The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kungnangkap, 2022-09-17 09:46:41

หลักสูตร 64

หลักสูตร 64

294

ชนั้ ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรูเ พ่มิ เติม
- ตบั ออนมกี ลุมเซลลที่สรางอินซูลินและกลคู ากอนซงึ่
ควบคุมระดบั น้ำตาลในเลือดใหปกติ
- ตอมหมวกไตสว นนอกสรางกลูโคคอรติคอยดมเิ นราโล
คอรติคอยด และฮอรโมนเพศ ซ่ึงมีหนา ท่ีแตกตางกนั
สว นตอ มหมวกไตสว นในสรา งเอพิเนฟรนิ และนอร
เอพเิ นฟริน ซงึ่ มีหนาที่เหมือนกัน
- อณั ฑะมีกลมุ เซลลสรา งเทสโทสเทอโรน
- สวนรงั ไขมกี ลุมเซลลท ส่ี รางอีสโทรเจน และโพรเจสเทอ
โรนซง่ึ มีหนา ทแี่ ตกตางกัน
- เนื้อเย่ือบางบรเิ วณของอวยั วะ เชน รก ไทมัสกระเพาะ
อาหาร และลำไสเ ลก็ สามารถสรางฮอรโ มนไดห ลาย
ชนดิ ซึง่ มหี นา ทแี่ ตกตางกัน
- การควบคุมการหล่ังฮอรโ มนจากตอมไรท อ มีทง้ั การ
ควบคุมแบบปอนกลับยับย้ัง และการควบคุมแบบ
ปอ นกลบั กระตนุ เพอ่ื รักษาดุลยภาพของรางกาย
- ฟโ รโมนเปน สารเคมีที่ผลติ จากตอ มมที อของสตั วซ ่งึ
สงผลตอสตั วต วั อืน่ ท่ีเปน ชนิดเดียวกัน
99. สบื คนขอมูล อธบิ าย เปรยี บเทยี บ - พันธกุ รรมและสิ่งแวดลอ มมผี ลตอ การแสดงพฤตกิ รรม
และยกตัวอยา งพฤติกรรมทีเ่ ปนมา - พฤติกรรมทีเ่ ปนมาแตกำเนดิ แบงออกไดเปน หลายชนดิ
แตก ำเนิดและพฤติกรรมท่ีเกิดจาก เชน โอเรียนเตชัน (แทกซิสและไคนีซสิ ) รเี ฟล็กซ และ
การเรยี นรูของสัตว ฟก แอกชันแพทเทริ นพฤตกิ รรมที่เกดิ จากการเรียนรู
แบง ไดเ ปนแฮบบิชเู อช่นั การฝงใจ การเชือ่ มโยง(การ
ลองผดิ ลองถกู และการมเี งื่อนไข)และการใชเหตผุ ล
- ระดับการแสดงพฤติกรรมที่สัตวแตละชนิดแสดงออก
จะแตกตางกันซง่ึ เปน ผลมาจากววิ ัฒนาการของระบบ
ประสาทที่แตกตา งกนั
- การสอื่ สารเปนพฤตกิ รรมทางสังคมแบบหนง่ึ ซ่ึงมี
หลายวธิ ี เชน การส่อื สารดว ยทาทางการส่ือสารดวย
เสยี ง การสอ่ื สารดวยสารเคมีและการสื่อสารดวยการ
สมั ผัส
100. สืบคน ขอ มลู อธิบายและ - พนั ธกุ รรมและสิ่งแวดลอมมผี ลตอ การแสดงพฤติกรรม
ยกตวั อยา งความสมั พนั ธระหวา ง - พฤติกรรมที่เปนมาแตกำเนิดแบง ออกไดเ ปน หลายชนิด
พฤติกรรมกับววิ ฒั นาการของระบบ เชน โอเรยี นเตชนั (แทกซิสและไคนีซิส) รเี ฟล็กซ และ
ประสาท ฟก แอกชันแพทเทิรนพฤติกรรมท่เี กิดจากการเรียนรู
แบง ไดเ ปนแฮบบชิ ูเอชน่ั การฝงใจ การเชื่อมโยง(การ
ลองผิดลองถกู และการมีเง่ือนไข)และการใชเหตุผล

295

ช้นั ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรูเพม่ิ เตมิ
- ระดบั การแสดงพฤตกิ รรมทส่ี ัตวแตล ะชนดิ แสดงออก
จะแตกตา งกนั ซึ่งเปนผลมาจากววิ ฒั นาการของระบบ
ประสาทท่ีแตกตา งกนั
- การสื่อสารเปนพฤติกรรมทางสังคมแบบหนงึ่ ซ่ึงมหี ลาย
วิธี เชน การสอื่ สารดวยทาทางการสอ่ื สารดวยเสยี ง
การสอื่ สารดว ยสารเคมีและการสือ่ สารดว ยการสัมผสั
101. สบื คนขอมูล อธิบายและ - พนั ธกุ รรมและสิง่ แวดลอมมีผลตอการแสดงพฤตกิ รรม
ยกตัวอยางการสอ่ื สารระหวางสตั วท ่ี - พฤติกรรมทีเ่ ปน มาแตกำเนิดแบง ออกไดเปน หลายชนดิ
ทำใหสตั วแสดงพฤตกิ รรม เชน โอเรียนเตชัน (แทกซิสและไคนีซิส) รีเฟล็กซ และ
ฟกแอกชนั แพทเทิรนพฤติกรรมทีเ่ กิดจากการเรยี นรู
แบงไดเปน แฮบบิชูเอชนั่ การฝง ใจ การเชือ่ มโยง(การ
ลองผดิ ลองถูกและการมีเง่อื นไข)และการใชเหตุผล
- ระดับการแสดงพฤติกรรมท่สี ัตวแ ตละชนดิ แสดงออก
จะแตกตา งกนั ซึง่ เปนผลมาจากวิวฒั นาการของระบบ
ประสาทที่แตกตา งกนั การส่ือสารเปนพฤติกรรมทาง
สังคมแบบหนงึ่ ซ่งึ มีหลายวิธี เชน การสือ่ สารดว ย
ทา ทางการสื่อสารดว ยเสยี ง การส่อื สารดว ยสารเคมี
และการส่ือสารดว ยการสัมผสั

296

รหัสวิชา ว31241 คำอธิบายรายวชิ าเพิ่มเติม
ช้ันมัธยมศกึ ษาปท ่ี 4 รายวิชา ชีววิทยา1 กลุมสาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
ภาคเรยี นท่ี 1 จำนวน 60 ช่ัวโมง/1.5 หนว ยกิต

ศึกษาเก่ยี วกับธรรมชาติของส่ิงมีชีวิต ลกั ษณะเฉพาะของส่ิงมีชีวิต แขนงวิชาทเี่ กย่ี วของกับชีววิทยาและการใช
ความรูทางชวี วทิ ยาที่เปน ประโยชนต อ มนุษยแ ละส่งิ แวดลอ ม ชีววิทยากบั การดำรงชีวิตของส่งิ มชี วี ติ ความตระหนักในเร่ือง
ของชีวจรยิ ธรรม การศกึ ษาชีววิทยาโดยใชวธิ ีการทางวิทยาศาสตร รวมทั้งการศกึ ษาวธิ กี ารทำงานของนักวทิ ยาศาสตร และ
การนำความรูเ กย่ี วกบั ชวี วทิ ยามาประยุกตใชใ นชีวติ ประจำวัน การทำกิจกรรมสะเต็มศึกษาโดยใชกระบวนการออกแบบเชงิ
วศิ วกรรมเพ่ือแกปญหาในชวี ิตจรงิ ศึกษาเคมีทเ่ี ปนพ้นื ฐานของสิง่ มชี วี ิต โครงสรางและหนาทขี่ อสารตางๆท่ีเปน งคประกอบ
ในเซลลของสิง่ มีชีวิต และปฏิกริ ิยาเคมีในเซลลของส่งิ มีชวี ติ ศกึ ษาสว นประกอบของกลองจุลทรรศนใ ชแสง หลกั การทำงาน
วธิ กี ารใช รวมท้ังการดูแลและเกบ็ รกั ษา ศึกษาโครงสรา งและหนาท่ีของสว นท่ีหอหมุ เซลล ไซโทพลาสซมึ และนิวเคลยี ส
การลำเลียงสารเขา และออกจากเซลล การหายใจระดบั เซลลซ ง่ึ เปน กระบวนการท่ีเซลลสรางพลังงานจากการสลาย
สารอาหารสำหรบั นำไปใชในกจิ กรมตางๆของเซลลล และการแบงเซลล

โดยใชก ระบวนการทางวทิ ยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู การสืบคน ขอมลู การสงั เกต วิเคราะห เปรียบเทียบ
อธิบาย อภปิ รายและสรปุ เพ่ือใหเกดิ ความรู ความเขาใจ มีความสามารถในการตัดสินใจ มีทกั ษาปฏิบตั ิการทาง
วิทยาศาสตร รวมทงั้ ทักษะการเรยี นรูในศตวรรษที่ 21 ในดานการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ ดานการคิดและการแกป ญ หา
ดา นการสื่อสาร สามารถสื่อสารส่งิ ทเ่ี รียนรูและนำความรไู ปใชในชีวิตของตนเอง มีจิตรวิทยาศาสตร จรยิ ธรรม คณุ ธรรมและ
คา นิยมทีเ่ หมาะสม

ผลการเรยี นรู
1. อธบิ ายและสรปุ สมบัติท่สี ำคัญของสิง่ มชี วี ิตและความสัมพันธข องการจดั ระบบในส่งิ มีชวี ติ ทีท่ ำใหสิ่งมชี วี ิตดำรงชวี ติ อยู

ได
2. อภปิ รายและบอกความสำคญั ของการระบปุ ญหา ความสมั พันธระหวา งปญ หา สมมติฐานและวธิ กี ารตรวจสอบ

สมมตฐิ าน รวมทงั้ ออกแบบการทดลองเพอ่ื ตรวจสอบสมมติฐาน
3. สืบคนขอ มลู อธิบายเก่ียวกบั สมบัตขิ องนำ้ และความสำคัญของนำ้ ท่ีมีตอสงิ่ มีชวี ิตและยกตวั อยางธาตุชนดิ ตางๆที่มี

ความสำคญั ตอรางกายส่งิ มีชวี ิต
4. สบื คนขอมูล อธิบายโครงสรางของคารโบไฮเดรต ระบุกลมุ ของคารโ บไฮเดต รวมท้ังความสำคัญของคารโบไฮเดรตทม่ี ี

ตอสิง่ มชี วี ติ
5. สืบคนขอ มลู อธิบาโครงสรา งของโปรตนี และความสำคญั ของโปรตีนที่มตี อส่ิงมชี วี ติ
6. สบื คนขอมลู อธบิ ายโครงสรางของลิพดิ และความสำคัญของลพิ ิดท่ีมีส่งิ มีชีวติ
7. อธบิ ายโครงสรางของกรดนิวคลอิ ิก และระบุชนดิ ขอกรดนิวคลิอกิ และความสำคัญของกรดนวิ คลิอกิ ท่ีมีตอ งสงิ่ มีชวี ิต
8. สืบคน ขอมลู และอธิบายปฏิกิรยิ าเคมที ่ีเกดิ ขึ้นในสิง่ มชี วี ติ
9. อธิบายการทำงานของเอนไซมในการเรงปฏิกริ ิยาเคมีในสงิ่ มชี วี ติ และระบุปจจัยท่ีมผี ลตอ การทำงานของเอนไซม
10. บอกวธิ กี าร และเตรยี มตวั อยางสิง่ มชี วี ติ เพ่อื ศกึ ษาภายใตกลอ งจลุ ทรรศนใ ชแ สง วดั ขนาดโดยแระมาณ และวาดภาพท่ี

ปรากฏภายใตก ลอ ง บอกวธิ ีการใชแ ละการดูแลรักษากลอ งจลุ ทรรศนใ ชแสงท่ถี ูกตอง
11. อธบิ ายโครงสรา งและหนาทีข่ องสวนท่ีหอหุม เซลลของเซลลพชื และเซลลส ัตว

297

12. สืบคน ขอ มลู อธบิ าย และระบุชนดิ และหนา ท่ีของออรแกเนลล
13. อธิบายโครงสรา งและหนา ทข่ี องนิวเคลียส
14. อธบิ าย และเปรยี บเทียบการแพร ออสโมซสิ การแพรแ บบฟาซลิ เิ ทต และแอกทีฟทรานสปอรต
15. สืบคนขอ มูล อธิบายและเขยี นแผนภาพการลำเลยี งสารโมเลกุลใหญออกจากเซลลดว ยกระบวนการเอกโซไซโทรซสิ

และการลำเลนี งสารโมเลกลุ ใหญเ ขา สเู ซลลด วยกระบวนการเอนโดไซโทซสิ
16. สังเกตการแบงนวิ เคลียสแบบไมโทซิสและแบบไมโอซสิ จากตวั อยางภายใตกลองจลุ ทรรศนพ รอ มทัง้ อธิบายและ

เปรยี บเทียบการแบง นวิ เคลียสแบบไมโทซสิ และแบบไมโอซสิ
17. อธิบาย เปรียบเทยี บและสรุปขนั้ ตอนการหายใจระดับเซลลในภาวะทีม่ ีออกซิเจนเพยี งพอและภาวะท่ีออกซิเจนไม

เพยี งพอ
รวมทั้งหมด 17 ผลการเรยี นรู

298

คำอธิบายรายวชิ าเพิ่มเติม
รหัสวิชา ว31242 รายวิชา ชีววิทยา2 กลมุ สาระการเรียนรวู ิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
ชัน้ มัธยมศึกษาปท่ี 4 ภาคเรียนที่ 2 จำนวน 60 ช่ัวโมง/1.5 หนวยกติ

ศึกษาวเิ คราะหการศึกษาพันธศุ าสตรของเมนเดล ความนาจะเปน และกฎแหงการแยก กฎแหงการรวมกลุมอยา ง
อิสระ ลักษณะทางพนั ธุกรรมทีน่ อกเหนือกฎของเมนเดล การผสมเพ่ือทดสอบการถายทอดยนี และโครโมโซม การคน พบ
สารพนั ธกุ รรม โครโมโซมองคประกอบทางเคมีของ DNA โครงสรางของ DNA สมบตั ิของสารพนั ธกุ รรม มวิ เทชนั พนั ธุ
วศิ วกรรม การโคลนยีน การวเิ คราะห DNA และการศึกษาจีโนม การประยุกตใชเทคโนโลยขี อง DNA ความปลอดภัยของ
เทคโนโลยที าง DNA และมุมมองทางสังคมและจริยธรรม หลกั ฐานทีบ่ ง บอกถงึ วิวัฒนาการของสิง่ มชี ีวติ แนวคิดเก่ียวกับ
วิวัฒนาการของสงิ่ มชี ีวิต พนั ธุศาสตรป ระชากร ปจ จัยที่ทำใหเ กิดการเปลยี่ นแปลงความถี่แอลลลี ศกึ ษารูปแบบ ขนาด
ความหนาแนน และการแพรกระจายของประชากร และศึกษาประเภทของทรพั ยากรธรรมชาติ การใชประโยชนจ าก
ทรพั ยากรธรรมชาติอยา งคมุ คา และการอนุรกั ษทรพั ยากรธรรมชาตอิ ยา งย่งั ยนื

โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู การสืบคนขอมูล การสังเกต วิเคราะห
เปรียบเทียบ อธิบาย อภิปรายและสรุป เพื่อใหเกิดความรู ความเขาใจ มีความสามารถในการตัดสินใจ มีทักษาปฏิบัติการ
ทางวิทยาศาสตร รวมทั้งทักษะการเรียนรูในศตวรรษที่ 21 ในดานการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ ดานการคิดและการ
แกปญหาดานการสื่อสาร สามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนำความรูไปใชในชีวิตของตนเอง มีจิตรวิทยาศาสตร จริยธรรม
คุณธรรมและคานิยมทีเ่ หมาะสม
ผลการเรยี นรู

1. สืบคนขอมูล อธบิ ายสมบตั แิ ละหนา ทข่ี องสารพันธกุ รรม โครงสรา งและองคประกอบทางเคมขี อง DNA และสรุป
การจำลอง DNA

2. อธบิ ายและระบขุ ้ันตอนในกระบนการสังเคราะหโปรตนี และหนา ที่ของ DNA และ RNA แตละชนดิ ในกระบวนการ
สังเคราะหโปรตนี

3. สืบตนขอ มูลและอธิบายการเกิดมิวเทชันระดบั ยีนและระดับโครโมโซม สาเหตกุ ารเกิดมิวเทชนั รวมทง้ั ยกตวั อยาง
โรคและกลมุ อาการที่เปนผลของการเกิดมวิ เทชนั

4. สบื คน ขอ มลู อธบิ ายและสรปุ ผลการทดลองของเมนเดล
5. สรปุ ความสมั พันธร ะหวา งสารพันธกุ รรม แอลลีล โปรตีน ลษั ณะทางพนั ธกุ รรมและเชือ่ มโยงกับความรเู รอ่ื งพันธุ

ศาสตรเ มนเดล
6. อธบิ ายและสรปุ กฎแหงการแยกและกฎแหง การรวมกลมุ อยา งอิสระ นำกฎของเมนเดลน้ีไปอธิบายการถา ยทอก

ลกั ษณะทางพนั ฑุกรรมและใชในการคำนวณโอกาสในการเกิดฟโนไทปและจีโนไทปแบบตางๆในรนุ F1 และ F2
7. สืบคนขอมลู วิเคราห อธบิ ายและสรปุ เก่ียวกบั การถายทอดลกั ษณะทางพนั กู รรมทเี่ ปนขยายของพันธศุ าสตรเ มน

เดล
8. สบื คน ขอมลู วเิ คราะหแ ละเปรียบเทยี บลกั ษระทางพนั ธุกรรมทมี่ กี ารแปรผนั ไมตอเน่ืองและลกั ษณะทางพันธุกรรม

ทีม่ ีการแปรผนั ตอเนื่อง

299

9. อธบิ ายการถายทอดยีนบนโครโมโซมและยกตวั ยางลักษณะทางพนั ธุกรรมทถี่ ูกควบคุมดวยยีนบนออโตโซมและยีน
บนโครโมโซมเพศ

10. อธิบายหลกั การสรา งสงิ่ มชี ีวิตดัดแปรพนั ธุกรรมโดยใชด เี อ็นเอรคี อมบิแนนท
11. สืบคน ขอมูล ยกตวั อยา งและอภปิ รายการนำเทคโนโลยที างดเี อน็ เอไปประยุกตท ้งั ในดานส่งิ แวดลอ ม นติ ิ

วทิ ยาศาสตร การแพทย การเกษตร และอุตสาหกรรมและขอควรคำนึงถึงดานชีวจริยธรรม
12. สบื คน ขอ มลู และอธิบายเก่ียวกับ หลักฐานทส่ี นับสนุนและขอมูลที่ใชอธบิ ายการเกิดววิ ฒั นาการของสิง่ มชี ีวิต
13. อธบิ ายเปรียบเทยี บแนวคิดเก่ียวกบั ววิ ฒั นาการของสง่ิ มีชีวิตของฌอง ลามารกและทฤษฎีเกยี่ งกนั วิวัฒนาการของ

สง่ิ มชี วี ติ ของชาลส ดารวนิ
14. ระบสุ าระสำคัญและอธิบายเง่ือนไขของภาวะสมดลุ ของฮอรดี-ไวนเบิรก ปจจยั ทท่ี ำใหเกิดการเปล่ียนแปลงความถ่ี

ของแอลลลลี ในประชากร พรอมท้ังคำนฯหาความถ่ีของแอลลลี และจโี นไทปข องประชากรโดยใชห ลักของฮารด -ี
ไวนเบริ ก
15. สืบคนขอ มลู อภิปราย และอธบิ ายกระบวนการเกดิ สปชีสใหมข องส่ิงมีชวี ิต
16. สบื คนขอ มูล อธบิ าย ยกตวั อยา งและสรปุ เกย่ี วกับลกั ษณะเฉพาะของประชากรของสิ่งมีชีวติ บางชนดิ
17. สืบคนขอมูล อธบิ าย เปรียบเทยี บและยกตวั อยา งการเพมิ่ ของประชากรแบบเอ็กโพเนนเชยี ลและการเพิ่มของ
ประชากรแบบลอจสิ ตกิ
18. อธิบายและยกตัวอยา งปจจัยที่ควบคมุ การเติบโตของประชากร
19. วิเคราะห อภิปรายและสรปุ ปญหาการขาดแคลนนำ้ การเกิดมลพิษทางนำ้ และผลกระทบทม่ี ตี อมนุษยแ ละ
สิง่ แวดลอ ม รวมท้งั เสนอแนวทางการวางแผนการจดั การน้ำและการแกไขปญ หา
20. วิเคราะห อภิปราย และสรปุ ปญ หามลพษิ ทางอาหาศ และผลกระทบท่ีมตี อ มนุษยและสิ่งแวดลอ ม รวมท้งั เสนอ
แนวทางการแกไขปญหา
21. วเิ คราะห อภปิ รายและสรปุ ปญหาทีเ่ กิดกับทรัพยากรดิน และผลกระทบทีม่ ตี อมนุษยและส่งิ แวดลอม รวมท้งั เสนอ
แนวทางการแกไขปญ หา
22. วิเคราะห อภิปราย และสรุปปญหา ผลกระทบทเ่ี กดิ จาการทำลายปา ไม รวมท้งั เสนอแนวทางในการปองกนั การ
ทำลายปาไมและการอนรุ ักษปาไม
23. วิเคราะห อภิปรายและสรุปปญหา ผลกระทบที่ทำใหสัตวป ามีจำนวนลดลงและแนวทางในการอนุรักษสตั วป า
รวมทั้งหมด 23 ผลการเรยี นรู

300

คำอธบิ ายรายวิชาเพิ่มเตมิ
รหัสวชิ า ว32243 รายวิชา ชีววิทยา3 กลุมสาระการเรียนรวู ทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
ชัน้ มัธยมศึกษาปท่ี 5 ภาคเรียนที่ 1 จำนวน 60 ช่ัวโมง/1.5 หนว ยกิต

ศกึ ษาวิเคราะห โครงสรา งภายนอก ภายใน เนอื้ เย่ือชนั้ ตางๆ ชนดิ ของเซลลท ี่พบในเนือ้ เย่อื พืชและหนา ที่ของพชื
ดอก การลำเลยี งนำ้ การลำเลียงอาหาร การรักษาดุลยภาพนำ้ ของพชื การสังเคราะหดว ยแสง ปฏิกิรยิ าแสง I ปฏกิ ริ ยิ าแสง
II การสืบพนั ธุของพชื ดอก การสรา งเซลลส บื พันธุ การปฏิสนธิ การเจริญของไซโกต ลักษณะผลท่ีเกดิ จากรกตา งชนิด การ
ตอบสนองของพืชตอปจ จยั ภายนอก และปจจยั ภายใน ศึกษาวเิ คราะหไ บโอม ความหลากหลายและความสมั พนั ธใ นระบบ
นเิ วศ การถายทอดพลังงานและการหมุนเวียนสาร รวมไปถงึ การเปล่ยี นแปลงแทนที่ของระบบนิเวศและความหลากหลาย
ทางชีวภาพของสง่ิ มชี วี ิต การจดั หมวดหมขู องสง่ิ มีชีวิต

โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู การสำรวจตรวจสอบ การสบื คนขอมูลและ
การอภปิ ราย เพื่อใหเ กิดความรู ความคิด ความเขา ใจ สามารถส่ือสารส่ิงท่ีเรยี นรู มีความสามารถในการตดั สินใจ
นำความรูไปใชใ นชวี ิตประจำวัน มจี ติ วิทยาศาสตร จริยธรรม คณุ ธรรม และคานยิ มท่ีเหมาะสม

ผลการเรยี นรู
1. อธบิ ายเกย่ี วกบั ชนิดและลกั ษณะของเน้ือเยื่อพชื และเขียนแผนผงั เพือ่ สรปุ ชนิดของเน้ือเยื่อพชื
2. สงั เกต อธบิ าย และเปรยี บเทียบโครงสรางภายในของรากพืชใบเลย้ี งเดย่ี วและรากพชื ใบเลี้ยงคูจ ากการตดั ตาม
ขวาง
3. สงั เกต อธิบายและเปรยี บเทียบโครงสรางภายในของลำตนพืชใบเลย้ี งเดี่ยวและลำตน พชื ใบเล้ยี งคจู ากการตัดตาม
ขวาง
4. สังเกตและอธบิ ายโครงสรางภายในของใบพืชจากการตัดตามขวาง
5. สบื คน ขอ มลู สงั เกต และอธิบายการแลกเปล่ยี นแกสและการคายนำ้ ของพืช
6. สืบคน ขอมลู และอธิบายกลไกการละเลยี งน้ำและธาตุอาหารของพืช
7. สบื คนขอมูล อธิบายความสำคัญของธาตุอาหารและยกตวั อยางธาตุอาหารทีส่ ำคัญทมี่ ผี ลตอ การเจรญิ เติบโตของ
พืช
8. อธิบายกลไกการลำเลยี งอาหารในพืช
9. สืบคนขอ มลู และสรปุ การศึกษาที่ไดจ ากการทดลองของนกั วทิ ยาศาสตรในอดตี เกี่ยวกบั กระบวนการสงั เคราะห
ดวยแสง
10. อธบิ ายขั้นตอนทเ่ี กิดขน้ึ ในกระบวนการสังเคราะหด ว ยแสงของพืช C3
11. เปรยี บเทยี บกลไปการตรึงคารบอนไดออกไซดใ นพชื C3 พืชC4 และ พชื CAM
12. สืบคน ขอมลู อภิปราย และสรุปปจ จัยความเขม ของแสง ความเขม ขน ของคารบอนไดออกไซดแ ละอุณหภมู ิ ทม่ี ีผล
ตอ การสสังเคราะหดวยแสงของพชื
13. อธบิ ายวฏั จักรชีวิตแบบสลับของพชื ดอก
14. อธิบายและเปรียบเทียบกระบวนการสรางเซลลส ืบพันธเุ พศผูและเพศเมยี ของพืชดอกและอธบิ ายการปฏิสนธิของ
พชื ดอก

301

15. อธิบายการเกดิ เมล็ดและการเกิดผลของพชื ดอก โครงสรา งของเมล็กอละผล และยกตัวอยา งการใชป ระโยชนจ าก
โครงสรางตางๆของเมล็ดและผล

16. ทดลอง และอธบิ ายเกยี่ วกับปจจยั ตางๆทม่ี ผี ลตอการงอกของเมล็ด สภาพพักตัวของเมลด็ และบอกแนวทางในการ
แกส ภาพพักตัวของเมลด็

17. สืบคน ขอ มลู อธิบายบทบาทและหนาที่ของออกซนิ ไซโทไคนนิ จบิ เบอเรลลนิ เอทิลีนและกรดแอบไซซกิ และ
อภปิ รายเก่ยี วกบั การนำไปใชประโยชนทางการเกษตร

18. สืบคน ขอมูล ทดลองและอภปิ รายเกี่ยวกบั สิงเราภายนอกที่มผี ลตอ การเจรญิ เตบิ โตของพืช
19. อภิปรายความสำคัญของความหลากหลายทางชวี ภาพและความเชอ่ื มโยงระหวางความหลากหลายทางพันธุกรรม

ความหลากหลายของสปช สี  และความหลากหลายของระบบนเิ วศ
20. อธิบายการเกิดเซลลเ รมิ่ แรกของสงิ่ มชี ีวติ และววิ ฒั นาการของสง่ิ มชี ีวติ เซลลเ ดียว
21. อธิบายลักษณะสำคญั และยกตัวอยางส่งิ มีชีวิตกลุมแบคทเี รีย สิ่งมชี วี ิตกลมุ โพทิสต สิง่ มีชีวิตกลุมพืช สง มชี วี ติ กลุม

ฟง ไจ และสิ่งมชี วี ิตกลุม สัตว
22. อธิบายและยกตัวอยางการจำแนกสิง่ มชี วี ิตจากหมวดหมูใหญจ นถึงหมวดหมยู อย และวธิ ีการเขียนชอื่ วิทยาศาสตร

ในลำดับข้ันสปช สี 
23. สรางไดโคโทมัสคียในการระบุส่ิงมชี วี ิตหรือตัวอยางท่ีกำหนดออกเปนหมวดหมู
24. วเิ คราะห อธบิ ายและยกตัวอยา งกระบวนการถา ยทอดพลังงานในระบบนิเวศ
25. อธิบาย ยกตวั อยางการเกิดไบโอแมกนิฟเ นและบอกแนวทางในการลดการเกิดไบโอแมกนิฟเคชัน
26. สืบคน ขอ มลู และเขยี นแผนภาพ เพื่ออธบิ ายวฎั จักรไนโตรเจน วัฏจักรกำมะถัน และวัฏจกั รฟอสฟอรสั
27. สืบคนขอมลู ยกตวั อยา ง และอธบิ ายลกั ษณะของไบโอมท่กี ระจายอยตู ามเขตภมู ิศาสตรตางๆบนโลก
28. สบื คนขอมูล ยกตัวอยาง อธิบายและเปรียบเทยี บการเปล่ยี นแปลงแทนท่ีแบบปฐมภมู แิ ละการเปลย่ี นแปลงแทนท่ี

แบบทุติยภูมิ
รวมทั้งหมด 28 ผลการเรยี นรู

302

คำอธบิ ายรายวชิ าเพ่ิมเตมิ
รหสั วิชา ว32244 รายวิชา ชีววทิ ยา4 กลมุ สาระการเรยี นรวู ทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
ช้นั มธั ยมศึกษาปท ี่ 5 ภาคเรียนท่ี 2 จำนวน 60 ชัว่ โมง/1.5 หนวยกติ

ศึกษาวเิ คราะห การยอยอาหารของจุลินทรีย การยอ ยอาหารของสิง่ มชี วี ติ เซลลเดยี ว การยอยอาหารของ
สัตว การยอยอาหารของคน การสลายสารอาหารระดบั เซลลในแบบใชอ อกซเิ จนและไมใชอ อกซิเจน การสืบพันธุของสงิ่ มชี วี ติ
เซลลเดยี ว การสบื พันธขุ องสัตว การสบื พนั ธขุ องคน การเจรญิ เติบโตของกบ การเจริญเติบโตของไก การเจริญเติบโตของคนการ
สืบพนั ธแุ บบไมอาศัยเพศของสตั ว การสืบพันธแุ บบอาศยั เพศของสัตวแ ละคน ภาวะการมีบตุ รยาก กระบวนการ
เจรญิ เตบิ โตของสตั ว การเจริญเตบิ โตของคนและปจจยั ภายนอกที่มผี ลตอ การเจรญิ เตบิ โตของเอมบริโอและลูกออน การ
รบั รูและตอบสนองตอสง่ิ เราของโพรโทซัว และสตั วไมม กี ระดกู สนั หลงั บางชนดิ การทำงานของเซลลป ระสาท ศนู ยควบคุม
ของระบบประสาท และอวยั วะรบั สมั ผสั ตอมไรทอ ท่ีสำคัญของคน บทบาทและกลไกการควบคุมการหลงั่ ฮอรโมน ฟโ ร
โมน การเคลื่อนไหวของสง่ิ มีชีวิตเซลลเ ดยี ว โดยอาศยั การไหลของไซโทพลาซึมการโบกพัดของซเี ลยี และแฟลกเจลลัม การ
เคลือ่ นไหวของแมงกระพรุน หมกึ โดยอาศยั แรงดันน้ำ การเคลอื่ นไหวของแมลงโดยใชกลามเน้ือ 2 ชุดทำงานตรงขา มกัน การ
เคลือ่ นไหวของไสเดือนดนิ การเคลือ่ นไหวของปลา นก ชีตา จำแนกกระดูกแกน กระดูกระยางค โครงสรา งภายในกระดูก
การเคลอ่ื นไหวของขอตอบริเวณตางๆ เอ็นยดึ กระดูก โครงสรา งและหนา ที่ของกลามเน้ือยึดกระดูก กลามเน้ือเรียบ
กลา มเน้ือหวั ใจ องคประกอบของเซลลก ลา มเน้ือยดึ กระดูก และการทำงานของกลามเนือ้ ยึดกระดูกท่ีแขน ขา กลไก

โดยใชก ระบวนการทางวทิ ยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู การสำรวจตรวจสอบ การสืบคน ขอมูลและการ
อภปิ ราย เพื่อใหเกดิ ความรู ความคิด ความเขาใจ สามารถสื่อสารสิ่งที่เรยี นรู มีความสามารถในการตดั สินใจ นำความรไู ปใชใ น
ชีวติ ประจำวัน มีจติ วทิ ยาศาสตร จริยธรรม คุณธรรม และคา นยิ มทเ่ี หมาะสม

ผลการเรียนรู
1. สบื คนขอ มลู อธิบายและเปรียบเทยี บโครงสรางและกระบวนการยอ ยอาหารของสตั วท่ีไมมที างเดินอาหาร สตั วท ี่มี

ทางเดนิ อาหารแบบไมสมบูรณ และสัตวท่มี ีทางเดินอาหารแบบสมบูรณ
2. สงั เกต อธบิ าย การกนิ อาหารของไฮดราและพลานาเรยี
3. อธบิ ายเกีย่ วกบั โครงสรา ง หนาท่แี ละกระบวนการยอ ยอาหาร ดดู ซึมสารอาหารภายในระบบยอยอาหารของมนุษย
4. สืบคนขอ มูล อธบิ ายและเปรยี บเทยี บโครงสรา งที่ทำหนา ทแี่ ลกเปลยี่ นแกสของฟองน้ำ ไฮดรา พลานาเรีย ไสเดือนดิน

แมลง ปลา กบ และนก
5. สงั เกตและอธิบายโครงสรางของปอดในสตั วเ ลี้ยงลกู ดวยนำ้ นม
6. สืบคนขอมลู อธิบายโครงสรา งทใี่ ชในการแลกเปลย่ี นแกส และกระบวนการแลกเปลย่ี นแกส ของมนุษย
7. อธิบายการทำงานของปอด และทดลองวดั ปริมาตรของอากาศในการหายใจออกของมนษุ ย
8. สบื คน ขอมูล อธิบาย และเปรียบเทียบระบบหมนุ เวยี นเลอื ดแบบเปด และระบบหมนุ เวียนเลอื ดแบบปด
9. สงั เกต และอธิบายทิศทางการไหลของเลือดและการเลื่อนทข่ี องเซลลเ มด็ เลือดในหางปลาและสรปุ ความสัมพนั ธ

ระหวางขนาดของหลอดเลอื ดกับความเรว็ ในการไหลของเลือด
10. อธิบายโครงสรางและการทำงานของหวั ใจและหลอดเลือดในมนุษย
11. สงั เกต และอธบิ ายโครงสรา งหัวใจของสัตวเลย้ี งลูกดว ยนำ้ นม ทิศทางการไหลของเลือดผา นหวั ใจของมนุษย และเยน

แผนผังสรปุ การหมุนเวยี นเลอื ดของมนษุ ย
12. สบื คน ขอ มลู ระบุความแตกตางของเซลลเ ม็ดเลือดแดง เซลลเ ม็ดเลอื ดขาว เพลตเลตและพลาสมา

303

13. อธบิ ายหมเู ลอื ดและหลกั การใหแ ละรบั เลอื ดในระบบ ABO และระบบ Rh
14. อธบิ าย และสรปุ เกี่ยวกับสว นประกอบและหนาท่ขี องน้ำเหลอื ง รวมท้ังโครงสรางและหนาท่ีของหลอดนำ้ เหลืองและ

ตอ มนำ้ เหลือง
15. สืบคน ขอมลู อธบิ ายและเปรยี บเทยี บกลไกการตอ ตา นหรือทำงานสง่ิ แปลกปลอมแบบไมจำเพาะและแบบจำเพาะ
16. สืบคนขอ มูล อธิบายและเปรยี บเทยี บการสรา งภูมิคมุ กันกอ เองและภูมิคุมกนั รับมา
17. สบื คน ขอ มลู และอธิบายเกีย่ วกบั ความผิดปกตขิ องระบบภมู ิคมุ กันทที่ ำใหเกดิ เอดส ภมู แิ พ การสรางภมู ิตา นทานตอ

เนือ้ เยื่อตนเอง
18. สบื คน ขอมลู อธิบาย และเปรียบเทยี บโครงสรางและหนาที่ในกำจดั ของเสียออกจากรางกายของฟองน้ำ ไฮดรา พลานา

เรยี ไสเดือนดนิ แมลงและสตั วมกี ระดูกสันหลงั
19. อธบิ ายโครงสรางและหนา ท่ขี องไต และโครงสรางทใี่ ชลำเลยี งปส สาวะออกจากรา งกาย
20. อธิบายกลไกการทำงานของหนวยไต ในการกำจดั ของเสยี ออกจากรางกาย และเขยี นแผนผงั สรปุ ข้ันตอนการกำจดั ของ

เสียออกจากรา งกายโดยหนว ยไต
21. สืบคนขอมูล อธิบาย และยกตัวอยางเก่ยี วกบั ความผดิ ปกติของไตอันเน่ืองมาจากโรคตางๆ

รวมทั้งหมด 21 ผลการเรยี นรู

304

คำอธิบายรายวชิ าเพ่ิมเติม
รหัสวิชา ว33245 รายวชิ า ชีววิทยา5 กลมุ สาระการเรียนรูวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
ช้นั มัธยมศกึ ษาปท ี่ 6 ภาคเรยี นท่ี 1 จำนวน 60 ชั่วโมง/1.5 หนว ยกิต

ศึกษาวเิ คราะห การสบื พนั ธุแบบไมอาศัยเพศของสตั ว การสบื พนั ธแุ บบอาศยั เพศของสัตวและคน
ภาวะการมบี ุตรยาก กระบวนการเจริญเติบโตของสัตว การเจรญิ เตบิ โตของคนและปจจัยภายนอกท่มี ีผลตอการ
เจริญเตบิ โตของเอมบริโอและลูกออน การรับรแู ละตอบสนองตอสงิ่ เราของโพรโทซวั และสตั วไมมีกระดูกสนั หลงั บางชนิด
การทำงานของเซลลป ระสาท ศนู ยค วบคุมของระบบประสาท และอวยั วะรับสัมผัส ตอ มไรท อที่สำคัญของคน บทบาท
และกลไกการควบคมุ การหลงั่ ฮอรโมน ฟโ รโมน การเคลือ่ นไหวของสง่ิ มีชีวติ เซลลเดยี ว โดยอาศัยการไหลของไซโทพลาซึม
การโบกพดั ของซีเลีย และแฟลกเจลลัม การเคลื่อนไหวของแมงกระพรนุ หมึกโดยอาศัยแรงดนั น้ำ การเคลอ่ื นไหวของแมลง
โดยใชกลา มเนื้อ 2 ชดุ ทำงานตรงขามกนั การเคลื่อนไหวของไสเดือนดนิ การเคลอื่ นไหวของปลา นก ชตี า จำแนกกระดกู
แกน กระดกู ระยางค โครงสรา งภายในกระดูก การเคลอื่ นไหวของขอ ตอบริเวณตางๆ เอ็นยดึ กระดกู โครงสรางและหนา ที่
ของกลามเนื้อยึดกระดกู กลา มเน้ือเรียบ กลา มเน้ือหวั ใจ องคประกอบของเซลลกลา มเนอ้ื ยึดกระดูก และการทำงานของ
กลามเน้อื ยึดกระดกู ที่แขน ขา กลไก การเกิดพฤตกิ รรม พฤติกรรมแบบตางๆ ในคนและสัตว ความสัมพนั ธระหวา ง
พฤติกรรมกับพัฒนาการของระบบประสาท พฤติกรรมทางสังคม

โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู การสำรวจตรวจสอบ การสืบคนขอมูลและการ
อภิปราย เพือ่ ใหเ กิดความรู ความคดิ ความเขา ใจ สามารถสอื่ สารส่ิงท่ีเรียนรู มีความสามารถในการตัดสินใจ นำความรไู ปใชใน
ชวี ติ ประจำวัน มีจิตวิทยาศาสตร จรยิ ธรรม คณุ ธรรม และคา นยิ มทเ่ี หมาะสม

ผลการเรียนรู
1. สบื คน ขอ มูล อธบิ าย และเปรียบเทยี บโครงสรางและหนาท่ีของเซลลป ระสาท
2. อธิบายเกีย่ วกับการทำงานของศักยไฟฟา ทีเ่ ย่ือหมุ เซลลของเซลลป ระสาท และกลไกการถา ยทอดกระแสประสาท
3. อธิบายและสรุปเก่ยี วกับโครงสรางของระบบประสาทสวนกลางและระบบประสาทรอบนอก
4. สืบคน ขอมูล อธบิ ายโครงสรางและหนาที่ของสวนตา งๆในสมองสว นหนา สมองสวนกลาง สมองสว นหลังและไข
สันหลัง
5. สบื คนขอ มลู อธบิ าย เปรยี บเทียบ และยกตวั อยา งการทำงานของระบบประสาทโซมาติก และระบบประสาทอัต
โนวตั ิ
6. สบื คนขอ มลู อธิบายโครงสรา งและหนา ที่ของ ตา หู จมูกและผิวหนังของมนษุ ย ยกตวั อยา งโรคตางๆทเ่ี กยี่ วของ
และบอกแนวทางในการดูแลปอ งกนั และรักษา
7. สงั เกต และอธิบายการหาตำแหนง ของจุดบอดโฟเวยี และความไวในการรบั สัมมผัสของผิวหนงั การไดย ิน การได
กลิ่น การรบั รส
8. สืบคนขอมูล อธบิ าย และเปรียบเทียบโครงสรา งและหนาท่ีของอวยั วะทเี่ กีย่ วของกับการเคลือ่ นท่ีของแมงกะพรุน
หมกึ ดาวทะเล ไสเดอื นดิน แมลง ปลา และนก
9. สบื คนขอมูล และอธบิ ายโครงสรา งและหนาที่ของกระดกู และกลา มเนื้อทเี่ กย่ี วขอ งกบั การเคลื่อนไหวและการ
เคลือ่ นท่ีของมนษุ ย

305

10. สงั เกต และอธิบายการทำงานของขอ ตอชนิดตางๆและการทำงานของกลา มเนื้อโครงรา งทเี่ ก่ียวของกบั การ
เคลอ่ื นไหวและการเคลอ่ื นท่ีของมนุษย

11. สบื คน ขอ มลู อธบิ าย และยกตวั อยางการสืบพนั ธุแบบไมอ าศยั เพศและการสืบพันธุแ บบอาศัยเพศในสัตว
12. สืบคนขอ มลู อธิบายโครงสรา งและหนาท่ีของอวัยวะในระบบสบื พนั ธุเ พศชายและระบบสืบพนั ธเุ พศหญงิ
13. อธบิ ายกระบวนการสรา งสเปรม กระบวนการสรา งเซลลไข และการปฏสิ นธใิ นมนุษย
14. อธบิ ายการเจรญิ เตบิ โตระยะเอ็มบรโิ อและระยะหลังเอ็มบริโอของกบ ไกและมนุษย
15. สืบคน ขอมลู อธิบาย และเขียนแผนผังสรปุ หนา ท่ขี องฮอรโมนจากตอมไรทอและเนื้อเยือ่ ทีส่ รา งฮอรโ มน
16. สบื คนขอ มูล อธิบาย เปรยี บเทียบและยกตวั อยางพฤติกรรมทีเ่ ปน มาแตกำเนิดและพฤติกรรมทีเ่ กิดจากการเรยี นรู

ของสตั ว
17. สบื คนขอมูล อธบิ ายและยกตัวอยา งความสมั พันธร ะหวา งพฤตกิ รรมกบั ววิ ฒั นาการของระบบประสาท
18. สืบคน ขอ มลู อธบิ ายและยกตัวอยางการสื่อสารระหวา งสัตวทที่ ำใหส ตั วแสดงพฤติกรรม
รวมทั้งหมด 18 ผลการเรยี นรู

306

รายวิชาฟส ิกส ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรเู พ่ิมเตมิ
ชัน้ 1. สืบคน และอธิบายการคนหาความรู • ฟส ิกสเปนวิทยาศาสตรแ ขนงหน่งึ ทศ่ี ึกษา
ม.4 ทางฟสิกส ประวตั ิความเปนมารวมทั้ง เกยี่ วกับสสาร พลังงาน อันตรกิรยิ าระหวางสสาร

พัฒนาการของหลักการและแนวคิดทาง กบั พลังงาน และแรงพน้ื ฐานในธรรมชาติ
ฟส ิกสท ม่ี ผี ลตอการแสวงหาความรูใหมแ ละ • การคนควาหาความรูทางฟสิกสไ ดม าจาก
การพัฒนาเทคโนโลยี การสงั เกต การทดลอง และเกบ็ รวบรวมขอมลู มา
วเิ คราะหหรือจากการสรา งแบบจำลองทาง
ความคิด เพือ่ สรปุ เปนทฤษฎี หลกั การหรอื กฎ
ความรูเ หลา น้ี สามารถนำไปใชอธบิ าย
ปรากฏการณธรรมชาตหิ รือทำนายสิง่ ทอ่ี าจจะ
เกดิ ข้นึ ในอนาคต
• ประวัตคิ วามเปนมาและพัฒนาการของ
หลกั การและแนวคดิ ทางฟสิกสเปนพน้ื ฐานในการ
แสวงหาความรใู หมเพ่ิมเติม รวมถงึ การพฒั นา
และความกาวหนาทางเทคโนโลยีก็มสี ว นในการ
คน หาความรใู หมทางวิทยาศาสตรด ว ย
2. วัด และรายงานผลการวดั ปรมิ าณ • ความรทู างฟสิกสส ว นหนึง่ ไดจ ากการทดลอง
ทางฟสิกสไ ดถูกตองเหมาะสม โดยนำความ ซ่ึงเกี่ยวของกับกระบวนการวัดปริมาณทางฟสิกส
คลาดเคล่ือนในการวดั มาพิจารณาในการ ซง่ึ ประกอบดว ยตัวเลขและหนว ยวดั
นำเสนอผล รวมทง้ั แสดงผลการทดลองใน • ปรมิ าณทางฟสกิ สสามารถวัดไดด ว ย
รูปของกราฟ วิเคราะหแ ละแปล เครื่องมอื ตา ง ๆ โดยตรงหรอื ทางออม หนวยทีใ่ ช
ความหมายจากกราฟเสน ตรง ในการวัดปริมาณทางวทิ ยาศาสตรคือ ระบบ
หนวยระหวางชาติ เรียกยอวา ระบบเอสไอ
• ปริมาณทางฟสกิ สท่ีมคี า นอยกวาหรือ
มากกวา ๑ มาก ๆ นยิ มเขยี นในรูปของสญั กรณ
วทิ ยาศาสตรห รอื เขียนโดยใชคำนำหนา หนวย
ของระบบเอสไอการเขียนโดยใชสัญกรณ
วทิ ยาศาสตรเ ปน การเขยี น เพ่ือแสดงจำนวนเลข
นัยสำคัญท่ีถูกตอง
• การทดลองทางฟส กิ สเกีย่ วกับการวัด
ปริมาณตาง ๆ การบนั ทึกปริมาณท่ีไดจากการวดั
ดว ยจำนวนเลขนยั สำคญั ท่เี หมาะสม และคา
ความคลาดเคล่ือนการวเิ คราะหแ ละการแปล
ความหมายจากกราฟ เชน การหาความชันจาก
กราฟเสน ตรง จุดตัดแกนพน้ื ท่ีใตก ราฟ เปน ตน

307

ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรเู พิม่ เติม
• การวดั ปรมิ าณตา ง ๆ จะมคี วาม
คลาดเคลื่อนเสมอขนึ้ อยูกับเคร่ืองมือ วิธกี ารวัด
และประสบการณของผูว ัด ซ่ึงคาความ
คลาดเคลื่อนสามารถแสดงในการรายงานผลทง้ั
ในรปู แบบตัวเลขและกราฟ
• การวัดควรเลือกใชเ ครื่องมือวดั ใหเ หมาะสม
กับสิง่ ท่ตี องการวดั เชนการวัดความยาวของวัตถุ
ทต่ี องการความละเอียดสงู อาจใชเวอรเ นียร
แคลลิเปรส หรอื ไมโครมิเตอร
• ฟสกิ สอ าศยั คณติ ศาสตรเปนเครือ่ งมือใน

การศึกษาคน ควา และการส่อื สาร
3. ทดลอง และอธบิ ายความสัมพนั ธ •ปริมาณที่เก่ยี วกับการเคลอื่ นท่ี ไดแ ก
ระหวา งตำแหนง การกระจัด ความเร็ว ตำแหนง การกระจดั ความเรว็ และความเรง
และความเรงของการเคลื่อนที่ของวัตถุใน โดยความเร็ว และความเรงมีทงั้ คาเฉล่ยี และคา
แนวตรงที่มคี วามเรงคงตวั จากกราฟและ ขณะหน่ึงซึ่งคิด ในชวงเวลาสน้ั ๆ สำหรับปริมาณ
สมการ รวมทั้งทดลองหาคา ความเรง โนม ตาง ๆ ทเ่ี กยี่ วของกับการเคล่ือนทแ่ี นวตรงดวย
ถว งของโลก และคำนวณปรมิ าณตา ง ๆ ท่ี ควาvม=เรงuคง+ตัวaมt ีความสมั พนั ธตามสมการ
เกีย่ วขอ ง

∆x = u + v  t
2 

∆x = ut + 1 at2
2
v2 = u2 + 2a∆x
• การอธิบายการเคลื่อนท่ีของวัตถสุ ามารถ
เขยี นอยูในรปู กราฟตำแหนงกับเวลา กราฟ
ความเร็วกับเวลา หรือกราฟความเรงกับเวลา
ความชันของเสน กราฟตำแหนง กบั เวลาเปน
ความเร็วความชนั ของเสน กราฟความเร็วกับเวลา
เปนความเรง และพืน้ ท่ีใตเ สน กราฟความเรว็ กับ
เวลาเปนการกระจดั ในกรณีท่ผี ูสังเกตมีความเร็ว
ความเร็วของวตั ถทุ ่สี งั เกตไดเปน ความเรว็ ท่ีเทยี บ
กับผูสงั เกต

308

ชัน้ ผลการเรียนรู สาระการเรียนรเู พมิ่ เติม
• การตกแบบเสรเี ปนตัวอยา งหนึง่ ของการ
เคลื่อนที่ในหน่ึงมติ ิท่ีมคี วามเรงเทา กับความเรง
โนม ถว งของโลก
4. ทดลอง และอธิบายการหาแรงลัพธ • แรงเปนปริมาณเวกเตอรจ งึ มีทงั้ ขนาดและ
ของแรงสองแรงทีท่ ำมมุ ตอกนั ทศิ ทางกรณีทีม่ ีแรงหลาย ๆ แรง กระทำตอ วตั ถุ
สามารถหาแรงลัพธท่ีกระทำตอวตั ถุ โดยใชวธิ ี
เขียนเวกเตอรของแรงแบบหางตอหวั วธิ ีสรางรูป
สเี่ หลยี่ มดา นขนานของแรงและวิธีคำนวณ
5. เขียนแผนภาพของแรงท่กี ระทำตอ • สมบัตขิ องวตั ถุที่ตา นการเปลี่ยนสภาพการ
วตั ถอุ ิสระ ทดลอง และอธิบายกฎการ เคล่ือนท่ี เรียกวา ความเฉื่อย มวลเปน ปริมาณ
เคลอ่ื นที่ของนิวตันและการใชกฎการ ท่บี อกใหท ราบวาวัตถุใดมีความเฉือ่ ยมากหรือ
เคลอ่ื นท่ีของนวิ ตนั กบั สภาพการเคลือ่ นที่ นอ ย
ของวัตถุ รวมท้ังคำนวณปริมาณตา ง ๆ ท่ี • การหาแรงลัพธท่ีกระทำตอ วัตถุสามารถ
เกี่ยวของ เขยี นเปนแผนภาพของแรงที่กระทำตอวตั ถุอิสระ
ได
• กรณีที่ไมมีแรงภายนอกมากระทำ วตั ถุจะ
ไมเปล่ยี นสภาพการเคลื่อนทซี่ ึ่งเปนไปตามกฎ
การเคล่ือนทขี่ อที่หนง่ึ ของนิวตนั
• กรณที ีม่ ีแรงภายนอกมากระทำโดยแรงลพั ธ
ท่ีกระทำตอวัตถุไมเ ปนศูนย วัตถุจะมีความเรง
โดยความเรงมีทิศทางเดยี วกบั แรงลพั ธ
ความสัมพนั ธร ะหวางแรงลัพธ มวลและความเรง
เขยี นแทนไดดวยสมการ
i=∑n1Fi = ma
ตามกฎการเคลือ่ นท่ขี อท่สี องของนวิ ตัน
• เมอื่ วัตถุสองกอนออกแรงกระทำตอกนั แรง
ระหวา งวัตถทุ ัง้ สองจะมีขนาดเทากนั แตมีทิศ
ทางตรงขามและกระทำตอวัตถคุ นละกอน
เรยี กวา แรงคกู ริ ิยา-ปฏกิ ริ ิยา ซงึ่ เปนไปตามกฎ
การเคลือ่ นทีข่ อทส่ี ามของนวิ ตัน และเกิดข้นึ ได
ทั้งกรณีท่ีวตั ถทุ ้งั สองสมั ผสั กนั หรอื ไมส มั ผัสกันก็
ได

309

ช้นั ผลการเรียนรู สาระการเรียนรูเพ่ิมเติม
6. อธิบายกฎความโนม ถว งสากลและผล • แรงดงึ ดดู ระหวางมวลเปน แรงทมี่ วลสอง
ของสนามโนม ถวงที่ทำใหว ัตถุมนี ้ำหนัก กอ นดึงดูดซ่ึงกันและกัน ดว ยแรงขนาดเทากันแต
รวมท้ังคำนวณปรมิ าณตาง ๆ ท่เี ก่ยี วของ ทศิ ทางตรงขามและเปนไปตามกฎความโนม ถวง
สากล เขยี นแทนไดดว ยสมการ

FG = G m1m2
R2
• รอบโลกมสี นามโนมถว งทำใหเกดิ แรงโนม
ถว งซ่งึ เปน แรงดึงดูดของโลกทกี่ ระทำตอวตั ถุ ทำ
ใหวัตถุมนี ้ำหนกั
7. วิเคราะห อธบิ าย และคำนวณแรง • แรงท่เี กดิ ขนึ้ ท่ผี ิวสมั ผัสระหวา งวัตถุสองกอน
เสยี ดทานระหวางผวิ สมั ผัสของวัตถุคูหนงึ่ ในทิศทางตรงขามกับทศิ ทางการเคลอ่ื นทห่ี รือ
ๆ ในกรณที ีว่ ัตถหุ ยุดนิ่งและวตั ถุเคล่อื นที่ แนวโนมทีจ่ ะเคล่ือนทข่ี องวัตถุ เรยี กวา แรงเสียด
รวมทัง้ ทดลองหาสัมประสิทธคิ์ วามเสยี ด ทาน แรงเสียดทานระหวา งผวิ สมั ผัสคูหนงึ่ ๆ
ทานระหวางผิวสมั ผัสของวตั ถุคหู นงึ่ ๆ ขนึ้ กับสมั ประสิทธิ์ความเสียดทานและแรง
และนำความรูเร่ืองแรงเสยี ดทานไปใชใ น ปฏกิ ิริยาตงั้ ฉากระหวางผิวสมั ผัสคนู ้ัน ๆ
ชีวติ ประจำวนั • ขณะออกแรงพยายามแตว ตั ถยุ งั คงอยูน ่ิง
แรงเสยี ดทานมีขนาดเทากบั แรงพยายามท่ี
กระทำตอวัตถุน้นั และแรงเสียดทานมคี า มาก
ทีส่ ุดเมอ่ื วัตถุเรม่ิ เคลื่อนที่ เรียกแรงเสียดทานนว้ี า
แรงเสียดทานสถิต แรงเสียดทานทกี่ ระทำตอวัตถุ
ขณะกำลังเคล่ือนท่ี เรยี กวา แรงเสยี ดทานจลน
โดยแรงเสยี ดทานทเ่ี กดิ ระหวางผวิ สัมผัสของวัตถุ
คหู นึ่ง ๆ คำนวณไดจากสมการ
fs ≤ µsN

fk = µkN
• การเพ่มิ หรือลดแรงเสียดทานมผี ลตอการ
เคล่อื นท่ีของวตั ถุ ซ่งึ สามารถนำไปใชใน
ชีวติ ประจำวัน
8. อธบิ ายสมดลุ กลของวตั ถุ โมเมนต • สมดุลกลเปนสภาพที่วัตถุรักษาสภาพการ
และผลรวมของโมเมนตที่มตี อการหมนุ เคลอ่ื นทีใ่ หคงเดิมคือหยดุ นิง่ หรอื เคลอื่ นทีด่ ว ย
แรงคูควบและผลของแรงคูควบทมี่ ตี อ ความเรว็ คงตัวหรอื หมุนดวยความเรว็ เชิงมุมคงตวั
สมดลุ ของวัตถุ เขยี นแผนภาพของแรงที่ • วัตถุจะสมดุลตอ การเล่อื นท่ีคอื หยดุ นง่ิ หรือ
กระทำตอ วัตถุอิสระเม่ือวตั ถุอยใู นสมดลุ กล เคลอ่ื นที่ดว ยความเรว็ คงตัวเม่ือแรงลัพธท ี่กระทำ
และคำนวณปริมาณตา ง ๆ ท่ีเกยี่ วของ ตอ วัตถุเปน ศนู ย เขียนแทนไดดว ยสมการ

310

ชั้น ผลการเรียนรู n สาระการเรียนรเู พิม่ เติม
รวมทัง้ ทดลองและอธิบายสมดุลของแรง Fi
สามแรง ∑ = 0

i=1
• วัตถจุ ะสมดลุ ตอการหมุนคือไมห มนุ หรือ
หมนุ ดวยความเร็วเชิงมุมคงตัวเมอื่ ผลรวมของ
โมเมนตท ีก่ ระทำตอวัตถุเปนศูนยเขียนแทนได
ดว ยสมการ i=∑n1Mi = 0
โดยโมเมนตคำนวณไดจากสมการ M = Fl
• เม่ือมแี รงคูควบกระทำตอ วัตถุ แรงลัพธจะ
เทากับศนู ยทำใหวตั ถุสมดลุ ตอการเล่ือนทแ่ี ตไม
สมดลุ ตอ การหมุน
• การเขยี นแผนภาพของแรงทีก่ ระทำตอวตั ถุ
อิสระสามารถนำมาใชในการพิจารณาแรงลพั ธ
และผลรวมของโมเมนตท ่ีกระทำตอ วัตถุเมอื่ วตั ถุ
อยใู นสมดลุ กล
9. สังเกตและอธิบายสภาพการเคลือ่ นท่ี • เมอ่ื ออกแรงกระทำตอวตั ถุทว่ี างบนพ้นื ที่ไม
ของวตั ถเุ มือ่ แรงท่ีกระทำตอวัตถุผา น มีแรงเสยี ดทานในแนวระดบั ถา แนวแรงน้ัน
ศนู ยก ลางมวลของวัตถุ และผลของศนู ย กระทำผา นศูนยก ลางมวลของวัตถุ วตั ถจุ ะ
ถว งทีม่ ตี อเสถียรภาพของวตั ถุ เคล่ือนที่แบบเลือ่ นทโ่ี ดยไมหมุน
• วัตถทุ อ่ี ยูใ นสนามโนม ถว งสมำ่ เสมอ
ศนู ยกลางมวลและศนู ยถวงอยูท่ตี ำแหนง เดยี วกัน
ศนู ยถวงของวตั ถมุ ผี ลตอเสถียรภาพของวัตถุ
10. วิเคราะห และคำนวณงานของแรง • งานของแรงที่กระทำตอวัตถุหาไดจากผลคูณ
คงตวั จากสมการและพน้ื ทใ่ี ตกราฟ ของขนาดของแรงและขนาดของการกระจดั กบั
ความสมั พนั ธร ะหวางแรงกบั ตำแหนง โคไซนของมุมระหวา งแรงกบั การกระจดั ตาม
รวมทัง้ อธิบาย และคำนวณกำลังเฉลี่ย สมการ W =F∆x cosθ หรอื หางานไดจาก
พ้นื ทใ่ี ตกราฟระหวางแรงในแนวการเคลอื่ นที่กบั
ตำแหนง โดยแรงท่ีกระทำอาจเปน แรงคงตัว
หรือไมคงตัวก็ได
• งานที่ทำไดในหนงึ่ หนว ยเวลา เรียกวา กำลงั
W
เฉลีย่ ดงั สมการ Pav = ∆t

11. อธบิ าย และคำนวณพลงั งานจลน • พลงั งานเปน ความสามารถในการทำงาน
และพลงั งานศักย พลงั งานกล ทดลองหา

311

ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรเู พ่มิ เตมิ
ความสมั พันธ ระหวา งงานกบั พลงั งานจลน • พลังงานจลนเ ปน พลังงานของวตั ถุที่กำลัง
ความสมั พันธร ะหวางงานกบั พลงั งานศักย 1 mv2
โนมถว ง ความสมั พันธร ะหวางขนาดของ เคล่ือนที่คำนวณไดจ ากสมการ Ek = 2
แรงทใี่ ชดงึ สปริงกับระยะที่สปริงยืดออก
• พลังงานศักยเปนพลังงานทเ่ี ก่ียวของกบั
และความสัมพันธร ะหวา งงานกับพลงั งาน ตำแหนงหรอื รูปรางของวตั ถุ แบง ออกเปน
ศกั ยยืดหยุน รวมทั้งอธบิ ายความสมั พันธ พลังงานศักยโ นม ถวง คำนวณไดจ ากสมการ
ระหวา งงานของแรงลัพธแ ละพลังงานจลน Ep = mgh และพลงั งานศักยย ดื หยนุ คำนวณ
และคำนวณงานท่ีเกิดขน้ึ จากแรงลพั ธ 1
ไดจากสมการ Eps = 2 kx2

• พลังงานกลเปนผลรวมของพลังงานจลน
และพลงั งานศักยต ามสมการ =E Ek + Ep
• แรงทท่ี ำใหเกิดงานโดยงานของแรงนัน้ ไม
ข้ึนกบั เสน ทางการเคลื่อนที่ เชน แรงโนมถว งและ
แรงสปรงิ เรยี กวา แรงอนรุ ักษ
• งานและพลังงานมคี วามสัมพนั ธกนั โดยงาน
ของแรงลพั ธเทากับพลงั งานจลนข องวตั ถุที่
เปลย่ี นไปตามทฤษฎีบทงาน-พลงั งานจลน เขยี น
แทนไดดวยสมการ W = ∆Ek
12. อธิบายกฎการอนรุ กั ษพลังงานกล • ถา งานที่เกิดขนึ้ กบั วตั ถุเปนงานเนอ่ื งจากแรง
รวมทงั้ วิเคราะห และคำนวณปริมาณตาง ๆ อนุรกั ษเทา น้ัน พลังงานกลของวัตถจุ ะคงตวั ซึ่ง
ท่เี ก่ยี วของกบั การเคลื่อนทีข่ องวตั ถุใน เปนไปตามกฎการอนุรักษพลังงานกล เขียนแทน
สถานการณต าง ๆ โดยใชกฎการอนรุ ักษ ไดด วยสมการ Ek + Ep = คา คงตวั
พลงั งานกล โดยที่พลงั งานศักยอาจเปลี่ยนเปนพลงั งานจลน
• กฎการอนรุ ักษพลงั งานกลใชวิเคราะหก าร
เคล่ือนที่ตา ง ๆ เชน การเคล่อื นทีข่ องวตั ถุทตี่ ิด
สปริงการเคล่อื นท่ภี ายใตสนามโนม ถวงของโลก
13. อธบิ ายการทำงาน ประสิทธิภาพ • การทำงานของเครือ่ งกลอยางงา ย ไดแก
และการไดเ ปรียบเชิงกลของเครอ่ื งกลอยา ง คาน รอก พนื้ เอียง ลิ่ม สกรู และลอกับเพลา ใช
งายบางชนดิ โดยใชค วามรเู ร่ืองงานและ หลกั ของงานและสมดลุ กลประกอบการพจิ ารณา
สมดุลกล รวมทั้งคำนวณประสิทธภิ าพและ ประสทิ ธิภาพและการไดเปรียบเชงิ กลของ
การไดเปรยี บเชงิ กล เครอ่ื งกลอยางงา ยประสิทธภิ าพคำนวณไดจาก
สมการ
Wout
Efficiency = Win x 100%

312

ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรูเพมิ่ เตมิ
การไดเ ปรียบเชิงกลคำนวณไดจ ากสมการ
Fo=ut Sin
M=.A. Fin Sout

14. อธิบาย และคำนวณโมเมนตัมของ • วัตถุท่ีเคล่ือนที่จะมีโมเมนตัมซ่งึ เปน ปริมาณ
วตั ถุ และการดลจากสมการและพนื้ ที่ใต คเววกาเมตเอรรว็ มขีคอางเวทตั าถกุ ับดงัผสลมคกูณารระหpว=า งmมวvล และ
กราฟความสมั พันธระหวา งแรงลัพธก บั
เวลา รวมท้งั อธิบายความสมั พันธระหวา ง • เมื่อมแี รงลัพธกระทำตอวัตถุจะทำให
แรงดลกบั โมเมนตัม โมเมนตมั ของวัตถุเปลีย่ นไป โดยแรงลัพธเ ทา กับ
อตั ราการเปลีย่ นโมเมนตมั ของวตั ถุ
• แรงลัพธท่ีกระทำตอวตั ถุในเวลาสนั้ ๆ
เรยี กวา แรงดลโดยผลคณู ของแรงดลกบั เวลา

เรยี กวา การดลตามสม=การ I  i=∑n1Fi  ∆t
 
 

ซึ่งการดลอาจหาไดจ ากพ้ืนท่ใี ตก ราฟระหวาง
แรงดลกับเวลา
15. ทดลอง อธิบาย และคำนวณ • ในการชนกันของวัตถุและการดีดตัวออกจาก
ปริมาณตาง ๆ ท่ีเกยี่ วกับการชนของวัตถใุ น กนั ของวตั ถุในหนงึ่ มติ ิ เม่ือไมมีแรงภายนอกมา
หนึ่งมิติ ท้งั แบบยืดหยุน ไมย ืดหยนุ และ กระทำ โมเมนตมั ของระบบมีคาคงตัวซ่ึงเปนไป
การดีดตัวแยกจากกันในหน่ึงมิตซิ ึง่ เปนไป ตสมามแโกดลกายะรฎกpppาiifรเปอ=เนนปpโรุนมักfโเษมมเโนมมตนเมัมตนขมั ตอขังมอรงะเรขบะียบบนกบแอหทนลนชงัไนชดนดว ย
ตามกฎการอนรุ กั ษโ มเมนตัม • ในการชนกนั ของวตั ถุ พลงั งานจลนของ

ระบบอาจคงตัวหรือไมคงตัวก็ได การชนที่
พลังงานจลนของระบบคงตัวเปน การชนแบบ
ยืดหยุน สว นการชนที่พลงั งานจลนของระบบไม
คงตัวเปนการชนแบบไมยืดหยนุ
16. อธิบาย วิเคราะห และคำนวณ • การเคลื่อนที่แนวโคงพาราโบลาภายใตสนาม
ปรมิ าณตา ง ๆ ท่ีเกี่ยวของกบั การเคล่ือนท่ี โนมถวง โดยไมค ิดแรงตานของอากาศเปน การ
แบบโพรเจกไทล และทดลองการเคลอ่ื นที่ เคล่ือนที่แบบโพรเจกไทล วัตถมุ กี ารเปลี่ยน
แบบโพรเจกไทล ตำแหนง ในแนวดง่ิ และแนวระดับพรอมกันและ
เปนอสิ ระตอกัน สำหรบั การเคลือ่ นท่ีในแนวด่ิง
เปน การเคลื่อนที่ท่ีมีแรงโนมถวงกระทำจึงมี

313

ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรียนรูเพม่ิ เติม
ความเร็วไมคงตวั ปริมาณตา ง ๆ มีความสมั พันธ
ตามสมการ
v=y uy + at

∆y = uy + v y  t
2 

∆y= uy t + 1 at2
2
vy2 = uy2 + 2a∆y
สว นการเคลอ่ื นท่ีในแนวระดบั ไมม ีแรงกระทำจึงมี
ความเร็วคงตวั ตำแหนง ความเรว็ และเวลามี
ความสมั พันธตามสมการ ∆x =uxt
17. ทดลอง และอธบิ ายความสมั พนั ธ • วตั ถทุ เี่ คลือ่ นที่เปนวงกลมหรอื สว นของ
ระหวางแรงสูศ นู ยกลาง รัศมีของการ วงกลมเรียกวา วตั ถนุ ั้นมีการเคลือ่ นทีแ่ บบวงกลม
เคลื่อนท่ี อัตราเรว็ เชงิ เสน อัตราเรว็ เชิงมุม ซึ่งมแี รงลัพธท ่กี ระทำกับวตั ถใุ นทิศเขา สู
และมวลของวตั ถุ ในการเคลอ่ื นท่แี บบ ศนู ยก ลางเรียกวา แรงสศู ูนยก ลาง ทำใหเกิด
วงกลมในระนาบระดับ รวมท้ังคำนวณ ความเรง สูศนู ยกลางทีม่ ีขนาดสมั พนั ธก ับรศั มขี อง
ปริมาณตา ง ๆ ท่ีเกย่ี วของ และประยุกตใช การเคลื่อนท่แี ละอัตราเร็วเชงิ เสน ของวัตถุ
ความรกู ารเคลื่อนท่ีแบบวงกลม ในการ ซ่ึงแรงสูศ นู ยกลางคำนวณไดจากสมการ
อธบิ ายการโคจรของดาวเทยี ม mv2
Fc = r

• นอกจากน้ีการเคล่ือนท่แี บบวงกลมยัง
สามารถอธบิ ายไดด ว ยอตั ราเร็วเชิงมุม ซงึ่ มี
ความสมั พนั ธกับอัตราเร็วเชิงเสน ตามสมการ
v = ωr และแรงสศู ูนยกลางมีความสัมพันธก บั
อัตราเรว็ เชงิ มมุ ตามสมการ Fc= mω2r
• ดาวเทียมท่ีโคจรในแนววงกลมรอบโลกมีแรง
ดึงดูดทีโ่ ลกกระทำตอดาวเทียมเปน แรงสู
ศูนยก ลางดาวเทยี มท่มี ีวงโคจรคา งฟา ในระนาบ
ของเสน ศูนยส ูตรมีคาบการโคจรเทากับคาบการ
หมุนรอบตัวเองของโลก หรือมีอตั ราเรว็ เชงิ มุม
เทากับอตั ราเร็วเชงิ มุมของตำแหนงบนพ้นื โลก

314

ชน้ั ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรเู พิ่มเติม
ดาวเทยี มจงึ อยูตรงกบั ตำแหนงทก่ี ำหนดไวบ นพน้ื
โลกตลอดเวลา

ชัน้ ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรเู พมิ่ เตมิ
ม.5 1. ทดลอง และอธิบายการเคล่อื นท่ีแบบ • การเคลอื่ นที่แบบฮารม อนิกอยางงายเปน
ฮารมอนกิ อยางงายของวัตถตุ ิดปลายสปรงิ การเคลอ่ื นที่ของวตั ถุทีก่ ลับไปกลบั มาซ้ำรอยเดิม
และลกู ตมุ อยา งงาย รวมทั้งคำนวณปริมาณ ผา นตำแหนงสมดุล โดยมีคาบและแอมพลจิ ูดคง
ตา ง ๆ ท่เี ก่ียวของ ตวั และมกี ารกระจัดจากตำแหนงสมดุลท่ีเวลาใด
ๆ เปนฟงกชนั แบบไซน โดยปรมิ าณตาง ๆ ที่
เกีย่ วขอ ง มคี วามสัมพนั ธต ามสมการ
=x A sin(ωt + φ)

v = Aωcos(ωt + φ)

v = ±ω A2 − x2

a = −Aω2 sin(ωt + φ)

a = −ω2x
• การสนั่ ของวัตถุติดปลายสปริง และการ
แกวง ของลูกตุมอยา งงา ยเปนการเคลอื่ นที่แบบ
ฮารมอนกิ อยา งงา ยทม่ี ีขนาดของความเรงแปรผนั
ตรงกบั ขนาดของการกระจดั จากตำแหนง สมดลุ
แตมที ิศทางตรงขาม โดยมีคาบการสน่ั ของวัตถุท่ี
ตดิ อยูท่ปี ลายสปรงิ และคาบการแกวงของลูกตุม
ตามสมการ และ
ตามลำดับ
2. อธบิ ายความถ่ธี รรมชาตขิ องวัตถุและ • เมอื่ ดึงวัตถทุ ่ีตดิ ปลายสปริงออกจากตำแหนง
การเกิดการส่ันพอง สมดุลแลวปลอยใหสน่ั วัตถจุ ะสัน่ ดวยความถี่
เฉพาะตวั การดงึ ลูกตุมออกจากแนวดงิ่ แลวปลอย
ใหแ กวง ลกู ตุมจะแกวง ดวยความถี่เฉพาะตัว
เชนกนั ความถี่ที่มีคา เฉพาะตัวน้ี เรยี กวา ความถ่ี
ธรรมชาติ เมือ่ กระตนุ ใหวัตถุสน่ั ดวยความถท่ี ี่มีคา
เทา กับความถ่ีธรรมชาตขิ องวัตถุ จะทำใหว ตั ถุสน่ั
ดวยแอมพลจิ ูดเพ่ิมข้นึ เรียกวา การส่นั พอง

315

ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรูเ พม่ิ เติม
3. อธบิ ายปรากฏการณคลื่น ชนดิ ของ • คลื่นเปนปรากฏการณการถายโอนพลงั งาน
คลื่นสว นประกอบของคลืน่ การแผข องหนา จากทห่ี นึง่ ไปอีกทหี่ น่งึ
คล่ืนดว ยหลักการของ ฮอยเกนส และการ • คล่นื ทถ่ี ายโอนพลังงานโดยตองอาศัย
รวมกนั ของคลน่ื ตามหลักการซอนทบั พรอ ม ตวั กลาง เรียกวา คลื่นกล สว นคล่นื แมเ หล็กไฟฟา
ทัง้ คำนวณอตั ราเรว็ ความถี่ และความยาว ถายโอนพลงั งานโดยไมตองอาศัยตัวกลาง
คลื่น นอกจากนี้ยังจำแนกชนิดของคลนื่ ออกเปนสอง
ชนดิ ไดแก คล่ืนตามขวาง และคลน่ื ตามยาว
• คลื่นทีเ่ กิดจากแหลงกำเนิดคล่ืนทส่ี ง คลืน่
อยางตอเนือ่ งและมีรูปแบบท่ีซำ้ กันบรรยายได
ดว ยการกระจัด สันคลืน่ ทองคลนื่ เฟส ความยาว
คลนื่ ความถี่ คาบ แอมพลจิ ดู และอตั ราเร็วโดย
อตั ราเร็ว ความถี่ และความยาวคลืน่
มคี วามสมั พนั ธต ามสมการ v = fλ
• การแผข องหนาคลน่ื เปน ไปตามหลักของ
ฮอยเกนสแ ละถา มีคลน่ื ต้งั แตสองขบวนมาพบกนั
จะรวมกนั ตามหลกั การซอ นทับ
4. สงั เกต และอธิบายการสะทอน การหัก • คล่นื มีการสะทอน การหักเห การแทรกสอด
เหการแทรกสอด และการเลีย้ วเบนของคล่นื และ การเลยี้ วเบน
ผิวน้ำรวมท้ังคำนวณปริมาณตาง ๆ ที่ • คลน่ื เกิดการสะทอ นเม่ือคล่ืนเคลื่อนที่ไปถงึ
เกย่ี วของ สง่ิ กีดขวางหรอื รอยตอระหวางตวั กลางทตี่ างกัน
แลว เปลย่ี นทศิ ทางเคล่อื นที่กลบั มาในตวั กลาง
เดมิ โดยเปน ไปตามกฎการสะทอน เขยี นแทนได
ดวยสมการ
มุมสะทอน = มมุ ตกกระทบ
• คลื่นเกดิ การหกั เหเมื่อคลนื่ เคล่ือนที่ผาน
รอยตอระหวา งตวั กลางท่ตี า งกันแลวอัตราเร็ว
คลนื่ เปลยี่ นไปซ่ึงเปน ไปตามกฎการหกั เห เขยี น
แทนไดด ว ยสมการ
sinθ1 = v1
sinθ2 v2
• คลืน่ เกดิ การแทรกสอดเมื่อคล่นื สองคลน่ื
เคลอ่ื นที่ มาพบกันแลว รวมกันตามหลกั การ
ซอ นทับ โดยกรณีที่ S1 และ S2 เปน แหลงกำเนิด
คล่ืนท่มี คี วามถเ่ี ทากันและเฟสตรงกนั ปริมาณ
ตาง ๆ ที่เกี่ยวของมีความสัมพันธตามสมการ

316

ช้นั ผลการเรียนรู สาระการเรียนรเู พ่มิ เติม
S1P − S2p =nλ เมอ่ื n=0,1,2,3,…
1
S1Q − S2Q =  n − 2 λ เมื่อ n=1,2,3,…

• คล่นื นง่ิ เกิดจากคล่ืนอาพันธสองขบวนแทรก
สอดกันแลวเกดิ ตำแหนง ท่ีมีการแทรกสอดแบบ
เสริมตลอดเวลา เรียกวา ปฏบิ พั และตำแหนงท่ีมี
การแทรกสอดแบบหกั ลา งตลอดเวลา เรียกวา
บัพ
• คล่ืนเกิดการเลีย้ วเบนเม่ือคลน่ื เคลื่อนที่พบ
สิ่งกดี ขวางแลวมีคล่นื แผจากขอบส่งิ กีดขวางไป
ดานหลังได
5. อธิบายการเกิดเสยี ง การเคลอื่ นที่ของ • เสยี งเปนคล่นื กลและคล่ืนตามยาว เกดิ จาก
เสยี งความสมั พนั ธระหวางคล่ืน การกระจดั การถา ยโอนพลงั งานจากการสน่ั ของแหลง กำเนิด
ของอนุภาคกับคลนื่ ความดัน ความสัมพนั ธ เสียงผา นอนภุ าคตวั กลางทำใหอ นภุ าคของ
ระหวางอัตราเร็วของเสียงในอากาศที่ขึน้ กับ ตัวกลางส่ัน อัตราเร็วเสียงในอากาศข้นึ กับ
อณุ หภูมใิ นหนว ยองศาเซลเซียส สมบตั ิของ อุณหภูมิของอากาศ คำนวณไดจากสมการ
คลืน่ เสียง ไดแ ก การสะทอน การหักเห การ
แทรกสอด การเลี้ยวเบน รวมท้งั คำนวณ v = 331 + 0.6 TC
ปรมิ าณตา ง ๆ ท่ีเกี่ยวของ • เสยี งมสี มบัตกิ ารสะทอน การหกั เห การ
6. อธิบายความเขมเสยี ง ระดับเสยี ง แทรกสอดและการเลยี้ วเบน
องคป ระกอบของการไดย นิ คุณภาพเสยี ง • กำลงั เสยี งเปน อัตราการถา ยโอนพลงั งาน
และมลพิษทางเสียง รวมท้ังคำนวณปรมิ าณ เสียงจากแหลง กำเนดิ เสยี ง กำลังเสยี งตอหน่ึง
ตาง ๆ ที่เกย่ี วของ หนว ยพืน้ ทขี่ องหนา คลนื่ ทรงกลมเรียกวา ความ
เขม เสียงคำนวณไดจ ากสมการ
P
I = A

• ระดบั เสยี งเปน ปรมิ าณท่ีบอกความดังของ
เสียงโดยหาไดจ ากลอการิทึมของอัตราสวน
ระหวางความเขมเสียงกับความเขมเสียงอางอิงที่
มนุษยเ รม่ิ ไดย ิน ตามสมการ

β =10log I 
 I0 


• ระดบั สงู ตำ่ ของเสียงขน้ึ กับความถข่ี องเสียง
เสียงทีไ่ ดย นิ มลี ักษณะเฉพาะตวั แตกตา งกนั
เนอื่ งจากมคี ุณภาพเสียงแตกตางกัน

317

ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรูเพิ่มเตมิ
• เสยี งท่ีมีระดบั เสียงสงู มากหรอื เสยี งบาง
ประเภทท่ีมีผลตอสภาพจติ ใจของผูฟง จดั เปน
มลพษิ ทางเสียง
7. ทดลอง และอธบิ ายการเกิดการส่ัน • ถา อากาศในทอถูกกระตนุ ดวยคล่นื เสียงทีม่ ี
พอ งของอากาศในทอปลายเปดหนึ่งดา น ความถ่เี ทากับความถ่ธี รรมชาตขิ องอากาศในทอ
รวมทัง้ สังเกตและอธิบายการเกดิ บตี คลื่นนิ่ง นัน้ จะเกดิ การสน่ั พองของเสียง โดยความถใี่ นการ
ปรากฏการณดอปเพลอร คล่ืนกระแทกของ เกดิ การส่นั พอ งของทอปลายเปด หนึง่ ดา นคำนวณ
เสยี ง คำนวณปรมิ าณตา ง ๆ ที่เกี่ยวของ และ ไดจ ากสมการ
นำความรูเ รอื่ งเสียงไปใชในชีวิตประจำวัน v
fn = n 4L เมอื่ n=1,3,5,…

• ถาเสยี งจากแหลง กำเนิดเสยี งสองแหลง ที่มี
ความถต่ี า งกนั ไมมากมาพบกันจะเกดิ บีต ทำใหได
ยินเสยี งดัง คอย เปนจงั หวะ
• คลนื่ เสยี งสองขบวนที่มีความถเี่ ทา กันมา
แทรกสอดกนั จะทำใหเกดิ คล่ืนนิง่
• เม่อื แหลง กำเนิดเสยี งเคลื่อนที่โดยผฟู ง อยูน ่ิง
ผฟู ง เคลื่อนทโี่ ดยแหลง กำเนิดเสียงอยูน ิ่ง หรือทง้ั
แหลง กำเนดิ และผฟู ง เคลอ่ื นท่ีเขา หรอื ออกจาก
กนั ผูฟ งจะไดย ินเสียงท่มี คี วามถเ่ี ปลย่ี นไป
เรยี กวาปรากฏการณดอปเพลอร
• ถา แหลงกำเนิดเสียงเคลือ่ นที่ดวยอตั ราเรว็
มากกวา อัตราเรว็ เสียงในตัวกลางเดยี วกนั จะเกิด
คล่นื กระแทก ทำใหเ สียงตามแนวหนา คลืน่
กระแทกมีพลงั งานสูงมากมีผลทำใหผ ูส ังเกตใน
บรเิ วณใกลเ คยี งไดยนิ เสียงดังมาก
• ความรเู ร่อื งเสยี งนำไปประยุกตใชในดานตาง
ๆ เชน การปรบั เทบี เสียงเครื่องดนตรี อธิบาย
หลักการทำงานของเครื่องดนตรี การเปลงเสยี ง
ของมนุษยการประมง การแพทย ธรณวี ิทยา
อตุ สาหกรรมเปน ตน
8. ทดลอง และอธบิ ายการแทรกสอดของ • เมอื่ แสงผานชอ งเล็กยาวเดีย่ ว (สลิตเดยี่ ว)
แสงผา นสลิตคแู ละเกรตติง การเลี้ยวเบนและ และชองเล็กยาวคู (สลิตคู) จะเกดิ การเลยี้ วเบน
การแทรกสอดของแสงผานสลิตเดี่ยวรวมทงั้ และการแทรกสอด ทำใหเกิดแถบมืด และ
คำนวณปรมิ าณตาง ๆ ทเ่ี กย่ี วของ แถบสวางบนฉาก โดยปริมาณตาง ๆ ทเ่ี กีย่ วของ
มีความสัมพันธตามสมการ
แถบมืด สำหรบั สลิตเดยี่ ว

318

ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรเู พ่ิมเตมิ
dsinθ = nλ เมื่อ n=1,2,3,…
แถบสวาง สำหรับสลติ คู
dsinθ = nλ เมอ่ื n=0,1,2,…
แถบมดื สำหรับสลติ คู
1
dsinθ=  n − 2  λ เม่ือ n=1,2,3,…

• เกรตตงิ เปน อปุ กรณท ปี่ ระกอบดว ยชอ งเล็ก
ยาวทม่ี ีจำนวนชองตอ หน่ึงหนวยความยาวเปน
จำนวนมาก และระยะหางระหวางชอ งมีคานอย
โดยแตละชองหา งเทา ๆ กัน ใชส ำหรบั หาความ
ยาวคลืน่ ของแสงและศึกษาสมบตั ิการเล้ียวเบน
และการแทรกสอดของแสง โดยปรมิ าณตา ง ๆ
ท่เี ก่ยี วของมีความสมั พนั ธตามสมการ
dsinθ = nλ เมื่อ n=0,1,2,…
9. ทดลอง และอธิบายการสะทอ นของ • เมื่อแสงตกกระทบผิววตั ถุ จะเกดิ การ
แสงท่ผี วิ วตั ถตุ ามกฎการสะทอน เขียนรงั สี สะทอนซ่งึ เปน ไปตามกฎการสะทอ น
ของแสงและคำนวณตำแหนง และขนาดภาพ • วตั ถุทอ่ี ยูห นา กระจกเงาราบและกระจกเงา
ของวัตถุ เมือ่ แสง ตกกระทบกระจกเงา ทรงกลม จะเกดิ ภาพที่สามารถหาตำแหนง ขนาด
ราบและกระจกเงาทรงกลมรวมทงั้ อธบิ าย และชนดิ ของภาพที่เกดิ ขน้ึ ไดจากการเขียนภาพ
การนำความรูเ รื่องการสะทอนของแสงจาก ของรงั สแี สงหรือการคำนวณจากสมการ
กระจกเงาราบ และกระจกเงาทรงกลมไปใช กรณกี ระจกเงาราบ
ประโยชนใ นชวี ติ ประจำวนั S′ = −S
กรณีกระจกเงาทรงกลม
1= 1 + 1
f S S′
y′
M = y

10. ทดลอง และอธบิ ายความสัมพนั ธ • เมอ่ื แสงเคล่ือนที่ผา นผิวรอยตอ ของตวั กลาง
ระหวางดรรชนหี กั เห มุมตกกระทบ และมุม สองตัวกลางจะเกดิ การหักเห โดยอัตราสวน
หกั เห รวมท้ังอธิบายความสัมพนั ธร ะหวาง ระหวางไซนของมมุ ตกกระทบกบั ไซนของมมุ หัก
ความลกึ จรงิ และความลึกปรากฏ มุมวิกฤต เหของตวั กลางคหู นึ่งมคี าคงตัว เรยี ก
และการสะทอนกลับหมดของแสง และ ความสัมพันธน ้ีวา
คำนวณปริมาณตาง ๆ ทีเ่ ก่ยี วของ กฎของสเนลล เขียนแทนไดดวยสมการ
n1 sinθ=1 n2 sinθ2

319

ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรูเพิม่ เติม
• การหกั เหของแสงทำใหม องเห็นภาพของ
วตั ถุทีอ่ ยใู นตัวกลางตางชนดิ กันมีตำแหนง
เปลี่ยนไปจากเดิม ซ่งึ คำนวณปรมิ าณตา ง ๆ ที่
เกยี่ วของไดจ ากสมการ
s′ = n2
s n1
• มมุ ตกกระทบที่ทำใหมุมหักเหมีคา 90 องศา
เรยี กวา มุมวิกฤต ซ่ึงเกดิ ข้นึ ในกรณีท่ีแสงเดินทาง
จากตัวกลางท่ีมีดรรชนีหักเหมากไปตวั กลางที่มี
ดรรชนหี กั เหนอ ย คำนวณไดจากสมการ
=n2
sinθc n1

• การสะทอ นกลับหมดเกิดขนึ้ เม่ือมุมตก
กระทบมากกวา มุมวกิ ฤต
11. ทดลอง และเขียนรงั สีของแสงเพื่อ • เมอ่ื วางวัตถุหนา เลนสบ างจะเกดิ ภาพของ
แสดงภาพที่เกิดจากเลนสบาง หาตำแหนง วัตถโุ ดยตำแหนง ขนาด และชนิดของภาพที่
ขนาด ชนดิ ของภาพ และความสมั พันธ เกิดข้นึ หาไดจากการเขยี นภาพของรังสีแสง หรือ
ระหวางระยะวัตถุระยะภาพและความยาว คำนวณไดจากสมการ
โฟกัส รวมท้ังคำนวณปริมาณตาง ๆ ท่ี 1= 1 + 1
เกย่ี วของ และอธบิ ายการนำความรูเ รื่องการ f S S′
หักเหของแสงผานเลนสบ างไปใชป ระโยชน y′
ในชีวติ ประจำวนั M = y

• ความรเู ร่อื งเลนสนำไปประยุกตใ ชในดาน
ตา ง ๆ เชน แวน ขยาย กลอ งจุลทรรศน เปนตน
12. อธบิ ายปรากฏการณธรรมชาตทิ ่ี • กฎการสะทอนและการหักเหของแสงใช
เก่ยี วกับแสง เชน รุง การทรงกลด มิราจ อธบิ ายปรากฏการณท เ่ี ก่ยี วกับแสง เชน รงุ การ
และการเหน็ ทอ งฟาเปน สีตาง ๆ ในชวงเวลา ทรงกลดและมิราจ
ตา งกัน • เมื่อแสงตกกระทบอนุภาคหรือโมเลกุลของ
อากาศแสงจะเกิดการกระเจิง ใชอธบิ ายการเห็น
ทอ งฟา เปนสตี า ง ๆ ในชว งเวลาตา งกัน
13. สังเกต และอธิบายการมองเหน็ แสงสี • การมองเห็นสจี ะข้นึ กบั แสงสที ตี่ กกระทบกบั
สีของวตั ถุ การผสมสารสี และการผสมแสงสี วตั ถุและสารสบี นวตั ถุ โดยสารสจี ะดดู กลนื บาง
รวมท้งั อธิบายสาเหตุของการบอดสี แสงสีและสะทอนบางแสงสี

320

ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรเู พม่ิ เตมิ
• การผสมสารสีทำใหไดส ารสีท่มี สี ีเปลย่ี นไป
จากเดิมถานำแสงสีปฐมภูมใิ นสดั สว นทีเ่ หมาะสม
มาผสมกนั จะไดแ สงขาว
• แผนกรองแสงสียอมใหบางแสงสผี านไปได
และดดู กลนื บางแสงสี
• การผสมแสงสีและการผสมสารสีสามารถ
นำไปใชประโยชนใ นดานตา ง ๆ เชน ดานศลิ ปะ
ดา นการแสดง
• ความผิดปกตใิ นการมองเห็นสีหรอื การบอดสี
เกิดจากความบกพรองของเซลลรูปกรวย ซึง่ เปน
เซลลรบั แสงชนิดหน่งึ บนจอตา
ม.5 1. ทดลอง และอธบิ ายการทำวตั ถทุ ี่เปน • การนำวัตถทุ ีเ่ ปน กลางทางไฟฟา มาขัดสีกนั
กลางทางไฟฟา ใหมีประจุไฟฟาโดยการขดั สี จะทำใหวตั ถุไมเ ปน กลางทางไฟฟา เน่ืองจาก
กนั และการเหนยี่ วนำไฟฟาสถิต อิเลก็ ตรอนถูกถา ยโอนจากวตั ถหุ นง่ึ ไปอกี วตั ถุ
หนง่ึ โดยการถา ยโอนประจเุ ปนไปตาม กฎการ
อนรุ กั ษป ระจไุ ฟฟา
• เมื่อนำวตั ถุที่มีประจุไฟฟาไปใกลต วั นำไฟฟา
จะทำใหเกดิ ประจชุ นิดตรงขามบนตวั นำทางดาน
ที่ใกลวัตถแุ ละประจชุ นดิ เดียวกนั ดานที่ไกลวตั ถุ
เรยี กวิธกี ารน้วี า การเหนย่ี วนำไฟฟา สถติ ซ่ึง
สามารถใชว ิธีการน้ีในการทำใหวัตถุมปี ระจุได
2. อธิบาย และคำนวณแรงไฟฟาตามกฎ • จดุ ประจไุ ฟฟา มีแรงกระทำซึง่ กันและกัน
ของคูลอมบ โดยมีทศิ อยูในแนวเสนตรงระหวา งจดุ ประจุท้ัง
สองและมขี นาดของแรงระหวางจุดประจุแปรผัน
ตรงกบั ผลคณู ของขนาดของประจทุ งั้ สองและ
แปรผกผนั กบั กำลังสองของระยะหางระหวางจดุ
ประจุ ซึ่งเปนไปตามกฎของคูลอมบเ ขยี นแทนได
ดวยสมการ
q1q2 1
F12 = k r122 เมื่อ k = 4πε0

3. อธิบาย และคำนวณสนามไฟฟา และ • รอบอนุภาคท่ีมปี ระจุไฟฟา q1มสี นามไฟฟา
แรงไฟฟาที่กระทำกบั อนุภาคทีม่ ปี ระจุไฟฟา q1
ที่อยใู นสนามไฟฟา รวมท้ังหาสนามไฟฟา ขนาด E = k r2 ทำใหเกดิ แรงไฟฟา กระทำตอ
ลพั ธเ นอื่ งจากระบบจดุ ประจโุ ดยรวมกนั แบบ
เวกเตอร อนภุ าคทมี่ ีประจุไฟฟา

321

ชัน้ ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรเู พ่ิมเตมิ
• สนามไฟฟา ที่ตำแหนง ใด ๆ มีความสัมพนั ธ
สกมบั กแารรงไEฟฟ=าทqF1ี่ก22ระทำตอประจุไฟฟา q2 ตาม
• สนามไฟฟาลพั ธเน่ืองจากจุดประจหุ ลายจุด
ประจุเทากบั ผลรวมแบบเวกเตอรข องสนามไฟฟา
เน่อื งจากจดุ ประจุแตละจดุ ประจุ
• ตวั นำทรงกลมที่มีประจุไฟฟามสี นามไฟฟา
ภายในตัวนำเปนศูนย และสนามไฟฟา บนตวั นำมี
ทิศทางตง้ั ฉากกบั ผิวตวั นำน้ัน โดยสนามไฟฟา
เน่อื งจากประจุบนตวั นำทรงกลมทีต่ ำแหนง หาง
จากผิวออกไปหาไดเชน เดียวกับสนามไฟฟา
เน่อื งจากจุดประจทุ ี่มีจำนวนประจเุ ทา กันแตอยูที่
ศูนยกลางของทรงกลม
• สนามไฟฟา ของแผน โลหะคูขนานเปน
สนามไฟฟา สม่ำเสมอ
4. อธิบาย และคำนวณพลงั งานศักยไ ฟฟา • ประจทุ อี่ ยใู นสนามไฟฟามีพลังงาน
ศกั ยไ ฟฟา และความตา งศักยร ะหวา งสอง ศักยไฟฟา คำนวณไดจากสมการ
ตำแหนงใด ๆ q1q2
U = k r

• พลังงานศกั ยไฟฟาทีต่ ำแหนงใด ๆ ตอ หนงึ่
หนวยประจุ เรยี กวา ศักยไ ฟฟาทตี่ ำแหนงน้ัน
โดยศักยไ ฟฟาทต่ี ำแหนงซ่ึงอยหู างจากจุดประจุ
แปรผันตรงกบั ขนาดของประจุ และแปรผกผัน
กับระยะทางจากจุดประจถุ งึ ตำแหนง นั้นเขียน
Q
แทนไดดว ยสมการ V = k r

• ศกั ยไ ฟฟารวมเน่ืองจากจุดประจหุ ลายจุด
ประจุ คือ ผลรวมของศักยไฟฟา เน่อื งจากจดุ
ประจแุ ตล ะจุดประจุ เขียนแทนไดดวยสมการ
n qi
V = k ri


i=1

• ความตา งศักยร ะหวา งสองตำแหนงใด ๆ ใน
บรเิ วณท่มี ีสนามไฟฟาคือ งานในการเคลื่อนประจุ

322

ช้ัน ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรูเ พิม่ เติม
บวกหน่ึงหนว ยจากตำแหนง หนึ่งไปอีกตำแหนง
หน่ึง เขยี นแทนไดด วยสมการ
=WA −B
VA − VB q

• ความตางศกั ยร ะหวา งสองตำแหนงใด ๆ ใน
สนามไฟฟา สมำ่ เสมอข้ึนกบั ขนาดของสนามไฟฟา
และระยะทางระหวางสองตำแหนงนัน้ ใน
แนวขนานกบั สนามไฟฟา ตามสมการ
VA − VB =Ed
5. อธบิ ายสวนประกอบของตัวเกบ็ ประจุ • ตวั เก็บประจปุ ระกอบดว ยตัวนำไฟฟา สอง
ความสัมพันธระหวา งประจุไฟฟา ความตา ง ชิ้นท่ีค่นั ดวยฉนวน โดยปรมิ าณประจุทีเ่ กบ็ ได
ศกั ยและความจขุ องตัวเก็บประจุ และอธบิ าย ข้ึนอยกู ับความตา งศกั ยครอมตวั เก็บประจุและ
พลงั งานสะสมในตวั เก็บประจุ และความจุ Q
สมมูลรวมท้งั คำนวณปริมาณตาง ๆ ท่ี ความจขุ องตวั เกบ็ ประจุ ตามสมการ C = ∆v
เก่ยี วขอ ง
• ตวั เก็บประจจุ ะมีพลังงานสะสมซึง่ มคี า
ข้นึ กบั ความตา งศักยและปรมิ าณประจุ ตาม
1
สมการ =U 2 Q∆v

• เมื่อนำตัวเก็บประจมุ าตอแบบอนกุ รม ความ
จุสมมลู มคี า ลดลง ตามสมการ
1 1 1 1
C = C1 + C2 + C3 + ...

• เม่อื นำตวั เก็บประจุมาตอแบบขนาน ความจุ
สมมูลมีคาเพิม่ ขนึ้ ตามสมการ
C = C1 + C2 + C3 + ...
6. นำความรูเ รอ่ื งไฟฟา สถติ ไปอธิบาย • ความรูเรอื่ งไฟฟาสถิตสามารถนำไปอธิบาย
หลักการทำงานของเคร่ืองใชไ ฟฟา บางชนดิ การทำงานของเคร่ืองใชไฟฟาบางชนดิ เชนเครอ่ื ง
และปรากฏการณในชีวิตประจำวนั กำจดั ฝุน ในอากาศ เคร่ืองพน สี เครือ่ งถาย
ลายนว้ิ มอื และเครอื่ งถา ยเอกสาร
• ความรเู ร่อื งไฟฟา สถิตยงั สามารถนำไป
อธบิ ายปรากฏการณใ นชีวติ ประจำวนั ได เชน
ฟาผา ประกายไฟจากการเสยี ดสกี นั ของวตั ถุ ซ่งึ
ชว ยใหสามารถปองกนั อันตรายที่อาจเกดิ ข้นึ
7. อธบิ ายการเคล่ือนท่ขี อง • เม่อื ตอ ลวดตวั นำกบั แหลงกำเนดิ ไฟฟา
อเิ ลก็ ตรอนอิสระและกระแสไฟฟา ในลวด อิเล็กตรอนอสิ ระที่อยูในลวดตัวนำจะเคล่อื นท่ีใน

323

ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรูเ พิ่มเติม
ตวั นำ ความสัมพันธระหวางกระแสไฟฟา ใน ทศิ ตรงขามกับสนามไฟฟา ทำใหเ กดิ กระแสไฟฟา
ลวดตวั นำกับความเรว็ ลอยเล่ือนของ ซง่ึ ทศิ ของกระแสไฟฟามีทิศทางเดยี วกับ
อเิ ล็กตรอนอิสระ ความหนาแนนของ สนามไฟฟา หรอื มีทิศทางจากจุดทมี่ ศี ักยไ ฟฟาสูง
อเิ ลก็ ตรอนในลวดตัวนำและพ้ืนท่ีหนา ตัดของ ไปยังจดุ ท่ีมศี กั ยไฟฟา ต่ำกวา
ลวดตวั นำ และคำนวณปรมิ าณตา ง ๆ ที่ • กระแสไฟฟาในตวั นำไฟฟา มคี วามสัมพันธ
เกีย่ วขอ ง กบั ความเร็วลอยเลื่อนของอิเลก็ ตรอนอิสระความ
หนาแนนของอเิ ล็กตรอนอิสระในตัวนำและ
พนื้ ทห่ี นา ตัดของตวั นำ ตามสมการ
I = nevdA
8. ทดลอง และอธิบายกฎของโอหม • เม่ืออุณหภมู คิ งตัว กระแสไฟฟาในตัวนำ
อธิบายความสมั พันธร ะหวา งความตานทาน โลหะความตา งศักยท ป่ี ลายทง้ั สองและความ
กับความยาว พื้นท่หี นาตดั และสภาพ ตานทานของตัวนำน้ันมีความสัมพนั ธก ันตามกฎ
ตา นทานของตัวนำโลหะที่อณุ หภมู ิคงตัว 1
และคำนวณปริมาณ ตา ง ๆ ที่เกี่ยวขอ ง ของโอหมเขยี นแทนไดดว ยสมการ I =  R  V
รวมทัง้ อธบิ ายและคำนวณความตา นทาน
สมมลู เมอ่ื นำตัวตานทานมาตอกันแบบ • ความตา นทานของวตั ถเุ มอ่ื อณุ หภมู คิ งตัว
อนุกรมและแบบขนาน ขึน้ อยูกับชนิดและรูปรางของวตั ถุ ตามสมการ
1
R = ρ A 

• คาความตา นทานของตัวตา นทานอานไดจาก
แถบสีบนตัวตา นทาน
• เมอื่ นำตวั ตานทานมาตอแบบอนุกรมความ
ตา นทานสมมลู มีคา เพิม่ ข้ึน ตามสมการ
R =R1 + R2 + R3 + ...
• เม่อื นำตวั ตานทานมาตอแบบขนานความ
ตา นทานสมมลู มีคา ลดลง ตามสมการ
1 1 1 1
R = R1 + R2 + R3 + ...

9. ทดลอง อธบิ าย และคำนวณอเี อ็มเอฟ • แหลงกำเนิดไฟฟากระแสตรง เชน
ของแหลง กำเนดิ ไฟฟา กระแสตรง รวมท้งั แบตเตอรีเ่ ปน อปุ กรณท ีใ่ หพลังงานไฟฟาแกว งจร
อธบิ ายและคำนวณพลงั งานไฟฟา และ พลังงานไฟฟา ท่ีประจไุ ฟฟาไดรับตอ หนงึ่ หนว ย
กำลังไฟฟา ประจไุ ฟฟา เม่อื เคลือ่ นทผ่ี า นแหลงกำเนดิ ไฟฟา
เรยี กวา อีเอ็มเอฟ คำนวณไดจากสมการ
ε = ∆v + Ir
• พลังงานไฟฟา ทถี่ ูกใชไ ปในเครอื่ งใชไฟฟา ใน
หน่ึงหนว ยเวลา เรยี กวา กำลังไฟฟา ซงึ่ มคี า

324

ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรียนรูเ พิ่มเตมิ
ขน้ึ กบั ความตา งศักยแ ละกระแสไฟฟา คำนวณได
จากสมการ W = I∆vt และ P = I∆v
10. ทดลอง และคำนวณอีเอ็มเอฟสมมูล • เมอ่ื นำแบตเตอร่ีมาตอแบบอนุกรม อีเอ็ม
จากการตอแบตเตอร่ีแบบอนุกรมและแบบ เอฟสมมลู และความตานทานภายในสมมลู มคี า
ขนานรวมทัง้ คำนวณปรมิ าณตา ง ๆ ท่ี เพ่ิมข้ึนตามสมการ
เก่ยี วขอ งในวงจรไฟฟากระแสตรงซ่ึง ε = ε1 + ε2 + ... + εn และ
ประกอบดว ยแบตเตอรแ่ี ละตัวตานทาน r = r1 + r2 + ... + rnตามลำดบั

• เมื่อนำแบตเตอรที่ ่ีเหมอื นกันมาตอแบบ
ขนานอเี อ็มเอฟสมมลู มีคาคงเดมิ และความ
ตา นทานภายในสมมลู มีคา ลดลง ตามสมการ
ε = ε1 = ε2 = ... = εn และ
1= 1 1 1
r r1 + r2 + ... + rn ตามลำดบั

• กระแสไฟฟาในวงจรไฟฟากระแสตรงที่
ประกอบดว ยแบตเตอร่ีและตัวตานทานคำนวณ
ε
ไดตามสมการ I = R+r

11. อธิบายการเปลย่ี นพลังงานทดแทน • การนำพลงั งานทดแทนมาใชเ ปน การ
เปน พลงั งานไฟฟา รวมท้ังสบื คน และ แกปญหาหรือตอบสนองความตอ งการดาน
อภิปรายเกีย่ วกับเทคโนโลยี ท่ีนำมา พลงั งาน เชน การเปล่ียนพลังงานนวิ เคลยี รเ ปน
แกปญ หาหรือตอบสนองความตองการ พลงั งานไฟฟาในโรงไฟฟานวิ เคลียร และการ
ทางดา นพลังงานไฟฟา โดยเนนดาน เปลี่ยนพลงั งานแสงอาทติ ยเปนพลงั งานไฟฟาโดย
ประสทิ ธภิ าพและความคุมคาดานคาใชจ า ย เซลลส รุ ิยะ
• เทคโนโลยีตาง ๆ ทีน่ ำมาแกปญหาหรอื
ตอบสนองความตองการทางดานพลงั งานเปน
การนำความรทู ักษะและกระบวนการทาง
วทิ ยาศาสตรมาสรางอปุ กรณหรอื ผลิตภัณฑตางๆ
ที่ชวยใหก ารใชพ ลังงานมปี ระสิทธภิ าพยิง่ ข้นึ
ม.6 1. สงั เกต และอธิบายเสน สนามแมเ หลก็ • เสน สนามแมเหล็กเปนเสนสมมติท่ใี ชแ สดง
อธบิ ายและคำนวณ ฟลกั ซแมเหลก็ ในบรเิ วณ บริเวณทม่ี สี นามแมเ หลก็ โดยบริเวณทมี่ ีเสน
ท่ีกำหนดรวมท้ังสังเกต และอธิบาย สนามแมเ หล็กหนาแนน มากแสดงวาเปน บรเิ วณท่ี
สนามแมเหลก็ ที่เกดิ จากกระแสไฟฟาในลวด สนามแมเหลก็ มีความเขม มาก
ตัวนำเสน ตรงและโซเลนอยด • ฟลักซแ มเ หล็ก คือ จำนวนเสน
สนามแมเ หล็กที่ผานพืน้ ท่ีท่ีพิจารณา และ
อัตราสวนระหวางฟลักซแมเหลก็ ตอ พ้นื ท่ีตั้งฉาก

325

ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรเู พิม่ เตมิ
กับสนามแมเ หล็กคือ ขนาดของสนามแมเหลก็
φ
เขียนแทนไดดว ยสมการ B = A

• เมื่อมกี ระแสไฟฟา ผา นลวดตวั นำเสนตรง
หรือโซเลนอยดจะเกิดสนามแมเหลก็ ขน้ึ
2. อธบิ าย และคำนวณแรงแมเ หลก็ ท่ี • อนภุ าคท่ีมปี ระจไุ ฟฟาเคลือ่ นทเ่ี ขาไปใน
กระทำตออนภุ าคที่มปี ระจุไฟฟาเคล่ือนที่ใน สนามแมเหล็ก จะเกดิ แรงกระทำตออนุภาคนัน้
สนามแมเหลก็ แรงแมเ หลก็ ท่กี ระทำตอเสน คำนวณไดจากสมกา=ร F ILBsinθ
ลวดทม่ี ีกระแสไฟฟาผา นและวางใน • กรณีท่ปี ระจุไฟฟาเคลอ่ื นที่ต้ังฉากเขาไปใน
สนามแมเ หล็ก รศั มีความโคงของการ สนามแมเหล็ก จะทำใหประจุเคลื่อนท่ีเปลย่ี นไป
เคล่ือนทเี่ มือ่ ประจเุ คลื่อนท่ีตั้งฉากกับ โดยรัศมคี วามโคงของการเคลื่อนทีค่ ำนวณไดจาก
สนามแมเ หล็ก รวมทั้งอธิบายแรงระหวา ง mv
เสนลวด ตวั นำคูขนานท่ีมกี ระแสไฟฟาผา น สมการ r = qB

• ลวดตัวนำท่มี ีกระแสไฟฟา ผานและอยูใน
สนามแมเหล็ก จะเกิดแรงกระทำตอ ลวดตวั นำน้นั
โดยทศิ ทางของแรงหาไดจ ากกฎมอื ขวา และ
คำนวณขนาดของแรงไดจากสมการ
=F ILBsinθ
• เมือ่ วางเสน ลวดสองเสนขนานกนั และมี
กระแสไฟฟาผา นทั้งสองเสน จะเกดิ แรงกระทำ
ระหวางลวดตวั นำทง้ั สอง
3. อธบิ ายหลักการทำงานของแกลแวนอ • เมอ่ื มกี ระแสไฟฟา ผา นขดลวดตวั นำที่อยูใ น
มิเตอรแ ละมอเตอรไ ฟฟากระแสตรง รวมทง้ั สนามแมเ หล็กจะมีโมเมนตข องแรงคคู วบกระทำ
คำนวณปริมาณตางๆ ท่เี กีย่ วของ ตอ ขดลวดทำใหขดลวดหมุน ซ่ึงนำไปใชอธบิ าย
การทำงานของแกลแวนอมิเตอรแ ละมอเตอร
ไฟฟากระแสตรง โดยโมเมนตของแรงคคู วบ
คำนวณไดจ ากสมการ
=M NILBcosθ
4. สงั เกต และอธิบายการเกิดอีเอ็มเอฟ • เมอื่ มีฟลักซแมเหล็กเปลย่ี นแปลงตดั ขดลวด
เหนี่ยวนำกฎการเหนย่ี วนำของ ฟาราเดย ตัวนำจะเกดิ อีเอ็มเอฟเหนีย่ วนำในขดลวดตัวนำ
และคำนวณปริมาณตาง ๆ ทเี่ กีย่ วของ นน้ั อธิบายไดโ ดยใชก ฎการเหนี่ยวนำของ
รวมท้ังนำความรเู ร่ืองอเี อ็มเอฟเหน่ยี วนำไป = ∆φB
อธิบายการทำงานของเครือ่ งใชไฟฟา ฟาราเดยเขียนแทนไดด วยสมการ ε ∆t

• ทิศทางของกระแสไฟฟา เหน่ียวนำหาไดโดย
ใชกฎของเลนซ

326

ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรูเพ่ิมเติม
• ความรูเกีย่ วกบั อเี อม็ เอฟเหน่ยี วนำไปใช
อธบิ ายการทำงานของเคร่อื งกำเนิดไฟฟา และ
การทำงานของเคร่ืองใชไ ฟฟาตาง ๆ เชน
แบลลัสตแ บบขดลวดของหลอดฟลูออเรสเซนต
การเกดิ อเี อ็มเอฟกลบั ในมอเตอรไฟฟา มอเตอร
ไฟฟาเหนยี่ วนำ และกีตารไ ฟฟา
5. อธิบาย และคำนวณความตางศักยอาร • ไฟฟากระแสสลับท่ีสง ไปตามบานเรอื น มี
เอม็ เอสและกระแสไฟฟาอารเ อม็ เอส ความตา งศักยแ ละกระแสไฟฟาเปลีย่ นแปลงไป
ตามเวลาในรูปของฟงกช ันแบบไซน
• การวดั ความตา งศักยและกระแสไฟฟาสลบั
ใชคา ยังผลหรอื คามิเตอร ซ่ึงเปนคาเฉลยี่ แบบราก
ท่สี องของกำลังสองเฉลย่ี คำนวณไดจากสมการ
v0
vrms = 2

Irms = I0
2
6. อธิบายหลกั การทำงานและประโยชน • เคร่ืองกำเนิดไฟฟากระแสสลับ 3 เฟส มี
ของเคร่อื งกำเนดิ ไฟฟากระแสสลบั 3 เฟส ขดลวดตัวนำ 3 ชุด แตล ะชดุ วางทำมุม 120 องศา
การแปลงอีเอม็ เอฟของหมอแปลง และ ซ่งึ กันและกัน ไฟฟา กระแสสลบั จากขดลวดแตละ
คำนวณปริมาณตา ง ๆ ทีเ่ กย่ี วขอ ง ชุดจะมีเฟสตางกัน 120 องศา ซึง่ ชวยใหม ี
ประสทิ ธิภาพในการผลติ และการสงพลงั งานไฟฟา
• ไฟฟากระแสสลบั ที่สงไปตามบานเรอื นเปน
ไฟฟากระแสสลับทีต่ องเพิม่ อเี อ็มเอฟจาก
โรงไฟฟาแลวลดอีเอ็มเอฟใหมีคา ท่ีตองการโดยใช
หมอแปลงซึ่งประกอบดวยขดลวดปฐมภูมิและ
ขดลวดทุติยภมู ิ
• ไฟฟากระแสสลับที่ผา นขดลวดปฐมภมู ขิ อง
หมอแปลงจะทำใหเ กดิ อเี อ็มเอฟเหน่ยี วนำใน
ขดลวดทตุ ยิ ภูมิของหมอแปลง โดยอีเอม็ เอฟใน
ขดลวดทตุ ิยภมู ิขน้ึ กับอเี อม็ เอฟในขดลวดปฐมภูมิ
และจำนวนรอบของขดลวดท้ังสอง ตามสมการ
E2 N2
E1 = N1

327

ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรียนรูเพิ่มเติม
7. อธบิ ายการเกดิ และลักษณะเฉพาะของ • การเหนยี่ วนำตอ เนื่องระหวางสนามแมเหล็ก
คลนื่ แมเหลก็ ไฟฟา แสงไมโ พลาไรสแ สงโพลา และสนามไฟฟา ทำใหเกิดคลื่นแมเหลก็ ไฟฟาแผ
ไรสเ ชงิ เสน และแผนโพลารอยดรวมทั้ง ออกจากแหลงกำเนิด
อธิบายการนำคลืน่ แมเหล็กไฟฟาในชวง • คลนื่ แมเ หลก็ ไฟฟาประกอบดวย
ความถต่ี าง ๆ ไปประยุกตใ ชแ ละหลักการ สนามแมเหลก็ และสนามไฟฟาที่เปลีย่ นแปลง
ทำงานของอุปกรณท ่ีเก่ียวของ ตลอดเวลาโดยสนามท้ังสองมีทิศต้ังฉากกนั และ
ตัง้ ฉากกับทศิ ทางการเคล่ือนที่ของคลืน่
• แสงเปนคล่นื แมเหลก็ ไฟฟาชนดิ หนึง่ โดย
แสงในชีวิตประจำวันเปนแสงไมโพลาไรส เมอ่ื
แสงน้นั ผา นแผนโพลารอยด สนามไฟฟาจะมี
ทศิ ทางอยใู นระนาบเดียวเรียกวา แสงโพลาไรส
เชิงเสนสมบตั ิของแสงลักษณะนี้เรยี กวา
โพลาไรเซชนั
• คล่นื แมเหล็กไฟฟามีความถ่ีตา ง ๆ มากมาย
โดยความถ่ีนี้มีคาตอเนื่องกนั เปน ชวงกวาง
เรียกวา สเปกตรัมคล่ืนแมเหล็กไฟฟา
• ตัวอยา งอปุ กรณท ่ีทำงานโดยอาศัยคลน่ื
แมเ หลก็ ไฟฟา เชน เครือ่ งฉายรงั สีเอกซเ ครือ่ ง
ควบคุมระยะไกล เคร่ืองระบุตำแหนง บนพื้นโลก
เครอื่ งถายภาพเอกซเ รยคอมพวิ เตอรและเคร่ือง
ถา ยภาพการสัน่ พองแมเ หล็ก
8. สบื คน และอธบิ ายการสือ่ สารโดย • การสื่อสารเพื่อสง ผา นสารสนเทศจากที่หนึง่
อาศัยคล่ืนแมเ หล็กไฟฟาในการสงผา น ไปอีกที่หนง่ึ ทำไดโ ดยอาศัยคล่ืนแมเ หล็กไฟฟา
สารสนเทศ และเปรยี บเทยี บการสอ่ื สารดวย สารสนเทศจะถูกแปลงใหอยูในรูปสัญญาณ
สัญญาณแอนะล็อกกบั สัญญาณดจิ ิทัล สำหรบั สง ไปยังปลายทางซง่ึ จะมีการแปลง
สญั ญาณกลบั มาเปนสารสนเทศท่ีเหมือนเดิม
• สัญญาณมสี องชนดิ คือแอนะล็อกและดิจิทัล
โดยการสง ผานสารสนเทศดวยสัญญาณดิจทิ ลั มี
ความผิดพลาดนอยกวา สัญญาณแอนะลอ็ ก

328

ชัน้ ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรเู พ่ิมเติม
ม.6 1. อธบิ าย และคำนวณความรอนทที่ ำ • เม่ือสสารไดร บั หรอื คายความรอ น สสารอาจมี
ใหส สารเปล่ยี นอณุ หภูมิ ความรอ นท่ีทำให อณุ หภมู ิเปลย่ี นไป และสสารอาจเปลยี่ นสถานะ
สสารเปล่ยี นสถานะ และความรอนทเี่ กดิ โดยไมเปลีย่ นอุณหภูมิ ซ่ึงปริมาณความรอนท่ีทำให
จากการถายโอนตามกฎการอนรุ กั ษ สสารเปลย่ี นอณุ หภูมคิ ำนวณไดจ ากสมกาi
พลงั งาน Q= mc∆T
สวนปริมาณของพลงั งานความรอนท่ีทำใหสสาร
เปล่ยี นสถานะคำนวณไดจากสมการ Q = mL
• วตั ถทุ มี่ ีอณุ หภมู ิสงู กวา จะถายโอนความรอน
ไปสูวัตถทุ ม่ี ีอุณหภูมิต่ำกวา เปนไปตามกฎการ
อนรุ กั ษพลังงาน โดยปริมาณความรอ นท่ีวตั ถุหน่ึง
ใหจะเทา กับปรมิ าณความรอนทว่ี ตั ถหุ น่งึ รบั เขียน
แทนไดดว ยสมการ Qลดเพ=่ิม Q
• เม่อื วัตถุมีอณุ หภูมิเทากนั จะไมมีการถายโอน
ความรอน เรียกวาวตั ถุอยูในสมดุลความรอ น
2. อธบิ ายสภาพยดื หยนุ และลักษณะ • สมบตั ิท่วี ัสดเุ ปล่ียนรปู และกลบั สรู ปู เดิม เม่ือ
การยืดและหดตัวของวัสดุท่เี ปนแทง เมื่อ หยุดออกแรงกระทำเรยี กวา สภาพยืดหยนุ ถา ยัง
ถกู กระทำดวยแรงคาตาง ๆ รวมท้งั ทดลอง ออกแรงตอไป วสั ดุจะขาดหรือเสียรูปอยางถาวร
อธิบายและคำนวณความเคนตามยาว • ในกรณีท่วี ัตถุมกี ารเปลี่ยนแปลงความยาวถา
ความเครยี ดตามยาว และมอดุลสั ของยงั ออกแรงกระทำตอเสน ลวดไมเกินขีดจำกดั การแปร
และนำความรูเรื่องสภาพยดื หยุนไปใชใน ผันตรง ความยาวที่เพ่ิมขึ้นของเสนลวดแปรผันตรง
ชวี ิตประจำวัน กับขนาดของแรงดึง ทำใหค วามเครียดตามยาวท่ี
เกิดขึ้นแปรผนั ตรงกับความเคนตามยาว โดยความ
F
เคนตามยาวคำนวณไดจากสมการ σ = A

สว นความเครียด
ตามยาวคำนวณไดจ ากสมการ ε =LL0
• อัตราสว นความเคน ตามยาวตอความเครยี ด
ตามยาว เรียกวา มอดลุ ัสของยงั ซึ่งมคี า ขนึ้ กับ
ชนิดของวัสดุ คำนวณไดจ ากสมการ
σ F A
Y = ε หรือ Y = ∆L L0

• ถา วัสดมุ ีมอดลุ สั ของยงั สูงแสดงวา วัสดนุ น้ั

329

ชัน้ ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรเู พมิ่ เตมิ
เปล่ียนแปลงความยาวไดน อย ถาออกแรงเพิ่มขึน้
เกินขดี จำกดั สภาพยืดหยุน วัสดุไมส ามารถ
กลบั คืนสูสภาพเดมิ ได สมบัตินนี้ ำไปใชพ จิ ารณาใน
การเลอื กวัสดทุ ่ีเหมาะสมกบั การใชง าน
3. อธิบาย และคำนวณ ความดันเกจ • ภาชนะท่มี ีของเหลวบรรจุอยจู ะมีแรง
ความดนั สัมบรู ณ และความดันบรรยากาศ เน่ืองจากของเหลวกระทำตอ พ้นื ผิวภาชนะ โดย
รวมท้ังอธบิ ายหลักการทำงานของแมนอ ขนาดของแรงที่ของเหลวกระทำตั้งฉากตอ พื้นที่
มิเตอรบารอมเิ ตอร และเครื่องอดั ไฮดรอลิก หนงึ่ หนว ยเปนความดันในของเหลว
• ความดนั ท่ีเคร่ืองมือวัดได เรียกวา ความดนั
เกจคำนวณไดจ ากสมการ Pg = ρgh สวน
ผลรวมของความดนั บรรยากาศและความดนั เกจ
เรียกวา ความดันสัมบรู ณ คำนวณไดจ ากสมการ
P= P0 + Pg
• คาของความดนั อานไดจากเครื่องวดั ความดนั
เชนแมนอมเิ ตอร บารอมิเตอร
• เมื่อเพ่ิมความดนั ณ ตำแหนงใด ๆ ใน
ของเหลวท่ีอยูนิง่ ในภาชนะปด ความดนั ทเ่ี พม่ิ ขน้ึ
จะสง ผา นไปทุก ๆ จุดในของเหลวนัน้ เรียกวา กฎ
พาสคลั กฎน้ีนำไปใชอ ธิบายการทำงานของเครื่อง
อัดไฮดรอลกิ
4. ทดลอง อธิบาย และคำนวณขนาด • วัตถทุ ่อี ยใู นของไหลทัง้ หมดหรือเพยี งบางสวน
แรงพยงุ จากของไหล จะถูกแรงพยุงจากของไหลกระทำ โดยขนาดแรง
พยงุ เทา กบั ขนาดน้ำหนกั ของของไหลที่ถูกวตั ถุ
แทนที่ตามหลักของอารค มิ ีดีสซงึ่ ใชอ ธบิ ายการลอย
การจมของวตั ถตุ าง ๆในของไหล ขนาดแรงพยุง
จากของไหลคำนวณไดจ ากสมการ
FB = ρVg
5. ทดลอง อธิบาย และคำนวณความตึง • ความตงึ ผิวเปนสมบตั ิของของเหลวทย่ี ึดผวิ
ผวิ ของของเหลว รวมท้งั สังเกตและอธบิ าย ของเหลวไวด ว ยแรงดงึ ผิว ปรากฏการณท่ีเปนผล
แรงหนืดของของเหลว จากความตงึ ผิว เชน การเดินบนผิวนำ้ ของแมลง
บางชนดิ การซมึ ตามรเู ล็ก หรือ การโคง ของผวิ
ของเหลว โดยความตึงผวิ ของของเหลวคำนวณได
=F
จากสมการ γ I

330

ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรียนรูเ พิ่มเตมิ
• ความหนดื เปน สมบตั ิของของไหล วัตถทุ ่ี
เคลื่อนที่ในของไหลจะมแี รงเนื่องจากความหนดื
ตา นการเคล่ือนทีข่ องวัตถุ เรยี กวา แรงหนดื
6. อธิบายสมบัตขิ องของไหลอุดมคติ • ของไหลอดุ มคติเปนของไหลทีม่ กี ารไหลอยา ง
สมการความตอเน่ือง และสมการแบรนลู ลี สมำ่ เสมอ ไมมคี วามหนดื บีบอัดไมไ ด และไหลโดย
รวมทง้ั คำนวณปรมิ าณตา ง ๆ ท่เี ก่ยี วของ ไมหมนุ มีอัตราการไหลตามสมการความตอ เนื่อง
และนำความรูเกย่ี วกบั สมการความตอเน่ือง Av = คา คงตวั
และสมการแบรน ลู ลไี ปอธบิ ายหลกั การ • ตำแหนงสองตำแหนงบนสายกระแสเดยี วกัน
ทำงานของอุปกรณตาง ๆ ของของไหลอุดมคติทีไ่ หลอยางสมำ่ เสมอ จะมี
ผลรวมของความดันสัมบูรณ พลังงานจลนตอ หนึ่ง
หนว ยปริมาตร และพลงั งานศักยต อหนง่ึ หนวย
ปรมิ าตร เปน คา คงตวั ตามสมการแบรนูลลี
1
P + 2 ρv2 + ρgh คา คงตวั

7. อธิบายกฎของแกสอุดมคติและ • แกสอดุ มคติเปน แกส ที่โมเลกุลมขี นาดเล็กมาก
คำนวณปริมาณตาง ๆ ทเี่ กีย่ วขอ ง ไมมีแรงยึดเหนยี่ วระหวางโมเลกลุ มกี ารเคล่ือนที่
แบบสุม และมีการชนแบบยดื หยนุ
• ความสมั พันธระหวางความดนั ปริมาตร และ
อุณหภมู ิของแกส อดุ มคตเิ ปนไปตามกฎของแกส
อดุ มคติ เขียนแทนไดด วยสมการ
8. อธบิ ายแบบจำลองของแกสอดุ มคติ
P=V nR=T NkBT

• จากแบบจำลองของแกส อุดมคติ กฎการ
ทฤษฎีจลนของแกส และอัตราเร็วอารเ อม็ เคลอื่ นที่ของนวิ ตนั และจากกฎของแกสอุดมคติ
เอสของโมเลกุลของแกส รวมทง้ั คำนวณ ทำใหส ามารถศึกษาสมบัติทางกายภาพบาง
ปรมิ าณตา ง ๆ ที่เก่ยี วของ ประการของแกสได ไดแ ก ความดัน พลงั งานจลน
เฉลี่ยและอัตราเรว็ อารเ อ็มเอส ของโมเลกลุ ของ
แกสได
• จากทฤษฎีจลนของแกส ความดนั และ
พลงั งานจลนเ ฉลี่ยของโมเลกุลของแกส มี
2 NEk
ความสมั พันธต ามสมการ PV = 3 สวน

อตั ราเรว็ อารเ อ็มเอสของโมเลกลุ ของแกส คำนวณ

ไดจากสมการ Vrms = 3kBL
m

331

ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรียนรเู พิ่มเตมิ
9. อธิบาย และคำนวณงานที่ทำโดยแกส • ในภาชนะปด เม่อื มกี ารเปลี่ยนแปลงปริมาตร
ในภาชนะปดโดยความดันคงตัว และ ของแกส โดยความดันคงตัว งานทเ่ี กดิ ขนึ้ คำนวณได
อธิบายความสมั พันธร ะหวา งความรอ น จากสมการ W = P∆V
พลังงานภายในระบบ และงานรวมทัง้ • โมเลกุลของแกสอุดมคตใิ นภาชนะปดจะมี
คำนวณปรมิ าณตา ง ๆ ท่เี กย่ี วขอ งและนำ พลงั งานจลน โดยพลงั งานจลนรวมของโมเลกลุ
ความรเู รือ่ งพลงั งานภายในระบบไปอธบิ าย เรียกวา พลงั งานภายในของแกส หรอื พลงั งาน
หลกั การทำงานของเคร่ืองใชใน ภายในระบบ ซ่ึงแปรผนั ตรงกับจำนวนโมเลกลุ และ
ชวี ติ ประจำวนั
อณุ หภมู ิสัมบรู ณข องแกส
• พลงั งานภายในระบบมคี วามสัมพันธกับความ
รอนและงาน เชน เมอ่ื มีการถายโอนความรอนใน
ระบบปด ผลของการถายโอนความรอนนีจ้ ะเทากบั
ผลรวมของพลังงานภายในระบบท่ีเปลี่ยนแปลงกบั
งาน เปนไปตามกฎการอนุรกั ษพ ลังงานเรยี กกฎขอ
ทหี่ นงึ่ ของอุณหพลศาสตรแสดงไดดวยสมการ
Q =∆U + W
• ความรเู รอ่ื งพลังงานภายในระบบสามารถ
นำไปประยุกตใ นดานตา ง ๆ เชน การทำงานของ
เคร่ืองยนตความรอ น ตูเย็น เครอ่ื งปรับอากาศ
10. อธบิ ายสมมติฐานของพลังค ทฤษฎี • พลงั คเสนอสมมติฐานเพื่ออธบิ ายการแผร ังสี
อะตอมของโบร และการเกดิ เสน สเปกตรัม ของวัตถุดำ ซึ่งสรุปไดว า พลงั งานทว่ี ัตถุดำดดู กลนื
ของอะตอมไฮโดรเจน รวมทง้ั คำนวณ หรอื แผอ อกมามีคาไดเฉพาะบางคาเทา น้นั และคา
ปรมิ าณตา ง ๆ ที่เกยี่ วของ น้จี ะเปนจำนวนเทาของ hf เรียกวา ควอนตัม
พลงั งาน โดยแสงความถ่ี f จะมีพลงั งานตาม

สมการ E = nhf
• ทฤษฎอี ะตอมของไฮโดรเจนทเ่ี สนอโดยโบร
อธิบายวา อเิ ล็กตรอนจะเคลอ่ื นทีร่ อบนวิ เคลยี ส
ในวงโคจรบางวงไดโ ดยไมแ ผคล่ืนแมเหล็กไฟฟา
ถา อเิ ล็กตรอนมีการเปล่ยี นวงโคจรจะมีการรบั
หรอื ปลอยพลังงานในรูปของคลื่นแมเ หลก็ ไฟฟา
ตามสมมตฐิ านของพลังค ซึ่งสามารถนำไป
คำนวณรัศมวี งโคจรของอิเล็กตรอน และพลงั งาน
อะตอมของไฮโดรเจนไดตามสมการ
( ) ( )rn = mk2e4
h2 และ En = − 1 h2 1
mke2 2 n2

ตามลำดบั

332

ชนั้ ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรูเ พิ่มเติม
• ทฤษฎอี ะตอมของโบรสามารถนำไปคำนวณ
ความยาวคล่นื ของแสงในสเปกตรัมเสน สวาง
ของอะตอมไฮโดรเจนตามสมการ

=1 Rn  1 − 1 
λ  n2f ni2 
 

11. อธิบายปรากฏการณโ ฟโตอเิ ลก็ ทริก • ปรากฏการณโฟโตอเิ ล็กทริกเปน ปรากฏการณ
และคำนวณพลังงานโฟตอน พลงั งานจลน ทอ่ี ิเลก็ ตรอนหลดุ จากผิวโลหะเม่ือมแี สงที่มคี วามถี่
ของโฟโตอิเล็กตรอนและฟงกชันงานของ เหมาะสมมาตกกระทบ โดยจำนวนโฟโต
โลหะ อิเล็กตรอนที่หลดุ จะเพ่มิ ขน้ึ ตามความเขมแสงและ
พลงั งานจลนส ูงสดุ ของโฟโตอิเลก็ ตรอนจะข้นึ กับ
ความถีข่ องแสงนั้น โดยพลังงานของแสงหรือโฟ
ตอนตามสมมติฐานของพลังค
• ไอนสไตนอาศัยกฎการอนุรักษพลงั งานและ
สมมติฐานของพลงั ค อธบิ ายปรากฏการณ
โฟโตอิเลก็ ทริกตามสมการ hf= W + Ekmax
• การทดลอง พลังงานจลนสงู สดุ ของโฟโต
อเิ ล็กตรอนและฟง กชันงานของโลหะคำนวณได
จากสมการ Ekmax = eVs และ W = hf0
ตามลำดับ
ม.6 12. อธบิ ายทวิภาวะของคลืน่ และ • การคนพบการแทรกสอดและการเลีย้ วเบน
อนุภาค รวมทง้ั อธิบาย และคำนวณความ ของอิเลก็ ตรอนสนับสนนุ ความคิดของเดอบรอยลที่
ยาวคลนื่ เดอบรอยล เสนอวา อนุภาคแสดงสมบัตขิ องคล่ืนไดโ ดยเมื่อ
อนภุ าคประพฤตติ ัวเปนคลืน่ จะมคี วามยาวคล่นื
เรียกวา ความยาวคลืน่ เดอบรอยลซึง่ มีคาข้นึ กบั
โมเมนตัมของอนภุ าคตามสมการ
λ =ph
• จากความคิดของไอนส ไตนและเดอบรอยล ทำ
13. อธบิ ายกมั มันตภาพรังสแี ละความ ใหส รปุ ไดว า คล่ืนแสดงสมบัติของอนุภาคไดและ
แตกตาง ของรังสีแอลฟา บีตา และแกมมา อนภุ าคแสดงสมบัติของคลืน่ ได สมบัติดังกลาว
เรียกวา ทวภิ าวะของคลืน่ และอนภุ าค

• กมั มันตภาพรงั สเี ปนปรากฏการณท่ีธาตุ
กมั มันตรังสีแผร ังสีไดเ องอยางตอ เนื่อง รังสีท่ี
ออกมามี 3 ชนิด คือ แอลฟา บีตา และแกมมา

333

ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรียนรูเพม่ิ เตมิ
• การแผรงั สีเกดิ จากการเปล่ียนแปลงนวิ เคลียส
ของธาตุกัมมนั ตรังสี ซง่ึ เขียนแทนไดด วยสมการ
A AZ−−42Y 4
การสลายใหแอลฟา Z X → + 2 He

การสลายใหบ ตี าลบ A X → Z+A1Y + 0 e + ve
Z −1
A Z−A1Y 0
การสลายใหบตี าบวก Z X → + +1 e + ve

การสลายใหแกมมา A X → A X∗ + γ
Z Z
14. อธิบาย และคำนวณ กัมมันตภาพ • ในการสลายของธาตุกมั มนั ตรังสี อตั ราการแผ
ของนวิ เคลียสกัมมนั ตรงั สี รวมท้งั ทดลอง รงั สีออกมาในขณะหน่งึ เรยี กวา กัมมันตภาพ
อธบิ ายและคำนวณจำนวนนวิ เคลยี ส ปรมิ าณนีบ้ อกถึงอตั ราการลดลงของจำนวน
กมั มันตภาพรงั สที เี่ หลอื จากการสลาย และ นวิ เคลยี สของธาตกุ ัมมนั ตรังสี คำนวณไดจ าก
คร่งึ ชวี ิต สมการ A = λN
• ชวงเวลาทจี่ ำนวนนิวเคลยี สลดลงเหลอื
ครง่ึ หนึ่งของจำนวนเริ่มตน เรียกวา คร่งึ ชวี ติ โดย
จำนวนนวิ เคลยี สกัมมนั ตภาพรงั สที เ่ี หลือจากการ
สลายและครึง่ ชีวิตคำนวณไดจากสมการ
N = N0e−λt และ ln 2
T21 = λ ตามลำดบั

15. อธิบายแรงนิวเคลียร เสถียรภาพ • ภายในนิวเคลียสมแี รงนวิ เคลยี รท่ีใชอ ธบิ าย
ของนิวเคลยี สและพลงั งานยดึ เหน่ยี ว เสถียรภาพของนิวเคลยี ส
รวมทงั้ คำนวณปรมิ าณ ตาง ๆ ท่เี กย่ี วของ • การทำใหน ิวคลอี อนในนิวเคลยี สแยกออกจาก
กนั ตอ งใชพลงั งานเทากบั พลังงานยดึ เหน่ยี ว
ซง่ึ คำนวณไดจ ากความสมั พันธระหวา งมวล
และพลังงาน ตามสมการ E = (∆m)c2
• นวิ เคลียสที่มีพลงั งานยดึ เหนย่ี วตอนวิ คลอี อน
สูงจะมีเสถียรภาพดีกวานิวเคลยี สทม่ี ีพลังงาน
ยึดเหน่ยี วตอ นวิ คลอี อนตำ่ โดยพลังงานยดึ เหนยี่ ว
ตอ นวิ คลอี อนคำนวณไดจากสมการ
E = (∆m)c2

AA
16. อธิบายปฏกิ ิริยานวิ เคลยี ร ฟชชัน • ปฏกิ ริ ิยาทีท่ ำใหนวิ เคลยี สเกิดกาเปลีย่ นแปลง
และฟว ชันรวมทง้ั คำนวณพลงั งานนิวเคลียร องคป ระกอบหรอื ระดับพลังงาน เรียกวาปฏกิ ริ ิยา
นิวเคลยี ร
• ฟช ชนั เปนปฏิกริ ยิ าทนี่ ิวเคลยี สทีม่ มี วลมาก
แตกออกเปน นิวเคลียสท่ีมีมวลนอยกวาสวนฟว ชัน

334

ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรูเพ่มิ เติม
เปนปฏกิ ิริยาทน่ี ิวเคลยี สท่มี ีมวลนอยรวมตัวกันเกดิ
เปนนวิ เคลียสทม่ี ีมวลมากข้นึ
• พลังงานที่ปลดปลอ ยออกมาจากฟช ชันหรือ
ฟว ชนั เรยี กวา พลงั งานนิวเคลียร ซ่งึ มคี า เปน ไป
ตามความสมั พันธระหวางมวลกบั พลงั งานตาม

สมการE = (∆m)c2

17. อธิบายประโยชนของพลังงาน • พลงั งานนิวเคลียรและรงั สีจากการสลายของ
นวิ เคลยี ร และรังสี รวมทงั้ อนั ตรายและ ธาตุกมั มนั ตรังสสี ามารถนำไปใชป ระโยชนในดาน
การปอ งกันรังสีในดานตา ง ๆ ตาง ๆ ขณะเดยี วกนั ตองมีการปอ งกนั อนั ตรายท่ี
อาจเกดิ ข้นึ ได
18. อธบิ ายการคนควา วจิ ัยดานฟสิกส • การศกึ ษาโปรตอนและนวิ ตรอนในนวิ เคลียส
อนุภาคแบบจำลองมาตรฐาน และการใช ดวยเครือ่ งเรงอนภุ าคพลังงานสงู พบวา โปรตอน
ประโยชนจ ากการคน ควาวจิ ยั ดา นฟส กิ ส และนวิ ตรอนประกอบดวยอนุภาคอ่ืนทมี่ ีขนาดเล็ก
อนภุ าคในดา นตาง ๆ กวา เรยี กวา ควารก ซ่งึ ยดึ เหน่ยี วกันไวด วยแรงเขม
• นกั ฟสิกสย ังไดคนพบอนภุ าคท่ีเปน ส่ือของแรง
เขม ซึง่ ไดแก กลูออน และอนุภาคที่เปนส่อื ของแรง
ออน ซงึ่ ไดแ ก W - โบซอน และ Z – โบซอน
• อนุภาคท่ีไมสามารถแยกเปนองคประกอบได
รวมท้งั อนภุ าคทเ่ี ปนส่ือของแรง จดั เปน อนภุ าคมลู
ฐานในแบบจำลองมาตรฐาน
• แบบจำลองมาตรฐานเปน ทฤษฎีทใี่ ชอธิบาย
พฤติกรรมและอันตรกริ ิยาระหวา งอนภุ าคมูลฐาน
• การคนควา วจิ ยั ดา นฟสิกสอนภุ าคนำไปสูการ
พฒั นาเทคโนโลยที นี่ ำมาใชประโยชนใ นดา นตา ง ๆ
เชน ดานการแพทย มกี ารใชเ ครอื่ งเรง อนุภาคใน
การรกั ษาโรคมะเร็ง การใชเ คร่อื งถา ยภาพรงั สี
ระนาบดวยการปลอยโพซติ รอนในการวินจิ ฉยั โรค
มะเรง็ ดานการรกั ษาความปลอดภัยมกี ารใช
เครอ่ื งเอกซเรยคอมพวิ เตอรใ นการตรวจวตั ถุ
อนั ตรายในสนามบิน

335

คำอธิบายรายวชิ าเพิ่มเติม
รหสั วชิ า ว31201 รายวิชาฟส ิกส 1 กลุมสาระการเรียนรูว ิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
ชัน้ มัธยมศกึ ษาปท่ี 4 ภาคเรียนที่ 1 จำนวน 60 ช่ัวโมง/1.5 หนวยกิต

สืบคนขอมูล สำรวจตรวจสอบ ศึกษา วิเคราะห อภิปราย และอธิบายธรรมชาติและพัฒนาการทางฟสิกส การ
เคล่อื นท่ีแนวตรง แรงและกฎการเคล่ือนท่ี

โดยใชก ระบวนการทางวทิ ยาศาสตร การสบื เสาะหาความรู การสืบคนขอมลู การ สงั เกต วเิ คราะห เปรียบเทียบ
อธิบาย อภิปราย และสรุป เพื่อใหเกิดความรู ความเขาใจ มีความสามารถใน การตัดสินใจ มีทักษะปฏิบัติการทาง
วิทยาศาสตร รวมทั้งทักษะการเรียนรูในศตวรรษที่ 21 ในดานการใช เทคโนโลยีสารสนเทศ ดานการคิดและการแกปญหา
ดานการสื่อสาร สามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนำความรู ไปใชในชีวิตของตนเอง มีจิตวิทยาศาสตร จริยธรรม คุณธรรม
และคานยิ มทเี่ หมาะสม

ผลการเรียนรู
1. สืบคน และอธิบายการคนหาความรูทางฟสิกสประวัติความเปนมา รวมทั้งพัฒนาการของหลักการและแนวคิด

ทางฟส กิ สทมี่ ผี ลตอการแสวงหาความรูใหมและการพฒั นาเทคโนโลยี
2. วดั และรายงานผลการวัดปริมาณทางฟส ิกสไดถูกตองเหมาะสม โดยนำความคลาดเคลื่อนในการวัดมาพิจารณา

ในการนำเสนอผล รวมทง้ั แสดงผลการทดลองในรูปของกราฟ วิเคราะหและแปลความหมายจากกราฟเสนตรง
3. ระบุทดลอง และอธบิ ายความสัมพันธร ะหวางตำแหนง การกระจัด ความเร็ว และความเรง ของการเคล่ือนที่

ของวัตถุในแนวตรงที่มคี วามเรงคงตัวจากกราฟและสมการ รวมท้งั ทดลองหาคา ความเรง โนม ถวงของโลก และคำนวณ
ปริมาณตาง ๆ ที่เก่ียวของ

4.ทดลอง และอธิบายการหาแรงลัพธของแรงสองแรงที่ทำมุมตอกนั
5. เขียนแผนภาพของแรงทก่ี ระทำตอวตั ถุอิสระทดลอง และอธิบายกฎการเคลอ่ื นท่ีของนิวตันและการใชก ฎการ
เคลือ่ นที่ของนิวตนั กบั สภาพการเคลือ่ นที่ของวัตถุ รวมท้ังคำนวณปรมิ าณตาง ๆ ที่เก่ียวของ
6. อธิบายกฎความโนมถวงสากลและผลของสนามโนมถวงทที่ ำใหวัตถุมีน้ำหนัก รวมทั้งคำนวณปริมาณตาง ๆ ท่ี
เก่ยี วของ
7. วเิ คราะห อธิบาย และคำนวณแรงเสยี ดทานระหวา งผวิ สัมผัสของวัตถุคูหนงึ่ ๆ ในกรณีทวี่ ตั ถุหยดุ นงิ่ และวตั ถุ
เคลื่อนท่ี รวมทง้ั ทดลองหาสัมประสทิ ธคิ์ วามเสียดทานระหวางผวิ สัมผสั ของวตั ถคุ หู น่ึง ๆ และนำความรูเ ร่ืองแรงเสยี ดทาน
ไปใชในชวี ิตประจำวัน

จำนวนผลการเรยี นรูท งั้ หมด 7 ผลการเรยี นรู

336

คำอธิบายรายวิชาเพ่ิมเตมิ
รหัสวิชา ว31202 รายวิชาฟส กิ ส 2 กลุมสาระการเรียนรวู ทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
ชัน้ มัธยมศึกษาปท ี่ 4 ภาคเรยี นท่ี 2 จำนวน 60 ชั่วโมง/1.5 หนว ยกิต

สืบคนขอมูล สำรวจตรวจสอบ ศึกษา วิเคราะห อภิปราย และอธิบายศึกษาสมดุลกล งานและพลังงาน โมเมนตัม
และการชน และการเคลอื่ นท่แี นวโคง

โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร การสบื เสาะหาความรู การสบื คน ขอ มูล การ สงั เกต วเิ คราะห เปรียบเทียบ
อธิบาย อภิปราย และสรุป เพื่อใหเกิดความรู ความเขาใจ มีความสามารถใน การตัดสินใจ มีทักษะปฏิบัติการทาง
วิทยาศาสตร รวมทั้งทักษะการเรียนรูในศตวรรษที่ 21 ในดานการใช เทคโนโลยีสารสนเทศ ดานการคิดและการแกปญหา
ดานการสื่อสาร สามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนำความรู ไปใชในชีวิตของตนเอง มีจิตวิทยาศาสตร จริยธรรม คุณธรรม
และคานยิ มที่เหมาะสม
ผลการเรยี นรู
1. อธิบายสมดุลกลของวัตถโุ มเมนตและผลรวมของโมเมนตท ่ีมตี อการหมนุ แรงคูควบและผลของ แรงคคู วบที่มตี อ

สมดลุ ของวตั ถเุ ขียนแผนภาพของแรงท่ีกระทำ ตอวตั ถุอิสระเมอื่ วตั ถอุ ยูในสมดุลกล และคำ นวณปริมาณตา ง ๆ ท่ี
เก่ยี วขอ ง รวมท้งั ทดลองและอธบิ ายสมดุลของแรงสามแรง
2. สงั เกตและอธบิ ายสภาพการเคลื่อนท่ีของวตั ถุ เม่ือแรงท่ีกระทำ ตอวัตถผุ า นศูนยก ลางมวลของ วตั ถุและผลของศูนย
ถวงทม่ี ตี อ เสถียรภาพของวตั ถ
3. วิเคราะหแ ละคำนวณงานของแรงคงตัว จากสมการและพนื้ ทีใ่ ตกราฟความสัมพันธระหวา งแรง กบั ตำ แหนง รวมท้ัง
อธบิ ายและคำ นวณกำ ลงั เฉลีย่
4. อธิบายและคำ นวณพลังงานจลนพ ลังงานศักยพ ลงั งานกล ทดลองหาความสัมพนั ธระหวางงาน กบั พลังงานจลน
ความสัมพันธระหวา งงานกบั พลงั งานศกั ยโนม ถว ง ความสัมพันธระหวางขนาดของ แรงทใี่ ชด ึงสปริงกบั ระยะทสี่ ปริง
ยดื ออกและความสัมพนั ธระหวา งงานกับพลังงานศักยย ืดหยุน รวม ทง้ั อธิบายความสมั พันธร ะหวา งงานของแรงลัพธ
และพลงั งานจลนและคำ นวณงานทเี่ กดิ ขึน้ จาก แรงลพั ธ
5. อธิบายกฎการอนรุ ักษพลังงานกล รวมท้งั วิเคราะหและคำ นวณปริมาณตา ง ๆ ที่เกย่ี วขอ งกบั การเคล่ือนท่ีของวัตถุ
ในสถานการณตาง ๆ โดยใชกฎการอนรุ กั ษพลังงานกล
6. อธิบายการทำ งาน ประสิทธิภาพและการไดเปรียบเชงิ กลของเคร่ืองกลอยางงา ยบางชนดิ โดยใชความรูเรื่องงานและ
สมดุลกล รวมท้งั คำ นวณประสิทธภิ าพและการไดเปรยี บเชิงกล
7. อธิบาย และคำ นวณโมเมนตมั ของวัตถุ และการดลจากสมการและพน้ื ท่ีใตก ราฟความสมั พันธระหวางแรงลพั ธก บั
เวลา รวมทงั้ อธิบายความสัมพันธระหวา งแรงดลกับโมเมนตมั
8. ทดลอง อธบิ าย และคำ นวณปริมาณตา ง ๆ ทเ่ี กี่ยวกับการชนของวัตถใุ นหนึ่งมิตทิ ั้งแบบยืดหยนุ ไมย ดื หยนุ และการ
ดีดตวั แยกจากกันในหนึ่งมิตซิ ง่ึ เปนไปตามกฎการอนุรักษโมเมนตัม
9. อธิบาย วเิ คราะหและคำ นวณปริมาณตา ง ๆ ทเี่ ก่ยี วของกบั การเคลอื่ นที่แบบโพรเจกไทลและ ทดลองการเคลื่อนที่
แบบโพรเจกไทล
10. ทดลองและอธบิ ายความสมั พันธร ะหวา งแรงสูศูนยกลาง รศั มีของการเคลอื่ นที่ อตั ราเรว็ เชิงเสน อตั ราเรว็ เชิงมมุ
และมวลของวัตถใุ นการเคลือ่ นท่แี บบวงกลมในระนาบระดับ รวมทั้งคำ นวณปริมาณ ตา ง ๆ ทเี่ กีย่ วของ และ
ประยุกตใชความรูการเคลือ่ นที่แบบวงกลมในการอธบิ ายการโคจรของ ดาวเทียม
จำนวนผลการเรยี นรทู งั้ หมด 10 ผลการเรียนรู

337

คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเตมิ
รหัสวชิ า ว32203 รายวิชาฟส ิกส 3 กลมุ สาระการเรยี นรวู ทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
ชน้ั มัธยมศึกษาปท่ี 5 ภาคเรยี นที่ 1 จำนวน 60 ชั่วโมง/1.5 หนวยกติ

ศึกษาหลักการของกลศาสตรในเรอ่ื ง การเคลื่อนทแ่ี บบฮารมอนกิ อยา งงาย ถ่ธี รรมชาติของวัตถุและการเกิดการสัน่
พอง ปรากฏการณคลน่ื ชนิดของคลน่ื สว นประกอบของคลื่น การแผข องหนา คลืน่ ดวยหลกั การของฮอยเกนส การรวมกนั
ของคล่ืนตามหลกั การซอนทับ อตั ราเรว็ ความถี่ และความยาวคลนื่ การสะทอน การหักเหการแทรกสอด การเล้ียวเบนของ
คล่นื ผิวนำ้ การเกิดเสียง การเคลื่อนที่ของเสียงความสัมพนั ธร ะหวางคล่นื การกระจัดของอนุภาคกับคล่นื ความดนั
ความสัมพันธระหวา งอตั ราเร็วของเสยี งในอากาศกับอุณหภมู ิ สมบตั ิของคลน่ื เสียง ไดแ ก การสะทอน การหักเห การแทรก
สอด การเลยี้ วเบน ความเขมเสยี ง ระดับเสียง องคป ระกอบของการไดยิน คุณภาพเสียง มลพิษทางเสยี ง การเกดิ การสน่ั
พอง การเกดิ บีต คลื่นน่ิง ปรากฏการณดอปเพลอร คล่ืนกระแทกของเสียง การแทรกสอดของแสงผานสลติ คูแ ละเกรตตงิ
การเลี้ยวเบนและการแทรกสอดของแสงผานสลิตเด่ียว การสะทอ นของแสงที่ผวิ วตั ถตุ ามกฎการสะทอ น เขยี นรังสีของแสง
การคำนวณตำแหนง และขนาดภาพของวตั ถุ ดรรชนหี กั เห มุมตกกระทบ และมุมหักเห ความลึกจริงและความลกึ ปรากฏ
มมุ วิกฤต การสะทอนกลับหมดของแสง ภาพทเ่ี กิดจากเลนสบาง หาตำแหนง
ขนาด ชนิดของภาพ ระยะวตั ถรุ ะยะภาพและความยาวโฟกัส ปรากฏการณธ รรมชาติทีเ่ ก่ียวกับแสง การมองเหน็ แสงสี สี
ของวตั ถุ การผสมสารสี การผสมแสงสี การเกดิ ตาบอดสี รวมทง้ั การคำนวณปริมาณตาง ๆ ทเี่ กยี่ วของ และนำความรูไปใช
ในชวี ติ ประจำวัน

โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตรใ นการ วัด รายงานผล วิเคราะห สืบคน อธิบาย แปลความหมาย ทดลอง
คำนวณ เขียนแผนภาพ และนำความรไู ปใช เพือ่ ใหผ เู รียนตระหนกั ถึงความสัมพนั ธระหวางวทิ ยาศาสตรก ับสภาพแวดลอม
เปน ผทู ี่มีจติ วิทยาศาสตร มีคุณธรรม จริยธรรม และคานยิ มในการใชวิทยาศาสตรอ ยางสรา งสรรค

ผลการเรียนรู
สาระฟส ิกส 2 ม.5

1. ทดลอง และอธิบายการเคลื่อนท่ีแบบฮารม อนกิ อยางงายของวัตถุตดิ ปลายสปริงและลูกตุม อยางงาย
รวมท้งั คำนวณปรมิ าณตาง ๆ ท่ีเก่ยี วของ

2. อธบิ ายความถธี่ รรมชาตขิ องวตั ถแุ ละการเกิดการสน่ั พอง
3. อธิบายปรากฏการณคลืน่ ชนดิ ของคลืน่ สวนประกอบของคล่นื การแผของหนา คล่ืนดวยหลกั การของ
ฮอยเกนส และการรวมกันของคล่นื ตามหลักการซอนทบั พรอมทง้ั คำนวณอัตราเรว็ ความถ่ี และความยาวคลน่ื
4. สังเกต และอธิบายการสะทอน การหักเหการแทรกสอด และการเล้ียวเบนของคลืน่ ผิวนำ้ รวมทง้ั คำนวณปริมาณ
ตา ง ๆ ท่ีเกีย่ วของ
5. อธิบายการเกดิ เสียง การเคลือ่ นทีข่ องเสยี งความสัมพันธระหวางคล่นื การกระจดั ของอนุภาคกับคลนื่ ความดนั
ความสัมพันธร ะหวา งอัตราเร็วของเสียงในอากาศที่ขึน้ กับอุณหภมู ใิ นหนวยองศาเซลเซียส สมบตั ขิ องคลืน่ เสยี ง ไดแก การ
สะทอ น การหักเห การแทรกสอด การเล้ยี วเบนรวมทงั้ คำนวณปริมาณตา ง ๆ ท่ีเกีย่ วของ
6. อธบิ ายความเขมเสยี ง ระดับเสยี ง องคป ระกอบของการไดยนิ คณุ ภาพเสยี ง และมลพิษทางเสียง
รวมทัง้ คำนวณปรมิ าณตา ง ๆ ที่เก่ยี วของ
7. ทดลอง และอธิบายการเกิดการส่ันพองของอากาศในทอปลายเปดหนึ่งดา น รวมท้ังสังเกตและอธิบายการเกิด
บีต คล่ืนน่งิ ปรากฏการณดอปเพลอร คลน่ื กระแทกของเสียง คำนวณปรมิ าณตา ง ๆ ทเ่ี กย่ี วของ และนำความรู

338

เร่อื งเสียงไปใชใ นชวี ติ ประจำวัน
8. ทดลอง และอธิบายการแทรกสอดของแสงผา นสลติ คูแ ละเกรตติง การเลย้ี วเบนและการแทรกสอดของแสง

ผานสลติ เดย่ี วรวมทั้งคำนวณปรมิ าณตาง ๆ ที่เก่ยี วของ
9. ทดลอง และอธบิ ายการสะทอ นของแสงทผี่ วิ วัตถุตามกฎการสะทอน เขยี นรังสีของแสงและคำนวณตำแหนง และ

ขนาดภาพของวตั ถุ เมื่อแสงตกกระทบกระจกเงาราบและกระจกเงาทรงกลมรวมทัง้ อธบิ ายการนำความรูเ รื่องการสะทอน
ของแสงจากกระจกเงาราบ และกระจกเงาทรงกลมไปใชประโยชนในชีวติ ประจำวัน

10. ทดลอง และอธบิ ายความสมั พนั ธร ะหวา งดรรชนีหักเห มมุ ตกกระทบ และมมุ หกั เห รวมทัง้ อธบิ าย
ความสมั พันธร ะหวางความลึกจริงและความลกึ ปรากฏ มมุ วิกฤตและการสะทอนกลับหมดของแสง และคำนวณปริมาณตาง
ๆ ที่เก่ียวของ

11. ทดลอง และเขยี นรังสีของแสงเพ่ือแสดงภาพท่เี กิดจากเลนสบาง หาตำแหนง ขนาด ชนิดของภาพ
และความสมั พนั ธร ะหวางระยะวตั ถรุ ะยะภาพและความยาวโฟกสั รวมทัง้ คำนวณปรมิ าณตาง ๆ
ที่เกย่ี วของและอธบิ ายการนำความรูเ รอ่ื งการหักเหของแสงผา นเลนสบ างไปใชประโยชนในชีวติ ประจำวัน

12. อธิบายปรากฏการณธ รรมชาติท่ีเกย่ี วกบั แสง เชน รุง การทรงกลด มริ าจ และการเห็นทอ งฟา เปน สตี า ง ๆ
ในชวงเวลาตางกัน

13. สงั เกต และอธิบายการมองเห็นแสงสี สขี องวตั ถุ การผสมสารสี และการผสมแสงสีรวมทั้งอธิบายสาเหตุของ
การบอดสี
จำนวนผลการเรยี นรูท้งั หมด 13 ผลการเรียนรู

339

คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเติม
รหัสวิชา ว32204 รายวิชาฟสิกส 4 กลุมสาระการเรียนรวู ทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
ช้นั มัธยมศึกษาปท่ี 5 ภาคเรยี นที่ 2 จำนวน 60 ชั่วโมง/1.5 หนว ยกิต

ศกึ ษาหลักการของไฟฟาในเรื่อง การทำวตั ถทุ ่ีเปนกลางทางไฟฟา การเหนยี่ วนำไฟฟาสถติ กฎของคลู อมบ
สนามไฟฟาและแรงไฟฟา ที่กระทำกบั อนภุ าคทมี่ ีประจุไฟฟาท่อี ยใู นสนามไฟฟา พลงั งานศักยไฟฟา ศกั ยไฟฟา
และความตา งศักยระหวา งสองตำแหนง ใด ๆ ตวั เก็บประจุ ประจุไฟฟา ความตา งศกั ย ความจุของตัวเกบ็ ประจุ พลังงาน
สะสมในตัวเกบ็ ประจุ ความจุสมมูล หลกั การทำงานของเครอ่ื งใชไฟฟา และปรากฏการณท างไฟฟา อเิ ล็กตรอนอิสระและ
กระแสไฟฟา ความเร็วลอยเล่ือนของอิเล็กตรอนอสิ ระ กฎของโอหม ความตานทานสภาพตา นทานของตวั นำ
ความตา นทานสมมลู การนำตัวตา นทานมาตอกนั แบบอนุกรมและแบบขนาน อีเอม็ เอฟของแหลง กำเนดิ ไฟฟา กระแสตรง
พลังงานไฟฟา กำลังไฟฟา อเี อ็มเอฟสมมลู จากการตอแบบอนกุ รมและแบบขนาน พลงั งานทดแทน ประสทิ ธิภาพและความ
คุมคา ดานคา ใชจ า ย รวมทัง้ การคำนวณปริมาณตาง ๆ ท่ีเกี่ยวของ และนำความรูไปใชใ นชวี ติ ประจำวัน

โดยใชกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรใ นการ สบื คน อธิบาย ทดลอง คำนวณ และนำความรูไปใช เพ่ือใหผูเรยี น
ตระหนกั ถึงความสมั พนั ธร ะหวางวิทยาศาสตรก บั สภาพแวดลอ ม เปน ผทู ่มี ีจติ วิทยาศาสตร มคี ุณธรรม จริยธรรม และ
คานยิ มในการใชวทิ ยาศาสตรอยางสรางสรรค

ผลการเรยี นรู
สาระฟส ิกส 3 ม.5

1. ทดลอง และอธบิ ายการทำวตั ถุที่เปนกลางทางไฟฟาใหมีประจุไฟฟา โดยการขดั สีกนั และการเหนย่ี วนำ
ไฟฟา สถิต

2. อธบิ าย และคำนวณแรงไฟฟาตามกฎของคูลอมบ
3. อธบิ าย และคำนวณสนามไฟฟาและแรงไฟฟา ที่กระทำกับอนุภาคท่ีมีประจุไฟฟา ท่ีอยูในสนามไฟฟา
รวมทั้งหาสนามไฟฟาลัพธเ นื่องจากระบบจุดประจุโดยรวมกันแบบเวกเตอร
4. อธบิ าย และคำนวณพลังงานศักยไ ฟฟา ศกั ยไฟฟา และความตางศกั ยระหวางสองตำแหนง ใด ๆ
5. อธบิ ายสว นประกอบของตัวเก็บประจุความสัมพันธร ะหวา งประจไุ ฟฟา ความตางศักยและความจุของตวั เก็บ
ประจุ และอธบิ ายพลังงานสะสมในตัวเก็บประจุ และความจุสมมลู รวมท้งั คำนวณปริมาณตา ง ๆ ทีเ่ กีย่ วขอ ง
6. นำความรูเ รื่องไฟฟา สถิตไปอธิบายหลักการทำงานของเครอื่ งใชไฟฟา บางชนดิ และปรากฏการณใน
ชีวิตประจำวนั
7. อธิบายการเคลื่อนท่ขี องอิเล็กตรอนอสิ ระและกระแสไฟฟา ในลวดตวั นำ ความสัมพนั ธร ะหวางกระแสไฟฟาใน
ลวดตวั นำกบั ความเรว็ ลอยเลื่อนของอเิ ล็กตรอนอิสระ ความหนาแนนของอิเลก็ ตรอนในลวดตวั นำและพ้นื ท่ีหนาตัดของลวด
ตัวนำ และคำนวณปรมิ าณตาง ๆ ท่ีเกีย่ วของ
8. ทดลอง และอธิบายกฎของโอหม อธบิ ายความสัมพนั ธระหวางความตานทานกับความยาว พ้นื ท่หี นาตดั และ
สภาพตา นทานของตัวนำโลหะท่ีอณุ หภมู ิคงตัว และคำนวณปริมาณ ตาง ๆ ที่เกีย่ วของ รวมทั้งอธิบายและคำนวณความ
ตานทานสมมลู เมื่อนำตัวตานทานมาตอกันแบบอนุกรมและแบบขนาน
9. ทดลอง อธิบาย และคำนวณอเี อ็มเอฟของแหลงกำเนิดไฟฟา กระแสตรง รวมทง้ั อธิบายและคำนวณพลังงาน
ไฟฟา และกำลังไฟฟา

340

10. ทดลอง และคำนวณอเี อ็มเอฟสมมูลจากการตอแบตเตอรแ่ี บบอนกุ รมและแบบขนานรวมท้ังคำนวณปรมิ าณ
ตาง ๆ ทเ่ี ก่ียวของในวงจรไฟฟา กระแสตรงซึง่ ประกอบดวยแบตเตอรี่และตัวตา นทาน

11. อธบิ ายการเปลย่ี นพลังงานทดแทนเปนพลงั งานไฟฟา รวมทง้ั สบื คน และอภิปรายเกย่ี วกับเทคโนโลยี
ทีน่ ำมาแกปญหาหรือตอบสนองความตองการทางดานพลงั งานไฟฟา โดยเนน ดา นประสิทธิภาพและความคมุ คา ดา น
คา ใชจา ย
สาระฟสกิ ส 3 ม.6

1. สังเกต และอธบิ ายเสน สนามแมเ หลก็ อธิบายและคำนวณฟลกั ซแมเ หล็กในบรเิ วณท่ีกำหนดรวมท้ังสังเกต และ
อธิบายสนามแมเหล็กทเ่ี กิดจากกระแสไฟฟา ในลวดตัวนำเสน ตรงและโซเลนอยด

2. อธบิ าย และคำนวณแรงแมเหลก็ ทก่ี ระทำตอ อนภุ าคที่มีประจุไฟฟาเคลอื่ นท่ใี นสนามแมเ หล็ก แรงแมเหลก็
ที่กระทำตอเสนลวดที่มกี ระแสไฟฟา ผานและวางในสนามแมเหลก็ รัศมีความโคงของการเคลื่อนทีเ่ มอื่ ประจเุ คลื่อนที่
ต้งั ฉากกบั สนามแมเหลก็ รวมทง้ั อธิบายแรงระหวางเสน ลวดตวั นำคูข นานท่ีมีกระแสไฟฟาผา น

3. อธิบายหลักการทำงานของแกลแวนอมเิ ตอรแ ละมอเตอรไฟฟา กระแสตรง รวมท้ังคำนวณ
ปรมิ าณตา ง ๆ ที่เก่ียวของ

4. สังเกต และอธิบายการเกิดอเี อ็มเอฟเหนย่ี วนำกฎการเหน่ยี วนำของฟาราเดย และคำนวณ
ปริมาณตาง ๆ ท่ีเกยี่ วของ รวมทั้งนำความรเู ร่อื งอเี อม็ เอฟเหนย่ี วนำไปอธบิ ายการทำงานของเครอ่ื งใชไฟฟา

5. อธบิ าย และคำนวณความตา งศักยอารเ อม็ เอสและกระแสไฟฟา อารเอ็มเอส
6. อธิบายหลักการทำงานและประโยชนของเครื่องกำเนิดไฟฟา กระแสสลับ 3 เฟส การแปลงอเี อ็มเอฟของหมอ
แปลง และคำนวณปรมิ าณตาง ๆ ทีเ่ กีย่ วของ
7. อธบิ ายการเกิดและลกั ษณะเฉพาะของ คล่ืนแมเ หลก็ ไฟฟา แสงไมโพลาไรส แสงโพลาไรสเ ชิงเสน
และแผน โพลารอยด รวมทง้ั อธบิ ายการนำคลื่นแมเ หล็กไฟฟา ในชว งความถี่ตาง ๆ ไปประยกุ ตใชแ ละหลกั การทำงานของ
อปุ กรณทเ่ี ก่ียวของ
8. สบื คน และอธิบายการสือ่ สารโดยอาศยั คลนื่ แมเหลก็ ไฟฟา ในการสงผานสารสนเทศ และเปรียบเทียบการ
สื่อสารดวยสญั ญาณแอนะล็อกกับสัญญาณดิจิทัล
จำนวนผลการเรียนรทู ง้ั หมด 19 ผลการเรยี นรู

341

คำอธิบายรายวิชาเพ่ิมเติม
รหสั วิชา ว33205 รายวชิ าฟส ิกส 5 กลมุ สาระการเรียนรูวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
ช้ันมัธยมศกึ ษาปท่ี 6 ภาคเรียนที่ 1 จำนวน 60 ช่ัวโมง/1.5 หนวยกิต

ศกึ ษาหลักการของสนามแมเ หลก็ ความสมั พันธร ะหวางแมเหลก็ และไฟฟา หลกั การของมอเตอร
กฎการเหนย่ี วนำแมเ หล็กไฟฟาของฟาราเดยและกฎของเลนซ หลักการของเคร่ือง กำเนิดไฟฟา ไฟฟา กระแสสลบั
การแปลงไฟฟา กระแสสลับเปนไฟฟากระแสตรง แนวคิดทฤษฎี แมเหล็กไฟฟาของแมกซเ วลล คล่ืนแมเ หลก็ ไฟฟา และ
สเปกตรัมคล่นื แมเหล็กไฟฟา สสารและฟส กิ สแ ผนใหมใ นเรื่อง ความรอน การเปล่ยี นสถานะของสาร ทฤษฎีจลนของแกส
กฎของแกส และพลังงานภายในระบบของแกส ความดันในของไหลและกฎพาสคลั แรงพยงุ และหลกั อารคิมีดีส ความตงึ
ผิว การเคลื่อนทใ่ี นของไหล และหลักแบรนูลลี การคนพบอิเล็กตรอน แนวคดิ เกย่ี วกับแบบจำลองอะตอม สมมติฐานของ
พลังค ปรากฏการณโ ฟโตอิเล็กทรกิ ทวิภาวะของคล่นื และ อนภุ าค กมั มันตภาพรังสี การสลายกัมมนั ตรงั สี ปฏิกิริยา
นวิ เคลยี ร พลังงานนิวเคลียร รงั สใี นธรรมชาติ การ ปองกันอันตรายและการใชประโยชนจากกมั มันตภาพรังสี และ
พลงั งานนิวเคลยี ร

โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร สบื คน ทดลอง อธิบาย วิเคราะห อภิปรายภายในกลมุ และการนำไปใช
ประโยชนในชีวิตประจำวนั เพือ่ ใหผ เู รียนเกดิ การใฝร ใู ฝเ รียน มรี ะเบียบวนิ ัย ซ่ือสัตยส ุจรติ มงุ มั่นในการทำงาน และมี
จติ สาธารณะและอยูอยางพอเพยี ง

ผลการเรียนรู
1. อธิบายความหมายของแรงเคลื่อนไฟฟา และความตา งศักยร ะหวางข้ัว พลังงานไฟฟา กำลังไฟฟา ในวงจร

วิเคราะหและหาปริมาณทางไฟฟาในวงจรไฟฟากระแสตรงอยางงาย
2. อธิบายแรงกระทำตออนภุ าคทม่ี ีประจไุ ฟฟาทีเ่ คล่ือนท่ีเขาไปในสนามแมเ หล็ก แรงกระทำตอลวดตัวนำทีม่ ี

กระแสไฟฟาผา นและอยใู นสนามแมเ หลก็ การหมุนของขดลวดทมี่ กี ระแสไฟฟาผา นและอยูใ นสนามแมเ หล็ก
การนำหลกั การน้ีไปสรา งและอธิบายการทำงานของแกลแวนอมิเตอรแ ละมอเตอรไฟฟา

2. อธิบายแรงเคล่ือนไฟฟาเหนี่ยวนำ กฎของฟาราเดย และการนำหลกั การน้ีไปสรา งและ อธิบายการทำงานของ
เครอ่ื งกำเนิดไฟฟา

3. อธบิ ายลักษณะของไฟฟากระแสสลับ การผลิตไฟฟากระแสสลบั ปริมาณทเี่ กี่ยวของ หลักการทำงานของหมอ
แปลง และการเกิดคล่นื แมเหลก็ ไฟฟา และสเปกตรมั คล่นื แมเหลก็ ไฟฟา

4. อธบิ ายผลของความรอนที่ทำใหสารเปล่ยี นอุณหภมู แิ ละเปลี่ยนสถานะ
5. อธิบายแกส อุดมคติ กฎของแกส และใชก ฎของแกส อธิบายพฤติกรรมของแกส
6. อธบิ ายทฤษฎจี ลนของแกสและใชท ฤษฎจี ลนของแกสอธิบายสมบตั ทิ างกายภาพของแกสได
7. อธิบายพลงั งานภายในระบบ และความสัมพันธระหวา งพลงั งานความรอน พลงั งานภายในระบบ
และงานที่ระบบทำหรอื รับจากสงิ่ แวดลอ ม
8. อธบิ ายความดัน หลักการของเคร่ืองวัดความดัน หลักอารคิมดี ิส และนำไปใชอธิบายเกี่ยวกับการลอยของวัตถุ
ในของไหล ความตงึ ผวิ ของของเหลวและความหนืดในของเหลว
9. อธิบายการไหลของของไหลอุดมคติ ซ่ึงเปนการเคลือ่ นที่ท่เี ปนไปตามกฎการอนุรักษพ ลงั งาน
10. อธบิ ายการคนพบอิเล็กตรอน โครงสรา งอะตอมตาม แบบจำลองอะตอมของทอมสนั รัทเทอรฟอรด
สมมติฐานของพลังค ทฤษฎอี ะตอมของไฮโดรเจนของโบรและระดับพลงั งานของอะตอม

342

11. อธิบายปรากฏการณโ ฟโตอิเลก็ ทริกและปรากฏการณคอมปตนั ซึง่ เปนปรากฏการณทส่ี นบั สนนุ วา แสงแสดง
สมบตั ิของอนภุ าคได

12. อธบิ ายสมมตฐิ านของเดอบรอยล และทวิภาวะของคลน่ื และอนภุ าค โครงสรา งอะตอมตามทฤษฎกี ลศาสตร
ควอนตัม

13. อธบิ ายลักษณะของไฟฟากระแสสลับ การผลิตไฟฟากระแสสลับ ปรมิ าณท่ีเกี่ยวของ หลักการทำงานของหมอ
แปลง และการเกิดคลื่นแมเ หลก็ ไฟฟา และสเปกตรัมคลนื่ แมเหลก็ ไฟฟา

14. อธบิ ายกัมมนั ตภาพรงั สี และการเปล่ียนสภาพนวิ เคลยี สของธาตุกัมมนั ตรังสี และหลักการที่เก่ยี วของการ
สลายของธาตกุ ัมมันตรังสี

15. อธบิ ายไอโซโทปและการแยกไอโซโทป
16. อธบิ ายแรงนิวเคลียร พลังงานยึดเหนี่ยว และ เสถยี รภาพของนวิ เคลียส
17. อธิบายปฏกิ ิริยานวิ เคลยี รและพลงั งานนวิ เคลยี รท เ่ี กดิ ขนึ้ รวมทั้งการใชป ระโยชน
18. อธิบายประโยชนและโทษของรงั สีและการปอ งกัน
จำนวนผลการเรียนรูทงั้ หมด 18 ผลการเรียนรู

343

รายวชิ าวิทยาศาสตรส ่ิงแวดลอ ม สาระการเรียนรูเพม่ิ เตมิ
ชัน้ ผลการเรยี นรู
ม.6 1. วเิ คราะห อธิบาย และยกตัวอยาง - ระบบนิเวศจะดำรงอยูไดตอ งมีกระบวนการตา ง ๆ
กระบวนการถา ยทอดพลงั งานในระบบ เกิดข้ึน กระบวนการทส่ี ำคญั ไดแ ก การถายทอดพลังงาน
นเิ วศ และการหมนุ เวยี นสาร การถายทอดพลังงานในระบบ
2. อธบิ าย ยกตัวอยา งการเกิดไบโอ นเิ วศสามารถแสดงไดด วยแผนภาพทเ่ี รยี กวา โซอาหาร
แมกนิฟเคชันและบอกแนวทางในการ สายใยอาหาร
ลดการเกดิ ไบโอแมกนิฟเคชัน และพีระมิดทางนิเวศวทิ ยา
3. สบื คนขอมลู และเขียนแผนภาพ - พลงั งานทีถ่ ายทอดไปในแตละลำดบั ขั้นการกิน
เพ่อื อธิบายวัฏจักรไนโตรเจน วัฏจักร อาหารมีปริมาณท่ีไมเ ทากนั พลงั งานสว นใหญ
กำมะถัน และวัฏจกั รฟอสฟอรัส จะสูญเสียไปในรปู ความรอนระหวางการถายทอดจาก
สิง่ มีชีวติ หนึง่ ไปยังสิ่งมีชีวติ อีกชนิดหนึง่
- การถา ยทอดพลงั งานในระบบนิเวศบางคร้ัง
อาจทำใหมีสารพิษสะสมอยูในสิง่ มชี ีวิตดว ย
เรยี กวา การเกิดไบโอแมกนิฟเคชนั ซึ่งอาจมีระดบั ความ
เขมขน ของสารพษิ มากข้นึ ตามลำดับข้ันของการกินจนอาจ
กอ ใหเกดิ อนั ตรายตอส่งิ มีชวี ติ
- สารตา ง ๆ ในระบบนเิ วศมีการหมนุ เวยี นเกิดขนึ้ ผานทั้ง
ในส่ิงมชี ีวติ และสิง่ ไมมชี วี ิต กลบั คนื สูระบบอยางเปนวัฏ
จกั ร เชน วัฏจักรไนโตรเจน วฏั จกั รกำมะถนั และวัฏจกั ร
ฟอสฟอรสั
4. สืบคนขอมลู ยกตัวอยาง และ - ไบโอมคือระบบนิเวศขนาดใหญท ่ีกระจายอยูตามเขต
อธิบายลกั ษณะของไบโอมท่ีกระจาย ภูมิศาสตรตา ง ๆ บนโลก เชน ไบโอมทุนดราไบโอมสะวนั
อยูตามเขตภูมศิ าสตรต าง ๆบนโลก นา ไบโอมทะเลทราย โดยแตละไบโอมจะมีลักษณะเฉพาะ
ของปจจยั ทางกายภาพชนิดของพืช และชนดิ ของสัตว
5. สืบคน ขอมลู ยกตัวอยา ง อธิบาย - ระบบนิเวศมีการเปล่ยี นแปลงได การเปลยี่ นแปลงท่ี
และเปรียบเทียบการเปลีย่ นแปลง เกิดข้นึ อยางชา ๆ ทำใหร ะบบนิเวศสามารถปรบั สมดลุ ได
แทนทแ่ี บบปฐมภูมิ และการ แตการเปลี่ยนแปลงทเ่ี กิดขึน้ อยา งรวดเร็วอาจสงผล
เปล่ียนแปลงแทนที่แบบทุตยิ ภมู ิ กระทบตอองคประกอบทางชีวภาพในระบบนเิ วศทำให
เกิดการเปลยี่ นแปลงแทนที่ของส่งิ มีชวี ติ ข้ึน
- การเปลีย่ นแปลงแทนที่ทางนิเวศวทิ ยา มที ้ัง
การเปลย่ี นแปลงแทนท่ีแบบปฐมภูมแิ ละ
การเปลย่ี นแปลงแทนทแ่ี บบทุตยิ ภูมิ
6. สบื คนขอมูล อธบิ าย ยกตัวอยาง -ประชากรของส่ิงมีชีวติ ทกุ ชนิดมลี กั ษณะ
และสรุปเกย่ี วกบั ลักษณะเฉพาะของ หลายประการทเ่ี ปน ลกั ษณะเฉพาะ เชน ขนาด
ประชากรของสงิ่ มีชวี ติ บางชนิด ของประชากร ความหนาแนนของประชากร
การกระจายตวั ของสมาชกิ ในประชากร


Click to View FlipBook Version