การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวทิ ยา 23
ตารางท่ี 1.3 ใช้วธิ กี าร The Method of Limits ในการหา Absolute Threshold
ความเขม้ แข็งตวั กระตนุ้ การตอบสนอง
200
180 ได้ ได้
160 ได้ ได้ ได้
140 ได้ ไมไ่ ด้ ได้
120 ได้ ไมไ่ ด้ ได้
100 ได้ ไมไ่ ด้ ไมไ่ ด้ ได้
80 ไม่ได้ ไม่ได้ ไม่ได้
60 ไมไ่ ด้ ไม่ได้
40 ไม่ได้ ไม่ได้
20
คา่ เฉลย่ี
Threshold 90 130 130 110 115
ท่ีมา: Elmes DG., Kantowitz BH, & Roediger III, HL.Research methods in Psychology. (4thed.);
Los Angeles, CA: West Publishing Company. 1992, p.87
ตารางท่ี 1.4 ใชว้ ิธีการ The Method of Limits ในการหา Difference Threshold
การเปรยี บเทียบตัวเร้า การตอบสนอง
(กรัม)
350 เพ่ิมความเข้ม เพ่ิม
240 เพิ่มความเข้ม เพิ่มความเข้ม เทา่ เดิม
330 เพิ่มความเข้ม เพ่ิมความเข้ม
ตัวเร้า 320 เพิ่มความเข้ม เพิ่มความเข้ม เพ่ิมความเข้ม ลดความเข้ม
มาตรฐาน 310 เทา่ เดมิ เทา่ เดิม เพิ่มความเข้ม
300 เท่าเดมิ เท่าเดิม ลดความเข้ม
ลดความเข้ม
290 เท่าเดิม ลดความเข้ม เท่าเดมิ ลดความเข้ม
280 ลดความเข้ม ลดความเข้ม เทา่ เดิม
270 ลดความเข้ม เท่าเดิม
24 Testing and Assessment for Psychology
การเปรียบเทียบตัวเรา้ 315 การตอบสนอง
(กรัม) 285
315
Upper 260 310
Threshold 315 295
Lower 305
290
Threshold
295 275
ชว่ งความไมแ่ น่ใจ = 310 – 290 = 20 กรมั
ที่มา: Elmes DG, Kantowitz BH, & Roediger III, HL. Research Methods in Psychology. (4thed.);
Los Angeles, CA: West Publishing Company, 1992, p. 88.
1.5.2 การวดั ทางจิตวทิ ยาเป็นการวัดโดยกาหนดจากนยิ ามเชิงปฏิบตั ิการ32
เนื่องจากทฤษฎีและแนวคิดทางจิตวิทยามีลักษณะเป็นความคิดเชิงปัญญา (Intellectual
construct) จงึ เป็นการยากท่จี ะทาการวัดได้โดยตรง ดังนั้น จึงต้องมกี ารกาหนดความคิดเชงิ ปญั ญาดังกล่าวให้
ออกมาในรูปแบบเชิงโครงสร้าง (Construct) จึงจาเป็นต้องมีการนิยามความคิดรวบยอดทางจิตวิทยาต่าง ๆ
ใหอ้ อกมาเปน็ รปู ของนยิ ามเชงิ ปฏบิ ัติการ (Operational definition) เสยี ก่อน เช่น
ระดับเชาวน์ปัญญา หมายถึง ความสามารถของคนที่แสดงออกมาร 2 ด้าน คือ ด้านการใช้คาพูด
(Verbal) และด้านการกระทา (Performance) ด้านการใช้คาพูด แสดงถึงความสามารถทางด้าน ความรู้ทั่วไป
(Information)การใช้เหตุผล (Comprehension) การใช้เหตุผลเชิงตรรก (Logical) ความจา (Memory) ส่วน
ความสามารถทางด้านการกระทา กาหนดจากความสามารถทางด้าน (Motor, Speed, Perception,
Integration) เปน็ ตน้
จากการให้คานิยามเชงิ ปฏิบตั ิการดังกล่าว กท็ าการสร้างข้อคาถามหรือแบบจาลองการทางานตาม
โดเมนน้นั ๆ ดงั ตารางที่ 1.5
ตารางที่ 1.5 ตวั อยา่ งการสร้างแบบสอบตามโดเมนที่กาหนดขน้ึ
Verbal Performance
1. Information 1. Motor
1.1 ……………………………………………………… 1.1 ………………………………………………………
1.2 ……………………………………………………… 1.2 ………………………………………………………
32 สุชีรา ภัทรายุตวรรตน์, (2556), ค่มู ือการวดั ทางจติ วิทยา, กรุงเทพมหานคร: ตรเี ทพ, หนา้ 43.
การทดสอบและการประเมินทางจิตวทิ ยา 25
Verbal Performance
1.3 ……………………………………………………… 1.3 ………………………………………………………
2. Comprehension 2. Visual
2.1 ……………………………………………………… 2.1 ……………………………………………………
2.2 ……………………………………………………… 2.2 ……………………………………………………
2.3 ……………………………………………………… 2.3 ………………………………………………...…
3. Logical 3. Speed
3.1 ……………………………………………………… 3.1 ………………………………………………………
3.2 ……………………………………………………… 3.2 ………………………………………………………
3.3 ……………………………………………………… 3.3 ………………………………………………………
4. Memory 4. Integration
4.1 ……………………………………………………… 4.1 ………………………………………………………
4.2 ……………………………………………………… 4.2 ………………………………………………………
4.3 ……………………………………………………… 4.3 ………………………………………………………
ความหมายของทศั นคติ (Attitude)
ทัศนคติเป็นแนวความคิดท่ีมีความสาคัญมากแนวหนึ่งทางจิตวิทยาสังคม และการส่ือสาร และมี
การใช้ คาน้ีกันอย่างแพร่หลาย สาหรับการนิยามคาว่าทัศนคติน้ันได้มีนักวิชาการหลายท่านให้ความหมายไว้
ดงั น้ี
โรเจอร์ (Roger)33 ได้กล่าวถึง ทศั นคติวา่ เปน็ ดัชนชี ี้ว่าบุคคลน้ันคิด และรสู้ ึกอย่างไรกบั คนรอบขา้ ง
วัตถุหรือส่ิงแวดล้อมตลอดจนสถานการณ์ต่าง ๆ โดย ทัศนคติ นั้นมีรากฐานมาจากความเชื่อที่อาจส่งผลถึง
พฤติกรรมในอนาคตได้ ทัศนคติ จึงเป็นเพียงความพร้อมท่ีจะตอบสนองต่อสิ่งเรา้ และเป็นมิติของการประเมิน
เพ่ือแสดงว่าชอบหรือไม่ชอบต่อประเด็นหน่ึง ๆ ซึ่งถือเป็นการส่ือสารภายในบุคคล (Interpersonal
Communication) ที่เป็นผลกระทบมาจากการรับสารอนั จะมีผลตอ่ พฤติกรรมต่อไป
โรเสนเบิร์ก และฮอฟแลนด์ (Rosenberg and Hovland)34 ได้ให้ความหมายของ ทัศนคติไว้ว่า
ทัศนคตโิ ดยปกตสิ ามารถนิยามไดว้ า่ เป็นการจงู ใจต่อแนวโนม้ ในการตอบสนองอยา่ งเฉพาะเจาะจงกบั สงิ่ ที่
33 Roger, (1978: 208–209), สุรพงษ์ โสธนะเสถียร, (2533), ทัศนคติ, สืบค้น 5 พฤษภาคม 2564 จาก
http://www.novabizz.com/NovaAce/Attitude.htm
34 Rosenberg M.J., Hovland C.I., McGuire W.J., Abelson R.P., & Brehm J.W., (1960), Attitude
organization and change: An analysis of consistency among attitude components, Yales studies in
attitude and communication, Yale University, Retrieved 10 May 2021 from http://phatrsa.blogspot.com/
2010/01/attitude.html
26 Testing and Assessment for Psychology
เกิดขน้ึ
นิวคอมบ์ (Newcomb)35 ใหค้ าจากดั ความไวว้ ่า ทศั นคติ ซ่ึงมีอยู่ในเฉพาะคนนั้นขน้ึ กับสง่ิ แวดลอ้ ม
อาจแสดงออกในพฤติกรรม ซึ่งเป็นไปได้ใน 2 ลักษณะ คือ ลักษณะชอบหรือพึงพอใจ ซ่ึงทาให้ผู้อ่ืนเกิดความ
รักใคร่ อยากใกล้ชิดส่งิ น้ัน ๆ หรืออกี ลักษณะหนงึ่ แสดงออกในรปู ความไมพ่ อใจ เกลยี ดชัง ไม่อยากใกล้สิ่งนั้น
ศกั ด์ิ สุนทรเสณี 36 กล่าวถงึ ทัศนคติทเ่ี ช่อื มโยงไปถงึ พฤตกิ รรมของบุคคลวา่ ทัศนคติ หมายถงึ
1. ความสลับซับซ้อนของความรู้สึก หรือการมีอคติของบุคคลในการที่จะสร้างความพร้อม ท่ีจะ
กระทาส่ิงใดสิง่ หนง่ึ ตามประสบการณ์ของบคุ คลนัน้ ท่ไี ดร้ บั มา
2. ความโน้มเอียงท่ีจะมีปฏิกิริยาต่อส่ิงใดส่ิงหน่ึงในทางท่ีดีหรือต่อต้านสิ่งแวดล้อมท่ีจะมาถึงทาง
หนึง่ ทางใด
3. ในด้านพฤตกิ รรม หมายถึง การเตรียมตวั หรือความพรอ้ มทจ่ี ะตอบสนอง
จากคาจากัดความต่าง ๆ เหล่าน้ี จะเหน็ ได้วา่ มปี ระเดน็ รว่ มทส่ี าคัญดังน้ีคือ
1. ความรู้สกึ ภายใน
2. ความพรอ้ ม หรอื แนวโน้มทจี่ ะมีพฤตกิ รรมในทางใดทางหนง่ึ
ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า ทัศนคติ เป็นความสัมพันธ์ที่คาบเกี่ยวกันระหว่างความรู้สึก และความเช่ือ
หรือการรูข้ องบุคคลกับแนวโน้มท่ีจะมีพฤติกรรมโต้ตอบในทางใดทางหน่งึ ตอ่ เป้าหมายของทัศนคติน้ัน สรปุ คือ
ทัศนคติเป็นเร่ืองของจิตใจ ท่าที ความรู้สึกนึกคิด และความโน้มเอียงของบุคคลท่ีมีต่อข้อมูลข่าวสาร และการ
เปิดรับรายการกรองสถานการณ์ที่ได้รับมา ซ่ึงเป็นไปได้ท้ังเชิงบวก และเชิงลบ ทัศนคติจะมีผลทาให้มีการ
แสดงพฤติกรรมออกมา จะเห็นได้ว่า ทัศนคติ ประกอบด้วย ความคิดท่ีมีผลต่ออารมณ์ และความรู้สึกน้ัน
ออกมาโดยทางพฤตกิ รรม เปน็ ตน้
การสรา้ งมาตรประมาณค่า37
Attitude มาจากคาในภาษาละตินว่า “Aptus” ตรงกับความหมายว่าความเหมาะสม (Fitness)
หรือการปรุงแต่ง (Adaptedness) แตใ่ นเชิงการวดั อาจให้คาจากัดความโดยสรุปได้ดังนี้
1. ความสลับซับซ้อนของความรู้ ความยาก ความกลัว ความเชื่อม่ัน ความลาเอียง หรือการมีอคติ
ของบุคคลในการทจี่ ะสร้างความพร้อมที่จะกระทาส่ิงใดสิง่ หน่ึงตามประสบการณ์ของบุคคลท่ีไดร้ บั มา
35 Newcomb, (1854: 128), Attude, Retrieved 1 0 May 2021 from http://www.novabizz.Ace/
Attitude.htm อา้ งองิ จาก http://phatrsa.blogspot.com/2010/01/attitude.html
36 ศักดิ์ สุนทรเสณี, (2531), เจตคติ, กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พรุงวัฒนา, หน้า 2, สืบค้น 10 พฤษภาคม 2564
จาก http://phatrsa.blogspot.com/2010/01/attitude.html
37สุชีรา ภัทรายตุ วรรตน์, (2556), คู่มอื การวัดทางจติ วทิ ยา, กรงุ เทพมหานคร: ตรเี ทพ, หน้า 143-147.
การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวิทยา 27
2. ความโน้มเอียงท่ีมีปฏิกิริยาต่อส่ิงใดสิ่งหน่ึง ในทางที่ดีหรือต่อด้านสภาพแวดล้อม ที่จะมาถึง
ในทางใดทางหน่งึ
3. ทัศนคติ โดยตรงแลว้ ไมส่ ามารถสังเกตเหน็ ได้ แต่อนุมานได้จากพฤติกรรม
ทศั นคติ จึงเป็นการรวบรวมเกี่ยวกับความคิดเห็น (Opinion) ความเชือ่ (Believe) ความจริง (Fact)
รวมทั้งความร้สู ึก (Feeling)
การเกิดทศั นคติ
Allport กลา่ ววา่ ทัศนคติเกดิ ได้ตามเงือ่ นไข 4 ประการ ดงั นี้ คอื
1. กระบวนการเรียนรู้ที่ได้จากการเพิ่มพูนและบูรณาการของการตอบสนองแนวคิดต่าง ๆ เช่น
ทศั นคติตอ่ การเมอื ง การเลือกตง้ั เปน็ ต้น
2. ประสบการณ์ส่วนตัว ข้ึนอยู่กับความแตกต่างระหว่างบุคคลซ่ึงมีประสบการณ์ท่ีแตกต่างกัน
ออกไป
3. การเลียนแบบ การถ่ายทอดทัศนคติอาจเกิดโดยการเลียนแบบจากสิ่งที่หรือคนที่เราพอใจใน
ครอบครัวหรือในสังคม
4. อิทธิพลของกลุ่มสังคม มนุษย์อาจมีทัศนคติคล้อยตามกลุ่มสังคมที่ตนอาศัยอยู่ เช่น ศาสนา
สถาบนั ตา่ ง ๆ ในสงั คม
องคป์ ระกอบของทศั นคติ (Attitude Component)
Freeman นกั จิตวิทยาสงั คมกลา่ วว่า ทัศนคติประกอบดว้ ยองคป์ ระกอบ 3 ประการ คือ
1. Cognitive Component เป็นเรื่องความรู้ของบุคคลในเรื่องใดเร่ืองหน่ึง อาจเป็นความรู้ต่อ
บุคคล วตั ถุ หรอื เหตกุ ารณต์ ่าง ๆ ในทางดี-ไมด่ ี บวก-ลบ เช่น
เกง่ (ร้สู ึกในทางบวก) จะเกิดทศั นคตบิ วก
ฐวษ (ไมร่ ู้จักคาน้ี) จะไมเ่ กิดทัศนคติ (มีคา่ เป็น0)
โกงกนิ (รูส้ กึ ในทางไม่ดี) จะเกิดทัศนคติในทางลบ
2. Affective Component/Feeling Component เป็นองค์ประกอบทางด้านอารมณ์ ความรู้สึก ซึ่ง
จะถูกเร้าจาก Cognitive Component เม่ือคนเรารู้ส่ิงใดส่ิงหน่ึงแล้ว จะนาไปสู่การเกิดความรู้สึกในทางดี/ไม่ดี
ถ้าเรารสู้ กึ ตอ่ สิง่ ใดส่ิงหนงึ่ ในทางไมด่ ี เราก็จะไมช่ อบหรือไมพ่ อใจในสงิ่ นั้น เป็นตน้
3. Behavioral Component/Action Tendency Component เป็นความพรอ้ มที่จะตอบสนอง
ตอ่ สงิ่ ใดสง่ิ หนึ่ง ในทางใดทางหนง่ึ
จากองค์ประกอบทั้ง 3 ด้านดงั กล่าว จะเหน็ ได้วา่ องคป์ ระกอบท้ังหมดนน้ั มคี วามสมั พนั ธ์กนั โดยที่
องค์ประกอบด้านความรู้ และด้านความรู้สึกเป็นข้ันพื้นฐานและจะส่งให้บุคคลแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ออกมา
ซึ่งเป็นองคป์ ระกอบทางดา้ นพฤตกิ รรมน่นั เอง
28 Testing and Assessment for Psychology
การวดั ทศั นคติ
ทัศนคติสามารถวัดได้ดังน้ี
1. Observation การสังเกตเป็นวิธีการศึกษาพฤติกรรมท่ีแสดงออกของบุคคลท่ีมีต่อส่ิงหนึ่งส่ิงใด
แลว้ นาข้อมลู ทสี่ งั เกตนั้น ไปอนุมานว่าบคุ คลนั้นมที ัศนคติต่อสิ่งน้ันอยา่ งไร
2. Self-report เป็นวิธีการศึกษาทัศนคติของบุคคล โดยให้บุคคลนั้นเล่าความรู้สึกท่ีมีต่อสิ่งน้ัน
ออกมา โดยให้รายงานออกมาในลักษณะ รู้สึกชอบ-ไมช่ อบ เห็นว่าดี-ไม่ดี สิ่งท่ีแสดงออกมานี้จะกาหนดเป็นค่า
คะแนนทศั นคติได้เช่น วธิ กี ารศกึ ษาของ Thurstone, Osgoos, Guttman, Fishbein เปน็ ตน้
1.6 ธรรมชาติและการใช้แบบทดสอบทางจิตวทิ ยา
การทดสอบทางสรีรวิทยาเปน็ เครอื่ งมอื เพือ่ เก็บเกีย่ วผลประโยชนท์ ก่ี ารทดสอบสามารถใหไ้ ด้ หนึ่ง
ต้องจาข้อเท็จจริงสาคัญนี้ไว้ในใจ เคร่ืองมือใด ๆ สามารถเป็นเครื่องมือของดีหรือร้ายขึ้นกับวิธีการใช้ การ
ทดสอบเตบิ โตขึ้นทกี่ ้าวเพิ่มขึ้นและมีส่วนทาให้เกิดประโยชน์ในดา้ นต่าง ๆ ในชีวิตประจาวันมากขึ้นเร่ือย ๆ แต่
การเติบโตน้ีมาพร้อมกับความคาดหวังที่ไม่สมจริงและการใช้ในทางท่ีผิด ผู้ใช้ทดสอบจาเป็นต้องรู้วิธีประเมิน
การทดสอบ วิธีทดสอบเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะในการใช้งานหรือไม่? ข้อมูลประเภทใดสามารถให้เก่ียวกับ
บคุ คลท่ีรับมันไดห้ รอื ไม่ ผลลพั ธข์ องมันเป็นอยา่ งไร เครือข่ายของขอ้ มูลท่ีนาไปสู่การตัดสนิ ใจดาเนินการ? เป็น
หลักด้วยคาถามดังกล่าวเน่ืองจากหนังสือเล่มน้ีได้จัดทาข้ึน ผู้วิจัยจาเป็นต้องมีความรู้พื้นฐานเก่ียวกับการ
ทดสอบ ไม่เพียงแต่เฉพาะผทู้ ี่จัดโครงสร้างหรือให้การทดสอบ แต่ใครก็ตามท่ีใช้ผลการทดสอบเป็นแหล่งข้อมูล
เดียวในการตดั สินใจเกีย่ วกับตนเองหรือผ้อู ่นื
การทดสอบทางจิตวิทยาคือการระบุบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา สาหรับการตรวจจับ
ความบกพร่องทางสติปัญญายังคงเป็นแอปพลิเคชันที่สาคัญของการทดสอบทางจิตวิทยาบางประเภท การใช้
การทดสอบทางคลินิกที่เก่ียวข้อง ได้แก่ การรวบรวมของผู้ท่ีมีความผิดปกติทางอารมณ์อย่างรุนแรงและ
พฤติกรรมประเภทอ่ืนปัญหาช่องปาก แรงผลักดันท่ีแข็งแกร่งในการพัฒนาการทดสอบในระยะแรกก็
เช่นเดียวกัน จัดทาโดยการประเมินความต้องการท่ีเกิดข้ึนในการศึกษา กรณีในการทดสอบท่ีนาไปสู่การ
ทดสอบความฉลาด ปจั จุบันโรงเรียนต่าง ๆ ในหมผู่ ู้ใชท้ ดสอบท่ใี หญ่ที่สุด การจาแนกประเภทเด็กโดยอ้างอิงถึง
พวกเขา ความสามารถในการทากาไรจากการสอนโรงเรียนประเภทต่าง ๆ การระบุผู้เรียนช้าหรือเรว็ อยา่ งโดด
เด่น การให้คาปรึกษาด้านการศึกษาและการประกอบอาชีพของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและ
วิทยาลัย และการคัดเลือกผู้สมัครเพ่ือประกอบวิชาชีพ โรงเรียนเป็นหนึ่งในการใช้การทดสอบเพ่ือการศึกษา
มากมายการคัดเลือกและจาแนกบุคลากรทางอุตสาหกรรมเป็นตัวแทนของอีกบุคคลหนงึ่
การประยุกตใ์ ช้การทดสอบทางจิตวิทยาทส่ี าคัญ เป็นตัวคัดกรองตาแหน่งงานต่าง ๆ จากเสมยี นถึง
ผู้บรหิ ารระดบั สูง แทบจะไมม่ ีงานประเภทไหนเลยของการทดสอบทางจิตวิทยาไมไ่ ด้พิสูจน์ว่าเป็นประโยชน์ใน
เรื่องต่าง ๆ เช่น การว่าจ้าง การมอบหมายงาน การโอนย้าย การเล่ือนตาแหน่ง หรือการยกเลิก เพ่ือให้ม่ันใจ
วา่ การจ้างงานทม่ี ปี ระสทิ ธิภาพของการทดสอบในหลาย ๆ สถานการณ์โดยเฉพาะอยา่ งยิง่ เกีย่ วกับงานระดบั สูง
การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวทิ ยา 29
มักจะกาหนดให้ใช้การทดสอบเป็นส่วนเสริมในการสัมภาษณ์อย่างชานาญ ดังนั้น คะแนนการทดสอบอาจถูก
ตีความอย่างเหมาะสมในแง่ของข้อมูลพ้ืนฐานอ่ืน ๆ เกี่ยวกับปัจเจกบุคคล อย่างไรก็ตามการทดสอบถือเป็น
ส่วนสาคญั ของโปรแกรมพฒั นาบุคลากรท้ังหมด38
แบบทดสอบทางจิตวิทยา39 คือ การวัดตัวอย่างของพฤติกรรมอย่างมีหลักเกณฑ์และมีมาตรฐาน
แบบทดสอบทางจิตวิทยาก็เหมือนแบบทดสอบทางวิทยาศาสตร์อื่น ๆ ที่เป็นผลมาจากการสังเกตตัวอย่าง
พฤติกรรมบางอย่างของแต่ละบุคคล เป็นต้น สาหรับคุณค่าของการทานายของแบบทดสอบ (Predictive
value)ขึ้นอยู่กับระดับความสัมพันธ์ของแบบทดสอบน้ันกับพฤติกรรมที่ต้องการ หรือเสมือนกับทา
แบบทดสอบได้ถูกต้องหมดก็ไม่ได้เป็นที่น่าสนใจเท่ากับว่าผลจากแบบทดสอบน้ันมีความสัมพันธ์กับ
ความสามารถของเด็กในเรื่องนั้นจริง ๆ หรือผลของแบบทดสอบเป็นการทานายความสามารถจริง ๆ
เพราะฉะน้ันแบบทดสอบทางจิตวิทยาไม่ว่าจะเป็นชนิดใดก็ตาม ควรท่ีจะมีคุณคา่ ของการทานาย (Predictive
value) พอสมควร เพราะการวัดหรือการทดสอบทางจิตวิทยานั้น เพ่ือท่ีจะศึกษาหรือทานายพฤติกรรมที่จะ
เกิดข้ึนในอนาคตมากกว่าท่ีจะสนใจในสภาวการณ์ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นแบบทดสอบชนิดใดก็ตาม แม้แต่
แบบทดสอบบุคลิกภาพ การดูหยดหมึก ซ่ึงมีเจตนาท่ีจะทานายพฤติกรรมโดยสัมพันธ์กับหยดหมึกว่า เขาจะมี
ปฏิกิริยาตอบสนองกับคนอ่ืนอย่างไร จะดูระดับต่าง ๆ ของอารมณ์ที่มีต่อส่ิงเร้าท่ีต่างกัน หรือแม้แต่
สถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจาวัน หรือในการทดสอบเด็กปัญญาอ่อน หรือเด็กที่มีปัญหาทางด้านอารมณ์
เช่นกัน เราทดสอบเพ่ือจะใช้ในการทานายว่าแต่ละคนจะทาอย่างไรในสถานการณ์ต่าง ๆ โดยดูจากตัวอย่าง
ของพฤติกรรมท่ีเขาแสดงแสดงออกขณะที่ทาแบบทดสอบ จุดสาคัญอีกอันหน่ึงที่เราต้องพิจารณาก็คือ เรื่อง
Capacity เช่น เราต้องการท่ีจะทราบว่า เด็กคนนี้จะสามารถเรียนภาษาฝรั่งเศสได้ดีแค่ไหน ก่อนหน้าท่ีเขาจะ
เริ่มเรียนด้วยซ้าไป เพราะฉะน้ันแบบทดสอบชุดน้ีก็จาเป็นต้องมีข้อทดสอบซึ่งรวมเอาพฤติกรรมที่จะสามารถ
เรียนรู้ภาษาใหม่รวมอยู่ด้วย โดยท่ีแบบทดสอบน้ันอาจจะไม่มีเรื่องราวภาษาฝร่ังเศสอยู่ด้วยเราก็สามารถท่ีจะ
พูดได้ว่าแบบทดสอบน้ันวัดความสามารถที่แท้จริงได้ (Capacity) หรือศักยภาพ (Potentiality) ของแต่ละ
บุคคลในการเรียนภาษาฝรั่งเศส พูดง่าย ๆ ว่าตัวอย่างพฤติกรรมท่ีเราทดสอบนั้นเป็นตัวแทนและเป็นตัวช้ีวัด
ของพฤติกรรมอ่ืน ๆ และพฤติกรรมในอนาคต เราก็พูดได้ว่าแบบทดสอบน้ันวัดความสามารถท่ีแท้จริง ไม่มี
แบบทดสอบทางจติ วิทยาใดท่จี ะทาไดม้ ากกว่าการวดั พฤติกรรม
การวัดมาตรฐาน (Standardized Measure Standardization) หมายถึง เคร่ืองมือท่ีมีแบบแผน
(Uniformity of procedure) ในการใช้และให้คะแนน ถ้าคะแนนได้จากหลายๆ คนมาเปรียบเทียบกัน
สถานการณ์ในการทดสอบต้องเหมือนกันทุก ๆ คน ซึ่งเป็นส่ิงจาเป็นในการควบคุมสถานการณ์ในการสังเกต
ทางวิทยาศาสตรใ์ นสถานการณ์ท่ีกาลังทดสอบตัวแปรอิสระจะมีได้เพียงตัวเดียว คือ แต่ละบุคคลที่ถูกทดสอบ
38 Anne Anastasi & Susana Urbina., (2012), Psychological Testing, (Seventh edition), New Delhi:
PHI Learning Private Limited, p. 2.
39 วิจิตพาณี เจริญขวัญ, (2554), การทดสอบทางจิตวิทยา, (พิมพ์คร้ังที่ 8), กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์
มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง, หนา้ 20-24.
Frequency30 Testing and Assessment for Psychology
เท่าน้ัน ในการท่ีจะทาให้แบบทดสอบนั้นเป็นเคร่ืองมือที่มีแบบแผน แบบทดสอบนั้นจะต้องบอกถึงวิธีการใน
การใช้แบบทดสอบไว้อยา่ งละเอียด ซงึ่ แบบทดสอบท่ีมมี าตรฐานจะต้อง 1) กาหนดเวลาในการทาแบบทดสอบ
2) การออกคาส่ังให้แก่ผู้ถูกทดสอบ 3) ตัวอย่างในการตอบ 4) การให้คะแนนท่ีแน่นนอน และ 5) เกณฑ์ปกติ
ซ่ึงจะเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในการทาสอบ แม้แต่การออกคาส่ังแก่ผู้ถูกทดสอบระดับเสียงของการพูด
ปฏิกิริยา หรือแม้แต่สีหน้าก็มีส่วนสาคัญในการทาแบบทดสอบทั้งสิ้นในขณะที่ทาการทดสอบอยู่ เมื่อผู้ถูก
ทดสอบตอบคาถามน้ันได้ถูกต้อง ผู้ทดสอบไม่ควรที่จะแสดงความรู้สึกทั้งพอใจออกมาหรือไม่ควรท่ีจะแนะนา
คาตอบให้แก้ผู้ถูกทดสอบโดยเด็ดขาด ลักษณะสาคัญอีกประการหน่ึงของแบบทดสอบมาตรฐาน คือ เกณฑ์
ปกติ เพราะถ้าไม่มีเกณฑ์ปกติแล้ว เราไม่สามารถที่จะแปลความหมายคะแนนของผู้ถูกทดสอบได้ ใน
แบบทดสอบทางจิตวิทยา คะแนนที่จะได้จะไม่มีการตัดสินว่าได้หรือตก คะแนนท่ีได้สามารถที่จะประเมินได้
โดยการเปรียบเทียบกับคะแนนของผู้อ่ืนเท่านั้น จากช่ือก็บอกอยู่แล้วว่าเกณฑ์ปกติ คือ การกระทาโดยปกติ
หรือโดยทั่ว ๆ ไป (โดยเฉลี่ย) ของกลุ่ม ในการที่จะทาแบบทดสอบนั้นมีมาตรฐานได้ คือ การนาแบบทดสอบ
นั้นมาทากับกลุ่มของบุคคลที่แบบทดสอบนั้นสร้างขึ้นเพื่อท่ีจะทดสอบ ซ่ึงกลุ่มน้ีจะเป็นกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งจะถือ
วา่ เป็นตัวแทนของประชากรและเป็นเกณฑ์ปกติของกล่มุ นั่นเอง ซง่ึ เกณฑ์ปกตินี้ไม่ใช่เปน็ แต่เฉพาะคะแนนโดย
เฉล่ียของกลุ่มเท่านนั้ แต่ยงั สามารถบอกถึงคะแนนที่แตกต่างกันทั้งระดับต่ากว่าและสูงกว่าระดับเฉล่ียอีกด้วย
เพราะเราสามารถที่จะประเมินผลความแตกต่างของระดับความสามารถสูงและต่าได้ สาหรับระดับความยาก
ของข้อสอบแต่ละข้อหรือทั้งหมด (Level of difficulty) และการวัดความเที่ยงและความตรงของแบบทดสอบ
ซ่ึงถือว่าเป็นส่วนสาคัญของเครื่องมือท่ีจะมีหลักเกณฑ์ได้ สิ่งแรกก็คือเร่ืองของความยากง่ายของแบบทดสอบ
ด้วยการต้ังแบบสอบถามแล้วให้ผู้ถูกทดสอบทา ถ้าข้อใดที่คนตอบได้มากที่สุดถือว่าข้อนั้นเป็นข้อที่ง่ายท่ีสุด
และข้อใดมีคนตอบนอ้ ยที่สุด ก็ถอื ว่าเปน็ ขอ้ ท่ียากที่สุด แล้วเอาข้อสอบเหลา่ นน้ั มาเรียงลาดับความยากง่าย ซึ่ง
ถา้ ผูถ้ ูกทดสอบชุดนั้นเป็นตัวแทนของกลุ่มอย่างแท้จริงแล้ว คะแนนรวมของแต่ละบุคคลท่ีได้ ควรที่จะสามารถ
เขียนออกมาเป็นเส้นโค้งปกติ (Normal distribution Curve) หรือพูดง่าย ๆ ได้ว่า คะแนนส่วนใหญ่ของกลุ่ม
ควรจะตกอยู่ในช่วงกลางของเส้นโค้ง (Curve) และค่อย ๆ น้อยลงใน 2 ข้างของเส้นโค้ง ตามลักษณะของ
ข้อสอบมีท้งั ยากและงา่ ยตาXมภาพท่ี 1.4
จานวนคน 40
30
20
10
Std. Dev= 1.17
Mean = 5.0
0 N = 104.00
2.0 3.0 4.0 5.0 6.0 7.0 8.0
คะแนน
X
ภาพท่ีCasesweightedbyF 1.4 เส้นโคง้ ปกติ (Normal distribution Curve)
การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา 31
X X
30 30
จานวนคน จานวนคน
20 20
10 10
Std. Dev = 2 .16 Std. Dev= 2.16
Frequency
Frequen cy
Mean = 3.6 Mean = 6.4
คะแนน0 N = 121.00 คะแนน0 N = 121.00
1.0 2.0 3.0 4.0 5.0 6.0 7.0 8.0 9.0 1.0 2.0 3.0 4.0 5.0 6.0 7.0 8.0 9.0
X ภาพที่ 1.5 เบซ้ า้ ย X ภาพท่ี 1.6 เบข้ วา
Cases weighted by F
Cases weightedbyF
หากเราสมมุติว่ารูปโค้งนี้แทนที่จะเป็นเส้นโค้งปกติกลับมีความเบ้ไปทางใดทางหนึ่งจากท่ีแสดงใน
ภาพประกอบ 1.5 และ 1.6 ที่เห็นว่าท่ีปลายของเส้นโค้งจะน้อยลง แสดง่า แบบทดสอบชุดน้ียากกว่าระดับ
พวกกลุ่มตัวอย่างน้ัน ถ้าคะแนนออกมาในภาพประกอบ 1.5 แสดงว่าแบบทดสอบชุดนี้ง่ายกว่าความสามารถ
ของกลุ่มตัวอย่างนั้น ดังน้ันจึงมีความจาเป็นท่ีผู้สร้างแบบทดสอบนั้นต้องแก้ไขบางข้อของแบบทดสอบโดย
อาจจะเพ่ิมข้อท่ียากมากข้ึน และตัดข้อที่ง่ายออก หรือเพิ่มข้อง่ายแล้วตัดข้อที่ยากออก ตามแต่ลักษณะของ
การกระจายที่เกิดขึ้น และพยายามให้ความยากง่ายของแบบทดสอบน้ันสามารถแสดงออกมาได้ในรูปของการ
กระจายปกติ (Normal distribution) สาหรับ ความเท่ียง (Reliability) ของแบบทดสอบในที่นี้หมายถึงความ
คงท่ีของคะแนนท่ีได้จากแบบทดสอบที่ทาโดยคนๆ เดียวกัน เมื่อเราทาการทดสอบใหม่กับแบบทดสอบท่ี
คล้ายคลึงกันหรือเท่าๆ กับแบบทดสอบที่ทาในคร้ังแรก เช่น เด็กทาแบบทดสอบวัดสติปัญญาได้ค่า I.Q.=110
ในวันจนั ทร์ และจากการทดสอบใหม่ในวันศุกร์ ได้ค่า I.Q.=80 แสดงวา่ เราไม่สามารถท่ีจะเชื่อถือได้น้ีท้งั 2 ชุด
และสาหรับความตรง (Validity) ของแบบทดสอบ น่ันคือ แบบทดสอบที่ถูกสร้างขึ้นมาเพ่ือวัดส่ิงที่ต้องการจะ
วัด ซ่ึงค่าของความตรงที่แสดงในแบบทดสอบจะบอกให้ทราบถึงส่ิงท่ีแบบทดสอบต้องการจะวัดเช่น
แบบทดสอบที่จะใช้วัดความสามารถของนักศึกษาแพทย์ที่เข้าใหม่โดยต้องการดูว่านักศึกษาเหล่านี้จะประสบ
ความสาเร็จในการเรียนเพียงใด วิธีการท่ีจะดูความตรงของแบบทดสอบนั้นคือ การให้นักศึกษาแพทย์ทา
แบบทดสอบน้ันในวันแรกของการเข้าเรียน หลังจากนั้นจึงศึกษาถึงความสามารถของนักศึกษาได้จากผลการ
เรียน การประมาณค่าโดยอาจารย์ผู้สอน การประสบความสาเรจ็ หรือไม่ของการฝึกภาคปฏิบัติและอ่ืน ๆ แล้ว
ค่อยนาคะแนนของนักศึกษาท้ังท่ีจากแบบทดสอบและจากการให้คะแนนของอาจารย์มาดูความสัมพันธ์กันถ้า
แบบทดสอบน้ันมีค่าสหสัมพันธ์ (Correlation) หรือค่าความตรงสูง น่ันคือถ้านักศึกษาได้คะแนนใน
แบบทดสอบสูง ควรที่จะได้คะแนนจากอาจารย์ผู้สอนรวมท้ังคะแนนอ่ืน ๆ สูงด้วย และในขณะเดียวกันถ้าได้
คะแนนในแบบทดสอบต่าแล้ว คะแนนในการเรียนก็จะต่าตามไปด้วย ซึ่งค่าสหสัมพันธ์ระหว่างแบบทดสอบ
32 Testing and Assessment for Psychology
และการให้คะแนนของอาจารย์ต่าแล้ว แสดงว่า ค่าความตรงของแบบทดสอบน้ันต่าไปด้วย ซึ่งค่าความตรง
สามารถทจ่ี ะบอกใหเ้ ราทราบหรือทานายพฤติกรรมไดจ้ ากคะแนนของแบบทดสอบ เปน็ ตน้
1.7 หลกั การควบคุมการใช้แบบทดสอบและมาตรฐานของแบบทดสอบ
1.7.1 หลักการควบคมุ การใช้แบบทดสอบ
เหตผุ ลและความจาเปน็ ของการท่ีจะตอ้ งควบคุมการใช้แบบทดสอบทางจิตวิทยา40เพ่ือป้องกันท่ีจะ
ทาใหเ้ นื้อหาของแบบทดสอบนั้นเปน็ ทค่ี ุ้นเคย และเพือ่ ทีจ่ ะเป็นการแน่ใจได้ว่าแบบทดสอบนน้ั ไดถ้ กู ใช้โดยท่ผี ู้มี
ความเข้าใจในแบบทดสอบแล้วเป็นอย่างดี ตัวอย่างเช่น “ผมอยากจะขอยืมแบบทดสอบเก่ียวกับตาบอดสี ไป
ให้น้อยชายผมหน่อย เพราะน้องชายผมจะไปสอบเป็นนักเรียนเตรียมทหาร จะได้ไปลองฝึกทาดูก่อน จะได้
สอบผ่าน” จากตัวอย่างข้างต้น จะเห็นได้ว่า ถ้าแบบทดสอบเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีจนผู้ถูกทดสอบจาได้หมด
แบบทดสอบน้ันก็ไม่สามารถที่จะนามาใช้วัดเรื่องตาบอดสีได้อย่างแท้จริง หรือถ้าให้นักเรียนทดลองทา
แบบทดสอบที่ใกล้เคียงกับแบบทดสอบทางสติปัญญา เพ่ือเตรียมตัวก่อนเข้าทาแบบทดสอบจริง ๆ แล้ว ก็จะ
ทาให้ผลท่ีได้ออกมาไม่ใช่ค่าท่ีแท้จริงของผู้ถูกทดสอบน้ัน ส่วนสาเหตุเก่ียวกับการเลือกผู้ทดสอบท่ีมีคุณสมบัติ
พอสมควรนั้นจะเกี่ยวข้องและมีผลไปถึงการเลือกแบบทดสอบ การให้คะแนนและการแปลความหมายของ
คะแนนทไี่ ด้ เปน็ ต้น
1.7.2 การทดสอบตามเกณฑม์ าตรฐาน
จุดประสงค์ของการกาหนดบรรทัดฐานสาหรับการทดสอบคือเพื่อกาหนดว่าผู้สอบมีพฤติกรรม
อย่างไร เปรียบได้กับผู้อน่ื การทดสอบอ้างอิงบรรทัดฐานเปรียบเทียบแต่ละคนกับบรรทัดฐานนักวจิ ารณ์หลาย
คนคัดค้านว่าการใช้การทดสอบนี้ทาให้ผู้คนแข่งขันกัน เด็กเล็กท่ีต้องเผชิญกับการทดสอบตามบรรทัดฐาน
จานวนมากในโรงเรียนประถมศึกษาสามารถจมอยู่ในการต่อสู้ท่ีไม่มีวันจบสิ้นเพื่อให้ทางานได้ดีกว่าค่าเฉลี่ย
นอกจากจัดอันดับคนตามผลงาน แต่บททดสอบก็มีบทบาทสาคัญในการระบุปัญหาและแนะนาแนวทางใหม่
สาหรับโปรแกรมรายบุคคลของการเรียนการสอน ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ความสนใจเพิ่มข้ึนในการ
ทดสอบท่ีมีความเหมาะสมได้พิจารณาว่านักเรียนทราบข้อมูลเฉพาะเจาะจงหรือไม่ การทดสอบเหล่าน้ีไม่ได้
เปรียบเทียบนักเรียนซ่ึงกันและกัน พวกเขาเปรียบเทียบผลงานของนักเรียนแต่ละคนกับเกณฑ์หรือระดับ
ประสิทธิภาพท่ีคาดหวัง (Hartman & Looney, 2003; Wiberg, 2003)การทดสอบตามเกณฑ์จะอธิบาย
ประเภทของทักษะ งาน หรอื ความรูท้ ่ีผู้สอบสามารถแสดงได้ เช่น ทักษะทางคณิตศาสตร์ อีกคร้ัง การทดสอบ
ดงั กลา่ วอาจแสดงให้เหน็ วา่ เดก็ คนใดคนหนึง่ สามารถบวก ลบ และคณู แตม่ ีปัญหาท้ังหารยาวและสน้ั ผลการ
40 วิจิตพาณี เจริญขวัญ, (2554), การทดสอบทางจิตวิทยา, (พิมพ์คร้ังท่ี 8), กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์
มหาวิทยาลัยรามคาแหง, หนา้ 24-25.
การทดสอบและการประเมินทางจติ วิทยา 33
ทดสอบจะไม่ถูกนามาใช้ในการเปรียบเทยี บระหวา่ งเดก็ กบั สมาชกิ คนอืน่ ๆ ของเขา41
1.8 คณุ สมบตั ขิ องผูใ้ ช้แบบทดสอบทางจิตวิทยา42
ถึงแม้ว่าการทดสอบทางจิตวิทยาจะมีการใช้กันอย่างแพร่หลาย ดังปรากฏเป็นธุรกิจประเภทหนึ่ง
อย่างไรก็ตามก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถสั่งซื้อหรือนาแบบทดสอบทางจิตวิทยามาใช้ได้ตามความต้องการ ผู้
พิมพ์แบบทดสอบจาหน่ายจะมีปรัชญาในธุรกิจประเภทน้ีว่า ถ้าแบบทดสอบจาหน่ายไปอยู่ในมือของผู้ที่ขาด
คุณสมบัติ กล่าวคือ ผู้ท่ีไม่มีประสบการณ์ เคร่ืองมือการทดสอบจะนาไปสู่การใช้ที่เกิดอันตรายกับผู้รับการ
ทดสอบ อังนั้น จึงมีการคัดสรรคุณสมบัติของผู้ส่ังซ้ือแบบทดสอบก่อนจะจาหน่ายแบบทดสอบออกไป โดย
บริษัทผู้จาหนา่ ยแบบทดสอบในอเมริกาได้จาแนกประเภทของผู้ท่ีมีคุณสมบัตใิ นการใช้แบบทดสอบออกเปน็ 3
ระดับด้วยกันดงั นคี้ ือ A, B และ C
ระดับ C ผู้ใช้ต้องจบการศึกษาระดับปริญญาเอกทางด้านจิตวทิ ยา มีประวัติการฝึกอบรมทางด้าน
การใช้แบบทดสองทางจิตวิทยา รวมท้ังต้องมีประสบการณ์สูงเชิงคลินิกและทางการใช้แบบทดสอบทาง
จิตวิทยา ส่วนระดับ B เป็นผู้ท่ีจบการศึกษาระดับปริญญาโททางด้านจิตวิทยาหรือทางการศึกษา มี
ประสบการณ์การฝึกอบรมเกี่ยวกับการใช้แบบทดสอบทางจิตวิทยา หรือเป็นสมาชิกของสมาคมวิชาชีพท่ี
เก่ียวข้องกับการวัด และระดับ A สามารถส่ังซื้อในนามของโรงเรียน หรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง หรือบุคคลท่ีมี
ประกาศนียบัตรหรือใบประกอบวิชาชีพที่เก่ียวข้อง นอกจากนี้ยังมีเกณฑ์ในการพิจารณาคุณสมบัติของผู้สั่งซ้ือ
แบบทดสอบทางจิตวิทยาในรายละเอียดดังต่อไปนี้
คณุ สมบัติ เครดิต
ส่วนที่ 1 ระดบั การฝึกอบรม 4
ก. จบการศึกษาระดับปรญิ ญาโท/เอก ในสาขาทเ่ี ก่ยี วขอ้ งกับการประเมนิ เชาวนป์ ัญญา 0
ข. จบระดับปริญญาตรี
ส่วนท่ี 2 มาตรฐานวิชาชีพ 2
ก. มใี บประกอบวิชาชพี ทเี่ กยี่ วข้องกับการประเมนิ เชาวนป์ ัญญา 0
ไมม่ ใี บประกอบอาชีพท่เี กีย่ วข้องกับการประเมินเชาวนป์ ัญญา 2
ข. เปน็ สมาชิกของสมาคมวชิ าชีพทเี่ กี่ยวขอ้ งกับการประเมนิ เชาวนป์ ญั ญา 0
ไม่เป็นสมาชกิ ของสมาคมวิชาชพี ท่เี กย่ี วข้องกับการประเมินเชาวนป์ ญั ญา 2
ค. มีความเหมาะสมในวิชาชีพ เช่น ไดร้ บั วฒุ ิบตั ร/ประกาศนียบตั รจากหน่วยงาน/องคก์ ร/
สมาคมวิชาชีพท่เี กีย่ วข้องกบั การประเมิน
41 Robert M.Kaplan & Dennis P.Saccuzzo., (2009), Psychological Testing, International Student
Edition, USA: Wadsworth, Cengage Learning.
42 สชุ ีรา ภัทรายตุ วรรตน์, (2556), คมู่ อื การวัดทางจติ วทิ ยา, กรุงเทพมหานคร: ตรีเทพ, หนา้ 24-31.
34 Testing and Assessment for Psychology
คุณสมบตั ิ เครดิต
0
ง. ไม่มีความเหมาะสมในวชิ าชพี เชน่ ไดร้ ับวฒุ ิบัตร/ประกาศนียบัตรจากหนว่ ยงาน/องคก์ ร/
สมาคมวชิ าชีพทเ่ี ก่ยี วขอ้ งกบั การประเมิน
สว่ นที่ 3 ภมู หิ ลังการศึกษา หลกั สตู ร (ทีเ่ คยเรียน) 5
ก. การทดสอบเชาวนป์ ญั ญา 4
ข. การประเมนิ ประสาท-จิตวิทยา 3
ค. การวินจิ ฉยั ทางการเรียน 2
ง. พ้ืนฐานการวดั ประเมิน สถิติ 1
จ. การใช้แบบทดสอบในการใหค้ าปรกึ ษา/การประเมนิ อาชีพ
ส่วนอื่น ๆ 5
ก. การเป็น internship ที่เกีย่ วข้องกบั สาขา 4
ข. การฝึกงานท่ีเกี่ยวกับการใชแ้ ละการแปลผลแบบทดสอบ 3
ค. มีประสบการณร์ ับคาแนะนาจากนักจิตวทิ ยาอาวุโส
1.8.1 ความยนิ ยอมและการรักษาความลับของผู้รบั การทดสอบ
การทดสอบทางจติ วทิ ยา ถือวา่ เป็นจรรยาบรรณทางวิชาชีพ ท่ีผู้ทาการทดสอบต้องถือปฏิบตั ิอย่าง
เคร่งครัด ในต่างประเทศก่อนท่ีจะทาการทดสอบน้ัน ผู้ทาการทดสอบจะต้องมีแบบฟอร์มยินยอมจากผู้รับการ
ทดสอบ (Informed consent) เสียกอ่ น โดยตัวอย่างแบบฟอร์มยนิ ยอมอาจเปน็ ดังน้ี
แบบยินยอมรบั การทดสอบทางจติ วทิ ยา
ข้าพเจ้า………………………………………………………….......................................……………….ยนิ ยอมรับการทดสอบทางจิตวทิ ยา
ซง่ึ เกีย่ วกบั การรักษา ทาการทดสอบ
โดย.................................................................................................................................
ผลการทดสอบจะถกู เก็บเปน็ ความลบั โดยจะมีการเปดิ เผยเฉพาะในระหว่างทีมผรู้ กั ษาเท่ากัน
............................ลงชื่อผรู้ ับการทดสอบ .....................................ลงชอ่ื ผู้ทาการทดสอบ
..................................วัน/เดือน/ปที ดสอบ .......................................วัน/เดือน/ปีทดสอบ
1.8.2 ทาไมจึงตอ้ งมกี ารควบคมุ การใช้แบบทดสอบทางจติ วิทยา
การนาแบบทดสอบทางจิตวิทยาไปใช้ในทางท่ีผิด การแปลผลท่ีผิดพลาด โดยผู้ซ่ึงไม่ได้รับการ
ฝึกอบรมหรือผู้ท่ีขาดประสบการณ์น้ัน จะมีผลเสียต่อผู้รับการทดสอบ การควบคุมการใช้แบบทดสอบทาง
จิตวิทยา มีอยู่ 2 เหตุผลคือ 1) ป้องกันผู้ท่ีขาดคุณสมบัติในการนาไปใช้ในทางที่ผิด และ 2) ป้องกันไม่ให้ผู้รับ
การทดสอบทราบคาตอบ เพราะจะมีผลเสีย เม่ือผู้นั้นต้องการทดสอบ ทาให้ผลที่วัดได้ไม่แน่นอน (Anatasi &
Urbina, 1997)
การทดสอบและการประเมินทางจิตวทิ ยา 35
1.8.3 คุณสมบัติของผูใ้ ช้แบบทดสอบทางจติ วิทยา
ผู้ใช้แบบทดสอบทางจิตวิทยา ควรเป็นผู้ที่ได้รบั การศึกษา การฝึกอบรมและมีประสบการณ์ในการ
ใช้แบบทดสอบทางจติ วทิ ยา กลา่ วคอื ควรมีคุณสมบัติ 3 ประการดงั นี้ คือ
1) การเลือกแบบทดสอบทีเ่ หมาะสมกบั ผู้รบั การทดสอบ
2) ความรูใ้ นเร่ืองการดาเนนิ การทดสอบ
3) ความสามารถในการแปลผลการทดสอบ
1.8.4 การใชแ้ บบทดสอบทางจติ วทิ ยา
APA กล่าวถงึ หลักการทจ่ี ะทาใหน้ าการใช้แบบทดสอบทางจิตวทิ ยาไปใชอ้ ย่างมีประสิทธภิ าพ ดังน้ี
1) ระมัดระวงั รักษาความลับ ความปลอดภัย ของเครือ่ งมอื ท้ังก่อนและหลงั การทดสอบ
2) หลกี เลีย่ งการให้การวินิจฉัยแกผ่ รู้ บั การทดสอบ จากการทดสอบด้วยแบบทดสอบเพยี งแบบเดยี ว
3) พึงปฏิบัติอย่างเคร่งครัดในการหลีกเลี่ยงการลอกเลียนแบบสอบโดยการพิมพ์ซ้า หรือถ่าย
เอกสารตัวแบบสอบและคูม่ ือการทดสอบ
4) ปฏิบัติตามคู่มือการทดสอบอย่างเคร่งครัด ทั้งการให้คาส่ังขบวนการทดสอบ การให้คะแนน
และการแปลผล
5) แจง้ ผลการทดสอบให้กับผ้ทู ี่เกีย่ วขอ้ งเทา่ นัน้
การใช้แบบทดสอบทางจิตวิทยา อาจแตกต่างจากการใช้แบบทดสอบในศาสตร์อ่ืน ๆ ตรงท่ีว่านิยม
ใช้เป็นชุดของแบบทดสอบ (test batteries) มากกว่าใช้แบบทดสอบเดียว แล้วทาการสรุปผล ปัจจุบันการใช้
แบบทดสอบทางจิตวิทยา มีการใช้กันอย่างแพร่หลายไม่ได้จากัดอยู่เฉพาะในหน่วยงานทางจิตเวชเท่าน้ัน กล่าว
กันว่าในศตวรรษที่ 20 และ 21 การใช้แบบทดสอบทางจิตวิทยาแพร่หลายมากอย่างท่ีไม่เคยปรากฏมาก่อน
(Fridenberg, 1995) โดยเฉพาะในศตวรรษท่ี 20 น้ีเอง ที่แบบทดสอบทางจิตวิทยามีการพัฒนาอย่างมาก ท้ัง
ด้านทฤษฎีและการนาไปปฏิบัติ การทดสอบทางจิตวิทยาท่ีตั้งอยู่บนพื้นฐานของทฤษฎีทาให้เป็นที่ยอมรับ เช่น
แบบทดสอบ Rorschach Inkblot Test พัฒนาขึ้นโดยต้ังอยู่บนทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของ Freud หรือ
แบบทดสอบ The Minnesota Multiphasic Personality Inventory (MMPI) พัฒ นาขึ้นภายใต้ทฤษฎี
บุคลิกภาพ และกรอบแนวคิดทางด้านจิตเวชศาสตร์ นอกจากนี้การวิจัยโดยใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ (Empirical
research)มาเป็นระยะเวลายาวนาน จนเป็นประวัติศาสตร์ของแต่ละแบบทดสอบ ก็ทาให้เครื่องมือการทดสอบ
ตา่ ง ๆ ทางจิตวทิ ยานัน้ ๆ เป็นที่ยอมรับในแง่ความเปน็ วิทยาศาสตร์
สาหรับการนาแบบทดสอบทางจิตวทิ ยาไปใชน้ ้ัน มีการนไปใช้ในจุดม่งุ หมายทแี่ ตกตา่ งกัน ดงั น้ี
1) การให้ค่า (Rating) เราใช้แบบทดสอบในการให้คา เพื่อการเปรียบเทียบนั่นเอง โดย
เปรียบเทียบกับคนอ่ืน หรือเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน การให้ค่าจะทาการกาหนดค่าหรือความสามารถ
ของผทู้ ่ถี ูกทาการให้คา่ เช่น ในโรงเรยี น การให้ค่าจะทาให้ทราบถงึ ความสามารถจองนักเรียนแต่ละคนหรือการ
36 Testing and Assessment for Psychology
ให้ค่าในสถานที่ทางาน จะทาให้ทราบถึงประสิทธิภาพของคนทางาน (เม่ือเทียบกับเกณฑ์/เทียบกับเพ่ือน
รว่ มงาน)
2) การจัด (Placement) การจัด รวมถึงการประเมินผู้ที่ถูกจัด เช่น ภายหลังท่ีมีการสอบวัด
นักเรียน จะทาให้ทราบระดับความสามารถของนักเรียน ทาให้จัดเข้าเรียนในโปรแกรมที่เหมาะสมกับระดับ
ความสามารถ หรือการให้ความช่วยเหลือตามระดับท่ีทราบจากการวัด ในวงการทหารน้ัน ใช้การวัดเพ่ือจัด
ทหารเข้าประจาในกองทัพตามตาแหน่งที่เหมาะสมกับระดับความสามารถ หรือโรงงานจัดคนงานเพื่อให้
ทางานที่เหมาะสมกับระดบั ความสามารถ เปน็ ตน้
3) การคัดเลือก (Selection) บ่อยครั้งทีเดียวท่ีการทดสอบทาเพ่ือการคัดเลือกกลมุ่ ผู้สมัครจานวน
มาก เพื่อเลือกผู้ที่เหมาะสม ทั้งด้านการศึกษาต่อ การทางานในวงการธุรกิจ และอุตสาหกรรม ก็มีการทดสอบ
เพื่อคัดเลือกคนให้ทางานในหน้าท่ีที่เฉพาะ การสอบในลักษณะนี้กระทาเพ่ือคัดกรองผู้ท่ีเหมาะสมมากที่สุด
เพ่อื ใหเ้ กิดการเรียน หรือการทางานเพ่ือใหเ้ กิดสัมฤทธ์ิผลมากทส่ี ุด
4) ประสิทธิภาพ (Proficiency)การทดสอบในกรณีน้ี กระทาเพ่ือต้องการทราบว่า ผู้ถูกทดสอบ
กระทาได้ตามเกณฑ์ที่คาดหวังไว้หรือไม่ โรงเรียนจานวนมากกาหนดเกณฑ์ให้นักเรียนทาได้ตามเกณฑ์ท่ีกาหนด
กอ่ นที่จะตดั สินให้จบหลักสูตร เพื่อแสดงว่า ผลการเรยี นหรอื ผลการอบรม บ่งบอกถงึ ความสามารถของแต่ละคนที่
ครบตามเกณฑ์ท่ีคาดหวงั
5) การวินิจฉัย (Diagnosis) การทดสอบกระทาเพ่ือการหาข้อมูลโดยแบบทดสอบมักจะต้องสร้าง
ให้มีการค้นหาในหลาย ๆ ด้าน เช่น แบบทดสอบการอ่านอาจประกอบด้วยส่วนของคาศัพท์ ไวยากรณ์ ความ
เข้าใจการตีความ เป็นต้น สาหรับทางด้านจิตวิทยาคลินิกใช้แบบทดสอบเพื่อจุดประสงค์ของการวินิจฉัยมาก
ทสี่ ุด
1.9 จรรยาบรรณผูใ้ ช้แบบทดสอบทางจติ วิทยา
จรรยาบรรณ หมายถึง กฎเกณฑ์แห่งความดีที่สมาชิกของสังคมพึงปฏิบัติ จรรยาบรรณท่ีเกิดขึ้น
เม่ือสมาชิกส่วนใหญเ่ ห็นว่าพฤตกิ รรมท่ีดีงามนั้นจาเป็นต้องมกี ารกาหนดอยา่ งเป็นทางการเพ่ือสมาชิกทกุ คนจะ
ไดย้ ึดถือปฏิบัตติ าม เพ่ือเกียรติและศักดิ์ศรีของวางการและด้วยเหตุท่วี ่าสมาชกิ ของสังคมมไิ ดผ้ ่านกระบวนการ
ขัดเกลาทางสังคม (Socialization) ที่เหมือนกัน ค่านิยม ทัศนคติและพฤติกรรมของแต่ละคนหรือบางคนจึง
อาจเพย้ี นแตกตา่ งกนั ไป
1.9.1 ความสาคญั ของการมจี รรยาบรรณ43
การมจี รรยาบรรณของนักวิจยั นบั วนั จะมีความสาคัญมากขน้ึ ตามลาดบั ทงั้ นี้เพราะการเปลี่ยนแปลง
เศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยทผ่ี ่านมาเป็นไปด้วยความรวดเร็ว และได้ผูกประเทศไทยเข้ากับระบบการ
เปลี่ยนแปลงของโลกในทุก ๆ ด้าน กระแสโลกาภิวัตน์ที่เกิดขึ้นในลักษณะดังกล่าวมีผลกระทบอย่างมากต่อ
43 สุชาติ ประสิทธิ์รัฐสินธ์ุ, (2555), ระเบียบวิธีการวิจัยทางสังคมศาสตร์, (พิมพ์ครั้งที่ 15), กรุงเทพมหานคร: ห้าง
หนุ้ สว่ นจากดั สาขาลดา, หน้า 660-664.
การทดสอบและการประเมินทางจติ วิทยา 37
มาตรฐานของการทาวิจัย นักวิชาการและนักวิจัยไทยทุกคนจาเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับกระแสดังกล่าวให้ได้
เพราะเราไมส่ ามารถทจี่ ะใช้มาตรฐานและวธิ ีการแบบท้องถ่นิ หรือแบบไทยตามสบายเช่นท่ีเคยผา่ นมาในอดีตได้
อีกต่อไป เพราะไม่ได้มาตรฐานสากล หากนักวิจัยไทยมีพฤติกรรมดาเนินการทางด้านการวิจัยท่ีนักวิชาการทั่ว
โลกในประเทศอน่ื ๆ ไม่กระทากนั เพราะถือว่าผดิ จรรยาบรรณของการวจิ ัย จะเปน็ การยากที่นักวิจยั ไทยจะอยู่
ร่วมโลกทางด้านวิชาการกับเขาได้อย่างได้รับการยอมรับและความเช่ือถือทางวิชาการจากนักวิจัยนานาขาติ
อย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี และมีความภาคภูมิใจในตัวเองเพราะเป็นสัจธรรม และเนื่องจากเงินอุดหนุนมี
แนวโน้มท่มี ีมากขึน้ ทกุ ปเี พราะรัฐบาลและภาคเอกชนต่างเห็นความจาเปน็ ของการวจิ ัยท่ีเป็นประโยชน์ตอ่ ธรุ กิจ
และอุตสาหกรรมและต่อการกาหนดนโยบายแนวทางและมาตรการต่าง ๆ ของรัฐ หากนักวิจยั มีความมุ่งมั่นใน
คุณธรรมหรือจริยธรรม หรือจรรยาบรรณของนักวิจัยท่ีดี มีความรับผิดชอบต่อสังคม นักวิจัยจะสามารถ
ตอบสนองความต้องการของกระแสดงั กล่าวอย่างมีประสิทธิภาพประสิทธิผลไม่ก่อให้เกิดความเสยี หาย ไมส่ ร้าง
ความเสื่อมศรทั ธาของสาธารณชนทมี่ ีตอ่ นกั วิชาการหรือนักวจิ ยั ไทย โดยทั่วไปการคานงึ ถึงจรรยาบรรณนกั วิจัย
จงึ เป็นเรอื่ งที่เหมาะสมถกู กาลเทศะอย่างยง่ิ
1.9.2 วตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ยั กบั จรรยาบรรณของการวจิ ยั
ในกระบวนการวิจัยจุดมุ่งหมายหลักคือ การได้มาซึ่งความรู้ที่จะนามาใช้เป็นประโยชน์ทั้งในด้าน
วิชาการและในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองตอ่ ชุมชน สังคม หรือแม้แต่บุคคลซ่ึงอาจเป็นผู้วจิ ัย
เองและ/หรือผู้ที่เป็นเป้าหมายของการวิจัย แต่หากกระบวนการดาเนินการวิจัยได้ก่อให้เกิดทุกข์ เกิดปัญหา
เกิดความไม่ดีงาม เช่น ไปคัดลอกผลงานของผู้อื่นมาเป็นงานของตนหรือสร้างความลาบาก ความไม่สบายใจ
และทุกข์ใจทุกข์กายให้แก่ทุกคนท่ีเก่ียวข้องแล้ว (ผู้เก็บข้อมูล ผู้ให้ข้อมูล ผู้ที่ช่วยเหลือ ติดต่อ และประชากร
เป้าหมาย) การวิจัยดังกล่าวนั้น จะต้องมีการทบทวนว่าสมควรทาหรือไม่เพราะได้ขัดแย้งกับเป้าหมายสูงสุด
ของการวิจัยตั้งแต่แรกแล้ว ในวงการสังคมศาสตร์ สิ่งที่เป็นเป้าหมายของการศึกษาวิจัย คือ คนและกิจกรรม
ของคนหรือกลุ่มคน การคานึงถึงจรรยาบรรณจึงเป็นสิ่งที่เหมาะสม จรรยาบรรณท่ีเหมาะสมจะต้องไม่ตึงจน
ผู้วิจัยไม่สามารถวจิ ัยได้ หรือหละหลวมหย่อนยานจนผู้ท่ีถูกวิจัยได้รับความเสียหายจากการวิจัยโดยขาดความ
ระแวดระวังในการให้ข้อมูล และ/หรือไม่มีการบอกกล่าวถึงผลทั้งในส่วนคนและส่วนรวมท่ีอาจเกิดขึ้นจากการ
เข้าไปเปน็ ส่วนหน่งึ ของการวิจัย ด้วยเหตุนี้การประนีประนอมกันระหว่าง (ก) ผลประโยชน์ทางวิชาการคือการ
ได้มาซ่ึงข้อมูลที่ผู้วิจัยต้องการตามหลักวิชาการ และ (ข) ผลประโยชน์ทางด้านจิตใจ ร่างกาย และเศรษฐกิจ
สังคมของผู้ท้ังเป็นเป้าหมายของการวิจัยจึงเป็นส่ิงจาเป็นและต้องมีการวางกฎเกณฑ์จรรยาบรรณที่เหมาะสม
ใหเ้ กิดประโยชนท์ ั้งสองฝ่าย
38 Testing and Assessment for Psychology
1.9.3 ประเด็นทางจริยธรรมในการทดสอบทางจติ วทิ ยา44
อย่างท่ีทราบกันดีว่า การทดสอบทางจิตวิทยาหมายถึง การใช้งานส่ิงที่เป็นไปได้ท้ังหมด การ
ประยุกต์ใช้และแนวคิดท่ีสาคัญของจิตวิทยา และการทดสอบทางการศึกษา เพ่ือให้คงไว้ซ่ึงการใช้งานที่
เหมาะสม โดยทางองค์กร American Psychological Association (APA) นั้นได้นาชุดมาตรฐานและ
กฎเกณฑ์มาใช้อย่างเป็นทางการในปี 1953 ท่ีผ่านกระบวนการทบทวนและกลั่นกรองมาอย่างต่อเน่ืองจนถึง
ปัจจุบัน ซึงฉบับปัจจุบันน้ันมีชื่อว่า Ethical Principles of Psychologists and Code of conduct (APA,
1992) ประกอบด้วยอารัมภบทและหลักการท่ัวไป 6 ประการซ่ึงชี้นาให้นักจิตวิทยามุ่งสู่อุดมการณ์สูงสุดใน
วชิ าชพี ของตน
นอกจากน้ียงั จัดให้มีมาตรฐานทางจริยธรรมแปดประการที่บังคับใช้กฎเกณฑ์สาหรับนกั จิตวิทยาท่ี
ทางานในบริบทต่าง ๆ ซึงทาง APA Committee on Psychological Tests and Assessment (CPTA) ได้
ถูกออกแบบมาเฉพาะพิจารณาปัญหาเรื่องเสียง, การประเมินทางการปฏิบัติ และการจัดหาคาแนะนาทาง
เทคนิคประเภทต่าง ๆ
ประเด็นหลกั ทางจริยธรรมหรือศีลธรรมที่เกีย่ วข้องกบั การทดสอบทางจิตวิทยาที่สามารถอธบิ ายได้
5 หัวข้อ ดงั นี้
1) ประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน: ทุกวันน้ี ด้านการทดสอบทางจิตวทิ ยาได้รับอิทธิพลอย่างมาก โดย
ได้รับการยอกรับจากสิทธิมนุษยชนประเภทต่าง ๆ ในส่วนผู้ท่ีสมัครใจท่ีจะเข้าร่วมทดสอบต้องมีสิทธิท่ีจะรู้
คะแนนสอบ และการตีความของพวกเขาทเี่ ป็นดงั รากฐานของการตดั สินใจใด ๆ ที่ส่งผลตอ่ ชวี ติ ของพวกเขา
ในด้านของการปกป้องความปลอดภัยของการทดสอบ ผู้ตีความการทดสอบจะไม่สามารถกีดกัน
เขา้ ผสู้ อบจากสิทธิท์ ่จี ะรรู้ ากฐาน หรอื การตดั สินใจที่กอ่ ให้เกิดผลให้เชิงลบ เช่นเดียวกนั ทุกวนั นี้ สิทธิมนุษยชน
อ่ืน ๆ เช่น สิทธิท่ีจะรู้ว่าใครจะสามารถเข้าถึงข้อมูลของการทดสอบทางจิตวิทยา และสิทธ์ิในการรักษา
ความลบั ของผลการทดสอบ
ผตู้ ีความการทดสอบมีภาระหน้าท่ีตามหลักจรยิ ธรรมในการให้ความคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเหล่าน้ี
ในขณะท่ผี ู้มสี ทิ ธ์ิสอบต้องรับผิดชอบเรยี กรอ้ งสิทธิของตนเอง
การตระหนักรู้ด้านสิทธิมนุษยชนในทุกวันนี้มีอิทธิพลท่ีสิ่งสาคัญมากต่อการทดสอบทางจิตวิทยา
และการกาหนดรูปแบบของอนาคตได้
2) ปัญหาการตีตรา : บนรากฐานของการทดสอบทางจิตวิทยาบุคคลจะได้การตีตรา เป็นบุคคลที่
ถูกวินิจฉัยว่ามีความผิดปกติทางจิตเวชบางอย่าง ตัวอย่างเช่น สมมติว่าบุคคลหนึ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรค
จิตเภทเร้ือรงั ที่ความเป็นจริงมีโอกาสน้อยที่จะรักษาให้หายขาด ซง่ึ การตีตราวา่ ใครเป็นโรคจติ เภทเร้ือรังจะทา
ให้เกิดผลลบต่อผู้ป่วยได้ เพราะเนื่องด้วยจากโรคนี้รักษาไม่หายจึงไม่สามารถทาอะไรได้ ผู้คนจึงให้เหตุผลว่า
44 Arun Kumar Singh., (2013), Tests Measurements and Research Methods in Behavioral
Sciences, Bharati Bhawan: NewDelhi, pp. 26-30.
การทดสอบและการประเมินทางจติ วิทยา 39
ไม่มีความจาเป็นที่จะต้องเข้าไปช่วยเหลือในเมื่อโรคน้ีไม่สามารถรักษาให้หายได้ เมื่อไม่ได้รับความช่วยเหลือ
ผ้ปู ่วยก็ยงั มีปัญหาเรือ้ รังต่อไป
ดังนน้ั การตีตราบุคคลหนง่ึ จะทาให้เขาถูกตีตราด้วยโรคน้นั ไปตลอดชีวิตและยงั สง่ ผลตอ่ บุคคลที่จะ
เข้ามาช่วยเหลือ รวมถึงการกล่าวหาตอ่ บุคคลถูกระบุว่าเป็นโรคจิตเภท ท่ีบอกเป็นนัยได้วา่ เข้าไม่รับผิดชอบจึง
ก่อให้เกิดโรค ซ่ึงในตามความเป็นผปู้ ่วยไมค่ วรที่จะถูกตาหนิจากการที่เป็นโรค หรือเจ็บป่วยใด ๆ ทง้ั ส้ิน อกี ท้ัง
การตีตราบุคคลจะทาให้เขานิ่งเฉยต่ออาการและไม่มีแรงจูงใจที่จะเปลยี่ นแปลงส่ิงแย่ๆที่เกิดรอบตัวเขา ดังน้ัน
การตีตราบุคคลจึงไม่เพียงแต่จะตราหน้าบุคคลไปตลอดชีวิต แต่ยังทาให้เกิดผลด้านลบแก่บุคคลและยากที่จะ
รกั ษาอาการเหล่านน้ั ให้หายไปได้
3) ปัญหาการบุกรุกความเปน็ สว่ นตัว : เม่ือผู้คนทาการตอบรายการทดสอบทางจิตวทิ ยา พวกเขามี
ความคิดเพียงเล็กน้อยว่าคาตอบของเข้าจะถูกเปิดเผยออกมาต่อสาธารณะ ซ่ึงทาให้มีความรู้สึกเหมือนถูกบุก
รุกพ้ืนท่ีส่วน ท่ีซึ่งปัญหาเหล่านี้มีอยู่สองประเด็นด้วยกัน โดยทาง Dahlstrom (1969) ได้ตรวจสอบปัญหาน้ี
โดยละเอียดและช้ีให้ถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องของปัญหานี้ เขาได้ช้ีให้เห็นว่าประเด็นเรื่องการบุกรุกความเป็น
ส่วนตัวนี้มีพ้ืนฐานมาจากความเข้าใจผิด อันท่ีจริง การทดสอบทางจิตวิทยามีจุดมุ่งหมายท่ีจะจากัดและช้ีชัด
และไม่มีสิทธิท่ีจะบุกรุกความเป็นส่วนตัวของบุคคลได้ และอีกแง่มุมหน่ึงของปัญหาน้ียังชี้ให้เห็นอีกคร้ังโดย
Dahlstrom (1969) กล่าวว่า เป็นธรรมชาติท่ีเกิดความคลุมเครือของแนวความคิดเรื่องของการถูกบุกรุกความ
เปน็ ส่วนตัว
ในความเป็นจริง นักจิตวทิ ยาไม่ได้มองว่ามันเป็นสง่ิ ท่ผี ิดหรือเลวร้ายที่จะทาการค้นหาหรอื รวบรวม
ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคล ความเป็นส่วนตัวของบุคคลนั้นจะถูกบุกรุกเมื่อมีการใช้ข้อมูลส่วนใหญ่ไปในทางที่ไม่
เหมาะสม นักจิตวิทยาจะต้องมีพันธะทางจริยธรรมท่ีจะรักษาข้อมูลเป็นความลับ และพวกเขาไม่ควรที่จะ
เปิดเผยข้อมูลเก่ียวกับบุคคลใด ๆ เพื่อท่ีจะให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ท่ีวางไว้ในการทดสอบ ตามประมวล
จริยธรรมของ APA (1992) ได้ทาการรวมการรักษาความลับ ซ่ึงเห็นได้ชัดว่าข้อมูลส่วนบุคคลท่ีได้รับจาก
นักจิตวิทยาจากแหล่งต่าง ๆ จะถูกใช้กับผู้อ่ืนก็ต่อเม่ือเกิดด้วยความยินยอมของบุคคลเท่านั้น โดยข้อยกเว้นน้ี
จะเกิดขึ้นเมื่อเกิดสถานการณ์ท่ีผู้บุคคลน้ันทาอันตรายต่อบุคคลอ่ืน ๆ หรือต่อสังคม จึงจะสามารถเรียกใช้
ขอ้ มลู ได้
4) ปัญหาความภักดีที่แตกแยก: เป็นหน่ึงในประเด็นสาคัญของการทดสอบทางจิตวิทยาและเป็น
ครั้งแรกท่ีช้ีให้เห็นโดย Jackson และ Messick (1967) และยังคงเป็นปัญหาหลักในด้านการทดสอบทาง
จติ วทิ ยา อนั ท่ีจรงิ ความภักดีที่แตกแยกกนั ในวนั น้ีกลายเป็นปัญหาใหญส่ าหรับนกั จติ วิทยา ที่ใชก้ ารทดสอบใน
สาขาต่าง ๆ เชน่ อุตสาหกรรม, โรงเรยี น, คลนิ กิ รฐั บาลทหาร ฯลฯ
นักจิตวิทยายังต้องเผชิญกับความขัดแย้งที่เกิดข้ึนเม่ือสวัสดิการของแต่ละบุคคลขัดแย้งกัน อย่าง
นกั จติ วิทยาที่มาจากมาจากสถาบันท่ีแตกต่างกัน ตัวอยา่ งเช่น สมมติว่านักจิตวิทยาคนหน่ึงทางานให้กับบริษัท
อุตสาหกรรมท่ีมีหน้าที่ระบุบุคคลท่ีมีแนวโน้มที่จะเกิดอุบัติเหตุ และมีหน้าที่ในการระบุตัวบุคคลดังกล่าว
ตลอดจนความรับผิดชอบในการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิการของบุคคลท่ีกาลังหางาน ที่น่ีความจงรักภักดีของ
40 Testing and Assessment for Psychology
นักจิตวิทยาถูกแบ่งออก ในทานองเดียวกัน นักจิตวิทยาต้องรักษาความปลอดภัยของการทดสอบไม่ว่าจะต้อง
ทายงั ไงก็ตาม แต่ต้องไมล่ ะเมดิ สทิ ธขิ องบุคคลทจ่ี ะทาให้สง่ ผลร้ายได้
5) ความรบั ผิดชอบของผู้สรา้ งการทดสอบและผทู้ ดสอบ: ประเด็นด้านจริยธรรมยังทาให้เกิดความ
รับผิดชอบต่อผู้สร้างการทดสอบ, นักพัฒนา และผู้ทดสอบ ซึ่งผู้สร้างการทดสอบมีหน้าที่ให้ข้อมูลที่มีความ
จาเป็นทั้งหมด โดยมาตรฐานล่าสุดสาหรับการทดสอบได้ระบุว่า ผู้พัฒนาการทดสอบจะต้องจัดให้มีคู่มือการ
ทดสอบซ่ึงต้องมีการระบุอย่างชัดเจนถึงการใช้งานท่ีเหมาะสมของการทดสอบ รวมถึงข้อมูลท่ีเก่ียวข้องกับ
ความนา่ เชอื่ ถือ, ความเท่ียงทรง และบรรทดั ฐาน ตามกาหนดมาตรฐานการใหค้ ะแนนและการบริหารใหช้ ัดเจน
(AERA, APA & NCME, 1999)
มีการอ้างอิงจาก APA (1974) ที่กล่าวว่าการทดสอบเกือบทุกชนิดจะมีประโยชน์หากใช้ใน
สถานการณ์ที่เหมาะสม ถึงแม้ต่อให้เป็นการทดสอบท่ีดีที่สุดแต่ถ้าใช้ไม่เหมาะสม อาจะอาจส่งผลเสียต่อ
ประเด็นนั้น ๆ ได้ เพื่อลดความเสียหายท่ีอาจเกิดขน้ึ ดงั กล่าว ทาง APA (1974) ได้ใชป้ ระโยชนจ์ ากการทดสอบ
ที่รับผิดชอบในการรู้เหตุผลของการใช้การทดสอบ เช่นเดียวกับผลที่ตามมาของการทดสอบ ที่ทาให้ผู้ทดสอบ
ทาการทดสอบใหเ้ กดิ ประสทิ ธภิ าพ และลดความไมโ่ ปร่งใสลงใหม้ ากท่ีสุด กล่าวอีกนัยหนงึ่ คือ ผู้ทดสอบจะต้อง
มคี วามรู้จาเป็นพื้นฐานเพียงพอในการรับการทดสอบที่พวกเขาจะต้องตระหนักถึงคุณสมบัติของการทดสอบที่
ใช้ รวมถึงวรรณกรรมท่ีเก่ียวข้อง ประเด็นทางจริยธรรมเหล่าน้ีจึงได้ทาให้นักจิตวิทยาต้องคอยเฝ้าระวังถึง
ผลประโยชนข์ องการทดสอบเช่นเดยี วกบั สวสั ดกิ ารของผสู้ อบ
1.10 สรปุ
กระบวนการวัดพฤติกรรมทางจิตวิทยา น่ันก็คือ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติท่ีเกิดภายในตวั บุคคล
ทาการสร้างเครอื่ งมือ โดยการกาหนดการให้นิยามของสิ่งท่ีวัด เพ่ือทาการวัด แล้วได้ส่ิงท่ีทาการวดั นาส่ิงท่ีวัด
ได้มาตีความหมาย เป็นต้น ซ่ึงการวัดและการประเมินทางจิตวิทยา (Psychological Testing and
Assessment) ต้องอาศัยเครื่องมือวัดและประเมินทางจิตวิทยาที่เป็นมาตรฐาน ในการสารวจบุคลิกลักษณะ
และสภาวะจิตใจ (Psychological State) ของตัวเอง และเป็นข้อมูลสาหรับหน่วยงานที่จะใช้ประกอบการ
ตดั สินใจต่าง ๆ จึงต้องมคี วามรู้ความเข้าใจในการวัดและประเมินดังนั้น การวัด (Measurement) ซึ่งหมายถึง
การกาหนดค่าให้กับส่ิงใดส่ิงหนึ่งอย่างมีหลักเกณฑ์และเป็นที่ยอมรับ โดยค่าที่ได้มีทั้งเป็นตัวเลขและไม่เป็น
ตัวเลข และการประเมิน (Evaluation) หมายถึง การกาหนดค่าให้กับส่ิงใดสิ่งหน่ึงโดยอาศัยผลจากการวัดมา
ประกอบพิจารณาควบคู่กบั เกณฑ์ หรือมาตรฐานที่กาหนดข้ึนในการตดั สนิ ตีค่า หรือลงสรุปสิ่งใดส่งิ หนึ่ง ภายใต้
เกณฑ์ท่ีระบุไว้ โดยอาศัยข้อมูลที่ได้จากการวัดท่ีเชื่อถือได้ มาพิจารณาตัดสินเทียบกับเกณฑ์หรอื มาตรฐานท่ีต้ังไว้
การวัดและประเมินจึงต้องใช้แบบทดสอบ (Test) เป็นเครื่องมือวัด เพ่ือนาไปประเมินผล (Assessment) โดย
ข้อมูลจากการวัด การตีความหมาย และการกาหนดคุณค่าตามเกณฑ์มาตรฐาน เป็นต้น การทดสอบทาง
จิตวิทยามีประวัติมาช้านาน ในระยะเร่ิมแรกของการทดสอบโดยเริ่มจากปัญหาทางด้านการศึกษา ซ่ึงได้แก่การ
จัดชั้นเรียนให้กับเด็ก ดังนั้นแบบทดสอบชุดแรกท่ีเกิดขึ้นได้แก่ แบบทดสอบทางสติปัญญา โดยบีเน่ท์ และซิ
การทดสอบและการประเมินทางจิตวทิ ยา 41
มองต์ (Binet-Simon Scale, 1905) และต่อมาได้ปรับปรุงจนเป็นแบบทดสอบท่ีรู้จักกันในปัจจุบันในชื่อของ
Standford-Binet Intelligence Scale (1916) และได้มีการแนะนาว่า I.Q. หรือ Intelligence Quotient หรือ
อัตราส่วนระหว่างอายุสมอง (Mental Age) และอายุจริง (Chronological Age) เป็นครั้งแรก ในระยะต่อมา
แบบทดสอบชนิดต่าง ๆ ได้ถูกสร้างขึ้นทั้งแบบทดสอบสติปัญญาแบบเป็นกลุ่ม แบบทดสอบความถนัด
ความสามารถพิเศษ แบบทดสอบความสัมฤทธ์ิผล และแบบทดสอบบุคลิกภาพ เป็นต้น และในศตวรรษท่ี 19
Charles Darwin (พ.ศ.1809-1882) ชาวอังกฤษ ผู้ท่ีมีอิทธิพลต่อการนาไปสู่การวัดที่เป็นระบบ และคนอ่ืน ๆ
เช่น Gustav Fechner, Wilhelm Wundt, Hermann Eabbinghaus (บุคคลเหล่าน้ีเป็นนักจิตวิทยาทดลอง
ชาวเยอรมัน) ซึ่งประเทศท่ีมีอิทธิพลต่อการวัดทางจิตวิทยา อาทิเช่น Francis Galton, James Cattell, E.H.
Weber, Gustav Fechner และ Alfred Binet เป็นต้น สาหรับ การทดสอบในช่วงตอนต้นศตวรรษท่ี 20
แพทย์ชาวฝร่ังเศส 2 ท่านคือ Esquirol และ Sequin ได้ทาการศึกษาเด็กปัญญาอ่อน เพ่ือแยกเด็กเหล่าน้ันออก
จากเด็กปกติ ส่วน Alfred Binet และเพ่ือนร่วมงานของเขาคือ Theodore Simon ได้รับหน้าที่จากกระทรวง
ศึกษาของรัฐบาลฝร่ังเศสในสมัยน้ัน (ค.ศ. 1904) ให้สร้างแบบวัดข้ึน Binet และ Simon ได้ทาการสร้างแบบ
วัดเชาวน์ปัญญาแบบแรกข้ึน นักวิทยาการวัดคนอื่น ๆ ซึ่งมีอิทธิพลต่อการวัดทางจิตวิทยาเป็นอย่างมากคือ
Charles Spearman โดยได้พัฒนาทฤษฎีการทดสอบ (Test theory) ขึ้น Edward L. Thorndike ได้พัฒนา
แบบทดสอบสัมฤทธิ์ผล (Achievement Test) LewinTerman พัฒ นาแบบทดสอบเชาวน์ปัญ ญ า
(Intelligence Testing) Robert woodworth แ ล ะ Herman Rorschach ได้ ร่ว ม กั น พั ฒ น าแ บ บ วั ด
บุคลิกภาพ (Personality testing) และเทคนิคภาพสะท้อน (projective techniques) ขึ้น ต่อมายุค
สงครามโลกคร้ังที่ 1 มีความต้องการในการคัดเลือกบุคคลเข้ารับหน้าที่ในกองทัพ สหรัฐ จึงเกิดการพัฒนา
แบบทดสอบขึน้ 2 ฉบับคือ The Army Alpha and Beta Test ขน้ึ ซึง่ Alpha Test เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ได้มีการใชแ้ บบทดสอบทางจิตวทิ ยากันอย่างกว้างขวาง ซ่ึงจิตวิทยาเป็นวิชาที่ศึกษา
พฤติกรรมของมนุษย์ เพื่อให้เข้าใจสาเหตุของพฤติกรรมต่าง ๆ ในอันที่จะช่วยพยากรณ์และควบคุมพฤติกรรม
น้ัน ๆ ซึ่งตามนิยามวิชาจิตวิทยาข้างต้น มีคาที่ต้องขยายความต่ออีก 4 คา คือ พฤติกรรม ความเข้าใจ การ
พยากรณ์และการควบคุม โดยธรรมชาติและการใช้แบบทดสอบทางจติ วทิ ยา คือ การวัดตวั อย่างของพฤตกิ รรม
อย่างมีหลกั เกณฑ์และมีมาตรฐาน แบบทดสอบทางจติ วิทยากเ็ หมอื นแบบทดสอบทางวทิ ยาศาสตร์อ่ืน ๆ ทีเ่ ป็น
ผลมาจากการสังเกตตัวอย่างพฤติกรรมบางอย่างของแต่ละบุคคล เป็นต้น โดยการวัดมาตรฐาน
(Standardized Measure Standardization) ตามหลักการควบคุมการใช้แบบทดสอบและมาตรฐานของ
แบบทดสอบเพื่อป้องกันที่จะทาให้เนื้อหาของแบบทดสอบนั้นเป็นท่ีคุ้นเคย และเพื่อท่ีจะเป็นการแน่ใจได้ว่า
แบบทดสอบนั้นได้ถูกใช้โดยที่ผู้มีความเข้าใจในแบบทดสอบแล้วเป็นอย่างดี และคุณสมบัติของผู้ใช้
แบบทดสอบทางจิตวิทยา ควรเป็นผู้ที่ได้รับการศึกษา การฝึกอบรมและมีประสบการณ์ในการใช้แบบทดสอบ
ทางจิตวทิ ยา และผ้ใู ชแ้ บบทดสอบทางจติ วทิ ยามีจรรยาบรรณ นัน่ เอง
42 Testing and Assessment for Psychology
คาถามทบทวนบทที่ 1
1) จงอธิบายความแตกต่างระหวา่ งการทดสอบทางจิตวิทยาและการประเมินทางจติ วทิ ยา
2) จงอธบิ ายความแตกต่างระหวา่ งการทดสอบและการ (Testing และ Assessment)
3) จงอธบิ ายความเป็นมาของการวัดทางจิตวิทยา
4) จงอธบิ ายวิธีการทดสอบทางจติ วทิ ยา
5) จงอธบิ ายวิธีการวดั ทางจิตวิทยาในศตวรรษที่ 19
6) จงอธิบายการทดสอบในชว่ งตอนตน้ ศตวรรษที่ 20
7) จงอธบิ ายธรรมชาติและการใชแ้ บบทดสอบทางจติ วิทยา
8) จงอธบิ ายหลักการควบคุมการใชแ้ บบทดสอบและมาตรฐานของแบบทดสอบ
9) ผ้ทู ีจ่ ะใช้แบบทดสอบทางจติ วทิ ยาควรมีคุณสมบัตอิ ย่างไร
10) จงอธบิ ายวา่ เพราะเหตุใดผูใ้ ช้แบบทดสอบทางจิตวิ ิทยาจะต้องมีจรรยาบรรณในการใชแ้ บบทดสอบทาง
จิตวิทยา
การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วิทยา 43
เอกสารอา้ งอิงประจาบท
ชยั พร วัชชาวุธ. (2523). การวิจยั เชิงจิตวิทยา. กรุงเทพมหานคร: บริษทั สานักพมิ พ์ ไทยวฒั นาพานชิ จากดั .
เดโช สวนานนท์. (2512). ปทานุกรมจิตวิทยา. กรุงเทพมหานคร: บริษัท สานักพิมพ์ ไทยวัฒนาพานิช จากัด.
จาก http://phatrsa.blogspot.com/2010/01/attitude.html
วิจิตพาณี เจริญขวัญ. (2554). การทดสอบทางจิตวิทยา. (พิมพ์ครั้งท่ี 8). กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์
มหาวิทยาลยั รามคาแหง.
ศักดิ์ สุนทรเสณี. (2531). เจตคติ. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพรุงวัฒนา. สืบค้น 10 พฤษภาคม 2564 จาก
http://phatrsa.blogspot.com/2010/01/attitude.html
ศิริชัย กาญจนวาสี. (2556). ทฤษฎีการทดสอบแบบด้ังเดิม. (พิมพ์ครั้งที่ 7). กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์
จฬุ าลงกรณ์ราชวิทยาลัย.
ศิริบูรณ์ สายโกสุม. (2556). การใช้แบบทดสอบในการให้คาปรึกษา. กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์
มหาวทิ ยาลัยรามคาแหง.
สุชาติ ประสิทธิ์รัฐสินธ์ุ. (2555). ระเบียบวิธีการวิจัยทางสังคมศาสตร์. (พิมพ์ครั้งที่ 15). กรุงเทพมหานคร: ห้าง
หุ้นส่วนจากัดสาขาลดา.
สชุ รี า ภัทรายุตวรรตน.์ (2556). คูม่ ือการวัดทางจิตวิทยา. (พมิ พค์ รัง้ ที่ 5). กรุงเทพมหานคร: ตรเี ทพ.
สุวิมล ติรกานันท์. (2557). ระเบียบวิธีการวิจัยทางสงั คมศาสตร์: แนวทางสู่การปฏิบัติ. กรุงเทพมหานคร: โรง
พิมพแ์ ห่งจฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั .
อรพินทร์ ชูชม. (2545). เอกสารประกอบคาสอน วป 502 การสร้างและพัฒนาเครื่องมือวัดทางพฤติกรรมศาสตร์.
กรงุ เทพฯ: สถาบนั วิจยั พฤตกิ รรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ ประสานมิตร.
อุบลวรรณา ภวกานันท์ และคณะ. (2554). จิตวิทยาท่ัวไป. (พิมพ์ครั้งที่ 7). กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์
มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์.
Aiken LR. (1994). Psychological Testing and Assessment. (8nd ed.). Boston: Allyn and Bacom.
Anne Anastasi & Susana Urbina. (2012). Psychological Testing. (Seventh edition). New Delhi:
PHI Learning Private Limited.
Arun Kumar Singh. (2013). Tests Measurements and Research Methods in Behavioral
Sciences. Bharati Bhawan: NewDelhi.
Francis Galton. Retrieved 16 June 2021 from https://www.thwiki.press/wiki/Francis_Galton
Garcher H, Kornhaber M, & Wake W. (1996). Intelligence Multiple perspectives. For Worth TX:
Harcourt Brace.
Gary W.Heiman. (1995). Research Methods in Psychology. U.S.A: Houghton Mifflin Company.
44 Testing and Assessment for Psychology
James McKeen Cattell. Retrieved 16 June 2021 from https://www.thwiki.press/wiki/James_
McKeen_Cattell
Newcomb. (1854). Attude. Retrieved 1 0 May 2021 from http://www.novabizz.Ace/Attitude.
html อ้างองิ จาก http://phatrsa.blogspot.com/2010/01/attitude. html
Robert M. Kaplan & Dennis P. Saccuzzo. (2009). Psychological Testing. International Student
Edition. USA: Wadsworth, Cengage Learning.
Roger. (1978). อ้างถึงใน สุรพงษ์ โสธนะเสถียร. (2533). ทัศนคติ. สืบค้น 5 พฤษภาคม 2564 จาก
http://www.novabizz.com/NovaAce/Attitude.htm
Rosenberg M.J., Hovland C.I., McGuire W.J., Abelson R.P., & Brehm J.W. (1960). Attitude
organization and change: An analysis of consistency among attitude components.
Yales studies in attitude and communication. Yale University. Retrieved 10 May
2021 from http://phatrsa.blog spot.com/2010/01/attitude.html
การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วทิ ยา 45
แผนการสอนประจาบทท่ี 2
เนอื้ หาสาคัญการเรยี นรู้ประจาบท
บทท่ี 2 หลกั การสาคัญของวัดและการประเมนิ ทางจติ วิทยา
2.1 นยิ ามการวดั ทางจิตวทิ ยา
2.2 นิยามเชงิ ปฏิบัติการของตัวแปรทางจิตวทิ ยา
2.3 ตวั แปรทางจติ วิทยา
2.4 มาตรวดั ตัวแปร
2.5 ธรรมชาตขิ องการวดั พฤติกรรมทางจติ วิทยา
2.6 วธิ กี ารวดั
2.6.1 การวดั โดยวธิ อี ตั นยั
2.6.2 การวดั โดยวธิ ีปรนยั
2.7 ลกั ษณะการวดั ทางจติ วิทยา
2.8 กระบวนการวัดทางจิตวิทยา
2.9 ปญั หาการวดั ทางจิตวิทยาและการประเมินทางจิตวิทยา
2.10 ความแตกต่างระหว่างการวดั ทางกายภาพและการวัดทางจิตวทิ ยา
2.11 วธิ กี ารควบคมุ อคติของการตอบ
2.12 การใชแ้ บบทดสอบทางจติ วทิ ยาและมาตรฐานของแบบทดสอบ
2.13 สรุป
คาถามทบทวนบทท่ี 2
เอกสารอ้างอิงประจาบท
วตั ถปุ ระสงค์การเรียนรู้
หลังจากเรียนจบบทน้ี นสิ ติ
1. รู้ เขา้ ใจและสามารถอธิบายนิยามของการวัดทางจิตวิทยา ระดบั ของการวัด รวมถงึ ธรรมชาตขิ อง
การวดั พฤตกิ รรมทางจติ วิทยา
2. รู้ เขา้ ใจและสามารถอธบิ ายถึงวิธีการวัด และแยกประเภทการวดั ไดอ้ ย่างถกู ตอ้ ง
3. รู้ เขา้ ใจสามารถอธิบายลักษณะการวดั ทางจิตวิทยา และกระบวนการวดั ทางจิตวิทยาได้
4. รู้ เข้าใจสามารถอธบิ ายถึงปัญหาการวดั ทางจิตวิทยาและการประเมนิ ทางจิตวทิ ยา
5. รู้ เข้าใจสามารถอธบิ าย วิเคราะห์ และสามารถจาแนกความแตกต่างระหว่างการวดั ทางกายภาพ
และการวดั ทางจติ วิทยา
46 Testing and Assessment for Psychology
6. รู้ เขา้ ใจ และสามารถอธบิ ายวิธกี ารควบคุมอคตขิ องการตอบได้
7. รู้ เขา้ ใจและสามารถอธิบายการใช้แบบทดสอบทางจติ วทิ ยาและมาตรฐานของแบบทดสอบ
วธิ กี ารสอนและกจิ กรรม
1. ศึกษาเอกสารคาสอนบทท่ี 2 หลกั สาคญั ของวัดและการประเมนิ ทางจิตวิทยา
2. วธิ สี อนแบบอภิปรายเนื้อหา/ชักถาม/และทาคาถามทบทวนในชั้นเรียน
3. ศึกษาด้วยตนเอง
4. รายงานผลตามกลมุ่ หนา้ ชัน้ เรียนเปน็ ลายลักษณ์อักษรและวาจา
5. ร่วมวิเคราะหเ์ อกสารจาก PowerPoint หน้าชนั้ เรียน
6. สรุปเน้อื หาที่เรยี นในการสอนแตค่ รัง้
7. ทาคาถามทบทวนท้ายบทหลังเรียน แล้วนาผลท่ีได้มาวิเคราะห์พ้ืนฐานความเข้าใจในหลักการ
สอบทางจติ วิทยา
สือ่ การเรยี นการสอน
1. เอกสารคาสอนบทที่ 2
2. ประเมนิ ผลก่อน/หลงั เรยี น
3. แบบฝกึ ปฏบิ ตั ิ
4. PowerPoint
5. เคร่อื งคอมพวิ เตอร์
การวดั ผลและประเมินผล
1. สังเกตการณม์ สี ว่ นร่วมการปฏิบตั ขิ องนสิ ติ
2. สงั เกตการณ์แสดงความคิดเห็นตามกลุม่ ของนสิ ติ
3. ศึกษาจากการประเมนิ ผลกอ่ นและหลงั เรยี น
4. สงั เกตความตั้งใจเรยี น ความสนใจที่จะฟงั คาถามและตอบปัญหา
5. การทาคาถามทบทวนทา้ ยบท
การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา 47
บทที่ 2
หลกั การสาคญั ของวัดและการประเมนิ ทางจติ วทิ ยา
หลกั สาคัญของเคร่ืองมือวดั และประเมินผลทางจิตวิทยามีหลายประเภทซง่ึ รองรับตอ่ ความตอ้ งการ
ดา้ นต่าง ๆ ของผู้รบั การบริการทั้งแบบประเมนิ ทางดา้ นทักษะการเรียนรู้ทางจิตวิทยา (Psycho-Educational
Testing) แบบทดสอบทางสตปิ ัญญา (IQ Testing) แบบประเมินผลสัมฤทธิ์ดา้ นต่าง ๆ (Achievement Test)
แบบประเมินบุคลิกภาพ (Projective Test) และแบบคัดกรองกลุ่มอาการต่าง ๆ เบื้องต้น (Screening Test)
เป็นต้น ล้วนแล้วจะต้องมีหลักการสาคัญของการวัดและการประเมินทางจิตวิทยา ที่เป็นมาตรฐาน เพ่ือเป็น
ข้อมูลสาหรับบุคคลท่ีจะสารวจบุคลิกลักษณะและสภาวะจิตใจ (Psychological state) ของตัวเอง และเป็น
ขอ้ มูลสาหรับหน่วยงานที่จะใช้ประกอบการตัดสินใจตา่ ง ๆ ดังนั้นจึงจาเป็นต้องรู้จักหลักการสาคัญของการวัด
และประเมินทางจิตวิทยา (Psychological Testing and Assessment) อย่างถูกต้อง และสามารถนาไปใช้
ประโยชน์ใหต้ รงกับความต้องการของผู้รับบรกิ าร ซึง่ จะกลา่ วรายละเอยี ดดังต่อไปนี้
2.1 นยิ ามการวดั ทางจติ วทิ ยา1
การวัด2 (Measurement) หมายถึง การกาหนดค่าให้กับส่ิงใดส่ิงหน่ึงอย่างมีหลักเกณฑ์และเป็น
ทย่ี อมรบั โดยคา่ ที่ได้มที ้ังเป็นตวั เลขและไม่เป็นตัวเลขซ่ึงการกาหนดตัวเลขใหก้ ับสิ่งใดส่ิงหนึ่งตามเกณฑ์ทไี่ ด้ต้ัง
ไว้ หรือ การวัด3 หมายถึง การกาหนดปรมิ าณตัวเลขหรือค่าให้กับคุณลักษณะหรอื คุณสมบัติท่ีจะวัดของบุคคล
ส่งิ ของหรือเหตุการณ์ตามกฎ หรือมาตราท่ีระบุไวอ้ ย่างชัดเจนและเป็นระบบ และการวัดพฤติกรรม4 ก็คือการ
กาหนดตัวเลขให้กับพฤติกรรมต่าง ๆ ตามเกณฑ์ การกาหนดตัวเลขนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อการแบ่งประเภทของ
พฤติกรรม การจัดอันดับพฤติกรรมตามความมากน้อย การหาระยะแตกต่างระหว่างพฤติกรรมตามความมาก
น้อย และการเทียบอัตราส่วนพฤติกรรมตามความมากน้อย และการวัดผล5เป็นการกาหนดรายละเอียด
1 สชุ ีรา ภัทรายตุ วรรตน์, (2556), คูม่ อื การวัดทางจิตวทิ ยา, กรงุ เทพมหานคร: ตรีเทพ, หน้า 14.
2 สุวิมล ติรกานันท์, (2557), ระเบียบวิธีการวิจัยทางสังคมศาสตร์: แนวทางสู่การปฏิบัติ, กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์
แหง่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, หนา้ 101.
3 อรพินทร์ ชูชม, (2545), แผนการสอนวิชา วป 502 การสร้างและพัฒนาเครื่องมือวัดทางพฤติกรรมศาสตร์,
สถาบันวจิ ยั พฤตกิ รรมศาสตร์. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยศรนี ครนิ ทรวิโรฒ ประสานมติ ร, หนา้ 1.
4 ชัยพร วิชชาวุธ, (2523), การวิจัยเชิงจิตวิทยา, กรุงเทพมหานคร: บริษัทสานักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช จากัด,
หน้า 56-57
5 สมชาย รัตนทองคา, (2556), การวัดและประเมินผลทางการศึกษา, เอกสารประกอบการสอน 475 788 การ
สอนทางกายภาพบาบัด ภาคต้นปกี ารศึกษา 2556, หนา้ 141.
48 Testing and Assessment for Psychology
จานวน หรือปริมาณ กระทาอย่างละเอียดทีละด้าน โดยการใช้เคร่ืองเป็นหลัก ผลท่ีได้เป็นข้อมูลรายละเอียด
และอาศยั วิธกี ารทางวิทยาศาสตร์ เป็นตน้
การวัด (measurement) ภาพรวมของการวัดการวัด เป็นลักษณะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์
ถึงแม้ว่าทุกการวัดจะมีความคลาดเคลื่อนในระดับหน่ึง ในบทนี้จะมีการอธิบาย นิยามปฎิบัติการ มีข้อมูล
แหล่งท่ีมาของเคร่ืองมือท่ีใช้วัดคุณลักษณะทางจิตวิทยา พร้อมด้วยคาแนะนาบางประการสาหรับการสร้าง
เคร่อื งมือของคุณเอง
ดังน้ัน การวัด จึงหมายถึง การกาหนดตัวเลขให้กับสิ่งใดสิ่งหน่ึงตามกฎท่ีได้ต้ังไว้ การวัดความรู้สึก
นึกคิดก็คือการกาหนดตัวเลข ซ่ึงมีจุดมุ่งหมาย คือ การจัดประเภท การจัดอันดับ การจัดอันตรภาค และการ
จดั อตั ราส่วน เปน็ ต้น
2.2 นิยามเชงิ ปฏบิ ัติการของตวั แปรทางจิตวทิ ยา
นักวิทยาศาสตร์เป็นผู้เชี่ยวชาญในการวัด พวกเขาวัดระยะทางท่ีใหญ่เท่ากับเส้นผ่าศูนย์กลางของ
ทางช้างเผือก (100,000 ปีแสง) และมีขนาดเล็กเท่ากับเส้นผ่าศูนย์กลางของอะตอม (หน่ึงในหม่ืนล้านของ
เมตร) แน่นอนความคลาดเคลื่อนเหล่านั้นวัดได้ด้วยวิธีการท่ีแตกต่างกัน นักวิทยาศาสตร์วัดเวลาที่ยาวนาน
เท่ากับอายุของจักรวาล (13.7 พันล้านปี) และที่สั้นพอ ๆ กับระยะเวลาของคาส่ังของคอมพิวเตอร์ (หน่ึงนาโน
วินาทีพันล้านวินาที) เช่นเดียวกับระยะทาง เวลาสั้นยาวจะถูกวัดด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน ในทางจิตวิทยา
นักวิทยาศาสตร์วัดความทรงจาของสัตว์ท่ีเรียบง่ายเช่นหอย และซับซ้อนเช่นมนุษย์ ในกรณีของการวัดความ
ทรงจาของหอย ให้พิจารณา Aplysia หอยทากน้าเค็มท่ีสวยงามขนาดเท่ากาป้ันของคุณ เม่ือถูกกาหนด
เง่ือนไข การหดตัวจากการสัมผัสเบา ๆ พวกเขาจะหดตัวในอีก 2 สัปดาห์ต่อมา แม้ว่าจะไม่มีการเตือนก็ตาม
ในกรณีของความทรงจาของมนุษย์ นกั ศึกษาปีที่สองของวิทยาลัย สามารถจาคาศัพท์ท่พี วกเขาศึกษาเม่ือหลาย
วนั ก่อน และความทรงจาของพวกเขาจะถูกเปดิ เผยในภาพสะท้อนจากการสแกนสมอง (fMRI) การวดั ความจา
ในท้ังสองกรณีน้ีใช้วิธีท่ีแตกต่างกัน การที่จะเข้าใจแนวคิด เช่นระยะทาง เวลาหรือความจาอย่างสมบูรณ์ คุณ
ตอ้ งเข้าใจว่าจะสรา้ งการวัดอยา่ งไร
คาอธิบายเกี่ยวกับวิธีการสร้างการวัด เรียกว่า นยิ ามเชงิ ปฏบิ ัติการ เป็นคาอธิบายกระบวนที่ผูว้ ิจัย
ใชใ้ นการวดั ตวั แปรหรอื สร้างตัวแปรต่าง ๆ กระบวนการเหล่าน้ีเชือ่ มต่ออยา่ งเปน็ ตรรกะกบั แนวคดิ หรือเงอ่ื นไข
ทีถ่ ูกกาหนดข้นึ
เพ่ือแสดงให้เห็นถึงความหมายของ นิยามเชิงปฏิบัติการ ตามแนวคิดทางจิตวิทยา เราจึง
เปรียบเทียบกับ คาจากัดความตามพจนานุกรม ตารางท่ี 2.1 แสดงตัวแปรทางจิตวิทยา 6 ตวั เปรยี บเทียบ คา
จากัดความตามพจนานุกรม และตาม นิยามเชิงปฏิบัติการ คาจากัดความตามพจนานุกรมมักช่วยให้เราเข้าใจ
แนวคิดได้ดีข้ึน ในขณะท่ีนิยามเชิงปฏิบัติการ ช่วยเพ่ิมความเข้าใจในลักษณะพิเศษโดยการบอกว่าแนวคิดน้ัน
วัดอย่างไร ข้อสังเกตในตารางท่ี 2.1 คือตัวแปรหลายตัวมีนิยามเชิงปฏิบัติการตั้งแต่สองตัวขึ้นไป เช่น ADHD
สามารถวัดได้หลายวิธีโดยนักวิจัยหลายคน ดังนั้นการศึกษาทั้งหมดท่ีอ้างถึง ADHD จะไม่ได้อ้างถึงส่ิงเดียวกัน
การทดสอบและการประเมินทางจิตวทิ ยา 49
อย่างไรก็ตามในทุกกรณี คาจากัดความของโรคสมาธิส้ันจะบอกให้คุณทราบว่าผู้วิจัยหมายถึงอะไรโดยแนวคิด
น้ี
ตารางที่ 2.1 แสดง นิยามเชิงปฏิบัติการของตัวแปรทางจิตวิทยาในบางมุม ได้แก่ ความหิวสองอย่าง ความจา
สามอยา่ งและสมาธสิ น้ั หา้ ขอ้
ตารางท่ี 2.1 พจนานุกรมและ นิยามเชงิ ปฏิบตั กิ ารทางจติ วิทยา
ตวั แปรทางจติ วิทยา คาจากดั ความตามพจนานกุ รม นิยามเชงิ ปฏิบัติการ
ความผิดหวงั
สภาวะของความไม่มนั่ คงและความไม่ 1. นาของเลน่ ทเ่ี ด็กกาลังเลน่ ออกทนั ที
พอใจท่เี กิดจากปัญหาท่ยี งั ไมไ่ ด้รบั การ 2. หยดุ สง่ เสรมิ พฤตกิ รรมท่ีแสดงออกมา
แกไ้ ขหรอื ความต้องการท่ีไม่ไดร้ ับการ กอ่ นหนา้ นี้
เติมเตม็
ความหิว ความหิวโหยหรอื ความต้องการอาหาร 1. ช่ัวโมงของการอดอาหาร
เร่งดว่ น 2. เปอรเ์ ซ็นต์ของการคุมน้าหนกั ตัว
ความซึมเศร้า ภาวะของความรู้สึกเศรา้ Beck Depression Inventory score
ความสุข สถานะของความเป็นอยู่ท่ดี ีและความ Subjective Happiness Scale score
พงึ พอใจ
ความจา พลงั หรอื กระบวนการนึกซา้ หรือระลกึ 1. การทดลองรว่ มเรียนรู้
ถงึ สง่ิ ทีเ่ คยเรียนรู้ได้ 2. การทดสอบปรนยั แบบกาหนดเอง
3. กิจกรรม MRI
สมาธสิ ั้น กล่มุ อาการทีมปี ัญหาการเรียนรู้และ 1. ACTERS checklist
พฤติกรรมที่ไม่ได้เกดิ จากความผดิ ปกติ 2. ADDES-2 checklist
ทางรา่ งกายหรอื จิตใจท่ีรา้ ยแรง มี 3. รายการตรวจสอบ ADHD-IV (ADHD)
ลักษณะเฉพาะคือความยากลาบากใน 4. รายการตรวจสมาธิส้นั
การรักษาความสนใจเพราะพฤติกรรม 5. รายการตรวจ CPR-S
ท่หี นุ หันพลันแล่น (เชน่ เดียวกับการพูด 6. TOVA
นอกทาง) และมกั เกดิ จากการทา
กจิ กรรมท่ีมากเกินไป
50 Testing and Assessment for Psychology
ในทุกกรณี สามารถระบุนยิ ามเชิงปฏิบัติการเพ่ิมเติมได้ บางครั้งนักวิจัยก็ใช้นิยามเชิงปฏบิ ัติการ ท่ี
แตกต่างกนั สาหรบั แนวคดิ เดียวกัน ตัวอย่างเช่นนกั วิจัยเห็นด้วยกบั วิธวี ัดความหิว แตไ่ ม่เหน็ ด้วยกบั วธิ ีท่ีดีที่สุด
ในการวัดสมาธิส้ัน อย่างไรก็ตามในทุกกรณี นิยามเชิงปฏิบัติการจะบอกคุณว่านักวิจัยหมายถึงอะไรตาม
แนวคิดของเขา
ดังที่คุณเห็นในตารางท่ี 2.1 เราได้ระบุนิยามเชิงปฏิบัติการไว้สองข้อสาหรับความผิดหวัง ข้ันตอน
แรกใช้ในการสร้างความหงุดหงิดให้กับเด็ก: “นาของเล่นท่ีเด็กเล่นด้วยออกทันที” นิยามปฏิบัติการท่ีสองถูก
นามาใช้กับหนู: “หยุดส่งเสรมิ พฤติกรรมที่แสดงออกมาก่อนหน้านี้” ขน้ั ตอนในการปฏิบัติตามเพ่ือสรา้ งความ
ผดิ หวงั นั้นคอ่ นข้างชัดเจนและมีความเช่อื มโยงทางตรรกะระหว่างข้ันตอนและแนวคิด นิยามเชงิ ปฏบิ ัติการท่ีดี
จะทาให้คุณพูดว่า “ฉันเข้าใจว่าคุณหมายถึงอะไร” หรือ “ฉันสามารถวัดได้ในแบบเดียวกัน” หรือ “ฉัน
สามารถสรา้ งเง่ือนไขเดียวกนั ได้”
เราต้องเข้าใจว่า นิยามเชิงปฏิบัติการมีคุณสมบัติที่ไม่สมบูรณ์ มันบอกคุณได้อย่างแม่นยาว่า ต้อง
ทาอยา่ งไรเพื่อจาลองประสบการณ์ แต่มันไม่ได้สร้างความรู้สกึ ม่นั ใจ ความหิวดูเหมือนจะนานกวา่ หลายชว่ั โมง
หากไม่มีอาหาร ความสุขดูเหมือนจะมากกว่าคะแนนจากการทดสอบ อย่างไรก็ตามการส่ือสารอย่างชัดเจน
เปน็ องค์ประกอบสาคัญของความเข้าใจ
ในบทความวารสารทางจิตวิทยา คาอธิบายของ IV และ DV จะมาพร้อมกับ นิยามเชิงปฏิบัติการ
หากมีการใช้และควบคุม EVs จะมีการให้ นิยามเชิงปฏิบัติการด้วยเช่นกัน บ่อยครั้งที่ นิยามเชิงปฏิบัติการ
เหล่าน้ี จะถกู ระบุไว้ในสว่ นวิธกี าร ของบทความน้นั ๆ
บางทีข้ันตอนท่ีสาคัญที่สุดท่ีคุณต้องทา เพ่ือให้คุณไม่สับสน และเกิดความมั่นใจ ในหัวข้อทาง
วิทยาศาสตร์ คือ การหาว่าแนวคิดน้ันเกิดข้ึนมาอย่างไร การท่ีรู้ว่าโรคจิต สติปัญญา หรือความเป็นอยู่ที่ดีนั้น
วดั ได้อย่างไร จะช่วยใหค้ ุณเขา้ ใจหวั ข้อนีไ้ ด้มากขน้ึ
2.3 ตวั แปรทางจติ วทิ ยา
ตัวแปรคือลักษณะท่ีมีค่าตั้งแต่สองค่าข้ึนไป ในลักษณะทางจิตวิทยาของแต่ละบุคคลเช่น ทักษะ
การปล่อยวาง ความคิดสรา้ งสรรค์ และความสามารถทางคณิตศาสตร์ เป็นตัวแปร คาว่าตัวแปรถูกนาไปใช้ใน
สถานการณ์ต่าง ๆ เม่ือมีการหารือเก่ียวกับการทดลอง คาว่าตัวแปรอิสระ ตัวแปรตาม ตัวแปรภายนอก และ
ตัวแปรป่วน เป็นส่ิงที่ช่วยได้ คาเหล่าน้ีอธิบายถึงบทบาทของตัวแปรในการทดสอบ ในส่วนน้ีเรามุ่งเน้นไปท่ี
คุณลกั ษณะของตัวแปรเอง
ต่อไปนเี้ ป็นคาศพั ทบ์ างคาที่คณุ อาจพบเมื่อมีการพูดถงึ ตัวแปร:
ความตอ่ เนือ่ ง การจดั อนั ดบั
ความไมต่ อ่ เน่อื ง มาตรา
ความไม่เหมือนกนั นามบญั ญตั ิ
เชิงคณุ ภาพ จัดอนั ดบั
การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา 51
เชิงปรมิ าณ อนั ตรภาค
ตามหมวดหมู่ อตั ราส่วน
น่าเสียดายที่ไม่มีรูปแบบใด ท่ีจะลดคาที่ทับซ้อนกันเหล่านี้ ให้เล็กลงและเชื่อมโยงกันได้อย่างน่า
พอใจ บางคาอาจ
2.3.1 ตัวแปรค่าต่อเนื่อง (Continuous) ตัวแปรค่าไม่ต่อเนื่อง (Discrete) และ ตัวแปรสอง
ขว้ั (Dichotomous)
ตัวแปรค่าต่อเน่ืองมีค่าท่ีแตกต่างกันจานวนอนันต์ ระหว่างคะแนนสูงสุดและต่าสุด ดังน้ันตัวแปร
ต่อเนื่องสามารถมีทศนิยมก่ีตาแหน่งก็ได้ ในการทดลองภาคปฏิบัติ ค่ามาตราส่วนจะไม่มีท่ีสิ้นสุดแม้วา่ จานวน
จะยังคงมากก็ตาม ความยาว เวลา และความสามารถในการรับรู้ ล้วนเป็นตัวอย่างของตัวแปรค่าต่อเน่ือง
ในทางทฤษฎีแล้วอาจมีค่าที่แตกต่างกันได้ไม่จากัด ระหว่างค่าต่าสุดและค่าสูงสุดในมาตรวัด ตัวแปรค่าไม่
ต่อเนื่อง มีจานวนข้ันตอนที่แตกต่างกันอย่างจากัด และนับได้ระหว่างคะแนนสูงสุดและคะแนนต่าสุด ท้ัง
ในทางทฤษฎีและทางปฏิบัติ ตวั แปรค่าไม่ต่อเนื่อง ได้แก่ ลาดับการเกิด (เกิดคนแรกเกิดคนท่ีสอง) สถานะช้ัน
เรียนในวิทยาลัย (รุ่นพ่ีรุ่นน้อง) และจานวนคนในการทางานวิจัยของคุณ ตัวแปรสองข้ัว Dichotomous มี
เพียงสองระดับ เพศ (ชายและหญิง) สมรรถภาพ (ผ่านหรือล้มเหลว) และการวินิจฉัยทางจิตเวช เช่นโรคจิต
เภทและไม่ใช่จติ เภท เป็นตัวอย่างของตวั แปรสองขว้ั การทดสอบเดก็ ว่าเป็นโรคสมาธิส้นั สง่ ผลให้มีการวินิจฉัย
ว่าเป็นเด็กสมาธิสั้นหรือไม่ใช่เด็กสมาธิสั้น แม้ว่าทุกคนจะรับรู้ว่าเด็กท่ีมีการวินิจฉัยโรคสมาธิส้ันนั้น มีความ
แตกตา่ งกนั
2.3.2 ตัวแปรเชิงปรมิ าณ และตัวแปรเชงิ คุณภาพ
ตวั แปรเชิงปริมาณ คือตัวแปรท่มี ีลักษณะความแตกต่างของตัวเลข คะแนนของตัวแปรเชงิ ปริมาณ
จะบอกคณุ บางอย่างเก่ียวกบั จานวน หรือ ระดับของความต่าง โดยท่ัวไป เวลา ระยะทาง และขนาด จะวดั ตาม
มาตราส่วนเชิงปริมาณ นอกจากน้ียังมีการวัดทางจิตวิทยา เช่นสติปัญญา ความเขินอาย และทัศนคติ ในเชิง
ปริมาณโดยใช้ แบบทดสอบท่ีออกแบบมาเพ่ือวัดลักษณะเฉพาะ ตัวแปรเชิงคุณภาพ คือตัวแปรท่ีมีระดับความ
แตกต่างในประเภท แต่ละระดับจะมีป้ายกากับท่ีแตกต่างกัน แต่ป้ายกากับไม่ได้ระบุจานวนหรือระดับความ
แตกต่าง สาหรับตัวแปรเชิงคุณภาพบางระดับจะมีการจัดอันดับ (อนั ดบั ทางทหาร และระดบั วทิ ยาลัย) ตวั แปร
อ่นื ๆ อาจจะไมม่ ีลาดบั โดยธรรมชาติ (เพศ, ความเก่ยี วขอ้ งทางการเมือง และเชอ้ื ชาติ)
2.3.3 ขอ้ มูลแจงนบั (Categorical) ขอ้ มูลอนั ดบั (Ranked) และขอ้ มลู ระดบั (Scale)
ข้อมูลตัวแปรเหล่านี้มีประโยชน์มากที่สุด ในการตัดสินใจว่าจะใช้แบบทดสอบทางสถิติใดให้
เหมาะสมกับชุดข้อมูลเฉพาะ ข้อมูลแจงนับ ประกอบด้วยจานวนความถ่ีของกลุ่มท่ีกาหนด ตัวอย่าง ได้แก่
จานวนผู้เขา้ ร่วมท่ีโกงข้อสอบ และจานวนท่ีไม่โกง หมวดหมู่ของสิบแปดมงกุฎและผู้นอกใจ แสดงถึงคุณค่าใน
เชิงตัวแปรคุณภาพ
52 Testing and Assessment for Psychology
อีกตวั อย่างหน่ึงคือจานวนนกั เรยี นทม่ี ีคา่ เฉล่ียเกรดในกล่มุ ต่อไปน้ี
นอ้ ยกว่า 0.99
1.00 ถึง 1.99
2.00 ถงึ 2.99
3.00 ถึง 3.99
4.00
กลุ่มของเกรดเฉล่ียคือการหารตัวแปรเชิงปริมาณ ประเด็นสาคัญเก่ียวกับข้อมูลแจงนับ คือการ
วดั ผลของผู้เข้าร่วมเป็นเพียงการนับผู้เข้าร่วมในกลุม่ ข้อมูลที่จัดอันดับจะแสดงตาแหน่งของผู้เข้ารว่ มแต่ละคน
ในบรรดาผู้เข้าร่วมทั้งหมด งานศิลปะสาหรับเด็กท่ีได้รับการตัดสินและจัดอันดับโดยศิลปินมืออาชีพจะสร้าง
ข้อมูลท่ีได้รับการจัดอันดับ อันดับชั้นเรียนของผู้สาเร็จการศึกษาในมหาวิทยาลัยของคุณในปีนี้ได้รับการจัด
อันดับ ข้อมูลตามลาดับการจบของผู้เข้ารว่ มการแขง่ ขัน ขอ้ มูลระดบั เป็นสิ่งที่เรามกั จะคดิ เม่อื มีการใช้การวดั ผล
ข้อมูลระดับเป็นข้อมูลเชิงปริมาณซึ่งคะแนนของผู้เข้าร่วมไม่ขึ้นอยู่กับคะแนนของผู้เข้าร่วมคนอื่น ๆ ในขณะที่
อันดับของบุคคลนั้นข้ึนอยู่กับผู้เข้าร่วมคนอ่ืน ๆ คะแนนระดับของบุคคลน้ันจะเป็นของตัวเอง การวัดเวลา
ระยะทาง และลกั ษณะทางจติ วทิ ยาเป็นขอ้ มูลระดับ
ใช้ได้ดีในบริบทเฉพาะ แต่ท้ังหมดมีประโยชน์ในบางบริบทการแก้ปัญหาน้ี คือการแยกคาศัพท์
ออกเปน็ ส่ีประเภท และเลอื กใชร้ ายการที่เหมาะสมกับบริบทนั้น6
2.4 มาตรวัดตวั แปร (Scale of Measurement)
ระบบการกาหนดตัวเลขในการวัด ไม่ว่าจะวัดอะไรก็ตาม เรียกว่า มาตร (Scale) มาตรมีความ
แตกตา่ งกันในระดบั ของการวดั ดงั น้ี
2.4.1 มาตรจัดประเภท (Nominal Scale) การวัดในระดับจัดประเภท เป็นการกาหนดตัวเลข
ให้กับส่ิงของหรือพฤติกรรมประเภทต่าง ๆ ตัวเลขที่กาหนดนี้มีจุดมุ่งหมายเพียงให้แทนประเภทสิ่งของหรือ
พฤติกรรมเท่าน้ัน มิได้มีจุดมุ่งหมายในการแสดงปริมาณแต่อย่างใด เช่น หมายเลขประจาตัวนักฟุตบอล
หมายเลขประจาสายรถเมล์ และการแบ่งพฤติกรรมโต้ตอบทางวาจาตามระบบแฟลนเดอร์ท่ีให้พฤติกรรมการ
บรรยายของครูแทนด้วยเลข 5 นักเรียนตอบคาถามแทนด้วยเลข 8 นักเรียนถามคาถามแทนด้วยเลข 9
เน่ืองจากตัวเลขท่ีได้จากมาตรระดับน้ีมิได้แสดงปริมาณ การนามาบวก ลบ คูณ หาร กันจึงไม่มีความหมายแต่
อย่างใด
2.4.2 มาตรจัดอันดับ (Ordinal Scale) การวัดในระดับจัดอันดับเป็นการกาหนดตัวเลขให้กับ
สิ่งของหรือพฤติกรรมเพ่ือแสดงอันดับความมากน้อย เช่น จัดอันดับนางงาม จัดอันดับเพลง จัดอันดับ
พฤติกรรมความซุกซน จัดอนั ดับความดังของเสียงทไี่ ด้ยิน จดั อนั ดบั เพือ่ ตามความชอบ ฯลฯ
6 Chris Spatz, Edward P Kardas., (2008), Research Methods in Psychology, New York: McGraw-
Hill Companies,Inc., pp. 93-97.
การทดสอบและการประเมินทางจิตวทิ ยา 53
2.4.3 มาตรอนั ตรภาค (Interval Scale) การวัดในระดับอนั ตรภาคเป็นการกาหนดตัวเลขให้กับ
ส่ิงของหรือพฤติกรรมเพ่ือแสดงอันตรภาค หรือระยะแตกต่างระหว่างส่ิงของหรือพฤติกรรม ตัวเลขเหล่าน้ี
แสดงจานวนอันตรภาคท่ีมีช่วงเท่า ๆ กัน เช่น สมมติให้เลข 0 แทนความรู้เฉยๆ และ 10 แทนความรู้สึกมี
ความสุขมากท่ีสุด แล้วแบ่งระยะระหว่าง 0 ถึง 10 ออกเป็น 10 อันตรภาคที่มีช่วงเท่า ๆ กัน เป็น 0, 1, 2, 3,
.....,10 ตัวเลขเหล่าน้ีจะแทนระดับความสุขจากเฉยๆ ถึงมากท่ีสุด (ท่านอาจวัดความสุขของท่านในขณะนี้โดย
แสดงออกเป็นจานวนเลขชุดนี)้
ตัวเลขจากอันตรภาพสอดคล้องกับปริมาณจรงิ ในแง่ของความแตกต่าง ความแตกต่างระหว่างเลข
สองจานวนย่อมสอดคล้องกับความแตกต่างระหวา่ งปริมาณของส่ิงของหรอื พฤติกรรมท่ีแทนดว้ ยตัวเลขท้ังสอง
และเน่ืองจากอันตรภาคต่าง ๆ มีช่วงยาวเท่ากัน ดังนั้นความแตกต่างระหว่างความสุข 5 หน่วยกับความสุข 3
หน่วย จึงมีปริมาณมากเท่ากับความแตกต่างระหว่างความสุข 8 หน่วย กับความสุข 6 หน่วย และแตกต่าง
ระหว่างความสุข 8 หน่วยกับความสุข 4 หน่วยย่อมมากเป็น 2 เท่าของความแตกต่างความสุข 5 หน่วยกับ
ความสุข 3 หน่วย
การวัดในระดับอันตรภาคจึงละเอียดกว่าการวัดในระดับจัดอนั ดับ ความแตกตา่ งระหว่างตัวเลขไม่
จาเป็นต้องสอดคล้องกับความแตกต่างระหว่างปริมาณจริง เช่น ความแตกต่างระหว่างความงามของนางงาม
อนั ดับท่ี 1 และ 2 อาจมีเพียงเล็กน้อย และความแตกต่างระหว่างความงามของนางงามอันดับท่ี 2 และ 3 อาจ
มีมากมาย แต่พอเราใช้เลข 1 2 และ 3 แทนนางงามทั้ง 3 ปริมาณความแตกต่างระหว่างความงามก็ถูก
มองข้ามไป
อย่างไรก็ดี เลข 0 ในมาตรนี้หาแทนปริมาณ 0 ไม่ เช่น ความสุข 0 หน่วยหาได้แทนสภาพ
ปราศจากความสุข เราเพียงแต่สมมติให้ความรู้สกึ เฉยๆ มีค่าเท่ากับ 0 เท่าน้ัน อีกตัวอย่างหน่ึงที่เห็นได้ชัด คือ
เลข 0 ในเทอร์โมมิเตอร์มาตราเซลเซียสหรือฟาเรนไฮต์ เลข 0 ใน 2 มาตรานี้ก็ไม่ได้แทนสภาพไม่มีความร้อน
แต่สมมติระดับอุณหภูมิระดับหนึ่งให้มีค่าเท่ากับ 0 เช่น ในมาตราเซลเซียส กาหนดให้อุณหภูมิของน้าแข็ง
เท่ากับ 00C และน้าเดือนท่ีน้าทะเลเท่ากับ 100 0C แล้วแบ่งระยะระหว่าง 00C ถึง 100 0C ออกเป็น 100
อันตรภาคที่มีช่วงยาวเท่า ๆ กัน ส่วนมาตราฟาเรนไฮต์กาหนดให้อุณหภูมิท่ีอีกระดับหน่ึงซ่ึงต่ากว่าอุณหภูมิ
ของน้าแข็งเป็น 00F และที่น้าเดือดเป็น 212 00F ในมาตรอันตรภาคนี้ เน่ืองจาก 0 เป็นจุดสมมติ เราจึงไม่
สามารถที่จะนาจานวนเลขมาเทียบกันเป็นอัตราส่วน เช่น ไม่อาจกล่าวว่าอุณหภูมิ 34 0 0C มากเป็น 2 เท่า
ของอุณหภูมิ 17 0C คะแนนสอบไม่ว่าจะเป็นการสอบวัดเชาวน์ปัญญาหรือวัดความรู้ในวิชาใดวิชาหนึ่งก็เข้า
ทานองนี้ เพราะเลข 0 ในคะแนนเหล่านี้มิได้แทนสภาพปราศจากเชาวน์ปัญญาหรือสภาพไม่มีความรู้เลย
ดงั นัน้ เราจึงมิอาจกลา่ ววา่ คนท่สี อบไดค้ ะแนน 80% มคี วามรมู้ ากเปน็ 2 เท่าของคนท่ีสอบได้คะแนน 40%
2.4.4 มาตรอัตราสว่ น (Ratio Scale) การวดั ในระดับอัตราสว่ นเป็นการวัดในระดับสงู สดุ ตัวเลข
แทนจานวนอันตรภาคที่มีช่วงยาวเท่ากัน และมีเลข 0 ท่ีตรงกับปริมาณ 0 จริง เช่น ความยาว 0 เมตร
หมายถงึ ไมม่ คี วามยาวเลย คนจานวน 0 คน หมายถึงไมม่ ีคนเลย เงิน 0 บาท หมายถึงไมม่ เี งนิ เลย และเวลา 0
54 Testing and Assessment for Psychology
นาที หมายถงึ ไม่มีเวลาเลย ฯลฯ
เนื่องจากตัวเลขในมาตรอัตราส่วนแทนจานวนอันตรภาคท่ีมีช่วงยาวเท่ากัน และมี 0 จริง เราจึง
สามารถนาจานวนเลขเหล่าน้ีมาเทียบกันเป็นอัตราส่วนได้ เช่น ความยาว 8 เมตร ย่อมยาวเป็น 4 เท่าตัวของ
ความยาว 2 เมตร คนทีม่ ีเงิน 2 ลา้ นบาท ย่อมรวยมากกว่าคนทีม่ ีเงิน 1 ล้านบาทเท่าตัว
ตารางท่ี 2.2 แสดงตัวอย่างมาตรวัดและการจดั กระทาเชิงสถิติ
ลกั ษณะท่ีสนใจ นามบญั ญัติ อันดับท่ี อนั ตรภาค อตั ราส่วน
ตวั อย่างการวดั -จาแนกโรค -เศรษฐานะ -คะแนน IQ
-ยีห่ ้อสนิ ค้า -อันดบั ทีก่ ารสอบ -อันดับการวดั -น้าหนกั
ค่าจากการวดั -พรรคการเมอื ง บุคลกิ ภาพ -สว่ นสูง
ลกั ษณะข้อมูลท่วี ดั -ศาสนา -จุดประเภท -คะแนนทัศนคติ -ความยาว
จัดประเภท/จดั -เปรียบเทยี บ -จัดประเภท -เวลา
กลมุ่ -เรยี งอันดับ -จัดประเภท
Ordered -เปรยี บเทยี บ
Nominal Score -มีศนู ยแ์ ท้
Score
การจัดกระทาทาง ไมไ่ ด้ เรียงอนั ดบั บวก ลบ คณู หาร บวก ลบ คณู หาร
คณิตศาสตร์
สถติ ิทใี่ ช้ได้ -Frequency -Median Parametric-test Parametric-test
-Chi-square
-Mode -Percentile
-Ordered
-Sign test
-Mann-Whitney U
-test
2.5 ธรรมชาตขิ องการวัดพฤตกิ รรมทางจติ วิทยา
นักจิตวิทยาใช้แบบวัดทางจติ วิทยาเป็นเครอ่ื งมือหนง่ึ ในการทางาน โดยใช้แบบวดั ทางจติ วทิ ยาชว่ ย
ในการประเมินสภาวะต่าง ๆ ในผู้รับบริการไม่ว่าจะเป็นในเด็กหรือผู้ใหญ่ และใช้แบบวัดทางจิตวิทยาใน
การศึกษาความคิดเห็นต่าง ๆ หรือแม้แต่พฤติกรรมต่าง ๆ ท่ีเกิดขึ้นนอกเหนือจากในหมู่นักจิตวิทยา ในบริษัท
ต่าง ๆ หรือองค์การต่าง ๆ ก็มีการใช้แบบวัดทางจิตวิทยาอยู่เช่นกัน เป้าหมายของการใช้แบบวัดทางจิตวิทยา
เช่น เพ่ือการคัดเลือกบคุ คลเข้าทางาน หรือเพื่อนผลท่ไี ดจ้ ากแบบวัดทางจติ วทิ ยามาใชป้ ระกอบการตดั สินใจใน
การเล่ือนขั้น หรือย้ายตาแหน่งงาน เป็นต้น นอกจากน้ี เรายังสามารถนาแบบวัดทางจิตวิทยาไปใช้ใน
การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วิทยา 55
ชีวิตประจาวันโดยทั่วไปได้ เช่น แบบวัดทางจิตวิทยาที่ใช้ในการประเมินความเครียด หรือความสุข แบบวัด
เหล่านี้มักจะเป็นแบบวัดที่ไม่มีความซับซ้อนมาก ผู้ใช้สามารถตอบและคานวณคะแนนท่ีได้จากแบบวัดชุดนั้น
และนาคะแนนท่ีได้ไปเปรียบเทียบกับผลเพื่อแผลความหมายได้ด้วยตัวเอง ซ่ึงผู้ใช้อาจใช้คะแนนท่ีได้จากแบบ
วัดเหล่านั้น มาเป็นอีกเครือ่ งมือหน่ึง ท่ีช่วยใหต้ ระหนักและเข้าใจสภาพทางจิตใจของตัวเองได้ชดั เจนย่งิ ข้ึน ซึ่ง
จะช่วยใชส้ ามารถเตรยี มตวั หรือเตรยี มรับมอื กับส่ิงท่อี าจจะเกิดข้ึนตามมาจากสภาพจิตใจที่เปน็ อยู่ไดเ้ ปน็ ต้น7
2.6 วธิ กี ารวัด
แบบทดสอบอัตนัยและแบบทดสอบปรนัย (Subjective and Objective test) สาหรบั แบบทดสอบ
อัตนัยน้ัน ผู้สอบต้องเรียบเรียงคาตอบด้วยตนเองเพ่ือตอบคาถามในกระดาษคาตอบโดยเสรี ส่วนแบบทดสอบ
ปรนัยนั้นผู้สอบเพียงเลือกคาตอบท่ีท่ีตนเห็นว่าถูกต้อง จากรายการคาตอบท่ีมีให้เลือก แบบทดสอบปรนัยแบ่ง
ประเภทย่อยออกเป็น แบบทดสอบแบบจับคู่ (Matching) แบบถูกผิด (True-false) แบบเลือกตอบ (Multiple
choices) แบบเติมคา (Completion) เป็นต้น นอกจากนี้แบบทดสอบประเภทแบบเลือกตอบยังแยกออกได้
เปน็ หลายชนิด เชน่ แบบคาตอบท่ีดที ่ีสุดคาตอบเดยี ว แบบเติมคา แบบเรียงลาดับ แบบอนุกรมชนดิ ต่ออนกุ รม
แบบหาสาเหตแุ ละผล แบบตัวเลือกคงที่ เป็นต้น
2.6.1 การวดั โดยวธิ ีอตั นยั 8
ข้อทดสอบแบบอัตนัย (Subjective Tests) ข้อทดสอบแบบอัตนัย ได้แก่ ข้อทดสอบเชิงอธิบาย
ความ คาตอบของผเู้ รยี นแต่ละคนที่ได้จากข้อทดสอบแบบน้ีอาจแตกต่างกันในหลักการหรอื รายละเอียดได้ ซ่ึง
ต่างไปจากข้อทดสอบแบบปรนยั ซง่ึ มีคาตอบแน่นอน
แบบทดสอบอตั นยั คือ แบบทดสอบทมี่ คี ณุ สมบตั ิ ดงั ต่อไปนี้
1. ผู้ตอบจะตอ้ งเขยี นบรรยาย
2. เป็นข้อสอบที่ผตู้ อบมีสทิ ธจิ ะเขียนตอบอยา่ งเสรี
3. เปน็ ขอ้ สอบที่อาจมีคาตอบถกู หลาย ๆ ทาง
4. เป็นข้อสอบท่ีคาตอบของข้อสอบข้อเดียวกัน อาจจะมีความแตกต่างกันทั้งในด้านคุณภาพ และ
ความถกู ต้อง
เนื่องจากได้มีผู้เขียนวิจารณ์ และแสดงให้เห็นถึงข้อดีและข้อเสียหรือขอบเขตจากัดของข้อสอบ
อัตนัยไว้เป็นจานวนมาก และเน่ืองจากครูส่วนใหญ่ยังนิยมใช้ข้อบังคับอัตนัย (โดยไม่คานึงถึงว่าจะมีความ
7 สักกพัฒน์ งามเอก, แบบวัดทางจิตวิทยา, บทความสารคดีทางวิทยุ รายการ “จิตวิทยาเพื่อคุณ” วิทยุจุฬาฯ
FM 101.5 MHz. สืบคน้ 2 พฤษภาคม 2563 จาก http://smarterlifebypsychology.com/2018/01/09
8 กมลาศ ภวู ชนาธิพงศ์, (2560), การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ,ิ์ เอกสารประกอบการสอนระเบียบวิธวี ิจัย
ทางจิตวิทยา, ภาควิชาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, หน้า 345. สืบค้น 16 พฤษภาคม 2563 จาก
https://www.researchgate.net/publication/345977017_xeksarprakxbkarsxnrabeiybwithiwicaythangcitwithya
56 Testing and Assessment for Psychology
เหมาะสมกับสภาพการณ์ของการทดสอบในคร้ังน้ันหรือไม่ก็ตาม)จึงเป็นสิ่งจาเป็นที่นักวัดผล หรือครูผู้ออก
ข้อสอบจะต้องรวู้ ิธีการเขียนและวิธีปรับปรุงข้อสอบอัตนัยให้เป็นข้อสอบที่ดี มีประโยชน์ในการใชส้ อบมากท่ีสุด
ท่จี ะเป็นได้
จุดมุ่งหมายของการใช้แบบทดสอบอตั นยั
1. ต้องการให้ผู้เข้าสอบแสดงความสามารถด้านความคิดเสร้างสรรค์ (Creativity) และบรรยาย
ความคิดออกมาไดอ้ ย่างเป็นอิสระ
2. ต้องการเน้นความรู้ข้นึ ลึกซ้ึง เช่น ความสามารถด้านการสังเคราะห์ หรือต้องการวัดความเข้าใจ
ในเนื้อหาทีเ่ รยี นมาทง้ั หมด
3. เมอื่ ผ้เู ข้าสอบมีจานวนน้อย และครมู เี วลามากพอท่จี ะตรวจขอ้ สอบ
วธิ ีการตรวจให้คะแนนคาถามแบบอตั นัย ทนี่ ิยมในปจั จุบันมี 2 วธิ ี คอื
1) การตรวจโดยวธิ เี ทยี บเกณฑ์ (Analytical Method หรือ Point Method)
ในการตรวจข้อสอบอตั นยั โดยวธิ ีเทียบเกณฑน์ ้ัน จะต้องกาหนดแนวการตอบไว้ก่อน โดยแยกแนว
คาตอบออกเป็นตอนย่อย ๆ ตามความสาคัญ ฉะน้ัน ในการตรวจให้คะแนนโดยวิธีนี้ ผู้ตรวจจะต้องกาหนด
รายละเอียดของคาตอบไว้ก่อนท่ีจะตรวจ ในการตรวจให้คะแนนผู้ตรวจจะนาเอากระดาษคาตอบมาเทียบกับ
เกณฑ์ หรือแนวคาตอบท่ีได้กาหนดไว้ว่าตอบได้ใกล้เคียงกับแนวคาตอบเพียงใด แล้วจึงให้คะแนนเป็น
รายบุคคลในการกาหนดแนวคาตอบน้ัน ผู้ออกขอ้ สอบควรจะทาไว้พร้อม ๆ กับการเขียนคาถามเลย ไม่ควรจะ
มากาหนดแนวการตอบเม่ือจะเร่ิมตรวจการให้คะแนนแบบน้ี เหมาะสาหรับข้อสอบแบบกาหนดขอบเขตของ
การตอบมากกวา่ แบบไมก่ าหนดขอบเขตของการตอบ
ขอ้ ดขี องการตรวจข้อสอบโดยวิธกี ารเทยี บเกณฑ์
1. คะแนนท่ไี ด้จากการตรวจมคี วามเชื่อถอื ได้มากข้นึ
2. การกาหนดรายละเอียดในการตอบเพื่อทาแนวคาตอบ ช่วยทาให้ผู้ออกข้อสอบมองเห็น
ข้อบกพร่องของคาถามท่ีเขียนขึ้น เช่น ใช้คาพูดกากวม คาถามยากเกินไปหรือเวลาท่ีกาหนดน้อยเกินไป เป็น
ตน้
3. การกาหนดแนวคาตอบทาให้ง่ายแก่การอธิบายให้ผู้ถูกทดสอบฟังได้ ว่าทาไมจึงได้คะแนน
เท่าน้ัน
ขอ้ จากัดของการตรวจข้อสอบอัตนัยโดยเทียบเกณฑ์
1. ทาใหผ้ อู้ อกแบบขอ้ สอบต้องทางานหนักขึน้ และเสยี เวลามากขึ้น
2. การท่ีผู้ตรวจพยายามมองหาคาตอบที่สอดคล้องกับเกณฑ์ อาจจะทาให้เกิดการมองข้ามหรือ
ไม่ไดอ้ ่านขอ้ ความสาคญั ไป เปน็ ตน้
การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา 57
2) การตรวจโดยวิธจี ัดอันดบั คณุ ภาพ (Global Scoring หรือ Rating Method)
การตรวจข้อสอบอัตนัยโดยวิธีจัดอันดับคุณภาพ ผู้ตรวจจะอ่านกระดาษคาตอบของผู้เข้าสอบทุก
คนเสียก่อนท่ีละข้อ แล้วจึงนาคาตอบน้ันมาจัดเป็นกลุ่มๆ ตามความสามารถ เช่น กลุ่มดีมาก ดี ปานกลาง
พอใช้ หรือใช้ไม่ได้ แล้วจึงตรวจดูคุณภาพของคาตอบในแต่ละกลุ่มอีกที เช่น ในกลุ่มท่ีตอบดีมากน้ัน ต้อง
พิจารณาว่า ใครตอบดีกว่ากัน ให้เรียงลาดับของกระดาษคาตอบ ให้ติดต่อกันไปแล้วจึงให้คะแนน ใครอยู่
อนั ดบั แรกก็ไดค้ ะแนนสูงสุดลดนอ้ ยลงไปเป็นลาดบั การตรวจแบบน้ีจะทาใหค้ ะแนนมคี วามเชอ่ื ม่นั ยิง่ ขึ้น
ดังนัน้ จงึ สรปุ ไดต้ ่อไปน้ี
1. แบบทดสอบอัตนัยควรจะนามาใช้เม่ือต้องการให้ผู้ทดสอบแสดงความสามารถด้านความคิด
สร้างสรรค์ และบรรยายความคดิ ออกมาอยา่ งอิสระ
2. หากผู้เข้าทอสอบมีจานวนมาก และผู้ทดสอบมีเวลาจากัดในการตรวจข้อสอบแล้ว ไม่ควรใช้
แบบทดสอบแบบอตั นัย เป็นตน้
3. สิ่งทีค่ วรคานึงถึง ทาอยา่ งไรจงึ จะสร้างคาถามวัดในสงิ่ ทีต่ ้องการจะวดั ได้ และทาอยา่ งไรคะนนที่
ได้จากการตรวจสอบข้อสอบแบบอตั นัยจึงจะมีความเชือ่ มนั่ ได้มากท่ีสุด
4. คาถามแบบอัตนัย ควรจะใช่ต่อเมอ่ื เราตอ้ งการวดั ในส่ิงซ่ึงข้อสอบแบบปรนัยไมส่ ามารถวัดได้
5. เพ่ือความเชื่อถือได้ของคะแนน คาถามแบบอัตนัยควรเป็นคาถามแบบกาหนดขอบเขตของการ
ตอบ
6. วิธีการตรวจให้คะแนนคาถามแบบอัตนัยท่ีนิยมใช้กันมากในปัจจุบันมี 2 วิธี คือ การตรวจโดย
วิธีเทยี บเกณฑ์ และการตรวจโดยวิธีจัดอนั ดับคณุ ภาพ
7. การตรวจขอ้ สอบแบบอตั นยั ควรตรวจให้เสรจ็ ทีละข้อดกี วา่ ใหเ้ สร็จทีละคน และไม่ควรดูชื่อของ
ผตู้ อบ
8. สาเหตุสาคัญที่ผู้ทดสอบ ยังนิยมใช้ข้อสอบแบบอัตนัย เพราะเป็นข้อสอบที่สร้างง่าย และใช้
เวลาเตรยี มน้อยกวา่ ข้อสอบแบบปรนัย
2.6.2 การวดั โดยวธิ ีปรนัย9
ข้อทดสอบแบบปรนัย (Objective Test) ข้อทดสอบแบบปรนัย ได้แก่ ข้อทดสอบที่มีคาตอบ
แนน่ อนเป็นคาตอบเดียว ซง่ึ ในขอ้ ทดสอบอาจจะมคี าตอบไว้ใหเ้ ลอื ก หรือผเู้ รียนต้องเขียนคาตอบเอง
ประเภทของขอ้ ทดสอบแบบปรนัย
1. แบบถูก-ผิด (true- false) คือลักษณะข้อสอบปรนัยที่มีแค่สองตัวเลือก โดยเน้นให้ผู้สอบ
พิจารณข์ อ้ คาถามแลว้ ใหค้ าตอบว่า ถูกหรอื ผิด ใช่หรือไม่
9 นรรัชต์ ฝันเชียร, (2561), เทคนิคการออกข้อสอบ, สืบค้น 16 พฤษภาคม 2563 จาก https://www.true
plookpanya.com/education/content/68600/-teaartedu-teaart-teaarttea-
58 Testing and Assessment for Psychology
2. แบบเติมคา (completion) คือลักษณะข้อสอบปรนัยที่เน้นให้ผู้สอบเขียนตอบสั้นๆ ในส่วนที่
เว้นวา่ งไว้ในข้อสอบ
3. แบบจับคู่ (matching) คือลักษณะของข้อสอบปรนัยที่ให้เลือกคาตอบจากชุดคาตอบท่ีกาหนด
ไปใสใ่ นขอ้ คาถามที่ถกู ตอ้ ง
4. แบบเลือกตอบ (multiple choice) คือลักษณะของข้อสอบปรนัยที่มีคาถามและตัวเลือก
คาตอบให้ 3-5 ข้อ แลว้ ใหผ้ สู้ อบเลอื กคาตอบทถี่ ูกต้องจากตัวเลือกท่ีกาหนด
จากการออกข้อสอบตามแต่ละลักษณะนั้น แม้ว่าเรื่องของหลักการหรือเทคนิคจะเป็นสาคัญมาก
แต่เร่ืองคุณภาพของข้อสอบหรือแบบทดสอบ ก็เป็นเร่ืองท่ีสาคัญที่ผู้ออกข้อสอบต้องคานึงถึงด้วยเช่นเดียวกัน
โดยคณุ ลกั ษณะของข้อสอบท่ีดีนนั้ จะตอ้ งประกอบด้วย
1. ต้องมีความเท่ียงตรง (Validity) คือข้อสอบนี้ต้องสามารถวัดความรู้ ความเข้าใจ หรือทักษะต่าง ๆ
ไดถ้ ูกต้องตรงตามเนื้อหา
2. ต้องมคี วามเชอื่ มัน่ (Reliability) คอื ขอ้ สอบนีจ้ ะต้องมคี วามคงเสน้ คงวาในการวัดแตล่ ะครั้ง
3. ต้องมีความเป็นปรนัย (Objectivity) คือข้อสอบต้องมีความชัดเจนในความหมายของคาถาม และ
สามารถตรวจและแปลผลคะแนนไดต้ รงกัน
4. ต้องมคี วามยากงา่ ย (Difficulty) คือข้อสอบควรมมี ีระดบั ความยากงา่ ยอย่างเหมาะสม
5. ตอ้ งมีอานาจจาแนก (Discrimination) คือข้อสอบต้องสามารถแบ่งเด็กเก่งและเด็กอ่อนได้
6. ความมีประสทิ ธิภาพ (Efficiency) คอื การทข่ี ้อสอบสามารถวัดผลได้ถกู ต้องน่าเชื่อถือ
7. ต้องมีความยุติธรรม (Fair) คือการที่ข้อสอบจะต้องไม่ทาให้ผู้สอบได้เปรียบหรือเสียเปรียบกว่า
คนอนื่
จะเห็นไดว้ ่า ในการออกข้อสอบท้ังแบบอตั นัยและปรนัยนน้ั ผู้ออกข้อสอบจะต้องมีทกั ษะความรใู้ น
การเขียนพอสมควร รวมถงึ จะต้องมีความรู้ความเข้าใจอย่างดีในเร่ืองท่ีจะต้องออกขอ้ สอบ เพื่อใหข้ ้อสอบนั้นมี
คุณภาพสามารถวัดผลได้ตามท่ีกาหนดไวใ้ นหลกั สูตร นอกจากนี้สิ่งที่สาคัญนอกเหนือจากเรื่องทกั ษะของผู้ออก
ข้อสอบน้ัน ก็คือ เร่ืองของอารมณ์ความรู้สึกของผู้ออกข้อสอบเอง ที่ต้องตั้งม่ันอยู่บนความยุติธรรม ไร้ซ่ึงอคติ
ไม่ลาเอยี ง เพราะถ้าผ้อู อกข้อสอบมีความลาเอียงในการออกขอ้ สอบแล้วไซร์ ก็มีแนวโน้มจะเลือกออกข้อสอบที่
ส่งผลให้ผู้เรียนได้เปรียบและเสียเปรียบได้โดยง่าย ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น เราจะต้องมีการสอบเพ่ืออะไร เพราะมัน
คงไมม่ ีประโยชนอ์ นั ใดเลยกบั ผู้เรยี น
2.7 ลักษณะการวดั ทางจิตวิทยา
การวัดทางจิตวิทยา10 เป็นการวดั โดยกาหนดจากนิยามเชิงปฏบิ ัติการเน่ืองจากทฤษฎีและแนวคิดทาง
จิตวิทยามีลักษณะเป็นความคิดเชิงปัญญา (Intellectual construct) จึงเป็นการยากท่ีจะทาการวัดได้โดยตรง
ดังน้ัน จึงต้องมีการกาหนดความคิดเชิงปัญญาดังกล่าวให้ออกมาในรูปแบบเชิงโครงสร้าง (Construct) จึง
10 สุชรี า ภัทรายตุ วรรตน์, คู่มือการวดั ทางจติ วทิ ยา, กรงุ เทพมหานคร: ตรีเทพ, 2556, หนา้ 43.
การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวิทยา 59
จาเป็นต้องมีการนิยามความคิดรวบยอดทางจิตวิทยาต่าง ๆ ได้ ออกมาเป็นรูปแบบของนิยามเชิงปฏิบัติการ
(Operational definition) เสียก่อน เช่น ระดับเชาวน์ปัญญา หมายถึง ความสามารถของคนท่ีแสดงออกมา 2
ด้าน คือ ด้านการใช้คาพูด (Verbal) และด้านการกระทา (Performance) ด้านการใช้คาพูด แสดงถึง
ความสามารถทางด้าน ความรู้ทั่วไป (Information) การใช้เหตุผล (Comprehension)การใช้เหตุผลเชิงตรรก
(Logical) ความจา (Memory) ส่วนความสามารถทางด้านการกระทา กาหนดจากความสามารถทางด้าน
Motor, Speed, Perception, Integration เป็นตน้
จากการให้คานิยามเชงิ ปฏิบตั ิการดังกล่าว กท็ าการสร้างข้อคาถามหรือแบบจาลองการทางานตาม
โดเมนน้ัน ดงั ตารางที่ 2.3
ตารางที่ 2.311 ตัวอย่างการสรา้ งแบบสอบถามตามโดเมนทกี่ าหนดขึ้น
Verbal Performance
1. Information 1. Motor
1.1 …………………………………………………. 1.1 ………………………………………………….
1.2 …………………………………………………. 1.2 ………………………………………………….
1.3 …………………………………………………. 1.3 ………………………………………………….
2. Comprehension 2. Visual
2.1 …………………………………………………. 2.1 ………………………………………………….
2.2 …………………………………………………. 2.2 ………………………………………………….
2.3 …………………………………………………. 2.3 ………………………………………………….
3. Logical 3. Speed
3.1 …………………………………………………. 3.1 ………………………………………………….
3.2 …………………………………………………. 3.2 ………………………………………………….
3.3 …………………………………………………. 3.3 ………………………………………………….
4. Memory 4. Integration
4.1 …………………………………………………. 4.1 ………………………………………………….
4.2 …………………………………………………. 4.2 ………………………………………………….
4.3 …………………………………………………. 4.3 ………………………………………………….
2.8 กระบวนการวัดทางจติ วทิ ยา
เคยสงสัยกันหรือไม่ว่า แท้จริงแล้วแบบวัดทางจิตวิทยาคืออะไร ถูกสร้างขึ้นมาเพ่ืออะไร และการ
สร้างแบบวัดทางจิตวิทยาน้นั ทาอยา่ งไรเราจะรไู้ ด้อยา่ งไรว่าแบบวัดท่ีเราตอบกันอยนู่ ้ันบอกส่งิ ท่เี ราตอ้ งการจะ
ร้ไู ด้อยา่ งแท้จริง แบบวัดทางจิตวิทยานั้นมีประโยชน์ต่อคุณอย่างไร และแบบวัดทางจิตวทิ ยาที่ถูกพัฒนาข้ึนมา
ด้วยวิธีการวิจัยนั้นมีความแตกต่างอย่างไรจากแบบวัดที่เราเห็นกันท่ัวไปตามนิตยสารหรือตามเว็บไซต์ต่าง ๆ
11 สชุ ีรา ภัทรายตุ วรรตน์, คมู่ ือการวดั ทางจิตวิทยา, กรงุ เทพมหานคร: ตรีเทพ, 2556, หนา้ 44.
60 Testing and Assessment for Psychology
แบบวัดทางจิตวิทยาเริ่มมีการใช้เมื่อประมาณสงครามโลกครั้งที่ 2 วัตถุประสงค์ของแบบวัดทางจิตวิทยาใน
สมัยนั้นคือ ความต้องการที่จะประเมินความสามารถและศักยภาพของทหารท่ีเข้าร่วมรบในสงครามว่ามีมาก
นอ้ ยแค่ไหน ต้องมีการฝึกเพ่ิมหรือลดอะไรหรือไม่ เพ่ือให้การรบของทหารมปี ระสิทธิภาพมากย่ิงขึ้น แต่สาหรับ
ในปจั จุบัน นักจติ วิทยาใช้แบบวดั ทางจิตวิทยาเปน็ อีกเครือ่ งมือหน่ึงเพอื่ ชว่ ยในการประเมนิ สภาวะต่าง ๆ ของผู้
เข้ารับการบริการ ไม่ว่าจะเป็นการประเมินพัฒนาการในเด็ก การประเมินสภาวะทางจิตใจ เช่น ความเครียด
ความวติ กกงั วล ความซมึ เศรา้ หรอื แมก้ ระทั่งความสุข เป็นตน้
นอกจากน้ีแบบวัดทางจติ วทิ ยายังถูกนามาใช้ในบริษทั หรอื ในวงการธุรกิจ เพอื่ เปน็ เครอ่ื งมือหนง่ึ ใน
การประเมินความสามารถเพ่ือคัดคนเข้าทางาน หรือแม้แต่เพื่อเลื่อนข้ันให้กับพนักงานด้วยเช่นกัน หรือ
แม้กระท่ังการใช้แบบวัดทางจิตวิทยาเพ่ือศึกษาความคิดเห็นของบุคคลที่มีต่อส่ิงต่าง ๆ ท่ีเกิดขึ้นในสังคม เช่น
การมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน หรือความคิดเห็นท่ีมีต่อบุคคลข้ามเพศ รวมไปถึงความคิดเห็นท่ีบุคคลมีต่อ
พฤติกรรมของตนท่ีเกิดขนึ้ และการวางแผนต่อสิ่งท่ีมีความเป็นไปได้ทีจ่ ะเกิดข้ึนในอนาคต เชน่ พฤติกรรมการ
ดื่มเหล้าของตนเองในปัจจุบัน และการวางแผนที่จะเลิกดื่มเหล้าในอนาคต เป็นต้น เหล่าน้ีคือตัวอย่างที่
นักจติ วิทยาใชแ้ บบวดั ทางจิตวทิ ยาช่วยในการทางาน
ก่อนท่ีนักจิตวิทยาหรือนักวิจัยจะพัฒนาหรือสร้างแบบวัดทางจิตวิทยา เพื่อประเมินอะไรสักอย่าง
ขึ้นมาได้นั้น นักจิตวิทยาหรือนักวิจัยคนนั้น จะต้องมีการระบุความหมาย หรือพฤติกรรมท่ีเขาต้องการท่ีจะ
ประเมินอย่างชัดเจนก่อน ตัวอย่างเช่น ถ้าต้องการที่จะพัฒนาหรือสร้างแบบวัดทางจิตวิทยาเพื่อประเมิน
สภาวะความเครียด นักจิตวิทยาหรือนักวิจัยคนนั้นจะต้องระบุให้ได้ก่อน ความเครียดในแบบวัดที่เขากาลังจะ
พัฒนาข้ึนน้ันคืออะไร ลักษณะอาการแบบไหนที่ฟ้องว่าคนกาลังเครียด และอะไรที่ไม่ใช่การระบุความหมาย
หรือหาพฤติกรรมที่จะสื่อได้ถึงความเครียดนั้น ทาได้หลายวิธีด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาทฤษฎีทางวิจัย
งานวิจัยในอดีตที่ผ่านมา หรือแม้แต่การสัมภาษณ์ จากน้ัน เม่ือนักจิตวิทยาหรือนักวิจัย สามารถระบุ
ความหมายหรือคาอธิบายที่ชัดเจน สาหรับสิ่งท่ีเขาต้องการประเมินแล้ว ความหมายหรือคาอธิบายที่สร้างข้ึน
จะถูกนามาพัฒนาเป็นคาถามท่ีใช้ในแบบวัดคาถามท่ีถูกสร้างขึน้ มาน้ันจะมีลักษณะท่ีแตกต่างกนั ออกไป ข้ึนอยู่
กับเป้าหมายของการใชแ้ บบวดั ทางจิตวิทยาชุดนั้น ๆ บางคาถามอาจถามความถ่ขี องพฤติกรรมหรืออาการทาง
กายท่ีเกิดข้ึน เพื่อดูความเข้มข้นของส่ิงที่นักจิตวิทยาหรือนักวิจัยต้องการจะศึกษา บางครั้งคาถามท่ีสร้างขึ้น
อาจจะขอให้ผู้ตอบแสดงความเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย เพื่อดูมุมมองของผู้ตอบ เช่น แบบวัดความเครียดจะมี
ท้ังลักษณะคาถามท่ีประเมินอาการทางกายที่อาจจะบ่งบอกถึงความเครยี ดที่เกิดขึ้น ว่ามีบ่อยมากน้อยแค่ไหน
เพื่อดูความเข้มข้นของความเครยี ดที่ผ้ตู อบมี และยงั มีคาถามทข่ี อให้ผู้ตอบแสดงความเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย
ต่อว่า ตนมีความคิดหรือความรู้สึกต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความเครียดหรือไม่ เพื่อดูว่าผู้ตอบรู้สึกถึงระดับ
ความเครียดของตัวเองหรือไม่เม่ือนักจิตวิทยาหรือนักวิจัยได้คาถามที่จะนามาใช้ในแบ บวัดทางจิตวิทยาแล้ว
แบบวัดชุดนั้นจะถูกนามาทดสอบด้วยวิธีการต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นวิธีการทางสถิติ หรือแม้กระท่ังการ
พิจารณาอย่างเป็นระบบ ว่าคาถามและคาตอบที่ถูกสร้างขึ้นมานั้นเหมาะสมกับผู้ตอบหรือไม่ เพื่อพัฒนาให้
แบบวัดชุดน้ันมีคุณภาพ สามารถประเมินสิ่งที่ต้องการจะรู้ได้อย่างถูกต้อง ไม่มีความผิดพลาด ขั้นตอนเหล่าน้ี
การทดสอบและการประเมินทางจติ วิทยา 61
เป็นข้ันตอนคร่าว ๆ ท่ีนักจิตวิทยาหรือนักวิจัยมักจะต้องทาเพื่อพัฒนาแบบวัดทางจิตวิทยาขึ้นมาชุดหนึ่ง
เพอื่ ให้มน่ั ใจวา่ แบบวัดชุดนน้ั มคี ุณภาพอย่างแท้จรงิ 12
2.9 ปญั หาการวัดทางจติ วทิ ยาและการประเมนิ ทางจิตวทิ ยา
ปจั จุบนั จิตวทิ ยาเปน็ ศาสตร์ที่ได้รบั การยอมรับว่ามคี วามสาคัญอย่างมากสาหรบั การดาเนินชีวติ ใน
ปัจจุบัน ของมนุษย์ เพราะเน่ืองจากว่าจิตวิทยาเป็นวิชาท่ีมุ่งศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ ซ่ึงทาให้เราได้รู้และ
เข้าใจตนเองและผู้อ่ืน การปรับตัวให้เข้ากับผู้อ่ืน สังคม และส่ิงแวดล้อม ที่เก่ียวข้องได้อย่างดี และจิตวิทยา
สามารถคาดคะแนนพฤติกรรมและเหตุการณ์ที่จะเกิดข้ึนได้ โดยเฉพาะอย่างย่ิงการควบคุมพฤติกรรมของ
ตนเองหรือผู้อื่น ให้เป็นไปตามจุดมุ่งหมายท่ีต้องการได้ ความรู้ทางจิตวิทยานอกจากจะสามารถนาไป
ประยุกต์ใช้กับตนเองแล้ว ก็ยังสมารถนาไปใช้ในด้านการบริหาร และธุรกิจได้อย่างเหมาะสม ย่อมก่อให้เกิด
ประสิทธิภาพและประสิทธิผลท่ีต้ังไว้ เช่น การเรียนการสอน ธุรกิจการโฆษณา การท่องเท่ียว การ
รกั ษาพยาบาล การเมอื งและอนื่ ๆ เป็นตน้ การวัดทางจติ วิทยาและการประเมิน มวี ิธีการศึกษาหลายแบบ โดย
ผู้ศึกษาจะต้องเลือกวิธีการท่ีเหมาะสมและเกิดประโยชน์ สาหรับการวัดทางจิตวิทยาประกอบด้วยเคร่ืองมือ
หลายประเภทได้แก่ วิธีทางวิทยาศาสตร์ วิธีการตรวจสอบตนเอง วิธีการสังเกต วิธีการศึกษาบุคคลเป็นราย
กรณี วิธสี ัมภาษณ์ วธิ ีการทดสอบ วิธกี ารทดลอง นอกจานย้ี ังมีแบบทดสอบต่าง ๆ ทใี่ ชเ้ ปน็ เครื่องมอื ในการวัด
ความรู้ความสามารถ อารมณ์ บุคลิกภาพ ดังน้ันการวัดและการประเมินโดยอาศัยใช้เครื่องมือวัดต่าง ๆ จึง
จาเปน็ ตอ้ งมีคณุ ภาพในการชีวดั และประเมินผล เพอ่ื ให้ได้ผลทีถ่ กู ต้องและเชื่อถือได้
2.10 ความแตกต่างระหว่างการวดั ทางกายภาพและการวดั ทางจติ วิทยา
ความแตกตา่ งระหว่างการวัดทางกายภาพกบั การวดั ทางจิตวทิ ยา13
การวัดทางจิตวิทยามลี ักษณะที่แตกต่างจากการวัดทางกายภาพ กล่าวคือ ประการแรกการวดั ทาง
จติ วทิ ยา เป็นการวัดโดยการกาหนดการสุ่มบางส่วนของพฤตกิ รรมขึ้นมาทาการวัด แต่การวัดทางกายภาพเป็น
การวัดสิ่งท่ีต้องการทาการวัดทั้งหมด เช่น เราทราบความสูงหรือน้าหนักของบุคคล โดยการัดหรือทาการชั่ง
นา้ หนกั ทุก ๆ สว่ นของบคุ คล เราไม่อาจบอกถงึ ความสงู ของบคุ คลน้ันโดยการวัดแค่ช่วงแขน แล้วอา้ งจากความ
ยาวของแขนเป็นส่วนสูงของบุคคลน้ัน ตรงกันข้ามการวัดทางจิตวิทยาน้ัน เรากาหนดกลุ่มตัวอย่างการวดั ตาม
โดเมน (Domain) เท่าน้ัน แล้วอ้างอิงไปถึงคุณสมบัติท้ังหมด เช่น การวัดระดับความซึมเศร้า เราจะทาการ
กาหนดโดเมนของความซึมเศร้าว่าประกอบด้วยอาการอะไรบ้าง แล้วทาการสร้างเป็นข้อคาถามของการวัด
เป็นตน้
12 สักกพัฒน์ งามเอก, แบบวัดทางจิตวิทยา, บทความสารคดีทางวิทยุ รายการ “จิตวิทยาเพ่ือคุณ” วิทยุจุฬาฯ
FM 101.5 MHz. สืบค้น 2 พฤษภาคม 2563 จาก http://smarterlifebypsychology.com/2018/01/09
13 สุชีรา ภัทรายตุ วรรตน์, (2556), คมู่ อื การวดั ทางจติ วิทยา, กรุงเทพมหานคร: ตรีเทพ, หนา้ 26.
62 Testing and Assessment for Psychology
ประการต่อมา การวัดทางจิตวิทยามักเก่ียวข้องกับตัวแปรแทรกซ้อนภายนอก เช่น ทัศนคติของผู้
ถูกวัดต่อการทดสอบ (สภาพทางกายและทางจิต) หรือสภาพแวดล้อมทางกายภาพของการทดสอบ เช่น
ลักษณะห้องท่ีทดสอบอุณหภูมิ แสงสว่าง เป็นต้น ซ่ึงตรงกันข้ามกับการวัดทางกายภาพ ซ่ึงตัวแปรแทรกซ้อน
ดังกล่าวมักไมม่ ีผลตอ่ การวดั มากเทา่ กบั การวัดมากเทา่ กบการวัดทางด้านจติ วิทยา
2.11 วธิ กี ารควบคุมอคตขิ องการตอบ14
ความอคติของคาตอบ เป็นคาตอบท่ีไม่ใช่คาตอบที่แท้จริงของผู้ตอบ ผู้ตอบโดยคานึงถึงส่ิงอื่น
มากกว่าเนื้อหาของคาถาม มักเกิดขึ้นในเคร่ืองมือวัดชนิดรายงานตนเอง ความอคติของคาตอบมีหลายอย่าง
เช่น การเห็นคลอ้ ยตามกัน การตอบตามส่งเดช และการตอบสดุ โตง่ เปน็ ตน้
สาหรบั วิธีควบคมุ อทิ ธิพลของความอคติคาตอบ แบ่งออกได้ 2 ประเภท คอื
1. การควบคุมอิทธิพลของการตอบความต้องการทางสังคม ใช้วิธีเหตุผล วิธีการวิเคราะห์
องค์ประกอบ การแปรผนั ร่วมและวิธกี ารลดข้อเรียกรอ้ ง
2. การควบคุมอิทธิพลของรูปแบบหรือสไตล์การตอบแบบต่าง ๆ เช่น ออกแบบมาตราวัดให้มี
ข้อความทางบวกและทางลบอยู่จานวนเทา่ กัน
2.12 การใชแ้ บบทดสอบทางจติ วทิ ยาและมาตรฐานของแบบทดสอบ
2.12.1 แบบทดสอบทเี่ ผยแพร่
จานวนของแบบทดสอบท่ีได้รับการตีพิมพ์โดยนักจิตวิทยาในช่วง 100 ปีที่ผ่านมาน้ันมีมากมาย
มหาศาล แบบทดสอบได้รับการพัฒนาเพื่อวัดลักษณะทางจิตมีตง้ั แต่ความวิตกกังวลไปจนถงึ โรคกลัวสัตว์ ข้อดี
ของการใชแ้ บบทดสอบที่ตีพิมพใ์ นงานวจิ ัยคือ ผวู้ ิจยั สามารถเปรยี บเทียบผลลัพธข์ องงานกับของคนอื่น ๆ ทใี่ ช้
แบบทดสอบเดียวกัน ดังนั้นการวิจัยจะเพิ่มความรู้องค์รวมของเร่ืองน้ัน ๆ คะแนนท่ีใกล้เคียงกับคะแนนท่ีผู้อื่น
ได้รับ ทาให้คุณม่ันใจในความน่าเชื่อถือของงาน ในทางกลับกันหากผลลัพธ์ของผู้วิจัยแตกต่างไปจากของผู้อื่น
ผู้วจิ ัยกาลังเผชิญกับความท้าทาย ซึ่งถ้ายอมรับมันก็อาจเป็นเร่ืองท่ีน่าต่ืนเต้นทีเดียว ภารกิจคือการหาให้ได้ว่า
เหตใุ ดผลลพั ธ์จึงแตกต่างกัน
การค้นหาแบบทดสอบเฉพาะที่ตรงกับวัตถุประสงค์ของโครงการวิจัยของคุณ อาจต้องใช้ความ
พยายามเพียงสักหน่อย เรามีข้อเสนอแนะสาหรับคุณ เมื่อพบแบบทดสอบท่ีต้องการจะใช้ ผู้วิจัยจะต้อง
ตรวจสอบก่อนวา่ แบบทดสอบนัน้ ไดร้ บั อนญุ าตใหน้ าไปใชไ้ ดห้ รือไม่
บางครั้ง การหาแบบทดสอบก็ไม่ยาก หากวรรณกรรมที่คุณค้นหาเป็นบทความที่ดึงดูดความสนใจ
ของคุณ ตัว DV (หรอื DVs) ทใี่ ชใ้ นบทความน้นั อาจกลายเปน็ DV ของคุณ สว่ นใหญ่แบบทดสอบจรงิ จะไม่เป็น
ส่วนหน่ึงของบทความ แต่ส่วนอ้างอิงจะให้แหล่งท่ีมาของแบบทดสอบแก่คุณ แหล่งข้อมูลอ่ืนที่เก่ียวกับ
14 อรพินทร์ ชูชม, (2545), แผนการสอนวิชา วป 502 การสร้างและพัฒนาเครื่องมือวัดทางพฤติกรรมศาสตร์,
สถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์, กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลยั ศรีนครนิ ทรวิโรฒ ประสานมติ ร, หนา้ 27-28.
การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา 63
แบบทดสอบที่หาได้ง่ายคืออาจารย์ของคุณ อาจารย์มักจะนาคุณไปสู่แบบทดสอบ และบางครั้งพวกเขาก็มี
แบบทดสอบท่ีเขาสร้างเอง
มีข้อมูลอ้างอิงทางอิเล็กทรอนิกส์และงานพิมพ์จานวนหน่ึงที่ให้แบบทดสอบหรือนาคุณไปสู่
แบบทดสอบ สถาบัน Buros มีการจัดพิมพ์ “Tests in Print” and “Mental Measurements Yearbook”
ซึ่งเป็นหนังสืออ้างอิงที่อาจอยู่ในห้องสมุดมหาวิทยาลัยของคุณ “Tests in Print” เป็นบรรณานุกรมที่
ครอบคลุมแบบทดสอบเชิงพาณิชย์ทั้งหมดท่ีมี แต่ละรายการจะอธิบายการวัดผลแบบทดสอบว่าเป็นอย่างไร
การได้มาซึ่งข้อมูลนั้น และข้อมูลอ่ืน ๆ “Mental Measurements Yearbook” (ซ่ึงออกใหม่ทุก ๆ 2 ปี) มี
แบบทดสอบใหม่และฉบับแก้ไข บทวิจารณ์มักมีข้อมูลเก่ียวกับความเท่ียงและความตรง เว็บไซต์ของสถาบัน
(http://www.unl.edu/buros/) มีแบบทดสอบฟรี เกอื บ 4,000 รายการ
American Psychological Association (APA) รวบรวมฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ท่ีช่วยให้คุณ
สามารถค้นหาทั้งแบบทดสอบท่ีตีพิมพ์ ซึ่งขายโดยผู้จัดพิมพ์เชิงพาณิชย์และแบบทดสอบท่ีไม่ได้เผยแพร่ (ซึ่ง
มั ก จ ะ เป็ น ผ ล งาน ข อ งนั ก วิจั ย แ ต่ ล ะค น ) เว็บ ไซ ต์ APA คื อ http://www.apa.org/science/faq-
findtests.html/ ฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์อ่ืนท่ี รวบรวมโดยศูนย์ข้อมูลทรัพยากรการศึกษา (ERIC) คุณ
สามารถค้นหาฐานข้อมูลได้ที่ http://www.eric.ed.gov/ สาหรับแบบทดสอบและแบบสอบถาม นอกจากน้ี
ห้ อ ง ส มุ ด ข อ ง คุ ณ อ า จ มี ส่ิ ง พิ ม พ์ APA “the directory of unpublished experimental mental
measures” ซ่ึงมีแบบทดสอบทใี่ ชโ้ ดยนักวจิ ัยต้งั แตป่ ี 1970
แหล่งข้อมูลบางส่วน รวมถึงสาเนาของแบบทดสอบจริง คู่มือผู้สอนที่มาพร้อมกับหนังสือ คู่มือ
จิตวิทยาเบื้องต้น มักจะมีแบบทดสอบและการให้คะแนน เอกสารอ้างอิงอื่น ๆ อีกสองรายการท่ีมีสาเนาของ
แบบทดสอบ คีย์การให้คะแนน และข้อมูลการทดสอบ ได้แก่ Robinson, Shaver และ Wrightsman (1991)
และสองเล่มของ Fischer และ Corcoran (2000a, 2000b)
ต่อไปนี้คือข้อควรระวังสองข้อ ที่มาพร้อมกับแบบทดสอบที่เผยแพร่ ข้อควรระวังประการหน่ึงคือ
การตรวจสอบคู่มือการทดสอบหรือบทวจิ ารณ์เพ่ือกาหนดความนา่ เชื่อถือของแบบทดสอบ แม้แต่แบบทดสอบ
ทตี่ ีพิมพบ์ างครั้งก็ยังมีค่าสมั ประสิทธิ์ความน่าเชื่อถือส่วนเพม่ิ ข้อควรระวังประการท่สี อง เกี่ยวกับสิทธิใ์ นการใช้
แบบทดสอบ หากแบบทดสอบมีลิขสิทธิ์ คุณไม่สามารถใช้แบบทดสอบโดยไม่ได้รับอนุญาต ในกรณีของ
แบบทดสอบที่มีลิขสิทธิ์โดยผู้เผยแพร่โฆษณา จะได้รับอนุญาตเมื่อซ้ือแบบทดสอบ อย่างไรก็ตามผู้ถือลิขสิทธ์ิ
รายอื่น ๆ อาจอนุญาตให้ใช้งานแบบจากัดได้ เช่น เพื่อดาเนินโครงการวิจัยสาหรับชั้นเรียน นักวิจัยแต่ละคน
หากพวกเขามีลิขสิทธิ์ในแบบทดสอบท่ีเขียนข้ึน มักจะยินดีท่ีจะให้สิทธ์ิแก่นักเรียนและนักวิจัยคนอ่ืน ๆ มี
คาแนะนาเก่ียวกบั วธิ ีการตดิ ตอ่ นกั วิจยั ทางอีเมล์15
15 Chris Spatz, Edward P Kardas, (2008), Research Methods in Psychology, New York: McGraw-
Hill Companies, Inc., pp. 110-115.
64 Testing and Assessment for Psychology
2.12.2 การใช้แบบทดสอบทางจติ วทิ ยา16
ในบทนี้จะเป็นการกล่าว ถึง มาตรวัดทางจิตวิทยาท่ีมีการนิยมใช้กันเป็นสากล โดยจะเป็นการ
กล่าวถึง ลักษณะของแบบทดสอบในแงข่ องจุดมุ่งหมายกลุ่มคนท่ีถูกวัด ตัวแปรท่ีถูกวัด คุณภาพของแบบสอบ
และการประยุกต์ใช้ สาหรับตัวข้อคาถามนั้น จะไม่มีการนามาตีพิมพ์ เน่ืองจากแบบทดสอบทางจิตวิทยาเป็น
เครื่องมือท่ีมีเรื่องของลิขสิทธ์ิทางปัญญาที่คุ้มครองอยู่ การตีพิมพ์เผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของ
ลิขสิทธ์ิ จึงเปน็ สิ่งที่ผิดกฎหมาย ผสู้ นใจและผทู้ ี่มีความต้องการท่ีจะนาแบบวดั นั้น ๆ ไปใช้ ควรจะติดตอ่ ผ้สู ร้าง
เคร่ืองมือหรือบริษัทผู้จัดจาหน่ายแบบสอบนั้น ๆ โดยตรง นอกจากนี้แบบสอบที่ไม่ได้ถูกนามาแนะนาในตารา
เลม่ นี้ ผู้สนใจสามารถคน้ ควา้ เพิม่ เติมไดจ้ ากตาราและเอกสารท่เี ขียนถงึ แบบทดสอบทางจิตวทิ ยา ไดแ้ ก่
1) The Mental Measurements Yearbook (MMY)นับว่าเป็นแหล่งที่สาคัญในการรวบรวม
และรายงานความเคลื่อนไหวของการพัฒนาแบบทดสอบทางจิตวิทยาและทางการศึกษา ก่อต้ังโดยOscar K.
Burcsในปี ค.ศ.1978 และต้ังแต่ปี ค.ศ. 1985 MMY ตีพิมพ์โดย The Buecs Institute ofMental
Measurements ทม่ี หาวิทยาลัย Nebraska
2) The Collection Bibliographiesผู้ที่จัดทาคือ Educational Testing Service (ETS) ETS
จะทาการรวบรวมรายช่ือแบบสอบแต่ละสาขา รายละเอียดประกอบด้วยเนื้อหาท่ีเฉพาะสาขา ลักษณะ
แบบทดสอบ ผูร้ ับการทดสอบ และตวั แปรทว่ี ดั เป็นต้น
3) The Standard for Education and Psychological Testing ผู้ที่จัดทาคือThe American
Psychological Association(APA) รว่ มกับ The American Educational Research Association (AE)
2.13 สรุป
หลักการสาคัญของวัดและการประเมินทางจิตวิทยา จะต้องรู้สักนิยามการวัดทางจิตวิทยา ได้แก่
การวัด (Measurement) ระดับของการวัด ระบบการกาหนดตัวเลขในการวัด ไม่ว่าจะวัดอะไรก็ตาม เรียกว่า
มาตร (Scale) ได้แก่ มาตรจัดประเภท (Nominal Scale) การวัดในระดับจัดประเภท มาตรจัดอันดับ
(Ordinal Scale) การวัดในระดับจัดอันดับ มาตรอันตรภาค (Interval Scale) การวัดในระดับอันตรภาคเป็น
การกาหนดตัวเลขให้กับสิ่งของหรือพฤติกรรมเพ่ือแสดงอันตรภาค หรือระยะแตกต่างระหว่างสิ่งของหรือ
พฤติกรรม และมาตรอัตราส่วน (Ratio Scale) การวัดในระดับอัตราส่วนเป็นการวัดในระดับสูงสุด ตัวเลขแทน
จานวนอันตรภาคที่มีช่วงยาวเท่ากัน เป็นต้น นักจิตวิทยาใช้แบบวัดทางจิตวิทยาเป็นเครื่องมือหนึ่งในการ
ทางาน โดยใช้แบบวัดทางจิตวิทยาช่วยในการประเมินสภาวะต่าง ๆ ในผู้รับบริการไม่ว่าจะเป็นในเด็กหรือ
ผู้ใหญ่ และใช้แบบวัดทางจิตวิทยาในการศึกษาความคิดเห็นต่าง ๆ หรือแม้แต่พฤติกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น
นอกเหนือจากในหมู่นักจิตวิทยา ในบริษัทต่าง ๆ หรือองค์การต่าง ๆ ก็มีการใช้แบบวดั ทางจิตวิทยาอยู่เช่นกัน
ซง่ึ มีวิธีการวัดโดยแบบทดสอบอัตนัยและแบบทดสอบปรนัย (Subjective and Objective test) ข้อทดสอบแบบ
อัตนัย (Subjective Tests) ได้แก่ข้อทดสอบเชิงอธิบายความ คาตอบของผู้เรียนแต่ละคนที่ได้จากข้อทดสอบ
16 สุชรี า ภัทรายตุ วรรตน์, (2556), คู่มือการวดั ทางจติ วิทยา, กรงุ เทพมหานคร: ตรเี ทพ, หน้า 43.
การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วทิ ยา 65
แบบน้ีอาจแตกต่างกันในหลักการหรือรายละเอียดได้ ซ่ึงต่างไปจากข้อทดสอบแบบปรนัยซึ่งมีคาตอบแน่นอน
ข้อทดสอบแบบปรนัย (Objective Test) ได้แก่ ข้อทดสอบที่มีคาตอบแน่นอนเป็นคาตอบเดียว ซ่ึงในข้อ
ทดสอบอาจจะมีคาตอบไว้ให้เลือก หรือผู้เรียนต้องเขียนคาตอบเอง สาหรับการวัดทางจิตวิทยาเป็นการวัดโดย
กาหนดจากนิยามเชิงปฏิบัติการเน่ืองจากทฤษฎีและแนวคิดทางจิตวิทยามีลักษณะเป็นความคิดเชิงปัญญา
(Intellectual construct) จึงต้องมีการกาหนดความคิดเชิงปัญญาให้ออกมาในรูปแบบเชิงโครงสร้าง (Construct)
โดยนิยามความคิดรวบยอดทางจิตวิทยาต่าง ๆ ในรูปแบบของนิยามเชิงปฏิบัติการ (Operational definition)
เช่น ระดับเชาวน์ปัญญา หมายถงึ ความสามารถของคนท่ีแสดงออกมา 2 ด้าน คือ ด้านการใชค้ าพูด (Verbal)
และด้านการกระทา (Performance) ด้านการใช้คาพูด แสดงถึงความสามารถทางด้าน ความรู้ท่ัวไป
(Information) การใช้เหตุผล (Comprehension) การใช้เหตุผลเชิงตรรก (Logical) ความจา (Memory) ส่วน
ความสามารถทางด้านการกระทา กาหนดจากความสามารถทางด้าน Motor, Speed, Perception,
Integration เป็นต้น ในปัจจุบัน นักจิตวิทยาใช้แบบวัดทางจิตวิทยาเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งเพ่ือช่วยในการ
ประเมนิ สภาวะต่าง ๆ ของผู้เข้ารับการบริการ ตัวอย่างเช่น การประเมินพัฒนาการในเดก็ การประเมินสภาวะ
ทางจิตใจ เช่น ความเครียด ความวิตกกังวล ความซึมเศร้า หรือแม้กระท่ังความสุข เป็นต้น แบบวัดทาง
จติ วิทยายังถูกนามาใช้ในบริษัทหรือในวงการธุรกิจ เพื่อเป็นเคร่ืองมือหน่ึงในการประเมินความสามารถเพ่ือคัด
คนเข้าทางาน เพ่ือเลื่อนขั้นให้กับพนักงานเพ่ือศึกษาความคิดเห็นของบุคคลท่ีมีต่อส่ิงต่าง ๆ ที่เกิดข้ึนในสังคม
นักจิตวิทยาหรือนักวิจัยจะพัฒนาหรือสร้างแบบวัดทางจิตวิทยา เพื่อประเมิน จะต้องมีการระบุความหมาย
หรือพฤติกรรมท่ีต้องการประเมินอย่างชัดเจน ความหมายหรือคาอธิบายที่สร้างข้ึนจะถูกนามาพัฒนาเป็น
คาถามที่ใช้ในแบบวัดคาถามที่ถูกสร้างข้ึนมาน้ันจะมีลักษณะท่ีแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของการ
ใชแ้ บบวัดทางจติ วทิ ยาชดุ น้ัน ๆ เมอื่ ได้แบบวดั ทางจติ วิทยาแล้ว จะถูกนามาทดสอบดว้ ยวธิ กี ารต่าง ๆ มากมาย
ไม่ว่าจะเป็นวธิ ีการทางสถิติ หรือแม้กระทั่งการพิจารณาอย่างเป็นระบบ ว่าคาถามและคาตอบท่ีถูกสร้างขึ้นมา
นั้นเหมาะสมกับผตู้ อบหรือไม่ เพ่ือพัฒนาใหแ้ บบวัดชุดนั้นมีคุณภาพ สามารถประเมินสิ่งทตี่ ้องการจะรู้ได้อย่าง
ถูกต้อง ไม่มีความผิดพลาด ข้ันตอนเหล่าน้ีเป็นขั้นตอนคร่าว ๆ ที่นักจิตวิทยาหรือนักวิจัยมักจะต้องทาเพ่ือ
พัฒนาแบบวดั ทางจิตวทิ ยาขึ้นมาชดุ หนง่ึ เพื่อให้มน่ั ใจว่าแบบวดั ชุดน้ันมีคณุ ภาพอยา่ งแทจ้ รงิ เปน็ ต้น
66 Testing and Assessment for Psychology
คาถามทบทวนบทท่ี 2
1) จงอธบิ ายนิยามการวัดทางจติ วิทยา
2) จงอธบิ ายและยกตวั อย่างระดับของการวดั
3) จงอธิบายธรรมชาตขิ องการวัดพฤตกิ รรมทางจิตวทิ ยาว่ามคี วามสาคัญอย่างไร
4) จงอธิบายความแตกต่างระหวา่ งการวดั ด้วยวธิ ีอัตนัยกบั การวดั โดยวิธปี รนัย
5) จงอธิบายลกั ษณะการวดั ทางจิตวิทยา
6) จงอธิบายกระบวนการวัดทางจิตวิทยา
7) จงบอกปัญหาการวดั ทางจติ วทิ ยาและการประเมนิ ทางจิตวิทยาวา่ มคี วามแตกต่างกนั อยา่ งไร
8) จงอธิบายความแตกตา่ งระหวา่ งการวัดทางกายภาพและการวัดทางจิตวทิ ยา
9) จงบอกเหตุผลวา่ ทาไมจะต้องมวี ิธกี ารควบคมุ อคติของการตอบ
10) จงยกตวั อยา่ งแบบทดสอบทางจิตวิทยาท่ีมีมาตรฐาน และวิธีการใชแ้ บบทดสอบ
การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วทิ ยา 67
เอกสารอ้างองิ ประจาบท
กมลาศ ภูวชนาธิพงศ์. (2560). การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ. เอกสารประกอบการสอนระเบียบวิธีวิจัย
ทางจิตวิทยา. ภาควิชาจิตวิทยา. พระนครศรีอยุธยา: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,
หน้า 345. สืบค้น 16 พฤษภาคม 2563 จาก https://www.researchgate.net/publication/
345977017_xeksar prakxbkarsxnrabeiybwithiwicaythangcitwithya
ชัยพร วัชชาวธุ . (2523). การวจิ ยั เชงิ จติ วิทยา. กรุงเทพมหานคร: บริษัท สานกั พิมพ์ ไทยวัฒนาพานชิ จากัด.
นรรัชต์ ฝันเชียร. (2561). เทคนิคการออกข้อสอบ. สืบค้น 16 พฤษภาคม 2563 จาก https://www.true
plookpanya.com/education/content/68600/-teaartedu-teaart-teaarttea-
สมชาย รัตนทองคา. (2556). การวัดและประเมินผลทางการศึกษา. เอกสารประกอบการสอน 475 788 การ
สอนทางกายภาพบาบดั ภาคต้นปกี ารศกึ ษา 2556.
สักกพัฒน์ งามเอก. แบบวัดทางจิตวิทยา. บทความสารคดีทางวิทยุ รายการ “จิตวิทยาเพ่ือคุณ” วิทยุจุฬาฯ
FM 101.5 MHz. สืบค้น 2 พฤษภาคม 2563 จาก http://smarterlifebypsychology.com/
2018/01/09
สุชรี า ภทั รายตุ วรรตน.์ (2556). คู่มือการวดั ทางจิตวทิ ยา. (พิมพ์คร้งั ที่ 5). กรงุ เทพมหานคร: ตรีเทพ.
สุวิมล ติรกานันท์. (2557). ระเบียบวิธีการวิจยั ทางสังคมศาสตร์: แนวทางสู่การปฏิบัติ. กรุงเทพมหานคร: โรง
พิมพ์แหง่ จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั .
อรพินทร์ ชูชม. (2545). เอกสารประกอบคาสอน วป 502 การสร้างและพัฒนาเคร่ืองมือวัดทางพฤตกิ รรมศาสตร์.
สถาบันวิจยั พฤติกรรมศาสตร์. กรุงเทพมหานคร: มหาวทิ ยาลยั ศรีนครนิ ทรวิโรฒ ประสานมิตร.
อุบลวรรณา ภวกานันท์ และคณะ. (2554). จิตวิทยาทั่วไป. (พิมพ์คร้ังท่ี 7). กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร.์
Aiken LR. (1994). Psychological Testing and Assessment. (8nd ed.). Boston: Allyn and Bacom.
Chris Spatz, Edward P Kardas. (2008). Research Methods in Psychology. New York: McGraw-
Hill Companies, Inc.
Eble R.L. (1978). Essrmtial of Educational Measurement. Prentice-Hall, Inc.
Garcher H, Kornhaber M, & Wake W. ( 1996) . Intelligence Multiple perspectives. Fort Worth:
Harcourt Brace.
Mehrens W.A., and I.J. Lehmann. (1978). Measurement and Evolution in Education and
Psychology. Holt, Rinehart and Winston.
68 Testing and Assessment for Psychology
Monroe W.S., and R.E. Carter. (1923). “The Use of Different Types of Thought Questions in
Secondary Schools and Their Relative Difficulty for Students”. Urbana: University
of Illinois Bulletin. Vol. 20 No. 34.
การทดสอบและการประเมินทางจติ วิทยา 69
แผนการสอนประจาบทที่ 3
เนอ้ื หาสาคัญการเรียนรู้ประจาบท
บทที่ 3 การพัฒนาแบบทดสอบทางจิตวทิ ยา
3.1 หลกั การสรา้ งเคร่ืองมือวัดทางจิตวิทยา
3.2 ประเภทของเคร่ืองมือวดั ทางจติ วทิ ยา
3.3 คณุ ลักษณะของเคร่ืองมือวดั ที่ดี
3.4 คานิยามนาม คานิยามจริง และคานิยามปฏิบตั ิการท่ีใช้ในการสร้างมาตรวัด
3.5 แบบทดสอบทางจิตวทิ ยาที่มีมาตรฐาน
3.5.1 แบบทดสอบเชาวนป์ ัญญาชนดิ ต่าง ๆ
3.5.2 แบบทดสอบสติปัญญา
3.5.3 แบบวดั คา่ นิยม และความสนใจ
3.5.4 แบบทดสอบบุคลกิ ภาพ (Personality Test)
3.5.5 แบบทดสอบเบนเดอรเ์ กสตัลท์ (Bender Gestalt Test)
3.5.6 แบบทดสอบบุคลิกภาพ MBTI
3.5.7 แบบทดสอบบุคลกิ ภาพ MMPI- 2 (Minnesota Multiphasic Personality Inventory 2)
3.5.8 California Psychological Inventory (CPI)
3.5.9 แบบวัดเจตคติ (Attitude Scle)
3.6 สรุป
คาถามทบทวนบทที่ 3
เอกสารอ้างองิ ประจาบท
วตั ถปุ ระสงคก์ ารเรียนรู้
หลังจากเรียนจบบทน้ี นสิ ิต
1. รู้ เข้าใจ และสามารถอธบิ ายหลกั การสร้างเครือ่ งมอื วดั ทางจติ วทิ ยา
2. รู้ เขา้ ใจ และสามารถจาแนกประเภทของเครือ่ งวดั ทางจิตวิทยา
3. รู้ เขา้ ใจและสามารถอธบิ ายถึงคุณลกั ษณะของเครือ่ งมือวดั ทีด่ ี
4. รู้ เข้าใจสามารถอธบิ ายถงึ นิยามเชิงปฏบิ ัตกิ าร
5. รู้ เข้าใจสามารถอธิบายแบบทดสอบทางจติ วิทยาที่มมี าตรฐาน
วธิ ีการสอนและกิจกรรม
70 Testing and Assessment for Psychology
1. ศึกษาเอกสารคาสอนบทที่ 3 หลกั การสรา้ งเครอ่ื งมือทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วิทยา
2. วิธีสอนแบบอภิปรายเนื้อหา/ชกั ถาม/และทาคาถามทบทวนในชัน้ เรยี น
3. ศกึ ษาดว้ ยตนเอง
4. รายงานผลตามกลมุ่ หนา้ ช้ันเรยี นเปน็ ลายลักษณอ์ กั ษรและวาจา
5. ร่วมวิเคราะหเ์ อกสารจาก PowerPoint หน้าชน้ั เรยี น
6. สรุปเน้อื หาทเ่ี รียนในการสอนแต่ครง้ั
7. ทาคาถามทบทวนท้ายบทหลังเรียน แล้วนาผลท่ีได้มาวิเคราะห์พื้นฐานความเข้าใจในหลักการ
สอบทางจติ วิทยา
ส่ือการเรยี นการสอน
1. เอกสารคาสอนบทท่ี 3
2. ประเมินผลกอ่ น/หลังเรยี น
3. แบบฝกึ ปฏบิ ัติ
4. PowerPoint
5. เครอื่ งคอมพวิ เตอร์
การวดั ผลและประเมินผล
1. สงั เกตการณม์ สี ว่ นร่วมการปฏิบัติของนิสติ
2. สงั เกตการณ์แสดงความคิดเห็นตามกลมุ่ ของนิสิต
3. ศึกษาจากการประเมนิ ผลก่อนและหลงั เรยี น
4. สงั เกตความตงั้ ใจเรียน ความสนใจทีจ่ ะฟังคาถามและตอบปญั หา
5. การทาคาถามทบทวนท้ายบท
การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวทิ ยา 71
บทที่ 3
การพัฒนาแบบทดสอบทางจติ วทิ ยา
การสร้างหรือพัฒนาเคร่ืองมือทดสอบทางจิตวิทยา นักวิจัยหรือนักวิชาการจะต้องทราบ
วตั ถุประสงค์ และจะต้องทราบว่าจะประเมินกับใคร เปน็ ต้น นักวจิ ัยหรือนักวิชาการจะตอ้ งนิยามหรือทราบถึง
ความหมาย พฤติกรรมทีจ่ ะนาไปวัดและประเมิน จากนิยามความหมายขา้ งต้นจะถูกพัฒนามาเป็นข้อคาถามใน
แบบวัดน้ัน ๆ ข้ึน จากแนวคิด ทฤษฎีและองค์ความรู้ต่าง ๆ ที่เก่ียวข้อง เป็นต้น จึงต้องอาศัยหลักการสร้าง
และพัฒนาเคร่ืองมือรวมถึงการประเมินทางจิตวิทยา การนิยาม วัดและประเมินผล รวมไปถึงหลักการหา
คุณภาพและการนาไปใช้ของเครอ่ื งทดสอบและประเมนิ ผลทางจิตวทิ ยาที่มมี าตรฐาน ดงั รายละเอียดดังตอ่ ไปน้ี
3.1 หลกั การสรา้ งเครอ่ื งมือวดั ทางจติ วทิ ยา1
ก่อนที่นักจิตวิทยาหรือนักวิจัยจะพัฒนาหรือสร้างแบบวัดทางจิตวิทยา เพ่ือประเมินอะไรสักอย่าง
ข้ึนมาได้น้ัน นักจิตวิทยาหรือนักวิจัยคนนั้น จะต้องมีการระบุความหมาย หรือพฤติกรรมที่เขาต้องการท่ีจะ
ประเมินอย่างชัดเจนก่อน เช่น ถ้าต้องการที่จะพัฒนาหรือสร้างแบบวัดทางจิตวิทยาเพื่อประเมินสภาวะ
ความเครียด นกั จติ วิทยาหรือนกั วจิ ยั คนน้นั จะต้องระบุให้ไดก้ ่อนวา่ ความเครียดในแบบวดั ที่เขากาลังจะพัฒนา
นั้นคืออะไร ลักษณะอาการแบบไหนท่ีฟ้องว่าคนกาลังเครียด และอะไรท่ีไม่ใช่ การระบุความหมายหรือหา
พฤติกรรมท่ีจะสอื่ ใหไ้ ด้ถึงความเครียดน้ัน ทาได้หลายวธิ ีด้วยกนั ไมว่ ่าจะเป็นการศึกษาทฤษฎีทางวิจัย งานวิจัย
ในอดีตที่ผ่านมา หรือแม้แต่การสัมภาษณ์ จากนั้นเม่ือนักจิตวิทยาหรือนักวิจัยประเมินแล้ว ความหมายหรือ
คาอธบิ ายทีส่ รา้ งข้นึ จะถูกนามาพัฒนาเป็นคาถามที่ใชใ้ นแบบวดั นนั้
หลังจากได้ทาการศึกษาทฤษฎีทางวิจัย งานวิจัยและเอกสารท่ีเก่ียวข้องแล้ว จากนั้นก็สร้างหรือ
พัฒนาข้อคาถาม ซ่ึงคาถามท่ีถูกสร้างข้ึนมาจะมีลักษณะท่ีแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของการใช้
แบบวัดทางจิตวิทยาชุดนั้น ๆ บางคาถามอาจถามความถี่ของพฤติกรรม หรืออาการทางกายท่ีเกิดข้ึน เพ่ือดู
ความเข้มข้นของสิ่งที่นักจิตวิทยาหรือนักวิจัยต้องการจะศึกษา บางครั้งคาถามท่ีสร้างข้ึนอาจจะขอให้ผู้ตอบ
แสดงความเห็นดว้ ยหรือไมเ่ ห็นด้วย เพ่ือดูมุมมองของผู้ตอบ เช่น แบบวัดความเครียดจะมีทั้งคาถามที่ประเมิน
อาการทางกายที่อาจจะบ่งบอกถึงความเครียดที่เกิดขึ้น ว่ามีบ่อยมากน้อยแค่ไหน เพ่ือดูความเข้มข้นของ
ความเครียดท่ีผู้ตอบมี และยังมีคาถามหรือความรู้สึกต่าง ๆ ที่เก่ียวข้องกับความเครียดหรือไม่ เพื่อดูว่าผู้ตอบ
ร้สู กึ ถงึ ระดับความเครียดของตวั เองหรอื ไม่ เปน็ ตน้
1 สักกพัฒน์ งามเอก, แบบวัดทางจิตวิทยา, บทความสารคดีทางวิทยุ รายการ “จิตวิทยาเพ่ือคุณ” วิทยุจุฬาฯ
FM 101.5 MHz. สืบคน้ 2 พฤษภาคม 2563 จาก http://smarterlifebypsychology.com/2018/01/09
72 Testing and Assessment for Psychology
เม่ือนกั จิตวทิ ยาหรือนักวิจัยไดค้ าถามที่จะนามาใช้ในแบบวัดทางจิตวิทยาแล้ว แบบวัดชุดนั้นจะถูก
นามาทดสอบด้วยวิธีการต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นวิธีทางสถิติ หรือแม้กระทั่งการพิจารณาอย่างเป็นระบบ
ว่าคาถามและคาตอบท่ีถูกสร้างข้ึนมานั้นเหมาะสมกับผู้ตอบหรือไม่ เพ่ือพัฒนาให้แบบวัดชุดน้ันมีคุณภาพ
สามารถประเมินส่ิงที่ต้องการจะรู้ได้อย่างถูกต้อง ไม่มีความผิดพลาด ขั้นตอนเหล่านี้เป็นขั้นตอนคร่าวๆ ที่
นักจิตวิทยาหรือนักวิจัยมักจะต้องทาเพ่ือพัฒนาแบบวัดทางจิตวิทยาขึ้นมาชุดหนึ่ง เพ่ือให้มั่นใจว่าแบบวัดชุด
น้ันมีคุณภาพอย่างแท้จริงซึ่งการทดสอบคุณภาพของแบบวัดเป็นกระบวนการหน่ึงเพ่ือให้แน่ใจได้ว่าคาตอบที่
ผูต้ อบแบบวัดน้ันเป็นอยหู่ รือคิดอยู่จริง รวมไปถึงการวเิ คราะห์ว่าคาถามและคาตอบที่สร้างขึ้นมาเหมาะสมกับ
ผู้ตอบหรือไม่ ซ่ึงคุณภาพของแบบวัดเป็นส่ิงท่ีสาคัญและจาเป็นมาก เพ่ือให้แน่ใจว่าแบบวัดนั้นมีคุณภาพ
ในทางจติ วิทยาหรอื การวิจัย มักจะดูคุณภาพในเรอื่ งของ ความตรง (Validity) ก็คือแบบวัดนั้นสามารถวดั ในสิ่ง
ที่เราอยากรู้ได้จริง ๆ หรือแบบวัดนั้นประเมินในส่ิงท่ีเราต้องการจะรู้จริวๆ และความเที่ยง (Reliability)จะ
บอกเราว่าผลท่ีได้ออกมาจากแบบวัดชุดน้ัน ถ้าเราตอบแบบวัดชุดน้ันซ้าอีกก็จะได้ผลเท่าเดิมหรือไม่ เป็นต้น
และโดยส่วนมากผู้พัฒนาแบบวัดจะมีการรายงานขั้นตอนในการสร้างพร้อมรายงานคุณภาพของแบบวัดทาง
จิตวทิ ยาชดุ น้นั ไว้ด้วย
การวัดทางจิตวทิ ยา การวัดทางจิตวิทยาเป็นการวดั โดยกาหนดจากนยิ ามเชงิ ปฏิบัติการ มีลักษณะ
เป็นความคิดเชิง ปัญญา (Intellectual construct) จึงเป็นการยากที่จะทาการวัดได้โดยตรง2 จึงต้องมีการ
กาหนดความคิดเชิงปัญญาดังกล่าวให้ออกมาในรูปแบบเชิงโครงสร้าง (Construct) จึง จาเป็นต้องมีการนิยาม
ความคิดรวบยอดทางจิตวิทยาต่าง ๆ ให้ออกมาเป็นรูปของนิยามเชิงปฏิบัติการ (Operational definition)
เสียก่อน เช่น ระดับเชาว์ปัญญา หมายถึง ความสามารถของคนท่ีแสดงออกมา 2 ด้าน คือ ด้านการใช้คาพูด
(Verbal) และดา้ นการกระทา (Performance) ด้านการใช้คาพูด แสดงถึง ความสามารถทาด้าน ความร้ทู ่ัวไป
(Information) การใช้เหตุผล (Comprehension)การใช้เหตุผลเชิงตรรก (Logical)ความจา (Memory) ส่วน
ความสามารถทางด้านการกระทา กาหนดจากความสามารถ ทางด้าน Motor, Speed, Perception,
Integration เป็นต้น หลังจากนั้นจึงทาการสร้างคาถามหรือ แบบจาลองการทางานตามโดเมนน้ัน ๆตาม
ข้นั ตอนการสร้างมาตรวดั ทางจิตวทิ ยา
การพัฒนามาตรวัดทางจิตวิทยา การวัดทางจิตวิทยา (Psychological Measurement) เป็นการ
วัดคุณลักษณะภายในทไ่ี ม่ สามารถสังเกตได้โดยตรง เป็นการวัดเชงิ นามธรรมซึง่ ตอ้ งอาศัยการวัดทางอ้อม ตาม
แนวคิดเชิงสมมติฐาน ของนักวัดผลที่แสดงออกในรูปของทฤษฎีการวัด ทฤษฎีการทดสอบ ซึ่งสามารถนามา
ช่วยอธิบาย ความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะภายในที่ต้องการวัดกับพฤติกรรมที่แสดงออก แล้วทาการสังเกต
2 สชุ รี า ภทั รายุตวรรตน์, (2551), คมู่ อื การวดั ทางจติ วทิ ยา, (พิมพ์คร้ังที่ 4), กรุงเทพมหานคร: สานักพมิ พ์เมดคิ ัล
มเี ดีย, หน้า 43.