The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kungnangkap, 2022-09-17 09:46:41

หลักสูตร 64

หลักสูตร 64

344

ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรเู พิ่มเติม
7. สืบคน ขอ มลู อธบิ าย เปรียบเทียบ โครงสรา งอายุของประชากร อตั ราสวนระหวาง
และยกตวั อยางการเพม่ิ ของประชากร เพศ อัตราการเกดิ และอัตราการตาย การอพยพเขาการ
แบบเอ็กโพเนนเชียลและการเพมิ่ ของ อพยพออกของประชากร และการรอดชวี ิตของสมาชกิ ที่มี
ประชากรแบบลอจสิ ติก อายตุ า งกัน
8. อธบิ าย และยกตัวอยางปจจัยท่ี - ลกั ษณะเฉพาะของประชากรมีอิทธพิ ลตอ
ควบคมุ การเตบิ โตของประชากร การเปลี่ยนแปลงขนาดของประชากรซงึ่ เปน
กระบวนการที่เกิดขึน้ อยเู สมอ
- การเพิ่มประชากรแบบเอ็กโพเนนเชียลเปนการเพม่ิ
จำนวนประชากรอยา งรวดเร็วแบบทวคี ูณ
- การเพ่มิ ประชากรแบบลอจิสตกิ เปนการเพม่ิ
จำนวนประชากรทขี่ นึ้ อยกู ับสภาพแวดลอ ม
หรอื มตี ัวตา นทานในส่งิ แวดลอมมาเกี่ยวของ
- การเตบิ โตของประชากรขึ้นกบั ปจจัยตา ง ๆ
ซึ่งแบง ไดเปน ปจ จยั ท่ีขึน้ กบั ความหนาแนน
ของประชากร และปจ จยั ท่ไี มขน้ึ กับความหนาแนน ของ
ประชากร
- ประชากรมนษุ ยมีอัตราการเตบิ โตอยางรวดเร็วแบบเอ็ก
โพเนนเชยี ลหลงั จากการปฏวิ ตั ิ
ทางอตุ สาหกรรมเปนตน มา
9. วิเคราะห อภิปราย และสรุปปญ หา - ปญหาทเ่ี กิดกับทรัพยากรน้ำ สว นใหญเกดิ จาก
การขาดแคลนนำ้ การเกิดมลพิษทาง การปลอยนำ้ ท่ีผา นการใชป ระโยชนจากกจิ กรรม
น้ำ และผลกระทบท่ีมตี อมนุษยและ ตาง ๆ ของมนษุ ยและยังไมไดรบั การบำบัดลง
สิ่งแวดลอ ม รวมทงั้ เสนอแนวทางการ สแู หลง น้ำ ทำใหเกดิ มลพษิ ทางนำ้
วางแผนการจัดการนำ้ และการแกไ ข - การตรวจสอบคณุ ภาพนำ้ นิยมใชการหาคา
ปญ หา ปริมาณออกซเิ จนท่ีละลายน้ำ และคาปริมาณ
ออกซเิ จนที่จลุ นิ ทรียในน้ำใชใ นการยอ ยสลายสารอนิ ทรยี 
ในนำ้
- การจดั การทรัพยากรนำ้ เพ่ือใหเกดิ ประโยชนส ูงสดุ ควร
มีการวางแผนการใชนำ้ การแกไขปญหาคุณภาพน้ำ
รวมทง้ั การปลกู จติ สำนึกในการใชน ้ำอยางถูกตอง
10. วเิ คราะห อภปิ ราย และสรุป -การปนเปอนของสารเคมี ฝุน ละออง และจลุ ินทรียตาง ๆ
ปญหามลพษิ ทางอากาศ และ ทำใหเกิดมลพิษทางอากาศ ซ่ึงเกิดไดทัง้ จากธรรมชาตแิ ละ
ผลกระทบท่ีมตี อมนุษยและ จากการกระทำของมนุษย
สงิ่ แวดลอ ม รวมทั้งเสนอแนวทางการ - การเกดิ มลพษิ ทางอากาศท่เี กิดข้นึ เองตามธรรมชาติเชน
แกไขปญ หา การเกิดพายุ การเกิดไฟปา และการเกิดแกส พิษจากการ
ยอ ยสลายของจุลนิ ทรีย

345

ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรียนรูเพม่ิ เตมิ
- การเกดิ มลพิษทางอากาศที่เกิดจากการกระทำ
ของมนษุ ย เชน การใชเชอื้ เพลิงฟอสซิลในรูปแบบตา ง ๆ
- การจดั การทรัพยากรอากาศควรประกอบดว ย
การกำหนดนโยบาย และวางแผนงานเพ่ือปองกันและ
แกไข รวมทั้งการปลูกจติ สำนึกในการดูแลรักษาคุณภาพ
อากาศ
11. วเิ คราะห อภปิ ราย และสรุป - มลพิษทางดินและปญหาความเส่อื มโทรมของดินสวน
ปญหาท่ีเกดิ กับทรัพยากรดิน และ ใหญม ีสาเหตุจากการกระทำของมนุษย
ผลกระทบท่ีมีตอมนษุ ยแ ละ - การจัดการทรัพยากรดินเพ่ือใหเ กดิ ประโยชน
สง่ิ แวดลอ ม รวมท้งั เสนอแนวทางการ สงู สดุ ควรมีการปองกันและการแกปญหาการเกดิ มลพษิ
แกไ ขปญ หา และความเส่ือมโทรมของดิน รวมทั้งการปลูกจิตสำนึกใน
การใชดินอยางถูกตอ ง
12. วิเคราะห อภิปราย และสรปุ - พ้ืนท่ปี าไมท่ลี ดลงอาจมสี าเหตมุ าจากธรรมชาตเิ ชน ไฟ
ปญหา ผลกระทบท่ีเกิดจากการทำลาย ปา แผนดนิ ไหว ภูเขาไฟระเบิด หรืออาจมีสาเหตมุ าจาก
ปา ไม รวมทง้ั เสนอแนวทางในการ การกระทำของมนษุ ย เชน การตดั ไมทำลายปา การบุกรุก
ปอ งกนั การทำลายปาไมและการ พื้นที่ปา เพือ่ ครอบครองท่ีดินการเผาปา การทำเหมืองแร
อนรุ ักษปาไม - พืน้ ที่ปา ไมท ่ลี ดลงทำใหภ มู ปิ ระเทศมสี ภาพ
แหงแลง เกิดอทุ กภยั เกดิ การพงั ทลายของดิน
ตลอดจนการเพ่ิมข้ึนของแกคารบอนไดออกไซด
ซึ่งเปน แกส เรือนกระจกชนดิ หนง่ึ นอกจากนี้
ทำใหส ตั วป า และพชื พรรณธรรมชาตลิ ดจำนวนลงหรือสญู
พันธไุ ด
-การจดั การทรัพยากรปาไมควรจดั การใหม ี
ทรพั ยากรปาไมคงอยอู ยา งยั่งยนื หรือเพิ่มขน้ึ เชน การ
กำหนดพ้นื ที่ปาอนุรักษ สงเสริมการปลกู ปา ปองกันการ
บกุ รุกปา การใชไ มอยางมคี ุณคา และมปี ระสทิ ธิภาพ
รวมถงึ การปลูกจิตสำนกึ เรื่องการอนุรักษป าไม
13. วเิ คราะห อภปิ ราย และสรุป - การลดจำนวนลงของสตั วปาเปนผลเนอ่ื งมาจากการ
ปญ หา ผลกระทบทที่ ำใหส ตั วปามี กระทำของมนุษยเปนสวนใหญ คือ การทำใหแหลงที่อยู
จำนวนลดลง และแนวทางในการ อาศยั ลดลงและการลาสตั วป า
อนรุ ักษสตั วปา - การจดั การทรัพยากรสัตวปาควรมีการดำเนนิ การใหมี
พนื้ ท่ีปาไมเพอื่ การอยูอาศยั อยา งเพียงพอรวมทัง้ การไมทำ
รา ยสตั วป า หรอื ทำใหสตั วปาลดจำนวนลง รวมทง้ั การปลูก
จิตสำนกึ ใหช วยกันอนุรักษ

346

คำอธิบายรายวชิ าเพ่ิมเตมิ
รหสั วิชา ว30202 รายวชิ าวิทยาศาสตรส่ิงแวดลอม กลุม สาระการเรยี นรูวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
ชน้ั มธั ยมศึกษาปที่ 6 ภาคเรียนท่ี 2 จำนวน 60 ช่ัวโมง/1.5 หนวยกติ

อธิบาย อภิปราย วิเคราะห วางแผนและดำเนินการเฝาระวัง เขาใจสิ่งแวดลอมในทองถิ่น ความสัมพันธระหวาง
สิ่งแวดลอมกับสิ่งมีชีวิต ความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวิตตาง ๆ ในระบบนิเวศ สมดุลในธรรมชาติ ปญหามลพิษ
ส่ิงแวดลอ ม กับการแกไ ขและปองกนั ปญ หาสงิ่ แวดลอ มตาง ๆ การใชทรพั ยากรธรรมชาติในระดับทองถิน่ ประเทศและโลก
นำความรูไปใชใ นในการจดั การทรพั ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมในทองถ่นิ อยา งยั่งยนื

โดยใชก ระบวนการทางวทิ ยาศาสตร และจติ วทิ ยาศาสตรใ นการสืบเสาะหาความรู การสำรวจตรวจสอบ การสืบคน
ขอมลู และการอภิปราย เพอ่ื ใหเ กดิ ความรู ความคดิ ความเขา ใจ สามารถส่ือสารสงิ่ ทีเ่ รยี นรู มคี วามสามารถในการตัดสินใจ
นำความรูไปใชในชีวิตประจำวัน มีจริยธรรม คุณธรรม และคานิยมที่ถูกตองเหมาะสม โดยมุงเนนความเปนไทยควบคูกับ
ความเปน สากล

ผลการเรยี นรู
1. อธิบายความสัมพนั ธร ะหวา งสง่ิ มีชีวิตกบั ส่ิงมชี ีวิตและสิ่งมชี วี ติ กบั สภาพแวดลอ มในระบบนิเวศได
2. สบื คน ขอ มูล และอธบิ ายลักษณะของระบบนเิ วศในภมู ิภาคตางๆ ของโลกได
3. บอกประเภทของระบบนิเวศบนดนิ และระบบนิเวศแหลงนำ้ ได
4. อธบิ ายลกั ษณะและองคป ระกอบของระบบนิเวศบนดนิ และระบบนเิ วศแหลง น้ำได
5. วางแผน สำรวจ และรวบรวมขอ มลู เก่ียวกบั องคป ระกอบทไ่ี มมีชีวิตและองคป ระกอบท่มี ชี ีวติ ของระบบ

นเิ วศในทองถ่นิ ได
6. อธบิ ายองคป ระกอบในระบบนิเวศได
7. วางแผน ออกแบบ และสรางระบบนเิ วศจำลองได
8. สังเกต รวบรวมขอ มลู และอธบิ ายความสัมพันธใ นระบบนเิ วศจำลองได
9. อธบิ ายความสมั พนั ธของสิ่งมชี วี ิตที่อาศัยอยูรว มกนั ในระบบนิเวศได
10. อธบิ ายสาเหตทุ ี่ทำใหประชากรในระบบนิเวศเกดิ การเปลย่ี นแปลงได
11. สืบคนขอ มูล และรวบรวมขอมูลประชากรมนุษยได
12. วิเคราะหแนวโนม การเพ่ิมข้ึนของประชากรมนุษยเปรียบเทยี บกับการใชทรัพยากรธรรมชาติได
13.อธิบายหลกั การของกระบวนการเปล่ยี นแปลงแทนที่ได
14.วิเคราะหส าเหตุของการเปล่ยี นแปลงแทนท่ี และยกตวั อยางการเปล่ยี นแปลงแทนท่ีท่ีเกิดขึ้นในทองถนิ่ ได
15. บอกปญหาสิ่งแวดลอมและทรพั ยากรธรรมชาติที่เกดิ ขึ้นในทอ งถิ่น ประเทศ และระดบั โลกได
16. วเิ คราะหปญ หา สาเหตขุ องปญ หา และนำเสนอแนวทางปองกนั และแกไขปญหาส่ิงแวดลอ มและ

ทรพั ยากรธรรมชาตใิ นระดบั ทองถิ่นประเทศ และระดับโลกได
จำนวนผลการเรยี นรูทัง้ หมด 16 ผลการเรยี นรู

347

รหสั วชิ า ว33287 คำอธิบายรายวชิ าเพมิ่ เติม
ชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 6 รายวิชาโครงงานSMT 1 กลมุ สาระการเรียนรูวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
ภาคเรยี นที่ 1 เวลาเรียน 40 ชวั่ โมง/1.0 หนวยกิต

ศึกษาและทำความเขาใจเกีย่ วกับการต้งั ปญ หาทางวิทยาศาสตร จากการสังเกต สำรวจ คดิ วเิ คราะหสถาณการณได
มีทักษะการหาขอมลู ความรูทางวิทยาศาสตร คณติ ศาสตรและเทคโนโลยี จากแหลงความรเู พ่อื แกป ญ หา ตัง้ วตั ถปุ ระสงคท่ี
ชดั เจนในการแกป ญ หา สรางสมมตฐิ านท่ีนำไปสูการแกปญหา กำหนดตวั แปรทเี่ ก่ียวของ เพอื่ นำไปสกู ารแกปญหาที่ถูกตอง
ชัดเจน ออกแบบการศึกษาเพื่อแกไขปญหาที่นักเรียนกำหนด อยางเปนขั้นตอน ชัดเจน มีการใชองคความรูวิทยาศาสตร
คณิตศาสตร และเทคโนโลยีในการศึกษา วางแผนการจดั การวสั ดุอปุ กรณ ระยะเวลาลงมือปฏิบัติสรา งนวตั กรรมจากปญหา
และการออกแบบการศึกษาอยางเปนขั้นตอน มีการบันทึกผลชัดเจน สรุปและอภิปรายผลจากการศึกษาและจัดทำรูปเลม
รายงาน

โดยใหผูเรียนคิด วิเคราะห สืบคนหาขอมูล เพื่อใหเกิดความรูความเขาใจ ความคิดรวบยอด มีความใฝรูใฝเรียน มี
วนิ ยั ในการเรียน และมีความมงุ มนุ ในการทำงาน รจู ักทำความรูไปประยุกตใชใ นการดำรงชีวิตไดอยางพอเพยี ง รวมท้ังมีเจต
คติทด่ี ตี อ คอมพิวเตอรและเทคโนโลยสี ารสนเทศ

ผลการเรยี นรู
1. ต้ังปญหาทางวทิ ยาศาสตร จากการสงั เกต สำรวจ คดิ วิเคราะหสถาณการณได
2. มที กั ษะการหาขอมลู ความรูทางวิทยาศาสตร คณิตศาสตรและเทคโนโลยี จากแหลงความรเู พ่ือแกป ญหา
3. ตงั้ วัตถปุ ระสงคทช่ี ัดเจนในการแกปญ หา
4. สรา งสมมตฐิ านที่นำไปสูการแกปญ หา
5. กำหนดตวั แปรทเี่ ก่ียวขอ ง เพ่ือนำไปสูการแกปญ หาท่ีถูกตองชัดเจน
6. ออกแบบการศกึ ษาเพ่อื แกไขปญ หาทน่ี กั เรียนกำหนด อยางเปน ขน้ั ตอน ชดั เจน มีการใชองคความรวู ทิ ยาศาสตร
คณิตศาสตร และเทคโนโลยีในการศึกษา
7. วางแผนการจัดการวสั ดอุ ุปกรณ ระยะเวลา
8. สรา งนวัตกรรมจากปญหาและการออกแบบการศึกษาอยา งเปน ขน้ั ตอน มีการบนั ทึกผลชดั เจน
9. สรุปและอภิปรายผลจากการศึกษา
10. จัดทำรปู เลมรายงานไดถูกตอ ง

รวมจำนวนผลการเรยี นรูท้ังหมด 10 ผลการเรยี นรู

348

คำอธบิ ายรายวิชาเพ่มิ เติม
รหสั วิชา ว33288 รายวชิ าโครงงานSMT 2 กลุมสาระการเรยี นรูวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
ช้ันมธั ยมศึกษาปที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 เวลาเรยี น 40 ช่ัวโมง/1.0 หนวยกติ

ศึกษาและทำความเขาใจเกี่ยวกับ จัดทำภาพนิ่งนำเสนอนาสนใจ เขาใจงายสื่อสารไดครบถวน สื่อสารนำเสนอ
นวัตกรรม ดวยภาษาที่ชัดเจน สื่อสารใหผูอื่นเขาใจ มีความเขาใจลึกซึ้งในนวัตกรรมของตน สามารถตอบปญหา ขอสงสัย
ของผูอื่นที่เกี่ยวกับนวัตกรรมของตน จัดทำโปสเตอรผลงานวิชาการไดอยางถูกตอง จัดทำคลิปวิดีทัศน นำเสนอผลการ
นวตั กรรม ขั้นตอนการสรางนวัตกรรมโดยละเอยี ด

โดยใหผูเรียนคิด วิเคราะห สืบคนหาขอมูล เพื่อใหเกิดความรูความเขาใจ ความคิดรวบยอด มีความใฝรูใฝเรียน มี
วนิ ยั ในการเรยี น และมีความมงุ มนุ ในการทำงาน รจู กั ทำความรไู ปประยุกตใชในการดำรงชีวิตไดอยา งพอเพียง รวมท้ังมีเจต
คตทิ ีด่ ีตอคอมพิวเตอรแ ละเทคโนโลยสี ารสนเทศ

ผลการเรยี นรู
1. จดั ทำภาพน่งิ นำเสนอนา สนใจ เขาใจงายสื่อสารไดครบถวน
2. สือ่ สารนำเสนอนวตั กรรม ดวยภาษาทชี่ ดั เจน สื่อสารใหผ ูอื่นเขา ใจ
3. มีความเขา ใจลกึ ซ้งึ ในนวัตกรรมของตน สามารถตอบปญ หา ขอ สงสยั ของผอู นื่ ท่ีเกยี่ วกบั นวัตกรรมของตน
4. จดั ทำโปสเตอรผลงานวชิ าการไดอยางถูกตอ ง
5. จดั ทำคลปิ วิดที ศั น นำเสนอผลการนวตั กรรม ขนั้ ตอนการสรางนวตั กรรมโดยละเอียด

รวมจำนวนผลการเรยี นรูทั้งหมด 5 ผลการเรียนรู

349

รายวิชาโลกดาราศาสตรแ ละอวกาศ สาระการเรียนรูเพ่มิ เติม
ช้ัน ผลการเรยี นรู - การศกึ ษาโครงสรา งโลกใชขอมูลหลายดานเชน
ม.4 1. อธิบายการแบง ช้นั และสมบตั ขิ อง องคป ระกอบทางเคมีของหินและแรองคประกอบทางเคมี
โครงสรา งโลกพรอ มยกตัวอยางขอมูลท่ี ของอกุ กาบาต ขอมูลคลื่นไหวสะเทอื นที่เคล่ือนทผ่ี านโลก
สนบั สนนุ จงึ สามารถแบงชน้ั โครงสรา งโลกได 2 แบบ คือ
2. อธบิ ายหลกั ฐานทางธรณวี ิทยาที่ โครงสรา งโลกตามองคประกอบทางเคมี แบงไดเปน 3
สนบั สนุนการเคล่ือนที่ของแผนธรณี ชน้ั ไดแก เปลือกโลก เนือ้ โลก และแกน โลก และ
3. ระบุสาเหตแุ ละอธิบายแนวรอยตอ โครงสรางโลกตามสมบตั ิเชงิ กล แบงไดเปน 5 ชนั้
ของแผนธรณีที่สมั พนั ธกับการเคลอ่ื นที่ ไดแ ก ธรณภี าค ฐานธรณภี าค มัชฌมิ ภาค แกนโลก
ของแผน ธรณี พรอ มยกตวั อยาง ชน้ั นอก และแกนโลกชั้นใน นอกจากนี้ ยงั มีการคน พบ
หลกั ฐานทางธรณวี ทิ ยาท่ี รอยตอ ระหวา งช้นั โครงสรา งโลก
เชน แนวแบง เขตโมโฮโรวิซิก แนวแบง เขตกูเทนเบิรก
แนวแบงเขตเลหแมน
- แผนธรณตี าง ๆ เปนสวนประกอบของธรณภี าคซ่ึงเปน
ชั้นนอกสุดของโครงสรางโลก โดยมีการเปล่ยี นแปลง
ขนาดและตำแหนงตง้ั แตอดีต
จนถึงปจ จุบนั การเคล่ือนที่ของแผน ธรณีดงั กลาวอธิบาย
ไดตามทฤษฎีธรณีแปรสัณฐาน ซึ่งมรี ากฐานมาจากทฤษฎี
ทวปี เลอ่ื นและทฤษฎีการแผขยายพน้ื สมทุ ร โดยมี
หลกั ฐานทส่ี นบั สนุน
ไดแ ก รูปรางของขอบทวีปทสี่ ามารถเชือ่ มตอ กนั ไดค วาม
คลายคลงึ กันของกลมุ หินและแนวเทอื กเขาซากดกึ ดำ
บรรพ รองรอย การเคลื่อนท่ีของ
ตะกอนธารน้ำแข็ง ภาวะแมเ หลก็ โลกบรรพกาลอายุหนิ
ของพืน้ มหาสมุทร รวมทง้ั การคน พบสันเขากลางสมุทร
และรองลึกกน สมุทร
- การพาความรอนของแมกมาภายในโลก ทำใหเกิดการ
เคลือ่ นท่ีของแผนธรณี ตามทฤษฎีธรณีแปรสัณฐาน ซงึ่
นักวทิ ยาศาสตรไดสำรวจพบ
หลกั ฐานทางธรณีวิทยา ไดแก ธรณสี ณั ฐานและธรณี
โครงสรา งที่บรเิ วณแนวรอยตอของแผนธรณี เชน รอ งลึก
กน สมุทร หมเู กาะภเู ขาไฟรปู โคง แนวภเู ขาไฟ แนว
เทือกเขา หบุ เขาทรุด
และสันเขากลางสมุทร รอยเลอื่ น นอกจากนยี้ งั พบการ
เกิดธรณพี ิบัตภิ ัยท่ีบริเวณแนวรอยตอ ของแผนธรณี เชน

350

ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรเู พ่มิ เติม
แผนดินไหว ภเู ขาไฟระเบิดสึนามิ ซง่ึ หลักฐานดงั กลา ว
สัมพนั ธกับรูปแบบ
การเคลอื่ นท่ขี องแผนธรณีนักวิทยาศาสตรจึงสรปุ ไดวา
แนวรอยตอของแผน ธรณีมี 3 รูปแบบ ไดแ ก แนวแผน
ธรณีแยกตัว แนวแผน ธรณเี คลือ่ นทเ่ี ขาหากัน แนวแผน
ธรณีเคล่ือนทผี่ า นกันในแนวราบ
4. วิเคราะหห ลักฐานทางธรณีวิทยาที่ - การลำดบั ชั้นหิน เปน การศึกษาการวางตัวการแผ
พบในปจ จุบันและอธบิ ายลำดับ กระจาย ลำดบั อายุ ความสมั พนั ธข องชัน้ หินรอยช้นั ไม
เหตุการณ ทางธรณวี ิทยาในอดีต ตอ เนื่อง และหลกั ฐานทางธรณีวิทยา
อ่ืน ๆ ทีป่ รากฏ ทำใหทราบลำดบั เหตุการณทาง
ธรณีวทิ ยา การเปล่ยี นแปลงสภาพแวดลอ ม
ววิ ัฒนาการของสิง่ มีชีวติ ทเี่ กิดขึ้นบนโลกตง้ั แตกำเนิดโลก
จนถงึ ปจ จุบัน
- หลกั ฐานทางธรณวี ทิ ยา ไดแก ซากดึกดำบรรพ หิน
และลักษณะโครงสรางทางธรณี ซง่ึ นำมาหาอายุได 2
แบบ ไดแ ก อายเุ ปรยี บเทียบ คอื อายขุ องซากดกึ ดำ
บรรพ หิน และ/หรอื
เหตุการณทางธรณีวทิ ยา เม่ือเทยี บกับ
ซากดึกดำบรรพ หิน และ/หรือเหตกุ ารณทางธรณีวิทยา
อ่ืน ๆ และอายสุ มั บรู ณ คอื อายุทีร่ ะบเุ ปน ตวั เลขของหิน
และ/หรอื เหตุการณทางธรณีวิทยาซ่ึงคำนวณไดจ าก
ไอโซโทปของธาตุ
- ขอ มลู จากอายุเปรยี บเทียบและอายุสัมบรู ณส ามารถ
นำมาจัดทำมาตราธรณกี าล คือ การลำดับชวงเวลาของ
โลกตงั้ แตเ กดิ จนถึงปจ จุบนั แบง ออกเปน บรมยุค มหายุค
ยคุ และสมัย ซึ่งแตล ะ
ชวงเวลามสี ิ่งมชี ีวติ สภาพแวดลอมและเหตุการณท ี่
เกดิ ขน้ึ แตกตา งกนั
5. อธิบายสาเหตุ กระบวนการเกดิ ภูเขา - ภูเขาไฟระเบิด เกิดจากการแทรกดนั ของแมกมาข้นึ มา
ไฟระเบิดและปจจัยทีท่ ำใหความรุนแรง ตามสวนเปราะบาง หรือรอยแตกบนเปลอื กโลก มกั พบ
ของการปะทแุ ละรปู รางของภูเขาไฟ หนาแนนบรเิ วณรอยตอระหวางแผน ธรณที ำใหบริเวณ
แตกตางกนั รวมทั้งสบื คนขอ มูลพน้ื ที่ ดงั กลาวเปน พนื้ ท่ี
เสย่ี งภัย ออกแบบและนำเสนอแนว เสยี่ งภยั ความรนุ แรงของการปะทุและรูปรา งของภูเขา
ทางการเฝาระวังและการปฏิบัตติ น ไฟท่ีแตกตางกนั ข้นึ อยูกบั องคประกอบของแมกมา ผล
ใหปลอดภยั จากการระเบิดของภเู ขาไฟมีทัง้ ประโยชนและโทษ จงึ
ตองศึกษาแนวทางในการ

351

ช้ัน ผลการเรียนรู สาระการเรียนรูเ พิ่มเตมิ
เฝาระวัง และการปฏบิ ัตติ นใหป ลอดภัย
6. อธิบายสาเหตุ กระบวนการเกดิ - แผน ดินไหวเกดิ จากการปลดปลอยพลงั งานทส่ี ะสมไว
ขนาดและความรนุ แรง และผลจาก ของเปลือกโลกในรูปของคล่ืนไหวสะเทือนแผน ดนิ ไหวมี
แผนดนิ ไหว รวมท้ังสบื คน ขอมูลพื้นที่ ขนาดและความรุนแรงแตกตา งกัน
เสย่ี งภัย ออกแบบและนำเสนอ และทำลายทรัพยส นิ ศูนยเ กิดแผน ดินไหวมักอยบู รเิ วณ
แนวทางการเฝา ระวังและการปฏิบตั ิตน รอยตอของแผนธรณี และพนื้ ที่ภายใตอทิ ธิพลของการ
ใหป ลอดภยั เคล่อื นของแผนธรณีทรี่ ะดบั
ความลกึ ตา งกนั ใหบ รเิ วณดังกลา วเปนพืน้ ทเ่ี สี่ยงภยั
แผน ดนิ ไหว ซึง่ สง ผลใหส ิ่งกอสรา งเสียหายเกิดอนั ตราย
ตอชวี ติ และทรัพยส ิน จึงตองศึกษาแนวทางในการเฝา
ระวัง และการปฏบิ ตั ิตน
ใหปลอดภัย
7. อธบิ ายสาเหตุ กระบวนการเกิด และ - สึนามิ คือคลืน่ นำ้ ทีเ่ กดิ จากการแทนท่ีมวลน้ำในปริมาณ
ผลจาก มหาศาล สวนมากจะเกิดในทะเลหรือมหาสมุทร โดย
สึนามิ รวมทงั้ สืบคน ขอมลู พ้นื ที่เส่ียงภยั คลนื่ มลี กั ษณะเฉพาะ คือความยาวคลนื่ มากและเคลื่อนท่ี
ออกแบบ ดว ยความเรว็ สงู เมอ่ื อยูกลางมหาสมุทรจะมีความสงู คลนื่
และนำเสนอแนวทางการเฝา ระวงั และ นอย
การปฏบิ ัตติ น และอาจเพมิ่ ความสูงขน้ึ อยางรวดเร็วเม่ือคล่ืนเคล่ือนที่
ใหปลอดภัย ผานบรเิ วณนำ้ ตื้น ทำใหพนื้ ท่ีบริเวณชายฝง บางบรเิ วณ
เปน พืน้ ท่เี ส่ียงภยั สนึ ามิกอ ใหเ กดิ อันตรายแกมนษุ ยแ ละ
ส่ิงกอสรางในบรเิ วณชายหาดนัน้ จงึ ตอ งศึกษาแนวทาง
ในการเฝา ระวงั และการปฏบิ ัตติ นใหปลอดภยั
8. ตรวจสอบ และระบุชนิดแร รวมท้งั - แร คือ ธาตุหรอื สารประกอบอนินทรียท ี่มีสถานะเปน
วเิ คราะหส มบัติและนำเสนอการใช ของแข็ง เกิดขนึ้ เองตามธรรมชาติ มโี ครงสรา งภายในท่ี
ประโยชนจ ากทรัพยากรแรท เ่ี หมาะสม เปน ระเบียบ และมีสตู รเคมีและสมบตั ิ
อื่น ๆ ทแี่ นนอน หรืออาจเปลี่ยนแปลงไดภายใตว งจำกดั
ทำใหแรม ีสมบัติทางกายภาพทแ่ี นนอนสามารถนำมาใช
เพ่ือตรวจสอบชนดิ ของแรท างกายภาพ และการทำ
ปฏกิ ริ ิยาเคมีกบั กรด
- ทรัพยากรแรสามารถนำไปใชเ ปนวัตถดุ ิบใน
อตุ สาหกรรมไดหลายประเภท เชน อาหารและยา
เคร่ืองมือแพทย อปุ กรณอิเล็กทรอนกิ ส อัญมณี
9. ตรวจสอบ จำแนกประเภท และระบุ - หิน เปน มวลของแข็งทป่ี ระกอบดว ยแร ตั้งแต 1 ชนดิ
ชือ่ หินรวมท้ังวเิ คราะหสมบตั ิและ ขึน้ ไป หรปื ระกอบดวยแกว ธรรมชาติหรอื สสารจาก
นำเสนอการใชประโยชนของทรพั ยากร ส่งิ มีชีวิตทเ่ี กดิ ข้ึนเอง
หนิ ทเี่ หมาะสม

352

ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรเู พ่มิ เติม
- หินสามารถจำแนกตามลกั ษณะการเกิดและเน้ือหิน ได
เปน 3 ประเภท ไดแก หินอัคนี หนิ ตะกอน และหินแปร
การระบุชอื่ ของหิน
แตล ะประเภท จะใชลกั ษณะและองคประกอบทางแร
ของหินเปน เกณฑ หินสามารถนำไปใชประโยชนไ ดห ลาย
ดา น เชน วัสดกุ อ สรา งเครอื่ งประดบั วัตถุดบิ ใน
อตุ สาหกรรม
10. อธบิ ายกระบวนการเกิด และการ - ทรพั ยากรปโตรเลียมและถานหนิ เปนทรพั ยากร
สำรวจแหลง ปโตรเลียมและถานหิน โดย สน้ิ เปลืองทม่ี ีอยอู ยางจำกัด ใชแลว หมดไปไมส ามารถ
ใชขอ มลู ทางธรณวี ทิ ยา เกดิ ขนึ้ ทดแทนไดใ นเวลาอันรวดเรว็ ทรพั ยากรปโ ตรเลยี ม
11. อธิบายสมบัติของผลิตภณั ฑท ี่ได และถานหินถกู นำมาใช
จากปโตรเลยี มและถา นหิน พรอม ในอตุ สาหกรรม ทส่ี ำคัญของประเทศ เชน การคมนาคม
นำเสนอการใชประโยชนอ ยา งเหมาะสม การผลติ ไฟฟา เชื้อเพลิงในอุตสาหกรรมตาง ๆ
- การศกึ ษากระบวนการเกิดและการสำรวจแหลง
ปโ ตรเลียมและถา นหนิ ตองใชความรูพ้ืนฐานธรณวี ทิ ยา
หลายดา น เชน ตะกอนวิทยาการลำดบั ชั้นหนิ ธรณี
โครงสราง รวมทัง้ วธิ ีการและเทคนิคตา ง ๆ ท่เี หมาะสม
เพอ่ื ท่ีจะนำ
ทรัพยากรมาใชไดอยางคุมคาและยั่งยนื
12. อานและแปลความหมายจากแผนท่ี - แผนท่ีภมู ปิ ระเทศ เปนแผนที่ทีส่ รา งเพื่อจำลองลักษณะ
ภมู ิประเทศและแผนท่ธี รณีวทิ ยาของ ของผวิ โลกหรือบางสว นของพ้ืนท่บี นผิวโลกโดยมที ศิ ทาง
พืน้ ท่ี ที่กำหนดพรอมท้ังอธิบายและ ท่ชี ดั เจน และมาตราสว นขนาดตาง ๆ ตามความ
ยกตัวอยาง การนำไปใชประโยชน เหมาะสมกับการใชงาน แผนท่ภี ูมิประเทศมักแสดงเสน
ช้นั ความสูง และคำอธบิ ายสัญลกั ษณต างๆ ที่ปรากฏใน
แผนที่
- แผนท่ธี รณวี ิทยา เปน แผนท่ีแสดงการกระจายตัวของ
หินกลุมตา งๆ ทีโ่ ผลใหเหน็ บนพน้ื ผิว ทำใหทราบถึง
ขอบเขตของหนิ ในพนื้ ที่ นอกจากนีย้ งั
แสดงลกั ษณะการวางตัวของช้นั หนิ
ซากดกึ ดำบรรพ และธรณโี ครงสราง
- ขอ มลู จากแผนทภี่ มู ปิ ระเทศและแผนทธี่ รณีวิทยา
สามารถนำไปใชวางแผนการใชป ระโยชนแ ละประเมนิ
ศักยภาพของพื้นท่ีไดอยา งเหมาะสม
เชน ประเมินศกั ยภาพแหลงทรพั ยากรธรณีตาง ๆ การ
วางผงั เมือง การสรางเขื่อน

353

คำอธิบายรายวชิ าเพิ่มเติม
รหสั วิชา ว31261 รายวิชาโลกดาราศาสตรและอวกาศ 1 กลมุ สาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปท่ี 4 ภาคเรียนท่ี 1 จำนวน 20 ช่วั โมง/0.5 หนว ยกติ

ศึกษาการแบงชั้นและสมบัติของโครงสรางโลก รอยตอระหวางชั้นโครงสรางพรอมหลักฐานสนับสนุน ศึกษาการ
เคล่ือนทขี่ องแผนธรณีตามทฤษฎธี รณแี ปรสัณฐานพรอมหลักฐานสนับสนนุ ศกึ ษาสาเหตแุ ละรูปแบบ แนวรอยตอของแผน
ธรณีทสี่ มั พันธการเคล่ือนทีข่ องแผนธรณี และหลักฐานทเ่ี ปน ผลจากการเคล่ือนทขี่ องแผน ธรณี ศึกษาสาเหตุ กระบวนการ
เกิด และผลจากการเกิดภูเขาไฟระเบิด แผนดินไหว และ สึนามิ พรอมแนวทาง การเฝาระวังและปฏิบัติตนใหปลอดภัย
รวมท้ังอธิบายลำดับเหตกุ ารณทางธรณีวิทยาในอดีตจากการใช หลกั ฐานทพี่ บในปจจบุ นั

โดยใชก ระบวนการทางวิทยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู การสบื คน ขอมูล การ สังเกต วิเคราะห เปรยี บเทียบ
อธิบาย อภิปราย และสรุป เพื่อใหเกิดความรู ความเขาใจ มีความสามารถใน การตัดสินใจ มีทักษะปฏิบัติการทาง
วิทยาศาสตร รวมทั้งทักษะการเรียนรูในศตวรรษที่ 21 ในดานการใช เทคโนโลยีสารสนเทศ ดานการคิดและการแกปญหา
ดานการสื่อสาร สามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนำความรู ไปใชในชีวิตของตนเอง มีจิตวิทยาศาสตร จริยธรรม คุณธรรม
และคา นยิ มทีเ่ หมาะสม

ผลการเรียนรู
1. อธิบายการแบงชนั้ และสมบตั ิของโครงสรา งโลก พรอมยกตัวอยา งขอมูลที่สนบั สนุน
2. อธิบายหลักฐานทางธรณีวทิ ยาทสี่ นบั สนุนการเคลื่อนทข่ี องแผน ธรณี
3. ระบสุ าเหตุ และอธิบายแนวรอยตอ ของแผน ธรณที สี่ มั พนั ธการเคล่อื นทข่ี องแผน ธรณี พรอม
ยกตัวอยา งหลกั ฐานทางธรณีวทิ ยาทีพ่ บ
4. วิเคราะหห ลักฐานทางธรณีวิทยาที่พบในปจ จุบัน และอธบิ ายลำดบั เหตกุ ารณทางธรณีวิทยาในอดตี
5. อธิบายสาเหตุ กระบวนการเกิดภูเขาไฟระเบิดและปจจยั ที่ทำใหค วามรุนแรงของการปะทุและ
รูปรา งของภเู ขาไฟแตกตางกนั กนั รวมท้ังสืบคนขอมลู พ้ืนที่เส่ยี งภยั ออกแบบและนำเสนอแนว
ทางการเฝาระวังและการปฏบิ ัตติ นใหป ลอดภัย
6. อธิบายสาเหตุ กระบวนการเกิด ขนาดและความรนุ แรง และผลจากแผน ดนิ ไหว รวมทัง้ สบื คน
ขอมูลพนื้ ท่เี สย่ี งภัย ออกแบบและนำเสนอแนวทางการเฝาระวงั และการปฏิบตั ิตนใหปลอดภยั
7. อธิบายสาเหตุ กระบวนการเกิด และผลจากสึนามิ รวมทงั้ สืบคน ขอมลู พนื้ ทีเ่ สย่ี งภยั ออกแบบและนำเสนอแนว
ทางการเฝาระวงั และการปฏิบตั ติ นใหป ลอดภยั

จำนวนผลการเรียนรูท้ังหมด 7 ผลการเรียนรู

354

คำอธิบายรายวิชาเพ่ิมเติม
รหัสวิชา ว31262 รายวิชาโลกดาราศาสตรแ ละอวกาศ 2 กลุม สาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
ชัน้ มธั ยมศึกษาปที่ 4 ภาคเรียนท่ี 2 จำนวน 20 ช่ัวโมง/0.5 หนวยกิต

ศกึ ษาชนดิ แรและหิน สมบัตขิ องแรแ ละหิน การจำแนกแรตามสมบัติของแร การจำแนกหนิ ตาม ลกั ษณะการเกิด
และเนื้อหิน และการใชประโยชนจากทรัพยากรแรและหินที่เหมาะสม ศึกษากระบวนการเกิด และการสำรวจแหลง
ปโ ตรเลยี มและถานหินโดยใชความรพู นื้ ฐานธรณีวิทยาดานตา ง ๆ รวมท้งั วิธกี ารและ เทคนคิ ที่เหมาะสมเพื่อนำทรัพยากรมา
ใชไ ดอ ยางคุมคาและยง่ั ยนื ศกึ ษาองคป ระกอบและการแปลความหมาย ของแผนทภ่ี มู ิประเทศและแผนท่ธี รณวี ิทยา พรอม
ท้ังนำเสนอการนำขอ มลู จากแผนทภี่ ูมปิ ระเทศและแผนที่ ธรณีวทิ ยาไปใชประโยชน

โดยใชก ระบวนการทางวิทยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู การสืบคน ขอมูล การสังเกต วเิ คราะห เปรียบเทียบ
อธิบาย อภิปราย และสรุป เพื่อใหเกิดความรู ความเขใจ มีความสามารถใน การตัดสินใจ มีทักษะปฏิบัติการทาง
วิทยาศาสตร รวมทั้งทักษะการเรียนรูในศตวรรษที่ 21 ในดานการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ ดานการคิดและการแกปญหา
ดานการสื่อสาร สามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนำความรู ไปใชในชีวิตของตนเอง มีจิตวิทยาศาสตร จริยธรรม คุณธรรม
และคานิยมท่เี หมาะสม

ผลการเรยี นรู
1. ตรวจสอบ และระบชุ นดิ แร รวมทั้งวเิ คราะหสมบัติและนำเสนอการใชประโยชนจากทรัพยากรแรที่
เหมาะสม
2. ตรวจสอบ จำแนกประเภท และระบชุ อ่ื หนิ รวมท้ังวิเคราะหสมบัติและนำเสนอการใชป ระโยชน
ของทรพั ยากรหนิ ท่ีเหมาะสม
3. อธิบายกระบวนการเกิด และการสำรวจแหลงปโตรเลยี มและถา นหิน โดยใชขอมลู ธรณีวทิ ยา
4. อธิบายสมบตั ขิ องผลติ ภัณฑท่ไี ดจ ากปโ ตรเลยี มและถานหิน พรอมนำเสนอการใชป ระโยชนอยา ง
เหมาะสม
5. อา นและแปลความหมายจากแผนทภี่ มู ิประเทศและแผนที่ธรณวี ิทยาของพื้นที่ท่ีกำหนด พรอมทง้ั
อธิบายและยกตวั อยา งการนำไปใชป ระโยชน

จำนวนผลการเรยี นรทู ัง้ หมด 5 ผลการเรยี นรู

355

รายวิชา KidBright สาระการเรียนรเู พิ่มเติม
ช้นั ผลการเรยี นรู การระบุขอ มูลเขา (input) การพจิ ารณาขอ มูลและ
ม.4 1. ระบขุ อมลู เขา ขอมลู ออก และ เง่อื นไขท่ีกำหนดมาในปญหา การระบุขอ มูลออก
เงอ่ื นไขของปญหา (output) การพจิ ารณาสิง่ ทีต่ องหาคำตอบ การกำหนด
วธิ ีประมวลผล (processing) การพิจารณาขนั้ ตอนวิธีหา
2. ออกแบบข้ันตอนวิธีในการแกปญหา คำตอบหรือขอมูลออก
การแกปญหาจำเปนตองใชรูปแบบ การกำหนดเงือ่ นไข

โดยใชร ปู แบบ การกำหนดเง่ือนไข และ และการทำซำ้ จนไดงานทเ่ี สร็จสมบูรณ

การทำซ้ำ

3. เขยี นขั้นตอนวธิ ีตามท่ไี ดออกแบบเพื่อ โครงงานเปน กิจกรรมทีต่ องทำอยางตอเน่อื งหลาย
สรา งโครงงานอยางงาย ขน้ั ตอน และแตล ะขัน้ ตอนจะมคี วามสำคัญตอ
ความสำเรจ็ ของโครงงานนั้นๆ การคัดเลือกโครงงานท่ี
4. ใชงานตัวแปรและตัวดำเนินการทาง สนใจจะทำ ควรเปน ไปตามความสามารถ ความถนัด
ความสนใจ และความตองการของตัวผูเ รยี นเอง การ
สำรวจและการเลือกเรื่องทจ่ี ะทำโครงงาน เปนขั้นตอน
แรกของการทำโครงงาน
ตัวแปรและตัวดำเนนิ การทางคณิตศาสตรในการ

คณิตศาสตรในการแกปญ หาดวย แกป ญ หาดว ยคอมพวิ เตอร เปนหลกั การการทำงานของ

คอมพิวเตอร การเขียนผงั งานหรือการเขียนโปรแกรมของระบบงาน

5. ปรบั ปรงุ โปรแกรมเพ่ือใชง านกบั วิธีปรับปรุงโปรแกรมเพ่ือใชง านกับสถานการณควร

สถานการณท่ีกำหนดได กำหนดใหมีลำดับขนั้ ตอนการทำงาน เพ่ือสรา งสิง่ ของ

เครอ่ื งใชหรือวิธกี ารอยางใดอยา งหน่ึงขึน้ มาเพ่ือ
แกป ญ หาหรือสนองความตอ งการของมนษุ ย
6. พฒั นาโครงงานเพ่ือประยกุ ตใ ชงานใน โครงงานสามารถนำมาประยุกตใชงานในชีวติ ประจำวนั
ชีวิตประจำวัน โดยจะตองวางแผนการดำเนินงาน ศกึ ษา พฒั นา
โปรแกรม โดยใชค วามรูทางกระบวนการวศิ วกรรม
ซอฟตแ วร เครือ่ งคอมพิวเตอรและอุปกรณท เี่ กี่ยวของ
ตลอดจนทักษะพนื้ ฐานในการพัฒนาโครงงาน
7. ประยกุ ตแ นวคิดของ IoT ในการพัฒนา แนวคดิ ของ IoT ในการพัฒนาโครงงาน ท่ีอยรู อบตัวเรา

โครงงาน ในชีวติ ประจำวนั สามารถเช่ือมตอ กนั สื่อสาร
แลกเปลยี่ นขอมูลกนั ได ผา นเครอื ขา ยไรส าย (Internet)

8. เก็บรวบรวมขอมลู จากอุปกรณ IoT ขอมลู จากอปุ กรณ IoT สามารถนำมาวเิ คราะหและ

เพื่อนำมาวเิ คราะหและแสดงผล แสดงผล นำมาประยกุ ตใ ชเ พ่ือชวยสรางประสบการณ

356

ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรียนรูเพิม่ เตมิ
หรือนำเสนอขอมลู ในสถานการณนอกหองเรียน
Informal learning environment
ม.4 1. อธบิ ายความหมายของหลักการคิดเชิง การคิดเชิงคำนวณ (Computational Thinking) เปนทักะ
การคิดรูปแบบหนึ่งที่ใชกระบวนการคิดวิเคราะห
คำนวณไดถกู ตอง หลากหลาย ลักษณะเพื่อแกปญหา (Problem-solving)

อยางมเี หตุผลและมีขน้ั ตอน
2. บอกวิธีการแบงปญหาใหญออกเปน การแบงปญ หาใหญออกเปนปญหายอย สามารถชว ยหา
ปญ หายอย สามารถหารูปแบบของปญหา รูปแบบของปญ หา และวธิ ีการสำหรบั การวางแผน
ออกแบบขัน้ ตอนวิธีสำหรับการวางแผนได กระบวนการแกปญหาในหลากหลายลกั ษณะ เชน การ
จัดลำดบั เชงิ ตรรกศาสตร การวิเคราะหขอมูล และการ
สรา งสรรคว ิธแี กป ญ หาไปทลี ะขั้นทีละตอน(หรือที่
เรียกวาอลั กอรทิ ่มึ ) รวมทงั้ การยอ ยปญ หาท่ีชว ยให
รับมอื กบั ปญหาท่ซี ับซอ นหรือมีลกั ษณะเปนคำถาม
ปลายเปด
3. เขียนโปรแกรมพนื้ ฐานของบอรด องคป ระกอบของบอรด สมองกลฝงตัว (Embedded
KidBright เบอ้ื งตน และอธิบาย Board) ขนาดเลก็ ประกอบดวย ไมโครคอนโทรลเลอร
องคประกอบของบอรด ได ESP32 ทำหนาที่ ประมวลผล และควบคุมส่ังงาน
อุปกรณ ทปี่ ระกอบอยูบ นบอรด ซงึ่ ไดแกห นา
จอแสดงผลแบบ Matrix LED ขนาด 16×8 จดุ และ
เซน็ เซอรตรวจจับพน้ื ฐาน
4. เขยี นโปรแกรมสง่ั ใหบอรด KidBright โปรแกรมคำสงั่ บอรด KidBright ทำงานไดต ามความ
ทำงานไดตามความตอ งการ ตองการ จะใชการลากกลองขอความหรือบล็อกคำส่งั
มาวางตอ กนั (Drag and Drop) ซงึ่ โปรแกรมจะทำงาน
แปลงภาษา ท่ีเรยี กวาการ compile เพอ่ื ใหไ ดเ ปนโคด
การทำงานที่ใชก บั โปรเซสเซอร ESP32 ทอ่ี ยบู นบอรด
5. บอกหนา ท่ีการสั่งคอมไพลโปรแกรมได - compile เปน ตัวแปลภาษารูปแบบหนง่ึ มีหนา ทหี่ ลกั
อยางเหมาะสม คอื การแปลภาษาโปรแกรมท่ีมนษุ ยเ ขยี นขนึ้ ไปเปน
ภาษาเครอ่ื ง โดยคอมไพเลอรของภาษาซี คือ C
Compiler ซึ่งหลักการที่คอมไพเลอร
ใช เรยี กวา คอมไพล (compile) โดยจะทำการอา น
โปรแกรมภาษาซีทง้ั หมดต้งั แตต น จนจบ แลวทำการ
แปลผลทีเดียว
6. สรา งรปู ภาพและภาพเคลือ่ นไหวโดยใช การออกแบบสรางรูปภาพและภาพเคลื่อนไหวโดยใช
คำสง่ั บลอ็ กไดต ามจนิ ตนาการ คำส่งั บลอ็ กไดต ามจินตนาการ แบบ Learn and Play
บอรด ถูกออกแบบใหมีการแสดงผลและเซนเซอรแบบ
งา ยซงึ่ จะทำงานสอดคลอ งกับชุดคำส่งั ควบคุมการ

357

ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรูเพ่มิ เติม
ทำงานสามารถออกแบบและสรา งชดุ คำสัง่ แบบ Block-
structured Programming ผา นแอปพลเิ คชันบน
สมารทโฟน
7. สรางและใชงานตวั แปร กำหนดคา การกำหนดคาใหกับตวั แปรสรางชุดคำสง่ั ในการคำนวณ
ใหกบั ตัวแปร สรา งชดุ คำสัง่ ในการคำนวณ เปนการใชช ่อื ตัวแปรแทนตำแหนง บนหนว ยความจำ
สำหรับเก็บขอมูลระหวา งการประมวลผล ซ่งึ อาจเปน
ขอ มูลนำเขา ขอมลู ท่เี กดิ จากการดำเนนิ การ หรือขอมลู
ผลลพั ธ
8. มคี วามรแู ละความสามารถประยุกตใช เซนเซอรว ดั อุณหภมู ิสามารถสรางเซนเซอรว ดั ความเขม
งานเซนเซอรว ดั อณุ หภูมิ เซนเซอรวัด แสงและสวติ ซ เขยี นโปรแกรมแบบทางเลือก แบบ
ความเขม แสง และสวติ ซ เขียนโปรแกรม วนรอบ
แบบทางเลือก แบบวนรอบได

358

คำอธิบายรายวิชาเพ่ิมเตมิ
รหสั วิชา ว31285 รายวชิ าคอมพิวเตอร 1 กลมุ สาระการเรียนรูว ทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
ช้นั มธั ยมศึกษาปท ี่ 4 ภาคเรยี นท่ี 1 จำนวน 20 ช่ัวโมง/0.5 หนวยกติ

ศึกษาและปฏิบัติเกี่ยวกับบอรด สมองกลฝงตัวที่สามารถทำงานตามชุดคำสั่ง โดยผูเรียนสามารถสรางชุดคำสั่งผา น
โปรแกรม KidBright IDE บนคอมพวิ เตอร ท่ใี ชง านงา ย เพยี งใชก ารลากบล็อกคำส่ังมาวางตอกัน (Drag and Drop) ชว ยลด
ความกังวลเร่ืองการพิมพช ุดคำสงั่ ผิด ชดุ คำส่ังท่ีถูกสรางดังกลา วจะถูกสงไปท่ีบอรด KidBright ใหท ำงานตามท่ีโปรแกรมไว
เชน รดน้ำตนไมต ามระดบั ความชนื้ ท่กี ำหนด หรือเปด-ปด ไฟตามเวลาที่กำหนด

โดยอาศัยกระบวนการเรยี นรูโ ดยใชปญหาเปน ฐาน (Problem–based Learning) และการเรียนรูแบบใชโครงงาน
เปนฐาน (Project-based Learning) เพื่อเนนใหผูเรียนไดลงมือปฏิบัติ ฝกทักษะการคิด เผชิญสถานการณการแกปญหา
วางแผนการเรียนรู ตรวจสอบการเรียนรู และนำเสนอผานการทำกิจกรรมโครงงาน เพื่อใหเกิดทักษะ ความรู ความเขาใจ
และทักษะในการวเิ คราะห โจทยปญหา จนสามารถนำเอาแนวคิดเชิงคำนวณมาประยุกตใชในการสรางโครงงานได เพื่อให
ผูเรยี นสามารถใชค วามรูทางดานวิทยาการคอมพิวเตอร สอ่ื ดิจิทลั เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อรวบรวมขอมูล
ในชีวิตจริงจากแหลงตาง ๆ และความรูจากศาสตรอื่นมาประยุกตใช สรางความรูใหม เขาใจการเปลี่ยนแปลง ของ
เทคโนโลยีที่มีผลตอการดำเนินชีวิต อาชีพ สังคม วัฒนธรรม และใชอยางปลอดภัย มีจริยธรรม ตลอดจนนำความรูความ
เขาใจ ในวิชาวิทยาศาสตร และเทคโนโลยีไปใชใหเกิดประโยชนต อ สังคมและการดำรงชีวิต จนสามารถพัฒนากระบวนการ
คิดและ จินตนาการ ความสามารถในการแกปญหาและการจัดการทักษะในการสื่อสาร และความสามารถในการตัดสินใจ
และเปน ผทู มี่ ี จิตวิทยาศาสตร มีคณุ ธรรม จริยธรรม และคา นยิ มในการใชว ิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยอี ยางสรางสรรค
ผลการเรยี นรู

1. ระบุขอ มลู เขา ขอ มลู ออก และเงื่อนไขของปญหา
2. ออกแบบข้นั ตอนวิธีในการแกปญ หา โดยใชรปู แบบ การกำหนดเงอื่ นไข และการทำซ้ำ
3. เขยี นขน้ั ตอนวิธตี ามที่ไดออกแบบเพ่ือสรางโครงงานอยางงาย
4. ใชง านตวั แปรและตัวดำเนนิ การทางคณิตศาสตรในการแกปญ หาดว ยคอมพวิ เตอร
5. ปรบั ปรุงโปรแกรมเพ่อื ใชงานกับสถานการณท ก่ี ำหนดได
6. พัฒนาโครงงานเพ่ือประยุกตใ ชงานในชวี ิตประจำวนั
7. ประยกุ ตแ นวคิดของ IoT ในกการพฒั นาโครงงาน
8. เกบ็ รวบรวมขอ มูลจากอุปกรณ IoT เพอ่ื นำมาวเิ คราะหแ ละแสดงผล

จำนวนผลการเรียนรทู งั้ หมด 8 ผลการเรยี นรู

359

คำอธิบายรายวชิ าเพิ่มเติม
รหัสวชิ า ว31286 รายวชิ าคอมพิวเตอร 2 กลุมสาระการเรยี นรูวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
ชนั้ มธั ยมศึกษาปท ่ี 4 ภาคเรียนที่ 2 จำนวน 20 ชวั่ โมง/0.5 หนว ยกิต

ศึกษาหลักการโปรแกรมขั้นพื้นฐาน บอรดอิเล็กทรอนิกส KidBright นี้ไดรับการออกแบบโดยทีมนักวิจัยไทย เพ่ือ
มุงหวังใหเด็กไทยทุกคนสามารถเขาถึงและ ไดฝกทักะทางดานการออกแบบ การคำนวณ การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร
และการเชื่อมตอวงจรอิเล็กทรอนกิ สได โดยงาย โดยไมจำเปนตอ งมพี ื้นฐานการเขียนโปรแกรมใด ๆ มากอน การที่เด็กไทย
สามารถเขาถึงการ “เลน” ผสมกับการ “เรียนรู” ผานบอรด KidBright นี้จะทำใหเกิดความเชื่อมั่นทางดิจิทัล (Digital
Confidence)

โดยอาศยั กระบวนการเรยี นรูโดยใชป ญหาเปน ฐาน (Problem–based Learning) และการเรยี นรูแบบใชโครงงาน
เปนฐาน (Project-based Learning) เพื่อเนนใหผูเรียนไดลงมือปฏิบัติ ฝกทักษะการคิด เผชิญสถานการณการแกปญหา
วางแผนการเรียนรู ตรวจสอบการเรียนรู และนำเสนอผานการทำกิจกรรมโครงงาน เพื่อใหเกิดทักษะ ความรู ความเขาใจ
และทักษะในการวิเคราะห โจทยปญหา จนสามารถนำเอาแนวคิดเชิงคำนวณมาประยุกตใ ชในการสรางโครงงานได เพื่อให
ผเู รยี นสามารถใชค วามรูทางดานวิทยาการคอมพวิ เตอร สื่อดิจิทัล เทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสาร เพ่อื รวบรวมขอมูล
ในชีวิตจริงจากแหลงตาง ๆ และความรูจากศาสตรอื่นมาประยุกตใช สรางความรูใหม เขาใจการเปลี่ยนแปลง ของ
เทคโนโลยีที่มีผลตอการดำเนินชีวิต อาชีพ สังคม วัฒนธรรม และใชอยางปลอดภัย มีจริยธรรม ตลอดจนนำความรูความ
เขาใจ ในวิชาวิทยาศาสตร และเทคโนโลยไี ปใชใหเกิดประโยชนต อ สังคมและการดำรงชีวติ จนสามารถพัฒนากระบวนการ
คิดและ จินตนาการ ความสามารถในการแกปญหาและการจัดการทักษะในการสื่อสาร และความสามารถในการตัดสินใจ
และเปนผูทมี่ ี จิตวทิ ยาศาสตร มคี ุณธรรม จริยธรรม และคานยิ มในการใชว ทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยอี ยา งสรางสรรค
ผลการเรยี นรู

1. อธบิ ายความหมายของหลักการคิดเชิงคำนวณไดถูกตอง
2. แบงปญหาใหญออกเปน ปญหายอย สามารถหารปู แบบของปญหา ออกแบบข้ันตอนวธิ ีสำหรบั การวางแผนได
3. การเขยี นโปรแกรมพน้ื ฐานของบอรด KidBright เบือ้ งตน และอธบิ ายองคประกอบของบอรดได
4. เขียนโปรแกรมสัง่ ใหบอรด KidBright ทำงานไดตามความตอ งการ
5. เขาใจการสัง่ คอมไพลโปรแกรม
6. สรางรูปภาพและภาพเคล่อื นไหวโดยใชคำสัง่ บล็อกไดตามจนิ ตนาการ
7. สรางและใชงานตวั แปร กำหนดคาใหกบั ตวั แปร สรางชุดคำส่ังในการคำนวณ
8. มีความรูและความสามารถประยุกตใชงานเซนเซอรวัดอุณหภูมิ เซนเซอรวัดความเขมแสง และสวิตซ เขียน

โปรแกรมแบบทางเลือก แบบวนรอบได

จำนวนผลการเรียนรทู งั้ หมด 8 ผลการเรียนรู

360

รายวิชา การเขียนโปรแกรมเบ้ืองตนดวยภาษา HTML สาระการเรยี นรเู พิม่ เติม
ช้นั ผลการเรยี นรู
ม.5 1. บอกความหมายของเวบ็ เพจและ เวบ็ เพจสามารถเผยแพรข อมูลไดด วยขอ ความภาพ
ประโยชนข องเวบ็ เพจ เสียง และวีดโี อ ดังน้ันเราจงึ พบเห็นการนำเวบ็
เพจ ไปสรา งและพัฒนา เพ่ือนำเสนอขอมูล และ
ขาวสารในรูปแบบตา งๆ ไดอยางมากมาย
2. บอกคำศัพทพ้ืนฐานเกี่ยวกับการสรา งเว็บ คำศัพทต า งๆ ท่ีจะชวยใหเ ราเขา ใจและสามารถศกึ ษา
เพจ การสรางเว็บเพจ
3. บอกโปรแกรมทใ่ี ชส รา งเว็บเพจและ การสรา งเว็บเพจ ใหผ ูชมเขา มาเยย่ี มชมไดทราบ เชน
หลักการออกแบบเวบ็ ไซตและโครงสราง ท้ังเวบ็ ไซตจ ะมีก่ีหนา แตล ะหนาจะมีเน้ือหาอะไร
เวบ็ ไซต เนื้อหาแตละสวนจะเชื่อมโยงกันอยา งไร เปรียบเสมือน
การเขยี นหนังสือท่ีแบง เน้อื หาออกเปน บทยอยๆ และ
แตล ะบทมีหัวขอ ยอยเรียงลำดับกนั ไป
4. อธิบายความหมาย และรูปแบบของ รปู แบบของ HTML ได สามารถแบง ออกได
HTML ได เปน 2 สวน คือ สว นทีเ่ ปน ขอ ความทัว่ ๆไป และสวนท่ี

เปน คำสง่ั ทใ่ี ชใ นการกำหนดรูปแบบของขอความที่
แสดง ซงึ่ เราเรียกคำสง่ั น้ีวา แทก็ (Tag) โดยแท็กคำสง่ั
ของ HTML จะอยูในเคร่ืองหมาย < และ > ซ่งึ มีหลกั
ในการเขียน
5. บอกวิธีการตัดคำดวย<br>และ<p> การตัดคำดวย<br>และ<p> การวางตำแหนง
การวางตำแหนงขอความ การจัดรูปแบบ ขอ ความ การจัดรูปแบบเอกสาร การ
เอกสาร การสรางเสนคั่น การเพิ่มหมาย สรางเสน ค่ัน การเพิม่ หมายเหตุ ของแท็ก <br />
เหตุ เปนคำสงั่ ท่ีกำหนดจดุ ส้ินสดุ ของบรรทดั (break rule)
แลว ทำการขน้ึ บรรทัดใหมเ พื่อแสดงขอความสว นที่
เหลอื ในบรรทัดถัดไป คำส่งั น้ีจึงใหผ ลเสมือนการกดคีย
ENTER บนคยี บ อรด
6. กำหนดรูปแบบขอความ ที่เปนหัวเรื่อง การกำหนดรปู แบบตวั อักษรในเว็บเพจนนั้ เปนการใช
กำหนดลกั ษณะตัวอักษร ปรบั เปล่ยี นขนาด Tag คเู ปน สวนมาก โดยขอ ความทอี่ ยุใน Tag น้ันจะ
ตวั อกั ษร การกำหนดแบบตัวอักษร การใช เปน ขอ ความทถ่ี ูกกำหนดลกั ษณะ ตาม Tag ตา งๆ
สใี นเว็บเพจ กำหนดสีพืน้ และสี ตัวอกั ษร
7. สรางลสิ ตแบบไมมลี ำดับ การสรา งลสิ ต วิธีการสรางลิสตแบบไมม ลี ำดับ การสรางลสิ ตแ บบมี
แบบมลี ำดับ การสรา งลสิ ตแบบเมนู การ ลำดบั การสรา งลสิ ตแบบเมนู การสรา งลสิ ตแ บบ
สรางลิสตแบบไดเร็กทอรีลิสต การสราง ไดเร็กทอรีลิสต การสรา งลสิ ตจ ำกดั ความ การสราง
ลสิ ตจำกดั ความ การสรา งลสิ ตซอนกนั ลสิ ตซ อนกัน การนำเสนอขอมูลอีกรูปแบบเพื่อชว ยยก

ขอมูลที่เปนประเดน็ มาจดั เปน รายการหรอื ลิสต
8. สรางลิงค ใชภาพเปนลิงค การลิงคไป การสรา งลงิ ค ใชภาพเปนลิงค การลิงคไปยงั ไฟล
ยังไฟล การสรางลิงคเพื่อสงอีเมล การ การสรางลิงคเ พอ่ื สงอเี มล การกำหนดสีของลิงค การ

361

ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรเู พม่ิ เติม
กำหนดสีของลิงค การทำ Image map ทำ Image map สรางลงิ คแ บบ Rollover การ
สรา งลงิ คแบบ Rollover เช่ือมโยงหนาเว็บเพจ คือการกำหนดสว นของ

ขอความท่ตี องการ หรือรปู ภาพที่ไดเ ลอื กไวเพอ่ื เปน
จดุ เชื่อมโยงไปยังเนื้อหาจดุ อ่ืน ๆ ซงึ่ เนือ้ หาท่ี
เชื่อมโยงไปนัน้ อาจจะอยูภายในหนาเดียวกนั หรอื อยู
คนละหนา ก็ได หรอื อาจอยูคนละเวบ็ ไซตก็ได การ
เชอ่ื มโยงหนา เวบ็ เพจจะประกอบดวยสว นประกอบ
สำคัญ 2 สว น คอื
1. จุดทใ่ี ชส ำหรบั เชือ่ มโยง (Link) เปน สวนที่ใชเปน
จุดเช่ือมโยงไปยังเปา หมายปลายทางอาจเปนรปู ภาพ
หรือขอ ความก็ได
2. เปาหมาย (Target) เปน สว นปลายทางหรือจุดที่
ตองการใหเ ชอื่ มโยงมาถงึ จะอยสู ว นใดของเอกสารก็
ไดแ ลวแตผูเขียนโปรแกรมกำหนด
9. สรางตาราง การใสหัวขอ การกำหนด การสรา งตาราง การใสหวั ขอ การกำหนดขอความ
ขอความกำกับใหตาราง ความหนาของเสน กำกับใหตาราง ความหนาของเสนตาราง และความ
ตาราง และความหนาของชองเซลล ปรับ หนาของชองเซลล ปรบั ความกวางและความสูงของ
ความกวางและความสูงของตาราง ใสสี ตาราง ใสสใี หกบั เซลลแ ละตาราง ใสร ปู ภาพใหกบั
ใหกับเซลลและตาราง ใสรูปภาพใหกับพ้ืน พื้นหลงั ของตาราง การซอนตาราง การแบง สวน
หลังของตาราง การซอนตาราง การแบง ตาราง โดยใชคำสง่ั ตางๆ เปนตวั กำหนดตำแหนงของ
สว นตาราง แถวและสดมภ

10. สรางภาพกราฟกชนิดตางๆ แสดงภาพ การสรางภาพกราฟกชนดิ ตา งๆ แสดงภาพบนเว็บ
บนเว็บ การใสขอความกำกับภาพ การ การใสข อความกำกับภาพ การปรับขนาดรปู ภาพ
ปรับขนาดรูปภาพ การจัดตำแหนงรูปภาพ การจัดตำแหนงรูปภาพ แสดงภาพเปน ฉากหลงั การ
แสดงภาพเปนฉากหลัง สรา งเว็บเพจ ทำใหผอู านเขาใจเร่ืองราวทีน่ ำเสนอมาก

ย่งิ ข้ึน และชวยใหเ ว็บเพจมสี ีสนั สวยงาม สิ่งท่ีจะตอง
คำนึงถึง คือ ภาพควรจะตองมขี นาดเลก็ เพอื่ นำไป
เรียกใชบนเว็บเพจไดอยา งรวดเร็ว เชน GIF, JPEG
และ PNG เพราะแตล ะแบบมีลักษณะการบีบอดั ขอมลู
และสามารถ เลือกใชต ามความเหมาะสม การนำ
ภาพกราฟก มาใชใ นเวบ็ เพจนิยมใชภาพ 3 ฟอรแมต
(นามสกุล) คือ .gif , .jpg และ .png
11. สรางเฟรม การกำหนดลักษณะของ การสรา งเฟรม การกำหนดลักษณะของกรอบเฟรม
กรอบเฟรม การกำหนดชองวางระหวาง การกำหนดชองวา งระหวา งเว็บเพจกบั เฟรมการแทรก
เว็บเพจกับเฟรมการแทรก เฟรมภายในเว็บ เฟรมภายในเวบ็ เพจ การแบงสว นหนาตางออกเปน
เพจ สว นๆ ในเว็บเพจเรยี กวา เฟรม (Frame) เราสามารถ

362

ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรียนรูเพม่ิ เติม
จดั วาง เฟรมตามแนวแถวและแนวคอลัมน โดยแตล ะ
สวนมีขอมูล และทำงานเปนอิสระไมเ ก่ยี วขอ งกัน เรา
เรียกเว็บเพจที่มกี ารใชเ ฟรมวา เฟรมเซท (Frameset)
ในหนงึ่ เฟรมเซทอาจมีจำนวนเฟรมก่เี ฟรมกไ็ ดตาม
ความตองการ แตโ ดยปกติแลวเรามักใช2 -3 เฟรม
12. อธิบายรูปแบบการทำงานของฟอรม รูปแบบการทำงานของฟอรมและ CGI การสราง
และ CGI การสรา งฟอรม อปุ กรณใ นการ ฟอรม อุปกรณในการรบั ขอมูล ตัวเลอื กรายการ
รับขอมูล ตัวเลือกรายการ ตัวเลือกแบบ ตัวเลือกแบบจดั กลมุ ตัวเลอื กรายการแบบหลาย
จดั กลมุ ตวั เลอื กรายการแบบหลายบรรทัด บรรทดั การจัดแบงฟอรม การสรา งแบบฟอรมถือ
การจัดแบงฟอรม เปนอีกสว นหน่งึ ที่ขาดไมไ ดในการสรางเวบ็ ไซต เพราะ

การสรางแบบฟอรมสามารถนำมาใชประโยชนได
หลายอยา ง ไดแก การทำแบบฟอรมเพ่ือรบั สมัคร
สมาชิกของเวบ็ ไซต การทำแบบฟอรมเพื่อการสมคั ร
งานของเว็บไซตทร่ี บั สมคั รงาน การทำแบบฟอรม
สำหรับการตอบคำถามในเวบ็ ไซต

363

คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเตมิ
รหัสวชิ า ว32283 รายวชิ าคอมพิวเตอร 3 กลุมสาระการเรียนรูวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
ช้ันมธั ยมศกึ ษาปท ่ี 5 ภาคเรียนที่ 1 จำนวน 20 ช่ัวโมง/0.5 หนว ยกติ

ศึกษาและปฏิบัติเกี่ยวกับหลักการสรางเว็บเพจดวยภาษา Hypertext Markup Language (HTML) โครงสราง
ภาษา HTML เครือ่ งมือทใ่ี ชในการสรางเอกสาร HTML การจดั วางเนอื้ หาบนหนาเว็บ การจัดการขอ ความ เชอื่ มโยงเว็บเพจ
ดวยลิงค ตกแตงเว็บเพจดวยกราฟกตางๆ การแบงหนาจอดโดยใชเฟรม การสรางตาราง และการใสเทคนิคพิเศษดวย
Dynamic HTML

โดยอาศยั กระบวนการเรียนรูโดยใชปญหาเปนฐาน (Problem–based Learning) และการเรียนรูแบบใชโครงงาน
เปนฐาน (Project-based Learning) เพื่อเนนใหผูเรียนไดลงมือปฏิบัติ ฝกทักษะการคิด เผชิญสถานการณการแกปญหา
วางแผนการเรียนรู ตรวจสอบการเรียนรู และนำเสนอผานการทำกิจกรรมโครงงาน เพื่อใหเกิดทักษะ ความรู ความเขาใจ
และทักษะในการวิเคราะห โจทยปญหา จนสามารถนำเอาแนวคิดเชิงคำนวณมาประยุกตใชในการสรางโครงงานได เพื่อให
ผูเรยี นสามารถใชค วามรูทางดา นวิทยาการคอมพวิ เตอร สอ่ื ดิจิทัล เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพือ่ รวบรวมขอมูล
ในชีวิตจริงจากแหลงตาง ๆ และความรูจากศาสตรอื่นมาประยุกตใช สรางความรูใหม เขาใจการเปลี่ยนแปลง ของ
เทคโนโลยีที่มีผลตอการดำเนินชีวิต อาชีพ สังคม วัฒนธรรม และใชอยางปลอดภัย มีจริยธรรม ตลอดจนนำความรูความ
เขาใจ ในวิชาวิทยาศาสตร และเทคโนโลยีไปใชใหเกิดประโยชนต อ สังคมและการดำรงชีวติ จนสามารถพัฒนากระบวนการ
คิดและ จินตนาการ ความสามารถในการแกปญหาและการจัดการทักษะในการสื่อสาร และความสามารถในการตัดสินใจ
และเปน ผทู ี่มี จิตวทิ ยาศาสตร มคี ณุ ธรรม จริยธรรม และคา นยิ มในการใชว ิทยาศาสตรและเทคโนโลยอี ยางสรางสรรค

ผลการเรยี นรู
1. บอกความหมายของเว็บเพจและประโยชนข องเวบ็ เพจ
2. บอกคำศัพทพ ื้นฐานเก่ยี วกบั การสรา งเวบ็ เพจ
3. บอกโปรแกรมทใี่ ชสรา งเวบ็ เพจและหลักการออกแบบเวบ็ ไซตแ ละโครงสรางเว็บไซต
4. รูจ กั กบั HTML ลกั ษณะของ HTML ลักษณะของภาษา HTML โครงสรา งของภาษา HTML

เครื่องมือที่ใชสรางเอกสาร HTML ทดลองเขียนเว็บเพจแรกดวย HTML XHTML ภาษามาตรฐานใหมที่มาแทน HTML
รูจักกับภาษา XHTML สรปุ ขอ ดขี อง XHTML กฏเกณฑพื้นฐานในการเขียนภาษา XHTML

5. บอกวธิ กี ารตดั คำดวย<br>และ<p> การวางตำแหนงขอความ การจดั รูปแบบเอกสาร การ
สรา งเสน คั่น การเพ่มิ หมายเหตุ

6. กำหนดรปู แบบขอความ ท่เี ปน หัวเรื่อง กำหนดลกั ษณะตัวอักษร ปรับเปล่ียนขนาดตวั อกั ษร
การกำหนดแบบตวั อกั ษร การใชส ใี นเวบ็ เพจ กำหนดสพี ื้นและสี ตัวอักษร

7. การสรา งลิสตแ บบไมม ีลำดบั การสรา งลิสตแ บบมลี ำดับ การสรางลสิ ตแบบเมนู การสรา ง
ลสิ ตแบบไดเรก็ ทอรลี สิ ต การสรางลิสตจำกดั ความ การสรางลิสตซอนกัน

8. การสรางลิงค ใชภ าพเปน ลิงค การลงิ คไปยงั ไฟล การสรางลิงคเพ่ือสง อเี มล การกำหนดสีของ
ลงิ ค การทำ Image map สรางลิงคแบบ Rollover

9. การสรา งตาราง การใสหวั ขอ การกำหนดขอ ความกำกับใหตาราง ความหนาของเสนตาราง
และความหนาของชองเซลล ปรับความกวางและความสูงของตาราง ใสสีใหกับเซลลและตาราง ใสรูปภาพใหกับพื้นหลัง
ของตาราง การซอนตาราง การแบง สวนตาราง

364

10. การสรา งภาพกราฟกชนิดตา งๆ แสดงภาพบนเว็บ การใสขอ ความกำกับภาพ การปรบั ขนาด
รปู ภาพ การจัดตำแหนงรูปภาพ แสดงภาพเปนฉากหลัง

11. การสรางเฟรม การกำหนดลักษณะของกรอบเฟรม การกำหนดชอ งวางระหวางเว็บเพจกบั
เฟรมการแทรก เฟรมภายในเวบ็ เพจ

12. เขาใจรูปแบบการทำงานของฟอรมและ CGI การสรางฟอรม อปุ กรณในการรบั ขอมลู
ตวั เลอื กรายการ ตวั เลอื กแบบจัดกลุม ตวั เลือกรายการแบบหลายบรรทดั การจดั แบง ฟอรม
จำนวนผลการเรียนรทู งั้ หมด 12 ผลการเรยี นรู

365

รายวิชา การเขียนโปรแกรมภาษา python สาระการเรียนรเู พิม่ เติม
ช้นั ผลการเรียนรู
ม.5 1. รวบรวมวเิ คราะหขอมูล และใชความรู การวเิ คราะหขอมูล และใชความรูด านวิทยาการ
ดานวทิ ยาการคอมพวิ เตอร ส่ือดิจิทัล คอมพิวเตอร ส่ือดิจทิ ลั เทคโนโลยี สารสนเทศในการ
เทคโนโลยี สารสนเทศในการแกป ญหาหรือ แกป ญหาสามารถเพมิ่ มูลคาใหกบั บริการหรอื
เพิ่มมูลคาใหก ับบริการหรือผลติ ภัณฑท ่ีใช ผลิตภัณฑทใ่ี ชใ นชวี ิตจริง อยางสรางสรรค
ในชวี ิตจริง อยางสรางสรรค
2. นำความรูดานวิทยาการคอมพิวเตอร ส่ือ วิทยาการคอมพิวเตอร สื่อดิจิทัล และเทคโนโลยี
ดจิ ิทลั และเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช สารสนเทศมาใชแกปญหา กับชีวิตจริง และใชงานได
แกป ญหา กับชีวิตจริง ครอบคลมุ กับทุกลกั ษณะงาน
3. อธิบายวิธีเก็บขอ มูลและการจัดเตรียม วิธกี ารเกบ็ ขอมูลและการจัดเตรยี มขอมลู ใหพรอม กบั
ขอมลู ใหพรอม กบั การประมวลผล การประมวลผล การเขยี นโปรแกรมไพทอนจะใช
เครื่องมอื ในการพฒั นาท่เี รียกวา ไอดอี ี (Integrated
Development Environment : IDE) ซึง่
ประกอบดว ยเคร่ืองมือแกไขโปรแกรมตน ฉบับ
(Source Code Editor) เคร่ืองมือแกไขจดุ บกพรอง
(Debugger) และเคร่ืองมือชวยใหโปรแกรมทำงาน
(Run) โดยทว่ั ไป Python IDE
4. อธบิ ายวธิ ปี ระมวลผลขอ มูลและเครอื่ งมือ การประมวลผลขอมูลและเคร่ืองมือ เปนจดุ เดนของ
ระบบสารสนเทศ เพราะนอกจากกระบวนการบันทึก
แกไขและลบขอมลู แลว การดำเนินการเพ่อื ใหได
สารสนเทศออกมาซ่ึงอาจจะเปนผลจากการ จดั กลมุ
การรวม หรอื การนับขอ มูลตามเง่ือนไข จะมีประโยชน
มาก ดังน้นั คำสัง่ ของภาษา SQL จึงนำมาใชร วมกบั
ภาษาไพธอนได
5. สรางขอมูลใหเปนภาพ (data การสรางขอมลู ใหเปน ภาพ (data visualization)เชน
visualization) เชน barchart, scatter, bar chart, scatter, histogram ในภาษา python
histogram มฟี ง กชนั ทีเ่ กย่ี วกับการคำนวณทางคณติ ศาสตรแ ละ
วทิ ยาศาสตรอยูห ลายตวั มสี ว นหนึง่ ทอี่ ยูใ นฟงกชัน
หลกั ท่สี ามารถดึงมาใชไดทันที เชน ตรีโกณมติ แิ ละ
เปล่ียนคา มมุ ฟง กช นั ตรีโกณมิติ
ประกอบไปดว ยฟงกชันตรโี กณหลัก 3 ตัว คอื sin cos
tan สว น cosec sec cot นั้นไมม ีตองแทนเปน สวน
กลับของ sin cos tan

366

คำอธิบายรายวชิ าเพิ่มเตมิ
รหัสวิชา ว32284 รายวิชาคอมพวิ เตอร 4 กลุมสาระการเรียนรวู ทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 5 ภาคเรยี นท่ี 2 จำนวน 20 ชั่วโมง/0.5 หนว ยกิต

ศึกษาหลักการโปรแกรมขั้นพื้นฐาน คาและชนิดขอมูล ตัวแปร นิพจนและตัวดำเนินการ การสรางและเรียกใช
ฟงกช ัน การทำงานแบบมเี ง่ือนไข การทำงานแบบวนซำ้ การสรา งและเรยี กใชล ิสต การสรา งและเรียกใชง านไฟลและขอมูล
แบบดิกต และฟงกชันทางคณิตศาสตร การเขียนโปรแกรมภาษา และการพัฒนาโครงงานที่ใชการเขียนโปรแกรม โดยใช
กระบวนการแกไขปญหา การวิเคราะห เพื่อใหเกิดความรู ความคิด ความเขาใจ มีความสามารถในการเขียนโปรแกรม
นำไปประยุกตใชงานได ทั้งในดานวิทยาศาสตรแ ละคณิตศาสตร เพื่อแกปญหาหรือสรางช้ินงาน ปฏิบัติการเขียนโปรแกรม
ศึกษาแนวทางการพัฒนาโครงงาน และพัฒนาโครงงานที่ใชการเขียนโปรแกรมเพื่อแกปญหาหรือสรางชิ้นงาน นำเสนอ
ผลงานในรปู แบบที่เหมาะสม เพื่อใหมที กั ษะในการใชเ ทคโนโลยสี ารสนเทศ ดำเนินการเรยี นรดู วยตนเอง คิดแกป ญหา และ
รวมมือกันพัฒนาช้ินงานหรืองานตามหลกั การทำโครงงานอยางมีจิตสำนึกและความรับผดิ ชอบ มีทักษะในการนำเสนองาน
ในรปู แบบทเ่ี หมาะสมกบั ลักษณะงาน

โดยอาศยั กระบวนการเรียนรโู ดยใชปญหาเปน ฐาน (Problem–based Learning) และการเรยี นรูแบบใชโครงงาน
เปนฐาน (Project-based Learning) เพื่อเนนใหผูเรียนไดลงมือปฏิบัติ ฝกทักษะการคิด เผชิญสถานการณการแกปญหา
วางแผนการเรียนรู ตรวจสอบการเรียนรู และนำเสนอผานการทำกิจกรรมโครงงาน เพื่อใหเกิดทักษะ ความรู ความเขาใจ
และทักษะในการวเิ คราะห โจทยปญหา จนสามารถนำเอาแนวคิดเชิงคำนวณมาประยุกตใชในการสรางโครงงานได เพื่อให
ผูเรยี นสามารถใชความรูทางดา นวทิ ยาการคอมพิวเตอร สอื่ ดจิ ิทลั เทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสาร เพ่ือรวบรวมขอมูล
ในชีวิตจริงจากแหลงตาง ๆ และความรูจากศาสตรอื่นมาประยุกตใช สรางความรูใหม เขาใจการเปลี่ยนแปลง ของ
เทคโนโลยีที่มีผลตอการดำเนินชีวิต อาชีพ สังคม วัฒนธรรม และใชอยางปลอดภัย มีจริยธรรม ตลอดจนนำความรูความ
เขาใจ ในวิชาวิทยาศาสตร และเทคโนโลยีไปใชใ หเกิดประโยชนตอ สังคมและการดำรงชวี ิต จนสามารถพัฒนากระบวนการ
คิดและ จินตนาการ ความสามารถในการแกปญหาและการจัดการทักษะในการสื่อสาร และความสามารถในการตัดสินใจ
และเปน ผูท มี่ ี จติ วทิ ยาศาสตร มีคณุ ธรรม จริยธรรม และคานยิ มในการใชวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยีอยางสรางสรรค

ผลการเรยี นรู
1. รวบรวมวิเคราะหข อ มูล และใชค วามรู ดานวิทยาการคอมพวิ เตอร สื่อดจิ ิทลั เทคโนโลยี

สารสนเทศในการแกป ญ หาหรือเพิ่มมลู คา ใหกับบรกิ ารหรือผลติ ภัณฑท่ีใช ในชีวิตจรงิ อยางสรางสรรค
2. การนำความรูด า นวิทยาการคอมพิวเตอร สอ่ื ดิจิทลั และเทคโนโลยสี ารสนเทศมาใช

แกปญ หา กบั ชีวิตจริง
3. การเก็บขอมลู และการจดั เตรียมขอ มลู ใหพรอ ม กับการประมวลผล
4. การประมวลผลขอมลู และเครือ่ งมอื
5. การทำขอ มลู ใหเ ปน ภาพ (data visualization)เชน barchart, scatter, histogram

จำนวนผลการเรียนรูท้งั หมด 5 ผลการเรียนรู

367

รายวิชา Blocker สาระการเรียนรเู พมิ่ เติม
ชั้น ผลการเรยี นรู
ม.6 1. วางแผนและออกแบบเคา โครงในการ การวางแผนและออกแบบเคา โครงในการ เขยี น
เขยี นบล็อก บล็อก สื่อสาร ประกอบดว ย ผูสง สาร ชองทาง และ
ผูร ับ โดยผสู ง สามารถสรางสาร และสงผานชอง ทาง
ท่เี หมาะสมไปยังผรู บั บลอ็ ก (blog) เปน บทความ
ที่อธิบายหรอื ให ขอมลู เกีย่ วกับเร่ืองท่ีผูสงสารหรือ
ผูเ ขียนสนใจ
2. อธิบายวิธีเขียนบลอ็ กเพื่อแบงปน ขอมูลกบั วิธีของการเขยี นบล็อกเพื่อแบงปนขอมูลกบั ผอู น่ื
ผูอน่ื เปน วิธกี ารเพ่ือนำไปแบงปนใหกบั ผูรับสารบน
เว็บไซต ผูรับสาร อาจแสดงความคดิ เหน็ กลับมายงั
ผเู ขียนได เว็บไซต ทเี่ ปน ชอ งทางในการติดตอ ส่ือสาร
ที่เปน ท่ีนยิ ม เชน Medium, Blognone และ Dek-
D
3. แสดงความคิดเหน็ อยา งสุภาพ เคารพ ผอู ่ืน การแสดงความคดิ เหน็ อยา งสุภาพ เคารพ ผูอ่ืน
ปกปองขอมลู สว นบคุ คลท้ังของ ตนเองและ ปกปองขอมลู สว นบุคคลทงั้ ของ ตนเองและผูอ่ืน ใช
ผูอ่นื เทคโนโลยสี ารสนเทศในการนำเสนอและ แบงปน
ขอมลู อยางปลอดภัย มจี ริยธรรม และ วิเคราะหการ
เปลย่ี นแปลงเทคโนโลยีสารสนเทศที่มี ผลตอการดำา
เนนิ ชวี ติ อาชีพ สังคม และวัฒนธรรม
4. อธิบายองคประกอบของขอมูลทจี่ ำเปน ใน องคประกอบของขอ มลู ในการสรางแฟมสะสม
การ สรางแฟมสะสมผลงาน ผลงาน เปนเอกสารในการรวบรวม หลกั ฐานทีแ่ สดง
ถึงความสามารถและผลงานของ บคุ คลเพื่อใชในการ
นำเสนอประกอบการพจิ ารณา การประเมินการ
ทำงาน การสมัครเขา เรียน หรือการ สมัครเขา ทำงาน
และหากตองมีการแบงปน ขอมูล สว นตวั บางเร่ืองสู
สาธารณะ ควรคำนงึ ถึงความ ปลอดภยั และขอควร
ระวังในเรอื่ งตา ง ๆ ทง้ั ตอตนเอง และผูอนื่
5. นำเสนอผลงานใหน า สนใจโดยใช - การนำเสนอผลงานใหนาสนใจจำเปน ตอ งใช
เทคโนโลยอี ยา งสรา งสรรค เทคโนโลยีอยา งสรา งสรรค ซึ่งหมายถงึ การนำ
หลักการของการใชส ื่อสารสนเทศและระบบตางๆ
มาใชใ นการนำเสนองาน เพ่อื ใหผ ูฟงและผูชมจะ
สามารถ สามารถจดจำเนอ้ื หาสาระไดนานและเขาใจ
ในเน้อื หาไดดีมากข้นึ ความหมายการนำเสนอ การ
นำเสนอขอมูล หมายถึง การส่อื สารเพื่อเสนอขอมลู
ความรู ความคิดเห็น หรือความตอ งการไปสผู ูชม

368

ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรูเพ่ิมเตมิ
ผูฟง โดยใชเ ทคนิคหรือวธิ กี ารตา งๆ อนั จะทำใหบ รรลุ
ผลสำเรจ็ ตามจดุ มงุ หมายของการนำเสนอ
6. อธบิ ายหลกั การทำงานเบอื้ งตน ของ เทคโนโลยีปญญาประดิษฐ เทคโนโลยี
เทคโนโลยปี ญญาประดิษฐ ปญ ญาประดิษฐ เปนเทคโนโลยีที่ สรา งความฉลาด

ใหก บั เคร่ืองจกั ร สามารถทำางาน แทนมนุษยไดใน
หลายรูปแบบ จึงทำใหปญ ญา ประดษิ ฐมีอทิ ธพิ ลตอ
การดำาเนนิ ชวี ิตประจำาวนั ของ มนุษยมากขึ้นอยา ง
ตอเนือ่ ง
7. วิเคราะหผลกระทบของเทคโนโลยี ปญญาประดิษฐ หรอื Artificial Intelligence (AI)
ปญ ญาประดิษฐตอการดำเนนิ ชวี ิต คือ คอมพิวเตอร หรอื ส่งิ ประดษิ ฐท ่ีมคี วามฉลาดมี

ความสามารถในการคิดและ/หรอื ปฏิบัตงิ าน ไดอยา ง
มเี หตุผลและ/หรอื คลา ยกบั มนุษย หุนยนตจึงถึงวา
เปนรูปแบบหนึง่ ของปญญาประดิษฐด ว ย
8. อธิบายแนวคิดและความสำคัญของการ แนวคิดและความสำคญั ของการประมวลผลแบบ
ประมวลผลแบบคลาวด
คลาวด การประมวลผลแบบคลาวด เปน รูปแบบหนง่ึ

ของการใหบริการทรพั ยากรคอมพวิ เตอรผาน
อินเทอรเ น็ต ซ่ึงอำนวยความสะดวกใหผูใชสามารถ
ใชง านทรพั ยากรเหลาน้นั ไดทุกท่ีทุกเวลา โดยไมต อ ง
สนใจวา ทรัพยากรทใ่ี ชน้ันอยูทีใ่ ด
9. ประยุกตใชเทคโนโลยีคลาวดเพื่ออำนวย เทคโนโลยคี ลาวดสามารถชว ยอำนวยความสะดวกใน
ความสะดวกในชีวิตประจำวนั
ชวี ติ ประจำวนั ท้ังประโยชนแกตนเองและ

ประเทศชาติ

369

รหัสวชิ า ว33283 คำอธิบายรายวชิ าเพิ่มเติม
ชัน้ มธั ยมศึกษาปที่ 6 รายวิชาคอมพิวเตอร 5 กลุมสาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
ภาคเรยี นท่ี 1 จำนวน 40 ช่ัวโมง/1.0 หนวยกติ

ศึกษาและปฏิบัติเกี่ยวกับการใชเ ทคโนโลยีสารสนเทศในการนำเสนอและแบง ปนขอ มูลอยางปลอดภัย มีจริยธรรม
และวิเคราะหการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยสี ารสนเทศที่มีผลตอการดำเนินชีวิต อาชีพ สังคม และวัฒนธรรม การสื่อสาร ท่ี
ประกอบดวย ผูสง สาร ชองทาง และผูรับ โดยผูสงสามารถสรางสาร และสงผานชอง ทางที่เหมาะสมไปยังผูรับ บล็อก
(blog) เปนบทความที่อธิบายหรือให ขอมูลเกี่ยวกับเรื่องที่ผูสงสารหรือผูเขียนสนใจ เพื่อนำไปแบงปนใหกับผูรับสารบน
เว็บไซต ผูร บั สาร อาจแสดงความคดิ เหน็ กลบั มายังผเู ขยี นได เวบ็ ไซต ที่เปน ชองทางในการตดิ ตอส่อื สารท่เี ปนทน่ี ยิ ม

โดยอาศัยกระบวนการเรยี นรโู ดยใชป ญหาเปน ฐาน (Problem–based Learning) และการเรยี นรูแบบใชโครงงาน
เปนฐาน (Project-based Learning) เพื่อเนนใหผูเรียนไดลงมือปฏิบัติ ฝกทักษะการคิด เผชิญสถานการณการแกปญหา
วางแผนการเรียนรู ตรวจสอบการเรียนรู และนำเสนอผานการทำกิจกรรมโครงงาน เพื่อใหเกิดทักษะ ความรู ความเขาใจ
และทักษะในการวิเคราะห โจทยปญหา จนสามารถนำเอาแนวคิดเชิงคำนวณมาประยุกตใ ชในการสรางโครงงานได เพื่อให
ผเู รยี นสามารถใชค วามรูทางดานวิทยาการคอมพวิ เตอร ส่อื ดิจิทัล เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพ่อื รวบรวมขอมูล
ในชีวิตจริงจากแหลงตาง ๆ และความรูจากศาสตรอื่นมาประยุกตใช สรางความรูใหม เขาใจการเปลี่ยนแปลง ของ
เทคโนโลยีที่มีผลตอการดำเนินชีวิต อาชีพ สังคม วัฒนธรรม และใชอยางปลอดภัย มีจริยธรรม ตลอดจนนำความรูความ
เขาใจ ในวิชาวิทยาศาสตร และเทคโนโลยีไปใชใหเกิดประโยชนต อสังคมและการดำรงชวี ติ จนสามารถพัฒนากระบวนการ
คิดและ จินตนาการ ความสามารถในการแกปญหาและการจัดการทักษะในการสื่อสาร และความสามารถในการตัดสินใจ
และเปน ผทู ่มี ี จติ วทิ ยาศาสตร มีคณุ ธรรม จริยธรรม และคา นยิ มในการใชวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยีอยางสรา งสรรค

ผลการเรยี นรู
1. วางแผนและออกแบบเคา โครงในการ เขียนบลอ็ ก
2. เขียนบล็อกเพ่อื แบง ปน ขอมูลกบั ผอู ่ืน
3. แสดงความคิดเหน็ อยางสุภาพ เคารพ ผอู ืน่ ปกปองขอมูลสวนบุคคลทง้ั ของ ตนเองและผูอ่ืน
4. องคป ระกอบของขอมูลทจ่ี ำเปน ในการ สรางแฟมสะสมผลงาน
5. การนำเสนอผลงานใหน า สนใจโดยใช เทคโนโลยอี ยางสรา งสรรค
6. เขา ใจหลักการทำางานเบื้องตน ของ เทคโนโลยีปญญาประดษิ ฐ
7. วิเคราะหผ ลกระทบของเทคโนโลยี ปญ ญาประดิษฐต อการดำเนนิ ชีวิต
8. อธิบายแนวคิดและความสำคญั ของการประมวลผลแบบคลาวด
9. ประยกุ ตใชเทคโนโลยีคลาวดเ พอ่ื อำนวยความสะดวกในชวี ิตประจำาวัน

จำนวนผลการเรียนรทู ั้งหมด 9 ผลการเรียนรู

370

รายวิชา เทคโนโลยี AR และ VR สาระการเรียนรูเ พิม่ เตมิ
ช้นั ผลการเรียนรู
ม.6 1. อธิบายแนวคิดและหลักการทำงานของ อินเทอรเน็ตของสรรพสิ่ง (Internet of Things:
อินเทอรเ น็ตของสรรพสงิ่ IoT) เปนเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเชื่อมตอ

อุปกรณอิเล็กทรอนิกสตาง ๆ เขาดวยกัน เพื่อชวย
อำนวยความสะดวกใหก ับมนุษย และลด เวลาในการ
ทำกิจกรรมตา ง ๆ
2. ออกแบบและใชเทคโนโลยี อินเทอรเน็ต อนิ เทอรเ น็ตของสรรพสิง่ เปนขัน้ ตอนการถายทอด
ของสรรพสงิ่ ความคิดเก่ยี วกับวธิ ีการแกปญหาหรอื สนองความ
ตองการท่เี ลือกไวออกมาเปนภาพราง3มติ ิ หรือภาพ
ฉาย เพื่อนำไปสูการสรา งตน แบบของสงิ่ ของ
เครื่องใช หรือถายทอดความคิดของวธิ ีการเปน
แบบจำลองความคิดและการรายงานผลเพอ่ื นำเสนอ
วิธกี าร รวมถงึ การลงมือแกปญหาหรือสนองความ
ตองการ เพื่อใหบรรลุเปาหมายทวี่ างไว
3. อธบิ ายแนวคดิ และความสำคญั ของ - Augmented Reality (AR)
เทคโนโลยี AR และ VR หรือความเปน จรงิ เสรมิ เปน การรวมสภาพแวดลอ ม
จรงิ กบั วัตถุ เสมอื นเขา ดวยกัน กระบวนการทำงาน
ของAR เปนการนำเขาสภาพแวดลอ มจรงิ ผา นกลอง
ถา ยรปู ซ่ึงจะนำไปแสดงเปน ฉากหลัง และเพิม่ วัตถุ
เสมือน ซอนทับฉากหลงั เพื่อใหไ ดภาพซอ นทับท่ี
เสมอื นจริง
- Virtual Reality (VR) หรือความเปน จริงเสมือน
เปน เทคโนโลยที น่ี ำเสนอภาพและเน้อื หาที่ สรางดว ย
คอมพวิ เตอรเ พื่อจำลองโลกในความจรงิ โดยมี
จดุ มงุ หมายใหผ ใู ชร สู ึกเสมือนอยูใ นสภาพแวดลอม
จริงผานประสาทสมั ผสั ตางๆ เชน การมอง เห็น การ
ไดย นิ การสัมผสั
4. คน หาและประยุกตใชเ ทคโนโลยี AR และ เทคโนโลยี AR และ VR และสามารถนำมาใช
VR ประโยชนไ ดห ลากหลายดา น
5. ปฏิบัติตนตามบทบาทของการเปน พลเมืองดิจทิ ลั ยคุ ใหม ควรมีความฉลาดทางดิจิทลั ใน
พลเมอื งดิจิทลั ยคุ ใหม ใชค วามฉลาดทาง การอยรู วม กันในสังคมออนไลน การเปนพลเมือง
ดิจทิ ัลในการอยูร วม กนั ในสงั คมออนไลน ดจิ ทิ ัล (Digitalcitizenship)เปนแนวคดิ และแนว
ปฏบิ ัติทีส่ ำคญั ของพลเมอื งใน การเรียนรู การใช
ประโยชนจ ากเทคโนโลยีดิจิทัลและ การปองกัน
ตนเองจากความเสี่ยงตา งๆ

371

ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรเู พิม่ เตมิ
6. บอกวิธกี ารใชค อมพวิ เตอรสำหรับการเปน คอมพวิ เตอรสำหรับการเปนพลเมือง ดิจทิ ัลอยางมี
พลเมอื ง ดจิ ทิ ัลอยางมีจรยิ ธรรม จรยิ ธรรม การเคารพสทิ ธิของตนเองและผูอื่นมี
ความรับผดิ ชอบ ตอ สงั คมในโลกยคุ ใหมไปจนถงึ
ผลกระทบของ เทคโนโลยดี จิ ิทลั ทีม่ ีตอสังคมการเปน
พลเมืองดจิ ทิ ลั จำเปน ตองมีความฉลาดทางดจิ ิทัล
(DQ:Digital intelligence Quotient) ซง่ึ ครอบคลุม
ทั้งความรทู ักษะ ทัศนคติและคานยิ มทจ่ี ำเปน ตอการ
ใชช วี ิตในฐานะสมาชิกของโลกออนไลน ทกั ษะ
การใชสอื่ และ การเขาสังคมในโลกออนไลนมี
ความสามารถทาง สงั คม อารมณและการรับรู
สามารถเผชิญกบั ความทาทายในการสรา งการ
เปล่ยี นแปลงสังคม เชิงบวก
7. อธบิ ายประเภทการกระทำผิดเกีย่ วกบั การกระทำผดิ เกยี่ วกบั กฎหมาย คอมพวิ เตอร การ
กฎหมาย คอมพวิ เตอร อยใู นสงั คมออนไลน ผใู ชจ ำเปนจะตองมจี รยิ ธรรมใน
การอยูรว มกันอยางมีความรับผดิ ชอบการรเู ทา ทนั
การหลอกลวงและอาชญากรรม ทีอ่ าจเกดิ ข้นึ การ
ปอ งกนั การละเมดิ ลิขสิทธิ์กฎหมายคอมพิวเตอร เชน
พระราชบญั ญัติวา ดวย การกระทำผดิ เก่ยี วกับ
คอมพิวเตอร พ.ศ.2560
พระราชบญั ญตั ิคมุ ครองขอ มูลสวนบุคคล พ.ศ.
2562 โดยหากผูใชมีความเขาใจ และ ระมดั ระวงั
ไมใ หกระทำความผิดเกีย่ วกบั การใชงาน จะชวยให
สงั คมมีความสขุ
8. อธบิ ายลกั ษณะของอาชีพทีเ่ กี่ยวของ กบั เทคโนโลยสี มยั ใหมเ ก่ียวของกับทุกอาชีพ ตอ งมีการ
เทคโนโลยีสมัยใหม วิเคราะหความ ปรับตัวในอนาคต ซงึ่ เทคโนโลยสี ามารถสง ผล
เปลยี่ นแปลงของอาชีพ ท่ตี อ งปรับตัวใน กระทบตอการดำเนินชวี ิตในสังคมได
อนาคต

372

คำอธิบายรายวชิ าเพ่ิมเตมิ
รหสั วิชา ว33284 รายวิชาคอมพิวเตอร 6 กลุมสาระการเรียนรูว ิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
ช้ันมธั ยมศึกษาปท่ี 6 ภาคเรยี นที่ 2 จำนวน 40 ช่ัวโมง/1.0 หนวยกติ

ศึกษาหลักการใชเทคโนโลยีสารสนเทศในการนำเสนอและแบงปนขอมูลอยางปลอดภัยมีจริยธรรมและวิเคราะห
การเปลยี่ นแปลงเทคโนโลยีสารสนเทศท่ีมีผลตอการดำเนินชวี ิต อาชีพ สงั คมและวฒั นธรรม และศกึ ษาเน้ือหาสาระเกี่ยวกับ
อินเทอรเ นต็ ของสรรพส่ิง (Internet of Things: IoT) เปน เทคโนโลยีที่ถกู พัฒนาขึน้ เพื่อเช่ือมตออุปกรณอเิ ล็กทรอนิกสตาง
ๆ เขา ดวยกนั เพือ่ ชวยอำนวยความสะดวกใหก ับมนษุ ย และลด เวลาในการทำกจิ กรรมตา ง ๆ

โดยอาศัยกระบวนการเรยี นรโู ดยใชปญหาเปน ฐาน (Problem–based Learning) และการเรยี นรูแบบใชโครงงาน
เปนฐาน (Project-based Learning) เพื่อเนนใหผูเรียนไดลงมือปฏิบัติ ฝกทักษะการคิด เผชิญสถานการณการแกปญหา
วางแผนการเรียนรู ตรวจสอบการเรียนรู และนำเสนอผานการทำกิจกรรมโครงงาน เพื่อใหเกิดทักษะ ความรู ความเขาใจ
และทักษะในการวิเคราะห โจทยปญหา จนสามารถนำเอาแนวคิดเชิงคำนวณมาประยุกตใชในการสรางโครงงานได เพื่อให
ผเู รียนสามารถใชค วามรูทางดา นวทิ ยาการคอมพิวเตอร สอ่ื ดจิ ทิ ัล เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร เพือ่ รวบรวมขอมูล
ในชีวิตจริงจากแหลงตาง ๆ และความรูจากศาสตรอื่นมาประยุกตใช สรางความรูใหม เขาใจการเปลี่ยนแปลง ของ
เทคโนโลยีที่มีผลตอการดำเนินชีวิต อาชีพ สังคม วัฒนธรรม และใชอยางปลอดภัย มีจริยธรรม ตลอดจนนำความรูความ
เขาใจ ในวิชาวิทยาศาสตร และเทคโนโลยีไปใชใหเกิดประโยชนต อ สังคมและการดำรงชีวติ จนสามารถพัฒนากระบวนการ
คิดและ จินตนาการ ความสามารถในการแกปญหาและการจัดการทักษะในการสื่อสาร และความสามารถในการตัดสินใจ
และเปน ผูท่มี ี จติ วทิ ยาศาสตร มีคุณธรรม จริยธรรม และคา นิยมในการใชวิทยาศาสตรและเทคโนโลยอี ยา งสรางสรรค
ผลการเรียนรู

1. อธบิ ายแนวคิดและหลกั การทำงานของ อินเทอรเน็ตของสรรพส่งิ
2. การออกแบบและใชเทคโนโลยี อินเทอรเนต็ ของสรรพสงิ่
3. อธิบายแนวคิดและความสำคญั ของเทคโนโลยี AR และ VR
4. คนหาและประยกุ ตใชเ ทคโนโลยี AR และ VR
5. ปฏิบัติตนตามบทบาทของการเปน พลเมืองดิจิทัลยุคใหม ใชความฉลาดทางดิจิทัลในการอยูรวม กันในสังคม

ออนไลน
6. ใชค อมพิวเตอรส ำหรบั การเปน พลเมอื ง ดจิ ิทลั อยา งมจี ริยธรรม
7. เขาใจการกระทำผดิ เก่ียวกับกฎหมาย คอมพวิ เตอร
8. อธิบายลักษณะของอาชีพที่เกี่ยวของ กับเทคโนโลยีสมัยใหม วิเคราะหความเปลี่ยนแปลงของอาชีพ ที่ตอง

ปรับตวั ในอนาคต

จำนวนผลการเรียนรทู ง้ั หมด 8 ผลการเรยี นรู

373

รายวชิ าการศึกษาคน ควา และสรา งองคค วามรู สาระการเรียนรเู พ่มิ เตมิ
ชัน้ ผลการเรยี นรู
ม.5 1. ตั้งประเด็นปญ หา จากสถานการณป จจบุ นั และ การตั้งประเด็นคำถามเกี่ยวกับสถานการณปจจุบัน
สงั คมโลก และสังคมโลก สามารถสรางแนวคิดและองคความรู
ในสถานการณตางๆไดอ ยางท่ัวถงึ
2. ตง้ั สมมตฐิ านและใหเ หตผุ ลท่ีสนับสนนุ หรอื การตั้งสมมติฐานและใหเหตุผลโดยใชความรูจาก
โตแยง ประเดน็ ความรูโดยใชค วามรจู ากสาขาวิชา ศาสตรสาขาตา ง ๆ ควรมีแนวคดิ และทฤษฎีรองรบั
ตา ง ๆ และมีทฤษฎีรองรับ
3. ออกแบบ วางแผน ใชก ระบวนการรวบรวม การออกแบบ วางแผน กระบวนการรวบรวมขอมูล
ขอมลู อยางมปี ระสทิ ธภิ าพ เปนกระบวนการเก็บขอ มลู อยา งมีประสทิ ธิภาพ
4. ศกึ ษา คนควา แสวงหาความรเู กี่ยวกับประเด็น การคนควาแสวงหาความรูเกี่ยวกับสมมติฐานจาก
ทเี่ ลือก จากแหลง เรียนรูท ่ีมีประสิทธภิ าพ แหลงปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และสารสนเทศจากแหลง
เรียนรูที่หลากหลายไดอ ยางมปี ระสิทธภิ าพ
5. ตรวจสอบความนาเชื่อถือของแหลงที่มาของ การตรวจสอบความนาเชื่อถือของแหลง ทม่ี าของ
ขอมูล ขอ มูลจะทำใหขอมลู มีความนาเชื่อถอื และเปน ที่
ยอมรับ
6. วิเคราะหขอคนพบดวยวิธีการทีเ่ หมาะสม การวิเคราะหดวยวิธีการที่เหมาะสมจะชวยใหคนพบ
ขอ มูลทมี่ คี วามนา เช่อื ถอื
7. สงั เคราะหส รุปองคความรูดว ยกระบวนการกลมุ การสงั เคราะห สรปุ องคค วามรูดวยกระบวนการกลุม
จะกอ ใหเ กิดแนวคดิ และประเด็นใหมๆ
8. เสนอแนวคดิ การแกป ญ หาอยา งเปนระบบดว ย การเสนอแนวคิด การแกปญหาอยางเปนระบบดวย
องคความรูจากการคนพบแผนการทำงานของ องคความรูจากการคนพบแผนการทำงานของ
นกั เรียน นกั เรียน

374

คำอธิบายรายวิชาเพ่ิมเตมิ
รหสั วชิ า I32201 รายวชิ าการศึกษาคนควาและสรางองคค วามรู
กลุม สาระการเรียนรวู ิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
ช้นั มัธยมศกึ ษาปท่ี 5 ภาคเรียนที่ 1 จำนวน 40 ชั่วโมง/1.0 หนวยกิต

ศึกษา วเิ คราะห ต้งั ประเด็น / คำถามเกีย่ วกับสถานการณป จจบุ ันและสงั คมโลก การตัง้ สมมติฐาน การคนควา การ
แสวงหาความรขู อ มูล การออกแบบ การวางแผนรวบรวมขอมลู การใชกระบวนการกลุม การวิเคราะหขอ มลู โดยใชคาสถิติ
การสังเคราะห การสรุปองคความและการเสนอวิธีคิดแกปญหาที่เปนระบบ ฝกทักษะตั้งประเด็นปญหา / ตั้งคำถาม
เกี่ยวกับสถานการณปจ จุบันและสังคมโลก ตั้งสมมตฐิ านและใหเหตุผลที่สนับสนุนหรือโตแยงประเด็นความรู โดยใชความรู
จากศาสตรสาขาตา ง ๆ และมที ฤษฎรี องรบั คน ควาแสวงหาความรเู กีย่ วกับสมมติฐานท่ตี ั้งไวจากแหลงเรยี นรทู ั้งปฐมภูมิและ
ทุตยิ ภมู ิ ออกแบบวางแผนรวบรวมขอมลู และสารสนเทศ วเิ คราะหขอมูลโดยใชวิธีการทเ่ี หมาะสม สงั เคราะหส รปุ องคความรู
และรวมกันเสนอแนวคิด วิธีการแกปญหาอยางเปนระบบ ดวยกระบวนการคิด กระบวนการสืบคนขอมูล กระบวนการแกปญหา
กระบวนการปฏิบัติและกระบวนการกลมุ ในการวพิ ากษ

เพื่อใหเกิดทักษะในการคนควาแสวงหาความรู สังเคราะหสรุป อภิปรายผลเปรียบเทียบเชื่อมโยงความรู ความ
เปนมาของศาสตร หลักการและวิธีคิดในสิ่งที่ศึกษา และมีทักษะในการนำเสนอผลการศึกษาคนควาในรูปแบบการเขียน
รายงานและอา งองิ แหลงที่มาของขอมลู ท่นี าเช่ือถือ นำองคความรูไปแกป ญหาไดอยางเปน ระบบ เหน็ ประโยชนและคุณคา
ของการศกึ ษาคน ควา ดวยตนเอง

ผลการเรยี นรู
1. ตั้งประเดน็ ปญหา จากสถานการณปจจุบนั และสังคมโลก
2. ตัง้ สมมตฐิ านและใหเหตุผลทส่ี นบั สนนุ หรือโตแ ยง ประเด็นความรโู ดยใชความรจู ากสาขาวิชาตาง ๆ และมีทฤษฎี

รองรับ
3. ออกแบบ วางแผน ใชก ระบวนการรวบรวมขอ มูลอยา งมีประสิทธิภาพ
4. ศกึ ษา คน ควา แสวงหาความรูเก่ยี วกบั ประเด็นทเ่ี ลือก จากแหลงเรยี นรทู ม่ี ีประสิทธภิ าพ
5. ตรวจสอบความนา เชือ่ ถือของแหลง ท่ีมาของขอมูล
6. วิเคราะหขอคน พบดว ยวิธีการที่เหมาะสม
7. สังเคราะหส รปุ องคค วามรูดว ยกระบวนการกลมุ
8. เสนอแนวคดิ การแกป ญหาอยา งเปน ระบบดว ยองคความรจู ากการคนพบแผนการทำงานของนกั เรียน

จำนวนผลการเรียนรูทั้งหมด 8 ผลการเรยี นรู

375

รายวชิ าการส่อื สารและการนำเสนอ สาระการเรียนรเู พ่ิมเตมิ
ชน้ั ผลการเรียนรู
ม.5 1. วางโครงรา งการเขียนตามหลักเกณฑ การเขยี นโครงรางรายงานเชงิ วชิ าการ มี
องคป ระกอบและวิธกี ารเขียนโครงรา ง องคประกอบคือ ชอื่ เรื่อง ความนำ วัตถปุ ระสงค
สมมุติฐาน ขอบเขตการศึกษา เน้อื หา วิธกี ารศกึ ษา
และการเก็บรวบรวมขอมลู เปน การวางแผนการ
เขียนรายงานเชิงวิชาการอยางเปน ระบบ และการ
ตรวจสอบทั้งดวยตนเอง และเพ่ือนชว ยตรวจสอบ
โดยใชสัญลกั ษณใ นการตรวจสอบชว ยใหรายงานเชงิ
วิชาการน้นั ถูกตองแมน ยำและสมบูรณย ง่ิ ขนึ้
2. เขียนรายงานการศึกษาคนควา เชงิ วิชาการเปน การถายโอนองคความรูจากการศกึ ษา คนควา และ
ภาษาไทยความยาว 4,000 คำ หรอื ภาษาอังกฤษ ขอคน พบโดยการรายงานท่ใี ชรปู แบบการเขียน
ความยาว 2,500 คำ รายงานเชิงวิชาการไดครบองคประกอบและถูกตอ ง
ตามหลกั วชิ าการเปน การสอ่ื สารทม่ี ีประสทิ ธภิ าพ
3. นำเสนอขอคนพบ ขอ สรปุ จากประเด็นทเี่ ลอื ก การนำเสนอผลงานจากการศึกษาคนควา ขอ คนพบ
ในรปู แบบเด่ียว (Oral individual presentation) โดยมกี ารเตรยี มความพรอมของผนู ำเสนอ การเลือก
หรือกลมุ (Oral panel presentation) โดยใชส ื่อ รปู แบบประเภทส่ือประกอบการนำเสนอให
เทคโนโลยที ีห่ ลากหลาย เหมาะสม และสอดคลอ งกับตามความตองการ
ความสนใจ ความชืน่ ชอบ ของผฟู ง ชวยใหก าร
เผยแพรผลงานไดอยางมปี ระสทิ ธิผล
4. เผยแพรผลงานสสู าธารณะ โดยใชการสนทนา / การเผยแพรผลงานการเขยี นรายงานการคนควา ดวย
วพิ ากษผ านสื่ออิเล็กทรอนิกส เชน e- การจัดนทิ รรศการ / เผยแพรดวยวิธีการที่
conference, social media online หลากหลาย

5. เห็นประโยชนและคุณคาการสรางสรรคง านและ ความรทู ไ่ี ดร บั สามารถนำไปประยกุ ตใ ชอยา ง
ถา ยทอดสิง่ ที่เรยี นรใู หเปนประโยชน สรา งสรรคและเปน ประโยชนตอ สงั คมและโลก
เผยแพรความรูและประสบการณที่ไดจ ากการลงมอื
ปฏบิ ัตเิ พ่ือประโยชนต อสงั คมและโลก

376

คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเติม
รหัสวชิ า I32202 รายวิชาการสื่อสารและการนำเสนอ
กลุม สาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท่ี 5 ภาคเรยี นที่ 2 จำนวน 40 ชั่วโมง/1.0 หนว ยกติ

ศึกษา เรียบเรียงและถายทอดความคิดอยางสรางสรรคจากรายวิชา IS1 (Research and Knowledge
Formation) เกี่ยวกับสถานการณปจจุบันและสังคมโลก โดยเขียนโครงราง บทนำ เนื้อเรื่อง สรุป ในรูปของรายงาน
การศึกษาคนควาเชิงวิชาการเปนภาษาไทยความยาว จำนวน 4,000 คำ หรือ เปนภาษาอังกฤษ ความยาว 2,000 คำ มีการ
อางองิ แหลง ความรูทีเ่ ช่อื ถือไดอยา งหลากหลายเชอื่ ถอื ได ท้งั ในประเทศและตางประเทศ

โดยเรียบเรียงและถายทอดสื่อสาร นำเสนอความคิดอยางชัดเจน เปนระบบ มีการนำเสนอในรูปแบบเดี่ยว (Oral
individual) หรือกลุม (Oral panel presentation) โดยใชสื่อเทคโนโลยีที่หลากหลาย และมีการเผยแพรผลงานสู
สาธารณะ เพื่อใหเกิดทักษะ ในการเขียนรายงานเชิงวิชาการ และทักษะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เห็นประโยชนและ
คุณคาในการสรางสรรคง านและถายทอดสิง่ ท่ีเรยี นรูใหเปน ประโยชนแกส าธารณะ

ผลการเรยี นรู
1. วางโครงรา งการเขียนตามหลกั เกณฑ องคประกอบและวิธีการเขียนโครงราง
2. เขียนรายงานการศึกษาคนควาเชงิ วิชาการเปน ภาษาไทยความยาว 4,000 คำ หรือ

ภาษาอังกฤษ ความยาว 2,500 คำ
3. นำเสนอขอ คน พบ ขอสรปุ จากประเดน็ ทเ่ี ลือกในรปู แบบเดี่ยว (Oral individual presentation) หรือกลมุ

(Oral panel presentation) โดยใชสือ่ เทคโนโลยีทห่ี ลากหลาย
4. เผยแพรผลงานสูส าธารณะ โดยใชก ารสนทนา / วิพากษผา นส่อื อเิ ลก็ ทรอนิกส เชน

e-conference, social media online
5. เห็นประโยชนแ ละคณุ คาการสรางสรรคงานและถายทอดสงิ่ ท่ีเรียนรใู หเ ปนประโยชน

จำนวนผลการเรยี นรทู ้งั หมด 5 ผลการเรยี นรู

377

รายวิชาระเบยี บวิธีวจิ ัยเบ้อื งตน สาระการเรียนรเู พ่มิ เติม
ช้ัน ผลการเรยี นรู
ม.4 1.สืบคนอธิบายความหมาย ความมงุ หมาย -ระเบียบวิธวี ิจัยกค็ ือ หลักการ ทีจ่ ะใชเปนแนวทาง
หลกั การ ประโยชนของการวิจัยและจรรยาบรรณ ใน กระบวนการคนควา หาคำตอบ และหาความ
ของนักวจิ ยั เขา ใจในประเดน็ ทเ่ี ราตองการจะรู หรอื ตอ งการจะ
2.สบื คน และอธิบายประเภทและการออกแบบ เขาใจนั่นอง หลกั การน้เี หมือนกบั สตู รหรอื ตำรับใน
การวจิ ัย การปรงุ อาหาร ตรงท่มี ีความยืดหยนุ ไดพอสมควร
3.สืบคนและอธบิ ายการเลอื กปญหา การตงั้ น่นั คอื ระเบยี บวิธีไมใชก ฎที่ตายตวั นักวจิ ยั ตาง
จุดมุง หมายและสมมตฐิ าน ประชากรและกลุม คนอาจจะใชห ลกั การเดียวกนั ตางกนั ไปบา ง และ
ตวั อยาง เคร่ืองมือในการเก็บขอมลู หลักการในเรื่องเดยี วกนั กอ็ าจจะ ตา งกันไปไดบ าง
4.สืบคนและอธิบายการใชสถิติเบ้อื งตนเกี่ยวกับ เมือ่ นำไปใชกับบุคคล ในเวลาและสถานที่ (หรือใน
การวจิ ยั บรบิ ท) ท่ีตา ง ออกไป
5.สืบคน วเิ คราะหแ ละอธบิ ายผลการวิเคราะห -การสบื คนขอมูลงานวจิ ัยโดยแหลงสบื คน วธิ กี าร
งานวิจัยท่ไี ดศ ึกษา สบื คน การรวบรวมและวิเคราะหผ ลงานวิจยั และ
การนำเสนอขอ มลู ทนี่ ักเรียนสนใจ

378

คำอธิบายรายวชิ าเพิ่มเติม
รหสั วชิ า ว31281 รายวิชาระเบียบวธิ ีวิจัยเบ้ืองตน 1 กลุมสาระการเรียนรูว ิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
ช้ันมัธยมศกึ ษาปท ่ี 4 ภาคเรียนท่ี 1 จำนวน 40 ช่ัวโมง/1.0 หนวยกิต

ศึกษาความหมาย ความมุงหมายหลักการและประโยชนของการวิจัย จรรยาบรรณของนักวิจัย สถิติเบื้องตน
เกยี่ วกบั การวจิ ยั ประเภทและการออกแบบการวจิ ยั การเลอื กปญ หา การตัง้ จดุ มุงหมายและสมมติฐาน ประชากรและกลุม
ตัวอยาง เครื่องมือในการเก็บขอมูล โดยการสืบคนขอมูลและวิเคราะหผลงานวิจัย นำเสนอผลการวิเคราะหงานวิจัยที่ได
ศึกษาคนควา เพื่อเปน แนวทางในการวางแผนการเขียนเคา โครงวจิ ยั ของตนเอง

โดยใชก ระบวนการทางวทิ ยาศาสตร และจติ วทิ ยาศาสตรในการสบื เสาะหาความรู การสำรวจตรวจสอบ การสืบคน
ขอ มูล และการอภปิ ราย เพอื่ ใหเกดิ ความรู ความคดิ ความเขา ใจ สามารถสือ่ สารส่งิ ที่เรยี นรู มีความสามารถในการตัดสินใจ
นำความรูไปใชในชีวิตประจำวัน มีจริยธรรม คุณธรรม และคานิยมที่ถูกตองเหมาะสม โดยมุงเนนความเปนไทยควบคูกับ
ความเปน สากล

ผลการเรียนรู
1. สืบคนอธบิ ายความหมาย ความมุง หมาย หลักการ ประโยชนข องการวิจัยและจรรยาบรรณของนกั วิจยั
2. สืบคน และอธบิ ายประเภทและการออกแบบการวจิ ัย
3. สืบคนและอธิบายการเลือกปญหา การต้งั จดุ มุงหมายและสมมติฐาน ประชากรและกลุมตัวอยา ง เคร่ืองมือใน
การเกบ็ ขอมูล
4. สืบคนและอธิบายการใชสถิตเิ บอ้ื งตนเกยี่ วกบั การวจิ ัย
5. สบื คน วิเคราะหแ ละอธิบายผลการวเิ คราะหง านวจิ ยั ท่ีไดศึกษา

จำนวนผลการเรียนรูทงั้ หมด 5 ผลการเรียนรู

379

คำอธิบายรายวิชาเพ่ิมเติม
รหัสวชิ า ว31282 รายวชิ าระเบียบวิธวี จิ ัยเบ้ืองตน 2 กลุมสาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
ชนั้ มธั ยมศึกษาปท ่ี 4 ภาคเรียนที่ 2 จำนวน 40 ชั่วโมง/1.0 หนว ยกติ

ศึกษาการเขียนเคาโครงการวิจัย การเขยี นรายงานการวิจัยการวิจัย การประเมินผลการวิจัย โดยการฝกภาคสนาม
การดำเนินการวิจัย การวิเคราะหขอมูล การนำเสนอ ผลงานวิจัยและประเมินผลงานวจิ ัยของตนเอง เพื่อใหมีเจตคติที่ดีตอ
การวจิ ยั

โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร และจิตวิทยาศาสตรในการสืบเสาะหาความรู การสำรวจตรวจสอบ
การสืบคนขอมูล และการอภิปราย เพื่อใหเกิดความรู ความคิด ความเขาใจ สามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรู มีความสามารถใน
การตัดสินใจ นำความรูไปใชในชีวิตประจำวัน มีจริยธรรม คุณธรรม และคานิยมที่ถูกตองเหมาะสม โดยมุงเนนความเปน
ไทยควบคูกบั ความเปนสากล

ผลการเรยี นรทู ีค่ าดหวงั
1. สบื คน และเขยี นเคาโครงงานวจิ ยั ของตนเองตามความสนใจ
2. ปฏบิ ัตกิ ารวิจัยและนำเสนอผลงาน โดยอธบิ ายดวยวาจาใหผูอนื่ เขา ใจ
3. เขียนรายงานวิจัย ฉบับเต็มและบทคัดคัดยอ
4. ประเมินผลงานวจิ ัยของตนเอง

จำนวนผลการเรยี นรูท งั้ หมด 4 ผลการเรยี นรู

380

รายวิชาเพ่มิ เติม สาระการเรียนรูเพม่ิ เติม
การชบั รอ ง เทคนิคการหายใจอยางถกู ตอ ง การใชล ม การใชก ระบังลม
การวอรมเสียง Ear Training การฟงการใชเสียง วิธีรอง
ชั้น ผลการเรียนรู เพลงใหเพราะ ถูกคีย รองเสียงขึ้นสูง ลงต่ำได การ
ม.4 1. มีพนื้ ฐานในการขับรองเพลง แกปญหาทางการรองและการประยุกตเทคนิคลงในเพลง
การฝกเทคนิคตาง ๆ เชน การใชลูกคอ (Vibrato) การ
2. รองเพลงโดยเนน เทคนคิ การแสดงออกและ ควบคุมความดงั เบาในการรอง (Dynamic), การเอือ้ น การ
คุณภาพของงาน ใชพลังเสียง รวมถึงการแกปญหา ในการรองเพลง เชน
3. ประเมนิ คุณภาพการรอ งเพลงของตนเองได การออกเสยี งไมชดั การรองเพลงเพยี้ น ไมถูกจังหวะ ไมถูก
4. ถา ยทอดอารมณ ความรูสึกของบทเพลงได คีย การนำเสนอผลงานการขับรองเพลงเปนการนำเสนอ
ม.5 1. ใชชวงเสียงไดเ หมาะสมกบั ชวงกวา งของระดับ องคความรูทีไ่ ดร บั จากการเรียนรู
เสียง ศึกษาการใชเนื้อเสียงใหเหมาะสมกับชวงกวางของระดับ
2. ควบคุมลมหายใจจนจบประโยคเพลง เสียงในบทเพลง ชวงเสียงสูง ชวงเสียงกลาง ชวงเสียงต่ำ
3. ออกเสียงคำรองใหมีความละเมยี ดละไม การควบคุมลมหายใจ การออกเสียงคำรอ งภาษาไทยในบท
4. เอ้ือนเสียงไดอยา งพอดีในการขับรอ งเพลง เพลงไทย ความพอดีในการเอื้อนโนตจับทิศทางการดำเนิน
5. รูทศิ ทางการดำเนินทำนอง ทำนองในประโยคเพลงและยึดเปนหลักในการขับรอง
6. ขบั รอ งเพลงไดท กุ ลีลาไดอ ยางเปน ธรรมชาติ พยายามไมเนนคำรองทุกคำมากเกินไปจนเสียรูปทำนอง
ม.6 1. มพี น้ื ฐานในการขับรองเพลง การใชเสียงใหไดหลากหลายสีสันและลีลา และเลือกใชให
2. รองเพลงโดยเนน เทคนิคการแสดงออกและ เหมาะสมกับบทเพลงแตละบทเพลงที่มีความหมาย
คุณภาพของงาน อารมณ และความรูสกึ แตกตางกัน เมื่อฝกฝนและนำมาใช
3. ประเมินคุณภาพการรอ งเพลงของตนเองได อยางตอเนื่องจะสามารถขับรองบทเพลงทุกลีลาไดอยาง
4. ถายทอดอารมณ ความรสู ึของบทเพลงได เปน ธรรมชาติ
การหายใจอยางถูกตอง การใชลม การใชกระบังลม การ
วอรมเสียง Ear Training การฟงการใชเสียง วิธีรองเพลง
ใหเพราะ ถูกคีย รองเสียงขึ้นสูง ลงต่ำได การแกปญหา
ทางการรองและการประยุกตเทคนิคลงในเพลง การฝก
เทคนิคตาง ๆ เชน การใชลูกคอ (Vibrato) การควบคุม
ความดังเบาในการรอง (Dynamic), การเอื้อน การใชพลัง
เสียง รวมถึงการแกปญหา ในการรองเพลง เชน การออก
เสียงไมชัด การรองเพลงเพ้ียน ไมถูกจังหวะ ไมถูกคีย การ
นำเสนอผลงานการขับรองเพลงเปนการนำเสนอองค
ความรูท ีไ่ ดรบั จากการเรียนรู

381

รหัสวิชา ศ32102 คำอธิบายรายวชิ าเพ่ิมเตมิ กลมุ สาระการเรียนรูศิลปะ
ชนั้ มธั ยมศึกษาปท ี่ 4 รายวิชา ดนตรสี ากล 1 จำนวน 20 ช่ัวโมง/0.5 หนวยกติ

ภาคเรยี นที่ 1

ศึกษาพน้ื ฐานการเลนคอรดสำหรับเคร่ืองดนตรสี ากลประเภทเคร่อื งดำเนนิ ทำนอง พน้ื ฐานการดำเนินจังหวะ
สำหรับเคร่อื งดนตรีประเภทตีประกอบจงั หวะ การควบคมุ กลา มเนื้อมือซาย – ขวาในการเลนเครื่องดนตรีเลนเพลงในอัตรา
จงั หวะธรรมดาไดเ ลนเครือ่ งดนตรที ีต่ นเองเลือกได

เพ่ือใหสามารถเลนคอรดพืน้ ฐาน จังหวะพ้ืนฐานดว ยการควบคุมกลามเนอ้ื มือซาย - ขวา ไดอ ยางเปนธรรมชาติ
โดยเนนอตั ราจังหวะธรรมดาในการฝก ฝนเคร่ืองดนตรี

ผลการเรยี นรู
สาระดนตรีสากล

1. รูแ ละเขาใจพน้ื ฐานการเลน คอรด สำหรับเคร่ืองดนตรสี ากลประเภทเคร่ืองดำเนินทำนอง
2. รูและเขา ใจพนื้ ฐานการดำเนนิ จังหวะสำหรบั เครือ่ งดนตรีประเภทตปี ระกอบจังหวะ
3. ควบคมุ กลา มเนือ้ มือซาย – ขวาในการเลน เครื่องดนตรี
4. เลนเพลงในอัตราจงั หวะธรรมดาได
5. เลนเคร่อื งดนตรีที่ตนเองเลอื กได

จำนวนผลการเรยี นรูทัง้ หมด 5 ผลการเรยี นรู

382

รหสั วิชา ศ31204 คำอธิบายรายวชิ าเพ่ิมเตมิ กลุม สาระการเรียนรศู ลิ ปะ
ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 4 รายวชิ า ขับรอ ง 2 จำนวน 20 ชั่วโมง/0.5 หนว ยกิต

ภาคเรียนท่ี 2

ศึกษาการใชเนื้อเสียงใหเหมาะสมกับชวงกวางของระดับเสียงในบทเพลง ชวงเสียงสูง ชวงเสียงกลาง ชวงเสียงตำ่
การควบคุมลมหายใจ ประโยคเพลง การออกเสียงคำรองภาษาไทยในบทเพลงไทย ความพอดีในการเอื้อนโนต ทิศทางการ
ดำเนนิ ทำนองในประโยคเพลง

เพอ่ื ใหสามารถเลอื กใชเน้อื เสียงทีเ่ หมาะกบั ตนเอง ควบคุมลมหายใจใหมคี วามยาวมากพอทีจ่ ะสามารถรองประโยค
เพลงที่ยาวมากไดครบใน 1 ลมหายใจ ออกเสียงสระใหมีความเหมาะสม เกิดความตอเนื่องของประโยคทำนอง จับทิศ
ทางการดำเนินทำนองในประโยคเพลงและยึดเปนหลักในการขับรอง เลือกใชทักษะตาง ๆ ใหเหมาะสมกับบทเพลงแตละ
บทเพลงทีม่ คี วามหมาย อารมณแ ละความรูสกึ แตกตางกัน

ผลการเรยี นรู
1. ใชชวงเสียงไดเหมาะสมกบั ชว งกวางของระดบั เสยี ง
2. ควบคมุ ลมหายใจจนจบประโยคเพลง
3. ออกเสยี งคำรองใหมีความละเมยี ดละไม
4. เอ้ือนเสยี งไดอยา งพอดีในการขบั รอ งเพลง
5. รูทิศทางการดำเนนิ ทำนอง
6. ขับรอ งเพลงไดท ุกลีลาไดอยางเปนธรรมชาติ

จำนวนผลการเรียนรูทงั้ หมด 6 ผลการเรียนรู

383

รหัสวิชา ศ32102 คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเตมิ กลมุ สาระการเรยี นรศู ิลปะ
ชนั้ มธั ยมศึกษาปท ี่ 5 รายวิชา ดนตรสี ากล 3 จำนวน 20 ช่ัวโมง/0.5 หนวยกติ

ภาคเรยี นที่ 1

ศึกษาพน้ื ฐานการเลนคอรดสำหรับเครือ่ งดนตรสี ากลประเภทเครือ่ งดำเนินทำนอง พนื้ ฐานการดำเนินจังหวะ
สำหรับเคร่อื งดนตรีประเภทตีประกอบจงั หวะ การควบคมุ กลา มเนื้อมือซาย – ขวาในการเลนเครือ่ งดนตรีเลนเพลงในอัตรา
จงั หวะธรรมดาไดเ ลนเครือ่ งดนตรที ีต่ นเองเลือกได

เพ่ือใหสามารถเลนคอรดพืน้ ฐาน จังหวะพืน้ ฐานดวยการควบคมุ กลามเนอ้ื มือซาย - ขวา ไดอ ยางเปน ธรรมชาติ
โดยเนนอตั ราจังหวะธรรมดาในการฝก ฝนเคร่ืองดนตรี

ผลการเรยี นรู
สาระดนตรีสากล

1. รูแ ละเขาใจพน้ื ฐานการเลน คอรด สำหรับเครื่องดนตรสี ากลประเภทเคร่ืองดำเนินทำนอง
2. รูและเขา ใจพนื้ ฐานการดำเนนิ จังหวะสำหรบั เครือ่ งดนตรปี ระเภทตีประกอบจงั หวะ
3. ควบคมุ กลา มเนือ้ มือซาย – ขวาในการเลนเครื่องดนตรี
4. เลนเพลงในอัตราจงั หวะธรรมดาได
5. เลนเคร่อื งดนตรีที่ตนเองเลอื กได

จำนวนผลการเรยี นรูทัง้ หมด 5 ผลการเรยี นรู

384

รหสั วิชา ศ32204 คำอธิบายรายวชิ าเพ่ิมเติม กลุม สาระการเรียนรศู ลิ ปะ
ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 5 รายวชิ า ขับรอง 4 จำนวน 20 ชั่วโมง/0.5 หนว ยกิต

ภาคเรียนท่ี 2

ศึกษาการใชเนื้อเสียงใหเหมาะสมกับชวงกวางของระดับเสียงในบทเพลง ชวงเสียงสูง ชวงเสียงกลาง ชวงเสียงตำ่
การควบคุมลมหายใจ ประโยคเพลง การออกเสียงคำรองภาษาไทยในบทเพลงไทย ความพอดีในการเอื้อนโนต ทิศทางการ
ดำเนนิ ทำนองในประโยคเพลง

เพอ่ื ใหสามารถเลอื กใชเน้อื เสียงทีเ่ หมาะกบั ตนเอง ควบคุมลมหายใจใหมคี วามยาวมากพอทีจ่ ะสามารถรองประโยค
เพลงที่ยาวมากไดครบใน 1 ลมหายใจ ออกเสียงสระใหมีความเหมาะสม เกิดความตอเนื่องของประโยคทำนอง จับทิศ
ทางการดำเนินทำนองในประโยคเพลงและยึดเปนหลักในการขับรอง เลือกใชทักษะตาง ๆ ใหเหมาะสมกับบทเพลงแตละ
บทเพลงทีม่ คี วามหมาย อารมณแ ละความรูสกึ แตกตางกัน

ผลการเรยี นรู
1. ใชชวงเสียงไดเหมาะสมกบั ชว งกวางของระดบั เสยี ง
2. ควบคมุ ลมหายใจจนจบประโยคเพลง
3. ออกเสยี งคำรองใหมีความละเมยี ดละไม
4. เอ้ือนเสยี งไดอยา งพอดีในการขบั รอ งเพลง
5. รูทิศทางการดำเนนิ ทำนอง
6. ขับรอ งเพลงไดท ุกลีลาไดอยางเปนธรรมชาติ

จำนวนผลการเรียนรูทงั้ หมด 6 ผลการเรียนรู

385

รหสั วิชา ศ32102 คำอธิบายรายวชิ าเพ่ิมเติม กลุมสาระการเรียนรศู ลิ ปะ
ชนั้ มัธยมศึกษาปท ี่ 6 รายวิชา ดนตรสี ากล 5 จำนวน 20 ช่ัวโมง/0.5 หนวยกติ

ภาคเรยี นที่ 1

ศึกษาพน้ื ฐานการเลนคอรด สำหรบั เครอ่ื งดนตรีสากลประเภทเคร่ืองดำเนินทำนอง พื้นฐานการดำเนนิ จงั หวะ
สำหรบั เคร่ืองดนตรีประเภทตีประกอบจงั หวะ การควบคุมกลามเนอ้ื มือซาย – ขวาในการเลน เครือ่ งดนตรีเลนเพลงในอัตรา
จงั หวะธรรมดาไดเลนเครอ่ื งดนตรีที่ตนเองเลือกได

เพื่อใหส ามารถเลนคอรด พนื้ ฐาน จงั หวะพ้ืนฐานดวยการควบคุมกลามเนื้อมอื ซาย - ขวา ไดอ ยางเปนธรรมชาติ
โดยเนนอตั ราจงั หวะธรรมดาในการฝกฝนเครื่องดนตรี

ผลการเรยี นรู
สาระดนตรสี ากล

1. รแู ละเขาใจพื้นฐานการเลน คอรด สำหรับเครื่องดนตรสี ากลประเภทเครื่องดำเนนิ ทำนอง
2. รูและเขา ใจพ้นื ฐานการดำเนนิ จงั หวะสำหรบั เครอื่ งดนตรปี ระเภทตปี ระกอบจงั หวะ
3. ควบคมุ กลา มเนือ้ มือซาย – ขวาในการเลนเคร่ืองดนตรี
4. เลนเพลงในอัตราจังหวะธรรมดาได
5. เลนเครือ่ งดนตรีทตี่ นเองเลือกได

จำนวนผลการเรยี นรูทง้ั หมด 5 ผลการเรียนรู

386

รหสั วิชา ศ33206 คำอธิบายรายวชิ าเพ่ิมเตมิ กลุม สาระการเรียนรศู ลิ ปะ
ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 6 รายวชิ า ขับรอง 6 จำนวน 20 ชั่วโมง/0.5 หนว ยกิต

ภาคเรียนท่ี 2

ศึกษาการใชเนื้อเสียงใหเหมาะสมกับชวงกวางของระดับเสียงในบทเพลง ชวงเสียงสูง ชวงเสียงกลาง ชวงเสียงตำ่
การควบคุมลมหายใจ ประโยคเพลง การออกเสียงคำรองภาษาไทยในบทเพลงไทย ความพอดีในการเอื้อนโนต ทิศทางการ
ดำเนนิ ทำนองในประโยคเพลง

เพอ่ื ใหสามารถเลอื กใชเน้อื เสียงทีเ่ หมาะกบั ตนเอง ควบคุมลมหายใจใหมคี วามยาวมากพอทีจ่ ะสามารถรองประโยค
เพลงที่ยาวมากไดครบใน 1 ลมหายใจ ออกเสียงสระใหมีความเหมาะสม เกิดความตอเนื่องของประโยคทำนอง จับทิศ
ทางการดำเนินทำนองในประโยคเพลงและยึดเปนหลักในการขับรอง เลือกใชทักษะตาง ๆ ใหเหมาะสมกับบทเพลงแตละ
บทเพลงทีม่ คี วามหมาย อารมณแ ละความรูสกึ แตกตางกัน

ผลการเรยี นรู
1. ใชชวงเสียงไดเหมาะสมกบั ชว งกวางของระดบั เสยี ง
2. ควบคมุ ลมหายใจจนจบประโยคเพลง
3. ออกเสยี งคำรองใหมีความละเมยี ดละไม
4. เอ้ือนเสยี งไดอยา งพอดีในการขบั รอ งเพลง
5. รูทิศทางการดำเนนิ ทำนอง
6. ขับรอ งเพลงไดท ุกลีลาไดอยางเปนธรรมชาติ

จำนวนผลการเรียนรูทงั้ หมด 6 ผลการเรียนรู

387

วชิ าวิชาแบดมนิ ตัน

ชัน้ ผลการเรียนรู สาระการเรียนรเู พม่ิ เติม
ม.4 1. มคี วามรคู วามเขา ใจถึงประวัติความ -ประวตั คิ วามเปนมาและประโยชนของกฬี า
เปนมาและประโยชนข องแบดมินตัน แบดมนิ ตัน
-ประวตั ิกีฬา แบดมนิ ตนั ในประเทศ
และตา งประเทศ
-ประโยชนของกีฬา แบดมินตัน
2. นกั เรียนสามารถปฏบิ ัตกิ ารเคลือ่ นไหว -รูปแบบการเคลื่อนไหมพื้นฐานในการเลนกีฬา
ตา งๆ ไดถูกตอง แบดมินตนั
3. นักเรยี นมีสมรรถภาพทางกายท่ดี ี -การวางแผนพฒั นาสมรรถภาพทางกายและ
สมรรถภาพกลไก
4. นกั เรยี นสามารถจบั ไมแ ละตีลูกตางๆ การจับไมการเริ่มฝกหัดเลนแบดมินตันจะเริ่มดวย
แบบตา งๆ ได การตลี กู หนา มอื กอนแลวจงึ หดั ตีลกู หลังมือ
-แบบหนามือ
- แบบหลงั มือ
5. มีความรูความเขาใจเทคนิควธิ กี ารเลน -การใชความสามารถของตนในการเพิ่มศักยภาพใน
แบดมินตันได การเลนกีฬาแบดมินตันโดยใชเทคนิคการเลนที่
เหมาะสมกบั ตนเอง
6. สามารถนำทกั ษะการเสิรฟ ไปปฏิบตั ิจรงิ - ทักษะการเสิรฟ ลกู ส้ัน
ไดถ ูกตอ ง - ทกั ษะการเสิรฟ ลูกยาว
7. มีความรูความเขา ใจอธบิ ายไดและ - ทักษะการเลนลูกหนามือ เปนทักษะที่สำคัญใน
สามารถนำทักษะตา งๆ ปฏบิ ัตใิ นการเลนได การเลนแบดมินตนั เปนอยางมากซึง่ ถือวาเปน ทักษะ
ถูกตอง พ้นื ฐานกอนการเลน ทักษะอน่ื ๆก็วา ได
-ทักษะการเดาะลูกส้นั
-ทกั ษะการเดาะลูกยาว
-ทักษะการตโี ตคู
8. นักเรยี นรเู กี่ยวกับกติกาการเลน ทถี่ ูกตอง - เลนตามกติกาการเลนทีถ่ กู ตอง
9. มคี วามรูแ ละสามารถนำไปปฏบิ ัตใิ นการ -แสดงออกถึงความ สนุกสนาน เพลดิ เพลินและ
เปน ผูเลน ผูดู ทีด่ ีได มีสวนรวมในการแสดงออก การปฏิบัติกิจกรรมการ
เปนผูเ ลน ผชู มที่ดี
- การปฏิบตั ิตนในเร่ืองมารยาทในการดู การเลน
การแขง ขนั ความมนี ้ำใจนักกฬี า
10. มคี วามรคู วามเขาใจการแขงขนั แบบ การแขง ขนั กีฬาแบดมนิ ตัน
ตา งๆและสามารถนำไปปฏบิ ัติในการแขงขนั - ประเภทเดย่ี ว
ได - ประเภทคู

388

ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรียนรูเพ่ิมเตมิ

ม.4 1. บอกประโยชนข องแบดมนิ ตนั ประโยชนของแบดมนิ ตนั
- ดานรา งกาย
- ดา นอารมณ
- ดานสังคม
- ดานสติปญ ญา
2. นกั เรียนสามารถปฏบิ ัติการเคลื่อนไหว -การเคลื่อนที่ (Foot Work) ไปยังตำแหนงตางๆ
รูปแบบตางๆ ไดถูกตอ ง ของสนามทำไดหลายอยา ง
- การว่งิ ไปขา งหนา
- การถอยหลัง
- การสไลด
3. นักเรยี นมสี มรรถภาพทางกายทด่ี ี -การวางแผนพฒั นาสมรรถภาพทางกายและ
สมรรถภาพกลไกในการเลน กีฬาแบดมนิ ตัน
4. นกั เรียนสามารถจับไมแ ละตลี ูกแบบ การจับไมการเริ่มฝกหัดเลนแบดมินตันจะเริ่มดวย
ตา งๆ ไดถกู ตอง การตีลกู หนามอื กอ นแลวจึงหดั ตลี กู หลงั มือ
-แบบหนา มอื ลูกสนั้ ลกู ยาว
- แบบหลงั มือ ลูกยาว ลูกยาว
5. มคี วามรูความเขาใจเทคนิควิธกี ารเลน -การใชความสามารถของตนในการเพิ่มศักยภาพใน
แบดมนิ ตนั ได การเลนกีฬาแบดมินตันโดยใชเทคนิคการเลนที่
เหมาะสมกับตนเอง
6. สามารถนำทักษะการเสิรฟ ไปปฏบิ ัตจิ รงิ - ทกั ษะการเสริ ฟ ลูกส้นั ตามจดุ ที่กำหนด
ไดถ ูกตอ ง - ทักษะการเสริ ฟลกู ยาว ตามจุดทกี่ ำหนด
7. มคี วามรคู วามเขา ใจอธิบายไดและ - ทักษะการเลนลูกหนามือ เปนทักษะที่สำคัญใน
สามารถนำทักษะตางๆ ปฏบิ ัติในการเลน ได การเลนแบดมินตันเปน อยางมากซงึ่ ถือวาเปน ทักษะ
ถกู ตอง พน้ื ฐานกอนการเลน ทกั ษะอ่นื ๆก็วา ได
-ทกั ษะการตีลูกโดง
-ทกั ษะการตบหนา มอื
8. นกั เรียนรเู กีย่ วกบั กติกาการเลนทถ่ี กู ตอง - เลน ตามกตกิ าการเลน ที่ถกู ตอ ง
9. มีความรแู ละสามารถนำไปปฏิบตั ิในการ -แสดงออกถงึ ความ สนุกสนาน เพลิดเพลินและ
เปน ผเู ลน ผดู ู ทด่ี ไี ด มีสวนรวมในการแสดงออก การปฏิบัติกิจกรรมการ
เปนผเู ลน ผชู มท่ดี ี
- การปฏิบตั ิตนในเรอื่ งมารยาทในการดู การเลน
การแขง ขัน ความมนี ำ้ ใจนกั กีฬา

389

ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรูเพม่ิ เติม
10. มคี วามรคู วามเขา ใจการแขงขนั แบบ การแขงขันกีฬาแบดมินตันแบบพบกันหมดการนับ
ตางๆและสามารถนำไปปฏิบัติในการแขง ขัน คะแนนและการเลน
ได -ประเภทเดยี่ ว
-ประเภทคู

390

คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเตมิ
รหัสวชิ า พ31201 รายวิชาแบดมนิ ตนั 1 กลุมสาระการเรียนรสู ขุ ศกึ ษาและพลศึกษา
ชน้ั มัธยมศึกษาปท ่ี 4 ภาคเรยี นที่ 1 จำนวน 20 ชั่วโมง /0.5 หนว ยกติ

ศึกษาวิเคราะหม ีสว นรว มและปฏิบตั จิ รงิ ในกายบรหิ าร การเคลอื่ นไหวแบบตาง ๆ การทดสอบสมรรถภาพและ
การออกกำลังกายดว ยกจิ กรรมกีฬาแบดมินตนั อยา งถูกตอง ปลอดภัย สนกุ สนาน พรอมกับเรียนรปู ระวตั ิความเปน มา
ความนิยม ประโยชน มารยาทของผเู ลน ผดู ทู ีด่ ี การรักษาอปุ กรณ กฎ กติกา ทักษะหลักในการรุกและการรับ การแขงขัน
การปฏบิ ัตติ ามหนา ท่ี ความมีนำ้ ใจนกั กีฬา การจดั การแขงขันระดับตา ง ๆ การปองกนั และแกไขเสริมสรา งสมรรถภาพ
เพ่ือใหมคี วามรู ความเขาใจทักษะ มีสมรรถภาพทางกายและจิตใจทด่ี ี

เรยี นรกู ารวิเคราะหค วามคดิ รวบยอดเก่ยี วกับการเคลอ่ื นไหวรูปแบบตางๆ ในการเลน กฬี า ใชความสามารถของตน
เพอ่ื เพิ่มศกั ยภาพของทมี คำนึงถงึ ผลท่ีเกิดตอผูอน่ื และสังคม เลนกีฬาไทย กฬี าสากลประเภทบคุ คล / คู กีฬาประเภททมี
ไดอยา งนอ ย 1 ชนิด

ผลการเรียนรู
1. มคี วามรคู วามเขาใจถึงประวัตคิ วามเปนมาและประโยชนของแบดมินตัน
2. นกั เรยี นสามารถปฏิบัตกิ ารเคลอ่ื นไหวตางๆ ไดถกู ตอง
3. นกั เรียนมสี มรรถภาพทางกายที่ดี
4. นักเรยี นสามารถจบั ไมและตลี กู ตา งๆแบบตางๆ ได
5. มีความรูความเขาใจเทคนิควธิ ีการ
6. สามารถนำไปปฏิบตั ิจริงไดถูกตอง
7. มคี วามรูความเขาใจอธิบายไดและสามารถนำทกั ษะตา งๆ ปฏบิ ัตใิ นการเลน ไดถูกตอง
8. นักเรยี นรูเ กีย่ วกับกติกาการเลนทถ่ี กู ตอง
9. มคี วามรแู ละสามารถนำไปปฏบิ ตั ใิ นการเปน ผูเลน ผูดู ท่ีดไี ด
10. มีความรคู วามเขา ใจการแขงขันแบบตางๆและสามารถนำไปปฏิบตั ิในการแขง ขันได

รวมจำนวนผลการเรยี นรูทั้งหมด 10 ผลการเรยี นรู

391

รหสั วิชา พ31202 คำอธิบายรายวชิ าเพิ่มเติม
รายวชิ าแบดมนิ ตนั 2 กลมุ สาระการเรียนรสู ขุ ศึกษาและพลศกึ ษา
ชน้ั มัธยมศึกษาปท ี่ 4 ภาคเรยี นที่ 2 จำนวน 20 ชว่ั โมง / 0.5 หนวยกติ
ศกึ ษาวิเคราะหมีสวนรวมและปฏบิ ัติจริงในกายบรหิ าร การเคลอ่ื นไหวแบบตาง ๆ การทดสอบสมรรถภาพและ
การออกกำลงั กายดวยกิจกรรมกีฬาแบดมินตันอยางถกู ตอง ปลอดภัย สนกุ สนาน พรอ มกบั เรยี นรปู ระวัตคิ วามเปนมา
ความนิยม ประโยชน มารยาทของผูเลน ผูดทู ่ีดี การรักษาอปุ กรณ กฎ กตกิ า ทกั ษะหลักในการรุกและการรับ การแขงขัน
การปฏิบตั ติ ามหนาที่ ความมีน้ำใจนกั กีฬา การจัดการแขงขันระดับตา ง ๆ การปอ งกนั และแกไขเสรมิ สรางสมรรถภาพ
เพื่อใหม ีความรู ความเขา ใจทักษะ มีสมรรถภาพทางกายและจติ ใจทีด่ ี
เรยี นรกู ารวเิ คราะหค วามคิดรวบยอดเกย่ี วกับการเคล่อื นไหวรปู แบบตา งๆ ในการเลนกฬี า ใชค วามสามารถของตน
เพือ่ เพ่มิ ศกั ยภาพของทีมคำนึงถงึ ผลที่เกิดตอ ผูอื่นและสงั คม เลน กฬี าไทย กฬี าสากลประเภทบคุ คล / คู กีฬาประเภททมี
ไดอยา งนอ ย 1 ชนดิ

ผลการเรียนรู
1. บอกประโยชนข องแบดมนิ ตนั
2. นักเรียนสามารถปฏิบตั กิ ารเคลอ่ื นไหวรูปแบบตา งๆ ไดถูกตอง
3. นกั เรียนมีสมรรถภาพทางกายที่ดี
4. นักเรียนสามารถจบั ไมและตีลูกแบบตางๆ ไดถ ูกตอง
5. มีความรูความเขาใจเทคนิควธิ กี ารเลนแบดมินตันได
6. สามารถนำทักษะการเสิรฟ ไปปฏิบตั จิ ริงไดถกู ตอง
7. มคี วามรคู วามเขา ใจอธบิ ายไดแ ละสามารถนำทกั ษะตา งๆ ปฏิบตั ิในการเลน ไดถูกตอง
8. นกั เรยี นรูเกีย่ วกบั กติกาการเลนท่ถี ูกตอง
9. มคี วามรูแ ละสามารถนำไปปฏิบตั ใิ นการเปน ผเู ลน ผูดู ท่ีดีได
10. มีความรูค วามเขาใจการแขงขันแบบตางๆและสามารถนำไปปฏบิ ตั ใิ นการแขง ขนั ได

รวมจำนวนผลการเรยี นรูทั้งหมด 10 ผลการเรียนรู

392

วชิ าบาสเกตบอล

ชน้ั ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรเู พิม่ เติม
ม.5 1. มีความรคู วามเขาใจถงึ ประวตั ิความ -ประวัติความเปนมาและประโยชนของกีฬา
เปน มาและประโยชนของกฬี าบาสเกตบอล บาสเกตบอล
-ประวัตใิ นประเทศและตา งประเทศ
-ประโยชนของบาสเกตบอล
2. นกั เรยี นสามารถปฏิบัตกิ ารเคลอื่ นไหว -รูปแบบการเคลื่อนไหวพื้นฐานในการเลนกีฬา
ตางๆ ไดถูกตอง บาสเกตบอล
3. นกั เรยี นมสี มรรถภาพทางกายท่ีดี -การวางแผนพฒั นาสมรรถภาพทางกายและ
สมรรถภาพกลไก
4. นักเรยี นสามารถเลี้ยงบาสเกตบอลแบบ -การครอบครองบอลเปนการฝกการคุยเคยกับ
ตางๆ ได บาสเกตบอล
5. มคี วามรูค วามเขาใจเทคนิควธิ กี ารเลน -การใชความสามารถของตนในการเพิ่มศักยภาพใน
บาสเกตบอลได การเลนกีฬาบาสเกตบอลโดยใชเทคนิคการเลนที่
เหมาะสมกบั ตนเอง
- MAN TO MAN
- สามคนออ มหลงั
6. สามารถนำทกั ษะไปปฏบิ ัติจริงไดถ ูกตอ ง - ทกั ษะการเคลอ่ื นท่ี
- ทกั ษะการเล้ยี งบอล
7. มคี วามรูความเขาใจอธิบายไดแ ละ - ทักษะการรับ-สงบอล เปนทักษะที่สำคัญในการ
สามารถนำทักษะตา งๆ ปฏบิ ัติในการเลน ได เลนบาสเกตบอล ซึ่งถือวาเปน ทักษะพื้นฐานกอน
ถกู ตอง การเลน ทกั ษะอืน่ ๆก็วาได
-ทกั ษะการรับบอล
-ทักษะการ สงบอล
8. นักเรียนรูเกย่ี วกบั กติกาการเลนพน้ื ฐานท่ี - เลน ตามกตกิ าการเลนที่ถูกตอ ง
ถูกตอง
9. มคี วามรแู ละสามารถนำไปปฏบิ ัติในการ -แสดงออกถึงความ สนกุ สนาน เพลิดเพลินและ
เปน ผเู ลน ผูดู ท่ีดไี ด มีสวนรวมในการแสดงออก การปฏิบัติกิจกรรมการ
เปน ผเู ลน ผูชมท่ีดี
- การปฏบิ ตั ติ นในเร่ืองมารยาทในการดู การเลน
การแขง ขนั ความมนี ำ้ ใจนักกีฬา
10. มีความรคู วามเขา ใจการแขงขันแบบ กตกิ าการแขง ขันกีฬาบาสเกตบอลพนื้ ฐาน
ตา งๆและสามารถนำไปปฏิบัติในการแขงขนั - แบบ 3 คน
ได - แบบ 5 คน

393

ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรียนรูเ พม่ิ เตมิ
ม.5 1. มคี วามรูความเขาใจถงึ ประวัติความ -ประวัติความเปนมาและประโยชนของกีฬา
เปน มาและประโยชนข องกีฬาบาสเกตบอล บาสเกตบอล
-ประวัติในประเทศและตางประเทศ
-ประโยชนข องบาสเกตบอล
2. นักเรยี นสามารถปฏบิ ัติการเคล่อื นไหว -รูปแบบการเคลื่อนไหวพื้นฐานในการเลนกีฬา
ตางๆ ไดถูกตอง บาสเกตบอล
-การเคลื่อนที่ในรูปแบบตางๆ เชน การสไลด การ
กระโดด การหนุนตวั
3. นกั เรยี นมีสมรรถภาพทางกายทด่ี ี -การวางแผนพัฒนาสมรรถภาพทางกายและ
สมรรถภาพกลไก
4. นักเรียนสามารถเลี้ยงบาสเกตบอลแบบ -การครอบครองบาสเกตบอล ( ball control)เปน
ตา งๆ ได การฝกการควบคุมบาสเกตบอล
- การสรางความคุน เคยกับบาสเกตบอล
5. มคี วามรคู วามเขา ใจเทคนิควิธกี ารเลน -การใชความสามารถของตนในการเพิ่มศักยภาพใน
บาสเกตบอลได การเลนกีฬาบาสเกตบอลโดยใชเทคนิคการเลนท่ี
เหมาะสมกับตนเอง
- MAN TO MAN
- การหลอกลอ แบบมบี อล
6. สามารถนำทกั ษะไปปฏิบตั ิจริงไดถ ูกตอง - ยทุ ธวธิ กี ารรกุ
- ทักษะการรกุ
- รปู แบบการรุก
7. มีความรูค วามเขา ใจอธิบายไดแ ละ - ทักษะการรับ-สงบอล เปนทักษะที่สำคัญในการ
สามารถนำทักษะตางๆ ปฏิบัตใิ นการเลนได เลนบาสเกตบอล ซึ่งถือวาเปน ทักษะพื้นฐานกอน
ถกู ตอง การเลนทกั ษะอนื่ ๆกว็ าได
-ทักษะการรบั บอลโดยการกระโดด
-ทักษะการ สงบอลรปู แบบตา งๆ
8. นกั เรยี นรเู กี่ยวกับกติกาการเลนพ้ืนฐานท่ี - เลน ตามกตกิ าการเลน ทีถ่ ูกตอ ง
ถูกตอง
9. มีความรแู ละสามารถนำไปปฏบิ ัตใิ นการ -แสดงออกถึงความ สนุกสนาน เพลิดเพลินและ
เปน ผเู ลน ผูดู ท่ดี ไี ด มีสวนรวมในการแสดงออก การปฏิบัติกิจกรรมการ
เปนผูเลน ผูชมทีด่ ี
- การปฏิบัตติ นในเรอื่ งมารยาทในการดู การเลน
การแขงขัน ความมนี ำ้ ใจนักกีฬา


Click to View FlipBook Version