244
ชนั้ ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรเู พมิ่ เตมิ
ซึ่งสามารถทำไดหลายระดับ โดย อาจเปนระดับชั้นเรียน
โรงเรียน กลุมโรงเรียน ชมุ ชน ระดับชาตหิ รอื นานาชาติ
20. สืบคนขอ มลู และจำแนกประเภทของ -ในการดำรงชีวิตประจำวันเราตองพบเจอกับสารเคมี
สารเคมีในชีวิตประจำวัน ตั้งแตตื่นจนเขานอน โดยสารเคมีที่พบในชีวิตประจำวัน
สามารถแบงออกไดเปนหลายประเภทขึ้นอยูกับเกณฑใน
การจำแนก การรับสารเคมีเขาสูรางกายทำได 3
ชองทาง ไดแก ทางผิวหนัง ทางปาก และทางการ
หายใจ สวนการขับสารเคมีออกจากรางกายทำได 8
ชองทาง ไดแ ก ปสสาวะ อจุ จาระ น้ำมกู เหง่อื น้ำนม
นำ้ ตา การหายใจ เลอื ด สารเคมีทพ่ี บในชีวิตประจำวันมี
ทั้งประโยชนและโทษ ดังนั้น เราตองรูจักวิเคราะหและ
หาแนวทางปองกันอันตรายที่เกิดจากการใชสารเคมีใน
ชีวติ ประจำวนั โดยเฉพาะถาอันตรายนัน้ เกดิ จากอุบัติเหตุ
ทีไ่ มค าดคดิ
21. สำรวจ รวบรวมขอมลู วเิ คราะห -สารเคมีในชีวิตประจำวันแบงออกเปน 2 ประเภทใหญๆ
และยกตัวอยางการเลอื กใชสารเคมีใน ไดแก สารประกอบอาหารและสารทำความสะอาด
ชวี ติ ประจำวนั ผลิตภัณฑที่ใชในการดำรงชีวิตประจำวัน มีสารเคมีเปน
องคประกอบ ดังนั้นจึงจำเปนตองรูจักสารเคมีที่เปน
สวนประกอบสำคัญของผลิตภัณฑทำใหสามารถเลือกใช
ผลิตภัณฑส ารเคมใี นชีวติ ประจำวันไดอยา งเหมาะสม
22. อธบิ ายวธิ ีการจัดการสารเคมีทีห่ ก -เมือ่ สารเคมีหกจะตองมีวธิ ีการจัดการสารเคมีท่ีหกเพ่ือให
เพ่ือใหเกิดความปลอดภัยกับสุขภาพและ เกิดความปลอดภัยกบั สขุ ภาพและสิ่งแวดลอม ท้ังนี้มีวิธีท่ี
สิ่งแวดลอ ม หลากหลายขนึ้ อยูกบั ประเภทของสารเคมีท่ีหก เชน สาร
ที่เปนของแข็ง สารละลายที่เปนกรด สารละลายที่เปน
ดา ง สารท่รี ะเหยงา ย สารท่ีเปน นำ้ มนั และสารปรอท
23. อธบิ ายลักษณะอนั ตรายและบอก -United Nations Committee of Experts on the
ความหมายของสัญลกั ษณแสดงความ Transport of Dangerous Goods จำแนกสารที่เปน
อันตรายของสารเคมี อันตรายและเปนเหตุใหถึงแกความตายไดหรือกอใหเกิด
คว ามพินาศเสียหาย ออกเปน 9 ประเภ ท (UN-
Class) ตามลักษณะที่กอใหเกิดอันตรายหรือความเสี่ยง
ในการเกิดอันตราย ซึ่งเปนระบบที่ใชสากล แตในระบบ
NFPA จะใชในประเทศสหรัฐอเมรกิ า
24. มคี วามเขาใจในเร่ือง ธาตุและ -ส า ร เ ค ม ี ท ุ ก ช น ิ ด ส า ม า ร ถ ร ะ บ ุ ไ ด ว า เ ป น ธ า ต ุ ห รื อ
สารประกอบ ปฏิกิริยาเคมี ปโตรเลียม สารประกอบ และอยูในรูปของอะตอม โมเลกุล หรือ
พอลิเมอร และสารชวี โมเลกลุ ไอออนไดโดยพิจารณาจากสูตรเคมี
245
ชน้ั ผลการเรียนรู สาระการเรียนรเู พ่ิมเตมิ
--ปฏิกิริยาเคมีทำใหเกิดการเปลี่ยนแปลงของสาร โดย
ปฏิกิริยาเคมีอาจใหพลังงานความรอน พลังงานแสง หรือ
พลังงานไฟฟา ที่สามารถนำไป ใชประโยชนในดานตาง ๆ
ได
-ปฏิกิริยาเคมีแสดงไดดวยสมการเคมีซึ่งมีสูตรเคมี ของ
สารตั้งตนอยูทางดานซายของลูกศร และ สูตรเคมีของ
ผลิตภัณฑอยูทางดานขวาโดยจำนวน อะตอมรวมของแต
ละธาตทุ างดานซา ยและขวา เทา กัน นอกจากน้สี มการเคมี
ยังอาจแสดงปจจัยอื่น เชน สถานะ พลังงานที่เกี่ยวของ
ตวั เรง ปฏกิ ิริยาเคมที ่ใี ช
-ป โ ต ร เ ล ี ย ม เ ป น ส า ร ป ร ะ ก อ บ ไ ฮ โ ด ร ค า ร บ อ น อั น
สลับซับซอ น ท่ีเกดิ ขนึ้ เองตามธรรมชาตใิ นชนั้ หนิ ใตผิวโลก
มีธาตุทีเ่ ปนองคป ระกอบหลกั คอื คารบ อนและไฮโดรเจน
-สารที่พบในชีวิตประจำวันมีทั้งโมเลกุลขนาดเล็ก และ
ขนาดใหญ พอลิเมอรเปนสารท่ีมีโมเลกลุ ขนาดใหญท่ีเกิด
จากมอนอเมอรหลายโมเลกุล เชื่อมตอกันดวยพันธะเคมี
ทำใหสมบัติทาง กายภาพของพอลิเมอรแตกตางจาก
มอนอเมอร ที่เปนสารตั้งตน เชน สถานะ จุดหลอมเหลว
การละลาย
-โครงสรางของพอลิเมอรอาจเปนแบบเสน แบบกิ่ง หรือ
แบบรางแห โดยพอลิเมอรแบบเสนและ แบบกิ่ง มีสมบัติ
เทอรมอพลาสติก สวนพอลิเมอร แบบรางแห มีสมบัติ
เทอรม อเซต จงึ มกี ารใช ประโยชนไดแ ตกตา งกัน
-ป โ ต ร เ ล ี ย ม เ ป น ส า ร ป ร ะ ก อ บ ไ ฮ โ ด ร ค า ร บ อ น อั น
สลับซบั ซอน ทเ่ี กิดขนึ้ เองตามธรรมชาตใิ นชั้นหินใตผิวโลก
-สารชีวโมเลกุลเปนสารที่สิ่งมีชีวิตใชในการดำรงชีวิต ซ่ึง
จำแนกไดเปน 4 ประเภท ไดแก โปรตีน คารโบไฮเดรต
ลพิ ดิ และกรดนวิ คลีอกิ
246
คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเตมิ
รหสั วชิ า ว31221 รายวิชาเคมี 1 กลุมสาระการเรียนรวู ทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
ชนั้ มัธยมศกึ ษาปท่ี 4 ภาคเรียนท่ี 1 จำนวน 60 ช่ัวโมง/1.5 หนวยกิต
ศึกษาเกี่ยวกับสัญลักษณแสดงความเปนอันตรายของสารเคมีในระบบ GHS และ NFPA ขอควรปฏิบัติในการทำ
ปฏิบัติการเคมี ทั้งกอนทำปฏิบัติการ ขณะทำปฏิบัติการ และหลังทำปฏิบัติการ การกำจัดสารเคมี และการปฐมพยาบาล
เมื่อไดรับอุบัติเหตุจากสารเคมี ศึกษาการพิจารณาความนาเชื่อถือของขอมูลที่ไดจากการวัดจากความเที่ยงและความแมน
อุปกรณวัดปริมาตรและวัดมวล เลขนัยสำคัญ หนวยวัดในระบบเอสไอ แฟกเตอรเปลี่ยนหนวย รวมทั้งวิธีการทาง
วิทยาศาสตร ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร และจิตวิทยาศาสตร ศึกษาแบบจำลองอะตอมของดอลตัน ทอมสัน
รัทเทอรฟอรด โบร และแบบกลุมหมอก เขียนและแปลความหมายสัญลักษณนิวเคลียรของธาตุ เลขอะตอม เลขมวล
ไอโซโทป เขียนการจัดเรียงอิเล็กตรอนในอะตอม ศึกษาความหมายของระดับพลังงานของอิเล็กตรอน ออรบิทัล เวเลนซ
อเิ ลก็ ตรอน วิวฒั นาการของการสรา งตารางธาตุและตารางธาตุในปจ จุบัน แนวโนม สมบัติบางประการของธาตุในตารางธาตุ
ตามหมแู ละตามคาบ เกย่ี วกับขนาดอะตอม ขนาดไอออน พลังงานไอออไนเซชนั สัมพรรคภาพอิเล็กตรอน อเิ ลก็ โทรเนกาติ
วิตี ศึกษาสมบัติของธาตุแทรนซิชัน ธาตุกัมมันตรังสี การเกิดกัมมันตภาพรังสี การสลายตัวและอันตรายจากไอโซโทป
กัมมันตรังสี คำนวณครึ่งชีวิตของธาตุกัมมันตรังสี ศึกษาปฏิกิริยานิวเคลียรและเทคโนโลยีที่เกี่ยวของกับการใชสาร
กัมมันตรังสี การนำธาตุไปใชประโยชน รวมทั้งผลกระทบตอสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดลอม ศึกษาพันธะเคมี สัญลักษณแบบจุด
และกฎออกเตต การเกิดพันธะไอออนิก สูตรเคมีและชื่อของสารประกอบไอออนิก เลขออกซิเดชัน พลังงานกับการเกิด
สารประกอบไอออนิก สมบัติของสารประกอบไอออนิก สมการไอออนิกและสมการไอออนิกสุทธิ การเกิดพันธะโคเวเลนต
โครงสรางลิวอิส สูตรโมเลกุลและชื่อของสารประกอบโคเวเลนต ความยาวและพลังงานพันธะ เรโซแนนซ การคำนวณ
พลังงานพันธะและพลังงานของปฏิกิริยา รูปรางและสภาพขั้วของโมเลกุลโคเวเลนต แรงยึดเหนี่ยวระหวางโมเลกุลและ
สมบัติของสาร โคเวเลนต สารโคเวเลนตโครงรางตาขาย การเกิดพันธะโลหะและสมบัตขิ องโลหะ และการนำสารประกอบ
ชนิดตาง ๆ ไปใชประโยชนของสารประกอบ
โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู การสืบคนขอมูล การสังเกต วิเคราะห เปรียบเทียบ
อธิบาย อภิปราย และสรุป เพื่อใหเกิดความรู ความเขาใจ มีความสามารถในการตัดสินใจ มีทักษะปฏิบัติการทาง
วิทยาศาสตร รวมทั้งทักษะการเรียนรูในศตวรรษท่ี 21 ในดานการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ ดานการคิดและการแกปญหา
ดานการสื่อสาร สามารถสื่อสารสงิ่ ท่ีเรยี นรูและนำความรูไปใชใ นชีวิตของตนเอง มจี ติ วิทยาศาสตร จรยิ ธรรม คุณธรรม และ
คา นยิ มที่เหมาะสม
ผลการเรียนรู
1. บอกและอธบิ ายขอปฏบิ ัตเิ บ้ืองตน และปฏบิ ัติตนทแ่ี สดงถงึ ความตระหนักในการทำปฏิบตั ิการเคมี
เพื่อใหมีความปลอดภยั ทั้งตอตนเอง ผูอื่นและส่งิ แวดลอม และเสนอแนวทางแกไขเม่ือเกดิ อบุ ตั ิเหตุ
2. เลือกและใชอปุ กรณห รือเคร่ืองมือในการทำปฏิบัตกิ าร และวดั ปริมาณตา ง ๆ ไดอยางเหมาะสม
3. ระบหุ นว ยวัดปรมิ าณตา ง ๆ ของสาร และเปลย่ี นหนว ยวัดใหเ ปนหนว ยในระบบเอสไอดวยการใช
แฟกเตอรเ ปลย่ี นหนวย
4. นำเสนอแผนการทดลอง ทดลองและเขียนรายงานการทดลอง
5. สืบคน ขอ มูลสมมติฐาน การทดลอง หรือ ผลการทดลองทีเ่ ปน ประจกั ษพยานในการเสนอ
247
แบบจำลองอะตอมของนักวทิ ยาศาสตรและอธิบายวิวฒั นาการของแบบจำลองอะตอม
6. เขยี นสญั ลักษณน วิ เคลยี รของธาตุ และระบจุ ำนวนโปรตอน นิวตรอน และอิเล็กตรอนของอะตอม
จากสัญลกั ษณน วิ เคลียร รวมทั้งบอกความหมายของไอโซโทป
7. อธิบาย และเขียนการจัดเรียงอิเลก็ ตรอนในระดบั พลังงานหลกั และระดบั พลังงานยอ ยเมอื่ ทราบ
เลขอะตอมของธาตุ
8. ระบหุ มู คาบ ความเปนโลหะ อโลหะ และก่งึ โลหะ ของธาตุเรพรเี ซนเททีฟและธาตุแทรนซิชนั
ในตารางธาตุ
9. วิเคราะห และบอกแนวโนมสมบัตขิ องธาตเุ รพรีเซนเททีฟตามหมูและตามคาบ
10. บอกสมบตั ิของธาตุโลหะแทรนซชิ ัน และเปรยี บเทียบสมบัติกบั ธาตโุ ลหะในกลุม
ธาตุเรพรเี ซนเททฟี
11. อธบิ ายสมบตั ิ และคำนวณครงึ่ ชวี ิตของไอโซโทปกัมมันตรงั สี
12. สืบคนขอ มูล และยกตวั อยา งการนำธาตมุ าใชประโยชน รวมท้ังผลกระทบตอสิ่งมีชวี ติ และ
ส่งิ แวดลอม
13. อธิบายการเกิดไอออนและการเกดิ พันธะไอออนิก โดยใชแ ผนภาพหรือสัญลกั ษณแ บบจุด
ของลวิ อสิ
14. เขยี นสตู ร และเรียกช่ือสารประกอบไอออนิก
15. คำนวณพลังงานท่ีเกีย่ วของกับปฏิกิริยาการเกดิ สารประกอบไอออนิกจากวฏั จกั รบอรน -ฮาเบอร
16. อธิบายสมบัตขิ องสารประกอบไอออนิก
17. เขียนสมการไอออนิกและสมการไอออนิกสุทธขิ องปฏิกิรยิ าของสารประกอบไอออนิก
18. อธิบายการเกิดพันธะโคเวเลนตแ บบพันธะเด่ยี ว พันธะคู และพนั ธะสาม ดว ยโครงสรา งลวิ อสิ
19. เขยี นสตู ร และเรียกช่ือสารโคเวเลนต
20. วิเคราะห และเปรียบเทยี บความยาวพนั ธะและพลังงานพนั ธะในสารโคเวเลนต รวมทัง้ คำนวณ
พลังงานทเี่ ก่ยี วของกบั ปฏกิ ิริยาของสารโคเวเลนตจากพลังงานพนั ธะ
21. คาดคะเนรูปรา งโมเลกุลโคเวเลนต โดยใชท ฤษฎีการผลักระหวา งคูอเิ ลก็ ตรอนในวงเวเลนซ และ
ระบุสภาพขว้ั ของโมเลกลุ โคเวเลนต
22. ระบชุ นดิ ของแรงยึดเหนยี่ วระหวา งโมเลกุลโคเวเลนต และเปรียบเทียบจุดหลอมเหลว จดุ เดือด
และการละลายน้ำของสารโคเวเลนต
23. สบื คน ขอมูล และอธบิ ายสมบตั ิของสารโคเวเลนตโ ครงรา งตาขายชนดิ ตา ง ๆ
24. อธิบายการเกิดพันธะโลหะและสมบัติของโลหะ
25. เปรยี บเทยี บสมบัตบิ างประการของสารประกอบไอออนิก สารโคเวเลนต และโลหะ สบื คน ขอมลู
และนำเสนอตัวอยางการใชป ระโยชนข องสารประกอบไอออนิก สารโคเวเลนต และโลหะ ไดอยาง
เหมาะสม
จำนวนผลการเรยี นรทู ้งั หมด 25 ผลการเรียนรู
248
คำอธิบายรายวิชาเพ่ิมเติม
รหัสวชิ า ว31222 รายวิชาเคมี 2 กลุมสาระการเรียนรวู ทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
ช้นั มัธยมศกึ ษาปท ี่ 4 ภาคเรียนท่ี 2 จำนวน 60 ช่ัวโมง/1.5 หนว ยกิต
ศึกษาความหมายและคำนวณมวลอะตอม มวลอะตอมสัมพัทธ มวลอะตอมเฉลี่ยของธาตุ โมล มวลตอโมล มวล
โมเลกุลและมวลสูตร ศึกษาความสัมพันธระหวางจำนวนโมล อนุภาค มวลและปริมาตรของแกสท่ี STP ศึกษากฎสัดสวน
คงท่ี คำนวณอัตราสวนโดยมวล อัตราสว นโดยโมล รอ ยละโดยมวล สตู รโมเลกลุ และสูตรเอมพิรคิ ลั ศกึ ษาหนว ยความเขม ขน
และการคำนวณความเขมขนของสารละลายในหนวยรอยละ สวนในลานสวน สวนในพันลานสวน โมลาริตี โมแลลิตี และ
เศษสวนโมล ศึกษาการเตรียมสารละลายจากสารบริสุทธิ์และจากการเจือจางสารละลายเขมขน เปรียบเทียบจุดเดือดและ
จดุ หลอมเหลวของสารบรสิ ุทธิ์และสารละลาย
ศึกษาการเขียนและดุลสมการเคมี อัตราสวนโดยโมลของสารในปฏิกิริยาเคมี แปลความหมายสัญลักษณในสมการเคมี
คำนวณปริมาณของสารในปฏิกิริยาเคมีตามกฎทรงมวล ศึกษากฎของเกย-ลูสแซกและสมมติฐานของอาโวกาโดร คำนวณ
ปริมาณของสารในปฏิกิรยิ าเคมีโดยใชความสัมพนั ธร ะหวา งโมล มวล ความเขมขน และปริมาตรแกส คำนวณปรมิ าณสารใน
ปฏกิ ิรยิ าเคมีหลายข้นั ตอน ปริมาณสารเมอื่ มสี ารกำหนดปริมาณ และผลไดร อยละ
โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู การสืบคนขอมูล การสังเกต วิเคราะห เปรียบเทียบ
อธิบาย อภิปราย และสรุป เพื่อใหเกิดความรู ความเขาใจ มีความสามารถในการตัดสินใจ มีทักษะปฏิบัติการทาง
วิทยาศาสตร รวมทั้งทักษะการเรียนรูในศตวรรษท่ี 21 ในดานการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ ดานการคิดและการแกปญหา
ดา นการสือ่ สาร สามารถสอ่ื สารสงิ่ ท่เี รียนรแู ละนำความรูไปใชในชวี ติ ของตนเอง มจี ติ วทิ ยาศาสตร จรยิ ธรรม คุณธรรม และ
คานยิ มทเ่ี หมาะสม
ผลการเรียนรู
1. บอกความหมายของมวลอะตอมของธาตุ และคำนวณมวลอะตอมเฉลี่ยของธาตุ มวลโมเลกลุ และ
มวลสตู ร
2. อธิบายและคำนวณปริมาณใดปริมาณหนึ่งจากความสัมพนั ธของโมล จำนวนอนภุ าค มวล และ
ปริมาตรของแกส ท่ี STP
3. คำนวณอตั ราสวนโดยมวลของธาตุองคประกอบของสารประกอบตามกฎสัดสวนคงท่ี
4. คำนวณสูตรอยางงายและสูตรโมเลกุลของสาร
5. คำนวณความเขมขนของสารละลายในหนวยตา ง ๆ
6. อธิบายวธิ ีการและเตรยี มสารละลายใหม ีความเขมขนในหนวยโมลารติ ี และปรมิ าตรของสารละลา
ตามท่กี ำหนด
7. เปรียบเทียบจดุ เดอื ดและจุดเยอื กแขง็ ของสารละลายกับสารบริสุทธ์ิ รวมท้ังคำนวณจุดเดือดและ
249
จดุ เยือกแขง็ ของสารละลาย
8. แปลความหมายสัญลกั ษณในสมการเคมี เขยี นและดลุ สมการเคมขี องปฏกิ ริ ิยาเคมีบางชนิด
9. คำนวณปรมิ าณของสารในปฏิกิรยิ าเคมที ีเ่ กยี่ วของกับมวลสาร
10. คำนวณปรมิ าณของสารในปฏิกิรยิ าเคมที ี่เกยี่ วของกับความเขม ขน ของสารละลาย
11. คำนวณปรมิ าณของสารในปฏิกริ ิยาเคมีท่เี ก่ยี วของกบั ปริมาตรแกส
12. คำนวณปรมิ าณของสารในปฏกิ ิรยิ าเคมีหลายขั้นตอน
13. ระบสุ ารกำหนดปริมาณ และคำนวณปริมาณสารตา ง ๆ ในปฏกิ ริ ิยาเคมี
14. คำนวณผลไดร อยละของผลติ ภัณฑในปฏิกริ ยิ าเคมี
จำนวนผลการเรยี นรทู งั้ หมด 14 ผลการเรยี นรู
250
คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเตมิ
รหัสวิชา ว32223 รายวิชาเคมี 3 กลุมสาระการเรยี นรูวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
ช้นั มัธยมศึกษาปที่ 5 ภาคเรียนท่ี 1 จำนวน 60 ชั่วโมง/1.5 หนวยกติ
ศึกษาอธิบายความสัมพันธและคำนวณปริมาตร ความดัน หรืออุณหภูมิของแกสที่ภาวะตาง ๆ ตามกฎของบอยล
กฎของชารล กฎของเกย-ลูสแซก ศึกษาการคำนวณปรมิ าตร ความดนั หรืออณุ หภูมขิ องแกสท่ีภาวะตาง ๆ ตามกฎรวมแกส
ศึกษาการคำนวณปริมาตร ความดัน อุณหภูมิ จำนวนโมลหรอื มวลของแกส จากความสมั พันธต ามกฎของอาโวกาโดร และ
กฎแกสอุดมคติ ศึกษาการคำนวณความดันยอยหรือจำนวนโมลของแกสในแกสผสม โดยใชกฎความดันยอยของดอลตัน
ศึกษาอธิบายการแพรของแกสโดยใชทฤษฎีจลนของแกส คำนวณและเปรียบเทียบอัตราการแพรของแกส โดยใชกฎการ
แพรผานของเกรแฮม การสืบคนขอมูล นำเสนอตัวอยาง และอธิบายการประยุกตใชความรูเกี่ยวกับสมบัติและกฎตาง ๆ
ของแกสในการอธบิ ายปรากฏการณ หรือ แกปญหาในชีวติ ประจำวันและในอตุ สาหกรรม ศกึ ษาการทดลอง และเขยี นกราฟ
การเพิ่มขึ้นหรือลดลงของสารที่ทำการวัดในปฏิกิริยาคำนวณอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี และเขียนกราฟการลดลงหรือ
เพิ่มขึ้นของสารที่ไมไดวัดในปฏิกิริยา ศึกษาการเขียนแผนภาพ และอธิบายทิศทางการชนกันของอนุภาคและพลังงานที่
สงผลตออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ศึกษาทดลอง และอธิบายผลของความเขมขน พื้นที่ผิวของสารตั้งตน อุณหภูมิ และ
ตัวเรงปฏิกิริยาที่มีตออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ศึกษาเปรียบเทียบอัตราการเกิดปฏิกิริยาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงความ
เขมขน พื้นที่ผิวของสารตั้งตน อุณหภูมิ และตัวเรงปฏิกิริยา ศึกษายกตัวอยาง และอธิบายปจจัยที่มีผลตออัตราการ
เกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมใี นชวี ิตประจำวันหรืออตุ สาหกรรม ศึกษาทดสอบ และอธิบายความหมายของปฏิกริ ิยาผนั กลบั ไดและภาวะ
สมดุล ศึกษาอธิบายการเปลี่ยนแปลงความเขมขนของสาร ศึกษาอัตราการเกิดปฏิกิริยาไปขางหนา และอัตราการ
เกิดปฏิกิริยายอนกลับ เมื่อเริ่มปฏิกิริยาจนกระทั่งระบบอยูในภาวะสมดุล ศึกษาการคำนวณคาคงที่สมดุลของปฏิกิริยา
คำนวณความเขมขนของสารที่ภาวะสมดุล คำนวณคาคงที่สมดุลหรือความเขมขนของปฏิกิริยาหลายขั้นตอน ศึกษาระบุ
ปจจัยที่มีผลตอภาวะสมดุลและคาคงที่สมดุลของระบบ รวมทั้งคาดคะเนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเมื่อภาวะสมดุลของ
ระบบถูกรบกวน โดยใชหลักของเลอชาเตอลิเอ ศึกษายกตัวอยาง และอธิบายสมดุลเคมีของกระบวนการที่เกิดขึ้นใน
ส่งิ มชี ีวิต ปรากฏการณในธรรมชาตแิ ละกระบวนการในอุตสาหกรรม
โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู การสืบคนขอมูล การสังเกต วิเคราะห เปรียบเทียบ
อธิบาย อภิปราย และสรุป เพื่อใหเกิดความรู ความเขาใจ มีความสามารถในการตัดสินใจ มีทักษะปฏิบัติการทาง
วิทยาศาสตร รวมทั้งทักษะการเรียนรูในศตวรรษที่ 21 ในดานการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ ดานการคิดและการแกปญหา
ดานการสอื่ สาร สามารถส่ือสารสง่ิ ท่เี รยี นรแู ละนำความรูไปใชในชวี ติ ของตนเอง มีจิตวิทยาศาสตร จรยิ ธรรม คณุ ธรรม และ
คา นิยมท่ีเหมาะสม
ผลการเรยี นรู
1. อธบิ ายความสมั พันธแ ละคำนวณปรมิ าตร ความดนั หรืออณุ หภูมิของแกส ท่ีภาวะตาง ๆ ตามกฎของบอยล กฎ
ของชารล กฎของเกย- ลสู แซก
2. คำนวณปรมิ าตร ความดัน หรืออณุ หภมู ิของแกสท่ภี าวะตาง ๆ ตามกฎรวมแกส
3. คำนวณปริมาตร ความดนั อุณหภูมิ จำนวนโมลหรอื มวลของแกส จากความสัมพันธตามกฎของอาโวกาโดร
และกฎแกสอุดมคติ
251
4. คำนวณความดนั ยอยหรือจำนวนโมลของแกส ในแกส ผสม โดยใชกฎความดันยอยของดอลตัน
5. อธบิ ายการแพรข องแกส โดยใชทฤษฎจี ลนข องแกส คำนวณและเปรยี บเทียบอัตราการแพร ของแกส โดยใชก ฎ
การแพรผา นของเกรแฮม
6. สบื คน ขอมูล นำเสนอตวั อยา ง และอธบิ ายการประยุกตใชความรูเก่ยี วกบั สมบัตแิ ละกฎตาง ๆ ของแกสในการ
อธิบายปรากฏการณ หรอื แกปญ หาในชีวิตประจำวนั และในอุตสาหกรรม
7. ทดลอง และเขียนกราฟการเพ่มิ ข้ึนหรือลดลงของสารท่ีทำการวัดในปฏกิ ิรยิ า
8. คำนวณอตั ราการเกิดปฏิกิริยาเคมี และเขียนกราฟการลดลงหรือเพ่ิมขน้ึ ของสารท่ีไมไดว ดั ในปฏิกิริยา
9. เขียนแผนภาพและอธิบายทศิ ทางการชนกนั ของอนุภาคและพลังงานที่สงผลตอ อตั ราการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมี
10. ทดลอง และอธบิ ายผลของความเขม ขน พ้นื ท่ผี วิ ของสารตัง้ ตน อณุ หภูมิ และตวั เรง ปฏิกริ ยิ าทมี่ ีตออตั ราการ
เกิดปฏิกิรยิ าเคมี
11. เปรียบเทยี บอัตราการเกิดปฏิกริ ิยาเมอื่ มีการเปลยี่ นแปลงความเขมขน พนื้ ท่ผี วิ ของสารตัง้ ตน อณุ หภูมิ และ
ตวั เรง ปฏิกิรยิ า
12. ยกตวั อยา ง และอธบิ ายปจจยั ที่มผี ลตอ อัตราการเกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมีในชีวติ ประจำวนั หรอื อุตสาหกรรม
13. ทดสอบ และอธบิ ายความหมายของปฏิกริ ยิ าผันกลับไดแ ละภาวะสมดลุ
14. อธิบายการเปลยี่ นแปลงความเขมขนของสาร อตั ราการเกดิ ปฏกิ ิรยิ าไปขางหนา และอัตราการเกดิ ปฏิกริ ิยา
ยอนกลับ เมื่อเรม่ิ ปฏิกริ ิยาจนกระทั่งระบบอยใู นภาวะสมดุล
15. คำนวณคาคงทสี่ มดุลของปฏกิ ิรยิ า
16. คำนวณความเขมขนของสารทภี่ าวะสมดุล
17. คำนวณคา คงทส่ี มดลุ หรือความเขม ขนของปฏกิ ิรยิ าหลายขัน้ ตอน
18. ระบุปจจยั ท่มี ีผลตอภาวะสมดลุ และคาคงทสี่ มดุลของระบบ รวมท้งั คาดคะเน การเปลย่ี นแปลงทเ่ี กดิ ขนึ้ เม่ือ
ภาวะสมดุลของระบบถูกรบกวน โดยใชหลกั ของเลอชาเตอลิเอ
19. ยกตวั อยา ง และอธิบายสมดลุ เคมขี องกระบวนการทเี่ กิดข้นึ ในสิ่งมชี ีวติ ปรากฏการณใ นธรรมชาติ และ
กระบวนการในอตุ สาหกรรม
จำนวนผลการเรยี นรูท งั้ หมด 19 ผลการเรียนรู
252
คำอธิบายรายวชิ าเพิ่มเติม
รหัสวิชา ว32224 รายวิชาเคมี 4 กลุมสาระการเรียนรวู ิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที่ 5 ภาคเรียนท่ี 2 จำนวน 60 ช่ัวโมง/1.5 หนวยกิต
ศึกษาระบแุ ละอธบิ ายวา สารเปน กรดหรือเบสโดยใชทฤษฎีกรด–เบสของอารเรเนียส เบรินสเตด–ลาวรี และลิวอสิ
ศกึ ษาระบุคูกรด-เบสของสารตามทฤษฎีกรด-เบสของเบรนิ สเตด-ลาวรี ศึกษาการคำนวณ และเปรยี บเทยี บความสามารถใน
การแตกตัวหรือความแรงของกรดและเบส ศึกษาการคำนวณคา pH ความเขม ขนของไฮโดรเนียมไอออนหรือไฮดรอกไซด
ไอออนของสารละลายกรดและเบส ศกึ ษาการเขียนสมการเคมีแสดงปฏิกิรยิ าสะเทิน และระบุความเปน กรด-เบสของ
สารละลายหลังการสะเทนิ ศึกษาการเขยี นปฏกิ ิริยาไฮโดรลิซสิ ของเกลือ และระบุความเปน กรด-เบสของสารละลายเกลอื
ศึกษาทดลอง และอธิบายหลกั การการไทเทรตและเลอื กใชอ ินดเิ คเตอรท่เี หมาะสมสำหรับการไทเทรตกรด-เบส ศึกษาการ
คำนวณปริมาณสารหรือความเขมขน ของสารละลายกรดหรือเบสจากการไทเทรต ศึกษาอธิบายสมบัติ องคป ระกอบ และ
ประโยชนของสารละลายบัฟเฟอร ศึกษาสืบคนขอมูล และนำเสนอตัวอยางการใชประโยชนและการแกป ญหาโดยใชค วามรู
เกีย่ วกับกรด–เบส ศึกษาการคำนวณเลขออกซเิ ดชัน และระบุปฏกิ ิริยาทเี่ ปน ปฏกิ ริ ยิ ารดี อกซ ศึกษาวิเคราะหการ
เปล่ียนแปลงเลขออกซิเดชันและระบตุ ัวรดี วิ ซแ ละตวั ออกซิไดส รวมทง้ั เขยี นครึง่ ปฏกิ ิริยาออกซเิ ดชันและครึ่งปฏกิ ริ ยิ า
รีดกั ชันของปฏิกิรยิ ารีดอกซ ศกึ ษาทดลอง และเปรยี บเทยี บความสามารถในการเปนตวั รดี วิ ซหรือตวั ออกซิไดส และเขียน
แสดงปฏิกริ ิยารีดอกซ ศึกษาการดุลสมการรดี อกซด ว ยการใชเ ลขออกซเิ ดชัน และวิธคี รง่ึ ปฏิกริ ยิ า ศกึ ษาการระบุ
องคประกอบของเซลลเคมไี ฟฟา และเขียนสมการเคมีของปฏกิ ิรยิ าทแี่ อโนดและแคโทด ปฏกิ ริ ยิ ารวม และแผนภาพเซลล
ศึกษาการคำนวณคาศักยไฟฟามาตรฐานของเซลลแ ละระบุประเภทของเซลลเ คมไี ฟฟา ขั้วไฟฟา และปฏิกริ ยิ าเคมีที่เกิดขึน้
ศกึ ษาอธิบายหลักการทำงาน และเขยี นสมการแสดงปฏิกิริยาของเซลลป ฐมภมู แิ ละเซลลท ุติยภมู ิ ศกึ ษาทดลอง ชุบโลหะ
และแยกสารเคมดี ว ยกระแสไฟฟา และอธิบายหลักการทางเคมีไฟฟา ท่ีใชใ นการชบุ โลหะ การแยกสารเคมีดวยกระแสไฟฟา
การทำโลหะใหบรสิ ุทธ์ิ และการปองกันการกัดกรอนของโลหะ ศกึ ษาสบื คนขอมลู และนำเสนอตวั อยา งความกาวหนาทาง
เทคโนโลยที เี่ กีย่ วขอ งกับเซลลเคมไี ฟฟา ในชวี ิตประจำวัน
โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู การสืบคนขอมูล การสังเกต วิเคราะห เปรียบเทียบ
อธิบาย อภิปราย และสรุป เพื่อใหเกิดความรู ความเขาใจ มีความสามารถในการตัดสินใจ มีทักษะปฏิบัติการทาง
วิทยาศาสตร รวมทั้งทักษะการเรียนรูในศตวรรษที่ 21 ในดานการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ ดานการคิดและการแกปญหา
ดา นการสื่อสาร สามารถสอื่ สารส่ิงทีเ่ รยี นรูแ ละนำความรูไปใชในชวี ิตของตนเอง มจี ิตวทิ ยาศาสตร จรยิ ธรรม คณุ ธรรม และ
คา นยิ มทเี่ หมาะสม
ผลการเรียนรู
1. ระบุ และอธิบายวาสารเปน กรดหรอื เบสโดยใชทฤษฎีกรด–เบสของอารเรเนยี ส เบรินสเตด–ลาวรี และลวิ อสิ
2. ระบุคกู รด-เบสของสารตามทฤษฎกี รด-เบสของเบรินสเตด-ลาวรี
3. คำนวณ และเปรยี บเทียบความสามารถในการแตกตัวหรอื ความแรงของกรดและเบส
4. คำนวณคา pH ความเขมขน ของไฮโดรเนยี มไอออนหรือไฮดรอกไซดไ อออนของสารละลายกรด และเบส
5. เขียนสมการเคมีแสดงปฏกิ ริ ยิ าสะเทนิ และระบคุ วามเปนกรด-เบสของสารละลายหลงั การสะเทิน
6. เขยี นปฏกิ ริ ยิ าไฮโดรลซิ สิ ของเกลือ และระบคุ วามเปนกรด-เบสของสารละลายเกลือ
7. ทดลอง และอธิบายหลกั การการไทเทรตและเลอื กใชอ นิ ดิเคเตอรที่เหมาะสมสำหรบั การไทเทรต กรด-เบส
253
8. คำนวณปริมาณสารหรือความเขม ขน ของสารละลายกรดหรือเบสจากการไทเทรต
9. อธิบายสมบัติ องคป ระกอบ และประโยชนของสารละลายบัฟเฟอร
10. สบื คน ขอมลู และนำเสนอตัวอยา งการใชป ระโยชนแ ละการแกป ญ หาโดยใชค วามรูเกีย่ วกับ กรด–เบส
11. คำนวณเลขออกซเิ ดชัน และระบุปฏกิ ริ ยิ าทเี่ ปน ปฏิกิริยารีดอกซ
12. วิเคราะหการเปลี่ยนแปลงเลขออกซิเดชันและระบุตัวรีดิวซและตัวออกซิไดส รวมทั้งเขียนครึ่งปฏิกิริยา
ออกซเิ ดชนั และครงึ่ ปฏิกิรยิ ารีดักชันของปฏิกริ ยิ ารีดอกซ
13. ทดลอง และเปรียบเทยี บความสามารถในการเปนตวั รดี วิ ซหรือตวั ออกซิไดส และเขยี นแสดง ปฏิกริ ิยารดี อกซ
14. ดลุ สมการรดี อกซดวยการใชเ ลขออกซเิ ดชัน และวธิ ีครึ่งปฏิกิรยิ า
15. ระบุองคประกอบของเซลลเคมีไฟฟา และเขียนสมการเคมีของปฏิกิริยาที่แอโนดและแคโทด ปฏิกิริยารวม
และแผนภาพเซลล
16. คำนวณคาศักยไฟฟามาตรฐานของเซลลและระบุประเภทของเซลลเคมีไฟฟา ขั้วไฟฟา และ ปฏิกิริยาเคมีท่ี
เกดิ ขึ้น
17. อธิบายหลกั การทำงาน และเขยี นสมการแสดงปฏกิ ิริยาของเซลลปฐมภูมแิ ละเซลลท ุติยภมู ิ
18. ทดลองชบุ โลหะและแยกสารเคมดี ว ยกระแสไฟฟา และอธบิ ายหลักการทางเคมไี ฟฟาทใ่ี ชในการ
ชุบโลหะ การแยกสารเคมีดว ยกระแสไฟฟา การทำโลหะใหบริสทุ ธ์ิ และการปอ งกนั การกัดกรอน ของโลหะ
19. สบื คนขอ มูล และนำเสนอตวั อยางความกาวหนาทางเทคโนโลยที เี่ กี่ยวขอ งกบั เซลลเ คมีไฟฟา ใน
ชวี ติ ประจำวัน
จำนวนผลการเรียนรูท งั้ หมด 19 ผลการเรียนรู
254
คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเติม
รหสั วชิ า ว33225 รายวิชาเคมี 5 กลุมสาระการเรียนรวู ทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
ชน้ั มัธยมศกึ ษาปท ่ี 6 ภาคเรียนท่ี 1 จำนวน 60 ช่ัวโมง/1.5 หนวยกติ
ศึกษาสบื คน ขอมูลและนำเสนอตัวอยางสารประกอบอินทรียทีม่ ีพนั ธะเดยี่ ว พันธะคู หรอื พันธะสาม ท่ีพบใน
ชวี ิตประจำวัน ศึกษาการเขียนสูตรโครงสรางลวิ อสิ สตู รโครงสรา งแบบยอ และสูตรโครงสรางแบบเสน ของสารประกอบ
อินทรีย ศึกษาวเิ คราะหโครงสรา ง และระบปุ ระเภทของสารประกอบอินทรียจากหมูฟงกชนั ศึกษาการเขยี นสตู รโครงสราง
และเรียกชอื่ สารประกอบอนิ ทรยี ป ระเภทตาง ๆ ทม่ี หี มูฟงกช นั ไมเกนิ 1 หมู ตามระบบ IUPAC ศึกษาการเขยี นไอโซเมอร
โครงสรา งของสารประกอบอินทรยี ประเภทตา ง ๆ ศึกษาวิเคราะห และเปรยี บเทยี บจุดเดอื ดและการละลายในน้ำของ
สารประกอบอนิ ทรียที่มหี มูฟง กช นั ขนาดโมเลกลุ หรอื โครงสรา งตา งกัน ศึกษาระบุประเภทของสารประกอบ
ไฮโดรคารบ อนและเขียนผลิตภัณฑจ ากปฏิกริ ิยาการเผาไหม ปฏกิ ิริยากบั โบรมนี หรอื ปฏกิ ริ ยิ ากบั โพแทสเซียมเปอรแมงกา
เนต ศกึ ษาการเขียนสมการเคมแี ละอธบิ ายการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเอสเทอริฟเคชัน ปฏกิ ริ ิยาการสงั เคราะหเอไมดป ฏิกิริยาไฮโดรลิ
ซสิ และปฏิกริ ยิ าสะปอนนิ ฟเคชนั ศกึ ษาการทดสอบปฏกิ ิริยาเอสเทอริฟเคชัน ปฏิกิริยาไฮโดรลิซสิ และปฏิกิริยาสะปอน
นฟิ เ คชนั ศกึ ษาสบื คน ขอมลู และนำเสนอตัวอยางการนำสารประกอบอนิ ทรียไ ปใชประโยชนใ นชวี ิตประจำวนั และ
อุตสาหกรรม ศึกษาการระบปุ ระเภทของปฏกิ ิรยิ าการเกิดพอลเิ มอรจากโครงสรางของมอนอเมอรหรอื พอลเิ มอร ศกึ ษา
วเิ คราะห และอธบิ ายความสัมพนั ธระหวางโครงสรางและสมบตั ิของพอลิเมอร รวมท้งั การนำไปใชป ระโยชน ศึกษาการ
ทดสอบ และระบปุ ระเภทของพลาสติกและผลติ ภัณฑยาง รวมทง้ั การนำไปใชประโยชน ศกึ ษาอธบิ ายผลของการ
ปรับเปล่ยี นโครงสราง และการสงั เคราะหพอลเิ มอรท ่ีมตี อ สมบัตขิ องพอลิเมอร ศึกษาสบื คนขอมลู และนำเสนอตวั อยา ง
ผลกระทบจากการใชและการกำจดั ผลติ ภณั ฑพอลเิ มอรและแนวทางแกไข ศึกษาการกำหนดปญ หา และนำเสนอแนว
ทางการแกป ญหาโดยใชค วามรทู างเคมจี ากสถานการณทเ่ี กิดข้นึ ในชีวติ ประจำวัน การประกอบอาชีพ หรอื อตุ สาหกรรม
การแสดงหลักฐานถึงการบรู ณาการความรทู างเคมรี วมกับสาขาวชิ าอ่นื รวมทัง้ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรห รือ
กระบวนการออกแบบเชงิ วิศวกรรม โดยเนนการคดิ วเิ คราะห การแกป ญ หาและความคิดสรางสรรค เพอ่ื แกป ญ หาใน
สถานการณหรือประเด็นท่ีสนใจ การนำเสนอผลงานหรือชนิ้ งานทไ่ี ดจากการแกปญหาในสถานการณหรือประเดน็ ท่สี นใจ
โดยใชเทคโนโลยีสารสนเทศ การแสดงหลักฐานการเขารวมการสมั มนา การเขา รวมประชุมวิชาการ หรอื การแสดงผลงาน
สงิ่ ประดษิ ฐในงานนทิ รรศการ
โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู การสืบคนขอมูล การสังเกต วิเคราะห เปรียบเทียบ
อธิบาย อภิปราย และสรุป เพื่อใหเกิดความรู ความเขาใจ มีความสามารถในการตัดสินใจ มีทักษะปฏิบัติการทาง
วิทยาศาสตร รวมทั้งทักษะการเรียนรูในศตวรรษที่ 21 ในดานการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ ดานการคิดและการแกปญหา
ดานการสอื่ สาร สามารถสอ่ื สารสงิ่ ที่เรียนรแู ละนำความรูไปใชในชวี ติ ของตนเอง มีจติ วิทยาศาสตร จริยธรรม คุณธรรม และ
คานิยมทีเ่ หมาะสม
ผลการเรียนรู
1. สบื คน ขอมูลและนำเสนอตัวอยา งสารประกอบอนิ ทรยี ที่มีพันธะเด่ยี ว พันธะคู หรือพนั ธะสาม ทพี่ บใน
ชีวติ ประจำวนั
2. เขยี นสูตรโครงสรา งลิวอิส สตู รโครงสรางแบบยอ และสตู รโครงสรา งแบบเสนของสารประกอบอนิ ทรยี
3. วิเคราะหโครงสรา ง และระบปุ ระเภทของสารประกอบอินทรยี จ ากหมูฟง กช ัน
255
4. เขียนสตู รโครงสรา งและเรียกชื่อสารประกอบอินทรยี ประเภทตาง ๆ ท่ีมหี มูฟงกชนั ไมเกิน 1 หมู ตามระบบ
IUPAC
5. เขียนไอโซเมอรโ ครงสรางของสารประกอบอนิ ทรยี ป ระเภทตาง ๆ
6. วเิ คราะห และเปรียบเทียบจุดเดอื ดและการละลายในนำ้ ของสารประกอบอินทรยี ท่ีมหี มูฟง กช ันขนาดโมเลกลุ
หรอื โครงสรางตางกนั
7. ระบปุ ระเภทของสารประกอบไฮโดรคารบอนและเขียนผลิตภณั ฑจากปฏกิ ริ ยิ าการเผาไหม ปฏกิ ิริยากับโบรมนี
หรอื ปฏกิ ิริยากบั โพแทสเซียมเปอรแมงกาเนต
8. เขียนสมการเคมีและอธบิ ายการเกิดปฏกิ ริ ยิ าเอสเทอริฟเ คชัน ปฏิกริ ิยาการสังเคราะหเอไมดปฏิกริ ยิ าไฮโดรลิซิส
และปฏกิ ริ ิยาสะปอนนิฟเคชนั
9. ทดสอบปฏิกิรยิ าเอสเทอริฟเคชัน ปฏกิ ิรยิ าไฮโดรลิซสิ และปฏกิ ริ ยิ าสะปอนนิฟเ คชัน
10. สืบคน ขอ มูล และนำเสนอตวั อยางการนำสารประกอบอนิ ทรียไปใชป ระโยชนใ นชวี ิตประจำวันและ
อตุ สาหกรรม
11. ระบปุ ระเภทของปฏิกริ ยิ าการเกดิ พอลเิ มอรจากโครงสรางของมอนอเมอรห รือพอลิเมอร
12. วเิ คราะห และอธบิ ายความสมั พันธระหวา งโครงสรางและสมบตั ขิ องพอลิเมอร รวมท้ังการนำไปใชประโยชน
13. ทดสอบ และระบปุ ระเภทของพลาสติกและผลติ ภณั ฑยาง รวมท้งั การนำไปใชประโยชน
14. อธิบายผลของการปรับเปลีย่ นโครงสราง และการสงั เคราะหพอลเิ มอรท ม่ี ีตอสมบัติของพอลเิ มอร
15. สืบคนขอ มูล และนำเสนอตัวอยา งผลกระทบจากการใชแ ละการกำจัดผลติ ภณั ฑพอลิเมอรและแนวทางแกไข
16. กำหนดปญหา และนำเสนอแนวทางการแกป ญ หาโดยใชความรทู างเคมจี ากสถานการณทเ่ี กดิ ขึน้ ใน
ชีวติ ประจำวัน การประกอบอาชพี หรืออุตสาหกรรม
17. แสดงหลักฐานถึงการบรู ณาการความรทู างเคมรี ว มกับสาขาวชิ าอื่น รวมท้ังทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร
หรือกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม โดยเนน การคิดวิเคราะห การแกปญหา และความคดิ สรา งสรรค เพอ่ื แกปญหาใน
สถานการณหรือประเด็นทีส่ นใจ
18. นำเสนอผลงานหรอื ชิน้ งานทไี่ ดจากการแกปญหาในสถานการณหรือประเด็นท่ีสนใจโดยใชเ ทคโนโลยี
สารสนเทศ
19. แสดงหลักฐานการเขารวมการสัมมนา การเขารวมประชุมวชิ าการ หรือการแสดงผลงานสง่ิ ประดิษฐในงาน
นิทรรศการ
จำนวนผลการเรียนรูทง้ั หมด 19 ผลการเรยี นรู
256
รายวิชาชวี วิทยา - สาระการเรียนรูเ พิ่มเตมิ
ชั้น ผลการเรียนรู สิง่ มีชวี ติ ทกุ ชนิดตอ งการสารอาหารแรรละพลังงาน มี
ม.4 1. อธิบายและสรุปสมบัติทส่ี ำคัญของ การเจริญเตบิ โต มกี ารตอบสนองตอสิง่ เรา มีการรักษา
ดลุ ยภาพของรา งกาย มีการสืบพันธุ มกี ารรปรับตัวทาง
ส่งิ มีชีวติ และความสัมพนั ธของการ วิวัฒนาการ และมีการทำงานรว มกนั ขององคประกอบ
จัดระบบในส่ิงมชี ีวติ ที่ทำให ตางๆอยางเปนระบบ สง่ิ เหลา น้ีจัดเปน สมบัติทสี่ ำคญั
สงิ่ มีชีวติ ดำรงชีวติ อยูได ของสิง่ มีชีวิต
การจดั ระบบในสิ่งมีชีวติ เรมิ่ จากหนวยเล็กไปหนว ยใหญ
- ไดแก เซลล เน้ือเยือ่ อวยั วะ ระบบอวยั วะ และ
สง่ิ มชี วี ติ ตามลำดบั
2. อภปิ รายและบอกความสำคัญของ - วธิ กี ารทางวิทยาศาสตรในการคน หาคำตอบเกยี่ วกับ
การระบปุ ญ หา ความสมั พนั ธ - ส่ิงมชี ีวติ เรมจากการต้งั ปญหาหรือคำถาม
ระหวา งปญหา สมมตฐิ านและ ตง้ั สมมตฐิ าน ตรวจสอบสมมตฐิ าน เกบ็ รวบรวมขอมูล
วิธีการตรวจสอบสมมติฐาน รวมทง้ั วิเคราะหข อมลู และสรุปผล
ออกแบบการทดลองเพื่อตรวจสอบ การศึกษาส่งิ มชี ีวติ ตองอาศยั ความรจู ากแขนงวชิ าตา งๆ
สมมติฐาน ของชีววิทยาและสาขาวิชาอ่ืนทเ่ี กย่ี วของและควร
คำนงึ ถงึ ชวี จริยธรรมและจรรยาบรรณการใช
3. สืบคนขอมลู อธิบายเก่ียวกับสมบัติ - สัตวท ดลอง
ของนำ้ และความสำคัญของน้ำท่ีมี สง่ิ มีชวี ติ ประกอบดว ย ธาตุและสารประกอบในรางกาย
ตอ ส่งิ มชี วี ติ และยกตวั อยา งธาตุชนิด ของสิง่ มชี วี ิตมีน้ำเปน องคปะรกอบมากทีส่ ดุ นำ้
ตา งๆที่มีความสำคัญตอ รา งกาย ประกอบดวยธาตุไฮโดรเจนและออกซเิ จน มีสมบัติใน
สิ่งมชี ีวิต การเปฯ ตัวทำละลายที่ดี เก็บความรอนไดดี และมี
- ความความรอนสงู ซึง่ ชวยรักษาดุลยภาพของเซลลได
ธาตทสี่ ิง่ มีชวี ิตตอ งการจะอยใู นรูปของไออนในมนษุ ย
4. สืบคน ขอมลู อธบิ ายโครงสรา งของ - และสตั ว ธาตจุ ะชวยใหการทำงนของระบบตางๆใน
คารโบไฮเดรต ระบุกลุมของคาร รางกายดำเนินไปตามปหติ นอกจากนี้ในแระดกู ฟน
โบไฮเดต รวมทง้ั ความสำคัญของ และกลามเนื้อจะมธี าตุเปน องคประกอบดวย
คารโ บไฮเดรตทีม่ ีตอส่งิ มชี ีวติ คารโ บไฮเดรตประกอบดว ย ธาตคุ ารบ อน ไฮโรเจนและ
ออกซิเจน แบง ตามขนาดโมเลกุลออกไดเปน 3 กลมุ
5. สืบคน ขอมลู อธบิ าโครงสรางของ - คอื มอโนแซ็กคารไรด ไดแซ็กคารไรดแ ละพอลิแซ็กคา
โปรตนี และความสำคัญของโปรตนี ท่ี ไรด
มตี อ ส่งิ มชี วี ติ โปรตีนมกี รดอะมิโนเปน หนวยยอ ย ประกอบดว ยธาตุ
คารบอน ไฮโดรเจน ออกซิเจนและไนโตรเจน บางชนดิ
อาจมี ธาตฟุ อสสฟอรัส เหล็กและกำมะถนั เปน
องคป ระกอบ
257
ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรูเ พิ่มเติม
6. สืบคนขอมูล อธบิ ายโครงสรา งของ - ลพิ ดิ ประกอบดว ย ธาตคุ ารบอน ไฮโดรเจน และ
ลพิ ดิ และความสำคัญของลิพิดท่ีมี ออกซเิ จน เปน สารประรกอบที่ละลายไดดีในตัวทำ
ส่ิงมชี วี ิต ละลายทเี่ ปนสารอนิ ทรยี ลิพิดกลม สำคญั ทีพ่ บใน
สิ่งมชี ีวิต เชร กรดไขมัน ไตรกลเี ซอไรด ฟอสโฟลิพิด
สเตอรรอยด
7. อธิบายโครงสรางของกรดนวิ คลอิ กิ - กรรดนิวคลอิ ิกประกอบดว ย หนว ยยอ ย เรียกวา นิวคลี
และระบชุ นดิ ขอกรดนวิ คลิอิกและ โอไทด โมลเลกลุ นิวคลโี อไทดประกอบดวยหมูฟอสเฟต
ความสำคัญของกรดนวิ คลิอิกทมี่ ตี อ น้ำตาลท่ีมคี ารบ อน 5 อะตอมและเบสท่ีมีไนโตรเจน
งสิ่งมีชีวิต เปนองคประกอบ
- กรดนวิ คลอิ กิ เปนองคประกอบของสารพันธุกรรมมี 2
ชนดิ คือ DNA และ RNA
8. สบื คน ขอมูลและอธบิ ายปฏกิ ิริยา - แมแทบอลิซึมเปนปฏิกริ ิยาเคมทเี กิดขึ้นภายในเซลล
เคมีท่ีเกดิ ขึ้นในส่ิงมีชวี ิต ของสง่ิ มชี วี ิต ปฏกิ ริ ิยาเคมี ประกอบดวย ปฏิกิรยิ าคาย
พลงั งานและหกฺ ริ ิยาดูดพลงั งานา ปฺกริ รยิ าเคมเี หลานี้
จะดำเนนิ ไปไดอยางรวดเรว็ จำเปนตองอาศัยเอนไซม
ชวยเรงปฏิกริ ยิ า
- เอนไซมสวนใหญเปนสารประเภทโปรตีน ทำหนา ทเ่ี รง
ปฏิกิรยิ าเคมี ในขณะที่เกิหปฏริ ริ ิยาเคมใี นเซลล สารตั้ง
ตนจะเขาไปจับกบั เอนไซมช วยเรง ปฏิกริ ิยา
- อุณหภมู ิ สภาพความเปนกรด-เบส และตวั บบั ย้งั
เอนไซมเปน ปจจยั ที่มีผลตอากรทำงานของเอนไซม
9. อธบิ ายการทำงานของเอนไซมใน - แมแทบอลซิ มึ เปน ปฏิกิริยาเคมทเี กดิ ข้นึ ภายในเซลล
การเรง ปฏกิ ริ ิยาเคมีในส่งิ มชี วี ิต และ ของสงิ่ มชี ีวติ ปฏิกิรยิ าเคมี ประกอบดว ย ปฏกิ ิริยาคาย
ระบุปจ จยั ท่ีมผี ลตอการทำงานของ พลงั งานและหกฺ ิริยาดูดพลงั งานา ปฺกริ รยิ าเคมีเหลาน้ี
เอนไซม จะดำเนินไปไดอยา งรวดเร็วจำเปนตองอาศัยเอนไซม
ชวยเรงปฏิกิรยิ า
- เอนไซมสว นใหญเปนสารประเภทโปรตีน ทำหนา ทเ่ี รง
ปฏิกิรยิ าเคมี ในขณะทีเ่ กหิ ปฏิรริ ิยาเคมใี นเซลล สารตงั้
ตน จะเขาไปจบั กบั เอนไซมชวยเรงปฏิกิรยิ า
อณุ หภูมิ สภาพความเปนกรด-เบส และตวั บบั ยัง้ เอนไซม
เปน ปจ จยั ท่มี ีผลตอ ากรทำงานของเอนไซม
10. บอกวธิ กี าร และเตรียมตัวอยาง - กลองจุลทรรศนเปน เคร่ืองมือท่ีใชศกึ ษาสง่ิ มีชวี ิตขนาด
สงิ่ มชี ีวิตเพือ่ ศึกษาภายใตก ลอง เลก็ ที่ไมสามารถเห็นไดดว ยตาเปลาและรายละเอยี ด
จลุ ทรรศนใ ชแสง วัดขนาดโดยแระ โครงสรา งของเซลล
มาณ และวาดภาพท่ปี รากฏภายใต
258
ชนั้ ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรเู พม่ิ เติม
กลอง บอกวธิ ีการใชแ ละการดแู ล - กลอ งจุลทรรศนใชร แสงเชิงประกอบและกลอ ง
รักษากลองจลุ ทรรศนใชแ สงท่ี จุลทรรรศนใ ชแสงแบบสเตอรโิ ออาศัยเลนสใ นการทำให
ถูกตอง เกดิ ภาพขยาย
- กลอ งจลุ ทรรศนอเิ ล็กตรอนทำใหเกดิ ภาพขยายโดย
อาศยั เลนสแมเ หล็กไฟฟารวมำอเิ ลก็ ตรอนซ่ึงมีอยู
ดวยกัน 2 ชนิด คอื ชนิดสอ งผา นนและชนดิ สง กราด
- ตวั อยา งสงิ่ มีชวี ติ ท่นี ำมาศึกษาภายใตกลองจุลทรรสฯใช
แสงตอ งมีวิธกี ารเตรยี มที่ถกู ตองและเหมาะสมกับชนิด
ของส่ิงมชี ีวติ เพ่ือใหเ กิดประสทิ ธภิ าพในการศกึ ษา
- กลองจุลทรรศนใชแสงเปนเครือ่ งมือทีม่ ีความละอียด
และราคาคอ นขางสงู จึงควรใชอยางถกู วธิ ี มีการเก็บ
และดแู ลรักษาที่ถูกตอง เพื่อใหส ามารถใชงานไดนาน
11. อธิบายโครงสรางและหนาทข่ี อง - เซลลเ ปนหนวยพน้ื ฐานทเี่ ล็กทสี่ ดุ ของสิ่งมชี ีวิต
สว นทห่ี อ หุมเซลลข องเซลลพ ืชและ โครงสรางพน้ื ฐานของเซลลประกอบดว ย สว นที่หอหม
เซลลสัตว เรซลล ไซโทพลาซมึ และนวิ เคลียส
- สวนทหี่ อหุมเซลลที่พบในเซลลท กุ ชนิดคอื เย่ือหุมเซลล
แตใ นแบคทีเรีย สาหรา ย ฟงไจและพชื จะมผี นังเซลล
เปนสวนหอ หมเซลลเ พมิ่ เตมิ ข้ึนมาอีกช้นั หนึง่
- โครงสรางของเยื่อหม เซลลประกอบดวยโมเลกุลของ
ฟอสโฟลิพิดเรยี งเปนสองชน้ั และมีโปรตีนแทรกหรอื อยู
ทผี่ วท้ังสองดานของฟอสโฟลพิ ดิ
- ไซดทรพลาซมึ อยภู ายในเยื่อหมเซลล ประกอบดว ยไซ
โทซอลและออรแกเนลล
- นิวเคลยี สเปน ศนู ยก ลางควบคุมการทำงานของเซลลย ู
คารโิ อตประกอบดว ยเยอื่ หม ซ่งึ ภายในมี DNA และ
RNA บางชนิด
12. สบื คน ขอ มูล อธิบาย และระบุชนดิ - เซลลเ ปนหนว ยพน้ื ฐานทีเ่ ลก็ ทส่ี ุดของสง่ิ มชี วี ติ
และหนาทีข่ องออรแกเนลล โครงสรา งพื้นฐานของเซลลประกอบดว ย สวนทหี่ อหม
เรซลล ไซโทพลาซมึ และนิวเคลยี ส
- สวนทีห่ อ หมุ เซลลท่ีพบในเซลลทกุ ชนิดคอื เยื่อหุมเซลล
แตใ นแบคทเี รีย สาหรา ย ฟง ไจและพชื จะมีผนังเซลล
เปนสวนหอ หม เซลลเ พิม่ เตมิ ข้ึนมาอีกชัน้ หนง่ึ
- โครงสรา งของเยื่อหม เซลลประกอบดวยโมเลกลุ ของ
ฟอสโฟลิพดิ เรียงเปน สองชัน้ และมีโปรตนี แทรกหรืออยู
ทผ่ี วทง้ั สองดา นของฟอสโฟลพิ ิด
259
ชน้ั ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรเู พม่ิ เติม
- ไซดทรพลาซมึ อยูภายในเย่ือหมเซลล ประกอบดวยไซ
โทซอลและออรแกเนลล
- นวิ เคลียสเปนศนู ยกลางควบคุมการทำงานของเซลลยู
คารโิ อตประกอบดว ยเยอ่ื หม ซ่งึ ภายในมี DNA และ
RNA บางชนดิ
13. อธิบายโครงสรางและหนา ทข่ี อง - เซลลเ ปนหนวยพ้ืนฐานทีเ่ ล็กท่ีสดุ ของสง่ิ มีชวี ิต
นวิ เคลยี ส โครงสรา งพน้ื ฐานของเซลลประกอบดวย สวนทหี่ อหม
เรซลล ไซโทพลาซึมและนิวเคลยี ส
- สว นทีห่ อ หมุ เซลลท่ีพบในเซลลทกุ ชนดิ คือ เยื่อหมุ เซลล
แตใ นแบคทีเรีย สาหราย ฟง ไจและพืชจะมีผนงั เซลล
เปนสว นหอหมเซลลเพม่ิ เตมิ ข้ึนมาอีกชัน้ หนึ่ง
- โครงสรางของเย่ือหม เซลลประกอบดวยโมเลกลุ ของ
ฟอสโฟลิพิดเรียงเปน สองช้ันและมโี ปรตนี แทรกหรืออยู
ท่ผี วท้ังสองดานของฟอสโฟลิพดิ
- ไซดทรพลาซึมอยภู ายในเย่ือหมเซลล ประกอบดว ยไซ
โทซอลและออรแกเนลล
- นิวเคลยี สเปนศนู ยกลางควบคุมการทำงานของเซลลยู
คาริโอตประกอบดวยเยอื่ หม ซึ่งภายในมี DNA และ
RNA บางชนดิ
14. อธิบาย และเปรยี บเทยี บการแพร - สารตางๆ มกี ารเคลอ่ื นท่ีเขา และออกจากเซลลอ ยู
ออสโมซิส การแพรแ บบฟาซิลเิ ทต ตลอดเวลาโดยกระบวนการตางๆไดแ ก การแพร
และแอกทีฟทรานสปอรต ออสโมซิส การแพรแ บบฟาซิลิเทต แอกทฟี ทรานส
ปอรต กระบวนการเอกโซไซโทซิส กระบวนการเอนโด
ไซโทซสิ
- แกสตา งๆเขาหรอื ออกจากดซลลโ ดยกรแพร สวนนำ้
เขาหรือออกจากเซลลผา นเย่อื หมเซลลโดยออสโมซสิ
- ไออนและสารบางอยา งท่ีไมสารถลำเลียงผานเยื่อหม
เซลลโดยตรงได จำเปน ตองอาศยั โปรตีนทอี่ ยบู นเย่ือหม
เซลลเปฯตวั พาสารนั้นเขา และออกจากเซลล เรยี กวา
การแพรอบบฟาซลิ ิเทต
- แอดทีฟทรานสปอรต เปน การลำลเยงสารจากบรเิ วณท่ี
มีความเขมขนต่ำไปยังบริเวณทม่ี คี วามเขม ขน สงู
- สารบางอยา งท่ีไมส ามารถแพรผ านเยอ่ื หมุ เซลลหรอื
ลำเลียงผา นโปรตีนท่ีเปน ตัวพาไดจะถูกลำเลียงออกจาก
เซลลด วยกระบวนการเอกโซไซโทซิส
260
ชนั้ ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรูเพิม่ เติม
- สารทม่ี ีขนาดใหญจ ะสามารถลำเลยี งเขาสเู ซลลดวย
กระบวนการเอนโนไซโทซิส ซ่ึงแบงเปน 3 แบบ ไดแก
พโิ นไซโทศิว ฟาโกไซโทซสิ และการนำสารเขาสเู ซลล
โดยอาศยั ตัวรบั
15. สบื คน ขอ มลู อธิบายและเขยี น - สารตา งๆ มกี ารเคลื่อนท่ีเขาและออกจากเซลลอยู
แผนภาพการลำเลยี งสารโมเลกุล ตลอดเวลาโดยกระบวนการตางๆไดแก การแพร
ใหญอ อกจากเซลลดว ยกระบวนการ ออสโมซสิ การแพรแ บบฟาซิลิเทต แอกทีฟทรานส
เอกโซไซโทรซิสและการลำเลีนงสาร ปอรต กระบวนการเอกโซไซโทซสิ กระบวนการเอนโด
โมเลกุลใหญเ ขา สเู ซลลด วย ไซโทซสิ
- แกส ตา งๆเขาหรือออกจากดซลลโดยกรแพร สว นนำ้
กระบวนการเอนโดไซโทซสิ เขาหรอื ออกจากเซลลผา นเยือ่ หมเซลลโ ดยออสโมซิส
- ไออนและสารบางอยา งท่ีไมสารถลำเลยี งผานเยอื่ หม
เซลลโดยตรงได จำเปน ตอ งอาศัยโปรตีนทอี่ ยบู นเยื่อหม
เซลลเ ปฯตัวพาสารน้นั เขา และออกจากเซลล เรียกวา
การแพรอบบฟาซลิ เิ ทต
- แอดทีฟทรานสปอรต เปนการลำลเยงสารจากบริเวณที่
มีความเขมขน ตำ่ ไปยงั บริเวณท่ีมีความเขมขน สูง
- สารบางอยางทีไ่ มส ามารถแพรผา นเยื่อหมุ เซลลห รอื
ลำเลยี งผานโปรตีนทเ่ี ปนตวั พาไดจะถูกลำเลียงออกจาก
เซลลด วยกระบวนการเอกโซไซโทซสิ
- สารท่มี ีขนาดใหญจะสามารถลำเลียงเขา สูเซลลด วย
กระบวนการเอนโนไซโทซิส ซ่ึงแบง เปน 3 แบบ ไดแ ก
พโิ นไซโทศวิ ฟาโกไซโทซิสและการนำสารเขาสูเซลล
โดยอาศัยตวั รบั
16. สงั เกตการแบงนิวเคลียสแบบไมโท - การแบงเซลลข องสง่ิ มีชวี ิตเปนการเพ่ิมจำนนเซลลซงึ่
ซิสและแบบไมโอซสิ จากตัวอยา ง เปนกระบวนการทีเ่ กดิ ข้นึ ตอเนือ่ งกันเปนวัฎจกั ร
ภายใตก ลอ งจุลทรรศนพรอมท้งั โดยวฎั จกั รของเซลล ประกอบดวยอนิ เตอรเ หส การ
แบง นิวเคลยี สแบบไมโทซสิ และการแบงไซโทพลาซึม
อธิบายและเปรียบเทยี บการแบง - การแบง นวิ เคลียสมี 2 แบบ คือ การแบง นวิ เคลยี สแบบ
นิวเคลียสแบบไมโทซสิ และแบบไม
โอซิส ไมโทซิสและการแบงนิวเคลียสแบบไมโอซิส
- การแบงนิวเคลียสแบไมโทซสิ ประกอบดวยระยะโพ
รเฟส เมทาเฟส แอนาเฟสและเทโลเฟส
- การแบง นวิ เคลียสแบบไมโอซิส ประกอบดวย
prophase I mataphaseI anaphaseI telophaseI
prophaseII prophase II metaphaseII anaphaseII
และ telophaseII
261
ชนั้ ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรเู พิม่ เติม
- การแบง น ิวเคีนสแบบไมโทศสิ ทำใหเ ซลลรางกายเพมิ่
จำนวนเพ่ือการเจริญเติบโต และซอมแซมสว นท่สี กึ หรอ
หรือถูกทำลายไปได สว นการแบง นวิ เคลียสแบบไมโอซิ
สมคี วามสำคญตอสงิ่ มีขวี วติ ในกนระบวนการสรา งเซลล
สบื พันธุ
- การแบง ไซโทพลาซึมในเซลลพชื จะมีการสรางแผน กั้น
เซลลและเซลลสัตวจะมีการคิดเวา เขา หากันของเยื่อหุม
เซลล
17. อธิบาย เปรียบเทยี บและสรุป - การหายใจระดับเซลลเปฯ สลายสารอาหารทีมีพลงั งาน
ขน้ั ตอนการหายใจระดบั เซลลใน สงู โดยมีออกซเิ จนเปน ตัวรับอเิ ลก็ ตรอนตัวสดุ ทาย
ภาวะทีม่ อี อกซเิ จนเพยี งพอและ ประกอบดวย 3 ข้นั ตอน คือ ไกลโคลซิ ิส วฎั จกั รเครบส
และกระบวนการถายทอดอิเล็กตรอน
ภาวะที่ออกซเิ จนไมเพียงพอ - การหายใระดับเซลลพลังงานสวนใหญไ ดจากข้ันตอน
การถา ยทอดอเิ ลก็ ตรอน พลงั งานน้จี ะถูกเกบ็ ไวในพันธ
เคมีในดมเลกลุ ของ ATP
- ในภาวะทม่ี ีออกซิเจนไมเพยี งพอ ทำใหการหายใจของ
เซลลไ มสมบูรณ จึงเกิดไดเ ฉพาะไกลโคไลซสิ ผลท่ีได
จากการหายใจสภาวะน้ีในสัตวจะไดกรดแลกติก ใน
จลุ ินทรียแ ละพืชอาจไดกรดแลกตกิ หรือ
เอทิลแอลกอฮอล
18. วิเคราะห อภปิ รายและสรปปญหา - การปนเปอ นของสารเคมีเ ฝนุ ละอองและจุลินทรีย
มลพษิ ทางอาหาศและผลกระทบท่ีมี ตางๆทำใหเ กดิ มลพษิ ทางกากาศ ซ่ึงเกดิ ไดท ั้งจาก
ตอมนาุ ญและส่ิงแวดลอม รวมทั้ง ธรรมชาตแิ ละจากากรกระทำของมนุษย
- การเกิดมลพิษทางอาหาศทเี่ กิดข้นึ เองตามธรรมชาติ
เสนอแนวทางการแกไขปญหา เชน การเดพายุ การเกดิ ไฟา และการเกิดแกส พษิ จา
การยอยสลายของจุลนิ ทรีย
- การจดั การทรัพยากรอาหาศควรประกอบดวย การกำ
หนนโยบาย และวางแผนงานเพื่อปองกันและแกไข
รวมทงั้ การปลูกจติ สำนึกในการดูแลรกั ษาคุณภาพ
อากาศ
19. วิเคราะห อภิปรายและสรปุ ปญหาที่ - มลพษิ ทางดนิ และปญหาความเสื่อมโทรมของดนิ สวน
เดกับทรัพยากรดนิ และกระทบที่มี ใหญม สี าเหตุจากการกระทำของมนุษย
ตอมนษุ ยและสิง่ แวดลอม รวมทง - การจัดการทรพยากรดินเพ่ือใหเ กิดประโชนส งู สุดควรมี
เสนอนแวทางการแกไขปญหา การปองกันและการแกปญหาการเดมลพิษและความ
เสอื่ มดทรมของดนิ รวมทัง้ การปลุกจติ สำนกึ ในการใช
ดินอยางถูกตอง
262
ชัน้ ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรูเ พ่ิมเตมิ
20. วเิ คราะห อภปิ รายและสรปุ ปญหา - พ้นื ท่ปี าไมท ล่ี ดลงอาจมสี าเหตมุ าจากธรรมชาติ เชน ไฟ
แลกระทบท่เี กิดจากการทำลายปา ปา แผนดนิ ไหว ภูเขาไฟระเบิดหรอื อาจมีสาเหตุมาจาก
ไม รวมทั้งเสนอแนวทางในปองกนั กระทำของมนุษย เชน การตดั ไมท ำลายปา การบุกรุก
การทำลายปา ไมและการอนุรักษป า พ้นื ที่ปา เพ่ือครอบครองทด่ี ิน การเผาปา การทำเหมือง
ไม แร
- พืน้ ทป่ี าไมทีล่ ดลงทำใหภูมิประเทศมสี ภาพแหง แลว
เกิดอุทกภัย เกิดการพังทลายของดนิ ตลิดจการเพม ขึ้น
ของแสคารบ อนไดออกไซดซ ่ึงเปฯ แกสเรอื นกระจกชน
นิดหนง่ึ นอกจากนี้ทำใหสตั วปาและพชื พรรณธรรมชา
ตลดจำนวนลงหรอื สูญพนั ธไุ ด
- การจดั การทรัพยากรปาไมควรจดั การใหม ีทรัพยากรปา
ไมคงอยูอยา งยั่งยนื หรือเพ่ิมขึ้น เชน การกำหนดพ้นื ท่ี
ปาอนกุ รักษ สง เสริมการปลูกปา ปองกนั การบุกรุกปา
การใชไมอยางมีคุณคาและมีประสทิ ธิภาพ รวมถงึ การ
ปลกู จติ สำนึกเรอ่ื งการอนรุ กั ษปา ไม
21. วิเคราะห อภิปรายและสรุปปญหา - การลดจำนวนลงของสตั วป าวเปน ผลเนอ่ื งมาจากการ
ผลกระทบที่ทำใหสัตวป า มีจำนวน กระทำของมนุษยเปฯ สวนใหญ คอื การทำใหแ หลงที่
ลดลง และนวทางในการอนรุ ักษ อยูอาศยั อยา งเพยี งพอรวมท้งั การไมทำรา ยสตั วปาหรอื
สตั วป า ทำใหสตั วปาลดจำนวนลง รวมทง้ั การปลูกจติ สำนึกให
ชวยกนั อนุรักษ
22. สบื คน ขอมุล อธิบายและสรปุ ผลการ - เมนเดลศกึ ษาการถายทอดลักษณะทางพันธุกรรมโดย
ทดลองของเมนเดล การผสมพันธถุ ั่วลันเตา จนสรปุ เปน กฏแหงการแยก
และกฏแหงการรวมกลมุ อิสระ
- กฏแหงการแยกมีใจความวา แอลลลี ท่ีอยเู ปนคจู ะแยก
ออกจากกนั นระหวางการสรางเซลลส บื พันธุ โดยเซลล
สืบพนั ธแุ ละเซลลจ ะมเี พยี งแอลลีลใดแอลลลี หนึ่ง
- กฏแหงการรวมกลุมอยางอสิ ระมใี จความวาหลงั จากคู
ของแอลลลี แยกออกจากกนั แตล ะแอลลลี จะจัดกลุม
อยา งอสิ ระกับแอลลีลอนื่ ๆทแ่ี ยกออกจากคูเ ชนกันใน
การเขา ไปอยูในเซลลส บื พนั ธุ
19. อธิบายและสรปุ กฏแหงการแยก - เมนเดลศกึ ษาการถายทอดลักษณะทางพนั ธกุ รรมโดย
และกฏแหง การรวมกุมอยางอิสระ การผสมพนั ธุถ ัว่ ลนั เตา จนสรปุ เปนกฏแหง การแยก
และนำกฏของเมนเดลน้ีไปอธิบาย และกฏแหง การรวมกลุม อิสระ
การถา ยทอดลักษระทางพนั ธุกรรม - กฏแหงการแยกมีใจความวา แอลลีลทีอ่ ยเู ปนคูจะแยก
และในการคำนวณโอกาสในการ ออกจากกนั นระหวางการสรา งเซลลส ืบพนั ธุ โดยเซลล
สืบพันธแุ ละเซลลจะมเี พียงแอลลลี ใดแอลลีลหน่งึ
263
ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรูเพิ่มเตมิ
เกิดฟโนไทปและจโี นไทปแ บบตา งๆ - กฏแหง การรวมกลุมอยา งอสิ ระมใี จความวาหลงั จากคู
ของรนุ F1 และ F2 ของแอลลีลแยกออกจากกัน แตล ะแอลลลี จะจัดกลมุ
อยางอิสระกับแอลลลี อ่นื ๆที่แยกออกจากคเู ชน กันใน
การเขา ไปอยูในเซลลส บื พนั ธุ
20. สืบคน ขอ มูล วิเคราะห อธบิ ยและ - การถายทอดลกั ษระทางพันธุกรรมบางลกั ษณะให
สรุปเกีย่ วกบั การรถายทอดลกั ษระ อตั ราสวนทแ่ี ตกตา งจากผลการศึกษาของเมนเดล เรยี ก
ทางพันธกุ รรม ที่เปฯ สว นขยายของ ลกั ษระรเหลานี้ ลกั ษณะทางพันธุกรรมท่เี ปน สว นขยาย
พันธศุ าสตรข องเมนเดล ของพนั ธุศาสตรเมนเดล เชน การขม ไมสมบูารณ การ
ขมรวมกนั มัลตเิ ปล แอลลลี ยีนบนโครโมโซมเพศและ
พอลยิ นี
- ลกั ษณะพนั ธุกรมบางลกั ษณะมคี วามแตกตางกนั ชดั เจน
เชน การมตี ิง่ หูหรอื ไมม ีตง่ิ หู ซ่ึงเปนลักษณะทาง
พันธุกรรมท่ีมกี ารแปรผนั ไมต อเนอ่ื ง
- ลักษณะทางพนั ธกุ รรมบางลักษระมีความแตกตา งกัน
เล็กนอยและลดหลน่ั กันไป เชน ความสูงและสีผิวของ
มนุษญถ ูกควบคุมโดยยนี หลายคซู ึง่ เปน ลักษณะทาง
พนั ธุกรรมท่ีมกี ารแปรผันตอ เนือ่ งและสง่ิ แวดลอมอาจมี
ผลตอ การรแสดงลักษณะนัน้
21. สบื คน ขอมลู วิเคราะห ธิบายและ - การถา ยทอดลักษระทางพันธกุ รรมบางลกั ษณะให
สรุปเกยี่ วกับการถา ยทอดลักษระ อัตราสวนทีแ่ ตกตางจากผลการศกึ ษาของเมนเดล เรียก
ทางพันธกุ รรม ท่ีเปฯสวนขยายของ ลักษระรเหลา นี้ ลักษณะทางพนั ธุกรรมทเ่ี ปนสวนขยาย
พนั ธุศาสตรเมนเดล ของพนั ธศุ าสตรเมนเดล เชน การขม ไมสมบาู รณ การ
ขมรวมกนั มัลติเปล แอลลลี ยนี บนโครโมโซมเพศและ
พอลยิ นี
- ลกั ษณะพนั ธุกรมบางลักษณะมคี วามแตกตา งกนั ชดั เจน
เชน การมีต่งิ หูหรือไมมีต่ิงหู ซึ่งเปน ลกั ษณะทาง
พันธกุ รรมที่มกี ารแปรผนั ไมต อเน่ือง
- ลกั ษณะทางพันธุกรรมบางลกั ษระมีความแตกตางกัน
เล็กนอยและลดหลนั่ กนั ไป เชน ความสูงและสีผิวของ
มนษุ ญถูกควบคุมโดยยีนหลายคูซ ่ึงเปนลกั ษณะทาง
พันธุกรรมท่ีมีการแปรผนั ตอเนื่องและสิ่งแวดลอ มอาจมี
ผลตอ การรแสดงลักษณะนัน้
22. อธิบายการถายทอดยีนบนโาครโมม - โครโมโซมภายในเซลลรางกายแบง เปนออโตโซมและ
โซมและยกตวั อยา งล กั ษณะทาง โครโมโซมพศ ลกั ษณะทางพันธกุ รรมสวนใหญถ กู
ควบคมุ ดวยยนี บนออโตโซมบางลกั ษณระถูกควบคุม
264
ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรูเพิ่มเติม
พันธกุ รรที่ถูกควบคุมดวยยีนบนออ ดว ยยนี บนโครโมโซมเพส ซงึ่ สวนมากเปนยนี บน
โตโซมและยนี บนโครโมโซม โครโมโซม X
- เม่ือมีการสรางเซลลสบื พนั ธุ ยนี บนโครโมโซมเดยี วกันท่ี
อยูใ กลกนั มักจะถูกถายทอดไปดวยกนั แตการเกิดค
รอสซิงโอเวอรในการแบงเซลลแ บบไมโอซสิ อาจทำให
ยีนบนโครโมโซมเดียวกันแยกจากกนั ได สง ผลให
รปู แบบของเซลลส บื พันธทุ ี่ไดแตกตา งไปจากกรณท่ีไม
เกิดครอสซงิ โอเวรอร
23. สืบคน ขอ มูล อธบิ ายสมบตั ิและ - ดเี อนเอเปนพอลเิ มอรของนิวคลีโอไทด แตล ะนวิ คลีโอ
หนาที่ของสารพนั ธุกรกรม ไทด ประกอบดว ย นำ้ ตาลดอี อกซีไรโบส หมูฟ อสเฟต
โครงสรา งและองคประกอบทางเคมี และไนโตรจีนสั เบส คื อ A T C G
ของ DNA และสรุปการจำลอง DNA - โมเลกุลของดีเอนเอเปน พอลินิวคลโี อไทด 2 เรียงสลบั
ทศิ และบิดเปฯ เกลียวเวียนขวา โดยการเขาคูกนั ของ
สายดเี อนเอ เกิดจากการจับคูของเบสคูสม คือ A คูก บั
T และ C คูกับ G
- ยีน คือสายดีเอนบางชว งทีค่ วบคุมลักษณะทาง
พันธกุ รรมได โดยยีนกำหนดลำดับกรดอะมิดนของ
โปรตนี ซ฿งทำหนา ทเ่ี ปน โครงสรา ง เอนไซมและอ่ืนๆ มี
ผลทำใหเซลลแ ละสง่ิ มชี วี ติ ปรากฎลกั ษณะตางๆได
- ดีเอนเอ จำลองตวั เองไดด ดดยใชสายหนึ่งเปน แมแ บบ
และสรร างอีกสายข้ึนมาหใม ซ่งึ จะมีโครงสรา งและ
ลำดบั นิวคลโี อไทดเหมือนเดิม
- ดเี อนเอควบคมุ ลักษณะทางพันธุกรรมของสิง่ มีชีวติ ได
โดยการสรา งอารเอนเอ 3 ประเภท คือ mRNA tRNA
rRNA ซ่งึ รวมกันทำหนาท่ใี นกระบวนการสงั เคราะห
โปรตนี
- อารเอนเอเปฯ พอลเิ มอรของนิวคลโี อไทดสายเดย่ี วแต
ละนิวคลโี อไทดประกกอบดว ย น้ำตาลไรโบส หมู
ฟอสเฟต และไนโตรจนี ัสเบส คือ A U C และ G
24. อธิบายและระบขุ ั้นตนใน - ดีเอนเอเปน พอลเิ มอรของนิวคลีโอไทด แตล ะนิวคลีโอ
กระบวนการสังเคราะหโ ปรตีนและ ไทด ประกอบดว ย นำ้ ตาลดีออกซีไรโบส หมูฟ อสเฟต
หนาทข่ี องดเี อนเอและเอรเ อนเอ แต และไนโตรจีนัสเบส คื อ A T C G
ละชนิดในกระบวนการสังเคราะห - โมเลกลุ ของดีเอนเอเปนพอลินิวคลโี อไทด 2 เรียงสลับ
โปรตีน ทิศและบิดเปฯเกลียวเวียนขวา โดยการเขา คูกนั ของ
สายดีเอนเอ เกดิ จากการจับคูของเบสคสู ม คือ A คูกับ
T และ C คูกับ G
265
ช้ัน ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรูเพม่ิ เตมิ
- ยีน คอื สายดีเอนบางชว งทค่ี วบคมุ ลกั ษณะทาง
พันธกุ รรมได โดยยีนกำหนดลำดับกรดอะมิดนของ
โปรตนี ซ฿งทำหนาทเ่ี ปน โครงสราง เอนไซมแ ละอื่นๆ มี
ผลทำใหเ ซลลแ ละสิง่ มชี ีวิตปรากฎลกั ษณะตา งๆได
- ดเี อนเอ จำลองตัวเองไดดดดยใชสายหนงึ่ เปนแมแบบ
และสรร างอีกสายข้นึ มาหใม ซงึ่ จะมีโครงสรางและ
ลำดับนิวคลโี อไทดเ หมือนเดิม
- ดเี อนเอควบคุมลักษณะทางพันธกุ รรมของสง่ิ มชี วี ิตได
โดยการสรางอารเ อนเอ 3 ประเภท คือ mRNA tRNA
rRNA ซงึ่ รวมกนั ทำหนา ทใ่ี นกระบวนการสงั เคราะห
โปรตีน
- อารเ อนเอเปฯ พอลเิ มอรของนิวคลโี อไทดส ายเด่ยี วแต
ละนวิ คลโี อไทดประกกอบดวย น้ำตาลไรโบส หมู
ฟอสเฟต และไนโตรจนี ัสเบส คือ A U C และ G
25. สรปุ ความัมพันธระหวา งสาร - ดเี อนเอเปน พอลเิ มอรข องนวิ คลีโอไทด แตล ะนิวคลีโอ
พนั ธุกรรม แอลลลี โปรตนี ลกั ษณะ ไทด ประกอบดว ย น้ำตาลดีออกซีไรโบส หมูฟ อสเฟต
ทางพนั ธุกรรมและเช่ือมโยงกับ และไนโตรจีนัสเบส คื อ A T C G
- โมเลกุลของดีเอนเอเปน พอลินิวคลีโอไทด 2 เรียงสลบั
ความรเู รอ่ื งพันธุศาสตรเ มนเดล ทิศและบิดเปฯ เกลยี วเวยี นขวา โดยการเขาคูกนั ของ
สายดเี อนเอ เกดิ จากการจับคูของเบสคสู ม คือ A คกู บั
T และ C คูกับ G
- ยีน คอื สายดีเอนบางชวงท่คี วบคุมลักษณะทาง
พนั ธุกรรมได โดยยนี กำหนดลำดับกรดอะมิดนของ
โปรตีนซ฿งทำหนา ท่เี ปน โครงสรา ง เอนไซมแ ละอนื่ ๆ มี
ผลทำใหเ ซลลแ ละสง่ิ มชี ีวติ ปรากฎลักษณะตางๆได
- ดเี อนเอ จำลองตวั เองไดดดดยใชส ายหนง่ึ เปน แมแ บบ
และสรร างอีกสายขน้ึ มาหใม ซ่ึงจะมีโครงสรางและ
ลำดบั นวิ คลโี อไทดเหมือนเดิม
- ดีเอนเอควบคมุ ลักษณะทางพันธุกรรมของส่งิ มีชวี ติ ได
โดยการสรางอารเ อนเอ 3 ประเภท คอื mRNA tRNA
rRNA ซึง่ รวมกนั ทำหนา ทใ่ี นกระบวนการสังเคราะห
โปรตีน
- อารเอนเอเปฯพอลิเมอรของนิวคลีโอไทดสายเดี่ยวแต
ละนิวคลโี อไทดประกกอบดว ย นำ้ ตาลไรโบส หมู
ฟอสเฟต และไนโตรจีนัสเบส คอื A U C และ G
266
ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรียนรเู พ่มิ เติม
26. สบื คนขอมูลและอธิบายการเกิดมวิ - มิวเทชันเปนการเปลีย่ นแปลงของลำดบั หรือจำนวนนิ
เมชนั ระดับยนี และระดับโครดมโซม วคลีโอไทดในดีเอนเอ ซึ่งอาจนำไปสกู ารเปลยี่ นแปลง
สาเหตุการเกดิ มิวเทชนั รวมทั้ง โครงสรา งแลการทำงานของโปรตีน ซึง่ ถา การ
เปลย่ี นแปลงดังกลาวเกดิ ในเซลลส ืบพันธุ จะสามารถ
ยกตวั อยางโรคและกลม อาหารท่ี ถายทอดไปยังรนุ ตอๆไปได และทำใหเกดิ ความแปรผนั
เปน ผลการเกิดมวิ เทชัน ทางพนธุกรรมของส่งิ มีชวี ติ กรรเกิดมิวเทชนั มีสาเหตมุ า
จากปจ จตั า ง ๆ เชน รงั สี และสารเคมี
- การขาดหายไปหอื เพมิ่ ของนวิ คลโี อไทดและการแทนที่
คูเบน
- การเปลย่ี นแปลงโครงสรา งของโคโมโซม เชน หายไป
หรอื เพบ างสวน และการเปลี่ยนแปลงจำนวนโครโมโซม
เชน การลดลงหรือเพิ่มขนึ้ โครโมโซมบางแทง หรือทงั้ ชุด
เปน สาเหตขุ องการเกิดมิวเมชันระดบั โครโมโซม เชน
กลมอาการคริดุชาตและกลมอาหารดาวน กลม อาหร
เทอรเนอรและกลม อากรไคลนเ ฟลเตอร
27. อธิบายหลกั การสรางสงิ่ มชี วี ิตดดั - การใชเทคโนโลยีทางดเี อนเอ ในการสรางดีเอ็นเอรีคอม
แปรพนั ธกุ รรมโดยใชดีเอน็ เอรีคอม บิแนนท สามารถนำไปใชใ นการสรา งสิง่ มชี ีวติ ดัดแปร
บแิ นนท พนั ธุกรรม โดยนำยนี ทตี่ องการมาตดั ตอ ใสในสงมชี ีวิต
ทำใหส่งิ มชี วี ิตนน้ั มีสมบตั ิตามตองการ
- เทคโนโลยีทางดเี อ็นเอ สามารถนำไปประยุกตใชใ นดาน
ตา งๆ เชน สิ่งแวดลอ ม นติ ิวทิ ยาศาสตร การแพทย
การเกษตร และอตุ สาหกรรม โดยการใชเทคโนทางดี
เอ็นเอตองคำนึงถึงความปลอดภยั ทางชีวภาพ ชวี จรยิ
ธรรมและผลกระทบตอสงั คม
28. สบื คนขอมูล ยกตวั อยา งและ - การใชเทคโนโลยที างดเี อนเอ ในการสรางดเี อ็นเอรีคอม
อภปิ รายการนำเทคโนโลยที างดี บิแนนท สามารถนำไปใชในการสรา งส่ิงมชี วี ติ ดดั แปร
เอน็ ดอไปประยกุ ตใชทั้งในดา นสง่ิ พันธกุ รรม โดยนำยีนท่ตี องการมาตดั ตอ ใสใ นสง มชี วี ติ
ทำใหสง่ิ มีชีวติ นั้นมีสมบัตติ ามตองการ
แวดลอม นติ วิ ทิ ยาศาสตร - เทคโนโลยที างดีเอ็นเอ สามารถนำไปประยกุ ตใชในดาน
การแพทย การเกษตรรและ
อุตสาหกรรม และขอควรคำนึงถึง ตา งๆ เชน ส่ิงแวดลอ ม นติ วิ ิทยาศาสตร การแพทย
ดา นชวี จรยิ ธรม การเกษตร และอุตสาหกรรม โดยการใชเ ทคโนทางดี
เอ็นเอตองคำนึงถึงความปลอดภยั ทางชวี ภาพ ชีวจริย
ธรรมและผลกระทบตอ สงั คม
29. สบื คนขอ มลู ละอธิบายเก่ียวกับ - หลักฐานทท่ี ำใหเชือ่ วา สง มชี ีวิตมีววิ ฒั นาการ เชน ซาก
หลักฐานท่สี นบั สนุนและขอมูลที่ ดึกดำบรรพ กายวภิ าคเปรียบเทียบ วทิ ยาเอ็มบรโิ อ
267
ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรูเพ่มิ เตมิ
ใชอ ธาิ ยการเกิดววิ ฒั นาการของ การแพรกระจายของสง่ิ มีชีวิตทางภูมิศาสตร การศึกษา
ส่ิงมีชีวติ ทางชวี ภมู ิศาสตรแ ละดา นชวี วิทยาระดับโมเลกลุ
- มนุษยมีการสบื สายวิวฒั นาการเปน เวลานาน โดยมี
หลกั ฐานทีส่ นบั สนนุ จากซากดกึ ดำบรรพของบรรพบรุ ุษ
ท่ีคนพบ และจากการเปรียบเทยี บลำดับเบสบนดเเอ็น
เอระหวา งมนุษยกับไพรเมตอื่นๆ
30. อธบิ ายแะเปรียบเทยี บแนวคิด - ฌอง ลามารก ไดเ สนอแนวคิดเพ่อื อธบิ ายเก่ยี วกับวิ
เกย่ี วกบั วิวฒั นาการของสิง่ มีชีวติ วฒั นากของสิ ง มีชวี ิตวา ส่ิงมีชวี ติ มกี าร
ของฌองลามารก และทฤษฏี เปลี่ยนแปลงดครงสรางใหเ ขากบั สภาพแวดลอมโดย
อาศัยกฏการใชแ ละไมใช และกฏแหงการถายทอดลักษ
เกย่ี วกบั วิวฒั นากของสิง่ มีชีวิตของ ระท่ีเกิดขนึ้ มาใหม
ชาลลส ดารว ิน
- ชาลส ดารว ิน เสนอทฤษฏีเก่ียวกับวิวฒั นาการของ
สิ่งมชี วี ิตมีแนวโนมทจี่ ะใหกำเนดิ ลกู ที่มลี กั ษณะ
แตกตา งกนั จำนวนมาก แตม ีเพียงจำนวนหนงึ่ ท่ี
เหมาะสมกบั สภาพแวดลอมสามารถมชี ีวติ รอด และ
ถายทอดลกั ษณะที่เหมาะสมไปยังรนุ ตอ ไปได
31. ระบสุ าระสำคัญ และอธบิ ายเง่อื นไข - เมื่อประชากรอยูในภาะวสมดุลของอารด-ี ไวนเบิรก
ของภาวะสมดุลของฮารด -ี ไวนเ บริ ก โดยประชากรมขี นาดใหญ ไมมีการถายเทยนี ระหวา ง
ปจ จยั ทท่ี ำใหเกิดการเปล่ียนแปลง ประชากร ไมเกิดมิวเทชนั สมาชกิ ทุกตวั มโี อกาสปสม
พนั ธไุ ดเ ทากัน และไมเ กิดการคัดเลอื กดยธรรมชาติ จำ
ความถขี่ องแอลลีลในประชากร
พรอมท้งั คำนวณหาความถ่ขี องแอล ทำใหความถ่ีของแอลลลี ของลักษณะน้นั ไมเปล่ีนแลงไม
ลีลและจโี นไทปข องประชากร โดย วาจะผานไปกี่รน กต็ าม เปน ผลใหล กั ษณะน้นั ไมเกิดวิ
ใชห ลกั ารฮอารด -ี ไวนเบิรก วฒั นา
- การเปลยี่ นแปลงความถข่ี องยีนหรือแอลลีลใน
ประชากร เกดิ จากปจัยหลายประาร นำไปสูการเกดิ
วิวฒั นาการ
32. สืบคนขอ มูล อภปิ รายและอธิบาย - สปช ีสใ หมจ ะเกดิ ข้นึ ไดเมอ่ื ไมมีการถายเทเคล่ือนยา ย
กระบวนการเกิดสปส ใ หมของ ยีนระหวา งประชากรหนึง่ กบั อกี ประชากรหนึง่ ในรนุ
ส่ิงมชี ีวติ บรรรพบรุ ษุ ทำใหป ระชากรทั้งสองมีโครงสรางทาง
พันธุกรรมที่แตกตางกนั และวิวฒั นาเกดิ เปนสปช ีสใหม
- ปจ จัยที่ทำใหเกิดปชสี ใหมอ าจเกดิ ได 2 แนวทาง คือ
การเกิดสปช สี ใหมจ าการแบง แยกทางภมู ิศาสตรแ ละ
เกดิ สปช ีสใ หมในเขตภมู ิศาสตรเ ดยี ว
268
ช้นั ผลการเรียนรู สาระการเรียนรูเพม่ิ เตมิ
33. สบื คนขอมลู อธบิ าย ยกตวั อยา ง - ประชากรของสิง่ มีชีวิตทุกกชนิดมีลกั ษณะหลาย
และสรุปเก่ียวกบั ลักษณะเฉพาะของ ประการท่ีเปนลกั ษณะเฉพาะ เชน ขนาดของประชากร
ระชากรของสิ่งมีชวี ิตบางชนดิ ครวามหนาแนนของประชากร โครงสรางอายขุ อง
ประชากร อตั ราสวนระหางเพศ อตั ราการเกิดและ
อัตราการตาย การอพบพเขา การอพยพออกของ
ประชากร และการรอดชีวิตของสมาาชิกทม่ี ีอายุตางกัน
34. สืบคนขอมูล อธบิ าย เปรียบเทียบ - ลกั ษณะของประชากรมีอทิ ธพลตอการเปล่ยี นแปลง
และยกตัวอยางการเพ่ิมขของ ขนาดของประชากรซ่งึ เปน กระบวนการทเี่ กิดข้ึนอยู
ประชากรแบบเอก็ โพเนนเชยี ลและ เสมอ
การเพิ่มของประชากรแบบลอจิสติก - การเพ่ิมประชากรแบบเอ็กโพเนนเชียลเปน การเพิม่
จำนวนประชากรอยงรวดเรว็ แบบทวีคณู
- การเพ่ิมประชากรแบบลอจสิ ติกเปน การเพมิ่ จำนวน
ประชากที่ขึน้ อยูกับสภาพแวดลดอ มหรอื มตี วั ตา นานใน
สงิ่ แวดลอมาเก่ียวของ
35. อธิบายและยกตวั อยา งปจ จัยที่ - การเติรบดตของประชากรข้ึนกบั ปจจัยตางๆซ฿งแบงได
ควบคุมการเตบิ โตของประชากร เปน ปจจยั ทีข่ ้นึ กับความหนาแนานของประชากร และ
ปจ จยั ท่ไี มขน้ึ กบั ความหนาแนนของประชาากร
- ประชากรมนุายมีอัตรากรเตบิ โตอยงรวดเรว แบบเอ็ก
โพเนนเชียบหลงั จาการปฎวิ ตั ทิ างอตุ สาหกรรมปนตน
มา
ม.5 - เนือ้ เยอ่ื พืชแบง เปน 2 กลุมใหญ คอื เน้อื เย่อื เจริญ และ
36. อธิบายเกยี่ วกับชนดิ และลักษณะ - เนือ้ เยอ่ื ถาวะ
ของเน้ือเย่ือพชื และเขียนแผนผงั เพื่อ เน้ือยเอเจริญแบงเปน เนื้อเยื่อสวนปลาย เน้อื เย่อื เจรญิ
สรุปชนดิ ของเน้ือเยื่อพืช เหนอื ขอ และเนื้อเยือ่ เจรญิ ดา นขา ง
- เนอ้ื เยอ่ื ถาวรเปล่ยี นแปลงมาจากเนือ้ เยื่อเจรญิ เน้ือยเอ
ถาวรรอาจแบง ไดเปน 3 ระบบ คือ ระบบเนื้อเย่ือผิว
ระบบเนอื้ เยื่อพ้ืน และระบบเน้ือเย่ือทอ ลำเลียง ซง่ึ ทำ
หนา ทตี่ างกัน
- ราก คอื สว นแกนของพชื ทโ่ี ดยทว่ั ไปเตริญอยูใตร ะดับ
37. สงั เกต อธิบาย และเปรยี บเทียบ - ผิวดิน ทำหนา ทยี ดึ หรอื คำ้ จนุ ใหพ ชื เจรญิ เติบดตอยูกับ
โครงสรางภายในของรากพืชใบเล้ยี ง ทีไ่ ด และยังหนา ทีส่ ำคัญในการดูดนำ้ และธาตุอาหารใน
เดยี่ วและรากพชื ใบเลยี้ งคูจ ากการ ดิน เพ่ือสง ไปยังสว นตางๆของพชื
ตัดตามขวาง โครงสรา งภายใจของปลายรากทตี่ ดั ตามยาว
ประกอบดว ย เนือ้ ยเอเจริญ แบงเปนบริเวณตางๆ คือ
บรเิ วณหมวกราก บรเิ วรเเซลลท ่กี ำลงั แบงตัว บรเิ วณ
269
ชน้ั ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรเู พม่ิ เตมิ
เซลลข ยายตัวตามยาวและบริเวณท่เี ซลลม กี าร
เปลยี่ นแปลงไปทำหนาทเ่ี ฉพาะและเจรญิ เติบโตเตม็ ที่
- โครงสรา งภายในของราระยะการเตบิ โตปฐมภมู ิเม่ือตัด
ตามขวางจะเห็ฯโครงสรา งแบงเปน 3 ชนั้ เรยี งจากดา น
นอกเขา ไป คือ ช้ันเอพเิ ดอรม ิส ชั้นคอรเ ทกซและช้นั
สตีล ในชัน้ สตลี จะพบมดั ทอลำเลงี ทมี่ ีลกั ษระแตกตา ง
กันในพืชใบเลีย้ งเดย่ี วและพชื ใบเลย้ี งคู
- โครงสรา งภายในของรากระยะกาเตบิ ดตทตุ ิยภมู ชิ ้นั
เอพเิ ดอรมสิ จุถูกอทรรท่ดี วยช้ันเพริเดริ ม ซงึ่ มคี อรก
เปน เนอ้ื เยอ่ื สำคญั ช้ันครอเทกซอ าจมีการเปลี่ยนแปลง
เกิดเซลลท่ีทำใหม คี วามมแข็งแรงเพ่มิ ขึ้น หรือเกดิ เซลล
ท่สี ะสมอาหารเพิ่มข้ึน สวนลักษณะมัดทอล ำเลียงจะ
เปลีย่ นไป เน่ืองจากมีการสรางเนือ้ เย่ือลำเลยี งเพ่ิมขึ้น
- ลำตน คอื สวนแกนของพชื ที่ดดยท่วั ไปเจริญอยูเหนอื
38. สังเกต อธิบายและเปรยี บเทยี บ ระดับผิวดนิ ถัดข้ึนมาจากราก ทำหนาทส่ี รางใบและชูใบ
โครงสรางภายในของลำตน พืชใบ ลำเลียงนำ้ ธาตุอาหารแรละอาหารทีพ่ ืชสรา งขึน้ สงไป
เลี้ยงเด่ียวและลำตนพืชใบเลีย้ งคู ยงั สวนตางๆ
จากการตดั ตามขวาง
- โครงสรา งภายในของลำตนระยะการเตบิ โตปฐมภมู ิ
เมื่อตดั ตามขวางจะเห็นโครงสรา งแบง เปน 3 ชาน เรียง
จากดา นนอกเขาไป คือ ชัน้ เอพิเดอรมสิ ช้นั คอรเทกซ
และช้ันสตีล ซงึ่ ชน้ั สตีลจะพบมัดทอ ลำเลียงที่มลี กั ษณะ
แตกตา งกันในพชื ใบเลย้ี งเดีย่ วและพชื ใบเลีย้ งคู
- ลำตน ในระยะการเตบิ โตทุตยิ ภมู ิ จะมเี สรรอบวงเพม ข้นึ
และมีดครงสรา งแตกตา งจากเดิม เนื่องจากมีการสราง
เนอ้ื ยเอเพริเดริ ม และเน้ือเย่ือทอ ลำเลียงทตยิ ภมู ิ
เพิ่มขนึ้
- ใบมีหนาที่สังเคราะหด ว ยแสง แลกเปล่ียนแกสและคาย
39. สังเกตและอธบิ ายโครงสรางภายใน น้ำ ใบของพืชดอกประกอบดวย กา นใบ แผน ใบ เสน
ของใบพืชจากการตัดตามขวาง กลางใยและสนใบ พืชบางชนิดอาจไมมกี านใบ ทีโ่ คน
กา นใบอาขพบหรือไมพบหใู บ
- โครงสรางภายในของใบตดั ตามขวาง ประกอบดวย
เนอ้ื รเยอ่ื 3 กลุม ไดแก เอพิเดอรมิส มีโซฟลลแ ละ
เน้ือยเอทอลำเลียง
270
ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรูเพ่มิ เตมิ
- พืชมกี ารแลกเปลย่ี นแกส และการคายนำ้ ผานทางปาก
40. สืบคนขอมลู สังเกต และอธบิ ายการ ใบเปนสว นใหญ ปากใบพบไดทีใ่ บและลำตนออน เม่อื
แลกเปลยี่ นแกส และการคายนำ้ ของ ความช้ือนสมั พทั ธในอากาศภายนอกตำ่ กวา ความมชื้อ
พืช สมั พทั ธภายในใบพชื ทำใหน้ำภายในใบพชื ระเหยเปนไอ
ออกมาทางรูปากใบ เรยี กวา การคายน้ำ
- ความชือ้ นในอากศ ลม อุณหภูมิ สภาพนำ้ ในดนิ ความ
เขมของแสง เปนปจ จยั ท่มี ีผลตอการคายน้ำพืช
- พืชดดู น้ำและธาตุอาหารรตางๆจากดิน โดยเซลลข น
41. สืบคน ขอ มลู และอธบิ ายกลไกการ รากแลว ลำเลียงนำ้ ในชนั้ สตลี ซึ่งเปน การดูดนำ้ จากดนิ
ละเลยี งน้ำและธาตุอาหารของพืช สูเนอื ย เอลำเลยี งในแนวระนาบและลำเลยี งไปยังสว น
ตางๆของพืชในแนวดง่ิ
- ในสภาวะปกติการลำเลียงน้ำจากรากสยู อดของพชื
อาศยั แรงดึงจากการคายน้ำ รว ม กับแรงโคฮชี ัน แรง
แอดฮชี ัน
- ในภาวะท่ีบรรยากาศมีความสัมพทั ธส ูงมากจนไม
สามารถเกิดการคายน้ำดตามปกติ นำ้ ทเี่ ขาในเซลลร าก
จะทำใหเ กดิ แรงดนั เรียกวา แรงดันราก ทำเกดิ
ปรากฏการณกตั เตชนั
- พืชาแตละชนิดตองการปรมาณและชนิดของธาตุอาหาร
42. สบื คนขอ มูล อธิบายความสำคญั ชนิดตางๆที่มีผลตอการเจริญเติบโตของพืชใน
ของธาตุอาหารและยกตวั อยางธาตุ สารละลายธาตุอาหารเพ่อื ใหพชื เจรญิ เตบิ โตไดตามท่ี
อาหารท่ีสำคัญท่มี ผี ลตอการ ตองการ
เจรญิ เติบโตของพืช
43. อธิบายกลไกการลำเลยี งอาหารใน - อาหารที่ไดจ ากการกระบวนการสังเคราะหด วยแสงจาก
พืช แหลง สรา ง จะถูกเปลีย่ นแปลงเปน ซูโครสและลำเลยี ง
ผานทางทอโฟลเอ็ม โดยอาศัยกลไกการลำเลยี งอาหาร
44. สบื คนขอมูล และสรปุ การศึกษาทีไ่ ด - ในพืชซ่งึ เก่ียวของกบั แรงดนั น้ำไปยงั แหลง รับ
จากการทดลองของนักวิทยาศาสตร การศึกษาคน วาของนักวิทยาศาสตรในอดีตทำใหได
ในอดตี เกี่ยวกับกระบวนการ ความรูเกี่ยวกับกระบวนการสงั เคราะหดว ยแสงมาเปน
สงั เคราะหดว ยแสง ลำดบั ขั้น จนไดขอสรุปวา คารบ อนไดออกไซดแ ละน้ำ
เปนวัตถุดบิ ทีพ่ ชื ใชนกระบสรการสังเคราะหดวนแสง
45. อธบิ ายขนั้ ตอนท่ีเกิดข้นึ ใน - และผลผลติ ที่ได คือ น้ำาล ออกซเิ จน
กระบวนการสังเคราะหดว ยแสงมี 2 ข้ันตอน คือ
กระบวนการสงั เคราะหดวยแสงของ - ปฏกิ ิริยาแสงและการตรึงคารบอนไดออกไซด
พืช C3 ปฏิกิริาแสงเปนปฏิกิริยาทเี่ ปล่ียนพลังงานสแง เปน
พลังงานเคมี โดยแสงออกซิไดสโ มเลกลุ สารสที ี่ไทลา
271
ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรูเ พ่มิ เตมิ
คอยดของคลดิ ดรพลาสต ทำใหเ กิดการถา ยทอด
อเิ ล็กตรอน ไดผลิตภณั ฑเ ปน ATP และ NADPH+ H+
ในสดตรมาของคลอโรพลาสต
- การตรงึ คารบ อนไดออกไซด เกดิ ในสดตรา โดยใช
RuBP และเอนไซมร บู สิ โก ไดสารทีป่ ระกอบดว ย
คารบอน 3 อะตอม คือ PGA โดยใช ATP และ
NADPH ท่ีไดจ ากปฏิกิริยาแสงไปรีดิวซส ารประกอบ
คารบ อน 3 อะตอม ไดเ ปนนำ้ ตาลทีม่ ีคารบอน 3
อะตอม คื อPGAL ซ่ึงเปน สว ยหนง่ึ จะถูกนำไปสรา ง
RuBP กลับคนื เปนวฏั จักรโดยพชื C3 จะมีการตรึง
คารบอนไดอ อกไซดดว ยวฏั จกั รคลั วินเพียงอยางเดยี ว
- พืช C ตรึงคารบอนอนินทรีย 2 ครง้ั ครงั้ แรกเกดิ ขึน้ ที่
46. เปรียบเทียบกลไปการตรงึ เซลลมโี ซฟลล โดย PEP และเอนไซมเพบคารบอก
คารบ อนไดออกไซดในพืช C3 พืชC4 ซิเลส ไดส ารประกอบท่ีมีคารบอน4 อะตอม คือ OAA
และ พืชCAM ซึง่ จะมีการเปลีย่ นแปลงทางเคมไี ดส ารประกอบที่มี
คารบอน 4 อะตอมคอื กรดมาลิก ซึง่ จะถูกลำเลยี งไป
จนถงึ เซลลบันเดลิ ชที และปลอยคารบอนไดออกไซดใน
คลอโรพลาสตเพอื่ ใชใ นวัฏจักรคัลวนิ ตอไป
- พืช CAM มีกลไกในการตรึงคารบ อนไดออกไซดค ลาย
พชื C แตม กี ารตรึงคารบอนอนินทรียท้ัง 2 ครั้งในเซลล
เดยี วกัน โดยเซลลม กี ารตรงึ คารบอนอนินทรยี ค รงั้ แรก
ในเวลากลางคนื และปลอยออกมาในเวลากลางวันเพ่อื
ใชในวัฏจักรคัลวนิ ตอไป
- ปจ จัยทีม่ ีผลตอ การสังเคราะหดว ยแสง เชน
47. สืบคนขอมูล อภิปราย และสรุป ความเขม ของแสง ความเขม ขนของคารบ อนไดออกไซด
ปจ จัยความเขม ของแสง ความ อุณหภูมิ ปริมาณนำ้ ในดนิ ธาตอุ าหาร อายุใบ
เขมขน ของคารบอนไดออกไซดและ
อุณหภูมิ ท่มี ีผลตอการสสังเคราะห
ดวยแสงของพชื
- พชื ดอกมวี ัฏจกั รชวี ิตแบบสลับ ประกอบดว ยระยะที่
48. อธบิ ายวัฏจกั รชีวติ แบบสลบั ของพชื สรา งสปอร เรยี ก ระยะสปอโรไฟต (2n)และระยะที่
ดอก สรา งเซลลส บื พันธุ เรียกระยะแกมีโทไฟต (n)
- สว นประกอบของดอกทเ่ี กย่ี วขอ งกับการสืบพันธุ
โดยตรงคือชน้ั เกสรเพศผแู ละชน้ั เกสรเพาเมยี ซ่ึงจำนวน
รงั ไขเกย่ี วขอ งกับการเจรญิ เปนผลชนิดตาง ๆ
272
ชั้น ผลการเรยี นรู - สาระการเรยี นรเู พ่มิ เติม
พืชดอกสรางไมโครสปอรแ ละเมกะสปอร ซ่ึงอาจสรา ง
49. อธิบายและเปรียบเทยี บ ในดอกเดียวกันหรอื ตางดอกหรือตางตนกนั การสรา งไม
กระบวนการสรางเซลลส ืบพนั ธเุ พศ โครสปอรของพซื ดอกเกิดขน้ึ โดยไมโครสปอรมาเทอร
ผแู ละเพศเมียของพชื ดอกและ เซลลแ บงเซลลแ บบไมโอซสิ ไดไ มโครสปอร โดยไมโครส
อธบิ ายการปฏิสนธขิ องพชื ดอก ปอรนี้แบงเซลลแบบไมโทซิสได 2 เซลล คือ ทิวบเ ซลล
และเจเนอเรทิฟเซลล เมือ่ มีการถา ยเรณูไปตกบนยอด
เกสรเพศเมีย ทิวบเซลลจะงอกหลอดเรณูและเจเนอ
เรทฟิ เซลลแ บงไมโทซสิ ไดเ ซลลสืบพันธุเ พศผู เซลล
- การสรา งเมกะสปอรเกิดขน้ึ ภายในออวลุ ในรังไขโ ดย
เซลลท ่ีเรียกวา เมกะสปอรมาเทอรเ ซลลแ บงไมโอซสิ ได
เมกะสปอร ซึ่งในพชื สว นใหญจะเจรญิ พฒั นาตอ ไปได
เพียง 1 เซลล ที่เหลอื อีกเซลลจะฝอ เมกะสปอรจ ะแบง
ไมโทซิส 3 คร้งั ได 8 นวิ เคลียส ทป่ี ระกอบดวย 7 เซลล
โดยม1ี เซลล ที่ทำหนา ท่ีเปน เซลลสบื พันธุ เรียกเซลล
ไข สวนอกี 1 เซลลม ี 2 นิวเคลียส เรยี กโพลารน ิวคลไี อ
- การปฏสิ นธิของพืชดอกเปนการปฏิสนธิคู โดยคูห นึ่ง
เปน การรวมกนั ของสเปรมเซลลห นงึ่ กับเซลลไ ขไดเ ปน
ไซโกต ซงึ่ จะเจริญและพฒั นาไปเปน เอ็มบริโอ และอีกคู
หน่ึงเปนการรวมกนั ของสเปร มอีกเซลลห นงึ่ กบั โพลารนิ
วคลไี อไดเปนเอนโดสเปรมนวิ เคลียส ซงึ่ จะเจรญิ และ
พัฒนาตอ ไปเปนเอนโดสเปร ม
- ภายหลงั การปฏสิ นธิ ออวุลจะมกี ารเจรญิ และพฒั นาไป
50. อธบิ ายการเกิดเมล็ดและการเกิดผล - เปนเมลด็ และรงั ไขจ ะมีการเจรญิ และพัฒนาไปเปนผล
ของพชื ดอก โครงสรางของเมลก็ อ โครงสรางของเมล็ดประกอบดวย เปลือกเมลด็
ละผล และยกตัวอยางการใช เอม็ บรโิ อ และเอนโดสเปร ม โครงสรางของผล
ประโยชนจากโครงสรา งตางๆของ ประกอบดว ย ผนังผล และเมลด็ ซ่ึงแตละสว นของ
เมล็ดและผล โครงสรางจะมีประโยชนตอ พืชเองและตอส่งิ มีชวี ิตอน่ื
51. ทดลอง และอธบิ ายเก่ียวกับปจจยั - เมล็ดทเ่ี จริญเต็มทจี่ ะมกี ารงอกโดยมีปจจัยตา ง ๆท่ีมีผล
ตา งๆทม่ี ีผลตอการงอกของเมล็ด ตอ การงอกของเมล็ด เชน น้ำหรอื ความชื้นออกซเิ จน
สภาพพักตวั ของเมล็ดและบอก อุณหภมู ิ และแสง เมล็ดบางชนดิ สามารถงอกไดทันที
แนวทางในการแกสภาพพกั ตัวของ แตเมลด็ บางชนิดไมส ามารถงอกไดทันทเี พราะอยูใน
เมลด็ สภาพพักตัว
- เมล็ดบางชนดิ มสี ภาพพักตวั เนื่องจากมปี จ จัยบาง
ประการที่มผี ลยับยงั้ การงอกของเมลด็ ซ่ึงสภาพพักตัว
ของเมลด็ สามารถแกไขไดห ลายวธิ ีตามปจจัยท่ียับยง้ั
273
ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรเู พม่ิ เติม
- พชื สรา งสารควบคุมการเจริญเติบโตหลายชนิดสว นตา ง ๆ
52. สืบคนขอ มูล อธบิ ายบทบาทและ ซึ่งสารนี้เปนสิ่งเรา ภายในทีม่ ผี ลตอการจริญเตบิ โตของพืช
หนา ทขี่ องออกซิน ไซโทไคนนิ จบิ เชน ออกซนิ ไซโทไคนินจบิ เบอเรลลนิ เอทลิ นี และกรด
เบอเรลลนิ เอทิลนี และกรดแอบไซ แอบไซซกิ
ซกิ และอภปิ รายเกี่ยวกับการ - แสงสวา ง แรงโนมถว งของโลก สารเคมี และนำ้ เปนสิ่งเรา
นำไปใชป ระโยชนทางการเกษตร ภายนอกท่ีมีผลตอ การเจริญเติบโต
ของพชื
- ความรเู ก่ยี วกบั การตอบสนองตอสิง่ เราภายในและส่ิง
53. สืบคน ขอมูล ทดลองและอภิปราย เราภายนอกที่มีผลตอการเจริญเตบิ โตของพชื สามารถ
เก่ยี วกับสิงเรา ภายนอกทม่ี ีผลตอ นำมาประยุกตใชควบคุมการเจรญิ เติบโตของพืช เพม่ิ
การเจริญเติบโตของพืช ผลผลติ และยืดอายุผลผลิตได
54. อภิปรายความสำคัญของความ - ความหลากหลายทางชีวภาพ ประกอบดว ย ความ
หลากหลายทางชีวภาพและความ หลากหลายทางพันธุกรรม ความหลากหลายของสปชีส
เช่ือมโยงระหวา งความหลากหลาย และความหลายหลายของระบบนิเวศ
ทางพนั ธกุ รรม ความหลากหลาย - การแปรผันทางพนั ธกุ รรมทำใหก ิดความหลากหลาย
ของสปช ีส และความหลากหลาย ทางพันธกุ รรม ซึ่งสิ่งมีชีวติ ใดทีม่ ีความหลากหลายทาง
ของระบบนเิ วศ พันธุกรรมมากยอมทำใหมโี อกาสอยรู อดเพิ่มข้ึนและสืบ
ทอดลูกหลายตอไปได
- ส่ิงมีชวี ติ ทด่ี ำรงชีวิตอยูในสง แวดลอ มตา งๆ ไดผา
กระบวนการคัดเลอื กโดยธรรมชาตหิ รือโดยมนษุ ยมา
เปนระยะเวลายาวนานหลายชั่วรุนซ่งึ อาจเกดิ เปน สป
ชีสใ หม สงผลใหเ กิดความหลากหลายของสปชสี
- แหลง ทอี่ ยูอาศยั แตล ะแหลงที่สง่ิ มีชวี ิตอาศยั อยูน ้นั จะ
มีองคป ระกอบของปจจยั ทางกายภาพและปจ จัยทาง
ชีวภาพทแ่ี ตกตา งหนั ทำใหกิดความมหลากหลายของ
ระบบนิเวศ
55. อธบิ ายการเกดิ เซลลเ รมิ่ แรกของ - จุดเร่ิมตนของวิวัฒนาการของเซลลเ กดิ จากดมเลยกุล
ส่งิ มชี วี ิตและววิ ฒั นาการของ ของสารอนิ ทรยี โดยเซลลรูปแบบแรกท่เี กดิ ข้ึน คื
สิง่ มชี วี ิตเซลลเ ดยี ว อเซลลโพรคารโิ อต และมีววิ ัฒนาการข้นึ มาเปน เซลลยู
คาริโอต และจากสิ่งมชี ีวิตหลายเซลลท่มี ีโครงสราง
ซบั ซอนมากขึ้นตามลำดับ
56. อธบิ ายลกั ษณะสำคัญและ - แบคทีเรียเปนสงิ่ มชี ีวติ พวกโพรคารโิ อต ผนังเซลลม ี
ยกตวั อยางสิง่ มชี วี ิตกลมุ แบคทีเรยี เพปทโิ ไกลแคนเปน องคประกอบสำคัญ แบคทีเรยี
สง่ิ มชี ีวิตกลุม โพทสิ ต สงิ่ มีชีวิตกลมุ ทั่วไปสรางอาหารเองไมได ดำรงชวี ติ แบบผูสลาย
พชื สง มชี ีวติ กลุมฟง ไจ และส่ิงมีชวี ิต สารอินทรยี หรือแบบปรสิตแตแบคทเี รียบางกลมุ เชน
กลมุ สตั ว ไซยาโนแบคที
274
ชน้ั ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรูเพ่ิมเตมิ
57. อธบิ ายและยกตวั อยางการจำแนก - แบคทีเรียเปนสงิ่ มีชวี ติ พวกโพรคารโิ อต ผนังเซลลมี
สง่ิ มีชีวติ จากหมวดหมูใหญจนถึง เพปทโิ ดไกลแคนเปนองคป ระกอบสำคัญ แบคมเี รีย
หมวดหมูยอ ย และวิธีการเขยี นชื่อ ทั่วไปสรางอาหารเองไมได ดำรงชีวิตแบบผสู ลาย
วิทยาศาสตรใ นลำดับขน้ั สปช ีส สารอนิ ทรยี ห รอื แบบปรสิต แตแบคเรียบางกลุม เชน
ไซยาโนแบคทเี รยี สรา งอาหารเองไดจากระบวนการ
สงั เคราะหด ว ยแสง
- โพรทิสตเ ปนส่ิงมีชีวิตพวกยูคารโิ อต มีลักษระหลา
กลหายท่ังทเ่ี ปน ส่ิงมีชีวติ เซลลเ ดยี วหรือสิ่งมชี ีวิตหลาย
เซลลท ย่ี งั ไมพัฒนาไปเปนเน้ือยเ อาจมีหรือมม ีปนงั
เซลลเ ปนสว นประกอบของเซลล
- พืชเปนสงิ่ มีชีวิตหลายเซลพวดยูคาริโอต มผี นงั เซลลซึ่ง
มเี วลลูโลสเปนองคป ระกอบ มีวฎั จกั รชวี ิตแบบสลบั
และมีระยะเอ็มบรโิ อในการสืบพนั ธุแบบอาศัยเพศ พืช
สรา งอาหารเองไดจากกระบวนการสงั เคราะหด ว นแสง
- ฟง ไจเปนส่งิ มชี วี ิตพวกยคู าริโอต มีทง้ั สงิ่ มชี ีวิตเซลล
เดียวและหลายเซลล เซลลของฟงไจยังไมพ ัฒนาไปเปน
เนือ้ เยื่อ ผนังเซลลมีไคทินเปนองคป ระกอบสำคัญ ฟงไจ
สรา งอาหารเองไมไดและดำรงชีวิตแบบผสู ลาน
สารอินทรยี ห รอื แบบปรสิต
- สัตวเปน สง่ิ มชี ีวิตหลายเซลลพวกยูคารโิ อต ไมสามารถ
สรา งอาหารเองไดตองไดบอาหรจากสง่ิ มชี ีวิตอืน่ สว น
ใหญม รี ะบบยอยอาหร บางชนดิ อาจะปน ปรสิต สตั วมี
ระยเอ็มบริโอในการสบื พันธแุ บบอาศยั เพศ
- สตั วอาจแบงเปนกลุมทยอยโดยพิจารณาลักษระตา งๆ
คอื เนอ้ื ยเยื่อสมาตร การเปล่ียนแปลวของบลาสโทพอร
การเจริญในระยะตัวออ น ทำหใแาจแบง สตั วเ ปน กลม
ยอ ย เชน กลมฟองนำ้ กลุมไฮดรา กลม หนอนตัวแบน
กลม หอยและหมุก กลมุ ไสเดือนดนิ กลมุ หนอนตัวกลม
กลุมสตั วท มี่ ีขาเปน ลอง กลุมดาวทะเลและปลิงทะเล
และกลมุ สัตวที่มโี นโทคอรด
58. สรา งไดโคโทมัสคียในการระบุ - แบคทีเรียเปน สงิ่ มีชีวิตพวกโพรคาริโอต ผนังเซลลมี
สิ่งมชี ีวิตหรือตัวอยางท่ีกำหนด เพปทโิ ดไกลแคนเปน องคประกอบสำคัญ แบคมเี รีย
ออกเปนหมวดหมู ทวั่ ไปสรางอาหารเองไมได ดำรงชีวติ แบบผสู ลาย
สารอินทรยี ห รอื แบบปรสติ แตแบคเรยี บางกลมุ เชน
ไซยาโนแบคทเี รยี สรา งอาหารเองไดจากระบวนการ
สังเคราะหดวยแสง
275
ช้นั ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรเู พ่มิ เติม
- โพรทิสตเ ปนสิ่งมีชีวติ พวกยูคารโิ อต มลี ักษระหลา
กลหายท่งั ทเี่ ปนสง่ิ มชี ีวิตเซลลเดียวหรอื ส่ิงมชี วี ติ หลาย
เซลลท ีย่ ังไมพัฒนาไปเปน เน้ือยเ อาจมหี รอื มม ีปนัง
เซลลเ ปนสวนประกอบของเซลล
- พืชเปนสง่ิ มีชวี ติ หลายเซลพวดยูคารโิ อต มผี นังเซลลซ ึ่ง
มเี วลลโู ลสเปนองคป ระกอบ มวี ฎั จกั รชีวติ แบบสลบั
และมีระยะเอ็มบรโิ อในการสืบพนั ธแุ บบอาศยั เพศ พชื
สรางอาหารเองไดจ ากกระบวนการสังเคราะหด ว นแสง
- ฟงไจเปน ส่ิงมีชวี ิตพวกยูคารโิ อต มที ง้ั ส่ิงมชี ีวติ เซลล
เดียวและหลายเซลล เซลลข องฟง ไจยังไมพ ัฒนาไปเปน
เนอ้ื เยอื่ ผนงั เซลลม ีไคทินเปน องคประกอบสำคัญ ฟงไจ
สรา งอาหารเองไมไ ดและดำรงชวี ิตแบบผสู ลาน
สารอนิ ทรยี ห รือแบบปรสิต
- สัตวเปนสิ่งมีชีวิตหลายเซลลพ วกยูคาริโอต ไมส ามารถ
สรางอาหารเองไดตองไดบ อาหรจากส่ิงมีชีวติ อ่นื สว น
ใหญมรี ะบบยอยอาหร บางชนดิ อาจะปน ปรสติ สตั วม ี
ระยเอ็มบรโิ อในการสืบพันธแุ บบอาศัยเพศ
สัตวอาจแบง เปนกลุมทยอยโดยพจิ ารณาลักษระตา งๆ คือ
เน้ือยเยือ่ สมาตร การเปลย่ี นแปลวของบลาสโทพอร การ
เจริญในระยะตวั ออน ทำหใแาจแบงสตั วเ ปนกลม ยอย เชน
กลมฟองนำ้ กลุมไฮดรา กลมหนอนตวั แบน กลม หอยและห
มุก กลมุ ไสเดอื นดิน กลุม หนอนตัวกลม กลมุ สัตวท ม่ี ีขาเปน
ลอ ง กลุม ดาวทะเลและปลงิ ทะเล และกลุมสตั วท ี่มีโนโท
คอรด
59. วเิ คราะห อธบิ ายและยกตัวอยา ง - ระบบนิเวศจะดำรงอยูไตองมีกระบวนการตางๆเกิดขึ้น
กระบวนการถายทอดพลงั งานใน กระบวนการที่สำคญั ไดแก การถา ยทอดพลังงาน และ
ระบบนิเวศ การหมุนเวีนสาร การถา ยทอดพลงั งานในระบบนิเวศ
สามารถแสดงไดดวยแผนภาพทีเ่ รียกวา โซอาหาร
สายใยอาหรและพีรมิดทางนิเวศวทิ ยา
- พลังงานท่ีถา ยทอดไปในแตละลำดบั ขัน้ การกินอาหารมี
ปริมาณท่ีไมเ ทากนั พลังงานสวนใหญะ สญู เสยี ไปในรปู
ความรอ นระหวางการถายทอดจากสง่ิ มีชีวิตหนง่ึ ไปยัง
ส่ิงมชี ีวติ อีกชนดิ หนึง่
- การถา ยทอดพลงั งานในระบบนิเวศบางคร้งั อาจทำใหมี
สารพิษสะสมอยใู นงมชี ีวิตดวย เรยี กวา การเกิดไบโอ
แมกนิฟเ คชัน ซึง่ อาจมรี ะดับความเขม มขนของสารพิษ
276
ชัน้ ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรเู พิ่มเตมิ
มากขึน้ ตามลำดับขน้ั ของการกนิ จนอาจกอใหเกิด
อนั ตรายตอสง่ิ มชี ีวิต
- สารตา งๆ ในระบบนเิ วศมีการหมนุ เวียนเกดิ ข้ึนผานทั้ง
ในสงมีชวี ิตและส่ิงไมม ชี วี ติ กลบั คนื สรู ะบบอยางเปนวฎั
จักร เชน วฎั จักรไนโตรเจน วฎั จรั กกำมะถนั และวฎั
จกั รฟอสฟอรสั
60. อธิบาย ยกตวั อยางการเกิดไบโอแมก - ระบบนเิ วศจะดำรงอยูไตองมีกระบวนการตางๆเกดิ ข้ึน
นฟิ เ นและบอกแนวทางในการลดการ กระบวนการทสี่ ำคญั ไดแ ก การถายทอดพลงั งาน และ
เกิดไบโอแมกนฟิ เคชัน การหมนุ เวนี สาร การถายทอดพลงั งานในระบบนเิ วศ
สามารถแสดงไดดว ยแผนภาพท่เี รียกวา โซอ าหาร
สายใยอาหรและพรี มิดทางนเิ วศวิทยา
- พลังงานที่ถายทอดไปในแตล ะลำดับขน้ั การกินอาหารมี
ปรมิ าณท่ีไมเทากนั พลังงานสวนใหญะสญู เสียไปในรปู
ความรอ นระหวา งการถายทอดจากสิง่ มีชวี ติ หนึ่งไปยัง
สง่ิ มชี วี ติ อีกชนิดหน่ึง
- การถา ยทอดพลังงานในระบบนิเวศบางคร้ังอาจทำใหม ี
สารพิษสะสมอยใู นงมชี วี ิตดว ย เรียกวา การเกดิ ไบโอ
แมกนิฟเคชัน ซ่งึ อาจมีระดบั ความเขมมขน ของสารพษิ
มากข้ึนตามลำดับข้นั ของการกนิ จนอาจกอ ใหเกิด
อันตรายตอส่ิงมชี ีวติ
- สารตางๆ ในระบบนิเวศมีการหมุนเวยี นเกิดขึน้ ผา นท้ัง
ในสง มีชีวิตและสง่ิ ไมมชี ีวิต กลับคืนสรู ะบบอยางเปนวฎั
จกั ร เชน วัฎจกั รไนโตรเจน วฎั จรั กกำมะถนั และวัฎ
จักรฟอสฟอรัส
61. สืบคน ขอ มูลและเขียนแผนภาพ - ระบบนเิ วศจะดำรงอยูไตองมีกระบวนการตางๆเกิดข้นึ
เพอื่ อธิบายวัฎจักรไนโตรเจน วฏั กระบวนการทสี่ ำคัญ ไดแ ก การถายทอดพลงั งาน และ
จักรกำมะถัน และวฏั จกั รฟอสฟอรสั การหมนุ เวนี สาร การถา ยทอดพลงั งานในระบบนิเวศ
สามารถแสดงไดดวยแผนภาพท่ีเรยี กวา โซอ าหาร
สายใยอาหรและพีรมิดทางนเิ วศวิทยา
- พลงั งานที่ถา ยทอดไปในแตล ะลำดับขั้นการกนิ อาหารมี
ปริมาณท่ีไมเ ทากัน พลังงานสวนใหญะสญู เสียไปในรูป
ความรอนระหวางการถา ยทอดจากสง่ิ มีชีวิตหน่ึงไปยัง
สง่ิ มีชีวิตอกี ชนดิ หน่ึง
- การถา ยทอดพลังงานในระบบนเิ วศบางคร้ังอาจทำใหม ี
สารพิษสะสมอยใู นงมชี ีวติ ดว ย เรยี กวา การเกดิ ไบโอ
แมกนิฟเคชัน ซง่ึ อาจมีระดับความเขม มขนของสารพิษ
277
ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรูเพ่ิมเตมิ
มากขึ้นตามลำดบั ข้ันของการกนิ จนอาจกอ ใหเกดิ
อันตรายตอสงิ่ มชี ีวติ
- สารตางๆ ในระบบนเิ วศมกี ารหมุนเวยี นเกดิ ข้นึ ผานทั้ง
ในสงมีชีวติ และส่งิ ไมม ชี ีวติ กลับคืนสรู ะบบอยางเปนวฎั
จกั ร เชน วัฎจักรไนโตรเจน วฎั จัรกกำมะถันและวัฎ
จักรฟอสฟอรสั
62. สบื คนขอ มูล ยกตัวอยาง และ - ไบโอมคอื ระบบนวิ เศขนาดใหญท ี่กระจายอยูตามเขต
อธบิ ายลกั ษณะของไบโอมทก่ี ระจาย ภูมิศาสตรตางๆ บนดลก เชน ไบโอมทนุ ดรา ไบโอมสะ
อยตู ามเขตภูมศิ าสตรต างๆบนโลก วันนา ไบโอมทะเลยทาย โดยแตล ะไบโอมจะมี
ลักษณะเฉพาะของปจจยั ทางกายภาพชนิดของพืชและ
ชนดิ ของสตั ว
- ระบบนิเวศมีการเปล่ยี นแปลงได การเปลยี่ นแปลงท่ี
63. สืบคนขอมลู ยกตัวอยา ง อธิบาย เกิดขน้ึ อยง ชาๆ ทำใหระบบนิเวศสามารถปรบั สมดลุ ได
และเปรยี บเทียบการเปลย่ี นแปลง แตการเปล่ยี นแปลงท่เี กิดขนึ้ อยา งรวดเร็วอาจสงผล
แทนท่แี บบปฐมภูมแิ ละการ กระทบตอ องคป ระกอบทางชวี ภาพในระบบนเิ วศทำให
เปลี่ยนแปลงแทนที่แบบทุติยภูมิ เกดิ การเลย่ี นแปลงแทนที่ของสิ่งมีชีวิตเกดิ ขนึ้
- การเปล่ยี นแปลงแทนที่ทางนิเวศวทิ ยา มีท้ังการ
เปลีย่ นแปลงแทนนที่แบบปฐมภูมิและการเปลยี่ นแปลง
แทนทแ่ี บบทุตยิ ภูมิ
64. สืบคน ขอมูล อธิบายและ - รา มกี ารปลอ ยเอนไซมออกมายอยอาหารนอกเซลล
เปรยี บเทียบโครงสรา งและ สวนอะมบี าและพารามีเซียมมีการยอ ยอาหารภายใน
กระบวนการยอยอาหารของสัตวท ่ี ฟูดแวคิวโอลโดยเอนไซมในไลโซโซม
ไมมีทางเดินอาหาร สัตวทมี่ ที างเดิน - ฟองน้ำ ไมมที างเดินอาหารแตจ ะมีเซลลพ ิเศษทำหนาท่ี
อาหารแบบไมส มบรู ณ และสัตวท ่ีมี จบั อาหารเขา สูเ ซลลแลว ยอยภายในเซลลโดยเอนไซม
ทางเดนิ อาหารแบบสมบรู ณ ในไลโซโขม
- ไฮดราและพลานาเรยี มที างเดนิ อาหารแบบไมส มบรู ณ
จะเในอาหารและขบั กากอาหารออกทางเดียวกนั
- ไสเ ดือนดิน แมลง สัตวไมมีกระดูกสันหลังสว นใหญ
และสตั วม กี ระดูกสนั หลงั จะมีทางเดนิ อาหารแบบ
สมบรู ณ
65. สังเกต อธบิ าย การกนิ อาหารของ - ไฮดราและพลานาเรยี มีทางเดนิ อาหารแบบไมส มบูรณ
ไฮดราและพลานาเรีย จะเในอาหารและขบั กากอาหารออกทางเดียวกัน
66. อธิบายเกยี่ วกับโครงสราง หนาที่ - การยอยอาหารของมนุษยประกอบดว ย การยอยเชิงกล
และกระบวนการยอยอาหาร ดูดซึม โดยการบดอาหารใหม ีขนาดเล็กลง และการยอยทาง
เคมีโดยอาศัยเอนไซมในทางเดนิ อาหาร ทำใหโมเลกุล
278
ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรียนรูเ พม่ิ เติม
สารอาหารภายในระบบยอยอาหาร ของอาหารมีขนาดเลก็ จนเซลลสามารถดูดซึมและ
ของมนุษย นำไปใชไ ดการยอ ยอาหารของมนษุ ยเกดิ ข้นึ ที่ซองปาก
กระเพาะอาหาร และลำไสเ ล็กสารอาหารท่ยี อยแลว
วติ ามนิ บางชนิด และธาตุอาหารจะถูกดูดซึมทว่ี ิลลัสเขา
สูห ลอดเลือดฝอยแลวผา นตบั กอนเขา สหู วั ใจ สว น
สารอาหารประเภทลิพิดและวิตามนิ ที่ละลายในไขมนั
จะถูกดดู ซึมเขาสหู ลอดน้ำเหลืองฝอยอาหารที่ไมถกู
ยอ ยหรอื ยอยไมไ ดจ ะเคลื่อนตอไปยงั ลำไสไ หญ ธาตุ
อาหาร และวติ ามนิ บางสว น ดดู ซมึ เขา สผู นังลำไสใหญ
ท่เี หลอื เปน กากอาหาร จะถูกกำจัดออกทางทวารหนัก
67. สืบคนขอมลู อธิบายและ - ไสเ ดือนดินมีการแลกเปลีย่ นแกสผานเซลลบ รเิ วณ
เปรยี บเทยี บโครงสรา งท่ีทำหนา ที่ ผวิ หนงั ทเ่ี ปย กขึ้น แมลงมีการแลกเปลีย่ นแกสโดยผา น
แลกเปลยี่ นแกสของฟองนำ้ ไฮดรา ทางทอลม ซึ่งแตกแขนงเปนทอลมฝอย ปลาเปนสตั ว
พลานาเรีย ไสเดือนดนิ แมลง ปลา นำ้ มีการแลกเปลีย่ นแกสทลี่ ะลายอยูใ นนำ้ ผานเหงือก
กบ และนก สัตวส ะเทินน้ำสะเทินบกใชปอดและผวิ หนังในการ
แลกเปล่ียนแกส
68. สงั เกตและอธิบายโครงสรางของ - สัตวเล้อื ยคลาน สตั วป ก และสตั วเ ลย้ี งลกู ดวยนำ้ นม
ปอดในสตั วเ ล้ยี งลกู ดว ยนำ้ นม อาศยั ปอดในการแลกเปลย่ี นแกส น้ำ
- ทางเดนิ หายใจของมนษุ ยประกอบดว ย ชอ งจมูกโพรง
จมูก คอหอย กลองเสียง ทอลม หลอดลมและถุงลมใน
ปอด
- ปอดเปนบริเวณท่ีมีการแลกเปล่ียนแกส ระหวา งถุงลม
กบั หลอดเลอื ดฝอย และบริเวณเซลลของเนอื้ เยื่อตา ง ๆ
มีการแลกเปล่ียนแกส โดยการแพรผา นหลอดเลือดฝอย
เชน กนั การหายใจเขาและการหายใจออกเกิดจากการ
เปลีย่ นแปลงความดนั ของอากาศภายในปอดโดยการ
ทำงานรว มกนั ของกลามเนื้อกะบงั ลมและกลา มเนอื้
ระหวางกระดกู ซ่ีโครง และควบคมุ โดยสมองสวนพอนส
และเมดัลลาออบลองกาตา
69. สบื คนขอ มูล อธิบายโครงสรางท่ีใช - สัตวเล้อื ยคลาน สัตวป ก และสตั วเ ลย้ี งลูกดว ยน้ำนม
ในการแลกเปล่ียนแกส และ อาศัยปอดในการแลกเปลีย่ นแกส นำ้
กระบวนการแลกเปลี่ยนแกสของ - ทางเดนิ หายใจของมนษุ ยป ระกอบดวย ชองจมูกโพรง
มนษุ ย จมูก คอหอย กลองเสยี ง ทอลม หลอดลมและถุงลมใน
ปอด
- ปอดเปนบริเวณท่ีมีการแลกเปล่ียนแกสระหวา งถุงลม
กบั หลอดเลอื ดฝอย และบรเิ วณเซลลข องเนอ้ื เย่ือตาง ๆ
279
ช้นั ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรูเพม่ิ เติม
มีการแลกเปล่ียนแกส โดยการแพรผานหลอดเลือดฝอย
เชนกนั การหายใจเขา และการหายใจออกเกิดจากการ
เปลีย่ นแปลงความดันของอากาศภายในปอดโดยการ
ทำงานรวมกันของกลามเนื้อกะบงั ลมและกลามเนื้อ
ระหวางกระดกู ซโ่ี ครง และควบคมุ โดยสมองสวนพอนส
และเมดัลลาออบลองกาตา
70. อธิบายการทำงานของปอด และ - สตั วเ ล้ือยคลาน สัตวป ก และสัตวเ ลย้ี งลกู ดว ยน้ำนม
ทดลองวดั ปริมาตรของอากาศใน อาศยั ปอดในการแลกเปลี่ยนแกส นำ้
การหายใจออกของมนุษย - ทางเดินหายใจของมนษุ ยประกอบดวย ชองจมูกโพรง
จมกู คอหอย กลองเสยี ง ทอลม หลอดลมและถุงลมใน
ปอด
- ปอดเปน บรเิ วณท่ีมีการแลกเปลี่ยนแกสระหวา งถุงลม
กบั หลอดเลือดฝอย และบริเวณเซลลข องเนือ้ เย่ือตา ง ๆ
มกี ารแลกเปลย่ี นแกส โดยการแพรผา นหลอดเลือดฝอย
เชน กนั การหายใจเขา และการหายใจออกเกิดจากการ
เปลี่ยนแปลงความดนั ของอากาศภายในปอดโดยการ
ทำงานรว มกันของกลามเนื้อกะบังลมและกลามเนื้อ
ระหวางกระดูกซี่โครง และควบคุมโดยสมองสวนพอนส
และเมดัลลาออบลองกาตา
71. สบื คน ขอ มูล อธิบาย และ - สง่ิ มีชีวิตเซลลเดียวและสัตวที่มโี ครงสรา งรางกายไม
เปรยี บเทียบระบบหมุนเวยี นเลอื ด ซบั ซอ นมีการลำเลียงสารตา ง ๆ โดยการแพรร ะหวา ง
แบบเปดและระบบหมนุ เวยี นเลือด เซลลกับสง่ิ แวดลอม
แบบปด - สตั วท่มี โี ครงสรา งรา งกายซบั ซอนจะมกี ารลำเลยี งสาร
โดยระบบหมนุ เวยี นเลอื ด ซึง่ ประกอบดว ยหัวใจ หลอด
เลือด และเลือด
- ระบบหมนุ เวยี นเลอื่ ดมี ๒ แบบ คอื ระบบหมุนเวยี น
เลอื ดแบบเปด และระบบหมนุ เวยี นเลอื ดแบบปด
- ระบบหมนุ เวียนเลือดแบบเปดพบในสตั วจำพวกหอย
แมลง กุง สว นระบบหมนุ เวยี นเลอื ดแบบปด พบใน
ไสเดือนดนิ และสตั วม กี ระดูกสนั หลัง
72. สังเกต และอธิบายทศิ ทางการไหล - สงิ่ มีชีวิตเซลลเ ดียวและสตั วทมี่ โี ครงสรางรางกายไม
ของเลือดและการเคลื่อนที่ของเซลล ซับซอ นมีการลำเลยี งสารตา ง ๆ โดยการแพรร ะหวา ง
เม็ดเลือดในหางปลาและสรปุ เซลลก ับสง่ิ แวดลอ ม
- สตั วทม่ี ีโครงสรางรา งกายซบั ซอนจะมีการลำเลยี งสาร
ความสมั พันธระหวา งขนาดของ โดยระบบหมนุ เวียนเลอื ด ซง่ึ ประกอบดวยหัวใจ หลอด
เลือด และเลือด
280
ชนั้ ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรเู พิม่ เตมิ
หลอดเลอื ดกับความเรว็ ในการไหล - ระบบหมนุ เวยี นเลอื่ ดมี ๒ แบบ คอื ระบบหมุนเวียน
ของเลือด เลือดแบบเปดและระบบหมุนเวียนเลอื ดแบบปด
- ระบบหมนุ เวียนเลือดแบบเปดพบในสตั วจ ำพวกหอย
แมลง กุง สวนระบบหมนุ เวียนเลอื ดแบบปด พบใน
ไสเดือนดนิ และสตั วม กี ระดูกสนั หลัง
73. อธบิ ายโครงสรางและการทำงาน - ระบบหมุนเวียนเลือดของมนุษย ประกอบดวยหัวใจ
ของหวั ใจและหลอดเลือดในมนุษย หลอดเลือด และเลือด ซึ่งเลือดไหลเวียนอยูเฉพาะใน
หลอดเลอื ด
- หัวใจมีเอเตรียมทำหนาที่รับเลือดเขาสูหัวใจ และเวน
ตริเคิลทำหนาที่สูบฉีดเลือดออกจากหัวใจโดยมีลิ้นกั้น
ระหวางเอเตรียมกับเวนตริเคิล และระหวางเวนตริเคิล
กับหลอดเลือดที่นำเลือดออกจากหัวใจเลือดออกจาก
หัวใจทางหลอดเลือดเอออตารอารเตอรี อารเตอริโอล
หลอดเลือดฝอย เวนูล เวนและเวนาคาวา แลวเขาสู
หัวใจขณะที่หัวใจบีบตัวสูบฉีดเลือด ทำใหเกิดความดัน
เลือดและชีพจร สภาพการทำงานของรางกาย อายุ
และเพศของมนุษย เปนปจจัยที่มีผลตอความดันเลือด
และซีพจรเลือดมนุษยป ระกอบดวยเซลลเม็ดเลือดชนดิ
ตา ง ๆเพลตเลต และพลาสมา ซึง่ ทำหนาทีแ่ ตกตา งกนั
- หมเู ลือดของมนษุ ยจ ำแนกตามระบบ ABO ไดเ ปน เลอื ด
หมู A B AB และ O ซึ่งเรียกชื่อตามชนิดของแอนติเจน
ที่เยื่อหุมเซลลเม็ดเลือดแดงและจำแนกตามระบบ Rh
ไดเปน เลือดหมู Rhและ Rh การใหและรับเลือดมีหลกั
วา แอนติเจนของผูใหตองไมตรงกับแอนตบิ อดีของผูรับ
และการใหและรับเลือดที่เหมาะสมที่สุดคือ ผูใหและ
ผูรับควรมีเลือดหมูตรงกัน
74. สงั เกต และอธบิ ายโครงสรา งหวั ใจ - ระบบหมุนเวียนเลือดของมนุษย ประกอบดวยหัวใจ
ของสัตวเล้ียงลกู ดว ยน้ำนม ทิศ หลอดเลือด และเลือด ซึ่งเลือดไหลเวียนอยูเฉพาะใน
ทางการไหลของเลือดผานหวั ใจของ หลอดเลือด
มนษุ ย และเยนแผนผังสรุปการ - หัวใจมีเอเตรียมทำหนาที่รับเลือดเขาสูหัวใจ และเวน
หมนุ เวยี นเลอื ดของมนุษย ตริเคิลทำหนาที่สูบฉีดเลือดออกจากหัวใจโดยมีลิ้นก้ัน
ระหวางเอเตรียมกับเวนตริเคิล และระหวางเวนตริเคิล
กับหลอดเลือดที่นำเลือดออกจากหัวใจเลือดออกจาก
หัวใจทางหลอดเลือดเอออตารอารเตอรี อารเตอริโอล
หลอดเลือดฝอย เวนูล เวนและเวนาคาวา แลวเขาสู
หัวใจขณะที่หัวใจบีบตัวสูบฉีดเลือด ทำใหเกิดความดัน
281
ชัน้ ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรูเพมิ่ เติม
เลือดและชีพจร สภาพการทำงานของรางกาย อายุ
และเพศของมนุษย เปนปจจัยที่มีผลตอความดันเลือด
และซีพจรเลือดมนษุ ยประกอบดวยเซลลเม็ดเลือดชนิด
ตาง ๆเพลตเลต และพลาสมา ซึ่งทำหนาที่แตกตางกนั
หมเู ลอื ดของมนุษยจำแนกตามระบบ ABO ไดเปนเลือดหมู
A B AB และ O ซง่ึ เรยี กชือ่ ตามชนดิ ของแอนติเจนท่เี ยอ่ื หุม
เซลลเ ม็ดเลอื ดแดงและจำแนกตามระบบ Rh ไดเปน เลือด
หมู Rhและ Rh การใหและรับเลือดมีหลักวา แอนตเิ จนของ
ผใู หตองไมต รงกับแอนติบอดีของผูรบั และการใหและรับ
เลอื ดท่เี หมาะสมท่สี ดุ คอื ผูใหและผูรับควรมีเลอื ดหมูตรงกัน
75. สืบคน ขอมลู ระบุความแตกตางของ - ระบบหมุนเวียนเลือดของมนุษย ประกอบดวยหัวใจ
เซลลเ มด็ เลอื ดแดง เซลลเม็ดเลือด หลอดเลือด และเลือด ซึ่งเลือดไหลเวียนอยูเฉพาะใน
ขาว เพลตเลตและพลาสมา หลอดเลือด
- หัวใจมีเอเตรียมทำหนาที่รับเลือดเขาสูหัวใจ และเวน
ตริเคิลทำหนาที่สูบฉีดเลือดออกจากหัวใจโดยมีลิ้นก้ัน
ระหวางเอเตรียมกับเวนตริเคิล และระหวางเวนตริเคิล
กับหลอดเลือดที่นำเลือดออกจากหัวใจเลือดออกจาก
หัวใจทางหลอดเลือดเอออตารอารเตอรี อารเตอริโอล
หลอดเลือดฝอย เวนูล เวนและเวนาคาวา แลวเขาสู
หัวใจขณะที่หัวใจบีบตัวสูบฉีดเลือด ทำใหเกิดความดัน
เลือดและชีพจร สภาพการทำงานของรางกาย อายุ
และเพศของมนุษย เปนปจจัยที่มีผลตอความดันเลือด
และซีพจรเลือดมนษุ ยป ระกอบดวยเซลลเม็ดเลือดชนิด
ตา ง ๆเพลตเลต และพลาสมา ซึ่งทำหนาท่แี ตกตา งกนั
หมูเลอื ดของมนุษยจ ำแนกตามระบบ ABO ไดเปนเลอื ดหมู
A B AB และ O ซึง่ เรียกช่อื ตามชนดิ ของแอนตเิ จนที่เย่ือหุม
เซลลเ มด็ เลือดแดงและจำแนกตามระบบ Rh ไดเ ปน เลือด
หมู Rhและ Rh การใหและรับเลอื ดมหี ลักวา แอนตเิ จนของ
ผใู หต องไมต รงกบั แอนตบิ อดีของผูรับ และการใหและรับ
เลือดที่เหมาะสมทส่ี ุดคอื ผูใหและผูรบั ควรมีเลอื ดหมตู รงกัน
76. อธิบายหมเู ลือดและหลักการใหและ - ระบบหมุนเวียนเลือดของมนุษย ประกอบดวยหัวใจ
รบั เลอื ดในระบบ ABO และระบบ หลอดเลือด และเลือด ซึ่งเลือดไหลเวียนอยูเฉพาะใน
Rh หลอดเลอื ด
- หัวใจมีเอเตรียมทำหนาที่รับเลือดเขาสูหัวใจ และเวน
ตริเคิลทำหนาที่สูบฉีดเลือดออกจากหัวใจโดยมีลิ้นก้ัน
ระหวางเอเตรียมกับเวนตริเคิล และระหวางเวนตริเคิล
282
ชัน้ ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรูเพ่ิมเติม
กับหลอดเลือดที่นำเลือดออกจากหัวใจเลือดออกจาก
หัวใจทางหลอดเลือดเอออตารอารเตอรี อารเตอริโอล
หลอดเลือดฝอย เวนูล เวนและเวนาคาวา แลวเขาสู
หัวใจขณะที่หัวใจบีบตัวสูบฉีดเลือด ทำใหเกิดความดัน
เลือดและชีพจร สภาพการทำงานของรางกาย อายุ
และเพศของมนุษย เปนปจจัยที่มีผลตอความดันเลือด
และซีพจรเลือดมนุษยป ระกอบดวยเซลลเม็ดเลือดชนดิ
ตาง ๆเพลตเลต และพลาสมา ซึง่ ทำหนาทแ่ี ตกตา งกัน
- หมเู ลือดของมนษุ ยจ ำแนกตามระบบ ABO ไดเ ปนเลอื ด
หมู A B AB และ O ซึ่งเรียกชื่อตามชนิดของแอนติเจน
ที่เยื่อหุมเซลลเม็ดเลือดแดงและจำแนกตามระบบ Rh
ไดเปน เลือดหมู Rhและ Rh การใหและรับเลือดมีหลกั
วา แอนตเิ จนของผูใหต องไมต รงกับแอนติบอดีของผูรับ
และการใหและรับเลือดที่เหมาะสมที่สุดคือ ผูใหและ
ผรู บั ควรมีเลือดหมตู รงกัน
77. อธิบาย และสรุปเกีย่ วกับ - ของเหลวท่ซี ึมผา นผนังหลอดเลือดฝอยออกมาอยู
สวนประกอบและหนาท่ีของ ระหวางเซลล เรียกวา นำ้ เหลือง ทำหนา ท่ีหลอเลีย้ ง
นำ้ เหลือง รวมทั้งโครงสรางและ เซลลแ ละสามารถแพรเ ขา สหู ลอดน้ำเหลืองฝอย ซง่ึ
หนา ท่ีของหลอดน้ำเหลืองและตอ ม ตอมาหลอดนำ้ เหลอื งฝอยจะรวมกันมีขนาดใหญข ึ้น
น้ำเหลอื ง และเปดเขาสรู ะบบหมนุ เวียนเลือดท่หี ลอดเลือดเวน
ใกลหวั ใจ
- ระบบน้ำเหลืองประกอบดวย น้ำเหลืองหลอดน้ำเหลือง
และตอ มน้ำเหลอื ง โดยทำหนา ท่ีนำนำ้ เหลอื งกลบั เขา สู
ระบบหมนุ เวยี นเลอื ดตอมน้ำเหลืองเปน ท่ีอยูของเซลล
เมด็ เลอื ดขาวทำหนา ที่ทำลายส่ิงแปลกปลอมทีล่ ำเลยี ง
มากบั นำ้ เหลือง
78. สบื คนขอ มูล อธิบายและ - กลไกที่รา งกายตอตานหรอื ทำลายสงิ่ แปลกปลอมมีอยู
เปรยี บเทยี บกลไกการตอตานหรอื 2 แบบ คอื แบบจำเพาะและแบบไมจ ำเพาะ
ทำงานสิง่ แปลกปลอมแบบไม - ตอมไขมนั ตอมเหง่ือ ทผ่ี วิ หนังชวยปอ งกันและยับยั้ง
การเจริญของจลุ ินทรยี บางชนิด และเมื่อเชอื้ โรคหรือสิ่ง
จำเพาะและแบบจำเพาะ แปลกปลอมเขา สูรา งกาย เซลลเ ม็ดเลอื ดขาวชนิดนิว
โทรฟลและโมโนไซตจะมีการตอตา นและทำลายส่ิง
แปลกปลอมโดยกระบวนการฟาโกไซโทซิส สว นอโี อซิ
โนฟล เกยี่ วของกบั การทำลายปรสิต เบโซฟลเกี่ยวขอ ง
กับปฏิกริ ยิ าการแพ ซึง่ เปน การตอ ตานหรือทำลายส่ิง
แปลกปลอมแบบไมจำเพาะ
283
ชัน้ ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรูเพมิ่ เติม
- การตอตานหรือทำลายสิง่ แปลกปลอมแบบจำเพาะจะ
เก่ยี วขอ งกับการทำงานของลมิ โฟไซตชนิดเซลลบีและ
เซลลทีอวยั วะทเ่ี กย่ี วขอ งกบั การสรา งและตอบสนอง
ของลมิ โฟไซตประกอบดวย ตอมนำ้ เหลือง ทอนซิลมาม
ไทมสั และเนือ้ เยื่อนำ้ เหลอื งที่ผนงั ลำไสเล็ก
- การสรางภมู ิคมุ กนั แบบจำเพาะของรางกาย มี2 แบบ
คือ ภมู คิ ุมกันกอเองและภมู ิคุมกนั รบั มา
- การไดรบั วคั ซีนหรือทอกซอยดเ ปน ตัวอยา งของ
ภูมิคุม กนั กอเอง โดยการกระตนุ ใหร างกายสรา ง
ภมู ิคมุ กนั ข้ึน ดวยวธิ กี ารใหสารทเ่ี ปน แอนติเจนเขา สู
รางกาย สวนภูมิคมุ กันรับมาเปน การรับแอนติบอดี
โดยตรง เชน การไดร บั ซรี ัม การไดร ับ
น้ำนมแม
- เอดส ภูมแิ พ และการสรางภูมติ า นทานตอเนื้อเย่อื
ตนเอง เปนตัวอยางของอาการทเ่ี กิดจากระบบ
ภมู ิคมุ กนั ของรางกายทท่ี ำงานผดิ ปกติ
79. สบื คน ขอ มูล อธิบายและ - กลไกที่รา งกายตอตานหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมมอี ยู
เปรยี บเทยี บการสรางภมู ิคมุ กันกอ 2 แบบ คือ แบบจำเพาะและแบบไมจำเพาะ
เองและภมู ิคุม กันรบั มา - ตอ มไขมนั ตอมเหง่ือ ทีผ่ ิวหนังชว ยปอ งกนั และยบั ย้งั
การเจริญของจุลนิ ทรยี บ างชนิด และเมื่อเชอื้ โรคหรือสิ่ง
แปลกปลอมเขาสรู างกาย เซลลเมด็ เลอื ดขาวชนิดนวิ
โทรฟล และโมโนไซตจ ะมีการตอ ตา นและทำลายส่ิง
แปลกปลอมโดยกระบวนการฟาโกไซโทซสิ สวนอีโอซิ
โนฟล เกี่ยวของกบั การทำลายปรสติ เบโซฟลเกย่ี วของ
กับปฏิกริ ิยาการแพ ซึง่ เปน การตอ ตานหรอื ทำลายสิง่
แปลกปลอมแบบไมจ ำเพาะ
- การตอ ตานหรือทำลายส่ิงแปลกปลอมแบบจำเพาะจะ
เกีย่ วของกับการทำงานของลมิ โฟไซตช นดิ เซลลบีและ
เซลลทอี วัยวะทเี่ ก่ียวขอ งกบั การสรางและตอบสนอง
ของลิมโฟไซตป ระกอบดว ย ตอมน้ำเหลอื ง ทอนซิลมาม
ไทมสั และเนือ้ เย่ือนำ้ เหลอื งท่ีผนงั ลำไสเ ลก็
- การสรางภมู คิ ุมกันแบบจำเพาะของรา งกาย ม2ี แบบ
คือ ภูมิคุมกนั กอเองและภมู คิ ุมกนั รบั มา
- การไดรับวคั ซนี หรือทอกซอยดเปน ตวั อยางของ
ภมู คิ ุมกันกอ เอง โดยการกระตนุ ใหรางกายสราง
ภมู ิคมุ กนั ขนึ้ ดวยวิธีการใหส ารทเ่ี ปนแอนติเจนเขาสู
284
ชนั้ ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรเู พิม่ เติม
รางกาย สว นภูมิคุมกันรับมาเปนการรบั แอนตบิ อดี
โดยตรง เชน การไดรับซรี ัม การไดรับ
นำ้ นมแม
- เอดส ภมู ิแพ และการสรางภูมติ านทานตอเนื้อเยื่อ
ตนเอง เปน ตวั อยางของอาการที่เกิดจากระบบ
ภูมคิ มุ กนั ของรางกายทที่ ำงานผดิ ปกติ
80. สืบคน ขอมลู และอธิบายเกีย่ วกบั - กลไกที่รา งกายตอ ตานหรอื ทำลายสิ่งแปลกปลอมมอี ยู
ความผิดปกติของระบบภมู ิคุมกันท่ี 2 แบบ คือ แบบจำเพาะและแบบไมจ ำเพาะ
ทำใหเกดิ เอดส ภมู ิแพ การสรางภูมิ - ตอ มไขมัน ตอมเหง่ือ ทีผ่ วิ หนังชว ยปอ งกันและยับย้งั
ตา นทานตอเนอื้ เย่ือตนเอง การเจรญิ ของจลุ นิ ทรียบ างชนิด และเม่ือเช้ือโรคหรือสิง่
แปลกปลอมเขา สรู างกาย เซลลเมด็ เลือดขาวชนดิ นิว
โทรฟลและโมโนไซตจะมีการตอ ตา นและทำลายสิ่ง
แปลกปลอมโดยกระบวนการฟาโกไซโทซสิ สว นอีโอซิ
โนฟลเก่ียวของกับการทำลายปรสิต เบโซฟลเก่ยี วขอ ง
กับปฏิกิรยิ าการแพ ซ่งึ เปน การตอตา นหรือทำลายส่งิ
แปลกปลอมแบบไมจำเพาะ
- การตอ ตานหรือทำลายสง่ิ แปลกปลอมแบบจำเพาะจะ
เกี่ยวขอ งกับการทำงานของลมิ โฟไซตชนิดเซลลบแี ละ
เซลลท อี วัยวะท่ีเก่ียวของกับการสรา งและตอบสนอง
ของลมิ โฟไซตป ระกอบดวย ตอมน้ำเหลอื ง ทอนซลิ มา ม
ไทมสั และเนื้อเยื่อน้ำเหลอื งที่ผนงั ลำไสเลก็
- การสรางภมู คิ มุ กนั แบบจำเพาะของรางกาย มี2 แบบ
คือ ภูมคิ ุมกนั กอเองและภูมคิ ุมกันรับมา
- การไดร บั วคั ซีนหรือทอกซอยดเปนตัวอยางของ
ภูมิคมุ กันกอ เอง โดยการกระตุนใหรางกายสราง
ภมู คิ มุ กันข้นึ ดวยวิธีการใหสารทเ่ี ปนแอนติเจนเขาสู
รา งกาย สวนภูมิคุมกนั รบั มาเปน การรับแอนตบิ อดี
โดยตรง เชน การไดรบั ซีรมั การไดร บั
นำ้ นมแม
- เอดส ภมู ิแพ และการสรางภูมิตานทานตอเน้ือเยื่อ
ตนเอง เปนตัวอยางของอาการท่เี กิดจากระบบ
ภูมิคุมกนั ของรา งกายท่ที ำงานผิดปกติ
81. สบื คนขอ มลู อธบิ าย และ - อะมีบา และพารามีเซียมเปนสิ่งมีชีวิตเซลลเดียวที่มี
เปรยี บเทียบโครงสรา งและหนาที่ใน คอนแทรกไทลแวคิวโอลทำหนาที่ในการกำจัดและ
กำจัดของเสยี ออกจากรางกายของ รกั ษาดลุ ยภาพของนำ้ และแรธาตใุ นเซลล
285
ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรเู พมิ่ เตมิ
ฟองน้ำ ไฮดรา พลานาเรยี ไสเ ดอื น - ฟองน้ำและไฮดรามีเซลลส ว นใหญส ัมผัสกับน้ำโดยตรง
ดนิ แมลงและสัตวมีกระดูกสันหลัง ของเสียจงึ ถูกกำจัดออกโดยการแพรส ูส ภาพแวดลอม
- พลานาเรียใชเฟลมเซลลซึ่งกระจายอยู 2 ขางตลอด
ความยาวของลำตวั ทำหนาทข่ี บั ถา ยของเสยี
- ไสเ ดอื นดนิ ใชเ นฟริเดียม แมลงใชมลั พเิ กียนทวิ บูล
- และสัตวมีกระดูกสันหลงั ใชไตในการขับถายของเสีย
82. อธิบายกลไกการทำงานของหนว ย - ไตแตละขา งของมนุษยประกอบดว ยหนว ยไตลักษณะ
ไต ในการกำจัดของเสยี ออกจาก เปน ทอ ปลายขางหนึ่งเปน รูปถว ยเรียกวา โบวแมนส
รา งกาย และเขียนแผนผังสรุป แคปซูล ลอ มรอบกลุมหลอดเลือดฝอย ทเี่ รียกวา โกล
เมอรูลสั
ขนั้ ตอนการกำจดั ของเสียออกจาก - กลไกในการกำจัดของเสียออกจากรางกาย
รา งกายโดยหนว ยไต
ประกอบดวยการกรอง การดูดกลบั และการหลง่ั สารท่ี
เกินความตองการออกจากรา งกาย
83. สบื คน ขอ มลู อธิบาย และ - โรคน่วิ และโรคไตวายเปนตวั อยางของโรคทีเ่ กดิ จาก
ยกตวั อยางเก่ยี วกบั ความผดิ ปกติ ความผิดปกติของไต ซง่ึ สง ผลกระทบตอ การรกั ษาดุลย
ของไตอนั เน่อื งมาจากโรคตางๆ ภาพของสารในรางกาย
- นอกจากไตท่ีทำหนารักษาดุลยภาพของน้ำแรธ าตแุ ละ
กรด-เบส ผวิ หนัง และระบบหายใจ ยงั มสี วนชว ยใน
การรกั ษาดุลยภาพเหลาน้ีดว ย
ม.6 84. สบื คนขอมูล อธบิ าย และ - สัตวส ว นใหญมรี ะบบประสาททำใหส ามารถรบั รูและ
เปรียบเทยี บโครงสรา งและหนา ที่ ตอบสนองตอ สง่ิ เราได เชน ไฮดรา มีรางแหประสาท
ของเซลลประสาท พลานาเรยี ไสเ ดือนดิน กงุ หอย และแมลงมปี ม
ประสาทและเสน ประสาท สวนสัตวมกี ระดูกสนั หลัง มี
สมอง ไขสนั หลงั ปมประสาทและเสนประสาท
- หนว ยทำงานของระบบประสาท คือ เซลลป ระสาท ซึ่ง
ประกอบดว ยตวั เซลล และเสนใยประสาทที่ทำหนาท่ี
รับและสง กระแสประสาทเรียกวา เดนไดรตแ ละแอก
ซอน ตามลำดับ
- เซลลประสาทจำแนกตามหนาที่ ไดเปน เซลลประสาท
รับความรสู กึ เซลลประสาทส่ังการและเซลลประสาท
ประสานงาน
- เซลลประสาทจำแนกตามรปู รางไดเปนเซลลประสาท
ข้วั เดียว เซลลป ระสาทขั้วเดียวเทยี มเซลลป ระสาทสอง
ข้ัว และเซลลประสาทหลายข้ัว
- กระแสประสาทเกิดจากการเปล่ียนแปลงศกั ยไฟฟา ที่
เย่ือหุม เซลลข องเดนไดรตและแอกซอน ทำใหมกี าร
286
ชัน้ ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรเู พ่ิมเตมิ
ถายทอดกระแสประสาทจากเซลลประสาทไปยังเซลล
ประสาท หรือเซลลอ่นื ๆ ผา นทางไซแนปส
- ระบบประสาทของมนุษยแ บง ไดเ ปน 2 ระบบตาม
ตำแหนง และโครงสราง คอื ระบบประสาทสว นกลาง
ไดแก สมองและไขสันหลัง และระบบประสาทรอบ
นอก ไดแ ก เสน ประสาทสมองและเสน ประสาทไขสัน
หลัง
85. อธบิ ายเกยี่ วกบั การทำงานของ - สัตวสวนใหญมรี ะบบประสาททำใหสามารถรับรูและ
ศกั ยไฟฟาท่ีเยื่อหุม เซลลข องเซลล ตอบสนองตอ สง่ิ เรา ได เชน ไฮดรา มรี า งแหประสาท
ประสาท และกลไกการถายทอด พลานาเรยี ไสเ ดือนดิน กุง หอย และแมลงมีปม
กระแสประสาท ประสาทและเสน ประสาท สวนสตั วม ีกระดูกสันหลัง มี
สมอง ไขสันหลัง ปมประสาทและเสนประสาท
- หนว ยทำงานของระบบประสาท คือ เซลลประสาท ซง่ึ
ประกอบดวยตวั เซลล และเสนใยประสาทท่ีทำหนาท่ี
รับและสงกระแสประสาทเรียกวา เดนไดรตและแอก
ซอน ตามลำดบั
- เซลลประสาทจำแนกตามหนาท่ี ไดเ ปน เซลลป ระสาท
รับความรูสกึ เซลลประสาทสั่งการและเซลลป ระสาท
ประสานงาน
- เซลลป ระสาทจำแนกตามรูปรางไดเ ปน เซลลประสาท
ข้วั เดยี ว เซลลป ระสาทข้ัวเดยี วเทียมเซลลประสาทสอง
ขั้ว และเซลลประสาทหลายขั้ว
- กระแสประสาทเกิดจากการเปลยี่ นแปลงศกั ยไฟฟา ท่ี
เยือ่ หมุ เซลลข องเดนไดรตและแอกซอน ทำใหมีการ
ถา ยทอดกระแสประสาทจากเซลลป ระสาทไปยังเซลล
ประสาท หรือเซลลอ่ืน ๆ ผานทางไซแนปส
- ระบบประสาทของมนุษยแ บง ไดเปน 2 ระบบตาม
ตำแหนงและโครงสรา ง คือ ระบบประสาทสวนกลาง
ไดแก สมองและไขสันหลงั และระบบประสาทรอบ
นอก ไดแก เสนประสาทสมองและเสนประสาทไขสนั
หลัง
86. อธิบายและสรปุ เกีย่ วกับโครงสราง - สมองแบง ออกเปน 2 สว น คือ สมองสวนหนา สมอง
ของระบบประสาทสว นกลางและ สวนกลาง และสมองสว นหลงั สมองแตละสว นจะ
ระบบประสาทรอบนอก ควบคมุ การทำงานของรางกายแตกตางกันโดยมี
เสน ประสาททีแ่ ยกออกจากสมอง 12 คไู ปยังอวัยวะ
ตา ง ๆ ซึง่ บางคูทำหนาทร่ี บั ความรสู กึ เขาสสู มอง หรอื
287
ช้ัน ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรเู พิม่ เตมิ
นำคำสง่ั จากสมองไปยังหนว ยปฏบิ ัตงิ าน หรอื ทำหนาท่ี
ทงั้ สองอยา ง
- กระดูกสนั หลัง และมเี สนประสาทแยกออกจากไขสัน
หลังเปน คู ซ่งึ ทำหนา ทีป่ ระมวลผลการตอบสนองโดยไข
สนั หลงั เชน การเกดิ รีเฟล็กซชนิดตาง ๆ และการ
ถายทอดกระแสประสาทระหวางไขสันหลงั กับสมอง
- เสน ประสาทไขสันหลงั ทกุ คจู ะทำหนา ทรี่ ับความรูสึก
เขาสูไขสนั หลงั และนำคำส่งั ออกจากไขสันหลงั
- ระบบประสาทรอบนอกสวนท่ีสงั่ การแบง เปน ระบบ
ประสาทโซมาติกซง่ึ ควบคุมการทำงานของกลามเนื้อ
โครงรา ง และระบบประสาทอัตโนวัติซ่งึ ควบคมุ การ
ทำงานของกลา มเนื้อหัวใจกลามเนือ้ เรยี บ และตอมตา ง
ๆ
- ระบบประสาทอัตโนวตั ิแบง การทำงานเปน ๒ ระบบคือ
ระบบประสาทซมิ พาเทติก และระบบประสาทพาราซิม
พาเทติก ซึ่งสวนใหญทำงานตรงกันขามเพื่อรักษาดุลย
ภาพของกระบวนการตา ง ๆในรา งกาย
87. สืบคน ขอ มูล อธบิ ายโครงสรางและ - สมองแบง ออกเปน 2 สว น คือ สมองสว นหนา สมอง
หนา ท่ขี องสว นตางๆในสมองสวน สวนกลาง และสมองสว นหลัง สมองแตล ะสวนจะ
หนา สมองสว นกลาง สมองสวนหลงั ควบคุมการทำงานของรางกายแตกตางกนั โดยมี
และไขสนั หลั เสน ประสาททแี่ ยกออกจากสมอง 12 คไู ปยังอวยั วะ
ตาง ๆ ซงึ่ บางคูทำหนา ทรี่ ับความรูสึกเขาสสู มอง หรอื
นำคำสั่งจากสมองไปยังหนวยปฏิบตั ิงาน หรอื ทำหนาท่ี
ทั้งสองอยาง
- กระดูกสันหลงั และมเี สน ประสาทแยกออกจากไขสนั
หลงั เปนคู ซ่ึงทำหนา ที่ประมวลผลการตอบสนองโดยไข
สันหลัง เชน การเกดิ รเี ฟล็กซชนดิ ตา ง ๆ และการ
ถา ยทอดกระแสประสาทระหวา งไขสนั หลังกบั สมอง
- เสนประสาทไขสนั หลังทกุ คูจ ะทำหนาที่รบั ความรสู ึก
เขาสไู ขสนั หลงั และนำคำสง่ั ออกจากไขสันหลัง
- ระบบประสาทรอบนอกสวนท่ีสงั่ การแบงเปน ระบบ
ประสาทโซมาติกซึง่ ควบคมุ การทำงานของกลา มเนื้อ
โครงราง และระบบประสาทอัตโนวตั ิซึง่ ควบคุมการ
ทำงานของกลามเนอื้ หัวใจกลามเน้ือเรยี บ และตอมตาง
ๆ
288
ชนั้ ผลการเรียนรู สาระการเรียนรูเ พิม่ เติม
- ระบบประสาทอัตโนวตั ิแบงการทำงานเปน ๒ ระบบคอื
ระบบประสาทซิมพาเทติก และระบบประสาทพาราซิม
พาเทติก ซง่ึ สวนใหญทำงานตรงกนั ขามเพื่อรกั ษาดลุ ย
ภาพของกระบวนการตา ง ๆในรา งกาย
88. สบื คน ขอ มูล อธิบาย เปรยี บเทยี บ - สมองแบง ออกเปน 2 สว น คือ สมองสวนหนา สมอง
และยกตวั อยา งการทำงานของ สวนกลาง และสมองสว นหลัง สมองแตล ะสว นจะ
ระบบประสาทโซมาติก และระบบ ควบคุมการทำงานของรางกายแตกตางกนั โดยมี
ประสาทอัตโนวัติ เสน ประสาทที่แยกออกจากสมอง 12 คูไปยังอวยั วะ
ตา ง ๆ ซง่ึ บางคูทำหนา ท่ีรับความรสู ึกเขา สูสมอง หรือ
นำคำสั่งจากสมองไปยงั หนวยปฏบิ ัติงาน หรือทำหนาท่ี
ทงั้ สองอยาง
- กระดูกสนั หลงั และมเี สนประสาทแยกออกจากไขสัน
หลังเปน คู ซึ่งทำหนาที่ประมวลผลการตอบสนองโดยไข
สันหลงั เชน การเกิดรีเฟลก็ ซชนดิ ตา ง ๆ และการ
ถายทอดกระแสประสาทระหวางไขสันหลังกบั สมอง
- เสนประสาทไขสนั หลงั ทกุ คูจะทำหนาท่ีรบั ความรูสกึ
เขาสไู ขสันหลงั และนำคำสั่งออกจากไขสนั หลัง
- ระบบประสาทรอบนอกสวนที่สั่งการแบงเปน ระบบ
ประสาทโซมาติกซึ่งควบคุมการทำงานของกลามเนื้อ
โครงราง และระบบประสาทอัตโนวัตซิ งึ่ ควบคุมการ
ทำงานของกลามเนือ้ หวั ใจกลามเนอื้ เรยี บ และตอมตา ง
ๆ
- ระบบประสาทอตั โนวตั ิแบง การทำงานเปน ๒ ระบบคอื
ระบบประสาทซิมพาเทติก และระบบประสาทพาราซิม
พาเทติก ซึง่ สวนใหญทำงานตรงกนั ขา มเพื่อรักษาดลุ ย
ภาพของกระบวนการตาง ๆในรา งกาย
89. สืบคนขอมลู อธบิ ายโครงสรา งและ - ตา หู จมกู ลน้ิ และผวิ หนงั เปน อวัยวะรบั ความรสู ึกท่ี
หนาท่ขี อง ตา หู จมูกและผิวหนัง รบั สง่ิ เราท่แี ตกตางกนั จึงมคี วามสำคัญท่ีควรดูแล
ของมนุษย ยกตัวอยา งโรคตางๆที่ ปอ งกนั และรักษาใหสามารถทำงานไดเปน ปกติ
เกย่ี วขอ ง และบอกแนวทางในการ - ตาประกอบดว ย ชน้ั สเคลอรา โครอยดและเรตนิ าเลนส
ดแู ลปองกันและรักษา ตาเปน เลนสน ูนอยถู ัดจากกระจกตาทำหนาท่รี วมแสง
จากวัตถุไปท่เี รตนิ า ซึ่งประกอบดวย เซลลรับแสง และ
เซลลประสาทท่นี ำกระแสประสาทสูสมอง
- หูประกอบดว ย ๓ สวน คือ หูสว นนอก หูสวนกลางและ
หสู ว นใน ภายในหูสวนในมีคอเคลยี ซง่ึ ทำหนา ทรี่ ับและ
เปลี่ยนคลน่ื เสยี งเปน กระแสประสาท นอกจากน้ียงั มีเซ
289
ชัน้ ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรเู พม่ิ เติม
มเิ ซอรควิ ลารแคแนลทำหนาทรี่ บั รเู ก่ยี วกบั การทรงตัว
ของรา ง
- จมกู มีเซลลประสาทรบั กลิ่นอยูภายในเย่อื บุจมูกท่เี ปน
ตวั รับสารเคมบี างชนดิ แลว เกิดกระแสประสาทสงไปยงั
สมอง
- ลน้ิ ทำหนา ทีร่ ับรส โดยมตี มุ รับรสกระจายอยูทั่วผวิ ลนิ้
ดานบน ตุม รับรสมเี ซลลรับรสอยูภ ายใน เมอ่ื เซลลรับ
รสถกู กระตุน ดว ยสารเคมจี ะกระตนุ เดนไดรตของเซลล
ประสาทเกิดกระแสประสาทสง ไปยังสมอง
- ผิวหนัง มีหนวยรบั สิง่ เรา หลายชนดิ เชน หนว ยรบั
สมั ผัส หนวยรบั แรงกด หนว ยรบั ความเจบ็ ปวด หนว ย
รับอณุ หภมู ิ
90. สงั เกต และอธิบายการหาตำแหนง - ตา หู จมกู ล้นิ และผิวหนงั เปน อวัยวะรบั ความรูสกึ ท่ี
ของจดุ บอดโฟเวีย และความไวใน รับส่งิ เรา ทแ่ี ตกตางกัน จงึ มคี วามสำคญั ท่ีควรดูแล
การรบั สมั มผสั ของผวิ หนัง การได ปองกนั และรักษาใหสามารถทำงานไดเปนปกติ
ยนิ การไดก ลน่ิ การรับรส - ตาประกอบดวย ช้ันสเคลอรา โครอยดและเรตนิ าเลนส
ตาเปนเลนสนูนอยถู ัดจากกระจกตาทำหนาท่ีรวมแสง
จากวัตถุไปทเี่ รตนิ า ซึง่ ประกอบดวย เซลลรับแสง และ
เซลลป ระสาททีน่ ำกระแสประสาทสสู มอง
- หูประกอบดวย ๓ สว น คือ หูสว นนอก หสู วนกลางและ
หสู วนใน ภายในหสู วนในมีคอเคลยี ซ่งึ ทำหนา ทรี่ บั และ
เปล่ียนคลนื่ เสียงเปน กระแสประสาท นอกจากนี้ยังมีเซ
มเิ ซอรควิ ลารแ คแนลทำหนา ทรี่ บั รูเ ก่ียวกับการทรงตวั
ของรา ง
- จมูกมีเซลลป ระสาทรับกล่ินอยูภายในเยื่อบจุ มูกทเ่ี ปน
ตัวรับสารเคมีบางชนดิ แลว เกิดกระแสประสาทสง ไปยัง
สมอง
- ลนิ้ ทำหนาท่รี ับรส โดยมีตมุ รับรสกระจายอยูท่ัวผวิ ลนิ้
ดานบน ตุมรบั รสมเี ซลลร บั รสอยูภายใน เมอ่ื เซลลร บั
รสถูกกระตุนดว ยสารเคมจี ะกระตนุ เดนไดรตของเซลล
ประสาทเกิดกระแสประสาทสง ไปยงั สมอง
- ผวิ หนงั มีหนว ยรับสิ่งเรา หลายชนดิ เชน หนวยรบั
สัมผสั หนว ยรับแรงกด หนว ยรับความเจ็บปวด หนว ย
รับอณุ หภมู ิ
290
ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรเู พ่ิมเตมิ
91. สืบคนขอมูล อธบิ าย และ - สิ่งมชี ีวติ เซลลเดียวบางชนิดเคลอ่ื นทโี่ ดยการไหลของไซ
เปรยี บเทยี บโครงสรางและหนาที่ โทพลาซึม บางชนิดใชแฟลเจลลมั หรอื ซเิ ลยี ในการ
ของอวัยวะทเี่ กีย่ วของกบั การ เคล่ือนที่
เคลื่อนท่ีของแมงกะพรนุ หมึก ดาว - สัตวไ มมีกระดูกสันหลัง เชน แมงกะพรุนเคลื่อนทโ่ี ดย
ทะเล ไสเดือนดนิ แมลง ปลา และ อาศยั การหดตวั ของเนือ้ เย่ือบรเิ วณขอบกระด่ิงและ
นก แรงดันนำ้
- หมึกเคลื่อนทโี่ ดยอาศัยการหดตวั ของกลามเน้ือบรเิ วณ
ลำตวั ทำใหน ำ้ ภายในลำตัวพนออกมาทางไซฟอน สว น
ดาวทะเลใชร ะบบทอนำ้ ในการเคลื่อนท่ี
- ไสเ ดอื นดินมกี ารเคลอ่ื นที่ โดยอาศยั การหดตัวและ
คลายตัวของกลามเนื้อวงและกลา มเนอ้ื ตามยาวซ่ึง
ทำงานในสภาวะตรงกนั ขาม
- แมลงเคล่ือนท่ีโดยใชป ก หรือขา ซง่ึ มกี ลา มเนื้อภายใน
เปลอื กหุม ทำงานในสภาวะตรงกนั ขาม
- สตั วมีกระดูกสนั หลงั เชน ปลา เคลอื่ นทโี่ ดยอาศยั การ
หดตัวและคลายตวั ของกลามเน้อื ทยี่ ดึ ติดอยกู ับกระดูก
สันหลงั ท้ัง 2 ขาง ทำงานในสภาวะตรงกนั ขา ม และมี
ครบี ที่อยูในตำแหนงตาง ๆชว ยโบกพัดในการเคล่ือนที่
สวนนกเคลอ่ื นที่โดยอาศัยการหดตวั และคลายตวั ของ
กลา มเนื้อกดปกกับกลามเนื้อยกปกซง่ึ ทำงานในสภาวะ
ตรงกันขา ม
92. สบื คนขอมูล และอธบิ ายโครงสรา ง - มนษุ ยเคล่ือนทโี่ ดยอาศัยการทำงานของกระดูกและ
และหนา ทขี่ องกระดูกและกลามเนื้อ กลามเนอ้ื ซงึ่ ยึดกนั ดวยเอน็ ยดึ กระดูก
ทีเ่ กีย่ วของกับการเคล่ือนไหวและ - บรเิ วณที่กระดูกตัง้ แต 2 ชนิ้ มาตอกัน เรยี กวา ขอตอ
การเคลื่อนท่ีของมนุษย และยดึ กันดวยเอ็นยึดขอ
- กระดูกเปน เนื้อเยื่อท่ีใชค ำจนุ และทำหนา ท่ีในการ
เคลอ่ื นไหวของรา งกาย แบง ตามตำแหนงไดเปนกระดูก
แกนและกระดกู รยางค
- กลา มเนื้อในรางกายมนุษยแบงออกเปน กลามเนอื้ โครง
รา ง กลามเนอื้ หวั ใจ และกลามเน้ือเรียบกลา มเนื้อทั้ง 3
ชนิด พบในตำแหนงท่ตี างกนั และมีหนา ท่ีแตกตางกนั
- กลามเนื้อโครงรา งสวนใหญทำงานรว มกนั เปนคู ใน
สภาวะตรงกันขา ม
93. สงั เกต และอธิบายการทำงานของ - มนษุ ยเคลื่อนท่ีโดยอาศยั การทำงานของกระดูกและ
ขอตอชนดิ ตา งๆและการทำงานของ กลามเนือ้ ซึง่ ยดึ กนั ดว ยเอ็นยดึ กระดูก
กลา มเนือ้ โครงรา งทเี่ ก่ยี วขอ งกบั
291
ชนั้ ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรูเพม่ิ เตมิ
การเคลื่อนไหวและการเคลื่อนที่ของ - บริเวณทก่ี ระดูกต้งั แต 2 ชน้ิ มาตอกนั เรียกวาขอตอ
มนุษย และยดึ กันดว ยเอ็นยดึ ขอ
- กระดูกเปน เนอ้ื เย่ือท่ีใชคำจุนและทำหนา ที่ในการ
เคล่อื นไหวของรางกาย แบงตามตำแหนงไดเปน กระดูก
แกนและกระดกู รยางค
- กลา มเน้อื ในรา งกายมนุษยแบงออกเปน กลามเนือ้ โครง
ราง กลา มเนอ้ื หวั ใจ และกลามเนื้อเรยี บกลามเนื้อทัง้ 3
ชนิด พบในตำแหนง ท่ีตา งกันและมีหนา ท่ีแตกตางกนั
- กลา มเนือ้ โครงรา งสว นใหญท ำงานรวมกนั เปน คู ใน
สภาวะตรงกนั ขาม
94. สืบคน ขอ มูล อธิบาย และ - การสบื พันธุแบบไมอาศัยเพศของสตั วเ ปนการสืบพันธทุ ่ี
ยกตัวอยางการสบื พนั ธุแ บบไมอ าศยั ไมม ีการรวมของเซลลส ืบพนั ธุ เชน การแตกหนอและ
เพศและการสบื พันธแุ บบอาศัยเพศ การงอกใหม
ในสัตว - การสบื พันธแุ บบอาศัยเพศของสัตวเ ปน การสืบพันธุท่ี
เกดิ จากการรวมนิวเคลยี สของเซลลส บื พันธซุ ึง่ มีท้ังการ
ปฏิสนธิภายนอกและการปฏิสนธิภายใน สตั วบ างชนดิ
มี 2 เพศในตัวเดยี วกันแตการผสมพนั ธสุ วนใหญจะผสม
ขามตวั
95. สืบคน ขอ มูล อธบิ ายโครงสรางและ - การสืบพันธุของมนษุ ยมกี ระบวนการสรา งสเปรมจาก
หนาทีข่ องอวยั วะในระบบสืบพันธุ เซลลสเปอรม าโทโกเนยี มภายในอัณฑะ และ
เพศชายและระบบสืบพนั ธเุ พศหญงิ กระบวนการสรา งเซลลไขจากเซลลโอโอโกเนียมภายใน
รงั ไข
- อวยั วะสืบพันธุข องเพศหญงิ ประกอบดว ย รังไขทอนำ
ไข มดลกู และชองคลอด รังไขท ำหนา ทสี่ รา งเซลลไ ข
และฮอรโมนเพศหญงิ
- อวยั วะสบื พันธุของเพศชายประกอบดว ย อณั ฑะทำ
หนา ทส่ี รา งสเปร ม และฮอรโ มนเพศชาย และมี
โครงสรางอ่นื ๆ ท่ีทำหนาท่ีลำเลียงสเปรมางน้ำเลย้ี ง
สเปรม และสารหลอ ลื่นทอปสสาวะ
- อณั ฑะประกอบดว ยหลอดสรางสเปรม ซึ่งภายในมี
เซลลสเปอรมาโทโกเนยี มท่ีเปนเซลลต ัง้ ตน ของ
กระบวนการสรางสเปร ม
- กระบวนการสรา งสเปร มเรม่ิ ตนจากสเปอรม าโท-โก
เนยี มแบงเซลลแบบไมโทซิสได สเปอรม าโท-โกเนียม
จำนวนมาก ซง่ึ ตอมาบางเซลลพ ัฒนาเปน สเปอรมาโท
ไซตร ะยะแรก โดยสเปอรม าโทไซตระยะแรกจะแบง
292
ชนั้ ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรูเ พม่ิ เติม
เซลลแ บบไมโอซิส ไดส เปอรมาโทไซตระยะที่สองซงึ่ จะ
แบงเซลลแบบไมโอซสิ IIไดสเปอรมาทิดตามลำดับ
จากนนั้ พัฒนาเปน สเปร ม
- กระบวนการสรางเซลลไ ขเ ริ่มจากโอโอโกเนียมแบง
เซลลแ บบไมโทซิสไดโ อโอโกเนยี ม ซ่ึงจะพฒั นาเปน โอ
โอไซตร ะยะแรก แลวแบง เซลลแบบไมโอซิส Iไดโอโอ
ไซตร ะยะที่สองซงึ่ จะเกิดการตกไขตอไปเม่ือไดร ับการ
กระตนุ จากสเปรม โอโอไซตระยะทส่ี องจะแบงแบบไม
โอซสิ || แลว พฒั นาเปน เซลลไขก ารปฏิสนธิเกิดขน้ึ
ภายในทอนำไขไดไ ซโกต
ซง่ึ จะเจริญเปนเอม็ บริโอและไปฝงตัวทผ่ี นงั มดลกู
จนกระท่งั ครบกำหนดคลอด
96. อธบิ ายกระบวนการสรา งสเปรม - การสบื พนั ธขุ องมนุษยมีกระบวนการสรา งสเปรมจาก
กระบวนการสรางเซลลไ ข และการ เซลลสเปอรมาโทโกเนียมภายในอัณฑะ และ
ปฏิสนธใิ นมนษุ ย กระบวนการสรา งเซลลไขจ ากเซลลโอโอโกเนยี มภายใน
รงั ไข
- อวยั วะสบื พนั ธขุ องเพศหญิง ประกอบดวย รงั ไขทอนำ
ไข มดลูก และชอ งคลอด รังไขทำหนา ที่สรา งเซลลไ ข
และฮอรโมนเพศหญงิ
- อวัยวะสบื พันธขุ องเพศชายประกอบดวย อณั ฑะทำ
หนาท่ีสรางสเปร ม และฮอรโ มนเพศชาย และมี
โครงสรา งอืน่ ๆ ที่ทำหนาท่ลี ำเลียงสเปรมางน้ำเล้ียง
สเปร ม และสารหลอ ลื่นทอปสสาวะ
- อณั ฑะประกอบดว ยหลอดสรางสเปรม ซึง่ ภายในมี
เซลลสเปอรม าโทโกเนียมท่ีเปนเซลลตงั้ ตน ของ
กระบวนการสรา งสเปร ม
- กระบวนการสรางสเปร มเริม่ ตนจากสเปอรม าโท-โก
เนียมแบงเซลลแ บบไมโทซิสได สเปอรม าโท-โกเนยี ม
จำนวนมาก ซง่ึ ตอมาบางเซลลพฒั นาเปนสเปอรม าโท
ไซตระยะแรก โดยสเปอรมาโทไซตร ะยะแรกจะแบง
เซลลแ บบไมโอซสิ ไดส เปอรมาโทไซตร ะยะท่ีสองซ่ึงจะ
แบง เซลลแบบไมโอซสิ IIไดสเปอรม าทิดตามลำดับ
จากนน้ั พฒั นาเปนสเปรม
- กระบวนการสรา งเซลลไ ขเริ่มจากโอโอโกเนยี มแบง
เซลลแ บบไมโทซสิ ไดโ อโอโกเนยี ม ซ่งึ จะพัฒนาเปนโอ
โอไซตระยะแรก แลว แบงเซลลแบบไมโอซิส Iไดโ อโอ
293
ชน้ั ผลการเรียนรู สาระการเรียนรูเพ่ิมเติม
ไซตร ะยะทีส่ องซึ่งจะเกิดการตกไขต อ ไปเม่ือไดรบั การ
กระตนุ จากสเปรม โอโอไซตระยะทสี่ องจะแบง แบบไม
โอซสิ || แลวพัฒนาเปนเซลลไขก ารปฏสิ นธเิ กดิ ขึน้
ภายในทอนำไขไดไซโกตซึง่ จะเจรญิ เปน เอ็มบริโอและ
ไปฝง ตวั ทผ่ี นังมดลูกจนกระท่ังครบกำหนดคลอด
97. อธบิ ายการเจรญิ เติบโตระยะ - การเจริญเติบโตของสัตว เชน กบ ไก และสตั วเล้ียงลูก
เอม็ บรโิ อและระยะหลังเอม็ บรโิ อ ดว ยน้ำนม จะเรมิ่ ตน ดว ยการแบงเขลลข องไซโกต การ
ของกบ ไกแ ละมนุษย เกดิ เน้อื เย่ือเอม็ บริโอ 3 ชัน้ คือเอกโทเดิรม เมโซเดิรม
และเอนโดเดิรม การเกิดอวยั วะ โดยมกี ารเพ่ิมจำนวน
ขยายขนาด และการเปลยี่ นแปลงรูปรา งของเซลลเพ่ือ
ทำหนาท่ีเฉพาะอยาง ซึง่ พัฒนาการของอวัยวะตางจะ
ทำใหมกี ารเกดิ รูปรา งท่ีแนนอนในสัตวแตละชนดิ การ
เจริญเติบโตของมนษุ ยจะมีขั้นตอนคลา ยกบั การ
เจรญิ เติบโตของสตั วเ ลย้ี งลกู ดวยน้ำนมอ่นื ๆโดย
เอ็มบรโิ อจะฝงตัวท่ีผนังมดลูก และมกี ารแลกเปล่ียน
สารระหวางแมก ับลูกผานทางรก
98. สืบคนขอมูล อธิบาย และเขยี น - ฮอรโมนเปนสารท่ีควบคมุ สมดุลตาง ๆ ของรางกายโดย
แผนผังสรุปหนา ท่ีของฮอรโ มนจาก ผลติ จากตอ มไรท อหรือเน้ือเยื่อ โดยตอมไรท อน้ีจะ
ตอ มไรทอและเน้ือเย่ือที่สรา ง กระจายอยูตามตำแหนงตา ง ๆ ทวั่ รางกาย
ฮอรโมน - ตอมไรท อทส่ี รา งหรอื หลงั่ ฮอรโมน ไมมที อในการ
ลำเลยี งฮอรโมนออกจากตอมจงึ ถกู ลำเลียงโดยระบบ
หมุนเวยี นเลือดไปยังอวัยวะเปาหมายท่ีจำเพาะเจาะจง
- ตอมไพเนียลสรางเมลาโทนนิ ซ่ึงยับย้งั การเจรญิ เติบโต
ของอวัยวะสบื พนั ธุชว งกอนวัยเจรญิ พันธุและ
ตอบสนองตอ การเปลยี่ นแปลงของแสงในรอบวัน
- ตอมใตสมองสวนหนา สรางและหลังโกรทฮอรโมน
โพรแลกทิน ACTH TSH FSH LH เอนดอรฟนซ่งึ ทำ
หนาทแี่ ตกตางกัน
- ตอ มใตส มองสวนหลงั หล่งั ฮอรโ มนซ่ึงสรางจากไฮโพทา
ลามัส คือ ADH และออกซโิ ทซิน ซ่งึ ทำหนา ที่แตกตาง
กนั
- ตอมไทรอยดส รา งไทรอกซินซึ่งควบคมุ อตั ราเมแทบอลิ
ซมึ ของรางกาย และสรา งแคลซโิ ทนนิ ซึง่ ควบคุมระดับ
แคลเซยี มในเลือดใหปกติ
- ตอ มพาราไทรอยดส รา งพาราทอรโ มนซึ่งควบคมุ ระดบั
แคลเซยี มในเลือดใหปกติ