คมั ภีรอ์ ภิธานัปปทปี กิ า
รจนาโดย : พระโมคคัลลานเถระ
แปลโดย : พระมหาไพโรจน์ ญาณกสุ โล (นิรัญรกั ษ์)
นายจำ� รญู ธรรมดา
พมิ พ์ครงั้ แรก : มีนาคม ๒๕๕๙
จ�ำนวนพมิ พ์ : ๑,๐๐๐ เลม่
ด�ำเนินการจัดพิมพ์ : โครงการเตปิฏกสุเตสบี ัณฑิต เพอื่ เฉลิมพระเกียรติ
เนื่องในโอกาสเฉลมิ พระพรรษา ๕ รอบ
สมเดจ็ พระเทพรัตนราชสดุ า สยามบรมราชกมุ ารี
เจา้ ภาพจดั พิมพ์ : บริษัทกลมุ่ ปาล์มธรรมชาติ น้�ำมนั ปาลม์ ตราผึ้ง
ตระกูลควรทรงธรรม
และคณะนกั ศกึ ษาเตปฏิ กสุเตสบี ัณฑติ
พมิ พท์ ี่ : หจก.ประยรู สาสน์ ไทยการพิมพ์
๔๔/๑๓๒ ซ.ก�ำนนั แม้น ๓๖ ถ. กำ� นนั แม้น
แขวงบางขนุ เทียน เขตจอมทอง กรงุ เทพมหานคร ๑๐๑๕๐
โทรศัพท/์ โทรสาร : ๐๒-๘๐๒-๐๓๔๔
มือถือ : ๐๘๑-๕๖๖-๒๕๔๐
Abhidhānappadīpikā
Of
Moggallānatthera
translated
by
Phramahā Phairod Niranrak
Jamroon Dhammada
published
by
Tepiṭaka Sutesīpaṇḍita Buddhism and Pāli
Learning Group Wat Bichayan͂ ātikarāma
varavihāra
Bangkok Thailand 2016
อภธิ านปั ปทปี ิกา
รจนาโดย
พระโมคคัลลานเถระ
วัดมหาเชตวัน เมืองปุลัตถินคร ประเทศศรลี ังกา
แปลและอธบิ าย
โดย
พระมหาไพโรจน์ ญาณกสุ โล (นริ ญั รักษ์)
จำ� รูญ ธรรมดา
โครงการเตปฏิ กสุเตสีบณั ฑิต วัดพิชยญาติการาม วรวหิ าร
เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร
ความหมายตราสญั ลกั ษณ์
งานเฉลมิ พระเกยี รตสิ มเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกมุ ารี
ในโอกาสฉลองพระชนมายุ ๕ รอบ ๒ เมษายน ๒๕๕๘
อักษรพระนามาภิไธย ส.ธ. ภายในกรอบสุพรรณเบจเพชรรัตน์ อกั ษร “ส”
สีม่วงชาดแก่ อักษร “ธ” สีขาว บนพื้นสีม่วงครามอ่อน เป็นสีวันพระราชสมภพ
ดวงเพชรรตั น์ ๕ ดวง หมายถงึ ทรงเจรญิ พระชนมายคุ รบ ๕ รอบ อกั ษรพระนามาภไิ ธย
ส.ธ. อยู่ภายใต้พระชฎามีพระกลีบปักพระยี่ก่าทองไม่ประกอบพระกรรเจียกจร
เบือ้ งหลงั พระชฎามีพระบวรเศวตฉตั ร (พระสตั ตปฎลเศวตฉัตร) คือ ฉตั รขาว ๗ ชน้ั
แตล่ ะชั้นมรี ะบายขลิบทองแผน่ ลวด ๓ ชั้น ชน้ั ล่างสดุ ห้อยอบุ ะจำ� ปาทองเป็นเครอ่ื ง
ประกอบพระราชอสิ รยิ ยศ สมเดจ็ พระบรมราชกมุ ารี ทงั้ สองขา้ งกรอบพระนามาภไิ ธย
มีรูปเทพยดา พระกรหน่ึงประคองเชิญพระบวรเศวตฉัตร พระกรหน่ึงกระชับเถา
บวั ทองไว้ ขดั พระขรรค์ทรงเศวตพัสตราภรณ์ เขยี นทอง เทพยดาขา้ งเลข ๖ (ด้าน
ซ้าย) ทรงพระชฎาเดินหน ปกั พระยีก่ ่าดอกไม้ทอง ทัดพระกรรเจียกจร และเทพยดา
ข้างเลข ๐ (ด้านขวา) ทรงพระชฎามหากฐนิ (พระชฎาห้ายอด) ปักพระยกี่ า่ ดอกไม้
ทอง ทัดพระกรรเจียกจร หมายถึง เทพยดาทรงมาบริรักษ์เฉลิมฉลองในมหามงคล
กาลน้ี ให้ทรงเจริญพระสิริสวัสด์ิ พูนพิพัฒน์พระเกียรติยศยิ่ง พ้นส่ิงสรรพทุกข์
โรคนั ตรายท้ังปวง อน่ึง เถาบวั ทอง หมายถึง ทรงเนานิเวศน์ นามว่า “สระปทมุ ”
ใตก้ รอบพระนามาภไิ ธย มเี ลขมหามงคล ๖๐ วา่ ทรงเจรญิ พระชนมายุ ๖๐ พรรษา บนพน้ื
สหี งสบาท (สม้ ออ่ นหรอื สเี ทา้ หงส)์ เปน็ สวี นั พฤหสั บดี ในคมั ภรี พ์ ระไสยศาสตรว์ า่ เปน็
มงคลอายขุ องวนั พระราชสมภพ ถดั ลงมามเี ชงิ ลายถมสหี งชาด (ชมพ)ู เขยี นอกั ษรไทย
ย่อสีทองว่า “ฉลองพระชนมายุ ๕ รอบ” และ “๒ เมษายน ๒๕๕๘” บนหอ้ งลายพืน้
สขี าวถดั ลงมาสะทอ้ นถงึ ทรงเชย่ี วชาญดา้ นอกั ษรโบราณและการโบราณคดที ง้ั ปวงดว้ ย
ก
สัมโมทนยี กถา
พระคัมภีร์อภิธานัปปทีปิกา ผลงานของพระโมคคัลลานมหาเถระ
ชาวสงิ หฬ จดั เปน็ คมั ภรี อ์ ภธิ าน (พจนานกุ รม ) อยา่ งหนงึ่ ซง่ึ อยใู่ นกลมุ่ คมั ภรี ์
พน้ื ฐานเพอ่ื การศกึ ษาภาษาบาลี ๔ กลมุ่ ประกอบดว้ ย (๑) กลมุ่ คมั ภรี ไ์ วยากรณ์
(๒) กลุ่มคัมภรี อ์ ภิธาน (๓) กลมุ่ คัมภรี ฉ์ นั ท์ (๔) กลมุ่ คัมภีรอ์ ลงั การ
ผใู้ ดสามารถทอ่ งจำ� คมั ภรี อ์ ภธิ านปั ปทปี กิ าได้ ผนู้ นั้ ยอ่ มไดช้ อี่ วา่ เปน็
ผเู้ ชยี่ วชาญพทุ ธวจนะ สมดงั ที่ทา่ นผ้รู จนาไดก้ ล่าวรบั รองไวว้ ่า
อิห โย กสุ โล มติมา ส นโร, ปฏุ โหติ มหามุนโิ น วจเน.
ผู้เช่ยี วชาญอภิธานปั ปทปี กิ า คอื ผ้เู ชีย่ วชาญในพระพุทธดำ�รสั
การที่โครงการเตปิฏกสุเตสีบัณฑิต ได้ท�ำการแปลและจัดพิมพ์
อภิธานัปปทีปิกาไว้ส�ำหรับใช้ในหลักสูตรครั้งน้ี เป็นเรื่องที่น่ายกย่องเป็น
อย่างย่ิง จึงขออนุโมทนาในปัญญาสังวัตตนิกกรรมของโครงการเตปิฏก
สเุ ตสบี ณั ฑิต ไว้ ณ โอกาสนี้
สมเดจ็ พระพทุ ธชินวงศ์
เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการามวรวิหาร
เจา้ คณะใหญ่หนกลาง
กรรมการมหาเถรสมาคม
ประธานที่ปรกึ ษาโครงการเตปฏิ กสุเตสบี ณั ฑติ
ข
คำ�นำ�
คมั ภรี อ์ ภธิ านปั ปทปี กิ าเปน็ คมั ภรี ท์ มี่ คี วามสำ� คญั ตอ่ การศกึ ษาภาษา
บาลีเป็นอยา่ งมาก เพราะชว่ ยบอกความหมายของภาษาบาลแี ตล่ ะค�ำๆ วา่
มีความหมายว่าอย่างไร? มีกี่ความหมาย?และเป็นคัมภีร์ท่ีช่วยตอบโจทย์
เกี่ยวกับเร่อื งลงิ คข์ องคำ� บาลีไดอ้ ย่างดี ทัง้ นี้ โดยมีการจัดระบบแยกกลมุ่ ค�ำ
เอาไวช้ ดั เจนคน้ หางา่ ย ผ้ใู ดอยากรคู้ วามหมายของภาษาบาลตี อ้ งเปดิ คมั ภรี ์
อภิธานปั ปทีปิกา
อน่ึง คัมภีร์นี้แม้เคยมีผู้แปลและพิมพ์เผยแพร่มาก่อนนี้แล้ว
แต่ทางโครงการเตปิฏกสุเตสีบัณฑิต ประสงค์จะสร้างและพัฒนาให้
เป็นต�ำราประจ�ำหลักสูตรของโครงการฯ จึงได้จัดท�ำอภิธานัปปทีปิกา
ฉบับสุเตสีบัณฑิตข้ึนมาในรูปแบบใหม่ท่ีกระชับและเปิดใช้งานได้ง่ายข้ึน
ทง้ั น้ี โดยไดร้ บั การสนบั สนนุ ทนุ ในการสรา้ งตน้ ฉบบั และจดั พมิ พจ์ ากตระกลู
ควรทรงธรรม และบริษทั กลมุ่ ปาล์มธรรมชาติ น้�ำมนั ปาล์มตราผ้ึง
หวังเปน็ อย่างยิง่ ว่า คมั ภีร์อภิธานัปปทปี กิ าฉบบั นี้ จะก่อประโยชน์
เกอ้ื กูลแก่นกั ศกึ ษาผู้ปรารถนาความเชย่ี วชาญในพระพทุ ธพจนส์ บื ต่อไป
พระมหาไพโรจน์ ญาณกุสโล (นริ ญั รักษ)์
ประธานโครงการเตปฏิ กสเุ ตสบี ณั ฑติ
ค
คำ� ชแ้ี จง
อภิธานนัปปทีปิกาฉบับนี้ ผู้แปลเคยแปลไว้เม่ือคร้ังเป็นสามเณร
อยู่ที่ส�ำนักบาลีใหญ่ วัดท่ามะโอ (ประมาณ พ.ศ. ๒๕๒๘) ร่วมกับ
อาจารย์ พระมหาสมปอง มุทิโต ต่อมาทางชมรมนิรุตติศึกษา คณะ ๒๕
วดั มหาธาตฯุ ไดท้ ำ� การพมิ พท์ ต่ี น้ ฉบบั ไว้ โดยใหช้ อ่ื วา่ “อภธิ านปั ปทปี กิ าแปลฉบบั
นกั ศกึ ษา” และมกี ารปรน้ิ ทท์ ำ� เปน็ ตน้ ฉบบั ถา่ ยแจกจา่ ยแกน่ กั ศกึ ษาอยชู่ ว่ งหนง่ึ
จะอยา่ งไรกต็ าม ผแู้ ปลเหน็ วา่ ฉบบั ดงั กลา่ วยงั มกี ารแปลทไ่ี มค่ อ่ ยจะสมบรู ณ์
อันเนื่องมาจากตอนน้ันผู้แปลเองก็ยังไม่มีความรอบรู้ทั้งในภาษาบาลีและ
ภาษาพม่า ด้วยเหตุน้ี เม่ือจะมีการศึกษาอภิธานัปปทีปิกา ท่ีโครงการ
เตปิฏกสุเตสีบัณฑิต จึงได้น�ำข้อมูลเท่าท่ีมีอยู่ มาพิมพ์เข้าคอมพิวเตอร์
ใหม ่ พร้อมกับลงมอื แปลเพมิ่ เติมและตรวจช�ำระแกไ้ ข คำ� แปลเดิมตลอด
ถึงค�ำบาลีที่พิรุธบกพร่องท้ังหมด ร่วมกับ พระมหาไพโรจน์ ญาณกุสโล
ประธานโครงการเตปิฏกสุเตสีบัณฑิต โดยใช้คัมภีร์อภิธานัปปทีปิกา
นิสสยะ ภาษาพม่าของพระอคั คธัมมาภิวงั สเถระเปน็ แนวทาง ทั้งน้ี เพอื่ จะ
ได้น�ำมาใช้เป็นตำ� ราสำ� หรับ การเรยี นการสอนวชิ าอภธิ านัปปทีปกิ า ซึ่งเปน็
วชิ าทส่ี �ำคญั วิชาหนง่ึ ของโครงการ ฯ
ผู้แปลเชือ่ วา่ “ผู้ท่ีไดช้ ือ่ ว่าเป็นปราชญ์ผฉู้ ลาดในพระพุทธพจนน์ ้นั
นอกจากจะเก่งในดา้ นการสร้างค�ำพุทธพจนด์ ว้ ยสูตรไวยากรณ์แล้ว จะตอ้ ง
เก่งในการใช้ศัพท์และอรรถด้วย” เพราะว่าบางครั้งอรรถเพียงอรรถเดียว
ง
สามารถมีศัพท์ใชเ้ ปน็ รอ้ ย หรอื ศัพทๆ์ เดียวกม็ อี รรถใชเ้ ป็นร้อยได้ ดังน้นั
หากรแู้ ค่ไวยากรณอ์ ยา่ งเดยี วกอ็ าจจะทำ� ใหม้ ปี ัญหาดา้ นการใช้คำ� ศพั ทแ์ ละ
อรรถได้ สมกับทีโ่ บราณาจารย์ทา่ นได้กล่าวไวว้ า่
สตลิงฺคสสฺ อตฺถสสฺ สตลกฺขณธารโิ น
เอกงคฺ ทสฺสี ทมุ เฺ มโธ สตทสฺสี จ ปณฺฑโิ ต.
อปทานอฏั ฐกถา
“อรรถๆเดยี วมศี พั ทเ์ ปน็ รอ้ ย ผมู้ คี วามรนู้ ้อยใชไ้ ดศ้ พั ทเ์ ดยี ว” (หรอื )
“ศัพทๆ์ เดียวมีอรรถเป็นรอ้ ย ผมู้ ีความรูน้ อ้ ยแปลไดอ้ รรถเดียว”
“แมอ้ รรถเดยี วจะมศี พั ทเ์ ปน็ รอ้ ย แตป่ ราชญผ์ มู้ คี วามรไู้ มน่ อ้ ย ใชไ้ ด้
ถงึ รอ้ ยอรรถเลยทเี ดยี ว
อนง่ึ ผแู้ ปล ขอกราบขอบพระคณุ พระมหาเถรานเุ ถระทง้ั ผทู้ เี่ ปน็ ครู
อาจารย์และผู้ที่อยู่ในฐานะความเป็นอาจารย์ ขอขอบคุณโครงการเตปิฏก
สุเตสีบัณฑิตที่สนับสนุนการจัดท�ำอภิธานัปปทีปิกาในครั้งนี้ ตั้งแต่จัดสร้าง
ตน้ ฉบบั จนสามารถพมิ พอ์ อกมาเผยแพรเ่ ปน็ ประโยชนต์ อ่ วงการศกึ ษาภาษา
บาลใี นประเทศไทย
จ�ำรูญ ธรรมดา
กรรมการผู้จดั การโครงการเตปิฏกสเุ ตสีบัณฑิต
มีนาคม ๒๕๕๙
[๑]
บทนำ�
คมั ภรี ์พื้นฐานในการศกึ ษาพระไตรปฎิ ก
พุทธบริษัทผู้มีศรัทธาอุตสาหะปรารถนาจะศึกษาค้นคว้าพระพุทธ
พจน์อย่างละเอยี ด สามารถทำ�ได้โดยศึกษาคมั ภรี ์นริ ุตตศิ าสตร์ ๔ คัมภีร์
ตามลำ�ดับดังน้ี คือ คมั ภรี ์ไวยากรณ์ คัมภรี ์ฉันท์ คัมภีร์อลงั การะ และ
คมั ภรี ์อภิธาน
๑. คมั ภีรไ์ วยากรณ์
คมั ภรี ์ไวยากรณ์ เปน็ คมั ภีรว์ ่าด้วยระเบยี บกฎเกณฑ์ของหลักภาษา
บาลี ซ่งึ มมี ากมายหลายคัมภรี ์ ท้ังคมั ภรี ไ์ วยากรณ์บาลีใหญ่และคมั ภรี ์
ไวยากรณบ์ าลีนอ้ ย รจนาดว้ ยภาษาบาลลี ้วนก็มี แปลและอธิบายเปน็ ภาษา
อื่นกม็ ี เช่น ภาษาไทย สหี ฬ เทวนาครี พม่า ลาว เขมร และองั กฤษ เป็นตน้
คัมภีรไ์ วยากรณบ์ าลีใหญ่ ประกอบดว้ ยเนื้อหา ๓ สว่ นคอื
สตู ร คอื กฎเกณฑแ์ ม่บท
วุตต ิ คือ คำ�อธบิ ายสูตร
อุทาหรณ ์ คอื ตัวอยา่ งที่ยกมาอา้ งอิง
คัมภีรไ์ วยากรณบ์ าลใี หญ่ มี ๓ กลุ่มคือ
กล่มุ ท่ี ๑ กลมุ่ คมั ภีร์กจั จายนะ ซึง่ มคี ัมภรี ์บริวาร เชน่ นยาสะ,
นยาสฎีกา, กจั จายนสุตตตั ถะ, กัจจายนสตุ ตนิทเทสะ, กัจจายนวัณณนา,
พาลาวตาระ, พาลาวตารฎีกา, ปทรปู สิทธแิ ละปทรปู สิทธฏิ ีกา เป็นตน้
[๒]
กลมุ่ ท่ี ๒ กลมุ่ คัมภรี โ์ มคคัลลานะ ซึ่งมคี มั ภรี ์บรวิ าร เช่น โมคคลั -
ลานปัญจกิ า, โมคคัลลานปัญจกิ าฎีกา, ปทสาธนะ, ปโยคสิทธิ, ปทสาธน
ฎกี าและนิรุตตทิ ปี นี เป็นตน้
กลุ่มท่ี ๓ กล่มุ คัมภีรส์ ทั ทนตี ิ ไดแ้ ก่ คมั ภีร์สทั ทนีติ มีทงั้ หมด ๓
คมั ภีร์ คอื สทั ทนตี ิปทมาลา สทั ทนีตธิ าตุมาลา และสทั ทนตี ิสตุ ตมาลา
รจนาข้ึนหลังคัมภีร์อ่ืนและเป็นคัมภีร์ไวยากรณ์ที่กว้างขวางและละเอียด
พิสดารท่ีสดุ ไมม่ คี มั ภีรบ์ รวิ ารเหมอื น ๒ กลุ่มขา้ งต้น
๒. คมั ภีร์ฉนั ท์
คัมภีร์ฉนั ท์ ในวงการภาษาบาลี หมายถึง คัมภีรว์ ุตโตทยั วา่ ด้วย
ระเบยี บกฎเกณฑ์กำ�หนดพยางค์, ครุ, ลห,ุ มาตรา ในการประพันธ์บทกวี
หรือฉันทลักษณ์ ซ่ึงเป็นวิธแี ตง่ คาถา มีคัมภรี ์บรวิ ารหลายเล่ม อาทิเช่น
คัมภรี ์ฉันโทมัญชรแี ละคัมภีร์ฉนั โทมัญชรีฎีกา เป็นต้น
๓. คัมภรี อ์ ลงั การะ
คัมภีร์อลังการะ หรือ เกฏุภะ ในวงการภาษาบาลีหมายถึงคัมภีร์
สุโพธาลังการะ ซ่ึงเป็นคัมภีร์ว่าด้วยระเบียบกฏเกณฑ์ของการใช้ส�ำนวน
ภาษาให้มีความสละสลวยงดงามและมีชีวิตชีวา อธิบายคุณและโทษของ
การใช้ศัพทแ์ ละอรรถะแหง่ ค�ำศัพทต์ ลอดถงึ อรรถแหง่ วากยะ เป็นตน้
[๓]
๔. คัมภีรอ์ ภธิ าน
คัมภีร์อภิธาน หรือคัมภีร์นิฆันฏุหรือคัมภีร์นิฆัณฑุ เป็นคัมภีร์
พจนานุกรมบาลที ่วี ่าด้วยศัพทบ์ าลีทร่ี วบรวมไวเ้ ปน็ หมวดหม่แู ละเปน็ คาถา
บาลลี ้วน ไดแ้ ก่ คัมภรี ์อภธิ านปั ปทปี ิกา อนั เป็นคัมภีร์แบบรอ้ ยกรองเก่าแก่
ท่ีสุดในสายบาลี รจนาโดยพระอาจารย์โมคคลั ลานะเถระ ซ่งึ จะกล่าวอยา่ ง
ละเอียดต่อไป และในคมั ภรี บ์ รวิ ารอน่ื ๆ อกี หลายเล่ม เช่น คัมภรี อ์ ภธิ านปั -
ปทีปิกาฎีกาและคมั ภรี ์อภิธานปั ปทปี ิกาสูจิ เป็นตน้
คัมภีร์นิรุตติศาสตร์ทั้ง ๔ คัมภีร์น้ี นิยมใช้เรียนและสอนกันมาแต่
โบราณกาล ส่วนในประเทศไทยเคยมีการเรียนการสอนทั้ง ๔ คัมภีร์ แต่
ขาดช่วงไป ไม่มีการเรียนการสอนเป็นเวลาเกือบร้อยปี เนื่องจากเน้ือหา
สาระมีความกว้างขวางละเอียดพิสดารและใช้เวลามากในการศึกษาเรียนรู้
ทงั้ ยงั ขาดเอกสารตำ� ราอธบิ ายขยายความอนั เปน็ เหตใุ หเ้ ขา้ ใจยากและลา่ ชา้
ตอ่ มาเมอ่ื ประมาณ ๓๐ ปี มนี กั ปราชญผ์ ปู้ ระสงคจ์ ะรอื้ ฟน้ื การเรยี นการสอน
แบบดง้ั เดิม อนั เป็นกุญแจสำ� คัญท่ีจะไขปญั หาข้อสงสัยในพระพทุ ธพจน์ให้
มคี วามเขา้ ใจถกู ต้องและสมบูรณ์ที่สุด จงึ ได้เร่ิมท�ำการเรียนการสอนคมั ภีร์
เหล่านม้ี าจนถงึ ปัจจบุ ัน
[๔]
คมั ภรี ์นฆิ ัณฎ(ุ นฆิ ณั ฑุ)
ภาษาบาลเี ปน็ ภาษาท่ใี กลเ้ คียงกบั ภาษาสนั สกฤต ภาษาปรากฤต
อันเป็นภาษาที่เกา่ แก่ในประเทศอนิ เดยี ในภาษาท้งั ๒ นัน้ ภาษาสันสกฤต
เป็นภาษาท่ีมากไปด้วยสำ�นวนโวหาร ปรยิ าย และเปน็ ภาษาทใี่ ช้จารึก
ศาสตร์ ๑๘ ศาสตร(์ อฏฺฐารสวิชชฺ า) และศาสตร์ย่อยอกี ๖๔ แขนง (จตสุ ฏฐฺ ิ-
กลา) อีกทัง้ ยังเป็นภาษาท่ใี ชจ้ ารกึ หลกั คำ�สอนในศาสนาฮนิ ดูและศาสนา
พุทธฝ่ายเหนือคอื มหาสังฆกิ นิกายทแี่ ยกตวั ออกจากเถรวาทเม่อื คร้งั การทำ�
ทตุ ยิ สงั คายนา จงึ เป็นเหตใุ ห้มีคมั ภีร์อภธิ านฉบับภาษาสนั สกฤตท่ีรวบรวม
โวหารตา่ งๆ เกิดขน้ึ มากมายหลายคมั ภีร์ ในจำ�นวนน้นั คัมภีร์อภธิ าน
สันสกฤตท่มี ชี ื่อท่ีสุดคอื คมั ภรี อ์ มรโกสะ ท่ีรจนาขนึ้ โดยปราชญช์ ่ือ อมร-
สิงหะ เป็นคมั ภรี ์ท่ีรวบรวมศพั ท์ท่ีปรากฏในคมั ภีรไ์ วยากรณส์ ันสกฤต มี
คมั ภรี ป์ าณินิ เปน็ ต้น ไว้อยา่ งครบถ้วน อีกทั้งการรจนาน้ันกใ็ ชศ้ ัพทท์ ีร่ ัดกุม
แตม่ เี นอื้ หามาก แสดงนามและลงิ คไ์ ว้อย่างเป็นระเบียบ จึงไดร้ ับความ
นิยมอยา่ งแพร่หลาย แตก่ ็ยงั ไมใ่ ชค่ ัมภรี อ์ ภธิ านสันสกฤตยคุ แรกสดุ เพราะ
มีคัมภีร์อภิธานสันสกฤตอีกคัมภีร์หนึ่งท่ีนักปราชญ์รจนาข้ึนในยุคแรกๆ
และยงั มีปรากฏมาจนถึงปจั จุบัน คือ คัมภรี ์นฆิ ณั ฏุ
คัมภีร์นิฆณั ฏุ เปน็ คมั ภีร์อภธิ านฉบับย่อ ทีร่ วมเอาเนือ้ หาใน
คัมภรี ไ์ ตรเพทไว้ คือ อิรุเวช ยชุเวท สามเวท ท่มี ใี ช้ในสมัยน้นั คมั ภีร์
นิฆณั ฏทุ ่ีวา่ น้ีมเี น้อื หายาวประมาณ ๑๘ หน้ากระดาษพิมพเ์ ทา่ น้นั แบ่ง
ออกเปน็ ๕ อัธยายะ(ปริจเฉท) อัธยายะ แรก วา่ ดว้ ยบททเ่ี ปน็ ไวพจน์ของ
แผน่ ดิน ๑๒ บท ไวพจนข์ องทองคำ� ๑๕ บท ท้องฟ้า ๑๖ บท เปน็ ต้น
ส่วนอัธยายะท่ีเหลือก็แสดงปริยายบทคล้ายคลึงกันนี้และยังได้รวบรวมเอา
บทกรยิ าอาขยาตทีม่ คี วามหมายเหมอื นกนั กบั บทว่า “ชลติ” (สว่าง) ไดแ้ ก่
[๕]
บทวา่ ภฺราชเต ภฺราศเต ภฺราศฺยติ ทที ยติ โศจติ มนทฺ เต ภนฺทเต โรจเต
โชฺยตเต โทยฺ ตเต ทยฺ ุมตฺ อิติ เอกาทศ ชวฺรติ กรมาณะ1
ในพระไตรปฎิ ก สมเดจ็ พระสมั มาสัมพุทธเจา้ ทรงแสดงคุณสมบตั ิ
ของพราหมณ์ ผู้เป็นนกั ปราชญ์ไว้วา่ “พราหมณ์ผู้มีความรู้ถงึ ฝัง่ ไตรเพท
พรอ้ มด้วยนิฆัณฏแุ ละเกฏุภะ”2 คำ�ว่า”นิฆัณฏ”ุ หมายถงึ คมั ภรี น์ ิฆณั ฏุ
ขา้ งต้นนน่ั เอง คัมภรี น์ ฆิ ัณฏุน้ี รจนาขน้ึ โดยอาศยั คัมภีรน์ ิรตุ ตะ ซ่งึ เปน็ ๑
ในคัมภรี เ์ วทางคะ ๖ อันเปน็ คัมภีรบ์ ริวารของคัมภีร์เวท พระไตรปฎิ ก
แสดงคัมภีร์นิฆัณฏไุ ว้ในฐานะคัมภรี บ์ ริวารของคัมภีรเ์ วท ดังนัน้ คัมภีร์
นิฆัณฏุจงึ ไม่ไดห้ มายถึงคัมภรี น์ ิฆัณฏุสาขาอน่ื เช่น ราชนฆิ ัณฏุ เปน็ ต้น
ท่เี ปน็ สาขาของวชิ าคัมภรี ์อายุรเวท แม้คัมภีร์นิฆัณฏนุ จี้ ะมีเนอื้ ความเก้ือกูล
ตอ่ ผูศ้ ึกษาไตรเพท แต่เมือ่ ภาษาสันสกฤตแพร่หลายออกไป เป็นภาษาท่ี
ใช้จารกึ วรรณคดี เช่น อติ หิ าสะ (ประวัติศาสตร)์ กาวยฺ ะ (กาพย์) นาฏกะ
(นาฏศิลป์) เป็นตน้ ศัพทท์ มี่ ีอยู่ในคัมภรี ์นิฆัณฏุจึงไมเ่ พียงพอแกก่ ารใช้
จึงทำ�ให้มีนักปราชญ์รจนาคัมภีร์อภิธานสันสกฤตขึ้นใหม่อีกหลายคัมภีร์
ไดแ้ ก่ คัมภรี ์อมรโกสะเปน็ ต้น ซง่ึ มเี นือ้ หาทคี่ รอบคลมุ ถงึ วรรณคดตี ่างๆ
อย่างท่ัวถึง ในการรจนาคัมภีร์อภธิ านตา่ งๆ เหล่านน้ั โบราณจารย์ใชค้ มั ภีร์
นิฆัณฏุนเ้ี องเปน็ ต้นแบบ
ศัพท์โวหารที่มีอยู่ในคัมภีร์นิฆัณฏุและอมรโกสะเป็นต้นนั้น
มเี นื้อหาทีส่ อดคลอ้ งกับพระไตรปฎิ ก ก็มี ไม่สอดคล้อง กม็ ี พระโบราณา-
จารยฝ์ ่ายภาษาบาลใี นยุคต้น ได้อาศัยคมั ภรี ์อภิธานสนั สกฤตดังกล่าวช่วย
ในการคน้ ควา้ พระไตรปฎิ ก ทั้งน้ีเพราะคมั ภีรอ์ ภิธานสายบาลยี ังไม่มี
1 นิฆณั ฏุ ๑/๑๖
2 ข.ุ อปทาน. ๓๓/๑๓๗/๒๔๐
[๖]
ต่อมา ราว พ.ศ. ๑๗๐๐ ในรชั สมัยของสมเด็จพระมหาปรักกมพาหุ
ที่ ๑ จึงได้มีการรจนาคมั ภีรอ์ ภธิ านสายภาษาบาลขี ึ้น ช่อื ว่า “อภธิ านปั -
ปทีปกิ า”
อภิธานนปั ปทปี ิกา
คมั ภรี อ์ ภธิ านปั ปทปี กิ า เปน็ คมั ภรี ว์ า่ ดว้ ยนามบญั ญตั ขิ องวตั ถุ สงิ่ ของ
บุคคล ในโลกสวรรค์ โลกมนุษย์ โลกบาดาล และอบายภมู ิ รวบรวมนาม
ศัพท์ที่มีช่ือและลิงค์ที่ตรงกันกับพระบาลีคือพระไตรปิฎกไว้เป็นหมวดหมู่
โดยพระโมคคัลลานะเถระ แห่งวัดมหาเชตวันซึ่งสร้างขึ้นโดยสมเด็จพระ
มหาปรกั กมพาหทุ ่ี ๑ ผู้ปกครองประเทศศรีลังกา พระองคท์ รง กอรปดว้ ย
ทานคุณและศลี คณุ เป็นต้น ทรงประสานความแตกแยกของพระสงฆ์ ๓ วดั
ใหญ่ คอื มหาวหิ าร, อภยคีรี และมหาเชตวนั ให้สมคั รสมานสามัคคพี รอ้ ม
เพรยี งกนั ดแี ลว้ ทรงรบั ไวใ้ นพระบรมราชปู ถมั ภเ์ ปน็ กรณพี เิ ศษ เพอ่ื ทำ� นบุ ำ� รงุ
พระพทุ ธศาสนา โดยใสพ่ ระทยั เปน็ อยา่ งดตี ลอดพระชนมายขุ องพระองค์ ราว
พ.ศ. ๑๗๐๐ วัดมหาเชตะวนั ต้งั อยูท่ ่ีเมืองปุลัตถินคร ปัจจุบันเรียกวา่ เมือง
โปโลนนรวุ ะ ประเทศศรลี งั กา
แมก้ ารรจนาคมั ภรี อ์ ภธิ านปั ปทปี กิ าจะอาศยั คมั ภรี อ์ มรโกสะกจ็ รงิ แต่
มไิ ดห้ มายความวา่ เปน็ การปรวิ รรตมาทง้ั หมด เพราะทา่ นผรู้ จนาไดอ้ งิ อาศยั
นยั ต่างๆ ท่ีมอี ยูใ่ นพระไตรปฎิ ก อรรถกถา และฎีกาเป็นหลัก ดงั จะเหน็ วธิ ี
การรจนาคมั ภรี อ์ ภธิ านปั ปทปี กิ าทถ่ี อื นยั คลอ้ ยตามพระไตรปฎิ กเปน็ ตน้ เชน่
[๗]
ในธัมมสังคณไี ดข้ ยายอรรถของบทว่า “บาล”ี ไว้อยา่ งพิสดาร
ว่า “ผสโส ผุสนา สํผุสนา สผํ สุ ิตตตฺ ํ” และอธิบายอรรถของ “จติ ฺต” ไว้
ว่า “จิตตํ มโน มานสํ หทยํ ปณฺฑรํ มโน มนายตนํ มนนิ ทฺ ฺริยํ วิญฺญาณํ
วิญฺญานักขนฺโธ ตชชฺ ามโนวิญญฺ าณธาตุ”3 อธิบายอรรถของ “วติ ก” วา่
ตกโฺ ก วติ กโฺ ก สงฺกปฺโป อปปฺ นา พยฺ ปปฺ นา เจตโส อภนิ ิโรปนา สมฺมา
สงกฺ ปฺโป”4 อธบิ ายอรรถของ “ปญั ญา” ว่า ปญฺญา ปชานนา วิจโย ปวจิ -
โย ธมฺมวิจโย สลลฺ กฺขณา อปุ ลกขฺ ณา ปจจฺ ปุ ลกขฺ ณา ปณฑฺ จิ จฺ ํ โก-
สลลฺ ํ เนปญุ ฺญํ เวภพยฺ า จนิ ตฺ า อปุ ปรกิ ฺขา ภูรี เมธา ปรินายิกา วิปส-ฺ
สนา สมปฺ ชญญฺ ํ ปโทโต ปญฺญา ปญญฺ ินทฺ ฺรยิ ํ ปญฺญาพลํ ปญญฺ าสตฺถํ
ปญญฺ าปาสาโท ปญญฺ าโอภาโส ปญญฺ าปชโฺ ชโต ปญญฺ ารตนํ อโมโห
ธมฺมวิจโฺ ย สมฺมาทฏิ ฐิ”5
จะเห็นได้ว่า แม้ในพระบาลีก็มีการแสดงบทที่เป็นไวพจน์ไว้
ตามสมควร ในบาลีเนตติก็ได้แสดงบทเกี่ยวกับไวพจน์ไว้ในมหาวิภังค์
ว่าด้วย เววจนหาระ นอกจากนี้ยังมีปรากฏอยู่ในมหานิทเทสและ
จูฬนิเทสอีกด้วย โดยเฉพาะบทที่ลงกิตปัจจัยและบทกริยาอาขยาต
เป็นต้น เช่น
กามยมานสฺสาติ กามยมานสสฺ อิจฉฺ มานสสฺ ปตฺถยมานสสฺ
ปิหายมานสฺส อภชิ ปปฺ มานสฺ ส6
สมชิ ฺฌตีติ อจิ ฺฉติ สมชิ ฺฌติ ลภติ ปฏิลภติ อธิคจฉฺ ติ วนิ ทฺ ต”ิ .7
3 อภิ. สง.ฺ ๑/๑๘4
5 อภิ. สง.ฺ ๑/๑๘
6 อภิ. สงฺ. ๑/๑๘
7 ข.ุ มหานิ. ๒๙/๒/๒
ข.ุ มหานิ. ๒๙/๓/๒
[๘]
แม้ในอรรถกถาและฏีกา ก็มีลักษณะเช่นเดียวกันนี้ จงึ ทำ�ให้ทราบ
ว่า โดยสว่ นมากพระเถระผู้รจนาคัมภีร์อภธิ านัปปทปี กิ าน้ที า่ นได้อาศัย
ถ้อยคำ�จากพระไตรปฎิ ก อรรถกถา และฎีกาเปน็ หลกั
อนึง่ พระโมคคลั ลานเถระน้นั มีหลายรูป ผูร้ จนาคัมภรี ์ไวยากรณ์
โมคคลั ลานะ กม็ ีชอ่ื วา่ โมคคลั ลานะเชน่ กัน พระคันถรจนาจารยบ์ างท่าน
จึงสำ�คญั ว่า ผู้รจนาคัมภีรอ์ ภธิ านปั ปทปี กิ าและคมั ภรี ไ์ วยากรณโ์ มคคัล-
ลานะ เปน็ พระเถระรูปเดียวกัน แตก่ ล็ งความเหน็ วา่ เปน็ คนละรปู กนั กับ
พระอาจารยโ์ มคคลั ลานมหาสามิ ผู้รจนาคมั ภีรส์ ัททลักขณะ ซ่งึ เปน็ คมั ภีร์
ไวยากรณ์น้อยอกี เลม่ หนึ่ง
โบราณาจารยส์ ่วนมากเหน็ วา่ เปน็ คนละรปู กัน เพราะสถานทอ่ี ยู่
และมตใิ นการรจนาคัมภีร์ของพระเถระทัง้ ๒ รปู น้นั แตกตา่ งกนั เช่น
พระโมคคัลลานเถระ ผรู้ จนาคมั ภีรอ์ ภิธานปั ปทีปิกา พำ�นกั ประจำ�
อยูว่ ดั มหาเชตวัน เมอื งปลุ ัตถนิ คร สังกัดสโรคามนิกาย สว่ นพระโมคคัล-
ลานเถระ ผรู้ จนาคมั ภีรไ์ วยากรณโ์ มคคลั ลานะ พำ�นกั ประจำ�อยวู่ ัดถูปาราม
เมอื งอนุราธปรุ ะ สังกัดในอุตตรมูลนิกาย ในประเทศศรลี งั กาเหมอื นกนั
พระอาจายโ์ มคคัลลานเถระ ผู้รจนาคัมภีร์อภธิ านัปปทปี ิกานั้น เดนิ
ตามพระกัจจายนะเถระผู้รจนาคัมภีร์ไวยากรณ์กัจจายนะ สว่ นพระโมคคัล-
ลานเถระผู้รจนาคมั ภีร์ไวยากรณ์โมคคลั ลานะถอื นัยตา่ งออกไป ซึง่ พอจะมี
ข้อวินจิ ฉัยได้ดังน้ี
ในคัมภรี ก์ จั จายนะ แสดงอปุ สคั ไว้ ๒๐ บท โดยมี นิ นี อว แต่ไม่มี
โอ ในคมั ภรี โ์ มคคลั ลานะ แสดงอปุ สคั ไว้ ๒๐ บทเหมอื นกัน มี นิ อว โอ แต่
ไมม่ ี นี
[๙]
ในคัมภรี ์อภธิ านปั ปทีปกิ า แสดงอุปสัคไว้ ๒๐ บท ตามนยั ของ
คัมภีร์กัจจายนะ คือมี นิ นี อว ไม่มี โอ
ดว้ ยเหตผุ ลขา้ งตน้ น้ี จึงวินิจฉยั ไดว้ า่ พระอาจารยโ์ มคคลั ลานเถระ
ผู้รจนาคมั ภีรอ์ ภธิ านัปปทปี กิ า กบั พระอาจารยโ์ มคคัลลานเถระผ้รู จนา
คัมภรี ไ์ วยากรณ์โมคคัลลานะเปน็ คนละรูปกันแน่นอน
อภธิ านัปปทปี ิกากับอมรโกสะ
พระโมคคัลลานเถระ ผูร้ จนาคมั ภีร์อภิธานัปปทปี กิ า โดยอาศยั
ความรู้จากพระไตรปฎิ ก อรรถกถา ฎกี า และคมั ภีรอ์ ภธิ านสันสกฤตอ่ืนๆ
เชน่ คมั ภรี อ์ มรโกสะทรี่ จนาโดยทา่ นอมรสงิ หะ ดังน้นั คัมภีรอ์ ภิธานปั
ปทปี กิ า กบั คัมภรี ์อมรโกสะจึงมเี นอ้ื หาในคาถาบางแหง่ ใกล้เคียงกนั เช่น
๑. มีปรภิ าสาคลา้ ยคลึงกัน
ในคมั ภีร์อมรโกสะ มปี ริภาสาว่า
ปฺรายโศ รูปเภเทน สาหจรฺยาจจฺ กุตรฺ จติ ฺ
สตฺ รฺ ปี ุํนปํสุ กํ เชญยยฺ ํ ตทฺวเิ ศษวิเธะ กวฺ จิต.ฺ 8
ปรวิ รรตเป็นบาลวี า่
8 อมรโกส คาถา ๓
[๑๐]
ปายโส รปู เภเทน สาหจรยิ า จ กุตรฺ จิ
ถปี นํุ ปํสุ กํ เญยยฺ ํ ตพฺพเิ สสวิธิ กวฺ จิ.
สว่ นในคัมภรี อ์ ภิธานปั ปทปี กิ า กม็ ีปริภาสาว่า
ภิยฺโย รปู นฺตราสาห- จรเิ ยน จ กตฺถจิ
กฺวจาหจฺจวิธาเนน เญยยฺ ํ ถีปุนนฺ ปํสุ ก.ํ 9
คาถาทง้ั ๒ น้ีมีเน้อื หาเหมือนกัน ตา่ งกนั เฉพาะการวางบทในคาถา
เทา่ น้ัน
๒. มีการแบ่งกณั ฑค์ ล้ายคลงึ กนั
ในคัมภีร์อมรโกสะ แสดงเป็นกณั ฑ์มี ๓ กณั ฑ์ คอื ปฐมกัณฑ์ ทตุ ิย-
กณั ฑ์ และตติยกณั ฑ์
ในคมั ภีร์อภธิ านัปปทปี ิกา ก็แสดงเป็นกณั ฑ์มี ๓ กณั ฑ์เหมอื นกัน
คือ สคั คกัณฑ์ ภูกณั ฑ์ และสามัญญกัณฑ์
9 อภิธาน. คาถา (จ)
[๑๑]
๓. เนื้อหามีสว่ นเหมือนกนั
เชน่ ในคมั ภรี อ์ มรโกสะ กล่าววา่
สรีรสาธนาเปกฺขํ นิจจฺ ํ ยํ กมฺม ตํ ยโม
นิยโม ตุ สยํ กมมฺ า- นิจฺจมาคนตฺ ุสาธนํ.10
สว่ นในคมั ภีร์อภิธานัปปทปี ิกา กก็ ล่าวไวค้ ล้ายๆกนั ว่า
ยํ เทหสาธนาเปกขฺ ํ นิจฺจํ กมฺมมยํ ยโม
อาคนฺตุสาธนํ กมมฺ ํ อนจิ จฺ ํ นยิ โม ภเว. 11
ดังนนั้ จะเหน็ ได้วา่ พระโมคคลั ลานเถระ นนั้ ไดม้ กี ารรวบรวมศพั ท์
บางศัพท์ทีเข้ากันไดต้ ามพระพทุ ธพจน์ จากคมั ภีรอ์ มรโกสะเพิ่มเติมไวใ้ น
คัมภรี อ์ ภิธานปั ปทีปิกาดว้ ย ดงั ทท่ี า่ นไดก้ ล่าวไวใ้ นปรภิ าสาวา่
ภิยโฺ ย ปโยคมาคมฺม โสคเต อาคเม กวฺ จิ
นฆิ ณฺฑยุ ตุ ฺตญิ ฺจานยี นามลงิ คฺ ํ กถยี ต.ิ 12
10 อมรโกส. ๒/๗/๔๙
11 อภิธาน. ๒/๔/๔๔๔
12 อภิธาน. คาถา (ฌ)
[๑๒]
การจัดแบง่ เนอื้ หา
ในคมั ภรี ์อภิธานปั ปทปี กิ ามีการจดั แบ่งกณั ฑ์ไว้เปน็ ๓ กณั ฑใ์ หญๆ่ ดงั นี้
๑. สัคคกณั ฑ์ แสดงศพั ท์โวหารทม่ี ีความหมายว่า พระพุทธเจา้
นพิ พาน พระอรหนั ต์ สวรรค์ เทวดา และอสูร เป็นต้น ไว้เปน็ กลุม่ ศพั ทท์ ี่
มีความหมายเก่ียวขอ้ งกนั ทัง้ ยังไดร้ วบรวมโวหารที่เป็นไวพจน์ศัพทเ์ ฉพาะ
ที่ใช้ในพระพุทธศาสนาไวค้ อื กศุ ล อกศุ ล ผสั สะ ปัญญา วิตก วีรยิ ะ เปน็ ต้น
๒. ภูกัณฑ์ แบง่ ออกเปน็ ๗ วรรคยอ่ ย คอื ภูมวิ รรค ปรุ วรรค
นรวรรค จตุพพรรณวรรค อรญั ญวรรค เสลวรรค และปาตาลวรรค,
ภูมิวรรค แสดงศัพท์โวหารเก่ยี วกับแผน่ ดนิ ปรวุ รรค แสดงศัพท์โวหาร
เกีย่ วกบั การเมอื งและประเทศ นรวรรค แสดงศพั ทโ์ วหารเกย่ี วกบั มนุษย์
จตุพพรรณวรรค แสดงศัพท์โวหารเกยี่ วกับวรรณะ ๔ อรญั ญวรรค แสดง
ศัพทโ์ วหารเกีย่ วกบั ป่าไม้ เสลวรรค แสดงศัพท์โวหารเกย่ี วกบั ภูเขา และ
ปาตาลวรรค แสดงศัพทโ์ วหารเก่ยี วกับโลกบาดาล
๓. สามัญญกณั ฑ์ แบ่งออกเปน็ ๔ วรรคยอ่ ย คอื วเิ สสยาธนี วรรค
แสดงศัพท์โวหารทีเ่ ปน็ บทวเิ สสนะอันเก่ยี วขอ้ งกบั ลิงค์ทงั้ ๓ สงั กณิ ณ-
วรรค แสดงศพั ท์โวหารเบ็ดเตล็ดท่วั ไป อเนกัตถวรรค แสดงบททีเ่ กย่ี วกบั
เนอ้ื ความหลายอยา่ ง และอพั ยยวรรค แสดงอรรถของนบิ าตและอปุ สัค
ในการแบ่งเป็นกณั ฑน์ ้ี ถ้าสังเคราะห์ศพั ทท์ ีม่ ีลกั ษณะเหมอื นกนั
เขา้ ด้วยกนั แล้ว จะไดเ้ พยี ง ๒ กณั ฑ์คอื
กณั ฑท์ ่ี ๑ สงเคราะหเ์ อากลมุ่ ศัพทท์ ี่แสดงโวหารเหมือนกันเขา้ ดว้ ย
กันแลว้ ซึง่ ประกอบด้วยสัคคกัณฑ์ ภูกณั ฑ์ และสามัญญกัณฑบ์ างส่วน
[๑๓]
กัณฑท์ ี่ ๒ สงเคราะหเ์ อากลมุ่ ศพั ท์ท่มี ีความหมายหลายอย่างเขา้
ด้วยกัน ซึ่งประกอบดว้ ยอเนกัตถวรรคและอพั ยยวรรคในสามญั ญกณั ฑ์
ประโยชน์ของอภธิ านปั ปทปี กิ า
เม่ือนักศกึ ษานักคน้ คว้า ได้เรียนคมั ภีร์อภิธานัปปทีปกิ า ทรงจำ�
ข้นึ ใจจะสามารถเขา้ ใจเนือ้ หาสาระทสี่ ุขุมลุ่มลกึ ไดโ้ ดยง่าย และเขา้ ใจพระ
บาลีท่ีเปน็ พระพทุ ธพจนท์ งั้ ๓ ปิฏก คือวนิ ยั ปฏิ ก พระสตุ ตันตปิฏก และ
พระอภิธรรมปฏิ ก ฉะนน้ั พระอาจารยโ์ มคคัลลานเถระ จงึ ไดก้ ลา่ วไวก้ ่อน
จบสัคคกัณฑท์ ี่ ๑ ว่า
ธาเรนฺโต ชนตฺ ุ สเสนฺ ห- มภธิ านปฺปทปี ิกํ
ขุททฺ กานยฺ ตถฺ ชานาติ สมฺปสสฺ ติ ยถาสุขํ.
ครูผู้สอนและนกั เรยี น ทรงจำ�คมั ภรี อ์ ภธิ านปั ปทปี ิกา ซงึ่ มศี ัพท์
และไวพจน์ตา่ งๆ ท่ีน่าสนใจ เชน่ พทุ ธฺ ศัพทแ์ ละไวพจนข์ อง พุทธฺ เปน็ ต้น
ไว้ดแี ล้ว ย่อมเขา้ ใจอรรถาธบิ ายน้อยบา้ ง มากบ้าง ยอ่ บา้ ง พิสดารบ้าง
เป็นต้น ได้โดยง่าย
การเรยี นการสอนแบบพิสดารเชน่ น้ี มีความจำ�เปน็ ตอ้ งใชต้ ำ�รา
จำ�นวนมาก ซ่ึงปจั จุบันมอี ยู่น้อยไม่ครบสมบูรณ์ ทำ�ใหเ้ ปน็ ทีล่ ำ�บากแก่ผู้
เรยี นผ้สู อนอย่างมาก ดงั น้นั ผู้เคยศกึ ษาคัมภีรน์ ริ ตุ ติศาสตรค์ ือคัมภีรบ์ าลี
ใหญม่ าแลว้ จงึ พากนั รเิ ริม่ จัดทำ�ตำ�ราฉบับแปลบา้ ง อธิบายบา้ ง คมู่ ือการ
เรยี นการสอนบา้ ง เพื่อใชป้ ระกอบการศกึ ษา คัมภีร์นริ ุตตศิ าสตร์ใหแ้ พร่
หลายกวา้ งขวางต่อไป
[๑๔]
คมั ภรี บ์ ริวาร
(ก) อภธิ านัปปทปี กิ าฎกี า
ตามท่ีกล่าวมา จะเหน็ ว่าคัมภรี ์อภธิ านัปปทีปกิ ามปี ระโยชนเ์ กื้อกลู
ต่อนักศกึ ษา นักค้นคว้าเก่ียวกบั วรรณคดีบาลีเรอื่ ยมา อนึ่ง หลังจากทม่ี ี
คัมภีรอ์ ภธิ านัปปทปี กิ าปรากฏเกดิ ขึน้ ในราวพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๗ แล้วก็ยงั
ไมป่ รากฏวา่ มีคมั ภีรฎ์ กี าทรี่ จนาขนึ้ โดยพระเถระชาวสีหฬเพือ่ อธบิ ายขยาย
ความคมั ภีร์อภิธานปั ปทีปิกาน้อี กี เลยแมแ้ ต่คมั ภรี ์เดียว จนมาถึงสมยั เมือง
ปนิ ยา่ (วิชัยปรุ ะ) เป็นราชธานขี องประเทศพม่า ปกครองโดยพระราชา
สีหตู (พระเจา้ สชี่ ้างเผือก) ราว พ.ศ. ๑๘๕๙ มีมหาอำ�มาตยท์ ่านหน่งึ ชื่อ
สิรมิ หาจตรุ ังคพละ ผเู้ ชีย่ วชาญไวยากรณบ์ าลีและสนั สกฤต ไดร้ จนาคมั ภรี ์
อภธิ านัปปทปี กิ าฎีกาขึน้ โดยอาศัยคัมภรี ์ฝ่ายภาษาบาลีและฝ่ายภาษา
สนั สกฤต คมั ภีรน์ ้ไี ดร้ ับการปรวิ รรตตรวจชำ�ระและจดั พมิ พ์เปน็ ภาษาบาลี
อักษรไทยเป็นคร้ังแรกโดยพระศรีสุทธิพงศ์(ปัจจุบันคือเจ้าประคุณสมเด็จ
พระพุทธชนิ วงศ์)
(ข) อภิธานปั ปทปี ิกาสูจิ
เน่ืองจากคัมภรี อ์ ภิธานปั ปทปี กิ าฎกี าได้อธบิ ายขยายความ แสดง
รูปวิเคราะห์และแยกธาตุปัจจัยไปตามลำ�ดับบทที่มีอยู่ในคัมภีร์อภิธานัป
ปทปี กิ า จงึ ยากตอ่ การค้นหาบทตา่ งๆ ต่อมาราว พ.ศ. ๒๔๓๖ พระอาจารย์
สุภูติเถระชาวสีหฬจึงได้จัดทำ�และเรียบเรียงคัมภีร์อภิธานัปปทีปิกาสูจิขึ้น
ใหม่ โดยเรียงบทไปตามลำ�ดับตัวอักษร เพ่ือสะดวกในการคน้ หาศพั ท์ ถอื
[๑๕]
นยั การแสดงตามรูปวิเคราะห์ การแยกธาตุ ปัจจัยตามคัมภีรอ์ ภธิ านปั -
ปทปี ิกาฎกี า ทง้ั ยงั ได้เพม่ิ เตมิ ขอ้ ความท่ีควรรู้ควรเข้าใจจากคัมภรี ์สทั ท-
นีติและสนั สกฤตมารวมไว้ด้วย จึงถือวา่ เป็นคัมภีรท์ ค่ี วรคา่ แก่การศกึ ษา
คน้ คว้าอกี คมั ภีรห์ นึ่ง
(ค) อภิธานัปปทีปิกานสิ สยะ
ในจารกึ ตา่ งๆ ไม่ปรากฏว่ามีการกลา่ วถงึ คัมภรี ์อภิธานัป-
ปทปี ิกานิสสยะ แตม่ ีศลิ าจารกึ ที่วดั แต๊กหนว่ ย แว๊กจีเอง เมอื งพุกามเพียง
แหง่ เดยี ว ซ่งึ จารกึ ไว้เม่อื จ.ศ. ๘๐๔ ตรงกบั พ.ศ. ๑๙๘๖ ทกี่ ลา่ วถงึ คัมภีร์
อภิธานัปปทีปิกานิสสยะในบัญชีรายช่ือพระไตรปิฎกที่สร้างถวายไว้พร้อม
กับวดั จงึ ทราบวา่ มีคัมภีรน์ ิสสยะเกดิ ขนึ้ แล้ว แต่ไมส่ ามารถระบุได้ชดั เจน
วา่ เกดิ ขน้ึ ในสมัยใด แตก่ ็เชอ่ื กนั ว่าเกดิ ขึน้ ในสมัยปินยะน่นั แหละ ต่อมา
พระอัคคธมั มาภิวงั สเถระ ไดร้ จนาคัมภรี ์อภธิ านปั ปทีปิกานิสสยะขึน้ ชอื่ วา่
อภิธานนสิ สยะ เมอ่ื พ.ศ. ๒๔๖๙ ท่วี ดั อภยาราม เมืองมัณฑเล ประเทศ
สหภาพพมา่ และพระเกลาสเถระ ผรู้ จนาคมั ภีร์อภิธานปั ปทีปิกานิสสยะ
ข้ึนชอ่ื วา่ ปขกุ กูอภิธานนสิ สยะ เมอ่ื พ.ศ. ๒๕๒๓ ทีว่ ัดมหาวสิ ุตาราม เมือง
ปขุกกู ประเทศสหภาพพมา่ เช่นกัน
[๑๖]
อภธิ านัปปทปี ิกาในประเทศไทย
พระคมั ภีรอ์ ภิธานปั ปทปี กิ า หรอื พจนานุกรมภาษาบาลีแปล
เปน็ ไทย ฉบบั ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวฒั น์ สมเด็จ
พระสังฆราชเจา้ วัดราชบพธิ ทรงเรียบเรียงถวายเพอื่ เป็นราชพลี
ธรรมบรรณาการ แดพ่ ระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาจฬุ าลงกรณ์
พระจุลจอมเกล้าเจา้ สยาม พิมพเ์ มอื่ พ.ศ. ๒๔๕๖1
กอ่ นพระคมั ภีรอ์ ภิธานัปปทีปกิ า ฉบับมหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย เคยมี
คมั ภรี ์อภิธานัปปทปี ิกาแปลเปน็ ภาษาไทยฉบับใบลาน แต่ไมป่ รากฏว่าผใู้ ด
เป็นผู้แปลและเรียบเรียงในสมยั ใด
คัมภรี ์อภิธานปั ปทปี ิกาแปล ฉบับนักศึกษา พิมพ์ครง้ั ที่ ๒ เมือ่ พ.ศ.
๒๕๓๙ ทช่ี มรมนริ ุตตศิ กึ ษาจดั ทำ�ขนึ้ เพ่ือใชเ้ ป็นหลักสูตรให้นกั ศกึ ษาบาลี
ใหญ่เรยี นในชั้นเรียน
1 คดั จากส�ำเนาหนงั สอื ที่มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั สง่ ถงึ เจ้าอาวาสวดั ราชบพิธ เรื่อง ลขิ สทิ ธ์ิแหง่ พระคมั ภีร์
อภิธานปั ปทีปิ กา เม่ือวนั ท่ี ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๐๗, พระคมั ภีร์อภิธานปั ปทีปิ กา พิมพ์ครัง้ ที่ ๒ โรงพิมพ์มหา
มกฏุ ราชวทิ ยาลยั
[๑๗]
อยุ ฺโยชนกถา
โย สทฺทสตฺถกสุ โล กสุ โล นฆิ ณฑฺ ุ
ฉนฺโทอลงกฺ ติสุ นิจจฺ กตาภโิ ยโค
โส’ยํ กวิตฺตวกิ โล’ปิ กวีสุ สงขฺ ยฺ -
มคคฺ ยฺห วนิ ทฺติ หิ กิตตฺ ’ิ มมนทฺ รูป.ํ
บคุ คลผู้หมั่นฝึกฝนจนเช่ยี วชาญชำ�นาญ
ในคัมภีรไ์ วยากรณ,์ อภธิ าน, อลงั การ และฉันท์
แม้จะมิได้รจนาคมั ภรี ์ใดๆ
ก็ได้รับเกยี รติยกยอ่ งว่าเป็นปราชญภ์ าษาบาลี
๑๘
ปรภิ าสา
กฎเกณฑแ์ ละคำ�แนะนำ�การใชค้ มั ภรี ์
ภยิ โฺ ย รปู นตฺ รา สาห- จรเิ ยน จ กตถฺ จิ
กวฺ จา’ หจจฺ วิธาเนน เญยฺยํ ถปี ุนฺนปสุ กํ.
นักศึกษาพึงทราบความเปน็ ไปของอติ ถีลงิ ค์ ปุงลิงค์ และนปุงสกลิงค์
ของศพั ท์แตล่ ะศัพท์ โดยนยั ๓ นยั คอื ๑. รูปนั ตรนัย ซึง่ เป็นนัยท่ีใชม้ าก
ที่สุด ๒. สาหจรยิ นยั ๓. อาหจั จวธิ านนัย ซง่ึ เปน็ นัยท่ีพบเห็นบ้างไม่มาก
๑. สงั เกตลงิ ค์โดยรูปนั ตรนัย
ในคาถาท่แี สดงปริภาสาขา้ งต้นนนั้ พงึ ทราบวา่ คำ�ว่า “รูปนตฺ รา”
แปลว่าบทท่มี ีรปู พิเศษ หรือรปู ท่มี ีเอกลักษณใ์ นแต่ละลิงค์ปรากฏชัดเจน
บทท่มี ี อา อี อินี อิตถิโชตกปัจจัยเป็นท่สี ดุ เป็นอิตถีลงิ ค์ เชน่ กญฺญา,
ตณฺหา, นท,ี อิตฺถี, ภกิ ฺขนุ ี, ยกขฺ นิ .ี บทท่ีมี โอ เปน็ ที่สดุ เปน็ ปงุ ลิงค์ เช่น
พุทโฺ ธ, มนุสฺโส, ปคุ ฺคโล. บททม่ี ีนิคหติ ( -- ) เป็นทส่ี ดุ เปน็ นปุงสกลงิ ค์ เชน่
คำ�ว่า
นพิ ฺพาน,ํ จติ ฺตํ, กุสลํ, ปุญญฺ ํ, ปาปํ
[๑๙]
๒. สงั เกตลิงค์โดยสาหจรยิ นยั
คำ�ว่า “สาหจรเิ ยน” คือ วิธกี ารที่ทำ�ใหท้ ราบลิงค์ของบทท่มี ลี ิงค์
ยังไมช่ ดั เจน เชน่ บททีล่ งท้ายด้วยสระ อา อิ อี อุ อู ซ่งึ มีลกั ษณะเหมอื น
กันในแตล่ ะลงิ ค์ โดยการเรียงบทนน้ั ๆ ไวใ้ กลักบั บทท่ีมีลงิ คช์ ัดเจน เพอ่ื ให้
รู้วา่ มลี งิ คเ์ หมือนกนั เชน่ สหสฺสกฺโข สชุ มปฺ ติ1 ใหร้ วู้ า่ สุชมปฺ ติ เป็นปงุ ลงิ ค์
เหมือน สหสฺสกโฺ ข
๓. สงั เกตลงิ คโ์ ดยอาหัจจวิธานนยั
นยั นไี้ ดจ้ ากคำ� วา่ “อาหจจฺ วธิ าเนน” เปน็ การบอกวธิ พี เิ ศษ คอื ใสบ่ ททกี่ ลา่ ว
ลิงค์(ลิงคฺ วาจก) ไดแ้ ก่ ปเุ ม อติ ฺถิยํ นปุํสเก อปเุ ม ปุนฺนปุสํ เก นิตถฺ ิยํ นารยิ ํ
ทฺวีส,ุ ตสี ุ เปน็ ต้น ทร่ี ะบุว่าเปน็ ปงุ ลงิ ค์ อติ ถีลิงค์หรือนปุง สกลิงค์ ประกอบ
ไว้ใกลๆ้ เพ่อื ใหร้ ลู้ งิ คข์ องบทนนั้ ไดช้ ดั เจน เชน่
“ธติ ติ ถฺ ิย”ํ (ธติ ิ+อิตฺถิย)ํ 2 ธิติศพั ท์เปน็ อติ ถลี ิงค์
“อพฺภํ ตีสุ”3 อพภฺ ศพั ท์เป็นได้ทง้ั ๓ ลิงค์ (อพโฺ ภ, อพภฺ า, อพภฺ )ํ
“ทานวา ปุเม”4ทานวนฺตุศพั ท์เปน็ ปงุ ลิงค์
1 อภิธาน คาถา ๑๘
2 อภิธาน ๑๕๖
3 อภิธาน ๔๘
4 อภิธาน ๑๔
[๒๐]
“อปเุ ม เทวตานิ”1 เทวตาศัพท์เป็นอิตถลี ิงคแ์ ละนปงุ สกลงิ ค ์
(เทวตา, เทวตาน)ิ
“วชริ ํ ปุนนฺ ปสุํ เก”2 วชิรศพั ท์เปน็ ปุงลิงค์และนปุงสกลิงค์
(วชโิ ร, วชริ ํ)
“วิมาโน นิตถฺ ิย”ํ 3 วิมานศัพทไ์ ม่ใชอ่ ิตถีลงิ ค์น่นั คอื เป็นปงุ ลิงค์
และนปงุ สกลิงค์ (วมิ าโน, วมิ านํ)
“วฏุ ฐฺ ิ นารยิ ”ํ 4 วุฏฺฐศิ ัพทเ์ ป็นอิตถลี ิงค์
๔. สงั เกตลิงค์จากการทำ�ทวันทสมาส
อภนิ ฺนลงิ ฺคานํเยว ทวฺ นฺโท จ ลงิ ฺควาจกา
คาถาปาทนตฺ มชฺฌฏฺฐา ปพุ พฺ ํ ยนตฺ ยฺ ปเร ปร.ํ
“ในกรณีทวันทสมาส ขา้ พเจา้ จะน�ำเอาเฉพาะบททมี่ ลี ิงค์ประเภท
เดียวกนั เทา่ น้ันมาประกอบเข้าสมาสกัน อนง่ึ ถา้ มีบทกล่าวลงิ ค์(ลิงคฺ วาจก)
เรียงอยู่ท้ายหรือท่ามกลางของบาทคาถาแสดงว่าเป็นการระบุลิงค์ของบท
ขา้ งหน้า แต่ถ้าบทกล่าวลิงคเ์ รียงอย่เู บ้อื งแรกของบาทคาถา แสดงวา่
เป็นการระบุลงิ ค์ของบททเี่ รียงอยขู่ ้างหลังว่า
1 อภิธาน ๑๔
อภิธาน ๒๔
2 อภิธาน ๒๕
3 อภิธาน ๔๘
4
[๒๑]
จะตอ้ งเปน็ บททีม่ ลี ิงคป์ ระเภทเดยี วกนั เมือ่ ต้องการทราบลงิ คข์ องบทที่
ประกอบเข้าเปน็ ทวันทสมาส ให้สงั เกตุทีศ่ ัพท์ทเี่ รยี งไวท้ า้ ยสุด ถ้าบทท้าย
เปน็ สมาสเป็นลงิ ค์อะไร บททเี่ รียงอยขู่ ้างหน้าก็เป็นลงิ ค์น้นั ไปด้วย เชน่
“วิมตุ ยฺ สงขตธาตุสทุ ธฺ ินิพพฺ ตุ ิโย”1 บทว่า “ วิมุตฺติ อสงขฺ ตธาตุ สุทธฺ ิ และ
นิพพฺ ตุ ิ ทง้ั ๔ เปน็ อิตถีลิงค์ ทง้ั น้ีโดยการสงั เกตจุ าก “นิพพฺ ุติโย” ซงึ่ มรี ูป
อติ ถลี ิงคพ์ หูพจน์
ปุมิตถฺ ิยํ ปทํ ทฺวีส ุ สพพฺ ลิงเฺ ค จ ตสี ฺวติ ิ
อภธิ านนฺตรารมเฺ ภ เญยฺยํ ตวฺ ’นฺต มถาทิ จ.
พงึ ทราบวา่ บทว่า “ ทวฺ ีสุ” เปน็ บทท่ีระบปุ งุ ลิงคแ์ ละอิตถีลงิ ค์,
บทว่า “ตีสุ” เป็นบทท่รี ะบุลิงคท์ งั้ ๓ บทท่มี ี “ตุ” ศพั ทเ์ รยี งไว้ข้างหลงั
และบทอนั มี อถ ศพั ท์เรียงอยขู่ ้างหนา้ พึงทราบว่าเปน็ อภธิ านบทใหม่”
บทว่า “ทวสี ุ” ระบุลิงคข์ องบทใด พึงทราบวา่ บทน้ันเปน็ ไปได้ทั้ง
๒ ลิงค์ เช่น “ทพฺพคา เตสุ เย ติส”ุ 2 อสนิ ศัพท์เป็น ๒ ลิงค์ คือ ปุงลิงค์
และอิตถลี ิงค์
บทว่า “ติส”ุ ระบลุ งิ คข์ องบทใด พึงทราบว่าบทนัน้ เป็นไดท้ ้ัง
๓ ลิงค์ เช่น “อสนิ ทวฺ ีสุ”3 ในบรรดาศัพทเ์ หลา่ น้นั หากศพั ท์ใดใชเ้ ป็น
คุณศพั ท์ ศพั ท์น้ันเป็นลงิ คท์ งั้ ๓
1 อภธิ าน ๙
2 อภธิ าน ๒๔
3 อภิธาน ๔๑
[๒๒]
บทว่า “ต”ุ อย่หู ลังบทใด พึงทราบว่าบทน้ันเปน็ อภิธานศพั ท์ใหม่
เช่น “ชิโน สกโฺ ก ตุ สทิ ธฺ ตโฺ ถ”1 ตงั้ แต่ สกฺก ศพั ทเ์ ปน็ ศัพทท์ ี่ใชใ้ นความ
หมายใหมท่ ่แี ตกตา่ งจาก ชิน ศัพท์ท่ีอยู่ในคาถาบาทเดยี วกัน
บททอี่ ยู่หลัง อถ ศัพท์ กเ็ ปน็ บทท่ีอภิธานข้ึนศัพท์ใหม่ เชน่ “อภิ
โทโส ปโทโส’ถ สาโย สญฺฌา ทนิ จฺจโย”2 สายศพั ทข์ นึ้ อภิธานใหม่
ภิยโฺ ย ปโยค’มาคมมฺ โสคเต อาคเม กวฺ จิ
นิฆณฑฺ ุยตุ ฺตญิ ฺจ’านีย นามลงิ คฺ ํ กถียต.ิ
ขา้ พเจ้านำ�เอานามและลิงค์ทเ่ี ป็นอทุ าหรณ์ในพระไตรปฎิ ก อนั เป็น
พระดำ�รัสของพระสคุ ตมาแสดงเปน็ สว่ นมาก บางคาถาได้นำ�อุทาหรณ์ใน
คมั ภีร์นิฆัณฑุ ท่สี อดคลอ้ งกบั พระพทุ ธพจน์มาแสดงไว้ดว้ ย
บทที่นำ�มาแสดงไวใ้ นคมั ภรี ์อภธิ านัปปทีปกิ าน้ี สว่ นมากได้นำ�มา
จากพระไตรปิฎกและบางครั้งก็ได้นำ�เอาบางบทที่ไม่ขัดต่อพระพุทธพจน์
มาจากคมั ภรี ์อภิธานสนั สกฤต เชน่ คัมภรี น์ ิฆณั ฏุและคัมภรี ์อมรโกษ(อมร
โกสะ) เปน็ ตน้ มาแสดงไวท้ ่ีนด้ี ว้ ย
อนง่ึ โดยสว่ นมาก จ อปิ ปิ ศพั ท์ในคาถาทง้ั หลาย จะมีอรรถสมจุ -
จยะ ทำ�หน้าที่ประมวลเอาศัพทท์ ่มี คี วามหมายเหมอื นกนั แปลวา่ “และ
ดว้ ย อนงึ่ แม”้ แต่ในบางคาถา จ อปิ ปิ ตุ อถ ศัพท์ พงึ ทราบว่า ไม่มีความ
หมายพเิ ศษอะไร ใส่เขา้ มาเพอ่ื ให้เตม็ บาทคาถาเทา่ นั้น
1 อภิธาน ๔
2 อภิธาน ๖๘
สารบญั หน้า
ก
ข
สมั โมทนยี กถา ค
คำ�นำ� [๑]
คำ�ช้แี จง [๑๗]
บทนำ� [๑๘]
อุยฺโยชนกถา
ปริภาสา ๖
สัคคกณั ฑ์
ภกู ณั ฑ์ ๗๒
๘๐
- ภูมิวรรค ๙๒
- ปรุ วรรค ๑๓๐
๑๖๒
- นรวรรค ๑๗๙
๒๐๓
- จตุพพรรณวรรค
- ขัตติยวรรค
- พราหมณวรรค
- เวสสวรรค
- สุททวรรค
หนา้
- อรัญญวรรค ๒๒๓
- อรญั ญาทิวรรค ๒๔๖
- ปาตาลวรรค ๒๖๒
สามญั ญกัณฑ์ ๒๗๙
๓๐๒
- วิเสสยาธีนวรรค
- สังกิณณวรรค ๓๑๑
- อเนกัตถวรรค ๓๓๙
- คาถาเนกัตถวรรค ๔๓๗
- อัทธาเนกตั ถวรรค ๔๘๘
- ปาทาเนกัตถวรรค ๕๒๐
๕๒๔
- อพั พยวรรค
นคิ มน ์
อภิธาน กั ขร าวลิ
คมั ภรี ์
อภธิ านปั ปทปี กิ า
อภธิ านัปปทปี ิกา
นโม ตสสฺ ภควโต อรหโต สมมฺ าสมฺพุทฺธสฺส.
พทุ ธฺ ปปฺ ณาม
ตถาคโต โย กรุณากโร กโร
ปยาต’โมสชชฺ สุขปฺปทํ ปทํ
อกา ปรตฺถํ กลสิ มฺภเว ภเว
นมามิ ตํ เกวลทกุ ฺกรํ กร.ํ
โย ตถาคโต พระตถาคตเจ้าพระองค์ใด กรณุ ากโร ผู้ทรงเป่ียมด้วย
พระมหากรณุ า โอสชฺช ทรงสละแลว้ ปทํ ซง่ึ พระนิพพาน กโรปยาตํ อนั เขา้
ใกลพ้ ระหตั ถ์ สุขปปฺ ทํ อันให้ซงึ่ ความสุข กรํ ทรงกระท�ำอยู่ เกวลทุกกฺ รํ
(ปญฺจวธิ ปริจจฺ าคาทกิ )ํ ซง่ึ การบรจิ าคใหญ่ ๕ อยา่ ง เป็นตน้ อนั บคุ คลกระทำ�
ไดโ้ ดยยากยิง่ ภเว ในสังสารภพ กลสิ มภฺ เว อนั เป็นเหตุเกิดขึน้ แหง่ ทกุ ข์
อกา ทรงกระทำ� แลว้ ปรตฺถํ ซ่งึ ประโยชนเ์ พือ่ บคุ คลอ่นื , อหํ ข้าพเจ้า นมา
มิ ขอนอบน้อม ตํ ตถาคตํ ซึ่งพระตถาคตเจา้ พระองค์น้นั
ธมฺมปปฺ ณาม
อปชู ยุ ยํ มนุ กิ ญุ ฺชรา ชรา
รุชาทิมุตฺตา ยหมิ ุตฺตเร ตเร
ฐิตา ตวิ ฏฺฏมพฺ ุนิธึ นรา นรา
ตรสึ ุ ตํ ธมมฺ มฆปปฺ หํ ปหํ.
2 อภิธานปั ปทปี ิกา
มนุ ิกุญชฺ รา พระพุทธเจ้าผูป้ ระเสรฐิ ทง้ั หลาย ชรารชุ าทิมุตฺตา ผู้พน้
แลว้ จากทกุ ข์ภยั มคี วามแกแ่ ละความเจบ็ เปน็ ตน้ อปูชยุ ทรงบชู าแล้ว ยํ ธมฺมํ
ซึง่ พระธรรมใด, นรานรา มนุษยแ์ ละเทวดาทั้งหลาย ฐิตา ผดู้ ำ� รงอยแู่ ล้ว ยหึ
ตเร บนเรอื สำ� เภาคือพระธรรมใด อุตฺตเร อันประเสริฐสุด ตรึสุ ขา้ มแล้ว
ติวฏฏฺ มพฺ นุ ธิ ึ ซง่ึ มหาสมทุ รคือไตรวฏั ฎ,์ อหํ ข้าพเจ้า นมามิ ขอนอบนอ้ ม
ตํ อปิ ธมฺมํ แมซ้ ง่ึ พระธรรมนน้ั อฆปปฺ หํ อนั ละซึ่งบาป
สงฆฺ ปฺปณาม
คตํ มุนนิ โฺ ทรสสูนุตํ นุตํ
สุปญุ ญฺ เขตตฺ ํ ภุวเนสุ ตํ สุตํ
คณมฺปิ ปาณกี ตสวํ รํ วรํ
สทา คุโณเฆน นิรนฺตรนตฺ ร.ํ
อหํ ข้าพเจ้า นมามิ ขอนอบน้อม ตํ คณมปฺ ิ แมซ้ งึ่ หม่พู ระอริยสงฆ์ ๘
จำ� พวกน้นั คตํ ผถู้ ึงแล้ว มุนนิ โฺ ทรสสนู ุตํ ซ่งึ ความเป็นบุตรแท้ๆ อันเกิดแตพ่ ระ
อุระของพระจอมมนุ ี นตุ ํ ผ้อู ันเทวดาและมนุษย์สรรเสรญิ แล้ว สุปญุ ญฺ เขตฺตํ
ผ้เู ปน็ เนือ้ นาบญุ ของผู้ปรารถนาบญุ ทง้ั หลาย สุตํ ผมู้ ีช่ือเสียง ภวุ เนสุ ในภพ
ท้ังหลาย ปาณีกตสวํ รํ ผู้มปี าตโิ มกข์สงั วรศลี อนั กระท�ำไว้เพียงดังชีวิต วรํ
ผูป้ ระเสริฐ นริ นตฺ รนตฺ รํ ผมู้ จี ิตบรบิ ูรณ์ คโุ ณเฆน ดว้ ยหมูแ่ หง่ คุณมีศลี เป็นตน้
สทา ในกาลทุกเมื่อ
ปฏิญญา - ปรภิ าสา 3
ปฏิญญฺ า
นามลงิ เฺ คสุ โกสลฺล’ มตฺถนจิ ฉฺ ยการณํ
ยโต มหพพฺ ลํ พุทฺธ- วจเน ปาฏวตฺถนิ .ํ
นามลิงฺคานฺย’โต พทุ ธฺ - ภาสติ สสฺ า’รหานยฺ ’หํ
ทสฺสยนฺโต ปกาเสสฺส’ มภิธานปปฺ ทปี กิ .ํ
โกสลลฺ ํ ความเปน็ ผฉู้ ลาด นามลงิ เฺ คสุ ในนามและลิงคท์ ง้ั หลาย อตฺถ-
นิจฺฉยการณํ อนั เปน็ เหตุแห่งการตดั สินอรรถ มหพพฺ ลํ อันมีกำ� ลงั มาก
ปาฏวตฺถนิ ํ ของชนท้งั หลายผ้ปู รารถนาซึ่งความเปน็ ผู้ฉลาด พทุ ฺธวจเน
ในพระพทุ ธพจน์ ยโต เพราะเหตุใด, อโต เพราะเหตนุ ้นั อหํ ขา้ พเจา้
ทสสฺ ยนโฺ ต แสดงอยู่ นามลิงคฺ านิ ซ่ึงนามและลิงคท์ ง้ั หลาย อรหานิ อนั สมควร
พุทธฺ ภาสิตสฺส ต่อพระไตรปฎิ กอันเป็นพระดำ� รัสของพระพุทธเจ้า ปกาเสสฺสํ
จักรจนา อภิธานปฺปทีปกิ ํ ซึ่งคมั ภรี โ์ ดยใหม้ ชี ื่อวา่ “อภธิ านปั ปทปี กิ า”
ปรภิ าสา
ภยิ โฺ ย รูปนฺตรา สาห- จริเยน จ กตถฺ จิ
กวฺ จา’ หจฺจวิธาเนน เญยฺยํ ถปี ุนนฺ ปสุ กํ.
ถีปนุ ฺนปุสกํ อติ ถีลิงค์ปงุ ลงิ ค์และนปงุ สกลงิ ค์ (โสตุชเนห)ิ อันนักศกึ ษา
ทัง้ หลาย เญยฺยํ พึงทราบ รปู นตฺ รา โดยสงั เกตจากรูปพเิ ศษ ภิยโฺ ย โดยมาก,
สาหจริเยน โดยอาศยั ความเปน็ ไปกบั ด้วยศัพท์ทมี่ ีลงิ คแ์ นน่ อน กตฺถจิ ใน
บางที,่ อาหจฺจวธิ าเนน จ และโดยอาศยั การใสล่ ิงฺควาจกมาระบุลิงคโ์ ดยตรง
กวฺ จิ ในบางที่
4 อภิธานปั ปทปี กิ า
อภินนฺ ลงิ ฺคานเํ ยว ทวฺ นโฺ ท จ ลงิ คฺ วาจกา
คาถาปาทนฺตมชฺฌฏฺฐา ปพุ ฺพํ ยนฺตฺยปเร ปร.ํ
ทวนฺโท ทวันทสมาส (มยา) อันเรา (กโต) กระท�ำแล้ว อภนิ นฺ -
ลงิ คฺ านํ เยว แก่ศพั ทท์ ้งั หลายท่ีมีลิงคไ์ ม่แตกตา่ งกนั เท่าน้นั ลงิ คฺ วาจกา
ศัพท์ท่รี ะบลุ งิ ค์ทั้งหลาย คาถาปาทนตฺ มชฌฺ ฏฺฐา ทต่ี ้งั อยู่ในท่ีสดุ และทา่ มกลาง
แหง่ บาทคาถา ยนตฺ ิ ย่อมระบุ ปพุ ฺพํ ซ่งึ ลงิ ค์ของบทหน้า อปเร (ลงิ คฺ วาจกา)
ศพั ทร์ ะบุลงิ คท์ ่ตี ้งั อยู่ในเบ้อื งแรกแห่งบาทคาถา ยนฺติ ย่อมระบุ ปรํ ซ่งึ ลิงค์
ของบทหลัง
ปุมิตถฺ ยิ ํ ปทํ ทฺวสี ุ สพฺพลิงฺเค จ ตสี วฺ ติ ิ
อภธิ านนตฺ รารมฺเภ เญยยฺ ํ ตฺว’นฺต มถาทิ จ.
ทวฺ สี ุ อติ ิ ปทํ บทวา่ “ทฺวสี ุ” โสตุชเนหิ อันนักศกึ ษาทัง้ หลาย เญยยฺ ํ
พงึ ทราบ(ว่าเป็นไป) ปุมิตฺถยิ ํ ในปงุ ลงิ ค์และอิตถลี ิงค,์ จ สว่ นว่า ตสี ุ อิติ ปทํ
บทว่า “ตสี ”ุ โสตชุ เนหิ อนั นกั ศึกษาทั้งหลาย เญยฺยํ พึงทราบ(วา่ เปน็ ไป)
สพพฺ ลงิ เฺ ค ในลิงค์ทงั้ สาม ตวฺ นตฺ ํ บททม่ี ี ตุ ศพั ท์ อยูท่ ้าย อถาทิ จ และบทที่
มี อถ ศัพท์อยเู่ บอื้ งหน้า โสตชุ เนหิ อันนกั ศกึ ษา เญยยฺ ํ พึงทราบ(วา่ เป็นไป)
อภิธานนฺตรารมฺเภ ในการเรม่ิ ต้นข้นึ ศัพทไ์ วพจน์ใหม่
ปรภิ าสา 5
ภิยโฺ ย ปโยค’มาคมฺม โสคเต อาคเม กฺวจิ
นิฆณฑฺ ุยุตตฺ ญิ ฺจ’านีย นามลงิ ฺคํ กถยี ตีติ.
ภยิ ฺโย โดยมาก นามลิงคฺ ํ นามและลงิ ค์ (มยา อันข้าพเจา้ ) กถียติ
กลา่ วไว้ อาคมฺม โดยอาศัย ปโยคํ ซ่ึงอุทาหรณ์ อาคเม ในพระไตรปฎิ ก
โสคเต อนั เปน็ พระดำ� รัสของพระสุคต, กวฺ จิ จ และในบางท่ี อานยี นำ� มา
แล้ว นิฆณฑฺ ุยตุ ฺตึ ซงึ่ อุทาหรณ์อันสมควรจากคมั ภรี น์ ิฆัณฑุ อติ ิ
ปณามะ ปฏญิ ญา
ปรภิ าสา จบ
๑.
สคั คกณั ฑ์
สัคคกัณฑ์ 7
๑. พทุ โฺ ธ ทสพโล สตถฺ า สพพฺ ญญฺ ู ทฺวปิ ทตุ ตฺ โม
มุนนิ ฺโท ภควา นาโถ จกฺขุม’งคฺ ีรโส มนุ .ิ
๒. โลกนาโถ’ นธิวโร มเหสิ จ วินายโก
สมนฺตจกฺขุ สคุ โต ภรู ิปญฺโญ จ มารชิ.
๓. นรสโี ห นรวโร ธมฺมราชา มหามุนิ
เทวเทโว โลกครุ ธมฺมสสฺ ามี ตถาคโต.
๔. สยมฺภู สมมฺ าสมฺพทุ โฺ ธ วรปญฺโญ จ นายโก
ชโิ น สกโฺ ก ตุ สิทฺธตโฺ ถ สุทฺโธทนิ จ โคตโม.
๕. สกยฺ สโี ห ตถา สกยฺ - มุนิ จ’าทจิ ฺจพนฺธุ จ.
๑-๔. พระพทุ ธเจ้า ๓๒ :
พุทฺธ, ทสพล, สตถฺ ุ, สพพฺ ญฺญ,ู ทฺวิปปฺ ทตุ ฺตม, มนุ นิ ทฺ , ภควนฺตุ,
นาถ, จกฺขมุ นตฺ ,ุ องฺครี ส, มนุ ,ิ โลกนาถ, อนธวิ ร, มเหส,ิ วินายก, สมนฺตจกฺข,ุ
สุคต, ภรู ิปญฺญ, มารชิ, นรสหี , นรวร, ธมมฺ ราชา, มหามนุ ิ, เทวเทว, โลกคร,ุ
ธมฺมสฺสาม,ี ตถาคต, สยมภฺ ,ู สมฺมาสมพฺ ทุ ฺธ, วรปญญฺ , นายก, ชนิ
๕. พระพุทธโคดม ๗ : สกกฺ , สิทฺธตถฺ , สุทโฺ ธทนิ, โคตม,
สกฺยสีห, สกยฺ มนุ ,ิ อาทิจจฺ พนฺธุ
8 อภธิ านปั ปทปี ิกา
๖. โมกโฺ ข นโิ รโธ นิพฺพานํ ทีโป ตณหฺ กขฺ โย ปรํ
ตาณํ เลณ’มรปู ญจฺ สนตฺ ํ สจฺจ’มนาลย.ํ
๗. อสงฺขตํ สิว’ มมตํ สุทุทฺทสํ
ปรายณํ สรณ’มนีติกํ ตถา
อนาสวํ ธวุ ’มนิทสสฺ นา’ กตา’
ปโลกิตํ นิปุณ’มนนฺต’มกขฺ รํ.
๘. ทกุ ขฺ กฺขโย’ พฺยาพชฺฌญฺจ13 วิวฏฎฺ ํ เขม เกวลํ
อปวคโฺ ค วริ าโค จ ปณีต’มจจฺ ตุ ํ ปทํ.
๙. โยคกเฺ ขโม ปาร’มปิ มุตตฺ ิสนตฺ วิ สิ ทุ ฺธโิ ย
วิมุตฺย’สงขฺ ตธาตุ- สุทธฺ นิ ิพพฺ ุติโย สิยุ.
๖-๙. พระนพิ พาน ๔๖
โมกฺข, นิโรธ, นพิ พฺ าน, ทีป, ตณฺหกขฺ ย, ปร, ตาณ, เลณ, อรปู , สนฺต,
สจฺจ, อนาลย, อสงขฺ ต, สิว, อมต, สทุ ทุ ทฺ ส, ปรายณ, สรณ, อนีติก, อนาสว, ธุว,
อนิทสสฺ น, อกต, อปโลกติ , นิปณุ , อนนตฺ , อกฺขร, ทุกฺขกฺขย, อพฺยาพชฌฺ ,
วิวฏฏฺ , เขม, เกวล, อปวคคฺ , วิราค, ปณตี , อจจฺ ตุ , ปท, โยคกเฺ ขม, ปาร, มุตฺติ,
สนตฺ ,ิ วิสทุ ธฺ ิ, วมิ ตุ ฺติ, อสงฺขตธาต,ุ สุทฺธ,ิ นพิ ฺพุต.ิ
13 พฺยาปชฺฌํ
สคั คกณั ฑ์ 9
๑๐. ขณี าสโว ตฺว’เสกโฺ ข จ วีตราโค ตถา’ รหา
เทวโลโก ทโิ ว สคโฺ ค14 ติทิโว ตทิ สาลโย.
๑๐. พระอรหนั ต์ ๔ : ขณี าสว, อเสกฺข, วีตราค, อรหนฺต
สวรรค์ ๕ : เทวโลก, ทิว, สคฺค, ตทิ วิ , ตทิ สาลย.
๑๑. ติทสา ตวฺ ’มรา เทวา วพิ ธุ า จ สธุ าสโิ น
สรุ า มรู ทิโวกา จา มตปา สคคฺ วาสโิ น.
๑๒. นิชฺชรา’ นิมิสา ทิพพฺ า อปเุ ม เทวตานิ จ15
๑๑ - ๑๒. เทวดา ๑๔
ติทส, อมร, เทว, วพิ ธุ , สธุ าส,ี สุร, มร,ุ ทิโวก, อมตป, สคฺควาส,ี
นชิ ชฺ ร, อนิมสิ , ทพิ พฺ , เทวต
(เทวตํ) เทวต ศัพท์ (วตตฺ ติ) ยอ่ มเปน็ ไป อปุเม ในอิตถีลงิ ค์และ
นปุงสกลงิ ค์
๑๓. สทิ ฺโธ ภูโต จ คนธฺ พโฺ พ คยุ ฺหโก ยกฺขรกฺขสา
กุมฺภณฺโฑ จ ปสิ าจา’ที นทิ ฺทิฏฐฺ า เทวโยนโิ ย.
๑๓. เทวโยนโิ ย กำ� เนิดเทวดาท้ังหลาย (ปณฺฑเิ ตห)ิ อนั บัณฑิตทั้ง
หลาย นิททฺ ฏิ ฺฐา แสดงไวแ้ ลว้ (อฏฐฺ ธา) วา่ มี ๘ จ�ำพวก (อิต)ิ คอื สทิ ฺโธ
14 นาโก (ส.ี ) เทวตานิ, สกตฺเถ, นิปจจฺ โย (ฏี.)
15 เทวตา เอว
10 อภธิ านปั ปทปี ิกา
ตระกูลสิทธเทพ ภูโต ตระกลู ภูตเทพ คนฺธพโฺ พ ตระกลู คันธัพพเทพ คยุ หฺ โก
ตระกลู คุยหกเทพ ยกฺขรกฺขสา ตระกูลยักขเทพและตระกูลรักขสเทพ
กุมภฺ ณฺโฑ ตระกลู กุมภัณฑเทพ ปิสาจาที จ และตระกูลปิสาจเทพ เปน็ ต้น
๑๔. ปพุ ฺพเทวา สุรริปู อสรุ า ทานวา ปเุ ม
ตพพฺ ิเสสา ปหาราโท สมพฺ โร พลอิ าทโย.
๑๔. อสรู ๔ : ปุพฺพเทว, สรุ รปิ ,ุ อสรุ , ทานว (อิเม) ศัพทท์ ง้ั หลาย
เหล่าน้ี (วตฺตนตฺ )ิ ยอ่ มเปน็ ไป ปเุ ม ในปงุ ลงิ ค์
ปหาราโท ปหาราทอสรู สมฺพโร สมั พรอสรู พลิอาทโย และ
พลิอสรู เปน็ ต้น ตพพฺ ิเสสา เปน็ ประเภทของอสรู น้นั
โลเกโส กมลาสโน
๑๕. ปิตามโห ปติ า พรฺ หมฺ า สรุ เชฏโฺ ฐ ปชาปติ.
ตถา หริ ญฺญคพฺโภ จ
๑๕. พรหม ๘ : ปติ ามห, ปิตุ, พฺรหฺม, โลเกส, กมลาสน,
หิรญฺญคพฺภ, สุรเชฏฐฺ , ปชาปติ
๑๖. วาสเุ ทโว หร1ิ 6 กณฺโห เกสโว จกฺกปาณฺย’ถ
มหสิ สฺ โร สิโว สลู ี อิสฺสโร ปสปุ ตยฺ ’ปิ.
16 หร(ี ฏี.)
สัคคกัณฑ์ 11
๑๗. หโร วตุ ฺโต กมุ าโร ตุ ขนโฺ ท สตตฺ ิธโร ภเว
๑๖. พระนารายณ์ ๕ : วาสุเทว, หร,ิ กณฺห, เกสว, จกกฺ ปาณิ
พระอิศวร ๖ : มหิสฺสร, สิว, สลู ,ี อิสฺสร, ปสุปติ, หร
๑๗. ขนั ธกุมาร(ลกู พระอศิ วร) ๓ : กมุ าร, ขนฺท, สตฺตธิ ร
๑๘. สกโฺ ก ปุรนิ ทฺ โท เทว- ราชา วชิรปาณิ จ
สุชมปฺ ติ สหสฺสกโฺ ข มหินโฺ ท วชิราวุโธ.
๑๙. วาสโว จ ทสสต- นยโน ตทิ วิ าธภิ ู
สุรนาโถ จ วชิร- หตฺโถ จ ภูตปตฺย’ป.ิ
๒๐. มฆวา โกสิโย อนิ ฺโท วตฺรภู ปากสาสโน
วิโฑโช’ถ สชุ า ตสสฺ 17 ภริยา’ถ ปรุ ํ ภเว.
๑๘ - ๒๐. พระอนิ ทร์ ๒๐
สกกฺ , ปุรนิ ฺทท, เทวราช, วชริ ปาณ,ิ สชุ มปฺ ติ, สหสฺสกขฺ , มหนิ ทฺ ,
วชิราวธุ , วาสว, ทสสตนยน, ตทิ วิ าธภิ ู, สุรนาถ, วชิรหตถฺ , ภตู ปต,ิ มฆว, โกสิย,
อินฺท, วตรฺ ภู, ปากสาสน, วิโฑช
ภรยิ า พระมเหสี ตสสฺ ของพระอินทรน์ นั้ สุชา ช่ือว่า สุชา
17 สุชาตา’สสฺ (ฏ.ี )
12 อภธิ านปั ปทีปกิ า
๒๑. มสกฺกสารา18 วสฺโสก- สารา เจวา’ มราวตี
เวชยนโฺ ต ตุ ปาสาโท สธุ มมฺ า ตุ สภา มตา.
๒๑. ปุรํ เมอื งหลวง (ตสสฺ ) ของพระอนิ ทร์น้นั มสกกฺ สารา
ชอ่ื วา่ มสักสารา วสฺโสกสารา เจว ช่ือว่าวสั โสกสารา อมราวตี ชื่อว่า อมราวดี
ปาสาโท ปราสาท ตสฺส ของพระอนิ ทรน์ ั้น (ปณฺฑิเตห)ิ
อนั บณั ฑิตทง้ั หลาย มตา พึงทราบ สุธมมฺ า ว่ามชี ่อื วา่ สุธมั มา
๒๒. เวชยนโฺ ต รโถ ตสฺส วตุ ฺโต มาตลิ สารถิ
เอราวโณ คโช ปณฺฑ-ุ กมฺพโล ตุ สลิ าสนํ.
๒๓. สวุ โี รจจฺ าทโย ปุตฺตา นนทฺ า โปกฺขรณี ภเว
นนทฺ นํ มสิ สฺ กํ จติ ฺต- ลตา ผารสุ กํ วนา.
๒๒. รโถ ราชรถ ตสสฺ ของพระอินทร์นนั้ เวชยนโฺ ต ชอื่ วา่
เวชยนั ต์, สารถิ นายสารถ(ี คนขับรถ) (ตสฺส) ของพระอินทร์น้ัน (ปณฑฺ เิ ตห)ิ
อันบัณฑิตทัง้ หลาย วตุ โฺ ต กล่าวแลว้ มาตลิ ว่ามีชอ่ื ว่า มาตล,ิ คโช ช้างทรง
(ตสสฺ ) ของพระอินทรน์ ั้น เอราวโณ ช่ือว่า เอราวัณ, สิลาสนํ พระแทน่ ศิลา
อาสน์(ทีป่ ระทบั นงั่ อันสำ� เรจ็ ดว้ ยศิลา) (ตสสฺ ) ของพระอินทรน์ ้นั ปณฺฑุกมพฺ โล
ชือ่ ว่า ปณั ฑกุ ัมพล
๒๓. ปตุ ตฺ า พระโอรสท้ังหลาย (ตสฺส) ของพระอินทร์น้ัน
สวุ โี รจจฺ าทโย มสี ุวีรเทพบตุ ร เป็นตน้ , โปกขฺ รณี สระโบกขรณี(สระบัว) (ตสสฺ )
ของพระอินทรน์ ั้น นนทฺ า ช่อื วา่ นนั ทา, นนฺทนํ สวนนนั ทนะ มสิ ฺสกํ
สวน มิสสกะ จิตตฺ ลตา สวนจิตตลตา ผารุสกํ และสวนผารุสกะ วนา
18 มสกฺกสาโร (ส.ี )
สคั คกณั ฑ์ 13
เป็นพระอุทยาน (ตสสฺ ) ของพระอินทรน์ นั้
๒๔. อสนิ ทวฺ สี ุ กลุ สิ ํ วชิรํ ปุนฺนปุสเก
อจฺฉราโยตฺถยิ ํ วุตฺตา รมฺภาอลมพฺ ุสาทโย
เทวติ ถฺ ิโย’ถ คนฺธพพฺ า ปญฺจสิโขติ อาทโย.
๒๔. อาวธุ ของพระอินทร์ ๓ : อสน,ิ กลุ สิ , วชริ
(อสนิ) อสนิ ศพั ท์ (วตฺตต)ิ ย่อมเปน็ ไป ทวฺ สี ุ ในปงุ ลิงค์และอติ ถี
ลงิ ค์ (วชริ ํ) วชริ ศัพท์ (วตฺตต)ิ ย่อมเป็นไป ปนุ นฺ ปสุ เก ในปงุ ลงิ คแ์ ละ
นปุงสกลงิ ค์
เทวิตฺถโิ ย เทพธดิ าทั้งหลาย รมภฺ าอลมฺพสุ าทโย มีนางรัมภา
และนางอลมั พสุ า เปน็ ต้น อจฺฉราโย ช่ือวา่ อัจฉรา(เทพอปั สร)ทั้งหลาย
(อจฺฉรา) อจั ฉราศพั ท์ (ปณฺฑเิ ตหิ) อนั บณั ฑิตท้ังหลาย วุตตฺ า กลา่ วแลว้
อิตถฺ ิยํ ในอิตถลี งิ ค์พหพู จน์ คนธฺ พฺพา เทพดนตรีท้ังหลาย ปญจฺ สิโขติอาทโย
มปี ัญจสขิ เทพบุตร เป็นตน้
๒๕. วิมาโน’นติ ถฺ ยิ ํ พฺยมฺหํ ปียสู ํ ตวฺ ’มตํ สุธา
สเิ นรุ เมรุ ติทวิ า- ธาโร เนรุ สเุ มรุ จ.
๒๕. วิมานเทวดา ๒ : วมิ าน, พยฺ มหฺ , (วิมาโน) วิมานศัพท์
(วตฺตต)ิ ย่อมเป็นไป อนติ ฺถิยํ ในปุงลงิ ค์และนปงุ สกลิงค์
สธุ าโภชน์ (อาหารทพิ ย)์ ๓ : ปยี สู , อมต, สธุ า
ภเู ขาสุเมรุ ๕ : สเิ นร,ุ เมรุ, ตทิ ิวาธาร, เนรุ, สเุ มรุ
14 อภธิ านัปปทปี กิ า
๒๖. ยุคนธฺ โร อีสธโร กรวโี ก สุทสสฺ โน
เนมนิ ฺธโร วนิ ตโก อสฺสกณโฺ ณ กลุ าจลา.
กุลาจลา ตระกูลแหง่ ภเู ขาท้ังหลาย (ภูเขาสัตตปรพิ นั ธห์ รอื สตั
ตบรรพต) (สตฺต) มี ๗ (อติ )ิ คอื ยุคนธฺ โร ภูเขายคุ ันธระ อสี ธโร ภูเขาอสี ธระ
กรวโี ก ภูเขากรวีกะ สทุ สสฺ โน ภูเขาสทุ ัสสนะ เนมนิ ฺธโร ภเู ขาเนมนิ ธระ วนิ
ตโก ภูเขาวนิ ตกะ อสฺสกณโฺ ณ และภูเขาอสั สกัณณะ
๒๗. มนฺทากนิ ี ตถา’กาส- คงฺคา สุรนท’ี ปยฺ ถ’
๒๘. โกวิฬาโร ตถา ปารจิ -ฺ ฉตตฺ โก ปาริชาตโก
กปฺปรกุ โฺ ข ตุ สนตฺ านา- ทโย เทวททฺ มุ า สยิ ุ.
๒๗. แมน่ ำ้� ในอากาศ ๓ : มนฺทากิน,ี อากาสคงฺคา, สุรนที
๒๘. ต้นปารชิ าติ(ต้นไมส้ วรรค์) ๓ : โกวฬิ าร, ปารจิ ฺฉตฺตก,
ปารชิ าตก
เทวทฺทุมา ต้นไม้บนสวรรค์ทัง้ หลาย (เสยฺยถทิ ํ) ไดแ้ ก่
กปปฺ รุกโฺ ข ต้นกลั ปพฤกษ์ สนฺตานาทโย ต้นซกึ (จามจรุ )ี เป็นต้น
๒๙. ปาจี ปตจี ฺย’ุ ทีจิ’ตฺถี ปุพฺพ ปจฉฺ ิม อุตตฺ รา
ทิสา’ถ ทกฺขณิ า’ ปาจ ี วิทิสา’นุทสิ า ภเว.
๒๙. ปพุ พฺ ปจฉฺ มิ อตุ ตฺ รา ทศิ ตะวันออก ทศิ ตะวนั ตก และทิศ
เหนอื ปาจปี ตจี อี ทุ ีจี ชือ่ ว่า ปาจี ปตีจิและอทุ ีจ(ี ตามล�ำดับ) (อิเม สททฺ า)
ศัพทท์ ั้งหลายเหลา่ นี้ (อติ ิ) คอื ปาจี ปตจี แี ละอทุ ีจี อติ ฺถี เป็นอิตถีลิงค์
สคั คกณั ฑ์ 15
อถ สว่ นวา่ ทกฺขณิ า ทิสา ทศิ ใต้ อปาจี ช่ือวา่ อปาจี
ทิศเฉยี ง ๒ : วทิ สิ า อนทุ สิ า
๓๐. เอราวโต ปณุ ฺฑรีโก วามโน กมุ ุโท’ ญฺชโน
ปปุ ผฺ ทนโฺ ต สพพฺ ภุมโฺ ม สปุ ปฺ ตีโก ทิสาคชา.
๓๐. ทิสาคชา ช้างประจ�ำทิศทงั้ ๘ (อติ )ิ คอื เอราวโต ช้างเอรา-
วตะ ปณุ ฑฺ รโี ก ชา้ งปณุ ฑรีกะ วามโน ชา้ งวามนะ กมุ โุ ท ชา้ งกมุ ทุ ะ อญฺชโน
ช้างอัญชนะ ปุปผฺ ทนโฺ ต ชา้ งปปุ ผทันตะ สพฺพภมุ โฺ ม ช้างสัพพภุมมะ
สุปปฺ ตีโก ช้างสปุ ปตีกะ
๓๑. ธตรฏฺโฐ จ คนธฺ พฺพา- ธโิ ป กุมฺภณฺฑสามิ ตุ
วริ ุฬหฺ โก วริ ปู กโฺ ข ตุ นาคาธปิ ตีริโต.
๓๒. ยกฺขาธิโป เวสฺสวโณ กุเวโร นรวาหโน
อฬกา’19ฬกมนฺทาสฺส ปุรี ปหรณํ คทา
จตทุ ฺทิสานม’ธิปา ปพุ พฺ าทนี ํ กมา อเิ ม.
๓๑ - ๓๒. ท้าวจตโุ ลกบาล ๔
ทา้ วธตรฏฐ์(เทพผรู้ กั ษาทิศตะวันออก)๒ : ธตรฏฺฐ, คนฺธพฺพาธิป
ท้าววริ ฬุ หก(เทพผูร้ กั ษาทศิ ใต)้ ๒ : กุมภฺ ณฑฺ สาม,ิ วริ ฬุ ฺหก
ท้าววริ ูปักษ(์ เทพผู้รกั ษาทิศตะวันตก) ๒ : วริ ปู กฺข, นาคาธิปติ
19 อลกา (อมรโกส)
16 อภธิ านัปปทปี ิกา
ท้าวเวสสุวรรณ(เทพผู้รักษาทิศเหนือ) ๔ : ยกฺขาธิป, เวสฺสวณ
กุเวร, นรวาหน
ปรุ ี พระนคร (อสสฺ เวสฺสวณสสฺ ) ของท้าวเวสสุวรรณนั้น อฬกา
ชือ่ วา่ อฬกา อฬกมนฺทา ช่อื ว่า อฬกมันทา
ปหรณํ อาวธุ (อสฺส เวสสฺ วณสฺส) ของทา้ วเวสสุวรรณนั้น คทา
ชอ่ื ว่า คทา(ตะบอง)
อเิ ม (เทวา) ท้าวจตุโลกบาลทั้ง ๔ เหลา่ นี้ อธปิ า เปน็ เทพผ้ ู
เป็นใหญ่ จตทุ ฺทิสานํ แหง่ ทิศทง้ั หลายส่ีทิศ ปพุ ฺพาทีนํ มีทิศตะวันออก
เป็นตน้ กมา ตามลำ� ดับ
๓๓. ชาตเวโท สขิ ี โชติ ปาวโก ทหโน’นโล
หตุ าวโห’จจฺ มิ า ธูม- เกตฺว’คคฺ ิ คนิ ิ ภานุมา.
๓๔. เตโช ธูมสโิ ข วาย-ุ สโข จ กณหฺ วตตฺ นี
เวสสฺ านโร หุตาโส’ถ สิขาชาล’จจฺ ิ จาปุเม.
๓๓-๓๔. ไฟ ๑๘ : ชาตเวท, สขิ ี, โชติ, ปาวก, ทหน, อนล,
หุตาวห, อจฺจมิ นฺต,ุ ธมู เกต,ุ อคฺค,ิ คิน,ิ ภานุมนฺตุ, เตช, ธูมสขิ , วายสุ ข,
กณหฺ วตตฺ น,ี เวสฺสานร, หุตาส
๓๔. เปลวไฟ ๓ : สขิ า, ชาลา, อจจฺ ิ ; (อจจฺ ิ) อจฺจิ ศพั ท์
(วตตฺ ติ) ย่อมเปน็ ไป อปุเม ในอติ ถีลิงค์และนปงุ สกลิงค์
สัคคกัณฑ์ 17
๓๕. วปิ ฺผุลิงฺคํ ผลุ ิงฺคญจฺ ภสฺมา20 ตุ เสฏฐฺ ิ ฉารกิ า
๓๕. ประกายไฟ ๒ : วปิ ฺผุลิงฺค, ผลุ ิงคฺ
ขเี้ ถ้า ๓ : ภสฺม, เสฏฺฐ,ิ ฉารกิ า
๓๖. กุกฺกโุ ฬ ต’ุ ณหฺ ภสมฺ สมฺ ’ิ มงคฺ าโร’ลาตมุมมฺ กุ 2ํ 1
สมิธา อิธุมํ เจ’โธ อุปาทานํ ตถนิ ธฺ น.ํ
๓๖. ตุ สว่ นว่า กุกกฺ โุ ฬ กกุ ฺกฬุ ศพั ท์ (วตตฺ ต)ิ ย่อมเปน็ ไป
อณุ ฺหภสฺมสฺมึ ในขเ้ี ถา้ รอ้ น[ข้เี ถ้ารอ้ น ๒ : กุกฺกฬุ , อณุ หฺ ภสฺมิ]
ถา่ นไฟ ๓ : องคฺ าร, อลาต, อมุ มฺ ุก
เช้ือเพลิง ๕ : สมิธ, อธิ มุ , อธิ , อุปาทาน, อินฺธน
๓๗. อโถ’ภาโส ปกาโส จา’ โลโก’โชฺชตา’ตปา สมา
มาลโุ ต ปวโน วายุ วาโต’นิล สมีรณา
คนฺธวาโห ตถา วาโย สมโี ร จ สทาคต.ิ
๓๗. แสงสว่าง ๕ : โอภาส, ปกาส, อาโลก, อชุ ฺโชต, อาตป
ลม ๑๐ : มาลุต, ปวน, วาย,ุ วาต, อนิล, สมรี ณ, คนธฺ วาห, วาย
วายสมีร, สทาคติ
20 ภสฺมา’ ตปิ ทํ ราชาทคิ เณ ปริยาปนนฺ ํ (รปู สทิ ธฺ ิ-อุณาทิ), ภสฺมํ (ส.ี )
21 ตกิ ํ ทิตฺตกฏฺฐาทนิ ฺธเน (ฎ.ี )