The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

อภิธานัปปทีปิกา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

อภิธานัปปทีปิกา

อภิธานัปปทีปิกา

18 อภิธานัปปทปี ิกา

๓๘. วายุเภทา อิเม ฉ’ุ ทธฺ ง-ฺ คโม จาโธคโม ตถา
กจุ ฉฺ ฏิ โฺ ฐ จ โกฏฐฺ าสโย อสสฺ าสงคฺ านสุ ารโิ น.
อเิ ม ฉ (วาตา) ลมท้ังหลาย ๖ ชนิดเหลา่ นี้ อิติ คือ อทุ ธฺ งคฺ โม
ลมพดั ขึ้นเบอ้ื งบน อโธคโม ลมพดั ลงเบอ้ื งลา่ ง กจุ ฉฺ ฏิ ฺโฐ ลมตั้งอยู่ในทอ้ ง
โกฏฺฐาสโย ลมต้ังอย่ใู นล�ำไส้ อสสฺ าสงฺคานุสารโิ น ลมหายใจและลมแลน่ ไป
ตามอวยั วะนอ้ ยใหญ่ วายุเภทา เป็นชนิดของลมภายในรา่ งกาย
[๑. อทุ ธฺ งคฺ มวาต ๒. อโธคมวาต ๓. กจุ ฺฉิฏฐฺ วาต ๔. โกฏฐฺ าสยวาต
๕. อสสฺ าสปสสฺ าสวาต ๖. องคฺ านสุ ารีวาต ]

๓๙. อโถ อปานํ ปสสฺ าโส อสฺสาโส อานมจุ จฺ เต.
๓๙. อโถ อ่นื จากน้นั ปสฺสาโส ลมหายใจเขา้ (ปณฑฺ เิ ตหิ)
อนั บณั ฑติ ทงั้ หลาย อุจฺจเต ยอ่ มเรียก อปานํ ว่า อปานะ อสสฺ าโส ลมหายใจ
ออก (ปณฑฺ ิเตห)ิ อันบณั ฑติ ท้ังหลาย อุจจฺ เต ย่อมถกู เรยี ก อานํ วา่ อานะ

๔๐. เวโค ชโว รโย ขิปฺปํ ตุ สฆี ํ ตรุ ติ ํ ลหุ
อาสุ ตุณณฺ มรํ จาวิ ลมพฺ ติ ํ ตวุ ฏํปิ จ.

๔๐. ความเรว็ ๓ : เวค, ชว, รย
เรว็ , ด่วน, พลนั ๙ : ขปิ ฺป, สฆี , ตรุ ิต, ลหุ, อาสุ, ตณุ ณฺ ,

อร, อวลิ มฺพติ , ตวุ ฏ

สคั คกณั ฑ์ 19

๔๑. สตตํ นจิ จฺ มวริ ตา’
นารต สนตฺ ต มนวรตญจฺ ธวุ ํ
ภสุ ’มตสิ โย จ ทฬหฺ ํ
ตพิ ฺเพ’กนฺตา’ติมตตฺ พาฬฺหานิ.

๔๑. เที่ยงแท,้ แนน่ อน, นิจนิรันดร์ ๗ : สตต, นจิ จฺ ,

อวริ ต, อนารต, สนตฺ ต, อนวรต, ธุว

ยงิ่ , แรง ๗ : ภสุ , อติสย, ทฬหฺ , ตพิ ฺพ, เอกนตฺ , อตมิ ตตฺ , พาฬหฺ



๔๒. ขปิ ปฺ าที ปณฺฑเก ทพฺเพ ทพพฺ คา เตสุ เย ติสุ.
อวิคคฺ โห ตุ กาโม จ มโนภู มทโน ภเว

๔๓. อนฺตโก วสวตฺตี จ ปาปิมา จ ปชาปต.ิ
ปมตตฺ พนฺธุ กโณหฺ จ มาโร นมุจิ ตสฺส ตุ

๔๒. ขปิ ปฺ าที ศัพทท์ ง้ั หลายมี ขปิ ฺป ศัพท์ เป็นตน้ (ในคาถาท่ี ๔๐)
(วตฺตมานา) อนั เปน็ ไป อทพฺเพ ในคุณศพั ท์อนั ไมใ่ ช่ทัพพะ (วตตฺ นตฺ )ิ ย่อม
เปน็ ไป ปณฑฺ เก ในนปงุ สกลิงค์, เตสุ ในบรรดาขิปปฺ ศัพทเ์ ปน็ ตน้ เหลา่ นั้น เย
(สททฺ า) ศพั ทท์ ั้งหลายเหลา่ ใด ทพพฺ คา กล่าวทัพพะ เต (สทฺทา) ศัพท์
ทั้งหลายเหลา่ นนั้ (วตฺตนฺติ) ย่อมเปน็ ไป ตสี ุ (ลิงเฺ คสุ) ในลิงคท์ ั้งหลาย ๓ ลงิ ค์

๔๒-๔๓. พญามาร ๑๒ : อวิคคฺ ห, กาม, มโนภู, มทน, อนฺตก,

วสวตตฺ ี, ปาปมิ นตฺ ุ, ปชาปติ, ปมตฺตพนฺธุ, กณฺห, มาร, นมุจิ

20 อภธิ านัปปทีปิกา

๔๔. ตณหฺ า’รตี รคา ธีตู หตฺถี ตุ คิริเมขโล.
ยมราชา จ เวสายี ยโม’สฺส นยนาวุธํ

๔๓-๔๔. ธตี า. ธิดาทง้ั หลาย (ตสสฺ มารสฺส) ของพญามารน้นั
ตณหฺ ารตรี คา ช่ือวา่ ตัณหา, อรดี และ รคา
ตุ สว่ นว่า หตฺถี ชา้ ง (ตสสฺ มารสสฺ ) ของพญามารนน้ั คิรเิ มขโล
ชอ่ื วา่ คิริเมขละ

พญายม ๓ : ยมราชา, เวสาย,ี ยม

นยนํ ดวงตา อาวุธํ เปน็ อาวธุ อสฺส (ยมสฺส) ของพญายมน้ัน



๔๕. เวปจติ ฺติ ปโุ ลโม จ กิมปฺ ุริโส ตุ กินนฺ โร.
อนตฺ ลกิ ฺขํ ข’มาทิจฺจ- ปโถ’พฺภํ คคน’มฺพรํ

๔๖. เวหาโส จานลิ ปโถ อากาโส นิตถฺ ิยํ นภ.ํ
เทโว เวหายโส ตารา ปโถ สรุ ปโถ อฆ.ํ

๔๕. ท้าวเวปจติ ติอสรู (บดิ าของนางสุชาดา) ๒ : เวปจติ ฺต,ิ ปโุ ลม
กินนร ๒ : กมิ ปฺ ุรสิ , กินฺนร

๔๕-๔๖. ท้องฟา้ ๑๕ : อนฺตลิกฺข, ข, อาทจิ จฺ ปถ, อพภฺ , คคน,

อมพฺ ร, เวหาส, อนลิ ปถ, อากาส, นภ, เทว, เวหายส, ตาราปถ, สุรปถ, อฆ
(อากาโส) อากาส ศพั ท์ (วตฺตติ) ย่อมเป็นไป อนิตฺถยิ ํ

ในปุงลงิ คแ์ ละนปงุ สกลงิ ค์

สัคคกณั ฑ์ 21

๔๗. เมโฆ วลาหโก เทโว ปชฺชุนฺโน’มฺพุธโร ฆโน
ธาราธโร จ ชมี โู ต วารวิ าโห ตถา’มพฺ ุโท.

๔๘. อพภฺ ํ ตสี วฺ ถ วสสฺ ญจฺ วสฺสนํ วุฏฺฐิ นาริยํ
สเตรตา’กขฺ ณา วชิ ชฺ ุ วชิ ชฺ ุตา จาจิรปฺปภา.

๔๗ - ๔๘. เมฆ ๑๑ : เมฆ, วลาหก, เทว, ปชฺชุนฺน, อมพฺ ุธร,

ฆน, ธาราธร, ชมี ูต, วาริวาห, อมฺพทุ , อพภฺ ; (อพฺภ)ํ อพภฺ ศพั ท์ (วตฺตต)ิ
ยอ่ มเป็นไป ตสี ุ (ลิงเฺ คสุ) ในลงิ คท์ ้ังหลาย ๓ ลิงค์

๔๘. ฝน ๓ : วสฺส, วสสฺ น, วุฏฐฺ ิ

(วฏุ ฺฐ)ิ วฏุ ฐิ ศัพท์ (วตตฺ ติ) ยอ่ มเป็นไป นาริยํ ในอติ ถีลิงค์

สายฟา้ ๕ : สเตรตา, อกฺขณา, วชิ ฺช,ุ วิชชฺ ุตา, อจริ ปฺปภา



๔๙. เมฆนาเท ตุ ธนิตํ คชฺชติ ํ รสติ าทิ จ
อนิ ทฺ าวุธํ อนิ ฺทธนุ วาตกขฺ ติ ฺตมพฺ ุ สีกโร.

๔๙. ธนิตํ ธนติ ศัพท์ คชฺชติ ํ คชชฺ ติ ศัพท์ รสิตาทิ และรสติ ศพั ท์
เปน็ ต้น (วตฺตนฺต)ิ ยอ่ มเป็นไป เมฆนาเท ในเสยี งค�ำรามแห่งเมฆ
[เสียงฟา้ ร้อง ๔ : ธนิต(ถนิต), คชชฺ ิต, รสิต, เมฆนาท]
รงุ้ กนิ นำ้� ๒ : อินฺทาวุธ, อนิ ทฺ ธนุ
วาตกขฺ ติ ตฺ มฺพุ เม็ดฝนทโี่ ปรยลงมาตามแรงลม สกี โร ชือ่ ว่า
สกี ระ(ละอองฝนทโ่ี ปรยปรายลงมา)

22 อภิธานัปปทีปกิ า

๕๐. อาสาโร ธารา สมปฺ าโต กรกา ตุ ฆโนปลํ
ททุ ทฺ นิ ํ เมฆจฉฺ นฺนาเห ปธิ านํ ตวฺ ปธารณ.ํ

๕๑. ติโรธาน’นตฺ รธานา’ ปธิ านฉาทนานิ จ
อนิ ฺทุ จนโฺ ท จ นกฺขตฺต- ราชา โสโม นิสากโร.

๕๒. โอสธโี ส หมิ รสํ ิ สสงโฺ ก จนทฺ ิมา สสี
สตี รสํ ิ นสิ านาโถ อฬุ รุ าชา จ มา ปเุ ม.

๕๐. ฝนตกหนัก (ห่าฝน) ๓ : อาสาร, ธารา, สมปฺ าต
ลูกเหบ็ ๒ : กรกา, ฆโนปล

ทุทฺทินํ ทุทฺทิน ศพั ท์ (วตฺตต)ิ ย่อมเปน็ ไป เมฆจฺฉนฺนาเห
ในวนั ทถ่ี ูกเมฆปกปิด (ทุทฺทนิ = วันพยบั ฝน)

๕๐-๕๑. การปกปดิ , ฝาปดิ ๖ : ปิธาน, อปธารณ, ตโิ รธาน,

อนตฺ รธาน, อปิธาน, ฉาทน


พระจันทร์, ดวงจันทร์ ๑๔ : อินฺทุ, จนฺท, นกฺขตตฺ ราช, โสม,

นิสากร, โอสธีส, หมิ รํสิ, สสงฺก, จนทฺ มิ นฺต,ุ สสี, สตี รํส,ิ นสิ านาถ, อฬุ ุราช, มา
(มา) มา ศัพท์ (วตฺตติ) ย่อมเปน็ ไป ปุเม ในปุงลิงค์

๕๓. กลา โสฬสโม ภาโค พมิ พฺ ํ ตุ มณฑฺ ลํ ภเว
อฑโฺ ฒ ตวฺ ทโฺ ธ อปุ ฑฺโฒ จ วา ขณฺฑํ สกลํ ปเุ ม.
๕๓. ภาโค สว่ น (เสยี้ ว) โสฬสโม ที่ ๑๖ (ตสสฺ ) ของดวงจันทร์
กลา ชอ่ื ว่า กลา (พระจันทรเ์ สย้ี ว)

สคั คกณั ฑ์ 23

มณฑลพระจันทร์ (วงพระจนั ทร)์ ๒ : พิมพฺ , มณฺฑล
ครงึ่ , กง่ึ , ส่วน ๕ : อฑฺฒ, อทธฺ , อปุ ฑฒฺ , ขณฺฑ, สกล

(ขณฺฑสกลา) ขณฑฺ ศพั ท์ และ สกล ศัพท์ ท้งั หลาย (วตฺตนตฺ ิ)
ยอ่ มเปน็ ไป ปุเม ในปุงลิงค์ วา บ้าง (เปน็ ไดส้ องลิงคค์ อื ปุงลงิ ค์และ
นปุงสกลิงค)์

๕๔. อทธฺ ํ วตุ ฺตํ สเม ภาเค ปสาโท ตุ ปสนนฺ ตา
โกมทุ ี จนฺทิกา ชุณหฺ า กนตฺ ิ โสภา ชตุ จิ ฉฺ ว.ิ
๕๔. อทฺธํ อทฺธ ศพั ท์นปงุ สกลิงค์ (ปณฑฺ เิ ตหิ) อันบณั ฑิตทั้งหลาย
วตุ ตฺ ํ กล่าวแล้ว สเม ภาเค ในสว่ นที่เสมอกัน

ความแจ่มใส ๒ : ปสาท, ปสนนฺ ตา
แสงจันทร์ ๓ : โกมุที, จนทฺ ิกา, ชณุ หฺ า
ความงาม ๔ : กนตฺ ,ิ โสภา, ชตุ ิ, ฉวิ



๕๕. กลงโฺ ก ลญฺฉนํ ลกขฺ ํ องฺโก’ภิญญฺ าณ ลกฺขณํ
จหิ นํ จาปิ โสภา ตุ ปรมา สุสมา ถ จ.

๕๕. เครอื่ งหมาย, รอย, ตราประทบั ๗ : กลงกฺ , ลญฉฺ น,

ลกขฺ , องกฺ , อภญิ ญฺ าณ, ลกฺขณ, จหิ น
โสภา ความงาม ปรมา อันยิง่ ยวด สสุ มา ชอื่ วา่ สุสมา

24 อภธิ านัปปทีปกิ า

๕๖. สีตํ คเุ ณ คุณลิ ิงคฺ า สีตสสิ ิรสีตลา
หิมํ ตุหินมสุ ฺสาโว นีหาโร มหกิ าปยฺ ถ.

๕๖. สีตํ สตี ศัพท์นปุงสกลงิ ค์ (วตตฺ ต)ิ ยอ่ มเปน็ ไป คเุ ณ ใน
โผฏฐพั พคุณกล่าวคอื ความเย็น, (ต)ุ ส่วนวา่ สีตสสิ ิรสตี ลา สีต ศัพท์ สิสริ
ศัพท์ และ สตี ล ศพั ท์ คุณลิ งิ คฺ า ท่มี ลี ิงคเ์ หมือนกับลงิ ค์ของคณุ กี ลา่ วคอื
วเิ สสยะ (วตฺตนตฺ ิ) ยอ่ มเป็นไป (สีตลวตถฺ มุ ฺห)ิ ในส่งิ ของท่ีเย็น

สิง่ ของท่เี ยน็ ๓ : สตี , สสิ ิร, สีตล
น้ำ� คา้ ง, หมิ ะ ๕ : หิม, ตุหนิ , อุสฺสาว, นหี าร, มหิกา

๕๗. นกฺขตฺตํ โชติ ภํ ตารา อปเุ ม ตารโก’ฬุ จ

๕๗. ดาว ๖ : นกฺขตฺต, โชติ, ภ, ตารา, ตารกา, อุฬุ

(อิเม) ตารา ศัพท์ ตารกา ศพั ท์ และอุฬุ ศพั ทท์ ั้งหลายเหลา่ น้ี
(วตตฺ นตฺ )ิ ย่อมเป็นไป อปเุ ม ในอติ ถลี ิงคแ์ ละนปงุ สกลิงค์



๕๘. อสสฺ ยุโช ภรณิ’ตฺถี สกตตฺ กิ า โรหณิ ี ปจิ
มิคสิรมททฺ า จ ปนุ พฺพสุ ผสุ ฺโส จา’สเิ ลส’ปิ.

๕๙. มฆา จ ผคฺคุนี เทวฺ จ หตฺถา จติ ฺตา จ สาติปิ
วิสาขา’ นรุ าธา เชฏฐฺ า มลู า’ สาฬหฺ า ทเุ ว ตถา.

๖๐. สวโณ จ ธนฏิ ฐฺ า จ สตภสิ โช ปพุ พฺ ’ุ ตตฺ รภททฺ ปทา
เรวตฺยป’ี ติ กมโต สตฺตาธกิ วีสนกฺขตตฺ า.

สคั คกัณฑ์ 25

๕๘. สตตฺ าธกิ วีส นกขฺ ตฺตา ดาวทง้ั หลาย ๒๗ ดวง (อติ ิ) คอื
อสสฺ ยโุ ช ดาวอัสสยชุ ะ(ดาวมา้ ) ภรณี ดาวภรณ(ี ดาวก้อนเส้า) (ภรณี) ภรณี
ศัพท์ อติ ฺถี เปน็ อติ ถีลิงค,์ สกตตฺ ิกา โรหิณี ดาวโรหิณี(ดาวลกู ไก)่ และดาว
กัตติกา(ดาวคางหม)ู มิคสริ ดาวมิคสิระ(ดาวหัวเน้ือ) อทฺทา ดาวอัททา(ดาว
ตาสำ� เภา) ปุนพพฺ สุ ดาวปนุ พั พส(ุ ดาวสำ� เภาทอง) ผสุ โฺ ส ดาวผุสสะ(ดาวสมอ
สำ� เภา) อสเิ ลโส อปิ ดาวอสเิ ลสะ(ดาวงเู รอื น)
๕๙. มฆา ดาวมฆา(ดาวงผู ู)้ ทเฺ ว ผคฺคุนี ดาวผัคคนุ ี ๒ ดวงคอื
ปพุ พผัคคนุ (ี ดาวงเู มีย) และอตุ ตรผคั คุนี(ดาวเพดาน) หตถฺ า ดาวหัตถา(ดาว
ศอกค)ู้ จิตฺตา ดาวจิตตะ(ดาวจระเข)้ สาติ ดาวสาต(ิ ดาวชา้ งพงั ) วิสาขา ดาว
วสิ าขา(ดาวคันฉตั ร) อนุราธา ดาวอนรุ าธา(ดาวประจ�ำฉัตร) เชฏฐฺ า ดาว
เชฏฐา(ดาวช้างใหญ)่ มูลา ดาวมูลา(ดาวชา้ งน้อย) อาสาฬหฺ า ดาวอาสาฬหะ
ท้ังหลาย ทุเว ๒ ดวง คือ ปุพพาสาฬหะ(ดาวฉัตรทับชา้ ง)แและอตุ ตราสาฬหะ
(ดาวแตรงอน)
๖๐. สวโณ ดาวสวณะ(ดาวหลกั ชัย) ธนฏิ ฐฺ า ดาวธนิฏฐา(ดาว
ไทร) สตภสิ โช ดาวสตภสิ ชะ(ดาวพณิ ทอง) ปุพฺพุตฺตรภททฺ ปทา ดาว
ปพุ พภทั ทปทะ(ดาวหวั เนอ้ื ทราย) และดาวอุตตรภทั ทปทะ(ดาวไมเ้ ทา้ ) เรวตี
ดาวเรวต(ี ดาวปลาตะเพียน) กมโต ตามลำ� ดบั

๖๑. โสพภฺ านุ กถโิ ต ราหุ สูราที ตุ นวคฺคหา
ราสิ เมสาทโิ ก ภทฺท- ปทา โปฏฺฐปทา สมา.

๖๑. ราห(ู อสุรินทราหู) ๒ : โสพภฺ านุ ราหุ (ราหุ) ราหุ ศัพท์

(ปณฺฑิเหติ) อนั บัณฑิตทงั้ หลาย กถโิ ต กลา่ วว่าเปน็ ปุงลิงค์

26 อภธิ านปั ปทปี ิกา

สรู าที (สททฺ า) ศัพทท์ ้งั หลายมี สรู ศพั ท์ เปน็ ต้น นวคคฺ หา ชื่อ
ว่า ดาวนพเคราะห์ [ดาวเคราะห์ ๙ ดวง ไดแ้ ก่ สูร, จนทฺ , องคฺ าร, พธุ , ชวี ,
สุกฺก, สเนจร, ราหุ, เกตุ ]
เมสาทโิ ก กลุ่มดาว ๑๒ หมู่ มกี ลมุ่ ดาวเมษ เป็นต้น ราสิ
ชื่อวา่ ราศี

ดาวภทั ทปทะ ๒ : ภทฺทปท, โปฏฐฺ ปท

๖๒. อาทจิ ฺโจ สูรโิ ย สโู ร สตรํสิ ทวิ ากโร
เวโรจโน ทินกโร อุณฺหรํสิ ปภงกฺ โร.

๖๓. อสํ มุ าลี ทินปติ ตปโน รวิ ภานมุ า
รสํ มิ า ภากโร ภานุ อกโฺ ก สหสฺสรํสิ จ.

๖๒-๖๓. พระอาทิตย์, ดวงอาทติ ย์ ๑๙ : อาทจิ ฺจ, สูริย,

สูร, สตรสํ ,ิ ทิวากร, เวโรจน, ทนิ กร, อุณฺหรํสิ, ปภงกฺ ร, อํสุมาล,ี ทินปต,ิ
ตปน, รวิ, ภานุมนฺต,ุ รํสิมนตฺ ,ุ ภากร, ภานุ, อกกฺ , สหสฺสรํสิ

๖๔. รํสิ อาภา ปภา ทติ ฺติ รจุ ิ ภา ชุติ ทธี ิติ
มรจี ิ ทฺวสี ุ ภานวฺ ํ’สุ มยูโข กริ โณ กโร.

๖๔. รศั ม,ี แสง ๑๔ : รํส,ิ อาภา, ปภา, ทติ ตฺ ิ, รจุ ิ, ภา, ชุต,ิ

ทีธิติ, มรีจิ, ภาน,ุ อํส,ุ มยูข, กริ ณ, กร

สัคคกณั ฑ์ 27

๖๕. ปรธิ ิ ปรเิ วโส ถ มรจี ิ มิคตณฺหิกา
สูรสโฺ สทยโต ปุพพฺ ุฏฺ- ฐติ รํสิ สยิ า’รุโณ.

๖๕. พระอาทติ ยท์ รงกลด ๒ : ปรธิ ิ, ปริเวส
พยบั แดด ๒ : มรจี ,ิ มิคตณหฺ ิกา

ปุพพฺ ุฏฺฐติ รสํ ิ แสงทตี่ ัง้ ขึ้นกอ่ น สูรสสฺ ของดวงอาทิตย์ อทุ ยโต
ทก่ี �ำลังจะขนึ้ อรโุ ณ ช่อื ว่า อรุณ (แสงอรุณ)

๖๖. กาโล’ทฺธา สมโย เวลา ตพพฺ เิ สสา ขณาทโย
ขโณ ทสจฉฺ รากาโล ขณา ทส ลโย ภเว.

๖๗. ลยา ทส ขณลโย มหุ ตุ โฺ ต เต สิยา ทส
ทส ขณมหุ ุตโฺ ต เต ทวิ โส ตุ อหํ ทินํ.

๖๖-๖๗. กาล, เวลา ๔ : กาล, อทฺธา, สมย, เวลา

ขณาทโย กาลเวลามี ขณะ เป็นต้น ตพพฺ ิเสสา เป็นชว่ งแห่งเวลา
ทสจฺฉรากาโล เวลาทีม่ รี ะยะนบั ได้เท่ากับการดีดนิ้วมือติดต่อกนั
๑๐ ครั้ง ขโณ เป็น ๑ ขณะ
ทส ขณา ๑๐ ขณะ ลโย เป็น ๑ ลยะ, ทส ลยา ๑๐ ลยะ
ขณลโย เปน็ ๑ ขณลยะ, เต ทส ๑๐ ขณลยะ มุหตุ โฺ ต เปน็ ๑ มุหตุ ตะ,
เต ทส ๑๐ มุหตุ ตะ ขณมุหตุ ฺโต เป็น ๑ ขณมหุ ุตตะ

วนั ๓ : ทิวส, อห, ทนิ

28 อภิธานปั ปทีปกิ า

๖๘. ปภาตญฺจ วิภาตญฺจ ปจฺจโู ส กลลฺ ’ม’ปยฺ ’ถ
อภโิ ทโส ปโทโส’ถ สาโย สญฺฌา ทนิ จจฺ โย.

๖๘. เวลาเชา้ ๔ : ปภาต, วิภาต, ปจฺจูส, กลฺล
หวั ค�่ำ ๒ : อภิโทส, ปโทส
เวลาเยน็ , พลบคำ�่ ๓ : สาย, สญฌฺ า, ทนิ จจฺ ย

๖๙. นิสา จ รชนีรตฺติ ติยามา สวํ รี ภเว
ชุณฺหา ตุ จนทฺ ิกายุตฺตา ตมุสสฺ นฺนา ติมสิ ิกา.

๖๙. กลางคืน ๕ : นสิ า, รชนี, รตฺติ, ติยามา, สํวรี

(รตฺติ) กลางคนื จนฺทิกายตุ ตฺ า ทป่ี ระกอบดว้ ยแสงจนั ทร์ ชุณหฺ า
ชอื่ วา่ ชุณหา (คืนเดอื นหงาย) (รตตฺ )ิ กลางคนื ตมุสฺสนนฺ า ที่มืดสนิท ติมิสกิ า
ช่อื ว่า ตมิ ิสกิ า(คนื เดือนมดื )

๗๐. นิสโี ถ มชฌฺ มิ ารตตฺ ิ อฑฒฺ รตโฺ ต มหานสิ า
อนธฺ กาโร ตโม’นติ ถฺ ี ตมิ ิสํ ติมิรํ มตํ.

๗๑. จตุรงฺคตมํ เอวํ กาฬปกฺขจตทุ ทฺ สี
วนสณฺโฑ ฆโน เมฆ- ปฏลํ จา’ฑฒฺ รตฺติ จ.

๗๐. เที่ยงคืน ๔ : นสิ ถี , มชฌฺ ิมารตตฺ ,ิ อฑฺฒรตฺต, มหานสิ า
ความมดื ๔ : อนฺธการ, ตม, ตมิ ิส, ตมิ ิร

สัคคกณั ฑ์ 29

(อนฺธการตมา) อนฺธการ ศัพท์ และตม ศพั ทท์ ้งั หลาย อนติ ถฺ ี
เป็นปงุ ลิงคแ์ ละนปงุ สกลิงค์
๗๑. จตรุ งคฺ ตมํ ความมืดมีองค์ ๔ เอวํ อยา่ งน้คี อื กาฬปกขฺ -
จตุททฺ สี วันแรม ๑๔ ค่ำ� ฆโน วนสณฺโฑ ชฏั ป่าที่หนาทบึ เมฆปฏลํ หลบื เมฆ
ทีห่ นาทึบ อฑฺฒรตตฺ ิ จ และเวลาเที่ยงคนื

๗๒. อนฺธตมํ ฆนตเม ปหาโร ยามสญญฺ ิโต
ปาฎปิ โท ตุ ทุตยิ า ตติยาที ติถี ทฺวสิ ุ.

๗๒. อนฺธตมํ อนฺธตม ศพั ท์ (วตฺตติ) ยอ่ มเป็นไป ฆนตเม
ในความมดื สนทิ
ปหาโร ปหาร ศัพท์ ยามสญญฺ โิ ต ถกู กำ� หนดว่าเป็น ยาม
ตุ สว่ นว่า ปาฏปิ โท วันท่หี นงึ่ ของข้างขนึ้ และข้างแรม(วนั ขึ้น ๑ ค่�ำ
กับวนั แรม ๑ คำ�่ )
ทตุ ยิ า ตติยาที วนั ที่ ๒ และวนั ที่ ๓ เปน็ ตน้ ติถี = ติถิ ชอ่ื ว่า
ตถิ (ิ ดิถ)ี
อีกนยั หนึง่ ทตุ ยิ า วนั ที่ ๒ ปาฏปิ โท ช่ือว่า ปาฏิปทะ ตตยิ าที สว่ น
วนั ท่ี ๓ เปน็ ตน้ ตถิ ี ชอื่ ว่า ตถิ 2ิ 2
ติถิ ติถิ ศพั ท์ (วตตฺ ต)ิ ยอ่ มเป็นไป ทวฺ สี ุ ในลงิ คท์ ้ังสองกล่าวคือ
อิตถลี ิงค์และปงุ ลงิ ค์




10 ปุสโส (ฎี)

30 อภธิ านปั ปทปี ิกา

๗๓. ปนฺนรสี ปญจฺ ทสี ปณุ ฺณมาสี ตุ ปณุ ณฺ มา
อมาวสี’ปยฺ ’มาวาสี ถยิ ํ ปนฺนรส’ี ปรา.

วนั ข้นึ ๑๕ ค่ำ� , วนั แรม ๑๕ ค�่ำ ๒ : ปนนฺ รส,ี ปญจฺ ทสี
วันเพญ็ : ปณุ ณฺ มาส,ี ปณุ ฺณมา

ปนนฺ รสี วนั ๑๕ ค�่ำ อปรา อนั อน่ื อมาวสี ชื่อวา่ อมาวสี
อมาวาสี และช่อื ว่า อมาวาสี (วนั ดับ), ทวฺ ยํ ศัพท์ทัง้ สอง (วตตฺ ต)ิ ยอ่ มเป็นไป
ถิยํ ในอติ ถลี ิงค์

๗๔. ฆฎกิ า สฏฺฐยฺ ’ โหรตฺโต ปกฺโข เต ทส ปญจฺ จ
เต ตุ ปุพฺพาปรา สุกฺก- กาฬา มาโส ตุ เต ทุเว.
๗๔. สฏฺฐิ ฆฏิกา ๖๐ นาฬิกา อโหรตฺโต เปน็ หนึ่งวันหนึง่ คนื
(หนงึ่ วัน) เต ปญฺจทส วันทั้งหลาย ๑๕ วนั ปกโฺ ข เปน็ ๑ ปักษ์ เต ปกั ษ์
ทั้งหลายเหลา่ นน้ั ปพุ พฺ าปรา ทั้งขา้ งหนา้ และข้างหลงั สุกกฺ กาฬา ช่อื วา่ สุกก
ปกั ษ์(ขา้ งข้ึน) และกาฬปักษ์(ขา้ งแรม) เต ทเุ ว ปักษ์ทั้งหลาย ๒ ปักษ์ มาโส
เป็น ๑ มาสะ(เดือน)

๗๕. จิตฺโต เวสาขเชฏฺฐา จา’ สาฬฺโห ทฺวีสุ จ สาวโณ
โปฏฺฐปาท’สฺสยชุ า จ มาสา ทวฺ าทส กตฺติโก.

๗๖. มาคสโิ ร ตถา ผสุ โฺ ส กเมน มาฆ ผคฺคณุ า
กตฺติก’สฺสยุชา มาสา ปจฉฺ มิ ปพุ ฺพกตฺตกิ า.

สคั คกณั ฑ์ 31

๗๗. สาวโณ นกิ ฺขมนีโย จิตตฺ มาโส ตุ รมฺมโก.

๗๕-๗๗. มาสา เดอื นท้ังหลาย ทวฺ าทส มี ๑๒ เดือน (อติ ิ) คอื
จติ โฺ ต เดอื นหา้ (เดือนที่ ๑) เวสาขเชฏฺฐา เดือนหกและเดือนเจด็ อาสาฬฺโห
เดอื นแปด (อาสาฬฺโห) อาสาฬหฺ ศัพท์ (วตฺตติ) ย่อมเป็นไป ทวฺ สี ุ ในลิงค์
ทั้งสองกล่าวคอื ปุงลิงค์และอติ ถีลงิ ค์ สาวโณ เดือนเกา้ โปฏฺฐปาทสสฺ ยชุ า
เดอื นสบิ และเดอื นสิบเอ็ด กตฺติโก เดอื นสิบสอง มาคสโิ ร เดือนอ้าย ผสุ โฺ ส
เดอื นย่ี มาฆผคฺคุณา เดือนสามและเดอื นส่ี กเมน ตามลำ� ดบั
เเดดอืือนนหเกา้ ้า๒๒::จสิตาฺตวมณา,สน, กิรขฺมมฺมนกยี



กตฺติกกาฬปกฺขโต
วสสฺ านา อุตโุ ย ทฺวสิ ุ.
๗๘. จตโุ ร จตโุ ร มาสา
กมา เหมนฺตคมิ ฺหาน-

๗๙. เหมนโฺ ต สิสิร’มตุ ู ฉ วา วสนโฺ ต จ คมิ หฺ วสสฺ านา
สรโทติ กมา มาสา เทฺว เทฺว วุตตฺ านสุ าเรน.

๗๘-๗๙. มาสา เดือนทั้งหลาย จตุโร จตุโร อย่างละ ๔ เดือน
๔ เดือน ปฏฐฺ าย เริ่มต้น กตตฺ กิ กาฬปกฺขโต จากขา้ งแรมของเดอื นสิบสอง อุตุ
โย ชื่อวา่ อตุ (ุ ฤด)ู เหมนฺตคิมฺหานวสสฺ านา คอื ฤดหู นาว ฤดูร้อนและฤดฝู น
กมา ตามล�ำดบั , (อุต)ุ อุตุ ศพั ท์ (วตตฺ ต)ิ ย่อมเปน็ ไป ทวฺ ีสุ ในปุงลงิ คแ์ ละ
อติ ถลี งิ ค์
วา อกี นัยหน่งึ ทเฺ ว ทฺเว มาสา เดอื นท้งั หลายสองอยา่ งละ ๒
เดอื นสองเดอื น วุตฺตานุสาเรน โดยคล้อยตามนัยทไี่ ด้กล่าวไปแล้วในฤดทู ้ังสาม

32 อภธิ านัปปทีปิกา

(โดยเร่ิมจากข้างแรมของเดอื นสบิ สอง) ฉ อตุ ุ ชือ่ ว่า ฤดู ๖ ฤดู กมา ตามลำ� ดบั
อิติ ดงั นคี้ อื เหมนโฺ ต ฤดูน�ำ้ คา้ ง สิสิรํ ฤดูหนาว วสนฺโต ฤดใู บไมผ้ ลิ คมิ หฺ วสฺ-
สานา ฤดูร้อนและฤดูฝน สรโท จ และฤดูอบั ลม

๘๐. อุณฺโห นทิ าโฆ คมิ ฺโห’ถ วสฺโส วสสฺ านปาวสุ า
อุตหู ิ ตีหิ วสฺสานา- ทเิ กหิ ทกฺขิณายนํ.

๘๑. อุตฺตรายน’มญฺเญหิ ตีหิ วสฺสายนทฺวยํ
วสสฺ สํวจฺฉรา’นิตฺถี สรโท หายโน สมา.

๘๐-๘๑. ฤดูรอ้ น ๓ : อณุ หฺ , นทิ าฆ, คิมฺห
ฤดูฝน ๓ : วสสฺ , วสสฺ าน, ปาวสุ

ทกฺขณิ ายนํ การโคจรไปสูท่ ศิ ใตแ้ หง่ ดวงอาทิตย์ ภวติ ยอ่ มมี ตหี ิ
อุตูหิ ดว้ ยฤดูท้ังหลาย ๓ ฤดู วสสฺ านาทเิ กหิ มฤี ดูฝน เป็นตน้ , อุตตฺ รายนํ
การโคจรไปสู่ทศิ เหนือแห่งดวงอาทิตย์ ภวติ ยอ่ มมี ตีหิ อตุ หู ิ ดว้ ยฤดูทงั้ หลาย
๓ ฤดู อญเฺ ญหิ เหล่าอื่น, อยนทวฺ ยํ การโคจรไปสทู่ ิศทัง้ สองแหง่ ดวงอาทติ ย์น้ี
วสฺโส เป็นหนง่ึ ปี

ปี ๕ : วสฺส, สํวจฉฺ ร, สรท, หายน, สมา

วสฺสสํวจฺฉรา วสฺสและสวํ จฺฉร ศพั ท์ อนิตฺถี เปน็ ปุงลิงคแ์ ละ
นปงุ สกลิงค์

สคั คกณั ฑ์ 33

๘๒. กปปฺ กขฺ โย ตุ สวํ ฏฺโฏ ยุคนฺตปลยา อปิ
อลกขฺ ี กาลกณณฺ ติ ถฺ ี อถ ลกฺขี สริ ิ’ตฺถยิ .ํ

๘๒. สนิ้ กัป ๔ : กปปฺ กขฺ ย, สวํ ฏฏฺ , ยุคนตฺ , ปลย
กาฬกณิ ี ๒ : อลกขฺ ,ี กาฬกณณฺ ี (อลฺกขีกาฬกณณฺ )ี อลกขฺ ีและ

กาฬกณณฺ ี ศพั ท์ อิตฺถี เปน็ อิตถีลงิ ค์

ศิริ ๒ : ลกฺขี, สริ ี (ลกฺขสี ริ ี) ลกฺขี ศัพทแ์ ละ สริ ี ศพั ท์ (วตฺตนตฺ )ิ

ยอ่ มเป็นไป อติ ถฺ ิยํ ในอติ ถีลิงค์

๘๓. ทนุ ทานวมาตา’ถ เทวมาตา ปนา’ทติ ิ
๘๔. ปาปญฺจ กิพพฺ สิ ํ เวรา- ฆํ ทุจฺจรติ ทุกฺกฎํ
อปญุ ฺญา’กุสลํ กณหฺ ํ กลสุ ํ ทุริตา’คุ จ.
๘๓. ทานวมาตา มารดาของอสรู ทนุ ชอื่ วา่ ทนุ
ปน สว่ นว่า เทวมาตา มารดาของเทวดา อทติ ิ ชื่อว่า อทิติ

๘๔. บาป, อกุศล, ความชัว่ ๑๒ : ปาป, กิพฺพิส, เวร,

อฆ, ทุจจฺ รติ , ทกุ ฺกฏ, อปุญฺญ, อกุสล, กณฺห, กลสุ , ทุริต, อาคุ

34 อภธิ านปั ปทปี ิกา

๘๕. กสุ ลํ สุกตํ สุกฺกํ ปุญญฺ ํ ธมมฺ ’มนิตฺถยิ ํ
สุจริต มโถ ทฏิ ฺฐ- ธมฺมกิ ํ อิหโลกิก.ํ

๘๖. สนทฺ ิฏฺฐิก’มโถ ปาร- โลกกิ ํ สมปฺ รายกิ ํ
ตกกฺ าลํ ตุ ตทาตวฺ ํ โจ- ตฺตรกาโล ตุ อายต.ิ

๘๕-๘๖. บญุ , กุศล, ความดี ๖ : กุสล, สกุ ต, สกุ กฺ , ปญุ ญฺ ,

ธมมฺ , สุจริต
(ธมฺม)ํ ธมมฺ ศพั ท์ (วตตฺ ต)ิ ย่อมเปน็ ไป อนติ ถฺ ยิ ํ ในปุงลงิ ค์และ
นปุงสกลิงค์

ประโยชน์ในโลกนี้ ๓ : ทิฏฐฺ ธมฺมิก, อิหโลกิก, สนฺทิฏฐฺ กิ
ประโยชนใ์ นโลกหนา้ ๒ : ปรโลกิก, สมฺปรายกิ
ในขณะนน้ั , เวลาน้ัน ๒ : ตกกฺ าล, ตทาตฺว
ในกาลข้างหนา้ , ในกาลต่อไป ๒ : อุตฺตรกาล, อายติ



๘๗. หาโส’ ตฺตมนตา ปตี ิ วติ ตฺ ิ ตฏุ ฐฺ ิ จ นารยิ ํ
อานนโฺ ท ปมุทา’โมโท สนฺโตโส นนฺทิ สมฺมโท.
สขุ ํ สาตญจฺ ผาสฺว’ถ
๘๘. ปาโมชฺชญจฺ ปโมโท’ถ กลยฺ าณํ มงคฺ ลํ สวิ ํ.
ภททฺ ํ เสยฺโย สุภํ เขมํ นีโฆ จ พยฺ สนํ อฆํ
ตสี วฺ ากิจฺฉํ สขุ าทิ จ.
๘๙. ทุกฺขญจฺ กสิรํ กิจฺฉํ
ทพฺเพ ตุ ปาปปญุ ฺญานิ

สัคคกณั ฑ์ 35

๘๗-๘๙. ความยนิ ดี, รา่ เริง, ความเบกิ บานใจ ๑๓ : หาส,

อตตฺ มนตา, ปตี ,ิ วิตฺต,ิ ตุฏฐฺ ,ิ อานนฺท, ปทมุ , อาโมท, สนโฺ ตส, นนทฺ ิ, สมมฺ ท,
ปาโมชฺช, ปโมท
(จตกุ ฺก)ํ อตฺตมนตา, ปตี ิ, วิตตฺ ิ และตฏุ ฐฺ ศิ ัพท์ท้งั ๔ (วตฺตต)ิ
ยอ่ มเป็นไป นาริยํ ในอติ ถลี งิ ค์

ความสขุ , สบาย ๓ : สขุ , สาต, ผาสุ
ความดี, มงคล ๗ : ภททฺ , เสยยฺ , สภุ , เขม, กลยฺ าณ,

มงคฺ ล, สิว

ความทกุ ข์, ลำ� บาก ๖ : ทกุ ขฺ , กสริ , กิจฉฺ , นีฆ, พยฺ สน, อฆ

ปาปปุญญฺ านิ ศพั ทท์ งั้ หลายทเี่ ป็นไวพจนข์ องปาปและปุญฺญ-
ศัพท์ สขุ าทิ และกลุ่มศัพทม์ ี สุข ศัพท์ เป็นต้น อากจิ ฉฺ ํ ถงึ กิจฉฺ ศพั ท์
(วตตฺ มานานิ) หากเป็นไปอยู่ ทพเฺ พ ในทัพพะ (วเิ สสยะ) (วตตฺ นฺติ) ยอ่ ม
เป็นไป ตีสุ (ลิงฺเคสุ) ในลงิ ค์ทง้ั ๓

๙๐. ภาคฺยํ นิยติ ภาโค จ ภาคเธยยฺ ํ วธิ ’ี รโิ ต
อโถ อปุ ปฺ ตตฺ ิ นพิ ฺพตฺติ ชาติ ชนนมุพภฺ โว.

๙๐. กรรมเกา่ , โชค ๕ : ภาคยฺ , นยิ ต,ิ ภาค, ภาคเธยฺย, วธิ ิ
การเกิด ๕ : อปุ ปฺ ตฺติ, นิพฺพตตฺ ,ิ ชาติ, ชนน, อุพภฺ ว

36 อภิธานปั ปทีปิกา

๙๑. นมิ ิตตฺ ํ การณํ ฐานํ ปทํ พีชํ นิพนธฺ นํ
นทิ านํ ปภโว เหตุ สมฺภโว เสตุ ปจจฺ โย.

๙๑. นมิ ติ , เหตุ, ปจั จัย ๑๒ : นมิ ิตตฺ , การณ, ฐาน, ปท, พชี

นิพนฺธน, นทิ าน, ปภว, เหต,ุ สมภฺ ว, เสต,ุ ปจจฺ ย

๙๒. การณํ ยํ สมาสนฺนํ “ปทฏฺฐานน”ฺ ติ ตํ มตํ
ชีโว ตุ ปุริโส’ตฺตา’ถ ปธานํ ปกติ’ตถฺ ยิ ํ.

๙๒. ยํ การณํ เหตุใด สมาสนฺนํ อันใกลย้ ่งิ อตฺถิ มอี ยู่ ตํ การณํ
เหตุนน้ั ปณฑฺ ิเตน อันบัณฑติ มตํ พงึ ทราบ ปทฏฐฺ านนตฺ ิ วา่ ปทฏั ฐาน

ชวี ะ, อาตมัน, วญิ ญาณ ๓ : ชวี , ปรุ สิ , อตฺตา
มายา(ภาวะความสมดลุ แห่งสัตวคณุ รชคุณ ตมคณุ ) ๒ : ปธาน,

ปกต,ิ (ปกติ) ปกติ ศัพท์ (วตฺตต)ิ ยอ่ มเปน็ ไป อิตถฺ ยิ ํ ในอิตถีลิงค์

๙๓. ปาโณ สรีรี ภตู ํ วา สตฺโต เทหี จ ปคุ คฺ โล
ชโี ว ปาณี ปชา ชนตฺ ุ ชโน โลโก ตถาคโต.

๙๓. สัตว์,บุคคล ๑๓ : ปาณ, สรีรี, ภตู , สตตฺ , เทหี, ปคุ คฺ ล,

ชีว, ปาณี, ปชา, ชนฺตุ, ชน, โลก, ตถาคต
ภูตํ ภูต ศัพท์ วา เป็นปุงลิงคแ์ ละนปุงสกลิงคบ์ ้าง

สคั คกณั ฑ์ 37

๙๔. รปู ํ สทโฺ ท คนฺธรสา ผสโฺ ส ธมฺโม จ โคจรา
อาลมพฺ า วสิ ยา เต ฉา’ รมฺมณา’ลมฺพณานิ จ.

๙๔. รูปํ รูป สทโฺ ท เสียง คนธฺ รสา กล่ินและรส ผสโฺ ส
การกระทบสัมผสั ธมฺ โม จ และธรรม เอเต ฉ สภาวธรรม ๖ อยา่ งเหล่านี้
โคจรา ช่อื วา่ โคจร อาลมฺพา ช่อื ว่า อาลัมพะ วสิ ยา ชอื่ วา่ วิสยะ อารมฺมณา
ช่ือว่า อารัมมณะ อาลมฺพณานิ จ และชือ่ ว่า อาลัมพณะ [อารมณ์ ๕ : โคจร,
อาลมฺพ, วสิ ย, อารมมฺ ณ, อาลมฺพณ]

๙๕. สกุ โฺ ก โคโร สโิ ต’ทาตา ธวโล เสตปณฑฺ รา
โสโณ ตุ โลหิโต รตโฺ ต ตมพฺ มญชฺ ิฏฐฺ โรหติ า.

๙๕. สขี าว ๗ : สกุ กฺ , โคร, สติ , โอทาต, ธวล, เสต, ปณฺฑร
สีแดง ๖ : โสณ, โลหิต, รตตฺ , ตมพฺ , มญฺชฏิ ฐฺ , โรหิต

เมจโก สามสามลา
๙๖. นีโล กณหฺ า’สติ า กาโฬ อีสปํ ณฑฺ ุ ตุ ธสู โร.
สิตปเี ต ตุ ปณฺฑ’ุ ตโฺ ต

๙๖. สีดำ� , สีเขยี วคราม ๗ : นลี , กณห, อสติ , กาฬ, เมจก,

สาม, สามล
ปณฺฑุ ปณฑฺ ุ ศพั ท์ (ปณฑฺ เิ ตห)ิ อันบณั ฑิตทัง้ หลาย อุตโฺ ต
กลา่ วแลว้ สิตปีเต ในสีขาวผสมกบั สีเหลือง, อีสปํ ณฑฺ ุ สีเหลืองออ่ น ธูสโร
ช่ือวา่ ธูสร (สเี ทามอ)

38 อภิธานัปปทีปกิ า

๙๗. อรุโณ กิญจฺ ิรตโฺ ต’ถ ปาฏโล เสตโลหโิ ต
อโถ ปโี ต หลิทยฺ าโภ ปลาโส หรโิ ต หริ.

๙๗. กญิ ฺจิรตโฺ ต สแี ดงออ่ น อรโุ ณ ช่อื วา่ อรณุ ะ(แดงเหมอื นสขี อง
ตาปลา) เสตโลหิโต สีขาวผสมกับสีแดง ปาฏโล ชอ่ื ว่า ปาฏละ(สชี มพ)ู

สีเหลือง ๒ : ปีต, หลทิ ฺยาภ
สีเขียวใบไม้ ๓ : ปลาส, หรติ , หริ

ปีเต’ถ โรจนปฺปเภ
๙๘. กฬาโร กปโิ ล นีล- กฬาราที ตุ ปงิ ฺคเล.
ปงิ โฺ ค ปิสงโฺ ค’ปยฺ ’ถวา

๙๘. กฬาโร กฬาร ศพั ท์ กปิโล และกปิล ศพั ท์ (วตตฺ นฺต)ิ
ย่อมเป็นไป นลี ปเี ต ในสีเขียวผสมกบั สีเหลือง(สตี องออ่ น)
ปิงโฺ ค ปงิ ฺค ศพั ท์ ปสิ งโฺ คปิ และปิสงฺค ศพั ท์ (วตฺตนฺติ) ย่อมเปน็ ไป
โรจนปฺปเภ ในสเี หลืองสดใส(เหมือนกบั สีทส่ี ะทอ้ นออกจากโค)
อถวา อีกนยั หน่ึง กฬาราที กฬาร ศัพท์ เปน็ ตน้ (วตฺตนตฺ )ิ
ย่อมเป็นไป ปงิ คฺ เล ในสีนำ�้ ตาล

๙๙. กมมฺ าโส สพโล จติ ฺโต สาโว ตุ กณฺหปตี เก
วาจจฺ ลิงฺคา คุณเิ นยฺ ’เต คุเณ สุกกฺ าทโย ปุเม.

๙๙. สดี า่ ง, สีลาย(เหมอื นสที ค่ี อนกดุเหว่า) ๓ : กมฺมาส,

สพล, จิตฺต

สคั คกณั ฑ์ 39

ตุ ส่วนว่า สาโว สาวศพั ท์ (ปณฑฺ ิเตน) อนั บัณฑติ วตุ โฺ ต
กล่าวแลว้ กณหฺ ปตี เก ในสีดำ� ผสมกับสเี หลือง(สีน�้ำตาลหม่น)
(ยทา) ในกาลใด เอเต สุกฺกาทโย สกุ กฺ ศพั ท์ เป็นต้นเหลา่ นี้
(วตตฺ นฺติ) ย่อมเปน็ ไป คุณินิ ในศัพทท์ ่ีมีคณุ ขยาย(โดยอเภทูปจาระ) (ตทา)
ในกาลนน้ั วาจจฺ ลิงฺคา มีลงิ ตามลิงคข์ องวเิ สสยะ, (ยทา) ในกาลใด เอเต
สกุ กฺ าทโย สุกฺก ศัพท์ เป็นต้นเหลา่ นี้ (วตตฺ นตฺ )ิ ย่อมเปน็ ไป คุเณ ในคุณ
(วเิ สสนะ) (ตทา) ในกาลนนั้ (วตฺตนฺติ) ยอ่ มเปน็ ไป ปเุ ม ในปงุ ลงิ ค์

๑๐๐. นจจฺ ํ นฏฏฺ ญฺจ นฏนํ นตตฺ นํ ลาสนํ ภเว
นจฺจํ ตุ วาทติ ํ คีต’ มิติ นาฏฺยมิทํ ตยํ.

๑๐๐. การฟ้อนรำ� ๕ : นจจฺ , นฏฺฏ, นฏน, นตฺตน, ลาสน

อทิ ํ ตยํ ทัง้ ๓ น้ี อิติ คอื นจจฺ ํ การฟ้อนร�ำ วาทิตํ การบรรเลง
คีตํ และการขบั รอ้ ง นาฏฺยํ ชือ่ ว่า นาฏยะ



๑๐๑. นจฺจฏฺฐานํ สยิ า รงฺโค’ ภินโย สจู ฺยสูจนํ
องคฺ หาโร’งฺควกิ ฺเขโป นฏฺฏโก นฏโก นโฏ.

๑๐๑. นจจฺ ฏฺฐานํ สถานท่ีส�ำหรับฟอ้ นรำ� รงโฺ ค มีช่ือวา่ รงั คะ
(โรงละคร, นาฏยเวที, นาฏยศาลา) สิยา ย่อมมี

สจู ยฺ สจู นํ การแสดงทา่ ทางดว้ ยมอื เป็นตน้ อภินโย ช่ือวา่
อภนิ ยะ(การแสดงท่าทาง, อภนิ ยั )

การขยบั ทา่ ทาง ๒ : องคฺ หาร, องฺควกิ ฺเขป
นักแสดง, นางร�ำ, ช่างฟ้อน ๓ : นฏฺฏก, นฏก, นฏ

40 อภิธานปั ปทีปิกา

๑๐๒. สิงฺคาโร กรโุ ณ วรี ’ พฺภตุ หสสฺ ภยานกา
สนฺโต พภี จฺฉ รทุ ทฺ านิ นว นาฏยฺ รสา อเิ ม.
๑๐๒. อิเม นว (รสา) รสทัง้ หลาย ๙ อยา่ งเหลา่ นคี้ ือ สิงคฺ าโร
ความรกั กรโุ ณ ความสงสาร วีรพภฺ ุตหสฺสภยานกา ความกลา้ หาญ ความ
อัศจรรย์ ความสนกุ สนานและความน่ากลัว สนฺโต ความสงบ พภี จฺฉรุททฺ านิ
ความน่ารงั เกียจและการร้องไห้ นาฏฺยรสา ชอื่ วา่ นาฏยรส

๑๐๓. โปสสสฺ นาริยํ โปเส อติ ฺถยิ า สงฺคมํ ปติ
ยา ปิหา เอส สิงคฺ าโร รตกิ ฬี าทกิ ารโณ.
๑๐๓. ยา ปิหา ความรักใด ปติ อาศัยแลว้ สงคฺ มํ ซ่ึงการอยูร่ ว่ ม
กนั โปสสสฺ แห่งชาย(สตั ว์ตัวผ)ู้ นาริยํ ในหญิง(สตั วต์ ัวเมยี ), ปติ อาศัยแล้ว
สงคฺ มํ ซ่ึงการอยู่รว่ ม อติ ฺถิยา แหง่ หญิง(สตั ว์ตัวเมีย) โปเส ในชาย(สตั วต์ วั ผู)้
อตฺถิ มีอย่,ู เอส ความรกั นี้ รตกิ ีฬาทกิ ารโณ ซึ่งมีการละเล่นสนกุ สนาน เปน็ ตน้
เป็นเหตุ สงิ ฺคาโร ชื่อวา่ สงิ คาระ(ความรัก)


๑๐๔. อตุ ฺตมปปฺ กติปฺปาโย อติ ฺถปิ รุ สิ เหตุโก
โส สมฺโภโค วิโยโคต ิ สิงฺคาโร ทวุ ิโธ มโต.

๑๐๔. โส สงิ ฺคาโร ความรกั นัน้ อตุ ฺตมปปฺ กตปิ ปฺ าโย อนั มีสภาพที่
ประเสริฐมาก อิตฺถิปุริสเหตุโก อันมีความรกั ของหญงิ และชายเปน็ เหตุ
(ปณฑฺ เิ ตน) อนั บณั ฑติ มโต พึงทราบ ทวุ ิโธ วา่ มี ๒ อย่าง อิติ คอื สมฺโภโค
การอยรู่ ่วมกัน วิโยโค การพลดั พรากจากกนั

สคั คกณั ฑ์ 41

๑๐๕. ภาสิตํ ลปิตํ ภาสา โวหาโร วจนํ วโจ
อุตฺติ วาจา คิรา วาณี ภารตี จ กถา วจี.

๑๐๕. ค�ำพูด,วาจา ๑๓ : ภาสิต, ลปติ , ภาสา, โวหาร, วจน,

วจ, อตุ ตฺ ,ิ วาจา, คิรา, วาณี, ภารตี, กถา, วจี

๑๐๖. เอกาขฺยาโต ปทจโย สยิ า วากฺยํ สการโก
อาเมฑติ นตฺ ิ วเิ ญฺญยฺยํ ทฺวตฺติกฺขตตฺ มุ ุทีรณํ.
๑๐๖. ปทจโย กลุ่มคำ� เอกาขฺยาโต อนั มอี าขยาต ๑ ค�ำ
สการโก พรอ้ มกับการกะ วากฺยํ สิยา มชี ่ือว่า วากยะ(ประโยค)
ตุ สว่ นว่า อุทรี ณํ การกล่าว ทฺวตตฺ กิ ขฺ ตตฺ ุ ซำ�้ ๒-๓ คร้งั
(ปณฑฺ เิ ตน) อันบณั ฑติ วิญเฺ ญยฺยํ พงึ ทราบ อาเมณฺฑติ ํ อิติ ว่าอาเมฑิตะ
(ค�ำพูดซ�้ำ)

๑๐๗. ภเย โกเธ ปสํสายํ ตุรเิ ต โกตหู เล’จฉฺ เร
หาเส โสเก ปสาเท จ กเร อาเมฑิตํ พุโธ.
๑๐๗. พุโธ บณั ฑิต กเร พึงกระท�ำ อาเมฑติ ํ ซ่ึงอาเมฑติ ะ ภเย
ในเวลากลัว โกเธ ในเวลาโกรธ ปสสํ ายํ ในเวลายกยอ่ งสรรเสรญิ ตุรเิ ต
ในเวลาเร่งรบี โกตูหเล ในเวลาโกลาหล อจฺฉเร ในเวลาอัศจรรย์ หาเส
ในเวลาดใี จ โสเก ในเวลาเสยี ใจ ปสาเท และในเวลาเลื่อมใส จ และในเวลา
อืน่ ๆบา้ ง [ดว้ ย จ ศพั ทน์ ้ี รวบรวมเอา ครหายํ ในเวลาตเิ ตียน สมมฺ าเน และใน
เวลาบูชา]

42 อภิธานปั ปทปี กิ า

๑๐๘. อริ ุ นารี ยชุ สาม มิติ เวทา ตโย สิยุ
เอเต เอว ตยี นารี เวโท มนฺโต สุตติ ถฺ ยิ .ํ

๑๐๘. เวทา เวททงั้ หลาย ตโย มี ๓ อย่าง อติ ิ คือ อริ ุ อิรุเวท
(ฤคเวท) (อริ )ุ อริ ุ ศพั ท์ นารี เป็นอติ ถีลงิ ค์ ยชุ ยชรุ เวท สามํ และสามเวท
เอเต เอว (เวทา) เวท ๓ อย่างเหล่าน้นั แล ตยี ชือ่ ว่า ตยี, (ตย)ี ตยี ศพั ท์ นารี
เป็นอติ ถีลงิ ค์

คัมภรี ์เวท ๓ : เวท, มนตฺ , สุติ

(สตุ )ิ สตุ ิ ศพั ท์ (วตฺตต)ิ ย่อมเป็นไป อิตถฺ ยิ ํ ในอติ ถลี ิงค์

๑๐๙. อฏฺฐโก วามโก วาม- เทโว จ’งฺคีรโส ภคุ
ยมทคฺคิ จ วาสฏิ ฺโฐ ภารทวฺ าโช จ กสสฺ โป
เวสสฺ ามติ ฺโตติ มนตฺ านํ กตตฺ าโร อสิ โย อเิ ม.

๑๐๙. อิเม อิสโย ฤาษีทงั้ หลายเหล่านี้ อิติ คอื อฏฐฺ โก ฤาษี
อัฏฐกะ วามโก ฤาษวี ามกะ วามเทโว ฤาษีวามเทวะ องฺคีรโส ฤาษีองั คีรสะ
ภคุ ฤาษีภคุ ยมทคฺคิ ฤาษียมทคั คิ วาสิฏโฺ ฐ ฤาษีวาสิฏฐะ ภารทฺวาโช ฤาษี
ภารทวาชะ กสฺสโป ฤาษีกัสสปะ เวสสฺ ามิตโฺ ต จ และฤาษีเวสสามิตตะ

กตตฺ าโร เปน็ ฤาษีผรู้ จนา มนฺตานํ ซงึ่ คัมภีร์เวททง้ั หลาย (ฤาษีผ้รู จนาคมั ภรี เ์ วท
๑๐ ทา่ น)

สัคคกัณฑ์ 43

๑๑๐. กปโฺ ป พยฺ ากรณํ โชติ- สตถฺ ํ สิกขฺ า นริ ตุ ฺติ จ
ฉนโฺ ทวิจิติ เจตานิ เวทงฺคานิ วทนฺติ ฉ.

๑๑๐. (อาจรยิ า) อาจารยท์ งั้ หลาย วทนฺติ ยอ่ มกล่าว เอตานิ ฉ
(ปกรณานิ) ซง่ึ คมั ภรี ท์ ง้ั ๖ ท่ีจะกลา่ วต่อไปน้ี เวทงฺคานิ ว่าเป็นเวทางค์
(องคป์ ระกอบของคัมภีรเ์ วท)

๑. กปโฺ ป คมั ภีร์กัปปะ (คัมภรี ์ทีแ่ สดงวิธีเกี่ยวกบั การบชู ายญั
รจนาโดยโพธายนฤาษี เปน็ ต้น)

๒. พยฺ ากรณํ คัมภีร์พยากรณะ(คัมภีร์ไวยากรณม์ ีคัมภีรป์ าณินิ
และกัจจายนะ เปน็ ตน้ )

๓. โชตสิ ตฺถํ คัมภรี ์โชตสิ ตั ถะ(คมั ภรี ท์ แี่ สดงลักษณะของดวงดาว
ทบี่ ่งถงึ ความเจริญหรอื ความเสอ่ื มของมนุษย์)

๔. สกิ ฺขา คมั ภรี ์สกิ ขา(คมั ภีร์ทแ่ี สดงฐานกรณแ์ ละปยตนะของ
อกั ษร มคี ัมภีรป์ าณินสิ ิกขาและนารทสิกขา เป็นต้น)

๕. นิรตุ ตฺ ิ คัมภีร์นริ ุตตหิ รือนิรตุ ตะ(คัมภีร์ท่แี สดงรูปศัพทเ์ ดิม
ปัจจัย อธบิ าย ตามความหมายของวิคคหะและความหมายของคำ� ดว้ ยลกั ษณะ
๕ อยา่ ง มี วณั ณาคมะ เปน็ ตน้ ท่ีรจนาโดยฤาษยี าสกะ เปน็ ต้น)

๖. ฉนฺโทวจิ ิติ คมั ภีรฉ์ นั ท์(คัมภีรท์ ีแ่ สดงลักษณะของฉนั ทท์ ี่
อนุฏฐุภฉันท์ เป็นตน้ รจนาโดยอาจารยป์ งิ คละ เป็นตน้ )

44 อภธิ านัปปทปี ิกา

๑๑๑. อติ หิ าโส ปรุ าวตุ ตฺ - ปปฺ พนโฺ ธ ภารตาทิโก
นามปปฺ กาสกํ สตฺถํ รกุ ขฺ าทีนํ นฆิ ณฑฺ ุ โส.

๑๑๑. ปรุ าวตุ ฺตปฺปพนฺโธ บทประพันธ์ที่ท่านกล่าวไวใ้ นกาลกอ่ น
ภารตาทโิ ก มี มหาภารตะ เปน็ ตน้ อิติหาโส ชอ่ื วา่ อิตหิ าสะ (นิทาน,
พงศาวดาร, ประวัตศิ าสตร์)

สตฺถํ คมั ภรี ์ นามปฺปกาสกํ ทีแ่ สดงนามบญั ญัติ รุกฺขาทนี ํ ของ
ต้นไม้ เป็นตน้ นฆิ ณฺฑุ ชื่อว่า นิฆณั ฑุ (บางแห่งเรียกวา่ นฆิ ัณฏุ ซ่งึ เปน็ คัมภรี ์
อภธิ านหรอื พจนานุกรม) (นิฆณฑฺ )ุ นฆิ ัณฑุ ศัพท์ (โส) เป็นปงุ ลิงค์

๑๑๒. วติ ณฑฺ สตถฺ ํ วิญเฺ ญยฺยํ ยํ ตํ โลกายตํ อิติ
เกฏภุ ํ ตุ กรฺ ิยากปปฺ - วิกปฺโป กวนิ ํ หิโต.

๑๑๒. ยํ วติ ณฺฑสตถฺ ํ คัมภรี ์วติ ัณฑะใด (อตฺถิ) มอี ยู่ ตํ คัมภีร์
วติ ัณฑะน้นั (ปณฑฺ เิ ตน) อันบัณฑติ วิญฺเญยยฺ ํ พงึ ทราบ โลกายตํ อิติ วา่ คมั ภรี ์
โลกายตะ[คัมภรี ์ของพวกเดียรถีย์ทส่ี อนให้คนเกิดมจิ ฉาทิฏฐิ ตรงขา้ มกับสวรรค์
นพิ พาน]

กรฺ ิยากปปฺ วกิ ปฺโป คมั ภรี ท์ วี่ จิ ารณบ์ ทประพนั ธ์ของนักปราชญ์
หิโต อันเปน็ ประโยชนเ์ ก้ือกูล กวินํ แก่นักกวที ั้งหลาย เกฏภุ ํ ชอ่ื วา่ เกฏภุ ะ
[กลมุ่ คมั ภีรอ์ ลงั การะ]

สัคคกัณฑ์ 45

๑๑๓. อาขฺยายโิ กปลทธฺ ตฺถา ปพนธฺ กปฺปนา กถา
ทณฺฑนตี ฺย’ตถฺ สตฺถสมฺ ึ วุตฺตนฺโต ตุ ปวตฺติ จ.

๑๑๓. อุปลทฺธตฺถา บทประพันธ์ที่กล่าวถึงเรื่องจริงหรือบท
ประพนั ธ์ทกี่ ลา่ วถึงชีวประวัติ อาขฺยายิกา ช่อื วา่ อาขยายิกา(หนงั สือชีวประวตั ิ)
ปพนธฺ กปฺปนา บทประพันธ์อันมกี าทัมพรี เปน็ ต้น ทเี่ กิดจากการ
แต่งขึน้ กถา ชอ่ื วา่ กถา [เช่น นยิ าย เปน็ ตน้ ]
ฑณฺฑนีติ ฑณฑฺ นีติ ศัพท์ (วตตฺ ต)ิ ยอ่ มเปน็ ไป อตฺถสตฺถสฺมึ
ในคมั ภรี น์ ตี หิ รืออรรถศาสตร์ มีจาณกยะ เป็นต้น

เรื่องราว, ข่าว ๒ : วตุ ฺตนฺต, ปวตฺติ

๑๑๔. สญฺญาขฺยาวฺหา สมญญฺ า จา’ ภิธานํ นามมวฺหโย
นามเธยยฺ า’ ธวิ จนํ ปฏวิ ากยฺ ํ ตุ อุตตฺ รํ.

๑๑๔. นาม, ชื่อ ๙ : สญญฺ า, อาขฺยา, อวหา, สมญญฺ า, อภิธาน,

นาม, อวหฺ ย, นามเธยยฺ , อธวิ จน

ค�ำตอบ ๒ : ปฏวิ ากยฺ , อุตฺตร

๑๑๕. ปญโฺ ห ตีสวฺ ’นุโยโค จ ปุจฉฺ า’ปฺย’ถ นิทสสฺ นํ
อโุ ปคฺฆาโต จ ทฏิ ฺฐนโฺ ต ตโถ’ทาหรณํ ภเว.

๑๑๕. คำ� ถาม ๓ : ปญฺห, อนโุ ยค, ปจุ ฺฉา

(ปญฺโห) ปญฺห ศพั ท์ (วตฺตต)ิ ย่อมเป็นไป ตสี ุ (ลงิ เฺ คสุ)
ในลิงค์ทัง้ หลาย ๓ ลงิ ค์

ตวั อยา่ ง ๔ : นทิ สสฺ น, อุโปคฺฆาต, ทฏิ ฐฺ นฺต, อุทาหรณ

46 อภธิ านัปปทปี กิ า

๑๑๖. สมา23 สงฺเขปสํหารา สมาโส สงคฺ โห’ปฺย’ถ
สตํ ธารยส’ี ตยฺ าทฺย’ พภฺ กขฺ านํ ตจุ ฉฺ ภาสนํ.

๑๑๖. ย่อ, สังเขป ๔ : สงฺเขป, สหํ าร, สมาส, สงฺคห

(อิเม สททฺ า) ศพั ทท์ งั้ หลายมสี งฺเขปเปน็ ต้นเหลา่ นี้ สมา =
(อตฺถโต สมา) มีอรรถเหมอื นกัน, ตุจฉฺ ภาสนํ การกลา่ วค�ำทไ่ี มจ่ รงิ อติ ิ อาทิ
เป็นต้นอย่างนว้ี า่ “ตฺวํ ทา่ น ธารยสิ ยอ่ มทรงไว้ (ติดค้าง) สตํ ซ่งึ ทองคำ� หน่ึง
รอ้ ยกหาปณะ (เม) แก่ข้าพเจ้า” อพภฺ กฺขานํ มชี ื่อว่า อัพภักขานะ(การกลา่ ว
ตู,่ การใส่ความ) (อกี นยั หนึง่ ) ตจุ ฉฺ ภาสนํ การกล่าวค�ำทีไ่ มจ่ รงิ อิติ อาทิ เป็นตน้
อย่างน้วี ่า “ตวฺ ํ ทา่ น ธารยสิ เคยหยบิ ยืม สตํ ซ่ึงทรพั ย์สินเงินทองที่เป็นของ
ข้าพเจา้ ไป” อพฺภกฺขานํ มชี ือ่ วา่ อพั ภักขานะ(การกล่าวต,ู่ การใส่ความ)

๑๑๗. โวหาโร ตุ ววิ าโท’ถ สปนํ สปโถ’ปิ จ
ยโส สิโลโก กิตตฺ ’ิ ตถฺ ี โฆสนา ตุ’จจฺ สททฺ นํ.

๑๑๗. ววิ าท, คดีฟอ้ งรอ้ ง, การถกเถยี งกนั ๒ : โวหาร,

วิวาท

การสบถ, สาบาน ๒ : สปน, สปถ
เกยี รต,ิ ชอื่ เสียง ๓ : ยส, สโิ ลก, กิตตฺ ิ (กติ ฺต)ิ กติ ติ ศพั ท์ อิตฺถี

เป็นอติ ถีลงิ ค์
อจุ ฺจสทฺทนํ การกลา่ วเสียงดัง โฆสนา ชอ่ื ว่า โฆสนา(การประกาศ,

การป่าวร้อง)

11 ในนิสสยะฉบบั สงิ หฬถือวา่ สมา (สม) ศัพท์ เปน็ ปรยิ าย (ไวพจน)์ ของสงเฺ ขป ตามมติน้ีค�ำท่แี ปลว่า ยอ่ จงึ มี
อยู่ ๕ คำ�

สคั คกัณฑ์ 47

๑๑๘. ปฏิโฆโส ปฏิรโว โถ’ปญญฺ าโส วจีมุขํ
กตฺถนา จ สลิ าฆา จ วณณฺ นา จ นุตติ ถฺ ตุ ิ.
เกกา นาโท สิขณฑฺ นิ ํ
๑๑๙. โถมนํ วา ปสํสา’ถ มตา เหสา หยทฺธน.ิ
คชานํ โกญฺจนาโท’ถ

๑๑๘. เสียงสะทอ้ น ๒ : ปฏิโฆส, ปฏริ ว
ค�ำน�ำ, คำ� ปรารภ, อารัมภบท ๒ : อุปญญฺ าส, วจมี ุข
๑๑๙. การสรรเสรญิ , การชมเชย ๗ : กตถฺ นา, สลิ าฆา,

วณฺณนา, นตุ ,ิ ถตุ ,ิ โถมน (โถมนา), ปสสํ า, (โถมนํ) โถมน ศัพท์ วา เปน็
นปงุ สกลิงค์บา้ ง เป็นอติ ถลี ิงคบ์ ้าง24

นาโท เสยี งร้อง สขิ ณฑฺ นิ ํ แห่งนกยงู ท้ังหลาย เกกา ช่อื วา่ เกกา
นาโท เสยี งร้อง คชานํ แหง่ ชา้ งทง้ั หลาย โกญจฺ นาโท ช่อื วา่
โกญจนาท
เหสา เหสา ศพั ท์ (ปณฑฺ ิเตน) อนั บัณฑติ มตา พึงทราบว่าเป็น
ไป หยทธฺ นิ ในเสยี งรอ้ งแห่งมา้

๑๒๐. ปรยิ าโย เววจนํ สากจฉฺ า ตุ จ สํกถา
อปุ วาโท จ’ุ ปกฺโกสา’ วณณฺ วาทา’นวุ าโท จ
ชนวาทา’ปวาทา’ปิ ปรวิ าโท จ ตลุ ฺยตฺถา.

๑๒๐. คำ� ไวพจน์ ๒ : ปริยาย, เววจน

24 ตรงกับปาฐะท่ีมาในปุคคลบญั ญตั ซิ ง่ึ ใชเ้ ป็นอติ ถีลิงค์ว่า “ปรโถมนาย” อน่ึง ในนิสสยะสงิ หฬไดแ้ ยกการ
สรรเสรญิ ไว้ ๒ กลุ่ม โดยเอาสามคำ� แรก คือ กตฺถนา, สิลาฆา, วณณฺ นา เปน็ การสรรเสรญิ ลบั หลงั สว่ นสีค่ ำ� หลัง
คอื นตุ ิ, ถตุ ิ, โถมนา และปสํสา เป็นการสรรเสริญตอ่ หน้า ซึง่ สอดคลอ้ งกบั มตขิ องอัฏฐกถาปุคคลบัญญตั ิและ
คัมภรี ์มูลฎีกา

48 อภิธานปั ปทปี กิ า

การสนทนา ๒ : สากจฉฺ า, สํกถา
การตำ� หนิติเตยี นลบั หลัง, การนินทา ๗ : อุปวาท,

อุปกโฺ กส, อวณฺณวาท, อนุวาท, ชนวาท, อปวาท, ปรวิ าท, (อิเม สททฺ า)
ศัพทท์ ้ังหลายเหลา่ น้ี ตลุ ยฺ าตถฺ า มอี รรถเหมอื นกัน

๑๒๑. เขโป นนิ ฺทา ตถา กจุ ฺฉา ชคิ ุจฺฉา ครหา ภเว
นนิ ทฺ าปพุ โฺ พ อปุ ารมโฺ ภ ปรภิ าสนมจุ จฺ เต.

๑๒๑. การติเตยี นตอ่ หนา้ , การครหา, ๕ : เขป, นินฺทา,

กจุ ฉฺ า ,ชิคุจฺฉา, ครหา25
อุปารมโฺ ภ การกลา่ วโทษ นนิ ทฺ าปพุ โฺ พ อันมีการติเตียนเปน็ เบือ้ ง

หน้า [อนั เป็นไปในเชงิ ต�ำหน]ิ (ปณฑฺ เิ ตน) อันบัณฑติ อุจจฺ เต ยอ่ มเรียก
ปริภาสนํ (อิต)ิ วา่ ปรภิ าสนะหรือปรภิ าสณะ [การบรภิ าษ, ค�ำตดั พอ้ ,
การตอ่ ว่า]

๑๒๒. อฏฺฐา’นรยิ โวหาร- วเสน ยา ปวตฺติตา
อภวิ ากฺยํ สยิ า วาจา สา วตี กิ ฺกมทปี น.ี

๑๒๒. ยา วาจา คำ� พดู ใด ปวตตฺ ิตา อันเป็นไป อฏฺฐานริยโวหาร-
วเสน ดว้ ยอำ� นาจแหง่ อนริยโวหาร ๘ อยา่ ง วตี กิ ฺกมทีปนี อันแสดงซ่ึงการก้าว
ลว่ งความจรงิ สา (วาจา) คำ� พูดนั้น อภวิ ากฺยํ ช่ือว่า อภิวากยะหรอื อตวิ ากยะ26

25 ในอภิธานปั ปทปี กิ าฎีกา รวมเอาทง้ั ๑๒ ศัพทค์ อื ตั้งแต่อปุ วาท ถงึ ครหา ให้เปน็ ไวพจนข์ องการนนิ ทา
ทงั้ หมด ซึง่ สอดคล้องกบั มตขิ องคัมภีร์อมรโกษ[อภธิ านฉบบั สันสกฤต ซึ่งถอื วา่ เปน็ ตน้ แบบของอภธิ านัปปทีปิกา
ฉบับบาลี]

สัคคกณั ฑ์ 49

๑๒๓. มุหุภาสา’นุลาโปถ ปลาโป นตถฺ กิ า คริ า
อาโทภาสน’มาลาโป วิลาโป ตุ ปรทิ ฺทโว.

๑๒๓. มุหภุ าสา การกลา่ วซำ�้ ๆ ซากๆ อนลุ าโป ช่ือว่าอนุลาปะ
[คำ� พดู พลา่ ม] คิรา ค�ำพดู อนตถฺ กิ า อนั ไม่มีความหมาย[ไมม่ ีประโยชน์]
ปลาโป ช่ือวา่ ปลาปะ[ค�ำพดู เพ้อเจ้อ]27 อาโทภาสนํ การกลา่ วทักทายปราศรยั
อาลาโป ชอ่ื ว่าอาลาปะ [คำ� ทกั ทาย] ปรทิ ฺทโว การร้องไหค้ รำ่� ครวญ วลิ าโป
ชื่อวา่ วลิ าปะ[ร�ำพัน, คร�ำ่ ครวญ]

๑๒๔. วิปปฺ ลาโป วโิ รโธตฺติ สนเฺ ทโสตฺติ ตุ วาจกิ ํ
สมฺภาสนํ ตุ สลฺลาโป วิโรธรหติ ํ มถิ .ุ

๑๒๔. วโิ รโธตตฺ ิ ค�ำพดู ท่ีตรงกันขา้ ม วิปฺปลาโป ช่ือวา่ วปิ ปลาปะ
[คำ� พดู ท่ีขดั แยง้ , ค�ำคดั ค้าน], ตุ ส่วนวา่ สนเฺ ทโสตตฺ ิ คำ� พูดท่ีปรารภถึงความ

26 ในอภิธานปั ปทปี ิกาฉบบั ไทยเป็น อตวิ ากฺยํ ซง่ึ ตรงกับคำ� ทม่ี าในพระไตรปฎิ กและอรรถกถาท้งั หลาย กแ็ ล
อติวากยหรือ อนรยิ โวหารน้เี ปน็ ค�ำพูดที่เป็นของปุถชุ น ๘ อยา่ ง ซึ่งมาในธรรมบท (๕๙) มหานิเทศ (๑๘๗)
จฬู นิเทศ (๖๖) และพระบาลขี ทุ ทกวัตถวุ ิภังค์นั้นไดแ้ ก่
๑. อทิฏเฐ ทฏิ ฐฺ วาทิตา - พดู ว่าเห็นในสิ่งที่ตนไม่ได้เห็น
๒. อสฺสเุ ต สตุ วาทติ า - พดู วา่ ได้ยนิ ในส่ิงทต่ี นไมไ่ ด้ยนิ
๓. อมเุ ต มตุ วาทติ า - พดู วา่ ไดส้ มั ผัส (ได้กลน่ิ -ไดล้ มิ้ -ได้สมั ผสั ) ในส่ิงที่ตนไมไ่ ด้สัมผัส
๔. อวญิ ฺญาเต วญิ ฺญาตวาทติ า - พดู ว่ารู้ในสง่ิ ที่ตนไม่รู้
๕, ทิฏเฺ ฐ อทฏิ ฐฺ วาทติ า - พดู ว่าไม่เห็นในสิ่งทเี่ หน็
๖. สุเต อสฺสุตวาทิตา - พดู ว่าไมไ่ ดย้ นิ ในส่ิงท่ีได้ยนิ
๗. มเุ ต อมตุ วาทติ า - พดู ว่าไมไ่ ดส้ ัมผสั ในสง่ิ ท่ตี นไดส้ มั ผัส
๘. วญิ ญฺาเต อวิญญฺ าตวาทติ า - พูดว่าไม่รู้ ในสง่ิ ท่ีตนเองรู้
สว่ น อติวากยํ ที่มาในชาดก(๒/๒๓๗)พงึ ทราบว่าใช้ในความหมายว่าครหาตเิ ตยี น

27 ในอมรโกษเป็น สิยาภาสนมาลาโป (สยิ า + อาภาสนํ + อาลาโป) และในอมรโกษฎีกากอ็ ธิบายว่า “อาถาสนํ
อาลาโป เทวฺ อญฺโญฺญสมโฺ มชน ปุพฺพกภาสนสฺ ส ดงั นน้ั ค�ำว่า อาโทภาสนมาลาโปน้ี หากจะเป็นปาฐะว่า
‘อถาภาสนมาลาโป’ [อถ+อาภาสน+ํ อาลาโป] กจ็ ะทำ� ให้สอดคล้องกบั คมั ภีรเ์ กา่ เปน็ อยา่ งยิ่ง

50 อภธิ านปั ปทีปกิ า

เป็นมา วาจกิ ํ ชอ่ื ว่า วาจกิ ะ[ค�ำกลา่ วแถลงการณ์, คำ� ชี้แจง, ค�ำปราศรัย],
สมฺภาสนํ - การกล่าวเจรจา วิโรธรหิตํ ท่ีปราศจากการขัดแย้ง
มถิ ุ (อญญฺ มญญฺ ํ) ซึง่ กนั และกัน สลฺลาโป และชื่อวา่ สลั ลาปะ[ค�ำสนทนา, คำ�
เจรจาหารือ]

๑๒๕. ผรุสํ นิฏฺฐรุ ํ วากฺยํ มนญุ ฺญํ หทยงคฺ มํ
สกํ ลุ ํ ตุ กิลิฏฺฐญฺจ ปุพพฺ าปรวโิ รธนิ ิ.

๑๒๕. วากฺยํ ค�ำพูด นฏิ ฺฐุรํ อนั หยาบคาย ผรุสํ ชอ่ื วา่ ผรุสะ[คำ�
หยาบคาย] มนุญฺญํ คำ� พูดอันยงั ใจใหย้ ินดี หทยงฺคมํ ช่ือวา่ หทยังคมะ[คำ� พดู
จับใจ พดู ดี พดู เพราะ] สํกุลํ สกํ ุล ศัพท์ กลิ ฏิ ฐฺ ํ และกิลฏิ ฐ ศพั ท์ (วตฺตนตฺ ิ )
ย่อมเป็นไป ปุพพฺ าปรวโิ รธินิ ในค�ำพดู ทขี่ ัดแยง้ ระหวา่ งข้างหนา้ และข้างหลงั
[คำ� ขัดแย้งกนั เอง]28

๑๒๖. สมุทายตถฺ รหิตํ อพทธฺ มติ ิ กิตตฺ ิตํ
วาหตํ ตุ มุสาตฺถก2ํ 9 ผรสุ าที ติลิงคฺ กิ า.

๑๒๖. สมุทายตฺถรหิตํ ค�ำพูดท่ีไม่สามารถจับใจความได้
(ปณฑฺ ิเตน) อันบณั ฑิต กติ ตฺ ติ ํ กล่าวแลว้ อพทธฺ ํ อติ ิ วา่ อพทั ธะ[คำ� พูดทไี่ ม่
ประตดิ ประตอ่ กัน] มุสาตถฺ กํ คำ� พูดท่มี ีใจความผิดพลาดอย่างมหนั ต์ อาหตํ
ช่อื วา่ อาหตะ ผรสุ าที (สททฺ า) ศพั ทท์ ง้ั หลายมี ผรสุ ศพั ท์ เปน็ ต้น ตลิ ิงฺคิกา
เป็นศัพทท์ เี่ ปน็ ไปใน ๓ ลงิ ค์

28 ตัวอยา่ งเชน่
๑. ยาวชชฺ วี มหํ โมนี, พฺรหมฺ จารี จ เม ปติ า
มาตา จ มม วญฌฺ าส ิ อปุตโฺ ต จ ปติ ามโห. (จนิ ดามณี)
๒. ปสสฺ ติ อจกขฺ ุ ส สุโณติ อกณโฺ ณ (มเหสวฺ รฏกี า)
29 ส่วนวา่ มสุ า ค�ำเทจ็ วิตถํ ชือ่ วา่ วติ ถ
ในกรณีทีใ่ ชป้ าฐะว่า วติ ถํ ตุ มสุ า จาถ ให้แปลวา่ ตุ
[คำ� เท็จ, คำ� โกหก]

สคั คกัณฑ์ 51

๑๒๗. สมมฺ า พยฺ ยญจฺ าวติ ถํ สจจฺ ํ ตจฺฉํ ยถาตถํ
ตพฺพนฺตา ตีสวฺ ’ลีกํ ตวฺ ’ สจจฺ ํ มิจฺฉา มุสา’พยฺ ย.ํ

๑๒๗. ค�ำจรงิ , ค�ำสัตย,์ ๕ : สมมฺ า, อวิตถ, สจจฺ , ตจฉฺ ,

ยถาตถ
(สมมฺ า) สมฺมา ศพั ท์ อพฺยยํ เป็นอพั ยยะ[ศัพท์นิบาต] (สททฺ า)

ศพั ทท์ ัง้ หลาย มี อวิตถ เป็นต้น ตพพฺ นฺตา อันระบุถึงบคุ คลผพู้ ูดคำ� จริงนั้น
(วตฺตนตฺ ิ) ย่อมเปน็ ไป ตีสุ (ลงิ ฺเคสุ) ในลงิ คท์ ั้งหลาย ๓ ลงิ ค์

ค�ำพดู ทไ่ี ม่จริง, ค�ำพูดปด ๔ : อลกี , อสจฺจ, มจิ ฺฉา, มุสา

(ทวฺ ยํ) มจิ ฉาและมสุ า ศัพท์ อพยฺ ยํ เปน็ อัพยยะ


๑๒๘. รโว นินาโท นินโท จ สทโฺ ท
นคิ ฺโฆสนาททธฺ นโย จ ราโว
อาราวสํราววิราวโฆสา
รวา สุต’ิ ตฺถี สรนสิ ฺสนา จ.

เสียง, ศัพท์ ๑๖ : รว, นินาท, นนิ ท, สททฺ , นคิ ฺโฆส, นาท, ธน,ิ

ราว, อาราว, สรํ าว, วิราว, โฆส, อารว, สตุ ิ, สร, นสิ สฺ น (สุต)ิ สตุ ิ ศพั ท์ อิตฺถี
เป็นอิตถีลงิ ค์

52 อภธิ านปั ปทีปิกา

๑๒๙. วิสสฺ ฏฺฐมญชฺ ุวิญเฺ ญยฺยา สวนียาวสิ าริโน
พินฺทุคมฺภรี นนิ ฺนาที’ เตยฺ ’ว’มฏฐฺ งคฺ ิโก สโร30.

สโร เสียง อฏฐฺ งคฺ ิโก มีองค์ ๘ อติ ิ เอวํ อย่างนคี้ ือ วสิ ฺสฏโฺ ฐ
สละสลวย มญชฺ ุ ไพเราะ วิญเฺ ญยฺโย ชัดเจน สวนโี ย เสนาะโสต อวิสารี
ไม่เครือพร่า พนิ ทฺ ุ กลมกลอ่ ม คมฺภีโร ลุ่มลึก นินนฺ าที ก้องกงั วาน

๑๓๐. ติรจฉฺ านคตานญฺหิ รุตํ วสฺสติ ’มจุ ฺจเต
โกลาหโล กลหโล คีตํ คานญจฺ คีตกิ า.

๑๓๐. รตุ ํ เสียงขนั [ร้อง] ตริ จฺฉานคตานํ ของสัตวเ์ ดรจั ฉาน
ทง้ั หลาย (ปณฺฑิเตน) อนั บณั ฑิต อจุ ฺจเต ยอ่ มเรียก วสสฺ ติ ํ (อิต)ิ วา่ วัสสติ ะ
[เสียงขนั เสยี งรอ้ ง เสียงเห่า เสียงหอน]

เสียงออ้ื องึ , เสยี งอึกทึกครกึ โครม ๒ : โกลาหล, กลหล
เสียงเพลง, เสยี งขบั ร้อง ๓ : คีต, คาน, คีติกา(คตี )ิ

๑๓๑. สรา สตฺต ตโย คามา เจ’กวสี ติ มุจฺฉนา
ตานา เจกนู ปญฺญาส อจิ เฺ จตํ สรมณฺฑล.ํ

๑๓๑. สรา เสียงรอ้ งเพลงบรรเลงเป่าทั้งหลาย สตตฺ มี ๗ ชนิด
คามา หมู่เสียงท้ังหลาย ตโย มี ๓ ประการ มจุ ฉฺ นา การร้องเพลงบรรเลงเปา่
อนั ตำ�่ และสงู ท้ังหลาย เอกวสี ติ มี ๒๑ ประการ ตานานิ การรอ้ งเพลงบรรเลง

30 เสียงมีองค์ ๘ เชน่ เสียงของพรหมและพระสุรเสยี งของพระสัมมาสัมพทุ ธเจ้าน้ี มาจากพระบาฬมี ัชฌมิ นิกาย,
มัชฌิมปัณณาสก์, พราหมณวรรค

สัคคกณั ฑ์ 53

เปา่ อันแปลงให้เป็นเสียงชนดิ ตา่ งๆ เอกูนปญญฺ าส มี ๔๙ ประการ อิจฺเจตํ
กลุม่ เสยี งท่ีกลา่ วมานี้ สรมณฑฺ ลํ ช่ือว่า สรมัณฑละ[หมู่เสียง]

ฉชฺชคนฺธารมชฺฌิมา
๑๓๒. อุสโภ เธวโต เจว สตฺเต’เต คทติ า สรา.
ปญฺจโม จ นิสาโท’ติ

๑๓๒. เอเต สตตฺ (สรา) เสียง ๗ อยา่ งเหลา่ นี้ อติ ิ คือ อสุ โภ เสีย
งอุสภะ เธวโต เสียงเธวตะ ฉชชฺ คนธฺ ารมชฌฺ ิมา เสยี งฉัชชะ คันธาระและ
มชั ฌมิ ะ ปญจฺ โม เสยี งปัญจมะ นิสาโท และเสยี งนสิ าทะ (ปณฑฺ ิเตน)
อันบัณฑติ คทติ า ย่อมเรยี ก สรา วา่ เป็น เสียง [เสียงพณิ , เสียงจากลูกคอ]

๑๓๓. นทนฺติ อุสภํ คาโว ตรุ คา เธวตํ ตถา
ฉชชฺ ํ มยรู า คนฺธาร’ มชา โกญจฺ า จ มชฌฺ ิมํ.

๑๓๔. ปญจฺ มํ ปรปฏุ ฐฺ าที นสิ าทมฺ’ปิ จ วารณา
ฉชฺโช จ มชฌฺ โิ ม คามา ตโย สาธารโณ’ติ จ.

๑๓๓-๑๓๔. คาโว โคทัง้ หลาย นทนตฺ ิ ย่อมร้อง อุสภํ
ซึ่งเสยี งอุสภะ, ตุรคา ม้าทงั้ หลาย นทนตฺ ิ ยอ่ มรอ้ ง เธวตํ ซ่ึงเสยี งเธวตะ,
มยรู า นกยูงท้งั หลาย นทนตฺ ิ ยอ่ มรอ้ ง ฉชชฺ ํ ซ่ึงเสียง ฉชั ชะ, อชา แพะ
ทง้ั หลาย นทนตฺ ิ ยอ่ มรอ้ ง คนธฺ ารํ ซึ่งเสียงคันธาระ โกญฺจา นกกระเรยี น
ท้ังหลาย นทนฺติ ย่อมรอ้ ง มชฌฺ มิ ํ ซง่ึ เสียงมัชฌมิ ะ, ปรปุฏฐาที นกทง้ั
หลายมีนกดเุ หว่า เปน็ ต้น นทนฺติ ย่อมรอ้ ง ปญจฺ มํ ซงึ่ เสียงปญั จมะ,
วารณา ช้างทั้งหลาย นทนฺติ ย่อมร้อง นิสาทํ ซง่ึ เสยี งนสิ าทะ

54 อภธิ านปั ปทีปิกา

คามา กลุ่มเสียงดนตรี ตโย จัดเป็น ๓ กลุม่ ใหญ่ อติ ิ คอื ฉชฺโช
ฉชั ชคามะ[กล่มุ เสยี งนกยงู ] มชฌฺ โิ ม มชั ฌมิ คามะ[กลมุ่ เสยี งนกกระเรียน]
สาธารโณ และเสยี งสาธารณคามะ[เสียงทัว่ ไป]

๑๓๕. สเรสุ เตสุ ปจฺเจเก ตสิ โฺ ส ตสิ โฺ ส หิ มจุ ฺฉนา
สิยุ ตเถว ตานาน3ิ 1 สตตฺ สตเฺ ต’ว ลพฺภเร.

๑๓๕. เตสุ สเรสุ ในบรรดาเสียง ๗ อยา่ ง มอี ุสภะและเธวตะ
เป็นตน้ เหล่านน้ั ปจเฺ จเก - ในแต่ละเสยี งๆ มจุ ฺฉนา มีการปล่อยเสียงต่ำ� และ
เสยี งสูง ตสิ โฺ ส ติสโฺ ส อย่างละ ๓ เสยี ง ตเถว โดยท�ำนองเดียวกัน ตานานิ

การเปลยี่ นแปลงซ่ึงเสียงหลากหลาย (ปคุ คฺ เลน) อันบคุ คล ลพฺภเร ย่อมได้
สตตฺ สตเฺ ตว อยา่ งละ ๗ ระดบั



๑๓๖. ตสิ ฺโส ทุเว จตสโฺ ส จ จตสโฺ ส กมโต สเร
ตสิ ฺโส ทุเว จตสโฺ ส’ติ ทฺวาวสี ติ สตุ ี สิยุ.

๑๓๖. สตุ ี เสยี งทั้งหลาย ทวฺ าวีสติ ๒๒ ชนดิ สิยุํ มอี ยู่ สเร ใน
กลุม่ เสียง ๗ ประเภท กมโต ตามล�ำดบั อติ ิ ดงั นี้คอื ติสโฺ ส เสยี ง ๓ อยา่ ง ได้แก่
ตาระ มนั ทะและกละในเสยี งแรกคืออสุ ภะ, ทเุ ว เสยี ง ๒ อยา่ ง ได้แก่ ตาระ
และมนั ทะ ในเสียงท่สี องคอื เธวตะ, จตสฺโส เสียง ๔ อยา่ ง ได้แก่ ตาระ กละ
มันทะและกากลี ในเสยี งทส่ี ามคอื ฉชั ชะ, จตสฺโส เสียง ๔ อยา่ ง ได้แก่ ตาระ

31 ในอภธิ านัปปทปี กิ าหลายฉบับส่วนใหญ่เปน็ ฐานานิ ส่วนในอภิธานัปปทีปิกานสิ สยะของทา่ นอคคฺ ธมฺมาภิ
วงฺสเถร เปน็ ตานา จ

สคั คกณั ฑ์ 55

กละ มันทะและกากลี ในเสยี งทีส่ คี่ ือ คันธาระ, ตสิ โฺ ส เสยี ง ๓ อยา่ ง ไดแ้ ก่
ตาระ กละ และกากลี ในเสยี งท่หี า้ คอื มัชฌมิ ะ, ทุเว เสียง ๒ อย่าง ไดแ้ ก่ กละ
และกากลี ในเสียงทหี่ ก คอื ปญั จมะ, จตสโฺ ส จ และเสียง ๔ อย่าง ไดแ้ ก่
ตาระ กละ มนั ทะและกากลี ในเสียงทีเ่ จ็ด คอื นิสาทะ

๑๓๗. อจุ ฺจตเร รเว ตาโร ‘ถ’าพฺยตฺเต มธุเร กโล
คมฺภีเร ตุ รเว มนโฺ ท ตารา’ที ตีสฺวโถ กเล
กากลี สขุ ุเม วุตฺโต กฺรยิ าทสิ มตา ลโย.

๑๓๗. ตาโร ตารศพั ท์ (วตตฺ ต)ิ ย่อมเปน็ ไป รเว ในเสียง
อจุ ฺจตเร อันสูงแหลม, อถ นอกจากนนั้ กโล กลศัพท์ (วตตฺ ติ) ย่อมเป็นไป
มธุเร ในเสยี งหวาน อพฺยตฺเต อนั ไม่ชดั เจน มนฺโท มนทฺ ศพั ท์ (วตฺตต)ิ
ย่อมเป็นไป คมฺภีเร ในเสียงอันลุ่มลกึ , ตาราที ศัพทท์ งั้ หลายคอื ตาร กล และ
มนฺท ศพั ท์ (วตฺตนตฺ )ิ ย่อมเป็นไป ตีสุ (ลงิ ฺเคส)ุ ในลิงคท์ ง้ั หลาย ๓ ลงิ ค,์
กากลี กากลี ศัพท์ (ปณฺฑิเตน) อนั บณั ฑิต วตุ โฺ ต กลา่ วแล้ว กเล ในเสยี งที่
ไม่ชัด สขุ ุเม อนั สุขุม[แผว่ เบา], กรฺ ิยาทิสมตา ภาวะความเสมอกันแห่งกริ ยิ ามี
การร้องเพลงและการบรรเลง เป็นต้น ลโย ชื่อวา่ ลยะ[จังหวะ]

๑๓๘. วีณา จ วลฺลกี สตตฺ - ตนตฺ ี สา ปรวิ าทนิ ี
โปกขฺ โร โทณิ วณี าย อปุ วโี ณ ตุ เวฐโก.

๑๓๘. พิณ ๒ : วณี า, วลลฺ กี

สา (วีณา) พิณน้นั สตฺตตนตฺ ี อันมี ๗ สาย ปริวาทนิ ี ช่ือวา่
ปรวิ าทนิ [ี พิณ ๗ สาย] โทณิ ราง[ชอ่ ง] วีณาย ของพิณ โปกฺขโร ช่อื ว่า
โปกขระ(ชอ่ งพณิ )

56 อภธิ านัปปทีปิกา

คอพณิ ๒ : อปุ วีณ, เวฐก

๑๓๙. อาตตญเฺ จว วติ ต’ มาตตวติ ตํ ฆนํ
สสุ ริ ํ เจ’ติ ตูรยิ ํ ปญฺจงคฺ กิ มุทรี ติ .ํ

๑๓๙. ตรู ยิ ํ ดุรยิ างคห์ รอื เครอ่ื งดนตรี (ปณฑฺ เิ ตน) อนั บัณฑิต
อทุ ีรติ ํ กลา่ วแล้ว ปญฺจงฺคิกํ (อติ )ิ วา่ มีองค์ ๕ อติ ิ ดังนี้คอื อาตตํ กลอง
อาตตะ วิตตํ กลองวิตตะ อาตตวติ ตํ กลองอาตตวติ ตะ ฆนํ กลองฆนะ สุสริ ํ
สสุ ริ ะ[เคร่ืองเปา่ มปี ี่และขลยุ่ เปน็ ตน้ ]

นทฺเธสุ เภรยิ าทสิ ุ
๑๔๐. อาตตํ นาม จมมฺ าว- ถูณทททฺ รกิ าทิก.ํ
ตเล’เกกยุตํ กมุ ภฺ -

๑๔๐. เภรยิ าทสิ ุ ในบรรดากลองทัง้ หลายมีกลองใหญ่ เปน็ ต้น
จมฺมาวนทเฺ ธสุ อนั หุ้มดว้ ยหนังตรงึ แน่น กมุ ฺภถูณทททฺ รกิ าทิกํ กลองสเ่ี หล่ียม
จัตุรัสและกลองใหญม่ รี กู ลวง เป็นตน้ ตเลเกกยุตํ อันหุ้มด้วยหนังหนา้ ขา้ งเดียว
อาตตํ นาม ชือ่ ว่า อาตตะ[กลองที่หุ้มดว้ ยหนังหน้าเดยี ว]

๑๔๑. วติ ตํ โจ’ภยตลํ ตรู ิยํ มรุ ชาทิกํ
อาตตวติ ตํ สพฺพ- วนิ ทฺธํ ปณวาทิก.ํ

๑๔๑. ตูริยํ ดรุ ยิ างค์ มรุ ชาทกิ ํ มีตะโพน เป็นต้น อภุ ยตลํ

สัคคกณั ฑ์ 57

อันมีหนังหมุ้ ๒ ด้าน วติ ตํ ชอื่ ว่า วิตตะ[กลองทีห่ ุ้มดว้ ยหนงั ๒ หนา้ ]
ตรู ิยํ ดนตรี ปณวาทกิ ํ มกี ลองบณั เฑาะว์ เปน็ ตน้ สพพฺ วนิ ทธฺ ํ

อนั หมุ้ ด้วยหนังทั้งหมด อาตตวติ ตํ ชอ่ื วา่ อาตตวติ ตะ[กลองหุม้ ด้วยหนงั
ทงั้ หมด]

๑๔๒. สุสิรํ วํสสงฺขาทิ สมฺมตาลาทิกํ ฆนํ
อาโตชชฺ ํ ตุ จ วาทิตตฺ ํ วาทติ ํ วชชฺ มุจฺจเต.

๑๔๒. วํสสงฺขาทิ ดุรยิ างค์มปี ่ี, ขล่ยุ , แตร, สงั ข์ เปน็ ต้น สสุ ิรํ
ชอื่ ว่า สุสริ ะ[ดรุ ิยางค์ท่ีใชเ้ ปา่ ] สมฺมตาลาทกิ ํ ดุริยางค์มี สัมมตาละ เปน็ ตน้
ฆนํ ชือ่ วา่ ฆนะ[ดุรยิ างคท์ ่ีใชต้ หี รอื เคาะ]

ตํ (ตูรยิ ํ) ดรุ ิยางค์ ๕ อยา่ ง มีอาตตะ เปน็ ตน้ นน้ั (ปณฺฑเิ ตน)
อันบัณฑติ อจุ ฺจเต ย่อมกล่าว อาโตชชฺ ํ วา่ อาโตชชะ วาทิตฺตํ ว่า วาทติ ตะ
วาทิตํ วา่ วาทติ ะ วชชฺ ํ วา่ วชั ชะ

๑๔๓. เภรี ทนุ ทฺ ุภิ วุตโฺ ต’ถ มุทิงโฺ ค มุรโชสฺส ตุ
อาลงิ ฺค’งกฺ โฺ ย’ทฺธกา เภทา ตณิ โว ตุ จ ฑิณฺฑิโม.

๑๔๓. กลองใหญ่ ๒ : เภร,ี ทนุ ทฺ ภุ ิ, (ทนุ ฺทุภ)ิ ทนุ ทฺ ุภิ ศัพท์

(ปณฺฑิเตน) อนั บัณฑิต วตุ ฺโต กลา่ วแล้วว่าเปน็ ปุงลงิ ค3์ 2

32 ในอมรโกษ ระบวุ า่ “เภรี ถี ทุนทฺ ภุ ิ ปมุ า” เภรี ศพั ท์ เป็นอิตถลี งิ ค์ สว่ นทุนทภุ ิ ศัพท์ เปน็ ปุงลงิ ค,์ สำ� หรบั ใน
อภิธานนัปปทีปกิ า พึงทราบว่า เภรี เปน็ ปุงลิงค์โดยรปู เภทนยั [รปู นั ตรนัย] ก็ได้ หรือหากจะถอื เอาโดย สาหจรยิ -
นยั ในฐานะทอ่ี ยู่ใกลก้ ับทนุ ทฺ ภุ ิ ก็สามารถถือเอาโดยความเป็นปุงลงิ ค์ได,้ สว่ นในฎีการะบุไวว้ ่า ท้งั สองศัพทเ์ ป็น
ได้ท้ังปงุ ลงิ คแ์ ละอิตถีลงิ ค์ จะอย่างไรกต็ าม ปรากฏวา่ ในพระไตรปิฎก และอฎั ฐกถาท้ังหลาย ทา่ นกลับใช้ทุนฺทุภิ

58 อภิธานัปปทีปิกา

ตะโพน ๒ : มุทิงคฺ , มุรช

อาลิงฺคงฺโกยฺ ทฺธกา กลองอาลิงคะ(ตะโพนท่หี อ้ ยไว้ท่คี อ) กลอง
อังกยะ(ตะโพนห้อยไวท้ บ่ี ริเวณอก) และกลองอทุ ธกะ(ตะโพนท่ีตโี ดยการเชดิ
หนา้ กลองข้นึ ขา้ งบน) เภทา เป็นประเภท อสสฺ (มทุ งิ ฺคสฺส) แห่งตะโพนนนั้

กลองเล็ก ๒ : ตณิ ว, ฑิณฺฑมิ

โกโณ วีณาทวิ าทนํ
๑๔๔. อาลมพฺ โร ตุ ปณโว ปฺปเภทา มทฺทลาทโย.
ทททฺ รี ปฏโห เภริ

๑๔๔. กลองบัณเฑาะว์ ๒ : อาลมพฺ ร, ปณว

วณี าทวิ าทนํ การดดี พิณ เปน็ ตน้ โกโณ ชอ่ื วา่ โกณะ[การดีดพิณ
รอ้ งเพลง เปน็ ตน้ ] (วา) อกี นยั หนง่ึ วีณาทิวาทนํ เศษไมเ้ ปน็ ตน้ อันเปน็
เคร่ืองมือดดี พิณ เปน็ ตน้ โกโณ ช่อื ว่า โกณะ[ไมด้ ีด]

กลองรบ ๒ : ททฺทรี, ปฏห

มททฺ ลาทโย กลองมัททละ เปน็ ต้น เภรปิ ปฺ เภทา เปน็ กลองพเิ ศษ
[กลองยาวหนา้ ซา้ ยกว้าง ๑๓ นว้ิ หน้าขวากว้าง ๑๒ น้วิ ]

๑๔๕. ชนปปฺ เิ ย วมิ ทฺโทฏฺเฐ คนฺเธ ปริมโล ภเว
โส ตฺวาโมโท ทรู คามี วิสสฺ นตฺ า ตีส’ฺ วโิ ต ปร.ํ

๑๔๕. ปริมโล ปรมิ ล ศพั ท์ ภเว ย่อมเป็นไป คนฺเธ ในของหอม
หรอื ในกล่ิน วิมทฺโทฏเฺ ฐ อันเกดิ จากการบดโดยประการต่างๆ ชนปปฺ ิเย อัน

ศพั ท์ เปน็ อิตถีลงิ ค์ เชน่ ในประโยควา่ “เทว ทนุ ทฺ ุภิโย ผลสึ ุ” [ซึ่งหากถอื ตามอภิธานปาฐะนี้ต้องเปน็
“เทวทุนฺทภุ โย จึงจะถกู ], นอกจากนี้แลว้ ในคัมภรี ป์ โยคสิทธิ ก็ระบวุ า่ ทนุ ทฺ ุภิ เปน็ อติ ถลี งิ ค ์

สคั คกัณฑ์ 59

เปน็ ทน่ี ยิ มของผู้คน, โส ของหอมหรอื กลนิ่ นนั้ ทรู คามี อันฟงุ้ ไปไกล อาโมโท
ชือ่ ว่า อาโมทะ, อโิ ต ปรํ ต่อแต่นี้ วสิ ฺสนฺตา (สทฺทา) ศพั ทท์ ั้งหลายตั้งแต่
อฏิ ฐฺ คนธฺ ศัพท์ ถึง วสิ สฺ ศพั ท์ (วตตฺ นตฺ ิ) ย่อมเปน็ ไป ตสี ุ (ลิงเฺ คส)ุ ในลงิ ค์ท้ัง
หลาย ๓ ลงิ ค์

๑๔๖. อฏิ ฐฺ คนฺโธ จ สรุ ภิ สุคนโฺ ธ จ สคุ นธฺ ิ จ
ปูติคนธฺ ิ ตุ ทคุ ฺคนโฺ ธ ’ถ วสิ ฺสํ อามคนฺธิ ย.ํ

๑๔๖. กลิ่นหอม, กลน่ิ ดี ๔ : อิฏฐฺ คนฺธ, สรุ ภิ, สคุ นฺธ, สคุ นฺธิ



กลนิ่ ไมด่ ,ี กลน่ิ เหม็น ๒ : ปตู คิ นฺธิ, ทุคฺคนธฺ

ยํ อามคนธฺ ิ กล่ินคาวใด (อตฺถ)ิ มีอย่,ู (ต)ํ กล่นิ คาวน้นั วิสฺสํ
ชื่อว่า วสิ สะ[กลน่ิ คาวของดบิ ] (วา) อีกนยั หนึ่ง

กลิน่ คาว ๒ : วสิ สฺ , อามคนธฺ ิ (อามคนฺธ)ิ อามคนฺธิ ศพั ท์

ยํ เปน็ นปุงสกลิงค์

๑๔๗. กุงฺกุมญเฺ จว ยวน- ปปุ ฺผญจฺ ตครํ ตถา
ตุรุกโฺ ขติ จตุชฺชาตี คนธฺ า เอเต ปกาสิตา.

๑๔๗. เอเต คนฺธา ของหอมท้งั หลายเหลา่ น้ี อิติ คือ กงุ กฺ มุ ํ
หญา้ ฝรนั่ ยวนปปุ ผฺ ํ กานพลู ตครํ กฤษณา ตุรกุ โฺ ข กำ� ยาน (ปณฺฑิเตน)
อนั บัณฑิต ปกาสิตา แสดงแลว้ จตุชชฺ าตี ว่าเป็นของหอม ๔ ชนดิ

60 อภธิ านปั ปทปี กิ า

๑๔๘. กสาโว’นติ ถฺ ิยํ ติตฺโต มธโุ ร ลวโณ อิเม
อมฺพิโล กฏโุ ก เจ’ติ ฉ รสา ตพฺพตี ตสิ ุ.

๑๔๘. ฉ อิเม รสา รส ๖ อยา่ งทัง้ หลายเหลา่ นี้ อิติ คือ กสาโว
รสฝาด, ติตฺโต รสขม, มธโุ ร รสหวาน, ลวโณ รสเคม็ , อมพฺ ิโล รสเปร้ียว,
กฏุโก และรสเผด็ (กสาโว) กสาว ศัพท์ (วตตฺ ต)ิ ย่อมเปน็ ไป อนติ ฺถยิ ํ
ในปงุ ลิงค์และนปุงสกลงิ ค์

กสาวาทสิ ทฺทา กสาว ศพั ท์ เปน็ ตน้ วตตฺ มานา เมอ่ื เปน็ ไปอยู่
ตพฺพติ ในวตั ถุท่ีมรี ส (วตฺตนฺติ) ย่อมเป็นไป ตีสุ (ลิงฺเคส)ุ ในลงิ ค์ทัง้ หลาย
๓ ลิงค์

๑๔๙. สิยา ผสโฺ ส จ โผฏฺฐพโฺ พ วสิ ยี ตวฺ ’กฺขมนิ ฺทรฺ ยิ ํ
นยนํ ตวฺ ’กขฺ ิ เนตตฺ ญจฺ โลจนํ จ’จฉฺ ิ จกฺขุ จ.

๑๔๙. การกระทบสมั ผัส ๒ : ผสฺส, โผฏฺฐพพฺ , (ทฺวย)ํ ศพั ท์

ท้งั สอง สยิ า มีอรรถเหมอื นกนั

อนิ ทรีย์ ๓ : วิสยี, อกขฺ , อินทฺ ฺริย
นัยนต์ า ๖ : นยน, อกขฺ ิ, เนตตฺ , โลจน, อจฺฉ,ิ จกฺขุ

๑๕๐. โสตํ สททฺ คคฺ โห กณโฺ ณ สวนํ สุติ นตถฺ ุ ตุ
นาสา จ นาสกิ า ฆานํ ชวิ ฺหา ตุ รสนา ภเว.

๑๕๐. หู ๕ : โสต, สทฺทคคฺ ห, กณณฺ , สวน, สตุ ิ
จมกู ๔ : นตฺถ,ุ นาสา, นาสิกา, ฆาน

สัคคกณั ฑ์ 61

ลน้ิ ๒ : ชวิ หฺ า, รสนา,

(ทฺวยํ) ศัพท์ทั้งสอง ภเว มีอรรถเหมอื นกัน

๑๕๑. สรีรํ วปุ คตตฺ ญฺจา’ ตตฺ ภาโว โพนทฺ ิ วิคคฺ โห
เทหํ วา ปรุ เิ ส กาโย ถิยํ ตนุ กเฬวร.ํ

๑๕๑. รา่ งกาย ๑๐ : สรีร, วป,ุ คตฺต, อตตฺ ภาว, โพนฺท,ิ วคิ คฺ ห,

เทห, กาย, ตนุ, กเฬวร, (เทหํ) เทห ศพั ท์ (วตตฺ ติ) ยอ่ มเปน็ ไป ปรุ เิ ส วา
ในปุงลิงค์บา้ ง, (ตนุ) ตนุ ศพั ท์ (วตฺตติ) ย่อมเป็นไป ถยิ ํ ในอติ ถลี ิงค์

๑๕๒. จิตตฺ ํ เจโต มโน’ นิตถฺ ี วิญญฺ าณํ หทยํ ตถา
มานสํ ธี ตุ ปญฺญา จ พทุ ธฺ ิ เมธา มติ มุติ.

๑๕๓. ภูรี มนตฺ า จ ปญญฺ าณํ ญาณํ วิชฺชา จ โยนิ จ
ปฏิภานมโมโห’ถ ปญญฺ าเภทา วปิ สฺสนา.

๑๕๔. สมมฺ าทิฏฺฐปิ ภตุ กิ า วีมสํ า ตุ วจิ ารณา
สมปฺ ชญฺญํ ตุ เนปกกฺ ํ เวทยติ ํ ตุ เวทนา.

๑๕๒-๑๕๔. จติ , ใจ ๖ : จิตตฺ , เจต, มน, วิญญฺ าณ, หทย, มานส

(มโน) มน ศัพท์ อนิตถฺ ี เปน็ ปงุ ลงิ ค์และนปงุ สกลิงค์

ญาณ, ปญั ญา ๑๔ : ธี, ปญญฺ า, พุทธฺ ,ิ เมธา, มติ, มุต,ิ ภรู ี(ภูร)ิ ,

มนฺตา, ปญฺญาณ, ญาณ, วิชชฺ า, โยน,ิ ปฏิภาน, อโมห
วิปสฺสนาสมมฺ าทิฏฐฺ ปิ ภุตกิ า ปัญญาทง้ั หลายมีวิปสั สนาปัญญา

และสมั มาทิฏฐปิ ญั ญา เปน็ ต้น ปญญฺ าเภทา เป็นปัญญาพเิ ศษ

62 อภธิ านัปปทีปกิ า

วจิ ารณญาณ, ปัญญาไตร่ตรอง ๒ : วีมํสา, วิจารณา
สมั ปชัญญปัญญา33 ๒ : สมฺปชญฺญ, เนปกกฺ
เวทนา, ความรู้สกึ , การเสวยอารมณ์ ๒ : เวทยติ , เวทนา


๑๕๕. ตกโฺ ก วติ กฺโก สงกฺ ปฺโป’ ปฺปโน’ หา’ ยุ ตุ ชวี ิตํ
เอกคคฺ ตา ตุ สมโถ อวิกเฺ ขโป สมาธิ จ.

๑๕๕. ความคิด, ดำ� ริ ๕ : ตกฺก, วติ กฺก, สงกฺ ปปฺ , อปปฺ นา, อหู า

ชีวิต, ชวี ิตินทรีย์ ๒ : อาย,ุ ชีวิต
ความตงั้ มัน่ , สมาธิ ๔ : เอกคคฺ ตา, สมถ, อวิกเฺ ขป, สมาธิ

๑๕๖. อุสสฺ าหา’ ตปฺป ปคคฺ าหา วายาโม จ ปรกฺกโม
ปธานํ วรี ยิ ํ เจ’หา อุยยฺ าโม จ ธติ ิ’ตถฺ ยิ .ํ

๑๕๖. ความพยายาม ๑๐ : อุสฺสาห, อาตปปฺ , ปคคฺ าห, วายาม,

ปรกฺกม, ปธาน, วรี ิย, อีหา, อยุ ฺยาน, ธติ ิ
(ธติ )ิ ธติ ิ ศพั ท์ (วตฺตต)ิ ยอ่ มเป็นไป อิตถฺ ยิ ํ ในอติ ถลี ิงค์



33 ปัญญาที่ใช้สติน�ำหน้า ซ่ึงท�ำหน้าท่ีหย่ังรู้ประโยชน์และมิใช่ประโยชน์

สัคคกณั ฑ์ 63

๑๕๗. จตฺตาริ วรี ยิ งคฺ าน ิ ตจสสฺ จ นหารุโน
อวสสิ ฺสน’ มฏฺฐสิ สฺ มํสโลหติ สุสฺสน.ํ

๑๕๗. อวสิสสฺ นํ การเหลืออยู่ ตจสฺส แห่งหนัง นหารุโน แห่งเอ็น
อฏฐฺ ิสฺส แห่งกระดูก มสํ โลหิตสุสสฺ สนํ จ และการเหือดแห้งไปแหง่ เน้อื และ
เลือด (อิมานิ) ภาวะท้ังหลายเหลา่ นี้ (ปณฑฺ ิเตน) อันบัณฑิต (เวทติ พพฺ านิ)
พงึ ทราบ วีริยงคฺ านิ ว่าเป็นองคป์ ระกอบของผทู้ �ำความเพียร จตตฺ าริ ๔ อย่าง

๑๕๘. อุสโฺ สฬหฺ ี ตฺว’ธิมตฺเต’หา สติ ตวฺ ’ นสุ สฺ ต’ิ ตถฺ ยิ ํ
ลชฺชา หิรี สมานา’ถ โอตตฺ ปฺปํ ปาปภีรุตา.

๑๕๘. อหี า ความเพียร อธิมตฺตา อันยิง่ ยวด อสุ โฺ สฬฺหี ชือ่ วา่
อสุ โสฬหี

ความระลกึ ๒ : สติ, อนุสสฺ ต,ิ (ทวฺ ยํ) ทัง้ สองศัพท์ (วตตฺ ต)ิ

ยอ่ มเป็นไป อติ ฺถิยํ ในอติ ถลี ิงค์

ความละอายจากบาป ๒ : ลชชฺ า, หริ ี

(อเิ ม สทฺทา) ศัพทท์ งั้ หลายเหลา่ น้ี สมานา มอี รรถเหมอื นกัน

ความเกรงกลัวต่อบาป ๒ : โอตตฺ ปฺป, ปาปภรี ุตา

๑๕๙. มชฺฌตฺตตา ตุ’เปกขฺ า จ อทกุ ฺขมสุขา สยิ า
จิตตฺ าโภโค มนกกฺ าโร, อธโิ มกโฺ ข ตุ นิจฺฉโย.

๑๕๙. ความวางเฉย ๓ : มชฺฌตตฺ ตา(มชฺฌตฺติกา), อเุ ปกขฺ า,

อทุกฺขมสุข

64 อภิธานปั ปทีปกิ า

การเอาใจใส่ ๒ : จติ ฺตาโภค, มนกฺการ34
การตดั สิน ๒ : อธิโมกขฺ , นจิ ฉฺ ย

๑๖๐. ทยา’ นุกมฺปา การญุ ญฺ ํ กรุณา จ อนุทฺทยา
ถิยํ เวรมณี เจว วิรตยฺ า’รติ จา’ปยฺ ’ถ.

๑๖๐. ความกรุณา, สงสาร ๕ : ทยา, อนุกมปฺ า, การุญฺญ,

กรุณา, อนุทฺทยา

การงด, การเวน้ ๓ : เวรมณี, วิรต,ิ อารติ

(ตยํ) ศัพท์ทงั้ สาม (วตตฺ ติ) ย่อมเป็นไป ถยิ ํ ในอติ ถลี งิ ค์

๑๖๑. ติติกฺขา ขนตฺ ิ ขมนํ ขมา เมตฺตา ตุ เมตยฺ ’ถ
ทสฺสนํ ทฏิ ฐฺ ิ ลทธฺ ิ’ตฺถ ี สทิ ธฺ นฺโต สมโย ภเว.

๑๖๑. ความอดทน ๔ : ตติ กิ ฺขา, ขนฺติ, ขมน, ขมา
ความรัก, ความเมตตา ๒ : เมตฺตา, เมตฺติ
ความเหน็ ๕ : ทสฺสน, ทฏิ ฺฐิ, ลทธฺ ,ิ สิทฺธนฺต, สมย

(ทิฏฐฺ ลิ ทธฺ โิ ย) ทฏิ ฺฐิ และ ลทธฺ ิ ศัพท์ อติ ถฺ ี เปน็ อติ ถลี งิ ค์

34 บางแหง่ จดั เป็นอภิธานศพั ท์ ๓ ค�ำ คือ จติ ตฺ , อาโภค, มนกกฺ าร

สัคคกัณฑ์ 65

๑๖๒. ตณฺหา จ ตสิณา เอชา ชาลนิ ี จ วสิ ตตฺ กิ า
ฉนโฺ ท ชฏา นิกนตฺ ยฺ า’สา สิพพฺ นิ ี ภวเนตฺติ จ.

๑๖๓. อภิชฺฌา วนโถ วานํ โลโภ ราโค จ อาลโย
ปิหา มโนรโถ อิจฺฉา’ ภิลาโส กาม โทหฬา
อากงขฺ า รจุ ิ วุตตฺ า สา ตฺว’ธิกา ลาลสา ทฺวสิ ุ.

๑๖๒-๑๖๓. ตณั หา, ความกำ� หนดั , ความยดึ มั่นถือม่ัน
ความอยาก, ความตอ้ งการ ๒๕ : ตณหฺ า, ตสณิ า, เอชา, ชาลินี, วิสตฺ-

ตกิ า, ฉนทฺ , ชฏา, นกิ นฺติ, อาสา, สพิ ฺพินี, ภวเนตตฺ ิ, อภิชฺฌา, วนถ, วาน, โลภ,
ราค, อาลย, ปิหา, มโนรถ, อิจฉฺ า, อภลิ าส, กาม, โทหฬ, อากงฺขา, รุจิ

สา (ตณฺหา) ตัณหาน้ัน อธกิ า อนั แรงจดั (ปณฺฑิเตน) อันบัณฑิต
วตุ ตฺ า กล่าวแลว้ ลาลสา วา่ ลาลสา, (ลาลสา) ลาลสา ศัพท์ (วตฺตต)ิ
ย่อมเปน็ ไป ทวฺ ีสุ (ลงิ ฺเคสุ) ในปงุ ลิงค์และอิตถลี ิงค์

๑๖๔. เวรํ วโิ รโธ วิทเฺ ทโส โทโส จ ปฏิฆญจฺ วา
โกธา’ฆาตา โกปโรสา พยฺ าปาโท’นภริ ทฺธิ จ.

๑๖๔. ความโกรธ, ความแคน้ เคอื ง ๙ : เวร, วิโรธ, วทิ ฺเทส,

โทส, ปฏิฆ, โกธ, อาฆาต, โกป, โรส

ความพยาบาท, การคดิ ปองรา้ ย ๒ : พยฺ าปาท, อนภริ ทฺธ3ิ 5

35 ในฎีกา จัดพยาปาทและอนภิรทธฺ ิ เปน็ ไวพจน์ของเวร(ความโกรธ)

66 อภธิ านปั ปทีปิกา

๑๖๕. พทธฺ เวร’ มุปนาโห สยิ า โสโก ตุ โสจนํ
โรทติ ํ กนทฺ ิตํ รณุ ฺณํ ปรเิ ทโว ปริทฺทโว.

๑๖๕. พทฺธเวรํ การผกู เวร อุปนาโห สยิ า มชี ือ่ ว่า อปุ นาห

[การผูกเวร ๒ : พทธฺ เวร, อปุ นาห]
ความเศรา้ โศก ๒ : โสก, โสจน
การร้องไห้ ๓ : โรทิต, กนทฺ ติ , รณุ ณฺ
การคร�่ำครวญ ๒ : ปรเิ ทว, ปรทิ ฺทว

๑๖๖. ภีต’ิ ตฺถี ภย’มุตตฺ าโส เภรวํ ตุ มหพฺภยํ

๑๖๖. ความกลัว ๓ : ภีติ, ภย, อุตตฺ าส

(ภีติ) ภีติ ศัพท์ อติ ถฺ ี เปน็ อิตถลี งิ ค์

ความหวาดผวา, ความกลวั มาก ๒ : เภรว, มหพฺภย

๑๖๗. เภรวํ ภสี นํ ภมี ํ ทารณุ ญจฺ ภยานกํ
โฆรํ ปฏภิ ยํ เภสมฺ ํ ภยงฺกร’มเิ ม ติส.ุ

๑๖๗. ภยั , ส่งิ ท่ีน่ากลวั ๙ : เภรว, ภสี น (ภีสณ), ภีม, ทารณุ ,

ภยานก, โฆร, ปฏภิ ย, เภสฺม, ภยงกฺ ร
อเิ ม (สททฺ า) ศัพท์เหลา่ นี้ (วตตฺ นตฺ ิ) ย่อมเป็นไป ตสี ุ (ลงิ ฺเคส)ุ

ในลงิ คท์ ้ังหลาย ๓ ลงิ ค์36

36 ในฎกี าระบวุ า่ แม้ค�ำศัพทเ์ หล่านจ้ี ะถกู ระบวุ ่าเปน็ ได้สามลิงค์ แต่ก็ต้องเป็นโดยมีเงอ่ื นไข นนั่ ก็คือ จะต้องใช้
เปน็ วเิ สสนะของทัพพะหรือสง่ิ ของเป็นตน้ ทม่ี ีลิงคเ์ ป็นของตนตายตัวเท่านนั้ แต่หากใชโ้ ดดๆ โดยไมไ่ ปเกีย่ วกบั

สคั คกณั ฑ์ 67

๑๖๘. อิสสฺ า อสุ ยู า มจเฺ ฉรํ ตุ มจฺฉริย มจฺฉรํ
โมโห’วชิ ชฺ า ตถา’ญญฺ าณํ มาโน วิธา จ อนุ นฺ ต.ิ

๑๖๘. อจิ ฉา, ความรษิ ยา ๒ : อสิ ฺสา, อุสูยา (อสยู า)
ความตระหนี่ ๓ : มจฺเฉร, มจฺฉรยิ , มจฺฉร
โมหะ, ความไม่รู้ ๓ : โมห, อวิชฺชา, อญฺญาณ
มานะ, ความถอื ตวั ๓ : มาน, วธิ า, อุนฺนติ

๑๖๙. อทุ ธฺ จจฺ มทุ ฺธฏํ จา’ถ ตาโป กกุ ฺกุจฺจเมว จ
ปจฉฺ าตาโป’นุตาโป จ วปิ ฺปฏสิ าโร ปกาสิโต.

๑๖๙. ความฟุ้งซ่าน ๒ : อุทฺธจจฺ , อทุ ธฺ ฏ
ความเร่าร้อน ๕ : ตาป, กกุ ฺกุจจฺ , ปจฺฉาตาป, อนตุ าป,

วิปฺปฏิสาร37 (อยํ สททฺ สมโู ห) กลุม่ ศัพท์เหล่าน้ี (ปณฑฺ เิ ตน) อันบณั ฑติ
ปกาสิโต แสดงไว้แล้ว (สมานตฺถา อิต)ิ วา่ มีอรรถเหมือนกนั

๑๗๐. มโนวเิ ลขสนฺเทหา สสํ โย จ กถํกถา
เทฺวฬฺหกํ วิจกิ ิจฺฉา จ กงฺขา สงฺกา วิมตฺย’ป.ิ

๑๗๐. ความสงสัย ๙ : มโนวเิ ลข, สนฺเทห, สสํ ย, กถกํ ถา,

เทฺวฬหฺ ก, วิจิกจิ ฉฺ า, กงขฺ า, สงกฺ า, วมิ ติ



3ก7ับคปำ� าดฐงั ะกนล้ใี า่ชวเ้ ปกใ็็นหว้ใชปิ ้เฺปปฏ็นสีนาปโุงรส(กหลริงือค)์ (โดยสามญั ญนิทเทสนยั )
วปิ ฺปตีสาโร กไ็ ด ้


Click to View FlipBook Version