The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบคำสอนรายวิชา การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา เล่มนี้ ผู้เขียนได้เรียบเรียงจัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อใช้เป็นคู่มือการค้นคว้าและประกอบการเรียนการสอนสำหรับนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาพุทธจิตวิทยา ภาควิชาจิตวิทยา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และสำหรับนิสิตที่ไม่มีพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา ได้แบ่งเนื้อหาเป็น 10 บท มุ่งเน้นให้นิสิตและผู้ที่สนใจได้เรียนรู้เกี่ยวกับความสำคัญ แนวคิดทฤษฎีพื้นฐานในการทดสอบ หลักการออกแบบเพื่อการสร้างและประยุกต์ใช้เครื่องมือทางจิตวิทยา ประมวลการใช้เครื่องมือในแบบทดสอบทางจิตวิทยา มาตรวัดตัวแปร การหาคุณภาพ การวิเคราะห์ผลแบบทดสอบ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแบบทดสอบและการประเมินผลทางจิตวิทยา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Kamalas Phoowachanatipong, 2021-07-04 05:35:09

การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา (Testing and Assessment for Psychology)

เอกสารประกอบคำสอนรายวิชา การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา เล่มนี้ ผู้เขียนได้เรียบเรียงจัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อใช้เป็นคู่มือการค้นคว้าและประกอบการเรียนการสอนสำหรับนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาพุทธจิตวิทยา ภาควิชาจิตวิทยา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และสำหรับนิสิตที่ไม่มีพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา ได้แบ่งเนื้อหาเป็น 10 บท มุ่งเน้นให้นิสิตและผู้ที่สนใจได้เรียนรู้เกี่ยวกับความสำคัญ แนวคิดทฤษฎีพื้นฐานในการทดสอบ หลักการออกแบบเพื่อการสร้างและประยุกต์ใช้เครื่องมือทางจิตวิทยา ประมวลการใช้เครื่องมือในแบบทดสอบทางจิตวิทยา มาตรวัดตัวแปร การหาคุณภาพ การวิเคราะห์ผลแบบทดสอบ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแบบทดสอบและการประเมินผลทางจิตวิทยา

Keywords: การทดสอบ, การประเมินทางจิตวิทยา

370 Testing and Assessment for Psychology

23. ท่านเป็นหัวหน้ากลุ่มในการทางาน เพ่ือนคนหน่ึงไม่มาทางานตามนัด ท่านจึงต้องทางานแทน วันรุ่งขึ้นเพ่ือน
คนน้ันบอกวา่ เม่ือวานไมม่ าเพราะตอ้ งชว่ ยพ่อแมท่ างาน

มีความรู้สกึ อยา่ งไร มีความคิดเห็นอยา่ งไร จะทาอย่างไร
เฉย ๆ เพื่อนไม่นา่ ทาแบบน้ี บอกวา่ ทางานแทนใหแ้ ล้ว
ไม่พอใจ เพือ่ นคงจาเป็นจรงิ บอกวา่ ไม่ตอ้ งเป็นกังวลช่วยทาแทนใหแ้ ล้ว

สงสัย เพือ่ นคงไม่สบายใจทไ่ี ม่มาตามนัด บอกวา่ คราวหนา้ อยา่ ทาแบบนี้
เหน็ ใจ ตอ่ ไปจะไม่ทางานกับเพือ่ นคนนี้ บอกว่าถา้ ทาอยา่ งนอ้ี กี จะไมใ่ หเ้ ข้ากลมุ่
โกรธ คราวหนา้ ให้เพอ่ื นมาทาแทน บอกว่าคราวหน้าใหท้ างานแทนเรา

24. ทา่ นทราบว่าเพ่อื นในหอ้ งเรยี นได้รับรางวัลผลงานดีเดน่

มคี วามรสู้ ึกอยา่ งไร มคี วามคดิ เห็นอยา่ งไร จะทาอยา่ งไร
เฉย ๆ เพอ่ื นมคี วามสามารถ บอกเพอ่ื นอน่ื ๆ ว่า เพื่อนคนนีไ้ ม่สมควรได้
ยนิ ดี ไม่เก่ียวกบั เรา พยายามทาให้ได้อย่างเพือ่ น
ไมพ่ อใจ เขาทาดีก็สมควรได้ ประกาศแสดงความยนิ ดีในห้องเรียน
อิจฉา เรากน็ ่าจะทาได้ กล่าวแสดงความยินดกี ับเพือ่ น
ดใี จ น่าจะเปน็ เรามากกวา่ พยายามทาให้เดน่ กว่าเพือ่ น

25. ทา่ นอยากไดโ้ ทรศพั ทม์ อื ถือรุ่นใหม่ลา่ สดุ แต่พอ่ แม่บอกให้รอไปก่อน

มีความรสู้ ึกอยา่ งไร มีความคิดเหน็ อยา่ งไร จะทาอย่างไร
ผิดหวัง พ่อแมค่ งมเี หตุผล หาวธิ เี รียกรอ้ งความสนใจ
เฉย ๆ จะรอต่อไปตามทพ่ี อ่ แมบ่ อก รอต่อไป
กงั วลใจ พอ่ แม่ไมเ่ หน็ ใจเรา ปลอบใจตนเอง
โกรธ จะต้องหาวิธีเอาให้ได้ ตอ่ ตา้ นพอ่ แม่
ยินดีทีจ่ ะรอ สงสยั วา่ จะได้หรอื ไม่ รอต่อไปและคอยเตอื นพ่อแม่

26. เมอื่ เพอ่ื นทาการบ้านไมไ่ ดเ้ พราะไม่เข้าใจเร่อื งที่เรยี น จงึ ขอให้ทา่ นอธิบายให้ ทา่ น

มีความรู้สึกอย่างไร มีความคิดเห็นอย่างไร จะทาอยา่ งไร
ราคาญ เพ่อื นคงไมเ่ ข้าใจจรงิ ๆ บอกปฏิเสธไปเลย

ยินดี น่าจะใหค้ นอน่ื ช่วย ชว่ ยอธบิ ายจนเพอ่ื นเขา้ ใจ
เฉย ๆ ดกู อ่ นวา่ จะชว่ ยหรือไม่ชว่ ย ชว่ ยเทา่ ท่ีเรารู้
ไมพ่ อใจ จะไมช่ ่วยเลย แนะนาคนทีเ่ ก่งใหเ้ พอ่ื น
เห็นใจ จะชว่ ย บอกใหไ้ ปหาคนอน่ื

การทดสอบและการประเมินทางจติ วทิ ยา 371

27. ทา่ นเป็นนักกีฬาของสถานศึกษาและได้รบั การขอร้องใหฝ้ ึกซอ้ มอย่างหนักร่วมกับเพื่อนรว่ มทมี ของท่านทุกวัน
ท่าน

มคี วามร้สู ึกอยา่ งไร มคี วามคดิ เห็นอยา่ งไร จะทาอย่างไร
หงดุ หงิด ต้องร่วมแรงร่วมใจกันฝกึ ฝึกซ้อมตามหน้าท่ี
ดใี จ ตอ้ งให้ความรว่ มมือ ฝกึ ซ้อมกบั ทมี อยา่ งเตม็ ท่ี
เฉย ๆ ไม่จาเปน็ ต้องฝึกหนัก ขอฝกึ ด้วยตนเอง
เบือ่ ฝึกดว้ ยตนเองก็ได้ บอกเขาใหซ้ อ้ มน้อยลง
ชอบ ควรให้มีเวลาพกั บา้ ง ไปฝกึ ตามเวลาท่ีเราสะดวก

28. ท่านชอบทากิจกรรมท่เี ก่ียวกับคอมพิวเตอร์ เพอ่ื ให้ท่านช่วยออกแบบนามบตั รดว้ ยคอมพวิ เตอร์ ท่าน

มีความรูส้ กึ อย่างไร มคี วามคดิ เห็นอย่างไร จะทาอย่างไร
เฉย จะทาใหต้ ามมารยาท ไม่ทา (ปฏเิ สธ)
ยินดี อาจจะได้รางวัลตอบแทน ทาให้ดว้ ยความเตม็ ใจ
ดใี จ จะไดท้ าประโยชนใ์ ห้คนอ่นื ทาเพ่ือรางวลั
ไม่พอใจ จะได้มคี วามชานาญมากข้นึ ทาให้เพอื่ เพอื่ น
ไม่พอใจ ไมอ่ ยากทา ทาเพ่อื ใหเ้ กิดความชานาญ

29. ในงานเล้ยี งสังสรรค์ เพ่ือนของทา่ นกาลงั สูบบหุ ร่แี ละส่งให้ท่านลองทา่ น

มคี วามรสู้ ึกอย่างไร มีความคดิ เหน็ อย่างไร จะทาอย่างไร
ดใี จ อาจจะลอง ลองสูบสักคร้ัง
ไม่ชอบ ถา้ เพื่อนคะย้ันคะยอก็จะลอง สบู ให้หมดมวน
ลงั เลใจ ไมค่ วรลอง รบั มากอ่ น
พอใจ จะลอง ปฏิเสธ
ไม่พอใจ จะไมล่ อง เดนิ หนี

30. ท่านนดั ไปสงั สรรคก์ ับเพ่ือน ๆ ตอนกลางคนื และพอ่ แมบ่ อกว่าจะรอเปิดประตใู ห้ทา่ น ท่าน

มีความรู้สกึ อยา่ งไร มีความคดิ เหน็ อย่างไร จะทาอย่างไร
หงดุ หงิด ไปดีหรือไม่ สนุกกบั เพือ่ นตลอดคนื
เฉย ๆ ควรรีบกลบั บา้ น กลบั ดกึ ตามทเ่ี ราตอ้ งการ
สงสาร ไมอ่ ยากใหร้ อ กลับบา้ นตามกาหนดท่บี อกพ่อแม่ไว้
เกรงใจ จะไปสนุกใหเ้ ตม็ ท่ี กลับบ้านเร็วข้ึน
ไมส่ นใจ จะไปตามทน่ี ัดไว้ บอกไม่ตอ้ งรอ

372 Testing and Assessment for Psychology

2) การสร้างชุดฝกึ การพฒั นาเชาวน์อารมณ์ 3 ชดุ
ชุดฝึกการพัฒนาเชาวน์อารมณ์ท้ัง 3 ชุดนี้ ผู้วิจัยจัดทาข้ึนโดยแต่ละชุดประกอบด้วยองค์

ความรู้ การกาหนดวัตถุประสงค์ แนวคิด ข้ันตอนการทากิจกรรม สื่อที่ใช้ การวัด การประเมินผลและการ
สรปุ ผล ชุดฝกึ การพัฒนาอารมณ์ 3 ชดุ มรี ายละเอยี ด ดังน้ี

2.1) ชุดฝกึ ผัสสะ
ชดุ ฝึกผัสสะ เป็นชุดฝกึ อบรมท่ใี ห้ความรูเ้ กี่ยวกับเร่ืองของอายตนะที่รับสัมผัสของตา หู

จมูก ลิ้น กาย และใจ เมื่อผัสสะเกิด คือ เมื่ออายตนะภายใน 6 มีตา เป็นต้น อายตนะภายนอก 6 มีรูปเป็นต้น
และวญิ ญาณ 6 มีจกั ขุวญิ ญาณ เป็นต้น ยกตัวอยา่ งเชน่ ตาเหน็ รปู วิญญาณทางการเกิด ทางานร่วมกัน เรียกว่า
มผี ัสสะทางตา ในขณะน้เี ป็นโอกาสที่อวิชชาจะเข้ามาสู่จติ ใจ โดยเฉพาะถ้าขาดสติและสัมปชญั ญะ อวชิ าจะเข้า
มาทันที แล้วต่อให้เกิดตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ และความทุกข์ต่าง ๆ แต่ถ้ามีสติสัมปชัญญะในขณะแห่ง
ผสั สะหรือการกระทบ ความทุกข์ก็เกดิ ไมไ่ ด้ ชวี ิตกไ็ ม่มีปญั หา ด้วยชุดกิจกรรมผสั สะของฉนั

2.2) ชุดฝึกสติ
ชดุ ฝกึ สติ เปน็ การใหค้ วามร้เู รื่องสติ ในการใชช้ ีวิตประจาวนั เป็นการพัฒนาการเจรญิ

สติแบบบูรณาการ มสี ติรเู้ ทา่ ทนั ตนเองและผ้อู ืน่ ทาให้อยู่ร่วมกันในสงั คมได้อย่างมีความสขุ ดว้ ยการสวดมนต์
นง่ั สมาธิ เดินจงกรม การทากิจกรรมการฝึกสติ “เกา้ อี้ดนตรใี จ”“สติในปัจจุบันขณะ” และกระบวนการฝึกสติ
จากชดุ กิจกรรมทีจ่ ดั ทาข้นึ เพื่อให้รเู้ ท่าทนั ความร้สู ึก นึกคดิ และพฤติกรรมทแ่ี สดงออก

2.3) ชุดฝกึ การคิดแบบโยนิโสมนสกิ าร
ชุดฝึกการคิดแบบโยนิโสมนสิการ เป็นการให้ความรู้เร่ืองการคิดตามหลักการของ

พระพุทธศาสนา การพัฒนาแนวคิดชาวอารมณ์ด้วยปัญญา ในการวิจัยครั้งนี้ได้นาวิธีการคิดตามหลักโยนิโส
มนสกิ าร 4 วธิ ี มาเปน็ แนวทางในการจัดทาชดุ 3 ชดุ ฝกึ คอื

(1) สาวเหตุปัจจัยคือคดิ แบบมเี หตผุ ลได้แก่ แนวคดิ แบบปฏจิ จสมุปบาท
(2) วิธีคิดแบบอริยสัจ 4 คือ การคิดแบบแก้ปัญหา เป็นวิถีแห่งการดับทุกข์ ด้วยการ
เริ่มต้นจากปัญหา ท่ีเป็นสาเหตุหรือรากของความทุกข์ และทาความเข้าใจกับปัญหาให้ชัดเจนเพื่อสืบค้นหา
สาเหตตุ ่าง ๆ กาหนดเป้าหมายที่ชดั เจน แล้วนามาปฏบิ ตั ิเพอ่ื จัดการกับสาเหตุของปญั หา
(3) วิธีคิดแบบสามัญลักษณะหรือคิดแบบอย่างรู้เท่าทันธรรมดา เป็นการพิจารณาสิ่ง
ท้ังหลายตามความเป็นจริงแบ่งได้ 2 ข้ันตอน คือ ในขั้นวางใจ เป็นการรู้เท่าทันและยอมรับความจริง ในข้ัน
แกไ้ ข เป็นการทาตามเหตปุ จั จัย
(4) วิธีคิดแบบเร้ากุศล คิดแบบปลุกเร้าคุณธรรมหรือชุดความดี หมายถึง การบาเพ็ญ
ความดี ซ่ึงจะต้องกระทาให้ถึงท่ีสุด เรียกง่าย ๆ ว่า วิธีคิดแบบเร้ากุศล หรือคิดแบบกุศลภาวนา เป็นวิธีคิดใน

การทดสอบและการประเมินทางจติ วทิ ยา 373

แนวสกัดกั้นหรือบรรเทาและขัดเกลาตัณหา ส่งเสริมความเจริญงอกงามแห่งกุศลธรรมและสร้างเสริม
สัมมาทิฏฐิท่เี ป็นโลกยี ะ

การคดิ แบบโยนโิ สมนสกิ าร 4 วิธีนี้ จึงประกอบดว้ ยการคิด 4 ประการ คอื 1) คิดถกู วิธี
2) คดิ มรี ะเบียบ 3) คดิ มีเหตุผล และ 4) คิดเรา้ กุศล โดยผู้วิจัยนา (1) วิธคี ิดแบบสบื สาวเหตุปจั จัย คอื คดิ แบบมี
เหตุผล และ (2) วิธคี ดิ แบบอรยิ สัจ 4 หรือการคดิ แบบแก้ปญั หา เข้าเช่อื มโยงกนั เกิดการพัฒนาชดุ ฝึกทง้ั 3 ชุด
มวี ัตถุประสงค์ให้ผเู้ ข้าฝึกอบรมสามารถแยกแยะวิธีคดิ เชือ่ มโยงไปสู่สถานการณ์ท่ีจัดข้นึ ตามกจิ กรรมท่ีกาหนด
เป็นการเสริมสร้างและเพิ่มเติมระบบความคิดที่ถูกต้อง แข็งแรง ให้เกิดปัญญา เพื่อนาไปสู่พฤติกรรมที่
เปลย่ี นแปลง

การพัฒนาชุดฝึกนี้ ยังได้นาการฝึกพัฒนาเชาวน์อารมณ์ด้วยกระบวนการ โดยการ
กาหนดสถานการณ์จาลองและอาศัยกระบวนการกลมุ่ เพื่อให้สามารถเผชิญปัญหาและผ่านเหตกุ ารณ์ที่ยวั่ ยตุ ่อ
อารมณ์ ความรู้สึก นึกคิด ด้วยการใหผ้ ู้เข้าร่วมสร้างองค์ความรู้ เพ่ือนาไปสู่การกระทา ด้วยการให้ความสาคัญ
ว่าจะทาอะไร ทาเพื่ออะไร ทาอย่างไร และคาดหวังอะไรจากการกระทานนั้ เพ่อื นาไปสู่ความเปล่ียนแปลงทาง
ปัญญา และมพี ฤติกรรมทแี่ สดงออกถูกต้อง และเหมาะสมแสดงตวั อยา่ งชดุ ฝึกอบรม18

ชดุ ฝึกอบรม
รูปแบบการพฒั นาเชาว์อารมณข์ องวัยรุ่นในพระพทุ ธศาสนา
กิจกรรมท่ี 1 กายและใจ องค์ประกอบของชวี ติ
เวลาที่ใช้ 90 นาที
เพ่ือเตรียมความพร้อมผู้เรียนให้อยู่ในบรรยากาศของความเป็นกัลยาณมิตร สร้างความคุ้นเคยกับ
วทิ ยากร และทราบถึงเป้าหมายของการเข้าร่วมอบรม รวมถึงการสร้างการมีส่วนร่วมของผู้เรียนที่จะนาไปสู่การ
เรียนรู้ธรรมชาติกายใจของตน ตามแนวทางขันธ์ 5 ในพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นพื้นฐานสาคัญในการพัฒนาเชาว์
อารมณ์ของตนเอง
วตั ถปุ ระสงค์
1) เพือ่ ให้ผ้เู รยี นเกดิ ความเข้าใจความหมายของเชาว์อารมณ์
2) เพอื่ ใหผ้ เู้ รียนเข้าใจธรรมชาตกิ ารทางานภายในกายและใจของมนษุ ย์
3) เพ่ือให้ผู้เรียนเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติการทางานของกายและใจกับการพัฒนาเชาว์
อารมณ์ ใหม้ ีสมั พนั ธภาพอนั ดแี ละความค้นุ เคยทก่ี ับสมาชิกในกลุ่ม
4) เพอ่ื ชี้แจงวตั ถปุ ระสงค์ของการฝึกอบรมเพอื่ ให้เกิดความเข้าใจ และกตกิ ารในการทากจิ กรรมรว่ มกนั

18 แม่ชีสุดา โรจนอุทัย, (2559), รูปแบบการพัฒนาเชาว์อารมณ์ของวัยรุ่นตามหลักพระพุทธศาสนา, (ปริญญา
นพิ นธป์ รญิ ญาดุษฎีบัณฑิต). พระนครศรีอยธุ ยา: มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , หนา้ 221.

374 Testing and Assessment for Psychology

สอ่ื /อปุ กรณ์การสอน
วีดที ศั นเ์ รื่องกายและใจ กระดาษ A4 ปากกา และกระดาษสี

ขั้นตอนการดาเนนิ งาน
ข้ันนา วิทยากรแนะนาทมี งานและอธบิ ายวัตถปุ ระสงค์ตลอดจนกติกาการจัดกิจกรรมร่วมกนั
วทิ ยากรเกรน่ิ ถึงความสาคญั ของเชาวอ์ ารมณแ์ ละองค์ประกอบของชีวติ

ขน้ั กจิ กรรม
วิทยากรให้ผู้เรียนคิดสัญลักษณ์แทนตนเอง ซ่ึงบอกลักษณะนิสัยใจคอคนละชนิด วาดลงในกระดาษท่ี

แจกให้และเขยี นคาขวัญประจาตัวลงใต้ภาพและใหน้ าเสนอทลี ะคน รอบวง เชน่ “สวัสดคี ่ะ ดฉิ นั ชื่อ.... สัญลักษณ์
ของฉันคือ“ดอกมะลิ”เหตุท่ีเลือกดอกมะลิเพราะเป็นดอกไม้ที่มีสีขาวบริสุทธ์ิและมีกลิ่นหอม แทนความอ่อนโยน
ในตวั ดิฉนั คาขวญั ประจาตวั ดิฉนั คอื “ตนเป็นท่ีพงึ่ แหง่ ตน”

เมื่อครบแล้วให้สมาชิกในกลุ่มสรุปร่วมกันว่าได้ข้อคิดอะไรบ้างจากกิจกรรมนี้ จากนนั้ ให้ผู้เรียนจับฉลาก
แบ่งกลุม่ สตี ้ังช่อื กลุม่ และเขยี นรายชื่อกลมุ่ มาส่ง หลังจากน้ันวิทยากรเปิดวีดีโอเรื่อง“กายกับใจ” ให้ผู้เรียนดูในครั้ง
แรกแบบอิสระหลังจากน้นั เปิดวีดที ัศน์เรื่อง“กายกับใจ”ใหผ้ ู้เรียนดูอีกครง้ั หลงั จากนั้นวทิ ยากรให้ผเู้ รียนอภปิ ราย
กันภายในกลุ่มเพ่ือสะท้อนให้เห็นว่ากายกับใจมีความสัมพันธ์ต่ออารมณ์อย่างไรแล้วบรรยายความหมายและ
ความสาคญั ของเชาวอารมณ์

ข้นั สรุป
จากนั้นวิทยากรสรุปองค์ความรู้ท่ีได้จากกิจกรรมให้นักเรียนทราบถึงความสาคัญของกายและใจ และ
ความสมั พนั ธข์ องกายและใจกบั เชาวอารมณ์
การวดั และประเมนิ ผล
ประเมินผลจากองคค์ วามรทู้ ี่ผ้เู รยี นนาเสนอในกลมุ่ และการสงั เกตการมีส่วนร่วมในกจิ กรรม

9.3 การประเมนิ ด้านบคุ ลกิ ภาพ

9.3.1 งานวจิ ัยเรื่อง การพัฒนาแบบประเมินเจตสกิ ปจั จัยเชิงทานายบุคลิกภาพของผู้ปฏิบัติธรรม19
ก. นยิ ามศัพท์ทใี่ ช้ในการวจิ ัย20

เจตสิกปจั จัย หมายถึง ลกั ษณะของจติ ตุปปาท ที่มีองค์ประกอบดว้ ย 1) หมวดโลกเจตสกิ ทฎิ ฐิ
เจตสิก มานเจตสิก 2) หมวดโทสเจตสิก อิสสาเจตสิก มัจฉริยเจตสิก กุกกุจจเจตสิก ถีนเจตสิก มิทธเจสิก 3)
หมวดโมหเจตสิก อหิริกเจตสิก อโนตตัปปเจตสิก อุทธัจจเจตสิก วิจิกิจฉาเจตสิก 4) หมวดปัญญาเจตสิก 5)
หมวดศรัทธาเจตสิก สติเจตสิก หิริเจตสิก โอตตัปปเจตสิก อโลภเจตสิก อโทสเจติก ตัตตรมัชฌัตตาเจตสิก 6)

19 โยง่ ศรีเวยี น, (2560), การพัฒนาแบบประเมนิ เจตสิกปัจจยั เชิงทานายบุคลิกภาพของผู้ปฏิบตั ธิ รรม, (ปรญิ ญา
นพิ นธป์ ริญญาดุษฎบี ัณฑติ ), พระนครศรีอยุธยา: มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, หน้า 76 - 89.

20 เรือ่ งเดียวกนั , หน้า 8-9.

การทดสอบและการประเมินทางจติ วิทยา 375

หมวดวิตกเจตสิก อันมีโลภเจตสิก โทสเจตสิก โมหเจตสิก ปัญญาเจตสิก ศรัทธาเจตสิก วิตกเจตสิก อย่างใด
อย่างหน่ึงเป็นประธาน ที่แสดงอาการบุคลิกภาพปรากฏออกมา ซึ่งสามารถสังเกตเห็นได้ซ้า ๆ บ่อย ๆ ของ
บุคคลนัน้ ๆ

แบบประเมิน หมายถึง กระทงคาถามอันเกี่ยวกับเจตสิกปัจจัยฯ ที่เป็นข้อมูลของผู้สนใจท่ีจะ
ปฏิบัตธิ รรมตอบกระทงคาถามให้แก่เจ้าหน้าคัดกรองของสานักปฏิบัติธรรม เพ่ือใช้เป็นข้อมูลวิเคราะห์จาแนก
บุคลิกภาพของผู้ปฏิบัติธรรมที่ยังไม่ทราบว่าตนเป็นผู้มีบุคลิกภาพที่มักแสดงออกเป็นประจาท่ีหนักไปทางด้ าน
บุคลิกภาพ 6 ด้าน ได้แก่ 1) บุคลิกภาพที่เป็นลักษณะราคะจริต 2) บุคลิกภาพที่เป็นลักษณะโทสจริต 3)
บุคลิกภาพที่เป็นลักษณะโมหจริต 4) บุคลิกภาพที่เป็นลักษณะปัญญาจริต 5) บุคลิกภาพท่ีเป็นลักษณะศรัทธา
จรติ 6) บคุ ลิกภาพทีเ่ ปน็ ลกั ษณะวิตกจริต

การทานายบคุ ลิกภาพ หมายถงึ เครอ่ื งมือที่บ่งช้ถี ึงบุคลิกภาพท่ีไดจ้ ากการวิเคราะห์และ
สังเคราะหข์ ้อมูลจากเจตสิกปัจจยั ของผู้ตอบกระทงคาถาม ทส่ี ามารถบอกบุคลิกภาพเฉพาะของผู้ปฏบิ ัติธรรม
ดว้ ยโปรแกรมสาเร็จรปู ทางสถติ ิ

บคุ ลกิ ภาพ หมายถึง อาการของจิตทแี่ สดงออกมาใหเ้ หน็ เป็นรูปธรรมผ่าน กาย วาจา ที่มีใจ
เป็นหวั หนา้ มใี จเปน็ ใหญ่ มีใจเป็นประธาน สาเรจ็ แลว้ ดว้ ยใจ ทเี่ ปน็ ความเคยชินในอุปนิสัยเฉพาะบุคคลหนง่ึ ๆ

การปฏิบัติธรรม หมายถงึ ระเบยี บวธิ ีการปฏิบตั สิ าหรบั พฒั นาตนตามหลักพุทธจติ วิทยาใน
มหาสตปิ ฏั ฐานสูตร

ข. การสรา้ งและตรวจสอบแบบประเมนิ เจตสิกปัจจยั เชิงทานายบคุ ลกิ ภาพของผปู้ ฏบิ ัติธรรม
ผู้วิจัยได้ศึกษาวิจัยการสร้างแบบประเมินเจตสิกปัจจัยเชิงทานายบุคลิกภาพของผู้ปฏิบัติธรรม

โดยได้สรุปผลการศึกษาวิจัยเพื่อนาเสนอองค์ความรู้ที่ได้พัฒนาข้อมูลเต็มรูปแบบถึงความน่าจะเป็นสูงสุดขึ้น
ใหม่ ตามสถิติความตรงเชิงเนื้อหา โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการปฏิบัติธรรม ด้านการสร้างแบบประเมนิ ด้านภาษา
ที่ใช้ในแบบประเมิน ด้านโปรแกรมสถิติวิเคราะห์ข้อมูลสาเร็จรูป โดยผู้เช่ียวชาญ จานวน 6 ท่าน เพ่ือ
ตรวจสอบและให้คาข้อเสนอแนะในกรอบประเดน็ 3 ประการ ไดแ้ ก่ เหมาะสม ไม่เหมาะสม ไมแ่ น่ใจ พร้อมท้ัง
ข้อเสนอแนะในการปรบั ปรงุ ตามหลักเกณฑข์ อง IOC โดยมรี ายละเอยี ดดังน้ี

เคร่ืองมือที่เปน็ แบบประเมนิ เจตสกิ ปจั จัยครง้ั นี้ ผู้วิจัยได้นาองค์ความรู้จากการสังเคราะห์ข้อมูล
ทเ่ี ป็นนามธรรม เพ่ือนามาจดั ทาเป็นเชิงทานายบุคลิกภาพ โดยแบ่งออกเปน็ 6 หมวด เรียงตามลาดับข้อได้ 84
ข้อ ท่ีสามารถแปลงเป็นเชิงทานายถึงคุณลักษณะเฉพาะบุคลิกภาพของผู้ปฏิบัติธรรมได้ ซึ่งมีผลกับการเลือก
รปู แบบอารมณ์ในการปฏิบัติธรรม เพอื่ คัดสรรข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ สังเคราะหท์ างด้านสถติ ิให้มีความตรงเชิง
เนื้อหา มีความน่าเช่ือถือ ความเท่ียง ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สัมพันธ์โดยมีการทดสอบ
คณุ ภาพของแบบวดั ก่อนจัดพมิ พน์ าไปใช้ในงานวจิ ัยตามแผนภมู ทิ ี่นาเสนอ ดงั นี้

376 Testing and Assessment for Psychology

แผนภูมทิ ี่ 9.1 แสดงกรอบการสร้างเคร่อื งมอื เป็นแบบประเมนิ เจตสิกปจั จยั

การสรา้ งเครอื่ งมือ

ศึกษาเอกสารและงานวจิ ยั ทเี่ ก่ียวขอ้ งกบั การพัฒนาแบบ
ประเมนิ เจตสิกปัจจยั เชิงทานายบุคลิกภาพของผปู้ ฏิบัตธิ รรม

วางแผนการพฒั นาแบบประเมนิ เจตสกิ ปัจจยั ฯ

เขยี นแบบประเมนิ
เจตสกิ ปัจจัยฯ

ตรวจสอบคณุ ภาพของแบบประเมินความชัดเจนด้านภาษา

ตรวจสอบคณุ ภาพด้านความเท่ียงตรง

ใชท้ ดสอบแบบประเมนิ เจตสิกปจั จยั ฯ

จัดพมิ พ์แบบประเมินเจตสิกปัจจัยเชิง
ทานายบุคลิกภาพของผูป้ ฏบิ ัติธรรม
เพื่อใช้เปน็ เครอื่ งมือการวจิ ยั ต่อไป

ผูว้ ิจยั ไดก้ าหนดนิยามศัพทล์ ักษณะของกระทงคาถามในแบบประเมนิ เจตสิกปจั จัยออกเปน็ 6
หมวด ได้แก่ หมวดโลภะ หมวดโทสะ หมวดโมหะ หมวดปัญญา หมวดศรัทธา หมวดวิตก และได้แสดงเป็น
ตารางดงั นี้

ผู้วิจัยได้กาหนดนิยามศัพท์ลักษณะของกระทงคาถามในแบบประเมินเจตสิกปัจจัยออกเป็น 6
หมวด ได้แก่ หมวดโลภะ หมวดโทสะ หมวดโมหะ หมวดปัญญา หมวดศรัทธา หมวดวิตก และได้แสดงเป็น
ตารางดังนี้

การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา 377

หมวดโลภะ
1) โลภเจตสิก หมายถึง ความต้องการ ความกาหนัด ความใคร่ ความเพลิดเพลิน ความ
ปรารถนา ความหวัง ความเกี่ยวข้อง ความผูกพัน รัดล่ามไว้ หรืออาการยึดม่ันติดใจในอารมณ์ทั้งหก มีความ
อยากไดใ้ นอารมณท์ ี่เป็นกามคุณห้า
2) ทิฏฐิเจตสิก หมายถึง ความคิดเห็น อาการยึดม่ันโดยไม่มีปัญญา, ไม่เชื่อเหตุ ไม่เชื่อผล ไม่
เชอ่ื ทงั้ เหตุและผล มคี วามเขา้ ใจผดิ จากสภาวธรรมตามความเปน็ จริง เช่น ไมส่ วยเข้าใจวา่ สวย
3) มานเจตสิก หมายถึง ความถือตน ความทนงตน อาการเย่อยิ่ง มีการยกย่องตนเอง แข่งดี
ทา่ น หวั ด้ือ โออ้ วด มคี วามปรารถนาสูง
4) ถีนเจตสิก หมายถึง ท้อถอย อาการของจิตท่ีท้อแท้ หมดกาลังใจจากความ ไม่สมหวังด้วย
ความโลภ
5) มิทธเจตสิก หมายถึง อ่อนเพลีย เม่ือยลา้ อาการของกายที่ไม่ควรแก่การงานจากความไม่สม
ปรารถนาดว้ ยความโลภ
6) อกุศลวิตกเจตสิก หมายถึง การคิด การตรึก ความคาดหวังจดจ้องของจิตที่ยกขึ้นสู่อารมณ์
ในกลุ่มโลภจิต ที่ทาใหจ้ ติ กระทบอารมณบ์ ่อย ๆ เพอื่ นาเขา้ ส่ใู นอารมณ์ ดังตารางตอ่ ไปนี้

หมวดโลภะ

วัตถุประสงค์ ข้อที่ ลกั ษณะ ผู้เชย่ี วชาญ ข้อเสนอแนะ
1 0 -1

1. ท่านคดิ วา่ ทา่ นพอใจท่จี ะเลอื กซือ้ สินค้าที่อยูใ่ น
รายการลดราคามากกั ตุนไว้

2. ท่านคิดวา่ ท่านชอบการที่ไดเ้ ข้ารว่ มในงานรืน่ เรงิ
สงั สรรค์กับกล่มุ เพอ่ื น ๆ

โลภ 3. ท่านคดิ ว่า ท่านจะต้องหางานทาท่มี ีรายได้สูงๆ
เจตสกิ สบาย ๆ เปน็ ลาดับแรก

4. ท่านคดิ ว่า ทา่ นแอบยินดใี นคาชมท่ีวา่ ฉนั เป็นคน
แต่งตัวดดู ีในทกุ ท่ี

5. ทา่ นคิดว่า ท่านชอบให้มีการจดั งานเลี้ยงเพ่ือฉลองในโอกาส
สาคญั ต่าง ๆ

ทฏิ ฐิ 6. ทา่ นคดิ วา่ การยงิ นกตกปลาเป็นเกมกฬี าชนดิ หนึง่
จตสิก 7. ทา่ นคดิ ว่า การบวงสรวงเทพเทวาทาให้ทา่ นโชคดีถูก

ลอ็ ตเตอรี่

378 Testing and Assessment for Psychology

หมวดโลภะ

วัตถุประสงค์ ข้อที่ ลักษณะ ผเู้ ชีย่ วชาญ ข้อเสนอแนะ
1 0 -1

8. ท่านคิดว่า เคร่ืองรางของขลังจะช่วยปกป้องอันตรายให้แก่

มานเจตสกิ ฉันได้

9. ท่านคิดว่า ท่านรู้สึกดีใจที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าของ

มานเจตสิก กลุม่ เพ่ือน ๆ

10. ท่านคิดว่า ท่านทากิจกรรมสาธารณะต่าง ๆ ย่อมได้รับการ

ยอมรับจากสังคม

11. ทา่ นเคยท้อแทก้ ับส่ิงที่อยากได้แต่ไม่มีปัจจัยที่จะซื้อหามาได้

ถนี เจตสกิ หรือไม่

12. ท่านเคยตามหาของท่ีอยากได้มานาน แต่เมื่อพบเจอ กลับ

ผิดพลาดไปไม่ได้ตามท่หี วัง

13. ท่านคดิ วา่ ท่านไปชมภาพยนตรต์ ลกแตข่ าไมอ่ อกเอาเสยี เลย

มิทธเจตสกิ 14. ท่านคิดว่า ท่านต่ืนเต้นดีใจจนทาอะไรไม่ถูกเม่ือได้รับ
ของขวญั ในวนั สาคัญ

15. ท่านคิดว่า ท่านอยากสร้างความประทับใจให้กับเพื่อนๆ แต่

อกศุ ลวิตก ไมร่ จู้ ะทาอะไรดี

เจตสกิ 16. ท่านคิดว่า ท่านจะทาอย่างไรดีเพื่อผูกมัดใจเขา/เธอ ให้รัก

และอยู่กบั ท่านตลอดไป

หมวดโทสะ

1) โทสเจตสิก หมายถึง อาการของจิตที่มีความหยาบกระด้าง มีการทาร้ายจิตของตัวเองและ

ผู้อนื่ ใหเ้ ร่ารอ้ นเหมือนถกู ไฟเผาไหม้ มีความไมช่ อบใจ เสยี ใจ กลมุ้ ใจ ราคาญใจ หงดุ หงิด เกลยี ดกลวั

2) อิสสาเจตสิก หมายถึง อาการของจิตที่มีความริษยา ไม่ยินดีต่อการได้ลาภ ยศของผู้อ่ืน มี

กรยิ าอาการบดู เบี้ยวท่ีแสดงออกมาทางหน้าตา

3) มัจฉริยเจตสิก หมายถึง อาการของคนท่ีมีความตระหน่ีถี่เหนียวในท่ีอยู่อาศัย สกุล ลาภ

วรรณะ และธรรม มคี วามไมส่ ละทรพั ย์

4) กุกกุจจเจตสิก หมายถึง อาการของจิตท่ีมีความราคาญ และไม่พอใจในส่ิงที่ทาไปแล้ว และ

ในความดงี ามทีย่ ังไมไ่ ดก้ ระทา คดิ ถึงเมอ่ื ไหร่กใ็ หเ้ ดือดรอ้ นใจอยเู่ นือง ๆ

5) ถีนเจตสิก หมายถึง อาการของจิตที่แสดงออกมาในลักษณะท้อถอย หดหู่ ไม่มีความ

พยายาม มคี วามไมเ่ อาใจใส่ต่อการงานเจอื ไปด้วยอารมณ์โกรธ

การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วิทยา 379

6) มิทธเจตสิก หมายถึง อาการของจิตที่ไม่ควรแก่การงาน เมื่อยล้าอ่อนเพลีย จากความไม่สม
ปรารถนาเจอื ไปดว้ ยความโกรธ

7) อกุศลวิตกเจตสิก หมายถึง อาการของจิตท่ียกข้ึนสู่อารมณ์ มีการตรึก การคิด การนึกท่ีอยู่
ในกล่มุ โทสจติ ทาใหจ้ ติ กระทบอารมณ์บ่อย ๆ มจี ติ นาเข้าไปในอารมณ์

หมวดโทสะ

วตั ถปุ ระสงค์ ขอ้ ที่ ลักษณะ ผู้เชย่ี วชาญ
1 0 -1 ข้อเสนอแนะ

17. ท่านคดิ ว่า การดูละครถึงบทเศร้าโศกเมอ่ื ตวั ละคร

รอ้ งใหท้ ่านกร็ อ้ งใหต้ ามตัวละครดว้ ย

18. ท่านมักไมพ่ อใจเป็นอย่างมาก เม่ือมคี นเอาเรื่อง

โทส ส่วนตวั ของท่านไปบอกให้ผอู้ น่ื
เจตสิก 19. ท่านรู้สึกรุ่มร้อนเมือ่ คดิ ว่าภรรยา/สามีจะไป

จากทา่ น

20. ทา่ นรู้สกึ คบั แคน้ ใจทค่ี นใกลช้ ิดไปให้ความ

ช่วยเหลือฝา่ ยตรงขา้ ม

21. ท่านมักคดิ เสมอวา่ มนั เรื่องอะไร ที่ทา่ นตอ้ ง ไดร้ บั

มอบหมายใหไ้ ปรบั ผดิ ชอบงานแทนคนอนื่ ดว้ ย

22. ท่านอจิ ฉาว่า ทาไมถงึ จะไดส้ ่ิงดี ๆ ในชีวิตเหมือนคนอน่ื ๆ

เขาได้กนั

อิสสาเจตสิก 23. ทา่ นมักคดิ เสมอว่า ทาไมท่านจึงไม่ไดร้ บั โอกาสดี ๆ
อยา่ งคนอื่นเขา

24. ทา่ นเคยคดิ อยา่ งนี้ไหมว่า ทา่ นน่าจะไดร้ บั การเล่ือนตาแหน่ง

กอ่ นเพ่อื นร่วมงานท่มี ภี ารงานใกลเ้ คยี งกัน

มจั ฉรยิ 25. ท่านเคยคิดอย่างนบี้ ้างไหมว่า ฉนั ทุม่ ท้ังเงนิ และเวลาหากจะ

เจตสิก ไดว้ ิชาจากฉนั ก็ตอ้ งลงทนุ บ้าง ไม่ใช่มาแบมือขอกันงา่ ยๆ

26. ท่านเคยคดิ วา่ ท่านต้องไดส้ ่ิงตอบแทนเสมอไมว่ า่

กุกกจุ จเจตสิก 27. มากหรอื นอ้ ย เมอ่ื มีผ้ขู อหรือวานให้ท่านทาอะไร
ท่านเคยคดิ วา่ งานทท่ี าอยู่ จาเจ ซา้ ซาก นา่

เบอื่ หน่าย นา่ ราคาญ

380 Testing and Assessment for Psychology

วัตถปุ ระสงค์ ขอ้ ท่ี หมวดโทสะ ผ้เู ช่ียวชาญ
ลักษณะ 1 0 -1 ข้อเสนอแนะ

ถีนเจตสิก 28. ท่านเคยมคี วามราคาญใจในการไปทาบุญในวดั
ท่ีมคี นพลุ่งพล่าน ว่นุ วายจนเบยี ดเสียดกันหรือไม่
มิทธ
เจตสกิ 29. ท่านรสู้ ึกเบือ่ หน่าย ไม่อยากไปทางานในวันฝนตกรถติด
อกศุ 30. ท่านเคยรู้สกึ ทอ้ แท้ท่ีทางานหาเงินมาเทา่ ไหร่ก็ไม่

วิตกเจตสกิ พอใชจ้ ่ายได้ตลอดเดือนสกั ที
31. ทา่ นเคยรสู้ ึกเหนื่อยหน่าย ไมค่ อ่ ยอยากจะ

ทางาน อยากแต่จะอยเู่ ฉยๆ โดยไมท่ าอะไรเลย
32. ทา่ นรู้สกึ ที่ตอ้ งเหน่ือยกับการเดินทางสภาพการจราจร

ทแี่ ออัดคับค่ัง รถติดเป็นเวลานาน กวา่ จะถึงที่หมาย

33. ท่านเคยคิดน้อยใจไหมว่า ในขณะท่เี รามีความทกุ ข์
นา่ จะมีใครสักคนเหน็ ใจช่วยแบ่งเบาความทุกขข์ องเรา

34. ทา่ นเคยเสยี สละทุ่มเทมาแลว้ เพ่อื คนอน่ื และ
คาดหวงั วา่ คนอ่ืนจะเสียสละเพือ่ ท่านได้บ้าง

หมวดโมหะ

1) โมหเจตสิก หมายถึง อาการของจิตท่ีไม่รู้สภาพตามความเป็นจริง มีการปกปิดสภาวะของ
อารมณ์ มคี วามหลงมืดมน มีความไมเ่ อาใจใสเ่ ปน็ อนั ดีตอ่ อารมณ์

2) อหิริกเจตสิก หมายถึง อาการของจิตที่ไม่มีความละอายต่อการทาบาป ทุจริต อกุศล มีการ
กระทาบาป มีความไม่ขวยเขนิ ต่อบาปกรรม มีความไมเ่ คารพตน

3) อโนตตัปปเจตสิก หมายถึง อาการของจิตท่ีไม่สะดุ้งกลัวต่อการกระทาบาป ไม่สะดุ้งกลวั ต่อ
การกระทาอกุศล มกี ารกระทาบาป มคี วามไมเ่ กลียดกลวั ต่อบาปกรรม ไมม่ ีการเคารพผอู้ นื่

4) อุทธัจจเจตสิก หมายถึง อาการของจิตที่ฟุ้งซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ไม่สงบ มีความพล่านไป
ในอารมณ์ มคี วามสบั สนกระสบั กระสาย

5) วิจิกิจฉาเจตสิก หมายถึง อาการสงสัย ไม่แน่ใจในอารมณ์ต่าง ๆ ตัดสินอารมณ์ไม่ได้
มีความหว่ันไหวในอารมณ์ มคี วามลงั เลไมส่ ามารถตดั สินใจได้

การทดสอบและการประเมินทางจติ วิทยา 381

6) อกุศลวติ กเจตสกิ หมายถึง อาการของจิตทย่ี กข้ึนสูอ่ ารมณ์ มกี ารตรึก การคิด การนกึ ที่อยู่
ในกลุ่มโมหจติ ทาใหจ้ ติ กระทบอารมณ์บ่อย ๆ มีจิตนาเขา้ ไปในอารมณ์

หมวดโมหะ

วตั ถุประสงค์ ข้อที่ ลกั ษณะ ผู้เชย่ี วชาญ ขอ้ เสนอแนะ
1 0 -1

35. ท่านเคยคดิ ว่า ทาดีได้ดมี ที ี่ไหนแตท่ าชวั่ ไดด้ ีมที ่วั ไป

36. ทา่ นเคยคดิ วา่ ใหท้ านเสียของเปลา่ ๆ ไหวเ้ จ้าอิ่มท้องดีกวา่

37. ท่านเคยคิดว่า บุญคุณไมม่ ใี นสายสัมพนั ธต์ อ่ กันไม่จาเป็นต้อง

โมหเจตสกิ ตอบแทนบญุ คุณ

38. ท่านเคยคดิ วา่ การเกดิ มาของมนษุ ย์เป็นเร่อื งของความสนุก

ระหว่างชายกับหญิง

39. ท่านเคยคดิ วา่ เงนิ ทองเท่านน้ั เปรยี บเสมือนพระเจ้าทน่ี าสุขมา

ให้ไดท้ ุกสิง่

40. ท่านเคยคิดว่า นิทานเดก็ เลยี้ งแกะเป็นเรอื่ งเลา่ หลอกเดก็

อหริ กิ เจตสกิ 41. ทา่ นเคยคดิ วา่ การเบียด การแซงควิ ไดเ้ ป็นความสามารถพเิ ศษ

ใคร ๆ ก็ทากัน

อโนตตัปป 42. ท่านเคยคิดว่า ทาบุญทาบาปไม่มีผลของกรรม ตายแล้วก็สูญ
เจตสกิ เปล่า

43. ท่านเคยคิดว่า การอดทนรอเวลาเพ่ือ แก้แค้นนานกี่ปีก็ยังไม่
สาย

44. ท่านเคยคิดเรื่องราวไปเร่ือยเปื่อย ปะติดปะต่อเป็นเรื่องเป็น
ราว

อทุ ธจั จเจตสกิ 45. ไม่ได้
ท่านชอบดูทีวีหรือภาพยนตร์ที่ให้เสียงดังก้องรอบทิศทาง

เพราะ

ให้อารมณใ์ นการรบั ชม

46. ท่านคิดว่า ท่านชอบทาอะไรแบบซ้า ๆ แบบย้าคิดย้าทาอยู่

วติ กเจตสกิ บ่อย ๆ

47. ท่านชอบคดิ ถึงอดีต เพื่อวางแผนไปสอู่ นาคต

วจิ ิกจิ ฉาเจตสิก 48. ท่านเคยคดิ วา่ อดีตฉันเกิดมาจากไหน ปจั จบุ นั ฉนั เกดิ มาเพ่อื
อะไร อนาคตฉนั จะไปเกดิ ที่ไหน

382 Testing and Assessment for Psychology

หมวดโมหะ

วัตถปุ ระสงค์ ข้อที่ ลกั ษณะ ผ้เู ชีย่ วชาญ ข้อเสนอแนะ
1 0 -1

49. ท่านเคยคิดวา่ ปัจจบุ นั ฉันเป็นมนุษย์ หรอื ในอดีต และอนาคต

ฉันกเ็ ปน็ มนษุ ยจ์ ะเป็นอยา่ ง อ่นื ไปไมไ่ ด้

หมวดปญั ญา

ปัญญาเจตสิก หมายถึง อาการของจิตที่รู้แจ้งในสภาวธรรม มีการกาจัดความมืด เพื่อให้การ
เห็นสภาพตามความเป็นจริง มคี วามไมห่ ลง ความร้ใู นเหตผุ ล ทาลายความเห็นผดิ

หมวดปญั ญา

วัตถปุ ระสงค์ ขอ้ ที่ ลักษณะ ผู้เช่ยี วชาญ ข้อเสนอแนะ
1 0 -1

ปัญญาเจตสกิ 50. ท่านคดิ ว่า การอ่านหนังสือธรรมะเปน็ งานอดิเรก
ปัญญาเจตสกิ 51. ท่านชอบพูดคุยเรือ่ งลด ละ เลกิ อบายมขุ กับบุคคลท่มี แี นวคิด

เดียวกัน
52. เพือ่ น ๆ ในกลุ่มของทา่ นส่วนมากเป็นบคุ คลท่ชี อบชว่ ยงาน

ดา้ นจิตอาสา
53. หากมีโอกาส ท่านมักเขา้ รว่ มกจิ กรรมบริการดา้ นสาธารณ-

ประโยชน์
54. ทา่ นคดิ ว่า การสละเงนิ บรจิ าคเปน็ การกาจัดความตระหนี่
55. ทา่ นคดิ วา่ การมองโลกในแง่บวกจะให้ประโยชนท์ ั้งตอ่ ตวั เอง

และผ้อู ื่น
56. ทา่ นเหน็ วา่ การมองโลกในแงร่ ้ายเป็นการทารา้ ยใจตัวเอง
57. ทา่ นคดิ ว่า ท่านไม่เชอ่ื ว่าคนต้องตกอยู่ภายใต้อานาจของใคร

สกั คนที่สามารถทาให้ผู้อื่นตกนรกหรือให้ข้ึนสวรรคไ์ ด้
58. ท่านเชือ่ เสมอว่า ทกุ สง่ิ ท้ังที่มชี วี ติ และไมม่ ชี ีวิต ล้วนมเี หตุท่ี

สง่ ผลให้เกิดข้นึ มา ไม่มีส่ิงใดสิง่ หน่งึ เกดิ ขึน้ มาลอย ๆ ได้
59. ทา่ นคดิ วา่ ผู้ใดมีโอกาสเขา้ วดั ฟงั ธรรมหรอื ออกบวชถอื ไดว้ า่

เป็นโอกาสอันเปน็ บุญยง่ิ

การทดสอบและการประเมินทางจติ วิทยา 383

หมวดศรทั ธา

1) ศรัทธาเจตสิก หมายถึง อาการไหลตามไปในความเช่ือทางฝ่ายกุศล มีเหตุ มีผล มีความ
เลื่อมใส

2) สติเจตสิก หมายถึง อาการจาได้หมายรู้เท่าทันอารมณ์ไม่หลงลืม มีความจดจ่อต่ออารมณ์
ไมใ่ ห้ตกไปในอกุศล

3) หิริเจตสิก หมายถึง อาการท่ีมีความละอายต่อบาป มีการไม่ทาบาป มีความละอายต่อบาป
มีความเคารพในตน

4) โอตตัปปเจตสิกหมายถึง อาการสะดุ้งกลัวต่อการทาบาป การไม่ทาบาปเกลียดกลัว
บาป เคารพผู้อ่ืน

5) อโลภเจตสิกหมายถึง อาการไม่หวงแหน ไม่อยากได้ ไม่ยึดมั่น ไม่ติด ไม่ข้องในอารมณ์กาม
คณุ

6) อโทสเจตสิก หมายถึง อาการไมโ่ กรธ ไมห่ ยาบคาย ไม่มีความปองรา้ ย ไม่ประทุษร้าย กาจัด
ความอาฆาตและความเร่าร้อน มีการให้อภยั ทนต่อเหตุที่ทาให้เจ็บใจ

7) ตัตตรมัชฌัตตาเจตสิก หมายถึง อาการทรงไว้ซึ่งจิตและเจตสิกให้เสมอภาค มีใจเป็นกลาง
ไมม่ ีอคติ ไมล่ าเอยี ง มีจิตใจทีส่ ม่าเสมอไมย่ ง่ิ หยอ่ นไปข้างใดข้างหนงึ่

หมวดศรัทธา

วตั ถุประสงค์ ข้อที่ ลักษณะ ผูเ้ ชยี่ วชาญ ข้อเสนอแนะ
1 0 -1

60. ท่านได้ช้ืนชม เสียงพระธรรมเทศนาจากพระทม่ี ีเสียงนมุ่ นวล
ไพเราะเหมือนตอ้ งมนต์

ศรทั ธาเจตสิก 61. เมือ่ ท่านเหน็ บุคคลผ้มู รี ปู สวยงาม แต่งกายสภุ าพ อ่อนน้อม
ถ่อมตน ก็พลอยแอบยินดีกับเขาไปด้วย

62. ท่านยอมรบั วา่ บคุ คลท่ีเปดิ ใจกวา้ งรับฟังคาติชมของผ้อู นื่
ได้น้นั เปน็ คนท่นี า่ นบั ถือ

ศรัทธาเจตสิก 63. ทา่ นเคยเขา้ ฟังการบรรยายธรรมะจากพระนกั เทศน์ช่ือดงั
ตามสถานท่ตี ่าง ๆ หรอื ไม่

64. ท่านเคยเช่ือว่า ยังจะมกี ารตัดสินความทีต่ รง ไปตรงมา
ไม่ลาเอียงท่ียอมรับได้อกี

สติเจตสกิ 65. ท่านเคยลมื สงิ่ ของ เช่น ลูกกญุ แจไว้ในทตี่ า่ ง ๆ หรอื ไม่

384 Testing and Assessment for Psychology

วตั ถปุ ระสงค์ หมวดศรทั ธา ผเู้ ชีย่ วชาญ ขอ้ เสนอแนะ
สติเจตสิก 1 0 -1
ขอ้ ที่ ลกั ษณะ
หริ เิ จตสกิ
66. ทา่ นเคยมใี ครคอยเตอื นเสมอหรือไม่ว่าต้องทาส่ิงนก้ี อ่ นจะทา
ส่ิงน้ัน

67. ทา่ นเคยปฏเิ สธความรับผดิ ชอบท่ีเกิดจากการกระทาโดยไม่ได้
ตั้งใจของตัวเองหรอื เปล่า

68. ทา่ นมักปฏิเสธการกระทาที่เปน็ ทุจรติ และไม่ซ่ือตรง

69. ท่านจะปฏเิ สธการทาความรุนแรงทนั ที เพราะกลวั ผลของ

โอตตปั ป กรรม

เจตสิก 70. ท่านจะไม่ประมาทแมว้ ่ากรรมเล็กกรรมน้อยกค็ วรระวังจากผล

ทจี่ ะตดิ ตามมาภายหลังเสมอ

71. ทา่ นคิดวา่ การเป็นผใู้ หน้ น้ั ยอ่ มดกี วา่ เป็นผูร้ อรับแตอ่ ย่างเดียว
อโลภเจตสิก 72. ท่านไม่เคยคิดว่า การลดแลกแจกแถมจะได้สินคา้ ท่ีมคี ณุ ภาพ

73. ทา่ นมนั่ ใจวา่ เม่ือมีรถยนต์คนั ใดที่ขบั แซงซ้ายแซงขวาปาดหน้า

อโทส เจตสิก 74. กระช้นั ชิด เขาต้องรีบไปธรุ ะท่มี เี หตุจาเปน็ อะไรสกั อย่าง
ท่านแน่ใจเสมอวา่ ทุกส่ิงลว้ นอนิจจงั ส่ีเท้ายังรู้พลาด

นกั ปราชญ์ยงั รพู้ ลงั้

ตัตตร 75. ทา่ นเคยประสบกบั เหตุการณ์ทีว่ ่า ขงิ ก็ราขา่ ก็ แรง ไม่ยอมเลกิ
มัชฌตั ตา แล้วตอ่ กันจนตอ้ งวางเฉยเสยี
เจตสกิ
76. ทา่ นเคยทาใจน่ังนิ่งเงียบ ๆ ไม่อาจตดั สินใจเลอื กข้างใดขา้ ง
หนงึ่ ในเมอ่ื ทุกฝา่ ยก็เปน็ เพอ่ื นกัน

หมวดวติ ก

กศุ ลวิตกเจตสิก หมายถึง อาการของจิตท่ียกขึ้นสู่อารมณ์ มีการตรึก การคิด การนึกเป็นปัจจัย
แกโ่ สภณเจตสกิ ทอี่ ยู่ในกลมุ่ มหากศุ ลจติ 8 ทาใหจ้ ติ กระทบอารมณบ์ ่อย ๆ มจี ิตนาเขา้ ไปในอารมณ์

หมวดวติ ก

วตั ถุประสงค์ ข้อที่ ลกั ษณะ ผูเ้ ชีย่ วชาญ ข้อเสนอแนะ
1 0 -1

วติ กเจตสิก 77. ทา่ นเคยคิดวา่ ถา้ ทา่ นมีความเพยี รพยามอกี สักนิดเดยี วกจ็ ะ

การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วทิ ยา 385

หมวดวิตก

วัตถปุ ระสงค์ ขอ้ ที่ ลกั ษณะ ผู้เช่ียวชาญ ข้อเสนอแนะ
1 0 -1

ทางานชนิ้ นี้สาเร็จ

78. ท่านเคยคิดเช่นนี้ไหม ถงึ แม้เราไม่มเี งินพอจะทาบุญ เราก็

สามารถขวนขวายช่วยเหลอื งานการกุศลด้วยแรงกายแรงใจได้

79. ทา่ นเคยเป็นผู้ให้คาปรึกษาแกไ้ ขปญั หาใหก้ บั เพ่ือน ๆ บ้างไหม

80. ท่านเคยคดิ วา่ มวี ธิ ใี ดบ้าง ที่ฉันจะหายจากอาการเคียดแคน้

ชงิ ชังและยกโทษให้เขาได้

81. ท่านเคยคิดอยากจะสมคั รเปน็ อาสาสมคั รเพอื่ ชว่ ยเหลือผ้ตู ก

ทุกข์ได้ยากท่ีประสบกับภยั พบิ ัติต่าง ๆ บา้ งไหม

ปญั ญาเจตสิก 82. ท่านเคยคดิ ทจี่ ะส่งเสริมคนดีมีศลี ธรรมให้ สังคมไดร้ ับรู้ถึง

บทบาททเี่ ขาได้กระทาอยบู่ า้ งหรือไม่

83. ท่านมักจะเตือนตวั เองเสมอว่า “กรรมใดใครก่อ กรรมนน้ั ยอ่ ม

สนองถึงตน”

84. ทา่ นเคยคิดที่จะเข้าวดั เพือ่ รกั ษาศีล หรืออบรมจติ ตภาวนาเพอ่ื

ประโยชนใ์ นการดาเนินชวี ติ บ้างหรอื ไม่

เกณฑ์การตรวจสอบคุณภาพมาตรวัดแบบสอบถามของแบบประเมินเจตสิกปัจจัยเชิงปริมาณ
ผวู้ ิจยั ได้ใชม้ าตรวัดที่มีวธิ ีในการหาความเท่ียงตรงเชงิ เนื้อหา ทาได้โดยหาค่าความสอดคล้องหรอื ดชั นขี องความ
สอดคล้องกันระหว่างข้อคาถามของแต่ละข้อกับจุดประสงค์ (Index of Item Objective Congruence หรือ
IOC) โดยกาหนดคะแนนของผู้เชีย่ วชาญเปน็ 1 หรอื 0 หรอื -1 ดงั นี้

1 หมายถึง แน่ใจว่าข้อสอบขอ้ นั้นวดั จุดประสงค์เชิงบุคลิกภาพทรี่ ะบไุ วจ้ ริง
0 หมายถึง ไม่แน่ใจว่าข้อสอบนนั้ วดั จุดประสงคเ์ ชงิ บุคลิกภาพทีร่ ะบไุ ว้

-1 หมายถึง แนใ่ จว่าข้อสอบขอ้ นัน้ ไมไ่ ด้วัดจดุ ประสงค์เชิงบุคลิกภาพท่ีระบุ

เกณฑก์ ารแปลความหมาย

คา่ ดชั นีความสอดคลอ้ งท่ยี อมรบั ได้ตอ้ งมีค่าตั้งแต่ 0.50 ขน้ึ ไปโดยใชส้ ูตร ดังน้ี

IOC = ∑R
N

386 Testing and Assessment for Psychology

IOC หมายถึง ค่าดชั นคี วามสอดคลอ้ งของข้อคาถามกับวตั ถปุ ระสงค์

∑R หมายถึง ผลรวมของคะแนนของการตัดสินคาถามของผเู้ ช่ียวชาญ

N หมายถงึ จานวนผเู้ ชย่ี วชาญ

อีกทั้งมีการหาค่าสัมประสิทธ์ิของความเช่ือม่ัน (coefficient of reliability)ท่ีมีความเที่ยงตรง
(Validity) ตามเกณฑ์ที่กาหนด (Criterionrelated) ของการวัดที่สอดคล้องกับเชิงเหตุผล (Rational
validity) และความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content validity) ในการประเมินเจตสิกปัจจัยเชิงทานาย
บุคลิกภาพของผปู้ ฏบิ ัตธิ รรม

ตวั อย่างบางสว่ นของแบบประเมินเจตสกิ ปัจจยั เชงิ ทานายบคุ ลิกภาพของผูป้ ฏิบตั ิธรรม21

ตอนท่ี 2 โปรดทาเครอื่ งหมาย √ ลงในช่องวา่ งทตี่ รงกบั ความคิดเห็นของทา่ นมากที่สดุ

ตรงกับความเปน็ จรงิ

ขอ้ ที่ บุคลิกภาพ ไมเ่ คย นาน ๆ บางครงั้ บอ่ ย เสมอ
เลย คร้ัง

1. ทา่ นคิดว่า ทา่ นพอใจท่จี ะเลือกซอ้ื สนิ ค้าทีอ่ ยู่ในรายการลด

ราคา

2. ท่านชอบการที่ได้เข้ารว่ มในงานกจิ กรรมกบั กลมุ่ เพือ่ น

3. เมื่อมีโอกาสทา่ นก็จะตอ้ งหางานทาท่ีมรี ายไดส้ งู

4. ท่านยินดีในคาชมทวี่ า่ ฉันเปน็ คนสภุ าพ

5. ทา่ นชอบใหม้ ีการจดั งานเพ่อื ฉลองในโอกาสสาคญั

6. ทา่ นคดิ ว่า การไดป้ ล่อยสัตวถ์ ือวา่ เปน็ การไถบ่ าป

7 การบวงสรวงเทพเทวาทาให้ท่านถกู ลอ๊ ตเตอร่ี

8. ท่านคดิ ว่า เคร่ืองรางของขลงั จะชว่ ยปกป้องอนั ตราย

9. ท่านรู้สกึ ดใี จ ถ้าไดร้ บั แตง่ ตัง้ ใหเ้ ปน็ หวั หนา้

10. ท่านทากิจกรรมช่วยเหลือคนอ่ืน ย่อมได้รับการยอมรับ

จากสงั คม

21 โยง่ ศรเี วยี น, (2560), การพัฒนาแบบประเมินเจตสิกปัจจยั เชิงทานายบุคลิกภาพของผู้ปฏิบัติธรรม, (ปริญญา
นพิ นธป์ รญิ ญาดษุ ฎีบัณฑิต), พระนครศรีอยธุ ยา: มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, หนา้ 133.

การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา 387

9.2.2 งานวิจยั เร่ือง การศึกษาเครือ่ งมอื จาแนกจริตที่เหมาะสมในการเจริญสตปิ ัฏฐาน
ก. นิยามศพั ท์ทีใ่ ช้ในการวจิ ัย22

จริต หมายถึง ลักษณะเฉพาะตน อนั ได้แก่ อปุ นิสัย ความประพฤติ หรือพ้ืนท่ีจิตใจที่เคยชินกับ
การดาเนินชีวิต

การเจริญสติปัฏฐานในชีวิตประจาวัน หมายถึง การหลอมรวมการเจริญสติปัฏฐานมาใช้ใน
ชวี ติ ประจาวนั อยา่ งเปน็ ธรรมชาติและต่อเนอ่ื ง ในทกุ อริ ยิ าบถทีป่ ระกอบภารกิจในชีวิตประจาวนั

แบบจาลองการจาแนกจริต หมายถึง คลังความคิดรวบยอดในการจาแนกจริตโดยใช้เคร่ืองมือ
จาแนกจริต ในการแบ่งคนเปน็ ลักษณะตา่ ง ๆ และชใ้ี หเ้ หน็ รปู แบบสตปิ ฏั ฐานทเ่ี หมาะสมกบั ผู้มจี รติ ต่าง ๆ

เคร่ืองชี้วัด ชุดตัวช้ีวัด และตัวชี้วัด(Set of Indicators, Indicators, Indicator) เป็นกลุ่มของ
ตัวชี้วัด และตัวชี้วัดย่อย ๆ ซ่ึงจะมุ่งเน้นการวาดนามธรรมและพฤติกรรม ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงคุณภาพตัวชี้วัด จึง
เป็นส่ิงท่ีบ่งบอกลักษณะทางนามธรรมอันเป็นลักษณะเฉพาะตัวมากกว่าสิ่งที่เป็นการวัดเชิงปริมาณ ใช้สาหรับ
การแยกแยะประเภทของจริต หรอื บ่งบอกความแกก่ ล้าของปญั ญาของบุคคลได้

เครื่องมือจาแนกจริตท่ีเหมาะสมในการเจริญสติปัฏฐาน หมายถึง ชุดความคิด ใช้ร่วมกับ
แบบจาลองการจาแนกจริต ซึ่งเป็นการวัดนามธรรมเพื่อจาแนกจริต และปัญญา โดยมีวัตถุประสงค์ใช้ในการ
เลือกหมวดในการเจรญิ สติปัฏฐาน ประกอบไปด้วยเคร่ืองมือชี้วัด 3 ชุด คือ (1) เครื่องช้วี ัดจริต 2 (2) เครื่องชี้
วัดจริต 6และ (3) เครื่องช้ีวัดปัญญา ประกอบไปด้วยตัวชี้วัดหลายตัว เพื่อบ่งช้ีว่าผู้ถูกศึกษาเป็นประเภทผู้มี
ปัญญากล้า หรือปัญญาไม่กล้า ซึ่งชุดตัวช้ีวัดต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นตัวชี้วัดสิ่งที่เป็นนามธรรมภายในและแปลง
ออกมาโดยการอธบิ ายลักษณะเฉพาะว่าเป็นจรติ ใด หรอื มปี ัญญากลา้ หรือไม่

ข. การสรา้ งเครื่องมือจาแนกจริตทเ่ี หมาะสมในการเจริญสตปิ ัฏฐาน23
เคร่ืองมือจาแนกจริตที่เหมาะสมในการเจริญสติปัฏฐาน ในการศึกษานี้เป็นชุดเคร่ืองช้ีวัด

(Indicators) ชุดหนึ่ง ซึ่งเป็นการวัดนามธรรมเพื่อจาแนกจริตและปัญญา เพื่อจาแนกลักษณะเฉพาะของ
ปจั เจกชน โดยมีวตั ถปุ ระสงคใ์ ช้ในการเลอื กหมวดในการเจรญิ สติปัฏฐานเครอ่ื งมอื จาแนกจริตจงึ เปน็ ชุดตวั ชวี้ ัด
หลาย ๆ ตวั ประกอบไปดว้ ยเครอื่ งชีวัด 3 ชดุ คือ

1) เคร่ืองชีว้ ัดจริต 2 ประกอบไปด้วยตัวชี้วัดหลายตัว เพื่อบ่งชี้ว่าผู้ถูกศึกษาเป็นจรติ ใดในจริต
2 ประเภท คอื ตณั หาจรติ หรอื ทฏิ ฐจิ ริต

22 สุเมธ โสฬศ, (2560), การศึกษาเคร่ืองมือจาแนกจริตท่ีเหมาะสมในการเจริญสติปัฏฐาน, (ปริญญานิพนธ์
ปริญญาดุษฎีบณั ฑติ ), พระนครศรอี ยธุ ยา: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, หน้า 6-7.

23 เร่ืองเดียวกนั , หนา้ 118.

388 Testing and Assessment for Psychology

2) เครื่องช้วี ัดจริต 6 ประกอบไปด้วยตัวช้ีวัดหลายตัว เพ่ือบ่งชี้ว่าผู้ถกู ศึกษาเป็นจริตใดในจริต
6 ประเภท คือ ราคาจริต โทสจริต โมหจริต ศรทั ธาจรติ พุทธหิ รอื ยานะจรติ และ วติ กจริต

3) เคร่ืองช้ีวัดปัญญา ประกอบไปด้วยตัวชี้วัดหลายตัวเพ่ือบ่งชี้ว่าผู้ถูกศึกษาเป็นประเภทผู้มี
ปัญญากลา้ หรือปัญญาไมก่ ลา้

ซ่ึงชุดตัวช้ีวัดต่าง ๆ เหล่าน้ีจะเป็นตัวช้ีวัดซ่ึงเป็นนามธรรมภายใน และแปลงออกมาโดยการ
อธิบายลักษณะเฉพาะว่าเป็นจริตใด หรือมีปัญญากล้าหรือไม่ ซึ่งหากจากจัดตัวช้ีวัดย่อย ๆ แล้ว จะเห็นว่า
ตวั ชีว้ ัดย่อยจะมุ่งเนน้ การวดั นามธรรมและพฤติกรรม ซ่ึงเป็นข้อมูลเชิงคณุ ภาพ ตวั ชว้ี ัดจงึ เป็น Indicator วัดสิ่ง
ที่บง่ บอกลกั ษณะทางนามธรรมมากกว่าส่ิงทเี่ ป็นการวัดเชงิ ปรมิ าณ

การสร้างแบบจาลองเคร่ืองวัดจาแนกจริตชุดน้ีจะต้องนาเครื่องช้ีวัดทั้ง 3 ตัวนี้เป็นเครื่องมือ
จาแนกว่าผู้ถกู ศึกษามีคุณลักษณะเฉพาะอย่างไร เหมาะกับการเจรญิ สติปฏั ฐานในหมวดใด เพ่ือเลือกหมวดสติ
ปัฏฐานทีเ่ หมาะสมกบั จริต และความแกก่ ล้าของปญั ญา

เคร่ืองมอื จาแนกจริต

เครื่องชีว้ ัด เคร่ืองชี้วดั เครอ่ื งชว้ี ดั
จรติ 2 จริต 6 ปัญญา

ชดุ ตวั ช้ีวดั ชดุ ตวั ชี้วดั ชุดตัวชว้ี ดั
เพ่อื ยนื ยนั จรติ เพ่ือยนื ยันจรติ เพือ่ ยืนยันการ
มีปัญญากลา้
ในจรติ 2 ในจรติ 6 หรือไม่กลา้

ภาพท่ี 9.1 แสดงโครงสรา้ งของเคร่ืองมือจาแนกจริต
ทม่ี า: สุเมธ โสฬศ (2560), การศกึ ษาเคร่อื งมอื จาแนกจรติ ท่ีเหมาะสมในการเจรญิ สตปิ ฏั ฐาน, หน้า 119.

จากแผนภาพที่ 9.1 แสดงแบบจาลองการจาแนกจริตเพ่อื การเจริญสติปฏั ฐาน ผู้วจิ ยั เสนอใหใ้ ช้
แบบจาลองน้ีเพื่อช่วยเลือกกรรมฐานสาหรับผู้มีจริตต่าง ๆ กัน โดยเร่ิมจากการนาผู้ฝึกกรรมฐานมาดาเนินการ
จาแนกจริตโดยใช้ดัชนีชีวัดจริต 2 ก่อน และทาการทดสอบด้วยดัชนีชีวัดปัญญา ซึ่งหากเป็นตัณหาจริตมี

การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา 389

ปัญญาไม่กล้า ให้เจรญิ สติปัฏฐานในหมวดกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน หากเป็นตัณหาจริตมีปัญญากล้าให้เจริญ
สติปัฏฐานในหมวดเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน และหากเป็นทิฏฐิจริตมีปัญญาไม่กล้าให้เจริญสติปัฏฐานหมวด
จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน และหากเป็นทิฏฐิจริตมีปัญญากล้าให้เจริญสติปัฏฐานหมวดธัมมานุปัสสนาสติปัฏ
ฐาน อน่ึงในขณะที่ในผมู้ ีตณั หาจรติ น้ันเป็นผู้ดาเนินในแนวทางสมถยานิก จงึ มีความจาเป็นที่จะต้องมีสมถกรรม
ฐานเป็นเครื่องหนุนนา จึงต้องหาสมถกรรมฐานท่ีเหมาะสม จึงต้องนาผู้ฝึกกรรมฐานที่มีตัณหาจริตมา
ดาเนินการจาแนกจริต โดยใช้ดัชนีชี้วัดจริต 6 ซ้าอีกครั้ง เพ่ือแนะนาสมถกรรมฐานให้นาไปเจริญควบคู่กับสติ
ปฏั ฐานดว้ ย

(1) เคร่ืองชี้วดั จรติ 2 ประกอบด้วยตัวชว้ี ัดหลายตัว เพอ่ื บง่ ชว้ี ่า ผ้ถู กู ศึกษาเป็นจริตใดในจริต 2
ประเภท คอื ตัณหาจริต หรอื ทฏิ ฐิจริต

(1.1) ชุดตัวชีว้ ัดความเป็นตัณหาจริต ประกอบไปด้วยองคป์ ระกอบ 3 ประการ คือ ตัวช้ีวัด
ความอยาก ตัวชี้วัดความชอบความสุขสบาย ตัวช้ีวัดความชอบความสงบ ตัวชี้วัดความสามารถในการเข้าถึง
ความสงบได้งา่ ย

(1.2) ชุดตัวช้ีวัดความเป็นทิฏฐิจริต ประกอบด้วยองค์ประกอบ 4 ประการ คือ ตัวชี้วัด
ความฟุ้งซ่าน ตัวช้ีวัดความยึดม่ันในความเห็นของตน(ดื้อ) ตัวชี้วัดความชอบแสดงความคิดเห็นของตน(ชอบ
โต้เถียง) ตัวช้ีวดั ความสามารถในการเข้าถงึ ความสงบได้ยาก

(2) เครอื่ งชีว้ ัดจริต 6 การสร้างเคร่ืองมือโดยสรา้ งชุดตัวชี้วัดขนึ้ จานวน 6 ชุด เพ่ือวัดความเป็น
จริตทั้ง 6 อันได้แก่ ราคจริต โทสจริต โมหจริต ศรัทธาจริต พุทธิจริต และวิตกจริต ทั้งนี้ได้อาศัยผลการวิจัย
มาสรุป สร้าง ชุดตัวช้ีวัด สรุปลักษณะเด่นของคนในจริตทั้ง 6 จากท้ัง 2 แหล่ง คือ คัมภีร์วิมุตติมรรคและ
คมั ภีรว์ ิสุทธิมรรค ดงั ตารางท่ี 9.3

ตารางที่ 9.3 แสดงเครือ่ งผลกั ดนั ภายในของจรติ ที่ปรากฏในคมั ภีร์วิมุตติมรรคและวิสุทธิมรรค

เคร่อื งผลักดนั ภายใน ราคจริต โทสจรติ โมหจริต

อกุศลธรรม เสแสรง้ โออ้ วด ถอื ตัว ความโกรธ ความผูกโกรธ หดหู่ เซอ่ื งซมึ ความ
(สาหรับราคจรติ โทสจริต ปรารถนาลามก มักมาก ความลบหลู่ ความตีเสมอ ฟุ้งซ่าน ราคาญใจ ความ
และ โมหจริต) ไมส่ นั โดษ แงง่ อน มีเล่ห์ ความรษิ ยา ความตระหน่ี สงสยั ความยดึ ถือมนั่ ดว้ ย
เหลยี่ ม
สาคัญผดิ ความไม่ปล่อย
วาง

390 Testing and Assessment for Psychology

เครอื่ งผลักดนั ภายใน ศรทั ธาจริต พทุ ธจิ ริต วิตกจริต

กศุ ลธรรมสาหรบั คน ความเสียสละเดด็ ขาด เป็นผ้วู า่ ง่าย มีมิตรดี มากไปด้วยการพูด
ศรทั ธาจรติ พทุ ธจิ ริต
อกศุ ลธรรมสาหรับ ความใคร่เห็นพระอริย ร้จู ักประมาณในการ ยินดใี นหมคู่ ณะ
วติ กจรติ
เจา้ ทั้งหลาย ความใคร่ฟงั บรโิ ภค ความมี ไมย่ นิ ดใี นการภาวนา

พระสทั ธรรม ความมาก สติสัมปชัญญะ ความ มกี ารงานไม่แนน่ อน
ไปด้วยปราโมทย์ หมัน่ ประกอบความเพยี ร กลางคืนเป็นควัน

ไมโ่ อ้อวด ไม่มีมารยา ความสังเวช มีความเพียร กลางวันเป็นไฟ
ความเล่ือมใส โดยแยบคาย
ความคดิ พลา่ น

เครือ่ งผลกั ดนั ภายใน ราคจริต/ศรทั ธาจรติ โทสจริต/พทุ ธจิ ริต โมหจริต/วติ กจริต

กเิ ลส ริษยา มานะ มายา โกรธ พยาบาท มกั ขะ ถนี มทิ ะ อุทจั จกุกกจุ จ

สาไถย มกั มาก ตระหน่ี อปุ นาหะ วจิ ิกจิ ฉา โมหะ

ทมี่ า: สเุ มธ โสฬศ (2560), การศึกษาเครอื่ งมือจาแนกจรติ ท่ีเหมาะสมในการเจริญสติปัฏฐาน, หนา้ 124.

ในตารางที่ 9.3 ได้แสดงรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างเคร่ืองผลักดันภายในของจริตต่าง ๆ
ทั้ง 5 จริต โดยแนวนอนแสดงชนิดของเคร่ืองผลักดัน แนวต้ังเป็นชนิดของจริตทั้ง 6 แบบ แบ่งออกเป็น 3
ตารางย่อย เช่น สาหรับคนราคจริต อกุศลธรรมเครื่องผลักดันภายใน คือ เสแสร้ง โอ้อวด ถือตัว ปรารถนา
ลามก มักมาก ไมส่ ันโดษ แงง่ อน มเี ลห่ เ์ หลี่ยม เป็นตน้

ตารางที่ 9.4 แสดงคุณลกั ษณะเด่นของคนแต่ละจริตท่ปี รากฏในคัมภีร์วมิ ุตติมรรคและวิสทุ ธิมรรค

ลักษณะเดน่ ราคจริต/ศรทั ธาจริต โทสจรติ /พทุ ธิจริต โมหจรติ /วติ กจริต

การมองดรู ูป มองนาน/หาข้อดี มองไม่นาน/เห็นขอ้ เสีย คล้อยตามคนอ่นื

การเดิน ยกเท้าเรว็ ก้าวสม่าเสมอ ยกขากระตกุ เหยียบลง ยกเท้าข้นึ และลงปัดไปปัด

สงา่ งาม ผลนุ ผลนั กระแทกสน้ มา

ลกั ษณะการเดนิ เดินเรยี บร้อย วางเท้า เดนิ เหมอื นเอาปลายเท้า เดนิ สา่ ยยกและวางเหมอื น
สมา่ เสมอ รอยเท้าเวา้ กลาง ขดุ ดนิ ไป เดินเร็ว รอยเท้า คนดงุ้ ตกใจ รอยเทา้ หนกั
ลกั ษณะการยนื และการ จกิ ปลายลง ทางส้น
นัง่ มีอาการหวานตา นา่
เลื่อมใส มอี าการแขง็ กระดา้ ง มีอาการซ่มุ ซา่ ม

การทดสอบและการประเมินทางจติ วทิ ยา 391

ลกั ษณะเด่น ราคจริต/ศรัทธาจรติ โทสจรติ /พุทธิจรติ โมหจริต/วติ กจรติ

การนอน เตรยี มท่นี อนเรยี บรอ้ ยคอ่ ย เตรียมท่ีนอนรบี ร้อนรบี ไม่เตรียมท่นี อนเรยี บร้อย
ๆ เอนกายลงนอน ถ้าถกู นอน เวลาหลับน่าน่ิวคิว้ หลักแขนขาถา่ ง ถา้ ถกู
ปลกุ จะลกุ ทนั ที และตอบ ขมวด ถ้าถูกปลุกจะลกุ ปลกุ จะบ่นพึมพาและใช้
แบบไม่เต็มใจ ทันทีทนั ใด และตอบแบบ เวลานานจงึ ตอบ
ไม่พอใจ

การบริโภค เรียบรอ้ ย พอใจในรส แมไ้ ม่ ไมเ่ รียบรอ้ ย คาโต ถา้ ไม่ ไมเ่ รียบรอ้ ย คาเล็ก เลอะ

อรอ่ ย อรอ่ ยจะไมพ่ อใจ เทอะ ไม่สารวม

รสชาดที่พึงใจเมือ่ บริโภค ชอบอาหารทมี่ รี สหวานจดั ชอบอาหารที่ไม่ปราณตี ไมช่ อบรสอะไรท่แี น่นอน
มรี สเปร้ียว

การน่งุ หม่ ไมใ่ ชข้ องเกา่ หรือขาด ไม่ นุง่ ห่มรวดเรว็ ไม่ นงุ่ หม่ เช่อื งช้า ไมเ่ รียบร้อย
ไมน่ า่ ดูชม
ห้อยรมุ่ รา่ ม น่าดูชม เรยี บร้อย ไม่นา่ ดชู ม

การงาน (ปัดกวาด) จับไมก้ วาดพอดี ไมร่ ีบร้อน เร่งรบี รวดเร็ว กวาดเสยี ง กวาดเชื่องชา้ ไมส่ ะอาด

กวาดสะอาดเรยี บรอ้ ย ดัง สะอาด แต่ไม่ ไมเ่ รียบร้อยสมา่ เสมอ

เรียบร้อยสมา่ เสมอ

การทางานท่ัวไป ทาอย่างละเอียดลออ ทาอย่างเครง่ เครยี ด มักทาไม่ละเอยี ดลออ
เรยี บร้อย สม่าเสมอ ตั้งใจ เขม้ แขง็ แต่ไมส่ ม่าเสมอ ง่มุ ง่าม ไม่สม่าเสมอ และ
ไมม่ ีกฎเกณฑ์

ท่ีมา: สเุ มธ โสฬศ (2560), การศึกษาเคร่ืองมอื จาแนกจรติ ท่ีเหมาะสมในการเจรญิ สตปิ ัฏฐาน, หน้า 125.

ในตารางที่ 9.4 แสดงคุณลักษณะเด่นของคนแต่ละจริตที่ปรากฎในคัมภีร์วมิ ุตติมรรคและวิ
สุทธิมรรค แนวนอนเป็นชนิดของจุดเด่น แนวต้ังเป็นคนในจริตต่าง ๆ เช่น ในราคจริตและศรัทธาจริตจะมี
ลักษณะเด่นในการมองดูรูป คือ มองนาน มองหาข้อดี ส่วนคนโทสะจริตและพุทธจริต จะมองไม่นานและ
มองเห็นขอ้ เสีย เปน็ ต้น

ชุดตัวช้ีวัดจริต 6 มีลักษณะเด่น ดังนี้ ชุดตัวช้ีวัดนามธรรมภายในเป็นเคร่ืองผลักดัน
พฤติกรรม ชุดตัวช้ีวัดการมองดูรูป ชุดตัวชี้วัดลักษณะการยืน เดิน นั่ง นอน ชุดตัวชี้วัดลักษณะการบริโภค
อาหาร และชดุ ตัวชว้ี ดั การทางาน

เมื่อใดชุดตัวชี้วัดด้านต่าง ๆ แล้วผู้วิจัยจะนาจริต 6 และชุดตัวช้ีวัดจริต 6 มาทาตาราง
เชื่อมโยงความสัมพันธ์เพ่ือสร้างตัวชี้วัดได้ของแต่ละจริต โดยอ้างอิงลักษณะเฉพาะของจริตท่ีปรากฏในคัมภีร์
วมิ ุตติมรรค และวสิ ทุ ธิมรรค ดังตารางต่อไปนี้

392 Testing and Assessment for Psychology

ตารางท่ี 9.5 แสดงชุดตัวชีว้ ดั นามธรรมภายในเครื่องผลักดนั พฤตกิ รรมของคนแต่ละจรติ (1)

ชดุ ตัวช้ีวดั ราคจรติ โทสจรติ โมหจริต

(1) ชุดตวั ชว้ี ัด นามธรรม (1) เสแสร้ง (มายา) (1) ความโกรธ (1) ความหดห่เู ซือ่ งซึม
(2) ความฟงุ้ ซา่ น
ภายใน เครือ่ งผลักดัน (2) มีเล่หเ์ หลย่ี ม (สาไถย) (2) ความผูกโกรธ (3) ความราคาญใจ

พฤติกรรม (3) โอ้อวด (3) ความลบหลู่

(4) ถือตัว (มานะ) (4) ความตเี สมอ (4) ความสงสัย

(5) ปรารถนาลามก (5) ความริษยา (5) ความหลงยึดถือ มั่น
(6) มักมาก ไม่สนั โดษ (6) ความตระหนี่ ด้วยสาคัญผิด
(7) แง่งอน
(6) ความไม่ปล่อยวาง

(8) รษิ ยา

ทม่ี า: สเุ มธ โสฬศ (2560), การศกึ ษาเครือ่ งมอื จาแนกจริตท่ีเหมาะสมในการเจรญิ สติปฏั ฐาน, หน้า 126.

ในตารางท่ี 9.5 ได้แสดงรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างเคร่ืองผลักดันภายในของจริตต่าง ๆ
ทั้ง 6 จริต โดยแถวนอนแสดงชนิดของเคร่ืองผลักดัน แนวต้ังเป็นชนิดของจริตทั้ง 6 แบบ ซ่ึงแบ่งออกเป็น 3
ตารางย่อย เช่น สาหรับคนราคจริต อกุศลธรรมเคร่ืองผลักดันภายใน คือ เสแสร้ง โอ้อวด ถือตัว ปรารถนา
ลามก มกั มาก ไมส่ นั โดษ แง่งอน มีเล่หเ์ หลยี่ ม เป็นตน้

ตารางท่ี 9.6 แสดงชุดตวั ช้วี ัดนามธรรมภายในเครือ่ งผลักดันพฤตกิ รรมของคนแตล่ ะจริต (2)

ชุดตวั ชี้วดั ศรัทธาจริต พทุ ธจิ ริต วิตกจริต

(1) ชุดตัวชว้ี ดั นามธรรม (1) ความเสียสละ (1) เปน็ ผู้ว่าง่าย (1) มากไปด้วยการพดู
(2) มีมิตรดี (2) ยนิ ดใี นหมู่คณะ
ภายใน เคร่อื งผลักดัน (2) ความเด็ดขาด (3) รจู้ กั ประมาณในการ (3) ไม่ยนิ ดีในการภาวนา
(4) มีการงานไมแ่ นน่ อน
พฤติกรรม (3) ความใครเ่ ห็นพระ บรโิ ภค (5) กลางคืนเป็นควนั
(4) ความมี
อริยเจา้ ท้งั หลาย กลางวนั เปน็ ไฟ
สติสัมปชญั ญะ (6) ความคิดพล่าน
(4) ความใครฟ่ ังพระ (5) ความหมัน่ ประกอบ

สทั ธรรม ความเพียร
(6) ความสังเวช
(5) ความมากไปดว้ ย (7) มีความเพยี รโดยแยบ

ปราโมทย์ คาย

(6) ความไมโ่ อ้อวด

(7) ไมม่ มี ารยา

(8) ความเลื่อมใส

ทม่ี า: สุเมธ โสฬศ (2560), การศกึ ษาเครอ่ื งมอื จาแนกจริตที่เหมาะสมในการเจริญสตปิ ฏั ฐาน, หน้า 127.

การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวทิ ยา 393

ในตารางที่ 9.5 และตารางที่ 9.6 เป็นตารางแสดงชุดตัวชี้วัดท่ี (1) ชุดตัวชี้วัดนามธรรม
ภายในเคร่ืองผลักดันพฤติกรรมของคนแต่ละจรติ อันได้แก่ หมวดกุศลกรรม อกุศลกรรม และกิเลสที่มีของคน
ในจริตทั้ง 6 ซึ่งในแต่ละจริตจะได้ชุดตัวช้ีวัดประมาณ 6-8 ตัวชี้วัด ซ่ึงวัดช้ีวัดเหล่านี้สามารถนาไปสร้างชุด
คาถามเพอ่ื ประเมนิ จริตไดต้ ่อไป

(3) เครื่องช้ีวัดความแก่กล้าของปัญญาการเกิดปัญญาจากการภาวนา ใช้ระดับของวิปัสสนา
ญาณ 9 เป็นตัวชี้วดั โดยผทู้ ่ไี ดว้ ปิ สั สนาญาณจะเป็นผูม้ ีปัญญาแกก่ ลา้ ขน้ึ ตามลาดับไดแ้ ก่

(3.1) อทุ ยัพพยานุปสั สนาญาณ ญาณอันตามเหน็ ความเกดิ และดบั
(3.2) ภังคานปุ สั สนาญาณ ญาณอนั ตามเห็นความสลาย
(3.3) ภยตปู ัฏฐานญาณ ญาณอันหย่งั เห็นสงั ขารปรากฏเปน็ ของน่ากลวั
(3.4) อาทนี วานปุ ัสสนาญาณ ญาณอนั ตามเห็นโทษ
(3.5) นพิ พทิ านุปัสสนาญาณ ญาณอนั ตามเหน็ ดว้ ยความหนา่ ย
(3.6) มญุ จิตุกมั ยตาญาณ ญาณอันคานงึ ด้วยใคร่จะพน้ ไปเสีย
(3.7) ปฏิสงั ขานปุ สั สนาญาณ ญาณตามเหน็ การพิจารณาหาทาง
(3.8) สงั ขารเุ ปกขาญาณ ญาณอันเปน็ ไปโดยความเป็นกลางตอ่ สังขาร
(3.9) สัจจานุโลมกิ ญาณ หรืออนุโลมญาณ ญาณอันเป็นไปโดยอนโุ ลมแก่การหยัง่ รูอ้ ริยสัจ24
การปรับปรุงเครื่องมือจาแนกจรติ ในการเจริญสติปัฏฐาน จากองค์ความรู้ที่ได้จากคัมภีร์
และการสมั ภาษณ์ มาปรบั ปรงุ เครือ่ งมือจาแนกจริตใหม่ โดยมแี นวคดิ การปรับปรงุ ดังน้ี
1) เคร่อื งชี้วัดจริต 2 และ เครื่องชี้วัดจริต 6 ไมม่ ีการปรับปรงุ เนอ่ื งจากผู้เชี่ยวชาญทุกท่าน
ใหค้ วามเห็นไปในแนวทางเดยี วกันว่า เปน็ การสอดคลอ้ งตามคมั ภีรแ์ ละประสบการณ์จริงที่ได้พบ
2) เครือ่ งช้ีวัดปัญญา ไม่มผี ู้เชี่ยวชาญใดเห็นด้วยทจ่ี ะใช้วิปัสสนาญาณ 9 เป็นเครือ่ งวัด โดย
มีเหตุผลหลักว่า ผู้จะผ่านวิปัสสนาญาณได้ต้องฝึกสติปัฏฐานก่อน ดังน้ันในบุคคลธรรมดาท่ียังไม่ได้รับการฝึก
สติปัฏฐานย่อมไม่อาจวัดได้เหมาะสมนัก และงานวิจัยปรับตามผู้เช่ียวชาญ 3 ท่าน กระจายตัวชี้วัดเป็น 3 ตัว
ดงั น้ี

(1) ตวั ชีว้ ัดอปุ นสิ ัยการใช้เหตผุ ล โดยแบง่ เปน็ 2 ลกั ษณะ คือ
- ลกั ษณะแรก ชอบใช้เหตผุ ลในการตัดสนิ มากกว่าอารมณ์ – แสดงถึงความมีปญั ญา

กล้า
- ลักษณะที่สอง มักตัดสินใจด้วยอารมณ์หรือความรู้สึก – แสดงถึงความมีปัญญาไม่

กล้า

24 ศกึ ษารายละเอียดใน องฺ.จตกุ กฺ .อ. (บาล)ี 2/162/387, องฺ.จตุกฺก.ฎกี า (บาลี) 2/162/425.

394 Testing and Assessment for Psychology

(2) ตัวชว้ี ดั อนิ ทรีย์ 5 โดยแบง่ เป็น 2 กล่มุ คอื
- กลุม่ แรก มศี รทั ธา วิรยิ ะ สติ สมาธิ และปญั ญาดี
- กลมุ่ ทส่ี อง มศี รทั ธา วริ ยิ ะ สติ สมาธิ ปญั ญาน้อย

(3) ตัวช้ีวัดปัญญาสัมปทา วัดความถึงพร้อมด้วยปัญญา คือ รู้บาป บุญ คุณ โทษ
ประโยชน์ มิใชป่ ระโยชน์ และเขา้ ใจชีวติ น้ีตามความเปน็ จรงิ

- กลุ่มแรก มีปัญญาสัมปทามาก คือ รู้บาป บุญ คุณ โทษ ประโยชน์ มิใช่ประโยชน์
และเขา้ ใจชีวิตนี้ตามความเปน็ จรงิ

- กลุ่มท่ีสอง มีปัญญาสัมปทาน้อย คือ ไม่รู้บาป บุญ คุณ โทษ ประโยชน์ มิใช่
ประโยชน์ และไม่เข้าใจชีวิตนี้ตามความเปน็ จริง

โครงสรา้ งของเครื่องมือจาแนกจรติ ทีเ่ หมาะสมในการเจริญสตปิ ัฏฐาน
เคร่ืองมือจาแนกจริตน้ี เป็นชุดเครื่องมือท่ีประกอบไปด้วยเคร่ืองชี้วัด 3 ชุด คือ เครื่องชี้วัด
จริต 2 เคร่ืองช้ีวัดปัญญา และเคร่ืองช้ีวัดจริต 6 โดยแต่ละเคร่ืองชี้วดั แบ่งย่อยเป็นชุดตัวช้ีวัดและตัวช้ีวัดย่อย
ซึ่งรวมทั้งหมดมีตัวชี้วัดท้ังสิ้น 8+69+6 = 83 ตัวช้ีวัด ซึ่งจะถูกนาไปสร้างแบบประเมินเพื่อจาแนกจริต โดย
จัดทาตวั อย่างชดุ คาถามซ่งึ จแตกออกจากตวั ช้วี ดั 83 ตัวชวี้ ดั
ค. แบบทดสอบเครอื่ งมอื จาแนกจรติ 25
1. การพัฒนาแบบทดสอบจากตวั ชวี้ ดั
นาตัวชี้วัด 83 ตัวช้ีวัดมาสร้างแบบทดสอบจานวน 64 ข้อ เพ่ือใช้เป็นเคร่ืองมือวัดจริต
สาหรบั การเจริญสติปฏั ฐาน โดยแบบทดสอบแบง่ ออกเป็น 3 ตอน คือ
1) เคร่ืองชี้วดั จริต 2 เป็นการวดั ว่า มีจรติ 2 อยา่ งไร ในแบบทดสอบขอ้ 1-8
2) เคร่ืองใช้วัดปัญญา เป็นการวัดว่า มีความแก่กล้าของปัญญาอย่างไร ในแบบทดสอบข้อ
9-14
3) เครอื่ งชีว้ ัดจริต 6 เป็นการวดั วา่ มจี ริต 6 อยา่ งไร ในแบบทดสอบข้อ 15-64

เครือ่ งชี้วัดจริต 6 ชุดนม้ี ี 2 ตอน คือ
ตอนท่ี 1 ข้อ 15-55 ใช้ตัวชีว้ ัดข้อ 15-55
ตอนท่ี 2 ข้อ 56-64 ผู้วิจัยได้จัดทาแบบทดสอบโดยนาตัวชี้วัดมาจากข้อ 56-83 ทาการ
ประมวลเป็นคาถามทีม่ ี 3 ตัวเลอื ก ครอบคลุมตวั ช้ีวดั ทกุ ขอ้ แล้ว

25 สุเมธ โสฬศ, (2560), การศึกษาเครื่องมือจาแนกจริตท่ีเหมาะสมในการเจริญสติปัฏฐาน, (ปริญญานิพนธ์
ปริญญาดษุ ฎีบณั ฑติ ), พระนครศรอี ยธุ ยา: มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , หน้า 157-206.

การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา 395

แนวทางการนาไปใช้ สาหรับข้อ 1-55 ให้นาไปใช้ได้เลย โดยให้คะแนนมากท่ีสุดเป็น 5
ลดหลน่ั ลงไป น้อยที่สดุ เปน็ 1 ถ้าคา่ เฉลีย่ มากกว่า 3 ใหถ้ อื ว่า ยืนยนั ตามสมมติฐานแตล่ ะหมวด

ข้อ ความสอดคล้องกับตวั ทา่ น
ที่
ตวั อย่างชดุ คาถามวัดความเป็นตณั หาจรติ มาก มาก ไม่ นอ้ ย น้อย
ทส่ี ุด แน่ใจ ที่สดุ

1. ท่านสงั เกตได้ว่า ทา่ นมีความอยากมาก การดาเนินชวี ติ
มักมีความอยากเปน็ เครือ่ งผลักดัน

2. ทา่ นชอบความสุข ชอบความสบาย

3. ท่านชอบความสงบ

4. ทา่ นสามารถเขา้ ถงึ ความสบายไดง้ ่าย สามารถฝึก
กรรมฐานแล้วสงบได้งา่ ย

ขอ้ ความสอดคล้องกับตัวทา่ น
ท่ี
ตวั อยา่ งชุดคาถามวัดความเป็นทิฏฐจิ รติ มาก มาก ไม่ น้อย นอ้ ย
ท่ีสุด แน่ใจ ที่สดุ

5. ท่านมีความคิดความเห็นมาก ฟุ้งซา่ นได้งา่ ย

6. ทา่ นมกั ยดึ มนั่ ในความเหน็ ของตน ชอบหรือพอใจที่ได้ทา
ตามความเห็นของตนแมจ้ ะมีผทู้ ดั ทานบ้าง

7. ทา่ นชอบแสดงความคิดเห็นของตนให้ผู้อนื่ ทราบ

8. ในการเจริญกรรมฐานทา่ นทาความสงบไดย้ าก สงบได้ไม่
นาน มกั ฟุ้งซา่ น

สว่ นข้อ 56-63 ให้ทาเป็น 3 ตัวเลือก คอื ก. ข. ค. โดยหากผู้ตอบเลือก ก. มากท่ีสุด ถือ
ว่า มีแนวโน้มเป็นราคจริต/ศรัทธาจริต หากผู้ตอบเลือก ข. มากท่ีสุด ถือว่ามีแนวโน้มเป็นโทสจริต/พุทธิจริต
หากผู้ตอบเลือก ค. มากที่สุด ถือว่า มีแนวโน้มเป็นโมหจริต/วิตกจริต ได้ยกตัวอย่างบางส่วนของแบบทดสอบ
เคร่อื งมอื จาแนกจรติ มาแสดงดังนี้26

26 สุเมธ โสฬศ, (2560), การศึกษาเครื่องมือจาแนกจริตที่เหมาะสมในการเจริญสติปัฏฐาน, (ปริญญานิพนธ์
ปริญญาดุษฎบี ณั ฑติ ), พระนครศรอี ยธุ ยา: มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, หนา้ 158-166.

396 Testing and Assessment for Psychology

ตัวอยา่ งชดุ คาถามวดั จรติ 6 ราคจรติ / โทสจริต / โมหจรติ /

ข้อท่ี ส่วนการทดสอบแยกเปน็ 3 ศรัทธาจรติ พุทธิจรติ วิตกจรติ
56
กลุ่มจรติ (ก) (ข) (ค)
57
เมื่อท่านไปงานมอเตอร์โชว์ อ ยู่ ดู น าน ห น่ อ ย ดูอย่างรวดเรว็ แล้วแต่เพ่ือนที่
58
และพบกับรถรุ่นใหม่ที่เพิ่ง เปิดดูภายในเก๋ง ดู และคดิ วา่ รถ ไป ด้วย ถ้าเขา

เปิดตวั ท่านจะ ห น้ า ปั ด เปิ ด ดู ออกใหม่ ๆ สว่ น อยู่ดูนานก็ดูไป

เคร่ืองค้นหา และ ใหญ่ กับเขา ถ้าเขาจะ

สอ บ ถาม ข้อ ดี ที่ ยงั มีข้อบกพรอ่ ง ไ ป เ ร็ ว ๆ ก็

เหนือรนุ่ เกา่ รอให้รถรนุ่ น้ี ตามใจเขา

ขายไปซักระยะ

กอ่ นดีกว่า

ในอริ ิยาบถยืนและนง่ั ของท่าน ยืนอกผายไหล่ผ่ึง ยื น ต าม ส บ าย เก้ๆกังๆหากอยู่

น่ังหลังตรงสง่าผ่า น่ังตามสบายไม่ ใ น พิ ธี ใ ห ญ่ ๆ

เผยเปน็ สว่ นมาก ค่อยพิธีรีตรอง หากอยู่

มากนกั ส่ ว น ตั ว มั ก ไม่

ค่อยระวัง ชอบ

น่ังทับโน่นน่ีอยู่

บอ่ ย ๆ

การเดนิ ของทา่ น ย ก เท้ า ก้ า ว เร็ ว เดินเรว็ กว่าคน เดินช้า ๆ สบาย

ส ม่ า เส ม อ เดิ น อ่นื ๆ ตอ้ คอย ๆ มักไม่รีบร้อน

เรียบร้อย ไม่ค่อย หยุดรอเพื่อน มีบางครั้งท่ีเดิน

สะดุดสิง่ ของ รองเท้าถ้าใช้ไป สะดุด หรือเผลอ

นาน ๆ ส่วน ไ ป เ ห ยี ย บ

ปลายเท้า จะ อุจจาระสุนัขโดย

เป็นรอยบุม๋ และ ไม่ได้ตงั้ ใจ

สน้ จะสกึ มาก

2. การหาความเท่ียงตรง (Validity) ของแบบทดสอบ

เคร่ืองมือที่ใช้รวบรวมข้อมูลต้องมีความเท่ียงตรงและสมบูรณ์ เคร่ืองมือต้องมีคุณภาพโดย
ผา่ นการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือก่อนเพื่อให้มีความตรง ความเที่ยง ในงานวิจัยนี้จะใช้กระบวนการหา
ความเทย่ี งตรงโดยวิธีการ 2 ประการรว่ มกัน คอื

การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวทิ ยา 397

1) วิธีที่ไม่ใช้สถิติ ใช้ในการตรวจสอบความครอบคลุมของข้อคาถาม ภาษาท่ีใช้เขียน หรือ
ภาษาท่ีพูด ซ่ึงการตรวจสอบความครอบคลุมของเนื้อหาโดยใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านพระพุทธศาสนาจานวน 4 ท่าน
ส่วนการตรวจสอบความถูกต้องของภาษาความเข้าใจของผู้ตอบ ให้ผู้ทม่ี ีคุณสมบตั ิเหมือนผเู้ ปน็ ประชากร หรือ
ผูท้ ี่ต้องตอบคาถามประมาณ 2 - 3 คนวา่ เข้าใจตรงกันหรือไม่เพียงไร มีความรน่ื ไหลเพียงใดในการตอบคาถาม
ในทน่ี จี้ ะใช้กลุ่มผปู้ ฏิบตั ธิ รรมปกติ ซึ่งไมจ่ าเปน็ ตอ้ งเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านพระพทุ ธศาสนา

2) วิธีท่ีใช้สถิติความตรงเชิงเนื้อหาใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านพระพุทธศาสนา ตรวจสอบความ
สอดคล้อง แล้วนาผลการตรวจสอบมาคานวณหาค่าความสอดคล้องระหว่างข้อคาถามกับวัตถุประสงค์ หรือ
นิยาม (IOC: Item Objective Congruence Index)

การหาค่าความสอดคล้องแบบ IOC การหาค่าความตรงเชิงเน้ือหา โดยให้ผู้เช่ียวชาญ
ตรวจสอบข้อคาถาม ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านเน้ือหา คือ เรอ่ื งจริตและสติปฏั ฐานในพระพุทธศาสนา ด้าน
วัดผลประเมินผลหรือด้านวิจัย และด้านภาษา เพื่อพิจารณาด้านภาษาท่ีใช้ในข้อคาถามจานวนผู้เชี่ยวชาญ
อย่างน้อย 2 - 3คน โดยผู้วิจัยกาหนดให้มีคุณสมบัติด้านคุณวุฒิท่ีจบปริญญาเอกด้านพระพุทธศาสนา และทา
การชี้แจงวตั ถุประสงค์ที่จะให้เปรียบเทียบการพิจารณาใน 3ประเด็น คือ เหมาะสม ไม่เหมาะสม และไม่แน่ใจ
โดยพิจารณาข้อคาถามน้ัน ๆ วัดได้ตรงหรือสอดคล้องกับตัวชีว้ ัดหรอื ไม่ พร้อมกับมีช่องวา่ งให้กรอกคาเสนอทั้ง
ในรายข้อ รายดา้ น และรวมท้ังฉบับ

ผลจากการหาความเที่ยงตรง (Validity) ของแบบทดสอบด้วยเคร่ืองมือนี้กับกลุ่ม
ผู้เชี่ยวชาญ ซ่ึงเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านพระพุทธศาสนา โดยเป็นผู้มีความรู้เก่ียวกับเรื่องจริตในพระพุทธศาสนา
เถรวาท ได้ผลการทดสอบเป็นค่าดัชนีสอดคล้องโดยผู้เช่ียวชาญ (Index of Item-Objective Congruence:
IOC) รวมทุกข้อเท่ากับ 0.86 จึงถอื ว่า แบบทดสอบนี้สามารถนาไปใชง้ านได้ ส่วนข้อท่ีได้คะแนน IOC ต่ากว่า
0.5 ผูว้ ิจยั ได้ดาเนนิ การปรับปรงุ ตามคาแนะนาของผเู้ ชยี่ วชาญเป็นทเ่ี รียบร้อย

3. คูม่ อื การให้คะแนน ประมวลผลแบบทดสอบ และข้อแนะนากรรมฐาน

เมื่อผู้ที่ทาการทดสอบเรียบร้อยแล้ว คะแนนของคาตอบแต่ละข้อมีดังนี้ ถ้าตอบว่า ความ
สอดคล้องกบั ตัวท่านมีระดบั

มากท่สี ุด ให้ 5 คะแนน
มาก ให้ 4 คะแนน
ไมแ่ น่ใจ ให้ 3 คะแนน
น้อย ให้ 2 คะแนน
นอ้ ยที่สดุ ให้ 1 คะแนน

398 Testing and Assessment for Psychology

ตอนที่ 1 แบบทดสอบวัดความเป็นตัณหาจรติ จานวน 4 ข้อ

ข้อ 1-4 เป็นแบบวัดจริต 2 ส่วนของตัณหาจริต (คือ ความเป็นคนประเภทที่มีความอยาก
มาก รักสุข รักสบาย รกั ความสงบ สามารถทาความสงบได้ง่าย) ให้รวมคะแนนในหมวดนี้ ข้อ 1 - 4 แล้วนามา
แปรผล ดังน้ี

ชว่ งคะแนน 16 – 20 แสดงว่า มีความเปน็ ตัณหาจริตอย่ใู นเกณฑ์สงู มาก
ชว่ งคะแนน 12 – 15 แสดงวา่ มคี วามเป็นตณั หาจริตอยใู่ นเกณฑส์ งู
ชว่ งคะแนน 8 – 11 แสดงว่า มคี วามเป็นตัณหาจริตอยู่ในเกณฑ์ต่า
ชว่ งคะแนน 4 – 7 แสดงวา่ มคี วามเป็นตัณหาจริตอย่ใู นเกณฑต์ ่ามาก

ตอนที่ 2 แบบทดสอบวดั ความเป็นทฏิ ฐิจริต จานวน 4 ข้อ

ข้อ 5 - 8 เป็นแบบวัดจริต 2 ส่วนของทิฏฐิจริต (คือ ผู้ท่ีมีความคิดความเห็นมาก ยึดม่ันใน
ความเห็นตนเอง ดื้อรั้น ชอบเอาชนะ คิดมาก ฟุ้งซ่านง่าย) ให้รวมคะแนนในหมวดน้ี ข้อ 5 - 8 แล้วนามาแปร
ผล ดังนี้

ช่วงคะแนน 16 – 20 แสดงว่า มคี วามเป็นทฏิ ฐิจริตอยใู่ นเกณฑส์ งู มาก
ชว่ งคะแนน 12 – 15 แสดงว่า มคี วามเป็นทฏิ ฐิจริตอยู่ในเกณฑ์สูง
ชว่ งคะแนน 8 – 11 แสดงว่า มคี วามเปน็ ทิฏฐจิ รติ อยู่ในเกณฑ์ต่า
ช่วงคะแนน 4 – 7 แสดงว่า มีความเป็นทิฏฐิจรติ อยู่ในเกณฑ์ตา่ มาก

ตอนท่ี 3 แบบทดสอบวดั ความแกก่ ลา้ ของปัญญา จานวน 6 ข้อ

ข้อ 9 - 14 เป็นแบบในเรื่องความแก่กล้าของปัญญาตามหลักพระพุทธศาสนา (คือ ความมี
เหตุมีผล การสืบสาวหาสาเหตุ การไตร่ตรอง ความเฉียบแหลมของปัญญาท่ีรู้รอบตามความเป็นจริง) ให้รวม
คะแนนในหมวดนี้ ข้อ 9 - 14 หมวดน้แี ล้วนามาแปรผล ดงั น้ี

ชว่ งคะแนน 24 - 30 แสดงว่า มีความเปน็ ผู้มปี ญั ญาแก่กลา้
ชว่ งคะแนน 18 - 23 แสดงว่า มีความเปน็ ผ้คู อ่ นขา้ งมีปัญญาแก่กล้า
ช่วงคะแนน 12 - 17 แสดงว่า มีความเป็นผคู้ ่อนข้างมีปญั ญาไม่แกก่ ลา้
ช่วงคะแนน 6 – 11 แสดงว่า มีความเป็นผมู้ ีปัญญาไมแ่ กก่ ลา้

เมื่อทาข้อสอบครบ 14 ข้อ และแปรความหมายแล้ว สามารถเลือกสติปัฏฐานหมวดที่
เหมาะสมกบั ตนเองได้ ดังตาราง

จรติ ปัญญา แนวทาง สติปฏั ฐานหมวดท่ีเหมาะสม แก้สัญญาวปิ ลาส
ตณั หาจริต ไมแ่ ก่กลา้ สมถยานกิ กายานปุ ัสสนาสตปิ ฏั ฐาน (กาย) สวย
ตณั หาจริต แก่กล้า สมถยานกิ เวทนานปุ สั สนาสตปิ ัฏฐาน (เวทนา) สุข

การทดสอบและการประเมินทางจติ วิทยา 399

จริต ปญั ญา แนวทาง สตปิ ฏั ฐานหมวดทีเ่ หมาะสม แก้สญั ญาวิปลาส
ทฏิ ฐจิ รติ ไม่แกก่ ล้า
วิปัสสนายานิก จติ ตานุปสั สนาสตปิ ฏั ฐาน (จติ ) เท่ียง

ทิฏฐจิ รติ แกก่ ล้า วิปัสสนายานกิ ธรรมานปุ สั สนาสตปิ ฏั ฐาน เปน็ ตัวตน

ตอนที่ 4 แบบทดสอบวัดจริต 6 ส่วนราคจริต จานวน 8 ข้อ

ขอ้ 15 - 22 เป็นแบบวัดจรติ 6 ส่วน “ราคจริต” ตามหลักพระพุทธศาสนา ให้รวมคะแนน
ทุกข้อ แล้วนามาแปรผล ดังนี้

ช่วงคะแนน 32 - 40 แสดงวา่ มีความเป็นผมู้ รี าคจริตอย่ใู นเกณฑ์สงู มาก
ช่วงคะแนน 24 - 31 แสดงวา่ มีความเป็นผมู้ ีราคจริตอย่ใู นเกณฑส์ ูง
ช่วงคะแนน 16 - 23 แสดงวา่ มีความเปน็ ผมู้ รี าคจรติ อยู่ในเกณฑต์ า่
ช่วงคะแนน 8 – 15 แสดงว่า มคี วามเป็นผูม้ รี าคจรติ อยใู่ นเกณฑ์ตา่ มาก

ตอนท่ี 5 แบบทดสอบวดั จริต 6 ส่วนโทสจรติ จานวน 6 ข้อ

ข้อ 23 - 28 เป็นแบบวัดจริต 6 ส่วน “โทสจริต” ตามหลักพระพุทธศาสนา ให้รวมคะแนน
ทุกขอ้ แล้วนามาแปรผล ดังนี้

ชว่ งคะแนน 24 - 30 แสดงว่า มีความเป็นผ้มู ีโทสจรติ อยูใ่ นเกณฑส์ งู มาก
ช่วงคะแนน 18 - 23 แสดงวา่ มีความเปน็ ผู้มโี ทสจรติ อยใู่ นเกณฑ์สูง
ช่วงคะแนน 12 - 17 แสดงว่า มคี วามเปน็ ผ้มู ีโทสจริตอยใู่ นเกณฑต์ ่า
ชว่ งคะแนน 6 – 11 แสดงวา่ มีความเปน็ ผมู้ โี ทสจริตอยใู่ นเกณฑ์ต่ามาก

ตอนที่ 6 แบบทดสอบวดั จรติ 6 สว่ นโมหจริต จานวน 6 ขอ้

ขอ้ 29 - 34 เป็นแบบวัดจริต 6 ส่วน “โมหจริต” ตามหลักพระพุทธศาสนา ให้รวมคะแนน
ทกุ ขอ้ แล้วนามาแปรผล ดงั น้ี

ช่วงคะแนน 24 - 30 แสดงวา่ มีความเปน็ ผมู้ โี มหจรติ อยูใ่ นเกณฑ์สูงมาก
ชว่ งคะแนน 18 - 23 แสดงวา่ มคี วามเป็นผมู้ ีโมหจรติ อยู่ในเกณฑส์ ูง
ช่วงคะแนน 12 - 17 แสดงวา่ มีความเป็นผู้มีโมหจรติ อยู่ในเกณฑต์ า่
ช่วงคะแนน 6 – 11 แสดงวา่ มีความเปน็ ผูม้ ีโมหจรติ อยใู่ นเกณฑต์ า่ มาก

ตอนท่ี 7 แบบทดสอบวัดจริต 6 สว่ นศรัทธาจริต จานวน 8 ขอ้

ข้อ 35 - 42 เป็นแบบวัดจริต 6 ส่วน “ศรัทธาจริต” ตามหลักพระพุทธศาสนา ให้รวม
คะแนนทกุ ข้อ แล้วนามาแปรผล ดงั น้ี

ช่วงคะแนน 32 - 40 แสดงวา่ มคี วามเป็นผู้มศี รทั ธาจรติ อย่ใู นเกณฑส์ งู มาก
ชว่ งคะแนน 24 - 31 แสดงวา่ มคี วามเป็นผมู้ ีศรัทธาจรติ อยู่ในเกณฑส์ ูง

400 Testing and Assessment for Psychology

ชว่ งคะแนน 16 - 23 แสดงวา่ มคี วามเป็นผูม้ ีศรทั ธาจรติ อยใู่ นเกณฑ์ตา่
ชว่ งคะแนน 8 – 15 แสดงวา่ มคี วามเปน็ ผมู้ ศี รทั ธาจรติ อยใู่ นเกณฑ์ต่ามาก

ตอนที่ 8 แบบทดสอบวดั จรติ 6 ส่วนพทุ ธจิ ริต จานวน 7 ขอ้

ข้อ 43 - 49 เป็นแบบวดั จริต 6 ส่วน “พุทธิจริต” ตามหลกั พระพทุ ธศาสนา ให้รวมคะแนน
ทุกข้อ แลว้ นามาแปรผล ดังน้ี

ช่วงคะแนน 29 - 35 แสดงวา่ มีความเปน็ ผู้มีพทุ ธจิ รติ อยู่ในเกณฑ์สงู มาก
ช่วงคะแนน 22 - 28 แสดงว่า มคี วามเป็นผู้มีพทุ ธจิ ริตอยู่ในเกณฑส์ ูง
ช่วงคะแนน 15 - 21 แสดงวา่ มคี วามเป็นผมู้ ีพทุ ธจิ รติ อยใู่ นเกณฑ์ตา่
ช่วงคะแนน 7 – 14 แสดงวา่ มคี วามเปน็ ผมู้ พี ทุ ธจิ รติ อยู่ในเกณฑต์ า่ มาก

ตอนท่ี 9 แบบทดสอบวดั จรติ 6 สว่ นวิตกจรติ จานวน 6 ข้อ

ขอ้ 50 - 55 เป็นแบบวัดจริต 6 ส่วน “วิตกจริต” ตามหลักพระพุทธศาสนา ให้รวมคะแนน
ทกุ ข้อ แล้วนามาแปรผล ดงั นี้

ช่วงคะแนน 24 - 30 แสดงวา่ มคี วามเป็นผวู้ ิตกจริตอยู่ในเกณฑ์สงู มาก
ชว่ งคะแนน 18 - 23 แสดงวา่ มีความเปน็ ผู้วติ กจรติ อยใู่ นเกณฑส์ งู
ช่วงคะแนน 12 - 17 แสดงว่า มีความเปน็ ผวู้ ิตกจริตอย่ใู นเกณฑ์ตา่
ชว่ งคะแนน 6 – 11 แสดงว่า มีความเป็นผ้วู ติ กจริตอยใู่ นเกณฑ์ต่ามาก

ตอนที่ 10 แบบทดสอบวัดจรติ 6 ส่วนจาแนกเปน็ ราคจริต/โทสจรติ /วติ กจริต จานวน 8 ข้อ

ข้อ 56 - 63 เป็นแบบวัดจริต 6 ส่วน หาความเด่นชัดของจริตตามหลักพระพุทธศาสนา ให้
รวมคะแนนทกุ ขอ้ แลว้ นามาแปรผล ดังนี้

คาตอบส่วนใหญ่ เปน็ ขอ้ ก. แสดงวา่ มีความเป็นผู้จริตหลักเป็นราคจริต หรือ ศรัทธาจรติ
คาตอบสว่ นใหญ่ เป็น ขอ้ ข. แสดงว่า มคี วามเป็นผ้จู รติ หลักเปน็ โทสจรติ หรอื พุทธิจริต
คาตอบส่วนใหญ่ เปน็ ขอ้ ค. แสดงวา่ มีความเป็นผู้จรติ หลกั เป็นโมหจรติ หรือ วติ กจริต

เม่ือทาข้อสอบครบในส่วนที่ 4 - 10 ครบแปรความหมายแล้ว สามารถรู้ได้ว่า จริตของ
ผตู้ อบเป็นจรติ อะไรที่เด่นทีส่ ดุ ใน 6 ประเภท เลือกสมถกรรมฐานหมวดทีเ่ หมาะสมกับตนเอง ได้ดังตาราง

ตารางท่ี 9.7 แสดงกรรมฐานท่เี หมาะกบั จรติ 6 แยกตามคัมภรี ์

จรติ พระสารบี ตุ ร(ไตรปิฎก) วมิ ตุ ติมรรค วสิ ุทธิมรรค
ราคจริต อสุภกรรมฐาน
อสุภสัญญา 10 และ กายคตา อสุภสัญญา 10 และ กายคตา
โทสจริต เมตตา
สติ ไม่ควรเจรญิ อัปปมัญญา 4 สติ (และกสณิ 6 อรูป4)

ผ้มู อี นิ ทรีย์ออ่ นควรเจริญ พรหมวหิ าร ๔ และวัณณกสนิ

อปั มญั ญา 4 หรือ วณั ณกสณิ ผู้ ๔ (และกสณิ 6 อรปู 4)

การทดสอบและการประเมินทางจติ วทิ ยา 401

จรติ พระสารบี ุตร(ไตรปิฎก) วมิ ุตติมรรค วสิ ุทธมิ รรค

มอี นิ ทรยี ์แก่ควรฝกึ อรูป

กรรมฐาน แต่ไมค่ วรเจริญอสุภ

สญั ญา 10

โมหจรติ การเรียน ไต่ถาม ฟังธรรม ควรทาการศึกษาพระธรรม ฟัง อานาปานสติ (และกสิณ6 อรูป

ตามกาล การอยู่ร่วมกับ ธรรมตามกาลควรคู่กบั อาจารย์ 4)

ครู (หากมีปัญญาแลว้ ) ควรฝึกมรณ

สติ และจตุธาตวุ วัฏฐาน

สทั ธาจรติ อนุสสติ 4 พุทธานุสสติ อนสุ สติ 6 (เพิ่ม จาคานสุ สติ อนุสสติ 6

ธรรมานุสสติ สังฆานุสสติ และเทวตานุสสต)ิ (เพมิ่ จาคานสุ สติและเทวตา

ศลี านุสสติ นสุ สติ) (และกสิณ6 อรูป4)

ญ าณ จริต/ นิ มิ ต แ ห่ งวิ ปั ส ส น า มี จตุธาตุววัฏฐาน อาหาเรปฏิกูล จตุธาตุววัฏฐาน อาหาเรปฏิกูล

พุทธิจรติ อาการไม่เท่ียง เป็นทุกข์ สัญญา มรณสติ และอปุ สมานุส สัญญา มรณสติและอุปสมานุส

เปน็ อนัตตา สติ สติ (และกสณิ 6 อรูป4)

วิตกจรติ อานาปานสติ อานาปานสิต อานาปานสติ(และกสิณ6 อรูป

4)

9.4 การประเมนิ ดา้ นความสขุ

9.4.1 งานวิจัยเรื่อง การสร้างและพัฒนาตัวชี้วัดความสุขของประชาชนตามหลักคาสอนของ
พระพุทธศาสนา27

ก. นยิ ามศพั ท์ทใ่ี ชใ้ นการวิจัย28
ตัวชี้วัด (Indicator) หมายถึง ข้อความ เครื่องมือ หรือค่าที่ใช้บ่งบอกคุณสมบัติหรือ

คณุ ลักษณะของส่ิงที่ต้องการวัดให้เป็นรูปธรรมท่ีสามารถสังเกตและเข้าใจได้งา่ ยท้ังในเชิงปริมาณและคณุ ภาพ
ซ่ึงเป็นการช่วยสะท้อนให้เห็นถึงขอบเขต ขนาด หรือสภาวะของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดข้ึนจากผลการ
ดาเนินงาน โดยมีการกาหนดเป็นเกณฑ์วัด (Criteria) และค่าน้าหนัก เพื่อบ่งชี้ถึงระดับและลาดับของการ

27 พระมหาสุทิตย์ อาภากโร และคณะ, (2558), การสรา้ งและพัฒนาตัวชี้วัดความสุขของประชาชนตามหลักคา
สอนของพระพุทธศาสนา, รายงานการวิจัย, ได้รับทุนจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, พระนครศรีอยุธยา:
มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย.

28 พระมหาสุทิตย์ อาภากโร และเขมณัฐ อินทรสุวรรณ, (2553), ตัวชี้วัดความสุข: กลยุทธ์การสร้างและการใช้
เพ่อื ชุมชนเป็นสุข, กรงุ เทพมหานคร: ริชแมกซอ์ นิ เตอร์พรน้ิ ท์, หน้า 9-10.

402 Testing and Assessment for Psychology

ปฏิบัติงานท่ีต้องการบรรลุผลสาเร็จให้มีความชัดเจน สามารถนาไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน
(Benchmark) ทตี่ ้องการหรอื มุ่งหวงั ไว้โดยเป็นสงิ่ ทบี่ ่งชห้ี รอื บ่งบอกปรากฏการณ์ที่แสดงถึงความเปล่ียนแปลง
ความก้าวหน้า และความสาเร็จในมติ ิต่าง ๆ เปน็ เคร่อื งมอื ท่ใี ช้ในการตดิ ตามและประเมนิ ผลการปฏิบัตงิ านของ
องคก์ ร ชุมชน และหน่วยงานท่ีเป็นไปตามวัตถปุ ระสงคน์ ้นั ๆ

ตัวช้ีวัดความสุข (Happiness Indicator) หมายถึง การนาแนวคิดความสุขมาเป็นกรอบคิด
และวิธีการปฏิบัติเพ่ือวัดผลการเปล่ียนแปลง ความสาเรจ็ และความสุขของบุคคล องค์กร ชุมชน และประเทศ
เพ่ือให้เกิดประโยชน์และความสุขจากการดาเนินการโดยมีเกณฑ์ชี้วัดผลที่เกิดขึ้นในลักษณะที่หลากหลายบน
พน้ื ฐานความสุขหรือเกณฑ์ชีว้ ัดทก่ี าหนดขึ้น โดยเป็นข้อความหรอื เกณฑ์คุณค่าท่ีใช้ระบุคณุ สมบัติ คุณลกั ษณะ
สภาวะ และระดับของความสุขท่ีเกิดขน้ึ กับมนุษยแ์ ละสังคมใหเ้ ป็นรปู ธรรมท่ีสามารถสังเกตและเขา้ ใจได้งา่ ยทั้ง
ในเชิงปริมาณและคณุ ภาพ

ตัวช้ีวัดความสุขตามแนวพระพุทธศาสนา (Happiness Indicator in Buddhism)
หมายถึง ข้อความหรือคุณค่าท่ีใช้ระบุคณุ สมบัติ สภาวะ และระดับของความสุขที่เกิดข้ึนจากความรสู้ ึกภายใน
มนษุ ย์ทม่ี คี วามเก่ียวโยงกับสภาพแวดล้อมและสังคม ให้เปน็ รปู ธรรมที่สามารถสังเกตและเขา้ ใจไดง้ ่ายท้ังในเชิง
ปริมาณและคุณภาพ โดยผ่านมุมมองตามหลักพระพุทธศาสนาทั้งในด้านแนวคิด ความเช่ือ คุณค่า หลักการ
และวิถีปฏิบัติ โดยเป็นการนาแนวคิดความสุขตามแนวพระพุทธศาสนามาเป็นกรอบคิดและวิธีการปฏิบัติเพื่อ
วดั ผลความสาเร็จของบุคคล องค์กร ชุมชน และประเทศ โดยพิจารณาถึงความสุขทั้งในระดับโลกิยสุข และโล
กุตตรสุข หรือจากการดาเนินการที่เกิดประโยชน์และความสุขซ่ึงเป็นความสุขท้ังในระดับปัจเจกบุคคล ชุมชน
และสงั คม

ความสุขทางกาย (Physical Happiness) หมายถึง ภาวะของบุคคลท่ีมีความสัมพันธ์กับ
ส่ิงแวดล้อมทางวัตถุหรือทางกายภาพ เพ่ือตอบสนองความสุข สามารถรับรู้อารมณ์ท่ีน่าปรารถนา น่ารัก น่า
ใคร่ น่าพอใจต่าง ๆ เช่น ได้เห็นภาพท่ีสวยงาม ได้ยินเสียงท่ีไพเราะ โดยเป็นการเสพอารมณ์ผ่านประสาท
สัมผัสท้ัง 5 ได้ (ตา หู จมูก ล้ิน กาย ใจ) การบริโภคใช้สอยปัจจัย 4 อาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค
การใชเ้ ทคโนโลยี เปน็ ไปดว้ ยสตแิ ละเพอ่ื ปัญญา ซึง่ จดั เป็นความสขุ อันเป็นวิสยั ของโลก

ความสุขทางสังคม (Moral Happiness) ความรู้สึก ความสะดวก ปลอดภัยในการดาเนิน
ชีวิตของมนุษย์ในครอบครัว และในสังคมท่ีไม่มีการเบียดเบียน ทาร้ายซ่ึงกันและกัน ช่วยเหลือเก้ือกูลกัน
สร้างสรรค์สังคม อันเป็นพ้ืนฐานของการดารงอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ความสัมพันธ์ในสังคมท่ีเอ้ือต่อการ
พฒั นาบคุ คลให้มีความเจรญิ งอกงามและการอย่รู ่วมกันอย่างสงบสขุ

ความสุขทางจิตใจ (Emotional Happiness)หมายถึง การมีสว่ นประกอบทางด้านคณุ ธรรม
ความดงี ามภายในจิตใจ เชน่ มคี วามเมตตา กรณุ า ความขยันหมัน่ เพียร อดทน มสี มาธิ ผ่องใส สดช่นื เบิกบาน
เป็นสุข ไม่ข่นุ มวั ด้วยอารมณต์ ่าง ๆ ที่มากระทบทจ่ี ะมีกระทบต่อการดาเนนิ ชีวติ ประจาวัน รวมทั้งการมีสภาวะ
แห่งจิตใจที่มีความสาราญ แช่มชื่น ไม่ขุ่นมัวด้วยอานาจของความโลภ ความโกรธ ความหลง อันเป็นเหตุแห่ง

การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวิทยา 403

ความเศร้าหมองหรือความทุกข์ภายในจิตใจของตนเองซ่ึงสามารถแบ่งระดับของความสุขออกมาเป็นเชิง
ปริมาณทว่ี ัดค่าจากความรูส้ กึ ภายในจติ ใจได้

ความสุขทางปัญญา (Intellectual Happiness) การมีสติปัญญา ความเชื่อ ความรู้
ความเห็น ความเข้าใจชีวิตและโลกอย่างถูกต้องตามความเป็นจริง สามารถอยู่กับความเป็นจริงของโลกและ
ชีวิตได้อย่างปกติสุข มองเห็นและเข้าใจกับสิ่งต่าง ๆ ท่ีเกิดข้ึนตามความเป็นจริง มีเหตุผล สามารถพิจารณา
เห็นปัจจัยต่าง ๆ อันเป็นสาเหตุของความสุขและความทุกข์ในชีวิตได้ การใช้ปัญญาในการแก้ไขปัญหาและดับ
ทุกข์ได้ นอกจากน้ียงั รวมถึง ผลทเ่ี กดิ ข้ึนจากการใช้ปัญญาในระดับต่าง ๆ นับตั้งแตก่ ารดารงชีวิต ไปจนถึงการ
เข้าในชีวิตของมนุษย์และสรรพสิ่งที่ถูกต้อง เป็นธรรม หรือเป็นสภาวะแห่งการไม่ยึดม่ันถือมั่นในสิ่งต่าง ๆ ที่
ก่อให้เกดิ ความสุขและความทกุ ข์ของมนษุ ย์และสงั คม

ประชาชน หมายถึง บุคคลในสังคมไทยท่ีมีอายุ 18 ปีขึ้นไป โดยเป็นพระสงฆ์ นิสิต และ
ประชาชนท่ีมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการศึกษาเรียนรู้ตามหลักพระพุทธศาสนาเชิงบูรณาการกับศาสตร์
สมัยใหม่เพื่อพัฒนาจิตใจและปัญญาของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยในพ้ืนท่ีทั่วประเทศ ซึ่ง
กาหนดโดยเกณฑ์การเลือกกล่มุ ตวั อยา่ งแบบงา่ ยตามเกณฑ์ของทาโร่ ยามาเน่

กระบวนการสรา้ งและการใช้ตวั ช้ีวัด หมายถึง ขั้นตอนการสร้างและการใช้ตัวช้ีวัดความสขุ ตามแนว
พระพุทธศาสนาของสังคมไทย โดยมีขั้นตอนการดาเนินการต้ังแต่การวางกรอบแนวคิด การวางแผน การ
ดาเนินการ การตดิ ตามประเมินผล และนาไปใช้เพอื่ ประโยชน์และความสขุ ของบคุ คลและสังคม

ข. แนวคดิ ในการสร้างองค์ประกอบตัวช้ีวัดความสุขตามหลักพระพุทธศาสนา29
การสร้างองค์ประกอบตัวช้ีวัดความสุขตามหลักพระพุทธศาสนานั้นถือว่าเป็นการสร้างตัวบ่งช้ี

ในการวัดคุณภาพของชีวิตอย่างหนึ่ง มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในสังคม โดยได้มีองค์กรต่าง ๆ ในระดับ
ภาครัฐได้สร้างตัวชี้วัด เพ่ือประเมินคุณภาพของคนในสังคม และความเป็นสังคมอยู่ดีมีสุข วิจัยขอยกตัวอย่าง
การสร้างองค์ประกอบตัวชี้วัดความสุขท่ีประกอบด้วยองค์ประกอบตัวชี้วัดหลักและตัวช้ีวัดย่อย ดังตาราง
ต่อไปน้ี

29 พระมหาสุทติ ย์ อาภากโร และคณะ, (2558), การสรา้ งและพัฒนาตัวช้ีวัดความสุขของประชาชนตามหลักคา
สอนของพระพุทธศาสนา, รายงานการวิจัย, ได้รับทุนจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, พระนครศรีอยุธยา:
มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , หนา้ 180-186.

404 Testing and Assessment for Psychology

ตารางที่ 9.8 แนวคดิ การสรา้ งตัวชวี้ ดั ความสุข

แนวคดิ องค์ประกอบ ตัวช้วี ัดหลัก ตัวชว้ี ัดย่อย
ของดัชนี

ตัวชีว้ ดั ชุมชนเป็นสุข เศรษฐกจิ พอเพียง หมดหนี้ กินดอี ยดู่ มี ีรายได้ ลด - มีงานทาทัง้ ในและนอกฤดกู าล
โดยพระมหาสทุ ติ ย3์ 0 รายจา่ ยมเี งนิ ออม - มีแหล่งเงนิ ทุนหมุนเวียนในชมุ ชน
มิตเิ ศรษฐกจิ ครอบครัวอบอนุ่ อย่างทวั่ ถงึ
มติ ิสังคม อยู่กนั พรอ้ มหนา้ ให้อภยั เขา้ ใจกัน - มกี ล่มุ อาชพี ที่หลากหลายมี
วฒั นธรรมเขม้ แขง็ รายไดใ้ นชุมชน
มิตกิ ารเมือง อนุรักษ์ฟื้นฟู องค์ความรู้ ภูมิ - คนในครอบครวั ไม่ทางานท่ีอนื่
ชุมชนเข้มแข็งเอื้อ ปัญญาอยา่ งยง่ั ยนื - มีการสรา้ งสมั พนั ธภาพทด่ี ใี น
อาทร ครอบครัว ทากิจกรรมรว่ มกัน
รู้รัก สามคั คี เสยี สละตอ่ ส่วนร่วม - ไมท่ ะเลาะวิวาทภายในครอบครัว
ความม่ันคง - ลดความขัดแยง้ ลง
ปลอดภัยในชีวติ ความปลอดภยั ทางเพศ - มคี นรุน่ ใหมเ่ ขา้ มาเรียนรแู้ ละสบื
และทรพั ย์สนิ มคี วามเป็นธรรม ทอดภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถิน่
ยตุ ิธรรมเสมอภาค - ชุมชน ต่ืนตัว สนใจ รว่ มถา่ ยทอด
และสานต่อความร้รู ะหวา่ งกนั
- มีสว่ นรว่ มแกป้ ญั หาพฒั นาชุมชน
- เอ้ือเฟื้อเผ่ือแผต่ ่อกนั
- มีผูน้ าท่ดี ี มีคุณธรรม
- เคารพกติกา-ระเบียบ
- ไมป่ ระพฤตผิ ดิ ประเวณีทางเพศ
- มคี วามยนิ ดใี นสามีภรรยาของตน
- มรี ะบบตรวจสอบการบริหาร
จดั การท่ีดีโปร่งใส
- มกี ารวางแผนและทางานแบบมี
ส่วนร่วม

30 พระมหาสุทิตย์ อาภากโร และเขมณัฐ อินทรสุวรรณ, (2553), ตัวชี้วัดความสุข: กลยุทธ์การสร้างและการใช้
เพอื่ ชมุ ชนเปน็ สุข, กรงุ เทพมหานคร: ริชแมกซอ์ นิ เตอร์พรน้ิ ท์, หนา้ 241-243.

การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วทิ ยา 405

แนวคิด องค์ประกอบ ตัวชว้ี ัดหลกั ตัวชว้ี ัดยอ่ ย
มติ ิสขุ ภาพ ของดัชนี
มิตสิ งิ่ แวดลอ้ ม
สุขภาพดีถ้วนหน้า นอนหลับได้ ฝันดี - สุขภาพรา่ งกายแขง็ แรง
มิตดิ า้ นจติ ใจ
ท้ังกายและใจ ไรโ้ รคภัยไข้เจบ็ - มีอาหารปลอดภยั จากสารพิษ
มติ ิด้านการพัฒนา
ตามหลกั พทุ ธ - มกี ารออกกาลังกาย
ศาสนา
- มีการลดละ เลิก อบายมุข

สิ่งแวดล้อมที่ดีน่า ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร - การความหลากหลายของพชื

อยู่ และ พนั ธ์ุ

ธรรมชาติ - มีการปรบั เปลี่ยนเป็นเกษตรแบบ

ผสมผสาน

ส่งิ แวดลอ้ มยงั่ ยืน จิ ต ส า นึ ก ใ น ก า ร อ นุ รั ก ษ์ - สภาพแวดล้อมไมม่ ีมลภาวะ

สงิ่ แวดลอ้ ม - มชี ดุ ความรู้ การจัดการ

ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละ

ส่งิ แวดลอ้ มของชมุ ชน

- ชาวบา้ นมสี ่วนรว่ มในกจิ กรรมใน

การอนรุ ักษท์ รัพยากรธรรมชาติ

พึ่งตนเอง มั่นคงใน พงึ พอใจสิ่งทมี่ ีอยู่ - ทางานทตี่ นเองพอใจ

จติ ใจ มิจิตใจเข้มแขง็ เชื่อม่นั ว่าตนเองสรา้ งฐานชวี ิตได้

มีอสิ รภาพ/ความภาคภมู ใิ จ - เหน็ คณุ คา่ การเรียนรูร้ ว่ มกนั

มีคณุ ธรรมจรยิ ธรรม - เชื่อมนั่ ว่าตนเปน็ ทีพ่ งึ แห่งตนได้

- เหน็ คณุ ค่าธรรมชาติ รักแผน่ ดนิ

- ไมเ่ สพสงิ่ เสพตดิ ทกุ ชนดิ มี

สติปัญญา พิจารณาแยกแยะคณุ

โทษอย่างชดั เจน

ความปลอดภัยจากการทาร้าย

ตัวเอง

ความสมานฉนั ท์ - กระทาต่อกนั ดว้ ยความรกั /ความ

และความสามคั คี เมตตา

ตามหลักสาราณยิ - การพูดกันด้วยความรัก/ความ

ธรรม 6 เมตตา

- การคดิ เรอื่ งท่ีเปน็ ประโยชนต์ อ่

กนั ด้วยความรัก

406 Testing and Assessment for Psychology

แนวคิด องคป์ ระกอบ ตัวช้ีวัดหลัก ตวั ชว้ี ดั ยอ่ ย
ของดชั นี
- การแบง่ ปนั สง่ิ ตา่ ง ๆ ด้วยนา้ ใจ
ความพอเพียงทาง - การใชส้ ง่ิ ของสาธารณชนร่วมกัน
วัตถทุ ีเ่ สพ โดยวดั ดว้ ยความเอื้อเฟื้อ
ตามหลกั คหิ ิสุข 4 - มีความประพฤติ มีระเบยี บวนิ ยั
ประการ เสมอกัน
- การมีความเห็นชอบในสง่ิ ดีงาม
ร่วมกัน
- ความสุขท่ีเกิดจากทรัพย์สิน
อย่างเพียงพอ
- ความสุขที่เกิดจากการใช้ทรัพย์
- ความสุขที่เกิดจากการไม่เป็น
หน้ีใคร
- ความสุขที่เกิดจาการประพฤติ
ตนอยา่ งถกู ต้อง

มติ ิด้านการพฒั นา ปัจจัยสนับสนุนให้ - การมที อี่ ย่อู าศยั ท่ถี ูก
ตามหลกั พทุ ธ
ศาสนา เกิดคุณ ภาพของ สขุ ลกั ษณะ

ชีวิต ตามหลักสัป - การมปี ัจจยั เคร่ืองยงั ชพี ท่ี

ปายะ 7 พอเพียง ไมข่ าดแคลน

- การที่คนในสังคมพดู จากันอยา่ ง

ถูกธรรม

- สมาชกิ ทกุ คนในสงั คมเปน็ คนดี

- ทุกคนมอี าหารการกินอยา่ ง

พอเพียง

- การมดี นิ ฟา้ อากาศและ

สภาพแวดล้อมที่ดี

- การใชอ้ ริ ิยาบถไดส้ อดคล้องกบั

การทากจิ กรรม

วิธกี ารสร้าง - ความสขุ ที่เกิดจากการให้

ความสขุ ตามหลกั - ความสุขทเ่ี กดิ จากการรกั ษาศีล

การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวิทยา 407

แนวคดิ องคป์ ระกอบ ตวั ช้วี ดั หลกั ตวั ชี้วดั ยอ่ ย
ของดัชนี
- ความสุขท่ีเกิดจากการฝกึ อบรม
บญุ กิรยิ าวัตถุ 10 จิตตัวเองให้เกิดความสงบ ต้ัง
มัน่
- ค ว า ม สุ ข ท่ี จ า ก ก า รค ว า ม
ประพฤติอ่อนนอ้ มถอ่ มตน
- ค ว า ม สุ ข ที่ เกิ ด จ า ก ก า ร
ขวนขวายชว่ ยเหลอื ผ้อู ื่น
- ความสุขท่ีเกิดจากการให้ส่วน
แห่งความดี
- ความสุขท่ีเกิดจากการยินดีใน
ความดี
- ความสขุ ที่เกดิ จากการฟังธรรม
- ความสขุ ท่ีเกิดจากการถ่ายทอด
ธรรม
- ความสขุ ที่เกิดจากการมีความ
เห็นท่ตี รงกบั ความเป็นจรงิ

จากตารางท่ี 9.8 จะเห็นได้ว่าการสร้างตัวชี้วัดความสุขมีการสร้างในหลายมิติ ขึ้นอยู่กับ
วัตถุประสงค์ในการนาไปใช้ ส่วนใหญ่เป็นตัวช้ีวัดในลักษณะภาวะวิสัย (Objective wellbeing) เป็นการวัด
พฤติกรรมที่มองเห็นจากภายนอกในแง่เศรษฐกิจ สังคม ในเชิงนโยบายในการพัฒนาประเทศ แต่การสร้าง
ตัวช้ีวัดท่ีวัดจากคุณลักษณะภายใน เป็นการวัดความสุขเชิงอัตถะวิสัย (Subjective wellbeing) ซ่ึงเป็น
ลักษณะปัจเจกบุคคล ยังมีการสร้างเครื่องมอื วัดที่มีระเบียบวิธีวิจัยท่ีชัดเจนยังมีน้อย แต่อย่างไรก็ตามได้มีการ
นาเสนอแนวคิดการวัดความสุขตามทัศนะของพระพุทธศาสนาของ ธีระโชติ เกิดแก้ว เป็นการนาหลักธรรมมา
กาหนดเป็นกรอบในการสร้างองค์ประกอบตัวชี้วัดความสุข 5 ด้าน ข้างต้น ดังน้ันในการศึกษาคร้ังน้ี ผู้วิจัยได้
องค์ประกอบตัวชี้วัดความสุขท่ีสามารถวัดได้ตามทัศนะทางพระพุทธศาสนาในระดับโลกิยสุข เนื่องจาก
สามารถวัดความเที่ยงตรง เหมาะสาหรับสร้างแบบวดั ความสุขสาหรับประชาชนสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ใน
การวิจัยมากกว่าความสุขในระดับโลกุตตรสุข โดยสามารถสรุปกรอบขององค์ประกอบใน 4 มิติ คือ สุขทาง
กายภาพ สุขทางสังคม (ศลี ) สขุ ทางจติ ใจ สุขทางปัญญา

408 Testing and Assessment for Psychology

ค. การพฒั นาองค์ประกอบตัวชีว้ ัดความสขุ และการสร้างแบบวัดความสขุ 31

1. การกาหนดเกณฑ์และคัดเลือกตัวบง่ ช้ที เ่ี หมาะสมขององค์ประกอบ

ตารางที่ 9.9 ดชั นตี วั ชี้วดั ความสุขตามหลกั พระพทุ ธศาสนา

ดัชนี ตวั ชว้ี ัดหลกั ตัวชี้วัดยอ่ ย

สขุ ทางกายภาพ 1. สขุ ทางกาย 1) การไม่มีโรคภยั ไข้เจบ็

2) การมสี ขุ ภาพแข็งแรง สมบรู ณ์

3) การดูแลสขุ ภาพร่างกาย

4) การบรโิ ภคอาหารแบบพอดี

2. ความสมั พนั ธ์ตอ่ 5) การรเู้ ทา่ ทันการใชเ้ ทคโนโลยี

สง่ิ แวดลอ้ มทางวัตถุ 6) การรู้จักพิจารณ าก่อนการบริโภคใช้สอยส่ิงของใน
ชีวิตประจาวัน

3. สภาพแวดแวดล้อมท่ีดี 7) อาศยั อยู่ในสภาพแวดลอ้ ม ดนิ ฟา้ อากาศทด่ี ีและเหมาะสม

8) สมาชิกในสังคมเป็นคนดี

9) การมีปัจจัยสี่ (อาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค)
เพยี งพอในการอย่รู ว่ มกนั

4. การจดั การทรพั ยส์ ิน 10) การหาทรัพย์มาด้วยความขยันหมั่นเพียร ไม่เบียดเบียน
โดยชอบธรรม ผู้อื่น

11) การใชจ้ ่ายทรัพยเ์ พื่อตนเอง

12) การใช้จ่ายทรัพยเ์ พือ่ ครอบครัว

13) การไม่มีภาระหนสี้ นิ

สุขทางสังคม 5. ครอบครัวเปน็ สุข 14) การเสียสละ มนี ้าใจ เกื้อกลู กัน

15) การมีธรรมะเป็นเคร่ืองยดึ เหนี่ยวจิตใจในครอบครวั

16) การมคี วามอดทนและอภัยกนั

14) การเสียสละ มีนา้ ใจ เกื้อกูลกัน

6. ความรกั สามคั คีในสงั คม 17) ความประพฤตดิ ีงาม มีระเบียบวนิ ัยในการอยู่รว่ มกนั

18) การมีส่วนร่วมในการแสดงความเห็นท่ีถูกต้อง มี

31 พระมหาสุทติ ย์ อาภากโร และคณะ, (2558), การสรา้ งและพัฒนาตัวช้ีวัดความสุขของประชาชนตามหลักคา
สอนของพระพุทธศาสนา, รายงานการวิจัย, ได้รับทุนจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, พระนครศรีอยุธยา:
มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , หน้า 189-201.

การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วทิ ยา 409

ดัชนี ตวั ชวี้ ัดหลัก ตัวชวี้ ัดยอ่ ย
สขุ ทางจติ ใจ
ประโยชนต์ ่อสงั คม

7. สุขในการสงเคราะห์ดแู ล 19) การแบง่ ปันส่ิงของและใหค้ วามช่วยเหลอื เกอ้ื กลู ผ้อู ่นื
ผู้อน่ื 20) การพดู จาปลอบโยน ใหก้ าลงั ใจผู้อ่นื

21) การเป็นคนดี ทาประโยชน์ตอ่ สังคม

22) การพูดจาใหเ้ กียรติกนั ตอ่ ผอู้ ่ืน

23) ความเปน็ ธรรม เสมอภาค ไมเ่ อาเปรียบผู้อน่ื

8. ความปลอดภยั ในชวี ิต และ 24) การไมเ่ บยี ดเบยี นชวี ิตผู้อน่ื

ทรัพยส์ ิน 25) การไม่เบยี ดเบยี นทรพั ยส์ ินผ้อู ื่น

26) การอยู่ในสังคมทไี่ มห่ วาดระแวงตอ่ กนั

9. สขุ ภาพจิตเขม้ แข็ง 27) การมอี ารมณ์แจม่ ใส จิตใจเบกิ บาน

28) การมองโลกในแง่ดี

29) การมจี ิตใจปลอดโปร่ง ผ่อนคลาย ไมเ่ ศรา้ หมอง

30) การควบคุมตนเองในการกระทาส่ิงไม่ดงี าม

31) การมีความเช่อื มัน่ ว่าตนเป็นท่ีพ่งึ แหง่ ตนได้

10. สมรรถภาพจิตดี 32) ความขยนั หมั่นเพยี รในการทางาน

33) ความอดทนในการดาเนินชวี ิต

34)การมสี มาธแิ นว่ แนใ่ นการทางาน

35) การมสี ติที่ดีในการดาเนินชวี ิต

11. คณุ ภาพจติ ดี 36) ความเอ้ือเฟ้อื เผ่อื แผแ่ ละโอบอ้อมอารีตอ่ ผู้อื่น

37) ความกรณุ าอยากชว่ ยเหลอื ใหผ้ ้อู ่นื พ้นทกุ ข์

38) การระลกึ ถงึ และตอบแทนบุญคณุ ผอู้ ื่น

39) การยกยอ่ งและช่นื ชมคุณ

ค่าแห่งการกระทาความดขี องผู้อน่ื

40)การใชว้ าจาแนะนาให้ผอู้ ่ืนกระทาความดี

12. ความภาคภูมใิ จและความ 41) การมคี ุณค่าต่อสงั คม
เชื่อมั่นใน ศักยภาพของ 42) ความเช่อื ม่นั ในการแก้ปัญหา
ตนเอง 43) ความพอใจในสถานะทางสังคม เช่น เกียรติยศ ฐานะ
ตาแหน่ง หน้าท่ีการงาน บริวาร ที่ตนเองได้มาอย่างชอบ

410 Testing and Assessment for Psychology

ดชั นี ตวั ชีว้ ัดหลัก ตวั ช้วี ดั ยอ่ ย
สขุ ทางปัญญา
ธรรม

13. คณุ ค่าในการพัฒนา 44) การแสวงหาความรู้ส่ิงใหม่ ๆ

คณุ ภาพชวี ิต 45) การเรง่ ขวนขวายทาความดี

46) การใช้ชวี ติ แบบไมป่ ระมาท

14. การเสยี สละเพอ่ื ความสุข 47) การเสยี สละผลประโยชนส์ ่วนตน เพื่อส่วนรวม

ส่วนรวม 48) การบาเพ็ญประโยชนเ์ พอ่ื สว่ นรวม

49) การชว่ ยเหลอื ผอู้ ่ืนให้พ้นทุกข์

15. การรูเ้ ท่าทันในการใช้ชีวิต 50) การรู้เท่าทนั และเห็นโทษในการเสพความสุขเกนิ ความ

พอดี

51) การยอมรบั ความเปลย่ี นแปลงของชวี ิตและการรับรสู้ ่ิง

ตา่ ง ๆ ตามความเปน็ จรงิ

52) การรกั ษาใจให้น่ิงสงบและปล่อยวาง

16 . ก ารรู้จัก ใช้ ชี วิต แ บ บ 53) การร้จู ักพิจารณา รู้จักคิดอยา่ งมเี หตุผลในการดาเนนิ ชีวติ

พอเพียง แบบพอเพยี ง

54) การไม่ยดึ ตดิ กับวตั ถุ ไมต่ กเป็นทาสของวตั ถุ

55) ความพอประมาณในการบริโภคปจั จยั 4

17.การมีหลักธรรมะในการ 56) การมีคณุ ธรรมเป็นเครือ่ งยดึ เหนี่ยวในการดาเนินชีวิต
ดาเนินชวี ิต

57) การประพฤติตนในกรอบศลี 5

58) การฝึกอบรมสมาธิ

59) การไม่กระทาบาปท้งั ทางกายและทางใจ

18. ความสขุ สงบในทางธรรม 60) การมคี วามศรัทธาเล่ือมใสในคาสอนของพระพุทธเจ้า

61) ความซาบซึ้งในการกระทาความดี

62) การไมย่ ดึ ถือ ยดึ ตดิ กับส่งิ ที่ความชอบหรือสง่ิ ที่ชัง

63) การมคี วามสขุ ในการใช้ชวี ติ อยา่ งสงบ

64) การไม่หว่นั ไหวตอ่ ส่งิ ต่างทม่ี ากระทบ

65) การมีจิตใจอิสระ สงบเย็นไม่พึ่งพาวัตถภุ ายนอก

การทดสอบและการประเมินทางจิตวทิ ยา 411

2. กาหนดนา้ หนกั และความสาคญั ขององคป์ ระกอบ
หลักเกณฑ์การกาหนดน้าหนักของตัวแปร ในการรวมตัวแปรย่อยเขา้ เป็นตัวบ่งชี้ ผู้วิจยั ต้อง

กาหนดน้าหนักแทนความสาคัญของตัวแปรย่อยแต่ละตัว ทาได้หลายวิธี เช่น วิธีการพิจารณาตัดสินโดย
ผู้เชี่ยวชาญ เป็นการพิจารณาลงความเห็นในหมู่ผู้เช่ียวชาญในเรื่องท่ีต้องศึกษานั้น โดยให้สมาชิกแต่ละคน
เสนอน้าหนักของตัวแปร32 การประเมินน้าหนักความสาคัญขององค์ประกอบตัวช้ีวัดความสุข มีวัตถุประสงค์
เพอื่ ใหพ้ จิ ารณาน้าหนักความสาคญั ขององค์ประกอบแต่ละองค์ประกอบ โดยมีเกณฑ์การพิจารณาคอื

1) การพจิ ารณาเน้ือหาครอบคลุมทกุ ประเด็นและกระจายองคป์ ระกอบไดท้ ุกดา้ นในสดั ส่วน
ทีเ่ หมาะสมหรอื ไม่

2) การพิจารณาตัวชี้วัดย่อยว่ามีความสาคัญและเก่ียวข้องอยู่ในองค์ประกอบหลักหรือไม่
ผู้เชี่ยวชาญสามารถพิจารณาและเสนอความคิดเห็นเพ่ิมเติมในแต่ละประเด็น โดยกาหนดค่าน้าหนัก
ความสาคัญด้วยมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ เพ่ือหาค่าเฉล่ียของระดับความสาคัญของตัวบ่งช้ีแต่ละตัว
ไดแ้ ก่

5 = หมายถงึ องคป์ ระกอบตัวชี้วัดนีม้ คี า่ นา้ หนักความสาคัญอยูใ่ นระดับมากที่สดุ
4 = หมายถงึ องคป์ ระกอบตวั ชว้ี ดั มคี า่ นา้ หนกั ความสาคัญอยูใ่ นระดบั มาก
3 = หมายถงึ องค์ประกอบตัวชี้วดั มคี ่าน้าหนกั ความสาคญั ในระดบั ปานกลาง
2 = หมายถงึ องคป์ ระกอบตัวช้วี ัดมคี า่ น้าหนกั ความสาคญั ในระดับน้อย
1 = หมายถงึ องคป์ ระกอบตัวชี้วดั มคี ่าน้าหนกั ความสาคัญในระดบั น้อยท่สี ุด

โดยได้กาหนดเกณฑ์แปลผลในระดบั สเกลไว้ ดงั นี้
คะแนนค่าเฉล่ยี ตัวบ่งชี้รวม 1.00-1.50 หมายถงึ ระดบั ความสาคัญมีระดบั น้อยทสี่ ดุ
คะแนนค่าเฉลีย่ ตวั บ่งชร้ี วม 1.51-2.50 หมายถึง ระดบั ความสาคัญมีระดบั น้อย
คะแนนคา่ เฉลี่ยตวั บ่งชร้ี วม 2.51-3.50 หมายถึง ระดบั ความสาคัญมีระดับปานกลาง
คะแนนค่าเฉลย่ี ตวั บ่งช้ีรวม 3.51-4.50 หมายถงึ ระดบั ความสาคญั มีระดบั มาก
คะแนนคา่ เฉลย่ี ตัวบง่ ช้ีรวม 4.51-5.00 หมายถงึ ระดบั ความสาคญั มากที่สดุ

32 นงลักษณ์ วิรัชชัย และสวุ ิมล ว่องวาณิช, (2541), การวิเคราะห์การจัดอันดับมหาวิทยาลยั ของประเทศเอเชีย,
สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาแหง่ ชาติ, กรงุ เทพมหานคร: นกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาแห่งชาติ, หนา้ 53-54.

412 Testing and Assessment for Psychology

ตารางที่ 9.10 แสดงค่าเฉลี่ยน้าหนักความสาคญั ของตัวชี้วดั หลกั ของแต่ละองค์ประกอบ จากความคิดเห็นของ
ผูเ้ ชี่ยวชาญ 15 คน

ดัชนี ตัวชี้วัดหลกั นา้ หนักความสาคัญ

คา่ เฉล่ยี แปลผล

สขุ ทางกายภาพ 1. สุขทางกาย 4.85 มากทส่ี ดุ

2. ความสมั พันธ์ตอ่ ส่งิ แวดล้อมทางวัตถุ 4.70 มากท่สี ดุ

3. สภาพแวดแวดลอ้ มท่ีดี 4.80 มากท่ีสุด

4. การจัดการทรัพย์สินโดยชอบธรรม 4.60 มากทีส่ ดุ

สุขทางสังคม 5. ครอบครวั เป็นสขุ 4.80 มากทส่ี ุด

6. ความรกั สามัคคใี นสงั คม 4.60 มากทส่ี ดุ

7. สุขในการสงเคราะห์ดแู ลผอู้ ่ืน 4.90 มากทส่ี ุด

8. ความปลอดภยั ในชวี ติ และทรัพยส์ ิน 4.80 มากทส่ี ดุ

สุขทางจิตใจ 9. สุขภาพจิตเข้มแขง็ 4.80 มากทีส่ ดุ

10. สมรรถภาพจิตดี 4.70 มากทส่ี ดุ

11. คณุ ภาพจิตดี 4.70 มากที่สุด

12. ความภาคภูมิใจและความเชื่อม่ันในศักยภาพของ 4.50 มาก
ตนเอง

สุขทางปญั ญา 13. คุณคา่ ในการพัฒนาคณุ ภาพชีวิต 4.80 มากทสี่ ดุ

14. การเสยี สละเพือ่ ความสุขสว่ นรวม 4.75 มากที่สุด

15. การรเู้ ท่าทันในการใช้ชีวติ 4.86 มากทีส่ ุด

16. การรจู้ ักใชช้ วี ิตแบบพอเพียง 4.66 มากที่สดุ

17. การมหี ลกั ธรรมะในการดาเนนิ ชีวติ 4.73 มากที่สุด

18. ความสขุ สงบในทางธรรม 4.66 มากทส่ี ุด

จากตารางท่ี 9.10 ผเู้ ช่ียวชาญใหน้ ้าหนักความสาคัญของตัวช้ีวดั หลักของแต่องค์ประกอบ 4
มิติดังนี้ คือ ความสุขทางกายภาพ ตัวช้ีวัดหลักท่ีมีน้าหนักความสาคัญมากที่สุด คือ สุขทางกาย (ค่าเฉลี่ย
เท่ากับ 4.85) ความสุขทางสังคม ตัวช้ีวัดหลักท่ีมีน้าหนักความสาคัญมากที่สุด คือ สุขในการสงเคราะห์ดูแล
ผู้อื่น (ค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.90) ความสุขทางจิตใจ ตัวช้ีวัดหลักที่มีน้าหนักความสาคัญมากท่ีสุด คือ สุขภาพจิต

การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วทิ ยา 413

เข้มแข็ง (ค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.80) ความสุขทางปญั ญา ตวั ชี้วัดหลักท่ีมนี ้าหนักความสาคัญมากที่สุด คือ การรู้เท่า
ทันในการใช้ชีวิต (ค่าเฉล่ียเท่ากบั 4.86)

ตารางท่ี 9.11 แสดงค่าเฉล่ียน้าหนักความสาคัญของตัวชี้วัดย่อย จากความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาว 15 คนด้าน
ความสุข

ตัวชวี้ ดั หลกั ตัวชวี้ ดั ย่อย น้าหนกั ความสาคญั
ค่าเฉลย่ี แปลผล

1. สขุ ทางกายภาพ 1) การไม่มโี รคภัยไขเ้ จ็บ 4.93 มากทส่ี ดุ

2) การมีสุขภาพแขง็ แรง สมบูรณ์ 4.66 มากทส่ี ดุ

3) การดแู ลสขุ ภาพรา่ งกาย 4.73 มากที่สดุ

4) การบรโิ ภคอาหารแบบพอดี 4.53 มากทีส่ ดุ

2. ความสัมพันธ์ต่อ 5) การรูเ้ ท่าทันการใชเ้ ทคโนโลยี 4.66 มากทสี่ ดุ
ส่ิงแวดล้อมทางวัตถุ 6) การรู้จักพิจารณาก่อนการบริโภคใช้สอยส่ิงของใน 4.53 มากที่สุด

ชวี ิตประจาวัน

3. การมีสภาพแวด 7) อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อม ดินฟ้าอากาศท่ีดีและ 4.50 มาก

แวดล้อมที่ดี เหมาะสม

8) สมาชกิ ในสังคมเปน็ คนดี 4.80 มากทส่ี ุด

9) การมปี ัจจยั ส่ีเพยี งพอในการอยู่รว่ มกัน 4.60 มากทส่ี ุด

4. การจดั ทรัพยส์ ิน 10) การหาทรัพยด์ ว้ ยความขยัน หม่นั เพยี ร ไม่ 4.73 มากทส่ี ุด

โดยชอบธรรม เบียดเบยี นผู้อ่ืน

11) การใชจ้ า่ ยทรพั ยเ์ พอ่ื ตนเอง 4.86 มากที่สุด

12) การใช้จ่ายทรัพย์เพอื่ ครอบครวั 4.60 มากทสี่ ดุ

13) การไมม่ ีภาระหนี้สนิ 4.90 มากทสี่ ดุ

จากตารางที่ 9.11 ผเู้ ช่ยี วชาญได้ให้น้าหนักความสาคัญดัชนีดา้ นความสุขทางกายภาพ จาก
การประเมินพบว่า ตัวชี้วัดย่อยส่วนใหญ่มีระดับความสาคัญในระดับมากที่สุด โดยตัวช้ีวัดย่อยท่ีมีค่าเฉล่ีย
น้าหนักความสาคัญมากที่สุดคือ การไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.93) รองลงมาคือ การไม่มีภาระ
หน้ีสิน (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.90) และการใช้จ่ายทรัพย์เพ่ือตนเอง (ค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.86) ส่วนตัวชี้วัดย่อยท่ีมี
น้าหนักความสาคัญในระดับมาก คือ อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อม ดินฟ้าอากาศที่ดีและเหมาะสม (ค่าเฉล่ีย
เทา่ กับ 4.50)

414 Testing and Assessment for Psychology

ตารางที่ 9.12 แสดงค่าเฉลี่ยน้าหนักความสาคัญของตัวชี้วัดย่อย จากความคิดเห็นผู้เช่ียวชาญ 15 คน ด้าน
ความสขุ ทางสงั คม

ตวั ชี้วดั หลัก ตวั ชี้วัดยอ่ ย นา้ หนกั ความสาคัญ
ค่าเฉลีย่ แปลผล

1. ครอบครวั เปน็ สุข 1) การเสียสละ มนี า้ ใจ เกอ้ื กลู กนั 4.73 มากทส่ี ุด

2) การมีธรรมะเปน็ เครอ่ื งยดึ เหน่ยี วจิตใจในครอบครัว 4.86 มากทส่ี ดุ

3) การมคี วามอดทนและอภยั กนั 4.60 มากท่สี ดุ

4) การเสยี สละ มนี ้าใจ เก้อื กูลกัน 4.73 มากที่สดุ

2. ความรักสามัคคี 5) ความประพฤติดีงาม มรี ะเบียบวินยั ในการอยรู่ ่วมกัน 4.53 มากที่สุด

ในสงั คม 6) การมีส่วนร่วมในการแสดงความเห็นท่ีถูกต้อง มี 4.50. มากทีส่ ุด
ประโยชน์ตอ่ สังคม

3. การมีสภาพแวด 7) การแบง่ ปันสง่ิ ของและใหค้ วามชว่ ยเหลือเกอ้ื กูลผู้อ่นื 4.85 มากทส่ี ุด

แวดล้อมทด่ี ี 8) การพูดจาปลอบโยนและการใหก้ าลงั ใจผูอ้ ื่น 4.60 มากทส่ี ุด

9) การเป็นคนดีทาประโยชนต์ อ่ สังคม 4.66 มากทส่ี ดุ

10) การพดู จาให้เกยี รติกนั ต่อผอู้ ่ืน 4.60 มากที่สดุ

11) ความเป็นธรรม เสมอภาค การไมเ่ อาเปรยี บผ้อู ่ืน 4.66 มากท่ีสดุ

4. การจัดทรพั ย์สิน 12) การไม่เบยี ดเบียนชวี ิตผู้อ่นื 4.84 มากทส่ี ุด

โดยชอบธรรม 13) การไม่เบียดเบียนทรัพยส์ นิ ผูอ้ นื่ 4.80 มากทส่ี ุด

14) การอยู่ในสงั คมที่ไม่หวาดระแวงตอ่ กนั 4.60 มากทส่ี ุด

จากตารางท่ี 9.12 ผู้เช่ียวชาญไดใ้ หน้ า้ หนักความสาคญั ดชั นดี ้านความสุขทางสงั คม จากการ
ประเมินพบว่า ตัวชี้วัดย่อยส่วนใหญ่มีน้าหนักความสาคัญอยู่ในระดับมากที่สุด โดยตัวช้ีวัดย่อยที่มีค่าเฉลี่ย
น้าหนักความสาคัญมากที่สุด คือ การมีธรรมะเป็นเคร่ืองยึดเหนี่ยวจิตใจในครอบครัว (ค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.86)
รองลงมา คือ การแบ่งปันส่ิงของและให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.85) และ การไม่
เบียดเบียนชวี ิตผอู้ ่ืน (ค่าเฉลยี่ เทา่ กบั 4.84) ตามลาดับ

การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วทิ ยา 415

ตารางท่ี 9.13 แสดงค่าเฉล่ียน้าหนักความสาคัญของตัวช้ีวัดย่อย จากความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญ 15 คน ด้าน
ความสขุ ทางจติ ใจ

ตวั ชว้ี ดั หลัก ตวั ชีว้ ัดยอ่ ย นา้ หนักความสาคัญ
คา่ เฉล่ีย แปลผล

1. สุขภาพจติ 1) การมอี ารมณแ์ จ่มใส จติ ใจเบกิ บาน 4.74 มากที่สดุ

เขม้ แข็ง 2) การมองโลกในแงด่ ี 4.73 มากที่สดุ

3) การมีจิตใจปลอดโปร่ง ผอ่ นคลาย ไมเ่ ศร้าหมอง 4.60 มากที่สุด

4) การควบคมุ ตนเองในการกระทาสิ่งที่ไมด่ ีงาม 4.80 มากทส่ี ุด

5) การมีเชอ่ื ม่ันวา่ ตนเป็นท่พี ่ึงแหง่ ตนได้ 4.74 มากทส่ี ุด

2. สมรรถภาพจติ ดี 6) ความขยนั หมัน่ เพียรในการทางาน 4.60 มากทส่ี ุด

7) ความอดทนในการดาเนนิ ชีวิต 4.77 มากท่ีสดุ

8) การมสี มาธแิ น่วแนใ่ นการทางาน 4.74 มากทสี่ ุด

9) การมสี ตทิ ด่ี ีในการดาเนินชวี ติ 4.77 มากทส่ี ุด

3. คุณภาพจติ ดี 10) ความเอื้อเฟอ้ื เผือ่ แผ่และโอบออ้ มอารีตอ่ ผู้อ่ืน 4.70 มากทส่ี ุด

11) ความกรณุ าอยากชว่ ยเหลอื ใหผ้ อู้ ืน่ พน้ ทุกข์ 4.85 มากที่สดุ

12) การระลึกถึงและตอบแทนบญุ คณุ ผู้อนื่ 4.65 มากทส่ี ุด

13) การยกย่องและชนื่ ชมคุณคา่ แห่งการกระทาความดี 4.73 มากที่สดุ

ของผูอ้ ื่น

14) การใชว้ าจาแนะนาใหผ้ อู้ ื่นกระทาความดี 4.77 มากที่สดุ

4. ความภาคภูมิใจ 15) การมคี ณุ คา่ ต่อสังคม 4.60 มากที่สดุ
4.50 มาก
และความเชื่อมั่นใน 16) ความเชือ่ มั่นในการแกป้ ัญหา 4.45 มาก
ศกั ยภาพของตนเอง 17) ความพอใจในสถานะทางสังคม เช่น เกียรติยศ

ฐานะตาแหนง่ หนา้ ท่กี ารงาน บรวิ าร ทีตนเองได้มา

อย่างชอบธรรม

18) ความเชือ่ ม่ันในการแก้ปัญหา 4.53 มากทส่ี ดุ

19) ความพอใจในสถานะทางสังคม เช่น เกียรติยศ 4.73 มากทส่ี ุด
ฐานะตาแหน่ง หน้าท่ีการงาน บรวิ าร ทตี นเองไดม้ า
อย่างชอบธรรม

416 Testing and Assessment for Psychology

จากตารางที่ 9.13 ดังกลา่ ว ผเู้ ชี่ยวชาญได้ใหน้ ้าหนักความสาคัญดัชนีด้านความสขุ ทางจิตใจ
จากการประเมินพบว่า ตัวชี้วัดย่อยส่วนใหญ่มีน้าหนักความสาคัญอยู่ในระดับมากที่สุด โดยตัวชี้วัดย่อยท่ีมี
ค่าเฉลี่ยน้าหนักความสาคัญมากที่สุด คือ ความกรุณาอยากช่วยเหลือให้ผู้อ่ืนพ้นทุกข์ (ค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.85
รองลงมา คือ การควบคุมตนเองในการกระทาส่ิงไม่ดีงาม (ค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.80) และ (ค่าเฉล่ียเท่าทับ 4.85)
และความอดทนในการดาเนินชีวิตและ 9) การมีสติท่ีดีในการดาเนินชีวิต (ค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.77) ตามลาดับ
ส่วนตัวชี้วัดท่ีมีน้าหนักความสาคัญอยู่ในระดับมาก คือความพอใจในสถานะทางสังคม เช่น เกียรติยศ ฐานะ
ตาแหน่ง หน้าท่ีการงาน บริวาร ทีตนเองได้มาอย่างชอบธรรม (ค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.45) และ ความเช่ือมั่นใน
การแกป้ ัญหา (คา่ เฉล่ยี เทา่ กบั 4.50)

ตารางท่ี 9.14 แสดงค่าเฉล่ียน้าหนักความสาคัญของตัวชี้วัดย่อย จากความคิดเห็นผู้เช่ียวชาญ 15 คน ด้าน
ความสขุ ทางปญั ญา

ตวั ชวี้ ัดหลัก ตวั ชี้วดั ย่อย น้าหนักความสาคญั
คา่ เฉลีย่ แปลผล

1. คุณคา่ ในพฒั นา 1) การแสวงหาความรสู้ ิง่ ใหม่ ๆ 4.90 มากท่ีสดุ

คณุ ภาพชีวิต 2) การเร่งขวนขวายทาความดี 4.73 มากที่สดุ

3) การใชช้ วี ติ แบบไม่ประมาท 4.53 มากทส่ี ดุ

2. การเสียสละเพื่อ 4) การเสยี สละผลประโยชนส์ ว่ นตน เพือ่ ส่วนรวม 4.60 มากที่สุด

ความสขุ สว่ นรวม 5) การบาเพญ็ ประโยชนเ์ พอื่ ส่วนรวม 4.77 มากที่สุด

6) การช่วยเหลือผู้อ่นื ใหพ้ น้ ทกุ ข์ 4.80 มากทส่ี ดุ

3. การรเู้ ท่าทันใน 7) การรู้เท่าทันและเห็นโทษในการเสพความสุขเกิน 4.66 มากทส่ี ุด

การใชช้ วี ติ ความพอดี

8) การยอมรับความเปล่ียนแปลงของชีวิตและการรับรู้ 4.75 มากที่สดุ
ส่ิงต่าง ๆ ตามความเปน็ จริง

9) การรักษาใจใหน้ ิ่งสงบและปล่อยวาง 4.76 มากที่สดุ

4. การร้จู กั ใชช้ ีวติ 10) การรู้จักพิจารณารู้จักคิดอย่างมีเหตุผลในการ 4.80 มากทีส่ ดุ
แบบพอเพยี ง ดาเนนิ ชวี ติ แบบพอเพียง 4.80 มากทส่ี ดุ

11) การไม่ยึดตดิ กับวตั ถุ ไมต่ กเปน็ ทาสของวตั ถุ

12) ความพอประมาณในการบริโภค 4.84 มากที่สดุ

5. การมหี ลกั ธรรมะ 13) การมีคุณธรรมเป็นเคร่ืองยึดเหนี่ยวในการดาเนิน 4.75 มากทส่ี ุด

การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วทิ ยา 417

ตวั ช้วี ดั หลัก ตัวชวี้ ดั ยอ่ ย นา้ หนกั ความสาคญั
ในการดาเนิน ค่าเฉลย่ี แปลผล
ชวี ิต ชวี ิต
14) การประพฤตติ นในกรอบศีล 5 4.60 มากทส่ี ุด
6. ความสุขสงบ 15) การฝกึ อบรมสมาธิ 4.86 มากทีส่ ุด
ในทางธรรม 16) การไมก่ ระทาบาปท้ังทางกายและทางใจ 4.86 มากทส่ี ดุ
17) การศรัทธาเลื่อมใสในคาสอนของพระพุทธเจา้ 4.93 มากทส่ี ุด
18) ความซาบซึง้ ในการกระทาความดี 4.80 มากทสี่ ดุ
19) การไมย่ ึดถือ ยึดติดกบั สิง่ ทค่ี วามชอบหรือสิง่ ท่ีชงั 4.83 มากทส่ี ดุ
20) การมีความสขุ ในการใชช้ ีวิตอย่างสงบ 4.86 มากทส่ี ดุ
21) การไม่หวั่นไหวต่อสิ่งต่าง ๆ ท่ีมากระทบภายใน 4.77 มากที่สดุ

จติ ใจ 4.80 มากทีส่ ดุ
22) การมีจิตใจอสิ ระ สงบเย็นไมพ่ ่ึงพาวัตถุภายนอก

จากตารางท่ี 9.14 ผู้เชี่ยวชาญได้ให้น้าหนักความสาคัญดัชนีด้านความสุขทางปัญญา จาก
การประเมินพบว่า ตัวชี้วัดย่อยท้ังหมดมีน้าหนักความสาคัญอยู่ในระดับมากท่ีสุด โดยตัวช้ีวัดย่อยที่มีค่าเฉล่ีย
น้าหนักความสาคัญมากท่ีสุด คือ การแสวงหาความรู้ส่ิงใหม่ๆ (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.90 รองลงมา คือ การมี
ความสุขในการใช้ชีวิตอย่างสงบ การฝึกอบรมสมาธิ และการไม่กระทาบาปท้ังทางกายและทางใจ (ค่าเฉลี่ย
เท่ากับ 4.86) ตามลาดบั

จากผลการประเมินระดับน้าหนักความสาคัญขององค์ประกอบของตัวชี้วัดแต่ละด้าน ผู้วิจัย
ได้กาหนดเกณฑ์ตัวบ่งชี้ที่มีแปลผลระดับความสาคัญระดบั มากขึ้นไป และได้ปรับปรุงองค์ประกอบของตัวช้ีวัด
ตามข้อเสนอแนะของผู้เช่ียวชาญ นาไปสร้างเคร่ืองมือวิจัย เพ่ือนาไปใช้ทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างในข้ันตอน
ตอ่ ไป

ง. การพัฒนาแบบวดั ความสุขตามหลักพระพุทธศาสนา33

1. การสร้างและพฒั นาขอ้ คาถามจากตัวบ่งชข้ี ององค์ประกอบ

33 พระมหาสุทิตย์ อาภากโร และคณะ, (2558), การสรา้ งและพัฒนาตัวช้ีวัดความสุขของประชาชนตามหลักคา
สอนของพระพุทธศาสนา, รายงานการวิจัย, ได้รับทุนจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, พระนครศรีอยุธยา:
มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, หนา้ 201-209.

418 Testing and Assessment for Psychology

ในส่วนน้ีผู้วิจัยได้ยกร่างแบบวัดความสุขตามตามองค์ประกอบของตัวช้ีวัดท่ีผ่านเกณฑ์การ
ประเมนิ จากผูเ้ ชี่ยวชาญจานวน 65 ตวั บ่งช้ี มาสร้างแบบวดั เป็นลักษณะข้อคาถาม ประกอบดว้ ยองค์ประกอบ
ตัวชี้วัดหลักและตัวชี้ยอ่ ย ลักษณะข้อคาถามเปน็ ข้อความเชิงเดีย่ ว ครอบคลุมลกั ษณะของตัวชวี้ ัดในแต่ละด้าน
คือ ความสุขทางกายภาพ ความสุขทางสังคม ความสุขทางจิตใจ และความสุขทางปัญญา มีมาตราประเมินค่า
5 ระดบั คอื เหน็ ดว้ ยมากทส่ี ุด-เหน็ ด้วยน้อยที่สุดดังนี้

5 = เห็นดว้ ยมากทสี่ ุด หมายถงึ ข้อความน้ีตรงกับความเปน็ จริงในระดับมากทส่ี ดุ
4 = เห็นดว้ ยมาก หมายถึง ขอ้ ความน้ีตรงกับความเป็นจรงิ ในระดับมาก
3 = เหน็ ดว้ ยปานกลาง หมายถึง ข้อความนี้ตรงกับความเป็นจริงในระดบั ปานกลาง
2 = เห็นด้วยน้อยหมายถงึ ข้อความน้ตี รงกบั ความเปน็ จรงิ ในระดับนอ้ ย
1 = เหน็ ด้วยน้อยที่สดุ หมายถงึ ข้อความนต้ี รงกบั ความเปน็ จรงิ ในระดบั น้อยที่สดุ
เป็นตวั อยา่ งขอ้ ความดังนี้

ตวั อยา่ ง แบบวดั ตัวชีว้ ัดความสขุ ตามหลักพระพทุ ธศาสนา
54321

1) ขา้ พเจ้าสขุ ใจท่ีเป็นคนไม่มีโรคภยั ไขเ้ จบ็ มาเบียดเบียน
2) ขา้ พเจา้ ภูมใิ จทีเ่ ปน็ คนมีสุขภาพร่างกายทแ่ี ขง็ แรง สมบูรณ์
3) ขา้ พเจา้ ดูแลสขุ ภาพของฉันเป็นอยา่ งดี ไมบ่ ริโภคสงิ่ ทเี่ ป็นโทษ

ตอ่ ร่างกาย
4) ข้าพเจ้าบริโภคอาหารอยา่ งพอดีโดยคานึงถึงสขุ ภาพและ

ประโยชน์ตอ่ รา่ งกาย
5) ขา้ พเจ้าภมู ใิ จทใ่ี ชเ้ ทคโนโลยเี พ่อื พฒั นาคุณภาพชวี ติ มองคณุ และ

โทษของส่ิงน้ันเสมอ
6) ข้าพเจ้ารสู้ กึ พอใจที่ได้พจิ ารณาคุณประโยชน์ของสิง่ ของบรโิ ภค

ในชีวิตประจาวนั ก่อนการตดั สินใจเลือกใช้สอย

ในเบือ้ งต้นผูว้ ิจยั ได้นาข้อคาถามให้ผู้เช่ียวชาญตรวจแก้ไขเน้ือหาวา่ ชดั เจน เหมาะสมหรือไม่
หลังจากน้นั ผวู้ จิ ัยไปนาขอ้ เสนอแนะมาปรับปรงุ ขอ้ คาถามนาไปตรวจสอบคุณภาพของตัวบ่งช้ีต่อไป

2. การพฒั นาและการตรวจสอบคณุ ภาพของเคร่อื งมือทใ่ี ช้ในการวจิ ยั
1) การตรวจสอบคุณภาพของตัวบ่งชี้ โดยการประเมินความตรงของเนื้อหา (Validity) หา

ความสอดคล้องโดยผู้เช่ียวชาญ จานวน 7 คน วิเคราะห์ค่า IOC (Index of Consistency) โดยผู้วิจัยได้

การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวิทยา 419

กาหนดเกณฑ์ค่า IOC ตั้งแต่ 0.70 แสดงว่าตัวบ่งชี้นั้นมีคุณภาพ ผ่านการคัดเลือกตรงตามเกณฑ์ท่ีกาหนดไว้
นอกจากน้ี นาผลการประเมินความคิดเห็นเพ่ิมเติมของผู้เช่ียวชาญด้านเนื้อหา ด้านความเหมาะสม และด้าน
ความชัดเจน มาปรับปรงุ และแก้ไขตวั บ่งชี้ในแต่ละองค์ประกอบ เพ่ือให้เนื้อหาชัดเจน ครอบคลมุ องค์ประกอบ
ตัวชวี้ ดั ทุกด้านดชั นคี วามสอดคล้องกาหนดเกณฑ์พิจารณา คือ

(1) ใช้ได้หมายถึงเนอ้ื หาในข้อความถูกตอ้ ง เหมาะสม นาไปใช้ไดจ้ รงิ (ให้ คะแนน 1)
(2) ควรแก้ไขหมายถึงเนื้อหาในข้อความถูกต้องแต่ควรปรับปรุงก่อนนาไปใช้ (ให้คะแนน
0)
(3) ใช้ไม่ได้หมายถึงเนื้อหาในข้อความไม่ถูกต้อง ควรตัดทิ้ง (ให้คะแนน 1) โดยผลการ
ประเมนิ

ดชั นีความสอดของผเู้ ชยี่ วชาญ สรปุ ดังตารางตอ่ ไปน้ี

ตารางที่ 9.15 แสดงคา่ ดัชนคี วามสอดคลอ้ งระดบั คณุ ภาพของตัวบง่ ชีจ้ ากการประเมนิ ผเู้ ชี่ยวชาญ 7 คน

ตัวบง่ ช้ี ค่าดชั นคี วาม
สอดคล้อง
1) ขา้ พเจา้ สขุ ใจท่ีเปน็ คนไมม่ ีโรคภยั ไข้เจบ็ มาเบยี ดเบียน IOC แปลผล
2) ขา้ พเจา้ ภมู ใิ จท่ีเปน็ คนมีสุขภาพรา่ งกายท่แี ขง็ แรง สมบูรณ์ 1.00 ผา่ น
3) ข้าพเจ้าดแู ลสขุ ภาพของฉันเปน็ อยา่ งดี ไมบ่ รโิ ภคส่ิงทีเ่ ป็นโทษต่อร่างกาย 1.00 ผ่าน
4) ขา้ พเจา้ บรโิ ภคอาหารอย่างพอดี โดยคานึงถึงสุขภาพและประโยชนต์ ่อร่างกาย 0.85 ผ่าน
5) ข้าพเจ้าภมู ิใจที่ใชเ้ ทคโนโลยเี พ่ือพัฒนาคณุ ภาพชีวติ มองคุณและโทษของส่งิ นนั้ เสมอ 1.00 ผ่าน
6) ขา้ พเจ้ารู้สึกพอใจทไี่ ด้พิจารณาคุณประโยชน์ของสิง่ ของบรโิ ภคในชวี ติ ประจาวัน 1.00 ผา่ น
1.00 ผ่าน
ก่อนการตัดสนิ ใจเลอื กใช้สอยทุกครัง้
7) ข้าพเจ้าสบายใจท่ีอาศยั อยูใ่ นสภาพแวดล้อมธรรมชาติ ดนิ ฟา้ อากาศท่ีดีและเหมาะสม 7.85 ผา่ น
8) สมาชิกในชมุ ชน/องคก์ รหรือสังคมของขา้ พเจา้ ลว้ นเปน็ คนดี มีศลี ธรรม 1.00 ผ่าน
9) ในชมุ ชน/สังคมที่ข้าพเจ้าอยู่ เปน็ สถานท่ีทีม่ ีปัจจัย 4 (อาหาร เสือ้ ผา้ ท่อี ยู่อาศัย ยา 1.00 ผา่ น

รักษาโรค) อยา่ งเพยี งพอ และสะดวกในการจับจา่ ยใช้สอย 1.00 ผา่ น
10) ข้าพเจ้าภมู ิใจท่หี าทรัพย์มาด้วยความขยนั หมน่ั เพียรและไม่เบยี ดเบียนผอู้ ืน่


Click to View FlipBook Version