The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kungnangkap, 2022-09-17 09:46:41

หลักสูตร 64

หลักสูตร 64

194

คำอธิบายรายวชิ าพ้ืนฐาน
รหสั วชิ า ส33101 รายวิชา สังคมศึกษา 5 กลุมสาระการเรยี นรูสงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
ช้ันมัธยมศกึ ษาปท ี่ 6 ภาคเรียนที่ 1 จำนวน 40 ชวั่ โมง/ 1.0 หนวยกิต

ศึกษา วิเคราะห ลกั ษณะของสงั คมชมพูทวปี และคติความเช่อื ทางศาสนาสมยั กอนพระพุทธเจา พระพุทธศาสนามี
ทฤษฎแี ละวธิ กี ารที่เปน สากลและมขี อปฏบิ ตั ทิ ่ยี ึดสายกลาง การพฒั นาศรัทธาและปญ ญา ทถ่ี กู ตองในพระพุทธศาสนา
พระพทุ ธเจาในฐานะเปน มนุษยผฝู กตนไดอ ยางสงู สดุ ในการตรสั รู การกอต้ัง วธิ กี ารสอนและการเผยแผพ ระพุทธศาสนา
พทุ ธประวัตดิ านการบริหารและการธำรงรกั ษาศาสนา ขอ ปฏบิ ตั ิทางสายกลางในพระพุทธศาสนาหรอื แนวคิดของศาสนาท่ี
ตนนับถือ การพัฒนาศรัทธาและปญญาที่ถกู ตองลกั ษณะประชาธิปไตยในพระพุทธศาสนา หลกั การของพระพทุ ธศาสนากับ
หลักวทิ ยาศาสตร การคดิ ตามนัยและการคิดแบบวิทยาศาสตร การฝก ฝนและพฒั นาตนเอง การพึง่ ตนเอง และการมุง
อิสรภาพ พระพุทธศาสนาเปนศาสตรแหงการศึกษาซงึ่ เนนความสัมพันธข องเหตุปจ จัยกับวิธกี ารแกปญ หา การฝกตนไมใ ห
ประมาท มุงประโยชนสุขและสนั ติภาพแกบ ุคคล สงั คมและโลก ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี งและการพัฒนาประเทศแบบ
ยั่งยืน การศึกษาท่ีสมบูรณ การเมือง และสนั ตภิ าพ ขอคิดและแบบอยางการดำเนนิ ชีวติ จากประวัติ พุทธสาวก พุทธสาวิกา
(พระอัสสชิ พระกีสาโคตมเี ถรี พระนางมัลลกิ า หมอชีวกโกมารภัจจ พระอนรุ ุทธะ พระองคลุ ิมาล พระธมั มทินนาเถรี จิตต
คหบดี พระอานนท พระปฏาจาราเถรี จฬู สุภทั ทา สมุ น-มาลาการ) พุทธศาสนกิ ชนตัวอยาง (พระนาคเสน-พระยามลิ นิ ท
สมเดจ็ พระวนั รัต (เฮง เขมจาร)ี พระอาจารยม่ัน ภรู ทิ ตั โต สชุ พี ปุญญานภุ าพ สมเด็จพระนารายณม หาราช พระธรรมโกศา
จารย(พทุ ธทาสภกิ ขุ) พระหรหมมงั คลาจารย(ปญญานันทภิกขุ) ดร.เอ็มเบดการ พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา เจาอยหู ัว
พระโพธิญาณเถร (ชา สภุ ทโฺ ท) พระพรหมคุณาภรณ(ป.อ.ปยตุ ฺโต) อนาคาริก ธรรมปาละ) ชาดก (เวสสันดรชาดก มโหสถ
ชาดก มหาชนกชาดก) และปฏบิ ตั ติ นตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา พระรัตนตรยั หลกั ธรรมในกรอบอรยิ สจั 4
ประกอบดว ย ทุกข (ขันธ 5) สมุทัย (หลักกรรม ในเรอื่ ง นิยาม 5 และวิตก 3) นโิ รธ (ภาวนา 4) มรรค (พระสทั ธรรม 3
ปญญาวุฒิธรรม 4 พละ 5 อุบาสกธรรม 5) มงคล (สงเคราะหบุตร สงเคราะหภ รรยาหรือสามี สนั โดษ) พุทธศาสนสภุ าษติ ใน
เรื่อง จติ ทีฝ่ ก ดีแลว นำสขุ มาให บณั ฑติ ยอมไมแสดงอาการข้ึนๆ ลงๆ คนที่ไมถ ูกนนิ ทาไมมีในโลก ฆาความโกรธไดยอมอยู
เปน สขุ คนขยนั เอาการเอางาน กระทำเหมาะสม ยอมหา ทรพั ยไ ด เกดิ เปนคนควรจะพยายามจนกวาจะประสบ
ความสำเรจ็ ความสันโดษเปนทรัพยอยางยง่ิ การเปน หน้ีเปนทุกขในโลก พระราชาเปน ประมุขของประชาชน สตเิ ปน เคร่อื ง
ตืน่ ในโลก สุขอ่ืนยงิ่ กวา ความสงบไมมี นิพพานเปนสขุ อยางยิ่ง การสังคายนาพระไตรปฎก การปฏิบัติตนเปน ชาวพทุ ธท่ดี ีตอ
พระภิกษุ การปฏิบตั ิตนเปน สมาชกิ ท่ีดขี องครอบครวั และสังคม ศาสนพธิ ีเก่ียวกับพิธแี สดงตนเปน พทุ ธมามกะ พิธเี วียน
เทียน พธิ ีถวายสงั ฆทาน พิธีถวายผาอาบนำ้ ฝน พธิ ีทอดกฐิน พธิ ปี วารณา การทำบุญเลยี้ งพระในโอกาสตางๆ หลกั ธรรม
คติธรรมทเ่ี กยี่ วเน่ืองกบั วันสำคญั และเทศกาลสำคัญในพระพทุ ธศาสนา การเปน ชาวพทุ ธที่ดตี อ พระภกิ ษุ เปนสมาชิกท่ดี ี
ของครอบครวั และสงั คม การสวดมนตแปล แผเ มตตา และบรหิ ารจติ และเจรญิ ปญญาตาม หลักสติปฏ ฐาน การพฒั นาการ
เรยี นรูด ว ยวิธีคดิ แบบโยนิโสมนสกิ าร (คิดแบบรเู ทา ทนั ธรรมดา คิดแบบเปนอยใู นขณะปจจุบัน) การสัมมนาและเสนอ
แนวทางในการธำรงรักษาพระพุทธศาสนาอันสง ผลถึงการพัฒนาคน พฒั นาชาตแิ ละโลก ประวัติของศาสดาของศาสนาอื่น
และหลกั คำสอนพืน้ ฐาน

โดยใชกระบวนการคิด กระบวนการสืบคนขอมูล กระบวนการทางสังคม กระบวนการปฏิบัติกระบวนการเผชิญ
สถานการณและแกปญหา กระบวนการกลุม เพื่อใหเกิดความรูความเขาใจ สามารถนำไปปฏิบัตใิ นการดำเนินชีวิต นำไป
แกปญหาของตนเอง และครอบครัว มีคุณลักษณะอันพึงประสงคในดานรักชาติ ศาสน กษัตริย ซื่อสัตย สุจริต มีวินยั
ใฝเรียนรู อยอู ยางพอเพยี ง มุงมัน่ ในการทำงาน รกั ความเปน ไทย มจี ติ สาธารณะ สามารถอยูรว มกนั ไดอยา งสนั ตสิ ขุ

195

รหัสตัวชี้วัด ม. 4-6/2 ม. 4-6/3 ม. 4-6/4 ม. 4-6/5
ส 1.1 ม. 4-6/1 ม. 4-6/7 ม. 4-6/8 ม. 4-6/9 ม. 4-6/10
ม. 4-6/12 ม. 4-6/13 ม. 4-6/14 ม. 4-6/15
ม. 4-6/6 ม. 4-6/18 ม. 4-6/19 ม. 4-6/20 ม. 4-6/21
ม. 4-6/11 ม. 4-6/2 ม. 4-6/3 ม. 4-6/4 ม. 4-6/5
ม. 4-6/17
ม. 4-6/22
ส 1.2 ม. 4-6/1

รวม 2 มาตรฐาน 27 ตัวช้วี ัด

196

คำอธิบายรายวชิ าพื้นฐาน
รหัสวชิ า ส33102 รายวิชา สังคมศึกษา 6 กลุมสาระการเรียนรูสงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที่ 6 ภาคเรียนท่ี 2 จำนวน 40 ชั่วโมง/ 1.0 หนวยกิต

อธิบายความหมาย ววิ ัฒนาการของสหกรณใ นประเทศไทย ตระหนักถึงความสำคญั ของระบบสหกรณใ นการ
พฒั นาเศรษฐกิจในระดับชมุ ชนและประเทศ วิเคราะหป ญ หาทางเศรษฐกิจในชุมชนและ เสนอแนวทางแกไ ข บทบาทของ
รฐั บาลดานนโยบายการเงิน การคลังในการพฒั นาเศรษฐกิจของประเทศ วิเคราะหส าเหตุ และผลกระทบทีเ่ กดิ จากภาวะ
ทางเศรษฐกจิ และบอกแนวทางในการแกป ญหาของนโยบายการเงนิ การคลัง

ศึกษาวิวัฒนาการของการเปดเสรีทางเศรษฐกิจ และใชกระบวนการอภิปรายเพื่อวิเคราะหผลกระทบของการเปด
เสรีทางเศรษฐกิจในยุคโลกาภิวตั นท่ีมีผลตอสังคมไทย วเิ คราะหผลดี ผลเสียของความรวมมือทางเศรษฐกิจระหวางประเทศ
ในรูปแบบตางๆ ที่นำไปสูการพึ่งพา การแขงขัน การขัดแยง และการประสานประโยชนทางเศรษฐกิจการคาระหวาง
ประเทศ เพ่ือใหม คี วามรูความเขาใจหลักเศรษฐศาสตร ปญ หาทเ่ี กดิ ขนึ้ แนวทางการแกไข รจู กั ใชทรพั ยากร ธรรมชาติให
เกิดประโยชนสูงสุด เปน แนวทางในการแกไขปญหาตางๆ ใหมีประสทิ ธภิ าพเพอ่ื ใหป ระชาชน มชี ีวิตความเปน อยูทด่ี ี และ
สง ผลใหป ระเทศเจรญิ กา วหนา

รหสั ตวั ช้ีวดั
ส 3.1 ม. 4-6/1 ม. 4-6/2
ส 3.2 ม. 4-6/1 ม. 4-6/2 ม. 4-6/3

รวม 2 มาตรฐาน 7 ตัวชี้วัด

197

รหัสวชิ า พ33101 คำอธิบายรายวิชาพน้ื ฐาน
ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 6 รายวชิ าสุขศกึ ษา 3 กลุมสาระการเรยี นรูส ุขศกึ ษาและพลศึกษา
ภาคเรียนท่ี 1 จำนวน 20 ช่ัวโมง / 0.5 หนว ยกติ

ศึกษาการทำงานของระบบประสาท ระบบสืบพันธุ และระบบตอมไรทอ ทักษะเพื่อชวี ิต พิชิตความขดั แยง การ
พัฒนาสุขภาพของตนเองและครอบครัว การสรางเสรมิ สุขภาพชุมชน ภยั พิบตั ิ และการชวยฟน คืนชีพโดยใหผ เู รียนเขากลมุ
เพือ่ ศึกษาความรูเพิม่ เติม เพ่ือแลกเปลยี่ นความคิดเหน็ นำขอมูลมาใชวเิ คราะหอยา งมเี หตุผล ออกแบบหรือสรา งทางเลือกที่
จะนำไปสูการทำใหด ีขึ้นกวาเดิม โดยเนน การลงมือทำจริงจนเกิดเปนความรูที่เกิดอยใู นตัวผูเรียน ใหผ ูเ รียนไดแ สดงออก
เพ่อื ผลในการเจรญิ งอกงาม กาวหนาข้ึนและสามารถนำไปใชใ นชีวติ ประจำวันไดอ ยา งมปี ระสิทธิภาพ

เหน็ คุณคา และความสำคัญของการดูแลสขุ ภาพ เพื่อนำไปเปน แนวทางการปฏิบตั ติ นในชีวติ ประจำวนั เพ่ือใชใน
การดูแล รกั ษา และสรางเสริมสุขภาพของตนเอง ครอบครัว ชุมชน และสงั คมในชวี ิตประจำวนั

รหัสตวั ชี้วัด
พ 1.1 ม.4-6/1
พ 2.1 ม.4-6/3, ม.4-6/4
พ 4.1 ม.4-6/5, ม.4-6/6
พ 5.1 ม.4-6/6, ม.4-6/7

รวม 4 มาตรฐาน 7 ตัวชี้วัด

198

คำอธิบายรายวิชาพืน้ ฐาน
รหัสวชิ า พ33102 รายวิชา พลศกึ ษา 3 กลุมสาระการเรียนรสู ุขศึกษาและพลศึกษา
ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที่ 6 ภาคเรยี นที่ 2 จำนวน 20 ช่ัวโมง / 0.5 หนวยกติ

ศึกษาวเิ คราะหม สี วนรว มและปฏิบัติจรงิ ในกายบริหาร การเคลอื่ นไหวแบบตาง ๆ การทดสอบสมรรถภาพและ
การออกกำลังกายดวยกิจกรรมกีฬาวอลเลยบ อลอยางถูกตอง ปลอดภยั สนุกสนาน พรอมกบั เรียนรปู ระวัติความเปนมา
ความนยิ ม ประโยชน มารยาทของผเู ลน ผูดูทด่ี ี การรักษาอุปกรณ กฎ กติกา ทกั ษะหลักในการรุกและการรบั การแขงขัน
การปฏบิ ตั ิตามหนาที่ ความมีนำ้ ใจนกั กีฬา การจดั การแขงขันระดบั ตาง ๆ การปองกนั และแกไขเสรมิ สรา งสมรรถภาพ
เพือ่ ใหม คี วามรู ความเขาใจทักษะ มีสมรรถภาพทางกายและจติ ใจที่ดี เรียนรูการวิเคราะหค วามคดิ รวบยอดเก่ียวกบั การ
เคลื่อนไหวรปู แบบตางๆ ในการเลนกีฬา ใชความสามารถของตน เพ่ือเพิ่มศักยภาพของทีมคำนงึ ถึงผลทเ่ี กิดตอผูอ่ืนและ
สังคม เลนกฬี าไทย กีฬาสากลประเภทบคุ คล / คู กีฬาประเภททีมไดอยา งนอย 1 ชนิด

มีวจิ ารณญาณ มีความรบั ผดิ ชอบ การทำงานรว มกัน มวี นิ ยั ยอมรับความคิดเหน็ ของผูอื่น เปนผูนำและผูตามที่
ดีเรียนรูการวิเคราะหความคิดรวบยอดเก่ยี วกับการสรางเสริมสุขภาพและปองกนั โรค เพื่อเพิ่มศักยภาพของตนเอง โดย
คำนงึ ถงึ ผลท่ีเกดิ ตอผูอ่ืนและสังคม

รหสั ตัวช้ีวดั
พ 3.1 ม.4-6/1 ม.4-6/2 ม.4-6/3 ม.4-6/4
พ 3.2 ม.4-6/1 ม.4-6/2 ม.4-6/3 ม.4-6/4
พ 4.1 ม.4-6/7

รวม 3 มาตรฐาน 9 ตัวชี้วัด

199

รหัสวิชา ศ33101 คำอธิบายรายวิชาพน้ื ฐาน กลุมสาระการเรยี นรศู ิลปะ
ชัน้ มัธยมศึกษาปท ี่ 6 รายวิชานาฏศิลป จำนวน 20 ชัว่ โมง/0.5 หนวยกติ
ภาคเรยี นที่ 1

ศึกษาเพื่อใหมีความรู ความเขาใจการแสดงนาฏศิลปในรูปแบบตางๆ ประวัติ วิวัฒนาการและลักษณะของ
นาฏศิลปนานาชาติ ถายทอดความรูสึก แสดงความคิดเห็น สื่อความหมายตอนาฏศิลปนานาชาติ และนาฏศิลปที่สนใจ
เห็นถึงประโยชนและคุณคาของนาฏศิลปตอการพัฒนาชีวิตและสังคม สามารถเลือกแสดงออกทางนาฏศิลปตามความ
สนใจ โดยการเลือกใชและผสมผสานหลักการใชภาษานาฏศิลป นาฏยศัพท การเคลื่อนไหวรางกายอยางมีรูปแบบทาง
นาฏศิลป หลักและวิธีการผลิตทารำ ทาเตนประกอบการแสดง เพี่อนำมาสรางสรรคผลงาน พัฒนาทักษะทางนาฏศิลป
ชักชวนใหผูอื่นมีสวนรวมในการแสดงออก อนุรักษนาฏศิลปที่เปนมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปญญาไทย เพื่อเปนการสืบ
ทอดนาฏศิลปที่เกี่ยวของกับวัฒนธรรมระคับชาติและนานาชาติ เปรียบเทียบลักษณะเดนของดนตรี ในวัฒนธรรมตางๆ
อธิบายบทบาทของดนตรีในการสะทอนแนวความคิดและคานิยมที่เปลี่ยนไปของคนในสังคม โดยการนำเสนอแนวทางใน
การสงเสรมิ และอนรุ กั ษด นตรีในฐานะมรดกของชาตแิ ละสามารถนำไปประยุกตใ ชไ ดอยางเหมาะสม

ศึกษาเพื่อใหมีความรู ความเขาใจการแสดงนาฏศิลปใ นรูปแบบตางๆเหน็ ถงึ ประโยชนและคุณคาของนาฏศิลปตอ
การพัฒนาชีวิตและสงั คม เลือกใชและผสมผสานหลกั การทางนาฏศลิ ปในรปู แบบตางๆเพื่อนำมาสรางสรรคผลงาน พัฒนา
ทักษะทางนาฏศลิ ป มีสว นรวมในการนุรักษส บื ทอดนาฏศิลปท ่เี กีย่ วของกบั วัฒนธรรมระดับชาตแิ ละนานาชาติ

รหัสตวั ช้ีวดั
ศ 3.1 ม.4-6/1, ม.4-6/2, ม.4-6/3, ม.4-6/4, ม.4-6/5, ม.4-6/6
ศ 3.2 ม.4-6/1, ม.4-6/2

รวม 2 มาตรฐาน 8 ตัวชว้ี ัด

200

รหสั วิชา ศ33103 คำอธิบายรายวชิ าพืน้ ฐาน กลมุ สาระการเรียนรูศิลปะ
ชน้ั มัธยมศึกษาปท ี่ 6 รายวชิ า ทศั นศลิ ป จำนวน 20 ช่ัวโมง/0.5 หนว ยกติ
ภาคเรยี นท่ี 2

ศึกษาการใชทัศนธาตุ และหลักการออกแบบในการสื่อความหมายในรปู แบบตาง บรรยายผลงานทัศนศิลปโดยใช
ศัพททางทศั นศิลป ศึกษาเทคนิคของศิลปนในการเลือกใชวสั ดอุ ุปกรณสรางสรรคผลงานทางทัศนศิลปแ ละวธิ ีการสรางงาน
ของศิลปนที่ตนชื่นชอบ มีความรูในการสรางสรรคงานทัศนศิลปดวยเทคโนโลยีตาง ๆ โดยเนนหลักการออกแบบและการ
จัดองคประกอบศิลป ออกแบบผลงานใหเหมาะกับโอกาสและสถานที่ จัดกลุมงานทัศนศิลปเพื่อสะทอนพัฒนาการและ
ความกา วหนาของตนเอง วาดภาพระบายสีเปนภาพลอเลียนหรือภาพการตูนเพ่ือแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับสภาพสังคมใน
ปจจุบนั

มีทกั ษะในการสรางสรรคผ ลงานทัศนศิลป และเทคนคิ ตา งๆในการใชวสั ดุอุปกรณ และมีกระบวนการท่ีสูงขึ้นใน
การสรางงานทัศนศิลป มีทักษะทางดานเทคโนโลยีสามารถนำมาใชในการออกแบบผลงานหรือสรางสรรคผลงานทาง
ทัศนศิลป โดยใชทักษะกระบวนการคิด ทักษะกระบวนการแกปญหา ทักษะกระบวนการใชชีวิต ทักษะกระบวนการ
สื่อสาร และทักษะกระบวนการใชเทคโนโลยี เพื่อใหมีความรูความเขาใจ กลาคิด กลาแสดงออกทางทัศนศิลปอยาง
สรางสรรค เห็นคุณคา ซื่อสัตยสุจริต มีวินัย ใฝเรียนรู อยูอยางพอเพียง มุงมั่นในการทำงาน รักชาติ ศาสน กษัตริย รัก
ความเปนไทย มจี ิตสาธารณะ และสามารถประยกุ ตใ ชในชวี ิตประจำวัน

รหสั ตวั ช้ีวัด ม.4-6/1 ม.4-6/2 ม.4-6/3 ม.4-6/4 ม.4-6/5 ม.4-6/6
ศ1.1 ม.4-6/7 ม.4-6/8 ม.4-6/9 ม.4-6/10 ม.4-6/11
ศ1.2 ม.4-6/1 ม.4-6/2 ม.4-6/3

รวม 2 มาตรฐาน 14 ตวั ช้ีวัด

201

รหสั วชิ า ง33101 คำอธิบายรายวชิ าพื้นฐาน กลุม สาระการเรยี นรูก ารงานอาชพี
ชั้นมธั ยมศึกษาปท ่ี 6 รายวิชาการงานอาชีพพน้ื ฐาน 5
ภาคเรียนที่ 1 จำนวน 20 ช่ัวโมง/0.5 หนวยกติ

อธิบายความหมายและความสำคญั ของการแปรรปู อาหาร หลกั การแปรรูปอาหาร กระบวนการแปรรูปอาหาร
การทำอาหารแปรรปู การจดั จำหนา ย ความรูเก่ียวกับการแกะสลักผกั และผลไม การแกะสลักผักและผลไมเปน ของใช

แปรรูปผลผลิตทางการเกษตรที่มีในทองถิ่น แกะสลักผอบฟกทองและกระเชาแตงโม มีเจตคติที่ดีตอการทำงาน
ปลกู จติ สำนึกในการใชพลังงานและทรัพยากรอยางประหยัดและคุมคา สรางเจตคตทิ ี่ดตี อการประกอบอาชีพสุจริต และนำ
ความรไู ปใชใ นชวี ิตประจำวัน

รหสั ตัวช้ีวดั
ง 1.1 ม.4-6/1 , ม.4-6/2 , ม.4-6/3 , ม.6-4/4 , ม.6-4/5 , ม.6-4/6 , ม.6-4/7

รวม 1 มาตรฐาน 7 ตัวช้ีวัด

202

คำอธิบายรายวชิ าพืน้ ฐาน กลุมสาระการเรียนรูก ารงานอาชพี
รหสั วชิ า ง33102 รายวชิ าการงานอาชีพพืน้ ฐาน 6
ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 ภาคเรยี นที่ 2 จำนวน 20 ช่ัวโมง/0.5 หนวยกติ

อธิบายความหมายและความสำคัญของการเลี้ยงสัตวเชิงพาณิชย คุณลักษณะทั่วไปของผูประกอบอาชีพเลี้ยงสัตว
เชิงพาณิชย แนวทางการเลี้ยงสัตวเชิงพาณิชย การเลี้ยงไกพื้นเมืองเชิงพาณิชย การจำลองอาชีพ กิจกรรมอาชีพ พาณิชย
อิเลก็ ทรอนกิ ส บอกความสำคญั ของการเล้ยี งไกพืน้ เมืองหรือสัตวชนิดอื่นในทองถิ่น

จดั นทิ รรศการเกย่ี วกบั อาชีพ วางแผนเลอื กทำพาณชิ ยอ ิเลก็ ทรอนิกสแ ละประเมนิ ผลงานการปฏบิ ตั ิรวมกนั
มีเจตคติที่ดีตอการทำงาน ปลูกจิตสำนึกในการใชพลังงานและทรัพยากรอยางประหยัดและคุมคา สรางเจตคติที่ดีตอการ
ประกอบอาชีพสจุ ริต และนำความรไู ปใชใ นชวี ิตประจำวัน

รหสั ตวั ช้ีวัด
ง 1.1 ม.4-6/1 , ม.4-6/2 , ม.4-6/3 , ม.6-4/4 , ม.6-4/5 , ม.6-4/6 , ม.6-4/7
ง 2.1 ม.4-6/1 , ม.4-6/2 , ม.4-6/3 , ม.6-4/4

รวม 2 มาตรฐาน 11 ตวั ชว้ี ัด

203

รหสั วชิ า อ33101 คำอธิบายรายวิชาพื้นฐาน
ชนั้ มัธยมศึกษาปท ่ี 6 รายวชิ าภาษาอังกฤษพนื้ ฐาน 5 กลุม สาระการเรียนรูภาษาตา งประเทศ
ภาคเรยี นที่ 1 เวลา 40 ชัว่ โมง/1 หนว ยกติ

ศึกษาและวิเคราะหข อความ ขาว ประกาศ และโฆษณา ขอปฏบิ ัติในคูมือการใชงานตางๆ คำชีแ้ จง คำอธิบาย
คำขอรอ ง ความตองการเสนอตอบรบั และปฏิเสธการใหความชวยเหลือในสถานการณจำลองหรือสถานการณจ ริง
ความสาคัญของขอ มลู เก่ยี วกับตนเองเร่ืองตา งๆ ใกลต วั กจิ กรรม ประสบการณ ขาว เหตุการณ ประเด็นตางๆ ท่ีอยูในความ
สนใจ เนื้อหาความรทู ่เี กี่ยวกับวิถีชีวิต ความคิด ความเช่อื สังคม วฒั นธรรม ขนบธรรมเนียมและประเพณขี องเจาของภาษา
กับของไทย

โดยใชทักษะ ฟง พดู อา น เขียน ในการจบั ใจความ วิเคราะหค วาม สรปุ ความ ตีความ และแสดงความคิดเหน็
พรอ มการใหเ หตุผลและยกตวั อยางประกอบ และนำเสนอดวยการพูดและการเขยี น เพื่อนำความรไู ปใชใ นชีวติ ประจำวนั
และใหเห็นคุณคา การใฝเรยี น ใฝร ู มีจรยิ ธรรม คุณธรรมและคา นิยมทเี่ หมาะสม

รหัสตัวช้ีวัด
ต 1.1 ม. 6/4
ต 1.2 ม. 6/5
ต 1.3 ม.6/3
ต 2.1 ม. 6/3

รวม 4 มาตรฐาน 4 ตัวชี้วัด

204

คำอธบิ ายรายวิชาพน้ื ฐาน
รหสั วชิ า อ33102 รายวชิ าภาษาอังกฤษพ้นื ฐาน 6 กลุมสาระการเรยี นรภู าษาตางประเทศ
ชัน้ มัธยมศกึ ษาปท ่ี 6 ภาคเรยี นท่ี 2 เวลา 40 ช่ัวโมง/1 หนวยกติ

ศกึ ษาและวิเคราะหความรูทเ่ี กีย่ วกับวถิ ชี ีวิต ความคิด ความเชื่อ สังคม วัฒนธรรม ขนบธรรมเนยี มและประเพณี
ของเจา ของภาษากับของไทย และความรูท่ีเก่ียวของกบั กลมุ สาระอ่นื ๆ เชน ความรดู า นวิทยาศาสตร เทคโนโลยี การส่อื สาร
ในสถานการณจริงและสถานการณจ ำลองในสถานศึกษา และการใชภาษาองั กฤษในการสื่อสารในชีวิตประจำวัน และ
สถานการณต างๆ

โดยใชท ักษะกระบวนการฟง พูด อาน เขยี น ในการสบื คน คนควา วิเคราะห เปรยี บเทียบ สรปุ และแสดงความ
คิดเห็นพรอมการใหเหตผุ ลและยกตวั อยางประกอบ เพ่ือนำไปใชใ นการส่ือสารในสถานการณจ รงิ หรือสถานการณจำลอง
และนำความรูท่ไี ดไปเผยแพรประชาสมั พันธภายในโรงเรียน และสงั คม โดยผูเ รียนตอ งตระหนกั ถึงคุณธรรม จรยิ ธรรม
และคานิยมท่เี หมาะสม

รหัสตวั ช้ีวัด
ต 2.2 ม. 6/2
ต 3.1 ม. 6/1
ต 4.1 ม. 6/1
ต 4.2 ม. 6/2

รวม 4 มาตรฐาน 4 ตัวช้ีวัด

205

รายวิชาเพ่ิมเติม

206

ภาษาไทย

ชัน้ ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรูเ พ่มิ เติม
ม.4 1. บอกความรเู บ้ืองตน ของการประพันธไ ด ความรเู บื้องตน เก่ียวกบั การแตงคำประพนั ธ
2. บอกววิ ฒั นาการของรอยกรองไทยได ววิ ัฒนาการของรอยกรองไทย
3. บอกประเภทและลักษณะบงั คับของรอ ยกรองชนิด การเขียนรอยกรองชนิดตา ง ๆ กลวิธกี ารเขียน
ตา ง ๆ ได รอยกรองชนดิ ตาง ๆ การวิเคราะห
4. บอกกลวธิ ีการเขยี นรอยกรองชนิดตาง ๆ ได ความงามดานวรรณศิลป ประเภทและลักษณะ
5. แตง คำประพันธช นิดตา ง ๆ ตามทกี่ ำหนดได บังคบั ของรอ ยกรองชนิดตาง ๆ
6. วิเคราะหค วามงามดา นวรรณศลิ ปของบทประพนั ธไ ด
1. บอกความหมายและความสำคัญของการพูดได การพูด ความหมาย ความสำคญั ของการพดู
2. บอกองคประกอบและรปู แบบการพดู ได องคป ระกอบของการพูด
3. อธบิ ายข้ันตอน และหลักเกณฑการพูดได จดุ มงุ หมายของการพูด รูปแบบการพูด
4. บอกปจจยั ที่ทำใหก ารพดู สัมฤทธ์ิผลได หลกั เกณฑการพดู ปจจัยท่ีทำใหก ารพดู สัมฤทธิผ์ ล-
5. วเิ คราะหแ ละ ประเมินผลการพดู การวเิ คราะหและประเมนิ ผลการพดู
6. เลือกใชถอยคำในการพดู ไดถกู ตอง เหมาะสมกับบคุ คล การพดู การใชภ าษาในการพูด มารยาทในการพูด
โอกาสและกาลเทศะ การพดู โอกาสตา ง ๆ
7. พูดในโอกาส ตาง ๆ ได
8. มมี ารยาทในการพดู
ม.5 1. บอกความหมายและความสำคัญของการเขยี นได การเขยี นสื่อสาร
2. บอกหลักการเขียน และรูปแบบการเขยี นได - ความหมาย
3. เลอื กใชคำ โวหาร และสำนวนภาษาใหเ หมาะสมกับ - ความสำคัญของการเขยี น
การเขยี น - หลักการเขียน
4. เขียนอธิบาย บรรยาย และพรรณนา - รูปแบบการเขยี น
5. เขยี นคำขวัญได - การใชภ าษาในการเขยี น การเขยี นอธบิ าย
6. เขยี นประกาศได บรรยายและพรรณนา การเขียนคำขวญั การเขยี น
7. กรอกแบบรายการตาง ๆ ได ประกาศ การกรอกแบบรายการ การเขียนบันทึกการ
8. เขียนบนั ทึกการศึกษาเพอ่ื นำไปพฒั นาตนเอง เขยี นบทรอยกรอง
9. เขียนจดหมายกิจธรุ ะได การผลิตงานเขียน การประเมินคุณคางานเขียน
10. เขยี นเรยี งความได มารยาทในการเขยี นการเขียนจดหมายกจิ ธรุ ะ
11. เขยี นยอความได การเขยี นเรียงความ การเขียนยอ ความ การเขยี น
12. เขยี นรายงานและ เขยี นอางองิ ได รายงาน การเขยี นอา งองิ
13. เขยี นบทรอ ยกรอง
14. ผลติ งานรูปแบบตาง ๆ ได
15. ประเมนิ คุณคางานเขียนได
16. มีมารยาทการเขียน และนสิ ยั รกั การเขยี น

207

ช้นั ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรูเพมิ่ เติม
1. วเิ คราะหแ ละจำแนกประเภทวรรณกรรมพืน้ บา น วรรณกรรมพ้ืนบา น คอื ผลผลติ หรอื ภมู ิปญญาของ
ปริศนาคำทาย และเพลงพนื้ บานได นักปราชญพนื้ บา นท่ีสรางสรรคข ้ึนมาในรปู แบบ
2. อธิบายรปู แบบ เนอ้ื หา สว นประกอบของวรรณกรรม ตา ง ๆ อนั ไดแก เพลง ภาษติ เร่อื งเลา นิทาน
พ้ืนบา น ปรศิ นาคำทายและเพลงพ้ืนบานได ตำนาน เปน ตน
3. เลาเร่อื งสรุปของวรรณกรรมพืน้ บานเรื่องเดน ในภาค ปรศิ นาคำทาย คอื ถอ ยคำที่ผูกเปนเง่ือนงำ เพื่อใหแก
ของตนได ใหท ายระหวางบุคคลในสังคมเดียวกันมงุ ทดสอบ
4. ตระหนักในคุณคา ความสำคญั ของวรรณกรรม เชาวป ญ ญาและความสนุกสนาน
พน้ื บา น ปรศิ นาคำทาย เพลงพนื้ บาน สำนวนคือ ถอยคำท่ีเรยี บเรยี ง โวหาร บางทใี ชวา
5. มีสวนรว มในการอนรุ กั ษและเผยแพรวรรณกรรม สำนวนโวหาร
พืน้ บาน ภาษติ คอื คำกลา วท่มี ีความหมายเชิงเปรยี บเทียบทั้ง
ทางดีและทางชวั่
เพลงพ้นื บานเปนวรรณกรรมมขุ ปาฐะทแี่ พรหลาย
มากในกลมุ ชาวบา นเพราะเปนวรรณกรรมท่ีใหความ
บันเทิงเริงใจแกบ คุ คล
ม.6 1.รเู ขาใจการสรางคำไทยตามหลักเกณฑของภาษา 1. ธรรมชาติของภาษา
2.ระบชุ นิดคำไทยพรอมยกตวั อยางได 2. พลงั ของภาษา
3.รเู ขา ใจเรอ่ื งประโยคที่ซับซอนย่ิงขึ้น และนำไปใชใ น ลกั ษณะของภาษา
การสื่อสารประจำวนั ได - เสยี งในภาษา
4.ใชคำราชาศพั ทไดถูกตองตามฐานะลำดับชน้ั ของบคุ คล - สวนประกอบของภาษา
5.วิเคราะหอิทธิพลของภาษาตา งประเทศและภาษาถ่นิ - องคประกอบของพยางคและคำ
6.อธบิ ายธรรมชาตขิ องภาษาและพลงั ของภาษาได 3. หลกั การสรางคำประโยค
7.ใชภาษาพฒั นาทักษะอานเขียนคำในภาษาไทยได คำราชาศพั ทคำท่ีมาจากภาษาตา งประเทศ
ถกู ตอง นำไปสกู ารอนุรักษแ ละพฒั นาภาษาไทย การเขยี นสะกดคำ
1. ผเู รียนสามารถอธิบายถึงลักษณะ ความหมาย การมีความรู ความเขา ใจเกี่ยวกบั วรรณคดที ำใหเกดิ
ความสำคัญของวรรณคดีไทยได ความความซาบซึ้งและเหน็ คุณคาของวรรณคดไี ด
2. ผูเรียนสามารถบอกแหลงที่มา และประวตั ิวรรณคดี ชดั เจนยงิ่ ขน้ึ
มรดกเรอื่ งตาง ๆ ทเี่ รียนได การมคี วามรู ความเขาใจเกี่ยวกบั วรรณคดสี มัยกรุง
3. ผูเรยี นสามารถบอกสงั เขปเรือ่ งวรรณคดีมรดกเรื่อง สโุ ขทยั ในแงมุมตาง ๆ ทำใหใหเ ราเขาใจวรรณคดีได
ตา ง ๆ ที่เรยี นได แจม แจง ยิง่ ขน้ึ และเกดิ แนว ความคิดในการนำไปใช
4. มคี วามรู ความเขาใจเก่ียวกบั วรรณคดสี มยั กรุงสุโขทยั ในชวี ติ ไดเปนอยางดี
5. มีความรู ความเขา ใจเกี่ยวกบั วรรณคดสี มยั อยุธยา การมีความรู ความเขา ใจเกี่ยวกับวรรณคดสี มัยกรุง
ตอนตน ศรีอยุธยาตอนตนในแงมมุ ตาง ๆ ทำใหใหเราเขาใจ
6. ผเู รียนมีความเขาใจในโลกทัศนท างสังคม ประเพณี วรรณคดไี ดแจมแจง ยิง่ ข้นึ และเกดิ แนวความคดิ ใน
ความเช่ือ ท่สี อดแทรกในวรรณคดีมรดกเรื่องตา ง ๆ ท่ีได การนำไปใชในชวี ิตไดเปนอยางดี โลกทัศนท างสังคม
เรียน ประเพณี ความเช่ือทสี่ อดแทรกในวรรณคดีมรดก
เรือ่ งตาง ๆ ที่ไดเ รยี น

208

ชัน้ ผลการเรียนรู สาระการเรียนรเู พ่มิ เติม
7. ผูเ รียนสามารถนำความรูเ ร่อื งวรรณคดีมรดกที่ไดไป
ปรบั ใชในชวี ติ ประจำวนั อยางมวี ิจารณญาณ

209

รหัสวชิ า ท31201 คำอธิบายรายวิชาเพม่ิ เตมิ กลุมสาระการเรียนรูภ าษาไทย
ชน้ั มธั ยมศึกษาปท ี่ 4 รายวิชาภาษาไทยเพ่มิ เติม1 จำนวน 20 ช่ัวโมง/0.5 หนว ยกติ
ภาคเรียนที่ 1

ผูเรียนไดรับการพัฒนาศักยภาพใหมีความรูความเขาใจเกี่ยวกับความรูเบื้องตนในการแตงคำประพันธ ไดแก
ความหมายและความเปนมาของคำประพันธไทย ประโยชนของคำประพันธ และวรรณศิลป ตลอดจนฉันทลักษณ ในการ
แตง และตัวอยางของคำประพันธป ระเภทโคลง ฉนั ท กาพย กลอน และ ราย

ฝกอานและฝกแตง คำประพนั ธโคลง ฉันท กาพย กลอน และ รา ย ใหถกู ตอ งตามอักขรวธิ แี ละฉันทลักษณ
เพ่ือใหเ ห็นคุณคาและภาคภมู ใิ จในการธำรงรักษาเอกลกั ษณทางภาษาดานการแตงคำประพันธ

ผลการเรยี นรู
1. บอกความรูเ บ้ืองตนของการประพันธไ ด
2. บอกวิวัฒนาการของรอยกรองไทยได
3. บอกประเภทและลักษณะบงั คับของรอยกรองชนิดตาง ๆ ได
4. บอกกลวธิ กี ารเขยี นรอยกรองชนิดตาง ๆ ได
5. แตง คำประพนั ธชนดิ ตาง ๆ ตามทีก่ ำหนดได
6. วเิ คราะหค วามงามดานวรรณศลิ ปข องบทประพนั ธได

จำนวนผลการเรียนรูท งั้ หมด 6 ผลการเรียนรู

210

รหสั วชิ า ท31202 คำอธิบายรายวชิ าเพิ่มเตมิ กลุมสาระการเรยี นรูภาษาไทย
ชั้นมัธยมศึกษาปท ี่ 4 รายวิชาภาษาไทยเพ่ิมเติม 2
ภาคเรยี นท่ี 2 จำนวน 20 ชั่วโมง/0.5 หนว ยกิต

มีความรูความเขาใจหลักการพูด องคป ระกอบของการพดู ปจจัยท่ชี วยใหการพูดสมั ฤทธ์ิผล วิธีการพูด
การเตรียมตวั ในการพูด การวเิ คราะหผ ฟู งและสถานการณการพูด วิเคราะหและประเมินคา พฤติกรรม ศึกษาหลักการพดู ใน
โอกาสตา ง ๆ การกลา วตอ นรับ การกลาวอำลา การกลาวสดดุ ี และการพดู อื่น ๆ ไดอยา งเหมาะสม และการเขยี นในรูปแบบ
ตาง ๆ ทั้งรอยแกวและรอยกรอง โดยเลือกใชโ วหารใหเ หมาะสม

โดยการฝกพดู ฝกเขียน ตามสถานการณ แสดงความรสู ึก พรรณนา อภปิ ราย แตงคำประพนั ธ เลือกใชคำได
เหมาะสมการพูดวิเคราะหและประเมนิ คา นิสยั รักการพูด และมมี ารยาทในการพูดมีจรรยาบรรณ ความรบั ผิดชอบ นิสัย
รักการเขียนและคณุ ธรรมในการใชภ าษา

ผลการเรียนรู
1. บอกความหมายและความสำคัญของการพดู ได
2. บอกองคป ระกอบและรปู แบบการพูดได
3. อธบิ ายขน้ั ตอน และหลักเกณฑการพูดได
4. บอกปจ จัยท่ีทำใหการพูดสัมฤทธผิ์ ลได
5. วิเคราะหและ ประเมนิ ผลการ พูด
6. เลอื กใชถอยคำในการพดู ไดถูกตอง เหมาะสมกับบุคคล โอกาสและกาลเทศะ
7. พูดในโอกาส ตาง ๆ ได
8. มีมารยาทในการพูด

จำนวนผลการเรียนรทู ัง้ หมด 8 ผลการเรยี นรู

211

คำอธิบายรายวิชาเพ่ิมเตมิ กลุมสาระการเรยี นรภู าษาไทย
รหสั วิชา ท32201 รายวิชาภาษาไทยเพม่ิ เติม 3
ช้ันมธั ยมศึกษาปที่ 5 ภาคเรยี นท่ี 1 จำนวน 20 ช่ัวโมง/0.5 หนวยกติ
ฝกการเขียนส่ือสารในรปู แบบตา ง ๆ เชน เขียนอธิบาย เขยี นบรรยาย เขยี นพรรณนา เขยี นแสดงทรรศนะ
เขียนโตแ ยง เขยี นโนมนาว เขยี นเชญิ ชวน เขยี นประกาศ เขียนจดหมายกิจธุระ เขยี นโครงการและรายงานการดำเนนิ
โครงการ เขียนรายงานการประชมุ เขียนกรอกแบบรายการตาง ๆ เขียนสารคดี บันเทิงคดี เขยี นความเรยี ง เขยี นรายงาน
เชงิ วิชาการ เขียนยอความจากส่อื ท่ีมเี นอ้ื หาหลากหลาย ไดตรงตามวัตถุประสงค

สามารถประเมนิ งานเขยี นของผอู น่ื แลวนำมาพฒั นางานเขียนของตนเอง เขียนรายงานการศกึ ษาคน ควา ตาม
หลกั การเขียนเชิงวิชาการและใชข อมูลสารสนเทศอางอิงไดถูกตอง ตลอดจนมีมารยาทในการเขียน นำไปใชป ระโยชนใ น
ชวี ติ ประจำวัน

ผลการเรียนรู
1. บอกความหมายและความสำคญั ของการเขียนได
2. บอกหลกั การเขยี น และรูปแบบการเขยี นได
3. เลอื กใชค ำ โวหาร และสำนวนภาษาใหเ หมาะสมกับการเขียน
4. เขยี นอธบิ าย บรรยาย และพรรณนา
5. เขียนคำขวัญได
6. เขียนประกาศได
7. กรอกแบบรายการตา ง ๆ ได
8. เขยี นบนั ทกึ การศึกษาเพ่ือนำไปพัฒนาตนเอง
9. เขยี นจดหมายกิจธรุ ะได
10. เขยี นเรยี งความได
11. เขยี นยอความได
12. เขียนรายงานและ เขียนอา งอิงได
13. เขยี นบทรอยกรอง
14. ผลติ งานรูปแบบตา ง ๆ ได
15. ประเมนิ คุณคางานเขียนได
16. มีมารยาทการเขียน และนิสยั รกั การ เขยี น

จำนวนผลการเรยี นรูทัง้ หมด 16 ผลการเรยี นรู

212

รหสั วิชา ท32202 คำอธิบายรายวชิ าเพ่ิมเตมิ กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย
ชนั้ มธั ยมศึกษาปท่ี 5 รายวิชาภาษาไทยเพ่ิมเติม 4
ภาคเรยี นท่ี 2 จำนวน 20 ช่ัวโมง/0.5 หนวยกิต

ศกึ ษาความหมาย ประวัติความเปนมา ลกั ษณะรปู แบบประเภทและจุดมุงหมายของวรรณกรรมพ้นื บา น โดยการ
อธบิ าย บรรยาย ศึกษาเกี่ยวกับเพลงพนื้ บานของภาคตาง ๆ ในดานเนือ้ หาสาระ วเิ คราะหค ุณคา ของวรรณกรรมพื้นบานแต
ละประเภทในทองถิน่ ภาคกลาง ภาคใต ภาคเหนือ และภาคอีสาน

เพื่อใหเห็นคณุ คา ตระหนักและเกดิ ความรกั และหวงแหนในวรรณกรรมพ้ืนบาน อันถือเปน เอกลักษณและ
วัฒนธรรมทางภาษาทีด่ งี ามควรคาแกก ารอนรุ กั ษแ ละสบื ทอดในฐานะท่เี ปน ภมู ิปญ ญาไทยใหคงอยูสบื ไป

ผลการเรยี นรู
1. วิเคราะหแ ละจำแนกประเภทวรรณกรรมพื้นบาน ปรศิ นาคำทาย และเพลงพื้นบา นได
2. อธิบายรปู แบบ เนอื้ หา สว นประกอบของวรรณกรรมพ้นื บา น ปรศิ นาคำทายและเพลงพืน้ บานได
3. เลา เร่ืองสรุปของวรรณกรรมพื้นบานเร่อื งเดนในภาคของตนได
4. ตระหนกั ในคณุ คา ความสำคัญของวรรณกรรมพน้ื บาน ปรศิ นาคำทาย เพลงพ้นื บาน
5. มสี วนรวมในการอนรุ ักษแ ละเผยแพรว รรณกรรมพืน้ บาน

จำนวนผลการเรียนรทู งั้ หมด 5 ผลการเรียนรู

213

รหัสวชิ า ท32201 คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเตมิ กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย
ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที่ 6 รายวิชาภาษาไทยเพ่มิ เติม 5
ภาคเรยี นที่ 1 จำนวน 20 ชั่วโมง/0.5 หนวยกติ

ศกึ ษา เขาใจธรรมชาตขิ องภาษาและหลักภาษาไทย อธบิ ายธรรมชาติ พลงั ของภาษา และลกั ษณะของภาษา
วิเคราะหอิทธิพลของภาษาตางประเทศและภาษาถ่นิ อธิบายหลกั การสรางคำในภาษาไทยภาษาไทยเร่ืองระบบเสียงและ
อักษรไทย คำและการประกอบคำ กลมุ คำและการเรียงคำ เขาประโยค ใชค ำและกลุมคำสรางประโยคตรงตาม
วตั ถปุ ระสงค สรา งประโยคชนิดตา ง ๆ ท่ซี ับซอน

ใชภาษาเหมาะสมแกโอกาส กาลเทศะ รวมถึงคำราชาศพั ทไดถกู ตอง สามารถนำความรูไปวเิ คราะหการใชภ าษา
อันนำไปสูการอนรุ ักษและพฒั นาภาษาไทย

ผลการเรยี นรู
1.รูเขา ใจการสรา งคำไทยตามหลักเกณฑข องภาษา
2.ระบุชนิดคำไทยพรอมยกตวั อยา งได
3.รเู ขาใจเรื่องประโยคที่ซับซอนยงิ่ ข้ึน และนำไปใชใ นการสอื่ สารประจำวันได
4.ใชค ำราชาศัพทไ ดถูกตองตามฐานะลำดับชั้นของบคุ คล
5.วเิ คราะหอิทธพิ ลของภาษาตา งประเทศและภาษาถ่ิน
6.อธบิ ายธรรมชาติของภาษาและพลังของภาษาได
7.ใชภ าษาพฒั นาทักษะอานเขียนคำในภาษาไทยไดถ ูกตอ ง นำไปสกู ารอนรุ ักษแ ละพัฒนาภาษาไทย

จำนวนผลการเรยี นรทู งั้ หมด 7 ผลการเรยี นรู

214

รหัสวิชา ท33202 คำอธิบายรายวิชาเพ่ิมเติม กลุมสาระการเรียนรภู าษาไทย
ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที่ 6 รายวิชาภาษาไทยเพิม่ เติม 6
ภาคเรียนท่ี 2 จำนวน 20 ช่ัวโมง/0.5 หนวยกติ

ศึกษา ความรูทั่วไปเกี่ยวกับวรรณคดีและประวัติวรรณคดี วรรณคดีสมัยกรุงสุโขทัย และอยุธยาตอนตน โดยใช
ทักษะ กระบวนการเขียน กระบวนการพูดการฟงและการดู กระบวนการปฏิบัติ เพื่อใหเกิดความรู ความเขาใจใน
วรรณคดอี ยางลึกซ้ึง และนำไปใชในชีวิตประจำวันได มีนิสัยรัก และมมี ารยาท ในการเขียน การพดู การฟง การดู รวมท้ัง
เหน็ คุณคา ของวรรณคดี และรักความเปนไทย

ผลการเรยี นรู
1. ผเู รียนสามารถอธิบายถงึ ลักษณะ ความหมาย ความสำคัญของวรรณคดีไทยได
2. ผูเรยี นสามารถบอกแหลง ที่มา และประวตั วิ รรณคดีมรดกเรื่องตาง ๆ ทเ่ี รยี นได
3. ผเู รียนสามารถบอกสงั เขปเร่อื งวรรณคดีมรดกเร่ืองตาง ๆ ท่เี รียนได
4. มคี วามรู ความเขา ใจเกย่ี วกับวรรณคดีสมยั กรุงสุโขทยั
5. มคี วามรู ความเขา ใจเกี่ยวกับวรรณคดสี มัยอยุธยาตอนตน
6. ผเู รยี นมีความเขาใจในโลกทัศนท างสงั คม ประเพณี ความเช่อื ทีส่ อดแทรกในวรรณคดีมรดกเรอื่ งตา ง ๆ ที่ไดเ รียน
7. ผเู รยี นสามารถนำความรเู ร่อื งวรรณคดีมรดกท่ีไดไปปรับใชใ นชีวิตประจำวันอยางมวี ิจารณญาณ

จำนวนผลการเรยี นรูทงั้ หมด 7 ผลการเรียนรู

215

รายวชิ าเพิม่ เติม
คณิตศาสตร

ช้นั ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรูเ พ่มิ เติม
ม.4 1.เขา ใจและใชค วามรเู กีย่ วกับเซต เซต
- ความรเู บือ้ งตนและสญั ลกั ษณพ ืน้ ฐาน
และตรรกศาสตรเบอื้ งตน ในการสือ่ สารและสือ่ เกีย่ วกบั เซต
ความหมายทางคณิตศาสตร - ยเู นียน อนิ เตอรเซกชัน และคอมพลีเมนตข องเซต
ตรรกศาสตรเบอื้ งตน
-ประพจนและตัวเชือ่ ม (นิเสธ และ หรอื

ถา ...แลว...ก็ตอเมือ่ )

1. เขา ใจและใชห ลักการบวกและการคณู หลักการนบั เบือ้ งตน
การเรยี งสับเปลย่ี นและการจัดหมูในการแกปญหา - หลกั การบวกและการคูณ
-การเรียงสบั เปล่ยี นเชงิ เสน กรณที ่ีส่ิงของ
แตกตางกันท้ังหมด
- การจดั หมูก รณีท่ีสิ่งของแตกตางกนั ทง้ั หมด
2. หาความนาจะเปน และนาความรเู กย่ี วกับความนา จะ ความนาจะเปน
เปนไปใช - การทดลองสมและเหตุการณ
- ความนาจะเปนของเหตุการณ
ม.5 1. เขาใจจำนวนเชงิ ซอ นและใชสมบตั ขิ องจำนวนเชิงซอน จำนวนเชงิ ซอน
ในการแกปญ หา - จำนวนเชิงซอ นและสมบตั ิของจำนวนเชงิ ซอน
2. หารากที่ n ของจำนวนเชิงซอ น เมื่อ n เปน จำนวนนบั - จำนวนเชงิ ซอ นในรปู เชิงข้วั
ทม่ี ากกวา 1 - รากที่ n ของจำนวนเชิงซอน เมอ่ื n เปนจำนวน
นับทีม่ ากกวา 1
1. เขา ใจฟงกช ันตรโี กณมิติและลกั ษณะกราฟของฟง กชัน ฟงกชนั ตรโี กณมติ ิ
ตรโี กณมติ ิและนำไปใชใ นการแกป ญหา - ฟง กชนั ตรโี กณมติ ิ
- ฟง กช นั ตรีโกณมติ ิผกผนั
1. แกส มการตรีโกณมิติ และนำไปใชในการแกป ญหา ฟงกช นั ตรโี กณมิติ
2. ใชกฎของโคไซนและกฎของไซนใ นการแกปญหา - เอกลักษณและสมการตรโี กณมิติ
- กฎของโคไซนและกฎของไซน
3. เขา ใจความหมาาย หาผลลัพธของการบวกเมทรกิ ซ เมทริกซ
การคณู เมทริกซก ับจำนวนจริง การคณู ระหวางเมทรกิ ซ - เมทริกซและเมทริกซสลบั เปลี่ยน
และหาเมทริกซส ลบั เปล่ียน หาดีเทอรมิแนนตข องเมท - การบวกเมทรกิ ซ การคูณเมทรกิ ซกับจำนวนจรงิ
ริกซ n✕ n การคูณระหวา งเมทรกิ ซ
เมอื่ n เปนจำนวนนับท่ีไมเกนิ สาม - ดเี ทอรม ิแนนต

216

4. หาเมทริกซผกผันของเมทริกซ 2✕ 2 - เมทริกซผ กผนั
5. แกร ะบบสมการเชงิ เสนโดยใชเมทริกซผ กผนั และการ - การแกระบบสมการเชงิ เสน โดยใชเ มทริกซ
ดำเนนิ การตามแถว
6. แกส มการพหนุ ามตัวแปรเดียว ดกี รีไมเกินส่ี ท่มี ี จำนวนเชิงซอน
สมั ประสทิ ธ์ิเปน จำนวนเต็มและนำไปใชใ นการแกป ญหา - สมการพหนุ ามตวั แปรเดยี ว
1. หาผลลัพธของการบวก การลบเวกเตอร การคูณ เวกเตอรใ นสาม
เวกเตอรด ว ยสเกลาร หาผลคูณเชงิ สเกลาร และผลคูณเชิง - เวกเตอร นเิ สธของเวกเตอร
เวกเตอร - การบวก การลบเวกเตอร การคณู เวกเตอรด ว ยส
2. นำความรเู กยี่ วกับเวกเตอรในสามมติ ิไปใชใ นการ เกลาร
แกปญ หา - ผลคณู เชิงสเกลาร ผลคณู เชิงเวกเตอร
1. เขาใจและใชห ลักการบวกและการคูณการเรียง หลักการนับเบือ้ งตน
สับเปลยี่ น และการจดั หมูใ นการ - หลักการบวกและการคูณ
แกป ญ หา - การเรยี งสับเปลีย่ น
○ การเรยี งสับเปลีย่ นเชิงเสน
○ การเรยี งสับเปลย่ี นเชงิ วงกลม
กรณที ีส่ ง่ิ ของแตกตางกันท้งั หมด
- การจัดหมกู รณที ส่ี ิ่งของแตกตา งกนั ทั้งหมด
- ทฤษฎบี ททวินาม
2. หาความนา จะเปน และนำความรูเกยี่ วกับความนาจะ ความนาจะเปน
เปนไปใช - การทดลองสุมและเหตุการณ
- ความนา จะเปน ของเหตุกาณ
ม.6 1. ระบุไดว า ลำดับที่กำหนดใหเ ปนลำดับลูเขาหรือลูออก ลำดับและอนุกรม
2. หาผลบวก n พจนแ รกของอนุกรมเลขคณิตและอนกุ รม - ลำดับจำกัดและลำดบั อนนั ต
เรขาคณิต - ลำดับเลขคณิตและลำดับเรขาคณติ
3.หาผลบวกของอนกุ รมอนนั ต - ลมิ ิตของลำดับอนนั ต
4.เขา ใจและนำความรูเ กีย่ วกับลำดับและอนุกรมไปใช -อนกุ รมจำกดั และอนุกรมอนันต
-อนกุ รมเลขคณติ และอนุกรมเรขาคณติ
-ผลบวกของอนุกรมอนันต
-การนำความรูเกี่ยวกบั ลำดบั และอนุกรมไปใช
แกปญหามลู คา ของเงินและคารายงวด
การแจกแจงความนา จะเปน เบอื้ งตน
1.หาความนาจะเปนของเหตุการณท ีเ่ กิดจากตัวแปรสุมท่มี ี -การแจกแจงเอกรปู
การแจกแจงเอกรูป การแจกแจงทวินาม และการแจกแจง -การแจกแจงทวนิ าม
ปกตแิ ละนำไปใชใ นการแกปญหา -การแจกแจงปกติ

1.ตรวจสอบความตอ เนื่องของฟง กช นั ที่กำหนดให แคลคูลสั เบ้อื งตน
-ลมิ ติ และความตอเน่ืองของฟงกชัน

217

2.หาอนุพนั ธของฟงกช ันพชี คณติ ทกี่ ำหนดใหและนำไปใช -อนพุ นั ธของฟงกชันพีชคณิต
แกป ญ หา -ปริพนั ธข องฟง กช ันพีชคณติ
3.หาปริพันธไมจำกัดเขตของฟงกช ันพชี คณติ ทก่ี ำหนดให
และนำไปใชแ กปญ หา

218

คำอธิบายรายวิชาเพ่ิมเติม
รหสั วิชา ค31201 รายวิชาคณิตศาสตร 1 กลมุ สาระการเรยี นรูคณติ ศาสตร
ช้นั มัธยมศึกษาปท ี่ 4 ภาคเรียนท่ี 1 จำนวน 60 ชั่วโมง/1.5 หนวยกิต

ศกึ ษา ฝก ทกั ษะการคิดคำนวณ จดั การเรยี นรโู ดยใชประสบการณห รือสถานการณใ นชวี ิตประจำวันของผูเ รียนให
ผูเรียนศกึ ษาคนควา โดยการปฏบิ ัตจิ ริง สรปุ รายงาน และฝกทักษะ/กระบวนการทางคณิตศาสตรใ นสาระ
เซต ความรเู บือ้ งตนและสญั ลักษณพ้ืนฐานเกีย่ วกับเซต ยเู น่ียน อนิ เตอรเซกชนั และคอมพลเี มนตข องเซตตรรกศาสตร
ประพจนแ ละตัวเชือ่ ม ประโยคที่มตี วั บง ปริมาณตัวเดียว การอางเหตผุ ล จำนวนจริง จำนวนจริงและสมบตั ขิ องจำนวนจรงิ
คาสัมบรู ณข องจำนวนจรงิ และสมบตั ิของคาสมั บูรณของจำนวนจริง จำนวนจรงิ ในรูปกรณฑ และจำนวนจรงิ ในรูปเลขยก
กำลงั ตัวประกอบของพหนุ าม สมการและอสมการ พหุนาม สมการและอสมการเศษสวนของพหนุ าม สมการและอสมการ
คาสมั บรู ณข องพหนุ าม

เพ่อื ใหม ีความรู ความเขา ใจ มีทักษะในการคิดคำนวณ การแกปญ หา การใหเ หตุผล การสือ่ ความหมายทาง
คณติ ศาสตร และสามารถนำไปใชใ นการเรยี นรูส่งิ ตาง ๆ และใชในชวี ติ ประจำวันอยางสรา งสรรค รวมท้ังเหน็ คุณคา และมี
เจตคติทด่ี ีตอคณิตศาสตร สามารถทำงานอยางเปนระบบระเบียบ มีความรับผดิ ชอบ มีวิจารณญาณ และมีความเช่อื มั่นใน
ตนเอง

ผลการเรยี นรู
1. เขา ใจและใชค วามรูเก่ยี วกับเซตในการส่ือสารและส่ือความหมายทางคณิตศาสตร
2. เขาใจและใชความรเู กี่ยวกับตรรกศาสตรเบ้ืองตน ในการสื่อสาร ส่อื ความหมาย และอา งเหตุผล
3. เขาใจจำนวนจรงิ และใชส มบัตขิ องจำนวนจริงในการแกปญหา
4. แกส มการและอสมการพหุนามตวั แปรเดียวดีกรีไมเกนิ สี่ และนำไปใชในการแกป ญหา
5. แกส มการและอสมการเศษสว นของพหุนามตัวแปรเดียว และนำไปใชในการแกปญ หา
6. แกส มการและอสมการคาสัมบูรณข องพหุนามตัวแปรเดียว และนำไปใชในการแกปญหา

จำนวนผลการเรยี นรูท ั้งหมด 6 ผลการเรียนรู

219

รหสั วิชา ค31202 คำอธิบายรายวชิ าเพ่ิมเตมิ
ช้นั มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 4 รายวิชาคณติ ศาสตร 4 กลุมสาระการเรียนรคู ณิตศาสตร
ภาคเรียนท่ี 2 จำนวน 60 ชั่วโมง/1.5 หนวยกิต

ศกึ ษา ฝก ทกั ษะการคดิ คำนวณ จัดการเรียนรูโดยใชป ระสบการณหรือสถานการณในชีวิตประจำวันของผูเรียนให
ผูเรียนศกึ ษาคนควาโดยการปฏบิ ัตจิ ริง สรุปรายงาน และฝกทักษะ/กระบวนการทางคณิตศาสตรใ นสาระ
ความสมั พนั ธและฟงกช ัน การบวก การลบ การคูณ การหารฟงกชัน ฟงกชันประกอบ ฟง กช นั ผกผันฟง กช ันเอกซโพเนน
เชียลและฟงกช ันลอการทิ ึม ฟงกชนั เอกซโพเนนเชยี ล ฟงกช ันลอการทิ ึม สมการเอกซโ พเนนเชยี ลและสมการลอการทิ ึม
เรขาคณิตวเิ คราะห จุดและเสนตรง วงกลม พาราโบลา วงรี ไฮเพอรโบลา

เพ่อื ใหม คี วามรู ความเขา ใจ มีทกั ษะในการคิดคำนวณ การแกปญหา การใหเ หตุผล การสอ่ื ความหมายทาง
คณติ ศาสตร และสามารถนำไปใชใ นการเรียนรูสิ่งตา ง ๆ และใชใ นชีวติ ประจำวันอยา งสรา งสรรค รวมทง้ั เหน็ คุณคา และ
เจตคติทีด่ ีตอคณติ ศาสตร สามารถทำงานอยางเปนระบบระเบยี บ มคี วามรับผดิ ชอบ มวี ิจารณญาณ และมคี วามเชือ่ มั่นใน
ตนเอง

ผลการเรยี นรู
1. หาผลลัพธของการบวก การลบ การคณู การหารฟง กช นั หาฟงกช ันประกอบและฟงกชันผกผัน
2. ใชส มบตั ขิ องฟงกชันในการแกป ญหา
3. เขาใจลักษณะกราฟของฟง กช นั เอกซโพเนนเชยี ลและฟง กชันลอการทิ ึมและนำไปใชในการแกป ญหา
4. แกสมการเอกซโพเนนเชียลและสมการลอการิทึม และนำไปใชในการแกป ญหา
5. เขา ใจและใชความรูเ กย่ี วกับเรขาคณิตวเิ คราะหในการแกปญหา

จำนวนผลการเรียนรูท้งั หมด 5 ผลการเรียนรู

220

คำอธิบายรายวชิ าเพ่ิมเติม กลุม สาระการเรยี นรูค ณติ ศาสตร
รหัสวิชา ค32201 รายวิชาคณิตศาสตร 3
ชั้นมัธยมศกึ ษาปท ี่ 5 ภาคเรยี นท่ี 1 จำนวน 60 ชั่วโมง/1.5 หนวยกิต

ศึกษา ฝกทักษะการคดิ คำนวณ จัดการเรยี นรูโ ดยใชประสบการณหรอื สถานการณในชีวิตประจำวนั ของผเู รียน
ใหผ เู รียนศกึ ษาคน ควาโดยการปฏิบัติจริง สรุปรายงาน และฝก ทักษะ/กระบวนการทางคณติ ศาสตรในสาระ
ฟงกช นั ตรีโกณมิติ ฟงกชนั ตรีโกณมิติ ฟงกชนั ตรโี กณมิตผิ กผัน เอกลกั ษณแ ละสมการตรีโกณมติ ิ กฎของโคไซนและกฎของ
ไซนเมทริกซ เมทริกซล ะเมทริกซส ลับเปลี่ยน การบวกเมทริกซ การคูณเมทรกิ ซกบั จำนวนจรงิ การคณู ระหวางเมทริกซ ดี
เทอรม ิแนนต เมทริกซผกผนั การแกระบบสมการเชิงเสน โดยใชเ มทรกิ ซเวกเตอรในสามมิติ เวกเตอร นเิ สธของเวกเตอร
การบวก การลบเวกเตอร การคูณเวกเตอรดวยสเกลาร ผลคูณเชิงสเกลาร ผลคูณเชิงสเกลาร

เพือ่ ใหม คี วามรู ความเขาใจ มีทักษะในการคิดคำนวณ การแกปญหา การใหเ หตผุ ล การสอ่ื ความหมายทาง
คณิตศาสตร และสามารถนำไปใชในการเรียนรสู ่งิ ตา ง ๆ และใชในชีวติ ประจำวนั อยา งสรา งสรรค รวมท้งั เหน็ คุณคา และ
มีเจตคตทิ ด่ี ีตอคณติ ศาสตร สามารถทำงานอยางเปน ระบบระเบียบ มคี วามรับผดิ ชอบ มีวจิ ารณญาณ และมีความเชื่อมนั่ ใน
ตนเอง

ผลการเรยี นรู
1. เขาใจฟงกช นั ตรโี กณมิติและลกั ษณะกราฟของฟงกชันตรีโกณมติ แิ ละนำไปใชในการแกปญหา
2. แกสมการตรโี กณมิติ และนำไปใชในการแกปญหา
3. ใชกฎของโคไซนแ ละกฎของไซนใ นการแกปญหา
4. เขาใจความหมาย หาผลลัพธข องการบวกเมทรกิ ซ การคณู เมทริกซกบั จำนวนจรงิ การคูณระหวางเมทริกซแ ละหา

เมทรกิ ซสลบั เปล่ยี น หาดเี ทอรมิแนนตของเมทรกิ ซ n ✕ n เม่อื n เปน จำนวนนบั ทีไ่ มเกินสาม
5. หาเมทริกซผกผนั ของเมทริกซ 2 ✕ 2
6. แกระบบสมการเชงิ เสนโดยใชเ มทรกิ ซผกผนั และการดำเนินการตามแถว
7. หาผลลัพธข องการบวก การลบเวกเตอร การคูณเวกเตอรดว ยสเกลาร หาผลคณู เชิงสเกลาร และผลคูณ

เชิงเวกเตอร
8. นำความรูเกย่ี วกับเวกเตอรในสามมิติไปใชใ นการแกป ญหา

จำนวนผลการเรียนรูท ้งั หมด 8 ผลการเรยี นรู

221

คำอธิบายรายวชิ าเพิ่มเติม กลุมสาระการเรียนรคู ณิตศาสตร
รหัสวิชา ค32202 รายวชิ าคณิตศาสตร 4
ชัน้ มัธยมศึกษาปที่ 5 ภาคเรยี นท่ี 2 จำนวน 60 ชั่วโมง/1.5 หนวยกติ

ศึกษา ฝกทักษะการคดิ คำนวณ จัดการเรียนรูโดยใชประสบการณห รอื สถานการณในชีวติ ประจำวนั ของผเู รียน
ใหผเู รียนศึกษาคน ควา โดยการปฏบิ ัตจิ ริง สรปุ รายงาน และฝก ทักษะ/กระบวนการทางคณติ ศาสตรในสาระ จำนวนเชิงซอน
จำนวนเชิงซอ นและสมบัติของจำนวนเชงิ ซอ น จำนวนเชงิ ซอนในรูปเชิงขว้ั รากที่ n ของจำนวนเชงิ ซอ น เม่ือ n เปน จำนวน
นับท่ีมากกวา 1 สมการพหนุ ามตวั แปรเดียว หลกั การนบั เบ้ืองตน หลกั การบวกและการคูณ การเรียงสบั เปลยี่ น การเรียง
สับเปล่ียนเชิงเสน การเรยี งสบั เปลี่ยนเชิงวงกลม กรณที ่ีสิ่งของแตกตางกนั ท้ังหมด การจัดหมูกรณีทส่ี ิ่งของแตกตางกัน
ท้งั หมด ทฤษฎีบททวนิ าม ความนาจะเปน การทดลองสมุ และเหตกุ ารณ ความนาจะเปนของเหตุการณ

เพ่ือใหมีความรู ความเขา ใจ มที ักษะในการคดิ คำนวณ การแกปญหา การใหเหตผุ ล การสือ่ ความหมายทาง
คณิตศาสตร และสามารถนำไปใชใ นการเรียนรูสงิ่ ตา ง ๆ และใชในชวี ติ ประจำวันอยางสรา งสรรค รวมทงั้ เหน็ คุณคา และ
มีเจตคติท่ดี ีตอ คณติ ศาสตร สามารถทำงานอยางเปน ระบบระเบยี บ มีความรบั ผดิ ชอบ มีวิจารณญาณ และมีความเชื่อมั่นใน
ตนเอง

ผลการเรียนรู
1. เขาใจจำนวนเชงิ ซอ นและใชสมบตั ขิ องจำนวนเชิงซอนในการแกป ญหา
2. หารากท่ี n ของจำนวนเชิงซอ น เมื่อ n เปนจำนวนนบั ที่มากกวา 1
3. แกสมการพหุนามตัวแปรเดยี ว ดกี รไี มเกินส่ี ท่มี สี มั ประสทิ ธ์ิเปนจำนวนเต็มและนำไปใชใ นการแกปญหา
4. เขา ใจและใชหลักการบวกและการคณู การเรยี งสับเปลยี่ น และการจดั หมูในการแกป ญหา
5. หาความนาจะเปน และนำความรูเกี่ยวกบั ความนาจะเปนไปใช

จำนวนผลการเรียนรทู ง้ั หมด 5 ผลการเรยี นรู

222

คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเติม
รหัสวิชา ค33201 รายวิชา คณิตศาสตรเ พมิ่ เติม 5 กลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร
ชั้นมัธยมศกึ ษาปท่ี 6 ภาคเรยี นที่ 1 จำนวน 60 ช่ัวโมง/1.5 หนว ยกติ

ศึกษา ฝกทกั ษะการคดิ คำนวณ จัดการเรียนรูโดยใชประสบการณหรอื สถานการณใ นชีวติ ประจำวันของผเู รยี นให
ผูเ รยี นศกึ ษาคนควาโดยการปฏิบัตจิ รงิ สรุปรายงาน และฝก ทกั ษะ/กระบวนการทางคณิตศาสตรใ นสาระ ลำดับและ
อนกุ รม ลำดับ ลิมติ ของลำดับอนนั ต อนุกรม สัญลกั ษณแ ทนการบวก การประยุกตของลำดบั และอนุกรม แคลคูลัส
เบือ้ งตน ลิมติ ของฟง กช นั ความตอ เน่ืองของฟงกชัน อนุพนั ธข องฟงกช นั การหาอนพุ นั ธของฟงกชนั โดยใชส ูตร อนุพันของ
ฟงกชันประกอบ เสน สัมผัสเสนโคง อนุพันธข องฟงกชนั ของฟงกช นั อนั ดับสูง การประยกุ ตของอนุพันธ ปฏยิ านพุ ันธแ ละ
ปริพนั ธไ มจ ำกัดเขต ปริพันธจ ำกดั พนื้ ท่ีทป่ี ดลอ ม ดวยเสน โคง

เพ่อื ใหม ีความรู ความเขาใจ มีทกั ษะในการคดิ คำนวณ การแกปญหา การใหเหตุผล การสอ่ื ความหมายทาง
คณติ ศาสตร และสามารถนำไปใชใ นการเรียนรสู ิง่ ตา งๆ และใชในชีวิตประจำวนั อยา งสรา งสรรค รวมท้งั เหน็ คุณคา และเจต
คติทด่ี ตี อคณิตศาสตร สามารถทำงานอยางเปนระบบระเบียบ มคี วามรบั ผดิ ชอบ มวี ิจารณญาณ และมีความเชอื่ มัน่ ใน
ตนเอง

ผลการเรียนรู
1. ระบไุ ดว า ลำดบั ที่กำหนดใหเ ปนลำดบั ลเู ขาหรือลูออก
2. หาผลบวก n พจนแรกของอนุกรมเลขคณิตและอนุกรมเรขาคณติ
3. หาผลบวกของอนุกรมอนันต
4. เขาใจและนำความรูเ ก่ียวกับลำดบั และอนกุ รมไปใช
5. ตรวจสอบความตอ เนื่องของฟง กช นั ที่กำหนดให
6. หาอนุพันธของฟง กชันพีชคณิตท่ีกำหนดใหแ ละนำไปใชแกป ญหา
7. หาปรพิ นั ธไ มจ ำกัดเขตของฟงกชนั พชี คณติ ท่ีกำหนดใหและนำไปใชแ กปญหา

จำนวนผลการเรยี นรูท ้งั หมด 7 ผลการเรียนรู

223

คำอธิบายรายวิชาเพ่ิมเติม
รหัสวิชา ค33202 รายวชิ า คณิตศาสตรเพมิ่ เติม 6 กลุมสาระการเรยี นรูคณิตศาสตร
ช้ันมัธยมศกึ ษาปท ี่ 6 ภาคเรยี นท่ี 2 จำนวน 60 ชั่วโมง/1.5 หนว ยกิต

ศกึ ษา ฝกทักษะการคดิ คำนวณ จัดการเรียนรโู ดยใชประสบการณห รอื สถานการณใ นชีวิตประจำวันของผเู รยี นให
ผูเรยี นศึกษาคนควา โดยการปฏบิ ตั จิ ริง สรุปรายงาน และฝก ทกั ษะ/กระบวนการทางคณิตศาสตรใ นสาระ ความหมายของ
สถติ ศิ าสตรแ ละขอ มลู สถิตศิ าสตร คำสำคญั ในสถิตศิ าสตร ประเภทของขอมูล สถติ ิศาสตรเชงิ พรรณนาและสถิติศาสตรเ ชิง
อนุมาน การวเิ คราะหและนำเสนอขอมลู เชิงคณุ ภาพ การวเิ คราะหและนำเสนอขอ มลู เชิงคณุ ภาพดว ยตารางความถี่ การ
วเิ คราะหแ ละนำเสนอขอมูลดวยแผนภาพการวเิ คราะหและนำเสนอขอมลู เชิงปรมิ าณ การวิเคราะหแ ละนำเสนอขอมลู เชงิ
ปริมาณดว ยตารางความถี่ การวเิ คราะหแ ละนำเสนอขอมลู เชิงปริมาณดวยแผนภาพ คา วัดทางสถติ ิ ตัวแปรสุม และการแจก
แจงความนา จะเปน ความหมายและชนดิ ของตวั แปรสุม การแจกแจงความนา จะเปนของตัวแปรสุม ไมตอเน่ือง การแจกแจง
ความนาจะเปนของตวั แปรสุมตอ เน่อื ง

เพื่อใหม ีความรู ความเขา ใจ มที ักษะในการคิดคำนวณ การแกปญหา การใหเ หตุผล การส่อื ความหมายทาง
คณิตศาสตร และสามารถนำไปใชใ นการเรียนรสู ิ่งตางๆ และใชใ นชีวติ ประจำวนั อยางสรางสรรค รวมทัง้ เห็นคุณคา และเจต
คตทิ ีด่ ีตอคณิตศาสตร สามารถทำงานอยางเปน ระบบระเบียบ มคี วามรับผิดชอบ มวี ิจารณญาณ และมีความเชื่อมน่ั ใน
ตนเอง

ผลการเรยี นรู
1.เขาใจและใชความรทู างสถิตใิ นการนำเสนอขอมลู และแปลความหมายของคาสถิตเิ พ่ือประกอบการ

ตดั สินใจ
2.หาความนาจะเปนของเหตุการณที่เกิดจากตวั แปรสุม ท่มี ีการแจกแจงเอกรูป การแจกแจงทวนิ ามและ

การแจกแจงปกติ และนำไปใชในการแกปญ หา
จำนวนผลการเรียนรูท ้ังหมด 2 ผลการเรยี นรู

224

รายวชิ าเคมี

ชัน้ ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรเู พิ่มเติม
ม.4 1. บอกและอธบิ ายขอปฏิบัติเบือ้ งตน และ -การทำปฏิบัตกิ ารเคมีตองคำนึงถงึ ความปลอดภยั และ
ปฏิบตั ิตนทแี่ สดงถึงความตระหนักในการ ความเปนมิตรตอส่ิงแวดลอม ดังนั้นจึงควร ศึกษาขอ
ทำปฏิบัตกิ ารเคมี เพื่อใหมีความปลอดภยั ปฏบิ ัติของการทำปฏบิ ัติการเคมีเชน ความปลอดภัยใน
ท้ังตอ ตนเอง ผอู ื่นและส่ิงแวดลอ ม และ การใชอ ปุ กรณและสารเคมี การปอ งกนั อบุ ตั ิเหตุระหวา ง
เสนอแนวทางแกไ ขเม่ือเกดิ อุบตั เิ หตุ การทดลอง การกำจดั สารเคมี

2. เลือกและใชอ ุปกรณห รือเครอื่ งมือใน -อุปกรณและเคร่ืองมือช่งั ตวง วัดแตละชนิด มีวิธีการใช
การทำปฏิบตั ิการ และวดั ปริมาณตา ง ๆ งานและการดแู ลแตกตางกัน ซ่ึงการ วดั ปรมิ าณตาง ๆ ให
ไดอ ยา งเหมาะสม ไดข อมูลที่มีความเทยี่ งและ ความแมนในระดบั นัยสำคญั ที่
ตองการ ตองมี การเลอื กและใชอ ปุ กรณในการทำ
ปฏบิ ตั ิการ อยา งเหมาะสม
3. นำเสนอแผนการทดลอง ทดลองและ -การทำปฏบิ ัตกิ ารเคมีตองมีการวางแผน การทดลอง การ
เขยี น รายงานการทดลอง ทำการทดลอง การบันทกึ ขอ มลู สรุปและวเิ คราะห
นำเสนอขอมลู และการ เขียนรายงานการทดลองท่ี
ถกู ตอง โดยการทำ ปฏบิ ัติการเคมตี องคำนงึ ถึงวธิ ีการทาง
วิทยาศาสตร ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร และจิต
วทิ ยาศาสตร
4. ระบหุ นวยวัดปรมิ าณตา ง ๆ ของสาร -การทำปฏิบตั ิการเคมตี องมีการวดั ปริมาณตา ง ๆ ของสาร
และ เปลย่ี นหนวยวดั ใหเปนหนว ยใน การบอกปรมิ าณของสารอาจระบุ อยูใ นหนว ยตาง ๆ
ระบบเอสไอ ดวยการใชแฟกเตอรเ ปลย่ี น ดงั นัน้ เพ่ือใหม ีมาตรฐาน เดียวกัน จึงมีการกำหนดหนว ย
หนวย ในระบบเอสไอ ใหเ ปนหนว ยสากล ซง่ึ การเปลย่ี นหนว ย
เพอื่ ใหเ ปน หนว ยสากล สามารถทำไดดว ยการใช แฟก
เตอรเปลีย่ นหนวย
5. สบื คน ขอมลู สมมตฐิ าน การทดลอง -นักวิทยาศาสตรศึกษาโครงสรางของอะตอม และเสนอ
หรือ ผลการทดลองทเี่ ปนประจกั ษพ ยาน แบบจำลองอะตอมแบบตาง ๆ จาก การศึกษาขอมูล การ
ในการเสนอ แบบจำลองอะตอมของ สงั เกต การตง้ั สมมตฐิ าน และ ผลการทดลอง
นักวิทยาศาสตร และอธบิ ายวิวัฒนาการ -แบบจำลองอะตอมมีวิวัฒนาการ โดยเริ่มจาก ดอลตัน
ของแบบจำลองอะตอม เสนอวาธาตุประกอบดวยอะตอมซง่ึ เปน อนุภาคขนาดเล็ก
ไมสามารถแบงแยกไดตอมา ทอมสันเสนอวาอะตอม
ประกอบดวยอนุภาค ที่มีประจุลบ เรียกวา อิเล็กตรอน
และอนุภาค ประจุบวก รัทเทอรฟอรดเสนอวาประจุบวก
ที่เรียกวา โปรตอน รวมตัวกันอยูตรงกึ่งกลาง อะตอม
เรียกวา นิวเคลียส ซึ่งมีขนาดเล็กมาก และมีอิเล็กตรอน
อยูรอบนิวเคลียส โบรเสนอวา อิเล็กตรอนเคลื่อนที่เปน

225

ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรเู พิม่ เติม
วงรอบนิวเคลียส โดยแตละวงมีระดับพลังงานเฉพาะตัว
ในปจจุบัน นักวิทยาศาสตรยอมรับวาอิเล็กตรอนมีการ
เคลื่อนที่รวดเร็วรอบนิวเคลียส และไมสามารถ ระบุ
ตำแหนงที่แนนอนไดจึงเสนอแบบจำลอง อะตอมแบบ
กลุมหมอก ซึ่งแสดงโอกาสการพบ อิเล็กตรอนรอบ
นวิ เคลยี ส
6. เขียนสัญลกั ษณนวิ เคลียรของธาตแุ ละ -สัญลักษณนิวเคลียรของธาตุ ประกอบดวย สัญลักษณ
ระบุ จำนวนโปรตอน นิวตรอน และ ธาตุ เลขอะตอมซึ่งแสดงจำนวน โปรตอน และเลขมวลซึ่ง
อิเลก็ ตรอนของ อะตอมจากสัญลกั ษณ แสดงผลรวมของจำนวน โปรตอนกับนิวตรอน อะตอม
นวิ เคลียรรวมท้งั บอก ความหมายของ ของธาตุชนิดเดียวกัน ที่มีจำนวนโปรตอนเทากัน แตมี
ไอโซโทป จำนวนนวิ ตรอน ตางกัน เรียกวา ไอโซโทป
7. อธิบาย และเขยี นการจดั เรียง -การศึกษาสเปกตรัมการเปลงแสงของอะตอมแกส ทำให
อิเลก็ ตรอน ในระดบั พลังงานหลักและ ทราบวา อิเล็กตรอนจัดเรียงอยูรอบ ๆ นิวเคลียสในระดับ
ระดบั พลงั งานยอย เมอ่ื ทราบเลขอะตอม พลังงานหลักตาง ๆ และ แตละระดับพลังงานหลักยัง
ของธาตุ แบงเปนระดับ พลังงานยอยซึ่งมีบริเวณที่จะพบ
อิเล็กตรอน เรียกวา ออรบิทัล ไดแตกตางกัน และ
อิเล็กตรอน จะจัดเรียงในออรบิทัลใหมีระดับพลังงานต่ำ
ทส่ี ดุ สำหรับอะตอมในสถานะพนื้
8. ระบุหมคู าบ ความเปน โลหะ อโลหะ -ตารางธาตุในปจจุบันจัดเรียงธาตุตามเลขอะตอม และ
และ ก่ึงโลหะ ของธาตุเรพรีเซนเททฟี และ สมบัติที่คลายคลึงกันเปนหมูและคาบ โดยอาจแบงธาตใุ น
ธาตุ แทรนซิชนั ในตารางธาตุ ตารางธาตุเปนกลุมธาตุโลหะ กึ่งโลหะ และอโลหะ
นอกจากนี้อาจแบงเปน กลุมธาตุเรพรีเซนเททีฟและกลุม
ธาตแุ ทรนซิชนั
9. วิเคราะหและบอกแนวโนมสมบัตขิ อง -ธาตุเรพรีเซนเททีฟในหมูเดียวกันมีจำนวนเวเลนซ-
ธาตุ เรพรเี ซนเททีฟตามหมูและตามคาบ อิเล็กตรอนเทากัน และธาตทุ อ่ี ยูในคาบเดียวกัน มีเวเลนซ
อิเล็กตรอนในระดับพลังงานหลักเดียวกัน ธาตุเรพรีเซนเท
ทีฟมีสมบัติทางเคมีคลายคลึงกัน ตามหมูและมีแนวโนม
สมบัติบางประการเปนไป ตามหมูและตามคาบ เชน
ขนาดอะตอม รัศมีไอออน พลังงานไอออไนเซชัน
อเิ ล็กโทรเนกาติวิตี สมั พรรคภาพอิเล็กตรอน
10. บอกสมบตั ิของธาตุโลหะแทรนซชิ นั -ธาตุแทรนซชิ ันเปน โลหะทสี่ วนใหญมีเวเลนซ- อิเล็กตรอน
และ เปรียบเทยี บสมบตั ิกบั ธาตโุ ลหะใน เทากับ ๒ มีขนาดอะตอมใกลเคียงกัน มีจุดเดือด จุด
กลมุ ธาตุ เรพรเี ซนเททีฟ หลอมเหลวและความหนาแนนสูง เกิดปฏิกิริยากับน้ำได
ชากวาธาตุโลหะในกลุมธาตุ เรพรีเซนเททีฟ เมื่อเกิดเปน
สารประกอบ สวนใหญจะมสี ี

226

ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรูเพิ่มเติม
11. อธิบายสมบตั ิและคำนวณครึ่งชวี ติ ของ -ธาตุแตละชนิดมีไอโซโทป ซึ่งในธรรมชาติบางธาตุ มี
ไอโซโทป กัมมันตรังสี ไอโซโทปทีแ่ ผร ังสีไดเนื่องจากนวิ เคลียส ไมเ สถียร เรียกวา
ไอโซโทปกมั มันตรังสีสำหรบั ธาตุกมั มนั ตรังสเี ปนธาตุที่ทุก
ไอโซโทปสามารถ แผรังสีไดรังสที ี่เกิดข้ึน เชน รังสีแอลฟา
รังสีบีตา รังสีแกมมา โดยครึ่งชีวิตของไอโซโทป
กัมมันตรังสี เปนระยะเวลาที่ไอโซโทปกัมมันตรังสี
สลายตัว จนเหลือครึ่งหนึ่งของปริมาณเดิม ซึ่งเปนคาคงท่ี
เฉพาะของแตละไอโซโทปกัมมนั ตรังสี
12. สบื คนขอ มูล และยกตัวอยางการนำ -สมบัติบางประการของธาตุแตละชนิด ทำให สามารถนำ
ธาตุ มาใชป ระโยชนรวมทัง้ ผลกระทบตอ ธาตไุ ปใชป ระโยชนใ นดานตาง ๆ ไดอ ยางหลากหลาย ทง้ั น้ี
สงิ่ มีชวี ติ และส่ิงแวดลอม การนำธาตไุ ปใชต อง ตระหนกั ถึงผลกระทบท่ีมตี อสิง่ มีชีวิต
และ สิ่งแวดลอม โดยเฉพาะสารกัมมันตรังสซี ึ่งตองมี การ
จัดการอยางเหมาะสม
13. อธบิ ายการเกิดไอออนและการเกิด -สารเคมีเกิดจากการยึดเหนี่ยวกันดวยพันธะเคมี ซึ่ง
พนั ธะ ไอออนกิ โดยใชแ ผนภาพหรือ เกี่ยวของกับเวเลนซอิเล็กตรอนที่แสดงไดดวย สัญลักษณ
สญั ลกั ษณ แบบจดุ ของลิวอิส แบบจุดของลิวอิส โดยการเกิด พันธะเคมีสวนใหญเปนไป
ตามกฎออกเตต
-พันธะไอออนกิ เกิดจากการยดึ เหน่ยี วระหวา ง ประจไุ ฟฟา
ของไอออนบวกกับไอออนลบ สวนใหญไอออนบวกเกิด
จากโลหะเสียอิเล็กตรอน และไอออนลบเกิดจากอโลหะ
รับอิเล็กตรอน สารประกอบที่เกิดจากพันธะไอออนิก
เรียกวา สารประกอบไอออนิก สารประกอบไอออนิก ไม
อยูในรูปโมเลกุล แตเปนโครงผลึกที่ประกอบ ดวยไอออน
บวกและไอออนลบจดั เรียงตวั ตอเน่อื ง กนั ไปท้ังสามมติ ิ
14. เขยี นสตู ร และเรียกชื่อสารประกอบ -สารประกอบไอออนิกเขียนแสดงสูตรเคมีโดยให
ไอออนิก สัญลักษณธาตุที่เปนไอออนบวกไวขางหนาตาม ดวย
สัญลักษณธาตุที่เปนไอออนลบ โดยมีตัวเลข แสดง
อัตราสวนอยา งต่ำของจำนวนไอออนทเี่ ปน องคป ระกอบ
-การเรียกชื่อสารประกอบไอออนิกทำไดโดย เรียกช่ือ
ไอออนบวกแลวตามดวยชื่อไอออนลบ สำหรับ
สารประกอบไอออนิกที่เกิดจากโลหะที่มี เลขออกซิเดชัน
ไดหลายคา ตอ งระบเุ ลข ออกซิเดชนั ของโลหะดวย
15. คำนวณพลังงานท่เี ก่ยี วของกับ -ปฏิกริ ยิ าการเกิดสารประกอบไอออนิกจากธาตุ เก่ียวของ
ปฏกิ ิริยา การเกิดสารประกอบไอออนิก กับปฏิกิริยาเคมีหลายขั้นตอน มีทั้ง ที่เปนปฏิกิริยาดูด
จากวัฏจักร บอรน -ฮาเบอร พลังงานและคายพลังงาน ซึ่งแสดงไดดวยวัฏจักรบอรน-

227

ชัน้ ผลการเรียนรู สาระการเรียนรูเ พิม่ เตมิ
ฮาเบอรและ พลังงานของปฏิกิริยาการเกิดสารประกอบ
ไอออนกิ เปนผลรวมของพลงั งานทกุ ข้นั ตอน
16. อธบิ ายสมบัตขิ องสารประกอบไอออ -สารประกอบไอออนกิ สว นใหญมลี ักษณะเปน ผลกึ
นิก ของแข็ง เปราะ มจี ุดหลอมเหลวและ จดุ เดอื ดสูง ละลาย
นำ้ แลวแตกตวั เปนไอออน เรียกวา สารละลายอเิ ลก็ โทร
ไลตเ มอ่ื เปน ของแขง็ ไมน ำไฟฟา แตถ าทำใหห ลอมเหลว
หรอื ละลาย ในน้ำจะนำไฟฟา -สารละลายของ
สารประกอบไอออนกิ แสดงสมบัติ ความเปน กรด-เบส
ตา งกนั สารละลายของ สารประกอบคลอไรดม สี มบัตเิ ปน
กลาง และ สารละลายของสารประกอบออกไซดมสี มบตั ิ
เปน เบส
17. เขียนสมการไอออนิกและสมการไอ -ปฏิกิริยาของสารประกอบไอออนิก สามารถเขียน แสดง
ออนิกสทุ ธิ ของปฏิกิรยิ าของสารประกอบ ดวยสมการไอออนิกหรือสมการไอออนิก สุทธิโดยท่ี
ไอออนิก สมการไอออนิกแสดงสารตั้งตนและ ผลิตภัณฑทุกชนิดที่
แตกตวั ไดใ นรูปของไอออน สว นสมการไอออนิกสทุ ธิแสดง
เฉพาะไอออนที่ ทำปฏิกริ ยิ ากัน และผลติ ภัณฑท ี่เกิดข้ึน
18. อธิบายการเกิดพนั ธะโคเวเลนตแบบ -พันธะโคเวเลนตเปนการยึดเหนี่ยวที่เกิดขึ้นภายใน
พันธะเดย่ี ว พันธะคูและพันธะสาม ดว ย โมเลกุลจากการใชเวเลนซอิเล็กตรอนรวมกัน ของธาตุซ่ึง
โครงสรางลิวอิส สวนใหญเปน ธาตุอโลหะ โดยทั่วไป จะเปนไปตามกฎออก
เตต สารที่ยึดเหนี่ยวกันดวย พันธะโคเวเลนตเรียกวา สาร
โคเวเลนตพันธะ โคเวเลนตเกิดไดทั้งพันธะเดี่ยว พันธะคู
และ พันธะสาม ซึ่งสามารถเขียนแสดงไดดวย โครงสราง
ลิวอิส โดยแสดงอิเล็กตรอนคูรวมพันธะ ดวยจุดหรือเสน
และแสดงอิเลก็ ตรอนคโู ดดเดีย่ ว ของแตล ะอะตอมดวยจดุ
19. เขยี นสูตร และเรียกชื่อสารโคเวเลนต -สูตรโมเลกุลของสารโคเวเลนตโดยทั่วไป เขียนแสดงดวย
สัญลักษณของธาตุเรียงลำดับ ตามคาอิเล็กโทรเนกาติวิตี
จากนอยไปมาก โดยมีตัวเลขแสดงจำนวนอะตอมของธาตุ
ทมี่ ีมากกวา 1 อะตอมในโมเลกลุ
-การเรียกชื่อสารโคเวเลนตทำไดโดยเรียกชื่อ ธาตุที่อยู
หนากอน แลวตามดวยชื่อธาตุที่อยูถ ัดมา โดยมีคำนำหนา
ระบจุ ำนวนอะตอมของธาตทุ ่ีเปน องคประกอบ
20. วเิ คราะหแ ละเปรียบเทยี บความยาว -ความยาวพันธะและพลังงานพันธะในสาร โคเวเลนต
พนั ธะ และพลังงานพนั ธะในสารโคเว ขึ้นกับชนิดของอะตอมคูรวมพันธะ และชนิดของพันธะ
เลนตร วมท้งั คำนวณพลังงานท่เี ก่ียวของ โดยพันธะเด่ียว พันธะคู และพนั ธะสาม มีความยาวพันธะ
กบั ปฏกิ ิริยาของ สารโคเวเลนตจาก และพลังงาน พันธะแตกตางกัน นอกจากนี้โมเลกุลโคเว
พลงั งานพันธะ เลนต บางชนิดมีคาความยาวพันธะและพลังงานพันธะ

228

ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรเู พิ่มเตมิ
แตกตางจากของพันธะเดี่ยว พันธะคูและพันธะสาม ซึ่ง
สารเหลานี้สามารถเขียนโครงสรางลิวอิส ที่เหมาะสมได
มากกวา 1 โครงสรา ง ทเ่ี รยี กวา โครงสรางเรโซแนนซ
-พลังงานพันธะนำมาใชในการคำนวณพลังงาน ของ
ปฏิกริ ิยา ซง่ึ ไดจากผลตางของพลังงาน พนั ธะรวมของสาร
ตั้งตนกบั ผลิตภณั ฑ
21. คาดคะเนรูปรา งโมเลกลุ โคเวเลนตโดย -รูปรางของโมเลกุลโคเวเลนตอาจพิจารณาโดยใช ทฤษฎี
ใช ทฤษฎกี ารผลักระหวางคูอิเล็กตรอนใน การผลักระหวางคูอิเล็กตรอนในวงเวเลนซ (VSEPR) ซึ่ง
วงเวเลนซ และระบุสภาพข้วั ของโมเลกลุ ขึ้นอยูกับจำนวนพันธะและจำนวน อิเล็กตรอนคูโดดเดี่ยว
โคเวเลนต รอบอะตอมกลาง โมเลกุลโคเวเลนตมีทั้งโมเลกุลมีขัว้ และ
ไมมีขั้ว สภาพขั้วของโมเลกุลโคเวเลนตเปนผลรวม
ปริมาณเวกเตอรสภาพขั้วของแตละพันธะตาม รูปราง
โมเลกุล
22. ระบชุ นิดของแรงยดึ เหนีย่ วระหวาง -แรงยึดเหนี่ยวระหวางโมเลกุลซ่ึงอาจเปน แรงแผกระจาย
โมเลกุล โคเวเลนตแ ละเปรียบเทยี บจุด ลอนดอน แรงระหวางขว้ั และพันธะไฮโดรเจน มผี ลตอจุด
หลอมเหลว จุดเดอื ด และการละลายน้ำ หลอมเหลว จุดเดือด และการละลายน้ำของสาร
ของสารโคเวเลนต นอกจากนี้ สารโคเวเลนตสวนใหญยังมีจุดหลอมเหลว
และจุดเดือดต่ำกวาสารประกอบไอออนิก เนื่องจากแรง
ยึดเหนี่ยวระหวางโมเลกุล มีคา นอ ยกวาพันธะไอออนิก
-สารโคเวเลนตสวนใหญมีจุดหลอมเหลวและ จุดเดือดต่ำ
และไมละลายในน้ำ สำหรับสาร โคเวเลนตที่ละลายน้ำมี
ทั้งแตกตัวและไมแตกตัว เปนไอออน สารละลายที่ไดจาก
สารที่ไมแตกตัว เปนไอออนจะไมนำไฟฟา เรียกวา
สารละลายนอนอิเล็กโทรไลตสวนสารละลายที่ไดจากสาร
ทีแ่ ตกตวั เปน ไอออนจะนำไฟฟา เรียกวา สารละลายอิเล็ก
โทรไลตสารละลายของ สารประกอบคลอไรดแ ละออกไซด
จะมีสมบัติ เปน กรด
23. สบื คน ขอ มลู และอธบิ ายสมบัติของ -สารโคเวเลนตบางชนิดที่มีโครงสรางโมเลกุล ขนาดใหญ
สารโคเวเลนตโ ครงรางตาขา ยชนดิ ตาง ๆ และมีพันธะโคเวเลนตตอเนื่อง เปนโครงรางตาขาย จะมี
จุดหลอมเหลวและ จุดเดือดสูง สารโคเวเลนตโครงรางตา
ขายที่มี ธาตุองคประกอบเหมือนกัน แตมีอัญรูปตางกัน
จะมสี มบัติตางกนั เชน เพชร แกรไฟต
24. อธบิ ายการเกิดพนั ธะโลหะและสมบัติ -พันธะโลหะเกิดจากเวเลนซอิเล็กตรอนของ ทุกอะตอม
ของโลหะ ของโลหะเคลื่อนที่อยางอิสระไปท่ัว ทั้งโลหะ และเกิดแรง
ยดึ เหน่ียวกบั โปรตอน ในนิวเคลียสทกุ ทศิ ทาง
-โลหะสว นใหญเปนของแขง็ มีผิวมันวาว สามารถ

229

ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรียนรูเพิ่มเติม
ตเี ปนแผน หรอื ดึงเปน เสนไดน ำความรอ นและ
นำไฟฟา ไดด ีมีจดุ หลอมเหลวและจดุ เดือดสูง
25. เปรียบเทยี บสมบตั บิ างประการของ -สารประกอบไอออนิก สารโคเวเลนตและโลหะ มีสมบัติ
สารประกอบ ไอออนิก สารโคเวเลนตแ ละ เฉพาะตัวบางประการที่แตกตางกัน เชน จุดเดือด จุด
โลหะ สบื คน ขอ มูล และนำเสนอตัวอยาง หลอมเหลว การละลายน้ำ การนำ ไฟฟา จึงสามารถ
การใชประโยชนของ สารประกอบไอออ นำมาใชประโยชนในดา นตาง ๆ ไดต ามความเหมาะสม
นกิ สารโคเวเลนตแ ละ โลหะ ไดอยา ง
เหมาะสม
26. บอกความหมายของมวลอะตอมของ -มวลอะตอมของธาตุ เปนมวลของธาตุ 1 อะตอม ซึ่งเปน
ธาตุและ คำนวณมวลอะตอมเฉลี่ยของ ผลรวมของมวลโปรตอน นิวตรอน และ อิเล็กตรอน แต
ธาตุ มวลโมเลกุล และมวลสูตร เนอ่ื งจากอิเลก็ ตรอนมีมวลนอยมาก เม่อื เทยี บกับโปรตอน
และนิวตรอน ดังนั้น มวลอะตอมจึงมีคาใกลเคียงกับ
ผลรวมของ มวลโปรตอนและนิวตรอน
-มวลอะตอมเฉลี่ยของธาตเุ ปนคา เฉลี่ยจากคา มวลอะตอม
ของแตละไอโซโทปของธาตุชนิดนั้น ตามปริมาณที่มีใน
ธรรมชาติ
-มวลโมเลกุลและมวลสูตรเปนผลรวมของ มวลอะตอม
เฉลีย่ ของธาตุที่เปนองคป ระกอบ ของสารน้ัน
27. อธิบาย และคำนวณปรมิ าณใด -โมลเปนปริมาณสารที่มีจำนวนอนุภาคเทากับ เลขอาโว
ปรมิ าณหนงึ่ จากความสมั พนั ธข องโมล กาโดรคือ 6.02 × 1023 อนุภาค มวลของสาร 1 โมล ที่มี
จำนวนอนุภาค มวล และปรมิ าตรของ หนวยเปนกรัม เรียกวา มวลตอโมล ซึ่งมีคาตัวเลขเทากับ
แกส ท่ี STP มวลอะตอม มวลโมเลกุลหรอื มวลสูตรของสารนัน้ สำหรับ
สาร ที่มีสถานะแกส 1 โมล จะมีปริมาตรเทากับ 22.4
ลูกบาศกเ ดซเิ มตร ท่ี STP
28. คำนวณอัตราสว นโดยมวลของธาตุ -สารประกอบเกิดจากการรวมตัวของธาตุตั้งแต 2 ชนิดขึ้น
องคประกอบ ของสารประกอบตามกฎ ไป โดยมีอัตราสวนโดยมวลของธาตุ องคประกอบคงท่ี
สดั สว นคงท่ี เสมอ ตามกฎสดั สว นคงท่ี
29. คำนวณสูตรอยา งงา ยและสตู รโมเลกุล -สูตรเคมีสามารถแสดงไดดวยสูตรเอมพิริคัลหรือ สูตร
ของสาร อยางงายและสตู รโมเลกลุ ซง่ึ สูตรอยา งงาย คำนวณไดจ าก
รอยละโดยมวลและมวลอะตอม ของธาตุองคประกอบ
และถาทราบมวลโมเลกุล ของสารจะสามารถคำนวณสตู ร
โมเลกุลได
30. คำนวณความเขม ขน ของสารละลาย -สารที่พบในชีวิตประจำวันจำนวนมากอยูในรูป ของ
ในหนว ยตาง ๆ สารละลาย การบอกปริมาณของสาร ในสารละลาย
สามารถบอกเปนความเขมขน ในหนวยรอยละ สวนใน

230

ช้นั ผลการเรียนรู สาระการเรียนรูเพิม่ เตมิ
ลานสวน สวนในพันลานสวน โมลาริตีโมแลลิตี และ
เศษสวนโมล
31. อธบิ ายวิธีการและเตรยี มสารละลาย -การเตรียมสารละลายใหมีความเขม ขนและ ปริมาตรของ
ใหมคี วามเขมขนในหนว ยโมลารติ ี และ สารละลายตามที่กำหนด ทำไดโดย การละลายตัวละลาย
ปรมิ าตรของสารละลายตามท่ีกำหนด ที่เปนสารบริสุทธิ์ใน ตัวทำละลายหรือนำสารละลายที่มี
ความเขมขน มาเจือจางดวยตัวทำละลายโดยปริมาณของ
สาร ที่ใชขึ้นอยูกับความเขมขนและปริมาตรของ
สารละลายท่ีตองการ
32. เปรยี บเทยี บจุดเดอื ดและจดุ เยอื กแข็ง -สารละลายมีจุดเดือดและจุดเยือกแข็งแตกตางไป จาก
ของสารละลายกับสารบรสิ ทุ ธิ์ รวมทัง้ สารบริสุทธิ์ที่เปนตัวทำละลายในสารละลาย โดยสมบัติที่
คำนวณจุดเดือดและจดุ เยือกแข็งของ เปลี่ยนแปลงไปขึ้นอยูกับปริมาณ ของตัวละลายในตัวทำ
สารละลาย ละลาย และชนิดของ ตวั ทำละลาย
33. แปลความหมายสัญลักษณใ นสมการ -ปฏิกิรยิ าเคมีเปน การเปลยี่ นแปลงทีม่ ีสารใหม เกดิ ขึ้นจาก
เคมี เขียนและดลุ สมการเคมีของปฏกิ ริ ยิ า การจัดเรียงตัวใหมของอะตอมธาตุ โดยจำนวนและชนิด
เคมบี างชนิด ของอะตอมธาตุไมเปลี่ยนแปลง ปฏิกิริยาเคมีเขียนแสดง
ไดดวยสมการเคมี ซึ่งประกอบดวยสูตรเคมีของสารตั้งตน
และ ผลิตภัณฑลูกศรแสดงทิศทางของการเกิด ปฏิกิริยา
และเลขสัมประสิทธิ์ของสารตั้งตน และผลิตภัณฑที่ดุล
แลว นอกจากนี้อาจมีสัญลักษณ แสดงสถานะของสาร
หรือปจ จัยอ่นื ทเี่ กี่ยวขอ ง ในการเกิดปฏิกริ ยิ าเคมี
-การดุลสมการเคมีทำไดโดยการเติมเลขสัมประสิทธ์ิ หนา
สารตั้งตนและผลิตภัณฑเพื่อใหอะตอม ของธาตุในสารตั้ง
ตน และผลิตภัณฑเ ทากัน

34. คำนวณปริมาณของสารในปฏิกิรยิ า -การเปลี่ยนแปลงปริมาณสารในปฏิกิริยาเคมี มี
เคมีทเ่ี กย่ี วของกับมวลสาร ความสัมพันธกันตามเลขสัมประสิทธ์ิ ในสมการเคมีซ่ึง
35. คำนวณปรมิ าณของสารในปฏกิ ริ ยิ า บอกถึงอัตราสวนโดยโมลของสาร ในปฏิกิริยา สามารถ
เคมีทเี่ กย่ี วขอ งกบั ความเขม ขนของ นำมาใชในการคำนวณ ปรมิ าณของสารทเี่ ก่ยี วขอ งกับมวล
สารละลาย ความเขม ขน ของสารละลาย และปริมาตรของแกสได
36. คำนวณปริมาณของสารในปฏกิ ริ ิยา -ความสัมพันธของโมลสารตั้งตนและผลิตภัณฑ ใน
เคมที ี่เก่ยี วขอ งกับปรมิ าตรแกส ปฏิกิริยาเคมีหลายขั้นตอน พิจารณาไดจาก เลข
37. คำนวณปรมิ าณของสารในปฏิกริ ิยา สมั ประสิทธข์ิ องสมการเคมีรวม
เคมหี ลายขัน้ ตอน

231

ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรูเพมิ่ เตมิ
38. ระบุสารกำหนดปรมิ าณ และคำนวณ -ปฏิกิริยาเคมีท่สี ารตง้ั ตนทำปฏกิ ริ ิยาไมพ อดีกนั สารตั้งตน
ปรมิ าณสารตาง ๆ ในปฏิกริ ิยาเคมี ที่ทำปฏิกิริยาหมดกอน เรียกวา สารกำหนดปริมาณ ซึ่ง
เปนสารท่กี ำหนดปรมิ าณ ผลติ ภัณฑท เี่ กดิ ขนึ้ และปรมิ าณ
สารตง้ั ตน อ่ืน ทีท่ ำปฏิกริ ยิ าไปเม่ือสนิ้ สดุ ปฏกิ ริ ยิ า
39. คำนวณผลไดรอยละของผลติ ภัณฑใน -ผลติ ภณั ฑท ี่เกิดข้ึนจรงิ ในปฏกิ ิริยาเคมีสว นใหญ มีปรมิ าณ
ปฏิกิริยาเคมี นอยกวาที่คำนวณไดตามทฤษฎี ซึ่งคาเปรียบเทียบผลได
จริงกบั ผลไดตามทฤษฎี เปน
รอยละ เรยี กวา ผลไดรอยละ
40. ระบุวาสารเปน ธาตุหรอื สารประกอบ -สารเคมีทุกชนิดสามารถระบุไดวาเปนธาตุหรือ
และอยูในรปู อะตอม โมเลกลุ หรอื ไอออน สารประกอบ และอยูในรูปของอะตอม โมเลกุล หรือ
จากสูตรเคมี ไอออนไดโดยพจิ ารณาจากสตู รเคมี
41. เปรยี บเทียบความเหมือนและความ -แบบจำลองอะตอมใชอธิบายตำแหนงของโปรตอน
ตางของแบบจำลองอะตอมของโบรกบั นิวตรอน และอิเล็กตรอนในอะตอม โดยโปรตอน และ
แบบจำลองอะตอมแบบกลุมหมอก นิวตรอนอยูรวมกันในนิวเคลียสสวนอิเล็กตรอน เคลื่อนท่ี
รอบนิวเคลียส ซึ่งในแบบจำลองอะตอม ของโบร
อิเล็กตรอนเคลื่อนที่เปนวง โดยแตละวง มีระยะหางจาก
นวิ เคลยี สและมพี ลังงานตางกัน และอิเล็กตรอนวงนอกสุด
เรยี กวา เวเลนซอิเลก็ ตรอน
-แบบจำลองอะตอมแบบกลุมหมอก แสดงโอกาส ทจ่ี ะพบ
อเิ ล็กตรอนรอบนวิ เคลียสในลักษณะ กลุมหมอก เนอื่ งจาก
อิเล็กตรอนมีขนาดเล็กและ เคลื่อนที่อยางรวดเร็ว
ตลอดเวลา จงึ ไมส ามารถ ระบุตำแหนง ท่แี นน อนได
42. ระบจุ ำนวนโปรตอน นวิ ตรอน และ -อะตอมของธาตุเปนกลางทางไฟฟา มีจำนวน โปรตอน
อเิ ลก็ ตรอนของอะตอม และไอออนทเ่ี กดิ เทา กับจำนวนอิเล็กตรอน การระบุชนดิ ของธาตุพิจารณา
จากอะตอมเดียว จากจำนวนโปรตอน
-เมื่ออะตอมของธาตุมีการใหหรือรับอิเล็กตรอน ทำให
จำนวนโปรตอนและอิเล็กตรอนไมเทากัน เกิดเปนไอออน
โดยไอออนที่มีจำนวนอิเล็กตรอน นอยกวาจำนวน
โปรตอน เรียกวา ไอออนบวก สวนไอออนที่มีจำนวน
อเิ ลก็ ตรอนมากกวา โปรตอน เรียกวา ไอออนลบ
43. เขียนสญั ลกั ษณน วิ เคลียรของธาตแุ ละ -สัญลักษณนิวเคลียรประกอบดวยสัญลักษณธาตุ เลข
ระบกุ ารเปนไอโซโทป อะตอมและเลขมวล โดยเลขอะตอมเปน ตัวเลขที่แสดง
จำนวนโปรตอนในอะตอม เลขมวล เปนตัวเลขที่แสดง
ผลรวมของจำนวนโปรตอนกับ นิวตรอนในอะตอม ธาตุ
ชนดิ เดียวกันแตมี เลขมวลตางกนั เรยี กวา ไอโซโทป

232

ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรูเพ่ิมเตมิ
44. ระบหุ มแู ละคาบของธาตุ และระบุวา -ธาตุจัดเปนหมวดหมูไดอยา งเปนระบบ โดยอาศัย ตาราง
ธาตุเปน โลหะ อโลหะ กึง่ โลหะ กลมุ ธาตุ ธาตุซึ่งในปจจุบันจัดเรียงตามเลขอะตอม และความ
เรพรีเซนเททฟี หรือกลมุ ธาตุแทรนซิชัน คลายคลงึ ของสมบัติแบง ออกเปนหมู ซึ่งเปน แถวในแนวตง้ั
จากตารางธาตุ และคาบซึ่งเปนแถวในแนวนอน ทำใหธาตุที่มีสมบัติเปน
โลหะ อโลหะและกึ่งโลหะ อยูเปนกลุมบริเวณใกลๆ กัน
และแบงธาตุออก เปนกลุมธาตุเรพรีเซนเททีฟและกลุม
ธาตุแทรนซิชนั
45. เปรยี บเทียบสมบตั ิการนำไฟฟา การ -ธาตุในกลุมโลหะ จะนำไฟฟาไดดีและมีแนวโนม ให
ใหและรับอิเล็กตรอนระหวางธาตใุ นกลุม อิเล็กตรอน สวนธาตใุ นกลุมอโลหะ จะไมนำ ไฟฟา และมี
โลหะกบั อโลหะ แนวโนมรับอเิ ลก็ ตรอน โดยธาตุ เรพรเี ซนเททีฟในหมู IA -
IIA และธาตุแทรนซิชันทุกธาตุ จัดเปนธาตุในกลุมโลหะ
สว นธาตุเรพรีเซนเททีฟ ในหมู IIIA - VIIA มีทงั้ ธาตุในกลุม
โลหะและอโลหะ สวนธาตุเรพรีเซนเททีฟในหมูVIIIA
จัดเปน ธาตุ อโลหะทัง้ หมด
46. สบื คนขอ มลู และนำเสนอตวั อยาง -ธาตุเรพรเี ซนเททีฟและธาตแุ ทรนซิชัน นำมาใชป ระโยชน
ประโยชนและอันตรายทเี่ กิดจากธาตเุ รพรี ในชีวิตประจำวนั ไดหลากหลาย ซึ่งธาตุบางชนิดมีสมบตั ิท่ี
เซนเททีฟและธาตุแทรนซชิ นั เปนอันตราย จึงตอง คำนึงถึงการปองกันอันตรายเพื่อ
ความปลอดภยั ในการใช ประโยชน
47. ระบุวาพันธะโคเวเลนตเปนพันธะ -พันธะโคเวเลนตเปนการยึดเหนี่ยวระหวาง อะตอมดวย
เด่ยี ว พนั ธะคู หรือพนั ธะสาม และระบุ การใชเวเลนซอิเล็กตรอนรวมกัน เกิด เปนโมเลกุล โดย
จำนวนคูอ ิเล็กตรอนระหวางอะตอมคูร ว ม การใชเวเลนซอิเล็กตรอนรวมกัน 1 คูเรียกวา พันธะเดี่ยว
พนั ธะจากสตู รโครงสราง เขยี นแทนดวยเสน พนั ธะ 1 เสน ในโครงสรา งโมเลกลุ สว น
การใช เวเลนซอิเล็กตรอนรวมกัน 2คูและ 3 คู เรียกวา
พันธะคูและพันธะสาม เขียนแทนดวยเสน พันธะ 2 เสน
และ 3 เสน ตามลำดับ

233

ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรียนรเู พ่ิมเติม
48. ระบสุ ภาพขัว้ ของสารทีโ่ มเลกุล -สารท่มี ีพนั ธะภายในโมเลกุลเปน พันธะโคเวเลนต ทั้งหมด
ประกอบดว ย 2 อะตอม เรียกวา สารโคเวเลนตโดยสารโคเวเลนต ที่ประกอบดวย
49. ระบสุ ารที่เกิดพนั ธะไฮโดรเจนไดจ าก 2 อะตอมของธาตุชนิดเดียวกัน เปนสารไมมีขั้ว สวนสาร
สูตรโครงสราง โคเวเลนตที่ประกอบ ดวย 2 อะตอมของธาตุตางชนิดกัน
50. อธิบายความสมั พันธระหวา งจุดเดือด เปน สาร มขี ัว้ สำหรับสารโคเวเลนตที่ประกอบดว ยอะตอม
ของสารโคเวเลนตก ับแรงดงึ ดูดระหวาง มากกวา 2 อะตอม อาจเปนสารมขี ว้ั หรือไมมขี ั้ว ขึ้นอยูกับ
โมเลกลุ ตามสภาพขว้ั หรอื การเกิดพนั ธะ รูปรางของโมเลกุล ซึ่งสภาพขั้วของ สารโคเวเลนตสงผล
ไฮโดรเจน ตอแรงดึงดูดระหวางโมเลกุล ที่ทำใหจุดหลอมเหลวและ
จุดเดือดของสาร โคเวเลนตแตกตางกัน นอกจากนี้สาร
บางชนิด มีจุดเดือดสูงกวาปกติเนื่องจากมีแรงดึงดูด
ระหวางโมเลกุลสูงที่เรียกวา พันธะไฮโดรเจน ซึ่งสาร
เหลานี้มีพันธะ N-H O-H หรือ F-H ภายในโครงสราง
โมเลกุล
51. เขยี นสูตรเคมีของไอออนและ -สารประกอบไอออนิกสวนใหญเกิดจากการรวมตัวกัน
สารประกอบไอออนกิ ของไอออนบวกของธาตุโลหะและไอออนลบของ ธาตุ
อโลหะ ในบางกรณีไอออนอาจประกอบดวย กลุมของ
อะตอม โดยเมอ่ื ไอออนรวมตัวกันเกดิ เปน สารประกอบไอ
ออนิกจะมีสัดสวนการรวมตัว เพื่อทำใหประจุของ
สารประกอบเปนกลางทาง ไฟฟา โดยไอออนบวกและ
ไอออนลบจะจัดเรียงตัว สลับตอเนื่องกันไปใน 3 มิติเกิด
เปนผลึกของสาร ซึ่งสูตรเคมีของสารประกอบไอออนิก
ประกอบดวย สัญลักษณธาตุที่เปนไอออนบวกตามดวย
สัญลักษณธาตุที่เปนไอออนลบ โดยมีตัวเลขที่ แสดง
จำนวนไอออนแตละชนิดเปน อตั ราสว น อยางต่ำ
52. ระบุวาสารเกิดการละลายแบบแตกตัว -สารจะละลายน้ำไดเมื่อองคประกอบของสาร สามารถ
หรือไมแตกตัว พรอมใหเหตุผล และระบุ เกดิ แรงดงึ ดดู กับโมเลกลุ ของนำ้ ได โดยการละลายของสาร
วา สารละลายท่ไี ดเปน สารละลายอเิ ล็กโทร ในน้ำเกิดได 2 ลักษณะ คือ การละลายแบบแตกตัว และ
ไลตห รือนอนอเิ ล็กโทรไลต การละลายแบบ ไมแตกตัว การละลายแบบแตกตัวเกิด
ขึ้นกับสาร ประกอบไอออนิก และสารโคเวเลนตบางชนิด
ที่มีสมบัติเปนกรดหรือเบส โดยเมื่อสารเกิด การละลาย
แบบแตกตัวจะไดไอออนที่สามารถ เคลื่อนที่ไดทำใหได
สารละลายที่นำไฟฟา ซงึ่ เรียกวา สารละลายอิเล็กโทรไลต
การละลาย แบบไมแตกตัวเกิดขึ้นกับสารโคเวเลนตที่มีข้วั
สูง สามารถดึงดูดกับโมเลกุลของน้ำไดดีโดยเมื่อเกิด การ
ละลายโมเลกุลของสารจะไมแตกตัวเปน ไอออน และ

234

ช้นั ผลการเรียนรู สาระการเรียนรเู พิม่ เติม
สารละลายที่ไดจะไมนำไฟฟา ซึ่งเรียกวา สารละลาย
นอนอิเลก็ โทรไลต
53. ระบุสารประกอบอนิ ทรยี ประเภท -สารประกอบอินทรียเปนสารประกอบของ คารบอนสวน
ไฮโดรคารบ อนวาอิ่มตวั หรือไมอิม่ ตัวจาก ใหญพบในสิ่งมีชีวิต มีโครงสราง หลากหลายและแบงได
สตู รโครงสราง หลายประเภท เนื่องจาก ธาตุคารบอน สามารถเกิดพันธะ
กับคารบอน ดวยกันเองและธาตุอื่น ๆ นอกจากนี้พันธะ
ระหวาง คารบอนยังมีหลายรูปแบบ ไดแก พันธะเดี่ยว
พันธะคู พนั ธะสาม
-ส า ร ป ร ะ ก อ บ อ ิ น ท ร ี ย  ท ี ่ ม ี เ ฉ พ า ะ ธ า ต ุ ค า ร  บ อ น แ ล ะ
ไฮโดรเจนเปนองคประกอบ เรียกวา สารประกอบ
ไฮโดรคารบอน โดยสารประกอบไฮโดรคารบอน อิ่มตัวมี
พันธะระหวางคารบอนเปนพันธะเดี่ยว ทุกพันธะใน
โครงสราง สวนสารประกอบ ไฮโดรคารบอนไมอิ่มตัวมี
พันธะระหวางคารบอน เปนพันธะคูหรือพันธะสามอยาง
นอ ย 1 พันธะ ในโครงสราง
54. สบื คนขอมูลและเปรียบเทยี บสมบตั ิ -สารที่พบในชีวิตประจำวันมีทั้งโมเลกุลขนาดเล็ก และ
ทางกายภาพระหวางพอลิเมอรแ ละมอนอ ขนาดใหญ พอลเิ มอรเปนสารท่ีมโี มเลกุล ขนาดใหญท่ีเกิด
เมอรข องพอลเิ มอรชนดิ นั้น จากมอนอเมอรหลายโมเลกุล เชื่อมตอกันดวยพันธะเคมี
ทำใหสมบัติทาง กายภาพของพอลิเมอรแตกตางจาก
มอนอเมอร ที่เปนสารตั้งตน เชน สถานะ จุดหลอมเหลว
การละลาย
55. ระบุความเปน กรด-เบส จาก -สารประกอบอินทรียที่มีหมู -COOH สามารถ แสดง
โครงสรา งของสารประกอบอินทรีย สมบัติความเปนกรดสวนสารประกอบอินทรีย ที่มีหมู -
NH2 สามารถแสดงสมบัติความเปน เบส
56. อธิบายสมบัตกิ ารละลายในตวั ทำ -การละลายของสารพิจารณาไดจากความมีขั้วของ ตัว
ละลายชนดิ ตา งๆ ของสาร ละลายและตัวทำละลาย โดยสารสามารถ ละลายไดในตวั
ทำละลายที่มีขั้วใกลเคียงกัน โดยสารมีขั้วละลายในตัวทำ
ละลายทม่ี ขี ้วั สว นสารไมม ขี ้ัวละลายในตวั ทำละลายท่ีไมมี
ข้ัว และสารมีขั้วไมล ะลายในตวั ทำละลายท่ไี มมขี ัว้
57. วเิ คราะหแ ละอธบิ ายความสมั พนั ธ -โครงสรางของพอลิเมอรอาจเปนแบบเสน แบบกิ่ง หรือ
ระหวางโครงสรา งกบั สมบัติเทอรมอ แบบรางแห โดยพอลิเมอรแบบเสนและ แบบกิ่ง มีสมบัติ
พลาสติกและเทอรมอเซตของ พอลเิ มอร เทอรมอพลาสติก สวนพอลิเมอร แบบรางแห มีสมบัติ
และการนำไปใชป ระโยชน เทอรมอเซต จึงมกี ารใช ประโยชนไ ดแตกตา งกนั
58. สบื คน ขอมูลและนำเสนอผลกระทบ -การใชผลิตภัณฑพอลิเมอรในปริมาณมากกอให เกิด
ของการใชผ ลติ ภณั ฑพอลิเมอรทม่ี ตี อ ปญหาที่สงผลกระทบตอสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดลอม ดังนั้น
จงึ ควรตระหนกั ถึงการลดปริมาณการใช

235

ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรียนรูเพม่ิ เติม
สง่ิ มชี วี ติ และสง่ิ แวดลอ ม พรอ มแนวทาง การใชซ ้ำ และการนำกลบั มาใชใ หม
ปองกนั หรือแกไ ข
59. ระบสุ ตู รเคมีของสารต้ังตน ผลิตภัณฑ -ปฏิกิริยาเคมีทำใหเกิดการเปลี่ยนแปลงของสาร โดย
และแปลความหมายของสัญลักษณใน ปฏิกิริยาเคมีอาจใหพลังงานความรอน พลังงานแสง หรือ
สมการเคมีของปฏกิ ิรยิ าเคมี พลังงานไฟฟา ที่สามารถนำไป ใชประโยชนในดานตาง ๆ
ได
-ปฏิกิริยาเคมีแสดงไดดวยสมการเคมีซึ่งมีสูตรเคมี ของ
สารตั้งตนอยูทางดานซายของลูกศร และ สูตรเคมีของ
ผลิตภัณฑอยูทางดานขวาโดยจำนวน อะตอมรวมของแต
ละธาตทุ างดานซายและขวา เทา กนั นอกจากนส้ี มการเคมี
ยังอาจแสดงปจจัยอื่น เชน สถานะ พลังงานที่เกี่ยวของ
ตวั เรงปฏิกริ ยิ าเคมีท่ใี ช
60. ทดลองและอธบิ ายผลของความ -อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีขึ้นอยูกับความเขมขน
เขมขน พนื้ ท่ผี ิว อุณหภูมิ และตวั เรง อุณหภูมิพนื้ ท่ผี วิ หรอื ตัวเรงปฏิกริ ิยา
ปฏกิ ิริยา ที่มผี ลตอ อตั ราการเกดิ ปฏิกริ ิยา -ความรูเกี่ยวกับปจจัยที่มีผลตออัตราการเกิด ปฏิกิริยา
เคมี เคมีสามารถนำไปใชประโยชนในชีวิต ประจำวันและใน
61. สบื คนขอมลู และอธิบายปจจัยท่มี ผี ล อุตสาหกรรม
ตออัตราการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมีที่ใช
ประโยชนใ นชวี ิตประจำวนั หรอื ใน
อตุ สาหกรรม
62. อธบิ ายความหมายของปฏิกิรยิ ารี -ปฏิกิริยาเคมีบางประเภทเกิดจากการถายโอน
ดอกซ อิเล็กตรอนของสารในปฏิกิริยาเคมีซึ่งเรียกวา ปฏิกิริยารี
ดอกซ
63. อธิบายสมบตั ขิ องสารกัมมันตรงั สี -สารที่สามารถแผรังสีไดเรียกวา สารกัมมันตรังสี ซึ่งมี
และคำนวณคร่งึ ชีวติ และปริมาณของสาร นิวเคลียสที่สลายตัวอยางตอเนื่อง ระยะเวลา ที่สาร
กัมมันตรังสี กัมมันตรังสีสลายตัวจนเหลือครึ่งหนึ่ง ของปริมาณเดิม
เรียกวา ครึ่งชีวิต โดยสาร กัมมันตรังสีแตละชนิดมีคาครง่ึ
ชวี ิตแตกตา งกนั
64. สืบคนขอมูลและนำเสนอตวั อยา ง -รังสีที่แผจากสารกัมมันตรังสีมีหลายชนิด เชน แอลฟา
ประโยชนข องสารกัมมันตรงั สีและการ บีตา แกมมา ซึ่งสามารถนำมาใชประโยชน ไดแตกตางกัน
ปอ งกนั อนั ตรายที่เกิดจากกัมมนั ตภาพรงั สี การนำสารกัมมันตรังสีแตละชนิด มาใชตองคำนึงถึง
ผลกระทบตอสิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดลอม รวมทั้งมีการ
จัดการอยา งเหมาะสม

236

ช้นั ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรเู พม่ิ เตมิ
ม.5 1. อธิบายความสัมพนั ธแ ละคำนวณ -พฤติกรรมของแกส และความสัมพันธระหวาง ปริมาตร
ปรมิ าตร ความดัน หรืออุณหภมู ขิ องแกส ที่ ความดัน และอุณหภูมิของแกส อธิบาย ไดดวยกฎของ
ภาวะตา ง ๆ ตามกฎของบอยล กฎของ บอยลกฎของชารล กฎของ เกย-ลูสแซก และกฎรวมแกส
ชารล กฎของเกย- ลสู แซก ซ่ึงสามารถนำมาใช ในการคำนวณปริมาตร ความดัน หรอื
2. คำนวณปริมาตร ความดนั หรอื อุณหภูมิ ของแกสทภ่ี าวะตาง ๆ ได
อณุ หภมู ขิ องแกส ทภ่ี าวะตา ง ๆ ตามกฎ
รวมแกส
3. คำนวณปรมิ าตร ความดนั อุณหภูมิ -ความสัมพันธระหวางปริมาตร และจำนวนโมล หรือมวล
จำนวนโมลหรอื มวลของแกส จาก ของแกส อธิบายความสัมพันธไดดวย กฎของอาโวกาโดร
ความสมั พันธต ามกฎ ของอาโวกาโดร สำหรับความสัมพันธระหวาง ปริมาตร ความดัน อุณหภูมิ
และกฎแกสอดุ มคติ และจำนวนโมล ของแกส อธบิ ายไดด ว ยกฎแกสอดุ มคติซึ่ง
สามารถ นำมาใชในการคำนวณและการอธิบายการ
เปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวของกับจำนวนโมลของแกส ที่ภาวะ
ตา ง ๆ ได
4. คำนวณความดนั ยอยหรือจำนวนโม -ในธรรมชาติแกสสวนใหญอยูรวมกันเปนแกสผสม ใน
ลของแกสในแกส ผสม โดยใชกฎความดนั กรณีที่แกสในแกสผสมไมทำปฏิกิริยากัน ความดันของ
ยอย แกสแตละชนิดแปรผันตามเศษสวน โมลของแกส ที่มีอยู
ของดอลตัน ในแกสผสมตามกฎ ความดันยอ ยของดอลตัน
5. อธบิ ายการแพรข องแกสโดยใชทฤษฎี -แกสสามารถแพรไดการแพรของแกสอธิบาย ไดดวย
จลนข องแกส คำนวณและเปรียบเทียบ ทฤษฎีจลนของแกส ที่อุณหภูมิเดียวกัน แกสจะแพรไดชา
อตั ราการแพรของแกส โดยใชกฎการแพร หรือเร็วขน้ึ อยกู ับมวลโมเลกุล ของแกส อตั ราการแพรของ
ผา นของเกรแฮม แกสเปนสัดสวน ผกผันกับรากที่สองของมวลโมเลกุลของ
แกส สัมพนั ธกบั กฎการแพรผ า นของเกรแฮม
6. สบื คนขอ มูล นำเสนอตัวอยาง และ -สมบัติและกฎตาง ๆ ของแกสสามารถนำไปใช อธิบาย
อธิบายการประยกุ ตใชค วามรูเกยี่ วกบั ปรากฏการณหรือประยุกตใชในชีวิต ประจำวันและใน
สมบตั แิ ละกฎตาง ๆ ของแกสในการ อุตสาหกรรม
อธิบายปรากฏการณ หรือ แกปญ หาใน
ชีวติ ประจำวันและในอุตสาหกรรม
7. ทดลอง และเขียนกราฟการเพ่มิ ขนึ้ หรือ -ปฏิกิริยาเคมีแตละปฏิกิริยามีอัตราการเกิด ปฏิกิริยาเคมี
ลดลงของสารท่ีทำการวัดในปฏกิ ิริยา ตางกัน โดยอาจวัดจากการลดลง ของสารตั้งตนหรือการ
8. คำนวณอตั ราการเกิดปฏิกิริยาเคมี และ เพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ ตอหนึ่งหนวยเวลา และหารดวย
เขยี นกราฟการลดลงหรือเพ่ิมขึน้ ของสารท่ี เลขสัมประสิทธ์ิ ของสารนั้น ๆในสมการเคมีเพื่อใหได
ไมไ ดว ัดในปฏกิ ิรยิ า อัตราการเกิด ปฏิกิริยาเคมีที่เทากันไมวาจะเปนการวัด
จาก สารตง้ั ตนหรอื ผลติ ภณั ฑ

237

ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรียนรูเพม่ิ เติม
9. เขียนแผนภาพและอธิบายทศิ ทางการ -ปฏิกิริยาเคมีจะเกิดขึ้นไดก็ตอเมื่ออนุภาคของ สารตั้งตน
ชนกันของอนุภาคและพลงั งานท่ีสงผลตอ ชนกันในทิศทางที่เหมาะสมและมี พลังงานอยางนอย
อัตราการเกิดปฏกิ ิรยิ าเคมี เทากบั พลงั งานกอ กัมมันต ดงั น้ันอตั ราการเกิดปฏิกิริยาจึง
ขน้ึ กับทศิ ทางการชน และพลังงานที่เกิดจากการชน
10. ทดลอง และอธิบายผลของความ -อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีของสารหนึ่ง ๆ ขึ้นอยู กับ
เขมขน พน้ื ที่ผวิ ของสารตัง้ ตน อุณหภมู ิ ความเขมขน พื้นที่ผิว อุณหภูมิตัวเรงและ ตัวหนวง
และตวั เรง ปฏิกิริยา นอกจากนี้อัตราการเกิด ปฏิกิริยาเคมียังขึ้นอยู
ปฏิกิรยิ าท่ีมีตออตั ราการเกดิ ปฏกิ ิริยาเคมี กับชนดิ ของสารที่ทำ ปฏกิ ริ ิยาดว ย
11. เปรยี บเทียบอตั ราการเกิดปฏกิ ิรยิ า
เมือ่ มีการเปลยี่ นแปลงความเขมขน พนื้ ที่
ผิวของสารตง้ั ตน อุณหภูมิ และตัวเรง
ปฏกิ ริ ยิ า
12. ยกตวั อยา ง และอธิบายปจจยั ทีม่ ีผล -ความรูเกี่ยวกับปจจัยที่มีผลตออัตราการเกิด ปฏิกิริยา
ตออัตราการเกิดปฏกิ ิริยาเคมีใน เคมีสามารถนำมาใชอธิบายกระบวนการ ที่เกิดขึ้นใน
ชวี ติ ประจำวนั หรอื อุตสาหกรรม ชีวติ ประจำวนั หรอื อตุ สาหกรรม
13. ทดสอบ และอธิบายความหมายของ -ปฏิกิริยาเคมีที่สามารถดำเนินไปขางหนาและ ยอนกลับ
ปฏกิ ิริยาผนั กลบั ไดและภาวะสมดุล ไดเรียกวา ปฏิกิริยาผันกลับไดเมื่อ ปฏิกิริยาดำเนินไป
14. อธิบายการเปล่ียนแปลงความเขมขน ความเขมขนของสารตั้งตน และอัตราการเกิดปฏิกิริยาไป
ของสาร อัตราการเกิดปฏกิ ิริยาไปขางหนา ขางหนาจะลดลง สวนความเขมขนของผลิตภัณฑและ
และอัตราการเกิดปฏกิ ิริยายอนกลบั เมอื่ อัตราการเกิด ปฏิกิริยายอนกลับจะเพิ่มขึ้น เมื่ออัตราการ
เร่มิ ปฏิกริ ิยาจนกระทงั่ ระบบอยูในภาวะ เกิด ปฏิกิริยาไปขางหนาเทากับอัตราการเกิด ปฏิกิริยา
สมดุล ยอนกลับ ระบบจะอยูในภาวะสมดลุ ที่มีความเขมขนของ
สารตั้งตน และผลติ ภัณฑค งท่ี เรียกวา สมดุลพลวตั
15. คำนวณคา คงท่ีสมดลุ ของปฏกิ ิริยา -ณ ภาวะสมดุล ความสัมพันธระหวางความเขมขน ของ
16. คำนวณความเขมขนของสารทภี่ าวะ ผลิตภณั ฑก ับสารตง้ั ตน แสดงไดด วย คา คงท่ีสมดุล ซึง่ เปน
สมดลุ คาคงที่ ณ อุณหภูมหิ น่ึง
17. คำนวณคา คงท่ีสมดุลหรือความ -คาคงที่สมดุลของปฏิกิริยาหลายขั้นตอน หาไดจาก ผล
เขม ขนของปฏิกริ ิยาหลายข้นั ตอน คูณของคา คงท่ีสมดุลของปฏิกิรยิ ายอยทนี่ ำ สมการเคมีมา
รวมกัน โดยถามีการคูณสมการยอย ใหยกกำลังคาคงท่ี
สมดลุ ดวยตวั เลขที่คูณ และ หากมีการกลับขางสมการ ให
กลับคา คงท่ีสมดุล เปน ตัวหาร
18. ระบปุ จจยั ทม่ี ผี ลตอภาวะสมดลุ และ -เมื่อระบบที่อยูในภาวะสมดุลถูกรบกวน โดยการ
คาคงที่สมดุลของระบบ รวมทงั้ คาดคะเน เปล่ยี นแปลงความเขมขน ของสาร ความดนั หรอื อณุ หภูมิ
การเปล่ียนแปลงท่เี กิดขึ้นเม่ือภาวะสมดุล ระบบจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่อเขาสู ภาวะสมดุลอีก
ของระบบถูกรบกวน โดยใชหลักของเลอ ครั้งตามหลักของเลอชาเตอลิเอ ท้ังนี้การเปลี่ยนแปลง
ชาเตอลเิ อ อณุ หภมู ิมีผลทำให คาคงทสี่ มดุลเปล่ียนแปลง

238

ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรูเพมิ่ เตมิ
19. ยกตวั อยาง และอธิบายสมดลุ เคมขี อง -ความรูเกี่ยวกับสมดุลเคมีสามารถนำมาใชอธิบาย
กระบวนการทเ่ี กดิ ขน้ึ ในสิง่ มชี ีวติ กระบวนการทีเ่ กดิ ขึน้ ในส่งิ มชี ีวติ ปรากฏการณ
ปรากฏการณใ นธรรมชาติและ ในธรรมชาตแิ ละกระบวนการในอุตสาหกรรม
กระบวนการในอตุ สาหกรรม
20. ระบุ และอธิบายวา สารเปนกรดหรือ -สารในชีวิตประจำวันหลายชนดิ มสี มบตั ิเปนกรด หรอื เบส
เบสโดยใชทฤษฎกี รด–เบสของอารเ รเนยี ส ซึ่งพิจารณาไดโดยใชทฤษฎีกรด-เบส ของอารเรเนียส เบ
เบรนิ สเตด–ลาวรี และลวิ อิส รนิ สเตด-ลาวรหี รือลวิ อิส
21. ระบคุ ูกรด-เบสของสารตามทฤษฎี -ตามทฤษฎีกรด-เบสของเบรินสเตด–ลาวรีเมื่อ กรดหรือ
กรด-เบสของเบรินสเตด-ลาวรี เบสละลายน้ำหรือทำปฏิกริ ิยากับสารอน่ื จะมกี ารถายโอน
โปรตอนระหวางสารตั้งตน ที่เปนกรดและเบส เกิดเปน
ผลิตภัณฑซ งึ่ เปน โมเลกุลหรอื ไอออนทเี่ ปนคูกรด-เบสของ
สารตั้งตนนั้น โดยสารที่เปนคูกรด-เบสกันจะมี โปรตอน
ตา งกัน 1 โปรตอน
22. คำนวณ และเปรียบเทียบ -กรดและเบสแตละชนิดสามารถแตกตัวในน้ำได แตกตาง
ความสามารถในการแตกตัวหรือความแรง กัน กรดแกหรือเบสแกสามารถแตกตัว เปนไอออนในน้ำ
ของกรดและเบส ไดเกือบสมบูรณสวนกรดออน หรือเบสออนแตกตัวเปน
ไอออนไดนอย โดยความสามารถในการแตกตัวหรือความ
แรง ของกรดหรอื เบสอาจพิจารณาไดจากคาคงท่ี การแตก
ตัวของกรดหรือเบส หรือปริมาณ การแตกตัวเปนรอยละ
ของกรดหรอื เบส
23. คำนวณคา pH ความเขม ขนของ -น้ำบริสุทธิ์ที่อณุ หภูมิ 25 องศาเซลเซยี สแตกตัว ใหไฮโดร
ไฮโดรเนียมไอออนหรือไฮดรอกไซด เนียมไอออนและไฮดรอกไซดไอออน ที่มีความเขมขน
ไอออนของสารละลายกรดและเบส เทากัน คือ1.0x10-7 โมลตอลิตร โดยมีคาคงที่การแตกตัว
ของน้ำ เทา กับ 1.0 x 10-14
-เมื่อกรดหรือเบสแตกตัวในน้ำ คาความเปนกรดเบสของ
สารละลายแสดงไดดวยคา pH ซึ่ง สัมพันธกับความ
เขมขนของไฮโดรเนียมไอออน โดยสารละลายกรดมีความ
เขมขนของไฮโดรเนียม ไอออนมากกวา 1.0 x 10-7 โมล
ตอลิตร หรือมีคา pH นอยกวา 7 สวนสารละลายเบสมี
ความเขมขนของไฮโดรเนียมไอออนนอยกวา 1.0 x 10-7
โมลตอ ลติ ร หรอื มคี า pH มากกวา 7

239

ช้นั ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรเู พ่มิ เติม
24. เขยี นสมการเคมีแสดงปฏิกริ ยิ าสะเทนิ -ปฏกิ ริ ิยาสะเทนิ ระหวางกรดแกแ ละเบสแก ใหสารละลาย
และระบุความเปน กรด-เบสของ ที่เปนกลาง ปฏิกิริยาสะเทิน ระหวางกรดแกและเบสออน
สารละลายหลงั การสะเทิน ใหสารละลาย ทเ่ี ปนกรด สวนปฏิกิริยาสะเทินระหวางกรด
25. เขียนปฏกิ ริ ิยาไฮโดรลิซิสของเกลอื ออน และเบสแก ใหสารละลายที่เปน เบส
และระบุความเปน กรด-เบสของ -เกลือที่ไดจากการสะเทินของกรดแกดวยเบสออน เมื่อ
สารละลายเกลอื ละลายในน้ำจะเกิดปฏิกิริยาไฮโดรลิซิสได สารละลายที่มี
สมบัติเปนกรด สวนเกลือที่ไดจาก การสะเทินของกรด
ออนดวยเบสแก เมื่อละลาย ในน้ำจะเกิดปฏิกิริยาไฮโดรลิ
ซิสไดสารละลาย ที่มสี มบัติเปน เบส

26. ทดลอง และอธบิ ายหลักการการ -การไทเทรตเปนเทคนิคในการวิเคราะหหาปริมาณ หรือ
ไทเทรตและเลอื กใชอินดิเคเตอรท ี่ ความเขมขนของสารที่ทำปฏิกิริยาพอดีกัน จุดที่สารทำ
เหมาะสมสำหรบั การไทเทรตกรด-เบส ปฏกิ ิริยาพอดีกันเรียกวา จุดสมมูล ในทางปฏิบัติจุดสมมูล
ของปฏิกิริยาอาจไมสามารถ สังเกตเห็นไดจึงสังเกตจาก
การเปลี่ยนสีของ อินดิเคเตอรเพื่อบอกจุดยุติของการ
ไทเทรตดังน้นั อนิ ดิเคเตอรท ีเ่ หมาะสมในการไทเทรตกรด-
เบส ควรเปนอินดิเคเตอรที่เปลี่ยนสีในชวง pH ตรงกับ
หรือใกลเคียงกบั pH ของสารละลาย ณ จดุ สมมลู
27. คำนวณปรมิ าณสารหรือความเขม ขน -ปริมาณกรดและเบสที่ทำปฏิกิริยาพอดีกันจาก การ
ของสารละลายกรดหรือเบสจากการ ไทเทรตกรด-เบส สามารถนำไปคำนวณ ความเขมขนของ
ไทเทรต กรดหรือเบสทตี่ อ งการทราบ ความเขม ขน ได
28. อธิบายสมบตั ิ องคประกอบ และ -สารละลายบัฟเฟอรเปนสารละลายของกรดออน กับ
ประโยชนของสารละลายบัฟเฟอร เกลือของกรดออนนนั้ หรอื เบสออ นกบั เกลือ ของเบสออน
น้ัน เมือ่ เติมกรด เบส หรอื น้ำ จะมผี ลตอการเปลี่ยนแปลง
คา pH นอยกวา สารละลายทั่วไป สมบัติเฉพาะของ
สารละลาย บัฟเฟอรเปนประโยชนตอการควบคุม pH
ของระบบในสงิ่ มีชวี ิตและสิ่งแวดลอ ม
29. สบื คน ขอ มลู และนำเสนอตวั อยาง -ความรูเกี่ยวกับกรด-เบสสามารถนำมาใชประโยชน และ
การใชป ระโยชนและการแกปญหาโดยใช แกปญหาในชีวิตประจำวัน เกษตรกรรม อุตสาหกรรม
ความรูเกยี่ วกบั กรด–เบส และการแพทย
30. คำนวณเลขออกซิเดชนั และระบุ -เคมีไฟฟาเปนการศึกษาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง
ปฏกิ ิรยิ าทีเ่ ปนปฏิกริ ิยารดี อกซ ระหวางพลังงานไฟฟาและการเกิดปฏิกิริยาเคมี ที่มีการ
ถายโอนอิเล็กตรอนแลวทำใหเกิดการ เปลี่ยนแปลงเลข
ออกซิเดชัน ซึ่งเปนเลขที่แสดง ประจุไฟฟาหรือประจุ
ไฟฟาสมมติของอะตอมธาตุ เรียกปฏิกิริยาชนิดนี้วา
ปฏิกิริยารีดอกซ

240

ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรเู พ่มิ เติม
31. วิเคราะหก ารเปลี่ยนแปลงเลข -ปฏิกิริยารีดอกซมีทั้งครึ่งปฏิกิริยาที่มีการให อิเล็กตรอน
ออกซเิ ดชนั และระบตุ ัวรีดิวซและตัวออกซิ เรยี กวา ครึ่งปฏกิ ริ ิยาออกซเิ ดชนั และคร่ึงปฏิกริ ิยาที่มีการ
ไดส รวมท้ังเขยี นคร่งึ ปฏิกริ ิยาออกซิเดชนั รบั อิเลก็ ตรอน เรียกวา
และคร่งึ ปฏกิ ิรยิ ารดี ักชนั ของปฏกิ ริ ิยา ครึ่งปฏิกิริยารีดักชัน โดยสารที่ใหอิเล็กตรอน จะมีเลข
รดี อกซ ออกซิเดชันเพิ่มขึ้น เรียกวา ตัวรีดิวซ สวนสารที่รับ
อเิ ลก็ ตรอนจะมีเลขออกซิเดชัน ลดลง เรียกวา
ตวั ออกซไิ ดส
32. ทดลอง และเปรยี บเทียบ -การเปรียบเทียบความสามารถในการเปนตัวรีดิวซ หรือ
ความสามารถในการเปนตัวรีดวิ ซหรอื ตัว ตัวออกซิไดสสามารถพิจารณาไดจากผล การทดลองของ
ออกซไิ ดส และเขยี นแสดงปฏิกริ ยิ ารีดอกซ ปฏกิ ริ ิยารดี อกซ
33. ดลุ สมการรดี อกซดวยการใชเ ลข -ปฏิกิริยารีดอกซเขียนแทนไดดวยสมการรีดอกซ ซึ่งการ
ออกซิเดชัน และวิธีครึง่ ปฏิกิริยา ดุลสมการรีดอกซทำไดโดยการใช เลขออกซิเดชันและวิธี
ครึง่ ปฏกิ ริ ยิ า
34. ระบอุ งคประกอบของเซลลเ คมีไฟฟา -เซลลเคมีไฟฟาประกอบดวยแอโนด แคโทด และ
และเขยี นสมการเคมขี องปฏกิ ิริยาที่ สารละลายอิเล็กโทรไลตซึ่งอาจเชื่อมตอกันดวย สะพาน
แอโนดและแคโทด ปฏิกิริยารวม และ เกลือ โดยที่แอโนดเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน และแคโทด
แผนภาพเซลล เกิดปฏิกิริยารีดักชัน ทำใหอิเล็กตรอน เคลื่อนที่จาก
แอโนดไปแคโทด เซลลเคมีไฟฟา สามารถเขียนแสดงได
ดวยแผนภาพเซลล
35. คำนวณคา ศักยไฟฟา มาตรฐานของ -คาศักยไฟฟามาตรฐานของเซลลคำนวณไดจาก คา
เซลลและระบุประเภทของเซลลเคมีไฟฟา ศักยไฟฟามาตรฐานของครึ่งเซลลถาคา ศักยไฟฟาของ
ข้วั ไฟฟา และปฏิกิริยาเคมที เ่ี กิดขน้ึ เซลลเปนบวก แสดงวาปฏิกิริยา รีดอกซเกิดขึ้นไดเอง ซ่ึง
ทำใหเกิดกระแสไฟฟา เรียกเซลลชนิดน้ีวา เซลลกัลวานกิ
แตถาคา ศักยไฟฟาของเซลลเปนลบ แสดงวาปฏิกิริยา รี
ดอกซไมสามารถเกิดไดเอง ตองมีการใหกระแส ไฟฟาจึง
จะเกดิ ปฏิกิริยาไดเ ซลลช นดิ น้เี รียกวา เซลลอ เิ ลก็ โทรลติ ิก
36. อธบิ ายหลกั การทำงาน และเขยี น -เซลลเคมีไฟฟาสามารถนำไปใชประโยชนได ใน
สมการแสดงปฏกิ ิรยิ าของเซลลป ฐมภมู ิ ชีวิตประจำวัน เชน แบตเตอรี่ซึ่งมีทั้งเซลลปฐมภูมิ และ
และเซลลทุติยภูมิ เซลลทุติยภูมิโดยปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้น ภายในเซลลปฐม
ภูมิไมสามารถทำใหเกิดปฏิกิริยา ยอนกลับไดโดยการ
ประจุไฟ จึงไมสามารถนำกลบั มาใชไดอีก ปฏิกิริยาเคมที ี่
เกิดขึ้นภายใน เซลลทุติยภูมิสามารถทำใหเกิดปฏิกิริยา
ยอ นกลบั ไดโ ดยการประจไุ ฟ จงึ นำกลบั มาใชไดอกี
37. ทดลองชุบโลหะและแยกสารเคมีดว ย -เซลลอิเล็กโทรลิติกสามารถนำไปใชประโยชนได ทั้งใน
กระแสไฟฟา และอธิบายหลักการทาง ชีวิตประจำวัน และในอุตสาหกรรม หลายประเภท เชน
เคมไี ฟฟาท่ีใชในการชุบโลหะ การแยก

241

ช้นั ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรูเ พมิ่ เติม
สารเคมีดวยกระแสไฟฟา การทำโลหะให การชุบโลหะ การแยกสารเคมี ดวยกระแสไฟฟา การทำ
บรสิ ุทธิ์ และการปองกันการกัดกรอนของ โลหะใหบรสิ ทุ ธ์ิ การปอ งกนั การกดั กรอนของโลหะ
โลหะ
38. สืบคน ขอ มูล และนำเสนอตวั อยาง -ปฏิกิริยาเคมีหลายปฏิกิริยาที่พบในชีวิตประจำวัน เปน
ความกาวหนาทางเทคโนโลยีที่เกีย่ วของ ปฏิกิริยารีดอกซเชน ปฏิกิริยาการเผาไหม ปฏิกิริยาใน
กบั เซลลเ คมีไฟฟา ในชวี ติ ประจำวัน เซลลเคมีไฟฟา ซึ่งความรูเรื่อง เซลลเคมีไฟฟาและ
ความกาวหนาทางเทคโนโลยี ที่เกี่ยวของกับเซลล
เคมีไฟฟา นำไปสูนวัตกรรม ดานพลังงานที่เปนมิตรตอ
ส่ิงแวดลอ ม
ม.6 1. สืบคนขอ มลู และนำเสนอตัวอยาง -สารประกอบอินทรียเปนสารประกอบของ คารบอนสวน
สารประกอบอินทรียทมี่ ีพันธะเด่ียว พันธะ ใหญพบในสิ่งมีชีวิต มีโครงสราง หลากหลายและแบงได
คู หรอื พันธะสาม ท่ีพบในชวี ติ ประจำวนั หลายประเภท เนื่องจาก ธาตุคารบอนสามารถเกิดพันธะ
โคเวเลนตก ับธาตุ คารบอนดวยพนั ธะเดยี่ ว พนั ธะคู พันธะ
สาม นอกจากนย้ี งั สามารถเกิดพันธะโคเวเลนตก ับธาตุ อื่น
ๆ ไดอีกดวย และมีการนำสารประกอบ อินทรียไปใช
ประโยชนอยางหลากหลาย
2. เขียนสตู รโครงสรางลิวอสิ สูตร -โครงสรางของสารประกอบอินทรียแสดงไดดวย สูตร
โครงสรา งแบบยอ และสูตรโครงสรางแบบ โครงสรางลิวอิส สูตรโครงสรางแบบยอ หรือสูตร
เสนของสารประกอบอินทรยี  โครงสรางแบบเสน
3. วิเคราะหโ ครงสราง และระบุประเภท -สารประกอบอินทรียมีหลายประเภท การพิจารณา
ของสารประกอบอินทรียจากหมูฟ งกชนั ประเภทของสารประกอบอินทรียอาจใชหมูฟงกชัน เปน
เกณฑไดเปนแอลเคน แอลคีน แอลไคน อะโรมาติก
ไฮโดรคารบอน แอลกอฮอลอีเทอร เอมีน แอลดีไฮดคีโตน
กรดคารบอกซิลกิ เอสเทอรเ อไมด
4. เขียนสตู รโครงสรางและเรียกชอ่ื -การเรียกชื่อสารประกอบอินทรียประเภทแอลเคน แอ
สารประกอบอินทรยี ประเภทตา ง ๆ ทมี่ ี ลคีน แอลไคนแอลกอฮอลอีเทอรเอมีน แอลดีไฮดคีโตน
หมฟู ง กช นั ไมเ กนิ 1 หมู กรดคารบอกซิลิก เอสเทอร และเอไมดจะเรียกตามระบบ
ตามระบบ IUPAC IUPAC หรอื อาจเรยี กโดยใชชอ่ื สามัญ
5. เขียนไอโซเมอรโ ครงสรางของ -ปรากฏการณที่สารมีสูตรโมเลกุลเหมือนกันแตมี สมบัติ
สารประกอบอินทรียป ระเภทตาง ๆ แตกตางกัน เรียกวา ไอโซเมอริซึม และ เรียกสารแตละ
ชนิดวา ไอโซเมอรไ อโซเมอรที่มี สตู รโมเลกุลเหมือนกันแต
มสี ูตรโครงสรา งตา งกัน เรียกวา ไอโซเมอรโครงสรา ง
6. วิเคราะห และเปรยี บเทียบจุดเดอื ด -สารประกอบอินทรียที่มีหมูฟงกชัน ขนาดโมเลกุล หรือ
และการละลายในน้ำของสารประกอบ โครงสรางของสารตางกันจะมีจุดเดือดและ การละลายใน
อนิ ทรยี ท ี่มหี มฟู งกช นั ขนาดโมเลกุล หรอื น้ำตางกัน สำหรับการละลายของ สารพิจารณาไดจาก
โครงสรางตางกนั

242

ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรูเพิ่มเติม
ความมีขั้วของตัวละลาย และตัวทำละลาย โดยสาร
สามารถละลายได ในตัวทำละลายท่มี ขี ้วั ใกลเ คยี งกนั
7. ระบุประเภทของสารประกอบ -สารประกอบอินทรียประเภทแอลเคน แอลคีน แอลไคน
ไฮโดรคารบ อนและเขียนผลิตภณั ฑจาก อะโ รมาติกไ ฮโ ดรค าร บ อน เปน ส ารประ ก อ บ
ปฏกิ ิรยิ าการเผาไหม ปฏกิ ิรยิ ากบั โบรมนี ไฮโดรคารบอน ซึ่งเมื่อเกิดปฏิกิริยา การเผาไหมปฏิกิริยา
หรอื ปฏิกริ ยิ ากับโพแทสเซยี มเปอรแ มงกา กับโบรมีนและปฏิกิริยากับ โพแทสเซียมเปอรแมงกาเนต
เนต จะใหผลของ ปฏิกิริยาตางกัน จึงสามารถใชเ ปน เกณฑ ใน
การจำแนกประเภทของสารประกอบ ไฮโดรคารบอนได

8. เขียนสมการเคมแี ละอธิบายการ -กรดคารบอกซิลิกทำปฏิกิริยากับแอลกอฮอลได เปนเอส
เกดิ ปฏิกิรยิ าเอสเทอริฟเ คชัน ปฏกิ ริ ิยา เทอรเรียกวา ปฏิกิริยาเอสเทอริฟเคชนั กรดคารบอกซิลิก
การสงั เคราะหเอไมดป ฏิกริ ยิ าไฮโดรลซิ สิ ทำปฏิกิริยากับเอมีนเกิดเปน เอไมดเอสเทอรและเอไมด
และปฏกิ ริ ยิ าสะปอนนิฟเ คชัน สามารถเกิดปฏิกิริยา ไฮโดรลิซิส ปฏิกิริยาไฮโดรลิซิสของ
9. ทดสอบปฏิกริ ิยาเอสเทอริฟเคชนั เอสเทอร ในเบสแอลคาไลเรียกวา ปฏิกิริยาสะปอนนิฟเค
ปฏกิ ิรยิ าไฮโดรลิซสิ และปฏิกิรยิ าสะปอน ชนั
นิฟเ คชนั
10. สืบคนขอมูล และนำเสนอตวั อยาง -สารประกอบอินทรียสามารถนำไปใชประโยชน ได
การนำสารประกอบอนิ ทรยี ไปใชป ระโยชน มากมายในชีวิตประจำวัน รวมทั้งนำไปใชเปน สารตั้งตน
ในชวี ติ ประจำวันและอุตสาหกรรม และตัวทำละลายในอุตสาหกรรม ดานตางๆเชน
อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงและพลังงาน อุตสาหกรรมอาหาร
และยา อตุ สาหกรรมเกษตร
11. ระบุประเภทของปฏกิ ริ ยิ าการเกิดพอ -พอลิเมอรเปนสารที่มโี มเลกุลขนาดใหญ ซึ่งประกอบดวย
ลิเมอรจ ากโครงสรางของมอนอเมอรห รอื หนวยยอยที่เรียกวา มอนอเมอร เชื่อมตอกันดวยพันธะ
พอลิเมอร โคเวเลนตโดยมีทั้ง พอลิเมอรธรรมชาติและพอลิเมอร
สังเคราะห ปฏิกิริยาการเกิดพอลิเมอรอาจเปนปฏิกิริยา
แบบ ควบแนนหรือปฏิกิริยาแบบเติม ขึ้นอยูกับ หมู
ฟงกช ันและโครงสรา งของมอนอเมอร
12. วเิ คราะห และอธบิ ายความสัมพนั ธ -พอลิเมอรมีโครงสรางตางกันอาจเปนโครงสราง แบบเสน
ระหวางโครงสรา งและสมบตั ิของพอลิ แบบกิ่ง หรือแบบรางแห ขึ้นอยูกับชนิด ของมอนอเมอร
เมอร รวมท้ัง การนำไปใชประโยชน และภาวะของปฏิกิริยาการเกิด พอลิเมอรซึ่งโครงสราง
ของพอลิเมอรสงผลตอ จุดหลอมเหลว ความหนาแนน
ความเปราะ ความเหนียว ความยืดหยุน จึงสามารถนำไป
ประยุกตใชไ ดอ ยางหลากหลาย
13. ทดสอบ และระบปุ ระเภทของ -พอลิเมอรที่ใหความรอนแลวสามารถนำกลับมา ขึ้นรูป
พลาสตกิ และผลิตภณั ฑย าง รวมท้ังการ ใหมไดเรียกวา พอลิเมอรเทอรมอพลาสติก สวนใหญมี
นำไปใชป ระโยชน โครงสรางแบบเสนและแบบกิ่ง สวนพอลิเมอรที่ใหความ

243

ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรียนรเู พ่ิมเตมิ
รอนแลวไมออนตัว จึงไมสามารถนำกลับมาขึ้นรูปใหมได
เรียกวา พอลิเมอรเทอรมอเซต มีโครงสรางแบบรางแห
พลาสติกมีทั้งที่เปนพอลิเมอรเทอรมอพลาสติก และพอลิ
เมอรเทอรมอเซต ผลิตภัณฑยางเปน พอลิเมอรเทอรมอ
เซต ซงึ่ ทำใหมสี มบตั แิ ละ การนำไปใชป ระโยชนต า งกนั
14. อธบิ ายผลของการปรบั เปล่ยี น -การปรับเปลี่ยนโครงสรางหรือการสังเคราะห พอลิเมอร
โครงสราง และการสังเคราะหพอลิเมอรท ี่ เชน วัลคาไนเซชัน การสังเคราะห โคพอลิเมอรการ
มตี อ สมบัติของพอลเิ มอร สังเคราะหพอลิเมอรนำไฟฟา เปนการปรับปรุงคุณภาพ
ของพอลิเมอรเพื่อใหได ผลิตภัณฑที่สามารถนำไปใช
ประโยชนไ ด อยา งเหมาะสมและหลากหลายมากขน้ึ
15. สืบคนขอ มูล และนำเสนอตวั อยาง -การใชและการกำจัดผลิตภัณฑพอลิเมอรอาจสง
ผลกระทบจากการใชและการกำจดั ผลกระทบตอ ส่งิ มชี วี ติ และสิ่งแวดลอ ม จึงควร ตระหนักถึง
ผลติ ภัณฑพ อลิเมอรและ แนวทางแกไข ผลกระทบที่เกิดขน้ึ และแนวทางแกไ ข
16. กำหนดปญ หา และนำเสนอแนว -สถานการณบางสถานการณในชีวิตประจำวัน การ
ทางการแกป ญ หาโดยใชค วามรูทางเคมี ประกอบอาชีพ หรืออุตสาหกรรม สามารถ นำความรูทาง
จากสถานการณที่เกิดขึ้นในชีวติ ประจำวัน เคมไี ปใชประโยชนหรอื แกปญ หาได
การประกอบอาชีพ หรืออตุ สาหกรรม
17. แสดงหลักฐานถงึ การบูรณาการ -การศึกษาและการแกปญหาในสถานการณหรือ ประเด็น
ความรทู างเคมรี วมกับสาขาวิชาอนื่ ที่สนใจทำไดโดยการบูรณาการความรู ทางเคมีรวมกับ
รวมทั้งทกั ษะกระบวนการทาง วทิ ยาศาสตรแขนงอ่ืน รวมทง้ั คณติ ศาสตรเทคโนโลยีและ
วิทยาศาสตรหรอื กระบวนการออกแบบ ทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตรหรือกระบวนการ
เชิงวิศวกรรม โดยเนน การคิดวเิ คราะห ออกแบบ เชิงวศิ วกรรม โดยเนน การคิดวิเคราะหแ กปญหา
การแกป ญหาและ และความคิดสรา งสรรค
ความคิดสรา งสรรค เพือ่ แกป ญหาใน
สถานการณหรือประเด็นทีส่ นใจ
18. นำเสนอผลงานหรอื ชิน้ งานท่ีไดจาก -การนำเสนองานหรือแสดงผลงาน เปนการเปด โอกาสให
การแกป ญหาในสถานการณหรอื ประเด็น ผูมีสวนรวมไดแลกเปลี่ยนแนวคิด ผลงาน รวมทั้งเพิ่ม
ที่สนใจโดยใชเ ทคโนโลยีสารสนเทศ โอกาสในการพัฒนางาน โดยใชเทคโนโลยีสารสนเทศเปน
เครื่องมือ ประกอบการนำเสนอ ซึ่งจะทำใหการสื่อสาร มี
ประสิทธภิ าพมากขน้ึ
19. แสดงหลักฐานการเขารว มการสัมมนา -การสัมมนา การประชุมวิชาการ หรือการ รวมแสดงผล
การเขา รว มประชุมวชิ าการ หรอื การแสดง งาน สิ่งประดิษฐในงานนิทรรศการ เปนการเปดโอกาสให
ผลงานสิง่ ประดษิ ฐใ นงานนิทรรศการ ผูมีสวนรวมไดแลกเปลี่ยน ความคิด แสดงทัศนคติตอ
กรณีศึกษา สถานการณ หรือประเด็นสำคัญทางเคมีซ่ึง
ชวยสงเสริม ใหพัฒนากระบวนการคิด ทักษะการสื่อสาร
ทักษะการใชเทคโนโลยีเพื่อการคนควาและ การสื่อสาร


Click to View FlipBook Version