294
ชนั้ ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรูเ พ่มิ เติม
- ตบั ออนมกี ลุมเซลลที่สรางอินซูลินและกลคู ากอนซงึ่
ควบคุมระดบั น้ำตาลในเลือดใหปกติ
- ตอมหมวกไตสว นนอกสรางกลูโคคอรติคอยดมเิ นราโล
คอรติคอยด และฮอรโมนเพศ ซ่ึงมีหนา ท่ีแตกตางกนั
สว นตอ มหมวกไตสว นในสรา งเอพิเนฟรนิ และนอร
เอพเิ นฟริน ซงึ่ มีหนาที่เหมือนกัน
- อณั ฑะมีกลมุ เซลลสรา งเทสโทสเทอโรน
- สวนรงั ไขมกี ลุมเซลลท ส่ี รางอีสโทรเจน และโพรเจสเทอ
โรนซง่ึ มีหนา ทแี่ ตกตางกัน
- เนื้อเย่ือบางบรเิ วณของอวยั วะ เชน รก ไทมัสกระเพาะ
อาหาร และลำไสเ ลก็ สามารถสรางฮอรโ มนไดห ลาย
ชนดิ ซึง่ มหี นา ทแี่ ตกตางกัน
- การควบคุมการหล่ังฮอรโ มนจากตอมไรท อ มีทง้ั การ
ควบคุมแบบปอนกลับยับย้ัง และการควบคุมแบบ
ปอ นกลบั กระตนุ เพอ่ื รักษาดุลยภาพของรางกาย
- ฟโ รโมนเปน สารเคมีที่ผลติ จากตอ มมที อของสตั วซ ่งึ
สงผลตอสตั วต วั อืน่ ท่ีเปน ชนิดเดียวกัน
99. สบื คนขอมูล อธบิ าย เปรยี บเทยี บ - พันธกุ รรมและสิ่งแวดลอ มมผี ลตอ การแสดงพฤตกิ รรม
และยกตัวอยา งพฤติกรรมทีเ่ ปนมา - พฤติกรรมทีเ่ ปนมาแตกำเนดิ แบงออกไดเปน หลายชนดิ
แตก ำเนิดและพฤติกรรมท่ีเกิดจาก เชน โอเรียนเตชัน (แทกซิสและไคนีซสิ ) รเี ฟล็กซ และ
การเรยี นรูของสัตว ฟก แอกชันแพทเทริ นพฤตกิ รรมที่เกดิ จากการเรียนรู
แบง ไดเ ปนแฮบบิชเู อช่นั การฝงใจ การเชือ่ มโยง(การ
ลองผดิ ลองถกู และการมเี งื่อนไข)และการใชเหตผุ ล
- ระดับการแสดงพฤติกรรมที่สัตวแตละชนิดแสดงออก
จะแตกตางกันซง่ึ เปน ผลมาจากววิ ัฒนาการของระบบ
ประสาทที่แตกตา งกนั
- การสอื่ สารเปนพฤตกิ รรมทางสังคมแบบหนง่ึ ซ่ึงมี
หลายวธิ ี เชน การส่อื สารดว ยทาทางการส่ือสารดวย
เสยี ง การสอ่ื สารดวยสารเคมีและการสื่อสารดวยการ
สมั ผัส
100. สืบคน ขอ มลู อธิบายและ - พนั ธกุ รรมและสิ่งแวดลอมมผี ลตอ การแสดงพฤติกรรม
ยกตวั อยา งความสมั พนั ธระหวา ง - พฤติกรรมที่เปนมาแตกำเนิดแบง ออกไดเ ปน หลายชนิด
พฤติกรรมกับววิ ฒั นาการของระบบ เชน โอเรยี นเตชนั (แทกซิสและไคนีซิส) รเี ฟล็กซ และ
ประสาท ฟก แอกชันแพทเทิรนพฤติกรรมท่เี กิดจากการเรียนรู
แบง ไดเ ปนแฮบบชิ ูเอชน่ั การฝงใจ การเชื่อมโยง(การ
ลองผิดลองถกู และการมีเง่ือนไข)และการใชเหตุผล
295
ช้นั ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรูเพม่ิ เตมิ
- ระดบั การแสดงพฤตกิ รรมทส่ี ัตวแตล ะชนดิ แสดงออก
จะแตกตา งกนั ซึ่งเปนผลมาจากววิ ฒั นาการของระบบ
ประสาทท่ีแตกตา งกนั
- การสื่อสารเปนพฤติกรรมทางสังคมแบบหนงึ่ ซ่ึงมหี ลาย
วิธี เชน การสอื่ สารดวยทาทางการสอ่ื สารดวยเสยี ง
การสอื่ สารดว ยสารเคมีและการสือ่ สารดว ยการสัมผสั
101. สบื คนขอมูล อธิบายและ - พนั ธกุ รรมและสิง่ แวดลอมมีผลตอการแสดงพฤตกิ รรม
ยกตัวอยางการสอ่ื สารระหวางสตั วท ่ี - พฤติกรรมทีเ่ ปน มาแตกำเนิดแบง ออกไดเปน หลายชนดิ
ทำใหสตั วแสดงพฤตกิ รรม เชน โอเรียนเตชัน (แทกซิสและไคนีซิส) รีเฟล็กซ และ
ฟกแอกชนั แพทเทิรนพฤติกรรมทีเ่ กิดจากการเรยี นรู
แบงไดเปน แฮบบิชูเอชนั่ การฝง ใจ การเชือ่ มโยง(การ
ลองผดิ ลองถูกและการมีเง่อื นไข)และการใชเหตุผล
- ระดับการแสดงพฤติกรรมท่สี ัตวแ ตละชนดิ แสดงออก
จะแตกตา งกนั ซึง่ เปนผลมาจากวิวฒั นาการของระบบ
ประสาทที่แตกตา งกนั การส่ือสารเปนพฤติกรรมทาง
สังคมแบบหนงึ่ ซ่งึ มีหลายวิธี เชน การสือ่ สารดว ย
ทา ทางการสื่อสารดว ยเสยี ง การส่อื สารดว ยสารเคมี
และการส่ือสารดว ยการสัมผสั
296
รหัสวิชา ว31241 คำอธิบายรายวชิ าเพิ่มเติม
ช้ันมัธยมศกึ ษาปท ่ี 4 รายวิชา ชีววิทยา1 กลุมสาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
ภาคเรยี นท่ี 1 จำนวน 60 ช่ัวโมง/1.5 หนว ยกิต
ศึกษาเก่ยี วกับธรรมชาติของส่ิงมีชีวิต ลกั ษณะเฉพาะของส่ิงมีชีวิต แขนงวิชาทเี่ กย่ี วของกับชีววิทยาและการใช
ความรูทางชวี วทิ ยาที่เปน ประโยชนต อ มนุษยแ ละส่งิ แวดลอ ม ชีววิทยากบั การดำรงชีวิตของส่งิ มชี วี ติ ความตระหนักในเร่ือง
ของชีวจรยิ ธรรม การศกึ ษาชีววิทยาโดยใชวธิ ีการทางวิทยาศาสตร รวมทั้งการศกึ ษาวธิ กี ารทำงานของนักวทิ ยาศาสตร และ
การนำความรูเ กย่ี วกบั ชวี วทิ ยามาประยุกตใชใ นชีวติ ประจำวัน การทำกิจกรรมสะเต็มศึกษาโดยใชกระบวนการออกแบบเชงิ
วศิ วกรรมเพ่ือแกปญหาในชวี ิตจรงิ ศึกษาเคมีทเ่ี ปนพ้นื ฐานของสิง่ มชี วี ิต โครงสรางและหนาทขี่ อสารตางๆท่ีเปน งคประกอบ
ในเซลลของสิง่ มีชีวิต และปฏิกริ ิยาเคมีในเซลลของส่งิ มีชวี ติ ศกึ ษาสว นประกอบของกลองจุลทรรศนใ ชแสง หลกั การทำงาน
วธิ กี ารใช รวมท้ังการดูแลและเกบ็ รกั ษา ศึกษาโครงสรา งและหนาท่ีของสว นท่ีหอหมุ เซลล ไซโทพลาสซมึ และนิวเคลยี ส
การลำเลียงสารเขา และออกจากเซลล การหายใจระดบั เซลลซ ง่ึ เปน กระบวนการท่ีเซลลสรางพลังงานจากการสลาย
สารอาหารสำหรบั นำไปใชในกจิ กรมตางๆของเซลลล และการแบงเซลล
โดยใชก ระบวนการทางวทิ ยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู การสืบคน ขอมลู การสงั เกต วิเคราะห เปรียบเทียบ
อธิบาย อภปิ รายและสรปุ เพ่ือใหเกดิ ความรู ความเขาใจ มีความสามารถในการตัดสินใจ มีทกั ษาปฏิบตั ิการทาง
วิทยาศาสตร รวมทงั้ ทักษะการเรยี นรูในศตวรรษที่ 21 ในดานการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ ดานการคิดและการแกป ญ หา
ดา นการสื่อสาร สามารถสื่อสารส่งิ ทเ่ี รียนรูและนำความรไู ปใชในชีวิตของตนเอง มีจิตรวิทยาศาสตร จรยิ ธรรม คณุ ธรรมและ
คา นิยมทีเ่ หมาะสม
ผลการเรยี นรู
1. อธบิ ายและสรปุ สมบัติท่สี ำคัญของสิง่ มชี วี ิตและความสัมพันธข องการจดั ระบบในส่งิ มีชวี ติ ทีท่ ำใหสิ่งมชี วี ิตดำรงชวี ติ อยู
ได
2. อภปิ รายและบอกความสำคญั ของการระบปุ ญหา ความสมั พันธระหวา งปญ หา สมมติฐานและวธิ กี ารตรวจสอบ
สมมตฐิ าน รวมทงั้ ออกแบบการทดลองเพอ่ื ตรวจสอบสมมติฐาน
3. สืบคนขอ มลู อธิบายเก่ียวกบั สมบัตขิ องนำ้ และความสำคัญของนำ้ ท่ีมีตอสงิ่ มีชวี ิตและยกตวั อยางธาตุชนดิ ตางๆที่มี
ความสำคญั ตอรางกายส่งิ มีชวี ิต
4. สบื คนขอมูล อธิบายโครงสรางของคารโบไฮเดรต ระบุกลมุ ของคารโ บไฮเดต รวมท้ังความสำคัญของคารโบไฮเดรตทม่ี ี
ตอสิง่ มชี วี ติ
5. สืบคนขอ มลู อธิบาโครงสรา งของโปรตนี และความสำคญั ของโปรตีนที่มตี อส่ิงมชี วี ติ
6. สบื คนขอมลู อธบิ ายโครงสรางของลิพดิ และความสำคัญของลพิ ิดท่ีมีส่งิ มีชีวติ
7. อธบิ ายโครงสรางของกรดนิวคลอิ ิก และระบุชนดิ ขอกรดนิวคลิอกิ และความสำคัญของกรดนวิ คลิอกิ ท่ีมีตอ งสงิ่ มีชวี ิต
8. สืบคน ขอมลู และอธิบายปฏิกิรยิ าเคมที ่ีเกดิ ขึ้นในสิง่ มชี วี ติ
9. อธิบายการทำงานของเอนไซมในการเรงปฏิกริ ิยาเคมีในสงิ่ มชี วี ติ และระบุปจจัยท่ีมผี ลตอ การทำงานของเอนไซม
10. บอกวธิ กี าร และเตรยี มตวั อยางสิง่ มชี วี ติ เพ่อื ศกึ ษาภายใตกลอ งจลุ ทรรศนใ ชแ สง วดั ขนาดโดยแระมาณ และวาดภาพท่ี
ปรากฏภายใตก ลอ ง บอกวธิ ีการใชแ ละการดูแลรักษากลอ งจลุ ทรรศนใ ชแสงท่ถี ูกตอง
11. อธบิ ายโครงสรา งและหนาทีข่ องสวนท่ีหอหุม เซลลของเซลลพชื และเซลลส ัตว
297
12. สืบคน ขอ มลู อธบิ าย และระบุชนดิ และหนา ท่ีของออรแกเนลล
13. อธิบายโครงสรา งและหนา ทข่ี องนิวเคลียส
14. อธบิ าย และเปรยี บเทียบการแพร ออสโมซสิ การแพรแ บบฟาซลิ เิ ทต และแอกทีฟทรานสปอรต
15. สืบคนขอ มูล อธิบายและเขยี นแผนภาพการลำเลยี งสารโมเลกุลใหญออกจากเซลลดว ยกระบวนการเอกโซไซโทรซสิ
และการลำเลนี งสารโมเลกลุ ใหญเ ขา สเู ซลลด วยกระบวนการเอนโดไซโทซสิ
16. สังเกตการแบงนวิ เคลียสแบบไมโทซิสและแบบไมโอซสิ จากตวั อยางภายใตกลองจลุ ทรรศนพ รอ มทัง้ อธิบายและ
เปรยี บเทียบการแบง นวิ เคลียสแบบไมโทซสิ และแบบไมโอซสิ
17. อธิบาย เปรียบเทยี บและสรุปขนั้ ตอนการหายใจระดับเซลลในภาวะทีม่ ีออกซิเจนเพยี งพอและภาวะท่ีออกซิเจนไม
เพยี งพอ
รวมทั้งหมด 17 ผลการเรยี นรู
298
คำอธิบายรายวชิ าเพิ่มเติม
รหัสวิชา ว31242 รายวิชา ชีววิทยา2 กลมุ สาระการเรียนรวู ิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
ชัน้ มัธยมศึกษาปท่ี 4 ภาคเรียนที่ 2 จำนวน 60 ช่ัวโมง/1.5 หนวยกติ
ศึกษาวเิ คราะหการศึกษาพันธศุ าสตรของเมนเดล ความนาจะเปน และกฎแหงการแยก กฎแหงการรวมกลุมอยา ง
อิสระ ลักษณะทางพนั ธุกรรมทีน่ อกเหนือกฎของเมนเดล การผสมเพ่ือทดสอบการถายทอดยนี และโครโมโซม การคน พบ
สารพนั ธกุ รรม โครโมโซมองคประกอบทางเคมีของ DNA โครงสรางของ DNA สมบตั ิของสารพนั ธกุ รรม มวิ เทชนั พนั ธุ
วศิ วกรรม การโคลนยีน การวเิ คราะห DNA และการศึกษาจีโนม การประยุกตใชเทคโนโลยขี อง DNA ความปลอดภัยของ
เทคโนโลยที าง DNA และมุมมองทางสังคมและจริยธรรม หลกั ฐานทีบ่ ง บอกถงึ วิวัฒนาการของสิง่ มชี ีวติ แนวคิดเก่ียวกับ
วิวัฒนาการของสงิ่ มชี ีวิต พนั ธุศาสตรป ระชากร ปจ จัยที่ทำใหเ กิดการเปลยี่ นแปลงความถี่แอลลลี ศกึ ษารูปแบบ ขนาด
ความหนาแนน และการแพรกระจายของประชากร และศึกษาประเภทของทรพั ยากรธรรมชาติ การใชประโยชนจ าก
ทรพั ยากรธรรมชาติอยา งคมุ คา และการอนุรกั ษทรพั ยากรธรรมชาตอิ ยา งย่งั ยนื
โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู การสืบคนขอมูล การสังเกต วิเคราะห
เปรียบเทียบ อธิบาย อภิปรายและสรุป เพื่อใหเกิดความรู ความเขาใจ มีความสามารถในการตัดสินใจ มีทักษาปฏิบัติการ
ทางวิทยาศาสตร รวมทั้งทักษะการเรียนรูในศตวรรษที่ 21 ในดานการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ ดานการคิดและการ
แกปญหาดานการสื่อสาร สามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนำความรูไปใชในชีวิตของตนเอง มีจิตรวิทยาศาสตร จริยธรรม
คุณธรรมและคานิยมทีเ่ หมาะสม
ผลการเรยี นรู
1. สืบคนขอมูล อธบิ ายสมบตั แิ ละหนา ทข่ี องสารพันธกุ รรม โครงสรา งและองคประกอบทางเคมขี อง DNA และสรุป
การจำลอง DNA
2. อธบิ ายและระบขุ ้ันตอนในกระบนการสังเคราะหโปรตนี และหนา ที่ของ DNA และ RNA แตละชนดิ ในกระบวนการ
สังเคราะหโปรตนี
3. สืบตนขอ มูลและอธิบายการเกิดมิวเทชันระดบั ยีนและระดับโครโมโซม สาเหตกุ ารเกิดมิวเทชนั รวมทง้ั ยกตวั อยาง
โรคและกลมุ อาการที่เปนผลของการเกิดมวิ เทชนั
4. สบื คน ขอ มลู อธบิ ายและสรปุ ผลการทดลองของเมนเดล
5. สรปุ ความสมั พันธร ะหวา งสารพันธกุ รรม แอลลีล โปรตีน ลษั ณะทางพนั ธกุ รรมและเชือ่ มโยงกับความรเู รอ่ื งพันธุ
ศาสตรเ มนเดล
6. อธบิ ายและสรปุ กฎแหงการแยกและกฎแหง การรวมกลมุ อยา งอิสระ นำกฎของเมนเดลน้ีไปอธิบายการถา ยทอก
ลกั ษณะทางพนั ฑุกรรมและใชในการคำนวณโอกาสในการเกิดฟโนไทปและจีโนไทปแบบตางๆในรนุ F1 และ F2
7. สืบคนขอมลู วิเคราห อธบิ ายและสรปุ เก่ียวกบั การถายทอดลกั ษณะทางพนั กู รรมทเี่ ปนขยายของพันธศุ าสตรเ มน
เดล
8. สบื คน ขอมลู วเิ คราะหแ ละเปรียบเทยี บลกั ษระทางพนั ธุกรรมทมี่ กี ารแปรผนั ไมตอเน่ืองและลกั ษณะทางพันธุกรรม
ทีม่ ีการแปรผนั ตอเนื่อง
299
9. อธบิ ายการถายทอดยีนบนโครโมโซมและยกตวั ยางลักษณะทางพนั ธุกรรมทถี่ ูกควบคุมดวยยีนบนออโตโซมและยีน
บนโครโมโซมเพศ
10. อธิบายหลกั การสรา งสงิ่ มชี ีวิตดัดแปรพนั ธุกรรมโดยใชด เี อ็นเอรคี อมบิแนนท
11. สืบคน ขอมูล ยกตวั อยา งและอภปิ รายการนำเทคโนโลยที างดเี อน็ เอไปประยุกตท ้งั ในดานส่งิ แวดลอ ม นติ ิ
วทิ ยาศาสตร การแพทย การเกษตร และอุตสาหกรรมและขอควรคำนึงถึงดานชีวจริยธรรม
12. สบื คน ขอ มลู และอธิบายเก่ียวกับ หลักฐานทส่ี นับสนุนและขอมูลที่ใชอธบิ ายการเกิดววิ ฒั นาการของสิง่ มชี ีวิต
13. อธบิ ายเปรียบเทยี บแนวคิดเก่ียวกบั ววิ ฒั นาการของสง่ิ มีชีวิตของฌอง ลามารกและทฤษฎีเกยี่ งกนั วิวัฒนาการของ
สง่ิ มชี วี ติ ของชาลส ดารวนิ
14. ระบสุ าระสำคัญและอธิบายเง่ือนไขของภาวะสมดลุ ของฮอรดี-ไวนเบิรก ปจจยั ทท่ี ำใหเกิดการเปล่ียนแปลงความถ่ี
ของแอลลลลี ในประชากร พรอมท้ังคำนฯหาความถ่ีของแอลลลี และจโี นไทปข องประชากรโดยใชห ลักของฮารด -ี
ไวนเบริ ก
15. สืบคนขอ มลู อภิปราย และอธบิ ายกระบวนการเกดิ สปชีสใหมข องส่ิงมีชวี ิต
16. สบื คนขอ มูล อธบิ าย ยกตวั อยา งและสรปุ เกย่ี วกับลกั ษณะเฉพาะของประชากรของสิ่งมีชีวติ บางชนดิ
17. สืบคนขอมูล อธบิ าย เปรียบเทยี บและยกตวั อยา งการเพมิ่ ของประชากรแบบเอ็กโพเนนเชยี ลและการเพิ่มของ
ประชากรแบบลอจสิ ตกิ
18. อธิบายและยกตัวอยา งปจจัยที่ควบคมุ การเติบโตของประชากร
19. วิเคราะห อภิปรายและสรปุ ปญหาการขาดแคลนนำ้ การเกิดมลพิษทางนำ้ และผลกระทบทม่ี ตี อมนุษยแ ละ
สิง่ แวดลอ ม รวมท้งั เสนอแนวทางการวางแผนการจดั การน้ำและการแกไขปญ หา
20. วิเคราะห อภิปราย และสรปุ ปญ หามลพษิ ทางอาหาศ และผลกระทบท่ีมตี อ มนุษยและสิ่งแวดลอ ม รวมท้งั เสนอ
แนวทางการแกไขปญหา
21. วเิ คราะห อภปิ รายและสรปุ ปญหาทีเ่ กิดกับทรัพยากรดิน และผลกระทบทีม่ ตี อมนุษยและส่งิ แวดลอม รวมท้งั เสนอ
แนวทางการแกไขปญ หา
22. วิเคราะห อภิปราย และสรุปปญหา ผลกระทบทเ่ี กดิ จาการทำลายปา ไม รวมท้งั เสนอแนวทางในการปองกนั การ
ทำลายปาไมและการอนรุ ักษปาไม
23. วิเคราะห อภิปรายและสรุปปญหา ผลกระทบที่ทำใหสัตวป ามีจำนวนลดลงและแนวทางในการอนุรักษสตั วป า
รวมทั้งหมด 23 ผลการเรยี นรู
300
คำอธบิ ายรายวิชาเพิ่มเตมิ
รหัสวชิ า ว32243 รายวิชา ชีววิทยา3 กลุมสาระการเรียนรวู ทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
ชัน้ มัธยมศึกษาปท่ี 5 ภาคเรียนที่ 1 จำนวน 60 ช่ัวโมง/1.5 หนว ยกิต
ศกึ ษาวิเคราะห โครงสรา งภายนอก ภายใน เนอื้ เย่ือชนั้ ตางๆ ชนดิ ของเซลลท ี่พบในเนือ้ เย่อื พืชและหนา ที่ของพชื
ดอก การลำเลยี งนำ้ การลำเลียงอาหาร การรักษาดุลยภาพนำ้ ของพชื การสังเคราะหดว ยแสง ปฏิกิรยิ าแสง I ปฏกิ ริ ยิ าแสง
II การสืบพนั ธุของพชื ดอก การสรา งเซลลส บื พันธุ การปฏิสนธิ การเจริญของไซโกต ลักษณะผลท่ีเกดิ จากรกตา งชนิด การ
ตอบสนองของพืชตอปจ จยั ภายนอก และปจจยั ภายใน ศึกษาวเิ คราะหไ บโอม ความหลากหลายและความสมั พนั ธใ นระบบ
นเิ วศ การถายทอดพลังงานและการหมุนเวียนสาร รวมไปถงึ การเปล่ยี นแปลงแทนที่ของระบบนิเวศและความหลากหลาย
ทางชีวภาพของสง่ิ มชี วี ิต การจดั หมวดหมขู องสง่ิ มีชีวิต
โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู การสำรวจตรวจสอบ การสบื คนขอมูลและ
การอภปิ ราย เพื่อใหเ กิดความรู ความคิด ความเขา ใจ สามารถส่ือสารส่ิงท่ีเรยี นรู มีความสามารถในการตดั สินใจ
นำความรูไปใชใ นชวี ิตประจำวัน มจี ติ วิทยาศาสตร จริยธรรม คณุ ธรรม และคานยิ มท่ีเหมาะสม
ผลการเรยี นรู
1. อธบิ ายเกย่ี วกบั ชนิดและลกั ษณะของเน้ือเยื่อพชื และเขียนแผนผงั เพือ่ สรปุ ชนิดของเน้ือเยื่อพชื
2. สงั เกต อธบิ าย และเปรยี บเทียบโครงสรางภายในของรากพืชใบเลย้ี งเดย่ี วและรากพชื ใบเลี้ยงคูจ ากการตดั ตาม
ขวาง
3. สงั เกต อธิบายและเปรยี บเทียบโครงสรางภายในของลำตนพืชใบเลย้ี งเดี่ยวและลำตน พชื ใบเล้ยี งคจู ากการตัดตาม
ขวาง
4. สังเกตและอธบิ ายโครงสรางภายในของใบพืชจากการตัดตามขวาง
5. สบื คน ขอ มลู สงั เกต และอธิบายการแลกเปล่ยี นแกสและการคายนำ้ ของพืช
6. สืบคน ขอมลู และอธิบายกลไกการละเลยี งน้ำและธาตุอาหารของพืช
7. สบื คนขอมูล อธิบายความสำคัญของธาตุอาหารและยกตวั อยางธาตุอาหารทีส่ ำคัญทมี่ ผี ลตอ การเจรญิ เติบโตของ
พืช
8. อธิบายกลไกการลำเลยี งอาหารในพืช
9. สืบคนขอ มลู และสรปุ การศึกษาที่ไดจ ากการทดลองของนกั วทิ ยาศาสตรในอดตี เกี่ยวกบั กระบวนการสงั เคราะห
ดวยแสง
10. อธบิ ายขั้นตอนทเ่ี กิดขน้ึ ในกระบวนการสังเคราะหด ว ยแสงของพืช C3
11. เปรยี บเทยี บกลไปการตรึงคารบอนไดออกไซดใ นพชื C3 พืชC4 และ พชื CAM
12. สืบคน ขอมลู อภิปราย และสรุปปจ จัยความเขม ของแสง ความเขม ขน ของคารบอนไดออกไซดแ ละอุณหภมู ิ ทม่ี ีผล
ตอ การสสังเคราะหดวยแสงของพชื
13. อธบิ ายวฏั จักรชีวิตแบบสลับของพชื ดอก
14. อธิบายและเปรียบเทียบกระบวนการสรางเซลลส ืบพันธเุ พศผูและเพศเมยี ของพืชดอกและอธบิ ายการปฏิสนธิของ
พชื ดอก
301
15. อธิบายการเกดิ เมล็ดและการเกิดผลของพชื ดอก โครงสรา งของเมล็กอละผล และยกตัวอยา งการใชป ระโยชนจ าก
โครงสรางตางๆของเมล็ดและผล
16. ทดลอง และอธบิ ายเกยี่ วกับปจจยั ตางๆทม่ี ผี ลตอการงอกของเมล็ด สภาพพักตัวของเมลด็ และบอกแนวทางในการ
แกส ภาพพักตัวของเมลด็
17. สืบคน ขอ มลู อธิบายบทบาทและหนาที่ของออกซนิ ไซโทไคนนิ จบิ เบอเรลลนิ เอทิลีนและกรดแอบไซซกิ และ
อภปิ รายเก่ยี วกบั การนำไปใชประโยชนทางการเกษตร
18. สืบคน ขอมูล ทดลองและอภปิ รายเกี่ยวกบั สิงเราภายนอกที่มผี ลตอ การเจรญิ เตบิ โตของพืช
19. อภิปรายความสำคัญของความหลากหลายทางชวี ภาพและความเชอ่ื มโยงระหวางความหลากหลายทางพันธุกรรม
ความหลากหลายของสปช สี และความหลากหลายของระบบนเิ วศ
20. อธิบายการเกิดเซลลเ รมิ่ แรกของสงิ่ มชี ีวติ และววิ ฒั นาการของสง่ิ มชี ีวติ เซลลเ ดียว
21. อธิบายลักษณะสำคญั และยกตัวอยางส่งิ มีชีวิตกลุมแบคทเี รีย สิ่งมชี วี ิตกลมุ โพทิสต สิง่ มีชีวิตกลุมพืช สง มชี วี ติ กลุม
ฟง ไจ และสิ่งมชี วี ิตกลุม สัตว
22. อธิบายและยกตัวอยางการจำแนกสิง่ มชี วี ิตจากหมวดหมูใหญจ นถึงหมวดหมยู อย และวธิ ีการเขียนชอื่ วิทยาศาสตร
ในลำดับข้ันสปช สี
23. สรางไดโคโทมัสคียในการระบุส่ิงมชี วี ิตหรือตัวอยางท่ีกำหนดออกเปนหมวดหมู
24. วเิ คราะห อธบิ ายและยกตัวอยา งกระบวนการถา ยทอดพลังงานในระบบนิเวศ
25. อธิบาย ยกตวั อยางการเกิดไบโอแมกนิฟเ นและบอกแนวทางในการลดการเกิดไบโอแมกนิฟเคชัน
26. สืบคน ขอ มลู และเขยี นแผนภาพ เพื่ออธบิ ายวฎั จักรไนโตรเจน วัฏจักรกำมะถัน และวัฏจกั รฟอสฟอรสั
27. สืบคนขอมลู ยกตวั อยา ง และอธบิ ายลกั ษณะของไบโอมท่กี ระจายอยตู ามเขตภมู ิศาสตรตางๆบนโลก
28. สบื คนขอมูล ยกตัวอยาง อธิบายและเปรียบเทยี บการเปล่ยี นแปลงแทนท่ีแบบปฐมภมู แิ ละการเปลย่ี นแปลงแทนท่ี
แบบทุติยภูมิ
รวมทั้งหมด 28 ผลการเรยี นรู
302
คำอธบิ ายรายวชิ าเพ่ิมเตมิ
รหสั วิชา ว32244 รายวิชา ชีววทิ ยา4 กลมุ สาระการเรยี นรวู ทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
ช้นั มธั ยมศึกษาปท ี่ 5 ภาคเรียนท่ี 2 จำนวน 60 ชัว่ โมง/1.5 หนวยกติ
ศึกษาวเิ คราะห การยอยอาหารของจุลินทรีย การยอ ยอาหารของสิง่ มชี วี ติ เซลลเดยี ว การยอยอาหารของ
สัตว การยอยอาหารของคน การสลายสารอาหารระดบั เซลลในแบบใชอ อกซเิ จนและไมใชอ อกซิเจน การสืบพันธุของสงิ่ มชี วี ติ
เซลลเดยี ว การสบื พันธขุ องสัตว การสบื พนั ธขุ องคน การเจรญิ เติบโตของกบ การเจริญเติบโตของไก การเจริญเติบโตของคนการ
สืบพนั ธแุ บบไมอาศัยเพศของสตั ว การสืบพันธแุ บบอาศยั เพศของสัตวแ ละคน ภาวะการมีบตุ รยาก กระบวนการ
เจรญิ เตบิ โตของสตั ว การเจริญเตบิ โตของคนและปจจยั ภายนอกที่มผี ลตอ การเจรญิ เตบิ โตของเอมบริโอและลูกออน การ
รบั รูและตอบสนองตอสง่ิ เราของโพรโทซัว และสตั วไมม กี ระดกู สนั หลงั บางชนดิ การทำงานของเซลลป ระสาท ศนู ยควบคุม
ของระบบประสาท และอวยั วะรบั สมั ผสั ตอมไรทอ ท่ีสำคัญของคน บทบาทและกลไกการควบคุมการหลงั่ ฮอรโมน ฟโ ร
โมน การเคลื่อนไหวของสง่ิ มีชีวิตเซลลเ ดยี ว โดยอาศยั การไหลของไซโทพลาซึมการโบกพัดของซเี ลยี และแฟลกเจลลัม การ
เคลือ่ นไหวของแมงกระพรุน หมกึ โดยอาศยั แรงดันน้ำ การเคลอื่ นไหวของแมลงโดยใชกลามเน้ือ 2 ชุดทำงานตรงขา มกัน การ
เคลือ่ นไหวของไสเดือนดนิ การเคลือ่ นไหวของปลา นก ชีตา จำแนกกระดูกแกน กระดูกระยางค โครงสรา งภายในกระดูก
การเคลอ่ื นไหวของขอตอบริเวณตางๆ เอ็นยดึ กระดูก โครงสรา งและหนา ที่ของกลามเน้ือยึดกระดูก กลามเน้ือเรียบ
กลา มเน้ือหวั ใจ องคประกอบของเซลลก ลา มเน้ือยดึ กระดูก และการทำงานของกลามเนือ้ ยึดกระดูกท่ีแขน ขา กลไก
โดยใชก ระบวนการทางวทิ ยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู การสำรวจตรวจสอบ การสืบคน ขอมูลและการ
อภปิ ราย เพื่อใหเกดิ ความรู ความคิด ความเขาใจ สามารถสื่อสารสิ่งที่เรยี นรู มีความสามารถในการตดั สินใจ นำความรไู ปใชใ น
ชีวติ ประจำวัน มีจติ วทิ ยาศาสตร จริยธรรม คุณธรรม และคา นยิ มทเ่ี หมาะสม
ผลการเรียนรู
1. สบื คนขอ มลู อธิบายและเปรียบเทยี บโครงสรางและกระบวนการยอ ยอาหารของสตั วท่ีไมมที างเดินอาหาร สตั วท ี่มี
ทางเดนิ อาหารแบบไมสมบูรณ และสัตวท่มี ีทางเดินอาหารแบบสมบูรณ
2. สงั เกต อธบิ าย การกนิ อาหารของไฮดราและพลานาเรยี
3. อธบิ ายเกีย่ วกบั โครงสรา ง หนาท่แี ละกระบวนการยอ ยอาหาร ดดู ซึมสารอาหารภายในระบบยอยอาหารของมนุษย
4. สืบคนขอ มูล อธบิ ายและเปรยี บเทยี บโครงสรา งที่ทำหนา ทแี่ ลกเปลยี่ นแกสของฟองน้ำ ไฮดรา พลานาเรีย ไสเดือนดิน
แมลง ปลา กบ และนก
5. สงั เกตและอธิบายโครงสรางของปอดในสตั วเ ลี้ยงลกู ดวยนำ้ นม
6. สืบคนขอมลู อธิบายโครงสรา งทใี่ ชในการแลกเปลย่ี นแกส และกระบวนการแลกเปลย่ี นแกส ของมนุษย
7. อธิบายการทำงานของปอด และทดลองวดั ปริมาตรของอากาศในการหายใจออกของมนษุ ย
8. สบื คน ขอมูล อธิบาย และเปรียบเทียบระบบหมนุ เวยี นเลอื ดแบบเปด และระบบหมนุ เวียนเลอื ดแบบปด
9. สงั เกต และอธิบายทิศทางการไหลของเลือดและการเลื่อนทข่ี องเซลลเ มด็ เลือดในหางปลาและสรปุ ความสัมพนั ธ
ระหวางขนาดของหลอดเลอื ดกับความเรว็ ในการไหลของเลือด
10. อธิบายโครงสรางและการทำงานของหวั ใจและหลอดเลือดในมนุษย
11. สงั เกต และอธบิ ายโครงสรา งหัวใจของสัตวเลย้ี งลูกดว ยนำ้ นม ทิศทางการไหลของเลือดผา นหวั ใจของมนุษย และเยน
แผนผังสรปุ การหมุนเวยี นเลอื ดของมนษุ ย
12. สบื คน ขอ มลู ระบุความแตกตางของเซลลเ ม็ดเลือดแดง เซลลเ ม็ดเลอื ดขาว เพลตเลตและพลาสมา
303
13. อธบิ ายหมเู ลอื ดและหลกั การใหแ ละรบั เลอื ดในระบบ ABO และระบบ Rh
14. อธบิ าย และสรปุ เกี่ยวกับสว นประกอบและหนาท่ขี องน้ำเหลอื ง รวมท้ังโครงสรางและหนาท่ีของหลอดนำ้ เหลืองและ
ตอ มนำ้ เหลือง
15. สืบคน ขอมลู อธบิ ายและเปรยี บเทยี บกลไกการตอ ตา นหรือทำงานสง่ิ แปลกปลอมแบบไมจำเพาะและแบบจำเพาะ
16. สืบคนขอ มูล อธิบายและเปรยี บเทยี บการสรา งภูมิคมุ กันกอ เองและภูมิคุมกนั รับมา
17. สบื คน ขอ มลู และอธิบายเกีย่ วกบั ความผิดปกตขิ องระบบภมู ิคมุ กันทที่ ำใหเกดิ เอดส ภมู แิ พ การสรางภมู ิตา นทานตอ
เนือ้ เยื่อตนเอง
18. สบื คน ขอมลู อธิบาย และเปรียบเทยี บโครงสรางและหนาที่ในกำจดั ของเสียออกจากรางกายของฟองน้ำ ไฮดรา พลานา
เรยี ไสเดือนดนิ แมลงและสตั วมกี ระดูกสันหลงั
19. อธบิ ายโครงสรางและหนา ท่ขี องไต และโครงสรางทใี่ ชลำเลยี งปส สาวะออกจากรา งกาย
20. อธิบายกลไกการทำงานของหนวยไต ในการกำจดั ของเสยี ออกจากรางกาย และเขยี นแผนผงั สรปุ ข้ันตอนการกำจดั ของ
เสียออกจากรา งกายโดยหนว ยไต
21. สืบคนขอมูล อธิบาย และยกตัวอยางเก่ยี วกบั ความผดิ ปกติของไตอันเน่ืองมาจากโรคตางๆ
รวมทั้งหมด 21 ผลการเรยี นรู
304
คำอธิบายรายวชิ าเพ่ิมเติม
รหัสวิชา ว33245 รายวชิ า ชีววิทยา5 กลมุ สาระการเรียนรูวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
ช้นั มัธยมศกึ ษาปท ี่ 6 ภาคเรยี นท่ี 1 จำนวน 60 ชั่วโมง/1.5 หนว ยกิต
ศึกษาวเิ คราะห การสบื พนั ธุแบบไมอาศัยเพศของสตั ว การสบื พนั ธแุ บบอาศยั เพศของสัตวและคน
ภาวะการมบี ุตรยาก กระบวนการเจริญเติบโตของสัตว การเจรญิ เตบิ โตของคนและปจจัยภายนอกท่มี ีผลตอการ
เจริญเตบิ โตของเอมบริโอและลูกออน การรับรแู ละตอบสนองตอสงิ่ เราของโพรโทซวั และสตั วไมมีกระดูกสนั หลงั บางชนิด
การทำงานของเซลลป ระสาท ศนู ยค วบคุมของระบบประสาท และอวยั วะรับสัมผัส ตอ มไรท อที่สำคัญของคน บทบาท
และกลไกการควบคมุ การหลงั่ ฮอรโมน ฟโ รโมน การเคลือ่ นไหวของสง่ิ มีชีวติ เซลลเดยี ว โดยอาศัยการไหลของไซโทพลาซึม
การโบกพดั ของซีเลีย และแฟลกเจลลัม การเคลื่อนไหวของแมงกระพรนุ หมึกโดยอาศัยแรงดนั น้ำ การเคลอ่ื นไหวของแมลง
โดยใชกลา มเนื้อ 2 ชดุ ทำงานตรงขามกนั การเคลื่อนไหวของไสเดือนดนิ การเคลอื่ นไหวของปลา นก ชตี า จำแนกกระดกู
แกน กระดกู ระยางค โครงสรา งภายในกระดูก การเคลอื่ นไหวของขอ ตอบริเวณตางๆ เอ็นยดึ กระดกู โครงสรางและหนา ที่
ของกลามเนื้อยึดกระดกู กลา มเน้ือเรียบ กลา มเน้ือหวั ใจ องคประกอบของเซลลกลา มเนอ้ื ยึดกระดูก และการทำงานของ
กลามเน้อื ยึดกระดกู ที่แขน ขา กลไก การเกิดพฤตกิ รรม พฤติกรรมแบบตางๆ ในคนและสัตว ความสัมพนั ธระหวา ง
พฤติกรรมกับพัฒนาการของระบบประสาท พฤติกรรมทางสังคม
โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู การสำรวจตรวจสอบ การสืบคนขอมูลและการ
อภิปราย เพือ่ ใหเ กิดความรู ความคดิ ความเขา ใจ สามารถสอื่ สารส่ิงท่ีเรียนรู มีความสามารถในการตัดสินใจ นำความรไู ปใชใน
ชวี ติ ประจำวัน มีจิตวิทยาศาสตร จรยิ ธรรม คณุ ธรรม และคา นยิ มทเ่ี หมาะสม
ผลการเรียนรู
1. สบื คน ขอ มูล อธบิ าย และเปรียบเทยี บโครงสรางและหนาท่ีของเซลลป ระสาท
2. อธิบายเกีย่ วกับการทำงานของศักยไฟฟา ทีเ่ ย่ือหมุ เซลลของเซลลป ระสาท และกลไกการถา ยทอดกระแสประสาท
3. อธิบายและสรุปเก่ยี วกับโครงสรางของระบบประสาทสวนกลางและระบบประสาทรอบนอก
4. สืบคน ขอมูล อธบิ ายโครงสรางและหนาที่ของสวนตา งๆในสมองสว นหนา สมองสวนกลาง สมองสว นหลังและไข
สันหลัง
5. สบื คนขอ มลู อธบิ าย เปรยี บเทียบ และยกตวั อยา งการทำงานของระบบประสาทโซมาติก และระบบประสาทอัต
โนวตั ิ
6. สบื คนขอ มลู อธิบายโครงสรา งและหนา ที่ของ ตา หู จมูกและผิวหนังของมนษุ ย ยกตวั อยา งโรคตางๆทเ่ี กยี่ วของ
และบอกแนวทางในการดูแลปอ งกนั และรักษา
7. สงั เกต และอธิบายการหาตำแหนง ของจุดบอดโฟเวยี และความไวในการรบั สัมมผัสของผิวหนงั การไดย ิน การได
กลิ่น การรบั รส
8. สืบคนขอมูล อธบิ าย และเปรียบเทียบโครงสรา งและหนาท่ีของอวยั วะทเี่ กีย่ วของกับการเคลือ่ นท่ีของแมงกะพรุน
หมกึ ดาวทะเล ไสเดอื นดิน แมลง ปลา และนก
9. สบื คนขอมูล และอธบิ ายโครงสรา งและหนาที่ของกระดกู และกลา มเนื้อทเี่ กย่ี วขอ งกบั การเคลื่อนไหวและการ
เคลือ่ นท่ีของมนษุ ย
305
10. สงั เกต และอธิบายการทำงานของขอ ตอชนิดตางๆและการทำงานของกลา มเนื้อโครงรา งทเี่ ก่ียวของกบั การ
เคลอ่ื นไหวและการเคลอ่ื นท่ีของมนุษย
11. สบื คน ขอ มลู อธบิ าย และยกตวั อยางการสืบพนั ธุแบบไมอ าศยั เพศและการสืบพันธุแ บบอาศัยเพศในสัตว
12. สืบคนขอ มลู อธิบายโครงสรา งและหนาท่ีของอวัยวะในระบบสบื พนั ธุเ พศชายและระบบสืบพนั ธเุ พศหญงิ
13. อธบิ ายกระบวนการสรา งสเปรม กระบวนการสรา งเซลลไข และการปฏสิ นธใิ นมนุษย
14. อธบิ ายการเจรญิ เตบิ โตระยะเอ็มบรโิ อและระยะหลังเอ็มบริโอของกบ ไกและมนุษย
15. สืบคน ขอมลู อธิบาย และเขียนแผนผังสรปุ หนา ท่ขี องฮอรโมนจากตอมไรทอและเนื้อเยือ่ ทีส่ รา งฮอรโ มน
16. สบื คนขอ มูล อธิบาย เปรยี บเทียบและยกตวั อยางพฤติกรรมทีเ่ ปน มาแตกำเนิดและพฤติกรรมทีเ่ กิดจากการเรยี นรู
ของสตั ว
17. สบื คนขอมูล อธบิ ายและยกตัวอยา งความสมั พันธร ะหวา งพฤตกิ รรมกบั ววิ ฒั นาการของระบบประสาท
18. สืบคน ขอ มลู อธบิ ายและยกตัวอยางการสื่อสารระหวา งสัตวทที่ ำใหส ตั วแสดงพฤติกรรม
รวมทั้งหมด 18 ผลการเรยี นรู
306
รายวิชาฟส ิกส ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรเู พ่ิมเตมิ
ชัน้ 1. สืบคน และอธิบายการคนหาความรู • ฟส ิกสเปนวิทยาศาสตรแ ขนงหน่งึ ทศ่ี ึกษา
ม.4 ทางฟสิกส ประวตั ิความเปนมารวมทั้ง เกยี่ วกับสสาร พลังงาน อันตรกิรยิ าระหวางสสาร
พัฒนาการของหลักการและแนวคิดทาง กบั พลังงาน และแรงพน้ื ฐานในธรรมชาติ
ฟส ิกสท ม่ี ผี ลตอการแสวงหาความรูใหมแ ละ • การคนควาหาความรูทางฟสิกสไ ดม าจาก
การพัฒนาเทคโนโลยี การสงั เกต การทดลอง และเกบ็ รวบรวมขอมลู มา
วเิ คราะหหรือจากการสรา งแบบจำลองทาง
ความคิด เพือ่ สรปุ เปนทฤษฎี หลกั การหรอื กฎ
ความรูเ หลา น้ี สามารถนำไปใชอธบิ าย
ปรากฏการณธรรมชาตหิ รือทำนายสิง่ ทอ่ี าจจะ
เกดิ ข้นึ ในอนาคต
• ประวัตคิ วามเปนมาและพัฒนาการของ
หลกั การและแนวคดิ ทางฟสิกสเปนพน้ื ฐานในการ
แสวงหาความรใู หมเพ่ิมเติม รวมถงึ การพฒั นา
และความกาวหนาทางเทคโนโลยีก็มสี ว นในการ
คน หาความรใู หมทางวิทยาศาสตรด ว ย
2. วัด และรายงานผลการวดั ปรมิ าณ • ความรทู างฟสิกสส ว นหนึง่ ไดจ ากการทดลอง
ทางฟสิกสไ ดถูกตองเหมาะสม โดยนำความ ซ่ึงเกี่ยวของกับกระบวนการวัดปริมาณทางฟสิกส
คลาดเคล่ือนในการวดั มาพิจารณาในการ ซง่ึ ประกอบดว ยตัวเลขและหนว ยวดั
นำเสนอผล รวมทง้ั แสดงผลการทดลองใน • ปรมิ าณทางฟสกิ สสามารถวัดไดด ว ย
รูปของกราฟ วิเคราะหแ ละแปล เครื่องมอื ตา ง ๆ โดยตรงหรอื ทางออม หนวยทีใ่ ช
ความหมายจากกราฟเสน ตรง ในการวัดปริมาณทางวทิ ยาศาสตรคือ ระบบ
หนวยระหวางชาติ เรียกยอวา ระบบเอสไอ
• ปริมาณทางฟสกิ สท่ีมคี า นอยกวาหรือ
มากกวา ๑ มาก ๆ นยิ มเขยี นในรูปของสญั กรณ
วทิ ยาศาสตรห รอื เขียนโดยใชคำนำหนา หนวย
ของระบบเอสไอการเขียนโดยใชสัญกรณ
วทิ ยาศาสตรเ ปน การเขยี น เพ่ือแสดงจำนวนเลข
นัยสำคัญท่ีถูกตอง
• การทดลองทางฟส กิ สเกีย่ วกับการวัด
ปริมาณตาง ๆ การบนั ทึกปริมาณท่ีไดจากการวดั
ดว ยจำนวนเลขนยั สำคญั ท่เี หมาะสม และคา
ความคลาดเคล่ือนการวเิ คราะหแ ละการแปล
ความหมายจากกราฟ เชน การหาความชันจาก
กราฟเสน ตรง จุดตัดแกนพน้ื ท่ีใตก ราฟ เปน ตน
307
ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรเู พิม่ เติม
• การวดั ปรมิ าณตา ง ๆ จะมคี วาม
คลาดเคลื่อนเสมอขนึ้ อยูกับเคร่ืองมือ วิธกี ารวัด
และประสบการณของผูว ัด ซ่ึงคาความ
คลาดเคลื่อนสามารถแสดงในการรายงานผลทง้ั
ในรปู แบบตัวเลขและกราฟ
• การวัดควรเลือกใชเ ครื่องมือวดั ใหเ หมาะสม
กับสิง่ ท่ตี องการวดั เชนการวัดความยาวของวัตถุ
ทต่ี องการความละเอียดสงู อาจใชเวอรเ นียร
แคลลิเปรส หรอื ไมโครมิเตอร
• ฟสกิ สอ าศยั คณติ ศาสตรเปนเครือ่ งมือใน
การศึกษาคน ควา และการส่อื สาร
3. ทดลอง และอธบิ ายความสัมพนั ธ •ปริมาณที่เก่ยี วกับการเคลอื่ นท่ี ไดแ ก
ระหวา งตำแหนง การกระจัด ความเร็ว ตำแหนง การกระจดั ความเรว็ และความเรง
และความเรงของการเคลื่อนที่ของวัตถุใน โดยความเร็ว และความเรงมีทงั้ คาเฉล่ยี และคา
แนวตรงที่มคี วามเรงคงตวั จากกราฟและ ขณะหน่ึงซึ่งคิด ในชวงเวลาสน้ั ๆ สำหรับปริมาณ
สมการ รวมทั้งทดลองหาคา ความเรง โนม ตาง ๆ ทเ่ี กยี่ วของกับการเคล่ือนทแ่ี นวตรงดวย
ถว งของโลก และคำนวณปรมิ าณตา ง ๆ ท่ี ควาvม=เรงuคง+ตัวaมt ีความสมั พนั ธตามสมการ
เกีย่ วขอ ง
∆x = u + v t
2
∆x = ut + 1 at2
2
v2 = u2 + 2a∆x
• การอธิบายการเคลื่อนท่ีของวัตถสุ ามารถ
เขยี นอยูในรปู กราฟตำแหนงกับเวลา กราฟ
ความเร็วกับเวลา หรือกราฟความเรงกับเวลา
ความชันของเสน กราฟตำแหนง กบั เวลาเปน
ความเร็วความชนั ของเสน กราฟความเร็วกับเวลา
เปนความเรง และพืน้ ท่ีใตเ สน กราฟความเรว็ กับ
เวลาเปนการกระจดั ในกรณีท่ผี ูสังเกตมีความเร็ว
ความเร็วของวตั ถทุ ่สี งั เกตไดเปน ความเรว็ ท่ีเทยี บ
กับผูสงั เกต
308
ชัน้ ผลการเรียนรู สาระการเรียนรเู พมิ่ เติม
• การตกแบบเสรเี ปนตัวอยา งหนึง่ ของการ
เคลื่อนที่ในหน่ึงมติ ิท่ีมคี วามเรงเทา กับความเรง
โนม ถว งของโลก
4. ทดลอง และอธิบายการหาแรงลัพธ • แรงเปนปริมาณเวกเตอรจ งึ มีทงั้ ขนาดและ
ของแรงสองแรงทีท่ ำมมุ ตอกนั ทศิ ทางกรณีทีม่ ีแรงหลาย ๆ แรง กระทำตอ วตั ถุ
สามารถหาแรงลัพธท่ีกระทำตอวตั ถุ โดยใชวธิ ี
เขียนเวกเตอรของแรงแบบหางตอหวั วธิ ีสรางรูป
สเี่ หลยี่ มดา นขนานของแรงและวิธีคำนวณ
5. เขียนแผนภาพของแรงท่กี ระทำตอ • สมบัตขิ องวตั ถุที่ตา นการเปลี่ยนสภาพการ
วตั ถอุ ิสระ ทดลอง และอธิบายกฎการ เคล่ือนท่ี เรียกวา ความเฉื่อย มวลเปน ปริมาณ
เคลอ่ื นที่ของนิวตันและการใชกฎการ ท่บี อกใหท ราบวาวัตถุใดมีความเฉือ่ ยมากหรือ
เคลอ่ื นท่ีของนวิ ตนั กบั สภาพการเคลือ่ นที่ นอ ย
ของวัตถุ รวมท้ังคำนวณปริมาณตา ง ๆ ท่ี • การหาแรงลัพธท่ีกระทำตอ วัตถุสามารถ
เกี่ยวของ เขยี นเปนแผนภาพของแรงที่กระทำตอวตั ถุอิสระ
ได
• กรณีที่ไมมีแรงภายนอกมากระทำ วตั ถุจะ
ไมเปล่ยี นสภาพการเคลื่อนทซี่ ึ่งเปนไปตามกฎ
การเคล่ือนทขี่ อที่หนง่ึ ของนิวตนั
• กรณที ีม่ ีแรงภายนอกมากระทำโดยแรงลพั ธ
ท่ีกระทำตอวัตถุไมเ ปนศูนย วัตถุจะมีความเรง
โดยความเรงมีทิศทางเดยี วกบั แรงลพั ธ
ความสัมพนั ธร ะหวางแรงลัพธ มวลและความเรง
เขยี นแทนไดดวยสมการ
i=∑n1Fi = ma
ตามกฎการเคลือ่ นท่ขี อท่สี องของนวิ ตัน
• เมอื่ วัตถุสองกอนออกแรงกระทำตอกนั แรง
ระหวา งวัตถทุ ัง้ สองจะมีขนาดเทากนั แตมีทิศ
ทางตรงขามและกระทำตอวัตถคุ นละกอน
เรยี กวา แรงคกู ริ ิยา-ปฏกิ ริ ิยา ซงึ่ เปนไปตามกฎ
การเคลือ่ นทีข่ อทส่ี ามของนวิ ตัน และเกิดข้นึ ได
ทั้งกรณีท่ีวตั ถทุ ้งั สองสมั ผสั กนั หรอื ไมส มั ผัสกันก็
ได
309
ช้นั ผลการเรียนรู สาระการเรียนรูเพ่ิมเติม
6. อธิบายกฎความโนม ถว งสากลและผล • แรงดงึ ดดู ระหวางมวลเปน แรงทมี่ วลสอง
ของสนามโนม ถวงที่ทำใหว ัตถุมนี ้ำหนัก กอ นดึงดูดซ่ึงกันและกัน ดว ยแรงขนาดเทากันแต
รวมท้ังคำนวณปรมิ าณตาง ๆ ท่เี ก่ยี วของ ทศิ ทางตรงขามและเปนไปตามกฎความโนม ถวง
สากล เขยี นแทนไดดว ยสมการ
FG = G m1m2
R2
• รอบโลกมสี นามโนมถว งทำใหเกดิ แรงโนม
ถว งซ่งึ เปน แรงดึงดูดของโลกทกี่ ระทำตอวตั ถุ ทำ
ใหวัตถุมนี ้ำหนกั
7. วิเคราะห อธบิ าย และคำนวณแรง • แรงท่เี กดิ ขนึ้ ท่ผี ิวสมั ผัสระหวา งวัตถุสองกอน
เสยี ดทานระหวางผวิ สมั ผัสของวัตถุคูหนงึ่ ในทิศทางตรงขามกับทศิ ทางการเคลอ่ื นทห่ี รือ
ๆ ในกรณที ีว่ ัตถหุ ยุดนิ่งและวตั ถุเคล่อื นที่ แนวโนมทีจ่ ะเคล่ือนทข่ี องวัตถุ เรยี กวา แรงเสียด
รวมทัง้ ทดลองหาสัมประสิทธคิ์ วามเสยี ด ทาน แรงเสียดทานระหวา งผวิ สมั ผัสคูหนงึ่ ๆ
ทานระหวางผิวสมั ผัสของวตั ถุคหู นงึ่ ๆ ขนึ้ กับสมั ประสิทธิ์ความเสียดทานและแรง
และนำความรูเร่ืองแรงเสยี ดทานไปใชใ น ปฏกิ ิริยาตงั้ ฉากระหวางผิวสมั ผัสคนู ้ัน ๆ
ชีวติ ประจำวนั • ขณะออกแรงพยายามแตว ตั ถยุ งั คงอยูน ่ิง
แรงเสยี ดทานมีขนาดเทากบั แรงพยายามท่ี
กระทำตอวัตถุน้นั และแรงเสียดทานมคี า มาก
ทีส่ ุดเมอ่ื วัตถุเรม่ิ เคลื่อนที่ เรียกแรงเสียดทานนว้ี า
แรงเสียดทานสถิต แรงเสียดทานทกี่ ระทำตอวัตถุ
ขณะกำลังเคล่ือนท่ี เรยี กวา แรงเสยี ดทานจลน
โดยแรงเสยี ดทานทเ่ี กดิ ระหวางผวิ สัมผัสของวัตถุ
คหู นึ่ง ๆ คำนวณไดจากสมการ
fs ≤ µsN
fk = µkN
• การเพ่มิ หรือลดแรงเสียดทานมผี ลตอการ
เคล่อื นท่ีของวตั ถุ ซ่งึ สามารถนำไปใชใน
ชีวติ ประจำวัน
8. อธบิ ายสมดลุ กลของวตั ถุ โมเมนต • สมดุลกลเปนสภาพที่วัตถุรักษาสภาพการ
และผลรวมของโมเมนตที่มตี อการหมนุ เคลอ่ื นทีใ่ หคงเดิมคือหยดุ นิง่ หรอื เคลอื่ นทีด่ ว ย
แรงคูควบและผลของแรงคูควบทมี่ ตี อ ความเรว็ คงตัวหรอื หมุนดวยความเรว็ เชิงมุมคงตวั
สมดลุ ของวัตถุ เขยี นแผนภาพของแรงที่ • วัตถุจะสมดุลตอ การเล่อื นท่ีคอื หยดุ นง่ิ หรือ
กระทำตอ วัตถุอิสระเม่ือวตั ถุอยใู นสมดลุ กล เคลอ่ื นที่ดว ยความเรว็ คงตัวเม่ือแรงลัพธท ี่กระทำ
และคำนวณปริมาณตา ง ๆ ท่ีเกยี่ วของ ตอ วัตถุเปน ศนู ย เขียนแทนไดดว ยสมการ
310
ชั้น ผลการเรียนรู n สาระการเรียนรเู พิม่ เติม
รวมทัง้ ทดลองและอธิบายสมดุลของแรง Fi
สามแรง ∑ = 0
i=1
• วัตถจุ ะสมดลุ ตอการหมุนคือไมห มนุ หรือ
หมนุ ดวยความเร็วเชิงมุมคงตัวเมอื่ ผลรวมของ
โมเมนตท ีก่ ระทำตอวัตถุเปนศูนยเขียนแทนได
ดว ยสมการ i=∑n1Mi = 0
โดยโมเมนตคำนวณไดจากสมการ M = Fl
• เม่ือมแี รงคูควบกระทำตอ วัตถุ แรงลัพธจะ
เทากับศนู ยทำใหวตั ถุสมดลุ ตอการเล่ือนทแ่ี ตไม
สมดลุ ตอ การหมุน
• การเขยี นแผนภาพของแรงทีก่ ระทำตอวตั ถุ
อิสระสามารถนำมาใชในการพิจารณาแรงลพั ธ
และผลรวมของโมเมนตท ่ีกระทำตอ วัตถุเมอื่ วตั ถุ
อยใู นสมดลุ กล
9. สังเกตและอธิบายสภาพการเคลือ่ นท่ี • เมอ่ื ออกแรงกระทำตอวตั ถุทว่ี างบนพ้นื ที่ไม
ของวตั ถเุ มือ่ แรงท่ีกระทำตอวัตถุผา น มีแรงเสยี ดทานในแนวระดบั ถา แนวแรงน้ัน
ศนู ยก ลางมวลของวัตถุ และผลของศนู ย กระทำผา นศูนยก ลางมวลของวัตถุ วตั ถจุ ะ
ถว งทีม่ ตี อเสถียรภาพของวตั ถุ เคล่ือนที่แบบเลือ่ นทโ่ี ดยไมหมุน
• วัตถทุ อ่ี ยูใ นสนามโนม ถว งสมำ่ เสมอ
ศนู ยกลางมวลและศนู ยถวงอยูท่ตี ำแหนง เดยี วกัน
ศนู ยถวงของวตั ถมุ ผี ลตอเสถียรภาพของวัตถุ
10. วิเคราะห และคำนวณงานของแรง • งานของแรงที่กระทำตอวัตถุหาไดจากผลคูณ
คงตวั จากสมการและพน้ื ทใ่ี ตกราฟ ของขนาดของแรงและขนาดของการกระจดั กบั
ความสมั พนั ธร ะหวางแรงกบั ตำแหนง โคไซนของมุมระหวา งแรงกบั การกระจดั ตาม
รวมทัง้ อธิบาย และคำนวณกำลังเฉลี่ย สมการ W =F∆x cosθ หรอื หางานไดจาก
พ้นื ทใ่ี ตกราฟระหวางแรงในแนวการเคลอื่ นที่กบั
ตำแหนง โดยแรงท่ีกระทำอาจเปน แรงคงตัว
หรือไมคงตัวก็ได
• งานที่ทำไดในหนงึ่ หนว ยเวลา เรียกวา กำลงั
W
เฉลีย่ ดงั สมการ Pav = ∆t
11. อธบิ าย และคำนวณพลงั งานจลน • พลงั งานเปน ความสามารถในการทำงาน
และพลงั งานศักย พลงั งานกล ทดลองหา
311
ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรเู พ่มิ เตมิ
ความสมั พันธ ระหวา งงานกบั พลงั งานจลน • พลังงานจลนเ ปน พลังงานของวตั ถุที่กำลัง
ความสมั พันธร ะหวางงานกบั พลงั งานศักย 1 mv2
โนมถว ง ความสมั พันธร ะหวางขนาดของ เคล่ือนที่คำนวณไดจ ากสมการ Ek = 2
แรงทใี่ ชดงึ สปริงกับระยะที่สปริงยืดออก
• พลังงานศักยเปนพลังงานทเ่ี ก่ียวของกบั
และความสัมพันธร ะหวา งงานกับพลงั งาน ตำแหนงหรอื รูปรางของวตั ถุ แบง ออกเปน
ศกั ยยืดหยุน รวมทั้งอธบิ ายความสมั พันธ พลังงานศักยโ นม ถวง คำนวณไดจ ากสมการ
ระหวา งงานของแรงลัพธแ ละพลังงานจลน Ep = mgh และพลงั งานศักยย ดื หยนุ คำนวณ
และคำนวณงานท่ีเกิดขน้ึ จากแรงลพั ธ 1
ไดจากสมการ Eps = 2 kx2
• พลังงานกลเปนผลรวมของพลังงานจลน
และพลงั งานศักยต ามสมการ =E Ek + Ep
• แรงทท่ี ำใหเกิดงานโดยงานของแรงนัน้ ไม
ข้ึนกบั เสน ทางการเคลื่อนที่ เชน แรงโนมถว งและ
แรงสปรงิ เรยี กวา แรงอนรุ ักษ
• งานและพลังงานมคี วามสัมพนั ธกนั โดยงาน
ของแรงลพั ธเทากับพลงั งานจลนข องวตั ถุที่
เปลย่ี นไปตามทฤษฎีบทงาน-พลงั งานจลน เขยี น
แทนไดดวยสมการ W = ∆Ek
12. อธิบายกฎการอนรุ กั ษพลังงานกล • ถา งานที่เกิดขนึ้ กบั วตั ถุเปนงานเนอ่ื งจากแรง
รวมทงั้ วิเคราะห และคำนวณปริมาณตาง ๆ อนุรกั ษเทา น้ัน พลังงานกลของวัตถจุ ะคงตวั ซึ่ง
ท่เี ก่ยี วของกบั การเคลื่อนทีข่ องวตั ถุใน เปนไปตามกฎการอนุรักษพลังงานกล เขียนแทน
สถานการณต าง ๆ โดยใชกฎการอนรุ ักษ ไดด วยสมการ Ek + Ep = คา คงตวั
พลงั งานกล โดยที่พลงั งานศักยอาจเปลี่ยนเปนพลงั งานจลน
• กฎการอนรุ ักษพลงั งานกลใชวิเคราะหก าร
เคล่ือนที่ตา ง ๆ เชน การเคล่อื นทีข่ องวตั ถุทตี่ ิด
สปริงการเคล่อื นท่ภี ายใตสนามโนม ถวงของโลก
13. อธบิ ายการทำงาน ประสิทธิภาพ • การทำงานของเครือ่ งกลอยางงา ย ไดแก
และการไดเ ปรียบเชิงกลของเครอ่ื งกลอยา ง คาน รอก พนื้ เอียง ลิ่ม สกรู และลอกับเพลา ใช
งายบางชนดิ โดยใชค วามรเู ร่ืองงานและ หลกั ของงานและสมดลุ กลประกอบการพจิ ารณา
สมดุลกล รวมทั้งคำนวณประสิทธภิ าพและ ประสทิ ธิภาพและการไดเปรียบเชงิ กลของ
การไดเปรยี บเชงิ กล เครอ่ื งกลอยางงา ยประสิทธภิ าพคำนวณไดจาก
สมการ
Wout
Efficiency = Win x 100%
312
ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรูเพมิ่ เตมิ
การไดเ ปรียบเชิงกลคำนวณไดจ ากสมการ
Fo=ut Sin
M=.A. Fin Sout
14. อธิบาย และคำนวณโมเมนตัมของ • วัตถุท่ีเคล่ือนที่จะมีโมเมนตัมซ่งึ เปน ปริมาณ
วตั ถุ และการดลจากสมการและพนื้ ที่ใต คเววกาเมตเอรรว็ มขีคอางเวทตั าถกุ ับดงัผสลมคกูณารระหpว=า งmมวvล และ
กราฟความสมั พันธระหวา งแรงลัพธก บั
เวลา รวมท้งั อธิบายความสมั พันธระหวา ง • เมื่อมแี รงลัพธกระทำตอวัตถุจะทำให
แรงดลกบั โมเมนตัม โมเมนตมั ของวัตถุเปลีย่ นไป โดยแรงลัพธเ ทา กับ
อตั ราการเปลีย่ นโมเมนตมั ของวตั ถุ
• แรงลัพธท่ีกระทำตอวตั ถุในเวลาสนั้ ๆ
เรยี กวา แรงดลโดยผลคณู ของแรงดลกบั เวลา
เรยี กวา การดลตามสม=การ I i=∑n1Fi ∆t
ซึ่งการดลอาจหาไดจ ากพ้ืนท่ใี ตก ราฟระหวาง
แรงดลกับเวลา
15. ทดลอง อธิบาย และคำนวณ • ในการชนกันของวัตถุและการดีดตัวออกจาก
ปริมาณตาง ๆ ท่ีเกยี่ วกับการชนของวัตถใุ น กนั ของวตั ถุในหนงึ่ มติ ิ เม่ือไมมีแรงภายนอกมา
หนึ่งมิติ ท้งั แบบยืดหยุน ไมย ืดหยนุ และ กระทำ โมเมนตมั ของระบบมีคาคงตัวซ่ึงเปนไป
การดีดตัวแยกจากกันในหน่ึงมิตซิ ึง่ เปนไป ตสมามแโกดลกายะรฎกpppาiifรเปอ=เนนปpโรุนมักfโเษมมเโนมมตนเมัมตนขมั ตอขังมอรงะเรขบะียบบนกบแอหทนลนชงัไนชดนดว ย
ตามกฎการอนรุ กั ษโ มเมนตัม • ในการชนกนั ของวตั ถุ พลงั งานจลนของ
ระบบอาจคงตัวหรือไมคงตัวก็ได การชนที่
พลังงานจลนของระบบคงตัวเปน การชนแบบ
ยืดหยุน สว นการชนที่พลงั งานจลนของระบบไม
คงตัวเปนการชนแบบไมยืดหยนุ
16. อธิบาย วิเคราะห และคำนวณ • การเคลื่อนที่แนวโคงพาราโบลาภายใตสนาม
ปรมิ าณตา ง ๆ ท่ีเกี่ยวของกบั การเคล่ือนท่ี โนมถวง โดยไมค ิดแรงตานของอากาศเปน การ
แบบโพรเจกไทล และทดลองการเคลอ่ื นที่ เคล่ือนที่แบบโพรเจกไทล วัตถมุ กี ารเปลี่ยน
แบบโพรเจกไทล ตำแหนง ในแนวดง่ิ และแนวระดับพรอมกันและ
เปนอสิ ระตอกัน สำหรบั การเคลือ่ นท่ีในแนวด่ิง
เปน การเคลื่อนที่ท่ีมีแรงโนมถวงกระทำจึงมี
313
ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรียนรูเพม่ิ เติม
ความเร็วไมคงตวั ปริมาณตา ง ๆ มีความสมั พันธ
ตามสมการ
v=y uy + at
∆y = uy + v y t
2
∆y= uy t + 1 at2
2
vy2 = uy2 + 2a∆y
สว นการเคลอ่ื นท่ีในแนวระดบั ไมม ีแรงกระทำจึงมี
ความเร็วคงตวั ตำแหนง ความเรว็ และเวลามี
ความสมั พันธตามสมการ ∆x =uxt
17. ทดลอง และอธบิ ายความสมั พนั ธ • วตั ถทุ เี่ คลือ่ นที่เปนวงกลมหรอื สว นของ
ระหวางแรงสูศ นู ยกลาง รัศมีของการ วงกลมเรียกวา วตั ถนุ ั้นมีการเคลือ่ นทีแ่ บบวงกลม
เคลื่อนท่ี อัตราเรว็ เชงิ เสน อัตราเรว็ เชิงมุม ซึ่งมแี รงลัพธท ่กี ระทำกับวตั ถใุ นทิศเขา สู
และมวลของวตั ถุ ในการเคลอ่ื นท่แี บบ ศนู ยก ลางเรียกวา แรงสศู ูนยก ลาง ทำใหเกิด
วงกลมในระนาบระดับ รวมท้ังคำนวณ ความเรง สูศนู ยกลางทีม่ ีขนาดสมั พนั ธก ับรศั มขี อง
ปริมาณตา ง ๆ ท่ีเกย่ี วของ และประยุกตใช การเคลื่อนท่แี ละอัตราเร็วเชงิ เสน ของวัตถุ
ความรกู ารเคลื่อนท่ีแบบวงกลม ในการ ซ่ึงแรงสูศ นู ยกลางคำนวณไดจากสมการ
อธบิ ายการโคจรของดาวเทยี ม mv2
Fc = r
• นอกจากน้ีการเคล่ือนท่แี บบวงกลมยัง
สามารถอธบิ ายไดด ว ยอตั ราเร็วเชิงมุม ซงึ่ มี
ความสมั พนั ธกับอัตราเร็วเชิงเสน ตามสมการ
v = ωr และแรงสศู ูนยกลางมีความสัมพันธก บั
อัตราเรว็ เชงิ มมุ ตามสมการ Fc= mω2r
• ดาวเทียมท่ีโคจรในแนววงกลมรอบโลกมีแรง
ดึงดูดทีโ่ ลกกระทำตอดาวเทียมเปน แรงสู
ศูนยก ลางดาวเทยี มท่มี ีวงโคจรคา งฟา ในระนาบ
ของเสน ศูนยส ูตรมีคาบการโคจรเทากับคาบการ
หมุนรอบตัวเองของโลก หรือมีอตั ราเรว็ เชงิ มุม
เทากับอตั ราเร็วเชงิ มุมของตำแหนงบนพ้นื โลก
314
ชน้ั ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรเู พิ่มเติม
ดาวเทยี มจงึ อยูตรงกบั ตำแหนงทก่ี ำหนดไวบ นพน้ื
โลกตลอดเวลา
ชัน้ ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรเู พมิ่ เตมิ
ม.5 1. ทดลอง และอธิบายการเคล่อื นท่ีแบบ • การเคลอื่ นที่แบบฮารม อนิกอยางงายเปน
ฮารมอนกิ อยางงายของวัตถตุ ิดปลายสปรงิ การเคลอ่ื นที่ของวตั ถุทีก่ ลับไปกลบั มาซ้ำรอยเดิม
และลกู ตมุ อยา งงาย รวมทั้งคำนวณปริมาณ ผา นตำแหนงสมดุล โดยมีคาบและแอมพลจิ ูดคง
ตา ง ๆ ท่เี ก่ียวของ ตวั และมกี ารกระจัดจากตำแหนงสมดุลท่ีเวลาใด
ๆ เปนฟงกชนั แบบไซน โดยปรมิ าณตาง ๆ ที่
เกีย่ วขอ ง มคี วามสัมพนั ธต ามสมการ
=x A sin(ωt + φ)
v = Aωcos(ωt + φ)
v = ±ω A2 − x2
a = −Aω2 sin(ωt + φ)
a = −ω2x
• การสนั่ ของวัตถุติดปลายสปริง และการ
แกวง ของลูกตุมอยา งงา ยเปนการเคลอื่ นที่แบบ
ฮารมอนกิ อยา งงา ยทม่ี ีขนาดของความเรงแปรผนั
ตรงกบั ขนาดของการกระจดั จากตำแหนง สมดลุ
แตมที ิศทางตรงขาม โดยมีคาบการสน่ั ของวัตถุท่ี
ตดิ อยูท่ปี ลายสปรงิ และคาบการแกวงของลูกตุม
ตามสมการ และ
ตามลำดับ
2. อธบิ ายความถ่ธี รรมชาตขิ องวัตถุและ • เมอื่ ดึงวัตถทุ ่ีตดิ ปลายสปริงออกจากตำแหนง
การเกิดการส่ันพอง สมดุลแลวปลอยใหสน่ั วัตถจุ ะสัน่ ดวยความถี่
เฉพาะตวั การดงึ ลูกตุมออกจากแนวดงิ่ แลวปลอย
ใหแ กวง ลกู ตุมจะแกวง ดวยความถี่เฉพาะตัว
เชนกนั ความถี่ที่มีคา เฉพาะตัวน้ี เรยี กวา ความถ่ี
ธรรมชาติ เมือ่ กระตนุ ใหวัตถุสน่ั ดวยความถท่ี ี่มีคา
เทา กับความถ่ีธรรมชาตขิ องวัตถุ จะทำใหว ตั ถุสน่ั
ดวยแอมพลจิ ูดเพ่ิมข้นึ เรียกวา การส่นั พอง
315
ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรูเ พม่ิ เติม
3. อธบิ ายปรากฏการณคลื่น ชนดิ ของ • คลื่นเปนปรากฏการณการถายโอนพลงั งาน
คลื่นสว นประกอบของคลืน่ การแผข องหนา จากทห่ี นึง่ ไปอีกทหี่ น่งึ
คล่ืนดว ยหลักการของ ฮอยเกนส และการ • คล่นื ทถ่ี ายโอนพลังงานโดยตองอาศัย
รวมกนั ของคลน่ื ตามหลักการซอนทบั พรอ ม ตวั กลาง เรียกวา คลื่นกล สว นคล่นื แมเ หล็กไฟฟา
ทัง้ คำนวณอตั ราเรว็ ความถี่ และความยาว ถายโอนพลงั งานโดยไมตองอาศัยตัวกลาง
คลื่น นอกจากนี้ยังจำแนกชนิดของคลนื่ ออกเปนสอง
ชนดิ ไดแก คล่ืนตามขวาง และคลน่ื ตามยาว
• คลื่นทีเ่ กิดจากแหลงกำเนิดคล่ืนทส่ี ง คลืน่
อยางตอเนือ่ งและมีรูปแบบท่ีซำ้ กันบรรยายได
ดว ยการกระจัด สันคลืน่ ทองคลนื่ เฟส ความยาว
คลนื่ ความถี่ คาบ แอมพลจิ ดู และอตั ราเร็วโดย
อตั ราเร็ว ความถี่ และความยาวคลืน่
มคี วามสมั พนั ธต ามสมการ v = fλ
• การแผข องหนาคลน่ื เปน ไปตามหลักของ
ฮอยเกนสแ ละถา มีคลน่ื ต้งั แตสองขบวนมาพบกนั
จะรวมกนั ตามหลกั การซอ นทับ
4. สงั เกต และอธิบายการสะทอน การหัก • คล่นื มีการสะทอน การหักเห การแทรกสอด
เหการแทรกสอด และการเลีย้ วเบนของคล่นื และ การเลยี้ วเบน
ผิวน้ำรวมท้ังคำนวณปริมาณตาง ๆ ที่ • คลน่ื เกิดการสะทอ นเม่ือคล่ืนเคลื่อนที่ไปถงึ
เกย่ี วของ สง่ิ กีดขวางหรอื รอยตอระหวางตวั กลางทตี่ างกัน
แลว เปลย่ี นทศิ ทางเคล่อื นที่กลบั มาในตวั กลาง
เดมิ โดยเปน ไปตามกฎการสะทอน เขยี นแทนได
ดวยสมการ
มุมสะทอน = มมุ ตกกระทบ
• คลื่นเกดิ การหกั เหเมื่อคลนื่ เคล่ือนที่ผาน
รอยตอระหวา งตวั กลางท่ตี า งกันแลวอัตราเร็ว
คลนื่ เปลยี่ นไปซ่ึงเปน ไปตามกฎการหกั เห เขยี น
แทนไดด ว ยสมการ
sinθ1 = v1
sinθ2 v2
• คลืน่ เกดิ การแทรกสอดเมื่อคล่นื สองคลน่ื
เคลอ่ื นที่ มาพบกันแลว รวมกันตามหลกั การ
ซอ นทับ โดยกรณีที่ S1 และ S2 เปน แหลงกำเนิด
คล่ืนท่มี คี วามถเ่ี ทากันและเฟสตรงกนั ปริมาณ
ตาง ๆ ที่เกี่ยวของมีความสัมพันธตามสมการ
316
ช้นั ผลการเรียนรู สาระการเรียนรเู พ่มิ เติม
S1P − S2p =nλ เมอ่ื n=0,1,2,3,…
1
S1Q − S2Q = n − 2 λ เมื่อ n=1,2,3,…
• คล่นื นง่ิ เกิดจากคล่ืนอาพันธสองขบวนแทรก
สอดกันแลวเกดิ ตำแหนง ท่ีมีการแทรกสอดแบบ
เสริมตลอดเวลา เรียกวา ปฏบิ พั และตำแหนงท่ีมี
การแทรกสอดแบบหกั ลา งตลอดเวลา เรียกวา
บัพ
• คล่ืนเกิดการเลีย้ วเบนเม่ือคลน่ื เคลื่อนที่พบ
สิ่งกดี ขวางแลวมีคล่นื แผจากขอบส่งิ กีดขวางไป
ดานหลังได
5. อธิบายการเกิดเสยี ง การเคลอื่ นที่ของ • เสยี งเปนคล่นื กลและคล่ืนตามยาว เกดิ จาก
เสยี งความสมั พนั ธระหวางคล่ืน การกระจดั การถา ยโอนพลงั งานจากการสน่ั ของแหลง กำเนิด
ของอนุภาคกับคลนื่ ความดัน ความสัมพนั ธ เสียงผา นอนภุ าคตวั กลางทำใหอ นภุ าคของ
ระหวางอัตราเร็วของเสียงในอากาศที่ขึน้ กับ ตัวกลางส่ัน อัตราเร็วเสียงในอากาศข้นึ กับ
อณุ หภูมใิ นหนว ยองศาเซลเซียส สมบตั ิของ อุณหภูมิของอากาศ คำนวณไดจากสมการ
คลืน่ เสียง ไดแ ก การสะทอน การหักเห การ
แทรกสอด การเลี้ยวเบน รวมท้งั คำนวณ v = 331 + 0.6 TC
ปรมิ าณตา ง ๆ ท่ีเกี่ยวของ • เสยี งมสี มบัตกิ ารสะทอน การหกั เห การ
6. อธิบายความเขมเสยี ง ระดับเสยี ง แทรกสอดและการเลยี้ วเบน
องคป ระกอบของการไดย นิ คุณภาพเสยี ง • กำลงั เสยี งเปน อัตราการถา ยโอนพลงั งาน
และมลพิษทางเสียง รวมท้ังคำนวณปรมิ าณ เสียงจากแหลง กำเนดิ เสยี ง กำลังเสยี งตอหน่ึง
ตาง ๆ ที่เกย่ี วของ หนว ยพืน้ ทขี่ องหนา คลนื่ ทรงกลมเรียกวา ความ
เขม เสียงคำนวณไดจ ากสมการ
P
I = A
• ระดบั เสยี งเปน ปรมิ าณท่ีบอกความดังของ
เสียงโดยหาไดจ ากลอการิทึมของอัตราสวน
ระหวางความเขมเสียงกับความเขมเสียงอางอิงที่
มนุษยเ รม่ิ ไดย ิน ตามสมการ
β =10log I
I0
• ระดบั สงู ตำ่ ของเสียงขน้ึ กับความถข่ี องเสียง
เสียงทีไ่ ดย นิ มลี ักษณะเฉพาะตวั แตกตา งกนั
เนอื่ งจากมคี ุณภาพเสียงแตกตางกัน
317
ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรูเพิ่มเตมิ
• เสยี งท่ีมีระดบั เสียงสงู มากหรอื เสยี งบาง
ประเภทท่ีมีผลตอสภาพจติ ใจของผูฟง จดั เปน
มลพษิ ทางเสียง
7. ทดลอง และอธบิ ายการเกิดการส่ัน • ถา อากาศในทอถูกกระตนุ ดวยคล่นื เสียงทีม่ ี
พอ งของอากาศในทอปลายเปดหนึ่งดา น ความถ่เี ทากับความถ่ธี รรมชาตขิ องอากาศในทอ
รวมทัง้ สังเกตและอธิบายการเกดิ บตี คลื่นนิ่ง นัน้ จะเกดิ การสน่ั พองของเสียง โดยความถใี่ นการ
ปรากฏการณดอปเพลอร คล่ืนกระแทกของ เกดิ การส่นั พอ งของทอปลายเปด หนึง่ ดา นคำนวณ
เสยี ง คำนวณปรมิ าณตา ง ๆ ที่เกี่ยวของ และ ไดจ ากสมการ
นำความรูเ รอื่ งเสียงไปใชในชีวิตประจำวัน v
fn = n 4L เมอื่ n=1,3,5,…
• ถาเสยี งจากแหลง กำเนิดเสยี งสองแหลง ที่มี
ความถต่ี า งกนั ไมมากมาพบกันจะเกดิ บีต ทำใหได
ยินเสยี งดัง คอย เปนจงั หวะ
• คลนื่ เสยี งสองขบวนที่มีความถเี่ ทา กันมา
แทรกสอดกนั จะทำใหเกดิ คล่ืนนิง่
• เม่อื แหลง กำเนิดเสยี งเคลื่อนที่โดยผฟู ง อยูน ่ิง
ผฟู ง เคลื่อนทโี่ ดยแหลง กำเนิดเสียงอยูน ิ่ง หรือทง้ั
แหลง กำเนดิ และผฟู ง เคลอ่ื นท่ีเขา หรอื ออกจาก
กนั ผูฟ งจะไดย ินเสียงท่มี คี วามถเ่ี ปลย่ี นไป
เรยี กวาปรากฏการณดอปเพลอร
• ถา แหลงกำเนิดเสียงเคลือ่ นที่ดวยอตั ราเรว็
มากกวา อัตราเรว็ เสียงในตัวกลางเดยี วกนั จะเกิด
คล่นื กระแทก ทำใหเ สียงตามแนวหนา คลืน่
กระแทกมีพลงั งานสูงมากมีผลทำใหผ ูส ังเกตใน
บรเิ วณใกลเ คยี งไดยนิ เสียงดังมาก
• ความรเู ร่อื งเสยี งนำไปประยุกตใชในดานตาง
ๆ เชน การปรบั เทบี เสียงเครื่องดนตรี อธิบาย
หลักการทำงานของเครื่องดนตรี การเปลงเสยี ง
ของมนุษยการประมง การแพทย ธรณวี ิทยา
อตุ สาหกรรมเปน ตน
8. ทดลอง และอธบิ ายการแทรกสอดของ • เมอื่ แสงผานชอ งเล็กยาวเดีย่ ว (สลิตเดยี่ ว)
แสงผา นสลิตคแู ละเกรตติง การเลี้ยวเบนและ และชองเล็กยาวคู (สลิตคู) จะเกดิ การเลยี้ วเบน
การแทรกสอดของแสงผานสลิตเดี่ยวรวมทงั้ และการแทรกสอด ทำใหเกิดแถบมืด และ
คำนวณปรมิ าณตาง ๆ ทเ่ี กย่ี วของ แถบสวางบนฉาก โดยปริมาณตาง ๆ ทเ่ี กีย่ วของ
มีความสัมพันธตามสมการ
แถบมืด สำหรบั สลิตเดยี่ ว
318
ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรเู พ่ิมเตมิ
dsinθ = nλ เมื่อ n=1,2,3,…
แถบสวาง สำหรับสลติ คู
dsinθ = nλ เมอ่ื n=0,1,2,…
แถบมดื สำหรับสลติ คู
1
dsinθ= n − 2 λ เม่ือ n=1,2,3,…
• เกรตตงิ เปน อปุ กรณท ปี่ ระกอบดว ยชอ งเล็ก
ยาวทม่ี ีจำนวนชองตอ หน่ึงหนวยความยาวเปน
จำนวนมาก และระยะหางระหวางชอ งมีคานอย
โดยแตละชองหา งเทา ๆ กัน ใชส ำหรบั หาความ
ยาวคลืน่ ของแสงและศึกษาสมบตั ิการเล้ียวเบน
และการแทรกสอดของแสง โดยปรมิ าณตา ง ๆ
ท่เี ก่ยี วของมีความสมั พนั ธตามสมการ
dsinθ = nλ เมื่อ n=0,1,2,…
9. ทดลอง และอธิบายการสะทอ นของ • เมื่อแสงตกกระทบผิววตั ถุ จะเกดิ การ
แสงท่ผี วิ วตั ถตุ ามกฎการสะทอน เขียนรงั สี สะทอนซ่งึ เปน ไปตามกฎการสะทอ น
ของแสงและคำนวณตำแหนง และขนาดภาพ • วตั ถุทอ่ี ยูห นา กระจกเงาราบและกระจกเงา
ของวัตถุ เมือ่ แสง ตกกระทบกระจกเงา ทรงกลม จะเกดิ ภาพที่สามารถหาตำแหนง ขนาด
ราบและกระจกเงาทรงกลมรวมทงั้ อธบิ าย และชนดิ ของภาพที่เกดิ ขน้ึ ไดจากการเขียนภาพ
การนำความรูเ รื่องการสะทอนของแสงจาก ของรงั สแี สงหรือการคำนวณจากสมการ
กระจกเงาราบ และกระจกเงาทรงกลมไปใช กรณกี ระจกเงาราบ
ประโยชนใ นชวี ติ ประจำวนั S′ = −S
กรณีกระจกเงาทรงกลม
1= 1 + 1
f S S′
y′
M = y
10. ทดลอง และอธบิ ายความสัมพนั ธ • เมอ่ื แสงเคล่ือนที่ผา นผิวรอยตอ ของตวั กลาง
ระหวางดรรชนหี กั เห มุมตกกระทบ และมุม สองตัวกลางจะเกดิ การหักเห โดยอัตราสวน
หกั เห รวมท้ังอธิบายความสัมพนั ธร ะหวาง ระหวางไซนของมมุ ตกกระทบกบั ไซนของมมุ หัก
ความลกึ จรงิ และความลึกปรากฏ มุมวิกฤต เหของตวั กลางคหู นึ่งมคี าคงตัว เรยี ก
และการสะทอนกลับหมดของแสง และ ความสัมพันธน ้ีวา
คำนวณปริมาณตาง ๆ ทีเ่ ก่ยี วของ กฎของสเนลล เขียนแทนไดดวยสมการ
n1 sinθ=1 n2 sinθ2
319
ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรูเพิม่ เติม
• การหกั เหของแสงทำใหม องเห็นภาพของ
วตั ถุทีอ่ ยใู นตัวกลางตางชนดิ กันมีตำแหนง
เปลี่ยนไปจากเดิม ซ่งึ คำนวณปรมิ าณตา ง ๆ ที่
เกยี่ วของไดจ ากสมการ
s′ = n2
s n1
• มมุ ตกกระทบที่ทำใหมุมหักเหมีคา 90 องศา
เรยี กวา มุมวิกฤต ซ่ึงเกดิ ข้นึ ในกรณีท่ีแสงเดินทาง
จากตัวกลางท่ีมีดรรชนีหักเหมากไปตวั กลางที่มี
ดรรชนหี กั เหนอ ย คำนวณไดจากสมการ
=n2
sinθc n1
• การสะทอ นกลับหมดเกิดขนึ้ เม่ือมุมตก
กระทบมากกวา มุมวกิ ฤต
11. ทดลอง และเขียนรงั สีของแสงเพื่อ • เมอ่ื วางวัตถุหนา เลนสบ างจะเกดิ ภาพของ
แสดงภาพที่เกิดจากเลนสบาง หาตำแหนง วัตถโุ ดยตำแหนง ขนาด และชนิดของภาพที่
ขนาด ชนดิ ของภาพ และความสมั พันธ เกิดข้นึ หาไดจากการเขยี นภาพของรังสีแสง หรือ
ระหวางระยะวัตถุระยะภาพและความยาว คำนวณไดจากสมการ
โฟกัส รวมท้ังคำนวณปริมาณตาง ๆ ท่ี 1= 1 + 1
เกย่ี วของ และอธบิ ายการนำความรูเ รื่องการ f S S′
หักเหของแสงผานเลนสบ างไปใชป ระโยชน y′
ในชีวติ ประจำวนั M = y
• ความรเู ร่อื งเลนสนำไปประยุกตใ ชในดาน
ตา ง ๆ เชน แวน ขยาย กลอ งจุลทรรศน เปนตน
12. อธบิ ายปรากฏการณธรรมชาตทิ ่ี • กฎการสะทอนและการหักเหของแสงใช
เก่ยี วกับแสง เชน รุง การทรงกลด มิราจ อธบิ ายปรากฏการณท เ่ี ก่ยี วกับแสง เชน รงุ การ
และการเหน็ ทอ งฟาเปน สีตาง ๆ ในชวงเวลา ทรงกลดและมิราจ
ตา งกัน • เมื่อแสงตกกระทบอนุภาคหรือโมเลกุลของ
อากาศแสงจะเกิดการกระเจิง ใชอธบิ ายการเห็น
ทอ งฟา เปนสตี า ง ๆ ในชว งเวลาตา งกัน
13. สังเกต และอธิบายการมองเหน็ แสงสี • การมองเห็นสจี ะข้นึ กบั แสงสที ตี่ กกระทบกบั
สีของวตั ถุ การผสมสารสี และการผสมแสงสี วตั ถุและสารสบี นวตั ถุ โดยสารสจี ะดดู กลนื บาง
รวมท้งั อธิบายสาเหตุของการบอดสี แสงสีและสะทอนบางแสงสี
320
ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรเู พม่ิ เตมิ
• การผสมสารสีทำใหไดส ารสีท่มี สี ีเปลย่ี นไป
จากเดิมถานำแสงสีปฐมภูมใิ นสดั สว นทีเ่ หมาะสม
มาผสมกนั จะไดแ สงขาว
• แผนกรองแสงสียอมใหบางแสงสผี านไปได
และดดู กลนื บางแสงสี
• การผสมแสงสีและการผสมสารสีสามารถ
นำไปใชประโยชนใ นดานตา ง ๆ เชน ดานศลิ ปะ
ดา นการแสดง
• ความผิดปกตใิ นการมองเห็นสีหรอื การบอดสี
เกิดจากความบกพรองของเซลลรูปกรวย ซึง่ เปน
เซลลรบั แสงชนิดหน่งึ บนจอตา
ม.5 1. ทดลอง และอธบิ ายการทำวตั ถทุ ี่เปน • การนำวัตถทุ ีเ่ ปน กลางทางไฟฟา มาขัดสีกนั
กลางทางไฟฟา ใหมีประจุไฟฟาโดยการขดั สี จะทำใหวตั ถุไมเ ปน กลางทางไฟฟา เน่ืองจาก
กนั และการเหนยี่ วนำไฟฟาสถิต อิเลก็ ตรอนถูกถา ยโอนจากวตั ถหุ นง่ึ ไปอกี วตั ถุ
หนง่ึ โดยการถา ยโอนประจเุ ปนไปตาม กฎการ
อนรุ กั ษป ระจไุ ฟฟา
• เมื่อนำวตั ถุที่มีประจุไฟฟาไปใกลต วั นำไฟฟา
จะทำใหเกดิ ประจชุ นิดตรงขามบนตวั นำทางดาน
ที่ใกลวัตถแุ ละประจชุ นดิ เดียวกนั ดานที่ไกลวตั ถุ
เรยี กวิธกี ารน้วี า การเหนย่ี วนำไฟฟา สถติ ซ่ึง
สามารถใชว ิธีการน้ีในการทำใหวัตถุมปี ระจุได
2. อธิบาย และคำนวณแรงไฟฟาตามกฎ • จดุ ประจไุ ฟฟา มีแรงกระทำซึง่ กันและกัน
ของคูลอมบ โดยมีทศิ อยูในแนวเสนตรงระหวา งจดุ ประจุท้ัง
สองและมขี นาดของแรงระหวางจุดประจุแปรผัน
ตรงกบั ผลคณู ของขนาดของประจทุ งั้ สองและ
แปรผกผนั กบั กำลังสองของระยะหางระหวางจดุ
ประจุ ซึ่งเปนไปตามกฎของคูลอมบเ ขยี นแทนได
ดวยสมการ
q1q2 1
F12 = k r122 เมื่อ k = 4πε0
3. อธิบาย และคำนวณสนามไฟฟา และ • รอบอนุภาคท่ีมปี ระจุไฟฟา q1มสี นามไฟฟา
แรงไฟฟาที่กระทำกบั อนุภาคทีม่ ปี ระจุไฟฟา q1
ที่อยใู นสนามไฟฟา รวมท้ังหาสนามไฟฟา ขนาด E = k r2 ทำใหเกดิ แรงไฟฟา กระทำตอ
ลพั ธเ นอื่ งจากระบบจดุ ประจโุ ดยรวมกนั แบบ
เวกเตอร อนภุ าคทมี่ ีประจุไฟฟา
321
ชัน้ ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรเู พ่ิมเตมิ
• สนามไฟฟา ที่ตำแหนง ใด ๆ มีความสัมพนั ธ
สกมบั กแารรงไEฟฟ=าทqF1ี่ก22ระทำตอประจุไฟฟา q2 ตาม
• สนามไฟฟาลพั ธเน่ืองจากจุดประจหุ ลายจุด
ประจุเทากบั ผลรวมแบบเวกเตอรข องสนามไฟฟา
เน่อื งจากจดุ ประจุแตละจดุ ประจุ
• ตวั นำทรงกลมที่มีประจุไฟฟามสี นามไฟฟา
ภายในตัวนำเปนศูนย และสนามไฟฟา บนตวั นำมี
ทิศทางตง้ั ฉากกบั ผิวตวั นำน้ัน โดยสนามไฟฟา
เน่อื งจากประจุบนตวั นำทรงกลมทีต่ ำแหนง หาง
จากผิวออกไปหาไดเชน เดียวกับสนามไฟฟา
เน่อื งจากจุดประจทุ ี่มีจำนวนประจเุ ทา กันแตอยูที่
ศูนยกลางของทรงกลม
• สนามไฟฟา ของแผน โลหะคูขนานเปน
สนามไฟฟา สม่ำเสมอ
4. อธิบาย และคำนวณพลงั งานศักยไ ฟฟา • ประจทุ อี่ ยใู นสนามไฟฟามีพลังงาน
ศกั ยไ ฟฟา และความตา งศักยร ะหวา งสอง ศักยไฟฟา คำนวณไดจากสมการ
ตำแหนงใด ๆ q1q2
U = k r
• พลังงานศกั ยไฟฟาทีต่ ำแหนงใด ๆ ตอ หนงึ่
หนวยประจุ เรยี กวา ศักยไ ฟฟาทตี่ ำแหนงน้ัน
โดยศักยไ ฟฟาทต่ี ำแหนงซ่ึงอยหู างจากจุดประจุ
แปรผันตรงกบั ขนาดของประจุ และแปรผกผัน
กับระยะทางจากจุดประจถุ งึ ตำแหนง นั้นเขียน
Q
แทนไดดว ยสมการ V = k r
• ศกั ยไ ฟฟารวมเน่ืองจากจุดประจหุ ลายจุด
ประจุ คือ ผลรวมของศักยไฟฟา เน่อื งจากจดุ
ประจแุ ตล ะจุดประจุ เขียนแทนไดดวยสมการ
n qi
V = k ri
∑
i=1
• ความตา งศักยร ะหวา งสองตำแหนงใด ๆ ใน
บรเิ วณท่มี ีสนามไฟฟาคือ งานในการเคลื่อนประจุ
322
ช้ัน ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรูเ พิม่ เติม
บวกหน่ึงหนว ยจากตำแหนง หนึ่งไปอีกตำแหนง
หน่ึง เขยี นแทนไดด วยสมการ
=WA −B
VA − VB q
• ความตางศกั ยร ะหวา งสองตำแหนงใด ๆ ใน
สนามไฟฟา สมำ่ เสมอข้ึนกบั ขนาดของสนามไฟฟา
และระยะทางระหวางสองตำแหนงนัน้ ใน
แนวขนานกบั สนามไฟฟา ตามสมการ
VA − VB =Ed
5. อธบิ ายสวนประกอบของตัวเกบ็ ประจุ • ตวั เก็บประจปุ ระกอบดว ยตัวนำไฟฟา สอง
ความสัมพันธระหวา งประจุไฟฟา ความตา ง ชิ้นท่ีค่นั ดวยฉนวน โดยปรมิ าณประจุทีเ่ กบ็ ได
ศกั ยและความจขุ องตัวเก็บประจุ และอธบิ าย ข้ึนอยกู ับความตา งศกั ยครอมตวั เก็บประจุและ
พลงั งานสะสมในตวั เก็บประจุ และความจุ Q
สมมูลรวมท้งั คำนวณปริมาณตาง ๆ ท่ี ความจขุ องตวั เกบ็ ประจุ ตามสมการ C = ∆v
เก่ยี วขอ ง
• ตวั เก็บประจจุ ะมีพลังงานสะสมซึง่ มคี า
ข้นึ กบั ความตา งศักยและปรมิ าณประจุ ตาม
1
สมการ =U 2 Q∆v
• เมื่อนำตัวเก็บประจมุ าตอแบบอนกุ รม ความ
จุสมมลู มคี า ลดลง ตามสมการ
1 1 1 1
C = C1 + C2 + C3 + ...
• เม่อื นำตวั เก็บประจุมาตอแบบขนาน ความจุ
สมมูลมีคาเพิม่ ขนึ้ ตามสมการ
C = C1 + C2 + C3 + ...
6. นำความรูเ รอ่ื งไฟฟา สถติ ไปอธิบาย • ความรูเรอื่ งไฟฟาสถิตสามารถนำไปอธิบาย
หลักการทำงานของเคร่ืองใชไ ฟฟา บางชนดิ การทำงานของเคร่ืองใชไฟฟาบางชนดิ เชนเครอ่ื ง
และปรากฏการณในชีวิตประจำวนั กำจดั ฝุน ในอากาศ เคร่ืองพน สี เครือ่ งถาย
ลายนว้ิ มอื และเครอื่ งถา ยเอกสาร
• ความรเู ร่อื งไฟฟา สถิตยงั สามารถนำไป
อธบิ ายปรากฏการณใ นชีวติ ประจำวนั ได เชน
ฟาผา ประกายไฟจากการเสยี ดสกี นั ของวตั ถุ ซ่งึ
ชว ยใหสามารถปองกนั อันตรายที่อาจเกดิ ข้นึ
7. อธบิ ายการเคล่ือนท่ขี อง • เม่อื ตอ ลวดตวั นำกบั แหลงกำเนดิ ไฟฟา
อเิ ลก็ ตรอนอิสระและกระแสไฟฟา ในลวด อิเล็กตรอนอสิ ระที่อยูในลวดตัวนำจะเคล่อื นท่ีใน
323
ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรูเ พิ่มเติม
ตวั นำ ความสัมพันธระหวางกระแสไฟฟา ใน ทศิ ตรงขามกับสนามไฟฟา ทำใหเ กดิ กระแสไฟฟา
ลวดตวั นำกับความเรว็ ลอยเล่ือนของ ซง่ึ ทศิ ของกระแสไฟฟามีทิศทางเดยี วกับ
อเิ ล็กตรอนอิสระ ความหนาแนนของ สนามไฟฟา หรอื มีทิศทางจากจุดทมี่ ศี ักยไ ฟฟาสูง
อเิ ลก็ ตรอนในลวดตัวนำและพ้ืนท่ีหนา ตัดของ ไปยังจดุ ท่ีมศี กั ยไฟฟา ต่ำกวา
ลวดตวั นำ และคำนวณปรมิ าณตา ง ๆ ที่ • กระแสไฟฟาในตวั นำไฟฟา มคี วามสัมพันธ
เกีย่ วขอ ง กบั ความเร็วลอยเลื่อนของอิเลก็ ตรอนอิสระความ
หนาแนนของอเิ ล็กตรอนอิสระในตัวนำและ
พนื้ ทห่ี นา ตัดของตวั นำ ตามสมการ
I = nevdA
8. ทดลอง และอธิบายกฎของโอหม • เม่ืออุณหภมู คิ งตัว กระแสไฟฟาในตัวนำ
อธิบายความสมั พันธร ะหวา งความตานทาน โลหะความตา งศักยท ป่ี ลายทง้ั สองและความ
กับความยาว พื้นท่หี นาตดั และสภาพ ตานทานของตัวนำน้ันมีความสัมพนั ธก ันตามกฎ
ตา นทานของตัวนำโลหะที่อณุ หภมู ิคงตัว 1
และคำนวณปริมาณ ตา ง ๆ ที่เกี่ยวขอ ง ของโอหมเขยี นแทนไดดว ยสมการ I = R V
รวมทัง้ อธบิ ายและคำนวณความตา นทาน
สมมลู เมอ่ื นำตัวตานทานมาตอกันแบบ • ความตา นทานของวตั ถเุ มอ่ื อณุ หภมู คิ งตัว
อนุกรมและแบบขนาน ขึน้ อยูกับชนิดและรูปรางของวตั ถุ ตามสมการ
1
R = ρ A
• คาความตา นทานของตัวตา นทานอานไดจาก
แถบสีบนตัวตา นทาน
• เมอื่ นำตวั ตานทานมาตอแบบอนุกรมความ
ตา นทานสมมลู มีคา เพิม่ ข้ึน ตามสมการ
R =R1 + R2 + R3 + ...
• เม่อื นำตวั ตานทานมาตอแบบขนานความ
ตา นทานสมมลู มีคา ลดลง ตามสมการ
1 1 1 1
R = R1 + R2 + R3 + ...
9. ทดลอง อธบิ าย และคำนวณอเี อ็มเอฟ • แหลงกำเนิดไฟฟากระแสตรง เชน
ของแหลง กำเนดิ ไฟฟา กระแสตรง รวมท้งั แบตเตอรีเ่ ปน อปุ กรณท ีใ่ หพลังงานไฟฟาแกว งจร
อธบิ ายและคำนวณพลงั งานไฟฟา และ พลังงานไฟฟา ท่ีประจไุ ฟฟาไดรับตอ หนงึ่ หนว ย
กำลังไฟฟา ประจไุ ฟฟา เม่อื เคลือ่ นทผ่ี า นแหลงกำเนดิ ไฟฟา
เรยี กวา อีเอ็มเอฟ คำนวณไดจากสมการ
ε = ∆v + Ir
• พลังงานไฟฟา ทถี่ ูกใชไ ปในเครอื่ งใชไฟฟา ใน
หน่ึงหนว ยเวลา เรยี กวา กำลังไฟฟา ซงึ่ มคี า
324
ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรียนรูเ พิ่มเตมิ
ขน้ึ กบั ความตา งศักยแ ละกระแสไฟฟา คำนวณได
จากสมการ W = I∆vt และ P = I∆v
10. ทดลอง และคำนวณอีเอ็มเอฟสมมูล • เมอ่ื นำแบตเตอร่ีมาตอแบบอนุกรม อีเอ็ม
จากการตอแบตเตอร่ีแบบอนุกรมและแบบ เอฟสมมลู และความตานทานภายในสมมลู มคี า
ขนานรวมทัง้ คำนวณปรมิ าณตา ง ๆ ท่ี เพ่ิมข้ึนตามสมการ
เก่ยี วขอ งในวงจรไฟฟากระแสตรงซ่ึง ε = ε1 + ε2 + ... + εn และ
ประกอบดว ยแบตเตอรแ่ี ละตัวตานทาน r = r1 + r2 + ... + rnตามลำดบั
• เมื่อนำแบตเตอรที่ ่ีเหมอื นกันมาตอแบบ
ขนานอเี อ็มเอฟสมมลู มีคาคงเดมิ และความ
ตา นทานภายในสมมลู มีคา ลดลง ตามสมการ
ε = ε1 = ε2 = ... = εn และ
1= 1 1 1
r r1 + r2 + ... + rn ตามลำดบั
• กระแสไฟฟาในวงจรไฟฟากระแสตรงที่
ประกอบดว ยแบตเตอร่ีและตัวตานทานคำนวณ
ε
ไดตามสมการ I = R+r
11. อธิบายการเปลย่ี นพลังงานทดแทน • การนำพลงั งานทดแทนมาใชเ ปน การ
เปน พลงั งานไฟฟา รวมท้ังสบื คน และ แกปญหาหรือตอบสนองความตอ งการดาน
อภิปรายเกีย่ วกับเทคโนโลยี ท่ีนำมา พลงั งาน เชน การเปล่ียนพลังงานนวิ เคลยี รเ ปน
แกปญ หาหรือตอบสนองความตองการ พลงั งานไฟฟาในโรงไฟฟานวิ เคลียร และการ
ทางดา นพลังงานไฟฟา โดยเนนดาน เปลี่ยนพลงั งานแสงอาทติ ยเปนพลงั งานไฟฟาโดย
ประสทิ ธภิ าพและความคุมคาดานคาใชจ า ย เซลลส รุ ิยะ
• เทคโนโลยีตาง ๆ ทีน่ ำมาแกปญหาหรอื
ตอบสนองความตองการทางดานพลงั งานเปน
การนำความรทู ักษะและกระบวนการทาง
วทิ ยาศาสตรมาสรางอปุ กรณหรอื ผลิตภัณฑตางๆ
ที่ชวยใหก ารใชพ ลังงานมปี ระสิทธภิ าพยิง่ ข้นึ
ม.6 1. สงั เกต และอธิบายเสน สนามแมเ หลก็ • เสน สนามแมเหล็กเปนเสนสมมติท่ใี ชแ สดง
อธบิ ายและคำนวณ ฟลกั ซแมเหลก็ ในบรเิ วณ บริเวณทม่ี สี นามแมเ หลก็ โดยบริเวณทมี่ ีเสน
ท่ีกำหนดรวมท้ังสังเกต และอธิบาย สนามแมเ หล็กหนาแนน มากแสดงวาเปน บรเิ วณท่ี
สนามแมเหลก็ ที่เกดิ จากกระแสไฟฟาในลวด สนามแมเหลก็ มีความเขม มาก
ตัวนำเสน ตรงและโซเลนอยด • ฟลักซแ มเ หล็ก คือ จำนวนเสน
สนามแมเ หล็กที่ผานพืน้ ท่ีท่ีพิจารณา และ
อัตราสวนระหวางฟลักซแมเหลก็ ตอ พ้นื ท่ีตั้งฉาก
325
ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรเู พิม่ เตมิ
กับสนามแมเ หล็กคือ ขนาดของสนามแมเหลก็
φ
เขียนแทนไดดว ยสมการ B = A
• เมื่อมกี ระแสไฟฟา ผา นลวดตวั นำเสนตรง
หรือโซเลนอยดจะเกิดสนามแมเหลก็ ขน้ึ
2. อธบิ าย และคำนวณแรงแมเ หลก็ ท่ี • อนภุ าคท่ีมปี ระจไุ ฟฟาเคลือ่ นทเ่ี ขาไปใน
กระทำตออนภุ าคที่มปี ระจุไฟฟาเคล่ือนที่ใน สนามแมเหล็ก จะเกดิ แรงกระทำตออนุภาคนัน้
สนามแมเหลก็ แรงแมเ หลก็ ท่กี ระทำตอเสน คำนวณไดจากสมกา=ร F ILBsinθ
ลวดทม่ี ีกระแสไฟฟาผา นและวางใน • กรณีท่ปี ระจุไฟฟาเคลอ่ื นที่ต้ังฉากเขาไปใน
สนามแมเ หล็ก รศั มีความโคงของการ สนามแมเหล็ก จะทำใหประจุเคลื่อนท่ีเปลย่ี นไป
เคล่ือนทเี่ มือ่ ประจเุ คลื่อนท่ีตั้งฉากกับ โดยรัศมคี วามโคงของการเคลื่อนทีค่ ำนวณไดจาก
สนามแมเ หล็ก รวมทั้งอธิบายแรงระหวา ง mv
เสนลวด ตวั นำคูขนานท่ีมกี ระแสไฟฟาผา น สมการ r = qB
• ลวดตัวนำท่มี ีกระแสไฟฟา ผานและอยูใน
สนามแมเหล็ก จะเกิดแรงกระทำตอ ลวดตวั นำน้นั
โดยทศิ ทางของแรงหาไดจ ากกฎมอื ขวา และ
คำนวณขนาดของแรงไดจากสมการ
=F ILBsinθ
• เมือ่ วางเสน ลวดสองเสนขนานกนั และมี
กระแสไฟฟาผา นทั้งสองเสน จะเกดิ แรงกระทำ
ระหวางลวดตวั นำทง้ั สอง
3. อธบิ ายหลักการทำงานของแกลแวนอ • เมอ่ื มกี ระแสไฟฟา ผา นขดลวดตวั นำที่อยูใ น
มิเตอรแ ละมอเตอรไ ฟฟากระแสตรง รวมทง้ั สนามแมเ หล็กจะมีโมเมนตข องแรงคคู วบกระทำ
คำนวณปริมาณตางๆ ท่เี กีย่ วของ ตอ ขดลวดทำใหขดลวดหมุน ซ่ึงนำไปใชอธบิ าย
การทำงานของแกลแวนอมิเตอรแ ละมอเตอร
ไฟฟากระแสตรง โดยโมเมนตของแรงคคู วบ
คำนวณไดจ ากสมการ
=M NILBcosθ
4. สงั เกต และอธิบายการเกิดอีเอ็มเอฟ • เมอื่ มีฟลักซแมเหล็กเปลย่ี นแปลงตดั ขดลวด
เหนี่ยวนำกฎการเหนย่ี วนำของ ฟาราเดย ตัวนำจะเกดิ อีเอ็มเอฟเหนีย่ วนำในขดลวดตัวนำ
และคำนวณปริมาณตาง ๆ ทเี่ กีย่ วของ นน้ั อธิบายไดโ ดยใชก ฎการเหนี่ยวนำของ
รวมท้ังนำความรเู ร่ืองอเี อ็มเอฟเหน่ยี วนำไป = ∆φB
อธิบายการทำงานของเครือ่ งใชไฟฟา ฟาราเดยเขียนแทนไดด วยสมการ ε ∆t
• ทิศทางของกระแสไฟฟา เหน่ียวนำหาไดโดย
ใชกฎของเลนซ
326
ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรูเพ่ิมเติม
• ความรูเกีย่ วกบั อเี อม็ เอฟเหน่ยี วนำไปใช
อธบิ ายการทำงานของเคร่อื งกำเนิดไฟฟา และ
การทำงานของเคร่ืองใชไ ฟฟาตาง ๆ เชน
แบลลัสตแ บบขดลวดของหลอดฟลูออเรสเซนต
การเกดิ อเี อ็มเอฟกลบั ในมอเตอรไฟฟา มอเตอร
ไฟฟาเหนยี่ วนำ และกีตารไ ฟฟา
5. อธิบาย และคำนวณความตางศักยอาร • ไฟฟากระแสสลับท่ีสง ไปตามบานเรอื น มี
เอม็ เอสและกระแสไฟฟาอารเ อม็ เอส ความตา งศักยแ ละกระแสไฟฟาเปลีย่ นแปลงไป
ตามเวลาในรูปของฟงกช ันแบบไซน
• การวดั ความตา งศักยและกระแสไฟฟาสลบั
ใชคา ยังผลหรอื คามิเตอร ซ่ึงเปนคาเฉลยี่ แบบราก
ท่สี องของกำลังสองเฉลย่ี คำนวณไดจากสมการ
v0
vrms = 2
Irms = I0
2
6. อธิบายหลกั การทำงานและประโยชน • เคร่ืองกำเนิดไฟฟากระแสสลับ 3 เฟส มี
ของเคร่อื งกำเนดิ ไฟฟากระแสสลบั 3 เฟส ขดลวดตัวนำ 3 ชุด แตล ะชดุ วางทำมุม 120 องศา
การแปลงอีเอม็ เอฟของหมอแปลง และ ซ่งึ กันและกัน ไฟฟา กระแสสลบั จากขดลวดแตละ
คำนวณปริมาณตา ง ๆ ทีเ่ กย่ี วขอ ง ชุดจะมีเฟสตางกัน 120 องศา ซึง่ ชวยใหม ี
ประสทิ ธิภาพในการผลติ และการสงพลงั งานไฟฟา
• ไฟฟากระแสสลบั ที่สงไปตามบานเรอื นเปน
ไฟฟากระแสสลับทีต่ องเพิม่ อเี อ็มเอฟจาก
โรงไฟฟาแลวลดอีเอ็มเอฟใหมีคา ท่ีตองการโดยใช
หมอแปลงซึ่งประกอบดวยขดลวดปฐมภูมิและ
ขดลวดทุติยภมู ิ
• ไฟฟากระแสสลับที่ผา นขดลวดปฐมภมู ขิ อง
หมอแปลงจะทำใหเ กดิ อเี อ็มเอฟเหน่ยี วนำใน
ขดลวดทตุ ยิ ภูมิของหมอแปลง โดยอีเอม็ เอฟใน
ขดลวดทตุ ิยภมู ิขน้ึ กับอเี อม็ เอฟในขดลวดปฐมภูมิ
และจำนวนรอบของขดลวดท้ังสอง ตามสมการ
E2 N2
E1 = N1
327
ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรียนรูเพิ่มเติม
7. อธบิ ายการเกดิ และลักษณะเฉพาะของ • การเหนยี่ วนำตอ เนื่องระหวางสนามแมเหล็ก
คลนื่ แมเหลก็ ไฟฟา แสงไมโ พลาไรสแ สงโพลา และสนามไฟฟา ทำใหเกิดคลื่นแมเหลก็ ไฟฟาแผ
ไรสเ ชงิ เสน และแผนโพลารอยดรวมทั้ง ออกจากแหลงกำเนิด
อธิบายการนำคลืน่ แมเหล็กไฟฟาในชวง • คลนื่ แมเ หลก็ ไฟฟาประกอบดวย
ความถต่ี าง ๆ ไปประยุกตใ ชแ ละหลักการ สนามแมเหลก็ และสนามไฟฟาที่เปลีย่ นแปลง
ทำงานของอุปกรณท ่ีเก่ียวของ ตลอดเวลาโดยสนามท้ังสองมีทิศต้ังฉากกนั และ
ตัง้ ฉากกับทศิ ทางการเคล่ือนที่ของคลืน่
• แสงเปนคล่นื แมเหลก็ ไฟฟาชนดิ หนึง่ โดย
แสงในชีวิตประจำวันเปนแสงไมโพลาไรส เมอ่ื
แสงน้นั ผา นแผนโพลารอยด สนามไฟฟาจะมี
ทศิ ทางอยใู นระนาบเดียวเรียกวา แสงโพลาไรส
เชิงเสนสมบตั ิของแสงลักษณะนี้เรยี กวา
โพลาไรเซชนั
• คล่นื แมเหล็กไฟฟามีความถ่ีตา ง ๆ มากมาย
โดยความถ่ีนี้มีคาตอเนื่องกนั เปน ชวงกวาง
เรียกวา สเปกตรัมคล่ืนแมเหล็กไฟฟา
• ตัวอยา งอปุ กรณท ่ีทำงานโดยอาศัยคลน่ื
แมเ หลก็ ไฟฟา เชน เครือ่ งฉายรงั สีเอกซเ ครือ่ ง
ควบคุมระยะไกล เคร่ืองระบุตำแหนง บนพื้นโลก
เครอื่ งถายภาพเอกซเ รยคอมพวิ เตอรและเคร่ือง
ถา ยภาพการสัน่ พองแมเ หล็ก
8. สบื คน และอธบิ ายการสือ่ สารโดย • การสื่อสารเพื่อสง ผา นสารสนเทศจากที่หนึง่
อาศัยคล่ืนแมเ หล็กไฟฟาในการสงผา น ไปอีกที่หนง่ึ ทำไดโ ดยอาศัยคล่ืนแมเ หล็กไฟฟา
สารสนเทศ และเปรยี บเทยี บการสอ่ื สารดวย สารสนเทศจะถูกแปลงใหอยูในรูปสัญญาณ
สัญญาณแอนะล็อกกบั สัญญาณดจิ ิทัล สำหรบั สง ไปยังปลายทางซง่ึ จะมีการแปลง
สญั ญาณกลบั มาเปนสารสนเทศท่ีเหมือนเดิม
• สัญญาณมสี องชนดิ คือแอนะล็อกและดิจิทัล
โดยการสง ผานสารสนเทศดวยสัญญาณดิจทิ ลั มี
ความผิดพลาดนอยกวา สัญญาณแอนะลอ็ ก
328
ชัน้ ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรเู พ่ิมเติม
ม.6 1. อธบิ าย และคำนวณความรอนทที่ ำ • เม่ือสสารไดร บั หรอื คายความรอ น สสารอาจมี
ใหส สารเปล่ยี นอณุ หภูมิ ความรอ นท่ีทำให อณุ หภมู ิเปลย่ี นไป และสสารอาจเปลยี่ นสถานะ
สสารเปล่ยี นสถานะ และความรอนทเี่ กดิ โดยไมเปลีย่ นอุณหภูมิ ซ่ึงปริมาณความรอนท่ีทำให
จากการถายโอนตามกฎการอนรุ กั ษ สสารเปลย่ี นอณุ หภูมคิ ำนวณไดจ ากสมกาi
พลงั งาน Q= mc∆T
สวนปริมาณของพลงั งานความรอนท่ีทำใหสสาร
เปล่ยี นสถานะคำนวณไดจากสมการ Q = mL
• วตั ถทุ มี่ ีอณุ หภมู ิสงู กวา จะถายโอนความรอน
ไปสูวัตถทุ ม่ี ีอุณหภูมิต่ำกวา เปนไปตามกฎการ
อนรุ กั ษพลังงาน โดยปริมาณความรอ นท่ีวตั ถุหน่ึง
ใหจะเทา กับปรมิ าณความรอนทว่ี ตั ถหุ น่งึ รบั เขียน
แทนไดดว ยสมการ Qลดเพ=่ิม Q
• เม่อื วัตถุมีอณุ หภูมิเทากนั จะไมมีการถายโอน
ความรอน เรียกวาวตั ถุอยูในสมดุลความรอ น
2. อธบิ ายสภาพยดื หยนุ และลักษณะ • สมบตั ิท่วี ัสดเุ ปล่ียนรปู และกลบั สรู ปู เดิม เม่ือ
การยืดและหดตัวของวัสดุท่เี ปนแทง เมื่อ หยุดออกแรงกระทำเรยี กวา สภาพยืดหยนุ ถา ยัง
ถกู กระทำดวยแรงคาตาง ๆ รวมท้งั ทดลอง ออกแรงตอไป วสั ดุจะขาดหรือเสียรูปอยางถาวร
อธิบายและคำนวณความเคนตามยาว • ในกรณีท่วี ัตถุมกี ารเปลี่ยนแปลงความยาวถา
ความเครยี ดตามยาว และมอดุลสั ของยงั ออกแรงกระทำตอเสน ลวดไมเกินขีดจำกดั การแปร
และนำความรูเรื่องสภาพยดื หยุนไปใชใน ผันตรง ความยาวที่เพ่ิมขึ้นของเสนลวดแปรผันตรง
ชวี ิตประจำวัน กับขนาดของแรงดึง ทำใหค วามเครียดตามยาวท่ี
เกิดขึ้นแปรผนั ตรงกับความเคนตามยาว โดยความ
F
เคนตามยาวคำนวณไดจากสมการ σ = A
สว นความเครียด
ตามยาวคำนวณไดจ ากสมการ ε =LL0
• อัตราสว นความเคน ตามยาวตอความเครยี ด
ตามยาว เรียกวา มอดลุ ัสของยงั ซึ่งมคี า ขนึ้ กับ
ชนิดของวัสดุ คำนวณไดจ ากสมการ
σ F A
Y = ε หรือ Y = ∆L L0
• ถา วัสดมุ ีมอดลุ สั ของยงั สูงแสดงวา วัสดนุ น้ั
329
ชัน้ ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรเู พมิ่ เตมิ
เปล่ียนแปลงความยาวไดน อย ถาออกแรงเพิ่มขึน้
เกินขดี จำกดั สภาพยืดหยุน วัสดุไมส ามารถ
กลบั คืนสูสภาพเดมิ ได สมบัตินนี้ ำไปใชพ จิ ารณาใน
การเลอื กวัสดทุ ่ีเหมาะสมกบั การใชง าน
3. อธิบาย และคำนวณ ความดันเกจ • ภาชนะท่มี ีของเหลวบรรจุอยจู ะมีแรง
ความดนั สัมบรู ณ และความดันบรรยากาศ เน่ืองจากของเหลวกระทำตอ พ้นื ผิวภาชนะ โดย
รวมท้ังอธบิ ายหลักการทำงานของแมนอ ขนาดของแรงที่ของเหลวกระทำตั้งฉากตอ พื้นที่
มิเตอรบารอมเิ ตอร และเครื่องอดั ไฮดรอลิก หนงึ่ หนว ยเปนความดันในของเหลว
• ความดนั ท่ีเคร่ืองมือวัดได เรียกวา ความดนั
เกจคำนวณไดจ ากสมการ Pg = ρgh สวน
ผลรวมของความดนั บรรยากาศและความดนั เกจ
เรียกวา ความดันสัมบรู ณ คำนวณไดจ ากสมการ
P= P0 + Pg
• คาของความดนั อานไดจากเครื่องวดั ความดนั
เชนแมนอมเิ ตอร บารอมิเตอร
• เมื่อเพ่ิมความดนั ณ ตำแหนงใด ๆ ใน
ของเหลวท่ีอยูนิง่ ในภาชนะปด ความดนั ทเ่ี พม่ิ ขน้ึ
จะสง ผา นไปทุก ๆ จุดในของเหลวนัน้ เรียกวา กฎ
พาสคลั กฎน้ีนำไปใชอ ธิบายการทำงานของเครื่อง
อัดไฮดรอลกิ
4. ทดลอง อธิบาย และคำนวณขนาด • วัตถทุ ่อี ยใู นของไหลทัง้ หมดหรือเพยี งบางสวน
แรงพยงุ จากของไหล จะถูกแรงพยุงจากของไหลกระทำ โดยขนาดแรง
พยงุ เทา กบั ขนาดน้ำหนกั ของของไหลที่ถูกวตั ถุ
แทนที่ตามหลักของอารค มิ ีดีสซงึ่ ใชอ ธบิ ายการลอย
การจมของวตั ถตุ าง ๆในของไหล ขนาดแรงพยุง
จากของไหลคำนวณไดจ ากสมการ
FB = ρVg
5. ทดลอง อธิบาย และคำนวณความตึง • ความตงึ ผิวเปนสมบตั ิของของเหลวทย่ี ึดผวิ
ผวิ ของของเหลว รวมท้งั สังเกตและอธบิ าย ของเหลวไวด ว ยแรงดงึ ผิว ปรากฏการณท่ีเปนผล
แรงหนืดของของเหลว จากความตงึ ผิว เชน การเดินบนผิวนำ้ ของแมลง
บางชนดิ การซมึ ตามรเู ล็ก หรือ การโคง ของผวิ
ของเหลว โดยความตึงผวิ ของของเหลวคำนวณได
=F
จากสมการ γ I
330
ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรียนรูเ พิ่มเตมิ
• ความหนดื เปน สมบตั ิของของไหล วัตถทุ ่ี
เคลื่อนที่ในของไหลจะมแี รงเนื่องจากความหนดื
ตา นการเคล่ือนทีข่ องวัตถุ เรยี กวา แรงหนดื
6. อธิบายสมบัตขิ องของไหลอุดมคติ • ของไหลอดุ มคติเปนของไหลทีม่ กี ารไหลอยา ง
สมการความตอเน่ือง และสมการแบรนลู ลี สมำ่ เสมอ ไมมคี วามหนดื บีบอัดไมไ ด และไหลโดย
รวมทง้ั คำนวณปรมิ าณตา ง ๆ ท่เี ก่ยี วของ ไมหมนุ มีอัตราการไหลตามสมการความตอ เนื่อง
และนำความรูเกย่ี วกบั สมการความตอเน่ือง Av = คา คงตวั
และสมการแบรน ลู ลไี ปอธบิ ายหลกั การ • ตำแหนงสองตำแหนงบนสายกระแสเดยี วกัน
ทำงานของอุปกรณตาง ๆ ของของไหลอุดมคติทีไ่ หลอยางสมำ่ เสมอ จะมี
ผลรวมของความดันสัมบูรณ พลังงานจลนตอ หนึ่ง
หนว ยปริมาตร และพลงั งานศักยต อหนง่ึ หนวย
ปรมิ าตร เปน คา คงตวั ตามสมการแบรนูลลี
1
P + 2 ρv2 + ρgh คา คงตวั
7. อธิบายกฎของแกสอุดมคติและ • แกสอดุ มคติเปน แกส ที่โมเลกุลมขี นาดเล็กมาก
คำนวณปริมาณตาง ๆ ทเี่ กีย่ วขอ ง ไมมีแรงยึดเหนยี่ วระหวางโมเลกลุ มกี ารเคล่ือนที่
แบบสุม และมีการชนแบบยดื หยนุ
• ความสมั พันธระหวางความดนั ปริมาตร และ
อุณหภมู ิของแกส อดุ มคตเิ ปนไปตามกฎของแกส
อดุ มคติ เขียนแทนไดด วยสมการ
8. อธบิ ายแบบจำลองของแกสอดุ มคติ
P=V nR=T NkBT
• จากแบบจำลองของแกส อุดมคติ กฎการ
ทฤษฎีจลนของแกส และอัตราเร็วอารเ อม็ เคลอื่ นที่ของนวิ ตนั และจากกฎของแกสอุดมคติ
เอสของโมเลกุลของแกส รวมทง้ั คำนวณ ทำใหส ามารถศึกษาสมบัติทางกายภาพบาง
ปรมิ าณตา ง ๆ ที่เก่ยี วของ ประการของแกสได ไดแ ก ความดัน พลงั งานจลน
เฉลี่ยและอัตราเรว็ อารเ อ็มเอส ของโมเลกลุ ของ
แกสได
• จากทฤษฎีจลนของแกส ความดนั และ
พลงั งานจลนเ ฉลี่ยของโมเลกุลของแกส มี
2 NEk
ความสมั พันธต ามสมการ PV = 3 สวน
อตั ราเรว็ อารเ อ็มเอสของโมเลกลุ ของแกส คำนวณ
ไดจากสมการ Vrms = 3kBL
m
331
ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรียนรเู พิ่มเตมิ
9. อธิบาย และคำนวณงานที่ทำโดยแกส • ในภาชนะปด เม่อื มกี ารเปลี่ยนแปลงปริมาตร
ในภาชนะปดโดยความดันคงตัว และ ของแกส โดยความดันคงตัว งานทเ่ี กดิ ขนึ้ คำนวณได
อธิบายความสมั พันธร ะหวา งความรอ น จากสมการ W = P∆V
พลังงานภายในระบบ และงานรวมทัง้ • โมเลกุลของแกสอุดมคตใิ นภาชนะปดจะมี
คำนวณปรมิ าณตา ง ๆ ท่เี กย่ี วขอ งและนำ พลงั งานจลน โดยพลงั งานจลนรวมของโมเลกลุ
ความรเู รือ่ งพลงั งานภายในระบบไปอธบิ าย เรียกวา พลงั งานภายในของแกส หรอื พลงั งาน
หลกั การทำงานของเคร่ืองใชใน ภายในระบบ ซ่ึงแปรผนั ตรงกับจำนวนโมเลกลุ และ
ชวี ติ ประจำวนั
อณุ หภมู ิสัมบรู ณข องแกส
• พลงั งานภายในระบบมคี วามสัมพันธกับความ
รอนและงาน เชน เมอ่ื มีการถายโอนความรอนใน
ระบบปด ผลของการถายโอนความรอนนีจ้ ะเทากบั
ผลรวมของพลังงานภายในระบบท่ีเปลี่ยนแปลงกบั
งาน เปนไปตามกฎการอนุรกั ษพ ลังงานเรยี กกฎขอ
ทหี่ นงึ่ ของอุณหพลศาสตรแสดงไดดวยสมการ
Q =∆U + W
• ความรเู รอ่ื งพลังงานภายในระบบสามารถ
นำไปประยุกตใ นดานตา ง ๆ เชน การทำงานของ
เคร่ืองยนตความรอ น ตูเย็น เครอ่ื งปรับอากาศ
10. อธบิ ายสมมติฐานของพลังค ทฤษฎี • พลงั คเสนอสมมติฐานเพื่ออธบิ ายการแผร ังสี
อะตอมของโบร และการเกดิ เสน สเปกตรัม ของวัตถุดำ ซึ่งสรุปไดว า พลงั งานทว่ี ัตถุดำดดู กลนื
ของอะตอมไฮโดรเจน รวมทง้ั คำนวณ หรอื แผอ อกมามีคาไดเฉพาะบางคาเทา น้นั และคา
ปรมิ าณตา ง ๆ ที่เกยี่ วของ น้จี ะเปนจำนวนเทาของ hf เรียกวา ควอนตัม
พลงั งาน โดยแสงความถ่ี f จะมีพลงั งานตาม
สมการ E = nhf
• ทฤษฎอี ะตอมของไฮโดรเจนทเ่ี สนอโดยโบร
อธิบายวา อเิ ล็กตรอนจะเคลอ่ื นทีร่ อบนวิ เคลยี ส
ในวงโคจรบางวงไดโ ดยไมแ ผคล่ืนแมเหล็กไฟฟา
ถา อเิ ล็กตรอนมีการเปล่ยี นวงโคจรจะมีการรบั
หรอื ปลอยพลังงานในรูปของคลื่นแมเ หลก็ ไฟฟา
ตามสมมตฐิ านของพลังค ซึ่งสามารถนำไป
คำนวณรัศมวี งโคจรของอิเล็กตรอน และพลงั งาน
อะตอมของไฮโดรเจนไดตามสมการ
( ) ( )rn = mk2e4
h2 และ En = − 1 h2 1
mke2 2 n2
ตามลำดบั
332
ชนั้ ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรูเ พิ่มเติม
• ทฤษฎอี ะตอมของโบรสามารถนำไปคำนวณ
ความยาวคล่นื ของแสงในสเปกตรัมเสน สวาง
ของอะตอมไฮโดรเจนตามสมการ
=1 Rn 1 − 1
λ n2f ni2
11. อธิบายปรากฏการณโ ฟโตอเิ ลก็ ทริก • ปรากฏการณโฟโตอเิ ล็กทริกเปน ปรากฏการณ
และคำนวณพลังงานโฟตอน พลงั งานจลน ทอ่ี ิเลก็ ตรอนหลดุ จากผิวโลหะเม่ือมแี สงที่มคี วามถี่
ของโฟโตอิเล็กตรอนและฟงกชันงานของ เหมาะสมมาตกกระทบ โดยจำนวนโฟโต
โลหะ อิเล็กตรอนที่หลดุ จะเพ่มิ ขน้ึ ตามความเขมแสงและ
พลงั งานจลนส ูงสดุ ของโฟโตอิเลก็ ตรอนจะข้นึ กับ
ความถีข่ องแสงนั้น โดยพลังงานของแสงหรือโฟ
ตอนตามสมมติฐานของพลังค
• ไอนสไตนอาศัยกฎการอนุรักษพลงั งานและ
สมมติฐานของพลงั ค อธบิ ายปรากฏการณ
โฟโตอิเลก็ ทริกตามสมการ hf= W + Ekmax
• การทดลอง พลังงานจลนสงู สดุ ของโฟโต
อเิ ล็กตรอนและฟง กชันงานของโลหะคำนวณได
จากสมการ Ekmax = eVs และ W = hf0
ตามลำดับ
ม.6 12. อธบิ ายทวิภาวะของคลืน่ และ • การคนพบการแทรกสอดและการเลีย้ วเบน
อนุภาค รวมทง้ั อธิบาย และคำนวณความ ของอิเลก็ ตรอนสนับสนนุ ความคิดของเดอบรอยลที่
ยาวคลนื่ เดอบรอยล เสนอวา อนุภาคแสดงสมบัตขิ องคล่ืนไดโ ดยเมื่อ
อนภุ าคประพฤตติ ัวเปนคลืน่ จะมคี วามยาวคล่นื
เรียกวา ความยาวคลืน่ เดอบรอยลซึง่ มีคาข้นึ กบั
โมเมนตัมของอนภุ าคตามสมการ
λ =ph
• จากความคิดของไอนส ไตนและเดอบรอยล ทำ
13. อธบิ ายกมั มันตภาพรังสแี ละความ ใหส รปุ ไดว า คล่ืนแสดงสมบัติของอนุภาคไดและ
แตกตาง ของรังสีแอลฟา บีตา และแกมมา อนภุ าคแสดงสมบัติของคลืน่ ได สมบัติดังกลาว
เรียกวา ทวภิ าวะของคลืน่ และอนภุ าค
• กมั มันตภาพรงั สเี ปนปรากฏการณท่ีธาตุ
กมั มันตรังสีแผร ังสีไดเ องอยางตอ เนื่อง รังสีท่ี
ออกมามี 3 ชนิด คือ แอลฟา บีตา และแกมมา
333
ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรียนรูเพม่ิ เตมิ
• การแผรงั สีเกดิ จากการเปล่ียนแปลงนวิ เคลียส
ของธาตุกัมมนั ตรังสี ซง่ึ เขียนแทนไดด วยสมการ
A AZ−−42Y 4
การสลายใหแอลฟา Z X → + 2 He
การสลายใหบ ตี าลบ A X → Z+A1Y + 0 e + ve
Z −1
A Z−A1Y 0
การสลายใหบตี าบวก Z X → + +1 e + ve
การสลายใหแกมมา A X → A X∗ + γ
Z Z
14. อธิบาย และคำนวณ กัมมันตภาพ • ในการสลายของธาตุกมั มนั ตรังสี อตั ราการแผ
ของนวิ เคลียสกัมมนั ตรงั สี รวมท้งั ทดลอง รงั สีออกมาในขณะหน่งึ เรยี กวา กัมมันตภาพ
อธบิ ายและคำนวณจำนวนนวิ เคลยี ส ปรมิ าณนีบ้ อกถึงอตั ราการลดลงของจำนวน
กมั มันตภาพรงั สที เี่ หลอื จากการสลาย และ นวิ เคลยี สของธาตกุ ัมมนั ตรังสี คำนวณไดจ าก
คร่งึ ชวี ิต สมการ A = λN
• ชวงเวลาทจี่ ำนวนนิวเคลยี สลดลงเหลอื
ครง่ึ หนึ่งของจำนวนเริ่มตน เรียกวา คร่งึ ชวี ติ โดย
จำนวนนวิ เคลยี สกัมมนั ตภาพรงั สที เ่ี หลือจากการ
สลายและครึง่ ชีวิตคำนวณไดจากสมการ
N = N0e−λt และ ln 2
T21 = λ ตามลำดบั
15. อธิบายแรงนิวเคลียร เสถียรภาพ • ภายในนิวเคลียสมแี รงนวิ เคลยี รท่ีใชอ ธบิ าย
ของนิวเคลยี สและพลงั งานยดึ เหน่ยี ว เสถียรภาพของนิวเคลยี ส
รวมทงั้ คำนวณปรมิ าณ ตาง ๆ ท่เี กย่ี วของ • การทำใหน ิวคลอี อนในนิวเคลยี สแยกออกจาก
กนั ตอ งใชพลงั งานเทากบั พลังงานยดึ เหน่ยี ว
ซง่ึ คำนวณไดจ ากความสมั พันธระหวา งมวล
และพลังงาน ตามสมการ E = (∆m)c2
• นวิ เคลียสที่มีพลงั งานยดึ เหนย่ี วตอนวิ คลอี อน
สูงจะมีเสถียรภาพดีกวานิวเคลยี สทม่ี ีพลังงาน
ยึดเหน่ยี วตอ นวิ คลอี อนตำ่ โดยพลังงานยดึ เหนยี่ ว
ตอ นวิ คลอี อนคำนวณไดจากสมการ
E = (∆m)c2
AA
16. อธิบายปฏกิ ิริยานวิ เคลยี ร ฟชชัน • ปฏกิ ริ ิยาทีท่ ำใหนวิ เคลยี สเกิดกาเปลีย่ นแปลง
และฟว ชันรวมทง้ั คำนวณพลงั งานนิวเคลียร องคป ระกอบหรอื ระดับพลังงาน เรียกวาปฏกิ ริ ิยา
นิวเคลยี ร
• ฟช ชนั เปนปฏิกริ ยิ าทนี่ ิวเคลยี สทีม่ มี วลมาก
แตกออกเปน นิวเคลียสท่ีมีมวลนอยกวาสวนฟว ชัน
334
ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรูเพ่มิ เติม
เปนปฏกิ ิริยาทน่ี ิวเคลยี สท่มี ีมวลนอยรวมตัวกันเกดิ
เปนนวิ เคลียสทม่ี ีมวลมากข้นึ
• พลังงานที่ปลดปลอ ยออกมาจากฟช ชันหรือ
ฟว ชนั เรยี กวา พลงั งานนิวเคลียร ซ่งึ มคี า เปน ไป
ตามความสมั พันธระหวางมวลกบั พลงั งานตาม
สมการE = (∆m)c2
17. อธิบายประโยชนของพลังงาน • พลงั งานนิวเคลียรและรงั สีจากการสลายของ
นวิ เคลยี ร และรังสี รวมทงั้ อนั ตรายและ ธาตุกมั มนั ตรังสสี ามารถนำไปใชป ระโยชนในดาน
การปอ งกันรังสีในดานตา ง ๆ ตาง ๆ ขณะเดยี วกนั ตองมีการปอ งกนั อนั ตรายท่ี
อาจเกดิ ข้นึ ได
18. อธบิ ายการคนควา วจิ ัยดานฟสิกส • การศกึ ษาโปรตอนและนวิ ตรอนในนวิ เคลียส
อนุภาคแบบจำลองมาตรฐาน และการใช ดวยเครือ่ งเรงอนภุ าคพลังงานสงู พบวา โปรตอน
ประโยชนจ ากการคน ควาวจิ ยั ดา นฟส กิ ส และนวิ ตรอนประกอบดวยอนุภาคอ่ืนทมี่ ีขนาดเล็ก
อนภุ าคในดา นตาง ๆ กวา เรยี กวา ควารก ซ่งึ ยดึ เหน่ยี วกันไวด วยแรงเขม
• นกั ฟสิกสย ังไดคนพบอนภุ าคท่ีเปน ส่ือของแรง
เขม ซึง่ ไดแก กลูออน และอนุภาคที่เปนส่อื ของแรง
ออน ซงึ่ ไดแ ก W - โบซอน และ Z – โบซอน
• อนุภาคท่ีไมสามารถแยกเปนองคประกอบได
รวมท้งั อนภุ าคทเ่ี ปนส่ือของแรง จดั เปน อนภุ าคมลู
ฐานในแบบจำลองมาตรฐาน
• แบบจำลองมาตรฐานเปน ทฤษฎีทใี่ ชอธิบาย
พฤติกรรมและอันตรกริ ิยาระหวา งอนภุ าคมูลฐาน
• การคนควา วจิ ยั ดา นฟสิกสอนภุ าคนำไปสูการ
พฒั นาเทคโนโลยที นี่ ำมาใชประโยชนใ นดา นตา ง ๆ
เชน ดานการแพทย มกี ารใชเ ครอื่ งเรง อนุภาคใน
การรกั ษาโรคมะเร็ง การใชเ คร่อื งถา ยภาพรงั สี
ระนาบดวยการปลอยโพซติ รอนในการวินจิ ฉยั โรค
มะเรง็ ดานการรกั ษาความปลอดภัยมกี ารใช
เครอ่ื งเอกซเรยคอมพวิ เตอรใ นการตรวจวตั ถุ
อนั ตรายในสนามบิน
335
คำอธิบายรายวชิ าเพิ่มเติม
รหสั วชิ า ว31201 รายวิชาฟส ิกส 1 กลุมสาระการเรียนรูว ิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
ชัน้ มัธยมศกึ ษาปท่ี 4 ภาคเรียนที่ 1 จำนวน 60 ช่ัวโมง/1.5 หนวยกิต
สืบคนขอมูล สำรวจตรวจสอบ ศึกษา วิเคราะห อภิปราย และอธิบายธรรมชาติและพัฒนาการทางฟสิกส การ
เคล่อื นท่ีแนวตรง แรงและกฎการเคล่ือนท่ี
โดยใชก ระบวนการทางวทิ ยาศาสตร การสบื เสาะหาความรู การสืบคนขอมลู การ สงั เกต วเิ คราะห เปรียบเทียบ
อธิบาย อภิปราย และสรุป เพื่อใหเกิดความรู ความเขาใจ มีความสามารถใน การตัดสินใจ มีทักษะปฏิบัติการทาง
วิทยาศาสตร รวมทั้งทักษะการเรียนรูในศตวรรษที่ 21 ในดานการใช เทคโนโลยีสารสนเทศ ดานการคิดและการแกปญหา
ดานการสื่อสาร สามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนำความรู ไปใชในชีวิตของตนเอง มีจิตวิทยาศาสตร จริยธรรม คุณธรรม
และคานยิ มทเี่ หมาะสม
ผลการเรียนรู
1. สืบคน และอธิบายการคนหาความรูทางฟสิกสประวัติความเปนมา รวมทั้งพัฒนาการของหลักการและแนวคิด
ทางฟส กิ สทมี่ ผี ลตอการแสวงหาความรูใหมและการพฒั นาเทคโนโลยี
2. วดั และรายงานผลการวัดปริมาณทางฟส ิกสไดถูกตองเหมาะสม โดยนำความคลาดเคลื่อนในการวัดมาพิจารณา
ในการนำเสนอผล รวมทง้ั แสดงผลการทดลองในรูปของกราฟ วิเคราะหและแปลความหมายจากกราฟเสนตรง
3. ระบุทดลอง และอธบิ ายความสัมพันธร ะหวางตำแหนง การกระจัด ความเร็ว และความเรง ของการเคล่ือนที่
ของวัตถุในแนวตรงที่มคี วามเรงคงตัวจากกราฟและสมการ รวมท้งั ทดลองหาคา ความเรง โนม ถวงของโลก และคำนวณ
ปริมาณตาง ๆ ที่เก่ียวของ
4.ทดลอง และอธิบายการหาแรงลัพธของแรงสองแรงที่ทำมุมตอกนั
5. เขียนแผนภาพของแรงทก่ี ระทำตอวตั ถุอิสระทดลอง และอธิบายกฎการเคลอ่ื นท่ีของนิวตันและการใชก ฎการ
เคลือ่ นที่ของนิวตนั กบั สภาพการเคลือ่ นที่ของวัตถุ รวมท้ังคำนวณปรมิ าณตาง ๆ ที่เก่ียวของ
6. อธิบายกฎความโนมถวงสากลและผลของสนามโนมถวงทที่ ำใหวัตถุมีน้ำหนัก รวมทั้งคำนวณปริมาณตาง ๆ ท่ี
เก่ยี วของ
7. วเิ คราะห อธิบาย และคำนวณแรงเสยี ดทานระหวา งผวิ สัมผัสของวัตถุคูหนงึ่ ๆ ในกรณีทวี่ ตั ถุหยดุ นงิ่ และวตั ถุ
เคลื่อนท่ี รวมทง้ั ทดลองหาสัมประสทิ ธคิ์ วามเสียดทานระหวางผวิ สัมผสั ของวตั ถคุ หู น่ึง ๆ และนำความรูเ ร่ืองแรงเสยี ดทาน
ไปใชในชวี ิตประจำวัน
จำนวนผลการเรยี นรูท งั้ หมด 7 ผลการเรยี นรู
336
คำอธิบายรายวิชาเพ่ิมเตมิ
รหัสวิชา ว31202 รายวิชาฟส กิ ส 2 กลุมสาระการเรียนรวู ทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
ชัน้ มัธยมศึกษาปท ี่ 4 ภาคเรยี นท่ี 2 จำนวน 60 ชั่วโมง/1.5 หนว ยกิต
สืบคนขอมูล สำรวจตรวจสอบ ศึกษา วิเคราะห อภิปราย และอธิบายศึกษาสมดุลกล งานและพลังงาน โมเมนตัม
และการชน และการเคลอื่ นท่แี นวโคง
โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร การสบื เสาะหาความรู การสบื คน ขอ มูล การ สงั เกต วเิ คราะห เปรียบเทียบ
อธิบาย อภิปราย และสรุป เพื่อใหเกิดความรู ความเขาใจ มีความสามารถใน การตัดสินใจ มีทักษะปฏิบัติการทาง
วิทยาศาสตร รวมทั้งทักษะการเรียนรูในศตวรรษที่ 21 ในดานการใช เทคโนโลยีสารสนเทศ ดานการคิดและการแกปญหา
ดานการสื่อสาร สามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนำความรู ไปใชในชีวิตของตนเอง มีจิตวิทยาศาสตร จริยธรรม คุณธรรม
และคานยิ มที่เหมาะสม
ผลการเรยี นรู
1. อธิบายสมดุลกลของวัตถโุ มเมนตและผลรวมของโมเมนตท ่ีมตี อการหมนุ แรงคูควบและผลของ แรงคคู วบที่มตี อ
สมดลุ ของวตั ถเุ ขียนแผนภาพของแรงท่ีกระทำ ตอวตั ถุอิสระเมอื่ วตั ถอุ ยูในสมดุลกล และคำ นวณปริมาณตา ง ๆ ท่ี
เก่ยี วขอ ง รวมท้งั ทดลองและอธบิ ายสมดุลของแรงสามแรง
2. สงั เกตและอธบิ ายสภาพการเคลื่อนท่ีของวตั ถุ เม่ือแรงท่ีกระทำ ตอวัตถผุ า นศูนยก ลางมวลของ วตั ถุและผลของศูนย
ถวงทม่ี ตี อ เสถียรภาพของวตั ถ
3. วิเคราะหแ ละคำนวณงานของแรงคงตัว จากสมการและพนื้ ทีใ่ ตกราฟความสัมพันธระหวา งแรง กบั ตำ แหนง รวมท้ัง
อธบิ ายและคำ นวณกำ ลงั เฉลีย่
4. อธิบายและคำ นวณพลังงานจลนพ ลังงานศักยพ ลงั งานกล ทดลองหาความสัมพนั ธระหวางงาน กบั พลังงานจลน
ความสัมพันธระหวา งงานกบั พลงั งานศกั ยโนม ถว ง ความสัมพันธระหวางขนาดของ แรงทใี่ ชด ึงสปริงกบั ระยะทสี่ ปริง
ยดื ออกและความสัมพนั ธระหวา งงานกับพลังงานศักยย ืดหยุน รวม ทง้ั อธิบายความสมั พันธร ะหวา งงานของแรงลัพธ
และพลงั งานจลนและคำ นวณงานทเี่ กดิ ขึน้ จาก แรงลพั ธ
5. อธิบายกฎการอนรุ ักษพลังงานกล รวมท้งั วิเคราะหและคำ นวณปริมาณตา ง ๆ ที่เกย่ี วขอ งกบั การเคล่ือนท่ีของวัตถุ
ในสถานการณตาง ๆ โดยใชกฎการอนรุ กั ษพลังงานกล
6. อธิบายการทำ งาน ประสิทธิภาพและการไดเปรียบเชงิ กลของเคร่ืองกลอยางงา ยบางชนดิ โดยใชความรูเรื่องงานและ
สมดุลกล รวมท้งั คำ นวณประสิทธภิ าพและการไดเปรยี บเชิงกล
7. อธิบาย และคำ นวณโมเมนตมั ของวัตถุ และการดลจากสมการและพน้ื ท่ีใตก ราฟความสมั พันธระหวางแรงลพั ธก บั
เวลา รวมทงั้ อธิบายความสัมพันธระหวา งแรงดลกับโมเมนตมั
8. ทดลอง อธบิ าย และคำ นวณปริมาณตา ง ๆ ทเ่ี กี่ยวกับการชนของวัตถใุ นหนึ่งมิตทิ ั้งแบบยืดหยนุ ไมย ดื หยนุ และการ
ดีดตวั แยกจากกันในหนึ่งมิตซิ ง่ึ เปนไปตามกฎการอนุรักษโมเมนตัม
9. อธิบาย วเิ คราะหและคำ นวณปริมาณตา ง ๆ ทเี่ ก่ยี วของกบั การเคลอื่ นที่แบบโพรเจกไทลและ ทดลองการเคลื่อนที่
แบบโพรเจกไทล
10. ทดลองและอธบิ ายความสมั พันธร ะหวา งแรงสูศูนยกลาง รศั มีของการเคลอื่ นที่ อตั ราเรว็ เชิงเสน อตั ราเรว็ เชิงมมุ
และมวลของวัตถใุ นการเคลือ่ นท่แี บบวงกลมในระนาบระดับ รวมทั้งคำ นวณปริมาณ ตา ง ๆ ทเี่ กีย่ วของ และ
ประยุกตใชความรูการเคลือ่ นที่แบบวงกลมในการอธบิ ายการโคจรของ ดาวเทียม
จำนวนผลการเรยี นรทู งั้ หมด 10 ผลการเรียนรู
337
คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเตมิ
รหัสวชิ า ว32203 รายวิชาฟส ิกส 3 กลมุ สาระการเรยี นรวู ทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
ชน้ั มัธยมศึกษาปท่ี 5 ภาคเรยี นที่ 1 จำนวน 60 ชั่วโมง/1.5 หนวยกติ
ศึกษาหลักการของกลศาสตรในเรอ่ื ง การเคลื่อนทแ่ี บบฮารมอนกิ อยา งงาย ถ่ธี รรมชาติของวัตถุและการเกิดการสัน่
พอง ปรากฏการณคลน่ื ชนิดของคลน่ื สว นประกอบของคลื่น การแผข องหนา คลืน่ ดวยหลกั การของฮอยเกนส การรวมกนั
ของคล่ืนตามหลกั การซอนทับ อตั ราเรว็ ความถี่ และความยาวคลนื่ การสะทอน การหักเหการแทรกสอด การเล้ียวเบนของ
คล่นื ผิวนำ้ การเกิดเสียง การเคลื่อนที่ของเสียงความสัมพนั ธร ะหวางคล่นื การกระจัดของอนุภาคกับคล่นื ความดนั
ความสัมพันธระหวา งอตั ราเร็วของเสยี งในอากาศกับอุณหภมู ิ สมบตั ิของคลน่ื เสียง ไดแ ก การสะทอน การหักเห การแทรก
สอด การเลยี้ วเบน ความเขมเสยี ง ระดับเสียง องคป ระกอบของการไดยิน คุณภาพเสียง มลพิษทางเสยี ง การเกดิ การสน่ั
พอง การเกดิ บีต คลื่นน่ิง ปรากฏการณดอปเพลอร คล่ืนกระแทกของเสียง การแทรกสอดของแสงผานสลติ คูแ ละเกรตตงิ
การเลี้ยวเบนและการแทรกสอดของแสงผานสลิตเด่ียว การสะทอ นของแสงที่ผวิ วตั ถตุ ามกฎการสะทอ น เขยี นรังสีของแสง
การคำนวณตำแหนง และขนาดภาพของวตั ถุ ดรรชนหี กั เห มุมตกกระทบ และมุมหักเห ความลึกจริงและความลกึ ปรากฏ
มมุ วิกฤต การสะทอนกลับหมดของแสง ภาพทเ่ี กิดจากเลนสบาง หาตำแหนง
ขนาด ชนิดของภาพ ระยะวตั ถรุ ะยะภาพและความยาวโฟกัส ปรากฏการณธ รรมชาติทีเ่ ก่ียวกับแสง การมองเหน็ แสงสี สี
ของวตั ถุ การผสมสารสี การผสมแสงสี การเกดิ ตาบอดสี รวมทง้ั การคำนวณปริมาณตาง ๆ ทเี่ กยี่ วของ และนำความรูไปใช
ในชวี ติ ประจำวัน
โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตรใ นการ วัด รายงานผล วิเคราะห สืบคน อธิบาย แปลความหมาย ทดลอง
คำนวณ เขียนแผนภาพ และนำความรไู ปใช เพือ่ ใหผ เู รียนตระหนกั ถึงความสัมพนั ธระหวางวทิ ยาศาสตรก ับสภาพแวดลอม
เปน ผทู ี่มีจติ วิทยาศาสตร มีคุณธรรม จริยธรรม และคานยิ มในการใชวิทยาศาสตรอ ยางสรา งสรรค
ผลการเรียนรู
สาระฟส ิกส 2 ม.5
1. ทดลอง และอธิบายการเคลื่อนท่ีแบบฮารม อนกิ อยางงายของวัตถุตดิ ปลายสปริงและลูกตุม อยางงาย
รวมท้งั คำนวณปรมิ าณตาง ๆ ท่ีเก่ยี วของ
2. อธบิ ายความถธี่ รรมชาตขิ องวตั ถแุ ละการเกิดการสน่ั พอง
3. อธิบายปรากฏการณคลืน่ ชนดิ ของคลืน่ สวนประกอบของคล่นื การแผของหนา คล่ืนดวยหลกั การของ
ฮอยเกนส และการรวมกันของคล่นื ตามหลักการซอนทบั พรอมทง้ั คำนวณอัตราเรว็ ความถ่ี และความยาวคลน่ื
4. สังเกต และอธิบายการสะทอน การหักเหการแทรกสอด และการเล้ียวเบนของคลืน่ ผิวนำ้ รวมทง้ั คำนวณปริมาณ
ตา ง ๆ ท่ีเกีย่ วของ
5. อธิบายการเกดิ เสียง การเคลือ่ นทีข่ องเสยี งความสัมพันธระหวางคล่นื การกระจดั ของอนุภาคกับคลนื่ ความดนั
ความสัมพันธร ะหวา งอัตราเร็วของเสียงในอากาศที่ขึน้ กับอุณหภมู ใิ นหนวยองศาเซลเซียส สมบตั ขิ องคลืน่ เสยี ง ไดแก การ
สะทอ น การหักเห การแทรกสอด การเล้ยี วเบนรวมทงั้ คำนวณปริมาณตา ง ๆ ท่ีเกีย่ วของ
6. อธบิ ายความเขมเสยี ง ระดับเสยี ง องคป ระกอบของการไดยนิ คณุ ภาพเสยี ง และมลพิษทางเสียง
รวมทัง้ คำนวณปรมิ าณตา ง ๆ ที่เก่ยี วของ
7. ทดลอง และอธิบายการเกิดการส่ันพองของอากาศในทอปลายเปดหนึ่งดา น รวมท้ังสังเกตและอธิบายการเกิด
บีต คล่ืนน่งิ ปรากฏการณดอปเพลอร คลน่ื กระแทกของเสียง คำนวณปรมิ าณตา ง ๆ ทเ่ี กย่ี วของ และนำความรู
338
เร่อื งเสียงไปใชใ นชวี ติ ประจำวัน
8. ทดลอง และอธิบายการแทรกสอดของแสงผา นสลติ คูแ ละเกรตติง การเลย้ี วเบนและการแทรกสอดของแสง
ผานสลติ เดย่ี วรวมทั้งคำนวณปรมิ าณตาง ๆ ที่เก่ยี วของ
9. ทดลอง และอธบิ ายการสะทอ นของแสงทผี่ วิ วัตถุตามกฎการสะทอน เขยี นรังสีของแสงและคำนวณตำแหนง และ
ขนาดภาพของวตั ถุ เมื่อแสงตกกระทบกระจกเงาราบและกระจกเงาทรงกลมรวมทัง้ อธบิ ายการนำความรูเ รื่องการสะทอน
ของแสงจากกระจกเงาราบ และกระจกเงาทรงกลมไปใชประโยชนในชีวติ ประจำวัน
10. ทดลอง และอธบิ ายความสมั พนั ธร ะหวา งดรรชนีหักเห มมุ ตกกระทบ และมมุ หกั เห รวมทัง้ อธบิ าย
ความสมั พันธร ะหวางความลึกจริงและความลกึ ปรากฏ มมุ วิกฤตและการสะทอนกลับหมดของแสง และคำนวณปริมาณตาง
ๆ ที่เก่ียวของ
11. ทดลอง และเขยี นรังสีของแสงเพ่ือแสดงภาพท่เี กิดจากเลนสบาง หาตำแหนง ขนาด ชนิดของภาพ
และความสมั พนั ธร ะหวางระยะวตั ถรุ ะยะภาพและความยาวโฟกสั รวมทัง้ คำนวณปรมิ าณตาง ๆ
ที่เกย่ี วของและอธบิ ายการนำความรูเ รอ่ื งการหักเหของแสงผา นเลนสบ างไปใชประโยชนในชีวติ ประจำวัน
12. อธิบายปรากฏการณธ รรมชาติท่ีเกย่ี วกบั แสง เชน รุง การทรงกลด มริ าจ และการเห็นทอ งฟา เปน สตี า ง ๆ
ในชวงเวลาตางกัน
13. สงั เกต และอธิบายการมองเห็นแสงสี สขี องวตั ถุ การผสมสารสี และการผสมแสงสีรวมทั้งอธิบายสาเหตุของ
การบอดสี
จำนวนผลการเรยี นรูท้งั หมด 13 ผลการเรียนรู
339
คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเติม
รหัสวิชา ว32204 รายวิชาฟสิกส 4 กลุมสาระการเรียนรวู ทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
ช้นั มัธยมศึกษาปท่ี 5 ภาคเรยี นที่ 2 จำนวน 60 ชั่วโมง/1.5 หนว ยกิต
ศกึ ษาหลักการของไฟฟาในเรื่อง การทำวตั ถทุ ่ีเปนกลางทางไฟฟา การเหนยี่ วนำไฟฟาสถติ กฎของคลู อมบ
สนามไฟฟาและแรงไฟฟา ที่กระทำกบั อนภุ าคทมี่ ีประจุไฟฟาท่อี ยใู นสนามไฟฟา พลงั งานศักยไฟฟา ศกั ยไฟฟา
และความตา งศักยระหวา งสองตำแหนง ใด ๆ ตวั เก็บประจุ ประจุไฟฟา ความตา งศกั ย ความจุของตัวเกบ็ ประจุ พลังงาน
สะสมในตัวเกบ็ ประจุ ความจุสมมูล หลกั การทำงานของเครอ่ื งใชไฟฟา และปรากฏการณท างไฟฟา อเิ ล็กตรอนอิสระและ
กระแสไฟฟา ความเร็วลอยเล่ือนของอิเล็กตรอนอสิ ระ กฎของโอหม ความตานทานสภาพตา นทานของตวั นำ
ความตา นทานสมมลู การนำตัวตา นทานมาตอกนั แบบอนุกรมและแบบขนาน อีเอม็ เอฟของแหลง กำเนดิ ไฟฟา กระแสตรง
พลังงานไฟฟา กำลังไฟฟา อเี อ็มเอฟสมมลู จากการตอแบบอนกุ รมและแบบขนาน พลงั งานทดแทน ประสทิ ธิภาพและความ
คุมคา ดานคา ใชจ า ย รวมทัง้ การคำนวณปริมาณตาง ๆ ท่ีเกี่ยวของ และนำความรูไปใชใ นชวี ติ ประจำวัน
โดยใชกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรใ นการ สบื คน อธิบาย ทดลอง คำนวณ และนำความรูไปใช เพ่ือใหผูเรยี น
ตระหนกั ถึงความสมั พนั ธร ะหวางวิทยาศาสตรก บั สภาพแวดลอ ม เปน ผทู ่มี ีจติ วิทยาศาสตร มคี ุณธรรม จริยธรรม และ
คานยิ มในการใชวทิ ยาศาสตรอยางสรางสรรค
ผลการเรยี นรู
สาระฟส ิกส 3 ม.5
1. ทดลอง และอธบิ ายการทำวตั ถุที่เปนกลางทางไฟฟาใหมีประจุไฟฟา โดยการขดั สีกนั และการเหนย่ี วนำ
ไฟฟา สถิต
2. อธบิ าย และคำนวณแรงไฟฟาตามกฎของคูลอมบ
3. อธบิ าย และคำนวณสนามไฟฟาและแรงไฟฟา ที่กระทำกับอนุภาคท่ีมีประจุไฟฟา ท่ีอยูในสนามไฟฟา
รวมทั้งหาสนามไฟฟาลัพธเ นื่องจากระบบจุดประจุโดยรวมกันแบบเวกเตอร
4. อธบิ าย และคำนวณพลังงานศักยไ ฟฟา ศกั ยไฟฟา และความตางศกั ยระหวางสองตำแหนง ใด ๆ
5. อธบิ ายสว นประกอบของตัวเก็บประจุความสัมพันธร ะหวา งประจไุ ฟฟา ความตางศักยและความจุของตวั เก็บ
ประจุ และอธบิ ายพลังงานสะสมในตัวเก็บประจุ และความจุสมมลู รวมท้งั คำนวณปริมาณตา ง ๆ ทีเ่ กีย่ วขอ ง
6. นำความรูเ รื่องไฟฟา สถิตไปอธิบายหลักการทำงานของเครอื่ งใชไฟฟา บางชนดิ และปรากฏการณใน
ชีวิตประจำวนั
7. อธิบายการเคลื่อนท่ขี องอิเล็กตรอนอสิ ระและกระแสไฟฟา ในลวดตวั นำ ความสัมพนั ธร ะหวางกระแสไฟฟาใน
ลวดตวั นำกบั ความเรว็ ลอยเลื่อนของอเิ ล็กตรอนอิสระ ความหนาแนนของอิเลก็ ตรอนในลวดตวั นำและพ้นื ท่ีหนาตัดของลวด
ตัวนำ และคำนวณปรมิ าณตาง ๆ ท่ีเกีย่ วของ
8. ทดลอง และอธิบายกฎของโอหม อธบิ ายความสัมพนั ธระหวางความตานทานกับความยาว พ้นื ท่หี นาตดั และ
สภาพตา นทานของตัวนำโลหะท่ีอณุ หภมู ิคงตัว และคำนวณปริมาณ ตาง ๆ ที่เกีย่ วของ รวมทั้งอธิบายและคำนวณความ
ตานทานสมมลู เมื่อนำตัวตานทานมาตอกันแบบอนุกรมและแบบขนาน
9. ทดลอง อธิบาย และคำนวณอเี อ็มเอฟของแหลงกำเนิดไฟฟา กระแสตรง รวมทง้ั อธิบายและคำนวณพลังงาน
ไฟฟา และกำลังไฟฟา
340
10. ทดลอง และคำนวณอเี อ็มเอฟสมมูลจากการตอแบตเตอรแ่ี บบอนกุ รมและแบบขนานรวมท้ังคำนวณปรมิ าณ
ตาง ๆ ทเ่ี ก่ียวของในวงจรไฟฟา กระแสตรงซึง่ ประกอบดวยแบตเตอรี่และตัวตา นทาน
11. อธบิ ายการเปลย่ี นพลังงานทดแทนเปนพลงั งานไฟฟา รวมทง้ั สบื คน และอภิปรายเกย่ี วกับเทคโนโลยี
ทีน่ ำมาแกปญหาหรือตอบสนองความตองการทางดานพลงั งานไฟฟา โดยเนน ดา นประสิทธิภาพและความคมุ คา ดา น
คา ใชจา ย
สาระฟสกิ ส 3 ม.6
1. สังเกต และอธบิ ายเสน สนามแมเ หลก็ อธิบายและคำนวณฟลกั ซแมเ หล็กในบรเิ วณท่ีกำหนดรวมท้ังสังเกต และ
อธิบายสนามแมเหล็กทเ่ี กิดจากกระแสไฟฟา ในลวดตัวนำเสน ตรงและโซเลนอยด
2. อธบิ าย และคำนวณแรงแมเหลก็ ทก่ี ระทำตอ อนภุ าคที่มีประจุไฟฟาเคลอื่ นท่ใี นสนามแมเ หล็ก แรงแมเหลก็
ที่กระทำตอเสนลวดที่มกี ระแสไฟฟา ผานและวางในสนามแมเหลก็ รัศมีความโคงของการเคลื่อนทีเ่ มอื่ ประจเุ คลื่อนที่
ต้งั ฉากกบั สนามแมเหลก็ รวมทง้ั อธิบายแรงระหวางเสน ลวดตวั นำคูข นานท่ีมีกระแสไฟฟาผา น
3. อธิบายหลักการทำงานของแกลแวนอมเิ ตอรแ ละมอเตอรไฟฟา กระแสตรง รวมท้ังคำนวณ
ปรมิ าณตา ง ๆ ที่เก่ียวของ
4. สังเกต และอธิบายการเกิดอเี อ็มเอฟเหนย่ี วนำกฎการเหน่ยี วนำของฟาราเดย และคำนวณ
ปริมาณตาง ๆ ท่ีเกยี่ วของ รวมทั้งนำความรเู ร่อื งอเี อม็ เอฟเหนย่ี วนำไปอธบิ ายการทำงานของเครอ่ื งใชไฟฟา
5. อธบิ าย และคำนวณความตา งศักยอารเ อม็ เอสและกระแสไฟฟา อารเอ็มเอส
6. อธิบายหลักการทำงานและประโยชนของเครื่องกำเนิดไฟฟา กระแสสลับ 3 เฟส การแปลงอเี อ็มเอฟของหมอ
แปลง และคำนวณปรมิ าณตาง ๆ ทีเ่ กีย่ วของ
7. อธบิ ายการเกิดและลกั ษณะเฉพาะของ คล่ืนแมเ หลก็ ไฟฟา แสงไมโพลาไรส แสงโพลาไรสเ ชิงเสน
และแผน โพลารอยด รวมทง้ั อธบิ ายการนำคลื่นแมเ หล็กไฟฟา ในชว งความถี่ตาง ๆ ไปประยกุ ตใชแ ละหลกั การทำงานของ
อปุ กรณทเ่ี ก่ียวของ
8. สบื คน และอธิบายการสือ่ สารโดยอาศยั คลนื่ แมเหลก็ ไฟฟา ในการสงผานสารสนเทศ และเปรียบเทียบการ
สื่อสารดวยสญั ญาณแอนะล็อกกับสัญญาณดิจิทัล
จำนวนผลการเรียนรทู ง้ั หมด 19 ผลการเรยี นรู
341
คำอธิบายรายวิชาเพ่ิมเติม
รหสั วิชา ว33205 รายวชิ าฟส ิกส 5 กลมุ สาระการเรียนรูวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
ช้ันมัธยมศกึ ษาปท่ี 6 ภาคเรียนที่ 1 จำนวน 60 ช่ัวโมง/1.5 หนวยกิต
ศกึ ษาหลักการของสนามแมเ หลก็ ความสมั พันธร ะหวางแมเหลก็ และไฟฟา หลกั การของมอเตอร
กฎการเหนย่ี วนำแมเ หล็กไฟฟาของฟาราเดยและกฎของเลนซ หลักการของเคร่ือง กำเนิดไฟฟา ไฟฟา กระแสสลบั
การแปลงไฟฟา กระแสสลับเปนไฟฟากระแสตรง แนวคิดทฤษฎี แมเหล็กไฟฟาของแมกซเ วลล คล่ืนแมเ หลก็ ไฟฟา และ
สเปกตรัมคล่นื แมเหล็กไฟฟา สสารและฟส กิ สแ ผนใหมใ นเรื่อง ความรอน การเปล่ยี นสถานะของสาร ทฤษฎีจลนของแกส
กฎของแกส และพลังงานภายในระบบของแกส ความดันในของไหลและกฎพาสคลั แรงพยงุ และหลกั อารคิมีดีส ความตงึ
ผิว การเคลื่อนทใ่ี นของไหล และหลักแบรนูลลี การคนพบอิเล็กตรอน แนวคดิ เกย่ี วกับแบบจำลองอะตอม สมมติฐานของ
พลังค ปรากฏการณโ ฟโตอิเล็กทรกิ ทวิภาวะของคล่นื และ อนภุ าค กมั มันตภาพรังสี การสลายกัมมนั ตรงั สี ปฏิกิริยา
นวิ เคลยี ร พลังงานนิวเคลียร รงั สใี นธรรมชาติ การ ปองกันอันตรายและการใชประโยชนจากกมั มันตภาพรังสี และ
พลงั งานนิวเคลยี ร
โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร สบื คน ทดลอง อธิบาย วิเคราะห อภิปรายภายในกลมุ และการนำไปใช
ประโยชนในชีวิตประจำวนั เพือ่ ใหผ เู รียนเกดิ การใฝร ใู ฝเ รียน มรี ะเบียบวนิ ัย ซ่ือสัตยส ุจรติ มงุ มั่นในการทำงาน และมี
จติ สาธารณะและอยูอยางพอเพยี ง
ผลการเรียนรู
1. อธิบายความหมายของแรงเคลื่อนไฟฟา และความตา งศักยร ะหวางข้ัว พลังงานไฟฟา กำลังไฟฟา ในวงจร
วิเคราะหและหาปริมาณทางไฟฟาในวงจรไฟฟากระแสตรงอยางงาย
2. อธิบายแรงกระทำตออนภุ าคทม่ี ีประจไุ ฟฟาทีเ่ คล่ือนท่ีเขาไปในสนามแมเ หล็ก แรงกระทำตอลวดตัวนำทีม่ ี
กระแสไฟฟาผา นและอยใู นสนามแมเ หลก็ การหมุนของขดลวดทมี่ กี ระแสไฟฟาผา นและอยูใ นสนามแมเ หล็ก
การนำหลกั การน้ีไปสรา งและอธิบายการทำงานของแกลแวนอมิเตอรแ ละมอเตอรไฟฟา
2. อธิบายแรงเคล่ือนไฟฟาเหนี่ยวนำ กฎของฟาราเดย และการนำหลกั การน้ีไปสรา งและ อธิบายการทำงานของ
เครอ่ื งกำเนิดไฟฟา
3. อธบิ ายลักษณะของไฟฟากระแสสลับ การผลิตไฟฟากระแสสลบั ปริมาณทเี่ กี่ยวของ หลักการทำงานของหมอ
แปลง และการเกิดคล่นื แมเหลก็ ไฟฟา และสเปกตรมั คล่นื แมเหลก็ ไฟฟา
4. อธบิ ายผลของความรอนที่ทำใหสารเปล่ยี นอุณหภมู แิ ละเปลี่ยนสถานะ
5. อธิบายแกส อุดมคติ กฎของแกส และใชก ฎของแกส อธิบายพฤติกรรมของแกส
6. อธบิ ายทฤษฎจี ลนของแกสและใชท ฤษฎจี ลนของแกสอธิบายสมบตั ทิ างกายภาพของแกสได
7. อธิบายพลงั งานภายในระบบ และความสัมพันธระหวา งพลงั งานความรอน พลงั งานภายในระบบ
และงานที่ระบบทำหรอื รับจากสงิ่ แวดลอ ม
8. อธบิ ายความดัน หลักการของเคร่ืองวัดความดัน หลักอารคิมดี ิส และนำไปใชอธิบายเกี่ยวกับการลอยของวัตถุ
ในของไหล ความตงึ ผวิ ของของเหลวและความหนืดในของเหลว
9. อธิบายการไหลของของไหลอุดมคติ ซ่ึงเปนการเคลือ่ นที่ท่เี ปนไปตามกฎการอนุรักษพ ลงั งาน
10. อธบิ ายการคนพบอิเล็กตรอน โครงสรา งอะตอมตาม แบบจำลองอะตอมของทอมสนั รัทเทอรฟอรด
สมมติฐานของพลังค ทฤษฎอี ะตอมของไฮโดรเจนของโบรและระดับพลงั งานของอะตอม
342
11. อธิบายปรากฏการณโ ฟโตอิเลก็ ทริกและปรากฏการณคอมปตนั ซึง่ เปนปรากฏการณทส่ี นบั สนนุ วา แสงแสดง
สมบตั ิของอนภุ าคได
12. อธบิ ายสมมตฐิ านของเดอบรอยล และทวิภาวะของคลน่ื และอนภุ าค โครงสรา งอะตอมตามทฤษฎกี ลศาสตร
ควอนตัม
13. อธบิ ายลักษณะของไฟฟากระแสสลับ การผลิตไฟฟากระแสสลับ ปรมิ าณท่ีเกี่ยวของ หลักการทำงานของหมอ
แปลง และการเกิดคลื่นแมเ หลก็ ไฟฟา และสเปกตรัมคลนื่ แมเหลก็ ไฟฟา
14. อธบิ ายกัมมนั ตภาพรงั สี และการเปล่ียนสภาพนวิ เคลยี สของธาตุกัมมนั ตรังสี และหลักการที่เก่ยี วของการ
สลายของธาตกุ ัมมันตรังสี
15. อธบิ ายไอโซโทปและการแยกไอโซโทป
16. อธบิ ายแรงนิวเคลียร พลังงานยึดเหนี่ยว และ เสถยี รภาพของนวิ เคลียส
17. อธิบายปฏกิ ิริยานวิ เคลยี รและพลงั งานนวิ เคลยี รท เ่ี กดิ ขนึ้ รวมทั้งการใชป ระโยชน
18. อธิบายประโยชนและโทษของรงั สีและการปอ งกัน
จำนวนผลการเรียนรูทงั้ หมด 18 ผลการเรียนรู
343
รายวชิ าวิทยาศาสตรส ่ิงแวดลอ ม สาระการเรียนรูเพม่ิ เตมิ
ชัน้ ผลการเรยี นรู
ม.6 1. วเิ คราะห อธิบาย และยกตัวอยาง - ระบบนิเวศจะดำรงอยูไดตอ งมีกระบวนการตา ง ๆ
กระบวนการถา ยทอดพลงั งานในระบบ เกิดข้ึน กระบวนการทส่ี ำคญั ไดแ ก การถายทอดพลังงาน
นเิ วศ และการหมนุ เวยี นสาร การถายทอดพลังงานในระบบ
2. อธบิ าย ยกตัวอยา งการเกิดไบโอ นเิ วศสามารถแสดงไดด วยแผนภาพทเ่ี รยี กวา โซอาหาร
แมกนิฟเคชันและบอกแนวทางในการ สายใยอาหาร
ลดการเกดิ ไบโอแมกนิฟเคชัน และพีระมิดทางนิเวศวทิ ยา
3. สบื คนขอมลู และเขียนแผนภาพ - พลงั งานทีถ่ ายทอดไปในแตละลำดบั ขั้นการกิน
เพ่อื อธิบายวัฏจักรไนโตรเจน วัฏจักร อาหารมีปริมาณท่ีไมเ ทากนั พลงั งานสว นใหญ
กำมะถัน และวัฏจกั รฟอสฟอรัส จะสูญเสียไปในรปู ความรอนระหวางการถายทอดจาก
สิง่ มีชีวติ หนึง่ ไปยังสิ่งมีชีวติ อีกชนิดหนึง่
- การถา ยทอดพลงั งานในระบบนิเวศบางคร้ัง
อาจทำใหมีสารพิษสะสมอยูในสิง่ มชี ีวิตดว ย
เรยี กวา การเกิดไบโอแมกนิฟเคชนั ซึ่งอาจมีระดบั ความ
เขมขน ของสารพษิ มากข้นึ ตามลำดับข้ันของการกินจนอาจ
กอ ใหเกดิ อนั ตรายตอส่งิ มีชวี ติ
- สารตา ง ๆ ในระบบนเิ วศมีการหมนุ เวยี นเกิดขนึ้ ผานทั้ง
ในส่ิงมชี ีวติ และสิง่ ไมมชี วี ิต กลบั คนื สูระบบอยางเปนวัฏ
จกั ร เชน วัฏจักรไนโตรเจน วฏั จกั รกำมะถนั และวัฏจกั ร
ฟอสฟอรสั
4. สืบคนขอมลู ยกตัวอยาง และ - ไบโอมคือระบบนิเวศขนาดใหญท ่ีกระจายอยูตามเขต
อธิบายลกั ษณะของไบโอมท่ีกระจาย ภูมิศาสตรตา ง ๆ บนโลก เชน ไบโอมทุนดราไบโอมสะวนั
อยูตามเขตภูมศิ าสตรต าง ๆบนโลก นา ไบโอมทะเลทราย โดยแตละไบโอมจะมีลักษณะเฉพาะ
ของปจจยั ทางกายภาพชนิดของพืช และชนดิ ของสัตว
5. สืบคน ขอมลู ยกตัวอยา ง อธิบาย - ระบบนิเวศมีการเปล่ยี นแปลงได การเปลยี่ นแปลงท่ี
และเปรียบเทียบการเปลีย่ นแปลง เกิดข้นึ อยางชา ๆ ทำใหร ะบบนิเวศสามารถปรบั สมดลุ ได
แทนทแ่ี บบปฐมภูมิ และการ แตการเปลี่ยนแปลงทเ่ี กิดขึน้ อยา งรวดเร็วอาจสงผล
เปล่ียนแปลงแทนที่แบบทุตยิ ภมู ิ กระทบตอองคประกอบทางชีวภาพในระบบนเิ วศทำให
เกิดการเปลยี่ นแปลงแทนที่ของส่งิ มีชวี ติ ข้ึน
- การเปลีย่ นแปลงแทนที่ทางนิเวศวทิ ยา มที ้ัง
การเปลย่ี นแปลงแทนท่ีแบบปฐมภูมแิ ละ
การเปลย่ี นแปลงแทนทแ่ี บบทุตยิ ภูมิ
6. สบื คนขอมูล อธบิ าย ยกตัวอยาง -ประชากรของส่ิงมีชีวติ ทกุ ชนิดมลี กั ษณะ
และสรุปเกย่ี วกบั ลักษณะเฉพาะของ หลายประการทเ่ี ปน ลกั ษณะเฉพาะ เชน ขนาด
ประชากรของสงิ่ มีชวี ติ บางชนิด ของประชากร ความหนาแนนของประชากร
การกระจายตวั ของสมาชกิ ในประชากร