194
คำอธิบายรายวชิ าพ้ืนฐาน
รหสั วชิ า ส33101 รายวิชา สังคมศึกษา 5 กลุมสาระการเรยี นรูสงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
ช้ันมัธยมศกึ ษาปท ี่ 6 ภาคเรียนที่ 1 จำนวน 40 ชวั่ โมง/ 1.0 หนวยกิต
ศึกษา วิเคราะห ลกั ษณะของสงั คมชมพูทวปี และคติความเช่อื ทางศาสนาสมยั กอนพระพุทธเจา พระพุทธศาสนามี
ทฤษฎแี ละวธิ กี ารที่เปน สากลและมขี อปฏบิ ตั ทิ ่ยี ึดสายกลาง การพฒั นาศรัทธาและปญ ญา ทถ่ี กู ตองในพระพุทธศาสนา
พระพทุ ธเจาในฐานะเปน มนุษยผฝู กตนไดอ ยางสงู สดุ ในการตรสั รู การกอต้ัง วธิ กี ารสอนและการเผยแผพ ระพุทธศาสนา
พทุ ธประวัตดิ านการบริหารและการธำรงรกั ษาศาสนา ขอ ปฏบิ ตั ิทางสายกลางในพระพุทธศาสนาหรอื แนวคิดของศาสนาท่ี
ตนนับถือ การพัฒนาศรัทธาและปญญาที่ถกู ตองลกั ษณะประชาธิปไตยในพระพุทธศาสนา หลกั การของพระพทุ ธศาสนากับ
หลักวทิ ยาศาสตร การคดิ ตามนัยและการคิดแบบวิทยาศาสตร การฝก ฝนและพฒั นาตนเอง การพึง่ ตนเอง และการมุง
อิสรภาพ พระพุทธศาสนาเปนศาสตรแหงการศึกษาซงึ่ เนนความสัมพันธข องเหตุปจ จัยกับวิธกี ารแกปญ หา การฝกตนไมใ ห
ประมาท มุงประโยชนสุขและสนั ติภาพแกบ ุคคล สงั คมและโลก ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี งและการพัฒนาประเทศแบบ
ยั่งยืน การศึกษาท่ีสมบูรณ การเมือง และสนั ตภิ าพ ขอคิดและแบบอยางการดำเนนิ ชีวติ จากประวัติ พุทธสาวก พุทธสาวิกา
(พระอัสสชิ พระกีสาโคตมเี ถรี พระนางมัลลกิ า หมอชีวกโกมารภัจจ พระอนรุ ุทธะ พระองคลุ ิมาล พระธมั มทินนาเถรี จิตต
คหบดี พระอานนท พระปฏาจาราเถรี จฬู สุภทั ทา สมุ น-มาลาการ) พุทธศาสนกิ ชนตัวอยาง (พระนาคเสน-พระยามลิ นิ ท
สมเดจ็ พระวนั รัต (เฮง เขมจาร)ี พระอาจารยม่ัน ภรู ทิ ตั โต สชุ พี ปุญญานภุ าพ สมเด็จพระนารายณม หาราช พระธรรมโกศา
จารย(พทุ ธทาสภกิ ขุ) พระหรหมมงั คลาจารย(ปญญานันทภิกขุ) ดร.เอ็มเบดการ พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา เจาอยหู ัว
พระโพธิญาณเถร (ชา สภุ ทโฺ ท) พระพรหมคุณาภรณ(ป.อ.ปยตุ ฺโต) อนาคาริก ธรรมปาละ) ชาดก (เวสสันดรชาดก มโหสถ
ชาดก มหาชนกชาดก) และปฏบิ ตั ติ นตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา พระรัตนตรยั หลกั ธรรมในกรอบอรยิ สจั 4
ประกอบดว ย ทุกข (ขันธ 5) สมุทัย (หลักกรรม ในเรอื่ ง นิยาม 5 และวิตก 3) นโิ รธ (ภาวนา 4) มรรค (พระสทั ธรรม 3
ปญญาวุฒิธรรม 4 พละ 5 อุบาสกธรรม 5) มงคล (สงเคราะหบุตร สงเคราะหภ รรยาหรือสามี สนั โดษ) พุทธศาสนสภุ าษติ ใน
เรื่อง จติ ทีฝ่ ก ดีแลว นำสขุ มาให บณั ฑติ ยอมไมแสดงอาการข้ึนๆ ลงๆ คนที่ไมถ ูกนนิ ทาไมมีในโลก ฆาความโกรธไดยอมอยู
เปน สขุ คนขยนั เอาการเอางาน กระทำเหมาะสม ยอมหา ทรพั ยไ ด เกดิ เปนคนควรจะพยายามจนกวาจะประสบ
ความสำเรจ็ ความสันโดษเปนทรัพยอยางยง่ิ การเปน หน้ีเปนทุกขในโลก พระราชาเปน ประมุขของประชาชน สตเิ ปน เคร่อื ง
ตืน่ ในโลก สุขอ่ืนยงิ่ กวา ความสงบไมมี นิพพานเปนสขุ อยางยิ่ง การสังคายนาพระไตรปฎก การปฏิบัติตนเปน ชาวพทุ ธท่ดี ีตอ
พระภิกษุ การปฏิบตั ิตนเปน สมาชกิ ท่ีดขี องครอบครวั และสังคม ศาสนพธิ ีเก่ียวกับพิธแี สดงตนเปน พทุ ธมามกะ พิธเี วียน
เทียน พธิ ีถวายสงั ฆทาน พิธีถวายผาอาบนำ้ ฝน พธิ ีทอดกฐิน พธิ ปี วารณา การทำบุญเลยี้ งพระในโอกาสตางๆ หลกั ธรรม
คติธรรมทเ่ี กยี่ วเน่ืองกบั วันสำคญั และเทศกาลสำคัญในพระพทุ ธศาสนา การเปน ชาวพทุ ธที่ดตี อ พระภกิ ษุ เปนสมาชิกท่ดี ี
ของครอบครวั และสงั คม การสวดมนตแปล แผเ มตตา และบรหิ ารจติ และเจรญิ ปญญาตาม หลักสติปฏ ฐาน การพฒั นาการ
เรยี นรูด ว ยวิธีคดิ แบบโยนิโสมนสกิ าร (คิดแบบรเู ทา ทนั ธรรมดา คิดแบบเปนอยใู นขณะปจจุบัน) การสัมมนาและเสนอ
แนวทางในการธำรงรักษาพระพุทธศาสนาอันสง ผลถึงการพัฒนาคน พฒั นาชาตแิ ละโลก ประวัติของศาสดาของศาสนาอื่น
และหลกั คำสอนพืน้ ฐาน
โดยใชกระบวนการคิด กระบวนการสืบคนขอมูล กระบวนการทางสังคม กระบวนการปฏิบัติกระบวนการเผชิญ
สถานการณและแกปญหา กระบวนการกลุม เพื่อใหเกิดความรูความเขาใจ สามารถนำไปปฏิบัตใิ นการดำเนินชีวิต นำไป
แกปญหาของตนเอง และครอบครัว มีคุณลักษณะอันพึงประสงคในดานรักชาติ ศาสน กษัตริย ซื่อสัตย สุจริต มีวินยั
ใฝเรียนรู อยอู ยางพอเพยี ง มุงมัน่ ในการทำงาน รกั ความเปน ไทย มจี ติ สาธารณะ สามารถอยูรว มกนั ไดอยา งสนั ตสิ ขุ
195
รหัสตัวชี้วัด ม. 4-6/2 ม. 4-6/3 ม. 4-6/4 ม. 4-6/5
ส 1.1 ม. 4-6/1 ม. 4-6/7 ม. 4-6/8 ม. 4-6/9 ม. 4-6/10
ม. 4-6/12 ม. 4-6/13 ม. 4-6/14 ม. 4-6/15
ม. 4-6/6 ม. 4-6/18 ม. 4-6/19 ม. 4-6/20 ม. 4-6/21
ม. 4-6/11 ม. 4-6/2 ม. 4-6/3 ม. 4-6/4 ม. 4-6/5
ม. 4-6/17
ม. 4-6/22
ส 1.2 ม. 4-6/1
รวม 2 มาตรฐาน 27 ตัวช้วี ัด
196
คำอธิบายรายวชิ าพื้นฐาน
รหัสวชิ า ส33102 รายวิชา สังคมศึกษา 6 กลุมสาระการเรียนรูสงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที่ 6 ภาคเรียนท่ี 2 จำนวน 40 ชั่วโมง/ 1.0 หนวยกิต
อธิบายความหมาย ววิ ัฒนาการของสหกรณใ นประเทศไทย ตระหนักถึงความสำคญั ของระบบสหกรณใ นการ
พฒั นาเศรษฐกิจในระดับชมุ ชนและประเทศ วิเคราะหป ญ หาทางเศรษฐกิจในชุมชนและ เสนอแนวทางแกไ ข บทบาทของ
รฐั บาลดานนโยบายการเงิน การคลังในการพฒั นาเศรษฐกิจของประเทศ วิเคราะหส าเหตุ และผลกระทบทีเ่ กดิ จากภาวะ
ทางเศรษฐกจิ และบอกแนวทางในการแกป ญหาของนโยบายการเงนิ การคลัง
ศึกษาวิวัฒนาการของการเปดเสรีทางเศรษฐกิจ และใชกระบวนการอภิปรายเพื่อวิเคราะหผลกระทบของการเปด
เสรีทางเศรษฐกิจในยุคโลกาภิวตั นท่ีมีผลตอสังคมไทย วเิ คราะหผลดี ผลเสียของความรวมมือทางเศรษฐกิจระหวางประเทศ
ในรูปแบบตางๆ ที่นำไปสูการพึ่งพา การแขงขัน การขัดแยง และการประสานประโยชนทางเศรษฐกิจการคาระหวาง
ประเทศ เพ่ือใหม คี วามรูความเขาใจหลักเศรษฐศาสตร ปญ หาทเ่ี กดิ ขนึ้ แนวทางการแกไข รจู กั ใชทรพั ยากร ธรรมชาติให
เกิดประโยชนสูงสุด เปน แนวทางในการแกไขปญหาตางๆ ใหมีประสทิ ธภิ าพเพอ่ื ใหป ระชาชน มชี ีวิตความเปน อยูทด่ี ี และ
สง ผลใหป ระเทศเจรญิ กา วหนา
รหสั ตวั ช้ีวดั
ส 3.1 ม. 4-6/1 ม. 4-6/2
ส 3.2 ม. 4-6/1 ม. 4-6/2 ม. 4-6/3
รวม 2 มาตรฐาน 7 ตัวชี้วัด
197
รหัสวชิ า พ33101 คำอธิบายรายวิชาพน้ื ฐาน
ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 6 รายวชิ าสุขศกึ ษา 3 กลุมสาระการเรยี นรูส ุขศกึ ษาและพลศึกษา
ภาคเรียนท่ี 1 จำนวน 20 ช่ัวโมง / 0.5 หนว ยกติ
ศึกษาการทำงานของระบบประสาท ระบบสืบพันธุ และระบบตอมไรทอ ทักษะเพื่อชวี ิต พิชิตความขดั แยง การ
พัฒนาสุขภาพของตนเองและครอบครัว การสรางเสรมิ สุขภาพชุมชน ภยั พิบตั ิ และการชวยฟน คืนชีพโดยใหผ เู รียนเขากลมุ
เพือ่ ศึกษาความรูเพิม่ เติม เพ่ือแลกเปลยี่ นความคิดเหน็ นำขอมูลมาใชวเิ คราะหอยา งมเี หตุผล ออกแบบหรือสรา งทางเลือกที่
จะนำไปสูการทำใหด ีขึ้นกวาเดิม โดยเนน การลงมือทำจริงจนเกิดเปนความรูที่เกิดอยใู นตัวผูเรียน ใหผ ูเ รียนไดแ สดงออก
เพ่อื ผลในการเจรญิ งอกงาม กาวหนาข้ึนและสามารถนำไปใชใ นชีวติ ประจำวันไดอ ยา งมปี ระสิทธิภาพ
เหน็ คุณคา และความสำคัญของการดูแลสขุ ภาพ เพื่อนำไปเปน แนวทางการปฏิบตั ติ นในชีวติ ประจำวนั เพ่ือใชใน
การดูแล รกั ษา และสรางเสริมสุขภาพของตนเอง ครอบครัว ชุมชน และสงั คมในชวี ิตประจำวนั
รหัสตวั ชี้วัด
พ 1.1 ม.4-6/1
พ 2.1 ม.4-6/3, ม.4-6/4
พ 4.1 ม.4-6/5, ม.4-6/6
พ 5.1 ม.4-6/6, ม.4-6/7
รวม 4 มาตรฐาน 7 ตัวชี้วัด
198
คำอธิบายรายวิชาพืน้ ฐาน
รหัสวชิ า พ33102 รายวิชา พลศกึ ษา 3 กลุมสาระการเรียนรสู ุขศึกษาและพลศึกษา
ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที่ 6 ภาคเรยี นที่ 2 จำนวน 20 ช่ัวโมง / 0.5 หนวยกติ
ศึกษาวเิ คราะหม สี วนรว มและปฏิบัติจรงิ ในกายบริหาร การเคลอื่ นไหวแบบตาง ๆ การทดสอบสมรรถภาพและ
การออกกำลังกายดวยกิจกรรมกีฬาวอลเลยบ อลอยางถูกตอง ปลอดภยั สนุกสนาน พรอมกบั เรียนรปู ระวัติความเปนมา
ความนยิ ม ประโยชน มารยาทของผเู ลน ผูดูทด่ี ี การรักษาอุปกรณ กฎ กติกา ทกั ษะหลักในการรุกและการรบั การแขงขัน
การปฏบิ ตั ิตามหนาที่ ความมีนำ้ ใจนกั กีฬา การจดั การแขงขันระดบั ตาง ๆ การปองกนั และแกไขเสรมิ สรา งสมรรถภาพ
เพือ่ ใหม คี วามรู ความเขาใจทักษะ มีสมรรถภาพทางกายและจติ ใจที่ดี เรียนรูการวิเคราะหค วามคดิ รวบยอดเก่ียวกบั การ
เคลื่อนไหวรปู แบบตางๆ ในการเลนกีฬา ใชความสามารถของตน เพ่ือเพิ่มศักยภาพของทีมคำนงึ ถึงผลทเ่ี กิดตอผูอ่ืนและ
สังคม เลนกฬี าไทย กีฬาสากลประเภทบคุ คล / คู กีฬาประเภททีมไดอยา งนอย 1 ชนิด
มีวจิ ารณญาณ มีความรบั ผดิ ชอบ การทำงานรว มกัน มวี นิ ยั ยอมรับความคิดเหน็ ของผูอื่น เปนผูนำและผูตามที่
ดีเรียนรูการวิเคราะหความคิดรวบยอดเก่ยี วกับการสรางเสริมสุขภาพและปองกนั โรค เพื่อเพิ่มศักยภาพของตนเอง โดย
คำนงึ ถงึ ผลท่ีเกดิ ตอผูอ่ืนและสังคม
รหสั ตัวช้ีวดั
พ 3.1 ม.4-6/1 ม.4-6/2 ม.4-6/3 ม.4-6/4
พ 3.2 ม.4-6/1 ม.4-6/2 ม.4-6/3 ม.4-6/4
พ 4.1 ม.4-6/7
รวม 3 มาตรฐาน 9 ตัวชี้วัด
199
รหัสวิชา ศ33101 คำอธิบายรายวิชาพน้ื ฐาน กลุมสาระการเรยี นรศู ิลปะ
ชัน้ มัธยมศึกษาปท ี่ 6 รายวิชานาฏศิลป จำนวน 20 ชัว่ โมง/0.5 หนวยกติ
ภาคเรยี นที่ 1
ศึกษาเพื่อใหมีความรู ความเขาใจการแสดงนาฏศิลปในรูปแบบตางๆ ประวัติ วิวัฒนาการและลักษณะของ
นาฏศิลปนานาชาติ ถายทอดความรูสึก แสดงความคิดเห็น สื่อความหมายตอนาฏศิลปนานาชาติ และนาฏศิลปที่สนใจ
เห็นถึงประโยชนและคุณคาของนาฏศิลปตอการพัฒนาชีวิตและสังคม สามารถเลือกแสดงออกทางนาฏศิลปตามความ
สนใจ โดยการเลือกใชและผสมผสานหลักการใชภาษานาฏศิลป นาฏยศัพท การเคลื่อนไหวรางกายอยางมีรูปแบบทาง
นาฏศิลป หลักและวิธีการผลิตทารำ ทาเตนประกอบการแสดง เพี่อนำมาสรางสรรคผลงาน พัฒนาทักษะทางนาฏศิลป
ชักชวนใหผูอื่นมีสวนรวมในการแสดงออก อนุรักษนาฏศิลปที่เปนมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปญญาไทย เพื่อเปนการสืบ
ทอดนาฏศิลปที่เกี่ยวของกับวัฒนธรรมระคับชาติและนานาชาติ เปรียบเทียบลักษณะเดนของดนตรี ในวัฒนธรรมตางๆ
อธิบายบทบาทของดนตรีในการสะทอนแนวความคิดและคานิยมที่เปลี่ยนไปของคนในสังคม โดยการนำเสนอแนวทางใน
การสงเสรมิ และอนรุ กั ษด นตรีในฐานะมรดกของชาตแิ ละสามารถนำไปประยุกตใ ชไ ดอยางเหมาะสม
ศึกษาเพื่อใหมีความรู ความเขาใจการแสดงนาฏศิลปใ นรูปแบบตางๆเหน็ ถงึ ประโยชนและคุณคาของนาฏศิลปตอ
การพัฒนาชีวิตและสงั คม เลือกใชและผสมผสานหลกั การทางนาฏศลิ ปในรปู แบบตางๆเพื่อนำมาสรางสรรคผลงาน พัฒนา
ทักษะทางนาฏศลิ ป มีสว นรวมในการนุรักษส บื ทอดนาฏศิลปท ่เี กีย่ วของกบั วัฒนธรรมระดับชาตแิ ละนานาชาติ
รหัสตวั ช้ีวดั
ศ 3.1 ม.4-6/1, ม.4-6/2, ม.4-6/3, ม.4-6/4, ม.4-6/5, ม.4-6/6
ศ 3.2 ม.4-6/1, ม.4-6/2
รวม 2 มาตรฐาน 8 ตัวชว้ี ัด
200
รหสั วิชา ศ33103 คำอธิบายรายวชิ าพืน้ ฐาน กลมุ สาระการเรียนรูศิลปะ
ชน้ั มัธยมศึกษาปท ี่ 6 รายวชิ า ทศั นศลิ ป จำนวน 20 ช่ัวโมง/0.5 หนว ยกติ
ภาคเรยี นท่ี 2
ศึกษาการใชทัศนธาตุ และหลักการออกแบบในการสื่อความหมายในรปู แบบตาง บรรยายผลงานทัศนศิลปโดยใช
ศัพททางทศั นศิลป ศึกษาเทคนิคของศิลปนในการเลือกใชวสั ดอุ ุปกรณสรางสรรคผลงานทางทัศนศิลปแ ละวธิ ีการสรางงาน
ของศิลปนที่ตนชื่นชอบ มีความรูในการสรางสรรคงานทัศนศิลปดวยเทคโนโลยีตาง ๆ โดยเนนหลักการออกแบบและการ
จัดองคประกอบศิลป ออกแบบผลงานใหเหมาะกับโอกาสและสถานที่ จัดกลุมงานทัศนศิลปเพื่อสะทอนพัฒนาการและ
ความกา วหนาของตนเอง วาดภาพระบายสีเปนภาพลอเลียนหรือภาพการตูนเพ่ือแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับสภาพสังคมใน
ปจจุบนั
มีทกั ษะในการสรางสรรคผ ลงานทัศนศิลป และเทคนคิ ตา งๆในการใชวสั ดุอุปกรณ และมีกระบวนการท่ีสูงขึ้นใน
การสรางงานทัศนศิลป มีทักษะทางดานเทคโนโลยีสามารถนำมาใชในการออกแบบผลงานหรือสรางสรรคผลงานทาง
ทัศนศิลป โดยใชทักษะกระบวนการคิด ทักษะกระบวนการแกปญหา ทักษะกระบวนการใชชีวิต ทักษะกระบวนการ
สื่อสาร และทักษะกระบวนการใชเทคโนโลยี เพื่อใหมีความรูความเขาใจ กลาคิด กลาแสดงออกทางทัศนศิลปอยาง
สรางสรรค เห็นคุณคา ซื่อสัตยสุจริต มีวินัย ใฝเรียนรู อยูอยางพอเพียง มุงมั่นในการทำงาน รักชาติ ศาสน กษัตริย รัก
ความเปนไทย มจี ิตสาธารณะ และสามารถประยกุ ตใ ชในชวี ิตประจำวัน
รหสั ตวั ช้ีวัด ม.4-6/1 ม.4-6/2 ม.4-6/3 ม.4-6/4 ม.4-6/5 ม.4-6/6
ศ1.1 ม.4-6/7 ม.4-6/8 ม.4-6/9 ม.4-6/10 ม.4-6/11
ศ1.2 ม.4-6/1 ม.4-6/2 ม.4-6/3
รวม 2 มาตรฐาน 14 ตวั ช้ีวัด
201
รหสั วชิ า ง33101 คำอธิบายรายวชิ าพื้นฐาน กลุม สาระการเรยี นรูก ารงานอาชพี
ชั้นมธั ยมศึกษาปท ่ี 6 รายวิชาการงานอาชีพพน้ื ฐาน 5
ภาคเรียนที่ 1 จำนวน 20 ช่ัวโมง/0.5 หนวยกติ
อธิบายความหมายและความสำคญั ของการแปรรปู อาหาร หลกั การแปรรูปอาหาร กระบวนการแปรรูปอาหาร
การทำอาหารแปรรปู การจดั จำหนา ย ความรูเก่ียวกับการแกะสลักผกั และผลไม การแกะสลักผักและผลไมเปน ของใช
แปรรูปผลผลิตทางการเกษตรที่มีในทองถิ่น แกะสลักผอบฟกทองและกระเชาแตงโม มีเจตคติที่ดีตอการทำงาน
ปลกู จติ สำนึกในการใชพลังงานและทรัพยากรอยางประหยัดและคุมคา สรางเจตคตทิ ี่ดตี อการประกอบอาชีพสุจริต และนำ
ความรไู ปใชใ นชวี ิตประจำวัน
รหสั ตัวช้ีวดั
ง 1.1 ม.4-6/1 , ม.4-6/2 , ม.4-6/3 , ม.6-4/4 , ม.6-4/5 , ม.6-4/6 , ม.6-4/7
รวม 1 มาตรฐาน 7 ตัวช้ีวัด
202
คำอธิบายรายวชิ าพืน้ ฐาน กลุมสาระการเรียนรูก ารงานอาชพี
รหสั วชิ า ง33102 รายวชิ าการงานอาชีพพืน้ ฐาน 6
ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 ภาคเรยี นที่ 2 จำนวน 20 ช่ัวโมง/0.5 หนวยกติ
อธิบายความหมายและความสำคัญของการเลี้ยงสัตวเชิงพาณิชย คุณลักษณะทั่วไปของผูประกอบอาชีพเลี้ยงสัตว
เชิงพาณิชย แนวทางการเลี้ยงสัตวเชิงพาณิชย การเลี้ยงไกพื้นเมืองเชิงพาณิชย การจำลองอาชีพ กิจกรรมอาชีพ พาณิชย
อิเลก็ ทรอนกิ ส บอกความสำคญั ของการเล้ยี งไกพืน้ เมืองหรือสัตวชนิดอื่นในทองถิ่น
จดั นทิ รรศการเกย่ี วกบั อาชีพ วางแผนเลอื กทำพาณชิ ยอ ิเลก็ ทรอนิกสแ ละประเมนิ ผลงานการปฏบิ ตั ิรวมกนั
มีเจตคติที่ดีตอการทำงาน ปลูกจิตสำนึกในการใชพลังงานและทรัพยากรอยางประหยัดและคุมคา สรางเจตคติที่ดีตอการ
ประกอบอาชีพสจุ ริต และนำความรไู ปใชใ นชวี ิตประจำวัน
รหสั ตวั ช้ีวัด
ง 1.1 ม.4-6/1 , ม.4-6/2 , ม.4-6/3 , ม.6-4/4 , ม.6-4/5 , ม.6-4/6 , ม.6-4/7
ง 2.1 ม.4-6/1 , ม.4-6/2 , ม.4-6/3 , ม.6-4/4
รวม 2 มาตรฐาน 11 ตวั ชว้ี ัด
203
รหสั วชิ า อ33101 คำอธิบายรายวิชาพื้นฐาน
ชนั้ มัธยมศึกษาปท ่ี 6 รายวชิ าภาษาอังกฤษพนื้ ฐาน 5 กลุม สาระการเรียนรูภาษาตา งประเทศ
ภาคเรยี นที่ 1 เวลา 40 ชัว่ โมง/1 หนว ยกติ
ศึกษาและวิเคราะหข อความ ขาว ประกาศ และโฆษณา ขอปฏบิ ัติในคูมือการใชงานตางๆ คำชีแ้ จง คำอธิบาย
คำขอรอ ง ความตองการเสนอตอบรบั และปฏิเสธการใหความชวยเหลือในสถานการณจำลองหรือสถานการณจ ริง
ความสาคัญของขอ มลู เก่ยี วกับตนเองเร่ืองตา งๆ ใกลต วั กจิ กรรม ประสบการณ ขาว เหตุการณ ประเด็นตางๆ ท่ีอยูในความ
สนใจ เนื้อหาความรทู ่เี กี่ยวกับวิถีชีวิต ความคิด ความเช่อื สังคม วฒั นธรรม ขนบธรรมเนียมและประเพณขี องเจาของภาษา
กับของไทย
โดยใชทักษะ ฟง พดู อา น เขียน ในการจบั ใจความ วิเคราะหค วาม สรปุ ความ ตีความ และแสดงความคิดเหน็
พรอ มการใหเ หตุผลและยกตวั อยางประกอบ และนำเสนอดวยการพูดและการเขยี น เพื่อนำความรไู ปใชใ นชีวติ ประจำวนั
และใหเห็นคุณคา การใฝเรยี น ใฝร ู มีจรยิ ธรรม คุณธรรมและคา นิยมทเี่ หมาะสม
รหัสตัวช้ีวัด
ต 1.1 ม. 6/4
ต 1.2 ม. 6/5
ต 1.3 ม.6/3
ต 2.1 ม. 6/3
รวม 4 มาตรฐาน 4 ตัวชี้วัด
204
คำอธบิ ายรายวิชาพน้ื ฐาน
รหสั วชิ า อ33102 รายวชิ าภาษาอังกฤษพ้นื ฐาน 6 กลุมสาระการเรยี นรภู าษาตางประเทศ
ชัน้ มัธยมศกึ ษาปท ่ี 6 ภาคเรยี นท่ี 2 เวลา 40 ช่ัวโมง/1 หนวยกติ
ศกึ ษาและวิเคราะหความรูทเ่ี กีย่ วกับวถิ ชี ีวิต ความคิด ความเชื่อ สังคม วัฒนธรรม ขนบธรรมเนยี มและประเพณี
ของเจา ของภาษากับของไทย และความรูท่ีเก่ียวของกบั กลมุ สาระอ่นื ๆ เชน ความรดู า นวิทยาศาสตร เทคโนโลยี การส่อื สาร
ในสถานการณจริงและสถานการณจ ำลองในสถานศึกษา และการใชภาษาองั กฤษในการสื่อสารในชีวิตประจำวัน และ
สถานการณต างๆ
โดยใชท ักษะกระบวนการฟง พูด อาน เขยี น ในการสบื คน คนควา วิเคราะห เปรยี บเทียบ สรปุ และแสดงความ
คิดเห็นพรอมการใหเหตผุ ลและยกตวั อยางประกอบ เพ่ือนำไปใชใ นการส่ือสารในสถานการณจ รงิ หรือสถานการณจำลอง
และนำความรูท่ไี ดไปเผยแพรประชาสมั พันธภายในโรงเรียน และสงั คม โดยผูเ รียนตอ งตระหนกั ถึงคุณธรรม จรยิ ธรรม
และคานิยมท่เี หมาะสม
รหัสตวั ช้ีวัด
ต 2.2 ม. 6/2
ต 3.1 ม. 6/1
ต 4.1 ม. 6/1
ต 4.2 ม. 6/2
รวม 4 มาตรฐาน 4 ตัวช้ีวัด
205
รายวิชาเพ่ิมเติม
206
ภาษาไทย
ชัน้ ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรูเ พ่มิ เติม
ม.4 1. บอกความรเู บ้ืองตน ของการประพันธไ ด ความรเู บื้องตน เก่ียวกบั การแตงคำประพนั ธ
2. บอกววิ ฒั นาการของรอยกรองไทยได ววิ ัฒนาการของรอยกรองไทย
3. บอกประเภทและลักษณะบงั คับของรอ ยกรองชนิด การเขียนรอยกรองชนิดตา ง ๆ กลวิธกี ารเขียน
ตา ง ๆ ได รอยกรองชนดิ ตาง ๆ การวิเคราะห
4. บอกกลวธิ ีการเขยี นรอยกรองชนิดตาง ๆ ได ความงามดานวรรณศิลป ประเภทและลักษณะ
5. แตง คำประพันธช นิดตา ง ๆ ตามทกี่ ำหนดได บังคบั ของรอ ยกรองชนิดตาง ๆ
6. วิเคราะหค วามงามดา นวรรณศลิ ปของบทประพนั ธไ ด
1. บอกความหมายและความสำคัญของการพูดได การพูด ความหมาย ความสำคญั ของการพดู
2. บอกองคประกอบและรปู แบบการพดู ได องคป ระกอบของการพูด
3. อธบิ ายข้ันตอน และหลักเกณฑการพูดได จดุ มงุ หมายของการพูด รูปแบบการพูด
4. บอกปจจยั ที่ทำใหก ารพดู สัมฤทธ์ิผลได หลกั เกณฑการพดู ปจจัยท่ีทำใหก ารพดู สัมฤทธิผ์ ล-
5. วเิ คราะหแ ละ ประเมินผลการพดู การวเิ คราะหและประเมนิ ผลการพดู
6. เลือกใชถอยคำในการพดู ไดถกู ตอง เหมาะสมกับบคุ คล การพดู การใชภ าษาในการพูด มารยาทในการพูด
โอกาสและกาลเทศะ การพดู โอกาสตา ง ๆ
7. พูดในโอกาส ตาง ๆ ได
8. มมี ารยาทในการพดู
ม.5 1. บอกความหมายและความสำคัญของการเขยี นได การเขยี นสื่อสาร
2. บอกหลักการเขียน และรูปแบบการเขยี นได - ความหมาย
3. เลอื กใชคำ โวหาร และสำนวนภาษาใหเ หมาะสมกับ - ความสำคัญของการเขยี น
การเขยี น - หลักการเขียน
4. เขียนอธิบาย บรรยาย และพรรณนา - รูปแบบการเขยี น
5. เขยี นคำขวัญได - การใชภ าษาในการเขยี น การเขยี นอธบิ าย
6. เขยี นประกาศได บรรยายและพรรณนา การเขียนคำขวญั การเขยี น
7. กรอกแบบรายการตาง ๆ ได ประกาศ การกรอกแบบรายการ การเขียนบันทึกการ
8. เขียนบนั ทึกการศึกษาเพอ่ื นำไปพฒั นาตนเอง เขยี นบทรอยกรอง
9. เขียนจดหมายกิจธรุ ะได การผลิตงานเขียน การประเมินคุณคางานเขียน
10. เขยี นเรยี งความได มารยาทในการเขยี นการเขียนจดหมายกจิ ธรุ ะ
11. เขยี นยอความได การเขยี นเรียงความ การเขียนยอ ความ การเขยี น
12. เขยี นรายงานและ เขยี นอางองิ ได รายงาน การเขยี นอา งองิ
13. เขยี นบทรอ ยกรอง
14. ผลติ งานรูปแบบตาง ๆ ได
15. ประเมนิ คุณคางานเขียนได
16. มีมารยาทการเขียน และนสิ ยั รกั การเขยี น
207
ช้นั ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรูเพมิ่ เติม
1. วเิ คราะหแ ละจำแนกประเภทวรรณกรรมพืน้ บา น วรรณกรรมพ้ืนบา น คอื ผลผลติ หรอื ภมู ิปญญาของ
ปริศนาคำทาย และเพลงพนื้ บานได นักปราชญพนื้ บา นท่ีสรางสรรคข ้ึนมาในรปู แบบ
2. อธิบายรปู แบบ เนอ้ื หา สว นประกอบของวรรณกรรม ตา ง ๆ อนั ไดแก เพลง ภาษติ เร่อื งเลา นิทาน
พ้ืนบา น ปรศิ นาคำทายและเพลงพ้ืนบานได ตำนาน เปน ตน
3. เลาเร่อื งสรุปของวรรณกรรมพืน้ บานเรื่องเดน ในภาค ปรศิ นาคำทาย คอื ถอ ยคำที่ผูกเปนเง่ือนงำ เพื่อใหแก
ของตนได ใหท ายระหวางบุคคลในสังคมเดียวกันมงุ ทดสอบ
4. ตระหนักในคุณคา ความสำคญั ของวรรณกรรม เชาวป ญ ญาและความสนุกสนาน
พน้ื บา น ปรศิ นาคำทาย เพลงพนื้ บาน สำนวนคือ ถอยคำท่ีเรยี บเรยี ง โวหาร บางทใี ชวา
5. มีสวนรว มในการอนรุ กั ษและเผยแพรวรรณกรรม สำนวนโวหาร
พืน้ บาน ภาษติ คอื คำกลา วท่มี ีความหมายเชิงเปรยี บเทียบทั้ง
ทางดีและทางชวั่
เพลงพ้นื บานเปนวรรณกรรมมขุ ปาฐะทแี่ พรหลาย
มากในกลมุ ชาวบา นเพราะเปนวรรณกรรมท่ีใหความ
บันเทิงเริงใจแกบ คุ คล
ม.6 1.รเู ขาใจการสรางคำไทยตามหลักเกณฑของภาษา 1. ธรรมชาติของภาษา
2.ระบชุ นิดคำไทยพรอมยกตวั อยางได 2. พลงั ของภาษา
3.รเู ขา ใจเรอ่ื งประโยคที่ซับซอนย่ิงขึ้น และนำไปใชใ น ลกั ษณะของภาษา
การสื่อสารประจำวนั ได - เสยี งในภาษา
4.ใชคำราชาศพั ทไดถูกตองตามฐานะลำดับชน้ั ของบคุ คล - สวนประกอบของภาษา
5.วิเคราะหอิทธิพลของภาษาตา งประเทศและภาษาถ่นิ - องคประกอบของพยางคและคำ
6.อธบิ ายธรรมชาตขิ องภาษาและพลงั ของภาษาได 3. หลกั การสรางคำประโยค
7.ใชภาษาพฒั นาทักษะอานเขียนคำในภาษาไทยได คำราชาศพั ทคำท่ีมาจากภาษาตา งประเทศ
ถกู ตอง นำไปสกู ารอนุรักษแ ละพฒั นาภาษาไทย การเขยี นสะกดคำ
1. ผเู รียนสามารถอธิบายถึงลักษณะ ความหมาย การมีความรู ความเขา ใจเกี่ยวกบั วรรณคดที ำใหเกดิ
ความสำคัญของวรรณคดีไทยได ความความซาบซึ้งและเหน็ คุณคาของวรรณคดไี ด
2. ผูเรียนสามารถบอกแหลงที่มา และประวตั ิวรรณคดี ชดั เจนยงิ่ ขน้ึ
มรดกเรอื่ งตาง ๆ ทเี่ รียนได การมคี วามรู ความเขาใจเกี่ยวกบั วรรณคดสี มัยกรุง
3. ผูเรยี นสามารถบอกสงั เขปเรือ่ งวรรณคดีมรดกเรื่อง สโุ ขทยั ในแงมุมตาง ๆ ทำใหใหเ ราเขาใจวรรณคดีได
ตา ง ๆ ที่เรยี นได แจม แจง ยิง่ ขน้ึ และเกดิ แนว ความคิดในการนำไปใช
4. มคี วามรู ความเขาใจเก่ียวกบั วรรณคดสี มยั กรุงสุโขทยั ในชวี ติ ไดเปนอยางดี
5. มีความรู ความเขา ใจเกี่ยวกบั วรรณคดสี มยั อยุธยา การมีความรู ความเขา ใจเกี่ยวกับวรรณคดสี มัยกรุง
ตอนตน ศรีอยุธยาตอนตนในแงมมุ ตาง ๆ ทำใหใหเราเขาใจ
6. ผเู รียนมีความเขาใจในโลกทัศนท างสังคม ประเพณี วรรณคดไี ดแจมแจง ยิง่ ข้นึ และเกดิ แนวความคดิ ใน
ความเช่ือ ท่สี อดแทรกในวรรณคดีมรดกเรื่องตา ง ๆ ท่ีได การนำไปใชในชวี ิตไดเปนอยางดี โลกทัศนท างสังคม
เรียน ประเพณี ความเช่ือทสี่ อดแทรกในวรรณคดีมรดก
เรือ่ งตาง ๆ ที่ไดเ รยี น
208
ชัน้ ผลการเรียนรู สาระการเรียนรเู พ่มิ เติม
7. ผูเ รียนสามารถนำความรูเ ร่อื งวรรณคดีมรดกที่ไดไป
ปรบั ใชในชวี ติ ประจำวนั อยางมวี ิจารณญาณ
209
รหัสวชิ า ท31201 คำอธิบายรายวิชาเพม่ิ เตมิ กลุมสาระการเรียนรูภ าษาไทย
ชน้ั มธั ยมศึกษาปท ี่ 4 รายวิชาภาษาไทยเพ่มิ เติม1 จำนวน 20 ช่ัวโมง/0.5 หนว ยกติ
ภาคเรียนที่ 1
ผูเรียนไดรับการพัฒนาศักยภาพใหมีความรูความเขาใจเกี่ยวกับความรูเบื้องตนในการแตงคำประพันธ ไดแก
ความหมายและความเปนมาของคำประพันธไทย ประโยชนของคำประพันธ และวรรณศิลป ตลอดจนฉันทลักษณ ในการ
แตง และตัวอยางของคำประพันธป ระเภทโคลง ฉนั ท กาพย กลอน และ ราย
ฝกอานและฝกแตง คำประพนั ธโคลง ฉันท กาพย กลอน และ รา ย ใหถกู ตอ งตามอักขรวธิ แี ละฉันทลักษณ
เพ่ือใหเ ห็นคุณคาและภาคภมู ใิ จในการธำรงรักษาเอกลกั ษณทางภาษาดานการแตงคำประพันธ
ผลการเรยี นรู
1. บอกความรูเ บ้ืองตนของการประพันธไ ด
2. บอกวิวัฒนาการของรอยกรองไทยได
3. บอกประเภทและลักษณะบงั คับของรอยกรองชนิดตาง ๆ ได
4. บอกกลวธิ กี ารเขยี นรอยกรองชนิดตาง ๆ ได
5. แตง คำประพนั ธชนดิ ตาง ๆ ตามทีก่ ำหนดได
6. วเิ คราะหค วามงามดานวรรณศลิ ปข องบทประพนั ธได
จำนวนผลการเรียนรูท งั้ หมด 6 ผลการเรียนรู
210
รหสั วชิ า ท31202 คำอธิบายรายวชิ าเพิ่มเตมิ กลุมสาระการเรยี นรูภาษาไทย
ชั้นมัธยมศึกษาปท ี่ 4 รายวิชาภาษาไทยเพ่ิมเติม 2
ภาคเรยี นท่ี 2 จำนวน 20 ชั่วโมง/0.5 หนว ยกิต
มีความรูความเขาใจหลักการพูด องคป ระกอบของการพดู ปจจัยท่ชี วยใหการพูดสมั ฤทธ์ิผล วิธีการพูด
การเตรียมตวั ในการพูด การวเิ คราะหผ ฟู งและสถานการณการพูด วิเคราะหและประเมินคา พฤติกรรม ศึกษาหลักการพดู ใน
โอกาสตา ง ๆ การกลา วตอ นรับ การกลาวอำลา การกลาวสดดุ ี และการพดู อื่น ๆ ไดอยา งเหมาะสม และการเขยี นในรูปแบบ
ตาง ๆ ทั้งรอยแกวและรอยกรอง โดยเลือกใชโ วหารใหเ หมาะสม
โดยการฝกพดู ฝกเขียน ตามสถานการณ แสดงความรสู ึก พรรณนา อภปิ ราย แตงคำประพนั ธ เลือกใชคำได
เหมาะสมการพูดวิเคราะหและประเมนิ คา นิสยั รักการพูด และมมี ารยาทในการพูดมีจรรยาบรรณ ความรบั ผิดชอบ นิสัย
รักการเขียนและคณุ ธรรมในการใชภ าษา
ผลการเรียนรู
1. บอกความหมายและความสำคัญของการพดู ได
2. บอกองคป ระกอบและรปู แบบการพูดได
3. อธบิ ายขน้ั ตอน และหลักเกณฑการพูดได
4. บอกปจ จัยท่ีทำใหการพูดสัมฤทธผิ์ ลได
5. วิเคราะหและ ประเมนิ ผลการ พูด
6. เลอื กใชถอยคำในการพดู ไดถูกตอง เหมาะสมกับบุคคล โอกาสและกาลเทศะ
7. พูดในโอกาส ตาง ๆ ได
8. มีมารยาทในการพูด
จำนวนผลการเรียนรทู ัง้ หมด 8 ผลการเรยี นรู
211
คำอธิบายรายวิชาเพ่ิมเตมิ กลุมสาระการเรยี นรภู าษาไทย
รหสั วิชา ท32201 รายวิชาภาษาไทยเพม่ิ เติม 3
ช้ันมธั ยมศึกษาปที่ 5 ภาคเรยี นท่ี 1 จำนวน 20 ช่ัวโมง/0.5 หนวยกติ
ฝกการเขียนส่ือสารในรปู แบบตา ง ๆ เชน เขียนอธิบาย เขยี นบรรยาย เขยี นพรรณนา เขยี นแสดงทรรศนะ
เขียนโตแ ยง เขยี นโนมนาว เขยี นเชญิ ชวน เขยี นประกาศ เขียนจดหมายกิจธุระ เขยี นโครงการและรายงานการดำเนนิ
โครงการ เขียนรายงานการประชมุ เขียนกรอกแบบรายการตาง ๆ เขียนสารคดี บันเทิงคดี เขยี นความเรยี ง เขยี นรายงาน
เชงิ วิชาการ เขียนยอความจากส่อื ท่ีมเี นอ้ื หาหลากหลาย ไดตรงตามวัตถุประสงค
สามารถประเมนิ งานเขยี นของผอู น่ื แลวนำมาพฒั นางานเขียนของตนเอง เขียนรายงานการศกึ ษาคน ควา ตาม
หลกั การเขียนเชิงวิชาการและใชข อมูลสารสนเทศอางอิงไดถูกตอง ตลอดจนมีมารยาทในการเขียน นำไปใชป ระโยชนใ น
ชวี ติ ประจำวัน
ผลการเรียนรู
1. บอกความหมายและความสำคญั ของการเขียนได
2. บอกหลกั การเขยี น และรูปแบบการเขยี นได
3. เลอื กใชค ำ โวหาร และสำนวนภาษาใหเ หมาะสมกับการเขียน
4. เขยี นอธบิ าย บรรยาย และพรรณนา
5. เขียนคำขวัญได
6. เขียนประกาศได
7. กรอกแบบรายการตา ง ๆ ได
8. เขยี นบนั ทกึ การศึกษาเพ่ือนำไปพัฒนาตนเอง
9. เขยี นจดหมายกิจธรุ ะได
10. เขยี นเรยี งความได
11. เขยี นยอความได
12. เขียนรายงานและ เขียนอา งอิงได
13. เขยี นบทรอยกรอง
14. ผลติ งานรูปแบบตา ง ๆ ได
15. ประเมนิ คุณคางานเขียนได
16. มีมารยาทการเขียน และนิสยั รกั การ เขยี น
จำนวนผลการเรยี นรูทัง้ หมด 16 ผลการเรยี นรู
212
รหสั วิชา ท32202 คำอธิบายรายวชิ าเพ่ิมเตมิ กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย
ชนั้ มธั ยมศึกษาปท่ี 5 รายวิชาภาษาไทยเพ่ิมเติม 4
ภาคเรยี นท่ี 2 จำนวน 20 ช่ัวโมง/0.5 หนวยกิต
ศกึ ษาความหมาย ประวัติความเปนมา ลกั ษณะรปู แบบประเภทและจุดมุงหมายของวรรณกรรมพ้นื บา น โดยการ
อธบิ าย บรรยาย ศึกษาเกี่ยวกับเพลงพนื้ บานของภาคตาง ๆ ในดานเนือ้ หาสาระ วเิ คราะหค ุณคา ของวรรณกรรมพื้นบานแต
ละประเภทในทองถิน่ ภาคกลาง ภาคใต ภาคเหนือ และภาคอีสาน
เพื่อใหเห็นคณุ คา ตระหนักและเกดิ ความรกั และหวงแหนในวรรณกรรมพ้ืนบาน อันถือเปน เอกลักษณและ
วัฒนธรรมทางภาษาทีด่ งี ามควรคาแกก ารอนรุ กั ษแ ละสบื ทอดในฐานะท่เี ปน ภมู ิปญ ญาไทยใหคงอยูสบื ไป
ผลการเรยี นรู
1. วิเคราะหแ ละจำแนกประเภทวรรณกรรมพื้นบาน ปรศิ นาคำทาย และเพลงพื้นบา นได
2. อธิบายรปู แบบ เนอื้ หา สว นประกอบของวรรณกรรมพ้นื บา น ปรศิ นาคำทายและเพลงพืน้ บานได
3. เลา เร่ืองสรุปของวรรณกรรมพื้นบานเร่อื งเดนในภาคของตนได
4. ตระหนกั ในคณุ คา ความสำคัญของวรรณกรรมพน้ื บาน ปรศิ นาคำทาย เพลงพ้นื บาน
5. มสี วนรวมในการอนรุ ักษแ ละเผยแพรว รรณกรรมพืน้ บาน
จำนวนผลการเรียนรทู งั้ หมด 5 ผลการเรียนรู
213
รหัสวชิ า ท32201 คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเตมิ กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย
ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที่ 6 รายวิชาภาษาไทยเพ่มิ เติม 5
ภาคเรยี นที่ 1 จำนวน 20 ชั่วโมง/0.5 หนวยกติ
ศกึ ษา เขาใจธรรมชาตขิ องภาษาและหลักภาษาไทย อธบิ ายธรรมชาติ พลงั ของภาษา และลกั ษณะของภาษา
วิเคราะหอิทธิพลของภาษาตางประเทศและภาษาถ่นิ อธิบายหลกั การสรางคำในภาษาไทยภาษาไทยเร่ืองระบบเสียงและ
อักษรไทย คำและการประกอบคำ กลมุ คำและการเรียงคำ เขาประโยค ใชค ำและกลุมคำสรางประโยคตรงตาม
วตั ถปุ ระสงค สรา งประโยคชนิดตา ง ๆ ท่ซี ับซอน
ใชภาษาเหมาะสมแกโอกาส กาลเทศะ รวมถึงคำราชาศพั ทไดถกู ตอง สามารถนำความรูไปวเิ คราะหการใชภ าษา
อันนำไปสูการอนรุ ักษและพฒั นาภาษาไทย
ผลการเรยี นรู
1.รูเขา ใจการสรา งคำไทยตามหลักเกณฑข องภาษา
2.ระบุชนิดคำไทยพรอมยกตวั อยา งได
3.รเู ขาใจเรื่องประโยคที่ซับซอนยงิ่ ข้ึน และนำไปใชใ นการสอื่ สารประจำวันได
4.ใชค ำราชาศัพทไ ดถูกตองตามฐานะลำดับชั้นของบคุ คล
5.วเิ คราะหอิทธพิ ลของภาษาตา งประเทศและภาษาถ่ิน
6.อธบิ ายธรรมชาติของภาษาและพลังของภาษาได
7.ใชภ าษาพฒั นาทักษะอานเขียนคำในภาษาไทยไดถ ูกตอ ง นำไปสกู ารอนรุ ักษแ ละพัฒนาภาษาไทย
จำนวนผลการเรยี นรทู งั้ หมด 7 ผลการเรยี นรู
214
รหัสวิชา ท33202 คำอธิบายรายวิชาเพ่ิมเติม กลุมสาระการเรียนรภู าษาไทย
ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที่ 6 รายวิชาภาษาไทยเพิม่ เติม 6
ภาคเรียนท่ี 2 จำนวน 20 ช่ัวโมง/0.5 หนวยกติ
ศึกษา ความรูทั่วไปเกี่ยวกับวรรณคดีและประวัติวรรณคดี วรรณคดีสมัยกรุงสุโขทัย และอยุธยาตอนตน โดยใช
ทักษะ กระบวนการเขียน กระบวนการพูดการฟงและการดู กระบวนการปฏิบัติ เพื่อใหเกิดความรู ความเขาใจใน
วรรณคดอี ยางลึกซ้ึง และนำไปใชในชีวิตประจำวันได มีนิสัยรัก และมมี ารยาท ในการเขียน การพดู การฟง การดู รวมท้ัง
เหน็ คุณคา ของวรรณคดี และรักความเปนไทย
ผลการเรยี นรู
1. ผเู รียนสามารถอธิบายถงึ ลักษณะ ความหมาย ความสำคัญของวรรณคดีไทยได
2. ผูเรยี นสามารถบอกแหลง ที่มา และประวตั วิ รรณคดีมรดกเรื่องตาง ๆ ทเ่ี รยี นได
3. ผเู รียนสามารถบอกสงั เขปเร่อื งวรรณคดีมรดกเร่ืองตาง ๆ ท่เี รียนได
4. มคี วามรู ความเขา ใจเกย่ี วกับวรรณคดีสมยั กรุงสุโขทยั
5. มคี วามรู ความเขา ใจเกี่ยวกับวรรณคดสี มัยอยุธยาตอนตน
6. ผเู รยี นมีความเขาใจในโลกทัศนท างสงั คม ประเพณี ความเช่อื ทีส่ อดแทรกในวรรณคดีมรดกเรอื่ งตา ง ๆ ที่ไดเ รียน
7. ผเู รยี นสามารถนำความรเู ร่อื งวรรณคดีมรดกท่ีไดไปปรับใชใ นชีวิตประจำวันอยางมวี ิจารณญาณ
จำนวนผลการเรยี นรูทงั้ หมด 7 ผลการเรียนรู
215
รายวชิ าเพิม่ เติม
คณิตศาสตร
ช้นั ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรูเ พ่มิ เติม
ม.4 1.เขา ใจและใชค วามรเู กีย่ วกับเซต เซต
- ความรเู บือ้ งตนและสญั ลกั ษณพ ืน้ ฐาน
และตรรกศาสตรเบอื้ งตน ในการสือ่ สารและสือ่ เกีย่ วกบั เซต
ความหมายทางคณิตศาสตร - ยเู นียน อนิ เตอรเซกชัน และคอมพลีเมนตข องเซต
ตรรกศาสตรเบอื้ งตน
-ประพจนและตัวเชือ่ ม (นิเสธ และ หรอื
ถา ...แลว...ก็ตอเมือ่ )
1. เขา ใจและใชห ลักการบวกและการคณู หลักการนบั เบือ้ งตน
การเรยี งสับเปลย่ี นและการจัดหมูในการแกปญหา - หลกั การบวกและการคูณ
-การเรียงสบั เปล่ยี นเชงิ เสน กรณที ่ีส่ิงของ
แตกตางกันท้ังหมด
- การจดั หมูก รณีท่ีสิ่งของแตกตางกนั ทง้ั หมด
2. หาความนาจะเปน และนาความรเู กย่ี วกับความนา จะ ความนาจะเปน
เปนไปใช - การทดลองสมและเหตุการณ
- ความนาจะเปนของเหตุการณ
ม.5 1. เขาใจจำนวนเชงิ ซอ นและใชสมบตั ขิ องจำนวนเชิงซอน จำนวนเชงิ ซอน
ในการแกปญ หา - จำนวนเชิงซอ นและสมบตั ิของจำนวนเชงิ ซอน
2. หารากที่ n ของจำนวนเชิงซอ น เมื่อ n เปน จำนวนนบั - จำนวนเชงิ ซอ นในรปู เชิงข้วั
ทม่ี ากกวา 1 - รากที่ n ของจำนวนเชิงซอน เมอ่ื n เปนจำนวน
นับทีม่ ากกวา 1
1. เขา ใจฟงกช ันตรโี กณมิติและลกั ษณะกราฟของฟง กชัน ฟงกชนั ตรโี กณมติ ิ
ตรโี กณมติ ิและนำไปใชใ นการแกป ญหา - ฟง กชนั ตรโี กณมติ ิ
- ฟง กช นั ตรีโกณมติ ิผกผนั
1. แกส มการตรีโกณมิติ และนำไปใชในการแกป ญหา ฟงกช นั ตรโี กณมิติ
2. ใชกฎของโคไซนและกฎของไซนใ นการแกปญหา - เอกลักษณและสมการตรโี กณมิติ
- กฎของโคไซนและกฎของไซน
3. เขา ใจความหมาาย หาผลลัพธของการบวกเมทรกิ ซ เมทริกซ
การคณู เมทริกซก ับจำนวนจริง การคณู ระหวางเมทรกิ ซ - เมทริกซและเมทริกซสลบั เปลี่ยน
และหาเมทริกซส ลบั เปล่ียน หาดีเทอรมิแนนตข องเมท - การบวกเมทรกิ ซ การคูณเมทรกิ ซกับจำนวนจรงิ
ริกซ n✕ n การคูณระหวา งเมทรกิ ซ
เมอื่ n เปนจำนวนนับท่ีไมเกนิ สาม - ดเี ทอรม ิแนนต
216
4. หาเมทริกซผกผันของเมทริกซ 2✕ 2 - เมทริกซผ กผนั
5. แกร ะบบสมการเชงิ เสนโดยใชเมทริกซผ กผนั และการ - การแกระบบสมการเชงิ เสน โดยใชเ มทริกซ
ดำเนนิ การตามแถว
6. แกส มการพหนุ ามตัวแปรเดียว ดกี รีไมเกินส่ี ท่มี ี จำนวนเชิงซอน
สมั ประสทิ ธ์ิเปน จำนวนเต็มและนำไปใชใ นการแกป ญหา - สมการพหนุ ามตวั แปรเดยี ว
1. หาผลลัพธของการบวก การลบเวกเตอร การคูณ เวกเตอรใ นสาม
เวกเตอรด ว ยสเกลาร หาผลคูณเชงิ สเกลาร และผลคูณเชิง - เวกเตอร นเิ สธของเวกเตอร
เวกเตอร - การบวก การลบเวกเตอร การคณู เวกเตอรด ว ยส
2. นำความรเู กยี่ วกับเวกเตอรในสามมติ ิไปใชใ นการ เกลาร
แกปญ หา - ผลคณู เชิงสเกลาร ผลคณู เชิงเวกเตอร
1. เขาใจและใชห ลักการบวกและการคูณการเรียง หลักการนับเบือ้ งตน
สับเปลยี่ น และการจดั หมูใ นการ - หลักการบวกและการคูณ
แกป ญ หา - การเรยี งสับเปลีย่ น
○ การเรยี งสับเปลีย่ นเชิงเสน
○ การเรยี งสับเปลย่ี นเชงิ วงกลม
กรณที ีส่ ง่ิ ของแตกตางกันท้งั หมด
- การจัดหมกู รณที ส่ี ิ่งของแตกตา งกนั ทั้งหมด
- ทฤษฎบี ททวินาม
2. หาความนา จะเปน และนำความรูเกยี่ วกับความนาจะ ความนาจะเปน
เปนไปใช - การทดลองสุมและเหตุการณ
- ความนา จะเปน ของเหตุกาณ
ม.6 1. ระบุไดว า ลำดับที่กำหนดใหเ ปนลำดับลูเขาหรือลูออก ลำดับและอนุกรม
2. หาผลบวก n พจนแ รกของอนุกรมเลขคณิตและอนกุ รม - ลำดับจำกัดและลำดบั อนนั ต
เรขาคณิต - ลำดับเลขคณิตและลำดับเรขาคณติ
3.หาผลบวกของอนกุ รมอนนั ต - ลมิ ิตของลำดับอนนั ต
4.เขา ใจและนำความรูเ กีย่ วกับลำดับและอนุกรมไปใช -อนกุ รมจำกดั และอนุกรมอนันต
-อนกุ รมเลขคณติ และอนุกรมเรขาคณติ
-ผลบวกของอนุกรมอนันต
-การนำความรูเกี่ยวกบั ลำดบั และอนุกรมไปใช
แกปญหามลู คา ของเงินและคารายงวด
การแจกแจงความนา จะเปน เบอื้ งตน
1.หาความนาจะเปนของเหตุการณท ีเ่ กิดจากตัวแปรสุมท่มี ี -การแจกแจงเอกรปู
การแจกแจงเอกรูป การแจกแจงทวินาม และการแจกแจง -การแจกแจงทวนิ าม
ปกตแิ ละนำไปใชใ นการแกปญหา -การแจกแจงปกติ
1.ตรวจสอบความตอ เนื่องของฟง กช นั ที่กำหนดให แคลคูลสั เบ้อื งตน
-ลมิ ติ และความตอเน่ืองของฟงกชัน
217
2.หาอนุพนั ธของฟงกช ันพชี คณติ ทกี่ ำหนดใหและนำไปใช -อนพุ นั ธของฟงกชันพีชคณิต
แกป ญ หา -ปริพนั ธข องฟง กช ันพีชคณติ
3.หาปริพันธไมจำกัดเขตของฟงกช ันพชี คณติ ทก่ี ำหนดให
และนำไปใชแ กปญ หา
218
คำอธิบายรายวิชาเพ่ิมเติม
รหสั วิชา ค31201 รายวิชาคณิตศาสตร 1 กลมุ สาระการเรยี นรูคณติ ศาสตร
ช้นั มัธยมศึกษาปท ี่ 4 ภาคเรียนท่ี 1 จำนวน 60 ชั่วโมง/1.5 หนวยกิต
ศกึ ษา ฝก ทกั ษะการคิดคำนวณ จดั การเรยี นรโู ดยใชประสบการณห รือสถานการณใ นชวี ิตประจำวันของผูเ รียนให
ผูเรียนศกึ ษาคนควา โดยการปฏบิ ัตจิ ริง สรปุ รายงาน และฝกทักษะ/กระบวนการทางคณิตศาสตรใ นสาระ
เซต ความรเู บือ้ งตนและสญั ลักษณพ้ืนฐานเกีย่ วกับเซต ยเู น่ียน อนิ เตอรเซกชนั และคอมพลเี มนตข องเซตตรรกศาสตร
ประพจนแ ละตัวเชือ่ ม ประโยคที่มตี วั บง ปริมาณตัวเดียว การอางเหตผุ ล จำนวนจริง จำนวนจริงและสมบตั ขิ องจำนวนจรงิ
คาสัมบรู ณข องจำนวนจรงิ และสมบตั ิของคาสมั บูรณของจำนวนจริง จำนวนจรงิ ในรูปกรณฑ และจำนวนจรงิ ในรูปเลขยก
กำลงั ตัวประกอบของพหนุ าม สมการและอสมการ พหุนาม สมการและอสมการเศษสวนของพหนุ าม สมการและอสมการ
คาสมั บรู ณข องพหนุ าม
เพ่อื ใหม ีความรู ความเขา ใจ มีทักษะในการคิดคำนวณ การแกปญ หา การใหเ หตุผล การสือ่ ความหมายทาง
คณติ ศาสตร และสามารถนำไปใชใ นการเรยี นรูส่งิ ตาง ๆ และใชในชวี ติ ประจำวันอยางสรา งสรรค รวมท้ังเหน็ คุณคา และมี
เจตคติทด่ี ีตอคณิตศาสตร สามารถทำงานอยางเปนระบบระเบียบ มีความรับผดิ ชอบ มีวิจารณญาณ และมีความเช่อื มั่นใน
ตนเอง
ผลการเรยี นรู
1. เขา ใจและใชค วามรูเก่ยี วกับเซตในการส่ือสารและส่ือความหมายทางคณิตศาสตร
2. เขาใจและใชความรเู กี่ยวกับตรรกศาสตรเบ้ืองตน ในการสื่อสาร ส่อื ความหมาย และอา งเหตุผล
3. เขาใจจำนวนจรงิ และใชส มบัตขิ องจำนวนจริงในการแกปญหา
4. แกส มการและอสมการพหุนามตวั แปรเดียวดีกรีไมเกนิ สี่ และนำไปใชในการแกป ญหา
5. แกส มการและอสมการเศษสว นของพหุนามตัวแปรเดียว และนำไปใชในการแกปญ หา
6. แกส มการและอสมการคาสัมบูรณข องพหุนามตัวแปรเดียว และนำไปใชในการแกปญหา
จำนวนผลการเรยี นรูท ั้งหมด 6 ผลการเรียนรู
219
รหสั วิชา ค31202 คำอธิบายรายวชิ าเพ่ิมเตมิ
ช้นั มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 4 รายวิชาคณติ ศาสตร 4 กลุมสาระการเรียนรคู ณิตศาสตร
ภาคเรียนท่ี 2 จำนวน 60 ชั่วโมง/1.5 หนวยกิต
ศกึ ษา ฝก ทกั ษะการคดิ คำนวณ จัดการเรียนรูโดยใชป ระสบการณหรือสถานการณในชีวิตประจำวันของผูเรียนให
ผูเรียนศกึ ษาคนควาโดยการปฏบิ ัตจิ ริง สรุปรายงาน และฝกทักษะ/กระบวนการทางคณิตศาสตรใ นสาระ
ความสมั พนั ธและฟงกช ัน การบวก การลบ การคูณ การหารฟงกชัน ฟงกชันประกอบ ฟง กช นั ผกผันฟง กช ันเอกซโพเนน
เชียลและฟงกช ันลอการทิ ึม ฟงกชนั เอกซโพเนนเชยี ล ฟงกช ันลอการทิ ึม สมการเอกซโ พเนนเชยี ลและสมการลอการทิ ึม
เรขาคณิตวเิ คราะห จุดและเสนตรง วงกลม พาราโบลา วงรี ไฮเพอรโบลา
เพ่อื ใหม คี วามรู ความเขา ใจ มีทกั ษะในการคิดคำนวณ การแกปญหา การใหเ หตุผล การสอ่ื ความหมายทาง
คณติ ศาสตร และสามารถนำไปใชใ นการเรียนรูสิ่งตา ง ๆ และใชใ นชีวติ ประจำวันอยา งสรา งสรรค รวมทง้ั เหน็ คุณคา และ
เจตคติทีด่ ีตอคณติ ศาสตร สามารถทำงานอยางเปนระบบระเบยี บ มคี วามรับผดิ ชอบ มวี ิจารณญาณ และมคี วามเชือ่ มั่นใน
ตนเอง
ผลการเรยี นรู
1. หาผลลัพธของการบวก การลบ การคณู การหารฟง กช นั หาฟงกช ันประกอบและฟงกชันผกผัน
2. ใชส มบตั ขิ องฟงกชันในการแกป ญหา
3. เขาใจลักษณะกราฟของฟง กช นั เอกซโพเนนเชยี ลและฟง กชันลอการทิ ึมและนำไปใชในการแกป ญหา
4. แกสมการเอกซโพเนนเชียลและสมการลอการิทึม และนำไปใชในการแกป ญหา
5. เขา ใจและใชความรูเ กย่ี วกับเรขาคณิตวเิ คราะหในการแกปญหา
จำนวนผลการเรียนรูท้งั หมด 5 ผลการเรียนรู
220
คำอธิบายรายวชิ าเพ่ิมเติม กลุม สาระการเรยี นรูค ณติ ศาสตร
รหัสวิชา ค32201 รายวิชาคณิตศาสตร 3
ชั้นมัธยมศกึ ษาปท ี่ 5 ภาคเรยี นท่ี 1 จำนวน 60 ชั่วโมง/1.5 หนวยกิต
ศึกษา ฝกทักษะการคดิ คำนวณ จัดการเรยี นรูโ ดยใชประสบการณหรอื สถานการณในชีวิตประจำวนั ของผเู รียน
ใหผ เู รียนศกึ ษาคน ควาโดยการปฏิบัติจริง สรุปรายงาน และฝก ทักษะ/กระบวนการทางคณติ ศาสตรในสาระ
ฟงกช นั ตรีโกณมิติ ฟงกชนั ตรีโกณมิติ ฟงกชนั ตรโี กณมิตผิ กผัน เอกลกั ษณแ ละสมการตรีโกณมติ ิ กฎของโคไซนและกฎของ
ไซนเมทริกซ เมทริกซล ะเมทริกซส ลับเปลี่ยน การบวกเมทริกซ การคูณเมทรกิ ซกบั จำนวนจรงิ การคณู ระหวางเมทริกซ ดี
เทอรม ิแนนต เมทริกซผกผนั การแกระบบสมการเชิงเสน โดยใชเ มทรกิ ซเวกเตอรในสามมิติ เวกเตอร นเิ สธของเวกเตอร
การบวก การลบเวกเตอร การคูณเวกเตอรดวยสเกลาร ผลคูณเชิงสเกลาร ผลคูณเชิงสเกลาร
เพือ่ ใหม คี วามรู ความเขาใจ มีทักษะในการคิดคำนวณ การแกปญหา การใหเ หตผุ ล การสอ่ื ความหมายทาง
คณิตศาสตร และสามารถนำไปใชในการเรียนรสู ่งิ ตา ง ๆ และใชในชีวติ ประจำวนั อยา งสรา งสรรค รวมท้งั เหน็ คุณคา และ
มีเจตคตทิ ด่ี ีตอคณติ ศาสตร สามารถทำงานอยางเปน ระบบระเบียบ มคี วามรับผดิ ชอบ มีวจิ ารณญาณ และมีความเชื่อมนั่ ใน
ตนเอง
ผลการเรยี นรู
1. เขาใจฟงกช นั ตรโี กณมิติและลกั ษณะกราฟของฟงกชันตรีโกณมติ แิ ละนำไปใชในการแกปญหา
2. แกสมการตรโี กณมิติ และนำไปใชในการแกปญหา
3. ใชกฎของโคไซนแ ละกฎของไซนใ นการแกปญหา
4. เขาใจความหมาย หาผลลัพธข องการบวกเมทรกิ ซ การคณู เมทริกซกบั จำนวนจรงิ การคูณระหวางเมทริกซแ ละหา
เมทรกิ ซสลบั เปล่ยี น หาดเี ทอรมิแนนตของเมทรกิ ซ n ✕ n เม่อื n เปน จำนวนนบั ทีไ่ มเกินสาม
5. หาเมทริกซผกผนั ของเมทริกซ 2 ✕ 2
6. แกระบบสมการเชงิ เสนโดยใชเ มทรกิ ซผกผนั และการดำเนินการตามแถว
7. หาผลลัพธข องการบวก การลบเวกเตอร การคูณเวกเตอรดว ยสเกลาร หาผลคณู เชิงสเกลาร และผลคูณ
เชิงเวกเตอร
8. นำความรูเกย่ี วกับเวกเตอรในสามมิติไปใชใ นการแกป ญหา
จำนวนผลการเรียนรูท ้งั หมด 8 ผลการเรยี นรู
221
คำอธิบายรายวชิ าเพิ่มเติม กลุมสาระการเรียนรคู ณิตศาสตร
รหัสวิชา ค32202 รายวชิ าคณิตศาสตร 4
ชัน้ มัธยมศึกษาปที่ 5 ภาคเรยี นท่ี 2 จำนวน 60 ชั่วโมง/1.5 หนวยกติ
ศึกษา ฝกทักษะการคดิ คำนวณ จัดการเรียนรูโดยใชประสบการณห รอื สถานการณในชีวติ ประจำวนั ของผเู รียน
ใหผเู รียนศึกษาคน ควา โดยการปฏบิ ัตจิ ริง สรปุ รายงาน และฝก ทักษะ/กระบวนการทางคณติ ศาสตรในสาระ จำนวนเชิงซอน
จำนวนเชิงซอ นและสมบัติของจำนวนเชงิ ซอ น จำนวนเชงิ ซอนในรูปเชิงขว้ั รากที่ n ของจำนวนเชงิ ซอ น เม่ือ n เปน จำนวน
นับท่ีมากกวา 1 สมการพหนุ ามตวั แปรเดียว หลกั การนบั เบ้ืองตน หลกั การบวกและการคูณ การเรียงสบั เปลยี่ น การเรียง
สับเปล่ียนเชิงเสน การเรยี งสบั เปลี่ยนเชิงวงกลม กรณที ่ีสิ่งของแตกตางกนั ท้ังหมด การจัดหมูกรณีทส่ี ิ่งของแตกตางกัน
ท้งั หมด ทฤษฎีบททวนิ าม ความนาจะเปน การทดลองสมุ และเหตกุ ารณ ความนาจะเปนของเหตุการณ
เพ่ือใหมีความรู ความเขา ใจ มที ักษะในการคดิ คำนวณ การแกปญหา การใหเหตผุ ล การสือ่ ความหมายทาง
คณิตศาสตร และสามารถนำไปใชใ นการเรียนรูสงิ่ ตา ง ๆ และใชในชวี ติ ประจำวันอยางสรา งสรรค รวมทงั้ เหน็ คุณคา และ
มีเจตคติท่ดี ีตอ คณติ ศาสตร สามารถทำงานอยางเปน ระบบระเบยี บ มีความรบั ผดิ ชอบ มีวิจารณญาณ และมีความเชื่อมั่นใน
ตนเอง
ผลการเรียนรู
1. เขาใจจำนวนเชงิ ซอ นและใชสมบตั ขิ องจำนวนเชิงซอนในการแกป ญหา
2. หารากท่ี n ของจำนวนเชิงซอ น เมื่อ n เปนจำนวนนบั ที่มากกวา 1
3. แกสมการพหุนามตัวแปรเดยี ว ดกี รไี มเกินส่ี ท่มี สี มั ประสทิ ธ์ิเปนจำนวนเต็มและนำไปใชใ นการแกปญหา
4. เขา ใจและใชหลักการบวกและการคณู การเรยี งสับเปลยี่ น และการจดั หมูในการแกป ญหา
5. หาความนาจะเปน และนำความรูเกี่ยวกบั ความนาจะเปนไปใช
จำนวนผลการเรียนรทู ง้ั หมด 5 ผลการเรยี นรู
222
คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเติม
รหัสวิชา ค33201 รายวิชา คณิตศาสตรเ พมิ่ เติม 5 กลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร
ชั้นมัธยมศกึ ษาปท่ี 6 ภาคเรยี นที่ 1 จำนวน 60 ช่ัวโมง/1.5 หนว ยกติ
ศึกษา ฝกทกั ษะการคดิ คำนวณ จัดการเรียนรูโดยใชประสบการณหรอื สถานการณใ นชีวติ ประจำวันของผเู รยี นให
ผูเ รยี นศกึ ษาคนควาโดยการปฏิบัตจิ รงิ สรุปรายงาน และฝก ทกั ษะ/กระบวนการทางคณิตศาสตรใ นสาระ ลำดับและ
อนกุ รม ลำดับ ลิมติ ของลำดับอนนั ต อนุกรม สัญลกั ษณแ ทนการบวก การประยุกตของลำดบั และอนุกรม แคลคูลัส
เบือ้ งตน ลิมติ ของฟง กช นั ความตอ เน่ืองของฟงกชัน อนุพนั ธข องฟงกช นั การหาอนพุ นั ธของฟงกชนั โดยใชส ูตร อนุพันของ
ฟงกชันประกอบ เสน สัมผัสเสนโคง อนุพันธข องฟงกชนั ของฟงกช นั อนั ดับสูง การประยกุ ตของอนุพันธ ปฏยิ านพุ ันธแ ละ
ปริพนั ธไ มจ ำกัดเขต ปริพันธจ ำกดั พนื้ ท่ีทป่ี ดลอ ม ดวยเสน โคง
เพ่อื ใหม ีความรู ความเขาใจ มีทกั ษะในการคดิ คำนวณ การแกปญหา การใหเหตุผล การสอ่ื ความหมายทาง
คณติ ศาสตร และสามารถนำไปใชใ นการเรียนรสู ิง่ ตา งๆ และใชในชีวิตประจำวนั อยา งสรา งสรรค รวมท้งั เหน็ คุณคา และเจต
คติทด่ี ตี อคณิตศาสตร สามารถทำงานอยางเปนระบบระเบียบ มคี วามรบั ผดิ ชอบ มวี ิจารณญาณ และมีความเชอื่ มัน่ ใน
ตนเอง
ผลการเรียนรู
1. ระบไุ ดว า ลำดบั ที่กำหนดใหเ ปนลำดบั ลเู ขาหรือลูออก
2. หาผลบวก n พจนแรกของอนุกรมเลขคณิตและอนุกรมเรขาคณติ
3. หาผลบวกของอนุกรมอนันต
4. เขาใจและนำความรูเ ก่ียวกับลำดบั และอนกุ รมไปใช
5. ตรวจสอบความตอ เนื่องของฟง กช นั ที่กำหนดให
6. หาอนุพันธของฟง กชันพีชคณิตท่ีกำหนดใหแ ละนำไปใชแกป ญหา
7. หาปรพิ นั ธไ มจ ำกัดเขตของฟงกชนั พชี คณติ ท่ีกำหนดใหและนำไปใชแ กปญหา
จำนวนผลการเรยี นรูท ้งั หมด 7 ผลการเรียนรู
223
คำอธิบายรายวิชาเพ่ิมเติม
รหัสวิชา ค33202 รายวชิ า คณิตศาสตรเพมิ่ เติม 6 กลุมสาระการเรยี นรูคณิตศาสตร
ช้ันมัธยมศกึ ษาปท ี่ 6 ภาคเรยี นท่ี 2 จำนวน 60 ชั่วโมง/1.5 หนว ยกิต
ศกึ ษา ฝกทักษะการคดิ คำนวณ จัดการเรียนรโู ดยใชประสบการณห รอื สถานการณใ นชีวิตประจำวันของผเู รยี นให
ผูเรยี นศึกษาคนควา โดยการปฏบิ ตั จิ ริง สรุปรายงาน และฝก ทกั ษะ/กระบวนการทางคณิตศาสตรใ นสาระ ความหมายของ
สถติ ศิ าสตรแ ละขอ มลู สถิตศิ าสตร คำสำคญั ในสถิตศิ าสตร ประเภทของขอมูล สถติ ิศาสตรเชงิ พรรณนาและสถิติศาสตรเ ชิง
อนุมาน การวเิ คราะหและนำเสนอขอมลู เชิงคณุ ภาพ การวเิ คราะหและนำเสนอขอ มลู เชิงคณุ ภาพดว ยตารางความถี่ การ
วเิ คราะหแ ละนำเสนอขอมูลดวยแผนภาพการวเิ คราะหและนำเสนอขอมลู เชิงปรมิ าณ การวิเคราะหแ ละนำเสนอขอมลู เชงิ
ปริมาณดว ยตารางความถี่ การวเิ คราะหแ ละนำเสนอขอมลู เชิงปริมาณดวยแผนภาพ คา วัดทางสถติ ิ ตัวแปรสุม และการแจก
แจงความนา จะเปน ความหมายและชนดิ ของตวั แปรสุม การแจกแจงความนา จะเปนของตัวแปรสุม ไมตอเน่ือง การแจกแจง
ความนาจะเปนของตวั แปรสุมตอ เน่อื ง
เพื่อใหม ีความรู ความเขา ใจ มที ักษะในการคิดคำนวณ การแกปญหา การใหเ หตุผล การส่อื ความหมายทาง
คณิตศาสตร และสามารถนำไปใชใ นการเรียนรสู ิ่งตางๆ และใชใ นชีวติ ประจำวนั อยางสรางสรรค รวมทัง้ เห็นคุณคา และเจต
คตทิ ีด่ ีตอคณิตศาสตร สามารถทำงานอยางเปน ระบบระเบียบ มคี วามรับผิดชอบ มวี ิจารณญาณ และมีความเชื่อมน่ั ใน
ตนเอง
ผลการเรยี นรู
1.เขาใจและใชความรทู างสถิตใิ นการนำเสนอขอมลู และแปลความหมายของคาสถิตเิ พ่ือประกอบการ
ตดั สินใจ
2.หาความนาจะเปนของเหตุการณที่เกิดจากตวั แปรสุม ท่มี ีการแจกแจงเอกรูป การแจกแจงทวนิ ามและ
การแจกแจงปกติ และนำไปใชในการแกปญ หา
จำนวนผลการเรียนรูท ้ังหมด 2 ผลการเรยี นรู
224
รายวชิ าเคมี
ชัน้ ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรเู พิ่มเติม
ม.4 1. บอกและอธบิ ายขอปฏิบัติเบือ้ งตน และ -การทำปฏิบัตกิ ารเคมีตองคำนึงถงึ ความปลอดภยั และ
ปฏิบตั ิตนทแี่ สดงถึงความตระหนักในการ ความเปนมิตรตอส่ิงแวดลอม ดังนั้นจึงควร ศึกษาขอ
ทำปฏิบัตกิ ารเคมี เพื่อใหมีความปลอดภยั ปฏบิ ัติของการทำปฏบิ ัติการเคมีเชน ความปลอดภัยใน
ท้ังตอ ตนเอง ผอู ื่นและส่ิงแวดลอ ม และ การใชอ ปุ กรณและสารเคมี การปอ งกนั อบุ ตั ิเหตุระหวา ง
เสนอแนวทางแกไ ขเม่ือเกดิ อุบตั เิ หตุ การทดลอง การกำจดั สารเคมี
2. เลือกและใชอ ุปกรณห รือเครอื่ งมือใน -อุปกรณและเคร่ืองมือช่งั ตวง วัดแตละชนิด มีวิธีการใช
การทำปฏิบตั ิการ และวดั ปริมาณตา ง ๆ งานและการดแู ลแตกตางกัน ซ่ึงการ วดั ปรมิ าณตาง ๆ ให
ไดอ ยา งเหมาะสม ไดข อมูลที่มีความเทยี่ งและ ความแมนในระดบั นัยสำคญั ที่
ตองการ ตองมี การเลอื กและใชอ ปุ กรณในการทำ
ปฏบิ ตั ิการ อยา งเหมาะสม
3. นำเสนอแผนการทดลอง ทดลองและ -การทำปฏบิ ัตกิ ารเคมีตองมีการวางแผน การทดลอง การ
เขยี น รายงานการทดลอง ทำการทดลอง การบันทกึ ขอ มลู สรุปและวเิ คราะห
นำเสนอขอมลู และการ เขียนรายงานการทดลองท่ี
ถกู ตอง โดยการทำ ปฏบิ ัติการเคมตี องคำนงึ ถึงวธิ ีการทาง
วิทยาศาสตร ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร และจิต
วทิ ยาศาสตร
4. ระบหุ นวยวัดปรมิ าณตา ง ๆ ของสาร -การทำปฏิบตั ิการเคมตี องมีการวดั ปริมาณตา ง ๆ ของสาร
และ เปลย่ี นหนวยวดั ใหเปนหนว ยใน การบอกปรมิ าณของสารอาจระบุ อยูใ นหนว ยตาง ๆ
ระบบเอสไอ ดวยการใชแฟกเตอรเ ปลย่ี น ดงั นัน้ เพ่ือใหม ีมาตรฐาน เดียวกัน จึงมีการกำหนดหนว ย
หนวย ในระบบเอสไอ ใหเ ปนหนว ยสากล ซง่ึ การเปลย่ี นหนว ย
เพอื่ ใหเ ปน หนว ยสากล สามารถทำไดดว ยการใช แฟก
เตอรเปลีย่ นหนวย
5. สบื คน ขอมลู สมมตฐิ าน การทดลอง -นักวิทยาศาสตรศึกษาโครงสรางของอะตอม และเสนอ
หรือ ผลการทดลองทเี่ ปนประจกั ษพ ยาน แบบจำลองอะตอมแบบตาง ๆ จาก การศึกษาขอมูล การ
ในการเสนอ แบบจำลองอะตอมของ สงั เกต การตง้ั สมมตฐิ าน และ ผลการทดลอง
นักวิทยาศาสตร และอธบิ ายวิวัฒนาการ -แบบจำลองอะตอมมีวิวัฒนาการ โดยเริ่มจาก ดอลตัน
ของแบบจำลองอะตอม เสนอวาธาตุประกอบดวยอะตอมซง่ึ เปน อนุภาคขนาดเล็ก
ไมสามารถแบงแยกไดตอมา ทอมสันเสนอวาอะตอม
ประกอบดวยอนุภาค ที่มีประจุลบ เรียกวา อิเล็กตรอน
และอนุภาค ประจุบวก รัทเทอรฟอรดเสนอวาประจุบวก
ที่เรียกวา โปรตอน รวมตัวกันอยูตรงกึ่งกลาง อะตอม
เรียกวา นิวเคลียส ซึ่งมีขนาดเล็กมาก และมีอิเล็กตรอน
อยูรอบนิวเคลียส โบรเสนอวา อิเล็กตรอนเคลื่อนที่เปน
225
ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรเู พิม่ เติม
วงรอบนิวเคลียส โดยแตละวงมีระดับพลังงานเฉพาะตัว
ในปจจุบัน นักวิทยาศาสตรยอมรับวาอิเล็กตรอนมีการ
เคลื่อนที่รวดเร็วรอบนิวเคลียส และไมสามารถ ระบุ
ตำแหนงที่แนนอนไดจึงเสนอแบบจำลอง อะตอมแบบ
กลุมหมอก ซึ่งแสดงโอกาสการพบ อิเล็กตรอนรอบ
นวิ เคลยี ส
6. เขียนสัญลกั ษณนวิ เคลียรของธาตแุ ละ -สัญลักษณนิวเคลียรของธาตุ ประกอบดวย สัญลักษณ
ระบุ จำนวนโปรตอน นิวตรอน และ ธาตุ เลขอะตอมซึ่งแสดงจำนวน โปรตอน และเลขมวลซึ่ง
อิเลก็ ตรอนของ อะตอมจากสัญลกั ษณ แสดงผลรวมของจำนวน โปรตอนกับนิวตรอน อะตอม
นวิ เคลียรรวมท้งั บอก ความหมายของ ของธาตุชนิดเดียวกัน ที่มีจำนวนโปรตอนเทากัน แตมี
ไอโซโทป จำนวนนวิ ตรอน ตางกัน เรียกวา ไอโซโทป
7. อธิบาย และเขยี นการจดั เรียง -การศึกษาสเปกตรัมการเปลงแสงของอะตอมแกส ทำให
อิเลก็ ตรอน ในระดบั พลังงานหลักและ ทราบวา อิเล็กตรอนจัดเรียงอยูรอบ ๆ นิวเคลียสในระดับ
ระดบั พลงั งานยอย เมอ่ื ทราบเลขอะตอม พลังงานหลักตาง ๆ และ แตละระดับพลังงานหลักยัง
ของธาตุ แบงเปนระดับ พลังงานยอยซึ่งมีบริเวณที่จะพบ
อิเล็กตรอน เรียกวา ออรบิทัล ไดแตกตางกัน และ
อิเล็กตรอน จะจัดเรียงในออรบิทัลใหมีระดับพลังงานต่ำ
ทส่ี ดุ สำหรับอะตอมในสถานะพนื้
8. ระบุหมคู าบ ความเปน โลหะ อโลหะ -ตารางธาตุในปจจุบันจัดเรียงธาตุตามเลขอะตอม และ
และ ก่ึงโลหะ ของธาตุเรพรีเซนเททฟี และ สมบัติที่คลายคลึงกันเปนหมูและคาบ โดยอาจแบงธาตใุ น
ธาตุ แทรนซิชนั ในตารางธาตุ ตารางธาตุเปนกลุมธาตุโลหะ กึ่งโลหะ และอโลหะ
นอกจากนี้อาจแบงเปน กลุมธาตุเรพรีเซนเททีฟและกลุม
ธาตแุ ทรนซิชนั
9. วิเคราะหและบอกแนวโนมสมบัตขิ อง -ธาตุเรพรีเซนเททีฟในหมูเดียวกันมีจำนวนเวเลนซ-
ธาตุ เรพรเี ซนเททีฟตามหมูและตามคาบ อิเล็กตรอนเทากัน และธาตทุ อ่ี ยูในคาบเดียวกัน มีเวเลนซ
อิเล็กตรอนในระดับพลังงานหลักเดียวกัน ธาตุเรพรีเซนเท
ทีฟมีสมบัติทางเคมีคลายคลึงกัน ตามหมูและมีแนวโนม
สมบัติบางประการเปนไป ตามหมูและตามคาบ เชน
ขนาดอะตอม รัศมีไอออน พลังงานไอออไนเซชัน
อเิ ล็กโทรเนกาติวิตี สมั พรรคภาพอิเล็กตรอน
10. บอกสมบตั ิของธาตุโลหะแทรนซชิ นั -ธาตุแทรนซชิ ันเปน โลหะทสี่ วนใหญมีเวเลนซ- อิเล็กตรอน
และ เปรียบเทยี บสมบตั ิกบั ธาตโุ ลหะใน เทากับ ๒ มีขนาดอะตอมใกลเคียงกัน มีจุดเดือด จุด
กลมุ ธาตุ เรพรเี ซนเททีฟ หลอมเหลวและความหนาแนนสูง เกิดปฏิกิริยากับน้ำได
ชากวาธาตุโลหะในกลุมธาตุ เรพรีเซนเททีฟ เมื่อเกิดเปน
สารประกอบ สวนใหญจะมสี ี
226
ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรูเพิ่มเติม
11. อธิบายสมบตั ิและคำนวณครึ่งชวี ติ ของ -ธาตุแตละชนิดมีไอโซโทป ซึ่งในธรรมชาติบางธาตุ มี
ไอโซโทป กัมมันตรังสี ไอโซโทปทีแ่ ผร ังสีไดเนื่องจากนวิ เคลียส ไมเ สถียร เรียกวา
ไอโซโทปกมั มันตรังสีสำหรบั ธาตุกมั มนั ตรังสเี ปนธาตุที่ทุก
ไอโซโทปสามารถ แผรังสีไดรังสที ี่เกิดข้ึน เชน รังสีแอลฟา
รังสีบีตา รังสีแกมมา โดยครึ่งชีวิตของไอโซโทป
กัมมันตรังสี เปนระยะเวลาที่ไอโซโทปกัมมันตรังสี
สลายตัว จนเหลือครึ่งหนึ่งของปริมาณเดิม ซึ่งเปนคาคงท่ี
เฉพาะของแตละไอโซโทปกัมมนั ตรังสี
12. สบื คนขอ มูล และยกตัวอยางการนำ -สมบัติบางประการของธาตุแตละชนิด ทำให สามารถนำ
ธาตุ มาใชป ระโยชนรวมทัง้ ผลกระทบตอ ธาตไุ ปใชป ระโยชนใ นดานตาง ๆ ไดอ ยางหลากหลาย ทง้ั น้ี
สงิ่ มีชวี ติ และส่ิงแวดลอม การนำธาตไุ ปใชต อง ตระหนกั ถึงผลกระทบท่ีมตี อสิง่ มีชีวิต
และ สิ่งแวดลอม โดยเฉพาะสารกัมมันตรังสซี ึ่งตองมี การ
จัดการอยางเหมาะสม
13. อธบิ ายการเกิดไอออนและการเกิด -สารเคมีเกิดจากการยึดเหนี่ยวกันดวยพันธะเคมี ซึ่ง
พนั ธะ ไอออนกิ โดยใชแ ผนภาพหรือ เกี่ยวของกับเวเลนซอิเล็กตรอนที่แสดงไดดวย สัญลักษณ
สญั ลกั ษณ แบบจดุ ของลิวอิส แบบจุดของลิวอิส โดยการเกิด พันธะเคมีสวนใหญเปนไป
ตามกฎออกเตต
-พันธะไอออนกิ เกิดจากการยดึ เหน่ยี วระหวา ง ประจไุ ฟฟา
ของไอออนบวกกับไอออนลบ สวนใหญไอออนบวกเกิด
จากโลหะเสียอิเล็กตรอน และไอออนลบเกิดจากอโลหะ
รับอิเล็กตรอน สารประกอบที่เกิดจากพันธะไอออนิก
เรียกวา สารประกอบไอออนิก สารประกอบไอออนิก ไม
อยูในรูปโมเลกุล แตเปนโครงผลึกที่ประกอบ ดวยไอออน
บวกและไอออนลบจดั เรียงตวั ตอเน่อื ง กนั ไปท้ังสามมติ ิ
14. เขยี นสตู ร และเรียกชื่อสารประกอบ -สารประกอบไอออนิกเขียนแสดงสูตรเคมีโดยให
ไอออนิก สัญลักษณธาตุที่เปนไอออนบวกไวขางหนาตาม ดวย
สัญลักษณธาตุที่เปนไอออนลบ โดยมีตัวเลข แสดง
อัตราสวนอยา งต่ำของจำนวนไอออนทเี่ ปน องคป ระกอบ
-การเรียกชื่อสารประกอบไอออนิกทำไดโดย เรียกช่ือ
ไอออนบวกแลวตามดวยชื่อไอออนลบ สำหรับ
สารประกอบไอออนิกที่เกิดจากโลหะที่มี เลขออกซิเดชัน
ไดหลายคา ตอ งระบเุ ลข ออกซิเดชนั ของโลหะดวย
15. คำนวณพลังงานท่เี ก่ยี วของกับ -ปฏิกริ ยิ าการเกิดสารประกอบไอออนิกจากธาตุ เก่ียวของ
ปฏกิ ิริยา การเกิดสารประกอบไอออนิก กับปฏิกิริยาเคมีหลายขั้นตอน มีทั้ง ที่เปนปฏิกิริยาดูด
จากวัฏจักร บอรน -ฮาเบอร พลังงานและคายพลังงาน ซึ่งแสดงไดดวยวัฏจักรบอรน-
227
ชัน้ ผลการเรียนรู สาระการเรียนรูเ พิม่ เตมิ
ฮาเบอรและ พลังงานของปฏิกิริยาการเกิดสารประกอบ
ไอออนกิ เปนผลรวมของพลงั งานทกุ ข้นั ตอน
16. อธบิ ายสมบัตขิ องสารประกอบไอออ -สารประกอบไอออนกิ สว นใหญมลี ักษณะเปน ผลกึ
นิก ของแข็ง เปราะ มจี ุดหลอมเหลวและ จดุ เดอื ดสูง ละลาย
นำ้ แลวแตกตวั เปนไอออน เรียกวา สารละลายอเิ ลก็ โทร
ไลตเ มอ่ื เปน ของแขง็ ไมน ำไฟฟา แตถ าทำใหห ลอมเหลว
หรอื ละลาย ในน้ำจะนำไฟฟา -สารละลายของ
สารประกอบไอออนกิ แสดงสมบัติ ความเปน กรด-เบส
ตา งกนั สารละลายของ สารประกอบคลอไรดม สี มบัตเิ ปน
กลาง และ สารละลายของสารประกอบออกไซดมสี มบตั ิ
เปน เบส
17. เขียนสมการไอออนิกและสมการไอ -ปฏิกิริยาของสารประกอบไอออนิก สามารถเขียน แสดง
ออนิกสทุ ธิ ของปฏิกิรยิ าของสารประกอบ ดวยสมการไอออนิกหรือสมการไอออนิก สุทธิโดยท่ี
ไอออนิก สมการไอออนิกแสดงสารตั้งตนและ ผลิตภัณฑทุกชนิดที่
แตกตวั ไดใ นรูปของไอออน สว นสมการไอออนิกสทุ ธิแสดง
เฉพาะไอออนที่ ทำปฏิกริ ยิ ากัน และผลติ ภัณฑท ี่เกิดข้ึน
18. อธิบายการเกิดพนั ธะโคเวเลนตแบบ -พันธะโคเวเลนตเปนการยึดเหนี่ยวที่เกิดขึ้นภายใน
พันธะเดย่ี ว พันธะคูและพันธะสาม ดว ย โมเลกุลจากการใชเวเลนซอิเล็กตรอนรวมกัน ของธาตุซ่ึง
โครงสรางลิวอิส สวนใหญเปน ธาตุอโลหะ โดยทั่วไป จะเปนไปตามกฎออก
เตต สารที่ยึดเหนี่ยวกันดวย พันธะโคเวเลนตเรียกวา สาร
โคเวเลนตพันธะ โคเวเลนตเกิดไดทั้งพันธะเดี่ยว พันธะคู
และ พันธะสาม ซึ่งสามารถเขียนแสดงไดดวย โครงสราง
ลิวอิส โดยแสดงอิเล็กตรอนคูรวมพันธะ ดวยจุดหรือเสน
และแสดงอิเลก็ ตรอนคโู ดดเดีย่ ว ของแตล ะอะตอมดวยจดุ
19. เขยี นสูตร และเรียกชื่อสารโคเวเลนต -สูตรโมเลกุลของสารโคเวเลนตโดยทั่วไป เขียนแสดงดวย
สัญลักษณของธาตุเรียงลำดับ ตามคาอิเล็กโทรเนกาติวิตี
จากนอยไปมาก โดยมีตัวเลขแสดงจำนวนอะตอมของธาตุ
ทมี่ ีมากกวา 1 อะตอมในโมเลกลุ
-การเรียกชื่อสารโคเวเลนตทำไดโดยเรียกชื่อ ธาตุที่อยู
หนากอน แลวตามดวยชื่อธาตุที่อยูถ ัดมา โดยมีคำนำหนา
ระบจุ ำนวนอะตอมของธาตทุ ่ีเปน องคประกอบ
20. วเิ คราะหแ ละเปรียบเทยี บความยาว -ความยาวพันธะและพลังงานพันธะในสาร โคเวเลนต
พนั ธะ และพลังงานพนั ธะในสารโคเว ขึ้นกับชนิดของอะตอมคูรวมพันธะ และชนิดของพันธะ
เลนตร วมท้งั คำนวณพลังงานท่เี ก่ียวของ โดยพันธะเด่ียว พันธะคู และพนั ธะสาม มีความยาวพันธะ
กบั ปฏกิ ิริยาของ สารโคเวเลนตจาก และพลังงาน พันธะแตกตางกัน นอกจากนี้โมเลกุลโคเว
พลงั งานพันธะ เลนต บางชนิดมีคาความยาวพันธะและพลังงานพันธะ
228
ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรเู พิ่มเตมิ
แตกตางจากของพันธะเดี่ยว พันธะคูและพันธะสาม ซึ่ง
สารเหลานี้สามารถเขียนโครงสรางลิวอิส ที่เหมาะสมได
มากกวา 1 โครงสรา ง ทเ่ี รยี กวา โครงสรางเรโซแนนซ
-พลังงานพันธะนำมาใชในการคำนวณพลังงาน ของ
ปฏิกริ ิยา ซง่ึ ไดจากผลตางของพลังงาน พนั ธะรวมของสาร
ตั้งตนกบั ผลิตภณั ฑ
21. คาดคะเนรูปรา งโมเลกลุ โคเวเลนตโดย -รูปรางของโมเลกุลโคเวเลนตอาจพิจารณาโดยใช ทฤษฎี
ใช ทฤษฎกี ารผลักระหวางคูอิเล็กตรอนใน การผลักระหวางคูอิเล็กตรอนในวงเวเลนซ (VSEPR) ซึ่ง
วงเวเลนซ และระบุสภาพข้วั ของโมเลกลุ ขึ้นอยูกับจำนวนพันธะและจำนวน อิเล็กตรอนคูโดดเดี่ยว
โคเวเลนต รอบอะตอมกลาง โมเลกุลโคเวเลนตมีทั้งโมเลกุลมีขัว้ และ
ไมมีขั้ว สภาพขั้วของโมเลกุลโคเวเลนตเปนผลรวม
ปริมาณเวกเตอรสภาพขั้วของแตละพันธะตาม รูปราง
โมเลกุล
22. ระบชุ นิดของแรงยดึ เหนีย่ วระหวาง -แรงยึดเหนี่ยวระหวางโมเลกุลซ่ึงอาจเปน แรงแผกระจาย
โมเลกุล โคเวเลนตแ ละเปรียบเทยี บจุด ลอนดอน แรงระหวางขว้ั และพันธะไฮโดรเจน มผี ลตอจุด
หลอมเหลว จุดเดอื ด และการละลายน้ำ หลอมเหลว จุดเดือด และการละลายน้ำของสาร
ของสารโคเวเลนต นอกจากนี้ สารโคเวเลนตสวนใหญยังมีจุดหลอมเหลว
และจุดเดือดต่ำกวาสารประกอบไอออนิก เนื่องจากแรง
ยึดเหนี่ยวระหวางโมเลกุล มีคา นอ ยกวาพันธะไอออนิก
-สารโคเวเลนตสวนใหญมีจุดหลอมเหลวและ จุดเดือดต่ำ
และไมละลายในน้ำ สำหรับสาร โคเวเลนตที่ละลายน้ำมี
ทั้งแตกตัวและไมแตกตัว เปนไอออน สารละลายที่ไดจาก
สารที่ไมแตกตัว เปนไอออนจะไมนำไฟฟา เรียกวา
สารละลายนอนอิเล็กโทรไลตสวนสารละลายที่ไดจากสาร
ทีแ่ ตกตวั เปน ไอออนจะนำไฟฟา เรียกวา สารละลายอิเล็ก
โทรไลตสารละลายของ สารประกอบคลอไรดแ ละออกไซด
จะมีสมบัติ เปน กรด
23. สบื คน ขอ มลู และอธบิ ายสมบัติของ -สารโคเวเลนตบางชนิดที่มีโครงสรางโมเลกุล ขนาดใหญ
สารโคเวเลนตโ ครงรางตาขา ยชนดิ ตาง ๆ และมีพันธะโคเวเลนตตอเนื่อง เปนโครงรางตาขาย จะมี
จุดหลอมเหลวและ จุดเดือดสูง สารโคเวเลนตโครงรางตา
ขายที่มี ธาตุองคประกอบเหมือนกัน แตมีอัญรูปตางกัน
จะมสี มบัติตางกนั เชน เพชร แกรไฟต
24. อธบิ ายการเกิดพนั ธะโลหะและสมบัติ -พันธะโลหะเกิดจากเวเลนซอิเล็กตรอนของ ทุกอะตอม
ของโลหะ ของโลหะเคลื่อนที่อยางอิสระไปท่ัว ทั้งโลหะ และเกิดแรง
ยดึ เหน่ียวกบั โปรตอน ในนิวเคลียสทกุ ทศิ ทาง
-โลหะสว นใหญเปนของแขง็ มีผิวมันวาว สามารถ
229
ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรียนรูเพิ่มเติม
ตเี ปนแผน หรอื ดึงเปน เสนไดน ำความรอ นและ
นำไฟฟา ไดด ีมีจดุ หลอมเหลวและจดุ เดือดสูง
25. เปรียบเทยี บสมบตั บิ างประการของ -สารประกอบไอออนิก สารโคเวเลนตและโลหะ มีสมบัติ
สารประกอบ ไอออนิก สารโคเวเลนตแ ละ เฉพาะตัวบางประการที่แตกตางกัน เชน จุดเดือด จุด
โลหะ สบื คน ขอ มูล และนำเสนอตัวอยาง หลอมเหลว การละลายน้ำ การนำ ไฟฟา จึงสามารถ
การใชประโยชนของ สารประกอบไอออ นำมาใชประโยชนในดา นตาง ๆ ไดต ามความเหมาะสม
นกิ สารโคเวเลนตแ ละ โลหะ ไดอยา ง
เหมาะสม
26. บอกความหมายของมวลอะตอมของ -มวลอะตอมของธาตุ เปนมวลของธาตุ 1 อะตอม ซึ่งเปน
ธาตุและ คำนวณมวลอะตอมเฉลี่ยของ ผลรวมของมวลโปรตอน นิวตรอน และ อิเล็กตรอน แต
ธาตุ มวลโมเลกุล และมวลสูตร เนอ่ื งจากอิเลก็ ตรอนมีมวลนอยมาก เม่อื เทยี บกับโปรตอน
และนิวตรอน ดังนั้น มวลอะตอมจึงมีคาใกลเคียงกับ
ผลรวมของ มวลโปรตอนและนิวตรอน
-มวลอะตอมเฉลี่ยของธาตเุ ปนคา เฉลี่ยจากคา มวลอะตอม
ของแตละไอโซโทปของธาตุชนิดนั้น ตามปริมาณที่มีใน
ธรรมชาติ
-มวลโมเลกุลและมวลสูตรเปนผลรวมของ มวลอะตอม
เฉลีย่ ของธาตุที่เปนองคป ระกอบ ของสารน้ัน
27. อธิบาย และคำนวณปรมิ าณใด -โมลเปนปริมาณสารที่มีจำนวนอนุภาคเทากับ เลขอาโว
ปรมิ าณหนงึ่ จากความสมั พนั ธข องโมล กาโดรคือ 6.02 × 1023 อนุภาค มวลของสาร 1 โมล ที่มี
จำนวนอนุภาค มวล และปรมิ าตรของ หนวยเปนกรัม เรียกวา มวลตอโมล ซึ่งมีคาตัวเลขเทากับ
แกส ท่ี STP มวลอะตอม มวลโมเลกุลหรอื มวลสูตรของสารนัน้ สำหรับ
สาร ที่มีสถานะแกส 1 โมล จะมีปริมาตรเทากับ 22.4
ลูกบาศกเ ดซเิ มตร ท่ี STP
28. คำนวณอัตราสว นโดยมวลของธาตุ -สารประกอบเกิดจากการรวมตัวของธาตุตั้งแต 2 ชนิดขึ้น
องคประกอบ ของสารประกอบตามกฎ ไป โดยมีอัตราสวนโดยมวลของธาตุ องคประกอบคงท่ี
สดั สว นคงท่ี เสมอ ตามกฎสดั สว นคงท่ี
29. คำนวณสูตรอยา งงา ยและสตู รโมเลกุล -สูตรเคมีสามารถแสดงไดดวยสูตรเอมพิริคัลหรือ สูตร
ของสาร อยางงายและสตู รโมเลกลุ ซง่ึ สูตรอยา งงาย คำนวณไดจ าก
รอยละโดยมวลและมวลอะตอม ของธาตุองคประกอบ
และถาทราบมวลโมเลกุล ของสารจะสามารถคำนวณสตู ร
โมเลกุลได
30. คำนวณความเขม ขน ของสารละลาย -สารที่พบในชีวิตประจำวันจำนวนมากอยูในรูป ของ
ในหนว ยตาง ๆ สารละลาย การบอกปริมาณของสาร ในสารละลาย
สามารถบอกเปนความเขมขน ในหนวยรอยละ สวนใน
230
ช้นั ผลการเรียนรู สาระการเรียนรูเพิม่ เตมิ
ลานสวน สวนในพันลานสวน โมลาริตีโมแลลิตี และ
เศษสวนโมล
31. อธบิ ายวิธีการและเตรยี มสารละลาย -การเตรียมสารละลายใหมีความเขม ขนและ ปริมาตรของ
ใหมคี วามเขมขนในหนว ยโมลารติ ี และ สารละลายตามที่กำหนด ทำไดโดย การละลายตัวละลาย
ปรมิ าตรของสารละลายตามท่ีกำหนด ที่เปนสารบริสุทธิ์ใน ตัวทำละลายหรือนำสารละลายที่มี
ความเขมขน มาเจือจางดวยตัวทำละลายโดยปริมาณของ
สาร ที่ใชขึ้นอยูกับความเขมขนและปริมาตรของ
สารละลายท่ีตองการ
32. เปรยี บเทยี บจุดเดอื ดและจดุ เยอื กแข็ง -สารละลายมีจุดเดือดและจุดเยือกแข็งแตกตางไป จาก
ของสารละลายกับสารบรสิ ทุ ธิ์ รวมทัง้ สารบริสุทธิ์ที่เปนตัวทำละลายในสารละลาย โดยสมบัติที่
คำนวณจุดเดือดและจดุ เยือกแข็งของ เปลี่ยนแปลงไปขึ้นอยูกับปริมาณ ของตัวละลายในตัวทำ
สารละลาย ละลาย และชนิดของ ตวั ทำละลาย
33. แปลความหมายสัญลักษณใ นสมการ -ปฏิกิรยิ าเคมีเปน การเปลยี่ นแปลงทีม่ ีสารใหม เกดิ ขึ้นจาก
เคมี เขียนและดลุ สมการเคมีของปฏกิ ริ ยิ า การจัดเรียงตัวใหมของอะตอมธาตุ โดยจำนวนและชนิด
เคมบี างชนิด ของอะตอมธาตุไมเปลี่ยนแปลง ปฏิกิริยาเคมีเขียนแสดง
ไดดวยสมการเคมี ซึ่งประกอบดวยสูตรเคมีของสารตั้งตน
และ ผลิตภัณฑลูกศรแสดงทิศทางของการเกิด ปฏิกิริยา
และเลขสัมประสิทธิ์ของสารตั้งตน และผลิตภัณฑที่ดุล
แลว นอกจากนี้อาจมีสัญลักษณ แสดงสถานะของสาร
หรือปจ จัยอ่นื ทเี่ กี่ยวขอ ง ในการเกิดปฏิกริ ยิ าเคมี
-การดุลสมการเคมีทำไดโดยการเติมเลขสัมประสิทธ์ิ หนา
สารตั้งตนและผลิตภัณฑเพื่อใหอะตอม ของธาตุในสารตั้ง
ตน และผลิตภัณฑเ ทากัน
34. คำนวณปริมาณของสารในปฏิกิรยิ า -การเปลี่ยนแปลงปริมาณสารในปฏิกิริยาเคมี มี
เคมีทเ่ี กย่ี วของกับมวลสาร ความสัมพันธกันตามเลขสัมประสิทธ์ิ ในสมการเคมีซ่ึง
35. คำนวณปรมิ าณของสารในปฏกิ ริ ยิ า บอกถึงอัตราสวนโดยโมลของสาร ในปฏิกิริยา สามารถ
เคมีทเี่ กย่ี วขอ งกบั ความเขม ขนของ นำมาใชในการคำนวณ ปรมิ าณของสารทเี่ ก่ยี วขอ งกับมวล
สารละลาย ความเขม ขน ของสารละลาย และปริมาตรของแกสได
36. คำนวณปริมาณของสารในปฏกิ ริ ิยา -ความสัมพันธของโมลสารตั้งตนและผลิตภัณฑ ใน
เคมที ี่เก่ยี วขอ งกับปรมิ าตรแกส ปฏิกิริยาเคมีหลายขั้นตอน พิจารณาไดจาก เลข
37. คำนวณปรมิ าณของสารในปฏิกริ ิยา สมั ประสิทธข์ิ องสมการเคมีรวม
เคมหี ลายขัน้ ตอน
231
ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรูเพมิ่ เตมิ
38. ระบุสารกำหนดปรมิ าณ และคำนวณ -ปฏิกิริยาเคมีท่สี ารตง้ั ตนทำปฏกิ ริ ิยาไมพ อดีกนั สารตั้งตน
ปรมิ าณสารตาง ๆ ในปฏิกริ ิยาเคมี ที่ทำปฏิกิริยาหมดกอน เรียกวา สารกำหนดปริมาณ ซึ่ง
เปนสารท่กี ำหนดปรมิ าณ ผลติ ภัณฑท เี่ กดิ ขนึ้ และปรมิ าณ
สารตง้ั ตน อ่ืน ทีท่ ำปฏิกริ ยิ าไปเม่ือสนิ้ สดุ ปฏกิ ริ ยิ า
39. คำนวณผลไดรอยละของผลติ ภัณฑใน -ผลติ ภณั ฑท ี่เกิดข้ึนจรงิ ในปฏกิ ิริยาเคมีสว นใหญ มีปรมิ าณ
ปฏิกิริยาเคมี นอยกวาที่คำนวณไดตามทฤษฎี ซึ่งคาเปรียบเทียบผลได
จริงกบั ผลไดตามทฤษฎี เปน
รอยละ เรยี กวา ผลไดรอยละ
40. ระบุวาสารเปน ธาตุหรอื สารประกอบ -สารเคมีทุกชนิดสามารถระบุไดวาเปนธาตุหรือ
และอยูในรปู อะตอม โมเลกลุ หรอื ไอออน สารประกอบ และอยูในรูปของอะตอม โมเลกุล หรือ
จากสูตรเคมี ไอออนไดโดยพจิ ารณาจากสตู รเคมี
41. เปรยี บเทียบความเหมือนและความ -แบบจำลองอะตอมใชอธิบายตำแหนงของโปรตอน
ตางของแบบจำลองอะตอมของโบรกบั นิวตรอน และอิเล็กตรอนในอะตอม โดยโปรตอน และ
แบบจำลองอะตอมแบบกลุมหมอก นิวตรอนอยูรวมกันในนิวเคลียสสวนอิเล็กตรอน เคลื่อนท่ี
รอบนิวเคลียส ซึ่งในแบบจำลองอะตอม ของโบร
อิเล็กตรอนเคลื่อนที่เปนวง โดยแตละวง มีระยะหางจาก
นวิ เคลยี สและมพี ลังงานตางกัน และอิเล็กตรอนวงนอกสุด
เรยี กวา เวเลนซอิเลก็ ตรอน
-แบบจำลองอะตอมแบบกลุมหมอก แสดงโอกาส ทจ่ี ะพบ
อเิ ล็กตรอนรอบนวิ เคลียสในลักษณะ กลุมหมอก เนอื่ งจาก
อิเล็กตรอนมีขนาดเล็กและ เคลื่อนที่อยางรวดเร็ว
ตลอดเวลา จงึ ไมส ามารถ ระบุตำแหนง ท่แี นน อนได
42. ระบจุ ำนวนโปรตอน นวิ ตรอน และ -อะตอมของธาตุเปนกลางทางไฟฟา มีจำนวน โปรตอน
อเิ ลก็ ตรอนของอะตอม และไอออนทเ่ี กดิ เทา กับจำนวนอิเล็กตรอน การระบุชนดิ ของธาตุพิจารณา
จากอะตอมเดียว จากจำนวนโปรตอน
-เมื่ออะตอมของธาตุมีการใหหรือรับอิเล็กตรอน ทำให
จำนวนโปรตอนและอิเล็กตรอนไมเทากัน เกิดเปนไอออน
โดยไอออนที่มีจำนวนอิเล็กตรอน นอยกวาจำนวน
โปรตอน เรียกวา ไอออนบวก สวนไอออนที่มีจำนวน
อเิ ลก็ ตรอนมากกวา โปรตอน เรียกวา ไอออนลบ
43. เขียนสญั ลกั ษณน วิ เคลียรของธาตแุ ละ -สัญลักษณนิวเคลียรประกอบดวยสัญลักษณธาตุ เลข
ระบกุ ารเปนไอโซโทป อะตอมและเลขมวล โดยเลขอะตอมเปน ตัวเลขที่แสดง
จำนวนโปรตอนในอะตอม เลขมวล เปนตัวเลขที่แสดง
ผลรวมของจำนวนโปรตอนกับ นิวตรอนในอะตอม ธาตุ
ชนดิ เดียวกันแตมี เลขมวลตางกนั เรยี กวา ไอโซโทป
232
ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรูเพ่ิมเตมิ
44. ระบหุ มแู ละคาบของธาตุ และระบุวา -ธาตุจัดเปนหมวดหมูไดอยา งเปนระบบ โดยอาศัย ตาราง
ธาตุเปน โลหะ อโลหะ กึง่ โลหะ กลมุ ธาตุ ธาตุซึ่งในปจจุบันจัดเรียงตามเลขอะตอม และความ
เรพรีเซนเททฟี หรือกลมุ ธาตุแทรนซิชัน คลายคลงึ ของสมบัติแบง ออกเปนหมู ซึ่งเปน แถวในแนวตง้ั
จากตารางธาตุ และคาบซึ่งเปนแถวในแนวนอน ทำใหธาตุที่มีสมบัติเปน
โลหะ อโลหะและกึ่งโลหะ อยูเปนกลุมบริเวณใกลๆ กัน
และแบงธาตุออก เปนกลุมธาตุเรพรีเซนเททีฟและกลุม
ธาตุแทรนซิชนั
45. เปรยี บเทียบสมบตั ิการนำไฟฟา การ -ธาตุในกลุมโลหะ จะนำไฟฟาไดดีและมีแนวโนม ให
ใหและรับอิเล็กตรอนระหวางธาตใุ นกลุม อิเล็กตรอน สวนธาตใุ นกลุมอโลหะ จะไมนำ ไฟฟา และมี
โลหะกบั อโลหะ แนวโนมรับอเิ ลก็ ตรอน โดยธาตุ เรพรเี ซนเททีฟในหมู IA -
IIA และธาตุแทรนซิชันทุกธาตุ จัดเปนธาตุในกลุมโลหะ
สว นธาตุเรพรีเซนเททีฟ ในหมู IIIA - VIIA มีทงั้ ธาตุในกลุม
โลหะและอโลหะ สวนธาตุเรพรีเซนเททีฟในหมูVIIIA
จัดเปน ธาตุ อโลหะทัง้ หมด
46. สบื คนขอ มลู และนำเสนอตวั อยาง -ธาตุเรพรเี ซนเททีฟและธาตแุ ทรนซิชัน นำมาใชป ระโยชน
ประโยชนและอันตรายทเี่ กิดจากธาตเุ รพรี ในชีวิตประจำวนั ไดหลากหลาย ซึ่งธาตุบางชนิดมีสมบตั ิท่ี
เซนเททีฟและธาตุแทรนซชิ นั เปนอันตราย จึงตอง คำนึงถึงการปองกันอันตรายเพื่อ
ความปลอดภยั ในการใช ประโยชน
47. ระบุวาพันธะโคเวเลนตเปนพันธะ -พันธะโคเวเลนตเปนการยึดเหนี่ยวระหวาง อะตอมดวย
เด่ยี ว พนั ธะคู หรือพนั ธะสาม และระบุ การใชเวเลนซอิเล็กตรอนรวมกัน เกิด เปนโมเลกุล โดย
จำนวนคูอ ิเล็กตรอนระหวางอะตอมคูร ว ม การใชเวเลนซอิเล็กตรอนรวมกัน 1 คูเรียกวา พันธะเดี่ยว
พนั ธะจากสตู รโครงสราง เขยี นแทนดวยเสน พนั ธะ 1 เสน ในโครงสรา งโมเลกลุ สว น
การใช เวเลนซอิเล็กตรอนรวมกัน 2คูและ 3 คู เรียกวา
พันธะคูและพันธะสาม เขียนแทนดวยเสน พันธะ 2 เสน
และ 3 เสน ตามลำดับ
233
ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรียนรเู พ่ิมเติม
48. ระบสุ ภาพขัว้ ของสารทีโ่ มเลกุล -สารท่มี ีพนั ธะภายในโมเลกุลเปน พันธะโคเวเลนต ทั้งหมด
ประกอบดว ย 2 อะตอม เรียกวา สารโคเวเลนตโดยสารโคเวเลนต ที่ประกอบดวย
49. ระบสุ ารที่เกิดพนั ธะไฮโดรเจนไดจ าก 2 อะตอมของธาตุชนิดเดียวกัน เปนสารไมมีขั้ว สวนสาร
สูตรโครงสราง โคเวเลนตที่ประกอบ ดวย 2 อะตอมของธาตุตางชนิดกัน
50. อธิบายความสมั พันธระหวา งจุดเดือด เปน สาร มขี ัว้ สำหรับสารโคเวเลนตที่ประกอบดว ยอะตอม
ของสารโคเวเลนตก ับแรงดงึ ดูดระหวาง มากกวา 2 อะตอม อาจเปนสารมขี ว้ั หรือไมมขี ั้ว ขึ้นอยูกับ
โมเลกลุ ตามสภาพขว้ั หรอื การเกิดพนั ธะ รูปรางของโมเลกุล ซึ่งสภาพขั้วของ สารโคเวเลนตสงผล
ไฮโดรเจน ตอแรงดึงดูดระหวางโมเลกุล ที่ทำใหจุดหลอมเหลวและ
จุดเดือดของสาร โคเวเลนตแตกตางกัน นอกจากนี้สาร
บางชนิด มีจุดเดือดสูงกวาปกติเนื่องจากมีแรงดึงดูด
ระหวางโมเลกุลสูงที่เรียกวา พันธะไฮโดรเจน ซึ่งสาร
เหลานี้มีพันธะ N-H O-H หรือ F-H ภายในโครงสราง
โมเลกุล
51. เขยี นสูตรเคมีของไอออนและ -สารประกอบไอออนิกสวนใหญเกิดจากการรวมตัวกัน
สารประกอบไอออนกิ ของไอออนบวกของธาตุโลหะและไอออนลบของ ธาตุ
อโลหะ ในบางกรณีไอออนอาจประกอบดวย กลุมของ
อะตอม โดยเมอ่ื ไอออนรวมตัวกันเกดิ เปน สารประกอบไอ
ออนิกจะมีสัดสวนการรวมตัว เพื่อทำใหประจุของ
สารประกอบเปนกลางทาง ไฟฟา โดยไอออนบวกและ
ไอออนลบจะจัดเรียงตัว สลับตอเนื่องกันไปใน 3 มิติเกิด
เปนผลึกของสาร ซึ่งสูตรเคมีของสารประกอบไอออนิก
ประกอบดวย สัญลักษณธาตุที่เปนไอออนบวกตามดวย
สัญลักษณธาตุที่เปนไอออนลบ โดยมีตัวเลขที่ แสดง
จำนวนไอออนแตละชนิดเปน อตั ราสว น อยางต่ำ
52. ระบุวาสารเกิดการละลายแบบแตกตัว -สารจะละลายน้ำไดเมื่อองคประกอบของสาร สามารถ
หรือไมแตกตัว พรอมใหเหตุผล และระบุ เกดิ แรงดงึ ดดู กับโมเลกลุ ของนำ้ ได โดยการละลายของสาร
วา สารละลายท่ไี ดเปน สารละลายอเิ ล็กโทร ในน้ำเกิดได 2 ลักษณะ คือ การละลายแบบแตกตัว และ
ไลตห รือนอนอเิ ล็กโทรไลต การละลายแบบ ไมแตกตัว การละลายแบบแตกตัวเกิด
ขึ้นกับสาร ประกอบไอออนิก และสารโคเวเลนตบางชนิด
ที่มีสมบัติเปนกรดหรือเบส โดยเมื่อสารเกิด การละลาย
แบบแตกตัวจะไดไอออนที่สามารถ เคลื่อนที่ไดทำใหได
สารละลายที่นำไฟฟา ซงึ่ เรียกวา สารละลายอิเล็กโทรไลต
การละลาย แบบไมแตกตัวเกิดขึ้นกับสารโคเวเลนตที่มีข้วั
สูง สามารถดึงดูดกับโมเลกุลของน้ำไดดีโดยเมื่อเกิด การ
ละลายโมเลกุลของสารจะไมแตกตัวเปน ไอออน และ
234
ช้นั ผลการเรียนรู สาระการเรียนรเู พิม่ เติม
สารละลายที่ไดจะไมนำไฟฟา ซึ่งเรียกวา สารละลาย
นอนอิเลก็ โทรไลต
53. ระบุสารประกอบอนิ ทรยี ประเภท -สารประกอบอินทรียเปนสารประกอบของ คารบอนสวน
ไฮโดรคารบ อนวาอิ่มตวั หรือไมอิม่ ตัวจาก ใหญพบในสิ่งมีชีวิต มีโครงสราง หลากหลายและแบงได
สตู รโครงสราง หลายประเภท เนื่องจาก ธาตุคารบอน สามารถเกิดพันธะ
กับคารบอน ดวยกันเองและธาตุอื่น ๆ นอกจากนี้พันธะ
ระหวาง คารบอนยังมีหลายรูปแบบ ไดแก พันธะเดี่ยว
พันธะคู พนั ธะสาม
-ส า ร ป ร ะ ก อ บ อ ิ น ท ร ี ย ท ี ่ ม ี เ ฉ พ า ะ ธ า ต ุ ค า ร บ อ น แ ล ะ
ไฮโดรเจนเปนองคประกอบ เรียกวา สารประกอบ
ไฮโดรคารบอน โดยสารประกอบไฮโดรคารบอน อิ่มตัวมี
พันธะระหวางคารบอนเปนพันธะเดี่ยว ทุกพันธะใน
โครงสราง สวนสารประกอบ ไฮโดรคารบอนไมอิ่มตัวมี
พันธะระหวางคารบอน เปนพันธะคูหรือพันธะสามอยาง
นอ ย 1 พันธะ ในโครงสราง
54. สบื คนขอมูลและเปรียบเทยี บสมบตั ิ -สารที่พบในชีวิตประจำวันมีทั้งโมเลกุลขนาดเล็ก และ
ทางกายภาพระหวางพอลิเมอรแ ละมอนอ ขนาดใหญ พอลเิ มอรเปนสารท่ีมโี มเลกุล ขนาดใหญท่ีเกิด
เมอรข องพอลเิ มอรชนดิ นั้น จากมอนอเมอรหลายโมเลกุล เชื่อมตอกันดวยพันธะเคมี
ทำใหสมบัติทาง กายภาพของพอลิเมอรแตกตางจาก
มอนอเมอร ที่เปนสารตั้งตน เชน สถานะ จุดหลอมเหลว
การละลาย
55. ระบุความเปน กรด-เบส จาก -สารประกอบอินทรียที่มีหมู -COOH สามารถ แสดง
โครงสรา งของสารประกอบอินทรีย สมบัติความเปนกรดสวนสารประกอบอินทรีย ที่มีหมู -
NH2 สามารถแสดงสมบัติความเปน เบส
56. อธิบายสมบัตกิ ารละลายในตวั ทำ -การละลายของสารพิจารณาไดจากความมีขั้วของ ตัว
ละลายชนดิ ตา งๆ ของสาร ละลายและตัวทำละลาย โดยสารสามารถ ละลายไดในตวั
ทำละลายที่มีขั้วใกลเคียงกัน โดยสารมีขั้วละลายในตัวทำ
ละลายทม่ี ขี ้วั สว นสารไมม ขี ้ัวละลายในตวั ทำละลายท่ีไมมี
ข้ัว และสารมีขั้วไมล ะลายในตวั ทำละลายท่ไี มมขี ัว้
57. วเิ คราะหแ ละอธบิ ายความสมั พนั ธ -โครงสรางของพอลิเมอรอาจเปนแบบเสน แบบกิ่ง หรือ
ระหวางโครงสรา งกบั สมบัติเทอรมอ แบบรางแห โดยพอลิเมอรแบบเสนและ แบบกิ่ง มีสมบัติ
พลาสติกและเทอรมอเซตของ พอลเิ มอร เทอรมอพลาสติก สวนพอลิเมอร แบบรางแห มีสมบัติ
และการนำไปใชป ระโยชน เทอรมอเซต จึงมกี ารใช ประโยชนไ ดแตกตา งกนั
58. สบื คน ขอมูลและนำเสนอผลกระทบ -การใชผลิตภัณฑพอลิเมอรในปริมาณมากกอให เกิด
ของการใชผ ลติ ภณั ฑพอลิเมอรทม่ี ตี อ ปญหาที่สงผลกระทบตอสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดลอม ดังนั้น
จงึ ควรตระหนกั ถึงการลดปริมาณการใช
235
ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรียนรูเพม่ิ เติม
สง่ิ มชี วี ติ และสง่ิ แวดลอ ม พรอ มแนวทาง การใชซ ้ำ และการนำกลบั มาใชใ หม
ปองกนั หรือแกไ ข
59. ระบสุ ตู รเคมีของสารต้ังตน ผลิตภัณฑ -ปฏิกิริยาเคมีทำใหเกิดการเปลี่ยนแปลงของสาร โดย
และแปลความหมายของสัญลักษณใน ปฏิกิริยาเคมีอาจใหพลังงานความรอน พลังงานแสง หรือ
สมการเคมีของปฏกิ ิรยิ าเคมี พลังงานไฟฟา ที่สามารถนำไป ใชประโยชนในดานตาง ๆ
ได
-ปฏิกิริยาเคมีแสดงไดดวยสมการเคมีซึ่งมีสูตรเคมี ของ
สารตั้งตนอยูทางดานซายของลูกศร และ สูตรเคมีของ
ผลิตภัณฑอยูทางดานขวาโดยจำนวน อะตอมรวมของแต
ละธาตทุ างดานซายและขวา เทา กนั นอกจากนส้ี มการเคมี
ยังอาจแสดงปจจัยอื่น เชน สถานะ พลังงานที่เกี่ยวของ
ตวั เรงปฏิกริ ยิ าเคมีท่ใี ช
60. ทดลองและอธบิ ายผลของความ -อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีขึ้นอยูกับความเขมขน
เขมขน พนื้ ท่ผี ิว อุณหภูมิ และตวั เรง อุณหภูมิพนื้ ท่ผี วิ หรอื ตัวเรงปฏิกริ ิยา
ปฏกิ ิริยา ที่มผี ลตอ อตั ราการเกดิ ปฏิกริ ิยา -ความรูเกี่ยวกับปจจัยที่มีผลตออัตราการเกิด ปฏิกิริยา
เคมี เคมีสามารถนำไปใชประโยชนในชีวิต ประจำวันและใน
61. สบื คนขอมลู และอธิบายปจจัยท่มี ผี ล อุตสาหกรรม
ตออัตราการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมีที่ใช
ประโยชนใ นชวี ิตประจำวนั หรอื ใน
อตุ สาหกรรม
62. อธบิ ายความหมายของปฏิกิรยิ ารี -ปฏิกิริยาเคมีบางประเภทเกิดจากการถายโอน
ดอกซ อิเล็กตรอนของสารในปฏิกิริยาเคมีซึ่งเรียกวา ปฏิกิริยารี
ดอกซ
63. อธิบายสมบตั ขิ องสารกัมมันตรงั สี -สารที่สามารถแผรังสีไดเรียกวา สารกัมมันตรังสี ซึ่งมี
และคำนวณคร่งึ ชีวติ และปริมาณของสาร นิวเคลียสที่สลายตัวอยางตอเนื่อง ระยะเวลา ที่สาร
กัมมันตรังสี กัมมันตรังสีสลายตัวจนเหลือครึ่งหนึ่ง ของปริมาณเดิม
เรียกวา ครึ่งชีวิต โดยสาร กัมมันตรังสีแตละชนิดมีคาครง่ึ
ชวี ิตแตกตา งกนั
64. สืบคนขอมูลและนำเสนอตวั อยา ง -รังสีที่แผจากสารกัมมันตรังสีมีหลายชนิด เชน แอลฟา
ประโยชนข องสารกัมมันตรงั สีและการ บีตา แกมมา ซึ่งสามารถนำมาใชประโยชน ไดแตกตางกัน
ปอ งกนั อนั ตรายที่เกิดจากกัมมนั ตภาพรงั สี การนำสารกัมมันตรังสีแตละชนิด มาใชตองคำนึงถึง
ผลกระทบตอสิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดลอม รวมทั้งมีการ
จัดการอยา งเหมาะสม
236
ช้นั ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรเู พม่ิ เตมิ
ม.5 1. อธิบายความสัมพนั ธแ ละคำนวณ -พฤติกรรมของแกส และความสัมพันธระหวาง ปริมาตร
ปรมิ าตร ความดัน หรืออุณหภมู ขิ องแกส ที่ ความดัน และอุณหภูมิของแกส อธิบาย ไดดวยกฎของ
ภาวะตา ง ๆ ตามกฎของบอยล กฎของ บอยลกฎของชารล กฎของ เกย-ลูสแซก และกฎรวมแกส
ชารล กฎของเกย- ลสู แซก ซ่ึงสามารถนำมาใช ในการคำนวณปริมาตร ความดัน หรอื
2. คำนวณปริมาตร ความดนั หรอื อุณหภูมิ ของแกสทภ่ี าวะตาง ๆ ได
อณุ หภมู ขิ องแกส ทภ่ี าวะตา ง ๆ ตามกฎ
รวมแกส
3. คำนวณปรมิ าตร ความดนั อุณหภูมิ -ความสัมพันธระหวางปริมาตร และจำนวนโมล หรือมวล
จำนวนโมลหรอื มวลของแกส จาก ของแกส อธิบายความสัมพันธไดดวย กฎของอาโวกาโดร
ความสมั พันธต ามกฎ ของอาโวกาโดร สำหรับความสัมพันธระหวาง ปริมาตร ความดัน อุณหภูมิ
และกฎแกสอดุ มคติ และจำนวนโมล ของแกส อธบิ ายไดด ว ยกฎแกสอดุ มคติซึ่ง
สามารถ นำมาใชในการคำนวณและการอธิบายการ
เปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวของกับจำนวนโมลของแกส ที่ภาวะ
ตา ง ๆ ได
4. คำนวณความดนั ยอยหรือจำนวนโม -ในธรรมชาติแกสสวนใหญอยูรวมกันเปนแกสผสม ใน
ลของแกสในแกส ผสม โดยใชกฎความดนั กรณีที่แกสในแกสผสมไมทำปฏิกิริยากัน ความดันของ
ยอย แกสแตละชนิดแปรผันตามเศษสวน โมลของแกส ที่มีอยู
ของดอลตัน ในแกสผสมตามกฎ ความดันยอ ยของดอลตัน
5. อธบิ ายการแพรข องแกสโดยใชทฤษฎี -แกสสามารถแพรไดการแพรของแกสอธิบาย ไดดวย
จลนข องแกส คำนวณและเปรียบเทียบ ทฤษฎีจลนของแกส ที่อุณหภูมิเดียวกัน แกสจะแพรไดชา
อตั ราการแพรของแกส โดยใชกฎการแพร หรือเร็วขน้ึ อยกู ับมวลโมเลกุล ของแกส อตั ราการแพรของ
ผา นของเกรแฮม แกสเปนสัดสวน ผกผันกับรากที่สองของมวลโมเลกุลของ
แกส สัมพนั ธกบั กฎการแพรผ า นของเกรแฮม
6. สบื คนขอ มูล นำเสนอตัวอยาง และ -สมบัติและกฎตาง ๆ ของแกสสามารถนำไปใช อธิบาย
อธิบายการประยกุ ตใชค วามรูเกยี่ วกบั ปรากฏการณหรือประยุกตใชในชีวิต ประจำวันและใน
สมบตั แิ ละกฎตาง ๆ ของแกสในการ อุตสาหกรรม
อธิบายปรากฏการณ หรือ แกปญ หาใน
ชีวติ ประจำวันและในอุตสาหกรรม
7. ทดลอง และเขียนกราฟการเพ่มิ ขนึ้ หรือ -ปฏิกิริยาเคมีแตละปฏิกิริยามีอัตราการเกิด ปฏิกิริยาเคมี
ลดลงของสารท่ีทำการวัดในปฏกิ ิริยา ตางกัน โดยอาจวัดจากการลดลง ของสารตั้งตนหรือการ
8. คำนวณอตั ราการเกิดปฏิกิริยาเคมี และ เพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ ตอหนึ่งหนวยเวลา และหารดวย
เขยี นกราฟการลดลงหรือเพ่ิมขึน้ ของสารท่ี เลขสัมประสิทธ์ิ ของสารนั้น ๆในสมการเคมีเพื่อใหได
ไมไ ดว ัดในปฏกิ ิรยิ า อัตราการเกิด ปฏิกิริยาเคมีที่เทากันไมวาจะเปนการวัด
จาก สารตง้ั ตนหรอื ผลติ ภณั ฑ
237
ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรียนรูเพม่ิ เติม
9. เขียนแผนภาพและอธิบายทศิ ทางการ -ปฏิกิริยาเคมีจะเกิดขึ้นไดก็ตอเมื่ออนุภาคของ สารตั้งตน
ชนกันของอนุภาคและพลงั งานท่ีสงผลตอ ชนกันในทิศทางที่เหมาะสมและมี พลังงานอยางนอย
อัตราการเกิดปฏกิ ิรยิ าเคมี เทากบั พลงั งานกอ กัมมันต ดงั น้ันอตั ราการเกิดปฏิกิริยาจึง
ขน้ึ กับทศิ ทางการชน และพลังงานที่เกิดจากการชน
10. ทดลอง และอธิบายผลของความ -อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีของสารหนึ่ง ๆ ขึ้นอยู กับ
เขมขน พน้ื ที่ผวิ ของสารตัง้ ตน อุณหภมู ิ ความเขมขน พื้นที่ผิว อุณหภูมิตัวเรงและ ตัวหนวง
และตวั เรง ปฏิกิริยา นอกจากนี้อัตราการเกิด ปฏิกิริยาเคมียังขึ้นอยู
ปฏิกิรยิ าท่ีมีตออตั ราการเกดิ ปฏกิ ิริยาเคมี กับชนดิ ของสารที่ทำ ปฏกิ ริ ิยาดว ย
11. เปรยี บเทียบอตั ราการเกิดปฏกิ ิรยิ า
เมือ่ มีการเปลยี่ นแปลงความเขมขน พนื้ ที่
ผิวของสารตง้ั ตน อุณหภูมิ และตัวเรง
ปฏกิ ริ ยิ า
12. ยกตวั อยา ง และอธิบายปจจยั ทีม่ ีผล -ความรูเกี่ยวกับปจจัยที่มีผลตออัตราการเกิด ปฏิกิริยา
ตออัตราการเกิดปฏกิ ิริยาเคมีใน เคมีสามารถนำมาใชอธิบายกระบวนการ ที่เกิดขึ้นใน
ชวี ติ ประจำวนั หรอื อุตสาหกรรม ชีวติ ประจำวนั หรอื อตุ สาหกรรม
13. ทดสอบ และอธิบายความหมายของ -ปฏิกิริยาเคมีที่สามารถดำเนินไปขางหนาและ ยอนกลับ
ปฏกิ ิริยาผนั กลบั ไดและภาวะสมดุล ไดเรียกวา ปฏิกิริยาผันกลับไดเมื่อ ปฏิกิริยาดำเนินไป
14. อธิบายการเปล่ียนแปลงความเขมขน ความเขมขนของสารตั้งตน และอัตราการเกิดปฏิกิริยาไป
ของสาร อัตราการเกิดปฏกิ ิริยาไปขางหนา ขางหนาจะลดลง สวนความเขมขนของผลิตภัณฑและ
และอัตราการเกิดปฏกิ ิริยายอนกลบั เมอื่ อัตราการเกิด ปฏิกิริยายอนกลับจะเพิ่มขึ้น เมื่ออัตราการ
เร่มิ ปฏิกริ ิยาจนกระทงั่ ระบบอยูในภาวะ เกิด ปฏิกิริยาไปขางหนาเทากับอัตราการเกิด ปฏิกิริยา
สมดุล ยอนกลับ ระบบจะอยูในภาวะสมดลุ ที่มีความเขมขนของ
สารตั้งตน และผลติ ภัณฑค งท่ี เรียกวา สมดุลพลวตั
15. คำนวณคา คงท่ีสมดลุ ของปฏกิ ิริยา -ณ ภาวะสมดุล ความสัมพันธระหวางความเขมขน ของ
16. คำนวณความเขมขนของสารทภี่ าวะ ผลิตภณั ฑก ับสารตง้ั ตน แสดงไดด วย คา คงท่ีสมดุล ซึง่ เปน
สมดลุ คาคงที่ ณ อุณหภูมหิ น่ึง
17. คำนวณคา คงท่ีสมดุลหรือความ -คาคงที่สมดุลของปฏิกิริยาหลายขั้นตอน หาไดจาก ผล
เขม ขนของปฏิกริ ิยาหลายข้นั ตอน คูณของคา คงท่ีสมดุลของปฏิกิรยิ ายอยทนี่ ำ สมการเคมีมา
รวมกัน โดยถามีการคูณสมการยอย ใหยกกำลังคาคงท่ี
สมดลุ ดวยตวั เลขที่คูณ และ หากมีการกลับขางสมการ ให
กลับคา คงท่ีสมดุล เปน ตัวหาร
18. ระบปุ จจยั ทม่ี ผี ลตอภาวะสมดลุ และ -เมื่อระบบที่อยูในภาวะสมดุลถูกรบกวน โดยการ
คาคงที่สมดุลของระบบ รวมทงั้ คาดคะเน เปล่ยี นแปลงความเขมขน ของสาร ความดนั หรอื อณุ หภูมิ
การเปล่ียนแปลงท่เี กิดขึ้นเม่ือภาวะสมดุล ระบบจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่อเขาสู ภาวะสมดุลอีก
ของระบบถูกรบกวน โดยใชหลักของเลอ ครั้งตามหลักของเลอชาเตอลิเอ ท้ังนี้การเปลี่ยนแปลง
ชาเตอลเิ อ อณุ หภมู ิมีผลทำให คาคงทสี่ มดุลเปล่ียนแปลง
238
ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรูเพมิ่ เตมิ
19. ยกตวั อยาง และอธิบายสมดลุ เคมขี อง -ความรูเกี่ยวกับสมดุลเคมีสามารถนำมาใชอธิบาย
กระบวนการทเ่ี กดิ ขน้ึ ในสิง่ มชี ีวติ กระบวนการทีเ่ กดิ ขึน้ ในส่งิ มชี ีวติ ปรากฏการณ
ปรากฏการณใ นธรรมชาติและ ในธรรมชาตแิ ละกระบวนการในอุตสาหกรรม
กระบวนการในอตุ สาหกรรม
20. ระบุ และอธิบายวา สารเปนกรดหรือ -สารในชีวิตประจำวันหลายชนดิ มสี มบตั ิเปนกรด หรอื เบส
เบสโดยใชทฤษฎกี รด–เบสของอารเ รเนยี ส ซึ่งพิจารณาไดโดยใชทฤษฎีกรด-เบส ของอารเรเนียส เบ
เบรนิ สเตด–ลาวรี และลวิ อิส รนิ สเตด-ลาวรหี รือลวิ อิส
21. ระบคุ ูกรด-เบสของสารตามทฤษฎี -ตามทฤษฎีกรด-เบสของเบรินสเตด–ลาวรีเมื่อ กรดหรือ
กรด-เบสของเบรินสเตด-ลาวรี เบสละลายน้ำหรือทำปฏิกริ ิยากับสารอน่ื จะมกี ารถายโอน
โปรตอนระหวางสารตั้งตน ที่เปนกรดและเบส เกิดเปน
ผลิตภัณฑซ งึ่ เปน โมเลกุลหรอื ไอออนทเี่ ปนคูกรด-เบสของ
สารตั้งตนนั้น โดยสารที่เปนคูกรด-เบสกันจะมี โปรตอน
ตา งกัน 1 โปรตอน
22. คำนวณ และเปรียบเทียบ -กรดและเบสแตละชนิดสามารถแตกตัวในน้ำได แตกตาง
ความสามารถในการแตกตัวหรือความแรง กัน กรดแกหรือเบสแกสามารถแตกตัว เปนไอออนในน้ำ
ของกรดและเบส ไดเกือบสมบูรณสวนกรดออน หรือเบสออนแตกตัวเปน
ไอออนไดนอย โดยความสามารถในการแตกตัวหรือความ
แรง ของกรดหรอื เบสอาจพิจารณาไดจากคาคงท่ี การแตก
ตัวของกรดหรือเบส หรือปริมาณ การแตกตัวเปนรอยละ
ของกรดหรอื เบส
23. คำนวณคา pH ความเขม ขนของ -น้ำบริสุทธิ์ที่อณุ หภูมิ 25 องศาเซลเซยี สแตกตัว ใหไฮโดร
ไฮโดรเนียมไอออนหรือไฮดรอกไซด เนียมไอออนและไฮดรอกไซดไอออน ที่มีความเขมขน
ไอออนของสารละลายกรดและเบส เทากัน คือ1.0x10-7 โมลตอลิตร โดยมีคาคงที่การแตกตัว
ของน้ำ เทา กับ 1.0 x 10-14
-เมื่อกรดหรือเบสแตกตัวในน้ำ คาความเปนกรดเบสของ
สารละลายแสดงไดดวยคา pH ซึ่ง สัมพันธกับความ
เขมขนของไฮโดรเนียมไอออน โดยสารละลายกรดมีความ
เขมขนของไฮโดรเนียม ไอออนมากกวา 1.0 x 10-7 โมล
ตอลิตร หรือมีคา pH นอยกวา 7 สวนสารละลายเบสมี
ความเขมขนของไฮโดรเนียมไอออนนอยกวา 1.0 x 10-7
โมลตอ ลติ ร หรอื มคี า pH มากกวา 7
239
ช้นั ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรเู พ่มิ เติม
24. เขยี นสมการเคมีแสดงปฏิกริ ยิ าสะเทนิ -ปฏกิ ริ ิยาสะเทนิ ระหวางกรดแกแ ละเบสแก ใหสารละลาย
และระบุความเปน กรด-เบสของ ที่เปนกลาง ปฏิกิริยาสะเทิน ระหวางกรดแกและเบสออน
สารละลายหลงั การสะเทิน ใหสารละลาย ทเ่ี ปนกรด สวนปฏิกิริยาสะเทินระหวางกรด
25. เขียนปฏกิ ริ ิยาไฮโดรลิซิสของเกลอื ออน และเบสแก ใหสารละลายที่เปน เบส
และระบุความเปน กรด-เบสของ -เกลือที่ไดจากการสะเทินของกรดแกดวยเบสออน เมื่อ
สารละลายเกลอื ละลายในน้ำจะเกิดปฏิกิริยาไฮโดรลิซิสได สารละลายที่มี
สมบัติเปนกรด สวนเกลือที่ไดจาก การสะเทินของกรด
ออนดวยเบสแก เมื่อละลาย ในน้ำจะเกิดปฏิกิริยาไฮโดรลิ
ซิสไดสารละลาย ที่มสี มบัติเปน เบส
26. ทดลอง และอธบิ ายหลักการการ -การไทเทรตเปนเทคนิคในการวิเคราะหหาปริมาณ หรือ
ไทเทรตและเลอื กใชอินดิเคเตอรท ี่ ความเขมขนของสารที่ทำปฏิกิริยาพอดีกัน จุดที่สารทำ
เหมาะสมสำหรบั การไทเทรตกรด-เบส ปฏกิ ิริยาพอดีกันเรียกวา จุดสมมูล ในทางปฏิบัติจุดสมมูล
ของปฏิกิริยาอาจไมสามารถ สังเกตเห็นไดจึงสังเกตจาก
การเปลี่ยนสีของ อินดิเคเตอรเพื่อบอกจุดยุติของการ
ไทเทรตดังน้นั อนิ ดิเคเตอรท ีเ่ หมาะสมในการไทเทรตกรด-
เบส ควรเปนอินดิเคเตอรที่เปลี่ยนสีในชวง pH ตรงกับ
หรือใกลเคียงกบั pH ของสารละลาย ณ จดุ สมมลู
27. คำนวณปรมิ าณสารหรือความเขม ขน -ปริมาณกรดและเบสที่ทำปฏิกิริยาพอดีกันจาก การ
ของสารละลายกรดหรือเบสจากการ ไทเทรตกรด-เบส สามารถนำไปคำนวณ ความเขมขนของ
ไทเทรต กรดหรือเบสทตี่ อ งการทราบ ความเขม ขน ได
28. อธิบายสมบตั ิ องคประกอบ และ -สารละลายบัฟเฟอรเปนสารละลายของกรดออน กับ
ประโยชนของสารละลายบัฟเฟอร เกลือของกรดออนนนั้ หรอื เบสออ นกบั เกลือ ของเบสออน
น้ัน เมือ่ เติมกรด เบส หรอื น้ำ จะมผี ลตอการเปลี่ยนแปลง
คา pH นอยกวา สารละลายทั่วไป สมบัติเฉพาะของ
สารละลาย บัฟเฟอรเปนประโยชนตอการควบคุม pH
ของระบบในสงิ่ มีชวี ิตและสิ่งแวดลอ ม
29. สบื คน ขอ มลู และนำเสนอตวั อยาง -ความรูเกี่ยวกับกรด-เบสสามารถนำมาใชประโยชน และ
การใชป ระโยชนและการแกปญหาโดยใช แกปญหาในชีวิตประจำวัน เกษตรกรรม อุตสาหกรรม
ความรูเกยี่ วกบั กรด–เบส และการแพทย
30. คำนวณเลขออกซิเดชนั และระบุ -เคมีไฟฟาเปนการศึกษาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง
ปฏกิ ิรยิ าทีเ่ ปนปฏิกริ ิยารดี อกซ ระหวางพลังงานไฟฟาและการเกิดปฏิกิริยาเคมี ที่มีการ
ถายโอนอิเล็กตรอนแลวทำใหเกิดการ เปลี่ยนแปลงเลข
ออกซิเดชัน ซึ่งเปนเลขที่แสดง ประจุไฟฟาหรือประจุ
ไฟฟาสมมติของอะตอมธาตุ เรียกปฏิกิริยาชนิดนี้วา
ปฏิกิริยารีดอกซ
240
ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรเู พ่มิ เติม
31. วิเคราะหก ารเปลี่ยนแปลงเลข -ปฏิกิริยารีดอกซมีทั้งครึ่งปฏิกิริยาที่มีการให อิเล็กตรอน
ออกซเิ ดชนั และระบตุ ัวรีดิวซและตัวออกซิ เรยี กวา ครึ่งปฏกิ ริ ิยาออกซเิ ดชนั และคร่ึงปฏิกริ ิยาที่มีการ
ไดส รวมท้ังเขยี นคร่งึ ปฏิกริ ิยาออกซิเดชนั รบั อิเลก็ ตรอน เรียกวา
และคร่งึ ปฏกิ ิรยิ ารดี ักชนั ของปฏกิ ริ ิยา ครึ่งปฏิกิริยารีดักชัน โดยสารที่ใหอิเล็กตรอน จะมีเลข
รดี อกซ ออกซิเดชันเพิ่มขึ้น เรียกวา ตัวรีดิวซ สวนสารที่รับ
อเิ ลก็ ตรอนจะมีเลขออกซิเดชัน ลดลง เรียกวา
ตวั ออกซไิ ดส
32. ทดลอง และเปรยี บเทียบ -การเปรียบเทียบความสามารถในการเปนตัวรีดิวซ หรือ
ความสามารถในการเปนตัวรีดวิ ซหรอื ตัว ตัวออกซิไดสสามารถพิจารณาไดจากผล การทดลองของ
ออกซไิ ดส และเขยี นแสดงปฏิกริ ยิ ารีดอกซ ปฏกิ ริ ิยารดี อกซ
33. ดลุ สมการรดี อกซดวยการใชเ ลข -ปฏิกิริยารีดอกซเขียนแทนไดดวยสมการรีดอกซ ซึ่งการ
ออกซิเดชัน และวิธีครึง่ ปฏิกิริยา ดุลสมการรีดอกซทำไดโดยการใช เลขออกซิเดชันและวิธี
ครึง่ ปฏกิ ริ ยิ า
34. ระบอุ งคประกอบของเซลลเ คมีไฟฟา -เซลลเคมีไฟฟาประกอบดวยแอโนด แคโทด และ
และเขยี นสมการเคมขี องปฏกิ ิริยาที่ สารละลายอิเล็กโทรไลตซึ่งอาจเชื่อมตอกันดวย สะพาน
แอโนดและแคโทด ปฏิกิริยารวม และ เกลือ โดยที่แอโนดเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน และแคโทด
แผนภาพเซลล เกิดปฏิกิริยารีดักชัน ทำใหอิเล็กตรอน เคลื่อนที่จาก
แอโนดไปแคโทด เซลลเคมีไฟฟา สามารถเขียนแสดงได
ดวยแผนภาพเซลล
35. คำนวณคา ศักยไฟฟา มาตรฐานของ -คาศักยไฟฟามาตรฐานของเซลลคำนวณไดจาก คา
เซลลและระบุประเภทของเซลลเคมีไฟฟา ศักยไฟฟามาตรฐานของครึ่งเซลลถาคา ศักยไฟฟาของ
ข้วั ไฟฟา และปฏิกิริยาเคมที เ่ี กิดขน้ึ เซลลเปนบวก แสดงวาปฏิกิริยา รีดอกซเกิดขึ้นไดเอง ซ่ึง
ทำใหเกิดกระแสไฟฟา เรียกเซลลชนิดน้ีวา เซลลกัลวานกิ
แตถาคา ศักยไฟฟาของเซลลเปนลบ แสดงวาปฏิกิริยา รี
ดอกซไมสามารถเกิดไดเอง ตองมีการใหกระแส ไฟฟาจึง
จะเกดิ ปฏิกิริยาไดเ ซลลช นดิ น้เี รียกวา เซลลอ เิ ลก็ โทรลติ ิก
36. อธบิ ายหลกั การทำงาน และเขยี น -เซลลเคมีไฟฟาสามารถนำไปใชประโยชนได ใน
สมการแสดงปฏกิ ิรยิ าของเซลลป ฐมภมู ิ ชีวิตประจำวัน เชน แบตเตอรี่ซึ่งมีทั้งเซลลปฐมภูมิ และ
และเซลลทุติยภูมิ เซลลทุติยภูมิโดยปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้น ภายในเซลลปฐม
ภูมิไมสามารถทำใหเกิดปฏิกิริยา ยอนกลับไดโดยการ
ประจุไฟ จึงไมสามารถนำกลบั มาใชไดอีก ปฏิกิริยาเคมที ี่
เกิดขึ้นภายใน เซลลทุติยภูมิสามารถทำใหเกิดปฏิกิริยา
ยอ นกลบั ไดโ ดยการประจไุ ฟ จงึ นำกลบั มาใชไดอกี
37. ทดลองชุบโลหะและแยกสารเคมีดว ย -เซลลอิเล็กโทรลิติกสามารถนำไปใชประโยชนได ทั้งใน
กระแสไฟฟา และอธิบายหลักการทาง ชีวิตประจำวัน และในอุตสาหกรรม หลายประเภท เชน
เคมไี ฟฟาท่ีใชในการชุบโลหะ การแยก
241
ช้นั ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรูเ พมิ่ เติม
สารเคมีดวยกระแสไฟฟา การทำโลหะให การชุบโลหะ การแยกสารเคมี ดวยกระแสไฟฟา การทำ
บรสิ ุทธิ์ และการปองกันการกัดกรอนของ โลหะใหบรสิ ทุ ธ์ิ การปอ งกนั การกดั กรอนของโลหะ
โลหะ
38. สืบคน ขอ มูล และนำเสนอตวั อยาง -ปฏิกิริยาเคมีหลายปฏิกิริยาที่พบในชีวิตประจำวัน เปน
ความกาวหนาทางเทคโนโลยีที่เกีย่ วของ ปฏิกิริยารีดอกซเชน ปฏิกิริยาการเผาไหม ปฏิกิริยาใน
กบั เซลลเ คมีไฟฟา ในชวี ติ ประจำวัน เซลลเคมีไฟฟา ซึ่งความรูเรื่อง เซลลเคมีไฟฟาและ
ความกาวหนาทางเทคโนโลยี ที่เกี่ยวของกับเซลล
เคมีไฟฟา นำไปสูนวัตกรรม ดานพลังงานที่เปนมิตรตอ
ส่ิงแวดลอ ม
ม.6 1. สืบคนขอ มลู และนำเสนอตัวอยาง -สารประกอบอินทรียเปนสารประกอบของ คารบอนสวน
สารประกอบอินทรียทมี่ ีพันธะเด่ียว พันธะ ใหญพบในสิ่งมีชีวิต มีโครงสราง หลากหลายและแบงได
คู หรอื พันธะสาม ท่ีพบในชวี ติ ประจำวนั หลายประเภท เนื่องจาก ธาตุคารบอนสามารถเกิดพันธะ
โคเวเลนตก ับธาตุ คารบอนดวยพนั ธะเดยี่ ว พนั ธะคู พันธะ
สาม นอกจากนย้ี งั สามารถเกิดพันธะโคเวเลนตก ับธาตุ อื่น
ๆ ไดอีกดวย และมีการนำสารประกอบ อินทรียไปใช
ประโยชนอยางหลากหลาย
2. เขียนสตู รโครงสรางลิวอสิ สูตร -โครงสรางของสารประกอบอินทรียแสดงไดดวย สูตร
โครงสรา งแบบยอ และสูตรโครงสรางแบบ โครงสรางลิวอิส สูตรโครงสรางแบบยอ หรือสูตร
เสนของสารประกอบอินทรยี โครงสรางแบบเสน
3. วิเคราะหโ ครงสราง และระบุประเภท -สารประกอบอินทรียมีหลายประเภท การพิจารณา
ของสารประกอบอินทรียจากหมูฟ งกชนั ประเภทของสารประกอบอินทรียอาจใชหมูฟงกชัน เปน
เกณฑไดเปนแอลเคน แอลคีน แอลไคน อะโรมาติก
ไฮโดรคารบอน แอลกอฮอลอีเทอร เอมีน แอลดีไฮดคีโตน
กรดคารบอกซิลกิ เอสเทอรเ อไมด
4. เขียนสตู รโครงสรางและเรียกชอ่ื -การเรียกชื่อสารประกอบอินทรียประเภทแอลเคน แอ
สารประกอบอินทรยี ประเภทตา ง ๆ ทมี่ ี ลคีน แอลไคนแอลกอฮอลอีเทอรเอมีน แอลดีไฮดคีโตน
หมฟู ง กช นั ไมเ กนิ 1 หมู กรดคารบอกซิลิก เอสเทอร และเอไมดจะเรียกตามระบบ
ตามระบบ IUPAC IUPAC หรอื อาจเรยี กโดยใชชอ่ื สามัญ
5. เขียนไอโซเมอรโ ครงสรางของ -ปรากฏการณที่สารมีสูตรโมเลกุลเหมือนกันแตมี สมบัติ
สารประกอบอินทรียป ระเภทตาง ๆ แตกตางกัน เรียกวา ไอโซเมอริซึม และ เรียกสารแตละ
ชนิดวา ไอโซเมอรไ อโซเมอรที่มี สตู รโมเลกุลเหมือนกันแต
มสี ูตรโครงสรา งตา งกัน เรียกวา ไอโซเมอรโครงสรา ง
6. วิเคราะห และเปรยี บเทียบจุดเดอื ด -สารประกอบอินทรียที่มีหมูฟงกชัน ขนาดโมเลกุล หรือ
และการละลายในน้ำของสารประกอบ โครงสรางของสารตางกันจะมีจุดเดือดและ การละลายใน
อนิ ทรยี ท ี่มหี มฟู งกช นั ขนาดโมเลกุล หรอื น้ำตางกัน สำหรับการละลายของ สารพิจารณาไดจาก
โครงสรางตางกนั
242
ชั้น ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรูเพิ่มเติม
ความมีขั้วของตัวละลาย และตัวทำละลาย โดยสาร
สามารถละลายได ในตัวทำละลายท่มี ขี ้วั ใกลเ คยี งกนั
7. ระบุประเภทของสารประกอบ -สารประกอบอินทรียประเภทแอลเคน แอลคีน แอลไคน
ไฮโดรคารบ อนและเขียนผลิตภณั ฑจาก อะโ รมาติกไ ฮโ ดรค าร บ อน เปน ส ารประ ก อ บ
ปฏกิ ิรยิ าการเผาไหม ปฏกิ ิรยิ ากบั โบรมนี ไฮโดรคารบอน ซึ่งเมื่อเกิดปฏิกิริยา การเผาไหมปฏิกิริยา
หรอื ปฏิกริ ยิ ากับโพแทสเซยี มเปอรแ มงกา กับโบรมีนและปฏิกิริยากับ โพแทสเซียมเปอรแมงกาเนต
เนต จะใหผลของ ปฏิกิริยาตางกัน จึงสามารถใชเ ปน เกณฑ ใน
การจำแนกประเภทของสารประกอบ ไฮโดรคารบอนได
8. เขียนสมการเคมแี ละอธิบายการ -กรดคารบอกซิลิกทำปฏิกิริยากับแอลกอฮอลได เปนเอส
เกดิ ปฏิกิรยิ าเอสเทอริฟเ คชัน ปฏกิ ริ ิยา เทอรเรียกวา ปฏิกิริยาเอสเทอริฟเคชนั กรดคารบอกซิลิก
การสงั เคราะหเอไมดป ฏิกริ ยิ าไฮโดรลซิ สิ ทำปฏิกิริยากับเอมีนเกิดเปน เอไมดเอสเทอรและเอไมด
และปฏกิ ริ ยิ าสะปอนนิฟเ คชัน สามารถเกิดปฏิกิริยา ไฮโดรลิซิส ปฏิกิริยาไฮโดรลิซิสของ
9. ทดสอบปฏิกริ ิยาเอสเทอริฟเคชนั เอสเทอร ในเบสแอลคาไลเรียกวา ปฏิกิริยาสะปอนนิฟเค
ปฏกิ ิรยิ าไฮโดรลิซสิ และปฏิกิรยิ าสะปอน ชนั
นิฟเ คชนั
10. สืบคนขอมูล และนำเสนอตวั อยาง -สารประกอบอินทรียสามารถนำไปใชประโยชน ได
การนำสารประกอบอนิ ทรยี ไปใชป ระโยชน มากมายในชีวิตประจำวัน รวมทั้งนำไปใชเปน สารตั้งตน
ในชวี ติ ประจำวันและอุตสาหกรรม และตัวทำละลายในอุตสาหกรรม ดานตางๆเชน
อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงและพลังงาน อุตสาหกรรมอาหาร
และยา อตุ สาหกรรมเกษตร
11. ระบุประเภทของปฏกิ ริ ยิ าการเกิดพอ -พอลิเมอรเปนสารที่มโี มเลกุลขนาดใหญ ซึ่งประกอบดวย
ลิเมอรจ ากโครงสรางของมอนอเมอรห รอื หนวยยอยที่เรียกวา มอนอเมอร เชื่อมตอกันดวยพันธะ
พอลิเมอร โคเวเลนตโดยมีทั้ง พอลิเมอรธรรมชาติและพอลิเมอร
สังเคราะห ปฏิกิริยาการเกิดพอลิเมอรอาจเปนปฏิกิริยา
แบบ ควบแนนหรือปฏิกิริยาแบบเติม ขึ้นอยูกับ หมู
ฟงกช ันและโครงสรา งของมอนอเมอร
12. วเิ คราะห และอธบิ ายความสัมพนั ธ -พอลิเมอรมีโครงสรางตางกันอาจเปนโครงสราง แบบเสน
ระหวางโครงสรา งและสมบตั ิของพอลิ แบบกิ่ง หรือแบบรางแห ขึ้นอยูกับชนิด ของมอนอเมอร
เมอร รวมท้ัง การนำไปใชประโยชน และภาวะของปฏิกิริยาการเกิด พอลิเมอรซึ่งโครงสราง
ของพอลิเมอรสงผลตอ จุดหลอมเหลว ความหนาแนน
ความเปราะ ความเหนียว ความยืดหยุน จึงสามารถนำไป
ประยุกตใชไ ดอ ยางหลากหลาย
13. ทดสอบ และระบปุ ระเภทของ -พอลิเมอรที่ใหความรอนแลวสามารถนำกลับมา ขึ้นรูป
พลาสตกิ และผลิตภณั ฑย าง รวมท้ังการ ใหมไดเรียกวา พอลิเมอรเทอรมอพลาสติก สวนใหญมี
นำไปใชป ระโยชน โครงสรางแบบเสนและแบบกิ่ง สวนพอลิเมอรที่ใหความ
243
ชั้น ผลการเรียนรู สาระการเรียนรเู พ่ิมเตมิ
รอนแลวไมออนตัว จึงไมสามารถนำกลับมาขึ้นรูปใหมได
เรียกวา พอลิเมอรเทอรมอเซต มีโครงสรางแบบรางแห
พลาสติกมีทั้งที่เปนพอลิเมอรเทอรมอพลาสติก และพอลิ
เมอรเทอรมอเซต ผลิตภัณฑยางเปน พอลิเมอรเทอรมอ
เซต ซงึ่ ทำใหมสี มบตั แิ ละ การนำไปใชป ระโยชนต า งกนั
14. อธบิ ายผลของการปรบั เปล่ยี น -การปรับเปลี่ยนโครงสรางหรือการสังเคราะห พอลิเมอร
โครงสราง และการสังเคราะหพอลิเมอรท ี่ เชน วัลคาไนเซชัน การสังเคราะห โคพอลิเมอรการ
มตี อ สมบัติของพอลเิ มอร สังเคราะหพอลิเมอรนำไฟฟา เปนการปรับปรุงคุณภาพ
ของพอลิเมอรเพื่อใหได ผลิตภัณฑที่สามารถนำไปใช
ประโยชนไ ด อยา งเหมาะสมและหลากหลายมากขน้ึ
15. สืบคนขอ มูล และนำเสนอตวั อยาง -การใชและการกำจัดผลิตภัณฑพอลิเมอรอาจสง
ผลกระทบจากการใชและการกำจดั ผลกระทบตอ ส่งิ มชี วี ติ และสิ่งแวดลอ ม จึงควร ตระหนักถึง
ผลติ ภัณฑพ อลิเมอรและ แนวทางแกไข ผลกระทบที่เกิดขน้ึ และแนวทางแกไ ข
16. กำหนดปญ หา และนำเสนอแนว -สถานการณบางสถานการณในชีวิตประจำวัน การ
ทางการแกป ญ หาโดยใชค วามรูทางเคมี ประกอบอาชีพ หรืออุตสาหกรรม สามารถ นำความรูทาง
จากสถานการณที่เกิดขึ้นในชีวติ ประจำวัน เคมไี ปใชประโยชนหรอื แกปญ หาได
การประกอบอาชีพ หรืออตุ สาหกรรม
17. แสดงหลักฐานถงึ การบูรณาการ -การศึกษาและการแกปญหาในสถานการณหรือ ประเด็น
ความรทู างเคมรี วมกับสาขาวิชาอนื่ ที่สนใจทำไดโดยการบูรณาการความรู ทางเคมีรวมกับ
รวมทั้งทกั ษะกระบวนการทาง วทิ ยาศาสตรแขนงอ่ืน รวมทง้ั คณติ ศาสตรเทคโนโลยีและ
วิทยาศาสตรหรอื กระบวนการออกแบบ ทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตรหรือกระบวนการ
เชิงวิศวกรรม โดยเนน การคิดวเิ คราะห ออกแบบ เชิงวศิ วกรรม โดยเนน การคิดวิเคราะหแ กปญหา
การแกป ญหาและ และความคิดสรา งสรรค
ความคิดสรา งสรรค เพือ่ แกป ญหาใน
สถานการณหรือประเด็นทีส่ นใจ
18. นำเสนอผลงานหรอื ชิน้ งานท่ีไดจาก -การนำเสนองานหรือแสดงผลงาน เปนการเปด โอกาสให
การแกป ญหาในสถานการณหรอื ประเด็น ผูมีสวนรวมไดแลกเปลี่ยนแนวคิด ผลงาน รวมทั้งเพิ่ม
ที่สนใจโดยใชเ ทคโนโลยีสารสนเทศ โอกาสในการพัฒนางาน โดยใชเทคโนโลยีสารสนเทศเปน
เครื่องมือ ประกอบการนำเสนอ ซึ่งจะทำใหการสื่อสาร มี
ประสิทธภิ าพมากขน้ึ
19. แสดงหลักฐานการเขารว มการสัมมนา -การสัมมนา การประชุมวิชาการ หรือการ รวมแสดงผล
การเขา รว มประชุมวชิ าการ หรอื การแสดง งาน สิ่งประดิษฐในงานนิทรรศการ เปนการเปดโอกาสให
ผลงานสิง่ ประดษิ ฐใ นงานนิทรรศการ ผูมีสวนรวมไดแลกเปลี่ยน ความคิด แสดงทัศนคติตอ
กรณีศึกษา สถานการณ หรือประเด็นสำคัญทางเคมีซ่ึง
ชวยสงเสริม ใหพัฒนากระบวนการคิด ทักษะการสื่อสาร
ทักษะการใชเทคโนโลยีเพื่อการคนควาและ การสื่อสาร