The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบคำสอนรายวิชา การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา เล่มนี้ ผู้เขียนได้เรียบเรียงจัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อใช้เป็นคู่มือการค้นคว้าและประกอบการเรียนการสอนสำหรับนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาพุทธจิตวิทยา ภาควิชาจิตวิทยา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และสำหรับนิสิตที่ไม่มีพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา ได้แบ่งเนื้อหาเป็น 10 บท มุ่งเน้นให้นิสิตและผู้ที่สนใจได้เรียนรู้เกี่ยวกับความสำคัญ แนวคิดทฤษฎีพื้นฐานในการทดสอบ หลักการออกแบบเพื่อการสร้างและประยุกต์ใช้เครื่องมือทางจิตวิทยา ประมวลการใช้เครื่องมือในแบบทดสอบทางจิตวิทยา มาตรวัดตัวแปร การหาคุณภาพ การวิเคราะห์ผลแบบทดสอบ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแบบทดสอบและการประเมินผลทางจิตวิทยา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Kamalas Phoowachanatipong, 2021-07-04 05:35:09

การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา (Testing and Assessment for Psychology)

เอกสารประกอบคำสอนรายวิชา การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา เล่มนี้ ผู้เขียนได้เรียบเรียงจัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อใช้เป็นคู่มือการค้นคว้าและประกอบการเรียนการสอนสำหรับนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาพุทธจิตวิทยา ภาควิชาจิตวิทยา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และสำหรับนิสิตที่ไม่มีพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา ได้แบ่งเนื้อหาเป็น 10 บท มุ่งเน้นให้นิสิตและผู้ที่สนใจได้เรียนรู้เกี่ยวกับความสำคัญ แนวคิดทฤษฎีพื้นฐานในการทดสอบ หลักการออกแบบเพื่อการสร้างและประยุกต์ใช้เครื่องมือทางจิตวิทยา ประมวลการใช้เครื่องมือในแบบทดสอบทางจิตวิทยา มาตรวัดตัวแปร การหาคุณภาพ การวิเคราะห์ผลแบบทดสอบ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแบบทดสอบและการประเมินผลทางจิตวิทยา

Keywords: การทดสอบ, การประเมินทางจิตวิทยา

เอกสารประกอบคาสอน
รายวิชา

การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วิทยา
(Testing and Assessment for Psychology)

ผศ.ดร.กมลาศ ภวู ชนาธพิ งศ์
ภาควชิ าจิตวทิ ยา คณะมนษุ ยศาสตร์

มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
พ.ศ. ๒๕๖๔

(ห้ามเผยแพร่ ฉบับน้ีใชใ้ นการเรียนการสอนในชน้ั เรียนเท่านั้น)



(1)

คำนำ

เอกสารประกอบคาสอนรายวิชา การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา เล่มนี้ ผู้เขียนได้เรียบ
เรียงจัดทาขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพ่ือใช้เป็นคู่มือการค้นคว้าและประกอบการเรียนการสอนสาหรับนิสิตระดับ
บัณฑิตศึกษา สาขาวิชาพุทธจิตวิทยา ภาควิชาจิตวิทยา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วทิ ยาลยั และสาหรบั นิสิตที่ไม่มีพ้ืนฐานความร้เู กยี่ วกับทดสอบและการประเมินทางจติ วิทยา ไดแ้ บ่งเน้อื หาเป็น
10 บท มุ่งเน้นให้นิสิตและผู้ท่ีสนใจได้เรียนรู้เก่ียวกับความสาคัญ แนวคิดทฤษฎีพ้ืนฐานในการทดสอบ
หลักการออกแบบเพื่อการสรา้ งและประยุกตใ์ ช้เคร่ืองมือทางจิตวทิ ยา ประมวลการใช้เครอ่ื งมือในแบบทดสอบ
ทางจิตวิทยา มาตรวัดตัวแปร การหาคุณภาพ การวิเคราะห์ผลแบบทดสอบ และงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องกับ
แบบทดสอบและการประเมินผลทางจติ วิทยา ดังน้ี

บทที่ 1 แนวคดิ ทฤษฎีพน้ื ฐานการทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา
บทที่ 2 หลักการสาคญั ของวัดและการประเมินทางจิตวิทยา
บทท่ี 3 การพฒั นาแบบทดสอบทางจติ วทิ ยา
บทที่ 4 การสร้างมาตรวดั ทางจติ วทิ ยาและสถิตพิ น้ื ฐานในการทดสอบ
บทที่ 5 การสร้างแบบทดสอบและแบบสอบถาม
บทท่ี 6 การสมั ภาษณ์และการสงั เกต
บทที่ 7 การตรวจสอบคณุ ภาพเคร่ืองมอื
บทท่ี 8 การพัฒนาเกณฑป์ กติ
บทท่ี 9 การสร้างเครอ่ื งมอื การประเมนิ ทางพุทธจิตวิทยา
บทที่ 10 การเลอื กใชแ้ บบวดั ในงานวจิ ัยทางพทุ ธจติ วิทยา

เอกสารประกอบคาสอนท่จี ัดทาขึ้นนจ้ี ะเปน็ ประโยชน์อย่างยิ่ง ถา้ นสิ ิตได้ศกึ ษาค้นคว้าเอกสารและ
งานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพ่ิมเติม เพื่อสามารถเพ่ิมพูนความรู้ความเข้าใจและสามารถตัดสินใจเลือกใช้แบบวัดได้
อยา่ งเหมาะสม ซงึ่ จะชว่ ยสง่ เสริมคุณภาพในการจดั การเรยี นการสอนให้มีประสิทธภิ าพยิง่ ขนึ้

ขอขอบพระคุณ รศ.ดร.สิริวัฒน์ ศรีเครือดง รศ.ดร.ประยูร สุยะใจ รศ.สมโภชน์ เอี่ยมสุภาษิต รศ.
ดร.เมธาวี อุดมธรรมานุภาพ อาจารย์ประจาหลักสูตรพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพุทธจิตวิทยา รศ.ดร.
นิรนาท แสนสา คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ท่ีเมตตาให้คาช้ีแนะแนวทางการ
เขียน และตรวจสอบแผนการสอนรายวิชา เพอื่ ใหเ้ กดิ ประโยชน์อยา่ งยง่ิ สาหรับนิสิตท่สี นใจ

ขอขอบคุณเจ้าของและผลงานท่ีเปน็ หนังสือ ตารา เอกสารทางวิชาการและแหล่งข้อมูลอื่น ๆ ท่ีใช้
สาหรับอ้างอิง ทาให้เน้ือหาสาระของเอกสารคาสอนเล่มน้ีสมบูรณ์ย่ิงขึ้น หากท่านท่ีนาไปใช้มีข้อเสนอแนะ

(2)

ประการใด ผู้เรียบเรียงยินดีรับฟังและขอขอบคุณที่ให้ข้อเสนอแนะท่ีเป็นประโยชน์อย่างย่ิงต่อการปรับปรุง
เอกสารคาสอนเลม่ นใ้ี ห้สมบูรณย์ ิ่งขึน้

ผศ.ดร.กมลาศ ภวู ชนาธพิ งศ์
30 มิถนุ ายน 2564

สารบญั (3)

คำนำ (1-2)
สำรบญั (3-9)
สำรบญั ภำพ (10)
สำรบญั ตำรำง (11-13)
สำรบัญตัวอย่ำง (14)
มคอ. 3 (15-24)

แผนกำรสอนประจำบทท่ี 1 1
บทที่ 1 แนวคดิ ทฤษฎีพืน้ ฐานการทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวิทยา 3
4
1.1 นยิ ำมกำรทดสอบทำงจิตวิทยำ 5
1.2 ควำมแตกต่ำงระหวำ่ งกำรทดสอบและกำรประเมิน (Testing และ
11
Assessment) 13
1.3 ประวัติกำรวัดทำงจิตวทิ ยำ/กำรทดสอบทำงจิตวิทยำ 15
19
1.3.1 กำรวดั ทำงจติ วทิ ยำในศตวรรษท่ี 19 22
1.3.2 กำรทดสอบในชว่ งตอนตน้ ศตวรรษที่ 20 28
1.4 จุดมงุ่ หมำยกำรศกึ ษำทำงจติ วทิ ยำ 32
1.5 แนวคิดและทฤษฎีกำรทดสอบทำงจิตวทิ ยำและกำรวัดผลทำงจิตวิทยำ 33
1.6 ธรรมชำติและกำรใชแ้ บบทดสอบทำงจิตวทิ ยำ 36
1.7 หลกั กำรควบคุมกำรใชแ้ บบทดสอบและมำตรฐำนของแบบทดสอบ 40
1.8 คณุ สมบตั ขิ องผใู้ ช้แบบทดสอบทำงจิตวทิ ยำ 42
1.9 จรรยำบรรณผู้ใชแ้ บบทดสอบทำงจิตวทิ ยำ 43
1.10 จุดมงุ่ หมำยกำรศึกษำทำงจิตวทิ ยำ
คำถำมทบทวนบทที่ 1 45
เอกสำรอำ้ งองิ ประจำบท 47
47
แผนกำรสอนประจำบทที่ 2 48
บทท่ี 2 หลักการสาคัญของวดั และการประเมนิ ทางจติ วิทยา 50

2.1 นยิ ำมกำรวดั ทำงจิตวทิ ยำ
2.2 นยิ ำมเชงิ ปฏบิ ตั กิ ำรของตัวแปรทำงจติ วทิ ยำ
2.3 ตัวแปรทำงจิตวิทยำ

2.4 มำตรวัดตัวแปร (4)
2.5 ธรรมชำติของกำรวดั พฤติกรรมทำงจติ วทิ ยำ
2.6 วธิ กี ำรวัด 52
54
2.6.1 กำรวดั โดยวิธีอตั นยั 55
2.6.2 กำรวัดโดยวิธีปรนยั 55
2.7 ลักษณะกำรวัดทำงจติ วิทยำ 57
2.8 กระบวนกำรวดั ทำงจิตวทิ ยำ 58
2.9 ปญั หำกำรวดั ทำงจิตวิทยำและกำรประเมินทำงจิตวทิ ยำ 59
2.10 ควำมแตกตำ่ งระหว่ำงกำรวัดทำงกำยภำพและกำรวดั ทำงจติ วิทยำ 61
2.11 วธิ กี ำรควบคุมอคติของกำรตอบ 61
2.12 กำรใช้แบบทดสอบทำงจติ วิทยำและมำตรฐำนของแบบทดสอบ 62
2.13 สรุป 62
คำถำมทบทวนบทที่ 2 64
เอกสำรอำ้ งองิ ประจำบท 66
67
แผนกำรสอนประจำบทที่ 3
บทที่ 3 การพัฒนาแบบทดสอบทางจิตวิทยา 69
71
3.1 นิยำมกำรทดสอบทำงจิตวทิ ยำ 71
3.2 ประเภทของเคร่ืองมือวดั ทำงจติ วิทยำ 74
3.3 คณุ ลักษณะของเครื่องมือวดั ทีด่ ี 79
3.4 คำนิยำมนำม คำนิยำมจริง และคำนิยำมปฏิบัติกำรท่ีใช้ในกำรสรำ้ งมำตรวัด 80
3.5 แบบทดสอบทำงจติ วิทยำท่มี มี ำตรฐำน 82
83
3.5.1 แบบทดสอบเชำวน์ปัญญำชนิดตำ่ ง ๆ 15
3.5.2 แบบทดสอบสตปิ ญั ญำ 13
3.5.3 แบบวัดคำ่ นิยม และควำมสนใจ 13
3.5.4 แบบทดสอบบุคลิกภำพ 13
3.5.5 แบบทดสอบเบนเดอร์เกสตลั ท์ (Bender Gestalt Test) 116
3.5.6 แบบทดสอบบุคลิกภำพ MBTI 122
3.5.7 แบบทดสอบบุคลิกภำพ MMPI- 2 (Minnesota Multiphasic
116
Personality Inventory 2) 116
3.5.8 California Psychological Inventory (CPI)
3.5.9 แบบวัดเจตคติ (Attitude Scle)

3.6 สรปุ (5)
คำถำมทบทวนบทท่ี 3
เอกสำรอำ้ งองิ ประจำบท 143
145
แผนกำรสอนประจำบทท่ี 4 146
บทที่ 4 การสร้างมาตรวดั ทางจิตวทิ ยาและสถิตพิ ื้นฐานในการทดสอบ
149
4.1 ควำมหมำยของมำตรวดั ประเมนิ ค่ำ 151
4.2 ระดับกำรวดั ทำงจิตวิทยำ 151
4.3 ประเภทของมำตรวัดทส่ี ำคญั 152
153
4.3.1 มำตรประมำณค่ำเทอร์สโตน 153
4.3.2 มำตรประมำณคำ่ ลิเกริ ์ต 155
4.3.3 มำตรประมำณคำ่ กตั ต์แมน 158
4.3.4 มำตรวดั กำรจำแนกแบบ S-D Scale 161
4.4 รูปแบบคำถำมของมำตรประมำณค่ำ 162
4.5 กำรกำหนดมำตรให้กบั วัดประมำณค่ำ 163
4.6 สถติ ิพน้ื ฐำนในกำรทดสอบ 163
4.6.1 สถิตเิ ชิงพรรณนำ 164
4.6.2 สถิติเชิงอนมุ ำน 167
4.7 สรุป 185
คำถำมทบทวนบทที่ 4 186
เอกสำรอำ้ งองิ ประจำบท 187

แผนกำรสอนประจำบทท่ี 5 189
บทท่ี 5 การสร้างแบบทดสอบและแบบสอบถาม 191
191
5.1 แบบทดสอบ 191
5.1.1 ควำมหมำยของแบบทดสอบ 193
5.1.2 ประเภทของแบบทดสอบ 200
5.1.3 ลักษณะของแบบทดสอบ 201
5.1.4 คณุ ลักษณะของแบบทดสอบทด่ี ีและแบบทดสอบท่ีมีอคติ 202
5.1.5 แบบทดสอบทมี่ อี คติ 203
5.1.6 กำรสรำ้ งและพัฒนำแบบทดสอบ 213
5.1.7 แหล่งข้อมลู เกีย่ วกับแบบทดสอบและกำรประเมนิ ทำงจติ วทิ ยำ

5.1.8 ตัวอย่ำงแบบทดสอบทำงจิตวทิ ยำ (6)
5.2 แบบสอบถำม
213
5.2.1 ควำมหมำยของแบบสอบถำม 225
5.2.2 ประเภทของแบบสอบถำม 227
5.2.3 ลักษณะของแบบสอบถำมทีด่ ี 228
5.2.4 กำรสรำ้ งแบบสอบถำม 228
5.2.5 วิธกี ำรใช้แบบสอบถำม 232
5.2.6 ขอ้ ดีและข้อจำกัดของกำรใช้แบบสอบถำม 236
5.2.7 ตัวอยำ่ งแบบสอบถำมทำงจติ วทิ ยำ 236
5.3 สรปุ 237
คำถำมทบทวนบทที่ 5 240
เอกสำรอ้ำงองิ ประจำบท 243
244
แผนกำรสอนประจำบทท่ี 6
บทท่ี 6 การสมั ภาษณแ์ ละการสงั เกต 247
249
6.1 กำรสัมภำษณ์ 249
6.1.1 ควำมหมำยกำรสมั ภำษณ์ 249
6.1.2 ประเภทของกำรสมั ภำษณ์ 252
6.1.3 ข้นั ตอนในกำรสัมภำษณ์ 254
6.1.4 ข้อดีและข้อจำกดั ของกำรสัมภำษณ์ 254
6.1.5 ควำมเทย่ี งตรงละควำมเชื่อม่ันของกำรสัมภำษณ์ 255
6.1.6 ตวั อย่ำงแนวคำถำมในกำรสัมภำษณ์ 256
258
6.2 กำรสงั เกต 259
6.2.1 ควำมหมำยของกำรสังเกต 260
6.2.2 ประเภทของกำรสังเกต 260
6.2.3 ส่วนประกอบของกำรสงั เกต 262
6.2.4 ข้ันตอนกำรสงั เกต 263
6.2.5 เครอื่ งมือทใี่ ช้ประกอบกำรสงั เกต 263
6.2.6 คณุ สมบัตขิ องกำรสงั เกต 264
6.2.7 ข้อเสียของกำรสงั เกต 264
6.2.8 กำรใชก้ ำรสังเกตเป็นวิธกี ำรเก็บขอ้ มลู 265

6.3 ตัวอยำ่ งแบบสังเกตและวิธวี ดั พฤติกรรม

คำถำมทบทวนบทท่ี 6 (7)
เอกสำรอำ้ งอิงประจำบท
268
แผนกำรสอนประจำบทที่ 7 269
บทท่ี 7 การตรวจสอบคณุ ภาพเครื่องมอื
271
7.1 ควำมเทย่ี ง (Reliability) 275
7.1.1 ควำมหมำยของควำมเทีย่ ง 275
7.1.2 ทฤษฎที ่ีอยูเ่ บ้ืองหลังควำมเที่ยง 275
7.1.3 ควำมคลำดเคลื่อนในกำรวดั 276
7.1.4 ประเภทของควำมเท่ียง 277
7.1.5 ควำมเทยี่ งของแบบทดสอบองิ เกณฑ์ 279
7.1.6 ปจั จัยทส่ี ่งผลต่อค่ำควำมเทย่ี ง 286
291
7.1.7 ตัวอย่ำงกำรวิเครำะหค์ วำมเทยี่ งเชิงโครงสรำ้ งโดยใชโ้ ปรแกรม spss 292

7.2 ควำมตรง (Validity) 297
7.2.1 ควำมหมำยของควำมตรง 297
7.2.2 ทฤษฎที ี่อยูเ่ บือ้ งหลังควำมตรง 298
7.2.3 ประเภทของควำมตรง 298
7.2.4 กระบวนกำรวดั ควำมตรงเชงิ โครงสรำ้ ง 309
7.2.5 ปัจจยั ทสี่ ่งผลตอ่ ควำมตรง 310
311
7.3 กำรวิเครำะห์รำยขอ้ (Item Analysis) 311
7.3.1 ควำมหมำยของกำรวเิ ครำะหร์ ำยข้อ 311
7.3.2 ควำมสำคัญของกำรวิเครำะหร์ ำยข้อ 311
7.3.3 กำรวเิ ครำะห์อำนำจจำแนกรำยข้อ 312
312
7.4 กำรวิเครำะห์ขอ้ กระทงโดยกำรแบง่ กลมุ่ สงู และกล่มุ ตำ่ 313
7.4.1 ค่ำระดับควำมยำกง่ำย (Level of Difficulty หรือ P) 314
7.4.2 ค่ำอำนำจจำแนก (Discrimination) 314
7.4.3 กำรหำค่ำดชั นกี ำรจำแนกกำรใช้ t-test 316
7.4.4 ดัชนกี ำรจำแนกข้อกระทง 317
7.4.5 ตวั ลวง (Distractor) 325
325
7.5 ทฤษฎีตอบสนองรำยขอ้ (Item Response Theory หรือ IRT)
7.6 สรปุ
คำถำมทบทวนบทท่ี 7

เอกสำรอำ้ งอิงประจำบท (8)

แผนกำรสอนประจำบทท่ี 8 326
บทท่ี 8 การพัฒนาเกณฑ์ปกติ
329
8.1 นยิ ำมของเกณฑ์ปกติ 331
8.2 ประเภทของเกณฑ์ปกติ 331
8.3 กระบวนกำรสรำ้ งและพัฒนำเกณฑ์ปกติ 332
8.4 ประเภทของคะแนนเกณฑ์ปกติ 333
8.5 ขอ้ พจิ ำรณำในกำรใช้เกณฑ์ปกติ 335
8.6 กำรแปลงคะแนนเปอร์เซ็นต์ไทล์ 335
8.7 ควำมสัมพนั ธ์ระหว่ำงเปอร์เซน็ ต์ไทลก์ ับส่วนเบ่ียงเบนมำตรฐำน 336
8.8 คะแนนมำตรฐำน 338
8.9 สรุป 338
คำถำมทบทวนบทท่ี 8 341
เอกสำรอำ้ งองิ ประจำบท 342
342
แผนกำรสอนประจำบทที่ 9
บทท่ี 9 การสร้างเครื่องมือประเมินทางพุทธจิตวิทยา 343
345
9.1 นิยำมกำรประเมนิ ทำงพุทธจติ วิทยำ 345
9.2 กำรประเมนิ ด้ำนเชำวป์ ัญญำและอำรมณ์ 348
9.3 กำรประเมนิ ดำ้ นบุคลิกภำพ 374
9.4 กำรประเมนิ ด้ำนควำมสุข 401
9.5 กำรประเมินดำ้ นอำชีพ 454
9.6 สรุป 493
คำถำมทบทวนบทท่ี 9 494
เอกสำรอ้ำงอิงประจำบท 495

แผนกำรสอนประจำบทที่ 10 499
บทที่ 10 การเลือกใช้แบบวัดในงานวจิ ยั ทางพุทธจติ วิทยา 501
501
10.1 ตัวอย่ำงกำรเลือกใชแ้ บบวัดท่มี มี ำตรฐำนในงำนวิจัยทำงพุทธจิตวิทยำ 501
10.1.1 แบบวดั สขุ ภำวะเชงิ อัตวิสยั / แบบวดั สตใิ ช้แบบวดั Philadephia
Mindfulness Scale (PHLMS) 507
10.1.2 แบบวัดโครงกำรวจิ ัยอลั แทร์

10.1.3 กำรประยุกต์ใช้เครื่องมอื วดั ทำงจติ วทิ ยำดำ้ นคุณภำพชวี ิต แบบวัด (9)
กรมสุขภำพจิต
508
10.2 แหลง่ ทีม่ ำของเครอ่ื งมือวิจัยและคณุ ภำพของเคร่ืองมือในงำนวิจยั พุทธ
จิตวิทยำ 533

10.3 แหลง่ ข้อมูลคน้ ควำ้ งำนวิจยั ที่เก่ยี วขอ้ งกับกำรศกึ ษำทำงจิตวิทยำและ 537
ผลงำนทำงพุทธจิตวทิ ยำ
541
10.4 สรปุ 542
คำถำมทบทวนบทที่ 10 543
เอกสำรอำ้ งองิ ประจำบท 549
บรรณานุกรม 561
ประวัติผู้เขียน

สารบญั ภาพ (10)

ภำพท่ี 1.1 ควำมสมั พนั ธร์ ะหว่ำงกำรวัดและกำรประเมนิ 9
ภำพท่ี 1.2 ควำมสมั พันธร์ ะหวำ่ งแบบสอบ กำรทดสอบ กำรวดั และกำรประเมนิ 10
ภำพที่ 1.3 กำรกระจำยแบบโคง้ ปกติ 14
ภำพท่ี 1.4 เสน้ โคง้ ปกติ (Normal distribution Curve) 30
ภำพท่ี 1.5 เบซ้ ำ้ ย 31
ภำพที่ 1.6 เบ้ขวำ 31
ภำพที่ 3.1 องค์ประกอบของควำมเครียด 81
ภำพที่ 3.2 แสดงลกั ษณะแบบทดสอบของ Progressive Matrices Test 98
ภำพท่ี 3.3 แสดงลกั ษณะแบบทดสอบของ Progressive Matrices Test 98
ภำพท่ี 3.4 แสดงควำมสัมพันธข์ องคะแนน SVIB กบั โอกำสทีอ่ ยใู่ นอำชพี นั้น ๆ 18 ปี หลังจำก 105

ทที่ ำกำรทดสอบของนักศึกษำ 130
ภำพที่ 3.5 ลักษณะแบบสำรวจของ STS Youth Inventory Form G 317
ภำพท่ี 7.1 ลักษณะโค้งแสดงควำมสมั พนั ธร์ ะหว่ำงระดบั ควำมสำมำรถกับโอกำสที่ตอบถกู 388
ภำพที่ 9.1 แสดงโครงสร้ำงของเครอื่ งมอื จำแนกจรติ 449
ภำพที่ 9.2 ผลกำรวิเครำะห์องคป์ ระกอบเชิงยืนยนั โมเดลกำรวดั กำรพฒั นำตนตำมหลักภำวนำ 451
ภำพที่ 9.3 ผลกำรวเิ ครำะห์องคป์ ระกอบเชงิ ยืนยันโมเดลกำรวดั ควำมสุขในกำรดำเนินชวี ิต

สารบญั ตาราง (11)

ตำรำงท่ี 1.1 ควำมแตกตำ่ งระหวำ่ ง Testing กบั Assessment 10
ตำรำงที่ 1.2 กำรแบ่งระดบั ควำมสำมำรถของคนตำมแนวคดิ ของ Galton 15
ตำรำงท่ี 1.3 ใชว้ ธิ กี ำร The Method of Limits ในกำรหำ Absolute Threshold 23
ตำรำงท่ี 1.4 ใชว้ ธิ ีกำร The Method of Limits ในกำรหำ Difference Threshold 23
ตำรำงท่ี 1.5 ตวั อย่ำงกำรสร้ำงแบบสอบตำมโดเมนท่ีกำหนดขึ้น 24
ตำรำงที่ 2.1 พจนำนุกรมและ นยิ ำมเชิงปฏิบตั กิ ำรทำงจิตวิทยำ 49
ตำรำงที่ 2.2 แสดงตัวอย่ำงมำตรวดั และกำรจดั กระทำเชิงสถิติ 54
ตำรำงที่ 2.3 ตวั อย่ำงกำรสร้ำงแบบสอบถำมตำมโดเมนท่ีกำหนดขน้ึ 59
ตำรำงที่ 3.1 ข้อดีและขอ้ เสียของแบบทดสอบอตั นยั หรือแบบทดสอบ MEQ 76
ตำรำงที่ 3.2 แสดงควำมแตกตำ่ งระหวำ่ งแบบวดั อิงกลุม่ และแบบวดั องิ เกณฑ์ 78
ตำรำงที่ 3.3 แสดงตวั อยำ่ งกำรหำค่ำ I.Q. ของแบบทดสอบสติปญั ญำแสตนฟอรด์ -บีเน่ท์ 93
ตำรำงท่ี 3.4 แสดงน้ำหนกั ของคะแนนอำชพี วศิ วกรของ SVIB 103
ตำรำงที่ 3.5 แสดงกำรเลือกข้อมลู ของผู้ถกู ทดสอบในข้อคำถำมของแบบทดสอบของ Kuder 105
ตำรำงที่ 3.6 แนวทำงท่วั ไปในกำรแปลควำมหมำยภำพวำด 110
ตำรำงท่ี 3.7 รำยกำรและคำอธบิ ำยควำมต้องกำรทำงจติ ใจของเมอรเ์ รย์ 115
ตำรำงท่ี 3.8 อำชีพที่เหมำะสมกบั ลักษณะบุคลกิ ภำพ ตำมแนวคดิ ของ MBTI 121
ตำรำงที่ 3.9 มำตรำ MMPI 125
ตำรำงที่ 3.10 มำตรำย่อย CPI 128
ตำรำงที่ 3.11 กำรวดั เจตคติต่อกำรเรยี นวชิ ำคณิตศำสตร์ 136
ตำรำงที่ 4.1 สรุปควำมแตกต่ำงระหว่ำงสถิติพำรำมิเตอร์และนอนพำรำมิเตอร์ 174
ตำรำงที่ 4.2 ข้อมูลพ้นื ฐำนของผูต้ อบแบบสอบถำม 175
ตำรำงที่ 4.3 ควำมถี่ ร้อยละ ของประสบกำรณ์เกยี่ วข้องกับควำมสุขในชีวติ 175
ตำรำงท่ี 4.4 ควำมถ่ี ร้อยละ ของประสบกำรณ์เก่ียวข้องกับควำมทุกข์ในชวี ติ 176
ตำรำงท่ี 4.5 คำ่ เฉลีย่ เลขคณติ ( ) คำ่ เบย่ี งเบนมำตรฐำน (SD.) ค่ำควำมเบ้ (Skewness) คำ่ 177

ควำมโด่ง (Kurtosis) ตัวบ่งช้ขี องตัวแปรกำรมสี ว่ นร่วมของกลุ่มตวั อยำ่ งทีใ่ ชใ้ นกำร
วิจยั

(12)

ตำรำงท่ี 4.6 แสดงกำรประเมินควำมสอดคลอ้ งของโมเดลกำรวดั ของโครงสรำ้ งกำรวดั ควำมสุข 181
เชิงพุทธ
182
ตำรำงท่ี 4.7 แสดงค่ำดชั นีควำมกลมกลนื ของแบบจำลองโครงสรำ้ งกำรวดั โครงสร้ำงกำรวดั
ควำมสุขเชงิ พุทธ 184

ตำรำงท่ี 4.8 เมทริกซ์สมั ประสทิ ธ์สิ หสมั พนั ธร์ ะหว่ำงตวั แปรแฝงในลำดับท่ี 2 กบั ตวั แปรควำมสุข 194
เชิงพุทธ 194

ตำรำงที่ 5.1 กำรจัดประเภทของแบบทดสอบตำม The Mental Measurements Yearbook 195
ตำรำงที่ 5.2 กำรจัดประเภทของแบบทดสอบตำม The Eleventh Mental Measurements 195
197
Yearbook 197
ตำรำงที่ 5.3 ประเภทของแบบทดสอบทำงจติ วทิ ยำ จำแนกตำมสำขำ
ตำรำงที่ 5.4 แบบทดสอบทำงจิตวทิ ยำที่นยิ มใช้กัน ในหมู่นักจติ วทิ ยำคลินกิ 266
ตำรำงท่ี 5.5 แบบทดสอบทำงจติ วิทยำทน่ี ิยมใชก้ นั ในหมู่นักจิตวิทยำให้คำปรกึ ษำ 322
ตำรำงท่ี 5.6 แบบทดสอบทำงจติ วิทยำท่ีนยิ มใช้เปน็ เคร่ืองมอื ในกำรวจิ ัยแสดงผลกำรสำรวจ 334
338
ในช่วง ปี ค.ศ.1978 ถงึ กลำงปี ค.ศ. 1991 341
ตำรำงที่ 6.1 ตวั อยำ่ งแบบสงั เกตพฤตกิ รรม 353
ตำรำงท่ี 7.1 กำรตรวจสอบคุณภำพแบบวดั สมรรถนะเชิงพทุ ธ ของศลิ ป์ชยั สีมำวงศ์อนันต์ 357
ตำรำงที่ 8.1 ตำรำงเทียบตำแหน่งเปอร์เซน็ ไทลเ์ ปน็ คะแนน T ปกติ 389
ตำรำงท่ี 8.2 เปรยี บเทียบค่ำระหวำ่ งตำแหน่งเปอร์เซ็นต์ไทยล์กับสว่ นเบ่ยี งเบนมำตรฐำน 390
ตำรำงท่ี 8.3 คะแนนเฉลยี่ และสว่ นเบ่ยี งเบนมำตรฐำนของคะแนนมำตรฐำนแบบอื่น ๆ
ตำรำงท่ี 9.1 แสดงจำนวนข้อคำถำมในแต่ละองค์ประกอบของแบบประเมินวฒุ ิภำวะทำงอำรมณ์ 392
ตำรำงท่ี 9.2 แสดงดชั นคี ่ำควำมสอดคลอ้ งระหว่ำงข้อคำถำมกับองคป์ ระกอบที่ม่งุ วดั 392
ตำรำงที่ 9.3 แสดงเคร่ืองผลักดนั ภำยในของจริตทปี่ รำกฏในคัมภีร์วมิ ุตตมิ รรคและวสิ ทุ ธมิ รรค 400
ตำรำงที่ 9.4 แสดงคุณลกั ษณะเด่นของคนแต่ละจรติ ทีป่ รำกฏในคมั ภรี ว์ ิมตุ ติมรรคและวิสทุ ธิ

มรรค
ตำรำงท่ี 9.5 แสดงชดุ ตวั ชวี้ ดั นำมธรรมภำยในเครื่องผลักดันพฤติกรรมของคนแตล่ ะจริต (1)
ตำรำงที่ 9.6 แสดงชุดตวั ชว้ี ัดนำมธรรมภำยในเครื่องผลกั ดนั พฤติกรรมของคนแตล่ ะจริต (2)
ตำรำงที่ 9.7 แสดงกรรมฐำนทเ่ี หมำะกับจริต 6 แยกตำมคัมภีร์

(13)

ตำรำงท่ี 9.8 แนวคิดกำรสรำ้ งตัวชวี้ ดั ควำมสขุ 404
ตำรำงท่ี 9.9 ดัชนตี ัวช้วี ัดควำมสุขตำมหลักพระพุทธศำสนำ 408
ตำรำงที่ 9.10 แสดงค่ำเฉล่ยี น้ำหนักควำมสำคัญของตัวชว้ี ัดหลักของแต่ละองค์ประกอบ 412
ตำรำงท่ี 9.11 แสดงค่ำเฉล่ียน้ำหนกั ควำมสำคัญของตัวช้วี ดั ย่อย ด้ำนควำมสขุ 413
ตำรำงที่ 9.12 แสดงคำ่ เฉล่ียน้ำหนกั ควำมสำคัญของตัวช้ีวดั ย่อย ดำ้ นควำมสุขทำงสังคม 414
ตำรำงท่ี 9.13 แสดงคำ่ เฉลย่ี น้ำหนกั ควำมสำคัญของตวั ชีว้ ดั ย่อย ด้ำนควำมสขุ ทำงจติ ใจ 415
ตำรำงที่ 9.14 แสดงคำ่ เฉลย่ี น้ำหนักควำมสำคัญของตวั ชว้ี ัดย่อย ด้ำนควำมสขุ ทำงปญั ญำ 416
ตำรำงท่ี 9.15 แสดงคำ่ ดชั นีควำมสอดคลอ้ งระดับคุณภำพของตวั บง่ ช้ี 419
ตำรำงท่ี 9.16 แสดงค่ำควำมเช่ือม่นั ของแบบวัดดว้ ยสมั ประสิทธิ์แอลฟ่ำเท่ำกบั .800 431
ตำรำงที่ 9.17 แสดงคำ่ ควำมเชื่อมั่นของแบบวัดด้วยสัมประสิทธ์แิ อลฟำ่ เทำ่ กับ .881 432
ตำรำงที่ 9.18 แสดงคำ่ ควำมเชื่อมน่ั ของแบบวดั ด้วยสัมประสทิ ธแ์ิ อลฟำ่ เทำ่ กบั .871 433
ตำรำงท่ี 9.19 แสดงคำ่ ควำมเชือ่ มนั่ ของแบบวัดดว้ ยสัมประสทิ ธแ์ิ อลฟำ่ เท่ำกับ .837 434
ตำรำงที่ 9.20 กำรตรวจสอบมำตรวดั 435
ตำรำงที่ 9.21 คำ่ เฉลย่ี สว่ นเบยี่ งเบนมำตรฐำน สัมประสทิ ธิส์ หสัมพนั ธ์แบบเพียรส์ นั ระหว่ำงตวั แปรใน 447

กำรพัฒนำตนตำมหลกั ภำวนำ 448
ตำรำงท่ี 9.22 ผลกำรวิเครำะหอ์ งคป์ ระกอบเชิงยืนยนั ของโมเดลกำรวดั กำรพัฒนำตนตำมหลักภำวนำ 449
ตำรำงที่ 9.23 ค่ำเฉลีย่ ส่วนเบยี่ งเบนมำตรฐำน สมั ประสิทธสิ์ หสัมพนั ธ์แบบเพยี ร์สนั ระหวำ่ งตัวแปรใน
450
ควำมสุขในกำรดำเนนิ ชีวติ 458
ตำรำงท่ี 9.24 ผลกำรวิเครำะหอ์ งค์ประกอบเชงิ ยนื ยนั ของโมเดลกำรวดั ควำมสุขในกำรดำเนินชวี ติ 462
ตำรำงที่ 9.25 กำรประเมินสมรรถนะทำงกำยภำพ
ตำรำงที่ 9.26 แสดงเกณฑ์กำรใหค้ ะแนนของแบบสอบถำมกำรศกึ ษำคุณลกั ษณะนักขำยทปี่ ระสบ 464

ควำมสำเรจ็ และมีควำมสขุ ตำมหลักพุทธจิตวิทยำ 464
ตำรำงท่ี 9.27 กำรตรวจหำค่ำดชั นคี วำมสอดคล้องระหวำ่ งคำถำมกบั จดุ ประสงค์ที่ตอ้ งกำรวัด 477

(IOC : Index of Item Objective Congruence)
ตำรำงท่ี 9.28 แสดงคำ่ สัมประสทิ ธค์ิ วำมเชื่อมัน่ (Reliability) หรือค่ำควำมเทีย่ ง (α)
ตำรำงที่ 9.29 โปรแกรมฝึกอบรมสมรรถนะนักกำรตลำดในศตวรรษท่ี 21 ตำมแนวพทุ ธจิตวิทยำ

ในรปู แบบ“MARKETER TREE”

(14)

สารบญั ตัวอย่าง

ตัวอย่ำงท่ี 4.1 กำรคำนวณค่ำประขอ้ จำกกำรสร้ำงแบบวัดพฤตกิ รรมก้ำวร้ำว 155
ตวั อย่ำงที่ 4.2 มำตรวัดทัศนคตทิ ี่สมบูรณ์ (Perfect Guttman Scale) หรอื แบบในอุดมคติ 159

(Ideal Pattern) 159
ตัวอย่ำงที่ 4.3 สมมตขิ ้อควำมที่ใชม้ ีอยู่ 4 ขอ้ ควำม และมีจำนวนผู้ตอบ 20 คน เปน็ ตำรำงท่ี
162
แสดงกำรกระจำยตัวของคะแนนโดยเรียงลำดับรำยชอื่ ของผู้ทีไ่ ดค้ ะแนนรวมมำก
ทีส่ ดุ ไปยังต่ำสุด 214
ตัวอย่ำงที่ 4.4 Profile ทีแ่ สดงถงึ กำรนำค่ำเฉลีย่ ของแต่ละมำตรไปพล๊อตกรำฟ ซ่งึ เป็นกำรศกึ ษำ 215
ประสิทธิผลทำงกำรเรียนของนกั เรยี นชน้ั มธั ยมศึกษำ ระหว่ำงกลุ่มท่ีมีผลสัมฤทธ์ิ 218
ทำงกำรเรียนสูงและตำ่
ตวั อย่ำงท่ี 5.1 แบบประเมินควำมเครยี ด 222
ตวั อย่ำงที่ 5.2 ดชั นชี ี้วัดควำมสุขคนไทย (Thai Happiness Indicators (THI – 15)) 237
ตัวอย่ำงท่ี 5.3 แบบคดั กรองภำวะซึมเศรำ้ ในเด็ก Children’s Depression Inventory (CDI) ฉบับ
ภำษำไทย 287
ตวั อย่ำงท่ี 5.4 แบบคัดกรองโรคซึมเศร้ำ 2 คำถำม (2Q)
ตวั อย่ำงที่ 5.5 เคร่ืองมือชวี้ ัดคณุ ภำพชีวิตขององค์กำรอนำมยั โลกชดุ ยอ่ ฉบับภำษำไทย 289
(WHOQO:-BREF-THAI) 290
ตวั อย่ำงที่ 7.1 ผลกำรสอบแบบทดสอบอิงเกณฑ์แบบคู่ขนำน 2 ฉบบั ฉบับละ 20 ข้อ ของผู้สอบ 290
10 คน
ตัวอย่ำงที่ 7.2 ข้อมลู เดิมในตัวอยำ่ งที่ 7.1 จัดลงตำรำง 292
ตวั อย่ำงที่ 7.3 ขอ้ มูลในตัวอยำ่ งที่ 7.1 ถำ้ แบบทดสอบฉบับนัน้ เป็นแบบทดสอบอิงเกณฑ์ 293
ตัวอย่ำงท่ี 7.4 นำแบบทดสอบองิ เกณฑฉ์ บบั หน่งึ ซ่ึงมี 5 ข้อไปทำสอบกบั นักเรยี น 5 คน
ปรำกฏผลดังในตำรำง ถำ้ กำหนดจดุ ตัด 4 คะแนน 294
ตวั อย่ำงท่ี 7.5 ค่ำสมั ประสทิ ธิ์ควำมเทยี่ งสำหรบั มำตรวดั ต่ำง ๆ 299
361
ตัวอย่ำงที่ 7.6 หำควำมเท่ยี งโดยวิธขี องครอนบำค จำกสูตรสมั ประสิทธิ์  (Coefficient’s 363

coefficient alpha: ) ท้ังฉบับและรำยข้อ
ตัวอย่ำงที่ 7.7 แบบวัดตัวช้ีวดั สขุ ภำวะเชงิ พุทธ
ตัวอย่ำงที่ 7.8 แบบประเมินควำมเทยี่ งตรงเชิงเน้ือหำของแบบสอบถำม (IOC)
ตวั อย่ำงที่ 9.1 แบบประเมินวฒุ ภิ ำวะทำงอำรมณ์
ตวั อย่ำงที่ 9.2 แบบประเมนิ แนะนำวธิ ีตอบ

(15)

รายละเอยี ดของรายวิชา

(มคอ. 3)

รายละเอยี ดมาตรฐานคณุ วฒุ อิ ุดมศึกษาประจารายวชิ า
การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วทิ ยา (Testing and Assessment for Psychology)

ชอื่ สถาบันอดุ มศกึ ษา มหำวทิ ยำลยั มหำจฬุ ำลงกรณรำชวทิ ยำลัย
วิทยาเขต/คณะ/ภาควิชา คณะมนุษยศำสตร/์ ภำควิชำพุทธจิตวิทยำ
หมวดท่ี 1 ข้อมูลโดยทว่ั ไป
1. รหัสและชื่อรายวิชา

807 301 กำรทดสอบและกำรประเมนิ ทำงจติ วิทยำ (Testing and Assessment for Psychology)
2. จานวนหน่วยกิต

3 (3-0-6)
3. หลักสูตรและประเภทของรายวิชา

หลกั สตู รพุทธศำสตรดุษฎีบัณฑติ สำขำวิชำพทุ ธจิตวทิ ยำ
4. อาจารยผ์ ู้รับผิดชอบรายวิชาและอาจารย์ผสู้ อน

รศ.ดร.ประยูร สยุ ะใจ, ผศ.ดร.กมลำศ ภูวชนำธิพงศ์
5. ภาคการศึกษา / ชั้นปีที่เรยี น

ภำคกำรศึกษำที่ 2 ปีกำรศกึ ษำ 2563
6. รายวิชาทีต่ อ้ งเรียนมาก่อน (Pre-requisite)

ไม่มี
7. รายวิชาทตี่ ้องเรียนพร้อมกนั (Co-requisites)

ไม่มี
8. สถานท่เี รยี น

คณะมนุษยศำสตร์ มหำวทิ ยำลัยมหำจฬุ ำลงกรณรำชวทิ ยำลัย
เลขที่ 79 หมู่ 1 ถ.พหลโยธนิ ต.ลำไทร อ.วงั นอ้ ย จ.พระนครศรีอยธุ ยำ 13170
9. วันที่จดั ทาหรือปรับปรงุ รายละเอียดของรายวิชาคร้งั ล่าสุด
หลักสตู รพุทธศำสตรดษุ ฎบี ณั ฑิต สำขำพุทธจิตวิทยำ ปรบั ปรุง ปี 2560

(16)

หมวดท่ี 2 จดุ มุ่งหมายและวัตถปุ ระสงค์
1. จุดมงุ่ หมายของรายวิชา

1.1 เพื่อให้นิสติ มีควำมร้คู วำมเข้ำใจเกีย่ วกบั หลักกำรสำคญั ของวัดและกำรประเมนิ ทำงจติ วิทยำ
1.2 เพอ่ื ให้นสิ ิตสำมำรถสรำ้ งเคร่อื งมือทดสอบและกำรประเมินทำงจิตวทิ ยำ
1.3 เพื่อใหน้ ิสิตสำมำรถสรำ้ งมำตรวดั ทำงจิตวทิ ยำและสถิตพิ ืน้ ฐำนในกำรทดสอบ
1.4 เพ่ือให้นิสิตสำมำรถกำรวิเครำะห์ผลแบบทดสอบ และงำนวิจัยท่ีเก่ียวข้องกับแบบทดสอบและกำร
ประเมนิ ผลทำงจติ วิทยำ
1.5 เพอ่ื ใหน้ ักศึกษำสำมำรถประยุกตแ์ บบทดสอบทำงจติ วิทยำในงำนวิจัยได้
2. วัตถปุ ระสงค์ในการการพัฒนา/ปรบั ปรุงรายวิชา
เพ่ือให้นักศึกษำมีควำมรู้ ควำมเข้ำใจ ควำมสำคัญของ แนวคิดทฤษฎีพ้ืนฐำนในกำรทดสอบ หลักกำร
ออกแบบเพื่อกำรสร้ำงและประยุกต์ใช้เครื่องมือทำงจิตวิทยำ ประมวลกำรใช้เคร่ืองมือในแบบทดสอบทำง
จิตวิทยำ มำตรวัดตัวแปร กำรหำคุณภำพ กำรวิเครำะห์ผลแบบทดสอบ และงำนวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ
แบบทดสอบ และกำรประเมินผลทำงจติ วทิ ยำ สำมำรถนำไปประยกุ ตใ์ ช้ในงำนวจิ ยั ได้

หมวดที่ 3 ลกั ษณะและการดาเนนิ การ
1. คาอธิบายรายวิชา

ศึกษำแนวคิดทฤษฎีพ้ืนฐำนในกำรทดสอบ หลักกำรออกแบบเพื่อกำรสร้ำงและประยุกต์ใช้เคร่ืองมือ
ทำงจิตวิทยำ ประมวลกำรใช้เครื่องมือในแบบทดสอบทำงจิตวิทยำ มำตรวัดตัวแปร กำรหำคุณภำพ กำร
วิเครำะหผ์ ลแบบทดสอบ และงำนวิจยั ทีเ่ กี่ยวขอ้ งกบั แบบทดสอบและกำรประเมินผลทำงจติ วทิ ยำ
2. จานวนชั่วโมงทใ่ี ช้ตอ่ ภาคการศึกษา

บรรยาย สอนเสริม การฝกึ ปฏบิ ัต/ิ งาน การศกึ ษาคน้ คว้าด้วย
ภาคสนาม/การฝกึ งาน ตนเอง
บรรยำย 45 สอนเสริมตำมควำม ไมม่ ีกำรปฏิบัติงำนภำคสนำม
ชว่ั โมง/ภำค ต้องกำรของนสิ ิต กำรศกึ ษำดว้ ยตนเอง 12
กำรศกึ ษำ ชัว่ โมง/สัปดำห์

3. จานวนชั่วโมงตอ่ สัปดาห์ท่อี าจารยใ์ หค้ าปรกึ ษาและแนะนาทางวิชาการแกน่ กั ศึกษาเป็นรายบคุ คล
 อำจำรยป์ ระจำรำยวิชำ ประกำศเวลำให้คำปรึกษำรำยบุคคลผ่ำนไลน์ (line)
 อำจำรย์จัดเวลำให้คำปรึกษำเป็นรำยบุคคล หรือ รำยกลุ่มตำมควำมต้องกำร 1 ช่ัวโมงต่อสัปดำห์
(เฉพำะรำยที่ตอ้ งกำร) ผ่ำนระบบออนไลน์

(17)

หมวดท่ี 4 การพฒั นาผลการเรียนรู้ของนกั ศึกษา

1. คณุ ธรรม จริยธรรม
1.1 คุณธรรม จริยธรรมท่ีต้องพัฒนา

 เรียนรู้และเข้ำใจ จริยธรรมของนักวิจัย จรรยำบรรณในกำรวิจัย กำรมีบทบำทสำคัญในกำรพัฒนำ
จรรยำบรรณวิชำชพี ของนักจิตวิทยำไทย

 ส่งเสริมกำรพฒั นำคุณธรรม จรยิ ธรรม ผำ่ นกระบวนกำรสอนบูรณำกำรในเนอ้ื หำ
1.2 วิธกี ารสอน

1. กำรบรรยำย และฝึกปฏิบัติรำยบุคคลและรำยกลุ่ม จรรยำบรรณวิชำชีพในกำรรจู้ ักและยอมรับ
ในตนเอง เข้ำใจ ควำมยุติธรรม เคำรพศักด์ิศรีและคุณค่ำบุคคลอ่ืน โดยสอดแทรกในรำยวิชำเพ่ือให้เกิดควำม
งอกงำมทำงจิตใจ

2. รว่ มอภปิ รำยกลุ่มประเด็นจรยิ ธรรมในงำนวิจยั แลกเปลยี่ นเรยี นรรู ่วมกัน
3. วิเครำะห์กรณีตัวอย่ำงที่เก่ียวข้องกับงำนวิจัยพุทธจิตวิทยำ นำมำวิเครำะห์ตำมศำสตร์และ
ทฤษฎีท่เี รียนพร้อมทั้งแลกเปลย่ี นควำมคดิ เห็นร่วมกนั
1.3 วิธีการประเมินผล
1. ประเมนิ จำกกำรสงั เกตแบบมสี ว่ นรว่ มและกำรตอบคำถำมในชนั้ เรียน
2. พิจำรณำกำรรว่ มอภปิ รำยทม่ี ีเหตผุ ลถกู ต้อง เหมำะสม และสรำ้ งสรรค์
3. ประเมนิ จำกแบบทดสอบก่อนและหลงั กำรเรียน
4. ประเมนิ ผลกำรนำเสนอกรณศี ึกษำจำกงำนที่ได้มอบหมำย
5. ประเมินจำกแบบทดสอบกำรเรียนกลำงภำคและปลำยภำค
2. ความรู้
2.1 ความรทู้ ตี่ ้องได้รับ

 เขำ้ ใจถ่องแทแ้ ละลึกซงึ้ ในองคค์ วำมรทู้ ำงจิตวทิ ยำร่วมสมัย และมวี ิสัยทศั น์ถึงประเด็นปญั หำ
สำคัญ และสภำพควำมเปลี่ยนแปลงที่ตอ้ งใชค้ วำมรูจ้ ำกศำสตรท์ ำงพทุ ธจติ วิทยำ

 มีควำมรู้ และทักษะกำรวิจัยช้ันสูงอย่ำงลุ่มลึก และครอบคลุมในประเด็นปัญหำท่ีสำคัญ
และวกิ ฤตกำรณท์ จี่ ำเป็นต้องใชค้ วำมรู้จำกศำสตรท์ ำงพุทธจิตวทิ ยำ

 สรำ้ งองค์ควำมรู้ใหม่ และพัฒนำนวัตกรรมจำกกำรวจิ ัย กำรวเิ ครำะห์ สงั เครำะห์บรู ณำกำร และ
พัฒนำข้อสรุปท่ีเปน็ ควำมก้ำวหนำ้ ของศำสตร์และวิชำชพี และเออ้ื ประโยชน์สงู สดุ ต่อมวลมนุษยชำตแิ ละสังคม

2.2 วธิ กี ารสอน
1. บรรยำย อภิปรำย กำรทำงำนกลุ่ม กำรนำเสนอรำยงำน กำรวิเครำะห์กรณีศึกษำ และ

มอบหมำยให้คน้ คว้ำหำบทควำม งำนวิจยั ท่เี ก่ียวขอ้ ง โดยนำมำสรุปและนำเสนอ กำรศึกษำโดยใช้กำรวิจัยเป็น
ฐำน

(18)

2.3 วธิ ีการประเมนิ ผล
1. ทดสอบยอ่ ย สอบกลำงภำค สอบปลำยภำค ดว้ ยขอ้ สอบที่เนน้ กำรวัดหลักกำรและทฤษฎี
2. นำเสนอสรปุ กำรอ่ำนจำกกำรค้นคว้ำงำนวจิ ยั ทีเ่ กี่ยวขอ้ งกับจิตวิทยำและงำนวิจัยทำงพุทธ

จติ วิทยำ
3. วิเครำะห์กรณีศึกษำและงำนวิจัยและบทควำมวิชำกำร บทบำทวิจัยที่เก่ียวข้องกับจิตวิทยำและ

งำนวจิ ัยทำงพุทธจติ วทิ ยำ
3. ทกั ษะทางปัญญา

3.1 ทกั ษะทางปญั ญาทีต่ ้องพัฒนา

 พัฒนำกำรคิดวิเครำะห์ และแก้ปัญหำอย่ำงเป็นระบบ ด้วยกำรใช้องค์ควำมรู้วิธีกำรและ
เครื่องมือทำงจิตวิทยำที่หลำกหลำยและทันสมัย โดยคำนึงถึงประสิทธิผล ประสิทธิภำพ และจรรยำบรรณ
วชิ ำชพี

 บูรณำกำรแนวคิด ทฤษฎีในลักษณะสหสำขำวิชำ กำรนำหลักพุทธธรรมและหลักจิตวิทยำ มำ
บรู ณำกำรเพอื่ สรำ้ งแบบประเมินในงำนวิจัยพทุ ธจติ วิทยำได้

 กำรออกแบบเครื่องมือวจิ ยั เพื่อใช้ในกำรงำนวิจัยอย่ำงมีประสิทธภิ ำพ

 ประยกุ ต์ใช้เครื่องทำงจิตวิทยำในงำนวิจยั และสรำ้ งองค์ควำมรู้ใหม่ทีเ่ ป็นประโยชน์ในเชิงวชิ ำกำร
และวิชำชพี เพ่ือประโยชนต์ อ่ ตนเองและสังคมได้

3.2 วิธกี ารสอน
1. บรรยำย ฝกึ ปฏิบัติในชนั้ เรียนฝึกกำรวเิ ครำะหแ์ บบทดสอบและประยุกต์ใชแ้ บบทดสอบและ
แบบประเมินทำงจติ วิทยำในงำนวจิ ยั ทำงพุทธจิตวิทยำ
2. กำรมอบหมำยใหน้ ักศกึ ษำทำโครงกำรวิจัยทำงพทุ ธจิตวิทยำ วจิ ำรณ์บทควำมวจิ ยั ทำงจิตวิทยำ
แบบทดสอบและประเมนิ ทำงจติ วิทยำ และประยุกต์ใช้แบบทดสอบและแบบประเมนิ ในงำนวจิ ยั
ทำงพุทธจติ วทิ ยำ
3. นำเสนอผลกำรศกึ ษำเสนอเป็นรำยบุคคล และอภปิ รำยกลุ่ม

3.3 วธิ กี ารประเมนิ ผล
1. สอบกลำงภำคและปลำยภำค รำยงำนกลุ่มและรำยงำนเดยี่ ว

4. ทักษะความสมั พนั ธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ
4.1 ทักษะความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งบุคคลและความรบั ผดิ ชอบที่ตอ้ งพัฒนา

 มีทักษะในกำรทำงำนเป็นทีม สำมำรถวำงแผนปรับปรุงตนเอง และร่วมทำงำนเป็นทีมได้อย่ำงมี
ประสิทธิภำพ

4.2 วธิ กี ารสอน
1. กิจกรรมกลุ่มในกำรวเิ ครำะหก์ รณีศกึ ษำ

(19)

2. มอบหมำยงำนรำยกลุ่ม และรำยบุคคล
3. นำเสนอรำยงำนหนำ้ ชัน้ เรยี นเปน็ รำยกลุ่มและรำยบุคคล
4.3 วธิ กี ารประเมนิ ผล
1. ประเมนิ ตนเอง และเพื่อน ด้วยแบบฟอร์มทก่ี ำหนด
2. รำยงำนท่ีนำเสนอ / พฤติกรรมกำรทำงำนเป็นทีม
3. ประเมินนสิ ิตกอ่ นกำรสอน ระหวำ่ งกำรสอน และหลังกำรสอน ทักษะกำรคิดวเิ ครำะห์กำรแก้ไข
ปัญหำในกำรนำควำมรจู้ ำกงำนวิจัยประยกุ ต์ใช้
5. ทกั ษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศ
5.1 ทกั ษะการวเิ คราะห์เชงิ ตัวเลข การสอื่ สาร และการใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศทต่ี อ้ งพฒั นา

 สำมำรถใช้สถิตพิ ื้นฐำนและสถติ ิเชงิ อนุมำน วิเครำะหข์ ้อมูลทำงสถิตใิ นกำรวจิ ัยได้

 สำมำรถใช้สถติ ิเพือ่ กำรตรวจสอบคุณภำพเครอ่ื งมือวจิ ยั

 สื่อสำรเชิงวิชำกำร ท้ังในรูปแบบเป็นทำงกำร และไม่เป็นทำงกำร ผ่ำนสื่อประเภทต่ำง ๆ โดยใช้
เทคโนโลยีท่ีเหมำะสมกับบุคคล กลุ่มบุคคล ท้ังในวงวิชำกำร วิชำชีพ และสังคมได้อย่ำงมี
ประสทิ ธภิ ำพ

5.2 วธิ ีการสอน
1. วิธสี อนแบบอภิปรำยเนอื้ หำ/ซักถำม/และทำคำถำมทบทวนในช้ันเรียน
2. ศึกษำค้นคว้ำดว้ ยตนเอง
3. รำยงำนผลตำมกลุม่ หน้ำชั้นเรียนเป็นลำยลักษณ์อกั ษรและวำจำ
4. ร่วมวเิ ครำะห์เอกสำรจำก PowerPoint หน้ำชนั้ เรียน
5. สรุปเนื้อหำท่ีเรยี นกำรสอนแต่ละคร้งั
6. สอ่ื สำรกำรสอน e-learning
7. รำยงำนเด่ียวและรำยงำนกลุ่ม โดยกำรนำตัวเลขหรือสถิติมำอ้ำงอิง จำกแหล่งท่ีมำข้อมูลที่

นำ่ เชือ่ ถือ
5.3 วธิ กี ารประเมนิ ผล
1. สงั เกตกำรณก์ ำรมสี ว่ นรว่ มกำรปฏบิ ตั งิ ำนของนสิ ิต
2. สังเกตกำรณแ์ สดงควำมคิดเหน็ ตำมกลมุ่ ของนสิ ติ
3. ศึกษำจำกกำรประเมินผลก่อนและหลงั เรยี น
4. สงั เกตควำมตง้ั ใจเรยี นควำมสนใจทจี่ ะฟงั คำถำมและตอบปญั หำ
5. กำรประเมินผลกำรเรียนรู้กอ่ นและหลงั กำรเขำ้ เรยี น

(20)

หมวดที่ 5 แผนการสอนและการประเมินผล

1. แผนการสอน

807 109 การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วิทยา
Testing And Assessment for Psychology

สปั ดาห์ วัน/เดอื น/ปี หวั ข้อ (Topic) กจิ กรรม (Activity)
ที่
1 - แนะนำหลกั สูตร/ชแี้ จงจดุ มุ่งหมำยและ - แนะนำตนเอง หลกั สตู ร กำร
กจิ กรรมกำรเรียนกำรสอน วำงแผนกำรเรยี น
2 ทดสอบควำมรู้ก่อนเรยี น - บรรยำย / อภิปรำย / ฝึกปฏิบัติ
3 บทที่ 1 / ศึกษำคน้ คว้ำด้วยตนเอง
4 แนวคิด ทฤษฎีพืน้ ฐำนกำรทดสอบและกำร - บรรยำย / อภิปรำย / ฝึกปฏิบัติ
5 ประเมนิ ทำงจติ วทิ ยำ / ศึกษำคน้ คว้ำดว้ ยตนเอง
6 บทที่ 2
หลักกำรสำคญั ของวดั และกำรประเมินทำง - บรรยำย / อภิปรำย / ฝกึ ปฏิบัติ
จติ วทิ ยำ / ศึกษำคน้ ควำ้ ด้วยตนเอง
บทท่ี 3 - บรรยำย / อภิปรำย / ฝกึ ปฏบิ ัติ
กำรพฒั นำแบบทดสอบทำงจิตวิทยำ
บทที่ 4 - บรรยำย / อภปิ รำย / ฝกึ ปฏบิ ตั ิ
กำรสรำ้ งมำตรวัดทำงจิตวทิ ยำและสถิติ
พื้นฐำนในกำรทดสอบ - บรรยำย / อภปิ รำย / ฝกึ ปฏิบตั ิ/
บทท่ี 5 - กำรฝึกปฏบิ ัติกำรออกแบบกำร
กำรสรำ้ งแบบทดสอบและแบบสอบถำม สรำ้ งเคร่อื งมอื วัด (1 )
บทท่ี 6 - บรรยำย / อภิปรำย / ฝกึ ปฏิบัต/ิ
กำรสัมภำษณ์และกำรสงั เกต ใชป้ ญั หำเปน็ หลกั /กรณีศกึ ษำ
- กำรฝึกปฏบิ ตั ิกำร ออกแบบกำร
บทท่ี 7 กำรตรวจสอบคณุ ภำพเคร่อื งมือ สร้ำง เครือ่ งมือวดั (2)
- อภิปรำย ทบทวน ซักถำมปัญหำ

(21)

สปั ดาห์ วนั /เดอื น/ปี หัวข้อ (Topic) กจิ กรรม (Activity)
ท่ี
7 บทท่ี 8 - บรรยำย / อภิปรำย / ฝึกปฏบิ ัต/ิ
กำรพฒั นำเกณฑ์ปกติ ใช้ปญั หำเปน็ หลกั /กรณีศึกษำ
8 บทท่ี 9 - กำรฝึกปฏบิ ตั กิ ำร ออกแบบกำร
กำรสร้ำงเคร่ืองมือกำรประเมินทำงพุทธ สร้ำง เครอ่ื งมือวดั (3)
จิตวทิ ยำ - อภิปรำย ทบทวน ซักถำมปัญหำ
บทท่ี 10 - บรรยำย / อภปิ รำย / ฝึกปฏิบตั /ิ
กำรเลือกใชแ้ บบวดั ในงำนวิจัยทำงพุทธ ใช้ปญั หำเป็นหลัก/กรณีศึกษำ
จิตวิทยำ - กำรฝกึ ปฏิบตั ิกำร ออกแบบกำร
สรำ้ ง เคร่ืองมือวดั (4)
- อภปิ รำย ทบทวน ซักถำมปัญหำ

9 สอบวดั ผลปลำยภำค

2. แผนการประเมินผลการเรยี นรู้

แผนการประเมินการเรยี นรู้

กิจกรรม ผลการเรียนรู้ วิธกี ารประเมิน สัปดาหท์ ่ี สดั สว่ นการประเมนิ
ท่ี ใชข้ ้อสอบกลำงภำคและกำร ประเมิน 10% และ 30%
สอบปลำยภำค
1 นักศึกษำมีควำมร้คู วำม 4, 8 20%
รำยงำนในชั้นเรียนและ
เขำ้ ใจในลกั ษณะ รำยงำนกลมุ่ และรำยงำนเดีย่ ว 6, 7 10%

ควำมสำคัญและวธิ กี ำรวิจัย ประเมนิ ผลจำกกำรเขำ้ ชัน้ ทุกคร้งั
เรยี นของนักศึกษำ
ทำงจติ วิทยำ

2 นกั ศึกษำสำมำรถนำควำมรู้

ที่ไดส้ ร้ำงแบบวัดและกำร

ประเมนิ ในข้อเสนอ

โครงกำรวิจยั ได้

3 นักศกึ ษำต้งั ใจและสนใจ

เรียนในรำยวิชำวิธวี ิจัยทำง

จิตวทิ ยำ

(22)

4 กำรส่งงำนท่ีไดร้ ับมอบหมำย นักศกึ ษำสง่ งำนตรงเวลำและ ทุกครั้ง 10%
และศึกษำคน้ คว้ำดว้ ย ผลงำนถูกต้อง สมบูรณ์ 20%
ตนเอง

5 นักศกึ ษำสำมำรถนำควำมรู้ ประเมนิ จำกรำยงำนกำรวิจยั 5
ท่ไี ดจ้ ำกกำรเรยี นในรำยวชิ ำ และวธิ ีกำรนำเสนอหน้ำชั้น
และนำเสนอหน้ำชั้นเรยี น เรยี นของนักศึกษำ
และมีกำรอภปิ รำยผล

หมวดที่ 6 ทรพั ยากรประกอบการเรยี นการสอน
1. เอกสารและตาราหลกั

หนังสือ

กมลำศ ภวู ชนำธพิ งศ์. (2560). ระเบยี บวธิ วี จิ ยั ทางจิตวิทยา. ภำควิชำจติ วิทยำ. คณะมนษุ ยศำสตร์.
จิตรำภำ กุณฑลบุตร. (2557). การวิจัยเชิงบรรยาย จากทฤษฎีสู่การปฏิบัติจริง. กรุงเทพมหำนคร: โรงพิมพ์

แปลนพรน้ิ ทต์ ้งิ จำกัด.
ชยั พร วชิ ชำวุธ. (2523). การวิจยั เชิงจิตวทิ ยา. กรงุ เทพมหำนคร: โรงพิมพว์ ฒั นำพำนิช จำกัด.
นงลักษณ์ วริ ัชชัย. (2548). สถิติชวนใช้. กรงุ เทพมหำนคร: โรงพิมพแ์ ห่งจฬุ ำลงกรณ์มหำวิทยำลยั .
ผ่องพรรณ ตรัยมงคลกูล, สุภำพ ฉัตรำภรณ์. (2555). การออกแบบวิจัย. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพมหำนคร:

มหำวทิ ยำลัยเกษตรศำสตร์.
ยุทธ ไกยวรรณ์. (2559). การวางแผนการทดลองสาหรับการวิจัย. กรุงเทพมหำนคร: โรงพิมพ์แห่ง

จุฬำลงกรณม์ หำวิทยำลัย.
สัมฤทธิ์ กำงเพ็ง สรำยุทธ กันหลง. (2560). การวิจัยแบบผสมวิธี กระบวนทัศน์การวิจัยในศตวรรษที่ 21.

พมิ พ์ครัง้ ที่ 3. มหำสำรคำม: หำ้ งห้นุ สว่ นจำกดั อภชิ ำติกำรพมิ พ์.
สุชำติ ประสิทธิ์รัฐสินธ์ุ. (2555). ระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 15. กรุงเทพมหำนคร: ห้ำง

หุ้นส่วนจำกดั สำมลดำ.
สชุ ีรำ ภัทรำยตุ วรรตน์. (2556). คู่มอื การวัดทางจิตวิทยา. พิมพ์ครง้ั ที่ 5. กรุงเทพมหำนคร: ตรีเทพ.
สุวิมล ว่องวำณิช. (2563). การวิจัยการออกแบบทางการศึกษา. กรุงเทพมหำนคร: สำนักพิมพ์จุฬำลงกรณ์

มหำวทิ ยำลัย.
Allen, Marry J. and Yen, Wendy M. (1979). Introduction to Measurement Theory. U.S.A.:

Brooks/Cole Publishing Company.
Anastasi, Anne. (1982). Psychological Testing. U.S.A.: Macmillan Publishing Company.

(23)

Byrne, B. M. (2010). Structural Equation Modeling with AMOS: Basic concepts, applications,
and programming (Ed.). New York, NY: Routledge.

Dawn M. McBride. (2013). The Process of Research in Psychology. SAGE Publication: India.
Goodwin, C. James. (2010). Research in Psychology Methods and Design. (6th ed.). John Wiley

& Sons, Inc.
Hair, J. F. and others. (1998). Multivariate data analysis. New Jersey: Prentice - Hall.
Joreskog, K. G. &Sorbom, D. (2001). LISREL 8: User’s reference guide. Lincolnwood.

Scientific software international.
Kirk, R. E. (1995). Experimental Design: Procedures for the Behavioral Science. Washington:

Brooks/Cole Publishing.
Kline, R. B. (2011). Principles and practice of structural equation modeling. (3rd ed.). New

York: Guilford Press.
Messick, Samuel. (1989). “Validity,” in Educational Measurement. Linn, Robert L. (Ed.).

Third Edition. U.S.A.: Macmillan Publishing Company.
Paul Kline. (1986). Handbook of Test construction: Introduction to psychometric design.

Cambridge: New York.
Shaughnessy and E.B. Zechmeister. (2003). The Research Methods in Psychology. (5th ed.).

McGraw-Hill.
Wainer, Howard and Braun, Henry I. ( 1988). Test Validity. U.S.A. Lawrence Erlbaum

Associates, Inc.
2. เอกสารและข้อมูลแนะนา

เว็บไซต์ท่เี กีย่ วกบั หัวข้อในประมวลรำยวชิ ำ
 http://psych.hanover.edu/research/exponnet.html
 http://www.dovepress.com/psychology-research-and-behavior-management-journal

หมวดท่ี 7 การประเมนิ และปรับปรุงการดาเนินการของรายวชิ า

1. กลยทุ ธก์ ารประเมินประสทิ ธผิ ลของรายวิชาโดยนกั ศกึ ษา
กำรประเมินประสิทธิผลในรำยวิชำน้ี ท่ีจัดทำโดยนักศึกษำ ได้จัดกิจกรรมในกำรนำแนวคิดและ

ควำมเหน็ จำกนกั ศึกษำไดด้ งั น้ี
1. กำรสนทนำกลุ่มระหวำ่ งผ้สู อนและผเู้ รยี น

(24)

2. กำรสงั เกตกำรณจ์ ำกพฤติกรรมของผเู้ รียน
3. แบบประเมนิ ผสู้ อน และแบบประเมินรำยวิชำ
2. กลยุทธ์การประเมินการสอน
1. กำรสงั เกตกำรณ์สอนของผรู้ ว่ มทมี กำรสอน
2. ผลกำรสอบ
3. กำรทวนสอบผลประเมนิ กำรเรยี นรู้
3. การปรับปรุงการสอน
1. สมั มนำกำรจัดกำรเรยี นกำรสอน
2. กำรดำเนนิ กำรวิจยั ในและนอกชั้นเรยี น
4. การทวนสอบมาตรฐานผลสมั ฤทธ์ิของนกั ศกึ ษาในรายวิชา
1. กำรทวนสอบกำรใหค้ ะแนนจำกกำรสมุ่ ตรวจผลงำนของนิสิตโดยอำจำรย์อ่ืนหรือผู้ทรงคุณวุฒิที่ไมใ่ ช่
อำจำรย์ประจำหลักสูตร
2. กำรตั้งคณะกรรมกำรในสำขำวชิ ำ ตรวจสอบผลกำรประเมินกำรเรยี นรู้ของนสิ ติ
5. การดาเนินการทบทวนและการวางแผนปรับปรงุ ประสิทธผิ ลของรายวิชา
- ปรบั ปรงุ รำยวิชำทกุ 3 ปี หรอื ตำมขอ้ เสนอแนะและผลกำรทวนสอบมำตรฐำนผลสัมฤทธ์ิตำมขอ้ 4

การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วทิ ยา 1

แผนการสอนประจาบทที่ 1

เน้ือหาสาคญั การเรยี นรู้ประจาบท

บทที่ 1 แนวคดิ ทฤษฎพี น้ื ฐานการทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา

1.1 นิยามการทดสอบทางจิตวทิ ยา
1.2 ความแตกต่างระหวา่ งการทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วิทยา (Testing และ Assessment)
1.3 ประวตั กิ ารวัดทางจติ วทิ ยา/การทดสอบทางจติ วิทยา

1.3.1 การวัดทางจติ วทิ ยาในศตวรรษท่ี 19
1.3.2 การทดสอบในชว่ งตอนต้นศตวรรษที่ 20
1.4 จดุ มงุ่ หมายการศกึ ษาทางจติ วิทยา
1.5 แนวคดิ และทฤษฎกี ารทดสอบทางจติ วทิ ยาและการวดั ผลทางจิตวิทยา
1.6 ธรรมชาตแิ ละการใช้แบบทดสอบทางจิตวิทยา
1.7 หลกั การควบคุมการใช้แบบทดสอบและมาตรฐานของแบบทดสอบ
1.8 คุณสมบตั ิของผใู้ ช้แบบทดสอบทางจติ วทิ ยา
1.9 จรรยาบรรณผู้ใชแ้ บบทดสอบทางจติ วทิ ยา
1.10 สรปุ
คาถามทบทวนบทท่ี 1
เอกสารอ้างอิงประจาบท

วตั ถปุ ระสงค์การเรียนรู้

1. รู้ เข้าใจและสามารถอธิบายนิยามการทดสอบทางจิตวิทยาและการประเมินทางจิตวิทยาและบอก
ความแตกตา่ งระหว่างการทดสอบ (testing และ Assessment)

2. รู้ เข้าใจและสามารถอธิบายถึงประวัติการวัดทางจิตวิทยา สามารถทาการวัดผลทางจิตวิทยาใน
ศตวรรษท่ี 19 และทาการทดสอบในช่วงตอนตน้ ศตวรรษท่ี 20

3. รู้ เข้าใจและสามารถอธิบายแนวคิดและทฤษฎกี ารวัดผลทางจติ วิทยาและการวัดผลทางจิตวทิ ยา
4. รู้ เข้าใจและสามารถอธบิ ายธรรมชาติและการใช้แบบทดสอบทางจิตวิทยา
5. รู้ เข้าใจและสามารถอธิบายหลักการควบคุมการใช้แบบทดสอบและมาตรฐานของแบบทดสอบ

และคุณสมบตั ขิ องผู้ใชแ้ บบทดสอบทางจิตวทิ ยา
6. รู้ เขา้ ใจ และอธิบายหลกั จรรยาบรรณผู้ใชแ้ บบทดสอบทางจิตวิทยา

2 Testing and Assessment for Psychology

วิธกี ารสอนและกิจกรรม

1. ศกึ ษาเอกสารคาสอนบทที่ 1 แนวคดิ ทฤษฎพี ้นื ฐานการทดสอบและการประเมินทางจติ วทิ ยา
2. วธิ ีสอนแบบอภิปรายเนอ้ื หา/ชักถาม/และทาคาถามทบทวนในชั้นเรียน
3. ศกึ ษาดว้ ยตนเอง
4. รายงานผลตามกล่มุ หนา้ ชน้ั เรยี นเปน็ ลายลักษณอ์ กั ษรและวาจา
5. ร่วมวเิ คราะหเ์ อกสารจาก PowerPoint หนา้ ช้ันเรียน
6. สรุปเนือ้ หาทเี่ รียนในการสอนแต่ครงั้
7. ทาคาถามทบทวนท้ายบทหลังเรียน แล้วนาผลที่ได้มาวิเคราะห์พื้นฐานความเข้าใจในหลักการ

สอบทางจิตวทิ ยา

ส่ือการเรยี นการสอน

1. เอกสารคาสอนบทที่ 1
2. ประเมนิ ผลก่อน/หลงั เรยี น
3. แบบฝกึ ปฏบิ ตั ิ
4. PowerPoint
5. เครอ่ื งคอมพวิ เตอร์

การวดั ผลและประเมินผล

1. สงั เกตการณ์มีส่วนรว่ มการปฏิบตั ิของนิสติ
2. สงั เกตการณ์แสดงความคดิ เหน็ ตามกลุม่ ของนสิ ิต
3. ศึกษาจากการประเมินผลกอ่ นและหลังเรียน
4. สังเกตความตั้งใจเรยี น ความสนใจท่จี ะฟงั คาถามและตอบปัญหา
5. การทาคาถามทบทวนท้ายบท

การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา 3

บทท่ี 1

แนวคิด ทฤษฎพี ืน้ ฐานการทดสอบและการประเมินทางจติ วิทยา

ในยุคแรก ๆ ของจิตวิทยาอาริสโตเติลใช้คาว่า Psych แปลความหมายว่า The Essence of Life
หมายถึงจิต1 ต่อมาความหมายของจิตวิทยาได้เปล่ียนแปลงไปเพราะระบบความคิดทางวิทยาศาสตร์ได้เข้ามา
อิทธิพลต่อวงการวิชาการเน้นสิ่งไหนรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสได้ส่ิงน้ันจึงเป็นสิ่งท่ีมีอยู่จริงความหมายของ
จิตวิทยาถูกเปล่ียนนามาใช้พฤติกรรมของการกระทาวา่ วชิ าจิตวทิ ยาคือ การศึกษาพฤตกิ รรมท้ังมนุษยแ์ ละสตั ว์
ที่ช้ีกระบวนการทางานของจิตในศตวรรษที่ 20 แนวคิดจิตวิทยามนุษย์นิยมและจิตวิทยาการรู้คิดและปัญญา
ได้รับความนิยมเผยแพร่ทาให้วิชาจิตมีความหมายว่าเป็นวิชาที่ว่าด้วยการศึกษาพฤติกรรมและกระบวนการ
ท างาน ของจิต ด้วยระเบี ยบ ท างวิท ยาศ าสต ร์ใน ความ เป็ น ของวิช าจิ ตวิท ยานั้ น เริ่ม แรกใน ส มัย ก่อน ยุ ค
ประวัติศาสตร์มนุษย์ยังไม่รู้จักคิดจากส่ิงที่ตนได้ผัสสะอินทรีย์ 6 มนุษย์ใช้ชีวิตไปตามความเชื่อที่ว่าเป็นความ
จริงของตนแต่เม่ือมนุษย์มีความเจริญรุ่งเรืองมากข้ึนเพราะมนุษย์รวมตัวเป็นกลุ่มเป็นก้อนเป็นหมู่คณะมากขึ้น
ทาให้มนุษย์จักคิดจากส่ิงท่ีรู้และรู้จักเก็บข้อมูลจากจดจาของตนเองเม่ือมีข้อมูลมากข้ึนรู้จักเก็บข้อมูลไว้ภาพ
ตามหน้าผาตามถ้าไว้เป็นความรู้ให้แก่ผู้เดินทางผ่านมาจะได้รู้ว่าบริเวณแถบน้ีเต็มไปสัตว์รา้ ยหรือภัยธรรมชาติ
อยา่ งไรบ้างให้แก่มนษุ ยผ์ ู้เดินทางผ่านไปในดินแดนแถบน้ันได้ศึกษาหาความรจู้ ากสิ่งทตี่ นคิดจากศตวรรษท่ี 19
จอห์นบีวัตสันได้เผยแผ่แนวคิดการศึกษาจิตวิทยาจากพฤติกรรมนิยมที่สามารถทดสอบให้เห็นด้วยประสาท
สัมผัสทั้ง 5 แนวคิดน้ีมีอิทธิพลต่องานวิจัยและประยุกต์ใช้ในรูปแบบต่าง ๆ ถึง 50 ปีจนลดความสาคัญลง
เพราะความเจริญของเทคโนโลยีและประสาทวิทยา และในศตวรรษท่ี 20 มีการค้นพบการทางานของสมอง
ช้ีให้เห็นว่าจิตนั้นเกิดจากการทางานของสมองเรียกว่าการรู้คิด และปัญญานั่นเองพฤติกรรมเป็นผลผลิตของ
การทางานสมองหรือจิตเท่านั้นนอกจากน้ียังมีการใช้ความรู้เหล่านี้มาสร้างเคร่ืองมือวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ มาใช้
ค้นคว้าความรู้ทางจิตวิทยาหรือการบาบัดรักษาอาการทางจิตได้ถูกต้องแม่นยาทาให้เกิดความสนใจศึกษา
ค้นคว้ากระบวนการทางจิตมากขึ้นท่ีส่งพฤติกรรมของมนุษย์ในรูปแบบต่าง ๆ และนิยมแพร่หลายมากขึ้นและ
นาความรนู้ ้ไี ปใชก้ ับศาสตรต์ ่าง ๆ มากข้นึ อย่างทเี่ ห็นในปจั จุบัน

1 อุบลวรรณา ภวกานันท์ และคณะ, (2542), จิตวิทยาทั่วไป, (พิมพ์คร้ังที่ 7), กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์, หนา้ 5.

4 Testing and Assessment for Psychology

1.1 นิยามการทดสอบทางจิตวิทยา2

1.1.1 แนวคิดพ้ืนฐานของการวัดและการประเมินทางจิตวิทยา (Psychological Testing
and Assessment)

การวัดและการประเมินทางจิตวิทยา ด้วยเคร่ืองมือวัดและประเมินทางจิตวิทยาท่ีเป็นมาตรฐาน
เพื่อเป็นข้อมูลสาหรับบุคคลท่ีจะสารวจบุคลิกลักษณะและสภาวะจิตใจ (Psychologicalstate) ของตัวเอง
และเปน็ ข้อมูลสาหรบั หน่วยงานทีจ่ ะใช้ประกอบการตดั สินใจตา่ ง ๆ

แนวคิดพ้ืนฐานท่ีอยู่เบื้องหลังการทดสอบทางจิตวิทยาและการศึกษาเกี่ยวข้ องกับความแตกต่าง
ของแต่ละบุคคล ไม่มีเกล็ดหิมะสองอันเหมือนกัน ไม่มีสองน้ิวพิมพ์เหมือนกัน ในทานองเดียวกัน ไม่มีสองคน
ใดที่มีความสามารถเหมือนกันทุกประการ ความมีชีวิตดังท่ีเราได้กล่าวไว้ การทดสอบได้รับการออกแบบมา
โดยเฉพาะเพ่ือวัดค่าบุคคลเหล่านี้ ความแตกต่างในความสามารถและบุคลิกภาพของผู้คน ถึงแม้ว่ามนุษย์จะ
ตระหนักมานานแล้วว่าปัจเจกบุคคลแตกต่างกัน การพัฒนาเครื่องมือสาหรับวัดความแตกต่างดังกล่าวไม่ใช่
เรื่องง่าย เพ่ือพัฒนาวัดอุปกรณ์เราต้องเข้าใจว่าเราต้องการวัดอะไร ก้าวสาคัญสู่การทาความเข้าใจความ
แตกต่างของแต่ละบุคคลมาพร้อมกับการตีพิมพ์ของ ชารล์ ดาร์วิน Charles Darwin's หนังสือทรงอิทธิพล
อย่าง The Origin of Species ในปี 1859 ตามทฤษฎีของดาร์วิน รูปแบบชีวิตที่สูงขึ้นส่วนหนึ่งเกิดจากความ
แตกต่างระหว่างรูปแบบส่วนบุคคล สายพันธ์ุ เน่ืองจากสมาชิกแต่ละรายของสปีชีส์ต่างกัน ลักษณะเซสส์ที่
ปรับตัวหรือประสบความสาเร็จในสภาพแวดล้อมที่กาหนดมากกว่าเป็นของสมาชิกท่านอ่นื ๆ ดาร์วินยังเชื่อว่า
ผู้ที่มีดีท่ีสุดหรือมากที่สุด ลักษณะการปรับตัวอยู่รอดได้ โดยค่าใช้จ่ายของผู้ที่มีปรับตัวได้ น้อยกว่าและ
ผูร้ อดชวี ิตถ่ายทอดคุณลักษณะของตนไปสู่รุน่ ต่อไป โดยผ่านกระบวนการน้ี เขาแย้งวา่ ชีวิตได้พัฒนาไปสู่ระดับ
ทซี่ ับซอ้ นและระดบั ของสติปญั ญา

ต่อมาเซอร์ ฟรานซิส กัลตัน (Sir Francis Galton) ญาติของดาร์วิน เร่ิมใช้ทฤษฎีของดาร์วินเป็น
การศึกษาของมนุษย์ ด้วยแนวคิดของการอยู่รอดของความแตกต่างที่เหมาะสมท่ีสุดและเฉพาะบุคคล
Galton ทฤษฎีท่ีเขาพูดชัดแจ้งในหนังสือของเขา Hereditary Genius ซึ่งตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2412 Galton
(1883) ต่อมาชุดการศึกษาทดลองเพ่ือบันทึกความถูกต้องของตาแหน่งของ Galton เน้นท่ีแสดงให้เห็นว่า
ความแตกต่างของแต่ละบุคคลมีอยู่ในประสาทสัมผัสของมนุษย์และการทางานของประสาทสัมผัสเช่น เวลา
ตอบสนอง การมองเห็น และความแข็งแรงทางกายภาพ

การศึกษาความสามารถของมนุษย์ของ Galton นาไปสู่รากฐานของจิตวิทยาเชิงอนุพันธ์และการ
กาหนดแบบทดสอบทางจิตครงั้ แรกในทีส่ ุด Galton สนใจทีจ่ ะวัดมนุษย์ในทุกวถิ ีทางที่ทาได้ สิ่งนี้รวมถงึ การวัด
ความสามารถในการแยกแยะทางประสาทสัมผัสซ่ึงเขาคิดว่าเช่ือมโยงกับความกล้าหาญทางปัญญา Galton
ชี้ให้เห็นว่าความแตกต่างของแต่ละบุคคลในความสามารถทั่วไปสะท้อนให้เห็นในประสิทธิภาพของ

2 สชุ ีรา ภัทรายตุ วรรตน์, (2556), คมู่ ือการวดั ทางจติ วทิ ยา, กรงุ เทพมหานคร: ตรีเทพ, หน้า 14.

การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วทิ ยา 5

ความสามารถทางประสาทสัมผัสที่ค่อนข้างเรียบง่ายและในความเร็วของปฏิกิริยาต่อส่ิงกระตุ้นตัวแปรที่
สามารถวัดไดโ้ ดยการทดสอบการแยกแยะทางประสาทสมั ผสั และเวลาในการตอบสนอง Galton ยงั วัดว่าผู้คน
ตอบสนองได้เรว็ เพยี งใด ซึ่งตอ่ มา Galton เชอ่ื มโยงกับการเดนิ สายภายในซึ่งท้ายท่ีสุดความสามารถในการขา่ ว
กรอง จากดั ตลอดการวจิ ัยของ Galton สันนษิ ฐานว่าคนทต่ี อบสนองไดเ้ รว็ นั้นฉลาดกวา่ คนอ่ืน ๆ3

ในการทาเช่นนั้น Galton ได้ริเร่ิมการค้นหาความรู้เก่ียวกับความแตกต่างของปัจเจกบุคคล เป็น
หนึ่งในองค์ประกอบที่สาคัญท่ีสุดของจิตวิทยาวิทยาศาสตร์งานของ Galton ขยายออกไปโดยนักจิตวิทยาชาว
อเมรกิ ัน James McKeen Cattell4

การทดสอบทางจิต โดยการวิจัยของ Cattell เกี่ยวกับความแตกต่างของแต่ละบุคคลมีบทบาท
สาคัญในการแนะนาและเน้นเทคนิคการทดลองและความสาคัญของวิธีการในการทดลองในอเมริกา เก่ียวกับ
จดุ เร่ิมต้นของการทดสอบทางจิตของเขาในไลพ์ซกิ ในฐานะศาสตราจารย์ท่ีมหาวทิ ยาลัยเพนซิลเวเนีย Cattell
ได้ทาการทดสอบสิบชุดให้กับอาสาสมัครนักศึกษา และเป็นคร้ังแรกที่ได้แนะนาคาว่า “การทดสอบทางจิต”
เป็นคาศัพท์ท่ัวไปสาหรับชุดการทดสอบของเขาซ่ึงรวมถึงการวัดความรู้สึกโดยใช้ น้าหนักเพ่ือกาหนดความ
แตกต่างที่เห็นได้ชัดเจน เวลาตอบสนอง ช่วงหน่วยความจาของมนุษย์และอัตราการเคลื่อนไหว เมื่อ Cattell
ย้ายไปมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย การทดสอบแบตเตอรี่กลายเป็นข้อบังคับสาหรับนักศึกษาใหม่ทุกคน Cattell
เชื่อว่าการทดสอบทางจิตของเขาเป็นการวัดความฉลาด อย่างไรก็ตาม ในปี 1901 คลาร์ก วิสเลอร์ นักศึกษา
ของ Cattell ได้แสดงให้เห็นว่าไม่มีความสัมพันธ์ทางสถิติระหว่างคะแนนในการทดสอบของ Cattell และผล
การเรยี น การทดสอบการแสดงผลท่ีถกู ทส่ี ุดที่ไม่เก่ยี วขอ้ งกับการพัฒนาของอลั เฟรด Binets วัดปญั ญา5

1.2 ความแตกต่างระหวา่ งการทดสอบและการประเมิน (Testing และ Assessment)

1.2.1 คาศัพท์ที่เกย่ี วข้องกับการวัดและการประเมนิ

ในทีนีม้ คี าศัพท์ทีเ่ กย่ี วข้องดังนี้

การวดั (Measurement) หมายถงึ การกาหนดค่าให้กับสิ่งใดส่งิ หน่ึงอยา่ งมีหลกั เกณฑ์และเป็นท่ี
ยอมรับ โดยค่าท่ีได้มีท้ังเป็นตัวเลขและไม่เป็นตัวเลข6 การวัด (Measurement) เป็นกระบวนการกาหนด
ตัวเลข (assignment of numerals) ใหแ้ ก่ส่ิงต่าง ๆ ตามกฎเกณฑ์ การวัดจะเกดิ ขึ้นได้ตอ้ งอาศยั องคป์ ระกอบ
ทส่ี าคญั 3 ส่วน ดังน้ี

3 Francis Galton, Retrieved 16 June 2021, from https://www.thwiki.press/wiki/Francis_Galton
4 Robert M.Kaplan & Dennis P.Saccuzzo, (2009), Psychological Testing, International Student
Edition, USA: Wadsworth, Cengage Learning, p. 12.
5 James McKeen Cattell, Retrieved 16 June 2021, from https://www.thwiki.press/wiki/James_
McKeen_Cattell
6 สุวิมล ติรกานันท์, (2557), ระเบียบวธิ ีการวิจัยทางสังคมศาสตร์: แนวทางสู่การปฏิบัติ, กรุงเทพมหานคร: โรง
พมิ พ์แหง่ จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั , หนา้ 101-126.

6 Testing and Assessment for Psychology

1) จุดมุ่งหมายของการวัด การวัดแต่ละครั้งต้องมีความชัดเจนว่าต้องการวัดอะไร ในสถานการณ์
เชน่ ไร และวดั ไปทาไม

2) เคร่ืองมือที่ใช้วัด การวัดจะใช้เคร่ืองมือชนิดใด เช่น แบบสอบ แบบสอบถาม แบบตรวจสอบ
รายการ แบบสัมภาษณ์ มาตราประเมินค่า การสังเกตโดยตรง เป็นต้น โดยเครื่องมือต้องมีหน่วยท่ใี ช้ในการวัด
และมมี าตราเปรียบเทยี บระหว่างหนว่ ย

3) การแปลผลและนาผลไปใช้ ผลจากการวดั จะแปลผลอย่างไร และจะนาผลไปใช้ประโยชน์ใดได้
บา้ ง7

แบบทดสอบ (Test) เป็นเคร่ืองมือวัดผลชนิดหนึ่งซึ่งประกอบด้วย ชุดของข้อคาถามท่ีสร้างอย่าง
เป็นระบบ เพ่ือวัดกลุ่มตัวอย่างพฤติกรรมเก่ียวกับความสามารถทางสมอง หรือความรู้สึกนึกคิดทางด้านจิตใจ
หรือทักษะการดาเนินงานของบุคคล หรอื กลุ่มบคุ คลภายใต้สถานการณ์ท่เี ป็นมาตรฐาน8 แบบสอบ (Test) เป็น
เครื่องมือวัดผลชนิดหนึ่งซ่งึ ประกอบด้วยชดุ ของข้อคาถามที่ใช้วัดกลุม่ ตวั อย่างพฤตกิ รรมเก่ียวกบั ความสามารถ
ทางสมอง หรือความรู้สึกนึกคิดทางจิตใจ หรือทักษะการดาเนินงานของบุคคล หรือกลุ่มบุคคลภายใต้
สถานการณท์ เี่ ป็นมาตรฐาน และมกี ารกาหนดหลกั เกณฑ์การให้คะแนนทีช่ ัดเจน

แบบสอบนิยมใช้เรียกเคร่ืองมือสาหรับวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของผู้เรียนหรือควา มสามารถ
เฉพาะด้าน ส่วนแบบวัดนิยมใช้เรียกเครื่องมือที่วัดกลุ่มตัวอย่างพฤติกรรมซึ่งเป็นตัวแทนคุณลักษณะทาง
จิตวิทยา เช่น เชาวน์ปัญญา แรงจูงใจ ความสนใจ เจตคติ บุคลิกภาพ ฯลฯ การใช้แบบสอบหรือแบบวัด จึงมี
ความคลาดเคลอ่ื นในการวดั เกดิ ขึ้นเสมอ ในทางปฏบิ ัติยังไมม่ ีวิธกี ารใดที่สามารถใชว้ ัดคุณลักษณะทางจิตวิทยา
ได้อยา่ งถูกต้องสมบูรณ์ อย่างไรก็ตามเราถือว่าแบบสอบท่ีมีคุณภาพสามารถใช้เป็นเครื่องมือท่ีดี ยุติธรรม และ
ให้ผลที่นา่ เช่อื ถือสาหรับการตดั สนิ ใจเกยี่ วกับบคุ คลหรอื กลมุ่ บุคคล9

การทดสอบ (Testing) เป็นกระบวนการใช้แบบสอบสาหรับกาหนดหรือบรรยายคุณลักษณะหรือ
คุณภาพเฉพาะอย่างของบุคคลหรือกลมุ่ บคุ คลเพ่ือใชเ้ ปน็ สารสนเทศสาหรับการตัดสินใจ

ดังน้ันจะเห็นได้ว่าแบบสอบและการทดสอบมีความสัมพันธ์กัน กล่าวคือแบบสอบเป็นเครื่องมือ
วดั ผลชนดิ หนง่ึ ที่ใชส้ าหรับกระบวนการทดสอบ10

วิธีการวัด (Assessment) คือ การกาหนดปริมาณตัวเลข หรือคาให้คุณลักษณะหรือคุณสมบัติที่
จะวัดของบุคคล สิ่งของ หรือ เหตุการณ์ตามกฎ หรือมาตราระบุไว้อย่างชัดเจนและเป็นระบบ การวัดจะ
เกิดขึ้นได้ต้องอาศัยเครื่องวัด เคร่ืองมือวันต้องมีหน่วยท่ีใช้ในการวัด เคร่ืองวัดทางกายภาพ เช่น ไม้บรรทัด

7 ศิริชัย กาญจนวาสี, (2556), ทฤษฎีการทดสอบแบบด้ังเดิม, (พิมพ์ครั้งท่ี 7), กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์
จุฬาลงกรณร์ าชวิทยาลยั , หนา้ 8-9.

8 สุวมิ ล ติรกานันท์, (2557), ระเบียบวิธีการวจิ ัยทางสังคมศาสตร์: แนวทางสู่การปฏิบัติ, กรุงเทพมหานคร: โรง
พิมพ์แห่งจฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั , หน้า 101-126.

9 อา้ งแลว้ , ศริ ิชยั กาญจนวาสี, (2556), ทฤษฎีการทดสอบแบบดง้ั เดิม, หนา้ 8-9.
10 อ้างแลว้ .

การทดสอบและการประเมินทางจติ วทิ ยา 7

เครื่องชั่งน้าหนัก สามารถใช้ความยาว และน้าหนักได้โดยตรง แต่คุณลักษณะทางพฤติกรรมศาสตรจ์ านวนมาก
เป็นการวัดโดยอ้อม เช่น แบบทดสอบความสามารถท่ีใช้วัดคุณลักษณะทางสติปัญญา แบบทดสอบผลสัมฤทธ์ิ
ที่ใช้วัดปริมาณความรู้ที่ได้เรียนรู้ ข้อคาถามต่าง ๆ ในแบบทดสอบเป็นที่ส่ิงท่ีแสดงถึงตัวแปรแฝง (latent
variable)11

การประเมนิ (Evaluation) หมายถึง การกาหนดค่าให้กบั สง่ิ ใดสิง่ หนึ่งโดยอาศัยผลจากการวัดมา
ประกอบพจิ ารณาควบคู่กับเกณฑ์ หรือมาตรฐานท่ีกาหนดข้ึน12 การประเมิน13 หมายถึง การตัดสิน ตคี ่า หรือลง
สรุปสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ภายใต้เกณฑ์ท่ีระบุไว้ โดยอาศัยข้อมูลท่ีได้จากการวัดท่ีเช่ือถือได้ มาพิจารณาตัดสินเทียบกับ
เกณฑห์ รอื มาตรฐานทตี่ ้ังไว้

นอกจากนี้ ศิรชิ ัย กาญจนวาสี ได้ให้ความหมายของ การประเมิน (Evaluation) เป็นกระบวนการ
ตัดสนิ คุณคา่ ของสงิ่ ตา่ ง ๆ ตามเกณฑ์มาตรฐาน โดยทั่วไปการประเมินต้องอาศัยข้อมูลจากการวัดท่ีเป็นปรนัย
แต่บางครั้งการประเมินต้องอาศัยการสังเคราะห์ข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ เพื่อตัดสินคุณค่าของสิ่งน้ัน การ
ประเมนิ มอี งคป์ ระกอบทสี่ าคญั 3 สว่ น ดังน้ี

1) ขอ้ มูลจากการวดั
2) การตีความหมาย
3) การตดั สนิ คณุ ค่าตามเกณฑห์ รือมาตรฐาน14

1.2.2 ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งการวัดและการประเมนิ
1) แบบสอบเปน็ เครอื่ งมอื สาหรับการทดสอบ
แบบสอบ (Test) เป็นเคร่ืองมือที่ใช้สาหรับการทดสอบ (Testing) การทดสอบเป็นวิธีการอย่าง
หนึ่งสาหรับการวดั (Measurement) เน่ืองจากการวัดผลการเรียนรู้อาจเลอื กใชว้ ิธกี ารได้หลายอยา่ ง เชน่ การ
ทดสอบ การใชแ้ ฟ้มสะสมงาน การสมั ภาษณ์ การสงั เกต เป็นต้น
ในการนาแบบสอบไปใช้สาหรับการวัดผล ถ้ามีการออกแบบท่ีดี นาไปใช้อย่างเหมาะสมก็จะเกิด
ประโยชน์ต่อการพัฒนาผู้เรียน แต่ถ้าออกแบบไม่ดี สร้างอย่างขาดความรอบรู้การนาไปใช้ก็จะเกิดผลเสียโดย
ไม่ตั้งใจ แบบสอบท่ีสร้างข้ึนมาอย่างขาดคุณภาพ นอกจากจะไม่ช่วยสะท้อนผลการเรียนรู้ของผู้เรียนแล้ว ยัง

11 อรพินทร์ ชูชม, (2545), แผนการสอนวิชา วป 502 การสร้างและพัฒนาเคร่ืองมือวัดทางพฤติกรรมศาสตร์,
สถาบันวิจยั พฤติกรรมศาสตร์, กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวิโรฒ ประสานมิตร, หน้า 1.

12 สวุ ิมล ตริ กานนั ท์, (2557), ระเบียบวธิ ีการวจิ ัยทางสังคมศาสตร:์ แนวทางส่กู ารปฏิบัติ, กรุงเทพมหานคร: โรง
พิมพ์แห่งจฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั , หน้า 101-126.

13 อ้างแล้ว, อรพินทร์ ชูชม, (2545), แผนการสอนวิชา วป 502 การสร้างและพฒั นาเครื่องมือวัดทางพฤตกิ รรม
ศาสตร์, หน้า 1.

14 ศิริชัย กาญจนวาสี, (2556), ทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิม, (พิมพ์คร้ังท่ี 7), กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์
จุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย, หนา้ 8-9.

8 Testing and Assessment for Psychology

ทาให้ผู้เรียนเกิดความกลัวและเครียด แต่ถ้าแบบสอบถูกพัฒนามาอย่างดี และนาไปใช้อย่างสร้างสรรค์ จะมี
ส่วนชว่ ยกระตุน้ การเรียนรู้ของผู้เรียน และให้ขอ้ มูลย้อนกลบั ท่ชี ่วยสะท้อนผลการเรียนรู้ของผเู้ รียนได้เปน็ อย่าง
ดี

2) การวดั เป็นองค์ประกอบส่วนหน่ึงของการประเมนิ

คะแนนจากการทดสอบถือเป็นคะแนนท่ไี ดจ้ ากวิธหี นึ่งของการวัดและการวดั เป็นองค์ประกอบสว่ น
หนึ่งของการประเมิน คะแนนจากการทดสอบจึงนามาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการประเมินผู้เรียนโดยภาพรวม ใน
การตัดสินทางการศึกษาคะแนนจากการทดสอบเป็นเพียงส่วนประกอบส่วนหน่ึงท่ีควรใช้ร่วมกับการวัดจาก
แหล่งอนื่ ๆ เชน่ ผลการปฏบิ ตั ิงาน ผลการตรวจแฟ้มสะสมงาน การประเมนิ พฤติกรรมจากการสังเกต เปน็ ต้น

จากความหมายของการวดั และการประเมิน จะเห็นไดว้ ่า การวัดและประเมินผลมีความสัมพันธก์ ัน
โดยการประเมินจาเป็นต้องใช้ข้อมูลจากการวัด ซึ่งอาจเป็นข้อมูลจากการวัดอย่างเป็นทางการ เช่น การสอบ
ข้อเขียน การสอบภาคปฏิบัติ การสัมภาษณ์ แฟ้มสะสมงานเป็นต้น การสังเกตอย่างไม่เป็นทางการ เช่น การ
คาดคะเนด้วยสายตา การสอบถามจากผู้อื่นเป็นต้น การไม่ใช้การวัดด้วยการสังเกตอย่างไม่เป็นทางการย่อม
เพ่ิมโอกาสของความผิดพลาดคลาดเคล่ือนในการประเมิน ข้อมูลจากแหล่งดังกล่าวถูกนาไปใช้ในการประเมิน
ด้วยการตัดสินคุณค่าผลการเรียนรู้ของผู้เรียนโดยการเปรียบเทียบกับปกติวิสัยของกลุ่ม เช่น ค่าเฉลี่ย ค่า
เปอรเ์ ซ็นไทล์ เป็นตน้ หรอื เกณฑ์มาตรฐาน เช่น คา่ รอ้ ยละระดับคะแนนความสามารถ เป็นตน้ ดงั ภาพที่ 1.1

การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวิทยา 9
การประเมิน

คุณลักษณะทต่ี อ้ งการประเมิน
(Traits)

การวดั การไม่ใชก้ ารวดั
(Measurement) (Non-Measurement)

การเปรียบเทียบกับเกณฑ์หรือมาตรฐาน

การตัดสินคุณค่า
(Value Judgment)

ภาพที่ 1.1 ความสมั พันธ์ระหว่างการวดั และการประเมิน15
ดงั น้ันในการวดั และประเมินทางการศึกษา จงึ มีคาศัพท์พ้ืนฐานท่ีควรทาความเขา้ ใจจถึงความเกี่ยว้
องสัมพันธ์กัน โดยสรุปเราสามารถกล่าวได้ว่า แบบสอบ เป็นเครื่องมืออย่างหน่ึงที่ใช้ใน การทดสอบ การ
ทดสอบเป็นกระบวนการอย่างหนึ่งของ การวัด และการวัดเป็นองค์ประกอบส่วนหน่ึงของ การประเมิน ดัง
แสดงในภาพท่ี 1.1 และการวัดประเมินทางการศึกษาสามารถให้สารสนเทศที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจ
ทางการศึกษาได้อยา่ งกว้างขวาง ดังแสดงรายละเอียดในภาพที่ 1.2

15 ศิริชัย กาญจนวาสี, (2556), ทฤษฎีการทดสอบแบบด้ังเดิม, (พิมพ์คร้ังที่ 7), กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์
จฬุ าลงกรณ์ราชวิทยาลยั , หนา้ 11.

10 Testing and Assessment for Psychology

การประเมิน (Assessment) : กระบวนการรวบรวมสารสนเทศเพ่ือตัดสนิ คุณคา่

การวดั : Measurement การไม่ใชก้ ารวดั : Non-Measurement

การทดสอบ : Testing

● ตวั เลข/คะแนน แบบสอบถาม : Test ● ประเภท/ลกั ษณะ
(Scale) (เครื่องมอื ชนิดหน่งึ ) (Categories)

(กระบวนการใช้แบบสอบเพอ่ื การวดั )

(กระบวนการใชแ้ บบสอบ เพ่ือการบรรยาย)
(การกาหนดคา่ เป็นคาบรรยายคณุ ภาพ/จัดประเภท)

การประเมนิ (Evaluation) : การตดั สินคณุ คา่

ภาพท่ี 1.2 ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งแบบสอบ การทดสอบ การวดั และการประเมิน16

นอกจากน้ีมคี าอีกคาหนึ่งที่ใช้กันท่วั ไปทางการศกึ ษาคือ “Assessment” ซ่ึงมีความหมายถงึ การ
ประเมนิ เชน่ กนั แต่นิยมใช้คาว่า Assessment ในความหมายท่ีกว้างขวางกวา่ Evaluation ในลกั ษณะของ
การประเมนิ ท่ใี ช้ผลการวดั จากเครอื่ งมือหลายอยา่ ง นามาบรู ณาการเขา้ ดว้ ยกนั เพ่ือตัดสินใจเกย่ี วกับผลการ
เรยี นรขู้ องผเู้ รียน หลักสูตร/การเรียนการสอน โครงการ/นโยบาย ทางการศึกษา ความแตกต่างระหวา่ งการ
ทดสอบ (Testing) กับการประเมิน (Assessment) สามารถสรปุ ได้ดังตารางที่ 1.1

รายการ การทดสอบ (Testing) การประเมนิ (Assessment)

1. เคร่อื งมือ แบบสอบ (Test) การวัด (เคร่ืองมือวัดหลายอย่าง)
แบบสอบ
เครอื่ งมอื อยา่ งอน่ื เช่น
- แบบตรวจผลงาน
- แฟม้ สะสมงาน
- แบบสังเกตพฤตกิ รรม

16 ศิริชัย กาญจนวาสี, (2556), ทฤษฎีการทดสอบแบบด้ังเดิม, (พิมพ์ครั้งที่ 7), กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์
จฬุ าลงกรณร์ าชวิทยาลยั , หน้า 12.

การทดสอบและการประเมินทางจิตวทิ ยา 11

รายการ การทดสอบ (Testing) การประเมิน (Assessment)
2. ผลทไี่ ด้
คะแนนสอบจากสถานการณ์ของการ สารสนเทศจากผลการวัดด้วย
3. การนาไปใช้
สอบท่ีเป็นมาตรฐาน เครอื่ งมือหลายอย่างในสถานการณ์

ตา่ ง ๆ

นาคะแนนสอบไปใชต้ ดั สินใจเกีย่ วกบั บรู ณาการสารสนเทศจากการวัดหลาย

ผลการเรียนร้ขู องผเู้ รยี น แหลง่ ไปใช้ตดั สนิ ใจเกี่ยวกบั

หลักสูตร/การเรียนการสอน ผลการเรยี นรขู้ องผเู้ รยี น

โครงการ/นโยบายทางการศึกษา หลักสตู ร/การเรยี นการสอน

โครงการ/นโยบายทางการศึกษา

ตารางท่ี 1.1 ความแตกต่างระหว่าง Testing กบั Assessment17

จากความหมายและความแตกตา่ งระหว่างการทดสอบและการประเมิน เกี่ยวข้องกับคาศัพท์ 4 คา
คือ 1) การทดสอบ (Testing) หมายถึง การนาเสนอชดุ คาถามที่เรียกว่าขอ้ สอบหรอื แบบทดสอบที่มีมาตรฐาน
ใหผู้สอบตอบ 2) การวัดผล (Measurement) หมายถึง การวัดคุณลกั ษณะ (attribute) ของบุคคลจากผลการ
ตอบคาถามในแบบทสอบตามกฎเกณฑท่ีกาหนด เพื่อแสดงคุณค่าเชิงปริมาณหรือตัวเลขที่วัดได้การวัดผล
นอกจากพิจารณาการเลอื กใชแบบทดสอบแลวยังรวมถึงการใชเคร่ืองมืออื่นเพื่อรวบรวมขอ้ มูลเชิงปริมาณหรือ
เชิงคุณภาพด้วย เชน การสังเกตพฤติกรรม การสัมภาษณ์การตรวจผลงานต่าง ๆ ที่กาหนดให้ผู้ประเมินทา 3)
วิธีการวัด (Assessment) คือ การกาหนดปริมาณตัวเลข หรือคาให้คุณลักษณะหรือคุณสมบัติท่ีจะวัดของ
บุคคล สิ่งของ หรือ เหตุการณ์ตามกฎ หรือมาตราระบุไว้อย่างชัดเจนและเป็นระบบ การวัดจะเกิดขึ้นได้ต้อง
อาศัยเครอื่ งวดั 4) การประเมินผล (Evaluation) หมายถึง กระบวนการอย่างมีระบบที่นาขอมลู จากการวัดผล
มาตีค่าและตดั สนิ คณุ คา่ ของผู้ถูกประเมนิ

1.3 ประวัติการวัดทางจิตวิทยา/การทดสอบทางจติ วทิ ยา18

ในส่วนนี้มองบริบททางประวัติศาสตร์ของการทดสอบทางจิตวิทยาโดยสังเขป กล่าวถึงเนื้อหา
บางส่วนที่นาเสนอก่อนหน้าน้ีในบทน้ี บรรพบุรุษต้นการพัฒนาที่สาคัญในการทดสอบส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วง
ศตวรรษท่ีผ่านมาหลายแห่งในสหรัฐอเมริกา ต้นกาเนิดของการทดสอบนั้นไม่เหมือนกัน ล่าสุดหรืออเมริกัน
หลักฐานแสดงให้เห็นว่าชาวจีนค่อนข้างฉลาด โครงการทดสอบข้าราชการพลเรือนสามัญเม่ือกว่า 4,000 ปีท่ี
แล้ว (DuBois, 1970, 1972) ทุก ๆ ปีท่ีสามในประเทศจีน มีการสอบปากเปล่าเพ่ือช่วยในการพิจารณางาน
การประเมนิ และการตดั สินใจเล่อื นตาแหนง่ ในสมยั ราชวงศฮ์ ั่น (206 ปีกอ่ นครสิ ตศักราช ถึง ค.ศ. 220) การใช้

17 ศิริชัย กาญจนวาสี, (2556), ทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิม, (พิมพ์ครั้งที่ 7), กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์
จุฬาลงกรณร์ าชวิทยาลัย, หนา้ 13.

18 สชุ ีรา ภทั รายุตวรรตน,์ (2556), คูม่ ือการวัดทางจติ วิทยา, กรุงเทพมหานคร: ตรีเทพ, หนา้ 1-2.

12 Testing and Assessment for Psychology

แบตเตอรี่ทดสอบ (หรือการทดสอบอื่น ๆ ท่ีใช้ควบคู่กัน) เป็นเรื่องปกติธรรมดา การทดสอบเบ้ืองต้นเหล่านี้
เกี่ยวข้องกับหัวข้อท่ีหลากหลาย เช่น กฎหมายแพ่ง กิจการทหาร เกษตรกรรม รายได้ และภูมิศาสตร์ การ
ทดสอบได้รับการพฒั นาค่อนข้างดีโดยราชวงศ์หมิง (ปี ค.ศ. 1368–1644) ในช่วงเวลาน้ี โปรแกรมการทดสอบ
หลายข้ันตอนระดับชาติเกี่ยวข้องกับท้องถ่ินและศูนย์ทดสอบพร้อมกับบูธทดสอบพิเศษ ผู้ที่ทาได้ดีในการ
ทดสอบในระดับท้องถิ่นไปในเมืองหลวงของจังหวัดสาหรับการเขียนเรียงความท่ีกว้างขวางมากข้ึน การสอบ
หลังจากการทดสอบคร้ังท่ีสอง ผู้ที่มคี ะแนนการทดสอบสูงสุดได้ไปต่อสู่เมืองหลวงของชาติรอบสุดท้าย เฉพาะ
ผู้ที่ผ่านการทดสอบชุดท่ีสามน้ีเท่านั้นมสี ิทธิไดร้ ับตาแหน่งราชการ โลกตะวันตกมักจะเรียนรู้เกย่ี วกบั โปรแกรม
การทดสอบผ่านชาวจนี รายงานโดยมชิ ชันนารแี ละนักการทตู ชาวองั กฤษสนับสนนุ ชาวอังกฤษ19

จากความเช่ือรวมท้ังความจริงในเรื่องของความแตกต่างของมนุษย์ในด้านความสามารถ บุคลิกภาพ
และพฤติกรรม ทาให้เกิดแนวคิดในเรื่องของการวัด เพื่อแยกความแตกต่างดังกล่าวของมนุษย์ข้ึน จาก
ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ Plato และ Aristotle ได้บันทึกเก่ียวกับความแตกต่างของบุคคลเม่ือประมาณ
2,500 ปีล่วงมาแล้ว และจากหลักฐานเท่าท่ีปรากฏ การวัดความแตกต่างของมนุษย์เร่ิมข้ึนครั้งแรกในประเทศจีน
โดยการสอบคัดเลือกจอหงวน (The Civil Service Examination System) ในช่วงศตวรรษท่ี 7 จนถึงตอนต้น
ศตวรรษท่ี 2020 และจะทาการสอบกันต้ังแต่เช้าจนถึงเย็นของวันถัดไป ข้อคาถามน้ัน จะให้ผู้สอบเขียนคาโคลง
กลอน เกี่ยวกับปรัชญาและประวัติศาสตร์จีน ผู้ที่ได้รับการตัดเลือกเป็นจอหงวนจะถือว่าเป็นเกียรติสูงสุดของ
บุคคลนัน้ รวมถึงเป็นเกยี รติประวัตกิ ับวงศ์ตระกลู ระยะการสอบจอหงวนจะจดั ใหม้ ีขน้ึ ทุก ๆ 3 ปี

จากการท่ีสงั คมจีนในยุคดังกลา่ วใหค้ วามสาคญั กับการสอบจอหงวนมาก ดงั นนั้ จึงมกี ารเตรียมการ
ต้ังแต่ก่อนเด็กเกิด หญิงในชนชนั้ กลางจะเตรยี มการโดยการบริโภคอาหาร ท่มี ปี ระโยชน์ต่อทารกในครรภ์ตั้งแต่
เร่ิมตงั้ ครรภ์ และคาดหวงั อยากใหท้ ารกเป็นเพศชายมีการฟังคาโคลง กลอน เม่ือเดก็ ชายอายไุ ด้ 3 ขวบ กจ็ ะให้
เรมิ่ อ่านและเขียนโคลงที่ประกอบด้วยตัวอักษรมากกว่า 1,000 ตัว และเด็กชายจะเข้าโรงเรียนเมื่ออายุ 7 ขวบ
ส่วนครอบครวั ทีย่ ากจนและเดก็ ไม่มีโอกาสเขา้ โรงเรยี น ผู้เปน็ พ่อแมก่ ็จะทาการสอนหนงั สือเอง ท่ีบา้ น และเมื่อ
เด็กชายอายุ 15 ปี ซึ่งเป็นช่วงท่ีสาเร็จการศึกษา กล่าวกันว่าจะท่องจาโคลงกลอน ซ่ึงประกอบด้วยตัวอักษร
มากกว่า 430,000 ตัว ผู้ท่ีสอบจอหงวน ถือว่าเป็นบุคคลที่เฉลียวฉลาด จะได้รับตาแหน่งราชการในระดับสูง
และเป็นที่หมายปองของหญิงบรรดาศักด์ิ ส่วนตะวันตก มีการบันทึกว่า มีการสอบคัดเลือกผู้ที่จะเข้ารับราชการ
ครั้งแรกในราวศตวรรษท่ี 19 ในประเทศอังกฤษและฝร่ังเศส21

19 Robert M.Kaplan & Dennis P.Saccuzzo, (2009), Psychological Testing, International Student
Edition, USA: Wadsworth, p. 11.

20 Garcher H, Kornhaber M, & Wake W., (1996), Intelligence Multiple perspectives, TX: Harcourt
Brace และ Aiken LR., (1994), Psychological Testing and Assessment, Boston: Allyn and Bacom, อ้างอิงใน สุชี
รา ภัทรายุตวรรตน,์ (2556), คู่มือการวดั ทางจิตวิทยา, กรงุ เทพมหานคร: ตรเี ทพ, หน้า 1.

21 Aiken LR. , (1994), Psychological Testing and Assessment, ( 8nd ed. ) , Boston: Allyn and
Bacom.

การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวทิ ยา 13

การทดสอบทางจิตวิทยา ก็คือ การวัดความแตกต่างระหว่างบุคคลหรือวัดปฏิกิริยาของคน ๆ
เดียวกัน แต่ในกรณีหรือสถานการณ์ที่แตกต่างกัน โดยในระยะเริ่มแรกของการทดสอบนั้น เร่ิมจากปัญหา
ทางด้านการศึกษา ซ่ึงได้แก่การจัดชั้นเรียนให้กับเด็ก ดงั นั้นแบบทดสอบชุดแรกที่เกิดขึ้นได้แก่ แบบทดสอบทาง
สติปัญญา โดยบเี นท่ ์ และซิมองต์ (Binet-Simon Scale, 1905) และต่อมาได้ปรับปรุงจนเป็นแบบทดสอบที่รู้จัก
กันในปัจจุบันในชื่อของ Standford-Binet Intelligence Scale (1916) และได้มีการแนะนาว่า I.Q. หรือ
Intelligence Quotient หรืออัตราส่วนระหว่างอายุสมอง (Mental Age) และอายุจริง (Chronological Age)
เป็นคร้ังแรก ในระยะต่อมาแบบทดสอบชนิดต่าง ๆ ได้ถูกสร้างข้ึนทั้งแบบทดสอบสติปัญญาแบบเป็นกลุ่ม
แบบทดสอบความถนดั ความสามารถพเิ ศษ แบบทดสอบความสัมฤทธิ์ผล และแบบทดสอบบุคลิกภาพ22

1.3.1 การวัดทางจิตวทิ ยาในศตวรรษท่ี 1923

ตอนต้นศตวรรษท่ี 19 นักวิทยาศาสตร์สนใจเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคลในด้าน Sensor
motorและ mental abilities มากกว่าวาเร่ืองอ่ืน ๆ ก่อนท่ีจะมีการสร้างเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ข้ึนน้ัน การ
จะทาการประมาณจากเวลา ระยะทาง และตัวแปรอื่น ๆ ซึ่งจะได้จากความสามารถจากการรับรู้ และ
ความสามารถในการสังเกตของคนผู้ทาการสังเกตจะได้รับการฝึกมาอย่างดีอย่างไรก็ตามการสังเกตของคนก็มี
ความคลาดเคล่ือนสูง ท้ังจากข้อมูลการสังเกตต่างบุคคล หรือแม้กระท่ังในบุคคลเดียวแต่ต่างเวลา ดังน้ัน
การศกึ ษากฎเกณฑต์ ่าง ๆ ทางธรรมชาติกค็ งเกดิ ข้ึนได้ยาก เน่ืองจากการวดั ขาดความเทย่ี งตรง

ผู้ท่ีมีอิทธิพลต่อการนาไปสู่การวัดที่เป็นระบบคือ Charles Darwin (พ.ศ.1809-1882) ชาว
อังกฤษ ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกการศึกษาเรื่องพันธุศาสตร์ และตั้งเป็นทฤษฎีวิวัฒนาการขึ้น ถูกโจมตีจากศาสนจักร
เป็นอย่างมาก Darwin สนใจเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล ในยุคน้ันนอกจาก Darwin แล้ว ยังมี
นักจิตวิทยาคนอ่ืน ๆ เช่น Gustav Fechner, Wilhelm Wundt, Hermann Eabbinghaus (บุคคลเหล่าน้ี
เปน็ นกั จิตวทิ ยาทดลองชาวเยอรมัน) ซ่งึ เช่ือวา่ เหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาสามารถสรา้ งเครื่องมือ
แสดงออกมาเป็นข้อมูลเชิงปริมาณได้ เช่นเดียวกันกับทางเยอรมัน ทางด้านฝรั่งเศส จติ แพทย์และนักจิตวิทยา
ซ่ึงสนใจเกี่ยวกับความผิดปกตทิ างจติ ใจ ก็มีอิทธิพลตอ่ การสรา้ งเคร่ืองมือวดั ทางจิตวทิ ยาเช่นกันนอกจากน้ียงั มี
นักวิทยาศาสตร์อื่น ๆ ในศตวรรษที่ 19 จากหลายหลากประเทศที่มีอิทธิพลต่อการวัดทางจิตวิทยา อาทิเช่น
Francis Galton, James Cattell, E.H. Weber, Gustav Fechner และ Alfred Binet

Francis Galton เป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ในสมัยเด็กได้รับความรู้และอิทธิพลด้าน
ความคิดจาก Darwin ทาให้มีความเชื่อในเร่ือง “ความแตกต่างระหว่างบุคคล” ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นสาระท่ี
สาคัญของการวัดทางด้านจิตวิทยา Galton ยังสนใจในเร่ืองกรรมพันธ์ุว่าเป็นพื้นฐานท่ีมีอิทธิพลต่อเชาวน์
ปัญญาของมนุษย์ รวมท้ังสนใจเรื่องกรรมพันธุ์ของกลุ่มคนอัจฉริยะ (ดูรายระเอียดได้จากหนังสือชื่อ

22 วิจิตพาณี เจริญขวัญ, (2554), การทดสอบทางจิตวิทยา, (พิมพ์คร้ังท่ี 8), กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์
มหาวิทยาลยั รามคาแหง, หนา้ 14.

23 สชุ รี า ภทั รายตุ วรรตน,์ (2556), คู่มอื การวัดทางจิตวทิ ยา, กรุงเทพมหานคร: ตรเี ทพ, หนา้ 2-6.

14 Testing and Assessment for Psychology
Hereditary Genius ตีพิมพ์ปี ค.ศ. 1869) นอกจากน้ียังให้ความสนใจและสร้างเครื่องมือการวัดท่ีเรียกว่า
sensor motor tests นั้น

จากความสนใจอย่างต่อเน่ืองดังกล่าวทาให้ Galton ได้สร้างเคร่ืองมือวัดข้ึนมาชนิดหนึ่งเรียกว่า
Sensor motor tests ทาการวัดระดบั ความถี่ที่บุคคลสามารถได้ยนิ การรับรู้รส การสัมผัส และความยาวของ
เส้น Galton เชื่อว่าความสามารถของบุคคลขึ้นอยู่กับความสามารถในการรับรู้โดยประสาทสัมผัส (Sensory
perception) วิธีการวัดท่ี Galton พัฒนาข้ึนวิธีการหนึ่งคือ กฎความสัมพันธ์ร่วม (Co-relations) ซึ่งยังคง
ได้รับความนิยมและอิทธิพลต่อการวัดในระยะต่อมา นอกจากน้ี Galton ยังได้พัฒนาสูตรทางคณิตศาสตร์ขึ้น
ซ่ึงเรียกว่าโค้งปกติ (Normal Curve) โดยเน้นการประยุกต์พฤติกรรมมนุษย์ลงในสูตรทางคณิตศาสตร์ข้ึนเป็น
ครั้งแรก Galton เชื่อว่า เชาวน์ปัญญาของมนุษย์จะมีการกระจายเป็นโค้งปกติ (Normal distribution) หรือ
ลักษณะการกระจายแบบระฆังคว่า (bell shape) ดงั แผนภาพที่ 1.2

ภาพที่ 1.3 การกระจายแบบโคง้ ปกติท่ีมา สุชีรา ภัทรายุตวรรตน์24
Galton ไดพ้ ัฒนาการวัดความแตกตา่ งทางด้านความสามารถของบุคคลข้ึน โดยทาการวัดกับกลุ่ม
ตัวอย่างชาวอังกฤษมากกว่า 9,000 คน ในช่วงอายุ 5-80 ปี เขาเชื่อว่าความแตกต่างทางเชาวน์ปัญญาของ
บุคคลจะแตกต่างกันตามระดับการศึกษาและชนชน้ั ทางสงั คม โดยกลมุ่ คนสว่ นใหญ่จะมเี ชาวน์ปญั ญาอยู่ในช่วง
ปกติ เขาได้แบ่งระดับเชาวน์ปัญญาออกเป็น 14 กลุ่ม 7 กลุ่มแรก จะมีช่วงต้ังแต่สูงกว่าปกติเล็กน้อย (“Class
A”) จนถึงฉลาดกว่าปกติ (“Class G”) และอีก 7 กลุ่มหลัง จะมีช่วงต่ังแต่ต่ากว่าปกติเล็กน้อย (“Class a”)
จนถงึ ต่ากว่าปกตมิ าก (“Class g”) ดงั ตารางท่ี 1-7

24 สุชีรา ภัทรายุตวรรตน์, (2556), คู่มอื การวัดทางจติ วิทยา, กรงุ เทพมหานคร: ตรเี ทพ, หน้า 5.

การทดสอบและการประเมินทางจติ วทิ ยา 15

ตารางที่ 1.225 การแบง่ ระดบั ความสามารถของคนตามแนวคิดของ Galton

ต่ากวา่ ปกติ สูงกวา่ ปกติ สดั ส่วน ตอ่ 1 ในจานวน

a A 4
b B 6
c C 16
d D 64
e E 413
f F 4300
g G 79,000
ต่ากว่า g ต่ากว่า G 1,000,000

นอกจากนี้ James M. Cattell ชาวอเมริกัน ซึ่งจบการศึกษาระดับปริญญาเอกจากเยอรมันและเป็น
ศูนย์ของ Wilhelm Wundt ก่อนเดินทางกลับอเมริกาน้ัน Cattell ได้แวะท่ีประเทศอังกฤษและด้วยความสนใจ
วิธีการของ Galton เขาจึงตัดสินใจเป็นผู้ช่วยวิจัยของ Galton และเม่ือกลับมาอเมริกา Cattell ได้ทาการสอนที่
มหาวิทยาลัยแห่ง Columbia จากความสนใจเรื่อง “ความแตกต่างระหว่างบุคคล” Cattell ได้พัฒนาแบบวัด
ความสามารถทางสมองเพื่อวดั ความสาเร็จ (Scholastic Achievement) ขึ้น

1.3.2 การทดสอบในชว่ งตอนต้นศตวรรษที่ 2026

ในประเทศฝร่ังเศส แพทย์ชาวฝร่ังเศส 2 ท่านคือ Esquirol และ Sequin ได้ทาการศึกษาเด็กปัญญา
อ่อน เพ่ือแยกเด็กเหล่าน้ันออกจากเด็กปกติ และพยายามทาการทานายพฤติกรรมของเด็กปัญญาอ่อนว่า จะทา
อะไรได้บ้างในอนาคต เช่นการศึกษา การทางาน เป็นต้น

ต่อมานักจิตวิทยาชาวฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียงคือ อัลเฟรด บีเนต์ ( Alfred Binet 1859-1911)
ผ้อู านวยการคนแรกของห้องทดลองทางสรีระวิทยา มหาวทิ ยาลัยซอร์บอน ประเทศฝร่ังเศส งานระยะแรกของ
เขาคือศึกษาความสัมพันธ์ของเชาว์ปัญญา การอ่านลายมือเพ่ือพยากรณ์และศาสตร์การบอกลักษณะและ
ความสามารถของบุคคลโดยวัดรอยนูนท่ีกะโหลกศรีษะ27 บิเนต์ (Binet) และ เพ่ือนร่วมงานของเขาคือ
Theodore Simon ได้รับหน้าท่ีจากกระทรวงศึกษาของรัฐบาลฝร่ังเศสในสมัยนั้น (ค.ศ. 1904) ให้สร้างแบบ
วดั ขึ้น Binet และ Simon ได้ทาการสร้างแบบวัดเชาวน์ปัญญาแบบแรกข้ึน ซึ่งประกอบด้วยข้อคาถามจานวน

25 สุชีรา ภัทรายตุ วรรตน์, (2556), คมู่ อื การวดั ทางจิตวิทยา, กรงุ เทพมหานคร: ตรเี ทพ, หนา้ 6.
26 เรอ่ื งเดยี วกัน, หน้า 6-8.
27 ศิริบูรณ์ สายโกสุม, (2556), การใช้แบบทดสอบในการให้คาปรึกษา, กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์
มหาวิทยาลัยรามคาแหง, หนา้ 7-8.

16 Testing and Assessment for Psychology

3 ข้อ เรียงลาดับจากง่าย-ยาก ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1905 แบบทดสอบนี้เน้นการวัดด้านความสามารถในการ
ตดั สินใจ ความเข้าใจ และการใช้เหตุผล

ต่อมาปี ค.ศ. 1908 ได้มีการพัฒนาให้มขี ้อคาถามจานวนมากข้ึน รวมท้ังใช้กับกลมุ่ ตัวอย่างจานวน
กวา้ งขน้ึ คือ ชว่ งอายุ 3-13 ปี

แบบทดสอบสติปัญญาอันแรกที่ใช้เกณฑ์ปกติจากเด็กปกติ 50 คน อายุ 3 – 11 ปี ในปี 1916
เทอร์แมน (Terman) ได้นามาปรับปรุง และตีพิมพ์ออกมาเป็นแบบทดสอบเชาวน์ปัญญา ซื่อ สแตนฟอร์ด
บเี นต์ (Stanforn Binet)

ในสมัยวิคทอเรีย เป็นจุดเร่ิมต้นของวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ แนวคิด้านชีววิทยาของชาร์ล ดาร์วิน มี
อิทธิพลต่อการศึกษามนุษย์ ปี 1879 ณ เมืองไลปชิก วิลเฮล์ม วุนด์ (Wilheim Wundt) ได้สร้างห้องทดลอง
ทางจิตวทิ ยา เขาสนใจในการทดลองเก่ียวกับความไวต่อการเห็น การได้ยิน และสง่ิ กระตนุ้ ทางประสารทสัมผัส
อื่น ๆ เขาใช้วิธีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์มีวิธีการวัดที่ถูกต้องแน่นอน เป็นระบบระเบียบในเการเก็บและ
วิเคราะห์ข้อมูล จากจุดเร่ิมจ้นในการศึกษาเด็กพิเศษ ได้ขยายผลไปยังการศึกษาบุคลิกภาพและพฤติกรรม
มนุษย์ ฟรอยด์ ชาร์โคต์ และฟิเนล (Freud, Charcot and Pinel) สนใจศึกาการปรับตัวของบุคคลเก่ียวกับ
ปญั หาสว่ นตัวละสังคม28

นักวิทยาการวัดคนอ่ืน ๆ ซ่ึงมีอิทธิพลต่อการวัดทางจิตวิทยาเป็นอย่างมากคือ Charles
Spearman โดยได้พัฒ นาทฤษฎีการทดสอบ (Test theory) ขึ้น Edward L. Thorndike ได้พัฒ นา
แบบทดสอบสัมฤทธิ์ผล (Achievement Test) LewinTerman พัฒ นาแบบทดสอบเชาวน์ปัญ ญ า
(Intelligence Testing) Robert woodworth แ ล ะ Herman Rorschach ได้ ร่ว ม กั น พั ฒ น าแ บ บ วั ด
บคุ ลิกภาพ (Personality testing) และเทคนิคภาพสะท้อน (projective techniques) ข้นึ

ต่อมายุคสงครามโลกครั้งที่ 1 มีความต้องการในการคัดเลือกบุคคลเข้ารับหน้าที่ในกองทัพ สหรัฐ
จึงเกดิ การพฒั นาแบบทดสอบขึ้น 2 ฉบบั คือ The Army Alpha and Beta Test ข้นึ ซงึ่ Alpha Test ใชก้ ับผู้
ท่ีเคยได้รับการศึกษา และ Beta Test ใช้กับผู้ที่ไม่เคยได้รับการศึกษา โดยได้ทาการทดกับทหารอเมริกัน
จานวนกว่า 1.75 ล้านคนในกองทัพสหรัฐ นอกจากแบบทดสอบความสามารถทางสมองแล้ว ผลของสงคราม
เร่มิ มีภาวะทางจิตใจเสอ่ื มถอย จึงมีความจาเปน็ และความตอ้ งการแบบวดั ทางดา้ นจติ ใจเพ่ิมข้นึ

โดยปกติแล้วงานของการทดสอบทางจิตวิทยา คือ การวัดความแตกต่างระหว่างบุคคล หรือวัด
ปฏิกิริยาของคนคนเดียวกัน แต่ในกรณีหรือสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ระยะแรกของการพัฒนาแบบทดสอบ
ทางจิตวิทยา คือ การท่ีพยายามจะบ่งลักษณะเด็กปัญญาอ่อน แต่ปัจจุบันความพยายามในการแบ่งแยก
ลกั ษณะของปญั ญาอ่อนก็ยังเป็นงานท่ีสาคัญของแบบทดสอบทางจิตวิทยาบางชนิด และเก่ียวข้องกับคลินิกใน
การใช้แบบทดสอบ ซ่ึงรวมถึงการตรวจสอบความผิดปกติในด้านการปรับอารมณ์ บุคลิกภาพผิดปกติ และ

28 ศิริบูรณ์ สายโกสุม, (2556), การใช้แบบทดสอบในการให้คาปรึกษา, กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์
มหาวทิ ยาลัยรามคาแหง, หนา้ 7-8.

การทดสอบและการประเมินทางจติ วทิ ยา 17

ลักษณะอ่ืนของความผิดปกติของด้านอารมณ์และจิตใจ การพัฒนาแบบทดสอบเริ่มมาจากปัญหาที่เกิดข้ึนใน
ด้านการศึกษาในปัจจุบันน้ี โรงเรียนเป็นสถานที่ท่ีมีการใช้แบบทดสอบมากที่สุด เพราะมีทั้งแบบทดสอบ
สาหรบั วิชาตา่ ง ๆ ของครู แบบทดสอบทีใ่ ชก้ ับเด็กที่มปี ญั หาตา่ ง ๆ ในกา้ นการเรียน ตลอดจนแบบทดสอบที่ใช้
เพื่อการแนะแนวทางการศึกษาและแนวทางอาชีพ ในระยะหลังแบบทดสอบทางจิตวิทยาได้ขยายวงออกไป
จนถึงมกี ารทดสอบการเลือกบุคคลเขา้ ทางาน แบบทดสอบได้มกี ารพัฒนาการอยา่ งมาในระยะสงครามโลกคร้ัง
ท่ี 1 และพัฒนายงิ่ ข้ึนในสมยั สงครามโลกครั้งท่ี 2 เพ่อื ใชป้ ระโยชน์ในวตั ถุประสงค์ต่าง ๆ ในกองทัพ

อย่างไรกต็ าม ไดม้ กี ารใช้แบบทดสอบทางจติ วทิ ยากันอย่างกว้างขวาง รวมทง้ั ใช้เปน็ พื้นฐานในวจิ ัย
ต่าง ๆ อีกด้วย ท่ีเห็นได้อย่างชัดแจ้งที่สุด คือ ในจิตวิทยาความแตกต่างก็จาเป็นท่ีจะต้องใช้แบบทดสอบเป็น
เคร่ืองมือในการรวบรวมข้อมูล เพ่ือที่จะใช้ศึกษาถึงธรรมชาติ และขอบเขตของความแตกต่างของแต่ละบุคคล
ใช้ในการบอกลักษณะทางจิตวิทยาในการวัดความแตกต่างของกลุ่ม และใช้ในการสารวจหาข้อมูลทาง
สรีรวิทยาและทางวัฒนธรรมท่ีมามีส่วนเก่ียวข้องกับพฤติกรรมที่ต่างกัน นอกจากน้ีแล้ว ยังมีงานวิจัยในด้าน
อื่น ๆ อีกด้วย ทั้งนั้นเพราะแบบทดสอบทางจิตวิทยา เป็นเครื่องมือท่ีมีมาตรฐานพอท่ีจะใช้สารวจสาหรับ
ปัญหาอืน่ ๆ อกี เช่น ปัญหาการเปล่ียนแปลงของอายขุ องแต่ละบุคคล ผลสะท้อนทางการศกึ ษาต่าง ๆ ผลของ
การทาจิตบาบดั ผลการโฆษณาชวนเชือ่ ตลอดจนใช้สารวจหาส่งิ ทมี่ ผี ลหรอื อิทธิพลตอ่ พฤตกิ รรมอื่น ๆ

1. ความสนใจและการฝึกหัดในระยะเร่ิมแรกในเรื่องเก่ียวกบั เด็กปัญญาออ่ น

ในสมัยศตวรรษท่ี 19 น้ัน ได้เร่ิมมีความสนใจเก่ียวกับการรักษาคนที่เป็นปัญญาอ่อนและพวก
ผิดปกติต่าง ๆ ซึ่งจากความสนใจนี้เองทาให้เกิดความต้องการท่ีจะหาวิธีแยกหรือบ่งถึงลักษณะผิดปกติต่าง ๆ
เหล่านี้ ได้มีสถาบันต่าง ๆ มากมายท้ังในยุโรปและอเมริกา พยายามท่ีจะค้นหามาตรฐานในการที่จะแบ่งคน
เหล่านี้ออกจากคนปกติทั่ว ๆ ไป เร่ิมแรกสนใจในการแบ่งคนปัญญาอ่อนออกจากคนปกติทั่ว ๆ ไปก่อน โดยที่
ในพวกจิตผิดปกติทั้งหลายน้ัน อาจจะผิดผกติโดยเกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องกับสติปัญญา และในปัญญาอ่อน
น้ันอาจจะเป็นมาต้ังแต่กาเนิดหรือเป็นตอนเด็ก ซึ่งการแบ่งแยกนี้ได้พบครั้งแรกในผลงานของแพทย์ชาว
ฝร่ังเศส Esquirol (1838) นอกจากนี้แล้ว Esquirol ได้ช้ีให้เห็นว่าพวกปัญญาอ่อนยังแบ่งออกเป็นหลายระดับ
จากปกติลงไปจนถึงปัญญาอ่อนมาก ๆ ในวิธีการท่ี Esquirol ใช้นั้นมีหลายย่าง แต่ท่ีสุดเขาสรุปว่า ภาษาท่ีแต่
ละบุคคลใช้เป็นตัวการที่สาคัญท่ีสุดในการบอกระดับสติปัญญา ซ่ึงเป็นที่น่าสังเกตว่าแม้แต่ในปัจจุบันส่ิงท่ีใช้
บอกลักษณะของปัญญาอ่อนก็คือภาษา (Verbal) และในแบบทดสอบทางสติปัญญาในปัจุบันนี้ยังให้
ความสาคัญกบั ภาษาเปน็ อยา่ งมาก

งานที่สาคัญอีกอยา่ งหนึ่งคือ งานของแพทย์ชาวฝรั่งเศส Seguin ซึ่งเป็นคนแรกที่ให้ความสนใจกับ
การฝึกฝนเป็นพิเศษแก่คนปัญญาอ่อน และจากการทางานทางด้านนี้เป็นเวลานาน Seguin (1866) ได้ปฏิเสธ
การที่คนปัญญาอ่อนถูกกล่าวหาว่าเป็นคนที่ดุร้ายในปี 1837 Seguin ได้ต้ังโรงเรียนพิเศษข้ึนเพื่อให้การศึกษา
กบั คนปัญญาออ่ นโดยเฉพาะ และในปีนั้นเอง Seguin ได้อพยพไปอยู่อเมริกา ซึ่งทีน่ ่ันแนวความคดิ ของเขาเป็น
ที่สนใจ เขาได้มีการฝึกพิเศษในด้านต่าง ๆ เช่น การใช้ประสาทสัมผัส และกล้ามเน้ือให้แก่คนปัญญาอ่อนใน

18 Testing and Assessment for Psychology

สถานฝึกของเขา ซึ่งที่น่ัน Seguin ได้ศึกษาเก่ียวกับการแยกใช้ประสาทสัมผัสตลอดจนฝึกการควบคุมการ
ทางานของอวัยวะต่าง ๆ ด้วย ซึ่งวิธีการต่าง ๆ ที่ใช้ของ Seguin ได้ถูกพัฒนามาใช้ในส่วนของการกระทา
(Nonverbal) หรือ Performance Test ของแบบทดสอบทางสติปัญญาในปจั จบุ ัน

2. นกั จติ วิทยาการทดลอง (The First Experimental Psychologists)

งานในด้านจิตวิทยาการทดลองในสมัยสตวรรษที่ 19 นั้น ไม่ได้ให้ความสนใจกับการวัดความ
แตกต่างระหว่างบคุ คล งานหลักของนักจิตวทิ ยาสมัยนนั้ คอื การวางหลักหรอื กฎเกณฑ์ของพฤติกรรมท่ัว ๆ ไป
ของมนษุ ย์ ถงึ แมว้ ่าโดยความจริงแลว้ ปฏกิ ิรยิ าโต้ตอบของแต่ละบคุ คลในสถานการณ์เดียวกันจะแตกต่างกัน ก็
ยงั คงถกู มองในฐานะท่ีเป็นผลของความผิดพลาด (error) ที่เกิดข้นึ เท่านั้น ในปัจจุบันน้ีจากความผดิ พลาดหรือ
การกระจายของแต่ละบุคคลที่เกิดข้ึน ทาให้ผลท่ีได้รับออกมาเป็นค่าโดยประมาณมากกว่าเป็นค่าแน่นอน ซึ่ง
วิธีน้ีในแง่ของความแตกต่างระหว่างบุคคลแล้ว เป็นสิ่งที่เด่นชัดในการทดลองท่ีพบโดยวุ้นด์ (Wundt)ท่ีลิบซิก
ในปี 1879 ซึ่งนกั จติ วทิ ยาการทดลองไดร้ ับการฝกึ ฝนมา

อย่างไรก็ตาม งานของนักจิตวิทยาการทดลองในสมัยนั้น พบว่าได้รับอิทธิพลจากสรีรวิทยาและ
ฟิสิกส์ ดังน้ันปัญหาท่ีพวกเขาสนใจศึกษาอย่างย่ิงคือ เร่ืองของประสาทสัมผัสอันได้แก่ เรื่องสายตา หู และ
ประสาทสัมผัสอ่ืน ๆ ซ่ึงเก่ียวข้องกับเร่ืองราวของปฏิกิริยาในการตอบสนอง ซึ่งจากการเน้นในเร่ืองของ
ประสาทสัมผสั น่เี อง เป็นตวั สะท้อนโดยธรรมชาตใหเ้ ห็นถงึ การทดสอบทางจติ วิทยาในระยะเรม่ิ แรก นอกจากน้ี
แล้วในระยะเร่ิมแรกของการทดลองก็เกิดความต้องการในการควบคุมสถานการณ์ต่าง ๆ ในขณะที่ทาการ
สังเกต ตัวอย่าง เช่น คาพูดท่ีใช้ในการออกคาส่ังให้ผู้ถูกทดสอบทาการทดลองเก่ียวกับปฏิกิริยาในการ
ตอบสนองนั้นมีผลทาให้เกิดการเพ่ิมข้ึนหรือลดลงของการตอบสนอง หรือแม้แต่ความสว่าง หรือสีของ
ส่ิงแวดล้อมก็มีผลต่อการตอบสนองทั้งส้ิน ซ่ึงการท่ีต้องมีการควบคุม หรือสังเกตภายใต้สถานการณ์มาตรฐาน
(Standardized Situations) เหล่านี้กลายมาเป็นส่ิงท่ีเป็นข้อสังเกตของการใช้แบบทดสอบทางจิตวิทยา
เชน่ กัน

3. งานของ ฟรานซิส กัลตนั (The Contribution of Francis Galtan)

เซอร์ ฟรานซิส กัลตัน นักชีววิทยาชาวอังกฤษ เป็นคนแรกที่ทาให้เกิดการเคลื่อนไหวในด้าน
แบบทดสอบตา่ ง ๆ ข้ึน อันเป็นผลมาจากการที่เขาได้ให้ความสนใจทาวิจัยและทดลองหลายอย่างเกีย่ วกับเรอ่ื ง
ของพันธุกรรม กัลตัน ได้มองเห็นความจาเป็นในการที่จะศึกษาลักษณะความสัมพันธ์บางอย่างในคนที่
เก่ียวข้องกัน และคนท่ีไมไ่ ด้เก่ียวข้องกนั ส่ิงท่ีเขาคน้ พบ เช่น ระดับความเหมือนกนั ระหว่างพ่อแม่กับลูกพี่น้อง
ผู้ชายกับพ่ีน้องผู้หญิงระหว่างญาติ และสุดท้ายคือฝาแฝด กัลตัน มีเครื่องมือในการท่ีจะวัดทางด้าน
มานษุ ยวิทยาต่าง ๆ ด้วย ซ่งึ เขาไดแ้ สดงเครอ่ื งมือในการแสดงสินคา้ นานาชาติใน ค.ศ. 1884 ซึ่งเสยี เงินเพียง 3
เพนนีก็สามารถที่จะวัดลักษณะทางร่างกายบางอย่างได้ ตลอดจนความสามารถท่ีจะวัดความสามารถของ
สายตา การได้ยิน กล้ามเน้ือ ระยะเวลาของปฏิกิริยาในการตอบสนอง ตลอดจนการทางานของประสารท
สมั ผัส และอวยั วะในการเคลือ่ นไหวตา่ ง ๆ ที่ไมส่ ลบั ซบั ซอ้ นได้ ซ่งึ เมือ่ การแสดงน้เี สร็จส้ินลง เขาได้นาเครื่องวัด

การทดสอบและการประเมินทางจติ วทิ ยา 19

นี้ไปไวย้ ังพิพธิ ภัณฑ์เซ้า เฮนซิงตัน ที่กรุงลอนดอน ซึง่ ก็ทางานต่อมาอกี 6 ปี จากวิธีการน้ีเองเป็นจุดเรม่ิ ต้นของ
การศึกษาข้อมูลจากร่างกายของคนเราในด้านความแตกต่างของแต่ละบุคคลอย่างมีระเบียบแบบแผนเป็นคร้ัง
แรก

นอกจากน้ีแล้ว กัลตัน ยังได้ปรับปรุงแก้ไขเครื่องมือต่าง ๆ และบางอย่างยังคงเป็นที่รู้จักดีจน
ปัจจุบันนี้ เช่น เคร่ืองวัดความสามารถในการบอกความแตกต่างของความยาวของสายตา วัดการได้ยิน
ตลอดจนวัดกล้ามเนื้อบางชนิด กัลตันเองมีความเช่ือว่าการวัดความแตกต่างของประสาทสัมผัสของแต่ละ
บุคคลได้ก็จะเป็นตัวบอกถึงความสามารถของสติปัญญาได้ด้วย ซ่ึงความคิดนี้เป็นผลมาจากอิทธิพลของล็อค
(Locke) โดย กลั ปต์ ัน ไดก้ ล่าวไว้ว่า “ความแตกต่าง หรือปฏิกิรยิ าตา่ ง ๆ ของคนเรานัน้ เราสามารถทีจ่ ะเข้าถึง
ได้ก็โดยการฝ่านทางประสาทสัมผัส และยิ่งประสาทสัมผัสสามารถบอกถึงความแตกต่าง ได้มากเท่าไรก็เป็น
การบอกให้ทราบถึงระดับสติปัญญาของคน ๆ นั้นมากเท่าน้ัน” (Galton, 1883, p. 27) กัลตัน ยังกล่าวอีกว่า
ในพวกปัญญาอ่อน จะมีแนวโน้มท่ีจะมีปัญหาในการท่ีจะแยกความแตกต่างของความร้อนหนาว หรือเจ็บปวด
และจากการสังเกตพบว่าในพวกที่สามารถแยกความแตกต่างได้มากเท่าไรก็ย่อมเป็นพวกท่ีมีความสามารถทาง
สตปิ ัญญามากข้นึ เทา่ นั้น

กัลตัน ยงั เป็นผูเ้ ร่ิมงานทางด้านมาตราส่วนประมาณค่า แบบสอบถาม และได้นาเอาวิธีการ Free-
Association มาใช้ในจุดประสงค์ต่าง ๆ นอกจากนี้แล้ว กัลตัน ยังเป็นผู้ที่ได้นาเอาวิธีการทางสถิติและ
คณิตศาสตร์มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล และในการศึกษาความแตกต่างของแต่ละบุคคล ซ่ึงส่ิงเหล่านี้ลูกศิษย์
ของกัลตนั ได้ใชเ้ ปน็ แนวทางในการศกึ ษาต่อมา29

1.4 จุดมุ่งหมายการศกึ ษาทางจติ วิทยา30

จิตวิทยาเป็นวิชาท่ีศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ เพ่ือให้เข้าใจสาเหตุของพฤติกรรมต่าง ๆ ในอันที่จะ
ช่วยพยากรณ์และควบคุมพฤติกรรมนั้น ๆ ซึ่งตามนิยามวิชาจิตวิทยาข้างต้น มีคาท่ีต้องขยายความต่ออีก 4 คา
คอื พฤติกรรม ความเข้าใจ การพยากรณ์และการควบคุมได้แก่

1. พฤติกรรม หมายถึงการกระทาของมนุษย์ การกระทาทุกอย่างของมนุษย์ ไม่ว่าการกระทาน้ัน
ผู้กระทาจะทาโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว และไม่ว่าคนอื่นจะสังเกตการณ์กระทานั้นได้หรือไม่ก็ตามการพูด การเดิน
การกระพรบิ ตา การได้ยนิ การเข้าใจ การรสู้ ึกโกรธ การคิด ฯลฯ ตา่ งเป็นพฤตกิ รรมทัง้ น้ัน

2. ความเข้าใจ หมายถึงความรู้เกี่ยวกับสาเหตุของปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในธรรมชาติ เช่น รู้สาเหตุ
ของการเกิดฟ้าผ่า สาเหตุของการเกิดน้าท่วมกรุงเทพฯ สาเหตุของการร้องไห้ สาเหตุของการท่ีนักเรียนยกพวก
ตกี นั ฯลฯ

29 วิจิตพาณี เจริญขวัญ, (2554), การทดสอบทางจิตวิทยา, กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์มหาวิทยาลัย
รามคาแหง, หนา้ 4-7.

30 ชยั พร วัชชาวธุ , (2523), การวิจัยเชิงจิตวิทยา, กรุงเทพมหานคร: บริษัทสานกั พิมพ์ ไทยวัฒนาพานิช จากัด; Gary
W. Heiman, (1995), Research Methods in Psychology, U.S.A: Houghton Mifflin Company, p. 5-12.

20 Testing and Assessment for Psychology

ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ เช่น ฟ้าผ่า น้าท่วม หรือปรากฏการณ์
ทางจิตวทิ ยาท่ีเป็นพฤติกรรมของเอกบคุ คล เช่น การรอ้ งไห้ และพฤตกิ รรมของกลมุ่ บคุ คล เช่น การยกพวกตีกัน
ย่อมตอ้ งมีสาเหตุ และสาเหตอุ าจมหี ลายประการผกู พนั กันซับซ้อน

ความเข้าใจสาเหตุของปรากฏการณ์หนึ่ง ๆ จะเกิดข้ึนก็ต่อเมื่อเราสามารถที่จะบอกได้ว่า
ปรากฏการณ์นัน้ เกดิ จากเหตุใด โดยเขยี นเป็นขอ้ ความสัญลกั ษณ์ดังน้ี

Y C ( X1, X2 . . . . , X)

ในข้อความสัญลักษณ์ข้างต้นน้ี Y แทนปรากฏการณ์ C แทนคาว่ามี สาเหตุจาก

(Caused by) และ X1, X 2 , . . . . , X nแทนตัวการต่าง ๆ ที่ทาให้เกิดปรากฏการณ์Y ดังน้ี เราอ่านข้อความ
สัญลกั ษณ์น้ีไดว้ ่า Y มสี าเหตุจาก X 1,X 2, . . . . , X n

หน้าที่ของนักจิตวทิ ยา คือ การค้นหาว่าพฤติกรรม Y ท่ีตนกาลังศึกษาอยนู่ ้ันมีสาเหตุมาจาก X ตัว

ใดบา้ ง ถา้ หากยงั คน้ หาไมพ่ บวา่ มีสาเหตุมาจาก X ใด ก็แสดงว่ายังไม่เข้าใจพฤติกรรมน้ัน ๆ

3. การพยากรณ์ หมายถึงการคาดการณ์ล่วงหน้าว่าจะเกิดหรือไม่เกิดปรากฏการณ์อย่างใดอย่าง

หนึ่ง หรือเกิดในปริมาณมากน้อยเพียงใด เช่น คาดการณ์ว่าฟ้าจะผ่าหรือไม่ จะผ่าแรงเพียงใดน้าจะท่วม

กรุงเทพฯ หรือไม่ จะท่วมมากน้อยเพียงใด นาย ก จะร้องไห้หรือไม่ จะร้องมากน้อยเพียงใด หรือนักเรียนจะ

ยกพวกตีกนั หรือไม่ จะตีกนั รนุ แรงเพยี งใด ฯลฯ

การพยากรณ์เป็นผลของการเข้าใจ เมื่อมีความเข้าใจในสาเหตุของปรากฏการณ์ใดปรากฏการณ์

หนง่ึ เรายอ่ มพยากรณ์ปรากฏการณ์น้ันได้ เช่น จากการศึกษาพบวา่ สาเหตุของการทเี่ ดก็ ร้องไหแ้ ละเอาหัวโขก

พน้ื (ปรากฏการณ์ Y) มีสาเหตุ 3 ประการ คือ X1, X 2 และ X 3 เมอื่

X1 = เดก็ มคี วามตอ้ งการอะไรบางอย่าง
X2 = ความตอ้ งการของเด็กไม่ได้รบั การตอบสนอง
และ X3 = การร้องไห้และเอาหัวโขกพื้นในอดีตท่ีผ่านมาทาให้พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงรีบมาตอบสนอง
ความต้องการของเด็กทุกครัง้

เมื่อทราบว่าปรากฏการณ์ร้องไห้และเอาหัวโขกพ้ืนเกิดจากสาเหตุ 3 ประการน้ี เราก็สามารถ

พยากรณ์ได้ล่วงหน้าว่า เด็กคนใดก็ตามถ้ามีสาเหตุ X1, X 2 และ X 3 ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น พฤติกรรมการ
ร้องไห้และเอาหวั โขกพ้ืนจะต้องเกิดตามมา ในนยั กลบั กนั ถ้าไม่มสี าเหตุ X1, X 2 และ X 3 พฤติกรรมร้องไห้และ
เอาหวั โขกพื้นกจ็ ะไม่เกิด

การพยากรณ์เปน็ การทดสอบความเข้าใจ การพยากรณ์ผิดพลาดย่อมแสดงวา่ เรายังไม่เข้าใจหรือยัง
เขา้ ใจผิดอยู่ ดังตัวอย่างการร้องไห้หวั โขกพื้นเบ้ืองต้น หากมี X1, X 2 และ X 3 แล้ว การร้องไห้ หัวโขกพ้ืนไม่เกิด
ตามมา หรือเมื่อไม่มี X1, X 2 และ X 3 แต่พฤติกรรมการร้องหัวโขกพ้ืนก็ยังเกิดข้ึนอยู่ก็แสดงว่าความเข้าใจของ
เราในเร่ืองนก้ี ็ยังผิดอยู่

การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา 21

ความสัมพันธ์ระหว่างความเข้าใจกับกับการพยากรณ์เป็นแบบทางเดียวจากความเข้าใจไปสู่การ
พยากรณ์ น่ันคือ หากเรามีความเข้าใจสาเหตุของปรากฏการณ์ใด เราย่อมพยากรณ์ปรากฏการณ์นั้นได้ แต่
ในทางกลับกัน การพยากรณ์ได้ถูกต้องมิได้ยืนยันว่าเรามีความเข้าใจในสาเหตุของปรากฏการณ์นั้นถูกต้อง
เพราะสาเหตุของปรากฏการณ์อาจเป็นอย่างอ่ืนก็ได้ แต่บังเอิญเกิดผลตรงกันนอกจากนี้การพยากรณ์อาจ
เป็นไปได้โดยที่เราไม่ต้องมีความเข้าใจในปรากฏการณ์แต่อย่างใด เราอาจพยากรณ์ได้โดยอาศัยสถิติจากอดีต
เช่น จากสถิติที่รวบรวมได้ในอดีต พบว่าลักษณะการส่ันสะเทือนของผิวโลกบางอย่างมักจะตามมาด้วย
ปรากฏการณ์แผ่นดินไหว หรือในอดตี 10 ปีที่ผ่านมา ราคาสนิ ค้าโดยเฉลี่ยเพิ่มสูงข้ึนในอตั ราร้อยละ 10 ของปี
กอ่ น นักเศรษฐศาสตรก์ ็อาศยั ดรรชนีราคาสินคา้ นใ้ี นการพยากรณ์ราสนิ ค้าในปีต่อไป หรือในอดีต 2 ปีท่ีผ่านมา
นาย ก. กลับบ้านหลัง 6 ทุ่มทุกวัน เราก็พยากรณ์ได้ว่าวันพรุ่งนี้นาย ก. จะกลับบ้านหลัง 6 ทุ่ม ตัวอย่างการ
พยากรณ์ข้างตน้ น้ีเปน็ ไปได้โดยเราไมต่ อ้ งมคี วามเขา้ ใจในสาเหตุของปรากฏการณแ์ ต่อยา่ งใด

4. การควบคุม หมายถึงการกระทาให้เกิดหรือไม่เกิดปรากฏการณ์หน่ึงตามความต้องการของเรา
เชน่ ทาให้ฟ้าผา่ หรือไม่ผ่าในทใี่ ดที่หน่ึง น้าท่วมหรอื ไม่ท่วมบริเวณใดบรเิ วณหน่ึง เด็กรอ้ งไห้หรือไมร่ อ้ งไห้ และ
นกั เรยี นตกี นั หรอื หรือไม่ตกี ัน ฯลฯ

การควบคุมเป็นผลของความเข้าใจ เมื่อเราเข้าใจสาเหตุของปรากฏการณ์ เราย่อมพยากรณ์การ
เกิดปรากฏการณ์น้ันได้ และถ้าเราพยากรณ์การเกิดปรากฏการณ์ได้ เราก็สามารถควบคุมให้ปรากฏการณ์เกิด
หรือไม่เกิดได้โดยการควบคุมตัวการต่าง ๆ ซึ่งได้แก่ X1, X 2, . . . . X 3 ถ้าทาได้ เช่น ถ้าเราต้องการให้เด็ก
รอ้ งไห้หัวโขกพื้น เราก็สามารถทาโดยสร้าง X1, X 2 และ X 3 ข้ึน และถ้าไม่ต้องการให้เกิดพฤติกรรมร้องไห้หัว
โขกพน้ื เราก็ปอ้ งกันไม่ให้ X1, X 2 และ X 3 เกดิ ขึน้ พร้อม ๆ กัน

การพยากรณ์ได้ ช่วยให้เราควบคุมได้ เฉพาะกรณีการพยากรณ์ที่เกิดจากความเข้าใจในสาเหตุของ
ปรากฏการณ์ และเฉพาะกรณีที่สามารถควบคุมสาเหตุต่าง ๆ ได้เท่านั้นหากเราไม่ทราบสาเหตุหรือทราบสาเหตุ
แต่ไม่สามารถควบคุมสาเหตุ เราก็ไม่สามารถควบคุมปรากฏการณ์ท่ีผลตามมาได้ เช่น ถ้าไม่ทราบสาเหตุของ
การเกิดแผ่นดนิ ไหว เรายอ่ มควบคุมแผ่นดินไหวไมไ่ ด้ หรอื ในกรณที ี่ทราบสาเหตขุ องแผ่นดินไหว แตไ่ มส่ ามารถ
จะควบคมุ สาเหตเุ นอ่ื งจากสดุ วสิ ยั ความสามารถของมนุษย์ยนื เราก็ไมส่ ามารถควบคุมแผ่นดินไหวได้เช่นกัน

จากนิยามวิชาจิตวิทยาที่ได้อภิปรายมาน้ี จะเห็นว่าจุดมุ่งหมายท่ีเหมือนกับวิทยาศาสตร์แขนง
อ่ืน ๆ เช่น ฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา วิทยาศาสตร์แขนงต่าง ๆ ต่างก็มุ่งที่จะเข้าใจ พยากรณ์ และควบคุม
จิตวิทยาจะแตกต่างจากวิทยาศาสตร์แขนงอ่ืนก็เพียงท่ีประเภทของปรากฏการณ์ท่ีจะศึกษาเท่านั้น
ปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์และเคมีเป็นวัตถุทางชีววิทยาเป็นวัตถุที่มีชีวิต ส่วนทางจิตวิทยาเป็นพฤติกรรมของ
มนุษย์

22 Testing and Assessment for Psychology

ดังน้ัน จิตวิทยาเปน็ วชิ าที่จดั อยูใ่ นกล่มุ พฤตกิ รรมศาสตร์ โดยมจี ุดมุ่งหมาย ดังน้ี
1) เพ่ือให้ผู้ศกึ ษาเขา้ ใจพฤตกิ รรม (Understanding Behavior) ของบุคคล ไม่ว่าจะเปน็ พฤติกรรม
ภายนอก กระบวนการทางจติ (Mental Process) ทเ่ี กิดขึ้นภายใน ซ่ึงมผี ลทาให้สามารถเข้าใจตนเองและผอู้ ่ืน
ได้อย่างยง่ิ ข้นึ
2) เพื่อให้ผู้ศึกษาสามารถอธิบายพฤติกรรม (Explanation Behavior) ทั้งหลายที่เกิดข้ึนได้ ซึ่ง
พฤติกรรมท่ีเกิดข้ึนตา่ งก็มีสาเหตุหรอื เหตุจูงใจในการแสดงพฤติกรรมนั้น ๆ ดังนั้นนักจิตวทิ ยาจะใชว้ ิธีการทาง
วิทยาศาสตร์ในการค้นหาคาตอบ เพ่ือนามาอธิบายถึงปัจจัยที่เกิดสาเหตุสาคัญท่ีก่อให้เกิดพฤติกรรมท่ี
แสดงออกน้ัน ๆ เปน็ ต้น
3) เพ่ือให้ผศู้ กึ ษาสามารถทานายพฤตกิ รรม (Prediction Behavior) โดยการคาดคะเนผลท่ีควรจะ
เกิดขึ้นจากสาเหตุต่าง ๆ ไดอ้ ย่างเหมาะสม
4) เพ่ือให้ผู้ศึกษาสามารถควบคุมพฤติกรรม (Control Behavior) ท่ีไม่พึงประสงค์ให้ลดลงหรือ
หมดไป โดยในขณะเดยี วกนั นนั้ ก็จะต้องสามารถเสริมสร้างพฤติกรรมท่ีพึงประสงค์ให้เกดิ ขน้ึ ใหม่ด้วย
5) เพื่อให้ผู้ศึกษานาความรู้ไปประยุกต์ใช้ (Application) ในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น
ปญั หาที่เกดิ ขนึ้ กับตนเอง และ/หรือสังคมได้อยา่ งเหมาะสมและมปี ระสิทธิภาพ

1.5 แนวคิดและทฤษฎกี ารทดสอบทางจติ วิทยาและการวัดผลทางจติ วิทยา

1.5.1 กอ่ นทจ่ี ะมาเปน็ การวัดทางจิตวทิ ยา31
ศาสตร์ท่ีมีอิทธิพลต่อการวัดทางจิตวิทยา คือ จิตวิทยาฟิสิกซ์หรือจิตตกายภาพ (Psychophysics)
เท่าที่สืบค้นพบว่า Fechner ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ท่ีมีอิทธิพลต่อแนวคิดของศาสตร์แขนงน้ี การวัดแบบ
จิตวิทยาฟิสิกซ์น้ี มีแนวคิดว่า “การวัดความสัมพันธ์ของพฤติกรรมท่ีแสดงออกมาทางกายน้ัน เป็นผลสืบ
เน่ืองมาจากการรบั รู้ทางจิตใจทม่ี สี ่ิงเรา้ ภายนอกรา่ งกาย”
การวัดแบบจิตวิทยาฟิสิกซ์ เป็นการวัดการตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอกกระทาเพ่ือหาช่วงของการ
รับรู้ จุดเริ่มต้นของการรับรู้ (threshold)ซ่ึงถือว่าการวัดนั้น เป็นการวัดแบบแรกเริ่มของจิตวิทยาฟิสิกซ์ และ
หน่วยแรกที่คนเราเร่ิมรับรู้ โดยจุดเร่ิมต้นในการรับรู้ของคนเราน้ัน แบ่งออกเป็น 2 จุด คือ จุดเร่ิมต้นของการ
รบั รู้ท่ีแท้จริง (Absolute Threshold) และจุดเริ่มต้นของการรับรู้ท่ีแตกต่าง (Differential Threshold)ได้มีการ
พยายามคิดค้นสูตรทางคณิตศาสตร์ข้ึนเพ่ือวัดลักษณะ ดังกล่าว เช่น The Method of Limits, the Staircase
Method เป็นตน้ ดังตารางที่ 1.8, 1.9 และ 1.10

31 สุชรี า ภัทรายุตวรรตน์, (2556), คูม่ อื การวัดทางจิตวทิ ยา, กรุงเทพมหานคร: ตรีเทพ, หนา้ 37.


Click to View FlipBook Version