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพือ่ รวบรวมขอมูล
ในชีวิตจริงจากแหลงตาง ๆ และความรูจากศาสตรอื่นมาประยุกตใช สรางความรูใหม เขาใจการเปลี่ยนแปลง ของ
เทคโนโลยีที่มีผลตอการดำเนินชีวิต อาชีพ สังคม วัฒนธรรม และใชอยางปลอดภัย มีจริยธรรม ตลอดจนนำความรูความ
เขาใจ ในวิชาวิทยาศาสตร และเทคโนโลยีไปใชใหเกิดประโยชนต อ สังคมและการดำรงชีวติ จนสามารถพัฒนากระบวนการ
คิดและ จินตนาการ ความสามารถในการแกปญหาและการจัดการทักษะในการสื่อสาร และความสามารถในการตัดสินใจ
และเปน ผทู ี่มี จิตวทิ ยาศาสตร มคี ณุ ธรรม จริยธรรม และคา นยิ มในการใชว ิทยาศาสตรและเทคโนโลยอี ยางสรางสรรค
ผลการเรยี นรู
1. บอกความหมายของเว็บเพจและประโยชนข องเวบ็ เพจ
2. บอกคำศัพทพ ื้นฐานเก่ยี วกบั การสรา งเวบ็ เพจ
3. บอกโปรแกรมทใี่ ชสรา งเวบ็ เพจและหลักการออกแบบเวบ็ ไซตแ ละโครงสรางเว็บไซต
4. รูจ กั กบั HTML ลกั ษณะของ HTML ลักษณะของภาษา HTML โครงสรา งของภาษา HTML
เครื่องมือที่ใชสรางเอกสาร HTML ทดลองเขียนเว็บเพจแรกดวย HTML XHTML ภาษามาตรฐานใหมที่มาแทน HTML
รูจักกับภาษา XHTML สรปุ ขอ ดขี อง XHTML กฏเกณฑพื้นฐานในการเขียนภาษา XHTML
5. บอกวธิ กี ารตดั คำดวย<br>และ<p> การวางตำแหนงขอความ การจดั รูปแบบเอกสาร การ
สรา งเสน คั่น การเพ่มิ หมายเหตุ
6. กำหนดรปู แบบขอความ ท่เี ปน หัวเรื่อง กำหนดลกั ษณะตัวอักษร ปรับเปล่ียนขนาดตวั อกั ษร
การกำหนดแบบตวั อกั ษร การใชส ใี นเวบ็ เพจ กำหนดสพี ื้นและสี ตัวอักษร
7. การสรา งลิสตแ บบไมม ีลำดบั การสรา งลิสตแ บบมลี ำดับ การสรางลสิ ตแบบเมนู การสรา ง
ลสิ ตแบบไดเรก็ ทอรลี สิ ต การสรางลิสตจำกดั ความ การสรางลิสตซอนกัน
8. การสรางลิงค ใชภ าพเปน ลิงค การลงิ คไปยงั ไฟล การสรางลิงคเพ่ือสง อเี มล การกำหนดสีของ
ลงิ ค การทำ Image map สรางลิงคแบบ Rollover
9. การสรา งตาราง การใสหวั ขอ การกำหนดขอ ความกำกับใหตาราง ความหนาของเสนตาราง
และความหนาของชองเซลล ปรับความกวางและความสูงของตาราง ใสสีใหกับเซลลและตาราง ใสรูปภาพใหกับพื้นหลัง
ของตาราง การซอนตาราง การแบง สวนตาราง
364
10. การสรา งภาพกราฟกชนิดตา งๆ แสดงภาพบนเว็บ การใสขอ ความกำกับภาพ การปรบั ขนาด
รปู ภาพ การจัดตำแหนงรูปภาพ แสดงภาพเปนฉากหลัง
11. การสรางเฟรม การกำหนดลักษณะของกรอบเฟรม การกำหนดชอ งวางระหวางเว็บเพจกบั
เฟรมการแทรก เฟรมภายในเวบ็ เพจ
12. เขาใจรูปแบบการทำงานของฟอรมและ CGI การสรางฟอรม อปุ กรณในการรบั ขอมลู
ตวั เลอื กรายการ ตวั เลอื กแบบจัดกลุม ตวั เลือกรายการแบบหลายบรรทดั การจดั แบง ฟอรม
จำนวนผลการเรียนรทู งั้ หมด 12 ผลการเรยี นรู
365
รายวิชา การเขียนโปรแกรมภาษา python สาระการเรียนรเู พิม่ เติม
ช้นั ผลการเรียนรู
ม.5 1. รวบรวมวเิ คราะหขอมูล และใชความรู การวเิ คราะหขอมูล และใชความรูด านวิทยาการ
ดานวทิ ยาการคอมพวิ เตอร ส่ือดิจิทัล คอมพิวเตอร ส่ือดิจทิ ลั เทคโนโลยี สารสนเทศในการ
เทคโนโลยี สารสนเทศในการแกป ญหาหรือ แกป ญหาสามารถเพมิ่ มูลคาใหกบั บริการหรอื
เพิ่มมูลคาใหก ับบริการหรือผลติ ภัณฑท ่ีใช ผลิตภัณฑทใ่ี ชใ นชวี ิตจริง อยางสรางสรรค
ในชวี ิตจริง อยางสรางสรรค
2. นำความรูดานวิทยาการคอมพิวเตอร ส่ือ วิทยาการคอมพิวเตอร สื่อดิจิทัล และเทคโนโลยี
ดจิ ิทลั และเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช สารสนเทศมาใชแกปญหา กับชีวิตจริง และใชงานได
แกป ญหา กับชีวิตจริง ครอบคลมุ กับทุกลกั ษณะงาน
3. อธิบายวิธีเก็บขอ มูลและการจัดเตรียม วิธกี ารเกบ็ ขอมูลและการจัดเตรยี มขอมลู ใหพรอม กบั
ขอมลู ใหพรอม กบั การประมวลผล การประมวลผล การเขยี นโปรแกรมไพทอนจะใช
เครื่องมอื ในการพฒั นาท่เี รียกวา ไอดอี ี (Integrated
Development Environment : IDE) ซึง่
ประกอบดว ยเคร่ืองมือแกไขโปรแกรมตน ฉบับ
(Source Code Editor) เคร่ืองมือแกไขจดุ บกพรอง
(Debugger) และเคร่ืองมือชวยใหโปรแกรมทำงาน
(Run) โดยทว่ั ไป Python IDE
4. อธบิ ายวธิ ปี ระมวลผลขอ มูลและเครอื่ งมือ การประมวลผลขอมูลและเคร่ืองมือ เปนจดุ เดนของ
ระบบสารสนเทศ เพราะนอกจากกระบวนการบันทึก
แกไขและลบขอมลู แลว การดำเนินการเพ่อื ใหได
สารสนเทศออกมาซ่ึงอาจจะเปนผลจากการ จดั กลมุ
การรวม หรอื การนับขอ มูลตามเง่ือนไข จะมีประโยชน
มาก ดังน้นั คำสัง่ ของภาษา SQL จึงนำมาใชร วมกบั
ภาษาไพธอนได
5. สรางขอมูลใหเปนภาพ (data การสรางขอมลู ใหเปน ภาพ (data visualization)เชน
visualization) เชน barchart, scatter, bar chart, scatter, histogram ในภาษา python
histogram มฟี ง กชนั ทีเ่ กย่ี วกับการคำนวณทางคณติ ศาสตรแ ละ
วทิ ยาศาสตรอยูห ลายตวั มสี ว นหนึง่ ทอี่ ยูใ นฟงกชัน
หลกั ท่สี ามารถดึงมาใชไดทันที เชน ตรีโกณมติ แิ ละ
เปล่ียนคา มมุ ฟง กช นั ตรีโกณมิติ
ประกอบไปดว ยฟงกชันตรโี กณหลัก 3 ตัว คอื sin cos
tan สว น cosec sec cot นั้นไมม ีตองแทนเปน สวน
กลับของ sin cos tan
366
คำอธิบายรายวชิ าเพิ่มเตมิ
รหัสวิชา ว32284 รายวิชาคอมพวิ เตอร 4 กลุมสาระการเรียนรวู ทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 5 ภาคเรยี นท่ี 2 จำนวน 20 ชั่วโมง/0.5 หนว ยกิต
ศึกษาหลักการโปรแกรมขั้นพื้นฐาน คาและชนิดขอมูล ตัวแปร นิพจนและตัวดำเนินการ การสรางและเรียกใช
ฟงกช ัน การทำงานแบบมเี ง่ือนไข การทำงานแบบวนซำ้ การสรา งและเรยี กใชล ิสต การสรา งและเรียกใชง านไฟลและขอมูล
แบบดิกต และฟงกชันทางคณิตศาสตร การเขียนโปรแกรมภาษา และการพัฒนาโครงงานที่ใชการเขียนโปรแกรม โดยใช
กระบวนการแกไขปญหา การวิเคราะห เพื่อใหเกิดความรู ความคิด ความเขาใจ มีความสามารถในการเขียนโปรแกรม
นำไปประยุกตใชงานได ทั้งในดานวิทยาศาสตรแ ละคณิตศาสตร เพื่อแกปญหาหรือสรางช้ินงาน ปฏิบัติการเขียนโปรแกรม
ศึกษาแนวทางการพัฒนาโครงงาน และพัฒนาโครงงานที่ใชการเขียนโปรแกรมเพื่อแกปญหาหรือสรางชิ้นงาน นำเสนอ
ผลงานในรปู แบบที่เหมาะสม เพื่อใหมที กั ษะในการใชเ ทคโนโลยสี ารสนเทศ ดำเนินการเรยี นรดู วยตนเอง คิดแกป ญหา และ
รวมมือกันพัฒนาช้ินงานหรืองานตามหลกั การทำโครงงานอยางมีจิตสำนึกและความรับผดิ ชอบ มีทักษะในการนำเสนองาน
ในรปู แบบทเ่ี หมาะสมกบั ลักษณะงาน
โดยอาศยั กระบวนการเรียนรโู ดยใชปญหาเปน ฐาน (Problem–based Learning) และการเรยี นรูแบบใชโครงงาน
เปนฐาน (Project-based Learning) เพื่อเนนใหผูเรียนไดลงมือปฏิบัติ ฝกทักษะการคิด เผชิญสถานการณการแกปญหา
วางแผนการเรียนรู ตรวจสอบการเรียนรู และนำเสนอผานการทำกิจกรรมโครงงาน เพื่อใหเกิดทักษะ ความรู ความเขาใจ
และทักษะในการวเิ คราะห โจทยปญหา จนสามารถนำเอาแนวคิดเชิงคำนวณมาประยุกตใชในการสรางโครงงานได เพื่อให
ผูเรยี นสามารถใชความรูทางดา นวทิ ยาการคอมพิวเตอร สอื่ ดจิ ิทลั เทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสาร เพ่ือรวบรวมขอมูล
ในชีวิตจริงจากแหลงตาง ๆ และความรูจากศาสตรอื่นมาประยุกตใช สรางความรูใหม เขาใจการเปลี่ยนแปลง ของ
เทคโนโลยีที่มีผลตอการดำเนินชีวิต อาชีพ สังคม วัฒนธรรม และใชอยางปลอดภัย มีจริยธรรม ตลอดจนนำความรูความ
เขาใจ ในวิชาวิทยาศาสตร และเทคโนโลยีไปใชใ หเกิดประโยชนตอ สังคมและการดำรงชวี ิต จนสามารถพัฒนากระบวนการ
คิดและ จินตนาการ ความสามารถในการแกปญหาและการจัดการทักษะในการสื่อสาร และความสามารถในการตัดสินใจ
และเปน ผูท มี่ ี จติ วทิ ยาศาสตร มีคณุ ธรรม จริยธรรม และคานยิ มในการใชวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยีอยางสรางสรรค
ผลการเรยี นรู
1. รวบรวมวิเคราะหข อ มูล และใชค วามรู ดานวิทยาการคอมพวิ เตอร สื่อดจิ ิทลั เทคโนโลยี
สารสนเทศในการแกป ญ หาหรือเพิ่มมลู คา ใหกับบรกิ ารหรือผลติ ภัณฑท่ีใช ในชีวิตจรงิ อยางสรางสรรค
2. การนำความรูด า นวิทยาการคอมพิวเตอร สอ่ื ดิจิทลั และเทคโนโลยสี ารสนเทศมาใช
แกปญ หา กบั ชีวิตจริง
3. การเก็บขอมลู และการจดั เตรียมขอ มลู ใหพรอ ม กับการประมวลผล
4. การประมวลผลขอมลู และเครือ่ งมอื
5. การทำขอ มลู ใหเ ปน ภาพ (data visualization)เชน barchart, scatter, histogram
จำนวนผลการเรียนรูท้งั หมด 5 ผลการเรียนรู
367
รายวิชา Blocker สาระการเรียนรเู พมิ่ เติม
ชั้น ผลการเรยี นรู
ม.6 1. วางแผนและออกแบบเคา โครงในการ การวางแผนและออกแบบเคา โครงในการ เขยี น
เขยี นบล็อก บล็อก สื่อสาร ประกอบดว ย ผูสง สาร ชองทาง และ
ผูร ับ โดยผสู ง สามารถสรางสาร และสงผานชอง ทาง
ท่เี หมาะสมไปยังผรู บั บลอ็ ก (blog) เปน บทความ
ที่อธิบายหรอื ให ขอมลู เกีย่ วกับเร่ืองท่ีผูสงสารหรือ
ผูเ ขียนสนใจ
2. อธิบายวิธีเขียนบลอ็ กเพื่อแบงปน ขอมูลกบั วิธีของการเขยี นบล็อกเพื่อแบงปนขอมูลกบั ผอู น่ื
ผูอน่ื เปน วิธกี ารเพ่ือนำไปแบงปนใหกบั ผูรับสารบน
เว็บไซต ผูรับสาร อาจแสดงความคดิ เหน็ กลับมายงั
ผเู ขียนได เว็บไซต ทเี่ ปน ชอ งทางในการติดตอ ส่ือสาร
ที่เปน ท่ีนยิ ม เชน Medium, Blognone และ Dek-
D
3. แสดงความคิดเหน็ อยา งสุภาพ เคารพ ผอู ่ืน การแสดงความคดิ เหน็ อยา งสุภาพ เคารพ ผูอ่ืน
ปกปองขอมลู สว นบคุ คลท้ังของ ตนเองและ ปกปองขอมลู สว นบุคคลทงั้ ของ ตนเองและผูอ่ืน ใช
ผูอ่นื เทคโนโลยสี ารสนเทศในการนำเสนอและ แบงปน
ขอมลู อยางปลอดภัย มจี ริยธรรม และ วิเคราะหการ
เปลย่ี นแปลงเทคโนโลยีสารสนเทศที่มี ผลตอการดำา
เนนิ ชวี ติ อาชีพ สังคม และวัฒนธรรม
4. อธิบายองคประกอบของขอมูลทจี่ ำเปน ใน องคประกอบของขอ มลู ในการสรางแฟมสะสม
การ สรางแฟมสะสมผลงาน ผลงาน เปนเอกสารในการรวบรวม หลกั ฐานทีแ่ สดง
ถึงความสามารถและผลงานของ บคุ คลเพื่อใชในการ
นำเสนอประกอบการพจิ ารณา การประเมินการ
ทำงาน การสมัครเขา เรียน หรือการ สมัครเขา ทำงาน
และหากตองมีการแบงปน ขอมูล สว นตวั บางเร่ืองสู
สาธารณะ ควรคำนงึ ถึงความ ปลอดภยั และขอควร
ระวังในเรอื่ งตา ง ๆ ทง้ั ตอตนเอง และผูอนื่
5. นำเสนอผลงานใหน า สนใจโดยใช - การนำเสนอผลงานใหนาสนใจจำเปน ตอ งใช
เทคโนโลยอี ยา งสรา งสรรค เทคโนโลยีอยา งสรา งสรรค ซึ่งหมายถงึ การนำ
หลักการของการใชส ื่อสารสนเทศและระบบตางๆ
มาใชใ นการนำเสนองาน เพ่อื ใหผ ูฟงและผูชมจะ
สามารถ สามารถจดจำเนอ้ื หาสาระไดนานและเขาใจ
ในเน้อื หาไดดีมากข้นึ ความหมายการนำเสนอ การ
นำเสนอขอมูล หมายถึง การส่อื สารเพื่อเสนอขอมลู
ความรู ความคิดเห็น หรือความตอ งการไปสผู ูชม
368
ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรูเพ่ิมเตมิ
ผูฟง โดยใชเ ทคนิคหรือวธิ กี ารตา งๆ อนั จะทำใหบ รรลุ
ผลสำเรจ็ ตามจดุ มงุ หมายของการนำเสนอ
6. อธบิ ายหลกั การทำงานเบอื้ งตน ของ เทคโนโลยีปญญาประดิษฐ เทคโนโลยี
เทคโนโลยปี ญญาประดิษฐ ปญ ญาประดิษฐ เปนเทคโนโลยีที่ สรา งความฉลาด
ใหก บั เคร่ืองจกั ร สามารถทำางาน แทนมนุษยไดใน
หลายรูปแบบ จึงทำใหปญ ญา ประดษิ ฐมีอทิ ธพิ ลตอ
การดำาเนนิ ชวี ิตประจำาวนั ของ มนุษยมากขึ้นอยา ง
ตอเนือ่ ง
7. วิเคราะหผลกระทบของเทคโนโลยี ปญญาประดิษฐ หรอื Artificial Intelligence (AI)
ปญ ญาประดิษฐตอการดำเนนิ ชวี ิต คือ คอมพิวเตอร หรอื ส่งิ ประดษิ ฐท ่ีมคี วามฉลาดมี
ความสามารถในการคิดและ/หรอื ปฏิบัตงิ าน ไดอยา ง
มเี หตุผลและ/หรอื คลา ยกบั มนุษย หุนยนตจึงถึงวา
เปนรูปแบบหนึง่ ของปญญาประดิษฐด ว ย
8. อธิบายแนวคิดและความสำคัญของการ แนวคิดและความสำคญั ของการประมวลผลแบบ
ประมวลผลแบบคลาวด
คลาวด การประมวลผลแบบคลาวด เปน รูปแบบหนง่ึ
ของการใหบริการทรพั ยากรคอมพวิ เตอรผาน
อินเทอรเ น็ต ซ่ึงอำนวยความสะดวกใหผูใชสามารถ
ใชง านทรพั ยากรเหลาน้นั ไดทุกท่ีทุกเวลา โดยไมต อ ง
สนใจวา ทรัพยากรทใ่ี ชน้ันอยูทีใ่ ด
9. ประยุกตใชเทคโนโลยีคลาวดเพื่ออำนวย เทคโนโลยคี ลาวดสามารถชว ยอำนวยความสะดวกใน
ความสะดวกในชีวิตประจำวนั
ชวี ติ ประจำวนั ท้ังประโยชนแกตนเองและ
ประเทศชาติ
369
รหัสวชิ า ว33283 คำอธิบายรายวชิ าเพิ่มเติม
ชัน้ มธั ยมศึกษาปที่ 6 รายวิชาคอมพิวเตอร 5 กลุมสาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
ภาคเรยี นท่ี 1 จำนวน 40 ช่ัวโมง/1.0 หนวยกติ
ศึกษาและปฏิบัติเกี่ยวกับการใชเ ทคโนโลยีสารสนเทศในการนำเสนอและแบง ปนขอ มูลอยางปลอดภัย มีจริยธรรม
และวิเคราะหการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยสี ารสนเทศที่มีผลตอการดำเนินชีวิต อาชีพ สังคม และวัฒนธรรม การสื่อสาร ท่ี
ประกอบดวย ผูสง สาร ชองทาง และผูรับ โดยผูสงสามารถสรางสาร และสงผานชอง ทางที่เหมาะสมไปยังผูรับ บล็อก
(blog) เปนบทความที่อธิบายหรือให ขอมูลเกี่ยวกับเรื่องที่ผูสงสารหรือผูเขียนสนใจ เพื่อนำไปแบงปนใหกับผูรับสารบน
เว็บไซต ผูร บั สาร อาจแสดงความคดิ เหน็ กลบั มายังผเู ขยี นได เวบ็ ไซต ที่เปน ชองทางในการตดิ ตอส่อื สารท่เี ปนทน่ี ยิ ม
โดยอาศัยกระบวนการเรยี นรโู ดยใชป ญหาเปน ฐาน (Problem–based Learning) และการเรยี นรูแบบใชโครงงาน
เปนฐาน (Project-based Learning) เพื่อเนนใหผูเรียนไดลงมือปฏิบัติ ฝกทักษะการคิด เผชิญสถานการณการแกปญหา
วางแผนการเรียนรู ตรวจสอบการเรียนรู และนำเสนอผานการทำกิจกรรมโครงงาน เพื่อใหเกิดทักษะ ความรู ความเขาใจ
และทักษะในการวิเคราะห โจทยปญหา จนสามารถนำเอาแนวคิดเชิงคำนวณมาประยุกตใ ชในการสรางโครงงานได เพื่อให
ผเู รยี นสามารถใชค วามรูทางดานวิทยาการคอมพวิ เตอร ส่อื ดิจิทัล เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพ่อื รวบรวมขอมูล
ในชีวิตจริงจากแหลงตาง ๆ และความรูจากศาสตรอื่นมาประยุกตใช สรางความรูใหม เขาใจการเปลี่ยนแปลง ของ
เทคโนโลยีที่มีผลตอการดำเนินชีวิต อาชีพ สังคม วัฒนธรรม และใชอยางปลอดภัย มีจริยธรรม ตลอดจนนำความรูความ
เขาใจ ในวิชาวิทยาศาสตร และเทคโนโลยีไปใชใหเกิดประโยชนต อสังคมและการดำรงชวี ติ จนสามารถพัฒนากระบวนการ
คิดและ จินตนาการ ความสามารถในการแกปญหาและการจัดการทักษะในการสื่อสาร และความสามารถในการตัดสินใจ
และเปน ผทู ่มี ี จติ วทิ ยาศาสตร มีคณุ ธรรม จริยธรรม และคา นยิ มในการใชวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยีอยางสรา งสรรค
ผลการเรยี นรู
1. วางแผนและออกแบบเคา โครงในการ เขียนบลอ็ ก
2. เขียนบล็อกเพ่อื แบง ปน ขอมูลกบั ผอู ่ืน
3. แสดงความคิดเหน็ อยางสุภาพ เคารพ ผอู ืน่ ปกปองขอมูลสวนบุคคลทง้ั ของ ตนเองและผูอ่ืน
4. องคป ระกอบของขอมูลทจ่ี ำเปน ในการ สรางแฟมสะสมผลงาน
5. การนำเสนอผลงานใหน า สนใจโดยใช เทคโนโลยอี ยางสรา งสรรค
6. เขา ใจหลักการทำางานเบื้องตน ของ เทคโนโลยีปญญาประดษิ ฐ
7. วิเคราะหผ ลกระทบของเทคโนโลยี ปญ ญาประดิษฐต อการดำเนนิ ชีวิต
8. อธิบายแนวคิดและความสำคญั ของการประมวลผลแบบคลาวด
9. ประยกุ ตใชเทคโนโลยีคลาวดเ พอ่ื อำนวยความสะดวกในชวี ิตประจำาวัน
จำนวนผลการเรียนรทู ั้งหมด 9 ผลการเรียนรู
370
รายวิชา เทคโนโลยี AR และ VR สาระการเรียนรูเ พิม่ เตมิ
ช้นั ผลการเรียนรู
ม.6 1. อธิบายแนวคิดและหลักการทำงานของ อินเทอรเน็ตของสรรพสิ่ง (Internet of Things:
อินเทอรเ น็ตของสรรพสงิ่ IoT) เปนเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเชื่อมตอ
อุปกรณอิเล็กทรอนิกสตาง ๆ เขาดวยกัน เพื่อชวย
อำนวยความสะดวกใหก ับมนุษย และลด เวลาในการ
ทำกิจกรรมตา ง ๆ
2. ออกแบบและใชเทคโนโลยี อินเทอรเน็ต อนิ เทอรเ น็ตของสรรพสิง่ เปนขัน้ ตอนการถายทอด
ของสรรพสงิ่ ความคิดเก่ยี วกับวธิ ีการแกปญหาหรอื สนองความ
ตองการท่เี ลือกไวออกมาเปนภาพราง3มติ ิ หรือภาพ
ฉาย เพื่อนำไปสูการสรา งตน แบบของสงิ่ ของ
เครื่องใช หรือถายทอดความคิดของวธิ ีการเปน
แบบจำลองความคิดและการรายงานผลเพอ่ื นำเสนอ
วิธกี าร รวมถงึ การลงมือแกปญหาหรือสนองความ
ตองการ เพื่อใหบรรลุเปาหมายทวี่ างไว
3. อธบิ ายแนวคดิ และความสำคญั ของ - Augmented Reality (AR)
เทคโนโลยี AR และ VR หรือความเปน จรงิ เสรมิ เปน การรวมสภาพแวดลอ ม
จรงิ กบั วัตถุ เสมอื นเขา ดวยกัน กระบวนการทำงาน
ของAR เปนการนำเขาสภาพแวดลอ มจรงิ ผา นกลอง
ถา ยรปู ซ่ึงจะนำไปแสดงเปน ฉากหลัง และเพิม่ วัตถุ
เสมือน ซอนทับฉากหลงั เพื่อใหไ ดภาพซอ นทับท่ี
เสมอื นจริง
- Virtual Reality (VR) หรือความเปน จริงเสมือน
เปน เทคโนโลยที น่ี ำเสนอภาพและเน้อื หาที่ สรางดว ย
คอมพวิ เตอรเ พื่อจำลองโลกในความจรงิ โดยมี
จดุ มงุ หมายใหผ ใู ชร สู ึกเสมือนอยูใ นสภาพแวดลอม
จริงผานประสาทสมั ผสั ตางๆ เชน การมอง เห็น การ
ไดย นิ การสัมผสั
4. คน หาและประยุกตใชเ ทคโนโลยี AR และ เทคโนโลยี AR และ VR และสามารถนำมาใช
VR ประโยชนไ ดห ลากหลายดา น
5. ปฏิบัติตนตามบทบาทของการเปน พลเมืองดิจทิ ลั ยคุ ใหม ควรมีความฉลาดทางดิจิทลั ใน
พลเมอื งดิจิทลั ยคุ ใหม ใชค วามฉลาดทาง การอยรู วม กันในสังคมออนไลน การเปนพลเมือง
ดิจทิ ัลในการอยูร วม กนั ในสงั คมออนไลน ดจิ ทิ ัล (Digitalcitizenship)เปนแนวคดิ และแนว
ปฏบิ ัติทีส่ ำคญั ของพลเมอื งใน การเรียนรู การใช
ประโยชนจ ากเทคโนโลยีดิจิทัลและ การปองกัน
ตนเองจากความเสี่ยงตา งๆ
371
ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรเู พิม่ เตมิ
6. บอกวิธกี ารใชค อมพวิ เตอรสำหรับการเปน คอมพวิ เตอรสำหรับการเปนพลเมือง ดิจทิ ัลอยางมี
พลเมอื ง ดจิ ทิ ัลอยางมีจรยิ ธรรม จรยิ ธรรม การเคารพสทิ ธิของตนเองและผูอื่นมี
ความรับผดิ ชอบ ตอ สงั คมในโลกยคุ ใหมไปจนถงึ
ผลกระทบของ เทคโนโลยดี จิ ิทลั ทีม่ ีตอสังคมการเปน
พลเมืองดจิ ทิ ลั จำเปน ตองมีความฉลาดทางดจิ ิทัล
(DQ:Digital intelligence Quotient) ซง่ึ ครอบคลุม
ทั้งความรทู ักษะ ทัศนคติและคานยิ มทจ่ี ำเปน ตอการ
ใชช วี ิตในฐานะสมาชิกของโลกออนไลน ทกั ษะ
การใชสอื่ และ การเขาสังคมในโลกออนไลนมี
ความสามารถทาง สงั คม อารมณและการรับรู
สามารถเผชิญกบั ความทาทายในการสรา งการ
เปล่ยี นแปลงสังคม เชิงบวก
7. อธบิ ายประเภทการกระทำผิดเกีย่ วกบั การกระทำผดิ เกยี่ วกบั กฎหมาย คอมพวิ เตอร การ
กฎหมาย คอมพวิ เตอร อยใู นสงั คมออนไลน ผใู ชจ ำเปนจะตองมจี รยิ ธรรมใน
การอยูรว มกันอยางมีความรับผดิ ชอบการรเู ทา ทนั
การหลอกลวงและอาชญากรรม ทีอ่ าจเกดิ ข้นึ การ
ปอ งกนั การละเมดิ ลิขสิทธิ์กฎหมายคอมพิวเตอร เชน
พระราชบญั ญัติวา ดวย การกระทำผดิ เก่ยี วกับ
คอมพิวเตอร พ.ศ.2560
พระราชบญั ญตั ิคมุ ครองขอ มูลสวนบุคคล พ.ศ.
2562 โดยหากผูใชมีความเขาใจ และ ระมดั ระวงั
ไมใ หกระทำความผิดเกีย่ วกบั การใชงาน จะชวยให
สงั คมมีความสขุ
8. อธบิ ายลกั ษณะของอาชีพทีเ่ กี่ยวของ กบั เทคโนโลยสี มยั ใหมเ ก่ียวของกับทุกอาชีพ ตอ งมีการ
เทคโนโลยีสมัยใหม วิเคราะหความ ปรับตัวในอนาคต ซงึ่ เทคโนโลยสี ามารถสง ผล
เปลยี่ นแปลงของอาชีพ ท่ตี อ งปรับตัวใน กระทบตอการดำเนินชวี ิตในสังคมได
อนาคต
372
คำอธิบายรายวชิ าเพ่ิมเตมิ
รหสั วิชา ว33284 รายวิชาคอมพิวเตอร 6 กลุมสาระการเรียนรูว ิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
ช้ันมธั ยมศึกษาปท่ี 6 ภาคเรยี นที่ 2 จำนวน 40 ช่ัวโมง/1.0 หนวยกติ
ศึกษาหลักการใชเทคโนโลยีสารสนเทศในการนำเสนอและแบงปนขอมูลอยางปลอดภัยมีจริยธรรมและวิเคราะห
การเปลยี่ นแปลงเทคโนโลยีสารสนเทศท่ีมีผลตอการดำเนินชวี ิต อาชีพ สงั คมและวฒั นธรรม และศกึ ษาเน้ือหาสาระเกี่ยวกับ
อินเทอรเ นต็ ของสรรพส่ิง (Internet of Things: IoT) เปน เทคโนโลยีที่ถกู พัฒนาขึน้ เพื่อเช่ือมตออุปกรณอเิ ล็กทรอนิกสตาง
ๆ เขา ดวยกนั เพือ่ ชวยอำนวยความสะดวกใหก ับมนษุ ย และลด เวลาในการทำกจิ กรรมตา ง ๆ
โดยอาศัยกระบวนการเรยี นรโู ดยใชปญหาเปน ฐาน (Problem–based Learning) และการเรยี นรูแบบใชโครงงาน
เปนฐาน (Project-based Learning) เพื่อเนนใหผูเรียนไดลงมือปฏิบัติ ฝกทักษะการคิด เผชิญสถานการณการแกปญหา
วางแผนการเรียนรู ตรวจสอบการเรียนรู และนำเสนอผานการทำกิจกรรมโครงงาน เพื่อใหเกิดทักษะ ความรู ความเขาใจ
และทักษะในการวิเคราะห โจทยปญหา จนสามารถนำเอาแนวคิดเชิงคำนวณมาประยุกตใชในการสรางโครงงานได เพื่อให
ผเู รียนสามารถใชค วามรูทางดา นวทิ ยาการคอมพิวเตอร สอ่ื ดจิ ทิ ัล เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร เพือ่ รวบรวมขอมูล
ในชีวิตจริงจากแหลงตาง ๆ และความรูจากศาสตรอื่นมาประยุกตใช สรางความรูใหม เขาใจการเปลี่ยนแปลง ของ
เทคโนโลยีที่มีผลตอการดำเนินชีวิต อาชีพ สังคม วัฒนธรรม และใชอยางปลอดภัย มีจริยธรรม ตลอดจนนำความรูความ
เขาใจ ในวิชาวิทยาศาสตร และเทคโนโลยีไปใชใหเกิดประโยชนต อ สังคมและการดำรงชีวติ จนสามารถพัฒนากระบวนการ
คิดและ จินตนาการ ความสามารถในการแกปญหาและการจัดการทักษะในการสื่อสาร และความสามารถในการตัดสินใจ
และเปน ผูท่มี ี จติ วทิ ยาศาสตร มีคุณธรรม จริยธรรม และคา นิยมในการใชวิทยาศาสตรและเทคโนโลยอี ยา งสรางสรรค
ผลการเรียนรู
1. อธบิ ายแนวคิดและหลกั การทำงานของ อินเทอรเน็ตของสรรพส่งิ
2. การออกแบบและใชเทคโนโลยี อินเทอรเนต็ ของสรรพสงิ่
3. อธิบายแนวคิดและความสำคญั ของเทคโนโลยี AR และ VR
4. คนหาและประยกุ ตใชเ ทคโนโลยี AR และ VR
5. ปฏิบัติตนตามบทบาทของการเปน พลเมืองดิจิทัลยุคใหม ใชความฉลาดทางดิจิทัลในการอยูรวม กันในสังคม
ออนไลน
6. ใชค อมพิวเตอรส ำหรบั การเปน พลเมอื ง ดจิ ิทลั อยา งมจี ริยธรรม
7. เขาใจการกระทำผดิ เก่ียวกับกฎหมาย คอมพวิ เตอร
8. อธิบายลักษณะของอาชีพที่เกี่ยวของ กับเทคโนโลยีสมัยใหม วิเคราะหความเปลี่ยนแปลงของอาชีพ ที่ตอง
ปรับตวั ในอนาคต
จำนวนผลการเรียนรทู ง้ั หมด 8 ผลการเรยี นรู
373
รายวชิ าการศึกษาคน ควา และสรา งองคค วามรู สาระการเรียนรเู พ่มิ เตมิ
ชัน้ ผลการเรยี นรู
ม.5 1. ตั้งประเด็นปญ หา จากสถานการณป จจบุ นั และ การตั้งประเด็นคำถามเกี่ยวกับสถานการณปจจุบัน
สงั คมโลก และสังคมโลก สามารถสรางแนวคิดและองคความรู
ในสถานการณตางๆไดอ ยางท่ัวถงึ
2. ตง้ั สมมตฐิ านและใหเ หตผุ ลท่ีสนับสนนุ หรอื การตั้งสมมติฐานและใหเหตุผลโดยใชความรูจาก
โตแยง ประเดน็ ความรูโดยใชค วามรจู ากสาขาวิชา ศาสตรสาขาตา ง ๆ ควรมีแนวคดิ และทฤษฎีรองรบั
ตา ง ๆ และมีทฤษฎีรองรับ
3. ออกแบบ วางแผน ใชก ระบวนการรวบรวม การออกแบบ วางแผน กระบวนการรวบรวมขอมูล
ขอมลู อยางมปี ระสทิ ธภิ าพ เปนกระบวนการเก็บขอ มลู อยา งมีประสทิ ธิภาพ
4. ศกึ ษา คนควา แสวงหาความรเู กี่ยวกับประเด็น การคนควาแสวงหาความรูเกี่ยวกับสมมติฐานจาก
ทเี่ ลือก จากแหลง เรียนรูท ่ีมีประสิทธภิ าพ แหลงปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และสารสนเทศจากแหลง
เรียนรูที่หลากหลายไดอ ยางมปี ระสิทธภิ าพ
5. ตรวจสอบความนาเชื่อถือของแหลงที่มาของ การตรวจสอบความนาเชื่อถือของแหลง ทม่ี าของ
ขอมูล ขอ มูลจะทำใหขอมลู มีความนาเชื่อถอื และเปน ที่
ยอมรับ
6. วิเคราะหขอคนพบดวยวิธีการทีเ่ หมาะสม การวิเคราะหดวยวิธีการที่เหมาะสมจะชวยใหคนพบ
ขอ มูลทมี่ คี วามนา เช่อื ถอื
7. สงั เคราะหส รุปองคความรูดว ยกระบวนการกลมุ การสงั เคราะห สรปุ องคค วามรูดวยกระบวนการกลุม
จะกอ ใหเ กิดแนวคดิ และประเด็นใหมๆ
8. เสนอแนวคดิ การแกป ญ หาอยา งเปนระบบดว ย การเสนอแนวคิด การแกปญหาอยางเปนระบบดวย
องคความรูจากการคนพบแผนการทำงานของ องคความรูจากการคนพบแผนการทำงานของ
นกั เรียน นกั เรียน
374
คำอธิบายรายวิชาเพ่ิมเตมิ
รหสั วชิ า I32201 รายวชิ าการศึกษาคนควาและสรางองคค วามรู
กลุม สาระการเรียนรวู ิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
ช้นั มัธยมศกึ ษาปท่ี 5 ภาคเรียนที่ 1 จำนวน 40 ชั่วโมง/1.0 หนวยกิต
ศึกษา วเิ คราะห ต้งั ประเด็น / คำถามเกีย่ วกับสถานการณป จจบุ ันและสงั คมโลก การตัง้ สมมติฐาน การคนควา การ
แสวงหาความรขู อ มูล การออกแบบ การวางแผนรวบรวมขอมลู การใชกระบวนการกลุม การวิเคราะหขอ มลู โดยใชคาสถิติ
การสังเคราะห การสรุปองคความและการเสนอวิธีคิดแกปญหาที่เปนระบบ ฝกทักษะตั้งประเด็นปญหา / ตั้งคำถาม
เกี่ยวกับสถานการณปจ จุบันและสังคมโลก ตั้งสมมตฐิ านและใหเหตุผลที่สนับสนุนหรือโตแยงประเด็นความรู โดยใชความรู
จากศาสตรสาขาตา ง ๆ และมที ฤษฎรี องรบั คน ควาแสวงหาความรเู กีย่ วกับสมมติฐานท่ตี ั้งไวจากแหลงเรยี นรทู ั้งปฐมภูมิและ
ทุตยิ ภมู ิ ออกแบบวางแผนรวบรวมขอมลู และสารสนเทศ วเิ คราะหขอมูลโดยใชวิธีการทเ่ี หมาะสม สงั เคราะหส รปุ องคความรู
และรวมกันเสนอแนวคิด วิธีการแกปญหาอยางเปนระบบ ดวยกระบวนการคิด กระบวนการสืบคนขอมูล กระบวนการแกปญหา
กระบวนการปฏิบัติและกระบวนการกลมุ ในการวพิ ากษ
เพื่อใหเกิดทักษะในการคนควาแสวงหาความรู สังเคราะหสรุป อภิปรายผลเปรียบเทียบเชื่อมโยงความรู ความ
เปนมาของศาสตร หลักการและวิธีคิดในสิ่งที่ศึกษา และมีทักษะในการนำเสนอผลการศึกษาคนควาในรูปแบบการเขียน
รายงานและอา งองิ แหลงที่มาของขอมลู ท่นี าเช่ือถือ นำองคความรูไปแกป ญหาไดอยางเปน ระบบ เหน็ ประโยชนและคุณคา
ของการศกึ ษาคน ควา ดวยตนเอง
ผลการเรยี นรู
1. ตั้งประเดน็ ปญหา จากสถานการณปจจุบนั และสังคมโลก
2. ตัง้ สมมตฐิ านและใหเหตุผลทส่ี นบั สนนุ หรือโตแ ยง ประเด็นความรโู ดยใชความรจู ากสาขาวิชาตาง ๆ และมีทฤษฎี
รองรับ
3. ออกแบบ วางแผน ใชก ระบวนการรวบรวมขอ มูลอยา งมีประสิทธิภาพ
4. ศกึ ษา คน ควา แสวงหาความรูเก่ยี วกบั ประเด็นทเ่ี ลือก จากแหลงเรยี นรทู ม่ี ีประสิทธภิ าพ
5. ตรวจสอบความนา เชือ่ ถือของแหลง ท่ีมาของขอมูล
6. วิเคราะหขอคน พบดว ยวิธีการที่เหมาะสม
7. สังเคราะหส รปุ องคค วามรูดว ยกระบวนการกลมุ
8. เสนอแนวคดิ การแกป ญหาอยา งเปน ระบบดว ยองคความรจู ากการคนพบแผนการทำงานของนกั เรียน
จำนวนผลการเรียนรูทั้งหมด 8 ผลการเรยี นรู
375
รายวชิ าการส่อื สารและการนำเสนอ สาระการเรียนรเู พ่ิมเตมิ
ชน้ั ผลการเรียนรู
ม.5 1. วางโครงรา งการเขียนตามหลักเกณฑ การเขยี นโครงรางรายงานเชงิ วชิ าการ มี
องคป ระกอบและวิธกี ารเขียนโครงรา ง องคประกอบคือ ชอื่ เรื่อง ความนำ วัตถปุ ระสงค
สมมุติฐาน ขอบเขตการศึกษา เน้อื หา วิธกี ารศกึ ษา
และการเก็บรวบรวมขอมลู เปน การวางแผนการ
เขียนรายงานเชิงวิชาการอยางเปน ระบบ และการ
ตรวจสอบทั้งดวยตนเอง และเพ่ือนชว ยตรวจสอบ
โดยใชสัญลกั ษณใ นการตรวจสอบชว ยใหรายงานเชงิ
วิชาการน้นั ถูกตองแมน ยำและสมบูรณย ง่ิ ขนึ้
2. เขียนรายงานการศึกษาคนควา เชงิ วิชาการเปน การถายโอนองคความรูจากการศกึ ษา คนควา และ
ภาษาไทยความยาว 4,000 คำ หรอื ภาษาอังกฤษ ขอคน พบโดยการรายงานท่ใี ชรปู แบบการเขียน
ความยาว 2,500 คำ รายงานเชิงวิชาการไดครบองคประกอบและถูกตอ ง
ตามหลกั วชิ าการเปน การสอ่ื สารทม่ี ีประสทิ ธภิ าพ
3. นำเสนอขอคนพบ ขอ สรปุ จากประเด็นทเี่ ลอื ก การนำเสนอผลงานจากการศึกษาคนควา ขอ คนพบ
ในรปู แบบเด่ียว (Oral individual presentation) โดยมกี ารเตรยี มความพรอมของผนู ำเสนอ การเลือก
หรือกลมุ (Oral panel presentation) โดยใชส ื่อ รปู แบบประเภทส่ือประกอบการนำเสนอให
เทคโนโลยที ีห่ ลากหลาย เหมาะสม และสอดคลอ งกับตามความตองการ
ความสนใจ ความชืน่ ชอบ ของผฟู ง ชวยใหก าร
เผยแพรผลงานไดอยางมปี ระสทิ ธิผล
4. เผยแพรผลงานสสู าธารณะ โดยใชการสนทนา / การเผยแพรผลงานการเขยี นรายงานการคนควา ดวย
วพิ ากษผ านสื่ออิเล็กทรอนิกส เชน e- การจัดนทิ รรศการ / เผยแพรดวยวิธีการที่
conference, social media online หลากหลาย
5. เห็นประโยชนและคุณคาการสรางสรรคง านและ ความรทู ไ่ี ดร บั สามารถนำไปประยกุ ตใ ชอยา ง
ถา ยทอดสิง่ ที่เรยี นรใู หเปนประโยชน สรา งสรรคและเปน ประโยชนตอ สงั คมและโลก
เผยแพรความรูและประสบการณที่ไดจ ากการลงมอื
ปฏบิ ัตเิ พ่ือประโยชนต อสงั คมและโลก
376
คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเติม
รหัสวชิ า I32202 รายวิชาการสื่อสารและการนำเสนอ
กลุม สาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท่ี 5 ภาคเรยี นที่ 2 จำนวน 40 ชั่วโมง/1.0 หนว ยกติ
ศึกษา เรียบเรียงและถายทอดความคิดอยางสรางสรรคจากรายวิชา IS1 (Research and Knowledge
Formation) เกี่ยวกับสถานการณปจจุบันและสังคมโลก โดยเขียนโครงราง บทนำ เนื้อเรื่อง สรุป ในรูปของรายงาน
การศึกษาคนควาเชิงวิชาการเปนภาษาไทยความยาว จำนวน 4,000 คำ หรือ เปนภาษาอังกฤษ ความยาว 2,000 คำ มีการ
อางองิ แหลง ความรูทีเ่ ช่อื ถือไดอยา งหลากหลายเชอื่ ถอื ได ท้งั ในประเทศและตางประเทศ
โดยเรียบเรียงและถายทอดสื่อสาร นำเสนอความคิดอยางชัดเจน เปนระบบ มีการนำเสนอในรูปแบบเดี่ยว (Oral
individual) หรือกลุม (Oral panel presentation) โดยใชสื่อเทคโนโลยีที่หลากหลาย และมีการเผยแพรผลงานสู
สาธารณะ เพื่อใหเกิดทักษะ ในการเขียนรายงานเชิงวิชาการ และทักษะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เห็นประโยชนและ
คุณคาในการสรางสรรคง านและถายทอดสิง่ ท่ีเรยี นรูใหเปน ประโยชนแกส าธารณะ
ผลการเรยี นรู
1. วางโครงรา งการเขียนตามหลกั เกณฑ องคประกอบและวิธีการเขียนโครงราง
2. เขียนรายงานการศึกษาคนควาเชงิ วิชาการเปน ภาษาไทยความยาว 4,000 คำ หรือ
ภาษาอังกฤษ ความยาว 2,500 คำ
3. นำเสนอขอ คน พบ ขอสรปุ จากประเดน็ ทเ่ี ลือกในรปู แบบเดี่ยว (Oral individual presentation) หรือกลมุ
(Oral panel presentation) โดยใชสือ่ เทคโนโลยีทห่ี ลากหลาย
4. เผยแพรผลงานสูส าธารณะ โดยใชก ารสนทนา / วิพากษผา นส่อื อเิ ลก็ ทรอนิกส เชน
e-conference, social media online
5. เห็นประโยชนแ ละคณุ คาการสรางสรรคงานและถายทอดสงิ่ ท่ีเรียนรใู หเ ปนประโยชน
จำนวนผลการเรยี นรทู ้งั หมด 5 ผลการเรยี นรู
377
รายวิชาระเบยี บวิธีวจิ ัยเบ้อื งตน สาระการเรียนรเู พ่มิ เติม
ช้ัน ผลการเรยี นรู
ม.4 1.สืบคนอธิบายความหมาย ความมงุ หมาย -ระเบียบวิธวี ิจัยกค็ ือ หลักการ ทีจ่ ะใชเปนแนวทาง
หลกั การ ประโยชนของการวิจัยและจรรยาบรรณ ใน กระบวนการคนควา หาคำตอบ และหาความ
ของนักวจิ ยั เขา ใจในประเดน็ ทเ่ี ราตองการจะรู หรอื ตอ งการจะ
2.สบื คน และอธิบายประเภทและการออกแบบ เขาใจนั่นอง หลกั การน้เี หมือนกบั สตู รหรอื ตำรับใน
การวจิ ัย การปรงุ อาหาร ตรงท่มี ีความยืดหยนุ ไดพอสมควร
3.สืบคนและอธบิ ายการเลอื กปญหา การตงั้ น่นั คอื ระเบยี บวิธีไมใชก ฎที่ตายตวั นักวจิ ยั ตาง
จุดมุง หมายและสมมตฐิ าน ประชากรและกลุม คนอาจจะใชห ลกั การเดียวกนั ตางกนั ไปบา ง และ
ตวั อยาง เคร่ืองมือในการเก็บขอมลู หลักการในเรื่องเดยี วกนั กอ็ าจจะ ตา งกันไปไดบ าง
4.สืบคนและอธิบายการใชสถิติเบ้อื งตนเกี่ยวกับ เมือ่ นำไปใชกับบุคคล ในเวลาและสถานที่ (หรือใน
การวจิ ยั บรบิ ท) ท่ีตา ง ออกไป
5.สืบคน วเิ คราะหแ ละอธบิ ายผลการวิเคราะห -การสบื คนขอมูลงานวจิ ัยโดยแหลงสบื คน วธิ กี าร
งานวิจัยท่ไี ดศ ึกษา สบื คน การรวบรวมและวิเคราะหผ ลงานวิจยั และ
การนำเสนอขอ มลู ทนี่ ักเรียนสนใจ
378
คำอธิบายรายวชิ าเพิ่มเติม
รหสั วชิ า ว31281 รายวิชาระเบียบวธิ ีวิจัยเบ้ืองตน 1 กลุมสาระการเรียนรูว ิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
ช้ันมัธยมศกึ ษาปท ่ี 4 ภาคเรียนท่ี 1 จำนวน 40 ช่ัวโมง/1.0 หนวยกิต
ศึกษาความหมาย ความมุงหมายหลักการและประโยชนของการวิจัย จรรยาบรรณของนักวิจัย สถิติเบื้องตน
เกยี่ วกบั การวจิ ยั ประเภทและการออกแบบการวจิ ยั การเลอื กปญ หา การตัง้ จดุ มุงหมายและสมมติฐาน ประชากรและกลุม
ตัวอยาง เครื่องมือในการเก็บขอมูล โดยการสืบคนขอมูลและวิเคราะหผลงานวิจัย นำเสนอผลการวิเคราะหงานวิจัยที่ได
ศึกษาคนควา เพื่อเปน แนวทางในการวางแผนการเขียนเคา โครงวจิ ยั ของตนเอง
โดยใชก ระบวนการทางวทิ ยาศาสตร และจติ วทิ ยาศาสตรในการสบื เสาะหาความรู การสำรวจตรวจสอบ การสืบคน
ขอ มูล และการอภปิ ราย เพอื่ ใหเกดิ ความรู ความคดิ ความเขา ใจ สามารถสือ่ สารส่งิ ที่เรยี นรู มีความสามารถในการตัดสินใจ
นำความรูไปใชในชีวิตประจำวัน มีจริยธรรม คุณธรรม และคานิยมที่ถูกตองเหมาะสม โดยมุงเนนความเปนไทยควบคูกับ
ความเปน สากล
ผลการเรียนรู
1. สืบคนอธบิ ายความหมาย ความมุง หมาย หลักการ ประโยชนข องการวิจัยและจรรยาบรรณของนกั วิจยั
2. สืบคน และอธบิ ายประเภทและการออกแบบการวจิ ัย
3. สืบคนและอธิบายการเลือกปญหา การต้งั จดุ มุงหมายและสมมติฐาน ประชากรและกลุมตัวอยา ง เคร่ืองมือใน
การเกบ็ ขอมูล
4. สืบคนและอธิบายการใชสถิตเิ บอ้ื งตนเกยี่ วกบั การวจิ ัย
5. สบื คน วิเคราะหแ ละอธิบายผลการวเิ คราะหง านวจิ ยั ท่ีไดศึกษา
จำนวนผลการเรียนรูทงั้ หมด 5 ผลการเรียนรู
379
คำอธิบายรายวิชาเพ่ิมเติม
รหัสวชิ า ว31282 รายวชิ าระเบียบวิธวี จิ ัยเบ้ืองตน 2 กลุมสาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
ชนั้ มธั ยมศึกษาปท ่ี 4 ภาคเรียนที่ 2 จำนวน 40 ชั่วโมง/1.0 หนว ยกติ
ศึกษาการเขียนเคาโครงการวิจัย การเขยี นรายงานการวิจัยการวิจัย การประเมินผลการวิจัย โดยการฝกภาคสนาม
การดำเนินการวิจัย การวิเคราะหขอมูล การนำเสนอ ผลงานวิจัยและประเมินผลงานวจิ ัยของตนเอง เพื่อใหมีเจตคติที่ดีตอ
การวจิ ยั
โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร และจิตวิทยาศาสตรในการสืบเสาะหาความรู การสำรวจตรวจสอบ
การสืบคนขอมูล และการอภิปราย เพื่อใหเกิดความรู ความคิด ความเขาใจ สามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรู มีความสามารถใน
การตัดสินใจ นำความรูไปใชในชีวิตประจำวัน มีจริยธรรม คุณธรรม และคานิยมที่ถูกตองเหมาะสม โดยมุงเนนความเปน
ไทยควบคูกบั ความเปนสากล
ผลการเรยี นรทู ีค่ าดหวงั
1. สบื คน และเขยี นเคาโครงงานวจิ ยั ของตนเองตามความสนใจ
2. ปฏบิ ัตกิ ารวิจัยและนำเสนอผลงาน โดยอธบิ ายดวยวาจาใหผูอนื่ เขา ใจ
3. เขียนรายงานวิจัย ฉบับเต็มและบทคัดคัดยอ
4. ประเมินผลงานวจิ ัยของตนเอง
จำนวนผลการเรยี นรูท งั้ หมด 4 ผลการเรยี นรู
380
รายวิชาเพ่มิ เติม สาระการเรียนรูเพม่ิ เติม
การชบั รอ ง เทคนิคการหายใจอยางถกู ตอ ง การใชล ม การใชก ระบังลม
การวอรมเสียง Ear Training การฟงการใชเสียง วิธีรอง
ชั้น ผลการเรียนรู เพลงใหเพราะ ถูกคีย รองเสียงขึ้นสูง ลงต่ำได การ
ม.4 1. มีพนื้ ฐานในการขับรองเพลง แกปญหาทางการรองและการประยุกตเทคนิคลงในเพลง
การฝกเทคนิคตาง ๆ เชน การใชลูกคอ (Vibrato) การ
2. รองเพลงโดยเนน เทคนคิ การแสดงออกและ ควบคุมความดงั เบาในการรอง (Dynamic), การเอือ้ น การ
คุณภาพของงาน ใชพลังเสียง รวมถึงการแกปญหา ในการรองเพลง เชน
3. ประเมนิ คุณภาพการรอ งเพลงของตนเองได การออกเสยี งไมชดั การรองเพลงเพยี้ น ไมถูกจังหวะ ไมถูก
4. ถา ยทอดอารมณ ความรูสึกของบทเพลงได คีย การนำเสนอผลงานการขับรองเพลงเปนการนำเสนอ
ม.5 1. ใชชวงเสียงไดเ หมาะสมกบั ชวงกวา งของระดับ องคความรูทีไ่ ดร บั จากการเรียนรู
เสียง ศึกษาการใชเนื้อเสียงใหเหมาะสมกับชวงกวางของระดับ
2. ควบคุมลมหายใจจนจบประโยคเพลง เสียงในบทเพลง ชวงเสียงสูง ชวงเสียงกลาง ชวงเสียงต่ำ
3. ออกเสียงคำรองใหมีความละเมยี ดละไม การควบคุมลมหายใจ การออกเสียงคำรอ งภาษาไทยในบท
4. เอ้ือนเสียงไดอยา งพอดีในการขับรอ งเพลง เพลงไทย ความพอดีในการเอื้อนโนตจับทิศทางการดำเนิน
5. รูทศิ ทางการดำเนินทำนอง ทำนองในประโยคเพลงและยึดเปนหลักในการขับรอง
6. ขบั รอ งเพลงไดท กุ ลีลาไดอ ยางเปน ธรรมชาติ พยายามไมเนนคำรองทุกคำมากเกินไปจนเสียรูปทำนอง
ม.6 1. มพี น้ื ฐานในการขับรองเพลง การใชเสียงใหไดหลากหลายสีสันและลีลา และเลือกใชให
2. รองเพลงโดยเนน เทคนิคการแสดงออกและ เหมาะสมกับบทเพลงแตละบทเพลงที่มีความหมาย
คุณภาพของงาน อารมณ และความรูสกึ แตกตางกัน เมื่อฝกฝนและนำมาใช
3. ประเมินคุณภาพการรอ งเพลงของตนเองได อยางตอเนื่องจะสามารถขับรองบทเพลงทุกลีลาไดอยาง
4. ถายทอดอารมณ ความรสู ึของบทเพลงได เปน ธรรมชาติ
การหายใจอยางถูกตอง การใชลม การใชกระบังลม การ
วอรมเสียง Ear Training การฟงการใชเสียง วิธีรองเพลง
ใหเพราะ ถูกคีย รองเสียงขึ้นสูง ลงต่ำได การแกปญหา
ทางการรองและการประยุกตเทคนิคลงในเพลง การฝก
เทคนิคตาง ๆ เชน การใชลูกคอ (Vibrato) การควบคุม
ความดังเบาในการรอง (Dynamic), การเอื้อน การใชพลัง
เสียง รวมถึงการแกปญหา ในการรองเพลง เชน การออก
เสียงไมชัด การรองเพลงเพ้ียน ไมถูกจังหวะ ไมถูกคีย การ
นำเสนอผลงานการขับรองเพลงเปนการนำเสนอองค
ความรูท ีไ่ ดรบั จากการเรียนรู
381
รหัสวิชา ศ32102 คำอธิบายรายวชิ าเพ่ิมเตมิ กลมุ สาระการเรียนรูศิลปะ
ชนั้ มธั ยมศึกษาปท ี่ 4 รายวิชา ดนตรสี ากล 1 จำนวน 20 ช่ัวโมง/0.5 หนวยกติ
ภาคเรยี นที่ 1
ศึกษาพน้ื ฐานการเลนคอรดสำหรับเคร่ืองดนตรสี ากลประเภทเคร่อื งดำเนนิ ทำนอง พน้ื ฐานการดำเนินจังหวะ
สำหรับเคร่อื งดนตรีประเภทตีประกอบจงั หวะ การควบคมุ กลา มเนื้อมือซาย – ขวาในการเลนเครื่องดนตรีเลนเพลงในอัตรา
จงั หวะธรรมดาไดเ ลนเครือ่ งดนตรที ีต่ นเองเลือกได
เพ่ือใหสามารถเลนคอรดพืน้ ฐาน จังหวะพ้ืนฐานดว ยการควบคุมกลามเนอ้ื มือซาย - ขวา ไดอ ยางเปนธรรมชาติ
โดยเนนอตั ราจังหวะธรรมดาในการฝก ฝนเคร่ืองดนตรี
ผลการเรยี นรู
สาระดนตรีสากล
1. รูแ ละเขาใจพน้ื ฐานการเลน คอรด สำหรับเคร่ืองดนตรสี ากลประเภทเคร่ืองดำเนินทำนอง
2. รูและเขา ใจพนื้ ฐานการดำเนนิ จังหวะสำหรบั เครือ่ งดนตรีประเภทตปี ระกอบจังหวะ
3. ควบคมุ กลา มเนือ้ มือซาย – ขวาในการเลน เครื่องดนตรี
4. เลนเพลงในอัตราจงั หวะธรรมดาได
5. เลนเคร่อื งดนตรีที่ตนเองเลอื กได
จำนวนผลการเรยี นรูทัง้ หมด 5 ผลการเรยี นรู
382
รหสั วิชา ศ31204 คำอธิบายรายวชิ าเพ่ิมเตมิ กลุม สาระการเรียนรศู ลิ ปะ
ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 4 รายวชิ า ขับรอ ง 2 จำนวน 20 ชั่วโมง/0.5 หนว ยกิต
ภาคเรียนท่ี 2
ศึกษาการใชเนื้อเสียงใหเหมาะสมกับชวงกวางของระดับเสียงในบทเพลง ชวงเสียงสูง ชวงเสียงกลาง ชวงเสียงตำ่
การควบคุมลมหายใจ ประโยคเพลง การออกเสียงคำรองภาษาไทยในบทเพลงไทย ความพอดีในการเอื้อนโนต ทิศทางการ
ดำเนนิ ทำนองในประโยคเพลง
เพอ่ื ใหสามารถเลอื กใชเน้อื เสียงทีเ่ หมาะกบั ตนเอง ควบคุมลมหายใจใหมคี วามยาวมากพอทีจ่ ะสามารถรองประโยค
เพลงที่ยาวมากไดครบใน 1 ลมหายใจ ออกเสียงสระใหมีความเหมาะสม เกิดความตอเนื่องของประโยคทำนอง จับทิศ
ทางการดำเนินทำนองในประโยคเพลงและยึดเปนหลักในการขับรอง เลือกใชทักษะตาง ๆ ใหเหมาะสมกับบทเพลงแตละ
บทเพลงทีม่ คี วามหมาย อารมณแ ละความรูสกึ แตกตางกัน
ผลการเรยี นรู
1. ใชชวงเสียงไดเหมาะสมกบั ชว งกวางของระดบั เสยี ง
2. ควบคมุ ลมหายใจจนจบประโยคเพลง
3. ออกเสยี งคำรองใหมีความละเมยี ดละไม
4. เอ้ือนเสยี งไดอยา งพอดีในการขบั รอ งเพลง
5. รูทิศทางการดำเนนิ ทำนอง
6. ขับรอ งเพลงไดท ุกลีลาไดอยางเปนธรรมชาติ
จำนวนผลการเรียนรูทงั้ หมด 6 ผลการเรียนรู
383
รหัสวิชา ศ32102 คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเตมิ กลมุ สาระการเรยี นรศู ิลปะ
ชนั้ มธั ยมศึกษาปท ี่ 5 รายวิชา ดนตรสี ากล 3 จำนวน 20 ช่ัวโมง/0.5 หนวยกติ
ภาคเรยี นที่ 1
ศึกษาพน้ื ฐานการเลนคอรดสำหรับเครือ่ งดนตรสี ากลประเภทเครือ่ งดำเนินทำนอง พนื้ ฐานการดำเนินจังหวะ
สำหรับเคร่อื งดนตรีประเภทตีประกอบจงั หวะ การควบคมุ กลา มเนื้อมือซาย – ขวาในการเลนเครือ่ งดนตรีเลนเพลงในอัตรา
จงั หวะธรรมดาไดเ ลนเครือ่ งดนตรที ีต่ นเองเลือกได
เพ่ือใหสามารถเลนคอรดพืน้ ฐาน จังหวะพืน้ ฐานดวยการควบคมุ กลามเนอ้ื มือซาย - ขวา ไดอ ยางเปน ธรรมชาติ
โดยเนนอตั ราจังหวะธรรมดาในการฝก ฝนเคร่ืองดนตรี
ผลการเรยี นรู
สาระดนตรีสากล
1. รูแ ละเขาใจพน้ื ฐานการเลน คอรด สำหรับเครื่องดนตรสี ากลประเภทเคร่ืองดำเนินทำนอง
2. รูและเขา ใจพนื้ ฐานการดำเนนิ จังหวะสำหรบั เครือ่ งดนตรปี ระเภทตีประกอบจงั หวะ
3. ควบคมุ กลา มเนือ้ มือซาย – ขวาในการเลนเครื่องดนตรี
4. เลนเพลงในอัตราจงั หวะธรรมดาได
5. เลนเคร่อื งดนตรีที่ตนเองเลอื กได
จำนวนผลการเรยี นรูทัง้ หมด 5 ผลการเรยี นรู
384
รหสั วิชา ศ32204 คำอธิบายรายวชิ าเพ่ิมเติม กลุม สาระการเรียนรศู ลิ ปะ
ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 5 รายวชิ า ขับรอง 4 จำนวน 20 ชั่วโมง/0.5 หนว ยกิต
ภาคเรียนท่ี 2
ศึกษาการใชเนื้อเสียงใหเหมาะสมกับชวงกวางของระดับเสียงในบทเพลง ชวงเสียงสูง ชวงเสียงกลาง ชวงเสียงตำ่
การควบคุมลมหายใจ ประโยคเพลง การออกเสียงคำรองภาษาไทยในบทเพลงไทย ความพอดีในการเอื้อนโนต ทิศทางการ
ดำเนนิ ทำนองในประโยคเพลง
เพอ่ื ใหสามารถเลอื กใชเน้อื เสียงทีเ่ หมาะกบั ตนเอง ควบคุมลมหายใจใหมคี วามยาวมากพอทีจ่ ะสามารถรองประโยค
เพลงที่ยาวมากไดครบใน 1 ลมหายใจ ออกเสียงสระใหมีความเหมาะสม เกิดความตอเนื่องของประโยคทำนอง จับทิศ
ทางการดำเนินทำนองในประโยคเพลงและยึดเปนหลักในการขับรอง เลือกใชทักษะตาง ๆ ใหเหมาะสมกับบทเพลงแตละ
บทเพลงทีม่ คี วามหมาย อารมณแ ละความรูสกึ แตกตางกัน
ผลการเรยี นรู
1. ใชชวงเสียงไดเหมาะสมกบั ชว งกวางของระดบั เสยี ง
2. ควบคมุ ลมหายใจจนจบประโยคเพลง
3. ออกเสยี งคำรองใหมีความละเมยี ดละไม
4. เอ้ือนเสยี งไดอยา งพอดีในการขบั รอ งเพลง
5. รูทิศทางการดำเนนิ ทำนอง
6. ขับรอ งเพลงไดท ุกลีลาไดอยางเปนธรรมชาติ
จำนวนผลการเรียนรูทงั้ หมด 6 ผลการเรียนรู
385
รหสั วิชา ศ32102 คำอธิบายรายวชิ าเพ่ิมเติม กลุมสาระการเรียนรศู ลิ ปะ
ชนั้ มัธยมศึกษาปท ี่ 6 รายวิชา ดนตรสี ากล 5 จำนวน 20 ช่ัวโมง/0.5 หนวยกติ
ภาคเรยี นที่ 1
ศึกษาพน้ื ฐานการเลนคอรด สำหรบั เครอ่ื งดนตรีสากลประเภทเคร่ืองดำเนินทำนอง พื้นฐานการดำเนนิ จงั หวะ
สำหรบั เคร่ืองดนตรีประเภทตีประกอบจงั หวะ การควบคุมกลามเนอ้ื มือซาย – ขวาในการเลน เครือ่ งดนตรีเลนเพลงในอัตรา
จงั หวะธรรมดาไดเลนเครอ่ื งดนตรีที่ตนเองเลือกได
เพื่อใหส ามารถเลนคอรด พนื้ ฐาน จงั หวะพ้ืนฐานดวยการควบคุมกลามเนื้อมอื ซาย - ขวา ไดอ ยางเปนธรรมชาติ
โดยเนนอตั ราจงั หวะธรรมดาในการฝกฝนเครื่องดนตรี
ผลการเรยี นรู
สาระดนตรสี ากล
1. รแู ละเขาใจพื้นฐานการเลน คอรด สำหรับเครื่องดนตรสี ากลประเภทเครื่องดำเนนิ ทำนอง
2. รูและเขา ใจพ้นื ฐานการดำเนนิ จงั หวะสำหรบั เครอื่ งดนตรปี ระเภทตปี ระกอบจงั หวะ
3. ควบคมุ กลา มเนือ้ มือซาย – ขวาในการเลนเคร่ืองดนตรี
4. เลนเพลงในอัตราจังหวะธรรมดาได
5. เลนเครือ่ งดนตรีทตี่ นเองเลือกได
จำนวนผลการเรยี นรูทง้ั หมด 5 ผลการเรียนรู
386
รหสั วิชา ศ33206 คำอธิบายรายวชิ าเพ่ิมเตมิ กลุม สาระการเรียนรศู ลิ ปะ
ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 6 รายวชิ า ขับรอง 6 จำนวน 20 ชั่วโมง/0.5 หนว ยกิต
ภาคเรียนท่ี 2
ศึกษาการใชเนื้อเสียงใหเหมาะสมกับชวงกวางของระดับเสียงในบทเพลง ชวงเสียงสูง ชวงเสียงกลาง ชวงเสียงตำ่
การควบคุมลมหายใจ ประโยคเพลง การออกเสียงคำรองภาษาไทยในบทเพลงไทย ความพอดีในการเอื้อนโนต ทิศทางการ
ดำเนนิ ทำนองในประโยคเพลง
เพอ่ื ใหสามารถเลอื กใชเน้อื เสียงทีเ่ หมาะกบั ตนเอง ควบคุมลมหายใจใหมคี วามยาวมากพอทีจ่ ะสามารถรองประโยค
เพลงที่ยาวมากไดครบใน 1 ลมหายใจ ออกเสียงสระใหมีความเหมาะสม เกิดความตอเนื่องของประโยคทำนอง จับทิศ
ทางการดำเนินทำนองในประโยคเพลงและยึดเปนหลักในการขับรอง เลือกใชทักษะตาง ๆ ใหเหมาะสมกับบทเพลงแตละ
บทเพลงทีม่ คี วามหมาย อารมณแ ละความรูสกึ แตกตางกัน
ผลการเรยี นรู
1. ใชชวงเสียงไดเหมาะสมกบั ชว งกวางของระดบั เสยี ง
2. ควบคมุ ลมหายใจจนจบประโยคเพลง
3. ออกเสยี งคำรองใหมีความละเมยี ดละไม
4. เอ้ือนเสยี งไดอยา งพอดีในการขบั รอ งเพลง
5. รูทิศทางการดำเนนิ ทำนอง
6. ขับรอ งเพลงไดท ุกลีลาไดอยางเปนธรรมชาติ
จำนวนผลการเรียนรูทงั้ หมด 6 ผลการเรียนรู
387
วชิ าวิชาแบดมนิ ตัน
ชัน้ ผลการเรียนรู สาระการเรียนรเู พม่ิ เติม
ม.4 1. มคี วามรคู วามเขา ใจถึงประวัติความ -ประวตั คิ วามเปนมาและประโยชนของกฬี า
เปนมาและประโยชนข องแบดมินตัน แบดมนิ ตัน
-ประวตั ิกีฬา แบดมนิ ตนั ในประเทศ
และตา งประเทศ
-ประโยชนของกีฬา แบดมินตัน
2. นกั เรียนสามารถปฏบิ ัตกิ ารเคลือ่ นไหว -รูปแบบการเคลื่อนไหมพื้นฐานในการเลนกีฬา
ตา งๆ ไดถูกตอง แบดมินตนั
3. นักเรยี นมีสมรรถภาพทางกายท่ดี ี -การวางแผนพฒั นาสมรรถภาพทางกายและ
สมรรถภาพกลไก
4. นกั เรยี นสามารถจบั ไมแ ละตีลูกตางๆ การจับไมการเริ่มฝกหัดเลนแบดมินตันจะเริ่มดวย
แบบตา งๆ ได การตลี กู หนา มอื กอนแลวจงึ หดั ตีลกู หลังมือ
-แบบหนามือ
- แบบหลงั มือ
5. มีความรูความเขาใจเทคนิควธิ กี ารเลน -การใชความสามารถของตนในการเพิ่มศักยภาพใน
แบดมินตันได การเลนกีฬาแบดมินตันโดยใชเทคนิคการเลนที่
เหมาะสมกบั ตนเอง
6. สามารถนำทกั ษะการเสิรฟ ไปปฏิบตั ิจรงิ - ทักษะการเสิรฟ ลกู ส้ัน
ไดถ ูกตอ ง - ทกั ษะการเสิรฟ ลูกยาว
7. มีความรูความเขา ใจอธบิ ายไดและ - ทักษะการเลนลูกหนามือ เปนทักษะที่สำคัญใน
สามารถนำทักษะตา งๆ ปฏบิ ัตใิ นการเลนได การเลนแบดมินตนั เปนอยางมากซึง่ ถือวาเปน ทักษะ
ถูกตอง พ้นื ฐานกอนการเลน ทักษะอน่ื ๆก็วา ได
-ทักษะการเดาะลูกส้นั
-ทกั ษะการเดาะลูกยาว
-ทักษะการตโี ตคู
8. นักเรยี นรเู กี่ยวกับกติกาการเลน ทถี่ ูกตอง - เลนตามกติกาการเลนทีถ่ กู ตอง
9. มคี วามรูแ ละสามารถนำไปปฏบิ ัตใิ นการ -แสดงออกถึงความ สนุกสนาน เพลดิ เพลินและ
เปน ผูเลน ผูดู ทีด่ ีได มีสวนรวมในการแสดงออก การปฏิบัติกิจกรรมการ
เปนผูเ ลน ผชู มที่ดี
- การปฏิบตั ิตนในเร่ืองมารยาทในการดู การเลน
การแขง ขนั ความมนี ้ำใจนักกฬี า
10. มคี วามรคู วามเขาใจการแขงขนั แบบ การแขง ขนั กีฬาแบดมนิ ตัน
ตา งๆและสามารถนำไปปฏบิ ัติในการแขงขนั - ประเภทเดย่ี ว
ได - ประเภทคู
388
ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรียนรูเพ่ิมเตมิ
ม.4 1. บอกประโยชนข องแบดมนิ ตนั ประโยชนของแบดมนิ ตนั
- ดานรา งกาย
- ดา นอารมณ
- ดานสังคม
- ดานสติปญ ญา
2. นกั เรียนสามารถปฏบิ ัติการเคลื่อนไหว -การเคลื่อนที่ (Foot Work) ไปยังตำแหนงตางๆ
รูปแบบตางๆ ไดถูกตอ ง ของสนามทำไดหลายอยา ง
- การว่งิ ไปขา งหนา
- การถอยหลัง
- การสไลด
3. นักเรยี นมสี มรรถภาพทางกายทด่ี ี -การวางแผนพฒั นาสมรรถภาพทางกายและ
สมรรถภาพกลไกในการเลน กีฬาแบดมนิ ตัน
4. นกั เรียนสามารถจับไมแ ละตลี ูกแบบ การจับไมการเริ่มฝกหัดเลนแบดมินตันจะเริ่มดวย
ตา งๆ ไดถกู ตอง การตีลกู หนามอื กอ นแลวจึงหดั ตลี กู หลงั มือ
-แบบหนา มอื ลูกสนั้ ลกู ยาว
- แบบหลงั มือ ลูกยาว ลูกยาว
5. มคี วามรูความเขาใจเทคนิควิธกี ารเลน -การใชความสามารถของตนในการเพิ่มศักยภาพใน
แบดมนิ ตนั ได การเลนกีฬาแบดมินตันโดยใชเทคนิคการเลนที่
เหมาะสมกับตนเอง
6. สามารถนำทักษะการเสิรฟ ไปปฏบิ ัตจิ รงิ - ทกั ษะการเสริ ฟ ลูกส้นั ตามจดุ ที่กำหนด
ไดถ ูกตอ ง - ทักษะการเสริ ฟลกู ยาว ตามจุดทกี่ ำหนด
7. มคี วามรคู วามเขา ใจอธิบายไดและ - ทักษะการเลนลูกหนามือ เปนทักษะที่สำคัญใน
สามารถนำทักษะตางๆ ปฏบิ ัติในการเลน ได การเลนแบดมินตันเปน อยางมากซงึ่ ถือวาเปน ทักษะ
ถกู ตอง พน้ื ฐานกอนการเลน ทกั ษะอ่นื ๆก็วา ได
-ทกั ษะการตีลูกโดง
-ทกั ษะการตบหนา มอื
8. นกั เรียนรเู กีย่ วกบั กติกาการเลนทถ่ี กู ตอง - เลน ตามกตกิ าการเลน ที่ถกู ตอ ง
9. มีความรแู ละสามารถนำไปปฏิบตั ิในการ -แสดงออกถงึ ความ สนุกสนาน เพลิดเพลินและ
เปน ผเู ลน ผดู ู ทด่ี ไี ด มีสวนรวมในการแสดงออก การปฏิบัติกิจกรรมการ
เปนผเู ลน ผชู มท่ดี ี
- การปฏิบตั ิตนในเรอื่ งมารยาทในการดู การเลน
การแขง ขัน ความมนี ำ้ ใจนกั กีฬา
389
ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรูเพม่ิ เติม
10. มคี วามรคู วามเขา ใจการแขงขนั แบบ การแขงขันกีฬาแบดมินตันแบบพบกันหมดการนับ
ตางๆและสามารถนำไปปฏิบัติในการแขง ขัน คะแนนและการเลน
ได -ประเภทเดยี่ ว
-ประเภทคู
390
คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเตมิ
รหัสวชิ า พ31201 รายวิชาแบดมนิ ตนั 1 กลุมสาระการเรียนรสู ขุ ศกึ ษาและพลศึกษา
ชน้ั มัธยมศึกษาปท ่ี 4 ภาคเรยี นที่ 1 จำนวน 20 ชั่วโมง /0.5 หนว ยกติ
ศึกษาวิเคราะหม ีสว นรว มและปฏิบตั จิ รงิ ในกายบรหิ าร การเคลอื่ นไหวแบบตาง ๆ การทดสอบสมรรถภาพและ
การออกกำลังกายดว ยกจิ กรรมกีฬาแบดมินตนั อยา งถูกตอง ปลอดภัย สนกุ สนาน พรอมกับเรียนรปู ระวตั ิความเปน มา
ความนิยม ประโยชน มารยาทของผเู ลน ผดู ทู ีด่ ี การรักษาอปุ กรณ กฎ กติกา ทักษะหลักในการรุกและการรับ การแขงขัน
การปฏบิ ัตติ ามหนา ท่ี ความมีนำ้ ใจนกั กีฬา การจดั การแขงขันระดับตา ง ๆ การปองกนั และแกไขเสริมสรา งสมรรถภาพ
เพ่ือใหมคี วามรู ความเขาใจทักษะ มีสมรรถภาพทางกายและจิตใจทด่ี ี
เรยี นรกู ารวิเคราะหค วามคดิ รวบยอดเก่ยี วกับการเคลอ่ื นไหวรูปแบบตางๆ ในการเลน กฬี า ใชความสามารถของตน
เพอ่ื เพิ่มศกั ยภาพของทมี คำนึงถงึ ผลท่ีเกิดตอผูอน่ื และสังคม เลนกีฬาไทย กฬี าสากลประเภทบคุ คล / คู กีฬาประเภททมี
ไดอยา งนอ ย 1 ชนิด
ผลการเรียนรู
1. มคี วามรคู วามเขาใจถึงประวัตคิ วามเปนมาและประโยชนของแบดมินตัน
2. นกั เรยี นสามารถปฏิบัตกิ ารเคลอ่ื นไหวตางๆ ไดถกู ตอง
3. นกั เรียนมสี มรรถภาพทางกายที่ดี
4. นักเรยี นสามารถจบั ไมและตลี กู ตา งๆแบบตางๆ ได
5. มีความรูความเขาใจเทคนิควธิ ีการ
6. สามารถนำไปปฏิบตั ิจริงไดถูกตอง
7. มคี วามรูความเขาใจอธิบายไดและสามารถนำทกั ษะตา งๆ ปฏบิ ัตใิ นการเลน ไดถูกตอง
8. นักเรยี นรูเ กีย่ วกับกติกาการเลนทถ่ี กู ตอง
9. มคี วามรแู ละสามารถนำไปปฏบิ ตั ใิ นการเปน ผูเลน ผูดู ท่ีดไี ด
10. มีความรคู วามเขา ใจการแขงขันแบบตางๆและสามารถนำไปปฏิบตั ิในการแขง ขันได
รวมจำนวนผลการเรยี นรูทั้งหมด 10 ผลการเรยี นรู
391
รหสั วิชา พ31202 คำอธิบายรายวชิ าเพิ่มเติม
รายวชิ าแบดมนิ ตนั 2 กลมุ สาระการเรียนรสู ขุ ศึกษาและพลศกึ ษา
ชน้ั มัธยมศึกษาปท ี่ 4 ภาคเรยี นที่ 2 จำนวน 20 ชว่ั โมง / 0.5 หนวยกติ
ศกึ ษาวิเคราะหมีสวนรวมและปฏบิ ัติจริงในกายบรหิ าร การเคลอ่ื นไหวแบบตาง ๆ การทดสอบสมรรถภาพและ
การออกกำลงั กายดวยกิจกรรมกีฬาแบดมินตันอยางถกู ตอง ปลอดภัย สนกุ สนาน พรอ มกบั เรยี นรปู ระวัตคิ วามเปนมา
ความนิยม ประโยชน มารยาทของผูเลน ผูดทู ่ีดี การรักษาอปุ กรณ กฎ กตกิ า ทกั ษะหลักในการรุกและการรับ การแขงขัน
การปฏิบตั ติ ามหนาที่ ความมีน้ำใจนกั กีฬา การจัดการแขงขันระดับตา ง ๆ การปอ งกนั และแกไขเสรมิ สรางสมรรถภาพ
เพื่อใหม ีความรู ความเขา ใจทักษะ มีสมรรถภาพทางกายและจติ ใจทีด่ ี
เรยี นรกู ารวเิ คราะหค วามคิดรวบยอดเกย่ี วกับการเคล่อื นไหวรปู แบบตา งๆ ในการเลนกฬี า ใชค วามสามารถของตน
เพือ่ เพ่มิ ศกั ยภาพของทีมคำนึงถงึ ผลที่เกิดตอ ผูอื่นและสงั คม เลน กฬี าไทย กฬี าสากลประเภทบคุ คล / คู กีฬาประเภททมี
ไดอยา งนอ ย 1 ชนดิ
ผลการเรียนรู
1. บอกประโยชนข องแบดมนิ ตนั
2. นักเรียนสามารถปฏิบตั กิ ารเคลอ่ื นไหวรูปแบบตา งๆ ไดถูกตอง
3. นกั เรียนมีสมรรถภาพทางกายที่ดี
4. นักเรียนสามารถจบั ไมและตีลูกแบบตางๆ ไดถ ูกตอง
5. มีความรูความเขาใจเทคนิควธิ กี ารเลนแบดมินตันได
6. สามารถนำทักษะการเสิรฟ ไปปฏิบตั จิ ริงไดถกู ตอง
7. มคี วามรคู วามเขา ใจอธบิ ายไดแ ละสามารถนำทกั ษะตา งๆ ปฏิบตั ิในการเลน ไดถูกตอง
8. นกั เรยี นรูเกีย่ วกบั กติกาการเลนท่ถี ูกตอง
9. มคี วามรูแ ละสามารถนำไปปฏิบตั ใิ นการเปน ผเู ลน ผูดู ท่ีดีได
10. มีความรูค วามเขาใจการแขงขันแบบตางๆและสามารถนำไปปฏบิ ตั ใิ นการแขง ขนั ได
รวมจำนวนผลการเรยี นรูทั้งหมด 10 ผลการเรียนรู
392
วชิ าบาสเกตบอล
ชน้ั ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรเู พิม่ เติม
ม.5 1. มีความรคู วามเขาใจถงึ ประวตั ิความ -ประวัติความเปนมาและประโยชนของกีฬา
เปน มาและประโยชนของกฬี าบาสเกตบอล บาสเกตบอล
-ประวัตใิ นประเทศและตา งประเทศ
-ประโยชนของบาสเกตบอล
2. นกั เรยี นสามารถปฏิบัตกิ ารเคลอื่ นไหว -รูปแบบการเคลื่อนไหวพื้นฐานในการเลนกีฬา
ตางๆ ไดถูกตอง บาสเกตบอล
3. นกั เรยี นมสี มรรถภาพทางกายท่ีดี -การวางแผนพฒั นาสมรรถภาพทางกายและ
สมรรถภาพกลไก
4. นักเรยี นสามารถเลี้ยงบาสเกตบอลแบบ -การครอบครองบอลเปนการฝกการคุยเคยกับ
ตางๆ ได บาสเกตบอล
5. มคี วามรูค วามเขาใจเทคนิควธิ กี ารเลน -การใชความสามารถของตนในการเพิ่มศักยภาพใน
บาสเกตบอลได การเลนกีฬาบาสเกตบอลโดยใชเทคนิคการเลนที่
เหมาะสมกบั ตนเอง
- MAN TO MAN
- สามคนออ มหลงั
6. สามารถนำทกั ษะไปปฏบิ ัติจริงไดถ ูกตอ ง - ทกั ษะการเคลอ่ื นท่ี
- ทกั ษะการเล้ยี งบอล
7. มคี วามรูความเขาใจอธิบายไดแ ละ - ทักษะการรับ-สงบอล เปนทักษะที่สำคัญในการ
สามารถนำทักษะตา งๆ ปฏบิ ัติในการเลน ได เลนบาสเกตบอล ซึ่งถือวาเปน ทักษะพื้นฐานกอน
ถกู ตอง การเลน ทกั ษะอืน่ ๆก็วาได
-ทกั ษะการรับบอล
-ทักษะการ สงบอล
8. นักเรียนรูเกย่ี วกบั กติกาการเลนพน้ื ฐานท่ี - เลน ตามกตกิ าการเลนที่ถูกตอ ง
ถูกตอง
9. มคี วามรแู ละสามารถนำไปปฏบิ ัติในการ -แสดงออกถึงความ สนกุ สนาน เพลิดเพลินและ
เปน ผเู ลน ผูดู ท่ีดไี ด มีสวนรวมในการแสดงออก การปฏิบัติกิจกรรมการ
เปน ผเู ลน ผูชมท่ีดี
- การปฏบิ ตั ติ นในเร่ืองมารยาทในการดู การเลน
การแขง ขนั ความมนี ำ้ ใจนักกีฬา
10. มีความรคู วามเขา ใจการแขงขันแบบ กตกิ าการแขง ขันกีฬาบาสเกตบอลพนื้ ฐาน
ตา งๆและสามารถนำไปปฏิบัติในการแขงขนั - แบบ 3 คน
ได - แบบ 5 คน
393
ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรียนรูเ พม่ิ เตมิ
ม.5 1. มคี วามรูความเขาใจถงึ ประวัติความ -ประวัติความเปนมาและประโยชนของกีฬา
เปน มาและประโยชนข องกีฬาบาสเกตบอล บาสเกตบอล
-ประวัติในประเทศและตางประเทศ
-ประโยชนข องบาสเกตบอล
2. นักเรยี นสามารถปฏบิ ัติการเคล่อื นไหว -รูปแบบการเคลื่อนไหวพื้นฐานในการเลนกีฬา
ตางๆ ไดถูกตอง บาสเกตบอล
-การเคลื่อนที่ในรูปแบบตางๆ เชน การสไลด การ
กระโดด การหนุนตวั
3. นกั เรยี นมีสมรรถภาพทางกายทด่ี ี -การวางแผนพัฒนาสมรรถภาพทางกายและ
สมรรถภาพกลไก
4. นักเรียนสามารถเลี้ยงบาสเกตบอลแบบ -การครอบครองบาสเกตบอล ( ball control)เปน
ตา งๆ ได การฝกการควบคุมบาสเกตบอล
- การสรางความคุน เคยกับบาสเกตบอล
5. มคี วามรคู วามเขา ใจเทคนิควิธกี ารเลน -การใชความสามารถของตนในการเพิ่มศักยภาพใน
บาสเกตบอลได การเลนกีฬาบาสเกตบอลโดยใชเทคนิคการเลนท่ี
เหมาะสมกับตนเอง
- MAN TO MAN
- การหลอกลอ แบบมบี อล
6. สามารถนำทกั ษะไปปฏิบตั ิจริงไดถ ูกตอง - ยทุ ธวธิ กี ารรกุ
- ทักษะการรกุ
- รปู แบบการรุก
7. มีความรูค วามเขา ใจอธิบายไดแ ละ - ทักษะการรับ-สงบอล เปนทักษะที่สำคัญในการ
สามารถนำทักษะตางๆ ปฏิบัตใิ นการเลนได เลนบาสเกตบอล ซึ่งถือวาเปน ทักษะพื้นฐานกอน
ถกู ตอง การเลนทกั ษะอนื่ ๆกว็ าได
-ทักษะการรบั บอลโดยการกระโดด
-ทักษะการ สงบอลรปู แบบตา งๆ
8. นกั เรยี นรเู กี่ยวกับกติกาการเลนพ้ืนฐานท่ี - เลน ตามกตกิ าการเลน ทีถ่ ูกตอ ง
ถูกตอง
9. มีความรแู ละสามารถนำไปปฏบิ ัตใิ นการ -แสดงออกถึงความ สนุกสนาน เพลิดเพลินและ
เปน ผเู ลน ผูดู ท่ดี ไี ด มีสวนรวมในการแสดงออก การปฏิบัติกิจกรรมการ
เปนผูเลน ผูชมทีด่ ี
- การปฏิบัตติ นในเรอื่ งมารยาทในการดู การเลน
การแขงขัน ความมนี ำ้ ใจนักกีฬา