The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kungnangkap, 2022-09-17 09:46:41

หลักสูตร 64

หลักสูตร 64

44

คำอธิบายรายวิชาพนื้ ฐาน

รหสั วิชา ง23101 รายวิชา การงานอาชีพ 5 กลุมสาระการเรียนรูการงานอาชพี ชั้น
มธั ยมศกึ ษาปที่ 3 ภาคเรียนท่ี 1 จำนวน 20 ช่ัวโมง/0.5 หนว ยกิต

การอธิบายการดูแลเสื้อผา ที่ตัดเยบ็ จากผาประเภทตาง ๆ การใชวัสดุ อุปกรณและวิธีการใหเหมาะสมกับชนิดของ
เสอื้ ผา เพ่ือใหเส้อื ผาสะอาด สวยงาม ทนทาน เขียนแผนภาพความคิด สืบคนขอมูล

ฝกปฏิบัติและนำเสนอผลงานหนาชั้นเรียนเกี่ยวกบั การขยายพันธุพืชดวยวิธีตอนกิ่ง ติดตา เสียบยอด
และตัดชำ ประเมินทางเลือกในการประกอบอาชีพที่สอดคลองกับความรู ความถนัด และ ความสนใจของตนเอง
เหน็ ความสำคญั ของการทำงานทีม่ ปี ระสทิ ธิภาพ โดยใชทกั ษะการจดั การ เพื่อการประหยัดพลังงาน ทรัพยากร
และสงิ่ แวดลอ ม การสรางชิ้นงานอยางสรา งสรรคแ ละการสรา งประสบการณใ นการเขา สูอาชีพที่เหมาะสมกบั ตนเอง

รหสั ตัวชว้ี ัด
ง 1.1 ม.3/1 , ม.3/2 , ม.3/3
ง 2.1 ม.3/1 , ม.3/2 , ม.3/3

รวม 2 มาตรฐาน 6 ตัวช้ีวัด

45

คำอธิบายรายวชิ าพืน้ ฐาน

รหสั วชิ า ง23102 รายวชิ า การงานอาชีพ 6 กลุม สาระการเรยี นรูการงานอาชพี
ชน้ั มธั ยมศึกษาปที่ 3
ภาคเรยี นท่ี 2 จำนวน 20 ชั่วโมง/0.5 หนวยกิต

อธิบายขั้นตอนการอาหารประเภทสำรับ คุณคาทางดานโภชนาการและวิเคราะหแนวทางเขาสูอาชีพ
เขียนแผนภาพความคิด สืบคนขอมูล ฝกปฏิบัติและนำเสนอผลงานหนาช้ันเรียนเกี่ยวกบั การงานประดิษฐ โดยอาศัย
การเรียนรูจากสิ่งแวดลอมรอบตัว นำมาดัดแปลงใหเปนรูปราง รูปทรงตางๆ ตามกระบวนการเทคโนโลยี ประเมิน
ทางเลือกในการประกอบอาชีพที่สอดคลองกับความรู ความถนัด และ ความสนใจของตนเอง เห็นความสำคัญของ
การทำงานทม่ี ีประสิทธิภาพ

โดยใชทักษะการจัดการ เพื่อการประหยัดพลังงาน ทรัพยากร และสิ่งแวดลอม การสรางชิ้นงานอยางสรางสรรค
และการสรางประสบการณใ นการเขา สอู าชีพทเี่ หมาะสมกบั ตนเอง

รหัสตัวช้วี ัด
ง 1.1 ม.3/1 , ม.3/2 , ม.3/3
ง 2.1 ม.3/1 , ม.3/2 , ม.3/3

รวม 2 มาตรฐาน 6 ตัวช้ีวัด

46

คำอธิบายรายวิชาพืน้ ฐาน กลมุ สาระการเรียนรภู าษาตา งประเทศช้ัน
รหัสวชิ า อ23101 รายวิชาภาษาองั กฤษพ้ืนฐาน5
มัธยมศกึ ษาปท ี่ 3 ภาคเรยี นที่ 1 จำนวน 60 ช่ัวโมง/1.5 หนวยกติ

ศึกษาและวิเคราะหการอานออกเสียงขอความ ขาว โฆษณา และบทรอยกรองส้ัน ๆ ถกู ตอ งตามหลักการอาน ฝก
การฟงและอานคำขอรอง คำแนะนำ คำช้ีแจง คำอธิบายในการประดิษฐ การใชอุปกรณ การบอกทิศทาง ปายประกาศ
ตา ง ๆแลวปฏบิ ัติตามได ฟงและอานเร่ืองตาง ๆ จากสอ่ื สิง่ พมิ พและส่ืออีเล็กทรอนิกส แลว ระบุหัวขอ เรื่อง ใจความสำคัญ
รายละเอียดสนับสนุน และแสดงความคิดเห็นพรอมทั้งใหเหตุผลและตัวอยางประกอบ ศึกษาภาษาที่ใชในการสื่อสาร
ระหวา งบคุ คล แลว ฝกการพดู และเขียนโตตอบขอมูลเกย่ี วกับตนเอง เรอื่ งตาง ๆใกลตวั สถานการณ ขาว เรอ่ื งที่อยูในความ
สนใจในชีวิตประจำวัน พูดและเขียนคำขอรอง คำแนะนำ คำชี้แจง คำอธิบายที่มีขั้นตอนซับซอน ศกึ ษาการพูดและการ
เขียนภาษาที่ใชในการแสดงความตองการ เสนอและใหความชวยเหลือ ตอบรับและตอบปฏิเสธการใหความชวยเหลือใน
สถานการณตาง ๆ พูดและเขียนบรรยายเกี่ยวกับตนเอง ประสบการณ ขาว เหตุการณ ประเด็นที่อยูในความสนใจของ
สงั คม ศกึ ษาและเลือกใชภ าษา น้ำเสยี ง และกริ ิยาทา ทางในการสนทนาตามมารยาทสงั คมและวฒั นธรรม อธบิ ายเกี่ยวกบั
ชีวิตความเปนอยูขนบธรรมเนียม และประเพณีของเจาของภาษา ตลอดจนการเขารวมกิจกรรมทางภาษาและวัฒนธรรม
ศึกษาเปรียบเทียบและอธิบายความเหมือนและความแตกตางระหวางการออกเสียงประโยคชนิดตาง ๆ การลำดับคำตาม
โครงสรางประโยคของภาษาอังกฤษกับภาษาไทย ชีวิตความเปนอยูและวัฒนธรรมของเจาของภาษากับของไทย และ
นำไปใชอยางเหมาะสม ฝกการคนควาการรวบรวม การสรุป และการนำเสนอดวยการพูดแลเขียนขอมูลขอเท็จจริงท่ี
เก่ยี วของกบั กลมุ สาระการเรยี นรูอ ่นื หรอื ขอ มลู ตาง ๆจากสือ่ และแหลงการเรยี นรตู าง ๆ

โดยใชกระบวนการฟง พูด อาน และเขียนสื่อสารในสถานการณจริงหรือสถานการณจำลองเกิดขึ้นในหองเรียน
โรงเรยี น ชมุ ชน และสงั คม กระบวนการเรยี นรูแบบบรู ณาการ กระบวนการสรา งความรู กระบวนการคดิ กระบวนการ
ปฏิบัติ กระบวนการเรยี นรดู วยตนเอง กระบวนการทำงานคแู ละกลุม เพื่อใหเ กดิ ความรู ความคิด ความเขา ใจ เห็นคุณคา
และมีเจตคติที่ดีตอภาษาอังกฤษ ตลอดจนการรักชาติ ศาสน กษัตริย ซื่อสัตยสุจริต มีวินัย ใฝเรียนรู อยูอยางพอเพียง
มุงมั่นในการทำงาน รักความเปน ไทย และมจี ติ สาธารณะ

รหัสตัวช้วี ดั
ต 1.1 ม.3/1 , ม.3/2 , ม.3/3 , ม.3/4
ต 1.2 ม.3/1 , ม.3/2 , ม.3/3 , ม.3/4 ,ม.3/5
ต 1.3 ม.3/1 , ม.3/2 , ม.3/3
ต 2.1 ม.3/1 , ม.3/2 , ม.3/3
ต 2.2 ม.3/1 , ม.3/2
ต 3.1 ม.3/1
ต 4.1 ม.3/1
ต 4.2 ม.3/1 , ม.3/2

รวม 8 มาตรฐาน 21 ตัวช้ีวดั

47

คำอธิบายรายวชิ าพนื้ ฐาน กลุม สาระการเรยี นรูภาษาตา งประเทศ
รหัสวิชา อ23102 รายวชิ าภาษาองั กฤษพ้ืนฐาน6
ชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 3 ภาคเรียนท่ี 2 จำนวน 60 ชั่วโมง/1.5 หนว ยกิต

ศึกษาและวิเคราะหการอานบทอานบรรยายประสบการณที่ประทับใจของบุคคล บทสนทนาวิจารณการเลนกีฬา
ของทีมโปรด ความคิดเห็นเกี่ยวกับเมืองที่ชอบและเลือกที่จะไปอยูอาศัย ขอมูลเกี่ยวกับสิ่งที่เปนที่สุดในโลก คำแนะนำ
เกีย่ วกบั ความเปลี่ยนแปลงในโรงเรียนท่อี ยากใหเกดิ ขนึ้ คำแนะนำเกย่ี วกบั ปญหาสขุ ภาพของวัยรุน คำแนะนำเกี่ยวกับการมี
สขุ ภาพทดี่ แี ละมรี างกายท่ีสมสวน การวางแผนทำกจิ กรรมในชวงปดภาคเรียน อา นอเี มลบรรยายการใชชวี ิตในตางประเทศ
เพอ่ื เปรยี บเทยี บชีวิตความเปน อยูและวฒั นธรรมของเจาของภาษากับของไทย ระบใุ จความสำคัญและรายละเอียดจากเรื่อง
ทอ่ี าน โครงสรางประโยค และไวยากรณ

โดยใชทักษะในศตวรรษที่ 21 อีกทั้งทักษะทางภาษา ฟง พูด อาน เขียน ในการสืบเสาะหาความรู สืบคนขอมูล
วเิ คราะห อภปิ รายและสรุป เพ่ือใหเกดิ ความรู ความคิด ความเขาใจ เห็นคุณคาและมเี จตคติทีด่ ีตอภาษาอังกฤษ ตลอดจน
การรักชาติ ศาสน กษัตรยิ  ซ่อื สัตยสุจริต มวี นิ ัย ใฝเ รยี นรู อยอู ยา งพอเพียง มงุ มั่นในการทำงาน รกั ความเปน ไทย และมี
จติ สาธารณะ นำความรูไ ปใชในชีวิตประจำวนั

รหสั ตัวช้ีวัด
ต 1.1 ม.3/1 , ม.3/2 , ม.3/3 , ม.3/4
ต 1.2 ม.3/1 , ม.3/2 , ม.3/3 , ม.3/4 ,ม.3/5
ต 1.3 ม.3/1 , ม.3/2 , ม.3/3
ต 2.1 ม.3/1 , ม.3/2 , ม.3/3
ต 2.2 ม.3/1 , ม.3/2
ต 3.1 ม.3/1
ต 4.1 ม.3/1
ต 4.2 ม.3/1 , ม.3/2

รวม 8 มาตรฐาน 21 ตวั ช้ีวดั

48

รายวชิ าเพ่ิมเตมิ

49

คณติ ศาสตร

ชน้ั ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรเู พิ่มเตมิ
ม.1 1. เขาใจและใชส มบัติของเลขยกกำลงั ที่มเี ลขชี้ -เลขยกกำลังทมี่ เี ลขช้ีกำลงั เปนจำนวนเตม็ บวก การ
กำลงั เปนจำนวนเต็มในการแกปญ หาคณติ ศาสตรแ ละ นำความรเู กยี่ วกับเลขยกกำลังไปใชในการแกป ญหา
ปญ หาในชวี ิตจริง และสญั กรณวิทยาศาสตร
2. เขียนจำนวนใหอยใู นรูปสัญกรณว ิทยาศาสตร -การหารรว มมากและการคูณรว มนอย
และเขยี นสัญกรณใหอยใู นรปู จำนวนได
3. เขาใจวธิ กี ารหา ห.ร.ม. และ ค.ร.น.
4. แกโ จทยป ญหา ห.ร.ม. และ ค.ร.น. ได
1. การตงั้ คำถามทางสถิติ การเกบ็ รวบรวม -สถติ ิ
ขอ มูล การนำเสนอขอมลู แผนภมู ริ ูปภาพแผนภมู แิ ทง -พหุนาม
กราฟเสน แผนภูมิรูปวงกลม

2. หาผลบวก และผลลบของเอกนามและพหุ
นามได
3. หาผลคูณ และผลหารของเอกนามและพหุ

นามอยางงายได
ม.2 1. หาผลคณู และผลหารของเลขยกกำลงั เมื่อ -สมบตั ิของเลขยกกำลัง
เลขช้กี ำลงั เปน จำนวนเตม็ -พหนุ าม
2. ใชส มบตั ิของเลขยกกำลงั ในการแกปญหา
3. เขยี นและคำนวณเก่ียวกับจำนวนที่อยูใ น
รปู สญั กรณวทิ ยาศาสตร
4. มีความเขา ใจและตระหนักถงึ ความ
สมเหตสุ มผลของคำตอบทไ่ี ดจากการบวก การลบ การ
คูณ การหาร
ระหวา งเอกนามกบั เอกนาม พุหนามกับเอก
นาม และพหุนามกับพหนุ าม

5. ประยกุ ตก ารเล่ือนขนาน การสะทอน และ
การหมนุ ในการสรางสรรคงานศิลปะหรอื ออกแบบ

1. บอกเงอ่ื นไขท่ีทำใหรูปเรขาคณติ สองรปู -ความเทากนั ทกุ ประการ
เทา กนั ทุกประการ -การใหเหตุผลทางเรขาคณติ

2. บอกไดวารูปสามเหลี่ยมสองรปู ท่ีสัมพันธก ัน
แบบ ดา น–มมุ –ดาน เทากันทุกประการ

3. บอกไดวา รูปสามเหล่ยี มสองรปู ทีส่ มั พนั ธกนั
แบบ มมุ –ดา น–มมุ เทา กนั ทุกประการ

4. บอกไดวารปู สามเหล่ียมสองรูปท่ีสัมพนั ธกัน
แบบ ดาน–ดาน–ดา น เทากันทุกประการ

50

5. บอกไดวารปู สามเหลย่ี มสองรูปท่ีสัมพันธก นั
แบบ มุม–มุม–ดา น เทากนั ทุกประการ
6. บอกไดวารูปสามเหลีย่ มสองรปู ทสี่ ัมพนั ธก นั
แบบ ฉาก–ดาน–ดาน เทากันทุกประการ
7. นำสมบตั ิของความเทากันทกุ ประการของรูป
สามเหลีย่ มสองรปู ที่มคี วามสัมพันธทงั้ 5 แบบ ไปใช
อา งอิง ในการใหเหตุผล
8. สรา งขอ ความคาดการณใ นสถานการณท่ี
กำหนดให
9. บอกขอความท่ีเปน “เหตุ” และขอความที่
เปน “ผล” ของประโยคมเี งื่อนไขที่กำหนดให
10. เขียนบทกลับของประโยคมเี ง่ือนไข
11. เขียนบทนยิ ามที่อยูใ นรปู “กต็ อ เมอ่ื ” ให
เปน ประโยคมเี ง่ือนไข 2 ประโยค
12. ใชบทนยิ าม สมบัตขิ องจำนวน และสมบัติ
ทางเรขาคณติ ในการใหเ หตุผลทางเรขาคณิต
13. สรางรปู ตามทีก่ ำหนดและใหเ หตผุ ลเก่ียวกบั
การสราง
14. นำสมบัตหิ รือทฤษฎบี ทเก่ยี วกบั รปู
สามเหล่ียมและรปู ส่ีเหลยี่ มมาใชใ นการใหเหตุผล และ
นำไปใชใ นชวี ติ จรงิ
ม.3 1. เขาใจและใชก ารแยกตวั ประกอบของพหนุ าม -การแยกตัวประกอบของพหุนาม
ทม่ี ดี ีกรีสูงกวา สองในการแกปญหาคณิตศาสตร -การแยกประกอบของพหนุ ามดีกรที ่สี ูงกวา สอง
2. ประยกุ ตใ ชสมการกำลังสองตวั แปรเดียวใน -สมการกำลงั สองตวั แปรเดียว
การแกป ญหาคณิตศาสตร -การแกส มการกำลังสองตัวแปรเดียว
3. ประยุกตใชระบบสมการเชิงเสน สองตวั แปรใน
การแกปญหาคณิตศาสตร
1. เขา ใจและใชความรูเ กยี่ วกบั ฟงกช นั กำลงั สอง -ฟงกชนั กำลังสอง
ในการแกปญ หาคณิตศาสตร -กราฟของฟง กชันกำลงั สอง
2. เขา ใจและใชท ฤษฎวี งกลมเกีย่ วกบั วงกลมใน -การนำความรูเ กี่ยวกับฟงกช ันกำลงั สองไปใช
การแกป ญหาคณิตศาสตร แกป ญ หา
-วงกลมวงกลม คอรด และเสนสัมผัสทฤษฎีบท
เกีย่ วกับวงกลม

51

รหสั วิชา ค21201 คำอธิบายรายวชิ าเพ่ิมเติม
ช้นั มธั ยมศึกษาปท่ี 1 รายวิชาคณิตศาสตรเพิม่ เติม 1 กลุมสาระการเรยี นรคู ณิตศาสตร
ภาคเรียนท่ี 1 จำนวน 40 ช่ัวโมง/1.0 หนวยกติ

ศึกษา ฝกทักษะการคิดคำนวณ จัดการเรียนรูโดยใชประสบการณหรือสถานการณใ นชีวติ ประจำวนั ของผูเรียนให
ผูเรยี นไดศ ึกษาคน ควาโดยการปฏิบัตจิ รงิ สรุปรายงาน และฝกทกั ษะ/กระบวนการทางคณิตศาสตรใ นสาระตอไปน้ี เลขยก
กำลัง เลขยกกำลังที่มีเลขชี้กำลังเปนจำนวนเต็ม การนำความรูเกี่ยวกับเลขยกกำลังไปใชในการแกปญหาได สัญกรณ
วิทยาศาสตร เขียนจำนวนใหอยูในรูปสัญกรณวิทยาศาสตร และเขยี นสัญกรณใ หอยูในรูปจำนวนได การหารรวมมากและ
การคูณรว มนอ ย เขาใจวธิ ีการหา ห.ร.ม., ค.ร.น. และแกโ จทยปญ หา ห.ร.ม., ค.ร.น. ได

เพื่อใหมีความรูความเขาใจ มีทักษะในการคิดคำนวณ การแกปญหา การใหเหตุผล การสื่อความหมายทาง
คณิตศาสตร และสามารถนำไปใชในการเรียนรูสิ่งตางๆ และใชในชีวิตประจำวันอยางสรางสรรค มีระเบียบ มีความ
รับผิดชอบ มีวิจารณญาณ และมีความเชื่อมั่นตนเอง สามารถทำงานอยางเปนระบบ รวมทั้งเห็นคุณคาและมีเจตคติที่ดีตอ
คณติ ศาสตร

ผลการเรยี นรู
1. เขา ใจและใชสมบตั ิของเลขยกกำลงั ที่มเี ลขชี้กำลังเปนจำนวนเตม็ ในการแกป ญหาคณติ ศาสตรและปญหาในชวี ิต

จริง
2. เขยี นจำนวนใหอ ยูในรูปสัญกรณว ิทยาศาสตร และเขียนสัญกรณใ หอยใู นรปู จำนวนได
3. เขา ใจวธิ กี ารหา ห.ร.ม. และ ค.ร.น.
4. แกโจทยปญ หา ห.ร.ม. และ ค.ร.น. ได

จำนวนผลการเรยี นรูทั้งหมด 4 ผลการเรียนรู

52

คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเตมิ
รหัสวชิ า ค21202 รายวิชาคณิตศาสตรเ พ่มิ เติม 2 กลุมสาระการเรียนรูคณติ ศาสตร
ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปท่ี 1 ภาคเรียนที่ 2 จำนวน 40 ชั่วโมง/1.0 หนว ยกิต

ศึกษา ฝกทักษะการคิดคำนวณ จัดการเรียนรูโดยใชประสบการณหรือสถานการณในชีวติ ประจำวนั ของผูเรียนให
ผูเรียนไดศึกษาคนควาโดยการปฏิบัติจริง สรุปรายงาน และฝกทักษะ/กระบวนการทางคณิตศาสตรในสาระตอไปนี้ สถิติ
การตั้งคำถามทางสถิติ การเก็บรวบรวมขอมูล การนำเสนอขอมูล แผนภูมิรูปภาพแผนภูมิแทงกราฟเสน แผนภูมิรูป
วงกลม พหุนาม หาผลบวก และผลลบของเอกนามและพหุนาม หาผลคูณ และผลหารของเอกนามและพหุนามอยาง
งา ยๆ

เพื่อใหมีความรูความเขาใจ มีทักษะในการคิดคำนวณ การแกปญหา การใหเหตุผล การสื่อความหมายทาง
คณิตศาสตร และสามารถนำไปใชในการเรียนรูสิ่งตางๆ และใชในชีวิตประจำวันอยางสรางสรรค มีระเบียบ มีความ
รับผิดชอบ มีวิจารณญาณ และมีความเชื่อมั่นตนเอง สามารถทำงานอยางเปนระบบ รวมทั้งเห็นคุณคาและมีเจตคติที่ดีตอ
คณติ ศาสตร

ผลการเรยี นรู
1. การตงั้ คำถามทางสถิติ การเกบ็ รวบรวมขอมูล การนำเสนอขอ มลู แผนภูมิรปู ภาพแผนภมู ิแทงกราฟเสน

แผนภูมริ ปู วงกลม
2. หาผลบวก และผลลบของเอกนามและพหนุ ามได
3. หาผลคูณ และผลหารของเอกนามและพหุนามอยา งงายได

จำนวนผลการเรยี นรูท งั้ หมด 3 ผลการเรียนรู

53

คำอธิบายรายวิชาเพ่ิมเติม กลุม สาระการเรยี นรคู ณิตศาสตร
รายวิชา ค22201 รายวิชาคณิตศาสตรเพม่ิ เติม 3
ชั้นมัธยมศกึ ษาปท่ี 2 ภาคเรียนท่ี 1 จำนวน 40 ช่ัวโมง/1.0 หนวยกติ

ศกึ ษา และฝก ทักษะและกระบวนการทางคณติ ศาสตรอันไดแ ก การแกป ญหา การใหเหตผุ ล การสอื่ สาร การสื่อ
ความหมายทางคณิตศาสตร และการนำเสนอ การเชอ่ื มโยงความรูตาง ๆ ทางคณติ ศาสตร และการเช่อื มโยงคณิตศาสตร
กับศาสตรอื่น ๆ และมีความคิดริเริ่มสรางสรรคในสาระตอไปนี้ สมบัติของเลขยกกำลัง การดำเนินการของเลขยกกำลัง
สมบัติอื่น ๆ ของเลขยกกำลัง พหุนาม การบวกและการลบเอกนาม การบวกและการลบพหุนาม การคูณพหุนาม
การหารพหุ นามดว ยเอกนาม

โดยการจัดประสบการณหรือสรางสถานการณที่ใกลตัวใหผูเรียนคนควา ทดลอง สรุปรายงาน เพื่อพัฒนาทักษะ /
กระบวนการในการคิดคำนวณ การแกปญหา การใหเหตุผล การสื่อความหมายทางคณิตศาสตร และนำประสบการณ
ดานความรู ความคิด ทักษะกระบวนการที่ไดไปใชในการเรียนรูสิ่งตาง ๆ และใชในชีวิตประจำวันอยางสรางสรรค รวมท้ัง
เห็นคุณคาและมีเจตนคติที่ดีตอคณิตศาสตร สามารถทำงานอยางเปนระบบ ระเบียบ รอบคอบ มีความรับผิดชอบ มี
วจิ ารณญาณ และเชือ่ มัน่ ในตัวเอง
ผลการเรียนรู

1. หาผลคูณและผลหารของเลขยกกำลงั เมื่อเลขชี้กำลังเปนจำนวนเตม็
2. ใชสมบัติของเลขยกกำลงั ในการแกป ญหา
3. เขียนและคำนวณเกีย่ วกับจำนวนที่อยูในรปู สญั กรณวทิ ยาศาสตร
4. มีความเขาใจและตระหนกั ถงึ ความสมเหตุสมผลของคำตอบที่ไดจ ากการบวก การลบ การคูณ การหาร

ระหวา งเอกนามกับเอกนาม พุหนามกับเอกนาม และพหนุ ามกับพหุนาม
5. ประยุกตก ารเลื่อนขนาน การสะทอน และการหมนุ ในการสรางสรรคงานศลิ ปะหรือออกแบบ

จำนวนผลการเรียนรูทั้งหมด 5 ผลการเรียนรู

54

คำอธิบายรายวิชาเพ่ิมเตมิ
รายวชิ า ค22202 รายวชิ าคณติ ศาสตรเ พม่ิ เติม 4 กลุม สาระการเรยี นรคู ณิตศาสตร
ชัน้ มัธยมศกึ ษาปท ี่ 2 ภาคเรียนที่ 2 จำนวน 40 ชั่วโมง/1.0 หนวยกิต

ศึกษา และฝกทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตรอันไดแก การแกปญหา การใหเหตุผล การสื่อสาร การ
สื่อความหมายทางคณิตศาสตร และการนำเสนอ การเช่ือมโยงความรูตาง ๆ ทางคณิตศาสตร และการเชื่อมโยง
คณิตศาสตรกับศาสตรอ ื่น ๆ และมีความคดิ ริเร่มิ สรา งสรรคในสาระตอไปนี้ ความเทากนั ทุกประการของรปู เรขาคณิต
ความเทา กนั ทุกประการของรูปสามเหลยี่ ม รูปสามเหล่ียมสองรูปทีส่ ัมพันธกนั แบบ ดา น–มุม–ดาน มมุ –ดาน–มุม
ดา น–ดา น–ดาน มมุ –มุม–ดา น ฉาก–ดา น–ดา น การนำความรูเก่ยี วกบั ความเทากันทกุ ประการไปในการแกป ญหา
ความรพู น้ื ฐานเก่ียวกบั การใหเ หตผุ ลทางเรขาคณิต และการสรางและการใหเหตุผลเกยี่ วกบั การสรา ง

โดยการจัดประสบการณหรือสรางสถานการณที่ใกลตัวใหผูเรียนคนควา ทดลอง สรุปรายงาน เพื่อพัฒนาทักษะ /
กระบวนการในการคิดคำนวณ การแกปญหา การใหเหตุผล การสื่อความหมายทางคณิตศาสตร และนำประสบการณ
ดานความรู ความคิด ทักษะกระบวนการที่ไดไปใชในการเรียนรูสิ่งตาง ๆ และใชในชีวิตประจำวันอยางสรางสรรค รวมทั้ง
เห็นคุณคาและมีเจตนคติที่ดีตอคณิตศาสตร สามารถทำงานอยางเปนระบบ ระเบียบ รอบคอบ มีความรับผิดชอบ มี
วจิ ารณญาณ และเชือ่ มนั่ ในตัวเอง
ผลการเรยี นรู

1. บอกเงอื่ นไขทที่ ำใหรปู เรขาคณติ สองรปู เทากันทุกประการ
2. บอกไดว ารปู สามเหล่ียมสองรูปท่ีสมั พันธก นั แบบ ดาน–มุม–ดา น เทา กันทุกประการ
3. บอกไดวารปู สามเหลีย่ มสองรูปท่สี ัมพันธก นั แบบ มมุ –ดาน–มมุ เทา กันทุกประการ
4. บอกไดว า รปู สามเหลย่ี มสองรูปทส่ี ัมพนั ธกนั แบบ ดาน–ดาน–ดา น เทา กันทุกประการ
5. บอกไดว ารูปสามเหลย่ี มสองรปู ท่ีสมั พนั ธกนั แบบ มุม–มุม–ดา น เทากันทุกประการ
6. บอกไดว ารปู สามเหลย่ี มสองรปู ที่สมั พนั ธก นั แบบ ฉาก–ดา น–ดา น เทากันทกุ ประการ
7. นำสมบตั ิของความเทา กนั ทุกประการของรปู สามเหลีย่ มสองรปู ที่มีความสัมพันธท งั้ 5 แบบ ไปใชอ างองิ ใน
การใหเ หตุผล
8. สรา งขอ ความคาดการณในสถานการณท่กี ำหนดให
9. บอกขอความท่เี ปน “เหตุ” และขอความทเ่ี ปน “ผล” ของประโยคมเี ง่ือนไขท่ีกำหนดให
10. เขยี นบทกลบั ของประโยคมเี ง่ือนไข
11. เขยี นบทนิยามท่ีอยูใ นรูป “กต็ อ เมื่อ” ใหเ ปน ประโยคมีเงื่อนไข 2 ประโยค
12. ใชบทนิยาม สมบตั ขิ องจำนวน และสมบตั ทิ างเรขาคณติ ในการใหเ หตุผลทางเรขาคณิต
13. สรางรูปตามที่กำหนดและใหเ หตผุ ลเกีย่ วกับการสรา ง
14. นำสมบตั หิ รอื ทฤษฎบี ทเกีย่ วกับรูปสามเหลยี่ มและรปู สเ่ี หลยี่ มมาใชใ นการใหเหตุผล และนำไปใชในชวี ิตจริง

จำนวนผลการเรียนรทู ั้งหมด 14 ผลการเรียนรู

55

รายวชิ า ค23201 คำอธิบายรายวิชาเพ่ิมเตมิ
ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที่ 3 รายวชิ าคณิตศาสตรเพ่ิมเติม 5 กลมุ สาระการเรียนรูค ณิตศาสตร
ภาคเรยี นท่ี 1 จำนวน 40 ชั่วโมง/1.0 หนวยกติ

ศกึ ษาและฝก ทกั ษะและกระบวนการทางคณติ ศาสตรอนั ไดแก การแกปญหา การใหเ หตุผล การสอื่ สาร
การส่อื ความหมายทางคณิตศาสตร และการนำเสนอ การเช่อื มโยงความรูตา ง ๆ ทางคณติ ศาสตร และเชื่อมโยง
คณติ ศาสตรกบั ศาสตรอน่ื ๆ และมคี วามคดิ รเิ ริ่มสรางสรรคใ นสาระตอไปนี้ การแยกตวั ประกอบของพหนุ าม การแยก
ประกอบของพหนุ ามดีกรที สี่ งู กวา สอง สมการกำลังสองตัวแปรเดียว สมการกำลงั สองตัวแปรเดียว การแกสมการกำลัง
สองตัวแปรเดยี ว การนำความรูเก่ียวกับการแกสมการกำลงั สองตัวแปรเดียวไปใชในการแกป ญหา ระบบสมการ ระบบ
สมการเชิงเสนสองตวั แปร การแกระบบสมการเชงิ เสนสองตวั แปร การนำความรูเ กี่ยวกับการแกระบบสมการเชิงเสน สอง
ตวั แปรไปใชใ นการแกป ญ หา

โดยจัดประสบการณ กจิ กรรม หรอื โจทยปญหาทส่ี งเสริมการพฒั นาทกั ษะกระบวนการทางคณติ ศาสตรใ นการคดิ
คำนวณ การใหเหตผุ ล การวเิ คราะห การแกปญหา การสื่อสาร การสอ่ื ความหมาย และการนำเสนอเพือ่ ใหเ กิดความรู
ความเขา ใจ ความคิดรวบยอด ใฝร ใู ฝเ รยี น มีระเบยี บวินัยมงุ มั่นในการทำงานอยางมีระบบ ประหยัด ซ่อื สตั ย มี
วิจารณญาณ รจู กั นำความรไู ปประยกุ ตใชในการดำรงชวี ติ ไดอ ยางพอเพียง รวมทั้งมีเจตคตทิ ่ีดตี อคณิตศาสตร

ผลการเรยี นรู
1. เขาใจและใชก ารแยกตัวประกอบของพหนุ ามท่ีมีดีกรีสูงกวา สองในการแกปญ หาคณติ ศาสตร
2. ประยกุ ตใ ชสมการกำลังสองตวั แปรเดยี วในการแกป ญหาคณิตศาสตร
3. ประยกุ ตใ ชระบบสมการเชิงเสนสองตวั แปรในการแกป ญหาคณติ ศาสตร

รวมทั้งหมด 3 ผลการเรยี นรู

56

คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเตมิ กลุมสาระการเรียนรคู ณิตศาสตร
รายวิชา ค23202 รายวชิ าคณติ ศาสตรเ พิ่มเติม 6
ช้ันมธั ยมศกึ ษาปท่ี 3 ภาคเรยี นที่ 2 จำนวน 40 ชั่วโมง/1.0 หนวยกติ

ศึกษาและฝก ทักษะและกระบวนการทางคณติ ศาสตรอนั ไดแก การแกปญหา การใหเหตุผล การส่อื สาร การสือ่
ความหมายทางคณิตศาสตร และการนำเสนอ การเชอื่ มโยงความรตู า ง ๆ ทางคณิตศาสตร และเชือ่ มโยงคณิตศาสตรก ับ
ศาสตรอน่ื ๆ และมคี วามคิดริเรม่ิ สรา งสรรคในสาระตอไปน้ี ฟงกช นั กำลงั สอง กราฟของฟงกชนั กำลงั สอง การนำความรู
เกย่ี วกบั ฟงกชันกำลังสองไปใชแกป ญ หา วงกลมวงกลม คอรด และเสนสมั ผสั ทฤษฎีบทเกีย่ วกบั วงกลม

โดยจดั ประสบการณ กิจกรรม หรอื โจทยปญหาที่สงเสริมการพัฒนาทักษะกระบวนการทางคณติ ศาสตรในการคดิ
คำนวณ การใหเ หตุผล การวิเคราะห การแกป ญ หา การสอื่ สาร การสื่อความหมาย และการนำเสนอ
เพอื่ ใหเ กดิ ความรูความเขาใจ ความคิดรวบยอด ใฝร ูใ ฝเ รยี น มรี ะเบียบวนิ ัยมุงมนั่ ในการทำงานอยางมรี ะบบ ประหยดั
ซอ่ื สตั ย มวี จิ ารณญาณ รจู ักนำความรูไ ปประยกุ ตใชใ นการดำรงชวี ิตไดอ ยางพอเพยี ง รวมทงั้ มีเจตคติที่ดีตอคณติ ศาสตร

ผลการเรียนรู
1. เขา ใจและใชความรูเกย่ี วกับฟง กช นั กำลงั สองในการแกปญหาคณิตศาสตร
2. เขา ใจและใชท ฤษฎวี งกลมเกย่ี วกับวงกลมในการแกป ญหาคณติ ศาสตร

รวมทั้งหมด 2 ผลการเรียนรู

57

รายวิชาสนุกกับโครงงานวิทยาศาสตร

ช้ัน ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรูเพิม่ เตมิ
ม.1 1. เรียนรูล ักษณะของนักวทิ ยาศาสตร และ วทิ ยาศาสตรเปน การศึกษาเกี่ยวกับปรากฏการณ
กระบวนการทำงานของนักวยิ าศาสตร ตา งๆ ซง่ึ นำไปสคู วามรู ความเขา ใจเกยี่ วกับส่ิงตา งๆ
รอบตวั จึงทำใหโ ลกพัฒนาในหลายดาน โดยสิง่ ทเี่ กดิ
ขึ้นมาจากกระบวนการทำงาน
ของนักวทิ ยาศาสตร ผลงานของนกั วทิ ยาศาสตรทำให
เกิดประโยชนและความกาวหนาทางเทคโนโลยี
2. ตั้งสมมติฐานจากปญหา หรือสถานการณต า งๆ ได การกำหนดขอความทค่ี าดคะเนคำตอบของปญหา/
เร่อื งที่สนใจไวก อ นทำ การศกึ ษาซง่ึ การคาดคะเน
คำตอบน้ันมงุ หวงั ใหค ำตอบหรอื ผลทไ่ี ดจ าก
การศกึ ษาถูกตองมากท่สี ดุ สมมตฐิ านจึงเปน
เครือ่ งมือที่จะนำไปสูก ารพสิ ูจนค นหาความจริงใน
การศึกษาคนควา
3. ออกแบบการทดลองเพื่อตรวจสอบสมมตฐิ านโดยมี การออกแบบการทดลอง เปนการวางแผนการทดลอง
การกำหนดและควบคุมตวั แปรตา งๆ และกำหนดนยิ าม กอนลงมือปฏิบัติจริง โดยใหสอดคลองกับปญหาหรอื
เชิงปฏบิ ตั ิการได สมมตฐิ านทตี่ ั้งไว โดยควบคุมตัวแปรตา ง ๆ ที่มีผล
4. ออกแบบวธิ กี ารทดลอง เลือกใชอปุ กรณ และลงมือ ตอการทดลอง
ทำการทดลองได
5. บันทึกขอมลู ทสี่ ามารถ อานเขา ใจงาย และสรปุ ผล การจดบนั ทึกที่ไดจากการทดลองซ่ึงขอมูลที่ไดน ้ี
ของขอมลู จากการศกึ ษาทดลองได สามารถรวบรวมไวใ ชส ำหรบั ยนื ยันวา สมมตฐิ านท่ตี ั้ง
ไวถ กู ตองหรือไม ในบางคร้ังขอมูลอาจไดม าจากการ
สรางขอเทจ็ จริง เอกสาร จากการสังเกต
ปรากฏการณ หรือจากการซกั ถามผรู อบรู แลว นำ
ขอมูลท่ีไดม านนั้ ไปแปรผลและลงขอสรปุ
6. วิเคราะหโ ครงงานวิทยาศาสตร และมีแนวคิดในการ การวิเคราะหโ ครงงานวทิ ยาศาสตรจ ะชว ยใหน กั เรียน
วางแผนการทดลอง เขาใจจุดมงุ หมายและวธิ ีการทำโครงงานวิทยาศาสตร
ไดชัดเจนมากย่ิงข้ึน และชวยทำใหเ กดิ แนวคดิ ใหม ๆ
เพื่อสรา งโครงงานตอไปได
ประเภทโครงงานวทิ ยาศาสตร แบง ออกเปน 4
ประเภท ไดแ ก โครงงานทดลอง โครงงานสำรวจ
โครงงานส่ิงประดิษฐ และโครงงานทฤษฎี
7. มีทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร จติ การทำงานในกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร
วิทยาศาสตร และความสามารถในการแกป ญหาโดยใช จำเปนตองอาศยั ทักษะเพอื่ ชว ยใหก ารทำงานเปนไป
วิธกี าร ทางวิทยาศาสตร อยางมีประสทิ ธิภาพ เรียกวา ทกั ษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร โดยใชจ ติ วิทยาศาสตรในการสืบเสาะหา

58

ช้ัน ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรเู พมิ่ เติม
ความรู การคิดแกป ญหา การสอื่ สาร การใช
เทคโนโลยี การสืบคนขอ มูลและการอภปิ รายเพื่อให
เกิดความรู ความเขาใจ ใฝเ รียนรู สามารถส่ือสารสิง่
ที่เรียนรู นำความรไู ปใชประโยชนใ นการดำรงชวี ิต
และ มีคุณธรรม จรยิ ธรรม คานยิ มที่เหมาะสมและ
เขาใจวา วทิ ยาศาสตร เทคโนโลยีสงั คมและ
สง่ิ แวดลอ มเกีย่ วของสมั พนั ธกัน
8. ต้ังคำถามจากสถานการณตา งๆ ตามความสนใจ การตัง้ คำถามเปนเทคนิคสำคัญในการเสาะแสวงหา
โดยมีประเดน็ หรอื ตัวแปรท่สี ำคญั ในการสำรวจ ความรูทีม่ ีประสทิ ธภิ าพ เปน กลวธิ ีการสอนท่ี
ตรวจสอบหรอื ศึกษาไดอ ยางครอบคลุมและเช่ือถือได กอใหเกดิ การเรยี นรูทพี่ ัฒนาทักษะการคิด การ
ตีความ การไตรตรอง การถายทอดความคิด สามารถ
นำไปสกู ารเปลี่ยนแปลงและปรบั ปรงุ การจัด
กระบวนการเรียนรูไดเ ปนอยางดี แบง ออกเปน
คำถามระดบั พ้นื ฐาน และคำถามระดับสูง
9. ออกแบบและวางแผนการสำรวจตรวจสอบ โดยมี การวางแผนและการออกแบบการทดลองท่ีเหมาะสม
การกำหนดและควบคุมตัวแปรตา งๆ กำหนดนยิ าม ชดั เจนและรอบคอบ จะชวยใหไดโครงงาน
เชงิ ปฏิบัตกิ าร เลือกวธิ กี ารสำรวจตรวจสอบเชิง วทิ ยาศาสตรที่มีคุณภาพดียิง่ ข้ึน
ปริมาณ เชงิ คณุ ภาพท่ีไดผ ลเที่ยงตรงและปลอดภยั นกั เรยี นจะสามารถวางแผนหรอื ออกแบบการทดลอง
โดยใชว ัสดุและเครอื่ งมือที่เหมาะสม รวมถึงการจดั ทำ ในเรอื่ งทจ่ี ะทำโครงงานไดอ ยางชดั เจน และรอบคอบ
เคา โครงของโครงงานวทิ ยาศาสตรไ ด จะตอ งคำนงึ ถงึ สิ่งตา ง ๆ ตอไปน้ี
1. ปญหาของหวั ขอเรอื่ งท่จี ะทำโครงงาน
2. จดุ มงุ หมายของโครงงาน
3. สมมติฐาน
4. วธิ ดี ำเนนิ การทดลองหรอื ดำเนนิ การเก็บรวบรวม
ขอ มูล
5. วสั ดอุ ปุ กรณทจ่ี ะตองใช
6. สิ่งทตี่ องสังเกตและวธิ ีการวัดผล
7. วธิ กี ารนำเสนอขอ มูล
8. ระยะเวลาท่ีตองใช
10. การลงมือทำโครงงานวิทยาศาสตร การลงมอื ทำโครงงานวิทยาศาสตรควรมีการ
เตรียมพรอมกอนลงมือปฏิบตั ิ และในขณะทล่ี งมือ
ปฏิบตั คิ วรมคี วามระมดั ระวัง และความละเอยี ด
รอบคอบ รวมท้ังมีการบนั ทึกขอ มลู ไวใ หเปนระเบยี บ
11. การเขยี นรายงานโครงงานวิทยาศาสตร การเขียนรายงานโครงงานวิทยาศาสตร เปนวิธกี าร
สื่อความหมายท่มี ปี ระสิทธิภาพวธิ ีหนงึ่ เพอ่ื ใหคน
อื่นๆ ไดเ ขาใจในแนวคิด วธิ ดี ำเนินงานศกึ ษาคน ควา

59

ชนั้ ผลการเรียนรู สาระการเรียนรเู พมิ่ เตมิ
ขอ มลู ผลทไ่ี ดต ลอดจนขอสรุป ตลอดจนขอสรปุ และ
ขอ เสนอแนะ
12. การนำเสนอโครงงานวทิ ยาศาสตรไดอยาง การนำเสนอโครงงานวทิ ยาศาสตรอาจทำในหลายๆ
เหมาะสม แบบตางกัน เชน การแสดงในรปู นิทรรศการ ซึ่งมีทั้ง
การจัดแสดงและการอธบิ ายคำพดู หรือในรูปแบบ
ของการรายงานปากเปลา ไมวาการนำเสนอผลงาน
จะอยูในรูปแบบใด ควรครอบคลุมประเดน็ ท่ีสำคญั
คือ มีความชดั เจน เขาใจงาย และมีความถูกตอ งใน
เนือ้ หา
13. มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร การทำงานในกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร
จิตวทิ ยาศาสตร และความสามารถในการแกป ญหาโดย จำเปน ตอ งอาศยั ทกั ษะเพอ่ื ชว ยใหการทำงานเปนไป
ใชว ธิ กี าร ทางวิทยาศาสตร อยา งมปี ระสิทธภิ าพ เรียกวา ทกั ษะกระบวนการทาง
วทิ ยาศาสตร โดยใชจติ วิทยาศาสตรใ นการสบื เสาะหา
ความรู การคิดแกป ญหา การสื่อสาร การใช
เทคโนโลยี การสบื คนขอ มลู และการอภิปรายเพ่ือให
เกดิ ความรู ความเขา ใจ ใฝเรียนรู สามารถสอื่ สารส่งิ
ท่ีเรยี นรู นำความรูไปใชป ระโยชนใ นการดำรงชีวิต
และ มคี ุณธรรม จริยธรรม คา นิยมทเี่ หมาะสมและ
เขาใจวา วิทยาศาสตร เทคโนโลยสี ังคมและ
สงิ่ แวดลอ มเก่ียวของสัมพนั ธกัน
12. การนำเสนอโครงงานวทิ ยาศาสตรไดอยา ง การนำเสนอโครงงานวทิ ยาศาสตรอ าจทำในหลายๆ
เหมาะสม แบบตา งกัน เชน การแสดงในรูปนิทรรศการ ซง่ึ มที ง้ั
การจดั แสดงและการอธิบายคำพดู หรอื ในรูปแบบ
ของการรายงานปากเปลา ไมวา การนำเสนอผลงาน
จะอยใู นรูปแบบใด ควรครอบคลมุ ประเด็นทีส่ ำคัญ
คอื มีความชดั เจน เขาใจงา ย และมีความถูกตองใน
เนื้อหา
13. มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร การทำงานในกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร
จติ วิทยาศาสตร และความสามารถในการแกป ญหาโดย จำเปน ตอ งอาศัยทกั ษะเพื่อชว ยใหก ารทำงานเปนไป
ใชว ิธกี าร ทางวทิ ยาศาสตร อยา งมีประสทิ ธิภาพ เรยี กวา ทักษะกระบวนการทาง
วทิ ยาศาสตร โดยใชจติ วิทยาศาสตรใ นการสบื เสาะหา
ความรู การคดิ แกปญหา การส่ือสาร การใช
เทคโนโลยี การสืบคนขอมูลและการอภิปรายเพ่ือให
เกิดความรู ความเขาใจ ใฝเ รียนรู สามารถสอ่ื สารสิง่
ทีเ่ รียนรู นำความรไู ปใชป ระโยชนใ นการดำรงชีวติ
และ มีคุณธรรม จริยธรรม คา นยิ มทเ่ี หมาะสมและ

60

ช้นั ผลการเรียนรู สาระการเรียนรูเพิม่ เติม
เขา ใจวาวิทยาศาสตร เทคโนโลยีสงั คมและ
สิ่งแวดลอ มเก่ียวของสมั พนั ธก ัน
ม.2 1.ศึกษาคนควา ความหมายและคณุ คาของโครงงาน โครงงานวิทยาศาสตรเ ปน กจิ กรรมทเี่ ก่ยี วกบั
ขัน้ ตอนการทำโครงงานวิทยาศาสตร วิทยาศาสตรและเทคโนโลยีทีน่ กั เรียนศกึ ษาคน ควา
ดว ยตนเองตามขนั้ ตอนกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร
โดยมคี รหู รอื ผูเ ชีย่ วชาญเปน ท่ีปรึกษาการทำกจิ กรรม
โครงงานวทิ ยาศาสตร ผเู รยี นมโี อกาสในการศึกษา
และลงมือปฏบิ ตั ิดวยตนเองทำใหไดร ับประสบการณ
ตรง โครงงานวิทยาศาสตรแบง ออกเปนประเภท
ใหญๆได 4 ประเภท ไดแก โครงงานประเภทสำรวจ
โครงงานประเภทสรางทฤษฎี โครงงานประเภท
ทดลอง และ โครงงานประเภทสง่ิ ประดิษฐ และมี
ขนั้ ตอนการทำโดรงงานอยางเปนระบบ
2. ระบุปญหา ต้ังสมมติฐาน และเลอื กหัวขอ ท่ีจะทำ ระบุปญหาทีส่ นใจ การกำหนดขอ ความทค่ี าดคะเน
โครงงานได คำตอบของปญหา/เรื่องทีส่ นใจไวก อนทำ และเลือก
หัวขอทส่ี นใจจะทำโครงงาน
3. ออกแบบ วางแผนการดำเนนิ งาน โดยใช การออกแบบและการวางแผนการทำงาน เปนการ
กระบวนการรวบรวมขอมลู อยางมปี ระสิทธิภาพ วางแผนกอนลงมือปฏิบตั จิ รงิ อยา งเปนระบบ
4. ศกึ ษาคนควา แสวงหาความรูเ กยี่ วกับหัวขอทเี่ ลือก มกี ระบวนการสืบเสาะคนควาขอมูล รวบรวมความรู
จากแหลงเรยี นรทู ่หี ลากหลายและนาเช่อื ถอื จากแหลงขอมูลท่หี ลากหลาย และนา เช่ือถือ

5. ดำเนนิ การทำโครงงานวิทยาศาสตรด ว ย ดำเนนิ การตามแผนที่กำหนดไวแบบเปน ข้ันเปนตอน
กระบวนการทำงานแบบกลุม ได โดยใชกระบวนการทำงานแบบกลมุ ควรมกี าร
เตรยี มพรอมกอนลงมือปฏบิ ตั ิ และในขณะท่ลี งมอื
ปฏบิ ตั คิ วรมีความระมัดระวัง และความละเอยี ด
รอบคอบ รวมทั้งมีการบันทึกขอ มูลไวใ หเ ปน ระเบียบ
มกี ารชว ยเหลือพง่ึ พาซึ่งกนั และกนั มีภาวะการเปน
ผนู ำและผูตามท่ีดี
6. สรปุ องคค วามรูการแกปญ หาอยางเปนระบบจาก -สรุปองคค วามรจู ากการศึกษาคนควาอยางมี
การทำโครงงานใหอ อกมาในรูปแบบรายงานโครงงาน ประสทิ ธภิ าพ แสดงความคิดเหน็ แกปญหาอยา งเปน
ได ระบบ
-จดั ทำรปู เลมโครงงานเพอื่ ใหคนอ่ืนๆ ไดเ ขาใจใน
แนวคิด วิธีดำเนนิ งานศกึ ษาคนควา ขอมลู ผลทไี่ ด
ตลอดจนขอสรุป ตลอดจนขอสรปุ และขอ เสนอแนะ
7. สืบคนขอมลู วธิ กี ารนำเสนอโครงงานวิทยาศาสตร -การนำเสนอโครงงานเปน กระบวนการเลา เรอื่ งเพื่อ
ดว ยรูปทห่ี ลากหลาย จากแหลง เรียนรทู ่ีเช่ือถือได ถา ยทอดใหผูฟง เห็นถึงปญ หาท่ีเกดิ ขึ้นจากการทำ

61

ชน้ั ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรเู พ่ิมเตมิ
โครงงาน แนวคดิ ในการนำมาใชแกป ญหาท่ีเกิดข้ึน
และผลทไ่ี ดจากการทำโครงงาน ทงั้ ตอการแกปญหา
และประโยชนทีเ่ กิดขนึ้ ตอตัวผทู ำโครงงานเองการ----
นำเสนอโครงงานมีหลายรปู แบบ แตท ่ีนิยมสวยใหญ
คือการจดั ทำแผงโครงงาน แผนพับ จัดนิทรรศการ
เผยแพรผ ลงาน
8. เลือกรูปแบบวธิ ีการนำเสนอ และเลือกใชสือ่ เลอื กรูปแบบวิธีการนำเสนอ และเลอื กใชสื่อ
ประกอบการนำเสนอโครงงานวิทยาศาสตรท ่ี ประกอบการนำเสนอโครงงานวิทยาศาสตรท่ี
เหมาะสม เหมาะสม
9. สังเคราะหอ งคค วามรูจากโครงงานวิทยาศาสตรได สงั เคราะหข อมลู และสรปุ องคความรจู ากการศึกษา
คนควา อยางมปี ระสิทธภิ าพ
10. สามารถทำแผงโครงงานวิทยาศาสตรท่ีถูกตอง จัดทำแผงโครงงานวิทยาศาสตรตามรูปแบบที่ถูกตอง
ตามรปู แบบได ทั้งขนาด และขอขอตางๆทีต่ องระบุในแผงโครงงาน
วิทยาศาสตร
11. การนำเสนอโครงงานวทิ ยาศาสตร -นำเสนอโครงงานวทิ ยาศาสตรผานทางวาจา โดยมี
แผงโครงงานวิทยาศาสตรเปน สื่อการนำเสนอ โดยมี
การเตรยี มความพรอมของผูนำเสนอ
12. ตระหนักถึงคุณคา และประโยชนไดจากการทำ -ตระหนักถึงคุณคา และประโยชนไ ดจากการทำ
โครงงานวิทยาศาสตร โครงงานวิทยาศาสตร

ม.3 1.วเิ คราะหองคความรูหรือประสบการณจ ากการ วิเคราะหองคค วามรูเพื่อกำหนดแนวทางการนำไป
เรียนโครงงานเพ่ือกำหนดแนวทางไปสู ประยกุ ต ใชใ หเ กิดประโยชนตอโรงเรียนและชมุ ชน
การปฏบิ ตั ิใหเกดิ ประโยชนตอสังคม (Public เชน
Service) - สิ่งแวดลอ ม
- ปญหาและผลกระทบตอวิถชี วี ิต การเมือง การ
ปกครอง เศรษฐกจิ และสงั คม
- การอนรุ กั ษสงิ่ แวดลอ ม
- แนวทางการอนรุ กั ษส่งิ แวดลอ ม (เลอื กเฉพาะ
เรอ่ื งทส่ี นใจจะอนรุ ักษ)
ฯลฯ
2. เขียนเปา หมาย วัตถุประสงค เคา โครง โครงงาน วางแผนการทำกจิ กรรมเพ่อื นำความรไู ปสรา ง
และแผนปฏบิ ัติโครงงาน ประโยชนต อโรงเรยี นและชุมชน
โดยจัดทำรายละเอยี ดและตารางเวลาในการปฏบิ ตั ิ
กิจกรรมตามโครงการ / โครงงาน / กิจกรรมท่ีจะ
ดำเนินการ เชน

62

ช้ัน ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรเู พิ่มเตมิ
- โครงการเผยแพรความรู เรอ่ื ง การอนุรกั ษ
สิ่งแวดลอ ม
- โครงการรณรงคส รางจิตสำนกึ เรื่อง การอนุรกั ษ
สงิ่ แวดลอ ม
- โครงการผลิตส่ือการเรยี นรูเ พือ่ การอนุรักษ
ส่งิ แวดลอ ม
3. ปฏบิ ตั ติ ามแผนและตรวจสอบความกาวหนา ปฏิบัตกิ จิ กรรมตามปฏิทินที่กำหนด เชน
ทางการปฏบิ ัตโิ ครงงาน - ปฏบิ ัติกิจกรรมตามปฏิทินการดำเนินงาน
โครงการเผยแพรความรู เรือ่ ง การอนรุ กั ษ
สิ่งแวดลอ ม
- ปฏิบตั ิกิจกรรมตามปฏทิ ินการดำเนนิ งาน
โครงการรณรงคส รา งจิตสำนึก เรื่อง การอนุรกั ษ
สิ่งแวดลอม
- ปฏิบตั ิกจิ กรรมตามปฏิทินการดำเนินงาน
โครงการผลิตสื่อการเรียนรเู พ่ือการอนรุ กั ษ
สง่ิ แวดลอม
4. สรุปผลการปฏบิ ัติ โครงงาน และแสดงความรูส ึก สรปุ ผลการดำเนินกจิ กรรม เชน
ความคดิ เห็นตอผลการปฏบิ ัติโครงงาน ซ่ึงแสดงถงึ - บนั ทึกผลการดำเนนิ กิจกรรม
การตระหนักรู มีสำนกึ ความรับผดิ ชอบตอตนเองและ - สะทอนความคิดเห็นของตน / ชุมชนในการทำ
สงั คม กิจกรรม
- อภิปรายและสรปุ ผลการดำเนินกิจกรรม
5. นำเสนอผลงานโครงงานวทิ ยาศาสตรใ นรปู เผยแพรผ ลงานในรูปแบบท่หี ลากหลาย เชน
นิทรรศการครอบคลมุ เน้ือหาโครงงาน - จดั ทำแผน พับเผยแพรผ ลงาน
- จดั ทำเวบ็ ไซต หรอื เผยแพรผลงานในเวบ็ ไซต
- จัดทำ Facebook หรือเผยแพรผลงานใน
Facebook
- จดั ทำปา ยนิเทศ หรอื ไวนลิ เผยแพรผลงาน
- จัดทำ CD DVD เผยแพรผลงาน
- จดั นิทรรศการเผยแพรผลงาน
6. รวมแสดงความคิดเห็น วเิ คราะห วิพากษ การ การแสดงความคิดเห็นวเิ คราะห วพิ ากษ
ปฏบิ ัตโิ ครงงาน ประกอบดว ยขอมูลอันเปน ขอเท็จจรงิ กบั การแสดง
ความคิดเห็นการปฏิบตั ิโครงาน ความคิดเหน็ ควรจะมี
เหตผุ ลและเปน ไปในทางสรางสรรค
7. ยอมรบั ความคดิ เห็นในการวพิ ากษการปฏบิ ตั ิงาน การเปดใจรับฟงความคิดเห็นของผูอื่น ในการวิพากษ
และนำมาปรับปรุงการปฏบิ ตั ิโครงงาน การปฏิบัติโครงงาน และนำมาปรับปรุงการปฏิบัติ

63

ช้ัน ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรเู พิม่ เติม
โครงงาน ทำใหการปฏิบัติโครงงานประสบ
ความสำเร็จ

64

คำอธิบายรายวชิ าเพิ่มเตมิ

รายวิชา ว21205 รายวิชาสนุกกับโครงงานวิทยาศาสตร 1 กลุมสาระการเรยี นรูวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
ชั้นมธั ยมศึกษาปที่ 1 ภาคเรยี นท่ี 1 จำนวน 20 ชั่วโมง / 0.5 หนวยกิต

ศึกษา วิเคราะหและทำกิจกรรม สรางแรงบันดาลใจในการทำโครงงานวิทยาศาสตร ลักษณะสำคัญของโครงงาน
วิทยาศาสตรประเภทตางๆ การเริ่มตนทำโครงงานวิทยาศาสตรดวยการตั้งคำถามและการสืบคนขอมูล การวางแผนและ
การออกแบบโครงงานวทิ ยาศาสตร การเขยี นเคาโครงของโครงงานวิทยาศาสตร การทำโครงงานวิทยาศาสตร การเขียน
รายงาน และการนำเสนอโครงงานวิทยาศาสตร

โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตรและจิตวิทยาศาสตรในการสืบเสาะหาความรู มีความสามารถในการคิด
แกป ญหา การส่ือสาร การใชเทคโนโลยี การสืบคน ขอมลู และการอภิปรายเพ่ือใหเกิดความรู ความคิด ความเขาใจ ใฝเรียนรู
มุงมั่นในการทำงาน สามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรู นำความรูไปใชป ระโยชนใ นการดำรงชีวติ และดูแลสิ่งแวดลอ ม มีคุณธรรม
จรยิ ธรรม คา นิยมท่ีเหมาะสมและเขาใจวาวทิ ยาศาสตร เทคโนโลยีสงั คมและส่ิงแวดลอมเกีย่ วของสมั พันธกัน

ผลการเรียนรู
1. เรยี นรูล ักษณะของนักวิทยาศาสตร และกระบวนการทำงานของนักวิยาศาสตร
2. ต้งั สมมตฐิ านจากปญหา หรอื สถานการณต า งๆ ได
3. ออกแบบการทดลองเพื่อตรวจสอบสมมติฐานโดยมีการกำหนดและควบคุมตัวแปรตางๆ และกำหนดนิยามเชิง

ปฏบิ ัติการได
4. ออกแบบวิธกี ารทดลอง เลือกใชอ ุปกรณ และลงมอื ทำการทดลองได
5. บันทกึ ขอ มลู ทีส่ ามารถ อา นเขาใจงาย และสรุปผลของขอมูลจากการศึกษาทดลองได
6. วิเคราะหโ ครงงานวิทยาศาสตร และมีแนวคดิ ในการวางแผนการทดลอง
7. มีความคิดริเริ่มสรางสรรคในการแสดงความคิดเห็น การออกแบบหรือดัดแปลงการทดลอง ตลอดจนวัสดุอุปกรณตางๆ

ในการทำกิจกรรมแกปญ หา
8. มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร จิตวิทยาศาสตร และความสามารถในการแกปญหาโดยใชวิธีการ ทาง

วิทยาศาสตร

รวมทั้งหมด 8 ผลการเรียนรู

65

คำอธิบายรายวชิ าเพิ่มเติม
รายวชิ า ว21206 รายวิชาสนกุ กับโครงงานวทิ ยาศาสตร 2 กลุมสาระการเรยี นรูวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที่ 1 ภาคเรยี นที่ 2 จำนวน 20 ชั่วโมง / 0.5 หนวยกติ

ศึกษา วิเคราะห สืบคนขอมูล และอธิบายลักษณะของนักวิทยาศาสตร กระบวนการทำงานของนักวิทยาศาสตร
การตง้ั สมมติฐานจากปญหา หรือสถานการณ ออกแบบการทดลองกำหนดและควบคุมตัวแปร กำหนดนยิ ามเชิงปฏิบัติการ
ออกแบบวิธีการทดลอง เลือกใชอุปกรณ และการปฏิบัติการทดลอง บันทึกขอมูล สรุปผลขอมูล วิเคราะหโครงงาน
วิทยาศาสตร การคิดวางแผนการทดลอง จัดทำเคาโครงโครงงานวิทยาศาสตร การออกแบบดัดแปลงการทดลอง กำหนด
วสั ดุอุปกรณต างๆในการปฏบิ ตั กิ จิ กรรมแกปญ หา

โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตรและจิตวิทยาศาสตรในการสืบเสาะหาความรู มีความสามารถในการคิด
แกป ญ หา การส่ือสาร การใชเทคโนโลยี การสืบคนขอมูลและการอภิปรายเพ่ือใหเกิดความรู ความคิด ความเขา ใจ ใฝเรียนรู
มุงมั่นในการทำงาน สามารถส่ือสารส่ิงท่ีเรียนรู นำความรูไปใชประโยชนใ นการดำรงชวี ติ และดูแลสิ่งแวดลอ ม มีคุณธรรม
จริยธรรม คา นยิ มทีเ่ หมาะสมและเขา ใจวา วทิ ยาศาสตร เทคโนโลยสี งั คมและสง่ิ แวดลอ มเก่ยี วขอ งสมั พันธกัน

ผลการเรียนรู
1. ตั้งคำถามจากสถานการณตางๆ ตามความสนใจ โดยมีประเดน็ หรือตัวแปรทีส่ ำคัญในการสำรวจตรวจสอบหรือ

ศึกษาไดอยางครอบคลุมและเช่ือถือได
2. ออกแบบและวางแผนการสำรวจตรวจสอบ โดยมีการกำหนดและควบคุมตัวแปรตางๆ กำหนดนิยามเชิง

ปฏิบัติการ เลอื กวิธีการสำรวจตรวจสอบเชิงปริมาณ เชิงคณุ ภาพทไี่ ดผลเทีย่ งตรงและปลอดภัย โดยใชว สั ดุและเคร่ืองมือ
ทเ่ี หมาะสม รวมถงึ การจดั ทำเคาโครงของโครงงานวทิ ยาศาสตรได

3. วิเคราะหและอธบิ ายผลการทดลองเชอ่ื มโยงกบั สมมติฐาน และสถานการณในชวี ิตประจำวันได
4. ทำโครงงานวิทยาศาสตรตามความสนใจ โดยมีขัน้ ตอนของกระบวนการทางวิทยาศาสตร ในการแกปญหา และ
นำเสนอไดอยางเหมาะสม
5. มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร จิตวิทยาศาสตร และความสามารถในการแกปญหาโดยใชวิธีการ ทาง
วิทยาศาสตร

รวมทั้งหมด 5 ผลการเรยี นรู

66

คำอธิบายรายวชิ าเพิ่มเตมิ
รหสั วิชา ว22206 รายวิชาสนกุ กบั โครงงานวิทยาศาสตร 3 กลุมสาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
ชั้นมัธยมศกึ ษาปที่ 2 ภาคเรียนท่ี 1 จำนวน 20 ชั่วโมง/0.5 หนวย
กติ

ศกึ ษาคน ควา ความหมายและคณุ คา ของโครงงาน ขน้ั ตอนการทำโครงงานวิทยาศาสตร การระบปุ ญหา เลือก
หัวขอ ท่สี นใจ ตง้ั สมมตฐิ าน และการสืบคน เอกสารหรือแหลง ขอ มลู ท่ีเกี่ยวของกับประเด็นทเ่ี ลือก การออกแบบการทดลอง
และการวางแผนการดำเนินการ การเขียนเคา โครง การทำโครงงาน และการเขียนรายงานของโครงงานวทิ ยาศาสตร

โดยใชกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร การสบื เสาะหาความรู การทดลองการสบื คน ขอ มูลและอภิปราย เพื่อใหเ กดิ
ความเขา ใจ และสามารถท่ีจะสือ่ สารส่ิงท่เี รียนรู พรอมทงั้ นำความรูไปใชในชวี ติ ประจำวนั โดยมีจิตวทิ ยาศาสตร จริยธรรม
คุณธรรมและคานยิ มทพ่ี ึงประสงคร ักชาติ ศาสนกษตั รยิ  อยูอยางพอเพยี ง ซ่ือสัตย มวี ินัย ใฝ เรียนรู มุง มั่นในการทำงาน รกั
ความเปนไทย และมจี ติ สาธารณะ

ผลการเรยี นรู
1. อภปิ รายความหมายและคุณคาของโครงงานวทิ ยาศาสตรได
2. ระบุปญ หา ต้งั สมมติฐาน และเลือกหัวขอที่จะทำโครงงานได
3. ออกแบบ วางแผนการดำเนนิ งาน โดยใชกระบวนการรวบรวมขอมูลอยา งมีประสิทธิภาพ
4. ศกึ ษาคนควา แสวงหาความรูเก่ียวกับหวั ขอทเ่ี ลือก จากแหลงเรียนรูทห่ี ลากหลายและนาเชอ่ื ถือ
5. ดำเนนิ การทำโครงงานวิทยาศาสตรดวยกระบวนการทำงานแบบกลมุ ได
6. สรปุ องคความรกู ารแกปญหาอยางเปนระบบจากการทำโครงงานใหอ อกมาในรปู แบบรายงานโครงงานได
จำนวนผลการเรยี นรูท งั้ หมด 6 ผลการเรียนรู

67

คำอธิบายรายวชิ าเพิ่มเติม
รหสั วิชา ว22207 รายวชิ าสนุกกับโครงงานวทิ ยาศาสตร 4 กลุมสาระการเรยี นรูวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
ช้ันมธั ยมศึกษาปท ี่ 2 ภาคเรยี นท่ี 2 จำนวน 20 ชั่วโมง/0.5 หนวยกติ

ศกึ ษาวธิ กี ารนำเสนอโครงงานวทิ ยาศาสตรดวยรปู ทีห่ ลากหลาย จากแหลง เรยี นรทู ี่เช่ือถือได นำโครงงาน
วิทยาศาสตรท ศี่ ึกษาคน ควาอยางเปนระบบ ดว ยวธิ กี ารทางวิทยาศาสตร มาสังเคราะหองคความรู โดยการทำงานแบบกลมุ
เพอื่ นำไปสปู ระเดน็ การนำเสนอโครงงานวทิ ยาศาสตรในรูปที่หลากหลาย โดยใชสอ่ื ประกอบการนำเสนอที่เหมาะสม พรอ ม
ท้ังจัดทำแผงโครงงานวิทยาศาสตรต ามมาตรฐานเพอ่ื ประกอบการนำเสนอ

โดยใชก ารสืบเสาะหาความรู การสบื คน ขอมูลและอภปิ ราย เพ่ือใหเกดิ ความเขา ใจ และสามารถทจ่ี ะสื่อสารสิ่งที่
เรยี นรู พรอ มท้งั นำความรูไปใชในชวี ิตประจำวนั โดยมีจิตวทิ ยาศาสตร จรยิ ธรรม คุณธรรมและคา นิยมที่พึงประสงครักชาติ
ศาสนกษตั รยิ  อยูอยางพอเพียง ซ่อื สตั ย มวี ินัย ใฝ เรยี นรู มุงม่นั ในการทำงาน รักความเปนไทย และมจี ติ สาธารณะ

ผลการเรยี นรู
1. สืบคนขอมลู วิธีการนำเสนอโครงงานวทิ ยาศาสตรดวยรูปท่ีหลากหลาย จากแหลงเรียนรทู ี่เชือ่ ถือได
2. เลอื กรูปแบบวธิ กี ารนำเสนอ และเลือกใชสอื่ ประกอบการนำเสนอโครงงานวทิ ยาศาสตรที่เหมาะสม
3. สังเคราะหองคความรจู ากโครงงานวิทยาศาสตรได
4. สามารถทำแผงโครงงานวิทยาศาสตรท ่ีถูกตองตามรูปแบบได
5. การนำเสนอโครงงานวิทยาศาสตร
6. ตระหนกั ถงึ คณุ คาและประโยชนไ ดจ ากการทำทำโครงงานวทิ ยาศาสตร
จำนวนผลการเรียนรูท งั้ หมด 6 ผลการเรียนรู

68

คำอธิบายรายวชิ าเพิ่มเตมิ
รหสั วิชา ว23208 รายวิชาสนุกกบั โครงงานวิทยาศาสตร 5 กลุมสาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
ชนั้ มธั ยมศึกษาปที่ 3 ภาคเรียนท่ี 1 จำนวน 20 ชัว่ โมง/0.5 หนวยกิต

นักเรียนนำความรูหรอื ที่ไดจ ากการศกึ ษาคนควา และเรียนรูจากการทำโครงงาน ไปสูการปฏบิ ตั ิในการสรา งสรรคที่
กอใหเกิดประโยชนตอสาธารณะหรือบริการสังคม ชุมชน ประเทศหรือสังคมโลก มีการกำหนดเปาหมาย วัตถุประสงค
วางแผน การทำงาน และตรวจสอบความกาวหนา วิเคราะห วิจารณผ ลทีไ่ ดจ ากการปฏิบัตโิ ครงงานโดยใชก ระบวนการกลุม
เพอื่ ใหผูเ รยี นมีทักษะ การคดิ สรางสรรค เปน กจิ กรรมจติ อาสาที่ไมมีคาจางตอบแทน เปนกิจกรรมท่ใี ห มีความตระหนักรู มี
สำนกึ ความรบั ผดิ ชอบตอตนเองและตอสงั คม

โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตรในการ วัด รายงานผล วิเคราะห สืบคน อธิบาย แปลความหมาย ทดลอง
คำนวณ เขียนแผนภาพ และนำความรูไปใช เพื่อใหผูเรียนตระหนักถึงความสัมพันธระหวางวิทยาศาสตรก ับสภาพแวดลอม
เปน ผทู ่ีมจี ิตวิทยาศาสตร มีคณุ ธรรม จริยธรรม และคานยิ มในการใชวิทยาศาสตรอ ยา งสรา งสรรค

ผลการเรยี นรู
1. วิเคราะหองคความรูห รอื ประสบการณจ ากการเรยี นโครงงานเพื่อกำหนดแนวทางไปสู
การปฏิบตั ใิ หเกดิ ประโยชนต อสังคม (Public Service)
2. เขยี นเปาหมาย วตั ถุประสงค เคา โครง โครงงานและแผนปฏบิ ตั ิโครงงาน
3. ปฏิบัติตามแผนและตรวจสอบความกา วหนาทางการปฏิบัติโครงงาน
4. รว มแสดงความคิดเห็น วเิ คราะห วิพากษ การปฏบิ ตั ิโครงงาน
5. สรุปผลการปฏบิ ัติ โครงงาน และแสดงความรสู ึกความคิดเหน็ ตอผลการปฏิบัตโิ ครงงาน
ซึง่ แสดงถงึ การตระหนกั รู มีสำนกึ ความรบั ผดิ ชอบตอ ตนเองและสงั คม

รวม 5 ผลการเรยี นรู

69

คำอธิบายรายวิชาเพ่ิมเตมิ
รหสั วิชา ว23209 รายวิชา สนกุ กับโครงงานวทิ ยาศาสตร 6 กลุมสาระการเรยี นรูวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
ช้ันมธั ยมศกึ ษาปท ่ี 3 ภาคเรียนท่ี 2 จำนวน 20 ชั่วโมง/0.5 หนว ยกติ

การนำเสนอผลงานโครงงานวิทยาศาสตรในรูปนิทรรศการ ซ่ึงมีทั้งการจัดแสดงและการอธิบายดวยคำพูด หรือใน
รูปแบบของการรายงานปากเปลาครอบคลุประเด็นสำคัญคือ มีความชัดเจน เขาใจงาย และมีความถูกตองในเนื้อหา การ
แสดงผลิตผลของงาน ความคดิ ทำใหผ ูอ่นื ไดรบั รแู ละเขา ใจ ถงึ โครงงานทไี่ ดปฏิบตั ิ

โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตรในการ วัด รายงานผล วิเคราะห สืบคน อธิบาย แปลความหมาย ทดลอง
คำนวณ เขียนแผนภาพ และนำความรูไปใช เพื่อใหผูเรียนตระหนักถงึ ความสัมพนั ธระหวา งวิทยาศาสตรกับสภาพแวดลอม
เปน ผูท ม่ี จี ิตวทิ ยาศาสตร มีคุณธรรม จริยธรรม และคานิยมในการใชว ิทยาศาสตรอ ยางสรางสรรค

ผลการเรียนรู
1. นำเสนอผลงานโครงงานวทิ ยาศาสตรใ นรปู นิทรรศการครอบคลมุ เนื้อหาโครงงาน
2. รวมแสดงความคดิ เหน็ วเิ คราะห วพิ ากษ การปฏิบัตโิ ครงงาน
3. ยอมรับความคิดเหน็ ในการวิพากษการปฏบิ ัตงิ านและนำมาปรับปรุงการปฏิบตั ิโครงงาน

รวม 3 ผลการเรียนรู

70

รายวิชาเคมี สาระการเรยี นรูเ พมิ่ เติม
ช้นั ผลการเรียนรู
ม.1 1. สืบคนขอมลู และอธบิ ายโครงสรา ง - นกั วทิ ยาศาสตรศึกษาโครงสรางของอะตอม
อะตอม และสญั ลกั ษณน วิ เคลียรข องธาตุ และเสนอแบบจำลองอะตอมแบบตา งๆ จาก
การศกึ ษาขอมูล การสงั เกต การตง้ั สมมตฐิ าน
และผลการทดลอง
- สญั ลกั ษณน วิ เคลียรข องธาตุประกอบดวย
สญั ลักษณธาตุ
2. วิเคราะหและอธบิ ายการจัดเรยี ง การศกึ ษาสเปกตรัมการเปลง แสงของอะตอม
อิเลก็ ตรอนในอะตอม ความสมั พันธระหวา ง แกสทำใหทราบวา อิเล็กตรอนจดั เรยี งอยู
อิเล็กตรอนในระดับพลงั งานนอกสุดกับ รอบๆ นิวเคลียสในระดบั พลังงานหลกั ตา งๆ
สมบัตขิ องธาตแุ ละการเกิดปฏิกิรยิ า และแตละระดบั พลงั งานหลกั ยังแบงเปน
ระดบั พลังงานยอ ยซ่งึ มบี ริเวณท่ีจะพบ
อิเล็กตรอน เรยี กวา ออรบทิ ัล ไดแตกตางกนั
และอิเล็กตรอนจะจดั เรยี งในออรบ ิทลั ใหม ีมี
ระดบั พลงั งานตำ่ สดุ สำหรับอะตอมในสถานะ
พน้ื
3. อธิบายการจดั เรียงธาตแุ ละทำนาย ตารางธาตุในปจจบุ นั จดั เรยี งธาตุตามเลข
แนวโนมสมบัตขิ องธาตุในตารางธาตุ อะตอมและสมบัติที่คลายคลึงกนั เปนหมูแ ละ
คาบ โดยอาจแบงธาตุในตารางธาตเุ ปนกลมุ
ธาตโุ ลหะ ก่ึงโลหะ และอโลหะ
4. วเิ คราะหแ ละอธบิ ายการเกิดพนั ธะเคมีใน สารเคมีเกดิ จากการยึดเหน่ียวกันดวยพนั ธะ
โครงผลกึ และในโมเลกลุ ของสาร เคมี ซ่งึ เกย่ี วขอ งกับเวเลนซอิเลก็ ตรอนท่ี
แสดงไวด ว ยสัญลกั ษณแบบจุดของลิวอิส โดย
การเกิดพันธะเคมี สว นใหญเปนไปตามกฎ
ออกเตต
5. สบื คน ขอ มูลและอธิบายความสัมพันธ สารบริสทุ ธ์ปิ ระกอบดว ยสารเพยี งชนดิ เดยี ว
ระหวา งจุดเดอื ด จุดหลอมเหลว และสถานะ สวนสารผสมประกอบดวยสารตง้ั แต 2 ชนดิ
ของสารกบั แรงยึดเหนยี่ วระหวา งอนุภาค ข้นึ ไป สารบรสิ ทุ ธิ์แตละชนิดมีสมบตั ิบาง
ของสาร ประการท่ีเปน คาเฉพาะตวั เชน จุดเดอื ดและ
จุดหลอมเหลวคงที่ แตสารผสมมจี ดุ เดือดและ
จดุ หลอมเหลวไมคงที่ ขึน้ อยูกับชนดิ และ
สดั สว นของสารที่ผสมอยูดวยกนั
6. ทดลอง อธบิ ายและเขียนสมการของ -ปฏกิ ิริยาเคมที ำใหเกิดการเปล่ยี นแปลงของ
ปฏกิ ริ ยิ าเคมที ัว่ ไปท่ีพบในชวี ิตประจำวนั สารโดยปฏิกิริยาเคมีอาจใหพลงั งานความ
รวมท้งั อธบิ ายผลของสารเคมีท่มี ตี อ สงิ่ มีชวี ติ รอน พลังงานแสง หรืองพลังงานไฟฟา ท่ี
และส่ิงแวดลอ ม สามารถนำไปใชประโยชนในดานตา งๆ ได

71

ชนั้ ผลการเรียนรู สาระการเรียนรเู พ่ิมเติม
-ปฏิกิริยาเคมีแสดงไดด ว ยสมการเคมี ซึ่งมี
สตู รเคมขี องสารตั้งตนอยทู างดา นขวา โดย
จำนวนอะตอมรวมของแตละธาตุทางดา นซาย
และขวาเทากัน นอกจากนสี้ มการเคมยี ังอาจ
แสดงปจจยั อน่ื เชน สถาะ พลงั งานท่ี
เกีย่ วขอ ง ตัวเรงปฏิกิริยาเคมีท่ีใช
7. ทดลองและอธบิ ายอตั ราการเกดิ ปฏกิ ริ ิยา -อัตราการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมขี ้ึนอยกู ับความ
เคมี ปจ จัยที่มผี ลตออตั ราการเกิดปฏิกริ ยิ า เขมขน อุณหภมู ิ พนื้ ทผ่ี วิ หรือตวั เรงปฏกิ ริ ิยา
เคมีและนำความรูไปใชประโยชน -ความรเู กี่ยวกับปจ จยั ที่มีผลตอ อตั ราการ
เกิดปฏริ ยิ าเคมีสามารถนำไปใชประโยชนใน
ชีวติ ประจำวันและในอุตสาหกรรม
8. สืบคน ขอ มลู และอธิบายการเกดิ ปโ ตรเลียมมกี าํ เนิดมาจากส่งิ ที่มชี ีวิตที่
ปโตรเลยี ม กระบวนการแยกแกส ธรรมชาติ ดาํ รงชีวิตอยเู ม่อื หลายรอยลานปกอน ซงึ่ อยู
และการกล่ันลำดับสวนน้ำมนั ดิบ กระจัดกระจายทว่ั ไป ทง้ั บนบก และในทะเล
เมอื่ สิง่ ที่มชี วี ิตเหลา นีต้ ายลงจะเนาเปอยผพุ ัง
และยอ ยสลายโดยมีบางสวนสะสมรวมตัวอยู
กบั ตะกอนดนิ เลนในสภาพแวดลอ มที่
เหมาะสม เมื่อผิวโลกเกิดการเปลย่ี นแปลงใน
เวลาตอ มาสว นของชั้นตะกอนนี้จะจมตวั ลง
เร่อื ย ๆ พรอม ๆ กบั การเปล่ียนแปลง
สารอินทรีย จากกรดฟลุ วิค ไปเปน ฮวิ มิน
เปน คีโรเจน และเปนปโ ตรเลียมในทายทีส่ ดุ
9. สืบคนขอมูลและอภิปรายการนำ นำ้ มันดบิ หรอื ปโตรเลยี มสว นมากมีสดี ำหรือสี
ผลิตภัณฑที่ไดจ ากการแยกแกสธรรมชาติ นำ้ ตาลมสี มบตั ิแตกตา งกนั ตามแหลง ท่ี
และการกลน่ั ลำดับสวนนำ้ มนั ดบิ ไปใช พบ บางแหลง มีไขมนั บางแหลงมียางมะตอย
ประโยชน รวมท้งั ผลของผลิตภัณฑตอ มาก สว นใหญประกอบดว ยคารบอนรอ ย
ส่งิ มีชีวิตและสิง่ แวดลอม ละ 85-90 ไฮโดรเจนรอ ยละ 10-15 กำมะถัน
รอยละ 0.001-7 และออกซิเจนรอ ย
ละ 0.001-5 นอกน้นั เปน ไนโตรเจนและโลหะ
อืน่ ๆ การนำน้ำมนั ดิบมาใชป ระโยชนจ ะตอง
นำน้ำมันดบิ ไปผานกระบวนการแยกสารอื่นๆ
ทีป่ นอยูออกกอน แลวจงึ นำสว นที่เปน สาร
ไฮโดรคารบ อนไปกล่นั แยกออกเปน ผลิตภณั ฑ
10. ทดลองและอธิบายการเกิดพอลเิ มอร โครงสรางของพอลิเมอรอาจเปน เสน แบบก่งิ
สมบตั ขิ องพอลิเมอร หรือแบบรา งแห โดยพอลเิ มอรแบบเสนและ
แบบกิ่ง มีสมบัตเิ ทอรม อพลาสตกิ สว นพอลิ

72

ชนั้ ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรูเพม่ิ เติม
เมอรแบบรา งแห มสี มบัติเทอรม อเซต จึงมี
การใชป ระโยชนแตกตางกัน
11. อภิปรายการนำพอลิเมอรไปใช -การใชผ ลติ ภัณฑพอลิเมอรในปรมิ าณมาก
ประโยชน รวมทั้งผลที่เกิดจากการผลิตและ กอใหเกิดปญ หาทีส่ ง ผลกระทบตอ สงมีชีวิต
ใชพอลเิ มอรตอสิ่งมชี ีวติ และส่ิงแวดลอม และสงแวดลอ ม ดังนน้ั จงึ ควรตระหนกั ถึงการ
ลดปรมิ าณการใช การใชซ ้ำ และการนำ
กลับมาใชใหม
12. ทดลองและอธบิ ายองคป ระกอบ กลูโคส ซโู ครส หรอื นำ้ ตาลทราย แปง และ
ประโยชน และปฏิกิรยิ าบางชนดิ ของ เซลลูโลสลว นเปนสารประกอบคารโ บไฮเดรต
คารโ บไฮเดรต แตจ ะแตกตางกนั ที่ขนาดโมเลกลุ และมวล
โมเลกุล เมือ่ นำน้ำตาลทราย แปง และ
เซลลโู ลสไปตมกับกรดซัลฟวรกิ จะ
เกิดปฏกิ ิรยิ าไฮโดรลิซิส เกิดผลิตภณั ฑเ ปน
มอนอแซก็ คาไรดสามารถทำปฏิกริ ิยากบั
สารละลายเบเนดิกสไ ดต ะกอนสแี ดงอิฐ ถา
พจิ าณาการละลายน้ำพวกโมเลกุลขนาดใหญ
จะละลายน้ำไดน อยแตถาเปนพวกมอนอแซ็ก
คาไรด และ ไดแซก็ คาไรดซ่ึงเปน โมเลกลุ
ขนาดเลก็ จะละลายน้ำไดด ี
13. ทดลองและอธิบายองคประกอบ ไขมันและน้ำมนั มลี ักษณะเปนสารประกอบที่
ประโยชน และปฏกิ ริ ิยาบางชนิดของไขมนั เรียกวา ไตรกลีเซอไรด (triglycerides) เกิด
และนำ้ มนั จากกลีเซอรอล (glycerol) 1 โมเลกุล เขา ทำ
ปฏิกิริยากับกรดไขมัน(fatty cids) 3 โมเลกลุ
โดยมีตวั เรง ปฏกิ ริ ิยาและความรอนรวม
ดว ย โดยกลีเซอรอลและกรดไขมันซึง่ เปนสาร
ตั้งตนในการผลติ ไขมันและน้ำมนั
14. ทดลองและอธบิ ายองคป ระกอบ โปรตีนเปน สารชวี โมเลกลุ ทมี่ ีโมเลกลุ ขนาด
ประโยชน และปฏกิ ิริยาบางชนิดของโปรตีน ใหญและมีโครงสรางทซ่ี บั ซอน ประกอบดวย
และกรดนิวคลีอกิ ธาตุตาง ๆ คือ ธาตคุ ารบอน (C) ไฮโดรเจน
(H) ไนโตรเจน (N) และในบางชนดิ อาจมี
กำมะถนั (S) และฟอสฟอรัส (P)

73

คำอธิบายรายวิชาเพ่ิมเติม
รหัสวชิ า ว21202 รายวิชาเคมี 1 กลุมสาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
ช้นั มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 1 ภาคเรียนที่ 1 จำนวน 20 ชั่วโมง/0.5 หนว ยกิต
สืบคนขอมูล สำรวจตรวจสอบ ศึกษา วิเคราะห อภิปราย และอธิบายโครงสรางอะตอมและสัญลักษณนิวเคลียร
ของธาตุ การจัดเรียงอิเลก็ ตรอนในอะตอม ความสมั พนั ธระหวางอิเลก็ ตรอนในระดับพลังงานนอกสุดกับสมบัติของธาตุและ
การเกิดปฏิกิริยา การจัดเรียงธาตุและทำนายแนวโนมสมบัติของธาตุในตารางธาตุการเกิดพันธะเคมีในโครงผลึกและใน
โมเลกลุ ของสาร ความสัมพันธร ะหวา งจุดเดอื ด จุดหลอมเหลว และสถานะของสารกบั แรงยดึ เหนย่ี วระหวา งอนภุ าคของสาร
เขียนสมการของปฏิกิริยาเคมีทั่วไปที่พบในชีวิตประจำวัน ผลของสารเคมีที่ตอสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดลอม อัตราการ
เกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมี ปจ จยั ทมี่ ผี ลตออัตรา การเกดิ ปฏิกิรยิ าเคมีและนำความรูไปใชป ระโยชน การเกดิ ปโ ตรเลียม กระบวนการ
แยกแกส ธรรมชาติ
โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู การสำรวจตรวจสอบ การสืบคนขอมูล และการ
อภปิ ราย เพอื่ ใหเกดิ ความรู ความคดิ ความเขา ใจ สามารถส่อื สารสิ่งที่เรียนรู มีความสามารถในการตัดสินใจเห็นคุณคาของ
การนำความรูไปใชประโยชนในชีวิตประจำวัน มีความรับผิดชอบตอสิ่งแวดลอมในทองถิ่น และมีเจตคติที่ดีตอวิชา
วิทยาศาสตร มี คุณธรรม จริยธรรม และคานิยมที่พึงประสงครักชาติ ศาสนกษัตริย อยูอยางพอเพียง ซื่อสัตย มีวินัย ใฝ
เรยี นรู มุง มน่ั ในการทำงาน รักความเปนไทย และมีจติ สาธารณะ

ผลการเรียนรู
1. สบื คนขอมลู และอธิบายโครงสรางอะตอม และสญั ลกั ษณนิวเคลียรข องธาตุ
2. วิเคราะหและอธิบายการจัดเรียงอิเล็กตรอนในอะตอม ความสัมพันธระหวางอิเล็กตรอนในระดับพลังงานนอก

สดุ กบั สมบตั ขิ องธาตแุ ละการเกิดปฏิกิรยิ า
3. อธิบายการจัดเรยี งธาตุและทำนายแนวโนม สมบตั ขิ องธาตุในตารางธาตุ
4. วเิ คราะหแ ละอธบิ ายการเกิดพนั ธะเคมีในโครงผลกึ และในโมเลกลุ ของสาร
5. สืบคนขอมูลและอธิบายความสัมพันธระหวางจุดเดือด จุดหลอมเหลว และสถานะของสารกับแรงยึดเหนี่ยว

ระหวา งอนุภาคของสาร
6. ทดลอง อธิบายและเขียนสมการของปฏิกิริยาเคมีทั่วไปที่พบในชวี ิตประจำวัน รวมทั้งอธิบายผลของสารเคมีทีม่ ี

ตอ ส่ิงมชี ีวติ และส่ิงแวดลอม
7. ทดลองและอธิบายอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ปจจัยท่ีมีผลตออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีและนำความรูไปใช

ประโยชน

จำนวนผลการเรียนรูทั้งหมด 7 ผลการเรียนรู

74

รหสั วชิ า ว21204 คำอธิบายรายวชิ าเพิ่มเติม
ชั้นมธั ยมศึกษาปท ี่ 1 รายวิชาเคมี 2 กลุมสาระการเรยี นรูว ิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
ภาคเรียนท่ี 2 จำนวน 20 ช่ัวโมง/0.5 หนว ยกติ

สืบคนขอมูล สำรวจตรวจสอบ ศึกษา วิเคราะห อภิปราย และอธิบายการกลั่นลำดับสวนน้ำมันดิบ การนำ
ผลิตภัณฑท่ีไดจากการแยกแกสธรรมชาติและการกลั่นลำดับสวนน้ำมนั ดิบไปใชป ระโยชนและผลของผลิตภัณฑตอสิ่งมีชีวิต
และสงิ่ แวดลอมการเกดิ พอลเิ มอร สมบัตขิ องพอลเิ มอร การนำพอลเิ มอรไ ปใชประโยชนแ ละผลทเี่ กิดจากการผลติ และใชพอ
ลิเมอรตอสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดลอมองคประกอบ ประโยชน และปฏิกิริยาบางชนิดของคารโบไฮเดรต ไขมันและน้ำมัน
โปรตนี และกรดนวิ คลีอกิ

โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู การสำรวจตรวจสอบ การสืบคนขอมูล และการ
อภิปราย เพ่อื ใหเกิดความรู ความคิด ความเขา ใจ สามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรู มีความสามารถในการตัดสินใจเห็นคุณคาของ
การนำความรูไปใชประโยชนในชีวิตประจำวัน มีความรับผิดชอบตอสิ่งแวดลอมในทองถิ่น และมีเจตคติที่ดีตอวิชา
วิทยาศาสตร มี คุณธรรม จริยธรรม และคานิยมที่พึงประสงครักชาติ ศาสนกษัตริย อยูอยางพอเพียง ซื่อสัตย มีวินัย ใฝ
เรียนรู มงุ ม่ันในการทำงาน รกั ความเปนไทย และมจี ิตสาธารณะ
ผลการเรยี นรู

1. สืบคน ขอมลู และอธิบายการเกดิ ปโ ตรเลียม กระบวนการแยกแกสธรรมชาติ และการกลน่ั ลำดับสวนน้ำมนั ดิบ
2. สืบคนขอมูลและอภิปรายการนำผลิตภัณฑที่ไดจากการแยกแกสธรรมชาติและการกลั่นลำดับสวนน้ำมันดิบไป
ใชประโยชน รวมทัง้ ผลของผลิตภัณฑต อ สงิ่ มีชวี ติ และสงิ่ แวดลอม
3. ทดลองและอธิบายการเกิดพอลเิ มอร สมบัติของพอลิเมอร
4. อภิปรายการนำพอลิเมอรไปใชประโยชน รวมทั้งผลที่เกิดจากการผลิตและใชพอลิเมอรตอสิ่งมีชีวิตและ
สงิ่ แวดลอม
5. ทดลองและอธบิ ายองคป ระกอบ ประโยชน และปฏกิ ริ ิยา บางชนิดของบางชนดิ ของคารโบไฮเดรต
6. ทดลองและอธิบายองคประกอบ ประโยชน และปฏิกริ ิยาบางชนิดของไขมันและนำ้ มนั
7. ทดลองและอธิบายองคประกอบ ประโยชน และปฏิกริ ยิ าบางชนดิ ของโปรตนี และกรดนิวคลอี ิก

จำนวนผลการเรียนรูทั้งหมด 7 ผลการเรยี นรู

รายวิชาชีววิทยา

75

ช้นั ผลการเรียนรู สาระการเรียนรูเ พิ่มเตมิ
ม.2 1. อธิบายกระบวนการศึกษาโครงสรา ง -การคน พบเซลลส ิ่งมีชีวิตเกดิ ข้นึ ในป ค.ศ. 1655
เซลล และบอกองคป ระกอบสำคญั ของเซลล โดย นักพฤกษศาสตรชาวอังกฤษ โรเบิรต ฮคุ ไดใช
พรอ มหนาท่ีได กลองจลุ ทรรศนท่เี ขาประดิษฐขนึ้ สังเกตโครงสรา ง
เล็กๆ ของไมคอรก (cork) ทถี่ ูกเฉอื นเปน แผนบางๆ
พบวามลี กั ษณะเปน หองเล็กๆ คลายรงั ผึ้ง จงึ เรยี ก
หองเล็กๆเหลานว้ี า เซลล
-ในการศกึ ษาเร่ืองเซลล จะแบง ออกเปน 3 สว น
เพอ่ื ใหงายตอการศึกษา คอื สวนท่หี อ หมุ เซลล
นวิ เคลยี ส และสวนไซโทรพลาสซมึ ซง่ึ แตล ะออแกร
แนลที่พบในทงั้ 3 สวนนนั้ มีหนา ทก่ี ารทำงานที่
แตกตางกนั ออกไป
2. ทดสอบและอธบิ ายกระบวนการผา นและ -การลำเลยี งสารผา นเย่อื หมุ เซลล แบงเปน 2 แบบ
ออกจากเซลลของสารโดยการแพร การ คือการลำเลยี งแบบใชพลังงาน และ การลำเลยี ง
ออสโมซิส และการผานเขาออกของสาร แบบไมใชพลงั งาน
ขนาดใหญได
3. อธิบายกลไกการควบคุมดุลยภาพของน้ำ รางกายของสิง่ มชี วี ติ จำเปน ตองมรี ะบบการรักษา
แรธ าตุ สภาพกรด-เบส และอณุ หภูมใิ น ดลุ ยภาพของสารตาง ๆ เพ่ือชวยควบคมุ ปรมิ าณสาร
สิง่ มีชีวติ และนำความรูไปใชใน ตาง ๆ ใหมคี วามเหมาะสมตอการทำงานของเซลล
ชวี ติ ประจำวันได อยูเสมอ
4. สบื คนขอมลู และอธิบายเกี่ยวกับบทบาท รา งกายมนุษยม รี ะบบภูมคิ ุม กันท่คี อยตานทานและ
ของอวัยวะที่ทำหนา ทีป่ องกันและทำลาย กำจดั เชอื้ โรคหรอื สง่ิ แปลกปลอมท่เี ขา มาสรู า งกาย
เชื้อโรคทเี่ ขาสรู า งกาย รวมทัง้ ระบบ หากทำงานผิดปกตจิ ะมีความเสยี่ งตอ โรคทีเ่ กีย่ วขอ ง
ภูมคิ ุมกันของรา งกาย กับระบบภมู ิคมุ กนั
5. อธิบายความสำคัญและการทำงานของ โดยปกติแลวรา งกายของคนเรามกี ลไกในการปอ งกัน
อวัยวะทที่ ำหนา ท่ีปอ งกันและทำลายเช้ือ และกำจัดเชื้อโรคอยูแลวตามธรรมชาติโดยสกดั กัน้
โรค หรือดกั จับทำลายเชือ้ โรค เพื่อไมใหเ ขาไปทำลาย
หรือกอใหเกิดอันตรายตอเซลล เนื้อเย่ือ หรอื
อวัยวะทีท่ ำหนา ท่สี ำคญั ๆ ภายในรา งกาย
6. อธบิ ายสาเหตขุ องโรคทเ่ี กิดจากความ ระบบภมู ิคุมกันมีความผิดปรกตไิ ด 3 รปู แบบ ซงึ่ แต
ผิดปกตขิ องระบบภูมคิ ุมกนั และนำความรู ละรปู แบบมีสาเหตุทีแ่ ตกตา งกนั คอื
เรอ่ื งภูมคิ ุมกนั ไปใชใ นการดูแลสขุ ภาพของ -ระบบภมู ิคุมกันบกพรองหรอื ระบบภมู คิ ุมกันทำงาน
ตนเองและคนในครอบครวั ตำ่ เกนิ ไป
-การเกดิ ปฏิกริ ิยาภมู ิคมุ กนั ตอเนอ้ื เย่อื ตวั เอง
-การเกิดปฏกิ ริ ิยาภมู ิคมุ กนั ที่ไวเกินทำใหเกิดโรค
ภูมแิ พ

76

ช้ัน ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรเู พ่มิ เติม
7. สบื คน ขอมลู อภปิ รายเก่ียวกบั การ -ลักษณะทางพนั ธกุ รรม คือ ลักษณะของสิง่ มชี วี ติ ที่
ถา ยทอดลกั ษณะพันธุกรรมและโครโมโซม ถา ยทอดจากรุนหนง่ึ ไปยงั อกั รุนหนึ่งไดโดยทางยนี ซึ่ง
การถา ยทอดลกั ษณะทางพันธุกรรม การ เปน หนว ยพนั ธกุ รรมซึ่งควบคุมการถายทอดลักษณะ
แปรผันทางพันธุกรรม และการเกดิ มวิ เทชัน ตางๆของสิ่งมีชีวติ ยนี จะอยบู นโครโมโซมและโคโม
โซมจะอยูในนวิ เคลยี สของเซลล
-โครโมโซมของมนุษยมที ั้งหมด 46 แทง คดิ เปน 23
คู (22 คูแรกเปนโครโมโซมรา งกาย และ 1 คูเปน
โครโมโซมเพศ โดย XX เพศหญงิ และ XY เพศชาย )
-สงิ่ มีชวี ิตชนิดเดียวกันจะมีลกั ษณะคลา ยคลึงกันและ
มีความแตกตางกันนอยกวาส่ิงมีชีวติ ตางชนดิ กนั
ความแตกตา งอันเนือ่ งจากมีลักษณะพันธุกรรม
แตกตางกนั เรยี กวา การแปรผันทางพนั ธุกรรม
แบงเปนการแปรผนั ลกั ษณะทางพันธุกรรมทต่ี อ เนื่อง
และการแปรผนั ลักษณะทางพันธุกรรมท่ีไมตอ เน่ือง
-มิวเทชนั หรือ การกลายพันธคุ อื การเปล่ียนแปลง
ลักษณะพันธุกรรมและลักษณะทเ่ี ปลีย่ นแปลง
สามารถจะถา ยทอดจากชัว่ อายุหนง่ึ ได แบง ออกเปน
2 ระดบั คือมิวเทชันระดับโครโมโซม และมิวเทชัน
ระดบั ยนี
8. อธบิ ายผลการคัดเลือกตามธรรมชาติ -การคดั เลือกโดยธรรมชาติถือเปน กลไกพ้ืนฐานของ
การคดั เลือกและการปรบั ปรุงพนั ธโุ ดย การเกิดววิ ัฒนาการรว มกบั กลไกอืน่ ๆ การคัดเลอื ก
มนษุ ยยกตัวอยา งการใชเทคโนโลยีชีวภาพ โดยธรรมชาตทิ ำใหป ระชากรท่มี ีลักษณะเหมาะสม
ในการปรบั ปรงุ พนั ธุ กับสิง่ แวดลอ มสามารถดำรงชีวิตและแพรพนั ธุ
ประชากรในรนุ ตอไปได
-การปรบั ปรงุ พนั ธุสิง่ มชี ีวติ โดยใชเ ทคโนโลยีชวี ภาพ
เปน การปรับปรุงเพ่อื ใหผลผลติ ของมาเปน ที่มี
ประสิทธิภาพสว นมากมีประโยชนด านการเกษตร
9. สำรวจ สบื คน วเิ คราะหแ ละนำเสนอ สำรวจสภาพแวดลอ มและทรพั ยากรธรรมชาติ ซงึ่ มี
เกย่ี วกบั สภาพแวดลอ มและ บทบาทสำคญั ในการสนบั สนุนวถิ ชี วี ิตของทองถ่นิ
ทรพั ยากรธรรมชาติของทอ งถิ่น ของ และขบั เคล่อื นการเจรญิ เตบิ โตทางเศรษฐกจิ ของ
ประเทศและของโลก และการเปลี่ยนแปลง ประเทศและของโลก และการเปล่ียนแปลงแทนท่ี
แทนที่
10. สบื คนขอ มลู วิเคราะหปญหา สาเหตุ -ปญ หาส่งิ แวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติ เปน
ในการใชทรัพยากรธรรมชาติ นำเสนอ ปรากฏการณท่กี อใหเกิดความเสยี หายตา ง ๆ ตามมา
วิธีการปอ งกัน และลงมือปฏิบัตริ ว มกบั อยา งมากมาย มผี ลตอ ความเปน อยูของมนุษยและ
ชุมชนในการปองกนั เฝาระวงั แกป ญ หา สง่ิ มชี ีวติ บนโลก ทงั้ ยงั เกย่ี วโยงถึงสภาพเศรษฐกิจ

77

ช้ัน ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรเู พิม่ เติม
ตลอดจนอนรุ ักษทรัพยากรธรรมชาตขิ อง และสังคม นอกจากน้ียังสง ผลใหเกดิ มลพิษตอ
ทอ งถน่ิ และประเทศ สง่ิ แวดลอมที่เปน ผลเสยี โดยตรงตอสง่ิ มชี ีวติ ซง่ึ อาจ
ทำใหเกดิ การสูญเสยี สิ่งมชี ีวติ หรือนำไปสสู ภาวะที่
พืชและสตั วบางชนดิ สูญพนั ธุไปได จงึ ตอ งมีการ
จดั ทำแนวทางและวิธีดำเนนิ การในการปองกัน
ยับย้ัง ชะลอ และขัดขวาง การเกดิ ปญหาสิ่งแวดลอม
และทรัพยากรธรรมชาติ
11. สำรวจ สังเกตลักษณะสำคัญของ สำรวจ สังเกตลักษณะสำคญั ของสิง่ มีชีวิตตา งๆใน
สิ่งมีชีวติ ตา งๆในทองถ่ิน จำแนกเปน กลมุ ทองถ่ิน จำแนกเปน กลุมตามเกณฑ
ตามเกณฑ
12. สบื คน ขอมลู อภิปราย และนำเสนอ ความหลากหลายทางชวี ภาพ หมายถงึ ความ
เก่ยี วกับความหลากหลายของสิง่ มชี วี ิต ใน หลากหลายของสิ่งมีชวี ติ หลากหลายชนดิ มาอยู
ดา นคณุ คา ประโยชน และผลกระทบตอ รว มกนั ณ สถานทีห่ นงึ่ หรือระบบนเิ วศใดระบบนิเวศ
สงั คมและส่ิงแวดลอ มทีเ่ กดิ จากการใช หนึ่ง
ประโยชนของมนุษย มีความสัมพันธกัน คือ อาศัยอยูรวมกัน และตอ ง
พ่งึ พาอาศยั ซึ่งกนั และกัน

78

คำอธิบายรายวชิ าเพิ่มเติม
รหัสวชิ า ว22202 รายวิชาชีววทิ ยา 1 กลมุ สาระการเรียนรวู ิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
ช้นั มัธยมศึกษาปท่ี 2 ภาคเรยี นท่ี 1 จำนวน 20 ช่ัวโมง/0.5 หนวยกติ

ศกึ ษาวเิ คราะห และอภิปรายกระบวนการศกึ ษาโครงสรางเซลล องคป ระกอบและหนา ที่ท่สี ำคญั ของเซลล
กระบวนการผา นและออกจากเซลลข องสารโดยการแพร การออสโมซิส และการผานเขาออกของสารขนาดใหญ กลไกการ
ควบคมุ ดลุ ยภาพของน้ำ แรธ าตุ สภาพกรด-เบส และอุณหภูมใิ นสิ่งมีชีวิตและนำความรูไปใชในชีวติ ประจำวนั ได บทบาท
ของอวัยวะที่ทำหนา ทป่ี องกันและทำลายเชือ้ โรคทเ่ี ขา สูรางกาย รวมทัง้ ระบบภมู คิ ุมกันของรางกาย การทำงานของอวัยวะ
ท่ีทำหนา ท่ีปองกันและทำลายเช้อื โรค เกดิ โรคท่ีเกิดจากความผิดปกตขิ องระบบภมู ิคุมกัน นำความรเู รื่องภมู คิ ุมกันไปใชใน
การดแู ลสุขภาพของตนเองและคนในครอบครวั

โดยใชก ระบวนการทางวิทยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู การทดลองการสบื คน ขอมลู และอภิปราย เพอ่ื ใหเ กดิ
ความเขา ใจ และสามารถที่จะสือ่ สารสง่ิ ท่เี รียนรู พรอมทง้ั นำความรูไ ปใชในชีวิตประจำวนั โดยมจี ิตวิทยาศาสตร จริยธรรม
คุณธรรมและคานยิ มท่ีพงึ ประสงครกั ชาติ ศาสนกษตั ริย อยูอยา งพอเพยี ง ซ่ือสตั ย มีวนิ ัย ใฝ เรียนรู มุงม่นั ในการทำงาน รัก
ความเปน ไทย และมจี ิตสาธารณะ

ผลการเรียนรู
1. อธบิ ายกระบวนการศกึ ษาโครงสรางเซลล และบอกองคประกอบสำคัญของเซลลพ รอมหนา ท่ีได
2. ทดสอบและอธบิ ายกระบวนการผา นและออกจากเซลลของสารโดยการแพร การออสโมซสิ และการผา นเขาออกของ
สารขนาดใหญไ ด
3. อธิบายกลไกการควบคุมดุลยภาพของน้ำ แรธ าตุ สภาพกรด-เบส และอุณหภูมใิ นสิ่งมีชวี ติ และนำความรูไปใชใน
ชวี ติ ประจำวันได
4. สบื คนขอ มูลและอธบิ ายเก่ียวกบั บทบาทของอวัยวะท่ีทำหนา ทีป่ องกันและทำลายเชอ้ื โรคทเ่ี ขาสูร า งกาย รวมทง้ั ระบบ
ภมู ิคมุ กนั ของรา งกาย
5. อธิบายความสำคัญและการทำงานของอวัยวะทีท่ ำหนา ทปี่ อ งกนั และทำลายเช้อื โรค
6. อธบิ ายสาเหตขุ องโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุมกนั และนำความรูเร่ืองภมู คิ ุมกันไปใชใ นการดแู ลสุขภาพ
ของตนเองและคนในครอบครัว
จำนวนผลการเรียนรูทงั้ หมด 6 ผลการเรยี นรู

79

คำอธิบายรายวิชาเพ่ิมเตมิ
รหสั วชิ า ว22204 รายวชิ าชวี วิทยา 2 กลมุ สาระการเรียนรูวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
ชนั้ มัธยมศึกษาปท่ี 2 ภาคเรยี นท่ี 2 จำนวน 20 ชว่ั โมง/0.5 หนวยกติ

ศึกษาและอภปิ รายเก่ยี วกบั การถายทอดลกั ษณะพนั ธุกรรมและโครโมโซม การถายทอดลกั ษณะทางพันธุกรรม
การแปรผนั ทางพันธกุ รรม และการเกดิ มิวเทชัน การคัดเลือกและการปรบั ปรุงพันธโุ ดยมนุษย ยกตวั อยางการใช
เทคโนโลยชี ีวภาพในการปรบั ปรุงพนั ธุ วเิ คราะหและนำเสนอเก่ียวกับสภาพแวดลอ มและทรพั ยากรธรรมชาตขิ องทองถ่ิน
ของประเทศและของโลก ความหลากหลายของระบบนิเวศและดุลยภาพของระบบนเิ วศ และการเปลี่ยนแปลงแทนท่ี
ปญ หา สาเหตุในการใชทรัพยากรธรรมชาติ นำเสนอวธิ ีการปองกนั และลงมือปฏิบัตริ วมกบั ชมุ ชนในการปองกนั เฝา ระวัง
แกป ญ หา ตลอดจนอนรุ ักษทรพั ยากรธรรมชาตขิ องทองถนิ่ และประเทศ

โดยใชก ระบวนการทางวิทยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู การทดลองการสบื คน ขอมูลและอภิปราย เพ่ือใหเกิด
ความเขาใจ และสามารถท่ีจะสอ่ื สารสงิ่ ที่เรยี นรู พรอมทง้ั นำความรูไปใชใ นชีวิตประจำวัน โดยมีจติ วิทยาศาสตร จรยิ ธรรม
คุณธรรมและคา นยิ มที่พงึ ประสงคร กั ชาติ ศาสนกษตั รยิ  อยูอยา งพอเพยี ง ซ่ือสัตย มีวนิ ัย ใฝ เรยี นรู มุง ม่นั ในการทำงาน รกั
ความเปนไทย และมีจิตสาธารณะ

ผลการเรียนรู
1. สบื คนขอมูล อภปิ รายเกี่ยวกบั การถายทอดลักษณะพันธุกรรมและโครโมโซม การถายทอดลักษณะทางพันธกุ รรม การ
แปรผันทางพนั ธุกรรม และการเกิดมวิ เทชนั
2. อธิบายผลการคดั เลือกตามธรรมชาติ การคัดเลือกและการปรบั ปรุงพันธุโดยมนุษยยกตัวอยางการใชเ ทคโนโลยีชีวภาพ
ในการปรบั ปรุงพนั ธุ
3. สำรวจ สบื คน วเิ คราะหแ ละนำเสนอเก่ยี วกับสภาพแวดลอมแลทรัพยากรธรรมชาติของทองถน่ิ ของประเทศและของ
โลก และการเปลย่ี นแปลงแทนที่
4. สบื คน ขอ มลู วเิ คราะหปญหา สาเหตุในการใชท รัพยากรธรรมชาติ นำเสนอวิธกี ารปองกนั และลงมือปฏบิ ตั ิรวมกับ
ชมุ ชนในการปองกนั เฝาระวัง แกป ญ หา ตลอดจนอนุรักษทรัพยากรธรรมชาตขิ องทองถน่ิ และประเทศ
5. สำรวจ สงั เกตลักษณะสำคญั ของสิง่ มชี ีวิตตางๆในทองถน่ิ จำแนกเปน กลมุ ตามเกณฑ
6. สืบคนขอมูล อภปิ ราย และนำเสนอเกี่ยวกับความหลากหลายของส่ิงมชี ีวิต ในดานคุณคา ประโยชน และผลกระทบตอ
สงั คมและส่งิ แวดลอ มทเ่ี กดิ จากการใชป ระโยชนของมนุษย
จำนวนผลการเรียนรูท งั้ หมด 6 ผลการเรียนรู

80

รายวิชาฟสิกส สาระการเรยี นรูเ พมิ่ เติม
ชั้น ผลการเรียนรู
ม.3 1. วเิ คราะหและแปลความหมายขอ มลู การเคลอ่ื นที่ของวตั ถุท่มี กี ารเปลีย่ นความเร็วเปน การ
ความเร็วกับเวลาของการเคลอื่ นทข่ี องวัตถุ เคลื่อนทดี่ ว ยความเรง ความเรง เปน อัตราสว นของ
เพื่ออธิบายความเรงของวตั ถุ ความเร็วท่เี ปลย่ี นไปตอเวลาและเปนปริมาณเวกเตอร
ในกรณที ีว่ ัตถุท่ีอยูน่งิ หรือเคล่ือนท่ีในแนวตรงดว ย
ความเร็วคงตัววัตถนุ ้นั มีความเรงเปน ศูนย
วัตถุมีความเร็วเพิ่มขึ้น ถาความเร็วและความเรงมีทิศ
เดียวกัน และมีความเร็วลดลง ถาความเร็วและความเรง
มที ศิ ตรงกันขาม
2. สังเกตและอธิบายการหาแรงลัพธท ่ีเกดิ เม่ือมแี รงหลายแรงกระทำตอวตั ถุหน่ึงโดยแรงทุกแรงอยู
จากแรงหลายแรงที่อยูในระนาบเดียวกนั ท่ี ในระนาบเดียวกันสามารถหาแรงลัพธที่กระทำตอวัตถุ
กระทำตอ วตั ถโุ ดยการเขยี นแผนภาพการ นน้ั ไดโดยรวมแบบเวกเตอร
รวมแบบเวกเตอร
3. สงั เกต วิเคราะห และอธิบาย เมื่อแรงลัพธมคี าไมเทา กับศนู ยกระทำตอ วัตถุจะทำให
ความสัมพันธระหวางความเรงของวัตถุกบั วตั ถุเคลือ่ นท่ีดว ยความเรงมีทิศทางเดียวกับแรงลพั ธโ ดย
แรงลัพธท ่ีกระทำตอวตั ถุและมวลของวตั ถุ ขนาดของความเรงขนึ้ กับขนาดของแรงลพั ธกระทำตอ
วตั ถแุ ละมวลของวัตถุ
4. สังเกตและอธิบายแรงกริ ิยาและแรง แรงกระทำระหวางวัตถุคูหนึ่ง ๆ เปนแรงกิริยาและแรง
ปฏิกิรยิ าระหวางวัตถุคูหนึ่ง ๆ ปฏิกิริยา แรงทั้งสองมีขนาดเทากัน เกิดขึ้นพรอมกัน
กระทำตอ วตั ถุคนละกอน แตมีทศิ ทางตรงขา ม
5. สงั เกตและอธิบายผลของความเรงท่ีมี วตั ถุทเี่ คลอื่ นทีด่ วยความเรงคงตัว หรอื ความเรง ไมค งตวั
ตอการเคลอ่ื นที่แบบตา ง ๆ ของวัตถุ อาจเปนการเคล่อื นทแ่ี นวตรง การเคล่อื นทแี่ นวโคง หรอื
ไดแก การเคล่ือนทแี่ นวตรง การเคลอื่ นท่ี การเคลื่อนทีแ่ บบส่ัน การเคล่ือนท่ีแนวตรงดวยความเรง
แบบโพรเจกไทล การเคลอื่ นที่แบบวงกลม คงตวั นำไปใชอ ธบิ ายการตกแบบเสรี การเคลอื่ นทแ่ี นว
และ การเคลื่อนที่แบบสัน่ โคง ดวยความเรง คงตวั ในแนวดงิ่ นำไปใชอธิบายการ
เคลือ่ นที่แบบโพรเจกไทลการเคลื่อนทแ่ี นวโคงดว ย
ความเรง มที ิศทางตัง้ ฉากกับความเร็วตลอดเวลา
นำไปใชอ ธิบายการเคลื่อนทแ่ี บบวงกลมการเคล่ือนท่ี
กลบั ไปกลบั มาดว ยความเรง มีทิศทางเขา สูจ ุดท่ีแรงลัพธ
เปนศูนย เรยี กจุดนว้ี าตำแหนงสมดุล ซง่ึ นำไปใชอธิบาย
การเคลื่อนที่แบบสัน่ หรอื การเคลอื่ นท่แี บบแกวง
6. สืบคน ขอมูลและอธิบายแรงโนมถวงที่ ในบรเิ วณที่มสี นามโนมถว ง เมอื่ มีวัตถุท่ีมมี วล จะมีแรง
เกีย่ วกับการเคล่อื นทข่ี องวตั ถุตา ง ๆ รอบ โนมถวงซึ่งเปนแรงดึงดูดของโลกกระทำตอ วัตถุ แรงนี้
โลก นำไปใชอ ธบิ ายการเคลื่อนทขี่ องวตั ถตุ าง ๆ เชน
ดาวเทียม และดวงจันทรร อบโลก

81

ช้ัน ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรูเ พิ่มเติม
7. สังเกตและอธิบายการเกิด กระแสไฟฟาทำใหเ กดิ สนามแมเ หล็กในบรเิ วณรอบแนว
สนามแมเ หลก็ เนื่องจากกระแสไฟฟา การเคลือ่ นทข่ี องกระแสไฟฟา หาทศิ ทางของ
สนามแมเหลก็ เนื่องจากกระแสไฟฟา ไดจ ากกฎมือขวา
8. สังเกตและอธบิ ายแรงแมเหลก็ ที่กระทำ ในบริเวณทีม่ สี นามแมเหลก็ เม่อื มีอนภุ าคที่มีประจุไฟฟา
ตอ อนภุ าคท่ีมีประจไุ ฟฟา ทีเ่ คลอื่ นที่ใน เคลอ่ื นท่โี ดยไมอยูในแนวเดียวกบั สนามแมเ หลก็ หรือมี
สนาม แมเ หลก็ และแรงแมเหลก็ ที่กระทำ กระแสไฟฟา ผานลวดตัวนำโดยกระแสไฟฟา ไมอยูใน
ตอ ลวดตวั นำท่ีมกี ระแสไฟฟา ผานใน แนวเดียวกับสนามแมเหล็ก จะมีแรงแมเ หล็กกระทำ ซ่ึง
สนามแมเหลก็ รวมท้งั อธบิ ายหลกั การ เปน พื้นฐานในการสรา งมอเตอร
ทำงานของมอเตอร
9. สงั เกตและอธิบายการเกิดอเี อ็มเอฟ เม่ือมีสนามแมเหล็กเปล่ียนแปลงตัดขดลวดตัวนำ ทำให
รวมทง้ั ยกตัวอยางการนำความรูไปใช เกิดอเี อ็มเอฟ ซ่งึ เปน พื้นฐานในการสรา งเครื่องกำเนิด
ประโยชน ไฟฟา
10. สืบคน ขอมลู และอธบิ ายแรงเขมและ ภายในนิวเคลยี สมแี รงเขมทเ่ี ปน แรงยดึ เหนยี่ วของ
แรงออน อนภุ าคในนวิ เคลยี ส และเปนแรงหลักที่ใชอธบิ าย
เสถยี รภาพของนวิ เคลียส นอกจากน้ียงั มแี รงออน ซ่ึง
เปนแรงท่ีใชอธิบายการสลายใหอนุภาคบีตาของธาตุ
กัมมนั ตรังสี
11. สืบคนขอมูลและอธิบายพลังงาน พลังงานที่ปลดปลอยออกมาจากฟชชัน หรือ ฟวชัน
นิวเคลียร ฟชชันและฟว ชันและ เรียกวาพลังงานนิวเคลียร โดยฟชชันเปนปฏิกิริยาที่
ความสมั พันธร ะหวางมวลกบั พลงั งานที่ นิวเคลียสที่มีมวลมากแยกออกเปนนิวเคลียสที่มีมวล
ปลดปลอยออกมาจากฟช ชันและฟวชนั นอยกวา สวนฟวชันเปนปฏิกิริยาที่นิวเคลียสที่มีมวล
นอยรวมตัวกันเกิดเปนนิวเคลียสที่มีมวลมากข้ึน
พลงั งานนิวเคลียรที่ปลดปลอยออกมาจากฟช ชันและฟว
ชันมคี าเปน ไปตามความสมั พนั ธร ะหวา งมวลกับพลังงาน
12. สืบคนขอ มูล และอธิบายการเปลีย่ น การนำพลังงานทดแทนมาใชเปนการแกปญหาหรือ
พลงั งานทดแทนเปน พลังงานไฟฟา ตอบสนองความตองการดา นพลังงาน เชน การเปลีย่ น
รวมทั้งสืบคน และอภิปรายเก่ียวกับ พลังงานนวิ เคลยี รเปนพลงั งานไฟฟาในโรงไฟฟา
เทคโนโลยที ่ีนำมาแกป ญหาหรือตอบสนอง พลังงานนิวเคลียร และการเปลีย่ นพลังงานแสงอาทติ ย
ความตอ งการทางดานพลงั งาน โดยเนน เปนพลังงานไฟฟา โดยเซลลสรุ ยิ ะ เทคโนโลยีตา ง ๆ ท่ี
ดา นประสิทธิภาพและความคุมคา ดาน นำมาแกป ญหาหรอื ตอบสนองความตอ งการทางดาน
คาใชจ า ย พลังงานเปนการนำความรูทักษะและกระบวนการทาง
วิทยาศาสตรม าสรา งอปุ กรณหรอื ผลติ ภัณฑ ตาง ๆ ที่
ชว ยใหการใชพลงั งานมปี ระสิทธภิ าพยง่ิ ข้ึน
13. สังเกตและอธิบายการสะทอ น การหัก เมื่อคลื่นเคลื่อนที่ไปพบสิ่งกีดขวาง จะเกิดการสะทอน
เห การเล้ียวเบน และการรวมคลน่ื เมื่อคลื่นเคลื่อนที่ผานรอยตอระหวางตัวกลางที่ตางกัน
จะเกิดการหักเห เม่ือคล่ืนเคลอื่ นท่ีไปพบขอบส่ิงกีดขวาง

82

ช้ัน ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรูเ พม่ิ เติม
จะเกิดการเลี้ยวเบน เมื่อคลื่นสองขบวนมาพบกันจะเกดิ
การรวมคลื่นเกิดรูปรางของคลื่นรวม หลังจากคลื่นทั้ง
สองเคลื่อนที่ผานพนกันแลวจะแยกกัน โดยแตละคลื่น
ยงั คงมีรูปรา งและทศิ ทางเดมิ
14. สงั เกตและอธิบาย ความถธี่ รรมชาติ เมื่อกระตุนใหวัตถุสั่นแลวหยุดกระตุน วัตถุจะสั่นดวย
การส่นั พอง และผลทเ่ี กดิ ข้ึนจากการส่นั ความถี่ที่เรียกวา ความถี่ธรรมชาติ ถามีแรงกระตุนวัตถุ
พอ ง ที่กำลังสั่นดวยความถี่ของการออกแรงตรงกับความถี่
ธรรมชาติของวัตถุนั้น จะทำใหวัตถุสั่นดวยแอมพลิจูด
มากขึน้ เรียกวา การส่นั พอ ง เชน การสัน่ พอ งของอาคาร
สูง การสั่นพองของสะพาน การสั่นพองของเสียงใน
เครื่องดนตรปี ระเภทเปา
15. สงั เกตและอธบิ ายการสะทอ น การหัก เสียงมีการสะทอน การหักเห การเลี้ยวเบนและการรวม
เห การเลย้ี วเบน และการรวมคล่นื ของ คล่ืนเชน เดยี วกบั คลนื่ อ่ืน ๆ
คล่ืนเสียง
16. สืบคนขอมลู และอธิบายความสัมพนั ธ ความถขี่ องคลน่ื เสียงเปน ปรมิ าณที่ใชบอกเสยี งสูงเสยี ง
ระหวางความเขมเสียงกบั ระดับเสียง และ ต่ำโดยความถี่ท่ีคนไดยินมคี าอยูร ะหวาง 20-20,000
ผลของความถ่ีกับระดับเสยี งท่ีมีตอ การได เฮิรตซ ระดับเสยี งเปนปริมาณที่ใชบ อกความดังของ
ยินเสยี ง เสียงซงึ่ ข้ึนกับความเขมเสียง โดยความเขม เสียงเปน
พลังงานเสียงที่ตกตั้งฉากบนพ้ืนท่ีหน่งึ หนวยในหนง่ึ
หนว ยเวลาเสยี งทีม่ ีความดงั มากเกินไปเปน อันตรายตอ หู
17. สงั เกตและอธิบายการเกิดเสยี ง - เม่อื เสยี งจากแหลง กำเนดิ เดินทางไปกระทบวตั ถุแลว
สะทอ นกลับ บตี ปรากฏการณดอปเพลอร สะทอ นกลบั มายงั ผูฟง ถา ผูฟงไดยนิ เสยี งท่ีออกจาก
และการสน่ั พอ งของเสียง แหลงกำเนิดและเสยี งทีส่ ะทอ นกลบั มาแยกจากกนั เสยี ง
ท่ไี ดยนิ น้ีเปนเสียงสะทอนกลับ
- เมื่อคลนื่ เสียงสองขบวนท่ีมีความถ่ีใกลเ คียงกันมา
รวมกันจะเกิดบีต
- เมอ่ื แหลงกำเนิดเสยี งเคลื่อนที่ ผฟู งเคลอื่ นที่ หรอื ท้ัง
แหลง กำเนิดและผฟู งเคลอ่ื นท่ี ผฟู ง จะไดย นิ เสยี งทมี่ ี
ความถเ่ี ปล่ียนไป เรยี กวา ปรากฏการณด อปเพลอร
ถาอากาศในทอถูกกระตุนดวยคลื่นเสียงที่มีความถี่
เทากับความถี่ธรรมชาติของอากาศในทอน้ัน จะเกิดการ
สั่นพองของเสียง
18. สบื คน ขอมลู และยกตวั อยางการนำ ความรูเกี่ยวกับเสียงนำไปใชประโยชนในดาน
ความรเู กี่ยวกบั เสียงไปใชประโยชนใ น ตา ง ๆ เชน คลืน่ เหนือเสียงหรืออัลตราซาวนด ใชในทาง
ชวี ิตประจำวนั การแพทย บีตของเสียงในการปรับเทียบเสียงของ

83

ช้ัน ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรเู พมิ่ เติม
เครื่องดนตรี การสั่นพองของเสียงใชในการออกแบบ
19. สังเกตและอธบิ ายการมองเหน็ สีของ เคร่ืองดนตรแี ละอธิบายการเปลงเสียงของมนษุ ย
วัตถุและความผิดปกตใิ นการมองเหน็ สี เมื่อแสงตกกระทบวัตถุ วัตถุจะดูดกลืนแสงสีบางสี โดย
ขึ้นกับสารสีบนผิววัตถุ และสะทอนแสงสีที่เหลือออกมา
ทำใหมองเห็นวัตถุเปนสีตาง ๆ ขึ้นกับแสงสีที่สะทอน
ออกมา ความผิดปกติในการมองเห็นสีหรือตาบอดสีเกดิ
จากความบกพรอ งของเซลลรปู กรวยบนจอตา
20. สังเกต และอธิบายการทำงานของ - แผน กรองแสงสียอมใหแสงสบี างสีผา นออกไปได และ
แผน กรองแสงสี การผสมแสงสี การผสม ก้นั บางแสงสี
สารสแี ละการนำไปใชป ระโยชนใ น - การผสมแสงสที ำใหไดแ สงสีที่หลากหลาย เปล่ยี นไป
ชีวิตประจำวนั จากเดิม ถา นำแสงสีปฐมภมู ใิ นสดั สวนทเี่ หมาะสมมา
ผสมกนั จะไดแ สงขาว
- การผสมสารสีทำใหไดสารสีท่ีหลากหลาย เปล่ียนไป
จากเดิม ถา นำสารสีปฐมภมู ใิ นปรมิ าณทีเ่ ทากนั มาผสม
กนั จะไดสารสีผสมเปน สีดำ
- การผสมแสงสแี ละการผสมสารสีสามารถนำไปใช

ประโยชนในดานตา ง ๆ เชน ดานศิลปะ ดา นการแสดง

21. สืบคน ขอ มูล และอธิบายคล่ืน คลื่นแมเ หลก็ ไฟฟาเกิดจากการรบกวนประจุไฟฟา
แมเหล็กไฟฟา สวนประกอบคลืน่ ประกอบดว ยสนามแมเหลก็ และสนามไฟฟาที่
แมเ หล็กไฟฟา และ หลกั การทำงานของ เปลยี่ นแปลงตลอดเวลา โดยสนามทง้ั สองมที ิศทางตั้ง
อปุ กรณบางชนิดที่อาศัยคลน่ื ฉากกนั และตงั้ ฉากกบั ทิศทางการเคลอ่ื นทข่ี องคลนื่
แมเหลก็ ไฟฟา อุปกรณบางชนิดทำงานโดยอาศัยคลื่นแมเหล็ก ไฟฟา
เชน เครื่องควบคุมระยะไกล เครื่องถายภาพเอกซเรย
คอมพวิ เตอร และ เครือ่ งถายภาพการสั่นพองแมเ หล็ก
22. สบื คนขอมลู และอธบิ ายการส่อื สาร ในการสือ่ สารโดยอาศัยคล่ืนแมเ หลก็ ไฟฟา เพ่ือสงผาน
โดยอาศัยคล่นื แมเ หลก็ ไฟฟา ในการสงผา น สารสนเทศจากทห่ี นึ่งไปอีกท่ีหนึ่ง สารสนเทศจะถูก
สารสนเทศและเปรียบเทียบการสือ่ สาร แปลงใหอ ยใู นรปู สญั ญาณสำหรับสงไปยงั ปลายทางซึ่ง
ดวยสญั ญาณแอนะลอ็ กกบั สัญญาณดิจทิ ัล จะมีการแปลงสญั ญาณกลับมาเปนสารสนเทศท่ี
เหมอื นเดมิ สญั ญาณท่ีใชใ นการส่อื สารมีสองชนดิ คือ
แอนะล็อกและดจิ ิทลั การสง ผานสารสนเทศดว ย
สัญญาณดจิ ทิ ลั สามารถสง ผา นไดโดยมคี วามผิดพลาด
นอยกวา สญั ญาณแอนะล็อก

84

คำอธิบายรายวิชาเพ่ิมเตมิ
รหสั วิชา ว23201 รายวิชาฟสิกส 1 กลุมสาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
ชน้ั มัธยมศกึ ษาปท ่ี 3 ภาคเรยี นที่ 1 จำนวน 20 ช่วั โมง/0.5 หนว ยกิต

ศึกษาคนควาเกี่ยวกับ การคนหาความรูทางฟส ิกส ประวัติความเปนมารวมทั้งพัฒนาการของหลกั การและแนวคดิ
ทางฟสิกสทีม่ ีผลตอการแสวงหาความรูใหมแ ละการพัฒนาเทคโนโลยี การวัดปริมาณทางฟสิกสไดถูกตองเหมาะสม โดยนำ
ความคลาดเคลื่อนในการวัดมาพิจารณาในการนำเสนอผล รวมทงั้ แสดงผลการทดลองในรูปของกราฟ แปลความหมายจาก
กราฟเสนตรง ความสัมพันธระหวางตำแหนง การกระจัด ความเร็ว และความเรงของการเคลื่อนที่ของวัตถุในแนวตรงที่มี
ความเรงคงตัวจากกราฟและสมการ รวมทั้งทดลองหาคา ความเรง โนม ถวงของโลก การหาแรงลัพธของแรงสองแรงที่ทำมุม
ตอกัน แรงที่กระทำตอวัตถุอิสระ กฎการเคลื่อนที่ของนิวตันและการใช กฎการเคลื่อนที่ของนิวตันกับสภาพการเคลื่อนที่
ของวัตถุ กฎความโนมถวงสากลและผลของสนามโนมถวงที่ทำใหวัตถุมีน้ำหนัก แรงเสียดทานระหวางผิวสัมผัสของวัตถุคู
หนึ่ง ๆ ในกรณีที่วัตถุหยุดน่ิงและวัตถุเคล่ือนที่ หาสัมประสิทธิ์ความเสียดทานระหวางผิวสัมผัสของวัตถุคูห นึง่ ๆ สมดุลกล
ของวัตถุ โมเมนต และผลรวมของโมเมนตที่มีตอการหมุน แรงคูควบและผลของแรงคูควบที่มีตอสมดุลของวัตถุ แรงที่
กระทำตอวัตถุอิสระเมื่อวัตถุอยูในสมดุลกล สมดุลของแรงสามแรง งานของแรงคงตัว จากสมการและพื้นที่ใตกราฟ
ความสัมพันธระหวางแรงกับตำแหนง กำลังเฉลี่ย รวมทั้งการคำนวณปริมาณตาง ๆ ที่เกี่ยวของ และนำความรูไปใชใน
ชวี ิตประจำวนั

โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตรในการ วัด รายงานผล วิเคราะห สืบคน อธิบาย แปลความหมาย ทดลอง
คำนวณ เขียนแผนภาพ และนำความรูไปใช เพื่อใหผูเ รียนตระหนักถงึ ความสัมพันธระหวางวิทยาศาสตรกับสภาพแวดลอม
เปน ผทู ี่มีจิตวิทยาศาสตร มีคุณธรรม จริยธรรม และคานยิ มในการใชว ิทยาศาสตรอ ยา งสรา งสรรค
ผลการเรียนรู

1. สบื คน และอธบิ ายการคน หาความรูทางฟส ิกส ประวัติความเปน มารวมทง้ั พัฒนาการของหลกั การและแนวคดิ
ทางฟส ิกสท่มี ีผลตอ การแสวงหาความรูใหมแ ละการพฒั นาเทคโนโลยี

2. วดั และรายงานผลการวดั ปริมาณทางฟส กิ สไดถูกตองเหมาะสม โดยนำความคลาดเคล่อื นในการวดั มาพิจารณา
ในการนำเสนอผล รวมทัง้ แสดงผลการทดลองในรูปของกราฟ วิเคราะหและแปลความหมายจากกราฟเสน ตรง

3. ทดลอง และอธบิ ายความสัมพันธร ะหวางตำแหนง การกระจัด ความเรว็ และความเรงของการเคล่ือนทข่ี องวตั ถุ
ในแนวตรงที่มีความเรง คงตวั จากกราฟและสมการ รวมท้งั ทดลองหาคาความเรงโนมถว งของโลก และคำนวณปริมาณตาง ๆ
ที่เกี่ยวของ

4. ทดลอง และอธิบายการหาแรงลัพธของแรงสองแรงที่ทำมุมตอกนั
5. เขียนแผนภาพของแรงทีก่ ระทำตอวัตถุอสิ ระ ทดลอง และอธบิ ายกฎการเคล่ือนท่ีของนิวตนั และการใชกฎการ
เคลื่อนที่ของนวิ ตันกับสภาพการเคล่อื นที่ของวตั ถุ รวมทัง้ คำนวณปริมาณตา ง ๆ ที่เกย่ี วของ
6. อธบิ ายกฎความโนม ถว งสากลและผลของสนามโนมถวงที่ทำใหว ตั ถุมนี ้ำหนัก รวมทง้ั คำนวณปริมาณตา ง ๆ ท่ี
เก่ียวของ
7. วเิ คราะห อธบิ าย และคำนวณแรงเสยี ดทานระหวา งผวิ สมั ผัสของวัตถุคหู นึ่ง ๆ ในกรณีท่ีวตั ถุหยุดนิ่งและวัตถุ
เคล่ือนที่ รวมท้ังทดลองหาสมั ประสิทธ์คิ วามเสียดทานระหวางผวิ สัมผัสของวตั ถุคูห นึ่ง ๆ และนำความรูเ รื่องแรงเสียดทาน
ไปใชใ นชวี ติ ประจำวนั

รวม 7 ผลการเรียนรู

85

คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเตมิ
รหสั วชิ า ว23202 รายวิชาฟส กิ ส 2 กลุมสาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
ชั้นมธั ยมศึกษาปท ี่ 3 ภาคเรียนที่ 2 จำนวน 20 ชั่วโมง/0.5 หนวยกติ

ศกึ ษาหลกั การของกลศาสตรในเร่ือง สมดลุ กลของวัตถุ โมเมนต ผลรวมของโมเมนตท ่ีมีตอการหมุน แรงคูควบและ
ผลของแรงคูควบที่มีตอสมดุลของวัตถุ การเขียนแผนภาพวัตถุอิสระเมื่อวัตถุอยูในสมดุลกล สมดุลของแรงสามแรง การ
เคลือ่ นทข่ี องวัตถุ เมือ่ แรงท่ีกระทำตอวัตถุผานศนู ยกลางมวลของวตั ถุ เสถียรภาพของวัตถุ งานของแรงคงตวั แรง
กับตำแหนง กำลังเฉลี่ย พลังงานจลน พลังงานศักย พลังงานกล งานกับพลังงานจลน งานกับพลังงานศักยโนมถวง งานกับ
พลงั งานศกั ยย ืดหยนุ งานของแรงลัพธแ ละพลังงานจลน งานท่ีเกิดข้นึ จากแรงลัพธ การอนรุ กั ษพ ลงั งานกล
การเคลื่อนที่ของวัตถุในสถานการณตา ง ๆ โดยใชก ฎการอนรุ ักษพลังงานกล การทำงาน ประสิทธภิ าพ การไดเปรียบเชิงกล
ของเครื่องกลอยางงา ยบางชนิด โมเมนตัม การดล แรงลัพธกับเวลา แรงดลกับโมเมนตมั การชนของวตั ถุในหนึง่ มติ ิทั้งแบบ
ยืดหยุน ไมยืดหยุน การดีดตัวแยกจากกันในหนึ่งมิติ การเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทล แรงสูศูนยกลาง รัศมีของการเคลื่อนท่ี
อัตราเร็วเชิงเสน อัตราเร็วเชิงมุม มวลของวัตถุในการเคล่ือนที่แบบวงกลมในระนาบระดบั การโคจรของดาวเทยี ม รวมทง้ั
การคำนวณปริมาณตาง ๆ ทีเ่ กย่ี วขอ ง และนำความรูไปใชในชีวติ ประจำวนั
โดยใชก ระบวนการทางวทิ ยาศาสตรในการ สังเกต วิเคราะห สบื คน อธิบาย แปลความหมาย ทดลอง คำนวณ เขยี น
แผนภาพ และนำความรูไปใช เพือ่ ใหผูเรียนตระหนกั ถงึ ความสมั พนั ธระหวางวิทยาศาสตรกบั สภาพแวดลอม เปนผทู ี่มี
จิตวทิ ยาศาสตร มีคุณธรรม จริยธรรม และคา นิยมในการใชวิทยาศาสตรอ ยางสรา งสรรค

ผลการเรียนรู
1. อธบิ ายสมดลุ กลของวัตถุ โมเมนตแ ละผลรวมของโมเมนตท ี่มีตอการหมนุ แรงคูควบและผลของแรงคูควบทีม่ ตี อ

สมดุลของวัตถุ เขยี นแผนภาพวตั ถุอสิ ระเมื่อวตั ถุอยูในสมดลุ กล และคำนวณปริมาณตาง ๆ ทเี่ กย่ี วของ รวมทั้งทดลองและ
อธิบายสมดลุ ของแรงสามแรง

2. สังเกตและอธบิ ายสภาพการเคลือ่ นท่ีของวตั ถุ เมอื่ แรงท่ีกระทำตอ วัตถผุ านศนู ยก ลางมวลของวัตถุ และผลของ
ศูนยถว งทม่ี ตี อเสถยี รภาพของวตั ถุ

3. วเิ คราะห และคำนวณงานของแรงคงตัว จากสมการและพน้ื ทใ่ี ตกราฟความสมั พนั ธระหวางแรงกบั ตำแหนง
รวมทง้ั อธบิ ายและคำนวณกำลงั เฉล่ีย

4. อธิบายและคำนวณพลังงานจลน พลังงานศกั ย พลงั งานกล ทดลองหาความสมั พนั ธระหวางงานกับพลังงานจลน
ความสมั พันธร ะหวางงานกบั พลังงานศักยโนม ถวง ความสัมพันธร ะหวา งขนาดของแรงท่ีใชด งึ สปริงกบั ระยะทีส่ ปริงยดื ออก
และความสมั พันธระหวางงานกบั พลงั งานศักยย ืดหยนุ รวมทั้งอธิบายความสมั พันธร ะหวา งงานของแรงลัพธและพลงั งาน
จลน และคำนวณงานที่เกดิ ขึ้นจากแรงลัพธ

5. อธิบายกฎการอนุรักษพลงั งานกล รวมทงั้ วเิ คราะห และคำนวณปรมิ าณตา ง ๆ ทีเ่ ก่ียวของกบั การเคลื่อนทข่ี อง
วัตถุในสถานการณต า ง ๆ โดยใชก ฎการอนรุ ักษพลังงานกล

6. อธบิ ายการทำงาน ประสทิ ธิภาพและการไดเ ปรียบเชิงกลของเครื่องกลอยา งงา ยบางชนิด โดยใชค วามรเู รอื่ งงาน
และสมดุลกล รวมทัง้ คำนวณประสิทธิภาพและการไดเปรยี บเชงิ กล

7. อธิบาย และคำนวณโมเมนตัมของวัตถุ และการดลจากสมการและพนื้ ท่ีใตกราฟความสมั พนั ธระหวา งแรงลัพธ
กับเวลา รวมทั้งอธบิ ายความสมั พันธร ะหวา งแรงดลกับโมเมนตมั

86

8. ทดลอง อธิบายและคำนวณปรมิ าณตาง ๆ ท่เี ก่ยี วกบั การชนของวัตถุในหน่งึ มติ ิทัง้ แบบยดื หยุน ไมยดื หยุน และ
การดดี ตวั แยกจากกันในหนึง่ มิติซง่ึ เปน ไปตามกฎการอนรุ ักษโ มเมนตัม

9. อธิบาย วิเคราะห และคำนวณปริมาณตาง ๆ ทีเ่ กยี่ วของกับการเคล่ือนท่ีแบบโพรเจกไทล และทดลองการ
เคลอ่ื นทแ่ี บบโพรเจกไทล

10. ทดลอง และอธบิ ายความสมั พันธร ะหวา งแรงสูศนู ยก ลาง รัศมีของการเคลือ่ นท่ี อัตราเร็วเชิงเสน อตั ราเร็ว
เชิงมมุ และมวลของวตั ถุในการเคลื่อนทแ่ี บบวงกลมในระนาบระดบั รวมทั้งคำนวณปริมาณตาง ๆ ที่เกย่ี วของ และ
ประยุกตใ ชความรูก ารเคลือ่ นท่ีแบบวงกลมในการอธบิ ายการโคจรของดาวเทียม
รวม 10 ผลการเรียนรู

87

รายวชิ าพลังงานทดแทน สาระการเรียนรูเพม่ิ เติม
ชน้ั ผลการเรยี นรู พลังงานเปนปจ จยั สำคัญในการดำรงชีวิตของมนษุ ย
ม.3 1. อธบิ ายความสำคญั ของพลังงาน โดยเฉพาะการใชพลงั งานไฟฟาในชีวติ ประจำวนั และเปน
ทดแทน ปจ จยั พน้ื ฐานของการผลิตในภาคอุตสาหกรรม ภาค
คมนาคมขนสง แหลงพลงั งานหลักในปจจบุ นั ทีน่ ำมาใช
2. อธิบายหลกั การทางวิทยาศาสตร ผลิตไฟฟาและใชในการคมนาคมขนสง ไดแก ถา นหิน
ในการนำพลังงานแสงอาทติ ย กาซธรรมชาตแิ ละนำ้ มนั ดิบ ซึ่งแหลง พลงั งานดังกลา วเปน
พลงั งานลม พลังงานน้ำ พลงั งานชวี แหลงพลงั งานที่ใชเวลาในการเกดิ หลายลานปและเปน
มวลและพลังงานนวิ เคลยี ร ไปใช แหลง พลังงานที่กำลังจะหมดไปในอนาคต ทำใหท วั่ โลก
ประโยชน ตองมีการจัดหาและนำแหลง พลงั งานอ่นื ๆ ในธรรมชาติ
3. อธบิ ายการใชป ระโยชน พลังงาน มาใชท ดแทนแหลงพลังงานหลักทใ่ี ชอ ยูใ นปจ จบุ นั ท่กี ำลงั
แสงอาทิตย พลงั งานลม พลงั งานนำ้ จะหมดไปหรือทป่ี ระสบปญหาการขาดแคลน
พลังงานชวี มวลและพลงั งาน แหลงพลังงานที่นำมาใชเปนแหลงพลังงานทดแทน มที ั้ง
นวิ เคลยี ร ในประเทศไทย แหลง พลงั งานส้ินเปลือง เชน เชื้อเพลิงนิวเคลียร และ
4. อธิบายขอดีและขอจำกัดเก่ียวกับ แหลงพลังงานหมนุ เวียน เชน น้ำ ลม แสงอาทติ ย ชวี มวล
การใชประโยชนแ ละแนวทางการ โดยมกี ารนำแหลงพลงั งานทดแทนดังกลา วมาใชประโยชน
พฒั นา ของพลงั งานแสงอาทิตย ทง้ั การเปลีย่ นเปนพลังงานความรอ นและการเปลยี่ นเปน
พลงั งานลม พลังงานนำ้ พลังงานชีว พลงั งานไฟฟา ซ่ึงการเลอื กใชช นดิ ของแหลงพลงั งาน
มวลและพลงั งานนิวเคลียร ทดแทนในแตล ะพ้ืนทีต่ องคำนงึ ถึงความเหมาะสมในดาน
ตา ง ๆ
พลงั งานเปนปจ จยั สำคัญในการดำรงชีวิตของมนษุ ย การ
นำแหลง พลังงานตาง ๆ ท่ีอยูใ นธรรมชาติ เชน พลงั งาน
นำ้ ลม แสงอาทิตย ชวี มวล นิวเคลียร ความรอ นใตพภิ พ
เปน ตน มาใชประโยชนใ นการผลิตพลังงานไฟฟาหรอื
พลงั งานความรอน จะชว ยลดการใชพลังงานจากถานหิน
แกสธรรมชาติและน้ำมันดบิ ไดเ ปน อยา งดี
ขอดแี ละขอจำกัดของพลงั งานทดแทน โดยในปจ จุบนั มี
การศึกษาและคน หาพลังงานทดแทนในรปู แบบตาง ๆ
อยา งตอเน่อื ง เพื่อใหส ามารถนำมาใชประโยชนไ ด และมี
ประสิทธภิ าพดียงิ่ ขน้ึ เพื่อชวยประหยัดคา ใชจาย ลด
ปญหามลพิษและสงิ่ แวดลอมของโลก รวมท้ังชวย
ประหยดั พลงั งาน ดังนน้ั พลงั งานทดแทนจงึ เปนพลังงานที่
สามารถนำมาใชท ดแทนพลงั งานแบบเดิมไดอยางไมจ ำกัด
ท้ังยงั หาไดจ ากธรรมชาติและสามารถนำกลับมาใชใหมได
เพ่อื ชว ยลดปญหาการขาดแคลนพลังงาน รวมทัง้ ลด

88

ชนั้ ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรูเ พิ่มเตมิ
มลพษิ แตทัง้ น้ีพลังงานทดแทนประเภทตา ง ๆ ยงั มี
ขอจำกดั ไมสามารถนำมาใชไ ดตลอดเวลาตามท่ีตอ งการได

89

คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเติม
รหัสวิชา ว23206 รายวิชา พลงั งานทดแทน กลุมสาระการเรียนรูว ทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปท่ี 3 ภาคเรียนที่ 1 จำนวน 20 ช่ัวโมง/0.5 หนว ยกิต

ศึกษา วิเคราะห ทดลอง ตรวจสอบ เกี่ยวกับพลังงานแสงอาทิตย พลังงานลม พลังงานน้ำ พลังงาน
ชีวมวล และพลงั งานนิวเคลยี ร เพื่อใหม ีความรคู วามเขา ใจในหลักการทางวทิ ยาศาสตรของพลังงานดังกลา วและการนำมาใช
เปนพลงั งานทดแทน และตระหนักในบทบาทและผลกระทบของพลงั งานเหลา นั้นทมี่ ีตอมนุษยและส่งิ แวดลอม

โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู ความคิด ความเขาใจ สามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรู มี
ความสามารถในการตดั สินใจ นำความรไู ปใชในชวี ติ ประจำวนั มีจติ วิทยาศาสตร จริยธรรม คุณธรรมและคานิยมทเ่ี หมาะสม

ผลการเรยี นรู
1. อธบิ ายความสำคัญของพลงั งานทดแทน
2. อธิบายหลักการทางวทิ ยาศาสตร ในการนำพลงั งานแสงอาทติ ย พลังงานลม พลงั งานนำ้ พลงั งานชีวมวลและ
พลังงานนวิ เคลียร ไปใชป ระโยชน
3. อธิบายการใชป ระโยชน พลงั งานแสงอาทิตย พลังงานลม พลงั งานน้ำ พลังงานชีวมวลและพลังงานนวิ เคลยี ร ใน
ประเทศไทย
4. อธบิ ายขอ ดีและขอจำกัดเก่ยี วกบั การใชประโยชนแ ละแนวทางการพัฒนา ของพลังงานแสงอาทติ ย พลังงานลม
พลงั งานนำ้ พลังงานชวี มวลและพลงั งานนวิ เคลียร

รวมท้ังหมด 4 ผลการเรียนรู

90

รายวิชาเช้อื เพลิงเพอื่ การคมนาคม สาระการเรียนรูเพิม่ เติม
ชั้น ผลการเรียนรู
ม.3 1. อธิบายความสำคญั และการกำเนดิ ของ พลงั งานเชอื้ เพลงิ ท่ีใชเพ่ือการคมนาคมสวนใหญมา
ปโ ตรเลียม กาซธรรมชาติ ถา นหนิ และ จากเชื้อเพลงิ ซากดึกดำบรรพหรอื เชอื้ เพลงิ ฟอสซิล ซง่ึ
หินน้ำมนั เกิดจากแปรสภาพของซากพืชซากสตั วท ่ีตายและ
สะสมทับถมอยูในช้ันตะกอนใตผิวโลกเปนเวลาหลาย
ลา นป ภายใตส ภาวะแวดลอ มที่มีอุณหภูมแิ ละความ
ดันสงู ไดแ ก ถานหิน หนิ นำ้ มัน และปโ ตรเลยี ม
2. อธบิ ายแหลง การสำรวจ และปรมิ าณ การสาํ รวจหาปโ ตรเลียมเรม่ิ ตนดวยการสํารวจทาง
สำรองของปโตรเลียม และแกสธรรมชาติ ธรณวี ทิ ยาโดยอาศัยภาพถายทางอากาศ หรือภาพถา ย
จากดาวเทียม ชว ยใหค าดคะเนโครงสรา งของชั้นหินใต
พน้ื ดินไดอยา งครา วๆจากน้นั จึงทำการสาํ รวจในข้ัน
รายละเอียด โดยนกั ธรณีวิทยาจะสํารวจดหู ินทโี่ ผลพน
พ้ืนดนิ ตามหนา ผา หรอื ริมแมนำ้ ลำธาร เพือ่ ใหเขาใจ
ลกั ษณะทางธรณวี ทิ ยาของชัน้ หนิ ท่อี ยูล กึ ลงไป ซ่งึ
ขอมูลจากการสํารวจจะถกู บันทกึ ไวในแผนทท่ี าง
ธรณีวทิ ยา
3. อธิบายผลติ ภัณฑป โ ตรเลยี มและ ผลิตภัณฑป โ ตรเลยี ม คือ ผลิตภัณฑท ีผ่ ลิตได โดยมี
การนำไปใชประโยชน วัตถดุ ิบหลกั มาจากการปโ ตรเลยี ม ซง่ึ มหี ลากหลาย
ประเภท ต้งั แตพลังงานตาง ๆ เชน นำ้ มัน หรือ แกส
ธรรมชาติแลว อกี ท้ังใชเ ปน วตั ถดุ ิบตัง้ ตนในโรงงาน
อุตสาหกรรม เชน แกส ชนดิ ตาง ๆ ไปจนถึงเม็ด
พลาสติก เสนใยสังเคราะห
4. อธิบายโครงสรา งราคาและวิเคราะห เมือ่ มีการใชผ ลติ ภัณฑป โ ตรเลียมกันอยางเเพรห ลาย
สถานการณการใชน้ำมนั เช้ือเพลงิ เพื่อ และเพ่ิมขน้ึ ตามอัตราการขยายตวั ทางเศรษฐกิจและ
การคมนาคม สงั คม โดยเฉพาะการคมนาคมขนสงจะใชผ ลิตภณั ฑ
ปโตรเลียมประเภทเชอื้ เพลงิ ทีไ่ ดมาจากเชอ้ื เพลิงซาก
ดึกดำบรรพซึ่งเปน พลงั านสน้ิ เปลือง และมีอยูอยาง
จำกัด จงึ ควรนำปโตรเลียมมาใชอยางประหยัดและ
คมุ คา มากทส่ี ุด ดงั นน้ั จึงจำเปนตองเรียนรูเ ก่ยี วกบั
สถานการณการใชเ ช้ือเพลงิ เพื่อการคมนาคม ปรมิ าณ
สำรองปโ ตรเลยี ม ปจจยั ทีม่ ีผลตอการเปลย่ี นแปลง
ราคานำ้ มันเชือ้ เพลิง วิธกี ารใชน ้ำมันเชื้อเพลงิ เพอื่ การ
คมนาคมอยา งประหยัดแหละเหมาะสมผลกระทบและ
แนวทางแกไขจากการใชน้ำมันเช้ือเพลงิ ท่ีมีผลตอ
ส่ิงมชี วี ติ และส่งิ แลดลอ ม

91

ช้ัน ผลการเรียนรู สาระการเรียนรเู พ่มิ เตมิ
5. อธิบายประเภทและการใชประโยชน พลังงานท่ีนำมาใชแทนน้ำมนั เชอ้ื เพลงิ สามารถแบง
จากเช้ือเพลิงที่เปน พลงั งานทดแทน ตามแหลง ทม่ี าเปน 2 ประเภท คอื พลังงานทดแทน
จากแหลง ทใ่ี ชแลว หมดไป เรียกวาพลงั งานส้ินเปลือง
เชน ถานหิน กา ซธรรมชาติ และนวิ เคลียร เปน ตน
และพลังงานทดแทนอีกประเภทหนง่ึ เปน แหลง
พลังงานท่ีใชแลว สามารถหมุนเวียนมาใชไดอ ีก เรยี กวา
พลังงานหมุนเวียน เชน แสงอาทติ ย ลม ชีวมวล น้ำ
และไฮโดรเจน เปน ตน
6. นำเสนอแนวทางการใชปโตรเลียมและ ปโตรเลียมและแกสธรรมชาตเิ ปนส่งิ ท่มี คี วามสำคญั ตอ
แกส ธรรมชาติอยางประหยดั และถูกวธิ ี ระบบเศรษฐกจิ และการดำเนินชวี ติ ของประชาชน เปน
ปจ จัยที่ทำใหโลกมีการพัฒนาขับเคลือ่ นไปขา งหนา
เนื่องจากปโตรเลยี มและแกส ธรรมชาติเปน ส่งิ ท่มี คี วาม
จำเปนตอการดำรงชวี ติ และมีความสำคัญตอทาง
เศรษฐกิจ สงั คม และการเมืองของโลก ดังน้นั เรา
จะตองชว ยกันประหยัดพลงั งาน เพือ่ ใหส ามารถมี
พลังงานใชไดตลอดไป

92

คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเตมิ
รหสั วิชา ว23207 รายวชิ า เช้ือเพลงิ เพ่ือการคมนาคม กลุม สาระการเรียนรูวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 จำนวน 20 ชั่วโมง/0.5 หนวยกติ

ศึกษา วิเคราะห ทดลอง องคประกอบและประเภทของปโตรเลียม หนิ ตน กำเนิดและแหลง กักเกบ็ ปโตรเลียม การ
สำรวจและแหลงปโตรเลียม ผลกระทบและแนวทางแกไขที่เกิดจากการสำรวจและการผลิตปโตรเลียม การแยกกาซ
ธรรมชาติ การกลั่นน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑจากกาซธรรมชาติและจากการกล่ันนำ้ มันดบิ และการใชประโยชน ผลกระทบจาก
กระบวนการผลิต ผลิตภัณฑจากปโตรเลียมและแนวทางแกไข สถานการณพลังงานของโลกและของประเทศไทย การใช
พลงั งานดา นการคมนาคมของประเทศไทย การกำหนดราคานำ้ มันเชื้อเพลิง ผลกระทบและแนวทางการแกไขผลจากการใช
เชื้อเพลิงเพอื่ การคมนาคม เชือ้ เพลงิ ที่เปนพลังงานทดแทน

โดยใชก ระบวนการทางวทิ ยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู ความคิด ความเขา ใจ สามารถสอื่ สารส่งิ ที่รู
มีความสามารถในการตัดสินใจ นำความรูไปใชในชีวิตประจำวัน มีจิตวิทยาศาสตร จริยธรรม คุณธรรมและคานิยมท่ี
เหมาะสม

ผลการเรียนรู
1. อธบิ ายความสำคัญ และการกำเนดิ ของปโตรเลยี ม กาซธรรมชาติ ถา นหิน และหินนำ้ มนั
2. อธิบายแหลง การสำรวจ และปรมิ าณสำรองของปโ ตรเลยี ม และ แกสธรรมชาติ
3. อธิบายผลติ ภัณฑป โตรเลยี มและการนำไปใชประโยชน
4. อธบิ ายโครงสรางราคาและวเิ คราะหส ถานการณการใชน้ำมันเชอ้ื เพลงิ เพื่อการคมนาคม
5. อธิบายประเภทและการใชประโยชน จากเช้ือเพลงิ ที่เปนพลังงานทดแทน
6. นำเสนอแนวทางการใชปโตรเลียม และแกส ธรรมชาติ อยางประหยดั และถูกวิธี

รวมท้ังหมด 6 ผลการเรยี นรู

93

รายวิชาการศึกษาและสรางองคความรู สาระการเรยี นรเู พ่ิมเตมิ
ช้ัน ผลการเรียนรู - การใชปญ หาเปน ฐานโดยการตั้งคำถาม ตัง้ สมมตุ ิฐาน ใช
ม.2 1. ต้งั สมมตฐิ านประเด็นปญหาท่ี กระบวนการออกแบบและวางแผน อยา งเปนระบบ

ตนเองสนใจ - การใชปญหาเปนฐานโดยการตงั้ คำถาม ตัง้ สมมตุ ฐิ าน ใช
2. ออกแบบ วางแผน ใช กระบวนการออกแบบและวางแผน อยางเปน ระบบ
กระบวนการรวบรวมขอมลู อยา งมี
ประสทิ ธิภาพ - การใชปญหาเปน ฐานโดยการต้งั คำถาม ต้ังสมมุตฐิ าน ใช
3. ออกแบบ วางแผน ใช กระบวนการออกแบบและวางแผน อยางเปน ระบบ
กระบวนการรวบรวมขอมลู อยา งมี - กระบวนการสืบเสาะรวบรวมความรูจากแหลง ขอมูลที่
ประสิทธภิ าพ หลากหลาย ตรวจสอบ วิเคราะห
4. ศกึ ษาคนควา แสวงหาความรู ความนา เชื่อถือของแหลง ท่มี าของขอมูลดว ยสถติ ทิ ี่
เกี่ยวกบั ประเด็นท่ีเลือก จากแหลง เหมาะสม เพื่อนำความรไู ปใชใ หเกดิ ประโยชนตอตนเอง
เรยี นรทู ่หี ลากหลาย และสว นรวม
5. ตรวจสอบความนา เช่ือถือของ - กระบวนการสบื เสาะรวบรวมความรูจากแหลงขอมูลท่ี
แหลงทม่ี าของขอ มลู ได หลากหลาย ตรวจสอบ วเิ คราะห
ความนาเช่ือถือของแหลง ทีม่ าของขอ มูลดวยสถิติท่ี
6. วิเคราะหข อคน พบดว ยสถิติที่ เหมาะสม เพ่ือนำความรไู ปใชใหเกดิ ประโยชนต อตนเอง
เหมาะสม และสวนรวม
- กระบวนการสบื เสาะรวบรวมความรจู ากแหลง ขอมูลที่
7. สังเคราะหสรปุ องคค วามรูดว ย หลากหลาย ตรวจสอบ วิเคราะห
กระบวนการกลุม ความนา เชื่อถือของแหลงท่มี าของขอ มูลดว ยสถติ ทิ ี่
8. เสนอแนวคิด การแกป ญ หาอยา ง เหมาะสม เพ่ือนำความรไู ปใชใ หเ กิดประโยชนตอ ตนเอง
เปน ระบบดวยองคความรจู ากการ และสว นรวม
คนพบ - สงั เคราะหข อมูลและสรุปองคความรูจากการศึกษาคน ควา
9. เหน็ ประโยชนแ ละคุณคาของ อยา งมปี ระสทิ ธภิ าพ แสดงความคิดเห็นแกปญ หา และเห็น
การศึกษาคนควาดวยตนเอง คุณคา ของการคนควา ดวยตนเอง
- สงั เคราะหขอมูลและสรปุ องคความรูจ ากการศึกษาคน ควา
อยางมปี ระสทิ ธภิ าพ แสดงความคิดเห็นและแกปญหา และ
เหน็ คุณคาของการคนควาดวยตนเอง
- สงั เคราะหข อมูลและสรปุ องคค วามรจู ากการศึกษาคน ควา
อยางมีประสทิ ธภิ าพ แสดงความคิดเหน็ และแกปญ หา และ
เห็นคุณคา ของการคนควา ดว ยตนเอง


Click to View FlipBook Version