The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kungnangkap, 2022-09-17 09:46:41

หลักสูตร 64

หลักสูตร 64

รหสั วชิ า พ16101 97
ชน้ั ประถมศกึ ษาปท ่ี 6
คำอธิบายรายวิชาพนื้ ฐาน
รายวิชา สุขศกึ ษาและพลศึกษา 6 กลมุ สาระการเรียนรสู ุขศกึ ษาและพลศึกษา

จำนวน 80 ช่ัวโมง/ป

ศึกษาระบบสืบพันธ ระบบไหลเวียนโลหิต ระบบหายใจ รวมถึงวิธีการดูแลรักษาใหระบบตางๆ ของรางกายให
ทำงานตามปกติ การสรางและรักษาสัมพันธภาพกับผูอื่น พฤติกรรมเสี่ยง เพศสัมพันธ การติดเชื้อเอดส และการตั้งครรภ
กอนวัย สิ่งแวดลอมที่มีผลตอสุขภาพ โรคติดตอ ผลกระทบจากโรคระบาด วิธีการปองกันการระบาดของโรค พฤติกรรมที่
แสดงออกเกี่ยวกับสุขภาพของสวนรว ม วิธีการทดสอบสมรรถภาพทางกาย ภัยธรรมชาติ การปฏิบัติตนเพื่อความปลอดภยั
จากภัยธรรมชาติ สาเหตขุ องการตดิ สารเสพติด ทกั ษะการหลีกเล่ยี งสารเสพติด

โดยใชการกระบวนการกลุม การอธิบาย บอก ระบุ การแสดง และการปฏิบัติตนเพื่อความปลอดภัยจากภัย
ธรรมชาติ เพื่อใหมีสุขภาพดีท้ังรางกาย จิตใจ และสังคม รวมถึงการปฏิบตั กิ ารเคลื่อนไหวอยูกบั ท่ี เคลื่อนที่และเคลื่อนไหว
และเคลอื่ นไหวโดยใชอปุ กรณน ำทกั ษะเก่ยี วกบั การเคล่ือนไปใชในชีวติ ประจำวนั ไดอยา งมปี ระสิทธภิ าพ
ตัวช้ีวดั
พ1.1 ป. 6/1 , ป. 6/2
พ2.1 ป.6/1 , ป. 6/2
พ3.1ป. 6/1 , ป. 6/2 , ป. 6/3 , ป. 6/4 , ป. 6/5
พ3.2ป. 6/1 , ป. 6/2 , ป.6/3 , ป. 6/4 , ป. 6/5 , ป. 6/6
พ4.1 ป. 6/1 , ป. 6/2 , ป. 6/3 , ป. 6/4
พ5.1 ป. 6/1 , ป. 6/2 , ป. 6/3
รวมรวม 6 มาตรฐาน 22 ตัวชวี้ ัด

98

รหัสวชิ า ศ16101 คำอธิบายรายวชิ าพนื้ ฐาน กลุม สาระการเรียนรศู ิลปะ
ช้ันประถมศึกษาปท ี่ 6 รายวชิ า ศิลปะ 6 จำนวน 80 ช่ัวโมง/ป

ทศั นศิลป
ศึกษาวงจรสีธรรมชาติ และคูสีตรงขาม หลักการจัดขนาด สัดสวน ความสมดุลในการสรางงานทัศนศิลป

หลักการสรางงานทัศนศิลป 3 มิติ ดวยหลักการของแสงเงาและน้ำหนัก หลักการเพิ่มและลดในการสรางสรรค งานปน
หลักการของรูปและพื้นที่วาง หลักการสรางงานทัศนศิลปเปนแผนภาพ แผนผัง และภาพประกอบ การสะทอนชีวิตและ
สงั คมเกี่ยวกับอิทธิพลทางวฒั นธรรม ความเชอื่ ความศรทั ธาในศาสนาผานผลงานพวงมโหตร สไบมอญ เคร่ืองปนดินเผา
ที่มีตอวิถีชีวิตของคนในชุมชน การสืบคนวิธีการทำพวงมโหตร สไบมอญ เครื่องปนดินเผา จากแหงเรียนรูในชุมชน
ศึกษาองคประกอบของดนตรีและศัพทสังคตี ประเภทและบทบาทหนา ที่ของเครื่องดนตรีไทยและสากล หลักการอาน เขยี น
โนตไทยและโนตสากล หลักการรองเพลงประกอบดนตรี การสรางสรรครูปแบบจังหวะและทำนองดวยเครื่องดนตรี
หลักการแสดงความรูสึกและแสดงความคิดเห็นที่มีตอบทเพลง เรื่องราวประเพณีการแหนางหงสในงานดนตรีไทยใน
ประวัติศาสตรของวงปพาทยบานบัวหลวง ยุคสมัยของดนตรีของวงปพาทยมอญในการบรรเลงเพลงมอญยกศพใน
วัฒนธรรมดนตรีในทองถิ่น ศึกษาการเคลื่อนไหวและการแสดงโดยเนนการถายทอดลีลาหรืออารมณ หลักการออกแบบ
เครื่องแตงกาย หรืออุปกรณประกอบการแสดงอยางงาย ๆ หลักการแสดงนาฏศิลปและละครงาย ๆ เจตคติที่มีตองาน
นาฏศลิ ป และการละครหลักการชมการแสดงความสัมพันธร ะหวางนาฏศลิ ปและการละครกับสิ่งทีป่ ระสบในชีวิตประจำวัน
สิง่ ที่มีความสำคญั ตอ การแสดงนาฏศิลปแ ละละคร ประโยชนท่ไี ดรบั จากการแสดงหรอื การชม การแสดงนาฏศลิ ปแ ละละคร

เพื่อสามารถระบุสีคูตรงขาม อภิปรายเกี่ยวกับการใชสีคูตรงขาม อธิบายหลักการจัดขนาด สัดสวน ความสมดุล
สรางงานทัศนศิลปแบบ 3 มิติดวยหลักการของแสงเงาและน้ำหนัก สรางสรรคงานปน งานวาดภาพ งานแผนภาพ แผนผัง
ภาพประกอบโดยใชหลักการของรูปและพ้นื ที่วาง การใชวงจรสี สคี ูตรงขาม สัดสว น และความสมดลุ เพ่อื ถา ยทอดเร่ืองราว
เกยี่ วกับเหตุการณตา ง ๆ บรรยายบทบาทของงานทัศนศลิ ปทีส่ ะทอนชีวิตและสงั คม อภปิ รายเกยี่ วกับอิทธิพลของความเช่ือ
ความศรัทธาในศาสนาที่มีผลตองานทัศนศิลปในทองถิ่น เพื่อสามารถบรรยายบทเพลงที่ไดฟงดวยองคประกอบและศัพท
สังคีตทางดนตรี จำแนกประเภทและบทบาทหนาที่ของเครื่องดนตรีไทยและเครือ่ งดนตรีสากล อาน เขียนเครื่องหมายและ
สญั ลกั ษณท างดนตรีไทยและสากล ใชเครือ่ งดนตรบี รรเลงประกอบการรองเพลง ดน สด ท่ีมีจงั หวะและนองงาย ๆ บรรยาย
ความรสู ึกทมี่ ีตอดนตรี แสดงความคิดเหน็ เกี่ยวกับทำนอง จังหวะ การประสานเสียง และคุณภาพของเสียงของบทเพลงท่ีได
ฟง อธิบายเร่ืองราวของดนตรีไทยในประวัติศาสตร จำแนกดนตรีที่มาจากยุคสมัยที่ตางกนั อภิปรายอิทธพิ ลของวัฒนธรรม
ตอดนตรีในทองถิ่น เพื่อสามารถประดิษฐทาทางประกอบเพลงปลุกใจหรือเพลงพื้นเมืองหรือทองถิ่นเนนลีลาหรืออารมณ
ออกแบบสรางสรรคเครื่องแตงกาย อุปกรณประกอบฉากการแสดง แสดงรำวงมาตรฐาน ระบำ ฟอน ละครสรางสรรค
บรรยายบทบาทความรูสึกของตนเองที่มีตองานนาฏศิลปและการละครอยางสรางสรรคแสดงความคิดเห็นในการชมการ
แสดง อธิบายและระบุประโยชน ความสำคัญ ความสัมพันธของนาฏศิลป และการละครกับสิ่งที่ประสบในชีวิตประจำวัน
สามารถถา ยทอดเพอ่ื การอนรุ กั ษ ตระหนักถึงคุณคาของนาฏศลิ ป ทถ่ี ือเปนเอกลกั ษณป ระจำชาติและนิยมไทย

99

รหัสตวั ชว้ี ดั ศ 1.2 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3
ศ 1.1 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3, ป.6/4, ป.6/5, ป.6/6, ป.6/7 ศ 2.2 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3
ศ 2.1 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3, ป.6/4, ป.6/5, ป.6/6 ศ 3.2 ป.6/1, ป.6/2
ศ 3.1 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3, ป.6/4, ป.6/5, ป.6/6
รวม 6 มาตรฐาน 27 ตัวช้วี ดั

สาระทองถิน่ เขาใจความสัมพันธระหวางทัศนศิลป ประวัติศาสตร และวัฒนธรรม เห็นคุณคางานทัศนศิลปที่เปน
มาตรฐาน ศ 1.2 มรดกทางวฒั นธรรม ภูมปิ ญ ญาทอ งถนิ่ ภูมิปญ ญาไทยและสากล
ศ 1.2 ป.6/1 บรรยายบทบาทของพวงมโหตร สไบมอญ เครอื่ งปน ดนิ เผา งานทศั นศลิ ปท่ีมตี อวิถีชวี ติ ของคนในชุม
ศ 1.2 ป.6/2 ชม และงานทัศนศลิ ปที่สะทอ นชีวิตและสงั คม
มาตรฐาน ศ 2.2 อภิปราย สืบคนเกี่ยวกับอิทธิพลของความเชื่อ ความศรัทธาในศาสนาที่ทำใหม ีการทำพวงมโหตร สไบ
ศ 2.2 ป.6/3 มอญ เครอ่ื งปน ดินเผา ขึ้นจนทำใหมีผลตองานทัศนศิลปในทอ งถ่ิน
เขาใจความสัมพันธระหวางดนตรี ประวัติศาสตร และวัฒนธรรม เห็นคุณคาของดนตรีที่เปนมรดกทาง
วฒั นธรรม ภูมิปญญาทองถน่ิ ภมู ปิ ญ ญาไทยและสากล
อภิปรายประวัติวงปพาทยมอญ บานบัวหลวง อิทธิพลของวัฒนธรรมตอดนตรีวงปพาทยมอญจน
เกิดบทเพลงมอญยกศพข้ีน ในทองถ่นิ

100

รหัสวิชา ง16101 คำอธิบายรายวชิ าพืน้ ฐาน
ชัน้ ประถมศกึ ษาปท่ี 6 รายวิชาการงานอาชีพ 6 กลุมสาระการเรยี นรกู ารงานอาชพี

จำนวน 80 ชั่วโมง/ป

อภิปรายแนวทางในการดูแลรักษาสมบตั ภิ ายในบาน การซอมแซมเส้อื ผาดว ยการปะ และการชนุ รวมถงึ การการ
เลยี้ งปลาสวยงามเพ่ือเปนการจัดบรรยากาศภายในบา นใหห นาอยยู งิ่ ขึ้น พรอมท้งั รูจักการจัดอาหารใหสมาชิกในครอบครวั
การเตรียม ประกอบอาหารและเครอื่ งดืม่ ใหสมาชิกในครอบครวั การตดิ ตง้ั ประกอบของใชใ นบา น การสรางของใช
ของตกแตงใหส มาชกิ ในครอบครัวหรือเพื่อนในโอกาสตางๆ โดยใชทกั ษะการสรา งช้ินงาน โดยใชทกั ษะกระบวนการทำงาน
อยางเปน ข้ันตอน การจัดการ กระบวนการแกป ญหา การทำงานรว มกันและการแสวงหาความรู

สามาถนำงานประดษิ ฐออกจำหนาย มกี ารคดิ ตนทุนกำไรมีการจดบันทึกรายรบั -รายจา ยไดอยางถูกตอ ง วางแผน
ในการเลือกอาชีพ ระบุความรูความสามารถ และคุณธรรมท่ีสมั พนั ธกบั อาชีพทีส่ นใจ ตลอดจนนำความรูไปใชใน
ชีวิตประจำวันได

ตัวชว้ี ัด
ง 1.1 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3
ง 4.1 ป.6/1, ป.6/2

รวม 2 มาตรฐาน 5 ตวั ช้ีวัด

รหัสวิชา อ16101 101
ชนั้ ประถมศึกษาปที่ 6
คำอธิบายรายวิชาพน้ื ฐาน
รายวชิ า ภาษาอังกฤษ 6 กลมุ สาระการเรยี นรูภาษาตางประเทศ

จำนวน 80 ชั่วโมง/ป

ศกึ ษาวงคำศัพทที่เปน นามธรรมและรูปธรรม จำนวน 1,500 คำ เพื่อใชในการส่ือสารระหวา งบคุ คล คำสัง่ คำ
ขอรอง คำแนะนำ คำชีแ้ จงตาง ๆ การขอความชว ยเหลอื ตอบรบั และปฏิเสธการใหความชว ยเหลอื แสดงความรสู ึก
ความคิดเห็น และใหเ หตุผลในบรบิ ทตา ง ๆ คือ ขอ มูลเกยี่ วกับตนเอง กจิ กรรม สถานการรณตาง ๆ ท่ีเกิดข้ึนใน
ชวี ิตประจำวนั ขอความ นิทาน เร่ืองสัน้ บทรอ ยกรอง สอื่ ทีไ่ มใ ชค วามเรยี ง บทสนทนา เทศกาล วนั สำคญั ชีวติ
ความเปนอยู โครงสรางภาษา การลำดบั คำตามโครงสรางประโยคภาษาองั กฤษ เครื่องหมายวรรคตอน การออกเสียง
ถูกตองตามหลักการอา น สื่อทเี่ ปนความเรยี งและไมใ ชความเรยี งรปู แบบตา ง ๆ

โดยใชท ักษะและกระบวนการทหี่ ลากหลาย ไดแ ก การฟง การอา น เลือก ระบุ ประโยค ขอความ หัวขอ
ใจความสำคัญใหสมั พนั ธก ับส่ิงทอ่ี า น สนทนา แลกเปล่ยี น ใชคำขอรอง คำแนะนำ คำชี้แจง ตอบคำถามในสถานการณ
ตาง ๆ ท่ีเกิดข้ึนทัง้ ในหอ งเรียนและนอกหอ งเรียน แสดงความคดิ เห็น ความรสู ึกเกี่ยวกับตนเอง เร่อื งตา ง ๆ ใกลต ัว
กิจกรรมตาง ๆ พรอมท้งั ใหเ หตุผลประกอบอยา งเหมาะกบั ระดับของภาษาและวฒั นธรรมของเจา ภาษา พูดและเขียน
บรรยายเกีย่ วกบั ตนเอง กจิ วัตรประจำวัน ประสบการณ สิ่งแวดลอ มใกลต วั คนควา และสรุปใจความสำคัญของขอมูล
ตาง ๆ จากส่อื และแหลงเรียนรูตา ง ๆ เผยแพร ประชาสัมพนั ธ และประกอบอาชพี เพ่ือใหเกดิ ความรู ความคิด ความ
เขา ใจ เหน็ คุณคาในการเรยี นภาษาอังกฤษ มีทกั ษะในการใชภ าษาองั กฤษเพ่ือการส่ือสารไดอยางเหมาะสมกบั บุคคล
สงั คม สถานการณ และโอกาสตามวัฒนกรรมของเจาของภาษาอยา งมคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม และคานิยมที่เหมาะสม
รหสั ตวั ชี้วดั
ต.1.1 ป.6/1 ป.6/2 ป.6/3 ป.6/4
ต.1.2 ป.6/1 ป.6/2 ป.6/3 ป.6/4 ป.6/5
ต.1.3 ป.6/1 ป.6/2 ป.6/3
ต.2.1 ป.6/1 ป.6/2 ป.6/3
ต.2.2 ป.6/1 ป.6/2
ต.3.1 ป.6/1
ต.4.1 ป.6/1
ต 4.2 ป.6/1

รวม 8 มาตรฐาน 20 ตัวช้วี ัด

102

รายวิชาเพ่ิมเติม

103

รายวิชาเพ่ิมเติม
ภาษาไทย

ช้นั ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรเู พมิ่ เตมิ
ป.1 1. เขาใจพยัญชนะ สระ วรรณยกุ ตของไทย -บอกพยญั ชนะ สระ วรรณยุกต และตัวเลขไทย
2. อา นและเขียนสะกดคำตามมาตราตา ง ๆ ไดถ ูกตอง -สามารถอานสะกดคำตามมาตราตัวสะกด
3. เขยี นคำและตอบคำถามไดถกู ตอง -จำแนกคำตามมาตราตวั สะกด
4. เขา ใจในขอความ คำคลอ งจอง นทิ าน -เขยี นสะกดคำตามมาตราตวั สะกดไดถ ูกตอง
5. สามารถอา น และออกเสยี งคำ ประโยคท่ีมคี ำควบกลำ้ -บอความหมายของคำ คำคลองจอง และสามารถ
ไดถูกตอ งชัดเจน เลา นิทานได
6. สามารถทอ งจำบทอาขยานหรือบทรอยกรองท่ีสนใจได -สามารถทองจำบทอาขยานไดถูกได
เขา ใจหลักการแตง ประโยค -บอกคุณคาของบทอาขยานได
7. สามารถอธบิ ายความหมาย คำ ขอ ความ เคร่ืองหมาย -สามารถแตงประโยคไดอยา งสมบรู ณ
หรือสัญลักษณต า ง ๆ ได บอกความหมายเครือ่ งหมายหรอื สญั ลกั ษณตา ง ๆ
ได
ป.2 1. อานออกเสียงคำทใี่ ชใ นชีวิตประจำวนั เพิม่ จาก ป.1 ไม การอา นออกเสียงและบอกความหมายของคำ คำ
นอ ยกวา 100 คำ คลอ งจอง ขอความ และบทรอยกรองงายๆ ที่
2. บอกความหมายของคำและขอความที่อา นและฟง ประกอบดวย คำพน้ื ฐาน คอื คำท่ใี ชใ น
3. ตอบคำถาม เลา เรอ่ื งยอ จากเร่อื งท่ีอาน ฟง และดู ชีวติ ประจำวนั จากนนั้ การอานจบั ใจความจากสื่อ
4. เขียนส่อื สารดวยคำและประโยคท่เี ก่ยี วกับประสบการณ ตาง ๆ เชน นิทาน เรื่องเลา สั้น ๆ บทเพลงและบท
5. ฟง คำแนะนำ คำส่งั ทซ่ี บั ซอน และปฏบิ ัตติ าม รอ ยกรองงา ย ๆ เรื่องราวจากบทเรยี น ขาวและ
6. พูดแสดงความคดิ เห็นและความรูส ึกจากเรื่องที่ฟงและดู เหตกุ ารณป ระจำวัน พรอ มทั้งเขียนส่ือสารได
7. พดู สือ่ สารไดต ามวัตถุประสงค การฟง และปฏบิ ัติตามคำแนะนำ คำสงั่ ทีซ่ บั ซอน
8. เรยี บเรียงคำเปนประโยคท่ีซบั ซอ นเพอื่ การสอ่ื สาร ฟงและดเู รอ่ื งราวเกย่ี วกับความเปน มาของจังหวดั
9. ตอคำคลองจองในชวี ิตประจำวันทซี่ บั ซอน ปทุมธานแี ลว แสดงขอคิดเหน็ พรอ มกบั พูดสรปุ
10. มีมารยาทในการอา น การเขยี น การฟง การดู ความรแู ละความคิดเห็นจากเร่อื ง และพูดรายงาน
และการพูด เกยี่ วกับประเด็นท่ศี ึกษา
การอานนทิ านพน้ื บานของจงั หวดั ปทมุ ธานี
หรือ/และนิทานคติธรรม หรือ/และเพลงพ้นื บาน
เพลงโนเน เพลงรำภาขาวสาร และเพลงระบำ
พื้นบาน พรอมกบั อธิบายขอคิดจากเร่อื งและนำ
ขอ คิดไปใชใ นชีวติ จริง
ป.3 1. อานออกเสยี งคำและบอกความหมายของคำ การอานออกเสียงและการบอกความหมายของ
คำคลอ งจอง ขอความและบทรอยกรองงาย ๆ ได คำ คำคลองจอง ขอความ และบทรอยกรองงา ยๆ
2. การคัดลายมือดวยตัวบรรจงเต็มบรรทัดตามรูปแบบได ท่ีประกอบดวยคำพ้ืนฐานเพิม่ จาก ป.2 ไมน อ ยกวา
3. การเขียนบรรยายการเขยี นเรอ่ื งตามจนิ ตนาการได 1,200 คำ รวมทง้ั คำที่เรียนรูในกลมุ สาระการเรยี นรู
4. การพดู แสดงความคิดเหน็ จากการฟงและดู ไดเหมาะสม อ่นื จากน้นั คดั ตัวบรรจงเต็มบรรทดั ตามรูปแบบการ

104

ช้นั ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรเู พิม่ เติม
5. เขียนสะกดคำและบอกความหมายของคำ การแจกลูก เขยี นตัวอักษรไทย เขยี นบรรยายเกีย่ วกับลักษณะ
เปน คำได ของ คน สตั ว สง่ิ ของ สถานท่ี การสะกดคำ
6. อานและเขยี นคำมาตราตวั สะกดทีต่ รงตามมาตราและไม การแจกลูก และการอา นเปน คำ มาตราตวั สะกดที่
ตรงตามมาตรา ตรงตามมาตราและไมต รงตามมาตรา พดู แสดง
7. ระบชุ นิดและหนาที่ของคำในประโยคได ความคดิ เห็นและความรสู ึกจากเร่ืองท่ีฟง และดูทั้งที่
8. การแตงประโยคเพ่ือการสื่อสารได เปนความรูแ ละความบันเทิง เชน เร่ืองเลาและสาร
คดสี ำหรับเดก็ นิทาน การตูน เรือ่ งขบขัน ระบุชนิด
ของคำ ไดแ ก คำนาม คำสรรพนาม คำกรยิ า
การแตง ประโยคเพื่อการสอื่ สาร ไดแ กป ระโยคบอก
เลา ประโยคปฏิเสธ ประโยคคำถาม ประโยคขอรอง
ประโยคคำสง่ั
ป.4 1. อานออกเสยี งบทรอ ยแกว และรอ ยกรองได การอา นออกเสยี งบทรอยแกว และบทรอยกรอง
2. อธิบายความหมายของคำจากประโยคได ประเภทเพลงพน้ื บาน พรอมกบั อธิบายความหมาย
3. แยกขอเท็จจรงิ และและคดิ เห็นจากเรื่องทอ่ี านได ของคำจากประโยค ในนิทานพ้นื บาน แลวแยก
4. คาดคะเนเหตุการณจากเร่ืองท่ีอานได ขอ เท็จจริง ขอ คิดเห็น และคาดคะเนเหตุการณจ าก
5. สรปุ ความรูจากเรื่องท่อี า นได นิทานพนื้ บาน และสรุปขอความรแู ละขอคิดจาก
6. สรปุ ขอ คิดจากเร่อื งที่อาน เพื่อนำไปใชในชวี ิตจรงิ ได เรอ่ื งที่อา นได
1. เขียนคำขวัญ คำแนะนำได การเขยี นส่ือสารโดยการเขยี นคำขวญั คำแนะนำ
2. เขียนแผนภาพโครงเรือ่ งเพื่อไปพัฒนางานเขียนได พรอ มทัง้ เขียนแผนภาพโครงเรื่องจากนิทานพ้นื บาน
3. เขยี นยอ ความจากนิทานพ้ืนบา นของมอญได ท่ีอานและเขียนยอความจากนทิ านพน้ื บา นของมอญ
4. เขยี นบนั ทกึ ความรูจ ากเรื่องทอ่ี านได พรอ มกับเขียนจดบันทึกความรูและเร่ืองราวเกย่ี บกบั
5. เขียนเร่อื งตามจนิ ตนาการได สง่ิ แวดลอ ม ธรรมชาติ สงิ่ ปลกู สรางในพ้นื ที่ใกลเคียง
โรงเรียนหรอื /และพื้นที่ใกลเ คียง และสามารถนำมา
เรยี บเรยี งเปน เรือ่ งตามจินตนาการ
1. จำแนกขอ เท็จจรงิ และขอคิดเหน็ จากเรอ่ื งทฟี่ งได การฟงและดเู ร่ืองราวเกย่ี วกบั ความเปน มาของ
2. พดู สรุปความรูจากการฟงและดูได จงั หวัดปทมุ ธานี และความเปนมาของเพลงพื้นบา น
3. พูดแสดงความคดิ เห็นจากเร่อื งที่ฟง และดไู ด ขอจงั หวดั ปทุมธานี คือ เพลงโนเน เพลงรำภา
4. พูดรายงานประเดน็ ท่ีศึกษาไดอ ยางถูกตอ ง ขาวสาร และระบำพน้ื บา น เปนตน และสามารถนำ
เร่ืองที่ฟง และดู นำมาจำแนกขอเทจ็ จรงิ และ
ขอ คิดเหน็ พรอมกับพดู สรปุ ความรแู ละความคดิ เหน็
จากเรอ่ื ง และพูดรายงานเกี่ยวกบั ประเด็นที่ศกึ ษา
1. สะกดคำมาตราตัวสะกดไดถกู ตอง การสะกดคำตามมาตราตัวสะกดตรงตามมาตรา
2. บอกความหมายของคำเปน/คำตายได และสะกดไมตรงตามมาตรา คำเปน คำตาย และ
3. ระบชุ นดิ และหนาท่ีของคำนาม กริยาในประโยคได สามารถระบชุ นดิ และหนาท่ีของคำนามและคำกริยา
4. แตง ประโยคไดถกู ตอ งตามหลักภาษา ในประโยค และสามารถแตงประโยคไดถูกตองตาม
หลกั ภาษา

105

ชน้ั ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรูเพิม่ เตมิ
1. ระบขุ อ คิดจากนิทานพน้ื บาน/นิทานคตธิ รรม/เพลง การอา นนิทานพน้ื บานของจงั หวัดปทมุ ธานี
พื้นบานได หรือ/และนิทานคติธรรม หรือ/และเพลงพ้นื บาน
2. อธบิ ายขอ คดิ จากการอาน เพ่อื นำไปใชใ นชีวติ จรงิ ได เพลงโนเน เพลงรำภาขาวสาร และเพลงระบำ
พ้ืนบาน พรอมกับอธิบายขอคิดจากเรอ่ื งและนำ
ขอคิดไปใชในชวี ติ จรงิ
ป.5 1. อธิบายความหมายของคำ ประโยคและขอ ความที่เปน การอธิบายความหมายของคำ ประโยคและ
การบรรยาย และการพรรณนา ขอ ความทเี่ ปน การบรรยาย และการพรรณนา
2. วเิ คราะหและแสดงความคิดเหน็ เก่ยี วกับเรอ่ื งท่ีอาน จากน้ันวิเคราะหและแสดงความคดิ เห็นเก่ียวกบั
เพื่อนำไปใชใ นการดำเนนิ ชวี ิต มีมารยาทในการอาน วรรณคดใี นบทเรียน บทความ บทโฆษณา งาน
3. เขียนส่ือสารไดเหมาะสม ทั้งแผนภาพโครงเร่อื ง และ เขียนประเภทโนม นาวใจ ขาวและเหตกุ ารณ
แผนภาพความคิด มมี ารยาทในการเขยี น ประจำวัน รวมถึงเขยี นส่ือสาร เชน คำขวัญ คำอวย
4. พดู แสดงความรู ความคิดเหน็ และความรสู กึ จากเรื่องที่ พร คำแนะนำและคำอธิบายแสดงข้ันตอน และพูด
ฟง และดู มีมารยาทในการพดู แสดงความรูความคิดในเรื่องท่ฟี งและดูจากส่ือตา ง ๆ
ป.6 1. อา นออกเสยี งบทรอยแกว และบทรอยกรองได การอานออกเสยี งและการบอกความหมายของ
2. อธิบายความหมายของคำ ประโยคและขอ ความทเี่ ปน บทรอยแกวและบทรอยกรอง อา นงานเขียน
โวหารตา ง ๆ สำนวนเปรียบเทยี บได ประเภทโนมนา ว บทโฆษณา ขาวและเหตุการณ
3. อา นงานเขยี นประเภทโนมนา ว บทโฆษณา ขา วและ สำคญั งานเขียนเชงิ อธิบาย อานคำสง่ั ขอ แนะนำ
เหตุการณสำคัญ งานเขยี นเชิงอธิบายได และปฏบิ ัตติ าม อานขอมลู จากแผนผงั แผนที่ และ
4. อา นคำสัง่ ขอแนะนำและปฏิบตั ิตามได กราฟ การเขยี นแผนภาพโครงเรอ่ื งและแผนภาพ
5. อา นขอ มูลจากแผนผัง แผนที่ และกราฟได ความคดิ การเขียนเรียงความ การเขียนจดหมาย
6. คดั ลายมอื ตวั บรรจงเต็มบรรทดั และครึ่งบรรทัดตาม สว นตัว การกรอกแบบรายการ การเขยี นเรือ่ งตาม
รูปแบบการเขยี นตัวอกั ษรไทยได จนิ ตนาการและสรางสรรคดวยลายมือตวั บรรจงเต็ม
7. เขยี นส่อื สารแผนภาพโครงเรือ่ งและแผนภาพความคดิ ได บรรทัดและครึ่งบรรทดั ตามรูปแบบการเขยี นตวั
8. เขียนเรยี งความ ยอ ความจากสือ่ ตาง ๆ ได อักษรไทย
9. เขียนจดหมายสวนตวั ได การพดู แสดงความรู ความเขา ใจในจดุ ประสงค
10. กรอกแบบรายการ ตา ง ๆ ได ของเรื่องที่ฟง และดจู ากส่อื ตา ง ๆ
11. เขียนเรือ่ งตามจนิ ตนาการและสรางสรรคไ ด วเิ คราะหช นิดของคำนาม คำสรรพนาม คำกริยา
12. พดู แสดงความรคู วามเขา ใจจดุ ประสงคของเร่ืองทฟ่ี ง คำวเิ ศษณ คำบุพบท คำเช่ือม คำอุทาน แตง
และดูจากส่ือตา ง ๆ ได กลอนสภุ าพ วิเคราะหและเปรยี บเทียบสำนวนท่ีเปน
13. วเิ คราะหชนิดและหนาท่ีของคำ กลมุ คำหรือวลีได คำพังเพย และสภุ าษิต วรรณคดแี ละวรรณกรรม
14. แตงกลอนสุภาพได เชน นิทานพ้ืนบานทองถนิ่ ตนเองและทองถ่นิ อ่ืน
15. อธบิ ายความหมายของสำนวนคำพังเพยและสุภาษิตได นิทานคตธิ รรม เพลงพน้ื บา น การแสดงความคิดเหน็
16. แสดงความคิดเหน็ เกย่ี วกับวรรณคดีและวรรณกรรม อธิบายคุณคา ของวรรณคดวี รรณกรรม และนิทาน
ในบทเรียนและตามความสนใจบทอาขยานและบทรอย พืน้ บานในทองถน่ิ ปทุมธานี และนำไปประยกุ ตใชใ น
กรองทม่ี คี ุณคาได ชวี ิตจรงิ เชน ตำนานเทาอูท อง ตำนานตมุ สามโคก

106

รหสั วชิ า ท11202 คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเตมิ กลุมสาระการเรียนรภู าษาไทย
ชั้นประถมศกึ ษาปท ่ี 1 รายวชิ าเสรมิ ทกั ษะภาษาไทย 1 จำนวน 40 ชั่วโมง/ป

ศึกษาพยญั ชนะ สระ วรรณยุกต ตัวเลขไทย คำท่ปี ระสมดวยสระ คำที่อยูในมาตรราตวั สะกด คำ ประโยค คำ
คลอ งจอง อักษรนำ คำควบกลำ้ และคำท่ีมีตวั การันต ความหมายของคำวรรณยุกต การเลา เรือ่ งจากเร่ืองที่อาน การคัด
ลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัดตามรูปแบบการเขยี นอกั ษรไทย การอา นสะกดคำและแจกลูกคำ การเขียนคำ กลมุ คำ ประโยค
เรียงลำดบั คำใหเปน ประโยค การเลา นิทาน อธบิ ายคณุ คา ของนทิ านหรือวรรณกรรมในบทเรยี นตามความสนใจ ทองจำบท
อาขยานตามที่กำหนด

โดยใชการฟง พูด อา นและเขียนเปน กระบวนการคดิ กระบวนการแสวงหาความรู กระบวนการกลมุ กระบวนการ
คิด การฝกปฎิบตั ิ อธบิ าย บนั ทึก การตั้งคำถาม กระบวนการสรางความคิดรวบยอด เพ่ือใหเ กดิ ความรู ความคดิ ความ
เขาใจ สือ่ สารไดถูกตอง รักการเรยี นภาษาไทย เห็นคุณคา ของการอนุรกั ษภ าษาไทย มีวินัย ซ่อื สัตยสจุ รติ มงุ มั่นในการ
ทำงาน สามารถนำความรูไปใชใ หเกิดประโยชนในชวี ติ ประจำวันไดอยา งถกู ตองเหมาะสม
ผลการเรียนรู

1. เขา ใจพยัญชนะ สระ วรรณยกุ ตของไทย
2. อานและเขยี นสะกดคำตามมาตราตา ง ๆ ไดถกู ตอง
3. เขยี นคำและตอบคำถามไดถูกตอ ง
4. เขาใจในขอความ คำคลองจอง นิทาน บทอาขยาน

จำนวนผลการเรียนรูทงั้ หมด 4 ผลการเรยี นรู

107

รหัสวชิ า ท11204 คำอธิบายรายวิชาเพ่ิมเตมิ กลุมสาระการเรียนรภู าษาไทย
ชนั้ ประถมศึกษาปท ่ี 1 รายวชิ าเสรมิ ทักษะภาษาไทย 1 จำนวน 80 ชั่วโมง/ป

ศึกษาพยัญชนะ สระ วรรณยุกต ตัวเลขไทย คำที่ประสมดวยสระ คำที่อยูในมาตรราตัวสะกด คำ ประโยค คำ
คลองจอง อักษรนำ คำควบกล้ำและคำที่มีตัวการันต ความหมายของคำวรรณยุกต การเลาเรื่องจากเรื่องที่อาน การคัด
ลายมือตวั บรรจงเต็มบรรทัดตามรูปแบบการเขียนอักษรไทย การอา นสะกดคำและแจกลูกคำ การเขียนคำ กลมุ คำ ประโยค
เรียงลำดับคำใหเปนประโยค บอกความหมายของเครื่องหมายหรือสัญลักษณสำคัญที่มักพบเห็นในชีวิตประจำวัน การเลา
นทิ าน อธิบายคณุ คาของนิทานหรือวรรณกรรมในบทเรียนตามความสนใจ ทองจำบทอาขยานตามทีก่ ำหนด

โดยใชก ารฟง พูด อานและเขียนเปน กระบวนการคิด กระบวนการแสวงหาความรู กระบวนการกลุม กระบวนการ
คดิ การฝก ปฎิบัติ อธิบาย บันทึก การตัง้ คำถาม กระบวนการสรางความคดิ รวบยอด เพื่อใหเกดิ ความรู ความคดิ ความ
เขา ใจ สอ่ื สารไดถกู ตอง รักการเรียนภาษาไทย เหน็ คุณคาของการอนรุ ักษภ าษาไทย มีวนิ ัย ซ่ือสตั ยส ุจริต มุง มนั่ ในการ
ทำงาน สามารถนำความรูไปใชใหเ กดิ ประโยชนในชีวติ ประจำวนั ไดอยา งถูกตองเหมาะสม
ผลการเรยี นรู

1. เขา ใจพยัญชนะ สระ วรรณยกุ ตของไทย
2. อานและเขยี นสะกดคำตามมาตราตาง ๆ ไดถูกตอง
3. เขยี นคำและตอบคำถามไดถ ูกตอ ง
4. เขาใจในขอความ คำคลองจอง นิทาน
5. สามารถอา น และออกเสยี งคำ ประโยคที่มคี ำควบกลำ้ ไดถ ูกตองชดั เจน
6. สามารถทองจำบทอาขยานหรอื บทรอ ยกรองทส่ี นใจได
7. เขาใจหลักการแตง ประโยค
8. สามารถอธิบายความหมาย คำ ขอ ความ เครือ่ งหมายหรอื สัญลักษณตาง ๆ ได

จำนวนผลการเรยี นรทู งั้ หมด 4 ผลการเรียนรู

108

รหัสวิชา ท12202 คำอธิบายรายวชิ าเพิ่มเตมิ กลุมสาระการเรียนรูภ าษาไทย
ช้ันประถมศกึ ษาปท ี่ 2 รายวชิ าเสรมิ ทกั ษะภาษาไทย 2 จำนวน 40 ชั่วโมง/ป

ศึกษา เรียนรู การฟง การพูด การบอกความหมายของคำและขอความพื้นฐานที่ใชในชีวิตประจำวันเพิ่มจากช้ัน
ประถมศึกษาปที่ 1 ไมนอยกวา 100 คำ การฟงและปฏิบัติตามคำแนะนำ คำสั่งที่ซับซอน การจับใจความและพูดแสดง
ความคิดเห็น ความรูสึกจากเรื่องที่ฟงและดูทั้งที่เปนความรูและความบันเทิง การพูดสื่อสารในชีวิตประจำวัน การใชสระ
พยัญชนะ และวรรณยุกต การสะกดคำและบอกความหมายของคำ การแจกลูก การอานคำ ขอความ การเขียน การ
แตงประโยคและการตอ คำคลองจอง การเลือกใชภาษาไทยใหเ หมาะสม

โดยใชกระบวนการอาน กระบวนการเขียน การฟง การดูและการพูด บอก เขียน สะกดคำแจกลูก ผันคำ
เปรียบเทยี บ แตง ประโยคและตอคำคลอ งจอง เพือ่ ใหม คี วามรคู วามเขาใจ ในการฟง การพูด การอา น การเขยี น การแตง
ประโยคและตอ คำคลองจอง มีมารยาทเกย่ี วกบั การอา น การเขยี น การฟงการดู และการพดู

ผลการเรยี นรู
1. อา นออกเสยี งคำที่ใชใ นชวี ติ ประจำวันเพ่มิ จาก ป.1 ไมน อยกวา 100 คำ
2. บอกความหมายของคำและขอความท่ีอา นและฟง
3. ตอบคำถาม เลา เร่อื งยอ จากเรอ่ื งทอ่ี า น ฟง และดู
4. เขยี นสอื่ สารดวยคำและประโยคที่เกยี่ วกับประสบการณ
5. ฟงคำแนะนำ คำส่ังที่ซับซอน และปฏบิ ัตติ าม
6. พูดแสดงความคดิ เห็นและความรสู ึกจากเรื่องที่ฟง และดู
7. พูดส่ือสารไดต ามวตั ถุประสงค
8. เรียบเรียงคำเปนประโยคทซี่ ับซอนเพื่อการส่อื สาร
9. ตอ คำคลอ งจองในชีวติ ประจำวนั ทซ่ี ับซอ น
10. มีมารยาทในการอาน การเขียน การฟง การดู และการพูด

จำนวนผลการเรียนรูทงั้ หมด 10 ผลการเรยี นรู

109

รหสั วิชา ท 13202 คำอธิบายรายวชิ าเพ่ิมเตมิ กลุมสาระการเรียนรภู าษาไทย
ช้ันประถมศึกษาปที่ 3 รายวิชาเสรมิ ทกั ษะภาษาไทย 3 เวลา 40 ชั่วโมง

การอา นออกเสียงคำและบอกความหมายของคำ คำคลอ งจอง ขอความและบทรอยกรองงาย ๆ อา นหนังสือตาม
ความสนใจ การอานขอความเชิงอธิบาย และปฏิบัติตามคำสั่งหรือขอแนะนำ การคัดลายมือดวยตัวบรรจงเต็มบรรทัดตาม
รูปแบบ การเขียนอกั ษรไทย การเขียนบรรยายเก่ยี วกับลักษณะของคน สัตว สง่ิ ของ สถานที่ การเขยี นเรอื่ งตามจินตนาการ
พูดแสดงความคิดเห็น การบอกความรูสึกจากเรื่องที่ฟงและดู ทั้งที่เปนความรูและความบันเทิง การพูดสื่อสารใน
ชวี ติ ประจำวนั การเขยี นสะกดคำและบอกความหมายของคำ การแจกลกู การอา นเปนคำ มาตราตวั สะกดที่ตรงตามมาตรา
และไมตรงตามมาตรา คำที่มีพยัญชนะควบกล้ำ คำที่มีอักษรนำ คำที่ประวิสรรชนยี และไมป ระวสิ รรชนีย คำที่มี ฤ  คำที่
ใช บัน บรร คำท่ีใช รร คำม่มี ีตวั การนั ต การระบชุ นิดและหนา ทข่ี องคำในประโยค ประโยคเพอื่ การส่อื สาร

โดยใชก ระบวนการอาน กระบวนการเขยี น การฟง การดู และการพูดอยางมวี ิจารณญาณ และสรา งสรรค บอก
ระบุ เขยี น สะกดคำ แจกลูก ผันอักษร แตง ประโยค แตง คำคลองจองและคำขวัญ เลือกใช แสดงความคิดเห็น ศึกษา
เรียนรปู ฏบิ ตั ิ และทองจำ เพื่อใหมคี วามรู ความเขา ใจ เก่ียวกบั การอาน การเขียน การฟง การดูและการพูด หลกั การ
ใชภ าษา นำความรู ขอ คิด จากการอา น ไปประยุกตใชในชีวิตประจำวัน

ผลการเรียนรู
1. อานออกเสยี งคำและบอกความหมายของคำ คำคลอ งจอง ขอความและบทรอยกรองงาย ๆได
2. การคัดลายมอื ดวยตวั บรรจงเต็มบรรทดั ตามรูปแบบได
3. การเขยี นบรรยายการเขยี นเร่ืองตามจินตนาการได
4. การพูดแสดงความคดิ เหน็ จากการฟง และดู ไดเ หมาะสม
5. เขียนสะกดคำและบอกความหมายของคำ การแจกลูก การอานเปน คำได
6. อานและเขยี นคำมาตราตัวสะกดท่ีตรงตามมาตราและไมตรงตามมาตรา
7. ระบชุ นิดและหนา ท่ีของคำในประโยคได
8. การแตงประโยคเพ่ือการส่ือสารได

รวม 8 ผลการเรยี นรู

110

คาํ อธบิ ายรายวิชาเพิ่มเตมิ

รหัสวิชา ท14202 รายวิชาเสรมิ ทกั ษะภาษาไทย 4 กลมุ สาระการเรียนรภู าษาไทย
ชั้นประถมศึกษาปท ่ี 4 จำนวน 40 ช่ัวโมง/ป
ศึกษาหลักการอานออกเสียงรอยแกวและรอยกรอง การบอกความหมายของคำจากประโยค หลักการแยก
และจำแนกขอเท็จจริงและขอคิดเห็นจากการอาน การฟงและการดู หลักการคาดคะเนเหตุการณจากเรื่องที่อาน หลักการ
สรุปความรูและขอคดิ จากเรื่อง หลักการเขียนคำขวัญ หลักการเขียนคำแนะนำ หลักการเขียนแผนภาพโครงเรื่อง หลักการ
เขียนยอความ หลักการเขียนบันทึกความรูจากเรื่องที่อาน หลักการเขียนเรื่องตามจินตนาการ หลักการพูดสรุปความรูและ
ขอคิดจากเรื่องที่ฟงและดู หลักการพูดแสดงความรูและขอคิด พรอมกับหลักการพูดรายงานประเด็นที่ศึกษา ชนิดของคำ
หนา ที่ของคำในประโยค มาตราตวั สะกด และหลกั การอธิบายขอ คิดจากวรรณคดีและวรรณกรรมที่ไดอ า น

อานออกเสียงบทรอยแกวและบทรอยกรอง อธิบายความหมายของคำจากประโยค แยกและจำแนก
ขอ เทจ็ จรงิ และขอคิดเห็นจากการอาน การฟง และการดู คาดคะเนเหตกุ ารณจ ากเรื่องที่อา น สรปุ ความรูแ ละขอ คิดจากเร่ือง
ที่อาน เขียนคำขวัญ คำแนะนำ เขียนแผนภาพโครงเรื่อง เขียนยอความ พรอมกับเขียนบันทึกความรูจากเรื่อที่อาน เขียน
ตามจินตนาการ พรอมกับพูดสรุปความรูและขอคิดจากเรื่องที่ฟงและดู พูดแสดงความรูและขอคิด พูดรายงานประเด็นที่
ศึกษา ระบุและหนาที่ชนิดของคำจากประโยคหรือขอความ สะกดตรงตามมาตราตัวสะกด และอธิบายขอคิดจากวรรณคดี
และวรรณกรรมที่ไดอาน ตระหนักถึงมารยาทในการอาน การเขียน การฟง การดูและการพูด มีความรักความเปนไทย
อนุรักษและสืบสานการใชภาษาไทยใหถูกตองเหมาะสมตามกาลเทศะ พรอมกับตระหนักรูเกี่ยวกับ อัตลักษณการไหว
พรอ มกบั นอมนำหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งนำมาปรบั ใชใ นชวี ติ ประจำวันอยางถูกตองหลกั และสรางสรรค

ผลการเรยี นรู
1. อา นออกเสยี งบทรอยแกวและรอ ยกรองได
2. อธิบายความหมายของคำจากประโยคได
3. แยกขอเทจ็ จริงและและคิดเห็นจากเรือ่ งทอ่ี านได
4. คาดคะเนเหตุการณจากเร่ืองท่ีอานได
5. สรุปความรูจากเรอื่ งทอ่ี า นได
6. สรปุ ขอ คดิ จากเรอ่ื งทอ่ี าน เพื่อนำไปใชใ นชีวติ จริงได
7. เขียนคำขวัญ คำแนะนำได
8. เขยี นแผนภาพโครงเร่อื งเพื่อไปพฒั นางานเขียนได
9. เขยี นยอความจากนิทานได
10. เขียนบนั ทึกความรูจากเร่ืองที่อานได
11. เขียนเรอื่ งตามจนิ ตนาการได
12. จำแนกขอเท็จจรงิ และขอคดิ เหน็ จากเร่ืองท่ีฟงได
13. พดู สรปุ ความรูจากการฟง และดูได
14. พดู แสดงความคดิ เหน็ จากเรอื่ งทฟ่ี งและดูได
15. พูดรายงานประเด็นท่ีศกึ ษาไดอยางถกู ตอง
16. สะกดคำมาตราตัวสะกดไดถ ูกตอง
17. บอกความหมายของคำเปน/คำตายได
18. ระบุชนดิ และหนา ที่ของคำในประโยคได

111

19. แตง ประโยคไดถ ูกตอ งตามหลกั ภาษา
20. ระบุขอคิดจากนิทานพ้ืนบา น/นทิ านคตธิ รรม/เพลงพ้นื บานได
21. อธบิ ายขอคิดจากการอา น เพ่อื นำไปใชในชวี ติ จริงได

รหัสวชิ า ท15202 คำอธิบายรายวชิ าเพิ่มเตมิ 112
ชนั้ ประถมศกึ ษาปท ่ี 5 รายวชิ าเสรมิ ทกั ษะภาษาไทย 5
กลุมสาระการเรยี นภาษาไทย
จำนวน 40 ชั่วโมง/ป

การอา นเสียงบทรอยแกว และบทรอยกรองไดถูกตอ ง การอธบิ ายความหมายของคำ ประโยคและขอความที่เปน
การบรรยาย และการแยกขอเท็จจริงและขอคิดเห็นจากเร่ืองทอี่ าน การวิเคราะหและแสดงความคดิ เห็นเกย่ี วกบั เร่ืองทีอ่ า น
การอานหนังสือที่มีคณุ คา ตามความสนใจ การเขยี นส่ือสารเหมาะสม การเขยี นแผนภาพโครงเร่อื ง และแผนภาพความคดิ
การพดู แสดง ความคิดเห็นและความรสู กึ จากเร่ืองท่ีฟง และดู เขยี นสะกดคำและบอกความหมายของคำ เขียนเรยี งความ
เปน ประโยคงายๆ ตอคำคลอ งจองงา ยๆ การสรปุ เรือ่ งจากวรรณคดแี ละวรรณกรรมที่อาน

โดยใชกระบวนการคิด ทักษะการส่ือสาร สรุปวิเคราะหขอมูลจากเร่ืองและสื่อตางๆ อยางมีมารยาท เพือ่ ใหเ กิด
ความรู ความเขาใจ สามารถสื่อสารสง่ิ ท่เี รียนรู มีนิสัยรักการอาน มีมารยาทในการอา น การเขยี น การฟง การดู และการพูด
เหน็ คณุ คา วรรณกรรมทองถ่ิน รักความเปนไทย

ผลการเรยี นรู
1. อธบิ ายความหมายของคำ ประโยคและขอความท่ีเปน การบรรยาย และการพรรณนา
2. วิเคราะหแ ละแสดงความคิดเหน็ เกย่ี วกบั เรอ่ื งทอี่ าน เพื่อนำไปใชใ นการดำเนินชีวิต มมี ารยาทในการอา น
3. เขยี นส่ือสารไดเหมาะสม ทั้งแผนภาพโครงเรือ่ ง และแผนภาพความคิด มมี ารยาทในการเขียน
4. พูดแสดงความรู ความคิดเห็นและความรสู ึกจากเร่ืองที่ฟง และดู มีมารยาทในการพดู

จำนวนผลการเรียนรทู ัง้ หมด 4 ผลการเรียนรู

113

รายวิชาเพิ่มเติม
คณิตศาสตร

ช้นั ผลการเรียนรู สาระการเรียนรูเพิม่ เติม
ป.1 1. บอกอนั ดบั ทีห่ ลักและคา ประจำหลัก และเขยี น - จำนวนไมเกิน 20
จำนวนในรปู กระจาย - การเปรียบเทียบนำ้ หนกั
2. แสดงจำนวนไมเ กนิ 20 ในรปู ความสัมพนั ธข อง การแกโ จทยป ญ หาเก่ียวกบั น้ำหนัก
จำนวนแบบสวนยอย-สวนรวม -การแกโจทยปญหาการบวก ลบ และการสรา งโจทย
3. เปรียบเทยี บนำ้ หนักโดยใชความสัมพนั ธร ะหวา ง ปญ หา
กโิ ลกรมั กบั กรัม การแกโจทยปญ หาเกี่ยวกบั
น้ำหนัก
4. แสดงวธิ ีการหาคำตอบ การบวก ลบ การแก
โจทยปญ หาการบวก ลบ และการสรา งโจทย
ปญหา
ป.2 1. แสดงวิธกี ารหาคำตอบการบวก การแกโ จทย - การบวกและการลบจำนวนนับไมเกิน 1,000
ปญหาการบวก และการสรา งโจทยปญหา - การคณู และการหาร
2. แสดงวธิ ีการหาคำตอบการลบ การแกโจทย - การบวก ลบ คณู หารระคน
ปญหาการลบ และการสรา งโจทยปญหา - การแกโ จทยปญหาการหาร และการสรางโจทย
3. แสดงวธิ ีการหาคำตอบการคูณ การแกโจทย ปญ หา
ปญหาการคูณ และการสรางโจทยปญ หา
4. แสดงวิธีการหาคำตอบการหาร การแกโจทย
ปญหาการหาร และการสรางโจทยป ญ หา
5. แสดงวธิ กี ารหาคำตอบ การบวก ลบ คูณ หาร
ระคน และการแกโ จทยป ญหาการบวก ลบ คณู
หารระคนการสรา งโจทยป ญ หา
ป.3 1. แสดงวธิ ีหาผลบวก หาผลลบ หาคา ของตวั ไม -การบวกและการลบจำนวนนบั ไมเ กนิ 100,000
ทราบคา ในประโยคสัญลักษณแสดงการบวกและประโยค -การคูณ การหาร
สญั ลกั ษณแ สดงการลบ แกโ จทยป ญ หาการบวก โจทย -การบวก ลบ คณู หารระคน
ปญ หาการลบและการสรางโจทยป ญหา - การแกโ จทยป ญ หาการหาร และการสรา งโจทย
2. แสดงวธิ ีการคูณจำนวน 1 หลกั กับจำนวนไม ปญ หา
เกิน 4 หลกั คณู จำนวน 2 หลักกบั จำนวน 2 หลัก แก
โจทยปญหาการคูณและการสรางโจทยป ญ หาการคูณ
3. แสดงวธิ กี ารหารท่ีตวั ต้ังไมเ กนิ 4 หลัก ตวั หาร
1 หลักโดยการหารยาว หารท่ีตัวต้ังไมเกนิ 4 หลกั ตัวหาร
1 หลักโดยการหารสน้ั หาคา ของตวั ไมทราบคาในประโยค
สญั ลักษณแสดงการหาร แกโจทยปญหาการหารและการ
สรางโจทยปญหาการหาร

114

ช้ัน ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรเู พ่มิ เติม
4. แสดงวธิ ีหาผลลพั ธการบวก ลบ คูณ หาร แก
โจทยป ญ หา 2 ข้นั ตอนและการสรางโจทยปญ หา 2
ขัน้ ตอน
ป.4 1. วเิ คราะหโ จทยปญหา บวก ลบ คณู หาร - จำนวนนบั ไมเกนิ 100,000 และ 0
2. แสดงวธิ ที ำและวธิ ีหาคำตอบของโจทยปญหา - โจทยป ญ หา บวก ลบ คณู หาร
บวก ลบ คณู หารของจำนวนนบั ไมเ กิน 100,000 - การแกโจทยป ญ หาการหาร และการสรา งโจทย
และ 0 พรอมทั้ง ปญ หา
ตระหนกั ถึงความสมเหตุสมผลของคำตอบ
3. แสดงวธิ หี าคำตอบของโจทยปญหาระคน ของ
จำนวนนับไมเ กนิ 100,000 และ 0 พรอมท้ัง
ตระหนกั ถึงความสมเหตสุ มผลของคำตอบ
4. สรางโจทยปญหา บวก ลบ คูณ หาร
5. สรา งโจทยปญหาระคน
ป.5 1. หาผลบวก ผลลบ ผลคณู ผลหารของเศษสว น - หาผลบวก ผลลบ ผลคณู ผลหารของเศษสว นและ
และจำนวนคละ จำนวนคละ
2. หาผลหารท่ีตวั ตัง้ เปน จำนวนนับหรอื ทศนยิ มไม - หาผลหารที่ตัวต้งั เปน จำนวนนบั หรอื ทศนิยมไมเ กิน
เกิน 3 ตำแหนง และตัวหารเปน จำนวนนับ 3 ตำแหนง และตวั หารเปนจำนวนนับ ผลหารเปน
ผลหารเปนทศนยิ มไมเกนิ 3 ตำแหนง ทศนยิ มไมเ กิน 3 ตำแหนง
3. แสดงวิธีหาคำตอบของโจทยป ญหารอ ยละไมเ กนิ - โจทยปญหารอ ยละไมเ กิน 2 ขนั้ ตอน
2 ขน้ั ตอน -โจทยป ญหาเกีย่ วกบั ปริมาตรของทรงสเี่ หลย่ี มมมุ
4. แสดงวธิ ีหาคำตอบของโจทยปญหาเกย่ี วกับ ฉากและความจขุ องภาชนะทรงสี่เหล่ยี มมมุ ฉาก
ปรมิ าตรของทรงส่เี หลี่ยมมมุ ฉากและความจขุ อง
ภาชนะทรงสี่เหลี่ยมมุมฉาก
ป.6 1. สามารถหาคำตอบเมอื่ กำหนดโจทยการบวก -การบวก การลบ การคูณ การหารเศษสว น
การลบ การคณู การหารเศษสว นได -โจทยก ารหารทศนยิ มได
2. สามารถหาคำตอบเมื่อกำหนดโจทยการหาร -โจทยป ญ หาเกีย่ วกบั อัตราสวนและรอ ยละได
ทศนยิ มได -โจทยป ญ หาเกย่ี วกับความยาวรอบรปู และพ้ืนทขี่ อง
3. สามารถแกโจทยป ญหาเกย่ี วกับอตั ราสวนและ รปู หลายเหลย่ี ม
รอยละได
4. สามารถแกโจทยปญหาเก่ยี วกับความยาวรอบรปู
และพน้ื ท่ีของรปู หลายเหล่ยี ม

115

รหสั วชิ า ค11201 คำอธิบายรายวชิ าเพิ่มเตมิ กลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร
ชัน้ ประถมศกึ ษาปท่ี 1 รายวิชา คณิตศาสตรเ พ่ิมเตมิ 1 จำนวน 40 ช่ัวโมง

ศกึ ษาและฝกทักษะคณติ ศาสตรอันไดแก การแกป ญ หา การใหเหตุผล การส่อื สาร การสื่อความหมายทาง
คณติ ศาสตรและการนำเสนอ การเชื่อมโยงความรูต า งๆทางคณติ ศาสตรและการเชือ่ มโยงคณติ ศาสตรกับศาสตรอน่ื ๆ มี
ความคิดริเรมิ่ สรา งสรรคใ นสาระตอไปน้ี จำนวน การบวก ลบ และการชั่ง

โดยการจัดประสบการณห รือสถานการณทีใ่ กลตัวผูเรียนไดศึกษา คนควา ฝก ทักษะ โดยการปฏบิ ตั ิจรงิ เพ่ือพัฒนา
และทกั ษะกระบวนการในการคดิ คำนวณ การแกปญหา การใหเหตุผล การสือ่ สาร การสื่อความหมายทางคณิตศาสตร และ
นำประสบการณด า นความรู ความคิด ทักษะและกระบวนการทไ่ี ดไปใชในการเรยี นรสู ิง่ ตา ง ๆ และใชในชวี ติ ประจำวันอยา ง
สรางสรรคเพื่อใหเหน็ คณุ คาและมีเจตคติท่ีดีตอคณิตศาสตร สามารถทำงานไดอยา งเปนระบบ มรี ะเบยี บ รอบคอบ มีความ
รับผดิ ชอบ มวี จิ ารณญาณ มีความคดิ ริเรมิ่ สรางสรรคแ ละมีคามเช่ือม่นั ในตนเอง
ผลการเรียนรู

5. บอกอันดับทีห่ ลักและคาประจำหลกั และเขียนจำนวนในรูปกระจาย
6. แสดงจำนวนไมเ กิน 20 ในรูปความสมั พนั ธของจำนวนแบบสวนยอ ย-สว นรวม
7. เปรียบเทยี บน้ำหนกั โดยใชความสัมพันธระหวา งกิโลกรัมกับกรมั การแกโจทยปญหาเก่ียวกับนำ้ หนกั
8. แสดงวิธกี ารหาคำตอบ การบวก ลบ การแกโจทยป ญหาการบวก ลบ และการสรา งโจทยปญ หา

จำนวนผลการเรียนรูทั้งหมด 4 ผลการเรยี นรู

116

รหัสวิชา ค12201 คำอธิบายรายวิชาเพ่ิมเติม กลมุ สาระการเรยี นรูค ณิตศาสตร
ชนั้ ประถมศึกษาปท ่ี 2 รายวิชาคณิตศาสตรเพ่มิ เตมิ 2 จำนวน 40 ช่ัวโมง/ป

ศึกษาและฝกทักษะคณิตศาสตรอันไดแก การแกปญหา การใหเหตุผล การสื่อสาร การสื่อความหมายทาง
คณิตศาสตรและการนำเสนอ การเชื่อมโยงความรูตาง ๆ ทางคณิตศาสตร และการเชือ่ มโยงคณิตศาสตรก ับศาสตรอืน่ ๆ มี
ความคิดริเริ่มสรางสรรคในสาระตอไปนี้ การบวก การบวกจำนวนนับไมเกิน 1,000 การหาตัวไมทราบคาในประโยค
สัญลกั ษณแ สดงการบวก โจทยป ญ หาการบวก และสรา งโจทยป ญหา การลบ การลบจำนวนท่ีมีตวั ต้ังไมเกิน 1,000 การหา
ตวั ไมทราบคา ในประโยคสัญลักษณแ สดงการลบ โจทยป ญหาการลบ และสรางโจทยป ญหา การคณู การคณู จำนวนที่มีหน่ึง
หลักกับจำนวนไมเกินสองหลกั การหาตัวไมทราบคา ในประโยคสัญลักษณแสดงการคูณ โจทยป ญ หาการคณู และสรางโจทย
ปญหา การหาร การหารที่ตัวหารและผลหารมีหนึ่งหลัก การหาตัวไมทราบคาในประโยคสัญลักษณแสดงการหารโจทย
ปญหาการหาร และสรา งโจทยป ญ หา การบวก ลบ คณู หารระคน การบวก ลบ คณู หารระคน การแกโจทยปญหาการบวก
ลบ คณู หารระคน และการสรา งโจทยป ญหา

โดยการจัดประสบการณหรือสถานการณที่ใกลตัวผูเรียนไดศึกษา คนควา ฝกทักษะ โดยการปฏิบัติจริง ทดลอง
สรุป รายงาน เพื่อพัฒนาและทักษะกระบวนการในการคิดคำนวณ การแกปญหา การใหเหตุผล การสื่อสาร การสื่อ
ความหมายทางคณิตศาสตร และนำประสบการณดานความรู ความคิด ทักษะและกระบวนการที่ไดไปใชในการเรียนรูส่ิง
ตาง ๆ และใชในชีวิตประจำวันอยางสรางสรรค เพื่อใหเห็นคุณคาและมีเจตคติที่ดีตอคณิตศาสตร สามารถทำงานไดอยาง
เปน ระบบ มีระเบียบ รอบคอบ มคี วามรบั ผิดชอบ มีวจิ ารณญาณ มคี วามคดิ รเิ ร่มิ สรา งสรรคและมคี ามเชอ่ื มนั่ ในตนเอง
ผลการเรยี นรู

6. แสดงวธิ กี ารหาคำตอบการบวก การแกโ จทยป ญหาการบวก และการสรางโจทยป ญหา
7. แสดงวิธกี ารหาคำตอบการลบ การแกโจทยปญ หาการลบ และการสรา งโจทยปญ หา
8. แสดงวิธกี ารหาคำตอบการคูณ การแกโจทยปญหาการคณู และการสรางโจทยป ญ หา
9. แสดงวธิ กี ารหาคำตอบการหาร การแกโจทยป ญ หาการหาร และการสรางโจทยป ญหา
10. แสดงวธิ ีการหาคำตอบ การบวก ลบ คณู หารระคน และการแกโ จทยปญ หาการบวก ลบ คณู หารระคนการสราง

โจทยป ญ หา

จำนวนผลการเรียนรูทัง้ หมด 5 ผลการเรยี นรู

117

รหัสวชิ า ค13201 คำอธิบายรายวิชาเพ่ิมเตมิ กลมุ สาระการเรียนรูคณิตศาสตร
ชน้ั ประถมศกึ ษาปที่ 3 รายวิชาคณติ ศาสตรเ พ่มิ เตมิ 3 จำนวน 40 ชั่วโมง/ป

ศกึ ษาและฝกทกั ษะคณติ ศาสตรอนั ไดแก การแกป ญ หา การใหเ หตุผล การสื่อสาร การสื่อความหมายทาง
คณติ ศาสตรและการนำเสนอ การเชือ่ มโยงความรูต า งๆทางคณิตศาสตรและการเชื่อมโยงคณิตศาสตรกับศาสตรอนื่ ๆ มี
ความคดิ ริเริ่มสรางสรรคใ นสาระตอไปน้ี การบวก ลบ คูณ หารระคน เศษสวน ความยาว การชั่งและการตวง

โดยการจดั ประสบการณหรือสถานการณทใี่ กลตวั ผูเรยี นไดศึกษา คนควา ฝก ทักษะ โดยการปฏบิ ตั จิ ริง เพื่อพฒั นา
และทกั ษะกระบวนการในการคิดคำนวณ การแกป ญหา การใหเหตผุ ล การส่ือสาร การส่อื ความหมายทางคณติ ศาสตร และ
นำประสบการณดา นความรู ความคดิ ทักษะและกระบวนการท่ีไดไปใชในการเรียนรูส ิง่ ตาง ๆ และใชในชีวิตประจำวันอยาง
สรา งสรรคเพ่อื ใหเห็นคุณคาและมเี จตคติที่ดตี อคณิตศาสตร สามารถทำงานไดอยา งเปนระบบ มีระเบยี บ รอบคอบ มีความ
รบั ผิดชอบ มีวิจารณญาณ มีความคิดริเรม่ิ สรางสรรคและมีคามเชอ่ื มน่ั ในตนเอง

ผลการเรียนรู
1. แสดงวธิ หี าผลบวก หาผลลบ หาคาของตวั ไมทราบคาในประโยคสญั ลักษณแ สดงการบวกและประโยคสญั ลักษณ

แสดงการลบ แกโจทยปญหาการบวก โจทยปญ หาการลบและการสรางโจทยป ญหา
2. แสดงวธิ ีการคณู จำนวน 1 หลกั กับจำนวนไมเกนิ 4 หลกั คูณจำนวน 2 หลกั กบั จำนวน 2 หลัก แกโ จทยปญหา

การคณู และการสรา งโจทยป ญหาการคูณ
3. แสดงวิธีการหารท่ตี วั ต้ังไมเ กนิ 4 หลัก ตวั หาร 1 หลกั โดยการหารยาว หารทต่ี ัวต้งั ไมเกนิ 4 หลกั ตวั หาร 1

หลกั โดยการหารสนั้ หาคา ของตวั ไมท ราบคาในประโยคสัญลักษณแสดงการหาร แกโ จทยป ญหาการหารและการสรา งโจทย
ปญ หาการหาร

4. แสดงวิธีหาผลลัพธการบวก ลบ คณู หาร แกโจทยปญหา 2 ขนั้ ตอนและการสรา งโจทยป ญหา 2 ข้ันตอน
จำนวนผลการเรียนรูท งั้ หมด 4 ผลการเรียนรู

118

รหสั วิชา ค14201 คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเตมิ กลุมสาระการเรยี นรูคณติ ศาสตร
ชน้ั ประถมศึกษาปที่ 4 รายวิชาคณติ ศาสตรเพม่ิ เตมิ 4 จำนวน 40 ช่ัวโมง/ป

ศึกษา ฝกทกั ษะการคิดคำนวณและฝกการแกป ญหาในสาระตอไปน้ี แสดงวธิ ีหาคำตอบของโจทยปญ หาระคน ของ
จำนวนนับไมเกิน 100,000 และ 0 พรอมทั้งตระหนักถึงความสมเหตุสมผลของคำตอบ แสดงวิธีทำและวิธีหาคำตอบของ
โจทยปญหา บวก ลบ คูณ หารของจำนวนนับไมเกนิ 100,000 และ 0 พรอมทั้งตระหนักถึงความสมเหตุสมผลของคำตอบ
สรางโจทยปญ หา บวก ลบ คณู หาร สรา งโจทยป ญ หาระคน วเิ คราะหโจทยปญหา บวก ลบ คูณ หาร

การจัดประสบการณหรือสรางสถานการณที่ใกลตัวใหผูเรียนไดศึกษาคนควาโดยปฏิบัติจริง ทดลอง สรุป
ปฏบิ ัติงาน เพ่ือพฒั นาทักษะ/กระบวนการคิดคำนวณ การแกปญหา การใหเหตุผลการสื่อความหมายทางคณิตศาสตร และ
นำประสบการณดานความรู ความคิด ทักษะกระบวนการที่ไดรับไปใชในการเรียนรูสิ่งตางๆ และในชีวิตประจำวันอยาง
สรางสรรค รวมทั้งเห็นคุณคาและมีเจตคติที่ดีตอวิชาคณิตศาสตร สามารถทำงานอยางมีเปนระบบระเบียบ รอบคอบ มี
ความรบั ผิดชอบ มวี ิจารณญาณและเช่ือมน่ั ในตนเอง การวัดผลและประเมินผลใชวิธีการหลากหลายตามสภาพความเปน จริง
ของเนือ้ หาและทกั ษะทีต่ องการ
ผลการเรยี นรู

6. วิเคราะหโ จทยป ญหา บวก ลบ คณู หาร
7. แสดงวธิ ที ำและวิธีหาคำตอบของโจทยป ญหา บวก ลบ คูณ หารของจำนวนนบั ไมเ กนิ 100,000 และ 0 พรอมท้ัง

ตระหนกั ถึงความสมเหตุสมผลของคำตอบ
8. แสดงวิธหี าคำตอบของโจทยป ญหาระคน ของจำนวนนบั ไมเกนิ 100,000 และ 0 พรอมทั้งตระหนกั ถงึ ความ

สมเหตุสมผลของคำตอบ
9. สรางโจทยปญหา บวก ลบ คณู หาร
10. สรา งโจทยป ญหาระคน
จำนวนผลการเรยี นรูท้ังหมด 5 ผลการเรียนรู

รหสั วิชา ค15201 คำอธิบายรายวชิ าเพิ่มเตมิ 119
ชน้ั ประถมศึกษาปท ี่ 5 รายวิชาคณิตศาสตรเพิม่ เติม 5
กลุม สาระการเรยี นรคู ณิตศาสตร
จำนวน 40 ชวั่ โมง/ป

ศึกษาและฝกทักษะคณิตศาสตรอันไดแก การแกปญหา การใหเหตุผล การสื่อสาร การสื่อความหมายทาง
คณิตศาสตรและการนำเสนอ การเชื่อมโยงความรูตางๆทางคณิตศาสตรและการเชื่อมโยงคณิตศาสตรกับศาสตรอื่นๆ มี
ความคิดริเร่ิมสรางสรรคใ นสาระตอไปน้ี การหาผลบวก ผลลบ ผลคูณ ผลหารของเศษสว นและจำนวนคละ การหาผลหาร
ทตี่ ัวต้ังเปน จำนวนนบั หรอื ทศนิยมไมเกิน 3 ตำแหนง และตัวหารเปน จำนวนนบั ผลหารเปน ทศนิยมไมเ กนิ 3 ตำแหนง การ
หาคำตอบของโจทยปญหารอยละไมเกิน 2 ขั้นตอน การหาคำตอบของโจทยปญหาเกี่ยวกับปริมาตรของทรงสี่เหลี่ยมมุม
ฉากและความจขุ องภาชนะทรงสเ่ี หลี่ยมมมุ ฉาก

โดยการจดั ประสบการณหรือสถานการณที่ใกลต วั ผเู รียนไดศึกษา คน ควา ฝกทักษะ โดยการปฏบิ ัติจริง เพื่อพัฒนา
และทกั ษะกระบวนการในการคิดคำนวณ การแกปญ หา การใหเหตุผล การสอ่ื สาร การส่อื ความหมายทางคณติ ศาสตร และ
นำประสบการณด า นความรู ความคดิ ทกั ษะและกระบวนการท่ีไดไปใชในการเรียนรูส่ิงตาง ๆ และใชใ นชีวิตประจำวันอยาง
สรางสรรคเพ่ือใหเหน็ คุณคา และมีเจตคตทิ ี่ดีตอคณิตศาสตร สามารถทำงานไดอยางเปน ระบบ มีระเบยี บ รอบคอบ มีความ
รับผดิ ชอบ มีวจิ ารณญาณ มคี วามคดิ รเิ ริ่มสรางสรรคแ ละมคี ามเช่ือมน่ั ในตนเอง

ผลการเรียนรู
1. หาผลบวก ผลลบ ผลคณู ผลหารของเศษสว นและจำนวนคละ
2. หาผลหารท่ีตวั ต้งั เปนจำนวนนบั หรอื ทศนยิ มไมเ กิน 3 ตำแหนง และตัวหารเปน จำนวนนับ ผลหารเปนทศนยิ มไม
เกนิ 3 ตำแหนง
3. แสดงวิธีหาคำตอบของโจทยปญหารอ ยละไมเ กนิ 2 ข้ันตอน
4. แสดงวิธีหาคำตอบของโจทยป ญหาเกยี่ วกับปรมิ าตรของทรงสีเ่ หลี่ยมมุมฉากและความจขุ องภาชนะ
ทรงส่ีเหลยี่ มมมุ ฉาก

จำนวนผลการเรยี นรูทั้งหมด 4 ผลการเรยี นรู

120

รหัสวชิ า ค16201 คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเติม กลมุ สาระการเรยี นรคู ณิตศาสตร
ช้นั ประถมศกึ ษาปที่ 6 รายวชิ าคณติ ศาสตรเ พมิ่ เติม 6 จำนวน 40 ชั่วโมง/ป

ศึกษาและฝก ทักษะคณติ ศาสตรอ นั ไดแก การแกปญหา การใหเ หตุผล การสื่อสาร การสื่อความหมายทาง
คณติ ศาสตรและการนำเสนอ การเช่อื มโยงความรูตา งๆทางคณิตศาสตรและการเชือ่ มโยงคณติ ศาสตรกบั ศาสตรอ่ืนๆ มี
ความคิดรเิ รมิ่ สรางสรรคในสาระตอไปน้ี เศษสว น ทศนิยม รอยละและอัตราสวน รปู หลายเหลย่ี ม

โดยการจัดประสบการณหรือสถานการณทีใ่ กลต ัวผูเรียนไดศึกษา คน ควา ฝกทักษะ โดยการปฏิบตั จิ ริง เพ่ือพัฒนา
และทกั ษะกระบวนการในการคิดคำนวณ การแกป ญหา การใหเหตผุ ล การสือ่ สาร การสื่อความหมายทางคณิตศาสตร และ
นำประสบการณดา นความรู ความคิด ทักษะและกระบวนการทไี่ ดไ ปใชในการเรียนรสู งิ่ ตา ง ๆ และใชในชวี ิตประจำวันอยาง
สรา งสรรคเ พ่ือใหเ ห็นคุณคา และมเี จตคติทด่ี ีตอคณิตศาสตร สามารถทำงานไดอยา งเปน ระบบ มรี ะเบียบ รอบคอบ มีความ
รบั ผิดชอบ มวี ิจารณญาณ มีความคดิ รเิ รม่ิ สรางสรรคแ ละมีคามเชอื่ มั่นในตนเอง

ผลการเรยี นรู
1. สามารถหาคำตอบเมือ่ กำหนดโจทยก ารบวก การลบ การคณู การหารเศษสว นได
2. สามารถหาคำตอบเมอ่ื กำหนดโจทยการหารทศนยิ มได
3. สามารถแกโจทยป ญหาเก่ยี วกับอัตราสว นและรอยละได
4. สามารถแกโจทยป ญหาเกี่ยวกับความยาวรอบรูปและพนื้ ที่ของรูปหลายเหลยี่ ม

จำนวนผลการเรยี นรทู ้ังหมด 4 ผลการเรียนรู

121

รายวิชา คอมพิวเตอร สาระการเรียนรเู พิ่มเตมิ
ช้ัน ผลการเรยี นรู - การใชโ ปรแกรม Scrathch ในการสรา งและออกแบบชุดคำสัง่
ป.1 1. เขียนโปรแกรมอยางงายโดยใช โปรแกรมอยางงา ย เชน ตรงไป เลี้ยวซา ย เลี้ยวขวา เปนตน
อปุ กรณพื้นฐานเบื้องตนในการใชคอมพวิ เตอร เชน เมาส คียบอรด
ซอฟตแ วร หนาจอคอมพิวเตอร เปน ตน
2. ใชเทคโนโลยีในการสรา ง จัดเกบ็ - การเปดและปดคอมพวิ เตอรอยา งถูกตอ ง
เรยี กใชข อมลู ตามวัตถุประสงค - การบันทึกขอมลู และการนำขอมูลออกมาใช
3. ใชเ ทคโนโลยสี ารสนเทศอยาง วธิ ีใชง านอปุ กรณคอมพิวเตอร ยกตัวอยางเชน การจับเมาส การวางมือ
ปลอดภัย ปฏิบัติ ตามขอ ตกลง ใน บนคยี บอรด เปน ตน
การใชค อมพวิ เตอรร ว มกนั ดูแล - เขาใจวธิ ดี ูแลรักษาอปุ กรณคอมพวิ เตอร
รกั ษา อุปกรณเ บื้องตน ใชง านได - อธบิ ายเก่ียวกับประโยชนของคอมพิวเตอรแ ละการใชเ ทคโนโลยี
อยา งเหมาะสม สารสนเทศอยางปลอดภัย
4. สรา งรูปภาพอยา งงาย โดยใช การใชโปรแกรม Paint ในการสรา งรูปภาพอยา งงาย
โปรแกรมกราฟก จำเปนตอ งใชอุปกรณใ นโปรแกรมกราฟก ในการออกแบบและสรางผลงาน
ป.2 1. แสดงลำดบั ข้ันตอนการทำงาน - โปรแกรม (Program) คอื การแสดงลำดับข้นั ตอนคำส่งั เพื่อสงั่ ให
หรอื การแกปญหาอยา งงา ย โดยใช คอมพวิ เตอรทำงาน โดยการเขยี นโปรแกรมจะถกู เรยี กวา การเขียนโคด
ภาพสัญลกั ษณ หรือขอความ (code) และภาษาท่ีใชสอ่ื สารกับคอมพิวเตอรจะเรียกวา
ภาษาคอมพิวเตอร (Computer Language)
2. เขยี นโปรแกรมอยางงายและ - การแสดงลำดบั ข้ันตอนคำสั่งเพ่ือสัง่ ใหคอมพิวเตอรท ำงานดวยโปรแกรม
ตรวจหาขอ ผิดพลาดของโปรแกรม Scratch Desktop ในการสรางภาพเคล่ือนไหว การใสความความและ
เสยี ง
- อลั กอริทึม (Algorithm) คอื การแสดงลำดับการแกป ญหาทส่ี ามารถ
อธิบายออกมาเปน ขน้ั ตอนหรอื คำส่งั การทำงานที่ชดั เจนและละเอียด
โดยการแสดงอัลกอรทิ ึมทำไดโดยการเขียน บอกเลา วาดภาพ หรอื ใช
สญั ลกั ษณ ตวั อยา งเชน การเขยี นโปรแกรมคำสั่งเพื่อใหคอมพวิ เตอร
ทำงาน หากลำดบั คำส่ังไมถูกตอ ง จะทำใหผ ลลัพธไมส ำเรจ็ ซงึ่ การเขียน
อัลกอริทึมนัน้ จำเปน ตองเขยี นให ละเอียด ชดั เจน เปน ขั้นตอนเขา ใจงาย
- โปรแกรม Scratch เปน โปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร สำหรับผเู ริ่มตน
หดั เขียนโปรแกรม โดยใชส ่ือ เชน ภาพ เสยี ง ขอความ เพื่อสรา งเร่อื งราว
ภาพเคลือ่ นไหว เพ่ือเปนการฝกทกั ษะการคดิ วเิ คราะห และความคดิ
สรา งสรรค
- การกำหนดทิศทางของตวั ละคร เม่ือตองการใหตัวละครเคล่ือนท่ี
จำเปน ตอ งทราบ 2 สิ่งกอน ส่งิ แรกก็คือ เคลอื่ นท่ีดว ยระยะทางเทา ไร
และจะเคล่ือนที่ไปทิศทางใด (direction) โดยสามารถสังเกตไดจากขอมูล
ของตวั ละคร

ชั้น ผลการเรียนรู 122
3. ใชเ ทคโนโลยีในการสรา ง จัด
หมวดหมู คนหา จัดเกบ็ เรียกใช สาระการเรยี นรูเ พ่มิ เตมิ
ขอมลู ตามวัตถุประสงค - การเขยี นโปรแกรมยา ยตำแหนง เปนการยา ยตำแหนงของตัวละคร
(Sprite)
- การเขียนโปรแกรมยอและขยายขนาด เปน การเปลยี่ นขนาดของตวั
ละคร
- การเขียนโปรแกรมเปล่ยี นรูปราง การเปล่ยี นรูปรา งนิยมใชเม่อื ตวั ละคร
ท่เี คล่ือนทหี่ รือพบกับเหตุการณแลวเปลย่ี นลักษณะทา ทางการแสดงของ
ตวั ละคร
- การสรางพ้นื หลงั (Background) ในโปรแกรม Scratch สามารถวาดรูป
เพือ่ สรางพ้นื หลัง หรอื สามารถนำภาพที่มอี ยใู นโปรแกรม หรือนำรปู ถาย
จากภายนอกเขา มาเปนฉาก พน้ื หลังได เพอื่ นำมาสรา งเปน ฉากเรอ่ื งราวท่ี
เหมาะสมกับตวั ละคร
- การสรา งภาพเคล่ือนไหว (Animation) สามารถทำไดโ ดยการใชคำสัง่
เปล่ียนแปลงชดุ หรอื รูปราง(Costumes) และคำสั่งหยดุ รอ wait สลับไป
มาเพ่ือใหตาของเรามองเหน็ ภาพเปน ลกั ษณะของภาพเคล่ือนไหว
- การตรวจสอบขอผดิ พลาดของโปรแกรม (Debugging) โปรแกรม
คอมพิวเตอรที่เขยี นบางคร้ังจะเกดิ ปญหาขน้ึ ปญ หาที่เกดิ ข้ึนจากการ
เขยี นโปรแกรมในแตล ะลำดับข้นั ของคำสัง่ น้ันเรียกวา ขอ ผิดพลาด (Bug)
การหาและแกไขปญหาขอผิดพลาดจะเรียกวา การตรวจสอบขอ
ผิดพลาดของโปรแกรม (Debugging) การตรวจสอบขอ ผิดพลาดของ
โปรแกรม (Debugging)
- การตรวจหาขอผดิ พลาด (Bug) ทำไดโดยตรวจสอบคำสงั่ ท่แี จง
ขอ ผดิ พลาด หรอื หากผลลพั ธไมเ ปนไปตามท่ีตอ งการใหต รวจสอบการ
ทำงานทีละคำสั่ง โดยอาจจะแบงแยกปญหาออกเปน สวนๆ หรือโดยการ
แยกคำส่ังออกเปน คำสัง่ ยอย เพ่ือใหทราบขอผดิ พลาดของปญหา
- การจัดขอ มูลอยา งเปน ระบบ ใชเทคโนโลยีในการสรา ง จดั หมวดหมู
คนหา จดั เก็บ เรยี กใชขอ มลู คอื การใชงานอุปกรณเทคโนโลยี เชน
คอมพวิ เตอร เพอื่ จัดระเบยี บ เร่ิมตงั้ แตการสรา ง-จัดเก็บ ไฟลข อมลู เพ่ือ
สามารถคน หาและเรียกใชไ ฟลไ ดในเวลาอนั รวดเรว็ ซ่งึ การจดั เกบ็
ไฟลข อมลู (File) จะถกู จัดเก็บในแฟมขอมลู หรือ โฟลเดอร (Folder)
- ไฟลข อมลู (File) คอื เอกสารท่ีอยใู นคอมพิวเตอรซ่งึ ไฟลจ ะถกู สรางข้นึ
โดย โปรแกรมตา ง ๆ เชน โปรแกรมประมวลคำกจ็ ะสรางไฟลเ อกสาร
ประมวลคำ ซึ่งไฟลนน้ั จะมีสัญลักษณไฟลเปน รปู เอกสารและมีนามสกุล
เปน DOC (Document) ซง่ึ แตล ะโปรแกรมทสี่ รางจะมีลักษณะเฉพาะตัว
- โฟลเดอร (Folder) คอื แฟมขอมลู ทจี่ ัดเกบ็ ไฟลตาง ๆ ซ่ึงโฟลเดอรท ่ี
โปรแกรมระบบปฏบิ ัติการ Windows สรา งไวจ ะมีสัญลกั ษณเ ฉพาะเพอ่ื
จะไดใหผใู ชไดจ ัดเก็บใหเปนระบบ จะไดค น หาขอ มูลไดงายและรวดเร็ว

123

ชัน้ ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรเู พ่มิ เตมิ
- การเขาและออกจากโปรแกรม เปน การเร่ิมตน การใชง านซอฟตแ วร
เบอ้ื งตน ผใู ชงานควรเรยี นรกู ารเขา และออกจากโปรแกรม เน่ืองจากจะ
สามารถเรียกใชโปรแกรมท่ตี องการตามความเหมาะสมกบั งาน และ
หลงั จากใชง านเรยี บรอยแลวทุกครง้ั ตองจัดเก็บหรอื บนั ทกึ ไฟลก อนออก
จากโปรแกรมเพือ่ ปองกนั การสญู หายของขอ มลู
- การสรา งและจดั เก็บไฟล เปนขนั้ ตอนหลงั จากเขาโปรแกรมเปน ที่
เรยี บรอ ยแลว ผใู ชงานจำเปน ตองรูจ ักการสรางไฟลใหม (New) เพ่ือ
เร่ิมตนทำงานและเรยี นรกู ารจดั เกบ็ ไฟล (Save) ซ่ึงเปน การบันทกึ ขอมลู
ในขณะทท่ี ำงาน และหลังเสร็จสนิ้ งานจะทำใหไฟลงานไมส ูญหายและจะ
ไดเ รียกใชงานไฟลหรือแกไ ขไฟลง านอีกคร้งั
- การเรียกใชไฟล คือ การเปดไฟลง านเดมิ (Open) หรอื ไฟลงานที่บันทึก
ไวแลว และตอ งการทีจ่ ะเปด ข้ึนมาแกไขตกแตงไฟลห รือทำงานตอใหเ สร็จ
- โปรแกรม PAINT เปนโปรแกรมพน้ื ฐานสำหรบั การวาดภาพ หรอื การ
ออกแบบกราฟกบนคอมพวิ เตอรที่มีรายละเอยี ดไมซบั ซอนมาก จัดอยูใน
กลมุ โปรแกรมวาดภาพระบายสี ทม่ี คี วามสามารถในการสรางภาพอยา ง
งา ยๆ และแกไ ขภาพท่ีสรางขึ้นเอง หรืออาจนำรูปภาพมาจากที่อน่ื ๆ เพ่ือ
ตกแตง ดวยการใชเ คร่ืองมือท่ีมอี ยใู นโปรแกรมเปนตวั ชวย ทำใหส วยงาม
หรอื ทำเปนรูปรางตางๆ
4. ใชเ ทคโนโลยสี ารสนเทศ อยา ง - องคป ระกอบของคอมพวิ เตอร คอมพวิ เตอรเปนอุปกรณไฟฟาชนดิ หนึ่ง
ปลอดภัย ปฏบิ ัติตาม ขอ ตกลงในการ เปนอปุ กรณป ระเภทฮารด แวร (Hardware) ซงึ่ ทำหนาที่ในการรับขอมลู
ใชคอมพิวเตอร รว มกัน ดูแลรักษา ประมวลผลขอ มูล และแสดงผลขอมูลคอมพวิ เตอรจะประมวลผลขอ มูลได
อุปกรณ เบ้ืองตน ใชง านอยาง ตองอาศัย ซอฟตแวร (Software) และผูใ ชหรอื พีเพิลแวร
เหมาะสม (Peopleware) ทำหนาท่ใี นการควบคุม ฮารดแวร, ซอฟตแวรแ ละขอ มลู
รวมกนั ท้ังหมดจึงเปนองคประกอบในการทำงานของคอมพวิ เตอรท่ี
สมบรู ณ
- ขอมลู (DATA) คือขอเทจ็ จริงหรอื สงิ่ ตาง ๆ ไมวา จะเปน คน สัตว
ส่ิงของ เร่ืองราว เหตกุ ารณ หรือสถานทต่ี า ง ๆ ทีเ่ ราสนใจ ซ่ึงประเภท
ของขอ มูลทไ่ี ดรบั จะอยูในรูปแบบของ ขอมูลรปู ภาพ, ตัวเลข-สัญลักษณ,
ตวั อักษร, เสียง, ภาพเคลอื่ นไหว รสสมั ผสั และผิวสัมผสั ซง่ึ เราจะรบั รไู ด
จากประสาทสัมผัสทัง้ 5 ไดแก ตา หู จมกู ปาก ผิวสัมผสั
- สารสนเทศ (INFORMATION) คอื ขอมลู ท่ีถูกวิเคราะหและพิจารณาวา
เปนขอมูลท่ีถูกตองเหมาะสมมคี วามนาเชื่อถือ โดยนำ ขอมูล มา
ประมวลผล ทำใหก ลายเปน สารสนเทศ สามารถนำไปใชใ นการนำเสนอ
หรือนำไปใชประโยชน
- เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสาร หมายถึง เทคโนโลยกี ารถา ยทอด
ขอ มลู ขาวสาร จากผูสง สาร ไปยังผรู บั สาร ใหไ ดขอมลู ท่ีถูกตอ ง ครบถวน

124

ชนั้ ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรูเพ่ิมเติม
ป.3 1. ใชอนิ เทอรเนต็ คน หาความรูและ สมบรู ณด ว ยความรวดเร็ว โดยผานสอ่ื (Media) ในรปู แบบตาง ๆ เชน
หนงั สอื พมิ พ โทรทัศน แทบ็ เลต็ นากิ าอจั ฉริยะ (Smart Watch) และ
รวบรวมขอ มลู แวน ตาอัจฉริยะ เปนตน
- ความปลอดภยั และความเปนสว นตวั (Safety & Privacy) เปน นโยบาย
ทที่ ุก ๆ คน และทุกเวบ็ ไซตใหค วามสำคญั มาก เพราะหากขอ มลู สวนตวั
ของผใู ชถูกมจิ ฉาชีพในโลกอนิ เทอรเนต็ ที่เรียกวา แฮกเกอร (Hacker)
ขโมยไปจะเกดิ ผลกระทบมากมาย
- ขอ มูลสว นตัว (Privacy) คือ ขอมลู ท่ีแสดงความเปน ตัวตนของเรา เชน
ชอื่ -นามสกุล ทอ่ี ยเู บอรโ ทรศัพท เลขที่บัตรประชาชน ชอื่ บัญชผี ใู ช-
รหัสผาน จำนวนเงนิ เลขทบี่ ญั ชธี นาคาร เปนตน
- รอ งรอยในโลกอินเทอรเ นต็ (Digital Footprint)
รอ งรอยบนโลกอนิ เทอรเ นต็ (Digital Footprint) คือ รองรอยการกระทำ
ของผูใชง านอินเทอรเ นต็ เชน หากเราทำอะไรลงไปในโลกอินเทอรเ นต็ จะ
คงอยูอยางถาวรยากท่ีจะลบมันออกไปได และเมื่อบคุ คลอื่นเขา มาอาน
อาจนำขอมลู ของเราไปเผยแพรไ ด จะทำใหเกิดผลเสียตอตัวเราและคนอืน่
มากมาย ฉะนนั้ เด็ก ๆ จะตองระมดั ระวงั ใหม ากในการสงขอมูลลงไปใน
โลกของอนิ เทอรเน็ต
- ทำอยางไรเมอ่ื เกิดปญ หาการใชง าน ปญ หาท่ีเกดิ จากการใชงาน
เทคโนโลยีสารสนเทศ อยา งไมเ หมาะสมน้นั อาจจะเกิดปญหาในดานตาง
ๆ เชน เกิดจากการใชงานไมถูกตอ ง (People ware) หรือเกดิ จาก
อุปกรณ (Hardware) หรือจากซอฟตแ วร ซ่ึงเมื่อเกดิ ปญ หาจากการใช
งาน ควรจะดำเนินการอยา งไรใหเ หมาะสม
- อนิ เทอรเ น็ต (INTERNET) เปน ระบบเครือขา ยคอมพวิ เตอรท่ีใหญทสี่ ดุ
ท่ีเกิดจากการเชอื่ มโยงเครือขายคอมพวิ เตอรจ ำนวนมาก บนโลกใบนีเ้ ขา
ดว ยกนั โดยแตละเครือขา ยจะตองมีแมขา ย (Server) ท่เี รียกวา โฮสต
(Host) เปน คอมพิวเตอรศูนยกลางทำหนาท่ีประมวลผลขอมูลที่รับมาจาก
เครื่องคอมพวิ เตอรอ น่ื ๆ เมื่อตอ งการเชอื่ มตอกบั อินเทอรเน็ต ผใู ชค วร
ติดตอ ผูใหบ รกิ ารอนิ เทอรเ น็ต (Internet Service Provider)หรือ ISP ซ่ึง
เปน องคกรหนึง่ ท่ีทำการติดตงั้ และดูแลเครื่องสำหรบั ใหบ ริการ (Server)
ทีต่ อ ตรงเขา กับระบบอินเทอรเน็ต สง สัญญาณอนิ เทอรเน็ตผา น
สายโทรศัพท หรือ สายอนิ เทอรเ น็ตความเรว็ สงู หรอื สง สัญญาณ ผา น
จานดาวเทยี ม ไปตาม บาน ผาน เราเตอร (Router) มายัง คอมพิวเตอร
ของผูใ ชงานทั่วไป
- เวบ็ เบราวเ ซอร (WEB BROWSER) เครื่องมือหรอื โปรแกรมท่ีเปน ประตู
หรอื เครอื่ งมือทีใ่ ชอานขอมูลเอกสารบนเว็บไซต( Web Site) และเว็บเพจ

125

ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรเู พม่ิ เติม
(Web Page) ตาง ๆ โดย เวบ็ เบราวเ ซอร จะเชือ่ มตอกบั เว็บเซริ ฟเวอร
ซึ่งเปนทเ่ี ก็บขอมลู ตาง ๆ ผานเครอื ขาย อนิ เทอรเนต็
- เว็บไซต (WEB SITE) หนา เวบ็ เพจหลายหนา มารวมกัน ซ่ึงจะถูก
เชอ่ื มโยงเขา ดว ยกันดวยรหัสทเี่ รียกวา ไฮเปอรลิงก (HyperLink) หรือ
นยิ มเรียกส้นั ๆ วา ลิงก (Links) หนา แรกของเว็บไซตจะเรียกวา โฮมเพจ
(Home Page) ซ่งึ เปนตำแหนง ท่ีเชอ่ื มตอของเวบ็ ไซตจ ะเรียกวา URL
หรือโดเมนเนม ของเวบ็ ไซต เชน www.youtube.com เปนตน
- การใชอินเทอรเน็ตในการคนหาขอมูล ผูคนตองมี เทคนิคในการคนหา
ขอมูลใหไดขอมูลที่ตรงตามความตองการในเวลาที่รวดเร็ว และนำขอมูล
จากแหลง ขอ มลู ที่นาเช่ือถือหลายแหลง ท่มี คี วามสอดคลองกนั และนำมา
จัดลำดบั ผลลพั ธจ ากการคนหา การเรียบเรียง สรุปสาระสำคญั เพ่ือนำมา
ทำเปนงานนำเสนอตอ ไป
2. ใชเทคโนโลยสี ารสนเทศอยาง - อันตรายจากการใชงานอินเทอรเนต็ เนื่องจากอนิ เทอรเน็ต เปนการ
ปลอดภยั ปฏิบัติ ตามขอ ตกลงในการ สือ่ สารทีอ่ ิสระ บุคคลทั่วไปสามารถสง ขอมูลเขาสรู ะบบอินเทอรเ น็ตได
ใชอนิ เทอรเน็ต งา ย จงึ ทำใหมีมิจฉาชีพเขามาหลอกลวงในอนิ เทอรเ น็ต โดยการสงขอมูล
อนั เปนเทจ็ เพือ่ หลอกลวงหรือกล่ันแกลง สง ไวรสั หรอื มัลแวรต า ง ๆ
เขา มาขโมยขอมูลสว นตวั หรือทำลายระบบคอมพวิ เตอร
- อาชญากรรมทางอนิ เทอรเ น็ต (CYBER CRIME)
อาชญากรรมทางโลกไซเบอรหรือทางอินเทอรเนต็ เปน การกระทำท่ีใช
เครือขายคอมพวิ เตอรแ ละอปุ กรณค อมพวิ เตอร เพือ่ ทำใหม ุงหวงั เจาะ
ระบบคอมพิวเตอร ขโมยหรือทำลายขอ มลู หรอื ใชอ ินเทอรเนต็ เพอ่ื ทำ
รา ยหรอื ขโมยขอมูลของบุคคลอน่ื โดยมงุ หวงั ใหบ คุ คลใดไดป ระโยชน
- พระราชบัญญัติวาดวยการกระทำผิดเกย่ี วกบั คอมพิวเตอร (ฉบบั ท่ี 2)
พ.ศ. 2560
หรือทีเ่ รียกสั้นๆ วา พ.ร.บ. คอมพิวเตอร เปนกฎหมายท่ีวา ดว ยการ
กระทำความผิดเก่ียวกับคอมพวิ เตอรหรอื อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร
เปน พ.ร.บ. ฉบับท่ี 2 ซง่ึ เปน ฉบบั ท่ีแกไขจาก ฉบับป พ.ศ. 2550 โดยมี
การเพิ่มอตั ราโทษปรบั และจำคุกเพ่มิ ขึ้น และปรับบทบัญญัติบางประการ
ทไี่ มเหมาะสมตอ การปอ งกนั และปราบปรามการกระทำความผดิ เกี่ยวกบั
คอมพวิ เตอรในปจ จบุ นั
3. นำเสนอขอมูลโดยใชโปรแกรม - โปรแกรม Microsoft PowerPoint เปน โปรแกรมหนงึ่ ในตระกูล
Microsoft Power Point Microsoft Office เหมาะสำหรบั การจดั สรางงานนำเสนอขอมลู
(Presentation) สำหรบั นำไปประยกุ ตใชในงานไดห ลายประเภท เชน
การนำเสนอขอมลู สินคาและบรกิ าร การจดั ทำ Slide Show การ
ออกแบบแผน พบั เปนตน

126

ช้นั ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรเู พม่ิ เติม
4. เขยี นโปรแกรมอยางงาย โดยใช - หลกั การทำงานของ Presentation ท่สี รางจาก PowerPoint จะสราง
โปรแกรม Scratch Desktop และ ออกเปน slide ยอยๆ แตล ะ slide สามารถใสข อ มูล รูปภาพ
ตรวจหาขอ ผิดพลาดของโปรแกรม ภาพเคล่ือนไหว หรือเสยี ง เพื่อสรางความนา สนใจเพิ่มข้ึน นอกจากนเ้ี รา
ยังสามารถกำหนดให Presentation ของเรา นำเสนอออกมาแบบใน
5. รักษาอปุ กรณเ บ้ืองตน ใชงาน รูปแบบอตั โนมตั ิไดโดยไมจ ำเปนตอ งมีการกดเลือกใหแสดงทีละ slide
อยางเหมาะสม ไฟลทจ่ี ะสรางจาก Power point มีนามสกลุ .PPTX ถาเปนเวอรชนั เกา
จะมีนามสกุล .PPT รองรบั ภาพเคลื่อนไหวเชน Flash, Gif Animation,
Video เปนตน
- โปรแกรม Scratch เปนโปรแกรมภาษาคอมพวิ เตอร สำหรบั ผูเริ่มตน
หัดเขยี นโปรแกรม โดยใชส ่ือ เชน ภาพ เสยี ง ขอความ เพ่ือสรางเรอื่ งราว
ภาพเคลื่อนไหว สรา งเกม เพื่อเปนการฝกทักษะการคิดวเิ คราะห และ
ความคดิ สรา งสรรค
- การวนซำ้ และวนซ้ำไมส นิ้ สุด (Loop Repeat, Loop Forever) จาก
ชุดคำส่งั การสรา งภาพเคลอื่ นไหว จะเหน็ ไดว า มีการใชคำสั่งท่ซี ้ำกนั มี
ลักษณะเปนชดุ คำสัง่ คือ move, switch costume และ wait ซึง่ เรา
สามารถใชคำสง่ั Repeat เพ่ือทำใหไมตองเขยี นคำส่ังทีย่ าวตอเนือ่ ง
- การกำหนดเหตุการณเพือ่ ตอบโตก บั ผูใ ชงาน (Events) การสราง
เหตกุ ารณ (Events) เพ่อื ตอบโตก ับผูใชงาน ซึ่งในโปรแกรม Scratch
สามารถกำหนดเหตุการณต างๆ ไดโดยคลิกเลือกท่ีคำสง่ั Events ซ่ึงมี
เหตกุ ารณท่ีสามารถตอบโตก ับผูใชงาน เชน สรางเกมเกี่ยวกบั ตรรกะ การ
เรียงลำดับรปู แบบ โดยผใู ชง านสามารถเลือกคำตอบไดว าอันไหนถกู และ
ผดิ พรอ มทง้ั มคี ะแนนข้ึนใหทราบ โดยถาเลือกคำตอบถูก ได 10 คะแนน
และ ผดิ ลบ 10 คะแนน
- การกำหนดเงื่อนไขเปนการสรางรูปแบบ หรอื ตรรกะวธิ กี ารตดั สนิ ใจใน
การดำเนินการใดๆ กับเหตกุ ารณน ้นั โดยถาเกิดเหตุการณหรือเง่ือนไขที่
กำหนดไวเ ปนจรงิ แลว ตวั ละครหรือฉากจะดำเนิน การตามท่ีถูกกำหนด
- การตรวจสอบขอผดิ พลาดของโปรแกรม (Debugging) โปรแกรม
คอมพิวเตอรท่ีเขยี นบางคร้งั จะเกดิ ปญหาขึ้น ปญ หาท่ีเกดิ ข้ึนจากการ
เขียนโปรแกรมในแตล ะลำดบั ขัน้ ของคำสงั่ นั้นเรยี กวา ขอผิดพลาด (Bug)
การหาและแกไขปญหาขอ ผิดพลาดจะเรยี กวา การตรวจสอบขอ
ผดิ พลาดของโปรแกรม (Debugging)
- การดแู ลรักษาอปุ กรณค อมพิวเตอร จะชวยใหคอมพวิ เตอรใ ชงานไดน าน
อปุ กรณคอมพิวเตอรแตละชนิดมีการดแู ลรักษาท่แี ตกตางกัน ตอ งสรา ง
ขอ ตกลงในการใชอปุ กรณคอมพวิ เตอรร ว มกนั
- จอภาพ คือ สวนที่แสดงขอมูลใหเรามองเหน็ มีวิธีการดแู ลรักษา คือ ไม
จับหรือแตะทีจ่ อภาพ

127

ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรียนรูเ พ่ิมเติม
ระวงั ไมใหวัตถุ หรือนำ้ โดนจอภาพ ไมน ำแมเ หลก็ เขา ใกลจ อภาพ เพราะ
อาจทำใหจอภาพสีเพย้ี น ใชผาชบุ นำ้ บดิ ใหแหง เชด็ ทำความสะอาด
ใชผ า คลมุ จอภาพ หลงั ใชง านเสร็จ
- แปน พิมพ แปน พมิ พมีหนาทีร่ ับขอมลู เขา สเู ครื่องคอมพวิ เตอร มี
วิธกี ารดแู ลรักษา คือ ไมเ คาะหรอื กดแปน พิมพแ รงๆ ไมใหนำ้ หกบน
แปน พมิ พ ไมกินอาหารขณะใชง าน ทำความสะอาดแปน พิมพอยเู สมอ
ไมใหฝ ุนจับ
- เมาสท ำหนาทชี่ ี้สว นตางๆบนจอภาพ มวี ธิ กี ารดแู ลรักษา คอื วางเมาส
บนแผน รองเมาส ไมแ กะลูกกลิง้ ออกมาเลน ทำความสะอาดบรเิ วณ
ลูกกล้งิ ของเมาส
อยาเคาะเมาสกับพ้ืนแรงๆ ระวงั ไมใหเ มาสตกกระแทกพื้น
- เคส คือสว นท่ีบรรจอุ ุปกรณคอมพิวเตอร เชน ฮารดดิกส แผงวงจรหลัก
หนวยความจำ ซึง่ มีวธิ กี ารดูแลรักษา คือ ไมต ้ังเคร่ืองไวบ ริเวณทม่ี ีแดด
สองถึง ควรใหเคร่ืองอยูบ ริเวณท่มี ีอณุ หภมู ติ ่ำระมดั ระวัง ไมใ หน ำ้ หรือ
อาหารหกใสต ัวเคร่ือง
ป.4 1. อธบิ ายความหมายของเทคโนโลยี เทคโนโลยี หมายถึง สิ่งที่มนุษยพัฒนาขึ้น เพื่อชวยในการทำงานหรือ
และเทคโนโลยสี ารสนเทศ พรอ ม แกปญหาตาง ๆ เขน อุปกรณ, เครื่องมือ, เครื่องจักร, วัสดุ หรือ
ยกตัวอยางอุปกรณเทคโนโลยแี ละ แมกระทั่งที่ไมไดเ ปนสงิ่ ของท่จี บั ตองได เชน กระบวนการตาง ๆ
อปุ กรณเทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยี เปนการประยุกต นำเอาความรูทางวิทยาศาสตรมาใช และ
กอใหเกิดประโยชน ในทางปฏิบัติ แกมวลมนุษยกลาวคือเทคโนโลยีเปน
การนำเอาความรู ทางวิทยาศาสตรมาใชในการประดิษฐสิ่งของตาง ๆให
เกดิ ประโยชนส ูงสุด
เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง วิธีการตาง ๆ และอุปกรณเครื่องมือที่ใช
ในกระบวนการรวบรวมขอมูล การประมวลผล การเก็บรักษาขอมูล การ
เผยแพรข อมูล และการสื่อสารโทรนาคม
2. อธิบายหนา ท่กี ารทำงานของ ในปจจุบันเทคโนโลยีมีบทบาทและความจำเปนตอการดำเนินชีวิตประจา
อุปกรณเทคโนโลยสี ารสนเทศ วันของคนเราผานทางอุปกรณเทคโนโลยีสารสนเทศตางๆ มากขึ้นทำให
ประโยชนและโทษของเทคโนโลยี เราไดร บั ความสะดวกสบายในดา นตาง ๆ
สารสนเทศทีเ่ กย่ี วของใน เราสามารถแบง อุปกรณเทคโนโลยสี ารสนเทศเปน
ชีวิตประจำวันอยางเหมาะสม 3 ประเภท ดงั น้ี
1. อปุ กรณเ ทคโนโลยสี ารสนเทศทใี่ ชใ นการรวบรวมและบันทึกขอ มลู เปน
อปุ กรณที่ใชรวบรวมขอมูลและจดั เก็บขอ มูลตา ง ๆ เชน ขอ มลู ภาพ ขอ มูล
ตัวอักษร ขอมูลตัวเลข ขอ มูลเสียง เปนตน เชน กลองดิจิทัล กลองวีดีโอ
แฟลชไดรฟ เปน ตน
2. อุปกรณเ ทคโนโลยีสารสนเทศที่ใชในการประมวลผล การแสดงผลและ
การทาสาเนาขอมูล

128

ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรียนรเู พมิ่ เตมิ
เปนอปุ กรณท ีใ่ ชป ระมวลผลขอ มลู ตามคาส่ังผูใ ช และแสดงผลลัพธออกมา
เชน คอมพิวเตอร เครื่องถายเอกสาร เครื่องสแกนเนอร เครื่องพิมพ เปน
ตน
3. อปุ กรณเ ทคโนโลยีสารสนเทศที่ใชในการส่อื สารขอมลู เปนอปุ กรณท่ีใช
ในการสอ่ื สารขอมูล สามารถใหขอ มลู ที่รวดเร็ว เชน คอมพิวเตอร วทิ ยุ
โทรศัพท โทรทัศน เปน ตน
3. อธิบายสวนประกอบของ คอมพิวเตอรนนั้ มีสว นประกอบหลักๆ อยู 4 สวนดวยกนั ไดแก
คอมพวิ เตอร พรอมยกตวั อยาง 1.โปรเซสเซอร (Processor) คือหนวยประผลกลางหรือที่รูจักกันในนาม
อุปกรณคอมพิวเตอร ของซพี ยี ู (CPU)
2.หนวยความจำ (Memory) หรือ RAM เปนหนวยความจำหลักที่จำเปน
ในการเก็บขอมูลตางๆ หรือเรียกอีกอยางหนึ่งวาหนวยความจำสำรอง
นนั่ เอง
3.สวนอนิ พตุ /เอาตพตุ (Input/Output) ก็คอื อปุ กรณท ีท่ ำใหค อมพวิ เตอร
สามารถสัมผัสและรับรูสิ่งตาง ๆ เชน เครื่องอานบัตร คียบอรด เมาส
สแกนเนอร และอปุ กรณ Output กไ็ ดแกพ วก เครอ่ื งพมิ พ จอภาพ
4.สื่อจัดเก็บขอมูล (Storage)นั่นก็คือสื่อที่ใชในการจัดเก็บขอมูล เชน
ฮารดดสิ ก ท่ีใชในการเก็บขอ มูลอุปกรณคอมพิวเตอร
สวนประกอบของคอมพวิ เตอร สวนอื่นๆ ไดแ กจอภาพ,เคส,พาวเวอรซับ
พลาย,เมนบอรด,แปนพมิ พ, เมาส, การด แสดงผล, CD Drive / DVD Drive
เปน ตน
4. อธิบายหลักการทำงานของ ห ล ั ก ก า ร ท ำ ง า น เ บ ื ้ อ ง ต  น ข อ ง ร ะ บ บ ค อ ม พ ิ ว เ ต อ ร
คอมพิวเตอร พรอ มเขียนแสดง เริ่มจากผใู ชทำการกรอกขอมลู หรือคำสั่งผานทางอปุ กรณรับขอมูล(Input
ขัน้ ตอนการทำงานไดอยางเหมาะสม Devices) ซึ่งขอมูลหรือคำสั่งตางๆที่รับเขามาจะถูกนำไปเก็บไวที่
หนวยความจำหลัก (Memory) จากนั้นก็จะถูกนำไปประมวลผลโดย
หนวยประมวลผลกลาง (Central Processing) แลวนำผลที่ไดจากการ
ประมวลผลมาเก็บไวในหนวยความจำแรม พรอมทั้งแสดงออกทาง
อุปกรณแสดงผล (Output Devices) ดังนั้นระบบคอมพิวเตอรจึง
ประกอบดวย 4 สว นดว ยกัน ไดแ ก สวนอปุ กรณร บั ขอมูล สว นประมวลผล
กลาง หนว ยความจำ และอุปกรณแ สดงผล
5. อธิบายการใชงานอุปกรณ คอมพิวเตอรเมื่อใชไประยะหนึ่งจะมีการเสื่อมชำรุดไปตามสภาพ
คอมพิวเตอรและวิธีการดแู ลรักษา ระยะเวลาที่ใชงาน ผูใชคอมพิวเตอรจึงควรเอาใจใส ดูแลและบำรุงรักษา
อปุ กรณคอมพวิ เตอร ไดอยาง อยางเหมาะสมสมำ่ เสมอเพื่อเพิ่มอายุการใชง านของเครอ่ื งคอมพิวเตอรซ่ึง
เหมาะสม จะชวยใหสามารถประหยัดงบประมาณในการซอมบำรุงหรือการเปลี่ยน
อปุ กรณ
การบำรุงรกั ษาอปุ กรณคอมพวิ เตอร

129

ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรเู พ่มิ เตมิ
1. การดูแลรักษาคอมพิวเตอร ทางดาน Hardware (ฮารดแวร) อุปกรณ
ตา งๆ ภายใน และภายนอกคอมพิวเตอร
- เรือ่ งความสะอาด เปนสง่ิ จำเปน มากสำหรับ การดูแลรกั ษาคอมพิวเตอร
ยกตัวอยาง หากไมทำความสะอาดเลยจนมีฝุนไปติดตามที่ระบายอากาศ
ของคอมพิวเตอร จะทำใหการระบายความรอนไมได เปนสาเหตุให
คอมพิวเตอรรอน และเกิดอาการเครื่องคาง หรือแฮงค หรือจะเปนเรื่อง
ปุมคียบอรด หากไมทำความสะอาดเลยเปนสัปดาห หรือเปนเดือน
บริเวณปุมกดจะสกปรกมาก ๆ ซึ่งเมืองนอกวิจัยกันมาแลววา สกปรกพอ
ๆ กับหอ งน้ำ เลยทเี ดยี ว ซงึ่ เปน อนั ตรายตอสุขภาพแนน อน
- ที่ต้งั ของคอมพิวเตอร ท่ีเราไปวางไวเ ปน มมุ อบั การระบายความรอ นจะ
ไมด ีเทาท่ีควร แนะนำ อยา วางใกลช ดิ ตดิ กำแพง หรือไปวางในมุมอบั ควร
เปน มมุ ทม่ี ีอากาศถายเทไดส ะดวก จะดที ส่ี ุด ถา ไมมีมมุ ทีต่ ั้งจริงๆ ก็เอาพัด
ลมเปา ชวยก็ได
6. บอกประโยชนแ ละโทษจากการใช จากการที่คอมพิวเตอรมีลักษณะเดนหลายประการ ทำใหถูกนำมาใช
งานคอมพิวเตอร พรอมยกตัวอยา ง ประโยชนต อการดำเนินชวี ิตประจำวนั ในสังคมเปนอยางมาก ท่ีพบเห็นได
ประโยชนและโทษจาการใชง าน บอยที่สุดก็คือ การใชในการพิมพเอกสารตางๆ เชน พิมพจดหมาย
คอมพวิ เตอรในชีวติ ประจำวัน รายงาน เอกสารตางๆ ซงึ่ เรยี กวางานประมวลผลคำ ( word processing
) นอกจากนี้ยังมีการประยุกตใชคอมพิวเตอรในดานตางๆ อีกหลายดาน
ดงั ตอไปน้ี
1.ดา นการศึกษา
2. ดา นความบนั เทงิ
3. ดา นการส่อื สารและคมนาคม
4. ดา นศิลปะและการออกแบบ
5. ดา นการแพทย
6. ดานวทิ ยาศาสตรแ ละเคมี
7. อธิบายความหมาย และการใช อนิ เตอรเน็ต (Internet) น้นั ยอ มาจากคำวา “International
งานบริการตา งๆ บนอนิ เตอรเนต็ network” หรือ “Inter Connection network” ซึ่งหมายถึง
บอกประโยชนแ ละโทษจากการใช เครือขายคอมพวิ เตอรขนาดใหญท่เี ชอ่ื มโยงเครือขายคอมพิวเตอรท ัว่ โลก
งาน เขา ไวด ว ยกัน เพ่ือใหเ กดิ การสอ่ื สาร และการแลกเปล่ียนขอมูลรว มกัน
อินเตอรเ น็ต บรกิ ารตา งๆ บนอินเทอรเน็ต
1. เวลิ ดไ วดเว็บ (WWW) เวลิ ดไ วดเวบ็ หรอื เครือขายใยแมงมมุ
2 จดหมายอเิ ลก็ ทรอนิกส (Electronic Mail)
3. บรกิ ารโอนยา ยไฟล (File Transfer Protocol)
4 บรกิ ารสนทนาบนอนิ เทอรเน็ต (Instant Message)
5 บริการคนหาขอมูลบนอินเทอรเนต็
6 บริการกระดานขา วหรือ เวบบอรด (Web board)

130

ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรเู พ่ิมเตมิ
7. หอ งสนทนา (Chat Room)หอ งสนทนา

8. สบื คน ขอมลู จากอนิ เทอรเน็ตได อนิ เทอรเ น็ตเปนแหลง รวบรวมขอมูลขนาดใหญซึง่ มีขอ มลู หลากหลาย
อยางเหมาะสม ประเภทและมแี นวโนมจะเพ่มิ ข้ึนอยางรวดเร็ว ดงั นน้ั การคน หาขอ มูลท่ี
ตอ งการไดอยา งรวดเรว็ น้ัน ไมใ ชเ รอ่ื งงาย ๆ สำหรบั ผูที่ไมคนุ เคยกับ
แหลง ขอ มลู นี้ นนั่ คือ มักประสบปญ หาไมท ราบวา ขอ มลู ทต่ี องการน้นั อยู
ในเว็บไซตใด ดงั นั้นจงึ ไดมเี วบ็ ไซตท่ีใหบ รกิ ารคน หาขอมูลตา ง ๆ
บนอินเทอรเนต็ ที่เรียกวา เครื่องมือชวยคน
หรือ เซิรช เอ็นจนิ (Search Engine)
Search Engine คอื เครือ่ งมือท่ใี ชใ นการคนหาขอ มูลในอินเตอรเ นต็
9. อธบิ ายความหมาย ประโยชน ไมโครซอฟทเวริ ด (Microsoft Word) คือโปรแกรมประเภท word
และสว นประกอบของโปรแกรม processor ทีใ่ ชเหมาะสำหรับการพิมพร ายงาน ชวยใหสรางเอกสารแบบ
Microsoft Word มอื อาชีพอยางมีประสทิ ธภิ าพและประหยดั เชน เหมาะกบั งานดานการ
พมิ พเอกสารทกุ ชนิด สามารถพิมพเ อกสารออกมาเปน ชุด ๆ ซง่ึ เอกสาร
อาจเปนจดหมาย บันทกึ ขอความ รายงาน บทความ ประวัตยิ อ และยงั
สามารถตรวจสอบ ทบทวน แกไข ปรับปรงุ ความถูกตองในการพิมพ
เอกสารไดอยางงายดาย สามารถตรวจสอบ สะกดคำ และหลกั ไวยากรณ
เพม่ิ ตาราง เพม่ิ กราฟก ในเอกสารไดอ ยา งงายดาย
10. เรียกใชงานโปรแกรม Microsoft เพือ่ ใหสามารถใชงานไดอ ยา งรวดเรว็ และเต็มความสามารถของโปรแกรม
Word พรอ มทัง้ เลือกใชง านกลุม ซง่ึ มสี วนท่ีควรรดู ังตอ ไปนี้
เครอื่ งมอื ตางๆ ในโปรแกรม 1 เรียกวา Office Button เปนปุม คำสัง่ เก่ียวกับการทำงานของแฟม งาน
Microsoft เชน สราง(New), เปด(Open), บันทึก(Save), บันทึกเปน(Save As),
Word ไดอยางเหมาะสม พิมพ( Print), ปด(Close), ฯลฯ
2 เรียกวา Quick Access Toolbar เปนแถบเครื่องมือใหคุณเรียกใชงาน
ไดอยางรวดเร็ว ผูใชสามารถเพิ่มปุมคำสั่งที่ใชงานบอยๆ ไวในแถบ
เคร่ืองมือน้ไี ด
3 เรียกวา Title bar แถบแสดงช่ือโปรแกรมและชื่อไฟลป จจุบันที่คุณเปด
ใชงานอยู
4 เรียกวา แถบ Ribbon เปนแถบที่รวบรวมคำสั่งตางๆ ของเมนูหรือทู
บาร เพอ่ื ใหผูใ ชเลือกใชงานงา ยข้ึน
5 เรียกวา Status bar แถบแสดงสถานการณทำงานปจ จุบันบนหนา จอ
6 เรียกวา View bar แถบแสดงมุมมองเอกสารในแบบตางๆ
11. สรา งและจดั แตงเอกสารเวิรดได การสรางเอกสารใหมในโปรแกรม Microsoft Word 2013 สวนมากการ
พรอ มท้งั การพิมพขอความ การแกไ ข ทำงานอันดับแรกในโปรแกรม Microsoft Word ก็คือ การสราง เอกสาร
ขอ ความ ที่ตรงกับความตองการขึ้นมาใชงาน ซึ่งการสรางเอกสารก็สามารถทำได
การกำหนดแบบอักษร ขนาดอกั ษร ดังน้ี
การจัดรปู แบบขอความ สขี อความ 1. การสรา งเอกสารเปลา

131

ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรูเพ่มิ เติม
12. แทรกรปู รางอตั โนมัติ แทรก 1.1 คลิกปุม แฟม (File) >สราง (New) >เอกสารเปลา (Blank
รูปภาพ และแทรกตาราง พรอม document)
ตกแตง กับงานเอกสารไดอยาง 1.2 คลิกปุม สราง (Create) หลังจากนั้นเอกสารใหมกจ็ ะถกู สราง
เหมาะสม ขึ้นมาพรอมทั้งพิมพขอความลงในเอกสาร แกไขขอความ และจัดการ
13. ใชงานโปรแกรม Microsoft รปู แบบของเอกสารไดอยางเหมาะสม
Word ในการสรางสรรคช ้ินงานและ - การใสรูปรางอัตโนมัติ เปนรูปภาพสำเร็จรูปที่มีอยูในโปรแกรม ซึ่งเรา
จัดพมิ พเ อกสารไดอยางเหมาะสม สามารถนำมาใชง านได เชน รปู ทรง เสน แผนผังตา ง ๆ เปนตน
- การแทรกรปู ภาพ หมายถึง การนำรปู ภาพกราฟกมาวางบนเอกสาร
ป.5 1. อธิบายความหมาย ประโยชน - ตาราง เปนรปู แบบการแสดงขอ มลู ชนดิ หนงึ่ มักใชใ นการเปรยี บเทยี บ
และสว นประกอบของโปรแกรม ขอ มลู ตัวเลข และตวั อักษร เชน ตารางบัญชรี ายรบั – รายจา ย ตาราง
Microsoft Powerpoint แสดงยอดขายสินคา เปน ตน
โปรแกรมไมโครซอฟทเวิรด สามารถสรางสรรคช ิน้ งานในรูปแบบตา งๆ ได
2. ใชงานโปรแกรม Microsoft เชน การออกแบบการด อวยพรเนือ่ งในโอกาสตา งๆ การจัดทำรายงาน
Powerpoint และจัดรูปแบบสไลด การจดั ทำแผนผบั เปนตน
เลยเ อาท PowerPoint คือโปรแกรมที่มีจุดประสงคหลักในการใชเพื่อสรางงาน
นำเสนอ การประยุกตแบบภาพและกราฟก รูปราง รูปภาพ กราฟ
ภาพเคลอ่ื นไหว แผนภูมิ วดิ โี อ และอนื่ ๆ
สว นประกอบของหนา จอโปรแกรม
1. แถบเครื่องมือดว น (Quick Access Toolbar)
2. ปมุ ควบคุมหนาตางโปรแกรม (Program Window Control) 3. ปุม
ไฟล (FILE)
4. แถบรบิ บอน (Ribbon)
5. แถบนำทาง (Navigation Page)
6. แถบเลือ่ น (Scroll Bar)
7. พน้ื ที่สไลด (Slide Pane)
8. หมายเลขสไลด (Slide Number)
9. ภาษา (Language) 10. ปุมมมุ มอง (View)
11. ปุมเลอ่ื นยอ -ขยาย (Zoom Controls)

การใชงานโปรแกรม Microsoft Powerpoint การใชงานเครื่องมือใน

โปรแกรม และจดั รูปแบบสไลดส ไลดเลยเอาททั้ง 9 แบบ

132

ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรียนรเู พ่ิมเติม

3. สรา งและจดั แตง พื้นหลัง การจัดการพ้นื หลงั ดว ยเครื่องมอื Format background ประกอบดวย
Format Background การเตมิ สที ึบ การทำโปรงใส การไลร ะดับสีและทิศทาง การเติมพื้นผิว
การเตมิ ลวดลาย และการใชรูปภาพเปนพื้นหลัง
4. สรางและจดั แตงพื้นหลังสำเรจ็ รูป การจดั การพน้ื หลงั ดวยเคร่ืองมือ Design การใชช ดุ พืน้ หลังสำเร็จรูป การ
Design ปรบั แตง ชดุ โทนสี
5. สรา งและจดั แตงขอความ การจัดการขอ ความดว ยเคร่ืองมอื Textbox และ WordArt ในการสรา ง
Textbox WordArt
ขอความศิลป การจดั แตง ขอความ และการใสเ อฟเฟกตข อความ
6. แทรกและจดั แตงรูปราง Shape การจดั การรูปรา งอัตโนมตั ิ การแทรกรปู รา ง การปรับแตง รูปรา ง การ
เรยี งลำดบั การจัดกลุม และการใสเ อฟเฟกตร ูปราง
7. แทรกและจดั แตงรูปภาพ Picture การจดั การรปู ภาพ การแทรกรปู ภาพ การปรบั แตง รปู ภาพ การนำพน้ื หลงั
ออก การเรียงลำดบั การจัดกลมุ และการใสเ อฟเฟกตร ูปภาพ
8. แทรกและจดั รูปแบบการเชือ่ มโยง การเชื่อมโยง การใชแ ละจัดรูปแบบ Action Button ในการตง้ั คาการ
ภายใน - Action Button เชอื่ มโยงจากจุดหน่ึงไปยงั ท่ีอ่ืนๆ ในสไลดอื่น เชน การสรา งสารบัญ
9. แทรกและจัดรปู แบบการเชอ่ื มโยง การเชื่อมโยง การใช Hyperlink ในการตั้งคา การเชอ่ื มโยงไปยังเครอื ขาย
ภายนอก - Hyperlink ภายนอก เชน การลิ้งคไปยังเวบ็ ไซตปลายทาง
10. สรา งภาพเคล่ือนไหว - การสรางและต้ังคา ภาพเคลอ่ื นไหว การเรยี งลำดับ การจัดกลุม การ
จดั การบานหนาตา งภาพเคลื่อนไหว การจัดการลำดบั เวลา การต้ังคาเอฟ
Animation เฟก ต รวมถึงการสรา งการต นู แอนเิ มชัน่

11. แทรกและจดั รปู แบบเสยี ง - การใสไ ฟลเสียง การจัดรปู แบบ การตดั ตอ ไฟลเ สยี ง การตัง้ คา ระยะเวลา
Sound การเลนเสยี ง
12. แทรกและจดั รปู แบบวีดีโอ – การใสไฟลว ดี ีโอ การจัดรปู แบบ การตดั ตอ ไฟลว ีดโี อ การต้งั คาระยะเวลา
VDO การเลน วีดีโอ
13. จดั รูปแบบการเปล่ียนสไลด – การจดั การรูปแบบการเปล่ยี นสไลด การจดั การเอฟเฟกต การตั้งคา

Transition ระยะเวลาในการเปลี่ยนสไลด

14. จดั รูปแบบการนำเสนอ - Slide การจัดการรปู แบบการนำเสนอ การจดั การเอฟเฟกต การตั้งคาระยะเวลา

Show ในการนำเสนอสไลด

15. บนั ทกึ งานเปน วีดโี อ หรือภาพนิ่ง การบันทกึ งานเปนวดี โี อ บนั ทึกงานเปนภาพน่ิง เพ่ือนำไปประยกุ ตใ ชใน
งานตางๆ ไดอยา งเหมาะสม

133

ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรูเพม่ิ เตมิ
ป.6 1. อธบิ ายความหมาย ประโยชน Microsoft Excel เปนโปรแกรมประเภทตารางการคำนวณ ใชส ำหรับ
และสว นประกอบของโปรแกรม จัดการคำนวณขอมูลในรปู แบบตาราง การทำงานดานฐานขอมูล อีกท้ัง
Microsoft Excel สามารถจัดทำกราฟ แผนภูมิเพ่อื แสดงผลขอมูล
2. อธบิ ายความหมาย ประเภทและ ชนดิ ของขอมลู ของโปรแกรม Microsoft Excel
ลักษณะของขอมูลของโปรแกรม 1. ขอมูลประเภทขอความ (Text) หมายถงึ ขอมลู ที่ไมนำมาคำนวณ อาจ
Microsoft Excel เปนตัวอักษร
2. ขอมลู ประเภทตวั เลข (Numeric) ขอมูลทนี่ ำมาคำนวณได ขอมูลจะ
อยชู ิดขวา
3. ขอ มลู ประเภทวันท่ีและเวลา (Date-Time)
หมายถึงขอมลู ท่ีประกอบดว ยวนั ท่ี เดอื น และป โดยเดือนสามารถกำหนด
ไดท้งั แบบตัวเลข หรอื ตวั อักษร ขอ มลู ชนิดน้นี ำไปคำนวณได
4. ขอ มลู ประเภทสูตร (Formular) ขอมลู ประเภทนี้คอื สมการ
คณิตศาสตร จะตอ งใชเ คร่ืองหมายเทา กบั (=) นำหนา
3. ใชง านโปรแกรม Microsoft การใชงานโปรแกรม Microsoft Excel และการจัดการแผนงาน เชน การ
Excel และการจัดการแผน งาน เพิ่ม แทรก ลบ เปล่ียนช่อื แผนงาน ไดอยางเหมาะสม
Sheet
4. พิมพขอ มูล และการจัดรปู แบบ การปอ นขอ มลู และจัดรปู แบบขอ มลู ทง้ั 4 ประเภท (ขอ ความ ตวั เลข
ขอมูล วนั ท/ี่ เวลา สูตรการคำนวณ) การจดั รูปแบบการแสดงผลของขอมูล เชน
จำนวนทศนยิ ม รูปแบบของวันท/ี่ เวลา ทศิ ทางของขอ ความ ตำแหนง ของ
ขอความในเซลล
5. จัดรปู แบบคอลัมน แถว และเซลล การจัดรปู แบบคอลัมน แถว และเซลล
การแทรก คัดลอก ลบ ผสานคอลมั น แถว และเซลล
6. พมิ พสตู รคำนวณดว ยตนเอง สูตรการคำนวณใน Excel ทำไดโดยการพิมพเคร่ืองหมาย = ตามดวยช่ือ
เซลลใ นแตละเซลล และเคร่ืองหมายทางคณติ ศาสตร ในชอ งเซลลท ่ี
ตองการแสดงผลลพั ธ เชน =A1+(A2*A3)
7. ใชงานสตู รคำนวณสำเรจ็ รปู การใชง านฟงกช ัน่ การคำนวณใน Excel เชน SUM AVERAGE MAX MIN
COUNT เปน ตน
8. ใชงานสตู รคำนวณแบบมีเงื่อนไข การใชง านฟงกช ั่นการคำนวณ IF ใน Excel เพอ่ื การคำนวณแบบมี
IF เงือ่ นไข
9. สรางและปรับแตง แผนภมู ิ การสรางแผนภูมจิ ากตารางขอมลู การปรับแตง แผนภมู ิแบบแทง แบบ
กราฟ และแผนภูมวิ งกลม การปรบั แตง คำอธิบายขอมลู รูปแบบ สสี ัน
10. สรางการเชอ่ื มโยง LINK การเชื่อมโยงหลายมิติ (Hyperlink]
การเชื่อมโยงเปน การกําหนดเนอ้ื หาหรอื ขอมูลเชื่อมโยงเขาดว ยกัน โดย
เช่อื มโยงแผนงาน กบั แผนงาน สมุดงานกับสมุดงาน สมดุ งานกบั ไฟล
โปรแกรมอนื่ ๆ สว นท่ผี ูใ ชไดกาํ หนดไว ซึ่งเรยี กวา การ เชื่อมโยงหลายมติ ิ
(Hyperlink) หรือเรยี กส้นั ๆ วา ลงิ ก (Link)

ชัน้ ผลการเรยี นรู 134
11. ใชง านอินเตอรเนต็ อยาง
ปลอดภัย สาระการเรียนรเู พิ่มเตมิ
อินเตอรเน็ต (Internet) นั้นยอมาจากคำวา “International
network” หรือ “Inter Connection network” ซึง่ หมายถึง
เครือขายคอมพิวเตอรข นาดใหญทเี่ ชอื่ มโยงเครือขายคอมพิวเตอรท ่วั โลก
เขาไวดวยกนั เพื่อใหเกดิ การส่ือสาร และการแลกเปลยี่ นขอ มลู รวมกนั
วิธใี ชอ ินเทอรเ นต็ อยา งปลอดภยั
1. เก็บรักษาขอ มลู สว นบุคคล ใหปลอดภยั อยูเ สมอ
2. เปดการตงั้ คา ความเปน สว นตวั ของคุณไว
3. เลือกเวบ็ เบราเซอรท ่ปี ลอดภัย
4. ตรวจสอบวา การเชือ่ มตออินเทอรเ นต็ ของคุณมคี วามปลอดภยั
5. ระวังสงิ่ ทีค่ ณุ ดาวนโ หลด

135

รหัส ว11282 คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเติม
ชน้ั ประถมศึกษาปท ่ี 1 รายวิชาคอมพิวเตอร 1 กลมุ สาระการเรยี นรูวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี

จำนวน 40 ชว่ั โมง/ป

ศกึ ษาและฝก ทักษะทางคอมพิวเตอรในขั้นพืน้ ฐาน ซ่งึ มอี งคค วามรูเกย่ี วกับเรอื่ งอปุ กรณคอมพวิ เตอร การใช
คอมพิวเตอรในการทำงาน การดูแลรกั ษาคอมพิวเตอร และประโยชนข องคอมพวิ เตอรเก่ียวกับโปรแกรมกราฟก ในการ
ออกแบบรูปภาพ และความเก่ียวกับการเขียนโปรแกรมเบื้องตน

สำหรับการเรียนในรายวิชาน้ี จะเปน การใหนักเรยี นฝก ทักษะทางคอมพิวเตอร โดยวิธใี ชเ มาสในการเลือก
โฟลเดอร การใชแ ปนอักขระในการพมิ พ เปน ตน นอกจากนี้นักเรียนจะไดร ับการเรยี นรูการใชโ ปรแกรมกราฟกในการ
ออกแบบรูปภาพ และการเขยี นโปรแกรมเบอื้ งตน

ผลการเรยี นรู
1. เขยี นโปรแกรมอยางงา ย โดยใชซอฟตแ วร
2. ใชเ ทคโนโลยีในการสราง จัดเกบ็ เรียกใชขอมลู ตามวตั ถุประสงค
3. ใชเทคโนโลยีสารสนเทศอยางปลอดภัย ปฏิบัติ ตามขอตกลงในการใชค อมพิวเตอรร วมกนั ดูแล รักษาอปุ กรณ

เบ้อื งตน ใชง านอยา งเหมาะสม
4.สรางรปู ภาพอยา งงาย โดยใชโ ปรแกรมกราฟก

รวม 4 ผลการเรยี นรู

136

รหัสวชิ า ว12282 คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเตมิ
ชั้นประถมศึกษาปท่ี 2 รายวชิ าคอมพิวเตอร 2 กลุมสาระการเรยี นรวู ทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี

จำนวน 40 ชั่วโมง/ป

ศึกษาและฝกทักษะคอมพิวเตอรอ ันไดแก การแสดงขัน้ ตอนการแกปญหาโดยใชภาพสัญลักษณ หรือขอความ การ
ตรวจหาขอผิดพลาดของโปรแกรม การใชงานซอฟตแวรเบื้องตน การจัดการไฟลและโฟลเดอร การใชงานและดูแลรักษา
อปุ กรณคอมพิวเตอร เทคโนโลยีในชวี ติ ประจำวัน การใชเทคโนโลยีสารสนเทศอยา งปลอดภัย

โดยการจดั ประสบการณหรือสถานการณท่ใี กลตัวผเู รียนไดศึกษา คน ควา ฝกทักษะ โดยการปฏิบัติจริง เพ่ือพัฒนา
ทักษะกระบวนการในดานการใชเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเบื้องตน สามารถสื่อสารสิ่งที่ เรียนรู มีความคิด
สรางสรรค สามารถทำงานรวมกับผูอื่น แกปญหาอยางงาย เขียนโปรแกรมแบบมีเงื่อนไขและตรวจหาขอผิดพลาด ใชงาน
ซอฟตแวรสราง จัดหมวดหมูไฟลและโฟลเดอร ตระหนัก ถึงความสำคัญของการปกปองขอมูลสวนตัว ใชเทคโนโลยี
สารสนเทศอยางปลอดภัย ดแู ลรกั ษาอุปกรณ คอมพิวเตอร มจี รยิ ธรรม คณุ ธรรม และคา นิยมที่เหมาะสม
ผลการเรียนรู

1. แสดงลำดับขน้ั ตอนการทำงานหรือการแกป ญ หาอยางงาย โดยใชภ าพสัญลกั ษณ หรือขอความ
2. เขียนโปรแกรมอยางงายและตรวจหาขอ ผิดพลาดของโปรแกรม
3. ใชเทคโนโลยีในการสรา ง จดั หมวดหมู คนหา จัดเก็บ เรยี กใชข อ มลู ตามวตั ถุประสงค
4. ใชเ ทคโนโลยีสารสนเทศ อยางปลอดภัย ปฏบิ ตั ติ าม ขอตกลงในการใชคอมพวิ เตอร รวมกัน ดูแลรกั ษาอุปกรณ

เบอื้ งตน ใชง านอยางเหมาะสม
จำนวนผลการเรียนรทู งั้ หมด 4 ผลการเรยี นรู

137

คำอธิบายรายวชิ าเพิ่มเติม
รหสั วิชา ว13282 รายวิชาคอมพวิ เตอร 3 กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
ชนั้ ประถมศกึ ษาปท่ี 3 จำนวน 40 ช่ัวโมง/ป

ศึกษาและฝกทักษะคอมพิวเตอรอันไดแก การใชเทคโนโลยีสารสนเทศอยางปลอดภัย การใชอินเทอรเน็ตคนหา
ความรู การปฏิบัติตามขอตกลงในการใชอินเทอรเน็ต การรวบรวมและนำเสนอขอมูลโดยใชโปรแกรม Microsoft Power
Point การเขียนโปรแกรมอยา งงาย โดยใชโปรแกรม Scratch Desktop และตรวจหาขอผิดพลาดของโปรแกรม การรักษา
อปุ กรณคอมพิวเตอรแ ละการใชง านอยา งเหมาะสม

โดยการจัดประสบการณหรือสถานการณทใ่ี กลตัวผเู รียนไดศึกษา คน ควา ฝกทักษะ โดยการปฏิบตั ิจริง เพ่ือพัฒนา
ทกั ษะกระบวนการในการใชเทคโนโลยสี ารสนเทศ การใชอนิ เทอรเ น็ต การใชโปรแกรม Microsoft Power Point การเขียน
โปรแกรมและตรวจหาขอ ผดิ พลาดของโปรแกรม Scratch Desktop การรกั ษาและการใชง านอปุ กรณคอมพิวเตอร
ผลการเรียนรู

1. ใชอินเทอรเนต็ คนหาความรูและรวบรวมขอ มลู
2. ใชเทคโนโลยสี ารสนเทศอยางปลอดภยั ปฏิบัติ ตามขอตกลงในการใชอินเทอรเนต็
3. นำเสนอขอมลู โดยใชโปรแกรม Microsoft Power Point
4. เขียนโปรแกรมอยา งงาย โดยใชโปรแกรม Scratch Desktop และตรวจหาขอผดิ พลาดของโปรแกรม
5. รกั ษาอปุ กรณเ บ้อื งตน ใชงานอยา งเหมาะสม
จำนวนผลการเรียนรูทงั้ หมด 5 ผลการเรยี นรู

138

คำอธิบายรายวชิ าเพ่ิมเตมิ
รหัสวชิ า ว14182 รายวชิ าคอมพิวเตอร 4 กลมุ สาระการเรียนรวู ทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
ชั้นประถมศกึ ษาปท ่ี 4 จำนวน 40 ชัว่ โมง/ป

ศกึ ษาการคนหาขอ มลู อยา งมีขนั้ ตอนและนำเสนอขอ มูลในรปู แบบตางๆ ความหมายของเทคโนโลยสี ารสนเทศ
ขอ มลู กบั เทคโนโลยีสมยั ใหม องคป ระกอบของคอมพวิ เตอร การทำงานของคอมพิวเตอร อปุ กรณร บั ขอมูล อปุ กรณ
แสดงผลขอมลู วธิ ดี ูแลรกั ษาอุปกรณเ ทคโนโลยสี ารสนเทศ การบันทกึ ขอ มูล การเปดแฟมขอ มูล การพิมพเอกสาร
โปรแกรม Microsoft Word ชอ่ื และหนาท่ีของแถบเครอ่ื งมือ การพมิ พข อความ การกำหนดแบบอักษร ขนาดอกั ษร
การจัดรปู แบบขอความ สขี อ ความ การกำหนดขนาดกระดาษ การบันทึกขอมูล การเปดแฟม ขอมูล และการพมิ พเ อกสาร
การจัดทำเอกสาร สรา งช้นิ งาน และประยกุ ตใชโปรแกรมใหส อดคลองกับกลุม สาระตางๆ

โดยการสืบคน รวบรวมขอมลู จากแหลง ขอมลู ตา งๆ และการอภิปรายเพ่ือใหเกิดความรู ความเขาใจ ตลอดจน
สามารถอธิบายส่งิ ท่ีเรียนรู สรา งสรรคผลงานจากสิง่ ที่ไดเ รยี น สามารถนำไปใชใ หเ กิดประโยชนใ นชวี ติ ประจำวัน และเหน็
คณุ คา ความสำคัญของชิ้นงานที่สรา งข้ึน

ผลการเรยี นรู
1. บอกความหมาย ประโยชนข องเทคโนโลยสี ารสนเทศ พรอ มทัง้ ยกตวั อยางหนา ที่การทำงานของอปุ กรณ

เทคโนโลยสี ารสนเทศ
2. บอกสวนประกอบของคอมพวิ เตอร หลักการทำงานของคอมพิวเตอร วิธกี ารใชง านและดูแลรักษาอปุ กรณ

คอมพวิ เตอร พรอมทง้ั ยกตัวอยางประโยชนและโทษจาการใชงานคอมพวิ เตอร
3. อธิบายความหมายและการใชงานบริการตา งๆ บนอินเตอรเ นต็ ประโยชนและโทษจากการใชงาน

อินเตอรเน็ต และสามารถสืบคนขอมูลจากอินเทอรเน็ต ได
4. เรียกใชงานโปรแกรม Microsoft Word ใชงานแถบเครื่องมือ การพมิ พขอ ความ การแกไขขอความ การ

กำหนดแบบอกั ษร ขนาดอักษร การจัดรปู แบบขอความ สขี อความ การแทรกรปู ราง การแทรกรปู ภาพ การสรางตาราง
และการบันทกึ ขอ มูล

5. ใชง านโปรแกรม Microsoft Word ในการสรา งสรรคช น้ิ งานและจัดพิมพเ อกสาร ไดแก การออกแบบแผน พับ
การออกแบบรายการอาหาร และการออกแบบการดอวยพร

จำนวนผลการเรียนรทู ้งั หมด 5 ผลการเรยี นรู

139

คำอธิบายรายวชิ าเพ่ิมเติม รายวิชาคอมพิวเตอร 5
รหสั วชิ า ว15282 จำนวน 40 ช่วั โมง/ป
กลุมสาระการเรียนรวู ิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
ช้นั ประถมศึกษาปท ี่ 5

ศึกษาและฝกทักษะการใชงานโปรแกรมนำเสนอ Microsoft office PowerPoint อันไดแ ก การจดั การสไลด การ
จัดการพื้นหลัง การจัดรูปแบบขอความ การแทรกรูปราง,รูปภาพ การจัดรูปราง,รูปภาพ การแทรกตาราง การแทรกเสียง
การแทรกวดี โี อ การสรา งภาพเคลื่อนไหว การจดั รปู แบบการเปลย่ี นสไลด การต้งั คารปู แบบการนำเสนอ

โดยการจัดประสบการณฝกทักษะ โดยการปฏิบัติจริง เพื่อพัฒนาทักษะการใชงานโปรแกรมนำเสนอ และนำ
ประสบการณดานความรู ความคิด ทักษะและกระบวนการที่ไดไปใชในการเรียนรูสิ่งตาง ๆ และใชในชีวิตประจำวันอยาง
สรางสรรคเพ่อื ใหเ ห็นคุณคา และมีเจตคตทิ ่ีดตี อคอมพิวเตอร สามารถทำงานไดอยางเปน ระบบ มรี ะเบยี บ รอบคอบ มีความ
รับผดิ ชอบ มีวิจารณญาณ มีความคิดริเริ่มสรางสรรคแ ละมคี วามเช่อื มนั่ ในตนเอง
ผลการเรียนรู

1. บอกถงึ ลักษณะของโปรแกรม Microsoft Powerpoint
2. จัดรูปแบบสไลด – Layout
3. จัดรปู แบบพนื้ หลัง - Format Background
4. จัดรปู แบบชดุ พน้ื หลังสำเรจ็ รูป - Template
5. แทรกและจดั รูปแบบขอ ความ – Textbox WordArt
6. แทรกและจัดรปู แบบรูปรา ง – Shape
7. แทรกและจดั รูปแบบรปู ภาพ – Picture
8. แทรกและจดั รูปแบบการเชือ่ มโยงภายใน - Action Button
9. แทรกและจัดรปู แบบการเช่อื มโยงภายนอก - Hyperlink
10. สรางภาพเคล่อื นไหว - Animation
11. แทรกและจัดรูปแบบเสียง - Sound
12. แทรกและจดั รูปแบบวีดีโอ – VDO
13. จดั รปู แบบการเปล่ยี นสไลด – Transition
14. จดั รปู แบบการนำเสนอ - Slide Show
15. บันทึกงานเปน วดี โี อ หรือภาพนิ่ง
จำนวนผลการเรียนรทู ัง้ หมด 15 ผลการเรยี นรู

140

คำอธิบายรายวชิ าเพ่ิมเติม
รหัสวิชา ว16282 รายวชิ าคอมพิวเตอร 6 กลุมสาระการเรยี นรูวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
ชั้นประถมศึกษาปท ่ี 6 จำนวน 40 ชั่วโมง/ป

ศกึ ษาและฝก ทักษะการใชงานโปรแกรมตารางงาน Microsoft office Excel อันไดแก สวนประกอบของโปรแกรม
การใชเมนแู ละแถบเคร่อื งมือ การจัดการเวริ กชตี การจัดการแถว คอลมั น และเซลล ประเภทของขอมูลในโปรแกรม การ
จดั รูปแบบขอ มูลบนเวริ ค ชตี การกำหนดเสน ขอบ การตกแตงเวิรคชีต การใชสูตรคำนวณและฟงกชน่ั การประยุกตเพือ่ ใชใ น
งานอาชีพ

โดยการจดั ประสบการณฝ ก ทักษะ โดยการปฏบิ ตั จิ ริง เพื่อพฒั นาทกั ษะการใชง านโปรแกรมตารางงาน และนำ
ประสบการณดานความรู ความคิด ทกั ษะและกระบวนการที่ไดไปใชใ นการเรยี นรูส่ิงตาง ๆ และใชในชีวิตประจำวนั อยาง
สรา งสรรคเพอื่ ใหเห็นคณุ คาและมีเจตคติท่ดี ีตอคอมพวิ เตอร สามารถทำงานไดอยา งเปน ระบบ มรี ะเบยี บ รอบคอบ มีความ
รบั ผดิ ชอบ มวี จิ ารณญาณ มีความคดิ ริเรมิ่ สรา งสรรคแ ละมีความเชอ่ื ม่ันในตนเอง
ผลการเรียนรู

1. บอกถึงงานที่จำเปนตองใชโ ปรแกรม Microsoft Excel
2. บอกสวนประกอบของหนา ตางโปรแกรม
3. ใชเมนแู ละแถบเคร่ืองมือ
4. จัดการเวิรกบคุ เวิรก ชตี
5. บันทกึ งาน และปด โปรแกรม
6. บอกประเภทของขอมูลในโปรแกรม
7. ปอ น ลบ แกไ ข ขอมลู
8. ใชก ารเตมิ ขอมลู อตั โนมัติ
9. จดั การแถว คอลมั น และเซลล
10. จัดรูปแบบขอมูลบนเวริ ค ชตี
11. วางตำแหนง ขอมูล
12. กำหนดเสนขอบ
13. ตกแตง เวริ ค ชีต
14. ใชส ตู รคำนวณเบ้อื งตน
15. ใชฟง กชั่นในการคำนวณ
16. ประยกุ ตเ พอื่ ใชในงานอาชีพ
จำนวนผลการเรียนรทู ั้งหมด 16 ผลการเรยี นรู

141

รายวิชา การศึกษาเพือ่ การเรยี นรู สาระการเรียนรเู พ่มิ เตมิ
ช้ัน ผลการเรยี นรู สังเกตปญหาและสภาพแวดลอม โดยการต้งั ประเดน็
ป.4-6 1. ตั้งประเด็นความรู คำถาม ขอ สงสัย คำถามหรือขอสงสยั จากบลุ คลใกลตัวและ
สง่ิ แวดลอมตา งๆ กำหนดประเด็นของปญหาและ
(Knowledge Issue) ในส่งิ ทีส่ นใจเกี่ยวกบั สมมตุ ฐิ านเกี่ยวกับปญหาท่ีพบเจอในชวี ิตประจำวนั
ส่ิงแวดลอ มใกลตวั โดยการตงั้ สมมติฐานตามจินตนาการหรือตามความรู
และประสบการณ

2. วางแผน กำหนดขอบเขต ในการรวบรวม วางแผนการคน ควา ตั้งประเด็นความร/ู คำถาม
และลำดบั ขน้ั ตอนการเก็บขอมูล คนควา กำหนดขอบเขต ตั้งสมมตฐิ าน ในการรวบรวมและ
แสวงหาขอ มูล คำตอบจากแหลง คน ควาใกล ดำเนินการตามแผนทีก่ ำหนดไวแ บบเปนขั้นเปน ตอน
ตวั ตามความรูและประสบการณ หรือแหลง ศึกษา
คน ควาใกลตัว
3. แสวงหาขอมูลและอา งองิ แหลง เรียนรูที่ เทคนคิ และวิธกี ารในการสืบคนขอมลู และรวบรวม
เช่อื ถอื ได ขอ มลู ตามข้ันตอนและวิธกี ารการรวบรวมขอมลู จาก
แหลงขอ มลู ตา ง ๆ และอางอิงแหลง ความรทู เี่ ชือ่ ถือ
ได

4. อภปิ รายและวิเคราะหขอมูลการสบื คน วิเคราะหแ ละอภปิ รายขอมูลจากการสืบคน จดั
กระทำขอมลู อยา งงายและสรปุ ประเดน็ ความรจู าก
5. พูด เขียน เพ่ือสรปุ ประเดน็ ความรูจ าก ขอ คิดสำคัญ โดยใชกระบวนการคดิ การตัง้ คำถาม/
ขอคิดสำคัญที่ไดศึกษาคนควา สอบถาม
6. สอื่ สารและนำเสนอเปนลำดับ ขน้ั ตอน เขียนสรุปความรแู ละประเดน็ สำคญั ของปญหาตาม
เขาใจงาย ในรูปแบบกลมุ หรือรายบุคคล โครงเร่อื งท่ีไดทำการวางแผนไว เขียนแหลงอา งอิง
7. ใชส่ือในการนำเสนอทเ่ี หมาะ สมกบั วัย ขอ มลู ท่นี าเชื่อถือจากแหลงขอมลู ท่ีไดท ำการศึกษา
คนควา
สอ่ื สารขอมลู ท่ีเรียนรูในรูปแบบกลุมหรือรายบุคคล
มีลำดบั ขั้นตอนในการนำเสนอ เขา ใจงาย อางองิ
แหลง ความรทู ่ีเชอื่ ถือได
ใชส ่ือท่ีเหมาะสมกบั วัย มีความคิดสรา งสรรค มี
ทกั ษะการส่ือความและการนำเสนอ เหน็ คุณคาและ
ประโยชนของการศึกษาเรียนรดู วยตนเอง

142

คำอธิบายรายวชิ าเพ่ิมเตมิ รายวชิ าการศกึ ษาเพ่ือเรยี นรู 1
รหสั วชิ า IS14201 จำนวน 40 ช่วั โมง/ป
กลุมสาระการเรยี นรูว ิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
ช้ันประถมศกึ ษาปท ี่ 4

ฝกทักษะการสังเกต การรับรู สภาพแวดลอมและปญหาที่เกี่ยวกับเรื่องราวงายๆ บุคคลใกลตัวที่กำหนดให
(Knowledge Issue) การวิเคราะห การคนควาและแสวงหาความรู ตั้งประเด็นความรู คำถาม กำหนดขอบเขต
ตั้งสมมติฐาน แสวงหาขอมูล คำตอบตามจินตนาการ ตามความรูและประสบการณของตนหรือแหลงศึกษาคนควาใกลตัว
ออกแบบวางแผนรวบรวม วิเคราะหขอมลู จาการสบื คน จัดกระทำขอมลู อยางงายและสรปุ ประเด็นความรูจากขอคิดสำคัญ
โดยใชกระบวนการคิด การตั้งคำถาม/สอบถาม สืบคนขอมูลคำตอบ กระบวนการปฏิบัติ เพื่อใหเกิดทักษะในการคนควา
แสวงหาความรู มที ักษะในการคดิ

เขียนขอสรุปสิง่ ท่ีไดศึกษาคนควาตามโครงเรื่องที่ไดวางไว เชน บทความ และสื่อสารขอมลู ทีเ่ รียนรูใ นรูปแบบกลมุ
มลี ำดับขัน้ ตอนในการนำเสนอเขาใจงาย โดยใชส่ือทเ่ี หมาะสมกับวัย อา งอิงความรูท่ศี ึกษาคน ควา และแหลงความรูท่ีเชื่อถือ
ได มีความคิดสรางสรรคและการคิดวิเคราะห สามารถเชื่อมโยงความรูสูการปฏิบัติในสถานการณงายๆ ใกลตัวที่เปน
ประโยชนของการเรยี นรูดวยตนเอง ทกั ษะการสอ่ื ความและการนำเสนอ เหน็ คุณคา และประโยชนของการเรยี นรูดวยตนเอง

ผลการเรียนรู
1. ตั้งประเด็นความรู คำถาม ขอ สงสยั (Knowledge Issue) ในสิง่ ท่สี นใจเก่ียวกับบุคคลใกลตวั
2. วางแผน กำหนดขอบเขต ในการรวบรวมและลำดับขั้นตอนการเก็บขอมูล คนควา แสวงหาขอมูล คำตอบจาก
แหลง คน ควาใกลต วั
3. แสวงหาขอมลู และอา งอิงแหลงเรยี นรูทเี่ ชื่อถือได
4. อภปิ รายและวิเคราะหข อ มลู การสืบคน
5. พดู เขียน เพื่อสรุปประเด็นความรจู ากขอ คิดสำคญั ท่ไี ดศึกษาคนควา
6. สอื่ สารและนำเสนอเปนลำดับ ขนั้ ตอน เขา ใจงาย ในรูปแบบกลมุ หรือรายบคุ คล
7. ใชส ือ่ ในการนำเสนอทเ่ี หมาะสมกับวัย

จำนวนผลการเรยี นรูท ัง้ หมด 7 ผลการเรยี นรู

143

คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเติม
รหัสวิชา IS15201 รายวิชาการศกึ ษาเพ่อื เรียนรู 2 (Knowledge Inquiry 2)
กลุมสาระการเรยี นรูวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
ชัน้ ประถมศกึ ษาปท่ี 5 เวลา 40 ชั่วโมง / ป

ฝกทักษะการสังเกต การรับรู สภาพแวดลอมและปญหาที่เกี่ยวกับเรื่องราวงายๆ สิ่งแวดลอมใกลตัวที่กำหนดให
(Knowledge Issue) การวิเคราะห การคนควาและแสวงหาความรู ตั้งประเด็นความรู คำถาม กำหนดขอบเขต
ตั้งสมมติฐาน แสวงหาขอมูล คำตอบตามจินตนาการ ตามความรูและประสบการณของตนหรือแหลงศึกษาคนควาใกลตัว
ออกแบบวางแผนรวบรวม วเิ คราะหขอมูลจาการสืบคน จดั กระทำขอมูลอยางงายและสรุปประเด็นความรูจากขอคิดสำคัญ
โดยใชกระบวนการคิด การตั้งคำถาม/สอบถาม สืบคนขอมูลคำตอบ กระบวนการปฏิบัติ เพื่อใหเกิดทักษะในการคนควา
แสวงหาความรู มที ักษะในการคิด

เขียนขอสรุปสิ่งที่ไดศึกษาคน ควา ตามโครงเรื่องที่ไดว างไว เชน บทความ และสื่อสารขอมูลท่ีเรียนรูใ นรูปแบบกลมุ
หรือรายบคุ คล มีลำดบั ขัน้ ตอนในการนำเสนอเขา ใจงาย โดยใชสอ่ื ท่ีเหมาะสมกับวยั อา งอิงความรูท่ีศึกษาคนควาและแหลง
ความรทู ่เี ชือ่ ถือได มคี วามคิดสรางสรรคและการคิดวิเคราะห สามารถเชอื่ มโยงความรูสูการปฏบิ ัติในสถานการณงายๆ ใกล
ตัวที่เปนประโยชนของการเรียนรูดวยตนเอง ทักษะการสื่อความและการนำเสนอ เห็นคุณคาและประโยชนของการเรียนรู
ดวยตนเอง

ผลการเรียนรู
1. ตงั้ ประเด็นความรู คำถาม ขอสงสยั (Knowledge Issue) ในสิ่งทีส่ นใจเกี่ยวกบั สิ่งแวดลอมใกลตัว
2. วางแผน กำหนดขอบเขต ในการรวบรวมและลำดับขั้นตอนการเก็บขอมูล คนควา แสวงหาขอมูล คำตอบจาก

แหลงคน ควา ใกลตัว
3. แสวงหาขอมลู และอา งองิ แหลงเรยี นรทู เี่ ชื่อถือได
4. อภิปรายและวเิ คราะหข อ มลู การสืบคน
5. พดู เขียน เพื่อสรปุ ประเดน็ ความรูจากขอ คดิ สำคญั ทไ่ี ดศกึ ษาคนควา
6. สือ่ สารและนำเสนอเปนลำดับ ขน้ั ตอน เขา ใจงาย ในรูปแบบกลมุ หรอื รายบคุ คล
7. ใชสื่อในการนำเสนอท่เี หมาะสมกับวยั

จำนวนผลการเรียนรทู ง้ั หมด 7 ผลการเรียนรู

144

คำอธิบายรายวิชาเพ่ิมเตมิ
รหัสวิชา IS16201 รายวชิ าศกึ ษาเพ่ือเรียนรู 3 (Knowledge Inquiry 3)
กลุม สาระการเรยี นวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
ชั้นประถมศึกษาปที่ 6 เวลา 40 ชั่วโมง

ฝกทักษะการสังเกต การรับรู สภาพแวดลอมและปญหาที่เกี่ยวกับเรื่องราวงายๆ สิ่งแวดลอมและบุคคลใกลตัวท่ี
กำหนดให (Knowledge Issue) การวิเคราะห การคนควาและแสวงหาความรู ตั้งประเด็นความรู คำถาม กำหนดขอบเขต
ตั้งสมมติฐาน แสวงหาขอมูล คำตอบตามจินตนาการ ตามความรูและประสบการณของตนหรือแหลงศึกษาคนควาใกลตัว
ออกแบบวางแผนรวบรวม วิเคราะหขอมูลจากการสืบคน จัดกระทำขอมูลอยางงายและสรุปประเด็นความรูจากขอคิด
สำคัญ โดยใชกระบวนการคิด การตั้งคำถาม/สอบถาม สืบคนขอมูลคำตอบ กระบวนการปฏิบัติ เพื่อใหเกิดทักษะในการ
คนควาแสวงหาความรู มีทกั ษะในการคดิ

เขียนขอสรุปสิ่งทีไ่ ดศึกษาคนควา ตามโครงเรื่องที่ไดว างไว เชน บทความ และสื่อสารขอมลู ที่เรียนรูในรูปแบบกลุม
หรือรายบคุ คล มีลำดบั ข้ันตอนในการนำเสนอเขา ใจงาย โดยใชส ่ือทเี่ หมาะสมกับวยั อางอิงความรูท่ีศึกษาคนควาและแหลง
ความรทู ี่เชื่อถือได มคี วามคดิ สรา งสรรคและการคิดวิเคราะห สามารถเชื่อมโยงความรูสูการปฏบิ ัติในสถานการณงายๆ ใกล
ตัวที่เปนประโยชนของการเรียนรูดวยตนเอง ทักษะการสื่อความและการนำเสนอ เห็นคุณคาและประโยชนของการเรียนรู
ดวยตนเอง

ผลการเรียนรู
1. ตั้งประเด็นความรู คำถาม ขอสงสัย (Knowledge Issue) ในสิ่งที่สนใจเกี่ยวกับสิ่งแวดลอมหรือบุคคลใกลตัว

หรอื ส่ิงแวดลอม
2. วางแผน กำหนดขอบเขต ในการรวบรวมและลำดับขั้นตอนการเก็บขอมูล คนควา แสวงหาขอมูล คำตอบจาก

แหลง คน ควาใกลต ัว
3. แสวงหาขอ มลู และอา งอิงแหลง เรยี นรทู ่ีเช่อื ถือได
4. อภิปรายและวิเคราะหขอมลู การสบื คน
5. พูด เขียน เพ่อื สรุปประเด็นความรูจากขอคิดสำคญั ทีไ่ ดศกึ ษาคน ควา
6. ส่อื สารและนำเสนอเปน ลำดบั ขนั้ ตอน เขาใจงา ย ในรูปแบบกลมุ หรือรายบคุ คล
7. ใชส ่ือในการนำเสนอทเ่ี หมาะสมกบั วัย

จำนวนผลการเรียนรทู ัง้ หมด 7 ผลการเรียนรู

145

รายวชิ าเพ่ิมเติม
ภาษาอังกฤษ

ชัน้ ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรูเพ่ิมเตมิ
ป.1 1. เลอื กภาพตรงตามความหมายของคำ กลมุ คำและ การเรยี นรคู ำศัพท ความหมายท่เี กยี่ วกับหองเรยี น
ประโยคเก่ยี วกบั สง่ิ ของและกฎระเบียบที่ใชใ นหองเรยี น สมาชกิ ในครอบครวั ของเลน และเรื่องใกลต ัว ใช
2. ใหข อมูลเกย่ี วกบั บุคคลใกลตัว เสือ้ ผาและรปู ราง ประโยคถาม-ตอบงายๆ มีทักษะกระบวนการ ฟง
หนา ตา พดู อาน เขียน สามารถใหขอมูลเก่ยี วกับบคุ คลใกล
3. ใหข อมลู เกี่ยวกับเรือ่ งใกลตัวส่ิงตา ง ๆ และขนาด ตัว อธิบายเปน ประโยคสั้นๆ งายๆได ใชป ระโยค
ตำแหนง ของส่งิ ของ งายๆ พูดใหขอมลู เก่ียวกบั บอกความชอบ ความ
4. ใหขอ มลู เกี่ยวกับความชอบและความตองการงา ย ๆ ตองการเปน ประโยคงายๆได
ของตนเองตามแบบทฟ่ี ง และอา น
1. บอกเสยี งของพยัญชนะ สระ สะกดคำ อานออกเสียง การเรยี นรูเร่อื งของ เสียง พยัญชนะและสระของของ
คำและเขียนตวั อักษรที่ขนึ้ ตน ดวย A, B, C, D, E, F ตวั อักษรภาษาอังกฤษ สามารถสะกดคำ อา น
2. บอกเสียงของพยญั ชนะ สระ สะกดคำ อานออกเสยี ง คำศัพทงายๆ และเขยี นตัวอักษรทีข่ ้ึนตน ดว ย A-Z
คำและเขียนตวั อักษรที่ขึน้ ตนดวย G, H, I, J, K, L ได พัฒนาทักษะความสามารถในการสื่อสาร
3. บอกเสียงของพยัญชนะ สระ สะกดคำ อานออกเสียง
คำและเขียนตวั อักษรท่ีขน้ึ ตนดวย M, N, O, P,Q, R
4. บอกเสียงของพยญั ชนะ สระ สะกดคำ อานออกเสยี ง
คำและเขียนตัวอักษรที่ข้นึ ตน ดวย S,T,U,V,W,X,Y,Z
ป.2 1. พดู ใหขอมูลเกย่ี วกับเรอื่ งตนเองและโรงเรียนโดยแสดง การพดู ใหขอ มลู แสดงความคิดเห็น แสดงความรูสกึ
สีหนา และทา ทางประกอบการพดู ตามวฒั นธรรมของ เก่ียวกับเรือ่ งตนเอง โรงเรียน วชิ าอุปกรณการเรยี น
เจาของภาษา ตา งๆ กจิ วตั รประจำวนั บาน สมาชกิ ในครอบครวั
2. พูดใหข อมูลเกี่ยวกับกจิ วตั ร ทีอ่ ยูอาศยั และสมาชิกใน อาชพี การแตง กายและสภาพอากาศ การนัดหมาย
ครอบครัว และสงิ ทีจ่ ะเกิดข้นึ ในอนาคต และนำไปใชสนทนา
3. พดู แสดงความคิดเห็นเก่ยี วกบั การแตงกายและสภาพ ตามสถานการณจ รงิ ได ไดอยางมปี ระสิทธภิ าพมาก
อากาศ ข้นึ
4. พูดแสดงความรูสึกเก่ียวกับการนดั หมายและสิงที่จะ
เกิดขึน้ ในอนาคตได
1. บอกเสยี งของพยัญชนะ สระ สะกดคำ อา นออกเสียง การบอกเสยี งของพยญั ชนะ สระ สะกดคำ อานออก
คำและเขยี นคำทีส่ ระเสียงส้นั และลงทา ยดวยดวย am, เสยี งคำและเขียนคำที่สระเสยี งสัน้ และลงทา ยดว ย
an, ad, ag, ap, at ดว ย am, an, ad, ag, ap, at et, en, ed, ip, ib,
2. บอกเสียงของพยญั ชนะ สระ สะกดคำ อา นออกเสยี ง id in, ig, it, ix ot, op ug, ud, up, ug, ub, un
คำและเขยี นคำทส่ี ระเสียงส้นั และลงทายดวย et, en, ed,
ip, ib, id

146

ชน้ั ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรเู พ่มิ เตมิ
3. บอกเสียงของพยญั ชนะ สระ สะกดคำ อานออกเสยี ง
คำและเขียนคำท่สี ระเสยี งสัน้ และลงทายดวย in, ig, it, ix
ot, op
4. บอกเสยี งของพยญั ชนะ สระ สะกดคำ อา นออกเสยี ง
คำและเขียนคำทส่ี ระเสยี งส้ันและลงทายดว ย ug, ud,
up, ug, ub, un
ป.3 1. พดู ใหข อมลู เก่ยี วกับเรื่องตนเอง บคุ คลใกลตัว และท่ี การพดู คยุ อธิบาย และแสดงความคดิ เหน็ แนะนำ
อยอู าศัย ตัวเอง การอธบิ ายเก่ยี วกบั ผคู นและสถานท่ี อาหารท่ี
2. พูดแสดงความรูสึกเกีย่ วกบั อาหารและเครือ่ งด่มื ตางๆ ชน่ื ชอบ เกมและสัตวเลีย้ งที่ช่ืนชอบ การอธิบาย
3. พูดแสดงความคิดเหน็ และความรูสึกเกี่ยวกับกจิ กรรม ขน้ั ตอนการทำอาหาร การอธิบายถึงกิจกรรมยาม
ยามวา ง วา ง การถาม-ตอบเกย่ี วกับอาหาร และเทศกาลของ
4. พดู ใหขอมลู เก่ียวกับประเทศไทย ประเทศไทย การถาม-ตอบ และใหขอมูลเกย่ี วกับ
การคมนาคมและเทศกาลของประเทศไทย
1. บอกเสยี งของพยญั ชนะ สระ สะกดคำ อา นออกเสยี ง การบอกเสียงของพยัญชนะ สระ สะกดคำ อา นออก
คำและเขียนคำที่มีสระเสยี งยาวดว ย a_e, i_e เสยี งคำและเขยี นคำทีม่ ีสระเสียงยาวดวย a_e, i_e
2. บอกเสียงของพยญั ชนะ สระ สะกดคำ อานออกเสียง o_e, u_e, ai, ay, ee, ea, y, ey, igh, ie, y, oa
คำและเขียนคำท่ีมีสระเสยี งยาวดว ย o_e, u_e, ai, ay ow ue ui ew oo
3. บอกเสยี งของพยญั ชนะ สระ สะกดคำ อานออกเสยี ง
คำและเขยี นคำทม่ี ีสระเสยี งยาวดว ย ee, ea, y, ey, igh,
ie, y
4. บอกเสยี งของพยญั ชนะ สระ สะกดคำ อานออกเสียง
คำและเขยี นคำมสี ระเสยี งยาวดว ย oa ow ue ui ew oo
ป.4 1. บอกใจความสำคญั และตอบคำถามจากการฟงและอาน การบอกใจความสำคัญและตอบคำถามจากการฟง
เนอ้ื เรอื่ งหรือบทสนทนา และอา นเน้ือเร่ืองหรือบทสนทนาเกี่ยวกบั กจิ กรรม
2. สนทนา สื่อสารระหวางบุคคลเกี่ยวกบั ขอมูลของตนเอง หรอื การเลนเพื่อความสนกุ เพลิดเพลนิ สตั วป า วิถี
เพือ่ น ครอบครวั และเรื่องใกลต ัว การดำเนินชีวิตของบคุ คลโดยทล่ี ักษณะของ
3. พดู และเขียนแสดงความคิดเหน็ ความรูส ึกของตนเอง พฤติกรรมตางๆ ความรูท่ีไดจ ากการเลาเรียน อาหาร
เกยี่ วกบั เร่อื งตาง ๆ ใกลตวั กิจกรรมตาง ๆ พรอมทั้งให เทศกาล ตางๆพดู และเขยี นแสดงความคดิ เหน็
เหตผุ ลสน้ั ๆ ประกอบอยางเหมาะสม ความรสู กึ ของตนเองเก่ยี วกบั เรื่องตาง ๆ ใกลต วั
4. ใชภ าษานำ้ เสียงเหมาะสมกับกาลเทศะและวัฒนธรรม กิจกรรมตาง ๆ พรอมทงั้ ใหเหตุผลสนั้ ๆ ประกอบ
ของเจาของภาษา อยา งเหมาะสม และใชภาษาน้ำเสียงเหมาะสมกับ
กาลเทศะและวัฒนธรรมของเจาของภาษา
1. เลือกใชคำนำหนานามใหเ หมาะสมกบั ชนิดของคำนาม การพูด/เขียนเกี่ยวกับสถานที่ใกลต วั กจิ วัตร
2. พดู /เขยี นเกี่ยวกบั กิจวัตรประจำวันตามโครงสราง ประจำวันตามโครงสรางประโยค Present simple
ประโยค Present simple tense และ Present tense และ Present continuous tense พดู /
continuous tense เขยี นประโยคขอรองและประโยคอุทานใน


Click to View FlipBook Version