44
คำอธิบายรายวิชาพนื้ ฐาน
รหสั วิชา ง23101 รายวิชา การงานอาชีพ 5 กลุมสาระการเรียนรูการงานอาชพี ชั้น
มธั ยมศกึ ษาปที่ 3 ภาคเรียนท่ี 1 จำนวน 20 ช่ัวโมง/0.5 หนว ยกิต
การอธิบายการดูแลเสื้อผา ที่ตัดเยบ็ จากผาประเภทตาง ๆ การใชวัสดุ อุปกรณและวิธีการใหเหมาะสมกับชนิดของ
เสอื้ ผา เพ่ือใหเส้อื ผาสะอาด สวยงาม ทนทาน เขียนแผนภาพความคิด สืบคนขอมูล
ฝกปฏิบัติและนำเสนอผลงานหนาชั้นเรียนเกี่ยวกบั การขยายพันธุพืชดวยวิธีตอนกิ่ง ติดตา เสียบยอด
และตัดชำ ประเมินทางเลือกในการประกอบอาชีพที่สอดคลองกับความรู ความถนัด และ ความสนใจของตนเอง
เหน็ ความสำคญั ของการทำงานทีม่ ปี ระสทิ ธิภาพ โดยใชทกั ษะการจดั การ เพื่อการประหยัดพลังงาน ทรัพยากร
และสงิ่ แวดลอ ม การสรางชิ้นงานอยางสรา งสรรคแ ละการสรา งประสบการณใ นการเขา สูอาชีพที่เหมาะสมกบั ตนเอง
รหสั ตัวชว้ี ัด
ง 1.1 ม.3/1 , ม.3/2 , ม.3/3
ง 2.1 ม.3/1 , ม.3/2 , ม.3/3
รวม 2 มาตรฐาน 6 ตัวช้ีวัด
45
คำอธิบายรายวชิ าพืน้ ฐาน
รหสั วชิ า ง23102 รายวชิ า การงานอาชีพ 6 กลุม สาระการเรยี นรูการงานอาชพี
ชน้ั มธั ยมศึกษาปที่ 3
ภาคเรยี นท่ี 2 จำนวน 20 ชั่วโมง/0.5 หนวยกิต
อธิบายขั้นตอนการอาหารประเภทสำรับ คุณคาทางดานโภชนาการและวิเคราะหแนวทางเขาสูอาชีพ
เขียนแผนภาพความคิด สืบคนขอมูล ฝกปฏิบัติและนำเสนอผลงานหนาช้ันเรียนเกี่ยวกบั การงานประดิษฐ โดยอาศัย
การเรียนรูจากสิ่งแวดลอมรอบตัว นำมาดัดแปลงใหเปนรูปราง รูปทรงตางๆ ตามกระบวนการเทคโนโลยี ประเมิน
ทางเลือกในการประกอบอาชีพที่สอดคลองกับความรู ความถนัด และ ความสนใจของตนเอง เห็นความสำคัญของ
การทำงานทม่ี ีประสิทธิภาพ
โดยใชทักษะการจัดการ เพื่อการประหยัดพลังงาน ทรัพยากร และสิ่งแวดลอม การสรางชิ้นงานอยางสรางสรรค
และการสรางประสบการณใ นการเขา สอู าชีพทเี่ หมาะสมกบั ตนเอง
รหัสตัวช้วี ัด
ง 1.1 ม.3/1 , ม.3/2 , ม.3/3
ง 2.1 ม.3/1 , ม.3/2 , ม.3/3
รวม 2 มาตรฐาน 6 ตัวช้ีวัด
46
คำอธิบายรายวิชาพืน้ ฐาน กลมุ สาระการเรียนรภู าษาตา งประเทศช้ัน
รหัสวชิ า อ23101 รายวิชาภาษาองั กฤษพ้ืนฐาน5
มัธยมศกึ ษาปท ี่ 3 ภาคเรยี นที่ 1 จำนวน 60 ช่ัวโมง/1.5 หนวยกติ
ศึกษาและวิเคราะหการอานออกเสียงขอความ ขาว โฆษณา และบทรอยกรองส้ัน ๆ ถกู ตอ งตามหลักการอาน ฝก
การฟงและอานคำขอรอง คำแนะนำ คำช้ีแจง คำอธิบายในการประดิษฐ การใชอุปกรณ การบอกทิศทาง ปายประกาศ
ตา ง ๆแลวปฏบิ ัติตามได ฟงและอานเร่ืองตาง ๆ จากสอ่ื สิง่ พมิ พและส่ืออีเล็กทรอนิกส แลว ระบุหัวขอ เรื่อง ใจความสำคัญ
รายละเอียดสนับสนุน และแสดงความคิดเห็นพรอมทั้งใหเหตุผลและตัวอยางประกอบ ศึกษาภาษาที่ใชในการสื่อสาร
ระหวา งบคุ คล แลว ฝกการพดู และเขียนโตตอบขอมูลเกย่ี วกับตนเอง เรอื่ งตาง ๆใกลตวั สถานการณ ขาว เรอ่ื งที่อยูในความ
สนใจในชีวิตประจำวัน พูดและเขียนคำขอรอง คำแนะนำ คำชี้แจง คำอธิบายที่มีขั้นตอนซับซอน ศกึ ษาการพูดและการ
เขียนภาษาที่ใชในการแสดงความตองการ เสนอและใหความชวยเหลือ ตอบรับและตอบปฏิเสธการใหความชวยเหลือใน
สถานการณตาง ๆ พูดและเขียนบรรยายเกี่ยวกับตนเอง ประสบการณ ขาว เหตุการณ ประเด็นที่อยูในความสนใจของ
สงั คม ศกึ ษาและเลือกใชภ าษา น้ำเสยี ง และกริ ิยาทา ทางในการสนทนาตามมารยาทสงั คมและวฒั นธรรม อธบิ ายเกี่ยวกบั
ชีวิตความเปนอยูขนบธรรมเนียม และประเพณีของเจาของภาษา ตลอดจนการเขารวมกิจกรรมทางภาษาและวัฒนธรรม
ศึกษาเปรียบเทียบและอธิบายความเหมือนและความแตกตางระหวางการออกเสียงประโยคชนิดตาง ๆ การลำดับคำตาม
โครงสรางประโยคของภาษาอังกฤษกับภาษาไทย ชีวิตความเปนอยูและวัฒนธรรมของเจาของภาษากับของไทย และ
นำไปใชอยางเหมาะสม ฝกการคนควาการรวบรวม การสรุป และการนำเสนอดวยการพูดแลเขียนขอมูลขอเท็จจริงท่ี
เก่ยี วของกบั กลมุ สาระการเรยี นรูอ ่นื หรอื ขอ มลู ตาง ๆจากสือ่ และแหลงการเรยี นรตู าง ๆ
โดยใชกระบวนการฟง พูด อาน และเขียนสื่อสารในสถานการณจริงหรือสถานการณจำลองเกิดขึ้นในหองเรียน
โรงเรยี น ชมุ ชน และสงั คม กระบวนการเรยี นรูแบบบรู ณาการ กระบวนการสรา งความรู กระบวนการคดิ กระบวนการ
ปฏิบัติ กระบวนการเรยี นรดู วยตนเอง กระบวนการทำงานคแู ละกลุม เพื่อใหเ กดิ ความรู ความคิด ความเขา ใจ เห็นคุณคา
และมีเจตคติที่ดีตอภาษาอังกฤษ ตลอดจนการรักชาติ ศาสน กษัตริย ซื่อสัตยสุจริต มีวินัย ใฝเรียนรู อยูอยางพอเพียง
มุงมั่นในการทำงาน รักความเปน ไทย และมจี ติ สาธารณะ
รหัสตัวช้วี ดั
ต 1.1 ม.3/1 , ม.3/2 , ม.3/3 , ม.3/4
ต 1.2 ม.3/1 , ม.3/2 , ม.3/3 , ม.3/4 ,ม.3/5
ต 1.3 ม.3/1 , ม.3/2 , ม.3/3
ต 2.1 ม.3/1 , ม.3/2 , ม.3/3
ต 2.2 ม.3/1 , ม.3/2
ต 3.1 ม.3/1
ต 4.1 ม.3/1
ต 4.2 ม.3/1 , ม.3/2
รวม 8 มาตรฐาน 21 ตัวช้ีวดั
47
คำอธิบายรายวชิ าพนื้ ฐาน กลุม สาระการเรยี นรูภาษาตา งประเทศ
รหัสวิชา อ23102 รายวชิ าภาษาองั กฤษพ้ืนฐาน6
ชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 3 ภาคเรียนท่ี 2 จำนวน 60 ชั่วโมง/1.5 หนว ยกิต
ศึกษาและวิเคราะหการอานบทอานบรรยายประสบการณที่ประทับใจของบุคคล บทสนทนาวิจารณการเลนกีฬา
ของทีมโปรด ความคิดเห็นเกี่ยวกับเมืองที่ชอบและเลือกที่จะไปอยูอาศัย ขอมูลเกี่ยวกับสิ่งที่เปนที่สุดในโลก คำแนะนำ
เกีย่ วกบั ความเปลี่ยนแปลงในโรงเรียนท่อี ยากใหเกดิ ขนึ้ คำแนะนำเกย่ี วกบั ปญหาสขุ ภาพของวัยรุน คำแนะนำเกี่ยวกับการมี
สขุ ภาพทดี่ แี ละมรี างกายท่ีสมสวน การวางแผนทำกจิ กรรมในชวงปดภาคเรียน อา นอเี มลบรรยายการใชชวี ิตในตางประเทศ
เพอ่ื เปรยี บเทยี บชีวิตความเปน อยูและวฒั นธรรมของเจาของภาษากับของไทย ระบใุ จความสำคัญและรายละเอียดจากเรื่อง
ทอ่ี าน โครงสรางประโยค และไวยากรณ
โดยใชทักษะในศตวรรษที่ 21 อีกทั้งทักษะทางภาษา ฟง พูด อาน เขียน ในการสืบเสาะหาความรู สืบคนขอมูล
วเิ คราะห อภปิ รายและสรุป เพ่ือใหเกดิ ความรู ความคิด ความเขาใจ เห็นคุณคาและมเี จตคติทีด่ ีตอภาษาอังกฤษ ตลอดจน
การรักชาติ ศาสน กษัตรยิ ซ่อื สัตยสุจริต มวี นิ ัย ใฝเ รยี นรู อยอู ยา งพอเพียง มงุ มั่นในการทำงาน รกั ความเปน ไทย และมี
จติ สาธารณะ นำความรูไ ปใชในชีวิตประจำวนั
รหสั ตัวช้ีวัด
ต 1.1 ม.3/1 , ม.3/2 , ม.3/3 , ม.3/4
ต 1.2 ม.3/1 , ม.3/2 , ม.3/3 , ม.3/4 ,ม.3/5
ต 1.3 ม.3/1 , ม.3/2 , ม.3/3
ต 2.1 ม.3/1 , ม.3/2 , ม.3/3
ต 2.2 ม.3/1 , ม.3/2
ต 3.1 ม.3/1
ต 4.1 ม.3/1
ต 4.2 ม.3/1 , ม.3/2
รวม 8 มาตรฐาน 21 ตวั ช้ีวดั
48
รายวชิ าเพ่ิมเตมิ
49
คณติ ศาสตร
ชน้ั ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรเู พิ่มเตมิ
ม.1 1. เขาใจและใชส มบัติของเลขยกกำลงั ที่มเี ลขชี้ -เลขยกกำลังทมี่ เี ลขช้ีกำลงั เปนจำนวนเตม็ บวก การ
กำลงั เปนจำนวนเต็มในการแกปญ หาคณติ ศาสตรแ ละ นำความรเู กยี่ วกับเลขยกกำลังไปใชในการแกป ญหา
ปญ หาในชวี ิตจริง และสญั กรณวิทยาศาสตร
2. เขียนจำนวนใหอยใู นรูปสัญกรณว ิทยาศาสตร -การหารรว มมากและการคูณรว มนอย
และเขยี นสัญกรณใหอยใู นรปู จำนวนได
3. เขาใจวธิ กี ารหา ห.ร.ม. และ ค.ร.น.
4. แกโ จทยป ญหา ห.ร.ม. และ ค.ร.น. ได
1. การตงั้ คำถามทางสถิติ การเกบ็ รวบรวม -สถติ ิ
ขอ มูล การนำเสนอขอมลู แผนภมู ริ ูปภาพแผนภมู แิ ทง -พหุนาม
กราฟเสน แผนภูมิรูปวงกลม
2. หาผลบวก และผลลบของเอกนามและพหุ
นามได
3. หาผลคูณ และผลหารของเอกนามและพหุ
นามอยางงายได
ม.2 1. หาผลคณู และผลหารของเลขยกกำลงั เมื่อ -สมบตั ิของเลขยกกำลัง
เลขช้กี ำลงั เปน จำนวนเตม็ -พหนุ าม
2. ใชส มบตั ิของเลขยกกำลงั ในการแกปญหา
3. เขยี นและคำนวณเก่ียวกับจำนวนที่อยูใ น
รปู สญั กรณวทิ ยาศาสตร
4. มีความเขา ใจและตระหนักถงึ ความ
สมเหตสุ มผลของคำตอบทไ่ี ดจากการบวก การลบ การ
คูณ การหาร
ระหวา งเอกนามกบั เอกนาม พุหนามกับเอก
นาม และพหุนามกับพหนุ าม
5. ประยกุ ตก ารเล่ือนขนาน การสะทอน และ
การหมนุ ในการสรางสรรคงานศิลปะหรอื ออกแบบ
1. บอกเงอ่ื นไขท่ีทำใหรูปเรขาคณติ สองรปู -ความเทากนั ทกุ ประการ
เทา กนั ทุกประการ -การใหเหตุผลทางเรขาคณติ
2. บอกไดวารูปสามเหลี่ยมสองรปู ท่ีสัมพันธก ัน
แบบ ดา น–มมุ –ดาน เทากันทุกประการ
3. บอกไดวา รูปสามเหล่ยี มสองรปู ทีส่ มั พนั ธกนั
แบบ มมุ –ดา น–มมุ เทา กนั ทุกประการ
4. บอกไดวารปู สามเหล่ียมสองรูปท่ีสัมพนั ธกัน
แบบ ดาน–ดาน–ดา น เทากันทุกประการ
50
5. บอกไดวารปู สามเหลย่ี มสองรูปท่ีสัมพันธก นั
แบบ มุม–มุม–ดา น เทากนั ทุกประการ
6. บอกไดวารูปสามเหลีย่ มสองรปู ทสี่ ัมพนั ธก นั
แบบ ฉาก–ดาน–ดาน เทากันทุกประการ
7. นำสมบตั ิของความเทากันทกุ ประการของรูป
สามเหลีย่ มสองรปู ที่มคี วามสัมพันธทงั้ 5 แบบ ไปใช
อา งอิง ในการใหเหตุผล
8. สรา งขอ ความคาดการณใ นสถานการณท่ี
กำหนดให
9. บอกขอความท่ีเปน “เหตุ” และขอความที่
เปน “ผล” ของประโยคมเี งื่อนไขที่กำหนดให
10. เขียนบทกลับของประโยคมเี ง่ือนไข
11. เขียนบทนยิ ามที่อยูใ นรปู “กต็ อ เมอ่ื ” ให
เปน ประโยคมเี ง่ือนไข 2 ประโยค
12. ใชบทนยิ าม สมบัตขิ องจำนวน และสมบัติ
ทางเรขาคณติ ในการใหเ หตุผลทางเรขาคณิต
13. สรางรปู ตามทีก่ ำหนดและใหเ หตผุ ลเก่ียวกบั
การสราง
14. นำสมบัตหิ รือทฤษฎบี ทเก่ยี วกบั รปู
สามเหล่ียมและรปู ส่ีเหลยี่ มมาใชใ นการใหเหตุผล และ
นำไปใชใ นชวี ติ จรงิ
ม.3 1. เขาใจและใชก ารแยกตวั ประกอบของพหนุ าม -การแยกตัวประกอบของพหุนาม
ทม่ี ดี ีกรีสูงกวา สองในการแกปญหาคณิตศาสตร -การแยกประกอบของพหนุ ามดีกรที ่สี ูงกวา สอง
2. ประยกุ ตใ ชสมการกำลังสองตวั แปรเดียวใน -สมการกำลงั สองตวั แปรเดียว
การแกป ญหาคณิตศาสตร -การแกส มการกำลังสองตัวแปรเดียว
3. ประยุกตใชระบบสมการเชิงเสน สองตวั แปรใน
การแกปญหาคณิตศาสตร
1. เขา ใจและใชความรูเ กยี่ วกบั ฟงกช นั กำลงั สอง -ฟงกชนั กำลังสอง
ในการแกปญ หาคณิตศาสตร -กราฟของฟง กชันกำลงั สอง
2. เขา ใจและใชท ฤษฎวี งกลมเกีย่ วกบั วงกลมใน -การนำความรูเ กี่ยวกับฟงกช ันกำลงั สองไปใช
การแกป ญหาคณิตศาสตร แกป ญ หา
-วงกลมวงกลม คอรด และเสนสัมผัสทฤษฎีบท
เกีย่ วกับวงกลม
51
รหสั วิชา ค21201 คำอธิบายรายวชิ าเพ่ิมเติม
ช้นั มธั ยมศึกษาปท่ี 1 รายวิชาคณิตศาสตรเพิม่ เติม 1 กลุมสาระการเรยี นรคู ณิตศาสตร
ภาคเรียนท่ี 1 จำนวน 40 ช่ัวโมง/1.0 หนวยกติ
ศึกษา ฝกทักษะการคิดคำนวณ จัดการเรียนรูโดยใชประสบการณหรือสถานการณใ นชีวติ ประจำวนั ของผูเรียนให
ผูเรยี นไดศ ึกษาคน ควาโดยการปฏิบัตจิ รงิ สรุปรายงาน และฝกทกั ษะ/กระบวนการทางคณิตศาสตรใ นสาระตอไปน้ี เลขยก
กำลัง เลขยกกำลังที่มีเลขชี้กำลังเปนจำนวนเต็ม การนำความรูเกี่ยวกับเลขยกกำลังไปใชในการแกปญหาได สัญกรณ
วิทยาศาสตร เขียนจำนวนใหอยูในรูปสัญกรณวิทยาศาสตร และเขยี นสัญกรณใ หอยูในรูปจำนวนได การหารรวมมากและ
การคูณรว มนอ ย เขาใจวธิ ีการหา ห.ร.ม., ค.ร.น. และแกโ จทยปญ หา ห.ร.ม., ค.ร.น. ได
เพื่อใหมีความรูความเขาใจ มีทักษะในการคิดคำนวณ การแกปญหา การใหเหตุผล การสื่อความหมายทาง
คณิตศาสตร และสามารถนำไปใชในการเรียนรูสิ่งตางๆ และใชในชีวิตประจำวันอยางสรางสรรค มีระเบียบ มีความ
รับผิดชอบ มีวิจารณญาณ และมีความเชื่อมั่นตนเอง สามารถทำงานอยางเปนระบบ รวมทั้งเห็นคุณคาและมีเจตคติที่ดีตอ
คณติ ศาสตร
ผลการเรยี นรู
1. เขา ใจและใชสมบตั ิของเลขยกกำลงั ที่มเี ลขชี้กำลังเปนจำนวนเตม็ ในการแกป ญหาคณติ ศาสตรและปญหาในชวี ิต
จริง
2. เขยี นจำนวนใหอ ยูในรูปสัญกรณว ิทยาศาสตร และเขียนสัญกรณใ หอยใู นรปู จำนวนได
3. เขา ใจวธิ กี ารหา ห.ร.ม. และ ค.ร.น.
4. แกโจทยปญ หา ห.ร.ม. และ ค.ร.น. ได
จำนวนผลการเรยี นรูทั้งหมด 4 ผลการเรียนรู
52
คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเตมิ
รหัสวชิ า ค21202 รายวิชาคณิตศาสตรเ พ่มิ เติม 2 กลุมสาระการเรียนรูคณติ ศาสตร
ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปท่ี 1 ภาคเรียนที่ 2 จำนวน 40 ชั่วโมง/1.0 หนว ยกิต
ศึกษา ฝกทักษะการคิดคำนวณ จัดการเรียนรูโดยใชประสบการณหรือสถานการณในชีวติ ประจำวนั ของผูเรียนให
ผูเรียนไดศึกษาคนควาโดยการปฏิบัติจริง สรุปรายงาน และฝกทักษะ/กระบวนการทางคณิตศาสตรในสาระตอไปนี้ สถิติ
การตั้งคำถามทางสถิติ การเก็บรวบรวมขอมูล การนำเสนอขอมูล แผนภูมิรูปภาพแผนภูมิแทงกราฟเสน แผนภูมิรูป
วงกลม พหุนาม หาผลบวก และผลลบของเอกนามและพหุนาม หาผลคูณ และผลหารของเอกนามและพหุนามอยาง
งา ยๆ
เพื่อใหมีความรูความเขาใจ มีทักษะในการคิดคำนวณ การแกปญหา การใหเหตุผล การสื่อความหมายทาง
คณิตศาสตร และสามารถนำไปใชในการเรียนรูสิ่งตางๆ และใชในชีวิตประจำวันอยางสรางสรรค มีระเบียบ มีความ
รับผิดชอบ มีวิจารณญาณ และมีความเชื่อมั่นตนเอง สามารถทำงานอยางเปนระบบ รวมทั้งเห็นคุณคาและมีเจตคติที่ดีตอ
คณติ ศาสตร
ผลการเรยี นรู
1. การตงั้ คำถามทางสถิติ การเกบ็ รวบรวมขอมูล การนำเสนอขอ มลู แผนภูมิรปู ภาพแผนภมู ิแทงกราฟเสน
แผนภูมริ ปู วงกลม
2. หาผลบวก และผลลบของเอกนามและพหนุ ามได
3. หาผลคูณ และผลหารของเอกนามและพหุนามอยา งงายได
จำนวนผลการเรยี นรูท งั้ หมด 3 ผลการเรียนรู
53
คำอธิบายรายวิชาเพ่ิมเติม กลุม สาระการเรยี นรคู ณิตศาสตร
รายวิชา ค22201 รายวิชาคณิตศาสตรเพม่ิ เติม 3
ชั้นมัธยมศกึ ษาปท่ี 2 ภาคเรียนท่ี 1 จำนวน 40 ช่ัวโมง/1.0 หนวยกติ
ศกึ ษา และฝก ทักษะและกระบวนการทางคณติ ศาสตรอันไดแ ก การแกป ญหา การใหเหตผุ ล การสอื่ สาร การสื่อ
ความหมายทางคณิตศาสตร และการนำเสนอ การเชอ่ื มโยงความรูตาง ๆ ทางคณติ ศาสตร และการเช่อื มโยงคณิตศาสตร
กับศาสตรอื่น ๆ และมีความคิดริเริ่มสรางสรรคในสาระตอไปนี้ สมบัติของเลขยกกำลัง การดำเนินการของเลขยกกำลัง
สมบัติอื่น ๆ ของเลขยกกำลัง พหุนาม การบวกและการลบเอกนาม การบวกและการลบพหุนาม การคูณพหุนาม
การหารพหุ นามดว ยเอกนาม
โดยการจัดประสบการณหรือสรางสถานการณที่ใกลตัวใหผูเรียนคนควา ทดลอง สรุปรายงาน เพื่อพัฒนาทักษะ /
กระบวนการในการคิดคำนวณ การแกปญหา การใหเหตุผล การสื่อความหมายทางคณิตศาสตร และนำประสบการณ
ดานความรู ความคิด ทักษะกระบวนการที่ไดไปใชในการเรียนรูสิ่งตาง ๆ และใชในชีวิตประจำวันอยางสรางสรรค รวมท้ัง
เห็นคุณคาและมีเจตนคติที่ดีตอคณิตศาสตร สามารถทำงานอยางเปนระบบ ระเบียบ รอบคอบ มีความรับผิดชอบ มี
วจิ ารณญาณ และเชือ่ มัน่ ในตัวเอง
ผลการเรียนรู
1. หาผลคูณและผลหารของเลขยกกำลงั เมื่อเลขชี้กำลังเปนจำนวนเตม็
2. ใชสมบัติของเลขยกกำลงั ในการแกป ญหา
3. เขียนและคำนวณเกีย่ วกับจำนวนที่อยูในรปู สญั กรณวทิ ยาศาสตร
4. มีความเขาใจและตระหนกั ถงึ ความสมเหตุสมผลของคำตอบที่ไดจ ากการบวก การลบ การคูณ การหาร
ระหวา งเอกนามกับเอกนาม พุหนามกับเอกนาม และพหนุ ามกับพหุนาม
5. ประยุกตก ารเลื่อนขนาน การสะทอน และการหมนุ ในการสรางสรรคงานศลิ ปะหรือออกแบบ
จำนวนผลการเรียนรูทั้งหมด 5 ผลการเรียนรู
54
คำอธิบายรายวิชาเพ่ิมเตมิ
รายวชิ า ค22202 รายวชิ าคณติ ศาสตรเ พม่ิ เติม 4 กลุม สาระการเรยี นรคู ณิตศาสตร
ชัน้ มัธยมศกึ ษาปท ี่ 2 ภาคเรียนที่ 2 จำนวน 40 ชั่วโมง/1.0 หนวยกิต
ศึกษา และฝกทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตรอันไดแก การแกปญหา การใหเหตุผล การสื่อสาร การ
สื่อความหมายทางคณิตศาสตร และการนำเสนอ การเช่ือมโยงความรูตาง ๆ ทางคณิตศาสตร และการเชื่อมโยง
คณิตศาสตรกับศาสตรอ ื่น ๆ และมีความคดิ ริเร่มิ สรา งสรรคในสาระตอไปนี้ ความเทากนั ทุกประการของรปู เรขาคณิต
ความเทา กนั ทุกประการของรูปสามเหลยี่ ม รูปสามเหล่ียมสองรูปทีส่ ัมพันธกนั แบบ ดา น–มุม–ดาน มมุ –ดาน–มุม
ดา น–ดา น–ดาน มมุ –มุม–ดา น ฉาก–ดา น–ดา น การนำความรูเก่ยี วกบั ความเทากันทกุ ประการไปในการแกป ญหา
ความรพู น้ื ฐานเก่ียวกบั การใหเ หตผุ ลทางเรขาคณิต และการสรางและการใหเหตุผลเกยี่ วกบั การสรา ง
โดยการจัดประสบการณหรือสรางสถานการณที่ใกลตัวใหผูเรียนคนควา ทดลอง สรุปรายงาน เพื่อพัฒนาทักษะ /
กระบวนการในการคิดคำนวณ การแกปญหา การใหเหตุผล การสื่อความหมายทางคณิตศาสตร และนำประสบการณ
ดานความรู ความคิด ทักษะกระบวนการที่ไดไปใชในการเรียนรูสิ่งตาง ๆ และใชในชีวิตประจำวันอยางสรางสรรค รวมทั้ง
เห็นคุณคาและมีเจตนคติที่ดีตอคณิตศาสตร สามารถทำงานอยางเปนระบบ ระเบียบ รอบคอบ มีความรับผิดชอบ มี
วจิ ารณญาณ และเชือ่ มนั่ ในตัวเอง
ผลการเรยี นรู
1. บอกเงอื่ นไขทที่ ำใหรปู เรขาคณติ สองรปู เทากันทุกประการ
2. บอกไดว ารปู สามเหล่ียมสองรูปท่ีสมั พันธก นั แบบ ดาน–มุม–ดา น เทา กันทุกประการ
3. บอกไดวารปู สามเหลีย่ มสองรูปท่สี ัมพันธก นั แบบ มมุ –ดาน–มมุ เทา กันทุกประการ
4. บอกไดว า รปู สามเหลย่ี มสองรูปทส่ี ัมพนั ธกนั แบบ ดาน–ดาน–ดา น เทา กันทุกประการ
5. บอกไดว ารูปสามเหลย่ี มสองรปู ท่ีสมั พนั ธกนั แบบ มุม–มุม–ดา น เทากันทุกประการ
6. บอกไดว ารปู สามเหลย่ี มสองรปู ที่สมั พนั ธก นั แบบ ฉาก–ดา น–ดา น เทากันทกุ ประการ
7. นำสมบตั ิของความเทา กนั ทุกประการของรปู สามเหลีย่ มสองรปู ที่มีความสัมพันธท งั้ 5 แบบ ไปใชอ างองิ ใน
การใหเ หตุผล
8. สรา งขอ ความคาดการณในสถานการณท่กี ำหนดให
9. บอกขอความท่เี ปน “เหตุ” และขอความทเ่ี ปน “ผล” ของประโยคมเี ง่ือนไขท่ีกำหนดให
10. เขยี นบทกลบั ของประโยคมเี ง่ือนไข
11. เขยี นบทนิยามท่ีอยูใ นรูป “กต็ อ เมื่อ” ใหเ ปน ประโยคมีเงื่อนไข 2 ประโยค
12. ใชบทนิยาม สมบตั ขิ องจำนวน และสมบตั ทิ างเรขาคณติ ในการใหเ หตุผลทางเรขาคณิต
13. สรางรูปตามที่กำหนดและใหเ หตผุ ลเกีย่ วกับการสรา ง
14. นำสมบตั หิ รอื ทฤษฎบี ทเกีย่ วกับรูปสามเหลยี่ มและรปู สเ่ี หลยี่ มมาใชใ นการใหเหตุผล และนำไปใชในชวี ิตจริง
จำนวนผลการเรียนรทู ั้งหมด 14 ผลการเรียนรู
55
รายวชิ า ค23201 คำอธิบายรายวิชาเพ่ิมเตมิ
ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที่ 3 รายวชิ าคณิตศาสตรเพ่ิมเติม 5 กลมุ สาระการเรียนรูค ณิตศาสตร
ภาคเรยี นท่ี 1 จำนวน 40 ชั่วโมง/1.0 หนวยกติ
ศกึ ษาและฝก ทกั ษะและกระบวนการทางคณติ ศาสตรอนั ไดแก การแกปญหา การใหเ หตุผล การสอื่ สาร
การส่อื ความหมายทางคณิตศาสตร และการนำเสนอ การเช่อื มโยงความรูตา ง ๆ ทางคณติ ศาสตร และเชื่อมโยง
คณติ ศาสตรกบั ศาสตรอน่ื ๆ และมคี วามคดิ รเิ ริ่มสรางสรรคใ นสาระตอไปนี้ การแยกตวั ประกอบของพหนุ าม การแยก
ประกอบของพหนุ ามดีกรที สี่ งู กวา สอง สมการกำลังสองตัวแปรเดียว สมการกำลงั สองตัวแปรเดียว การแกสมการกำลัง
สองตัวแปรเดยี ว การนำความรูเก่ียวกับการแกสมการกำลงั สองตัวแปรเดียวไปใชในการแกป ญหา ระบบสมการ ระบบ
สมการเชิงเสนสองตวั แปร การแกระบบสมการเชงิ เสนสองตวั แปร การนำความรูเ กี่ยวกับการแกระบบสมการเชิงเสน สอง
ตวั แปรไปใชใ นการแกป ญ หา
โดยจัดประสบการณ กจิ กรรม หรอื โจทยปญหาทส่ี งเสริมการพฒั นาทกั ษะกระบวนการทางคณติ ศาสตรใ นการคดิ
คำนวณ การใหเหตผุ ล การวเิ คราะห การแกปญหา การสื่อสาร การสอ่ื ความหมาย และการนำเสนอเพือ่ ใหเ กิดความรู
ความเขา ใจ ความคิดรวบยอด ใฝร ใู ฝเ รยี น มีระเบยี บวินัยมงุ มั่นในการทำงานอยางมีระบบ ประหยัด ซ่อื สตั ย มี
วิจารณญาณ รจู กั นำความรไู ปประยกุ ตใชในการดำรงชวี ติ ไดอ ยางพอเพียง รวมทั้งมีเจตคตทิ ่ีดตี อคณิตศาสตร
ผลการเรยี นรู
1. เขาใจและใชก ารแยกตัวประกอบของพหนุ ามท่ีมีดีกรีสูงกวา สองในการแกปญ หาคณติ ศาสตร
2. ประยกุ ตใ ชสมการกำลังสองตวั แปรเดยี วในการแกป ญหาคณิตศาสตร
3. ประยกุ ตใ ชระบบสมการเชิงเสนสองตวั แปรในการแกป ญหาคณติ ศาสตร
รวมทั้งหมด 3 ผลการเรยี นรู
56
คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเตมิ กลุมสาระการเรียนรคู ณิตศาสตร
รายวิชา ค23202 รายวชิ าคณติ ศาสตรเ พิ่มเติม 6
ช้ันมธั ยมศกึ ษาปท่ี 3 ภาคเรยี นที่ 2 จำนวน 40 ชั่วโมง/1.0 หนวยกติ
ศึกษาและฝก ทักษะและกระบวนการทางคณติ ศาสตรอนั ไดแก การแกปญหา การใหเหตุผล การส่อื สาร การสือ่
ความหมายทางคณิตศาสตร และการนำเสนอ การเชอื่ มโยงความรตู า ง ๆ ทางคณิตศาสตร และเชือ่ มโยงคณิตศาสตรก ับ
ศาสตรอน่ื ๆ และมคี วามคิดริเรม่ิ สรา งสรรคในสาระตอไปน้ี ฟงกช นั กำลงั สอง กราฟของฟงกชนั กำลงั สอง การนำความรู
เกย่ี วกบั ฟงกชันกำลังสองไปใชแกป ญ หา วงกลมวงกลม คอรด และเสนสมั ผสั ทฤษฎีบทเกีย่ วกบั วงกลม
โดยจดั ประสบการณ กิจกรรม หรอื โจทยปญหาที่สงเสริมการพัฒนาทักษะกระบวนการทางคณติ ศาสตรในการคดิ
คำนวณ การใหเ หตุผล การวิเคราะห การแกป ญ หา การสอื่ สาร การสื่อความหมาย และการนำเสนอ
เพอื่ ใหเ กดิ ความรูความเขาใจ ความคิดรวบยอด ใฝร ูใ ฝเ รยี น มรี ะเบียบวนิ ัยมุงมนั่ ในการทำงานอยางมรี ะบบ ประหยดั
ซอ่ื สตั ย มวี จิ ารณญาณ รจู ักนำความรูไ ปประยกุ ตใชใ นการดำรงชวี ิตไดอ ยางพอเพยี ง รวมทงั้ มีเจตคติที่ดีตอคณติ ศาสตร
ผลการเรียนรู
1. เขา ใจและใชความรูเกย่ี วกับฟง กช นั กำลงั สองในการแกปญหาคณิตศาสตร
2. เขา ใจและใชท ฤษฎวี งกลมเกย่ี วกับวงกลมในการแกป ญหาคณติ ศาสตร
รวมทั้งหมด 2 ผลการเรียนรู
57
รายวิชาสนุกกับโครงงานวิทยาศาสตร
ช้ัน ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรูเพิม่ เตมิ
ม.1 1. เรียนรูล ักษณะของนักวทิ ยาศาสตร และ วทิ ยาศาสตรเปน การศึกษาเกี่ยวกับปรากฏการณ
กระบวนการทำงานของนักวยิ าศาสตร ตา งๆ ซง่ึ นำไปสคู วามรู ความเขา ใจเกยี่ วกับส่ิงตา งๆ
รอบตวั จึงทำใหโ ลกพัฒนาในหลายดาน โดยสิง่ ทเี่ กดิ
ขึ้นมาจากกระบวนการทำงาน
ของนักวทิ ยาศาสตร ผลงานของนกั วทิ ยาศาสตรทำให
เกิดประโยชนและความกาวหนาทางเทคโนโลยี
2. ตั้งสมมติฐานจากปญหา หรือสถานการณต า งๆ ได การกำหนดขอความทค่ี าดคะเนคำตอบของปญหา/
เร่อื งที่สนใจไวก อ นทำ การศกึ ษาซง่ึ การคาดคะเน
คำตอบน้ันมงุ หวงั ใหค ำตอบหรอื ผลทไ่ี ดจ าก
การศกึ ษาถูกตองมากท่สี ดุ สมมตฐิ านจึงเปน
เครือ่ งมือที่จะนำไปสูก ารพสิ ูจนค นหาความจริงใน
การศึกษาคนควา
3. ออกแบบการทดลองเพื่อตรวจสอบสมมตฐิ านโดยมี การออกแบบการทดลอง เปนการวางแผนการทดลอง
การกำหนดและควบคุมตวั แปรตา งๆ และกำหนดนยิ าม กอนลงมือปฏิบัติจริง โดยใหสอดคลองกับปญหาหรอื
เชิงปฏบิ ตั ิการได สมมตฐิ านทตี่ ั้งไว โดยควบคุมตัวแปรตา ง ๆ ที่มีผล
4. ออกแบบวธิ กี ารทดลอง เลือกใชอปุ กรณ และลงมือ ตอการทดลอง
ทำการทดลองได
5. บันทึกขอมลู ทสี่ ามารถ อานเขา ใจงาย และสรปุ ผล การจดบนั ทึกที่ไดจากการทดลองซ่ึงขอมูลที่ไดน ้ี
ของขอมลู จากการศกึ ษาทดลองได สามารถรวบรวมไวใ ชส ำหรบั ยนื ยันวา สมมตฐิ านท่ตี ั้ง
ไวถ กู ตองหรือไม ในบางคร้ังขอมูลอาจไดม าจากการ
สรางขอเทจ็ จริง เอกสาร จากการสังเกต
ปรากฏการณ หรือจากการซกั ถามผรู อบรู แลว นำ
ขอมูลท่ีไดม านนั้ ไปแปรผลและลงขอสรปุ
6. วิเคราะหโ ครงงานวิทยาศาสตร และมีแนวคิดในการ การวิเคราะหโ ครงงานวทิ ยาศาสตรจ ะชว ยใหน กั เรียน
วางแผนการทดลอง เขาใจจุดมงุ หมายและวธิ ีการทำโครงงานวิทยาศาสตร
ไดชัดเจนมากย่ิงข้ึน และชวยทำใหเ กดิ แนวคดิ ใหม ๆ
เพื่อสรา งโครงงานตอไปได
ประเภทโครงงานวทิ ยาศาสตร แบง ออกเปน 4
ประเภท ไดแ ก โครงงานทดลอง โครงงานสำรวจ
โครงงานส่ิงประดิษฐ และโครงงานทฤษฎี
7. มีทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร จติ การทำงานในกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร
วิทยาศาสตร และความสามารถในการแกป ญหาโดยใช จำเปนตองอาศยั ทักษะเพอื่ ชว ยใหก ารทำงานเปนไป
วิธกี าร ทางวิทยาศาสตร อยางมีประสทิ ธิภาพ เรียกวา ทกั ษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร โดยใชจ ติ วิทยาศาสตรในการสืบเสาะหา
58
ช้ัน ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรเู พมิ่ เติม
ความรู การคิดแกป ญหา การสอื่ สาร การใช
เทคโนโลยี การสืบคนขอ มูลและการอภปิ รายเพื่อให
เกิดความรู ความเขาใจ ใฝเ รียนรู สามารถส่ือสารสิง่
ที่เรียนรู นำความรไู ปใชประโยชนใ นการดำรงชวี ิต
และ มีคุณธรรม จรยิ ธรรม คานยิ มที่เหมาะสมและ
เขาใจวา วทิ ยาศาสตร เทคโนโลยีสงั คมและ
สง่ิ แวดลอ มเกีย่ วของสมั พนั ธกัน
8. ต้ังคำถามจากสถานการณตา งๆ ตามความสนใจ การตัง้ คำถามเปนเทคนิคสำคัญในการเสาะแสวงหา
โดยมีประเดน็ หรอื ตัวแปรท่สี ำคญั ในการสำรวจ ความรูทีม่ ีประสทิ ธภิ าพ เปน กลวธิ ีการสอนท่ี
ตรวจสอบหรอื ศึกษาไดอ ยางครอบคลุมและเช่ือถือได กอใหเกดิ การเรยี นรูทพี่ ัฒนาทักษะการคิด การ
ตีความ การไตรตรอง การถายทอดความคิด สามารถ
นำไปสกู ารเปลี่ยนแปลงและปรบั ปรงุ การจัด
กระบวนการเรียนรูไดเ ปนอยางดี แบง ออกเปน
คำถามระดบั พ้นื ฐาน และคำถามระดับสูง
9. ออกแบบและวางแผนการสำรวจตรวจสอบ โดยมี การวางแผนและการออกแบบการทดลองท่ีเหมาะสม
การกำหนดและควบคุมตัวแปรตา งๆ กำหนดนยิ าม ชดั เจนและรอบคอบ จะชวยใหไดโครงงาน
เชงิ ปฏิบัตกิ าร เลือกวธิ กี ารสำรวจตรวจสอบเชิง วทิ ยาศาสตรที่มีคุณภาพดียิง่ ข้ึน
ปริมาณ เชงิ คณุ ภาพท่ีไดผ ลเที่ยงตรงและปลอดภยั นกั เรยี นจะสามารถวางแผนหรอื ออกแบบการทดลอง
โดยใชว ัสดุและเครอื่ งมือที่เหมาะสม รวมถึงการจดั ทำ ในเรอื่ งทจ่ี ะทำโครงงานไดอ ยางชดั เจน และรอบคอบ
เคา โครงของโครงงานวทิ ยาศาสตรไ ด จะตอ งคำนงึ ถงึ สิ่งตา ง ๆ ตอไปน้ี
1. ปญหาของหวั ขอเรอื่ งท่จี ะทำโครงงาน
2. จดุ มงุ หมายของโครงงาน
3. สมมติฐาน
4. วธิ ดี ำเนนิ การทดลองหรอื ดำเนนิ การเก็บรวบรวม
ขอ มูล
5. วสั ดอุ ปุ กรณทจ่ี ะตองใช
6. สิ่งทตี่ องสังเกตและวธิ ีการวัดผล
7. วธิ กี ารนำเสนอขอ มูล
8. ระยะเวลาท่ีตองใช
10. การลงมือทำโครงงานวิทยาศาสตร การลงมอื ทำโครงงานวิทยาศาสตรควรมีการ
เตรียมพรอมกอนลงมือปฏิบตั ิ และในขณะทล่ี งมือ
ปฏิบตั คิ วรมคี วามระมดั ระวัง และความละเอยี ด
รอบคอบ รวมท้ังมีการบนั ทึกขอ มลู ไวใ หเปนระเบยี บ
11. การเขยี นรายงานโครงงานวิทยาศาสตร การเขียนรายงานโครงงานวิทยาศาสตร เปนวิธกี าร
สื่อความหมายท่มี ปี ระสิทธิภาพวธิ ีหนงึ่ เพอ่ื ใหคน
อื่นๆ ไดเ ขาใจในแนวคิด วธิ ดี ำเนินงานศกึ ษาคน ควา
59
ชนั้ ผลการเรียนรู สาระการเรียนรเู พมิ่ เตมิ
ขอ มลู ผลทไ่ี ดต ลอดจนขอสรุป ตลอดจนขอสรปุ และ
ขอ เสนอแนะ
12. การนำเสนอโครงงานวทิ ยาศาสตรไดอยาง การนำเสนอโครงงานวทิ ยาศาสตรอาจทำในหลายๆ
เหมาะสม แบบตางกัน เชน การแสดงในรปู นิทรรศการ ซึ่งมีทั้ง
การจัดแสดงและการอธบิ ายคำพดู หรือในรูปแบบ
ของการรายงานปากเปลา ไมวาการนำเสนอผลงาน
จะอยูในรูปแบบใด ควรครอบคลุมประเดน็ ท่ีสำคญั
คือ มีความชดั เจน เขาใจงาย และมีความถูกตอ งใน
เนือ้ หา
13. มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร การทำงานในกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร
จิตวทิ ยาศาสตร และความสามารถในการแกป ญหาโดย จำเปน ตอ งอาศยั ทกั ษะเพอ่ื ชว ยใหการทำงานเปนไป
ใชว ธิ กี าร ทางวิทยาศาสตร อยา งมปี ระสิทธภิ าพ เรียกวา ทกั ษะกระบวนการทาง
วทิ ยาศาสตร โดยใชจติ วิทยาศาสตรใ นการสบื เสาะหา
ความรู การคิดแกป ญหา การสื่อสาร การใช
เทคโนโลยี การสบื คนขอ มลู และการอภิปรายเพ่ือให
เกดิ ความรู ความเขา ใจ ใฝเรียนรู สามารถสอื่ สารส่งิ
ท่ีเรยี นรู นำความรูไปใชป ระโยชนใ นการดำรงชีวิต
และ มคี ุณธรรม จริยธรรม คา นิยมทเี่ หมาะสมและ
เขาใจวา วิทยาศาสตร เทคโนโลยสี ังคมและ
สงิ่ แวดลอ มเก่ียวของสัมพนั ธกัน
12. การนำเสนอโครงงานวทิ ยาศาสตรไดอยา ง การนำเสนอโครงงานวทิ ยาศาสตรอ าจทำในหลายๆ
เหมาะสม แบบตา งกัน เชน การแสดงในรูปนิทรรศการ ซง่ึ มที ง้ั
การจดั แสดงและการอธิบายคำพดู หรอื ในรูปแบบ
ของการรายงานปากเปลา ไมวา การนำเสนอผลงาน
จะอยใู นรูปแบบใด ควรครอบคลมุ ประเด็นทีส่ ำคัญ
คอื มีความชดั เจน เขาใจงา ย และมีความถูกตองใน
เนื้อหา
13. มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร การทำงานในกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร
จติ วิทยาศาสตร และความสามารถในการแกป ญหาโดย จำเปน ตอ งอาศัยทกั ษะเพื่อชว ยใหก ารทำงานเปนไป
ใชว ิธกี าร ทางวทิ ยาศาสตร อยา งมีประสทิ ธิภาพ เรยี กวา ทักษะกระบวนการทาง
วทิ ยาศาสตร โดยใชจติ วิทยาศาสตรใ นการสบื เสาะหา
ความรู การคดิ แกปญหา การส่ือสาร การใช
เทคโนโลยี การสืบคนขอมูลและการอภิปรายเพ่ือให
เกิดความรู ความเขาใจ ใฝเ รียนรู สามารถสอ่ื สารสิง่
ทีเ่ รียนรู นำความรไู ปใชป ระโยชนใ นการดำรงชีวติ
และ มีคุณธรรม จริยธรรม คา นยิ มทเ่ี หมาะสมและ
60
ช้นั ผลการเรียนรู สาระการเรียนรูเพิม่ เติม
เขา ใจวาวิทยาศาสตร เทคโนโลยีสงั คมและ
สิ่งแวดลอ มเก่ียวของสมั พนั ธก ัน
ม.2 1.ศึกษาคนควา ความหมายและคณุ คาของโครงงาน โครงงานวิทยาศาสตรเ ปน กจิ กรรมทเี่ ก่ยี วกบั
ขัน้ ตอนการทำโครงงานวิทยาศาสตร วิทยาศาสตรและเทคโนโลยีทีน่ กั เรียนศกึ ษาคน ควา
ดว ยตนเองตามขนั้ ตอนกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร
โดยมคี รหู รอื ผูเ ชีย่ วชาญเปน ท่ีปรึกษาการทำกจิ กรรม
โครงงานวทิ ยาศาสตร ผเู รยี นมโี อกาสในการศึกษา
และลงมือปฏบิ ตั ิดวยตนเองทำใหไดร ับประสบการณ
ตรง โครงงานวิทยาศาสตรแบง ออกเปนประเภท
ใหญๆได 4 ประเภท ไดแก โครงงานประเภทสำรวจ
โครงงานประเภทสรางทฤษฎี โครงงานประเภท
ทดลอง และ โครงงานประเภทสง่ิ ประดิษฐ และมี
ขนั้ ตอนการทำโดรงงานอยางเปนระบบ
2. ระบุปญหา ต้ังสมมติฐาน และเลอื กหัวขอ ท่ีจะทำ ระบุปญหาทีส่ นใจ การกำหนดขอ ความทค่ี าดคะเน
โครงงานได คำตอบของปญหา/เรื่องทีส่ นใจไวก อนทำ และเลือก
หัวขอทส่ี นใจจะทำโครงงาน
3. ออกแบบ วางแผนการดำเนนิ งาน โดยใช การออกแบบและการวางแผนการทำงาน เปนการ
กระบวนการรวบรวมขอมลู อยางมปี ระสิทธิภาพ วางแผนกอนลงมือปฏิบตั จิ รงิ อยา งเปนระบบ
4. ศกึ ษาคนควา แสวงหาความรูเ กยี่ วกับหัวขอทเี่ ลือก มกี ระบวนการสืบเสาะคนควาขอมูล รวบรวมความรู
จากแหลงเรยี นรทู ่หี ลากหลายและนาเช่อื ถอื จากแหลงขอมูลท่หี ลากหลาย และนา เช่ือถือ
5. ดำเนนิ การทำโครงงานวิทยาศาสตรด ว ย ดำเนนิ การตามแผนที่กำหนดไวแบบเปน ข้ันเปนตอน
กระบวนการทำงานแบบกลุม ได โดยใชกระบวนการทำงานแบบกลมุ ควรมกี าร
เตรยี มพรอมกอนลงมือปฏบิ ตั ิ และในขณะท่ลี งมอื
ปฏบิ ตั คิ วรมีความระมัดระวัง และความละเอยี ด
รอบคอบ รวมทั้งมีการบันทึกขอ มูลไวใ หเ ปน ระเบียบ
มกี ารชว ยเหลือพง่ึ พาซึ่งกนั และกนั มีภาวะการเปน
ผนู ำและผูตามท่ีดี
6. สรปุ องคค วามรูการแกปญ หาอยางเปนระบบจาก -สรุปองคค วามรจู ากการศึกษาคนควาอยางมี
การทำโครงงานใหอ อกมาในรูปแบบรายงานโครงงาน ประสทิ ธภิ าพ แสดงความคิดเหน็ แกปญหาอยา งเปน
ได ระบบ
-จดั ทำรปู เลมโครงงานเพอื่ ใหคนอ่ืนๆ ไดเ ขาใจใน
แนวคิด วิธีดำเนนิ งานศกึ ษาคนควา ขอมลู ผลทไี่ ด
ตลอดจนขอสรุป ตลอดจนขอสรปุ และขอ เสนอแนะ
7. สืบคนขอมลู วธิ กี ารนำเสนอโครงงานวิทยาศาสตร -การนำเสนอโครงงานเปน กระบวนการเลา เรอื่ งเพื่อ
ดว ยรูปทห่ี ลากหลาย จากแหลง เรียนรทู ่ีเช่ือถือได ถา ยทอดใหผูฟง เห็นถึงปญ หาท่ีเกดิ ขึ้นจากการทำ
61
ชน้ั ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรเู พ่ิมเตมิ
โครงงาน แนวคดิ ในการนำมาใชแกป ญหาท่ีเกิดข้ึน
และผลทไ่ี ดจากการทำโครงงาน ทงั้ ตอการแกปญหา
และประโยชนทีเ่ กิดขนึ้ ตอตัวผทู ำโครงงานเองการ----
นำเสนอโครงงานมีหลายรปู แบบ แตท ่ีนิยมสวยใหญ
คือการจดั ทำแผงโครงงาน แผนพับ จัดนิทรรศการ
เผยแพรผ ลงาน
8. เลือกรูปแบบวธิ ีการนำเสนอ และเลือกใชสือ่ เลอื กรูปแบบวิธีการนำเสนอ และเลอื กใชสื่อ
ประกอบการนำเสนอโครงงานวิทยาศาสตรท ่ี ประกอบการนำเสนอโครงงานวิทยาศาสตรท่ี
เหมาะสม เหมาะสม
9. สังเคราะหอ งคค วามรูจากโครงงานวิทยาศาสตรได สงั เคราะหข อมลู และสรปุ องคความรจู ากการศึกษา
คนควา อยางมปี ระสิทธภิ าพ
10. สามารถทำแผงโครงงานวิทยาศาสตรท่ีถูกตอง จัดทำแผงโครงงานวิทยาศาสตรตามรูปแบบที่ถูกตอง
ตามรปู แบบได ทั้งขนาด และขอขอตางๆทีต่ องระบุในแผงโครงงาน
วิทยาศาสตร
11. การนำเสนอโครงงานวทิ ยาศาสตร -นำเสนอโครงงานวทิ ยาศาสตรผานทางวาจา โดยมี
แผงโครงงานวิทยาศาสตรเปน สื่อการนำเสนอ โดยมี
การเตรยี มความพรอมของผูนำเสนอ
12. ตระหนักถึงคุณคา และประโยชนไดจากการทำ -ตระหนักถึงคุณคา และประโยชนไ ดจากการทำ
โครงงานวิทยาศาสตร โครงงานวิทยาศาสตร
ม.3 1.วเิ คราะหองคความรูหรือประสบการณจ ากการ วิเคราะหองคค วามรูเพื่อกำหนดแนวทางการนำไป
เรียนโครงงานเพ่ือกำหนดแนวทางไปสู ประยกุ ต ใชใ หเ กิดประโยชนตอโรงเรียนและชมุ ชน
การปฏบิ ตั ิใหเกดิ ประโยชนตอสังคม (Public เชน
Service) - สิ่งแวดลอ ม
- ปญหาและผลกระทบตอวิถชี วี ิต การเมือง การ
ปกครอง เศรษฐกจิ และสงั คม
- การอนรุ กั ษสงิ่ แวดลอ ม
- แนวทางการอนรุ กั ษส่งิ แวดลอ ม (เลอื กเฉพาะ
เรอ่ื งทส่ี นใจจะอนรุ ักษ)
ฯลฯ
2. เขียนเปา หมาย วัตถุประสงค เคา โครง โครงงาน วางแผนการทำกจิ กรรมเพ่อื นำความรไู ปสรา ง
และแผนปฏบิ ัติโครงงาน ประโยชนต อโรงเรยี นและชุมชน
โดยจัดทำรายละเอยี ดและตารางเวลาในการปฏบิ ตั ิ
กิจกรรมตามโครงการ / โครงงาน / กิจกรรมท่ีจะ
ดำเนินการ เชน
62
ช้ัน ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรเู พิ่มเตมิ
- โครงการเผยแพรความรู เรอ่ื ง การอนุรกั ษ
สิ่งแวดลอ ม
- โครงการรณรงคส รางจิตสำนกึ เรื่อง การอนุรกั ษ
สงิ่ แวดลอ ม
- โครงการผลิตส่ือการเรยี นรูเ พือ่ การอนุรักษ
ส่งิ แวดลอ ม
3. ปฏบิ ตั ติ ามแผนและตรวจสอบความกาวหนา ปฏิบัตกิ จิ กรรมตามปฏิทินที่กำหนด เชน
ทางการปฏบิ ัตโิ ครงงาน - ปฏบิ ัติกิจกรรมตามปฏิทินการดำเนินงาน
โครงการเผยแพรความรู เรือ่ ง การอนรุ กั ษ
สิ่งแวดลอ ม
- ปฏิบตั ิกิจกรรมตามปฏทิ ินการดำเนนิ งาน
โครงการรณรงคส รา งจิตสำนึก เรื่อง การอนุรกั ษ
สิ่งแวดลอม
- ปฏิบตั ิกจิ กรรมตามปฏิทินการดำเนินงาน
โครงการผลิตสื่อการเรียนรเู พ่ือการอนรุ กั ษ
สง่ิ แวดลอม
4. สรุปผลการปฏบิ ัติ โครงงาน และแสดงความรูส ึก สรปุ ผลการดำเนินกจิ กรรม เชน
ความคดิ เห็นตอผลการปฏบิ ัติโครงงาน ซ่ึงแสดงถงึ - บนั ทึกผลการดำเนนิ กิจกรรม
การตระหนักรู มีสำนกึ ความรับผดิ ชอบตอตนเองและ - สะทอนความคิดเห็นของตน / ชุมชนในการทำ
สงั คม กิจกรรม
- อภิปรายและสรปุ ผลการดำเนินกิจกรรม
5. นำเสนอผลงานโครงงานวทิ ยาศาสตรใ นรปู เผยแพรผ ลงานในรูปแบบท่หี ลากหลาย เชน
นิทรรศการครอบคลมุ เน้ือหาโครงงาน - จดั ทำแผน พับเผยแพรผ ลงาน
- จดั ทำเวบ็ ไซต หรอื เผยแพรผลงานในเวบ็ ไซต
- จัดทำ Facebook หรือเผยแพรผลงานใน
Facebook
- จดั ทำปา ยนิเทศ หรอื ไวนลิ เผยแพรผลงาน
- จัดทำ CD DVD เผยแพรผลงาน
- จดั นิทรรศการเผยแพรผลงาน
6. รวมแสดงความคิดเห็น วเิ คราะห วิพากษ การ การแสดงความคิดเห็นวเิ คราะห วพิ ากษ
ปฏบิ ัตโิ ครงงาน ประกอบดว ยขอมูลอันเปน ขอเท็จจรงิ กบั การแสดง
ความคิดเห็นการปฏิบตั ิโครงาน ความคิดเหน็ ควรจะมี
เหตผุ ลและเปน ไปในทางสรางสรรค
7. ยอมรบั ความคดิ เห็นในการวพิ ากษการปฏบิ ตั ิงาน การเปดใจรับฟงความคิดเห็นของผูอื่น ในการวิพากษ
และนำมาปรับปรุงการปฏบิ ตั ิโครงงาน การปฏิบัติโครงงาน และนำมาปรับปรุงการปฏิบัติ
63
ช้ัน ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรเู พิม่ เติม
โครงงาน ทำใหการปฏิบัติโครงงานประสบ
ความสำเร็จ
64
คำอธิบายรายวชิ าเพิ่มเตมิ
รายวิชา ว21205 รายวิชาสนุกกับโครงงานวิทยาศาสตร 1 กลุมสาระการเรยี นรูวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
ชั้นมธั ยมศึกษาปที่ 1 ภาคเรยี นท่ี 1 จำนวน 20 ชั่วโมง / 0.5 หนวยกิต
ศึกษา วิเคราะหและทำกิจกรรม สรางแรงบันดาลใจในการทำโครงงานวิทยาศาสตร ลักษณะสำคัญของโครงงาน
วิทยาศาสตรประเภทตางๆ การเริ่มตนทำโครงงานวิทยาศาสตรดวยการตั้งคำถามและการสืบคนขอมูล การวางแผนและ
การออกแบบโครงงานวทิ ยาศาสตร การเขยี นเคาโครงของโครงงานวิทยาศาสตร การทำโครงงานวิทยาศาสตร การเขียน
รายงาน และการนำเสนอโครงงานวิทยาศาสตร
โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตรและจิตวิทยาศาสตรในการสืบเสาะหาความรู มีความสามารถในการคิด
แกป ญหา การส่ือสาร การใชเทคโนโลยี การสืบคน ขอมลู และการอภิปรายเพ่ือใหเกิดความรู ความคิด ความเขาใจ ใฝเรียนรู
มุงมั่นในการทำงาน สามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรู นำความรูไปใชป ระโยชนใ นการดำรงชีวติ และดูแลสิ่งแวดลอ ม มีคุณธรรม
จรยิ ธรรม คา นิยมท่ีเหมาะสมและเขาใจวาวทิ ยาศาสตร เทคโนโลยีสงั คมและส่ิงแวดลอมเกีย่ วของสมั พันธกัน
ผลการเรียนรู
1. เรยี นรูล ักษณะของนักวิทยาศาสตร และกระบวนการทำงานของนักวิยาศาสตร
2. ต้งั สมมตฐิ านจากปญหา หรอื สถานการณต า งๆ ได
3. ออกแบบการทดลองเพื่อตรวจสอบสมมติฐานโดยมีการกำหนดและควบคุมตัวแปรตางๆ และกำหนดนิยามเชิง
ปฏบิ ัติการได
4. ออกแบบวิธกี ารทดลอง เลือกใชอ ุปกรณ และลงมอื ทำการทดลองได
5. บันทกึ ขอ มลู ทีส่ ามารถ อา นเขาใจงาย และสรุปผลของขอมูลจากการศึกษาทดลองได
6. วิเคราะหโ ครงงานวิทยาศาสตร และมีแนวคดิ ในการวางแผนการทดลอง
7. มีความคิดริเริ่มสรางสรรคในการแสดงความคิดเห็น การออกแบบหรือดัดแปลงการทดลอง ตลอดจนวัสดุอุปกรณตางๆ
ในการทำกิจกรรมแกปญ หา
8. มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร จิตวิทยาศาสตร และความสามารถในการแกปญหาโดยใชวิธีการ ทาง
วิทยาศาสตร
รวมทั้งหมด 8 ผลการเรียนรู
65
คำอธิบายรายวชิ าเพิ่มเติม
รายวชิ า ว21206 รายวิชาสนกุ กับโครงงานวทิ ยาศาสตร 2 กลุมสาระการเรยี นรูวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที่ 1 ภาคเรยี นที่ 2 จำนวน 20 ชั่วโมง / 0.5 หนวยกติ
ศึกษา วิเคราะห สืบคนขอมูล และอธิบายลักษณะของนักวิทยาศาสตร กระบวนการทำงานของนักวิทยาศาสตร
การตง้ั สมมติฐานจากปญหา หรือสถานการณ ออกแบบการทดลองกำหนดและควบคุมตัวแปร กำหนดนยิ ามเชิงปฏิบัติการ
ออกแบบวิธีการทดลอง เลือกใชอุปกรณ และการปฏิบัติการทดลอง บันทึกขอมูล สรุปผลขอมูล วิเคราะหโครงงาน
วิทยาศาสตร การคิดวางแผนการทดลอง จัดทำเคาโครงโครงงานวิทยาศาสตร การออกแบบดัดแปลงการทดลอง กำหนด
วสั ดุอุปกรณต างๆในการปฏบิ ตั กิ จิ กรรมแกปญ หา
โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตรและจิตวิทยาศาสตรในการสืบเสาะหาความรู มีความสามารถในการคิด
แกป ญ หา การส่ือสาร การใชเทคโนโลยี การสืบคนขอมูลและการอภิปรายเพ่ือใหเกิดความรู ความคิด ความเขา ใจ ใฝเรียนรู
มุงมั่นในการทำงาน สามารถส่ือสารส่ิงท่ีเรียนรู นำความรูไปใชประโยชนใ นการดำรงชวี ติ และดูแลสิ่งแวดลอ ม มีคุณธรรม
จริยธรรม คา นยิ มทีเ่ หมาะสมและเขา ใจวา วทิ ยาศาสตร เทคโนโลยสี งั คมและสง่ิ แวดลอ มเก่ยี วขอ งสมั พันธกัน
ผลการเรียนรู
1. ตั้งคำถามจากสถานการณตางๆ ตามความสนใจ โดยมีประเดน็ หรือตัวแปรทีส่ ำคัญในการสำรวจตรวจสอบหรือ
ศึกษาไดอยางครอบคลุมและเช่ือถือได
2. ออกแบบและวางแผนการสำรวจตรวจสอบ โดยมีการกำหนดและควบคุมตัวแปรตางๆ กำหนดนิยามเชิง
ปฏิบัติการ เลอื กวิธีการสำรวจตรวจสอบเชิงปริมาณ เชิงคณุ ภาพทไี่ ดผลเทีย่ งตรงและปลอดภัย โดยใชว สั ดุและเคร่ืองมือ
ทเ่ี หมาะสม รวมถงึ การจดั ทำเคาโครงของโครงงานวทิ ยาศาสตรได
3. วิเคราะหและอธบิ ายผลการทดลองเชอ่ื มโยงกบั สมมติฐาน และสถานการณในชวี ิตประจำวันได
4. ทำโครงงานวิทยาศาสตรตามความสนใจ โดยมีขัน้ ตอนของกระบวนการทางวิทยาศาสตร ในการแกปญหา และ
นำเสนอไดอยางเหมาะสม
5. มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร จิตวิทยาศาสตร และความสามารถในการแกปญหาโดยใชวิธีการ ทาง
วิทยาศาสตร
รวมทั้งหมด 5 ผลการเรยี นรู
66
คำอธิบายรายวชิ าเพิ่มเตมิ
รหสั วิชา ว22206 รายวิชาสนกุ กบั โครงงานวิทยาศาสตร 3 กลุมสาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
ชั้นมัธยมศกึ ษาปที่ 2 ภาคเรียนท่ี 1 จำนวน 20 ชั่วโมง/0.5 หนวย
กติ
ศกึ ษาคน ควา ความหมายและคณุ คา ของโครงงาน ขน้ั ตอนการทำโครงงานวิทยาศาสตร การระบปุ ญหา เลือก
หัวขอ ท่สี นใจ ตง้ั สมมตฐิ าน และการสืบคน เอกสารหรือแหลง ขอ มลู ท่ีเกี่ยวของกับประเด็นทเ่ี ลือก การออกแบบการทดลอง
และการวางแผนการดำเนินการ การเขียนเคา โครง การทำโครงงาน และการเขียนรายงานของโครงงานวทิ ยาศาสตร
โดยใชกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร การสบื เสาะหาความรู การทดลองการสบื คน ขอ มูลและอภิปราย เพื่อใหเ กดิ
ความเขา ใจ และสามารถท่ีจะสือ่ สารส่ิงท่เี รียนรู พรอมทงั้ นำความรูไปใชในชวี ติ ประจำวนั โดยมีจิตวทิ ยาศาสตร จริยธรรม
คุณธรรมและคานยิ มทพ่ี ึงประสงคร ักชาติ ศาสนกษตั รยิ อยูอยางพอเพยี ง ซ่ือสัตย มวี ินัย ใฝ เรียนรู มุง มั่นในการทำงาน รกั
ความเปนไทย และมจี ติ สาธารณะ
ผลการเรยี นรู
1. อภปิ รายความหมายและคุณคาของโครงงานวทิ ยาศาสตรได
2. ระบุปญ หา ต้งั สมมติฐาน และเลือกหัวขอที่จะทำโครงงานได
3. ออกแบบ วางแผนการดำเนนิ งาน โดยใชกระบวนการรวบรวมขอมูลอยา งมีประสิทธิภาพ
4. ศกึ ษาคนควา แสวงหาความรูเก่ียวกับหวั ขอทเ่ี ลือก จากแหลงเรียนรูทห่ี ลากหลายและนาเชอ่ื ถือ
5. ดำเนนิ การทำโครงงานวิทยาศาสตรดวยกระบวนการทำงานแบบกลมุ ได
6. สรปุ องคความรกู ารแกปญหาอยางเปนระบบจากการทำโครงงานใหอ อกมาในรปู แบบรายงานโครงงานได
จำนวนผลการเรยี นรูท งั้ หมด 6 ผลการเรียนรู
67
คำอธิบายรายวชิ าเพิ่มเติม
รหสั วิชา ว22207 รายวชิ าสนุกกับโครงงานวทิ ยาศาสตร 4 กลุมสาระการเรยี นรูวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
ช้ันมธั ยมศึกษาปท ี่ 2 ภาคเรยี นท่ี 2 จำนวน 20 ชั่วโมง/0.5 หนวยกติ
ศกึ ษาวธิ กี ารนำเสนอโครงงานวทิ ยาศาสตรดวยรปู ทีห่ ลากหลาย จากแหลง เรยี นรทู ี่เช่ือถือได นำโครงงาน
วิทยาศาสตรท ศี่ ึกษาคน ควาอยางเปนระบบ ดว ยวธิ กี ารทางวิทยาศาสตร มาสังเคราะหองคความรู โดยการทำงานแบบกลมุ
เพอื่ นำไปสปู ระเดน็ การนำเสนอโครงงานวทิ ยาศาสตรในรูปที่หลากหลาย โดยใชสอ่ื ประกอบการนำเสนอที่เหมาะสม พรอ ม
ท้ังจัดทำแผงโครงงานวิทยาศาสตรต ามมาตรฐานเพอ่ื ประกอบการนำเสนอ
โดยใชก ารสืบเสาะหาความรู การสบื คน ขอมูลและอภปิ ราย เพ่ือใหเกดิ ความเขา ใจ และสามารถทจ่ี ะสื่อสารสิ่งที่
เรยี นรู พรอ มท้งั นำความรูไปใชในชวี ิตประจำวนั โดยมีจิตวทิ ยาศาสตร จรยิ ธรรม คุณธรรมและคา นิยมที่พึงประสงครักชาติ
ศาสนกษตั รยิ อยูอยางพอเพียง ซ่อื สตั ย มวี ินัย ใฝ เรยี นรู มุงม่นั ในการทำงาน รักความเปนไทย และมจี ติ สาธารณะ
ผลการเรยี นรู
1. สืบคนขอมลู วิธีการนำเสนอโครงงานวทิ ยาศาสตรดวยรูปท่ีหลากหลาย จากแหลงเรียนรทู ี่เชือ่ ถือได
2. เลอื กรูปแบบวธิ กี ารนำเสนอ และเลือกใชสอื่ ประกอบการนำเสนอโครงงานวทิ ยาศาสตรที่เหมาะสม
3. สังเคราะหองคความรจู ากโครงงานวิทยาศาสตรได
4. สามารถทำแผงโครงงานวิทยาศาสตรท ่ีถูกตองตามรูปแบบได
5. การนำเสนอโครงงานวิทยาศาสตร
6. ตระหนกั ถงึ คณุ คาและประโยชนไ ดจ ากการทำทำโครงงานวทิ ยาศาสตร
จำนวนผลการเรียนรูท งั้ หมด 6 ผลการเรียนรู
68
คำอธิบายรายวชิ าเพิ่มเตมิ
รหสั วิชา ว23208 รายวิชาสนุกกบั โครงงานวิทยาศาสตร 5 กลุมสาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
ชนั้ มธั ยมศึกษาปที่ 3 ภาคเรียนท่ี 1 จำนวน 20 ชัว่ โมง/0.5 หนวยกิต
นักเรียนนำความรูหรอื ที่ไดจ ากการศกึ ษาคนควา และเรียนรูจากการทำโครงงาน ไปสูการปฏบิ ตั ิในการสรา งสรรคที่
กอใหเกิดประโยชนตอสาธารณะหรือบริการสังคม ชุมชน ประเทศหรือสังคมโลก มีการกำหนดเปาหมาย วัตถุประสงค
วางแผน การทำงาน และตรวจสอบความกาวหนา วิเคราะห วิจารณผ ลทีไ่ ดจ ากการปฏิบัตโิ ครงงานโดยใชก ระบวนการกลุม
เพอื่ ใหผูเ รยี นมีทักษะ การคดิ สรางสรรค เปน กจิ กรรมจติ อาสาที่ไมมีคาจางตอบแทน เปนกิจกรรมท่ใี ห มีความตระหนักรู มี
สำนกึ ความรบั ผดิ ชอบตอตนเองและตอสงั คม
โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตรในการ วัด รายงานผล วิเคราะห สืบคน อธิบาย แปลความหมาย ทดลอง
คำนวณ เขียนแผนภาพ และนำความรูไปใช เพื่อใหผูเรียนตระหนักถึงความสัมพันธระหวางวิทยาศาสตรก ับสภาพแวดลอม
เปน ผทู ่ีมจี ิตวิทยาศาสตร มีคณุ ธรรม จริยธรรม และคานยิ มในการใชวิทยาศาสตรอ ยา งสรา งสรรค
ผลการเรยี นรู
1. วิเคราะหองคความรูห รอื ประสบการณจ ากการเรยี นโครงงานเพื่อกำหนดแนวทางไปสู
การปฏิบตั ใิ หเกดิ ประโยชนต อสังคม (Public Service)
2. เขยี นเปาหมาย วตั ถุประสงค เคา โครง โครงงานและแผนปฏบิ ตั ิโครงงาน
3. ปฏิบัติตามแผนและตรวจสอบความกา วหนาทางการปฏิบัติโครงงาน
4. รว มแสดงความคิดเห็น วเิ คราะห วิพากษ การปฏบิ ตั ิโครงงาน
5. สรุปผลการปฏบิ ัติ โครงงาน และแสดงความรสู ึกความคิดเหน็ ตอผลการปฏิบัตโิ ครงงาน
ซึง่ แสดงถงึ การตระหนกั รู มีสำนกึ ความรบั ผดิ ชอบตอ ตนเองและสงั คม
รวม 5 ผลการเรยี นรู
69
คำอธิบายรายวิชาเพ่ิมเตมิ
รหสั วิชา ว23209 รายวิชา สนกุ กับโครงงานวทิ ยาศาสตร 6 กลุมสาระการเรยี นรูวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
ช้ันมธั ยมศกึ ษาปท ่ี 3 ภาคเรียนท่ี 2 จำนวน 20 ชั่วโมง/0.5 หนว ยกติ
การนำเสนอผลงานโครงงานวิทยาศาสตรในรูปนิทรรศการ ซ่ึงมีทั้งการจัดแสดงและการอธิบายดวยคำพูด หรือใน
รูปแบบของการรายงานปากเปลาครอบคลุประเด็นสำคัญคือ มีความชัดเจน เขาใจงาย และมีความถูกตองในเนื้อหา การ
แสดงผลิตผลของงาน ความคดิ ทำใหผ ูอ่นื ไดรบั รแู ละเขา ใจ ถงึ โครงงานทไี่ ดปฏิบตั ิ
โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตรในการ วัด รายงานผล วิเคราะห สืบคน อธิบาย แปลความหมาย ทดลอง
คำนวณ เขียนแผนภาพ และนำความรูไปใช เพื่อใหผูเรียนตระหนักถงึ ความสัมพนั ธระหวา งวิทยาศาสตรกับสภาพแวดลอม
เปน ผูท ม่ี จี ิตวทิ ยาศาสตร มีคุณธรรม จริยธรรม และคานิยมในการใชว ิทยาศาสตรอ ยางสรางสรรค
ผลการเรียนรู
1. นำเสนอผลงานโครงงานวทิ ยาศาสตรใ นรปู นิทรรศการครอบคลมุ เนื้อหาโครงงาน
2. รวมแสดงความคดิ เหน็ วเิ คราะห วพิ ากษ การปฏิบัตโิ ครงงาน
3. ยอมรับความคิดเหน็ ในการวิพากษการปฏบิ ัตงิ านและนำมาปรับปรุงการปฏิบตั ิโครงงาน
รวม 3 ผลการเรียนรู
70
รายวิชาเคมี สาระการเรยี นรูเ พมิ่ เติม
ช้นั ผลการเรียนรู
ม.1 1. สืบคนขอมลู และอธบิ ายโครงสรา ง - นกั วทิ ยาศาสตรศึกษาโครงสรางของอะตอม
อะตอม และสญั ลกั ษณน วิ เคลียรข องธาตุ และเสนอแบบจำลองอะตอมแบบตา งๆ จาก
การศกึ ษาขอมูล การสงั เกต การตง้ั สมมตฐิ าน
และผลการทดลอง
- สญั ลกั ษณน วิ เคลียรข องธาตุประกอบดวย
สญั ลักษณธาตุ
2. วิเคราะหและอธบิ ายการจัดเรยี ง การศกึ ษาสเปกตรัมการเปลง แสงของอะตอม
อิเลก็ ตรอนในอะตอม ความสมั พันธระหวา ง แกสทำใหทราบวา อิเล็กตรอนจดั เรยี งอยู
อิเล็กตรอนในระดับพลงั งานนอกสุดกับ รอบๆ นิวเคลียสในระดบั พลังงานหลกั ตา งๆ
สมบัตขิ องธาตแุ ละการเกิดปฏิกิรยิ า และแตละระดบั พลงั งานหลกั ยังแบงเปน
ระดบั พลังงานยอ ยซ่งึ มบี ริเวณท่ีจะพบ
อิเล็กตรอน เรยี กวา ออรบทิ ัล ไดแตกตางกนั
และอิเล็กตรอนจะจดั เรยี งในออรบ ิทลั ใหม ีมี
ระดบั พลงั งานตำ่ สดุ สำหรับอะตอมในสถานะ
พน้ื
3. อธิบายการจดั เรียงธาตแุ ละทำนาย ตารางธาตุในปจจบุ นั จดั เรยี งธาตุตามเลข
แนวโนมสมบัตขิ องธาตุในตารางธาตุ อะตอมและสมบัติที่คลายคลึงกนั เปนหมูแ ละ
คาบ โดยอาจแบงธาตุในตารางธาตเุ ปนกลมุ
ธาตโุ ลหะ ก่ึงโลหะ และอโลหะ
4. วเิ คราะหแ ละอธบิ ายการเกิดพนั ธะเคมีใน สารเคมีเกดิ จากการยึดเหน่ียวกันดวยพนั ธะ
โครงผลกึ และในโมเลกลุ ของสาร เคมี ซ่งึ เกย่ี วขอ งกับเวเลนซอิเลก็ ตรอนท่ี
แสดงไวด ว ยสัญลกั ษณแบบจุดของลิวอิส โดย
การเกิดพันธะเคมี สว นใหญเปนไปตามกฎ
ออกเตต
5. สบื คน ขอ มูลและอธิบายความสัมพันธ สารบริสทุ ธ์ปิ ระกอบดว ยสารเพยี งชนดิ เดยี ว
ระหวา งจุดเดอื ด จุดหลอมเหลว และสถานะ สวนสารผสมประกอบดวยสารตง้ั แต 2 ชนดิ
ของสารกบั แรงยึดเหนยี่ วระหวา งอนุภาค ข้นึ ไป สารบรสิ ทุ ธิ์แตละชนิดมีสมบตั ิบาง
ของสาร ประการท่ีเปน คาเฉพาะตวั เชน จุดเดอื ดและ
จุดหลอมเหลวคงที่ แตสารผสมมจี ดุ เดือดและ
จดุ หลอมเหลวไมคงที่ ขึน้ อยูกับชนดิ และ
สดั สว นของสารที่ผสมอยูดวยกนั
6. ทดลอง อธบิ ายและเขียนสมการของ -ปฏกิ ิริยาเคมที ำใหเกิดการเปล่ยี นแปลงของ
ปฏกิ ริ ยิ าเคมที ัว่ ไปท่ีพบในชวี ิตประจำวนั สารโดยปฏิกิริยาเคมีอาจใหพลงั งานความ
รวมท้งั อธบิ ายผลของสารเคมีท่มี ตี อ สงิ่ มีชวี ติ รอน พลังงานแสง หรืองพลังงานไฟฟา ท่ี
และส่ิงแวดลอ ม สามารถนำไปใชประโยชนในดานตา งๆ ได
71
ชนั้ ผลการเรียนรู สาระการเรียนรเู พ่ิมเติม
-ปฏิกิริยาเคมีแสดงไดด ว ยสมการเคมี ซึ่งมี
สตู รเคมขี องสารตั้งตนอยทู างดา นขวา โดย
จำนวนอะตอมรวมของแตละธาตุทางดา นซาย
และขวาเทากัน นอกจากนสี้ มการเคมยี ังอาจ
แสดงปจจยั อน่ื เชน สถาะ พลงั งานท่ี
เกีย่ วขอ ง ตัวเรงปฏิกิริยาเคมีท่ีใช
7. ทดลองและอธบิ ายอตั ราการเกดิ ปฏกิ ริ ิยา -อัตราการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมขี ้ึนอยกู ับความ
เคมี ปจ จัยที่มผี ลตออตั ราการเกิดปฏิกริ ยิ า เขมขน อุณหภมู ิ พนื้ ทผ่ี วิ หรือตวั เรงปฏกิ ริ ิยา
เคมีและนำความรูไปใชประโยชน -ความรเู กี่ยวกับปจ จยั ที่มีผลตอ อตั ราการ
เกิดปฏริ ยิ าเคมีสามารถนำไปใชประโยชนใน
ชีวติ ประจำวันและในอุตสาหกรรม
8. สืบคน ขอ มลู และอธิบายการเกดิ ปโ ตรเลียมมกี าํ เนิดมาจากส่งิ ที่มชี ีวิตที่
ปโตรเลยี ม กระบวนการแยกแกส ธรรมชาติ ดาํ รงชีวิตอยเู ม่อื หลายรอยลานปกอน ซงึ่ อยู
และการกล่ันลำดับสวนน้ำมนั ดิบ กระจัดกระจายทว่ั ไป ทง้ั บนบก และในทะเล
เมอื่ สิง่ ที่มชี วี ิตเหลา นีต้ ายลงจะเนาเปอยผพุ ัง
และยอ ยสลายโดยมีบางสวนสะสมรวมตัวอยู
กบั ตะกอนดนิ เลนในสภาพแวดลอ มที่
เหมาะสม เมื่อผิวโลกเกิดการเปลย่ี นแปลงใน
เวลาตอ มาสว นของชั้นตะกอนนี้จะจมตวั ลง
เร่อื ย ๆ พรอม ๆ กบั การเปล่ียนแปลง
สารอินทรีย จากกรดฟลุ วิค ไปเปน ฮวิ มิน
เปน คีโรเจน และเปนปโ ตรเลียมในทายทีส่ ดุ
9. สืบคนขอมูลและอภิปรายการนำ นำ้ มันดบิ หรอื ปโตรเลยี มสว นมากมีสดี ำหรือสี
ผลิตภัณฑที่ไดจ ากการแยกแกสธรรมชาติ นำ้ ตาลมสี มบตั ิแตกตา งกนั ตามแหลง ท่ี
และการกลน่ั ลำดับสวนนำ้ มนั ดบิ ไปใช พบ บางแหลง มีไขมนั บางแหลงมียางมะตอย
ประโยชน รวมท้งั ผลของผลิตภัณฑตอ มาก สว นใหญประกอบดว ยคารบอนรอ ย
ส่งิ มีชีวิตและสิง่ แวดลอม ละ 85-90 ไฮโดรเจนรอ ยละ 10-15 กำมะถัน
รอยละ 0.001-7 และออกซิเจนรอ ย
ละ 0.001-5 นอกน้นั เปน ไนโตรเจนและโลหะ
อืน่ ๆ การนำน้ำมนั ดิบมาใชป ระโยชนจ ะตอง
นำน้ำมันดบิ ไปผานกระบวนการแยกสารอื่นๆ
ทีป่ นอยูออกกอน แลวจงึ นำสว นที่เปน สาร
ไฮโดรคารบ อนไปกล่นั แยกออกเปน ผลิตภณั ฑ
10. ทดลองและอธิบายการเกิดพอลเิ มอร โครงสรางของพอลิเมอรอาจเปน เสน แบบก่งิ
สมบตั ขิ องพอลิเมอร หรือแบบรา งแห โดยพอลเิ มอรแบบเสนและ
แบบกิ่ง มีสมบัตเิ ทอรม อพลาสตกิ สว นพอลิ
72
ชนั้ ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรูเพม่ิ เติม
เมอรแบบรา งแห มสี มบัติเทอรม อเซต จึงมี
การใชป ระโยชนแตกตางกัน
11. อภิปรายการนำพอลิเมอรไปใช -การใชผ ลติ ภัณฑพอลิเมอรในปรมิ าณมาก
ประโยชน รวมทั้งผลที่เกิดจากการผลิตและ กอใหเกิดปญ หาทีส่ ง ผลกระทบตอ สงมีชีวิต
ใชพอลเิ มอรตอสิ่งมชี ีวติ และส่ิงแวดลอม และสงแวดลอ ม ดังนน้ั จงึ ควรตระหนกั ถึงการ
ลดปรมิ าณการใช การใชซ ้ำ และการนำ
กลับมาใชใหม
12. ทดลองและอธบิ ายองคป ระกอบ กลูโคส ซโู ครส หรอื นำ้ ตาลทราย แปง และ
ประโยชน และปฏิกิรยิ าบางชนดิ ของ เซลลูโลสลว นเปนสารประกอบคารโ บไฮเดรต
คารโ บไฮเดรต แตจ ะแตกตางกนั ที่ขนาดโมเลกลุ และมวล
โมเลกุล เมือ่ นำน้ำตาลทราย แปง และ
เซลลโู ลสไปตมกับกรดซัลฟวรกิ จะ
เกิดปฏกิ ิรยิ าไฮโดรลิซิส เกิดผลิตภณั ฑเ ปน
มอนอแซก็ คาไรดสามารถทำปฏิกริ ิยากบั
สารละลายเบเนดิกสไ ดต ะกอนสแี ดงอิฐ ถา
พจิ าณาการละลายน้ำพวกโมเลกุลขนาดใหญ
จะละลายน้ำไดน อยแตถาเปนพวกมอนอแซ็ก
คาไรด และ ไดแซก็ คาไรดซ่ึงเปน โมเลกลุ
ขนาดเลก็ จะละลายน้ำไดด ี
13. ทดลองและอธิบายองคประกอบ ไขมันและน้ำมนั มลี ักษณะเปนสารประกอบที่
ประโยชน และปฏกิ ริ ิยาบางชนิดของไขมนั เรียกวา ไตรกลีเซอไรด (triglycerides) เกิด
และนำ้ มนั จากกลีเซอรอล (glycerol) 1 โมเลกุล เขา ทำ
ปฏิกิริยากับกรดไขมัน(fatty cids) 3 โมเลกลุ
โดยมีตวั เรง ปฏกิ ริ ิยาและความรอนรวม
ดว ย โดยกลีเซอรอลและกรดไขมันซึง่ เปนสาร
ตั้งตนในการผลติ ไขมันและน้ำมนั
14. ทดลองและอธบิ ายองคป ระกอบ โปรตีนเปน สารชวี โมเลกลุ ทมี่ ีโมเลกลุ ขนาด
ประโยชน และปฏกิ ิริยาบางชนิดของโปรตีน ใหญและมีโครงสรางทซ่ี บั ซอน ประกอบดวย
และกรดนิวคลีอกิ ธาตุตาง ๆ คือ ธาตคุ ารบอน (C) ไฮโดรเจน
(H) ไนโตรเจน (N) และในบางชนดิ อาจมี
กำมะถนั (S) และฟอสฟอรัส (P)
73
คำอธิบายรายวิชาเพ่ิมเติม
รหัสวชิ า ว21202 รายวิชาเคมี 1 กลุมสาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
ช้นั มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 1 ภาคเรียนที่ 1 จำนวน 20 ชั่วโมง/0.5 หนว ยกิต
สืบคนขอมูล สำรวจตรวจสอบ ศึกษา วิเคราะห อภิปราย และอธิบายโครงสรางอะตอมและสัญลักษณนิวเคลียร
ของธาตุ การจัดเรียงอิเลก็ ตรอนในอะตอม ความสมั พนั ธระหวางอิเลก็ ตรอนในระดับพลังงานนอกสุดกับสมบัติของธาตุและ
การเกิดปฏิกิริยา การจัดเรียงธาตุและทำนายแนวโนมสมบัติของธาตุในตารางธาตุการเกิดพันธะเคมีในโครงผลึกและใน
โมเลกลุ ของสาร ความสัมพันธร ะหวา งจุดเดอื ด จุดหลอมเหลว และสถานะของสารกบั แรงยดึ เหนย่ี วระหวา งอนภุ าคของสาร
เขียนสมการของปฏิกิริยาเคมีทั่วไปที่พบในชีวิตประจำวัน ผลของสารเคมีที่ตอสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดลอม อัตราการ
เกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมี ปจ จยั ทมี่ ผี ลตออัตรา การเกดิ ปฏิกิรยิ าเคมีและนำความรูไปใชป ระโยชน การเกดิ ปโ ตรเลียม กระบวนการ
แยกแกส ธรรมชาติ
โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู การสำรวจตรวจสอบ การสืบคนขอมูล และการ
อภปิ ราย เพอื่ ใหเกดิ ความรู ความคดิ ความเขา ใจ สามารถส่อื สารสิ่งที่เรียนรู มีความสามารถในการตัดสินใจเห็นคุณคาของ
การนำความรูไปใชประโยชนในชีวิตประจำวัน มีความรับผิดชอบตอสิ่งแวดลอมในทองถิ่น และมีเจตคติที่ดีตอวิชา
วิทยาศาสตร มี คุณธรรม จริยธรรม และคานิยมที่พึงประสงครักชาติ ศาสนกษัตริย อยูอยางพอเพียง ซื่อสัตย มีวินัย ใฝ
เรยี นรู มุง มน่ั ในการทำงาน รักความเปนไทย และมีจติ สาธารณะ
ผลการเรียนรู
1. สบื คนขอมลู และอธิบายโครงสรางอะตอม และสญั ลกั ษณนิวเคลียรข องธาตุ
2. วิเคราะหและอธิบายการจัดเรียงอิเล็กตรอนในอะตอม ความสัมพันธระหวางอิเล็กตรอนในระดับพลังงานนอก
สดุ กบั สมบตั ขิ องธาตแุ ละการเกิดปฏิกิรยิ า
3. อธิบายการจัดเรยี งธาตุและทำนายแนวโนม สมบตั ขิ องธาตุในตารางธาตุ
4. วเิ คราะหแ ละอธบิ ายการเกิดพนั ธะเคมีในโครงผลกึ และในโมเลกลุ ของสาร
5. สืบคนขอมูลและอธิบายความสัมพันธระหวางจุดเดือด จุดหลอมเหลว และสถานะของสารกับแรงยึดเหนี่ยว
ระหวา งอนุภาคของสาร
6. ทดลอง อธิบายและเขียนสมการของปฏิกิริยาเคมีทั่วไปที่พบในชวี ิตประจำวัน รวมทั้งอธิบายผลของสารเคมีทีม่ ี
ตอ ส่ิงมชี ีวติ และส่ิงแวดลอม
7. ทดลองและอธิบายอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ปจจัยท่ีมีผลตออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีและนำความรูไปใช
ประโยชน
จำนวนผลการเรียนรูทั้งหมด 7 ผลการเรียนรู
74
รหสั วชิ า ว21204 คำอธิบายรายวชิ าเพิ่มเติม
ชั้นมธั ยมศึกษาปท ี่ 1 รายวิชาเคมี 2 กลุมสาระการเรยี นรูว ิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
ภาคเรียนท่ี 2 จำนวน 20 ช่ัวโมง/0.5 หนว ยกติ
สืบคนขอมูล สำรวจตรวจสอบ ศึกษา วิเคราะห อภิปราย และอธิบายการกลั่นลำดับสวนน้ำมันดิบ การนำ
ผลิตภัณฑท่ีไดจากการแยกแกสธรรมชาติและการกลั่นลำดับสวนน้ำมนั ดิบไปใชป ระโยชนและผลของผลิตภัณฑตอสิ่งมีชีวิต
และสงิ่ แวดลอมการเกดิ พอลเิ มอร สมบัตขิ องพอลเิ มอร การนำพอลเิ มอรไ ปใชประโยชนแ ละผลทเี่ กิดจากการผลติ และใชพอ
ลิเมอรตอสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดลอมองคประกอบ ประโยชน และปฏิกิริยาบางชนิดของคารโบไฮเดรต ไขมันและน้ำมัน
โปรตนี และกรดนวิ คลีอกิ
โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู การสำรวจตรวจสอบ การสืบคนขอมูล และการ
อภิปราย เพ่อื ใหเกิดความรู ความคิด ความเขา ใจ สามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรู มีความสามารถในการตัดสินใจเห็นคุณคาของ
การนำความรูไปใชประโยชนในชีวิตประจำวัน มีความรับผิดชอบตอสิ่งแวดลอมในทองถิ่น และมีเจตคติที่ดีตอวิชา
วิทยาศาสตร มี คุณธรรม จริยธรรม และคานิยมที่พึงประสงครักชาติ ศาสนกษัตริย อยูอยางพอเพียง ซื่อสัตย มีวินัย ใฝ
เรียนรู มงุ ม่ันในการทำงาน รกั ความเปนไทย และมจี ิตสาธารณะ
ผลการเรยี นรู
1. สืบคน ขอมลู และอธิบายการเกดิ ปโ ตรเลียม กระบวนการแยกแกสธรรมชาติ และการกลน่ั ลำดับสวนน้ำมนั ดิบ
2. สืบคนขอมูลและอภิปรายการนำผลิตภัณฑที่ไดจากการแยกแกสธรรมชาติและการกลั่นลำดับสวนน้ำมันดิบไป
ใชประโยชน รวมทัง้ ผลของผลิตภัณฑต อ สงิ่ มีชวี ติ และสงิ่ แวดลอม
3. ทดลองและอธิบายการเกิดพอลเิ มอร สมบัติของพอลิเมอร
4. อภิปรายการนำพอลิเมอรไปใชประโยชน รวมทั้งผลที่เกิดจากการผลิตและใชพอลิเมอรตอสิ่งมีชีวิตและ
สงิ่ แวดลอม
5. ทดลองและอธบิ ายองคป ระกอบ ประโยชน และปฏกิ ริ ิยา บางชนิดของบางชนดิ ของคารโบไฮเดรต
6. ทดลองและอธิบายองคประกอบ ประโยชน และปฏิกริ ิยาบางชนิดของไขมันและนำ้ มนั
7. ทดลองและอธิบายองคประกอบ ประโยชน และปฏิกริ ยิ าบางชนดิ ของโปรตนี และกรดนิวคลอี ิก
จำนวนผลการเรียนรูทั้งหมด 7 ผลการเรยี นรู
รายวิชาชีววิทยา
75
ช้นั ผลการเรียนรู สาระการเรียนรูเ พิ่มเตมิ
ม.2 1. อธิบายกระบวนการศึกษาโครงสรา ง -การคน พบเซลลส ิ่งมีชีวิตเกดิ ข้นึ ในป ค.ศ. 1655
เซลล และบอกองคป ระกอบสำคญั ของเซลล โดย นักพฤกษศาสตรชาวอังกฤษ โรเบิรต ฮคุ ไดใช
พรอ มหนาท่ีได กลองจลุ ทรรศนท่เี ขาประดิษฐขนึ้ สังเกตโครงสรา ง
เล็กๆ ของไมคอรก (cork) ทถี่ ูกเฉอื นเปน แผนบางๆ
พบวามลี กั ษณะเปน หองเล็กๆ คลายรงั ผึ้ง จงึ เรยี ก
หองเล็กๆเหลานว้ี า เซลล
-ในการศกึ ษาเร่ืองเซลล จะแบง ออกเปน 3 สว น
เพอ่ื ใหงายตอการศึกษา คอื สวนท่หี อ หมุ เซลล
นวิ เคลยี ส และสวนไซโทรพลาสซมึ ซง่ึ แตล ะออแกร
แนลที่พบในทงั้ 3 สวนนนั้ มีหนา ทก่ี ารทำงานที่
แตกตางกนั ออกไป
2. ทดสอบและอธบิ ายกระบวนการผา นและ -การลำเลยี งสารผา นเย่อื หมุ เซลล แบงเปน 2 แบบ
ออกจากเซลลของสารโดยการแพร การ คือการลำเลยี งแบบใชพลังงาน และ การลำเลยี ง
ออสโมซิส และการผานเขาออกของสาร แบบไมใชพลงั งาน
ขนาดใหญได
3. อธิบายกลไกการควบคุมดุลยภาพของน้ำ รางกายของสิง่ มชี วี ติ จำเปน ตองมรี ะบบการรักษา
แรธ าตุ สภาพกรด-เบส และอณุ หภูมใิ น ดลุ ยภาพของสารตาง ๆ เพ่ือชวยควบคมุ ปรมิ าณสาร
สิง่ มีชีวติ และนำความรูไปใชใน ตาง ๆ ใหมคี วามเหมาะสมตอการทำงานของเซลล
ชวี ติ ประจำวันได อยูเสมอ
4. สบื คนขอมลู และอธิบายเกี่ยวกับบทบาท รา งกายมนุษยม รี ะบบภูมคิ ุม กันท่คี อยตานทานและ
ของอวัยวะที่ทำหนา ทีป่ องกันและทำลาย กำจดั เชอื้ โรคหรอื สง่ิ แปลกปลอมท่เี ขา มาสรู า งกาย
เชื้อโรคทเี่ ขาสรู า งกาย รวมทัง้ ระบบ หากทำงานผิดปกตจิ ะมีความเสยี่ งตอ โรคทีเ่ กีย่ วขอ ง
ภูมคิ ุมกันของรา งกาย กับระบบภมู ิคมุ กนั
5. อธิบายความสำคัญและการทำงานของ โดยปกติแลวรา งกายของคนเรามกี ลไกในการปอ งกัน
อวัยวะทที่ ำหนา ท่ีปอ งกันและทำลายเช้ือ และกำจัดเชื้อโรคอยูแลวตามธรรมชาติโดยสกดั กัน้
โรค หรือดกั จับทำลายเชือ้ โรค เพื่อไมใหเ ขาไปทำลาย
หรือกอใหเกิดอันตรายตอเซลล เนื้อเย่ือ หรอื
อวัยวะทีท่ ำหนา ท่สี ำคญั ๆ ภายในรา งกาย
6. อธบิ ายสาเหตขุ องโรคทเ่ี กิดจากความ ระบบภมู ิคุมกันมีความผิดปรกตไิ ด 3 รปู แบบ ซงึ่ แต
ผิดปกตขิ องระบบภูมคิ ุมกนั และนำความรู ละรปู แบบมีสาเหตุทีแ่ ตกตา งกนั คอื
เรอ่ื งภูมคิ ุมกนั ไปใชใ นการดูแลสขุ ภาพของ -ระบบภมู ิคุมกันบกพรองหรอื ระบบภมู คิ ุมกันทำงาน
ตนเองและคนในครอบครวั ตำ่ เกนิ ไป
-การเกดิ ปฏิกริ ิยาภมู ิคมุ กนั ตอเนอ้ื เย่อื ตวั เอง
-การเกิดปฏกิ ริ ิยาภมู ิคมุ กนั ที่ไวเกินทำใหเกิดโรค
ภูมแิ พ
76
ช้ัน ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรเู พ่มิ เติม
7. สบื คน ขอมลู อภปิ รายเก่ียวกบั การ -ลักษณะทางพนั ธกุ รรม คือ ลักษณะของสิง่ มชี วี ติ ที่
ถา ยทอดลกั ษณะพันธุกรรมและโครโมโซม ถา ยทอดจากรุนหนง่ึ ไปยงั อกั รุนหนึ่งไดโดยทางยนี ซึ่ง
การถา ยทอดลกั ษณะทางพันธุกรรม การ เปน หนว ยพนั ธกุ รรมซึ่งควบคุมการถายทอดลักษณะ
แปรผันทางพันธุกรรม และการเกดิ มวิ เทชัน ตางๆของสิ่งมีชีวติ ยนี จะอยบู นโครโมโซมและโคโม
โซมจะอยูในนวิ เคลยี สของเซลล
-โครโมโซมของมนุษยมที ั้งหมด 46 แทง คดิ เปน 23
คู (22 คูแรกเปนโครโมโซมรา งกาย และ 1 คูเปน
โครโมโซมเพศ โดย XX เพศหญงิ และ XY เพศชาย )
-สงิ่ มีชวี ิตชนิดเดียวกันจะมีลกั ษณะคลา ยคลึงกันและ
มีความแตกตางกันนอยกวาส่ิงมีชีวติ ตางชนดิ กนั
ความแตกตา งอันเนือ่ งจากมีลักษณะพันธุกรรม
แตกตางกนั เรยี กวา การแปรผันทางพนั ธุกรรม
แบงเปนการแปรผนั ลกั ษณะทางพันธุกรรมทต่ี อ เนื่อง
และการแปรผนั ลักษณะทางพันธุกรรมท่ีไมตอ เน่ือง
-มิวเทชนั หรือ การกลายพันธคุ อื การเปล่ียนแปลง
ลักษณะพันธุกรรมและลักษณะทเ่ี ปลีย่ นแปลง
สามารถจะถา ยทอดจากชัว่ อายุหนง่ึ ได แบง ออกเปน
2 ระดบั คือมิวเทชันระดับโครโมโซม และมิวเทชัน
ระดบั ยนี
8. อธบิ ายผลการคัดเลือกตามธรรมชาติ -การคดั เลือกโดยธรรมชาติถือเปน กลไกพ้ืนฐานของ
การคดั เลือกและการปรบั ปรุงพนั ธโุ ดย การเกิดววิ ัฒนาการรว มกบั กลไกอืน่ ๆ การคัดเลอื ก
มนษุ ยยกตัวอยา งการใชเทคโนโลยีชีวภาพ โดยธรรมชาตทิ ำใหป ระชากรท่มี ีลักษณะเหมาะสม
ในการปรบั ปรงุ พนั ธุ กับสิง่ แวดลอ มสามารถดำรงชีวิตและแพรพนั ธุ
ประชากรในรนุ ตอไปได
-การปรบั ปรงุ พนั ธุสิง่ มชี ีวติ โดยใชเ ทคโนโลยีชวี ภาพ
เปน การปรับปรุงเพ่อื ใหผลผลติ ของมาเปน ที่มี
ประสิทธิภาพสว นมากมีประโยชนด านการเกษตร
9. สำรวจ สบื คน วเิ คราะหแ ละนำเสนอ สำรวจสภาพแวดลอ มและทรพั ยากรธรรมชาติ ซงึ่ มี
เกย่ี วกบั สภาพแวดลอ มและ บทบาทสำคญั ในการสนบั สนุนวถิ ชี วี ิตของทองถ่นิ
ทรพั ยากรธรรมชาติของทอ งถิ่น ของ และขบั เคล่อื นการเจรญิ เตบิ โตทางเศรษฐกจิ ของ
ประเทศและของโลก และการเปลี่ยนแปลง ประเทศและของโลก และการเปล่ียนแปลงแทนท่ี
แทนที่
10. สบื คนขอ มลู วิเคราะหปญหา สาเหตุ -ปญ หาส่งิ แวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติ เปน
ในการใชทรัพยากรธรรมชาติ นำเสนอ ปรากฏการณท่กี อใหเกิดความเสยี หายตา ง ๆ ตามมา
วิธีการปอ งกัน และลงมือปฏิบัตริ ว มกบั อยา งมากมาย มผี ลตอ ความเปน อยูของมนุษยและ
ชุมชนในการปองกนั เฝาระวงั แกป ญ หา สง่ิ มชี ีวติ บนโลก ทงั้ ยงั เกย่ี วโยงถึงสภาพเศรษฐกิจ
77
ช้ัน ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรเู พิม่ เติม
ตลอดจนอนรุ ักษทรัพยากรธรรมชาตขิ อง และสังคม นอกจากน้ียังสง ผลใหเกดิ มลพิษตอ
ทอ งถน่ิ และประเทศ สง่ิ แวดลอมที่เปน ผลเสยี โดยตรงตอสง่ิ มชี ีวติ ซง่ึ อาจ
ทำใหเกดิ การสูญเสยี สิ่งมชี ีวติ หรือนำไปสสู ภาวะที่
พืชและสตั วบางชนดิ สูญพนั ธุไปได จงึ ตอ งมีการ
จดั ทำแนวทางและวิธีดำเนนิ การในการปองกัน
ยับย้ัง ชะลอ และขัดขวาง การเกดิ ปญหาสิ่งแวดลอม
และทรัพยากรธรรมชาติ
11. สำรวจ สังเกตลักษณะสำคัญของ สำรวจ สังเกตลักษณะสำคญั ของสิง่ มีชีวิตตา งๆใน
สิ่งมีชีวติ ตา งๆในทองถ่ิน จำแนกเปน กลมุ ทองถ่ิน จำแนกเปน กลุมตามเกณฑ
ตามเกณฑ
12. สบื คน ขอมลู อภิปราย และนำเสนอ ความหลากหลายทางชวี ภาพ หมายถงึ ความ
เก่ยี วกับความหลากหลายของสิง่ มชี วี ิต ใน หลากหลายของสิ่งมีชวี ติ หลากหลายชนดิ มาอยู
ดา นคณุ คา ประโยชน และผลกระทบตอ รว มกนั ณ สถานทีห่ นงึ่ หรือระบบนเิ วศใดระบบนิเวศ
สงั คมและส่ิงแวดลอ มทีเ่ กดิ จากการใช หนึ่ง
ประโยชนของมนุษย มีความสัมพันธกัน คือ อาศัยอยูรวมกัน และตอ ง
พ่งึ พาอาศยั ซึ่งกนั และกัน
78
คำอธิบายรายวชิ าเพิ่มเติม
รหัสวชิ า ว22202 รายวิชาชีววทิ ยา 1 กลมุ สาระการเรียนรวู ิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
ช้นั มัธยมศึกษาปท่ี 2 ภาคเรยี นท่ี 1 จำนวน 20 ช่ัวโมง/0.5 หนวยกติ
ศกึ ษาวเิ คราะห และอภิปรายกระบวนการศกึ ษาโครงสรางเซลล องคป ระกอบและหนา ที่ท่สี ำคญั ของเซลล
กระบวนการผา นและออกจากเซลลข องสารโดยการแพร การออสโมซิส และการผานเขาออกของสารขนาดใหญ กลไกการ
ควบคมุ ดลุ ยภาพของน้ำ แรธ าตุ สภาพกรด-เบส และอุณหภูมใิ นสิ่งมีชีวิตและนำความรูไปใชในชีวติ ประจำวนั ได บทบาท
ของอวัยวะที่ทำหนา ทป่ี องกันและทำลายเชือ้ โรคทเ่ี ขา สูรางกาย รวมทัง้ ระบบภมู คิ ุมกันของรางกาย การทำงานของอวัยวะ
ท่ีทำหนา ท่ีปองกันและทำลายเช้อื โรค เกดิ โรคท่ีเกิดจากความผิดปกตขิ องระบบภมู ิคุมกัน นำความรเู รื่องภมู คิ ุมกันไปใชใน
การดแู ลสุขภาพของตนเองและคนในครอบครวั
โดยใชก ระบวนการทางวิทยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู การทดลองการสบื คน ขอมลู และอภิปราย เพอ่ื ใหเ กดิ
ความเขา ใจ และสามารถที่จะสือ่ สารสง่ิ ท่เี รียนรู พรอมทง้ั นำความรูไ ปใชในชีวิตประจำวนั โดยมจี ิตวิทยาศาสตร จริยธรรม
คุณธรรมและคานยิ มท่ีพงึ ประสงครกั ชาติ ศาสนกษตั ริย อยูอยา งพอเพยี ง ซ่ือสตั ย มีวนิ ัย ใฝ เรียนรู มุงม่นั ในการทำงาน รัก
ความเปน ไทย และมจี ิตสาธารณะ
ผลการเรียนรู
1. อธบิ ายกระบวนการศกึ ษาโครงสรางเซลล และบอกองคประกอบสำคัญของเซลลพ รอมหนา ท่ีได
2. ทดสอบและอธบิ ายกระบวนการผา นและออกจากเซลลของสารโดยการแพร การออสโมซสิ และการผา นเขาออกของ
สารขนาดใหญไ ด
3. อธิบายกลไกการควบคุมดุลยภาพของน้ำ แรธ าตุ สภาพกรด-เบส และอุณหภูมใิ นสิ่งมีชวี ติ และนำความรูไปใชใน
ชวี ติ ประจำวันได
4. สบื คนขอ มูลและอธบิ ายเก่ียวกบั บทบาทของอวัยวะท่ีทำหนา ทีป่ องกันและทำลายเชอ้ื โรคทเ่ี ขาสูร า งกาย รวมทง้ั ระบบ
ภมู ิคมุ กนั ของรา งกาย
5. อธิบายความสำคัญและการทำงานของอวัยวะทีท่ ำหนา ทปี่ อ งกนั และทำลายเช้อื โรค
6. อธบิ ายสาเหตขุ องโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุมกนั และนำความรูเร่ืองภมู คิ ุมกันไปใชใ นการดแู ลสุขภาพ
ของตนเองและคนในครอบครัว
จำนวนผลการเรียนรูทงั้ หมด 6 ผลการเรยี นรู
79
คำอธิบายรายวิชาเพ่ิมเตมิ
รหสั วชิ า ว22204 รายวชิ าชวี วิทยา 2 กลมุ สาระการเรียนรูวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
ชนั้ มัธยมศึกษาปท่ี 2 ภาคเรยี นท่ี 2 จำนวน 20 ชว่ั โมง/0.5 หนวยกติ
ศึกษาและอภปิ รายเก่ยี วกบั การถายทอดลกั ษณะพนั ธุกรรมและโครโมโซม การถายทอดลกั ษณะทางพันธุกรรม
การแปรผนั ทางพันธกุ รรม และการเกดิ มิวเทชัน การคัดเลือกและการปรบั ปรุงพันธโุ ดยมนุษย ยกตวั อยางการใช
เทคโนโลยชี ีวภาพในการปรบั ปรุงพนั ธุ วเิ คราะหและนำเสนอเก่ียวกับสภาพแวดลอ มและทรพั ยากรธรรมชาตขิ องทองถ่ิน
ของประเทศและของโลก ความหลากหลายของระบบนิเวศและดุลยภาพของระบบนเิ วศ และการเปลี่ยนแปลงแทนท่ี
ปญ หา สาเหตุในการใชทรัพยากรธรรมชาติ นำเสนอวธิ ีการปองกนั และลงมือปฏิบัตริ วมกบั ชมุ ชนในการปองกนั เฝา ระวัง
แกป ญ หา ตลอดจนอนรุ ักษทรพั ยากรธรรมชาตขิ องทองถนิ่ และประเทศ
โดยใชก ระบวนการทางวิทยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู การทดลองการสบื คน ขอมูลและอภิปราย เพ่ือใหเกิด
ความเขาใจ และสามารถท่ีจะสอ่ื สารสงิ่ ที่เรยี นรู พรอมทง้ั นำความรูไปใชใ นชีวิตประจำวัน โดยมีจติ วิทยาศาสตร จรยิ ธรรม
คุณธรรมและคา นยิ มที่พงึ ประสงคร กั ชาติ ศาสนกษตั รยิ อยูอยา งพอเพยี ง ซ่ือสัตย มีวนิ ัย ใฝ เรยี นรู มุง ม่นั ในการทำงาน รกั
ความเปนไทย และมีจิตสาธารณะ
ผลการเรียนรู
1. สบื คนขอมูล อภปิ รายเกี่ยวกบั การถายทอดลักษณะพันธุกรรมและโครโมโซม การถายทอดลักษณะทางพันธกุ รรม การ
แปรผันทางพนั ธุกรรม และการเกิดมวิ เทชนั
2. อธิบายผลการคดั เลือกตามธรรมชาติ การคัดเลือกและการปรบั ปรุงพันธุโดยมนุษยยกตัวอยางการใชเ ทคโนโลยีชีวภาพ
ในการปรบั ปรุงพนั ธุ
3. สำรวจ สบื คน วเิ คราะหแ ละนำเสนอเก่ยี วกับสภาพแวดลอมแลทรัพยากรธรรมชาติของทองถน่ิ ของประเทศและของ
โลก และการเปลย่ี นแปลงแทนที่
4. สบื คน ขอ มลู วเิ คราะหปญหา สาเหตุในการใชท รัพยากรธรรมชาติ นำเสนอวิธกี ารปองกนั และลงมือปฏบิ ตั ิรวมกับ
ชมุ ชนในการปองกนั เฝาระวัง แกป ญ หา ตลอดจนอนุรักษทรัพยากรธรรมชาตขิ องทองถน่ิ และประเทศ
5. สำรวจ สงั เกตลักษณะสำคญั ของสิง่ มชี ีวิตตางๆในทองถน่ิ จำแนกเปน กลมุ ตามเกณฑ
6. สืบคนขอมูล อภปิ ราย และนำเสนอเกี่ยวกับความหลากหลายของส่ิงมชี ีวิต ในดานคุณคา ประโยชน และผลกระทบตอ
สงั คมและส่งิ แวดลอ มทเ่ี กดิ จากการใชป ระโยชนของมนุษย
จำนวนผลการเรียนรูท งั้ หมด 6 ผลการเรียนรู
80
รายวิชาฟสิกส สาระการเรยี นรูเ พมิ่ เติม
ชั้น ผลการเรียนรู
ม.3 1. วเิ คราะหและแปลความหมายขอ มลู การเคลอ่ื นที่ของวตั ถุท่มี กี ารเปลีย่ นความเร็วเปน การ
ความเร็วกับเวลาของการเคลอื่ นทข่ี องวัตถุ เคลื่อนทดี่ ว ยความเรง ความเรง เปน อัตราสว นของ
เพื่ออธิบายความเรงของวตั ถุ ความเร็วท่เี ปลย่ี นไปตอเวลาและเปนปริมาณเวกเตอร
ในกรณที ีว่ ัตถุท่ีอยูน่งิ หรือเคล่ือนท่ีในแนวตรงดว ย
ความเร็วคงตัววัตถนุ ้นั มีความเรงเปน ศูนย
วัตถุมีความเร็วเพิ่มขึ้น ถาความเร็วและความเรงมีทิศ
เดียวกัน และมีความเร็วลดลง ถาความเร็วและความเรง
มที ศิ ตรงกันขาม
2. สังเกตและอธิบายการหาแรงลัพธท ่ีเกดิ เม่ือมแี รงหลายแรงกระทำตอวตั ถุหน่ึงโดยแรงทุกแรงอยู
จากแรงหลายแรงที่อยูในระนาบเดียวกนั ท่ี ในระนาบเดียวกันสามารถหาแรงลัพธที่กระทำตอวัตถุ
กระทำตอ วตั ถโุ ดยการเขยี นแผนภาพการ นน้ั ไดโดยรวมแบบเวกเตอร
รวมแบบเวกเตอร
3. สงั เกต วิเคราะห และอธิบาย เมื่อแรงลัพธมคี าไมเทา กับศนู ยกระทำตอ วัตถุจะทำให
ความสัมพันธระหวางความเรงของวัตถุกบั วตั ถุเคลือ่ นท่ีดว ยความเรงมีทิศทางเดียวกับแรงลพั ธโ ดย
แรงลัพธท ่ีกระทำตอวตั ถุและมวลของวตั ถุ ขนาดของความเรงขนึ้ กับขนาดของแรงลพั ธกระทำตอ
วตั ถแุ ละมวลของวัตถุ
4. สังเกตและอธิบายแรงกริ ิยาและแรง แรงกระทำระหวางวัตถุคูหนึ่ง ๆ เปนแรงกิริยาและแรง
ปฏิกิรยิ าระหวางวัตถุคูหนึ่ง ๆ ปฏิกิริยา แรงทั้งสองมีขนาดเทากัน เกิดขึ้นพรอมกัน
กระทำตอ วตั ถุคนละกอน แตมีทศิ ทางตรงขา ม
5. สงั เกตและอธิบายผลของความเรงท่ีมี วตั ถุทเี่ คลอื่ นทีด่ วยความเรงคงตัว หรอื ความเรง ไมค งตวั
ตอการเคลอ่ื นที่แบบตา ง ๆ ของวัตถุ อาจเปนการเคล่อื นทแ่ี นวตรง การเคล่อื นทแี่ นวโคง หรอื
ไดแก การเคล่ือนทแี่ นวตรง การเคลอื่ นท่ี การเคลื่อนทีแ่ บบส่ัน การเคล่ือนท่ีแนวตรงดวยความเรง
แบบโพรเจกไทล การเคลอื่ นที่แบบวงกลม คงตวั นำไปใชอ ธบิ ายการตกแบบเสรี การเคลอื่ นทแ่ี นว
และ การเคลื่อนที่แบบสัน่ โคง ดวยความเรง คงตวั ในแนวดงิ่ นำไปใชอธิบายการ
เคลือ่ นที่แบบโพรเจกไทลการเคลื่อนทแ่ี นวโคงดว ย
ความเรง มที ิศทางตัง้ ฉากกับความเร็วตลอดเวลา
นำไปใชอ ธิบายการเคลื่อนทแ่ี บบวงกลมการเคล่ือนท่ี
กลบั ไปกลบั มาดว ยความเรง มีทิศทางเขา สูจ ุดท่ีแรงลัพธ
เปนศูนย เรยี กจุดนว้ี าตำแหนงสมดุล ซง่ึ นำไปใชอธิบาย
การเคลื่อนที่แบบสัน่ หรอื การเคลอื่ นท่แี บบแกวง
6. สืบคน ขอมูลและอธิบายแรงโนมถวงที่ ในบรเิ วณที่มสี นามโนมถว ง เมอื่ มีวัตถุท่ีมมี วล จะมีแรง
เกีย่ วกับการเคล่อื นทข่ี องวตั ถุตา ง ๆ รอบ โนมถวงซึ่งเปนแรงดึงดูดของโลกกระทำตอ วัตถุ แรงนี้
โลก นำไปใชอ ธบิ ายการเคลื่อนทขี่ องวตั ถตุ าง ๆ เชน
ดาวเทียม และดวงจันทรร อบโลก
81
ช้ัน ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรูเ พิ่มเติม
7. สังเกตและอธิบายการเกิด กระแสไฟฟาทำใหเ กดิ สนามแมเ หล็กในบรเิ วณรอบแนว
สนามแมเ หลก็ เนื่องจากกระแสไฟฟา การเคลือ่ นทข่ี องกระแสไฟฟา หาทศิ ทางของ
สนามแมเหลก็ เนื่องจากกระแสไฟฟา ไดจ ากกฎมือขวา
8. สังเกตและอธบิ ายแรงแมเหลก็ ที่กระทำ ในบริเวณทีม่ สี นามแมเหลก็ เม่อื มีอนภุ าคที่มีประจุไฟฟา
ตอ อนภุ าคท่ีมีประจไุ ฟฟา ทีเ่ คลอื่ นที่ใน เคลอ่ื นท่โี ดยไมอยูในแนวเดียวกบั สนามแมเ หลก็ หรือมี
สนาม แมเ หลก็ และแรงแมเหลก็ ที่กระทำ กระแสไฟฟา ผานลวดตัวนำโดยกระแสไฟฟา ไมอยูใน
ตอ ลวดตวั นำท่ีมกี ระแสไฟฟา ผานใน แนวเดียวกับสนามแมเหล็ก จะมีแรงแมเ หล็กกระทำ ซ่ึง
สนามแมเหลก็ รวมท้งั อธบิ ายหลกั การ เปน พื้นฐานในการสรา งมอเตอร
ทำงานของมอเตอร
9. สงั เกตและอธิบายการเกิดอเี อ็มเอฟ เม่ือมีสนามแมเหล็กเปล่ียนแปลงตัดขดลวดตัวนำ ทำให
รวมทง้ั ยกตัวอยางการนำความรูไปใช เกิดอเี อ็มเอฟ ซ่งึ เปน พื้นฐานในการสรา งเครื่องกำเนิด
ประโยชน ไฟฟา
10. สืบคน ขอมลู และอธบิ ายแรงเขมและ ภายในนิวเคลยี สมแี รงเขมทเ่ี ปน แรงยดึ เหนยี่ วของ
แรงออน อนภุ าคในนวิ เคลยี ส และเปนแรงหลักที่ใชอธบิ าย
เสถยี รภาพของนวิ เคลียส นอกจากน้ียงั มแี รงออน ซ่ึง
เปนแรงท่ีใชอธิบายการสลายใหอนุภาคบีตาของธาตุ
กัมมนั ตรังสี
11. สืบคนขอมูลและอธิบายพลังงาน พลังงานที่ปลดปลอยออกมาจากฟชชัน หรือ ฟวชัน
นิวเคลียร ฟชชันและฟว ชันและ เรียกวาพลังงานนิวเคลียร โดยฟชชันเปนปฏิกิริยาที่
ความสมั พันธร ะหวางมวลกบั พลงั งานที่ นิวเคลียสที่มีมวลมากแยกออกเปนนิวเคลียสที่มีมวล
ปลดปลอยออกมาจากฟช ชันและฟวชนั นอยกวา สวนฟวชันเปนปฏิกิริยาที่นิวเคลียสที่มีมวล
นอยรวมตัวกันเกิดเปนนิวเคลียสที่มีมวลมากข้ึน
พลงั งานนิวเคลียรที่ปลดปลอยออกมาจากฟช ชันและฟว
ชันมคี าเปน ไปตามความสมั พนั ธร ะหวา งมวลกับพลังงาน
12. สืบคนขอ มูล และอธิบายการเปลีย่ น การนำพลังงานทดแทนมาใชเปนการแกปญหาหรือ
พลงั งานทดแทนเปน พลังงานไฟฟา ตอบสนองความตองการดา นพลังงาน เชน การเปลีย่ น
รวมทั้งสืบคน และอภิปรายเก่ียวกับ พลังงานนวิ เคลยี รเปนพลงั งานไฟฟาในโรงไฟฟา
เทคโนโลยที ่ีนำมาแกป ญหาหรือตอบสนอง พลังงานนิวเคลียร และการเปลีย่ นพลังงานแสงอาทติ ย
ความตอ งการทางดานพลงั งาน โดยเนน เปนพลังงานไฟฟา โดยเซลลสรุ ยิ ะ เทคโนโลยีตา ง ๆ ท่ี
ดา นประสิทธิภาพและความคุมคา ดาน นำมาแกป ญหาหรอื ตอบสนองความตอ งการทางดาน
คาใชจ า ย พลังงานเปนการนำความรูทักษะและกระบวนการทาง
วิทยาศาสตรม าสรา งอปุ กรณหรอื ผลติ ภัณฑ ตาง ๆ ที่
ชว ยใหการใชพลงั งานมปี ระสิทธภิ าพยง่ิ ข้ึน
13. สังเกตและอธิบายการสะทอ น การหัก เมื่อคลื่นเคลื่อนที่ไปพบสิ่งกีดขวาง จะเกิดการสะทอน
เห การเล้ียวเบน และการรวมคลน่ื เมื่อคลื่นเคลื่อนที่ผานรอยตอระหวางตัวกลางที่ตางกัน
จะเกิดการหักเห เม่ือคล่ืนเคลอื่ นท่ีไปพบขอบส่ิงกีดขวาง
82
ช้ัน ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรูเ พม่ิ เติม
จะเกิดการเลี้ยวเบน เมื่อคลื่นสองขบวนมาพบกันจะเกดิ
การรวมคลื่นเกิดรูปรางของคลื่นรวม หลังจากคลื่นทั้ง
สองเคลื่อนที่ผานพนกันแลวจะแยกกัน โดยแตละคลื่น
ยงั คงมีรูปรา งและทศิ ทางเดมิ
14. สงั เกตและอธิบาย ความถธี่ รรมชาติ เมื่อกระตุนใหวัตถุสั่นแลวหยุดกระตุน วัตถุจะสั่นดวย
การส่นั พอง และผลทเ่ี กดิ ข้ึนจากการส่นั ความถี่ที่เรียกวา ความถี่ธรรมชาติ ถามีแรงกระตุนวัตถุ
พอ ง ที่กำลังสั่นดวยความถี่ของการออกแรงตรงกับความถี่
ธรรมชาติของวัตถุนั้น จะทำใหวัตถุสั่นดวยแอมพลิจูด
มากขึน้ เรียกวา การส่นั พอ ง เชน การสัน่ พอ งของอาคาร
สูง การสั่นพองของสะพาน การสั่นพองของเสียงใน
เครื่องดนตรปี ระเภทเปา
15. สงั เกตและอธบิ ายการสะทอ น การหัก เสียงมีการสะทอน การหักเห การเลี้ยวเบนและการรวม
เห การเลย้ี วเบน และการรวมคล่นื ของ คล่ืนเชน เดยี วกบั คลนื่ อ่ืน ๆ
คล่ืนเสียง
16. สืบคนขอมลู และอธิบายความสัมพนั ธ ความถขี่ องคลน่ื เสียงเปน ปรมิ าณที่ใชบอกเสยี งสูงเสยี ง
ระหวางความเขมเสียงกบั ระดับเสียง และ ต่ำโดยความถี่ท่ีคนไดยินมคี าอยูร ะหวาง 20-20,000
ผลของความถ่ีกับระดับเสยี งท่ีมีตอ การได เฮิรตซ ระดับเสยี งเปนปริมาณที่ใชบ อกความดังของ
ยินเสยี ง เสียงซงึ่ ข้ึนกับความเขมเสียง โดยความเขม เสียงเปน
พลังงานเสียงที่ตกตั้งฉากบนพ้ืนท่ีหน่งึ หนวยในหนง่ึ
หนว ยเวลาเสยี งทีม่ ีความดงั มากเกินไปเปน อันตรายตอ หู
17. สงั เกตและอธิบายการเกิดเสยี ง - เม่อื เสยี งจากแหลง กำเนดิ เดินทางไปกระทบวตั ถุแลว
สะทอ นกลับ บตี ปรากฏการณดอปเพลอร สะทอ นกลบั มายงั ผูฟง ถา ผูฟงไดยนิ เสยี งท่ีออกจาก
และการสน่ั พอ งของเสียง แหลงกำเนิดและเสยี งทีส่ ะทอ นกลบั มาแยกจากกนั เสยี ง
ท่ไี ดยนิ น้ีเปนเสียงสะทอนกลับ
- เมื่อคลนื่ เสียงสองขบวนท่ีมีความถ่ีใกลเ คียงกันมา
รวมกันจะเกิดบีต
- เมอ่ื แหลงกำเนิดเสยี งเคลื่อนที่ ผฟู งเคลอื่ นที่ หรอื ท้ัง
แหลง กำเนิดและผฟู งเคลอ่ื นท่ี ผฟู ง จะไดย นิ เสยี งทมี่ ี
ความถเ่ี ปล่ียนไป เรยี กวา ปรากฏการณด อปเพลอร
ถาอากาศในทอถูกกระตุนดวยคลื่นเสียงที่มีความถี่
เทากับความถี่ธรรมชาติของอากาศในทอน้ัน จะเกิดการ
สั่นพองของเสียง
18. สบื คน ขอมลู และยกตวั อยางการนำ ความรูเกี่ยวกับเสียงนำไปใชประโยชนในดาน
ความรเู กี่ยวกบั เสียงไปใชประโยชนใ น ตา ง ๆ เชน คลืน่ เหนือเสียงหรืออัลตราซาวนด ใชในทาง
ชวี ิตประจำวนั การแพทย บีตของเสียงในการปรับเทียบเสียงของ
83
ช้ัน ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรเู พมิ่ เติม
เครื่องดนตรี การสั่นพองของเสียงใชในการออกแบบ
19. สังเกตและอธบิ ายการมองเหน็ สีของ เคร่ืองดนตรแี ละอธิบายการเปลงเสียงของมนษุ ย
วัตถุและความผิดปกตใิ นการมองเหน็ สี เมื่อแสงตกกระทบวัตถุ วัตถุจะดูดกลืนแสงสีบางสี โดย
ขึ้นกับสารสีบนผิววัตถุ และสะทอนแสงสีที่เหลือออกมา
ทำใหมองเห็นวัตถุเปนสีตาง ๆ ขึ้นกับแสงสีที่สะทอน
ออกมา ความผิดปกติในการมองเห็นสีหรือตาบอดสีเกดิ
จากความบกพรอ งของเซลลรปู กรวยบนจอตา
20. สังเกต และอธิบายการทำงานของ - แผน กรองแสงสียอมใหแสงสบี างสีผา นออกไปได และ
แผน กรองแสงสี การผสมแสงสี การผสม ก้นั บางแสงสี
สารสแี ละการนำไปใชป ระโยชนใ น - การผสมแสงสที ำใหไดแ สงสีที่หลากหลาย เปล่ยี นไป
ชีวิตประจำวนั จากเดิม ถา นำแสงสีปฐมภมู ใิ นสดั สวนทเี่ หมาะสมมา
ผสมกนั จะไดแ สงขาว
- การผสมสารสีทำใหไดสารสีท่ีหลากหลาย เปล่ียนไป
จากเดิม ถา นำสารสีปฐมภมู ใิ นปรมิ าณทีเ่ ทากนั มาผสม
กนั จะไดสารสีผสมเปน สีดำ
- การผสมแสงสแี ละการผสมสารสีสามารถนำไปใช
ประโยชนในดานตา ง ๆ เชน ดานศิลปะ ดา นการแสดง
21. สืบคน ขอ มูล และอธิบายคล่ืน คลื่นแมเ หลก็ ไฟฟาเกิดจากการรบกวนประจุไฟฟา
แมเหล็กไฟฟา สวนประกอบคลืน่ ประกอบดว ยสนามแมเหลก็ และสนามไฟฟาที่
แมเ หล็กไฟฟา และ หลกั การทำงานของ เปลยี่ นแปลงตลอดเวลา โดยสนามทง้ั สองมที ิศทางตั้ง
อปุ กรณบางชนิดที่อาศัยคลน่ื ฉากกนั และตงั้ ฉากกบั ทิศทางการเคลอ่ื นทข่ี องคลนื่
แมเหลก็ ไฟฟา อุปกรณบางชนิดทำงานโดยอาศัยคลื่นแมเหล็ก ไฟฟา
เชน เครื่องควบคุมระยะไกล เครื่องถายภาพเอกซเรย
คอมพวิ เตอร และ เครือ่ งถายภาพการสั่นพองแมเ หล็ก
22. สบื คนขอมลู และอธบิ ายการส่อื สาร ในการสือ่ สารโดยอาศัยคล่ืนแมเ หลก็ ไฟฟา เพ่ือสงผาน
โดยอาศัยคล่นื แมเ หลก็ ไฟฟา ในการสงผา น สารสนเทศจากทห่ี นึ่งไปอีกท่ีหนึ่ง สารสนเทศจะถูก
สารสนเทศและเปรียบเทียบการสือ่ สาร แปลงใหอ ยใู นรปู สญั ญาณสำหรับสงไปยงั ปลายทางซึ่ง
ดวยสญั ญาณแอนะลอ็ กกบั สัญญาณดิจทิ ัล จะมีการแปลงสญั ญาณกลับมาเปนสารสนเทศท่ี
เหมอื นเดมิ สญั ญาณท่ีใชใ นการส่อื สารมีสองชนดิ คือ
แอนะล็อกและดจิ ิทลั การสง ผานสารสนเทศดว ย
สัญญาณดจิ ทิ ลั สามารถสง ผา นไดโดยมคี วามผิดพลาด
นอยกวา สญั ญาณแอนะล็อก
84
คำอธิบายรายวิชาเพ่ิมเตมิ
รหสั วิชา ว23201 รายวิชาฟสิกส 1 กลุมสาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
ชน้ั มัธยมศกึ ษาปท ่ี 3 ภาคเรยี นที่ 1 จำนวน 20 ช่วั โมง/0.5 หนว ยกิต
ศึกษาคนควาเกี่ยวกับ การคนหาความรูทางฟส ิกส ประวัติความเปนมารวมทั้งพัฒนาการของหลกั การและแนวคดิ
ทางฟสิกสทีม่ ีผลตอการแสวงหาความรูใหมแ ละการพัฒนาเทคโนโลยี การวัดปริมาณทางฟสิกสไดถูกตองเหมาะสม โดยนำ
ความคลาดเคลื่อนในการวัดมาพิจารณาในการนำเสนอผล รวมทงั้ แสดงผลการทดลองในรูปของกราฟ แปลความหมายจาก
กราฟเสนตรง ความสัมพันธระหวางตำแหนง การกระจัด ความเร็ว และความเรงของการเคลื่อนที่ของวัตถุในแนวตรงที่มี
ความเรงคงตัวจากกราฟและสมการ รวมทั้งทดลองหาคา ความเรง โนม ถวงของโลก การหาแรงลัพธของแรงสองแรงที่ทำมุม
ตอกัน แรงที่กระทำตอวัตถุอิสระ กฎการเคลื่อนที่ของนิวตันและการใช กฎการเคลื่อนที่ของนิวตันกับสภาพการเคลื่อนที่
ของวัตถุ กฎความโนมถวงสากลและผลของสนามโนมถวงที่ทำใหวัตถุมีน้ำหนัก แรงเสียดทานระหวางผิวสัมผัสของวัตถุคู
หนึ่ง ๆ ในกรณีที่วัตถุหยุดน่ิงและวัตถุเคล่ือนที่ หาสัมประสิทธิ์ความเสียดทานระหวางผิวสัมผัสของวัตถุคูห นึง่ ๆ สมดุลกล
ของวัตถุ โมเมนต และผลรวมของโมเมนตที่มีตอการหมุน แรงคูควบและผลของแรงคูควบที่มีตอสมดุลของวัตถุ แรงที่
กระทำตอวัตถุอิสระเมื่อวัตถุอยูในสมดุลกล สมดุลของแรงสามแรง งานของแรงคงตัว จากสมการและพื้นที่ใตกราฟ
ความสัมพันธระหวางแรงกับตำแหนง กำลังเฉลี่ย รวมทั้งการคำนวณปริมาณตาง ๆ ที่เกี่ยวของ และนำความรูไปใชใน
ชวี ิตประจำวนั
โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตรในการ วัด รายงานผล วิเคราะห สืบคน อธิบาย แปลความหมาย ทดลอง
คำนวณ เขียนแผนภาพ และนำความรูไปใช เพื่อใหผูเ รียนตระหนักถงึ ความสัมพันธระหวางวิทยาศาสตรกับสภาพแวดลอม
เปน ผทู ี่มีจิตวิทยาศาสตร มีคุณธรรม จริยธรรม และคานยิ มในการใชว ิทยาศาสตรอ ยา งสรา งสรรค
ผลการเรียนรู
1. สบื คน และอธบิ ายการคน หาความรูทางฟส ิกส ประวัติความเปน มารวมทง้ั พัฒนาการของหลกั การและแนวคดิ
ทางฟส ิกสท่มี ีผลตอ การแสวงหาความรูใหมแ ละการพฒั นาเทคโนโลยี
2. วดั และรายงานผลการวดั ปริมาณทางฟส กิ สไดถูกตองเหมาะสม โดยนำความคลาดเคล่อื นในการวดั มาพิจารณา
ในการนำเสนอผล รวมทัง้ แสดงผลการทดลองในรูปของกราฟ วิเคราะหและแปลความหมายจากกราฟเสน ตรง
3. ทดลอง และอธบิ ายความสัมพันธร ะหวางตำแหนง การกระจัด ความเรว็ และความเรงของการเคล่ือนทข่ี องวตั ถุ
ในแนวตรงที่มีความเรง คงตวั จากกราฟและสมการ รวมท้งั ทดลองหาคาความเรงโนมถว งของโลก และคำนวณปริมาณตาง ๆ
ที่เกี่ยวของ
4. ทดลอง และอธิบายการหาแรงลัพธของแรงสองแรงที่ทำมุมตอกนั
5. เขียนแผนภาพของแรงทีก่ ระทำตอวัตถุอสิ ระ ทดลอง และอธบิ ายกฎการเคล่ือนท่ีของนิวตนั และการใชกฎการ
เคลื่อนที่ของนวิ ตันกับสภาพการเคล่อื นที่ของวตั ถุ รวมทัง้ คำนวณปริมาณตา ง ๆ ที่เกย่ี วของ
6. อธบิ ายกฎความโนม ถว งสากลและผลของสนามโนมถวงที่ทำใหว ตั ถุมนี ้ำหนัก รวมทง้ั คำนวณปริมาณตา ง ๆ ท่ี
เก่ียวของ
7. วเิ คราะห อธบิ าย และคำนวณแรงเสยี ดทานระหวา งผวิ สมั ผัสของวัตถุคหู นึ่ง ๆ ในกรณีท่ีวตั ถุหยุดนิ่งและวัตถุ
เคล่ือนที่ รวมท้ังทดลองหาสมั ประสิทธ์คิ วามเสียดทานระหวางผวิ สัมผัสของวตั ถุคูห นึ่ง ๆ และนำความรูเ รื่องแรงเสียดทาน
ไปใชใ นชวี ติ ประจำวนั
รวม 7 ผลการเรียนรู
85
คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเตมิ
รหสั วชิ า ว23202 รายวิชาฟส กิ ส 2 กลุมสาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
ชั้นมธั ยมศึกษาปท ี่ 3 ภาคเรียนที่ 2 จำนวน 20 ชั่วโมง/0.5 หนวยกติ
ศกึ ษาหลกั การของกลศาสตรในเร่ือง สมดลุ กลของวัตถุ โมเมนต ผลรวมของโมเมนตท ่ีมีตอการหมุน แรงคูควบและ
ผลของแรงคูควบที่มีตอสมดุลของวัตถุ การเขียนแผนภาพวัตถุอิสระเมื่อวัตถุอยูในสมดุลกล สมดุลของแรงสามแรง การ
เคลือ่ นทข่ี องวัตถุ เมือ่ แรงท่ีกระทำตอวัตถุผานศนู ยกลางมวลของวตั ถุ เสถียรภาพของวัตถุ งานของแรงคงตวั แรง
กับตำแหนง กำลังเฉลี่ย พลังงานจลน พลังงานศักย พลังงานกล งานกับพลังงานจลน งานกับพลังงานศักยโนมถวง งานกับ
พลงั งานศกั ยย ืดหยนุ งานของแรงลัพธแ ละพลังงานจลน งานท่ีเกิดข้นึ จากแรงลัพธ การอนรุ กั ษพ ลงั งานกล
การเคลื่อนที่ของวัตถุในสถานการณตา ง ๆ โดยใชก ฎการอนรุ ักษพลังงานกล การทำงาน ประสิทธภิ าพ การไดเปรียบเชิงกล
ของเครื่องกลอยางงา ยบางชนิด โมเมนตัม การดล แรงลัพธกับเวลา แรงดลกับโมเมนตมั การชนของวตั ถุในหนึง่ มติ ิทั้งแบบ
ยืดหยุน ไมยืดหยุน การดีดตัวแยกจากกันในหนึ่งมิติ การเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทล แรงสูศูนยกลาง รัศมีของการเคลื่อนท่ี
อัตราเร็วเชิงเสน อัตราเร็วเชิงมุม มวลของวัตถุในการเคล่ือนที่แบบวงกลมในระนาบระดบั การโคจรของดาวเทยี ม รวมทง้ั
การคำนวณปริมาณตาง ๆ ทีเ่ กย่ี วขอ ง และนำความรูไปใชในชีวติ ประจำวนั
โดยใชก ระบวนการทางวทิ ยาศาสตรในการ สังเกต วิเคราะห สบื คน อธิบาย แปลความหมาย ทดลอง คำนวณ เขยี น
แผนภาพ และนำความรูไปใช เพือ่ ใหผูเรียนตระหนกั ถงึ ความสมั พนั ธระหวางวิทยาศาสตรกบั สภาพแวดลอม เปนผทู ี่มี
จิตวทิ ยาศาสตร มีคุณธรรม จริยธรรม และคา นิยมในการใชวิทยาศาสตรอ ยางสรา งสรรค
ผลการเรียนรู
1. อธบิ ายสมดลุ กลของวัตถุ โมเมนตแ ละผลรวมของโมเมนตท ี่มีตอการหมนุ แรงคูควบและผลของแรงคูควบทีม่ ตี อ
สมดุลของวัตถุ เขยี นแผนภาพวตั ถุอสิ ระเมื่อวตั ถุอยูในสมดลุ กล และคำนวณปริมาณตาง ๆ ทเี่ กย่ี วของ รวมทั้งทดลองและ
อธิบายสมดลุ ของแรงสามแรง
2. สังเกตและอธบิ ายสภาพการเคลือ่ นท่ีของวตั ถุ เมอื่ แรงท่ีกระทำตอ วัตถผุ านศนู ยก ลางมวลของวัตถุ และผลของ
ศูนยถว งทม่ี ตี อเสถยี รภาพของวตั ถุ
3. วเิ คราะห และคำนวณงานของแรงคงตัว จากสมการและพน้ื ทใ่ี ตกราฟความสมั พนั ธระหวางแรงกบั ตำแหนง
รวมทง้ั อธบิ ายและคำนวณกำลงั เฉล่ีย
4. อธิบายและคำนวณพลังงานจลน พลังงานศกั ย พลงั งานกล ทดลองหาความสมั พนั ธระหวางงานกับพลังงานจลน
ความสมั พันธร ะหวางงานกบั พลังงานศักยโนม ถวง ความสัมพันธร ะหวา งขนาดของแรงท่ีใชด งึ สปริงกบั ระยะทีส่ ปริงยดื ออก
และความสมั พันธระหวางงานกบั พลงั งานศักยย ืดหยนุ รวมทั้งอธิบายความสมั พันธร ะหวา งงานของแรงลัพธและพลงั งาน
จลน และคำนวณงานที่เกดิ ขึ้นจากแรงลัพธ
5. อธิบายกฎการอนุรักษพลงั งานกล รวมทงั้ วเิ คราะห และคำนวณปรมิ าณตา ง ๆ ทีเ่ ก่ียวของกบั การเคลื่อนทข่ี อง
วัตถุในสถานการณต า ง ๆ โดยใชก ฎการอนรุ ักษพลังงานกล
6. อธบิ ายการทำงาน ประสทิ ธิภาพและการไดเ ปรียบเชิงกลของเครื่องกลอยา งงา ยบางชนิด โดยใชค วามรเู รอื่ งงาน
และสมดุลกล รวมทัง้ คำนวณประสิทธิภาพและการไดเปรยี บเชงิ กล
7. อธิบาย และคำนวณโมเมนตัมของวัตถุ และการดลจากสมการและพนื้ ท่ีใตกราฟความสมั พนั ธระหวา งแรงลัพธ
กับเวลา รวมทั้งอธบิ ายความสมั พันธร ะหวา งแรงดลกับโมเมนตมั
86
8. ทดลอง อธิบายและคำนวณปรมิ าณตาง ๆ ท่เี ก่ยี วกบั การชนของวัตถุในหน่งึ มติ ิทัง้ แบบยดื หยุน ไมยดื หยุน และ
การดดี ตวั แยกจากกันในหนึง่ มิติซง่ึ เปน ไปตามกฎการอนรุ ักษโ มเมนตัม
9. อธิบาย วิเคราะห และคำนวณปริมาณตาง ๆ ทีเ่ กยี่ วของกับการเคล่ือนท่ีแบบโพรเจกไทล และทดลองการ
เคลอ่ื นทแ่ี บบโพรเจกไทล
10. ทดลอง และอธบิ ายความสมั พันธร ะหวา งแรงสูศนู ยก ลาง รัศมีของการเคลือ่ นท่ี อัตราเร็วเชิงเสน อตั ราเร็ว
เชิงมมุ และมวลของวตั ถุในการเคลื่อนทแ่ี บบวงกลมในระนาบระดบั รวมทั้งคำนวณปริมาณตาง ๆ ที่เกย่ี วของ และ
ประยุกตใ ชความรูก ารเคลือ่ นท่ีแบบวงกลมในการอธบิ ายการโคจรของดาวเทียม
รวม 10 ผลการเรียนรู
87
รายวชิ าพลังงานทดแทน สาระการเรียนรูเพม่ิ เติม
ชน้ั ผลการเรยี นรู พลังงานเปนปจ จยั สำคัญในการดำรงชีวิตของมนษุ ย
ม.3 1. อธบิ ายความสำคญั ของพลังงาน โดยเฉพาะการใชพลงั งานไฟฟาในชีวติ ประจำวนั และเปน
ทดแทน ปจ จยั พน้ื ฐานของการผลิตในภาคอุตสาหกรรม ภาค
คมนาคมขนสง แหลงพลงั งานหลักในปจจบุ นั ทีน่ ำมาใช
2. อธิบายหลกั การทางวิทยาศาสตร ผลิตไฟฟาและใชในการคมนาคมขนสง ไดแก ถา นหิน
ในการนำพลังงานแสงอาทติ ย กาซธรรมชาตแิ ละนำ้ มนั ดิบ ซึ่งแหลง พลงั งานดังกลา วเปน
พลงั งานลม พลังงานน้ำ พลงั งานชวี แหลงพลงั งานที่ใชเวลาในการเกดิ หลายลานปและเปน
มวลและพลังงานนวิ เคลยี ร ไปใช แหลง พลังงานที่กำลังจะหมดไปในอนาคต ทำใหท วั่ โลก
ประโยชน ตองมีการจัดหาและนำแหลง พลงั งานอ่นื ๆ ในธรรมชาติ
3. อธบิ ายการใชป ระโยชน พลังงาน มาใชท ดแทนแหลงพลังงานหลักทใ่ี ชอ ยูใ นปจ จบุ นั ท่กี ำลงั
แสงอาทิตย พลงั งานลม พลงั งานนำ้ จะหมดไปหรือทป่ี ระสบปญหาการขาดแคลน
พลังงานชวี มวลและพลงั งาน แหลงพลังงานที่นำมาใชเปนแหลงพลังงานทดแทน มที ั้ง
นวิ เคลยี ร ในประเทศไทย แหลง พลงั งานส้ินเปลือง เชน เชื้อเพลิงนิวเคลียร และ
4. อธิบายขอดีและขอจำกัดเก่ียวกับ แหลงพลังงานหมนุ เวียน เชน น้ำ ลม แสงอาทติ ย ชวี มวล
การใชประโยชนแ ละแนวทางการ โดยมกี ารนำแหลงพลงั งานทดแทนดังกลา วมาใชประโยชน
พฒั นา ของพลงั งานแสงอาทิตย ทง้ั การเปลีย่ นเปนพลังงานความรอ นและการเปลยี่ นเปน
พลงั งานลม พลังงานนำ้ พลังงานชีว พลงั งานไฟฟา ซ่ึงการเลอื กใชช นดิ ของแหลงพลงั งาน
มวลและพลงั งานนิวเคลียร ทดแทนในแตล ะพ้ืนทีต่ องคำนงึ ถึงความเหมาะสมในดาน
ตา ง ๆ
พลงั งานเปนปจ จยั สำคัญในการดำรงชีวิตของมนษุ ย การ
นำแหลง พลังงานตาง ๆ ท่ีอยูใ นธรรมชาติ เชน พลงั งาน
นำ้ ลม แสงอาทิตย ชวี มวล นิวเคลียร ความรอ นใตพภิ พ
เปน ตน มาใชประโยชนใ นการผลิตพลังงานไฟฟาหรอื
พลงั งานความรอน จะชว ยลดการใชพลังงานจากถานหิน
แกสธรรมชาติและน้ำมันดบิ ไดเ ปน อยา งดี
ขอดแี ละขอจำกัดของพลงั งานทดแทน โดยในปจ จุบนั มี
การศึกษาและคน หาพลังงานทดแทนในรปู แบบตาง ๆ
อยา งตอเน่อื ง เพื่อใหส ามารถนำมาใชประโยชนไ ด และมี
ประสิทธภิ าพดียงิ่ ขน้ึ เพื่อชวยประหยัดคา ใชจาย ลด
ปญหามลพิษและสงิ่ แวดลอมของโลก รวมท้ังชวย
ประหยดั พลงั งาน ดังนน้ั พลงั งานทดแทนจงึ เปนพลังงานที่
สามารถนำมาใชท ดแทนพลงั งานแบบเดิมไดอยางไมจ ำกัด
ท้ังยงั หาไดจ ากธรรมชาติและสามารถนำกลับมาใชใหมได
เพ่อื ชว ยลดปญหาการขาดแคลนพลังงาน รวมทัง้ ลด
88
ชนั้ ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรูเ พิ่มเตมิ
มลพษิ แตทัง้ น้ีพลังงานทดแทนประเภทตา ง ๆ ยงั มี
ขอจำกดั ไมสามารถนำมาใชไ ดตลอดเวลาตามท่ีตอ งการได
89
คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเติม
รหัสวิชา ว23206 รายวิชา พลงั งานทดแทน กลุมสาระการเรียนรูว ทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปท่ี 3 ภาคเรียนที่ 1 จำนวน 20 ช่ัวโมง/0.5 หนว ยกิต
ศึกษา วิเคราะห ทดลอง ตรวจสอบ เกี่ยวกับพลังงานแสงอาทิตย พลังงานลม พลังงานน้ำ พลังงาน
ชีวมวล และพลงั งานนิวเคลยี ร เพื่อใหม ีความรคู วามเขา ใจในหลักการทางวทิ ยาศาสตรของพลังงานดังกลา วและการนำมาใช
เปนพลงั งานทดแทน และตระหนักในบทบาทและผลกระทบของพลงั งานเหลา นั้นทมี่ ีตอมนุษยและส่งิ แวดลอม
โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู ความคิด ความเขาใจ สามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรู มี
ความสามารถในการตดั สินใจ นำความรไู ปใชในชวี ติ ประจำวนั มีจติ วิทยาศาสตร จริยธรรม คุณธรรมและคานิยมทเ่ี หมาะสม
ผลการเรยี นรู
1. อธบิ ายความสำคัญของพลงั งานทดแทน
2. อธิบายหลักการทางวทิ ยาศาสตร ในการนำพลงั งานแสงอาทติ ย พลังงานลม พลงั งานนำ้ พลงั งานชีวมวลและ
พลังงานนวิ เคลียร ไปใชป ระโยชน
3. อธิบายการใชป ระโยชน พลงั งานแสงอาทิตย พลังงานลม พลงั งานน้ำ พลังงานชีวมวลและพลังงานนวิ เคลยี ร ใน
ประเทศไทย
4. อธบิ ายขอ ดีและขอจำกัดเก่ยี วกบั การใชประโยชนแ ละแนวทางการพัฒนา ของพลังงานแสงอาทติ ย พลังงานลม
พลงั งานนำ้ พลังงานชวี มวลและพลงั งานนวิ เคลียร
รวมท้ังหมด 4 ผลการเรียนรู
90
รายวิชาเช้อื เพลิงเพอื่ การคมนาคม สาระการเรียนรูเพิม่ เติม
ชั้น ผลการเรียนรู
ม.3 1. อธิบายความสำคญั และการกำเนดิ ของ พลงั งานเชอื้ เพลงิ ท่ีใชเพ่ือการคมนาคมสวนใหญมา
ปโ ตรเลียม กาซธรรมชาติ ถา นหนิ และ จากเชื้อเพลงิ ซากดึกดำบรรพหรอื เชอื้ เพลงิ ฟอสซิล ซง่ึ
หินน้ำมนั เกิดจากแปรสภาพของซากพืชซากสตั วท ่ีตายและ
สะสมทับถมอยูในช้ันตะกอนใตผิวโลกเปนเวลาหลาย
ลา นป ภายใตส ภาวะแวดลอ มที่มีอุณหภูมแิ ละความ
ดันสงู ไดแ ก ถานหิน หนิ นำ้ มัน และปโ ตรเลยี ม
2. อธบิ ายแหลง การสำรวจ และปรมิ าณ การสาํ รวจหาปโ ตรเลียมเรม่ิ ตนดวยการสํารวจทาง
สำรองของปโตรเลียม และแกสธรรมชาติ ธรณวี ทิ ยาโดยอาศัยภาพถายทางอากาศ หรือภาพถา ย
จากดาวเทียม ชว ยใหค าดคะเนโครงสรา งของชั้นหินใต
พน้ื ดินไดอยา งครา วๆจากน้นั จึงทำการสาํ รวจในข้ัน
รายละเอียด โดยนกั ธรณีวิทยาจะสํารวจดหู ินทโี่ ผลพน
พ้ืนดนิ ตามหนา ผา หรอื ริมแมนำ้ ลำธาร เพือ่ ใหเขาใจ
ลกั ษณะทางธรณวี ทิ ยาของชัน้ หนิ ท่อี ยูล กึ ลงไป ซ่งึ
ขอมูลจากการสํารวจจะถกู บันทกึ ไวในแผนทท่ี าง
ธรณีวทิ ยา
3. อธิบายผลติ ภัณฑป โ ตรเลยี มและ ผลิตภัณฑป โ ตรเลยี ม คือ ผลิตภัณฑท ีผ่ ลิตได โดยมี
การนำไปใชประโยชน วัตถดุ ิบหลกั มาจากการปโ ตรเลยี ม ซง่ึ มหี ลากหลาย
ประเภท ต้งั แตพลังงานตาง ๆ เชน นำ้ มัน หรือ แกส
ธรรมชาติแลว อกี ท้ังใชเ ปน วตั ถดุ ิบตัง้ ตนในโรงงาน
อุตสาหกรรม เชน แกส ชนดิ ตาง ๆ ไปจนถึงเม็ด
พลาสติก เสนใยสังเคราะห
4. อธิบายโครงสรา งราคาและวิเคราะห เมือ่ มีการใชผ ลติ ภัณฑป โ ตรเลียมกันอยางเเพรห ลาย
สถานการณการใชน้ำมนั เช้ือเพลงิ เพื่อ และเพ่ิมขน้ึ ตามอัตราการขยายตวั ทางเศรษฐกิจและ
การคมนาคม สงั คม โดยเฉพาะการคมนาคมขนสงจะใชผ ลิตภณั ฑ
ปโตรเลียมประเภทเชอื้ เพลงิ ทีไ่ ดมาจากเชอ้ื เพลิงซาก
ดึกดำบรรพซึ่งเปน พลงั านสน้ิ เปลือง และมีอยูอยาง
จำกัด จงึ ควรนำปโตรเลียมมาใชอยางประหยัดและ
คมุ คา มากทส่ี ุด ดงั นน้ั จึงจำเปนตองเรียนรูเ ก่ยี วกบั
สถานการณการใชเ ช้ือเพลงิ เพื่อการคมนาคม ปรมิ าณ
สำรองปโ ตรเลยี ม ปจจยั ทีม่ ีผลตอการเปลย่ี นแปลง
ราคานำ้ มันเชือ้ เพลิง วิธกี ารใชน ้ำมันเชื้อเพลงิ เพอื่ การ
คมนาคมอยา งประหยัดแหละเหมาะสมผลกระทบและ
แนวทางแกไขจากการใชน้ำมันเช้ือเพลงิ ท่ีมีผลตอ
ส่ิงมชี วี ติ และส่งิ แลดลอ ม
91
ช้ัน ผลการเรียนรู สาระการเรียนรเู พ่มิ เตมิ
5. อธิบายประเภทและการใชประโยชน พลังงานท่ีนำมาใชแทนน้ำมนั เชอ้ื เพลงิ สามารถแบง
จากเช้ือเพลิงที่เปน พลงั งานทดแทน ตามแหลง ทม่ี าเปน 2 ประเภท คอื พลังงานทดแทน
จากแหลง ทใ่ี ชแลว หมดไป เรียกวาพลงั งานส้ินเปลือง
เชน ถานหิน กา ซธรรมชาติ และนวิ เคลียร เปน ตน
และพลังงานทดแทนอีกประเภทหนง่ึ เปน แหลง
พลังงานท่ีใชแลว สามารถหมุนเวียนมาใชไดอ ีก เรยี กวา
พลังงานหมุนเวียน เชน แสงอาทติ ย ลม ชีวมวล น้ำ
และไฮโดรเจน เปน ตน
6. นำเสนอแนวทางการใชปโตรเลียมและ ปโตรเลียมและแกสธรรมชาตเิ ปนส่งิ ท่มี คี วามสำคญั ตอ
แกส ธรรมชาติอยางประหยดั และถูกวธิ ี ระบบเศรษฐกจิ และการดำเนินชวี ติ ของประชาชน เปน
ปจ จัยที่ทำใหโลกมีการพัฒนาขับเคลือ่ นไปขา งหนา
เนื่องจากปโตรเลยี มและแกส ธรรมชาติเปน ส่งิ ท่มี คี วาม
จำเปนตอการดำรงชวี ติ และมีความสำคัญตอทาง
เศรษฐกิจ สงั คม และการเมืองของโลก ดังน้นั เรา
จะตองชว ยกันประหยัดพลงั งาน เพือ่ ใหส ามารถมี
พลังงานใชไดตลอดไป
92
คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเตมิ
รหสั วิชา ว23207 รายวชิ า เช้ือเพลงิ เพ่ือการคมนาคม กลุม สาระการเรียนรูวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 จำนวน 20 ชั่วโมง/0.5 หนวยกติ
ศึกษา วิเคราะห ทดลอง องคประกอบและประเภทของปโตรเลียม หนิ ตน กำเนิดและแหลง กักเกบ็ ปโตรเลียม การ
สำรวจและแหลงปโตรเลียม ผลกระทบและแนวทางแกไขที่เกิดจากการสำรวจและการผลิตปโตรเลียม การแยกกาซ
ธรรมชาติ การกลั่นน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑจากกาซธรรมชาติและจากการกล่ันนำ้ มันดบิ และการใชประโยชน ผลกระทบจาก
กระบวนการผลิต ผลิตภัณฑจากปโตรเลียมและแนวทางแกไข สถานการณพลังงานของโลกและของประเทศไทย การใช
พลงั งานดา นการคมนาคมของประเทศไทย การกำหนดราคานำ้ มันเชื้อเพลิง ผลกระทบและแนวทางการแกไขผลจากการใช
เชื้อเพลิงเพอื่ การคมนาคม เชือ้ เพลงิ ที่เปนพลังงานทดแทน
โดยใชก ระบวนการทางวทิ ยาศาสตร การสืบเสาะหาความรู ความคิด ความเขา ใจ สามารถสอื่ สารส่งิ ที่รู
มีความสามารถในการตัดสินใจ นำความรูไปใชในชีวิตประจำวัน มีจิตวิทยาศาสตร จริยธรรม คุณธรรมและคานิยมท่ี
เหมาะสม
ผลการเรียนรู
1. อธบิ ายความสำคัญ และการกำเนดิ ของปโตรเลยี ม กาซธรรมชาติ ถา นหิน และหินนำ้ มนั
2. อธิบายแหลง การสำรวจ และปรมิ าณสำรองของปโ ตรเลยี ม และ แกสธรรมชาติ
3. อธิบายผลติ ภัณฑป โตรเลยี มและการนำไปใชประโยชน
4. อธบิ ายโครงสรางราคาและวเิ คราะหส ถานการณการใชน้ำมันเชอ้ื เพลงิ เพื่อการคมนาคม
5. อธิบายประเภทและการใชประโยชน จากเช้ือเพลงิ ที่เปนพลังงานทดแทน
6. นำเสนอแนวทางการใชปโตรเลียม และแกส ธรรมชาติ อยางประหยดั และถูกวิธี
รวมท้ังหมด 6 ผลการเรยี นรู
93
รายวิชาการศึกษาและสรางองคความรู สาระการเรยี นรเู พ่ิมเตมิ
ช้ัน ผลการเรียนรู - การใชปญ หาเปน ฐานโดยการตั้งคำถาม ตัง้ สมมตุ ิฐาน ใช
ม.2 1. ต้งั สมมตฐิ านประเด็นปญหาท่ี กระบวนการออกแบบและวางแผน อยา งเปนระบบ
ตนเองสนใจ - การใชปญหาเปนฐานโดยการตงั้ คำถาม ตัง้ สมมตุ ฐิ าน ใช
2. ออกแบบ วางแผน ใช กระบวนการออกแบบและวางแผน อยางเปน ระบบ
กระบวนการรวบรวมขอมลู อยา งมี
ประสทิ ธิภาพ - การใชปญหาเปน ฐานโดยการต้งั คำถาม ต้ังสมมุตฐิ าน ใช
3. ออกแบบ วางแผน ใช กระบวนการออกแบบและวางแผน อยางเปน ระบบ
กระบวนการรวบรวมขอมลู อยา งมี - กระบวนการสืบเสาะรวบรวมความรูจากแหลง ขอมูลที่
ประสิทธภิ าพ หลากหลาย ตรวจสอบ วิเคราะห
4. ศกึ ษาคนควา แสวงหาความรู ความนา เชื่อถือของแหลง ท่มี าของขอมูลดว ยสถติ ทิ ี่
เกี่ยวกบั ประเด็นท่ีเลือก จากแหลง เหมาะสม เพื่อนำความรไู ปใชใ หเกดิ ประโยชนตอตนเอง
เรยี นรทู ่หี ลากหลาย และสว นรวม
5. ตรวจสอบความนา เช่ือถือของ - กระบวนการสบื เสาะรวบรวมความรูจากแหลงขอมูลท่ี
แหลงทม่ี าของขอ มลู ได หลากหลาย ตรวจสอบ วเิ คราะห
ความนาเช่ือถือของแหลง ทีม่ าของขอ มูลดวยสถิติท่ี
6. วิเคราะหข อคน พบดว ยสถิติที่ เหมาะสม เพ่ือนำความรไู ปใชใหเกดิ ประโยชนต อตนเอง
เหมาะสม และสวนรวม
- กระบวนการสบื เสาะรวบรวมความรจู ากแหลง ขอมูลที่
7. สังเคราะหสรปุ องคค วามรูดว ย หลากหลาย ตรวจสอบ วิเคราะห
กระบวนการกลุม ความนา เชื่อถือของแหลงท่มี าของขอ มูลดว ยสถติ ทิ ี่
8. เสนอแนวคิด การแกป ญ หาอยา ง เหมาะสม เพ่ือนำความรไู ปใชใ หเ กิดประโยชนตอ ตนเอง
เปน ระบบดวยองคความรจู ากการ และสว นรวม
คนพบ - สงั เคราะหข อมูลและสรุปองคความรูจากการศึกษาคน ควา
9. เหน็ ประโยชนแ ละคุณคาของ อยา งมปี ระสทิ ธภิ าพ แสดงความคิดเห็นแกปญ หา และเห็น
การศึกษาคนควาดวยตนเอง คุณคา ของการคนควา ดวยตนเอง
- สงั เคราะหขอมูลและสรปุ องคความรูจ ากการศึกษาคน ควา
อยางมปี ระสทิ ธภิ าพ แสดงความคิดเห็นและแกปญหา และ
เหน็ คุณคาของการคนควาดวยตนเอง
- สงั เคราะหข อมูลและสรปุ องคค วามรจู ากการศึกษาคน ควา
อยางมีประสทิ ธภิ าพ แสดงความคิดเหน็ และแกปญ หา และ
เห็นคุณคา ของการคนควา ดว ยตนเอง