รหสั วชิ า พ16101 97
ชน้ั ประถมศกึ ษาปท ่ี 6
คำอธิบายรายวิชาพนื้ ฐาน
รายวิชา สุขศกึ ษาและพลศึกษา 6 กลมุ สาระการเรียนรสู ุขศกึ ษาและพลศึกษา
จำนวน 80 ช่ัวโมง/ป
ศึกษาระบบสืบพันธ ระบบไหลเวียนโลหิต ระบบหายใจ รวมถึงวิธีการดูแลรักษาใหระบบตางๆ ของรางกายให
ทำงานตามปกติ การสรางและรักษาสัมพันธภาพกับผูอื่น พฤติกรรมเสี่ยง เพศสัมพันธ การติดเชื้อเอดส และการตั้งครรภ
กอนวัย สิ่งแวดลอมที่มีผลตอสุขภาพ โรคติดตอ ผลกระทบจากโรคระบาด วิธีการปองกันการระบาดของโรค พฤติกรรมที่
แสดงออกเกี่ยวกับสุขภาพของสวนรว ม วิธีการทดสอบสมรรถภาพทางกาย ภัยธรรมชาติ การปฏิบัติตนเพื่อความปลอดภยั
จากภัยธรรมชาติ สาเหตขุ องการตดิ สารเสพติด ทกั ษะการหลีกเล่ยี งสารเสพติด
โดยใชการกระบวนการกลุม การอธิบาย บอก ระบุ การแสดง และการปฏิบัติตนเพื่อความปลอดภัยจากภัย
ธรรมชาติ เพื่อใหมีสุขภาพดีท้ังรางกาย จิตใจ และสังคม รวมถึงการปฏิบตั กิ ารเคลื่อนไหวอยูกบั ท่ี เคลื่อนที่และเคลื่อนไหว
และเคลอื่ นไหวโดยใชอปุ กรณน ำทกั ษะเก่ยี วกบั การเคล่ือนไปใชในชีวติ ประจำวนั ไดอยา งมปี ระสิทธภิ าพ
ตัวช้ีวดั
พ1.1 ป. 6/1 , ป. 6/2
พ2.1 ป.6/1 , ป. 6/2
พ3.1ป. 6/1 , ป. 6/2 , ป. 6/3 , ป. 6/4 , ป. 6/5
พ3.2ป. 6/1 , ป. 6/2 , ป.6/3 , ป. 6/4 , ป. 6/5 , ป. 6/6
พ4.1 ป. 6/1 , ป. 6/2 , ป. 6/3 , ป. 6/4
พ5.1 ป. 6/1 , ป. 6/2 , ป. 6/3
รวมรวม 6 มาตรฐาน 22 ตัวชวี้ ัด
98
รหัสวชิ า ศ16101 คำอธิบายรายวชิ าพนื้ ฐาน กลุม สาระการเรียนรศู ิลปะ
ช้ันประถมศึกษาปท ี่ 6 รายวชิ า ศิลปะ 6 จำนวน 80 ช่ัวโมง/ป
ทศั นศิลป
ศึกษาวงจรสีธรรมชาติ และคูสีตรงขาม หลักการจัดขนาด สัดสวน ความสมดุลในการสรางงานทัศนศิลป
หลักการสรางงานทัศนศิลป 3 มิติ ดวยหลักการของแสงเงาและน้ำหนัก หลักการเพิ่มและลดในการสรางสรรค งานปน
หลักการของรูปและพื้นที่วาง หลักการสรางงานทัศนศิลปเปนแผนภาพ แผนผัง และภาพประกอบ การสะทอนชีวิตและ
สงั คมเกี่ยวกับอิทธิพลทางวฒั นธรรม ความเชอื่ ความศรทั ธาในศาสนาผานผลงานพวงมโหตร สไบมอญ เคร่ืองปนดินเผา
ที่มีตอวิถีชีวิตของคนในชุมชน การสืบคนวิธีการทำพวงมโหตร สไบมอญ เครื่องปนดินเผา จากแหงเรียนรูในชุมชน
ศึกษาองคประกอบของดนตรีและศัพทสังคตี ประเภทและบทบาทหนา ที่ของเครื่องดนตรีไทยและสากล หลักการอาน เขยี น
โนตไทยและโนตสากล หลักการรองเพลงประกอบดนตรี การสรางสรรครูปแบบจังหวะและทำนองดวยเครื่องดนตรี
หลักการแสดงความรูสึกและแสดงความคิดเห็นที่มีตอบทเพลง เรื่องราวประเพณีการแหนางหงสในงานดนตรีไทยใน
ประวัติศาสตรของวงปพาทยบานบัวหลวง ยุคสมัยของดนตรีของวงปพาทยมอญในการบรรเลงเพลงมอญยกศพใน
วัฒนธรรมดนตรีในทองถิ่น ศึกษาการเคลื่อนไหวและการแสดงโดยเนนการถายทอดลีลาหรืออารมณ หลักการออกแบบ
เครื่องแตงกาย หรืออุปกรณประกอบการแสดงอยางงาย ๆ หลักการแสดงนาฏศิลปและละครงาย ๆ เจตคติที่มีตองาน
นาฏศลิ ป และการละครหลักการชมการแสดงความสัมพันธร ะหวางนาฏศลิ ปและการละครกับสิ่งทีป่ ระสบในชีวิตประจำวัน
สิง่ ที่มีความสำคญั ตอ การแสดงนาฏศิลปแ ละละคร ประโยชนท่ไี ดรบั จากการแสดงหรอื การชม การแสดงนาฏศลิ ปแ ละละคร
เพื่อสามารถระบุสีคูตรงขาม อภิปรายเกี่ยวกับการใชสีคูตรงขาม อธิบายหลักการจัดขนาด สัดสวน ความสมดุล
สรางงานทัศนศิลปแบบ 3 มิติดวยหลักการของแสงเงาและน้ำหนัก สรางสรรคงานปน งานวาดภาพ งานแผนภาพ แผนผัง
ภาพประกอบโดยใชหลักการของรูปและพ้นื ที่วาง การใชวงจรสี สคี ูตรงขาม สัดสว น และความสมดลุ เพ่อื ถา ยทอดเร่ืองราว
เกยี่ วกับเหตุการณตา ง ๆ บรรยายบทบาทของงานทัศนศลิ ปทีส่ ะทอนชีวิตและสงั คม อภปิ รายเกยี่ วกับอิทธิพลของความเช่ือ
ความศรัทธาในศาสนาที่มีผลตองานทัศนศิลปในทองถิ่น เพื่อสามารถบรรยายบทเพลงที่ไดฟงดวยองคประกอบและศัพท
สังคีตทางดนตรี จำแนกประเภทและบทบาทหนาที่ของเครื่องดนตรีไทยและเครือ่ งดนตรีสากล อาน เขียนเครื่องหมายและ
สญั ลกั ษณท างดนตรีไทยและสากล ใชเครือ่ งดนตรบี รรเลงประกอบการรองเพลง ดน สด ท่ีมีจงั หวะและนองงาย ๆ บรรยาย
ความรสู ึกทมี่ ีตอดนตรี แสดงความคิดเหน็ เกี่ยวกับทำนอง จังหวะ การประสานเสียง และคุณภาพของเสียงของบทเพลงท่ีได
ฟง อธิบายเร่ืองราวของดนตรีไทยในประวัติศาสตร จำแนกดนตรีที่มาจากยุคสมัยที่ตางกนั อภิปรายอิทธพิ ลของวัฒนธรรม
ตอดนตรีในทองถิ่น เพื่อสามารถประดิษฐทาทางประกอบเพลงปลุกใจหรือเพลงพื้นเมืองหรือทองถิ่นเนนลีลาหรืออารมณ
ออกแบบสรางสรรคเครื่องแตงกาย อุปกรณประกอบฉากการแสดง แสดงรำวงมาตรฐาน ระบำ ฟอน ละครสรางสรรค
บรรยายบทบาทความรูสึกของตนเองที่มีตองานนาฏศิลปและการละครอยางสรางสรรคแสดงความคิดเห็นในการชมการ
แสดง อธิบายและระบุประโยชน ความสำคัญ ความสัมพันธของนาฏศิลป และการละครกับสิ่งที่ประสบในชีวิตประจำวัน
สามารถถา ยทอดเพอ่ื การอนรุ กั ษ ตระหนักถึงคุณคาของนาฏศลิ ป ทถ่ี ือเปนเอกลกั ษณป ระจำชาติและนิยมไทย
99
รหัสตวั ชว้ี ดั ศ 1.2 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3
ศ 1.1 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3, ป.6/4, ป.6/5, ป.6/6, ป.6/7 ศ 2.2 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3
ศ 2.1 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3, ป.6/4, ป.6/5, ป.6/6 ศ 3.2 ป.6/1, ป.6/2
ศ 3.1 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3, ป.6/4, ป.6/5, ป.6/6
รวม 6 มาตรฐาน 27 ตัวช้วี ดั
สาระทองถิน่ เขาใจความสัมพันธระหวางทัศนศิลป ประวัติศาสตร และวัฒนธรรม เห็นคุณคางานทัศนศิลปที่เปน
มาตรฐาน ศ 1.2 มรดกทางวฒั นธรรม ภูมปิ ญ ญาทอ งถนิ่ ภูมิปญ ญาไทยและสากล
ศ 1.2 ป.6/1 บรรยายบทบาทของพวงมโหตร สไบมอญ เครอื่ งปน ดนิ เผา งานทศั นศลิ ปท่ีมตี อวิถีชวี ติ ของคนในชุม
ศ 1.2 ป.6/2 ชม และงานทัศนศลิ ปที่สะทอ นชีวิตและสงั คม
มาตรฐาน ศ 2.2 อภิปราย สืบคนเกี่ยวกับอิทธิพลของความเชื่อ ความศรัทธาในศาสนาที่ทำใหม ีการทำพวงมโหตร สไบ
ศ 2.2 ป.6/3 มอญ เครอ่ื งปน ดินเผา ขึ้นจนทำใหมีผลตองานทัศนศิลปในทอ งถ่ิน
เขาใจความสัมพันธระหวางดนตรี ประวัติศาสตร และวัฒนธรรม เห็นคุณคาของดนตรีที่เปนมรดกทาง
วฒั นธรรม ภูมิปญญาทองถน่ิ ภมู ปิ ญ ญาไทยและสากล
อภิปรายประวัติวงปพาทยมอญ บานบัวหลวง อิทธิพลของวัฒนธรรมตอดนตรีวงปพาทยมอญจน
เกิดบทเพลงมอญยกศพข้ีน ในทองถ่นิ
100
รหัสวิชา ง16101 คำอธิบายรายวชิ าพืน้ ฐาน
ชัน้ ประถมศกึ ษาปท่ี 6 รายวิชาการงานอาชีพ 6 กลุมสาระการเรยี นรกู ารงานอาชพี
จำนวน 80 ชั่วโมง/ป
อภิปรายแนวทางในการดูแลรักษาสมบตั ภิ ายในบาน การซอมแซมเส้อื ผาดว ยการปะ และการชนุ รวมถงึ การการ
เลยี้ งปลาสวยงามเพ่ือเปนการจัดบรรยากาศภายในบา นใหห นาอยยู งิ่ ขึ้น พรอมท้งั รูจักการจัดอาหารใหสมาชิกในครอบครวั
การเตรียม ประกอบอาหารและเครอื่ งดืม่ ใหสมาชิกในครอบครวั การตดิ ตง้ั ประกอบของใชใ นบา น การสรางของใช
ของตกแตงใหส มาชกิ ในครอบครัวหรือเพื่อนในโอกาสตางๆ โดยใชทกั ษะการสรา งช้ินงาน โดยใชทกั ษะกระบวนการทำงาน
อยางเปน ข้ันตอน การจัดการ กระบวนการแกป ญหา การทำงานรว มกันและการแสวงหาความรู
สามาถนำงานประดษิ ฐออกจำหนาย มกี ารคดิ ตนทุนกำไรมีการจดบันทึกรายรบั -รายจา ยไดอยางถูกตอ ง วางแผน
ในการเลือกอาชีพ ระบุความรูความสามารถ และคุณธรรมท่ีสมั พนั ธกบั อาชีพทีส่ นใจ ตลอดจนนำความรูไปใชใน
ชีวิตประจำวันได
ตัวชว้ี ัด
ง 1.1 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3
ง 4.1 ป.6/1, ป.6/2
รวม 2 มาตรฐาน 5 ตวั ช้ีวัด
รหัสวิชา อ16101 101
ชนั้ ประถมศึกษาปที่ 6
คำอธิบายรายวิชาพน้ื ฐาน
รายวชิ า ภาษาอังกฤษ 6 กลมุ สาระการเรยี นรูภาษาตางประเทศ
จำนวน 80 ชั่วโมง/ป
ศกึ ษาวงคำศัพทที่เปน นามธรรมและรูปธรรม จำนวน 1,500 คำ เพื่อใชในการส่ือสารระหวา งบคุ คล คำสัง่ คำ
ขอรอง คำแนะนำ คำชีแ้ จงตาง ๆ การขอความชว ยเหลอื ตอบรบั และปฏิเสธการใหความชว ยเหลอื แสดงความรสู ึก
ความคิดเห็น และใหเ หตุผลในบรบิ ทตา ง ๆ คือ ขอ มูลเกยี่ วกับตนเอง กจิ กรรม สถานการรณตาง ๆ ท่ีเกิดข้ึนใน
ชวี ิตประจำวนั ขอความ นิทาน เร่ืองสัน้ บทรอ ยกรอง สอื่ ทีไ่ มใ ชค วามเรยี ง บทสนทนา เทศกาล วนั สำคญั ชีวติ
ความเปนอยู โครงสรางภาษา การลำดบั คำตามโครงสรางประโยคภาษาองั กฤษ เครื่องหมายวรรคตอน การออกเสียง
ถูกตองตามหลักการอา น สื่อทเี่ ปนความเรยี งและไมใ ชความเรยี งรปู แบบตา ง ๆ
โดยใชท ักษะและกระบวนการทหี่ ลากหลาย ไดแ ก การฟง การอา น เลือก ระบุ ประโยค ขอความ หัวขอ
ใจความสำคัญใหสมั พนั ธก ับส่ิงทอ่ี า น สนทนา แลกเปล่ยี น ใชคำขอรอง คำแนะนำ คำชี้แจง ตอบคำถามในสถานการณ
ตาง ๆ ท่ีเกิดข้ึนทัง้ ในหอ งเรียนและนอกหอ งเรียน แสดงความคดิ เห็น ความรสู ึกเกี่ยวกับตนเอง เร่อื งตา ง ๆ ใกลต ัว
กิจกรรมตาง ๆ พรอมท้งั ใหเ หตุผลประกอบอยา งเหมาะกบั ระดับของภาษาและวฒั นธรรมของเจา ภาษา พูดและเขียน
บรรยายเกีย่ วกบั ตนเอง กจิ วัตรประจำวัน ประสบการณ สิ่งแวดลอ มใกลต วั คนควา และสรุปใจความสำคัญของขอมูล
ตาง ๆ จากส่อื และแหลงเรียนรูตา ง ๆ เผยแพร ประชาสัมพนั ธ และประกอบอาชพี เพ่ือใหเกดิ ความรู ความคิด ความ
เขา ใจ เหน็ คุณคาในการเรยี นภาษาอังกฤษ มีทกั ษะในการใชภ าษาองั กฤษเพ่ือการส่ือสารไดอยางเหมาะสมกบั บุคคล
สงั คม สถานการณ และโอกาสตามวัฒนกรรมของเจาของภาษาอยา งมคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม และคานิยมที่เหมาะสม
รหสั ตวั ชี้วดั
ต.1.1 ป.6/1 ป.6/2 ป.6/3 ป.6/4
ต.1.2 ป.6/1 ป.6/2 ป.6/3 ป.6/4 ป.6/5
ต.1.3 ป.6/1 ป.6/2 ป.6/3
ต.2.1 ป.6/1 ป.6/2 ป.6/3
ต.2.2 ป.6/1 ป.6/2
ต.3.1 ป.6/1
ต.4.1 ป.6/1
ต 4.2 ป.6/1
รวม 8 มาตรฐาน 20 ตัวช้วี ัด
102
รายวิชาเพ่ิมเติม
103
รายวิชาเพ่ิมเติม
ภาษาไทย
ช้นั ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรเู พมิ่ เตมิ
ป.1 1. เขาใจพยัญชนะ สระ วรรณยกุ ตของไทย -บอกพยญั ชนะ สระ วรรณยุกต และตัวเลขไทย
2. อา นและเขียนสะกดคำตามมาตราตา ง ๆ ไดถ ูกตอง -สามารถอานสะกดคำตามมาตราตัวสะกด
3. เขยี นคำและตอบคำถามไดถกู ตอง -จำแนกคำตามมาตราตวั สะกด
4. เขา ใจในขอความ คำคลอ งจอง นทิ าน -เขยี นสะกดคำตามมาตราตวั สะกดไดถ ูกตอง
5. สามารถอา น และออกเสยี งคำ ประโยคท่ีมคี ำควบกลำ้ -บอความหมายของคำ คำคลองจอง และสามารถ
ไดถูกตอ งชัดเจน เลา นิทานได
6. สามารถทอ งจำบทอาขยานหรือบทรอยกรองท่ีสนใจได -สามารถทองจำบทอาขยานไดถูกได
เขา ใจหลักการแตง ประโยค -บอกคุณคาของบทอาขยานได
7. สามารถอธบิ ายความหมาย คำ ขอ ความ เคร่ืองหมาย -สามารถแตงประโยคไดอยา งสมบรู ณ
หรือสัญลักษณต า ง ๆ ได บอกความหมายเครือ่ งหมายหรอื สญั ลกั ษณตา ง ๆ
ได
ป.2 1. อานออกเสียงคำทใี่ ชใ นชีวิตประจำวนั เพิม่ จาก ป.1 ไม การอา นออกเสียงและบอกความหมายของคำ คำ
นอ ยกวา 100 คำ คลอ งจอง ขอความ และบทรอยกรองงายๆ ที่
2. บอกความหมายของคำและขอความที่อา นและฟง ประกอบดวย คำพน้ื ฐาน คอื คำท่ใี ชใ น
3. ตอบคำถาม เลา เรอ่ื งยอ จากเร่อื งท่ีอาน ฟง และดู ชีวติ ประจำวนั จากนนั้ การอานจบั ใจความจากสื่อ
4. เขียนส่อื สารดวยคำและประโยคท่เี ก่ยี วกับประสบการณ ตาง ๆ เชน นิทาน เรื่องเลา สั้น ๆ บทเพลงและบท
5. ฟง คำแนะนำ คำส่งั ทซ่ี บั ซอน และปฏบิ ัตติ าม รอ ยกรองงา ย ๆ เรื่องราวจากบทเรยี น ขาวและ
6. พูดแสดงความคดิ เห็นและความรูส ึกจากเรื่องที่ฟงและดู เหตกุ ารณป ระจำวัน พรอ มทั้งเขียนส่ือสารได
7. พดู สือ่ สารไดต ามวัตถุประสงค การฟง และปฏบิ ัติตามคำแนะนำ คำสงั่ ทีซ่ บั ซอน
8. เรยี บเรียงคำเปนประโยคท่ีซบั ซอ นเพอื่ การสอ่ื สาร ฟงและดเู รอ่ื งราวเกย่ี วกับความเปน มาของจังหวดั
9. ตอคำคลองจองในชวี ิตประจำวันทซี่ บั ซอน ปทุมธานแี ลว แสดงขอคิดเหน็ พรอ มกบั พูดสรปุ
10. มีมารยาทในการอา น การเขยี น การฟง การดู ความรแู ละความคิดเห็นจากเร่อื ง และพูดรายงาน
และการพูด เกยี่ วกับประเด็นท่ศี ึกษา
การอานนทิ านพน้ื บานของจงั หวดั ปทมุ ธานี
หรือ/และนิทานคติธรรม หรือ/และเพลงพ้นื บาน
เพลงโนเน เพลงรำภาขาวสาร และเพลงระบำ
พื้นบาน พรอมกบั อธิบายขอคิดจากเร่อื งและนำ
ขอ คิดไปใชใ นชีวติ จริง
ป.3 1. อานออกเสยี งคำและบอกความหมายของคำ การอานออกเสียงและการบอกความหมายของ
คำคลอ งจอง ขอความและบทรอยกรองงาย ๆ ได คำ คำคลองจอง ขอความ และบทรอยกรองงา ยๆ
2. การคัดลายมือดวยตัวบรรจงเต็มบรรทัดตามรูปแบบได ท่ีประกอบดวยคำพ้ืนฐานเพิม่ จาก ป.2 ไมน อ ยกวา
3. การเขียนบรรยายการเขยี นเรอ่ื งตามจนิ ตนาการได 1,200 คำ รวมทง้ั คำที่เรียนรูในกลมุ สาระการเรยี นรู
4. การพดู แสดงความคิดเหน็ จากการฟงและดู ไดเหมาะสม อ่นื จากน้นั คดั ตัวบรรจงเต็มบรรทดั ตามรูปแบบการ
104
ช้นั ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรเู พิม่ เติม
5. เขียนสะกดคำและบอกความหมายของคำ การแจกลูก เขยี นตัวอักษรไทย เขยี นบรรยายเกีย่ วกับลักษณะ
เปน คำได ของ คน สตั ว สง่ิ ของ สถานท่ี การสะกดคำ
6. อานและเขยี นคำมาตราตวั สะกดทีต่ รงตามมาตราและไม การแจกลูก และการอา นเปน คำ มาตราตวั สะกดที่
ตรงตามมาตรา ตรงตามมาตราและไมต รงตามมาตรา พดู แสดง
7. ระบชุ นิดและหนาที่ของคำในประโยคได ความคดิ เห็นและความรสู ึกจากเร่ืองท่ีฟง และดูทั้งที่
8. การแตงประโยคเพ่ือการสื่อสารได เปนความรูแ ละความบันเทิง เชน เร่ืองเลาและสาร
คดสี ำหรับเดก็ นิทาน การตูน เรือ่ งขบขัน ระบุชนิด
ของคำ ไดแ ก คำนาม คำสรรพนาม คำกรยิ า
การแตง ประโยคเพื่อการสอื่ สาร ไดแ กป ระโยคบอก
เลา ประโยคปฏิเสธ ประโยคคำถาม ประโยคขอรอง
ประโยคคำสง่ั
ป.4 1. อานออกเสยี งบทรอ ยแกว และรอ ยกรองได การอา นออกเสยี งบทรอยแกว และบทรอยกรอง
2. อธิบายความหมายของคำจากประโยคได ประเภทเพลงพน้ื บาน พรอมกบั อธิบายความหมาย
3. แยกขอเท็จจรงิ และและคดิ เห็นจากเรื่องทอ่ี านได ของคำจากประโยค ในนิทานพ้นื บาน แลวแยก
4. คาดคะเนเหตุการณจากเร่ืองท่ีอานได ขอ เท็จจริง ขอ คิดเห็น และคาดคะเนเหตุการณจ าก
5. สรปุ ความรูจากเรื่องท่อี า นได นิทานพนื้ บาน และสรุปขอความรแู ละขอคิดจาก
6. สรปุ ขอ คิดจากเร่อื งที่อาน เพื่อนำไปใชในชวี ิตจรงิ ได เรอ่ื งที่อา นได
1. เขียนคำขวัญ คำแนะนำได การเขยี นส่ือสารโดยการเขยี นคำขวญั คำแนะนำ
2. เขียนแผนภาพโครงเรือ่ งเพื่อไปพัฒนางานเขียนได พรอ มทัง้ เขียนแผนภาพโครงเรื่องจากนิทานพ้นื บาน
3. เขยี นยอ ความจากนิทานพ้ืนบา นของมอญได ท่ีอานและเขียนยอความจากนทิ านพน้ื บา นของมอญ
4. เขยี นบนั ทกึ ความรูจ ากเรื่องทอ่ี านได พรอ มกับเขียนจดบันทึกความรูและเร่ืองราวเกย่ี บกบั
5. เขียนเร่อื งตามจนิ ตนาการได สง่ิ แวดลอ ม ธรรมชาติ สงิ่ ปลกู สรางในพ้นื ที่ใกลเคียง
โรงเรียนหรอื /และพื้นที่ใกลเ คียง และสามารถนำมา
เรยี บเรยี งเปน เรือ่ งตามจินตนาการ
1. จำแนกขอ เท็จจรงิ และขอคิดเหน็ จากเรอ่ื งทฟี่ งได การฟงและดเู ร่ืองราวเกย่ี วกบั ความเปน มาของ
2. พดู สรุปความรูจากการฟงและดูได จงั หวัดปทมุ ธานี และความเปนมาของเพลงพื้นบา น
3. พูดแสดงความคดิ เห็นจากเร่อื งที่ฟง และดไู ด ขอจงั หวดั ปทุมธานี คือ เพลงโนเน เพลงรำภา
4. พูดรายงานประเดน็ ท่ีศึกษาไดอ ยางถูกตอ ง ขาวสาร และระบำพน้ื บา น เปนตน และสามารถนำ
เร่ืองที่ฟง และดู นำมาจำแนกขอเทจ็ จรงิ และ
ขอ คิดเหน็ พรอมกับพดู สรปุ ความรแู ละความคดิ เหน็
จากเรอ่ื ง และพูดรายงานเกี่ยวกบั ประเด็นที่ศกึ ษา
1. สะกดคำมาตราตัวสะกดไดถกู ตอง การสะกดคำตามมาตราตัวสะกดตรงตามมาตรา
2. บอกความหมายของคำเปน/คำตายได และสะกดไมตรงตามมาตรา คำเปน คำตาย และ
3. ระบชุ นดิ และหนาท่ีของคำนาม กริยาในประโยคได สามารถระบชุ นดิ และหนาท่ีของคำนามและคำกริยา
4. แตง ประโยคไดถกู ตอ งตามหลักภาษา ในประโยค และสามารถแตงประโยคไดถูกตองตาม
หลกั ภาษา
105
ชน้ั ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรูเพิม่ เตมิ
1. ระบขุ อ คิดจากนิทานพน้ื บาน/นิทานคตธิ รรม/เพลง การอา นนิทานพน้ื บานของจงั หวัดปทมุ ธานี
พื้นบานได หรือ/และนิทานคติธรรม หรือ/และเพลงพ้นื บาน
2. อธบิ ายขอ คดิ จากการอาน เพ่อื นำไปใชใ นชีวติ จรงิ ได เพลงโนเน เพลงรำภาขาวสาร และเพลงระบำ
พ้ืนบาน พรอมกับอธิบายขอคิดจากเรอ่ื งและนำ
ขอคิดไปใชในชวี ติ จรงิ
ป.5 1. อธิบายความหมายของคำ ประโยคและขอ ความที่เปน การอธิบายความหมายของคำ ประโยคและ
การบรรยาย และการพรรณนา ขอ ความทเี่ ปน การบรรยาย และการพรรณนา
2. วเิ คราะหและแสดงความคิดเหน็ เก่ยี วกับเรอ่ื งท่ีอาน จากน้ันวิเคราะหและแสดงความคดิ เห็นเก่ียวกบั
เพื่อนำไปใชใ นการดำเนนิ ชวี ิต มีมารยาทในการอาน วรรณคดใี นบทเรียน บทความ บทโฆษณา งาน
3. เขียนส่ือสารไดเหมาะสม ทั้งแผนภาพโครงเร่อื ง และ เขียนประเภทโนม นาวใจ ขาวและเหตกุ ารณ
แผนภาพความคิด มมี ารยาทในการเขยี น ประจำวัน รวมถึงเขยี นส่ือสาร เชน คำขวัญ คำอวย
4. พดู แสดงความรู ความคิดเหน็ และความรสู กึ จากเรื่องที่ พร คำแนะนำและคำอธิบายแสดงข้ันตอน และพูด
ฟง และดู มีมารยาทในการพดู แสดงความรูความคิดในเรื่องท่ฟี งและดูจากส่ือตา ง ๆ
ป.6 1. อา นออกเสยี งบทรอยแกว และบทรอยกรองได การอานออกเสยี งและการบอกความหมายของ
2. อธิบายความหมายของคำ ประโยคและขอ ความทเี่ ปน บทรอยแกวและบทรอยกรอง อา นงานเขียน
โวหารตา ง ๆ สำนวนเปรียบเทยี บได ประเภทโนมนา ว บทโฆษณา ขาวและเหตุการณ
3. อา นงานเขยี นประเภทโนมนา ว บทโฆษณา ขา วและ สำคญั งานเขียนเชงิ อธิบาย อานคำสง่ั ขอ แนะนำ
เหตุการณสำคัญ งานเขยี นเชิงอธิบายได และปฏบิ ัตติ าม อานขอมลู จากแผนผงั แผนที่ และ
4. อา นคำสัง่ ขอแนะนำและปฏิบตั ิตามได กราฟ การเขยี นแผนภาพโครงเรอ่ื งและแผนภาพ
5. อา นขอ มูลจากแผนผัง แผนที่ และกราฟได ความคดิ การเขียนเรียงความ การเขียนจดหมาย
6. คดั ลายมอื ตวั บรรจงเต็มบรรทดั และครึ่งบรรทัดตาม สว นตัว การกรอกแบบรายการ การเขยี นเรือ่ งตาม
รูปแบบการเขยี นตัวอกั ษรไทยได จนิ ตนาการและสรางสรรคดวยลายมือตวั บรรจงเต็ม
7. เขยี นส่อื สารแผนภาพโครงเรือ่ งและแผนภาพความคดิ ได บรรทัดและครึ่งบรรทดั ตามรูปแบบการเขยี นตวั
8. เขียนเรยี งความ ยอ ความจากสือ่ ตาง ๆ ได อักษรไทย
9. เขียนจดหมายสวนตวั ได การพดู แสดงความรู ความเขา ใจในจดุ ประสงค
10. กรอกแบบรายการ ตา ง ๆ ได ของเรื่องที่ฟง และดจู ากส่อื ตา ง ๆ
11. เขียนเรือ่ งตามจนิ ตนาการและสรางสรรคไ ด วเิ คราะหช นิดของคำนาม คำสรรพนาม คำกริยา
12. พดู แสดงความรคู วามเขา ใจจดุ ประสงคของเร่ืองทฟ่ี ง คำวเิ ศษณ คำบุพบท คำเช่ือม คำอุทาน แตง
และดูจากส่ือตา ง ๆ ได กลอนสภุ าพ วิเคราะหและเปรยี บเทียบสำนวนท่ีเปน
13. วเิ คราะหชนิดและหนาท่ีของคำ กลมุ คำหรือวลีได คำพังเพย และสภุ าษิต วรรณคดแี ละวรรณกรรม
14. แตงกลอนสุภาพได เชน นิทานพ้ืนบานทองถนิ่ ตนเองและทองถ่นิ อ่ืน
15. อธบิ ายความหมายของสำนวนคำพังเพยและสุภาษิตได นิทานคตธิ รรม เพลงพน้ื บา น การแสดงความคิดเหน็
16. แสดงความคิดเหน็ เกย่ี วกับวรรณคดีและวรรณกรรม อธิบายคุณคา ของวรรณคดวี รรณกรรม และนิทาน
ในบทเรียนและตามความสนใจบทอาขยานและบทรอย พืน้ บานในทองถน่ิ ปทุมธานี และนำไปประยกุ ตใชใ น
กรองทม่ี คี ุณคาได ชวี ิตจรงิ เชน ตำนานเทาอูท อง ตำนานตมุ สามโคก
106
รหสั วชิ า ท11202 คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเตมิ กลุมสาระการเรียนรภู าษาไทย
ชั้นประถมศกึ ษาปท ่ี 1 รายวชิ าเสรมิ ทกั ษะภาษาไทย 1 จำนวน 40 ชั่วโมง/ป
ศึกษาพยญั ชนะ สระ วรรณยุกต ตัวเลขไทย คำท่ปี ระสมดวยสระ คำที่อยูในมาตรราตวั สะกด คำ ประโยค คำ
คลอ งจอง อักษรนำ คำควบกลำ้ และคำท่ีมีตวั การันต ความหมายของคำวรรณยุกต การเลา เรือ่ งจากเร่ืองที่อาน การคัด
ลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัดตามรูปแบบการเขยี นอกั ษรไทย การอา นสะกดคำและแจกลูกคำ การเขียนคำ กลมุ คำ ประโยค
เรียงลำดบั คำใหเปน ประโยค การเลา นิทาน อธบิ ายคณุ คา ของนทิ านหรือวรรณกรรมในบทเรยี นตามความสนใจ ทองจำบท
อาขยานตามที่กำหนด
โดยใชการฟง พูด อา นและเขียนเปน กระบวนการคดิ กระบวนการแสวงหาความรู กระบวนการกลมุ กระบวนการ
คิด การฝกปฎิบตั ิ อธบิ าย บนั ทึก การตั้งคำถาม กระบวนการสรางความคิดรวบยอด เพ่ือใหเ กดิ ความรู ความคดิ ความ
เขาใจ สือ่ สารไดถูกตอง รักการเรยี นภาษาไทย เห็นคุณคา ของการอนุรกั ษภ าษาไทย มีวินัย ซ่อื สัตยสจุ รติ มงุ มั่นในการ
ทำงาน สามารถนำความรูไปใชใ หเกิดประโยชนในชวี ติ ประจำวันไดอยา งถกู ตองเหมาะสม
ผลการเรียนรู
1. เขา ใจพยัญชนะ สระ วรรณยกุ ตของไทย
2. อานและเขยี นสะกดคำตามมาตราตา ง ๆ ไดถกู ตอง
3. เขยี นคำและตอบคำถามไดถูกตอ ง
4. เขาใจในขอความ คำคลองจอง นิทาน บทอาขยาน
จำนวนผลการเรียนรูทงั้ หมด 4 ผลการเรยี นรู
107
รหัสวชิ า ท11204 คำอธิบายรายวิชาเพ่ิมเตมิ กลุมสาระการเรียนรภู าษาไทย
ชนั้ ประถมศึกษาปท ่ี 1 รายวชิ าเสรมิ ทักษะภาษาไทย 1 จำนวน 80 ชั่วโมง/ป
ศึกษาพยัญชนะ สระ วรรณยุกต ตัวเลขไทย คำที่ประสมดวยสระ คำที่อยูในมาตรราตัวสะกด คำ ประโยค คำ
คลองจอง อักษรนำ คำควบกล้ำและคำที่มีตัวการันต ความหมายของคำวรรณยุกต การเลาเรื่องจากเรื่องที่อาน การคัด
ลายมือตวั บรรจงเต็มบรรทัดตามรูปแบบการเขียนอักษรไทย การอา นสะกดคำและแจกลูกคำ การเขียนคำ กลมุ คำ ประโยค
เรียงลำดับคำใหเปนประโยค บอกความหมายของเครื่องหมายหรือสัญลักษณสำคัญที่มักพบเห็นในชีวิตประจำวัน การเลา
นทิ าน อธิบายคณุ คาของนิทานหรือวรรณกรรมในบทเรียนตามความสนใจ ทองจำบทอาขยานตามทีก่ ำหนด
โดยใชก ารฟง พูด อานและเขียนเปน กระบวนการคิด กระบวนการแสวงหาความรู กระบวนการกลุม กระบวนการ
คดิ การฝก ปฎิบัติ อธิบาย บันทึก การตัง้ คำถาม กระบวนการสรางความคดิ รวบยอด เพื่อใหเกดิ ความรู ความคดิ ความ
เขา ใจ สอ่ื สารไดถกู ตอง รักการเรียนภาษาไทย เหน็ คุณคาของการอนรุ ักษภ าษาไทย มีวนิ ัย ซ่ือสตั ยส ุจริต มุง มนั่ ในการ
ทำงาน สามารถนำความรูไปใชใหเ กดิ ประโยชนในชีวติ ประจำวนั ไดอยา งถูกตองเหมาะสม
ผลการเรยี นรู
1. เขา ใจพยัญชนะ สระ วรรณยกุ ตของไทย
2. อานและเขยี นสะกดคำตามมาตราตาง ๆ ไดถูกตอง
3. เขยี นคำและตอบคำถามไดถ ูกตอ ง
4. เขาใจในขอความ คำคลองจอง นิทาน
5. สามารถอา น และออกเสยี งคำ ประโยคที่มคี ำควบกลำ้ ไดถ ูกตองชดั เจน
6. สามารถทองจำบทอาขยานหรอื บทรอ ยกรองทส่ี นใจได
7. เขาใจหลักการแตง ประโยค
8. สามารถอธิบายความหมาย คำ ขอ ความ เครือ่ งหมายหรอื สัญลักษณตาง ๆ ได
จำนวนผลการเรยี นรทู งั้ หมด 4 ผลการเรียนรู
108
รหัสวิชา ท12202 คำอธิบายรายวชิ าเพิ่มเตมิ กลุมสาระการเรียนรูภ าษาไทย
ช้ันประถมศกึ ษาปท ี่ 2 รายวชิ าเสรมิ ทกั ษะภาษาไทย 2 จำนวน 40 ชั่วโมง/ป
ศึกษา เรียนรู การฟง การพูด การบอกความหมายของคำและขอความพื้นฐานที่ใชในชีวิตประจำวันเพิ่มจากช้ัน
ประถมศึกษาปที่ 1 ไมนอยกวา 100 คำ การฟงและปฏิบัติตามคำแนะนำ คำสั่งที่ซับซอน การจับใจความและพูดแสดง
ความคิดเห็น ความรูสึกจากเรื่องที่ฟงและดูทั้งที่เปนความรูและความบันเทิง การพูดสื่อสารในชีวิตประจำวัน การใชสระ
พยัญชนะ และวรรณยุกต การสะกดคำและบอกความหมายของคำ การแจกลูก การอานคำ ขอความ การเขียน การ
แตงประโยคและการตอ คำคลองจอง การเลือกใชภาษาไทยใหเ หมาะสม
โดยใชกระบวนการอาน กระบวนการเขียน การฟง การดูและการพูด บอก เขียน สะกดคำแจกลูก ผันคำ
เปรียบเทยี บ แตง ประโยคและตอคำคลอ งจอง เพือ่ ใหม คี วามรคู วามเขาใจ ในการฟง การพูด การอา น การเขยี น การแตง
ประโยคและตอ คำคลองจอง มีมารยาทเกย่ี วกบั การอา น การเขยี น การฟงการดู และการพดู
ผลการเรยี นรู
1. อา นออกเสยี งคำที่ใชใ นชวี ติ ประจำวันเพ่มิ จาก ป.1 ไมน อยกวา 100 คำ
2. บอกความหมายของคำและขอความท่ีอา นและฟง
3. ตอบคำถาม เลา เร่อื งยอ จากเรอ่ื งทอ่ี า น ฟง และดู
4. เขยี นสอื่ สารดวยคำและประโยคที่เกยี่ วกับประสบการณ
5. ฟงคำแนะนำ คำส่ังที่ซับซอน และปฏบิ ัตติ าม
6. พูดแสดงความคดิ เห็นและความรสู ึกจากเรื่องที่ฟง และดู
7. พูดส่ือสารไดต ามวตั ถุประสงค
8. เรียบเรียงคำเปนประโยคทซี่ ับซอนเพื่อการส่อื สาร
9. ตอ คำคลอ งจองในชีวติ ประจำวนั ทซ่ี ับซอ น
10. มีมารยาทในการอาน การเขียน การฟง การดู และการพูด
จำนวนผลการเรียนรูทงั้ หมด 10 ผลการเรยี นรู
109
รหสั วิชา ท 13202 คำอธิบายรายวชิ าเพ่ิมเตมิ กลุมสาระการเรียนรภู าษาไทย
ช้ันประถมศึกษาปที่ 3 รายวิชาเสรมิ ทกั ษะภาษาไทย 3 เวลา 40 ชั่วโมง
การอา นออกเสียงคำและบอกความหมายของคำ คำคลอ งจอง ขอความและบทรอยกรองงาย ๆ อา นหนังสือตาม
ความสนใจ การอานขอความเชิงอธิบาย และปฏิบัติตามคำสั่งหรือขอแนะนำ การคัดลายมือดวยตัวบรรจงเต็มบรรทัดตาม
รูปแบบ การเขียนอกั ษรไทย การเขียนบรรยายเก่ยี วกับลักษณะของคน สัตว สง่ิ ของ สถานที่ การเขยี นเรอื่ งตามจินตนาการ
พูดแสดงความคิดเห็น การบอกความรูสึกจากเรื่องที่ฟงและดู ทั้งที่เปนความรูและความบันเทิง การพูดสื่อสารใน
ชวี ติ ประจำวนั การเขยี นสะกดคำและบอกความหมายของคำ การแจกลกู การอา นเปนคำ มาตราตวั สะกดที่ตรงตามมาตรา
และไมตรงตามมาตรา คำที่มีพยัญชนะควบกล้ำ คำที่มีอักษรนำ คำที่ประวิสรรชนยี และไมป ระวสิ รรชนีย คำที่มี ฤ คำที่
ใช บัน บรร คำท่ีใช รร คำม่มี ีตวั การนั ต การระบชุ นิดและหนา ทข่ี องคำในประโยค ประโยคเพอื่ การส่อื สาร
โดยใชก ระบวนการอาน กระบวนการเขยี น การฟง การดู และการพูดอยางมวี ิจารณญาณ และสรา งสรรค บอก
ระบุ เขยี น สะกดคำ แจกลูก ผันอักษร แตง ประโยค แตง คำคลองจองและคำขวัญ เลือกใช แสดงความคิดเห็น ศึกษา
เรียนรปู ฏบิ ตั ิ และทองจำ เพื่อใหมคี วามรู ความเขา ใจ เก่ียวกบั การอาน การเขียน การฟง การดูและการพูด หลกั การ
ใชภ าษา นำความรู ขอ คิด จากการอา น ไปประยุกตใชในชีวิตประจำวัน
ผลการเรียนรู
1. อานออกเสยี งคำและบอกความหมายของคำ คำคลอ งจอง ขอความและบทรอยกรองงาย ๆได
2. การคัดลายมอื ดวยตวั บรรจงเต็มบรรทดั ตามรูปแบบได
3. การเขยี นบรรยายการเขยี นเร่ืองตามจินตนาการได
4. การพูดแสดงความคดิ เหน็ จากการฟง และดู ไดเ หมาะสม
5. เขียนสะกดคำและบอกความหมายของคำ การแจกลูก การอานเปน คำได
6. อานและเขยี นคำมาตราตัวสะกดท่ีตรงตามมาตราและไมตรงตามมาตรา
7. ระบชุ นิดและหนา ท่ีของคำในประโยคได
8. การแตงประโยคเพ่ือการส่ือสารได
รวม 8 ผลการเรยี นรู
110
คาํ อธบิ ายรายวิชาเพิ่มเตมิ
รหัสวิชา ท14202 รายวิชาเสรมิ ทกั ษะภาษาไทย 4 กลมุ สาระการเรียนรภู าษาไทย
ชั้นประถมศึกษาปท ่ี 4 จำนวน 40 ช่ัวโมง/ป
ศึกษาหลักการอานออกเสียงรอยแกวและรอยกรอง การบอกความหมายของคำจากประโยค หลักการแยก
และจำแนกขอเท็จจริงและขอคิดเห็นจากการอาน การฟงและการดู หลักการคาดคะเนเหตุการณจากเรื่องที่อาน หลักการ
สรุปความรูและขอคดิ จากเรื่อง หลักการเขียนคำขวัญ หลักการเขียนคำแนะนำ หลักการเขียนแผนภาพโครงเรื่อง หลักการ
เขียนยอความ หลักการเขียนบันทึกความรูจากเรื่องที่อาน หลักการเขียนเรื่องตามจินตนาการ หลักการพูดสรุปความรูและ
ขอคิดจากเรื่องที่ฟงและดู หลักการพูดแสดงความรูและขอคิด พรอมกับหลักการพูดรายงานประเด็นที่ศึกษา ชนิดของคำ
หนา ที่ของคำในประโยค มาตราตวั สะกด และหลกั การอธิบายขอ คิดจากวรรณคดีและวรรณกรรมที่ไดอ า น
อานออกเสียงบทรอยแกวและบทรอยกรอง อธิบายความหมายของคำจากประโยค แยกและจำแนก
ขอ เทจ็ จรงิ และขอคิดเห็นจากการอาน การฟง และการดู คาดคะเนเหตกุ ารณจ ากเรื่องที่อา น สรปุ ความรูแ ละขอ คิดจากเร่ือง
ที่อาน เขียนคำขวัญ คำแนะนำ เขียนแผนภาพโครงเรื่อง เขียนยอความ พรอมกับเขียนบันทึกความรูจากเรื่อที่อาน เขียน
ตามจินตนาการ พรอมกับพูดสรุปความรูและขอคิดจากเรื่องที่ฟงและดู พูดแสดงความรูและขอคิด พูดรายงานประเด็นที่
ศึกษา ระบุและหนาที่ชนิดของคำจากประโยคหรือขอความ สะกดตรงตามมาตราตัวสะกด และอธิบายขอคิดจากวรรณคดี
และวรรณกรรมที่ไดอาน ตระหนักถึงมารยาทในการอาน การเขียน การฟง การดูและการพูด มีความรักความเปนไทย
อนุรักษและสืบสานการใชภาษาไทยใหถูกตองเหมาะสมตามกาลเทศะ พรอมกับตระหนักรูเกี่ยวกับ อัตลักษณการไหว
พรอ มกบั นอมนำหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งนำมาปรบั ใชใ นชวี ติ ประจำวันอยางถูกตองหลกั และสรางสรรค
ผลการเรยี นรู
1. อา นออกเสยี งบทรอยแกวและรอ ยกรองได
2. อธิบายความหมายของคำจากประโยคได
3. แยกขอเทจ็ จริงและและคิดเห็นจากเรือ่ งทอ่ี านได
4. คาดคะเนเหตุการณจากเร่ืองท่ีอานได
5. สรุปความรูจากเรอื่ งทอ่ี า นได
6. สรปุ ขอ คดิ จากเรอ่ื งทอ่ี าน เพื่อนำไปใชใ นชีวติ จริงได
7. เขียนคำขวัญ คำแนะนำได
8. เขยี นแผนภาพโครงเร่อื งเพื่อไปพฒั นางานเขียนได
9. เขยี นยอความจากนิทานได
10. เขียนบนั ทึกความรูจากเร่ืองที่อานได
11. เขียนเรอื่ งตามจนิ ตนาการได
12. จำแนกขอเท็จจรงิ และขอคดิ เหน็ จากเร่ืองท่ีฟงได
13. พดู สรปุ ความรูจากการฟง และดูได
14. พดู แสดงความคดิ เหน็ จากเรอื่ งทฟ่ี งและดูได
15. พูดรายงานประเด็นท่ีศกึ ษาไดอยางถกู ตอง
16. สะกดคำมาตราตัวสะกดไดถ ูกตอง
17. บอกความหมายของคำเปน/คำตายได
18. ระบุชนดิ และหนา ที่ของคำในประโยคได
111
19. แตง ประโยคไดถ ูกตอ งตามหลกั ภาษา
20. ระบุขอคิดจากนิทานพ้ืนบา น/นทิ านคตธิ รรม/เพลงพ้นื บานได
21. อธบิ ายขอคิดจากการอา น เพ่อื นำไปใชในชวี ติ จริงได
รหัสวชิ า ท15202 คำอธิบายรายวชิ าเพิ่มเตมิ 112
ชนั้ ประถมศกึ ษาปท ่ี 5 รายวชิ าเสรมิ ทกั ษะภาษาไทย 5
กลุมสาระการเรยี นภาษาไทย
จำนวน 40 ชั่วโมง/ป
การอา นเสียงบทรอยแกว และบทรอยกรองไดถูกตอ ง การอธบิ ายความหมายของคำ ประโยคและขอความที่เปน
การบรรยาย และการแยกขอเท็จจริงและขอคิดเห็นจากเร่ืองทอี่ าน การวิเคราะหและแสดงความคดิ เห็นเกย่ี วกบั เร่ืองทีอ่ า น
การอานหนังสือที่มีคณุ คา ตามความสนใจ การเขยี นส่ือสารเหมาะสม การเขยี นแผนภาพโครงเร่อื ง และแผนภาพความคดิ
การพดู แสดง ความคิดเห็นและความรสู กึ จากเร่ืองท่ีฟง และดู เขยี นสะกดคำและบอกความหมายของคำ เขียนเรยี งความ
เปน ประโยคงายๆ ตอคำคลอ งจองงา ยๆ การสรปุ เรือ่ งจากวรรณคดแี ละวรรณกรรมที่อาน
โดยใชกระบวนการคิด ทักษะการส่ือสาร สรุปวิเคราะหขอมูลจากเร่ืองและสื่อตางๆ อยางมีมารยาท เพือ่ ใหเ กิด
ความรู ความเขาใจ สามารถสื่อสารสง่ิ ท่เี รียนรู มีนิสัยรักการอาน มีมารยาทในการอา น การเขยี น การฟง การดู และการพูด
เหน็ คณุ คา วรรณกรรมทองถ่ิน รักความเปนไทย
ผลการเรยี นรู
1. อธบิ ายความหมายของคำ ประโยคและขอความท่ีเปน การบรรยาย และการพรรณนา
2. วิเคราะหแ ละแสดงความคิดเหน็ เกย่ี วกบั เรอ่ื งทอี่ าน เพื่อนำไปใชใ นการดำเนินชีวิต มมี ารยาทในการอา น
3. เขยี นส่ือสารไดเหมาะสม ทั้งแผนภาพโครงเรือ่ ง และแผนภาพความคิด มมี ารยาทในการเขียน
4. พูดแสดงความรู ความคิดเห็นและความรสู ึกจากเร่ืองที่ฟง และดู มีมารยาทในการพดู
จำนวนผลการเรียนรทู ัง้ หมด 4 ผลการเรียนรู
113
รายวิชาเพิ่มเติม
คณิตศาสตร
ช้นั ผลการเรียนรู สาระการเรียนรูเพิม่ เติม
ป.1 1. บอกอนั ดบั ทีห่ ลักและคา ประจำหลัก และเขยี น - จำนวนไมเกิน 20
จำนวนในรปู กระจาย - การเปรียบเทียบนำ้ หนกั
2. แสดงจำนวนไมเ กนิ 20 ในรปู ความสัมพนั ธข อง การแกโ จทยป ญ หาเก่ียวกบั น้ำหนัก
จำนวนแบบสวนยอย-สวนรวม -การแกโจทยปญหาการบวก ลบ และการสรา งโจทย
3. เปรียบเทยี บนำ้ หนักโดยใชความสัมพนั ธร ะหวา ง ปญ หา
กโิ ลกรมั กบั กรัม การแกโจทยปญ หาเกี่ยวกบั
น้ำหนัก
4. แสดงวธิ ีการหาคำตอบ การบวก ลบ การแก
โจทยปญ หาการบวก ลบ และการสรา งโจทย
ปญหา
ป.2 1. แสดงวิธกี ารหาคำตอบการบวก การแกโ จทย - การบวกและการลบจำนวนนับไมเกิน 1,000
ปญหาการบวก และการสรา งโจทยปญหา - การคณู และการหาร
2. แสดงวธิ ีการหาคำตอบการลบ การแกโจทย - การบวก ลบ คณู หารระคน
ปญหาการลบ และการสรา งโจทยปญหา - การแกโ จทยปญหาการหาร และการสรางโจทย
3. แสดงวธิ ีการหาคำตอบการคูณ การแกโจทย ปญ หา
ปญหาการคูณ และการสรางโจทยปญ หา
4. แสดงวิธีการหาคำตอบการหาร การแกโจทย
ปญหาการหาร และการสรางโจทยป ญ หา
5. แสดงวธิ กี ารหาคำตอบ การบวก ลบ คูณ หาร
ระคน และการแกโ จทยป ญหาการบวก ลบ คณู
หารระคนการสรา งโจทยป ญ หา
ป.3 1. แสดงวธิ ีหาผลบวก หาผลลบ หาคา ของตวั ไม -การบวกและการลบจำนวนนบั ไมเ กนิ 100,000
ทราบคา ในประโยคสัญลักษณแสดงการบวกและประโยค -การคูณ การหาร
สญั ลกั ษณแ สดงการลบ แกโ จทยป ญ หาการบวก โจทย -การบวก ลบ คณู หารระคน
ปญ หาการลบและการสรางโจทยป ญหา - การแกโ จทยป ญ หาการหาร และการสรา งโจทย
2. แสดงวธิ ีการคูณจำนวน 1 หลกั กับจำนวนไม ปญ หา
เกิน 4 หลกั คณู จำนวน 2 หลักกบั จำนวน 2 หลัก แก
โจทยปญหาการคูณและการสรางโจทยป ญ หาการคูณ
3. แสดงวธิ กี ารหารท่ีตวั ต้ังไมเ กนิ 4 หลัก ตวั หาร
1 หลักโดยการหารยาว หารท่ีตัวต้ังไมเกนิ 4 หลกั ตัวหาร
1 หลักโดยการหารสน้ั หาคา ของตวั ไมทราบคาในประโยค
สญั ลักษณแสดงการหาร แกโจทยปญหาการหารและการ
สรางโจทยปญหาการหาร
114
ช้ัน ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรเู พ่มิ เติม
4. แสดงวธิ ีหาผลลพั ธการบวก ลบ คูณ หาร แก
โจทยป ญ หา 2 ข้นั ตอนและการสรางโจทยปญ หา 2
ขัน้ ตอน
ป.4 1. วเิ คราะหโ จทยปญหา บวก ลบ คณู หาร - จำนวนนบั ไมเกนิ 100,000 และ 0
2. แสดงวธิ ที ำและวธิ ีหาคำตอบของโจทยปญหา - โจทยป ญ หา บวก ลบ คณู หาร
บวก ลบ คณู หารของจำนวนนบั ไมเ กิน 100,000 - การแกโจทยป ญ หาการหาร และการสรา งโจทย
และ 0 พรอมทั้ง ปญ หา
ตระหนกั ถึงความสมเหตุสมผลของคำตอบ
3. แสดงวธิ หี าคำตอบของโจทยปญหาระคน ของ
จำนวนนับไมเ กนิ 100,000 และ 0 พรอมท้ัง
ตระหนกั ถึงความสมเหตสุ มผลของคำตอบ
4. สรางโจทยปญหา บวก ลบ คูณ หาร
5. สรา งโจทยปญหาระคน
ป.5 1. หาผลบวก ผลลบ ผลคณู ผลหารของเศษสว น - หาผลบวก ผลลบ ผลคณู ผลหารของเศษสว นและ
และจำนวนคละ จำนวนคละ
2. หาผลหารท่ีตวั ตัง้ เปน จำนวนนับหรอื ทศนยิ มไม - หาผลหารที่ตัวต้งั เปน จำนวนนบั หรอื ทศนิยมไมเ กิน
เกิน 3 ตำแหนง และตัวหารเปน จำนวนนับ 3 ตำแหนง และตวั หารเปนจำนวนนับ ผลหารเปน
ผลหารเปนทศนยิ มไมเกนิ 3 ตำแหนง ทศนยิ มไมเ กิน 3 ตำแหนง
3. แสดงวิธีหาคำตอบของโจทยป ญหารอ ยละไมเ กนิ - โจทยปญหารอ ยละไมเ กิน 2 ขนั้ ตอน
2 ขน้ั ตอน -โจทยป ญหาเกีย่ วกบั ปริมาตรของทรงสเี่ หลย่ี มมมุ
4. แสดงวธิ ีหาคำตอบของโจทยปญหาเกย่ี วกับ ฉากและความจขุ องภาชนะทรงสี่เหล่ยี มมมุ ฉาก
ปรมิ าตรของทรงส่เี หลี่ยมมมุ ฉากและความจขุ อง
ภาชนะทรงสี่เหลี่ยมมุมฉาก
ป.6 1. สามารถหาคำตอบเมอื่ กำหนดโจทยการบวก -การบวก การลบ การคูณ การหารเศษสว น
การลบ การคณู การหารเศษสว นได -โจทยก ารหารทศนยิ มได
2. สามารถหาคำตอบเมื่อกำหนดโจทยการหาร -โจทยป ญ หาเกีย่ วกบั อัตราสวนและรอ ยละได
ทศนยิ มได -โจทยป ญ หาเกย่ี วกับความยาวรอบรปู และพ้ืนทขี่ อง
3. สามารถแกโจทยป ญหาเกย่ี วกับอตั ราสวนและ รปู หลายเหลย่ี ม
รอยละได
4. สามารถแกโจทยปญหาเก่ยี วกับความยาวรอบรปู
และพน้ื ท่ีของรปู หลายเหล่ยี ม
115
รหสั วชิ า ค11201 คำอธิบายรายวชิ าเพิ่มเตมิ กลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร
ชัน้ ประถมศกึ ษาปท่ี 1 รายวิชา คณิตศาสตรเ พ่ิมเตมิ 1 จำนวน 40 ช่ัวโมง
ศกึ ษาและฝกทักษะคณติ ศาสตรอันไดแก การแกป ญ หา การใหเหตุผล การส่อื สาร การสื่อความหมายทาง
คณติ ศาสตรและการนำเสนอ การเชื่อมโยงความรูต า งๆทางคณติ ศาสตรและการเชือ่ มโยงคณติ ศาสตรกับศาสตรอน่ื ๆ มี
ความคิดริเรมิ่ สรา งสรรคใ นสาระตอไปน้ี จำนวน การบวก ลบ และการชั่ง
โดยการจัดประสบการณห รือสถานการณทีใ่ กลตัวผูเรียนไดศึกษา คนควา ฝก ทักษะ โดยการปฏบิ ตั ิจรงิ เพ่ือพัฒนา
และทกั ษะกระบวนการในการคดิ คำนวณ การแกปญหา การใหเหตุผล การสือ่ สาร การสื่อความหมายทางคณิตศาสตร และ
นำประสบการณด า นความรู ความคิด ทักษะและกระบวนการทไ่ี ดไปใชในการเรยี นรสู ิง่ ตา ง ๆ และใชในชวี ติ ประจำวันอยา ง
สรางสรรคเพื่อใหเหน็ คณุ คาและมีเจตคติท่ีดีตอคณิตศาสตร สามารถทำงานไดอยา งเปนระบบ มรี ะเบยี บ รอบคอบ มีความ
รับผดิ ชอบ มวี จิ ารณญาณ มีความคดิ ริเรมิ่ สรางสรรคแ ละมีคามเช่ือม่นั ในตนเอง
ผลการเรียนรู
5. บอกอันดับทีห่ ลักและคาประจำหลกั และเขียนจำนวนในรูปกระจาย
6. แสดงจำนวนไมเ กิน 20 ในรูปความสมั พนั ธของจำนวนแบบสวนยอ ย-สว นรวม
7. เปรียบเทยี บน้ำหนกั โดยใชความสัมพันธระหวา งกิโลกรัมกับกรมั การแกโจทยปญหาเก่ียวกับนำ้ หนกั
8. แสดงวิธกี ารหาคำตอบ การบวก ลบ การแกโจทยป ญหาการบวก ลบ และการสรา งโจทยปญ หา
จำนวนผลการเรียนรูทั้งหมด 4 ผลการเรยี นรู
116
รหัสวิชา ค12201 คำอธิบายรายวิชาเพ่ิมเติม กลมุ สาระการเรยี นรูค ณิตศาสตร
ชนั้ ประถมศึกษาปท ่ี 2 รายวิชาคณิตศาสตรเพ่มิ เตมิ 2 จำนวน 40 ช่ัวโมง/ป
ศึกษาและฝกทักษะคณิตศาสตรอันไดแก การแกปญหา การใหเหตุผล การสื่อสาร การสื่อความหมายทาง
คณิตศาสตรและการนำเสนอ การเชื่อมโยงความรูตาง ๆ ทางคณิตศาสตร และการเชือ่ มโยงคณิตศาสตรก ับศาสตรอืน่ ๆ มี
ความคิดริเริ่มสรางสรรคในสาระตอไปนี้ การบวก การบวกจำนวนนับไมเกิน 1,000 การหาตัวไมทราบคาในประโยค
สัญลกั ษณแ สดงการบวก โจทยป ญ หาการบวก และสรา งโจทยป ญหา การลบ การลบจำนวนท่ีมีตวั ต้ังไมเกิน 1,000 การหา
ตวั ไมทราบคา ในประโยคสัญลักษณแ สดงการลบ โจทยป ญหาการลบ และสรางโจทยป ญหา การคณู การคณู จำนวนที่มีหน่ึง
หลักกับจำนวนไมเกินสองหลกั การหาตัวไมทราบคา ในประโยคสัญลักษณแสดงการคูณ โจทยป ญ หาการคณู และสรางโจทย
ปญหา การหาร การหารที่ตัวหารและผลหารมีหนึ่งหลัก การหาตัวไมทราบคาในประโยคสัญลักษณแสดงการหารโจทย
ปญหาการหาร และสรา งโจทยป ญ หา การบวก ลบ คณู หารระคน การบวก ลบ คณู หารระคน การแกโจทยปญหาการบวก
ลบ คณู หารระคน และการสรา งโจทยป ญหา
โดยการจัดประสบการณหรือสถานการณที่ใกลตัวผูเรียนไดศึกษา คนควา ฝกทักษะ โดยการปฏิบัติจริง ทดลอง
สรุป รายงาน เพื่อพัฒนาและทักษะกระบวนการในการคิดคำนวณ การแกปญหา การใหเหตุผล การสื่อสาร การสื่อ
ความหมายทางคณิตศาสตร และนำประสบการณดานความรู ความคิด ทักษะและกระบวนการที่ไดไปใชในการเรียนรูส่ิง
ตาง ๆ และใชในชีวิตประจำวันอยางสรางสรรค เพื่อใหเห็นคุณคาและมีเจตคติที่ดีตอคณิตศาสตร สามารถทำงานไดอยาง
เปน ระบบ มีระเบียบ รอบคอบ มคี วามรบั ผิดชอบ มีวจิ ารณญาณ มคี วามคดิ รเิ ร่มิ สรา งสรรคและมคี ามเชอ่ื มนั่ ในตนเอง
ผลการเรยี นรู
6. แสดงวธิ กี ารหาคำตอบการบวก การแกโ จทยป ญหาการบวก และการสรางโจทยป ญหา
7. แสดงวิธกี ารหาคำตอบการลบ การแกโจทยปญ หาการลบ และการสรา งโจทยปญ หา
8. แสดงวิธกี ารหาคำตอบการคูณ การแกโจทยปญหาการคณู และการสรางโจทยป ญ หา
9. แสดงวธิ กี ารหาคำตอบการหาร การแกโจทยป ญ หาการหาร และการสรางโจทยป ญหา
10. แสดงวธิ ีการหาคำตอบ การบวก ลบ คณู หารระคน และการแกโ จทยปญ หาการบวก ลบ คณู หารระคนการสราง
โจทยป ญ หา
จำนวนผลการเรียนรูทัง้ หมด 5 ผลการเรยี นรู
117
รหัสวชิ า ค13201 คำอธิบายรายวิชาเพ่ิมเตมิ กลมุ สาระการเรียนรูคณิตศาสตร
ชน้ั ประถมศกึ ษาปที่ 3 รายวิชาคณติ ศาสตรเ พ่มิ เตมิ 3 จำนวน 40 ชั่วโมง/ป
ศกึ ษาและฝกทกั ษะคณติ ศาสตรอนั ไดแก การแกป ญ หา การใหเ หตุผล การสื่อสาร การสื่อความหมายทาง
คณติ ศาสตรและการนำเสนอ การเชือ่ มโยงความรูต า งๆทางคณิตศาสตรและการเชื่อมโยงคณิตศาสตรกับศาสตรอนื่ ๆ มี
ความคดิ ริเริ่มสรางสรรคใ นสาระตอไปน้ี การบวก ลบ คูณ หารระคน เศษสวน ความยาว การชั่งและการตวง
โดยการจดั ประสบการณหรือสถานการณทใี่ กลตวั ผูเรยี นไดศึกษา คนควา ฝก ทักษะ โดยการปฏบิ ตั จิ ริง เพื่อพฒั นา
และทกั ษะกระบวนการในการคิดคำนวณ การแกป ญหา การใหเหตผุ ล การส่ือสาร การส่อื ความหมายทางคณติ ศาสตร และ
นำประสบการณดา นความรู ความคดิ ทักษะและกระบวนการท่ีไดไปใชในการเรียนรูส ิง่ ตาง ๆ และใชในชีวิตประจำวันอยาง
สรา งสรรคเพ่อื ใหเห็นคุณคาและมเี จตคติที่ดตี อคณิตศาสตร สามารถทำงานไดอยา งเปนระบบ มีระเบยี บ รอบคอบ มีความ
รบั ผิดชอบ มีวิจารณญาณ มีความคิดริเรม่ิ สรางสรรคและมีคามเชอ่ื มน่ั ในตนเอง
ผลการเรียนรู
1. แสดงวธิ หี าผลบวก หาผลลบ หาคาของตวั ไมทราบคาในประโยคสญั ลักษณแ สดงการบวกและประโยคสญั ลักษณ
แสดงการลบ แกโจทยปญหาการบวก โจทยปญ หาการลบและการสรางโจทยป ญหา
2. แสดงวธิ ีการคณู จำนวน 1 หลกั กับจำนวนไมเกนิ 4 หลกั คูณจำนวน 2 หลกั กบั จำนวน 2 หลัก แกโ จทยปญหา
การคณู และการสรา งโจทยป ญหาการคูณ
3. แสดงวิธีการหารท่ตี วั ต้ังไมเ กนิ 4 หลัก ตวั หาร 1 หลกั โดยการหารยาว หารทต่ี ัวต้งั ไมเกนิ 4 หลกั ตวั หาร 1
หลกั โดยการหารสนั้ หาคา ของตวั ไมท ราบคาในประโยคสัญลักษณแสดงการหาร แกโ จทยป ญหาการหารและการสรา งโจทย
ปญ หาการหาร
4. แสดงวิธีหาผลลัพธการบวก ลบ คณู หาร แกโจทยปญหา 2 ขนั้ ตอนและการสรา งโจทยป ญหา 2 ข้ันตอน
จำนวนผลการเรียนรูท งั้ หมด 4 ผลการเรียนรู
118
รหสั วิชา ค14201 คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเตมิ กลุมสาระการเรยี นรูคณติ ศาสตร
ชน้ั ประถมศึกษาปที่ 4 รายวิชาคณติ ศาสตรเพม่ิ เตมิ 4 จำนวน 40 ช่ัวโมง/ป
ศึกษา ฝกทกั ษะการคิดคำนวณและฝกการแกป ญหาในสาระตอไปน้ี แสดงวธิ ีหาคำตอบของโจทยปญ หาระคน ของ
จำนวนนับไมเกิน 100,000 และ 0 พรอมทั้งตระหนักถึงความสมเหตุสมผลของคำตอบ แสดงวิธีทำและวิธีหาคำตอบของ
โจทยปญหา บวก ลบ คูณ หารของจำนวนนับไมเกนิ 100,000 และ 0 พรอมทั้งตระหนักถึงความสมเหตุสมผลของคำตอบ
สรางโจทยปญ หา บวก ลบ คณู หาร สรา งโจทยป ญ หาระคน วเิ คราะหโจทยปญหา บวก ลบ คูณ หาร
การจัดประสบการณหรือสรางสถานการณที่ใกลตัวใหผูเรียนไดศึกษาคนควาโดยปฏิบัติจริง ทดลอง สรุป
ปฏบิ ัติงาน เพ่ือพฒั นาทักษะ/กระบวนการคิดคำนวณ การแกปญหา การใหเหตุผลการสื่อความหมายทางคณิตศาสตร และ
นำประสบการณดานความรู ความคิด ทักษะกระบวนการที่ไดรับไปใชในการเรียนรูสิ่งตางๆ และในชีวิตประจำวันอยาง
สรางสรรค รวมทั้งเห็นคุณคาและมีเจตคติที่ดีตอวิชาคณิตศาสตร สามารถทำงานอยางมีเปนระบบระเบียบ รอบคอบ มี
ความรบั ผิดชอบ มวี ิจารณญาณและเช่ือมน่ั ในตนเอง การวัดผลและประเมินผลใชวิธีการหลากหลายตามสภาพความเปน จริง
ของเนือ้ หาและทกั ษะทีต่ องการ
ผลการเรยี นรู
6. วิเคราะหโ จทยป ญหา บวก ลบ คณู หาร
7. แสดงวธิ ที ำและวิธีหาคำตอบของโจทยป ญหา บวก ลบ คูณ หารของจำนวนนบั ไมเ กนิ 100,000 และ 0 พรอมท้ัง
ตระหนกั ถึงความสมเหตุสมผลของคำตอบ
8. แสดงวิธหี าคำตอบของโจทยป ญหาระคน ของจำนวนนบั ไมเกนิ 100,000 และ 0 พรอมทั้งตระหนกั ถงึ ความ
สมเหตุสมผลของคำตอบ
9. สรางโจทยปญหา บวก ลบ คณู หาร
10. สรา งโจทยป ญหาระคน
จำนวนผลการเรยี นรูท้ังหมด 5 ผลการเรียนรู
รหสั วิชา ค15201 คำอธิบายรายวชิ าเพิ่มเตมิ 119
ชน้ั ประถมศึกษาปท ี่ 5 รายวิชาคณิตศาสตรเพิม่ เติม 5
กลุม สาระการเรยี นรคู ณิตศาสตร
จำนวน 40 ชวั่ โมง/ป
ศึกษาและฝกทักษะคณิตศาสตรอันไดแก การแกปญหา การใหเหตุผล การสื่อสาร การสื่อความหมายทาง
คณิตศาสตรและการนำเสนอ การเชื่อมโยงความรูตางๆทางคณิตศาสตรและการเชื่อมโยงคณิตศาสตรกับศาสตรอื่นๆ มี
ความคิดริเร่ิมสรางสรรคใ นสาระตอไปน้ี การหาผลบวก ผลลบ ผลคูณ ผลหารของเศษสว นและจำนวนคละ การหาผลหาร
ทตี่ ัวต้ังเปน จำนวนนบั หรอื ทศนิยมไมเกิน 3 ตำแหนง และตัวหารเปน จำนวนนบั ผลหารเปน ทศนิยมไมเ กนิ 3 ตำแหนง การ
หาคำตอบของโจทยปญหารอยละไมเกิน 2 ขั้นตอน การหาคำตอบของโจทยปญหาเกี่ยวกับปริมาตรของทรงสี่เหลี่ยมมุม
ฉากและความจขุ องภาชนะทรงสเ่ี หลี่ยมมมุ ฉาก
โดยการจดั ประสบการณหรือสถานการณที่ใกลต วั ผเู รียนไดศึกษา คน ควา ฝกทักษะ โดยการปฏบิ ัติจริง เพื่อพัฒนา
และทกั ษะกระบวนการในการคิดคำนวณ การแกปญ หา การใหเหตุผล การสอ่ื สาร การส่อื ความหมายทางคณติ ศาสตร และ
นำประสบการณด า นความรู ความคดิ ทกั ษะและกระบวนการท่ีไดไปใชในการเรียนรูส่ิงตาง ๆ และใชใ นชีวิตประจำวันอยาง
สรางสรรคเพ่ือใหเหน็ คุณคา และมีเจตคตทิ ี่ดีตอคณิตศาสตร สามารถทำงานไดอยางเปน ระบบ มีระเบยี บ รอบคอบ มีความ
รับผดิ ชอบ มีวจิ ารณญาณ มคี วามคดิ รเิ ริ่มสรางสรรคแ ละมคี ามเช่ือมน่ั ในตนเอง
ผลการเรียนรู
1. หาผลบวก ผลลบ ผลคณู ผลหารของเศษสว นและจำนวนคละ
2. หาผลหารท่ีตวั ต้งั เปนจำนวนนบั หรอื ทศนยิ มไมเ กิน 3 ตำแหนง และตัวหารเปน จำนวนนับ ผลหารเปนทศนยิ มไม
เกนิ 3 ตำแหนง
3. แสดงวิธีหาคำตอบของโจทยปญหารอ ยละไมเ กนิ 2 ข้ันตอน
4. แสดงวิธีหาคำตอบของโจทยป ญหาเกยี่ วกับปรมิ าตรของทรงสีเ่ หลี่ยมมุมฉากและความจขุ องภาชนะ
ทรงส่ีเหลยี่ มมมุ ฉาก
จำนวนผลการเรยี นรูทั้งหมด 4 ผลการเรยี นรู
120
รหัสวชิ า ค16201 คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเติม กลมุ สาระการเรยี นรคู ณิตศาสตร
ช้นั ประถมศกึ ษาปที่ 6 รายวชิ าคณติ ศาสตรเ พมิ่ เติม 6 จำนวน 40 ชั่วโมง/ป
ศึกษาและฝก ทักษะคณติ ศาสตรอ นั ไดแก การแกปญหา การใหเ หตุผล การสื่อสาร การสื่อความหมายทาง
คณติ ศาสตรและการนำเสนอ การเช่อื มโยงความรูตา งๆทางคณิตศาสตรและการเชือ่ มโยงคณติ ศาสตรกบั ศาสตรอ่ืนๆ มี
ความคิดรเิ รมิ่ สรางสรรคในสาระตอไปน้ี เศษสว น ทศนิยม รอยละและอัตราสวน รปู หลายเหลย่ี ม
โดยการจัดประสบการณหรือสถานการณทีใ่ กลต ัวผูเรียนไดศึกษา คน ควา ฝกทักษะ โดยการปฏิบตั จิ ริง เพ่ือพัฒนา
และทกั ษะกระบวนการในการคิดคำนวณ การแกป ญหา การใหเหตผุ ล การสือ่ สาร การสื่อความหมายทางคณิตศาสตร และ
นำประสบการณดา นความรู ความคิด ทักษะและกระบวนการทไี่ ดไ ปใชในการเรียนรสู งิ่ ตา ง ๆ และใชในชวี ิตประจำวันอยาง
สรา งสรรคเ พ่ือใหเ ห็นคุณคา และมเี จตคติทด่ี ีตอคณิตศาสตร สามารถทำงานไดอยา งเปน ระบบ มรี ะเบียบ รอบคอบ มีความ
รบั ผิดชอบ มวี ิจารณญาณ มีความคดิ รเิ รม่ิ สรางสรรคแ ละมีคามเชอื่ มั่นในตนเอง
ผลการเรยี นรู
1. สามารถหาคำตอบเมือ่ กำหนดโจทยก ารบวก การลบ การคณู การหารเศษสว นได
2. สามารถหาคำตอบเมอ่ื กำหนดโจทยการหารทศนยิ มได
3. สามารถแกโจทยป ญหาเก่ยี วกับอัตราสว นและรอยละได
4. สามารถแกโจทยป ญหาเกี่ยวกับความยาวรอบรูปและพนื้ ที่ของรูปหลายเหลยี่ ม
จำนวนผลการเรยี นรทู ้ังหมด 4 ผลการเรียนรู
121
รายวิชา คอมพิวเตอร สาระการเรียนรเู พิ่มเตมิ
ช้ัน ผลการเรยี นรู - การใชโ ปรแกรม Scrathch ในการสรา งและออกแบบชุดคำสัง่
ป.1 1. เขียนโปรแกรมอยางงายโดยใช โปรแกรมอยางงา ย เชน ตรงไป เลี้ยวซา ย เลี้ยวขวา เปนตน
อปุ กรณพื้นฐานเบื้องตนในการใชคอมพวิ เตอร เชน เมาส คียบอรด
ซอฟตแ วร หนาจอคอมพิวเตอร เปน ตน
2. ใชเทคโนโลยีในการสรา ง จัดเกบ็ - การเปดและปดคอมพวิ เตอรอยา งถูกตอ ง
เรยี กใชข อมลู ตามวัตถุประสงค - การบันทึกขอมลู และการนำขอมูลออกมาใช
3. ใชเ ทคโนโลยสี ารสนเทศอยาง วธิ ีใชง านอปุ กรณคอมพิวเตอร ยกตัวอยางเชน การจับเมาส การวางมือ
ปลอดภัย ปฏิบัติ ตามขอ ตกลง ใน บนคยี บอรด เปน ตน
การใชค อมพวิ เตอรร ว มกนั ดูแล - เขาใจวธิ ดี ูแลรักษาอปุ กรณคอมพวิ เตอร
รกั ษา อุปกรณเ บื้องตน ใชง านได - อธบิ ายเก่ียวกับประโยชนของคอมพิวเตอรแ ละการใชเ ทคโนโลยี
อยา งเหมาะสม สารสนเทศอยางปลอดภัย
4. สรา งรูปภาพอยา งงาย โดยใช การใชโปรแกรม Paint ในการสรา งรูปภาพอยา งงาย
โปรแกรมกราฟก จำเปนตอ งใชอุปกรณใ นโปรแกรมกราฟก ในการออกแบบและสรางผลงาน
ป.2 1. แสดงลำดบั ข้ันตอนการทำงาน - โปรแกรม (Program) คอื การแสดงลำดับข้นั ตอนคำส่งั เพื่อสงั่ ให
หรอื การแกปญหาอยา งงา ย โดยใช คอมพวิ เตอรทำงาน โดยการเขยี นโปรแกรมจะถกู เรยี กวา การเขียนโคด
ภาพสัญลกั ษณ หรือขอความ (code) และภาษาท่ีใชสอ่ื สารกับคอมพิวเตอรจะเรียกวา
ภาษาคอมพิวเตอร (Computer Language)
2. เขยี นโปรแกรมอยางงายและ - การแสดงลำดบั ข้ันตอนคำสั่งเพ่ือสัง่ ใหคอมพิวเตอรท ำงานดวยโปรแกรม
ตรวจหาขอ ผิดพลาดของโปรแกรม Scratch Desktop ในการสรางภาพเคล่ือนไหว การใสความความและ
เสยี ง
- อลั กอริทึม (Algorithm) คอื การแสดงลำดับการแกป ญหาทส่ี ามารถ
อธิบายออกมาเปน ขน้ั ตอนหรอื คำส่งั การทำงานที่ชดั เจนและละเอียด
โดยการแสดงอัลกอรทิ ึมทำไดโดยการเขียน บอกเลา วาดภาพ หรอื ใช
สญั ลกั ษณ ตวั อยา งเชน การเขยี นโปรแกรมคำสั่งเพื่อใหคอมพวิ เตอร
ทำงาน หากลำดบั คำส่ังไมถูกตอ ง จะทำใหผ ลลัพธไมส ำเรจ็ ซงึ่ การเขียน
อัลกอริทึมนัน้ จำเปน ตองเขยี นให ละเอียด ชดั เจน เปน ขั้นตอนเขา ใจงาย
- โปรแกรม Scratch เปน โปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร สำหรับผเู ริ่มตน
หดั เขียนโปรแกรม โดยใชส ่ือ เชน ภาพ เสยี ง ขอความ เพื่อสรา งเร่อื งราว
ภาพเคลือ่ นไหว เพ่ือเปนการฝกทกั ษะการคดิ วเิ คราะห และความคดิ
สรา งสรรค
- การกำหนดทิศทางของตวั ละคร เม่ือตองการใหตัวละครเคล่ือนท่ี
จำเปน ตอ งทราบ 2 สิ่งกอน ส่งิ แรกก็คือ เคลอื่ นท่ีดว ยระยะทางเทา ไร
และจะเคล่ือนที่ไปทิศทางใด (direction) โดยสามารถสังเกตไดจากขอมูล
ของตวั ละคร
ชั้น ผลการเรียนรู 122
3. ใชเ ทคโนโลยีในการสรา ง จัด
หมวดหมู คนหา จัดเกบ็ เรียกใช สาระการเรยี นรูเ พ่มิ เตมิ
ขอมลู ตามวัตถุประสงค - การเขยี นโปรแกรมยา ยตำแหนง เปนการยา ยตำแหนงของตัวละคร
(Sprite)
- การเขียนโปรแกรมยอและขยายขนาด เปน การเปลยี่ นขนาดของตวั
ละคร
- การเขียนโปรแกรมเปล่ยี นรูปราง การเปล่ยี นรูปรา งนิยมใชเม่อื ตวั ละคร
ท่เี คล่ือนทหี่ รือพบกับเหตุการณแลวเปลย่ี นลักษณะทา ทางการแสดงของ
ตวั ละคร
- การสรางพ้นื หลงั (Background) ในโปรแกรม Scratch สามารถวาดรูป
เพือ่ สรางพ้นื หลัง หรอื สามารถนำภาพที่มอี ยใู นโปรแกรม หรือนำรปู ถาย
จากภายนอกเขา มาเปนฉาก พน้ื หลังได เพอื่ นำมาสรา งเปน ฉากเรอ่ื งราวท่ี
เหมาะสมกับตวั ละคร
- การสรา งภาพเคล่ือนไหว (Animation) สามารถทำไดโ ดยการใชคำสัง่
เปล่ียนแปลงชดุ หรอื รูปราง(Costumes) และคำสั่งหยดุ รอ wait สลับไป
มาเพ่ือใหตาของเรามองเหน็ ภาพเปน ลกั ษณะของภาพเคล่ือนไหว
- การตรวจสอบขอผดิ พลาดของโปรแกรม (Debugging) โปรแกรม
คอมพิวเตอรที่เขยี นบางคร้ังจะเกดิ ปญหาขน้ึ ปญ หาที่เกดิ ข้ึนจากการ
เขยี นโปรแกรมในแตล ะลำดับข้นั ของคำสัง่ น้ันเรียกวา ขอ ผิดพลาด (Bug)
การหาและแกไขปญหาขอผิดพลาดจะเรียกวา การตรวจสอบขอ
ผิดพลาดของโปรแกรม (Debugging) การตรวจสอบขอ ผิดพลาดของ
โปรแกรม (Debugging)
- การตรวจหาขอผดิ พลาด (Bug) ทำไดโดยตรวจสอบคำสงั่ ท่แี จง
ขอ ผดิ พลาด หรอื หากผลลพั ธไมเ ปนไปตามท่ีตอ งการใหต รวจสอบการ
ทำงานทีละคำสั่ง โดยอาจจะแบงแยกปญหาออกเปน สวนๆ หรือโดยการ
แยกคำส่ังออกเปน คำสัง่ ยอย เพ่ือใหทราบขอผดิ พลาดของปญหา
- การจัดขอ มูลอยา งเปน ระบบ ใชเทคโนโลยีในการสรา ง จดั หมวดหมู
คนหา จดั เก็บ เรยี กใชขอ มลู คอื การใชงานอุปกรณเทคโนโลยี เชน
คอมพวิ เตอร เพอื่ จัดระเบยี บ เร่ิมตงั้ แตการสรา ง-จัดเก็บ ไฟลข อมลู เพ่ือ
สามารถคน หาและเรียกใชไ ฟลไ ดในเวลาอนั รวดเรว็ ซ่งึ การจดั เกบ็
ไฟลข อมลู (File) จะถกู จัดเก็บในแฟมขอมลู หรือ โฟลเดอร (Folder)
- ไฟลข อมลู (File) คอื เอกสารท่ีอยใู นคอมพิวเตอรซ่งึ ไฟลจ ะถกู สรางข้นึ
โดย โปรแกรมตา ง ๆ เชน โปรแกรมประมวลคำกจ็ ะสรางไฟลเ อกสาร
ประมวลคำ ซึ่งไฟลนน้ั จะมีสัญลักษณไฟลเปน รปู เอกสารและมีนามสกุล
เปน DOC (Document) ซง่ึ แตล ะโปรแกรมทสี่ รางจะมีลักษณะเฉพาะตัว
- โฟลเดอร (Folder) คอื แฟมขอมลู ทจี่ ัดเกบ็ ไฟลตาง ๆ ซ่ึงโฟลเดอรท ่ี
โปรแกรมระบบปฏบิ ัติการ Windows สรา งไวจ ะมีสัญลกั ษณเ ฉพาะเพอ่ื
จะไดใหผใู ชไดจ ัดเก็บใหเปนระบบ จะไดค น หาขอ มูลไดงายและรวดเร็ว
123
ชัน้ ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรเู พ่มิ เตมิ
- การเขาและออกจากโปรแกรม เปน การเร่ิมตน การใชง านซอฟตแ วร
เบอ้ื งตน ผใู ชงานควรเรยี นรกู ารเขา และออกจากโปรแกรม เน่ืองจากจะ
สามารถเรียกใชโปรแกรมท่ตี องการตามความเหมาะสมกบั งาน และ
หลงั จากใชง านเรยี บรอยแลวทุกครง้ั ตองจัดเก็บหรอื บนั ทกึ ไฟลก อนออก
จากโปรแกรมเพือ่ ปองกนั การสญู หายของขอ มลู
- การสรา งและจดั เก็บไฟล เปนขนั้ ตอนหลงั จากเขาโปรแกรมเปน ที่
เรยี บรอ ยแลว ผใู ชงานจำเปน ตองรูจ ักการสรางไฟลใหม (New) เพ่ือ
เร่ิมตนทำงานและเรยี นรกู ารจดั เกบ็ ไฟล (Save) ซ่ึงเปน การบันทกึ ขอมลู
ในขณะทท่ี ำงาน และหลังเสร็จสนิ้ งานจะทำใหไฟลงานไมส ูญหายและจะ
ไดเ รียกใชงานไฟลหรือแกไ ขไฟลง านอีกคร้งั
- การเรียกใชไฟล คือ การเปดไฟลง านเดมิ (Open) หรอื ไฟลงานที่บันทึก
ไวแลว และตอ งการทีจ่ ะเปด ข้ึนมาแกไขตกแตงไฟลห รือทำงานตอใหเ สร็จ
- โปรแกรม PAINT เปนโปรแกรมพน้ื ฐานสำหรบั การวาดภาพ หรอื การ
ออกแบบกราฟกบนคอมพวิ เตอรที่มีรายละเอยี ดไมซบั ซอนมาก จัดอยูใน
กลมุ โปรแกรมวาดภาพระบายสี ทม่ี คี วามสามารถในการสรางภาพอยา ง
งา ยๆ และแกไ ขภาพท่ีสรางขึ้นเอง หรืออาจนำรูปภาพมาจากที่อน่ื ๆ เพ่ือ
ตกแตง ดวยการใชเ คร่ืองมือท่ีมอี ยใู นโปรแกรมเปนตวั ชวย ทำใหส วยงาม
หรอื ทำเปนรูปรางตางๆ
4. ใชเ ทคโนโลยสี ารสนเทศ อยา ง - องคป ระกอบของคอมพวิ เตอร คอมพวิ เตอรเปนอุปกรณไฟฟาชนดิ หนึ่ง
ปลอดภัย ปฏบิ ัติตาม ขอ ตกลงในการ เปนอปุ กรณป ระเภทฮารด แวร (Hardware) ซงึ่ ทำหนาที่ในการรับขอมลู
ใชคอมพิวเตอร รว มกัน ดูแลรักษา ประมวลผลขอ มูล และแสดงผลขอมูลคอมพวิ เตอรจะประมวลผลขอ มูลได
อุปกรณ เบ้ืองตน ใชง านอยาง ตองอาศัย ซอฟตแวร (Software) และผูใ ชหรอื พีเพิลแวร
เหมาะสม (Peopleware) ทำหนาท่ใี นการควบคุม ฮารดแวร, ซอฟตแวรแ ละขอ มลู
รวมกนั ท้ังหมดจึงเปนองคประกอบในการทำงานของคอมพวิ เตอรท่ี
สมบรู ณ
- ขอมลู (DATA) คือขอเทจ็ จริงหรอื สงิ่ ตาง ๆ ไมวา จะเปน คน สัตว
ส่ิงของ เร่ืองราว เหตกุ ารณ หรือสถานทต่ี า ง ๆ ทีเ่ ราสนใจ ซ่ึงประเภท
ของขอ มูลทไ่ี ดรบั จะอยูในรูปแบบของ ขอมูลรปู ภาพ, ตัวเลข-สัญลักษณ,
ตวั อักษร, เสียง, ภาพเคลอื่ นไหว รสสมั ผสั และผิวสัมผสั ซง่ึ เราจะรบั รไู ด
จากประสาทสัมผัสทัง้ 5 ไดแก ตา หู จมกู ปาก ผิวสัมผสั
- สารสนเทศ (INFORMATION) คอื ขอมลู ท่ีถูกวิเคราะหและพิจารณาวา
เปนขอมูลท่ีถูกตองเหมาะสมมคี วามนาเชื่อถือ โดยนำ ขอมูล มา
ประมวลผล ทำใหก ลายเปน สารสนเทศ สามารถนำไปใชใ นการนำเสนอ
หรือนำไปใชประโยชน
- เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสาร หมายถึง เทคโนโลยกี ารถา ยทอด
ขอ มลู ขาวสาร จากผูสง สาร ไปยังผรู บั สาร ใหไ ดขอมลู ท่ีถูกตอ ง ครบถวน
124
ชนั้ ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรูเพ่ิมเติม
ป.3 1. ใชอนิ เทอรเนต็ คน หาความรูและ สมบรู ณด ว ยความรวดเร็ว โดยผานสอ่ื (Media) ในรปู แบบตาง ๆ เชน
หนงั สอื พมิ พ โทรทัศน แทบ็ เลต็ นากิ าอจั ฉริยะ (Smart Watch) และ
รวบรวมขอ มลู แวน ตาอัจฉริยะ เปนตน
- ความปลอดภยั และความเปนสว นตวั (Safety & Privacy) เปน นโยบาย
ทที่ ุก ๆ คน และทุกเวบ็ ไซตใหค วามสำคญั มาก เพราะหากขอ มลู สวนตวั
ของผใู ชถูกมจิ ฉาชีพในโลกอนิ เทอรเนต็ ที่เรียกวา แฮกเกอร (Hacker)
ขโมยไปจะเกดิ ผลกระทบมากมาย
- ขอ มูลสว นตัว (Privacy) คือ ขอมลู ท่ีแสดงความเปน ตัวตนของเรา เชน
ชอื่ -นามสกุล ทอ่ี ยเู บอรโ ทรศัพท เลขที่บัตรประชาชน ชอื่ บัญชผี ใู ช-
รหัสผาน จำนวนเงนิ เลขทบี่ ญั ชธี นาคาร เปนตน
- รอ งรอยในโลกอินเทอรเ นต็ (Digital Footprint)
รอ งรอยบนโลกอนิ เทอรเ นต็ (Digital Footprint) คือ รองรอยการกระทำ
ของผูใชง านอินเทอรเ นต็ เชน หากเราทำอะไรลงไปในโลกอินเทอรเ นต็ จะ
คงอยูอยางถาวรยากท่ีจะลบมันออกไปได และเมื่อบคุ คลอื่นเขา มาอาน
อาจนำขอมลู ของเราไปเผยแพรไ ด จะทำใหเกิดผลเสียตอตัวเราและคนอืน่
มากมาย ฉะนนั้ เด็ก ๆ จะตองระมดั ระวงั ใหม ากในการสงขอมูลลงไปใน
โลกของอนิ เทอรเน็ต
- ทำอยางไรเมอ่ื เกิดปญ หาการใชง าน ปญ หาท่ีเกดิ จากการใชงาน
เทคโนโลยีสารสนเทศ อยา งไมเ หมาะสมน้นั อาจจะเกิดปญหาในดานตาง
ๆ เชน เกิดจากการใชงานไมถูกตอ ง (People ware) หรือเกดิ จาก
อุปกรณ (Hardware) หรือจากซอฟตแ วร ซ่ึงเมื่อเกดิ ปญ หาจากการใช
งาน ควรจะดำเนินการอยา งไรใหเ หมาะสม
- อนิ เทอรเ น็ต (INTERNET) เปน ระบบเครือขา ยคอมพวิ เตอรท่ีใหญทสี่ ดุ
ท่ีเกิดจากการเชอื่ มโยงเครือขายคอมพวิ เตอรจ ำนวนมาก บนโลกใบนีเ้ ขา
ดว ยกนั โดยแตละเครือขา ยจะตองมีแมขา ย (Server) ท่เี รียกวา โฮสต
(Host) เปน คอมพิวเตอรศูนยกลางทำหนาท่ีประมวลผลขอมูลที่รับมาจาก
เครื่องคอมพวิ เตอรอ น่ื ๆ เมื่อตอ งการเชอื่ มตอกบั อินเทอรเน็ต ผใู ชค วร
ติดตอ ผูใหบ รกิ ารอนิ เทอรเ น็ต (Internet Service Provider)หรือ ISP ซ่ึง
เปน องคกรหนึง่ ท่ีทำการติดตงั้ และดูแลเครื่องสำหรบั ใหบ ริการ (Server)
ทีต่ อ ตรงเขา กับระบบอินเทอรเน็ต สง สัญญาณอนิ เทอรเน็ตผา น
สายโทรศัพท หรือ สายอนิ เทอรเ น็ตความเรว็ สงู หรอื สง สัญญาณ ผา น
จานดาวเทยี ม ไปตาม บาน ผาน เราเตอร (Router) มายัง คอมพิวเตอร
ของผูใ ชงานทั่วไป
- เวบ็ เบราวเ ซอร (WEB BROWSER) เครื่องมือหรอื โปรแกรมท่ีเปน ประตู
หรอื เครอื่ งมือทีใ่ ชอานขอมูลเอกสารบนเว็บไซต( Web Site) และเว็บเพจ
125
ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรเู พม่ิ เติม
(Web Page) ตาง ๆ โดย เวบ็ เบราวเ ซอร จะเชือ่ มตอกบั เว็บเซริ ฟเวอร
ซึ่งเปนทเ่ี ก็บขอมลู ตาง ๆ ผานเครอื ขาย อนิ เทอรเนต็
- เว็บไซต (WEB SITE) หนา เวบ็ เพจหลายหนา มารวมกัน ซ่ึงจะถูก
เชอ่ื มโยงเขา ดว ยกันดวยรหัสทเี่ รียกวา ไฮเปอรลิงก (HyperLink) หรือ
นยิ มเรียกส้นั ๆ วา ลิงก (Links) หนา แรกของเว็บไซตจะเรียกวา โฮมเพจ
(Home Page) ซ่งึ เปนตำแหนง ท่ีเชอ่ื มตอของเวบ็ ไซตจ ะเรียกวา URL
หรือโดเมนเนม ของเวบ็ ไซต เชน www.youtube.com เปนตน
- การใชอินเทอรเน็ตในการคนหาขอมูล ผูคนตองมี เทคนิคในการคนหา
ขอมูลใหไดขอมูลที่ตรงตามความตองการในเวลาที่รวดเร็ว และนำขอมูล
จากแหลง ขอ มลู ที่นาเช่ือถือหลายแหลง ท่มี คี วามสอดคลองกนั และนำมา
จัดลำดบั ผลลพั ธจ ากการคนหา การเรียบเรียง สรุปสาระสำคญั เพ่ือนำมา
ทำเปนงานนำเสนอตอ ไป
2. ใชเทคโนโลยสี ารสนเทศอยาง - อันตรายจากการใชงานอินเทอรเนต็ เนื่องจากอนิ เทอรเน็ต เปนการ
ปลอดภยั ปฏิบัติ ตามขอ ตกลงในการ สือ่ สารทีอ่ ิสระ บุคคลทั่วไปสามารถสง ขอมูลเขาสรู ะบบอินเทอรเ น็ตได
ใชอนิ เทอรเน็ต งา ย จงึ ทำใหมีมิจฉาชีพเขามาหลอกลวงในอนิ เทอรเ น็ต โดยการสงขอมูล
อนั เปนเทจ็ เพือ่ หลอกลวงหรือกล่ันแกลง สง ไวรสั หรอื มัลแวรต า ง ๆ
เขา มาขโมยขอมูลสว นตวั หรือทำลายระบบคอมพวิ เตอร
- อาชญากรรมทางอนิ เทอรเ น็ต (CYBER CRIME)
อาชญากรรมทางโลกไซเบอรหรือทางอินเทอรเนต็ เปน การกระทำท่ีใช
เครือขายคอมพวิ เตอรแ ละอปุ กรณค อมพวิ เตอร เพือ่ ทำใหม ุงหวงั เจาะ
ระบบคอมพิวเตอร ขโมยหรือทำลายขอ มลู หรอื ใชอ ินเทอรเนต็ เพอ่ื ทำ
รา ยหรอื ขโมยขอมูลของบุคคลอน่ื โดยมงุ หวงั ใหบ คุ คลใดไดป ระโยชน
- พระราชบัญญัติวาดวยการกระทำผิดเกย่ี วกบั คอมพิวเตอร (ฉบบั ท่ี 2)
พ.ศ. 2560
หรือทีเ่ รียกสั้นๆ วา พ.ร.บ. คอมพิวเตอร เปนกฎหมายท่ีวา ดว ยการ
กระทำความผิดเก่ียวกับคอมพวิ เตอรหรอื อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร
เปน พ.ร.บ. ฉบับท่ี 2 ซง่ึ เปน ฉบบั ท่ีแกไขจาก ฉบับป พ.ศ. 2550 โดยมี
การเพิ่มอตั ราโทษปรบั และจำคุกเพ่มิ ขึ้น และปรับบทบัญญัติบางประการ
ทไี่ มเหมาะสมตอ การปอ งกนั และปราบปรามการกระทำความผดิ เกี่ยวกบั
คอมพวิ เตอรในปจ จบุ นั
3. นำเสนอขอมูลโดยใชโปรแกรม - โปรแกรม Microsoft PowerPoint เปน โปรแกรมหนงึ่ ในตระกูล
Microsoft Power Point Microsoft Office เหมาะสำหรบั การจดั สรางงานนำเสนอขอมลู
(Presentation) สำหรบั นำไปประยกุ ตใชในงานไดห ลายประเภท เชน
การนำเสนอขอมลู สินคาและบรกิ าร การจดั ทำ Slide Show การ
ออกแบบแผน พบั เปนตน
126
ช้นั ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรเู พม่ิ เติม
4. เขยี นโปรแกรมอยางงาย โดยใช - หลกั การทำงานของ Presentation ท่สี รางจาก PowerPoint จะสราง
โปรแกรม Scratch Desktop และ ออกเปน slide ยอยๆ แตล ะ slide สามารถใสข อ มูล รูปภาพ
ตรวจหาขอ ผิดพลาดของโปรแกรม ภาพเคล่ือนไหว หรือเสยี ง เพื่อสรางความนา สนใจเพิ่มข้ึน นอกจากนเ้ี รา
ยังสามารถกำหนดให Presentation ของเรา นำเสนอออกมาแบบใน
5. รักษาอปุ กรณเ บ้ืองตน ใชงาน รูปแบบอตั โนมตั ิไดโดยไมจ ำเปนตอ งมีการกดเลือกใหแสดงทีละ slide
อยางเหมาะสม ไฟลทจ่ี ะสรางจาก Power point มีนามสกลุ .PPTX ถาเปนเวอรชนั เกา
จะมีนามสกุล .PPT รองรบั ภาพเคลื่อนไหวเชน Flash, Gif Animation,
Video เปนตน
- โปรแกรม Scratch เปนโปรแกรมภาษาคอมพวิ เตอร สำหรบั ผูเริ่มตน
หัดเขยี นโปรแกรม โดยใชส ่ือ เชน ภาพ เสยี ง ขอความ เพ่ือสรางเรอื่ งราว
ภาพเคลื่อนไหว สรา งเกม เพื่อเปนการฝกทักษะการคิดวเิ คราะห และ
ความคดิ สรา งสรรค
- การวนซำ้ และวนซ้ำไมส นิ้ สุด (Loop Repeat, Loop Forever) จาก
ชุดคำส่งั การสรา งภาพเคลอื่ นไหว จะเหน็ ไดว า มีการใชคำสั่งท่ซี ้ำกนั มี
ลักษณะเปนชดุ คำสัง่ คือ move, switch costume และ wait ซึง่ เรา
สามารถใชคำสง่ั Repeat เพ่ือทำใหไมตองเขยี นคำส่ังทีย่ าวตอเนือ่ ง
- การกำหนดเหตุการณเพือ่ ตอบโตก บั ผูใ ชงาน (Events) การสราง
เหตกุ ารณ (Events) เพ่อื ตอบโตก ับผูใชงาน ซึ่งในโปรแกรม Scratch
สามารถกำหนดเหตุการณต างๆ ไดโดยคลิกเลือกท่ีคำสง่ั Events ซ่ึงมี
เหตกุ ารณท่ีสามารถตอบโตก ับผูใชงาน เชน สรางเกมเกี่ยวกบั ตรรกะ การ
เรียงลำดับรปู แบบ โดยผใู ชง านสามารถเลือกคำตอบไดว าอันไหนถกู และ
ผดิ พรอ มทง้ั มคี ะแนนข้ึนใหทราบ โดยถาเลือกคำตอบถูก ได 10 คะแนน
และ ผดิ ลบ 10 คะแนน
- การกำหนดเงื่อนไขเปนการสรางรูปแบบ หรอื ตรรกะวธิ กี ารตดั สนิ ใจใน
การดำเนินการใดๆ กับเหตกุ ารณน ้นั โดยถาเกิดเหตุการณหรือเง่ือนไขที่
กำหนดไวเ ปนจรงิ แลว ตวั ละครหรือฉากจะดำเนิน การตามท่ีถูกกำหนด
- การตรวจสอบขอผดิ พลาดของโปรแกรม (Debugging) โปรแกรม
คอมพิวเตอรท่ีเขยี นบางคร้งั จะเกดิ ปญหาขึ้น ปญ หาท่ีเกดิ ข้ึนจากการ
เขียนโปรแกรมในแตล ะลำดบั ขัน้ ของคำสงั่ นั้นเรยี กวา ขอผิดพลาด (Bug)
การหาและแกไขปญหาขอ ผิดพลาดจะเรยี กวา การตรวจสอบขอ
ผดิ พลาดของโปรแกรม (Debugging)
- การดแู ลรักษาอปุ กรณค อมพิวเตอร จะชวยใหคอมพวิ เตอรใ ชงานไดน าน
อปุ กรณคอมพิวเตอรแตละชนิดมีการดแู ลรักษาท่แี ตกตางกัน ตอ งสรา ง
ขอ ตกลงในการใชอปุ กรณคอมพวิ เตอรร ว มกนั
- จอภาพ คือ สวนที่แสดงขอมูลใหเรามองเหน็ มีวิธีการดแู ลรักษา คือ ไม
จับหรือแตะทีจ่ อภาพ
127
ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรียนรูเ พ่ิมเติม
ระวงั ไมใหวัตถุ หรือนำ้ โดนจอภาพ ไมน ำแมเ หลก็ เขา ใกลจ อภาพ เพราะ
อาจทำใหจอภาพสีเพย้ี น ใชผาชบุ นำ้ บดิ ใหแหง เชด็ ทำความสะอาด
ใชผ า คลมุ จอภาพ หลงั ใชง านเสร็จ
- แปน พิมพ แปน พมิ พมีหนาทีร่ ับขอมลู เขา สเู ครื่องคอมพวิ เตอร มี
วิธกี ารดแู ลรักษา คือ ไมเ คาะหรอื กดแปน พิมพแ รงๆ ไมใหนำ้ หกบน
แปน พมิ พ ไมกินอาหารขณะใชง าน ทำความสะอาดแปน พิมพอยเู สมอ
ไมใหฝ ุนจับ
- เมาสท ำหนาทชี่ ี้สว นตางๆบนจอภาพ มวี ธิ กี ารดแู ลรักษา คอื วางเมาส
บนแผน รองเมาส ไมแ กะลูกกลิง้ ออกมาเลน ทำความสะอาดบรเิ วณ
ลูกกล้งิ ของเมาส
อยาเคาะเมาสกับพ้ืนแรงๆ ระวงั ไมใหเ มาสตกกระแทกพื้น
- เคส คือสว นท่ีบรรจอุ ุปกรณคอมพิวเตอร เชน ฮารดดิกส แผงวงจรหลัก
หนวยความจำ ซึง่ มีวธิ กี ารดูแลรักษา คือ ไมต ้ังเคร่ืองไวบ ริเวณทม่ี ีแดด
สองถึง ควรใหเคร่ืองอยูบ ริเวณท่มี ีอณุ หภมู ติ ่ำระมดั ระวัง ไมใ หน ำ้ หรือ
อาหารหกใสต ัวเคร่ือง
ป.4 1. อธบิ ายความหมายของเทคโนโลยี เทคโนโลยี หมายถึง สิ่งที่มนุษยพัฒนาขึ้น เพื่อชวยในการทำงานหรือ
และเทคโนโลยสี ารสนเทศ พรอ ม แกปญหาตาง ๆ เขน อุปกรณ, เครื่องมือ, เครื่องจักร, วัสดุ หรือ
ยกตัวอยางอุปกรณเทคโนโลยแี ละ แมกระทั่งที่ไมไดเ ปนสงิ่ ของท่จี บั ตองได เชน กระบวนการตาง ๆ
อปุ กรณเทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยี เปนการประยุกต นำเอาความรูทางวิทยาศาสตรมาใช และ
กอใหเกิดประโยชน ในทางปฏิบัติ แกมวลมนุษยกลาวคือเทคโนโลยีเปน
การนำเอาความรู ทางวิทยาศาสตรมาใชในการประดิษฐสิ่งของตาง ๆให
เกดิ ประโยชนส ูงสุด
เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง วิธีการตาง ๆ และอุปกรณเครื่องมือที่ใช
ในกระบวนการรวบรวมขอมูล การประมวลผล การเก็บรักษาขอมูล การ
เผยแพรข อมูล และการสื่อสารโทรนาคม
2. อธิบายหนา ท่กี ารทำงานของ ในปจจุบันเทคโนโลยีมีบทบาทและความจำเปนตอการดำเนินชีวิตประจา
อุปกรณเทคโนโลยสี ารสนเทศ วันของคนเราผานทางอุปกรณเทคโนโลยีสารสนเทศตางๆ มากขึ้นทำให
ประโยชนและโทษของเทคโนโลยี เราไดร บั ความสะดวกสบายในดา นตาง ๆ
สารสนเทศทีเ่ กย่ี วของใน เราสามารถแบง อุปกรณเทคโนโลยสี ารสนเทศเปน
ชีวิตประจำวันอยางเหมาะสม 3 ประเภท ดงั น้ี
1. อปุ กรณเ ทคโนโลยสี ารสนเทศทใี่ ชใ นการรวบรวมและบันทึกขอ มลู เปน
อปุ กรณที่ใชรวบรวมขอมูลและจดั เก็บขอ มูลตา ง ๆ เชน ขอ มลู ภาพ ขอ มูล
ตัวอักษร ขอมูลตัวเลข ขอ มูลเสียง เปนตน เชน กลองดิจิทัล กลองวีดีโอ
แฟลชไดรฟ เปน ตน
2. อุปกรณเ ทคโนโลยีสารสนเทศที่ใชในการประมวลผล การแสดงผลและ
การทาสาเนาขอมูล
128
ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรียนรเู พมิ่ เตมิ
เปนอปุ กรณท ีใ่ ชป ระมวลผลขอ มลู ตามคาส่ังผูใ ช และแสดงผลลัพธออกมา
เชน คอมพิวเตอร เครื่องถายเอกสาร เครื่องสแกนเนอร เครื่องพิมพ เปน
ตน
3. อปุ กรณเ ทคโนโลยีสารสนเทศที่ใชในการส่อื สารขอมลู เปนอปุ กรณท่ีใช
ในการสอ่ื สารขอมูล สามารถใหขอ มลู ที่รวดเร็ว เชน คอมพิวเตอร วทิ ยุ
โทรศัพท โทรทัศน เปน ตน
3. อธิบายสวนประกอบของ คอมพิวเตอรนนั้ มีสว นประกอบหลักๆ อยู 4 สวนดวยกนั ไดแก
คอมพวิ เตอร พรอมยกตวั อยาง 1.โปรเซสเซอร (Processor) คือหนวยประผลกลางหรือที่รูจักกันในนาม
อุปกรณคอมพิวเตอร ของซพี ยี ู (CPU)
2.หนวยความจำ (Memory) หรือ RAM เปนหนวยความจำหลักที่จำเปน
ในการเก็บขอมูลตางๆ หรือเรียกอีกอยางหนึ่งวาหนวยความจำสำรอง
นนั่ เอง
3.สวนอนิ พตุ /เอาตพตุ (Input/Output) ก็คอื อปุ กรณท ีท่ ำใหค อมพวิ เตอร
สามารถสัมผัสและรับรูสิ่งตาง ๆ เชน เครื่องอานบัตร คียบอรด เมาส
สแกนเนอร และอปุ กรณ Output กไ็ ดแกพ วก เครอ่ื งพมิ พ จอภาพ
4.สื่อจัดเก็บขอมูล (Storage)นั่นก็คือสื่อที่ใชในการจัดเก็บขอมูล เชน
ฮารดดสิ ก ท่ีใชในการเก็บขอ มูลอุปกรณคอมพิวเตอร
สวนประกอบของคอมพวิ เตอร สวนอื่นๆ ไดแ กจอภาพ,เคส,พาวเวอรซับ
พลาย,เมนบอรด,แปนพมิ พ, เมาส, การด แสดงผล, CD Drive / DVD Drive
เปน ตน
4. อธิบายหลักการทำงานของ ห ล ั ก ก า ร ท ำ ง า น เ บ ื ้ อ ง ต น ข อ ง ร ะ บ บ ค อ ม พ ิ ว เ ต อ ร
คอมพิวเตอร พรอ มเขียนแสดง เริ่มจากผใู ชทำการกรอกขอมลู หรือคำสั่งผานทางอปุ กรณรับขอมูล(Input
ขัน้ ตอนการทำงานไดอยางเหมาะสม Devices) ซึ่งขอมูลหรือคำสั่งตางๆที่รับเขามาจะถูกนำไปเก็บไวที่
หนวยความจำหลัก (Memory) จากนั้นก็จะถูกนำไปประมวลผลโดย
หนวยประมวลผลกลาง (Central Processing) แลวนำผลที่ไดจากการ
ประมวลผลมาเก็บไวในหนวยความจำแรม พรอมทั้งแสดงออกทาง
อุปกรณแสดงผล (Output Devices) ดังนั้นระบบคอมพิวเตอรจึง
ประกอบดวย 4 สว นดว ยกัน ไดแ ก สวนอปุ กรณร บั ขอมูล สว นประมวลผล
กลาง หนว ยความจำ และอุปกรณแ สดงผล
5. อธิบายการใชงานอุปกรณ คอมพิวเตอรเมื่อใชไประยะหนึ่งจะมีการเสื่อมชำรุดไปตามสภาพ
คอมพิวเตอรและวิธีการดแู ลรักษา ระยะเวลาที่ใชงาน ผูใชคอมพิวเตอรจึงควรเอาใจใส ดูแลและบำรุงรักษา
อปุ กรณคอมพวิ เตอร ไดอยาง อยางเหมาะสมสมำ่ เสมอเพื่อเพิ่มอายุการใชง านของเครอ่ื งคอมพิวเตอรซ่ึง
เหมาะสม จะชวยใหสามารถประหยัดงบประมาณในการซอมบำรุงหรือการเปลี่ยน
อปุ กรณ
การบำรุงรกั ษาอปุ กรณคอมพวิ เตอร
129
ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรเู พ่มิ เตมิ
1. การดูแลรักษาคอมพิวเตอร ทางดาน Hardware (ฮารดแวร) อุปกรณ
ตา งๆ ภายใน และภายนอกคอมพิวเตอร
- เรือ่ งความสะอาด เปนสง่ิ จำเปน มากสำหรับ การดูแลรกั ษาคอมพิวเตอร
ยกตัวอยาง หากไมทำความสะอาดเลยจนมีฝุนไปติดตามที่ระบายอากาศ
ของคอมพิวเตอร จะทำใหการระบายความรอนไมได เปนสาเหตุให
คอมพิวเตอรรอน และเกิดอาการเครื่องคาง หรือแฮงค หรือจะเปนเรื่อง
ปุมคียบอรด หากไมทำความสะอาดเลยเปนสัปดาห หรือเปนเดือน
บริเวณปุมกดจะสกปรกมาก ๆ ซึ่งเมืองนอกวิจัยกันมาแลววา สกปรกพอ
ๆ กับหอ งน้ำ เลยทเี ดยี ว ซงึ่ เปน อนั ตรายตอสุขภาพแนน อน
- ที่ต้งั ของคอมพิวเตอร ท่ีเราไปวางไวเ ปน มมุ อบั การระบายความรอ นจะ
ไมด ีเทาท่ีควร แนะนำ อยา วางใกลช ดิ ตดิ กำแพง หรือไปวางในมุมอบั ควร
เปน มมุ ทม่ี ีอากาศถายเทไดส ะดวก จะดที ส่ี ุด ถา ไมมีมมุ ทีต่ ั้งจริงๆ ก็เอาพัด
ลมเปา ชวยก็ได
6. บอกประโยชนแ ละโทษจากการใช จากการที่คอมพิวเตอรมีลักษณะเดนหลายประการ ทำใหถูกนำมาใช
งานคอมพิวเตอร พรอมยกตัวอยา ง ประโยชนต อการดำเนินชวี ิตประจำวนั ในสังคมเปนอยางมาก ท่ีพบเห็นได
ประโยชนและโทษจาการใชง าน บอยที่สุดก็คือ การใชในการพิมพเอกสารตางๆ เชน พิมพจดหมาย
คอมพวิ เตอรในชีวติ ประจำวัน รายงาน เอกสารตางๆ ซงึ่ เรยี กวางานประมวลผลคำ ( word processing
) นอกจากนี้ยังมีการประยุกตใชคอมพิวเตอรในดานตางๆ อีกหลายดาน
ดงั ตอไปน้ี
1.ดา นการศึกษา
2. ดา นความบนั เทงิ
3. ดา นการส่อื สารและคมนาคม
4. ดา นศิลปะและการออกแบบ
5. ดา นการแพทย
6. ดานวทิ ยาศาสตรแ ละเคมี
7. อธิบายความหมาย และการใช อนิ เตอรเน็ต (Internet) น้นั ยอ มาจากคำวา “International
งานบริการตา งๆ บนอนิ เตอรเนต็ network” หรือ “Inter Connection network” ซึ่งหมายถึง
บอกประโยชนแ ละโทษจากการใช เครือขายคอมพวิ เตอรขนาดใหญท่เี ชอ่ื มโยงเครือขายคอมพิวเตอรท ัว่ โลก
งาน เขา ไวด ว ยกัน เพ่ือใหเ กดิ การสอ่ื สาร และการแลกเปล่ียนขอมูลรว มกัน
อินเตอรเ น็ต บรกิ ารตา งๆ บนอินเทอรเน็ต
1. เวลิ ดไ วดเว็บ (WWW) เวลิ ดไ วดเวบ็ หรอื เครือขายใยแมงมมุ
2 จดหมายอเิ ลก็ ทรอนิกส (Electronic Mail)
3. บรกิ ารโอนยา ยไฟล (File Transfer Protocol)
4 บรกิ ารสนทนาบนอนิ เทอรเน็ต (Instant Message)
5 บริการคนหาขอมูลบนอินเทอรเนต็
6 บริการกระดานขา วหรือ เวบบอรด (Web board)
130
ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรเู พ่ิมเตมิ
7. หอ งสนทนา (Chat Room)หอ งสนทนา
8. สบื คน ขอมลู จากอนิ เทอรเน็ตได อนิ เทอรเ น็ตเปนแหลง รวบรวมขอมูลขนาดใหญซึง่ มีขอ มลู หลากหลาย
อยางเหมาะสม ประเภทและมแี นวโนมจะเพ่มิ ข้ึนอยางรวดเร็ว ดงั นน้ั การคน หาขอ มูลท่ี
ตอ งการไดอยา งรวดเรว็ น้ัน ไมใ ชเ รอ่ื งงาย ๆ สำหรบั ผูที่ไมคนุ เคยกับ
แหลง ขอ มลู นี้ นนั่ คือ มักประสบปญ หาไมท ราบวา ขอ มลู ทต่ี องการน้นั อยู
ในเว็บไซตใด ดงั นั้นจงึ ไดมเี วบ็ ไซตท่ีใหบ รกิ ารคน หาขอมูลตา ง ๆ
บนอินเทอรเนต็ ที่เรียกวา เครื่องมือชวยคน
หรือ เซิรช เอ็นจนิ (Search Engine)
Search Engine คอื เครือ่ งมือท่ใี ชใ นการคนหาขอ มูลในอินเตอรเ นต็
9. อธบิ ายความหมาย ประโยชน ไมโครซอฟทเวริ ด (Microsoft Word) คือโปรแกรมประเภท word
และสว นประกอบของโปรแกรม processor ทีใ่ ชเหมาะสำหรับการพิมพร ายงาน ชวยใหสรางเอกสารแบบ
Microsoft Word มอื อาชีพอยางมีประสทิ ธภิ าพและประหยดั เชน เหมาะกบั งานดานการ
พมิ พเอกสารทกุ ชนิด สามารถพิมพเ อกสารออกมาเปน ชุด ๆ ซง่ึ เอกสาร
อาจเปนจดหมาย บันทกึ ขอความ รายงาน บทความ ประวัตยิ อ และยงั
สามารถตรวจสอบ ทบทวน แกไข ปรับปรงุ ความถูกตองในการพิมพ
เอกสารไดอยางงายดาย สามารถตรวจสอบ สะกดคำ และหลกั ไวยากรณ
เพม่ิ ตาราง เพม่ิ กราฟก ในเอกสารไดอ ยา งงายดาย
10. เรียกใชงานโปรแกรม Microsoft เพือ่ ใหสามารถใชงานไดอ ยา งรวดเรว็ และเต็มความสามารถของโปรแกรม
Word พรอ มทัง้ เลือกใชง านกลุม ซง่ึ มสี วนท่ีควรรดู ังตอ ไปนี้
เครอื่ งมอื ตางๆ ในโปรแกรม 1 เรียกวา Office Button เปนปุม คำสัง่ เก่ียวกับการทำงานของแฟม งาน
Microsoft เชน สราง(New), เปด(Open), บันทึก(Save), บันทึกเปน(Save As),
Word ไดอยางเหมาะสม พิมพ( Print), ปด(Close), ฯลฯ
2 เรียกวา Quick Access Toolbar เปนแถบเครื่องมือใหคุณเรียกใชงาน
ไดอยางรวดเร็ว ผูใชสามารถเพิ่มปุมคำสั่งที่ใชงานบอยๆ ไวในแถบ
เคร่ืองมือน้ไี ด
3 เรียกวา Title bar แถบแสดงช่ือโปรแกรมและชื่อไฟลป จจุบันที่คุณเปด
ใชงานอยู
4 เรียกวา แถบ Ribbon เปนแถบที่รวบรวมคำสั่งตางๆ ของเมนูหรือทู
บาร เพอ่ื ใหผูใ ชเลือกใชงานงา ยข้ึน
5 เรียกวา Status bar แถบแสดงสถานการณทำงานปจ จุบันบนหนา จอ
6 เรียกวา View bar แถบแสดงมุมมองเอกสารในแบบตางๆ
11. สรา งและจดั แตงเอกสารเวิรดได การสรางเอกสารใหมในโปรแกรม Microsoft Word 2013 สวนมากการ
พรอ มท้งั การพิมพขอความ การแกไ ข ทำงานอันดับแรกในโปรแกรม Microsoft Word ก็คือ การสราง เอกสาร
ขอ ความ ที่ตรงกับความตองการขึ้นมาใชงาน ซึ่งการสรางเอกสารก็สามารถทำได
การกำหนดแบบอักษร ขนาดอกั ษร ดังน้ี
การจัดรปู แบบขอความ สขี อความ 1. การสรา งเอกสารเปลา
131
ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรูเพ่มิ เติม
12. แทรกรปู รางอตั โนมัติ แทรก 1.1 คลิกปุม แฟม (File) >สราง (New) >เอกสารเปลา (Blank
รูปภาพ และแทรกตาราง พรอม document)
ตกแตง กับงานเอกสารไดอยาง 1.2 คลิกปุม สราง (Create) หลังจากนั้นเอกสารใหมกจ็ ะถกู สราง
เหมาะสม ขึ้นมาพรอมทั้งพิมพขอความลงในเอกสาร แกไขขอความ และจัดการ
13. ใชงานโปรแกรม Microsoft รปู แบบของเอกสารไดอยางเหมาะสม
Word ในการสรางสรรคช ้ินงานและ - การใสรูปรางอัตโนมัติ เปนรูปภาพสำเร็จรูปที่มีอยูในโปรแกรม ซึ่งเรา
จัดพมิ พเ อกสารไดอยางเหมาะสม สามารถนำมาใชง านได เชน รปู ทรง เสน แผนผังตา ง ๆ เปนตน
- การแทรกรปู ภาพ หมายถึง การนำรปู ภาพกราฟกมาวางบนเอกสาร
ป.5 1. อธิบายความหมาย ประโยชน - ตาราง เปนรปู แบบการแสดงขอ มลู ชนดิ หนงึ่ มักใชใ นการเปรยี บเทยี บ
และสว นประกอบของโปรแกรม ขอ มลู ตัวเลข และตวั อักษร เชน ตารางบัญชรี ายรบั – รายจา ย ตาราง
Microsoft Powerpoint แสดงยอดขายสินคา เปน ตน
โปรแกรมไมโครซอฟทเวิรด สามารถสรางสรรคช ิน้ งานในรูปแบบตา งๆ ได
2. ใชงานโปรแกรม Microsoft เชน การออกแบบการด อวยพรเนือ่ งในโอกาสตา งๆ การจัดทำรายงาน
Powerpoint และจัดรูปแบบสไลด การจดั ทำแผนผบั เปนตน
เลยเ อาท PowerPoint คือโปรแกรมที่มีจุดประสงคหลักในการใชเพื่อสรางงาน
นำเสนอ การประยุกตแบบภาพและกราฟก รูปราง รูปภาพ กราฟ
ภาพเคลอ่ื นไหว แผนภูมิ วดิ โี อ และอนื่ ๆ
สว นประกอบของหนา จอโปรแกรม
1. แถบเครื่องมือดว น (Quick Access Toolbar)
2. ปมุ ควบคุมหนาตางโปรแกรม (Program Window Control) 3. ปุม
ไฟล (FILE)
4. แถบรบิ บอน (Ribbon)
5. แถบนำทาง (Navigation Page)
6. แถบเลือ่ น (Scroll Bar)
7. พน้ื ที่สไลด (Slide Pane)
8. หมายเลขสไลด (Slide Number)
9. ภาษา (Language) 10. ปุมมมุ มอง (View)
11. ปุมเลอ่ื นยอ -ขยาย (Zoom Controls)
การใชงานโปรแกรม Microsoft Powerpoint การใชงานเครื่องมือใน
โปรแกรม และจดั รูปแบบสไลดส ไลดเลยเอาททั้ง 9 แบบ
132
ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรียนรเู พ่ิมเติม
3. สรา งและจดั แตง พื้นหลัง การจัดการพ้นื หลงั ดว ยเครื่องมอื Format background ประกอบดวย
Format Background การเตมิ สที ึบ การทำโปรงใส การไลร ะดับสีและทิศทาง การเติมพื้นผิว
การเตมิ ลวดลาย และการใชรูปภาพเปนพื้นหลัง
4. สรางและจดั แตงพื้นหลังสำเรจ็ รูป การจดั การพน้ื หลงั ดวยเคร่ืองมือ Design การใชช ดุ พืน้ หลังสำเร็จรูป การ
Design ปรบั แตง ชดุ โทนสี
5. สรา งและจดั แตงขอความ การจัดการขอ ความดว ยเคร่ืองมอื Textbox และ WordArt ในการสรา ง
Textbox WordArt
ขอความศิลป การจดั แตง ขอความ และการใสเ อฟเฟกตข อความ
6. แทรกและจดั แตงรูปราง Shape การจดั การรูปรา งอัตโนมตั ิ การแทรกรปู รา ง การปรับแตง รูปรา ง การ
เรยี งลำดบั การจัดกลุม และการใสเ อฟเฟกตร ูปราง
7. แทรกและจดั แตงรูปภาพ Picture การจดั การรปู ภาพ การแทรกรปู ภาพ การปรบั แตง รปู ภาพ การนำพน้ื หลงั
ออก การเรียงลำดบั การจัดกลมุ และการใสเ อฟเฟกตร ูปภาพ
8. แทรกและจดั รูปแบบการเชือ่ มโยง การเชื่อมโยง การใชแ ละจัดรูปแบบ Action Button ในการตง้ั คาการ
ภายใน - Action Button เชอื่ มโยงจากจุดหน่ึงไปยงั ท่ีอ่ืนๆ ในสไลดอื่น เชน การสรา งสารบัญ
9. แทรกและจัดรปู แบบการเชอ่ื มโยง การเชื่อมโยง การใช Hyperlink ในการตั้งคา การเชอ่ื มโยงไปยังเครอื ขาย
ภายนอก - Hyperlink ภายนอก เชน การลิ้งคไปยังเวบ็ ไซตปลายทาง
10. สรา งภาพเคล่ือนไหว - การสรางและต้ังคา ภาพเคลอ่ื นไหว การเรยี งลำดับ การจัดกลุม การ
จดั การบานหนาตา งภาพเคลื่อนไหว การจัดการลำดบั เวลา การต้ังคาเอฟ
Animation เฟก ต รวมถึงการสรา งการต นู แอนเิ มชัน่
11. แทรกและจดั รปู แบบเสยี ง - การใสไ ฟลเสียง การจัดรปู แบบ การตดั ตอ ไฟลเ สยี ง การตัง้ คา ระยะเวลา
Sound การเลนเสยี ง
12. แทรกและจดั รปู แบบวีดีโอ – การใสไฟลว ดี ีโอ การจัดรปู แบบ การตดั ตอ ไฟลว ีดโี อ การต้งั คาระยะเวลา
VDO การเลน วีดีโอ
13. จดั รูปแบบการเปล่ียนสไลด – การจดั การรูปแบบการเปล่ยี นสไลด การจดั การเอฟเฟกต การตั้งคา
Transition ระยะเวลาในการเปลี่ยนสไลด
14. จดั รูปแบบการนำเสนอ - Slide การจัดการรปู แบบการนำเสนอ การจดั การเอฟเฟกต การตั้งคาระยะเวลา
Show ในการนำเสนอสไลด
15. บนั ทกึ งานเปน วีดโี อ หรือภาพนิ่ง การบันทกึ งานเปนวดี โี อ บนั ทึกงานเปนภาพน่ิง เพ่ือนำไปประยกุ ตใ ชใน
งานตางๆ ไดอยา งเหมาะสม
133
ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรูเพม่ิ เตมิ
ป.6 1. อธบิ ายความหมาย ประโยชน Microsoft Excel เปนโปรแกรมประเภทตารางการคำนวณ ใชส ำหรับ
และสว นประกอบของโปรแกรม จัดการคำนวณขอมูลในรปู แบบตาราง การทำงานดานฐานขอมูล อีกท้ัง
Microsoft Excel สามารถจัดทำกราฟ แผนภูมิเพ่อื แสดงผลขอมูล
2. อธบิ ายความหมาย ประเภทและ ชนดิ ของขอมลู ของโปรแกรม Microsoft Excel
ลักษณะของขอมูลของโปรแกรม 1. ขอมูลประเภทขอความ (Text) หมายถงึ ขอมลู ที่ไมนำมาคำนวณ อาจ
Microsoft Excel เปนตัวอักษร
2. ขอมลู ประเภทตวั เลข (Numeric) ขอมูลทนี่ ำมาคำนวณได ขอมูลจะ
อยชู ิดขวา
3. ขอ มลู ประเภทวันท่ีและเวลา (Date-Time)
หมายถึงขอมลู ท่ีประกอบดว ยวนั ท่ี เดอื น และป โดยเดือนสามารถกำหนด
ไดท้งั แบบตัวเลข หรอื ตวั อักษร ขอ มลู ชนิดน้นี ำไปคำนวณได
4. ขอ มลู ประเภทสูตร (Formular) ขอมลู ประเภทนี้คอื สมการ
คณิตศาสตร จะตอ งใชเ คร่ืองหมายเทา กบั (=) นำหนา
3. ใชง านโปรแกรม Microsoft การใชงานโปรแกรม Microsoft Excel และการจัดการแผนงาน เชน การ
Excel และการจัดการแผน งาน เพิ่ม แทรก ลบ เปล่ียนช่อื แผนงาน ไดอยางเหมาะสม
Sheet
4. พิมพขอ มูล และการจัดรปู แบบ การปอ นขอ มลู และจัดรปู แบบขอ มลู ทง้ั 4 ประเภท (ขอ ความ ตวั เลข
ขอมูล วนั ท/ี่ เวลา สูตรการคำนวณ) การจดั รูปแบบการแสดงผลของขอมูล เชน
จำนวนทศนยิ ม รูปแบบของวันท/ี่ เวลา ทศิ ทางของขอ ความ ตำแหนง ของ
ขอความในเซลล
5. จัดรปู แบบคอลัมน แถว และเซลล การจัดรปู แบบคอลัมน แถว และเซลล
การแทรก คัดลอก ลบ ผสานคอลมั น แถว และเซลล
6. พมิ พสตู รคำนวณดว ยตนเอง สูตรการคำนวณใน Excel ทำไดโดยการพิมพเคร่ืองหมาย = ตามดวยช่ือ
เซลลใ นแตละเซลล และเคร่ืองหมายทางคณติ ศาสตร ในชอ งเซลลท ่ี
ตองการแสดงผลลพั ธ เชน =A1+(A2*A3)
7. ใชงานสตู รคำนวณสำเรจ็ รปู การใชง านฟงกช ัน่ การคำนวณใน Excel เชน SUM AVERAGE MAX MIN
COUNT เปน ตน
8. ใชงานสตู รคำนวณแบบมีเงื่อนไข การใชง านฟงกช ั่นการคำนวณ IF ใน Excel เพอ่ื การคำนวณแบบมี
IF เงือ่ นไข
9. สรางและปรับแตง แผนภมู ิ การสรางแผนภูมจิ ากตารางขอมลู การปรับแตง แผนภมู ิแบบแทง แบบ
กราฟ และแผนภูมวิ งกลม การปรบั แตง คำอธิบายขอมลู รูปแบบ สสี ัน
10. สรางการเชอ่ื มโยง LINK การเชื่อมโยงหลายมิติ (Hyperlink]
การเชื่อมโยงเปน การกําหนดเนอ้ื หาหรอื ขอมูลเชื่อมโยงเขาดว ยกัน โดย
เช่อื มโยงแผนงาน กบั แผนงาน สมุดงานกับสมุดงาน สมดุ งานกบั ไฟล
โปรแกรมอนื่ ๆ สว นท่ผี ูใ ชไดกาํ หนดไว ซึ่งเรยี กวา การ เชื่อมโยงหลายมติ ิ
(Hyperlink) หรือเรยี กส้นั ๆ วา ลงิ ก (Link)
ชัน้ ผลการเรยี นรู 134
11. ใชง านอินเตอรเนต็ อยาง
ปลอดภัย สาระการเรียนรเู พิ่มเตมิ
อินเตอรเน็ต (Internet) นั้นยอมาจากคำวา “International
network” หรือ “Inter Connection network” ซึง่ หมายถึง
เครือขายคอมพิวเตอรข นาดใหญทเี่ ชอื่ มโยงเครือขายคอมพิวเตอรท ่วั โลก
เขาไวดวยกนั เพื่อใหเกดิ การส่ือสาร และการแลกเปลยี่ นขอ มลู รวมกนั
วิธใี ชอ ินเทอรเ นต็ อยา งปลอดภยั
1. เก็บรักษาขอ มลู สว นบุคคล ใหปลอดภยั อยูเ สมอ
2. เปดการตงั้ คา ความเปน สว นตวั ของคุณไว
3. เลือกเวบ็ เบราเซอรท ่ปี ลอดภัย
4. ตรวจสอบวา การเชือ่ มตออินเทอรเ นต็ ของคุณมคี วามปลอดภยั
5. ระวังสงิ่ ทีค่ ณุ ดาวนโ หลด
135
รหัส ว11282 คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเติม
ชน้ั ประถมศึกษาปท ่ี 1 รายวิชาคอมพิวเตอร 1 กลมุ สาระการเรยี นรูวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
จำนวน 40 ชว่ั โมง/ป
ศกึ ษาและฝก ทักษะทางคอมพิวเตอรในขั้นพืน้ ฐาน ซ่งึ มอี งคค วามรูเกย่ี วกับเรอื่ งอปุ กรณคอมพวิ เตอร การใช
คอมพิวเตอรในการทำงาน การดูแลรกั ษาคอมพิวเตอร และประโยชนข องคอมพวิ เตอรเก่ียวกับโปรแกรมกราฟก ในการ
ออกแบบรูปภาพ และความเก่ียวกับการเขียนโปรแกรมเบื้องตน
สำหรับการเรียนในรายวิชาน้ี จะเปน การใหนักเรยี นฝก ทักษะทางคอมพิวเตอร โดยวิธใี ชเ มาสในการเลือก
โฟลเดอร การใชแ ปนอักขระในการพมิ พ เปน ตน นอกจากนี้นักเรียนจะไดร ับการเรยี นรูการใชโ ปรแกรมกราฟกในการ
ออกแบบรูปภาพ และการเขยี นโปรแกรมเบอื้ งตน
ผลการเรยี นรู
1. เขยี นโปรแกรมอยางงา ย โดยใชซอฟตแ วร
2. ใชเ ทคโนโลยีในการสราง จัดเกบ็ เรียกใชขอมลู ตามวตั ถุประสงค
3. ใชเทคโนโลยีสารสนเทศอยางปลอดภัย ปฏิบัติ ตามขอตกลงในการใชค อมพิวเตอรร วมกนั ดูแล รักษาอปุ กรณ
เบ้อื งตน ใชง านอยา งเหมาะสม
4.สรางรปู ภาพอยา งงาย โดยใชโ ปรแกรมกราฟก
รวม 4 ผลการเรยี นรู
136
รหัสวชิ า ว12282 คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเตมิ
ชั้นประถมศึกษาปท่ี 2 รายวชิ าคอมพิวเตอร 2 กลุมสาระการเรยี นรวู ทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
จำนวน 40 ชั่วโมง/ป
ศึกษาและฝกทักษะคอมพิวเตอรอ ันไดแก การแสดงขัน้ ตอนการแกปญหาโดยใชภาพสัญลักษณ หรือขอความ การ
ตรวจหาขอผิดพลาดของโปรแกรม การใชงานซอฟตแวรเบื้องตน การจัดการไฟลและโฟลเดอร การใชงานและดูแลรักษา
อปุ กรณคอมพิวเตอร เทคโนโลยีในชวี ติ ประจำวัน การใชเทคโนโลยีสารสนเทศอยา งปลอดภัย
โดยการจดั ประสบการณหรือสถานการณท่ใี กลตัวผเู รียนไดศึกษา คน ควา ฝกทักษะ โดยการปฏิบัติจริง เพ่ือพัฒนา
ทักษะกระบวนการในดานการใชเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเบื้องตน สามารถสื่อสารสิ่งที่ เรียนรู มีความคิด
สรางสรรค สามารถทำงานรวมกับผูอื่น แกปญหาอยางงาย เขียนโปรแกรมแบบมีเงื่อนไขและตรวจหาขอผิดพลาด ใชงาน
ซอฟตแวรสราง จัดหมวดหมูไฟลและโฟลเดอร ตระหนัก ถึงความสำคัญของการปกปองขอมูลสวนตัว ใชเทคโนโลยี
สารสนเทศอยางปลอดภัย ดแู ลรกั ษาอุปกรณ คอมพิวเตอร มจี รยิ ธรรม คณุ ธรรม และคา นิยมที่เหมาะสม
ผลการเรียนรู
1. แสดงลำดับขน้ั ตอนการทำงานหรือการแกป ญ หาอยางงาย โดยใชภ าพสัญลกั ษณ หรือขอความ
2. เขียนโปรแกรมอยางงายและตรวจหาขอ ผิดพลาดของโปรแกรม
3. ใชเทคโนโลยีในการสรา ง จดั หมวดหมู คนหา จัดเก็บ เรยี กใชข อ มลู ตามวตั ถุประสงค
4. ใชเ ทคโนโลยีสารสนเทศ อยางปลอดภัย ปฏบิ ตั ติ าม ขอตกลงในการใชคอมพวิ เตอร รวมกัน ดูแลรกั ษาอุปกรณ
เบอื้ งตน ใชง านอยางเหมาะสม
จำนวนผลการเรียนรทู งั้ หมด 4 ผลการเรยี นรู
137
คำอธิบายรายวชิ าเพิ่มเติม
รหสั วิชา ว13282 รายวิชาคอมพวิ เตอร 3 กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
ชนั้ ประถมศกึ ษาปท่ี 3 จำนวน 40 ช่ัวโมง/ป
ศึกษาและฝกทักษะคอมพิวเตอรอันไดแก การใชเทคโนโลยีสารสนเทศอยางปลอดภัย การใชอินเทอรเน็ตคนหา
ความรู การปฏิบัติตามขอตกลงในการใชอินเทอรเน็ต การรวบรวมและนำเสนอขอมูลโดยใชโปรแกรม Microsoft Power
Point การเขียนโปรแกรมอยา งงาย โดยใชโปรแกรม Scratch Desktop และตรวจหาขอผิดพลาดของโปรแกรม การรักษา
อปุ กรณคอมพิวเตอรแ ละการใชง านอยา งเหมาะสม
โดยการจัดประสบการณหรือสถานการณทใ่ี กลตัวผเู รียนไดศึกษา คน ควา ฝกทักษะ โดยการปฏิบตั ิจริง เพ่ือพัฒนา
ทกั ษะกระบวนการในการใชเทคโนโลยสี ารสนเทศ การใชอนิ เทอรเ น็ต การใชโปรแกรม Microsoft Power Point การเขียน
โปรแกรมและตรวจหาขอ ผดิ พลาดของโปรแกรม Scratch Desktop การรกั ษาและการใชง านอปุ กรณคอมพิวเตอร
ผลการเรียนรู
1. ใชอินเทอรเนต็ คนหาความรูและรวบรวมขอ มลู
2. ใชเทคโนโลยสี ารสนเทศอยางปลอดภยั ปฏิบัติ ตามขอตกลงในการใชอินเทอรเนต็
3. นำเสนอขอมลู โดยใชโปรแกรม Microsoft Power Point
4. เขียนโปรแกรมอยา งงาย โดยใชโปรแกรม Scratch Desktop และตรวจหาขอผดิ พลาดของโปรแกรม
5. รกั ษาอปุ กรณเ บ้อื งตน ใชงานอยา งเหมาะสม
จำนวนผลการเรียนรูทงั้ หมด 5 ผลการเรยี นรู
138
คำอธิบายรายวชิ าเพ่ิมเตมิ
รหัสวชิ า ว14182 รายวชิ าคอมพิวเตอร 4 กลมุ สาระการเรียนรวู ทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
ชั้นประถมศกึ ษาปท ่ี 4 จำนวน 40 ชัว่ โมง/ป
ศกึ ษาการคนหาขอ มลู อยา งมีขนั้ ตอนและนำเสนอขอ มูลในรปู แบบตางๆ ความหมายของเทคโนโลยสี ารสนเทศ
ขอ มลู กบั เทคโนโลยีสมยั ใหม องคป ระกอบของคอมพวิ เตอร การทำงานของคอมพิวเตอร อปุ กรณร บั ขอมูล อปุ กรณ
แสดงผลขอมลู วธิ ดี ูแลรกั ษาอุปกรณเ ทคโนโลยสี ารสนเทศ การบันทกึ ขอ มูล การเปดแฟมขอ มูล การพิมพเอกสาร
โปรแกรม Microsoft Word ชอ่ื และหนาท่ีของแถบเครอ่ื งมือ การพมิ พข อความ การกำหนดแบบอักษร ขนาดอกั ษร
การจัดรปู แบบขอความ สขี อ ความ การกำหนดขนาดกระดาษ การบันทึกขอมูล การเปดแฟม ขอมูล และการพมิ พเ อกสาร
การจัดทำเอกสาร สรา งช้นิ งาน และประยกุ ตใชโปรแกรมใหส อดคลองกับกลุม สาระตางๆ
โดยการสืบคน รวบรวมขอมลู จากแหลง ขอมลู ตา งๆ และการอภิปรายเพ่ือใหเกิดความรู ความเขาใจ ตลอดจน
สามารถอธิบายส่งิ ท่ีเรียนรู สรา งสรรคผลงานจากสิง่ ที่ไดเ รยี น สามารถนำไปใชใ หเ กิดประโยชนใ นชวี ติ ประจำวัน และเหน็
คณุ คา ความสำคัญของชิ้นงานที่สรา งข้ึน
ผลการเรยี นรู
1. บอกความหมาย ประโยชนข องเทคโนโลยสี ารสนเทศ พรอ มทัง้ ยกตวั อยางหนา ที่การทำงานของอปุ กรณ
เทคโนโลยสี ารสนเทศ
2. บอกสวนประกอบของคอมพวิ เตอร หลักการทำงานของคอมพิวเตอร วิธกี ารใชง านและดูแลรักษาอปุ กรณ
คอมพวิ เตอร พรอมทง้ั ยกตัวอยางประโยชนและโทษจาการใชงานคอมพวิ เตอร
3. อธิบายความหมายและการใชงานบริการตา งๆ บนอินเตอรเ นต็ ประโยชนและโทษจากการใชงาน
อินเตอรเน็ต และสามารถสืบคนขอมูลจากอินเทอรเน็ต ได
4. เรียกใชงานโปรแกรม Microsoft Word ใชงานแถบเครื่องมือ การพมิ พขอ ความ การแกไขขอความ การ
กำหนดแบบอกั ษร ขนาดอักษร การจัดรปู แบบขอความ สขี อความ การแทรกรปู ราง การแทรกรปู ภาพ การสรางตาราง
และการบันทกึ ขอ มูล
5. ใชง านโปรแกรม Microsoft Word ในการสรา งสรรคช น้ิ งานและจัดพิมพเ อกสาร ไดแก การออกแบบแผน พับ
การออกแบบรายการอาหาร และการออกแบบการดอวยพร
จำนวนผลการเรียนรทู ้งั หมด 5 ผลการเรยี นรู
139
คำอธิบายรายวชิ าเพ่ิมเติม รายวิชาคอมพิวเตอร 5
รหสั วชิ า ว15282 จำนวน 40 ช่วั โมง/ป
กลุมสาระการเรียนรวู ิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
ช้นั ประถมศึกษาปท ี่ 5
ศึกษาและฝกทักษะการใชงานโปรแกรมนำเสนอ Microsoft office PowerPoint อันไดแ ก การจดั การสไลด การ
จัดการพื้นหลัง การจัดรูปแบบขอความ การแทรกรูปราง,รูปภาพ การจัดรูปราง,รูปภาพ การแทรกตาราง การแทรกเสียง
การแทรกวดี โี อ การสรา งภาพเคลื่อนไหว การจดั รปู แบบการเปลย่ี นสไลด การต้งั คารปู แบบการนำเสนอ
โดยการจัดประสบการณฝกทักษะ โดยการปฏิบัติจริง เพื่อพัฒนาทักษะการใชงานโปรแกรมนำเสนอ และนำ
ประสบการณดานความรู ความคิด ทักษะและกระบวนการที่ไดไปใชในการเรียนรูสิ่งตาง ๆ และใชในชีวิตประจำวันอยาง
สรางสรรคเพ่อื ใหเ ห็นคุณคา และมีเจตคตทิ ่ีดตี อคอมพิวเตอร สามารถทำงานไดอยางเปน ระบบ มรี ะเบยี บ รอบคอบ มีความ
รับผดิ ชอบ มีวิจารณญาณ มีความคิดริเริ่มสรางสรรคแ ละมคี วามเช่อื มนั่ ในตนเอง
ผลการเรียนรู
1. บอกถงึ ลักษณะของโปรแกรม Microsoft Powerpoint
2. จัดรูปแบบสไลด – Layout
3. จัดรปู แบบพนื้ หลัง - Format Background
4. จัดรปู แบบชดุ พน้ื หลังสำเรจ็ รูป - Template
5. แทรกและจดั รูปแบบขอ ความ – Textbox WordArt
6. แทรกและจัดรปู แบบรูปรา ง – Shape
7. แทรกและจดั รูปแบบรปู ภาพ – Picture
8. แทรกและจดั รูปแบบการเชือ่ มโยงภายใน - Action Button
9. แทรกและจัดรปู แบบการเช่อื มโยงภายนอก - Hyperlink
10. สรางภาพเคล่อื นไหว - Animation
11. แทรกและจัดรูปแบบเสียง - Sound
12. แทรกและจดั รูปแบบวีดีโอ – VDO
13. จดั รปู แบบการเปล่ยี นสไลด – Transition
14. จดั รปู แบบการนำเสนอ - Slide Show
15. บันทึกงานเปน วดี โี อ หรือภาพนิ่ง
จำนวนผลการเรียนรทู ัง้ หมด 15 ผลการเรยี นรู
140
คำอธิบายรายวชิ าเพ่ิมเติม
รหัสวิชา ว16282 รายวชิ าคอมพิวเตอร 6 กลุมสาระการเรยี นรูวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
ชั้นประถมศึกษาปท ่ี 6 จำนวน 40 ชั่วโมง/ป
ศกึ ษาและฝก ทักษะการใชงานโปรแกรมตารางงาน Microsoft office Excel อันไดแก สวนประกอบของโปรแกรม
การใชเมนแู ละแถบเคร่อื งมือ การจัดการเวริ กชตี การจัดการแถว คอลมั น และเซลล ประเภทของขอมูลในโปรแกรม การ
จดั รูปแบบขอ มูลบนเวริ ค ชตี การกำหนดเสน ขอบ การตกแตงเวิรคชีต การใชสูตรคำนวณและฟงกชน่ั การประยุกตเพือ่ ใชใ น
งานอาชีพ
โดยการจดั ประสบการณฝ ก ทักษะ โดยการปฏบิ ตั จิ ริง เพื่อพฒั นาทกั ษะการใชง านโปรแกรมตารางงาน และนำ
ประสบการณดานความรู ความคิด ทกั ษะและกระบวนการที่ไดไปใชใ นการเรยี นรูส่ิงตาง ๆ และใชในชีวิตประจำวนั อยาง
สรา งสรรคเพอื่ ใหเห็นคณุ คาและมีเจตคติท่ดี ีตอคอมพวิ เตอร สามารถทำงานไดอยา งเปน ระบบ มรี ะเบยี บ รอบคอบ มีความ
รบั ผดิ ชอบ มวี จิ ารณญาณ มีความคดิ ริเรมิ่ สรา งสรรคแ ละมีความเชอ่ื ม่ันในตนเอง
ผลการเรียนรู
1. บอกถึงงานที่จำเปนตองใชโ ปรแกรม Microsoft Excel
2. บอกสวนประกอบของหนา ตางโปรแกรม
3. ใชเมนแู ละแถบเคร่ืองมือ
4. จัดการเวิรกบคุ เวิรก ชตี
5. บันทกึ งาน และปด โปรแกรม
6. บอกประเภทของขอมูลในโปรแกรม
7. ปอ น ลบ แกไ ข ขอมลู
8. ใชก ารเตมิ ขอมลู อตั โนมัติ
9. จดั การแถว คอลมั น และเซลล
10. จัดรูปแบบขอมูลบนเวริ ค ชตี
11. วางตำแหนง ขอมูล
12. กำหนดเสนขอบ
13. ตกแตง เวริ ค ชีต
14. ใชส ตู รคำนวณเบ้อื งตน
15. ใชฟง กชั่นในการคำนวณ
16. ประยกุ ตเ พอื่ ใชในงานอาชีพ
จำนวนผลการเรียนรทู ั้งหมด 16 ผลการเรยี นรู
141
รายวิชา การศึกษาเพือ่ การเรยี นรู สาระการเรียนรเู พ่มิ เตมิ
ช้ัน ผลการเรยี นรู สังเกตปญหาและสภาพแวดลอม โดยการต้งั ประเดน็
ป.4-6 1. ตั้งประเด็นความรู คำถาม ขอ สงสัย คำถามหรือขอสงสยั จากบลุ คลใกลตัวและ
สง่ิ แวดลอมตา งๆ กำหนดประเด็นของปญหาและ
(Knowledge Issue) ในส่งิ ทีส่ นใจเกี่ยวกบั สมมตุ ฐิ านเกี่ยวกับปญหาท่ีพบเจอในชวี ิตประจำวนั
ส่ิงแวดลอ มใกลตวั โดยการตงั้ สมมติฐานตามจินตนาการหรือตามความรู
และประสบการณ
2. วางแผน กำหนดขอบเขต ในการรวบรวม วางแผนการคน ควา ตั้งประเด็นความร/ู คำถาม
และลำดบั ขน้ั ตอนการเก็บขอมูล คนควา กำหนดขอบเขต ตั้งสมมตฐิ าน ในการรวบรวมและ
แสวงหาขอ มูล คำตอบจากแหลง คน ควาใกล ดำเนินการตามแผนทีก่ ำหนดไวแ บบเปนขั้นเปน ตอน
ตวั ตามความรูและประสบการณ หรือแหลง ศึกษา
คน ควาใกลตัว
3. แสวงหาขอมูลและอา งองิ แหลง เรียนรูที่ เทคนคิ และวิธกี ารในการสืบคนขอมลู และรวบรวม
เช่อื ถอื ได ขอ มลู ตามข้ันตอนและวิธกี ารการรวบรวมขอมลู จาก
แหลงขอ มลู ตา ง ๆ และอางอิงแหลง ความรทู เี่ ชือ่ ถือ
ได
4. อภปิ รายและวิเคราะหขอมูลการสบื คน วิเคราะหแ ละอภปิ รายขอมูลจากการสืบคน จดั
กระทำขอมลู อยา งงายและสรปุ ประเดน็ ความรจู าก
5. พูด เขียน เพ่ือสรปุ ประเดน็ ความรูจ าก ขอ คิดสำคัญ โดยใชกระบวนการคดิ การตัง้ คำถาม/
ขอคิดสำคัญที่ไดศึกษาคนควา สอบถาม
6. สอื่ สารและนำเสนอเปนลำดับ ขน้ั ตอน เขียนสรุปความรแู ละประเดน็ สำคญั ของปญหาตาม
เขาใจงาย ในรูปแบบกลมุ หรือรายบุคคล โครงเร่อื งท่ีไดทำการวางแผนไว เขียนแหลงอา งอิง
7. ใชส่ือในการนำเสนอทเ่ี หมาะ สมกบั วัย ขอ มลู ท่นี าเชื่อถือจากแหลงขอมลู ท่ีไดท ำการศึกษา
คนควา
สอ่ื สารขอมลู ท่ีเรียนรูในรูปแบบกลุมหรือรายบุคคล
มีลำดบั ขั้นตอนในการนำเสนอ เขา ใจงาย อางองิ
แหลง ความรทู ่ีเชอื่ ถือได
ใชส ่ือท่ีเหมาะสมกบั วัย มีความคิดสรา งสรรค มี
ทกั ษะการส่ือความและการนำเสนอ เหน็ คุณคาและ
ประโยชนของการศึกษาเรียนรดู วยตนเอง
142
คำอธิบายรายวชิ าเพ่ิมเตมิ รายวชิ าการศกึ ษาเพ่ือเรยี นรู 1
รหสั วชิ า IS14201 จำนวน 40 ช่วั โมง/ป
กลุมสาระการเรยี นรูว ิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
ช้ันประถมศกึ ษาปท ี่ 4
ฝกทักษะการสังเกต การรับรู สภาพแวดลอมและปญหาที่เกี่ยวกับเรื่องราวงายๆ บุคคลใกลตัวที่กำหนดให
(Knowledge Issue) การวิเคราะห การคนควาและแสวงหาความรู ตั้งประเด็นความรู คำถาม กำหนดขอบเขต
ตั้งสมมติฐาน แสวงหาขอมูล คำตอบตามจินตนาการ ตามความรูและประสบการณของตนหรือแหลงศึกษาคนควาใกลตัว
ออกแบบวางแผนรวบรวม วิเคราะหขอมลู จาการสบื คน จัดกระทำขอมลู อยางงายและสรปุ ประเด็นความรูจากขอคิดสำคัญ
โดยใชกระบวนการคิด การตั้งคำถาม/สอบถาม สืบคนขอมูลคำตอบ กระบวนการปฏิบัติ เพื่อใหเกิดทักษะในการคนควา
แสวงหาความรู มที ักษะในการคดิ
เขียนขอสรุปสิง่ ท่ีไดศึกษาคนควาตามโครงเรื่องที่ไดวางไว เชน บทความ และสื่อสารขอมลู ทีเ่ รียนรูใ นรูปแบบกลมุ
มลี ำดับขัน้ ตอนในการนำเสนอเขาใจงาย โดยใชส่ือทเ่ี หมาะสมกับวัย อา งอิงความรูท่ศี ึกษาคน ควา และแหลงความรูท่ีเชื่อถือ
ได มีความคิดสรางสรรคและการคิดวิเคราะห สามารถเชื่อมโยงความรูสูการปฏิบัติในสถานการณงายๆ ใกลตัวที่เปน
ประโยชนของการเรยี นรูดวยตนเอง ทกั ษะการสอ่ื ความและการนำเสนอ เหน็ คุณคา และประโยชนของการเรยี นรูดวยตนเอง
ผลการเรียนรู
1. ตั้งประเด็นความรู คำถาม ขอ สงสยั (Knowledge Issue) ในสิง่ ท่สี นใจเก่ียวกับบุคคลใกลตวั
2. วางแผน กำหนดขอบเขต ในการรวบรวมและลำดับขั้นตอนการเก็บขอมูล คนควา แสวงหาขอมูล คำตอบจาก
แหลง คน ควาใกลต วั
3. แสวงหาขอมลู และอา งอิงแหลงเรยี นรูทเี่ ชื่อถือได
4. อภปิ รายและวิเคราะหข อ มลู การสืบคน
5. พดู เขียน เพื่อสรุปประเด็นความรจู ากขอ คิดสำคญั ท่ไี ดศึกษาคนควา
6. สอื่ สารและนำเสนอเปนลำดับ ขนั้ ตอน เขา ใจงาย ในรูปแบบกลมุ หรือรายบคุ คล
7. ใชส ือ่ ในการนำเสนอทเ่ี หมาะสมกับวัย
จำนวนผลการเรยี นรูท ัง้ หมด 7 ผลการเรยี นรู
143
คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเติม
รหัสวิชา IS15201 รายวิชาการศกึ ษาเพ่อื เรียนรู 2 (Knowledge Inquiry 2)
กลุมสาระการเรยี นรูวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
ชัน้ ประถมศกึ ษาปท่ี 5 เวลา 40 ชั่วโมง / ป
ฝกทักษะการสังเกต การรับรู สภาพแวดลอมและปญหาที่เกี่ยวกับเรื่องราวงายๆ สิ่งแวดลอมใกลตัวที่กำหนดให
(Knowledge Issue) การวิเคราะห การคนควาและแสวงหาความรู ตั้งประเด็นความรู คำถาม กำหนดขอบเขต
ตั้งสมมติฐาน แสวงหาขอมูล คำตอบตามจินตนาการ ตามความรูและประสบการณของตนหรือแหลงศึกษาคนควาใกลตัว
ออกแบบวางแผนรวบรวม วเิ คราะหขอมูลจาการสืบคน จดั กระทำขอมูลอยางงายและสรุปประเด็นความรูจากขอคิดสำคัญ
โดยใชกระบวนการคิด การตั้งคำถาม/สอบถาม สืบคนขอมูลคำตอบ กระบวนการปฏิบัติ เพื่อใหเกิดทักษะในการคนควา
แสวงหาความรู มที ักษะในการคิด
เขียนขอสรุปสิ่งที่ไดศึกษาคน ควา ตามโครงเรื่องที่ไดว างไว เชน บทความ และสื่อสารขอมูลท่ีเรียนรูใ นรูปแบบกลมุ
หรือรายบคุ คล มีลำดบั ขัน้ ตอนในการนำเสนอเขา ใจงาย โดยใชสอ่ื ท่ีเหมาะสมกับวยั อา งอิงความรูท่ีศึกษาคนควาและแหลง
ความรทู ่เี ชือ่ ถือได มคี วามคิดสรางสรรคและการคิดวิเคราะห สามารถเชอื่ มโยงความรูสูการปฏบิ ัติในสถานการณงายๆ ใกล
ตัวที่เปนประโยชนของการเรียนรูดวยตนเอง ทักษะการสื่อความและการนำเสนอ เห็นคุณคาและประโยชนของการเรียนรู
ดวยตนเอง
ผลการเรียนรู
1. ตงั้ ประเด็นความรู คำถาม ขอสงสยั (Knowledge Issue) ในสิ่งทีส่ นใจเกี่ยวกบั สิ่งแวดลอมใกลตัว
2. วางแผน กำหนดขอบเขต ในการรวบรวมและลำดับขั้นตอนการเก็บขอมูล คนควา แสวงหาขอมูล คำตอบจาก
แหลงคน ควา ใกลตัว
3. แสวงหาขอมลู และอา งองิ แหลงเรยี นรทู เี่ ชื่อถือได
4. อภิปรายและวเิ คราะหข อ มลู การสืบคน
5. พดู เขียน เพื่อสรปุ ประเดน็ ความรูจากขอ คดิ สำคญั ทไ่ี ดศกึ ษาคนควา
6. สือ่ สารและนำเสนอเปนลำดับ ขน้ั ตอน เขา ใจงาย ในรูปแบบกลมุ หรอื รายบคุ คล
7. ใชสื่อในการนำเสนอท่เี หมาะสมกับวยั
จำนวนผลการเรียนรทู ง้ั หมด 7 ผลการเรียนรู
144
คำอธิบายรายวิชาเพ่ิมเตมิ
รหัสวิชา IS16201 รายวชิ าศกึ ษาเพ่ือเรียนรู 3 (Knowledge Inquiry 3)
กลุม สาระการเรยี นวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
ชั้นประถมศึกษาปที่ 6 เวลา 40 ชั่วโมง
ฝกทักษะการสังเกต การรับรู สภาพแวดลอมและปญหาที่เกี่ยวกับเรื่องราวงายๆ สิ่งแวดลอมและบุคคลใกลตัวท่ี
กำหนดให (Knowledge Issue) การวิเคราะห การคนควาและแสวงหาความรู ตั้งประเด็นความรู คำถาม กำหนดขอบเขต
ตั้งสมมติฐาน แสวงหาขอมูล คำตอบตามจินตนาการ ตามความรูและประสบการณของตนหรือแหลงศึกษาคนควาใกลตัว
ออกแบบวางแผนรวบรวม วิเคราะหขอมูลจากการสืบคน จัดกระทำขอมูลอยางงายและสรุปประเด็นความรูจากขอคิด
สำคัญ โดยใชกระบวนการคิด การตั้งคำถาม/สอบถาม สืบคนขอมูลคำตอบ กระบวนการปฏิบัติ เพื่อใหเกิดทักษะในการ
คนควาแสวงหาความรู มีทกั ษะในการคดิ
เขียนขอสรุปสิ่งทีไ่ ดศึกษาคนควา ตามโครงเรื่องที่ไดว างไว เชน บทความ และสื่อสารขอมลู ที่เรียนรูในรูปแบบกลุม
หรือรายบคุ คล มีลำดบั ข้ันตอนในการนำเสนอเขา ใจงาย โดยใชส ่ือทเี่ หมาะสมกับวยั อางอิงความรูท่ีศึกษาคนควาและแหลง
ความรทู ี่เชื่อถือได มคี วามคดิ สรา งสรรคและการคิดวิเคราะห สามารถเชื่อมโยงความรูสูการปฏบิ ัติในสถานการณงายๆ ใกล
ตัวที่เปนประโยชนของการเรียนรูดวยตนเอง ทักษะการสื่อความและการนำเสนอ เห็นคุณคาและประโยชนของการเรียนรู
ดวยตนเอง
ผลการเรียนรู
1. ตั้งประเด็นความรู คำถาม ขอสงสัย (Knowledge Issue) ในสิ่งที่สนใจเกี่ยวกับสิ่งแวดลอมหรือบุคคลใกลตัว
หรอื ส่ิงแวดลอม
2. วางแผน กำหนดขอบเขต ในการรวบรวมและลำดับขั้นตอนการเก็บขอมูล คนควา แสวงหาขอมูล คำตอบจาก
แหลง คน ควาใกลต ัว
3. แสวงหาขอ มลู และอา งอิงแหลง เรยี นรทู ่ีเช่อื ถือได
4. อภิปรายและวิเคราะหขอมลู การสบื คน
5. พูด เขียน เพ่อื สรุปประเด็นความรูจากขอคิดสำคญั ทีไ่ ดศกึ ษาคน ควา
6. ส่อื สารและนำเสนอเปน ลำดบั ขนั้ ตอน เขาใจงา ย ในรูปแบบกลมุ หรือรายบคุ คล
7. ใชส ่ือในการนำเสนอทเ่ี หมาะสมกบั วัย
จำนวนผลการเรียนรทู ัง้ หมด 7 ผลการเรียนรู
145
รายวชิ าเพ่ิมเติม
ภาษาอังกฤษ
ชัน้ ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรูเพ่ิมเตมิ
ป.1 1. เลอื กภาพตรงตามความหมายของคำ กลมุ คำและ การเรยี นรคู ำศัพท ความหมายท่เี กยี่ วกับหองเรยี น
ประโยคเก่ยี วกบั สง่ิ ของและกฎระเบียบที่ใชใ นหองเรยี น สมาชกิ ในครอบครวั ของเลน และเรื่องใกลต ัว ใช
2. ใหข อมูลเกย่ี วกบั บุคคลใกลตัว เสือ้ ผาและรปู ราง ประโยคถาม-ตอบงายๆ มีทักษะกระบวนการ ฟง
หนา ตา พดู อาน เขียน สามารถใหขอมูลเก่ยี วกับบคุ คลใกล
3. ใหข อมลู เกี่ยวกับเรือ่ งใกลตัวส่ิงตา ง ๆ และขนาด ตัว อธิบายเปน ประโยคสั้นๆ งายๆได ใชป ระโยค
ตำแหนง ของส่งิ ของ งายๆ พูดใหขอมลู เก่ียวกบั บอกความชอบ ความ
4. ใหขอ มลู เกี่ยวกับความชอบและความตองการงา ย ๆ ตองการเปน ประโยคงายๆได
ของตนเองตามแบบทฟ่ี ง และอา น
1. บอกเสยี งของพยัญชนะ สระ สะกดคำ อานออกเสียง การเรยี นรูเร่อื งของ เสียง พยัญชนะและสระของของ
คำและเขียนตวั อักษรที่ขนึ้ ตน ดวย A, B, C, D, E, F ตวั อักษรภาษาอังกฤษ สามารถสะกดคำ อา น
2. บอกเสียงของพยญั ชนะ สระ สะกดคำ อานออกเสยี ง คำศัพทงายๆ และเขยี นตัวอักษรทีข่ ้ึนตน ดว ย A-Z
คำและเขียนตวั อักษรที่ขึน้ ตนดวย G, H, I, J, K, L ได พัฒนาทักษะความสามารถในการสื่อสาร
3. บอกเสียงของพยัญชนะ สระ สะกดคำ อานออกเสียง
คำและเขียนตวั อักษรท่ีขน้ึ ตนดวย M, N, O, P,Q, R
4. บอกเสียงของพยญั ชนะ สระ สะกดคำ อานออกเสยี ง
คำและเขียนตัวอักษรที่ข้นึ ตน ดวย S,T,U,V,W,X,Y,Z
ป.2 1. พดู ใหขอมูลเกย่ี วกับเรอื่ งตนเองและโรงเรียนโดยแสดง การพดู ใหขอ มลู แสดงความคิดเห็น แสดงความรูสกึ
สีหนา และทา ทางประกอบการพดู ตามวฒั นธรรมของ เก่ียวกับเรือ่ งตนเอง โรงเรียน วชิ าอุปกรณการเรยี น
เจาของภาษา ตา งๆ กจิ วตั รประจำวนั บาน สมาชกิ ในครอบครวั
2. พูดใหข อมูลเกี่ยวกับกจิ วตั ร ทีอ่ ยูอาศยั และสมาชิกใน อาชพี การแตง กายและสภาพอากาศ การนัดหมาย
ครอบครัว และสงิ ทีจ่ ะเกิดข้นึ ในอนาคต และนำไปใชสนทนา
3. พดู แสดงความคิดเห็นเก่ยี วกบั การแตงกายและสภาพ ตามสถานการณจ รงิ ได ไดอยางมปี ระสิทธภิ าพมาก
อากาศ ข้นึ
4. พูดแสดงความรูสึกเก่ียวกับการนดั หมายและสิงที่จะ
เกิดขึน้ ในอนาคตได
1. บอกเสยี งของพยัญชนะ สระ สะกดคำ อา นออกเสียง การบอกเสยี งของพยญั ชนะ สระ สะกดคำ อานออก
คำและเขยี นคำทีส่ ระเสียงส้นั และลงทา ยดวยดวย am, เสยี งคำและเขียนคำที่สระเสยี งสัน้ และลงทา ยดว ย
an, ad, ag, ap, at ดว ย am, an, ad, ag, ap, at et, en, ed, ip, ib,
2. บอกเสียงของพยญั ชนะ สระ สะกดคำ อา นออกเสยี ง id in, ig, it, ix ot, op ug, ud, up, ug, ub, un
คำและเขยี นคำทส่ี ระเสียงส้นั และลงทายดวย et, en, ed,
ip, ib, id
146
ชน้ั ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรเู พ่มิ เตมิ
3. บอกเสียงของพยญั ชนะ สระ สะกดคำ อานออกเสยี ง
คำและเขียนคำท่สี ระเสยี งสัน้ และลงทายดวย in, ig, it, ix
ot, op
4. บอกเสยี งของพยญั ชนะ สระ สะกดคำ อา นออกเสยี ง
คำและเขียนคำทส่ี ระเสยี งส้ันและลงทายดว ย ug, ud,
up, ug, ub, un
ป.3 1. พดู ใหข อมลู เก่ยี วกับเรื่องตนเอง บคุ คลใกลตัว และท่ี การพดู คยุ อธิบาย และแสดงความคดิ เหน็ แนะนำ
อยอู าศัย ตัวเอง การอธบิ ายเก่ยี วกบั ผคู นและสถานท่ี อาหารท่ี
2. พูดแสดงความรูสึกเกีย่ วกบั อาหารและเครือ่ งด่มื ตางๆ ชน่ื ชอบ เกมและสัตวเลีย้ งที่ช่ืนชอบ การอธิบาย
3. พูดแสดงความคิดเหน็ และความรูสึกเกี่ยวกับกจิ กรรม ขน้ั ตอนการทำอาหาร การอธิบายถึงกิจกรรมยาม
ยามวา ง วา ง การถาม-ตอบเกย่ี วกับอาหาร และเทศกาลของ
4. พดู ใหขอมลู เก่ียวกับประเทศไทย ประเทศไทย การถาม-ตอบ และใหขอมูลเกย่ี วกับ
การคมนาคมและเทศกาลของประเทศไทย
1. บอกเสยี งของพยญั ชนะ สระ สะกดคำ อา นออกเสยี ง การบอกเสียงของพยัญชนะ สระ สะกดคำ อา นออก
คำและเขียนคำที่มีสระเสยี งยาวดว ย a_e, i_e เสยี งคำและเขยี นคำทีม่ ีสระเสียงยาวดวย a_e, i_e
2. บอกเสียงของพยญั ชนะ สระ สะกดคำ อานออกเสียง o_e, u_e, ai, ay, ee, ea, y, ey, igh, ie, y, oa
คำและเขียนคำท่ีมีสระเสยี งยาวดว ย o_e, u_e, ai, ay ow ue ui ew oo
3. บอกเสยี งของพยญั ชนะ สระ สะกดคำ อานออกเสยี ง
คำและเขยี นคำทม่ี ีสระเสยี งยาวดว ย ee, ea, y, ey, igh,
ie, y
4. บอกเสยี งของพยญั ชนะ สระ สะกดคำ อานออกเสียง
คำและเขยี นคำมสี ระเสยี งยาวดว ย oa ow ue ui ew oo
ป.4 1. บอกใจความสำคญั และตอบคำถามจากการฟงและอาน การบอกใจความสำคัญและตอบคำถามจากการฟง
เนอ้ื เรอื่ งหรือบทสนทนา และอา นเน้ือเร่ืองหรือบทสนทนาเกี่ยวกบั กจิ กรรม
2. สนทนา สื่อสารระหวางบุคคลเกี่ยวกบั ขอมูลของตนเอง หรอื การเลนเพื่อความสนกุ เพลิดเพลนิ สตั วป า วิถี
เพือ่ น ครอบครวั และเรื่องใกลต ัว การดำเนินชีวิตของบคุ คลโดยทล่ี ักษณะของ
3. พดู และเขียนแสดงความคิดเหน็ ความรูส ึกของตนเอง พฤติกรรมตางๆ ความรูท่ีไดจ ากการเลาเรียน อาหาร
เกยี่ วกบั เร่อื งตาง ๆ ใกลตวั กิจกรรมตาง ๆ พรอมทั้งให เทศกาล ตางๆพดู และเขยี นแสดงความคดิ เหน็
เหตผุ ลสน้ั ๆ ประกอบอยางเหมาะสม ความรสู กึ ของตนเองเก่ยี วกบั เรื่องตาง ๆ ใกลต วั
4. ใชภ าษานำ้ เสียงเหมาะสมกับกาลเทศะและวัฒนธรรม กิจกรรมตาง ๆ พรอมทงั้ ใหเหตุผลสนั้ ๆ ประกอบ
ของเจาของภาษา อยา งเหมาะสม และใชภาษาน้ำเสียงเหมาะสมกับ
กาลเทศะและวัฒนธรรมของเจาของภาษา
1. เลือกใชคำนำหนานามใหเ หมาะสมกบั ชนิดของคำนาม การพูด/เขียนเกี่ยวกับสถานที่ใกลต วั กจิ วัตร
2. พดู /เขยี นเกี่ยวกบั กิจวัตรประจำวันตามโครงสราง ประจำวันตามโครงสรางประโยค Present simple
ประโยค Present simple tense และ Present tense และ Present continuous tense พดู /
continuous tense เขยี นประโยคขอรองและประโยคอุทานใน