The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kungnangkap, 2022-09-17 09:46:41

หลักสูตร 64

หลักสูตร 64

244

ชนั้ ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรเู พมิ่ เตมิ
ซึ่งสามารถทำไดหลายระดับ โดย อาจเปนระดับชั้นเรียน
โรงเรียน กลุมโรงเรียน ชมุ ชน ระดับชาตหิ รอื นานาชาติ
20. สืบคนขอ มลู และจำแนกประเภทของ -ในการดำรงชีวิตประจำวันเราตองพบเจอกับสารเคมี
สารเคมีในชีวิตประจำวัน ตั้งแตตื่นจนเขานอน โดยสารเคมีที่พบในชีวิตประจำวัน
สามารถแบงออกไดเปนหลายประเภทขึ้นอยูกับเกณฑใน
การจำแนก การรับสารเคมีเขาสูรางกายทำได 3
ชองทาง ไดแก ทางผิวหนัง ทางปาก และทางการ
หายใจ สวนการขับสารเคมีออกจากรางกายทำได 8
ชองทาง ไดแ ก ปสสาวะ อจุ จาระ น้ำมกู เหง่อื น้ำนม
นำ้ ตา การหายใจ เลอื ด สารเคมีทพ่ี บในชีวิตประจำวันมี
ทั้งประโยชนและโทษ ดังนั้น เราตองรูจักวิเคราะหและ
หาแนวทางปองกันอันตรายที่เกิดจากการใชสารเคมีใน
ชีวติ ประจำวนั โดยเฉพาะถาอันตรายนัน้ เกดิ จากอุบัติเหตุ
ทีไ่ มค าดคดิ
21. สำรวจ รวบรวมขอมลู วเิ คราะห -สารเคมีในชีวิตประจำวันแบงออกเปน 2 ประเภทใหญๆ
และยกตัวอยางการเลอื กใชสารเคมีใน ไดแก สารประกอบอาหารและสารทำความสะอาด
ชวี ติ ประจำวนั ผลิตภัณฑที่ใชในการดำรงชีวิตประจำวัน มีสารเคมีเปน
องคประกอบ ดังนั้นจึงจำเปนตองรูจักสารเคมีที่เปน
สวนประกอบสำคัญของผลิตภัณฑทำใหสามารถเลือกใช
ผลิตภัณฑส ารเคมใี นชีวติ ประจำวันไดอยา งเหมาะสม
22. อธบิ ายวธิ ีการจัดการสารเคมีทีห่ ก -เมือ่ สารเคมีหกจะตองมีวธิ ีการจัดการสารเคมีท่ีหกเพ่ือให
เพ่ือใหเกิดความปลอดภัยกับสุขภาพและ เกิดความปลอดภัยกบั สขุ ภาพและสิ่งแวดลอม ท้ังนี้มีวิธีท่ี
สิ่งแวดลอ ม หลากหลายขนึ้ อยูกบั ประเภทของสารเคมีท่ีหก เชน สาร
ที่เปนของแข็ง สารละลายที่เปนกรด สารละลายที่เปน
ดา ง สารท่รี ะเหยงา ย สารท่ีเปน นำ้ มนั และสารปรอท
23. อธบิ ายลักษณะอนั ตรายและบอก -United Nations Committee of Experts on the
ความหมายของสัญลกั ษณแสดงความ Transport of Dangerous Goods จำแนกสารที่เปน
อันตรายของสารเคมี อันตรายและเปนเหตุใหถึงแกความตายไดหรือกอใหเกิด
คว ามพินาศเสียหาย ออกเปน 9 ประเภ ท (UN-
Class) ตามลักษณะที่กอใหเกิดอันตรายหรือความเสี่ยง
ในการเกิดอันตราย ซึ่งเปนระบบที่ใชสากล แตในระบบ
NFPA จะใชในประเทศสหรัฐอเมรกิ า
24. มคี วามเขาใจในเร่ือง ธาตุและ -ส า ร เ ค ม ี ท ุ ก ช น ิ ด ส า ม า ร ถ ร ะ บ ุ ไ ด  ว  า เ ป  น ธ า ต ุ ห รื อ
สารประกอบ ปฏิกิริยาเคมี ปโตรเลียม สารประกอบ และอยูในรูปของอะตอม โมเลกุล หรือ
พอลิเมอร และสารชวี โมเลกลุ ไอออนไดโดยพิจารณาจากสูตรเคมี

245

ชน้ั ผลการเรียนรู สาระการเรียนรเู พ่ิมเตมิ
--ปฏิกิริยาเคมีทำใหเกิดการเปลี่ยนแปลงของสาร โดย
ปฏิกิริยาเคมีอาจใหพลังงานความรอน พลังงานแสง หรือ
พลังงานไฟฟา ที่สามารถนำไป ใชประโยชนในดานตาง ๆ
ได
-ปฏิกิริยาเคมีแสดงไดดวยสมการเคมีซึ่งมีสูตรเคมี ของ
สารตั้งตนอยูทางดานซายของลูกศร และ สูตรเคมีของ
ผลิตภัณฑอยูทางดานขวาโดยจำนวน อะตอมรวมของแต
ละธาตทุ างดานซา ยและขวา เทา กัน นอกจากน้สี มการเคมี
ยังอาจแสดงปจจัยอื่น เชน สถานะ พลังงานที่เกี่ยวของ
ตวั เรง ปฏกิ ิริยาเคมที ่ใี ช
-ป  โ ต ร เ ล ี ย ม เ ป  น ส า ร ป ร ะ ก อ บ ไ ฮ โ ด ร ค า ร  บ อ น อั น
สลับซับซอ น ท่ีเกดิ ขนึ้ เองตามธรรมชาตใิ นชนั้ หนิ ใตผิวโลก
มีธาตุทีเ่ ปนองคป ระกอบหลกั คอื คารบ อนและไฮโดรเจน
-สารที่พบในชีวิตประจำวันมีทั้งโมเลกุลขนาดเล็ก และ
ขนาดใหญ พอลิเมอรเปนสารท่ีมีโมเลกลุ ขนาดใหญท่ีเกิด
จากมอนอเมอรหลายโมเลกุล เชื่อมตอกันดวยพันธะเคมี
ทำใหสมบัติทาง กายภาพของพอลิเมอรแตกตางจาก
มอนอเมอร ที่เปนสารตั้งตน เชน สถานะ จุดหลอมเหลว
การละลาย
-โครงสรางของพอลิเมอรอาจเปนแบบเสน แบบกิ่ง หรือ
แบบรางแห โดยพอลิเมอรแบบเสนและ แบบกิ่ง มีสมบัติ
เทอรมอพลาสติก สวนพอลิเมอร แบบรางแห มีสมบัติ
เทอรม อเซต จงึ มกี ารใช ประโยชนไดแ ตกตา งกัน
-ป  โ ต ร เ ล ี ย ม เ ป  น ส า ร ป ร ะ ก อ บ ไ ฮ โ ด ร ค า ร  บ อ น อั น
สลับซบั ซอน ทเ่ี กิดขนึ้ เองตามธรรมชาตใิ นชั้นหินใตผิวโลก
-สารชีวโมเลกุลเปนสารที่สิ่งมีชีวิตใชในการดำรงชีวิต ซ่ึง
จำแนกไดเปน 4 ประเภท ไดแก โปรตีน คารโบไฮเดรต
ลพิ ดิ และกรดนวิ คลีอกิ

246

คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเตมิ

รหสั วชิ า ว31221 รายวิชาเคมี 1 กลุมสาระการเรียนรวู ทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
ชนั้ มัธยมศกึ ษาปท่ี 4 ภาคเรียนท่ี 1 จำนวน 60 ช่ัวโมง/1.5 หนวยกิต

ศึกษาเกี่ยวกับสัญลักษณแสดงความเปนอันตรายของสารเคมีในระบบ GHS และ NFPA ขอควรปฏิบัติในการทำ
ปฏิบัติการเคมี ทั้งกอนทำปฏิบัติการ ขณะทำปฏิบัติการ และหลังทำปฏิบัติการ การกำจัดสารเคมี และการปฐมพยาบาล
เมื่อไดรับอุบัติเหตุจากสารเคมี ศึกษาการพิจารณาความนาเชื่อถือของขอมูลที่ไดจากการวัดจากความเที่ยงและความแมน
อุปกรณวัดปริมาตรและวัดมวล เลขนัยสำคัญ หนวยวัดในระบบเอสไอ แฟกเตอรเปลี่ยนหนวย รวมทั้งวิธีการทาง
วิทยาศาสตร ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร และจิตวิทยาศาสตร ศึกษาแบบจำลองอะตอมของดอลตัน ทอมสัน
รัทเทอรฟอรด โบร และแบบกลุมหมอก เขียนและแปลความหมายสัญลักษณนิวเคลียรของธาตุ เลขอะตอม เลขมวล
ไอโซโทป เขียนการจัดเรียงอิเล็กตรอนในอะตอม ศึกษาความหมายของระดับพลังงานของอิเล็กตรอน ออรบิทัล เวเลนซ
อเิ ลก็ ตรอน วิวฒั นาการของการสรา งตารางธาตุและตารางธาตุในปจ จุบัน แนวโนม สมบัติบางประการของธาตุในตารางธาตุ
ตามหมแู ละตามคาบ เกย่ี วกับขนาดอะตอม ขนาดไอออน พลังงานไอออไนเซชนั สัมพรรคภาพอิเล็กตรอน อเิ ลก็ โทรเนกาติ
วิตี ศึกษาสมบัติของธาตุแทรนซิชัน ธาตุกัมมันตรังสี การเกิดกัมมันตภาพรังสี การสลายตัวและอันตรายจากไอโซโทป
กัมมันตรังสี คำนวณครึ่งชีวิตของธาตุกัมมันตรังสี ศึกษาปฏิกิริยานิวเคลียรและเทคโนโลยีที่เกี่ยวของกับการใชสาร
กัมมันตรังสี การนำธาตุไปใชประโยชน รวมทั้งผลกระทบตอสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดลอม ศึกษาพันธะเคมี สัญลักษณแบบจุด
และกฎออกเตต การเกิดพันธะไอออนิก สูตรเคมีและชื่อของสารประกอบไอออนิก เลขออกซิเดชัน พลังงานกับการเกิด
สารประกอบไอออนิก สมบัติของสารประกอบไอออนิก สมการไอออนิกและสมการไอออนิกสุทธิ การเกิดพันธะโคเวเลนต
โครงสรางลิวอิส สูตรโมเลกุลและชื่อของสารประกอบโคเวเลนต ความยาวและพลังงานพันธะ เรโซแนนซ การคำนวณ
พลังงานพันธะและพลังงานของปฏิกิริยา รูปรางและสภาพขั้วของโมเลกุลโคเวเลนต แรงยึดเหนี่ยวระหวางโมเลกุลและ
สมบัติของสาร โคเวเลนต สารโคเวเลนตโครงรางตาขาย การเกิดพันธะโลหะและสมบัตขิ องโลหะ และการนำสารประกอบ
ชนิดตาง ๆ ไปใชประโยชนของสารประกอบ

โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู การสืบคนขอมูล การสังเกต วิเคราะห เปรียบเทียบ
อธิบาย อภิปราย และสรุป เพื่อใหเกิดความรู ความเขาใจ มีความสามารถในการตัดสินใจ มีทักษะปฏิบัติการทาง
วิทยาศาสตร รวมทั้งทักษะการเรียนรูในศตวรรษท่ี 21 ในดานการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ ดานการคิดและการแกปญหา
ดานการสื่อสาร สามารถสื่อสารสงิ่ ท่ีเรยี นรูและนำความรูไปใชใ นชีวิตของตนเอง มจี ติ วิทยาศาสตร จรยิ ธรรม คุณธรรม และ
คา นยิ มที่เหมาะสม

ผลการเรียนรู
1. บอกและอธบิ ายขอปฏบิ ัตเิ บ้ืองตน และปฏบิ ัติตนทแ่ี สดงถงึ ความตระหนักในการทำปฏิบตั ิการเคมี
เพื่อใหมีความปลอดภยั ทั้งตอตนเอง ผูอื่นและส่งิ แวดลอม และเสนอแนวทางแกไขเม่ือเกดิ อบุ ตั ิเหตุ
2. เลือกและใชอปุ กรณห รือเคร่ืองมือในการทำปฏิบัตกิ าร และวดั ปริมาณตา ง ๆ ไดอยางเหมาะสม
3. ระบหุ นว ยวัดปรมิ าณตา ง ๆ ของสาร และเปลย่ี นหนว ยวัดใหเ ปนหนว ยในระบบเอสไอดวยการใช
แฟกเตอรเ ปลย่ี นหนวย
4. นำเสนอแผนการทดลอง ทดลองและเขียนรายงานการทดลอง
5. สืบคน ขอ มูลสมมติฐาน การทดลอง หรือ ผลการทดลองทีเ่ ปน ประจกั ษพยานในการเสนอ

247

แบบจำลองอะตอมของนักวทิ ยาศาสตรและอธิบายวิวฒั นาการของแบบจำลองอะตอม
6. เขยี นสญั ลักษณน วิ เคลยี รของธาตุ และระบจุ ำนวนโปรตอน นิวตรอน และอิเล็กตรอนของอะตอม

จากสัญลกั ษณน วิ เคลียร รวมทั้งบอกความหมายของไอโซโทป
7. อธิบาย และเขียนการจัดเรียงอิเลก็ ตรอนในระดบั พลังงานหลกั และระดบั พลังงานยอ ยเมอื่ ทราบ

เลขอะตอมของธาตุ
8. ระบหุ มู คาบ ความเปนโลหะ อโลหะ และก่งึ โลหะ ของธาตุเรพรเี ซนเททีฟและธาตุแทรนซิชนั

ในตารางธาตุ
9. วิเคราะห และบอกแนวโนมสมบัตขิ องธาตเุ รพรีเซนเททีฟตามหมูและตามคาบ
10. บอกสมบตั ิของธาตุโลหะแทรนซชิ ัน และเปรยี บเทียบสมบัติกบั ธาตโุ ลหะในกลุม

ธาตุเรพรเี ซนเททฟี
11. อธบิ ายสมบตั ิ และคำนวณครงึ่ ชวี ิตของไอโซโทปกัมมันตรงั สี
12. สืบคนขอ มูล และยกตวั อยา งการนำธาตมุ าใชประโยชน รวมท้ังผลกระทบตอสิ่งมีชวี ติ และ

ส่งิ แวดลอม
13. อธิบายการเกิดไอออนและการเกดิ พันธะไอออนิก โดยใชแ ผนภาพหรือสัญลกั ษณแ บบจุด

ของลวิ อสิ
14. เขยี นสตู ร และเรียกช่ือสารประกอบไอออนิก
15. คำนวณพลังงานท่ีเกีย่ วของกับปฏิกิริยาการเกดิ สารประกอบไอออนิกจากวฏั จกั รบอรน -ฮาเบอร
16. อธิบายสมบัตขิ องสารประกอบไอออนิก
17. เขียนสมการไอออนิกและสมการไอออนิกสุทธขิ องปฏิกิรยิ าของสารประกอบไอออนิก
18. อธิบายการเกิดพันธะโคเวเลนตแ บบพันธะเด่ยี ว พันธะคู และพนั ธะสาม ดว ยโครงสรา งลวิ อสิ
19. เขยี นสตู ร และเรียกช่ือสารโคเวเลนต
20. วิเคราะห และเปรียบเทยี บความยาวพนั ธะและพลังงานพนั ธะในสารโคเวเลนต รวมทัง้ คำนวณ

พลังงานทเี่ ก่ยี วของกบั ปฏกิ ิริยาของสารโคเวเลนตจากพลังงานพนั ธะ
21. คาดคะเนรูปรา งโมเลกุลโคเวเลนต โดยใชท ฤษฎีการผลักระหวา งคูอเิ ลก็ ตรอนในวงเวเลนซ และ

ระบุสภาพขว้ั ของโมเลกลุ โคเวเลนต
22. ระบชุ นดิ ของแรงยึดเหนยี่ วระหวา งโมเลกุลโคเวเลนต และเปรียบเทียบจุดหลอมเหลว จดุ เดือด

และการละลายน้ำของสารโคเวเลนต
23. สบื คน ขอมูล และอธบิ ายสมบตั ิของสารโคเวเลนตโ ครงรา งตาขายชนดิ ตา ง ๆ
24. อธิบายการเกิดพันธะโลหะและสมบัติของโลหะ
25. เปรยี บเทยี บสมบัตบิ างประการของสารประกอบไอออนิก สารโคเวเลนต และโลหะ สบื คน ขอมลู

และนำเสนอตัวอยางการใชป ระโยชนข องสารประกอบไอออนิก สารโคเวเลนต และโลหะ ไดอยาง
เหมาะสม
จำนวนผลการเรยี นรทู ้งั หมด 25 ผลการเรียนรู

248

คำอธิบายรายวิชาเพ่ิมเติม
รหัสวชิ า ว31222 รายวิชาเคมี 2 กลุมสาระการเรียนรวู ทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
ช้นั มัธยมศกึ ษาปท ี่ 4 ภาคเรียนท่ี 2 จำนวน 60 ช่ัวโมง/1.5 หนว ยกิต

ศึกษาความหมายและคำนวณมวลอะตอม มวลอะตอมสัมพัทธ มวลอะตอมเฉลี่ยของธาตุ โมล มวลตอโมล มวล
โมเลกุลและมวลสูตร ศึกษาความสัมพันธระหวางจำนวนโมล อนุภาค มวลและปริมาตรของแกสท่ี STP ศึกษากฎสัดสวน
คงท่ี คำนวณอัตราสวนโดยมวล อัตราสว นโดยโมล รอ ยละโดยมวล สตู รโมเลกลุ และสูตรเอมพิรคิ ลั ศกึ ษาหนว ยความเขม ขน
และการคำนวณความเขมขนของสารละลายในหนวยรอยละ สวนในลานสวน สวนในพันลานสวน โมลาริตี โมแลลิตี และ
เศษสวนโมล ศึกษาการเตรียมสารละลายจากสารบริสุทธิ์และจากการเจือจางสารละลายเขมขน เปรียบเทียบจุดเดือดและ
จดุ หลอมเหลวของสารบรสิ ุทธิ์และสารละลาย
ศึกษาการเขียนและดุลสมการเคมี อัตราสวนโดยโมลของสารในปฏิกิริยาเคมี แปลความหมายสัญลักษณในสมการเคมี
คำนวณปริมาณของสารในปฏิกิริยาเคมีตามกฎทรงมวล ศึกษากฎของเกย-ลูสแซกและสมมติฐานของอาโวกาโดร คำนวณ
ปริมาณของสารในปฏิกิรยิ าเคมีโดยใชความสัมพนั ธร ะหวา งโมล มวล ความเขมขน และปริมาตรแกส คำนวณปรมิ าณสารใน
ปฏกิ ิรยิ าเคมีหลายข้นั ตอน ปริมาณสารเมอื่ มสี ารกำหนดปริมาณ และผลไดร อยละ

โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู การสืบคนขอมูล การสังเกต วิเคราะห เปรียบเทียบ
อธิบาย อภิปราย และสรุป เพื่อใหเกิดความรู ความเขาใจ มีความสามารถในการตัดสินใจ มีทักษะปฏิบัติการทาง
วิทยาศาสตร รวมทั้งทักษะการเรียนรูในศตวรรษท่ี 21 ในดานการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ ดานการคิดและการแกปญหา
ดา นการสือ่ สาร สามารถสอ่ื สารสงิ่ ท่เี รียนรแู ละนำความรูไปใชในชวี ติ ของตนเอง มจี ติ วทิ ยาศาสตร จรยิ ธรรม คุณธรรม และ
คานยิ มทเ่ี หมาะสม

ผลการเรียนรู

1. บอกความหมายของมวลอะตอมของธาตุ และคำนวณมวลอะตอมเฉลี่ยของธาตุ มวลโมเลกลุ และ

มวลสตู ร
2. อธิบายและคำนวณปริมาณใดปริมาณหนึ่งจากความสัมพนั ธของโมล จำนวนอนภุ าค มวล และ

ปริมาตรของแกส ท่ี STP
3. คำนวณอตั ราสวนโดยมวลของธาตุองคประกอบของสารประกอบตามกฎสัดสวนคงท่ี
4. คำนวณสูตรอยางงายและสูตรโมเลกุลของสาร
5. คำนวณความเขมขนของสารละลายในหนวยตา ง ๆ
6. อธิบายวธิ ีการและเตรยี มสารละลายใหม ีความเขมขนในหนวยโมลารติ ี และปรมิ าตรของสารละลา

ตามท่กี ำหนด
7. เปรียบเทียบจดุ เดอื ดและจุดเยอื กแขง็ ของสารละลายกับสารบริสุทธ์ิ รวมท้ังคำนวณจุดเดือดและ

249

จดุ เยือกแขง็ ของสารละลาย
8. แปลความหมายสัญลกั ษณในสมการเคมี เขยี นและดลุ สมการเคมขี องปฏกิ ริ ิยาเคมีบางชนิด
9. คำนวณปรมิ าณของสารในปฏิกิรยิ าเคมที ีเ่ กยี่ วของกับมวลสาร
10. คำนวณปรมิ าณของสารในปฏิกิรยิ าเคมที ี่เกยี่ วของกับความเขม ขน ของสารละลาย
11. คำนวณปรมิ าณของสารในปฏิกริ ิยาเคมีท่เี ก่ยี วของกบั ปริมาตรแกส
12. คำนวณปรมิ าณของสารในปฏกิ ิรยิ าเคมีหลายขั้นตอน
13. ระบสุ ารกำหนดปริมาณ และคำนวณปริมาณสารตา ง ๆ ในปฏกิ ริ ิยาเคมี
14. คำนวณผลไดร อยละของผลติ ภัณฑในปฏิกริ ยิ าเคมี
จำนวนผลการเรยี นรทู งั้ หมด 14 ผลการเรยี นรู

250

คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเตมิ
รหัสวิชา ว32223 รายวิชาเคมี 3 กลุมสาระการเรยี นรูวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
ช้นั มัธยมศึกษาปที่ 5 ภาคเรียนท่ี 1 จำนวน 60 ชั่วโมง/1.5 หนวยกติ

ศึกษาอธิบายความสัมพันธและคำนวณปริมาตร ความดัน หรืออุณหภูมิของแกสที่ภาวะตาง ๆ ตามกฎของบอยล
กฎของชารล กฎของเกย-ลูสแซก ศึกษาการคำนวณปรมิ าตร ความดนั หรืออณุ หภูมขิ องแกสท่ีภาวะตาง ๆ ตามกฎรวมแกส
ศึกษาการคำนวณปริมาตร ความดัน อุณหภูมิ จำนวนโมลหรอื มวลของแกส จากความสมั พันธต ามกฎของอาโวกาโดร และ
กฎแกสอุดมคติ ศึกษาการคำนวณความดันยอยหรือจำนวนโมลของแกสในแกสผสม โดยใชกฎความดันยอยของดอลตัน
ศึกษาอธิบายการแพรของแกสโดยใชทฤษฎีจลนของแกส คำนวณและเปรียบเทียบอัตราการแพรของแกส โดยใชกฎการ
แพรผานของเกรแฮม การสืบคนขอมูล นำเสนอตัวอยาง และอธิบายการประยุกตใชความรูเกี่ยวกับสมบัติและกฎตาง ๆ
ของแกสในการอธบิ ายปรากฏการณ หรือ แกปญหาในชีวติ ประจำวันและในอตุ สาหกรรม ศกึ ษาการทดลอง และเขยี นกราฟ
การเพิ่มขึ้นหรือลดลงของสารที่ทำการวัดในปฏิกิริยาคำนวณอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี และเขียนกราฟการลดลงหรือ
เพิ่มขึ้นของสารที่ไมไดวัดในปฏิกิริยา ศึกษาการเขียนแผนภาพ และอธิบายทิศทางการชนกันของอนุภาคและพลังงานที่
สงผลตออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ศึกษาทดลอง และอธิบายผลของความเขมขน พื้นที่ผิวของสารตั้งตน อุณหภูมิ และ
ตัวเรงปฏิกิริยาที่มีตออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ศึกษาเปรียบเทียบอัตราการเกิดปฏิกิริยาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงความ
เขมขน พื้นที่ผิวของสารตั้งตน อุณหภูมิ และตัวเรงปฏิกิริยา ศึกษายกตัวอยาง และอธิบายปจจัยที่มีผลตออัตราการ
เกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมใี นชวี ิตประจำวันหรืออตุ สาหกรรม ศึกษาทดสอบ และอธิบายความหมายของปฏิกริ ิยาผนั กลบั ไดและภาวะ
สมดุล ศึกษาอธิบายการเปลี่ยนแปลงความเขมขนของสาร ศึกษาอัตราการเกิดปฏิกิริยาไปขางหนา และอัตราการ
เกิดปฏิกิริยายอนกลับ เมื่อเริ่มปฏิกิริยาจนกระทั่งระบบอยูในภาวะสมดุล ศึกษาการคำนวณคาคงที่สมดุลของปฏิกิริยา
คำนวณความเขมขนของสารที่ภาวะสมดุล คำนวณคาคงที่สมดุลหรือความเขมขนของปฏิกิริยาหลายขั้นตอน ศึกษาระบุ
ปจจัยที่มีผลตอภาวะสมดุลและคาคงที่สมดุลของระบบ รวมทั้งคาดคะเนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเมื่อภาวะสมดุลของ
ระบบถูกรบกวน โดยใชหลักของเลอชาเตอลิเอ ศึกษายกตัวอยาง และอธิบายสมดุลเคมีของกระบวนการที่เกิดขึ้นใน
ส่งิ มชี ีวิต ปรากฏการณในธรรมชาตแิ ละกระบวนการในอุตสาหกรรม

โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู การสืบคนขอมูล การสังเกต วิเคราะห เปรียบเทียบ
อธิบาย อภิปราย และสรุป เพื่อใหเกิดความรู ความเขาใจ มีความสามารถในการตัดสินใจ มีทักษะปฏิบัติการทาง
วิทยาศาสตร รวมทั้งทักษะการเรียนรูในศตวรรษที่ 21 ในดานการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ ดานการคิดและการแกปญหา
ดานการสอื่ สาร สามารถส่ือสารสง่ิ ท่เี รยี นรแู ละนำความรูไปใชในชวี ติ ของตนเอง มีจิตวิทยาศาสตร จรยิ ธรรม คณุ ธรรม และ
คา นิยมท่ีเหมาะสม

ผลการเรยี นรู
1. อธบิ ายความสมั พันธแ ละคำนวณปรมิ าตร ความดนั หรืออณุ หภูมิของแกส ท่ีภาวะตาง ๆ ตามกฎของบอยล กฎ
ของชารล กฎของเกย- ลสู แซก
2. คำนวณปรมิ าตร ความดัน หรืออณุ หภมู ิของแกสท่ภี าวะตาง ๆ ตามกฎรวมแกส
3. คำนวณปริมาตร ความดนั อุณหภูมิ จำนวนโมลหรอื มวลของแกส จากความสัมพันธตามกฎของอาโวกาโดร
และกฎแกสอุดมคติ

251

4. คำนวณความดนั ยอยหรือจำนวนโมลของแกส ในแกส ผสม โดยใชกฎความดันยอยของดอลตัน
5. อธบิ ายการแพรข องแกส โดยใชทฤษฎจี ลนข องแกส คำนวณและเปรยี บเทียบอัตราการแพร ของแกส โดยใชก ฎ
การแพรผา นของเกรแฮม
6. สบื คน ขอมูล นำเสนอตวั อยา ง และอธบิ ายการประยุกตใชความรูเก่ยี วกบั สมบัตแิ ละกฎตาง ๆ ของแกสในการ
อธิบายปรากฏการณ หรอื แกปญ หาในชีวิตประจำวนั และในอุตสาหกรรม
7. ทดลอง และเขียนกราฟการเพ่มิ ข้ึนหรือลดลงของสารท่ีทำการวัดในปฏกิ ิรยิ า
8. คำนวณอตั ราการเกิดปฏิกิริยาเคมี และเขียนกราฟการลดลงหรือเพ่ิมขน้ึ ของสารท่ีไมไดว ดั ในปฏิกิริยา
9. เขียนแผนภาพและอธิบายทศิ ทางการชนกนั ของอนุภาคและพลังงานที่สงผลตอ อตั ราการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมี
10. ทดลอง และอธบิ ายผลของความเขม ขน พ้นื ท่ผี วิ ของสารตัง้ ตน อณุ หภูมิ และตวั เรง ปฏิกริ ยิ าทมี่ ีตออตั ราการ
เกิดปฏิกิรยิ าเคมี
11. เปรียบเทยี บอัตราการเกิดปฏิกริ ิยาเมอื่ มีการเปลยี่ นแปลงความเขมขน พนื้ ท่ผี วิ ของสารตัง้ ตน อณุ หภูมิ และ
ตวั เรง ปฏิกิรยิ า
12. ยกตวั อยา ง และอธบิ ายปจจยั ที่มผี ลตอ อัตราการเกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมีในชีวติ ประจำวนั หรอื อุตสาหกรรม
13. ทดสอบ และอธบิ ายความหมายของปฏิกริ ยิ าผันกลับไดแ ละภาวะสมดลุ
14. อธิบายการเปลยี่ นแปลงความเขมขนของสาร อตั ราการเกดิ ปฏกิ ิรยิ าไปขางหนา และอัตราการเกดิ ปฏิกริ ิยา
ยอนกลับ เมื่อเรม่ิ ปฏิกริ ิยาจนกระทั่งระบบอยใู นภาวะสมดุล
15. คำนวณคาคงทสี่ มดุลของปฏกิ ิรยิ า
16. คำนวณความเขมขนของสารทภี่ าวะสมดุล
17. คำนวณคา คงทส่ี มดลุ หรือความเขม ขนของปฏกิ ิรยิ าหลายขัน้ ตอน
18. ระบุปจจยั ท่มี ีผลตอภาวะสมดลุ และคาคงทสี่ มดุลของระบบ รวมท้งั คาดคะเน การเปลย่ี นแปลงทเ่ี กดิ ขนึ้ เม่ือ
ภาวะสมดุลของระบบถูกรบกวน โดยใชหลกั ของเลอชาเตอลิเอ
19. ยกตวั อยา ง และอธิบายสมดลุ เคมขี องกระบวนการทเี่ กิดข้นึ ในสิ่งมชี ีวติ ปรากฏการณใ นธรรมชาติ และ
กระบวนการในอตุ สาหกรรม
จำนวนผลการเรยี นรูท งั้ หมด 19 ผลการเรียนรู

252

คำอธิบายรายวชิ าเพิ่มเติม
รหัสวิชา ว32224 รายวิชาเคมี 4 กลุมสาระการเรียนรวู ิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที่ 5 ภาคเรียนท่ี 2 จำนวน 60 ช่ัวโมง/1.5 หนวยกิต

ศึกษาระบแุ ละอธบิ ายวา สารเปน กรดหรือเบสโดยใชทฤษฎีกรด–เบสของอารเรเนียส เบรินสเตด–ลาวรี และลิวอสิ
ศกึ ษาระบุคูกรด-เบสของสารตามทฤษฎีกรด-เบสของเบรนิ สเตด-ลาวรี ศึกษาการคำนวณ และเปรยี บเทยี บความสามารถใน
การแตกตัวหรือความแรงของกรดและเบส ศึกษาการคำนวณคา pH ความเขม ขนของไฮโดรเนียมไอออนหรือไฮดรอกไซด
ไอออนของสารละลายกรดและเบส ศกึ ษาการเขียนสมการเคมีแสดงปฏิกิรยิ าสะเทิน และระบุความเปน กรด-เบสของ
สารละลายหลังการสะเทนิ ศึกษาการเขยี นปฏกิ ิริยาไฮโดรลิซสิ ของเกลือ และระบุความเปน กรด-เบสของสารละลายเกลอื
ศึกษาทดลอง และอธิบายหลกั การการไทเทรตและเลอื กใชอ ินดเิ คเตอรท่เี หมาะสมสำหรับการไทเทรตกรด-เบส ศึกษาการ
คำนวณปริมาณสารหรือความเขมขน ของสารละลายกรดหรือเบสจากการไทเทรต ศึกษาอธิบายสมบัติ องคป ระกอบ และ
ประโยชนของสารละลายบัฟเฟอร ศึกษาสืบคนขอมูล และนำเสนอตัวอยางการใชประโยชนและการแกป ญหาโดยใชค วามรู
เกีย่ วกับกรด–เบส ศึกษาการคำนวณเลขออกซเิ ดชัน และระบุปฏกิ ิริยาทเี่ ปน ปฏกิ ริ ยิ ารดี อกซ ศึกษาวิเคราะหการ
เปล่ียนแปลงเลขออกซิเดชันและระบตุ ัวรดี วิ ซแ ละตวั ออกซิไดส รวมทง้ั เขยี นครึง่ ปฏกิ ิริยาออกซเิ ดชันและครึ่งปฏกิ ริ ยิ า
รีดกั ชันของปฏิกิรยิ ารีดอกซ ศกึ ษาทดลอง และเปรยี บเทยี บความสามารถในการเปนตวั รดี วิ ซหรือตวั ออกซิไดส และเขียน
แสดงปฏิกริ ิยารีดอกซ ศึกษาการดุลสมการรดี อกซด ว ยการใชเ ลขออกซเิ ดชัน และวิธคี รง่ึ ปฏิกริ ยิ า ศกึ ษาการระบุ
องคประกอบของเซลลเคมไี ฟฟา และเขียนสมการเคมีของปฏกิ ิรยิ าทแี่ อโนดและแคโทด ปฏกิ ริ ยิ ารวม และแผนภาพเซลล
ศึกษาการคำนวณคาศักยไฟฟามาตรฐานของเซลลแ ละระบุประเภทของเซลลเ คมไี ฟฟา ขั้วไฟฟา และปฏิกริ ยิ าเคมีที่เกิดขึน้
ศกึ ษาอธิบายหลักการทำงาน และเขยี นสมการแสดงปฏิกิริยาของเซลลป ฐมภมู แิ ละเซลลท ุติยภมู ิ ศกึ ษาทดลอง ชุบโลหะ
และแยกสารเคมดี ว ยกระแสไฟฟา และอธิบายหลักการทางเคมีไฟฟา ท่ีใชใ นการชบุ โลหะ การแยกสารเคมีดวยกระแสไฟฟา
การทำโลหะใหบรสิ ุทธ์ิ และการปองกันการกัดกรอนของโลหะ ศกึ ษาสบื คนขอมลู และนำเสนอตวั อยา งความกาวหนาทาง
เทคโนโลยที เี่ กีย่ วขอ งกับเซลลเคมไี ฟฟา ในชวี ิตประจำวัน

โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู การสืบคนขอมูล การสังเกต วิเคราะห เปรียบเทียบ
อธิบาย อภิปราย และสรุป เพื่อใหเกิดความรู ความเขาใจ มีความสามารถในการตัดสินใจ มีทักษะปฏิบัติการทาง
วิทยาศาสตร รวมทั้งทักษะการเรียนรูในศตวรรษที่ 21 ในดานการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ ดานการคิดและการแกปญหา
ดา นการสื่อสาร สามารถสอื่ สารส่ิงทีเ่ รยี นรูแ ละนำความรูไปใชในชวี ิตของตนเอง มจี ิตวทิ ยาศาสตร จรยิ ธรรม คณุ ธรรม และ
คา นยิ มทเี่ หมาะสม

ผลการเรียนรู
1. ระบุ และอธิบายวาสารเปน กรดหรอื เบสโดยใชทฤษฎีกรด–เบสของอารเรเนยี ส เบรินสเตด–ลาวรี และลวิ อสิ
2. ระบุคกู รด-เบสของสารตามทฤษฎกี รด-เบสของเบรินสเตด-ลาวรี
3. คำนวณ และเปรยี บเทียบความสามารถในการแตกตัวหรอื ความแรงของกรดและเบส
4. คำนวณคา pH ความเขมขน ของไฮโดรเนยี มไอออนหรือไฮดรอกไซดไ อออนของสารละลายกรด และเบส
5. เขียนสมการเคมีแสดงปฏกิ ริ ยิ าสะเทนิ และระบคุ วามเปนกรด-เบสของสารละลายหลงั การสะเทิน
6. เขยี นปฏกิ ริ ยิ าไฮโดรลซิ สิ ของเกลือ และระบคุ วามเปนกรด-เบสของสารละลายเกลือ
7. ทดลอง และอธิบายหลกั การการไทเทรตและเลอื กใชอ นิ ดิเคเตอรที่เหมาะสมสำหรบั การไทเทรต กรด-เบส

253

8. คำนวณปริมาณสารหรือความเขม ขน ของสารละลายกรดหรือเบสจากการไทเทรต
9. อธิบายสมบัติ องคป ระกอบ และประโยชนของสารละลายบัฟเฟอร
10. สบื คน ขอมลู และนำเสนอตัวอยา งการใชป ระโยชนแ ละการแกป ญ หาโดยใชค วามรูเกีย่ วกับ กรด–เบส
11. คำนวณเลขออกซเิ ดชัน และระบุปฏกิ ริ ยิ าทเี่ ปน ปฏิกิริยารีดอกซ
12. วิเคราะหการเปลี่ยนแปลงเลขออกซิเดชันและระบุตัวรีดิวซและตัวออกซิไดส รวมทั้งเขียนครึ่งปฏิกิริยา
ออกซเิ ดชนั และครงึ่ ปฏิกิรยิ ารีดักชันของปฏิกริ ยิ ารีดอกซ
13. ทดลอง และเปรียบเทยี บความสามารถในการเปนตวั รดี วิ ซหรือตวั ออกซิไดส และเขยี นแสดง ปฏิกริ ิยารดี อกซ
14. ดลุ สมการรดี อกซดวยการใชเ ลขออกซเิ ดชัน และวธิ ีครึ่งปฏิกิรยิ า
15. ระบุองคประกอบของเซลลเคมีไฟฟา และเขียนสมการเคมีของปฏิกิริยาที่แอโนดและแคโทด ปฏิกิริยารวม
และแผนภาพเซลล
16. คำนวณคาศักยไฟฟามาตรฐานของเซลลและระบุประเภทของเซลลเคมีไฟฟา ขั้วไฟฟา และ ปฏิกิริยาเคมีท่ี
เกดิ ขึ้น
17. อธิบายหลกั การทำงาน และเขยี นสมการแสดงปฏกิ ิริยาของเซลลปฐมภูมแิ ละเซลลท ุติยภมู ิ
18. ทดลองชบุ โลหะและแยกสารเคมดี ว ยกระแสไฟฟา และอธบิ ายหลักการทางเคมไี ฟฟาทใ่ี ชในการ

ชุบโลหะ การแยกสารเคมีดว ยกระแสไฟฟา การทำโลหะใหบริสทุ ธ์ิ และการปอ งกนั การกัดกรอน ของโลหะ
19. สบื คนขอ มูล และนำเสนอตวั อยางความกาวหนาทางเทคโนโลยที เี่ กี่ยวขอ งกบั เซลลเ คมีไฟฟา ใน

ชวี ติ ประจำวัน
จำนวนผลการเรียนรูท งั้ หมด 19 ผลการเรียนรู

254

คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเติม
รหสั วชิ า ว33225 รายวิชาเคมี 5 กลุมสาระการเรียนรวู ทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
ชน้ั มัธยมศกึ ษาปท ่ี 6 ภาคเรียนท่ี 1 จำนวน 60 ช่ัวโมง/1.5 หนวยกติ

ศึกษาสบื คน ขอมูลและนำเสนอตัวอยางสารประกอบอินทรียทีม่ ีพนั ธะเดยี่ ว พันธะคู หรอื พันธะสาม ท่ีพบใน
ชวี ิตประจำวัน ศึกษาการเขียนสูตรโครงสรางลวิ อสิ สตู รโครงสรา งแบบยอ และสูตรโครงสรางแบบเสน ของสารประกอบ
อินทรีย ศึกษาวเิ คราะหโครงสรา ง และระบปุ ระเภทของสารประกอบอินทรียจากหมูฟงกชนั ศึกษาการเขยี นสตู รโครงสราง
และเรียกชอื่ สารประกอบอนิ ทรยี ป ระเภทตาง ๆ ทม่ี หี มูฟงกช นั ไมเกนิ 1 หมู ตามระบบ IUPAC ศึกษาการเขยี นไอโซเมอร
โครงสรา งของสารประกอบอินทรยี ประเภทตา ง ๆ ศึกษาวิเคราะห และเปรยี บเทยี บจุดเดอื ดและการละลายในน้ำของ
สารประกอบอนิ ทรียที่มหี มูฟง กช นั ขนาดโมเลกลุ หรอื โครงสรา งตา งกัน ศึกษาระบุประเภทของสารประกอบ
ไฮโดรคารบ อนและเขียนผลิตภัณฑจ ากปฏิกริ ิยาการเผาไหม ปฏกิ ิริยากบั โบรมนี หรอื ปฏกิ ริ ยิ ากบั โพแทสเซียมเปอรแมงกา
เนต ศกึ ษาการเขียนสมการเคมแี ละอธบิ ายการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเอสเทอริฟเคชัน ปฏกิ ริ ิยาการสงั เคราะหเอไมดป ฏิกิริยาไฮโดรลิ
ซสิ และปฏิกริ ยิ าสะปอนนิ ฟเคชนั ศกึ ษาการทดสอบปฏกิ ิริยาเอสเทอริฟเคชัน ปฏิกิริยาไฮโดรลิซสิ และปฏิกิริยาสะปอน
นฟิ เ คชนั ศกึ ษาสบื คน ขอมลู และนำเสนอตัวอยางการนำสารประกอบอนิ ทรียไ ปใชประโยชนใ นชวี ิตประจำวนั และ
อุตสาหกรรม ศึกษาการระบปุ ระเภทของปฏกิ ิรยิ าการเกิดพอลเิ มอรจากโครงสรางของมอนอเมอรหรอื พอลเิ มอร ศกึ ษา
วเิ คราะห และอธบิ ายความสัมพนั ธระหวางโครงสรางและสมบตั ิของพอลิเมอร รวมท้งั การนำไปใชป ระโยชน ศึกษาการ
ทดสอบ และระบปุ ระเภทของพลาสติกและผลติ ภัณฑยาง รวมทง้ั การนำไปใชประโยชน ศกึ ษาอธบิ ายผลของการ
ปรับเปล่ยี นโครงสราง และการสงั เคราะหพอลเิ มอรท ่ีมตี อ สมบัตขิ องพอลิเมอร ศึกษาสบื คนขอมลู และนำเสนอตวั อยา ง
ผลกระทบจากการใชและการกำจดั ผลติ ภณั ฑพอลเิ มอรและแนวทางแกไข ศึกษาการกำหนดปญ หา และนำเสนอแนว
ทางการแกป ญหาโดยใชค วามรทู างเคมจี ากสถานการณทเ่ี กิดข้นึ ในชีวติ ประจำวัน การประกอบอาชีพ หรอื อตุ สาหกรรม
การแสดงหลักฐานถึงการบรู ณาการความรทู างเคมรี วมกับสาขาวชิ าอ่นื รวมทัง้ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรห รือ
กระบวนการออกแบบเชงิ วิศวกรรม โดยเนนการคดิ วเิ คราะห การแกป ญ หาและความคิดสรางสรรค เพอ่ื แกป ญ หาใน
สถานการณหรือประเด็นท่ีสนใจ การนำเสนอผลงานหรือชนิ้ งานทไ่ี ดจากการแกปญหาในสถานการณหรือประเดน็ ท่สี นใจ
โดยใชเทคโนโลยีสารสนเทศ การแสดงหลักฐานการเขารวมการสมั มนา การเขา รวมประชุมวิชาการ หรอื การแสดงผลงาน
สงิ่ ประดษิ ฐในงานนทิ รรศการ

โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู การสืบคนขอมูล การสังเกต วิเคราะห เปรียบเทียบ
อธิบาย อภิปราย และสรุป เพื่อใหเกิดความรู ความเขาใจ มีความสามารถในการตัดสินใจ มีทักษะปฏิบัติการทาง
วิทยาศาสตร รวมทั้งทักษะการเรียนรูในศตวรรษที่ 21 ในดานการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ ดานการคิดและการแกปญหา
ดานการสอื่ สาร สามารถสอ่ื สารสงิ่ ที่เรียนรแู ละนำความรูไปใชในชวี ติ ของตนเอง มีจติ วิทยาศาสตร จริยธรรม คุณธรรม และ
คานิยมทีเ่ หมาะสม

ผลการเรียนรู
1. สบื คน ขอมูลและนำเสนอตัวอยา งสารประกอบอนิ ทรยี ที่มีพันธะเด่ยี ว พันธะคู หรือพนั ธะสาม ทพี่ บใน
ชีวติ ประจำวนั
2. เขยี นสูตรโครงสรา งลิวอิส สตู รโครงสรางแบบยอ และสตู รโครงสรา งแบบเสนของสารประกอบอนิ ทรยี 
3. วิเคราะหโครงสรา ง และระบปุ ระเภทของสารประกอบอินทรยี จ ากหมูฟง กช ัน

255

4. เขียนสตู รโครงสรา งและเรียกชื่อสารประกอบอินทรยี ประเภทตาง ๆ ท่ีมหี มูฟงกชนั ไมเกิน 1 หมู ตามระบบ
IUPAC

5. เขียนไอโซเมอรโ ครงสรางของสารประกอบอนิ ทรยี ป ระเภทตาง ๆ
6. วเิ คราะห และเปรียบเทียบจุดเดอื ดและการละลายในนำ้ ของสารประกอบอินทรยี ท่ีมหี มูฟง กช ันขนาดโมเลกลุ
หรอื โครงสรางตางกนั
7. ระบปุ ระเภทของสารประกอบไฮโดรคารบอนและเขียนผลิตภณั ฑจากปฏกิ ริ ยิ าการเผาไหม ปฏกิ ิริยากับโบรมนี
หรอื ปฏกิ ิริยากบั โพแทสเซียมเปอรแมงกาเนต
8. เขียนสมการเคมีและอธบิ ายการเกิดปฏกิ ริ ยิ าเอสเทอริฟเ คชัน ปฏิกริ ิยาการสังเคราะหเอไมดปฏิกริ ยิ าไฮโดรลิซิส
และปฏกิ ริ ิยาสะปอนนิฟเคชนั
9. ทดสอบปฏิกิรยิ าเอสเทอริฟเคชัน ปฏกิ ิรยิ าไฮโดรลิซสิ และปฏกิ ริ ยิ าสะปอนนิฟเ คชัน
10. สืบคน ขอ มูล และนำเสนอตวั อยางการนำสารประกอบอนิ ทรียไปใชป ระโยชนใ นชวี ิตประจำวันและ
อตุ สาหกรรม
11. ระบปุ ระเภทของปฏิกริ ยิ าการเกดิ พอลเิ มอรจากโครงสรางของมอนอเมอรห รือพอลิเมอร
12. วเิ คราะห และอธบิ ายความสมั พันธระหวา งโครงสรางและสมบตั ขิ องพอลิเมอร รวมท้ังการนำไปใชประโยชน
13. ทดสอบ และระบปุ ระเภทของพลาสติกและผลติ ภณั ฑยาง รวมท้งั การนำไปใชประโยชน
14. อธิบายผลของการปรับเปลีย่ นโครงสราง และการสงั เคราะหพอลเิ มอรท ม่ี ีตอสมบัติของพอลเิ มอร
15. สืบคนขอ มูล และนำเสนอตัวอยา งผลกระทบจากการใชแ ละการกำจัดผลติ ภณั ฑพอลิเมอรและแนวทางแกไข
16. กำหนดปญหา และนำเสนอแนวทางการแกป ญ หาโดยใชความรทู างเคมจี ากสถานการณทเ่ี กดิ ขึน้ ใน
ชีวติ ประจำวัน การประกอบอาชพี หรืออุตสาหกรรม
17. แสดงหลักฐานถึงการบรู ณาการความรทู างเคมรี ว มกับสาขาวชิ าอื่น รวมท้ังทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร
หรือกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม โดยเนน การคิดวิเคราะห การแกปญหา และความคดิ สรา งสรรค เพอ่ื แกปญหาใน
สถานการณหรือประเด็นทีส่ นใจ
18. นำเสนอผลงานหรอื ชิน้ งานทไี่ ดจากการแกปญหาในสถานการณหรือประเด็นท่ีสนใจโดยใชเ ทคโนโลยี
สารสนเทศ
19. แสดงหลักฐานการเขารวมการสัมมนา การเขารวมประชุมวชิ าการ หรือการแสดงผลงานสง่ิ ประดิษฐในงาน
นิทรรศการ
จำนวนผลการเรียนรูทง้ั หมด 19 ผลการเรยี นรู

256

รายวิชาชวี วิทยา - สาระการเรียนรูเ พิ่มเตมิ
ชั้น ผลการเรียนรู สิง่ มีชวี ติ ทกุ ชนิดตอ งการสารอาหารแรรละพลังงาน มี
ม.4 1. อธิบายและสรุปสมบัติทส่ี ำคัญของ การเจริญเตบิ โต มกี ารตอบสนองตอสิง่ เรา มีการรักษา
ดลุ ยภาพของรา งกาย มีการสืบพันธุ มกี ารรปรับตัวทาง
ส่งิ มีชีวติ และความสัมพนั ธของการ วิวัฒนาการ และมีการทำงานรว มกนั ขององคประกอบ
จัดระบบในส่ิงมชี ีวติ ที่ทำให ตางๆอยางเปนระบบ สง่ิ เหลา น้ีจัดเปน สมบัติทสี่ ำคญั
สงิ่ มีชีวติ ดำรงชีวติ อยูได ของสิง่ มีชีวิต
การจดั ระบบในสิ่งมีชีวติ เรมิ่ จากหนวยเล็กไปหนว ยใหญ
- ไดแก เซลล เน้ือเยือ่ อวยั วะ ระบบอวยั วะ และ
สง่ิ มชี วี ติ ตามลำดบั
2. อภปิ รายและบอกความสำคัญของ - วธิ กี ารทางวิทยาศาสตรในการคน หาคำตอบเกยี่ วกับ
การระบปุ ญ หา ความสมั พนั ธ - ส่ิงมชี ีวติ เรมจากการต้งั ปญหาหรือคำถาม
ระหวา งปญหา สมมตฐิ านและ ตง้ั สมมตฐิ าน ตรวจสอบสมมตฐิ าน เกบ็ รวบรวมขอมูล
วิธีการตรวจสอบสมมติฐาน รวมทง้ั วิเคราะหข อมลู และสรุปผล
ออกแบบการทดลองเพื่อตรวจสอบ การศึกษาส่งิ มชี ีวติ ตองอาศยั ความรจู ากแขนงวชิ าตา งๆ
สมมติฐาน ของชีววิทยาและสาขาวิชาอ่ืนทเ่ี กย่ี วของและควร
คำนงึ ถงึ ชวี จริยธรรมและจรรยาบรรณการใช
3. สืบคนขอมลู อธิบายเก่ียวกับสมบัติ - สัตวท ดลอง
ของนำ้ และความสำคัญของน้ำท่ีมี สง่ิ มีชวี ติ ประกอบดว ย ธาตุและสารประกอบในรางกาย
ตอ ส่งิ มชี วี ติ และยกตวั อยา งธาตุชนิด ของสิง่ มชี วี ิตมีน้ำเปน องคปะรกอบมากทีส่ ดุ นำ้
ตา งๆที่มีความสำคัญตอ รา งกาย ประกอบดวยธาตุไฮโดรเจนและออกซเิ จน มีสมบัติใน
สิ่งมชี ีวิต การเปฯ ตัวทำละลายที่ดี เก็บความรอนไดดี และมี
- ความความรอนสงู ซึง่ ชวยรักษาดุลยภาพของเซลลได
ธาตทสี่ ิง่ มีชวี ิตตอ งการจะอยใู นรูปของไออนในมนษุ ย
4. สืบคน ขอมลู อธบิ ายโครงสรา งของ - และสตั ว ธาตจุ ะชวยใหการทำงนของระบบตางๆใน
คารโบไฮเดรต ระบุกลุมของคาร รางกายดำเนินไปตามปหติ นอกจากนี้ในแระดกู ฟน
โบไฮเดต รวมทง้ั ความสำคัญของ และกลามเนื้อจะมธี าตุเปน องคประกอบดวย
คารโ บไฮเดรตทีม่ ีตอส่งิ มชี ีวติ คารโ บไฮเดรตประกอบดว ย ธาตคุ ารบ อน ไฮโรเจนและ
ออกซิเจน แบง ตามขนาดโมเลกุลออกไดเปน 3 กลมุ
5. สืบคน ขอมลู อธบิ าโครงสรางของ - คอื มอโนแซ็กคารไรด ไดแซ็กคารไรดแ ละพอลิแซ็กคา
โปรตนี และความสำคัญของโปรตนี ท่ี ไรด
มตี อ ส่งิ มชี วี ติ โปรตีนมกี รดอะมิโนเปน หนวยยอ ย ประกอบดว ยธาตุ
คารบอน ไฮโดรเจน ออกซิเจนและไนโตรเจน บางชนดิ
อาจมี ธาตฟุ อสสฟอรัส เหล็กและกำมะถนั เปน
องคป ระกอบ

257

ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรูเ พิ่มเติม
6. สืบคนขอมูล อธบิ ายโครงสรา งของ - ลพิ ดิ ประกอบดว ย ธาตคุ ารบอน ไฮโดรเจน และ
ลพิ ดิ และความสำคัญของลิพิดท่ีมี ออกซเิ จน เปน สารประรกอบที่ละลายไดดีในตัวทำ
ส่ิงมชี วี ิต ละลายทเี่ ปนสารอนิ ทรยี  ลิพิดกลม สำคญั ทีพ่ บใน
สิ่งมชี ีวิต เชร กรดไขมัน ไตรกลเี ซอไรด ฟอสโฟลิพิด
สเตอรรอยด
7. อธิบายโครงสรางของกรดนวิ คลอิ กิ - กรรดนิวคลอิ ิกประกอบดว ย หนว ยยอ ย เรียกวา นิวคลี
และระบชุ นดิ ขอกรดนวิ คลิอิกและ โอไทด โมลเลกลุ นิวคลโี อไทดประกอบดวยหมูฟอสเฟต
ความสำคัญของกรดนวิ คลิอิกทมี่ ตี อ น้ำตาลท่ีมคี ารบ อน 5 อะตอมและเบสท่ีมีไนโตรเจน
งสิ่งมีชีวิต เปนองคประกอบ
- กรดนวิ คลอิ กิ เปนองคประกอบของสารพันธุกรรมมี 2
ชนดิ คือ DNA และ RNA
8. สบื คน ขอมูลและอธบิ ายปฏกิ ิริยา - แมแทบอลิซึมเปนปฏิกริ ิยาเคมทเี กิดขึ้นภายในเซลล
เคมีท่ีเกดิ ขึ้นในส่ิงมีชวี ิต ของสง่ิ มชี วี ิต ปฏกิ ริ ิยาเคมี ประกอบดวย ปฏิกิรยิ าคาย
พลงั งานและหกฺ ริ ิยาดูดพลงั งานา ปฺกริ รยิ าเคมเี หลานี้
จะดำเนนิ ไปไดอยางรวดเรว็ จำเปนตองอาศัยเอนไซม
ชวยเรงปฏิกริ ยิ า
- เอนไซมสวนใหญเปนสารประเภทโปรตีน ทำหนา ทเ่ี รง
ปฏิกิรยิ าเคมี ในขณะที่เกิหปฏริ ริ ิยาเคมใี นเซลล สารตั้ง
ตนจะเขาไปจับกบั เอนไซมช วยเรง ปฏิกริ ิยา
- อุณหภมู ิ สภาพความเปนกรด-เบส และตวั บบั ย้งั
เอนไซมเปน ปจจยั ที่มีผลตอากรทำงานของเอนไซม
9. อธบิ ายการทำงานของเอนไซมใน - แมแทบอลซิ มึ เปน ปฏิกิริยาเคมทเี กดิ ข้นึ ภายในเซลล
การเรง ปฏกิ ริ ิยาเคมีในส่งิ มชี วี ิต และ ของสงิ่ มชี ีวติ ปฏิกิรยิ าเคมี ประกอบดว ย ปฏกิ ิริยาคาย
ระบุปจ จยั ท่ีมผี ลตอการทำงานของ พลงั งานและหกฺ ิริยาดูดพลงั งานา ปฺกริ รยิ าเคมีเหลาน้ี
เอนไซม จะดำเนินไปไดอยา งรวดเร็วจำเปนตองอาศัยเอนไซม
ชวยเรงปฏิกิรยิ า
- เอนไซมสว นใหญเปนสารประเภทโปรตีน ทำหนา ทเ่ี รง
ปฏิกิรยิ าเคมี ในขณะทีเ่ กหิ ปฏิรริ ิยาเคมใี นเซลล สารตงั้
ตน จะเขาไปจบั กบั เอนไซมชวยเรงปฏิกิรยิ า
อณุ หภูมิ สภาพความเปนกรด-เบส และตวั บบั ยัง้ เอนไซม
เปน ปจ จยั ท่มี ีผลตอ ากรทำงานของเอนไซม
10. บอกวธิ กี าร และเตรียมตัวอยาง - กลองจุลทรรศนเปน เคร่ืองมือท่ีใชศกึ ษาสง่ิ มีชวี ิตขนาด
สงิ่ มชี ีวิตเพือ่ ศึกษาภายใตก ลอง เลก็ ที่ไมสามารถเห็นไดดว ยตาเปลาและรายละเอยี ด
จลุ ทรรศนใ ชแสง วัดขนาดโดยแระ โครงสรา งของเซลล
มาณ และวาดภาพท่ปี รากฏภายใต

258

ชนั้ ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรเู พม่ิ เติม
กลอง บอกวธิ ีการใชแ ละการดแู ล - กลอ งจุลทรรศนใชร แสงเชิงประกอบและกลอ ง
รักษากลองจลุ ทรรศนใชแ สงท่ี จุลทรรรศนใ ชแสงแบบสเตอรโิ ออาศัยเลนสใ นการทำให
ถูกตอง เกดิ ภาพขยาย
- กลอ งจลุ ทรรศนอเิ ล็กตรอนทำใหเกดิ ภาพขยายโดย
อาศยั เลนสแมเ หล็กไฟฟารวมำอเิ ลก็ ตรอนซ่ึงมีอยู
ดวยกัน 2 ชนิด คอื ชนิดสอ งผา นนและชนดิ สง กราด
- ตวั อยา งสงิ่ มีชวี ติ ท่นี ำมาศึกษาภายใตกลองจุลทรรสฯใช
แสงตอ งมีวิธกี ารเตรยี มที่ถกู ตองและเหมาะสมกับชนิด
ของส่ิงมชี ีวติ เพ่ือใหเ กิดประสทิ ธภิ าพในการศกึ ษา
- กลองจุลทรรศนใชแสงเปนเครือ่ งมือทีม่ ีความละอียด
และราคาคอ นขางสงู จึงควรใชอยางถกู วธิ ี มีการเก็บ
และดแู ลรักษาที่ถูกตอง เพื่อใหส ามารถใชงานไดนาน
11. อธิบายโครงสรางและหนาทข่ี อง - เซลลเ ปนหนวยพน้ื ฐานทเี่ ล็กทสี่ ดุ ของสิ่งมชี ีวิต
สว นทห่ี อ หุมเซลลข องเซลลพ ืชและ โครงสรางพน้ื ฐานของเซลลประกอบดว ย สว นที่หอหม
เซลลสัตว เรซลล ไซโทพลาซมึ และนวิ เคลียส
- สวนทหี่ อหุมเซลลที่พบในเซลลท กุ ชนิดคอื เย่ือหุมเซลล
แตใ นแบคทีเรีย สาหรา ย ฟงไจและพชื จะมผี นังเซลล
เปนสวนหอ หมเซลลเ พมิ่ เตมิ ข้ึนมาอีกช้นั หนึง่
- โครงสรางของเยื่อหม เซลลประกอบดวยโมเลกุลของ
ฟอสโฟลิพิดเรยี งเปนสองชน้ั และมีโปรตีนแทรกหรอื อยู
ทผี่ วท้ังสองดานของฟอสโฟลพิ ดิ
- ไซดทรพลาซมึ อยภู ายในเยื่อหมเซลล ประกอบดว ยไซ
โทซอลและออรแกเนลล
- นิวเคลยี สเปน ศนู ยก ลางควบคุมการทำงานของเซลลย ู
คารโิ อตประกอบดว ยเยอื่ หม ซ่งึ ภายในมี DNA และ
RNA บางชนิด
12. สบื คน ขอ มูล อธิบาย และระบุชนดิ - เซลลเ ปนหนว ยพน้ื ฐานทีเ่ ลก็ ทส่ี ุดของสง่ิ มชี วี ติ
และหนาทีข่ องออรแกเนลล โครงสรา งพื้นฐานของเซลลประกอบดว ย สวนทหี่ อหม
เรซลล ไซโทพลาซมึ และนิวเคลยี ส
- สวนทีห่ อ หมุ เซลลท่ีพบในเซลลทกุ ชนิดคอื เยื่อหุมเซลล
แตใ นแบคทเี รีย สาหรา ย ฟง ไจและพชื จะมีผนังเซลล
เปนสวนหอ หม เซลลเ พิม่ เตมิ ข้ึนมาอีกชัน้ หนง่ึ
- โครงสรา งของเยื่อหม เซลลประกอบดวยโมเลกลุ ของ
ฟอสโฟลิพดิ เรียงเปน สองชัน้ และมีโปรตนี แทรกหรืออยู
ทผ่ี วทง้ั สองดา นของฟอสโฟลพิ ิด

259

ชน้ั ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรเู พม่ิ เติม
- ไซดทรพลาซมึ อยูภายในเย่ือหมเซลล ประกอบดวยไซ
โทซอลและออรแกเนลล
- นวิ เคลียสเปนศนู ยกลางควบคุมการทำงานของเซลลยู
คารโิ อตประกอบดว ยเยอ่ื หม ซ่งึ ภายในมี DNA และ
RNA บางชนดิ
13. อธิบายโครงสรางและหนา ทข่ี อง - เซลลเ ปนหนวยพ้ืนฐานทีเ่ ล็กท่ีสดุ ของสง่ิ มีชวี ิต
นวิ เคลยี ส โครงสรา งพน้ื ฐานของเซลลประกอบดวย สวนทหี่ อหม
เรซลล ไซโทพลาซึมและนิวเคลยี ส
- สว นทีห่ อ หมุ เซลลท่ีพบในเซลลทกุ ชนดิ คือ เยื่อหมุ เซลล
แตใ นแบคทีเรีย สาหราย ฟง ไจและพืชจะมีผนงั เซลล
เปนสว นหอหมเซลลเพม่ิ เตมิ ข้ึนมาอีกชัน้ หนึ่ง
- โครงสรางของเย่ือหม เซลลประกอบดวยโมเลกลุ ของ
ฟอสโฟลิพิดเรียงเปน สองช้ันและมโี ปรตนี แทรกหรืออยู
ท่ผี วท้ังสองดานของฟอสโฟลิพดิ
- ไซดทรพลาซึมอยภู ายในเย่ือหมเซลล ประกอบดว ยไซ
โทซอลและออรแกเนลล
- นิวเคลยี สเปนศนู ยกลางควบคุมการทำงานของเซลลยู
คาริโอตประกอบดวยเยอื่ หม ซึ่งภายในมี DNA และ
RNA บางชนดิ
14. อธิบาย และเปรยี บเทยี บการแพร - สารตางๆ มกี ารเคลอ่ื นท่ีเขา และออกจากเซลลอ ยู
ออสโมซิส การแพรแ บบฟาซิลเิ ทต ตลอดเวลาโดยกระบวนการตางๆไดแ ก การแพร
และแอกทีฟทรานสปอรต ออสโมซิส การแพรแ บบฟาซิลิเทต แอกทฟี ทรานส
ปอรต กระบวนการเอกโซไซโทซิส กระบวนการเอนโด
ไซโทซสิ
- แกสตา งๆเขาหรอื ออกจากดซลลโ ดยกรแพร สวนนำ้
เขาหรือออกจากเซลลผา นเย่อื หมเซลลโดยออสโมซสิ
- ไออนและสารบางอยา งท่ีไมสารถลำเลียงผานเยื่อหม
เซลลโดยตรงได จำเปน ตองอาศยั โปรตีนทอี่ ยบู นเย่ือหม
เซลลเปฯตวั พาสารนั้นเขา และออกจากเซลล เรยี กวา
การแพรอบบฟาซลิ ิเทต
- แอดทีฟทรานสปอรต เปน การลำลเยงสารจากบรเิ วณท่ี
มีความเขมขนต่ำไปยังบริเวณทม่ี คี วามเขม ขน สงู
- สารบางอยา งท่ีไมส ามารถแพรผ านเยอ่ื หมุ เซลลหรอื
ลำเลียงผา นโปรตีนท่ีเปน ตัวพาไดจะถูกลำเลียงออกจาก
เซลลด วยกระบวนการเอกโซไซโทซิส

260

ชนั้ ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรูเพิม่ เติม
- สารทม่ี ีขนาดใหญจ ะสามารถลำเลยี งเขาสเู ซลลดวย
กระบวนการเอนโนไซโทซิส ซ่ึงแบงเปน 3 แบบ ไดแก
พโิ นไซโทศิว ฟาโกไซโทซสิ และการนำสารเขาสเู ซลล
โดยอาศยั ตัวรบั
15. สบื คน ขอ มลู อธิบายและเขยี น - สารตา งๆ มกี ารเคลื่อนท่ีเขาและออกจากเซลลอยู
แผนภาพการลำเลยี งสารโมเลกุล ตลอดเวลาโดยกระบวนการตางๆไดแก การแพร
ใหญอ อกจากเซลลดว ยกระบวนการ ออสโมซสิ การแพรแ บบฟาซิลิเทต แอกทีฟทรานส
เอกโซไซโทรซิสและการลำเลีนงสาร ปอรต กระบวนการเอกโซไซโทซสิ กระบวนการเอนโด
โมเลกุลใหญเ ขา สเู ซลลด วย ไซโทซสิ
- แกส ตา งๆเขาหรือออกจากดซลลโดยกรแพร สว นนำ้
กระบวนการเอนโดไซโทซสิ เขาหรอื ออกจากเซลลผา นเยือ่ หมเซลลโ ดยออสโมซิส

- ไออนและสารบางอยา งท่ีไมสารถลำเลยี งผานเยอื่ หม
เซลลโดยตรงได จำเปน ตอ งอาศัยโปรตีนทอี่ ยบู นเยื่อหม
เซลลเ ปฯตัวพาสารน้นั เขา และออกจากเซลล เรียกวา
การแพรอบบฟาซลิ เิ ทต
- แอดทีฟทรานสปอรต เปนการลำลเยงสารจากบริเวณที่
มีความเขมขน ตำ่ ไปยงั บริเวณท่ีมีความเขมขน สูง
- สารบางอยางทีไ่ มส ามารถแพรผา นเยื่อหมุ เซลลห รอื
ลำเลยี งผานโปรตีนทเ่ี ปนตวั พาไดจะถูกลำเลียงออกจาก
เซลลด วยกระบวนการเอกโซไซโทซสิ
- สารท่มี ีขนาดใหญจะสามารถลำเลียงเขา สูเซลลด วย
กระบวนการเอนโนไซโทซิส ซ่ึงแบง เปน 3 แบบ ไดแ ก
พโิ นไซโทศวิ ฟาโกไซโทซิสและการนำสารเขาสูเซลล
โดยอาศัยตวั รบั
16. สงั เกตการแบงนิวเคลียสแบบไมโท - การแบงเซลลข องสง่ิ มีชวี ิตเปนการเพ่ิมจำนนเซลลซงึ่
ซิสและแบบไมโอซสิ จากตัวอยา ง เปนกระบวนการทีเ่ กดิ ข้นึ ตอเนือ่ งกันเปนวัฎจกั ร
ภายใตก ลอ งจุลทรรศนพรอมท้งั โดยวฎั จกั รของเซลล ประกอบดวยอนิ เตอรเ หส การ
แบง นิวเคลยี สแบบไมโทซสิ และการแบงไซโทพลาซึม
อธิบายและเปรียบเทยี บการแบง - การแบง นวิ เคลียสมี 2 แบบ คือ การแบง นวิ เคลยี สแบบ
นิวเคลียสแบบไมโทซสิ และแบบไม
โอซิส ไมโทซิสและการแบงนิวเคลียสแบบไมโอซิส
- การแบงนิวเคลียสแบไมโทซสิ ประกอบดวยระยะโพ
รเฟส เมทาเฟส แอนาเฟสและเทโลเฟส
- การแบง นวิ เคลียสแบบไมโอซิส ประกอบดวย
prophase I mataphaseI anaphaseI telophaseI
prophaseII prophase II metaphaseII anaphaseII
และ telophaseII

261

ชนั้ ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรเู พิม่ เติม
- การแบง น ิวเคีนสแบบไมโทศสิ ทำใหเ ซลลรางกายเพมิ่
จำนวนเพ่ือการเจริญเติบโต และซอมแซมสว นท่สี กึ หรอ
หรือถูกทำลายไปได สว นการแบง นวิ เคลียสแบบไมโอซิ
สมคี วามสำคญตอสงิ่ มีขวี วติ ในกนระบวนการสรา งเซลล
สบื พันธุ
- การแบง ไซโทพลาซึมในเซลลพชื จะมีการสรางแผน กั้น
เซลลและเซลลสัตวจะมีการคิดเวา เขา หากันของเยื่อหุม
เซลล
17. อธิบาย เปรียบเทยี บและสรุป - การหายใจระดับเซลลเปฯ สลายสารอาหารทีมีพลงั งาน
ขน้ั ตอนการหายใจระดบั เซลลใน สงู โดยมีออกซเิ จนเปน ตัวรับอเิ ลก็ ตรอนตัวสดุ ทาย
ภาวะทีม่ อี อกซเิ จนเพยี งพอและ ประกอบดวย 3 ข้นั ตอน คือ ไกลโคลซิ ิส วฎั จกั รเครบส
และกระบวนการถายทอดอิเล็กตรอน
ภาวะที่ออกซเิ จนไมเพียงพอ - การหายใระดับเซลลพลังงานสวนใหญไ ดจากข้ันตอน

การถา ยทอดอเิ ลก็ ตรอน พลงั งานน้จี ะถูกเกบ็ ไวในพันธ
เคมีในดมเลกลุ ของ ATP
- ในภาวะทม่ี ีออกซิเจนไมเพยี งพอ ทำใหการหายใจของ
เซลลไ มสมบูรณ จึงเกิดไดเ ฉพาะไกลโคไลซสิ ผลท่ีได
จากการหายใจสภาวะน้ีในสัตวจะไดกรดแลกติก ใน
จลุ ินทรียแ ละพืชอาจไดกรดแลกตกิ หรือ
เอทิลแอลกอฮอล
18. วิเคราะห อภปิ รายและสรปปญหา - การปนเปอ นของสารเคมีเ ฝนุ ละอองและจุลินทรีย
มลพษิ ทางอาหาศและผลกระทบท่ีมี ตางๆทำใหเ กดิ มลพษิ ทางกากาศ ซ่ึงเกดิ ไดท ั้งจาก
ตอมนาุ ญและส่ิงแวดลอม รวมทั้ง ธรรมชาตแิ ละจากากรกระทำของมนุษย
- การเกิดมลพิษทางอาหาศทเี่ กิดข้นึ เองตามธรรมชาติ
เสนอแนวทางการแกไขปญหา เชน การเดพายุ การเกดิ ไฟา และการเกิดแกส พษิ จา

การยอยสลายของจุลนิ ทรีย
- การจดั การทรัพยากรอาหาศควรประกอบดวย การกำ
หนนโยบาย และวางแผนงานเพื่อปองกันและแกไข
รวมทงั้ การปลูกจติ สำนึกในการดูแลรกั ษาคุณภาพ
อากาศ
19. วิเคราะห อภิปรายและสรปุ ปญหาที่ - มลพษิ ทางดนิ และปญหาความเสื่อมโทรมของดนิ สวน
เดกับทรัพยากรดนิ และกระทบที่มี ใหญม สี าเหตุจากการกระทำของมนุษย
ตอมนษุ ยและสิง่ แวดลอม รวมทง - การจัดการทรพยากรดินเพ่ือใหเ กิดประโชนส งู สุดควรมี
เสนอนแวทางการแกไขปญหา การปองกันและการแกปญหาการเดมลพิษและความ
เสอื่ มดทรมของดนิ รวมทัง้ การปลุกจติ สำนกึ ในการใช
ดินอยางถูกตอง

262

ชัน้ ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรูเ พ่ิมเตมิ
20. วเิ คราะห อภปิ รายและสรปุ ปญหา - พ้นื ท่ปี าไมท ล่ี ดลงอาจมสี าเหตมุ าจากธรรมชาติ เชน ไฟ
แลกระทบท่เี กิดจากการทำลายปา ปา แผนดนิ ไหว ภูเขาไฟระเบิดหรอื อาจมีสาเหตุมาจาก
ไม รวมทั้งเสนอแนวทางในปองกนั กระทำของมนุษย เชน การตดั ไมท ำลายปา การบุกรุก
การทำลายปา ไมและการอนุรักษป า พ้นื ที่ปา เพ่ือครอบครองทด่ี ิน การเผาปา การทำเหมือง
ไม แร

- พืน้ ทป่ี าไมทีล่ ดลงทำใหภูมิประเทศมสี ภาพแหง แลว
เกิดอุทกภัย เกิดการพังทลายของดนิ ตลิดจการเพม ขึ้น
ของแสคารบ อนไดออกไซดซ ่ึงเปฯ แกสเรอื นกระจกชน
นิดหนง่ึ นอกจากนี้ทำใหสตั วปาและพชื พรรณธรรมชา
ตลดจำนวนลงหรอื สูญพนั ธไุ ด
- การจดั การทรัพยากรปาไมควรจดั การใหม ีทรัพยากรปา
ไมคงอยูอยา งยั่งยนื หรือเพ่ิมขึ้น เชน การกำหนดพ้นื ท่ี
ปาอนกุ รักษ สง เสริมการปลูกปา ปองกนั การบุกรุกปา
การใชไมอยางมีคุณคาและมีประสทิ ธิภาพ รวมถงึ การ
ปลกู จติ สำนึกเรอ่ื งการอนรุ กั ษปา ไม
21. วิเคราะห อภิปรายและสรุปปญหา - การลดจำนวนลงของสตั วป าวเปน ผลเนอ่ื งมาจากการ
ผลกระทบที่ทำใหสัตวป า มีจำนวน กระทำของมนุษยเปฯ สวนใหญ คอื การทำใหแ หลงที่
ลดลง และนวทางในการอนรุ ักษ อยูอาศยั อยา งเพยี งพอรวมท้งั การไมทำรา ยสตั วปาหรอื
สตั วป า ทำใหสตั วปาลดจำนวนลง รวมทง้ั การปลูกจติ สำนึกให
ชวยกนั อนุรักษ
22. สบื คน ขอมุล อธิบายและสรปุ ผลการ - เมนเดลศกึ ษาการถายทอดลักษณะทางพันธุกรรมโดย
ทดลองของเมนเดล การผสมพันธถุ ั่วลันเตา จนสรปุ เปน กฏแหงการแยก
และกฏแหงการรวมกลมุ อิสระ
- กฏแหงการแยกมีใจความวา แอลลลี ท่ีอยเู ปนคจู ะแยก
ออกจากกนั นระหวางการสรางเซลลส บื พันธุ โดยเซลล
สืบพนั ธแุ ละเซลลจ ะมเี พยี งแอลลีลใดแอลลลี หนึ่ง
- กฏแหงการรวมกลุมอยางอสิ ระมใี จความวาหลงั จากคู
ของแอลลลี แยกออกจากกนั แตล ะแอลลลี จะจัดกลุม
อยา งอสิ ระกับแอลลีลอนื่ ๆทแ่ี ยกออกจากคูเ ชนกันใน
การเขา ไปอยูในเซลลส บื พนั ธุ
19. อธิบายและสรปุ กฏแหงการแยก - เมนเดลศกึ ษาการถายทอดลักษณะทางพนั ธกุ รรมโดย
และกฏแหง การรวมกุมอยางอิสระ การผสมพนั ธุถ ัว่ ลนั เตา จนสรปุ เปนกฏแหง การแยก
และนำกฏของเมนเดลน้ีไปอธิบาย และกฏแหง การรวมกลุม อิสระ
การถา ยทอดลักษระทางพนั ธุกรรม - กฏแหงการแยกมีใจความวา แอลลีลทีอ่ ยเู ปนคูจะแยก
และในการคำนวณโอกาสในการ ออกจากกนั นระหวางการสรา งเซลลส ืบพนั ธุ โดยเซลล
สืบพันธแุ ละเซลลจะมเี พียงแอลลลี ใดแอลลีลหน่งึ

263

ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรูเพิ่มเตมิ
เกิดฟโนไทปและจโี นไทปแ บบตา งๆ - กฏแหง การรวมกลุมอยา งอสิ ระมใี จความวาหลงั จากคู
ของรนุ F1 และ F2 ของแอลลีลแยกออกจากกัน แตล ะแอลลลี จะจัดกลมุ
อยางอิสระกับแอลลลี อ่นื ๆที่แยกออกจากคเู ชน กันใน
การเขา ไปอยูในเซลลส บื พนั ธุ
20. สืบคน ขอ มูล วิเคราะห อธบิ ยและ - การถายทอดลกั ษระทางพันธุกรรมบางลกั ษณะให
สรุปเกีย่ วกบั การรถายทอดลกั ษระ อตั ราสวนทแ่ี ตกตา งจากผลการศึกษาของเมนเดล เรยี ก
ทางพันธกุ รรม ที่เปฯ สว นขยายของ ลกั ษระรเหลานี้ ลกั ษณะทางพันธุกรรมท่เี ปน สว นขยาย
พันธศุ าสตรข องเมนเดล ของพนั ธุศาสตรเมนเดล เชน การขม ไมสมบูารณ การ
ขมรวมกนั มัลตเิ ปล แอลลลี ยีนบนโครโมโซมเพศและ
พอลยิ นี
- ลกั ษณะพนั ธุกรมบางลกั ษณะมคี วามแตกตางกนั ชดั เจน
เชน การมตี ิง่ หูหรอื ไมม ีตง่ิ หู ซ่ึงเปนลักษณะทาง
พันธุกรรมท่ีมกี ารแปรผนั ไมต อเนอ่ื ง
- ลักษณะทางพนั ธกุ รรมบางลักษระมีความแตกตา งกัน
เล็กนอยและลดหลน่ั กันไป เชน ความสูงและสีผิวของ
มนุษญถ ูกควบคุมโดยยนี หลายคซู ึง่ เปน ลักษณะทาง
พนั ธุกรรมท่ีมกี ารแปรผันตอ เนือ่ งและสง่ิ แวดลอมอาจมี
ผลตอ การรแสดงลักษณะนัน้
21. สบื คน ขอมลู วิเคราะห ธิบายและ - การถา ยทอดลักษระทางพันธกุ รรมบางลกั ษณะให
สรุปเกยี่ วกับการถา ยทอดลักษระ อัตราสวนทีแ่ ตกตางจากผลการศกึ ษาของเมนเดล เรียก
ทางพันธกุ รรม ท่ีเปฯสวนขยายของ ลักษระรเหลา นี้ ลักษณะทางพนั ธุกรรมทเ่ี ปนสวนขยาย
พนั ธุศาสตรเมนเดล ของพนั ธศุ าสตรเมนเดล เชน การขม ไมสมบาู รณ การ
ขมรวมกนั มัลติเปล แอลลลี ยนี บนโครโมโซมเพศและ
พอลยิ นี
- ลกั ษณะพนั ธุกรมบางลักษณะมคี วามแตกตา งกนั ชดั เจน
เชน การมีต่งิ หูหรือไมมีต่ิงหู ซึ่งเปน ลกั ษณะทาง
พันธกุ รรมที่มกี ารแปรผนั ไมต อเน่ือง
- ลกั ษณะทางพันธุกรรมบางลกั ษระมีความแตกตางกัน
เล็กนอยและลดหลนั่ กนั ไป เชน ความสูงและสีผิวของ
มนษุ ญถูกควบคุมโดยยีนหลายคูซ ่ึงเปนลกั ษณะทาง
พันธุกรรมท่ีมีการแปรผนั ตอเนื่องและสิ่งแวดลอ มอาจมี
ผลตอ การรแสดงลักษณะนัน้
22. อธิบายการถายทอดยีนบนโาครโมม - โครโมโซมภายในเซลลรางกายแบง เปนออโตโซมและ
โซมและยกตวั อยา งล กั ษณะทาง โครโมโซมพศ ลกั ษณะทางพันธกุ รรมสวนใหญถ กู
ควบคมุ ดวยยนี บนออโตโซมบางลกั ษณระถูกควบคุม

264

ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรูเพิ่มเติม
พันธกุ รรที่ถูกควบคุมดวยยีนบนออ ดว ยยนี บนโครโมโซมเพส ซงึ่ สวนมากเปนยนี บน
โตโซมและยนี บนโครโมโซม โครโมโซม X
- เม่ือมีการสรางเซลลสบื พนั ธุ ยนี บนโครโมโซมเดยี วกันท่ี
อยูใ กลกนั มักจะถูกถายทอดไปดวยกนั แตการเกิดค
รอสซิงโอเวอรในการแบงเซลลแ บบไมโอซสิ อาจทำให
ยีนบนโครโมโซมเดียวกันแยกจากกนั ได สง ผลให
รปู แบบของเซลลส บื พันธทุ ี่ไดแตกตา งไปจากกรณท่ีไม
เกิดครอสซงิ โอเวรอร
23. สืบคน ขอ มูล อธบิ ายสมบตั ิและ - ดเี อนเอเปนพอลเิ มอรของนิวคลีโอไทด แตล ะนวิ คลีโอ
หนาที่ของสารพนั ธุกรกรม ไทด ประกอบดว ย นำ้ ตาลดอี อกซีไรโบส หมูฟ อสเฟต
โครงสรา งและองคประกอบทางเคมี และไนโตรจีนสั เบส คื อ A T C G
ของ DNA และสรุปการจำลอง DNA - โมเลกุลของดีเอนเอเปน พอลินิวคลโี อไทด 2 เรียงสลบั
ทศิ และบิดเปฯ เกลียวเวียนขวา โดยการเขาคูกนั ของ
สายดเี อนเอ เกิดจากการจับคูของเบสคูสม คือ A คูก บั
T และ C คูกับ G
- ยีน คือสายดีเอนบางชว งทีค่ วบคุมลักษณะทาง
พันธกุ รรมได โดยยีนกำหนดลำดับกรดอะมิดนของ
โปรตนี ซ฿งทำหนา ทเ่ี ปน โครงสรา ง เอนไซมและอ่ืนๆ มี
ผลทำใหเซลลแ ละสง่ิ มชี วี ติ ปรากฎลกั ษณะตางๆได
- ดีเอนเอ จำลองตวั เองไดด ดดยใชสายหนึ่งเปน แมแ บบ
และสรร างอีกสายข้ึนมาหใม ซ่งึ จะมีโครงสรา งและ
ลำดบั นิวคลโี อไทดเหมือนเดิม
- ดเี อนเอควบคมุ ลักษณะทางพันธุกรรมของสิง่ มีชีวติ ได
โดยการสรา งอารเอนเอ 3 ประเภท คือ mRNA tRNA
rRNA ซ่งึ รวมกันทำหนาท่ใี นกระบวนการสงั เคราะห
โปรตนี
- อารเอนเอเปฯ พอลเิ มอรของนิวคลโี อไทดสายเดย่ี วแต
ละนิวคลโี อไทดประกกอบดว ย น้ำตาลไรโบส หมู
ฟอสเฟต และไนโตรจนี ัสเบส คือ A U C และ G
24. อธิบายและระบขุ ั้นตนใน - ดีเอนเอเปน พอลเิ มอรของนิวคลีโอไทด แตล ะนิวคลีโอ
กระบวนการสังเคราะหโ ปรตีนและ ไทด ประกอบดว ย นำ้ ตาลดีออกซีไรโบส หมูฟ อสเฟต
หนาทข่ี องดเี อนเอและเอรเ อนเอ แต และไนโตรจีนัสเบส คื อ A T C G
ละชนิดในกระบวนการสังเคราะห - โมเลกลุ ของดีเอนเอเปนพอลินิวคลโี อไทด 2 เรียงสลับ
โปรตีน ทิศและบิดเปฯเกลียวเวียนขวา โดยการเขา คูกนั ของ
สายดีเอนเอ เกดิ จากการจับคูของเบสคสู ม คือ A คูกับ
T และ C คูกับ G

265

ช้ัน ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรูเพม่ิ เตมิ
- ยีน คอื สายดีเอนบางชว งทค่ี วบคมุ ลกั ษณะทาง
พันธกุ รรมได โดยยีนกำหนดลำดับกรดอะมิดนของ
โปรตนี ซ฿งทำหนาทเ่ี ปน โครงสราง เอนไซมแ ละอื่นๆ มี
ผลทำใหเ ซลลแ ละสิง่ มชี ีวิตปรากฎลกั ษณะตา งๆได
- ดเี อนเอ จำลองตัวเองไดดดดยใชสายหนงึ่ เปนแมแบบ
และสรร างอีกสายข้นึ มาหใม ซงึ่ จะมีโครงสรางและ
ลำดับนิวคลโี อไทดเ หมือนเดิม
- ดเี อนเอควบคุมลักษณะทางพันธกุ รรมของสง่ิ มชี วี ิตได
โดยการสรางอารเ อนเอ 3 ประเภท คือ mRNA tRNA
rRNA ซงึ่ รวมกนั ทำหนา ทใ่ี นกระบวนการสงั เคราะห
โปรตีน
- อารเ อนเอเปฯ พอลเิ มอรของนิวคลโี อไทดส ายเด่ยี วแต
ละนวิ คลโี อไทดประกกอบดวย น้ำตาลไรโบส หมู
ฟอสเฟต และไนโตรจนี ัสเบส คือ A U C และ G
25. สรปุ ความัมพันธระหวา งสาร - ดเี อนเอเปน พอลเิ มอรข องนวิ คลีโอไทด แตล ะนิวคลีโอ
พนั ธุกรรม แอลลลี โปรตนี ลกั ษณะ ไทด ประกอบดว ย น้ำตาลดีออกซีไรโบส หมูฟ อสเฟต
ทางพนั ธุกรรมและเช่ือมโยงกับ และไนโตรจีนัสเบส คื อ A T C G
- โมเลกุลของดีเอนเอเปน พอลินิวคลีโอไทด 2 เรียงสลบั
ความรเู รอ่ื งพันธุศาสตรเ มนเดล ทิศและบิดเปฯ เกลยี วเวยี นขวา โดยการเขาคูกนั ของ

สายดเี อนเอ เกดิ จากการจับคูของเบสคสู ม คือ A คกู บั
T และ C คูกับ G
- ยีน คอื สายดีเอนบางชวงท่คี วบคุมลักษณะทาง
พนั ธุกรรมได โดยยนี กำหนดลำดับกรดอะมิดนของ
โปรตีนซ฿งทำหนา ท่เี ปน โครงสรา ง เอนไซมแ ละอนื่ ๆ มี
ผลทำใหเ ซลลแ ละสง่ิ มชี ีวติ ปรากฎลักษณะตางๆได
- ดเี อนเอ จำลองตวั เองไดดดดยใชส ายหนง่ึ เปน แมแ บบ
และสรร างอีกสายขน้ึ มาหใม ซ่ึงจะมีโครงสรางและ
ลำดบั นวิ คลโี อไทดเหมือนเดิม
- ดีเอนเอควบคมุ ลักษณะทางพันธุกรรมของส่งิ มีชวี ติ ได
โดยการสรางอารเ อนเอ 3 ประเภท คอื mRNA tRNA
rRNA ซึง่ รวมกนั ทำหนา ทใ่ี นกระบวนการสังเคราะห
โปรตีน
- อารเอนเอเปฯพอลิเมอรของนิวคลีโอไทดสายเดี่ยวแต
ละนิวคลโี อไทดประกกอบดว ย นำ้ ตาลไรโบส หมู
ฟอสเฟต และไนโตรจีนัสเบส คอื A U C และ G

266

ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรียนรเู พ่มิ เติม
26. สบื คนขอมูลและอธิบายการเกิดมวิ - มิวเทชันเปนการเปลีย่ นแปลงของลำดบั หรือจำนวนนิ
เมชนั ระดับยนี และระดับโครดมโซม วคลีโอไทดในดีเอนเอ ซึ่งอาจนำไปสกู ารเปลยี่ นแปลง
สาเหตุการเกดิ มิวเทชนั รวมทั้ง โครงสรา งแลการทำงานของโปรตีน ซึง่ ถา การ
เปลย่ี นแปลงดังกลาวเกดิ ในเซลลส ืบพันธุ จะสามารถ
ยกตวั อยางโรคและกลม อาหารท่ี ถายทอดไปยังรนุ ตอๆไปได และทำใหเกดิ ความแปรผนั
เปน ผลการเกิดมวิ เทชัน ทางพนธุกรรมของส่งิ มีชวี ติ กรรเกิดมิวเทชนั มีสาเหตมุ า

จากปจ จตั า ง ๆ เชน รงั สี และสารเคมี
- การขาดหายไปหอื เพมิ่ ของนวิ คลโี อไทดและการแทนที่
คูเบน
- การเปลย่ี นแปลงโครงสรา งของโคโมโซม เชน หายไป
หรอื เพบ างสวน และการเปลี่ยนแปลงจำนวนโครโมโซม
เชน การลดลงหรือเพิ่มขนึ้ โครโมโซมบางแทง หรือทงั้ ชุด
เปน สาเหตขุ องการเกิดมิวเมชันระดบั โครโมโซม เชน
กลมอาการคริดุชาตและกลมอาหารดาวน กลม อาหร
เทอรเนอรและกลม อากรไคลนเ ฟลเตอร
27. อธิบายหลกั การสรางสงิ่ มชี วี ิตดดั - การใชเทคโนโลยีทางดเี อนเอ ในการสรางดีเอ็นเอรีคอม
แปรพนั ธกุ รรมโดยใชดีเอน็ เอรีคอม บิแนนท สามารถนำไปใชใ นการสรา งสิง่ มชี ีวติ ดัดแปร
บแิ นนท พนั ธุกรรม โดยนำยนี ทตี่ องการมาตดั ตอ ใสในสงมชี ีวิต
ทำใหส่งิ มชี วี ิตนน้ั มีสมบตั ิตามตองการ
- เทคโนโลยีทางดเี อ็นเอ สามารถนำไปประยุกตใชใ นดาน
ตา งๆ เชน สิ่งแวดลอ ม นติ ิวทิ ยาศาสตร การแพทย
การเกษตร และอตุ สาหกรรม โดยการใชเทคโนทางดี
เอ็นเอตองคำนึงถึงความปลอดภยั ทางชีวภาพ ชวี จรยิ
ธรรมและผลกระทบตอสงั คม
28. สบื คนขอมูล ยกตวั อยา งและ - การใชเทคโนโลยที างดเี อนเอ ในการสรางดเี อ็นเอรีคอม
อภปิ รายการนำเทคโนโลยที างดี บิแนนท สามารถนำไปใชในการสรา งส่ิงมชี วี ติ ดดั แปร
เอน็ ดอไปประยกุ ตใชทั้งในดา นสง่ิ พันธกุ รรม โดยนำยีนท่ตี องการมาตดั ตอ ใสใ นสง มชี วี ติ
ทำใหสง่ิ มีชีวติ นั้นมีสมบัตติ ามตองการ
แวดลอม นติ วิ ทิ ยาศาสตร - เทคโนโลยที างดีเอ็นเอ สามารถนำไปประยกุ ตใชในดาน
การแพทย การเกษตรรและ
อุตสาหกรรม และขอควรคำนึงถึง ตา งๆ เชน ส่ิงแวดลอ ม นติ วิ ิทยาศาสตร การแพทย
ดา นชวี จรยิ ธรม การเกษตร และอุตสาหกรรม โดยการใชเ ทคโนทางดี
เอ็นเอตองคำนึงถึงความปลอดภยั ทางชวี ภาพ ชีวจริย
ธรรมและผลกระทบตอ สงั คม
29. สบื คนขอ มลู ละอธิบายเก่ียวกับ - หลักฐานทท่ี ำใหเชือ่ วา สง มชี ีวิตมีววิ ฒั นาการ เชน ซาก
หลักฐานท่สี นบั สนุนและขอมูลที่ ดึกดำบรรพ กายวภิ าคเปรียบเทียบ วทิ ยาเอ็มบรโิ อ

267

ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรูเพ่มิ เตมิ
ใชอ ธาิ ยการเกิดววิ ฒั นาการของ การแพรกระจายของสง่ิ มีชีวิตทางภูมิศาสตร การศึกษา
ส่ิงมีชีวติ ทางชวี ภมู ิศาสตรแ ละดา นชวี วิทยาระดับโมเลกลุ
- มนุษยมีการสบื สายวิวฒั นาการเปน เวลานาน โดยมี
หลกั ฐานทีส่ นบั สนนุ จากซากดกึ ดำบรรพของบรรพบรุ ุษ
ท่ีคนพบ และจากการเปรียบเทยี บลำดับเบสบนดเเอ็น
เอระหวา งมนุษยกับไพรเมตอื่นๆ
30. อธบิ ายแะเปรียบเทยี บแนวคิด - ฌอง ลามารก ไดเ สนอแนวคิดเพ่อื อธบิ ายเก่ยี วกับวิ
เกย่ี วกบั วิวฒั นาการของสิง่ มีชีวติ วฒั นากของสิ ง มีชวี ิตวา ส่ิงมีชวี ติ มกี าร
ของฌองลามารก และทฤษฏี เปลี่ยนแปลงดครงสรางใหเ ขากบั สภาพแวดลอมโดย
อาศัยกฏการใชแ ละไมใช และกฏแหงการถายทอดลักษ
เกย่ี วกบั วิวฒั นากของสิง่ มีชีวิตของ ระท่ีเกิดขนึ้ มาใหม
ชาลลส ดารว ิน
- ชาลส ดารว ิน เสนอทฤษฏีเก่ียวกับวิวฒั นาการของ
สิ่งมชี วี ิตมีแนวโนมทจี่ ะใหกำเนดิ ลกู ที่มลี กั ษณะ
แตกตา งกนั จำนวนมาก แตม ีเพียงจำนวนหนงึ่ ท่ี
เหมาะสมกบั สภาพแวดลอมสามารถมชี ีวติ รอด และ
ถายทอดลกั ษณะที่เหมาะสมไปยังรนุ ตอ ไปได
31. ระบสุ าระสำคัญ และอธบิ ายเง่อื นไข - เมื่อประชากรอยูในภาะวสมดุลของอารด-ี ไวนเบิรก
ของภาวะสมดุลของฮารด -ี ไวนเ บริ ก โดยประชากรมขี นาดใหญ ไมมีการถายเทยนี ระหวา ง
ปจ จยั ทท่ี ำใหเกิดการเปล่ียนแปลง ประชากร ไมเกิดมิวเทชนั สมาชกิ ทุกตวั มโี อกาสปสม
พนั ธไุ ดเ ทากัน และไมเ กิดการคัดเลอื กดยธรรมชาติ จำ
ความถขี่ องแอลลีลในประชากร
พรอมท้งั คำนวณหาความถ่ขี องแอล ทำใหความถ่ีของแอลลลี ของลักษณะน้นั ไมเปล่ีนแลงไม
ลีลและจโี นไทปข องประชากร โดย วาจะผานไปกี่รน กต็ าม เปน ผลใหล กั ษณะน้นั ไมเกิดวิ
ใชห ลกั ารฮอารด -ี ไวนเบิรก วฒั นา
- การเปลยี่ นแปลงความถข่ี องยีนหรือแอลลีลใน
ประชากร เกดิ จากปจัยหลายประาร นำไปสูการเกดิ
วิวฒั นาการ
32. สืบคนขอ มูล อภปิ รายและอธิบาย - สปช ีสใ หมจ ะเกดิ ข้นึ ไดเมอ่ื ไมมีการถายเทเคล่ือนยา ย
กระบวนการเกิดสปส ใ หมของ ยีนระหวา งประชากรหนึง่ กบั อกี ประชากรหนึง่ ในรนุ
ส่ิงมชี ีวติ บรรรพบรุ ษุ ทำใหป ระชากรทั้งสองมีโครงสรางทาง
พันธุกรรมที่แตกตางกนั และวิวฒั นาเกดิ เปนสปช ีสใหม
- ปจ จัยที่ทำใหเกิดปชสี ใหมอ าจเกดิ ได 2 แนวทาง คือ
การเกิดสปช สี ใหมจ าการแบง แยกทางภมู ิศาสตรแ ละ
เกดิ สปช ีสใ หมในเขตภมู ิศาสตรเ ดยี ว

268

ช้นั ผลการเรียนรู สาระการเรียนรูเพม่ิ เตมิ
33. สบื คนขอมลู อธบิ าย ยกตวั อยา ง - ประชากรของสิง่ มีชีวิตทุกกชนิดมีลกั ษณะหลาย
และสรุปเก่ียวกบั ลักษณะเฉพาะของ ประการท่ีเปนลกั ษณะเฉพาะ เชน ขนาดของประชากร
ระชากรของสิ่งมีชวี ิตบางชนดิ ครวามหนาแนนของประชากร โครงสรางอายขุ อง
ประชากร อตั ราสวนระหางเพศ อตั ราการเกิดและ
อัตราการตาย การอพบพเขา การอพยพออกของ
ประชากร และการรอดชีวิตของสมาาชิกทม่ี ีอายุตางกัน
34. สืบคนขอมูล อธบิ าย เปรียบเทียบ - ลกั ษณะของประชากรมีอทิ ธพลตอการเปล่ยี นแปลง
และยกตัวอยางการเพ่ิมขของ ขนาดของประชากรซ่งึ เปน กระบวนการทเี่ กิดข้ึนอยู
ประชากรแบบเอก็ โพเนนเชยี ลและ เสมอ
การเพิ่มของประชากรแบบลอจิสติก - การเพ่ิมประชากรแบบเอ็กโพเนนเชียลเปน การเพิม่
จำนวนประชากรอยงรวดเรว็ แบบทวีคณู
- การเพ่ิมประชากรแบบลอจสิ ติกเปน การเพมิ่ จำนวน
ประชากที่ขึน้ อยูกับสภาพแวดลดอ มหรอื มตี วั ตา นานใน
สงิ่ แวดลอมาเก่ียวของ
35. อธิบายและยกตวั อยา งปจ จัยที่ - การเติรบดตของประชากรข้ึนกบั ปจจัยตางๆซ฿งแบงได
ควบคุมการเตบิ โตของประชากร เปน ปจจยั ทีข่ ้นึ กับความหนาแนานของประชากร และ
ปจ จยั ท่ไี มขน้ึ กบั ความหนาแนนของประชาากร
- ประชากรมนุายมีอัตรากรเตบิ โตอยงรวดเรว แบบเอ็ก
โพเนนเชียบหลงั จาการปฎวิ ตั ทิ างอตุ สาหกรรมปนตน
มา
ม.5 - เนือ้ เยอ่ื พืชแบง เปน 2 กลุมใหญ คอื เน้อื เย่อื เจริญ และ
36. อธิบายเกยี่ วกับชนดิ และลักษณะ - เนือ้ เยอ่ื ถาวะ
ของเน้ือเย่ือพชื และเขียนแผนผงั เพื่อ เน้ือยเอเจริญแบงเปน เนื้อเยื่อสวนปลาย เน้อื เย่อื เจรญิ
สรุปชนดิ ของเน้ือเยื่อพืช เหนอื ขอ และเนื้อเยือ่ เจรญิ ดา นขา ง

- เนอ้ื เยอ่ื ถาวรเปล่ยี นแปลงมาจากเนือ้ เยื่อเจรญิ เน้ือยเอ
ถาวรรอาจแบง ไดเปน 3 ระบบ คือ ระบบเนื้อเย่ือผิว
ระบบเนอื้ เยื่อพ้ืน และระบบเน้ือเย่ือทอ ลำเลียง ซง่ึ ทำ
หนา ทตี่ างกัน
- ราก คอื สว นแกนของพชื ทโ่ี ดยทว่ั ไปเตริญอยูใตร ะดับ
37. สงั เกต อธิบาย และเปรยี บเทียบ - ผิวดิน ทำหนา ทยี ดึ หรอื คำ้ จนุ ใหพ ชื เจรญิ เติบดตอยูกับ
โครงสรางภายในของรากพืชใบเล้ยี ง ทีไ่ ด และยังหนา ทีส่ ำคัญในการดูดนำ้ และธาตุอาหารใน
เดยี่ วและรากพชื ใบเลยี้ งคูจ ากการ ดิน เพ่ือสง ไปยังสว นตางๆของพชื
ตัดตามขวาง โครงสรา งภายใจของปลายรากทตี่ ดั ตามยาว

ประกอบดว ย เนือ้ ยเอเจริญ แบงเปนบริเวณตางๆ คือ
บรเิ วณหมวกราก บรเิ วรเเซลลท ่กี ำลงั แบงตัว บรเิ วณ

269

ชน้ั ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรเู พม่ิ เตมิ
เซลลข ยายตัวตามยาวและบริเวณท่เี ซลลม กี าร
เปลยี่ นแปลงไปทำหนาทเ่ี ฉพาะและเจรญิ เติบโตเตม็ ที่
- โครงสรา งภายในของราระยะการเตบิ โตปฐมภมู ิเม่ือตัด
ตามขวางจะเห็ฯโครงสรา งแบงเปน 3 ชนั้ เรยี งจากดา น
นอกเขา ไป คือ ช้ันเอพเิ ดอรม ิส ชั้นคอรเ ทกซและช้นั
สตีล ในชัน้ สตลี จะพบมดั ทอลำเลงี ทมี่ ีลกั ษระแตกตา ง
กันในพืชใบเลีย้ งเดย่ี วและพชื ใบเลย้ี งคู
- โครงสรา งภายในของรากระยะกาเตบิ ดตทตุ ิยภมู ชิ ้นั
เอพเิ ดอรมสิ จุถูกอทรรท่ดี วยช้ันเพริเดริ ม ซงึ่ มคี อรก
เปน เนอ้ื เยอ่ื สำคญั ช้ันครอเทกซอ าจมีการเปลี่ยนแปลง
เกิดเซลลท่ีทำใหม คี วามมแข็งแรงเพ่มิ ขึ้น หรือเกดิ เซลล
ท่สี ะสมอาหารเพิ่มข้ึน สวนลักษณะมัดทอล ำเลียงจะ
เปลีย่ นไป เน่ืองจากมีการสรางเนือ้ เย่ือลำเลยี งเพ่ิมขึ้น
- ลำตน คอื สวนแกนของพชื ที่ดดยท่วั ไปเจริญอยูเหนอื
38. สังเกต อธิบายและเปรยี บเทยี บ ระดับผิวดนิ ถัดข้ึนมาจากราก ทำหนาทส่ี รางใบและชูใบ
โครงสรางภายในของลำตน พืชใบ ลำเลียงนำ้ ธาตุอาหารแรละอาหารทีพ่ ืชสรา งขึน้ สงไป
เลี้ยงเด่ียวและลำตนพืชใบเลีย้ งคู ยงั สวนตางๆ
จากการตดั ตามขวาง
- โครงสรา งภายในของลำตนระยะการเตบิ โตปฐมภมู ิ
เมื่อตดั ตามขวางจะเห็นโครงสรา งแบง เปน 3 ชาน เรียง
จากดา นนอกเขาไป คือ ชัน้ เอพิเดอรมสิ ช้นั คอรเทกซ
และช้ันสตีล ซงึ่ ชน้ั สตีลจะพบมัดทอ ลำเลียงที่มลี กั ษณะ
แตกตา งกันในพชื ใบเลย้ี งเดีย่ วและพชื ใบเลีย้ งคู
- ลำตน ในระยะการเตบิ โตทุตยิ ภมู ิ จะมเี สรรอบวงเพม ข้นึ
และมีดครงสรา งแตกตา งจากเดิม เนื่องจากมีการสราง
เนอ้ื ยเอเพริเดริ ม และเน้ือเย่ือทอ ลำเลียงทตยิ ภมู ิ
เพิ่มขนึ้
- ใบมีหนาที่สังเคราะหด ว ยแสง แลกเปล่ียนแกสและคาย
39. สังเกตและอธบิ ายโครงสรางภายใน น้ำ ใบของพืชดอกประกอบดวย กา นใบ แผน ใบ เสน
ของใบพืชจากการตัดตามขวาง กลางใยและสนใบ พืชบางชนิดอาจไมมกี านใบ ทีโ่ คน

กา นใบอาขพบหรือไมพบหใู บ
- โครงสรางภายในของใบตดั ตามขวาง ประกอบดวย
เนอ้ื รเยอ่ื 3 กลุม ไดแก เอพิเดอรมิส มีโซฟลลแ ละ
เน้ือยเอทอลำเลียง

270

ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรูเพ่มิ เตมิ
- พืชมกี ารแลกเปลย่ี นแกส และการคายนำ้ ผานทางปาก
40. สืบคนขอมลู สังเกต และอธบิ ายการ ใบเปนสว นใหญ ปากใบพบไดทีใ่ บและลำตนออน เม่อื
แลกเปลยี่ นแกส และการคายนำ้ ของ ความช้ือนสมั พทั ธในอากาศภายนอกตำ่ กวา ความมชื้อ
พืช สมั พทั ธภายในใบพชื ทำใหน้ำภายในใบพชื ระเหยเปนไอ

ออกมาทางรูปากใบ เรยี กวา การคายน้ำ
- ความชือ้ นในอากศ ลม อุณหภูมิ สภาพนำ้ ในดนิ ความ
เขมของแสง เปนปจ จยั ท่มี ีผลตอการคายน้ำพืช
- พืชดดู น้ำและธาตุอาหารรตางๆจากดิน โดยเซลลข น
41. สืบคน ขอ มลู และอธบิ ายกลไกการ รากแลว ลำเลียงนำ้ ในชนั้ สตลี ซึ่งเปน การดูดนำ้ จากดนิ
ละเลยี งน้ำและธาตุอาหารของพืช สูเนอื ย เอลำเลยี งในแนวระนาบและลำเลยี งไปยังสว น

ตางๆของพืชในแนวดง่ิ
- ในสภาวะปกติการลำเลียงน้ำจากรากสยู อดของพชื
อาศยั แรงดึงจากการคายน้ำ รว ม กับแรงโคฮชี ัน แรง
แอดฮชี ัน
- ในภาวะท่ีบรรยากาศมีความสัมพทั ธส ูงมากจนไม
สามารถเกิดการคายน้ำดตามปกติ นำ้ ทเี่ ขาในเซลลร าก
จะทำใหเ กดิ แรงดนั เรียกวา แรงดันราก ทำเกดิ
ปรากฏการณกตั เตชนั
- พืชาแตละชนิดตองการปรมาณและชนิดของธาตุอาหาร
42. สบื คนขอ มูล อธิบายความสำคญั ชนิดตางๆที่มีผลตอการเจริญเติบโตของพืชใน
ของธาตุอาหารและยกตวั อยางธาตุ สารละลายธาตุอาหารเพ่อื ใหพชื เจรญิ เตบิ โตไดตามท่ี
อาหารท่ีสำคัญท่มี ผี ลตอการ ตองการ
เจรญิ เติบโตของพืช

43. อธิบายกลไกการลำเลยี งอาหารใน - อาหารที่ไดจ ากการกระบวนการสังเคราะหด วยแสงจาก
พืช แหลง สรา ง จะถูกเปลีย่ นแปลงเปน ซูโครสและลำเลยี ง
ผานทางทอโฟลเอ็ม โดยอาศัยกลไกการลำเลยี งอาหาร
44. สบื คนขอมูล และสรปุ การศึกษาทีไ่ ด - ในพืชซ่งึ เก่ียวของกบั แรงดนั น้ำไปยงั แหลง รับ
จากการทดลองของนักวิทยาศาสตร การศึกษาคน วาของนักวิทยาศาสตรในอดีตทำใหได
ในอดตี เกี่ยวกับกระบวนการ ความรูเกี่ยวกับกระบวนการสงั เคราะหดว ยแสงมาเปน
สงั เคราะหดว ยแสง ลำดบั ขั้น จนไดขอสรุปวา คารบ อนไดออกไซดแ ละน้ำ
เปนวัตถุดบิ ทีพ่ ชื ใชนกระบสรการสังเคราะหดวนแสง
45. อธบิ ายขนั้ ตอนท่ีเกิดข้นึ ใน - และผลผลติ ที่ได คือ น้ำาล ออกซเิ จน
กระบวนการสังเคราะหดว ยแสงมี 2 ข้ันตอน คือ
กระบวนการสงั เคราะหดวยแสงของ - ปฏกิ ิริยาแสงและการตรึงคารบอนไดออกไซด
พืช C3 ปฏิกิริาแสงเปนปฏิกิริยาทเี่ ปล่ียนพลังงานสแง เปน
พลังงานเคมี โดยแสงออกซิไดสโ มเลกลุ สารสที ี่ไทลา

271

ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรูเ พ่มิ เตมิ
คอยดของคลดิ ดรพลาสต ทำใหเ กิดการถา ยทอด
อเิ ล็กตรอน ไดผลิตภณั ฑเ ปน ATP และ NADPH+ H+
ในสดตรมาของคลอโรพลาสต
- การตรงึ คารบ อนไดออกไซด เกดิ ในสดตรา โดยใช
RuBP และเอนไซมร บู สิ โก ไดสารทีป่ ระกอบดว ย
คารบอน 3 อะตอม คือ PGA โดยใช ATP และ
NADPH ท่ีไดจ ากปฏิกิริยาแสงไปรีดิวซส ารประกอบ
คารบ อน 3 อะตอม ไดเ ปนนำ้ ตาลทีม่ ีคารบอน 3
อะตอม คื อPGAL ซ่ึงเปน สว ยหนง่ึ จะถูกนำไปสรา ง
RuBP กลับคนื เปนวฏั จักรโดยพชื C3 จะมีการตรึง
คารบอนไดอ อกไซดดว ยวฏั จกั รคลั วินเพียงอยางเดยี ว
- พืช C ตรึงคารบอนอนินทรีย 2 ครง้ั ครงั้ แรกเกดิ ขึน้ ที่
46. เปรียบเทียบกลไปการตรงึ เซลลมโี ซฟลล โดย PEP และเอนไซมเพบคารบอก
คารบ อนไดออกไซดในพืช C3 พืชC4 ซิเลส ไดส ารประกอบท่ีมีคารบอน4 อะตอม คือ OAA
และ พืชCAM ซึง่ จะมีการเปลีย่ นแปลงทางเคมไี ดส ารประกอบที่มี

คารบอน 4 อะตอมคอื กรดมาลิก ซึง่ จะถูกลำเลยี งไป
จนถงึ เซลลบันเดลิ ชที และปลอยคารบอนไดออกไซดใน
คลอโรพลาสตเพอื่ ใชใ นวัฏจักรคัลวนิ ตอไป
- พืช CAM มีกลไกในการตรึงคารบ อนไดออกไซดค ลาย
พชื C แตม กี ารตรึงคารบอนอนินทรียท้ัง 2 ครั้งในเซลล
เดยี วกัน โดยเซลลม กี ารตรงึ คารบอนอนินทรยี ค รงั้ แรก
ในเวลากลางคนื และปลอยออกมาในเวลากลางวันเพ่อื
ใชในวัฏจักรคัลวนิ ตอไป
- ปจ จัยทีม่ ีผลตอ การสังเคราะหดว ยแสง เชน
47. สืบคนขอมูล อภิปราย และสรุป ความเขม ของแสง ความเขม ขนของคารบ อนไดออกไซด
ปจ จัยความเขม ของแสง ความ อุณหภูมิ ปริมาณนำ้ ในดนิ ธาตอุ าหาร อายุใบ
เขมขน ของคารบอนไดออกไซดและ
อุณหภูมิ ท่มี ีผลตอการสสังเคราะห
ดวยแสงของพชื
- พชื ดอกมวี ัฏจกั รชวี ิตแบบสลับ ประกอบดว ยระยะที่
48. อธบิ ายวัฏจกั รชีวติ แบบสลบั ของพชื สรา งสปอร เรยี ก ระยะสปอโรไฟต (2n)และระยะที่
ดอก สรา งเซลลส บื พันธุ เรียกระยะแกมีโทไฟต (n)

- สว นประกอบของดอกทเ่ี กย่ี วขอ งกับการสืบพันธุ
โดยตรงคือชน้ั เกสรเพศผแู ละชน้ั เกสรเพาเมยี ซ่ึงจำนวน
รงั ไขเกย่ี วขอ งกับการเจรญิ เปนผลชนิดตาง ๆ

272

ชั้น ผลการเรยี นรู - สาระการเรยี นรเู พ่มิ เติม
พืชดอกสรางไมโครสปอรแ ละเมกะสปอร ซ่ึงอาจสรา ง
49. อธิบายและเปรียบเทยี บ ในดอกเดียวกันหรอื ตางดอกหรือตางตนกนั การสรา งไม
กระบวนการสรางเซลลส ืบพนั ธเุ พศ โครสปอรของพซื ดอกเกิดขน้ึ โดยไมโครสปอรมาเทอร
ผแู ละเพศเมียของพชื ดอกและ เซลลแ บงเซลลแ บบไมโอซสิ ไดไ มโครสปอร โดยไมโครส
อธบิ ายการปฏิสนธขิ องพชื ดอก ปอรนี้แบงเซลลแบบไมโทซิสได 2 เซลล คือ ทิวบเ ซลล

และเจเนอเรทิฟเซลล เมือ่ มีการถา ยเรณูไปตกบนยอด
เกสรเพศเมีย ทิวบเซลลจะงอกหลอดเรณูและเจเนอ
เรทฟิ เซลลแ บงไมโทซสิ ไดเ ซลลสืบพันธุเ พศผู เซลล
- การสรา งเมกะสปอรเกิดขน้ึ ภายในออวลุ ในรังไขโ ดย
เซลลท ่ีเรียกวา เมกะสปอรมาเทอรเ ซลลแ บงไมโอซสิ ได
เมกะสปอร ซึ่งในพชื สว นใหญจะเจรญิ พฒั นาตอ ไปได
เพียง 1 เซลล ที่เหลอื อีกเซลลจะฝอ เมกะสปอรจ ะแบง
ไมโทซิส 3 คร้งั ได 8 นวิ เคลียส ทป่ี ระกอบดวย 7 เซลล
โดยม1ี เซลล ที่ทำหนา ท่ีเปน เซลลสบื พันธุ เรียกเซลล
ไข สวนอกี 1 เซลลม ี 2 นิวเคลียส เรยี กโพลารน ิวคลไี อ
- การปฏสิ นธิของพืชดอกเปนการปฏิสนธิคู โดยคูห นึ่ง
เปน การรวมกนั ของสเปรมเซลลห นงึ่ กับเซลลไ ขไดเ ปน
ไซโกต ซงึ่ จะเจริญและพฒั นาไปเปน เอ็มบริโอ และอีกคู
หน่ึงเปนการรวมกนั ของสเปร มอีกเซลลห นงึ่ กบั โพลารนิ
วคลไี อไดเปนเอนโดสเปรมนวิ เคลียส ซงึ่ จะเจรญิ และ
พัฒนาตอ ไปเปนเอนโดสเปร ม
- ภายหลงั การปฏสิ นธิ ออวุลจะมกี ารเจรญิ และพฒั นาไป
50. อธบิ ายการเกิดเมล็ดและการเกิดผล - เปนเมลด็ และรงั ไขจ ะมีการเจรญิ และพัฒนาไปเปนผล
ของพชื ดอก โครงสรางของเมลก็ อ โครงสรางของเมล็ดประกอบดวย เปลือกเมลด็
ละผล และยกตัวอยางการใช เอม็ บรโิ อ และเอนโดสเปร ม โครงสรางของผล
ประโยชนจากโครงสรา งตางๆของ ประกอบดว ย ผนังผล และเมลด็ ซ่ึงแตละสว นของ
เมล็ดและผล โครงสรางจะมีประโยชนตอ พืชเองและตอส่งิ มีชวี ิตอน่ื

51. ทดลอง และอธบิ ายเก่ียวกับปจจยั - เมล็ดทเ่ี จริญเต็มทจี่ ะมกี ารงอกโดยมีปจจัยตา ง ๆท่ีมีผล
ตา งๆทม่ี ีผลตอการงอกของเมล็ด ตอ การงอกของเมล็ด เชน น้ำหรอื ความชื้นออกซเิ จน
สภาพพักตวั ของเมล็ดและบอก อุณหภมู ิ และแสง เมล็ดบางชนดิ สามารถงอกไดทันที
แนวทางในการแกสภาพพกั ตัวของ แตเมลด็ บางชนิดไมส ามารถงอกไดทันทเี พราะอยูใน
เมลด็ สภาพพักตัว

- เมล็ดบางชนดิ มสี ภาพพักตวั เนื่องจากมปี จ จัยบาง
ประการที่มผี ลยับยงั้ การงอกของเมลด็ ซ่ึงสภาพพักตัว
ของเมลด็ สามารถแกไขไดห ลายวธิ ีตามปจจัยท่ียับยง้ั

273

ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรเู พม่ิ เติม
- พชื สรา งสารควบคุมการเจริญเติบโตหลายชนิดสว นตา ง ๆ
52. สืบคนขอ มูล อธบิ ายบทบาทและ ซึ่งสารนี้เปนสิ่งเรา ภายในทีม่ ผี ลตอการจริญเตบิ โตของพืช
หนา ทขี่ องออกซิน ไซโทไคนนิ จบิ เชน ออกซนิ ไซโทไคนินจบิ เบอเรลลนิ เอทลิ นี และกรด
เบอเรลลนิ เอทิลนี และกรดแอบไซ แอบไซซกิ
ซกิ และอภปิ รายเกี่ยวกับการ - แสงสวา ง แรงโนมถว งของโลก สารเคมี และนำ้ เปนสิ่งเรา
นำไปใชป ระโยชนทางการเกษตร ภายนอกท่ีมีผลตอ การเจริญเติบโต

ของพชื
- ความรเู ก่ยี วกบั การตอบสนองตอสิง่ เราภายในและส่ิง
53. สืบคน ขอมูล ทดลองและอภิปราย เราภายนอกที่มีผลตอการเจริญเตบิ โตของพชื สามารถ
เก่ยี วกับสิงเรา ภายนอกทม่ี ีผลตอ นำมาประยุกตใชควบคุมการเจรญิ เติบโตของพืช เพม่ิ
การเจริญเติบโตของพืช ผลผลติ และยืดอายุผลผลิตได

54. อภิปรายความสำคัญของความ - ความหลากหลายทางชีวภาพ ประกอบดว ย ความ
หลากหลายทางชีวภาพและความ หลากหลายทางพันธุกรรม ความหลากหลายของสปชีส
เช่ือมโยงระหวา งความหลากหลาย และความหลายหลายของระบบนิเวศ
ทางพนั ธกุ รรม ความหลากหลาย - การแปรผันทางพนั ธกุ รรมทำใหก ิดความหลากหลาย
ของสปช ีส และความหลากหลาย ทางพันธกุ รรม ซึ่งสิ่งมีชีวติ ใดทีม่ ีความหลากหลายทาง
ของระบบนเิ วศ พันธุกรรมมากยอมทำใหมโี อกาสอยรู อดเพิ่มข้ึนและสืบ
ทอดลูกหลายตอไปได
- ส่ิงมีชวี ติ ทด่ี ำรงชีวิตอยูในสง แวดลอ มตา งๆ ไดผา
กระบวนการคัดเลอื กโดยธรรมชาตหิ รือโดยมนษุ ยมา
เปนระยะเวลายาวนานหลายชั่วรุนซ่งึ อาจเกดิ เปน สป
ชีสใ หม สงผลใหเ กิดความหลากหลายของสปชสี 
- แหลง ทอี่ ยูอาศยั แตล ะแหลงที่สง่ิ มีชวี ิตอาศยั อยูน ้นั จะ
มีองคป ระกอบของปจจยั ทางกายภาพและปจ จัยทาง
ชีวภาพทแ่ี ตกตา งหนั ทำใหกิดความมหลากหลายของ
ระบบนิเวศ
55. อธบิ ายการเกดิ เซลลเ รมิ่ แรกของ - จุดเร่ิมตนของวิวัฒนาการของเซลลเ กดิ จากดมเลยกุล
ส่งิ มชี วี ิตและววิ ฒั นาการของ ของสารอนิ ทรยี  โดยเซลลรูปแบบแรกท่เี กดิ ข้ึน คื
สิง่ มชี วี ิตเซลลเ ดยี ว อเซลลโพรคารโิ อต และมีววิ ัฒนาการข้นึ มาเปน เซลลยู
คาริโอต และจากสิ่งมชี ีวิตหลายเซลลท่มี ีโครงสราง
ซบั ซอนมากขึ้นตามลำดับ
56. อธบิ ายลกั ษณะสำคัญและ - แบคทีเรียเปนสงิ่ มชี ีวติ พวกโพรคารโิ อต ผนังเซลลม ี
ยกตวั อยางสิง่ มชี วี ิตกลมุ แบคทีเรยี เพปทโิ ไกลแคนเปน องคประกอบสำคัญ แบคทีเรยี
สง่ิ มชี ีวิตกลุม โพทสิ ต สงิ่ มีชีวิตกลมุ ทั่วไปสรางอาหารเองไมได ดำรงชวี ติ แบบผูสลาย
พชื สง มชี ีวติ กลุมฟง ไจ และส่ิงมีชวี ิต สารอินทรยี หรือแบบปรสิตแตแบคทเี รียบางกลมุ เชน
กลมุ สตั ว ไซยาโนแบคที

274

ชน้ั ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรูเพ่ิมเตมิ
57. อธบิ ายและยกตวั อยางการจำแนก - แบคทีเรียเปนสงิ่ มีชวี ติ พวกโพรคารโิ อต ผนังเซลลมี
สง่ิ มีชีวติ จากหมวดหมูใหญจนถึง เพปทโิ ดไกลแคนเปนองคป ระกอบสำคัญ แบคมเี รีย
หมวดหมูยอ ย และวิธีการเขยี นชื่อ ทั่วไปสรางอาหารเองไมได ดำรงชีวิตแบบผสู ลาย
วิทยาศาสตรใ นลำดับขน้ั สปช ีส สารอนิ ทรยี ห รอื แบบปรสิต แตแบคเรียบางกลุม เชน
ไซยาโนแบคทเี รยี สรา งอาหารเองไดจากระบวนการ
สงั เคราะหด ว ยแสง
- โพรทิสตเ ปนส่ิงมีชีวิตพวกยูคารโิ อต มีลักษระหลา
กลหายท่ังทเ่ี ปน ส่ิงมีชีวติ เซลลเ ดยี วหรือสิ่งมชี ีวิตหลาย
เซลลท ย่ี งั ไมพัฒนาไปเปนเน้ือยเ อาจมีหรือมม ีปนงั
เซลลเ ปนสว นประกอบของเซลล
- พืชเปนสงิ่ มีชีวิตหลายเซลพวดยูคาริโอต มผี นงั เซลลซึ่ง
มเี วลลูโลสเปนองคป ระกอบ มีวฎั จกั รชวี ิตแบบสลบั
และมีระยะเอ็มบรโิ อในการสืบพนั ธุแบบอาศัยเพศ พืช
สรา งอาหารเองไดจากกระบวนการสงั เคราะหด ว นแสง
- ฟง ไจเปนส่งิ มชี วี ิตพวกยคู าริโอต มีทง้ั สงิ่ มชี ีวิตเซลล
เดียวและหลายเซลล เซลลของฟงไจยังไมพ ัฒนาไปเปน
เนือ้ เยื่อ ผนังเซลลมีไคทินเปนองคป ระกอบสำคัญ ฟงไจ
สรา งอาหารเองไมไดและดำรงชีวิตแบบผสู ลาน
สารอินทรยี ห รอื แบบปรสิต
- สัตวเปน สง่ิ มชี ีวิตหลายเซลลพวกยูคารโิ อต ไมสามารถ
สรา งอาหารเองไดตองไดบอาหรจากสง่ิ มชี ีวิตอืน่ สว น
ใหญม รี ะบบยอยอาหร บางชนดิ อาจะปน ปรสิต สตั วมี
ระยเอ็มบริโอในการสบื พันธแุ บบอาศยั เพศ
- สตั วอาจแบงเปนกลุมทยอยโดยพิจารณาลักษระตา งๆ
คอื เนอ้ื ยเยื่อสมาตร การเปล่ียนแปลวของบลาสโทพอร
การเจริญในระยะตัวออ น ทำหใแาจแบง สตั วเ ปน กลม
ยอ ย เชน กลมฟองนำ้ กลุมไฮดรา กลม หนอนตัวแบน
กลม หอยและหมุก กลมุ ไสเดือนดนิ กลมุ หนอนตัวกลม
กลุมสตั วท มี่ ีขาเปน ลอง กลุมดาวทะเลและปลิงทะเล
และกลมุ สัตวที่มโี นโทคอรด
58. สรา งไดโคโทมัสคียในการระบุ - แบคทีเรียเปน สงิ่ มีชีวิตพวกโพรคาริโอต ผนังเซลลมี
สิ่งมชี ีวิตหรือตัวอยางท่ีกำหนด เพปทโิ ดไกลแคนเปน องคประกอบสำคัญ แบคมเี รีย
ออกเปนหมวดหมู ทวั่ ไปสรางอาหารเองไมได ดำรงชีวติ แบบผสู ลาย
สารอินทรยี ห รอื แบบปรสติ แตแบคเรยี บางกลมุ เชน
ไซยาโนแบคทเี รยี สรา งอาหารเองไดจากระบวนการ
สังเคราะหดวยแสง

275

ช้นั ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรเู พ่มิ เติม
- โพรทิสตเ ปนสิ่งมีชีวติ พวกยูคารโิ อต มลี ักษระหลา
กลหายท่งั ทเี่ ปนสง่ิ มชี ีวิตเซลลเดียวหรอื ส่ิงมชี วี ติ หลาย
เซลลท ีย่ ังไมพัฒนาไปเปน เน้ือยเ อาจมหี รอื มม ีปนัง
เซลลเ ปนสวนประกอบของเซลล
- พืชเปนสง่ิ มีชวี ติ หลายเซลพวดยูคารโิ อต มผี นังเซลลซ ึ่ง
มเี วลลโู ลสเปนองคป ระกอบ มวี ฎั จกั รชีวติ แบบสลบั
และมีระยะเอ็มบรโิ อในการสืบพนั ธแุ บบอาศยั เพศ พชื
สรางอาหารเองไดจ ากกระบวนการสังเคราะหด ว นแสง
- ฟงไจเปน ส่ิงมีชวี ิตพวกยูคารโิ อต มที ง้ั ส่ิงมชี ีวติ เซลล
เดียวและหลายเซลล เซลลข องฟง ไจยังไมพ ัฒนาไปเปน
เนอ้ื เยอื่ ผนงั เซลลม ีไคทินเปน องคประกอบสำคัญ ฟงไจ
สรา งอาหารเองไมไ ดและดำรงชวี ิตแบบผสู ลาน
สารอนิ ทรยี ห รือแบบปรสิต
- สัตวเปนสิ่งมีชีวิตหลายเซลลพ วกยูคาริโอต ไมส ามารถ
สรางอาหารเองไดตองไดบ อาหรจากส่ิงมีชีวติ อ่นื สว น
ใหญมรี ะบบยอยอาหร บางชนดิ อาจะปน ปรสติ สตั วม ี
ระยเอ็มบรโิ อในการสืบพันธแุ บบอาศัยเพศ
สัตวอาจแบง เปนกลุมทยอยโดยพจิ ารณาลักษระตา งๆ คือ
เน้ือยเยือ่ สมาตร การเปลย่ี นแปลวของบลาสโทพอร การ
เจริญในระยะตวั ออน ทำหใแาจแบงสตั วเ ปนกลม ยอย เชน
กลมฟองนำ้ กลุมไฮดรา กลมหนอนตวั แบน กลม หอยและห
มุก กลมุ ไสเดอื นดิน กลุม หนอนตัวกลม กลมุ สัตวท ม่ี ีขาเปน
ลอ ง กลุม ดาวทะเลและปลงิ ทะเล และกลุมสตั วท ี่มีโนโท
คอรด
59. วเิ คราะห อธบิ ายและยกตัวอยา ง - ระบบนิเวศจะดำรงอยูไตองมีกระบวนการตางๆเกิดขึ้น
กระบวนการถายทอดพลงั งานใน กระบวนการที่สำคญั ไดแก การถา ยทอดพลังงาน และ
ระบบนิเวศ การหมุนเวีนสาร การถา ยทอดพลงั งานในระบบนิเวศ
สามารถแสดงไดดวยแผนภาพทีเ่ รียกวา โซอาหาร
สายใยอาหรและพีรมิดทางนิเวศวทิ ยา
- พลังงานท่ีถา ยทอดไปในแตละลำดบั ขัน้ การกินอาหารมี
ปริมาณท่ีไมเ ทากนั พลังงานสวนใหญะ สญู เสยี ไปในรปู
ความรอ นระหวางการถายทอดจากสง่ิ มีชีวิตหนง่ึ ไปยัง
ส่ิงมชี ีวติ อีกชนดิ หนึง่
- การถา ยทอดพลงั งานในระบบนิเวศบางคร้งั อาจทำใหมี
สารพิษสะสมอยใู นงมชี ีวิตดวย เรยี กวา การเกิดไบโอ
แมกนิฟเ คชัน ซึง่ อาจมรี ะดับความเขม มขนของสารพิษ

276

ชัน้ ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรเู พิ่มเตมิ
มากขึน้ ตามลำดับขน้ั ของการกนิ จนอาจกอใหเกิด
อนั ตรายตอสง่ิ มชี ีวิต
- สารตา งๆ ในระบบนเิ วศมีการหมนุ เวียนเกดิ ข้ึนผานทั้ง
ในสงมีชวี ิตและส่ิงไมม ชี วี ติ กลบั คนื สรู ะบบอยางเปนวฎั
จักร เชน วฎั จักรไนโตรเจน วฎั จรั กกำมะถนั และวฎั
จกั รฟอสฟอรสั
60. อธิบาย ยกตวั อยางการเกิดไบโอแมก - ระบบนเิ วศจะดำรงอยูไตองมีกระบวนการตางๆเกดิ ข้ึน
นฟิ เ นและบอกแนวทางในการลดการ กระบวนการทสี่ ำคญั ไดแ ก การถายทอดพลงั งาน และ
เกิดไบโอแมกนฟิ เคชัน การหมนุ เวนี สาร การถายทอดพลงั งานในระบบนเิ วศ
สามารถแสดงไดดว ยแผนภาพท่เี รียกวา โซอ าหาร
สายใยอาหรและพรี มิดทางนเิ วศวิทยา
- พลังงานที่ถายทอดไปในแตล ะลำดับขน้ั การกินอาหารมี
ปรมิ าณท่ีไมเทากนั พลังงานสวนใหญะสญู เสียไปในรปู
ความรอ นระหวา งการถายทอดจากสิง่ มีชวี ติ หนึ่งไปยัง
สง่ิ มชี วี ติ อีกชนิดหน่ึง
- การถา ยทอดพลังงานในระบบนิเวศบางคร้ังอาจทำใหม ี
สารพิษสะสมอยใู นงมชี วี ิตดว ย เรียกวา การเกดิ ไบโอ
แมกนิฟเคชัน ซ่งึ อาจมีระดบั ความเขมมขน ของสารพษิ
มากข้ึนตามลำดับข้นั ของการกนิ จนอาจกอ ใหเกิด
อันตรายตอส่ิงมชี ีวติ
- สารตางๆ ในระบบนิเวศมีการหมุนเวยี นเกิดขึน้ ผา นท้ัง
ในสง มีชีวิตและสง่ิ ไมมชี ีวิต กลับคืนสรู ะบบอยางเปนวฎั
จกั ร เชน วัฎจกั รไนโตรเจน วฎั จรั กกำมะถนั และวัฎ
จักรฟอสฟอรัส
61. สืบคน ขอ มูลและเขียนแผนภาพ - ระบบนเิ วศจะดำรงอยูไตองมีกระบวนการตางๆเกิดข้นึ
เพอื่ อธิบายวัฎจักรไนโตรเจน วฏั กระบวนการทสี่ ำคัญ ไดแ ก การถายทอดพลงั งาน และ
จักรกำมะถัน และวฏั จกั รฟอสฟอรสั การหมนุ เวนี สาร การถา ยทอดพลงั งานในระบบนิเวศ
สามารถแสดงไดดวยแผนภาพท่ีเรยี กวา โซอ าหาร
สายใยอาหรและพีรมิดทางนเิ วศวิทยา
- พลงั งานที่ถา ยทอดไปในแตล ะลำดับขั้นการกนิ อาหารมี
ปริมาณท่ีไมเ ทากัน พลังงานสวนใหญะสญู เสียไปในรูป
ความรอนระหวางการถา ยทอดจากสง่ิ มีชีวิตหน่ึงไปยัง
สง่ิ มีชีวิตอกี ชนดิ หน่ึง
- การถา ยทอดพลังงานในระบบนเิ วศบางคร้ังอาจทำใหม ี
สารพิษสะสมอยใู นงมชี ีวติ ดว ย เรยี กวา การเกดิ ไบโอ
แมกนิฟเคชัน ซง่ึ อาจมีระดับความเขม มขนของสารพิษ

277

ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรูเพ่ิมเตมิ
มากขึ้นตามลำดบั ข้ันของการกนิ จนอาจกอ ใหเกดิ
อันตรายตอสงิ่ มชี ีวติ
- สารตางๆ ในระบบนเิ วศมกี ารหมุนเวยี นเกดิ ข้นึ ผานทั้ง
ในสงมีชีวติ และส่งิ ไมม ชี ีวติ กลับคืนสรู ะบบอยางเปนวฎั
จกั ร เชน วัฎจักรไนโตรเจน วฎั จัรกกำมะถันและวัฎ
จักรฟอสฟอรสั
62. สบื คนขอ มูล ยกตัวอยาง และ - ไบโอมคอื ระบบนวิ เศขนาดใหญท ี่กระจายอยูตามเขต
อธบิ ายลกั ษณะของไบโอมทก่ี ระจาย ภูมิศาสตรตางๆ บนดลก เชน ไบโอมทนุ ดรา ไบโอมสะ
อยตู ามเขตภูมศิ าสตรต างๆบนโลก วันนา ไบโอมทะเลยทาย โดยแตล ะไบโอมจะมี
ลักษณะเฉพาะของปจจยั ทางกายภาพชนิดของพืชและ
ชนดิ ของสตั ว
- ระบบนิเวศมีการเปล่ยี นแปลงได การเปลยี่ นแปลงท่ี
63. สืบคนขอมลู ยกตัวอยา ง อธิบาย เกิดขน้ึ อยง ชาๆ ทำใหระบบนิเวศสามารถปรบั สมดลุ ได
และเปรยี บเทียบการเปลย่ี นแปลง แตการเปล่ยี นแปลงท่เี กิดขนึ้ อยา งรวดเร็วอาจสงผล
แทนท่แี บบปฐมภูมแิ ละการ กระทบตอ องคป ระกอบทางชวี ภาพในระบบนเิ วศทำให
เปลี่ยนแปลงแทนที่แบบทุติยภูมิ เกดิ การเลย่ี นแปลงแทนที่ของสิ่งมีชีวิตเกดิ ขนึ้

- การเปล่ยี นแปลงแทนที่ทางนิเวศวทิ ยา มีท้ังการ
เปลีย่ นแปลงแทนนที่แบบปฐมภูมิและการเปลยี่ นแปลง
แทนทแ่ี บบทุตยิ ภูมิ
64. สืบคน ขอมูล อธิบายและ - รา มกี ารปลอ ยเอนไซมออกมายอยอาหารนอกเซลล
เปรยี บเทียบโครงสรา งและ สวนอะมบี าและพารามีเซียมมีการยอ ยอาหารภายใน
กระบวนการยอยอาหารของสัตวท ่ี ฟูดแวคิวโอลโดยเอนไซมในไลโซโซม
ไมมีทางเดินอาหาร สัตวทมี่ ที างเดิน - ฟองน้ำ ไมมที างเดินอาหารแตจ ะมีเซลลพ ิเศษทำหนาท่ี
อาหารแบบไมส มบรู ณ และสัตวท ่ีมี จบั อาหารเขา สูเ ซลลแลว ยอยภายในเซลลโดยเอนไซม
ทางเดนิ อาหารแบบสมบรู ณ ในไลโซโขม
- ไฮดราและพลานาเรยี มที างเดนิ อาหารแบบไมส มบรู ณ
จะเในอาหารและขบั กากอาหารออกทางเดียวกนั
- ไสเ ดือนดิน แมลง สัตวไมมีกระดูกสันหลังสว นใหญ
และสตั วม กี ระดูกสนั หลงั จะมีทางเดนิ อาหารแบบ
สมบรู ณ
65. สังเกต อธบิ าย การกนิ อาหารของ - ไฮดราและพลานาเรยี มีทางเดนิ อาหารแบบไมส มบูรณ
ไฮดราและพลานาเรีย จะเในอาหารและขบั กากอาหารออกทางเดียวกัน

66. อธิบายเกยี่ วกับโครงสราง หนาที่ - การยอยอาหารของมนุษยประกอบดว ย การยอยเชิงกล
และกระบวนการยอยอาหาร ดูดซึม โดยการบดอาหารใหม ีขนาดเล็กลง และการยอยทาง
เคมีโดยอาศัยเอนไซมในทางเดนิ อาหาร ทำใหโมเลกุล

278

ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรียนรูเ พม่ิ เติม
สารอาหารภายในระบบยอยอาหาร ของอาหารมีขนาดเลก็ จนเซลลสามารถดูดซึมและ
ของมนุษย นำไปใชไ ดการยอ ยอาหารของมนษุ ยเกดิ ข้นึ ที่ซองปาก
กระเพาะอาหาร และลำไสเ ล็กสารอาหารท่ยี อยแลว
วติ ามนิ บางชนิด และธาตุอาหารจะถูกดูดซึมทว่ี ิลลัสเขา
สูห ลอดเลือดฝอยแลวผา นตบั กอนเขา สหู วั ใจ สว น
สารอาหารประเภทลิพิดและวิตามนิ ที่ละลายในไขมนั
จะถูกดดู ซึมเขาสหู ลอดน้ำเหลืองฝอยอาหารที่ไมถกู
ยอ ยหรอื ยอยไมไ ดจ ะเคลื่อนตอไปยงั ลำไสไ หญ ธาตุ
อาหาร และวติ ามนิ บางสว น ดดู ซมึ เขา สผู นังลำไสใหญ
ท่เี หลอื เปน กากอาหาร จะถูกกำจัดออกทางทวารหนัก
67. สืบคนขอมลู อธิบายและ - ไสเ ดือนดินมีการแลกเปลีย่ นแกสผานเซลลบ รเิ วณ
เปรยี บเทยี บโครงสรา งท่ีทำหนา ที่ ผวิ หนงั ทเ่ี ปย กขึ้น แมลงมีการแลกเปลีย่ นแกสโดยผา น
แลกเปลยี่ นแกสของฟองนำ้ ไฮดรา ทางทอลม ซึ่งแตกแขนงเปนทอลมฝอย ปลาเปนสตั ว
พลานาเรีย ไสเดือนดนิ แมลง ปลา นำ้ มีการแลกเปลีย่ นแกสทลี่ ะลายอยูใ นนำ้ ผานเหงือก
กบ และนก สัตวส ะเทินน้ำสะเทินบกใชปอดและผวิ หนังในการ
แลกเปล่ียนแกส
68. สงั เกตและอธิบายโครงสรางของ - สัตวเล้อื ยคลาน สตั วป ก และสตั วเ ลย้ี งลกู ดวยนำ้ นม
ปอดในสตั วเ ล้ยี งลกู ดว ยนำ้ นม อาศยั ปอดในการแลกเปลย่ี นแกส น้ำ
- ทางเดนิ หายใจของมนษุ ยประกอบดว ย ชอ งจมูกโพรง
จมูก คอหอย กลองเสียง ทอลม หลอดลมและถุงลมใน
ปอด
- ปอดเปนบริเวณท่ีมีการแลกเปล่ียนแกส ระหวา งถุงลม
กบั หลอดเลอื ดฝอย และบริเวณเซลลของเนอื้ เยื่อตา ง ๆ
มีการแลกเปล่ียนแกส โดยการแพรผา นหลอดเลือดฝอย
เชน กนั การหายใจเขาและการหายใจออกเกิดจากการ
เปลีย่ นแปลงความดนั ของอากาศภายในปอดโดยการ
ทำงานรว มกนั ของกลามเนื้อกะบงั ลมและกลา มเนอื้
ระหวางกระดกู ซ่ีโครง และควบคมุ โดยสมองสวนพอนส
และเมดัลลาออบลองกาตา
69. สบื คนขอ มูล อธิบายโครงสรางท่ีใช - สัตวเล้อื ยคลาน สัตวป ก และสตั วเ ลย้ี งลูกดว ยน้ำนม
ในการแลกเปล่ียนแกส และ อาศัยปอดในการแลกเปลีย่ นแกส นำ้
กระบวนการแลกเปลี่ยนแกสของ - ทางเดนิ หายใจของมนษุ ยป ระกอบดวย ชองจมูกโพรง
มนษุ ย จมูก คอหอย กลองเสยี ง ทอลม หลอดลมและถุงลมใน
ปอด
- ปอดเปนบริเวณท่ีมีการแลกเปล่ียนแกสระหวา งถุงลม
กบั หลอดเลอื ดฝอย และบรเิ วณเซลลข องเนอ้ื เย่ือตาง ๆ

279

ช้นั ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรูเพม่ิ เติม
มีการแลกเปล่ียนแกส โดยการแพรผานหลอดเลือดฝอย
เชนกนั การหายใจเขา และการหายใจออกเกิดจากการ
เปลีย่ นแปลงความดันของอากาศภายในปอดโดยการ
ทำงานรวมกันของกลามเนื้อกะบงั ลมและกลามเนื้อ
ระหวางกระดกู ซโ่ี ครง และควบคมุ โดยสมองสวนพอนส
และเมดัลลาออบลองกาตา
70. อธิบายการทำงานของปอด และ - สตั วเ ล้ือยคลาน สัตวป ก และสัตวเ ลย้ี งลกู ดว ยน้ำนม
ทดลองวดั ปริมาตรของอากาศใน อาศยั ปอดในการแลกเปลี่ยนแกส นำ้
การหายใจออกของมนุษย - ทางเดินหายใจของมนษุ ยประกอบดวย ชองจมูกโพรง
จมกู คอหอย กลองเสยี ง ทอลม หลอดลมและถุงลมใน
ปอด
- ปอดเปน บรเิ วณท่ีมีการแลกเปลี่ยนแกสระหวา งถุงลม
กบั หลอดเลือดฝอย และบริเวณเซลลข องเนือ้ เย่ือตา ง ๆ
มกี ารแลกเปลย่ี นแกส โดยการแพรผา นหลอดเลือดฝอย
เชน กนั การหายใจเขา และการหายใจออกเกิดจากการ
เปลี่ยนแปลงความดนั ของอากาศภายในปอดโดยการ
ทำงานรว มกันของกลามเนื้อกะบังลมและกลามเนื้อ
ระหวางกระดูกซี่โครง และควบคุมโดยสมองสวนพอนส
และเมดัลลาออบลองกาตา
71. สบื คน ขอ มูล อธิบาย และ - สง่ิ มีชีวิตเซลลเดียวและสัตวที่มโี ครงสรา งรางกายไม
เปรยี บเทียบระบบหมุนเวยี นเลอื ด ซบั ซอ นมีการลำเลียงสารตา ง ๆ โดยการแพรร ะหวา ง
แบบเปดและระบบหมนุ เวยี นเลือด เซลลกับสง่ิ แวดลอม
แบบปด - สตั วท่มี โี ครงสรา งรา งกายซบั ซอนจะมกี ารลำเลยี งสาร
โดยระบบหมนุ เวยี นเลอื ด ซึง่ ประกอบดว ยหัวใจ หลอด
เลือด และเลือด
- ระบบหมนุ เวยี นเลอื่ ดมี ๒ แบบ คอื ระบบหมุนเวยี น
เลอื ดแบบเปด และระบบหมนุ เวยี นเลอื ดแบบปด
- ระบบหมนุ เวียนเลือดแบบเปดพบในสตั วจำพวกหอย
แมลง กุง สว นระบบหมนุ เวยี นเลอื ดแบบปด พบใน
ไสเดือนดนิ และสตั วม กี ระดูกสนั หลัง
72. สังเกต และอธิบายทศิ ทางการไหล - สงิ่ มีชีวิตเซลลเ ดียวและสตั วทมี่ โี ครงสรางรางกายไม
ของเลือดและการเคลื่อนที่ของเซลล ซับซอ นมีการลำเลยี งสารตา ง ๆ โดยการแพรร ะหวา ง
เม็ดเลือดในหางปลาและสรปุ เซลลก ับสง่ิ แวดลอ ม
- สตั วทม่ี ีโครงสรางรา งกายซบั ซอนจะมีการลำเลยี งสาร
ความสมั พันธระหวา งขนาดของ โดยระบบหมนุ เวียนเลอื ด ซง่ึ ประกอบดวยหัวใจ หลอด

เลือด และเลือด

280

ชนั้ ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรเู พิม่ เตมิ
หลอดเลอื ดกับความเรว็ ในการไหล - ระบบหมนุ เวยี นเลอื่ ดมี ๒ แบบ คอื ระบบหมุนเวียน
ของเลือด เลือดแบบเปดและระบบหมุนเวียนเลอื ดแบบปด
- ระบบหมนุ เวียนเลือดแบบเปดพบในสตั วจ ำพวกหอย
แมลง กุง สวนระบบหมนุ เวียนเลอื ดแบบปด พบใน
ไสเดือนดนิ และสตั วม กี ระดูกสนั หลัง
73. อธบิ ายโครงสรางและการทำงาน - ระบบหมุนเวียนเลือดของมนุษย ประกอบดวยหัวใจ
ของหวั ใจและหลอดเลือดในมนุษย หลอดเลือด และเลือด ซึ่งเลือดไหลเวียนอยูเฉพาะใน
หลอดเลอื ด
- หัวใจมีเอเตรียมทำหนาที่รับเลือดเขาสูหัวใจ และเวน
ตริเคิลทำหนาที่สูบฉีดเลือดออกจากหัวใจโดยมีลิ้นกั้น
ระหวางเอเตรียมกับเวนตริเคิล และระหวางเวนตริเคิล
กับหลอดเลือดที่นำเลือดออกจากหัวใจเลือดออกจาก
หัวใจทางหลอดเลือดเอออตารอารเตอรี อารเตอริโอล
หลอดเลือดฝอย เวนูล เวนและเวนาคาวา แลวเขาสู
หัวใจขณะที่หัวใจบีบตัวสูบฉีดเลือด ทำใหเกิดความดัน
เลือดและชีพจร สภาพการทำงานของรางกาย อายุ
และเพศของมนุษย เปนปจจัยที่มีผลตอความดันเลือด
และซีพจรเลือดมนุษยป ระกอบดวยเซลลเม็ดเลือดชนดิ
ตา ง ๆเพลตเลต และพลาสมา ซึง่ ทำหนาทีแ่ ตกตา งกนั
- หมเู ลือดของมนษุ ยจ ำแนกตามระบบ ABO ไดเ ปน เลอื ด
หมู A B AB และ O ซึ่งเรียกชื่อตามชนิดของแอนติเจน
ที่เยื่อหุมเซลลเม็ดเลือดแดงและจำแนกตามระบบ Rh
ไดเปน เลือดหมู Rhและ Rh การใหและรับเลือดมีหลกั
วา แอนติเจนของผูใหตองไมตรงกับแอนตบิ อดีของผูรับ
และการใหและรับเลือดที่เหมาะสมที่สุดคือ ผูใหและ
ผูรับควรมีเลือดหมูตรงกัน
74. สงั เกต และอธบิ ายโครงสรา งหวั ใจ - ระบบหมุนเวียนเลือดของมนุษย ประกอบดวยหัวใจ
ของสัตวเล้ียงลกู ดว ยน้ำนม ทิศ หลอดเลือด และเลือด ซึ่งเลือดไหลเวียนอยูเฉพาะใน
ทางการไหลของเลือดผานหวั ใจของ หลอดเลือด
มนษุ ย และเยนแผนผังสรุปการ - หัวใจมีเอเตรียมทำหนาที่รับเลือดเขาสูหัวใจ และเวน
หมนุ เวยี นเลอื ดของมนุษย ตริเคิลทำหนาที่สูบฉีดเลือดออกจากหัวใจโดยมีลิ้นก้ัน
ระหวางเอเตรียมกับเวนตริเคิล และระหวางเวนตริเคิล
กับหลอดเลือดที่นำเลือดออกจากหัวใจเลือดออกจาก
หัวใจทางหลอดเลือดเอออตารอารเตอรี อารเตอริโอล
หลอดเลือดฝอย เวนูล เวนและเวนาคาวา แลวเขาสู
หัวใจขณะที่หัวใจบีบตัวสูบฉีดเลือด ทำใหเกิดความดัน

281

ชัน้ ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรูเพมิ่ เติม
เลือดและชีพจร สภาพการทำงานของรางกาย อายุ
และเพศของมนุษย เปนปจจัยที่มีผลตอความดันเลือด
และซีพจรเลือดมนษุ ยประกอบดวยเซลลเม็ดเลือดชนิด
ตาง ๆเพลตเลต และพลาสมา ซึ่งทำหนาที่แตกตางกนั
หมเู ลอื ดของมนุษยจำแนกตามระบบ ABO ไดเปนเลือดหมู
A B AB และ O ซง่ึ เรยี กชือ่ ตามชนดิ ของแอนติเจนท่เี ยอ่ื หุม
เซลลเ ม็ดเลอื ดแดงและจำแนกตามระบบ Rh ไดเปน เลือด
หมู Rhและ Rh การใหและรับเลือดมีหลักวา แอนตเิ จนของ
ผใู หตองไมต รงกับแอนติบอดีของผูรบั และการใหและรับ
เลอื ดท่เี หมาะสมท่สี ดุ คอื ผูใหและผูรับควรมีเลอื ดหมูตรงกัน
75. สืบคน ขอมลู ระบุความแตกตางของ - ระบบหมุนเวียนเลือดของมนุษย ประกอบดวยหัวใจ
เซลลเ มด็ เลอื ดแดง เซลลเม็ดเลือด หลอดเลือด และเลือด ซึ่งเลือดไหลเวียนอยูเฉพาะใน
ขาว เพลตเลตและพลาสมา หลอดเลือด
- หัวใจมีเอเตรียมทำหนาที่รับเลือดเขาสูหัวใจ และเวน
ตริเคิลทำหนาที่สูบฉีดเลือดออกจากหัวใจโดยมีลิ้นก้ัน
ระหวางเอเตรียมกับเวนตริเคิล และระหวางเวนตริเคิล
กับหลอดเลือดที่นำเลือดออกจากหัวใจเลือดออกจาก
หัวใจทางหลอดเลือดเอออตารอารเตอรี อารเตอริโอล
หลอดเลือดฝอย เวนูล เวนและเวนาคาวา แลวเขาสู
หัวใจขณะที่หัวใจบีบตัวสูบฉีดเลือด ทำใหเกิดความดัน
เลือดและชีพจร สภาพการทำงานของรางกาย อายุ
และเพศของมนุษย เปนปจจัยที่มีผลตอความดันเลือด
และซีพจรเลือดมนษุ ยป ระกอบดวยเซลลเม็ดเลือดชนิด
ตา ง ๆเพลตเลต และพลาสมา ซึ่งทำหนาท่แี ตกตา งกนั
หมูเลอื ดของมนุษยจ ำแนกตามระบบ ABO ไดเปนเลอื ดหมู
A B AB และ O ซึง่ เรียกช่อื ตามชนดิ ของแอนตเิ จนที่เย่ือหุม
เซลลเ มด็ เลือดแดงและจำแนกตามระบบ Rh ไดเ ปน เลือด
หมู Rhและ Rh การใหและรับเลอื ดมหี ลักวา แอนตเิ จนของ
ผใู หต องไมต รงกบั แอนตบิ อดีของผูรับ และการใหและรับ
เลือดที่เหมาะสมทส่ี ุดคอื ผูใหและผูรบั ควรมีเลอื ดหมตู รงกัน
76. อธิบายหมเู ลือดและหลักการใหและ - ระบบหมุนเวียนเลือดของมนุษย ประกอบดวยหัวใจ
รบั เลอื ดในระบบ ABO และระบบ หลอดเลือด และเลือด ซึ่งเลือดไหลเวียนอยูเฉพาะใน
Rh หลอดเลอื ด
- หัวใจมีเอเตรียมทำหนาที่รับเลือดเขาสูหัวใจ และเวน
ตริเคิลทำหนาที่สูบฉีดเลือดออกจากหัวใจโดยมีลิ้นก้ัน
ระหวางเอเตรียมกับเวนตริเคิล และระหวางเวนตริเคิล

282

ชัน้ ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรูเพ่ิมเติม
กับหลอดเลือดที่นำเลือดออกจากหัวใจเลือดออกจาก
หัวใจทางหลอดเลือดเอออตารอารเตอรี อารเตอริโอล
หลอดเลือดฝอย เวนูล เวนและเวนาคาวา แลวเขาสู
หัวใจขณะที่หัวใจบีบตัวสูบฉีดเลือด ทำใหเกิดความดัน
เลือดและชีพจร สภาพการทำงานของรางกาย อายุ
และเพศของมนุษย เปนปจจัยที่มีผลตอความดันเลือด
และซีพจรเลือดมนุษยป ระกอบดวยเซลลเม็ดเลือดชนดิ
ตาง ๆเพลตเลต และพลาสมา ซึง่ ทำหนาทแ่ี ตกตา งกัน
- หมเู ลือดของมนษุ ยจ ำแนกตามระบบ ABO ไดเ ปนเลอื ด
หมู A B AB และ O ซึ่งเรียกชื่อตามชนิดของแอนติเจน
ที่เยื่อหุมเซลลเม็ดเลือดแดงและจำแนกตามระบบ Rh
ไดเปน เลือดหมู Rhและ Rh การใหและรับเลือดมีหลกั
วา แอนตเิ จนของผูใหต องไมต รงกับแอนติบอดีของผูรับ
และการใหและรับเลือดที่เหมาะสมที่สุดคือ ผูใหและ
ผรู บั ควรมีเลือดหมตู รงกัน
77. อธิบาย และสรุปเกีย่ วกับ - ของเหลวท่ซี ึมผา นผนังหลอดเลือดฝอยออกมาอยู
สวนประกอบและหนาท่ีของ ระหวางเซลล เรียกวา นำ้ เหลือง ทำหนา ท่ีหลอเลีย้ ง
นำ้ เหลือง รวมทั้งโครงสรางและ เซลลแ ละสามารถแพรเ ขา สหู ลอดน้ำเหลืองฝอย ซง่ึ
หนา ท่ีของหลอดน้ำเหลืองและตอ ม ตอมาหลอดนำ้ เหลอื งฝอยจะรวมกันมีขนาดใหญข ึ้น
น้ำเหลอื ง และเปดเขาสรู ะบบหมนุ เวียนเลือดท่หี ลอดเลือดเวน
ใกลหวั ใจ
- ระบบน้ำเหลืองประกอบดวย น้ำเหลืองหลอดน้ำเหลือง
และตอ มน้ำเหลอื ง โดยทำหนา ท่ีนำนำ้ เหลอื งกลบั เขา สู
ระบบหมนุ เวยี นเลอื ดตอมน้ำเหลืองเปน ท่ีอยูของเซลล
เมด็ เลอื ดขาวทำหนา ที่ทำลายส่ิงแปลกปลอมทีล่ ำเลยี ง
มากบั นำ้ เหลือง
78. สบื คนขอ มูล อธิบายและ - กลไกที่รา งกายตอตานหรอื ทำลายสงิ่ แปลกปลอมมีอยู
เปรยี บเทยี บกลไกการตอตานหรอื 2 แบบ คอื แบบจำเพาะและแบบไมจ ำเพาะ
ทำงานสิง่ แปลกปลอมแบบไม - ตอมไขมนั ตอมเหง่ือ ทผ่ี วิ หนังชวยปอ งกันและยับยั้ง
การเจริญของจลุ ินทรยี บางชนิด และเมื่อเชอื้ โรคหรือสิ่ง
จำเพาะและแบบจำเพาะ แปลกปลอมเขา สูรา งกาย เซลลเ ม็ดเลอื ดขาวชนิดนิว

โทรฟลและโมโนไซตจะมีการตอตา นและทำลายส่ิง
แปลกปลอมโดยกระบวนการฟาโกไซโทซิส สว นอโี อซิ
โนฟล เกยี่ วของกบั การทำลายปรสิต เบโซฟลเกี่ยวขอ ง
กับปฏิกริ ยิ าการแพ ซึง่ เปน การตอ ตานหรือทำลายส่ิง
แปลกปลอมแบบไมจำเพาะ

283

ชัน้ ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรูเพมิ่ เติม
- การตอตานหรือทำลายสิง่ แปลกปลอมแบบจำเพาะจะ
เก่ยี วขอ งกับการทำงานของลมิ โฟไซตชนิดเซลลบีและ
เซลลทีอวยั วะทเ่ี กย่ี วขอ งกบั การสรา งและตอบสนอง
ของลมิ โฟไซตประกอบดวย ตอมนำ้ เหลือง ทอนซิลมาม
ไทมสั และเนือ้ เยื่อนำ้ เหลอื งที่ผนงั ลำไสเล็ก
- การสรางภมู ิคมุ กนั แบบจำเพาะของรางกาย มี2 แบบ
คือ ภมู คิ ุมกันกอเองและภมู ิคุมกนั รบั มา
- การไดรบั วคั ซีนหรือทอกซอยดเ ปน ตัวอยา งของ
ภูมิคุม กนั กอเอง โดยการกระตนุ ใหร างกายสรา ง
ภมู ิคมุ กนั ข้ึน ดวยวธิ กี ารใหสารทเ่ี ปน แอนติเจนเขา สู
รางกาย สวนภูมิคมุ กันรับมาเปน การรับแอนติบอดี
โดยตรง เชน การไดร บั ซรี ัม การไดร ับ
น้ำนมแม
- เอดส ภูมแิ พ และการสรางภูมติ า นทานตอเนื้อเย่อื
ตนเอง เปนตัวอยางของอาการทเ่ี กิดจากระบบ
ภมู ิคมุ กนั ของรางกายทท่ี ำงานผดิ ปกติ
79. สบื คน ขอ มูล อธิบายและ - กลไกที่รา งกายตอตานหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมมอี ยู
เปรยี บเทยี บการสรางภมู ิคมุ กันกอ 2 แบบ คือ แบบจำเพาะและแบบไมจำเพาะ
เองและภมู ิคุม กันรบั มา - ตอ มไขมนั ตอมเหง่ือ ทีผ่ ิวหนังชว ยปอ งกนั และยบั ย้งั
การเจริญของจุลนิ ทรยี บ างชนิด และเมื่อเชอื้ โรคหรือสิ่ง
แปลกปลอมเขาสรู างกาย เซลลเมด็ เลอื ดขาวชนิดนวิ
โทรฟล และโมโนไซตจ ะมีการตอ ตา นและทำลายส่ิง
แปลกปลอมโดยกระบวนการฟาโกไซโทซสิ สวนอีโอซิ
โนฟล เกี่ยวของกบั การทำลายปรสติ เบโซฟลเกย่ี วของ
กับปฏิกริ ิยาการแพ ซึง่ เปน การตอ ตานหรอื ทำลายสิง่
แปลกปลอมแบบไมจ ำเพาะ
- การตอ ตานหรือทำลายส่ิงแปลกปลอมแบบจำเพาะจะ
เกีย่ วของกับการทำงานของลมิ โฟไซตช นดิ เซลลบีและ
เซลลทอี วัยวะทเี่ ก่ียวขอ งกบั การสรางและตอบสนอง
ของลิมโฟไซตป ระกอบดว ย ตอมน้ำเหลอื ง ทอนซิลมาม
ไทมสั และเนือ้ เย่ือนำ้ เหลอื งท่ีผนงั ลำไสเ ลก็
- การสรางภมู คิ ุมกันแบบจำเพาะของรา งกาย ม2ี แบบ
คือ ภูมิคุมกนั กอเองและภมู คิ ุมกนั รบั มา
- การไดรับวคั ซนี หรือทอกซอยดเปน ตวั อยางของ
ภมู คิ ุมกันกอ เอง โดยการกระตนุ ใหรางกายสราง
ภมู ิคมุ กนั ขนึ้ ดวยวิธีการใหส ารทเ่ี ปนแอนติเจนเขาสู

284

ชนั้ ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรเู พิม่ เติม
รางกาย สว นภูมิคุมกันรับมาเปนการรบั แอนตบิ อดี
โดยตรง เชน การไดรับซรี ัม การไดรับ
นำ้ นมแม
- เอดส ภมู ิแพ และการสรางภูมติ านทานตอเนื้อเยื่อ
ตนเอง เปน ตวั อยางของอาการที่เกิดจากระบบ
ภูมคิ มุ กนั ของรางกายทที่ ำงานผดิ ปกติ
80. สืบคน ขอมลู และอธิบายเกีย่ วกบั - กลไกที่รา งกายตอ ตานหรอื ทำลายสิ่งแปลกปลอมมอี ยู
ความผิดปกติของระบบภมู ิคุมกันท่ี 2 แบบ คือ แบบจำเพาะและแบบไมจ ำเพาะ
ทำใหเกดิ เอดส ภมู ิแพ การสรางภูมิ - ตอ มไขมัน ตอมเหง่ือ ทีผ่ วิ หนังชว ยปอ งกันและยับย้งั
ตา นทานตอเนอื้ เย่ือตนเอง การเจรญิ ของจลุ นิ ทรียบ างชนิด และเม่ือเช้ือโรคหรือสิง่
แปลกปลอมเขา สรู างกาย เซลลเมด็ เลือดขาวชนดิ นิว
โทรฟลและโมโนไซตจะมีการตอ ตา นและทำลายสิ่ง
แปลกปลอมโดยกระบวนการฟาโกไซโทซสิ สว นอีโอซิ
โนฟลเก่ียวของกับการทำลายปรสิต เบโซฟลเก่ยี วขอ ง
กับปฏิกิรยิ าการแพ ซ่งึ เปน การตอตา นหรือทำลายส่งิ
แปลกปลอมแบบไมจำเพาะ
- การตอ ตานหรือทำลายสง่ิ แปลกปลอมแบบจำเพาะจะ
เกี่ยวขอ งกับการทำงานของลมิ โฟไซตชนิดเซลลบแี ละ
เซลลท อี วัยวะท่ีเก่ียวของกับการสรา งและตอบสนอง
ของลมิ โฟไซตป ระกอบดวย ตอมน้ำเหลอื ง ทอนซลิ มา ม
ไทมสั และเนื้อเยื่อน้ำเหลอื งที่ผนงั ลำไสเลก็
- การสรางภมู คิ มุ กนั แบบจำเพาะของรางกาย มี2 แบบ
คือ ภูมคิ ุมกนั กอเองและภูมคิ ุมกันรับมา
- การไดร บั วคั ซีนหรือทอกซอยดเปนตัวอยางของ
ภูมิคมุ กันกอ เอง โดยการกระตุนใหรางกายสราง
ภมู คิ มุ กันข้นึ ดวยวิธีการใหสารทเ่ี ปนแอนติเจนเขาสู
รา งกาย สวนภูมิคุมกนั รบั มาเปน การรับแอนตบิ อดี
โดยตรง เชน การไดรบั ซีรมั การไดร บั
นำ้ นมแม
- เอดส ภมู ิแพ และการสรางภูมิตานทานตอเน้ือเยื่อ
ตนเอง เปนตัวอยางของอาการท่เี กิดจากระบบ
ภูมิคุมกนั ของรา งกายท่ที ำงานผิดปกติ
81. สบื คนขอ มลู อธบิ าย และ - อะมีบา และพารามีเซียมเปนสิ่งมีชีวิตเซลลเดียวที่มี
เปรยี บเทียบโครงสรา งและหนาที่ใน คอนแทรกไทลแวคิวโอลทำหนาที่ในการกำจัดและ
กำจัดของเสยี ออกจากรางกายของ รกั ษาดลุ ยภาพของนำ้ และแรธาตใุ นเซลล

285

ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรเู พมิ่ เตมิ
ฟองน้ำ ไฮดรา พลานาเรยี ไสเ ดอื น - ฟองน้ำและไฮดรามีเซลลส ว นใหญส ัมผัสกับน้ำโดยตรง
ดนิ แมลงและสัตวมีกระดูกสันหลัง ของเสียจงึ ถูกกำจัดออกโดยการแพรส ูส ภาพแวดลอม
- พลานาเรียใชเฟลมเซลลซึ่งกระจายอยู 2 ขางตลอด
ความยาวของลำตวั ทำหนาทข่ี บั ถา ยของเสยี
- ไสเ ดอื นดนิ ใชเ นฟริเดียม แมลงใชมลั พเิ กียนทวิ บูล
- และสัตวมีกระดูกสันหลงั ใชไตในการขับถายของเสีย
82. อธิบายกลไกการทำงานของหนว ย - ไตแตละขา งของมนุษยประกอบดว ยหนว ยไตลักษณะ
ไต ในการกำจัดของเสยี ออกจาก เปน ทอ ปลายขางหนึ่งเปน รูปถว ยเรียกวา โบวแมนส
รา งกาย และเขียนแผนผังสรุป แคปซูล ลอ มรอบกลุมหลอดเลือดฝอย ทเี่ รียกวา โกล
เมอรูลสั
ขนั้ ตอนการกำจดั ของเสียออกจาก - กลไกในการกำจัดของเสียออกจากรางกาย
รา งกายโดยหนว ยไต
ประกอบดวยการกรอง การดูดกลบั และการหลง่ั สารท่ี
เกินความตองการออกจากรา งกาย
83. สบื คน ขอ มลู อธิบาย และ - โรคน่วิ และโรคไตวายเปนตวั อยางของโรคทีเ่ กดิ จาก
ยกตวั อยางเก่ยี วกบั ความผดิ ปกติ ความผิดปกติของไต ซง่ึ สง ผลกระทบตอ การรกั ษาดุลย
ของไตอนั เน่อื งมาจากโรคตางๆ ภาพของสารในรางกาย
- นอกจากไตท่ีทำหนารักษาดุลยภาพของน้ำแรธ าตแุ ละ
กรด-เบส ผวิ หนัง และระบบหายใจ ยงั มสี วนชว ยใน
การรกั ษาดุลยภาพเหลาน้ีดว ย
ม.6 84. สบื คนขอมูล อธบิ าย และ - สัตวส ว นใหญมรี ะบบประสาททำใหส ามารถรบั รูและ
เปรียบเทยี บโครงสรา งและหนา ที่ ตอบสนองตอ สง่ิ เราได เชน ไฮดรา มีรางแหประสาท
ของเซลลประสาท พลานาเรยี ไสเ ดือนดิน กงุ หอย และแมลงมปี ม
ประสาทและเสน ประสาท สวนสัตวมกี ระดูกสนั หลัง มี
สมอง ไขสนั หลงั ปมประสาทและเสนประสาท
- หนว ยทำงานของระบบประสาท คือ เซลลป ระสาท ซึ่ง
ประกอบดว ยตวั เซลล และเสนใยประสาทที่ทำหนาท่ี
รับและสง กระแสประสาทเรียกวา เดนไดรตแ ละแอก
ซอน ตามลำดับ
- เซลลประสาทจำแนกตามหนาที่ ไดเปน เซลลประสาท
รับความรสู กึ เซลลประสาทส่ังการและเซลลประสาท
ประสานงาน
- เซลลประสาทจำแนกตามรปู รางไดเปนเซลลประสาท
ข้วั เดียว เซลลป ระสาทขั้วเดียวเทยี มเซลลป ระสาทสอง
ข้ัว และเซลลประสาทหลายข้ัว
- กระแสประสาทเกิดจากการเปล่ียนแปลงศกั ยไฟฟา ที่
เย่ือหุม เซลลข องเดนไดรตและแอกซอน ทำใหมกี าร

286

ชัน้ ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรเู พ่ิมเตมิ
ถายทอดกระแสประสาทจากเซลลประสาทไปยังเซลล
ประสาท หรือเซลลอ่นื ๆ ผา นทางไซแนปส
- ระบบประสาทของมนุษยแ บง ไดเ ปน 2 ระบบตาม
ตำแหนง และโครงสราง คอื ระบบประสาทสว นกลาง
ไดแก สมองและไขสันหลัง และระบบประสาทรอบ
นอก ไดแ ก เสน ประสาทสมองและเสน ประสาทไขสัน
หลัง
85. อธบิ ายเกยี่ วกบั การทำงานของ - สัตวสวนใหญมรี ะบบประสาททำใหสามารถรับรูและ
ศกั ยไฟฟาท่ีเยื่อหุม เซลลข องเซลล ตอบสนองตอ สง่ิ เรา ได เชน ไฮดรา มรี า งแหประสาท
ประสาท และกลไกการถายทอด พลานาเรยี ไสเ ดือนดิน กุง หอย และแมลงมีปม
กระแสประสาท ประสาทและเสน ประสาท สวนสตั วม ีกระดูกสันหลัง มี
สมอง ไขสันหลัง ปมประสาทและเสนประสาท
- หนว ยทำงานของระบบประสาท คือ เซลลประสาท ซง่ึ
ประกอบดวยตวั เซลล และเสนใยประสาทท่ีทำหนาท่ี
รับและสงกระแสประสาทเรียกวา เดนไดรตและแอก
ซอน ตามลำดบั
- เซลลประสาทจำแนกตามหนาท่ี ไดเ ปน เซลลป ระสาท
รับความรูสกึ เซลลประสาทสั่งการและเซลลป ระสาท
ประสานงาน
- เซลลป ระสาทจำแนกตามรูปรางไดเ ปน เซลลประสาท
ข้วั เดยี ว เซลลป ระสาทข้ัวเดยี วเทียมเซลลประสาทสอง
ขั้ว และเซลลประสาทหลายขั้ว
- กระแสประสาทเกิดจากการเปลยี่ นแปลงศกั ยไฟฟา ท่ี
เยือ่ หมุ เซลลข องเดนไดรตและแอกซอน ทำใหมีการ
ถา ยทอดกระแสประสาทจากเซลลป ระสาทไปยังเซลล
ประสาท หรือเซลลอ่ืน ๆ ผานทางไซแนปส
- ระบบประสาทของมนุษยแ บง ไดเปน 2 ระบบตาม
ตำแหนงและโครงสรา ง คือ ระบบประสาทสวนกลาง
ไดแก สมองและไขสันหลงั และระบบประสาทรอบ
นอก ไดแก เสนประสาทสมองและเสนประสาทไขสนั
หลัง
86. อธิบายและสรปุ เกีย่ วกับโครงสราง - สมองแบง ออกเปน 2 สว น คือ สมองสวนหนา สมอง
ของระบบประสาทสว นกลางและ สวนกลาง และสมองสว นหลงั สมองแตละสว นจะ
ระบบประสาทรอบนอก ควบคมุ การทำงานของรางกายแตกตางกันโดยมี
เสน ประสาททีแ่ ยกออกจากสมอง 12 คไู ปยังอวัยวะ
ตา ง ๆ ซึง่ บางคูทำหนาทร่ี บั ความรสู กึ เขาสสู มอง หรอื

287

ช้ัน ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรเู พิม่ เตมิ
นำคำสง่ั จากสมองไปยังหนว ยปฏบิ ัตงิ าน หรอื ทำหนาท่ี
ทงั้ สองอยา ง
- กระดูกสนั หลัง และมเี สนประสาทแยกออกจากไขสัน
หลังเปน คู ซ่งึ ทำหนา ทีป่ ระมวลผลการตอบสนองโดยไข
สนั หลงั เชน การเกดิ รีเฟล็กซชนิดตาง ๆ และการ
ถายทอดกระแสประสาทระหวางไขสันหลงั กับสมอง
- เสน ประสาทไขสันหลงั ทกุ คจู ะทำหนา ทรี่ ับความรูสึก
เขาสูไขสนั หลงั และนำคำส่งั ออกจากไขสันหลงั
- ระบบประสาทรอบนอกสวนท่ีสงั่ การแบง เปน ระบบ
ประสาทโซมาติกซง่ึ ควบคุมการทำงานของกลามเนื้อ
โครงรา ง และระบบประสาทอัตโนวัติซ่งึ ควบคมุ การ
ทำงานของกลา มเนื้อหัวใจกลามเนือ้ เรยี บ และตอมตา ง

- ระบบประสาทอัตโนวตั ิแบง การทำงานเปน ๒ ระบบคือ
ระบบประสาทซมิ พาเทติก และระบบประสาทพาราซิม
พาเทติก ซึ่งสวนใหญทำงานตรงกันขามเพื่อรักษาดุลย
ภาพของกระบวนการตา ง ๆในรา งกาย
87. สืบคน ขอ มูล อธบิ ายโครงสรางและ - สมองแบง ออกเปน 2 สว น คือ สมองสว นหนา สมอง
หนา ท่ขี องสว นตางๆในสมองสวน สวนกลาง และสมองสว นหลัง สมองแตล ะสวนจะ
หนา สมองสว นกลาง สมองสวนหลงั ควบคุมการทำงานของรางกายแตกตางกนั โดยมี
และไขสนั หลั เสน ประสาททแี่ ยกออกจากสมอง 12 คไู ปยังอวยั วะ
ตาง ๆ ซงึ่ บางคูทำหนา ทรี่ ับความรูสึกเขาสสู มอง หรอื
นำคำสั่งจากสมองไปยังหนวยปฏิบตั ิงาน หรอื ทำหนาท่ี
ทั้งสองอยาง
- กระดูกสันหลงั และมเี สน ประสาทแยกออกจากไขสนั
หลงั เปนคู ซ่ึงทำหนา ที่ประมวลผลการตอบสนองโดยไข
สันหลัง เชน การเกดิ รเี ฟล็กซชนดิ ตา ง ๆ และการ
ถา ยทอดกระแสประสาทระหวา งไขสนั หลังกบั สมอง
- เสนประสาทไขสนั หลังทกุ คูจ ะทำหนาที่รบั ความรสู ึก
เขาสไู ขสนั หลงั และนำคำสง่ั ออกจากไขสันหลัง
- ระบบประสาทรอบนอกสวนท่ีสงั่ การแบงเปน ระบบ
ประสาทโซมาติกซึง่ ควบคมุ การทำงานของกลา มเนื้อ
โครงราง และระบบประสาทอัตโนวตั ิซึง่ ควบคุมการ
ทำงานของกลามเนอื้ หัวใจกลามเน้ือเรยี บ และตอมตาง


288

ชนั้ ผลการเรียนรู สาระการเรียนรูเ พิม่ เติม
- ระบบประสาทอัตโนวตั ิแบงการทำงานเปน ๒ ระบบคอื
ระบบประสาทซิมพาเทติก และระบบประสาทพาราซิม
พาเทติก ซง่ึ สวนใหญทำงานตรงกนั ขามเพื่อรกั ษาดลุ ย
ภาพของกระบวนการตา ง ๆในรา งกาย
88. สบื คน ขอ มูล อธิบาย เปรยี บเทยี บ - สมองแบง ออกเปน 2 สว น คือ สมองสวนหนา สมอง
และยกตวั อยา งการทำงานของ สวนกลาง และสมองสว นหลัง สมองแตล ะสว นจะ
ระบบประสาทโซมาติก และระบบ ควบคุมการทำงานของรางกายแตกตางกนั โดยมี
ประสาทอัตโนวัติ เสน ประสาทที่แยกออกจากสมอง 12 คูไปยังอวยั วะ
ตา ง ๆ ซง่ึ บางคูทำหนา ท่ีรับความรสู ึกเขา สูสมอง หรือ
นำคำสั่งจากสมองไปยงั หนวยปฏบิ ัติงาน หรือทำหนาท่ี
ทงั้ สองอยาง
- กระดูกสนั หลงั และมเี สนประสาทแยกออกจากไขสัน
หลังเปน คู ซึ่งทำหนาที่ประมวลผลการตอบสนองโดยไข
สันหลงั เชน การเกิดรีเฟลก็ ซชนดิ ตา ง ๆ และการ
ถายทอดกระแสประสาทระหวางไขสันหลังกบั สมอง
- เสนประสาทไขสนั หลงั ทกุ คูจะทำหนาท่ีรบั ความรูสกึ
เขาสไู ขสันหลงั และนำคำสั่งออกจากไขสนั หลัง
- ระบบประสาทรอบนอกสวนที่สั่งการแบงเปน ระบบ
ประสาทโซมาติกซึ่งควบคุมการทำงานของกลามเนื้อ
โครงราง และระบบประสาทอัตโนวัตซิ งึ่ ควบคุมการ
ทำงานของกลามเนือ้ หวั ใจกลามเนอื้ เรยี บ และตอมตา ง

- ระบบประสาทอตั โนวตั ิแบง การทำงานเปน ๒ ระบบคอื
ระบบประสาทซิมพาเทติก และระบบประสาทพาราซิม
พาเทติก ซึง่ สวนใหญทำงานตรงกนั ขา มเพื่อรักษาดลุ ย
ภาพของกระบวนการตาง ๆในรา งกาย
89. สืบคนขอมลู อธบิ ายโครงสรา งและ - ตา หู จมกู ลน้ิ และผวิ หนงั เปน อวัยวะรบั ความรสู ึกท่ี
หนาท่ขี อง ตา หู จมูกและผิวหนัง รบั สง่ิ เราท่แี ตกตางกนั จึงมคี วามสำคัญท่ีควรดูแล
ของมนุษย ยกตัวอยา งโรคตางๆที่ ปอ งกนั และรักษาใหสามารถทำงานไดเปน ปกติ
เกย่ี วขอ ง และบอกแนวทางในการ - ตาประกอบดว ย ชน้ั สเคลอรา โครอยดและเรตนิ าเลนส
ดแู ลปองกันและรักษา ตาเปน เลนสน ูนอยถู ัดจากกระจกตาทำหนาท่รี วมแสง
จากวัตถุไปท่เี รตนิ า ซึ่งประกอบดวย เซลลรับแสง และ
เซลลประสาทท่นี ำกระแสประสาทสูสมอง
- หูประกอบดว ย ๓ สวน คือ หูสว นนอก หูสวนกลางและ
หสู ว นใน ภายในหูสวนในมีคอเคลยี ซง่ึ ทำหนา ทรี่ ับและ
เปลี่ยนคลน่ื เสยี งเปน กระแสประสาท นอกจากน้ียงั มีเซ

289

ชัน้ ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรเู พม่ิ เติม
มเิ ซอรควิ ลารแคแนลทำหนาทรี่ บั รเู ก่ยี วกบั การทรงตัว
ของรา ง
- จมกู มีเซลลประสาทรบั กลิ่นอยูภายในเย่อื บุจมูกท่เี ปน
ตวั รับสารเคมบี างชนดิ แลว เกิดกระแสประสาทสงไปยงั
สมอง
- ลน้ิ ทำหนา ทีร่ ับรส โดยมตี มุ รับรสกระจายอยูทั่วผวิ ลนิ้
ดานบน ตุม รับรสมเี ซลลรับรสอยูภ ายใน เมอ่ื เซลลรับ
รสถกู กระตุน ดว ยสารเคมจี ะกระตนุ เดนไดรตของเซลล
ประสาทเกิดกระแสประสาทสง ไปยังสมอง
- ผิวหนัง มีหนวยรบั สิง่ เรา หลายชนดิ เชน หนว ยรบั
สมั ผัส หนวยรบั แรงกด หนว ยรบั ความเจบ็ ปวด หนว ย
รับอณุ หภมู ิ
90. สงั เกต และอธิบายการหาตำแหนง - ตา หู จมกู ล้นิ และผิวหนงั เปน อวัยวะรบั ความรูสกึ ท่ี
ของจดุ บอดโฟเวีย และความไวใน รับส่งิ เรา ทแ่ี ตกตางกัน จงึ มคี วามสำคญั ท่ีควรดูแล
การรบั สมั มผสั ของผวิ หนัง การได ปองกนั และรักษาใหสามารถทำงานไดเปนปกติ
ยนิ การไดก ลน่ิ การรับรส - ตาประกอบดวย ช้ันสเคลอรา โครอยดและเรตนิ าเลนส
ตาเปนเลนสนูนอยถู ัดจากกระจกตาทำหนาท่ีรวมแสง
จากวัตถุไปทเี่ รตนิ า ซึง่ ประกอบดวย เซลลรับแสง และ
เซลลป ระสาททีน่ ำกระแสประสาทสสู มอง
- หูประกอบดวย ๓ สว น คือ หูสว นนอก หสู วนกลางและ
หสู วนใน ภายในหสู วนในมีคอเคลยี ซ่งึ ทำหนา ทรี่ บั และ
เปล่ียนคลนื่ เสียงเปน กระแสประสาท นอกจากนี้ยังมีเซ
มเิ ซอรควิ ลารแ คแนลทำหนา ทรี่ บั รูเ ก่ียวกับการทรงตวั
ของรา ง
- จมูกมีเซลลป ระสาทรับกล่ินอยูภายในเยื่อบจุ มูกทเ่ี ปน
ตัวรับสารเคมีบางชนดิ แลว เกิดกระแสประสาทสง ไปยัง
สมอง
- ลนิ้ ทำหนาท่รี ับรส โดยมีตมุ รับรสกระจายอยูท่ัวผวิ ลนิ้
ดานบน ตุมรบั รสมเี ซลลร บั รสอยูภายใน เมอ่ื เซลลร บั
รสถูกกระตุนดว ยสารเคมจี ะกระตนุ เดนไดรตของเซลล
ประสาทเกิดกระแสประสาทสง ไปยงั สมอง
- ผวิ หนงั มีหนว ยรับสิ่งเรา หลายชนดิ เชน หนวยรบั
สัมผสั หนว ยรับแรงกด หนว ยรับความเจ็บปวด หนว ย
รับอณุ หภมู ิ

290

ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรเู พ่ิมเตมิ
91. สืบคนขอมูล อธบิ าย และ - สิ่งมชี ีวติ เซลลเดียวบางชนิดเคลอ่ื นทโี่ ดยการไหลของไซ
เปรยี บเทยี บโครงสรางและหนาที่ โทพลาซึม บางชนิดใชแฟลเจลลมั หรอื ซเิ ลยี ในการ
ของอวัยวะทเี่ กีย่ วของกบั การ เคล่ือนที่
เคลื่อนท่ีของแมงกะพรนุ หมึก ดาว - สัตวไ มมีกระดูกสันหลัง เชน แมงกะพรุนเคลื่อนทโ่ี ดย
ทะเล ไสเดือนดนิ แมลง ปลา และ อาศยั การหดตวั ของเนือ้ เย่ือบรเิ วณขอบกระด่ิงและ
นก แรงดันนำ้
- หมึกเคลื่อนทโี่ ดยอาศัยการหดตวั ของกลามเน้ือบรเิ วณ
ลำตวั ทำใหน ำ้ ภายในลำตัวพนออกมาทางไซฟอน สว น
ดาวทะเลใชร ะบบทอนำ้ ในการเคลื่อนท่ี
- ไสเ ดอื นดินมกี ารเคลอ่ื นที่ โดยอาศยั การหดตัวและ
คลายตัวของกลามเนื้อวงและกลา มเนอ้ื ตามยาวซ่ึง
ทำงานในสภาวะตรงกนั ขาม
- แมลงเคล่ือนท่ีโดยใชป ก หรือขา ซง่ึ มกี ลา มเนื้อภายใน
เปลอื กหุม ทำงานในสภาวะตรงกนั ขาม
- สตั วมีกระดูกสนั หลงั เชน ปลา เคลอื่ นทโี่ ดยอาศยั การ
หดตัวและคลายตวั ของกลามเน้อื ทยี่ ดึ ติดอยกู ับกระดูก
สันหลงั ท้ัง 2 ขาง ทำงานในสภาวะตรงกนั ขา ม และมี
ครบี ที่อยูในตำแหนงตาง ๆชว ยโบกพัดในการเคล่ือนที่
สวนนกเคลอ่ื นที่โดยอาศัยการหดตวั และคลายตวั ของ
กลา มเนื้อกดปกกับกลามเนื้อยกปกซง่ึ ทำงานในสภาวะ
ตรงกันขา ม
92. สบื คนขอมูล และอธบิ ายโครงสรา ง - มนษุ ยเคล่ือนทโี่ ดยอาศัยการทำงานของกระดูกและ
และหนา ทขี่ องกระดูกและกลามเนื้อ กลามเนอ้ื ซงึ่ ยึดกนั ดวยเอน็ ยดึ กระดูก
ทีเ่ กีย่ วของกับการเคล่ือนไหวและ - บรเิ วณที่กระดูกตัง้ แต 2 ชนิ้ มาตอกัน เรยี กวา ขอตอ
การเคลื่อนท่ีของมนุษย และยดึ กันดวยเอ็นยึดขอ
- กระดูกเปน เนื้อเยื่อท่ีใชค ำจนุ และทำหนา ท่ีในการ
เคลอ่ื นไหวของรา งกาย แบง ตามตำแหนงไดเปนกระดูก
แกนและกระดกู รยางค
- กลา มเนื้อในรางกายมนุษยแบงออกเปน กลามเนอื้ โครง
รา ง กลามเนอื้ หวั ใจ และกลามเน้ือเรียบกลา มเนื้อทั้ง 3
ชนิด พบในตำแหนงท่ตี างกนั และมีหนา ท่ีแตกตางกนั
- กลามเนื้อโครงรา งสวนใหญทำงานรว มกนั เปนคู ใน
สภาวะตรงกันขา ม
93. สงั เกต และอธิบายการทำงานของ - มนษุ ยเคลื่อนท่ีโดยอาศยั การทำงานของกระดูกและ
ขอตอชนดิ ตา งๆและการทำงานของ กลามเนือ้ ซึง่ ยดึ กนั ดว ยเอ็นยดึ กระดูก
กลา มเนือ้ โครงรา งทเี่ ก่ยี วขอ งกบั

291

ชนั้ ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรูเพม่ิ เตมิ
การเคลื่อนไหวและการเคลื่อนที่ของ - บริเวณทก่ี ระดูกต้งั แต 2 ชน้ิ มาตอกนั เรียกวาขอตอ
มนุษย และยดึ กันดว ยเอ็นยดึ ขอ
- กระดูกเปน เนอ้ื เย่ือท่ีใชคำจุนและทำหนา ที่ในการ
เคล่อื นไหวของรางกาย แบงตามตำแหนงไดเปน กระดูก
แกนและกระดกู รยางค
- กลา มเน้อื ในรา งกายมนุษยแบงออกเปน กลามเนือ้ โครง
ราง กลา มเนอ้ื หวั ใจ และกลามเนื้อเรยี บกลามเนื้อทัง้ 3
ชนิด พบในตำแหนง ท่ีตา งกันและมีหนา ท่ีแตกตางกนั
- กลา มเนือ้ โครงรา งสว นใหญท ำงานรวมกนั เปน คู ใน
สภาวะตรงกนั ขาม
94. สืบคน ขอ มูล อธิบาย และ - การสบื พันธุแบบไมอาศัยเพศของสตั วเ ปนการสืบพันธทุ ่ี
ยกตัวอยางการสบื พนั ธุแ บบไมอ าศยั ไมม ีการรวมของเซลลส ืบพนั ธุ เชน การแตกหนอและ
เพศและการสบื พันธแุ บบอาศัยเพศ การงอกใหม
ในสัตว - การสบื พันธแุ บบอาศัยเพศของสัตวเ ปน การสืบพันธุท่ี
เกดิ จากการรวมนิวเคลยี สของเซลลส บื พันธซุ ึง่ มีท้ังการ
ปฏิสนธิภายนอกและการปฏิสนธิภายใน สตั วบ างชนดิ
มี 2 เพศในตัวเดยี วกันแตการผสมพนั ธสุ วนใหญจะผสม
ขามตวั
95. สืบคน ขอ มูล อธบิ ายโครงสรางและ - การสืบพันธุของมนษุ ยมกี ระบวนการสรา งสเปรมจาก
หนาทีข่ องอวยั วะในระบบสืบพันธุ เซลลสเปอรม าโทโกเนยี มภายในอัณฑะ และ
เพศชายและระบบสืบพนั ธเุ พศหญงิ กระบวนการสรา งเซลลไขจากเซลลโอโอโกเนียมภายใน
รงั ไข
- อวยั วะสืบพันธุข องเพศหญงิ ประกอบดว ย รังไขทอนำ
ไข มดลกู และชองคลอด รังไขท ำหนา ทสี่ รา งเซลลไ ข
และฮอรโมนเพศหญงิ
- อวยั วะสบื พันธุของเพศชายประกอบดว ย อณั ฑะทำ
หนา ทส่ี รา งสเปร ม และฮอรโ มนเพศชาย และมี
โครงสรางอ่นื ๆ ท่ีทำหนาท่ีลำเลียงสเปรมางน้ำเลย้ี ง
สเปรม และสารหลอ ลื่นทอปสสาวะ
- อณั ฑะประกอบดว ยหลอดสรางสเปรม ซึ่งภายในมี
เซลลสเปอรมาโทโกเนยี มท่ีเปนเซลลต ัง้ ตน ของ
กระบวนการสรางสเปร ม
- กระบวนการสรา งสเปร มเรม่ิ ตนจากสเปอรม าโท-โก
เนยี มแบงเซลลแบบไมโทซิสได สเปอรม าโท-โกเนียม
จำนวนมาก ซง่ึ ตอมาบางเซลลพ ัฒนาเปน สเปอรมาโท
ไซตร ะยะแรก โดยสเปอรม าโทไซตระยะแรกจะแบง

292

ชนั้ ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรูเ พม่ิ เติม
เซลลแ บบไมโอซิส ไดส เปอรมาโทไซตระยะที่สองซงึ่ จะ
แบงเซลลแบบไมโอซสิ IIไดสเปอรมาทิดตามลำดับ
จากนนั้ พัฒนาเปน สเปร ม
- กระบวนการสรางเซลลไ ขเ ริ่มจากโอโอโกเนียมแบง
เซลลแ บบไมโทซิสไดโ อโอโกเนยี ม ซ่ึงจะพฒั นาเปน โอ
โอไซตร ะยะแรก แลวแบง เซลลแบบไมโอซิส Iไดโอโอ
ไซตร ะยะที่สองซงึ่ จะเกิดการตกไขตอไปเม่ือไดร ับการ
กระตนุ จากสเปรม โอโอไซตระยะทส่ี องจะแบงแบบไม
โอซสิ || แลว พฒั นาเปน เซลลไขก ารปฏิสนธิเกิดขน้ึ
ภายในทอนำไขไดไ ซโกต
ซง่ึ จะเจริญเปนเอม็ บริโอและไปฝงตัวทผ่ี นงั มดลกู
จนกระท่งั ครบกำหนดคลอด
96. อธบิ ายกระบวนการสรา งสเปรม - การสบื พนั ธขุ องมนุษยมีกระบวนการสรา งสเปรมจาก
กระบวนการสรางเซลลไ ข และการ เซลลสเปอรมาโทโกเนียมภายในอัณฑะ และ
ปฏิสนธใิ นมนษุ ย กระบวนการสรา งเซลลไขจ ากเซลลโอโอโกเนยี มภายใน
รงั ไข
- อวยั วะสบื พนั ธขุ องเพศหญิง ประกอบดวย รงั ไขทอนำ
ไข มดลูก และชอ งคลอด รังไขทำหนา ที่สรา งเซลลไ ข
และฮอรโมนเพศหญงิ
- อวัยวะสบื พันธขุ องเพศชายประกอบดวย อณั ฑะทำ
หนาท่ีสรางสเปร ม และฮอรโ มนเพศชาย และมี
โครงสรา งอืน่ ๆ ที่ทำหนาท่ลี ำเลียงสเปรมางน้ำเล้ียง
สเปร ม และสารหลอ ลื่นทอปสสาวะ
- อณั ฑะประกอบดว ยหลอดสรางสเปรม ซึง่ ภายในมี
เซลลสเปอรม าโทโกเนียมท่ีเปนเซลลตงั้ ตน ของ
กระบวนการสรา งสเปร ม
- กระบวนการสรางสเปร มเริม่ ตนจากสเปอรม าโท-โก
เนียมแบงเซลลแ บบไมโทซิสได สเปอรม าโท-โกเนยี ม
จำนวนมาก ซง่ึ ตอมาบางเซลลพฒั นาเปนสเปอรม าโท
ไซตระยะแรก โดยสเปอรมาโทไซตร ะยะแรกจะแบง
เซลลแ บบไมโอซสิ ไดส เปอรมาโทไซตร ะยะท่ีสองซ่ึงจะ
แบง เซลลแบบไมโอซสิ IIไดสเปอรม าทิดตามลำดับ
จากนน้ั พฒั นาเปนสเปรม
- กระบวนการสรา งเซลลไ ขเริ่มจากโอโอโกเนยี มแบง
เซลลแ บบไมโทซสิ ไดโ อโอโกเนยี ม ซ่งึ จะพัฒนาเปนโอ
โอไซตระยะแรก แลว แบงเซลลแบบไมโอซิส Iไดโ อโอ

293

ชน้ั ผลการเรียนรู สาระการเรียนรูเพ่ิมเติม
ไซตร ะยะทีส่ องซึ่งจะเกิดการตกไขต อ ไปเม่ือไดรบั การ
กระตนุ จากสเปรม โอโอไซตระยะทสี่ องจะแบง แบบไม
โอซสิ || แลวพัฒนาเปนเซลลไขก ารปฏสิ นธเิ กดิ ขึน้
ภายในทอนำไขไดไซโกตซึง่ จะเจรญิ เปน เอ็มบริโอและ
ไปฝง ตวั ทผ่ี นังมดลูกจนกระท่ังครบกำหนดคลอด
97. อธบิ ายการเจรญิ เติบโตระยะ - การเจริญเติบโตของสัตว เชน กบ ไก และสตั วเล้ียงลูก
เอม็ บรโิ อและระยะหลังเอม็ บรโิ อ ดว ยน้ำนม จะเรมิ่ ตน ดว ยการแบงเขลลข องไซโกต การ
ของกบ ไกแ ละมนุษย เกดิ เน้อื เย่ือเอม็ บริโอ 3 ชัน้ คือเอกโทเดิรม เมโซเดิรม
และเอนโดเดิรม การเกิดอวยั วะ โดยมกี ารเพ่ิมจำนวน
ขยายขนาด และการเปลยี่ นแปลงรูปรา งของเซลลเพ่ือ
ทำหนาท่ีเฉพาะอยาง ซึง่ พัฒนาการของอวัยวะตางจะ
ทำใหมกี ารเกดิ รูปรา งท่ีแนนอนในสัตวแตละชนดิ การ
เจริญเติบโตของมนษุ ยจะมีขั้นตอนคลา ยกบั การ
เจรญิ เติบโตของสตั วเ ลย้ี งลกู ดวยน้ำนมอ่นื ๆโดย
เอ็มบรโิ อจะฝงตัวท่ีผนังมดลูก และมกี ารแลกเปล่ียน
สารระหวางแมก ับลูกผานทางรก
98. สืบคนขอมูล อธิบาย และเขยี น - ฮอรโมนเปนสารท่ีควบคมุ สมดุลตาง ๆ ของรางกายโดย
แผนผังสรุปหนา ท่ีของฮอรโ มนจาก ผลติ จากตอ มไรท อหรือเน้ือเยื่อ โดยตอมไรท อน้ีจะ
ตอ มไรทอและเน้ือเย่ือที่สรา ง กระจายอยูตามตำแหนงตา ง ๆ ทวั่ รางกาย
ฮอรโมน - ตอมไรท อทส่ี รา งหรอื หลงั่ ฮอรโมน ไมมที อในการ
ลำเลยี งฮอรโมนออกจากตอมจงึ ถกู ลำเลียงโดยระบบ
หมุนเวยี นเลือดไปยังอวัยวะเปาหมายท่ีจำเพาะเจาะจง
- ตอมไพเนียลสรางเมลาโทนนิ ซ่ึงยับย้งั การเจรญิ เติบโต
ของอวัยวะสบื พนั ธุชว งกอนวัยเจรญิ พันธุและ
ตอบสนองตอ การเปลยี่ นแปลงของแสงในรอบวัน
- ตอมใตสมองสวนหนา สรางและหลังโกรทฮอรโมน
โพรแลกทิน ACTH TSH FSH LH เอนดอรฟนซ่งึ ทำ
หนาทแี่ ตกตางกัน
- ตอ มใตส มองสวนหลงั หล่งั ฮอรโ มนซ่ึงสรางจากไฮโพทา
ลามัส คือ ADH และออกซโิ ทซิน ซ่งึ ทำหนา ที่แตกตาง
กนั
- ตอมไทรอยดส รา งไทรอกซินซึ่งควบคมุ อตั ราเมแทบอลิ
ซมึ ของรางกาย และสรา งแคลซโิ ทนนิ ซึง่ ควบคุมระดับ
แคลเซยี มในเลือดใหปกติ
- ตอ มพาราไทรอยดส รา งพาราทอรโ มนซึ่งควบคมุ ระดบั
แคลเซยี มในเลือดใหปกติ


Click to View FlipBook Version